Venerable Ajaan Brom’s Biography

Ajaan Brom Cirapuñño

คํานํา

ท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ หรือ หลวงปู่พรหม ท่านเป็นสกุลแห่งพระป่า เป็นศิษย์องค์แรกของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ 

หลวงปู่พรหม ชีวิตครอบครัวของท่านคล้ายคลึงกับของพระมหากัสสปะ พระอรหันตสาวกองค์สําคัญในครั้งพุทธกาล ท่านมีเกียรติประวัติอันงดงามมาตั้งแต่เป็นฆราวาส ด้วยเหตุที่ท่าน บําเพ็ญบารมีธรรมมาด้วยดีแต่อดีตชาติ ส่งผลสนับสนุนให้ท่านดําเนินตามรอยองค์พระบรมศาสดา โดยท่านมีจิตใจมุ่งมั่นแสวงหาความสุขที่แท้จริงตั้งแต่วัยเด็กจนเติบใหญ่มีครอบครัว แม้ท่านสร้าง ฐานะจนรํ่ารวยเป็นเศรษฐี ครอบครัวก็อบอุ่น ทั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านและเป็นนายฮ้อยที่ชาวบ้านยกย่อง แต่ท่านก็ไม่พบความสุขที่แท้จริง จวบจนพบหลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์องค์แรกชี้นําทางธรรม ท่านจึงตัดสินใจออกบวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม โดยก่อนบวชท่านได้สละตําแหน่ง ลาภ ยศ ชื่อเสียง และทรัพย์สมบัติทั้งหมดออกแจกทานเช่นเดียวกับพระเวสสันดร ทั้งให้ศรีภรรยาออกบวชเป็นแม่ชีตลอดชีวิต การกระทําของท่านนั้นยากที่คนสมัยนั้นจะเข้าใจและยากที่จะกระทําตามได้ จนเป็นข่าวใหญ่โตและโด่งดังมาก 

และเมื่อหลวงปู่พรหมครองสมณเพศแล้ว ท่านได้ออกเที่ยวธุดงค์ตั้งแต่พรรษาแรก และได้พบหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นสหธรรมิกองค์สําคัญ เป็นนักรบธรรมเดนตาย ออกเที่ยวธุดงค์ขึ้นภาคเหนือติดตามหลวงปู่มั่นด้วยกัน จนพบและได้ถวายตัวเป็นพระศิษย์ ท่านดําเนินตามปฏิปทาของหลวงปู่มั่น โดยยึดมั่นในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร และข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดที่สุด แม้ท่านบวชเมื่ออายุมากแล้ว และเริ่มจากจิตปุถุชนคนธรรมดา แต่ด้วยความอดทนต่อความทุกข์ยากลําบาก ด้วยความยึดมั่นในสัจจะแม้ชีวิตก็ยอมสละได้ และด้วยความพากเพียรอุตสาหะอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ในเวลาไม่นานท่านก็บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ประเภทขิปปาภิญญา มีความรู้พิเศษพิสดารมาก มีอภิญญาจนหลวงปู่มั่นเมตตาชม และองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ก็ได้ยกย่องท่านเป็นหนึ่งใน “เพชรนํ้าหนึ่ง และ โพธิ์ธรรม” ของวงพระธุดงคกรรมฐาน 

หลวงปู่พรหมท่านเป็นพระมหาเถระที่มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเคร่งขรึมน่าเกรงขาม มักน้อยสันโดษ พูดน้อยแต่ปฏิบัติมาก ท่านมีศีลาจารวัตรอันงดงาม มีธรรมภายในอันเปี่ยมล้น เทศนาธรรม ของท่านสั้นกระชับแต่ลึกซึ้งประทับใจ ท่านมีวิหารธรรม คือ ขยันทํางานทั้งงานภายใน – ภายนอก เมื่อท่านบําเพ็ญจริยา ๓ โดยบําเพ็ญประโยชน์ตนจนสมบูรณ์แล้ว จึงบําเพ็ญประโยชน์แก่ญาติและแก่โลก โดยสร้างศาสนทายาท ศาสนถาวรวัตถุ และสาธารณประโยชน์ไว้มากมาย ผลงานที่สําคัญ คือ พระพุทธรูป อันมีพุทธลักษณะเป็นเอกลักษณ์ประจําองค์ท่าน ส่วนเกียรติประวัติอันสําคัญยิ่ง ของท่าน คือ ท่านได้ทุ่มเทชีวิตพิสูจน์ยืนยันยอดแห่งบทธรรม นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ว่ามีจริงและ ยังคงทนท้าทายต่อการพิสูจน์ตลอดไป

มูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต

สิงหาคม ๒๕๖๐

ภาค ชีวิตฆราวาสปฐมวัย

ท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ หรือ หลวงปู่พรหม ท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสรูปหนึ่ง ผู้เคยสดับรับฟังโอวาทเทศนาธรรมและได้มีโอกาสติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานอย่างใกล้ชิด หลวงปู่พรหมท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานหรือ พระป่า ผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ตั้งมั่นอยู่ในธุดงควัตร มุ่งรักษาข้อวัตรปฏิปทา และตั้งใจ ใฝ่ปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งต่อความหลุดพ้น เช่นเดียวกับพระสงฆ์สาวกในสมัยครั้งพุทธกาล ท่านจึงมี ศิษยานุศิษย์และผู้ใคร่ในธรรมปฏิบัติให้ความเคารพนับถือในท่านเป็นจํานวนมาก ด้วยธรรมประวัติอันเลิศเลองดงามตลอดชีวิตบรรพชิตของท่าน จนเป็นที่ยอมรับในวงกรรมฐานอย่างกว้างขวางว่า ท่านเป็นสมณะผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เป็นเนติสงฆ์ เป็นพระสมบูรณ์แบบ และเป็นสังฆรัตนะ ที่ควร แก่การสักการบูชา เป็นทิฏฐานุคติแบบอย่างอันลํ้าค่าแก่พุทธศาสนิกชน ดังจะกล่าวต่อไป

ชาติกําเนิด

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมีนามเดิมว่า พรหม นามสกุล สุภาพงษ์

โยมบิดาของท่านชื่อ นายจันทร์ สุภาพงษ์ โยมมารดาของท่านชื่อ นางวันดี สุภาพงษ์

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเกิดเมื่อวันแรม ๓ คํ่า เดือน ๖ ปีขาล ตรงกับวันอังคารที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ เป็นไปตามแผ่นหินอ่อนจารึกในพระเจดีย์ของท่าน ซึ่งจารึกไว้ว่า “พระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ชาตะวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ ตรงกับวันอังคาร แรม ๓ คํ่า เดือน ๖ ปีขาล” ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งในรัชสมัยนี้ถือเป็นยุคทองรุ่งเรือง เพราะมีครูบาอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร รุ่นอาวุโส ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” มาถือกําเนิดในรัชสมัยของพระองค์มากที่สุด 

หลวงปู่พรหม ท่านสร้างบารมีธรรมมาเปี่ยมล้น ตั้งแต่บุพเพชาติอันยาวไกลนานนับแสนกัป ท่านเป็นสาวกบารมีญาณผู้เลิศด้วยความศรัทธาและพากเพียรอย่างยิ่งยวด ท่านจึงบรรลุธรรมได้ อย่างรวดเร็ว การปฏิบัติธรรมของท่าน ในฝ่ายปฏิปทา ๔ ท่านจัดอยู่ในประเภททุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา คือ ปฏิบัติลําบาก แต่รู้ได้เร็ว

ด้วยท่านเป็นผู้มีอํานาจวาสนามาก พร้อมที่จะบรรลุธรรมในปัจจุบันชาติ ท่านจึงมีอุปนิสัยอรหัตตคุณรุ่งเรืองอยู่ในจิตใจ ในชีวิตฆราวาสของท่านนั้น ตั้งแต่อยู่วัยเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็น ผู้ใหญ่ จิตใจของท่านจึงประหวัดครุ่นคิดแสวงหาแต่ความสุขที่แท้จริง ท่านแสวงหาความสุขนั้นด้วย ตนเองด้วยวิถีฆราวาส ท่านทําทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ความสุขนั้น สุดท้ายความสุขที่ท่านได้รับนั้น ล้วนเป็นเพียงความสุขทางโลกอันน้อยนิดและแถมเจือปนเต็มไปด้วยทุกข์ ท่านจึงยังไม่ประสบพบ ความสุขที่แท้จริง สาเหตุประการสําคัญ คือ เพราะท่านยังไม่พบครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริง สั่งสอนชี้แนะความสุขทางธรรม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องความสุขที่แท้จริงไว้ว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริง เลย…” 

“นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” ธรรมบทสําคัญนี้อันหมายถึง ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ นับแต่สมัยครั้งพุทธกาลจวบจนสมัยปัจจุบัน ยังก้องกังวาน ทันสมัย และยังคงท้าท้ายผู้ต้องการแสวงหาความสุขที่แท้จริงอยู่เสมอ ดังเรื่องของพระมหากัปปิน พระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาล โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้

“… ส่วนผู้เห็นธรรมแล้ว ไม่มีใครที่จะบ่น นอกจากออกอุทานเท่านั้น อย่างพระมหากัปปิน ท่านว่า สุขํ วต สุขํ วต สุขหนอๆ นี่ท่านเคยเป็นพระมหากษัตริย์มาแต่ก่อน เสด็จออกผนวชจน ได้เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาแล้วท่านเปล่งอุทานว่า สุขํ วต สุขํ วต สุขหนอๆ นั่น แต่ก่อนท่านอยู่ ในพระราชวังไม่เคยเห็นออกอุทานว่า สุขหนอๆ เวลาเสด็จออกจากสิ่งพัวพันทั้งหลายและสลัดภายในใจออกอีก จนกลายเป็นใจที่บริสุทธิ์แล้ว อยู่ไหนก็สุขหนอๆ สุขํ วต สุขํ วต เราก็เอาให้ได้ซิ อยู่ที่ไหนก็ สุขํ วต ซิ ท่านมหากัปปินมิได้ผูกขาดนี่ นี่อยู่กับผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งใจประพฤติปฏิบัติด้วยสติปัญญาอย่านอนใจ นี่แลทางแห่ง สุขํ วต อยู่ตรงนี้…”

และในกาลต่อมานายฮ้อยพรหมท่านได้ประสบกับธรรมบทนี้ด้วยตัวของท่านเอง กล่าวคือ

เมื่อนายฮ้อยพรหมท่านได้ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ และท่านได้เริ่มปฏิบัติธรรม ความสงบ และความสุขได้บังเกิดขึ้นแก่จิตใจท่าน ท่านเริ่มประสบความสุขที่แท้จริง ท่านจึงตัดสินใจออกบวช โดยก่อนที่ท่านจะออกบวช ท่านได้สละทรัพย์สมบัติข้าวของจํานวนมากมายมหาศาลออกบําเพ็ญมหาทาน และออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เพื่อแสวงหาความสุขที่แท้จริงสมดังใจมุ่งหมาย โดยออกเดินเท้าธุดงค์ปฏิบัติธรรม เป็นนักรบธรรมออกเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามป่าตามเขา ปฏิบัติแบบอุกฤษฏ์เดนตาย และท่านก็ถึงซึ่งวิมุตติธรรม ประสบวิมุตติสุข บรรลุธรรมขั้นอรหัตตผล อันเป็นอริยธรรมขั้นสูงสุดในเวลาอันรวดเร็ว เพียงไม่กี่ปีภายหลังจากที่ท่านได้เข้ากราบนมัสการและน้อมถวายตัวเป็นศิษย์ติดตามใกล้ชิดท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านก็บรรลุธรรมตาม พ่อแม่ครูบาอาจารย์ของท่าน

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านจึงนับเป็นพระศิษย์องค์แรกของหลวงปู่มั่นที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก่อนหมู่คณะ เป็นสักขีพยานยืนยันมรรคผลนิพพานว่า มีจริงและยังไม่เคยครึหรือล้าสมัย

ส่วนเรื่องราวในอดีตชาติของหลวงปู่พรหมนั้น มีชาติสําคัญชาติหนึ่งอันบ่งบอกถึงเรื่องของการบําเพ็ญบุญร่วมสายบุญสายกรรม เป็นเรื่องสําคัญและจําเป็นมาก หากมีสายบุญสายกรรมที่ดี มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ย่อมส่งเสริมกันให้เร่งรีบบําเพ็ญแต่คุณงามความดี อันส่งผลดี แก่กันและกัน ให้ได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า และถึงที่สุดแห่งความสุข คือ พระนิพพานบรมสุข กล่าวคือ หลวงปู่พรหมท่านเคยเกิดเป็นศิษย์ของพระอุปคุตเถรเจ้า พระอรหันตสาวก องค์สําคัญที่เป็นเลิศด้านอิทธิฤทธิ์ ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคภายหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๒๐๐ กว่าปี อันเป็นยุคที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนา 

เมื่อหลวงปู่พรหม ท่านออกเร่งทําความเพียรเพื่อความหลุดพ้นเพียงองค์เดียวตามลําพังนั้น คืนวันหนึ่งในยามดึกสงัด พระอุปคุตเถรเจ้าท่านได้เมตตาเหาะลอยมาโปรดเยี่ยมให้กําลังใจท่าน ถึงบริเวณที่ท่านพักภาวนา ส่งผลให้ท่านมีกําลังใจเป็นอันมาก ซึ่งเหตุการณ์อัศจรรย์เช่นนี้มักเกิดกับ ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นหลายต่อหลายองค์ ตัวอย่างเช่น กรณีของ พระมหากัสสปเถรเจ้า พระมหาเถระองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งในครั้งพุทธกาล ซึ่งองค์สมเด็จพระ–สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยกย่องและประทานตําแหน่งเอตทัคคะด้านธุดงควัตรให้กับพระมหากัสสปะ ท่านได้เมตตาเหาะลอยมาโปรดเยี่ยมให้กําลังใจหลวงปู่ชอบ ฐานสโม พร้อมทั้งเมตตาเทศน์แสดงธุดงควัตรเป็นธรรมสําคัญคู่เคียงกับพระพุทธศาสนามาดั้งเดิม 

ปฏิปทา ๔

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ได้บันทึกไว้ดังนี้

[๘๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยังมีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมที่เยี่ยม คือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในฝ่ายปฏิปทา ปฏิปทา ๔ เหล่านี้ คือ

๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลําบาก ทั้งรู้ได้ช้าฯ

๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญาปฏิปทาที่ปฏิบัติลําบาก แต่รู้ได้เร็วฯ

๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้าฯ

๔. สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็วฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในปฏิปทา ๔ นั้น ปฏิปทาที่ปฏิบัติลําบาก ทั้งรู้ได้ช้านี้ นับว่าเป็นปฏิปทาที่ทราม เพราะประการทั้งสอง คือ เพราะปฏิบัติลําบากและเพราะรู้ได้ช้า

อนึ่ง ปฏิปทาที่ปฏิบัติลําบาก แต่รู้ได้เร็วนี้ นับว่าเป็นปฏิปทาที่ทราม เพราะปฏิบัติลําบาก

ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้านี้ นับว่าเป็นปฏิปทาที่ทราม เพราะรู้ได้ช้า 

ส่วนปฏิปทาที่ปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็วนี้ นับว่าเป็นปฏิปทาประณีต เพราะประการทั้งสอง คือ เพราะปฏิบัติสะดวก และ เพราะรู้ได้เร็ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นธรรมที่เยี่ยมในฝ่ายปฏิปทาฯ

ท่านกําเนิดในครอบครัวชาวนาสัมมาทิฏฐิ

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านบําเพ็ญ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา คือ บําเพ็ญบุญมาแล้วด้วยดี แต่ชาติปางก่อน อุดหนุนส่งผลให้ท่านมีอํานาจวาสนาในทางธรรม ท่านจึงเกิดในปฏิรูปเทสวาสะ คือ เกิดในประเทศอันสมควร คือ ประเทศที่ประดิษฐานของพระพุทธศาสนา และพบครูบาอาจารย์ประเภทจอมปราชญ์ทางด้านธรรมเมตตาแนะนําสั่งสอน โดยท่านเกิดในครอบครัวตระกูลชาวนาสัมมาทิฏฐิ เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่นทั้งหลาย ณ บ้านตาล ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสําคัญที่เกื้อหนุน ทําให้ท่านได้ออกบวชแสวงหาโมกขธรรมในกาลต่อมาได้อย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ ขัดขวาง

โมกขธรรม แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น ธรรมที่นําสัตว์โลกให้พ้นจากกิเลสและ กองทุกข์ทั้งมวล ในความหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน เพราะพระนิพพานเป็นความดับกิเลสและกองทุกข์ได้ทั้งหมดทั้งสิ้น โมกขธรรมจัดเป็นจุดหมายสูงสุดของการออกบวชเป็นบรรพชิต เช่น การเสด็จออกผนวชของพระพุทธเจ้าก็ทรงมุ่งแสวงหาโมกขธรรมนี้ แม้พระสงฆ์สาวกในภายหลังก็ ออกบวชกันด้วยมีปณิธานและความมุ่งมั่นเช่นนี้

หลวงปู่พรหม ท่านเป็นบุตรคนโตหัวปี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งหมด ๔ คน เป็นชาย ๒ คน และหญิง ๒ คน เรียงตามลําดับ ดังนี้

๑. หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

๒. นายพิมพา สุภาพงษ์ภายหลังได้บวชเป็นพระจนตลอดชีวิต

๓. นางคําแสน สุภาพงษ์ ในประวัติไม่ได้กล่าวถึง

๔. นางตื้อ สุภาพงษ์ ได้อุทิศชีวิตบวชเป็นชีและเจริญอยู่ในธรรมตลอดชีวิต

บ้านตาล อันเป็นบ้านเกิดของหลวงปู่พรหมนั้น ในสมัยก่อนเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว บ้านตาลเป็นหมู่บ้านในถิ่นทุรกันดาร สภาพบ้านเรือนปลูกเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง และเรือนแต่ละหลัง มียุ้งข้าวของตนเอง การคมนาคมยังไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ ถนนสัญจรไปมาเป็นทางลูกรัง ดินแดง เป็นทางเดินเท้าของผู้คน ช้าง ม้า วัว ควาย และเป็นทางเกวียน สมัยนั้นยังไม่มีรถยนต์ สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มมีแหล่งนํ้าอุดมสมบูรณ์ คือ มีแม่นํ้าสงคราม อันเป็นแม่นํ้าสําคัญทางภาคอีสานตอนบนไหลผ่าน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตาล จึงมีอาชีพเป็นเกษตรกรชาวนา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ทํามาหากินตามประสาชีวิตในชนบทกันดารห่างไกล โดยปลูกข้าวเหนียว จับกบ จับเขียด หาผักหาปลาตามท้องไร่ท้องนาและตามแหล่งนํ้า เพื่อดํารงชีวิตตามวิถีธรรมชาติอย่างเรียบง่าย โยมบิดามารดาของหลวงปู่พรหมก็เป็นชาวนา ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมสืบมาแต่บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย ครอบครัวของท่านเป็นตระกูลสัมมาทิฏฐิ ใจบุญสุนทาน มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงเหนียวแน่นเสมอมา 

อนึ่ง วัดซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน และเป็นที่พึ่งทางใจสําคัญของชาวบ้านทางภาคอีสาน รวมทั้งชาวบ้านตาล สมัยหลวงปู่พรหมยังเป็นเด็กนั้น ส่วนใหญ่เป็นวัดในฝ่ายมหานิกาย ช่วงนั้นวัดป่าธรรมยุตก็ยังไม่มาก ยังไม่แพร่หลาย พระธุดงคกรรมฐานก็ยังไม่มาก เพราะเป็นช่วงสมัยที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานทั้งสองเพิ่งจะเริ่มต้นบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร และได้เริ่มออกเดินธุดงค์บําเพ็ญเพียรภาวนาตามป่าตามเขา เพื่อค้นคว้าแสวงหาสัจธรรมตามรอยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

กรณีของชาวนาในสมัยก่อน ซึ่งในสายตาของคนทั่วๆ ไปแล้วล้วนมีมุมมองทัศนะว่า ชาวนา ในชนบทเป็นอาชีพที่ทุกข์ยากลําบากตรากตรํา หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน โดยเฉพาะทางภาคอีสานแล้วสภาพผืนดินเป็นดินปนทราย แห้งแล้ง เพาะปลูกอะไรก็ไม่ค่อยได้ผล และส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะยากจนต้อยตํ่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีความสุข จึงมีผู้คนส่วนใหญ่เกิดคําถามสงสัยกันว่า ทําไมพ่อแม่ครู–บาอาจารย์วงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ส่วนใหญ่ จึงไปเกิดเป็นลูกชาวนาในชนบทโดยเฉพาะภาคอีสาน ความสงสัยในเรื่องนี้ ครูบาอาจารย์ท่านได้เมตตาเทศน์เหตุผลไว้ดังนี้

“นี่ทําไมครูบาอาจารย์เราสังเกตได้ไหม อาจารย์มหาบัว หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ทุกองค์เลย ทําไมไปเกิดในภาคอีสาน แล้วไปเกิดอยู่เป็นลูกชาวนา เพราะอะไร ? เพราะเกิดในประเทศ อันสมควรไง 

พอเกิดในเมือง เขาก็ส่งเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก ก็เป็นดอกเตอร์ เป็นผู้บริหารไง ก็บวชไม่ได้ ไปเกิดชายทุ่งชายป่านู่นน่ะ ไปเกิดที่พ่อแม่ศรัทธาในศาสนา เกิดมาก็บวชตั้งแต่เณร เห็นไหม ? 

นี่เราไปดูว่าการเกิด แล้วเกิดในกองสมบัติมากๆ อันนั้นมีวาสนา แต่ไม่ได้บอกว่าไปเกิด ในประเทศอันสมควร เกิดในพ่อแม่ที่เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่ในหลักของศาสนา เกิดมาก็พาลูกเข้าวัด นี่ปูพื้นฐานไว้แล้ว ลูกไปเห็นพระก็อยากศึกษา นี่บุญบารมี ไปเกิดในประเทศอันสมควรที่จะได้มาประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ไง จะได้ไปหาโมกขธรรมไง

ชีวิตฆราวาสวัยเด็ก

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่ออยู่ในวัยเด็ก ท่านก็ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับเด็กทั่วๆ ไปในชนบทภาคอีสาน คือ ช่วยงานโยมบิดามารดาทํานา เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย และวิ่งเล่นสนุกสนานตามประสาเด็ก ฯลฯ ด้วยครอบครัวของท่านเป็นสัมมาทิฏฐิ โยมบิดามารดาจึงปลูกฝังนิสัยทางธรรมแก่ท่าน โดยพาท่านและน้องๆ เข้าวัดประจําหมู่บ้าน ทุกเช้าโยมบิดามารดาพาทําบุญใส่บาตรเป็นประจํา ท่านและน้องๆ ก็จะออกมาตักบาตร และไปถวายอาหารเพลที่วัด บางวันโยมบิดามารดาก็ใช้ให้ท่านไปถวายอาหารเพล ดังนั้น หลวงปู่ท่านจึงมีความคุ้นเคยและผูกพันกับวัดกับพระ เช่นเดียวกับ เด็กในชนบทโดยทั่วไปในสมัยนั้น ทั้งนี้การบําเพ็ญทานของครอบครัวท่าน ได้เป็นอุปนิสัยเด่น ประจําตัวท่าน จนใกล้วันที่ท่านจะออกบวช ท่านถึงกับสละทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ทั้งหมด ยกเว้นเครื่องดักจับสัตว์ ออกแจกบําเพ็ญทานจนหมดสิ้น

เรื่องการศึกษาของหลวงปู่พรหมในวัยเด็ก ไม่มีการจดบันทึกเป็นหลักฐานไว้ ในสมัยนั้น ตามท้องถิ่นชนบทไทยยังไม่มีโรงเรียนเปิดทําการเรียนการสอนหนังสือ เหมือนเช่นสมัยปัจจุบันนี้ โรงเรียนประถมศึกษาแห่งแรกของไทยเริ่มมีขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ชื่อ “โรงเรียนวัดมหรรณพาราม” ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดมหรรณพาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สําหรับโรงเรียนแห่งแรก ในภาคอีสานเริ่มมีขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ โดยท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส เป็นผู้จัดตั้งที่วัดสุปัฏนาราม จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้สถานที่วัดเปิดเป็นโรงเรียนและมีพระเป็นผู้สอน โดยตั้งชื่อว่า “โรงเรียนอุบลวิทยาคม” และต่อมาจึงได้ขยายไปทั่วมณฑลอีสาน ส่วนการศึกษาภาคบังคับของประเทศไทย เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ คือเมื่อ ๙๐ กว่าปีมานี้เอง

การศึกษาในสมัยก่อนนั้น บิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่ปรารถนาให้บุตรหลานของตน มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต เป็นคนดีมีความรู้คู่กับคุณธรรมในสังคม จึงมักจะส่งบุตรหลานไปวัด เพื่อศึกษาเล่าเรียนพร้อมกับขัดเกลาจิตใจ พระสงฆ์ที่มีความรู้ท่านจะเป็นผู้สอนเด็ก โดยสอนการอ่านเขียนอักษรไทยน้อย อักษรไทย อักษรธรรม และอักษรขอม พร้อมกับอบรมศีลธรรม คุณธรรม จรรยา มารยาท ให้กับเด็ก ซึ่งสมัยนั้นเป็นที่นิยมแพร่หลายกันมากในภาคอีสาน 

พ่อแม่ครูบาอาจารย์ในสายกรรมฐานและศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ ล้วนศึกษาเล่าเรียนที่วัด ดังนั้น จึงทําให้เชื่อมั่นได้ว่า ในวัยเด็กของหลวงปู่พรหมก็เช่นเดียวกัน โยมบิดามารดาต้องปรารถนาให้ท่านมีความรู้และคุณธรรมติดตัว จึงได้ส่งให้ท่านเข้าเรียนหนังสือกับพระที่วัดใกล้บ้าน 

นอกจากนี้สภาพการดําเนินชีวิต และ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในสังคมชนบททางภาคอีสานนั้น ย่อมเป็นครูสอนท่านได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตจริง จากประสบการณ์ตรงของท่านเอง และจากสภาพเหล่านั้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อท่านเป็นอย่างมาก เพราะทําให้ท่านได้สะสมความรู้ ความคิด สติปัญญา พร้อมกับได้หล่อหลอมร่างกายให้แข็งแกร่งและหล่อหลอมจิตใจของท่านให้เข้มแข็ง พร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคตลอดภัยอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งทางโลกและทางธรรม 

รูปร่างและอุปนิสัยใจคอ

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมีรูปร่างสันทัด สูงปานกลาง มีผิวดําแดง ท่านมีอุปนิสัยใจคอเคร่งขรึม เด็ดเดี่ยว เป็นคนไม่ค่อยชอบพูดชอบจา เวลาพูดก็พูดเรื่องจริง ไม่พูดเล่น และไม่พูดอวดอ้าง เป็นคนหมั่นเพียรขยันขันแข็ง มีนิสัยเด็ดขาด ทําอะไรก็มุ่งมั่นทําจริงทําจัง ประเภท พูดน้อยแต่ต่อยหนัก และเป็นนักสู้ประเภท “สู้ไม่ถอย” แลดูน่าเกรงขาม น่าเชื่อถือ ท่านเป็นคนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณ มีเชาวน์ปัญญา ช่างสังเกต และที่สําคัญท่านเป็นคนกตัญญูกตเวที อ่อนน้อมถ่อมตน เสมอต้นเสมอปลาย มีจิตใจเมตตา โอบอ้อมอารี ใจบุญสุนทาน เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา 

หลวงปู่พรหม ท่านมีลักษณะเป็นผู้นําเห็นได้อย่างเด่นชัดตั้งแต่วัยเด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คือ ท่านเป็นคนมีคุณธรรม มีจิตใจเข้มแข็งหนักแน่น มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน องอาจกล้าหาญ เสียสละอดทน จริงใจและจริงจัง รักษาสัจจะ ซื่อสัตย์สุจริต มีมานะบากบั่นพากเพียร อุตสาหะ มีนํ้าใจ ชอบช่วยเหลือเกื้อกูล และประหยัดอดออม ฯลฯ ซึ่งอุปนิสัยอันดีเด่นและจิตใจ อันดีงามเหล่านี้ของท่าน อันเป็นฝ่ายผลนั้น ย่อมไม่อาจเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาได้เอง ล้วนมีเหตุปัจจัยมีที่มาทั้งสิ้น เพราะล้วนเกิดจากฝ่ายเหตุ ซึ่งท่านได้บําเพ็ญ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา คือ การบําเพ็ญ สั่งสมบุญบารมีมาด้วยดีแล้วตั้งแต่บุพเพชาติปางก่อนอันยาวไกลนานนับแสนกัปนั่นเอง

ด้วยอุปนิสัยใจคอของหลวงปู่พรหมดังกล่าวมา ท่านจึงเป็นที่รักใคร่ไว้วางใจของโยมบิดา – มารดา ท่านเป็นที่รักใคร่และเกรงใจของน้องๆ ในครอบครัวตลอดญาติสนิทมิตรสหายเพื่อนบ้าน และท่านเป็นที่รักใคร่และฝากเป็นฝากตายของภรรยา ซึ่งในกาลต่อมาเมื่อท่านเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ท่านเป็นคนที่มีฐานะมั่นคงและรํ่ารวยที่สุดในหมู่บ้าน ด้วยความดีของท่านนั่นเอง เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน ชาวบ้านจึงให้ความเคารพนับถือ ให้ความไว้วางใจและเกรงใจในตัว ท่านมาก ถึงกับยกย่องเชิดชูให้ท่านเป็น “นายฮ้อย” อันเป็นตําแหน่งทรงเกียรติ สําคัญและ น่าภาคภูมิใจของชาวภาคอีสานในสมัยนั้น

สําหรับเรื่องระยะเวลาการสร้างบารมีเป็นพระอรหันต์ และเรื่องผู้ที่สร้างบุญวาสนาบารมีมา มากน้อย จะสังเกตได้จากอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวพุทธเราสนใจกัน ครูบาอาจารย์ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ในพระไตรปิฎกบอกว่า ถ้าพระอรหันต์อย่างน้อยต้องสร้างมาแสนกัป ต้องสร้างมาแสนกัปนะ อยู่ในอภิธรรม ต้องมีบุญ มีวาสนา มีบารมี ต้องสร้างมาเป็นแสนกัปเลย แล้วพอสร้างมาแสนกัป ต้องพยายามปฏิบัติ เอาตัวเองพ้นให้ได้ด้วย ถ้าสร้างมาแสนกัปถ้ายังไม่ได้ก็ยังต้องต่อเนื่องไป…”

“เราจะรู้ว่า ใครสร้างบุญสร้างกรรมมามากน้อยขนาดไหน ถ้าเราไม่รู้ว่า ใครสร้างบุญ สร้างกรรมมามากน้อยขนาดไหน เชาวน์ปัญญานี่แหละ มันจะบอก คนที่มีบุญ มันจะมีเชาวน์ มีปัญญานะ จะฉลาดมาก จะมีสิ่งที่วินิจฉัย ไม่เป็นเหยื่อของใคร คนที่มีเชาวน์ปัญญา นั่นเพราะเขาสร้างอํานาจวาสนาของเขามา….”

ภาค ๒ ชีวิตฆราวาสแสวงหาความสุขที่แท้จริง

พระนิพพานบรมสุข คือ ความสุขที่แท้จริง

มนุษย์ย่อมรักสุขเกลียดทุกข์กันทุกคน ต่างคนจึงมุ่งแสวงหาความสุข แต่ความสุขที่ทุกคนแสวงหาส่วนใหญ่นั้นเป็น “โลกียสุข” คือ ความสุขอย่างโลกีย์ หรือ ความสุขที่เป็นวิสัยของโลก ซึ่งต่างกับที่เพศของสมณะนักบวชในพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง ที่ท่านมุ่งแสวงหา “โลกุตตรสุข” คือ ความสุขอย่างโลกุตระ ความสุขที่เหนือกว่าระดับของชาวโลก หรือ ความสุขเนื่องด้วยมรรคผลนิพพาน ซึ่ง “นิพพาน” นี้หมายถึง การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม เป็นโลกุตตรสุข และเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา 

ความสุขของ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ที่ท่านได้รับในสมัยยังเป็นฆราวาสนั้น ก็เป็นเช่นเดียวกับฆราวาสทั่วๆ ไป แต่จุดมุ่งหมายสูงสุดของท่านนั้น ท่านกลับมิได้ปรารถนาโลกียสุขเลยแม้แต่น้อยนิด หากแต่ท่านมีจิตใจมุ่งมั่นปรารถนาที่จะแสวงหาความสุขที่แท้จริง คือ “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” อันหมายถึง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เมตตาเทศน์แสดง “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” อันเป็นธรรมบทสําคัญนี้ไว้ดังนี้

“ท่านกล่าวไว้ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ในธรรมะมีบทนี้เป็นยอดแห่งธรรม ที่กล่าวว่าเป็นผลของการปฏิบัติ เราทุกท่านเคยได้ยินเสมอว่า พระนิพพานเป็นความสุขอย่างยอดเยี่ยม นี่เป็นองค์ของพระพุทธเจ้าผู้ได้ทรงค้นพบและนํามาประกาศสอนโลก ให้ทราบความลึกซึ้งแห่งความสุข ที่โลกแม้จะไม่เคยเห็นก็ตาม เพื่อให้ได้ยินและเป็นที่จับจิตจับใจ เป็นเครื่องปลูกศรัทธาความเชื่อมั่น วิริยะ ความพากเพียร ที่จะบําเพ็ญตนไปด้วยความอดทนและขยันหมั่นเพียร

ไม่มีใครจะสามารถยกธรรมบทนี้ขึ้นมาให้โลกได้ยินได้ฟัง และไม่มีใครสามารถจะชี้ ช่องทางเพื่อธรรมบทนี้ปรากฏขึ้นภายในใจได้ นอกจากพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นผู้นําพระศาสนา แม้สาวกก็ต้องได้สดับจากพระพุทธเจ้ามาก่อน ไม่เช่นนั้นก็ ไม่สามารถ นี่แสดงถึงความยอดยิ่งแห่งความสุขที่โลกปรารถนา นับแต่สัตว์ก็มีความปรารถนาด้วยกัน พระพุทธเจ้าท่านแสดงให้ทราบอย่างนี้

ความสุขที่เราๆ ท่านๆ ได้ปรากฏอยู่เหล่านี้ เป็นความสุขที่พระพุทธเจ้าเคยพบ เคยเห็น และเคยเสวยมาด้วยกัน แต่ยังไม่ได้เสด็จออกทรงผนวชและยังไม่ได้ตรัสรู้ พระองค์ท่านก็ไม่สามารถจะประกาศธรรมบทนี้ให้โลกได้ยินทั่วถึงกัน เพราะพระองค์ไม่ทรงทราบว่าเป็นอย่างไร ต่อเมื่อได้ บําเพ็ญเต็มพระสติกําลังความสามารถ จนได้รู้เห็นธรรมบทที่อัศจรรย์เหนือโลกนี่แล้ว จึงได้นํามาประกาศสั่งสอนบรรดาสัตว์”

นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ธรรมบทสําคัญนี้ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในสมัยที่ท่านยังเป็นฆราวาส ท่านก็รอผู้แนะนําสั่งสอนธรรมบทสําคัญนี้ เหตุผลประการสําคัญ คือ ผู้ปรารถนาซึ่งพระนิพพาน จําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดีที่รู้แจ้งเห็นจริงคอยอบรมสั่งสอนชี้แนะ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลี– คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านได้เมตตาแสดงไว้ดังนี้

“ดูกรอานนท์ อันว่าบุคคลทั้งหลายผู้ปรารถนาซึ่งพระนิพพาน ควรแสวงหาซึ่งครูที่ดี ที่อยู่เป็นสุขสําราญ มิได้ประมาท เพราะพระนิพพานไม่เหมือนของสิ่งอื่น อันของสิ่งอื่นนั้นเมื่อผิดไปแล้วก็มีทางแก้ตัวได้ หรือไม่สู้เป็นอะไรนัก เพราะไม่ละเอียดสุขุมมาก ส่วนพระนิพพานนี้ละเอียดสุขุมที่สุด ถ้าผิดแล้วก็เป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์เป็นหนักหนา ทําให้หลงโลกหลงทางห่างจาก ความสุข ทําให้เสียประโยชน์เพราะอาจารย์ 

ถ้าได้อาจารย์ที่ถูกที่ดี ก็จะได้รับผลที่ถูกที่ดี ถ้าได้อาจารย์ที่ไม่รู้ไม่ดี ไม่ถูกไม่ต้อง ก็จักได้ รับผลที่ผิดเป็นทุกข์ พาให้หลงโลกหลงทาง พาให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารสิ้นกาลนาน เปรียบเหมือนผู้จะพาเราไปในที่ตําบลใด ตําบลหนึ่ง แต่ผู้นั้นไม่รู้จักตําบลนั้น แม้เราเองก็ไม่รู้ เมื่อกระนั้น ไฉนเขาจึงจะพาเราไปให้ถึงตําบลนั้นได้เล่า ข้ออุปมานี้ฉันใด อาจารย์ผู้ไม่รู้พระนิพพานจะพาเราไปพระนิพพานนั้น ก็จะพาเราหลงโลกหลงทางไปๆ มาๆ ตายๆ เกิดๆ อยู่ในวัฏสงสาร ไม่อาจถึงพระนิพพานได้ เหมือนคนที่ไม่รู้จักตําบลที่ไปและเป็นผู้พาไป ก็ไม่อาจจะถึงได้ มีอุปไมย ฉะนั้น”

ท่านครุ่นคิดถึงความสุขที่แท้จริงตั้งแต่เด็ก

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในช่วงที่ท่านใช้ชีวิตเยี่ยงฆราวาสทั่วๆ ไป แต่ภายในจิตใจของท่านนั้นมีความมุ่งมั่นปรารถนาอย่างแรงกล้า ท่านมีจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ พระนิพพานบรมสุขอยู่ภายใน จิตใจนั่นเอง กล่าวคือ ตั้งแต่วัยเด็กเป็นต้นมา แม้ร่างกายของท่านจะเป็นเด็ก แต่ท่านกลับมี ความคิด ความอ่าน มีความประพฤติ และมีการกระทําไม่เหมือนเด็กทั่วๆ ไป เมื่อเป็นวัยหนุ่มจนเติบใหญ่ก็เช่นกัน ท่านมีความสงสัยและครุ่นคิดถึงเรื่องความสุขที่แท้จริงของคนเรา 

หลวงปู่พรหมในวัยเด็ก ท่านมีความอดทน ขยันขันแข็ง ท่านได้ช่วยแบ่งเบากิจการงานของครอบครัวอย่างมีความสุข ตามประสาวัยเด็ก เมื่อท่านเติบโตเป็นวัยหนุ่ม ด้วยท่านเป็นบุตรชาย คนโต ท่านจึงรับภาระและช่วยแบ่งเบากิจการงานทุกอย่าง โดยเป็นกําลังหลักของครอบครัว ท่านทํางานหนักอย่างทุ่มเท เอาใจใส่รับผิดชอบงานอย่างเต็มกําลังความสามารถ จนท่านเป็นที่รักใคร่และไว้วางใจของบิดามารดา งานที่ท่านทําในแต่ละวันก็เป็นเช่นเดียวกับวิถีชาวนาที่ขยันขันแข็ง คือ เมื่อถึงหน้าฝนอันเป็นฤดูกาลทํานา ช่วงเช้าท่านก็ออกไปช่วยบิดา เตรียมดินเพาะปลูก โดยเอาควายออกไถนา หว่านกล้า ปักดํา ไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ จากนั้นก็รอจนข้าวเจริญเติบโตงอกงาม จึงเกี่ยวข้าว ตากข้าว แล้วเอาข้าวขึ้นเก็บยุ้งฉาง เมื่อว่างจากการทํานาก็ทําไร่ทําสวน เพาะปลูก พืชผักพืชไร่ต่างๆ เพื่อเก็บนํามาเป็นอาหารบ้าง เพื่อเก็บนําไปขายสู่ตลาดบ้าง นับเป็นวิถีการใช้ชีวิตที่วนเวียนจําเจ วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า ไม่รู้จักจบจักสิ้น 

การใช้ชีวิตของหลวงปู่พรหมในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่ม ในสภาพของหมู่บ้านชนบทห่างไกล ในสมัยนั้นจัดว่า ท่านมีความสุข เพราะฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวท่านจะดีกว่าครอบครัวอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน เป็นครอบครัวหนึ่งที่อบอุ่นมีความสุข แต่ท่านกลับมีความคิดแสวงหา ความสุขที่แท้จริง โดยนับตั้งแต่เยาว์วัยรู้เดียงสาจนเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นหนุ่ม ท่านก็ยังคงสงสัย คําถามเดิมๆ ที่เคยคิดนึกมาแต่ต้น คือมักจะครุ่นคิดและถามตนเองว่า

คนเราเกิดมาแล้วนี้ จะแสวงหาความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร ?

อะไรคือความสุขที่แท้จริง ?

ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ? 

จะทําอย่างไรให้ได้ความสุขที่แท้จริงนั้น ?

คําถามเรื่องความสุขที่แท้จริงนี้ ท่านมุ่งมั่นจะค้นหาคําตอบด้วยตัวท่านเอง ท่านถามอย่างเอาจริงเอาจัง และค้นหาและกระทําอย่างจริงจังทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้ความสุขที่แท้จริง จนแล้ว จนรอด ท่านก็ไม่สามารถหาคําตอบที่พึงพอใจให้กับตนเองได้ ท่านได้แต่ครุ่นคิดค้นหาความจริงอยู่เงียบๆ โดยไม่เคยปริปากถาม หรือบอกให้ใครรู้เลย

หรือว่าชีวิตการครองเรือนคือความสุข ? 

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในวัยหนุ่มสมัยเป็นฆราวาส ท่านก็ยังคงครุ่นคิดเรื่องความสุขที่ แท้จริงอยู่คนเดียว โดยไม่มีครูบาอาจารย์องค์ใดคอยช่วยชี้แนะให้ ท่านก็ปรารถนาจะครองเรือน

เรื่องการครองเรือน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย เครื่องจองจําที่ทําด้วยเชือกเหล็กหรือโซ่ตรวนใดๆ เราไม่กล่าวว่าเป็น เครื่องจองจําที่แข็งแรงทนทานเลย แต่เครื่องจองจํา คือ บุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัตินี่แลตรึงรัดมัดผูกสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในภพอันไม่มีที่สิ้นสุด” 

สําหรับฆราวาสโดยทั่วไปส่วนใหญ่ทั้งหญิงและชาย ต่างก็มีกิเลสและมีความปรารถนาที่จะครองเรือนด้วยกันทั้งนั้น เพราะต่างก็มีความเห็นว่า เมื่อมีครอบครัวแล้วชีวิตคู่จะทําให้มีความสุข สมัยหลวงปู่พรหมในวัยหนุ่มก่อนบวช ท่านก็มีความเห็นเช่นนั้น เมื่ออายุท่านย่างเข้า ๒๐ ปี เข้าสู่วัยหนุ่มเต็มตัว คําตอบก็เริ่มผุดมาให้เห็น โดยมาฉุกคิดได้ว่า

“…หรือว่า การครองเรือนมีครอบครัวนี่กระมัง ที่จะนําความสุขมาให้เรา เพราะเท่าที่เห็นเพื่อนบ้านที่เขามีครอบครัวกันแล้ว ก็เห็นว่ามีความสุขดี ต่างคนต่างพึงพอใจด้วยกันทั้งนั้น”

เมื่อท่านเกิดความคิดเช่นนี้แล้ว ก็ได้แจ้งความประสงค์ของตนให้บิดามารดาได้รับรู้ บิดามารดา ตลอดจนถึงหมู่ญาติผู้ใหญ่ ไม่มีความขัดข้องแต่อย่างใด ประกอบด้วยวัยก็เหมาะสมที่จะมีลูกมีเมียได้แล้วในสมัยนั้น ทุกคนจึงเห็นดีด้วย

บิดามารดาและญาติๆ ได้เที่ยวสอดส่องหาหญิงสาวที่คู่ควร ซึ่งมีกิริยามารยาท ตลอดถึงฐานะความเป็นอยู่ที่เหมาะสม เพื่อจะสู่ขอมาตบแต่งเป็นภรรยาท่าน ไม่นานนักก็พบกับสาวน้อย รูปงามคนหนึ่งชื่อ “พิมพา” เป็นคนบ้านดงเย็น ตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่ คนละจังหวัดกัน กล่าวคือ นายพรหม เป็นคนบ้านตาล ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

ที่อยู่ของสองครอบครัวนี้ ความจริงแล้วไม่ได้อยู่ห่างไกลกันนัก ตั้งอยู่ใกล้กันมาก เพียงแต่ตั้งอยู่คนละฝั่งของลํานํ้าสงคราม ประชาชนทั้งสองฝั่งถือเป็นญาติพี่น้องกัน ต่างข้ามฝั่งนํ้าไปมาหาสู่กันเป็นปรกติ เป็นอันว่า นายพรหม สุภาพงษ์ แห่งบ้านตาล จังหวัดสกลนคร กับ นางสาวพิมพา แห่งบ้านดงเย็น จังหวัดอุดรธานี ก็ได้เข้าพิธีแต่งงานกันตามประเพณี

หลังจากเข้าพิธีแต่งงานแล้ว นายพรหมก็ได้ย้ายข้ามฝั่งแม่นํ้าสงคราม ไปอยู่กับศรีภรรยาที่บ้านดงเย็น ไปเริ่มปักหลักสร้างครอบครัวใหม่จนเป็นปึกแผ่นขึ้นมา

บ้านดงเย็น

บ้านดงเย็น ปัจจุบันขึ้นกับตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี

คําว่า “ดงเย็น” ที่ตั้งหมู่บ้านแห่งนี้ในอดีตเป็นป่าไม้ดงดิบเขียวชอุ่ม มีสัตว์ป่านานาชนิด และมีแม่นํ้าสงครามไหลผ่านให้ความชุ่มชื่นกับพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ราษฎรเพาะปลูก ดังนั้น “ดง” จึงมาจากผืนดินที่เป็นป่าดงดิบ และ “เย็น” จึงมาจากความชุ่มชื่นของลํานํ้าสงคราม นอกจากนี้ ลํานํ้าแห่งนี้ยังมีปลาชุกชุม จึงเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านดงเย็น

ลักษณะภูมิประเทศของบ้านดงเย็นส่วนใหญ่เป็นที่ราบ สลับที่ดอน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่นา มีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ที่ไร่ ที่สวน และป่าไม้ มีแหล่งนํ้าอุดมสมบูรณ์ จึงเหมาะกับการประกอบอาชีพทางการเกษตร อาชีพหลักของชาวบ้านดงเย็น คือ การทํานา มีการเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย

ถนนสัญจรในบ้านดงเย็นในอดีตเป็นทางเกวียนเล็กๆ เป็นทางดินทรายไปตามป่าตามดง สองข้างทางมีสภาพร่มเย็นสบาย เพราะอุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ มีต้นมะเฟือง ต้นมะไฟชาวบ้านไปมาหาสู่กันด้วยการเดินเท้าบ้าง ขี่ม้าบ้าง นั่งเกวียนบ้าง สภาพบ้านเรือนก็ยังไม่มากตั้งอยู่ ห่างๆ กัน บรรยากาศเป็นธรรมชาติค่อนข้างเงียบสงัด ไม่มีเสียงดังรบกวน

ประวัติความเป็นมาของบ้านดงเย็น ปี พ.ศ. ๒๔๔๘ ขุนขจรเจนไพร ได้นําญาติพี่น้องอพยพมาจากจังหวัดนครนายก มาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมห้วยสงคราม ซึ่งเป็นที่ตั้งของตําบลดงเย็นหมู่ที่ ๑ หรือบ้านดงเย็นในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นที่ทําเลที่ดี ราษฎรจากจังหวัดต่างๆ และอําเภอใกล้เคียงได้ อพยพมาอีกเป็นจํานวนมาก ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ตําบลดงเย็น ได้ยกฐานะเป็นตําบล โดยขึ้นตรงต่ออําเภอหนองหาน ต่อมาทางราชการได้แบ่งแยกอําเภออีก จึงเป็นอําเภอบ้านดุง และตําบลดงเย็น ได้ขึ้นตรงต่ออําเภอบ้านดุงนับตั้งแต่นั้นมา

ขุนขจรเจนไพร สืบสานประเพณีพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด ได้พาลูกหลานชาวบ้านสร้าง วัดกะเฉด และไปนิมนต์พระจากอําเภอสว่างแดนดิน (พระมหานิกาย) มาจําพรรษา และนําการไปทําบุญตักบาตรตอนเช้าที่บ้าน ไปจังหันที่วัด ทุกวันพระจะไปตักบาตรที่วัดทุกครัวเรือน คนแก่จะไป นอนรักษาศีลที่วัด และสอนให้เด็กเล็กตักบาตรและเข้าวัดทุกคน ส่วนคนหนุ่มสาวจะให้ไปทํางาน ขุดดินทําลานวัดในตอนเย็น ผู้ชายอายุครบ ๒๐ ปี จะให้เข้าอุปสมบทอย่างน้อย ๑ พรรษา 

หลังจากตั้งวัดผดุงธรรม (พระธรรมยุต) การทําบุญตามประเพณีจะมีร่วมบุญข้าวประดับดินที่มีฉลองบุญด้วยหมอลํา แต่ไม่ให้เสียงดังไปทางวัด มีประเพณีสงกรานต์ ซึ่งท่านจะนําลูกหลานทํานํ้าอบนํ้าหอมไปสรงนํ้าพระที่วัด และจะเล่าเรื่องประวัติวันสงกรานต์ให้ฟัง แล้วจึงให้เล่นสงกรานต์ ที่ลานศาลากลางบ้าน ที่ดงเย็นจะไม่มีประเพณีทําบุญบั้งไฟ จะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน เด็กหนุ่มจะไม่มีจับกลุ่มตีกัน ประเพณีงานศพจะให้เพื่อนบ้านใกล้กันไปนอนที่บ้านงานไม่น้อยกว่า ๓ คืน หรือจนกว่าเสร็จงาน ทุกงานบุญตามประเพณีจะไม่มีการดื่มเหล้าภายในงานทุกงาน 

การทํานาจะมีการลงแขกช่วยกันดํานาเกี่ยวข้าว ช่วยกันทั้งหมู่บ้าน การทํางานสาธารณะ เช่น สร้างศาลากลางบ้าน สร้างโบสถ์ สร้างสะพานข้ามแม่นํ้าสงคราม หรือทําถนนในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านจะไปช่วยกันทําจนสําเร็จ ไม่เคยรองบประมาณจากทางราชการและไม่เคยขอให้ ทางการมาช่วยทําให้

ชาวบ้านดงเย็นสมัยก่อนนิสัยนักเลง

ในอดีตของบ้านดงเย็น ในสมัยหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ยังเป็นฆราวาสนั้น เป็นที่ทุรกันดารห่างไกลมาก แม้ในสมัยปัจจุบันมีถนนหนทางสะดวกสบายก็ยังไปมาลําบาก เนื่องด้วยสภาพความเป็นอยู่ตามวิถีธรรมชาติ ซึ่งเป็นดงป่ามีสัตว์เสือร้ายชุกชุม ทั้งต้องประสบกับภัยธรรมชาติจากนํ้าในแม่นํ้าสงครามที่ไหลบ่าท่วมเป็นประจํา ฯลฯ เหล่านี้จึงเป็นเครื่องหล่อหลอม ทําให้ชาวบ้านดงเย็นในอดีตเป็นผู้ที่มีจิตใจกล้าหาญอดทน เป็นนักต่อสู้ และเป็นที่กล่าวขานรํ่าลือกันมาก คือ คนบ้าน ดงเย็นมีนิสัยเป็นนักเลงด้วย ดังนี้

หลวงปู่พรหม ท่านถึงพลิกความคิดของชาวบ้าน คือ ท่านทํา ท่านแนะ และท่านนําด้วย แล้วก็เปลี่ยนจิตใจของชาวบ้าน แต่ก่อนชาวบ้านคนเฒ่าคนแก่รุ่นเก่านี้เรียกว่าคนบ้านป่าเมืองเถื่อน เป็นนิสัยนักเลง แต่ก่อนไปไหนอยากได้อะไรของใครนี่ เดินผ่านเจอวัวเจอควายใครสวยๆ งามๆ นี้ขึ้นขี่หลังมาเลย ไล่ต้อนมาเลย บอกเลยของใคร ใครอยากได้ไปตามเอาที่ดงเย็น มันจะมีพวกพ่อค้าที่เอามาไว้ ถ้าเขาไม่มาเอาก็เรียกว่าเอาไปขายต่อ เป็นอย่างนั้น 

ตอนหลังมา ในชีวิตบั้นปลายหลวงปู่พรหมท่านกลับมาบ้านดงเย็น ท่านก็เลยมาแนะนําชาวบ้านนี้ให้เลิก ให้เลิกตรงนี้ แล้วหลวงปู่สมัยเป็นฆราวาสนั้นก็คงเป็นกับเขาด้วย หลวงปู่ว่า “คนไม่เคยทําอะไรกันมาก่อน ไม่เคยทํา มันก็จะไม่ได้ทํา” ท่านว่า “ถ้าตอนนั้น ถ้าเจ้าของเขามาตามนี่ ถ้ามันมาแบบนักเลง ก็ต้องสู้กันแบบฆ่ากันเลย” ท่านว่า “ท่านมาจากทางทิศตะวันออก นี่แหละ เดินผ่านบ้านดงบังมา เจอควายตัวหนึ่ง โอ้ ! มันใหญ่ มันใหญ่ ขึ้นขี่หลังมาเลย บอกเลย พอเจอใครก็บอกเลย ใครอยากได้ก็ตามไปเอาที่ดงเย็นนะ” ไม่มีใครมา เหมือนกับไม่ได้ทํากัน”

เป็นครอบครัวอุตตมะ

ชีวิตครอบครัวใหม่ของนายพรหม – นางพิมพา เป็นครอบครัวสามีภรรยาหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตครองรักร่วมกันอย่างมีความสุข ประหนึ่งเหมือนเป็นอวัยวะเดียวกัน เป็นครอบครัวที่ดําเนินตามหลักธรรม สมชีวิธรรม ๔ ประการ อันหมายถึง หลักธรรมของคู่ชีวิต ธรรมที่จะทําให้คู่สมรสชีวิตสมหรือสมํ่าเสมอกลมกลืนกัน อยู่ครองกันยืดยาว พื้นฐานอันมั่นคงที่จะทําให้สามีภรรยาครองชีวิตกัน ยืนยาว มีความสุข คือ คู่สามีภรรยาต้องมีสมชีวิธรรม ได้แก่ 

๑. สมสัทธามีศรัทธาเสมอกัน 

๒. สมสีลามีศีลเสมอกัน 

๓. สมจาคา มีจาคะเสมอกัน 

๔. สมปัญญา มีปัญญาเสมอกัน 

และต่างฝ่ายต่างก็ทําหน้าที่ของสามีภรรยาที่ดีต่อกัน ตามวิถีชีวิตของสังคมชนบทสมัยนั้น ฝ่ายสามีก็ทําหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดี เป็นพ่อบ้านที่ทํางานหนัก ขยันขันแข็งในอาชีพการงาน ยกย่องให้เกียรติภรรยา มอบความเป็นใหญ่ให้ภรรยา ให้เครื่องแต่งตัว ฯลฯ ฝ่ายภรรยาก็ทําหน้าที่ของศรีภรรยาที่ดีทุกประการ เป็นแม่บ้านขยันขันแข็งในการทํางานบ้าน เช่น จัดบ้าน ทําความสะอาดบ้าน หุงหาอาหาร ซักผ้า ปรนนิบัติสามีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง รักษาทรัพย์ รู้จักการ ใช้ทรัพย์ ฯลฯ ต่างฝ่ายต่างมีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อกัน ไม่นอกใจกัน มีสุขมีทุกข์ร่วมกัน มีการ ปรึกษาหารือให้กําลังใจกัน มีการเอาอกเอาใจกัน มีการดูแลเอาใจใส่กันเป็นอย่างดี และมีการ ยึดเหนี่ยวนํ้าใจกันด้วยการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันตามหลักธรรมสังคหวัตถุ ๔ ประการ ได้แก่ ทาน คือ การให้ ปิยวาจา คือ พูดจาไพเราะอ่อนหวาน อัตถจริยา คือ การบําเพ็ญประโยชน์ และ สมานัตตตา คือ การทําตนเสมอต้นเสมอปลาย

ครอบครัวของท่านจัดว่าเป็น “ครอบครัวอุตตมะ” หรือครอบครัวที่ดีเลิศยอดเยี่ยม รักใคร่ ปรองดองกัน เป็นครอบครัวคู่ทุกข์คู่ยากที่มีความสุขมากครอบครัวหนึ่ง เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับครอบครัวอื่นๆ ในบ้านดงเย็น นายพรหมได้สร้างครอบครัวจนมีฐานะมั่นคง ด้วยวัยอายุเพียงประมาณ ๓๐ ปี ท่านก็ประสบความสําเร็จในชีวิตฆราวาสแทบทุกด้าน ทั้งด้านชีวิตครอบครัว อันอบอุ่น ทั้งด้านอาชีพการทํางานอันมั่นคง ทั้งเป็นนายฮ้อยที่ชาวบ้านยกย่อง ท่านจึงได้รับ ความสุข สมความปรารถนาทุกประการ จนนายพรหมเองเข้าใจว่า นี่คือความสุขที่แท้จริงที่ท่านใฝ่ฝันแสวงหามาตลอดตั้งแต่วัยเด็ก 

พบความไม่เที่ยงและการพลัดพราก

ครอบครัวของนายพรหมและนางพิมพานั้น เป็นครอบครัวแบบอย่างที่ใช้ชีวิตคู่ครองเรือนครองใจรักกันอย่างมีความสุขราบรื่นด้วยดีเสมอมา แต่ทุกสรรพสิ่งบนโลกมนุษย์ล้วนต้องตกอยู่ภายใต้กฎแห่งอนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง และทุกคนที่เกิดมาล้วนต้องพบกับการพลัดพราก สมดังที่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจนั้น เป็นเรื่องทรมานยิ่ง และเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพราก ก็เป็นสิ่งสุดวิสัย ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง”

หลังจาก นายพรหม และ นางพิมพา ครองความสุขฉันสามีภรรยากันอยู่ไม่นาน ต่อมา ศรีภรรยาของท่าน คือ นางพิมพาได้ตั้งครรภ์บุตรคนแรก จะได้เป็นแม่คน เมื่อท่านทราบข่าวดีว่า ท่านจะได้บุตรคนแรก จะได้เป็นพ่อคน ย่อมเป็นธรรมดาของครอบครัวที่รักกัน ที่ฝากเป็นฝากตายไว้ใจกัน จะได้มีทายาทไว้สืบทอดสกุล เป็นครอบครัวที่อบอุ่นครบสมบูรณ์ คือ มีทั้งพ่อ แม่ และลูก จึงทําให้ท่านและศรีภรรยามีความตื่นเต้นยินดีและมีความสุขใจเป็นอันมาก 

ในระหว่างที่นางพิมพาศรีภรรยาของท่านกําลังตั้งครรภ์อยู่นั้น ท่านก็ได้เฝ้าดูแลเอาใจใส่ เฝ้าทะนุถนอมศรีภรรยาของท่านทั้งด้านร่างกายและจิตใจเป็นอย่างดี ท่านได้ทําหน้าที่เยี่ยงสามีที่ดี ทั้งหลายที่พึงกระทําต่อศรีภรรยาที่กําลังตั้งครรภ์อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ส่วนครรภ์ของศรีภรรยาท่านนั้นนับวันก็เริ่มโตขึ้นๆ ท่านและศรีภรรยาต่างก็เฝ้ารอวันที่จะได้เห็นทารกน้อยคลอดออกมาอย่างใจจดใจจ่อ ต่างก็เฝ้ารอวันที่จะได้อุ้มกอดทารกน้อยไว้ในอ้อมอกเพื่อเชยชมอย่างสมใจ แต่เหตุการณ์กลับพลิกตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง นายพรหมต้องประสบกับสัจธรรมอันสําคัญจริงแท้ด้วยตัว ของท่านเอง คือ ท่านพบกับความไม่แน่นอน และพบกับความพลัดพราก กลายเป็นเหตุการณ์ สลดสะเทือนใจอย่างหนักหน่วงที่สุดในชีวิตฆราวาสของท่าน กล่าวคือ

ครั้นถึงวันเวลาคลอดบุตร ซึ่งการคลอดในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ และการแพทย์ยังไม่เจริญ จึงยังไม่มีการผ่าตัดทําคลอด การคลอดบุตรจึงทําคลอดกันที่บ้าน โดยมีหมอตําแย หรือไม่ก็ทําคลอดกันเองอย่างทุลักทุเล เช่น กรณีหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ขณะเป็นฆราวาสก่อนออกบวช ท่านเคยช่วยผู้หญิงท้องแก่ทําคลอด ท่านเกิดความสลดใจ ในการเกิด จนตั้งใจว่า “สักวันหนึ่งเราจะต้องออกบวชอย่างแน่นอน” เพราะความสลดสังเวชใน วัฏสงสารคราวนั้น นับได้ว่าเป็นมหาสังเวชเลยทีเดียว

กรณีนางพิมพา ศรีภรรยาของนายพรหมนั้น ทําการคลอดที่บ้านและก็ต้องเสียชีวิตลงไปพร้อมกับทารกน้อย คือ ภรรยาของท่านตายทั้งกลม อนิจจัง ความไม่เที่ยงและความพลัดพราก ได้พากันประดังถาโถมเข้ามาในชีวิตของนายพรหม แม้ท่านจะมีชีวิตจิตใจเข้มแข็งเพียงใดก็ตาม ภาพศรีภรรยาและทารกน้อยอันเป็นที่รักยิ่งของท่านนั้นได้ตายลงต่อหน้าต่อตาท่าน โดยในระหว่างคลอดทารกน้อยนั้น ท่านก็คอยให้กําลังใจ ท่านได้ยินเสียงร้องอันเจ็บปวดทรมานของศรีภรรยา พร้อมกับเห็นร่างที่เต็มไปด้วยเหงื่ออันเปียกชุ่มไหลท่วมตัว และนํ้าตาที่ไหลอาบสองแก้มจนดวงตา ทั้งสองข้างแดงกํ่า เสียงร้องของศรีภรรยาท่านนั้นเปล่งเสียงร้องดังลั่นอย่างเจ็บปวดทรมานมาก ร้องจนแทบขาดใจหมดสติ และร้องจนหมดลมหายใจ

ในที่สุดเสียงร้องนั้นได้เงียบหายไป พร้อมกับร่างของศรีภรรยาท่านที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ทั้งเสียงร้องอันเจ็บปวดทรมาน ทั้งร่างของภรรยาที่กําลังปวดเบ่งเพื่อคลอดทารกนั้น และทั้งร่างของศรีภรรยาที่นอนตายพร้อมทารกน้อย ท่านได้เห็นอยู่ตรงหน้าท่าน ย่อมเสียดแทงเข้าขั้วหัวใจของท่านโดยตรง และย่อมทําให้ท่านเกิดความเจ็บปวดทรมานใจ ใบหน้าและสีหน้าของท่านนั้น ได้แสดงออกถึงความเป็นห่วง ความกังวลใจ และความเศร้าโศกเสียใจ หากเป็นไปได้แล้ว ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายของท่าน และด้วยชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่าน ท่านย่อมมีจิตใจอันสูงส่ง มีจิตใจที่รับผิดชอบ ทําให้มั่นใจว่า ภายในจิตใจของท่านนั้น ท่านยินยอมที่จะรับความเจ็บปวด อันแสนที่จะทรมานและยอมสละตายแทนศรีภรรยาอันเป็นที่รักยิ่งของท่าน ดังเช่น พระโพธิสัตว์ ทุกๆ พระองค์ที่ปรารถนาตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หรือเป็นพระพุทธเจ้านั้น จะต้อง สละลูกสละเมีย กรณีพระเวสสันดรก็เช่นกันท่านสละพระโอรส – พระธิดาทั้งสอง คือ กัณหา ชาลี ให้ชูชก แล้วชูชกเฆี่ยนพระโอรส – พระธิดาทั้งสองต่อหน้าต่อตา ย่อมสร้างความสะเทือนใจให้กับพระเวสสันดรเป็นอันมาก ถึงกับจะฆ่าชูชก แต่ด้วยความปรารถนานั้นจําต้องยอมสละพระโอรส – พระธิดาทั้งสองไป โดยครูบาอาจารย์ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“พระเวสสันดรเป็นพระโพธิสัตว์ ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ชาติที่มาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเป็นชาติสุดท้ายแล้ว อีกชาติเดียว แล้วคิดดูสิ คนที่มีความดีขนาดนี้จะรับผิดชอบไหม

๑. จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบสูง

๒. จะมีกตัญญู มีความผูกพันมาก แล้วต้องสละไป

นี่พูดถึงไง เราจะบอกว่าสิ่งที่พระโพธิสัตว์สละขนาดนี้ จะเป็นพระอรหันต์ จะเป็นผู้ที่ปฏิบัติ เขาต้องเสียสละมา”

แม้นายพรหมกับนางพิมพาเป็นครอบครัวใหม่ เริ่มต้นสร้างฐานะมาด้วยกัน การอยู่กิน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ด้วยความดีและสิ่งดีๆ ที่มอบให้แก่กันและกันตลอดเวลาประมาณ ๑๐ ปีนั้น ย่อมเกิดเป็นความรักความผูกพันทางใจอย่างลึกซึ้ง นายพรหมรักนางพิมพาศรีภรรยาคนนี้มาก จึงได้จัดงานศพให้กับศรีภรรยาและบุตรของท่านตามประเพณีอย่างสมเกียรติ ด้วยครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวแบบอย่างและเป็นที่รักใคร่ของคนในหมู่บ้านดงเย็น ดังนั้น ในวันเผาศพจึงมี ชาวบ้านมาร่วมงานไว้อาลัยและมาเผาศพกันจํานวนมาก

เหตุการณ์สลดสะเทือนใจครั้งสําคัญครั้งนั้น ทําให้ท่านเกิดความทุกข์ระทมใจ เกิดความเศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก ยากนักที่จะลบเลือนออกจากใจท่านได้ ความคิดที่ว่า การมีครอบครัวแล้วจะมีความสุขที่แท้จริงนั้น เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ตรงกันข้ามกลับเพิ่มความทุกข์ให้มีแก่ตนอีกเป็นเท่าทวีคูณ ความคิดนั้นเป็นอันว่าล้มละลายหายสูญไปอีก เพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์ทั้งจากความไม่เที่ยงและจากการพลัดพราก ในขณะนั้นท่านยังไม่พบครูบาอาจารย์ที่ รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาชี้แนะทางธรรม ท่านต้องแสวงหาความสุขที่แท้จริงต่อไปตามลําพัง และท่านต้องอยู่ในอาการทนทุกข์ทรมานจิตใจอยู่ปีกว่า เหตุการณ์สูญเสียครั้งสําคัญนี้เป็นสาเหตุหนึ่ง ซึ่งในกาลต่อมาทําให้ท่านได้ตัดสินใจสละเรือนและสละทรัพย์สมบัติจํานวนมากมาย ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นความสุขที่แท้จริง

ประวัติของหลวงปู่พรหม กับ หลวงปู่กงมา มีความคล้ายคลึงกันมาก ตอนเป็นฆราวาสก็ เป็นนายฮ้อยไปค้าขายที่ภาคกลางเหมือนกัน มีภรรยาคลอดลูกออกมาก็ตายเหมือนกัน เมื่อออก บวชเป็นพระก็ฉายา จิรปุญฺโญ เหมือนกัน ภายหลังถวายตัวเป็นพระศิษย์หลวงปู่มั่นแล้วก็มุ่ง แสวงหาโมกขธรรมเหมือนกัน 

การครองเรือนแต่งงานครั้งที่สอง

การพลัดพรากสูญเสียศรีภรรยาและบุตรไปพร้อมๆ กันนั้น เป็นผลทําให้ชีวิตของนายพรหม เปลี่ยนแปลงไปมาก ท่านเหมือนคนไม่มีความสุข ดูหงอยเหงาเปล่าเปลี่ยว ในใจก็ว้าเหว่เดียวดาย ยิ่งคิดคํานึง ยิ่งรําพันถึงภรรยา ก็ยิ่งทุกข์ทรมานใจ และนั่นก็ยิ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้ท่านยิ่งแสวงหาความสุขที่แท้จริง ส่วนบรรดาญาติพี่น้องต่างก็ไม่รู้ความในใจที่แท้จริงของท่าน ต่างก็สงสารและเห็นใจ ด้วยความปรารถนาดีแบบโลกๆ จึงได้แนะนําให้ท่านแต่งงานอีกเป็นครั้งที่สอง 

การแต่งงานใหม่ในครั้งนี้ แรกเริ่มเดิมทีท่านก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากนัก เพราะท่านได้สัมผัสรสชาติของความทุกข์ ความทรมานใจจากการพลัดพรากสูญเสียมาแล้ว ซึ่งยากที่จะเยียวยาแก้ไขให้กลับมาสดชื่นแจ่มใสเหมือนเดิมได้ แม้กาลเวลานั้นจะช่วยเยียวยาให้ท่านคลายจากความทุกข์โศกไปได้บ้างแล้วก็ตาม แต่จิตใจของคนที่เคยพบกับความพลัดพรากสูญเสียมาแล้วนั้น ก็ยากที่ จะแต่งเติมให้ดีเหมือนเดิมได้ อุปมาดังแก้วที่มันร้าว แม้จะประสานให้ดีเพียงใดก็ตาม ก็ไม่อาจลบ รอยร้าวให้กลับมาดีเหมือนดังเดิมได้ หากแต่งงานใหม่แล้วเกรงจะซํ้ารอยเดิม แต่ในที่สุดด้วยเหตุผล ประการต่างๆ ท่านก็ได้เข้าพิธีแต่งงานอีกเป็นครั้งที่สอง

ภรรยาคนที่สองของท่านชื่อ นางกองแพง ได้ร่วมสุขร่วมทุกข์อยู่กินกับท่านเป็นเวลา ๕ ปี โดยไม่มีบุตรด้วยกัน นับว่าเป็นโชควาสนาของนายพรหมเป็นอย่างยิ่ง เพราะภรรยาใหม่ของท่านนั้นเป็นคนดี ขยันขันแข็ง ที่สําคัญมีจิตใจใฝ่ทางธรรมะ ซึ่งภายหลังต่างคนต่างสนับสนุนกันออกบวชถือเพศนักบวชด้วยกันทั้งคู่

ขณะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนั้น นายพรหม และนางกองแพง ซึ่งเป็นศรีภรรยาใหม่ของท่าน ต่างก็ได้ช่วยกันทํามาหากินอย่างขยันขันแข็ง จนสามารถสร้างฐานะได้มั่นคงมีอันจะกิน เป็นครอบครัว ที่มีความสุขมากและมีทรัพย์สินมาก ท่านมีที่ดินปลูกบ้านหลังใหญ่ เป็นบ้านแฝดสองหลัง ชานเรือนอยู่ระหว่างกลาง มีที่เรือกสวนไร่นาหลายแปลง มีโคเป็นร้อยๆ ตัว และมีกระบือไม่ตํ่ากว่า ๕๐ ตัว นับว่าครอบครัวของท่านมีฐานะรํ่ารวยมั่นคงที่สุด ถือเป็นเศรษฐีในหมู่บ้านในขณะนั้น

ด้านนายพรหม สุภาพงษ์ นอกจากจะมีความขยันขันแข็ง เอาการเอางานเป็นพิเศษ และสร้างฐานะได้อย่างมั่นคงแล้ว ท่านยังมีจิตใจที่ดีงาม ไม่มีความบกพร่องเสียหายด้านความประพฤติ ผู้คนในหมู่บ้านต่างให้ความนับถือและยําเกรง จัดเป็นบุคคลตัวอย่างของหมู่บ้าน ทางฝ่ายบ้านเมืองก็มองเห็นความดี และคุณลักษณะความเป็นผู้นําของท่าน จึงได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๑ แห่งบ้านดงเย็น ท่านได้ปกครองลูกบ้านโดยหลักยุติธรรมเที่ยงตรง ไม่เป็นไปตามอํานาจอคติ ๔ ประการ คือ ฉันทา โทสา โมหา และภยาคติ ไม่เห็นแก่สินจ้างรางวัล และไม่เข้าข้างคนผิด จึงเป็นที่เคารพนับถือยําเกรงของประชาชนในถิ่นนั้นมาก เป็นหัวหน้าผู้ปกครองที่ดีคนหนึ่ง 

ด้านอาชีพการงาน นอกจากจะทํานาทําไร่ เหมือนชาวบ้านทั่วไปแล้ว ท่านยังประกอบอาชีพค้าขาย โดยเป็นหัวหน้านําหมู่พ่อค้าโคกระบือ เพื่อนําไปขายทางภาคกลาง นอกจากนี้ท่าน ยังเป็นหัวหน้ากองคาราวานเกวียน บรรทุกหนังสัตว์และของป่าไปจําหน่ายที่จังหวัดนครราชสีมา ขากลับก็บรรทุกสินค้าต่างๆ เช่น ตะกั่ว ดินปืน เครื่องนุ่งห่ม ยา และข้าวของจําเป็นต่างๆ นํา กลับมาขายยังท้องถิ่นของตน

หลวงปู่พรหม ท่านเคยเล่าให้พระศิษย์ฟังว่า ในชีวิตเป็นฆราวาสก่อนบวชท่านเคยประกอบอาชีพเป็นช่างทําเกวียนขาย ทําเกวียนใส่โค ขายเล่มละสองบาทถึงสามบาท สมัยนั้นใช้เงินเหรียญ เงินตราช้างสามเศียร ท่านทําเกวียนอยู่บ้านตาล และย้ายมาอยู่บ้านดงเย็นก็ทําด้วย โดยใช้ไม้พะยูง สมัยก่อนไม้ยังมีมากมาย 

การแต่งงานครั้งที่สอง นายพรหม ซึ่งท่านเป็นพ่อค้าต่างถิ่น ช่วงนี้ทําให้ฐานะครอบครัวดีขึ้นอย่างมาก แต่ท่านต้องแลกกับการเดินทางไกล ท่านต้องสละความสุข ต้องจากบ้าน จากภรรยาที่รัก และต้องจากกันคราวละนานๆ เป็นเวลาหลายๆ เดือน ซึ่งสมัยก่อนนั้นถนนหนทางในภาคอีสาน ยังทุรกันดารมาก การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลําบาก ต้องรอนแรมนอนค้างตามทาง ตามที่ ราบบ้าง ตามร่มไม้ชายป่าบ้าง ตามป่าตามเขาบ้าง ซึ่งล้วนต้องเสี่ยงภัยอันตรายต่างๆ นานัปการ ทั้งจากโจรผู้ร้าย จากสัตว์ป่า จากไข้ป่า และจากเหล่าภูตผีวิญญาณ ภัยอันตรายต่างๆ เหล่านี้ ย่อมทําให้ภรรยาของท่านเป็นห่วงเป็นใย เป็นธรรมดา แต่ในเรื่องความประพฤติส่วนตัวของท่านแล้ว ในเรื่องปันใจเป็นอื่นนั้น ภรรยาของท่านมิได้กังวลใจเลยแม้แต่น้อย ภรรยาให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในตัวของท่านมากเป็นพิเศษ เพราะท่านยังคงทําหน้าที่สามีที่ดี มีคุณธรรม มีความประพฤติดีงามเสมอต้นเสมอปลาย สําหรับความประพฤติส่วนตัวของภรรยานั้น ท่านก็ให้ความ ไว้วางใจเช่นเดียวกัน เพราะต่างฝ่ายต่างมีความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริตต่อกันด้วยดีเสมอมา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ความสําคัญของครอบครัวจําเป็นต้อง จงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ไว้ดังนี้

“สามีภรรยา ให้มีความจงรักภักดีต่อกัน มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน มีความฝากเป็น ฝากตายต่อกันตลอดกาลสถานที่ ไม่มีที่ลับที่แจ้ง เปิดเผยความบริสุทธิ์และความจงรักภักดีต่อกันอยู่ภายในใจอันสะอาด ใครจะไปทํางานในบ้านนอกบ้าน ไปใกล้ไปไกลข้ามวันข้ามคืนที่ไหน ก็ไปด้วยใจสัตย์ซื่อมือสะอาด ไม่มีมลทินมัวหมองติดตัวมาฉาบทากัน ไปเที่ยวทํามาค้าขายใกล้หรือไกล ก็เพื่อจะยังการครองชีพให้เป็นไปด้วยความราบรื่นดีงาม ไม่มีความวิตกวิจารณ์ ไม่มีความเป็นห่วงเป็นใย ไม่มีความเดือดร้อนภายในจิตในใจว่า สามีหรือภรรยาของตนจะไปประพฤติไม่ดีไม่งาม ด้วยการคบชู้สู่หญิงสู่ชายนอกบัญชี ซึ่งเท่ากับผีร้อยตัวมาคว้าเอาหัวตับหัวปอดขั้วหัวใจ ไปขยี้ขยําตําบอนโดยประการต่างๆ ซึ่งทําลายอปฺปิจฺฉตาธรรมให้ฉิบหายป่นปี้ ไปเป็นการนานเป็นคุณ นําผลรายได้มาอุดหนุนครอบครัว ให้มีความจีรังยั่งยืนด้วยความชื่นบานหรรษาต่อกัน

สามีภรรยาปฏิบัติตัวดังกล่าวนี้ อยู่ที่ใด ไปที่ใด ย่อมไม่มีความกังวลหม่นหมอง ครองกัน ด้วยความราบรื่นชื่นใจตลอดไปจนอายุขัย เพราะหลักใหญ่มีใจซื่อสัตย์มั่นคงต่อกัน”

ด้วยความเป็นผู้นําที่ดี มีคุณธรรมและมีความสามารถมากของผู้ใหญ่พรหมนี้เอง ในกาลต่อมาประชาชนลูกบ้าน จึงยกย่องขนานนามให้ท่านว่า “นายฮ้อยพรหม” ซึ่งเป็นคําเรียกขานที่ ถือว่ามีเกียรติมาก และก็น่าภาคภูมิใจมาก

ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า “ผู้ที่จะได้รับการเรียกขานเป็น นายฮ้อย นายแถว ในสมัยนั้น ต้องเป็นคนมีทรัพย์ มีความดี เป็นที่ยอมรับนับถือของคนอื่น เสียงนี้มาจากประชาชน ไม่ใช่การตั้งตัวเอง จึงนับว่าเป็นเกียรติอันสูงส่งซึ่งใครๆ ก็กระหยิ่มอยากได้กัน”

ชีวิตการเป็นนายฮ้อยพรหม

สภาพความเป็นอยู่ของชาวอีสานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชาวบ้านมีการเลี้ยงวัว – ควาย เป็นอาชีพที่ควบคู่กันมากับการทํานาทําไร่ซึ่งเป็นอาชีพหลัก กลุ่มคนที่ค้าขายวัว – ควาย จะถูกเรียกขานว่า “นายฮ้อยวัว – ควาย” นายฮ้อยวัว – ควายจึงมีบทบาทมากและมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ของคนอีสานใกล้ชิดมากกว่ากลุ่มพ่อค้าสินค้าประเภทอื่นๆ สภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านดงเย็นในสมัยที่นายฮ้อยพรหมไปปักหลักสร้างครอบครัวใหม่ก็เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่มีอาชีพทํานาทําไร่ และเลี้ยงวัว – ควาย 

วัว – ควาย จึงเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความสําคัญต่อชุมชนทางภาคอีสานในอดีต ทั้งในสถานะปัจจัยการผลิต คือ แรงงานไถนา ผลิตปุ๋ยคอก เป็นพาหนะอํานวยความสะดวกในการเดินทางคมนาคมขนส่ง และเป็นสิ่งแสดงถึงสถานะทางสังคม เป็น “มูลมัง” (สมบัติ สําหรับลูกหลานเวลาแต่งงานมีเหย้ามีเรือนแยกครอบครัวเป็นของตนเอง และเป็นสินค้าที่สามารถขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว)

ตามธรรมเนียมของพวกพ่อค้าวัว พ่อค้าควาย ต้องมีวัวต่างสําหรับบรรทุกสัมภาระบางอย่าง ไปด้วย ๒ – ๓ ตัว พ่อค้าแต่ละพวก จะต้องมีหัวหน้านําหมู่คณะหนึ่งคน ที่เรียกกันว่า นายฮ้อย

ผู้ที่จะเป็นนายฮ้อยนั้น ไม่มีการหาเสียงอย่างผู้แทนราษฎร เป็นความเห็นดีเห็นชอบของเพื่อนฝูง หรือเฒ่าแก่บ้านเมือง โดยเพื่อนฝูงหากขอร้องให้เป็น และพร้อมกันยกยอกันขึ้น ครั้นแล้ว ก็ต้องเคารพนับถือเชื่อฟังกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ร่วมเป็นร่วมตายกัน

ในการซื้อขายวัว – ควายนี้เอง นายฮ้อยได้เข้ามามีบทบาทสําคัญมาก เพราะสภาพสังคม แต่เดิม การขายวัว – ขายควายในท้องถิ่นเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็เลี้ยงวัว – เลี้ยงควายเหมือนๆ กัน ตลาดวัว – ควายในขณะนั้นอยู่ในถิ่นทางภาคกลาง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางยาวนานรอนแรมหลายเดือน ดังนั้น การจะนําวัว – ควายไปขายนั้น เพื่อความปลอดภัย จึงต้องอาศัยการรวมตัวเดินทางกันเป็นหมู่เป็นคณะ หรือที่เรียกว่า “คาราวานเกวียน” นั่นเอง และจากการเดินทางในลักษณะเช่นนี้เอง ได้บ่มเพาะประสบการณ์ให้กับกลุ่มชาวบ้านที่นําวัว – ควายไป ค้าขาย จนกลายเป็นตํานาน “นายฮ้อย” ในเวลาต่อมา

ในช่วงที่นายฮ้อยพรหม เริ่มทําอาชีพเป็นพ่อค้าวัว – ควายนั้น ท่านต้องลงทุนซื้อวัว – ควาย มาเลี้ยงเอง แล้วนําไปขายภาคกลางในช่วงหน้าแล้ง ได้กําไรเที่ยวหนึ่งก็คุ้มค่ามาก ซึ่งต่อมาทําให้ท่านรํ่ารวยเป็นเศรษฐีมีความสุขตามที่ท่านแสวงหา แต่ก็ต้องทนกับความทุกข์ยากลําบากจากการเดินทางไกล ศรีภรรยาคนที่สองของท่าน คือ นางกองแพง ต้องเป็นช้างเท้าหลัง เป็นกําลังใจให้ท่าน ได้เป็นอย่างดี โดยการตระเตรียมห่อเสื้อผ้า เสบียง ข้าวเหนียว อาหารแห้ง ปลาร้า เกลือ ฯลฯ และของใช้ที่จําเป็นให้ท่าน 

ในการนําวัว – ควายไปขายทางภาคกลางนั้น นายฮ้อยพรหม ท่านเป็นหัวหน้า เป็น ผู้รับผิดชอบของหมู่คณะทุกประการ ท่านเป็นคนดีมีความรู้ความสามารถมาก และท่านเป็นผู้หนึ่ง ที่มีความรู้ในการดูลักษณะวัว – ควายที่เป็นมงคลหรืออัปมงคล หรือลักษณะวัว – ควายที่เลี้ยงแล้วแข็งแรงโตเร็ว ทั้งมีความรู้เทคนิคในการเลี้ยงวัว – ควาย และการดูแลป้องกันรักษาโรควัว – ควายเป็นอย่างดี รวมทั้งการประเมินราคาและการต่อรองการค้าขายวัว – ควาย ชาวบ้านดงเย็นจึงให้ความเชื่อถือในภูมิปัญญาของท่าน

นอกจากนี้ นายฮ้อยพรหม ท่านมีลักษณะคุณสมบัติของนายฮ้อยที่ดีครบทุกประการดังนี้ คือ

๑. เป็นผู้ชํานาญทาง ฉลาดในการเดินป่า

๒. เป็นผู้พูดจาคล่องแคล่ว

๓. เป็นผู้รู้กฎหมาย ระเบียบและประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ เป็นผู้มีปัญญาความฉลาดในการ ติดต่อสังคม ในการซื้อขาย ในการรักษาทรัพย์ ในการรักษาชีวิตของตนเองและหมู่คณะ เป็นต้น

๔. เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต โอบอ้อมอารี มีเมตตาจิต ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตน ไม่คดโกง ฉ้อฉล เบียดบังเอาเปรียบในลูกน้องของตน

๕. เป็นผู้มีความแกล้วกล้าสามารถ อาจหาญ มีการยอมเสียสละ ต่อสู้เหตุการณ์โดยไม่หวั่นไหว (นายฮ้อยบางคนที่มีวิชาอาคมก็เป็นผู้เก่งทางอยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่ออก ฟันแทงไม่เข้า ตีไม่แตก จับไม่อยู่ เป็นต้น)

๖. เป็นผู้ฉลาดในการวางแผน เช่น จะออกเดินทางในวันเวลาใด ควรจะให้ใครออกก่อน ใครอยู่ท่ามกลาง และใครอยู่ตามหลัง พักกลางวันและพักค้างคืนที่ใด จะให้นํ้าให้หญ้าแก่สัตว์อย่างไร ไปช้าไปเร็วขนาดใด เป็นต้น

๗. เป็นผู้รู้จักสอดส่องมองรู้ทันท่วงทีต่อเหตุการณ์ที่จักเกิดขึ้น

สมัยก่อนนั้นพวกพ่อค้าวัว – พ่อค้าควาย หรือนายฮ้อยต้องไล่ต้อนวัว – ควายลงไปขายทางภาคกลาง โดยไปตามเส้นทางการค้าสมัยก่อนซึ่งเป็นทางเกวียนทางเท้า จากบ้านดงเย็นไปทางอําเภอสว่างแดนดิน เดินเลียบเลาะไปตามภูเขา อําเภอส่องดาว ตาดภูวง อําเภอวังสามหมอ จังหวัด ขอนแก่น และนครราชสีมา การรอนแรมเดินทางไกลเป็นคาราวานเกวียนร่วมกันเป็นหมู่คณะ หลายสิบชีวิต พร้อมด้วยฝูงวัว – ควายนับร้อยๆ ตัวนั้น ต้องลําบากตรากตรํา ต้องกินอยู่หลับนอนร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ซึ่งนอกจากมีเสบียงข้าวสารอาหารแห้งแล้ว การอยู่การกินก็หากับข้าวกับปลาตามวิถีธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ เช่น จับกบ จับเขียด จับปลาตามแหล่งนํ้า ยิงกระต่าย เก้ง กวาง หมูป่าตามป่าตามเขา เก็บพืชผักผลไม้ป่าตามรายทาง พักที่ไหนก็ก่อกองไฟหุงหาอาหารกินกัน หากมีไม้ไผ่ลําใหญ่ก็ตัดเป็นกระบอกใส่ข้าวเหนียวพร้อมนํ้าแช่ทิ้งไว้ แล้วจึงนําไปย่างไฟจนสุกคล้าย ข้าวหลาม ปลาร้าก็นําใบตองมาห่อแล้วย่างไฟจนส่งกลิ่นหอมชวนรับประทาน สําหรับนํ้าดื่มนั้นก็หาได้ตามแหล่งนํ้าโดยกรอกใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ เมื่อพักค้างแรมกลางทางก็ต้องก่อกองไฟ และ ต้องผลัดกันเข้าเวรยาม เพื่อป้องกันภัยทั้งจากโจรผู้ร้ายและสัตว์ป่า

เมื่อจะต้องผ่านเขตเขาใหญ่ เป็นป่าดงผืนใหญ่ ซึ่งมีมหาโจรเขาใหญ่คอยสกัดทําร้ายเป็นประจํา ด่านผู้ร้ายที่สําคัญขนาดเขตอันตรายสีแดงในสมัยนั้น ก็คือ ปากช่อง และ ช่องตะโก ก็จะ ขี้ขลาดตาขาวไม่ได้ ต้องกล้าเก่งห้าวหาญ เตรียมต่อสู้กันทุกคน ขึ้นชื่อว่าลูกผู้ชายแล้ว ต้องบุกให้ ผ่านพ้นอันตรายให้จนได้ นายฮ้อยต้องมีอาวุธประจํากาย เช่น ปืน ดาบ ติดตัวเสมอ เมื่อเกิดเหตุร้ายต้องออกหน้าออกตานําหมู่คณะเข้าต่อสู้ประจัญบาน ถ้านายฮ้อยเก่งและดีก็พาหมู่คณะปลอดภัยทั้งขาไปและขากลับ

เมื่อเวลาขากลับนั้น จวนจะถึงบ้านแล้ว ต้องพักแรมในสถานที่ใดที่หนึ่งก่อน แล้วส่งข่าว ไปหาทางบ้าน ว่าพรุ่งนี้จะได้เดินทางกลับมาถึงบ้านเวลาประมาณเท่านั้น ก่อนจะถึงบ้านประมาณ ๒ – ๓ กม. จะต้องจุดประทัดหรือยิงปืนเป็นเครื่องสัญญาณ ฝ่ายพี่น้องลูกเมียได้ยินสัญญาณแล้วก็ เตรียมตัวออกไปต้อนรับห่างจากบ้านประมาณ ๑ กม. ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีบรรณาการของฝากต้อนรับกันโดยความร่าเริงบันเทิงใจ ฝ่ายภรรยาบางคนถึงกับนํ้าตาคลอเลย เพราะความปลื้มปีติ ที่ได้พบหน้าสามีของตน พวกพ่อค้าทั้งหลายมักจะเตรียมเสื้อผ้า ขนม ประทัด มาแจกลูกหลาน ของตนในเวลานั้น พวกเด็กๆ เวลาได้รับของแจกก็ดีใจใหญ่ เดินจุดประทัดกลับบ้านสนั่นหวั่นไหว

ประวัติตอนนี้ของหลวงปู่พรหม พ่อตู้สีโท เคยดูแลอยู่กับหลวงปู่พรหมมาตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส เป็นลูกน้อง ติดตามหลวงปู่ไปค้าขายทางนครราชสีมา ทางสระบุรี เหมือนเดินต้อนวัว ต้อนควายไปขาย แล้วก็นําของป่าไปขาย บางทีก็ไป ๓ เดือนกลับมา ทางบ้านก็รอ ถ้าได้ยินเสียงประทัดแล้วก็แสดงว่าพวกไปค้ากลับมาแล้ว บางทีก็มาไม่ครบ ตายเพราะไข้ป่าบ้าง ตายเพราะอันตรายพวกโจรปล้นบ้าง ชีวิตคนก็ลําบากมาก สมัยเป็นฆราวาส

ชีวิตการเป็นนายฮ้อยพรหม นับว่าท่านเป็นนายฮ้อยที่ดี เพราะท่านต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ ดังกล่าวมา จนประสบความสําเร็จฐานะทางบ้านมั่งคั่งรํ่ารวย ทําให้ชาวบ้านดงเย็นนั้นรักใคร่ ให้ความเคารพยําเกรงและเชื่อฟังท่านมาก โดยเฉพาะพวกที่ได้ร่วมเดินทางไปกับท่านแล้ว ต่างยิ่งประจักษ์ในคุณธรรมความเป็นผู้นําของท่าน ก็ยิ่งรักใคร่ ยิ่งให้ความเคารพยําเกรง และยิ่งเชื่อฟัง ท่านมาก แต่ไม่ใช่ว่านายฮ้อยทุกรายจะประสบความสําเร็จเช่นเดียวกับนายฮ้อยพรหม กล่าวคือ การเอาวัวควายไปขายในสมัยก่อนนั้น การเดินไปกว่าจะถึงแหล่งขายลําบากมาก บางครั้งวัวควาย เกิดเจ็บป่วยล้มตายจนขาดทุนป่นปี้ก็มี หรือวัวควายเกิดเจ็บป่วยแล้วรักษาใช้เวลานานกว่าจะหาย ต้องขายขาดทุนก็มี บางครั้งต้องเจอสัตว์ป่าสัตว์ร้ายก็มี บางครั้งเกิดโจรผู้ร้ายวางแผนแย่งชิงเอาไป ก็มี บางครั้งเกิดการต่อสู้กับพวกโจรผู้ร้าย ถูกทําร้ายจนบาดเจ็บก็มี เกิดการต่อสู้กันถึงขั้นล้มตาย ก็มี บางครั้งเกิดไปผ่านอหิวาตกโรค หรือ โรคฝีดาษ ซึ่งกําลังเกิดระบาดระหว่างทาง โดยมากมักเป็นบ่อยที่โคราช เกิดป่วยหรือตายด้วยโรคระบาดนั้นก็มี บางครั้งเกิดเป็นไข้ป่าก็มี

ฝ่ายพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงและลูกเมียที่อยู่ทางบ้าน เป็นห่วงในผู้ที่จากไปมากที่สุด คอยฟังข่าวคราวสุขทุกข์ของผู้จากไปอยู่ทุกวิถีทาง และคอยการกลับว่าวันไหนหนอจะโผล่หน้ามาถึงบ้าน คอยแล้วคอยเล่าจนเป็นจินตนาคติพังเพยว่า “เหมือนนกยางคอยปลา เหมือนนกกระทาคอยปลวก เหมือนลูกฮวกอยู่นํ้าคอยท่าหมู่ฝน”

ประสบการณ์ในขณะที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นนายฮ้อยพรหม เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะในกาลต่อมา เมื่อท่านออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นพระนักรบธรรมเดนตายอีกองค์หนึ่ง ที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ทรหดอดทน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขา ตามลําพังเพียงองค์เดียว นับแต่พรรษาแรกๆ

ท่านมีนิสัยนักปราชญ์

ครั้งหนึ่ง ท่านไปเอาของป่าเข้าไปขายทางหนองคาย ท่านเดินไป แต่นิสัยท่านแบบว่าคนมีปัญญา ท่านจะรู้จักสังเกต รู้สึกเหมือนเอานํ้ามันยางไปขาย ท่านไปคนเดียวด้วยสมัยเป็นฆราวาส ท่านเดินผ่านตรงนั้น มันจะมีต้นกระบากใหญ่ต้นหนึ่งแล้วมีกอไผ่อยู่ด้านข้าง

พอขายเสร็จ ท่านก็เดินกลับมา ท่านกลับมานี่ท่านว่า “ตอนนั้น ถ้ามันจะได้ฆ่าคน คงได้ ฆ่าแล้ว” ท่านว่า ท่านมีนิสัยนักปราชญ์ ท่านจะสังเกตเห็น ท่านเห็นว่าไม้ไผ่โดนตัดไปลําหนึ่ง ท่านเริ่มสังเกตเลย ท่านระวังภัยนะ พอเดินมาถึง ไอ้โจรนั้นมันรออยู่แล้ว รอที่จะตีอยู่แล้ว มันตัด ไม้ไผ่แล้ว มันก็เงื้อไว้แล้ว ว่างั้นเถอะ เหมือนกับถ้าเดินมาก็เรียกว่าตีลงไปเลย แต่ท่านพูดขึ้นก่อนบอกว่า “ถ้ากลัวตาย รีบหนีไปซะ” ท่านพูด

ทั้งๆ ท่านไม่เห็นตัวนะ คือท่านว่า ท่านเห็นไม้ไผ่ที่เขาเงื้อไว้นี้มันเลยต้นไม้ออกไป ท่านรู้ ท่านบอกว่า “รีบไปซะ” มันก็วิ่งหนีไปเลย นั่นล่ะคือความมีปัญญาของท่าน ถ้าเป็นคนอื่นก็คง ไม่ได้สังเกตล่ะว่าทําไมไม้ไผ่โดนตัด นี่ล่ะเหมือนมันคนจะไม่ได้ทํากัน มันก็ไม่ได้ทํา เขาก็หนีไป

นายฮ้อยบุญฮ้อยบาป

การประกอบอาชีพของนายฮ้อยพรหมเป็นพ่อค้าเกวียนนั้น แม้ว่าจะเป็นอาชีพที่สุจริตและสร้างฐานะรายได้ให้ท่านเป็นกอบเป็นกําจนรํ่ารวย แต่มีการค้าวัวค้าควายและเครื่องดักจับสัตว์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งส่วนนี้ขัดกับหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งในกาลต่อมาหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้เมตตาเล่าให้พระศิษย์ฟังว่า 

“ชีวิตนี้เกิดมาทุกข์แท้ เป็นนายฮ้อย เป็นพ่อค้าเกวียน เป็นผู้ใหญ่บ้าน โลกเขาว่านายฮ้อย แต่ธรรมะว่า ฮ้อยบุญ ฮ้อยบาป แต่ก่อนมันฮ้อยเอาแต่บาป”

หลวงปู่กินรี จนฺทิโย พระศิษย์อาวุโสในฝ่ายมหานิกายของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นพระอาจารย์ของท่านพระอาจารย์ชา สุภทฺโท ในสมัยหลวงปู่กินรีเป็นฆราวาส ท่านก็เคยเป็นนายฮ้อยค้าวัวค้าควาย ทําให้ครอบครัวของท่านต้องประสบ เคราะห์กรรม คือ ภรรยาและลูกต้องพลัดพรากตายจาก โดยประวัติของหลวงปู่กินรี จนฺทิโย ได้บันทึกไว้ดังนี้

“เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดหนองฮี ได้ศึกษาหนังสือธรรม หนังสือผูกทั้งภาษาขอม ภาษาไทยน้อยหรืออักษรธรรม และภาษาไทยสมัยปัจจุบัน เมื่ออายุ ๒๐ ปี ได้อุปสมบทที่วัดเกาะแก้ว เขตอําเภอธาตุพนม ต่อมาด้วยความห่วงใยบิดา – มารดา และได้รับการขอร้อง ด้วยความเป็นบุตรคนเล็ก ท่านจึงลาสิกขาตามความต้องการของโยมพ่อและโยมแม่ ใช้ชีวิตฆราวาสไม่ราบรื่นและไม่ประสบผลสําเร็จมากนัก เป็นนายฮ้อยวัวควายก็ขาดทุนอย่างหนัก หลวงปู่เล่าว่า 

เพราะการกระทําของท่าน ที่พรากพ่อ – แม่ – ลูก วัวควาย ที่ขายไปถิ่นต่างๆ ย่อมเป็น บาปอย่างมหันต์ ผลกรรมจึงย้อนตอบสนองให้ต้องสูญเสียภรรยาหลังคลอดบุตรได้ไม่นาน และ ได้สูญเสียลูกอันเป็นที่รักซํ้าอีก เพราะทารกน้อยขาดนมจากผู้เป็นแม่ ความสูญเสียอันใหญ่หลวงของท่าน ทําให้เป็นทุกขเวทนา ความอาลัยอาวรณ์ ความโศกเศร้า ทับถมทวีความทุกข์ยิ่งขึ้น ด้วยความทุกข์เป็นกุศลปัจจัยผลักดัน และบันดาลใจให้ท่านก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ สู่ความเป็นบรรพชิตในบวรพุทธศาสนา”

สาเหตุที่หลวงปู่พรหมว่า “มันฮ้อยเอาแต่บาป” เพราะว่าการค้าวัวควายเป็นอาชีพที่จัดอยู่ในมิจฉาวณิชชา เป็นการค้าขายที่ผิด ไม่ชอบธรรม ไม่ควรค้าขายและไม่ควรชักชวนให้ผู้อื่นค้าขาย ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ดังนี้

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้ อันอุบาสกไม่ควรทํา คือ

๑. การค้าขายศัสตรา(สัตถวณิชชา)

๒. การค้าขายมนุษย์ (สัตตวณิชชา)

๓. การค้าขายสัตว์สําหรับฆ่าเป็นอาหาร (มังสวณิชชา)

๔. การค้าขายนํ้าเมา(มัชชวณิชชา)

๕. การค้าขายยาพิษ (วิสวณิชชา)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้า ๕ อย่างเหล่านี้ อันอุบาสกไม่ควรทํา” 

ท่านยังไม่พบความสุขที่แท้จริง

ผู้ใหญ่พรหม หรือ นายฮ้อยพรหม สุภาพงษ์ มีครอบครัวที่พร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง ฐานะก็รํ่ารวย ทรัพย์สมบัติก็มาก เข้าขั้นเป็นเศรษฐีคนหนึ่ง ส่วนภรรยาก็เป็นนางแก้ว เป็นศรีภรรยาที่คอย ร่วมทุกข์ร่วมสุข คอยให้กําลังใจ ชีวิตฆราวาสของท่าน ท่านน่าจะมีความสุขอย่างสมบูรณ์เท่าที่ชีวิตฆราวาสจะพึงมี แต่ท่านกลับเห็นตรงกันข้าม ท่านมองเห็นเป็นความทุกข์ ความกังวล และดู เหมือนว่ามันเพิ่มกําลังมากขึ้นทุกขณะจิต ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน ล้วนแต่เป็นกังวล เป็นทุกข์ เป็นร้อนไปหมด ไม่มีความสุขสบายอย่างที่ท่านได้ดิ้นรนไขว่คว้าหามาโดยตลอด

ตามธรรมดาของทรัพย์สมบัติอันเป็นของภายนอก เมื่อได้ทรัพย์สมบัตินั้นมาครอบครองก็มีความสุข แต่เมื่อต้องรักษาทรัพย์สมบัตินั้นไว้ก็เป็นความทุกข์ เป็นความกังวลใจ และก็เป็นสาเหตุประการสําคัญที่นําความทุกข์มาสู่นายฮ้อยพรหม เพราะเมื่อท่านได้พิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้ว ก็คือ ทรัพย์สมบัติ ที่ท่านเสาะแสวงหาและสะสมไว้จํานวนมากนั่นเอง ท่านต้องคอยเฝ้ารักษา คอยวิตกกังวลและเป็นห่วงทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทอง เพราะเกรงว่าจะถูกโจรปล้น โจรลักขโมยบ้าง เกรงว่าจะนํ้าท่วมสูญหายไปบ้าง เกรงว่าจะไฟไหม้ทําลายไปบ้าง เกรงว่าจะไม่มีลูกเป็นทายาท ผู้ดําเนินสืบทอดบ้าง เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่สร้างความทุกข์ความกังวลใจให้กับท่านในช่วงนั้น แต่ โดยส่วนลึกภายในจิตใจของนายฮ้อยพรหมแล้ว ซึ่งเป็นด้วยอํานาจวาสนาบารมีเดิมคอยปลอบเตือนใจท่านว่า

“อันทรัพย์สมบัติภายนอกเหล่านี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ก็อาจจะถึงกาลแห่งความวิบัติได้เป็นธรรมดา ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดจะจีรังยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไป แต่สิ่งที่เราต้องการแสวงหามากที่สุด ได้แก่ ความสุขที่แท้จริงของชีวิต ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองเหล่านี้มิใช่หรือ”

ส่วนสมบัติภายในที่นายฮ้อยพรหมตั้งความปรารถนาไว้ คือ ธรรมสมบัติ คือ ใจ อันเป็นสมบัติอันลํ้าค่านั่นเอง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงความสําคัญของใจ ไว้ดังนี้

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา” ธรรมทั้งหลาย มีใจนั่นแหละเป็นใหญ่ มีใจนั่นแหละเป็นหัวหน้า มีใจนั่นแหละประเสริฐสุด สิ่งทั้งหลาย บาปก็ดี บุญก็ดี สําเร็จได้ด้วยใจ คือ “ถ้าใจเศร้าหมองขุ่นข้องแล้วก็ไม่มีความสุข อยู่ในโลก จะอยู่ที่ไหนๆ ก็ไม่มีความสุข” ในทางตรงกันข้าม “บุคคลผู้มีใจผ่องแผ้วดีแล้ว แม้จะพูดอยู่ก็ดี แม้จะทําอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น เหมือนกับเงาตามตนไป ไปสวรรค์ก็ดี ไปมนุษย์ก็ดี ย่อมมีความสุขทั้งสิ้น…”

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้เมตตาเทศน์ความสําคัญของใจ ไว้ดังนี้

“การบํารุงรักษาสิ่งใดๆ ในโลก การบํารุงรักษาตน คือ ใจ เป็นเยี่ยม จุดที่เยี่ยมยอด ของโลกคือ ใจ ควรบํารุงรักษาด้วยดี ได้ใจแล้ว คือ ได้ธรรม เห็นใจแล้ว คือ เห็นธรรม รู้ใจแล้ว คือ รู้ธรรมทั้งมวล ถึงใจตนแล้ว คือ ถึงพระนิพพาน”

นายฮ้อยพรหม สุภาพงษ์ ในขณะนั้นชีวิตการครองเรือนของท่านประสบความสุขทางโลกอันน้อยนิด แต่เต็มไปด้วยความทุกข์ ท่านยังไม่พบความสุขทางธรรม อันเป็นความสุขที่แท้จริง ท่านจึงเกิดความเบื่อหน่ายในทางโลก แม้ท่านจะเกิดความเบื่อหน่ายทางโลกเพียงใด แม้ท่านจะมีคําถามในใจมากมายเพียงใด ก็ยังไม่มีใครช่วยชี้แนะหรือช่วยแก้ไขบรรเทาข้อสงสัยให้ท่านได้ ท่านจําเป็นต้องรอคอยครูบาอาจารย์มาเมตตาโปรดต่อไป

เรื่องการครองเรือนมีความสุขเพียงน้อยนิด ครูบาอาจารย์ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้ 

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกเลยนะ การครองเรือนนี่ครองแสนยาก เรามองกันแต่ว่าการครองเรือน มองกันตรงนั้น แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้มองว่าการครองเรือนคือมีครอบครัวนะ เรามองว่าการครองเรือนเป็นการมีครอบครัว พยายามหาอยู่หากินกันไป พยายามปกป้องกันไป นี่คือการครองเรือน

แต่พระพุทธเจ้าบอกเลย “การครองเรือน คือ การครองใจ” ใจของเราเอง เรายังขัดข้องใจของเราเองอยู่ แล้วสามีภรรยามันก็ ๒ หัวใจเข้าไป แล้วยังมีบุตรมีธิดาไปอีกกี่หัวใจ การครองเรือนการครองใจ ใจมันเลี้ยงกันไม่ได้ เพราะความรัก ความผูกพัน… 

การครองเรือนนี้ พระพุทธเจ้าเปรียบเลยนะ เปรียบเหมือนกับการวิดนํ้าทั้งทะเลเพื่อเอาปลาตัวเดียว ชีวิตของเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ…

บวชมาๆ ดูสิ ทางฆราวาสเขาอาบเหงื่อต่างนํ้า หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เพื่อหาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้อง เลี้ยงปากเลี้ยงท้องขึ้นมาแล้ว หัวใจผู้รับผิดชอบครอบครัว องค์สมเด็จพระสัมมาสัม– พุทธเจ้าบอก การมีครอบครัวเหมือนวิดนํ้าทะเลทั้งทะเลเลย เอาปลาตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง

ความสุขในการครองเรือนไง วิดทะเลทั้งทะเลเลยนะ อาบเหงื่อต่างนํ้าทํางาน อู๋ย ! เต็มที่เลย เพื่อความสงบระงับ เพื่อความสุขในครอบครัว ได้ปลาเล็กๆ มาตัวหนึ่ง แต่วิดนํ้าทั้งทะเลเลย นี่เป็นคําพูดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่ได้พูด ไปเปิดดูในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าเวลาพูดถึงการครองเรือนๆ มันทุกข์มันยากๆ ทุกข์ยากมหาศาลเลย”

ธรรมสมบัติ

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในชีวิตคราวเป็นฆราวาสนั้น ภายในจิตใจอันฝังลึกแท้จริง ซึ่งท่านได้ตั้งความปรารถนาและได้บําเพ็ญบารมีมาอย่างยาวนานนั้น ท่านมุ่งแสวงหาธรรมสมบัติ อันมีศีลสมบัติเป็นเบื้องต้น และมีนิพพานสมบัติเป็นที่สุด

ธรรมสมบัติ ถือเป็นอริยทรัพย์ของพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา และเป็นสมบัติภายใน ซึ่งไม่มีภัยใดๆ ไม่ว่าจะเป็นโจรภัย อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ฯลฯ ล้วนไม่อาจจะมาแย่งชิงหรือ มาทําลายธรรมสมบัติได้ และธรรมสมบัติที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของท่านนั้นก็คือ “นิพพานสมบัติ” อันเป็นมรดกธรรมอันเลิศเลอลํ้าค่าสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งบรรดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัม–พุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงพระเมตตาประทานไว้ให้บรรดาพุทธบริษัท 

เรื่องธรรมสมบัติ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้

“ธรรมเมื่อเราบําเพ็ญสดๆ ร้อนๆ ขวนขวายอยู่ด้วยความพากเพียร ธรรมก็เกิดขึ้นมาสดๆร้อนๆ เช่นเดียวกัน สุดท้ายก็ถึงมรรคผลนิพพานได้สดๆ ร้อนๆ เช่นเดียวกัน เมื่อกิเลสเครื่องหุ้มห่อปิดบังนี้ออกหมดแล้ว นิพพานคืออะไร จะไปถามใครที่ไหน 

นี่ล่ะเป็นธรรมสมบัติ เป็นสมบัติที่เลิศเลอ พระพุทธเจ้าสอนโลก สอนเพื่อสมบัติอันนี้ แม้จะเป็นกษัตริย์เสด็จออกมาจะผนวช มาบวชกับพระพุทธเจ้า ก็ทรงสั่งสอนนี้ปล่อยวางหมด สมบัติภายนอก เอาเข้าสู่สมบัติภายใน คือ ธรรมสมบัติ จนกระทั่งถึงนิพพานสมบัติ สอนลงไปจุดนี้ เมื่อถึงจุดนี้แล้วไม่ถามหาอะไร 

ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกินธรรมสมบัติ หรือธรรมธาตุที่จิตใจได้บําเพ็ญแล้วจนถึงขั้นบริสุทธิ์ เต็มดวงแล้ว นี่คือธรรมอันเลิศเลอสุดยอด เกิดก็ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว ตายไม่ต้องตาย ความทุกข์ยากลําบากก็ไม่มีอีกแล้ว

ท่านว่า นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่บัดนี้ต่อไป เราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ใครถึงธรรมประเภทนี้แล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาติสุดท้ายก็จะประกาศ ขึ้นด้วย สนฺทิฏฺฐิโก แห่งความบริสุทธิ์ของใจที่บําเพ็ญมาเต็มดวงแล้วนั้นแล 

นี่ล่ะท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก จะประกาศป้างขึ้นมาที่นั่น ถึงแดนแห่งความพ้นทุกข์ ได้แล้วซึ่งสมบัติอันเลิศเลอ สมบัติอันเลิศเลอ คือ นิพพานสมบัติ สมกันกับผู้ประกอบความพากเพียรหา สมบัติอันล้นค่า ดังพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วสมบัติอันล้นค่า ประกาศธรรมสอนโลกจนกระเทือน มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ประกาศเพื่อสมบัติอันล้นค่านี้เป็นอันดับหนึ่ง นอกจากนั้นก็เป็นอันดับต่อไปๆ แล้วสมบัติเหล่านี้ไม่เคยครึเคยล้าสมัย เป็นแต่เพียงว่ากิเลสปิดบังหุ้มห่อไว้เท่านั้น”

ภาค ๓ พบครูบาอาจารย์องค์แรก

กองทัพธรรมเที่ยวจาริกแสดงธรรมทั่วภาคอีสาน

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๘ – ๒๔๖๙ ช่วงที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ สมัยยังเป็นฆราวาส ท่านได้พบพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ – ท่านพระอาจารย์มั่น โดยก่อนหน้านั้น ท่านมุ่งแสวงหาความสุขที่แท้จริงนั้น ท่านทุ่มเทแสวงหาด้วยตนเองตามลําพัง ตามกําลังสติปัญญาความสามารถ แสวงหาเท่าไร แสวงหาโดยวิธีการใดๆ ก็ยังไม่พบ เพราะเป็นการแสวงหาทางโลก และที่สําคัญท่านก็ยังไม่มีผู้ตอบข้อสงสัยของท่านได้ ท่านยังต้องรอผู้ชี้บอกธรรมสมบัติ อริยทรัพย์ภายในอันประเสริฐต่อไป ช่วงนั้นกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ – ท่านพระอาจารย์มั่น เริ่มลงหลักปักฐานวงกรรมฐานทางภาคอีสานได้แล้ว และพระศิษย์ของ พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองก็เริ่มออกเดินธุดงค์จาริกไปแสดงธรรมเผยแผ่ข้อวัตรปฏิปทา ธุดงควัตร การบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐานไปทั่วภาคอีสาน เช่นเดียวกับครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้า ทรงรับสั่งให้พระสาวกอรหันต์ออกเดินจาริกเผยแผ่แสดงธรรม ดังนี้

ในสมัยครั้งพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ บรรลุ เป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น ต่อจากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพระยสกุลบุตรและพวกอีก ๕๔ ท่าน จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด

ในครั้งนั้นจึงมีพระอรหันต์รวมทั้งพระองค์ด้วยทั้งสิ้น ๖๑ พระองค์ พระพุทธเจ้าจึงพระดําริให้พระสาวกออกประกาศศาสนา โดยมีพระปฐมวาจาในการส่งพระสาวกออกประกาศศาสนาว่า 

“ดูกรพระภิกษุทั้งหลาย เราหลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ และของมนุษย์ แม้พวกเธอก็ได้หลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง ทั้งของทิพย์และของมนุษย์เช่นกัน พวกเธอจงเที่ยวไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและ ความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ 

พวกเธออย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมให้งามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และ ในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะให้ครบถ้วนบริบูรณ์ สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลี คือ กิเลส ในจักษุเพียงเล็กน้อยมีอยู่ แต่เพราะโทษที่ยังไม่ได้สดับธรรม จึงต้องเสื่อมจากคุณที่พึงจะได้รับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้รู้ทั่วถึงธรรมมีอยู่ แม้เราก็จักไปยังตําบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม”

การประกาศศาสนาดังกล่าว ทําให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง และแผ่ขยายไปใน ชมพูทวีปอย่างรวดเร็ว ชาวชมพูทวีปพากันละทิ้งลัทธิเดิม แล้วหันมานับถือเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้นโดยลําดับและเผยแผ่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

พระปฐมวาจา “เพื่อแสดงธรรม” โปรดมหาชน มีประโยชน์มากมายมหาศาล และมีมานานแต่ครั้งสมัยพุทธกาลจวบจนสมัยปัจจุบัน โดยพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ – ท่านพระอาจารย์มั่นได้ดําเนินการสืบทอด 

หลวงปู่พรหมในสมัยฆราวาส แม้ท่านมีถิ่นที่อยู่กันดารห่างไกล ท่านก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ รับประโยชน์จากการแสดงธรรมของพระธุดงคกรรมฐานนี้ด้วย ซึ่งส่งผลให้ชีวิตของท่านเกิดการ เปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญอย่างใหญ่หลวง และเป็นผลดีโดยตรงต่อพระพุทธศาสนา กล่าวคือ ท่านได้ออกบวชเป็นพระป่าสังกัดธรรมยุติกนิกาย และกาลต่อมาเมื่อหลวงปู่พรหมท่านบรรลุธรรม ท่านเป็นศาสนทายาทองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งที่ได้ทําหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนา กล่าวคือ ลูกหลานคนในบ้านตาลและบ้านดงเย็น ได้พากันออกบวชประพฤติปฏิบัติธรรมกันมากมาย บวชจนเป็น ครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพนับถือของชาวพุทธก็มีหลายองค์ จากหมู่บ้านที่ไม่ค่อยเป็นที่ รู้จัก ก็เป็นหมู่บ้านที่มหาชนชาวพุทธรู้จัก และจากไม่มีวัดป่าธรรมยุต ก็มีวัดป่าธรรมยุตเกิดขึ้นมากมาย

นอกจากกองทัพธรรมสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ออกเผยแผ่แนวทางข้อวัตรปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานและแนวทางการสร้างวัดป่าตามครั้งพุทธกาล ทําให้เกิด เป็นวัดป่าธรรมยุตจํานวนมากมายไปทั่วประเทศไทยแล้ว สําหรับการจาริกเดินเท้าธุดงค์ตามป่า ตามเขาของพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งแต่ก่อนชาวบ้านจะแตกตื่นและกลัวกันมาก ก็กลับกลายเป็นที่เคารพศรัทธาและเป็นที่ยอมรับในสังคมชาวพุทธ เพราะกองทัพธรรมฯ สั่งสอนทําให้ชาวบ้านทางภาคอีสานในสมัยนั้นซึ่งส่วนใหญ่นับถือผี นับถือภูเขา ต้นไม้ใหญ่ หันกลับมานับถือพระรัตนตรัย และพากันให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนาอย่างจริงจัง หากมีลูกหลานก็สนับสนุนให้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานกันมากมาย ซึ่งต่างก็พากันปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลนิพพาน จนได้เป็น ครูบาอาจารย์สืบทอดวงกรรมฐานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน พระพุทธศาสนาจึงได้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งตามพระพุทธทํานาย

ท่านเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในช่วงที่ท่านเป็นฆราวาสก่อนออกบวชนั้น ในทางโลกแล้วถือว่า ท่านเป็นเศรษฐีมีทรัพย์สมบัติสมบูรณ์พูนผลและประสบความสําเร็จในทุกด้าน แต่ความสุขที่ท่าน ได้รับนั้นก็เป็นเพียงโลกียสุข ไม่ใช่ความสุขอันแท้จริงที่ท่านได้ตั้งความปรารถนาในใจมา ท่านจึงเกิดนิพพิทา คือ เกิดความเบื่อหน่ายในกองทุกข์ เบื่อหน่ายในโลกียวิสัย เบื่อหน่ายในการใช้ชีวิตเยี่ยงฆราวาสทั่วๆ ไป เช่นเดียวกับพระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาลทั้งหลาย ซึ่งท่านเหล่านั้น ก่อนออกบวชล้วนเกิดความเบื่อหน่ายในโลกียวิสัย เช่น พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พระยสกุลบุตร พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลาน์ ฯลฯ และมีหลายองค์ที่ท่านรํ่ารวยเป็นมหาเศรษฐีได้สละ ทรัพย์สมบัติจํานวนมหาศาลออกบวชก็มี เช่น พระมหากัสสปะ พระรัฐบาล ฯลฯ ที่เป็นวงกษัตริย์ทรงสละราชสมบัติเสด็จออกผนวชก็มี เช่น พระภัททิยะ พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระนันทะ พระกัปปินะ ฯลฯ

เรื่องความเบื่อหน่ายของผู้ที่ปรารถนาความสุขที่แท้จริง คือ นิพพานสมบัติ มีคติตัวอย่าง อันเลิศเลอมาตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังดํารงพระชนม์ชีพ ดังที่พระพุทธองค์แสดงธรรม ไว้ดังนี้

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราอยู่ในวัยหนุ่มมีเกศายังดําสนิท ถูกแวดล้อมด้วยสตรีล้วนแต่สะคราญตา เป็นที่น่าปรารถนาของบุรุษเพศผู้ยังตัดอาลัยในบ่วงกามมิได้ แต่เราเบื่อหน่ายในโลกีย–วิสัย จึงสละสมบัติบรมจักรและนางผู้จําเริญตา ออกแสวงหาโมกขธรรมแต่เดียวดาย เที่ยวไป อย่างไม่มีอาลัย ปลอดโปร่งเหมือนบุคคลที่เป็นหนี้แล้วพ้นจากหนี้ เคยถูกคุมขังแล้วพ้นจากที่คุมขัง เคยเป็นโรคแล้วหายจากโรค 

หลังจากท่องเที่ยวอยู่เดียวดายและทําความเพียรอย่างเข้มงวด ไม่มีใครจะทําได้ยิ่งกว่าอยู่ ๖ ปี เราก็ได้ประสบชัยชนะอย่างใหญ่หลวงในชีวิต ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณสงบเยือกเย็น ถึงที่สุด ล่วงพ้นบ่วงมารทั้งปวงทั้งที่เป็นทิพย์และเป็นของมนุษย์ มารและธิดามาร คือ นางตัณหา นางราคะ และนางอรดี ได้พยายามยั่วยวนเราด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้เราตกอยู่ในอํานาจ แต่เราก็ หาสนใจไยดีไม่ ในที่สุดพวกนางก็ถอยหนีไปเอง เราชนะมารอย่างเด็ดขาด จนมีนามก้องโลกว่า ผู้พิชิตมาร”

และเรื่องความเบื่อหน่ายโลกียวิสัยของพระอรหันตสาวกนับแต่ครั้งสมัยพุทธกาล ก็มีองค์ สําคัญๆ ที่ได้บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก และชาวพุทธได้ถ่ายทอดและเล่าสู่กันฟัง จนเป็นคติตัวอย่างอันเลิศเลอจวบจนถึงปัจจุบัน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ดังที่ท่านผู้มีอุปนิสัยสามารถ ท่านเห็นโทษแห่งความเป็นอยู่ในโลกนี้แล้ว อยากเสาะแสวงหาธรรมเพื่อความร่มเย็นในกาลต่อไป แม้ท่านจะไม่มีญาณ ท่านก็มีความรู้สึกเบื่อหน่ายในโลก อยู่อย่างเต็มหัวใจ เช่น ประเภทอุคฆฏิตัญญู ดังตัวอย่างที่ยกไว้ เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ ท่านเหล่านี้สมบูรณ์พูนผลด้วยสมบัติศฤงคาร บริวาร แต่ท่านก็เบื่อ อยากเสาะแสวงหาคุณงาม ความดี ท่านจึงได้ออกไปบวชเป็นเดียรถีย์นิครนถ์ หรือเป็นอะไร แต่ท่านก็เป็นนักบวชคนหนึ่ง ในสมัยนั้น

นี่เพียงท่านเห็นโทษแค่นี้ท่านก็ยังตะเกียกตะกายออกไป ลงได้เห็นอย่างที่ว่านี้ ไม่ว่าท่าน ว่าเรา ว่าใคร ใครจะอยู่ได้ เมื่ออยู่ในวิสัยที่จะตะเกียกตะกายได้แล้ว ต้องตะเกียกตะกาย นอกจากสัตว์ที่จมอยู่ในหม้อนํ้าร้อนเท่านั้น จะเอาอะไรไปตะเกียกตะกาย เพราะสุดวิสัยแล้ว นี่เรายังอยู่ใน วิสัยที่จะตะเกียกตะกายได้ อย่างไรต้องดีดดิ้น จนสุดกําลังความสามารถขาดดิ้นแห่งชีวิตจิตใจ ของเรานั้นแล ไม่อยู่เฉยได้อย่างเด็ดขาดสําหรับหัวใจมนุษย์ เพราะเรื่องของทุกข์ในโลกของสัตว์ ผู้มีกรรม เป็นทุกข์อย่างนั้นจริงๆ”

ส่วนความเบื่อหน่ายในโลกียวิสัยของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในขณะเป็นฆราวาสก่อนออกบวชนั้น ท่านจําเป็นต้องรอคอยครูบาอาจารย์มาเมตตาแสดงธรรมโปรดก่อน เมื่อท่านได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ท่านก็หายสงสัยเรื่องความสุขที่แท้จริงนั้นคืออะไร พร้อมทั้งทราบวิธีการดําเนินเพื่อให้ได้ความสุขที่แท้จริงมาครอบครอง ท่านจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาถึงกับสละทรัพย์สมบัติ ที่มีทั้งหมดออกบวชปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ประวัติในช่วงนี้ของท่านนั้น อุปมาดั่งดอกบัว ที่กําลังจะโผล่พ้นนํ้า เพื่อชูช่อรอรับแสงตะวันและรอการเบ่งบานไม่ต้องตกเป็นอาหารของสัตว์นํ้า เช่น ปลาและเต่าต่อไป หรืออีกนัยหนึ่ง อุปมาดั่งวัวตัวที่อยู่ปากคอกซึ่งถูกจับขังรวมกับฝูงวัว กําลังรอการก้าวพ้นออกจากคอก พอเจ้าของคอกวัวเปิดประตูออกเท่านั้น วัวตัวที่อยู่ปากคอกซึ่งออกได้ง่ายอยู่แล้ว ก็ก้าวพ้นคอกก่อนวัวตัวอื่นๆ ทันที 

ครูบาอาจารย์ผู้ชี้บอกทาง

ท่านผู้ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้ที่มีอุปนิสัย เบาบาง ใกล้จะพ้นจากทุกข์ พ้นจากวัฏสงสาร เกิดเป็นชาติสุดท้ายนั้น ท่านเหล่านั้นได้สร้างอํานาจวาสนาบารมีมาอย่างเต็มที่แล้ว พร้อมที่จะออกปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว อุปมาดั่งผลไม้ที่สุกเต็มที่แล้ว พร้อมที่จะหลุดจากขั้ว ก็จะมีพระพุทธเจ้า หรือมีพระอรหันตสาวก หรือมีครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นบรมครูหรือครูผู้ชี้บอกทาง 

ครูบาอาจารย์ผู้ชี้บอกแนวทางพ้นทุกข์นั้นจําเป็นและสําคัญมาก ในสมัยครั้งพุทธกาลหมู่ชนคนส่วนใหญ่ต่างมุ่งแสวงหาทางพ้นทุกข์ ในขณะนั้นก็มีเจ้าลัทธิต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ไม่ได้เป็น พระอรหันต์ จึงไม่อาจสอนให้บรรดาสาวกพ้นจากทุกข์ได้ จวบจนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช และได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์องค์แรกของโลก พระองค์ทรงเป็น บรมครูสอนโลกทั้ง ๓ และทรงเป็นผู้สั่งสอนชี้บอกทางจนพุทธบริษัทบรรลุธรรมกันมากมาย เช่น กรณีพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ออกบวชติดตามรอพระองค์ตรัสรู้ธรรมแล้วจะได้มาโปรด หรือกรณีชฎิล ๓ พี่น้องพร้อมบริวารจํานวนพัน แสวงหาทางพ้นทุกข์ด้วยการบูชาไฟซึ่งเป็นทางที่ผิด แล้วพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดจนออกบวช ตลอดจนพระอรหันตสาวกทุกๆ องค์ ล้วนจําเป็นต้องมีครู ผู้ชี้บอกทางทั้งสิ้น

กรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในช่วงฆราวาสก่อนออกบวช ช่วงนั้นนายฮ้อยพรหมเกิด ความเบื่อหน่ายทางโลกมาก ท่านจึงจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์เป็นผู้ชี้บอกทาง ท่านได้พบครูบา–อาจารย์องค์แรกของท่าน คือ ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต และท่านได้รับคําชี้แนะอันทรง คุณประโยชน์ยิ่ง เพราะเป็นคําแนะนําที่มุ่งตรงสู่ทางสายเอก ทางดําเนินตรงแน่วต่อมรรคผลนิพพาน สาเหตุประการสําคัญที่ท่านได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา และได้พบครูบาอาจารย์ชี้บอกทางนั้น หากเป็นเพราะนายฮ้อยพรหมได้สร้างคุณงามความดี โดยการบําเพ็ญบารมีตามหลัก พระพุทธศาสนามาอย่างสมบูรณ์เปี่ยมล้น เช่นเดียวกับพระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาลบําเพ็ญบารมีมานั่นเอง 

ท่านพบครูบาอาจารย์องค์แรก

ขณะที่นายฮ้อยพรหม สุภาพงษ์ ท่านพบครูบาอาจารย์องค์แรกมาเมตตาตอบข้อสงสัยและแสดงธรรมโปรดนั้น ท่านมีอายุประมาณ ๓๕ – ๓๖ ปี เริ่มเข้าสู่มัชฌิมวัย หรือวัยกลางคน ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ถึงพร้อมด้วยวัยวุฒิ คุณธรรม วุฒิภาวะ และความรอบรู้ทางโลกจากประสบการณ์ชีวิต นักต่อสู้มาอย่างเจนจัดเชี่ยวชาญ ท่านผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านอุปสรรคต่างๆ มาอย่างโชกโชน ประสบทั้งสุขและทุกข์โศกเศร้าระคนปนกัน ชีวิตที่เหลืออยู่ของท่านจึงพร้อมที่จะออกเสาะแสวงหา คุณงามความดี และเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ พร้อมที่จะเปิดเผยความสงสัยภายในใจที่มีมาแต่เยาว์วัย และพร้อมที่จะรับฟังพระธรรมเทศนาจากครูบาอาจารย์ 

ในช่วงที่นายฮ้อยพรหมท่านเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ จนพบกับท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ครูบาอาจารย์องค์แรก และในกาลต่อมาได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน มีความคล้ายคลึงกับเรื่องราวของพระสารีบุตร ในสมัยเป็นฆราวาสก่อนออกบวช เป็นปริพาชกหนุ่มนาม “อุปติสสะ” ได้พบพระอัสสชิ หนึ่งใน พระปัญจวัคคีย์ และกาลต่อมาได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า 

ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ขณะนั้นท่านบวชได้ประมาณ ๑๐ กว่าพรรษา ท่านแบก กลดสะพายบาตรเดินเท้าธุดงค์มาจากจังหวัดอุบลราชธานี เที่ยวแสวงหาที่วิเวกเพื่อปฏิบัติภาวนา พร้อมกับเผยแผ่ธรรมคําสอน โดยสั่งสอนการให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ด้วยการบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน ตลอดข้อวัตรปฏิปทา ธุดงควัตร ตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ – ท่านพระอาจารย์มั่น แก่ประชาชนตามรายทางมาเรื่อยๆ และท่านได้ เดินธุดงค์ผ่านเข้ามาถึงหมู่บ้านดงเย็น และได้ปักกลดพักวิเวกในบริเวณป่าอันเงียบสงัดปราศจาก บ้านเรือนผู้คน ใกล้ลํานํ้าสงคราม 

ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ท่านนับเป็นพระธุดงคกรรมฐานองค์แรกๆ ที่เดินธุดงค์มาปักกลดในป่าช้าบ้านดงเย็น เพราะสมัยนั้นยังไม่มีวัดป่ากรรมฐาน นานๆ จึงมีพระธุดงคกรรมฐานหรือพระป่าธุดงค์ผ่านมาแล้วก็ไปที่อื่น ภาพพระป่านุ่งผ้าจีวรสีกรักเข้มๆ เดินแบกกลดสะพายบาตรลูกโตๆ ภาพพระป่าสะพายบาตรเดินบิณฑบาตด้วยอาการสงบสํารวมน่าเลื่อมใส ภาพพระป่า ฉันจังหันในบาตรด้วยมือเพียงวันละมื้อ ภาพพระป่าเดินกลับไปกลับมาบ้าง ยืนหลับตานิ่งๆ บ้าง นั่งหลับตานิ่งๆ บ้าง ตลอดจนภาพพระป่าปักกลดนอนอยู่ใต้ต้นไม้ในป่าบ้าง ยังเป็นเรื่องแปลกใหม่ ชวนให้น่าสงสัยและน่าสนใจของคนบ้านดงเย็นในสมัยนั้น

ในระหว่างนั้นท่านผู้ใหญ่พรหม หรือนายฮ้อยพรหม ท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยเบาบาง เป็น อุบาสกผู้แสวงหาครูบาอาจารย์ เมื่อได้ทราบข่าวว่า มีพระมาปักกลดพักอยู่ในป่าช้าใกล้บ้านดงเย็น มีจริยวัตรอันสงบเสงี่ยมน่าเคารพเลื่อมใส ท่านเกิดความรู้สึกตื่นเต้นและสนใจเป็นอันมาก จึงรีบออกไปสู่ที่พักของท่านพระอาจารย์สารณ์ เพื่อเข้ากราบนมัสการและถวายการอุปัฏฐากรับใช้ ท่านพระอาจารย์สารณ์ก็ให้ความเมตตาทักทายต้อนรับท่านเป็นอย่างดี จากนั้นท่านก็กราบลาท่านพระอาจารย์สารณ์ และได้เดินบอกชาวบ้านให้มาถวายจังหันท่านพระอาจารย์สารณ์ในเช้าวันรุ่งขึ้น

รุ่งเช้าชาวบ้านก็มาถวายจังหันท่านพระอาจารย์สารณ์ที่ป่าช้ากันมากมาย เมื่อท่านฉันจังหันเช้าเสร็จ ท่านเห็นท่านผู้ใหญ่พรหมนั่งคุกเข่าพนมมือนิ่งเฉยอยู่เป็นเวลานาน ท่านจึงแปลกใจ และลุกขึ้นมาถาม “โยมทําไมนั่งพนมมือนิ่งเฉยอยู่อย่างนี้ มีข้อขัดข้องหมองใจอะไรหรือ” ท่าน ผู้ใหญ่พรหมก็ตอบว่า “ถ้ากระผมถามอาจารย์ อาจารย์จะตอบข้อสงสัยของกระผมได้ไหมครับ” ท่านก็ตอบว่า “ได้ ถ้าตอบได้จะตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบ” เมื่อมีโอกาสท่านผู้ใหญ่พรหมก็ กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์สารณ์ในข้อที่ตนสงสัยอัดอั้นตันใจมานาน

ประวัติย่อ ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต

ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต หรือ หลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต วัดป่าสุจิตตะสังขะวนาราม(วัดป่าบ้านสังข์) บ้านสังข์ ตําบลกุดนํ้าใส อําเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐาน และเป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และท่านเป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐานองค์แรกของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ 

หลวงปู่สารณ์ เป็นผู้ก่อตั้งวัดป่าบ้านสังข์ มีนามเดิมชื่อ สาน ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ที่บ้านสังข์ ตําบลกุดนํ้าใส อําเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบัน คือ อําเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร) อุปสมบทในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ เมื่ออายุได้ ๓๖ ปี ที่สํานักสงฆ์พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) มีพระครูสีทา ชยเสโน วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ โดยมีหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล นั่งหัตถบาส

หลังจากบวช ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยและดําเนินตามแนวข้อวัตรปฏิบัติของพระธุดงค–กรรมฐานสายหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นอย่างเคร่งครัด ท่านได้ธุดงค์ไปหลายที่ ที่แห่งหนึ่งที่ท่าน ได้ไป คือ บ้านดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ได้ไปปักกลดและสั่งสอนชาวบ้านให้อยู่ในศีล ในธรรม ยังความศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านดงเย็นที่ชื่อผู้ใหญ่พรหมเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้ชักชวนผู้ใหญ่พรหมในขณะนั้นให้ออกบวช และติดตามหลวงปู่สารณ์ธุดงค์ไปในหลายที่ จนได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อดีตผู้ใหญ่พรหมก็คือ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ แห่งวัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็นนั่นเอง

หลวงปู่สารณ์ ท่านได้ออกปฏิบัติธรรมติดตามหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อยู่หลายปี โดยเฉพาะช่วงที่หลวงปู่มั่นออกธุดงค์เที่ยววิเวกอยู่ตามป่าเขาทางภาคเหนือ แถบอําเภอเชียงดาว พร้าว และแถวเวียงป่าเป้านั้น ในสมัยนั้นท่านได้รับความไว้วางใจจากหลวงปู่มั่นมาก พระเณรองค์ใดต้องการ เข้ากราบฟังธรรมหลวงปู่มั่น จะต้องได้รับการกลั่นกรองและได้รับการอนุญาตจากหลวงปู่สารณ์เสียก่อน ท่านอยู่ธุดงค์ภาคเหนือร่วมกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ นานถึง ๑๓ ปี

หลวงปู่สารณ์ ท่านเป็นผู้เริ่มสร้างวัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดที่ ชาวพุทธรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นวัดสุดท้ายที่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พํานักอยู่จําพรรษาตราบวันมรณภาพ นอกจากนี้หลวงปู่สารณ์ท่านยังสร้างวัดภูเก้า ตาดโตน จังหวัดหนองบัวลําภู 

ในชีวิตบั้นปลาย ท่านเดินทางกลับบ้านเกิดและจําพรรษาที่ดอนปู่ตา หลังจากนั้นท่านจึงได้ก่อสร้างวัดป่าสุจิตตะสังขะวนาราม และจําพรรษาที่วัดแห่งนี้ตลอดมา ท่านดําริสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิของท่านไว้ก่อนมรณภาพ และได้นําพระนาคปรกซึ่งมีอายุกว่าพันปีมาประดิษฐานไว้ใน พระเจดีย์ของท่านด้วย เพื่อให้ศิษยานุศิษย์และประชาชนทั่วไปได้สักการบูชา

เมื่อท่านกลับมาจําพรรษาที่บ้านสังข์ อิทธิปาฏิหาริย์และเรื่องเล่ามากมายของท่านได้เป็นที่กล่าวขานของชาวบ้าน พ่อใหญ่แพทย์ได้เล่าไว้ว่า หลวงปู่สารณ์เคยเล่าเรื่องตอนธุดงค์ให้ฟังว่า ครั้งที่ภาวนาอยู่ภูเก้า ตาดโตน ได้มีงูใหญ่มากินตัวท่านเข้าไปถึงครึ่งตัว (ไม่แน่ใจว่านิมิตหรือ เหตุการณ์จริง) ความที่หลวงปู่มีอาคมแก่กล้า ท่านก็ได้ใช้สารพัดคาถาพระเวทย์ ไล่งูนั้นเสีย แต่ อย่างไรงูก็ไม่หยุดการกลืนกินองค์ท่าน สุดท้ายสิ่งที่ทําให้ท่านรอดมาได้ คือ นึกถึง “พ่อจ๋า แม่จ๋า” นั่นคือ คุณพระบิดาคุณพระมารดา ที่หาคณานับไม่ได้ ท่านจึงอบรมสั่งสอนศิษย์เรื่องนี้เสมอ

อีกเรื่องคือ จระเข้ที่หนองนํ้าหลังวัด (ปัจจุบันไม่มีหนองนํ้าแล้ว) ที่มาพร้อมกับคราวนํ้าท่วม แต่เป็นจระเข้ที่ไม่กินคน กินแต่สัตว์ที่ลงนํ้า ชาวบ้านเชื่อว่าเพราะหลวงปู่สารณ์สะกดจระเข้นั้นไว้ พอหลวงปู่สิ้นก็ไม่ปรากฏจระเข้ตัวนั้นเลย

หลวงปู่สารณ์ก่อนมรณภาพ ท่านทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า จึงให้สร้างเจดีย์ประดิษฐาน พระพุทธรูปสําคัญและไว้บรรจุอัฐิของท่านเอง ท่านได้สร้างไว้ครึ่งหนึ่ง โดยส่วนที่เหลือหลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านให้คณะศิษย์สร้างต่อให้แล้วเสร็จ และต่อมาไม่นานท่านก็มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ ที่วัดป่าสุจิตตะสังขะวนาราม สิริอายุรวม ๗๕ ปี ๓๙ พรรษา

เรื่องเล่าจากหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้เขียนในหนังสือที่ระลึกในงานประชุมเพลิงของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ชื่อเรื่องว่า ได้สดับมาและเขียนเพื่อข้อคิดแก่ผู้ใคร่สนใจในธรรม (หลวงปู่สารณ์ ต้นฉบับ ของหลวงปู่อ่อนเขียนเป็น ท่านพระอาจารย์สาร เป็นองค์เดียวกัน) ดังนี้

“ข้าพเจ้า (หลวงปู่อ่อน) ได้รับคําร้องจากบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายให้เป็นประธาน และให้เอาโอวาท หรือบทความไปลงในหนังสือที่จะพิมพ์แจกเป็นธรรมบรรณาการในพิธีงานประชุมเพลิง ท่านอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งเคยเป็นสหพรหมจรรย์ ประพฤติพรตพรหมจรรย์ ทั้งเป็นลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์องค์เดียวกันมาด้วย

เมื่อตัวข้าฯ ได้รับคําร้องเช่นนี้ จึงจําเป็นด้วยข้าฯ ไม่เคยแต่งหนังสืออะไรมาก่อนเลย จําเป็นจําใจแต่งดูไปก่อน

ก่อนอื่น ขอเล่าเรื่องความเป็นมาของท่านอาจารย์พรหม ที่ข้าพเจ้าเคยรู้มา

ท่านอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ เป็นสหพรหมจรรย์ ทั้งเป็นลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์ องค์เดียวกัน คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

ท่านอาจารย์พรหมองค์นี้ท่านเป็นธรรมคติบุคคล เป็นผู้มุ่งแสวงหาความสุข ตั้งแต่สมัยท่านยังเป็นฆราวาสวิสัย ชีวิตของท่านเหมือนประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยพระองค์ยังไม่ตรัสรู้

ก่อนทรงผนวชและตรัสรู้ พระองค์ก็ทรงครุ่นคิดเพื่อแสวงหาความสุขอันยอดเยี่ยม ตั้งแต่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย คราวประพาสอุทยาน เกิดความสลดสังเวช พระหฤทัย มุ่งมั่นที่จะแสวงหาทางพ้นจากสิ่งเหล่านั้น

ท่านอาจารย์พรหมองค์นี้ก็มีลักษณะเช่นนั้น ตามที่ท่านอาจารย์สาร ซึ่งเป็นปฐมอาจารย์สอนธรรมให้แก่ท่านอาจารย์พรหม ได้เล่าเรื่องราวของท่านอาจารย์พรหมถวายท่านอาจารย์ใหญ่ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ให้ได้ทราบ ในสมัยที่ท่านอาจารย์ใหญ่มั่นพักอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

ในครั้งนั้น ข้าพเจ้า (หลวงปู่อ่อน) ได้เป็นปัจฉาสมณะ นั่งคอยปฏิบัติท่านอยู่ ณ ที่นั้นด้วย ได้ฟังเรื่องราวความเป็นมาแห่งชีวิตของท่านอาจารย์พรหม ที่ท่านอาจารย์สารเล่าถวายท่านพระ– อาจารย์ใหญ่มั่น ได้ถึงความซาบซึ้งใจเป็นยิ่งนัก เหมือนดั่งได้ฟังประวัติพระอริยสาวกต่อหน้า องค์พระบรมศาสดา

ครั้นกาลต่อมา ข้าพเจ้ามีความกระหายอยากทราบเรื่องราวของท่านอาจารย์พรหม ผู้ซึ่งมี ปฏิปทาและความเป็นมาแห่งชีวิตที่น่าเลื่อมใสเหลือประมาณเพิ่มขึ้นอีก จึงได้เดินทางเข้าไป กราบเท้าพระอาจารย์สาร และขอเรียนให้ท่านช่วยเล่าเรื่องของท่านอาจารย์พรหมสมัยยังเป็นฆราวาสแสวงหาความสุข และออกบวชจนรู้แจ้งชัดพ้นทุกข์ เพื่อเป็นคติตัวอย่างในทางพ้นทุกข์บ้าง

ท่านอาจารย์สารนั่งบนกุฏิหลังน้อยเงียบสงัด อากาศปลอดโปร่งเบาสบาย พื้นที่สะอาด เพราะได้รับการปัดกวาดทุกเช้าเย็น บริขารทุกอย่างวางอย่างเป็นระเบียบ ใกล้ที่พักมีโอ่งนํ้าบรรจุ นํ้าเต็มปริ่ม สําหรับอาคันตุกะผู้มาเยือนใช้สอย

นกตัวเล็กๆ หลายตัวกระโดดหยอยๆ อยู่บริเวณนั้น ไม่แสดงอาการหวาดกลัวภัย แสดงถึงสถานที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของท่านผู้มีเมตตากรุณาธรรม

พระอาจารย์สาร ท่านนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเล่าเรื่องท่านอาจารย์พรหมให้ฟังดังนี้

“สมัยที่ผม (หลวงปู่สารณ์) ออกธุดงค์มายังตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร* ได้พบท่านอาจารย์พรหมสมัยยังเป็นฆราวาส

หมายเหตุ ตามหลักฐานแล้ว หลวงปู่สารณ์ ท่านธุดงค์มายังบ้านดงเย็น ซึ่งขณะนั้นขึ้นกับอําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ส่วนพื้นที่บ้านดงเย็น ขึ้นกับตําบลดงเย็น อยู่ติดกับตําบลโคกสี อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ต่อมาพื้นที่บางส่วนได้แยกมาตั้งเป็นกิ่งอําเภอบ้านดุง ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ และยกฐานะเป็นอําเภอบ้านดุง ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖

อาจารย์พรหมหรือโยมพรหมในขณะนั้น ได้เข้ามากราบขอฟังธรรม และได้เล่าเรื่องความเป็นมาของตนให้ผมฟังว่า…

… ท่านอาจารย์ (ตั้ง) แต่ผมเกิดมากับพ่อแม่ พอรู้เดียงสาภาวะ ใจมีแต่อยากได้ความสุข ไม่หยุดหย่อน จึงได้พากเพียรอุตสาหะมาก ช่วยกิจการงานของพ่อแม่ทุกอย่าง อย่างไม่ท้อ ท่านอาจารย์ครับ พอโตขึ้นเป็นหนุ่ม ผมก็ยังไม่เห็นความสุขอีก เห็นแต่ทุกข์อยู่เสมอ จึงพิจารณา ลงที่ใจว่า มันชอบอะไร สุขอยู่ที่ไหนหนอ ? 

มันอยากได้เมีย นึกว่าจะมีความสุข เมื่อได้เมียแล้วนึกว่าจะเป็นสุข ก็หาสุขก็ไม่เจอ เช่นเดียวกัน จนกระทั่งมีลูกมีเต้า มีทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของเรือกสวนไร่นา เหย้าบ้านเรือนชาน วัวควายปลายเขา และเป็นพ่อค้านายฮ้อย สิ่งเหล่านี้มีครบบริบูรณ์ สมบูรณ์หมดทุกอย่าง แต่ถึงกระนั้น สุดท้ายผมก็ยังไม่พบความสุขเลย เห็นมีแต่ความทุกข์เพิ่มทวี

ท่านอาจารย์… ครูบาอาจารย์เคยธุดงค์ผ่านมาทางนี้ หลายต่อหลายองค์ ท่านแนะนําให้ ละวางอารมณ์ทั้งหลายเสีย จะพ้นจากทุกข์ภัย จะได้ความสุข ท่านเทศนาให้ฟังอย่างนี้ ยังไม่เป็นที่หายข้อข้องใจได้”

แลแล้วท่านอาจารย์พรหมหรือโยมพรหมจึงขอโอกาสให้ผม (หลวงปู่สารณ์) แสดงธรรม โปรดในบทว่า ละวางอะไร จึงจะได้ความสุข ให้แจ่มแจ้งด้วยเถิด” 

มหาปริจาค ๕ อย่าง

เมื่อหลวงปู่สารณ์ ทราบถึงความประสงค์ของผู้ใหญ่พรหม แล้วท่านจึงกล่าวเตือนเพื่อเป็นการเริ่มต้นว่า ให้ตั้งใจฟังด้วยดี แล้วท่านก็ตั้ง นะโม ๓ จบ แล้วขึ้นอุเทศคาถาว่า 

“ธนปริจาโค ตัณหาปริจาโค ชีวิตปริจาโค ปุตตปริจาโค ภริยาปริจาโค”

“ต่อแต่นี้ไป ขอให้พ่อออก – แม่ออกทุกคน จงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา ที่องค์สมเด็จพระ–สัมมาสัมพุทธเจ้าได้บําเพ็ญทานบารมีมา ดุจห้วงแม่นํ้าใหญ่ทั้งห้า ได้สร้างมหาบริจาค ๕ อย่าง ที่ยังไม่มีใครสามารถบริจาคหรือกระทําได้ จนพระองค์ได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ถึงที่สุดแห่งทุกข์นั้น พระองค์ก็ได้คิดค้นแสวงหาความสุข ดุจเดียวกันกับพวกเรานี้แหละ

ตั้งแต่สมัยพระองค์เป็นสิทธัตถะราชกุมาร มีพระชนมายุเพียง ๒๙ พรรษา ยังหนุ่มแน่น มีเกสาดําสนิท เสวยพระราชสมบัติอยู่ พระองค์มีปราสาท ๓ ฤดู อันสวยงาม ทําด้วยไม้หอม อิฐและ อุปกรณ์อื่นๆ ล้วนอํานวยความสุขสบาย มีหญิงบริวาร ๖๐,๐๐๐ คน ล้วนแต่สะคราญตา เป็นที่น่าปรารถนา แต่พระองค์ก็หาได้ค้นพบความสุขไม่

ชีวิตทุกชีวิตไม่พ้นไปจากความชรา พยาธิ มรณะ ได้ พระองค์เห็นว่า เป็นเพลิงอันใหญ่หลวง เผามนุษย์และสัตว์ให้พินาศฉิบหายไม่หยุดหย่อน นับว่าเป็นมหันตทุกข์ มหันตภัย อันใหญ่หลวง ในโลกนี้ จะมีทางใดหนอหลีกหนีให้พ้นได้ หรือจะมีหยูกยาเวทมนต์อันใด อยู่ที่ไหน มาแก้ให้มัน หายได้ ดังนี้

พระองค์จึงนึกถึงทางบรรพชาทางเดียวเท่านั้น พอเป็นทางที่พิจารณาแก้ไขทางแห่งทุกข์ ทั้งสามอย่างนี้ได้

ดังนี้ ก็เหมือนพ่อออกพรหม ได้คิดหาความสุขทั้งหลายมาแล้ว ก็ยังไม่พบเห็นความสุขจนบัดนี้

โยมเอย ! ก็จะสุขได้อย่างไรเล่า ? 

เพราะความสุขทั้งปวง ลงท้ายด้วยความทุกข์

ความเพลิดเพลินทั้งปวง ลงท้ายด้วยความขมขื่น

ความหวังทั้งปวง ลงท้ายด้วยความผิดหวัง

ความงามทั้งปวง ลงท้ายด้วยความไม่งาม ไม่น่าปรารถนา

อะไรเล่า ที่จะเที่ยงแท้แน่นอนในโลกนี้ นอกจากความไม่แน่นอน ? 

เพราะการหาความสุขด้วยการวิ่งตามตัณหา เหมือนหมาไล่เนื้อ หรือเหมือนกับลิงติดตัง มันจะมีเหตุผลและความหมายสักเท่าใด

โยมลองพิจารณาดูเถิด

พวกลิงเห็นหมู่ลิงติดตัง ก็พากันคิดหาอุบายแก้ไข จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือ ก็ไปเหยียบลงที่ตัง ตัวแล้วตัวเล่า ก็พากันติดตังร้องระงมระทมทุกข์ ถึงแก่ความตายไปทีละตัวสองตัว

อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็เหมือนกัน

เพราะอะไร ? ก็เพราะตัวของคนแต่ละคน ก็เต็มไปด้วยกองทุกข์อยู่แล้ว ไม่ทราบว่าใครจะ ช่วยใครให้พบสุข ผ่อนคลายทุกข์ไปได้บ้าง ถ้าคนเราไม่ประสงค์จะติดอยู่ในบ่วงแห่งความทุกข์ เช่นนี้แล้ว ก็มีหนทางเดียวเท่านั้น กล่าวคือ การดับเสียซึ่งความตะกละตะกลามต่อความเพลิดเพลิน ทุกอย่างที่เราได้พบเห็น และไม่ปล่อยตัวให้ตกจมลงไปในสิ่งซึ่งเย้ายวน และไม่ปล่อยใจให้ทะเยอทะยานไปตามสิ่งที่โลกนี้มีไว้ยั่วยวนมนุษย์

ท่านผู้รู้แจ้งเห็นจริงเทศนาเอาไว้ว่า ใจเปรียบเหมือนราชกุมาร ธาตุทั้งสี่เป็นแม่เลี้ยง ธาตุดิน เป็นผู้ให้อาหาร ธาตุนํ้าเปรียบผู้ให้โสรจสรงให้มีความชุ่มเย็น ชีวิตของราชกุมารจึงอยู่ได้ ธาตุไฟ ให้ความอบอุ่น ธาตุลมให้พัดวี ซึ่งทําให้ราชกุมารมีชีวิตเป็นอยู่ได้ ดังนี้

ให้พ่อออกพรหม และโยมทุกท่านพิจารณาดูให้ดี ชีวิตของพวกเราที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นอยู่ได้ด้วยอาศัยธาตุทั้งสี่เลี้ยงชีวิต รักษาชีวิต ให้เป็นอยู่ได้ใช่ไหม ? 

พระพุทธองค์บอกไว้ไม่ผิดเลย เรื่องธาตุทั้งสี่นี้อันตรายมันมีมาก มีโรคภัย เป็นต้น มันเกิดขึ้น เบียดเบียนตัวมันเองให้แตกสลายทําลายย่อยยับไป

เป็นอันว่า พ่อออกพรหม ได้รู้ดีเต็มใจอยู่แล้ว

เมื่อทุกตัวคนเรามีอยู่เหมือนราชกุมาร ต้องอาศัยธาตุทั้งสี่คุ้มครอง จึงไม่ถึงแก่ความตาย

นี่ฉันใด เรารู้ทุกข์แล้ว เราไปหาทุกข์เพิ่มเติมเข้าไปอีก ก็เหมือนกับลิงที่ติดตังอยู่ หมู่ลิงมาช่วยกัน ก็พากันขึ้นเหยียบตัวที่ติดตัง ก็พลอยติดตาม เป็นการเพิ่มทุกข์ให้แก่กันและกันจนถึงตาย ดังได้อธิบายมาแล้วนั้นแหละ

ต่อไปนี้ อาตมาจะได้แสดงตามโอวาทของพระพุทธองค์ ดังที่ได้ยกอุเทศคาถาไว้ ณ เบื้องต้นว่า “ธนปริจาโค ตัณหาปริจาโค ชีวิตปริจาโค ปุตตปริจาโค ภริยาปริจาโค” ดังนี้

ธนปริจาโค ทรัพย์ทั้งหลายมีเงินทอง ข้าวของ ช้าง ม้า วัว ควาย บ้านเรือน และไร่นา เป็นต้น เป็นของมีมาเพื่อเพิ่มทุกข์ของตน ที่ตนมีอยู่ด้วยขันธ์ ๕ อันเป็นตัวทุกข์อยู่แล้ว ดังพ่อออกพรหม ที่ได้เห็นมาแล้วนั้น จาโค ให้สละ ให้วางออกจากใจของตนให้หมดเดี๋ยวนี้

ตัณหาปริจาโค ให้ละให้วางตัณหา ความรักลูกและเมีย ออกจากใจของตนให้หมด ดัง พ่อออกพรหมได้เห็นแล้วว่า มีเมียและมีลูก ได้ของเหล่านี้มา เป็นการเพิ่มทุกข์ให้กับตน ดังนี้ จึงให้ละออกจากใจของตนให้หมดเดี๋ยวนี้

ชีวิตปริจาโค ชีวิตความเป็นอยู่ด้วยลมหายใจ อันว่า ลม เป็นของไม่มีสาระแก่นสารอะไร ก้อนแห่งร่างกายของเราก้อนหนึ่งๆ มันเป็นของบูดเน่า เป็นของปฏิกูลน่ารังเกียจอยู่ทุกสัดส่วน มันไม่น่ายินดีเลย ให้ละออกให้หมดจากใจเดี๋ยวนี้

ปุตตปริจาโค บุตรเป็นตัวทุกข์ตัวร้อนใหญ่ ผู้ใดมีบุตรก็ย่อมมีทุกข์ ดังพ่อออกพรหมได้เห็นมาแล้ว ให้ละออกจากใจให้หมดเดี๋ยวนี้

ภริยาปริจาโค ภรรยาลูกเมีย และลูกผัวของใคร ชาย – หญิง ที่มานั่งฟังเทศน์อยู่เดี๋ยวนี้ เป็นทุกข์ ผู้ใดมีย่อมมีทุกข์ ดังพ่อออกพรหม ได้เห็นมาแล้ว ให้ละหมดเดี๋ยวนี้

มหาบริจาคทั้ง ๕ นี้ จะเป็นมหากุศลอันใหญ่ยิ่ง ดุจกระแสแม่นํ้า กระแสชล ไหลลงสู่มหาสมุทรทะเลหลวง ให้นํ้ามหาสมุทรทะเลหลวงเต็มเอ่อขึ้น มหากุศลก็จะบังเกิดมีในใจ เหมือนกัน ฉันนั้นแลฯ” 

ลิงติดตัง

ลิงติดตังว่าด้วยอารมณ์อันมิใช่โคจร กามคุณ ๕ เปรียบเหมือนตังเหนียว [ลิงติดตัง]

[๗๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถิ่นแห่งขุนเขาชื่อหิมพานต์ อันไปได้ยาก ขรุขระ ไม่เป็นที่เที่ยวไปทั้งของฝูงลิง ทั้งของหมู่มนุษย์มีอยู่ ถิ่นแห่งขุนเขาชื่อหิมพานต์ อันไปได้ยาก ขรุขระ เป็นที่เที่ยวของฝูงลิงเท่านั้น ไม่ใช่ของหมู่มนุษย์มีอยู่ 

ภูมิภาคแห่งขุนเขาชื่อหิมพานต์ราบเรียบ น่ารื่นรมย์ เป็นที่เที่ยวไปทั้งของฝูงลิง ทั้งของหมู่มนุษย์มีอยู่ ณ ที่นั้น พวกพรานวางตังไว้ในทางเดินของฝูงลิงเพื่อดักลิง ในลิงเหล่านั้น ลิงเหล่าใด ไม่โง่ ไม่ลอกแลก ลิงเหล่านั้น เห็นดังนั้น ย่อมหลีกออกห่าง ส่วนลิงใดโง่ ลอกแลก ลิงตัวนั้นเข้าไปใกล้ตังนั้น เอามือจับ มือก็ติดตัง มันจึงเอามือข้างที่สองจับ ด้วยคิดว่า จักปลดมือออก มือข้างที่สองก็ติดตังอีก มันจึงเอาเท้าจับ ด้วยคิดว่า จักปลดมือทั้งสองออก เท้าก็ติดตังอีก มันจึงเอาเท้าข้างที่สองจับ ด้วยคิดว่า จักปลดมือทั้งสองและเท้าออก เท้าที่สองก็ติดตังอีก มันจึงเอาปากกัด ด้วยคิดว่า จักปลดมือทั้งสองและเท้าทั้งสองออก ปากก็ติดตังอีก 

ลิงตัวนั้นถูกตรึง ๕ ประการอย่างนี้แลนอนถอนใจถึงความพินาศยุบยับแล้ว อันพรานจะพึงกระทําได้ตามความปรารถนา พรานแทงลิงตัวนั้นแล้วจึงยกขึ้นไว้ในที่นั้นเอง ไม่ละทิ้ง หลีกไปตามความปรารถนา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องลิงเที่ยวไปในถิ่นอื่นอันมิใช่ที่ควรเที่ยวไป ย่อมเป็นเช่นนี้แหละ. 

พบทางแห่งความสุข

หลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต เล่าให้หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ฟังต่อไปว่า

“เมื่อผม (หลวงปู่สารณ์) ได้อธิบายธรรมจบลงแล้ว จึงบอกให้โยมพรหม ผู้นั่งนิ่งไม่ไหวติง เหมือนตอไม้ที่ตายแล้ว มีนํ้าตาคลอเบ้า ซาบซึ้งถึงใจ เห็นสัจจะแก่นแท้ของชีวิต

“พ่อออกพรหม ขอให้พ่อออกเปลี่ยนท่านั่ง เป็นท่านั่งสมาธิ อาตมาจะนํานั่งสมาธิภาวนา อบรมใจตัวดิ้นรนกวัดแกว่ง รักษายากห้ามยากกันบัดเดี๋ยวนี้ แล้วพ่อออกวางอารมณ์ให้ออกจากใจให้หมด ดังที่อาตมาได้เทศนาบอกมาแล้วนั้น…”

ผม (หลวงปู่สารณ์) ก็พานั่งเข้าที่เป็นการนําจิต จิตของโยมพรหมคราวนั้นรวมลง ได้เห็นความสุขอันใหญ่หลวง เป็นของเกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเอง อันเกิดจากการละวางอารมณ์ภายในจิตใจของตนเองแท้ๆ ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย

คราวนี้ จิตโยมพรหมสงบนิ่งอยู่นานถึง ๒ ชั่วโมง ผมจึงเตือน แล้วพาออกจากที่ โยมพรหมแน่ใจในหนทางชีวิตของตน จึงได้ออกอุทานว่า “ทางแห่งความสุขมีแล้ว ผมต้องออกบวชแน่แล้ว ท่านอาจารย์” ดังนี้”

หลังจากหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้ฟังเรื่องราวของหลวงปู่พรหมที่เล่าโดยหลวงปู่สารณ์แล้ว หลวงปู่อ่อน ท่านได้กล่าวสรุปว่า

พระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมีแก่กล้า เมื่อท่านได้สดับโอวาทพระธรรมเทศนาของพระอาจารย์สารณ์ ซึ่งเป็นผู้ให้แนวทาง ท่านได้เงื่อนแห่งธรรมแล้ว ท่านกําหนดจิตพิจารณาตามจริงๆ ได้เห็นผลประจักษ์ใจตนเอง เพราะพระธรรมเป็นของไม่เลือกกาล เลือกสมัย และเป็นของวิญญูชนจะพึงรู้แจ้งเฉพาะตน” ดังนี้

รสแห่งธรรม ชํานะรสทั้งปวง นับแต่สมัยครั้งพุทธกาลที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศความสําคัญของธรรมบทนี้เป็นต้นมา ยังเป็นสัจธรรมที่ก้องกังวานและท้าทายรอการพิสูจน์อยู่เสมอ พ่อออกพรหมได้พิสูจน์และได้เริ่มลิ้มรสแห่งธรรมจากการนั่งสมาธิภาวนาครั้งแรกในชีวิต เพียงจิตสงบเท่านั้น ท่านก็มีความสุข มีความอัศจรรย์ใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นรสชาติแห่งความสุขที่เกิดขึ้นที่ใจ ยิ่งกว่าความสุขใดๆ ที่ท่านเคยประสบมา และเป็นความสุขที่แท้จริงที่ ท่านมุ่งเสาะแสวงหามาตั้งแต่เยาว์วัย จนท่านถึงกับตัดสินใจออกบวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม 

ภาค ๔ สละทรัพย์สมบัติและครอบครัวออกบวช

การบวชเป็นของยาก

องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“การบวชนี่เป็นสิ่งที่บวชได้ยาก หาโอกาสได้ยาก สละหน้าที่การงานทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยรักเคยสงวนมาบวชนี้ยาก นั่นเพราะการบวชเป็นการตัดสิ่งทั้งหลาย ซึ่งเป็นความห่วงใยหวงแหน ของตน ของหัวใจทุกดวงนั่นแล การที่สละออกมาได้จึงไม่ใช่เป็นของเล็กน้อย เป็นของหาได้ยาก นั่น

เวลาบวชแล้วจะประพฤติพรหมจรรย์ให้ถูกต้องตามหลักธรรมหลักวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เพื่อความเป็นสิริมงคลในตัวเองก็เป็นการยาก เพราะเป็นการฝืนอธรรม คือ ข้าศึก ของธรรม เรียกว่า มารของธรรม คืออะไร ก็คือ กิเลส ส่วนมากกิเลสมันครองหัวใจเรา ไม่ว่า หัวใจคน หัวใจพระ กิเลสครองอยู่ทั้งนั้น เว้นจิตของพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่กิเลส ไม่อาจเอื้อม เพราะมันหมดตัวที่จะมาอาจเอื้อม ทุกประเภทของกิเลสไม่มีตกค้างอยู่ในหัวใจของ พระอรหันต์และพระพุทธเจ้าเลย จึงไม่มีอะไรมาอาจเอื้อม มากีดกัน มากีดขวาง มาทําลาย เหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา

ส่วนจิตปุถุชนทั้งหลายนั้น ไม่พ้นที่จะต้องถูกกีดขวางจากมัน เราจะทําคุณงามความดีก็เห็นว่าเป็นการลําบากไปเสีย ทํายาก มีความลําบาก ทั้งอดทั้งหิว อดหลับอดนอน ผ่อนอาหาร หรือ อดอาหาร ลําบากลําบนในการประกอบความพากเพียร มีแต่เรื่องกิเลสมันหาเลศที่จะให้เราออกนอกลู่นอกทาง สุดท้ายก็ฉุดลากไปจนได้ ไม่พ้นในเงื้อมมือของมัน ความดีที่ควรจะได้จากการบวชก็ค่อยร่อยหรอไปๆ จนถึงกับประสบความล้มเหลวไปก็มีอยู่มากมาย เพราะกิเลสมีอํานาจมาก

เราจะบวชก็ตาม กิเลสมันไม่บวช แต่เรายังดีอันหนึ่งว่า เราบวชแล้ว ถึงกิเลสไม่บวช เราก็บวชแล้ว พร้อมแล้วที่จะต่อสู้กับกิเลส เราต่อสู้กับกิเลสได้บางประเภทแล้ว เราถึงมาบวชได้ ถ้าเรา ตัดความห่วงความใย ฝืนความห่วงความใย ความรัก ความหวงแหนสมบัติเงินทองข้าวของที่เกี่ยวข้องทั้งหลายไม่ได้ เราก็มาบวชไม่ได้ นี่เราก็ได้สละมาแล้วก็ชื่อว่าชนะมัน ถึงจะไม่โดยสิ้นเชิง ชนะได้เมื่อใดก็เป็นคุณค่าแห่งความชนะของเราด้วยกันทั้งนั้น นั่น นี่เรียกว่าเราชนะมันได้ เราจึง ได้มาบวช”

การบวชนั้นเป็นของยาก ดังเทศน์ขององค์หลวงตาฯ ที่ยกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานหรือพระป่า ต้องเป็นผู้ที่สร้างอํานาจวาสนาบารมีมาอย่างเปี่ยมล้น เมื่อเป็นพระป่าดํารงตนอยู่ในสมณเพศแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตนตามหลักของสมณวัตร สมณวิสัย สมณสัญญา และสมณสารูป โดยยึดถือปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยและหลักธุดงควัตรอย่างเข้มงวดเคร่งครัด พร้อมกับการบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ซึ่งถือเป็น งานโดยตรงของพระ ที่สําคัญเป็นไปตามพระพุทธประสงค์ที่แท้จริงขององค์พระบรมศาสดา ทั้งนี้เพื่อเป้าหมายอันสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน อันเป็นบรมสุขต่อไป

การตัดสินใจออกบวชของพ่อออกพรหม หรือผู้ใหญ่พรหม หรือนายฮ้อยพรหม โดยการสละทรัพย์สมบัติจํานวนมหาศาล สละตําแหน่งอันน่าภาคภูมิใจ และสละครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งนับเป็นการสละที่ยิ่งใหญ่มาก จนเป็นข่าวมงคลที่ใหญ่โตมากและโด่งดังกระฉ่อนไปทั่วภาคอีสาน ในสมัยนั้น ทั้งเป็นที่สนใจของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เพราะเรื่องของ พ่อออกพรหมนั้นเป็นเรื่องที่คนทั่วๆ ไปยากที่จะเข้าใจ และยากที่จะสละและกระทําตามได้ หาได้ยากมากๆ ไม่ทราบว่าในจํานวนกี่รายจึงจะมีสักรายหนึ่ง และหาได้ยากยิ่งกว่าสมัยครั้งพุทธกาล เพราะสมัยนั้นพระราชามหากษัตริย์และมหาเศรษฐีสละทรัพย์สมบัติมหาศาลออกบวชกันมากมาย 

ดังนั้น ประวัติการออกบวชของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งถือเป็นคติแบบอย่างอันงดงาม ลํ้าเลิศของพระอรหันตสาวกอีกองค์หนึ่งในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ควรค่าแก่การจดจําและจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา เพื่อให้พุทธบริษัทในสมัยปัจจุบันกาลจวบจนอนาคตกาลได้ศึกษาและถ่ายทอดบอกเล่าต่อๆ กันไป

ท่านตัดสินใจออกบวช

เมื่อพ่อออกพรหม สุภาพงษ์ ได้รับการชี้แนะแก้ข้อสงสัย ทั้งได้ฟังพระธรรมเทศนาและได้ปฏิบัติสมาธิภาวนากับท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ในครั้งนั้น จึงได้ประสบกับความสุขสงบภายในจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมทั้งพอจะทราบว่า ความสุขที่แท้จริงเกิดขึ้นที่ใจ และต้องค้นลงที่ใจเท่านั้น ท่านจําเป็นต้องทุ่มเทค้นหาอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ความสุขที่แท้จริง คือ ให้ได้ธรรมมาครองใจให้จงได้นั่นเอง

พระธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์สารณ์ นั้นเป็นธรรมแท้ ยังคงกึกก้องกังวานอยู่ในใจของพ่อออกพรหมอย่างแนบแน่น เพราะเป็นธรรมคําสอนที่กินใจและตรงใจของพ่อออกพรหมเป็นอันมาก เป็นการชี้ทางสว่าง เพื่อไปพบกับความสุขที่แท้จริงที่ท่านเสาะแสวงหามาตลอดนั่นเอง

เมื่อพ่อออกพรหมได้รับการชี้แนะแนวทางพ้นทุกข์จากท่านพระอาจารย์สารณ์เช่นนั้นแล้ว ก็เกิดความเบาใจ ประหนึ่งว่าความสุขที่แท้จริงที่เสาะแสวงหามานานนั้น จะได้ประสบในเร็วๆ วันนี้ แล้วท่านก็ดําริต่อไปอีกว่า “ถ้าเรายังพัวพันเกี่ยวข้องอยู่กับครอบครัว ทรัพย์สมบัติ เรือกสวน ไร่นา ยังมัวเมาอยู่ในตําแหน่งหน้าที่และในการค้าการขายเช่นนี้ นับวันก็จะเหินห่างจากความสุขที่แท้จริงที่เราเสาะแสวงหาอยู่ตอนนี้” 

แต่การได้ความสุขที่แท้จริง หรือ ได้ธรรมมาครองใจนั้น มิใช่ว่าจะได้มาอย่างง่ายดาย วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ อันว่าบุคคลจะล่วงพ้นจากทุกข์ได้ก็เพราะความเพียร พระพุทธเจ้าพ้นจากทุกข์ได้เป็น พระบรมศาสดาของโลก เพราะการบําเพ็ญธรรมข้อนี้ พ่อออกพรหมจึงจําเป็นต้องทุ่มเทเสียสละ แม้จะต้องสละชีวิตก็ตาม และชีวิตฆราวาสที่ดําเนินอยู่นั้นก็คงทําความเพียรได้ยาก แม้ทําได้ก็ ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก คงมีแต่การออกบวชโดยใช้ชีวิตบรรพชิตเท่านั้น จึงจะทําความเพียรได้ อย่างเต็มที่ สมดังธรรมบทที่ว่า 

“ฆราวาสเป็นทางคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง” 

อธิบายขยายใจความได้ดังนี้ ฆราวาสชื่อว่าคับแคบ เพราะไม่มีโอกาสทํากุศลได้อย่างเต็มที่ เหมือนสมณะ ชื่อว่าเป็นทางมาแห่งธุลี เพราะเป็นที่ประชุมแห่งธุลี คือ กิเลส ดุจกองหยากเยื่อที่ไม่ได้รักษา เป็นที่รวมแห่งธุลีฉะนั้น บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง เพราะมีโอกาสทํากุศลตามสบาย หรืออีกประการหนึ่ง เมื่อบรรพชาเป็นสมณะแล้ว สมณะไม่ต้องทําหน้าที่การงานหาเลี้ยงชีพ เช่นอย่างฆราวาสทั้งหลาย จึงมีเวลาในการบําเพ็ญเพียรได้อย่างเต็มที่ 

ดังนั้น พ่อออกพรหมจึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่จะออกบวชในพระพุทธศาสนา ตามรอยองค์พระบรมศาสดา เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ท่านจึงดําริต่อไปว่า “ก่อนจะบวช เราควรจะเอาเยี่ยงพระเวสสันดร ตามที่เคยสดับมาว่าพระเวสสันดรนั้น ท่านได้สละทุกสิ่งทุกอย่าง ตลอดถึง ลูกเมียเครือญาติ ออกบวชบําเพ็ญบารมีเพื่อพระโพธิญาณในเบื้องหน้า ในที่สุดพระองค์ก็ได้ตรัสรู้ความจริง คือ อริยสัจธรรมทั้ง ๔ เป็นศาสดา ครูสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผลทั้งนี้ย่อมสําเร็จมาจากการเสียสละของพระองค์”

พระเวสสันดร

องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่อง พระเวสสันดร ไว้ดังนี้

“พระพุทธเจ้าครั้งเป็นพระเวสสันดร พระองค์ทรงทําอย่างไร ในพระคาถาของพระเวสสันดรชาดกมีมากมาย แต่จะยกมาแสดงเพียงย่อๆ ว่า 

ทานํ เทติ พระเวสสันดรท่านทรงให้ทาน 

สีลํ รกฺขติ พระเวสสันดรท่านทรงรักษาศีล

ภาวนํ ภาเวตฺวา พระเวสสันดรท่านทรงเจริญภาวนา 

จึงเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาและกลายเป็นศาสดาของโลกทั้งสาม นี่คือหลักธรรมเครื่องดําเนินของพระเวสสันดรที่ทรงดําเนินมาเป็นลําดับ จนบรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์

ธรรมทั้งนี้ท่านประทานไว้เพื่อพุทธบริษัท คือ พวกเราจะตามเสด็จพระองค์ท่านตามกําลังภูมินิสัยวาสนาของแต่ละท่าน ถ้าจะกล่าวถึงการบําเพ็ญและฝ่าฝืนความทุกข์ทรมานในคราวเป็นพระเวสสันดรนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นการยากลําบากแสนสาหัส และไม่มีใครจะกล้าทําได้เหมือนอย่างพระองค์ การบําเพ็ญทานก็เป็นความอัศจรรย์ อาจจะกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงคว้าประวัติศาสตร์แห่งการเสียสละของคนในสมัยนั้น โดยไม่มีใครจะสามารถเป็นคู่แข่งได้ ประหนึ่งฟ้าดินอันแสนกว้างจะถล่ม เพราะความเลื่องลือกิตติศัพท์กิตติคุณฟุ้งขจรไปทุกแห่งทุกหน ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง

ชาวเมืองเกิดความไม่ยินดีและไม่พอใจในการบําเพ็ญของพระองค์ ถูกกล่าวหาว่าให้ทาน ช้างมงคลประจําเมืองและประจําแผ่นดิน จนเกิดฟ้องร้องกันขึ้น โดยตั้งข้อหาว่า พระเวสสันดร เป็นคนขวางโลก ไม่สมควรเป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดินต่อไป ถ้าฝืนให้อยู่บ้านเมืองและแผ่นดิน จะล่มจม ฝ่ายพระบิดาซึ่งเป็นเป้าหมายแห่งการรับฟ้องร้องของคนทั้งแผ่นดิน ด้วยพระปรีชาฉลาดก็ทรงบรรเทาเหตุร้ายซึ่งกําลังเกิดขึ้น โดยพระอุบายให้พระเวสสันดรพระลูกรักเหมือนดวงหทัย ขยับขยายออกจากเมืองตามเหตุการณ์ก่อน พอมีทางแก้เหตุร้ายให้สงบลง

ฝ่ายพระเวสสันดรหน่อพระสัพพัญญูผู้ทรงธรรม มีพระทัยอันเต็มไปด้วยพระเมตตาต่อสัตว์ผู้ยากจน และมีพระราชศรัทธาอันกว้างขวางเหมือนท้องฟ้ามหาสมุทร เมื่อทรงสดับพระดํารัสจากพระบิดาผู้บังเกิดเกล้าแล้ว ทรงน้อมพระเศียรรับและปฏิบัติตามด้วยความพอพระทัยมิได้ขัดขืน แม้เช่นนั้นก่อนจะเสด็จออกจากพระนคร ยังทรงขอยับยั้งไว้ชั่วกาล พอให้ได้บริจาคทานให้พอพระทัยก่อน แล้วก็เสด็จออกจากพระนครด้วยพระอาการอันยิ้มแย้มแจ่มพระทัย ซึ่งสมกับพระองค์เป็นพระเวสสันดรผู้เป็นจอมให้ทานในโลก อันไม่มีใครเสมอเหมือน ไม่ทรงมีพระอาการหวั่นไหว เพราะความไม่พอใจและการขับไล่ของชาวเมือง ทรงเปี่ยมด้วยพระราชศรัทธาทั้งการเสด็จไป เสด็จอยู่ในป่า และเสด็จกลับสู่พระนครตามคําทูลให้เสด็จกลับ

การเสด็จออกจากพระนคร มีพระนางมัทรีคู่พระบารมีและพระโอรส – พระธิดาดวงหทัยตามเสด็จ การเสด็จออกจากพระนครทั้งนี้ พระเวสสันดรทรงปฏิบัติให้เป็นที่พอใจของชาวเมือง แต่การบริจาคทานซึ่งเป็นธรรมประจําพระนิสัยของหน่อพระโพธิญาณ ผู้จะทรงรื้อขนสัตว์โลกให้ข้ามตามเสด็จ พระเวสสันดรไม่เคยลดหย่อนอ่อนพระทัยไปตามใครและทรงยอมอยู่ใต้อํานาจของผู้ใด ทั้งนั้น แม้จะเสด็จเข้าอยู่ในดงหนาทึบแร้นแค้นกันดาร เหมือนแดนนรกอันใครๆ ไม่พึงปรารถนา ก็ตาม พระองค์ยังทรงพอพระทัยในที่เช่นนั้น และทรงบําเพ็ญทานไม่เคยลดละ เมื่อไม่มีอะไรจะทรงบริจาคก็ทรงยกพระลูกรักทั้งสอง บริจาคให้แก่พราหมณ์ผู้จนมุมมาร้องขอ ไม่ทรงถือพระลูกรัก ทั้งสองเป็นอุปสรรคต่อทานบารมีเพื่อความเป็นศาสดาของโลกเลย

เมื่อทรงบริจาคไปแล้ว แม้พราหมณ์ผู้มีนิสัยใจโหดร้ายไร้ศีลธรรม จะเฆี่ยนตีพระลูกรัก ทั้งสองต่อพระพักตร์โดยไม่เกรงขามพระบารมีก็ตาม ก็ทรงทอดอาลัย ไม่ทรงกริ้วโกรธแก่พราหมณ์เลย เพราะทรงถือว่าเป็นทานที่บริจาคให้เป็นของคนอื่นด้วยความบริสุทธิ์พระทัยแล้ว ไม่เพียง พระลูกรักซึ่งเทียบกับพระเนตรทั้งสองที่บริจาคให้แก่พราหมณ์ไปแล้ว ยังทรงยกพระนางมัทรี คู่พระบารมี ผู้เปรียบเหมือนดวงหทัยให้แก่พราหมณ์ผู้มาร้องขอในอันดับต่อมาอีก ด้วยความพอพระทัย มิได้ทรงอิดเอื้อนซึ่งจะเป็นเหตุให้ปลีกแวะจากทานบารมีเพื่อพระโพธิญาณเลย และยังทรงอุทานเพื่อสละเลือดเนื้อและชีวิตทุกพระอาการแก่ผู้มุ่งมาขอทานอีก ไม่ทรงอาลัยในพระกายและจิตใจแม้แต่น้อย

การที่ทรงบําเพ็ญทานบารมีได้อย่างเต็มพระทัยนี้ เนื่องจากที่ทรงอาศัยอยู่ในสถานที่ที่โลก เห็นว่าเป็นที่อยู่ของบุคคลผู้จนมุม แต่สําหรับพระเวสสันดรกลับทรงเห็นว่า เป็นที่เวิ้งว้างจากภาระหนักและอารมณ์เครื่องกังวลใจ ทั้งการบําเพ็ญทานบารมี ศีลบารมี ตลอดอุเบกขาบารมี ฯลฯ ซึ่งเป็นธรรมเครื่องส่งเสริมทุกประเภท พระเวสสันดรทรงมีโอกาสได้บําเพ็ญอย่างพอพระทัยใน เวลานั้น การบําเพ็ญที่แสนยากลําบากและเต็มไปด้วยความชอกชํ้า เพราะการกระทบกระเทือนนานาประการ ทั้งเป็นการขัดขวางทางดําเนินของพระเวสสันดร หากกรรมดี กรรมชั่วจะเป็นไปตามความตําหนิติชมของบุคคลแล้ว พระเวสสันดรถึงกับต้องถูกเนรเทศเพราะการให้ทาน ก็ไม่ควรจะรอดจากเหตุการณ์อันรุนแรงนั้นกลายมาเป็นพระพุทธเจ้าให้โลกกราบไหว้ได้ เพราะผลแห่งทาน อันเป็นต้นเหตุนั้น”

จัดการบวชชีให้ศรีภรรยา

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๙ – ๒๔๗๐ เมื่อหลวงปู่พรหมยังครองเพศฆราวาส ขณะนั้นท่านมี อายุประมาณ ๓๖ – ๓๗ ปี ท่านอยู่กินกับแม่กองแพง ภรรยาคนที่สองมาได้ ๕ ปี แต่ไม่มีบุตร ด้วยกัน ช่วงนี้ท่านตัดสินใจออกบวช โดยก่อนบวชท่านจัดการบวชชีให้ศรีภรรยาของท่าน กล่าวคือ

ผู้ใหญ่พรหม กับ แม่กองแพง ศรีภรรยา ท่านทั้งสองเป็นคู่ทุกข์คู่ยากที่มีทิฐิเสมอกัน และเป็นคนใจบุญสุนทานศรัทธาพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ดังที่ได้กล่าวมา ดังนั้น เมื่อผู้ใหญ่พรหม เกิดความเข้าใจว่า ความสุขที่แท้จริงคืออะไร อยู่ที่ไหน และวิธีการให้ได้มาซึ่งความสุขที่แท้จริงนั้นทําอย่างไร แล้วท่านก็ตัดสินใจออกบวช โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ประวัติตอนนี้ของหลวงปู่พรหมไว้ดังนี้

“นี่ท่าน (หลวงปู่พรหม) ประกาศ ๗ วัน เพราะท่านเป็นพ่อค้า ไม่มีลูกเต้า ถ้าพูดถึงฐานะบ้านนอก ก็เรียกว่า ท่านเป็นที่หนึ่งของบ้านนี้ เพราะการค้าการขาย ท่านเป็นพ่อค้า ทีนี้เวลามาปรึกษาหารือกับแม่บ้าน เพราะไม่มีลูกด้วยกัน นี้ทํายังไง ?

นี่เห็นไหม คนมีอุปนิสัย มันเป็นนะ เราก็อยู่ด้วยกันมา ไม่มีลูกมีเต้าที่จะสืบหน่อต่อแขนง มรดกเหล่านี้จะทํายังไง ? แล้วตายแล้วใครจะสืบต่อก็ไม่ได้ไปทั้งนั้น สืบต่อกันเป็นระยะๆ อันนี้ เรายังมีชีวิตอยู่ สิ่งเหล่านี้เราครองมานานแล้ว ก็ไม่เห็นเป็นประโยชน์อะไร ก็อยู่อย่างนี้แหละ เราออกบวชจะไม่ดีหรือ ? ต่างคนออกเสาะแสวงหาสมบัติภายใน สมบัติภายนอกเราเห็นอยู่นี้แหละ ท่านเล่าให้ฟังนะ แม่บ้านก็พอใจทันทีเลย ถ้าเราออกบวชแล้ว อันนี้เราก็ประกาศให้ทานให้หมด ไปเสีย เสร็จแล้วออกเลย ทางนั้นก็พร้อมเลย ไม่ว่า ท่านบอกว่าประกาศอยู่ ๗ วัน ของให้ทาน หมดเลย ให้ทาน ๗ วัน แล้วแม่บ้านออกทางหนึ่ง ท่านก็ออกทางหนึ่งไปเรื่อย ท่านเล่าให้ฟัง ท่านเป็นคนศักดิ์ศรีดีงาม มีอํานาจวาสนาน่าเกรงขามมาก เด็ดเดี่ยว”

ครูบาอาจารย์ท่านเล่ากันว่า แม่กองแพง ท่านเป็นคนใจเด็ดเดี่ยว มีศรัทธาในเรื่องงานบุญ งานกุศล ในวันพระท่านเคยไปค้างคืนเพื่อถือศีลอุโบสถ ฟังธรรม และปฏิบัติธรรมที่วัดมาบ้างแล้ว เมื่อทราบว่าสามีต้องการจะบวช แม่กองแพงก็ตัดสินใจออกบวชชีเสียก่อน โดยสละครอบครัวออก บวชเป็นแม่ชีก่อนผู้ใหญ่พรหมจะบวช ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผู้ใหญ่พรหมได้ชักชวนไว้

เรื่องราวของแม่ชีกองแพงมีไม่มากนัก ทราบแต่ว่าท่านบวชเป็นแม่ชีก่อนหลวงปู่พรหมบวช เป็นพระ ๑ ปี ท่านบวชเป็นชีตลอดชีวิต นับได้ ๖๐ กว่าพรรษา องค์หลวงตาพระมหาบัวท่าน ได้เมตตาเล่าไว้ว่า แม่ชีกองแพงเคยเดินทางไปกราบนมัสการฟังธรรมและอยู่ปฏิบัติธรรมในสํานักของหลวงปู่มั่นในระยะสั้นๆ ประมาณ ๓ – ๔ วัน โดยไปทําร้านไว้บนต้นไม้และอยู่บนนั้น เพราะบริเวณนั้นเสือมันเยอะ หลวงปู่มั่นเกรงว่าจะเป็นอันตราย เป็นกังวลจึงให้อยู่ด้วยไม่นาน แม่ชี กองแพงท่านมีความตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเด็ดเดี่ยวเต็มที่ ต่อมาหลวงปู่พรหมกลับจากภาคเหนือได้มาสร้างวัดผดุงธรรม คุณแม่ชีกองแพงได้กลับมาอยู่ที่วัดนี้ด้วย ภายหลังหลวงปู่พรหมมรณภาพ ท่านได้ไปพักปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ จนเข้าสู่วัยชราภาพ และในชีวิตบั้นปลาย ท่านจึงได้กลับมาพักและมรณะที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น 

ทางด้านของผู้ใหญ่พรหม หรือหลวงปู่พรหมนั้น ท่านมีความมั่นคงเด็ดเดี่ยวจริงจังประจํานิสัยของท่านอยู่แล้ว เมื่อท่านตัดสินใจจะทําอะไร ท่านจะมุ่งมั่นทําจริงทําจัง จะต้องทําให้สําเร็จ และก็สําเร็จทุกครั้งตามที่ท่านตั้งใจด้วย เมื่อแม่กองแพงออกบวชเป็นชีแล้ว ผู้ใหญ่พรหมต้องอยู่ จัดการทรัพย์สมบัติและสร้างวัดตามลําพังคนเดียว ในระหว่างนี้ ท่านต้องฝึกหัดข้อวัตรปฏิบัติ เช่นเดียวกับผ้าขาวทั้งหลาย จนรู้จักธรรมเนียมปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐาน จากนั้นท่านก็เตรียมเครื่องอัฐบริขารสําหรับบวช และฝึกหัดท่องขานนาค อยู่ราว ๑ ปี จึงได้เข้าพิธีบวชเป็นพระธุดงค–กรรมฐานเช่นเดียวกับท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต

เหตุการณ์ออกบวชของผู้ใหญ่พรหมและแม่กองแพงในครั้งนั้น ย่อมเป็นเครื่องชี้ชัดว่า ท่านทั้งสองเป็นคู่บุญบารมี ต่างมีสัมมาทิฐิ มีทิฐิเสมอกัน จึงมีความเด็ดเดี่ยวมั่นคงในการออกบวชเหมือนกัน

ท่านสร้างทานบารมีตามรอยพระเวสสันดร

การบําเพ็ญทานบารมีตามรอยพระเวสสันดรโพธิสัตว์ของผู้ใหญ่พรหมนั้น มีประโยชน์อย่างมาก เพราะในการออกบวชเพื่อประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น จําเป็นต้องปลดห่วงความกังวลใจและปลดปล่อยภาระธุระต่างๆ ทางโลก ซึ่งล้วนเป็นเครื่องกดถ่วงจิตใจให้เกิดความพะวักพะวงและ เป็นอุปสรรคสําคัญต่อการบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน เพราะภรรยาและทรัพย์สมบัติจํานวนมหาศาล จะทําให้จิตใจของท่านไม่สะดวกปลอดโปร่งและทําให้การภาวนาไม่ก้าวหน้า เมื่อภรรยาของท่านออกบวชชีก็ทําให้ท่านหมดความกังวลใจไประดับหนึ่ง และเมื่อท่านสละทรัพย์– สมบัติออกแจกทานบําเพ็ญกุศลกรรม จัดเป็นทานบารมี ก็ยิ่งทําให้ท่านหมดความกังวลใจ จิตใจ ของท่านนั้นก็มีแต่ความแช่มชื่นเบิกบาน มีความสุขใจ อันส่งผลดีต่อการปฏิบัติธรรมเพื่อความ พ้นทุกข์ของท่านต่อไป

สําหรับเรื่องการบริจาคทรัพย์สมบัติของหลวงปู่พรหม มีการบันทึกไว้ดังนี้

“เมื่อความตกลงใจจะออกบวช และสละสมบัติบรรดาที่มีอยู่เช่นนี้แล้ว ก็ได้นัดประชุมประชาชนในหมู่บ้านว่า ใครต้องการอะไรในวัตถุสมบัติที่มีอยู่ เช่น โค กระบือ เงินทอง และเครื่องใช้ต่างๆ ที่มีอยู่ ให้มารับเอาไป 

ในช่วงนี้ท่านตั้งใจจะบวชลูกหลานในหมู่บ้าน ท่านไปซื้อฝ้ายมาทอผ้าขาวจํานวนมาก ท่านให้นางกองแพงและลูกบุญธรรม ช่วยกันทอผ้า ท่านกลับจากฟังเทศน์เสร็จ ท่านจะเรียกให้มาทอผ้าทุกวัน และช่วงที่เอาของให้ทาน แต่ผ้าขาวจะไม่ให้ทาน

ในกาลต่อมา ท่านได้อนุญาตให้ นางกองแพง ซึ่งเป็นศรีภรรยาของท่านออกบวชเป็นนางชีก่อนเป็นเวลา ๑ ปี ปัจจุบันมรณภาพแล้ว

ในตอนนี้ ท่านได้มีศรัทธาอันแรงกล้า จัดตั้งกองบุญ ๒๐ กอง เพื่อจะบวชนาค ๒๐ นาค แต่เมื่อจะบวชจริงๆ ปรากฏว่าได้นาคบวชเพียง ๑๒ นาคเท่านั้น และท่านได้สร้างวัดขึ้น ๑ วัด พร้อมกับทํารั้ววัดด้วยทุนทรัพย์ของท่านเป็นการเรียบร้อย 

ท่านได้มอบที่ดินผืนหนึ่งประมาณ ๑๐ กว่าไร่ สําหรับสร้างโรงเรียนประชาบาลบ้านดงเย็นพรหมประชาสรรค์ พร้อมทั้งสร้างศาลาเรียนหนึ่งหลัง ปัจจุบันที่ดินที่ตั้งโรงเรียนเป็นที่สาธารณะ เป็นสนามโล่งๆ กลางหมู่บ้าน สําหรับใช้จัดงานต่างๆ ของหมู่บ้าน

ต่อจากนั้น ท่านก็ได้สละทานวัตถุต่างๆ ตลอดจนข้าวเปลือกในยุ้งฉางแก่คนยากจน หรือแก่บุคคลที่สมควรจะให้ ท่านก็ยังไม่ได้ไปบวช ยังต้องจัดการเรื่องที่นา ซึ่งท่านก็ยกที่นาให้โยมคนสนิท ท่านสละอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายวัน ยังเหลือไว้แต่เรือน ๒ หลัง ต่อมาบ้านนั้นท่านก็รื้อ บ้านท่านเป็นเรือนแฝด บ้านท่านหลังใหญ่ แต่ก่อนท่านปลูกเป็นเรือนคู่ มีลานอยู่ตรงกลาง ก็รื้อบ้านหลังหนึ่ง มาสร้างกุฏิในวัดป่าบ้านป่าเป้า อําเภอบ้านดุง อีกหลังหนึ่งยังไม่ได้รื้อ ช่วงแรกเก็บไว้เผื่อแม่ชี ภรรยาของท่านจะเปลี่ยนใจสึกออกมา เมื่อแน่ใจว่าแม่ชีไม่ยอมสึกแล้ว ท่านจึงได้รื้อปลูกเป็นกุฏิที่วัดผดุงธรรม (วัดใน) บ้านดงเย็น

การเสียสละทานที่ท่านได้บําเพ็ญในครั้งนั้น ยากที่บุคคลจะทําได้เช่นนั้น เช่น ได้สละทรัพย์สร้างวัดสิ้นเงินไป ๑ ชั่ง ๒ ตําลึง ๒ บาท เงินชั่งในครั้งกระโน้น คิดเทียบในปัจจุบันก็เป็นจํานวนมากพอดู”

ในเรื่องการบําเพ็ญทานของหลวงปู่พรหม ในครั้งนั้น มีข้อที่น่าคิดคือ ท่านไม่ให้ทานเครื่องดักสัตว์ และเครื่องอุปกรณ์เกี่ยวกับการทําลายชีวิต เช่น แห อวน เบ็ด ตะกั่ว ปืน ดินประสิว และหินปากนก สิ่งเหล่านี้ ท่านขนไปทิ้งหมด โดยไม่มีใครรู้ที่ที่ท่านทิ้ง คําบอกเล่าจากบางแหล่งบอกว่า ท่านเอาไปฝังดินไว้ในป่า แล้วไม่มีใครทราบว่าท่านนําไปฝังไว้ที่ใด ท่านถือว่า “ของเหล่านี้ แม้ใคร ได้ไป เขาก็จะไปก่อกรรมก่อภัยให้แก่ตนเองอีก” ท่านจึงไม่ให้ใครเลย

การแจกทานของหลวงปู่พรหมในครั้งนั้น จนเป็นที่กล่าวขานในยุคนั้นว่า “อีมูล” ดังนี้

“บ้านตาลอันเป็นบ้านเกิดของหลวงปู่พรหม ก็มีชาวบ้านตาลมารับแจกทานโค กระบือ วัตถุสิ่งของเงินทองในครั้งนั้น จนทั้งหมู่บ้านตาลพากันเรียกว่า “อีมูล” จนเด็กๆ เกิดสงสัยตั้งคําถามว่า “ใครๆ เรียกหมูก็ว่าอีมูล ควายก็อีมูล วัวก็อีมูล อะไรๆ ก็เรียกอีมูล ในบ้านตาลบ้านหลังไหนก็เรียกอีมูล อีมูลมาจากอะไร ?” พ่อแม่เด็กก็ตอบว่า “โอ๋ ! นั่นมันเป็นมรดกตกทอดที่หลวงปู่พรหมสละทานมาก่อนจะเข้าบวช” เวลามันออกลูกมาก็แบ่งให้ลูกหลานไปเลี้ยง ไปทําเป็นมรดก คําว่า อีมูล นี่คือ มรดกตกทอดชั่วลูกหลานไปยาวไกล มาจากการสละทานของหลวงปู่พรหม คนไม่มีวัวก็ไปเอาวัว คนไม่มีควายทํานาก็ไปเอาควาย ใครไม่มีข้าวก็ไปเอาข้าว ใครไม่มีเงินก็ไปเอาเงิน” 

หลวงปู่อํ่า ธมฺมกาโม (วัดป่าเขาเขียว อําเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก) ศิษย์อาวุโสท่านหนึ่งของหลวงปู่พรหม ได้ยกหลักธรรมมาประกอบในตอนนี้ไว้ดังนี้

หลวงปู่พรหม ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่พวกเราพุทธบริษัททุกท่าน การกระทําเช่นนี้ ทําให้ระลึกถึงธรรม ๔ ประการ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ ดังนี้

๑. มัจฉริยะ บุคคลที่มีความตระหนี่ ไม่ทําบุญให้ทาน วิบากนั้นบันดาลให้เป็นคนยากจน ขัดสนทรัพย์สมบัติทั้งปวง

๒. อเวยยาวัจจะ บุคคลที่มีความไม่ช่วย ไม่ขวนขวายในกิจที่ชอบ คือ ไม่ช่วยขวนขวาย ในการบุญกุศลของคนอื่น และไม่บอกบุญชักชวนคนอื่นในการบุญและกุศล วิบากนั้นบันดาลให้เป็นคนไร้ญาติขาดมิตร

๓. ปริจจาคะ บุคคลที่มีการบริจาคทรัพย์สมบัติของตนให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ได้แก่ ไม่มีความตระหนี่เหนียวแน่น มีความยินดีในการทําบุญทํากุศล กรรมดีนั้นบันดาลให้เป็นคนมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ

๔. เวยยาวัจจะ บุคคลที่มีการช่วยขวนขวายในกิจอันชอบคือ ช่วยขวนขวายในการบุญ การกุศล ชักชวนคนอื่นให้มาร่วมบุญกุศล กรรมดีนั้นบันดาลให้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ด้วยญาติมิตรสหายทั้งข้าทาสบริวารก็มากมาย

หลวงปู่พรหม ท่านเป็นผู้ที่สร้างบารมีมาเปี่ยมล้นแล้ว ท่านจึงเป็นผู้มีสติปัญญาในทางธรรม ท่านจึงบําเพ็ญคุณธรรมในข้อปริจจาคะและเวยยาวัจจะ

นอกจากการกระทําภายนอกของหลวงปู่พรหม เป็นที่ประจักษ์นี้แล้ว ส่วนภายในจิตใจของท่านยังมีการกระทําด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ไม่เปลี่ยนใจ คือ

๑. มีความเชื่อในพระตถาคต ตั้งมั่นไม่คลอนแคลน ไม่สงสัย

๒. มีศีลเป็นศีลที่งดงาม เป็นศีลที่พระอริยเจ้าพอใจสรรเสริญ

๓. มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงต่อคําสอน

๔. มีความเห็นที่เที่ยงตรง คือ เห็นถูกต้องตามทํานองคลองธรรม เมื่อบุคคลทั้งปวง บัณฑิต ทั้งหลาย ได้กระทําให้มีขึ้นแล้ว ท่านเรียกว่าผู้นั้นเป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่โมฆะ ไม่เปล่าจากสารประโยชน์ เป็นสมบัติของผู้มีปัญญาธรรมโดยแท้ฯ”

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

เมื่อผู้ใหญ่พรหม สุภาพงษ์ ได้สละทรัพย์สมบัติ เรือกสวนไร่นา บ้านเรือน ออกแจกเป็นมหาทาน และจัดการบวชให้ภรรยาเป็นแม่ชี รวมทั้งบวชลูกหลาน พร้อมทั้งท่านได้สร้างวัดสําเร็จตามความตั้งใจแล้ว ใจของท่านก็ปลอดโปร่งเป็นอิสระจากเครื่องผูกพันร้อยรัดทั้งปวง รู้สึกเบากาย เบาใจ ท่านไม่ต้องมีเรื่องอะไรให้ห่วงกังวลใจอีกต่อไป 

สําหรับการบวชของผู้ใหญ่พรหมนั้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้หนึ่งผู้ใด ท่านก็ได้เตรียมเงินไว้จํานวนหนึ่ง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการอุปสมบทของตัวท่านเอง บัดนี้ ผู้ใหญ่พรหม สุภาพงษ์ พร้อมที่จะอุปสมบทมอบกายถวายชีวิตให้แก่พระพุทธศาสนา 

ด้วยสมัยนั้นบ้านดงเย็นยังไม่มีวัดธรรมยุต และวัดธรรมยุตในภาคอีสานก็หายากมาก ตอนออกบวชท่านพระอาจารย์สารณ์จึงได้แนะนําให้ท่านบวชกับพระครูชิโนวาทธํารง (จูม พนฺธุโล) ต่อมาคือ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ที่วัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นวัด ธรรมยุตสําคัญที่พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มาบวชกันมากในสมัยนั้น ท่านจึงอําลาบรรดาญาติพี่น้อง มิตรสหาย ตลอดจนข้าราชการสายปกครองที่ท่านเกี่ยวข้องในฐานะเป็นผู้ใหญ่บ้านดงเย็น แล้วท่านกับญาติสนิทไม่กี่คนก็ออกเดินทางไกลหลายสิบกิโลเมตรมุ่งหน้าไป ยังวัดโพธิสมภรณ์ โดยเดินเท้าจากบ้านดงเย็นลัดเข้าอําเภอหนองหาน และเข้าตัวเมืองอุดรธานี 

เมื่อผู้ใหญ่พรหมเข้ากราบพระครูชิโนวาทธํารง (จูม พนฺธุโล) เพื่อแจ้งความจํานงจะขอบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระครูฯ ท่านทราบความตั้งใจจริงของผู้ใหญ่พรหมก็เมตตายินดีและอนุญาตทันที พร้อมทั้งมอบบทสวดขานนาคและกําหนดวันบวชให้ การบวชของผู้ใหญ่พรหมในครั้งนั้น ไม่มีเรื่องโลกามิส ไม่มีปัจจัยเงินทองใดๆ มาเกี่ยวข้อง เป็นการบวชเพื่อออกปฏิบัติธรรมซึ่งถูกต้องตามอริยประเพณีในสมัยครั้งพุทธกาลอย่างแท้จริง ในระหว่างนี้ ผู้ใหญ่พรหมต้องฝึกหัดท่องขานนาคจนคล่องแคล่วขึ้นใจ และต้องเตรียมเครื่องอัฐบริขารสําหรับ บวชให้ถูกต้องครบถ้วนตามหลักพระธรรมวินัย เพื่อเข้าสู่พิธีอุปสมบทเป็นพระธุดงคกรรมฐานตามที่ตั้งใจต่อไป

ในสมัยก่อนนั้น วัดโพธิสมภรณ์ เป็นวัดซึ่งครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่งองค์สําคัญๆ ในสาย ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นิยมศรัทธาไปบวชหรือไปญัตติกัน เช่น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ สาเหตุสําคัญประการหนึ่ง คือ วัดโพธิสมภรณ์ มีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นเจ้าอาวาส และท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านเจ้าคุณองค์นี้ท่านเป็นพระศิษย์ผู้ใหญ่ที่ได้รับความเมตตา ไว้วางใจจากท่านพระอาจารย์มั่นมาก และกล่าวได้ว่าในสมัยก่อนนั้นท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ รับภาระหน้าที่บวชและญัตติพระธุดงคกรรมฐานมากที่สุด

จะเห็นได้ว่า การบวชเป็นของยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานสังกัดฝ่ายธรรมยุตในสมัยก่อนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องสะดวกสบายเลย เพราะการแสวงหา ครูบาอาจารย์ผู้ชี้แนะก็ยาก การบวชก็ยาก การหาวัดธรรมยุตก็ยาก ระยะทางก็ไกลต้องพักค้างแรม ระหว่างทาง ซึ่งความยากเหล่านี้ล้วนมิได้เป็นอุปสรรคต่อครูบาอาจารย์ทั้งหลายในยุคนั้น รวมทั้ง หลวงปู่พรหมในขณะออกบวช เพราะครูบาอาจารย์ท่านมีศรัทธาอย่างแรงกล้า คือ ท่านมีความปรารถนาพ้นจากทุกข์นั่นเอง 

ในแผ่นจารึกในพระเจดีย์บรรจุพระธาตุของท่าน จารึกไว้ว่า 

“…อุปสมบท อายุ ๓๗ ปี พ.ศ. ๒๔๗๑…”

ผู้ใหญ่พรหม ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระในสังกัดคณะธรรมยุติกนิกาย ณ พัทธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) สมัยดํารงสมณศักดิ์ที่ พระครูชิโนวาทธํารง เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระครูประสาทคุณานุกิจ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาอันเป็นมงคลว่า จิรปุญฺโญ ซึ่งหมายถึง ผู้มีบุญอันยั่งยืน 

และในกาลต่อมาไม่นานนัก น้องชาย น้องสาวและน้องเขยของหลวงปู่พรหม ก็ได้ติดตามออกบวชมอบกายถวายชีวิตในพระพุทธศาสนาด้วยเช่นเดียวกัน นับว่าครอบครัวของหลวงปู่พรหม เป็นครอบครัวหนึ่งที่ออกบวชกันมาก เริ่มจากศรีภรรยาของหลวงปู่พรหม คือ คุณแม่ชีกองแพง ออกบวชก่อน หลวงปู่พรหมบวชองค์ถัดมา จากนั้นหลวงปู่พิมพา น้องชาย คุณแม่ชีจันแดง น้องสะใภ้ คุณแม่ชีตื้อ น้องสาว หลวงปู่เตื่อย น้องเขย รวมทั้งหมด ๖ คน ออกบวชครองอยู่ใน สมณเพศเป็นพระภิกษุและเป็นแม่ชีตลอดชีวิต 

ครูบาอาจารย์พระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต รุ่นเก่าๆ ยังมีอีกหลายองค์ที่ ไม่ปรากฏ เพราะสมัยก่อนไม่มีใครใส่ใจ เหมือนหลวงปู่พิมพาน้องชายหลวงปู่พรหม ท่านเป็น พระศิษย์หลวงปู่มั่นอีกองค์หนึ่งที่หลวงปู่พรหมเอามาบวชด้วย พอหลวงปู่พรหมบวชแล้ว ก็เอาน้องชายน้องสาวมาบวชด้วย บวชไล่เลี่ยกัน คนเฒ่าคนแก่เขาพูดว่า “ปฏิปทาของหลวงปู่พิมพาแตกต่างกับหลวงปู่พรหม ท่านไม่มีเล่นกับใครเลย ท่านปฏิบัติภาวนาอย่างเดียว ท่านไม่ยุ่งกับใคร ท่านยังตําหนิหลวงปู่พรหมว่าชอบทํางานคลุกคลีวุ่นวายกับคนมาก” หลวงปู่พิมพาไม่ทราบว่าท่านพักจําพรรษาที่วัดไหน ช่วงที่หลวงปู่พรหมกลับมาอยู่วัดประสิทธิธรรมนี้ ท่านไปมาหาสู่กันหรือไม่ ก็ไม่มีข้อมูล หลวงปู่พิมพาท่านมรณภาพอยู่ทางอําเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ตอนนั้นอายุท่านก็มากแล้ว แต่ไม่มีชาวบ้านพูดถึงเลย เพราะท่านไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับใคร

เรื่องอานิสงส์การบวช

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก่อนจะออกบวช ท่านได้เล็งเห็นความสําคัญและอานิสงส์ในการบวชสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนา ดังนั้น ในการสละทรัพย์สมบัติ แม้ท่านไม่มีลูก แต่ท่านส่งเสริมให้ลูกหลานคนในหมู่บ้านได้ออกบวช โดยท่านได้เป็นเจ้าภาพบวชให้ ซึ่งการบวชนี้ย่อมมีอานิสงส์มากมาย โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“เห็นไหม ทางอีสานทางเหนือเขานี้ คํ้าโพธิ์ คํ้าโพธิ์ คํ้าโพธิ์ เราคํ้าศาสนาไว้ เราเอาลูกเรา มาเป็นมดแดงเฝ้ามะม่วงไว้ มะม่วงก็รักษาไว้ แล้วทํามาบวช นี่ลูกเรามันเป็นอะไร ลูกเราก็คือเลือดเนื้อเชื้อไข ไข่ของแม่ พอเกิดมาก็กินเลือด กินนํ้านม กินเลือดในอก เอาเลือด เอาเนื้อ เอาเชื้อไขมาคํ้าศาสนา พ่อแม่ได้บุญไหม ลูกบวชนะจริงๆ ก็คือเท่าพ่อแม่บวชนั่นแหละ เพราะ พ่อแม่เป็นเจ้าของลูก เราเลี้ยงมาๆ แล้วมาคํ้าศาสนา บุญเกิดตรงนี้ไง พ่อแม่ได้ ๑๖ กัป”

และการที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก่อนออกบวช ได้เป็นเจ้าภาพบวชพระนั้น นับว่าท่านเป็นญาติในพระพุทธศาสนา กล่าวคือ การบวชลูกหลาน ทาสาทาสี สามีภรรยาของตน ให้เป็นภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี ในพระพุทธศาสนานั้น จัดได้ว่าเป็นญาติในพระพุทธศาสนา ข้อนี้ปรากฏตามข้อความสนทนาระหว่างพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชกับพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ดังนี้

เรื่องมีว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ได้บริจาคทรัพย์สร้างวิหารเจดีย์ถึง ๘๔,๐๐๐ แล้ว ได้ไปตรัสถามพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระว่า “โยมสละทรัพย์ ในการก่อสร้างเจดีย์วิหาร ๙๖ โกฏิแล้ว จัดได้ว่าเป็นญาติในพระพุทธศาสนาแล้วหรือยัง ?” พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระถวายพระพรว่า “ยังไม่เป็นญาติในพระศาสนา เป็นแต่เพียงคนเลื่อมใสได้บํารุงพระศาสนาเท่านั้น” พระเถระกล่าวต่อไปว่า “ผู้ใดเป็นคนจนหรือคนรํ่ารวยก็ตามที ถ้าได้มีศรัทธาบวชลูกหลาน ทาสาทาสี สามีภรรยา ไว้ในพระพุทธศาสนา ผู้นี้แหละเรียกว่าเป็นญาติในพระพุทธศาสนา” ในเวลาต่อมาพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้บวชเจ้ามหินทกุมาร และ นางสังฆมิตตา ผู้เป็นโอรสราชธิดาไว้ในพระพุทธศาสนา พระเถรเจ้าจึงซ้องสาธุการแด่พระมหา–กษัตริย์ว่า “บัดนี้พระองค์ได้เป็นญาติในพระพุทธศาสนาแล้ว”

การบวชบําเพ็ญบุญล้างบาป 

ประวัติหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในเพศฆราวาสเคยเป็นนายฮ้อยค้าวัวค้าควายดังกล่าวมา เป็นอาชีพที่เป็นบาปเป็นกรรม สัตว์ย่อมจองกรรมจองเวรกับท่าน การบวชนอกจากมีอานิสงส์มากแล้วยังเป็นการบําเพ็ญบุญล้างบาปอีกด้วย จากประวัติหลวงปู่จันทา ถาวโร พระศิษย์องค์สําคัญของหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เล่าการบวชบําเพ็ญบุญล้างบาป ไว้ดังนี้

“ในสมัยหนึ่งได้ไปภาวนาอยู่ที่วัดป่าหนองแซง อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี กับ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น วันนั้นทําความเพียรอย่างหนัก ไม่ฉันอาหาร เดินจงกรมวันยังคํ่า พอคํ่ามาก็เข้าที่นั่งสมาธิ ตลอดทั้งคืน ไม่ยอมนอน พอล่วงไปถึง ๔ ทุ่ม ความทุกข์เกิดขึ้น ความร้อนเกิดขึ้น จนถึงเที่ยงคืนจึงดับ พอตี ๑ ความร้อนแสบเย็นเกิดขึ้นอีกเป็นระยะๆ จนกระทั่งแจ้งเป็นวันใหม่ นั่งอยู่อย่างนั้น ไม่กระดุกกระดิก

มาวันหลังเข้าที่นั่งสมาธิอีก จิตก็สงบ พอจิตสงบลงไปก็เกิดนิมิตเห็นสัตว์ทั้งหลาย มีกบ เขียด ปู หอย นก หนู ปูปีกที่ตนได้ฆ่าเขามาแล้วนั้น ทั้งวัวและหมูก็ได้ทํามาแล้ว แต่ควายไม่ได้ทํา และมนุษย์ก็ไม่ได้ทํา สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นหลั่งไหลมาเต็มสถานที่นั้น จึงกําหนดจิตถามไปว่า

“มาทําอะไรกันมากมายเช่นนี้ ?”

เขาก็ตอบว่า “ได้ทราบข่าวว่าท่านมาบวชในศาสนาแล้ว จึงมาขอรับส่วนบุญ ขอท่านจงแบ่งส่วนบุญให้ด้วย เพราะท่านเมื่อสมัยที่เป็นฆราวาสนั้นได้ฆ่าพวกข้าพเจ้ากินเป็นอาหาร ฉะนั้น ถ้า ไม่แบ่งส่วนบุญให้ จะขอจองเวรจองกรรมนะ ขอให้เป็นผู้ได้ประสบพบปะแต่เหตุเภทร้าย อายุสั้นพลันตาย ประกอบด้วยโรคภัยนานาชนิด ไม่มีวันจบสิ้น”

เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น ก็เลยตั้งจิตอุทิศแบ่งส่วนบุญไปให้ และให้เขารับพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ แล้วก็บอกให้เขามารับทุกวัน เขาก็ว่า “ดีแล้ว นับว่าเป็นโชคลาภอันดี จะได้มีโอกาสไปเกิดเป็นมนุษย์ เพราะภพชาติของพวกข้าพเจ้านี้ตํ่าช้าลามก ไม่มีอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น”

ก็เลยอุทิศส่วนบุญไปให้อย่างนั้นไม่ลดละ จนกระทั่งอายุพรรษาล่วงมาได้ ๒๐ พรรษา ไม่พบเห็นสัตว์เหล่านั้นมาหาอีกเลย จึงได้ไปกราบเรียนถามหลวงปู่บัว ท่านก็ว่า “ผมเองก็เหมือนกัน เมื่อภาวนาจนจิตสงบลงไปแล้ว จะเห็นฝูงสัตว์ทั้งหลายมากันสนั่นหวั่นไหว หลั่งไหลมา ขอรับส่วนบุญ เมื่ออุทิศให้แล้ว เขาก็รับ แล้วไปเกิดเป็นมนุษย์ เขาไม่มาจองเวรจองกรรมอีกต่อไป เพราะเขาเห็นว่า ภพชาติสังขารของเขานั้นมันตํ่าช้าลามก ไม่เหมือนกับพวกมนุษย์ มนุษย์เป็น ภพชาติสูงส่งยิ่งกว่าใดๆ ทั้งหมด สามารถทําคุณงามความดีได้ยิ่งเลิศประเสริฐทุกอย่าง”

นั่นแหละ ที่เรียกว่า การบวชบําเพ็ญบุญล้างบาป เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้นแล้วก็สิ้นสงสัย”

ครอบครัวของท่านคล้ายกับพระมหากัสสปะ

ประวัติชีวิตครอบครัวของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ กับ แม่กองแพง ตอนสมัยเป็นฆราวาส เป็นครอบครัวที่มีฐานะรํ่ารวยมาก แต่กลับไม่สนใจใยดีในทรัพย์สมบัตินั้น และได้สละทรัพย์สมบัติทั้งหมดเพื่อออกบวช นับเป็นครอบครัวตัวอย่างที่หาได้ยากมาก ครูบาอาจารย์ท่านได้เปรียบไว้ว่า มีความคล้ายคลึงกับประวัติครอบครัวของพระมหากัสสปเถร กับ พระภัททกาปิลานีเถรี ซึ่งเป็นพระอรหันตสาวกในสมัยครั้งพุทธกาล ตอนสมัยที่ท่านทั้งสองเป็นฆราวาสนั้น ก็เป็นคู่สามีภรรยา ที่มีฐานะมั่งคั่งรํ่ารวยมาก บริวารก็มาก แต่ได้สละทรัพย์สมบัติและกิจการงานเพื่อออกบวชแสวงหาโมกขธรรม

ในสมัยครั้งพุทธกาล พระมหากัสสปเถร ท่านได้รับการยกย่องเป็นอสีติมหาสาวก (สาวก ที่ยิ่งใหญ่ ๘๐ พระองค์) ท่านเป็นพระอรหันต์ที่ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านธุดงควัตร ส่วนพระภัททกาปิลานีเถรีก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน ท่านเป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้มี ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ 

สําหรับครอบครัวของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และได้รับการยกย่องว่าเป็น พระศิษย์องค์แรกของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่บรรลุธรรมก่อนหมู่คณะ ส่วนแม่ชีกองแพง ท่านได้บวชตลอดชีวิต แต่ไม่ได้กล่าวถึงคุณธรรมไว้ 

ประวัติย่อ พระมหากัสสปเถรเจ้า

ท่านพระมหากัสสปะ เป็นบุตรกปิลพราหมณ์ กัสสปโคตร ในบ้านมหาติฏฐะ แคว้นมคธ มีชื่อว่า ปิปผลิ เรียกตามโคตรว่า กัสสปะ พออายุครบ ๒๐ ปี พราหมณ์ผู้เป็นบิดา พร้อมกับ นางพราหมณีผู้มารดาก็ปรึกษากันหาภรรยาให้แก่บุตรของตน จึงมอบสิ่งของมีเงินและทอง เป็นต้น ให้แก่พราหมณ์ ๘ คน แล้วส่งไปเพื่อให้แสวงหาหญิงที่มีลักษณะดีงาม มีฐานะเสมอกันกับสกุล ของตน พราหมณ์ทั้ง ๘ คน รับสิ่งของทองหมั้นแล้วก็เที่ยวแสวงหาไปจนกระทั่งถึงเมืองสาคละ แคว้นมคธ

ในพระนครนั้น มีธิดาของพราหมณ์โกสิยโคตรคนหนึ่ง ชื่อว่า ภัททกาปิลานี อายุ ๑๖ ปี รูปร่างสะสวยงดงามสมกับเป็นผู้มีบุญ พราหมณ์เหล่านั้นครั้นได้เห็นแล้ว จึงเข้าไปสู่ขอกับบิดามารดาของนาง เมื่อตกลงกันแล้วจึงมอบสิ่งของทองหมั้น กําหนดวันอาวาหมงคล (แต่งงาน) และ ส่งข่าวให้กปิลพราหมณ์ได้ทราบ ส่วนปิปผลิมาณพเมื่อได้ทราบดังนั้น ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะแต่งงานเลย จึงเข้าไปในห้องเขียนจดหมายบอกความประสงค์ของตนให้นางทราบ “นางผู้เจริญ จงได้สามีที่มีชาติและโคตร โภคสมบัติเสมอกับนาง อยู่ครอบครองเรือนเป็นสุขเถิด ฉันจักออกบวช ต่อไปภายหลังนางจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน” ครั้นเขียนเสร็จแล้วมอบให้คนใช้นําไปส่ง แม้นางภัทท–กาปิลานี ก็มีความประสงค์เช่นเดียวกัน จึงได้เขียนจดหมายเช่นนั้นให้คนใช้นํามา คนถือจดหมายทั้งสองมาพบกันระหว่างทาง ต่างไต่ถามความประสงค์ของกันและกันแล้วจึงฉีกจดหมายออกอ่าน แล้วทิ้งจดหมายฉบับนั้นเสียในป่า เขียนจดหมายมีเนื้อความแสดงความรักซึ่งกันและกันขึ้นมาใหม่แล้วนําไปให้คนทั้งสอง

ครั้นกาลต่อมา การอาวาหมงคลเป็นการสําเร็จเรียบร้อย โดยคนทั้งสองไม่ได้มีความประสงค์ สักแต่ว่าอยู่ร่วมกันเท่านั้น ไม่ได้ถูกต้องกันเลย แม้จะขึ้นสู่เตียงนอนก็ไม่ได้ขึ้นทางเดียวกัน ปิปผลิมาณพขึ้นข้างขวา นางภัททกาปิลานีขึ้นข้างซ้าย เมื่อเวลานอนก็ตั้งพวงดอกไม้สองพวงไว้ กลางที่นอน เพราะกลัวร่างกายจะถูกต้องกัน ถึงกลางวันก็ไม่ได้มีการหัวเราะยิ้มหัวต่อกันเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีบุตรหรือธิดาด้วยกัน สกุลของสามีภรรยาคู่นี้มั่งมีมาก มีการงานเป็นบ่อเกิดแห่งทรัพย์มาก มีคนงานและพาหนะสําหรับใช้งานก็มาก 

ครั้นต่อมาบิดามารดาเสียชีวิต ปิปผลิมาณพได้ครองสมบัติ ดูแลการงานสืบทอดจากบิดามารดา สามีและภรรยาต่างก็มีความเห็นร่วมกันว่า “ผู้อยู่ครองเรือนต้องคอยนั่งรับบาป เพราะ การงานที่ผู้อื่นทําไม่ดี” จึงมีใจเบื่อหน่าย พร้อมใจกันจะออกบวช ได้แสวงหาผ้ากาสายะถือเพศเป็นบรรพชิต ออกบวชมุ่งหมายเป็นพระอรหันต์ในโลก สะพายบาตรลงจากปราสาทหลีกหนีไป ปิปผลิเดินหน้า นางภัททกาปิลานีเดินหลัง พอถึงทางแยกแห่งหนึ่งจึงแยกจากกัน ปิปผลิเดินไปทางขวา ส่วนนางภัททกาปิลานีเดินไปทางซ้าย จนบรรลุถึงสํานักของนางภิกษุณี ภายหลังได้บวชเป็น นางภิกษุณีและได้บรรลุพระอรหัตตผล ส่วนปิปผลิเดินทางไปพบสมเด็จพระบรมศาสดา ซึ่งประทับ อยู่ที่ใต้ร่มไทร ซึ่งเรียกว่า พหุปุตตนิโครธ ในระหว่างกรุงราชคฤห์และเมืองนาลันทาต่อกัน มีความเลื่อมใสเปล่งวาจาประกาศว่า พระศาสดาเป็นครูของตน ตนเป็นสาวกของพระศาสดา

พระศาสดาทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ด้วยการประทานโอวาท ๓ ข้อว่า

๑. กัสสปะ เธอพึงศึกษาว่า เราจักเข้าไปตั้งความละอายและความเกรงใจไว้ในภิกษุที่เป็น ผู้เฒ่าและปานกลางอย่างดีที่สุด

๒. เราจักฟังธรรมซึ่งประกอบด้วยกุศล เราจักตั้งใจฟังธรรมนั้นแล้วพิจารณาเนื้อความ 

๓. เราจักไม่ละสติที่เป็นไปในกาย คือพิจารณาเอาร่างกายเป็นอารมณ์

ครั้นประทานโอวาทแก่พระมหากัสสปะอย่างนี้แล้วเสด็จหลีกหนีไป ท่านพระกัสสปะได้ฟังพุทธโอวาทแล้ว ก็เริ่มบําเพ็ญเพียร ในวันที่ ๘ นับจากวันที่อุปสมบทมาก็ได้สําเร็จพระอรหัตตผล ตามปรกติท่านพระมหากัสสปะนั้นถือธุดงค์ ๓ ข้อ คือ ถือทรงผ้าบังสุกุล จีวรเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และถืออยู่ป่าเป็นวัตร ด้วยเหตุนั้นพระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องว่า “เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ทรงธุดงค์” อานิสงส์แห่งการถือธุดงค์ของท่านมีปรากฏดังนี้ คือ สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ทรงรับสั่งให้ท่านเลิกการธุดงค์ ท่านไม่ยอมเลิก แล้วแสดงคุณแห่งการถือธุดงค์ ๒ ประการ คือ ๑. เป็นการอยู่เป็นสุขในบัดนี้ ๒. เพื่ออนุเคราะห์ประชุมชนในภายหลัง จักได้ถือเป็นทิฏฐานุคติ คือ ปฏิบัติตาม พระบรมศาสดาก็ประทานสาธุการว่า “ดีล่ะ ดีล่ะ เธอปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนส่วนมาก เธอจงทรงผ้าบังสุกุลจีวร เธอจงเที่ยวบิณฑบาต เธอจงอยู่ในป่าเถิด” ทรงสรรเสริญว่าเป็นผู้มักน้อยสันโดษ 

ท่านพระมหากัสสปะ เป็นพระสาวกสําคัญเมื่อพระบรมศาสดาทรงปรินิพพานแล้ว คือ ในเวลานั้นท่านเป็นพระสังฆเถระ พอถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้วได้ ๗ วัน ท่านประชุมสงฆ์

เล่าถึงการที่ภิกษุชื่อว่า สุภัททะ ผู้บวชเมื่อแก่กล่าวคําจาบจ้วงต่อพระธรรมวินัย ในคราวเมื่อเดินทางจากปาวานคร ปรึกษาหารือในทางที่จะทําสังคายนา รวบรวมพระธรรมวินัยตั้งไว้เป็น แบบฉบับ พระสงฆ์ก็ยินยอมเห็นพร้อมด้วย ท่านจึงเลือกภิกษุผู้ทําสังคายนาได้ ๕๐๐ องค์

การทําสังคายนาในครั้งนั้น ทําที่ถํ้าสัตตบรรณคูหา แห่งเวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ พระมหากัสสปะ เป็นประธาน ได้พระอุบาลี และ พระอานนท์ เป็นกําลังสําคัญในการวิสัชนา พระวินัย พระธรรม (พระสูตรและพระอภิธรรม) ตามลําดับ ได้พระเจ้าอชาตศัตรู เป็นศาสนูปถัมภก ทําอยู่ ๘ เดือนจึงสําเร็จ เรียกว่า ปฐมสังคายนา เมื่อท่านทําสังคายนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้อยู่ที่พระเวฬุวนาราม ในกรุงราชคฤห์ ไม่ประมาท ปฏิบัติธรรมเป็นนิตย์ ดํารงชนมายุสังขารประมาณได้ ๑๒๐ ปี ท่านก็ปรินิพพาน ณ ระหว่างกลาง กุกกุฏสัมปาตบรรพตทั้ง ๓ ลูก ในกรุงราชคฤห์

ภาค ๕ ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน

ท่านเป็นสกุลแห่งพระธุดงคกรรมฐาน

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เพื่อเสาะแสวงหาความสุขที่แท้จริง คือ เพื่อพระนิพพานบรมสุข ตามที่ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ครูบาอาจารย์กรรมฐานองค์แรกของท่านได้เมตตาแนะนํา หลวงปู่พรหมท่านได้เป็นพระธุดงคกรรมฐานหรือพระป่าสมดังใจมุ่งหมายตั้งแต่บัดนั้น 

การที่หลวงปู่พรหม ท่านออกบวชเป็นพระป่านั้นย่อมเป็นผลดียิ่งต่อท่าน เพราะชีวิต พระป่าแม้จะต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัสนานัปการ แต่ก็เป็นสถานะที่ สะดวกคล่องตัวต่อการออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญเพียรตามป่าตามเขาเพื่อฝึกจิตทรมานใจ ซึ่งการออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานนั้นถือเป็นอริยปฏิบัติอันงดงามสูงสุด และถือเป็นเกียรติประวัติของพระป่า ทั้งหลาย ที่สําคัญถือเป็นการตามรอยครูบาอาจารย์และตามรอยองค์พระบรมศาสดา ทั้งเป็นไปเพื่อเป้าหมายอันสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ การถึงซึ่งวิมุตติพระนิพพาน

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นผู้สร้างบุญวาสนาบารมีมาด้วยดีแต่อดีตชาติ ท่านถึงได้บวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน หรือพระป่าฝ่ายอรัญวาสี เพราะการเป็นพระธุดงคกรรมฐานนี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นกันง่ายๆ เหมือนพระบ้านฝ่ายคามวาสีทั่วๆ ไป เนื่องจากต้องมีบุญวาสนาบารมี ดังเช่น เรื่องของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ขณะเป็นพระหนุ่มออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานแถบพระบาทบัวบก จังหวัดอุดรธานี แล้วถูกกํานันวสาตามด่า จนพระเถระผู้ใหญ่ซึ่งชื่นชมและเคารพนับถือหลวงปู่ตื้อ เมื่อท่านได้ยินข่าวจึงสั่งให้กํานันวสาไปขอขมาหลวงปู่ตื้อ โดยท่านพระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม หลานของหลวงปู่ตื้อ ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้

“รู้ข่าวไปถึงครูบาเฒ่าองค์หนึ่ง ครูบาเฒ่าองค์นั้นเป็นคนเคารพนับถือมาก อีตาวสาบวชเป็น เณรก็บวชกับท่านอาจารย์องค์นั้น บวชเป็นพระ ผู้เฒ่าก็เป็นพระอุปัชฌาย์ให้ ก็เลยเรียกมา 

“ตาวสา กูได้ยินข่าวว่า มึงด่าพระธุดงคกรรมฐาน พระธุดงคกรรมฐานนั้นเป็นเชื้อของตระกูลโคตมพุทธจริงๆ ผู้ใดไม่มีบุญวาสนาบารมี จะออกธุดงคกรรมฐานไม่ได้ กูบวชเข้ามานี่ กูก็พยายามอยากไปธุดงคกรรมฐาน กูไปไม่ได้ ติดนั้นติดนี้ โดยเฉพาะยิ่งอุปัชฌาย์ กูเป็นมา กูนี่ บวชพระมาเป็นร้อยๆ เลย ทั้งเณร ลูกศิษย์กูยังไม่เคยเป็นธุดงคกรรมฐานเลย คุณหลาน (หลวงปู่ ตื้อ) มาอยู่ในย่านนี้ก็เคยไปมาหาสู่ กูเห็นท่านตั้งแต่เป็นผู้น้อย กูยังเคารพนับถือ มึงต้องไปสมมา (ขอขมา) คารวะ ไม่ไปแล้วมึงอย่ามาหากู หมอนี่มันเกินไป มันไปหาดูถูกพระเจ้าพระสงฆ์นี่” ผู้เฒ่าว่า” 

นอกจากจะมีบุญวาสนาบารมีดังกล่าวแล้ว การเป็นพระธุดงคกรรมฐานหรือพระป่า จะต้องรักษาพระธรรมวินัยและถือธุดงควัตรอย่างเข้มงวดเคร่งครัด และจะต้องปฏิบัติบําเพ็ญภาวนาอย่างยอมสละเป็นยอมสละตาย เอาจริงเอาจัง จึงถือเป็นพระสงฆ์สาวกตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ถือเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสอย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรี และถือเป็นสกุลแห่งพระป่า ที่สุดแสนน่าจะภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ซึ่งหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านนับเป็นพระศิษย์อาวุโสสาย ท่านพระอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่งที่จัดเข้าอยู่ในข่ายนี้ 

สกุลแห่งพระธุดงคกรรมฐาน หรือ สกุลแห่งพระป่า ถือเป็นสกุลสําคัญที่สุดของบรรดา พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงเป็นต้นสกุลแห่งพระป่า โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้

พระพุทธเจ้าเป็นสกุลแห่งพระป่าทั้งมวล สาวกทั้งหลายเป็นสกุลแห่งพระป่าทั้งมวล ตลอดพระป่าทุกวันนี้สืบมาเนื่องมาจากพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกที่ท่านพาอยู่ในป่าตลอดมา จนกระทั่งทุกวันนี้ ถ้าจะพูดให้ทันสมัยอย่างทุกวันนี้ เขาเรียกว่า มหาวิทยาลัยป่า มหาวิทยาลัยบ้าน อย่างมหาวิทยาลัยที่เขาตั้งขึ้นทุกวันนี้ คือ มหาวิทยาลัยกิเลส มีตั้งแต่วิชาความรู้ของโลกของสงสาร ของกิเลสตัณหาทั้งนั้นเข้าไปเต็มอยู่ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ๆ เอาชื่อของสงฆ์ไปเป็นนามเฉยๆ แต่แล้วเอาคําว่า “สงฆ์” นั้นแหละเป็นพื้นฐานเหยียบขึ้นของกิเลสทั้งหลาย และตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้น มหาวิทยาลัยสงฆ์นี้ เพื่อให้ไพเราะเพราะพริ้งหยดย้อย ให้กิเลสพวกเดียวกันมันตื่นเต้นเป็นบ้าไปด้วยกัน นี่เรียกว่า มหาวิทยาลัยบ้าน

ทีนี้มหาวิทยาลัยป่า คือ พระพุทธเจ้าทรงบําเพ็ญอยู่ในป่า ตั้งแต่วันเสด็จออกทรงผนวช บําเพ็ญมาตลอด ๖ ปีได้ตรัสรู้ธรรมในป่า แล้วบรรดาพระสงฆ์สาวกทั้งหลายเข้าไปสดับธรรมจากพระพุทธเจ้าอยู่ในมหาวิทยาลัยป่านั้น ได้สําเร็จมรรค ผล นิพพาน ขึ้นมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปฐมสาวก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระวัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ เหล่านี้ ๕ องค์ นี่สําเร็จมาจากมหาวิทยาลัยป่าของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยธรรมชาติแท้ ชําระกิเลส สะสางกิเลส

จากนั้นเวลาประทานพระโอวาทอุปสมบทพระ ในเบื้องต้นขึ้นต้นว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว แล้วก็เป็นภิกษุขึ้นทันที ต่อจากนั้นก็ค่อยเปลี่ยนมา พระองค์เป็นผู้เปลี่ยนเองจึงไม่ผิดพลาดที่ตรงไหน มาขึ้นถึงเป็นสรณะแล้วก็เป็นพระโดยสมบูรณ์ จากนั้นก็ให้เป็นญัตติจตุตถกรรม อย่างทุกวันนี้ สวดญัตติจตุตถกรรม เป็นพระสงฆ์มาจาก พระโอวาทของพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน ทีนี้เวลาบวชแล้ว นี่ล่ะพระโอวาทที่สําคัญของพระอยู่ในป่าก็ตาม ในบ้านก็ตาม ที่จะผ่านโอวาทอันนี้ไปไม่ได้เลยแม้องค์เดียว

พออุปสมบทเสร็จแล้ว พระองค์ทรงประทานโอวาท เรียกว่า นิสสัย ๔ เครื่องอยู่อาศัยของพระที่ถูกต้องชอบธรรม ๔ ประการ แต่นี้จะยกมาเพียงอันเดียวที่อยู่ในจํานวนนิสสัย ๔ นะ พอบวช เสร็จแล้ว รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปเที่ยวอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถํ้าเงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง อันเป็นความสะดวกแก่การบําเพ็ญสมณธรรม เพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งธรรมภายในใจของเรา เพราะเป็นสถานที่ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายกับโลกามิสทั้งหลาย หรือเรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวายของโลก และให้พวกเธอทั้งหลายจงทําความอุตส่าห์พยายามอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิตเถิด คือไม่เว้นเลยตลอดชีวิตของพระแต่ละองค์ๆ ให้ทําความอุตส่าห์พยายามอยู่ในป่าในเขานี้ตลอดชีวิตเถิด เข้าใจแล้ว เหรอ

นี่ล่ะข้อสําคัญที่เป็นต้นรากของสกุลป่าพระป่าของพระพุทธเจ้ามา ทีนี้เวลาพระองค์ใดบวชก็ตาม เป็นอุปัชฌาย์ต้องให้โอวาทข้อนี้ ไม่ให้ไม่ได้ ผิด ปลดอุปัชฌาย์ทันที พระโอวาทข้อนี้เป็นโอวาทที่สําคัญมาก ประทานให้แก่สัทธิงวิหาริกผู้บวช แล้วให้ไปอยู่ในป่าในเขาอย่างนี้ เป็นแต่เพียงว่าไม่บังคับ ให้เธอทั้งหลายไปอยู่ในป่าในเขาแล้ว ก็ให้ทําความอุตส่าห์พยายามอยู่ในสถานที่นั้นตลอดชีวิตเถิด”

ท่านดําเนินตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา

การออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขาของพระธุดงคกรรมฐาน นับแต่สมัยครั้งพุทธกาลจวบจนสมัยปัจจุบัน พระสงฆ์สาวกทุกๆ องค์จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดําเนินตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา หรืออริยมรรคทั้ง ๘ ประการอย่างเคร่งครัด เพราะเมื่อธุดงค์เข้าไปอยู่ในป่าในเขาอันเป็นสถานที่ สงบสงัดและเต็มไปด้วยภยันตรายต่างๆ แม้มีศีลคุ้มครอง ทําให้เกิดความอบอุ่นใจแล้วก็ตาม แต่จิตใจก็ไม่อาจจะสงบสงัดเองได้ หากมิได้ตั้งใจบําเพ็ญภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง จิตใจก็ย่อมไม่ สงบสงัด และสมาธิธรรม ปัญญาธรรม ตลอดจนวิมุตติธรรมก็ย่อมไม่บังเกิดขึ้น ฉะนั้น การดําเนินตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเมตตาประทานไว้ จึงเป็นเรื่องสําคัญและจําเป็นมาก ซึ่งบรรดาพระอริยเจ้าทุกๆ องค์ในครั้งพุทธกาลล้วนจะต้องดําเนินตาม หลักธรรมทั้ง ๓ ประเภทนี้ 

ในสมัยกึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งสองดําเนินตามหลักพระธรรมวินัย และเป็นผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานก็ถือปฏิบัติตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญาอย่างเคร่งครัด จนประสบผลสําเร็จบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ท่านทั้งสองจึงให้ความสําคัญหลักของศีล สมาธิ ปัญญา และเน้นสอนพระศิษย์ให้ดําเนินตาม ทั้งนี้ เพื่อให้ผลการปฏิบัติธรรมของพระศิษย์จะได้มีความก้าวหน้าและได้บรรลุธรรมอันพ้นจากทุกข์ ซึ่งหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านก็ได้รับการอบรมมาและได้ดําเนินตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งแต่เริ่มบวชพรรษาแรกๆ เช่นเดียวกับบรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลาย เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมจําเป็นที่จะแยกออกจากกันไม่ได้ และเป็นธรรมเครื่องหนุนกันไปตามลําดับ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้ในตํารับตํารา พระนี้ได้ฟังทุกองค์ในอนุศาสน์ ๘ นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ จะยกมาแสดงเพียงนิสสัย ๔ ที่พระองค์ทรงสั่งสอน แล้วก็มาสรุปเอาตอนนี้เลยว่า ท่านสอนพระในผลแห่งการไปอยู่ตามป่าตามเขา รุกขมูลร่มไม้บําเพ็ญเพียรในป่าในเขา ด้วยธรรม ๓ ประเภท คือ บําเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดให้มีในใจของตนจากสถานที่เหมาะสมเช่นนั้น เช่น รุกฺขมูลเสนาสนํ ให้ไปอยู่ในป่าในเขาซึ่งเป็นที่สงบงบเงียบ สะดวกแก่การบําเพ็ญสมณธรรม ได้เป็นอย่างดี

และผลของการไปบําเพ็ญในที่เช่นนั้น ท่านก็ยกศีล สมาธิ ปัญญาขึ้น ไปอยู่ในที่เช่นนั้นก็คือ ไปรักษาศีลให้สมบูรณ์บริบูรณ์ ไปบําเพ็ญสมาธิ คือ ความสงบเย็นใจ ความแน่นหนามั่นคงทั้งหลายภายในใจ ปัญญาความรู้แจ้งแทงทะลุ บุกเบิกกิเลสตัณหาตัวมืดตัวบอด ปิดตันทางเดินของเราออก ให้มองเห็นบุญ เห็นบาป เห็นดี เห็นชั่ว ให้เห็นทั้งความฟุ้งซ่านที่กิเลสสร้างขึ้นมา และความสงบ ซึ่งธรรมสร้างขึ้นมาในตัวของเราแต่ละรายๆ ท่านแสดงไว้เป็นอานิสงส์ คือ ผลประโยชน์อันดีงาม ตลอดถึงผลประโยชน์อันสุดยอดไว้ว่า

สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส พระบวชแล้วท่านทรงสอนไว้แล้วนะ สมาธิเมื่อศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก อานิสงส์มาก แปลตามภาษาปริยัตินะ ถ้าแปลตามภาคปฏิบัติ มันแปลได้สองนัย แปลด้วยพยัญชนะก็ได้ แปลโดยอรรถก็ได้ แปลโดยอรรถเอาแต่เนื้อความปึ๋งเลย

สมาธิเมื่อมีศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก คือ ศีลเป็นที่อบอุ่น ให้จิตใจไม่วอกแวกคลอนแคลน โดยสําคัญว่าศีลของตนด่างพร้อยหรือขาดทะลุอะไร แล้วเกิดความระแวงแคลงใจเป็นนิวรณ์ ทีนี้ ศีลรักษาดีเรียบร้อยแล้วมันก็อบอุ่น แล้วบําเพ็ญสมาธิ จิตก็ไม่วอกแวกคลอนแคลนไปตามอารมณ์ที่เคลือบแคลงสงสัยในศีลของตน แล้วสมาธิก็สงบได้ง่าย 

ทีนี้สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาเมื่อมีสมาธิเป็นเครื่องหนุนแล้วย่อมมีความแกล้วกล้าสามารถ หรือเดินได้คล่องตัว แต่ท่านแปลตามปริยัติว่า ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก สมาธิอบรม สมาธิ ได้แก่ จิตใจที่มันอิ่มอารมณ์ อิ่มทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส เครื่องสัมผัสต่างๆ อยากคิดอยากปรุงอย่างนั้นอย่างนี้มันหิวมันโหย พอจิตมีสมาธิแล้วระงับดับอารมณ์เหล่านั้นมา เรียกว่า จิตอิ่มอารมณ์

เมื่อจิตอิ่มอารมณ์แล้วทีนี้ให้ดําเนินทางด้านปัญญา พิจารณาคลี่คลาย เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เข้าไปภายในภายนอกให้มันแหลกแตกกระจายไปหมด นี้เรียกว่าปัญญา เวลาสมาธิหนุนปัญญา ปัญญาย่อมเดินได้คล่องตัว ท่านชี้อีกว่า ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตเมื่อปัญญาอบรมหรือซักฟอกแล้วย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ

นี่ล่ะอนุศาสน์ที่ท่านสอนพระบวชมาทุกองค์ ท่านสรุปในธรรมเหล่านี้ พวกศีล สมาธิ ปัญญา บวชแล้วให้เสาะแสวงหาอย่างนี้ พากันเข้าอกเข้าใจ

หลักพระวินัยต้องยึดให้คงเส้นคงวาเสมอ ทีนี้ก็ปฏิบัติตามหลักธรรม เมื่อศีลบริสุทธิ์อยู่แล้ว สําหรับผู้บวชมาเพื่อรักษาศีล รักษาธรรม บํารุงธรรม ต้องให้ศีลหมดจดอยู่เสมอ เป็นที่อบอุ่นใจ แล้วก็ดําเนินทางด้านจิตตภาวนา เมื่อดําเนินทางด้านจิตตภาวนา จิตก็ไม่ส่ายแส่วุ่นวายไปเพราะความผิดในแง่พระวินัย ไม่มีความกังวล ตัดนิวรณ์เหล่านี้เสียได้ ใจก็เข้าสู่จุดแห่งธรรมด้วยความสะดวก แล้วปรากฏเป็นความสงบร่มเย็นขึ้นมา 

ท่านจึงเรียกว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก สําหรับนักบวชผู้รักษาพระวินัยก็ให้เป็นผู้รักษาจริงๆ ให้ดําเนินตามนี้ สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก นั่น ปญฺญา ปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตอันปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นี่เป็นหลักธรรมอันสําคัญ มีความเกี่ยวโยงกันอยู่เช่นนี้

ฉะนั้น นักบวชเราจึงควรสนใจอย่างยิ่งในหลักธรรมหลักวินัย ครั้งพุทธกาลท่านปฏิบัติดําเนินอย่างไร จึงปรากฏว่า ท่านองค์นั้นสําเร็จอยู่ในเขาลูกนั้น อยู่ในป่านั้น อยู่ในถํ้านั้น ด้วยอิริยาบถนั้นๆ ท่านองค์นั้นสําเร็จอยู่ในที่นั่นๆ ในป่าในเขาลําเนาไพร”

ท่านถือหลักปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติอย่างเข้มงวดเคร่งครัด

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์สําคัญอีกองค์หนึ่งที่ถือหลักปฏิปทา ข้อวัตรปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร อย่างเข้มงวดเคร่งครัด เช่นเดียวกับบรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ทั้งหลาย โดยท่านถือ นับแต่วันออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานตั้งแต่พรรษาแรกตราบจนวันถึงแก่กาลมรณภาพ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเรียบเรียงหลักปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติไว้ใน หนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น สําหรับความหมายของหลักปฏิปทา ท่านได้กล่าวไว้ดังนี้

“เรื่องปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาคณะลูกศิษย์ดําเนินมาเป็นลําดับจนถึงปัจจุบัน การปฏิบัติตามปฏิปทานี้รู้สึกลําบาก เพราะเป็นการทวนกระแสโลกทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ หลักปฏิปทาก็มีธุดงค์ ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ มีอาคันตุกวัตร เป็นต้น เป็นเครื่องบําเพ็ญทางกายโดยมาก และมีกรรมฐาน ๔๐ เป็นเครื่องบําเพ็ญทางใจ สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันไปตามอิริยาบถต่างๆ ของความเพียร”

ความสําคัญของธุดงควัตร องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาแสดงไว้ดังนี้

“พระอริยเจ้าทุกประเภทไปจากธุดงควัตรนี้ทั้งนั้น เพราะธุดงค์เป็นธรรมเครื่องทําลาย กิเลสได้ทุกประเภท ธุดงควัตรจึงเป็นทางเดินเพื่ออริยธรรม อริยบุคคล…”

“พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายบรรดาที่เลิศแล้ว ล้วนแต่ท่านรักษาธุดงควัตรกันทั้งนั้นใครประมาทธุดงค์ว่าไม่สําคัญ ผู้นั้นคือผู้หมดสาระสําคัญในตัวเอง…”

“ธุดงควัตรเป็นธรรมลึกลับ ยากที่จะมองเห็นความสําคัญ ทั้งที่ธุดงควัตรเป็นธรรมสําคัญในศาสนามาดั้งเดิม ธุดงควัตรเป็นหลักใหญ่แห่งพระศาสนา ผู้มีธุดงค์ประจําตัว คือ ผู้รู้ความสําคัญของตัวและรักษาถูกจุดแห่งความสําคัญได้ดี เป็นที่น่าชมเชยอย่างถึงใจ ผู้มี ธุดงควัตรดีเป็นผู้มีจิตใจเมตตาอ่อนโยนในสัตว์ทั้งหลาย 

ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติรักษาธุดงควัตรอยู่ตราบใด ศาสนาก็ยังทรงดอกทรงผลอยู่ตราบนั้น เพราะธุดงค์เป็นทางที่ไหลมาแห่งมรรคและผลทุกชั้น ไม่มีสถานที่ กาลเวลา หรือสิ่งใดๆ มาเป็นอุปสรรคกีดขวางทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพานได้…”

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเป็นพระที่มีนิสัยแก่กล้า พยายามฟันฝ่ากับอุปสรรคทั้งปวงเพื่อจะขอเอาดวงจิตอันเป็นสมบัติดวงเดียวของท่านพ้นจากทุกข์ ให้ได้ ก่อนที่ท่านจะออกบวช ท่านมีความตั้งใจจะแสวงหาความสุขที่แท้จริง ความตั้งใจของท่าน นี้เอง จึงเป็นหลักประกันปฏิปทาข้อวัตรอันบริสุทธิ์ในเพศพรหมจรรย์ของท่าน

ท่านถือหลักสัลเลขธรรม

การสนทนาธรรมของพระสงฆ์ ในสมัยครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก ท่านสนทนากันแต่สัลเลขธรรม อันเป็นเรื่องของธรรมล้วนๆ โดยไม่มีเรื่องของโลกมาเคลือบแฝงเจือปน ในกาลต่อมาการปฏิบัติตามหลักสัลเลขธรรมของพระสงฆ์ก็ย่อหย่อนลง จวบจนสมัยกึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านก็ถือปฏิบัติปฏิปทาข้อนี้อย่างเคร่งครัด และได้พาพระศิษย์ดําเนินตาม ซึ่งครูบาอาจารย์พระศิษย์รุ่นแรกๆ เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ฯลฯ จนถึงพระศิษย์ยุคหนองผือนาใน เช่น องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ฯลฯ ท่านได้ถือปฏิบัติตามได้อย่างเด่นชัด โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้ 

“พูดถึงการปฏิบัติปฏิปทาการดําเนิน เท่าที่เราได้เที่ยวเสาะแสวงหาครูหาอาจารย์มามาก ต่อมาก ที่มาถึงใจเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คือ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นของเรา นี่เป็นเครื่องยืนยันได้เลยว่า ผู้ทรงมรรคทรงผลท่านดําเนินอย่างนั้น อย่างพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นของเรา ไม่ว่าการจะอยู่ ไปที่ไหน บําเพ็ญที่ใด มีแต่ที่สงบสงัด มีแต่ที่บําเพ็ญที่เหมาะสมกับการจะยังธรรมให้เกิดเพื่อมรรคเพื่อผล โดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดมาเคลือบมาแฝงเลย 

ตั้งแต่สมัยท่านยังหนุ่มอยู่ก็เป็นเช่นนั้นเรื่อยมา จนกระทั่งเฒ่าแก่แล้ว ก็ไม่เคยลดละ ปฏิปทาที่ราบรื่นดีงามเรื่อยมา จนกระทั่งวาระสุดท้ายของท่าน ท่านถือหลักสัลเลขธรรมเป็นเครื่องดําเนิน เป็นเครื่องสนทนาพูดจาปราศรัยกับพระกับเณรไปเสียทั้งนั้น คือ ไม่ห่างจาก สัลเลขธรรม ๑๐ ประการนี้เลย เพราะฉะนั้น สัลเลขธรรม ๑๐ ประการนี้ จึงเป็นเครื่องดําเนินเพื่อมรรคเพื่อผลโดยตรง ไม่มีคําว่าอ้อมค้อม ดังพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นของเรา พูดขึ้นคําใดมีแต่เรื่องธรรม ๑๐ ประเภทนี้ทั้งนั้น คือ สัลเลขธรรม เครื่องขัดเกลา เครื่องซักฟอกกิเลส”

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะตั้งคําถามเกี่ยวกับการภาวนา เช่น “เป็นยังไง ไปพักที่ไหนมา ได้กําลังทางจิตใจอย่างไร ?“เป็นยังไงจิตใจ ภาวนาอะไร ?” “การภาวนาไปถึงไหนบ้าง ?” เป็นต้น ท่านมักจะถามพระศิษย์ทุกองค์ทุกครั้งไปที่เพิ่งกลับจากการธุดงค์เที่ยววิเวกตามป่าตามเขา อันเป็นการแสดงออกถึงท่านพระอาจารย์มั่น ท่านมุ่งสนใจงานภายในเป็นสําคัญ และการสนทนาพูดคุยกัน ท่านก็ยึดตามหลักสัลเลขธรรม ๑๐ ประการที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวางไว้ทุกประการ โดยท่านมุ่งสนทนาแต่เรื่องธรรมเป็นสําคัญ อีกทั้งท่านเองก็ไม่ชอบการก่อการสร้าง และท่านก็ ไม่ส่งเสริมการก่อการสร้าง อันถือเป็นงานภายนอกและถือเป็นข้าศึกต่อการบําเพ็ญภาวนา 

ในวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านอยู่ร่วมสํานักเดียวกัน หรือ เมื่อมีการไปมาหาสู่กัน หรือเมื่อมีการพบปะกัน ท่านมักจะมีการตรวจสอบคุณธรรมซึ่งกันและกัน โดยการพูดคุยสนทนาธรรมกันตามหลักสัลเลขธรรม ซึ่งมีด้วยกัน ๑๐ ประการ มีอัปปิจฉตา ความมักน้อย เป็นเบื้องต้น มีวิมุตติญาณทัสสนะ ความรู้เห็นอันแจ้งชัดในความหลุดพ้น เป็นที่สุด และเป็นมงคลตามหลัก ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การสนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอันสูงสุด อันเป็นมงคลข้อหนึ่งในมงคล ๓๘ ประการ 

กรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ตามปรกติแล้วท่านเป็นพระที่เคร่งขรึมพูดน้อย แลดู น่าเกรงขาม เมื่อท่านพูดคุยสนทนา ท่านก็สนทนาตามหลักสัลเลขธรรมที่ท่านยึดถือปฏิบัติปฏิปทานี้ ตลอดมานับแต่วันออกบวช เวลาท่านสนทนาธรรมกับครูบาอาจารย์ด้วยกัน เช่น ท่านสนทนากับหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หรือ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ ต่างท่านต่างองค์จึงมีความรื่นเริงเพลิดเพลินในธรรมที่สนทนา ซึ่งกาลต่อมาองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เรียบเรียงประวัติบางส่วนของท่านไว้ในหนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และได้เทศนาถึงท่านด้วยความเคารพเทิดทูนในหลายวาระ

อนึ่ง การสนทนาธรรมตามหลักสัลเลขธรรมของครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐานสายท่านพระ– อาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีประโยชน์อย่างมากหลายประการ ดังนี้ 

๑. ทําให้เห็นความสําคัญของภาคปฏิบัติ เพราะธรรมแท้ตามหลักของพระพุทธศาสนา ย่อมเกิดจากภาคปฏิบัติเป็นสําคัญ มิใช่เกิดจากภาคปริยัติ คือ การเรียนแล้วจดจํามาสนทนาธรรมกัน สมดังพระพุทธโอวาททรงเน้นให้พุทธบริษัท ๔ บูชาพระองค์ด้วยการ ปฏิบัติบูชาแทนอามิสบูชา

๒. ทําให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวองอาจกล้าหาญของบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่ท่านยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งยอมสละชีวิตเพื่อเข้าแลกกับธรรม เพราะสถานที่ท่านไปประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วรอดตายออกมานั้น ล้วนเป็นป่าเขาแสนเปล่าเปลี่ยวแสนกันดาร ทั้ง เต็มไปด้วยภยันตรายและความทุกข์ยากลําบากนานัปการ ธรรมสนทนาที่ท่านเล่าสู่กันฟังถึงสถานที่ เช่นนั้น ย่อมเปรียบเหมือนสมรภูมิ เมื่อท่านผ่านสมรภูมิและรอดตายมา จึงสมควรที่จะยกย่องท่านเป็นนักรบธรรมและเดนตาย 

๓. ทําให้ทราบว่าครูบาอาจารย์องค์ใดมีคุณธรรมและทรงอริยธรรมขั้นใด เพราะการปฏิบัติแม้จะแตกต่างกันตามจริตนิสัย แต่ผลของธรรมหรืออริยสัจธรรมในแต่ละขั้นนั้นย่อมเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน

๔. ทําให้เกิดการเกื้อกูลสงเคราะห์กันทางธรรม เพราะครูบาอาจารย์องค์ที่ทรงอริยธรรม ขั้นสูงกว่าย่อมแก้ไขแนะนําให้กับองค์ที่ภาวนาแล้วยังติดขัดปัญหาธรรมในขั้นนั้นๆ

๕. ทําให้เกิดการสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะหลักพระธรรมวินัย ซึ่งถือเป็นหัวใจสําคัญ พอมาถึงสมัยครั้งกึ่งพุทธกาลเกิดมีข้อสงสัยขึ้น โดยมีความเห็นและมีการปฏิบัติย่อหย่อนแตกต่างกันไป เมื่อครูบาอาจารย์ได้ศึกษาพระธรรมวินัยแล้วนํามาปฏิบัติ และได้มาพูดแลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกัน ยิ่งจะทําให้เกิดความเข้าใจในความหมายที่ถูกต้องของบทบัญญัติ พระธรรมวินัยมากยิ่งขึ้น

สัลเลขธรรม ธรรมอันเป็นเครื่องขัดเกลาชําระกิเลสเพื่อความหลุดพ้น มี ๑๐ ประการ ได้แก่ อัปปิจฉตา (ความมักน้อย), สันตุฏฐี (สันโดษ), วิเวกตา (ความสงัดวิเวกทางกายและทางใจ), วิริยารัมภา (การประกอบความเพียร), อสังสัคคณิกา (ความไม่คลุกคลีมั่วสุมกับใครๆ ทั้งนั้น), ศีล, สมาธิ, ปัญญา, วิมุตติ (ความหลุดพ้น), วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้เห็นอันแจ้งชัดในความหลุดพ้น)

ท่านถือปฏิปทาอดอยากเดนตาย

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตอีกองค์หนึ่งที่ได้ดําเนินตามอริยปฏิปทาข้ออดอยากเดนตายนี้ได้อย่างชัดเจนเด่นชัด นับแต่พรรษาแรกๆ ท่านเป็นนักรบธรรมอีกองค์หนึ่งที่มีความเด็ดเดี่ยว องอาจกล้าหาญ พร้อมที่จะต่อสู้เผชิญกับ ทุกข์น้อยใหญ่ทั้งหลายอย่างชนิดไม่เกรงกลัว แม้ชีวิตท่านก็ยอมสละได้เพื่อแลกกับวิมุตติธรรม ดังพุทธศาสนสุภาษิตบทที่ว่า “พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละ ทรัพย์ อวัยวะ และแม้ชีวิตทุกอย่างเพื่อรักษาธรรม” เพราะว่าธรรมหรือสัจธรรมนั้นมีคุณค่าสูงสุด เพราะว่าทรัพย์ อวัยวะ และชีวิต เป็นของไม่จีรังยั่งยืน มีแล้วก็เสื่อมสิ้นฉิบหายไป ส่วนธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้า สอนให้พ้นทุกข์ พ้นภัย เป็นของที่มีสาระ มีแก่นสาร ไม่เสื่อม ไม่โทรม ไม่ฉิบหาย แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นองค์พระบรมศาสดา ครั้นทรงสละราชสมบัติทุกอย่าง แม้กระทั่งสละชีวิต แล้วได้ตรัสรู้ธรรม พระองค์ก็ทรงเคารพนับถือธรรมและทรงกราบได้แต่ธรรมเท่านั้น

ปฏิปทาอดอยากเดนตาย ถือเป็นปฏิปทาเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดยิ่งของพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่บรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ทั้งหลายได้ดําเนินตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาล และได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน จนเป็นอริยปฏิปทาที่น่ายกย่องสรรเสริญ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้ 

“การดําเนินปฏิปทาของครูบาอาจารย์ แม้เราไม่เห็นครั้งพุทธกาล คือ พระพุทธเจ้าและสาวกที่ทรงพาดําเนินและดําเนินมาก็ตาม ครูบาอาจารย์ทั้งหลายมีท่านพระอาจารย์มั่น เป็นต้น ก็ควรเป็นตัวอย่างแล้วอย่างสมบูรณ์

เราไม่มีที่สงสัยในปฏิปทาของท่าน และท่านดําเนินอย่างไร จึงได้นําปฏิปทาของท่านมาแสดงให้เราทั้งหลายผู้ไม่เห็นองค์ท่าน ไม่เห็นปฏิปทาของท่าน ได้ยึด ได้ถือ ได้เป็นคติเครื่องเตือนใจ เช่น ความเป็นอยู่ปูวาย ท่านอยู่อย่างง่ายๆ อยู่อย่างสบายมากทีเดียว ไม่เป็นกังวลวุ่นวายกับจตุปัจจัยไทยทาน คือ ปัจจัยทั้ง ๔ จีวร บิณฑบาตได้อะไรมาฉันเท่านั้นแหละ ไม่เป็นกังวลอะไรเลย แล้วอาหารหวานคาวส่วนมากตามปกติของบ้านของเมืองเขา อยู่ในป่า อาหารก็เป็นอาหารป่า อยู่ที่ไหนอาหารเป็นประเภทนั้นๆ ขึ้นมา ท่านไม่ตื่นเต้น ท่านไม่สนใจ เพราะท่านรู้รอบหมดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องเยียวยาเท่านั้น ให้ได้ยังอัตภาพครองชีวิตไปด้วยความพากเพียรอันราบรื่นดีงาม จึงต้องมีความอดความอิ่มบ้างสําหรับนักปฏิบัติ

หากจะมีแต่ความเหลือเฟือเลยดังที่เห็นอยู่นี้นั้น หาทางที่เกิดธรรมได้ยาก เพราะเราก็ ไม่เคยได้ปรากฏธรรมในขณะ หรือในเวลา หรือสถานที่ที่สมบูรณ์พูนผลไปด้วยจตุปัจจัยไทยทานทั้ง ๔ นี่เลย ส่วนมากต่อมากมีแต่เจริญทางด้านจิตใจ ไม่ว่าสมาธิ ไม่ว่าปัญญา ไม่ว่าขั้นใดๆ แห่งธรรมด้วยความอดอยากขาดแคลนไปทั้งนั้น บิณฑบาตมาไม่ได้อะไร มีแต่ข้าวเปล่าๆ ฉันลงไปแล้ว เป็นยังไง พอยังชีวิตให้เป็นไป ก็เราเสาะแสวงหาที่เช่นนั้นเพื่อการดัดสันดานตัวเอง เพราะมันลิ้นยาวท้องใหญ่ท้องโต มีมากกินมาก กินไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ เลยกลายเป็นเรื่องกินด้วยกิเลสตัณหาเอร็ดอร่อย ให้รสแห่งอาหารเหยียบยํ่าทําลายแหลกหมด ธรรมไม่มีเหลือภายในจิตใจ

พระพุทธเจ้ากว่าจะได้นําศาสนามาสั่งสอนคนก็แทบล้มแทบตาย เราพิจารณาดูซิ ท่าน ผู้ขวนขวายหาธรรมอาหารโอชารสมาโปรดสัตว์ผู้มืดมนอนธการ ท่านแทบล้มแทบตาย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าและสาวกที่เป็นสรณะของโลก เอาชีวิตเข้าแลกเข้าประกัน กว่าจะได้อรรถได้ธรรมมาแนะนําสั่งสอนโลก ทุกข์ยากลําบากขนาดไหน ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆ ที่ปรากฏชื่อลือนามก็เดนตายมาทั้งนั้น”

ส่วนการฝึกจิตทรมานใจของหลวงปู่พรหมก็เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์เดนตายนับแต่พรรษาแรก เช่น อุบายวิธีในการอดนอน อดอาหาร ผ่อนอาหาร เพื่อการภาวนา การอยู่ตามป่าช้า การอยู่ ตามป่าตามเขาที่เต็มไปด้วยไข้ป่าและสัตว์ป่าสัตว์ร้าย เช่น เสือ หมี เป็นต้น โดยองค์หลวงตา พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องอุบายวิธีการภาวนาไว้ดังนี้

“ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจภาวนา การภาวนานี่เห็นผลประจักษ์ แต่อุบายวิธีการภาวนานี้มี หลายแง่หลายกระทงนะ อุบายวิธีการที่จะเป็นเครื่องสนับสนุนภาวนาของเราให้สะดวก ได้ผลเร็วกว่าปกติ กว่าวิธีการทั้งหลายคืออะไรบ้าง นี่อันหนึ่งนะ เช่น อดนอนเป็นยังไง ท่านแสดงไว้ใน เนสัชชิ (จัดอยู่ในธุดงควัตร ข้อ ๑๓) อดนอนเป็นคืนๆ เป็นยังไง สังเกตดู ทั้งๆ ที่เราตั้งสติภาวนาอยู่ด้วยดี มีการเสริมเข้ามาด้วยการอดนอน

อดนอนนานเข้าไปเป็นยังไง ดู ผ่อนอาหารเป็นยังไง อดอาหารเป็นยังไง กับฉันอิ่มๆ นี้เป็นยังไง ทั้งๆ ที่เราภาวนาอยู่ด้วยกัน คือฉันอิ่มหนําสําราญก็ภาวนา ผ่อนอาหารก็ภาวนา อดอาหารก็ภาวนาดูใจของเรา มันมีความสง่างาม มีความผ่องใส แยบคายอย่างไรบ้าง ให้ดูวิธีการ ไม่ใช่สักแต่ว่าทํา สักแต่ว่าทํา ไม่ได้เรื่องนะ ท่านจึงมีวิธีการหลายอย่าง เดินมากเป็นยังไง เดินน้อยเป็นยังไง นั่งมากนั่งน้อยเป็นยังไง ทั้งๆ ที่ตั้งสติอยู่ด้วยกัน ผลปรากฏอย่างไรบ้าง ควรสังเกตวิธีการของตัวเอง องค์หนึ่งคนหนึ่งหากจะถูกตามนิสัยของตัวเองไปในแง่ต่างๆ

ส่วนมากกรรมฐานของเรามักจะถูกที่ผ่อนอาหาร ท่านจึงให้ฉันพอประมาณ ไม่ให้ฉัน เลยเถิด อิ่มมากมันขี้เกียจขี้คร้านมาก เสริมราคะตัณหามาก คืออาหารนี่เป็นเครื่องส่งเสริมธาตุขันธ์ ธาตุขันธ์เป็นเครื่องมือของกิเลส มีกามกิเลสเป็นสําคัญ ถ้ามีอาหารหวานคาวมากๆ แล้วกินมาก นอนมาก ขี้เกียจมาก ความคิดเรื่องราคะตัณหา จะเด่นขึ้นเรื่อยๆ นี่บอกอย่างงั้น มันไม่ถึงกับแสดงอวัยวะนะ มันยิบแย็บขึ้นภายในใจเท่านั้น ก็รู้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัย ใครจะไปยอมให้มันคิด เมื่อไม่ยอมให้คิดยังไง จะตัดมันให้น้อยลงๆ จนกระทั่งมันขาดไปนี้ ทําไมจะไม่คิดไม่พยายามคนเรา ต้องพยายาม

ด้วยเหตุนี้เองจึงต้องใช้วิธีการหลายอย่าง การผ่อนอาหารมักจะถูก ไม่มากนักก็ขอให้มีการผ่อนอาหาร สติจะค่อยดีขึ้นๆ ถ้าอิ่มๆ แล้วสติไม่ได้เรื่องนะ ตั้งปั๊บนี่มันเผลอไปตลอดเวลา พอผ่อนอาหารลงไปๆ หรืออดอาหารบ้าง ตั้งสติเป็นยังไง มันจะรู้นะ เมื่อมันรู้แล้ว โอ้ ! วิธีการนี้ถูกต้อง ดีแล้ว มันก็ต้องพยายามคนเรา พยายามอด พยายามผ่อนอยู่งั้น เพื่อผลประโยชน์ทางด้านธรรมะ ซึ่งมีคุณค่ามากยิ่งกว่าการกิน กินนี้กินเมื่อไรมันก็อิ่ม หิวมาแทบเป็นแทบตายกินปั๊บๆๆ มันก็อิ่ม ทันที เห็นผลประจักษ์ แต่จิตใจหิวโหยในอรรถในธรรมนี้ไม่ได้อิ่มง่ายๆ นะ เพราะฉะนั้นจึงต้องพยายามฟื้นขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ”

ท่านผจญสัตว์ป่า เปรต ผี ภูมิเจ้าที่ บังบด เทวดา พญานาค ครุฑ

การออกธุดงคกรรมฐานของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ นั้น ท่านก็ผจญกับพวกเปรต ผี ยักษ์ พวกกายทิพย์ บังบด เทวดา พญานาค ครุฑ และ สัตว์ป่า เช่น เสือโคร่ง หมีป่า ช้างป่า งูพิษ เป็นต้น ชวนให้น่าหวาดกลัวชนิดขนพองสยองเกล้า เช่นเดียวกับที่พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลายที่ท่าน ได้ผจญภัยมา หลวงปู่พรหมก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามป่าตามเขา ท่านได้ผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปด้วยดีโดยไม่มีภัยอันตรายใดๆ มากลํ้ากราย ซึ่งเป็นเพราะท่านรักษาศีลด้วยความบริสุทธิ์เคร่งครัด ไม่ยอมให้ศีลด่างพร้อยทะลุ และมีการบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน อย่างเด็ดเดี่ยวเอาจริงเอาจัง โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ ดังนี้

“พอพูดอย่างนี้ก็ระลึกถึงในเวลาที่อยู่ในป่าในเขา ไปสถานที่น่ากลัว มันกลัวจริงๆ กลางคืน ก็กลัว กลางวันก็กลัว เพราะไปอยู่ในท่ามกลางสัตว์ ท่ามกลางเสือ เสือนี่สําคัญ ไปอยู่ในที่ดัดสันดานอย่างนั้นเอาอะไร เราไม่มีปืนผาหน้าไม้ เอาธรรม เฉพาะอย่างยิ่งศีลที่บริสุทธิ์แล้ว เอา ! ตายเมื่อไรตาย กล้าหาญชาญชัย อยู่ในป่าในเขาจิตใจสงบเย็นได้สบายๆ นี่ล่ะเรื่องศีลเรื่องธรรมเข้าสู่จิตแล้ว จิตจะสงบร่มเย็นเลย รักษาศีลแน่วแน่แล้วชุ่มเย็น ไปไหนไม่สะทกสะท้าน ในป่าในเขาก็ไม่เคย สะทกสะท้าน ตายแล้วศีลมีกับตัวของเรา

ศีลไม่เคยพาสัตว์โลกให้ลงนรก ศีลดึงขึ้นสู่สวรรค์นิพพานทั้งนั้น เรายึดศีลไว้แล้ว อย่างน้อย ตายแล้วต้องไปสวรรค์ จะชั้นใดๆ ก็ตาม สูงกว่านั้นพรหมโลก หรือศีลของผู้มีจิตบริสุทธิ์ถึงนิพพาน นี่ล่ะศีลธรรมไม่เคยฉุดลากใครลงทางตํ่านะ มีแต่ฉุดขึ้นทางสูงๆ ทั้งนั้น ไอ้ส่วนกิเลสที่ว่าเรื่อง สกปรกมันดึงลงๆ อยู่ในใครก็ดึงลง อยู่ในชุมนุมใดก็ดึงลง ของชั่วไปที่ไหนดึงลง เรื่องศีลเรื่องธรรมแล้วดึงขึ้นทั้งนั้น

นี่เราพูดถึงเรื่องอยู่ในป่าในเขา มันชุมไปด้วยเสือด้วยสัตว์ต่างๆ พวกหมี พวกเสือนี่น่ากลัว ไปกลางคืนก็ระวังตลอด แต่ระวังนั้นพระท่านระวังคือจิตกับธรรมประจําใจตามขั้นของจิต ถ้าผู้ที่เริ่มฝึกหัดอบรมใหม่ๆ คําบริกรรม คือจะพุทโธ ธัมโม หรือสังโฆ บทใดก็ได้ตามแต่ความถนัดให้ติดกับใจสติติดแนบเอา เข้าไปในท่ามกลางสัตว์เสือเนื้อร้าย ไปอย่างอาจหาญนะ ถ้าไม่ปล่อยธรรมเสีย อย่างเดียว จิตใจกล้าหาญขึ้นโดยลําดับๆ นี่ล่ะธรรมเข้าสู่จิต จิตมีความกล้าหาญชาญชัย อยู่ที่ไหนสบายๆ และเป็นขั้นๆ ของจิต ถ้าจิตมีภูมิสูงเข้าไปเท่าไร ภูมิสูงภูมิสมาธิ จิตอยู่กับสมาธิมีความสงบเย็นอยู่นั้น สติจับอยู่ที่ความสงบ จุดแห่งความสงบที่เรียกว่า สมาธิ แน่นหนามั่นคงด้วยความสงบ อยู่นั้น จิตอยู่นี้

ถ้าจิตขึ้นขั้นปัญญา พิจารณาเรื่องปัญญา เป็นสัตว์เสือเนื้อร้าย มันก็ธาตุ ๔ ดิน นํ้า ลม ไฟ เหมือนกันกับเรา กลัวมันหาอะไร นั่นล่ะปัญญา แยกธาตุแยกขันธ์ของเสือตัวนั้นมันมีอะไร ถ้าว่ากลัวเขี้ยวมัน เขี้ยวเราก็มี กลัวมันอะไร นี่ปัญญาแก้ตัวเอง กลัวตา ตาเราก็มี กลัวมันทําไม หรือกลัวขนมันเหรอ ขนเราก็มี กลัวมันทําไม ถามหมดอวัยวะของเรากับมันพอๆ กันทุกอย่าง สู้กันได้ๆ มันไม่กลัว เราก็ไม่กลัว สิ่งเหล่านี้ที่เรากลัวอยู่กับมัน มันไม่เห็นกลัว เราไปกลัวอะไร ที่นี่คําว่าหู มันมีหู เราก็มีหู กลัวมันทําไม

ไล่เข้าไปจนตรอกไปถึงหาง หรือกลัวหางมันเหรอ ทีนี้จะจนตรอกนะ เราไม่มีหาง เสือมีหาง ได้เปรียบเรา แก้ปุ๊บเดียว กลัวหางมันเหรอ ทีนี้เราไม่มีหางจะแพ้มันตรงนี้ เราพลิกปั๊บกลัวหางมันเหรอ ตั้งแต่ตัวมันไม่เห็นกลัว หางมัน เราไปกลัวมันทําไม นั่น ตัวมันเองไม่เห็นกลัว กลัวมันทําไม นั่นท่านว่าปัญญา ใช้ทางด้านปัญญา ให้ผู้ปฏิบัติทั้งหลายได้ทราบ นี้คือการก้าวเดินเพื่อรักษาจิต ให้มีความแน่นหนามั่นคง และสว่างกระจ่างแจ้งไปตามภูมิอรรถ ภูมิธรรม ภูมิสติปัญญาของตน

พอถึงขั้นแยกธาตุออกหมดแล้ว จิตมันจะสว่างไสวที่นี่ รูปเหล่านี้ไม่มี ดังที่ว่าพวกสัตว์ พวกเสือว่ากลัวมัน กลัวหาอะไร มันเป็นอากาศธาตุไปด้วยกันหมด จิตว่างไปหมด ไม่ว่าจะกลัวอะไร กลัวอากาศ ช่องจมูกเราก็มีอากาศ กลัวหาอะไร มันพิจารณาทางด้านปัญญา จากนั้นแล้วก็ หมดสภาพ มองเห็นตัวเสือแล้วปรุงขึ้นมานี้ เสือที่น่ากลัวแต่ก่อนปรุงแพล็บเหมือนฟ้าแลบ ปรุงแพล็บปรากฏเสือพับดับปุ๊บๆ จะแยกธาตุแยกขันธ์หรือจะทําให้กลัวไม่ทัน มันเกิดแล้วดับๆ นี่ล่ะปัญญาพิจารณา จนกระทั่งมันว่างไปหมด ในจิตใจว่าง จะกลัวอะไร อะไรๆ ที่จะเป็นอันตรายไม่มี จิตมันว่างหมดแล้วเรื่อยๆ ไป จนกระทั่งว่างภายในจิตล้วนๆ

ว่างภายนอก จิตยังไม่ว่าง นั่นเป็นอีกขั้นหนึ่ง พิจารณาว่างภายนอก อะไรก็ว่างหมดๆ ยังไม่ว่างอยู่ภายใน คือ จิตยังหลงตัวเอง ยึดตัวเองอยู่ พิจารณาเข้าไปตรงนี้ รู้ตรงนี้ ปล่อยตรงนี้ ว่างหมดเลย สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โลกนี้เป็นโลกสูญเปล่า ว่างไปหมด นั่นการพิจารณาทางด้านปัญญา นักปฏิบัติให้พิจารณา” 

การปฏิบัติธรรมของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ นับแต่ด้านสมาธิธรรม จนถึงด้านพิจารณาทางด้านปัญญาธรรม เพื่อถอดถอนกิเลสออกจากใจ ก็เป็นไปอย่างรวดเร็วก้าวหน้า ทําให้เกิดเป็นอํานาจธรรมที่คอยปกป้องคุ้มครองรักษาท่านในขณะออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานได้เป็นอย่างดี สมดัง บทธรรม “ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริํ” ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม โดยองค์หลวงตา พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“เหตุที่พระธรรมจะรักษา ก็คือเราเป็นผู้รักษาธรรมมาก่อน ด้วยการปฏิบัติตามธรรม ผลที่ เกิดขึ้นจากการรักษาธรรมนั้น ก็ย่อมนําเราไปในทางแคล้วคลาดปลอดภัย มีความอยู่เย็นเป็นสุข ที่ท่านเรียกว่า “ธรรมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม” การปฏิบัติธรรมมีความหนักแน่นมั่นคงละเอียดลออ มากน้อยเพียงไร ผลเป็นเครื่องสนองตอบแทนที่เห็นชัดประจักษ์ใจ ก็ยิ่งละเอียดขึ้นไปโดย ลําดับๆ ตามเหตุที่ทําไว้นั้นๆ จนผ่านพ้นไปจากภัยทั้งหลายได้โดยสิ้นเชิง ที่เรียกว่า “นิยยานิกธรรม” นําผู้ปฏิบัติธรรมเต็มสติกําลังความสามารถนั้นให้ผ่านพ้นจาก “สมมุติ” อันเป็นบ่อแห่ง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา หรือแหล่งแห่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ไปเสียได้อย่างหายห่วงถ่วงเวลา

พระพุทธเจ้าเป็นผู้หายห่วง พระอริยสงฆ์เป็นผู้หายห่วง ได้ด้วยการปฏิบัติธรรม ธรรมรักษาท่าน พยุงท่าน จนถึงภูมิแห่งความหายห่วง ไม่มีอะไรเป็นอารมณ์เยื่อใยเสียดาย เป็นผู้สิ้นภัย สิ้นเวรสิ้นกรรม สิ้นวิบากแห่งกรรมโดยตลอดทั่วถึง คือ พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์–สาวกท่าน”

ประวัติของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ขณะเป็นพระภิกษุวัยกลางคน พรรษาก็ไม่มากและชอบออกเที่ยวธุดงค์อย่างโดดเดี่ยวเพียงตามลําพัง เพื่อวิเวกแสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขา ซึ่งล้วนเป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยวแสนที่จะทุรกันดาร ท่านต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส และท่านต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายถึงกับยอมสละชีวิตเข้าแลก เหล่านี้ล้วนแสดงออกถึง ความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวจริงจัง ความองอาจกล้าหาญ ความทรหดอดทน และความเป็นเดนตาย สมกับท่านเป็นนักรบธรรมที่รอดตายมาและได้ธรรมอัศจรรย์มาครองใจ ท่านจึงเป็นเจ้าของเกียรติ ประวัติอันแสนจะงดงามและทรงคุณค่ายิ่ง ควรค่าแก่การเคารพยกย่องเชิดชู และควรค่าแก่การเทิดทูนกราบไหว้บูชาอีกองค์หนึ่ง ท่านเปรียบประดุจเป็นเพชรนํ้าหนึ่ง เพชรนํ้างาม ประดับไว้เป็น เกียรติยศศักดิ์ศรีดีงามของพระพุทธศาสนา และของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ฉะนั้น จึงสมควรอย่างที่สุดที่จะต้องจดบันทึกเกียรติประวัติของท่านอันเลิศเลองดงามนี้ไว้เผยแพร่ เพื่อเป็นคติธรรมให้กับอนุชนรุ่นหลังจะได้ศึกษาและน้อมนําไปปฏิบัติตาม

ท่านถือปฏิปทาจําพรรษาที่ใดไม่เกิน ๓ พรรษา

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านถือปฏิปทาจําพรรษาที่ใดไม่เกิน ๓ พรรษา อันเป็นการถือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เนื่องจากท่าน ไม่ต้องการติดสถานที่ ไม่ต้องการติดญาติโยม และไม่ต้องการติดลาภสักการะ ดังนี้ 

“ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น สมัยที่ท่านทั้งสองออกเที่ยวธุดงค์แสวงหาโมกขธรรม ท่านชอบในที่สงบสงัดและชอบอยู่องค์เดียวตามลําพัง ดังนั้น ท่านจะไม่พักที่ใดนานๆ บางแห่งก็อยู่คืนเดียว บางแห่งก็ ๒ – ๓ วัน หรืออาจอยู่เป็นเดือน หรือจําพรรษาอยู่ตลอดพรรษา แต่ท่านจะไม่เคยพักประจําอยู่ที่ใดที่หนึ่งเกิน ๓ ปี 

เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ปักกลดลงที่ไหน ด้วยความศรัทธาของประชาชน ทําให้สถานที่แห่งนั้นกลายเป็นวัดป่าเป็นสํานักปฏิบัติธรรมไปในที่สุด คือ มีสิ่งปลูกสร้างถาวรเกิดขึ้นจากแรงศรัทธาของญาติโยมประชาชน เช่น กุฏิ ศาลา โรงฉัน เป็นต้น ทั้งๆ ที่ท่าน ไม่เคยเอ่ยปากขอ หรือไม่เคยเรี่ยไรใดๆ

สิ่งเหล่านี้คือปฏิปทาอันงดงามของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และได้ สืบทอดมาถึงลูกศิษย์พระป่าที่แท้จริงในปัจจุบัน คือ พระป่าท่านจะไม่เอ่ยปากขอและจะไม่เรี่ยไรใดๆ จากใครให้เขาเดือดร้อนเป็นอันขาด เว้นแต่ญาติโยมเขาปวารณาหรือบังเกิดศรัทธาเลื่อมใสขึ้นมาเอง

นั่นคือ การปลูกสร้างวัดวาอารามและเสนาสนะต่างๆ เป็นเรื่องของศรัทธาญาติโยมเขา จะดูแลกัน เป็นไปตามกําลังศรัทธา 

ปฏิปทาอันโดดเด่นของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น สมัยออกเที่ยวธุดงค์แสวงหาโมกขธรรม ท่านทั้งสองไม่เคยพักประจําอยู่แห่งใดเกิน ๓ ปี ท่านจะเดินธุดงค์ไปที่แห่งใหม่ ที่ที่เหมาะต่อการบําเพ็ญภาวนา และพอประกาศเผยแผ่ประดิษฐานพระสัทธรรมขององค์พระบรม– ศาสดาได้ สาเหตุในการย้ายสถานที่ปฏิบัติธรรมอยู่บ่อยๆ นั้น เพื่อผลของการภาวนาเป็นสําคัญเพราะเมื่อคุ้นเคยกับสถานที่แล้วจิตจะไม่ตื่นตัว หากไปสู่สถานที่ใหม่ๆ พบกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ จิตย่อมจะเกิดความตื่นตัวในการภาวนา การย้ายที่ภาวนามีประโยชน์มาก เพราะจะทําให้ไม่ติด สถานที่ ไม่ติดวัตถุ ไม่ติดญาติโยม และไม่ติดลาภสักการะ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องกดถ่วงการภาวนา และเมื่อคุ้นเคยกับญาติโยมแล้ว ญาติโยมอาจมารบกวน ทําให้ต้องเสียเวลาในการสนทนา ปราศรัยกับญาติโยม และที่สําคัญเป็นการตามรอยองค์พระบรมศาสดาพระบรมครูอย่างแท้จริง ซึ่งก็ไม่ทรงจําพรรษาอยู่ประจํา ณ ที่ใดที่หนึ่งเป็นการถาวร”

กรณีหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เรื่องการไม่ติดสถานที่ ท่านถือปฏิปทาข้อนี้ได้อย่างเด่นชัด ท่านมักธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ ทางภาคอีสานและภาคเหนือ รวมทั้งธุดงค์ไปฝั่งลาว พม่า และจีน แม้เข้าสู่วัยชราภาพ ท่านก็ไปสร้างวัดตาลนิมิตร ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านตาล อําเภอสว่างแดนดิน อันเป็น บ้านเกิดของท่าน และบูรณะวัดร้างที่บ้านถ่อน ปัจจุบัน คือ วัดศรีโพนสูง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร สําหรับบ้านดงเย็น อันเป็นบ้านที่ท่านใช้ชีวิตคู่ครองเรือนนั้น ท่านสร้างขึ้น ๒ วัด คือ วัดผดุงธรรม และ วัดประสิทธิธรรม โดยท่านจะอยู่จําพรรษาแห่งละไม่เกิน ๓ ปี เว้นแต่ วัดประสิทธิธรรม อันเป็นวัดสุดท้ายที่ท่านสร้าง ท่านอยู่จวบจนวันมรณภาพ

ส่วนการไม่ติดญาติโยม และไม่ติดในลาภสักการะนั้น ท่านถือปฏิปทาข้อนี้อยู่แล้ว เพราะ ในสมัยที่ท่านเป็นฆราวาส ท่านเป็นที่นับถือของชาวบ้านจนได้รับการยกย่องเป็นนายฮ้อย และทรัพย์สมบัติของท่านมีมากจนเป็นเศรษฐี แต่ท่านกลับตัดสินใจสละสิ่งเหล่านี้ออกบวชโดยไม่อาลัยอาวรณ์ ดังนั้น เมื่อท่านออกบวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ท่านยิ่งไม่ติดญาติโยมและไม่ติดในลาภ สักการะ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องดึงดูดที่ไร้สาระแก่นสารสําหรับท่านผู้ต้องการความหลุดพ้น และเป็นเครื่องกดถ่วงจิตใจอันเป็นอุปสรรคยิ่งต่อการบําเพ็ญภาวนา

องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใดไม่ลืมตัว ไม่ติดถิ่นติดฐาน ติดบ้านติดเรือน ติดจตุปัจจัยไทยทานทั้งสี่ ไม่ติดแขกติดคนญาติโยม ไม่เห็นอันใดดียิ่งกว่าธรรมที่เรากําลังดําเนินอยู่เวลานี้

นี่คือทางที่ถูกต้องดีงาม เป็น อนิจตสารี หาที่อยู่ไม่ได้ ไม่กําหนดที่อยู่ เช่นเดียวกับนกที่ไปกินผลไม้หรือหาอาหารมากิน กินที่ไหนแล้ว อิ่มแล้วไปบินไป มีแต่ปีกกับหางเท่านั้น ไม่กังวลว่าต้นไม้นี้เป็นของเรา ผลไม้นี้เป็นของเรา เปือกตมเป็นของเรา กินอิ่มแล้วก็บินไปด้วยความหาอาลัยเสียดายไม่ได้”

ท่านภาวนาด้วยบทพุทโธประจําใจ

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านฝึกหัดภาวนาใหม่ๆ นั้น ท่านบริกรรมด้วยบทพุทโธ ประจําใจ ตามแนวทางที่ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นที่สั่งสอนอบรมกันมา พุทโธ ธรรมบทนี้ถูกกับจริตนิสัยของหลวงปู่ เพราะท่านทําอะไร ก็ทําจริงทําจัง บริกรรมพุทโธ ท่านก็บริกรรมอย่างจริงจัง อย่างชัดเจนเร็วๆ อย่างต่อเนื่องและไม่ท้อถอยลดละ ท่านบวชแล้วท่านก็ใช้ธรรมบทนี้ตลอดมา เพราะการภาวนาของท่านได้ผลก็เพราะมีธรรมบทนี้เป็นพื้นฐาน กาลต่อมาท่านก็สอนพุทโธ ธรรมบทนี้แก่บรรดาพระศิษย์ตลอดญาติโยมทั้งหลาย

ในระยะแรกของการภาวนา การบริกรรมพุทโธอย่างจริงจังจําเป็นและสําคัญมาก หากทําต่อเนื่องย่อมได้ผลไม่วันใดก็วันหนึ่ง หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้เมตตาเทศน์สอนไว้ดังนี้

“จงพากันบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆๆๆ ให้เร็วๆๆ จนจิตนี้มีหลัก คือ ความสงบเป็นพื้นฐาน”

“จะมาจับลม เข้าพุท ออกโธ ไม่ทันหรอก อยู่กับหลวงปู่มั่น ๓ ปี ๔ แล้ง ไม่เคยสอน ซักที จับลมนี้ มีแต่พุทโธเร็วๆ บริกรรมพุทโธเร็วๆ” 

“ใจต้องค่อยเตือนมัน อย่าให้มันวิ่งออกไป อย่าขี้เกียจขี้คร้าน อย่ามักง่าย ต้องอุตส่าห์ภาวนา นั่งอย่างนี้ต้องพยายามอุตสาหะ นั่งนานๆ ว่าพุทโธมากๆ บริกรรมเร็วๆ หลวงตาเคยพูดหลายทีบอกว่า การบริกรรมเร็วๆ นั้น เป็นเพราะเหตุอะไร นี่ต้องเข้าใจ เหมือนช่างเขาตีเหล็ก นี่หลวงตาตีเหล็กมาวันนี้ ฟาดขวานสัก ๒ – ๓ เล่ม เมื่อเหล็กมันยังแดงจะไปตีช้าๆ ไม่ได้ ต้องตีเร็วๆ มันจึงได้ยืดออกไป แล้วก็ได้กว้างขวางออกไป เป็นอย่างนั้น เหมือนใจเราที่เป็นอย่างนั้น เมื่อมัน ไม่ตั้งอยู่กับพุทโธ มันพยายามจะวอกแวกออกไปเหมือนอย่างลิงอย่างนั้น เราก็ต้องว่าเร็วๆ กํากับด้วยพุทโธ 

นี่อุบายสําคัญ อุบายอย่างนี้เป็นเครื่องตัดกระแสของใจที่ไม่ให้คิดส่ายออกไป เป็นอย่างนั้น ผู้ที่ไม่เคยภาวนาก็ไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ บางคนก็เอาแต่ลมหายใจสบายๆ แล้วก็คิดโน่น คิดนี่ ประเดี๋ยวก็มาไปโน่นไปนี่ ใจลอกแลกวุ่นวาย เออ นั่งไม่ได้เสียแล้ว ขี้เกียจ ขี้คร้าน มันได้โกงใจ พรุ่งนี้เอาใหม่เถอะ นอนดีกว่า กลับกุฏินอนๆ แน่ะ ไปอย่างนั้น นี่มันหลอกเรา มันดึงเราให้ลุ่มหลงต่างๆ นานาของใจ ใจมันเป็นสิ่งที่ทรมานยาก

เพราะฉะนั้นต้องเอาพุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือความตายอันใดอันหนึ่งที่มันกลัวๆ อย่างนั้นมากําราบมัน อย่าให้มันดื้อ อย่าให้มันซน เมื่อเราเอาคุณของพระพุทธเจ้ามาระลึกอยู่ในใจของเราอย่างนั้น พุทโธๆ ถ้าอย่างท่านอาจารย์สอนจนกระทั่งตายไปแล้ว นี่ดูสิ เราน่ะมันได้ทําอะไรบ้าง ต้องคิดอย่างนั้น แล้วทําไมเราไม่ได้ มันเป็นเพราะเหตุอะไร ตัณหา ตัณหาของตัวเรา อย่าไปเที่ยวเพ่งคนอื่น อย่าไปดูคนอื่น ดูเราทําไมภาวนาไม่ลง มันเป็นเพราะเหตุอะไร ใจไม่เป็นสมาธิ นี่ทําไม มันเป็นอย่างไร นี่ดูมันเข้าไป เพ่งเอาเข้าไปพุทโธ เจ้าจะวิ่งไปไหน ลองดูสิ เออ ข้าจะว่าพุทโธอยู่ อย่างนี้ไม่ให้ใจไปไหน มันก็ต้องอยู่เราวันยังคํ่า ถ้าใจอันนั้นจริงแล้ว มันก็ต้องได้สมาธิ ต้องเกิดแน่นอน ๓ คืน ๗ คืน ต้องเป็นอย่างแน่นอน”

ท่านเล่าเรื่องธุดงค์สมัยแรกบวชยังไม่ครบพรรษา 

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมีเป้าหมายสูงสุดในการออกบวช คือ ท่านบวชเพื่อธรรม เพื่อความพ้นทุกข์ โดยหลักของธรรมแล้ว ธรรมจะเกิดในสถานที่อดอยากขาดแคลน ในสถานที่ สงบสงัดและในเวลาสงัด ฉะนั้น ท่านจึงดําเนินตามรอยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยการออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขา หาที่สงบสงัดเพื่อบําเพ็ญภาวนาตั้งแต่พรรษาแรก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องธรรมชอบเกิดในที่สงัด ไว้ดังนี้

“เฉพาะอย่างยิ่งผู้อยู่ในป่าซึ่งเป็นที่สงัดวิเวกตลอดเวลาด้วยแล้ว จัดเป็นผู้มีโอกาสเต็มที่ ในทางความเพียรเพื่อศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนสมบัติให้เกิดขึ้นเป็นขั้นๆ ตั้งแต่ขั้นหยาบจนถึงขั้นละเอียด เพราะศีลและธรรมทุกขั้น จะเป็นไปเพื่อความหมดจดสดใสได้ ตามขั้น โดยมากย่อมอาศัยการอยู่ในที่สงัด ปราศจากฝูงชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต เราจะเห็นได้จากพระพุทธเจ้าและสาวกพาดําเนินมา ปรากฏว่าท่านเห็นภัยในทางคลุกคลี และกิจการที่จะให้เกิดกังวล และเป็นข้าศึกต่อสมณธรรมเพื่อความอยู่สบายในทิฏฐธรรมของพระองค์และสาวกท่าน ในขณะเดียวกันทรงเห็นคุณและทรงสรรเสริญในความสงัดมาก เพราะฉะนั้นในพระอิริยาบถ ๔ ของพระองค์และอริยสาวกจึงเต็มไปด้วยความเพียรในที่สงัดทั้งนั้น

ธรรมชอบเกิดในที่สงัด ถ้ายังไม่สงัดทั้งภายนอกและภายในใจ ธรรมก็ยังไม่เกิด เมื่อความสงัดทั้งสองได้ปรากฏขึ้นในท่านผู้ใด พึงทราบว่าธรรมเริ่มปรากฏขึ้นในท่านผู้นั้น คือ ศีลก็เริ่มบริสุทธิ์ สมาธิก็เริ่มปรากฏขึ้นมาในใจเป็นขั้นๆ ของสมาธิ ปัญญาก็เริ่มไหวตัวขึ้นมาในขณะที่สมาธิเริ่มปรากฏเป็นขั้นๆ ของปัญญา ตามแต่ผู้บําเพ็ญจะเร่งตามความปรารถนาของตน โดยไม่มี อุปสรรคใดๆ มากีดขวาง เพราะปราศจากสิ่งซึ่งมาก่อกวนให้จิตเอนไปสู่ความกังวลในอารมณ์ที่มากระทบนั้นๆ 

เมื่อสรุปความแล้ว ธรรมชอบเกิดขึ้นในที่สงัดและในเวลาอันสงัด แม้ผู้ทรงธรรม มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ก็ชอบประทับอยู่ในที่สงัดตลอดเวลา หากจะมีอยู่บ้างก็สมัยที่พระองค์ทรงทําหน้าที่พระพุทธเจ้า เสด็จเพื่อโปรดเวไนยสัตว์เป็นบางกาลเท่านั้น ที่ทรงเห็นสมควรจะทรง อนุโลมผ่อนผัน เพื่อเวไนยผู้ควรจะได้รับประโยชน์จากพระองค์ เมื่อเสร็จพุทธกิจแล้วก็ทรงงดทันที ไม่ทรงพรํ่าเพรื่อเหมือนอย่างสามัญชนทั่วไป”

ในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายเมื่อท่านเป็นพระหนุ่มออกธุดงค์ใหม่ๆ ตามป่าตามเขาในที่สงบสงัด การอยู่ท่ามกลางดงป่าที่เต็มด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้ายนั้น ท่านก็มีความกลัวตายเช่นเดียวกัน ดังประวัติของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อสมัยแรกบวชยังไม่ได้พรรษา เริ่มแรกท่านออกธุดงค์โดยมีเพื่อนสหธรรมิกเป็นที่พึ่ง อันเป็นปรกติของพระบวชใหม่ยังไม่เก่งก็ต้องมีเพื่อน พอจิตเริ่มมีกําลัง เริ่มไม่กลัวแล้ว ต่อมาท่านก็ธุดงค์ตามลําพัง ท่านเคยไปธุดงค์พักภาวนาที่ถํ้าพระเวส อําเภอนาแก จังหวัดนครพนม ท่านก็มีความกลัวเหมือนพระบวชใหม่ทั่วๆ ไปที่เริ่มออกธุดงค์ เรื่องนี้เมื่อท่านได้สนทนาธรรมกับองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เคยพูดความขี้ขลาดไม่เป็นท่าของท่าน โดยกล่าวถึงสมัยบวชใหม่ให้องค์ หลวงตาฯ ฟัง ซึ่งองค์หลวงตาฯ ได้เขียนไว้ในหนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระ– อาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ และต่อมาได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้ 

“ทีนี้พูดถึงเรื่องย้อนหลังที่ท่าน (หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ) บวชใหม่ พูดถึงเรื่องอีเก้งมันร้อง แก้กๆ ท่านมาจาก อําเภอนาแก วัดถํ้าพระเวส เราเคยไปแล้วถํ้าพระเวส ตกกลางคืนมา จากอําเภอ นาแกมาถึงบ้านดงโทน เหล่านี้ถึงโน้นเป็นดงใหญ่ เป็นดงป่า ดงสัตว์ ดงเสือ ดงเนื้อนะ เราไป ทุกวันนี้มีเมื่อไรป่า แต่สําหรับเราไป เราไปเห็นตอนนั้นเรียกว่าป่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ไปเที่ยวปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นดงทั้งหมดนะนั่น 

ทีนี้เวลามาคุยกันท่านเล่าให้ฟัง ท่านลงมาจากถํ้าพระเวสจะมาทางสกลนคร มาถึงนั้น บุกป่ามากลางคืน ท่านว่านะ เพราะป่ามันก็ป่าจริงๆ ทางเป็นทางล้อทางเกวียนพอหลวมตัวคนไปได้ ท่านมาก็ชนนั้นชนนี้มากลางคืนท่านว่า พอมาถึงกลางดง เอ๊ ! จะไปอะไร ไปกลางคํ่ากลางคืนบุกป่า ฝ่าดงไปหาอะไร พักที่ไหนก็พักได้นี่นะ ท่านเลยหลีกทางออกไปพักอยู่ข้างๆ แขวนกลดลงที่นั่นซี ท่านก็พักที่นั่นเลย

พอกลางคืนนั่นซี เราได้เขียนไว้ในปฏิปทา เราระบุชื่อของท่านหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่อาจไม่ระบุก็ได้ แต่เขียนปฏิปทานี้น่าท่านจะยังมีชีวิตอยู่นะ ทีนี้ท่านมาพักอยู่นั้นกลางคืน ท่านนั่งภาวนาอยู่ อีเก้งมันก็มาข้างมุ้ง ก็ไปกลางคืนมันเป็นดงทั้งนั้นนี่ แขวนมุ้งไว้ เก้งมันโผล่มาเห็น มุ้งล่ะซี ทางนั้นก็นั่งภาวนา ท่านกําลังจะออก ธรรมดาท่านไม่หัวเราะง่ายๆ นะท่านอาจารย์พรหม โถ ! ลักษณะท่าทางน่ากลัวน่าเกรงขามมากนะ นิสัยเด็ดเดี่ยว ทุกสิ่งทุกอย่าง มองดูลักษณะ น่าเกรงขาม น่าเคารพเลื่อมใส ทีนี้พอท่านนั่งภาวนา ตอนนั้นท่านอดหัวเราะไม่ได้นะ ท่านหัวเราะก้ากเหมือนกัน เราก็หัวเราะ ท่านก็หัวเราะ

คือนั่งภาวนาอยู่ อีเก้งมันมาจากไหนก็ไม่รู้ ท่านว่าอย่างนั้นนะ เราก็นั่งอยู่กําลังจะเริ่มออก ไม่ได้ยินเสียงนะท่านว่า มันมาข้างมุ้งมาเจอมุ้ง มันก็ร้องแก้กขึ้น อีเก้ง ท่านว่างั้นนะ อีเก้งมันร้องแก้ก มันตื่นมันตกใจ เราอยู่ในมุ้งร้องก้าก อีเก้งอยู่นอกมุ้งก็ร้องแก้ก เราอยู่ในมุ้งก็ร้องก้าก ท่านอดหัวเราะไม่ได้ตอนนี้ เราก็ร้องก้ากโดยไม่มีสติสตัง มันบ้าจริงๆ ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านว่าให้ท่าน มันอะไร เขาก็มาของเขา ไอ้เราก็ร้องทางนี้ ร้องอยู่ในมุ้ง อีเก้งก็เปิงเลย ทางนี้ไม่เปิง อยู่ในมุ้ง ท่านเลยเล่าถึงว่า เอ๊ ! ไอ้ความรักสงวนชีวิตมันเป็นอย่างนี้นะ เราไม่เคยคิดเลยนะว่า มันจะเป็นอย่างนั้นได้ เวลาอีเก้งมันร้องแก้ก เราก็โก้ก ต่างฝ่ายต่างกลัวตาย ท่านเอามาเล่า ท่านหัวเราะก้ากๆ เหมือนกันนะ มันบ้าจริงๆ นะ ท่านเล่าให้ฟัง

นั่นล่ะเรื่องที่ว่าหลวงปู่พรหมท่านร้องในมุ้ง อีเก้งร้องนอกมุ้ง ท่านร้องอยู่ในมุ้ง ฟังเสียง ก้ากขึ้นเลย มันบ้าจริงๆ ท่านว่าให้ท่าน มันอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้คิดได้อ่านเลย พอเขาร้องแก้ก เขาก็ ตื่น ทางนี้ก็ก้าก เสียงรับกัน ฟังเสียงเก้งวิ่ง โอ๋ย ! ป่าราบไปเลย ไอ้เราร้องอยู่ในมุ้ง เราเลยไม่ลืม ท่านบวชใหม่ ท่านว่า อันนั้นเป็นดงทั้งหมดนะ ที่ผ่านไปนั้น เดี๋ยวนี้เป็นบ้านหมดเลย ไม่มีใครรู้ล่ะว่าแต่ก่อนเป็นดง เราได้เห็นชัดเจนแล้วที่ว่านั่นน่ะ โอ๋ย ! ดงจริงๆ ดงเสือ ดงสัตว์ ดงเนื้อ เพราะฉะนั้นเก้งถึงมากลางคืนล่ะซี เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว หมดเลย ตั้งแต่บ้านเขาเรียกบ้านดงโทน ทะลุถึงนาแกนี้เป็นดงใหญ่ทั้งหมดเลย เดี๋ยวนี้เป็นบ้านเป็นไร่เป็นสวน โอ๊ย ! มีแต่บ้านนั่นแหละติดต่อกันตลอดเลย”

ประวัติวัดธรรมบรรพต (ถํ้าพระเวส)

วัดธรรมบรรพต หรือ ถํ้าพระเวส ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน เขตตําบลนาแก อําเภอนาแก จังหวัดนครพนม เป็นวัดป่าฝ่ายธรรมยุตที่มีประวัติอันยาวนานในด้านการเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานของพระสุปฏิปันโนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่เริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ซึ่งเป็นปีที่ท่านพระอาจารย์หลาย ไม่ทราบฉายา ท่านธุดงค์มาพักปฏิบัติธรรม ถํ้าพระเวสมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาเตี้ยๆ ประกอบไปด้วยถํ้า หุบเขา ผาสูงชัน ลําห้วยธรรมชาติและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ร่มรื่น วิเวก เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมของพระภิกษุ ที่ชอบความเงียบสงบ ถือสันโดษเป็นอย่างยิ่ง โดยหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต แห่งวัดบรรพตคีรี หรือ ภูจ้อก้อ ท่านเคยเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมและได้บันทึกไว้ในประวัติของท่านว่า 

“พอถึงถํ้าพระเวสแล้ว จิตใจก็ดูดดื่มทวี เกิดปีตินํ้าตาไหล จิตใจอ่อนโยน ศรัทธา สังเวช ในพุทธ ธรรม สงฆ์ยิ่งขึ้น ไม่มีที่เปรียบเทียบได้ สมัยนั้นป่ารกชัฏในบริเวณแถบนั้นมากนักหนา มีสัตว์ป่านานา”

จากการบอกเล่าของชาวบ้านที่เล่าต่อๆ กันมาว่า มีนายพรานคนหนึ่งออกไปหาล่าเนื้อตามป่าและภูเขา ได้พบถํ้าและหน้าผาที่สวยงาม มีตานํ้าไหลออกมาจากใต้ก้อนหินเป็นทางนํ้าเล็กๆ ไหลตลอดเวลา หากมีภาชนะรองไว้สามารถนําไปใช้สําหรับดื่มและอาบได้ ขณะนั้นมีพระภิกษุ ๒ รูป เดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมอยู่ที่ถํ้าพระ (ปัจจุบันเรียกว่าถํ้าฤาษี) ชื่อพระอาจารย์โพธิ์และ พระอาจารย์พา ไม่ทราบฉายา นายพรานได้นําเรื่องที่พบถํ้าดังกล่าวให้พระอาจารย์ทั้งสองฟัง จึงได้พากันไปสํารวจดู และได้ตั้งชื่อถํ้าแห่งนี้ว่า “ถํ้าเยี่ยวไก่” (หรือถํ้าไก่เยี่ยว)

ส่วนสาเหตุที่เรียกว่า “ถํ้าพระเวส” นั้น พระอาจารย์ทั้งสองได้เข้าไปพักปฏิบัติธรรมอยู่ที่ ถํ้าเยี่ยวไก่แล้ว ได้ชักชวนชาวบ้านไปพัฒนาแผ้วถางทางเดินจากถํ้าพระไปยังถํ้าเยี่ยวไก่ เพื่อให้สะดวก เดินลงเขาไปบิณฑบาต เมื่อพัฒนาทางเดินเสร็จเรียบร้อย ญาติโยมจึงชักชวนกันจัดทําบุญพระเวสขึ้น โดยใช้บริเวณถํ้าเยี่ยวไก่เป็นสถานที่ประกอบงานบุญ โดยไม่มีการแห่พระเวส จึงพากันเรียกว่า “บุญพระเวสก้อม” ดังนั้น ถํ้าเยี่ยวไก่ จึงพากันเรียกว่า “ถํ้าพระเวส” ตั้งแต่นั้นมาจนถึง ทุกวันนี้

มีพระภิกษุหลายรูปธุดงค์มาปฏิบัติธรรมถํ้าพระเวสแห่งนี้ มีความประทับใจในธรรมชาติของผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ บรรยากาศสงบวิเวก เหมาะแก่การบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐานเป็น อย่างมาก จากคําบอกเล่าของชาวบ้านที่มีโอกาสอุปัฏฐากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในอดีตที่ได้เดินธุดงค์ มาถํ้าพระเวส มีดังนี้ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ สิม พุทฺธาจาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ศรี มหาวีโร ฯลฯ

มีพ่อแม่ครูอาจารย์หลายรูป ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์มหัศจรรย์หลายประการที่เกิดขึ้นใน คํ่าคืนของวันพระ เช่น มีแสงสว่างจ้าคล้ายดวงอาทิตย์พวยพุ่งขึ้นมาจากปากถํ้า หรือบางครั้งคล้าย แก้วเสด็จจากฟ้าลงมาสู่ปากถํ้า เป็นต้น 

ที่มาของชื่อวัด โดยทางวัดได้รับความเมตตาอย่างสูงจากพระเดชพระคุณ พระสุธรรม– คณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) ได้เปลี่ยนชื่อวัดเพื่อความเป็นศิริมงคลจาก วัดถํ้าพระเวส เป็น “วัดธรรมบรรพต (ถํ้าพระเวส) ธ.” (ธ. หมายถึง เป็นวัดสังกัดธรรมยุต)

จากการที่วัดนี้เคยเป็นที่ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เมื่อท่านละสังขาร พระลูกศิษย์จึงอัญเชิญอัฐิธาตุ เกศาธาตุและอื่นๆ มาประดิษฐานไว้ที่วัดเป็นจํานวนมาก ประกอบกับเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ ทางวัดได้รับความเมตตาอย่างสูงยิ่งจากสมเด็จพระ– ญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระบรมสารีริกธาตุ แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อประดิษฐานเป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนสืบไป ทางวัดได้ปรึกษาหารือกัน เห็นควรจัดสร้างสถานที่เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิธาตุ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ โดยได้รับการอนุญาตให้จัดสร้างจาก พระราชญาณวิสุทธิโสภณ (หลวงปู่ท่อน ญาณธโร) วัดศรีอภัยวัน จังหวัดเลย โดยให้ชื่อว่า “เจดีย์บูรพาจารย์”

๓ พรรษาแรก ท่านธุดงค์ไปทางจังหวัดอุบลราชธานี

ในช่วง ๓ พรรษาแรก คือ ช่วง พ.ศ. ๒๔๗๑ – ๒๔๗๓ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้ติดตามท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ออกเดินเที่ยวธุดงค์ไปจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์สารณ์ ซึ่งถือเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานองค์แรกของท่าน ระยะทางจาก บ้านดงเย็น จังหวัดอุดรธานี ไปจังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ ๓๐๐ กว่ากิโลเมตร สมัยก่อนนั้น ถือว่าค่อนข้างไกลมาก ไม่มีสิ่งอํานวยความสะดวกเหมือนอย่างทุกวันนี้ รถยนต์โดยสารก็ยังไม่มี และเส้นทางต้องผ่านเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร ท่านทั้งสองต้องเดินด้วยเท้าเปล่าบุกป่าฝ่าดง ขึ้นเขาลงเขา ซึ่งสมัยก่อนภาคอีสานมีสภาพเป็นธรรมชาติของผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้ น้อยใหญ่ สัตว์ป่าก็ยังชุกชุม บ้านเรือนผู้คนก็ยังไม่มากเท่าทุกวันนี้ 

การเดินธุดงค์ท่านทั้งสองต้องแวะพักระหว่างทาง เมื่อใกล้เวลาคํ่าเจอสถานที่ไหนเหมาะสมก็กางกลดพักภาวนา เช้าขึ้นมาก็ยังชีพด้วยปลีแข้ง ออกโคจรบิณฑบาตตามหมู่บ้าน ฉันอาหารเพื่อประทังชีวิต ฉันเสร็จแล้วก็พากันเก็บอัฐบริขาร แบกกลด สะพายบาตร ย่าม เพื่อออกเดินเท้าธุดงค์ต่อไป ในที่สุดท่านทั้งสองก็เดินทางถึงจังหวัดอุบลราชธานี ท่านจําพรรษาในที่ต่างๆ ๓ พรรษาแล้วได้กราบลาท่านพระอาจารย์สารณ์กลับภูมิลําเนาเดิม

อนึ่ง ในการเดินธุดงค์ ท่านทั้งสองก็เดินจงกรมภาวนาไปด้วย โดยการบริกรรมพุทโธไปตลอดทาง อันเป็นแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่ถือปฏิบัติถ่ายทอดสืบต่อกันมา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้โดยเปรียบเทียบการเดินธุดงค์สมัยก่อนกับสมัยปัจจุบัน ไว้ดังนี้

“เดี๋ยวนี้มันเป็นกรรมฐานรถยนต์ไปแล้วล่ะ แต่ก่อนเรื่องรถไม่มี แล้วท่านก็ไม่สนใจด้วย แม้จะสนใจก็ไม่มีรถ ไปก็บุกป่าไปเลย ไม่ได้ขึ้นรถขึ้นรา เราไม่เคยคิดสนใจกับรถ เพราะไม่เคยมี อยู่แล้ว มันก็มามีเอาหลังๆ นี่ล่ะ คือท่านเดินกรรมฐาน ครั้งพุทธกาลก็อย่างนั้น แต่ก่อนไม่มีรถมีรา ตามตําราท่านบอกไว้ เดินบุกป่าฝ่าดงไป เข้าป่าเข้าเขา สถานที่ใดเป็นที่เหมาะสมกับการภาวนา ท่านก็ตั้งกลดลงที่นั่น แล้วท่านก็ภาวนา ทุกวันนี้มันสะดวกทุกอย่าง เป็นเรื่องของโลกทั้งหมด ธรรมเลยเงยหัวไม่ขึ้น เพราะมันมีแต่รถแต่รา อะไรต่ออะไร ถนนหนทางก็เต็มไป 

เราก็เคยได้พูด เวลาเรานั่งรถไปเห็นพระกรรมฐานท่านสะพายบาตร แบกกลดกับย่าม อันหนึ่ง เดินไปข้างถนน เราก็นั่งรถไป ดู มันอดคิดไม่ได้นะ เป็นทางที่เราเคยเดิน แต่ก่อนไม่มีรถเพราะที่เราเดินสองฟากทางให้รถเข้าไปไม่มี ทางรถก็ไม่มี เข้าป่าไปเลย แต่นี่ท่านมีรถ มันมีรถแล้วท่านเดินไปสองฟากทาง ท่านก็เดินของท่านไปอย่างนั้น เราก็เคยดําเนินมาแล้ว คือท่านมาอย่างนี้ความรู้สึกของท่านภายในใจจะคิดอย่างไรบ้างน้า มันอดคิดไม่ได้นะ แต่ก่อนมันไม่มีรถ เดินไปไหน เป็นเดินจงกรมไปตลอด จากบ้านนี้ไปบ้านนั้น จากเขาลูกนี้ไปเขาลูกนั้น มีแต่เดินจงกรมไปทั้งวันเลยไม่ได้สนใจกับอะไร ไปถึงที่ก็เป็นทําความเพียรไปตลอดอย่างนั้น

อยู่ในป่าในเขาลําบากนะ เวลาพยายามหาอรรถหาธรรมลําบากลําบนมากอยู่ ผู้หาธรรมจริงๆ เป็นอย่างนั้นลําบากมาก อย่าไปสนใจกับเรื่องอาหารการอยู่การกิน สนใจกับธรรมเท่านั้น จิตอยู่กับธรรมตลอด เดินจากนี้ไปถึงนั้นเป็นการเดินจงกรมไปเรื่อยๆ เดินจงกรมพิจารณาเรื่อยเลย ไม่ให้มีคําว่าเสียเวลาไปเรื่อยเลย นั่นล่ะท่านภาวนา เราจึงอดคิดไม่ได้ เวลาเรานั่งรถไปเห็นพระท่านเดินภาวนา เดินธุดงค์ นี่ท่านจะพิจารณาอย่างไรน้า เราอดคิดไม่ได้” 

แม้ท่านพระอาจารย์สารณ์ และ หลวงปู่พรหม จะประสบอุปสรรคต่างๆ นานัปการ ทั้งลําบากจากการเดินทางไกล จากพิษไข้ป่า และจากสัตว์ร้ายก็ตาม สําหรับหลวงปู่พรหมแม้ท่าน เพิ่งจะบวชใหม่ท่านก็มีความอดทน มีความสมบุกสมบันเหมือนกับท่านพระอาจารย์สารณ์ ท่าน ไม่ได้มีปัญหากังวลใจใดๆ ที่จะทําให้ท่านย่อท้ออ่อนแอแต่ประการใด เพราะท่านมีประสบการณ์เดินทางไกลตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเป็นฆราวาส สมัยเป็นนายฮ้อยค้าวัวค้าควายนั่นเอง และประการ สําคัญที่สุดท่านมีเป้าหมายอันสูงสุด คือ ท่านมีความปรารถนาตั้งใจให้ได้รับความสุขอันไพบูลย์ แท้จริง คือ ความพ้นจากทุกข์นั่นเอง 

ในสมัยหลวงปู่พรหมเที่ยวธุดงค์ จังหวัดอุบลราชธานีในอดีตเป็นเมืองใหญ่ เดิมเรียกว่า เมืองอุบล หรือเมืองดอกบัว มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ ๑ ของประเทศไทย ต่อมาจึงได้แยก ออกไปอีก ๒ จังหวัด คือ จังหวัดยโสธร และ จังหวัดอํานาจเจริญ ตามลําดับ

จังหวัดอุบลราชธานีในอดีต มีสภาพธรรมชาติเป็นผืนป่าดงพงไพรที่เขียวขจี อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยป่าไม้ทั้งต้นไม้น้อยใหญ่ และมีสัตว์ป่าทั้งสัตว์น้อยใหญ่มากมาย ทั้งมีแหล่งนํ้าธรรมชาติ คือ มีแม่นํ้าสายสําคัญไหลผ่าน เช่น แม่นํ้ามูล แม่นํ้าชี แม่นํ้าโขง และมีลํานํ้าใหญ่ๆ อีกหลายสาย ได้แก่ ลําเซบก ลําโดมใหญ่ ลําโดมน้อย สภาพภูมิประเทศ มีภูเขาสลับซับซ้อนหลายแห่งทางบริเวณชายแดนตอนใต้ ทิวเขาที่สําคัญ คือ ทิวเขาบรรทัด และทิวเขาพนมดงรัก ซึ่งกั้นอาณาเขตระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ถํ้า เงื้อมผา พลาญหินธรรมชาติจึงเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น สถานที่สงบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาจึงมีหลายแห่ง

และที่สําคัญ คือ จังหวัดอุบลราชธานีได้รับการขนานนามว่าเป็น ดินแดนแห่งนักปราชญ์ เพราะเป็นถิ่นกําเนิดของพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์ชา สุภทฺโท ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ฯลฯ 

จังหวัดอุบลราชธานีในอดีตเปรียบเสมือนแดนตักศิลา จึงมีครูบาอาจารย์จากภาคอีสาน ต่างนิยมเดินทางมาศึกษาหาความรู้ทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติกันมากมาย เช่น หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่มหาปิ่น ปญฺญาพโล หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ฯลฯ รวมทั้งหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ 

ตามประวัติหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านไปส่งโยมมารดาที่บ้านเกิดจังหวัดอุบลราชธานี และอยู่จําพรรษาที่ เสนาสนะบ้านหนองขอน อําเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดอํานาจเจริญ) จากนั้นปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านก็เดินธุดงค์เข้ากรุงเทพฯ และจําพรรษาที่ วัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม) ช่วงนี้เป็นไปได้มากที่ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต และ หลวงปู่ พรหม จิรปุญฺโญ ได้ร่วมกันออกเดินธุดงค์เพื่อติดตามหาหลวงปู่มั่นด้วยกัน แต่ก็คลาดกัน และ ต่อมาไม่นานท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ก็นิมนต์หลวงปู่มั่นขึ้นภาคเหนือ ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านต้องการอยู่เพียงตามลําพังเพื่อบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหักอยู่แล้ว ท่านจึงตอบตกลง 

ต่อมาเมื่อท่านพระอาจารย์สารณ์ได้ข่าวว่าหลวงปู่มั่นจําพรรษาอยู่เชียงใหม่ ท่านจึงธุดงค์ออกติดตาม ท่านพระอาจารย์สารณ์จึงเป็นพระศิษย์อาวุโสองค์แรกๆ ของหลวงปู่มั่นที่ธุดงค์ขึ้นเชียงใหม่และท่านได้อยู่จําพรรษากับหลวงปู่มั่น 

ในส่วนกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน หลวงปู่มั่นก่อนที่ท่านจะขึ้นภาคเหนือ ท่านได้ มอบหมายให้หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และ หลวงปู่มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นหัวหน้า โดยปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๑ กองทัพธรรมได้เดินธุดงค์จากจังหวัดอุบลราชธานีมาปักหลักเผยแผ่ธรรมที่จังหวัดขอนแก่นอยู่ ๓ ปี จากนั้นจึงลงมาวัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งในขณะนั้นท่านพระ– อาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต กับ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ยังไม่ได้เข้าร่วมกับกองทัพธรรม 

สําหรับการบวชใน ๓ พรรษาแรกของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ นั้น ซึ่งถือว่าเป็นพระภิกษุ ผู้บวชใหม่ ทําให้เห็นคุณค่าของการมีครูบาอาจารย์ที่ดี เพราะท่านได้ศึกษาเรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติ เรียนรู้ธุดงควัตร ตลอดการเรียนรู้ปฏิบัติสมาธิภาวนา และท่านก็ได้ประสบการณ์จากการออกเดินธุดงค์ร่วมกับท่านพระอาจารย์สารณ์ ผู้เป็นครูบาอาจารย์องค์แรก ท่านได้รับประโยชน์อย่างมาก ที่ได้อยู่ร่วมปฏิบัติธรรมใกล้ชิด และยิ่งท่านได้เห็นความมุ่งมั่น เห็นความขยันหมั่นเพียรในการบําเพ็ญภาวนา เพื่อความพ้นทุกข์ของท่านพระอาจารย์สารณ์ อันถือเป็นคติแบบอย่างที่เลิศเลอ ดีงามแล้ว ท่านก็ยิ่งให้ความเคารพเทิดทูนเชื่อฟังในครูบาอาจารย์ของท่านมากยิ่งขึ้น 

หลังจากหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้รับธรรมะจากท่านพระอาจารย์สารณ์ ซึ่งเป็น ครูบาอาจารย์องค์แรกของท่าน พอที่จะนําข้อวัตรนั้นไปปฏิบัติแก่ตนเองบ้างแล้ว ท่านจึงได้กราบนมัสการลาแล้วออกเดินธุดงค์เพียงองค์เดียวเพื่อแสวงหาโมกขธรรมต่อไป 

การเดินธุดงค์เพียงองค์เดียวของหลวงปู่พรหม เป็นการฝึกฝนอบรมตนเองได้เป็นอย่างดี และเป็นการเตรียมตัวก่อนที่จะได้เข้ากราบถวายตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยองค์ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เทศน์การธุดงค์องค์เดียวไว้ดังนี้ 

“ไปเที่ยวกรรมฐาน ไม่ได้ไปกับใครนะ ไปแต่องค์เดียวเท่านั้นล่ะ ไปเที่ยวกรรมฐาน มีพ่อแม่ ครูจารย์มั่นล่ะ ถ้าอยู่กับท่านแล้ว ท่านเสริมเลย พอว่าไปองค์เดียว ท่าน “เอ้อ !” ขึ้นทันทีเลย “ท่านมหาไปองค์เดียวนะ ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ” ใครจะไปยุ่งร่มโพธิ์ร่มไทรอยู่นั้น เราก็สนุกไปของเรา เป็นอย่างนั้น ไปกรรมฐานมีแต่ไปองค์เดียวล่ะ เราไม่ไปกับใคร คือไปองค์เดียวมันปลดหมดทุกอย่างนะ มีแต่เราคนเดียว ป่าช้าอยู่กับเราเท่านั้นพอ อยากทําอะไร ไม่ฉันกี่วันก็แล้วแต่ ไม่เป็นอารมณ์กับใคร ถ้ามีหมู่มีเพื่อนมันต้องได้เป็นนํ้าไหลบ่า คิดคนนั้น คิดคนนี้ไม่สะดวก ถ้าไปคนเดียว สะดวกตลอดเลย ความเพียรรู้สึกว่าเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไปคนเดียวความเพียรเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะฉะนั้นจึงไปแต่คนเดียว กรรมฐานเราไปคนเดียวทั้งนั้นล่ะ” 

ภิกษุผู้บวชใหม่จําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดี

การออกบวชเป็นพระภิกษุผู้บวชใหม่ จําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดีเพื่อคอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะมีความสําคัญและมีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากพระภิกษุผู้บวชใหม่ย่อมมีเหตุให้ลาสิกขาลาเพศมากมาย ดังอันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ตามบาลีว่า ภัยสําหรับกุลบุตร ผู้บวชในธรรมวินัยนี้ อันเป็นเหตุให้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ไม่ยั่งยืน ต้องลาสิกขาไป หรือ อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่มี ๔ ประการ ดังนี้

๑. อูมิภัย (ภัยคลื่น คือ อดทนต่อคําสั่งสอนไม่ได้ เกิดความขึ้งเคียดคับใจ เบื่อหน่าย คําตักเตือนพรํ่าสอน)

๒. กุมภีลภัย (ภัยจระเข้ คือ เห็นแก่ปากแก่ท้อง ถูกจํากัดด้วยระเบียบวินัยเกี่ยวกับการบริโภค ทนไม่ได้)

๓. อาวฏภัย (ภัยนํ้าวน คือ ห่วงพะวงใฝ่ทะยานในกามสุข ตัดใจจากกามคุณไม่ได้)

๔. สุสุกาภัย (ภัยปลาร้าย หรือภัยฉลาม คือ เกิดความปรารถนาทางเพศ รักผู้หญิง)

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านเป็นพระภิกษุผู้บวชใหม่ ท่านก็คิดอยากสึกกลับไปใช้ชีวิตฆราวาส เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์หลายๆ องค์ หากท่านไม่มีวาสนาบารมีและไม่มีครูบาอาจารย์ ที่ดีแล้ว ท่านก็อาจจะสึก จึงจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดี ดังนี้

พระภิกษุบวชใหม่และครูบาอาจารย์ที่ดี ที่ต่างมีความปรารถนาพ้นทุกข์ถึงซึ่งพระนิพพานร่วมกัน นับเป็นคู่ร่วมสายบุญสายกรรม เพราะเคยร่วมทุกข์ร่วมสุข เคยร่วมสร้างบุญญาบารมีเพื่อความพ้นทุกข์ร่วมกันมาตั้งแต่อดีตชาติ ครูบาอาจารย์ที่ดีจะคอยเมตตาอบรมสั่งสอน ทั้งจากการประพฤติตัวเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะการบําเพ็ญเพียรภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ และจากการเทศนา ว่าการ คอยส่งเสริมให้กําลังใจ และคอยให้คําแนะนําแก้ไขที่มีประโยชน์แก่ศิษย์ เพื่อให้ศิษย์ถึง ความพ้นทุกข์ร่วมกัน ซึ่งกรณีนี้มีมาแต่สมัยครั้งพุทธกาล เช่น คู่ของพระจูฬปันถก กับ องค์สมเด็จ– พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จวบจนสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล วงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็มีด้วยกันหลายคู่ นับแต่กรณีคู่ปฐมฤกษ์ที่บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรร่วมกัน คือ คู่ของปรมาจารย์ใหญ่ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กับ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล เรื่อยมาคู่ของ พระศิษย์ ได้แก่ คู่ของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร กับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม คู่ของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ กับ ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต คู่ของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ กับ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก และคู่ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร กับ ท่านพระ–อาจารย์บุญสิงห์ สีหนาโท (ศิษย์หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม) ฯลฯ 

ท่านเร่งความเพียรจนชนะกิเลสจึงไม่สึก

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านคิดอยากสึก เหตุการณ์ตอนนี้เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๔ สุดท้ายท่านเร่งความเพียรตามที่ท่านได้รับการฝึกฝนอบรมมาอย่างเต็มที่ จนไม่สึก 

เรื่องการคิดอยากสึก หรือการลาสิกขา เป็นเรื่องปรกติของพระสงฆ์ทั้งหลายในสังฆมณฑล พระสงฆ์องค์ไหนที่ไม่มีวาสนาบารมีทางธรรม หรือหมดบุญ ท่านก็สึกของท่านไป แต่พระสงฆ์ องค์ไหนที่สร้างวาสนาบารมีมามาก ยิ่งองค์ไหนที่ท่านใกล้จะพ้นทุกข์ด้วยแล้ว แม้ท่านคิดอยากสึก เพียงไรก็ตาม ก็มีเหตุให้ไม่ได้สึก และท่านก็ได้อยู่ครองสมณเพศบําเพ็ญสมณธรรมไปตลอดอายุขัย ดังเช่น ครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐานองค์สําคัญหลายๆ องค์ก็คิดอยากสึก แต่ด้วยอํานาจวาสนาบารมีที่บําเพ็ญมาเพื่อความพ้นทุกข์ ก็มีเหตุเป็นธรรมบันดาลให้ไม่ได้สึก และท่านก็ได้บําเพ็ญ จนบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดในที่สุด เช่น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ รวมทั้งหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ 

กรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ คิดอยากสึก เหมือนมีพระธรรมคอยยํ้าเตือนใจ ตนเคยสร้างบาปสร้างกรรมคราวเป็นนายฮ้อยมาแล้ว จะสึกออกไปทําไม ท่านได้เมตตาเล่าให้พระศิษย์ฟังดังนี้

“… บวชแล้วก็ไปกับครูอาจารย์สารณ์ (หลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต) เดินธุดงค์ถึงเมืองอุบลฯ อยู่อุบลฯ ๓ ปี ทีนี้ใจคิดอยากสึก คิดถึงบ้าน คิดถึงเมีย แต่บุญยังรักษา ตอนกลางคืนเดินจงกรม จะนั่ง จะยืน จะนอน สองใบหูนี้เต็มไปด้วยเสียงกะโหล่ง (อุปกรณ์ที่ทําให้เกิดเสียง ใช้สําหรับผูกคอสัตว์เลี้ยง) ผูกคอวัวคอควายกระทบกันเสียงดังก้องไปหมด จนนอนไม่หลับ จึงมาพิจารณาดูตนเองว่า จะเอาอย่างใด ทรัพย์สมบัติก็ไม่มีแล้ว เมียก็ออกบวชเป็นชีแล้ว ลูกก็ไม่มี จะสึกออกไปเอาอะไร ทุกข์มิใช่หรือ ต้องการความสุขที่แท้จริงมิใช่หรือ จึงหนีออกมาบวช”

ในตอนนี้ ท่านได้ต่อสู้มารกิเลสฝ่ายตํ่าจนเต็มสติกําลัง ด้วยการใช้ความเพียรพยายามอดทนเต็มที่ มีการทําสมาธิภาวนาและเดินจงกรม เป็นต้น จนในที่สุดท่านกลับเป็นฝ่ายชนะ

ศิษย์พระอาจารย์มั่นเกือบทุกองค์ ท่านเอาธรรมะเข้าต่อสู้จนออกจากภัยอันร้ายแรงได้ เรื่องกิเลสมารทับจิตใจนี้ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านก็เคยถูกกระแสกิเลสนี้พัดกระหนํ่าอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ท่านเคยเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง อันเป็นอุบายธรรมปฏิบัติว่า ภายหลังจากที่ท่านได้บวชเป็นพระแล้ว ๓ พรรษา ก็เกิดมีความรู้สึก (กิเลสภายใน) อย่างรุนแรง คิดอยากจะ สึกออกมาเป็นฆราวาสวิสัยอีก ทําอย่างไรๆ ก็ไม่หายที่จะนึกคิด ต้องเร่งพยายามต่อสู้ความคิดภายในนั้นมันเป็นกิเลสมารตัวร้าย สู้กันอย่างหนัก

อาวุธที่เข้าต่อสู้นั้น ท่านได้ทําสมาธิ เดินจงกรมและด้วยวิธีต่างๆ นานา นํามาใช้เป็นอุบายขจัดขับไล่ออกไป และด้วยความตั้งใจจริงของท่านนี้เอง ในที่สุดท่านสามารถเอาชนะอารมณ์จิตที่คิดจะสึกนั้นได้ เพราะว่าท่านคิดอยู่เสมอว่า “ในชีวิตของท่านไม่เคยแพ้ใคร ท่านไม่เคยทําสิ่งใด ล้มเหลว แล้วท่านจะมาแพ้ใจตนเองได้อย่างไร ท่านก็ได้ตัดสินใจมุ่งหน้ามาถึงขนาดนี้แล้ว ท่านจะต้องเดินต่อไปจนถึงที่สุด แม้จะต้องฟันฝ่ากับภัยอันตรายใดๆ ที่ยิ่งใหญ่ในโลกนี้ก็ตาม”

ในที่สุดท่านหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก็สามารถดําเนินเดินตามรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันเป็นจุดหมายปลายทางของท่านได้สําเร็จ คว้าชัยชนะจากคู่ต่อสู้ คือ กิเลสมารได้ 

ไม่มีอะไรจะหนักยิ่งกว่าการฆ่ากิเลส

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก่อนออกบวชท่านผ่านชีวิตฆราวาสมาแล้วอย่างโชกโชน ท่านเคย ทุกข์ยากลําบากตรากตรําทํางานหนัก ทั้งเคยเป็นชาวนา ทั้งเคยเป็นนายฮ้อยค้าวัวค้าควาย ซึ่งในสายตาของคนโดยทั่วไปในทางโลกแล้ว ย่อมถือว่าอาชีพของหลวงปู่พรหมในสมัยเป็นฆราวาสนั้นเป็นงานหนักหนาแสนสาหัส แต่เมื่อหลวงปู่พรหมท่านบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานและท่านได้ ลงมือปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง ท่านได้ประจักษ์ชัดด้วยตัวของท่านเองว่า งานทางธรรม หรือ งานฆ่ากิเลสนั้น ทุกข์ยากลําบากหนักยิ่งกว่างานทางโลกอย่างชนิดไม่อาจนํามาเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งงานฆ่ากิเลสเป็นงานที่หนักมาก และกิเลสทําให้ท่านเกือบจะต้องสึก ในกาลต่อมาเมื่อท่านกราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่านจะฆ่ากิเลสถึงกับตั้งใจ ไม่ยอมหลับนอน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์งานฆ่ากิเลสเป็นงานหนักมากไว้ดังนี้

งานทั้งหลาย ไม่มีงานใดที่จะหนักมากยิ่งกว่างานรื้อถอนกิเลสออกจากใจ งานนี้งาน หนักมาก เพราะเป็นงานของวัฏวน งานของกิเลสสร้างวัฏจิต วัฏวน วัฏทุกข์เข้าสู่หัวใจสัตว์โลก หมุนอยู่ภายในจิตใจตลอดมา เวลาจะถอนมันออกนี้ จึงถอนยากลําบากมาก และยากที่สุด ก็คือการถอดถอนกิเลสวัฏจิตออกจากหัวใจนี้ยากที่สุด พอถอนนี้ได้แล้ว ก็หมดเลยที่นี่ ในโลก สามโลกธาตุนับแต่ธาตุขันธ์ของเราลงไปเรื่อยๆ เรียกว่า เป็นสมมุติทั้งหมด หมด ไม่มีอะไรเข้าไปแทรกจิตใจให้ได้รับความทุกข์ได้เลย มีกิเลสเท่านั้น นั่น ทําไปทํามาก็ไม่พ้นกิเลส มีกิเลสเท่านั้น เป็นหอกเป็นหลาวเป็นอะไรทิ่มแทงหัวใจตลอดเวลา พอเอาอันนี้ออกหมดแล้ว หมดโดยสิ้นเชิง ทุกข์ไม่มีในพระอรหันต์ ในพระพุทธเจ้า

ทุกข์เกิดจากกิเลส เรื่องธาตุเรื่องขันธ์เป็นธรรมดาไม่ใช่เรื่องของกิเลส เจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัว ตัวร้อน ไม่ใช่กิเลส เป็นเรื่องของธาตุขันธ์แปรสภาพของมันไป แต่ทุกข์ภายในจิตใจนี้เป็นเพราะกิเลสล้วนๆ ทีนี้พอแก้อันนี้ออกหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว เรียกว่าฟ้าดินถล่มเลย วัฏจักรหมุนถล่มลงเลยไม่มีเหลือ ท่านแสดงไว้ในธรรมสรุปว่า งานนี้สําเร็จลงเรียบร้อยแล้วว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว พรหมจรรย์คือการฟาดฟันกับกิเลส ได้เสร็จสิ้นลงไปเรียบร้อยแล้ว งานที่ควรทําคืองานแก้กิเลสก็ได้ทําเรียบร้อยแล้ว งานอื่นที่จะทําให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี ฟังซิ งานแก้กิเลสเป็นงานที่หนักมากที่สุด ไม่มีงานใดเสมอเลย จึงว่า นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ …”

“…ชีวิตของเราที่ได้เป็นนักบวชมาทุกข์ในตอนฆ่ากิเลสทุกข์มากที่สุดเลย ทุกอย่างที่เรา ไม่เคยทํา ใครไม่เคยทําก็ตาม แต่เราพอใจที่จะทํา ทําเต็มเหนี่ยวๆ ความเป็นอยู่ปูวายทั้งหลาย ยิ่งกว่านักโทษในเรือนจํา นักโทษในเรือนจํากินวันละสองมื้อสามมื้อ จักตอกวันหนึ่งได้สี่เส้นห้าเส้น จักตอกเหลาตอกฆ่าเวลํ่าเวลาพอให้พ้นโทษไป กําหนดวันเท่านั้นๆ สิ้น แล้วก็จักตอกเหลาตอก สี่เส้นห้าเส้นฆ่าเวลาไป ข้าวกินวันละสองมื้อสามมื้อเป็นทุกข์อะไร มีแต่โลกสังคมเขาไม่ยอมรับ สังคมเขารังเกียจเท่านั้นเอง 

ถ้าหากสมมุติว่า ถ้าไปอยู่ในเรือนจําได้รับมรรคผลอย่างที่เราปฏิบัติในตัวของเรานี้ เราจะ สมัครเข้าในเรือนจํา เพราะเบากว่างานของเรามาก งานของเรานี้จะเป็นจะตาย เฉียดสลบ แต่ ไม่เคยสลบ เฉียดๆ ตลอด เพราะจิตใจมันมุ่งต่อแดนนิพพานๆ ไม่เป็นอย่างอื่น ไม่มีแยกมีแยะ ไปไหนเลย ทุกข์ขนาดไหนมันพุ่งๆ ต่อแดนนิพพาน หลังจากได้ฟังธรรมะพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรียบร้อยแล้วถึงใจ การปฏิบัติความพากเพียรถึงใจตั้งแต่บัดนั้นมา เป็นก็เป็นตายก็ตาย นี่ล่ะทุกข์มากที่สุดเลย”

พ.ศ. ๒๔๗๔ จําพรรษาวัดผดุงธรรม สร้างหอไตร

ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านกราบลาท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโตผู้เป็นครูบาอาจารย์องค์แรกแล้ว จากนั้นท่านก็เดินธุดงค์เพียงลําพังองค์เดียวกลับภูมิลําเนาเดิม คือ บ้านดงเย็น โดยท่านกลับมาพักปักกลดบริเวณผืนป่าชายหมู่บ้าน 

สมัยที่หลวงปู่พรหมมาปักกลดนั้น แถบบริเวณนี้เป็นป่าช้าห่างไกลหมู่บ้าน กล่าวกันว่า สภาพยังเป็นป่าเป็นดงที่สมบูรณ์มาก มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่นมาก สัตว์ป่าสัตว์ร้ายก็ยังชุกชุม เช่น ช้าง เสือ หมี งู เป็นต้น สําหรับบ้านเรือนผู้คนก็ไม่มากเช่นทุกวันนี้ ทางเดินสัญจรก็เป็นทางป่าร่มเย็นมาก สถานที่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่สัปปายะเงียบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาสําหรับที่ตั้งบ้านดงเย็น ในสมัยก่อนจะตั้งอยู่ตามริมห้วยสงครามแถบข้างใน โดยมีวัดกะเฉดเป็นวัดมหานิกายคู่บ้านมาตั้งอยู่ที่หนองสิม ริมห้วย ต่อมาหลวงปู่พรหมได้ย้ายวัดกะเฉดมาตรงโรงเรียน บ้านดงเย็นพรหมประชาสรรค์ (ปัจจุบันพื้นที่โรงเรียนเป็นสนามฟุตบอล) และตั้งชื่อวัดใหม่ว่า วัดโพธิ์ศรี ซึ่งยังเป็นวัดมหานิกายอยู่ 

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ เมื่อใกล้เข้าพรรษาหลวงปู่พรหมท่านได้อยู่จําพรรษา ณ บริเวณผืนป่าแห่งนี้ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านได้สร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยตั้งชื่อว่า วัดผดุงธรรม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดใน นับเป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกของบ้านดงเย็น ซึ่งเสนาสนะในยุคนั้นเป็นเสนาสนะป่า กุฏิกรรมฐาน ศาลา ฯลฯ ถูกสร้างขึ้นอย่างชั่วคราว เพียงเพื่อ อยู่อาศัยปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยพื้นและ ฝาผนังใช้ไม้ไผ่สานขัดแตะ หลังคามุงด้วยหญ้าคาหญ้าแฝก นอกจากนี้ท่านได้เป็นผู้นําในการสร้างหอไตรขึ้น ๑ หลัง โดยสร้างจากไม้ทั้งหลัง เพื่อเป็นที่เก็บรักษาบรรดาหนังสือพระคัมภีร์ต่างๆ ไว้ให้ เป็นที่ปลอดภัย โดยมีชาวบ้านดงเย็นได้มาช่วยกันสร้าง ปัจจุบันหอไตรได้ชํารุดทรุดโทรมตาม กาลเวลา ทางวัดได้รื้อถอนหมดแล้ว

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้ย้ายวัดโพธิ์ศรีมารวมกับวัดผดุงธรรม ในขณะนั้นวัดโพธิ์ศรีไม่มีพระอยู่จําพรรษาแล้ว โดยพื้นที่ของวัดโพธิ์ศรีได้สร้างเป็นโรงเรียนประชาบาลหลังแรกขึ้นในบ้าน ดงเย็น ศาลาวัดใช้เป็นห้องเรียน สําหรับเสนาสนะ ข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ได้ขนย้ายไปวัดผดุงธรรม

ท่านหลงเข้าใจว่านิพพานอยู่บนฟ้า

การปฏิบัติภาวนานั้นจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาชี้แนะแก้ไข กรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ สมัยที่ท่านเริ่มหัดปฏิบัติภาวนาใหม่ๆ ท่านก็เกิดความรู้ความเห็นผิด เช่นเดียวกับนักปฏิบัติทั้งหลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ท่านพักอยู่ที่วัดผดุงธรรม โดย หลวงปู่ลี อโสโก ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้

หลวงปู่พรหมได้ทําความเพียรจนช่วงหนึ่งเข้าใจว่านิพพานอยู่บนฟ้า ท่านก็พยายามเหาะหรือกระโดดอยู่ จะไปนิพพาน ก็กระโดด กระโดดขึ้น จนครูบาอาจารย์ ญาติโยมลูกศิษย์ สงสาร ในการกระโดดจะไปนิพพานของท่าน ทั้งเหน็ดเหนื่อยอะไรของท่าน แต่ท่านก็ไม่รู้เหนื่อยของท่าน มีหลวงปู่ลี อโสโก ที่อยู่ด้วยกัน ไปด้วยกัน คอยจับท่านไม่ให้กระโดด เวลาท่านตกลงมามือกระแทกกับพื้น ข้อมือได้หักไป 

จนกระทั่งได้ไปตามหลวงปู่สารณ์ที่หลวงปู่พรหมนับถือเป็นครูบาอาจารย์ โดยท่านได้ไปจําพรรษาที่ภูเก้า จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน คือ วัดตาดโตน อําเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลําภู) จึงไปตามท่านหลวงปู่สารณ์กลับมาเพื่อแก้ปัญหาความเห็นของหลวงปู่พรหม พอมาเห็น ท่านจึงให้คําตักเตือน ท่านเรียกหลวงปู่พรหมว่า “ท่านพรหม สิ่งที่ท่านรู้ ท่านเห็นนั้นน่ะ มันจริงหรือไม่จริง มันเที่ยงรึไม่เที่ยง อันนี้มันเป็นสัญญา ยังไม่เกิดปัญญา ที่ว่านิพพานอยู่โน่นอยู่นี่ สิ่งที่ท่านรู้เห็นนั้น บางทีมันก็เกิดขึ้น บางทีมันก็ดับไป มันไม่เป็นไปตามใจชอบใจหวังดังที่ท่านตั้งใจไว้มิใช่หรือ”

“ท่านฟังได้นะ” หลวงปู่พรหมยอมฟัง ไม่กระโดดแล้ว ด้วยความเคารพครูบาอาจารย์ ของท่าน ท่านฟัง… “อันนั้นมันเป็นสัญญา มันยังไม่เกิดปัญญา มันยังไม่รู้ไตรลักษณ์ คําว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นยังไง” พอท่านฟังไปๆ ก็สงบไป ยอมรับธรรมของผู้ว่ากล่าวตักเตือน หาย… เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เป็นอยู่ตั้งหลายวัน อาการนี้ที่ลูกศิษย์ญาติโยมเป็นทุกข์กัน นี่คือ สัญญาอารมณ์ที่ปรุงแต่งขึ้นมา สําคัญว่าอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นไปตามความปรุงแต่งขึ้น มันมีแล้วก็เกิดดับไปตามหน้าที่ เหตุนี้ท่านจึงกลับเข้าสู่ตนเองพิจารณาใหม่ ใจของท่านจึงปรกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านจึงเกิดความเข้าใจ อาการนั้นจึงหายไปตั้งแต่วันนั้น

ที่ท่านกล่าวไว้ว่าให้หาครูบาอาจารย์ที่ถูกจริตนิสัยที่เราพอจะเชื่อฟังท่านได้ จึงขอนิสสัยจากท่านผู้นั้น ที่นี่เราปัจจุบันเอาตามประเพณี แต่เราไม่ลงนะรับไม่ได้ ครูอาจารย์บางรูป ข้อวัตร การกระทํา การพูด ความคิด มีความบกพร่อง แต่นี่ท่านไม่บกพร่องยอมรับกันได้ทุกอย่าง เลยเป็น ครูบาอาจารย์ที่ให้นิสสัยได้ ว่ากล่าวตักเตือนได้ ไม่ถือโทษโกรธซึ่งกันและกัน ครูบาอาจารย์ที่ยอมรับกันได้ จึงทําให้พ้นจากนิสัยมุตตกะเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังครูบาอาจารย์ได้ก็เป็นยังงั้น โรคทางกายก็หายได้ โรคทางใจก็หายได้ ความเห็นผิดก็เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ทําให้ไม่สบายกายและ ใจได้ ในวงการพระผู้ประพฤติปฏิบัติยอมรับหลวงปู่พรหมองค์นี้ว่า เป็นผู้พูดจริง ทําจริง เป็นพระที่ ครูบาอาจารย์ยอมรับท่านได้องค์หนึ่งในบรรดาลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต”

ประวัติย่อ หลวงปู่ลี อโสโก

หลวงปู่ลี อโสโก ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสรูปหนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถือพระธรรม–วินัย ถือธุดงควัตร และรักษาข้อวัตรปฏิบัติด้วยความเคร่งครัด ท่านเป็นคนบ้านตาล ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร บ้านเกิดเดียวกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ และท่านออกบวชหลังจากมีครอบครัวแล้วเหมือนกัน ท่านมีอายุพรรษาแก่กว่าหลวงปู่พรหม เมื่อบวชแล้วท่านขยันภาวนา มีความเพียรเป็นเลิศและชอบเดินจงกรมเหมือนกัน

เสนาสนะป่ายาง อันเป็นที่พํานักของหลวงปู่ลี อโสโก ตั้งอยู่บ้านตาล ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เดิมเป็นวัดเก่าแก่ มีป่าที่รกทึบไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ มีสัตว์ป่าหลายชนิด มีห้วยใหญ่ ท่านได้พัฒนาเป็นวัดป่ากรรมฐาน มีเสนาสนะป่าเท่าที่จําเป็น เช่น ศาลา หอฉัน กุฏิกรรมฐาน ห้องนํ้า ฯลฯ และมีกุฏิเล็กๆ สร้างตั้งอยู่บนก้อนหิน ลานวัดก็ปัดกวาดสะอาดจนเตียนโล่ง พระท่านก็อยู่กันอย่างสมถะสันโดษ เห็นแล้วน่าศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง 

หลวงปู่ลี อโสโก ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ ตามแนวทางปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านมีความอดทน มีความพากเพียรพยายามเป็นเลิศ แม้แก่เฒ่าชราแล้ว ท่านก็ยังปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างเอาจริงเอาจังเหมือนพระหนุ่มๆ จนเป็นที่ศรัทธาเคารพเลื่อมใสของสาธุชนแถบบริเวณนั้นเป็นอย่างยิ่ง ท่านไม่ใช่พระที่ชอบแนะนําพรํ่าสอนใครต่อใคร มีนิสัยเป็นปัจเจกะ ท่านจะประพฤติปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง

สมัยนั้นมีตัวเหลือบชุกชุม เหลือบเกาะตามแข้งตามขา กระทืบเท้าทีหลุดเป็นกอง มันมากัดท่านเลือดไหลออกตามขา ท่านก็ปล่อยให้เหลือบมันกัดกินเลือดเนื้อของท่านอยู่อย่างนั้น พระเณรเห็นดังนั้น กลัวท่านจะตาย จึงไปช่วยไล่ออกให้ท่าน ท่านก็ไม่สนใจ ไม่เพียงแต่ตัวเหลือบกัดท่านเท่านั้น แม้งูกัด ท่านก็ไม่ได้บอกใคร เห็นท่านเงียบไป ตัวซีดไป จึงเข้าไปกราบเรียนถาม ถึงได้รู้ว่าท่านถูกงูกัด ท่านจะเจ็บปวดทรมานสักปานใด ก็ไม่เคยเห็นท่านพูดท่านบ่น เห็นแต่ท่านนั่งสมาธิภาวนาตลอดวันตลอดคืน ไม่เห็นท่านตื่นตกใจกับความเจ็บความตาย จึงเห็นได้ว่าท่านเป็นผู้อดทนจริงๆ และเป็นครูบาอาจารย์ที่หาได้ยากที่สุดรูปหนึ่ง

หลวงปู่ลี อโสโก ท่านไม่พูดมาก ท่านนําโดยการประพฤติปฏิบัติให้มากๆ เช่น การเดินจงกรม นั่งสมาธิ บิณฑบาต ปัดกวาดวัด ไม่มีขาด แม้จะอายุมากแก่แล้ว พรรษามากแล้ว ท่านก็เป็นผู้นํารักษาข้อวัตรปฏิบัติ ควรเอาเป็นแบบอย่างได้ พระเณรเห็นท่านเดินจงกรม ต่างองค์ต่างก็อยู่นิ่ง เฉยไม่ได้ ต้องออกมาเดินจงกรมตาม พระหนุ่มบางองค์เห็นท่านเดิน เลยตั้งจิตอธิษฐานสู้กับท่านว่า “ถ้าองค์ท่านไม่หยุดเดินจงกรม ก็จะเดินแข่งกับท่าน จนกว่าท่านจะหยุด” ปรากฏว่า พระหนุ่ม องค์นั้นเกือบตาย เพราะท่านเดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน ท่านประพฤติปฏิบัติแบบสู้ตาย เพื่อธรรม คําสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้จริง

จําใจจากบ้านเกิดออกธุดงค์

ในสมัยครั้งพุทธกาล คราวเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ออกธุดงค์บําเพ็ญจิตตภาวนาตามป่าตามเขา เพื่อการตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ ท่านต้องทําพระทัยจากพระราชวัง จากพระราชบิดา พระมเหสี พระราชโอรส ตลอดจนพระ– ประยูรญาติทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องจําพระทัยจากพระราชโอรส ทั้งๆ ที่เพิ่งประสูติใหม่ๆ ในคืนวันนั้นพระองค์ต้องทําพระทัยขนาดไหน ในการตัดพระทัยจากสิ่งอันเป็นที่รักยิ่งดั่งแก้วตา ดวงหทัย แต่พระองค์ก็ทรงตัดพระทัยได้อย่างเด็ดขาดแน่วแน่ จนเป็นพระพุทธคติที่เป็นแบบอย่างอันงดงามเลิศเลอตราบจนถึงทุกวันนี้

พระอริยสงฆ์สาวกในครั้งพุทธกาลต่างก็ได้ดําเนินตามรอยพระองค์ท่าน จนเป็นอริยปฏิบัติสืบทอดกันเรื่อยมาตราบจนสมัยปัจจุบัน ดังครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ–อาจารย์มั่น ประเภทเพชรนํ้าหนึ่ง กล่าวได้ว่าทุกองค์ นับแต่พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง จนถึง พระศิษย์รุ่นต่อๆ มา เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ฯลฯ เมื่อครูบาอาจารย์ท่านออกบวชประพฤติปฏิบัติธรรมใหม่ๆ เพื่อปรารถนาความหลุดพ้นแล้ว ท่านก็ต้องจําใจจาก บ้านเกิดอันอบอุ่นด้วยกันทุกองค์

ครูบาอาจารย์ท่านจะออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานไปตามป่าตามเขา เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ทั้งนี้เพื่อตัดใจจากสิ่งห่วงหาอาวรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะความห่วงกังวลในบิดา มารดา ภรรยา บุตร และญาติพี่น้อง เพื่อละทิ้งความสะดวกสบายต่างๆ ในฆราวาสวิสัย เพื่อห่างจากสัญญาอารมณ์ต่างๆ ในอดีต ทั้งความสุข ความสนุกสนาน ความใกล้ชิดคุ้นเคยกับครอบครัว ตลอดจนญาติสนิทมิตรสหาย ทั้งความเป็นห่วงเป็นใยของครอบครัว เกรงว่าชีวิตการออกบวชจะประสบกับความทุกข์ยากลําบาก จึงมาคอยรบเร้าวิงวอนชวนให้สึก เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคในการบําเพ็ญจิตตภาวนา และอาจเป็นปัจจัยสําคัญหนึ่งทําให้ท่านคิดอยากสึก และก็สึกในที่สุด

ฉะนั้น การจากบ้านเกิดเพื่อออกธุดงคกรรมฐานของครูบาอาจารย์นั้น จึงจําเป็นอย่างยิ่งและมีประโยชน์มากมายหลายประการ เพราะย่อมทําให้จิตใจของท่านเป็นอิสระจากเครื่องร้อยรัดผูกพันประการต่างๆ ดังกล่าวมา ย่อมทําให้ท่านมีโอกาสและเวลาในการบําเพ็ญจิตตภาวนาได้อย่าง สะดวกเต็มที่ และอย่างไม่เป็นนิวรณ์กังวลใจ และย่อมเป็นปัจจัยสําคัญ ทําให้ท่านบรรลุถึงซึ่ง เป้าหมายอันสูงสุด คือ บรมสุขพระนิพพาน

หลวงปู่พรหม ตอนที่ท่านอยากสึก แม้ท่านจะเร่งความเพียรจนชนะแล้วก็ตาม ท่านก็ยัง เกรงความคิดอยากสึกนั้นจะหวนกลับคืนมาอีก และถ้าอยู่ที่วัดผดุงธรรมแล้วสึก ก็จะอับอาย ชาวบ้าน เพราะว่าขณะนั้นท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ตอนที่ท่านตัดสินใจออกบวช ท่านได้สละทรัพย์สมบัติจํานวนมหาศาลแจกทานไปหมดก็เป็นข่าวใหญ่และดังมาก ท่านจึงออกเที่ยวธุดงค์จาก บ้านเกิดไปตามป่าตามเขา ไปทางฝั่งลาวเมืองหลวงพระบาง โดยหลวงปู่พรหมท่านได้เมตตาเล่าให้พระเณรฟังเป็นคติ ดังนี้ 

“บวชอยู่ละแวกแถวนี้ มันคิดอยากสึก ตัดสินใจไปเลย ธุดงค์ไปตามป่าตามเขาหลายแห่งหลายที่ ไปหมด ตรงไหนๆ ไปหมด ตั้งใจไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นทางภาคเหนือ ไปก็ไป เจอหลวงปู่มั่น และเจอหลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่เทสก์ ตอนไปปฏิบัติ หลวงปู่มั่นท่านก็ให้แยกย้ายกันไป ตามแต่ท่านจะเมตตาสั่ง องค์นั้นให้ไปจําพรรษาที่นั้น องค์นี้ให้ไปจําพรรษาที่นี้ ท่านก็สั่งให้ไป ก็ไปตามที่ท่านสั่ง จะไปตายข้างหน้า ไปตัดกิเลส เพราะมันอยากสึก ไปมันจนสุด ไปไม่กลับบ้าน บวชใหม่ๆ ไปทีแรก คิดอยากสึก คิดตลอดเวลา ไปมันก่อน ตายข้างหน้า แล้วแต่มันจะตายที่ไหน ลาว พม่าไปเรียบหมด ไปบางครั้งครึ่งเดือนก็ไม่ได้ฉันข้าว ท่านตั้งใจว่า เมื่อบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงจะกลับบ้านเกิด” 

ออกธุดงค์ไปเมืองหลวงพระบาง

ในการออกเดินธุดงค์ไปฝั่งลาวเมืองหลวงพระบาง ซึ่งระยะทางไกลมาก หลายร้อยกิโลเมตร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้นําหลานชายคนหนึ่ง ชื่อ “บุญธาตุ” ซึ่งเป็นเด็กตัวน้อยอายุ ๗ ขวบ และยังไม่ได้เข้าโรงเรียนไปด้วย การเดินธุดงค์ทางไกลตามป่าตามเขาโดยการแบกกลดสะพายบาตรเพียงลําพังองค์เดียว ทั้งต้องเสี่ยงภัยอันตรายต่างๆ ทั้งความอดอยากและความหนาว ก็นับว่าหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ยิ่งมีหลานชายไปด้วยก็ยิ่งมีภาระเพิ่มมากขึ้น เพราะบางครั้งท่าน ต้องอุ้มหลานชายกระเตงไปด้วยกัน 

การที่ท่านนําหลานชายไปด้วยนั้น ไม่ทราบสาเหตุและเหตุผล แต่พอสันนิษฐานได้ว่าก็เพียง เพื่อช่วยหยิบ ช่วยประเคนของ รวมทั้งได้ฝึกหลานชายในเรื่องความอดทนและความแข็งแกร่ง รวมทั้งการเอาตัวรอดในป่าดง ส่วนเหตุผลและความจําเป็นอื่นนั้น ไม่สามารถทราบได้ แต่เชื่อแน่ว่า ท่านต้องมีเหตุผลและมีความจําเป็น เพราะตอนท่านเป็นฆราวาส ท่านได้รับการยอมรับและยกย่องเป็นนายฮ้อยจากคนในหมู่บ้าน และเมื่อท่านบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานด้วยแล้ว ด้วยกิริยา ท่าทางอันสงบเสงี่ยม ด้วยนิสัยอันเคร่งขรึมพูดน้อยของท่าน แลดูแล้วสง่างาม น่าเกรงขาม และ น่าเลื่อมใส ก็ยิ่งทําให้ท่านได้รับความเคารพนับถือและยิ่งได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่เด็ก ซึ่งหลานชายของท่านก็ต้องได้รับการยินยอมจากพ่อแม่เด็ก 

หลวงปู่และหลานน้อยบุญธาตุ ออกเดินด้วยเท้าจากบ้านดงเย็น ในเขตอําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ไปทางอําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย อาศัยเรือข้ามแม่นํ้าโขง ไปทางฝั่งลาว แล้วเดินเลียบฝั่งแม่นํ้าโขงขึ้นไปทางเหนือ เป้าหมายอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง ดังกล่าว

การเดินทางไปเมืองหลวงพระบางในสมัยนั้น (๘๐ กว่าปีที่แล้ว) แสนทุรกันดารยากลําบาก แม้ทางเดินเท้าก็แทบไม่มีเลย ต้องบุกป่าฝ่าดงเสี่ยงภัยอันตรายไปเรื่อย เมื่อพบทําเลที่เหมาะแก่การบําเพ็ญเพียร ก็หยุดแขวนกลดพักในเวลากลางคืน เมื่อจัดที่ให้หลานชายนอนจนหลับไปแล้ว ท่านก็ นั่งบําเพ็ญเพียรภาวนา เดินจงกรมรักษาจิต ขจัดกิเลสภายในออกจากจิตใจ ด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวมั่นคงต่อธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ ท่านได้สละทุ่มเทลงไปเพื่อได้มาซึ่งธรรมตามความเป็นจริงให้จงได้ 

พอถึงเช้าวันใหม่ได้อรุณ ท่านก็เตรียมออกโคจรบิณฑบาต อันเป็นกิจวัตรที่พระพุทธเจ้าทรง กําหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญการบิณฑบาตว่าเป็นกิจอันประเสริฐ หรือที่เรียกกันว่า การโปรดสัตว์ เพราะการออกบิณฑบาตนั้น นับว่าเป็นการเผยแผ่พระศาสนาทางหนึ่งด้วย พอท่านมองเห็นใบไม้อ่อนแก่ มองเห็นลายมือของ ตัวเองได้ชัดเจน อันเป็นตามหลักพระธรรมวินัยของการบิณฑบาต ท่านนุ่งห่มครองจีวรและสะพาย บาตรแล้วก็ออกเดินโคจรบิณฑบาตเข้าหมู่บ้านซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่หลังคาเรือน พร้อมด้วยหลานชาย ท่านได้อาศัยบิณฑบาตกับชาวป่าชาวดงที่อยู่ใกล้เคียงนั้น พอได้อาหารมาฉัน และแบ่งอาหารให้หลานชายกิน พอประทังชีวิตไปวันหนึ่งๆ ฉันเสร็จแล้วก็เก็บเครื่องบริขาร แล้วก็ออกเดินธุดงค์กันต่อไป โดยหลานชายตัวน้อย บุญธาตุ เดินตามหลังท่านไปติดๆ บุกป่าฝ่าดง ปีนภูเขาลูกแล้วลูกเล่า โดยไม่มีที่หมายชัดเจนว่า แต่ละคืนจะไปหยุดพักที่ใด แล้วแต่จะเจอสถานที่ที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ ไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านนัก ก็จะแขวนกลดหยุดพักเป็นที่ๆ ไป บางคราวก็เดินเลียบไปตามชายฝั่งของแม่นํ้าโขง เพราะหนทางลําบากเป็นไปด้วยความยากลําบากแล้ว ยังมีความอดอยากแร้นแค้นอย่างสาหัสด้วย

บางวันก็พบหย่อมหมู่บ้านพอได้อาศัยโคจรบิณฑบาต แต่บางวันเดินทั้งวันก็ไม่พบหมู่บ้าน และใครๆ เลย แม้แต่ผู้คนเดินทางก็ไม่เจอใครเลย อาหารการขบฉัน และแม้แต่ของที่จะให้ หลานชายกินพอประทังความหิวก็ไม่มี ได้อาศัยเพียงนํ้าตามแหล่งนํ้าลําธาร กรองดื่มลูบท้อง เพื่อประทังความหิวโหยไปเป็นครั้งคราวเท่านั้น เนื่องจากหลานชายยังเล็ก ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว บางครั้งก็ร้องไห้เพราะทนความหิวไม่ไหว และไม่ยอมเดิน หลวงปู่ต้องปลอบโยน รวมทั้งต้องอุ้มหลานไว้กับตัวก็มี ทําความลําบากทุลักทุเลทั้งท่านและหลาน

ขณะนั้นหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านยังไม่พบกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระบูรพาจารย์ใหญ่แห่งยุค ท่านได้เล่าประสบการณ์ตอนเดินธุดงคกรรมฐานสมัยแรกๆ ในประเทศลาวไว้ดังนี้ว่า

“ปฏิบัติธรรมเพื่อเอาความดีนั้น จะต้องอดทน มีความพยายามอย่างสูงสุด จึงจะได้มาซึ่งคุณงามความดี การเดินป่าหาธรรมะ ต้องต่อสู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มักเกิดขึ้นมา บางวันก็ต้องหอบหิ้วสัมภาระทั้งหมดนี้ เช่น บาตร กลด กานํ้า และยังต้องอุ้มหลานชายไปด้วย ทั้งนี้เพื่อจะเดินทาง ได้เร็ว ทําอยู่อย่างนี้ตลอดวัน”

แม้ว่าการเดินธุดงค์จะเต็มไปด้วยความทุกข์ยากตลอดทาง แต่จิตใจนั้นไม่เคยยอมพ่ายแพ้แก่อุปสรรค เพราะในชีวิตท่านมิเคยท้อถอยให้กับความยากลําบากและความลําเค็ญเข็ญใจ อันเป็นอาการภายนอก เป็นความทุกข์ทางกาย ท่านสามารถฝ่าฟันออกไปได้ด้วยความอดทนอดกลั้นเอา ส่วนภายในจิตใจนั้น ท่านบอกว่า มีแต่ความอิ่มเอิบเบิกบานใจ เพราะท่านมุ่งต่อมรรคผลนิพพานโดยถ่ายเดียวนั่นเอง

การเดินธุดงค์ของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้มาสิ้นสุดลงเมื่อมาถึงจุดหมายปลายทาง คือ เมืองหลวงพระบาง ทางตอนเหนือของประเทศลาว ตามที่ท่านตั้งใจไว้ จากนั้นท่านได้อยู่พักเหนื่อยเป็นเวลาหลายวัน

พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านจําพรรษาที่เมืองหลวงพระบาง

ตามคําบอกเล่าของครูบาอาจารย์ที่ได้ยินได้ฟังจาก หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านเดินธุดงค์ถึงเมืองหลวงพระบางแล้ว ท่านได้อยู่จําพรรษาที่นั่น ๑ พรรษา 

ในสมัยก่อนการเดินทางข้ามพรมแดนเข้าประเทศลาว เข้าสู่เมืองหลวงพระบางไม่ได้ยากแบบสมัยปัจจุบันนี้ ชาวไทยและชาวลาว เป็นเสมือนบ้านพี่เมืองน้อง การไปมาหาสู่กันจึงเป็นไปได้โดยง่าย ความสําคัญของเมืองหลวงพระบาง ซึ่งทําให้ครูบาอาจารย์นิยมเดินธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมกัน มีดังนี้

“เมืองหลวงพระบาง เป็นเมืองสําคัญอีกเมืองหนึ่งของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย– ประชาชนลาว เป็นเมืองที่มีสภาพภูมิประเทศโอบล้อมด้วยหุบเขารอบด้าน มีภูเขาสลับซับซ้อนและต่อเนื่องกัน ทําให้มีที่ราบเพียงส่วนน้อย สภาพพื้นที่ในอดีตเป็นดงหนาป่าทึบ อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ต้นไม้น้อยใหญ่ สัตว์ป่ามากมาย และมีแม่นํ้าสําคัญไหลผ่านหลายสาย เช่น แม่นํ้าโขง แม่นํ้าคาน และแม่นํ้าอู ชาวเมืองส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา มีจิตใจโอบอ้อมอารี ใจบุญสุนทาน ด้วยสาเหตุปัจจัยดังกล่าว เมืองหลวงพระบางจึงเป็นเมืองสัปปายะอีกเมืองหนึ่งซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์ วงกรรมฐานองค์สําคัญๆ ต่างนิยมเดินธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมกัน เช่น หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ รวมทั้งหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านก็ได้เดินธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมและได้อยู่จําพรรษา

ปัจจุบัน เมืองหลวงพระบาง ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมของความเจริญในภาคเหนือของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในทุกๆ ด้าน เช่น ด้านการศึกษา ด้านการท่องเที่ยว และด้านการคมนาคมขนส่ง ฯลฯ โดยได้รับการยกย่องเป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโก ด้วยเหตุผล คือ มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่นํ้าโขงและแม่นํ้าคาน ซึ่งไหลบรรจบกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม และชาวเมืองหลวงพระบางมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นมิตรและมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม”

ท่านรักษาอาพาธด้วยธรรมโอสถ

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวต่อมรรคผลนิพพาน ดังนั้น นับแต่ท่านออกบวช ท่านก็เริ่มออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขา เพื่อฝึกฝนอบรมทรมานจิตใจตามแนวทางของพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน คือ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ด้วยการอดนอน ผ่อนอาหาร และอดอาหาร โดยในพรรษาที่ ๕ ของท่าน ระหว่างอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง ท่านก็เกิดอาการอาพาธหนักด้วยโรคท้อง คือ ท่านเป็นโรคกระเพาะอาหารเป็นพิษ ซึ่งโรคนี้บรรดาครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่งในวงกรรมฐานเป็นกันหลายๆ องค์ นับแต่ท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นปรมาจารย์ ศิษย์รุ่นใหญ่ เช่น หลวงปู่พรหม ฯลฯ และศิษย์รุ่นต่อมา เช่น องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และทุกองค์ต่างก็รักษาด้วยธรรมโอสถ

การรักษาอาพาธด้วยธรรมโอสถ มีมาแต่สมัยครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก เมื่อคราวอาพาธก็ใช้ธรรมโอสถในการรักษาระงับโรคภัย และทรงประกาศ ธรรมโอสถบทนี้มานานและท้าทายผู้ปฏิบัติธรรมเรื่อยมา ดังบทสวด สกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ ธมฺมรตนํ สงฺฆรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นโอสถอย่างยิ่ง และธรรมโอสถนี้นอกจากเป็นยาระงับดับโรคภัยได้เป็นอย่างดีแล้วยังดับกิเลสได้อีก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้

“สกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ,

สกฺกตฺวา ธมฺมรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ,

สกฺกตฺวา สงฺฆรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ,

พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นโอสถอันใหญ่ เป็นโอสถอะไร ก็แก้กิเลสตัณหาอาสวะภายในใจของเรานี้เอง นั่น !

“พุทธะ” แปลว่า ผู้รู้ เอาผู้รู้ผู้ฉลาดนี้ล่ะมาแก้

“ธรรมะ” ที่ปรากฏขึ้นภายในจิตใจเพราะความเพียร ย่อมระงับดับโรคความวุ่นวายไปได้ หมด

“สังฆะ” ผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมอัศจรรย์ ตามเสด็จพระพุทธเจ้าทัน

นี่เป็นโอสถแต่ละอย่าง ละอย่าง หรือแต่ละธรรมชาติ จึงเป็นเครื่องพยุงจิตใจได้อย่างดีเลิศ อยู่ที่ไหนอย่าลืม “พุทธะ ธรรมะ สังฆะ” ซึ่งมีความประเสริฐแท้อยู่ภายในใจนี้ จิตของเรานี้แล จะเป็นภาชนะสําคัญ สําหรับรับ “พุทธะ” อันแท้จริงจากพระพุทธเจ้ามาเป็น “พุทธะ” ของเรา “ธรรมะ” อันแท้จริงจากธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะของเรา ด้วยการชําระได้ จากสังฆะของ พระสงฆ์สาวกท่าน มาเป็น “สังฆะ” ของเราผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมทั้งหลายที่มีอยู่ภายในใจ ด้วยการปฏิบัติธรรมของตน”

มาถึงสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล นับแต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระปรมาจารย์สายพระธุดงคกรรมฐาน จวบจนพระศิษย์ประเภทเพชรนํ้าหนึ่งทั้งหลาย เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร เป็นต้น เมื่อคราวออกธุดงค์บําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาเกิดอาพาธล้มป่วยลง ท่านก็ใช้ธรรมโอสถในการรักษาระงับโรคภัย 

กรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ขณะที่ท่านพักอยู่ที่เมืองหลวงพระบางนั้น ท่านเกิดอาพาธหนักเป็นโรคท้อง ท่านก็ใช้ธรรมโอสถรักษา คล้ายๆ กับกรณีการอาพาธโรคท้องของท่านพระอาจารย์มั่น ดังนี้

“ในขณะที่อยู่พักยังเมืองหลวงพระบางนั้น ท่านเกิดล้มป่วย วิบากขันธ์ของท่านสร้างความเจ็บปวดทรมานจิตใจอย่างรุนแรง ดังที่ท่านได้เล่าดังต่อไปนี้

เมื่อไปถึงที่ก็เกิดเจ็บป่วยด้วยโรคท้อง (กระเพาะอาหารเป็นพิษ) จนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล รักษาไปนานวันก็ไม่หายจึงต้องออกจากโรงพยาบาลเสีย ต่อมาก็ได้เข้าไปให้พระภิกษุ รูปหนึ่งชื่ออาจารย์ก้ง เป็นหมอพระอยู่ละแวกนั้นรักษา แต่อาการเจ็บป่วยก็ไม่ทุเลาลงเลย ท่านจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า 

“ต่อไปนี้เราจะไม่รักษาด้วยยาอีก จะไม่ฉันยาขนานใดๆ อีกต่อไป ถ้าจะเกิดล้มตายลงไปก็ถือเป็นกรรมเก่าของเรา แต่ถ้าหากเรายังพอจะมีบุญอยู่บ้าง ก็คงจะหายไปเป็นปรกติได้”

ภายหลังจากท่านตัดสินใจแล้ว ท่านก็ได้ยุติการใช้ยาหรือฉันยารักษาโรคทันที หันมาใช้วิธี “รักษาด้วยธรรมโอสถ” ท่านเจริญสมาธิ ฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง พิจารณาธาตุขันธ์ แล้วเพ่งเพียรรักษาด้วยอารมณ์จิตใจที่เป็นสมาธิ ทรงคุณธรรมไว้เฉพาะหน้า บุญญาบารมีเป็นเครื่องนําหนุน มีวาสนาเป็นยารักษาโรคให้หายจากอาการเจ็บปวดทรมาน ซึ่งต่อมาท่านก็ค่อยๆ หายจากอาการอาพาธ และได้เดินธุดงค์กลับมาประเทศไทย นําหลานชายมาคืนให้พ่อแม่เขาต่อไป”

สําหรับเด็กชายบุญธาตุ มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่พรหมท่านรักหลานชายคนนี้มาก ท่านจึงหัดให้ภาวนา และหลานชายคนนี้ภาวนาเก่งด้วย ท่านจึงนําไปธุดงค์ฝั่งลาวด้วยกัน ขณะอยู่ในป่าเด็กชายบุญธาตุไปเจอเปรตก็ตกใจกลัวเลยไม่สบายและอาจเป็นไข้ป่าด้วย ต่อมาไม่นานเมื่อ กลับถึงบ้านดงเย็น ก็ล้มป่วยหนักและได้เสียชีวิตลงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

เรื่องเปรตเฒ่าจันทร์

ครูบาอาจารย์องค์ที่ท่านเคยอยู่จําพรรษากับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเมตตาเล่าว่า ที่วัดประสิทธิธรรม มีภูมิเจ้าที่มันเข็ด (แรง) อยู่ในนั้น หลวงพ่อจันทร์ไปอยู่วัดในเมืองหลวงพระบาง ตายแล้วไปเป็นเปรตมาสิงเณรวัดใน (วัดผดุงธรรม) พอพระผู้มีศีลมีธรรมที่อยู่กับหลวงปู่พรหมเข้า ไปดู เปรตมันไม่ให้พระเข้าใกล้ มันคงจะร้อน ปานนั้นนะ หลวงพ่อจันทร์แกเป็นเปรต เพราะขาย ของสงฆ์ ชาวบ้านทําบุญกฐินที่วัด แกเอาบาตรกฐินไปขาย ขายไม่แพง แต่ก่อน ๑๐ สตางค์ ไปซื้อกางเกงให้เด็กชายบุญธาตุ ลูกของแกเอง และเป็นหลานของหลวงปู่พรหม ของสงฆ์รักษาไม่เป็น เอาไปทําอย่างอื่น พอตายแล้วเลยไปเกิดเป็นเปรต ก็ไปสิงเณรสาย ฉันจังหันเช้าแล้ว สิงเณรจน ตัวแข็งตาค้าง

อู๋ย ! ขณะพูดเดี๋ยวนี้ยังน่ากลัวอยู่นะ เปรตมาสิงนี่ ไม่ใช่สิงวันเดียวนะ สิงอยู่ตั้ง ๖ – ๗ วัน ตอนเปรตเข้าสิง มากินข้าวแล้วก็ทําตาจ้องเขม็ง ตําหมากเคี้ยวจ้วบๆ คนไหนเป็นอะไรๆ รู้จักหมด บ่างในวัดมันเยอะ พระวัดในพากันไปไล่บ่าง ไปเลื่อยเอาไม้ลง รู้จักหมด ใครไปทําอะไร รู้จักหมด หลวงปู่พรหมท่านเลยเมตตาโปรดสงเคราะห์เปรตเฒ่าจันทร์ โดยแนะนําให้ญาติพี่น้องของเขา เอาเงินไปชําระหนี้สงฆ์ เหตุการณ์จึงสงบลง เรื่องแบบนี้เป็นกรรมอย่างนั้นๆ พระนี่ไปตกนรกก็เยอะ โอ้ย ! บางทีท่านก็ทุกข์ลําบากกับไอ้ตัวเล็กไปจนถึงพ่อมันด้วยนั่นล่ะ “เอาไว้ยังไงหลาน จะไปหา ครูอาจารย์มั่นเชียงใหม่” ท่านก็ไปนู้นจริงๆ 

ภาค ๖ เดินธุดงค์ภาคเหนือติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น

ครูบาอาจารย์จําเป็นและสําคัญมาก

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ขณะเป็นฆราวาสก่อนออกบวช หากท่านไม่ได้รับคําตอบที่ทําให้ท่านหายสงสัยและหากไม่ได้ฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ครูบาอาจารย์องค์แรกของท่านแล้ว ท่านก็คงยังไม่พบหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง ท่านจึงตระหนักถึงความจําเป็นและความสําคัญของการมีครูบาอาจารย์ ยิ่งเมื่อท่านออกบวชปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาโมกขธรรมนั้น เรื่องของครูบาอาจารย์ยิ่งมีความจําเป็นและมีความสําคัญมาก ดังนี้

ในสมัยครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนพระองค์จะตรัสรู้ ได้เสด็จออก ธุดงคกรรมฐานเป็นพระป่าองค์แรกของโลก ก็ทรงแสวงหาครูบาอาจารย์ ครั้งสมัยกึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น สองพระปรมาจารย์ผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ก่อนจะบรรลุธรรม ก็ออกธุดงคกรรมฐานแสวงหาครูบาอาจารย์เช่นเดียวกัน ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ ผู้สั่งสอนอบรมภาคปฏิบัติ จึงจําเป็นและสําคัญมาก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้ 

“ในบรรดาโอวาทที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้นั้น เราทั้งหลายก็เรียน แต่ความจําได้โดยไม่มี ผู้พาดําเนิน กับ ความมีครูมีอาจารย์ผู้พาดําเนินนั้น เป็นสิ่งที่ผิดแปลกกันอยู่มาก เพราะฉะนั้น ท่านจึงมีไว้ทั้งปริยัติ คือ การศึกษาเล่าเรียนวิธีการดําเนิน และการดําเนิน คือ ภาคปฏิบัติ ตาม ศาสนธรรมที่เราได้ศึกษาเล่าเรียนมา ผลก็แสดงออกเป็นปฏิเวธธรรม คือ รู้ไปโดยลําดับลําดา จากภาคปฏิบัติของตน จนถึงขั้นรู้แจ้งแทงตลอด นี่ท่านแสดงไว้โดยสมบูรณ์ 

แม้เช่นนั้นก็ยังต้องอาศัยผู้พาดําเนิน เพราะเพียงจําได้วิธีการต่างๆ ที่ท่านประกาศสอนไว้ หรือมีในคัมภีร์ใบลานตามหนังสือต่างๆ ถ้าไม่มีผู้พาดําเนิน ก็ไม่ทราบจะหยิบยกเอาอันใดมาก้าว มาเดิน มาดําเนิน มาปฏิบัติ นี่สิ่งที่ขัดข้องแก่ผู้ดําเนินขัดข้องอย่างนี้ เพราะหลักของธรรมแท้ที่พระพุทธเจ้าได้นํามาประกาศสอนโลกทั้งหลายนี้ ไม่ว่าธรรมขั้นใด ตั้งแต่ธรรมพื้นๆ จนกระทั่งถึงธรรมอันสุดยอด เป็นธรรมที่เกิดจากภาคปฏิบัติของพระพุทธเจ้าล้วนๆ ไม่ได้ทรงศึกษาสําเหนียกจากผู้หนึ่งผู้ใด หรืออาจารย์ใดๆ เลย

เพราะฉะนั้น การที่ผู้ปฏิบัติตามที่จะให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของตนโดยถ่ายเดียวนั้น จึงเป็นการลําบากเมื่อปราศจากครูอาจารย์ผู้พาดําเนิน ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้า ก็คือ พระองค์เองเป็นผู้ประกาศธรรมสอนสาวก ตั้งแต่ปฐมสาวก มีเบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เป็นต้น จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย ถึงปัจฉิมสาวก มีสุภัททะเป็นที่สุด ในคืนพระองค์จะปรินิพพานได้บรรลุธรรมเป็น ปัจฉิมสาวกอรหันต์ขึ้นมา ล้วนแล้วแต่แสดงภาคปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ และพาดําเนินด้วยพระองค์เอง อีกด้วย

อันดับต่อมา ก็คือ พระสาวกที่ได้สดับจากพระพุทธเจ้าและดําเนินตามพระองค์ จนได้ผลเป็นที่พอใจแล้ว ก็เป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นคติตัวอย่างพาดําเนิน ทั้งการแสดงวิธีการ ทั้งการพาดําเนิน เช่น พาเดินจงกรม พานั่งสมาธิภาวนาให้เห็น และแสดงธรรมวิธีการปฏิบัติจิตตภาวนาเป็นอย่างไร จนกระทั่งถึงธุดงค์ ๑๓ ข้อ นั่นล้วนแล้วแต่เป็นภาคปฏิบัติ และมีผู้พาดําเนินมาด้วยแล้ว ทั้งนั้น เบื้องต้นก็พระพุทธเจ้าทรงพาดําเนิน ถัดมาก็คือ พระสาวกทั้งหลาย

อย่างครูบาอาจารย์สมัยปัจจุบันนี้ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นก็ล่วงลับไปแล้ว ผู้ได้ศึกษาอบรม กับท่านก็ได้ยึดมาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ทั้งภายนอก คือ ข้อวัตรปฏิบัติ หลักธรรมหลักวินัย ทั้งภายใน คือ การประกอบความพากเพียร เพื่อศีล เพื่อสมาธิ เพื่อปัญญา เพื่อวิมุตติหลุดพ้น ท่านก็พาดําเนินและได้ชี้แจงแสดงให้พวกเราทั้งหลายได้ยินได้ฟัง จนเป็นที่พอใจเป็นที่จุใจ แล้วนํามาแจกจ่ายซึ่งกันและกันจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จึงเป็นที่แน่ใจในปฏิปทาของท่านที่พาดําเนินมา…

เรื่องกรรมฐานนี่สําคัญอยู่ที่ครูอาจารย์เป็นผู้นํา นี่สําคัญมาก นําผิดๆ ถูกๆ ไปมากต่อมาก นะ ไม่ค่อยจะนําไปตามแถวทางที่พระพุทธเจ้าสอน นําเคลือบๆ แฝงๆ ออกไปนอกลู่นอกทาง สุดท้ายก็กิเลสลากไป เลยกลายเป็นกิเลสนําไปเสียไม่รู้ ครูอาจารย์สําคัญมาก ที่คอยให้คําแนะนําตักเตือนสั่งสอนทางด้านจิตตภาวนา ส่วนคัมภีร์วินัยเราก็เห็นทุกคน ปฏิบัติตามนั้นแล้วก็ไม่มี ข้อสงสัย แต่เรื่องของใจนี้ละเอียดลออมาก จึงต้องอาศัยครูอาจารย์แนะ ครูอาจารย์ถ้าไม่ชํานิ–ชํานาญ ไม่เชี่ยวชาญทางด้านจิตใจมาแล้วก็สอนผิดๆ พลาดๆ ไปอีก จึงว่าสําคัญสําหรับครูอาจารย์ที่จะแนะจะบอก

เพราะจิตนี่พิสดารมากนะ เวลาเราภาวนาเข้าไป แต่ไม่พิสดารกว้างขวางไปเสียทุกองค์นะ หากกว้างขวางถ้าพูดถึงเรื่องกว้างขวาง แต่องค์ที่เลิศเลอเข้าไปอีกยังมี ผู้เด่นกว่ากันยังมี จึงบอกว่ามันเป็นไปตามรายๆ ผู้กว้างขวางลึกซึ้งมากก็มี ผู้หย่อนลงมากว่านั้นก็มี แต่ยังไงก็ต้องแสดงความกว้างขวางของตนจนได้แหละ อํานาจของจิต เวลาภาวนาเข้าไป สิ่งไม่รู้มันรู้ มันเห็นนี่ แล้วเห็นสิ่งนี้จะปฏิบัติยังไง ถ้ามีครูมีอาจารย์ท่านแนะ เป็นอย่างนั้น แนะให้ปฏิบัติอย่างนั้น นั่นผ่านไปได้ๆ”

ครูบาอาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติ สอนสมถะ – วิปัสสนากรรมฐานองค์สําคัญในภาคอีสาน ที่มีชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณอันกระฉ่อนโด่งดัง ในด้านสัมมาปฏิบัติอันสมบุกสมบันเด็ดเดี่ยว และ ในด้านภูมิจิตภูมิธรรมขั้นสูง จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ในสมัยที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้เริ่มออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานนั้น คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร พระปรมาจารย์ใหญ่กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน ท่านเป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรและออกปฏิบัติกรรมฐาน ร่วมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร 

ท่านปรารถนาเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น

ขณะที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ซึ่งท่านเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานองค์แรกของหลวงปู่พรหม และท่านเป็นศิษย์อาวุโสองค์สําคัญ องค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บ่อยครั้งที่ท่านพระอาจารย์สารณ์ ได้กล่าวยกย่องสรรเสริญพรรณนาคุณของหลวงปู่มั่นให้หลวงปู่พรหมได้ยิน เพียงท่านได้ยินเท่านั้น ท่านถึงกับเกิดความ ปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น จนท่านเกิดความคิด ความมุ่งมั่นต่อหลวงปู่มั่นอย่างแรงกล้า อย่างชนิดจะเป็นศิษย์ที่ยอมสละเป็นสละตายอุทิศชีวิตเพื่อปฏิบัติบูชาคุณ บูชาธรรมหลวงปู่มั่น เพื่อโมกขธรรม อันเลิศเลอสูงสุดขององค์พระบรมศาสดาต่อไป

เรื่องราวเหตุการณ์ของหลวงปู่พรหมเช่นนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับเหล่าบรรดาพระศิษย์ของ หลวงปู่มั่นทั้งหลายที่มุ่งแสวงหาโมกขธรรม เพราะเมื่อต่างได้ยินกิตติศัพท์กิตติคุณอันเลื่องลือของหลวงปู่มั่นแล้ว ต่างก็เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าอยากจะได้เห็น ได้พบ ได้ถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อจะได้ฟังธรรม ได้รับอุบายธรรม และได้มีโอกาสอยู่ร่วมสํานักเพื่ออยู่อุปัฏฐากรับใช้และเพื่อ ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น ดังกรณีขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เมื่อท่านอยู่ในกุฏิเฝ้าดูหลวงปู่มั่นขณะเดินบิณฑบาต ท่านเห็นหลวงปู่มั่นครั้งแรกเกิดความปีติเอิบอิ่มใจ ดังนี้

“เราก็ดู ดูทุกอย่างเลยเต็มกําลังความสามารถ ดูด้วยความปลื้มปีติ ด้วยความอิ่มเอิบภายในจิตใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสภายในใจ พอท่านใกล้เข้ามาๆ เราก็ปุ๊บปั๊บเข้าห้อง แล้วก็ไปดู ประตูอยู่ข้างในนะ เข้าไปอยู่ในนั้นแล้วดูช่องฝา

ท่านเดินมานั้น ดู โอ้โหย ! ไม่ได้ว่าอื่นนะ เพราะมันเชื่อฝังลึกแล้ว เนื่องจากได้ยินกิตติศัพท์กิตติคุณของท่านมาเป็นเวลานาน ว่าองค์ใดออกมาก็ตาม ออกมาจากหลวงปู่มั่น พูดเป็นเสียงเดียวกันหมด ว่าท่านอาจารย์มั่นไม่ใช่พระธรรมดา เป็นพระอะไรไม่ใช่พระธรรมดา พระอริยะ อริยะก็มีหลายขั้น โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ อริยะทั้งนั้น ท่านอยู่ขั้นใด ท่านบอกเป็นเสียงเดียวกัน ขั้นสุดยอด บอกอย่างนั้นเลย นั่นล่ะฝังลึก ทีนี้เวลาท่านมาแล้วเราก็ดูกิริยาท่าทางของท่าน ทุกอย่างเลย ท่านจะดูไม่ดูเราก็ตาม เราอยู่ในกุฏิส่องออกมา วันนั้นปีติทั้งวันเลยนะ มันเอิบอิ่ม นั่นเป็นยังไง เห็นพระดีเป็นอย่างนั้น…

ใครก็อยากพบ ใครก็อยากเห็นพระดี มันรื่นเริงภายในจิตใจ เย็น เวลานั้นทุกข์หายไปหมด เวลาได้เห็นพระเห็นครูบาอาจารย์ที่เรามีความเคารพเลื่อมใสแล้วมันปลื้มอกปลื้มใจ ทุกข์ทั้งหลาย กระจายหายไปเวลานั้นนะ นี่อํานาจแห่งธรรมเย็นฉํ่า”

กรณีของหลวงปู่พรหมท่านก็เป็นเช่นนั้น เพราะในชีวิตแห่งเพศสมณะของท่าน ท่านมุ่ง แสวงหาโมกขธรรม ท่านก็หวังฝากเป็นฝากตายกับหลวงปู่มั่น แต่ก่อนที่ท่านจะได้พบกับหลวงปู่มั่น ท่านรําพึงกับตนเองเสมอว่า

“ก่อนที่เราจะเข้าน้อมกราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่าน เป็นครูบาอาจารย์ผู้ทรงอรรถทรงธรรม ทรงคุณงามความดี ทรงสติปัญญาอันลํ้าเลิศ และมีความเฉลียวฉลาดสามารถในการอบรมสั่งสอนศิษย์ ตามที่ท่านพระอาจารย์สารณ์ยกย่องสรรเสริญนั้น จําเป็นที่เราจะต้องออกเดินธุดงค์เพื่อหมั่นฝึกฝนอบรมและทรมานจิตใจของตนเองให้มีความพร้อม ให้มีความเข้มแข็งมั่นคงและเด็ดเดี่ยวแน่วแน่เสียก่อน เพื่อให้คู่ควรกับการจะได้เป็นศิษย์ของครูบา– อาจารย์องค์สําคัญแห่งยุค เพราะเมื่อได้พบ ได้รับการอบรม และได้รับอุบายธรรมใดๆ จากท่าน แล้ว ก็จะได้ทุ่มเททั้งร่างกายและจิตใจ ตลอดสรรพกําลังทั้งปวง เพื่อประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเต็มกําลังสติปัญญาสุดความสามารถ โดยจะขอให้ถึงซึ่งพระนิพพานบรมสุข หรือสุขอันแท้จริงในชาตินี้ เท่านั้น หากเรามีวาสนาบารมีแก่กล้าแล้ว ก็คงจะสมหวังได้พบท่านพระอาจารย์มั่น สมดังความตั้งใจไว้อย่างแน่นอน”

ในระหว่างนี้หลวงปู่พรหม ท่านตั้งใจมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างขยันขันแข็ง เอาจริงเอาจัง ชนิดหามรุ่งหามคํ่าอันเป็นไปตามพื้นเพนิสัยดั้งเดิมของท่าน โดยท่านปฏิบัติธรรมตามที่ท่านได้รับ การอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์สารณ์ คือ ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ตามแนว ทางปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น 

อนึ่ง ครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น มักกล่าวชื่นชมการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่พรหมกันว่า หลวงปู่พรหมท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่เดินจงกรมเก่งมากและมีความเพียรเป็นเลิศ ด้วยความที่ท่านเดินจงกรมเก่งมาก โดยเดินครั้งละนานๆ หลายๆ ชั่วโมง จึงมีอานิสงส์ทําให้ท่านเดินเท้าธุดงค์ทางไกลได้อย่างทรหดอดทนมาก เพราะการเดินธุดงค์ตามป่าตามเขาของท่านนั้น ซึ่งในสมัยก่อนผืนป่าอุดมสมบูรณ์มาก สัตว์ป่าก็ชุกชุมมาก ท่านต้องเดินบุกป่าฝ่าดงและต้องขึ้นเขาลงห้วยด้วยกําลังปลีแข้งทั้งสองข้าง พร้อมกับไหล่ทั้งสองข้างที่ต้องแบกกลด สะพายบาตร และย่าม ซึ่งค่อนข้างหนักและทุลักทุเล 

นอกจากหลวงปู่พรหมจะเป็นผู้มีความอาจหาญมั่นคงแล้ว ท่านยังเป็นพระผู้ปฏิบัติธรรมที่มีสติปัญญาหยั่งรู้ในเหตุการณ์ที่มาเกี่ยวข้อง จนสามารถเอาตัวรอดปลอดภัยได้ ความจริงแล้ว หลวงปู่พรหม ท่านมีใจกับธรรมะ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้เกิดความอบอุ่นและเยือกเย็นตลอดมา ท่านได้สละละวางทางโลกแล้วจนหมดสิ้น ท่านยอมอดทนและยอมเผชิญต่อความทุกข์ยากลําบาก ความอดอยากหิวโหยประการต่างๆ และในทุกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น แม้เหตุการณ์นั้นจะเข้าขั้น วิกฤติคับขันถึงชีวิตก็ตาม ท่านก็ยอมสละตายได้อย่างไม่เกรงกลัว เพราะท่านมีจิตใจที่แน่วแน่มุ่งมั่นต่อโมกขธรรมนั่นเอง 

เรื่องของการเดินจงกรม

การเดินจงกรม เป็นการทําความเพียรภาวนาที่พระธุดงคกรรมฐานนิยมปฏิบัติกันมาแต่ครั้ง พุทธกาล มาสมัยกึ่งพุทธกาล หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านก็เดินจงกรมเป็นกิจวัตรประจําวัน ในบรรดาครูบาอาจารย์พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น มีหลายองค์ท่านถนัดเดินจงกรม เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ลี อโสโก หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ฯลฯ

การเดินจงกรมมีประโยชน์มาก เป็นที่น่าสังเกตว่าครูบาอาจารย์ที่ชอบเดินจงกรม แม้ท่านอยู่ในวัยชราภาพจะต้องเกาะราวเดินและจะต้องมีพระศิษย์ช่วยพยุงก็ตาม ท่านก็ยังเดินจงกรม ท่านจึงมีอายุยืน สําหรับองค์ที่ไม่ชอบเดินจงกรม ท่านจะอายุสั้น ดังเรื่องของท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุฒฺโฑ ท่านเป็นพระกรรมวาจาจารย์ของหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย คราวญัตติเป็นธรรมยุตพร้อมกัน หลวงปู่มั่น เคยทํานายไว้ว่า หลวงปู่บุญจะอายุไม่ยืน เพราะท่านไม่ชอบเดินจงกรม ซึ่งก็เป็นจริง หลวงปู่บุญท่านมรณภาพเมื่ออายุเพียง ๔๔ ปี ทั้งที่ท่านนั่งสมาธิ ดีมากและจิตใสมาก

การเดินจงกรม องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์จังหวะการเดินจงกรม ไว้ดังนี้

“การเดินจงกรมนี้แล้วแต่เรา จะเดินช้า เดินเร็ว ต้องเป็นจังหวะระหว่างจิตกับความ เคลื่อนไหวของกายที่เหมาะ ที่ควรจะเร็วมันก็เร็วของมันเอง ที่ควรจะช้าก็ช้าเอง ควรจะหยุดมันก็หยุด ถ้ากําลังรําพึงธรรมข้อไหนยังไม่ชัดเจนนี้หยุดเสียก่อน พิจารณาจนละเอียดลออเรียบร้อยแล้ว ถึงจะเคลื่อนย้ายเดินต่อไป นี่เป็นนิสัยของพระกรรมฐาน 

บางทีท่านเดินช้าบ้าง บางทีท่านเดินเร็วบ้าง บางคนอาจไม่รู้เรื่องของท่านภายใน มันเป็น จังหวะที่พอเหมาะพอดี ระหว่างจิตพิจารณากับธรรมทั้งหลายนี่นะ ถ้าควรจะเร็ว ท่านก็เป็น ของท่านเอง โดยท่านไม่เจตนานะ หากเป็นของท่านเอง ถ้าควรจะช้า – ช้า ถ้าควรจะหยุด ท่านก็หยุดเสียก่อน”

สําหรับอานิสงส์การเดินจงกรม หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย อําเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร ท่านได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้ 

“จากนั้นสมัยหนึ่งขึ้นไปภาวนาที่ถํ้าผาบิ้ง ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดถํ้ากลองเพลนั่นแหละ ภาวนาอยู่ ๗ วัน ๗ คืน โดยไม่นอน ข้าวก็ไม่กิน กินแต่นํ้า เดินจงกรมอย่างหนัก อานิสงส์ของการเดินจงกรม มี ๕ อย่างนะ

๑. เดินจงกรม เพื่อปลุกไฟธาตุให้ลุกขึ้นเผาผลาญอาหารให้ย่อยยับ ช่วยให้การย่อยอาหาร ดีขึ้น

๒. เดินจงกรม เพื่อปลุกไฟธาตุให้ลุกขึ้นเผาเส้นเลือดลมให้เดินสะดวก ทําให้ร่างกายอบอุ่นดี

๓. เดินจงกรมมากๆ ทําให้อดทนต่อการเดินทางไกล โดยไม่ปวดแข้งปวดขา

๔. ผู้เดินจงกรมนั้น จิตจะสงบลงสู่สมาธิได้ และสมาธิของบุคคลผู้นั้นจะไม่เสื่อม มีแต่จะเจริญขึ้น

๕. ผู้เดินจงกรมเมื่อจิตสงบแล้ว จะได้เห็นเทพยดาถือธูปเทียนมาบูชา

ในวันนั้น เมื่อเดินจงกรมจนจิตสงบแล้ว ก็ได้เห็นจริงๆ นะ เป็นฝูงเทพยดามานั่งถือธูปเทียนบูชาอยู่เป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ ๒ – ๓ คน จึงกําหนดถามไปว่า

“มาทําอะไร ?”

เขาก็ตอบว่า “มาบูชา อนุโมทนาส่วนบุญกับท่าน”

“เออ ! เอา อยากได้ก็ตั้งใจเอา”

นั่นแหละ ปีติเกิดขึ้น ร่าเริงบันเทิงใจดีในวันนั้น เสร็จแล้ว ๔ – ๕ ทุ่ม ก็เข้าที่ไหว้พระ สวดมนต์อุทิศส่วนบุญ เสร็จแล้วก็เข้าที่นั่งภาวนา กําหนดจิตวางพุทโธพับ จิตก็รวมพับลงสู่ภวังคภพ อุปจาระ อันแน่นแฟ้น นั่นแหละ ในขณะนั้นก็ร่าเริงบันเทิงดี”

พ.ศ. ๒๔๗๖ ท่านธุดงค์ภาคเหนือติดตามหาหลวงปู่มั่น

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๑ – ๒๔๘๒ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านจําพรรษาทางภาคเหนือ ๑๑ พรรษา โดยในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ หลวงปู่มั่นบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหักเพียงลําพังจนบรรลุธรรม ขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ต่อมาจึงมีพระศิษย์ได้ธุดงค์ขึ้นภาคเหนือเพื่อติดตามท่าน ในยุคแรกๆ นั้น มี หลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อนสี สุเมโธ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และระยะต่อมาก็มี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่พร สุมโน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต ท่านพระอาจารย์น้อย สุภโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก ฯลฯ 

ด้วยการคมนาคม ถนนหนทางและยานพาหนะเดินทาง ตลอดจนการสื่อสารในสมัยก่อนนั้น ยังไม่สะดวกสบายเหมือนเช่นสมัยปัจจุบันนี้ และหลวงปู่มั่น องค์ท่านเองก็ชอบหลีกเร้นซ่อนองค์ ในที่สงัดวิเวกเปล่าเปลี่ยว ท่านมีความยินดีอยู่ตามป่าตามเขาในถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญ ชนิดที่การคมนาคมเข้าไปไม่ถึง สภาพอากาศก็ค่อนข้างหนาวเย็นจนหนาวจัด ปัจจัย ๔ ก็ค่อนข้างอัตคัดขาดแคลน สถานที่ท่านอยู่ โลกล้วนไม่ต้องการ แต่ธรรมกลับต้องการ เพราะเป็นสถานที่ สัปปายะมาก เหมาะกับการเจริญรื่นเริงในวิหารธรรมของท่าน และเหมาะกับการเจริญเมตตาภาวนาของพระศิษย์ ส่วนที่แปลกพิเศษก็คือ ไม่ว่าท่านจะอยู่กับคนหมู่ใด คนหมู่นั้นอ่อนน้อม ถ่อมตน มีสัมมาคารวะ การทําบุญให้ทานก็สุดกําลังของเขาและชอบพอกับปฏิปทาของพระธุดงค์ ท่านอดทนต่อสู้กับความทุกข์ยากลําบากจริงๆ

ฉะนั้น การติดตามหาหลวงปู่มั่น จึงไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย อีกทั้งเป็นเรื่องท้าทายและเป็นการพิสูจน์ในเบื้องต้นถึงความสมบุกสมบันและความทรหดอดทนของพระศิษย์เป็นอย่างดี อันเป็นการคัดกรองเลือกพระศิษย์ไปในตัว

แม้ว่าการเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่นจะทุกข์ยากแสนลําบากเพียงใดก็ตาม และก็ไม่ทราบว่าหลวงปู่มั่นท่านพักอยู่ ณ แห่งหนตําบลใดก็ตาม ทั้งสถานที่ออกติดตามซึ่งเป็นป่าดงพงไพรก็ต้องเสี่ยงต่ออันตรายทั้งจากสัตว์ป่า เช่น เสือ ช้าง หมี และงูพิษ ฯลฯ ทั้งจากไข้ป่า ซึ่งอาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตก็ตาม แต่อุปสรรคเหล่านี้กลับไม่อาจบั่นทอน และไม่อาจทําให้บรรดาครูบาอาจารย์ ผู้มุ่งมั่นต่อความพ้นทุกข์ทั้งหลายเกิดความท้อถอยหรือหมดกําลังใจ เพราะครูบาอาจารย์ทุกๆ องค์ต่างก็พยายามดั้นด้นเดินทางไปเสาะแสวงหาหลวงปู่มั่นให้จงได้ ทั้งนี้ก็เพื่อหวังให้ท่านโปรดเมตตาอนุเคราะห์ ให้ท่านอบรมสั่งสอนชี้แนะและให้อุบายธรรมะภาคปฏิบัติ เพื่อจะได้นํามาปฏิบัติแล้วจะได้มีความก้าวหน้าในทางธรรมมากยิ่งๆ ขึ้นนั่นเอง 

ทางด้านของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก็ทราบเรื่องกิตติศัพท์กิตติคุณของหลวงปู่มั่นเป็น อย่างดี และท่านก็ทราบอยู่ในใจว่า แม้การติดตามหาหลวงปู่มั่นในครั้งนี้ถึงจะทุกข์ยากแสนลําบาก แต่ก็จะพยายามดั้นด้นไปพบและเข้าไปถวายตัวเป็นศิษย์กรรมฐานต่อหลวงปู่มั่นให้จงได้ ประกอบกับท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ครูบาอาจารย์องค์แรกของท่านก็เดินทางไปภาคเหนือ ไปอยู่กับหลวงปู่มั่นก่อนหน้าแล้ว จึงยิ่งเป็นเครื่องกระตุ้นปลุกเร้าใจให้ท่านยิ่งกระหายที่จะเดินธุดงค์ไป ภาคเหนือให้มากยิ่งขึ้น

ตามปฏิปทาของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ไม่ชอบอยู่กับที่ ท่านมีความมุ่งหมายที่จะเดินธุดงค์ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางป่าดงพงไพรเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เมื่อท่านกลับจากเมืองหลวงพระบาง มาถึงประเทศไทยแล้ว ท่านก็ได้ออกเดินธุดงคกรรมฐานไปทางภาคเหนือ

โดยในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เมื่อหลวงปู่พรหมท่านส่งหลานชายแล้ว ท่านได้ออกเดินธุดงค์ ขึ้นภาคเหนือเพื่อติดตามหาหลวงปู่มั่นเพียงตามลําพัง โดยไปทางจังหวัดอุดรธานี เพชรบูรณ์ โดยในปีนี้ท่านได้เที่ยววิเวกที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และเข้าพักปฏิบัติธรรมที่ถํ้านํ้าบัง ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเป็นถํ้าที่สัปปายะมาก อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และสัตว์ป่า ไม่มีคนมาเที่ยวพลุกพล่าน เป็นถํ้าที่วิเวกเงียบสงัดเหมาะกับการภาวนา ซึ่งที่ถํ้านี้มีเทพยดาได้มาแสดงอนุโมทนาบุญกับท่าน

ในพรรษานี้สันนิษฐานว่า หลวงปู่พรหม ท่านจําพรรษาอยู่ตามป่าเขาถํ้าเงื้อมผาในจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีสถานที่สัปปายะมากมาย เพราะในสมัยนั้นเพชรบูรณ์เหมือนถูกตัดขาดจากโลก ภายนอก สภาพภูมิประเทศก็เต็มไปด้วยป่าเขาและดงทึบ สัตว์ป่าก็ชุกชุม และการคมนาคมก็เป็นไปด้วยความยากลําบาก 

ถํ้านํ้าบัง

ถํ้านํ้าบัง ตั้งอยู่หมู่ ๘ ตําบลนายม อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นถํ้าที่ตั้งอยู่ในภูเขาหินปูนสูง ๒๐๐ เมตร ภายหลังได้รับการจัดตั้งเป็นวัดถํ้านํ้าบัง เป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมา หลากหลายเกี่ยวกับที่มาของวัด จนสุดท้ายก็ไม่สามารถจับใจความได้ว่าเรื่องราวความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร ภายในวัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของถํ้านํ้าบัง ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยว แวะเวียนผ่านมาเที่ยวชม 

ตํานานถํ้านํ้าบัง เดิมถํ้านํ้าบังมีสัตว์ป่าชุกชุม พรานป่ามักจะมาคล้องช้างที่บริเวณนี้เสมอ มีเรื่องเล่าว่า ถํ้านํ้าบังมีอาถรรพ์มาก ทางออกของถํ้าด้านหลังเป็นบึงใหญ่ มีนํ้าเต็มจึงได้ชื่อว่า ถํ้านํ้าบัง ภายในถํ้าจะมีถํ้าเล็กๆ อยู่หลายถํ้าคือ ถํ้าจระเข้ ถํ้างู ถํ้าปลา ถํ้าระฆัง ถํ้าพระ ถํ้าค้างคาว ในแต่ละถํ้าจะมีสิ่งต่างๆ ตามชื่อถํ้า และจะปรากฏให้เห็นเฉพาะผู้ที่ปรารถนาจะเห็น ต่อมามี พระธุดงค์รูปหนึ่งมาปักกลดบําเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานที่หน้าถํ้า อยู่มาไม่นานชาวจังหวัดพิจิตรได้อพยพครอบครัวมาหาแหล่งทํามาหากิน เมื่อมาพบพระธุดงค์ปักกลดอยู่ เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงพากันมาตั้งถิ่นฐานรอบๆ ถํ้าแห่งนั้น และพระธุดงค์ก็ได้ชักชวนให้ชาวบ้านดัดแปลงถํ้า ให้เป็นศูนย์กลางของวัด

เนื่องด้วยลักษณะที่ตั้งของถํ้านั้นอยู่บนเขา จึงต้องมีการเดินเหินขึ้นบันไดสูงหลายขั้น เพื่อที่ จะไปถึงตัวทางเข้าถํ้า ภายในถํ้านํ้าบังมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ ห้องคูหาที่ไม่ซับซ้อนเหมือนเขาวงกต แต่ก็มีห้องต่างๆ มากมาย เช่น ห้องถํ้าโบสถ์ เป็นห้องแรกที่ตั้งอยู่บริเวณปากถํ้า ลักษณะพิเศษของห้องถํ้าโบสถ์ คือ ตามผนังถํ้าจะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปต่างๆ มากมายหลายองค์ เพดานห้องสูงโปร่ง ระบายอากาศดี ไม่อึดอัด หายใจสะดวก ห้องถัดมา คือ ห้องถํ้าโปร่งฟ้า จากห้องนี้สามารถเดินทางต่อไปยังห้องนั่งวิปัสสนากรรมฐานได้ เนื่องจากเพดานห้องนี้เป็นช่องว่างต่อไปยังภายนอก การไหลเวียนอากาศจึงเป็นไปอย่างสะดวก จากห้องวิปัสสนากรรมฐาน ถัดมาจะได้พบกับเห็ดหิน ลักษณะเป็นหินงอกคล้ายกลุ่มเห็ดอยู่บนชะง่อนผาด้านบน ถัดมาเป็นห้องถํ้าโถง ซึ่งมีการก่อสร้างที่นั่งวิปัสสนากรรมฐานเป็นห้องๆ จากห้องนี้สามารถเลือกเดินทางได้ ๒ ทาง คือ

เส้นทางแรก ออกไปด้านข้างจะพบกับต้นไม้ปริศนาธรรม (เป็นลักษณะต้นไม้สองต้นที่ สามารถยืนต้นได้โดยไม่ล้ม จากการที่ทั้งสองต้นเกี่ยวพิงกัน โดยต้นเล็กจะคํ้ายันต้นใหญ่ไว้ เปรียบเสมือนบุตรที่ต้องคอยช่วยเหลือดูแลบิดามารดาเพื่อตอบแทนคุณท่าน) และมีบันไดเหล็ก ซึ่งสามารถไปยังส่วนยอดถํ้าได้ แต่ปัจจุบันบันไดทรุดโทรมและไม่ได้รับการบูรณะ จึงไม่สามารถ เดินขึ้นไปชมทิวทัศน์บนยอดถํ้าได้

เส้นทางที่สอง เดินลงสู่เส้นทางแคบและเล็กลงสู่ห้องถํ้าระฆังที่ด้านขวาของห้องนี้มีหินงอกหินย้อยรูประฆัง เมื่อตีจะมีเสียงดังกังวาน เนื่องจากปัจจุบันรูปร่างแทบจะสังเกตไม่เห็นว่าเป็น รูประฆัง ห้องนี้เป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวจํานวนมาก จึงมีมูลค้างคาวส่งกลิ่นเหม็นอับไปทั้งถํ้า

ท่านพบสหธรรมิกองค์สําคัญ

ขณะหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าเขาในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อจะออกเดินไปทางภาคเหนือ เพื่อแสวงโมกขธรรมในคราวนี้ ท่านมีสหธรรมิกร่วมทางไปด้วยองค์หนึ่งคือ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่งท่านทั้งสองต่างมีความมุ่งหมายที่จะติดตามหาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เพื่อกราบถวายตัวเป็นศิษย์

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ และ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์นี้ ต่างก็ เป็นเพชรนํ้าเอก เป็นหัวแหวนอันลํ้าค่าด้วยกัน เมื่อได้โคจรไปในที่อันวิเวกด้วยกัน ย่อมเป็นที่ น่าสนใจแก่ประชาชนในยุคนั้นเป็นอันมาก

ท่านได้ออกเดินธุดงค์ผ่านป่าเขาลําเนาไพรไปตลอดสายภาคเหนือแล้วเข้าเขตประเทศพม่า ด้วยนิสัยเด็ดเดี่ยวอาจหาญ

การเดินธุดงคกรรมฐานของท่านนี้ ท่านไม่พะวงเรื่องที่อยู่อาศัย คํ่าไหนก็พักบําเพ็ญ สมณธรรมที่นั่น สว่างแล้วออกธุดงค์ต่อไป จิตใจของท่านนั้นมีแต่ธรรมะ อาหารการขบฉันก็เป็นไปในลักษณะมีก็กิน ไม่มีก็อด ยอมทนเอา ไม่มีการเรียกร้อง ไม่มีการสงสารตนเองที่เกิดทุกขเวทนา เพราะการเดินธุดงค์ก็เพื่อขจัดกิเลสภายในให้หมดไปสิ้นไป

หลวงปู่พรหมและหลวงปู่ชอบ ท่านมีความตั้งใจในข้อวัตรปฏิบัติธรรมมาก ท่านมีความแกล้วกล้าชนิดถึงไหนถึงกัน ท่านได้ผ่านเมืองต่างๆ ในประเทศพม่า จนสามารถพูดภาษาพม่าได้คล่องแคล่ว โดยเฉพาะหลวงปู่ชอบ ท่านพูดภาษาพม่าได้คล่องเหมือนเป็นภาษาของท่านเอง

กรณีหลวงปู่ชอบ ฐานสโม กับ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านทั้งสองธุดงค์ถึงเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ จากประวัติหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้บันทึกเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ดังนี้ 

“หลังออกพรรษาปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านกราบลา องค์หลวงปู่มหาปิ่น ปญฺญาพโล และ องค์ท่านหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ผู้เป็นครูบาอาจารย์ออกเที่ยววิเวกแสวงหาสถานที่จําพรรษาแห่งอื่น หลวงปู่ชอบแจ้งเจตนาของท่านกับครูบาอาจารย์ทั้งสองว่า 

“กระผมอยากจะเที่ยววิเวกขึ้นเหนือ เพื่อตามหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่น” 

หลวงปู่สิงห์ถาม “ท่านชอบจะไปเที่ยววิเวกเมืองเหนือกับหมู่คณะท่านใด” 

ท่านตอบหลวงปู่สิงห์ว่า “กระผมจะเดินทางขึ้นเหนือลําพังองค์เดียว ถ้าไปกับหมู่คณะแล้ว กระผมจะไม่สะดวกในการปฏิบัติ เพราะจะพะวงกับหมู่เพื่อน” 

องค์ท่านหลวงปู่สิงห์จึงอนุญาตให้หลวงปู่ชอบท่านเที่ยววิเวกขึ้นเหนือตามหาองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยลําพังผู้เดียว

หลวงปู่ชอบท่านเดินทางออกจากเขตจังหวัดนครราชสีมา เที่ยววิเวกมาทางเขตจังหวัดชัยภูมิ ท่านเที่ยววิเวกเขตจังหวัดชัยภูมิ เช่น ที่ถํ้าวัวแดง อําเภอภักดีชุมพล ถํ้าพญาช้างเผือก อําเภอคอนสาร จากนั้นท่านเดินทางมาเที่ยววิเวกทางเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ที่อําเภอนํ้าหนาว อําเภอ หล่มสัก อําเภอหล่มเก่า ที่เขตอําเภอหล่มสัก ท่านมาแวะพักภาวนาที่วัดร้าง บ้านหนองบัว ตําบล สักหลง อําเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ (ต่อมาวัดร้างแห่งนี้ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อว่า วัดสันติวัฒนา ปัจจุบันมีหลวงปู่เปรื่อง ฐานงฺกโร ลูกศิษย์องค์ท่านหลวงปู่ชอบ เป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๓๕)

ท่านถามชาวบ้านหนองบัวว่า “วัดแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานานหรือยัง” ชาวบ้านบอกท่านว่า “วัดแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานานแล้ว และไม่มีใครทราบว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้แต่สันนิษฐานกันว่า น่าจะสร้างขึ้นมาสมัยกรุงศรีอยุธยา” ชาวบ้านบอกที่วัดแห่งนี้ผีดุ เคยมีคนมาขุดหาของเก่าแล้วถูกอํานาจลึกลับที่อยู่ที่นี่ทําร้ายจนตาย หรือเป็นบ้าเสียสติไปก็มี ชาวบ้านที่นี่จึงไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งกับวัดร้างแห่งนี้เพราะกลัวภัยอํานาจลึกลับ

หลวงปู่ชอบบอกที่วัดร้างบ้านหนองบัว (วัดสันติวัฒนา) สมัยนั้นมีงูมาก มีทั้งงูขนาดตัวเท่านิ้วก้อย จนถึงใหญ่เท่าแขน เท่าขาของท่าน พวกงูจะพากันอาศัยอยู่ตามซอกอิฐ ซอกหินของโบสถ์เก่า พอกลางคืนอากาศเย็นสบาย งูพวกนี้ก็จะพากันออกมายั้วเยี้ยรอบบริเวณวัด ท่านว่างูบางตัว มันยังเลื้อยขึ้นมานอนเล่นบนตักท่านขณะนั่งภาวนา ถ้าเป็นคนทั่วไปอย่างเราๆ มีงูเลื้อยขึ้นมานอน บนตัก คงตกใจสะเดิด (สะดุ้ง) ลนลานกันไปแล้ว หลวงปู่ชอบท่านเป็นคนไม่กลัวงู เพราะท่าน คุ้ยเคยกับนิสัยอสรพิษพวกนี้ดี ท่านบอกอันดับต้นๆ ที่งูมันกัดคนเพราะมันตกใจ จึงฉกกัดเพื่อป้องกันตัวเอง ท่านว่าถ้าเจองูพิษอยู่ใกล้ตัว ให้ตั้งสติให้มั่นคง ทําตัวนิ่งๆ อย่าลนลาน งูมันจะหนี ไปเอง เพราะมันก็กลัวคนจะทําร้ายมันเหมือนกัน

หลวงปู่ชอบท่านพักภาวนาที่วัดร้างบ้านหนองบัว อําเภอหล่มสัก ประมาณ ๒ – ๓ คืน จากนั้นท่านเที่ยววิเวกไปทางเขตอําเภอเมืองเพชรบูรณ์ เดิมทีท่านตั้งใจจะเดินทางไปเมืองเก่า อําเภอศรีเทพ ท่านเปลี่ยนใจไม่ไปเมืองเก่าศรีเทพ เพราะพบกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่พรหมท่านกําลังจะเดินทางขึ้นไปเมืองเหนือ เพื่อตามหาองค์ท่านหลวงปู่มั่น หลวงปู่พรหมท่านชวนหลวงปู่ชอบให้เดินทางไปเชียงใหม่ ตามหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่นด้วยกัน หลวงปู่ชอบอยาก จะเที่ยววิเวกในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านจึงบอกให้หลวงปู่พรหมขึ้นไปก่อน ท่านจะตามไปใน ภายหลัง

ท่านถามหลวงปู่พรหมว่า มีถํ้าภูดอยที่ไหนบ้างเหมาะแก่การภาวนา หลวงปู่พรหมแนะนําให้หลวงปู่ชอบไปภาวนาที่ถํ้านํ้าบัง ตําบลนายม อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ หลวงปู่พรหม ท่านว่า “เจ้าที่ที่นี่มันดุดี พระ เณร เถร ชี ผู้ทุศีลจะอยู่ถํ้านี้ลําบาก พวกเทพภูมิที่นี่เขาชอบ พระเณรปฏิบัติตนในทํานองคลองธรรม” หลวงปู่ชอบสนใจอยากจะไปภาวนา ท่านจึงถามทางไปถํ้านํ้าบังจากหลวงปู่พรหม

ท่านว่า ถํ้านํ้าบังสมัยนั้นลึกลับอาถรรพ์มาก เวลาเดินจงกรมภาวนาสวดมนต์สาธยายธรรม มักมีเสียงมโหรีปี่พาทย์ หรือเสียงไชโยโห่ร้องอึกทึกทั่วถํ้าผา เรื่องลึกลับแบบนี้ท่านว่าเป็นเรื่องปกติ สําหรับผู้ปฏิบัติธรรมมักจะพบเจอ ท่านบอกเมื่อได้ยินเสียงแบบนี้ในที่วังเวงอย่าไปกลัว นี่คือ การแสดงอนุโมทนาของพวกเทพเทวดาที่เขาอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนั้น เมื่อได้ยินเสียงแบบนี้แล้ว ให้เราแผ่เมตตาให้ผู้กําเนิดเสียงนั้น เสียงเหล่านี้ก็จะหายไปเอง เสียงมโหรีปี่แคนดังขึ้นในสถานที่ ลึกลับ คือการแสดงออกของพวกกายทิพย์ที่เขาสื่อให้เรารู้ บางทีเขาแสดงความยินดีกระทบกาย ทําให้เราขนลุกขนพองก็มี

หลวงปู่ชอบพักภาวนาอยู่ที่ถํ้านํ้าบังประมาณครึ่งเดือน พอคุ้นเคยกับสถานที่แล้วท่านก็ ออกจากถํ้านํ้าบัง แสวงหาที่ภาวนาแห่งใหม่ ท่านถามชาวบ้านบ้านนํ้าบังว่า มีที่ไหนบ้างเหมาะที่จะ พักจําพรรษา ชาวบ้านนํ้าบังบอกไม่ไกลจากที่นี่มากเท่าไรมีถํ้าอยู่ถํ้าหนึ่งชื่อ ถํ้านายม ที่ถํ้านายม ตอนนี้มีตาผ้าขาวคนหนึ่งชื่อ พ่อสง่า พักจําศีลอยู่ที่นั่น หลวงปู่ชอบสนใจในสถานที่จึงเดินทางไป ถํ้านายม ตามที่ชาวบ้านนํ้าบังบอก

จากนั้นหลวงปู่ชอบ ออกเดินธุดงค์จากอําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มาทางจังหวัดพิษณุโลก การเดินทางเป็นไปอย่างเร่งรีบที่สุด เพราะท่านไม่รู้ว่าเชียงใหม่นั้นอยู่ไกลแค่ไหน เนื่องจากตอนนั้นท่านยังไม่เคยขึ้นมาภาคเหนือ ท่านจึงต้องรีบเดินทางมาให้ถึงเชียงใหม่ก่อนฤดูหน้าฝน ท่านเดินทางจากอําเภอด่านซ้ายมาถึงจังหวัดลําพูน โดยใช้เวลา ๑๓ วัน ท่านมาพบกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ที่อําเภอแม่ทา จังหวัดลําพูน ท่านจึงถามหลวงปู่พรหมว่า “ได้พบกับอาจารย์ใหญ่มั่นหรือยัง” หลวงปู่พรหมตอบว่า “ยังไม่ได้พบกับองค์หลวงปู่มั่น เนื่องจากท่านแวะจําพรรษาที่อื่น”

หลวงปู่ชอบท่านจึงได้ชวนหลวงปู่พรหมเดินธุดงค์ขึ้นเชียงใหม่ เพื่อตามหาองค์หลวงปู่มั่นด้วยกัน ท่านเล่าแบบขําๆ ท่านกับหลวงปู่พรหมต่างไม่เคยมาเชียงใหม่เหมือนกัน กลัวจะหลงทางเพราะความไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ท่านทั้งสองได้พากันเดินเลาะเลียบนับไม้หมอนทางรถไฟ โดยใช้เวลา ๒ วัน จึงมาถึงเชียงใหม่ และแวะเข้าไปพักที่วัดเจดีย์หลวง

วัดเจดีย์หลวงสมัยนั้นเป็นศูนย์กลางการปกครองธรรมยุตภาคเหนือตอนบน พระกรรมฐาน สมัยนั้นเดินทางมาเที่ยววิเวกเชียงใหม่ จะเข้าไปพักที่วัดเจดีย์หลวงก่อนเป็นแห่งแรก เพราะ วัดเจดีย์หลวงเป็นทั้งที่พักและแหล่งข่าวของพระกรรมฐานสมัยนั้น ท่านทั้งสองมาพักที่นี่เพื่อจะ สอบถามข่าวคราวของหลวงปู่มั่นว่า ขณะนี้องค์ท่านพักอยู่ที่ไหน” 

พระธุดงค์ลองภูมิกันและกัน

หลวงปู่ขาว อนาลโย กับ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ต่างเป็นพระศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่น และต่างมีพระอุปัชฌาย์องค์เดียวกัน คือ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) โดยหลวงปู่ขาว มีพรรษามากกว่าหลวงปู่พรหม ๓ พรรษา และอายุก็มากกว่าปีเศษ ทั้งสองเป็นสหธรรมิกกัน เหตุการณ์ที่ทั้งสองลองภูมิกันและกันเป็นช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยหลวงปู่ขาวธุดงค์ไปถึง ภาคเหนือเพื่อติดตามหลวงปู่มั่น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เมื่อท่านอายุได้ ๔๕ ปี จากประวัติของหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“จวบจนถึงวสันตฤดูเข้าพรรษา พรรษาแรกที่ไปถึง หลวงปู่ขาวก็ได้พักจําพรรษาที่ วัดพระเจ้าทองทิพย์ (ตั้งอยู่ตําบลศรีถ้อย อําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย) ที่วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูป องค์หนึ่งสวยงามมาก พระเศียรและองค์พระยังครบสมบูรณ์ดี ยกเว้นพระหัตถ์ทั้งสองข้างถูกโจร ใจบาปลักตัดเอาไป กล่าวกันว่าโจรเอาไปหล่อโปงลาง

หลวงปู่ขาว รู้สึกประทับใจกับพระพุทธรูปองค์นั้นเป็นพิเศษ แม้ท่านได้พบเห็นพระพุทธรูปในที่ต่างๆ มามาก แต่ไม่รู้สึกประทับใจเหมือนพระองค์นี้ ใจท่านคิดถึงพระพุทธรูปองค์นี้ตลอดเวลา และต้องการจะต่อพระหัตถ์ทั้งสองข้างให้ท่าน

หลวงปู่ขาว จึงเดินทางไปหาหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งพักวิเวกอยู่ที่ถํ้าปุ้มเป้ ได้เล่าเรื่องพระพุทธรูปองค์นั้นให้หลวงปู่พรหมฟัง พร้อมทั้งขอให้ท่านมาช่วยซ่อมแซมพระพุทธรูปให้สมบูรณ์ดังเดิม หลวงปู่พรหมก็ตกลงและเดินทางมาซ่อมพระพุทธรูปให้ดังประสงค์ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วหลวงปู่ขาว ได้เอ่ยถามหลวงปู่พรหมว่า “เป็นเพราะเหตุใด จิตผมจึงปฏิพัทธ์ผูกพันในพระพุทธรูปองค์นี้เป็นนักหนา ทั้งๆ ที่ผมก็เคยไปเห็นพระพุทธรูปมามากต่อมาก แต่ไม่เห็นจะติดอกติดใจอะไรเหมือนพระพุทธรูปองค์นี้เลย”

หลวงปู่พรหมท่านยิ้ม แล้วพูดว่า “ตัวท่านเอง (หลวงปู่ขาว) เคยสร้างพระองค์นี้มา”

หลวงปู่ขาวยิ่งสนใจเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก จึงนิมนต์หลวงปู่พรหมช่วยพิจารณาดูให้ที

พอรุ่งเช้าของวันใหม่ หลวงปู่พรหมจึงพูดกับหลวงปู่ขาวว่า “เมื่อชาติก่อน ครูบาเคยมาเกิด ในที่แห่งนี้ ได้เป็นสล่ากับเขา”

(สล่า หมายถึง ช่างฝีมือ หลวงปู่ขาวในอดีตชาติ เคยร่วมในกลุ่มช่างหล่อพระพุทธรูป โดยเป็นผู้สูบลมเพื่อเป่าให้ไฟร้อนในการหลอมโลหะ)

เมื่อหลวงปู่ขาวได้ลองภูมิปัญญาของหลวงปู่พรหมแล้ว และก็ทราบว่าเป็นความจริง จึง แสดงสัมโมทนียกถาต่อกันและกัน 

ความจริงหลวงปู่ขาว ท่านทราบเรื่องในอดีตชาตินี้ดีแล้ว ท่านถามเพื่อลองปัญญาหลวงปู่พรหมเท่านั้นเอง เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่พรหม ท่านทั้งสองมีอตีตังสญาณ คือ ญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ในอดีตเป็นอันดี 

และในวันหนึ่งหลวงปู่พรหมก็อยากจะลองภูมิปัญญาของหลวงปู่ขาวบ้าง จึงถือโอกาส ถามหลวงปู่ขาวบ้างว่า “ครูบา เมื่อครูบาตายแล้วจะไปไหน” 

หลวงปู่ขาวก็ตอบไปอย่างทันควันเลยว่า “ผมตายแล้วก็ไม่ไป – ไม่มา ไม่ขึ้น – ไม่ลง ไม่เกิด – ไม่ดับ” 

หลวงปู่พรหมก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ แล้วพูดว่า “จะเอาอย่างไรกันอีกเล่า ไหนครูบา บอกว่าภาวนาไม่เป็นยังไง”

หลวงปู่ขาวก็ตอบต่อไปอีกว่า “ก็ผมมันโกรธกิเลสเหลือเกิน มันเคยเป็นนายผมมาหลายภพหลายชาติแล้ว มันบังคับให้ผมทําความชั่วมาจนเงยหน้าไม่ขึ้น บัดนี้ผมจะโต้ตอบมันบ้าง ผมจึงกระหนํ่าแล้วกระหนํ่าอีก ตีแล้วตีอีก เหยียบแล้วเหยียบอีก ให้มันสมใจแค้น ผมจะไม่ยอมให้กิเลสมันโผล่หัวโงคอขึ้นมาได้อีก ผมจะทําความเพียรจนวันตายมาถึง”

หลวงปู่พรหมพอได้ยินหลวงปู่ขาวพูดออกมาอย่างจริงจังอย่างนั้น ก็อนุโมทนาสาธุ แล้วก็บอกว่า “ผมก็จะทําเหมือนครูบานั่นแหละ”

ต่อจากนั้นท่านหลวงปู่ทั้งสองก็ได้อําลาจากกัน เพื่อออกไปบําเพ็ญความเพียรหวังฆ่าตัว อาสวกิเลส บําเพ็ญภาวนาตามผู้เห็นภัยในวัฏทุกข์”

หลวงปู่พรหมเมื่อท่านขึ้นภาคเหนือติดตามหลวงปู่มั่น ท่านมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์เพียงประการเดียว ท่านไม่เคยทราบมาก่อนว่า ท่านมีฝีมือทางหล่อ ปั้น และแกะสลัก พระพุทธรูป ต้นเหตุที่ท่านทราบก็เพราะว่าหลวงปู่ขาวได้นิมนต์ท่านมาซ่อมแซมพระพุทธรูป และท่านเองก็พิจารณาแล้วจึงทราบว่าเป็นคุณสมบัติเก่าในอดีตชาติของท่าน จุดนี้ได้เป็นจุดเริ่มต้น ในการสร้างพระพุทธรูปในกาลต่อมา จากนั้นเมื่อท่านเดินทางกลับภาคอีสานแล้ว ท่านจะเป็นผู้นําพระเณรชาวบ้านสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นพระประธานของทุกๆ วัดที่ท่านสร้างหรือพัฒนาบูรณะขึ้นมาใหม่ พระพุทธรูปที่ท่านสร้างจะมีพุทธลักษณะเดียวกัน และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ผลงาน ศาสนวัตถุประจําองค์ท่าน

ภาค ๗ ถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น

ประวัติของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในช่วงนี้สําคัญมาก เพราะการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ เป็นเรื่องของจิต และการแก้จิตเป็นเรื่องยาก จึงจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาช่วยเหลือ จึงมีความเกี่ยวข้องกับประวัติของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะหลวงปู่มั่นดําเนินตามรอยปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งพระองค์ตรัสรู้ธรรมแล้วก็เสด็จออกจาริกธุดงค์ด้วยพระบาทเปล่าๆ เพื่อประกาศพระพุทธศาสนาไปทั่วทั้งชมพูทวีป หลวงปู่มั่นก็เช่นเดียวกันเมื่อท่านบรรลุธรรม ท่านก็ออกเดินเท้าธุดงค์บุกเบิกตามสถานที่ต่างๆ ทางภาคเหนือ ซึ่งก่อนหน้าท่านก็เที่ยวไปทั่วทั้งภาคอีสาน ภาคกลาง และประเทศใกล้เคียง เช่น พม่า ลาว เขมร ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อสงเคราะห์บรรดาพระศิษย์ทั้งหลายที่ออกติดตาม จะได้มี สถานที่สัปปายะสําหรับการบําเพ็ญภาวนา โดยครูบาอาจารย์ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้ 

“อ้าว ! เวลาปฏิบัติไป นี่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นใครจะเก่งกว่าหลวงปู่มั่น เอ็งทําอะไรมาเถอะหลวงปู่มั่นทํามาหมดแล้ว จะไปเที่ยวป่าไหนก็ไปเถอะ เราเคยไปมาแล้ว ป่าไหน ท่านสั่งให้ไป เพราะหลวงปู่มั่นท่านเที่ยวรอบประเทศไทย ท่านเข้าไปในพม่า ท่านเข้าไปในลาว เข้าไปในเขมร ท่านไปหมดเลย ท่านยํ่ามาหมด ในป่าเขาบริเวณนี้ ท่านยํ่ามาหมดแล้ว”

หลวงปู่มั่นบรรลุธรรม

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต สมัยท่านอยู่ภาคอีสาน ท่านทราบดีว่า ท่านยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ โดยท่านปรารภไว้ว่า “กําลังเราไม่พอ” ท่านต้องการอยู่เพียงตามลําพังเพื่อบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหัก ท่านจึงเดินทางขึ้นภาคเหนือ ในเวลาไม่นานนักท่านก็ได้บรรลุธรรมที่จังหวัด เชียงใหม่ นับว่าเป็นพระอรหันตสาวกองค์แรกในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ซึ่งต่อมาก็มีครูบาอาจารย์ประเภทเพชรนํ้าหนึ่งหลายองค์ออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขา เพื่อติดตามหาท่าน รวมทั้งหลวงปู่ พรหม จิรปุญฺโญ และท่านได้อยู่ทางภาคเหนือต่ออีก ๑๑ ปี เพื่ออบรมสั่งสอนพระศิษย์ อุบาสก อุบาสิกา ตลอดสงเคราะห์เทวบุตรเทวดา

สําหรับการบรรลุธรรมของหลวงปู่มั่น จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตต–เถระ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้บันทึกการบรรลุธรรมจากคําบอกเล่าของหลวงปู่มั่น ไว้ดังนี้

“ท่าน (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) พักอยู่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ พอสมควรแล้ว ก็กราบลาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เพื่อไปเที่ยวแสวงหาที่วิเวกตามอําเภอต่างๆ ที่มีป่ามีเขามาก ท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ ก็อนุญาตตามอัธยาศัย ท่านเริ่มออกเที่ยวครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ ทราบว่าท่านไปเที่ยว องค์เดียว จึงเป็นโอกาสอันเหมาะอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้ท่านมีตนเป็นผู้เดียวในการบําเพ็ญเพียรอย่างสมใจที่หิวกระหายมานาน นับแต่สมัยที่อยู่เกลื่อนกล่นกับหมู่คณะมาหลายปี เพิ่งได้มีเวลาเป็น ของตนในคราวนั้น ทราบว่า ท่านเที่ยววิเวกไปทางอําเภอแม่ริม เชียงดาว เป็นต้น เข้าไปพักในป่าในเขาตามนิสัยทั้งหน้าแล้งหน้าฝน ….

ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า ปฏิบัติมาถึงขั้นนี้ มีความเพลิดเพลินจนลืมเวลํ่าเวลา ลืมวัน ลืมคืน ลืมพักผ่อนหลับนอน ลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จิตตั้งท่าแต่จะสู้กิเลสทุกประเภทด้วยความเพียร เพื่อถอดถอนมันพร้อมทั้งราก โดยไม่มีความสะทกสะท้านหวั่นเกรงอะไรเลย นับแต่ออกจากวัดเจดีย์หลวงไปบําเพ็ญโดยลําพังองค์เดียวด้วยเวลาเป็นของตนทุกๆ ระยะ ไม่ปล่อยให้วันคืนผ่านไปเปล่า ไม่นานนักเลยก็ไปถึงบึงใหญ่ชื่อ “หนองอ้อ” และ “อ้อนี่เอง”

ในเวลาไม่นานนัก นับแต่ท่านออกรีบเร่งตักตวงความเพียรด้วยมหาสติมหาปัญญา ซึ่งเป็นสติปัญญาธรรมจักรหมุนรอบตัวและรอบสิ่งเกี่ยวข้องไม่มีประมาณตลอดเวลา ในคืนวันหนึ่งเวลา ดึกสงัด ท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ชายภูเขาที่มีหินพลาญกว้างขวางและเตียนโล่ง อากาศก็ปลอดโปร่งดี ท่านว่าท่านนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเดียว มีใบดกหนาร่มเย็นดี ซึ่งในตอน กลางวันท่านก็เคยอาศัยนั่งภาวนาที่นั้นบ้างในบางวัน แต่ผู้เขียน (องค์หลวงตาพระมหาบัว) จําชื่อต้นไม้และที่อยู่ไม่ได้ว่า เป็นตําบล อําเภอและชายเขาอะไร 

เพราะขณะฟังท่านเล่าก็มีแต่ความเพลิดเพลินในธรรมท่าน จนลืมคิดเรื่องอื่นๆ ไปเสียหมด หลังจากฟังท่านผ่านไปแล้ว ก็นําธรรมที่ท่านเล่าให้ฟังไปบริกรรมครุ่นคิดแต่ความอัศจรรย์แห่งธรรมนั้นถ่ายเดียวว่า ตัวเรานี้จะเกิดมาเสียชาติ และจะนําวาสนาแห่งความเป็นมนุษย์นี้ไปทิ้งลง ในตมในโคลนที่ไหนหนอ จะมีวาสนาบารมีพอมีวันโผล่หน้าขึ้นมาเห็นธรรมดวงเลิศดังท่านบ้าง หรือเปล่าก็ทราบไม่ได้ ดังนี้ จึงลืมไปเสียสิ้น มิได้สนใจว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องราวกับท่านในวาระต่อไป ดังได้นําประวัติท่านมาลงอยู่ขณะนี้”

จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บรรลุธรรมประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ขณะมีอายุประมาณ ๖๐ ปี ๓๖ พรรษา จากนั้นท่านได้แก้ความปรารถนาพุทธภูมิของท่านเจ้าคุณ– อุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่วัดเจดีย์หลวง จนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านลาพุทธภูมิและได้บําเพ็ญสมถะพิจารณาวิปัสสนา และได้บรรลุธรรม โดยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้มรณภาพในอิริยาบถนั่งสมาธิที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พระศิษย์องค์หนึ่งของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านได้เทศน์ยืนยันการบรรลุธรรมของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ไว้ว่า “ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นิพพานที่วัดบรมนิวาส”

หลวงปู่มั่นออกธุดงค์เพื่อสงเคราะห์พระศิษย์

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ท่านมีพระคุณและมีความกรุณาต่อบรรดาพระศิษย์อย่าง ใหญ่หลวง คือ ท่านปรารถนาให้พระศิษย์ได้พ้นทุกข์ เพื่อจะได้เป็นศาสนทายาทสืบทอดพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ จนกล่าวได้ว่าในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล พระพุทธศาสนาได้ กลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้ง เพราะมรรคผลนิพพานยังไม่หมดเขตหมดสมัย ยังมีพระอรหันต์เกิดขึ้นมากมายดังที่ชาวพุทธทราบกันดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะผลงานของหลวงปู่มั่น เช่น หลวงปู่ ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ นับว่าหลวงปู่มั่นได้ทําประโยชน์อย่างใหญ่หลวงอเนกอนันต์ อย่างไม่มีองค์ใดจะทําได้เสมอเหมือนท่าน จนวงกรรมฐานต่างให้ความเคารพยกย่องและขนานนามท่านด้วยความเทิดทูนบูชาว่า “พระปรมาจารย์ใหญ่ ฝ่ายพระธุดงคกรรมฐาน” รวมทั้งองค์หลวงตาพระมหาบัวก็ขนานนามท่านด้วยว่า “พ่อแม่ครู–อาจารย์” ซึ่งเป็นคําเรียกท่านอย่างเคารพบูชาสูงสุด อย่างมีความหมายลึกซึ้งกินใจ

พระคุณอันยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณของหลวงปู่มั่นที่มีต่อบรรดาพระศิษย์ กล่าวคือ เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว นอกจากท่านจะเมตตาสงเคราะห์พระศิษย์ด้วยการเทศนาธรรม ด้วยการแก้ไขวิถีของจิต ตลอดจนการให้อุบายธรรมชี้แนะแล้ว แม้ท่านอยู่ในวัยชราภาพมีอายุ ๖๐ – ๗๐ ปีแล้ว ก็ตาม แต่ท่านก็ยังเมตตาอุตส่าห์เสียสละออกเดินธุดงค์บุกเบิกขึ้นลงตามป่าตามเขาในแถบทางภาคเหนือ ก็เพียงเพื่อเสาะแสวงหาและเตรียมสถานที่สัปปายะ หรือสถานที่เหมาะสมสําหรับ การภาวนาแก่บรรดาพระศิษย์ที่ออกเดินธุดงค์ติดตามท่าน โดยตลอดระยะเวลา ๑๑ ปีที่ท่านอยู่ภาคเหนือ ท่านเดินธุดงค์ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาอย่างสมบุกสมบัน อย่างไม่เห็นแก่ความทุกข์ยาก ลําบาก อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย เพื่อพระศิษย์จะได้มีสถานที่เหมาะสม ที่สะดวกสบายต่อการบําเพ็ญภาวนา 

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์สัปปายะอย่างแท้จริง เพราะใจท่าน เป็นใจสัปปายะนั่นเอง เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านก็เริ่มธุดงค์บุกเบิกสํารวจสถานที่ในแถบ ภาคเหนือในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน และมีสภาพผืนป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาก ทั้งเป็นสถานที่แสนทุรกันดารชนิดการคมนาคมเข้าไม่ถึง เพื่อจะรองรับพระศิษย์ที่ออกเดินธุดงค์ติดตามหาท่าน โดยเริ่มจากการหาสถานที่สัปปายะให้ พระศิษย์ ทําให้พระศิษย์มีสถานที่ฝึกฝนปฏิบัติธรรมทางภาคเหนือมากมาย เริ่มตั้งแต่ธุดงค์สํารวจถํ้า เงื้อมผา ป่าเขา อันเงียบสงัดวิเวก ห่างไกลและไม่มีผู้คนพลุกพล่านหรือมารบกวน ซึ่งเหมาะกับ การบําเพ็ญภาวนา และเหมาะกับการนั่งภาวนาฟังธรรมภาคปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นอันดับหนึ่งของการปฏิบัติธรรม จัดเป็นอาวาสสัปปายะ 

สถานที่ตามป่าตามเขาล้วนแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยแลดูเขียวขจี และสภาพอากาศก็ บริสุทธิ์สดชื่นหนาวเย็นสบาย สําหรับหน้าหนาวจะหนาวจัด จัดเป็นอุตุสัปปายะ สถานที่พักซึ่งเป็น เสนาสนะป่าก็ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านมากนัก ซึ่งมีเพียงไม่กี่หลัง สะดวกต่อการบิณฑบาต จัดเป็นโคจรสัปปายะ พร้อมทั้งออกเดินบิณฑบาตภิกขาจารจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามป่าตามเขา จนเขารู้จักใส่บาตรพระธุดงคกรรมฐาน อาหารก็พอได้มาฉันยังชีพเท่านั้น อย่างดีสุดก็ได้ข้าวกับกับข้าวเล็กน้อย จัดเป็นโภชนสัปปายะ ยามบ่ายก็ฉันนํ้ายาต้มรากไม้ ท่านอยู่อย่างมักน้อยสันโดษไม่คลุกคลีกับผู้ใด เรื่องปากท้อง ปัจจัย ๔ การบริโภคใช้สอย ท่านก็ไม่กังวลสนใจ ท่านอยู่ไปเพื่อปฏิบัติธรรม จนได้ธรรมมาครองใจ สมเป็นสมณะผู้เห็นภัยในวัฏสงสารอย่างแท้จริง

และท่านสอนให้ชาวบ้านป่านับถือพระรัตนตรัย เลิกนับถือผี ทั้งสอนให้รู้จักภาวนา ฯลฯ ซึ่งการออกธุดงค์ยุคแรกๆ ของพ่อแม่ครูอาจารย์ การพักแรมตามป่าตามเขาในอดีตทางภาคเหนือ นอกจากการแขวนมุ้งกลดตามถํ้าและร่มไม้ใหญ่ในช่วงหน้าแล้งและหน้าหนาวแล้ว สําหรับในช่วงหน้าฝนท่านได้อาศัยเสนาสนะป่าเพื่อหลบฝน โดยชาวบ้านป่าเมื่อศรัทธาก็จะช่วยกันทําถวายพระที่ธุดงค์มา เช่น ศาลาที่ฉันหลังเล็กๆ ทํากุฏิกระต๊อบชั่วคราวหลังน้อยๆ โดยใช้วัสดุตามธรรมชาติ พื้นก็ปูด้วยฟากไม้ไผ่ ฝาก็กั้นด้วยไม้ไผ่ขัดแตะหรือใบตองตึง หลังคาก็มุงด้วยใบตองตึง ซึ่งวัสดุเหล่านี้ล้วนมีอยู่ในป่า ซึ่งไม่มีอะไรหรูหราฟุ่มเฟือย ทําเพื่อพอกับการอยู่อาศัยตามหลักพระวินัยเท่านั้น พร้อมทั้งทําทางเดินจงกรม เสนาสนะป่าที่ญาติโยมทํานั่งร้านที่พักเป็นเพิงก็มี ยกเป็นชั้น พอโยกตัวขึ้นนั่งได้ก็มี อย่างสูงก็มีบันไดสามขั้นขึ้นลงสะดวก หรือบางที่เสือชุกชุม เขาก็จะทําให้สูงให้พ้นจากช้างจากเสือจะมาทําอันตรายได้ เหล่านี้ล้วนจัดเป็นเสนาสนะสัปปายะ 

การสร้างเสนาสนะป่าของชาวบ้านป่าจากวัสดุธรรมชาติ น้อมถวายแด่พ่อแม่ครูอาจารย์ที่ เดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมอยู่ตามป่าตามเขา ให้ข้อคิดได้ว่า การสร้างบุญกุศลไม่จําเป็นต้องใช้เงินทองจํานวนมากเสมอไป เพราะชาวบ้านป่าก็สร้างวิหารทานที่พักอาศัยถวายพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ด้วยเพียงวัสดุที่มี เช่น ใบไม้ ไม้ไผ่ และแรงกายแรงใจที่มี โดยไม่ได้ใช้วัสดุหรูหราและไม่ได้ใช้ เงินทองเลย แต่เสนาสนะป่านั้นกลับงดงามและกลมกลืนเข้ากับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี และยังเป็น การแสดงออกถึงนํ้าใจอันงดงามของชาวบ้านป่า

ปฏิปทาและการสอนศิษย์ของหลวงปู่มั่นขณะอยู่ทางภาคเหนือ 

สถานที่ธุดงค์และการอบรมสั่งสอนศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๑ – ๒๔๘๒ จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ โดย หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน บันทึกไว้ดังนี้

“ท่าน (หลวงปู่มั่น) พักอยู่ในที่นั้นๆ ไม่ว่าจําพรรษาหรือเที่ยววิเวกธรรมดา เว้นวัดเจดีย์–หลวง นอกนั้นทราบว่าเป็นป่าเป็นเขาซึ่งเป็นที่เปลี่ยวๆ แทบทั้งนั้น และเป็นการเสี่ยงต่อภยันตรายหลายอย่างมาตลอดระยะที่ท่านเที่ยวบําเพ็ญ ฉะนั้น ประวัติท่านจึงเป็นประวัติที่สําคัญมาก ทั้งการเที่ยวธุดงคกรรมฐาน และการรู้เห็นธรรมประเภทต่างๆ เป็นเรื่องแปลกและพิสดารผิดกับประวัติของอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นนักท่องเที่ยวบําเพ็ญเหมือนกันอยู่มาก

เริ่มแรกที่ท่านออกปฏิบัติในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ท่านไปเที่ยวและพักอยู่เพียงองค์เดียว ถ้าเป็นแบบโลกก็นับว่าเปล่าเปลี่ยวที่สุด ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงคงแทบไม่หายใจ เพราะความ กลัวบังคับอยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่เป็นอันกินอยู่หลับนอนได้ แต่สําหรับท่านแล้วในอิริยาบถทั้งสี่ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลผู้เดียว ท่านถือว่ามีความสุขทางจิตใจและสะดวกทางความเพียรมาก เพราะการ ถอดถอนกิเลส ท่านก็ถอดถอนได้ด้วยอํานาจความเพียรของบุคคลผู้เดียวดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ต่อมาค่อยมีพระทยอยไปหาท่าน มีท่านเจ้าคุณเทสก์ อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ท่านอาจารย์สาร (ท่านอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต) ท่านอาจารย์ขาว วัดถํ้ากลองเพล เป็นต้น แต่อยู่กับท่าน ชั่วระยะกาลเท่านั้น ท่านก็สั่งให้ออกหาที่วิเวกตามที่ต่างๆ แถบหมู่บ้านชาวเขาที่ตั้งอยู่ห่างๆ กัน ที่ชายเขาบ้าง บนหลังเขาบ้าง หมู่บ้านละ ๔ – ๕ หลังคาเรือนบ้าง ๙ – ๑๐ หลังคาเรือนบ้าง พอได้อาศัยเขาไปเป็นวันๆ ท่านเองก็ชอบอยู่ลําพังองค์เดียวตามนิสัย

พระกรรมฐานสมัยท่านเป็นผู้นําพาดําเนินครั้งนั้น ปรากฏว่าเด็ดเดี่ยวอาจหาญมาก เที่ยวแสวงหาธรรมกันแบบเอาชีวิตเข้าประกันจริงๆ ไม่อาลัยชีวิตยิ่งกว่าธรรม ที่ใดมีสัตว์เสือชุม ท่านชอบสั่งให้พระไปอยู่ที่นั้น เพราะเป็นที่ช่วยกระตุ้นเตือนสติปัญญามิให้นิ่งนอนใจ ความเพียรก็ จําต้องติดต่อกันไปเอง และเป็นเครื่องหนุนจิตใจให้มีกําลังขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าปกติที่ควรจะเป็น ท่านเองก็พักบําเพ็ญเป็นสุขวิหารธรรมอยู่สบาย ในป่าในเขาที่สงัดปราศจากผู้คนทั้งกลางวัน กลางคืน การติดต่อกับพวกกายทิพย์ เช่น เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม พญานาค ภูตผีที่มาจากที่ต่างๆ ท่านถือเป็นธรรมดา เช่นเดียวกับมนุษย์ติดต่อกับพวกมนุษย์ชาติต่างๆ ที่รู้ภาษากัน เพราะท่านชํานิชํานาญในทางนี้มาช้านานแล้ว

ท่านพักอยู่ที่ป่าที่เขา โดยมากก็ทําประโยชน์แก่พวกกายทิพย์นี้ และพวกชาวเขาซึ่งเป็นคน ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ค่อยมีแง่งอนต่างๆ เวลาเขารู้นิสัยและซาบซึ้งในธรรมท่านแล้ว เขาเคารพเลื่อมใส ท่านมากแบบเอาชีวิตเข้าประกันได้เลย คําว่าชาวป่าชาวเขา เช่น พวกอีก้อ ขมุ มูเซอ แม้ว ยางเหล่านี้ ตามความคาดหมายของคนทั่วไป เข้าใจว่าเขาเป็นคนป่าคนเขา รูปร่างทั้งหญิงทั้งชายต้อง ขี้ริ้วขี้เลอะตัวดํากําโคลนราวกับตอตะโกแน่ๆ แต่ท่านว่าคนพวกนี้รูปร่างหน้าตาสวยงาม และขาวสะอาดสะอ้าน กิริยาเรียบร้อย มีระเบียบขนบธรรมเนียมดี เคารพนับถือผู้ใหญ่และผู้เป็นหัวหน้า ในหมู่บ้านดีมาก สามัคคีกันดี ไม่ค่อยมีประเภทแหวกแนวแฝงอยู่ในหมู่บ้านเหล่านั้นในสมัยนั้น มีความเชื่อถือผู้ใหญ่และหัวหน้าบ้านมาก หัวหน้าพูดอะไรชอบเชื่อฟังและทําตาม ไม่ดื้อดึงฝ่าฝืน สั่งสอนก็ง่ายไม่ค่อยมีทิฐิมานะ คําว่าป่าแทนที่จะเป็นป่าเถื่อนแบบสัตว์ แต่กลับเป็นป่าแห่งคนดี มีสัตย์มีศีล ไม่มีการฉกลักขโมยปล้นจี้กันเหมือนป่ามนุษย์ล้วนๆ

ป่าไม้ ป่าสัตว์ เป็นป่าที่ไม่ค่อยได้ระเวียงระวังมากเหมือนป่ามนุษย์ล้วนๆ ที่เต็มไปด้วยภัยนานาชนิด กิเลส ความโลโภ โทโส โมโห เป็นป่าลึกลับชนิดที่โดนเอาๆ ไม่เว้นแต่ละเวลา เมื่อโดน เข้าแล้วต้องเป็นแผลลึกอยู่ภายใน และคอยทําลายสุขภาพทางร่างกายและจิตใจให้เกิดทุกข์ เสียหายไปนานๆ ไม่ค่อยมีวันหายได้เหมือนแผลชนิดอื่นๆ และไม่ค่อยสนใจหายามาระงับหรือกําจัดกันด้วยแผลลึกที่กิเลสเหล่านี้ตํา จึงมักจะเป็นแผลเรื้อรัง ผู้ถูกตําก็มักปล่อยทิ้งไว้ให้หายไปเอง

ป่าประเภทนี้มีอยู่ในใจของมนุษย์หญิงชายพระเณรทุกคนไม่เลือกหน้า ถ้าเผลอก็เสียท่า ให้มันจนได้ ท่านว่าเท่าที่ท่านพยายามอยู่ในป่าก็เพื่อจะกําจัดตัดป่าเสือร้ายภายในตัวคึกคะนอง และโหดร้ายทารุณไม่มีวันสงบซบเซาลงบ้างเลยนี้ ให้สงบหรือตายไปจากใจ พอได้อยู่สบายหายวุ่นบ้าง สมกับมนุษย์เป็นสัตว์ฉลาดแสวงหาความสุขใส่ตนในเวลาที่ได้เกิดมาเป็นคนทั้งชาติ ไม่ขาดทุนสูญอํานาจวาสนาแห่งความเป็นมนุษย์ไปเปล่าๆ

ท่านอยู่ป่าอยู่เขาเช่นนั้น เวลามีหมู่คณะไปอาศัยท่าน การอบรมสั่งสอนก็เด็ดเดี่ยวไปตามสถานที่และผู้ไปเกี่ยวข้อง เพราะผู้ที่ไปหาท่านโดยมากมักมีแต่ผู้กล้าตายแบบเสียสละทุกอย่างแล้วทั้งนั้น การสั่งสอนจึงทําให้สมภูมิทั้งสองฝ่าย จะตายก็ยอมให้ตายไปด้วยความเพียร เมื่อชีวิตยัง เป็นไปอยู่ก็ขอให้รู้ให้เห็นธรรมและหลุดพ้นจากทุกข์ภายในใจ ไม่ต้องกลับมาเกิดตายและทนทุกข์ ซํ้าซากอยู่ในโลกไม่มีขอบเขตแห่งความสิ้นสุดนี้

การอบรมสั่งสอนพระในคราวอยู่เชียงใหม่ผิดกับแต่ก่อนอยู่ ไม่มีการอนุโลมผ่อนผันใดๆ เลย แม้พระที่ไปอบรมกับท่านโดยมากก็เป็นพระประเภทปฏิโลม ฟังกันแบบปฏิโลม คือคอยจ้องมองดูกิเลสของตัวจะแสดงขึ้นมาอย่างไรบ้าง เพื่อปราบปรามให้หายพยศลดกําลังโดยถ่ายเดียว มิได้ไปสนใจคิดว่าท่านเทศน์หนักไป เผ็ดร้อนไป ยิ่งท่านเทศน์เผ็ดร้อนเท่าไร ธรรมก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นลําดับ ใจก็ยิ่งสงบแนบแน่นดีสําหรับผู้ที่อยู่ในขั้นสงบ ผู้อยู่ในขั้นปัญญาจิตก็พยายามคิดค้นตาม คําเทศน์ท่านไปเรื่อยไม่ลดละ

ท่านอยู่เชียงใหม่เทศน์ธรรมสูงมาก เพราะความรู้ท่านก็เต็มภูมิ ผู้ไปศึกษาอบรมก็มี ภูมิจิตสูง และเป็นไปด้วยความหมายมั่นปั้นมือที่จะให้รู้ให้เห็นขั้นสูงขึ้นไปเป็นลําดับจนสุดภูมินอกจากเทศน์ธรรมดาแล้ว ยิ่งมีธรรมแปลกๆ คอยดักใจผู้คิดออกนอกลู่นอกทางอีกด้วย ประเภทหลังนี้มีอํานาจมากในการดักจับและปราบโจรภายในของพระที่ชอบขโมยสิ่งของเก่ง แบบไม่เลือก กาล สถานที่ คือ ขโมยคิดเรื่องร้อยแปดตามนิสัยของคนมีกิเลส มิใช่แบบเขาขโมยกันทั่วๆ ไป”

หลวงปู่มั่นเริ่มเปิดเผยธรรมธาตุต่อพระศิษย์

ใจที่ครองธรรมธาตุอันเลิศเลอพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ย่อมเป็นความปรารถนาสูงสุดของบรรดานักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย กล่าวคือ หลังจากที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ แล้ว ท่านก็เริ่มเปิดเผยใจที่ครองธรรมธาตุอันเลิศเลอของท่านต่อบรรดาพระศิษย์ เป็นเพราะสายบุญสายกรรมที่เกี่ยวโยงกันมาแต่อดีตชาติอันยาวนาน ซึ่งท่านและพระศิษย์เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมสร้างบุญบารมีเพื่อความพ้นทุกข์มาด้วยกัน ท่านจึงตั้งใจเมตตาเทศนาอบรมสั่งสอนพระศิษย์เป็นพิเศษ โดยท่านได้ธุดงค์บุกเบิกเตรียมสถานที่สัปปายะต่างๆ ทางภาคเหนือไว้รองรับ พระศิษย์

สําหรับพระศิษย์เองต่างก็ปรารถนาความพ้นทุกข์อยู่แล้ว ก็มีหลายองค์ทั้งที่เคยอยู่อบรมกับท่านทางภาคอีสานมาแล้ว เช่น หลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ และที่ไม่เคยอยู่อบรมมาก่อน เช่น หลวงปู่ พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก ฯลฯ ต่างก็ตั้งใจเดินธุดงค์มาทางภาคเหนือ เพื่อสืบเสาะหาและขอรับการอบรมสั่งสอนด้านธรรมปฏิบัติจากท่าน ความตั้งใจของ หลวงปู่มั่นกับบรรดาพระศิษย์ตรงกันประจวบเหมาะได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ซึ่งการอบรมสั่งสอนพระศิษย์ในครั้งนี้ ท่านไม่เคยกล่าวอีกเลยว่า “กําลังเราไม่พอ” และพระศิษย์ก็ไม่เคยสงสัยใน ธรรมธาตุที่ท่านครองเลย 

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เคยเปิดเผยใจที่ครองธรรมธาตุของท่านให้ลูกศิษย์ลูกหา เท่าที่ทราบมี ๒ ครั้ง ดังนี้

ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ หลังออกจากถํ้าดอกคํา ตําบลนํ้าแพร่ อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ แล้ว ท่านไปพักวิเวกที่ดอยนะโม ตําบลแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว (แต่เดิมเรียก ดอยนํ้ามัว เพราะนํ้ามีลักษณะขุ่นมัวไม่ใสแจ๋ว) อยู่ติดกับดอยแม่ปั๋งไปทางตะวันออก พระศิษย์ที่ติดตามท่านขณะนั้น มีหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย องค์หลวงปู่มั่นท่านบอกกับพระศิษย์ว่า “ผมหมดงานที่จะทําแล้ว ก็อยู่สานกระบุง สานตะกร้า พอช่วยเหลือพวกท่านและลูกศิษย์ ลูกหาได้บ้างเท่านั้น” เรื่องนี้หลวงปู่แหวนท่านได้เมตตาเล่า

ครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย (ปัจจุบัน คือ วัดป่าอาจารย์มั่น บ้านแม่กอย ตําบลเวียง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่) ลูกศิษย์อาวุโสที่อยู่ด้วย ณ ที่นั้น มี หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร และหลวงปู่คําอ้าย (พระชาวเชียงใหม่) เป็นต้น

หลวงปู่คําอ้าย เล่าให้พระศิษย์ฟังว่า หลังจากการเทศน์อบรมศิษย์แล้ว หลวงปู่มั่นท่านปรารภว่า “ผมคงไม่มีงานที่จะทําอยู่กับพวกท่านหรอก ผมคงจะอยู่กับพวกท่านไป ไม่มีงานทํา แต่ก็จะอยู่กับพวกท่านไป พวกท่านก็ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ แต่พวกท่านอย่าไปบอกพวก ญาติโยมนะ อย่าไปบอกใคร” 

สัปปายะส่งเสริมวิเวก ๓ 

การธุดงค์บุกเบิกหาสถานที่สัปปายะของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ดังกล่าวมา เป็นประโยชน์อย่างมากต่อบรรดาพระศิษย์ เพราะสัปปายะทั้งหลายย่อมส่งผลสนับสนุนการปฏิบัติธรรมของ พระศิษย์ได้เป็นอย่างดี ทําให้ผลการภาวนาก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว ที่สําคัญเป็นการส่งเสริมสนับสนุนภาคปฏิบัติ และเป็นการดําเนินตามปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตาม พระโอวาทข้อที่ว่า รุกฺขมูลเสนาสนํฯ หรือการอยู่ป่าอยู่เขา และเรื่องวิเวก ๓ อันได้แก่ กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ดังที่ท่านสอนว่า กายวิเวก ความสงัดทางกาย ปราศจากทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ที่จะเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์คละเคล้ากับอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านจึงสอนให้อยู่ในที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ในป่าในเขา รุกขมูลร่มไม้ซึ่งเป็นที่สงัดกาย ไม่ได้กระทบกระเทือนกับสิ่งที่จะส่งเสริมหรือปลุกให้กิเลสที่สงบตัวอยู่ภายในนั้นฟุ้งตัวขึ้นมา เพราะกิเลสอยู่ภายในใจที่ ไม่มีอะไรเข้าไปส่งเสริมนั้น ก็เช่นเดียวกับไฟที่อยู่กับถ่านไฟ ไม่มีเชื้อไฟเข้าไปเป็นเครื่องส่งเสริม ไฟก็ไม่แสดงเปลวออกมา สงบตัวอยู่ภายในเตานั้น แต่เมื่อมีเชื้อไฟ เป็นต้น แฝงเข้าไป ไฟที่อยู่ในเตานั้นจะเริ่มแสดงเปลวขึ้นมามากน้อย ตามกําลังแห่งสิ่งที่ส่งเสริมให้ไฟนั้นลุกลามมากน้อยเพียงใด

ใจของเราก็เหมือนกัน ถ่านไฟก็เหมือนกับใจ กิเลสนั้นเหมือนกับไฟที่อยู่กับถ่านนั้น แดงโร่อยู่อย่างนั้น แต่ไม่แสดงเปลวมากก็ไม่รุ่มร้อนมาก เมื่อไม่มีอะไรมาส่งเสริม คือกีดกันภายนอก ได้แก่เชื้อไฟ มี รูป เสียง กลิ่น รส สีแสงต่างๆ ที่จะเป็นเครื่องส่งเสริมให้กิเลสภายในฟุ้งตัวขึ้นมา ใจก็สงบ นอกจากความสงบสงัดภายในกายนั้นแล้ว ยังสอนจิตวิเวก ให้สงัดทางจิต คือ จิตก็ไม่ให้ฟุ้งซ่านวุ่นวายส่ายแส่หาอารมณ์ต่างๆ ที่เป็นฟืนเป็นไฟเข้ามาเผาตัวเอง เพื่ออุปธิวิเวก คือ ความสงัดจากกิเลสโดยประการทั้งปวง

ธรรม ๓ ประเภทนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน การอยู่ในป่าก็เพื่อกายได้รับความสงัด ไม่กระทบ กระเทือนสิ่งต่างๆ ที่เข้าไปสัมผัสสัมพันธ์เพื่อล่วงไหลเข้าไปสู่ใจให้ได้รับการกําเริบ จิตก็ทําหน้าที่จิตตภาวนา ระมัดระวังอารมณ์ที่เคยเป็นภัยไม่ให้เข้ามายุ่ง ไม่ให้จิตไปทํางานในประเภทนั้น แต่มีงานทางด้านธรรมะ งานเพื่อใจสงบ งานเพื่อถอดถอนกิเลสด้วยธรรมแง่ใดบทใด ก็นําธรรมแง่นั้น บทนั้นมาบําเพ็ญ นี่เรียกว่า บําเพ็ญธรรม…

กายวิเวกจึงเป็นของสําคัญ เราเองก็เถอะ ถ้าลงได้เข้าไปสู่กายวิเวกในสถานที่เหมาะสมดังที่ ว่านี้แล้ว จะระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกท่านทันทีทันใดเลย เพราะ เป็นเครื่องปลุกประสาทจิตใจของเราที่เคยหมอบเคยนอนจมอยู่ในกิเลสความนอนใจนั้น ให้ตื่นเนื้อตื่นตัวขึ้นมา รู้สึกความคิดอ่านไตร่ตรองหรือสติสตังก็มีขึ้นมาในเวลานั้น ในอิริยาบถนั้นๆ เพราะ สถานที่เปลี่ยวๆ เป็นสําคัญ นี่ผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติดังที่กล่าวมานี้จะพูดได้เต็มปากทีเดียวไม่กระดากอายเลย เพราะเห็นผลอย่างยิ่งประจักษ์ใจของผู้ปฏิบัติเมื่ออยู่ในสถานที่เช่นนั้นมาแล้วด้วยกัน แม้พระองค์เองก็ทรงบําเพ็ญและรู้เห็นในธรรมทั้งหลายด้วยสถานที่เช่นนั้นมาแล้ว จึงได้มาประกาศ ธรรมสอนโลก เพื่อเป็นทางเดินของผู้ปฏิบัติทั้งหลายให้ได้ก้าวไปด้วยความราบรื่นดีงาม เพราะสถานที่เช่นนั้นเป็นที่อํานวย”

ตามปรกติ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านชอบอยู่องค์เดียวตามลําพัง ท่านไม่ค่อยให้ใครอยู่ด้วย เมื่อท่านอบรมสั่งสอนพระศิษย์แล้ว ท่านให้พระศิษย์แต่ละรูปแยกกันไปหาที่ภาวนากันเอง ให้อยู่องค์เดียว โดยท่านจะแนะนําสั่งให้พระศิษย์ไปฝึกฝนอบรมทรมานจิตอยู่ตามถํ้า เงื้อมผา ป่า เขา ในที่เงียบสงัดวิเวกแสนจะเปล่าเปลี่ยวน่ากลัว ซึ่งล้วนเป็นที่สัปปายะเหมาะกับการภาวนา เพื่อที่จะปราบจิตดวงพยศ เช่น ใครกลัวเสือ ท่านก็ให้ไปอยู่ป่าที่มีเสือชุกชุม ใครกลัวผี ท่านก็ให้ไปอยู่ป่าช้า เป็นต้น พระศิษย์ต่างก็ยินดีปฏิบัติตาม ทําให้การปฏิบัติธรรมได้ผลดี เมื่อถึงวันอุโบสถต่างก็มา รวมกันลงอุโบสถและฟังธรรมจากท่าน จากนั้นก็แยกย้ายสู่ที่บําเพ็ญของตน ในเวลาจําเป็นเมื่อมีปัญหาข้อสงสัยก็เข้าไปกราบเรียนถาม และเมื่อหมดข้อข้องใจแล้วก็กราบลาท่านไปบําเพ็ญตามลําพัง มีการเข้าๆ ออกๆ อยู่เสมอ 

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้ 

“พูดถึงเวลาเราไปเห็นหลวงปู่พรหมท่านไปอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเคี่ยวๆ หลวงปู่ฝั้น ก็เคี่ยว ท่านใส่เต็มที่เลย แล้วไม่ให้อยู่ด้วย ไล่ออกไป ไล่ให้อยู่รอบนอกเพราะต้องเต็มที่ แล้วมันเป็น ป่าสมัยโบราณ สมัยโบราณป่าคือป่า มีป่าชัฏๆ แล้วป่าอย่างนั้น ถ้าศีลมันไม่บริสุทธิ์ขึ้นมา เรื่อง จิตวิญญาณมันมาก สัตว์ป่าก็มาก ทุกอย่างก็มาก แล้วเราจะต้องเข้มแข็งของเรา

นี่ครูบาอาจารย์ท่านจะสร้างบุคลากร เพราะตอนนั้นยังไม่มีบุคลากรที่เข้มแข็ง คําว่า เข้มแข็ง คือ รู้จริง ถ้าไม่รู้จริงจะไปแก้อะไรใคร รู้จริงเท่านั้นถึงจะแก้ใครได้ นี่พูดถึงครอบครัวกรรมฐาน นี่ไงเวลาเราพูดถึงหลวงปู่มั่น พูดถึงครูบาอาจารย์ โยมนะ ในครอบครัวของโยมเป็น สามีภรรยากัน มีลูกมีเต้าก็อยากให้ลูกเต้าดี อยากให้ทุกคนเป็นคนดี แต่ก็ดีในครอบครัวของโยมนะ แต่หลวงปู่มั่นท่านเอาคนดี เอาพระดี เพื่อศาสนา เพื่อประเทศชาติ เพื่อสังคม เพื่อโลกนะ ไม่ใช่เพื่อเรื่องส่วนตัว

อนึ่ง ปฏิปทาในการอบรมสั่งสอนพระศิษย์ด้วยวิธีการเหล่านี้ของหลวงปู่มั่น ท่านดําเนินตามหลักรุกฺขมูลเสนาสนํฯ หรือมหาวิทยาลัยป่าอย่างแท้จริง ท่านดําเนินเช่นเดียวกับสมัยครั้ง พุทธกาลที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพาดําเนินนั่นเอง ทําให้พระศิษย์ต่างก็พึงพอใจเป็นอันมาก เพราะมีพระศิษย์หลายต่อหลายองค์ต่างก็ทรงภูมิจิต ภูมิธรรม และก็มีพระศิษย์หลายองค์ที่ถึงที่สุดแห่งธรรมเป็นพระอรหันต์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนี้ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ และ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร 

พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงปู่พรหมเข้ากราบหลวงปู่มั่นครั้งแรก

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านออกบวชทีแรกก็เป็นปุถุชนคนหนา การปฏิบัติธรรมย่อมล้มลุกคลุกคลาน ท่านไปได้กําลังใจจากหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยครูบาอาจารย์ได้เมตตาเทศน์ เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ดูสิ หลวงปู่พรหมท่านเป็นเศรษฐี ทําไมท่านมาคิดว่า ท่านไม่มีลูก ท่านจะออกประพฤติปฏิบัติ ทําไมท่านเสียสละสมบัติทั้งหมดเลย แจกอยู่ ๗ วันถึงจะหมด สมบัติที่เขาแสวงหามา แสวงหามาเป็นของตนเอง ท่านเสียสละหมดเลย เสียสละหมดไปเลย แล้วท่านจะเป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคา เป็นอนาคา เป็นอรหันต์ก็ไม่ใช่ ท่านเสียสละหมดไปเลย แล้วท่านเข้าไปบวช 

ไปบวชก็ปุถุชนนี้แหละ ไปบวชก็คนหนา แล้วเวลาไปภาวนานะ เวลามันทุกข์มันยาก สมบัติเรานี่ อู้ฮู้ ! มหาศาลเลย เราเสียสละหมดเลย แล้วตอนนี่มาพุทโธ พุทโธ แล้วมาขอชาวบ้านเขากิน เวลากิเลสมันเป่าหูนะ มันภาวนานี่มันจะคิดถึงตอนที่เรามี เศรษฐี เสียสละหมดเลย แล้วมาบวชแล้วมาเป็นทุคตเข็ญใจ แล้วก็ไปบิณฑบาตกับเขา คนทุกข์คนจน กิเลสมันเป่าหูนี่ล้มลุกคลุกคลานเลย ท่านก็ฝืน ท่านก็ทน ท่านพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมา นี่ไปเจอหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นให้กําลังใจ ให้อุบาย แล้วท่านประพฤติปฏิบัติของท่านมา”

โดยในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ขณะมีอายุ ๔๔ ปี พรรษา ๗ ท่านได้เข้ากราบนมัสการหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ครั้งแรก และได้น้อมถวายตัวเป็นพระศิษย์ติดตามปฏิบัติธรรม ที่บ้านป่าเมี่ยงแม่สาย ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในสถานที่เดียวกันและ ระยะเวลาไล่เลี่ยกันกับหลวงปู่ขาว อนาลโย และหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ 

ตําบลโหล่งขอด เป็นที่ราบลุ่มนํ้าแม่งัด แม่ขอด ไหลมาท่วมรวมกัน แต่หายเร็วลงไปหา ลําห้วย หลวงปู่มั่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่พรหม หลวงปู่หลายๆ องค์แหละเคยไปอยู่ เป็นศูนย์กลางที่ครูบาอาจารย์อยู่ปฏิบัติ แถวโหล่งขอดนี่มันเกิดความสงบ จิตใจมีปีติศรัทธาแรงกล้า ที่นี่หลวงปู่พรหมท่านกล่าวว่าจะไม่นอนสามเดือน หลวงปู่มั่นห้ามไม่ให้ทํา เพราะธาตุขันธ์ต้องพักผ่อน หลวงปู่ขาวว่าเดินจงกรมที่นี่เบาเหมือนเดินบนอากาศ ไม่ง่วงเหงาหาวนอน 

ที่นี่มีวัดเก่าเยอะ เช่น วัดดงมะไฟ เป็นจุดพักของครูบาอาจารย์ จะไปอําเภอพร้าว จะไปบ้านปง ก็ต้องผ่านทางนี้แทบทุกองค์ หลวงปู่ครูบาอาจารย์ที่ขึ้นเชียงใหม่ต้องผ่านตรงนี้แทบ ทุกองค์แหละ จะไปป่าเมี่ยงแม่สายก็ขึ้นไปจากนี้ องค์สําคัญๆ หลายองค์ทีเดียวก็ได้อาศัยยายสม นี่แหละ ยายสมนี้อายุแกมากอุปัฏฐากสมัยหลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว

จากหนังสือประวัติหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้

“เมื่อทราบว่าองค์หลวงปู่มั่นพักอยู่ที่บ้านป่าเมี่ยงแม่สาย อําเภอพร้าว จึงพากันเดินทางมา กราบองค์ท่านที่นี่ หลวงปู่มั่นให้หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่พรหมพักอยู่ที่นี่ก่อน เนื่องจากตอนนั้นมีพระเณรเข้ามาปฏิบัติธรรมกับองค์ท่านจํานวนมาก หลวงปู่มั่นให้ช่วยดูแลความประพฤติของพระเณร เพื่อแบ่งเบาภาระขององค์ท่าน ต่อมาหลวงปู่เทสก์ท่านเข้ามาบ้านป่าเมี่ยงแม่สาย หลวงปู่มั่นจึงมอบหมายให้หลวงปู่เทสก์ดูแลหมู่คณะพระเณรแทนองค์ท่าน หลวงปู่มั่นท่านจะออกไปภาวนาที่ถํ้าดอกคํา

องค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เดินทางจากบ้านป่าเมี่ยงแม่สาย ไปพักภาวนาที่ถํ้าดอกคํา มีพระ เณรและตาผ้าขาวติดตามท่านไป ๖ องค์ พระเณรที่ติดตามองค์ท่านหลวงปู่มั่นไปถํ้าดอกคําในครั้งนั้นมี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พระเขื่อง (ชาวนครพนม) พระอินตา (ชาวเชียงใหม่) ส่วนสามเณรนั้น หลวงปู่ชอบบอกเราจําไม่ได้ว่าชื่ออะไร ตาผ้าขาวที่ตามไปด้วยชื่อวงษ์ เป็นคนอําเภอสันกําแพง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาตาผ้าขาววงษ์ ท่านนี้ได้บวชเป็นพระภิกษุที่ วัดโรงธรรมสามัคคี”

สําหรับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านอยู่ที่ป่าเมี่ยงแม่สาย ซึ่งเป็นสถานที่สัปปายะ ถูกจริตนิสัยและเป็นที่ชื่นชอบของท่าน การภาวนาจึงได้ผลก้าวหน้าเป็นอย่างดี โดยองค์หลวงปู่มั่น ก่อนไปถํ้าดอกคําได้ถามพระศิษย์แต่ละองค์ว่า “ท่านองค์ไหนภาวนาดี ?” มีหลวงปู่พรหมเพียง องค์เดียวตอบว่าภาวนาดี หลวงปู่มั่นก็เลยให้หลวงปู่พรหมอยู่จําพรรษาที่ป่าเมี่ยงแม่สายต่อไป หลวงปู่พรหมจึงเป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา

เป็นที่ทราบกันดีว่า ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ท่านเป็นพระมหาเถระที่วงการพระธุดงคกรรมฐานด้วยกันให้การยอมรับว่า ท่านทรงภูมิจิตภูมิธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ประเภทปฏิสัมภิทาญาณ และทรงอภิญญา ๖ มีปรจิตตวิชาเป็นเลิศ รู้วาระจิตรวดเร็วมาก สามารถทราบวาระจิต ความนึกคิดของผู้อื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้เรื่องแสดงฤทธิ์ต่างๆ ท่านก็สามารถ ทําได้ แต่ท่านก็ไม่ได้นําไปแสดงเพื่อโอ้อวดใคร หรือเพื่อหวังอามิสใดๆ ท่านมีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือปราบลูกศิษย์หัวดื้อ และผู้ที่คิดไปลองดีท่านเท่านั้น ขอยกตัวอย่างเรื่องปรจิตตวิชาของท่าน ดังนี้

เหตุการณ์นี้เกิดกับท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล แห่งวัดป่าแสนสําราญ อําเภอ วารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ท่านเป็นพระน้องชายแท้ๆ ของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม วันหนึ่งท่านพระมหาปิ่นเกิดความรู้สึกดูหมิ่นดูแคลนหลวงปู่มั่น ถึงกับปรามาสหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ว่า 

ท่านพระอาจารย์มั่นมิได้รํ่าเรียนปริยัติธรรมมามากเหมือนเรา ท่านจะมีความรู้กว้างขวางได้อย่างไร เราได้รํ่าเรียนมาถึงเปรียญธรรม ๕ ประโยค จะต้องมีความรู้กว้างขวางมากกว่าท่าน และที่ท่านสอนเราอยู่เดี๋ยวนี้ จะถูกหรือมิถูกประการใดหนอ” 

ขณะนั้นหลวงปู่มั่นอยู่ที่กุฏิของท่าน คนละมุมวัด ได้ทราบวาระจิตของท่านพระมหาปิ่นว่ากําลังคิดดูถูกท่าน อันเป็นภัยแก่การบําเพ็ญธรรมอย่างยิ่ง ท่านจึงลงจากกุฏิ เดินไปเอาไม้เท้าเคาะฝากุฏิของท่านพระมหาปิ่น แล้วพูดเตือนสติว่า 

“ท่านมหาปิ่น เธอจะมานั่งดูถูกเราด้วยเหตุอันใด การคิดเช่นนี้เป็นภัยต่อการบําเพ็ญ สมณธรรมจริงหนา… ท่านมหา”

ท่านพระมหาปิ่นตกใจ เพราะคาดไม่ถึง จึงรีบลงจากกุฏิมากราบขอขมาหลวงปู่มั่นว่า “กระผมกําลังนึกถึงท่านอาจารย์ในด้านอกุศลจิต กระผมขอกราบเท้า โปรดอโหสิให้กระผมเถิด ตั้งแต่นี้ต่อไป กระผมจะบังคับจิตมิให้นึกถึงสิ่งที่เป็นอกุศลจิตอย่างนี้ต่อไป”

การเข้านมัสการหลวงปู่มั่นในครั้งแรกของหลวงปู่พรหมก็เป็นเช่นเดียวกัน ศิษย์ผู้เคยอยู่ ปฏิบัติธรรมกับท่านได้เล่าความในใจที่สืบทอดต่อๆ กันมา พอเป็นอุบายให้มีการสํารวมใจขณะเข้าพบ ครูอาจารย์ว่า ขณะที่หลวงปู่พรหมมองเห็นหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก ท่านก็นึกประมาทอยู่ในใจว่า “พระองค์เล็กๆ อย่างนี้นะหรือ ที่ผู้คนเขารํ่าลือว่าเก่งนัก ดูแล้วไม่น่าจะเก่งกาจอะไรเลย” 

เรื่องที่หลวงปู่พรหมนึกประมาทนี้ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้เมตตาเล่ารูปร่างของหลวงปู่มั่นไว้ดังนี้ หลวงปู่มั่นตัวเล็กๆ บางๆ ตัวเล็กบาง ตัวเล็ก ตัวเล็กแต่เดินเร็ว เดินนี่ โอ๊ย ! ปึ้บๆๆๆ” 

หลวงปู่พรหมท่านเพียงแต่นึกอยู่ในใจของท่านเท่านั้น ครั้นพอสบโอกาส ท่านก็เข้ากราบนมัสการหลวงปู่มั่น ประโยคแรกที่หลวงปู่มั่นท่านกล่าวขึ้น หลวงปู่พรหมถึงกับสะดุ้ง เพราะว่าหลวงปู่มั่นท่านได้กล่าวทํานองว่า

“การด่วนวินิจฉัยความสามารถของคน โดยมองดูแต่เพียงร่างกายภายนอกเท่านั้นไม่ได้ จะเป็นการตั้งสติอยู่ในความประมาท”

คําพูดของหลวงปู่มั่นนี้เอง ทําความอัศจรรย์ให้เกิดขึ้น บังเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะต้องให้ความเคารพนับถือ นี้เพียงแต่นึกคิดในใจอยู่เท่านั้น หลวงปู่มั่นก็สามารถทายใจได้ถูกเสียแล้ว หลวงปู่พรหมท่านจึงได้ถวายตัวเป็นศิษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ช่วงแรกๆ ที่ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้มาพบและปฏิบัติธรรมใกล้ชิดหลวงปู่มั่นนั้น หลวงปู่พรหมตั้งใจทุ่มเทเร่งความเพียรโดยถือเพียงอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน และนั่ง เว้นการนอน ไม่ยอมให้หลังแตะพื้นตลอดช่วงเข้าพรรษา โดยถือคติว่า “ธรรมอยู่ฟากตาย ถ้าไม่รอดตายก็ ไม่เห็นธรรม” เพราะการเสี่ยงต่อชีวิตจิตใจอันเกี่ยวกับความเป็นความตายนั้น ผู้มีจิตใจมุ่งมั่นต่ออรรถธรรมแดนหลุดพ้น เป็นหลักยึดของพระผู้ปฏิบัติพระกรรมฐานจริงๆ แม้แต่พื้นกุฏิ หลวงปู่พรหมก็ต้องการให้รื้อออกเพื่อจะได้ไม่ต้องนอน ท่านว่าถ้าอยากจะนอนก็ไม่จําเป็นต้องดั้นด้นมาถึงเชียงใหม่ให้ลําบาก จะหลับจะนอนที่ไหนก็ได้

หลวงปู่มั่นจึงกล่าวให้สติท่านว่า “ท่านพรหม อย่าไปทําอย่างนั้นเลย จะทําให้เป็นทุกข์เดือดร้อนแก่หมู่คณะ เพราะสังขารจะต้องพักผ่อนนอนหลับ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยจะทําให้ลําบากแก่ หมู่คณะ… ในการปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้นนั้น อุปสรรคต่างๆ ย่อมได้พบอยู่เสมอ ดังครูบาอาจารย์ หลายๆ องค์ ถ้าแม้จิตใจไม่แน่วแน่มั่นคงจริงๆ ก็จะทําไม่ได้ บางคราวผู้อดหลับอดนอนมากๆ สูญประสาทเสียจริตไปก็มี บ้างก็เดินชนต้นไม้ใบหญ้าให้วุ่นวาย หรือไม่เวลาออกบิณฑบาต เที่ยวตะครุบผู้คนก็มี เพราะเดินหลับใน เกิดอาการตึงเครียด ไม่สามารถทรงสติตนเองได้ อย่างไร ก็ตาม ครูบาอาจารย์ท่านแนะนําให้ปฏิบัติเพิ่มสติกําลังให้แก่กล้าจริงๆ จึงจะทําได้ เมื่อถึงคราวเร่งความเพียรก็ย่อมจะได้พบความสําเร็จโดยไม่ยาก”

หลวงปู่มั่นแนะนําหลวงปู่พรหม ให้เดินจงกรมและนั่งสมาธิให้มาก เพื่อฝึกจิตเสียก่อน เมื่อกําลังจิตแก่กล้าแล้วจึงค่อยเร่งความเพียรอย่างหนักหน่วงตามความตั้งใจของท่าน ผลย่อมบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หลวงปู่พรหมท่านเชื่อฟังคําแนะนําของหลวงปู่มั่นและได้น้อมไปปฏิบัติตาม ด้วยความเคารพ

สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย

สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย ตั้งอยู่บนดอยกลางหุบเขา บ้านแม่สาย ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ สมัยก่อนเคยเป็นที่เล่นการพนัน เพราะว่ามันกันดารห่างไกลมาก ตํารวจเข้าไม่ถึง ชาวบ้านเสร็จจากเก็บเมี่ยง (ใบชา) ขาย ก็มีเวลาว่าง เพราะเมี่ยงกว่าจะออกใช้เวลา ๒ เดือน จึงเล่นการพนันกัน สมัยก่อนมีแต่เมี่ยงอย่างเดียว ส่วนกาแฟ สับปะรด ยังไม่มี เพิ่งจะมีระยะหลังเนื่องจากโครงการหลวงฯ มาส่งเสริม 

สํานักสงฆ์แห่งนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินทางธุดงค์มาปฏิบัติธรรมในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งในสมัยนั้นมีสภาพเป็นป่าเป็นดง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้มีต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบ และมีสัตว์ป่าหนาแน่นชุกชุม เช่น เสือ ช้าง งู ฯลฯ เก้ง ไก่ป่าก็มาอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น พวกชะนีก็มีร้องสนั่นหวั่นไหว พวกหมีก็ยังมีมาก เพราะไม่ถูกทําลาย โดยเฉพาะเสือชุมมาก เวลาบ่าย ๓ – ๔ โมง ชาวบ้านต้องรีบปิดประตูบ้าน กินข้าวเย็นก็เร็วกว่าปรกติ กลางคืนก็ต้องนอนเร็วขึ้น การเดินธุดงค์ของหลวงปู่มั่น ท่านต้องเดินบุกป่าฝ่าดงอันเป็นทางป่า ไม่มีถนนหนทาง กว่าจะถึงสํานักสงฆ์ต้องผ่านภูเขาที่สลับซับซ้อนด้วยกันหลายลูก ท่านต้องเดินขึ้นเขาลงเขา และต้องเดินลุยลําธารนับสิบกว่าแห่ง

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เล่าว่า “การไปป่าเมี่ยงแม่สายนั้น ต้องเดินทางขึ้นเขาลงห้วยไปหลายแห่งกว่าจะถึง ใช้เวลาเดินทางขาขึ้น ๖ ชั่วโมง และขาลงอีก ๔ ชั่วโมง ถ้าเดินไม่แข็งต้องใช้เวลานานกว่านี้” (หมายความว่า ต้องเดินทางหนึ่งวันเต็มๆ กันเลย)

หลวงปู่พรหมเดินธุดงค์เพื่อติดตามหลวงปู่มั่น และได้กราบนมัสการหลวงปู่มั่นครั้งแรกที่สํานักสงฆ์แห่งนี้ การเดินเท้าจากป่าเมี่ยงแม่สายจะทะลุบ้านแม่สูน แล้วทะลุบ้านทุ่งบวกข้าว ตรง ดอยนะโม แล้วก็ทะลุวัดดอยแม่ปั๋ง สมัยก่อนครูบาอาจารย์เดินตามป่าข้ามเขาทะลุถึงกันหมด 

การเดินทางมาในขณะนั้นมีโยมสม ขัติแก้ว ผู้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินสวนเมี่ยงแก่หลวงปู่มั่น ต่อมาได้มีหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นคณะสงฆ์รับการถวายที่ดินดังกล่าว สถานที่แห่งนี้นับเป็นที่สัปปายะอย่างแท้จริง ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดถึงการเดินทางมาปฏิบัติธรรมของพระอริยสงฆ์สายธรรมยุตจํานวนหลายๆ รูป

เมื่อครูบาอาจารย์ออกจากที่นั้นแล้ว ต่อมาก็ได้กลายเป็นวัดร้าง ไม่มีพระ จนกระทั่งมี ท่านพระอาจารย์มหาสุทธิ์มาอยู่ และจนปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงมีพระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ได้เดินธุดงค์มาอยู่ด้วยกัน

สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สายเดิมมีทั้งกุฏิของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ฯลฯ แต่ได้ผุพังไปกับกาลเวลา คงเหลือแต่ศาลาอเนกประสงค์หลังเล็กๆ ที่ได้รับการบูรณะดูแลเป็นอย่างดี โดยใช้เป็นที่ทําวัตร สวดมนต์ ฉันจังหันเช้า และประกอบงานบุญต่างๆ และกุฏิหลวงปู่อุดม ญาณรโต ที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้มีสภาพดีขึ้นมาในปัจจุบัน สําหรับกุฏิหลวงปู่มั่นที่แท้จริง อยู่เนินเขาด้านบนเลยจากกุฏิหลวงปู่อุดมขึ้นไปทางด้านขวา สภาพกุฏิหลวงปู่มั่นเป็นลักษณะเสนาสนะป่าในอดีตของทางภาคเหนือ ซึ่งทําจากใบตองตึงและไม้ไผ่ ปัจจุบันจึงไม่เหลือร่องรอยแล้ว

สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สายนับเป็นที่สัปปายะมาก เพราะเป็นสถานที่เงียบสงัด อาหารการขบ การฉันเป็นไปอย่างอัตคัด เป็นอาหารป่า อากาศหนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะฤดูหนาวจะหนาวมาก เสนาสนะก็เป็นกระต๊อบหลังเล็กๆ อยู่บนเนินเขา ชาวบ้านจะใส่บาตรแต่ไม่ตามมาวัด เว้นแต่ วันพระ วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา จึงมาถวายอาหารที่วัด เสร็จแล้วก็แยกย้ายกลับบ้าน ชาวบ้านทํากันจนเป็นประเพณีจวบจนถึงปัจจุบัน พระสงฆ์ที่อยู่ปฏิบัติธรรมที่สํานักสงฆ์แห่งนี้จึงทํา ความเพียรกันได้อย่างเต็มที่ 

การเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมของพระอริยสงฆ์ ณ สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย บ้านแม่สายตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ แห่งนี้ นอกจากหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งได้เดินทางมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ แล้ว ในกาลต่อมายังมีอีกหลายรูปที่ได้เดินทางมาปฏิบัติธรรม ข้อมูลจากการสัมภาษณ์พ่อหนานเจริญ ตาคํา (ผู้เป็นหลานยายสม ขัติแก้ว ผู้บริจาคที่ดินจํานวน ๖ ไร่ ไว้เป็นสํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย) และจากการค้นคว้าจากหนังสือ มีดังนี้ หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม หลวงปู่ เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อนสี สุเมโธ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่อุดม ญาณรโต ท่านพระอาจารย์ประสิทธิ์ ฉนฺทาคโม ฯลฯ

ต่อมาคณะปฏิบัติการวิทยาการ อพ.สธ. ได้เดินทางไปสํารวจพันธุ์พืชบริเวณหมู่บ้านป่าเมี่ยง แม่สาย ได้มีจิตศรัทธาร่วมกันในอันที่จะเผยแพร่ปฏิปทาคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ตลอดจน ประวัติคุณความดีของท่านได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายสืบไป จึงมีความเห็นร่วมกันที่จะสร้างรูปเหมือนเท่าองค์จริงของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมเครื่องอัฐบริขาร เพื่อประดิษฐานไว้บนกุฏิ ปัจจุบัน รูปเหมือนหลวงปู่มั่นประดิษฐานบนกุฏิหลวงปู่อุดม ญาณรโต ที่บูรณะขึ้นใหม่

ปัจจุบัน สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ระยะทางจากปากทางเข้าบริเวณบ้านหลวง ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว ถึงสํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร

กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสอนให้ชาวบ้านเลิกนับถือผี

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และพระศิษย์กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน เมื่อท่านออกธุดงค์ตามป่าตามเขา นอกจากท่านได้บําเพ็ญประโยชน์ตนด้วยการบําเพ็ญภาวนาแล้ว ท่านยังช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวบ้านที่เป็นมิจฉาทิฐินับถือผี โดยการเทศนาสั่งสอนชาวบ้านให้เลิกนับถือผีและหันมา นับถือพระรัตนตรัย ป่าเมี่ยงแม่สายเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งทางภาคเหนือที่หลวงปู่มั่นและพระศิษย์ เช่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม ฯลฯ ไปเมตตาโปรด ดังเรื่องของ แม่สม ขัติแก้ว ผู้ถวายที่ดินสร้างสํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย และเป็นอดีตหมอผีประจําหมู่บ้าน ดังนี้ 

“ป่าเมี่ยงแม่สาย เป็นหมู่บ้านตั้งอยู่กลางหุบเขา มีลําธารนํ้าไหลผ่านตลอดปี ชาวบ้านมีอาชีพทําสวนเมี่ยงเป็นอาชีพหลัก (ต้นเมี่ยงเป็นชาชนิดหนึ่ง ชาวบ้านเก็บเอาใบมาหมัก เป็นเมี่ยงของชาวเหนือ) เดิมชาวบ้านนับถือผี ถึงปีต้องทําพิธีเลี้ยงผี ไม่เช่นนั้นจะมีการเจ็บป่วยล้มตายกัน หัวหน้าหมู่บ้าน คือ แม่สม ที่นําคณะไปนิมนต์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ นั่นเอง นอกจากเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว แม่สมแกเป็นหมอผีประจําหมู่บ้านด้วย เคยมีพระธุดงคกรรมฐานไปพักอาศัยใกล้หมู่บ้านได้เทศน์สั่งสอนให้ชาวบ้านเลิกการนับถือผี ให้นับถือพระรัตนตรัยแทน ซึ่งก็มีพวกเลิกถือผีตามพระไม่กี่คน แม่สมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อพระ ตัวแกเองได้ปฏิญาณกับพระ เลิกถือผีโดยเด็ดขาด 

พอถึงเวลาเลี้ยงผีครบรอบปี ในหมู่บ้านไม่ได้ทําพิธีเซ่นสรวงผีเหมือนอย่างเคย ผีก็แสดงเดชออกมาทันที โดยเข้าสิงผู้คนในหมู่บ้านวุ่นวายไปหมด ที่สําคัญมาเข้าสิงลูกของแม่สมเอง พร้อมขู่ว่า ถ้าแม่สมไม่ออกจากพระรัตนตรัย แล้วกลับมาเซ่นสรวงผีอย่างเดิม จะหักคอลูกของแกให้ตายเสีย เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านและอดีตหมอผีเจอดีเช่นนี้ ก็ทําให้ครอบครัวของแกเดือดร้อนวุ่นวายไปหมด บางวันตัวแม่สมเองยังถูกผีเข้าสิงลงดิ้นพราดๆ ไปเหมือนกัน แม่สมแกเป็นคนถือสัจจะ จึงไม่ยอมเลิกนับถือพระรัตนตรัย 

ในที่สุดลูกคนหนึ่งของแกก็ตายลง คนที่สองก็เริ่มป่วย ผีมาเข้าสิงอีก พร้อมทั้งขู่ว่า จะเอาให้ตายหมดทั้งหมู่บ้าน รวมทั้งตัวแม่สมเองด้วย ทําให้พวกชาวบ้านเดือดร้อน และหวาดกลัวมาก ได้พากันขอร้องให้แม่สมเลิกนับถือพระรัตนตรัย แต่แม่สมใจเด็ดยืนยันขอยอมตาย พวกลูกหลานและชาวบ้านมาขอร้องอ้อนวอนทุกวัน แกทนการรบเร้าไม่ได้จึงไปปรึกษาพระธุดงคกรรมฐาน พระได้แนะนําให้เรียกชาวบ้านมาพร้อมกัน ให้ทุกคนรับพระไตรสรณาคมน์และรับศีล แล้วพระก็ สอนให้เข้าใจเรื่องพระรัตนตรัยพร้อมทั้งอานิสงส์ของศีล นอกจากนี้ให้ชาวบ้านสวดมนต์และฝึกภาวนาทุกเย็น

ในที่สุดการเจ็บป่วยในหมู่บ้านเนื่องจากการกระทําของผีก็หมดไป ไม่เคยปรากฏอีกเลย โดยเฉพาะตัวของแม่สมเองนั้น ถ้าเกิดว่าผีเข้าใคร เพียงแต่มีคนพูดว่า “แม่สมมา” ผีจะรีบลนลานออกทันที ผีเคยเข้าสิงชาวบ้านและบอกว่า ที่บ้านแม่สมนั้นเข้าไปใกล้ไม่ได้ มีแสงแพรวพราวอยู่ตลอดเวลา แม้ชื่อของแม่สม ถ้าได้ยินแล้วไม่รีบออก หัวก็จะแตก นับแต่นั้นมาชาวป่าเมี่ยงแม่สาย ก็เลิกนับถือผี หันเข้าหาพระ ตัวแม่สมเองก็ชักชวนชาวบ้านสร้างวัดประจําหมู่บ้านขึ้น เป็นวัดฝ่ายกรรมฐาน แกเป็นผู้บํารุงวัดอย่างเข้มแข็ง วัดนั้นก็เป็นวัดกรรมฐาน คือ สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย มาจนทุกวันนี้” 

คําสอนของหลวงปู่มั่น

พระลูกศิษย์ที่ได้เข้ากราบหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นมีจํานวนหลายองค์ ได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อนสี สุเมโธ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโต หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นต้น โดยแต่ละองค์จะได้รับโอวาทคําสอนจากหลวงปู่มั่น จากนั้นต่างองค์ต่างก็แยกย้ายกันไปหาที่ปฏิบัติภาวนาในที่ของตน สําหรับลูกศิษย์องค์ไหนที่มีปัญหาติดขัด หรือจําเป็นต้องได้รับการแนะนําแก้ไขเป็นพิเศษ หลวงปู่มั่นจึงจะ ใช้พระหรือโยมให้ไปตามลูกศิษย์องค์นั้นๆ มารับคําแนะนําเป็นพิเศษเฉพาะราย หรือยิ่งกว่านั้นหลวงปู่มั่นจะใช้วิธีส่งใจไปสอนไปตักเตือนด้วยอํานาจทิพย์ของท่าน ดังจะพบเห็นบ่อยๆ ในประวัติของพ่อแม่ครูอาจารย์แต่ละองค์

สําหรับคําสอนหรือโอวาทธรรมของหลวงปู่มั่นที่สอนหลวงปู่พรหมโดยตรงนั้น ไม่สามารถค้นพบได้ แต่ถ้าศึกษาจากประวัติของครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ ก็พอจะทราบแนวทางคําสอนได้ และน่าจะเป็นแนวเดียวกัน

คําสอนของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่ปรากฏในประวัติหลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อครั้งได้เข้า กราบนมัสการครั้งแรกที่บ้านป่าเมี่ยงแม่สาย ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว ซึ่งหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก็น่าจะร่วมอยู่ในเหตุการณ์และได้รับฟังด้วย มีดังนี้

“… ยิ่งปฏิบัติมานานเพียงไร ก็ยิ่งเชื่ออย่างฝังใจถอนไม่ขึ้นเพียงเท่านั้น และยิ่งได้ฟังคํา ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งสอนอย่างถึงใจสมัยที่อยู่กับท่านด้วยแล้ว ความเชื่อมั่นก็ยิ่งฝังใจลงลึกจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับใจ

ท่านพระอาจารย์มั่นสอนว่า …การดูแลกิเลสและแสวงธรรม ท่านทั้งหลายอย่ามองข้ามที่ใจซึ่งเป็นที่อยู่ของกิเลส และเป็นที่สถิตอยู่แห่งธรรมทั้งหลาย กิเลสก็ดี ธรรมก็ดี มิได้อยู่กับกาลสถานที่ ใดๆ ทั้งสิ้น แต่อยู่ที่ใจ คือเกิดขึ้นที่ใจ เจริญขึ้นที่ใจ และดับลงที่ใจดวงรู้ๆ นี้เท่านั้น

การแก้กิเลสที่อื่น และแสวงธรรมที่อื่น แม้จนวันตายก็ไม่พบสิ่งดังกล่าว ตายแล้วเกิดเล่าก็จะพบแต่กิเลสที่เกิดจากใจ ซึ่งกําลังเสวยทุกข์เพราะมันทั้งนั้น แม้ธรรมก็แสวงหาที่ใจ ก็จะมีวันพบโดยลําดับของความพยายาม สถานที่ กาลเวลานั้น เป็นเพียงเครื่องส่งเสริม และเครื่องกดถ่วงกิเลสและธรรม ให้เจริญขึ้นและเสื่อมไปเท่านั้น เช่น รูป เสียง เป็นต้น เป็นเครื่องส่งเสริมกิเลสที่มีอยู่ในใจให้เจริญยิ่งขึ้น และการเข้าบําเพ็ญในป่าในเขา ก็เพื่อส่งเสริมธรรมที่มีอยู่ในใจให้เจริญยิ่งขึ้นเท่านั้นกิเลสแท้ ธรรมแท้อยู่ที่ใจ ส่วนเครื่องส่งเสริมและกดถ่วงกิเลสและธรรมนั้นมีอยู่ทั่วไป ทั้งภายในภายนอก

ฉะนั้น ท่านจึงสอนให้หลบหลีกปลีกตัวจากสิ่งยั่วยวนกวนใจ อันจะทําให้กิเลสที่มีอยู่ภายในกําเริบลําพอง มีรูป เสียง เป็นต้น และสอนให้เที่ยวอยู่ในที่วิเวกสงัด เพื่อกําจัดกิเลสชนิดต่างๆ ด้วยความเพียรได้ง่ายขึ้น อันเป็นการย่นวัฏฏะภายในใจให้สั้นเข้า ด้วยเหตุนี้ การแสวงหาที่อยู่ อันเหมาะสม เพื่อความเพียรสําหรับนักบวชผู้หวังความพ้นทุกข์ภายในใจ จึงเป็นความชอบยิ่ง ตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นภัยประจักษ์พระทัย ประทานไว้เพื่อหมู่ชน

เพราะการอยู่ในที่ธรรมดา กับการอยู่ในที่แปลกๆ เปลี่ยวๆ ความรู้สึกในใจดวงเดียวกันนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่อยู่เสมอ ไม่แน่นอน ยิ่งพอทราบว่า จิตมีอาการชินชาต่อสถานที่ เท่านั้น ผู้เป็นนักสังเกตตัวเองจะทราบได้ทันที และรีบเปลี่ยนแปลงโยกย้ายสถานที่เพื่อความ เหมาะสม ไม่นิ่งนอนใจ อันเป็นการเปิดโอกาสให้กิเลสสั่งสมกําลังเพื่อทําลายตนเองโดยไม่รู้สึก

การแก้เหตุการณ์ด้วยความไม่ประมาทได้ทันท่วงที กิเลสย่อมไม่มีโอกาสก่อตัวและสั่งสม กําลังขึ้นทําลายจิตและธรรมซึ่งมีอยู่ภายในใจดวงเดียวกันได้ และมีทางก้าวหน้าไม่เสื่อมคลาย

ผู้ปฏิบัติเพื่อความเห็นภัย ต้องเป็นผู้มีสติระลึกรู้อยู่กับใจตลอดเวลา ไม่พลั้งเผลอได้เป็น การดี ความไม่พลั้งเผลอนั่นแล คือ ทํานบเครื่องป้องกันกิเลสต่างๆ ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้มีโอกาสเกิดขึ้น ได้ ที่มีอยู่ซึ่งยังแก้ไม่หมดก็ไม่กําเริบลําพอง และทําความพยายามกําจัดปัดเป่าด้วยสติปัญญา ศรัทธา ความเพียรไม่ลดละ ท้อถอย

สถานที่ใดจิตกลัวและมีสติระวังตัวดี สถานที่นั้น คือ ป่าช้าเผาผลาญกิเลสทั้งมวลด้วย ตปธรรม คือ ความเพียร มีสติปัญญาเป็นเครื่องมือเผาผลาญทําลาย

คําว่า ฌานก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี วิมุตติหลุดพ้นก็ดี หรือกิเลสตายไปจนหมดสิ้นภายในใจก็ดี จะปรากฏประจักษ์กับใจในสถานที่บําเพ็ญอันถูกต้องเหมาะสมของผู้มีความเพียร เป็นไปด้วยความรอบคอบนั่นแล ไม่มีที่อื่นเป็นที่เกิดและดับของกิเลสทั้งมวล

โปรดทราบไว้อย่างถึงใจว่า ธรรมเจริญ ณ ที่ใด กิเลสย่อมเสื่อมและดับสูญไป ณ ที่นั้น คําว่า “ที่ใด” นักปฏิบัติทั้งหลายพึงทราบว่า คือ ที่ใจดวงเดียวเท่านั้น 

ฉะนั้น จงพากันหํ้าหั่นฟันฝ่ากิเลสด้วยความกล้าตายในสนามรบ คือ ที่ใจ โดยอาศัยสถานที่เหมาะสมเป็นเครื่องหนุนกําลังเพื่อชัยชนะเอาตัวรอดเป็นยอดคน ด้วยประโยคแห่งความเพียรของตนเถิด อย่าหันเหเรรวนว่า กิเลสกองทุกข์จะมีอยู่ในที่อื่นใด นอกจากมีอยู่ในใจดวงเดียวนี้เท่านั้น

เท่าที่ปฏิบัติมาแต่ขั้นเริ่มแรก ซึ่งเป็นไปด้วยความตะเกียกตะกายและลูบๆ คลําๆ เพราะขาดครูอาจารย์ผู้อบรมสั่งสอนโดยถูกต้อง จนได้มาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนหมู่คณะ ก็มิได้เห็น กองทุกข์และความแปลกประหลาด พร้อมกับความอัศจรรย์เกินคาดทั้งหลายที่ไม่เคยรู้เคยเห็น มาก่อน แสดงขึ้น ณ ที่แห่งใดเลย นอกจากแสดงขึ้นที่ใจดวงเดียว ซึ่งเป็นที่เกิดและสถิตอยู่แห่งธรรมและกิเลสทั้งหลายนี้เท่านั้น และมีทุกข์ กับ สมุทัย ที่มีอยู่ในใจของเราท่านแต่ละรายนี้เท่านั้น เป็นสิ่งที่มีอํานาจมากเหนือสิ่งใดๆ ในโลกสาม ที่สามารถปิดกั้นทางเดินเพื่อมรรค ผล นิพพาน ได้อย่างมิดชิด

แม้เครื่องมือทําการขุดค้นบุกเบิก ทุกข์ สมุทัย เพื่อมรรค ผล นิพพาน ให้ปรากฏขึ้นอย่างเปิดเผย ก็ไม่มีอะไรในโลกสามที่สามารถยิ่งไปกว่านิโรธ กับ มรรค ซึ่งมีอยู่ในใจดวงเดียวกันนี้ เรื่องมีอยู่เพียงนี้ อย่าไปสนใจคิดถึงกาล สถานที่ หรือบุคคลใดๆ ว่าเป็นภัยเป็นคุณให้เสียเวลาและล่าช้าไปเปล่าๆ โดยไม่เกิดประโยชน์อะไร ยิ่งกว่าการคิดเรื่องกิเลสกับธรรม ซึ่งมีอยู่ที่ใจ จะผิด พระประสงค์ความมุ่งหมายของพระศาสดา ผู้ประทานธรรมสอนโลกด้วยความถูกต้องแม่นยําตลอดมา”

นี้เป็นใจความโอวาทที่ท่านพระอาจารย์มั่น สั่งสอนอย่างถึงเหตุถึงผล สมัยอยู่กับท่านที่เชียงใหม่ จําได้อย่างฝังใจไม่เคยลืมจนบัดนี้ หลวงปู่ขาวท่านว่า

แนะนํากรรมฐาน ๕

คําสอนของหลวงปู่มั่นในตอนนี้ ปรากฏในบันทึกประวัติของพระครูอุดมธรรมคุณ (หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร

หลวงปู่พระมหาทองสุก ท่านเป็นชาวจังหวัดสระบุรี เคยเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านเคยได้กราบและรับการอบรมด้านสมาธิภาวนาจากหลวงปู่มั่นมาแล้ว เมื่อโอกาสอํานวยท่านจึงลาจากการเป็นครูสอนพระปริยัติ ออกติดตามสืบเสาะเพื่อปฏิบัติพระกรรมฐานกับองค์หลวงปู่มั่น

หลวงปู่พระมหาทองสุกออกธุดงค์ไปทางอําเภอเชียงดาว แล้วข้ามไปทางอําเภอพร้าว สืบเสาะหาหลายแหล่ง แต่ก็ไม่พบองค์หลวงปู่มั่น จนรู้สึกอ่อนใจและหมดหวัง วันรุ่งขึ้นเวลาเช้ามืด ท่านเห็นองค์หลวงปู่มั่นสะพายบาตรและบริขารธุดงค์เดินมาตามลําพังองค์เดียว ตรงมายังสถานที่ ที่หลวงปู่พระมหาทองสุกพักปักกลดอยู่ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและอัศจรรย์ยิ่ง เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ใกล้เคียงกับที่ตั้งวัดดงป่าดะในปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตําบลป่าไหน่ อยู่ทางตอนเหนือของอําเภอพร้าว

เกี่ยวกับคําสอนของหลวงปู่มั่น ที่ปรากฏในประวัติของหลวงปู่พระมหาทองสุก มีดังนี้

ตอนมาอยู่องค์เดียวกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเริ่มสอนวิชาปฏิบัติอย่างจริงจัง ณ ที่บ้านภูจองจอย (ในตําบลป่าไหน่ อําเภอพร้าว) นี้ ทั้งพานั่งสมาธิและเดินจงกรม และสํารวจวิถีจิต และท่านก็แนะนําถึงกรรมฐาน ๕ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงด้วยสามารถแห่งสมาธิ และท่านแนะนําต่อไปว่า การพูดนั้นเป็นของง่ายนิดเดียว แต่การทํานั้นเป็นของยาก เช่น พูดว่า “ทํานา” เพียงเท่านี้ เราทํากันไม่รู้กี่ปี ไม่รู้จักแล้ว (ไม่รู้จักจบสิ้น) และปริยัติที่เรียนมานั้นให้เก็บไว้ให้หมดก่อน ใช้แต่การพิจารณาตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความสงบอย่างจริงจัง

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านอธิบายต่อไปว่า สมาธิก็ดี มีคําว่า ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ และมีคําว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา แต่ถ้าเราจะให้ใจของเราเป็นฌาน เราจะนั่งนึกว่านี่วิตก นี่วิจาร นี่ปีติ นี่สุข นี่เอกัคคตา มันจะเป็นฌานขึ้นมาไม่ได้ จึงจําต้องละถอนสัญญาภายนอกด้วยสามารถแห่งอํานาจของสติ จึงจะเป็นสมาธิ เป็นฌาน

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นสอนแนวทางแห่งวิธีปฏิบัติได้ ๒ วัน ท่านก็ส่งให้ไปอยู่ในภูเขาลึก อยู่ห่างจากแม่โก๋น (อยู่ทางเหนือของวัดดงป่าดะ) ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร และให้ไปแต่ผู้เดียว เพื่อให้ทําความเพียรอย่างเต็มที่ แล้วท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็อยู่ที่แม่โก๋นนั้นเอง

การเดินทางไปภูเขานั้น เป็นห้วยลําธารเดินเลาะลัดไป เป็นทางที่ลําบากมาก แต่ก็เป็นเรื่อง ของความเต็มใจ ความลําบากนั้นก็เป็นสิ่งธรรมดาไป ครั้นถึงวันอุโบสถ ต้องมารวมกันที่จุดหมาย คราวนี้ก็เอาบ้านแม่โก๋น เป็นจุดนัดหมายประชุมกัน การประชุมทําอุโบสถนั้น นอกจากจะทํา สังฆกรรมแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็ให้โอวาทต่างๆ เท่าที่จะแนะนําอุบายสอน และไต่ถามถึงการปฏิบัติที่ผ่านมาว่า องค์ไหนเป็นอย่างไร ได้ผลอย่างไร จะต้องแก้ไขกันอย่างไร เป็นการทดสอบการปฏิบัติไปในตัว

อุโบสถนี้มี ๕ องค์ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ (มั่น) ท่านอาจารย์สารณ์ ท่านอาจารย์ขาว เรา (หลวงปู่พระมหาทองสุก) และท่านมนู

หลังจากลงอุโบสถนี้แล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็ออกจากบ้านนี้ไปอยู่ที่บ้านแม่งัด มีบ้านร้าง อยู่ ๑ หลัง คนแถวๆ นั้นมีอาชีพขุดเหมือง เศรษฐีเขาเอานํ้าไปจากแม่โก๋น และแม่งัด สําหรับ ทําเหมือง เป็นอันว่าปีนี้ได้จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ณ ที่นี้ด้วยกัน ๕ องค์

หลังจากจําพรรษาที่แม่โก๋นนั้นแล้ว ออกพรรษาท่านก็ให้ไปทิศละองค์ เพื่อแสวงหาที่ทํา ความเพียร ต่างดั้นด้นไปตามภูเขา ป่าใหญ่ อยู่แห่งละ ๕ คืนบ้าง ๑๐ คืนบ้าง เมื่อเห็นว่าที่ไหนจะสงบวิเวกดีก็อยู่นานหน่อย ถ้าเห็นว่าจะเป็นการกังวลด้วยผู้คน กลัวจะเนิ่นช้าในการทําความเพียร ก็รีบเดินทางต่อไป

ท่านพระอาจารย์มั่นฝังใจมากและพูดเสมอว่า “มหาทองสุกเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกัน” เพราะท่านเคยจูงท่านพระอาจารย์มั่นหนีไฟป่าออกมา มิฉะนั้นอาจถูกไฟคลอกตายได้ จึงเป็นคู่ทุกข์คู่ยาก

ท่านเผชิญหน้ากับหมีใหญ่

เรื่องเผชิญหน้ากับหมีใหญ่ เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ธุดงค์ทางภาคเหนือของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในขณะที่ท่านสรงนํ้า ท่านได้พบหมีใหญ่ในภูเขาจังหวัดเชียงใหม่ แล้วเกิดความกลัวตาย ขึ้นมา สันนิษฐานว่าเป็นที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย เพราะมีสภาพดังที่องค์หลวงตาฯ เขียนไว้ใน หนังสือปฏิปทาฯ คือ เวลาสรงนํ้าต้องเดินลงไปที่ตีนเขา และครูบาอาจารย์เล่ากันว่า สมัยนั้น สัตว์ป่ายังชุกชุม เช่น เสือ ช้าง หมี เก้ง งู ลิง ชะนี นก ฯลฯ โดยเฉพาะหมียังมีมากเพราะไม่ถูกล่า และในช่วงเวลานั้นหลวงปู่พรหมท่านเพิ่งพบหลวงปู่มั่นใหม่ๆ ท่านยังไม่บรรลุธรรม ท่านย่อมมี ความกลัวตายเป็นธรรมดา ซึ่งต่อมาท่านได้เมตตาเล่าความขี้ขลาดไม่เป็นท่าในเรื่องนี้ของท่านให้ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฟัง โดยหนังสือปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานสายท่าน พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้

“คราวท่าน (หลวงปู่พรหม) พักอยู่ในภูเขา จังหวัดเชียงใหม่นั้น ท่านว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ติดใจในเหตุการณ์ คือตอนเย็นราวบ่ายห้าโมง ท่านลงไปสรงนํ้าในคลองลึกที่อยู่ตีนเขา แต่เฉพาะเย็นวันนั้น พอท่านเดินลงไปตามคลองแคบและลึกชันมาก ท่านก็โผล่ออกไป เจ้าหมีใหญ่ตัวหนึ่งออกมาจ๊ะเอ๋กันจังๆ พอดี 

ขณะที่ต่างคนต่างเจอกันอย่างจังๆ ไม่มีทางหลบหลีก เจ้าหมีใหญ่ตกใจกลัว กระโดดขึ้นฝั่งคลองชันๆ แล้วตกลงมา กระโดดขึ้น ตกลงมา ตกลงมา และพยายามโดดขึ้น – ตกลงอยู่ถึงสี่ห้าครั้ง ก็ไม่สําเร็จจึงได้สติ วิ่งกลับคืนทางเก่าแล้วหายไป

ส่วนท่านเอง ขณะนั้นจะว่ากลัวก็พูดไม่ถูก จะว่าไม่กลัวก็ผิดถนัด เพราะทั้งสองฝ่ายต่าง ตกตะลึงงงงันจนไม่มีสติรั้งใจด้วยกัน ตลอดจนแสดงต่อเหตุการณ์ของทั้งสองฝ่ายในขณะนั้น บ่งบอกความกลัวตายชัดเจนไม่สงสัย คือฝ่ายหมี ก็กระโดดปีนขึ้นฝั่งและปีนป่ายด้วยความกลัวเต็มประดา และฝ่ายท่านก็ยืนยํ่าเท้าอยู่บริเวณนั้น จนพื้นที่ที่เหยียบยํ่าเหลวแหลกเป็นตมเป็นโคลนไปหมด ราวกับเขาขยําดินเหนียวปั้นอิฐหรือทําภาชนะดินฉะนั้น พร้อมกับพูดหลุดปากออกมาโดยไม่รู้สึกตัวว่า เอ้า ! เอ้า ! เอ้า ! ไม่หยุดปาก

พอหมีใหญ่ตัวน่ารักน่าสงสารถึงใจวิ่งหนีไปแล้ว ท่านว่า ท่านเลยเดินกลับที่พักด้วยความ ขบขัน และสงสารหมีใหญ่แสนรู้แสนดีนั้นเป็นกําลัง ท่านเองไม่ทราบว่า เหงื่อหรือยางตายออกมาเวลานั้นเปียกมหาเปียกยิ่งกว่าลงอาบนํ้าเป็นไหนๆ ท่านว่า ที่ท่านไม่เดินเลยไปสรงนํ้าแอ่งหินที่เคยสรงนํ้า ท่านคิดว่าบางทีหมีใหญ่ตัวนั้นมันโดดและวิ่งเสียจนอ่อนเพลีย แล้วอาจไปลงนอนแช่นํ้าในแอ่งหินนั้นเพื่อบรรเทาก็ได้ เผื่อไปเจอกันเข้าอีกกลัวเหตุการณ์จะไม่เป็นดังที่เคยเป็นมาแล้ว

วันต่อไป ท่านจึงไปสรงนํ้าที่นั่น ขณะเดินไปถึงที่ที่หมีกับคนจ๊ะเอ๋กัน จึงได้มีโอกาสตรวจดู สภาพของความกลัวตายประจําสัตว์โลก พอดูแล้ว ท่านว่าท่านอดหัวเราะออกมาคนเดียวไม่ได้ เพราะดูรอยหมีโดดปีนฝั่งคลองกับรอยท่านยํ่าเท้าไปมานั้น ราวกับรอยหมี ๑๐ ตัว และรอย พระกรรมฐาน ๑๐ องค์เล่นกีฬากัน บริเวณนั้นแหลกเป็นตมเป็นโคลนไปหมดไม่มีชิ้นดีเลย ดูแล้ว ทําให้หวาดเสียว และสงสารหมีเป็นอารมณ์เครื่องระลึกเตือนใจอยู่ จนกระทั่งวันท่านจากไป เพราะขณะที่พักอยู่ ท่านลงไปสรงนํ้าทุกวัน และเห็นรอยคนและสัตว์แสดงความกลัวตายทุกวัน

ตามธรรมชาติสัตว์พรรค์นี้โดยมากเมื่อเจอกันซึ่งๆ หน้า มันมักจะโดดมาตะปบและกัดคน ให้เจ็บและเสียท่าก่อน แล้วจึงจะโดดหนีไป การเจอคนระหว่างหมีกับเสือ หมีร้ายกว่าเสือ ต้องกัดคนก่อนแล้วจึงจะโดดหนีไป เสือ ถ้าถูกยิงเจ็บร้ายกว่าหมี ฉะนั้น ท่านจึงนึกหวาดกลัวในเหตุการณ์อยู่ไม่วาย แม้ไม่เป็นอันตราย”

เหตุการณ์ที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านพักปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย มีเหตุการณ์สําคัญที่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าสืบต่อๆ กันมาดังนี้

เรื่องแรก เรื่องหลวงปู่มั่นกล่าวชมหลวงปู่พรหมต่อหน้าบรรดาพระศิษย์ ด้วยหลวงปู่พรหมท่านมีความปรารถนาอย่างสูงยิ่งในการบําเพ็ญธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ และท่านมีความพากเพียรเป็นเลิศเช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งหลาย กอปรกับวาสนาบารมีที่ท่าน บําเพ็ญสั่งสมมาด้วยดีแล้วในอดีตชาติ ดังนั้น เมื่อท่านถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นที่สํานักสงฆ์ ป่าเมี่ยงแม่สายแล้ว ขณะนั้นท่านบวชได้ ๗ พรรษา ท่านได้เร่งความเพียรอย่างเต็มที่ ผลการ ปฏิบัติธรรมของท่านจึงก้าวหน้ากว่าหมู่คณะ จนครั้งหนึ่งขณะอยู่ท่ามกลางสงฆ์ หลวงปู่มั่นท่านได้กล่าวชมท่านเป็นครั้งแรก มีใจความประมาณว่า “ท่านพรหมภาวนาได้ผลดี” ทําให้หลวงปู่พรหมเกิดกําลังใจในการปฏิบัติธรรมเป็นอันมาก

เรื่องที่สอง หลวงปู่มั่นมอบให้หลวงปู่พรหมปราบพญานาค ด้วยบริเวณที่ตั้งสํานักสงฆ์ ป่าเมี่ยงแม่สายในอดีตมีสภาพเป็นป่าเป็นดง เป็นป่าต้นนํ้ามีลําธารไหลผ่านจากยอดเขามาสู่พื้นล่างตลอดปี สถานที่นี้เป็นที่ห่างไกลและเร้นลับ ชาวบ้านที่มาบุกเบิกตั้งถิ่นฐานก็นับถือผีกันทั้งหมู่บ้าน นอกจากสถานที่นี้จะมีเสือ ช้าง ชุกชุมแล้ว ยังมีพวกผี พวกวิญญาณ และกายทิพย์ ซึ่งชาวบ้าน ต่างเกรงกลัวฤทธิ์เดชผีกันมาก ต้องตั้งเครื่องเซ่นบวงสรวงเป็นประจําทุกปีจนกลายเป็นประเพณี เมื่อหลวงปู่มั่นและพระศิษย์ธุดงค์มาปฏิบัติธรรม นอกจากท่านจะสั่งสอนจนชาวบ้านเลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัยแล้ว ท่านยังมาพบพญานาคมิจฉาทิฐิที่นี่ 

ประสบการณ์เรื่องพญานาคของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ที่เดินธุดงค์ภาวนามาทางภาคเหนือ มีครูบาอาจารย์หลายองค์ด้วยกันผจญกับพญานาคตามสถานที่ต่างๆ ด้วยกันหลายแห่ง สถานที่พบพญานาคจะพบตามป่าเขาที่มีแหล่งนํ้า ซึ่งในอดีตล้วนมีสภาพเป็นป่าเป็นดงมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น บรรยากาศเป็นธรรมชาติที่เงียบสงบ มีแต่เสียงนกร้องและเสียงแมลง อากาศบริสุทธิ์ ไม่ค่อยมีบ้านเรือนผู้คนเหมือนอย่างสมัยปัจจุบัน

ประสบการณ์พญานาคทางภาคเหนือ เริ่มตั้งแต่กรณีของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นองค์แรก มีพญานาคมิจฉาทิฐิที่ถํ้าเชียงดาวมาเฝ้าจับผิดและคอยจ้องตําหนิท่าน ท่านพยายามสั่งสอนแก้ไขให้พญานาคตนนั้น แต่พญานาคเองกลับไม่อาจแก้มิจฉาทิฐิของตนเองได้ ท่านจึงธุดงค์จากไปที่อื่น กรณีของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม มีพญานาคสัมมาทิฐิแปลงร่างเป็นมนุษย์ขึ้นจากสระนํ้ามาใส่บาตรท่านที่เสนาสนะป่าห้วยนํ้าริน กรณีของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม มีพญานาคมาทําให้นํ้าในหนองนํ้า ออกสีแดงและเหม็นคลุ้งเหมือนนํ้าล้างเนื้อที่บริเวณนํ้าตกแม่กลาง ดอยอินทนนท์ จนหลวงปู่ตื้อ ท่านเทศน์สอนอบรมพญานาค จนพญานาคมายินยอมต่อคําสอนและนํ้าก็กลับมาใสเหมือนเดิม 

สําหรับที่เสนาสนะป่าเมี่ยงแม่สายก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ อยู่ ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น มีพญานาคมาแกล้งเล่นนํ้าในลําธารที่ครูบาอาจารย์ท่านใช้สรง ใช้ซักผ้า ใช้ฉันอยู่เป็นประจํา ซึ่งนํ้าในลําธารแห่งนี้เป็นนํ้าธรรมชาติที่ใสเย็นน่าใช้ น่าฉัน แต่วันดีคืนดีนํ้านั้น กลับมาขุ่นอย่างไม่มีสาเหตุ เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน หลวงปู่มั่นท่านได้พิจารณาแล้วมีพญานาค มาแกล้งเล่นนํ้าจนทําให้นํ้าขุ่น ท่านจึงมอบหมายให้หลวงปู่พรหมไปแก้ไข หลวงปู่พรหมท่าน ก็ไปเทศนาธรรมโปรดจนพญานาคตนนั้นยอม และนํ้าที่ขุ่นนั้นกลับมาใสเหมือนเดิม

สาเหตุที่พญานาคมากลั่นแกล้งครูบาอาจารย์ที่ไปธุดงค์บุกเบิกสถานที่ใหม่ๆ นั้น เพราะ ถือว่าตนมีอํานาจและเป็นเจ้าของสถานที่นั้น พญานาคมีมิจฉาทิฐิและเข้าใจผิดในครูบาอาจารย์ เกรงว่าครูบาอาจารย์จะมาแย่งสถานที่ มามีอํานาจเหนือกว่าตน 

สําหรับเรื่องปราบพญานาคมิจฉาทิฐิ ครูบาอาจารย์พระศิษย์ของหลวงปู่มั่น บางองค์ท่านมีฤทธิ์มากสามารถปราบพญานาคได้ เช่น หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ชอบ แต่หลวงปู่มั่นท่านกลับไม่อนุญาตให้พระศิษย์ใช้ฤทธิ์ปราบ เพราะแม้ปราบได้ในเวลาไม่นาน แต่ก็ได้ผลเพียงชั่วคราวเท่านั้น และยิ่งผูกใจเป็นศัตรูมากยิ่งขึ้น ท่านจึงใช้ธรรมปราบ ซึ่งต้องใช้เวลานาน แต่ได้ผลดีและถาวรกว่า ทั้งได้เปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตร ท่านใช้ความเมตตาธรรมตามอริยประเพณีของพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย สมกับที่ท่านเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส โดยการสวดมนต์ หลวงปู่มั่นท่านพาพระศิษย์สวดมนต์ บทขันธปริตรสูตร หรือที่รู้จักกันในนามบทสวดมนต์วิรูปักเขฯ ซึ่งเป็นบทสวดมนต์แผ่เมตตาและ เจริญไมตรีเป็นมิตรกับพญานาคทุกตระกูลหมู่เหล่า ตลอดจนสัตว์อสรพิษทั้งหลาย และโดยการ เทศนาธรรมอบรมสั่งสอนให้พญานาคมิจฉาทิฐิยอมรับในธรรมจนกลายเป็นพญานาคสัมมาทิฐิ และยอมเคารพนับถือในครูบาอาจารย์ เช่น ท่านสอนให้รักษาศีล ๕ ไม่ให้เบียดเบียนกัน สอนให้เจริญพรหมวิหารธรรม เป็นต้น

พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๔๗๙ จําพรรษาที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านจําพรรษาอยู่ที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย ตําบลโหล่งขอด นานถึง ๓ พรรษา เป็นที่จําพรรษานานที่สุดในภาคเหนือ ครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ตอนพบหลวงปู่ มั่น ภูริทตฺโต ครั้งแรกท่านจําอยู่ ๑ พรรษา และครั้งหลัง ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๔๗๙ ท่านจําอยู่ ๒ พรรษาติดต่อกัน เพราะตามปฏิปทาหลวงปู่พรหมท่านจะถือปฏิปทาอยู่สถานที่ใดไม่เกิน ๓ พรรษา โดยช่วงนี้มีเหตุการณ์สําคัญและเรื่องเล่าต่อๆ กันมา ดังนี้

หลวงปู่พรหม ท่านไปนั่งสมาธิภาวนาบนพลาญหินก้อนใหญ่ซึ่งเป็นหน้าผา โดยด้านบนมี หินก้อนใหญ่ยื่นออกมาเป็นหลังคาธรรมชาติกันแดดกันฝนได้ และบริเวณโดยรอบมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่นปกคลุม สามารถผูกกลดกางมุ้งนั่งสมาธิภาวนาและใช้เป็นที่พักจําวัดได้ เป็นสถานที่ เงียบสงัดและสัปปายะมาก ซึ่งสถานที่นี้มีระยะทางห่างจากศาลาอเนกประสงค์ประมาณ ๒๐๐ เมตร โดยเดินไต่ขึ้นไปตามทางไหล่เขาแคบๆ และจะต้องข้ามผ่านลําธารที่มีนํ้าไหลลงมาจากเขาอยู่ ๒ – ๓ สาย จึงจะถึงพลาญหินก้อนนี้ กล่าวกันว่า หลวงปู่พรหมท่านชอบมานั่งภาวนาที่พลาญหินก้อนนี้เป็นประจํา 

หลวงปู่พรหม ท่านมีฝีมือแกะสลักพระพุทธรูป เมื่อท่านพักปฏิบัติธรรมที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยง แม่สาย ท่านได้แกะสลักพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่งพร้อมด้วยฐานพระ เป็นปางมารวิชัย มีขนาด หน้าตักกว้างประมาณ ๙ นิ้ว โดยนําไม้แก่นขนุนมาแกะสลัก พระพุทธรูปองค์นี้ปัจจุบันประดิษฐาน ณ ศาลาอเนกประสงค์ สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย 

ท่านช่วยหลวงปู่ขาวซ่อมพระพุทธรูป

เนื่องจากหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมีฝีมือในทางช่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปั้น พระพุทธรูป จึงได้รับการร้องขอจากหลวงปู่ขาว อนาลโย ให้ท่านช่วยปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปที่ชํารุดเสียหายอีกครั้ง และเป็นคนละองค์กับที่วัดพระเจ้าทองทิพย์ ซึ่งหลวงปู่ขาวท่านธุดงด์ไปพบ พระพุทธรูปที่ชํารุด ท่านอัญเชิญมาซ่อมแซม ณ บริเวณบ้านทุ่งแดง ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว ดังนี้

“อีกตอนหนึ่ง ท่านอาจารย์ขาว ได้ให้โยมนําพระพุทธรูปทอง ซึ่งถูกพวกพาลชนทําลายพระเศียร แขนขาก็ไม่มี ถูกตัดไปหมด ยังเหลือแต่แกนกลางองค์ทําเป็นเกลียวต่อกันไว้ ท่านจะ ไปไหนก็คิดถึงมิได้วาย เมื่อเอาลงจากดอยแล้ว ปรารภจะหาช่างมาต่อพระเศียร แขน ขา ให้เป็นองค์พระที่สมบูรณ์ขึ้นมา โยมผู้มีศรัทธารับอาสาจัดหาเครื่องอุปกรณ์ เช่น เหล็ก ปูน ทรายมาให้ แต่ยังขาดช่างผู้สามารถทําได้ ยังนึกไม่เห็นใคร เห็นแต่ท่านอาจารย์พรหมเท่านั้น พอจะมีฝีมือ ทําได้บ้างกระมัง

ขณะนั้นท่านอาจารย์พรหม พักอยู่ที่ป่าเมี่ยงแม่สาย ท่านอาจารย์ขาว จึงไปหาท่านด้วยตนเอง เมื่อไปถึงแล้วได้เล่าเรื่องราวให้ท่านอาจารย์พรหมฟัง เสร็จแล้วได้ถามต่อไปว่า พอจะบูรณะซ่อมแซมให้ดีขึ้นได้หรือไม่ ? 

หลวงปู่พรหม ก็ได้รับตอบในทันทีว่า ไม่ยาก ขอแต่ให้มีเครื่องอุปกรณ์ คือปูนซีเมนต์เท่านั้นก็ทําได้ จากนั้นท่านอาจารย์ทั้งสองก็ได้ติดตามกันมา จนถึงตําบลโหล่งขอด ที่ได้เอาพระพุทธรูป มาไว้ก่อนแล้ว พอมาถึงได้เครื่องอุปกรณ์เพียงพอ ท่านก็ลงมือทําทันทีจนเป็นที่เรียบร้อย สมควรแก่การกราบไหว้สักการบูชาของพระพุทธศาสนิกชนทั่วไป”

ปัจจุบัน องค์พระที่ซ่อมแซมถูกทําลายเหลือเพียงซากปรักหักพัง

ภาค ๘ ท่านจําพรรษากับหลวงปู่มั่นครั้งแรก

ท่านกราบเรียนถามหลวงปู่มั่นไปอยู่อย่างนี้ทําไม ?

เรื่องความทุกข์ยากลําบากของพระธุดงคกรรมฐานมีมาแต่ครั้งพุทธกาล กรณีในสมัยครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกเคยรับคํานิมนต์จําพรรษาที่เวรัญช–พราหมณ์คาม แล้วเวรัญชพราหมณ์ลืมถวายอาหาร และชาวบ้านเวรัญชพราหมณ์คามทั้งเมืองก็ถูกมารดลใจไม่ให้ใส่บาตร ทําให้พระองค์ท่านและพระสงฆ์สาวกต้องเสวยและฉันข้าวแดงที่ใช้เลี้ยงม้าตลอดพรรษา ซึ่งก็เป็นเพราะผลกรรมในอดีตชาตินั่นเอง กรรมที่ทําให้ได้เสวยข้าวแดง พระผู้มี– พระภาคเจ้า ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

“เราได้บริภาษพระสาวกทั้งหลายในศาสนาของพระพุทธเจ้า พระนามว่า ผุสสะ ว่าท่าน ทั้งหลายจงเคี้ยว จงกินแต่ข้าวแดง อย่ากินข้าวสาลีเลย ด้วยวิบากกรรมนั้น เราอันพราหมณ์นิมนต์แล้ว อยู่ในเมืองเวรัญชา บริโภคข้าวแดงตลอด ๓ เดือน ในกาลนั้น”

กรณีของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และพระศิษย์ก็เช่นกัน กล่าวคือ สถานที่ท่านอยู่จําพรรษาตามป่าตามเขาแถบทางภาคเหนือ ซึ่งถือว่ากันดารเปล่าเปลี่ยว ความเป็นอยู่ก็อดอยากลําบากมากที่สุด เรื่องนี้หลวงปู่พรหมเล่าให้พระศิษย์ฟังว่า “ครูอาจารย์มั่นเล่าว่า เมืองเหนือเสาะหาภาวนา ดีกว่าเมืองอีสาน หรือภาคกลาง เหตุเพราะว่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มาตั้งมาวางอยู่ทางเมืองเหนือนี้มาหลายพระพุทธเจ้าแล้ว” 

ก่อนที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ จะได้อยู่จําพรรษากับหลวงปู่มั่น ท่านได้เดินธุดงค์ไปกราบคารวะหลวงปู่มั่นที่ป่าเมี่ยงขุนปั๋ง ซึ่งอยู่ท่ามกลางป่าเขา ใช้เวลาเดินลัดป่าเขาจากป่าเมี่ยงแม่สายไป ๔ – ๕ ชั่วโมง ท่านได้กราบเรียนถามข้อสงสัยในเรื่องนี้ หลวงปู่มั่นก็ตอบว่า “มาอยู่ใช้กรรม” โดยครูบาอาจารย์ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้ 

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้ไปกราบหลวงปู่มั่นขณะที่ท่านพักจําพรรษาที่ป่าเมี่ยงขุนปั๋ง ตําบลแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว ท่านได้ผ่านแดนพ้นทุกข์ที่โหล่งขอด (ตําบลโหล่งขอด อําเภอ พร้าว จังหวัดเชียงใหม่) หลวงปู่ขาวเล่าว่า เวลาเดินจงกรมเหมือนกับมีเทวดาบังคับให้เดิน ไม่เหน็ดเหนื่อย ได้ทําความเพียรอย่างจริงจัง เกิดปีติ หลวงปู่พรหมก็ทํานองนี้เหมือนกัน

ขณะนั้นหลวงปู่มั่นได้จําพรรษาที่ป่าเมี่ยงขุนปั๋ง หลวงปู่พรหมไปกราบหลวงปู่มั่นแล้วถามว่า “ท่านอาจารย์ไปอยู่อย่างนี้ทําไม ?”

หลวงปู่มั่นตอบว่า “มาอยู่ใช้กรรม” 

การอยู่ การฉัน ลําบากมากที่สุด การทํากระต๊อบก็นําใบไม้มาสานกันพอได้อยู่…

หลวงปู่พรหม ท่านมีศรัทธา ความเพียร แก่กล้ามาก เวลาท่านทําอะไร ท่านจะไม่กลัวตาย มีนิสัยเด็ดขาดมาก ยิ่งได้มาพบและอยู่ปฏิบัติธรรมใกล้ชิดหลวงปู่มั่น สมความปรารถนาแล้ว ท่านถือว่าได้มาอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ผู้เลิศ แตกฉานในทางธรรม ท่านก็ยิ่งมีกําลังใจที่จะเร่งความเพียรในการปฏิบัติธรรมชนิดมอบกายถวายชีวิตเลยทีเดียว”

พ.ศ. ๒๔๘๐ จําพรรษากับหลวงปู่มั่นที่วัดพระธาตุจอมแจ้ง

การอยู่จําพรรษาหรืออยู่ร่วมในสํานักหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต นั้น เป็นที่ปรารถนาของบรรดาพระศิษย์ที่ออกธุดงค์ติดตามทุกองค์ ในระยะแรกหลวงปู่มั่นท่านชอบอยู่ลําพังองค์เดียว ต่อมาท่าน จึงเมตตาอนุญาตให้พระศิษย์อยู่ร่วมจําพรรษา กรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านเข้ากราบหลวงปู่มั่นในครั้งแรกนั้น ท่านก็ไม่ได้อยู่ร่วมจําพรรษา จวบจนปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ขณะท่านมีอายุ ๔๗ ปี พรรษา ๑๐ หลวงปู่มั่นจึงเมตตาอนุญาตให้หลวงปู่พรหมติดตามเที่ยวธุดงค์และอยู่ร่วมจําพรรษา จากหนังสือประวัติหลวงปู่ชอบ ฐานสโม บันทึกไว้ดังนี้ 

“หน้าแล้งปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พาลูกศิษย์ออกฝึกเที่ยววิเวกแถบป่าเขาเขตอําเภอพร้าว อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ครั้งนั้นมีพระ เณร และตาผ้าขาวติดตามองค์ท่านหลวงปู่มั่นเที่ยววิเวก ๔๐ กว่าองค์ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเป็นหนึ่งในจํานวน ๔๐ กว่าองค์ ที่ติดตามองค์ท่านหลวงปู่มั่นไปเที่ยววิเวกในครั้งนั้น เพื่อนสหธรรมิกของท่านที่ติดตามองค์ท่าน หลวงปู่มั่นเที่ยววิเวกครั้งนั้นมีหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ฯลฯ”

จนใกล้เข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้ย้อนกลับมาจําพรรษาที่ วัดพระธาตุจอมแจ้งอีกครั้ง มีพระศิษย์มาจําพรรษาด้วยหลายองค์ รวมทั้งหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนดอยจอมแจ้งในเขตอําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เดิมเป็นวัดร้างที่ห่างไกลจากบ้านเรือนผู้คน มีศาสนวัตถุชิ้นสําคัญ คือ พระธาตุจอมแจ้ง บริเวณดอยและโดยรอบมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น อากาศเย็นสบาย เป็นที่สัปปายะเงียบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา โดยในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ หลวงปู่มั่นท่านออกเดินธุดงค์มาพบและได้พักจําพรรษาเป็นครั้งแรกในปีนั้น 

การอยู่ร่วมจําพรรษากับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ ที่วัดพระธาตุจอมแจ้งของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ นับเป็นครั้งแรก นับว่าสมดังใจปรารถนาของท่านที่ต้องรอคอยอยู่นานหลายปี ดังนั้น ในพรรษานี้ หลวงปู่พรหมท่านเกิดกําลังใจอย่างมากที่ได้อยู่ร่วมกับหลวงปู่มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์องค์เลิศเลอและแตกฉานในทางธรรมปฏิบัติ ท่านมีความมั่นใจจะปฏิบัติธรรมแบบ อุกฤษฏ์เต็มที่ แบบยอมมอบกายถวายชีวิตตามที่ท่านได้ตั้งใจไว้ เพราะท่านได้ปฏิบัติธรรมตามที่หลวงปู่มั่นได้เมตตาแนะนําไว้จนบังเกิดผลแล้ว คือ จิตของท่านก็แก่กล้ากว่าแต่ก่อน สมาธิธรรมของท่านก็หนาแน่นมั่นคง และการได้อยู่ร่วมจําพรรษาปฏิบัติธรรมและได้อยู่อุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่ มั่นอย่างใกล้ชิดนั้น หาโอกาสได้ยากมากและก็ได้อานิสงส์มาก หลวงปู่มั่นจะคอยเมตตาอบรมดูแล คอยแก้ไขเรื่องจิต วิถีจิต ทั้งคอยตักเตือนแนะนําและแก้ไขให้พระศิษย์เมื่อเกิดข้อผิดพลาดได้ทันท่วงที และที่สําคัญคอยส่งเสริมสนับสนุนโดยการเทศน์ โดยการถามศิษย์ และโดยการตอบแก้ปัญหาธรรม พร้อมทั้งให้อุบายธรรมแก่พระศิษย์ เพื่อให้พระศิษย์เกิดความก้าวหน้าในธรรมปฏิบัติอย่างรวดเร็วนั่นเอง 

ในพรรษานี้ มีหมู่คณะพักจําพรรษาอยู่ด้วยกัน ๖ องค์ ได้แก่ ๑. หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ๒. หลวงปู่ขาว อนาลโย ๓. หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ๔. พระอาจารย์มนู ๕. พระอาจารย์คํา ๖. หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโต (พระครูอุดมธรรมคุณ)

หลวงปู่อํ่า ธมฺมกาโม วัดป่าเขาเขียว อําเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ศิษย์อาวุโส ใกล้ชิดองค์หนึ่งของหลวงปู่พรหม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ว่า

“ในพรรษานี้ หลวงปู่พรหม ได้ประกอบความเพียรมาก ถือเพียงอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน และนั่ง ไม่ถืออิริยาบถนอนตลอดไตรมาสสามเดือน ส่วนมากท่านถือการเดินจงกรมเป็นกิจวัตรประจําวัน ท่านมีความเพียรมาก เวลาเข้าพรรษา ท่านเดินจงกรม ดินลึกลงไป ๓ นิ้วโป้ง ไม่นอน ๓ เดือน บรรลุถึงพระอนาคามี”

ครูบาอาจารย์ผู้เป็นศิษย์บอกเล่าต่อกันมาว่า หลวงปู่พรหมท่านเร่งทําความเพียรอย่าง เต็มที่ ถือเป็นภาคปฏิบัติธรรมหักโหมขั้นอุกฤษฏ์ก็ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ นี้เอง เวลาเดินจงกรมมี ความรู้สึกว่าตัวลอยไปเรื่อย คล้ายกับเท้าไม่แตะพื้น รู้สึกตัวเบา การเดินจงกรมแต่ละครั้งนับเป็นเวลานานหลายๆ ชั่วโมง ท่านก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและไม่เบื่อหน่าย

ด้วยความพยายามดังที่กล่าวมานี้ เมื่อออกพรรษาท่านจึงได้รับคําชมเชยจากหลวงปู่มั่น ต่อหน้าเพื่อนพระด้วยกันว่า “ท่านพรหมเป็นผู้ที่มีความพากเพียรสูงยิ่ง มีความตั้งใจแน่วแน่ ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดที่สุด เป็นตัวอย่างที่ดีแก่พระภิกษุทั้งหลาย ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”

เมื่อออกพรรษาแล้วทั้งหลวงปู่มั่นและพระศิษย์ ต่างก็แยกย้ายกันไปเที่ยวธุดงค์หาวิเวกในถิ่นต่างๆ ตามความสนใจของแต่ละองค์

การบรรลุธรรมขั้นอนาคามี คือ การละสังโยชน์เบื้องตํ่าได้ ๕ ข้อ จากทั้งหมด ๑๐ ข้อ ได้แก่ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ และปฏิฆะ ความเพียรของหลวงปู่พรหม ในธรรมขั้นนี้เป็นความเพียรอัตโนมัติ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“นี่ก็คนหนึ่ง (คุณยายกั้ง) ฟังว่าอัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุ ยอมรับทันทีเรา เพราะจิตแกเก่งอยู่แล้วตั้งแต่หลวงปู่มั่นยังอยู่ แกเดินจงกรม เฒ่าแก่ขนาดนั้นได้เอาไม้เท้านะ ลูกหลานมาเล่าให้ฟัง อู๊ย ! ทําไมแกแก่ขนาดนั้นน่าจะนั่ง จะอะไรอยู่ ไม่ยอมนั่งนะ กลางวี่กลางวันก็ตาม กลางคืน ก็ตาม แกจะมีไม้เท้าเดินสักเท้า เดินจงกรมบนกุฏิแก แกไม่สนใจกับใคร ทั้งวันทั้งคืนแกจะทํา ของแกอยู่อย่างนั้น นั่นหมายถึงว่า จิตแกเป็นอัตโนมัติ มันหมุนติ้วๆ ที่จะพุ่งแล้วนะ มันจะพุ่งแล้ว เพราะฉะนั้นความเพียรจึงรอไม่ได้ ความเพียรมีทุกอิริยาบถ แม้นอนอยู่ก็มี เว้นแต่ขณะหลับ นี่เรียกว่าความเพียรเป็นอัตโนมัติ หมุนตัวไปเอง หมุนไปเองเรื่อย 

ความเพียรประเภทนี้จะเป็นตั้งแต่ขั้นอนาคามีไป ขั้นพระอนาคามีเริ่มความเพียรเป็นอัตโนมัติ แล้วเร็วเข้าๆ ละเอียดเข้าเรื่อยๆ จนพุ่งถึงนิพพาน

นี่ล่ะธรรมะพระพุทธเจ้าที่สอนว่ายังไง ให้เป็นกับผู้ขึ้นเวทีซิจะค้านท่านได้ยังไง จึงว่าธรรมะสดๆ ร้อนๆ สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว พระองค์ตรัสไว้ยังไง พอขึ้นเวทีรับกันปั๊บ มันเข้ากันได้ทันทีๆ ยอมรับๆ ของอันเดียวกัน ดังที่เราพูดเมื่อวานนี้ว่าพระโสณะ เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก จะเอาอะไรไปวัด ใครจะไปคาด อย่างเรานี้เราก็บอก เราไม่เชื่อ อยู่ๆ บังคับบัญชาตัวเองให้เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกนี้เป็นไปไม่ได้ ลงแค่นั้นล่ะนะ ตอนเวลามาเป็นในตัวของเราเองนี่ เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกเป็นยังไง ก็เคยเล่าให้ฟังแล้วนั่นล่ะ คือมันหมุนตลอด ถ้าลงได้ลงทางจงกรมลืมวัน ลืมคืนปีเดือน มีแต่กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่เป็นวงในตลอด ความเพียรตลอด นี่เรียกว่า ความเพียรอัตโนมัติ ขั้นอนาคาฯ ความเพียรเป็นอัตโนมัติ ท่านเหล่านี้จะไม่ลง ขึ้นเรื่อย”

พระธาตุจอมแจ้ง แม่สรวย 

พระธาตุจอมแจ้ง ตั้งอยู่ที่เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๑๒ บ้านจอมแจ้ง ตําบลแม่สรวย อําเภอ แม่สรวย จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันเป็นวัดพระธาตุจอมแจ้ง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบราณกาล ชาวบ้านเรียกว่า “พระธาตุจอมแจ้ง” เพราะมีพระธาตุอยู่ก่อนแล้ว เป็นสถานที่ อันศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านต่างเคารพบูชา เมื่อถึงฤดูกาลทํานา ปีไหนฟ้าฝนไม่อํานวย ชาวบ้านนิยมนําดอกไม้ธูปเทียนขึ้นมาบูชา อธิษฐานให้ฝนตก มักจะสําเร็จสมความปรารถนาของชาวบ้านสมัยนั้น จึงมีการทําบุญเป็นประเพณีในวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๘ เหนือ (เดือน ๖) เป็นประจําทุกปี ตลอดถึงปัจจุบัน

พระธาตุ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ มีความอัศจรรย์ปาฏิหาริย์มาก เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไว้ให้ประชาชนได้สักการบูชา จากคําบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในยุคก่อนๆ มักได้ยินได้ฟังเสมอว่า ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ คํ่า จะพบปรากฏการณ์พิเศษเกิดขึ้นเสมอๆ เช่น การปรากฏลําแสงพวยพุ่ง สุกสว่าง สดใส เป็นรัศมีสีแดง สีเหลือง สีขาว ขึ้นรอบองค์พระธาตุ หรือพาดผ่านขึ้นสู่ท้องฟ้าบ้าง หรือปรากฏกลิ่นหอมโรยรื่น อบอวลชวนให้จิตสดชื่นแจ่มใสบ้าง ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ แสดงออกมาโดยอัศจรรย์ด้วยพุทธา– นุภาพ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่ผองชนที่เคารพเลื่อมใสเป็นอันมาก

ตามประวัติตํานาน วัดพระธาตุจอมแจ้งนี้ว่า ได้มีพระมหาเถระรูปหนึ่ง ได้เที่ยวจาริกเทศนาสั่งสอนประกาศพระพุทธศาสนา เดินธุดงค์ผ่านมาถึงสถานที่แห่งนี้เป็นเวลารุ่งอรุณขึ้นของวันใหม่ (มาแจ้งหรือสว่างที่นี่) จึงได้ให้ตาแก่คนหนึ่งที่อยู่ปฏิบัติรักษาพระธาตุนี้ ลงไปตักนํ้าในลํานํ้าขึ้นมาล้างหน้า และพักที่นี่ได้ ๗ วัน ก่อนจะเดินทางจาริกต่อไป โดยมอบพระบรมสารีริกธาตุให้ตาแก่ เพื่อบรรจุไว้ในพระธาตุ และยังได้ทํานายอนาคตภายหน้าว่า ชาวบ้านจะเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า วัดพระธาตุจอมแจ้ง ส่วนลํานํ้าที่พระมหาเถระใช้ล้างหน้าชาวบ้านเรียกว่า แม่นํ้าซ่วย ต่อมาได้เรียกชื่อเพี้ยนไปว่า แม่นํ้าสรวย จนถึงปัจจุบัน

วัดพระธาตุจอมแจ้ง ปรากฏหลักฐานการสร้างประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๐ พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้มี หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เดินธุดงค์ผ่านมาพักจําพรรษาใต้ต้นดอกไม้สารภี ๑ พรรษา พ.ศ. ๒๔๘๐ พระนวล ทิฏฺฐธมฺโม เป็นผู้ริเริ่มนําชาวบ้านมาบูรณปฏิสังขรณ์ มีนายจินดา ศรีสวัสดิ์ และชาวบ้าน ช่วยบูรณะพระธาตุจนสําเร็จเป็นองค์ใหญ่งดงามแบบศิลปะพม่า พ.ศ. ๒๔๘๒ พระครูอดุลสีหวัตต์ (สิงห์คํา) ย้ายมาเป็นเจ้าคณะอําเภอแม่สรวย และได้เป็นเจ้าอาวาส นําคณะศรัทธาและญาติโยม บูรณปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุจอมแจ้ง จนเจริญรุ่งเรืองมาเป็นลําดับ ตราบจนปัจจุบัน

สาเหตุที่หลวงปู่มั่นและพระศิษย์พักที่วัดร้าง

ในสมัยครั้งพุทธกาล สถานที่สัปปายะตามพระพุทธโอวาทในข้อรุกขมูลตามป่าตามเขา ได้แก่ ร่มไม้ ชายป่าชายเขา ถํ้า เงื้อมผา ป่าช้า ป่ารกชัฏ ที่แจ้งล้อมฟาง อัพโภกาส มาในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระธุดงคกรรมฐาน ท่านทั้งสองได้ร่วมกันบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร นอกจากอาศัยสถานที่สัปปายะดังกล่าวมา ยังได้อาศัยปฏิบัติธรรมตามวัดร้างที่อยู่ตามป่าตามเขา เพราะเป็นสถานที่เงียบสงัดวังเวง ไม่มีผู้คนมารบกวน เพราะความกลัวในสถานที่ เช่น มีบางคนแอบลักลอบขุดของโบราณไปก็ประสบเหตุน่าหวาดกลัวต่างๆ จนต้องรีบนํามาคืนก็มี และวัดร้างบางแห่งก็มีพระธาตุลอยเสด็จไปมาเป็นลูกกลมๆ มีแสงสีต่างๆ วัดร้างจึงเป็นสถานที่ฝึกจิตทรมานใจของนักปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี 

วัดร้างตามป่าตามเขา จึงนับเป็นสถานที่สําคัญแหล่งหนึ่งที่ครูบาอาจารย์พระศิษย์สาย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น นิยมธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมและได้สืบทอดกันมา และกาลต่อมาครูบา–อาจารย์ได้พัฒนาเป็นวัดขึ้นมาใหม่ รวมทั้งกรณีหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก็ติดตามหลวงปู่มั่นพักตามวัดร้างต่างๆ ทางภาคเหนือ และเมื่อท่านกลับทางภาคอีสาน ท่านก็ไปพักวัดร้าง และวัดร้าง บางแห่งท่านก็พัฒนาเป็นวัด เช่น วัดศรีโพนสูง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร กรณีหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านบุกเบิกพัฒนาถํ้าผาปล่องจนเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ฯลฯ

ในท้องถิ่นแถบป่าเขาในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย มีวัดร้างจํานวนมากมาย แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ส่วนใหญ่เป็นวัดก่อสร้างมาแต่ยุคโบราณ ซึ่งไม่สามารถทราบประวัติและอายุการก่อสร้างที่แน่นอน หลายแห่งมีเพียงประวัติในเชิงตํานาน หรือเรื่องเล่าขานต่อๆ กันมา เป็นที่น่าสังเกตว่า วัดร้างแต่ละแห่งมักจะมีพระธาตุ เรียกตามภาษาท้องถิ่นทางภาคเหนือ นั่นก็คือ เจดีย์ ที่เราเรียกกันทั่วไป เช่น พระเจดีย์หลวง (วัดเจดีย์หลวง) พระธาตุแม่โก๋น (ขุนโก๋น) พระธาตุ ดอยนะโม พระธาตุจอมแจ้ง พระธาตุจอมแตง พระธาตุดอยพระเจ้า ฯลฯ 

ส่วนสาเหตุวัดร้างมีหลายประการ เกิดจากสถานที่ทุรกันดารอดอยากยากลําบากจึงไม่มี พระมาอยู่บ้าง เกิดจากพระย่อหย่อนไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยบ้าง เกิดจากภัยศึกสงครามบ้าง และปัจจุบันเกิดจากพระชื่นชอบสะสมวัตถุทางโลก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์สอนไว้ดังนี้

“เราอยากจะพูดว่าพระเป็นอันดับหนึ่งเป็นผู้ทําลายศาสนาเวลานี้ วัดกําลังจะร้าง วิทยุ วิดีโอ เทวทัต โทรศัพท์มือถือกําลังตีเข้าในวัดในวาเวลานี้แหลกหมด เราไปตระเวนตามสายพ่อแม่ครูจารย์มั่น มีไหมวัดนี้มีไหม อันนั้นมีไหม โทรทัศน์เทวทัตมีไหม วิดีโอมีไหม โทรศัพท์มือถือมีไหม วัดนี้ๆ องค์ไหนมี ไล่ออกจากวัดเวลานั้นเลย ขับหนีจากหมู่จากเพื่อนไม่ให้ร่วมอุโบสถสังฆกรรม จะว่าอะไร ของสิ่งเหล่านี้เป็นของทําลายแท้ๆ สิ่งทําลายที่สุดคือตัวนี้เองทําลายศาสนา ทําลายไปมากเข้าๆ วัดวาอาวาสศาสนานี่ร้างหมด ทําไมจึงร้าง พระอยู่ไม่ได้ซิ เพราะอะไรพระถึงอยู่ไม่ได้ ไม่มีคนเขาใส่บาตรก็อยู่ไม่ได้น่ะซิ วัดก็ร้างน่ะซิ อันนี้เองไปทําลายนะ เวลานี้กําลังเข้าทําลาย”

คําสอนหลวงปู่มั่นที่พระธาตุจอมแจ้ง

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นพรรษาแรกที่ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้อยู่จําพรรษาร่วมกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดพระธาตุจอมแจ้ง หลวงปู่มั่นท่านได้เคี่ยวเข็ญพระศิษย์แต่ละองค์ให้ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ มีการเทศน์อบรมตลอดพรรษา ตามปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ท่านจะเทศน์ตอนหัวคํ่า โดยหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้ “ไม่อบรมมาก อบรมก็ตอนหัวคํ่าหน่อย ท่านก็เลิก คือได้เวลาเกือบสี่ทุ่ม ท่านก็เข้าจําวัด ท่านข้อวัตรเป็นอย่างนั้น”

สําหรับคําสอนของหลวงปู่มั่นในพรรษานี้ หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโต ซึ่งได้อยู่ร่วม จําพรรษาด้วย ท่านได้สรุปไว้เป็นข้อๆ ดังนี้

“…ในปีนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พาทําความเพียรเป็นกรณีพิเศษ และท่านได้อธิบาย ข้อปฏิบัติและปฏิปทาต่างๆ มากมาย เช่น

๑. การปฏิบัติทางใจ ต้องถือการถ่ายถอนอุปาทานเป็นหลัก

๒. การถ่ายถอนนั้น ไม่ใช่ถ่ายโดยไม่มีเหตุ ไม่ใช่ทําเฉยๆ ให้มันถ่ายถอนเอง

๓. เหตุแห่งการถ่ายถอนนั้น ต้องสมเหตุสมผล ท่านอ้างเอาพระอัสสชิ แสดงในธรรมข้อที่ว่า

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวาเตสํเหตุํ ตถาคโต อาห

เตสญฺจ โย นิโรโธ จเอวํ วาที มหาสมโณติ

ธรรมทั้งหลายเกิดมาจากเหตุ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นดับไปเพราะเหตุ พระมหาสมณะ (คือพระพุทธเจ้า) มีปกติตรัสดังนี้

๔. เพื่อให้เข้าใจว่า การถ่ายถอนอุปาทานนั้น มิใช่ไม่มีเหตุและไม่สมควรแก่เหตุ ต้อง สมเหตุสมผล

๕. เหตุ ได้แก่ การสมมุติบัญญัติขึ้น แล้วหลงตามอาการนั้น เริ่มต้นด้วยการสมมุติตัว ของตนก่อน พอหลงตัวเราแล้วก็ไปหลงผู้อื่น หลงว่าเราสวยแล้วจึงไปหลงผู้อื่นว่าสวย เมื่อหลงตัวของตัวเองและผู้อื่นแล้วก็หลงพัสดุข้าวของนอกจากตัว กลับกลายเป็นราคะ โทสะ โมหะ

๖. แก้เหตุต้องพิจารณากรรมฐาน ๕ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ด้วยสามารถแห่งกําลังของสมาธิ เมื่อสมาธิขั้นตํ่า การพิจารณาก็เป็นฌานขั้นตํ่า เมื่อเป็นสมาธิขั้นสูง พิจารณาเป็นฌานขั้นสูง แต่ก็อยู่ในกรรมฐาน ๕ 

๗. การสมเหตุสมผล หมายถึง คันที่ไหนต้องเกาที่นั้นถึงจะหายคัน คนติดกรรมฐาน ๕ หมายถึง หลงหนังเป็นที่สุด เรียกว่าหลงกันตรงนี้ ถ้าไม่มีหนัง คงจะหนีกันแทบตาย เมื่อหลงที่นี้ ก็ต้องแก้ที่นี้ คือ เมื่อกําลังสมาธิพอแล้ว พิจารณาก็เห็นตามความเป็นจริง เกิดความเบื่อหน่าย เป็นวิปัสสนาญาณ 

๘. เป็นการเดินอริยสัจ เพราะเป็นการพิจารณาตัวทุกข์ ดังที่พระองค์ทรงแสดงว่า ชาติปิทุกข์ ชราปิทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณัมปิทุกข์ ใครเกิด ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย กรรมฐาน ๕ เป็นต้น ปฏิสนธิเกิดมาแล้ว แก่แล้ว ตายแล้ว จึงชื่อว่า พิจารณากรรมฐานเป็นทางพ้นทุกข์ เพราะพิจารณาตัวทุกข์จริงๆ 

๙. ทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข์ เพราะมาหลงกรรมฐาน ๕ ยึดมั่น จึงเป็นทุกข์ เมื่อพิจารณา ก็ละได้ เพราะเห็นตามความเป็นจริง สมกับคําว่า รูปสฺมิํปิ นิพฺพินฺทติ เวทนายปิ นิพฺพินฺทติ สญฺญายปิ นิพฺพินฺทติ สงฺขาเรสุปิ นิพฺพินฺทติ วิญฺญาณสฺมิํปิ นิพฺพินฺทติ เมื่อเบื่อหน่ายในรูป (กรรมฐาน ๕) เป็นต้นแล้ว ก็คลายความกําหนัด เมื่อเราพ้น เราก็ต้องมีญาณทราบชัดว่าเราพ้น

๑๐. ทุกขนิโรธดับทุกข์ เมื่อเห็นกรรมฐาน ๕ เบื่อหน่าย ชื่อว่า ดับอุปาทาน ความยึดมั่น ถือมั่น เช่นเดียวกับท่านสามเณรสุมนะ ศิษย์ท่านพระอนุรุทธะ พอปลงผมหมดศีรษะ ก็ได้สําเร็จ พระอรหันต์

๑๑. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ทางไปสู่ที่ดับ คือ การเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาเห็นชอบ เห็นอะไร ? เห็นอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ ได้แก่อะไร ? ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค การเห็นจริงแจ้งประจักษ์ด้วยสามารถแห่งสัมมาสมาธิ ไม่หลงติดสุข มีสมาธิเป็นกําลัง พิจารณากรรมฐาน ๕ ก็เป็น องค์มรรค”

หลัก ๑๑ ประการนี้กว้างขวาง ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านแสดงกว้างขวางมาก หลวงปู่ พระมหาทองสุก ท่านก็บันทึกย่อๆ ไว้ เพื่อจะเป็นแนวทางปฏิบัติของท่าน เพราะปีนี้เป็นสําคัญ ทั้งศึกษาและปฏิบัติ มิใช่ศึกษาอย่างเดียว

ปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่นแนะว่า การฉันหนเดียว การฉันในบาตร การบิณฑบาต การปัดกวาดลานวัด การปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์ การอยู่ป่าวิเวก เป็นศีลวัตรอันควรแก่ผู้ฝึกฝนขั้นอุกฤษฏ์จะพึงปฏิบัติ

หลังออกพรรษาปีนั้นแล้ว ต่างองค์ต่างก็แยกย้ายกันไปบําเพ็ญเพียรตามอัธยาศัยของแต่ละองค์ ในส่วนของหลวงปู่พระมหาทองสุก ท่านเกิดอาการไข้มาลาเรียกําเริบขึ้น จึงไปรักษาตัวที่จังหวัดเชียงราย พอหายดีแล้วท่านก็กลับมาที่วัดพระธาตุจอมแจ้งอีก ไม่มีพระเหลืออยู่สักองค์เดียว ทุกๆ องค์ต่างไปวิเวกหมด ท่านจึงมาอยู่องค์เดียว กลางคืนเสือชุม มาคอยรบกวนอยู่ตลอดเวลา มาหาท่านใกล้ๆ แต่มันก็ไม่ทําอะไร มาคอยจ้องๆ มอง แล้วก็หายไป

ท่านบอกว่า “ครั้งแรกก็ทําให้เกิดความเสียวๆ อยู่ แต่พอเคยกันเสียแล้วก็เฉยๆ”

หลวงปู่พระมหาทองสุก เล่าต่อไปว่า

“อยู่มาเดือน ๓ ปีนั้น พระครูนพรัตน์บุราจารย์ ก็เลยพามาสร้างพระเจดีย์ เพราะมีเจดีย์ (พระธาตุ) เก่าอยู่ที่นั่น ท่านพาชาวบ้านช่วยกันก่อสร้างเพิ่มเติม กินเวลาก่อสร้างถึง ๔ เดือน สําเร็จ เอาเมื่อเดือน ๖ สําเร็จแล้วชาวบ้านก็พากันฉลองเป็นการใหญ่

เวลาฉลอง ท่านอาจารย์ขาว (หลวงปู่ขาว อนาลโย) ท่านมนู มาร่วมการฉลอง มีการทําบุญตักบาตร ผู้คนไม่ทราบว่ามาจากไหนมากมาย เพราะคนเมืองนี้ชอบและเลื่อมใสในการก่อพระเจดีย์ จริงๆ มาถึงมาทําบุญ ไม่ต้องป่าวร้อง รู้แล้วมาเอง ท่านทุกองค์ต่างผลัดกันเทศน์โปรดญาติโยม ได้ประโยชน์ดีทีเดียว”

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านธุดงค์พม่า

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงปู่พรหม ได้ติดตามหลวงปู่มั่นมาพักที่สํานักสงฆ์บ้านปง (วัดอรัญญวิเวก) อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จากหนังสือประวัติหลวงปู่ชอบ ฐานสโม บันทึกไว้ดังนี้ 

“หลังจากออกพรรษาช่วงเดือนสิบสอง องค์ท่านหลวงปู่มั่นรับนิมนต์ชาวบ้านปงมาทําบุญยี่เป็ง องค์ท่านเข้ามาพักที่สํานักสงฆ์บ้านปง โดยมี หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่ขาว อนาลโย และสามเณรอีก ๒ รูปติดตามองค์ท่านมา” 

จากนั้นหลวงปู่พรหม ท่านกราบขออนุญาตท่านพระอาจารย์มั่น เดินธุดงค์วิเวกทางเหนือ ถึงเมืองโต่น เมืองหาง เขตแคว้นเมืองเชียงตุง ไปทางประเทศพม่า ท่านไปธุดงค์ลําพังเพียงองค์เดียว ขึ้น ๓ ดอย ลงมาเจอชาวพม่า มี ๔ หลังคาเรือน อาชีพเขาฝืดเคือง เขาทุกข์ยาก ตักขี้ยางใส่ ขอนดอก (ไม้ขอนที่ผุ) ทําขี้ไต้ไปขาย หลวงปู่พรหม ท่านธุดงค์มาถึงถํ้าอีกแห่งหนึ่งอันเป็นสถานที่สงบระงับเหมาะแก่การเจริญภาวนา ถํ้านี้มีชื่อว่า ถํ้าปุ้มเป้ (ครูบาอาจารย์บางองค์เรียกว่าถํ้านาปู) เป็นบริเวณป่าไม้และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากชนิดด้วยกัน หลวงปู่พรหมได้อาศัยบิณฑบาต ได้อาหารมาพอประทังชีวิตตามสมควร นับได้ว่ามีบุญวาสนาต่อกันมากในสมัยนั้น

เป็นที่ทราบกันดีในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ว่า หลวงปู่มั่น ท่านทรงอภิญญา เมื่อพระศิษย์กราบลาท่านออกไปเที่ยวธุดงค์ หลวงปู่มั่นท่านสามารถส่งกระแสจิตไปสอนพระศิษย์ได้ เป็นภาพธรรมนิมิตไปปรากฏ แม้ว่าพระศิษย์จะอยู่ห่างไกลเพียงใดก็ตาม ซึ่งกรณีนี้มีด้วยกันหลายองค์ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“เราคิดเห็นหัวใจเรา ไปอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้แหม อบอุ่นเหลือเกินนะ เหมือนว่ากิเลสนี้เที่ยวหมอบอยู่ตามพุ่มไม้ พุ่มไม้พุ่มนั้นพุ่มนี้กิเลสเที่ยวหมอบ เพราะเราเข้ามาหาท่าน กิเลสเข้ามารุมเราไม่ได้ มันเที่ยวหมอบ ทีนี้พอเราก้าวออกจากวัดมันก็รุมเรา เป็นอย่างนั้นนะ คือจิตใจอยู่กับท่านอบอุ่นมากทีเดียว เอาพูดเปิดอกเลย เวลาอยู่กับท่าน การภาวนาไม่ว่าหลับว่าตื่น เราภาวนานี้ไม่ปรากฏองค์ของท่าน มีแต่ความอบอุ่น พอก้าวออกจากท่านไปนี้ โอ๋ย ! เกือบจะนับได้เลยว่า วันนี้วันนั้นไม่ปรากฏองค์ท่าน นอกนั้นทุกคืนไปเลย 

นี่ทําไมเป็นอย่างนั้น พอนั่งปั๊บนี้มาแล้วๆ เตือนข้อนั้น เตือนข้อนี้ นี่เรียกภาคธรรมภายในใจ ความเมตตาธรรมท่านครอบไป ทางนั้นรับประสานกันเลย ถ้ามีเครื่องรับนะ คืนไหนก็คืนนั้นเลยๆ จนกระทั่งได้มากราบเรียนท่าน ตั้งแต่ออกจากท่านไปนั้นกลับมานี้ กลางคืนไม่ปรากฏท่าน เพียง เท่านั้นคืน เท่านี้คืน นอกนั้นปรากฏทั้งนั้น ท่านก็ตอบเล็กๆ น้อยๆ ไปอย่างนั้น เพราะท่านรู้ หมดแล้วเรื่องเหล่านี้ พอจากท่านไป ภาพธรรมนิมิตจะมาแสดงอยู่ตลอด ประสานกันตลอด นี่ล่ะธรรมละเอียดอย่างนั้น ไม่มีใกล้มีไกล”

กรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ขณะธุดงค์ปฏิบัติธรรมในประเทศพม่าก็เช่นเดียวกัน หลวงปู่มั่นท่านก็ส่งกระแสจิตไปสอน ดังเรื่องเล่าต่อไปนี้

“ท่านได้พักทําความเพียรอยู่ที่ถํ้าปุ้มเป้ ปรากฏว่ามีกระดูกพระองค์หนึ่งที่มรณภาพไปแล้ว อยู่ภายในบริเวณถํ้า ซึ่งถํ้ามีทางเข้าทางเดียวและมีทางเดินจงกรม ยาวได้ประมาณ ๔๐ ก้าว หลวงปู่พรหมได้บําเพ็ญสมณธรรมโดยสะดวกสบายไม่มีการติดขัดในการภาวนา ขณะท่านเร่งความเพียร หลวงปู่มั่นอยู่ทางเชียงใหม่ ท่านได้ใช้อภิญญาสอนหลวงปู่พรหม โดยส่งกระแสจิตไปสอนเป็นภาพธรรมนิมิต 

ไม่ปรากฏชัดว่า หลวงปู่ได้อยู่บําเพ็ญธรรม ณ ถํ้าปุ้มเป้แห่งนี้นานสักเท่าใด แต่มีคําบอกเล่า ต่อๆ กันมาว่า หลวงปู่พรหมท่านได้เร่งทําความเพียรอย่างชนิดทุ่มเทจิตใจกันเลยทีเดียว และการปฏิบัติธรรมของท่านนั้น ทําจิตใจเลื่อนขึ้นสู่ภูมิธรรมขั้นละเอียดอ่อน ซึ่งยากที่จะอธิบายได้ ณ ที่นี้…

ส่วนเรื่องการระลึกชาติ หลวงปู่พรหมท่านระลึกชาติได้ ท่านว่าท่านเคยเกิดเป็นนกขาบ (นกตะขาบ) ในถํ้าปุ้มเป้ และท่านเคยเกิดเป็นเสือแถวบ้านดงเย็น”

เสือเทพบันดาลมานอนขวางทางจงกรม

ประสบการณ์ของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีครูบาอาจารย์ หลายองค์ขณะธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา มักประสบกับเหตุการณ์แปลกประหลาด เช่น กรณีเสือเทพบันดาล เทวดาแปลงร่างเป็นเสือโคร่งขนาดใหญ่มาหาบริเวณทางเดินจงกรม เช่น หลวงปู่สีทา ชยเสโน หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ฯลฯ โดยองค์หลวงตา พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“นี่อาจารย์สีทา โอ๋ ! นี่เป็นองค์ที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นพูดถึงอยู่เสมอนั้นแหละ รูปร่างเล็กๆ เท่ากันกับพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา รูปร่างขนาดนั้น เห็นรูปร่างของท่านก็ดู ที่เสือมันมานั่งเฝ้าอยู่ ท่านเดินจงกรมไปมากลางคืน ไปอยู่ฝั่งนู้น ฝั่งลาวเสือชุม ท่านอยู่แห่งหนึ่งท่านอาจารย์มั่นเรา แล้วองค์นี้อยู่บ้านหนึ่งต่างหาก เวลาเดินจงกรมไปมาดูลักษณะมันผิดหูผิดตา ทีแรกไม่มีอะไร ครั้นต่อมาดูลักษณะในสายตาหางตามองไป มันอะไรนะ ท่านก็เลยดูจริงๆ ที่ไหนได้ เสือโคร่งใหญ่ มันมานั่งดูอยู่นั้นน่ะ เสือโคร่งใหญ่ ท่านมองเห็นทีแรก จิตใจก็มีลักษณะยิบๆ จะว่ากลัวก็ไม่กลัว แต่ขนลุกซู่ ท่านว่าอย่างนั้นนะ เขาก็นั่งอยู่นั้น ท่านก็เดิน ไม่พูดอะไรกับเขาล่ะทีแรก คิดก็ไม่คิด ก็รู้แต่ว่าเสือ เดินไปเดินมา 

ทีนี้ก็ได้ความคิดขึ้นมา เสือตัวนี้มานั่งเฝ้าเรานี้ นั่งเฝ้าเพราะเหตุไรนา ถ้าหิวอยากไปหาอยู่หากินที่ไหนก็ไป ไม่ต้องมานั่งเฝ้าเราก็ได้ท่านว่า คิดในใจ มันก็เสียงกังวานขึ้นเลย เหมือนว่าเสือเทพบันดาลนะ บันดาลใจเสือหรือเป็นเสือเทพก็ไม่รู้ล่ะ พอท่านคิดอย่างนั้นแล้วเสียงกังวานขึ้นเลย เฮ่อๆ ขึ้นเลย ท่านเลยพลิกความคิดเสียใหม่ โอ๋ ! ถ้าไม่ไปจะรักษาอันตรายให้ก็ไม่เป็นไร เราไม่ว่าอะไร เราคิดเฉยๆ ถ้าหิวจะไปหากินก็ให้ไป ว่าอย่างนั้นต่างหาก ถ้าจะนั่งเฝ้ารักษาอันตรายให้ก็ได้ ท่านว่า เลยเงียบเลย ท่านก็เดินจงกรม…

ถ้าลงพ่อแม่ครูจารย์มั่นได้พูดอะไรแล้วแม่นยํานะ เราก็จับความคิดภาพพจน์ของอาจารย์ สีทานั้นไว้ พอดีก็ไปเจอรูปปั้นท่านเท่าพ่อแม่ครูจารย์มั่น อ๋อ ! นี่อาจารย์สีทาองค์นี้เอง องค์เสือมา นั่งเฝ้า เขาไม่ทําไมนะ เขานั่งอยู่เฉยๆ นั่งไม่ใช่นั่งหมอบ ถ้านั่งหมอบมันมีท่าจริงท่าเล่นได้นะ ถ้านั่งธรรมดาเหมือนหมานั่งนี่เรียกว่านั่งดูธรรมดา ไม่ทําอะไร ถ้านั่งหมอบเหมือนแมวนี้มีท่านะ แต่นี่ เขานั่งแบบหมานั่ง ก็มาคืนเดียวจากนั้นไม่มาอีกเลย จนกระทั่งท่านจากที่นั่นไปไม่มา คงจะเป็น เสือเทพบันดาลว่างั้น แต่สําหรับท่านเองไม่เคยพูดเรื่องสัตว์เรื่องเสือให้ฟังเลย พ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่เคยพูด ทั้งๆ ที่ท่านสมบุกสมบันมากในการอยู่ในป่าในเขา ที่จะไปเจอเสือหรือเจอสัตว์ร้ายที่ไหนมาเล่าให้ฟัง ไม่มี มีแต่เล่าเรื่องขององค์อื่นๆ องค์ใดเด่นทางใดๆ ท่านเล่า”

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก็เช่นเดียวกัน ท่านได้เมตตาเล่าประสบการณ์ขณะบําเพ็ญเพียรที่พม่านั้น ท่านเดินจงกรมอย่างไม่หยุดหย่อน มีเสือมาขวางทางจงกรม เป็นเสือบันดาล โดยพระศิษย์ได้เล่าตามที่ได้ฟังมาจากหลวงปู่พรหม ดังนี้

หลวงปู่พรหม ท่านไปธุดงค์พม่า ขณะที่ท่านถือเนสัชชิเร่งความเพียรด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิติดต่อกันหลายวัน ในคืนวันหนึ่งยามดึกสงัด ขณะที่ท่านกําลังเร่งทําความเพียรด้วยการ เดินจงกรม ท่านเดินกลับไปกลับมาบนทางจงกรม ท่านเดินอยู่นานหลายชั่วโมงจนเมื่อยแล้ว ปรากฏว่ามีเสือตัวใหญ่ ความยาววัดได้ประมาณ ๘ ศอก มานอนขวางทางจงกรม ไม่ทราบว่าเสือ ตัวนั้นมาตั้งแต่เมื่อไร จู่ๆ มันก็มาปรากฏตัวบนทางจงกรม หลวงปู่ท่านเห็นดังนั้น ท่านก็ไม่กลัวและไม่ได้หวั่นเกรงภัยอันตรายใดๆ ที่จะเกิดขึ้นกับท่าน เพราะชีวิตของท่าน ท่านยอมสละชีวิตเพื่อธรรม อยู่แล้ว ท่านจึงยืนนิ่งและกําหนดจิตพิจารณาดูเสือใหญ่ตัวนั้น จึงทราบว่าเป็นเทวดาจําแลงร่างมาเป็นเสือ เป็นเสือบันดาล โดยเทวดาเป็นห่วงเกรงว่าท่านอดหลับอดนอนเร่งความเพียรอย่างหนัก โดยไม่ได้พักผ่อนมาหลายคืนติดต่อกัน อาจจะล้มป่วยลงและเป็นอัมพาตได้ เทวดาตนนั้นมีความประสงค์อยากให้หลวงปู่ได้พักผ่อนหลับนอนบ้าง จึงแปลงเป็นเสือตัวใหญ่มานอนขวางหลวงปู่ไว้

สําหรับหลวงปู่พรหมเอง ท่านทราบในความปรารถนาดีของเทวดาตนนั้น ท่านก็ไม่ยอมไปพักผ่อน แต่ท่านกลับยืนสงบหลับตานิ่งทําความพากความเพียรต่อไปโดยไม่ได้สนใจเสือใหญ่ตัวนั้น ท่านอยู่ด้วยอิริยาบถยืนทําความเพียรเป็นเวลานานพอสมควรแล้วจึงลืมตาขึ้นดู ปรากฏว่าเสือใหญ่ตัวนั้นได้อันตรธานหายไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ จากนั้นท่านก็เดินจงกรมทําความเพียรต่อไป” 

นอกจากเหตุการณ์เสือเทพบันดาลมาขวางทางจงกรมท่านแล้ว คราวหลวงปู่พรหมท่านไป เที่ยวธุดงค์อยู่ในแถบภูเขาป่าลึก ท่านก็ผจญกับสัตว์ใหญ่สัตว์ร้ายต่างๆ ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงต่อความเป็น ความตาย ท่านถึงกับยอมสละชีวิต และท่านก็ได้ผ่านพ้นเหตุการณ์เหล่านั้นมาด้วยดี เช่น บางครั้งท่านก็ผจญกับเสือใหญ่ มันมายืนตระหง่านขวางทางเดิน ท่านก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ยอมสละชีวิต “เอ้า ! ถ้ามึงอยากกัดกูตาย ให้มึงกัดเลย” ท่านว่า พอเสือมันได้ยินเท่านั้น มันก็กระโดดหนีหายไปเลย มันน่าจะเป็นเทวดาเนรมิตเป็นเสือใหญ่มารักษาท่าน 

ท่านนั่งสมาธิมีงูใหญ่เลื้อยมาพาดขา

เรื่องงูใหญ่อย่างนี้ หลวงปู่พรหมท่านก็เคยผจญมาแล้ว ท่านเล่าให้ฟัง ท่านนั่งสมาธิอยู่ บางทีงูใหญ่มันก็เลื้อยมาพาดขาท่านนี่ แล้วแต่เหตุการณ์มันจะทําอะไร มันจะขบจะกัดก็แล้วแต่มัน ท่านก็มีแต่ภาวนาว่า “พุทโธๆๆๆ” อย่างเดียว “ตายๆๆๆ” อย่างเดียว เอ้อ ! พุทโธอย่างเดียว ตายอย่างเดียว ยอมสละตาย ยอมสละชีวิต ท่านว่า “เอ้า ! มึงอยากทําอะไรก็ทําเลย” งูใหญ่มันก็เลื้อยหนีหายไป มันคงเป็นเทวดาเนรมิตจะมารักษาท่านอีก 

หลวงปู่พรหมท่านเจองูใหญ่บ่อยอยู่ เพราะว่าตอนไปเจองูใหญ่นี่ สถานที่นั้นเจ้าที่มันแรง คือว่ามันแรงมันดุ มันมีผีว่างั้นเถอะ คนไปมาหาสู่ไม่ถึง ถ้าไปผีมันก็กินหมด สถานที่ที่คนเขาไม่ไป เขากลัว ที่หลวงปู่เข้าไปเจองูนี่ ชาวบ้านเขาก็มาบอกเตือนว่า ไม่ต้องไป ที่ตรงนั้นมีพระสงฆ์ไปตายกันมากแล้ว ตายอยู่หลุบเหวอันนั้น ถํ้าอันนั้น อย่างนี้ล่ะ หลวงปู่ท่านก็ไม่กลัว ท่านก็ไป ท่านว่า “ให้มันตาย” งูนี่มันก็อยู่ในถํ้า มันมองไม่เห็น อันที่จริงที่เป็นงูเป็นอะไรนี่ก็พวกเทพพวกอะไรล่ะแปลงร่างมาทดลองท่าน มาท่านก็จะว่าอย่างไร งูใหญ่มันพาดบนขาท่าน ตัวมันใหญ่เท่าต้นตาล ต้นมะพร้าวอย่างนี้ล่ะ ท่านจะตกใจขาดสติกลัวตายไหม ท่านก็สบาย แล้วแต่มันจะตาย ท่านก็นั่งสมาธิเฉยอยู่จนมันเลื้อยหนีไป วันหลังมันก็เอาอันใหม่มาทดลองอย่างนี้ล่ะ 

พวกเทพแปลงร่างเป็นงูมาทดลองหลวงปู่ เป็นเสือ เป็นช้าง เป็นอะไรก็แล้วแต่เขาจะแปลงร่างมา ตอนจะไปบิณฑบาตก็เช่นกัน ท่านเดินไปผจญกับโขลงช้างระหว่างทาง มันทางป่า ท่านก็บอก “ไปๆ” ว่างั้น “โอ๊ย ! อย่ามาบังมาเบียดเบียนกันเลย ไปๆ ทางใครทางมัน” แล้วท่านก็ยืนหลับตา “พุทโธๆๆๆ” ก็ไม่รู้ว่าช้างหายไปเวลาไหน ท่านก็เลยลืมตาขึ้น ช้างหนีก็ไปบิณฑบาต ก็คงเป็นพวกเทวดามาบันดาลอีก

ท่านเล่าประสบการณ์ธุดงค์ทางภาคเหนือ

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเล่าประสบการณ์ธุดงค์ทางภาคเหนือของท่านให้พระศิษย์ฟัง ว่า “ช้างขวางหน้าก็มี เสือขวางหน้าก็มี งูใหญ่ก็มาพาดตักเวลานั่งสมาธิก็มี” ท่านก็ว่า “เอา ! แล้วแต่มันจะตอด แล้วแต่มันจะกัด แล้วแต่มันจะตาย ถ้ามันจะตาย ก็ให้มันตาย” แล้วสัตว์พวกนี้มันก็หนีไป ท่านว่า “ไม่กลัวเลยความตาย สละตายแล้ว ไม่กลัว”

ขณะที่หลวงปู่พรหมท่านไปเที่ยวธุดงค์ บางครั้ง ๗ วัน ก็ไม่ได้ฉันข้าว เพราะมันไกลบ้านคน คํ่าไหนก็นอนนั่นไปเรื่อยๆ ถ้าฝนตกท่านก็นั่งสมาธิภาวนา “พุทโธๆๆๆ” ตากฝนเปียกอยู่อย่างนั้น ท่านต้องนั่งหนาวสั่นเหมือนนกจนฝนหยุด ร่างกายนี้เปียกโชกไปหมด เจอบ่อย ท่านว่า 

พวกเปรตนี่ ท่านก็เจอ เปรตมันยิ่งไม่อยากให้ไปอยู่ ที่ผีมันแรงๆ แต่ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาไปอยู่ “เปรตสู้เราไม่ได้” ท่านว่า เปรตมันไม่อยากให้ไปอยู่แทนที่ของเขา ไปที่นั่นเปรตมันมาก พระสงฆ์ องค์เจ้าตายหลายองค์แล้ว หลวงปู่ไม่กลัวตาย เข้าไปอยู่ เอาไปเอามาเปรตก็หมด มันก็ยอมอยู่เหมือนกัน ท่านว่า หลวงปู่ท่านเจอเปรตที่เชียงตุง พม่า ที่เชียงใหม่ เชียงรายก็เจอ เปรตมาขอ ส่วนบุญ สมัยก่อนยังไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ เปรตก็คงจะมีมากอย่างว่า มีแต่ป่าแต่ดง มีแต่ภูเขา ทุกวันนี้มันเข้าไปได้ ทางเรือก็ยังไปได้ แล้วหลวงปู่ไปโปรด เทศน์อบรมแผ่เมตตาให้เปรต 

พบพระพุทธรูปแตกหักแสดงพุทธานุภาพ

เหตุการณ์สําคัญขณะหลวงปู่พรหมธุดงค์ผ่านวัดร้างในพม่า แสดงให้เห็นถึงพุทธานุภาพของพระพุทธรูป แม้จะเป็นพระพุทธรูปเก่าๆ แตกหักพังแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงความศักดิ์สิทธิ์ ดังนี้

“ในระหว่างการเดินทางธุดงคกรรมฐานในเขตพม่าของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้พักบําเพ็ญธรรมอยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้าน ครั้นพอรุ่งเช้าท่านก็ออกบิณฑบาตได้อาหารมาพอประมาณ ขณะเดินกลับจากบิณฑบาตนั้น หลวงปู่พรหมท่านได้ผ่านวัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีพระพุทธรูปเก่าๆ แตกหักพังเกลื่อนเต็มไปหมด ท่านจึงนั่งลงแล้วถวายสักการนมัสการ แต่ภายในจิตใจของท่านนั้น ได้รําพึงขึ้นว่า พระพุทธรูปเหล่านี้ ไม่มีใครเหลียวแลและซ่อมแซมกันเลย ทิ้งระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด พระพุทธรูปเหล่านี้ สิ้นความศักดิ์สิทธิ์แล้วละหรืออย่างไร ? 

ขณะที่หลวงปู่พรหม ท่านกําลังรําพึงในใจอยู่นั้น ก็เกิดความอัศจรรย์ขึ้น แผ่นดินสั่น สะเทือนเลือนลั่น กระดิ่งเก่าๆ ที่แขวนอยู่ชายโบสถ์หลังเก่านั้น ถูกแรงสะเทือนดังเกรียวกราวขึ้น จนหลวงปู่พรหมต้องเข้ายึดเสาศาลาไว้ เพราะกลัวแผ่นดินจะถล่ม หลวงปู่พรหมท่านได้กําหนดรู้ด้วยวาระจิตและเห็นเป็นประจักษ์แก่ตัวท่านเองว่า 

ความอัศจรรย์ครั้งนี้มิใช่แผ่นดินไหวแน่ แต่เป็นด้วยพุทธานุภาพของพระพุทธรูปที่ หักพังเหล่านั้น ท่านแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมีจริงๆ ไม่ควรประมาทในสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นวัตถุบูชาชั้นสูง ย่อมมีเทวดาปกปักษ์รักษาอยู่เสมอ

เมื่อหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเห็นเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์นี้แล้ว บังเกิดปีติขนพองสยองเกล้า ท่านจึงนั่งลงกราบขอขมาลาโทษต่อพระพุทธรูปเหล่านั้น บัดนี้ หลวงปู่พรหมมีความ เชื่อมั่นในพุทธานุภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่ง ท่านมีความมานะพยายามที่ จะบําเพ็ญธรรมขั้นสูงต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง…”

พบพระอุปคุตอรหันต์ในนิมิต

เรื่องราวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาล ทั้งฝ่ายพระภิกษุและพระภิกษุณีที่มาเมตตาสงเคราะห์เทศน์โปรดและมาสัมโมทนียธรรม โดยแสดงกาย ปรากฏให้ครูบาอาจารย์ที่ธุดงค์ปฏิบัติธรรมอยู่ท่ามกลางป่าเขาในเวลากลางดึก หรือมาปรากฏใน นิมิตในขณะภาวนามีมากมาย นับเป็นเรื่องจริงที่แปลกประหลาดอัศจรรย์มาก และยังรอการพิสูจน์ท้าทายจากนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ที่สําคัญเป็นการเพิ่มกําลังใจให้กับครูบาอาจารย์ที่มุ่งต่อความ พ้นทุกข์เป็นอย่างดี เช่น กรณีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกเสด็จมาเยี่ยมแสดงสัมโมทนียธรรมกับหลวงปู่มั่นในคืนวันบรรลุธรรม กรณีพระมหากัสสปเถระเหาะลอย มาทางอากาศ มาโปรดหลวงปู่ชอบ ฐานสโม กรณีพระพากุลเถระเหาะมาโปรดหลวงปู่ขาว อนาลโย กรณีพระภิกษุณีอุบลวรรณาเถรี เมตตามาโปรดเยี่ยมท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เป็นต้น

สําหรับกรณีพระอุปคุตเถรเจ้ามาเมตตาโปรดหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ มีเรื่องราวดังนี้

“สมัยที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเดินธุดงค์แสวงหาความวิเวกทางใจอยู่ในดินแดนประเทศพม่า ท่านผ่านจังหวัดต่างๆ มากมายหลายแห่ง ในวันหนึ่งขณะที่ท่านเข้าที่เจริญสมณธรรม เมื่อจิตสงบดีแล้ว ก็ปรากฏนิมิตหมายอันสําคัญว่า ได้มีพระภิกษุสงฆ์องค์หนึ่งมาปรากฏกายยืนอยู่ต่อหน้าของท่าน พระภิกษุสงฆ์องค์นั้นมีรัศมีกายสีฟ้า และมีแสงที่สวยสดงดงามตา ระยิบระยับไป ทั่วบริเวณนั้น ครั้นแล้ว พระภิกษุสงฆ์ผู้งดงามได้เอ่ยขึ้นกับท่านว่า “เราคือพระอุปคุต เธอเคยเป็น ศิษย์ของเรา เธอมีนิสัยแก่กล้า เอาให้พ้นทุกข์นะ” ต่อจากนั้น ภาพของพระภิกษุสงฆ์นั้นก็ค่อยหายไป ด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้ ทําให้หลวงปู่พรหม มีกําลังใจที่จะปฏิบัติต่อไปอีกมากมาย ดังนั้น หลวงปู่พรหมจึงมุ่งปฏิบัติธรรมตามเสด็จพระพุทธเจ้าและพระสาวกเจ้าทั้งหลายให้ทันในชาตินี้”

อดีตชาติของหลวงปู่พรหม ท่านเคยเป็นลูกศิษย์ของพระอุปคุต มีเรื่องเล่าดังนี้

หนที่หนึ่ง ท่านเล่าว่า “หลวงปู่พรหม กับ หลวงปู่ขาว เคยได้อยู่จําพรรษาร่วมกันที่แม่สาย ที่เวียงป่าเป้า และที่บ้านปง กับครูอาจารย์มั่น และครูอาจารย์มั่นนั่นเองที่บอกหมู่คณะว่า “ท่านพรหมเคยบวชเป็นเณรน้อยพระอุปคุตมาก่อน” อันนี้ท่านอาจารย์ขาวเล่าสู่กันฟัง”

หนที่สอง หลวงปู่พรหม ท่านเล่าให้พระศิษย์ฟัง ดังนี้ 

“แต่ก่อนเกิดอยู่แม่แตง แม่มาลัย เป็นลูกศิษย์ของพระโมคคัลลาน์ ในยุคสมัยที่พระอัคร–สาวกพากันมาอยู่จําพรรษาที่วัดบ้านปง ตั้งแต่ก่อนเก่า (วัดอรัญญวิเวก ในปัจจุบัน) ตายจากภพนั้นไปสวรรค์ เกิดมาอีกไปเกิดอยู่อินเดีย เป็นลูกศิษย์ของพระอุปคุต ตายแล้วไปสวรรค์ ลงมาเกิดอยู่บ้านตาล (อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร)”

พระอุปคุตเถรเจ้า

พระอุปคุตเป็นพระอรหันต์ที่มีฤทธานุภาพมาก ท่านได้รับอาราธนาให้เป็นผู้ปราบพญามาร ที่จะมาทําลายพิธีสมโภชพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ทําให้พญามารยอมสยบอย่างราบคาบ ด้วยเหตุนี้ พระอุปคุต จึงได้ชื่อว่าเทพเจ้าผู้คุ้มครองรักษาและประทานโชคลาภให้แก่ผู้กราบไหว้บูชา

เรื่องราวของพระอุปคุต ไม่มีกล่าวในพระไตรปิฎก เพราะท่านเกิดหลังพุทธกาล คือเป็น พระอรหันต์หลังพุทธปรินิพพานแล้ว ๒๐๐ กว่าปี ตามตํานานกล่าวว่า

“ก่อนพระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ทรงพยากรณ์ไว้ว่า พระอุปคุตจะเป็นผู้ ทําหน้าที่สืบทอดและพิทักษ์พระพุทธศาสนา ประดุจดังพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ภายหน้าจะเป็นผู้ปราบพญามารที่คอยมาทําลายพิธีกรรมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา และพญามารจะคลาย มิจฉาทิฐิละพยศ ยอมเข้ามาอยู่ในบวรพุทธศาสนา และพญามารจะแสดงอิทธิฤทธิ์เนรมิตตนเองแสดงให้เห็นเป็นพระพุทธเจ้า ให้บรรดาพระสงฆ์สาวกได้เห็นเป็นมหัศจรรย์”

เรื่องราวของพระอุปคุต ปรากฏภายหลังพุทธปรินิพพาน ๒๑๘ ปี คือท่านเกิดร่วมสมัยกับพระเจ้าอโศกมหาราช พระอุปคุตเกิดในตระกูลพ่อค้า ประกอบอาชีพค้าเครื่องหอมอยู่ในเมือง มถุรา แคว้นสุรเสนะ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่นํ้ายมุนา บิดาของท่านมีบุตรชาย ๓ คน พระอุปคุตเป็นลูกชายคนที่ ๓

สาเหตุที่ท่านได้มาบวช เป็นเพราะบิดาได้เคยเอ่ยปากสัญญาไว้กับพระเถระรูปหนึ่ง คือ พระสาณวาสีเถระ (หรือสาณสัมภูติ) ว่า หากตนมีบุตรชาย จะให้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา

เมื่อมีบุตรชายคนแรก ก็บ่ายเบี่ยงว่ามีความจําเป็นต้องให้ดูแลกิจการของครอบครัว เอาไว้เมื่อมีบุตรชายคนที่สอง จะให้บวชอย่างแน่นอน

พอมีบุตรชายคนที่สอง บิดาก็บ่ายเบี่ยงอีก อ้างว่ามีความจําเป็นต้องเอาไว้ติดต่อทําธุระกับต่างเมือง ขอผัดผ่อนไปเป็นบุตรคนที่สามก็แล้วกัน

พอมีบุตรคนที่สาม คือ อุปคุต บิดาก็แกล้งทําเมินเฉยต่อคําสัญญานั้น ฝ่ายพระเถระเห็นว่า ยังไม่ถึงเวลาจึงนิ่งเฉยอยู่ รอจนอุปคุตโตเป็นหนุ่ม ตอนนั้นอุปคุตได้ช่วยบิดาทําการค้าขาย ด้วยอํานาจแห่งบุญ ปรากฏว่าสินค้าขายดีมาก เงินทองหลั่งไหลเข้าตระกูลอย่างมากมายมหาศาล (จึงมีความเชื่อกันว่า ถ้าได้บูชาพระอุปคุตเป็นประจํา จะช่วยให้โภคทรัพย์ไหลมาเทมา กิจการเจริญ ก้าวหน้าเป็นปึกแผ่น)

เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พระสาณวาสีเถระ ได้แวะไปที่ร้านและกล่าวธรรมกถาให้อุปคุตฟัง ปรากฏว่าท่านได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลขั้นต้น แล้วพระเถระจึงไปทวงสัญญากับบิดา เมื่อหมดทางบ่ายเบี่ยง จึงยอมให้อุปคุตบวชตามสัญญา

เมื่อบวชแล้ว พระอุปคุตก็ได้เจริญวิปัสสนาญาณโดยลําดับจนบรรลุพระอรหัตผล เป็น พระอริยบุคคลชั้นสูงสุด และต่อมาท่านก็ได้เป็นพระอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียง โด่งดัง ในคัมภีร์กล่าวว่า ท่านมีลูกศิษย์ที่สําเร็จพระอรหันต์มากถึง ๑๘,๐๐๐ องค์ สํานักของท่าน อยู่ที่วัดนตภัติการาม ภูเขาอุรุมนท์ 

พระอุปคุต ท่านสําเร็จอภิญญาต่างๆ มีอิทธิฤทธิ์มาก มีปฏิปทาดําเนินไปในทางสันโดษ มักน้อย ท่านได้เนรมิตเรือนแก้วขึ้นในท้องทะเลหลวง ที่เรียกว่า สะดือทะเล แล้วลงไปบําเพ็ญภาวนาอยู่ที่นั่นตลอดเวลาสืบมาจนปัจจุบันนี้ เมื่อมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นต่อพระศาสนา หรือเมื่อมีผู้กราบอาราธนานิมนต์ ท่านก็จะขึ้นมาช่วยเหลือเพื่อปกป้องพระศาสนาและขจัดเภทภัยเหล่านั้น ให้หมดไป ดังตํานานพระอุปคุตปราบพญามารกล่าวไว้ดังนี้

“ในอดีตชาติของพญามารเคยได้รับพุทธพยากรณ์จากพระกัสสปพุทธเจ้าว่า จะได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต ท้าววสวัตตีพญามารได้ครองทิพยสมบัติอยู่ที่สวรรค์ ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี โดยสวรรค์ชั้นนี้จะมีเทพและมารอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ทั้งคู่จะไม่มายุ่งกันเลย

ในคืนวันที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้นั้น พระองค์ประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงหัน พระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก มีพระทัยตั้งมั่น ประทับนั่งคู้บัลลังก์ โดยตั้งสัตยาธิษฐานว่า “แม้เนื้อและเลือดในสรีระเราจะแห้งเหือดไปหมดสิ้น จะเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตามที หากเรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จักไม่ทําลายบัลลังก์นี้” คือ จะไม่ลุกจากที่เด็ดขาด พญามาร มีความเห็นว่าพระพุทธเจ้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนา จะทําให้คนสําเร็จมรรคผลเข้าสู่พระนิพพานกันหมด ไม่เหลือวิญญาณไปขึ้นสวรรค์ จึงต้องยกกองทัพมากําราบ แต่ถูกนํ้าจากมวยผมของ พระแม่ธรณีพัดไป จนในที่สุดพญามารก็ยอมแพ้ ในภายหลังพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทรงพยากรณ์เอาไว้ว่า “พญามารตนนี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า พระธรรมสามีสัมพุทธเจ้า

พญามารมารบกวนงานฉลองพระธาตุของพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ถูกพระอุปคุตเถระ สร้างความอับอายโดยการจับมัดไว้ที่เขาพระสุเมรุ ภายหลังปรารถนาพุทธภูมิ และยอมเป็นศิษย์ของพระอุปคุต ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าว่า พระอุปคุตจะมา ปราบท้าววสวัตตีพญามาร พญามารที่เคยมารังควานพระพุทธองค์ ในวันที่พระองค์จะเสด็จออก มหาภิเนษกรมณ์ และในวันที่จะตรัสรู้นั้น จนคลายทิฏฐิมานะ”

ในปัจจุบันจะพบเห็นรูปเคารพของ พระอุปคุต หรือพระบัวเข็ม ซึ่งได้รับความเลื่อมใสศรัทธามากในประเทศพม่า ในหมู่ชาวรามัญ และในถิ่นล้านนาของไทย

กําลังใจเป็นเรื่องสําคัญ

การปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์มีมาแต่ครั้งพุทธกาล ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บําเพ็ญทุกรกิริยาด้วยประการต่างๆ อย่างไม่มีใครเสมอเหมือนอยู่ ๖ ปี แต่พระองค์ท่านก็ยังไม่ ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนคืนวันตรัสรู้ วันเพ็ญวิสาขะ เช้าวันนั้นนางสุชาดาได้ถวายข้าวมธุปายาสแก่พระองค์ท่าน พร้อมกล่าวให้กําลังใจพระพุทธองค์ “ข้าแต่พระเป็นเจ้า ข้าพเจ้าขอ ถวายมธุปายาสกับทั้งภาชนะทองอันรองใส่ ขอพระองค์จงรับโดยควรแก่พระหฤทัยปรารถนา” ไหว้แล้วทูลว่า “มโนรถความปรารถนาจงสําเร็จแก่ท่าน เหมือนดังสําเร็จแก่ข้าพเจ้าเถิด”

เมื่อถวายแล้วนางจึงทูลลากลับไปยังที่อยู่แห่งตนด้วยจิตใจอันปีติเบิกบาน ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา ถือเป็น ภัตตาหารมื้อแรก หรือ การถวายอันสําคัญ ก่อนที่พระบรมโพธิสัตว์จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนางสุชาดาทูลลากลับไปแล้ว พระบรมโพธิสัตว์จึงเสด็จจากร่มนิโครธพฤกษ์ ทรงถือถาดมธุปายาสนั้นเสด็จสู่ฝั่งแม่นํ้าเนรัญชรา เมื่อสรงพระวรกายแล้วจึงประทับนั่งริมฝั่งแม่นํ้านั้น บ่ายพระพักตร์สู่ทิศบูรพา คือ ตะวันออก ทรงปั้นข้าวมธุปายาสเป็นปั้นๆ ได้ ๔๙ ปั้น แล้วเสวยจนหมด ซึ่งถือเป็นอาหารทิพย์อันจะคุ้มได้ถึง ๔๙ วัน ในการเสวยวิมุตติสุข ภายหลังการตรัสรู้

กรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก็เช่นเดียวกัน ก่อนการบรรลุธรรมนั้น ท่านได้รับคําชม ทําให้เกิดกําลังใจในการปฏิบัติธรรมเป็นอันมาก โดยจากหลวงปู่มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ครูบา–อาจารย์ในปัจจุบันชาติของท่าน ๒ ครั้ง ครั้งแรก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ขณะท่านอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย และครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ขณะอยู่จําพรรษากับ หลวงปู่มั่นที่วัดพระธาตุจอมแจ้ง อําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย รวมทั้งในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ สัมโมทนียธรรมจากพระอุปคุตเถรเจ้า ครูบาอาจารย์ในอดีตชาติของท่าน ได้เมตตาเหาะลอยมาเมตตาโปรดเยี่ยมให้กําลังใจ ในขณะที่หลวงปู่พรหมท่านธุดงค์อยู่ที่ประเทศพม่า ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกําลังใจส่งผลสนับสนุนต่อการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างดี เพราะในกาลต่อมาไม่นานนัก หลวงปู่พรหมท่านได้เร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์เต็มที่ และในที่สุดท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวกอีก องค์หนึ่ง 

เทวดาบังบดมาใส่บาตรหลวงปู่พรหม

เรื่องของเทวดามาใส่บาตรหลวงปู่ชอบ ฐานสโม และเรื่องของบังบดมาใส่บาตรหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ขณะที่ท่านทั้งสองธุดงค์หลงป่าอดอาหารในประเทศพม่าอยู่หลายวัน เรื่องบังบดใส่บาตรคราวธุดงค์ที่พม่า หลวงปู่พรหม ท่านเล่าให้คุณครูชาย (ลูกศิษย์ที่บ้านดงเย็น) ฟังว่า

“เมื่อออกพรรษาแล้ว จึงออกธุดงค์ไปประเทศพม่า โดยเดินทางขึ้นภูเขา มีชื่อว่า ภูเขาควาย พอถึงยอดเขาสูง ท่านก็หลงทาง แต่ท่านจําได้ว่าเส้นทางนี้ท่านเคยธุดงค์มาก่อนแล้ว ไม่น่าจะ หลงทางเลย เดินไปๆ ก็กลับมายังที่เดิม เป็นอย่างนั้นอยู่นาน หาทางออกไม่ได้เลย และได้บอกกับ ตัวท่านเองว่า “เอาล่ะ โสสุดแล้วเรา !” (หาทางจนถึงที่สุดแล้วเรา)

หลวงปู่จึงยึดถํ้าแห่งนั้นเป็นที่พัก และปฏิบัติธรรมที่ปากถํ้า มีนํ้าหยดลงจากหินเป็นสาย ตลอดเวลา และมีแอ่งหินเล็กๆ รองรับนํ้า และแอ่งหินเล็กๆ นี้ นํ้าไม่เคยเต็มสักที ทั้งๆ ที่นํ้าหยดลงตลอดเวลา แต่ปริมาณของนํ้าอยู่เท่าเดิม หลวงปู่ได้อาศัยนํ้าในแอ่งหินนี้ดื่มและเช็ดตัว 

ตลอดเวลา ๑๒ วัน ที่ท่านอาศัยอยู่ปฏิบัติธรรมในถํ้านี้ ท่านไม่ได้ฉันอาหารเลย มีเพียงแต่ นํ้าดื่มเท่านั้น แต่ร่างกายของท่านไม่มีความรู้สึกเมื่อยล้า หรือรู้สึกหิวเลย การปฏิบัติภาวนาก็เป็นไปด้วยดี จิตใจสงบมาก รู้เห็นธรรมะ และตัวเบาสบาย

ในวันที่ ๑๓ ก็มีเทวดามาใส่บาตรให้ท่าน ซึ่งมีข้าว ๑ ปั้น มีปลาขาวไม่มีเกล็ด ๑ ตัว ท่านได้ฉันอาหารนั้นเป็นมื้อแรก อาหารที่เทวดาใส่บาตรนั้น มีรสชาติหอมหวาน เอร็ดอร่อยมาก ฉันหมดก็ อิ่มพอดี จิตใจสงบ การปฏิบัติภาวนาก็เป็นไปด้วยดี มีความสว่าง พิจารณาธรรมะได้ชัดเจน เมื่อประสบกับเหตุการณ์เช่นนั้น หลวงปู่ก็หวนนึกถึงพระคุณของพ่อแม่ครูอาจารย์ คือ องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

ต่อมา เมื่อถึงวันที่ ๑๗ หลวงปู่ก็เห็นช่องทาง ท่านเล่าว่า เป็นช่องทางให้เดินกลับ หลวงปู่ เดินทางไปตามช่องทางนั้นจนกระทั่งพบกับครอบครัวชาวเขาชาวพม่า ๔ หลังคาเรือน พวกเขาใส่บาตรท่าน และท่านได้พักอยู่กับพวกเขา ๒ คืน ชาวเขาได้บอกทางให้เดินกลับถึงวัดที่หลวงปู่มั่นพักจําพรรษาอยู่”

ภาค ๙ ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นที่บรรลุธรรมองค์แรก

ท่านบรรลุธรรมเป็นองค์แรก ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ 

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านเดินทางกลับจากพม่าแล้ว ท่านได้บําเพ็ญธรรมขั้นแตกหักและได้บรรลุธรรมที่ป่าเขาแถบอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ท่านเป็นพระศิษย์องค์แรกของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่บรรลุธรรมก่อนหมู่คณะ โดยครูบาอาจารย์ได้เล่าต่อๆ กันมา และ หลวงปู่จันทา ถาวโร พระศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็ได้กล่าวยืนยันถึงการบรรลุธรรมของหลวงปู่พรหมว่า “ท่านสําเร็จอรหันต์ก่อนหมู่เพื่อนทั้งหลาย” โดยบรรลุธรรมก่อนพระศิษย์เพชรนํ้าหนึ่งที่ติดตามหลวงปู่มั่นขึ้นภาคเหนือ จากเหตุผลประการต่างๆ สรุปได้ว่า หลวงปู่พรหม บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวก ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ขณะมีอายุ ๔๘ ปี พรรษา ๑๑ ดังนี้

๑. ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงปู่พรหมท่านได้จําพรรษากับหลวงปู่มั่น ที่วัดพระธาตุจอมแจ้ง ด้วยท่านมีความปรารถนาพ้นทุกข์อย่างแรงกล้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่านจึงเร่งบําเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์โดยถือเนสัชชิตลอดพรรษา ความเพียรของท่านเป็นขั้นอัตโนมัติ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่นท่านถึงกับกล่าวชมเชยหลวงปู่พรหม และในขณะนั้นหลวงปู่มั่นยังไม่มีพระศิษย์องค์ใด บรรลุธรรมตามท่าน ท่านจึงไม่ได้มอบภาระใดๆ ให้หลวงปู่พรหม ทั้งนี้เพื่อให้หลวงปู่พรหมได้มีโอกาสเร่งความเพียรธรรมขั้นแตกหักได้อย่างเต็มที่

๒. ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงปู่พรหมท่านกราบลาหลวงปู่มั่นเดินธุดงค์เข้าพม่า และที่พม่า เกิดเหตุการณ์อันอัศจรรย์ พระอุปคุตเถระมาเมตตาเยี่ยมให้กําลังใจท่าน ยิ่งทําให้ท่านเกิดปีติและเกิดกําลังใจอย่างแรงกล้าที่จะบําเพ็ญเพียรให้พ้นทุกข์ จากนั้นปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านก็เดิน ธุดงค์กลับมาทางอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้น ท่านจึงพ้นทุกข์ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ก่อนเข้าพรรษา โดยกาลต่อมาหลวงปู่พรหมท่านได้เมตตาเล่าเปิดเผยธรรมธาตุของท่านให้หลวงตา พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโนฟังว่า ท่านบรรลุธรรมทางดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และเล่าให้หลวงปู่จันทา ถาวโรฟังว่า จิตท่านสิ้นกิเลสในขณะเดินจงกรม

๓. ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่พรหมได้จําพรรษากับหลวงปู่มั่นอีกวาระหนึ่ง และท่านได้รับความไว้วางใจจากหลวงปู่มั่น โดยหลวงปู่มั่นมอบภาระหัวหน้าสํานักสงฆ์บ้านแม่กอยให้ท่าน เพื่อคอยดูแลพระ เณร และกิจการงานทั้งหมดของสํานัก องค์หลวงปู่มั่นเองอยู่ในฐานะครูอาจารย์และเป็นประธานสงฆ์ หลวงปู่พรหมได้ทําหน้าที่เป็นอย่างดี 

๔. ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เมื่อหลวงปู่มั่นเดินทางกลับภาคอีสานแล้ว และหลวงปู่ขาว อนาลโย มาสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย หลวงปู่พรหมจึงฝากภาระหัวหน้าสํานักสงฆ์ให้หลวงปู่ขาวดูแลแทน จากนั้นท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปพม่าเพียงตามลําพัง และอยู่ทางภาคเหนืออีกระยะหนึ่งเพื่อโปรดชาวป่าชาวเขาที่เคยมีบุญคุณต่อท่าน จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ท่านจึงเดินทางกลับภาคอีสาน

๕. หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เทศน์ถึงเพชรนํ้าหนึ่งบรรลุธรรมที่เชี่ยงใหม่ ดังนี้

“เชียงใหม่รู้สึกว่าเด่นมาก นับแต่หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ เท่าที่เรานับได้ ๕ องค์ เอ ! หลวงปู่สิมก็ดูว่าจะอยู่ที่นั่นล่ะมัง หลวงปู่สิมนี้องค์หนึ่ง รวม ๖ องค์เท่าที่จําได้นะ มีแต่เพชรนํ้าหนึ่งผุดขึ้นที่เชียงใหม่ สถานที่เช่นนั้นล่ะ เป็นสถานที่เพาะท่านผู้เลิศเลอ ในป่าในเขาๆ ท่านอยู่ในป่าในเขาทั้งนั้นแหละ”

๖. พระศิษย์เพชรนํ้าหนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บรรลุธรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ ถัดจากหลวงปู่พรหม มีดังนี้ 

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๒ ท่านบรรลุธรรมในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ จากเทศนาธรรมของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“พระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม พรรษา ๗๔ อายุ ๙๔ เต็มบริบูรณ์ จึงจะกล่าวธรรมะไว้เมตตาแก่ลูกหลานเกิดมาภายซ่อย (ภายหลัง) พุทธะ ธัมมะ สังฆะ อยู่ในท้องของคุณยายครับ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง เกิดแล้วคุณยาย ๑๙ ปี เป็นพระอรหันต์เป็นไป ซาวปีแรก (๒๐ ปีแรก) จึงบวชเป็นภิกขุได้เรียกสงฆ์ไทย”

หลวงปู่ตื้อบวชเรียนและออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมเอง ๒๐ ปี เรียกสงฆ์ไทย ศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่นและออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม ๑๙ ปี เรียกเป็นพระอรหันต์เป็นไป รวมทั้งหมด ๓๙ ปี ท่านบวชเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ขณะมีอายุ ๒๑ ปี ฉะนั้น ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ หลวงปู่ตื้อท่านบรรลุธรรม ขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ขณะมีอายุนับได้ ๖๐ ปี

หลวงปู่ขาว อนาลโย ญัตติเป็นธรรมยุตในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ บรรลุธรรมราวปี พ.ศ. ๒๔๘๔ – พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เขียนในประวัติหลวงปู่ขาว ไว้ดังนี้

“หลวงปู่ขาวเป็นผู้ผ่านพ้นภัยพิบัติสารพัดที่เคยมีในสงสาร บัดนี้ ท่านถึงสอุปาทิเสส– นิพพานในสถานที่มีนามว่า “โหล่งขอด” แห่งอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในราวพรรษาที่ ๑๖ หรือ ๑๗ (ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ – พ.ศ. ๒๔๘๕) ผู้เขียนจําไม่ถนัด จําได้แต่เป็นฤดูเริ่มเก็บเกี่ยว ตอน ออกพรรษาแล้วใหม่ๆ”

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่ขาวชวนหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กลับภาคอีสานด้วยกัน แต่ หลวงปู่แหวนขออยู่บําเพ็ญธรรมให้ได้อรหัตตผลก่อน และต่อมาท่านได้บรรลุธรรม ดังนี้

“วันหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งอยู่ที่วัดถํ้ากลองเพล จังหวัดอุดรธานี ได้ปรารภเป็นเชิงรําพึงอนุโมทนากับบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่านว่า “เมื่อคืนได้นิมิตเห็นท่านแหวน จิตใสเหมือนแก้ว สว่างไสวทั้งองค์ ท่านแหวนได้อรหัตตผลแล้วหนอ” 

สําหรับหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ก่อนที่หลวงปู่มั่นจะกลับภาคอีสาน ท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า “ศิษย์รุ่นต่อไปที่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง คือ ท่านสิม กับ ท่านมหาบัว นี้แหละ” และในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ก่อนหลวงปู่พรหมกลับภาคอีสาน หลวงปู่สิมท่านเดินธุดงค์ไปศึกษาฟังธรรมหลวงปู่พรหม และ ต่อมาท่านได้บรรลุธรรมที่เชียงใหม่ 

อนึ่ง ในครั้งพุทธกาล เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ทรงประกาศ พระพุทธศาสนา โดยเทศน์โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เป็นคณะแรก ครั้งนั้นพระอัญญาโกณฑัญญะ เริ่มรู้ธรรมเห็นธรรมตามพระองค์เป็นองค์แรก พระพุทธองค์ทรงปลื้มพระทัยเป็นอันมาก จนเปล่งอุทานออกมาว่า “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” และได้เทศน์โปรดจนปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็บรรลุธรรมตามพระองค์ เป็นประจักษ์พยานของการตรัสรู้ธรรม

คราวหลวงปู่พรหมบรรลุธรรมตามหลวงปู่มั่นเป็นองค์แรกนั้น ก็เช่นเดียวกัน ย่อมทําให้ หลวงปู่มั่นปลื้มใจเป็นอันมาก และย่อมทําให้พระศิษย์หลวงปู่มั่นองค์อื่นๆ ต่างเร่งทําความเพียรกันอย่างอุกฤษฏ์เต็มที่ ซึ่งกาลต่อมาพระศิษย์แต่ละองค์ต่างก็บรรลุธรรมตามๆ กัน จนปรากฏมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่งท่านเป็นสังฆรัตนะอันประเสริฐสุด เป็นที่เคารพกราบไหว้บูชา และเป็นที่พึ่งของชาวพุทธ จวบจนปัจจุบัน 

หลวงปู่พรหมบรรลุธรรมขณะเดินจงกรมที่จังหวัดเชียงใหม่

สถานที่บรรลุธรรมของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เมตตาเทศน์เล่าไว้ดังนี้

นี่หลวงปู่พรหมนะนี่ หลวงปู่พรหมไปสําเร็จที่เชียงใหม่นะนี่ ท่านเล่าให้ฟังเอง ท่านไปสิ้นสุดที่เชียงใหม่… ดูจะเป็นเหมือนทางแม่ปั๋งเหมือนกันนะ หลวงปู่ขาว โหล่งขอด ท่านเล่าให้ฟัง โหล่งขอดไปทางอําเภอแม่แตงล่ะมั้ง นี้มีแต่ป่าแต่เขาทั้งนั้นนะ อาจารย์พรหมก็อยู่ทางแม่ปั๋งล่ะท่า เวลาเราไปกราบเยี่ยมหลวงปู่แหวนนั้น มีฆราวาสเขาชี้บอกสถานที่ท่านอยู่ จากวัดดอยแม่ปั๋งไป ทางตะวันออก หลวงปู่พรหมท่านมาพักอยู่ที่นี่ว่างั้น เราก็ดูที่นั่น เป็นป่าทั้งนั้นแหละ

ท่าน (หลวงปู่พรหม) เล่าให้ฟังอย่างเปิดเผย ท่านเสร็จสิ้นมาแล้วตั้งแต่อยู่เชียงใหม่ มาก็มาพบกันที่บ้านนามน ตอนนั้นเราอยู่ที่บ้านนามนกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น

การบรรลุธรรมของพระอรหันต์มีด้วยกันทุกอิริยาบถ ทั้งจากการเดิน ยืน นั่ง นอน ภาวนา กรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านบรรลุธรรมในขณะเดินจงกรมภาวนา เช่นเดียวกับครั้งพุทธกาลก็มีกรณีของปัจฉิมสาวก พระสุภัททภิกษุ โดยหลวงปู่จันทา ถาวโร พระศิษย์อาวุโสของหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“สมัยที่อยู่ถํ้ากลองเพลโน้น ได้ไปบ้านดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ไปศึกษากับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ทราบข่าวว่า ท่านสําเร็จอรหันต์ก่อนหมู่เพื่อนทั้งหลาย ท่านเป็นลูกศิษย์รุ่นใหญ่ของ หลวงปู่มั่น ก็ไปกราบเรียนถาม

“ข้าแต่หลวงปู่ ขอจงเมตตาลูกหลานผู้ยังจมอยู่ เจริญธรรมอย่างไร จิตจึงจะล่วงพ้นจาก กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ ได้ ขอจงเมตตาลูกหลานเถิด”

ท่านก็ว่า “จํานะ ลูกหลาน กิเลสของหลวงปู่มันหนาแน่น หยาบ ปีหนึ่งอยู่เชียงใหม่กับหลวงปู่มั่น ทําร้าน (ที่พัก) พอได้นั่ง กลดใหญ่ ริ้วกลดเท่านิ้วมือ ยาวข้างละวา เอาขี้ยางและนํ้ามันยางผสมกันแล้วทา พอได้กั้นแดดกั้นฝน เอาไม่นอน เดิน ยืน นั่ง เท่านั้น ๗ วันฉันครั้ง ๑๕ วันฉันครั้ง ฉันข้าวน้อยมันก็ไม่ทับธาตุ มันก็เบา ให้มันทุกข์เกิดขึ้นเผากาย มันก็เผาจิต” ท่านว่า อย่างนั้น “ในไตรมาส ๓ เดือน มีแต่เดิน ยืน นั่ง เท่านั้น เดินจงกรมเอาทุกข์เป็นอารมณ์ของจิต จิตสงบพับ สงบลงขั้นขณิกสมาธิ” ท่านว่า “พอจิตมันสงบแล้ว สติกับปัญญาเป็นดาบเพชร ตัดกิเลสออกจากจิต จิตสิ้นกิเลสในขณะเดินจงกรม ทางยาว ๒ เส้น กว้าง ๒ เมตร นั่น” 

นี่ได้ไปศึกษากับหลวงปู่พรหม เป็นอย่างนั้น 

หลวงปู่พรหมท่านก็ว่า “ลูกหลานทั้งหลาย จงทําความเพียรเวียนหาทางพ้นทุกข์ อย่างหลวงปู่ทํานี้ดีมาก นั่นแหละ ไม่ผิดหวัง ในการเจริญธรรม”

การบําเพ็ญธรรมขั้นสูงสุดจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ นั้นวงกรรมฐานทราบกันเป็นอย่างดี เพราะมีการตรวจสอบคุณธรรมซึ่งกันและกัน และย่อมทราบ ด้วยว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ประเภทไหน แต่ทางธรรมย่อมไม่เหมือนกับทางโลก จึงไม่ได้นํามาอวด มาเปิดเผยสู่สังคมภายนอก แม้หลวงปู่พรหมเองท่านก็ไม่เคยเปิดเผยเรื่องการบรรลุธรรมอันเป็น ธรรมฝ่ายผล ให้บรรดาพระศิษย์ฟังเลย แต่ท่านกลับพารักษาข้อวัตรปฏิบัติ การทําความเพียรภาวนาอย่างเข้มงวดกวดขันอันเป็นธรรมฝ่ายเหตุ ให้พระศิษย์ดูเป็นคติแบบอย่าง

อนึ่ง การพิจารณาธรรมขั้นนี้ของหลวงปู่พรหม เป็นการทําลายกิเลสอวิชชาด้วยมหาสติมหาปัญญา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้

“…นับแต่ขั้นสติธรรมดา ขั้นปัญญาธรรมดา จนกลายเป็นขั้นมหาสติมหาปัญญา มีความ สามารถแกล้วกล้าต่อการพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวเองได้ทุกเวลา ก็เมื่อสติปัญญาได้แปรสภาพขึ้นสู่ความเป็นมหาสติมหาปัญญาแล้ว กิเลสอาสวะจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหน สามารถจะแทงทะลุปรุโปร่ง ไปหมด ไม่มีสิ่งใดปิดบังและกีดขวางไว้ได้ ไม่ต้องพูดถึงส่วนร่างกายซึ่งเป็นส่วนหยาบๆ ที่สติปัญญา จะไม่สามารถรู้เท่าทัน และถอดถอนตนออกได้ แม้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นส่วนละเอียดยิ่งกว่ารูปกายนี้ ปัญญาประเภทนี้ยังสามารถสอดส่องมองเห็นโดยตลอดทั่วถึง และ ถอดถอนตนออกจากสิ่งเหล่านี้ได้อีก 

ส่วนละเอียดยิ่งกว่านี้ก็คืออวิชชา ผู้ทรงไว้ซึ่งกิเลสทั้งมวลที่ถือกันว่าเราว่าเขานี้เอง ปัญญายังสามารถทําลายได้ ภพชาติอันเป็นบ่อกังวลของสัตว์ภายในอวิชชา เป็นหน้าที่และอํานาจของ มหาสติมหาปัญญาเป็นผู้ทําลายให้ขาดสะบั้นลงในขณะเดียวเท่านั้น เรื่องการเกิดตายที่เคยผลักดัน ให้จําต้องยอมจํานน ย่อมสูญสิ้นลงในขณะที่อวิชชาขาดกระเด็นไป นั่นคือ พุทโธเต็มดวง ธมฺโม ปทีโป ก็เกิดในขณะเดียวกัน แม้สังโฆก็เกิดขึ้นในขณะอวิชชาดับเช่นเดียวกัน เป็นอันว่าพุทธะก็ดี ธรรมะก็ดี สังฆะก็ดี ย่อมปรากฏขึ้นอย่างเต็มที่ในขณะมหาสติมหาปัญญาทําลายอวิชชาภายในใจให้สิ้นซากลงไป”

พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านจําพรรษาและเป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย

ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านกลับจากธุดงค์ในประเทศพม่า ในพรรษานี้ หลวงปู่พรหมได้มีโอกาสพักจําพรรษาร่วมกับหลวงปู่มั่นอีก เป็นครั้งที่สอง ที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ 

การจําพรรษาของหลวงปู่พรหมร่วมกับหลวงปู่มั่นในครั้งนี้ ขณะนั้นหลวงปู่มั่นท่านมีอายุย่าง ๗๐ ปี จัดอยู่ในวัยชรา และหลวงปู่พรหมเองท่านก็บรรลุธรรมหมดกิจภายในที่ต้องบําเพ็ญแล้ว หลวงปู่มั่นท่านจึงเมตตาไว้วางใจหลวงปู่พรหม โดยมอบภาระหัวหน้าสํานักสงฆ์บ้านแม่กอยให้ท่านคอยดูแลปกครองพระ เณร และกิจการต่างๆ ของสํานักสงฆ์ สําหรับหลวงปู่มั่นท่านอยู่ในฐานะ ครูอาจารย์ใหญ่และเป็นประธานสงฆ์ 

การบรรลุธรรมของหลวงปู่พรหมนั้น หลวงปู่มั่นท่านทราบก่อน โดยองค์หลวงตา พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้

หลวงปู่พรหม บ้านดงเย็นก็กลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว ตั้งหลายๆ องค์นะ ๑๐ กว่าองค์ บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นสายหลวงปู่มั่นเรานะ เป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้นล่ะที่ อัฐิกลายเป็นพระธาตุ เป็นเพชรนํ้าหนึ่งๆ ออกมาสําเร็จอัฐิกลายเป็นพระธาตุ ประกาศโลกให้รู้ทั่วถึง กันว่านี้คือพระอรหันต์ พูดง่ายๆ

แต่สําหรับพระที่อยู่ใกล้ชิดติดพันกับท่าน ลูกศิษย์ลูกหาท่าน ท่านทราบก่อนแล้ว ธรรมะอะไรลึกตื้นหยาบละเอียดอะไร ระหว่างพ่อกับลูกไม่คุยกันมีอย่างเหรอ ต้องพูดลึกตื้นหนาบางขนาดไหน ท่านต้องคุยกันเต็มเหนี่ยว และพระเหล่านั้นท่านรู้หมดแล้วแหละ รู้เฉพาะเรื่อง ภายในจิต แต่ไม่ประกาศอย่างโจ่งแจ้งเหมือนอัฐิกลายเป็นพระธาตุ พออัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้วทีนี้มันก็ยอมรับหมดเลย 

นี่การปฏิบัติธรรม เมื่อยังมีผู้ปฏิบัติอยู่ ธรรมเปิดเผยตลอด เป็นอกาลิโก ทั้งบาปทั้งบุญ ใครทําบาปเมื่อไร เป็นบาปเมื่อนั้น ทําบุญเมื่อไร เป็นบุญเป็นธรรมตลอด จนกระทั่งหลุดพ้นได้ เป็นอกาลิโก

ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรม

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ แม้ท่านบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกองค์หนึ่งแล้ว ก็ตาม งานภายในจบสิ้นลงแล้ว กิเลสภายในใจที่จะต้องชําระอีกก็ไม่มีแล้ว แต่ท่านก็ยังขยัน ขันแข็งประกอบความพากเพียรด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ เป็นประจําทุกวันมิได้ขาด และท่านก็ ทําเช่นนี้ตราบจนวันมรณภาพ เพราะท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมนั่นเอง โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระสาวกก็ดี ท่านทรงบําเพ็ญเพียรอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งถึงวันปรินิพพาน เพื่อความรับผิดชอบในธาตุขันธ์นี้เท่านั้นเป็นสําคัญ กิเลสอาสวะไม่ต้องพูดว่าท่านจะ แก้อะไรอีก ท่านไม่มีความมุ่งหมายอะไรในการแก้กิเลส เพราะไม่มีกิเลสที่จะให้แก้ ให้ถอดถอน อันเกี่ยวกับเรื่องความเพียร ที่เรียกว่ากิเลสหมดนั้น หมดอย่างนี้ ไม่ใช่หมดแล้วจะเกิดขึ้นมาอีก เอ๊ ! ทําไมกิเลสนี้ก็ว่าสิ้นไปแล้ว วันนี้ทําไมมันโผล่ขึ้นมา นี่ก็แสดงว่ากิเลสยังไม่สิ้น ยังไม่หมด เพราะ ไม่สามารถที่จะค้นพบส่วนละเอียดของมันที่ฝังอยู่อย่างจมมิด มันถึงต้องโผล่ขึ้นมาในเมื่อมีโอกาสที่จะโผล่ขึ้นมาได้ แต่ถ้าหมดไปจริงๆ แล้วจะเอาอะไรมาโผล่ มันไม่มีตั้งแต่ขณะบรรลุธรรมถึงขั้นบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว จากนั้นไปกระทั่งวันนิพพาน จะไม่ปรากฏเรื่องอะไรที่แสดงขึ้นมาว่าเป็นกิเลสภายในจิตใจดวงนั้นเลย ความจริงเป็นอย่างนี้

แต่การประกอบความเพียรของพระอรหันต์ท่านผิดกับพวกเราอยู่มาก ประกอบเพื่อเป็น วิหารธรรมระหว่างขันธ์กับจิตที่ครองกันอยู่ให้เป็นความสะดวกเหมาะสม ได้รับความผาสุกสบายไปตามกาลอันควรจนกว่าจะถึงอายุขัยแล้วก็ผ่านไป นี่เป็นประเพณีหรือเป็นความจําเป็นของพระอรหันต์ท่านนับแต่พระพุทธเจ้าลงมา เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์ท่านจึงประกอบความพากเพียรของท่านอยู่เสมอมิได้ขาด…

…พระอรหันต์ท่านไม่ได้ชําระกิเลส พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้ว ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรม เดินจงกรมท่านก็เดิน เดินมีสามประเภท การเดินจงกรมของพระอรหันต์ เดินพิจารณาความหยาบความละเอียดของธรรมทั้งหลายด้วย เดินเพื่อธาตุเพื่อขันธ์เป็นวิหารธรรมความอยู่สะดวกสบาย บ้าง เปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมาอยู่งั้น ที่จะได้ละกิเลสไม่มี หมด

พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านจึงเดินจงกรมอยู่กระทั่งวันนิพพาน มีในตํารา ท่านเดินเพื่อวิหารธรรมของท่านหนึ่ง เดินเพื่อพิจารณาเล็งญาณดูสัตวโลก นั่งก็นั่งเพื่อพิจารณาเล็งญาณดูสัตวโลก ตามกําลังความสามารถของท่าน ผู้มีความลึกตื้นหยาบละเอียดแห่งญาณความรู้ของท่าน จากนั้นก็วิหารธรรมทางธาตุขันธ์ให้อยู่สะดวกสบาย ยืน เดิน นั่ง นอน สมํ่าเสมอหนึ่ง…”

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านไปธุดงค์พม่ากับหลวงปู่ชอบ 

วันออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๙ ตุลาคม เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้ออกธุดงค์เที่ยววิเวกประเทศพม่าอีกครั้งกับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม 

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ กับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มีอาวุโสใกล้เคียงกัน โดยหลวงปู่พรหมเกิดก่อนหลวงปู่ชอบ ๑๑ ปี แต่หลวงปู่ชอบบวชก่อนหลวงปู่พรหม ๔ ปี ต่างองค์ต่างมีนิสัยอาจหาญ เด็ดเดี่ยว ใจเด็ดไม่กลัวตายเช่นเดียวกัน ตามประวัติท่านทั้งสอง เคยร่วมธุดงค์ในประเทศพม่าและประเทศจีนด้วยกัน โดยประวัติของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม บันทึกไว้ ดังนี้

“การขึ้นภาคเหนือในครั้งนี้ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ตั้งใจว่าจะเที่ยวธุดงค์ไปให้ถึงเขตพม่า ทั้งๆ ที่ทราบว่าหนทางเป็นป่าเป็นเขา แสนจะทุรกันดาร ไม่เป็นการผิดเลยที่จะกล่าวว่า สําหรับหลวงปู่ชอบแล้วป่าลึกและเขาสูงนั่นเอง คือบ้านอันแสนผาสุกของท่าน เมื่อมีโอกาสท่านจะต้อง เข้าป่าขึ้นเขาไปตามนิสัย ได้ไปถึงใจกลางป่าลึก ถึงบนดอยเขาสูงแล้ว ใจจึงจะมีความปลอดโปร่ง โล่งสบาย เมื่อทราบว่าหลวงปู่ชอบจะธุดงค์เดี่ยวเข้าแดนพม่า บรรดาเพื่อนพระด้วยกันต่างก็ ทักท้วงด้วยความเป็นห่วงว่า ทางที่จะไปพม่านั้นแสนจะทุรกันดาร เต็มไปด้วยป่าดงดิบดงร้าย ไม่มีบ้านคน มีแต่สัตว์ป่า ซึ่งมักจะเป็นประเภทดุร้ายอย่างเสือ อย่างช้าง เป็นต้น

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พักภาวนาอยู่บ้านโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมาชวนหลวงปู่ชอบ ไปเที่ยววิเวกประเทศพม่าด้วยกัน ก่อนหน้านั้น หลวงปู่พรหมท่านเคยไปเที่ยววิเวกที่ประเทศพม่ามาก่อนแล้ว หลวงปู่พรหม ท่านเล่าเรื่องเที่ยววิเวกที่ประเทศพม่าให้ฟัง หลวงปู่ชอบท่านสนใจอยากจะไปเที่ยววิเวกประเทศ พม่า ท่านจึงขอให้หลวงปู่พรหมนําทางไปเที่ยววิเวกประเทศพม่า

ก่อนเดินทางไปเที่ยววิเวกประเทศพม่ากับหลวงปู่พรหม หลวงปู่ชอบท่านนําเรื่องนี้กราบเรียน องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์เพื่อพิจารณา องค์หลวงปู่มั่นพิจารณาเห็นควร จึงอนุญาตให้หลวงปู่ชอบไปเที่ยววิเวกประเทศพม่ากับหลวงปู่พรหม ผู้เป็นเพื่อนตาย สหายธรรมของท่าน ท่านทั้งสองพากันกราบลาองค์ท่านหลวงปู่มั่นที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย (วัดร้างป่าแดง) ออกเดินทางมาอําเภอฝาง จนถึงอําเภอแม่สาย เมื่อถึงแม่สายท่านทั้งสองพากันไปพักที่ ถํ้าผาจม บ้านเวียงผางคํา

หลวงปู่ชอบท่านบอก สมัยนั้นถํ้าผาจมยังไม่ได้เป็นวัดวาศาสนาเหมือนกับปัจจุบันอย่างที่ เราเห็น ตอนท่านกับหลวงปู่พรหมพากันมาพักภาวนา ถํ้าผาจมยังเป็นป่าเขา ไม่มีบ้านเรือนผู้คน เนื่องจากชาวบ้านที่นี่สมัยก่อนเขากลัวผีถํ้าผาจม จึงไม่มีใครกล้าเข้ามาอยู่อาศัย พ่อแม่ครูบา–อาจารย์ท่านว่าที่ถํ้าผาจมผีไม่ดุอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจหรอก สิ่งที่ดุอยู่ถํ้าผาจมคือพญานาคเฝ้า สมบัติพระศาสนา ท่านบอกถ้าใครไปก้าวก่ายกับสมบัติเก่าของพระศาสนาอยู่ที่นี่ มักจะได้รับอันตรายจากฤทธิ์ร้ายของนาคา คนสมัยก่อนจึงไม่มีใครกล้าเข้าไปหักร้างถางพงทําอะไรไม่ดีกับ ถํ้าผาจม

ท่านบอกคนที่นี่สมัยนั้น เขายังไม่คุ้นเคยกับพระป่ากรรมฐาน พอเห็นพระป่ากรรมฐาน นุ่งห่มผ้าสีแก่นขนุนหมอกหมองเดินบิณฑบาต เขาจะไม่กล้าออกมาใส่บาตร ยิ่งเป็นลูกเด็กเล็กแดง พอเจอพระป่ากรรมฐานจะพากันร้องไห้ วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ไม่กล้าออกมาดู องค์ท่านเล่าอย่างขําๆ พวกเด็กน้อยเห็นพระป่ากรรมฐาน เขาจะเรียกพวกเราว่าตุ๊ดงๆ ตุ๊ดง คือคําพูดของคนเมืองเหนือสมัยนั้น ใช้เรียกพระป่ากรรมฐานอีสาน

ท่านบอกกว่าจะมีคนใส่บาตรให้ท่านทั้งสอง ต้องเดินวนรอบบ้านเวียงผาคํา ๒ – ๓ รอบ ถึงมีคนออกมาใส่บาตรให้ หลังฉันอาหารแล้ว ท่านทั้งสองแยกย้ายกันทําความเพียร หลวงปู่พรหมท่านลงไปเดินจงกรมที่ริมหาดนํ้าสาย ส่วนท่านเดินจงกรมอยู่หน้าถํ้าผาจม ระหว่างเดินจงกรมอยู่หน้าถํ้าผาจม ท่านบอกเราได้ยินเสียงเหมือนหวูดรถไฟไอนํ้าดังขึ้นเป็นระยะๆ เวลาเสียงนี้ดังขึ้น แต่ละครั้ง พื้นดินที่เราเดินจงกรมอยู่นั้นจะสั่นสะเทือน พอสื่อความหมายให้เท้ารู้สัมผัส 

หลังเลิกจากเดินจงกรมแล้ว หลวงปู่ชอบท่านมานั่งภาวนาบนก้อนหินภายในถํ้า องค์ท่านนั่งแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย กายทิพย์ กายหยาบ ที่อาศัยอยู่ในถํ้าผาจมแห่งนี้ ให้ได้รับผลบุญหนุนธรรมโดยทั่วกัน ท่านว่าขณะแผ่เมตตาอยู่นั้น ก้อนหินที่เรานั่งอยู่จะสั่นไหวไปมา มีเสียงครืดๆ อยู่ใต้ก้อนหินคล้ายกับมีอะไรบางอย่างเคลื่อนตัวอยู่ใต้ก้อนหินที่เรานั่งภาวนา องค์ท่านจึงกําหนดดูที่มาของเสียงแผ่นดินสั่นไหวที่ใต้ก้อนหิน

ท่านว่าสาเหตุที่แผ่นดินสั่นไหวใต้ก้อนหินนั้น เกิดจากพญานาคเฝ้าสมบัติพระศาสนาที่ ถํ้าผาจม แสดงอนุโมทนา เวลาที่องค์ท่านแผ่เมตตา พญานาคถํ้าผาจมตนนี้ เขายินดีในเมตตาธรรม ที่องค์หลวงปู่ชอบแผ่ไพศาล พญานาคตนนี้เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับบุญธรรมฉํ่าเย็นจากองค์หลวงปู่ชอบ เขาจึงแสดงเทพฤทธิ์โมทนา โดยการม้วนแผ่นดินเพื่อให้หลวงปู่ชอบท่านทราบว่าเขาเย็นจิตในมิตรไมตรีขององค์ท่าน หลวงปู่ชอบบอกพญานาคตนนี้ ในอดีตชาติเขาเคยเป็นเพื่อนตายสหายธรรม ของ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พญานาคตนนี้อดีตชาติเคยบวชเป็นฤษีมุนีไพรด้วยกันกับหลวงปู่ตื้อ เมื่อปลายสมัยของพระพุทธเจ้ากัสสโป ในชาตินั้นหลวงปู่ตื้อท่านปฏิบัติภาวนาจนได้สมาบัติ สหายธรรมของท่านปฏิบัติศีลพรตมุนีไพร เพื่อปรารถนาอยากจะเกิดเป็นพญานาคราช หลังหมดอายุขัยสิ้นใจจากโลกในชาตินั้น หลวงปู่ตื้อท่านเวียนว่ายตายเกิดในมหาสมุทรโลกสงสาร เพื่อสั่งสมบุญญาบารมีขององค์ท่าน บุญบารมีที่องค์ท่านหลวงปู่ตื้อปฏิบัติสั่งสมมา จึงทําให้องค์ท่านสิ้นทุกข์ถึงธรรมในชาติปัจจุบัน

วันที่สองหลังบิณฑบาตฉันอาหารกันเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่พรหมพาหลวงปู่ชอบเดินข้ามแม่นํ้าสายไปขึ้นฝั่งเมืองท่าขี้เหล็ก ตรงข้ามอําเภอแม่สาย หลวงปู่พรหมท่านพาหลวงปู่ชอบเข้าไปพักที่วัดเจ้าระเข่ง เนื่องจากหลวงปู่พรหมท่านคุ้นเคยกันกับเจ้าจองระเข่ง (เจ้าอาวาสวัดระเข่ง) ออกจากท่าขี้เหล็ก ท่านทั้งสองพากันเที่ยววิเวกตามสถานที่ต่างๆ ของเชียงตุง หลวงปู่พรหมชวนหลวงปู่ชอบไปเที่ยววิเวกสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน พอเข้าไปวิเวกสิบสองปันนาแล้ว หลวงปู่ชอบท่านเห็นวัตรปฏิบัติของพระเณรทางนั้นหย่อนยานในพระธรรมวินัย พากันกินข้าวเย็นเล่นสตรี ไม่ต่างอะไรกับฆราวาส ผู้หญิงบางคนจะมาจับเนื้อต้องตัวท่านกับหลวงปู่พรหมเหมือนที่เขาคุ้นเคยกับพระเณรที่นั่น หลวงปู่ชอบเห็นไม่ดีจีวรจะหมอง ท่านจึงชวนหลวงปู่พรหมเดินทางกลับมาประเทศพม่าอีกครั้ง”ภาค ๑๐ จําพรรษาที่ประเทศพม่าครั้งแรก

ภาค ๑๐ จําพรรษาที่ประเทศพม่าครั้งแรก

พ.ศ. ๒๔๘๒ ท่านจําพรรษาที่พม่าครั้งแรก

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ หลังจากเดินธุดงค์กลับมาประเทศพม่าแล้ว หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ชวนหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ไปเที่ยววิเวกมัณฑะเลย์และอินเดีย ท่านอยากไปดูแผ่นดินถิ่นธรรม ต้นกําเนิดของพระพุทธศาสนา หลวงปู่ชอบท่านไม่อยากไปเมืองมัณฑะเลย์ ท่านอยากจําพรรษาอยู่แถวเขตเชียงตุง เพราะสถานที่ภูเขาป่าดอยแถวนี้ถูกกับจริตนิสัยของท่าน ท่านทั้งสองจึงแยกกันออกเที่ยววิเวกหาสถานที่จําพรรษา 

หลวงปู่พรหม ท่านเดินทางไปเมืองมัณฑะเลย์เพียงลําพัง เพื่อจะไปจําพรรษาอยู่ที่นั่น ผู้เฒ่าพรหมบอกเราว่า “ครูบา ถ้าพวกเราไม่ตายก่อน ให้กลับมาเจอกันที่เชียงใหม่นะ ผมจะไปมัณฑะเลย์ ไปอินเดีย” เอาแท้ๆ อาจารย์พรหมท่านก็ไม่ได้ไปอินเดีย มันมีเหตุพวกทหารอังกฤษ เริ่มเข้ายึดอินเดีย เลยเป็นเหตุให้อาจารย์พรหมไม่ได้ไปแสวงบุญอยู่อินเดียตามที่ท่านตั้งใจเอาไว้ 

หลังแยกกันกับหลวงปู่พรหมแล้ว หลวงปู่ชอบท่านก็ออกเที่ยววิเวกหาสถานที่จําพรรษา ในเขตเมืองเชียงตุง ท่านมาพบหมู่บ้านชาวไทยใหญ่แห่งหนึ่ง ชื่อ เมืองยาง บ้านเมืองยางแห่งนี้เพิ่งตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นมาได้ไม่กี่ปี มีบ้านเรือน ๑๐ กว่าหลังคาเรือน บ้านเมืองยางยังไม่มีวัดวาศาสนา ให้ญาติโยมได้อาศัยทําบุญ ชาวไทยใหญ่หมู่บ้านแห่งนี้ศรัทธา จึงพากันนิมนต์องค์ท่านหลวงปู่ชอบจําพรรษาอยู่ที่นี่ องค์ท่านพิจารณาเห็นสมควรแก่สถานที่และสัปปายะ หลวงปู่ชอบท่านจึงรับ นิมนต์พี่น้องชาวไทยใหญ่จําพรรษาอยู่ที่เมืองยาง

สําหรับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อใกล้เข้าพรรษา ท่านอยู่จําพรรษาที่มัณฑะเลย์ในเขตพม่าตามที่ท่านได้บอกกับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม นับเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่ทั้งสองอยู่จําพรรษาใน ประเทศพม่า 

การไปธุดงค์พม่าของคู่สหธรรมิกหลวงปู่พรหม กับ หลวงปู่ชอบ แม้เส้นทางจะทุรกันดารยากลําบากเพียงไรก็ตาม แต่เหตุผลประการหนึ่งที่ทําให้หลวงปู่ทั้งสองธุดงค์ไปพม่าอยู่บ่อยๆ และไปจําพรรษาอยู่หลายพรรษา เพราะท่านเมตตาชาวพม่าที่มีจิตใจงดงามนั่นเอง โดยหลวงปู่ชอบ บอกว่า ท่านเอ็นดูชาวพม่ามาก ที่ส่วนใหญ่เป็นคนดีมีศีลธรรม ไม่ลักขโมย ไม่ฉ้อโกงกัน ทั้งมีนํ้าใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างดียิ่ง บรรดาพวกยาง พวกกะเหรี่ยงไทยใหญ่ที่อยู่ในป่าในเขา แม้จะ ยากจนลําบากตรากตรําอย่างไร ก็จะต้องหาอาหารมาใส่บาตรอย่างเหลือเฟือ หลวงปู่ชอบชมว่า พวกเขามีนํ้าใจงาม ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ถือศีลบริสุทธิ์ แม้เป็ดไก่ก็หายาก ไม่มีคนเลี้ยง เพราะเขาต่างไม่ฆ่าสัตว์

พระกรรมฐานติดครูบาอาจารย์

การออกเที่ยวธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่นทางภาคเหนือของบรรดาพระศิษย์ ผู้ปรารถนาต่อความหลุดพ้นทั้งหลาย ล้วนอยากอยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ เพื่อพึ่งพาอาศัยครูบาอาจารย์ เพราะการปฏิบัติธรรมย่อมมีอุปสรรค การแก้เรื่องจิต แก้ได้ยาก จําเป็นต้องพึ่งครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาชี้แนะ แม้พระศิษย์เมื่อเข้ากราบนมัสการหลวงปู่มั่น คําถามแรกที่หลวงปู่มั่นท่านถาม ท่านถามถึงการภาวนา

ในช่วงแรกที่หลวงปู่พรหม ยังไม่บรรลุธรรมก็เช่นเดียวกัน ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๔๘๑ ก่อนที่ท่านจะบรรลุธรรม ท่านจะพักจําพรรษาในสถานที่ใกล้ๆ กับที่พักของหลวงปู่มั่น แม้ได้อยู่ จําพรรษากับหลวงปู่มั่นแล้วก็ตาม ท่านก็ออกธุดงค์ไปไม่นานก็กลับมาหาหลวงปู่มั่น เพื่อกราบเรียนผลการภาวนาถวายหลวงปู่มั่น เพราะขณะนั้นท่านยังจําเป็นต้องพึ่งพาครูบาอาจารย์ เพื่อโปรด เมตตาธรรมานุเคราะห์แก้ไขปัญหาและแนะนําให้อุบายธรรมแก่ท่าน 

ตามประวัติหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้ธุดงค์เข้าไปในประเทศพม่า ๒ ครั้ง จากนั้นท่านก็กลับมาหาหลวงปู่มั่น ดังนี้ 

ในครั้งแรก หลังออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านไปไม่นานนักและปี พ.ศ. ๒๔๘๑ เมื่อใกล้เข้าพรรษา ท่านก็เดินธุดงค์กลับฝั่งไทยเพื่ออยู่จําพรรษากับหลวงปู่มั่น ที่วัดร้างป่าแดง จังหวัดเชียงใหม่ 

ในครั้งที่สอง หลังออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านไปธุดงค์กับหลวงปู่ชอบ และในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ท่านจําพรรษาที่มัณฑะเลย์ในประเทศพม่า พอออกพรรษาท่านก็รีบเดินธุดงค์กลับมาเฝ้าอาการอาพาธหนักของหลวงปู่มั่น ที่ป่วยเป็นมาลาเรียขึ้นสมอง 

ในสมัยที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ และคณะศิษย์ของหลวงปู่มั่นท่องธุดงค์อยู่ในพม่านั้น เป็นช่วงที่พม่าอยู่ในความปกครองของอังกฤษ ต่อเนื่องมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง 

สถานที่ท่านเที่ยวธุดงค์ในพม่า

สถานที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านไปธุดงค์ในประเทศพม่า (ปัจจุบัน คือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์) คือ เมืองโต่นกับเมืองหาง อยู่ในแขวงเชียงตุง รัฐฉาน เมืองโต่นกับเมืองหาง เอกสารทางราชการเขียนว่า เมืองต่วนกับเมืองหาง ซึ่งเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๔๘ ก่อนช่วงหลวงปู่พรหมออกธุดงค์ ๓๐๐ กว่าปี สถานที่เหล่านี้ทุรกันดารมาก มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าเป็นเขา มีถํ้าเงื้อมผามาก สัตว์ป่าก็มาก สภาพภูมิอากาศค่อนข้างหนาวเย็นจนถึงขั้นหนาวจัด นับเป็นสถานที่สัปปายะมากเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ดังนั้น ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นจึงนิยมไปเที่ยวธุดงค์

รัฐฉาน เป็นรัฐหนึ่งในสหภาพเมียนมาร์ ตั้งอยู่ตอนกลางประเทศทางด้านตะวันออก ทางทิศเหนือและตะวันออกของรัฐ มีอาณาเขตติดต่อกับมณฑลยูนนานของประเทศจีน ทางทิศใต้ ติดต่อกับตอนบนของประเทศไทย เป็นแนวยาวจากอําเภอเชียงดาว อําเภอเวียงแหง อําเภอ ไชยปราการ และอําเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ยาวออกไปถึงอําเภอแม่ฟ้าหลวง อําเภอแม่สาย และอําเภอเชียงแสนของจังหวัดเชียงราย ลักษณะภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาสูง และผืนป่า 

รัฐฉาน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๑ แขวง และแขวงเชียงตุงเป็นแขวงหนึ่ง ประกอบด้วย ๓ เมืองคือ เมืองเชียงตุง เมืองยาง และเมืองปอก ในอดีตถือเป็นประเทศอิสระ มีชื่อเรียกประชาชนว่า ไต หรือ ชาวไต เรียกชื่อประเทศว่า เมิงไต ในสําเนียงของชาวไต หรือเมืองไต ในสําเนียงของไทยเรา เมิงไตดั้งเดิมประกอบด้วยหลายชนชาติอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดย ชนชาติไทใหญ่มีจํานวนมากที่สุด มีเอกราชปกครองตนเองมาเป็นเวลานานนับพันปี ก่อนที่อังกฤษจะขยายอิทธิพลเข้ามาครอบครองดินแดนพม่าทั้งหมด 

เมืองสําคัญที่ปรากฏในประวัติของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ คือ เมืองตุง ซึ่งก็คือ เชียงตุง เป็นเมืองใหญ่ มีความเจริญรุ่งเรืองเทียบเท่าเมืองเชียงใหม่ แห่งล้านนา และเมืองเชียงรุ่ง แห่ง สิบสองปันนา (ในประเทศจีน) ดังนั้น เชียงใหม่ เชียงตุง เชียงรุ่ง จึงมีการติดต่อค้าขายกันตลอดมา 

เมืองเชียงตุงในอดีต เคยอยู่ในปกครองของอาณาจักรล้านนามาตั้งแต่สมัยพระเจ้ามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา และเคยอยู่ในปกครองของไทย เมื่อล้านนาเข้ามารวมกับประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทางด้านพระพุทธศาสนา ปรากฏว่าพระมหาเถระฝ่ายธรรมยุตของไทย คือ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) แห่งวัดบรมนิวาส ซึ่งเป็น พระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น เคยขึ้นไปจําพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ที่บนเขา วัดพระธาตุจอมยอง เขตเมืองเชียงตุง และต่อมาเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง ได้อาราธนาให้ท่านพักอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยจัดระเบียบ การปกครองและการศึกษาของคณะสงฆ์เมืองเชียงตุง และยังได้จัดส่งพระภิกษุชาวเชียงตุงมาบวชเรียนในกรุงเทพฯ แล้วกลับไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังแดนเกิด คณะสงฆ์เชียงตุงจึงมีความ สัมพันธ์ใกล้ชิดกับคณะสงฆ์ไทยตลอดมา

พบสิ่งแปลกๆ มหัศจรรย์มากมาย

สมัยที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเที่ยววิเวกอยู่กลางป่าเขา ท่านได้พบกับสิ่งแปลกๆ และอัศจรรย์มากมาย แต่ท่านไม่สามารถเล่าให้ละเอียดลงไปได้ ไม่ว่าสถานที่ เวลา ปี ใดๆ ไม่สามารถกําหนดชี้ชัดลงไปได้เลย นอกเสียจากการประพฤติปฏิบัติธรรมของท่านเท่านั้น

ท่านเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงไปในที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ ท่านเดินตลอดวันตลอดคืน ก็ไม่พบปะบ้านช่องเรือนชานของผู้คน ในเวลาที่ต้องผจญกับทุกข์เช่นนี้ ท่านมีแต่ความ อดอยากทรมานเสียมากกว่าความอิ่มกายสบายใจ ท่านต้องทนยอมต่อความหิวโหยอ่อนเพลีย ทั้งนี้เพราะหลงทาง ท่านต้องนอนค้างอยู่กลางป่ากลางเขา

เฉพาะการเดินธุดงค์ในช่วงออกไปทางประเทศพม่า เป็นความยากลําบากมากเมื่อคราวเดินวิเวก เพราะทางที่ไปนั้นมีแต่สัตว์ป่านานาชนิด เช่น พวกเสือ และงูพิษ ที่ไม่ยอมกลัวคน บางครั้งก็ต้องปลงอนิจจังต่อความทุกข์ที่ต้องทรมานสุดแสนจะทนและมีชีวิตสืบต่อไปวันข้างหน้า

เมื่อนึกปลงใจตัวเองแล้ว ก็ดูเหมือนกับว่าสิ่งต่างๆ ในร่างกายนั้นมันจะหยุด สิ้นสุดลงไป พร้อมๆ กัน ลมหายใจก็เหมือนขาดตอนที่ต่อเนื่องกัน

นี่เป็นเครื่องถ่วงทรมานกายใจตอนนั้น แต่ในที่สุดมันก็พอทนอยู่ต่อไปได้อีกตามเหตุการณ์และวันเวลาที่ผ่านไปอยู่เพื่อธรรมะ แม้ไปก็ยังมีธรรมะคู่กับจิตใจ ไม่เอนเอียงหวั่นไหวเลย

เรื่องเปิดเผยโดยหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท 

หลังออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๑ เมื่อหลวงปู่พรหมกราบลาหลวงปู่มั่นเพื่อไปเที่ยวธุดงค์ประเทศพม่ากับหลวงปู่ชอบ หลวงปู่มั่นท่านก็ยังพํานักที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอยต่อไปจนถึงเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๓ จึงได้เดินทางเข้าเชียงใหม่ เพื่อรักษาอาการอาพาธ และเตรียมตัวเดินทางกลับภาคอีสาน เหตุการณ์ในระหว่างนี้มีหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้เข้ามาทําหน้าที่ถวายการอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่มั่นอย่างใกล้ชิด ซึ่งสอดคล้องกับประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ที่เที่ยวธุดงค์ภาคเหนือเพื่อติดตามหาหลวงปู่มั่น ตอนปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๒ จนพบและกราบถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ที่ วัดร้างป่าแดง บ้านแม่กอย โดยช่วงนั้นหลวงปู่เจี๊ยะท่านไม่พบหลวงปู่พรหม และหลวงปู่ชอบ 

จากการบอกเล่าของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ตําบลคลองควาย อําเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งท่านเดินทางมารับการอบรมและอยู่อุปัฏฐากหลวงปู่มั่นที่ สํานักสงฆ์แห่งนี้ประมาณ ๓ เดือน จนกระทั่งติดตามไปภาคอีสานต่อไป เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของสํานักสงฆ์ ข้อวัตรปฏิบัติของพระ หลวงปู่มั่นอาพาธหนักด้วยไข้มาลาเรีย จนต้องอําลาสํานักสงฆ์แห่งนี้เพื่อเข้ารับการรักษาอาการที่โรงพยาบาลในตัวเมืองเชียงใหม่ หลวงปู่เจี๊ยะรับอาสาหลวงปู่พรหมปรนนิบัติหลวงปู่มั่น มีดังต่อไปนี้

“หลังออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๒ หลวงปู่เจี๊ยะออกเดินทางจากจังหวัดจันทบุรี ไปสององค์กับท่านพ่อเฟื่อง โชติโก เพื่อนพระวัยเดียวกัน เพื่อออกติดตามไปพบหลวงปู่มั่น ที่วัดร้างป่าแดง บ้านแม่กอย อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในขณะนั้นหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ กําลังธุดงค์อยู่ในประเทศพม่า 

หลวงปู่เจี๊ยะ เล่าถึงการเข้ากราบหลวงปู่มั่นครั้งแรกว่า

“เมื่อเดินทางถึงบ้านแม่กอย ถามคนเขาบอกว่าท่านพักอยู่ที่วัดร้างป่าแดงนั้น ก็รีบเร่งเดินทางเข้าไป กระหายใคร่เห็นใคร่สนทนา มากกว่าการกระหายนํ้า ลืมความเหน็ดเหนื่อย

มุ่งตรงเข้าไปยังวัดร้างป่าแดง มีกระท่อมน้อยๆ มุงหลังคาฝาขัดแตะและใบไม้ พื้นไม้ไผ่ ดูๆ ในสถานที่น่าจะมีพระอยู่หลายองค์ เพราะสะอาดสะอ้านเหลือประมาณ บ้านเราอยู่เป็นสิบคนที่แคบๆ ยังไม่สะอาดเท่านี้ นี้น่าจะมีพระอยู่จํานวนไม่น้อย

เมื่อเราเดินเข้าไปตรงกระท่อมหลังที่มองเห็นก่อนนั้น มีพระรูปหนึ่งรูปร่างเล็กๆ ลักษณะ องอาจ เป็นเถระ รูปร่างสัณฐานสันทัด ผิวดําแดง นั่งห่มจีวรเปิดไหล่แสดงอาการให้เห็นว่ารอใครบางคนอย่างเห็นได้ชัด อยู่บนแคร่น้อยๆ ใช้ไม้ไผ่ขัดแตะ เอาหญ้าคามุงกั้นฝาเป็นฟาก หันหน้ามาทางที่จะเดินเข้าไป แสดงอาการว่าสนใจคนที่มา แต่ไม่แสดงออกทางคําพูด แต่เป็นกริยาที่รับกัน ใจในขณะนั้น น้อมนึกขึ้นมาทันทีว่า นี่แหละหลวงปู่มั่น” 

กิจวัตรประจําวันของหลวงปู่มั่น

กิจวัตรประจําวันของหลวงปู่มั่น ในช่วงที่อยู่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย มีดังนี้

ท่านพระอาจารย์มั่น ปฏิบัติกิจวัตรประจําวันเป็นอาจิณ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ลูกศิษย์ และพรํ่าสอนสานุศิษย์ให้ปฏิบัติเป็นอาจิณวัตรต่อไปนี้

เวลาเช้าออกจากกุฏิ ทําสรีรกิจ คือ ล้างหน้า บ้วนปาก นําบริขารลงสู่โรงฉัน ปัดกวาด ลานวัด แล้วเดินจงกรม พอได้เวลาภิกขาจารก็ขึ้นสู่โรงฉัน นุ่งห่มเป็นปริมณฑล สะพายบาตร เข้าสู่หมู่บ้านเพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตแล้ว จัดแจงบาตร จีวร แล้วจัดอาหารใส่บาตร นั่งพิจารณาอาหารปัจจเวกขณะ ทําภัตตานุโมทนา คือ ยะถา สัพพีฯ เสร็จแล้วฉันจังหัน เสร็จแล้วล้างบาตรเก็บบริขาร

ขึ้นกุฏิทําสรีรกิจ พักผ่อนเล็กน้อย แล้วลุกขึ้นล้างหน้าไหว้พระสวดมนต์ และพิจารณาธาตุอาหาเรปฏิกูล ตังขณิกะอตีตะปัจจเวกขณะ แล้วชําระจิตจากนิวรณ์ นั่งสมาธิพอสมควร

เวลาบ่าย ๓ – ๔ โมง กวาดลานวัด ตักนํ้าใช้ นํ้าฉันมาไว้อาบนํ้าชําระกายให้สะอาดปราศจากมลทิน แล้วเดินจงกรมจนถึงพลบคํ่า จึงขึ้นกุฏิ

เวลากลางคืน ตั้งแต่พลบคํ่าขึ้นไป สานุศิษย์ทยอยกันขึ้นไปปรนนิบัติ ท่านได้เทศนาสั่งสอนอบรมสติปัญญาแก่สานุศิษย์พอสมควร สานุศิษย์ถวายการนวดเฟ้นพอสมควร แล้วท่านให้แยกย้ายกัน เข้าห้องไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ แล้วพักนอนประมาณ ๔ ทุ่ม

เวลาตีสาม ตื่นนอน ล้างหน้า บ้วนปาก แล้วปฏิบัติอย่างในเวลาเช้าต่อไป

กิจบางประการ เมื่อท่านมีลูกศิษย์มากและแก่ชราแล้วก็อาศัยศิษย์เป็นผู้ทําแทน เช่น การตักนํ้าใช้ นํ้าฉัน เพราะเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากชราภาพ ส่วนกิจอันใดเป็นสมณประเพณี และเป็น ศีลวัตรกิจ ท่านปฏิบัติเสมอเป็นอาจิณ มิได้เลิกละ

ท่านถือคติว่า “เมื่อมีวัตรก็ชื่อว่ามีศีล ศีลเป็นเบื้องต้นของการปฏิบัติ”

ท่านกล่าวว่า “ต้นดี ปลายก็ดี ครั้นผิดมาแต่ต้น ปลายก็ไม่ดี”

ท่านกล่าวเป็นภาษาถิ่นอีสานว่า “ผิดมาแต่ต้น ฮวงเม่าบ่มี” (ฮวงเม่า คือ รวงข้าว) อุปมาเหมือนอย่างว่า “การทํานา เมื่อบํารุงรักษาลําต้นข้าวดีแล้ว ย่อมหวังได้แน่ซึ่งผล” ดังนี้

ท่านจึงให้เอาใจใส่ตักเตือนสานุศิษย์ให้ปฏิบัติศีลวัตร อันเป็นส่วนเบื้องต้น ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ อยู่เสมอ

อบรมพระ ท่านอบรมตอนหัวคํ่าหน่อยแล้วก็เลิก คือพอได้เวลา ๔ ทุ่ม ท่านอบรมครั้งหนึ่งประมาณ ๒ ชั่วโมง เสร็จก็แยกกันไปภาวนาเอง ส่วนมากท่านไม่ค่อยอบรม ให้ภาวนาของใคร ของมันไป เมื่อภาวนามีปัญหาสงสัยเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก็มาถามท่าน ท่านก็จะชี้แจงให้ฟัง

หลวงปู่เจี๊ยะ เล่าต่อไปว่า 

“ตอนที่เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) ไปอยู่เชียงใหม่กับท่าน มีพระไม่กี่องค์ มีเรา ท่านเฟื่อง ครูบาทองปาน ท่านศรี เณรอ้าย (หลวงปู่คําอ้าย พระชาวเหนือ อยู่วัดอรัญญวิเวก บ้านปง ตําบลอินทขิล อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่) อยู่กับท่าน ท่านก็พาอยู่แต่ในป่า มีแต่เข้าป่า ไม่เข้ามาในเมือง ถ้าไม่ป่วยไข้ ท่านพาอยู่พาปฏิบัติเพื่อหนทางพ้นทุกข์จริงๆ ไม่มีเรื่องโลกๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เราอยู่กับท่านทั้งที่มีกิเลส ก็พอกลายเป็นธรรมขึ้นมาได้บ้างเหมือนกัน”

หลวงปู่มั่นป่วยหนักเป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมอง

ท่านพระอาจารย์มั่น ป่วยเป็นไข้มาลาเรียในคราวนั้น เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) เป็นพระคิลานอุปัฏฐาก (ผู้เฝ้าปฏิบัติพยาบาล) ประจํา

ท่านไม่ฉันข้าว ๓ วัน สาเหตุที่ท่านป่วยนั้น เพราะว่าลูกศิษย์เก่าแก่ของท่านนิมนต์ไปงานทําบุญ ท่านก็เมตตา เมื่อไปแล้วท่านป่วยหนัก มาลาเรียขึ้นสมอง อาการของท่านไม่ดีอยู่แล้ว ยังต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกล

ไอ้หนุ่มคนที่เดินมาส่งท่านมันบอกว่า “ผมเป็นชาวป่าชาวเขาแท้ๆ เดินไม่ได้ถึงกึ่งของท่าน” ท่านเดินเร็วตามไม่ทัน จะเรียกว่าเดินก็ยังไงๆ อยู่ เพราะเราตามไม่ทันจริงๆ ถ้าจะว่าเหาะนั้นแหละเหมาะดี นี่ขนาดป่วยหนัก ถ้าไม่ป่วยจะขนาดไหน ไอ้หนุ่มคนนั้นมันเล่าให้ฟัง ว่ามันนั้นน่ะ ทั้งวิ่ง ทั้งเดินยังไม่ทัน ท่านพระอาจารย์มั่น หายลิบมาถึงก่อน

ที่มาพักอยู่ที่แม่กอย อาการของท่านหนักโดยลําดับ หนานแดงจึงนิมนต์ให้ท่านพักรักษาที่ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ในเมืองเชียงใหม่ สมัยนั้นไม่มีทางรถยนต์ ต้องเดินมาด้วยเท้า เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) สะพายบาตร ๒ ลูก คือของเราลูกหนึ่ง ของท่านลูกหนึ่ง เดินตามท่าน (ระยะทางจากอําเภอพร้าวถึงเชียงใหม่ไกลมาก ผ่านป่าผ่านเขาเกือบ ๑๐๐ กิโลเมตร) ท่านมีไม้เท้าอันหนึ่ง เดินเร็ว ปึ๊ด… ปึ๊ด… เราทั้งเดินทั้งวิ่งยังไม่ทันท่าน ท่านเป็นผู้อดทนมาก เป็นยอดคน ป่วยหนัก ขนาดนั้น ท่านยังเดินเข้าเชียงใหม่อย่างสบาย

ในการป่วยครั้งนี้ หมอไม่รับรองในอาการ ! 

ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เล่าเรื่องการป่วยอันเป็นโรคประจําตัวตั้งแต่เริ่มเกิด ให้ฟังว่า

“เมื่อผมประสบกับอาพาธคราใด ใจไม่เคยนึกถึงหยูกยามากกว่าหลักธรรม เวลาร่างกายจวนตัวจะตาย การพิจารณาธาตุขันธ์ แยกแยะส่วนต่างๆ จึงเป็นของสําคัญมาก การป่วยในบางครั้ง ต้องอาศัยธรรมโอสถ เพราะในป่าลึกๆ ไม่มีหยูกยาเป็นเครื่องบรรเทา ยิ่งคนเฒ่าแก่อย่างผม มีโรคประจําตัวมาแต่สมัยเด็กๆ คือโรคปวดท้อง เวลาปวดมักจะปวดอย่างแรง นั่งนอนไม่เป็นสุขทั้งนั้น เมื่อโรคชนิดนี้กําเริบ จึงจําเป็นต้องอาศัยวิปัสสนากรรมฐานเป็นเครื่องอยู่

การเจ็บป่วยของผม บางครั้งบางคราวแทบเอาตัวไม่รอด ถึงขั้นหมอไม่รับรองก็ตั้งหลายหน ถ้าเป็นคนธรรมดา มีชีวิตลมหายใจอยู่กับยากับหมอ แบบไม่มีจมูกตนเองเป็นที่หายใจ อาศัยแต่ที่ พึ่งภายนอก คงจะตายอยู่กลางป่าไปตั้งนานแล้ว แต่รอดพ้นมาได้ก็ด้วยธรรมโอสถ เป็นเครื่องเยียวยารักษาทุกๆ ครั้งที่ป่วยไข้ ได้รับทุกข์ต่างๆ ธรรมโอสถต้องเกิดมาพร้อมกันและปฏิบัติต่อกันในทันทีทันใด ไม่รอช้า”

เมื่อปฏิบัติดังนี้ อาพาธก็สงบ ปรากฏว่าร่างกายนี้ละลายพึ่บลงสู่พื้นดินเลย จึงปรากฏบทคาถาขึ้นว่า นาญฺญตฺตร โพชฺฌา ตปสา นาญฺญตฺตร ปฏินิสฺสคฺคา พิจารณาได้ความว่า ธรรมอื่น เว้นเสียซึ่งโพชฌงค์เสียแล้ว จะเป็นเครื่องแผดเผามิได้มี ดังนี้

ปรกติ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไม่ชอบเกี่ยวกับหยูกยาอะไร แม้ท่านจะอยู่ในวัยชรา ธาตุขันธ์กําลังร่วงโรยก็ตาม ท่านยังหนักในธรรมโอสถ เป็นเครื่องประสานธาตุขันธ์อยู่เสมอมา ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเล่าให้ฟังต่อไปว่า “การป่วยที่แม่กอยคราวนี้ก็เช่นกัน จะไม่หายด้วยยาโลก แต่จะหายด้วยยาธรรม” พูดเท่านี้ ท่านก็ไม่พูดอะไรอีกต่อไป

ท่านกลับมาพบหลวงปู่ขาวที่โหล่งขอด 

เหตุการณ์นี้เกิดประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ก่อนหลวงปู่ขาว อนาลโย จะบรรลุธรรมที่ โหล่งขอด จังหวัดเชียงใหม่ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๔ – พ.ศ. ๒๔๘๕

เป็นธรรมเนียมปรกติของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านธุดงค์จากกันไปนาน หากคราใดที่ท่านพบปะกัน ท่านมักไต่ถามสารทุกข์สุกดิบและพูดคุยสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนกันตามหลักของสัลเลขธรรม ทําให้ท่านทราบภูมิจิตภูมิธรรมของกันและกัน ดังนี้

“ออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์พรหมจึงได้เดินทางกลับจากพม่า มาพบกับท่าน พระอาจารย์ขาวอีกที่บ้านป่าแต้ง ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ได้สนทนาธรรมกันพอสมควรแล้ว ท่านพระอาจารย์พรหมก็ได้กล่าวถ้อยคําขึ้นด้วยความเบิกบานในขณะนั้นว่า “ปัญญาผู้ทําแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว จะไปทิศานุทิศใดๆ ไม่มีความหวาดกลัวอีกแล้ว”

ในขณะนั้น ท่านได้ถามปริศนาปัญหากับท่านพระอาจารย์ขาวว่า “เมื่อครูบามรณภาพแล้ว จะไปอยู่ที่ไหน ?” นี้เป็นปัญหาที่แก้ยากสําหรับปุถุชนทั่วไป ท่านพระอาจารย์ขาวได้กล่าวตอบ ว่องไว ไม่ติดขัด และถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งสัจธรรมว่า “อยู่ที่ไหนก็ไม่อยู่ ไปข้างหน้า ข้างหลังก็ไม่ไป ขึ้นบนไม่ขึ้น ลงล่างก็ไม่ลง ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันออกก็ไม่ไป” ดังนี้

เมื่อท่านพระอาจารย์ขาวได้กล่าวแก้ปัญหานี้จบลงแล้ว ท่านพระอาจารย์พรหมก็กล่าวรับรองว่า แน่ทีเดียว ท่านพระอาจารย์พรหมได้กล่าวต่อไปอีกว่า “เมื่อความจริงมีอยู่ดังนี้ ทําไม ครูบาจึงคิดดุด่าตัวของตัวมากนัก ?” ได้รับคําตอบว่า “ดุด่าก็ดุด่าแต่ลําพังใจตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ออกปากออกเสียงให้กระเทือนใจผู้อื่น ถึงคราวเราชนะก็ข่มขี่มันไปอย่างนั้นแหละ”

ตอนนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านพระอาจารย์พรหม คงล่วงรู้ความนึกคิดภายในจิตใจของท่านพระอาจารย์ขาวไว้เป็นการล่วงหน้าแน่นอนทีเดียว คําสนทนาของหลวงปู่ทั้งสององค์ ดูจะเป็นที่ เข้าใจยากสําหรับปุถุชนอย่างเราๆ เพราะท่านสนทนากันแบบพระอริยะ นัยแห่งภาษาย่อมมี ความหมายแตกต่างไปจากที่เราพูดคุยตามธรรมดาทั่วไป 

จากเรื่องราวที่กล่าวมานี้ ย่อมแสดงถึงหลวงปู่พรหมท่านมีญาณวิเศษ คือ อตีตังสญาณ และเจโตปริยญาณ หลวงปู่พรหมจึงสามารถรู้อดีตและความในใจของหลวงปู่ขาวได้อย่างชัดเจน”

ต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านเป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์บ้านแม่กอยอีกครั้ง

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านไปอินเดียไม่ได้ดังที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากประเทศอังกฤษ ทําสงครามยาวนานกับประเทศอินเดีย และชนะสงครามยึดครองประเทศอินเดียเป็นเมืองขึ้นได้ทั้งหมด ดังนั้น ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านจึงย้อนกลับมาเชียงใหม่ ตามที่ท่านบอกกับหลวงปู่ชอบ และได้มาพักที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย (วัดร้างป่าแดง) กับหลวงปู่มั่นอีกครั้ง ซึ่งในช่วงนี้หลวงปู่มั่นท่านเริ่มอาพาธหนักจากไข้มาลาเรียขึ้นสมอง และหลวงปู่พรหมท่านได้รับเป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์ อีกครั้ง

ประวัติช่วงนี้หลวงปู่พรหม ท่านบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านถึงพร้อมด้วยญาณวิเศษหลายประการ เช่น เจโตปริยญาณ การหยั่งรู้วาระจิตผู้อื่น อตีตังสญาณ การรู้เหตุการณ์ในอดีต รวมทั้งอนาคตังสญาณ การรู้เหตุการณ์ในอนาคต ฯลฯ ในการไปธุดงค์ประเทศพม่าในครั้งนี้ ท่านกับหลวงปู่ชอบได้แยกกันไปธุดงค์เดี่ยวตามลําพัง โดยในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ท่านคงทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าว่า หลวงปู่มั่นท่านเกิดอาพาธหนัก เป็นธรรมดาของลูกศิษย์ที่ดี โดยเฉพาะพระธุดงคกรรมฐานที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับครูบาอาจารย์ตามป่าตามเขา ย่อมเคารพเทิดทูนบูชาในครูบาอาจารย์ และย่อมมีความรักความผูกพันทั้งติดในครูบาอาจารย์ เมื่อท่านทราบจากความรู้ภายในขึ้นมา ท่านจึงเกิดความห่วงกังวลในอาการของหลวงปู่มั่น จึงไม่ไปธุดงค์ที่อื่นอีก โดยท่านรีบออกเดินธุดงค์กลับเข้ามาฝั่งไทยและมุ่งตรงมาพักที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอยทันที เพื่อจะคอยเฝ้าปรนนิบัติดูแลหลวงปู่มั่น และดูแลพระเณรในสํานักสงฆ์แทนหลวงปู่มั่น

ซึ่งที่สํานักสงฆ์แห่งนี้ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ขณะเป็นพระหนุ่มพรรษา ๓ ท่านได้กราบและรู้จักหลวงปู่พรหม ศิษย์รุ่นอาวุโสของหลวงปู่มั่น เป็นครั้งแรก เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓

หลวงปู่มั่นอําลาบ้านแม่กอย

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๓ หลวงปู่มั่นไปพักรักษาไข้ที่บ้านป่าเปอะ ตําบลท่าวังตาล อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ รอเดินทางกลับภาคอีสาน

เมื่อเดินทางจากวัดร้างป่าแดง บ้านแม่กอย อําเภอพร้าว มาถึงนครเชียงใหม่ เข้ามาพักที่ วัดเจดีย์หลวงก่อน แล้วท่านก็เดินทางเข้าไปพักที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค มีหนานแดง หนานพรหม และศรัทธาชาวเชียงใหม่ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน จัดการเรื่องนี้ทั้งหมด

โรงพยาบาลแมคคอร์มิคนี้เป็นโรงพยาบาลที่ทันสมัยที่สุดในนครเชียงใหม่ เป็นโรงพยาบาลของพวกชาวคริสต์ที่มาเผยแพร่ศาสนาสมัยก่อน ใครเข้าโรงพยาบาลนี้ ต้องมีหน้ามีตาพอสมควร

เมื่อท่านพักรักษาที่โรงพยาบาลไม่นานนัก ท่านเจ้าคุณพระราชกวี (พิมพ์ ธมฺมธโร) (ต่อมา คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์) วัดเจดีย์หลวง เดินทางมาเยี่ยมไข้ ท่านเจ้าคุณฯ จึงไปเชิญหมอ แผนปัจจุบันมารักษาฉีดหยูกฉีดยาต่างๆ จนสุดความสามารถของหมอ วันหนึ่งมากระซิบบอก ท่านเจ้าคุณฯ ว่า “หมดความสามารถแล้ว คราวนี้อาจจะไม่รอด อาการท่านหนักมาก”

พอหมอไปแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่น จึงเรียกท่านเจ้าคุณพระราชกวีไปถามว่า “หมอบอก ว่าอย่างไร ?” ท่านเจ้าคุณฯ ก็เรียนให้ทราบตามตรง ท่านพระอาจารย์มั่นจึงบอกว่า “การป่วย คราวนี้ไม่ตายดอก อย่าตกใจ” แล้วจึงบอกความประสงค์ให้ทราบว่า ท่านได้พิจารณาแล้วรู้ว่า อาพาธครั้งนี้จะระงับได้ด้วยธรรมโอสถ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง คือ ป่าเปอะ อันเป็นสถานที่วิเวกใกล้นครเชียงใหม่ ท่านจะไปพักที่นั่น ท่านเจ้าคุณพระราชกวีก็อํานวยตามความประสงค์ หลวงปู่เจี๊ยะ อาสาไปปฏิบัติครูอาจารย์

“… ในระหว่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นออกจากโรงพยาบาลแมคคอร์มิคไปพักที่ป่าเปอะ เราพระเจี๊ยะได้แยกเดินทางไปที่วัดร้างป่าแดง บ้านแม่กอย เพื่อกราบเรียนอาการอาพาธของท่าน พระอาจารย์มั่น ให้ท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ทราบ สมัยนั้นท่านพระอาจารย์พรหม เป็นหัวหน้าสํานักแม่กอย 

ในตอนกลางคืนท่านพระอาจารย์พรหมเรียกประชุมสงฆ์ ท่านสอบถามในท่ามกลางสงฆ์ว่า “เอ้า ! หมู่… ท่านรูปใดจะรับอาสาไปปฏิบัติครูอาจารย์ ?” 

เรา พระเจี๊ยะจึงยกมือขึ้นว่า “ผมครับ จะเป็นผู้อาสาไปปฏิบัติครูอาจารย์”

ท่านก็ถามต่อว่า “แล้วใครอีกองค์ล่ะ ?” 

เห็นแต่พระนั่งเงียบ ไม่กล้าไป มัวแต่กลัวท่านพระอาจารย์มั่นมาก เพราะท่านทั้งน่าเกรง น่ากลัว น่ารัก เราพระเจี๊ยะเห็นเฒ่าตาเปียก (ท่านทองปาน) นั่งอยู่ข้างๆ คุ้นกันดีตั้งแต่อยู่ วัดทรายงาม (จังหวัดจันทบุรี) จึงชักชวนท่านว่า “เฮ้ย ! ไปปฏิบัติครูอาจารย์ด้วยกัน” เราทั้งสอง จึงเป็นผู้จะไปปฏิบัติท่านพระอาจารย์มั่น

ตกลงกับเฒ่าตาเปียกว่า พรุ่งนี้ฉันข้าวเสร็จแล้ว เราก็จะกราบลาท่านพระอาจารย์พรหม แล้วออกเดินทางด้วยเท้าเข้าไปเชียงใหม่ ออกเดินทาง ๑๐ โมงเช้า ถึง ๓ ทุ่ม เกือบ ๑๒ ชั่วโมง แต่สําหรับท่านพระอาจารย์มั่น ทั้งๆ ที่ท่านป่วยอยู่ ออกเดินทางประมาณ ๑๐ โมงเช้า ท่านถึง ๕ โมงเย็น แต่เราล่อเข้าไป ๓ ทุ่ม ผิดกันตั้ง ๔ ชั่วโมง ทั้งที่เราเป็นหนุ่มน้อยนะ (อายุ ๒๓ ปี) แต่ทีนี้ครูบาทองปานท่านเดินช้า…”

โดยสรุป หลวงปู่มั่นพักรักษาไข้ที่บ้านป่าเปอะ ท่านใช้ธรรมโอสถรักษาการอาพาธจนหาย และรอจนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ คณะศิษย์ทางภาคอีสานเดินทางมารับ ท่านจึงได้อําลาจากจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางโดยรถไฟไปพํานักที่ภาคอีสาน

เหตุการณ์สําคัญก่อนที่หลวงปู่มั่นจะเดินทางกลับภาคอีสาน หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้ 

ครูอาจารย์มั่นว่าไว้สุดท้ายก่อนท่านจะลงไปภาคอีสานว่า “หมู่เอ๊ย ! ให้รู้จักท่านขาว ท่านพรหมไว้เน้อ เธอทั้งสองได้พิจารณาตัวเธอเองแล้ว อย่างเดียวกันกับที่ผมผู้เฒ่าได้พิจารณาดู ตัวเอง เป็นไปอย่างเดียวกัน”

ภาค ๑๑ อยู่ภาคเหนือรักษารอยมือรอยเท้าครูบาอาจารย์

อดทนต่อสู้กับความอดอยากและความหนาวเย็นทางภาคเหนือ

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านพักและจําพรรษาอยู่ภาคเหนือนานถึง ๑๑ ปี สถานที่ท่านพัก จําพรรษาแต่ละแห่งนั้น นอกจากอยู่ในที่ป่าเปลี่ยว อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลผู้คน ซึ่งต้องทนต่อความอดอยากขาดแคลนในปัจจัย ๔ แล้ว สถานที่ดังกล่าวล้วนมีสภาพเป็นป่าเป็นเขาธรรมชาติ ต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาทึบอุดมสมบูรณ์มาก ดังนั้น สภาพอากาศจึงหนาวเย็นมากถึงขั้นหนาวเหน็บ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว พระศิษย์ที่พักจําพรรษากับหลวงปู่มั่น จึงต้องมีความเพียรและมีความ อดทนอย่างยิ่งยวด 

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ตามประวัติท่านได้ติดตามหลวงปู่มั่นอย่างใกล้ชิดในระยะแรกๆ ที่ หลวงปู่มั่นขึ้นภาคเหนือ ก่อนที่หลวงปู่เจี๊ยะจะมอบกายถวายตัวเป็นศิษย์อุปัฏฐาก หลวงปู่พรหมท่านย่อมประสบกับความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส ทั้งจากความหนาวเย็นถึงขั้นหนาวเหน็บ และจากความอดอยากขาดแคลน ท่านจึงต้องมีความเพียรและความอดทนอย่างสูงยิ่ง เพื่อให้ประวัติในตอนนี้ของหลวงปู่พรหมสมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอยกกรณีของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิดหลวงปู่มั่นในรุ่นต่อมาและได้อยู่ร่วมกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ดังนี้

“เมื่อออกพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท กับ ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก ได้ติดตามหาหลวงปู่มั่นจนพบท่านที่ วัดร้างป่าแดง (วัดป่าอาจารย์มั่น) อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และได้เข้าไปถวายตัวเป็นศิษย์ คืนนั้นอากาศหนาวเย็นมาก ท่านพักเพียงคืนเดียว หลวงปู่เจี๊ยะก็ชวน ท่านพ่อเฟื่องหนีความหนาว ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านรู้วาระจิต พอรุ่งเช้าเมื่อพบหลวงปู่มั่นจึงถูกเอ็ด โดยประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้

เมื่อรับฟังโอวาทจากท่านพระอาจารย์มั่นด้วยความซาบซึ้งแล้ว ต่างก็เข้าสู่ที่พักด้วยใจที่ แข็งแกร่ง แต่ด้วยอากาศที่หนาวเหน็บเข้าไปภายในนั้น ทําให้เนื้อตัวสั่นเทา มีแต่เพียงจีวรบางๆ เป็นที่ห่อหุ้มร่างกาย เมื่อตกดึกๆ นอนไม่หลับ จึงเดินเข้าไปหาท่านเฟื่อง แล้วกระซิบท่านเบาๆ อันเป็นการหยั่งเชิงดูหมู่เพื่อนว่าจะเป็นไปอย่างไร คิดอย่างไร ว่า “เฟื่องเว้ย… หนาวเว้ย… กลับบ้านดีกว่า…” ท่านเฟื่องก็นิ่งเฉย ไม่ตอบแต่อย่างใด ส่วนภายในใจของเรานั้น ก็ไม่ได้ถอยแต่อย่างใดเช่นเดียวกัน

พอรุ่งเช้าวันใหม่ มองเห็นลายมือพอรู้ มองดูชายหญิงพอออกว่าเป็นชายหรือหญิง มองต้นไม้ออกว่าเป็นต้นไม้อะไร ก็ออกจากที่พักอันเป็นเพิงเล็กๆ มุงด้วยใบตอง มีหลังคาพอกันนํ้าค้าง ที่นอนก็เป็นแคร่ไม้ไผ่โยกเยกๆ เดินมากระท่อมน้อยอันเป็นศาลาหอฉัน พอท่านพระอาจารย์มั่นเห็นหน้าเท่านั้นแหละ เหมือนดั่งว่าสายฟ้าฟาดลงบนกระหม่อมทันที

“คนทะลงทะเลไม่มีความอดทน ไป…ไป ไม่มีใครอาราธนามาที่นี่”

ท่านพูดเสียงดุดัง นัยน์ตาก็กราดกร้าวเหมือนพญาเสือโคร่งใหญ่ เป็นกิริยาที่หมู่แมวๆ อย่างพวกเราต้องหมอบคลาน ก้าวขาก็ไม่ออก เรื่องวาระจิตนี่ ท่านรู้ทุกอย่าง จะพูดจะคิดอะไรอยู่กับท่านต้องระวัง ประมาทไม่ได้ เป็นบาปใหญ่ เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ เมื่อตั้งสติไว้ กําหนดไว้ได้แล้วค่อยก้าวเท้าเดินต่อไปด้วยความนอบน้อม

คําพูดของท่านเพียงเท่านั้นล่ะ มันวนเวียนอยู่ในใจ จะคิดอะไร จะพูดอะไร เหมือนถูกคนสะกดบังคับให้ต้องเป็นไปตามแบบของท่าน ก็ได้แต่เพียงเตือนตนไว้ในใจว่า 

“เอาล่ะนะ เจอของจริงแล้ว ระวังตัวให้ดี” 

จากนั้นมา ท่านก็เมตตาใช้ทํานั่นทํานี่ ดูแลอุปัฏฐากใกล้ชิดท่าน จิตใจก็ค่อยคุ้นๆ กับท่าน สบายใจขึ้นบ้าง จึงย้อนนึกถึงคําพูดท่านพ่อลี ก่อนที่จะมาว่า 

“ท่านจะอยู่กับหลวงปู่มั่นได้หรือ ? ทุกขณะจิตของท่าน องค์หลวงปู่ใหญ่ท่านจะทราบหมด ถ้าจะไปอยู่กับท่าน อย่าให้เสียชื่อเรานะ”

การที่ได้อยู่กับพระที่สมบูรณ์ทั้งความรู้ภายในและความประพฤติ นับว่าเป็นโชคอย่างมหาศาล การอยู่การฉัน ก็นับว่าลําบากมากในสายตาของชาวโลก แต่ถ้าเป็นนักธรรม ถือว่าสมบูรณ์พอดีๆ”

สําหรับอาหารการขบฉัน เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ท่านเห็น ญาติโยมนําอาหารดีๆ มาถวายท่าน ท่านนึกถึงหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านถึงกับนํ้าตาไหล ท่านพูดว่า “หลวงปู่มั่นอยู่ในป่าในเขาตลอดชีวิต ท่านไม่เคยฉันอาหารดีๆ อย่างนี้เลย” 

เรื่องการขบการฉันอย่างอดอยากขาดแคลนขององค์หลวงปู่มั่นนั้น ครูบาอาจารย์ได้เมตตา เทศนาธรรมไว้ดังนี้

หลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงตาท่านพูดบ่อย หลวงตาท่านบอกนะ เวลาหลวงปู่มั่นท่านเล่าให้ฟัง ถึงตอนที่อยู่ในป่า แล้วท่านอยู่คนเดียว เวลามันทั้งอดทั้งอยาก ทั้งต่างๆ ท่านพูดไปปกติ ท่านเล่าไว้ เป็นคติแบบอย่าง แต่หลวงตาบอกว่า ท่านต้องเบือนหน้าเข้าข้างฝาแอบเช็ดนํ้าตา หลวงตานะ คนเล่าท่านเล่าไว้เป็นคติ ไอ้คนฟังนะต้องเบือนหน้าเข้าข้างฝา แล้วเช็ดนํ้าตาตัวเอง ชีวิตของท่านเป็นแบบนั้น ถ้าพูดถึงทางโลก ความสุขทางโลกไม่มีเลย นี่มันเป็นแบบอย่างไง แล้วมันมั่นคงในหัวใจได้อย่างไรล่ะ ?

หลวงปู่เจี๊ยะท่านพูด เวลามีอาหารนะ ท่านคิดถึงหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นไม่เคยฉันแบบนี้ แล้วเวลาหลวงปู่กงมามาเที่ยวภาคกลาง มาเห็นพระกรรมฐานนะร้องไห้เหมือนกัน ถ้าลองขบฉันกันแบบนี้ กรรมฐานตายหมด กรรมฐานจะไม่เหลือรอด ถ้าขบฉันกันแบบนี้กรรมฐานตายหมด”

กองทัพธรรมคํ้าชูพระพุทธศาสนา

กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้คํ้าชูพระพุทธศาสนา โดยการปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยและถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังได้ไปช่วยปลดปล่อยวิญญาณให้ได้ไปผุดไปเกิด และให้เลิกมิจฉาทิฏฐิต่างๆ รวมทั้งสั่งสอนประชาชนให้เลิกนับถือผี หันมาถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง โดยหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านได้เมตตากล่าวถึงความสําคัญของกองทัพธรรมไว้ดังนี้

“ถ้าไม่มีกองทัพธรรมกรรมฐานลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น คํ้าพระพุทธศาสนา ในประเทศไทยแล้ว ศาสนาในเมืองไทยจะอ่อนแอมากกว่านี้ การปฏิบัติของพระ เณร เถร ชี จะแหลกเหลวจนดูไม่ได้ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) สมเด็จพระมหา– วีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) พระอาจารย์ใหญ่มั่น พระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น พวกท่าน มองเห็นการณ์ไกลของพระพุทธศาสนา จึงพากันตั้ง “กองทัพธรรมกรรมฐาน” ขึ้นมาเพื่อคํ้าชู พระพุทธศาสนาในเมืองไทยของเรา ให้เจริญรุ่งเรืองมั่นคง สืบอายุวัสสาพระพุทธศาสนาในประเทศไทยของเราให้ได้นานที่สุด”

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระศิษย์องค์หนึ่งในกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ที่เดินธุดงค์บําเพ็ญประโยชน์ทางภาคเหนือ รวมทั้งพม่า จากประวัติ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้บันทึกไว้ดังนี้

“ความปรารถนาของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นความจริงประจักษ์ชัดขึ้นมา กล่าวคือ เมื่อหลวงปู่มั่นเที่ยววิเวกในที่สงบสงัด เพื่อบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหัก ตามป่าเขาในเขตจังหวัดเชียงใหม่ จนประสบธรรมปิติบรรลุธรรมขั้นสูงสุด จากนั้นมาท่านไม่เคยกล่าวเลยว่า “กําลังเราไม่พอ”

ต่อมาพระศิษย์กองทัพธรรมฯ สมัยที่ท่านอบรมอยู่ภาคอีสานได้ออกติดตามท่าน และอยู่บําเพ็ญธรรมตามป่าเขาตามดอยสูงต่างๆ ทางภาคเหนือ อาทิเช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ ซึ่งหลวงปู่มั่นได้สั่งให้พระศิษย์แยกย้ายกันภาวนาตามป่าเขาดอยสูงต่างๆ กองทัพธรรมศิษย์พระอาจารย์มั่นได้บําเพ็ญตนและประโยชน์แก่ชาวป่าชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ตามดอยสูง เช่น มูเซอ กะเหรี่ยง แม้ว เย้า ฯลฯ

สําหรับหลวงปู่มั่น ท่านเองก็ไม่ชอบอยู่กับที่นานๆ ท่านได้ออกเดินธุดงค์แล้วก็เอาเด็กๆ มาบวชได้จํานวนไม่น้อย ให้มาศึกษาเล่าเรียน พร้อมทั้งจําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวงนั้น ท่านมองเห็น ด้วยญาณของท่านว่า เด็กเหล่านี้จะบวชไม่สึกแน่ๆ เลยเอาเด็กเล็กเด็กน้อยมาศึกษาเล่าเรียน ทางธรรมจนเป็นพระเถระผู้ใหญ่ก็มาก ซึ่งอดีตเคยส่งมาที่วัดเจดีย์หลวง

พระพุทธศาสนาทางภาคเหนือเจริญรุ่งเรืองอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ

ในด้านวัตถุ วัดป่า เสนาสนะป่า สายหลวงปู่มั่น ที่ตั้งอยู่ตามป่าเขาดอยสูงเกิดขึ้นมากมาย และในกาลต่อมาเหล่าบรรดาสานุศิษย์ได้ร่วมกันสร้างพระวิหาร – เจดีย์บูรพาจารย์ เพื่อเป็นการน้อมรําลึกบูชาคุณบูรพาจารย์พระกรรมฐานที่เคยอยู่จําพรรษาทางภาคเหนือ

ในด้านจิตใจ บรรดาพระศิษย์หลวงปู่มั่นเจริญงอกงามในธรรมปฏิบัติ นับแต่ธรรมเบื้องต้น จนถึงธรรมขั้นสูงสุด ต่างช่วยกันวางรากฐานสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติปฏิปทาพระกรรมฐานสาย หลวงปู่มั่น ชาวเมืองชาวป่าชาวเขาที่ได้รับการอบรมจากกองทัพธรรม ต่างก็มีความมั่นคงในการ นับถือพระพุทธศาสนา ใฝ่ใจในการบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา บ้างก็ออกบวชศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรม ทําให้สยามประเทศในขณะนั้นซึ่งมีภัยต่างๆ รอบด้าน ทั้งจากการรุกรานของ ประเทศมหาอํานาจ และจากการเผยแพร่ลัทธิต่างศาสนา กลับมาสงบร่มเย็นภายใต้พระบวร– พุทธศาสนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ นับว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ผู้ริเริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภาคเหนือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และพระศิษย์กองทัพธรรมได้สร้างคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา อย่างอเนกอนันต์”

ท่านอยู่ภาคเหนือหลายปีก่อนกลับภาคอีสาน

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้ชื่อว่าเป็นพระศิษย์เพชรนํ้าหนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน ท่านได้สดับรับฟังธรรมและติดตามหลวงปู่มั่นอย่างใกล้ชิด เพื่อบําเพ็ญเพียรและเผยแผ่พระธรรมกรรมฐานโปรดญาติโยมในถิ่นต่างๆ ตามป่าเขาที่เงียบสงัดทาง ภาคเหนืออยู่หลายปี หลวงปู่พรหมท่านเป็นศิษย์ผู้หนึ่งที่หลวงปู่มั่นให้ความเมตตา ให้คําชื่นชมการปฏิบัติธรรม และให้ความเชื่อถือไว้วางใจมาก

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้เดินทางกลับภาคอีสาน โดยท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ได้มา กราบอาราธนานิมนต์ด้วยตนเอง เพื่อขอให้ท่านเมตตากลับไปเผยแผ่อบรมกรรมฐานแก่สานุศิษย์ และประชาชนชาวอีสานที่รอคอยท่านพระอาจารย์ใหญ่มาเป็นเวลานาน

สําหรับสาเหตุที่หลวงปู่มั่นเดินทางกลับภาคอีสาน มีผู้กราบเรียนถามหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ว่า เพราะท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นคนนิมนต์ท่านลงมาวัดโนนนิเวศน์ใช่ไหมครับ ท่านได้เมตตาตอบเรื่องนี้ไว้ดังนี้

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท “เฮ้อ ! ไม่อย่างงั้นหรอก ท่านมาเอง ท่านบอกว่ามาเอาหมู่ อยู่ทางนี้ (ภาคอีสาน) มันได้หมู่เยอะมากกว่าอยู่เชียงใหม่ ไปอยู่ตั้งเป็นสิบๆ ปีแล้ว ไม่เห็นจะได้หมู่หรอกนะ ผ่านมาตั้งหลายปีกว่า ท่านดําริเอง”

เมื่อ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กลับไปภาคอีสานแล้ว ในกาลต่อมาลูกศิษย์ลูกหาของท่านพระ–อาจารย์ใหญ่ ส่วนมากก็กลับภาคอีสาน

ศิษย์อาวุโสที่บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดสําเร็จเป็นพระอรหันต์ ท่านยังคงพํานักปฏิบัติธรรม ทางภาคเหนือเพื่อโปรดชาวป่าชาวเขาที่มีบุญคุณต่อท่านอีกระยะหนึ่ง ที่ได้ให้นํ้า ให้ข้าว ตลอด ปัจจัย ๔ ถวายแด่ท่าน และเพื่อโปรดบรรดาทวยเทพ จากนั้นท่านก็เดินทางกลับภาคอีสาน ได้แก่ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย และ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ 

สําหรับเหตุผลที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เดินทางกลับภาคอีสาน 

ประการแรก คือ เพื่อมุ่งติดตามหาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ ซึ่งระยะนั้นย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัย เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีตอบแทนพระคุณหลวงปู่มั่น ที่เมตตาสงเคราะห์และชุบเลี้ยงท่านมาทางธรรมจนถึงที่สุดแห่งธรรม โดยท่านตั้งใจไปปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่มั่นและ คอยแบ่งเบาภาระในการดูแลอบรมพระเณรที่จะเข้ากราบฟังธรรมหลวงปู่มั่น

ประการที่สอง คือ ท่านมีความผูกพันใกล้ชิดกับชาวบ้านตาล อันเป็นบ้านเกิด และชาวบ้าน ดงเย็น อันเป็นบ้านหลังที่สองที่ท่านครองเรือนมีครอบครัว ทั้งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านและได้รับการยกย่องเป็นนายฮ้อย ท่านจึงตั้งใจกลับไปเมตตาสงเคราะห์ญาติพี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหาย ตลอดบริษัทบริวารของท่าน อันเป็นอริยประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ตรัสรู้ธรรมแล้วเสด็จ กลับไปโปรดสงเคราะห์พระราชบิดา พระราชมารดา พระมเหสี พระราชโอรส พระประยูรญาติ ตลอดไพร่ฟ้าประชาชน

ส่วนศิษย์ที่บรรลุธรรมถึงขั้นสูงสุด ที่ยังคงปักหลักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ในรุ่นนั้น มีอยู่เพียง ๓ องค์ คือ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ (วัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว) หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม (วัดป่าอาจารย์ตื้อ อําเภอแม่แตง) กับ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร (สํานักสงฆ์ถํ้าผาปล่อง อําเภอ เชียงดาว) เฉพาะหลวงปู่ตื้อในบั้นปลายที่ท่านกลับบ้านเกิดที่จังหวัดนครพนม

เหตุผลที่ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ และหลวงปู่สิมยังพักจําพรรษาทางภาคเหนือต่อไปนั้น 

ประการแรก ทั้งนี้เพราะ ท่านทั้งสามองค์ชอบภูมิอากาศทางภาคเหนือ ท่านว่าอากาศ เย็นสบายดี ถูกอัธยาศัยและธาตุขันธ์ของท่าน อีกทั้งภูมิประเทศก็เป็นป่าเขา สงบสงัด เหมาะที่จะบําเพ็ญเพียรแสวงหาความสงบทางใจ

ประการที่สอง เพื่อรักษารอยมือรอยเท้าของหลวงปู่มั่น 

ประการที่สาม เพื่อโปรดบรรดาทวยเทพทางภาคเหนือต่อจากหลวงปู่มั่น 

และประการสําคัญ คือ ท่านทั้งสามองค์ต่างเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ที่มีชื่อเสียง มีศักยภาพ และมีบารมีธรรมสูงมาก ท่านทั้งสามองค์จะเป็นกําลังสําคัญของกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ที่จะได้ช่วยกันเผยแผ่และจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองและ หยั่งลึกทางภาคเหนือต่อไป ทั้งจะเป็นเสาหลักและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นในรุ่นลูกรุ่นหลานถัดไป จะได้เข้ามาอาศัยพึ่งพาต่อไป

พ.ศ. ๒๔๘๓ จําพรรษาสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย 

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ หลังจากที่หลวงปู่มั่นได้จากภาคเหนือ กลับไปภาคอีสาน แล้ว หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านก็ยังอยู่จําพรรษาและเป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย อยู่ต่อ อีกระยะหนึ่ง จนกระทั่ง หลวงปู่ขาว อนาลโย เดินธุดงค์มาที่แห่งนี้ หลวงปู่พรหมจึงฝากภาระหัวหน้าสํานักให้กับหลวงปู่ขาว แล้วท่านก็ออกธุดงค์แสวงวิเวกต่อไป

สาเหตุประการหนึ่งซึ่งหลวงปู่พรหมอยู่จําพรรษาต่อที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย คือ เพื่อรักษารอยมือรอยเท้าของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น 

วงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านมีความเคารพเทิดทูนบูชาคุณของ พ่อแม่ครูอาจารย์ เมื่อหลวงปู่มั่นเคยพักเคยจําพรรษาบําเพ็ญสมณธรรม ณ สถานที่ใด ท่านได้ ฝากรอยมือรอยเท้าไว้ ณ สถานที่นั้น และสถานที่นั้นกาลภายหน้าจะเป็นสถานที่สิริมงคล เป็นที่ กราบไหว้สักการบูชาของชาวพุทธ พระศิษย์จะรักษารอยมือรอยเท้าของพ่อแม่ครูอาจารย์ไว้เป็น อนุสรณ์ หากสถานที่นั้นพัฒนาเป็นวัดได้ ท่านก็จะสร้างให้เป็นวัดที่ถูกต้องขึ้นมา เช่น สํานักสงฆ์ห้วยนํ้าริน อําเภอแม่ริม สํานักสงฆ์บ้านปง อําเภอแม่แตง ถํ้าปากเปียง อําเภอเชียงดาว สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย และสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย อําเภอพร้าว เป็นต้น แม้หลวงปู่พรหมเอง ท่านไม่ได้สร้างวัดทางภาคเหนือ แต่ก่อนเดินธุดงค์กลับภาคอีสาน ท่านได้ไปพักจําพรรษาที่ป่าเปอะ อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่สุดท้าย 

ตามบันทึกของพ่อครูหนานปวงคํา ตุ้ยเขียว ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมล้านนา ได้เขียนถึงลําดับหัวหน้าสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย (ไม่ได้ระบุเวลา) มีดังนี้

๑. หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่

๒. หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี

๓. หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

๔. พระอาจารย์สารภี (สันนิษฐานว่าเป็น ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต ครูบาอาจารย์ องค์แรกของหลวงปู่พรหม)

๕. พระอาจารย์ถา ถาวโร

๖. หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

๗. หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ

๘. หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

๙. หลวงปู่ขาว อนาลโย

๑๐. หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

คณะพระธุดงค์ศิษย์หลวงปู่มั่น เวียนมาพักที่สํานักแห่งนี้จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ต่อจากนั้นก็ไม่มีพระธุดงค์มาพักอีก ปล่อยให้สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างไปอีกระยะหนึ่ง มาในระยะหลัง สถานที่ที่เคยเป็นสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย หรือวัดร้างป่าแดงแห่งนี้ ได้กลายเป็นวัดขึ้นมาแทนที่ ๒ วัด ได้แก่

๑. วัดแม่กอย สังกัดสงฆ์คณะมหานิกาย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ต่อมาสถานที่เดิมถูกนํ้าท่วม จึงได้ย้ายมาแทนที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอยเดิม โดยอยู่เฉพาะทางฝั่งเหนือของลํานํ้าแม่กอย ตรงบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งกุฏิของหลวงปู่พรหม รวมทั้งกุฏิที่พักของพระเณรองค์อื่นๆ และกุฏิสงฆ์ส่วนใหญ่ ทางวัดมีการพัฒนามาโดยลําดับ 

๒. วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ทางฝั่งด้านใต้ของ ลํานํ้าแม่กอย ตรงบริเวณที่เคยเป็นกุฏิและทางเดินจงกรมของหลวงปู่มั่น ได้มีการรื้อฟื้นตั้งเป็น วัดขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ด้วยความอุปถัมภ์ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สํานักสงฆ์ถํ้าผาปล่อง อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และท่านพระอาจารย์ทองสุก อุตฺตรปญฺโญ (พระจากสํานักสงฆ์ ถํ้าผาปล่อง ลูกศิษย์หลวงปู่สิม) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก และมีเจ้าอาวาสสืบทอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีการสร้างพระมหาธาตุมณฑปอนุสรณ์บูรพาจารย์พระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และมีการสร้างรูปเหมือนครูบาอาจารย์ที่เคยอยู่สํานักสงฆ์แห่งนี้ 

สําหรับที่ตั้งของศาลาใหญ่ และเขตสังฆาวาสของวัดป่าอาจารย์มั่น ในปัจจุบันเป็นที่ดินที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้นําศรัทธาญาติโยมทําการซื้อสวนลําไยเดิม แล้วจัดตั้งเป็นวัดขึ้นใหม่ โดยองค์หลวงปู่สิม เป็นผู้ให้ชื่อวัดที่ตั้งใหม่นี้ว่า วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) 

รูปหล่อเหมือนของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ประดิษฐานที่ศาลาใหญ่ ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่า หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นบูรพาจารย์องค์สําคัญของวัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) องค์หนึ่งด้วย

พ.ศ. ๒๔๘๔ จําพรรษาที่ถํ้าในจังหวัดกาญจนบุรี

ตามปฏิปทาหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านจะไม่พักจําพรรษาที่ใดเกิน ๓ พรรษา ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงปู่พรหม ท่านจากสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย ท่านได้เดินธุดงค์เข้าไปพม่า อีกครั้ง ซึ่งตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ อังกฤษเข้ายึดครองพม่า ชาวบ้านต่างห่วงใยและกังวล ในความปลอดภัยของครูบาอาจารย์ที่ไปเที่ยวธุดงค์ในพม่า ต่างองค์ต้องรีบพากันเดินธุดงค์กลับทางฝั่งไทย รวมทั้งหลวงปู่พรหม ขณะที่ท่านเดินทางกลับจากพม่านั้น ท่านได้มาจําพรรษาที่ถํ้าแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ และพระศิษย์ได้เมตตาเล่าถ่ายทอดตามที่ได้ฟังมาจากหลวงปู่พรหม ดังนี้ 

“ช่วงใกล้เข้าพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว และพระอีก ๑ องค์ จําชื่อไม่ได้ ทั้งสามองค์รีบเดินธุดงค์มาจากพม่าจะกลับทางภาคเหนือ เพื่อให้ทันเข้าพรรษา แต่ระยะทางอีกไกลมาก จะเดินกลับไปไม่ทันเข้าพรรษา ทั้งสามองค์จึงตัดสินใจจําพรรษาที่ถํ้าใหญ่ แห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ท่านได้เมตตาเล่าเส้นทางไปถํ้าและลักษณะถํ้าดังกล่าว ซึ่งจากการสํารวจของพระศิษย์ถํ้านั้นตรงกับถํ้าธารลอดใหญ่ จึงสันนิษฐานว่าเป็นถํ้าที่หลวงปู่เคยมาปักกลด จําพรรษา เพราะตรงตามที่ท่านเล่าทุกประการ 

ปัจจุบัน ถํ้าแห่งนี้อยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ ตําบลเขาโจด อําเภอ ศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และบริเวณใกล้ถํ้าธารลอดใหญ่ มีการสร้างวัดเป็นวัดธรรมยุต มีพระ เณร แม่ชีจากทางอีสานมาอยู่จําพรรษา 

การเดินธุดงค์ไปถํ้าธารลอดใหญ่ในสมัยก่อนค่อนข้างลําบากมาก เพราะไม่มีถนนหนทาง ต้องเดินด้วยเท้าอย่างเดียว หลวงปู่พรหมท่านต้องเดินมุดถํ้าไปเรื่อยๆ จากถํ้าธารลอดน้อยที่ทึบมืด อากาศเย็น จึงพ้นจากถํ้าธารลอดน้อย จากนั้นก็ต้องไปตามทางเดินป่าอีก ๑.๕ กิโลเมตร จะถึง นํ้าตกที่สวยและสูงชันมาก (ปัจจุบัน คือ นํ้าตกไตรตรึงษ์) และต้องเดินไต่เขาซึ่งทั้งสูงและทั้งไกล อีก ๑ กิโลเมตร จึงถึงถํ้าธารลอดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนเขาอีกลูกหนึ่ง เป็นเขาสูงมีลักษณะเหมือนสุ่มไก่ รวมระยะทางประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร ธรรมชาติตลอดสองข้างทางไปถํ้าธารลอดใหญ่ ร่มรื่นสวยงามมาก มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมเรียงรายหนาแน่นอุดมสมบูรณ์มาก มีหินงอกและหินย้อยสวยงามมาก มีนํ้าตกหน้าผา สะพานหินธรรมชาติ และมีธารนํ้าไหลลอดลงไปตามเขา 

เมื่อถึงบริเวณถํ้าธารลอดใหญ่ ภายในถํ้ากว้างขวางใหญ่โตมาก เพดานถํ้าก็สูงมากถึงกับต้อง แหงนคอมอง สภาพถํ้าเหมือนห้องโถงขนาดใหญ่ บรรยากาศโดยรอบถํ้าเงียบสงัด และมีปล่องขนาดใหญ่อยู่บนยอดเขา สามารถเดินขึ้นถึง เมื่ออยู่บนยอดเขาจะแลเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติของ ป่าเขาอันเขียวขจีสวยงามมาก

ตลอดการอยู่จําพรรษาที่ถํ้าธารลอดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่สัปปายะมาก ท่านทั้งสามองค์ก็ แยกย้ายกันปักกลดภาวนาอย่างผาสุกเย็นใจ ต่างรื่นเริงในการภาวนาและเพลิดเพลินในเสียง ธรรมชาติของต้นไม้ ใบไม้ไหว และของนก แมลง สัตว์ป่าประเภทต่างๆ ที่ส่งเสียงร้องกัน เพราะสมัยก่อนบริเวณนี้สัตว์ป่าชุกชุมมาก หลวงปู่พรหมท่านเล่าว่า ในคืนวันหนึ่ง ท่านได้ยินเสือวิ่งไล่ตะปบกวางอยู่บนยอดเขาเหนือบริเวณถํ้าที่ท่านพักภาวนา กวางตัวนั้นวิ่งหนีอย่างสุดชีวิตเพื่อหวังจะเอาชีวิตรอด พร้อมทั้งส่งเสียงหวีดร้องดังลั่นแสดงอาการตกใจกลัวอย่างสุดขีดและก็หล่นจากปากปล่องดังตุ๊บตกลงมาตาย ส่วนการบิณฑบาตค่อนข้างลําบากมาก เพราะต้องเดินขึ้นเขาลงเขามาบิณฑบาตที่หมู่บ้านเขาเหล็ก ซึ่งเป็นชุมชนคนกะเหรี่ยงที่ทํามาหากินอยู่บริเวณนั้น ระยะทางก็ ไกลมากไป – กลับประมาณ ๗ – ๘ กิโลเมตร อาหารที่ได้ก็เป็นอาหารป่าพอยังอัตภาพไปวันหนึ่ง คืนหนึ่ง สําหรับแหล่งนํ้าที่นี่อุดมสมบูรณ์มาก ท่านได้ปี๊บมาใบหนึ่งสําหรับหิ้วนํ้าขึ้นมาใช้ร่วมกัน ทั้งสามองค์ เมื่อออกพรรษาแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันเดินธุดงค์กลับภาคเหนือตามที่ตั้งใจ”

ที่มาของเรื่องหลวงปู่พรหมจําพรรษาที่ถํ้าเมืองกาญจน์ มีดังนี้

หลวงปู่พรหม ท่านเมตตาเล่าเรื่องไปธุดงค์พม่าและกลับมาจําพรรษาที่ถํ้าเมืองกาญจน์ให้ พระศิษย์ฟังนี้ ท่านเล่าไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ สาเหตุที่ท่านเล่ามีความเป็นมา คือ บริเวณหน้ากุฏิ ของท่านที่วัดประสิทธิธรรม จะมีโอ่งหินสําหรับใส่นํ้าล้างเท้าอยู่ตรงใกล้ๆ บันไดทางขึ้นกุฏิ บังเอิญว่าครูบาไพ หลานชายแท้ๆ ของหลวงปู่พรหม ไปทําโอ่งหินแตก โอ่งก็ไม่ใหญ่นัก แล้วพระศิษย์ก็จะเอาไปทิ้ง ท่านก็บอก “เอาไปทิ้งทําไม เอาไปทิ้งทําไม เอามานี่” หลวงปู่ก็ให้เก็บใส่เข่งเอาไว้ ๓ – ๔ วันต่อมา ท่านก็เอาปูนซีเมนต์มาซ่อม ท่านเอาปูนพอก มันก็เป็นรูปโอ่งผิวไม่เรียบเหมือนเดิมแต่ว่าข้างในใส่นํ้าได้ หลวงปู่พรหมท่านรักษาของเก่าของใช้ โอ่งมันแตกแล้ว ท่านก็ไม่ยอมทิ้ง ท่านรักษาของสงฆ์ เอามาซ่อมจนใช้งานได้ เรื่องนี้หลวงปู่เก่งมาก 

ท่านเลยว่า “ไอ้พวกทําแตกมันมือเหล็กมือขาง (มือหนัก) สมัยก่อนนี่ข้อย (หลวงปู่พรหม) มาจากเมืองพม่า มากัน ๓ องค์ มาจําพรรษาอยู่ถํ้าๆ หนึ่งที่เมืองกาญจน์ ถํ้านั้นมองขึ้นไปบนฟ้า ก็คือสุ่ม (เหมือนสุ่ม) ปี๊บใบเดียวทั้งซักผ้า ต้มกิน ต้มอาบยังอยู่ได้ พวกเจ้านี่มือเหล็กมือขาง มาจับอะไรทําแตกหมด” ขณะที่ท่านเล่าบางทีมีคําหมากอยู่ในปากของท่าน เสียงมันก็ไม่ค่อยชัด ความหมายของท่าน คือ ท่าน ๓ องค์ ใช้ปี๊บใบเดียวร่วมกันทุกอย่าง ไปคอนนํ้าจากนํ้าตกขึ้นมาใช้หลายเที่ยว ยังไม่แตก ยังรักษาปี๊บใบนั้นได้ตลอดพรรษา”

พ.ศ. ๒๔๘๕ จําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านเดินธุดงค์กลับภาคเหนือแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และหลวงปู่พั่ว นิติโก ชาวพิษณุโลก ได้มอบตนถวายตัวเป็นศิษย์ในปีนี้ จากหนังสือประวัติหลวงปู่พั่ว นิติโก ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ ไว้ดังนี้

พระภิกษุพั่ว นิติโก เมื่อมาพํานักในร่มบุญแห่งอาวาสวัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่แล้ว ในพรรษากาลนั้นได้ศึกษาต่อในหลักสูตรนักธรรมชั้นเอก ทั้งได้พบหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ที่ หลวงปู่มั่นพระอาจารย์ใหญ่ได้มอบหมายให้เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ด้านกรรมฐาน ณ เมืองเชียงใหม่ แทนองค์ท่าน 

พระภิกษุพั่ว นิติโก จึงได้มอบตนเป็นศิษย์ต่อหลวงปู่พรหม ศึกษาด้านพระกรรมฐาน แต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ นั้นเอง ทั้งการศึกษาด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระที่ควบคู่กันไป ออกพรรษา จึงเข้าสอบในสนามหลวง ปรากฏว่าผลสอบได้นักธรรมชั้นเอก จบหลักสูตรนักธรรมแต่เพียงนั้น ด้านภาษาบาลีก็เล่าเรียนเพียงพอรู้อักขรวิธี สวดให้ถูกต้องตามอักขรฐานกรณ์ ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน พระภิกษุพั่ว จึงได้มารําพึงกับตนเองว่า “ด้านการเรียนปริยัติธรรมคงต้องพักเพียงนี้ มุ่งหน้า หามรรคหาผล ตามที่ตนตั้งใจมาแต่เดิมนั้นดีกว่า” จึงเข้าไปกราบนมัสการลาท่านเจ้าคุณพระ–พุทธิโศภณ องค์เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง กับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งขณะนั้นพํานักอยู่ ณ สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก (บ้านปง) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไปกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่ทางภูมิภาคอีสาน จึงเดินทางสู่ภาคอีสาน”

พ.ศ. ๒๔๘๖ จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะ

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อใกล้เข้าพรรษา ท่านได้อยู่จําพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะ ตําบลท่าวังตาล อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะ เป็นสถานที่สัปปายะแห่งหนึ่ง บริเวณโดยรอบเป็นป่าละเมาะ หลวงปู่มั่นเคยมาอยู่พักรักษาอาการอาพาธก่อนเดินทางกลับภาคอีสาน และนับเป็นการจําพรรษาที่ภาคเหนือปีสุดท้ายของหลวงปู่ พรหมก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับภาคอีสาน ซึ่งในครั้งนั้นมีท่านพ่อเฟื่อง โชติโก อยู่ร่วมจําพรรษา 

เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะ สมัยหลวงปู่มั่นมาพักรักษาอาพาธ เดิมเป็นวัดร้าง ในกาลต่อมามี ครูบาอาจารย์พระศิษย์หลวงปู่มั่นเคยแวะมาพักและมาจําพรรษากันหลายองค์ เช่น หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก ฯลฯ 

ตามหลักฐานของทางวัดป่าเปอะบันทึกไว้ดังนี้

“วัดป่าเปอะ ตั้งอยู่หมู่ ๒ ตําบลท่าวังตาล อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๔ มีประวัติเล่าว่าเจ้าตุ๊หลานชายของหมื่นสารได้บวชแล้วจําพรรษาที่วัดนันทาราม โดยมีนายพรหมซึ่งเป็นคนรับใช้บวชเป็นพระคอยรับใช้ติดตามเป็นผู้สร้างวัดขึ้น เมื่อฉลองวัดแล้ว พระเจ้าตุ๊ก็ให้พระพรหมจําพรรษาที่วัดป่าเปอะจนสิ้นอายุขัย ส่วนชื่อวัดได้จาก พระพรหมและผู้คนที่เดินทางมาฉลองวัด ต้องอาบนํ้าล้างโคลน (ขี้เปอะ) เนื่่องจากฝนตกชุก ทําให้การเดินทางแฉะลื่นมีแต่โคลน (ขี้เปอะ) พระพรหมจึงเสนอให้ตั้งชื่อว่าวัดป่าเปอะ 

การบริหารและการปกครอง มีอดีตเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบนาม คือ รูปที่ ๑. พระครูบาหมั้น นนฺโท ไม่ทราบปีที่มาเป็นเจ้าอาวาส สําหรับรูปที่ ๒. พระจํารัส ญาณโก พ.ศ. ๒๔๙๒ – ๒๔๙๓ และมีเจ้าอาวาสเรื่อยมาจนปัจจุบัน”

ป่าเปอะ จากคําบอกเล่าของท่านเจ้าคุณพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) อดีต เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านบอกถึงสถานที่ที่หลวงปู่มั่นท่านเคย มาบําเพ็ญภาวนาโดยใช้ธรรมโอสถบําบัดโรคมาลาเรียขึ้นสมอง ซึ่งปรากฏในประวัติหลวงปู่มั่น ท่านเจ้าคุณพระพุทธพจนวราภรณ์บอกว่า “ป่าเปอะที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในบริเวณวัดป่าเปอะ แต่เป็นป่าละเมาะอยู่ตรงข้ามกับวัดป่าเปอะ”

ปัจจุบันพื้นที่ที่อยู่ตรงข้ามวัดป่าเปอะ คือ ศูนย์บําบัดพักฟื้นผู้ป่วยโรคมะเร็ง สภาพปัจจุบันในศูนย์ก็ยังมีสภาพเป็นป่าละเมาะหลงเหลืออยู่ ส่วนวัดป่าเปอะ เป็นวัดในฝ่ายมหานิกาย

สถานที่หลวงปู่พรหมอยู่จําพรรษาทางภาคเหนือ

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เดินทางไปภาคเหนือในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ และเดินทางกลับภาคอีสานในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ รวมเวลาที่พักจําพรรษาอยู่ในภาคเหนือ ๑๐ ปี โดยปี พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๔๗๙ จําพรรษาที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ รวม ๓ พรรษา จําพรรษา ร่วมกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ๒ พรรษาติดต่อกัน คือ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ที่วัดพระธาตุจอมแจ้ง อําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ จําพรรษาที่มัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ๑ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ จําพรรษาที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ จําพรรษาที่จังหวัดกาญจนบุรี ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ จําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง และปี พ.ศ. ๒๔๘๖ จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะ ตําบล ท่าวังตาล อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

ส่วนสถานที่ซึ่งหลวงปู่พรหมท่านไปพํานักบําเพ็ญภาวนาชั่วคราวโดยไม่ได้อยู่จําพรรษานั้น มีด้วยกันหลายแห่ง เมื่อออกพรรษาในหน้าแล้งแต่ละปี ท่านก็ออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขา ในเขตอําเภอแม่แตง เชียงดาว พร้าว สารภี จังหวัดเชียงใหม่ และอําเภอแม่สาย แม่สรวย เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นต้น รวมทั้งในเขตประเทศพม่าและประเทศจีน ซึ่งแต่ละแห่งล้วนเป็นที่ ทุรกันดาร เป็นสถานที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัด อากาศค่อนข้างหนาวเย็น อาหารก็อาศัยโคจรบิณฑบาตกับชาวป่าชาวเขา เพื่อยังชีพไปวันหนึ่งคืนหนึ่ง 

ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ออกเที่ยวธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือ จะเห็นได้ชัดว่า ท่านมุ่งเน้นฝึกฝนอบรมทรมานทางด้านจิตใจโดยการบําเพ็ญจิตตภาวนาเป็นสําคัญ การปฏิบัติธรรมของท่านก็เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์ เพื่อมุ่งต่อความหลุดพ้นเพียงประการเดียว ในช่วงนั้นท่านจึงไม่ได้สนใจทางด้านวัตถุ หรือการก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น หลวงปู่พรหมท่านจึงไม่ได้ฝากผลงานทางด้านวัตถุ เช่น การสร้างวัดป่า การสร้างพระพุทธรูป หรือถาวรวัตถุใดๆ ไว้ทางภาคเหนือ แม้ท่านจะมีความชื่นชอบและมีความถนัดทางด้านนี้ก็ตาม

เพชรนํ้าหนึ่งผุดขึ้นตามป่าเขาในเขตจังหวัดเชียงใหม่

พ่อแม่ครูอาจารย์ ประเภท เพชรนํ้าหนึ่ง ซึ่งบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ตามป่าตามเขาในเขตจังหวัดเชียงใหม่ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศนาธรรม เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ กล่าวถึงทั้งหมด ๖ องค์ ดังนี้ 

เพชรนํ้าหนึ่งไปผุดขึ้นที่เชียงใหม่หลายองค์นะ เป็นเพชรนํ้าหนึ่งๆ ไปผุดขึ้นที่เชียงใหม่ หลวงปู่มั่น หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวน นี่ประเภทเพชรนํ้าหนึ่งทั้งนั้น ไปผุดขึ้นที่เชียงใหม่หลายองค์

นับแต่หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ๕ องค์ ที่เชียงใหม่ นี่ล่ะท่านมักจะโผล่ขึ้นที่ในป่าๆ ที่ว่าเหล่านี้อยู่ในป่าทั้งนั้น 

หลวงปู่พรหม นี้อําเภอไหนนา ทางดอยแม่ปั๋ง ท่านเคยเล่าให้ฟัง เพชรนํ้าหนึ่งไปผุดขึ้นที่เชียงใหม่หลายองค์ คือท่านผู้สิ้นกิเลสแล้ว เวลาท่านมรณภาพแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุชัดเจน

หลวงปู่ขาว ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า อยู่ที่โหล่งขอด ไปทางอําเภอแม่แตงหรือไง มีแต่ เพชรนํ้าหนึ่งทั้งนั้นที่เอามาพูด ท่านมักจะผุดขึ้นในป่าในเขาๆ เป็นที่สะดวกในการบําเพ็ญ

เพราะฉะนั้นเวลาพระบวชแล้ว จึงต้องได้รับพระโอวาทสดๆ ร้อนๆ มาจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่มันจืดสําหรับพระเสียเองเท่านั้น พระโอวาทเป็นพระโอวาทสดๆ ร้อนๆ เวลาบวชอุปัชฌาย์ ไม่สอนอันนี้ไม่ได้เด็ดขาด รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ในป่าในเขา รุกขมูลร่มไม้ ที่แจ้งอัพโภกาส ที่อากาศดีๆ อันเป็นสถานที่ปราศจากสิ่งรบกวน และบําเพ็ญได้สะดวกสบาย จงอุตส่าห์พยายามอยู่และบําเพ็ญในสถานที่นั้นตลอดชีวิตเถิด ไม่ใช่ธรรมดา ตลอดชีวิต

ที่เชียงใหม่จึงมีเพชรนํ้าหนึ่งผุดขึ้นหลายองค์ เชียงใหม่รู้สึกว่าเด่นมาก นับแต่หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ เท่าที่เรานับได้ ๕ องค์ เอ ! หลวงปู่สิม ก็ดูว่าจะอยู่ที่นั่นล่ะมัง หลวงปู่สิมนี้องค์หนึ่ง รวม ๖ องค์เท่าที่จําได้นะ มีแต่เพชรนํ้าหนึ่งผุดขึ้นที่เชียงใหม่ สถานที่เช่นนั้นล่ะ เป็นสถานที่เพาะท่านผู้เลิศเลอ ในป่าในเขาๆ 

ท่านอยู่ในป่าในเขาทั้งนั้นแหละ ก็ตรงกับพระโอวาทที่ทรงสอนสดๆ ร้อนๆ จนกระทั่ง ทุกวันนี้ ถือเป็นสําคัญมากทีเดียว รุกฺขมูลเสนาสนํฯ พอบวชเสร็จแล้วอุปัชฌาย์ต้องสอน ไม่สอน ไม่ได้ คือเด็ดขาด ให้อยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ในป่าในเขา ตามถํ้า เงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง อันเป็นสถานที่เหมาะสมกับการบําเพ็ญธรรม ปราศจากสิ่งรบกวน จงอุตส่าห์พยายามอยู่และบําเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด นั่นฟังซิ ของเล่นเมื่อไร ตลอดชีวิต

ครูบาอาจารย์องค์ไหนที่ปรากฏชื่อลือนาม มักจะออกมาจากป่าจากเขา อยากจะว่า ทั้งนั้นนะ อย่างที่ว่าเชียงใหม่ก็ในป่าในเขาทั้งนั้นท่านสําเร็จออกมา คืออยู่ในป่าในเขาทัศนียภาพต่างๆ เป็นคุณหมดเลย ต้นไม้ใบหญ้ามองไปที่ไหนเป็นธรรมสอนตนตลอดเวลา”

โปรดหลวงปู่สิมและคณะก่อนลงไปอีสาน

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๖ หลังออกพรรษา ช่วงหน้าแล้ง เดือนอ้าย (ธันวาคม) หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านออกเดินทางจาก เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะ อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อธุดงค์กลับภาคอีสานไปแล้ว ท่านไปแวะพักค้างคืนในเขตจังหวัดลําพูน ๑ คืน ในขณะที่ทําสมาธิภาวนา ท่านรู้เห็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า ด้วยอนาคตังสญาณอันแจ่มแจ้งชัดเจนของท่าน ท่านเห็นพระหนุ่มภูไท ๒ องค์ คือ ท่านพระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร และพระหนุ่มภูไทอีกองค์หนึ่ง ได้ออกเที่ยวเดินธุดงค์จะมาพบท่านที่เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะ เพื่อต้องการมากราบและศึกษาฟังธรรม กับท่าน เพราะก่อนหลวงปู่มั่นจะเดินทางกลับภาคอีสาน ท่านได้เอ่ยถึงคุณธรรมของหลวงปู่พรหม กับ หลวงปู่ขาว ให้บรรดาพระศิษย์ที่อยู่ทางภาคเหนือฟัง ท่านพระอาจารย์สิมซึ่งขณะนั้นยังเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือ ท่านจึงได้พาพระหนุ่มภูไทมากราบหลวงปู่พรหมด้วย 

ด้วยความเมตตาของหลวงปู่พรหม และด้วยความที่ท่านเองเคยเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ มาก่อน ท่านจึงเข้าใจถึงความรู้สึกและความตั้งใจจริงของพระหนุ่มภูไททั้งสองเป็นอย่างดี ท่านจึงตัดสินใจเดินทางย้อนกลับขึ้นไปที่เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะอีกครั้งหนึ่ง โดยในเช้าของวันรุ่งขึ้น เมื่อท่านฉันจังหันเสร็จแล้ว ท่านเดินทางกลับ เพื่อมารอโปรดพระหนุ่มภูไททั้งสอง 

พอตกกลางคืน หลวงปู่พรหมท่านก็จุดเทียนนั่งฉันนํ้าต้มรากไม้รออยู่ ท่านพระอาจารย์สิม และพระหนุ่มภูไท กับท่านพระอาจารย์เฟื่อง โชติโก (ท่านพ่อเฟื่อง วัดธรรมสถิต จังหวัดระยอง) กับเณรน้อยองค์หนึ่ง ที่มาอยู่ก่อนแล้ว ก็เข้ากราบหลวงปู่พรหม พอไปเห็นหน้าพระหนุ่มภูไท ทั้งสองเท่านั้น หลวงปู่พรหมก็ร้องทักเลยว่า “โห๊ะ ! มาถึงแล้วนี้ ไปอย่างใด มาอย่างใด ? นี่ไปถึงลําพูนแล้วกลับคืนขึ้นมารออยู่นี่ เห็นพระหนุ่มใหญ่ ๒ องค์ แล้วอดสงสารมิได้ จึงกลับคืนมา” 

หลวงปู่พรหม ถ้าหากนับตามพรรษา ท่านมีพรรษามากกว่าท่านพระอาจารย์สิม ๑ พรรษา และมากกว่าท่านพ่อเฟื่อง ๙ พรรษา หากนับตามอายุหลวงปู่พรหม ท่านอายุมากกว่า ๒๐ – ๓๐ ปี

หลวงปู่พรหม ท่านถามว่า “ไปอย่างใด มาอย่างใด ?” ก็เล่าให้ท่านฟังตั้งแต่บวชเป็นเณรจนได้เป็นพระ การไปการมา ท่านก็ได้แต่ “อื้อ… อื้อ…” แล้วท่านก็ว่า “ผมลงไปถึงลําพูนแล้ว เมื่อคืนนี้ภาวนาอยู่ เห็นพระหนุ่มภูไท ๒ องค์ เดินทางลงมาหา ก็เลยกลับขึ้นไปพบกันตรงนี้ ปีนี้ผม จะกลับไปอยู่อีสานแล้ว ครูอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่มั่น) ท่านก็ลงไปแล้ว ไม่ใช่ผมจะกลับมาอวดอ้างธรรมนะ ขึ้นมาตามเมตตาพวกท่านที่พากันลงมาหาผมนะ ผมก็เหมือนกัน แต่ก่อนออกตามหา ครูอาจารย์ใหญ่ เสาะหาจนพบจนปะท่านแล้ว จึงพอเอาตัวรอดมาได้ แต่มิใช่ของง่ายๆ นะ ตาย ทั้งเป็นจึงได้ (ธรรม) มา” 

เมื่อสนทนากันนานพอสมควรแล้ว จากนั้นท่านก็ให้เณรพาไปจัดที่พักหลับนอน 

หลวงปู่พรหม ท่านเมตตาอยู่โปรดท่านพระอาจารย์สิม พระหนุ่มภูไท และพระอาจารย์เฟื่อง นานถึง ๗ วัน จึงได้อําลาภาคเหนือ แล้วเดินธุดงค์กลับภาคอีสานตามที่ตั้งใจ โดยในระหว่างนี้ ท่านได้แนะนําสถานที่ที่เหมาะสําหรับหลีกเร้นเพื่อเจริญภาวนา ว่ามีหลายแห่งในภาคเหนือ

“ที่หลบเจริญภาวนาที่ครูอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่มั่น) พาหลบลี้อยู่ มีมากจะบอก แต่ป่าเปอะขึ้นไปสันกําแพง สันทราย ดอยสะเก็ด แม่ริม แม่แตง เชียงดาว ฮ่องธาร แม่สูน ฝาง แล้วลดลงมาแม่สรวย ขึ้นไปสุดก็ให้ถึงเชียงแสน แล้วลงมาเวียงป่าเป้า เข้าพร้าวตอนเหนือ ตอนใต้ เสาะหาที่ภาวนาไปเถอะ ต้องได้ที่ของตนแน่นอน เชียงดาว แม่แตง แถบนี้ล่ะจะพออยู่ได้…”

ต่อจากนั้น หลวงปู่พรหม ก็ได้แนะนําเรื่องอุบายภาวนา

“… อุบายการภาวนา ครูอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่มั่น) สอนผมไว้แล้วว่า “ผู้อบรม ผู้ฝึกฝน ฟอกจิตใจให้สะอาดนั้น ต้องมีสติสัมปชัญญะ ระมัดระวังภายในของตนอยู่เสมอแล้ว ให้เป็น ผู้หมั่นขยันต่อสู้ตนกับความเพียร” เรื่องการเร่งรัดทําความเพียรอย่างไม่ยอมหลับยอมนอนนั้น ผมเองเคยถูกครูอาจารย์ใหญ่ท่านเข่นขนาบอยู่หลายครั้งหลายหน จึงรู้ว่าเรามันอยากเกินขีดความ สามารถของตน จึงดําเนินตามที่ท่านเมตตาแนะนําสั่งสอน”

หลวงปู่พรหม ท่านอธิบายในอุบายธรรมนั้นแล้ว ก็เล่าเรื่องอื่นหลายเรื่องให้ฟัง สุดท้ายบอกว่า “อาจารย์ขาว (หลวงปู่ขาว อนาลโย) ยังอยู่เหนือ อยู่ทางสันทราย ยังไม่ลงมา จากนี้ไปแล้วให้ไปเสาะหาเถิด ท่านรอท่าอยู่นะ” 

การไปอยู่เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะกับหลวงปู่พรหมคราวนั้น พระหนุ่มภูไททั้งสองชื่นชมว่าสถานที่แห่งนั้นภาวนาดีมาก นับเป็นสถานที่สัปปายะมากแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ และญาติโยมทางนั้นก็รู้จักระเบียบและวิธีปฏิบัติต่อพระธุดงค์มาก่อนแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้งหลวงปู่มั่นไปอยู่ที่นั่น หลายปีก่อน

หลวงปู่พรหมก่อนเดินทางกลับภาคอีสาน ท่านได้บอกให้พระหนุ่มภูไทไปขออุบายธรรมจากหลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งรออยู่ที่อําเภอสันทราย หลวงปู่พรหมบอกว่า “ได้บอกท่านขาวแล้วว่า พระหนุ่มภูไทจะไปหา ให้ท่านขาวเมตตาด้วย” เมื่อพระหนุ่มภูไทไปถึง หลวงปู่ขาวท่านว่า “ดีแล้วที่คุณยังมาทัน ถ้าหากท่านพรหมไม่แจ้งข่าวมา ผมลงไปแล้ว อันนี้ท่านพรหมแจ้งข่าวมา บอกว่ามี พระหนุ่มภูไทเคยเป็นเณรของครูอาจารย์ใหญ่ กําลังมาหา ผมเลยยั้งรออยู่” เหตุการณ์นี้นําความแปลกใจให้กับพระหนุ่มภูไทเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุว่าหลวงปู่ขาวกับหลวงปู่พรหม ท่านทั้งสอง พักอยู่ห่างไกลกันคนละอําเภอ แต่ท่านสามารถสื่อสารกันได้ 

ภาค ๑๒ เดินทางกลับภาคอีสาน

ท่านแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อหลวงปู่มั่น 

การแสดงความเคารพเชื่อฟังเป็นอริยประเพณีของชาวพุทธมีมาแต่ครั้งพุทธกาล สมเด็จ-พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอปริหานิยธรรมสูตร มีใจความว่า “ภิกษุทั้งหลายยังสักการะนับถือบูชาภิกษุผู้เป็นเถระ บวชมานาน เป็นบิดาสงฆ์ เป็นผู้นําของหมู่ จักเชื่อฟังถ้อยคําของท่านอยู่เพียงไรก็พึงหวังความเจริญได้ ไม่มีเสื่อม”

สําหรับความกตัญญูกตเวทีในครูบาอาจารย์ผู้สั่งสอนแนะนําก็เป็นมหากตัญญู มหากตเวที โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้

“อยู่กับใครมันไม่สนิทใจล่ะ ให้อยู่กับหัวใจเรานี่สนิทใจมากทีเดียว ตายใจเลย เอ้า ! หมด..เท่านั้นพอ ครูบาอาจารย์ก็สาธุยกไว้ ให้ยึดให้เกาะท่านเหมือนอย่างแต่ก่อน ไม่เกาะ แต่เรื่อง ความเห็นบุญเห็นคุณนั้นเป็นมหากตัญญูกตเวทีแหละไม่ต้องบอก เพราะอันนี้เป็นหลักธรรมชาติ เมื่อจิตได้ถึงขั้นแห่งความบริสุทธิ์แล้ว ต้องเป็นมหากตัญญูมหากตเวทีทันทีเลย ไอ้ส่วนที่จะ ไปเกาะไปเกี่ยว ไปหน่วงไปเหนี่ยวท่านเหมือนอย่างแต่ก่อน เหมือนเด็กที่กําลังดื่มนมแม่นั้นไม่เป็น เรื่องเห็นคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คุณของครูบาอาจารย์นี้ยกไว้ ไม่มีอะไรเทียบ แห่งใจของพระอรหันต์ที่เห็นคุณ เพราะใจของพระอรหันต์ที่เห็นคุณนั้นเป็นใจล้วนๆ ไม่มีกิเลสเข้าไป เคลือบไปแฝง ไปคัดค้านต้านทานบ้างเลย เอาให้มันเห็นซิหัวใจของเรา ท่านสอน สอนลงในจุดนี้ ทั้งนั้นๆ” 

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมีปรกติเป็นผู้มีความเคารพเชื่อฟังและมีความกตัญญูต่อ ครูบาอาจารย์ ยิ่งเมื่อท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็ยิ่งระลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ของท่าน คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และ ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต จิตของท่านจึงย่อมมีความเคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์ของท่าน เป็นจิตชนิดยอมสละชีวิตตายแทนครูบาอาจารย์ของท่านได้ ส่วนความกตัญญูของท่านผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้ว จิตของท่านย่อมเป็นจิตชนิดที่มีความกตัญญู เป็นมหากตัญญู มหากตเวที 

ฉะนั้น เมื่อหลวงปู่พรหมท่านเดินทางกลับภาคอีสาน ท่านจึงเดินทางไปกราบทําวัตรคารวะ หลวงปู่มั่นเป็นประจํา ในทุกแห่งทุกสถานที่ที่หลวงปู่มั่นท่านไปอยู่จําพรรษา ไม่ว่าสถานที่นั้นจะห่างไกลหรือลําบากเพียงใดก็ตาม เพราะท่านมีจิตใจที่จะสนองพระคุณและมุ่งแบ่งเบางานของ หลวงปู่มั่นอย่างเต็มกําลังสุดความสามารถ ในการอบรมสั่งสอนพระเณรที่จะเข้ากราบและรับการฝึกฝนอบรมจากหลวงปู่มั่นนั่นเอง 

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๖ กลับอีสาน ท่านได้รับคําชมจากหลวงปู่มั่น

ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นปีสุดท้ายที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ อําลาภาคเหนือ ท่านได้เดินธุดงค์มาทางภาคอีสาน ในเดือนอ้าย คือ ธันวาคม ในปีนั้น รวมเวลาที่ท่านพักจําพรรษาในภาคเหนือ ๑๐ ปีพอดี เมื่อมาถึงภาคอีสานแล้ว ท่านได้เข้าพักที่วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร จากนั้นท่านก็ไปกราบหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าบ้านนามน อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัด สกลนคร (ปัจจุบัน คือ วัดป่านาคนิมิตต์) ท่านได้รู้จักองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นครั้งแรกที่วัดแห่งนี้ ซึ่งขณะนั้นองค์หลวงตาฯ ได้ทําหน้าที่อุปัฏฐากหลวงปู่มั่นอย่างใกล้ชิด 

ในระยะหนึ่ง บรรดาพระเถระทั้งหลายพากันไปกราบนมัสการท่านอาจารย์ใหญ่มั่น ซึ่งมีหลวงปู่พรหมรวมอยู่ด้วย เมื่อได้ฟังโอวาทของท่านอาจารย์ใหญ่มั่นแล้ว เฉพาะต่อหน้าพระเถระทั้งหลายที่ร่วมฟังโอวาทด้วยกัน หลวงปู่มั่นได้ถามพร้อมทั้งกล่าวยกย่องหลวงปู่พรหม ท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์นั้น

หลวงปู่มั่นถามหลวงปู่พรหมขึ้นว่า “ท่านพรหมมาแต่ไกล เป็นอย่างไรบ้าง การพิจารณากาย การภาวนาก็ดี เป็นอย่างไร ?”

หลวงปู่พรหมกราบเรียนว่า “เกล้าฯ ไม่มีอกถังกถีแล้ว” (สิ้นสงสัยหมดแล้ว) 

หลวงปู่มั่นได้ยกย่องชมเชยหลวงปู่พรหมต่อหน้าพระเณรทั้งหลายว่า “ท่านพรหมเป็นผู้มีสติ ทุกคนควรเอาอย่าง”

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ขณะที่หลวงปู่พรหมกราบหลวงปู่มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านนามน เป็นช่วงจวนจะเข้าพรรษา ท่านตั้งใจจะอยู่จําพรรษาร่วมกับพระอาจารย์ใหญ่ ณ สํานักสงฆ์แห่งนั้น แต่ ทางด้านวัดป่าสุทธาวาส ซึ่งเป็นวัดหลักทางฝ่ายกรรมฐานมาดั้งเดิม ในขณะนั้นไม่มีเจ้าอาวาส หลวงปู่มั่นจึงเผดียงให้หลวงปู่พรหมทราบ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตา เทศน์ไว้ดังนี้

“… เรา (องค์หลวงตาฯ) อยู่บ้านนามนกับหลวงปู่มั่น ทีนี้ท่าน (หลวงปู่พรหม) อยู่ วัดสุทธาวาส หลวงปู่มั่นเรานี่ท่านพูดเป็นลักษณะเผดียงๆ จะสั่งจริงๆ ก็ไม่ใช่นะ ท่านก็รู้อัธยาศัยเหมือนกัน คือพระไม่มี เขาก็มาขอจากท่าน

บริษัทโยมนุ่มมาขอ เพราะวัดนี้เป็นวัดบริษัทโยมนุ่มสร้างขึ้นมา มีหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ เป็นประธานการสร้างวัดสุทธาวาสนี่นะ เขาก็เลยถือเป็นวัดของเขาไปเลย ทีนี้พระไม่มี เขาก็ไปติดต่อบ้านนามน “โอ๋ย ! จะให้ท่านไปอยู่ยังไง” ท่านก็ว่าอย่างนั้น คือมาขอพระไป “พระในเมืองสกลฯ อดอยากที่ไหน” ท่านพูดเล่นกับเขา หากเฉยนะ พูดลักษณะเล่นอยู่ภายใน “ทําไมมาหาไกลนักหนา เมืองสกลฯ มีมากขนาดไหน” ถ้าเป็นหลวงตาบัวจะมีอีกแง่หนึ่งนะจะออก เอาไปฆ่าทั้งวัน ก็ไม่หมดพระอุดรฯ เราจะว่าอย่างนี้ “จะมาขอหาอะไร ไม่ได้แหละ” ท่านว่า เขาก็เลยกลับไป ท่านบอกไม่ได้ “พระนี่ท่านมาหาภาวนา ก็ต้องมาตามอัธยาศัยของท่านซี”

ไม่นานสักสี่ห้าวันหรือไง พอดีท่านอาจารย์พรหมมาวัดสุทธาวาส ท่านมาจากเชียงใหม่ แล้วพุ่งใส่พ่อแม่ครูจารย์มั่นเราเลย นั่นล่ะท่านถึงพูดเป็นเชิงเล่าเรื่องนี้ล่ะ เขามาขอพระอะไรๆ “ถ้าท่านพรหมพอจะอยู่พักอบรมสั่งสอนให้เขาร่มเย็นบ้างก็จะดีนะ” ท่านพูดกลางๆ “ออกพรรษาอยากมาค่อยมา” ท่านก็รู้อัธยาศัยเหมือนกันนะ ท่าน (หลวงปู่พรหม) ก็กลับไปจําพรรษาที่นั่น ทีนี้พอออกพรรษาปั๊บ ท่านก็มาเลย นั้นแหละได้คุยกันตลอด สนิทสนมกันมา”

ด้วยวัดป่าสุทธาวาส เป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้สร้างไว้ สถานที่ตั้งวัดอยู่ชานเมือง เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัดเหมาะกับการภาวนา ในสมัยนั้นถือเป็นวัดศูนย์กลางฝ่ายกรรมฐานทางภาคอีสาน เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่พรหมท่านออกธุดงค์ไปกราบหลวงปู่มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ตําแหน่งเจ้าอาวาสจึงว่างลง ด้วยเป็นวัดสําคัญจําเป็นต้องมี เจ้าอาวาสคอยปกครองดูแลวัดและพระภิกษุ สามเณร ตลอดเป็นที่พึ่งของอุบาสก อุบาสิกา ดังนั้น หลวงปู่มั่นจึงได้สั่งให้พระครูอุดมธรรมคุณ (หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโต) ซึ่งขณะนั้นอยู่บ้านห้วยหีบ ตําบลหนองเหียน อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ห่างจากเสนาสนะป่าบ้านโคก ที่หลวงปู่มั่นพักไม่ไกลนัก สามารถเดินทางไปรับการอบรมธรรม และลงอุโบสถร่วมกับหลวงปู่มั่นได้ ตามเวลาอันสมควร

หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโต ท่านเป็นชาวจังหวัดสระบุรี ออกติดตามปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นทางภาคเหนือหลายปี ท่านเป็นศิษย์คู่ทุกข์คู่ยากของหลวงปู่มั่น ท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นเวลา ๑๘ ปี ได้สร้างความเจริญและความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้แก่วัดมาตราบจนทุกวันนี้

ประวัติวัดป่าบ้านนามน

วัดป่าบ้านนามน เป็นวัดสําคัญวัดหนึ่งที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาพักจําพรรษา ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายในชีวิตของท่าน วัดป่าบ้านนามน มีชื่อเป็นทางการว่า วัดป่านาคนิมิตต์ อยู่ที่บ้านนามน ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร มีพระป่าศิษย์สายหลวงปู่มั่นเป็นเจ้าอาวาสเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

ครูบาอาจารย์ได้เมตตาเล่าความเป็นมาของวัดป่าบ้านนามน หรือวัดป่านาคนิมิตต์ ดังนี้

“วัดป่านาคนิมิตต์ แห่งนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร มาสร้างครั้งแรก อาตมาเองยังไม่ได้เกิดนะ เดิมวัดแห่งนี้มีท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร เดินธุดงค์มาก่อน ท่านพระอาจารย์เสาร์ มาพักรุกขมูล ครั้นต่อมาท่านก็เดินธุดงค์ต่อไป แล้วท่านพระอาจารย์มั่นท่านก็เดินธุดงค์ตามรอยท่านพระอาจารย์เสาร์มา ท่านพระอาจารย์เสาร์พักที่ไหน ท่านพระอาจารย์มั่นก็พักที่นั่น ท่านพระอาจารย์มั่นมาเห็นพื้นที่สัปปายะ ท่านก็เลยปรารภกับโยมว่า คิดจะสร้างเป็นวัดโยมเขาก็เลยเอาเจ้าหน้าที่มารังวัดจับจอง แล้วยกถวายท่าน ท่านก็ได้สร้างพอได้อยู่อาศัย แล้วท่านก็เดินธุดงค์ไปทางเชียงใหม่หลายปี ต่อจากนั้นท่านก็ย้อนคืนกลับมาอีกเป็นครั้งที่ ๒ ประมาณสงครามญี่ปุ่น (สงครามโลกครั้งที่ ๒)

ตอนที่ท่านพระอาจารย์มั่นมาพักอยู่ที่วัดป่าบ้านนามนนั้น มีพระผู้ใหญ่เข้ามาพักอาศัยอยู่รวมกันหลายองค์ด้วยกัน เช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ และหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ

ครูบาอาจารย์แทบทุกองค์มาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น และมีที่พักกระจายกันอยู่ เช่นหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ก็อยู่บ้านโคก พระครูอุดมธรรมคุณ (หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต) และ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร อยู่บ้านห้วยหีบ แต่ก็ไปๆ มาๆ ถ้าถึงวันพระใหญ่ก็มารวมกันทําอุโบสถ รับโอวาทจากท่าน (หลวงปู่มั่น) แล้วก็เดินกลับวัด เดี๋ยวพระเข้า เดี๋ยวพระออก ต้องนับทุกวัน

ความเป็นมาของชื่อวัดป่านาคนิมิตต์

โยมชาวบ้านนามนเขาจะปลูกสร้างกุฏิหลังนี้แหละ (กุฏิหลวงปู่มั่น) เขาเตรียมไม้ไว้ว่าจะยกวันพรุ่งนี้ ในตอนกลางคืน พญานาคมาทํารอยเอาไว้ให้ ตอนเช้า โยมเขามาว่าจะยกกุฏิ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็ชี้บอกโยมว่า นั่นแหละ พญานาคทํารอยไว้ให้แล้ว โยมเขาไปดู เขาว่าเป็นรอยกลมๆ วงกลมจึงก่นหลุม (ขุดหลุม) ตามรอยนั่นแหละ แล้วท่านพระอาจารย์มั่น ก็พูดบอกโยมเขาว่า วัดนี้ ให้ชื่อว่าวัดป่านาคนิมิตต์ แต่ชาวบ้านทั่วไป วัดอยู่บ้านไหน เขาก็เรียกวัดป่าบ้านนั้นแหละ เช่น วัดป่าบ้านนามน วัดป่าบ้านโคก วัดป่าบ้านห้วยแคน เป็นต้น เอาบ้านเป็นชื่อวัด อยู่บ้านไหนก็เอาชื่อบ้านนั้นแหละเป็นชื่อวัด สมัยก่อนเราขอกับทางการ จึงเอาชื่อว่า วัดป่านาคนิมิตต์

ช่วงที่พญานาคมาทํารอยไว้ คือช่วงที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักจําพรรษาอยู่วัดนี้ เขาทํารอยไว้ที่นั่น (กุฏิหลวงปู่มั่น) แล้วเขาก็เลื้อยมาที่นี่ (ที่ศาลา) เมื่อก่อนที่นี่เป็นป่า เขาลอยมา (เลื้อยมา) โยมเขาเอาเท้าไปขวางดู (วัดดู) สุดรอยเท้าเขาพอดีนะผอด (รอย) นั้น

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไม่จําพรรษาซํ้าที่เก่านะ ท่านจําพรรษาซํ้าที่เก่าเฉพาะบ้าน หนองผือแห่งเดียว อย่างท่านมาอยู่ที่นี่คือ บ้านนามน ท่านก็จําพรรษา บ้านโคก ท่านก็จําพรรษา บ้านห้วยแคน บ้านห้วยหีบ ท่านก็ไปมาอยู่บ้าง ท่านมาครั้งที่สองก็วนเวียนประมาณ ๒ – ๓ ปี ออกจากนี่แล้ว จึงไปอยู่บ้านหนองผือ

แต่เดิม วัดป่าบ้านนามน เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลาง ก่อนย้ายไปบ้านหนองผือ พระที่บ้าน ห้วยหีบ บ้านห้วยแคน บ้านโคก นั้น ก็ต้องมาร่วมลงอุโบสถที่นี่ (บ้านนามน) 

บ้านโคก (บ้านเกิดของหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ) หลวงพ่อคําพอง ติสฺโส จําพรรษาอยู่ บ้านโคก อยู่กับหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม (หลวงปู่อุ่น เป็นสามเณรองค์สุดท้ายที่หลวงปู่มั่นบวชให้ มีเจดีย์ของหลวงปู่อุ่นอยู่ที่วัดป่าบ้านโคกนี้)

วัดป่าบ้านนามนนั้น พอท่านพระอาจารย์มั่นจากไปแล้ว หลวงปู่กงมานั่นแหละเป็นผู้ดูแลแถวนี้ เพราะบ้านโคกเป็นบ้านของหลวงปู่กงมา จึงอยู่ในความดูแลของท่าน

ครั้นท่านพระอาจารย์มั่นเดินธุดงค์ออกจากวัดป่านาคนิมิตต์ไปแล้ว วัดนี้ก็รกร้าง

เมื่อก่อนอาณาเขตมันก็กว้างไกล พอท่านพระอาจารย์มั่นไปอยู่บ้านหนองผือแล้ว ชาวบ้านรุกลํ้ามาเอาเกือบหมดนะ ครั้งแรกเขาเหลือไว้เพียง ๕ ไร่ หลวงปู่กงมาท่านพูดกับเขาไม่ได้ ท่านก็เลยทิ้ง แล้วท่านขึ้นไปอยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ หลวงปู่กงมาบอกว่า “เขาอยากได้ให้เขาซะ เรามาเอาภูเขานี้ (วัดดอยธรรมเจดีย์) ไม่มีใครอยากได้” 

ต่อมาพระครูอุดมธรรมคุณ (หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส ในเมืองสกลนคร ทราบว่าวัดป่านาคนิมิตต์หมดไปแล้ว ท่านเลยออกมาดู ก็พบว่าเป็นจริง เวลา จะไปส้วมนั้นก็ต้องข้ามรั้วเขาเข้าไป เมื่อเป็นเช่นนั้นจริง ท่านเลยพูดกับชาวบ้านว่า “พื้นที่วัดนี้ ได้จากนี่ไปแค่นี้ก็เอาหรอกโยม เพราะเป็นวัดคู่กันกับวัดป่าสุทธาวาส เป็นวัดพระอาจารย์มั่น”

ท่านให้ความเมตตาสนิทสนมองค์หลวงตาฯ มาก

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้รู้จักองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ครั้งแรกที่วัดป่าบ้านนามน ท่านอยู่ที่วัดแห่งนี้ระยะหนึ่งก่อนจะไปจําพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส ในระยะนี้ องค์หลวงตาฯ จะมาพูดคุยสนทนาธรรมกับท่านเป็นประจํา และท่านก็ให้ความเมตตาสนิทสนมกับองค์หลวงตาฯ มาก

หลวงปู่พรหมท่านมีอายุมากกว่าองค์หลวงตาพระมหาบัวถึง ๒๓ ปี และพรรษาก็มากกว่า ๖ ปี ถึงแม้ท่านทั้งสองจะมีวัยต่างกันมาก และก็เพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่กลับสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะต่างฝ่ายต่างมีคุณธรรมนั่นเอง เมื่อท่านพบกันครั้งแรก หลวงปู่พรหมท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ส่วนองค์หลวงตาฯ ขณะนั้นท่านก็บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน เมื่อท่านทั้งสองได้พักร่วมสํานักที่วัดป่าบ้านนามน ท่านจึงได้พูดคุยสนทนาธรรมกันอย่างถูกอัธยาศัย หลวงปู่พรหมท่านได้เล่าชีวิตการเที่ยวธุดงค์และได้เปิดเผยธรรมธาตุของท่านให้องค์หลวงตาฯ ฟัง และในชีวิต บั้นปลายของหลวงปู่พรหม ขณะที่ท่านพํานักที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น องค์หลวงตาฯ ท่านก็ได้ไปกราบเยี่ยมเยียนพูดคุยสนทนาธรรมกับหลวงปู่พรหม และได้ไปพักค้างที่วัดประสิทธิธรรม

ในพระธรรมเทศนาของ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้กล่าวถึงความใกล้ชิดสนิทสนมกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ดังต่อไปนี้

“ท่าน (หลวงปู่พรหม) ก็ไปจําพรรษาที่ วัดป่าสุทธาวาส พอออกพรรษาแล้วท่านก็กลับมา นี่ได้คุยกันตอนนี้ล่ะ คุยเรื่องราวต่างๆ กับเรา ท่านเมตตาเราอยู่นะ พอกลางคืนจะไปหาท่าน ท่านก็มีร้านเล็กๆ อยู่ เราก็มีร้านเล็กอยู่ในป่า พอนั้นแอบมาหาท่าน คุยกัน ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านผ่านมาตั้งแต่อยู่เชียงใหม่ เล่าให้ฟังอย่างละเอียดลออ มาอยู่นั้นนานกับเรา พอตกกลางคืนเราจะแอบไปหาท่านทุกคืนเลย ถ้าวันไหนไม่ได้ขึ้นไปหาท่านต้องเข้าไปนั้นล่ะ คุยธรรมะกัน ถึงได้รู้เรื่องราวภายในของท่าน

หลวงตานี้หนักมากนะ วันพรุ่งนี้ก็จะไปดงเย็น ในงานเผาศพ (ประชุมเพลิงศพหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ วัดประสิทธิธรรม) นี่เขาก็มายุ่งจนได้ แล้วเป็นวัดหลวงปู่พรหมที่เราสนิทสนมกันมาเป็นเวลานาน โอ๊ย ! สนิทกันมากตั้งแต่อยู่บ้านนามน”

พ.ศ. ๒๔๘๗ จําพรรษาวัดป่าสุทธาวาส

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ขณะมีอายุ ๕๔ ปี พรรษา ๑๖ ท่านจึงได้ จําพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส อยู่ ๑ พรรษา ขณะที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ อยู่ จําพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส ท่านดําเนินตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะเน้นภาคปฏิบัติเป็นสําคัญ ส่วนการเรียนปริยัติธรรมนั้น ตามปฏิปทาในเรื่องนี้ท่านสนับสนุนการเรียนปริยัติธรรม แต่ไม่สนับสนุนการตั้งสํานักเรียนในสํานักปฏิบัติ ดังสมัยท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ขณะที่ท่านจําพรรษาอยู่ที่ วัดป่าสุทธาวาส ท่านก็เคยอนุญาตให้ทดลองสอนปริยัติในวัด ปรากฏว่าเมื่อพระเณรพากันเรียนปริยัติ ทําให้ละเลยภาคปฏิบัติ ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงสั่งห้ามการเรียนการสอนด้านปริยัติใน วัดป่าสุทธาวาสโดยเด็ดขาด ให้พระหันมาเอาดีด้านการปฏิบัติภาวนาอย่างแท้จริง

สําหรับพระเณรที่ใฝ่ใจศึกษาเล่าเรียนทางด้านพระปริยัติธรรม ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านจะสนับสนุนโดยส่งให้ไปเรียนตามสํานักต่างๆ เช่น สํานักปริยัติธรรมใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งลูกศิษย์ ของท่านต่างก็เจริญก้าวหน้าเป็นพระมหาเปรียญ และมีสมณศักดิ์ในระดับต่างๆ จํานวนมากมาย ครูบาอาจารย์ในสายนี้ที่ยึดมั่นในแนวปฏิบัติทํานองนี้จะถือปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันมา

ครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่งที่เป็นพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น หลายต่อหลายองค์ ท่านไม่ได้ศึกษาภาคปริยัติจากสํานักเรียน แต่เมื่อท่านออกบวชแล้ว ท่านก็อยู่ศึกษาอบรมข้อวัตรปฏิบัติ ธรรมวินัย ธุดงควัตร การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ฯลฯ จากครูบาอาจารย์ จากนั้นท่านก็ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาเพื่อมรรคผลนิพพาน แต่เมื่อมีปัญหาข้อสงสัย ท่านก็กลับมาปรึกษากราบเรียนครูบาอาจารย์ เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ จังหวัดเลย หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล จังหวัดหนองบัวลําภู หลวงปู่หล้า ขนฺติโก วัดป่าขันติยานุสรณ์ จังหวัดอุดรธานี หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย จังหวัดพิจิตร ฯลฯ โดยเฉพาะกรณีหลวงปู่หล้า ขนฺติโก ท่านเป็นคนลาวและไม่เคยเรียนหนังสือไทย แต่เวลาภาวนาจิตสงบเกิด ตัวหนังสือไทยขึ้นมา โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“เมื่อข้าพเจ้าไปอาศัยอยู่นั้นประมาณ ๑ เดือน ศึกษาธรรมะของท่าน ฟังเทศน์ของท่าน และท่านเล่าให้ฟังว่า “ผมไม่เคยได้เรียนหนังสือไทยเลย เกิดมาไม่เคยเรียนหนังสือไทย เพราะผมอยู่ประเทศลาว”

ข้าพเจ้าก็เลยถามว่า “ท่านอาจารย์ไม่ได้เรียนหนังสือไทย ทําไมอ่านได้ เขียนได้นี่ ?”

ท่านก็เลยบอกว่า “ที่ผมอ่านหนังสือไทยได้ เขียนหนังสือไทยได้นั้น เวลาผมนั่งภาวนาไป จิตมันสงบ ปรากฏภาพนิมิตหนังสือไทยเขียนอยู่ในกระดานดําทุกครั้งๆ ผมก็เลยเรียนหนังสือไทย ในภาวนานั่นเอง ในกระดานดําที่ขณะนั่งภาวนานั่นเอง ทุกวันๆ ก็เลยอ่านได้ เขียนได้ จนบัดนี้ผมก็อ่านหนังสือไทยคล่อง เขียนได้ อ่านได้สบาย ไม่มีติดขัดเลย”

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก็เช่นเดียวกัน ท่านไม่ได้ศึกษาภาคปริยัติจากสํานักเรียน เพราะท่านออกบวชเพื่อแสวงหาความสุขที่แท้จริงตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจึงออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตั้งแต่พรรษาแรก เมื่อหลวงปู่พรหมท่านบรรลุธรรมแล้ว ต่อมาท่านเดินทางกลับภาคอีสาน และได้อยู่จําพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส ท่านก็มุ่งเน้นให้พระเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและถือธุดงควัตร รักษาข้อวัตรปฏิบัติ ไหว้พระสวดมนต์ และปฏิบัติภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เพราะท่านเห็นความสําคัญของภาคปฏิบัติ และท่านก็ปฏิบัติธรรม จนได้ผลมาแล้วนั่นเอง โดยทุกขั้นของธรรม ตั้งแต่ธรรมขั้นต้นจนถึงขั้นสูงสุด ได้แก่ สมาธิธรรม ปัญญาธรรม วิมุตติธรรม ล้วนเกิดจากภาคปฏิบัติ หลวงปู่พรหมท่านจะประพฤติปฏิบัติเป็น แบบอย่างให้พระศิษย์ได้ดําเนินตาม ส่วนภาคปริยัติ คือ การศึกษาเล่าเรียน หลวงปู่พรหมท่านก็สนับสนุน 

อนึ่ง สํานักเรียนพระปริยัติวัดป่าสุทธาวาส ได้เปิดทําการเรียนการสอนภายหลังจากที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านไปจําพรรษาที่วัดดอนธาตุ และก่อนหน้าหลวงปู่พรหมมาอยู่จําพรรษา โดยปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์ สุจิตฺโต) สมเด็จพระสังฆราชเจ้าวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ทรงมีบัญชาให้พระมหา จันทร์ศรี จนฺททีโป (สมณศักดิ์สุดท้ายคือ พระอุดมญาณโมลี วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี) ไปเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลี ณ สํานักเรียนวัดป่าสุทธาวาส 

ท่านถามท่านพระอาจารย์วันจะเรียนไปถึงไหน ?

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ในระหว่างที่ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ อยู่จําพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส ซึ่งในปีนั้นพระอุดมสังวรวิสุทธิเถร หรือ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านได้มาอยู่ร่วมจําพรรษา โดยหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“พ.ศ. ๒๔๘๗ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม พักจําพรรษาอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ในปีนั้นท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ มาพักจําพรรษา ปกครองพระเณร ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ได้พักอยู่กุฏิใกล้ท่าน จึงได้มีโอกาสอุปัฏฐากและรับโอวาทจากท่าน

วันหนึ่งท่านพระอาจารย์พรหมถามท่านว่า “จะเรียนไปถึงไหน ?”

ท่านพระอาจารย์วันก็กราบเรียนท่านว่า “สําหรับฝ่ายปริยัติธรรมจะเรียนให้จบนักธรรมชั้นเอก ฝ่ายบาลี ถ้าสอบได้ประโยค ป.ธ. ๓ แล้วจะเรียนต่อให้ได้ถึงประโยค ป.ธ. ๙ เพราะการ เล่าเรียนของฝ่ายพระจัดหลักสูตรไว้ ๒ แผนก นอกจากนี้เป็นการศึกษาเพิ่มเติมพิเศษ”

ท่านพระอาจารย์พรหมจึงถามว่า “ถ้าเรียนไม่ได้ตามความตั้งใจจะทําอย่างไร ?”

ท่านพระอาจารย์วันก็ยังยืนยันกับท่านพระอาจารย์พรหมว่า “จะเรียนให้สอบได้ปีละชั้น” เพราะยังเชื่อมั่นในมันสมองของท่านเอง

ท่านพระอาจารย์พรหมถามต่อไปอีกว่า “เมื่อหยุดการเรียนแล้วจะทําอะไรต่อไป ?”

ท่านพระอาจารย์วันก็กราบเรียนต่อท่านว่า “จะตั้งใจปฏิบัติเหมือนอย่างท่านอาจารย์ ทุกประการ”

ท่านพระอาจารย์พรหมก็หัวเราะ”

ภาคปฏิบัติเป็นภาคสําคัญของพระพุทธศาสนา องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ไว้ดังนี้

“พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เรียนจํามาเท่านั้น สอนทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ สามพระองค์นี้รวมกันแล้วเป็นศาสนาที่สมบูรณ์แบบ

คือออกมาปฏิบัติเหมือนเอาแปลนบ้านออกมากางปลูกบ้านปลูกเรือน เราเรียนเรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องอรรถเรื่องธรรมข้อใด เรานําอันนั้นมาปฏิบัติให้เป็นอรรถเป็นธรรม ให้เป็นศีล เป็นสมาธิ ปัญญาขึ้นมา เป็นวิชชาวิมุตติขึ้นมา มันก็เท่ากับเขาปลูกบ้านปลูกเรือนได้ เต็มสัดเต็มส่วนนั่นเอง อันนี้เรียนเฉยๆ ไม่ปฏิบัติ แปลนเต็มห้องไม่ปลูกบ้านปลูกเรือน ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร หนังสือพระไตรปิฎกก็ออกจากองค์ศาสดาแท้ มันทําไมหาพวกถานขี้ มันเป็นขี้ ไปด้วยกันหมด เรียนก็มีแต่จําได้แต่ปาก ไม่ได้สนใจปฏิบัติ

เลวร้ายที่สุดคือพวกเรียนมากๆ นั่นแหละ ทิฐิมานะของกิเลสมันเข้าไปเหยียบธรรมอยู่ในนั้น เลยสําคัญตนว่าเรียนได้ชั้นนั้นชั้นนี้ เอานั้นมาเป็นมรรคเป็นผล ไม่ได้เอาความประพฤติปฏิบัติดีงามตามหลักธรรมหลักวินัยมาปฏิบัติ ซึ่งเป็นภาคปฏิบัติ จากนั้นก็เป็นปฏิเวธขึ้นมาคือความรู้แจ้งในผลของตนที่ปฏิบัติมามากน้อยเป็นลําดับ ตั้งแต่ศีลก็รู้แจ้งว่าเราศีลบริสุทธิ์ สมาธิจิตใจเราสงบ นี่รู้แจ้งไปโดยลําดับ สงบขั้นใดรู้ประจักษ์ นี่เป็นปฏิเวธ ปฏิเวธไปโดยลําดับ จนกระทั่งถึงวิมุตติพระนิพพาน ปฏิเวธโดยสมบูรณ์ นี่ล่ะแปลนของพระพุทธเจ้าสอนไว้เพื่อธรรมเหล่านี้โดยสมบูรณ์”

ออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๗ ท่านไปวัดป่าบ้านโคก

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้มาจําพรรษาที่วัดป่าบ้านโคก ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร (ปัจจุบัน คือ วัดป่าวิสุทธิธรรม) ตามที่ท่านพระอาจารย์ กงมา จิรปุญฺโญ ได้กราบอาราธนานิมนต์ ส่วนหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้ไปจําพรรษาที่ วัดป่าสุทธาวาสตามที่หลวงปู่มั่นได้เผดียงบอกไว้ 

เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ได้สร้างศาลาโรงธรรมและกุฏิถวายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่หลวงปู่มั่นได้มาจําพรรษา ณ วัดป่าบ้านโคก อันเป็น บ้านเกิดของท่านพระอาจารย์กงมา ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ไปจําพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านนามน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตร และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ท่านจึงได้มาจําพรรษาที่วัดป่าบ้านโคกอีกครั้ง 

เมื่อออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๗ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้ออกเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไปพักที่วัดป่าบ้านโคก ตามที่หลวงปู่มั่นได้อนุญาตไว้ ซึ่งในช่วงนี้มีเหตุการณ์สําคัญ ดังนี้

ศาลาโรงธรรมที่ท่านพระอาจารย์กงมาได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นสถานที่ที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ใช้เป็นที่แสดงธรรมเทศนาพระสงฆ์และพุทธบริษัท รวมทั้งเป็นที่ประชุมสงฆ์ เพื่อวางระเบียบ แบบแผนของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้ถูกต้อง บริเวณด้านขวาของศาลา มีต้นค้อต้นใหญ่ ยืนต้นอยู่ ต้นค้อนี้เป็นที่ที่หลวงปู่มั่นยืนถ่ายรูป ดังปรากฏเป็นภาพประวัติศาสตร์ให้ชาวพุทธได้ กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจจนถึงปัจจุบันนี้

พ.ศ. ๒๔๘๘ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าธาตุนาเวง

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ก่อนเข้าพรรษา เมื่อหลวงปู่มั่นท่านรับอาราธนานิมนต์ชาวบ้านหนองผือจะไปจําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อใกล้ เข้าพรรษา หลวงปู่มั่นพร้อมด้วยพระศิษย์และชาวบ้านหนองผือที่ไปรับท่าน ได้ออกเดินเท้าไปบ้านหนองผือ ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่พรหมและองค์หลวงตาพระมหาบัวออกไปธุดงค์แล้ว จึงไม่ได้ร่วมไปกับคณะ ส่วนหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ซึ่งเป็นผู้แนะนําชาวบ้านหนองผือไปกราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่มั่น ท่านไปรอรับหลวงปู่มั่นระหว่างทาง ซึ่งสมัยนั้นทางทุรกันดารมาก โดยองค์หลวงตา พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“เดินด้วยเท้านะ เดินทางสองสามคืนมาถึงหนองผือ เมื่อท่านตกลงแล้วเขาก็ไปรับท่านมา มันไม่มีล่ะไอ้เรื่องถนนหนทาง อย่าไปถาม มีแต่ทางด้นดั้นไปตามป่าตามเขาไปอย่างนั้น ซอกแซกไป ทางคนพอไปได้เท่านั้น บ้านนามนก็ตัดมาทางนี้เข้ามาหนองผือ มาตามป่าตามเขาไม่ได้มาทางเมืองนะ ตัดมา มานั้นท่านมาจําพรรษาที่นั่น พระเณรนี้มากมาย ตอนที่ท่านเข้าหนองผือ ท่านเข้าก่อนเรา เรายังเที่ยวอยู่ในป่านะ แต่ก็ทราบญาติโยมทางหนองผือไปรับท่านมา เราก็รอเวลาอันสมควรแล้ว เราถึงจะเข้าไปหนองผือเลยทีเดียว”

สําหรับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในขณะที่หลวงปู่มั่นท่านไปวัดป่าบ้านหนองผือ ท่านได้ธุดงค์ตามป่าตามเขาและมาพักที่วัดป่าธาตุนาเวง ตําบลธาตุนาเวง อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดป่าภูธรพิทักษ์ หลวงปู่พรหมท่านรับเป็นเจ้าอาวาสอยู่ระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นท่านจึงธุดงค์ติดตามไปพักกับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ โดยไม่ได้อยู่ร่วมจําพรรษา 

แม้สมัยก่อนบ้านหนองผือยังเป็นบ้านที่ทุรกันดารมาก มีสภาพเป็นป่าเป็นดง มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมหนาแน่น สัตว์ป่าก็เต็มไปหมด ทางสัญจรไปมาก็ค่อนข้างลําบาก ระยะทางก็ไกล เพราะเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่แอ่งเขา จะเข้าจะออกต้องเดินด้วยกําลังฝีเท้าข้ามภูเขา มิฉะนั้นก็ต้องนั่งเกวียนอ้อมภูเขาเข้าไป ถึงอย่างนั้นการเข้าไปกราบนมัสการฟังธรรมคารวะหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ก็ไม่เป็น อุปสรรคต่อครูบาอาจารย์พระศิษย์รุ่นแรกๆ ประเภทเพชรนํ้าหนึ่งทั้งหลาย แม้ท่านจะเข้าสู่วัย ชราภาพแล้วก็ตาม เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ฯลฯ และไม่เป็นอุปสรรคต่อบรรดาพระธุดงคกรรมฐานรุ่นหลังๆ ที่มุ่งต่อมรรคผลนิพพาน เช่น ท่านพระ–อาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ฯลฯ ต่างก็เดินเท้าธุดงค์เข้าไปกราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อขอเข้ารับการอบรมธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่มั่นกันไม่ขาดสาย 

ส่วนฆราวาสญาติโยมที่เคารพศรัทธาทั้งจากทางใกล้และไกล ต่างก็อุตส่าห์พยายามดั้นด้นเดินทางเข้าไปกราบนมัสการ ทําบุญ ฟังธรรมท่านกันไม่ขาดสายเช่นกัน โดยไม่มีใครเกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ร้าย เช่น พวกเสือ พวกหมี พวกงูก็ตาม ไม่ว่าจะเสี่ยงต่อไข้มาลาเรีย ก็ตาม ไม่ว่าจะลําบากลําบนเพียงใดก็ตาม ต่างก็ไม่ได้คํานึงถึง เพราะกิตติศัพท์กิตติคุณ ชื่อเสียง อันเลื่องลือโด่งดัง และที่สําคัญคุณธรรมของหลวงปู่มั่นนั่นเอง

ประวัติวัดป่าภูธรพิทักษ์

วัดป่าภูธรพิทักษ์ เดิมชื่อ วัดป่าธาตุนาเวง ตั้งอยู่บริเวณป่าดงดิบ อยู่ใกล้กับโรงเรียน พลตํารวจเขต ๔ และในปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร (เดิมเป็นโรงเรียน มาเป็นวิทยาลัย และมาเป็นสถาบันราชภัฏสกลนคร จนได้รับการสถาปนายกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๗) ได้มาแทนโรงเรียนพลตํารวจเขต ๔ ที่ยกเลิกไป

ซึ่งวัดแห่งนี้ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เคยเป็นเจ้าอาวาสมาก่อน ต่อมาหลวงปู่ฝั้น อาจาโรรับนิมนต์จําพรรษาอยู่ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นต้นมา ระหว่างที่ท่านจําพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ได้บูรณะวัด ซ่อมแซมกุฎีที่พังให้มีสภาพดี สําหรับเป็นที่พักอาศัย 

หลวงปู่ฝั้น ก่อนที่จะมาพักจําพรรษาอยู่ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ บริเวณแถบนี้รกไปด้วยป่าหญ้า ไข้มาลาเรียชุกชุม ตํารวจป่วยเป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมอง กระโดดหน้าต่างกองร้อยตาย ครอบครัวตํารวจเชื่อว่าเป็นเพราะผีเจ้าพ่อหนองหญ้าไซโกรธ พระอาจารย์ฝั้นจึงพยายามอธิบายให้ตํารวจ เหล่านั้นได้เข้าใจในเหตุผลและให้เลิกเชื่อถือผีสาง แต่ตํารวจและครอบครัวเหล่านั้นก็ยังไม่ยอมเชื่อ การพัฒนาเริ่มจากทําความสะอาดสถานที่ ถางป่าและหญ้าจนเตียนโล่ง พร้อมทั้งสร้างถนน สนามฟุตบอล สนามเด็กเล่น ยกเว้นการขุดลอกหนองหญ้าไซ เพราะตํารวจต่างกลัวผีเจ้าพ่อ หนองหญ้าไซ ในที่สุดพระอาจารย์ฝั้นมานั่งเป็นประธานจึงเริ่มทําการขุดลอก จนหนองหญ้าไซกลายเป็นสระนํ้าขึ้นมา อากาศดีขึ้น ไข้มาลาเรียที่เคยชุกชุมค่อยๆ เบาบางลง จนโรคไข้มาลาเรีย ได้หายไปในที่สุด

หลวงปู่ฝั้น มาเป็นเจ้าอาวาสและจําพรรษาที่วัดป่าธาตุนาเวง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ จนถึง พ.ศ. ๒๔๙๖ รวม ๙ พรรษา และได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดป่าภูธรพิทักษ์ ตั้งชื่อตามหน่วยงาน ที่อยู่ใกล้และให้ความอุปถัมภ์วัด ได้แก่ โรงเรียนพลตํารวจ เขต ๔ นั่นเอง ท่านได้พัฒนาวัด และรวมถึงบริเวณใกล้เคียงกับวัดให้เกิดสุขลักษณะที่ดี โดยเฉพาะบริเวณโรงเรียนพลตํารวจ เขต ๔ เป็นตัวอย่าง เมื่อออกพรรษาเสร็จงานกฐิน หลวงปู่ฝั้น ท่านจะพาภิกษุ สามเณร เดินธุดงค์ไปวิเวกตามสถานที่ต่างๆ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ เมื่อออกพรรษา ท่านได้พาภิกษุสามเณร เดินธุดงค์ไปวิเวกที่ ภูวัวในท้องที่อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย

พ.ศ. ๒๔๘๘ ติดตามหลวงปู่มั่นไปวัดป่าบ้านหนองผือ

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ เมื่อจวนจะใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และคณะศิษย์ได้เดินเท้า ธุดงค์เพื่อจะไปพักจําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านได้พักจําพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้เป็นเวลา ๕ พรรษาติดต่อกัน จวบจนปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ช่วงท่านอาพาธหนักใกล้จะมรณภาพ จึงออกไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส 

ขณะที่หลวงปู่มั่นและพระศิษย์ไปพักที่วัดป่าบ้านหนองผือได้ไม่นาน ในช่วงก่อนเข้าพรรษาหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้เดินธุดงค์ติดตามไปพักด้วย แต่ไม่ได้อยู่ร่วมจําพรรษา เนื่องจาก มีพระศิษย์รุ่นหลังๆ จํานวนมากมาขอเข้ารับการศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่น กุฏิก็มีจํากัด และเป็น การเพิ่มภาระของชาวบ้านในการเลี้ยงดู ท่านจึงไปพักจําพรรษาในสถานที่ใกล้เคียง สําหรับองค์ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้ติดตามมาภายหลัง และได้อยู่อุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่มั่น อย่างใกล้ชิดตราบจนหลวงปู่มั่นมรณภาพ โดยตลอดเวลาที่หลวงปู่มั่นและพระศิษย์พักและ จําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ ชาวบ้านหนองผือต่างดูแลเอาใจใส่ปรนนิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์ เป็นอย่างดี โดยเฉพาะปีแรกเป็นปีที่หนักมากที่สุด โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ทีนี้เวลาก้าวเข้ามาหนองผือนี้ พระเณรรุมล่ะซิ นี่ตอนสุดท้ายท่าน เราก็เคยเห็น อยู่กับท่านก็เคยอยู่ เคยเห็นท่านแล้ว ท่านอยู่ยังไง แล้วทราบประวัติของท่านก็ทราบมาตลอด ท่านอยู่ โดดเดี่ยวๆ อย่างนั้น ทีนี้เวลาเข้าไปหนองผือนี้พระเณรยั้วเยี้ยๆ ประชาชนญาติโยมทั้งผู้หญิงผู้ชายปีแรกดูจะไม่ได้ทํางานทางบ้านเจ้าของแหละ พี่น้องชาวหนองผือนะ จะวิ่งเต้นตั้งแต่เรื่องของวัดของวา ผู้ชายวิ่งจัดที่พักที่อยู่ กระต๊อบกระแต๊บ ร้านนั้นร้านนี้ ทางจงกรมจงเก็มให้พระ พระก็รุม เข้าไป ฝ่ายผู้หญิงก็ต้องวิ่งเต้นขวนขวายหาอาหารการบริโภค สําหรับใส่บาตรวันพรุ่งนี้เช้าๆ เป็นประจํา พวกนี้ก็ไม่ได้อยู่ พวกผู้ชายก็วิ่งไปในวัด เหมือนหนึ่งว่า ปีที่เราไปอยู่ปีแรกนั้นเป็นปีที่พี่น้องชาวหนองผือนี้หนักมากที่สุด เราฝังลึกนะฝังใจ…

ตั้งแต่เช้าผู้ชายไปวัดแล้วไม่ได้กลับมาล่ะนะ ทําที่นั่นที่นี่ร้านเล็กๆ นั่นแหละ เป็นแคร่เล็กๆ เพราะพระไปมาก ๓๐ – ๔๐ องค์ ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมีพระ นั่นซี มันก็หนักมากล่ะซิ ทั้งจะทําทางจงกรม ทั้งจะทําที่พักให้พระองค์นั้นแล้วองค์นี้ ประชาชนฝ่ายผู้ชายนี้ไม่ได้กลับบ้านล่ะ คํ่าถึงกลับ ทางฝ่ายผู้หญิงก็วิ่งเต้นทางบ้านทางโน้น เพื่อหาอาหารบิณฑบาตใส่บาตรถวายพระตอนเช้า เพราะพระมีจํานวนมาก นี่จึงว่าในปีแรกที่ไปอยู่นั้นเป็นปีที่หนักมากสําหรับพี่น้องชาวหนองผือเรานะ ประหนึ่งว่าไม่ได้ทํางานส่วนตัวเลย วิ่งเต้นกับวัดกับวา

นี่ล่ะบ้านหนองผือ แล้วคิดดูซิตลาดลาดเลไม่มี พระตั้งเท่าไร ๓๐ – ๔๐ บางทีนะ บางทีมากกว่านั้นก็มี ท่านเหล่านี้หามาเลี้ยงดูได้หมดเลย ไม่มีตลาดร้านค้าที่ไหน อุตส่าห์พยายามหามา ฝ่ายผู้หญิงวิ่งทางหนึ่ง ฝ่ายผู้ชายวิ่งทางหนึ่ง ทั้งปีแหละปีนั้น หนักมากทีเดียว เราไม่ลืมนะ คุณอันนี้ของพี่น้องชาวหนองผือที่ได้ฝังใจเราอย่างลึก ไม่มีวันถอนเลย ฝังลึกมากทีเดียว”

พ.ศ. ๒๔๘๘ จําพรรษาถํ้าพระ บ้านนาใน

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านตัดสินใจไม่จําพรรษาร่วมกับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือแล้ว ท่านก็กราบลาหลวงปู่มั่นและออกเดินธุดงค์มา ถํ้าพระ ซึ่งตั้งอยู่บ้านนาใน ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร และตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากวัดป่าบ้านหนองผือมากนัก โดยห่างกันประมาณ ๔ – ๕ กิโลเมตร หลวงปู่พรหมท่านจึงได้ มาพักจําพรรษาที่ถํ้าพระแห่งนี้ 

ถํ้าพระมีพระพุทธรูปโบราณประดิษฐานอยู่หลายองค์ อันเป็นที่มาของชื่อถํ้า และเคยเป็นถํ้าที่อยู่อาศัยของเสือ ถํ้าพระนับเป็นสถานที่มงคลสัปปายะอีกแห่งหนึ่งของตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าเขามีถํ้าเงื้อมผา บริเวณใกล้ๆ ถํ้าพระมีนํ้าตกเล็กๆ ไหลตก ในช่วงฤดูฝน สภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติของป่าไม้และสัตว์ป่า บรรยากาศจึงวิเวกเงียบสงัด อากาศเย็นสบาย ครูบาอาจารย์พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นจึง นิยมธุดงค์มาปฏิบัติธรรมกันหลายองค์ เช่น หลวงปู่กู่ ธมฺมทินฺโน หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป ฯลฯ ถํ้าพระปัจจุบันได้พัฒนาเป็นวัดป่ากรรมฐาน ชื่อวัดถํ้าพระนาใน

ขณะที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเดินธุดงค์มาจําพรรษาอยู่ถํ้าพระนาใน ในวันพระใหญ่ ท่านจะเดินมาลงอุโบสถ ฟังปาฏิโมกข์ และฟังโอวาทธรรมจากหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ เป็นประจํา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้

“พระปฏิบัติทั้งหลายชอบได้ยินได้ฟังเสมอ จากครูจากอาจารย์ อาจารย์องค์ใดเป็นที่เคารพนับถือเลื่อมใสในด้านปฏิบัติ ทั้งในด้านจิตใจ อาจารย์องค์นั้นไปอยู่ในสถานที่ใด ลูกศิษย์ลูกหา จะทยอยไปหาเรื่อยๆ จนแทบไม่มีที่พักอาศัยเพียงพอกัน ยกตัวอย่างเช่น ท่านอาจารย์มั่น เป็นต้น ท่านไปอยู่ในสถานที่ใด ลูกศิษย์ลูกหาอยู่ใกล้อยู่ไกล ทยอยไปหาท่านเสมอมิได้ขาด แม้จะอยู่กับท่านโดยเฉพาะในที่แห่งเดียวกันไม่ได้ เพราะสถานที่ไม่เพียงพอกับการอยู่ก็ตาม ก็จะต้องไปหาพักอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ๒ – ๓ – ๔ กิโล หรือ ๗ – ๘ กิโล ท่านก็ยอมไปอยู่ ทั้งนี้เพื่อมาฟังโอวาทท่านได้สะดวก ในวันทําอุโบสถ และวันประชุมธรรม

ในวันอุโบสถ ฟังปาฏิโมกข์ และฟังโอวาทท่านหลังปาฏิโมกข์แล้ว เวลาสงสัยอรรถธรรมก็มา เล่าถวายให้ท่านแก้ปัญหาให้ พระ เณร จึงมีมากจนเต็มไปหมดในตําบลนั้นๆ ในขณะที่ท่านพักอยู่ มีแต่พระกรรมฐาน ถึงวันอุโบสถฉันจังหันแล้วต่างองค์ต่างมา พอบ่ายโมงท่านก็เริ่มลงอุโบสถ พออุโบสถแล้ว ท่านจะให้โอวาท ส่วนมากท่านให้โอวาทหลังจากอุโบสถแล้ว นี่เป็นภาคปฏิบัติ อันสําคัญกับผู้ที่อยู่กับท่าน…”

อนึ่ง หลวงปู่พรหม แม้ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม ท่านไม่อิ่มธรรม ท่านก็มาฟังธรรมหลวงปู่มั่นผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของท่าน เรื่องพระอรหันต์ฟังธรรมพระอรหันต์ เป็นความรื่นเริงในธรรม มีคติตัวอย่างมาแต่ครั้งพุทธกาล โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ท่านทั้งหลายมาเยี่ยมนี้ก็ต้อนรับ วันนี้เป็นวันมาฆบูชา พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ ท่านมาเองมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านจึงแสดงเรื่องโอวาทปาฏิโมกข์ให้พระสงฆ์ฟัง โอวาทปาฏิโมกข์เราไม่นํามาแสดงล่ะ โอวาทท่านสอนผู้บริสุทธิ์ ต่างกันกับสอนคนผู้มีกิเลส ท่านสอนด้วยความ บริสุทธิ์ล้วนๆ เป็นธรรมรื่นเริงซึ่งกันและกันทั้งนั้น ที่สาวกทั้งหลาย ๑,๒๕๐ องค์มาเฝ้าพระพุทธเจ้า เป็นผู้สิ้นกิเลสเรียบร้อยแล้ว ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เป็นธรรมรื่นเริงทั้งนั้น ไม่ใช่ธรรมแก้กิเลส ท่านแก้หมดแล้ว

วันมาฆบูชา เป็นวันท่านรื่นเริงในธรรมทั้งหลายของพระพุทธเจ้า เดือน ๓ เพ็ญ ของ พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ เป็นคติตัวอย่างอันดี ให้เราระลึกถึงท่านนะ พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์นี้เป็นของเล็กน้อยเมื่อไร เกิดได้ง่ายๆ หรือพระอรหันต์เกิด…

ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ พอมืดก็ประทานพระโอวาทแก่พระสงฆ์ ซึ่งมีหลายขั้นหลายภูมิแห่งธรรม พระสงฆ์ยิ่งเป็นอรหัตบุคคลด้วยแล้วไม่มีคําว่าอิ่มธรรม เพราะฉะนั้นจึงประทานพระโอวาททั่วถึงกันหมด นับแต่พระอรหันต์ลงมา พระอรหันต์ไม่อิ่มธรรม ท่านรื่นเริงในธรรม ได้ยินได้ฟังอรรถธรรมเท่าไร ยิ่งเป็นเครื่องรื่นเริงระหว่างขันธ์กับจิตประสานกันได้อย่างสนิทเลย นั่นล่ะท่านผู้มีธรรมในใจจึงไม่เคยอิ่มธรรม เป็นเครื่องรื่นเริงระหว่างขันธ์กับจิตที่ครองตัวอยู่นี้ ก็ได้อาศัยอันนี้”

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ท่านไปพักกับหลวงปู่ลี อโสโก

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๘ เมื่อออกพรรษา หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านออกเดินธุดงค์กลับไปบ้านเกิดของท่าน โดยแวะพักกับหลวงปู่ลี อโสโก ที่เสนาสนะป่ายาง บ้านตาล ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร 

เสนาสนะป่าแห่งนี้มีสภาพเป็นป่าเป็นดง เป็นสถานที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัดอีกแห่งหนึ่ง เหมาะกับการเจริญเมตตาภาวนา ขณะที่หลวงปู่พรหมพักที่เสนาสนะป่าแห่งนี้ มีพระมาอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ลีหลายรูป โดยหลวงปู่ลี ท่านมีอาวุโสสูงสุดและเป็นเจ้าอาวาส สําหรับ หลวงปู่พรหม ท่านอาวุโสเป็นองค์ที่สอง พระที่อยู่ในสํานักปฏิบัติแห่งนี้ ท่านอยู่กันอย่างมักน้อยสันโดษ และมีความตั้งใจขยันทําความเพียร

ในขณะที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พักอยู่กับ หลวงปู่ลี อโสโก ท่านได้เมตตาโปรด สงเคราะห์ญาติโยม โดยติดตามหลวงปู่ลีรับกิจนิมนต์ต่างๆ ตามบ้านญาติโยมในละแวกนั้น เช่น สวดเจริญพระพุทธมนต์และฉันจังหันเช้า เพื่อทําบุญอุทิศให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนี้ท่านยังได้เมตตาแนะนําสั่งสอนให้ชาวบ้านรู้จักการบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา และได้ชักชวนลูกหลานในหมู่บ้านให้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน พร้อมทั้งสอนการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ โดยท่านทําให้ดูเป็นตัวอย่าง 

หลวงปู่พรหม ท่านพักอยู่ที่เสนาสนะป่าแห่งนี้ไม่นานนัก ท่านก็กราบลาหลวงปู่ลี เพื่อออกเดินธุดงค์ไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ

พ.ศ. ๒๔๘๙ จําพรรษาถํ้าพระ บ้านนาใน

หลวงปู่บุญหนา ธมฺมทินฺโน วัดป่าบ้านหนองโดก (วัดป่าโสตถิผล) อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ได้เมตตาเล่าเรื่องเกี่ยวกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อครั้งท่านเป็นสามเณรติดตามหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ไปกราบหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอ พรรณานิคม ดังนี้

เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๙ – ๒๔๙๐ ท่าน (หลวงปู่บุญหนา) ยังเป็นสามเณรอายุ ๑๕ – ๑๖ ปี เป็นศิษย์หลวงปู่อ่อน และติดตามหลวงปู่อ่อนไปกราบหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ โดยออกเดินทางตั้งแต่ฉันอาหารเช้าเสร็จประมาณ ๐๙.๐๐ น. ไปถึงวัดป่าบ้านหนองผือประมาณ ๑๕.๐๐ น. ใช้เวลาเดินทาง ๖ ชั่วโมง

ในช่วงนั้นพระสายปฏิบัติกรรมฐานจะมุ่งหน้าเข้าสู่วัดป่าบ้านหนองผือเช่นเดียวกัน

หลวงปู่พรหมท่านพักอยู่ใต้ต้นไม้ ปักกลด มีแคร่ไม้ไผ่เล็กๆ เป็นพื้นนอน พอหลายๆ วันเข้าหลวงปู่พรหมท่านอยากจะขอสร้างกุฏิ ประกอบกับท่านเคยเป็นช่าง เคยมีครอบครัว เป็นนายฮ้อย หัวหน้าขายวัว ควาย ก่อนที่จะบวชท่านได้แจกข้าวของ เงินทอง ไร่นา ให้กับชาวบ้าน ยกเว้น เครื่องมือจับสัตว์ ล่าสัตว์ ท่านจะนําไปฝังดิน หรือเผาทิ้งหมด (หลวงปู่อ่อนท่านเล่าให้ฟัง)

ครั้งแรกหลวงปู่พรหมขอหลวงปู่มั่นสร้างกุฏิเป็นกระต๊อบเล็กๆ พอให้เป็นที่พักได้เนื่องจากใกล้จะฤดูฝน หรือฤดูหนาวนี้แหละ จําไม่ได้ หลวงปู่มั่นไม่พูด นั่งเฉย จะอนุญาตก็ไม่พูด จะไม่อนุญาตก็ไม่บอก มีแต่บอกให้ไปภาวนา วันต่อมาก็ขออีก ท่านก็ไม่พูดอีก บอกให้ไปภาวนาอีก วันที่สามขออีกครั้ง หลวงปู่มั่นบอกว่า “อยากจะทําก็ทําซะ แต่ทําให้เสร็จในวันนี้”

จากนั้นก็บอกพระ เณร ชาวบ้านร่วมมือช่วยกันทํา หาวัสดุอุปกรณ์ บ้างก็ไปตัดไม้ไผ่มาทําพื้น ทําผนังใบตอง มุงหลังคาด้วยหญ้าคา บันไดทําจากไม้ไผ่ พอถึงเย็นก็เสร็จ กราบเรียนหลวงปู่มั่น ท่านก็บอกว่า “อยากได้กุฏิ สร้างเสร็จแล้วจะทําอะไรอีก ไปภาวนานะทีนี้…”

ในปีนั้นหลังจากหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้รับอนุญาตให้สร้างกุฏิที่พักสําหรับองค์ท่านเอง ซึ่งหลวงปู่มั่นบอกให้สร้างเสร็จในวันเดียวดังกล่าว แต่สุดท้ายหลวงปู่พรหมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ท่านเองไม่ควรจําพรรษากับหลวงปู่มั่น เพราะขณะนั้นท่านก็บรรลุธรรมแล้ว กุฏิก็มีจํากัด เพื่อเปิดโอกาสให้พระธุดงคกรรมฐานรุ่นใหม่เข้าไปศึกษาอบรม ดังนั้น ท่านจึงแยกย้ายไปหาที่จําพรรษา ในสถานที่ที่ไม่ห่างไกลนัก เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระพระอาจารย์ ด้วยการช่วยอบรมพระ เณร ที่สนใจด้านปฏิบัติภาวนา เป็นการช่วยกลั่นกรองและเตรียมตัวพระ เณร ก่อนที่จะไปขอเข้ารับการฝึกอบรมธรรมปฏิบัติจากองค์หลวงปู่มั่นต่อไป

การอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ พระป่าที่อาวุโสแล้ว หรือมีพรรษามากๆ ปรกติจะไม่ได้ อยู่ประจํากับหลวงปู่มั่น จะให้แต่พระหนุ่มพรรษาน้อยๆ อยู่ด้วย เช่น หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พระอาจารย์วัน อุตฺตโม หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ศรี มหาวีโร หลวงปู่ คําพอง ติสฺโส เป็นพระหนุ่มกว่าเพื่อนในตอนนั้น เป็นต้น ถ้าพระเณรอยู่กันจํานวนมากๆ ชาวบ้านก็เลี้ยงดูไม่ไหว เพราะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีไม่กี่หลังคาเรือน

พระส่วนใหญ่จะเข้ามากราบและฟังคําสอนจากหลวงปู่มั่นแล้วก็ออกไป จะอยู่ประจําก็ไม่มี กุฏิพอจะให้อยู่ พระที่อาวุโสพรรษามากๆ ก็แยกออกไปสร้างวัดอยู่ใกล้ๆ พอไปมาหาสู่ มารับ คําสอนและอุปัฏฐากพระอาจารย์ใหญ่เป็นครั้งเป็นคราว รวมทั้งคอยช่วยอบรมขัดเกลาพระเป็น ชั้นต้นก่อนที่จะเข้าหาหลวงปู่มั่น คือ ทําหน้าที่เป็นด่านหน้า ช่วยแบ่งเบาภาระหลวงปู่มั่นในการอบรมสั่งสอนแก่พระ เณร ที่มาใหม่ เช่น หลวงปู่อ่อนก็ไปสร้างวัดป่าหนองโดก (วัดป่าโสตถิผล) อําเภอพรรณานิคม หลวงตาพระมหาบัวไปสร้างวัดบ้านกุดไห (วัดป่าญาณสัมปันโน) เพื่อสําหรับปลีกออกมาบําเพ็ญภาวนาระหว่างอยู่ดูแลหลวงปู่มั่น พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโนก็ไปสร้างวัดป่าบ้านโคกมะนาว อยู่ใกล้บ้านกุดไห หลวงปู่ฝั้น อาจาโรไปสร้างวัดป่าภูธรพิทักษ์ บ้านธาตุนาเวง อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในระยะต่อมาก็ไปอยู่ที่ถํ้าพระ บ้านนาใน อยู่กับหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ หลวงปู่นิน และหลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป ไปสร้างวัดป่าปทีป– ปุญญาราม บ้านเซือม อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร เป็นต้น

หลวงปู่บุญหนาเล่าต่อไปว่า ในช่วงนั้นหลวงปู่ผ่านได้กราบลาหลวงปู่มั่นไปอยู่ที่ถํ้าพระ บ้านนาใน และได้มีโอกาสกราบและฟังธรรมะหลวงปู่พรหมด้วย

หลวงปู่บุญหนาเล่าอีกว่า ในตอนนั้นท่านได้พบพระเถระลูกศิษย์หลวงปู่มั่นหลายรูป เป็นต้นว่า หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโม พระอาจารย์กว่า สุมโน เป็นต้น ไม่เจอแต่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ (เพราะท่านพัก จําพรรษาที่เชียงใหม่จนตลอดชีวิต ไม่ได้กลับมาภาคอีสานอีก)”

ในระยะนี้ก็มีครูบาอาจารย์หลายองค์เดินเท้าธุดงค์มากราบหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ อย่างไม่ขาดสาย และบางองค์ก็ได้เดินธุดงค์มาฟังธรรมปฏิบัติธรรมและจําพรรษากับหลวงปู่พรหม ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านก็จากถํ้าพระ มุ่งไปวัดป่าบ้านหนองผือ เพื่อกราบนมัสการลาหลวงปู่มั่น กลับไปอยู่จําพรรษาที่บ้านดงเย็น อันเป็นภูมิลําเนาเดิมของท่าน ท่านได้เดินเท้าธุดงค์ไปตามป่าตามเขา พักตามวัดป่ากรรมฐานของพระศิษย์หลวงปู่มั่นบ้าง ปักกลดพักค้างระหว่างทาง พักตามป่าช้าและวัดร้างบ้าง ในที่สุดท่านก็เดินเท้าธุดงค์ถึงบ้านดงเย็น และเข้าพักที่ วัดผดุงธรรม หรือวัดใน

ภาค ๑๓ ท่านสร้างศาสนทายาท 

ท่านมุ่งมั่นฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน

พระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในสมัยยุคต้นๆ หรือกองทัพธรรม จะดําเนินตามแนวปฏิปทาของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองที่วางไว้อย่างเคารพบูชาและจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คือ ท่านจะมุ่งมั่นฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน จึงจะอบรมสั่งสอนผู้อื่น กล่าวคือ หากท่านประพฤติปฏิบัติธรรมไปแล้ว ยังไม่บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ไม่ยอมคลุกคลีเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ท่านก็ยังเร่งรีบบําเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดต่อไป

เมื่อท่านประสบผลสําเร็จสมตามความปรารถนาเป็นศาสนทายาทสืบทอดพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านก็ยังคงบําเพ็ญเพียรภาวนาเป็นวิหารธรรมของท่านอย่างไม่ลดละไปตลอดชีวิต จวบจนท่านละจากโลกนี้ไป เพื่อรักษาธาตุขันธ์ เพื่อบําเพ็ญประโยชน์แก่โลก โดยท่านจะรับภาระหน้าที่อบรมสั่งสอนหมู่คณะในวงกรรมฐาน เพื่อทดแทนบุญคุณของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อสร้างศาสนทายาทให้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ทั้งท่านเมตตาสงเคราะห์สั่งสอนสัตว์โลก โดยเทศนาธรรมโปรดมนุษย์ เทพยดา อินทร์ พรหม และเป็นเนื้อนาบุญของพุทธบริษัทจะได้ บําเพ็ญบุญกับท่าน ตลอดจนท่านได้แผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บรรดาสรรพสัตว์ทั่วทั้ง สามแดนโลกธาตุ เป็นปรกติประจําวัน

การฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน และการบําเพ็ญประโยชน์แก่โลกมากน้อยของท่าน แต่ละองค์นั้น เป็นไปตามนิสัยวาสนาบารมีที่ท่านได้บําเพ็ญมาในอดีตชาติ ถือเป็นการดําเนินตามแนว อริยประเพณีของบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเมื่อพระองค์ตรัสรู้ธรรมแล้วก็ออกจาริกเผยแผ่ พระพุทธศาสนาและสั่งสอนพระสงฆ์สาวกให้ดําเนินตาม มาในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาลท่านพระ–อาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็นําแนวทางนี้มาปฏิบัติสืบทอดได้อย่างงดงาม

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานแล้ว ท่านก็จากบ้าน ดงเย็นออกแสวงหาครูบาอาจารย์ แสวงหาโมกขธรรมไปเป็นเวลานานนับสิบกว่าปี เมื่อท่านบําเพ็ญประโยชน์ตนจนสมบูรณ์ครบถ้วนตามหลักปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ – ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ติดตามรับใช้หลวงปู่มั่นซึ่งเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของท่านระยะหนึ่ง จากนั้นเมื่อออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นต้นมา ท่านได้กลับมาอยู่จําพรรษาที่บ้านดงเย็นอันเป็น บ้านเกิด พร้อมทั้งได้พัฒนาและสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นสองวัด คือ วัดผดุงธรรม และ วัดประสิทธิ– ธรรม ทั้งได้บูรณะพัฒนาวัดร้างและสร้างวัดในละแวกใกล้เคียง ตลอดระยะเวลาช่วงนี้ท่านได้ ทําหน้าที่ศาสนทายาทสืบทอดพระพุทธศาสนา และท่านเป็นหนึ่งในกําลังสําคัญของกองทัพธรรมที่ได้สืบทอดและเผยแผ่แนวทางปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ– อาจารย์มั่น ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จนมีชาวบ้านดงเย็น บ้านถ่อน บ้านตาล และหมู่บ้าน ใกล้เคียง ตลอดกุลบุตร กุลธิดา ลูกหลาน ให้ความเลื่อมใสศรัทธาออกบวชเพื่อประพฤติปฏิบัติธรรม กันมากมาย โดยท่านได้สร้างศาสนทายาทองค์สําคัญไว้สืบทอดหลายองค์ นอกจากนี้ท่านได้ สงเคราะห์โลกทั้งทางโลก โดยท่านได้ทําสาธารณประโยชน์ต่างๆ ไว้มากมาย เช่น สะพาน ถนนหนทาง ฝายกั้นนํ้า มอบที่ดินสร้างโรงเรียน ฯลฯ และสงเคราะห์ทางธรรม โดยท่านได้รับ กิจนิมนต์ตามงานสําคัญๆ ของครูบาอาจารย์ต่างๆ ตลอดงานพุทธบริษัทตามภาคอีสาน และท่านได้บิณฑบาตโปรดสัตว์ เทศน์อบรมสั่งสอนพุทธบริษัทเป็นประจําทุกเช้าตราบจนวันมรณภาพ

ท่านได้ศิษย์เอกเพชรนํ้าหนึ่ง

ประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้เดินทางกลับมาบ้านดงเย็น มาพักที่วัดผดุงธรรมอีกครั้ง ท่านได้มาพัฒนาสร้างวัดผดุงธรรม เมื่อชาวบ้านทราบข่าวนี้ต่างก็มี ความรู้สึกยินดีเป็นอันมาก ซึ่งข่าวของท่านในครั้งนี้ก็เป็นข่าวใหญ่ในหมู่บ้านเช่นเดียวกับครั้งที่ท่านแจกทานก่อนออกบวช ชาวบ้านที่เคยเคารพนับถือท่านอยู่แล้ว ต่างก็เข้ามากราบนมัสการและ มาใส่บาตรทําบุญฟังธรรมกันไม่ขาด 

ด้วยกิริยาท่าทางอันสงบเสงี่ยมตามแบบฉบับของพระป่าที่มีคุณธรรม ด้วยการพูดคุยของหลวงปู่พรหมแตกต่างจากสมัยฆราวาส ซึ่งปรกติท่านพูดน้อย แต่กระทําให้ดูเป็นแบบอย่าง นับแต่การเดินย่างก้าวออกจากวัด ออกเดินโคจรบิณฑบาตโปรดคนในหมู่บ้านด้วยอาการสงบสํารวมระวัง การเทศนาอบรมประจําทุกเช้า ความขยันหมั่นเพียรในการทําข้อวัตรปฏิบัติ ความเคร่งครัดใน พระธรรมวินัย ตลอดการบําเพ็ญเพียรภาวนา ก็ยิ่งทําให้ชาวบ้านที่ได้พบเห็น ให้ความศรัทธาเลื่อมใส และให้ความเคารพนับถือในองค์ท่านมากยิ่งขึ้น ทั้งเกิดความภาคภูมิใจที่จะได้มีพ่อแม่ครู–อาจารย์และมีวัดตั้งอยู่ในหมู่บ้านของตนเอง 

หลวงปู่พรหม ท่านเมตตาอบรมสั่งสอนชาวบ้าน ทําให้ชาวบ้านสนใจการทําบุญให้ทานมากยิ่งขึ้น การรักษาศีลและเจริญเมตตาภาวนาก็มากยิ่งขึ้น จากหมู่บ้านที่เคยลักวัวลักควาย จากกิตติศัพท์เป็นดงนักเลง ก็ค่อยเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น พากันรักษาศีล ฝ่ายชายที่มีความศรัทธา อย่างแรงกล้าจนขอออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานก็มีหลายองค์ หนึ่งในจํานวนนั้นก็มีหลวงปู่ ผาง ปริปุณฺโณ ซึ่งหลวงปู่ผางขณะใช้ชีวิตฆราวาส ท่านก็เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตความเป็นอยู่ในวิถีชีวิตของชาวนา เมื่อท่านได้กราบฟังธรรมหลวงปู่พรหม ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอยากจะ ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานอยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่พรหม โดยหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ได้เมตตาเล่ามูลเหตุของการออกบวชไว้ดังนี้

“สภาพชีวิตในสังคมชนบทของไทยเมื่อสมัยก่อน ประชาชนส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน อาชีพหลัก คือ การทําไร่ ทํานา และเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ไว้ใช้แรงงานในการประกอบอาชีพ ซึ่งสภาพท้องถิ่นทุรกันดารมาก ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เกิดเป็นลูกชาวไร่ ชาวนาลําบากมาก ตื่นขึ้นมาชีวิตก็วนเวียนอยู่กับการทําไร่ทํานาอยู่อย่างนี้ ไม่มีเวลาที่จะไปเที่ยวสนุกสนานเหมือนสังคมในปัจจุบันนี้

สมัยก่อนพอเสร็จจากการทํานา ก็จะมีงานบุญประจําปี แต่การทําบุญสมัยก่อนมีแต่การ ทําบุญจริงๆ ไม่มีมหรสพครบครันอย่างทุกวันนี้ โดยเฉพาะชาวบ้านดงเย็นแล้ว จะมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ซึ่งมีครูบาอาจารย์สายปฏิบัติ คือ องค์ท่านหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้เป็นผู้นําชาวบ้านดงเย็นและหมู่บ้านใกล้เคียง ให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมขององค์สมเด็จพระ–สัมมาสัมพุทธเจ้า และสร้างแต่ประโยชน์ต่อส่วนรวม ด้วยเหตุแห่งปัจจัยดังกล่าว ประกอบกับ ประเพณีนิยมของสังคมชนบทของไทยในสมัยก่อน ลูกชายเมื่อเติบโตมาแล้วจะต้องบวชเพื่อทดแทนพระคุณบิดา มารดา ที่ได้เลี้ยงมา

หลวงปู่เมื่ออายุครบ ๒๑ ปี ก็ได้เกณฑ์ทหารที่อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี แล้วท่านก็เกิดความคิดอยากจะบวชตามวิถีของสังคมชนบทในสมัยก่อน จึงขออนุญาตจากโยมบิดา มารดา เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ท่านก็เข้ากราบนมัสการองค์หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ โดยถือครองนาคทันที รักษาศีล ๘ ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติของพระภิกษุ จนเข้าใจเป็นอย่างดี โดยใช้เวลานานหลายเดือน ท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ”

ซึ่งกาลต่อมาหลวงปู่ผางท่านได้ดําเนินตามรอยหลวงปู่พรหม จนท่านได้รับการยกย่องเป็นศิษย์เอกองค์สําคัญองค์หนึ่ง และท่านได้รับการยกย่องเป็นเพชรนํ้าหนึ่งจากองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ด้วยหลวงปู่พรหมและหลวงปู่ผางต่างเป็นพระศิษย์ของหลวงปู่มั่น ประเภทเพชรนํ้าหนึ่ง จึงเป็นที่กล่าวขานยกย่องกันของวงพระธุดงคกรรมฐานว่าเป็น “คู่พระอรหันต์แห่งบ้านดงเย็น”

ประวัติย่อ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ

หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และเป็นศิษย์อาวุโสองค์แรกๆ และเป็นทายาทธรรมของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ตรงกับวันแรม ๖ คํ่า เดือน ๔ ปีขาล ที่ บ้านดงเย็น ตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี โยมบิดา นายสอน โยมมารดา นางเหม็น นามสกุล แมดสถาน มีอาชีพทํานา มีพี่น้อง ๘ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๔ 

หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๑ ปี ตรงกับวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ ที่วัดชัยมงคล ตําบลโพนสูง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยมีพระมหาเถื่อน อุชุกโร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการพร สุมโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการพุธ ยโส เป็น พระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ปริปุณฺโณ 

พรรษาแรกปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านได้จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม กับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ผู้เป็นพระอาจารย์องค์แรกของท่าน พอออกพรรษาแล้วท่านได้ติดตามหลวงปู่พรหมธุดงค์ไปกราบฟังธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ 

จากนั้นหลวงปู่ผาง ท่านได้กราบลาหลวงปู่มั่น และ หลวงปู่พรหม เพื่อออกเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา และได้ติดตามพระศิษย์หลวงปู่มั่น ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์องค์สําคัญๆ ดังนี้ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่คําดี ปภาโส หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ฯลฯ โดยบางปีท่านก็กลับมาจําพรรษากับหลวงปู่พรหม

หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านเป็นพระอริยเจ้าผู้ปรารภความพากเพียรสมํ่าเสมอตั้งแต่ วัยหนุ่มจนถึงวัยชรา เป็นศิษย์กรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต อีกองค์หนึ่งที่อัฐิได้กลายเป็นพระธาตุ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวยกย่องให้ท่านเป็นพระประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านชื่นชอบเที่ยวธุดงค์ไปตามป่าตามเขาทั่วประเทศไทย เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนมักเข้าหาสํานัก ครูบาอาจารย์เสมอๆ ท่านเป็นผู้มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ มีความมักน้อย สันโดษ เรียบง่าย และชอบเก็บตัวอยู่องค์เดียวตามลําพังอย่างเงียบๆ จริตนิสัยท่านชอบภาวนา พูดน้อย และไม่ชอบงานก่อสร้าง

หลังจากที่เที่ยวธุดงค์จากบ้านเกิดไปนาน ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านได้กลับมาพักจําพรรษาอยู่ที่วัดประสิทธิธรรม ซึ่งเป็นช่วงที่หลวงปู่พรหมมรณภาพแล้ว ท่านได้ร่วมกับครูบาอาจารย์ศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่พรหม นําคณะศรัทธาญาติโยมก่อสร้างเจดีย์ เพื่อบรรจุอัฐิธาตุและอัฐบริขารของ หลวงปู่พรหม และอยู่ช่วยงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จนงานแล้วเสร็จ ท่านจําพรรษาอีกระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็ออกเที่ยวธุดงค์ไปทางภาคใต้ อยู่หลายปี

ในบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นต้นมา ท่านได้กลับมา บ้านดงเย็น อันเป็นบ้านเกิด และท่านได้พักจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม ตราบจนวันมรณภาพ ท่านละสังขารเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานด้วยโรคมะเร็งในตับ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๔ คํ่า เดือน ๔ เวลา ๒๓.๓๕ น. สิริอายุ ๗๖ ปี ๕๔ พรรษา

งานประชุมเพลิงสรีรสังขารหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ซึ่งจัดเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นงานใหญ่มาก มีครูบาอาจารย์และพุทธศาสนิกชนมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง โดยมี องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เมตตามาเป็นองค์ประธาน พร้อมแสดงธรรมและรับผ้าป่าช่วยชาติ ต่อมาอัฐิหลวงปู่ผางได้แปรสภาพเป็นพระธาตุ เป็นเครื่องยืนยันท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวกอีกองค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา

เรื่องเล่าหลวงปู่พรหมเดินเท้าไปกราบหลวงปู่มั่น

คุณลุงบุญลํ่า ปาชิวาส ท่านเคยบวชเป็นสามเณรอยู่กับหลวงปู่พรหม และเป็นมัคนายก วัดประสิทธิธรรม ท่านเล่าเหตุการณ์ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้ติดตามหลวงปู่พรหมเดินธุดงค์จาก วัดประสิทธิธรรม ไปกราบหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ดังนี้

“บวชเป็นสามเณรในเดือนสี่ ที่วัดกุดเรือคํา บวชแล้วกลับมาอยู่วัดผดุงธรรม ทีนี้พอดี หลวงปู่พรหมท่านกลับมาจากบ้านถ่อน ก็เลยไปอยู่กับท่าน ทีนี้อยู่ที่วัดยังไม่ถึงครึ่งเดือน ท่านก็ พาไปวัดป่าบ้านหนองผือ กราบคารวะหลวงปู่มั่น สมัยนั้นไม่มีรถ ต้องเดินเท้าอย่างเดียว ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าแล้ง ใกล้หน้าร้อน

วันเดินทางวันแรก พอบิณฑบาตฉันเช้าเสร็จที่วัดประสิทธิธรรม ประมาณ ๙ โมงเช้า ก็ออกเดินทาง ตอนนั้นเป็นสามเณรใหญ่แล้ว ไปสององค์กับหลวงปู่ ก็สะพายบาตร ๒ ลูก พร้อมกลด ๒ หลัง ส่วนหลวงปู่ท่านห่มจีวรเรียบร้อยแล้วก็สะพายย่ามเดินไปเลย ก็เดินตามหลังท่านไป แต่ตามท่านไม่ค่อยทัน ทางนี้มันหนัก ค่อยๆ เดินตามท่านไป พอตกเย็นก็กางกลดนอน เดินไปถึงบ้านถ่อน ก็นอนบ้านถ่อน ซึ่งตามหมู่บ้านในสมัยก่อนนั้นบ้านเรือนผู้คนก็ยังไม่มาก ป่าไม้ก็อุดมสมบูรณ์มาก การปักกลดพักแรมตามป่าชายหมู่บ้านก็สะดวก เช้าก็ออกบิณฑบาตในหมู่บ้าน ฉันเช้าเสร็จก็ออกเดินทางต่อ พอเย็นถึงบ้านม่วงไข่ก็นอนบ้านม่วงไข่ เช้าก็ออกบิณฑบาต ฉันเช้าเสร็จก็ออกเดินทางต่ออีก เดินขึ้นภูพานกว่าไปถึงวัดป่าบ้านหนองผือก็ตอนคํ่าแล้ว

ขณะหลวงปู่พรหมพาไปกราบคารวะหลวงปู่มั่น ตอนนั้นหลวงปู่มั่นท่านยังไม่ป่วย พระที่ไปนั้นเป็นพระผู้ใหญ่ๆ ท่านรอขึ้นไปกราบคารวะ พอพร้อมกันแล้วก็ขึ้นไปบนกุฏิหลวงปู่มั่น ส่วนสามเณรให้รอที่ข้างล่างไม่ได้ขึ้นไป ท่านพูดคุยอะไรกันก็ไม่ทราบ เป็นเณรไม่ได้เข้าไปใกล้ ไม่ได้ยิน แต่อยู่บนกุฏิหลวงปู่มั่นไม่นาน พระผู้ใหญ่ทั้งหมดท่านก็ลงมาหมด 

หลวงปู่พรหมพอลงมา ท่านบอกให้ขึ้นไปกราบหลวงปู่มั่น ท่านบอกเท่านี้ เณรองค์ที่อยู่ ที่วัดก็พาขึ้นไป พอขึ้นไปก็ไปกราบเท้าหลวงปู่มั่น และได้ไปนวดกําขาหลวงปู่มั่น นวดกันคนละข้าง นวดกําไปล่ะ หลวงปู่มั่นท่านก็ไม่พูดอะไรเลย กลัวท่านมาก ไม่กล้าพูดคุยถามอะไรท่าน เสร็จแล้ว เณรองค์นั้นก็พาลงมา ทีนี้ท่านก็เข้าห้อง ไปนอนที่วัดหลวงปู่มั่นคืนเดียว เช้าก็ออกบิณฑบาต ในบ้านหนองผือ ฉันเช้าเสร็จแล้วก็กราบลาหลวงปู่มั่น แล้วก็เดินทางกลับก็พักตามวัดระหว่างทาง รวมไปกลับประมาณ ๑ สัปดาห์ กลับมาเดือนสี่ ไม่นานก็มีพิธีมีงานสร้างโบสถ์วัดผดุงธรรม”

พ.ศ. ๒๔๙๐ จําพรรษาวัดประสิทธิธรรม

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านมาพักที่วัดผดุงธรรม หรือ วัดใน ต่อมาท่านเป็นผู้นําชาวบ้านดงเย็นสร้างพระอุโบสถไม้หลังแรกที่วัดผดุงธรรม ซึ่งถือเป็นผลงานทางด้าน ศาสนวัตถุถาวรชิ้นแรกของท่าน และเมื่อจวนใกล้วันเข้าพรรษา ท่านได้มาพักปฏิบัติธรรมที่ดงป่า นอกวัดผดุงธรรม ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เป็นเขตต่อเนื่องกันกับวัดผดุงธรรม ดงป่าแห่งนี้เต็มไปด้วย สัตว์ป่าและมีเสือชุกชุม เป็นสถานที่สัปปายะเงียบสงัดห่างไกลผู้คนเหมาะกับการภาวนา เป็นที่ถูกจริตนิสัยของท่าน และกาลต่อมาท่านเป็นผู้นําญาติโยมสร้างเป็นวัดใหม่ ตั้งชื่อว่า วัดประสิทธิธรรม โดยในระยะแรกชาวบ้านดงเย็นได้พร้อมใจกันสร้างเสนาสนะป่าขึ้นอย่างชั่วคราว เช่น กุฏิกระต๊อบ แคร่ไม้ และทางเดินจงกรม ฯลฯ เพื่อสําหรับใช้เป็นสถานที่พักจําพรรษา เป็นที่ฉันจังหัน และเป็นที่ปฏิบัติธรรม

ในปีนี้เอง หลวงปู่พรหมท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรมเป็นครั้งแรก เหตุการณ์สําคัญในพรรษานี้ นอกจากท่านสร้างเสนาสนะป่าที่จําเป็นแล้ว ท่านยังได้เมตตาอบรมสั่งสอน พระศิษย์เพื่อเป็นศาสนทายาท โดยประวัติหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ได้บันทึกไว้ดังนี้

“พรรษาที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๙๐ หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ก็ได้มาจําพรรษาที่วัดป่าประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น กับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พอออกพรรษาแล้วหลวงปู่พรหม ก็ได้พาหลวงปู่ผางเที่ยวธุดงค์รอนแรมไปตามป่าเขาลําเนาไพร เพื่อมุ่งหน้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ มั่น ภูริทตฺโต ที่เสนาสนะป่าสํานักวัดป่าบ้านหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อมาถึงวัดป่าบ้านหนองผือ หลวงปู่พรหมก็พาท่านเข้ากราบหลวงปู่มั่น เมื่อมีโอกาสหลวงปู่ผางก็ได้กราบเรียนถึงการไปการมาให้ท่านได้รับทราบ และขอกราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่าน เพื่อขอรับฟังโอวาทธรรมกรรมฐาน ข้อวัตรปฏิบัติน้อยใหญ่ในการภาวนา ได้พักปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่มั่นอยู่เป็นระยะเวลาพอสมควร”

หลวงปู่พรหม เมื่อท่านพาหลวงปู่ผางไปฝากถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นแล้ว ต่อมา ท่านทั้งสองก็กราบลาหลวงปู่มั่น และได้เดินธุดงค์ไปพักที่ถํ้าพระ บ้านนาใน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดป่าบ้านหนองผือ จากนั้นต่างก็แยกย้ายกันธุดงค์ โดยหลวงปู่พรหมท่านกลับวัดประสิทธิธรรม

ท่านไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนหลวงปู่มั่นเป็นปรกติประจํา

การกราบคารวะเยี่ยมเยียนพ่อแม่ครูอาจารย์ของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่งดงามมาก และได้ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัย ครั้งพุทธกาล เป็นกิจที่พระผู้น้อย ผู้เป็นศิษย์ ควรกระทําต่อพระผู้ใหญ่ ผู้เป็นครูอาจารย์ แม้ไม่ได้กระทําการล่วงเกินกันมาก่อนก็ตาม ก็สมควรกระทําอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงออกของธรรม แสดงถึงความเคารพนับถือ ความกตัญญูกตเวที และความอ่อนน้อมถ่อมตน ดังกรณี หลวงปู่มั่น กราบคารวะเยี่ยมเยียนหลวงปู่เสาร์ และกรณีหลวงปู่มั่นขณะพักที่วัดป่าบ้านหนองผือก็มีบรรดาพระศิษย์เข้ากราบคารวะเยี่ยมเยียนเสมอๆ เช่น หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่ ฝั้น หลวงปู่ตื้อ ท่านพ่อลี หลวงปู่พรหม ฯลฯ ซึ่งธรรมเนียมการกราบคารวะเยี่ยมเยียนนับเป็น อริยประเพณีที่ควรถือเป็นอริยปฏิบัติสืบทอดกันต่อไป 

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เมื่อออกพรรษา หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเดินธุดงค์มากราบคารวะเยี่ยมเยียนหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ครูบาอาจารย์ของท่านเป็นปรกติประจํา และท่านได้เข้าพักที่ถํ้าพระ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยประวัติ หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป ได้บันทึกไว้ดังนี้

“เมื่อออกพรรษา ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป ได้พาสามเณรรูปหนึ่งไปกราบท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พอไปถึงก็ได้ไปนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เวลาเย็นก็พากันไปสรงนํ้าท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่ผ่านเป็นพระผู้น้อยเพียง ๑ พรรษา จึงได้ ถูหลังเท้า รูปอื่นก็ได้ถูแข้ง ถูขา ถูแขน หลวงปู่บอกว่า “เท้าของหลวงปู่มั่นนิ่มมากๆ ถึงแม้ว่าจะ เดินธุดงค์มาตลอด แต่เท้ากลับนิ่ม” ซึ่งตรงกับที่ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เคยบอกไว้ว่า “เท้าท่านพระอาจารย์มั่นนิ่ม ท่านเป็นผู้มีบุญมาก เราคนเท้าแข็งเป็นคนบาป”

ที่วัดป่าบ้านหนองผือ หลวงปู่ผ่านได้อยู่อบรมเดินจงกรมภาวนาอยู่กับท่านพระอาจารย์ มั่นนานพอสมควร แล้วได้กราบลามาพักที่ถํ้าพระ บ้านนาใน โดยมีหลวงปู่นิลซึ่งมาจากขอนแก่น พระอาจารย์สม หลวงปู่จ้อยมาด้วย วันนั้นท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ (ซึ่งเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ รูปหนึ่งของพระอาจารย์มั่น) ท่านได้พักอยู่ที่นั้น”

พ.ศ. ๒๔๙๑ จําพรรษาวัดประสิทธิธรรม

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้สร้างพระอุโบสถที่วัดผดุงธรรม ซึ่งท่านสร้างค้างไว้ และท่านได้จําพรรษาที่ดงป่านอกวัดผดุงธรรม หรือต่อมาคือ วัดประสิทธิธรรม นับเป็นการจําพรรษาติดต่อกันเป็นพรรษาที่ ๒ นับแต่ท่านกลับมาพักจําพรรษาที่บ้านเกิด ข่าวนี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วแถบบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว จนชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงบ้านดงเย็นได้มากราบทําบุญ ฟังธรรม ถืออุโบสถศีลในวันพระ และได้มีลูกหลานบริเวณนั้นเกิดความศรัทธาออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานดําเนินตามรอยท่าน และได้มาถวายตัวเป็นพระศิษย์อยู่หลายองค์

เมื่อออกพรรษาในปีนี้มีพระศิษย์องค์สําคัญมากราบฟังธรรมและมาพักปฏิบัติธรรมกับท่าน จากประวัติหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ได้บันทึกเหตุการณ์ในพรรษาที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๙๑ ไว้ดังนี้

พรรษาที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๙๑ ในพรรษานี้ หลวงปู่ผางท่านมีความตั้งใจจะพักจําพรรษากับ หลวงปู่มั่นอีก ที่วัดป่าหนองผือนาใน แต่หลวงปู่ผางเดินทางไปถึงก็พบว่ามีพระอยู่จําพรรษากับองค์หลวงปู่มั่นเป็นจํานวนมาก กุฏิที่จะให้พระจําพรรษากับหลวงปู่มั่นมีจํานวนไม่เพียงพอ หลวงปู่มั่นจึงเมตตาให้หลวงปู่ผางไปจําพรรษาที่วัดป่าม่วงไข่ – ผ้าขาว ในเขตอําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ใกล้สํานักใหญ่วัดป่าหนองผือนาในนั่นเอง โดยมีพระสงฆ์จําพรรษาด้วยกันทั้งหมด ๔ รูป หลังจากออกพรรษาแล้ว ได้ไปกราบนมัสการลาองค์หลวงปู่มั่น ที่วัดป่าหนองผือนาใน เพื่อกลับมาพักวิเวกอยู่กับหลวงปู่พรหม ที่วัดประสิทธิธรรม จากนั้นก็ได้กราบลาหลวงปู่พรหม เพื่อออกวิเวกไปยังพระพุทธบาทบัวบก อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และที่อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย จนถึงเวลาจวนใกล้เข้าพรรษาจึงเดินวิเวกกลับมายังจังหวัดอุดรธานี”

พื้นเพของวัดที่หลวงปู่มั่นพาดําเนิน

ในช่วงปัจฉิมวัยของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านพักจําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ ติดต่อกัน ๕ พรรษา ช่วงนี้บรรดาพระศิษย์ตั้งแต่รุ่นแรกๆ จนถึงรุ่นหลังๆ จะเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงไปกราบคารวะและกราบถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อขอเข้ารับการอบรมธรรมปฏิบัติ หลวงปู่มั่นท่านจะเน้นหนักให้พระเณรภาวนา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เล่าพื้นเพของ วัดป่าบ้านหนองผือ ที่หลวงปู่มั่นท่านพาดําเนินไว้ดังนี้

หลวงปู่ท่านทําเป็นแบบฉบับ เป็นเนื้อเป็นหนังของศาสนาของพระของเณรจริงๆ คือพอฉันจังหันเสร็จแล้วนี้ พระเณรจะรีบล้างบาตรอะไรๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขนบริขารไปที่พักของตนๆ แล้วหายเงียบหมด วัดนี้เหมือนไม่มีพระ คือไปอยู่ในป่ากันทั้งนั้น สําหรับท่านเอง ท่านก็ชอบสงัด ท่านไม่ชอบให้ใครยุ่งท่าน จะไปหาท่านได้ตามเวลาเท่านั้น นอกนั้นไปไม่ได้ เช่น ตอนบ่ายสองโมงท่านออกมา ก็มีพระเณรทยอยไปหาท่านบ้างเล็กน้อย สององค์สามองค์ แล้วก็ตอนหลังปัดกวาดสรงนํ้าเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นหาท่านได้อีกระยะหนึ่ง พอคํ่าจากนั้นแล้วท่านก็ลงเดินจงกรมของท่าน พระเณรก็ทําหน้าที่ของตัวด้วยการเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาเป็นประจํา 

นี่พื้นฐานของวัดนี้ที่ท่านครองวัดอยู่ เป็นอย่างนั้นตลอดมา การเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนานี้ถือเป็นกิจเป็นการเป็นงานของพระ เป็นเนื้อเป็นหนังชีวิตจิตใจของพระอย่างแท้จริง ไม่มีงานอื่นใดเข้ามายุ่งได้เลย 

แต่ก่อนแขกคนญาติโยมไม่มี เพราะทางจากนี้ไปพรรณาฯ (อําเภอพรรณานิคม) ไม่มีรถมีรา ต้องบุกป่าฝ่าดงไป ถ้าไปทางตัดทางลัดนี้ก็ขึ้นภูเขาลงทางนั้น ถ้าไปทางอ้อมก็ไปทางล้อทางเกวียน ๖๐๐ เส้น ถ้าไปทางลัดก็ขึ้นเขาแล้วลงทางโน้น อันนี้ประมาณ ๕๐๐ เส้น การไปมาหาสู่สําหรับ วัดนี้จึงไม่ค่อยมี ไม่มีใครกล้ามาแหละ นอกจากพระท่านมาโดยเฉพาะๆ การภาวนาของพระ จึงสะดวกตลอดทั้งวันทั้งคืนเลย

ท่านเองก็รับพระเป็นระยะเท่านั้นเอง ไม่มากกว่านั้น มีเท่านั้น ถ้าวันไหนประชุมก็รวมกันไปประชุมที่กุฏิท่าน แน่นไปหมดล่ะเวลาประชุม ท่านไม่ได้ลงมาประชุมที่ศาลา นอกจากวันอุโบสถ ที่พระทั้งหลายมาจากที่ต่างๆ มารวมกันทําอุโบสถ ประมาณ ๕๐ – ๖๐ องค์ลงอุโบสถ ท่านก็ให้โอวาทตอนนั้น มีจํานวนมากพอสมควร แต่ปกติวัดนี้จะมีประมาณ ๓๕ – ๓๖ องค์ ไม่ให้มากกว่านั้น หากจะมีจรมาก็มีชั่วระยะ ๒ – ๓ วันเท่านั้น ปกติที่พระเณรอยู่เป็นพื้นในวัดนี้ก็ประมาณ ๓๕ – ๓๖ องค์ นี่ก็ถือว่ามากที่สุดแล้วสําหรับวัดนี้และสําหรับหลวงปู่มั่น ซึ่งท่านไม่ชอบพระเณรมาก นั่น นับว่าท่านรับมากที่สุด

การทําความเพียรนี้ตลอดเวลา ไม่มีงานอื่นใดเข้ามาแทรกเลย ทําเลป่านี้เป็นที่ทํางานของพระที่เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาหมด ในป่านี้มีแต่ทางจงกรม เพราะป่ากว้าง ใครจะไปทําที่ไหน ทําได้ทั้งนั้น ลึกๆ เป็นดงไปหมด ส่วนที่นี่เป็นที่รวม บริเวณวัดก็ไม่กว้างนัก ที่กวาดโล่งเอาไว้ ไม่กว้างนัก แต่ที่ทําเลของพระภาวนานั้นมีทั่วไปในป่าในดง สะดวกสบายทุกอย่างเลย นี่พื้นเพที่ท่านพาทํามา ท่านทําอย่างนั้น

เวลามาพบมาคุยกันนี้ไม่มีเรื่องการบ้านการเมือง การซื้อการขาย เรื่องหญิงเรื่องชาย คําว่าเรื่องโลกนั้นไม่มีเลย ฟังแต่ว่าไม่มีเลย จะมีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมล้วนๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ ตลอดเวลาคุยกันมีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมล้วนๆ แม้พระท่านคุยกันสนทนากันตามที่ต่างๆ ในวัดนี้ ก็เป็นแบบเดียวกันหมด ไม่มีเรื่องโลกเรื่องสงสารเข้ามาเจือปนเลย สงัดทั้งกลางวันกลางคืนวัดนี้ตลอด

เวลามาเล่าภาวนาให้ท่านฟัง องค์นี้รู้อย่างนี้ องค์นั้นเห็นอย่างนั้น จากจิตตภาวนาของท่าน มันก็เป็นเครื่องปลุกใจกันเป็นลําดับลําดา เพราะผลงานจากการภาวนามีความรู้ความเห็น แปลกต่างกัน ใครมาเล่าถวายท่านแล้วท่านก็ชี้แจงให้ทราบ และผู้มาคอยฟังก็ได้รับประโยชน์ทั่วถึงกัน อย่างนี้ตลอดมา นี่เรียกว่า ศาสนาแท้ ผู้บําเพ็ญธรรมเพื่อมรรคเพื่อผลโดยแท้ ท่านบําเพ็ญ ท่านสนทนากันอย่างนั้น พูดกันคําไหนมีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรม เรื่องมรรคเรื่องผล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา ไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาแฝงเลย เพราะเหตุไร ก็เพราะศาสนานี้เป็นแหล่งแห่งมหาสมบัติ อันใหญ่โตและเลิศเลอยิ่งกว่าสมบัติใดในโลก ในโลกเขามีสมบัติต่างๆ ที่ต่างคนต่างวิ่งเต้นขวนขวายคุ้ยเขี่ยขุดค้นหามาในสมบัติประเภทใด ก็ได้มาตามสมบัติที่มีอยู่นั้นๆ ทีนี้ธรรมสมบัติก็เหมือนกัน ใครคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาธรรมสมบัติได้ประเภทใดมาๆ ก็สามารถที่จะนํามาพูดมาสนทนาซึ่งกันและกันได้เช่นเดียวกับทางโลกเขา

เพราะฉะนั้นเวลาท่านคุยกันจึงมีแต่เรื่องธรรมล้วนๆ เป็นเครื่องปลุกใจกันได้ดี นี่ล่ะครั้งพุทธกาลท่านดําเนินมาอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทรงพาดําเนิน บรรดาพระสงฆ์สาวกทั้งหลายก็ดําเนินมาอย่างนั้น ที่มาเป็นสรณะของพวกเรานี้ ล้วนแล้วตั้งแต่ท่านดําเนินมาอย่างนั้น ได้มรรคได้ผล เป็นที่พอพระทัยและพอใจแล้วนําธรรมอันลํ้าเลิศนั้นมาสั่งสอนสัตวโลกเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นั่นพื้นเพท่านดําเนินมาอย่างนั้น”

เรื่องท่านสร้างโบสถ์หลังแรกที่วัดผดุงธรรม

วัดผดุงธรรม เป็นวัดป่ากรรมฐานแห่งแรกของบ้านดงเย็น ในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีพระอุโบสถ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้เป็นผู้นําพาญาติโยมสร้างพระอุโบสถ หลังแรกขึ้นที่วัดผดุงธรรม เป็นพระอุโบสถไม้ทั้งหลังขนาดไม่ใหญ่มากนัก โดยท่านเป็นประธาน วางศิลาฤกษ์ เมื่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่พรหมได้กราบอาราธนานิมนต์พระอุปัชฌาย์ของท่าน คือ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) มาเป็นองค์ประธานสงฆ์ ในพิธีผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต หลวงปู่พรหมท่านนําหินศิลาแลงก้อนใหญ่ จํานวน ๘ ก้อน ฝังโดยรอบพระอุโบสถแทนใบเสมา

ต่อมาพระอุโบสถได้ชํารุดทรุดโทรมลง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ได้มาบูรณปฏิสังขรณ์ให้เป็นพระอุโบสถที่มั่นคงถาวร โดยการผูกเหล็กก่ออิฐถือปูนใหม่ทั้งหลัง เมื่อ หลวงปู่ผางถึงแก่มรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ และทางวัดได้ดําเนินการต่อจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๓,๔๘๖,๙๙๙ บาท 

หลวงปู่พรหมนอกจากสร้างพระอุโบสถหลังนี้แล้ว ท่านยังได้ปั้นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งพระพุทธรูปที่หลวงปู่พรหมปั้นด้วยมือทุกองค์ จะมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหรือปางสะดุ้งมาร สมัยเชียงแสน มีการลงรักปิดทอง และมีลักษณะเด่นที่คล้ายๆ กัน คือ พระพักตร์ (หน้า) พระกรรณ (หู) ยาวโค้ง ลงมาเกือบจรดพระอังสา (ไหล่) อันเป็นเอกลักษณ์ประจําองค์ของหลวงปู่

ในระหว่างที่หลวงปู่พรหมกําลังสร้างพระอุโบสถที่วัดผดุงธรรม เมื่อหลวงปู่มั่นท่านทราบ ท่านจึงดุและขับไล่หลวงปู่พรหมออกจากวัดป่าบ้านหนองผือ เพราะตามปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ท่านไม่ก่อสร้าง โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้ 

พ่อแม่ครูจารย์เป็นอันดับหนึ่งในสมัยปัจจุบัน การก่อการสร้างไม่มีเลยฟังซิน่ะ เห็นไหมเลิศไหมพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไปอยู่ที่ไหน กระต๊อบเท่ากําปั้นๆ ท่านยุ่งอะไรกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ยุ่งนะ พระเณรเข้าไปปั๊บนี้ เป็นไงภาวนา ยิ่งมีผู้มาจากที่ต่างๆ พระเณรที่เข้ามาหาท่าน เป็นไงภาวนา นั่นเห็นไหมล่ะ ขึ้นภาวนาเป็นยังไง นั่นต่างกันนะ…”

สําหรับปฏิปทาของหลวงปู่มั่นท่านไม่สร้างพระอุโบสถในสํานักปฏิบัติธรรม เพราะท่านต้องการสงวนความสงบวิเวกไว้เป็นสถานที่ภาวนา ซึ่งปฏิปทาข้อนี้ครูบาอาจารย์พระศิษย์หลวงปู่มั่นหลายองค์นับแต่รุ่นแรกๆ จนถึงรุ่นปัจจุบัน ท่านได้ดําเนินตามอย่างเคร่งครัด โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เหตุผลเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“เรื่องการสร้างโบสถ์สําหรับวัดนี้ (วัดป่าบ้านตาด) ยังไม่มีความจําเป็น สิ่งใดที่จําเป็นก็ทํา สิ่งนั้น เช่น จิตตภาวนาเป็นงานจําเป็นอย่างยิ่ง นี่ต้องทํา การทําอุโบสถสังฆกรรม ทําที่ไหนก็ได้ ตามร่มไม้ชายเขาที่ไหนก็ได้ไม่ขัดข้องอะไร ตามหลักพระวินัยจริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรขัดข้อง

การสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ควรให้เป็นที่เป็นฐานที่เหมาะที่ควร ไม่ใช่จะสร้างดะไปหมด

การสร้างโบสถ์หลังหนึ่งเป็นยังไง นับตั้งแต่เริ่มแรกตกลงกับช่างในการสร้างโบสถ์เป็นยังไง ถนนหนทางเข้าไปในวัดจนถึงบริเวณที่จะสร้างโบสถ์ จะต้องเปิดโล่งตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งถึงวันสร้างโบสถ์สําเร็จ ต้องบุกเบิกไปหมดยิ่งกว่าโรงงาน คนงานก็ต้องมีทั้งหญิงทั้งชายจํานวนมากมาย ที่จะเข้ามานอนกองกันอยู่นี้ ทั้งช่าง ทั้งคนงานไม่ทราบมาจากแห่งหนตําบลใด บางรายหรือส่วนมากก็ไม่เคยรู้เลยว่าศาสนาเป็นยังไง พระเณรในวัดท่านปฏิบัติยังไง แล้วเขาจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย พอเป็นความสงบงามตาแก่พระเณรในวัดได้ยังไง มันต้องเหมือนกับเอายักษ์ เอาเปรต เอาผีเข้ามาทําลายวัดนั่นเอง

ในขณะที่เปิดโอกาสตกลงกันเรียบร้อยแล้วนั้นน่ะ ไม่ว่าผู้คนหญิงชาย รถราต่างๆ ต้องเข้าต้องออกกันตลอดเวลา ประตูวัดปิดไม่ได้เลย และสถานที่ที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นมาให้เป็นของสง่างามแก่วัดแก่พระสงฆ์ในวัด แต่พระกลับตายกันหมดจากจิตตภาวนา จากมรรคจากผลนิพพานที่ควร จะได้จะถึงจากสมณธรรม คือ จิตตภาวนา แล้วจะเอาอะไรมาเป็นความสง่างามอร่ามตา ลองพิจารณาดูซิ นี่เราคิดอย่างนั้นและพูดอย่างนี้นะ จะเป็นความคิดผิด พูดผิดหรือถูกประการใดบ้าง

ธรรมเป็นสิ่งสําคัญมากมาตลอดอนันตกาล พระพุทธเจ้าก็ดี สาวกก็ดี ไม่ใช่นักสร้างโบสถ์สร้างวิหาร สร้างสิ่งรโหฐานสําราญตาอะไรเลย แต่เวลาท่านรู้อรรถรู้ธรรมภายในใจของท่านแล้ว เป็นยังไงบ้างการประกาศธรรมสอนโลกของท่านน่ะ ยกตัวอย่างสมัยปัจจุบัน ท่านอาจารย์มั่น ท่านสร้างอะไร นอกจากท่านสร้างจิตสร้างใจท่านอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มสติกําลัง ความสามารถด้วยจิตตภาวนา จนเป็นผู้ฉลาดแหลมคมเต็มภูมิแล้วย้อนมาสั่งสอนโลกอย่างเต็มภูมิ เป็นยังไงเราดูเอา คนนับถือท่านอาจารย์มั่นทั่วประเทศไทยเราจนตลอดถึงเมืองนอก นั่นผลแห่งการปฏิบัติธรรม รู้ธรรม เห็นธรรม มีใจเป็นหลักเป็นเกณฑ์ด้วยอรรถด้วยธรรมแล้ว สั่งสอนโลกได้ลึกซึ้งกว้างขวางขนาดไหน พิจารณาดูซิ นี่ล่ะธรรมภายในใจ สมบัติภายในใจแท้เป็นอย่างนี้ ผิดกับสมบัติกาฝากเป็นไหนๆ

ใจเป็นสิ่งสําคัญ มีอํานาจมาก สามารถทําประโยชน์ได้มากมายเมื่อมีคุณสมบัติอยู่ ภายในใจแล้ว แล้วโบสถ์หลังไหนที่มีอํานาจวาสนามากไปเที่ยวประกาศศาสนาสอนโลกสงสาร ให้คนเข้าถึงธรรม ธรรมถึงใจซาบซึ้งเป็นคนดีขึ้นมาได้ เราเคยเห็นโบสถ์หลังไหนบ้าง ทั้งนี้เราไม่ได้ประมาท แต่แยกมาเทียบเคียงตามหลักเหตุผล เราไม่ได้ประมาทและไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้สร้างโบสถ์ สถานที่ควรสร้างเราไม่ว่า แต่สถานที่ที่ไม่ควรสร้างก็ไม่ควรมาทําลาย สถานที่นี่เป็นสถานที่สร้างจิตใจ ด้วยจิตตภาวนาให้มีหลักฐานมั่นคง พระองค์หนึ่งๆ ได้ประโยชน์ทางด้านจิตใจแล้ว จะทําประโยชน์ให้โลกได้รับกว้างขวางมากมายเพียงไร เราคิดหมดแล้วเรื่องเหล่านี้”

หลวงปู่มั่นดุหลวงปู่พรหมสร้างโบสถ์

เรื่องหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านดุหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ มีเหตุการณ์สําคัญตอนหนึ่ง ที่ครูบาอาจารย์กล่าวขานกันต่อๆ มา คือ หลวงปู่พรหมท่านกลับไปบ้านดงเย็น ท่านได้ไปสร้าง พระอุโบสถหลังแรกที่วัดผดุงธรรมแล้วถูกหลวงปู่มั่นดุ ซึ่งหลวงปู่พรหมท่านก็ทราบอยู่แล้วว่า หลวงปู่มั่นจะต้องดุท่าน ท่านก็สร้างให้เสร็จก่อนค่อยไปหาหลวงปู่มั่น แม้ในขณะนั้นหลวงปู่พรหมท่านบรรลุธรรมแล้วก็ตาม และพระอุโบสถที่ท่านสร้างก็ไม่ได้ใหญ่โตหรูหราสวยงามก็ตาม เป็น โบสถ์ไม้ทําง่ายๆ นิสัยของหลวงปู่ท่านทําอะไรไม่เอาความสวยงาม ใช้ประโยชน์ได้ก็พอ ท่านมีคติว่า “ปลวกไม่กิน ฝนไม่รั่ว ใช้ได้ก็พอ” แค่นั้นเอง 

สาเหตุประการสําคัญ คือ ปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ท่านไม่ส่งเสริมงานก่อสร้างอันเป็น งานภายนอก ท่านมุ่งแต่งานภาวนาฆ่ากิเลสอันเป็นงานภายใน และสาเหตุอีกประการหนึ่ง คือ ในช่วงนั้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพิ่งจะสงบ ทําให้เกิดความอดอยากขาดแคลน แม้แต่ผ้าก็หาได้ยาก

หลวงปู่อ่อนเคยเล่าว่า “หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านออกบวช ท่านก็สละสมบัติออกบวช ท่านไม่มีลูก บวชแล้วท่านมาสร้างโบสถ์ (วัดผดุงธรรม อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี) แล้ว ไปกราบท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) พอเข้าถึงประตูวัดป่า–บ้านหนองผือ ท่านพระอาจารย์มั่นคอย (แล) เห็น “นั่นใคร ท่านพรหมหรือ ? ออกไปเดี๋ยวนี้ๆ” 

ท่านเห็น หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ตั้งแต่เข้าประตูวัด หลวงปู่พรหมก็มาถึงศาลา หมู่เพื่อน ภิกษุก็หานํ้าหาท่ามาถวายท่าน ท่านก็บ่นอยู่กุฏิของท่านนั่นแหละ “ออกไปเดี๋ยวนี้ๆ” ไม่รู้ว่า ผิดอะไร หลวงปู่พรหมถ้าไม่ออกไปก็กลัวท่านจะเหนื่อย กลัวจะเป็นบาป ท่านก็เลยออกไปพัก บ้านหนองสะไน ตามที่หลวงปู่อ่อนท่านเล่า ไม่รู้ว่าผิดอะไร นี่แหละที่ท่านพระอาจารย์มั่นท่านพูด อย่างนั้น ได้ยินได้ฟังก็วินิจฉัยดู “มิใช่ผิดทางท่านสอนรึ ?” ที่ท่านดุนั่นเรียกว่าผิดทางที่ท่านสอน “การสร้างนั่นมิใช่ทางพ้นทุกข์ ทางพ้นทุกข์ไม่สร้างอย่างนั้น” 

ตอนอาตมา (หลวงปู่อว้าน) ไปคารวะหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ที่วัดภูจ้อก้อ (วัดบรรพตคีรี) อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร ท่านกําลังสร้างศาลาใหญ่ ท่านบอกอาตมาว่า “ถ้าอาจารย์มั่น ยังอยู่ ทําอย่างนี้ไม่ได้นะ” ท่านว่า “ทําอย่างนี้โดนท่านดุเอา” แต่มาสมัยนี้โยมเขาว่า “ถ้าไม่ทําจะไปอยู่ไหนหลวงปู่ ไม้มันก็จะหมด หาหญ้าหาอะไรมันก็ไม่มี” จริงของเขา ท่านว่า หลวงปู่หล้าก็เลยทํา

“ที่หลวงปู่หล้าท่านทํา มันพร้อมหมดทุกอย่างแล้ว แต่สมัยก่อนไม่พร้อม มันเป็นทุกข์ การสร้างก็เป็นทุกข์ สร้างแล้วความปรารถนาอยากเป็นนั่นเป็นนี่นั่น ก็เป็นทุกข์อีก ไม่พ้นทุกข์ ทางท่านพระอาจารย์มั่นสอน ท่านสอนพ้นทุกข์ ถ้าผิดทางของท่าน ท่านจะดุเอาอย่างนั้นแหละ ถ้าไม่ผิดทางท่าน ท่านก็จะไม่ดุ”

เรื่องเตือนกันของพระอรหันต์มีมาแต่ครั้งพุทธกาล กรณีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ– เจ้าทรงเตือนพระมหากัปปินะ ซึ่งท่านเป็นพระอรหันตสาวกที่คิดจะไม่ลงอุโบสถด้วยพระองค์เอง ในสมัยกึ่งพุทธกาล ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอรหันต์ด้วยกัน ท่านก็มีการเทศน์ดุเตือนกัน เช่นกรณีหลวงปู่มั่นเอ่ยปากไล่หลวงปู่พรหมที่ท่านไปสร้างโบสถ์ หรือกรณีองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เตือนท่านพระอาจารย์จวนเรื่องสร้างบันไดภูทอกนั้น แล้วท่านพระอาจารย์จวนยอมรับ “คราวแรกก็ยอมรับด้วยความเคารพ คราวหลังยอมรับด้วยความเห็นโทษ” หรือกรณีองค์– หลวงตาดุหลวงปู่ลี กุสลธโร แล้วหลวงปู่ลีก็ยอมรับว่า “เหตุผลของท่านเหนือเรา ท่านก็ยังดุเราได้อยู่” เป็นต้น 

หลวงปู่อ่อนศรีเล่าปฏิปทาของหลวงปู่พรหม

หลวงปู่อ่อนศรี ญานวโร เป็นศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้เล่าถึงปฏิปทาของหลวงปู่พรหมให้ลูกศิษย์ฟังเพื่อเป็นคติสอนใจ ดังนี้

“ในพรรษาที่ ๒ – ๓ ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ – ๒๔๙๑ ในขณะที่เราจําพรรษาที่วัดธรรมิการาม บ้านบึงโน นั้น ได้เดินทางไปอยู่รับใช้อุปัฏฐาก และศึกษาธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ วัดที่บ้านดงเย็นบ้าง วัดศรีโพนสูงบ้าง วัดตาลนิมิตรบ้าง ไปอยู่เฉพาะหน้าแล้ง ไม่ได้ไปอยู่จําพรรษา เมื่อว่างจากภาระ อาตมาก็ไปพักภาวนากับหลวงปู่พรหมเป็นประจํา ท่านเป็นพระปฏิบัติดี

หลวงปู่พรหม ท่านไปอยู่ที่ไหน มักจะทําทางจงกรมไว้ แล้วก็สร้างห้องส้วมไว้ด้านข้าง ท่านเป็นพระรูปร่างขนาดกลาง ไม่สูงใหญ่ แต่เป็นพระที่ใจเด็ดมาก อาตมาได้ช่วยงานก่อสร้าง หลวงปู่พรหม จนถึง ๔ โมงเย็น จึงเลิกงาน ทํางานเหนื่อยแล้วก็นอนพักผ่อน บางทีนอนไปถึง เที่ยงคืน ตื่นมาก็ยังเห็นไฟท่านเปิดอยู่”

ประวัติย่อ หลวงปู่อ่อนศรี ญานวโร

หลวงปู่อ่อนศรี ญานวโร วัดถํ้าประทุน ตําบลเขาไม้แก้ว อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นพระเถราจารย์ชื่อดังแห่งเมืองชลบุรี มีเมตตาธรรมสูง มักน้อยสันโดษ ท่านเกิดในสกุลธรรมจิตร เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ตรงกับวันพุธ แรม ๑๔ คํ่า เดือน ๑๐ ปีฉลู ที่บ้านบึงโน ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร 

โยมบิดามารดาชื่อ นายมี – นางและ ธรรมจิตร ครอบครัวประกอบอาชีพชาวนา

ในช่วงวัยเยาว์ได้เรียนหนังสือใกล้บ้านที่โรงเรียนวัดศรีชมพู จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔

ในช่วงวัยหนุ่ม ได้อยู่ช่วยครอบครัวทํานาซึ่งเป็นอาชีพหลักของครอบครัว จนอายุได้ ๒๐ ปี นายอ่อนศรีได้เข้าบรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๘ ณ วัดศรีสว่าง โดยมีพระอาจารย์ฮวด สุมโน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระพุฒ ยโส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสิริ สิริปุญฺโญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ท่านได้ญัตติเป็นพระสายธรรมยุต โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรม–เจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอดุลย์สังฆกิจ (พระมหาเถื่อน อุชุกโร) เจ้าคณะอําเภอวานรนิวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูมุกดาหารสาธุกิจ (พระมหาผา) เจ้าคณะอําเภอมุกดาหาร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ 

หลังอุปสมบท พระภิกษุอ่อนศรี ได้อยู่จําพรรษาที่วัดธรรมิการาม ตําบลโคกสี อําเภอ สว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอันเป็นพื้นฐาน สามารถสอบได้ นักธรรมชั้นโท จากนั้นหลวงปู่ได้ย้ายไปจําพรรษาเพื่อฝึกฝนด้านวิปัสสนากรรมฐานไปทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก กับพ่อแม่ครูอาจารย์ เช่น หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่คําดี ปภาโส หลวงปู่หลอด ปโมทิโต หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ท่านได้มาอยู่จําพรรษาที่วัดถํ้าประทุน อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

นับแต่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ หลวงปู่อ่อนศรีได้มอบกายถวายชีวิตในการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น และได้นําธรรมะมาเทศนาอบรมสั่งสอนพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และคณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลายตามสมควรแก่โอกาส ในการเทศนาสั่งสอนนี้หลวงปู่มักจะกล่าวถ่อมตนอยู่เสมอ ท่านเทศน์ไม่เก่ง ไม่มีปฏิภาณในด้านนี้ แต่ผู้ใดมีโอกาสได้ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิด หรือได้มากราบหลวงปู่แม้แต่เพียงครั้งเดียว ก็จะรู้สึกซาบซึ้งว่า หลวงปู่มีความน่าเคารพศรัทธาและเลื่อมใสมากเพียงใด แม้ไม่ต้องสอนด้วยคําพูด แต่สอนด้วยการทําให้ดู อยู่ให้เห็น ผู้รู้จักสังเกตเรียนรู้ย่อมได้ปัญญาจากหลวงปู่ไม่น้อย

หลวงปู่อ่อนศรีเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่มีปฏิปทาน่าเคารพเลื่อมใส เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ตามแนวทางของบูรพาจารย์ พูดน้อย สันโดษ มีระเบียบแบบแผน มีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อลูกศิษย์ ไม่เลือกชั้นวรรณะ นับเป็นเวลายาวนานที่ท่านได้มอบกายถวายชีวิตปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น และได้เป็นผู้นําอบรมสั่งสอนลูกศิษย์อยู่เสมอมา

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ หลวงปู่อ่อนศรี มีดําริคิดจะสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ วัดถํ้าประทุน ซึ่งได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา– สังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน)

ในระยะหลัง สุขภาพของหลวงปู่อ่อนศรีทรุดลงไปเนื่องจากความชรา และยังต้องผจญกับโรคประจําตัวมากขึ้น ท่านได้ป่วยหนักและได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ และได้ละสังขารลงอย่างสงบ ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ รวมสิริอายุ ๘๒ ปี ๘ เดือน ๒๒ วัน พรรษา ๖๒ พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันเสาร์ที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๑๖.๐๐ น. ณ เมรุชั่วคราว วัดถํ้าประทุน

ท่านเน้นสอนภาวนาพุทโธ

การภาวนาด้วยบท “พุทโธ” มีความหมายและสําคัญมาก องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้ 

“ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ให้ระลึกถึงพุทโธ จะกระเทือนถึงพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ นั่นแหละ เพราะพุทโธคําเดียวนี้กระเทือนถึงพระพุทธเจ้าหมดทุกๆ พระองค์เลย” 

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านภาวนาด้วยบทพุทโธประจําใจนับแต่วันออกปฏิบัติ และท่านก็สอนพระศิษย์ให้ภาวนาพุทโธ ตามประวัติของท่านพ่อลี ธมฺมธโร ได้บันทึกไว้ดังนี้

“ครั้งแรกที่ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ได้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านพระอาจารย์มั่นได้สอนบทภาวนาสั้นๆ ว่า “พุทโธ” คําเดียว และสั่งให้ไป อยู่ป่ากับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ที่เสนาสนะป่าบ้านท่าวังหิน อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี”

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านภาวนาด้วยบทพุทโธ และท่านก็สอนศิษย์ให้ภาวนาพุทโธตามแนวทางของหลวงปู่มั่น โดยปี พ.ศ. ๒๔๙๑ หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ (ท่านเป็นสหธรรมิกที่เคยออกธุดงค์กับท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร) ได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่พรหม จากประวัติหลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ ได้บันทึกไว้ดังนี้

“เมื่อพบกัน หลวงปู่พรหม ก็ถามขึ้นก่อนว่า “เอาจริงหรือ ?” หลวงปู่สุภาพจึงตอบไปว่า “กระผมตั้งใจจะมาขอรับการปฏิบัติจากท่านอาจารย์ ขอเมตตาสั่งสอนผู้น้อยด้วยเถิดครับ” ได้ฟังคํายืนยันดังนั้น หลวงปู่พรหมจึงเมตตาให้อุบายธรรมในการปฏิบัติ ท่านว่า “ทําภาวนานั้น พุทโธ เรื่อยๆ ไป ทําความเพียรมากๆ ทําติดต่อกันไป หนึ่งปีไม่ได้อะไร ก็สองปีสามปี ต้องดี สักวันหนึ่ง สิ่งอื่นไม่ต้องระวังจนเกินไป จงทําภาวนาพุทโธอย่างเดียว สิ่งที่ไม่รู้ก็จะรู้ สิ่งที่ ไม่เข้าใจก็จะเข้าใจ สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็จะเห็น ไม่ต้องถามใคร มันรู้ มันก็จะหายสงสัยเอง ขอให้ ใจสงบอย่างเดียวเท่านั้น มันจะไม่มีคําถาม นอกจากคําตอบอย่างเดียว”

พุทโธมีความสําคัญมาก ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“พุทโธไว้ พุทโธนี่พุทธานุสติ มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่กับเรา หลวงปู่มั่น หลวงตาท่านเน้นประจํา “อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ” เห็นไหม เวลาหลวงปู่มั่นท่านเสีย หลวงตา ไปนั่งอยู่ปลายเท้า จิตดวงนี้มันดื้อนัก มันไม่เคยฟังใคร คนที่มันฟังก็นิพพานไปแล้ว เสียอกเสียใจ นั่งร้องไห้ครํ่าครวญหลายชั่วโมง สุดท้ายเวลามันคิดได้ นี่ในเมื่อบัดนี้คนสอนเราก็ไม่มีแล้ว แต่ คําสอนเป็นหลักของท่าน ท่านสอนบอก

“ถ้ามีสิ่งใดที่มันเป็นความสงสัย ให้เข้าสู่ภายใน อย่าส่งออก ถ้ามีสิ่งใดที่ปฏิบัติแล้วมันสงสัย มันอันตราย อย่าตามไป อย่าส่งออก ให้เข้าข้างใน ให้อยู่กับผู้รู้ ให้อยู่กับพุทโธ” 

ท่านเน้นอย่างนี้ แล้วก็กราบ กราบศพหลวงปู่มั่น เอานี้เป็นเป้าหมาย เป็นคติ เป็นตัวอย่าง แล้วปฏิบัติต่อไป นี่ก็เหมือนกัน เพราะคํานี้อันตรายมาก แล้วต่อมาไม่ต้องใช้อะไรเลย นี่ไม่ต้องใช้อะไรเลย ไม่ต้องใช้อะไรเลย กรรมการไม่มีแล้ว ถ้ากรรมการไม่มี ไม่มีใครควบคุมนะ ปฏิบัติไป มันไปตามจินตนาการเลย อยู่กับผู้รู้ อยู่กับพุทโธ แล้วสิ่งใดถ้าเกิดขึ้นเอาผู้รู้ถอดเสี้ยนถอดหนาม แล้วใช้ปัญญาของเราไป

อันนี้สําคัญมาก สําคัญที่ว่าทําไมต้องพุทโธ ทําไมต้องพุทโธ พุทโธ คือ พุทธานุสติ พุทโธ คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้ามันจะเฉไฉไปไหน ก็ให้มันอยู่กับ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ให้มันอยู่กับพุทโธของเรา ถ้าไม่เกิดปัญญาก็ยังไม่เสียหาย เรายังได้อยู่กับพระพุทธเจ้าอยู่ แต่ถ้ามันเกิดปัญญาโดยกิเลส กิเลสมันพาแฉลบออกไปหมดเลย ยุ่งตายเลย แล้ว ยุ่งตาย ใครได้ประโยชน์ ใครได้โทษ ก็ใจเราเอง ใจคนที่ปฏิบัติเอง ใจของเรานี่แหละมันร้าย มันรู้ธรรมะ มันรู้หมด มันรู้ของพระพุทธเจ้าหมด แล้วมันสร้างภาพหมด แล้วมันไปเลย”

ประวัติย่อ หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ

หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ วัดทุ่งสว่าง ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร มีนามเดิมว่า สุภาพ จรรยา เกิดเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๕ ที่บ้านโคกคอน ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นบุตรชายคนโตของครอบครัวชาวนา 

ชีวิตวัยเยาว์ของ ด.ช.สุภาพ ต้องช่วยครอบครัวทํานาหาเลี้ยงชีพมาตั้งแต่เล็ก ด้วยนิสัยที่ชอบเรื่องบุญเรื่องกุศล จึงได้ขอบิดามารดาบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุครบ ๑๗ ปี โดยได้เข้าบรรพชาที่วัดธาตุมีชัย ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร อันเป็นวัดประจําหมู่บ้าน บวชอยู่ได้ ๒ ปี จึงสึกออกมาช่วยครอบครัว แต่ใจก็ยังคงคิดถึงการบวชเป็นพระอยู่เสมอ และคิดไว้ว่า หากทํางานหาเงินให้ครอบครัวพอหมุนเวียนได้เมื่อไหร่ ก็จะไปบวชเป็นพระอีกครั้ง หลังก้มหน้า ทํางานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวอยู่หลายปี จนบิดามารดาและน้องๆ ไม่ได้รับความลําบากอีกแล้ว หลวงปู่สุภาพจึงสละทางโลกหันหน้าเข้าสู่ทางธรรม โดยอุปสมบทเป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกาย ที่วัดธาตุมีชัย ซึ่งเป็นวัดเดียวกับที่ท่านเคยบวชเณรนั่นเอง

ครั้นบวชแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาการปฏิบัติภาวนาเสียที ท่านจึงเริ่มมองหาครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อที่จะไปขอโอกาสอยู่ฝึกปฏิบัติด้วย ๕ ปี ต่อมาหลวงปู่สุภาพ จึงญัตติใหม่ในฝ่ายธรรมยุตเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ญัตติเรียบร้อยแล้วท่านก็มาจําพรรษาที่วัดทุ่งสว่าง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร จากนั้นจึงมุ่งไปพบและได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ 

ล่วงเข้าพรรษาที่ ๒ หลวงปู่สุภาพจึงมีโอกาสไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่สุภาพเมตตาเล่าเรื่องราวในช่วงนี้ไว้ว่า “เราคิดว่ายังอ่อนแออยู่ ไม่อยากให้ ครูบาอาจารย์ท่านต้องพะวงกับเรา เวลานั้นกิตติศัพท์ของท่านหอมฟุ้งไปหมด จิตใจฝักใฝ่อยาก ไปพบ อยากไปกราบท่าน แต่ยังไม่ตัดสินใจจะเข้าไปบ้านหนองผือ เพราะคิดว่ายังภาวนาไม่เป็น ก็ไม่อยากเป็นภาระกับครูบาอาจารย์ จนก่อนเข้าพรรษาจึงตัดสินใจไปกราบท่าน แรกๆ คิดว่า เข้าพบท่านพระอาจารย์มั่นยากและท่านคงดุ แต่เมื่อพบจริงๆ หลวงปู่เสียดายเวลากับความลังเลใจ มานานแสนนาน เพราะคิดว่าเรายังไม่พร้อม เวลานั้นท่านชรามาก อาการอาพาธของท่านมีบ้างแล้ว แต่จิตใจของท่านกล้าหาญไม่เคยเสียทีแก่กิเลส ไม่วุ่นวายเหมือนคนแก่ใจฝ่อทั้งหลาย 

ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาแนะนําธรรมะ ทําให้เกิดกําลังใจมาก ท่านได้พบหมู่คณะ พระป่าด้วยกันอย่างเต็มที่ ได้กราบครูบาอาจารย์จํานวนมากที่มาชุมนุมกัน หลวงปู่สุภาพอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นจนกระทั่งออกพรรษา ท่านก็ละสังขารไป หลวงปู่สุภาพจึงกลับมาจําพรรษาที่ วัดทุ่งสว่าง กระทั่งพรรษาที่ ๓ จึงตัดสินใจออกเดินธุดงค์เข้าป่าเพื่อฝึกปฏิบัติภาวนา โดยเดิน ธุดงค์ไปในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน ภาคเหนือ รวมทั้งเคยไปจําพรรษาที่เขาพระวิหาร ประเทศกัมพูชา ระหว่างการเดินธุดงค์นั้น ท่านร่วมปฏิบัติธรรมกับพ่อแม่ครูอาจารย์สายพระอาจารย์มั่นหลายองค์ อาทิ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ฯลฯ 

ระหว่างธุดงค์หลายครั้งหลายคราที่สังขารถูกรุมเร้าด้วยเวทนาอย่างหนัก จนเกือบจะเอา ชีวิตไม่รอด แต่หลวงปู่สุภาพก็ยึดเอาธรรมเป็นที่ตั้งจนผ่านมาได้ทุกครั้ง ท่านเมตตาเล่าความตอนนี้เอาไว้ว่า เมื่อคราวที่ธุดงค์ไปจําพรรษาที่เขาพระวิหารนั้น ได้อาพาธเป็นโรคมาลาเรียอย่างหนัก เมื่อยาที่จะรักษาก็ไม่มี หลวงปู่สุภาพจึงใช้ธรรมโอสถ เอาชนะโรคภัยที่รุมเร้า ในที่สุดธรรมโอสถก็สามารถระงับดับโรคร้ายนี้ได้จริงๆ

หลวงปู่สุภาพเป็นศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และเป็นหนึ่งในยอดคนเร้นกายด้วยอุปนิสัยที่ชอบเก็บตัวเงียบ พูดน้อย มักน้อยสันโดษ และปฏิเสธที่จะรับตําแหน่งสมณศักดิ์ต่างๆ จึงมิค่อยมีประวัติบันทึกเอาไว้มากนัก เมื่อมีผู้กราบเรียนถามเรื่องนี้กับท่าน จึงได้รับคําตอบว่า

“หลวงปู่ชอบสงบ ไม่ประสงค์อื่น เสียเวลามามากแล้ว เวลานี้อายุก็มาก จะมัวรีรออย่างอื่น ไม่ได้หรอก”

หลวงปู่สุภาพ ท่านดํารงขันธ์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่ศิษยานุศิษย์มาจนกระทั่งช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ในคืนวันหนึ่งท่านได้มอบหมายงานต่างๆ ให้รองเจ้าอาวาสเป็นที่เรียบร้อย แล้วท่านก็ เข้ากุฏิจําวัดในท่านั่ง รุ่งเช้าศิษย์ที่คอยอุปัฏฐากจึงพบว่าท่านละสังขารไปในท่านั่งในคืนที่ผ่านมานั่นเอง

ท่านช่วยสร้างวัดศิริราษฎร์วัฒนา

กิตติศัพท์ชื่อเสียงของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในการเป็นผู้นําชาวบ้านในการบูรณะและสร้างวัดเป็นที่เลื่องลือในสมัยนั้น หากหลวงปู่ท่านจะทําอะไรแล้วต้องสําเร็จ จึงมีผู้มากราบนิมนต์ขอให้หลวงปู่เมตตาไปช่วยสร้างวัด

วัดศิริราษฎร์วัฒนา อําเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร เป็นอีกวัดหนึ่งที่ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านไปช่วยสร้าง กล่าวคือ ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๑ หลวงปู่มี อภิชาโต สมัยนั้นท่านเป็นฆราวาส ท่านเคยเป็นภารโรงที่โรงเรียนเจริญศิลป์ ท่านเดินทางมากับคนเฒ่าคนแก่บ้านเจริญศิลป์ เพื่อมากราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่พรหมที่วัดผดุงธรรม จะนิมนต์หลวงปู่ไปช่วยสร้างวัดให้ แต่หลวงปู่ท่านไม่ได้ไปสร้างเอง ท่านไปบูรณะและพัฒนาวัดร้างที่บ้านถ่อน (วัดศรีโพนสูง) สําหรับการสร้างวัดศิริราษฎร์วัฒนา หลวงปู่พรหมมอบหมายให้ท่านอาจารย์ชาย ซึ่งเป็นพระศิษย์ไปแทน 

หลวงปู่มี ท่านเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่พรหมท่านเคยไปพํานักที่วัดศิริราษฎร์วัฒนา ญาติโยม ที่นั่นก็เล่าว่า หลวงปู่พรหมท่านเคยเมตตาไปพัก เพื่อโปรดพระ เณร ญาติโยมที่วัดแห่งนี้ประมาณ ครึ่งเดือน ซึ่งท่านเจ้าอาวาสวัดศิริราษฎร์วัฒนา ท่านทราบเรื่องนี้ เพราะว่าสมัยนั้นทางวัดได้สร้างกุฏิถวายหลวงปู่พรหม โดยการออกแบบกุฏิให้มีทางเดินจงกรมอยู่ข้างบน คล้ายๆ กับกุฏิหลวงปู่ที่วัดประสิทธิธรรม 

ในกาลต่อมาพระครูศรีภูมานุรักษ์ หรือ หลวงปู่คํามี สุวณฺณสิริ พระศิษย์อีกองค์หนึ่งของหลวงปู่พรหมท่านได้มาจําพรรษาที่วัดศิริราษฎร์วัฒนา ท่านได้ขยายที่วัดจนกว้างขวาง และท่านได้พัฒนาสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัดจนเจริญรุ่งเรือง หลวงปู่คํามีท่านจึงได้รับการเคารพยกย่องเป็นบูรพาจารย์องค์แรกของวัดแห่งนี้

ประวัติย่อ พระครูศรีภูมานุรักษ์ (หลวงปู่คํามี สุวณฺณสิริ)

หลวงปู่คํามี สุวณฺณสิริ วัดป่าสามัคคีธรรม บ้านนาเหมือง ตําบลพังโคน อําเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต อีกรูปหนึ่งที่มี วัตรปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีเมตตาธรรมสูง ในวัยหนุ่มท่านทํางานด้านคันถธุระอย่างหนัก ต่อมาเมื่อท่านได้เข้ากราบฟังเทศน์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ฯลฯ ท่านได้หันมาเจริญด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาอย่างจริงจัง

หลวงปู่คํามี เกิดในสกุล สุวรรณศรี เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๔๖๓ ณ บ้านบก หมู่ที่ ๓ ตําบลหนองไข่นก อําเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี โยมบิดามารดาชื่อ นายนาเคน และนางดี สุวรรณศรี ชีวิตในวัยเด็กช่วยครอบครัวเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ช่วยทํานา การศึกษาจบชั้น ป.๔ 

บรรพชา เป็นสามเณรครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๗๘ ณ อุโบสถวัดศรีบุญเรือง ตําบลหนองไข่นก อําเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๘๑ ณ วัดสุปัฏนาราม อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 

อุปสมบท เป็นพระภิกษุฝ่ายมหานิกาย ณ อุโบสถวัดบ้านก่อ ตําบลหนองไข่นก อําเภอ ม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี กระทั่งได้ญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต ณ วัดศรีเมือง จังหวัด หนองคาย เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๘๓ โดยมีพระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระใบฎีกานาค เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาอินทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลวงปู่คํามี ท่านเป็นพระนักปฏิบัติที่ซื่อตรง ตอนหนึ่งในบันทึกชีวประวัติ ท่านบันทึกไว้ว่า 

“การปฏิบัติทางวิปัสสนาในตอนบั้นปลายชีวิต นับจากปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นมา ได้ย้ายออกจากวัดไปพักผ่อนบําเพ็ญตบะธรรมภายใน ให้ควบคู่กับฝ่ายคันถธุระที่ทําหนักมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นต้นมาโดยลําดับ นับว่าเอาชีวิตจิตใจมุ่งมั่นไปในด้านวัตถุและทางปริยัติการศึกษาของกุลบุตรผู้ที่จะสืบอายุของพระพุทธศาสนาต่อไป

ในด้านวัตถุ คือ ต้องการให้เป็นหลักฐานมั่นคงของเสนาสนะ เช่น กุฏิ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ พระพุทธรูปและเจดีย์ จนเวลาล่วงเลยไปถึง ๒๑ – ๒๒ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ อายุได้ ๔๕ ปี พรรษา ๓๔ จึงรู้สึกตัวว่าสภาพสังขารร่างกายย่างเข้าสู่วัยชราแล้วจึงถอนตัวออกจากหล่ม คือ ความคลุกคลีด้วยการงานและหมู่คณะทางฝ่ายการปกครองไปบ้าง แต่มิได้วางเสียจริงๆ ได้หาลูกศิษย์ ลูกหาช่วยงานแทนมือไปเป็นครั้งคราว ก็เรียกว่าผ่อนเบาไปบ้าง พอได้อบรมตัวเอง ในความคลุกคลีการงานทั้งหมู่คณะด้านคันถธุระจนเกินไป ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร ท่านเคยเทศน์เตือนให้ฟังบ่อยๆ ความว่า “มันจะตายทิ้งเปล่าๆ นะพระครูศรี !” 

ท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านบอกอย่างนี้ อัตตโนจึงนึกแปลความหมายอยู่ถึง ๓ ปี จึงไปได้ความกระจ่างในคราวที่ไปวิเวกอยู่ทางจันทบุรีว่า การตายย่อมเป็นไปได้ ๓ นัย ๓ อย่าง คือ

ตายอย่างที่ ๑ ตายจากเพศบรรพชิต 

ตายอย่างที่ ๒ ตายจากคุณธรรมที่ควรจะได้ แต่ก็ไม่ได้ เพราะความประมาท 

ตายอย่างที่ ๓ ตายหมดลมหายใจ

เมื่อนึกขึ้นได้เช่นนั้นก็สลดสังเวชในความตายอย่างนี้ย่อมมีทุกๆ คน ทั้งหญิง ชาย นักบวช ฆราวาส ทั้งคนมีคนจน ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ดังพระบาลีว่า “อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา” แปลว่า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่จะหนีพ้นไปจากความตายนี้ได้”

หลวงปู่คํามี ท่านได้กราบคารวะหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นประจํา จนท่านได้รับความเมตตาไว้วางใจจากหลวงปู่พรหม ในการสร้างเหรียญหลวงปู่พรหมรุ่นแรก การบันทึกภาพถ่ายของหลวงปู่พรหม จนเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ชาวพุทธได้กราบไหว้บูชามาจนกระทั่งทุกวันนี้ และเมื่อหลวงปู่พรหมมรณภาพ ท่านได้มาช่วยงานอย่างเต็มกําลังความสามารถ โดยเฉพาะท่านได้ออกแบบเมรุประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม

หลวงปู่คํามี ได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๓๐ สิริอายุ ๖๖ ปี ๔๖ พรรษา ณ โรงพยาบาลประจําจังหวัดอุดรธานี นายแพทย์แจ้งว่าสมองของท่านไม่ทํางานอีกต่อไป สาเหตุเกิดจากท่านได้ตรากตรําทํางานฝ่ายคันถธุระเผยแผ่พระศาสนาอย่างหนัก จนเกินกําลังของสังขารร่างกายสุดที่จะทนได้ไหว สมจริงดังพระบาลีว่า สพฺเพ เภทปริยนฺตํ เอวํ มจฺจาน ชีวิตํ ชีวิตของ หมู่สัตว์เหมือนภาชนะดิน ล้วนมีความแตกสลายเป็นที่สุด

ภาค ๑๔ บูรณะวัดร้างและพัฒนาวัดผดุงธรรม วัดประสิทธิธรรม 

กราบเยี่ยมหลวงปู่มั่นและพักวัดร้างพบพระพุทธรูปเศียรหัก

ประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ในช่วงหน้าแล้ง หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเดินธุดงค์ไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือเป็นปรกติ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่หลวงปู่มั่นท่านได้พยากรณ์อายุของท่านไว้ว่าไม่เกิน ๘๐ ปี โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้ 

“นี่เริ่มป่วยแล้วนะ เริ่มป่วยเมื่อวานซืน วานซืนก็คือวันขึ้น ๑๔ คํ่า ๑๕ คํ่าก็เมื่อวาน วันแรมคํ่าหนึ่งก็วันที่เราไปถึง นี่เริ่มป่วยแล้วนะ จากนั้นก็ขึ้น ป่วยครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เห็นไหมล่ะฟังซิน่ะกล้าหาญไหมล่ะ ป่วยนี้เป็นครั้งสุดท้ายไม่มีหาย เอายาเทวดามาใส่ก็ไม่หาย มีแต่จะตายท่าเดียว แต่มันไม่ตายง่ายนะ โรคนี้เป็นโรคทรมาน เขาเรียกว่า โรคคนแก่ โอ๊ย ! ไม่ลืมนะ เขาเรียกว่า โรคคนแก่ ต้องทรมานอยู่นานกว่าจะตาย คือครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย การเจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีหาย ท่านบอก ต้องตายถ่ายเดียว เอายาเทวดามาใส่ก็ไม่หาย มันก็เหมือนกับเอานํ้ามารดต้นไม้ที่มันตายยืนต้น ให้มันผลิดอกออกใบมันจะเป็นไปได้ยังไง ความหมาย นี่ก็ยังไม่ล้มเท่านั้นเอง ท่านว่า เราก็ ไม่ลืม ตั้งแต่นี้ต่อไปโรคนี้จะไม่มีหายจะถึงวาระสุดท้ายเลย แต่เป็นโรคทรมานไม่ตายง่ายแหละ เขาเรียกว่าโรคคนแก่ ๗ เดือนใช่ไหมล่ะ เราก็นับปั๊บจนกระทั่งถึงวันท่านมรณภาพ ๗ เดือน

อย่างนี้แหละผิดไหมล่ะ ๘๐ ปี แต่ก่อนประกาศก็ประกาศไม่เลย ๘๐ นะ ชี้นิ้วเลยเทียวนะ ใครจะเร่งให้เร่งนะ ไม่เลย ๘๐ เวลานี้ก็ได้เท่านั้นปี แล้วก็นับนิ้วให้เห็นด้วย พอถึง ๘๐ ปั๊บ นี่มัน นานไหม นานอะไรล่ะดูซิ มันจับได้ทุกกิทุกกีนะเรา ท่านก็เฉยนะที่นี่ เจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนไม่ใช่ คนเจ็บคนไข้นะ เฉยธรรมดาๆ ธรรมดาท่านเหมือนไม่มีโรคมีภัย เป็นปรกติ แต่ใครก็รู้ว่าท่าน ไม่สบาย เอายานั้นมา เอายานี้มาให้อะไร ท่านก็เฉย ท่านไม่สนใจ ยาแยอะไร ท่านว่า ยาแยอะไร หายุ่ง นั่นฟังซิท่านบอก หามายุ่ง อยู่นี่สบายแล้ว เรื่องธรรมถ้าลงได้เข้าถึงใจแล้ว ไม่ต้องหาอะไรมาเป็นพยาน จ้าขึ้นเท่านั้นพอแล้ว…”

ในปีนี้หลวงปู่พรหม เมื่อท่านกลับจากการเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงปู่มั่น ท่านได้เดินธุดงค์วิเวกมาแต่บ้านเปือยหนองทุ่ม ตรงทางขึ้นถํ้าพวง เข้าอําเภอสว่างแดนดิน วิเวกมาเรื่อยๆ จนถึงวัดศรีโพนสูง ซึ่งสมัยนั้นเป็นวัดร้าง ขึ้นอยู่ในเขตบ้านถ่อน ตําบลโพนสูง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านได้ปักกลดพักภาวนาที่วัดศรีโพนสูง ขณะที่หลวงปู่พรหมมาพัก ท่านได้พบ ซากก้อนอิฐใหญ่ๆ และพบพระพุทธรูปเก่าแก่เศียรหัก ท่านตั้งใจจะบูรณะ ในเวลาต่อมาท่านก็ได้บูรณะพระพุทธรูปองค์นี้และได้พัฒนาวัดร้างแห่งนี้ จนเจริญรุ่งเรืองเป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้นมา 

วัดศรีโพนสูง เป็นวัดป่ากรรมฐานอีกแห่งหนึ่ง เป็นที่พักสงฆ์กลางทาง ตั้งอยู่ระหว่างวัดป่าศรีสว่าง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร กับ วัดประสิทธิธรรม อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี สมัยก่อนหลวงปู่พรหมท่านเดินเท้าธุดงค์กลับวัดประสิทธิธรรม ท่านจะแวะพักที่วัดศรีโพนสูงก่อน หรือเมื่อท่านมีกิจนิมนต์ในจังหวัดสกลนครหรือจังหวัดอุดรธานี ท่านจะไปพักที่วัดป่าศรีสว่างเพื่อ ต่อรถโดยสาร ท่านก็จะแวะพักที่วัดศรีโพนสูงก่อน

สําหรับวัดป่าศรีสว่าง เป็นวัดธรรมยุต ในสมัยก่อนถือว่าเป็นวัดป่าศูนย์กลางของพระธุดงค– กรรมฐานในเขตตัวอําเภอสว่างแดนดิน มีหลวงปู่บุญ ชินวํโส เป็นเจ้าอาวาส (ท่านเป็นพระศิษย์สําคัญรูปหนึ่งของหลวงปู่มั่น) ที่วัดแห่งนี้บรรดาครูบาอาจารย์ที่อยู่ในละแวกนี้รวมทั้งหลวงปู่ พรหม สมัยก่อนต้องเดินเท้ามาพักที่วัดป่าศรีสว่าง สมัยนั้นก็ไม่ค่อยมีรถ ส่วนมากจะเป็นทางเกวียน และแถวนี้เป็นหมู่บ้านสีแดงของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

พ.ศ. ๒๔๙๒ จําพรรษาวัดศรีโพนสูง

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เมื่อใกล้ถึงวันเข้าพรรษา หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้มาจําพรรษาที่วัดศรีโพนสูง นับเป็นปีแรก โดยมีหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ มาอยู่ร่วมจําพรรษา โดยช่วงก่อน เข้าพรรษา ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างเสนาสนะป่าชั่วคราว ด้วยการปลูกกุฏิกระต๊อบ แคร่ไม้ และทําทางเดินจงกรมถวาย 

จากประวัติหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ได้บันทึกเหตุการณ์ในพรรษาที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๙๒ ไว้ดังนี้ 

หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านได้ติดตามองค์หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เดินรอนแรมไปลุถึง เขตอําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และได้พักจําพรรษาที่วัดศรีโพนสูง บ้านถ่อน ตําบล โพนสูง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร”

การมาอยู่จําพรรษาที่วัดร้างแห่งนี้ หลวงปู่พรหมท่านได้เมตตาสงเคราะห์ชาวบ้านถ่อนเป็น อันมาก คือ นอกจากท่านจะเมตตาอบรมหลวงปู่ผางซึ่งเป็นศิษย์เอกอย่างใกล้ชิดแล้ว ท่านยังได้เมตตาอบรมสั่งสอนชาวบ้านให้รู้จักการบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ด้วยการรักษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ด้วยการรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปัดกวาดลานวัด อย่างประจําสมํ่าเสมอ ด้วยการปฏิบัติธรรมเดินจงกรมนั่งสมาธิอย่างเข้มข้นของหลวงปู่ทั้งสอง ทําให้ชาวบ้านถ่อนเกิด ความเคารพเลื่อมใสศรัทธากันมาก ภายหลังมีลูกหลานชาวบ้านถ่อนเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานกันมากมาย และไปอยู่จําพรรษากับท่านที่วัดประสิทธิธรรมก็มี รวมทั้ง มีนายสุนทร ราชหงษ์ ท่านเป็นสาธารณสุข ก็ได้มาทําบุญใส่บาตรและคอยอุปัฏฐากดูแลรับใช้ ท่านอย่างใกล้ชิดตราบจนวันมรณภาพ สําหรับชาวบ้านถ่อนทั้งหญิงและชาย ต่อมาได้ช่วยกันเป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาบูรณะวัดร้างแห่งนี้ร่วมกับหลวงปู่พรหม

ขณะที่หลวงปู่พรหมมาจําพรรษา ชาวบ้านถ่อนต่างก็ให้ความเคารพท่านมาก คนเฒ่า คนแก่ได้เล่าความประทับใจกันว่า “โอ๊ย ! ศรัทธาหลวงปู่พรหมท่านมากๆ โอ้ ! ท่านปฏิบัติเก่งนะ ขนาดกลับมาจากบิณฑบาตนี้นะ ระหว่างรอฉันจังหัน ท่านจะไปเดินจงกรมก่อนที่ท่านฉันจังหันนะ ท่านปฏิบัติเคร่งมากขนาดนี้ ท่านเทศน์ก็สั้นๆ ไม่นาน ท่านพูดน้อยแต่ได้ใจความ”

ประวัติวัดศรีโพนสูง

วัดศรีโพนสูง ปัจจุบันขึ้นกับ บ้านโพธิ์ชัย ตําบลบ้านถ่อน อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เดิมชื่อวัดศรีสว่าง เป็นวัดร้างเก่าแก่ไม่ทราบว่าสร้างในปีไหน ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ทางวัดได้จดทะเบียนวัดใหม่ โดยตั้งชื่อว่า วัดศรีโพนสูง เนื่องจากลักษณะของวัดเป็นโพนเหมือนกับเกาะอยู่กลางทุ่งนา และต่อมาเป็นวัดร้างอีกครั้ง สภาพพื้นที่วัดมีลักษณะเป็นเกาะ บนเกาะเป็นป่าไผ่และป่ามะพร้าว บริเวณโดยรอบเกาะในอดีตเป็นดงป่ามีต้นไม้ใหญ่และดงไผ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น ต่อมา มีการมาจับจองที่ทํากิน ปัจจุบันเลยกลายเป็นทุ่งนา ในหน้าฝนจะมีนํ้าล้อมรอบเกาะ หน้าหนาวอากาศหนาวเย็นมาก ช่วงเช้าจะมีหมอกไปทั่วบริเวณ บริเวณวัดร้าง พบซากโบสถ์ และซากอิฐก้อนขนาดใหญ่ พระพุทธรูปเศียรหัก และมีการขุดค้นพบพระพุทธรูปโบราณ โครงกระดูกของมนุษย์ และวัตถุโบราณต่างๆ เช่น ไปป์สูบยา ไห หม้อ จอบ เสียม ฯลฯ นับเป็นสถานที่เงียบสงัดวิเวกมาก เป็นที่สัปปายะเหมาะกับการภาวนา

คนเฒ่าคนแก่ที่มาทําบุญที่วัดศรีโพนสูงเล่ากันว่า ณ วัดร้างแห่งนี้ ในวันพระ ๑๕ คํ่า จะมีแสงปาฏิหาริย์สว่างไสว ลักษณะเป็นดวงแก้วขนาดใหญ่เท่าลูกมะพร้าว ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ชาวบ้านเรียกว่า “แก้วสี” ดวงแก้วจะลอยเสด็จไปมาบ่อยมาก โดยจะเสด็จระหว่างวัดศรีโพนสูงกับวัดโนนดู่ ซึ่งเป็นวัดร้างอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งวัดร้างทั้งสองห่างกันประมาณ ๑ กิโลเมตร 

ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่พรหมได้ธุดงค์มาพบวัดร้างแห่งนี้ ได้พบพระพุทธรูปเศียรหักซึ่งมีป่าไผ่หุ้มอยู่โดยรอบองค์พระ ท่านได้มาพัฒนาบูรณะวัดร้างแห่งนี้ และปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้ซ่อมแซมพระพุทธรูปจนสําเร็จ ซึ่งเดิมทีวัดร้างแห่งนี้เป็นสถานที่เข็ดมาก (เจ้าที่แรงมาก) ใครเข้าไปใกล้ไม่ได้เลย มันเข็ดมาก ใครไปแตะต้อง ไปขุด ไปทําอะไรไม่ได้เลย ชาวบ้านเกรงกลัวกันมาก เมื่อหลวงปู่พรหมมาอยู่จึงพัฒนาสร้างเป็นวัดขึ้นมาได้ เป็นบารมีธรรมของท่าน เพราะท่านได้สร้างของท่านมาแต่ชาติปางก่อน เมื่อมาขุดมาบูรณะวัดก็ได้พระพุทธรูปขึ้นมาจากตอไม้ก็มี เป็นตอของ ต้นโพนหมากข่อย นอกจากขุดได้พระพุทธรูปแล้วยังได้ของโบราณขึ้นมาตั้งมากมาย ส่วนเรื่อง

ดวงแก้วเสด็จไปมา หลวงปู่พรหมท่านก็เห็น แต่ท่านไม่ได้เล่าให้ญาติโยมฟัง นอกจากพวกพระที่ บวชอยู่กับท่าน ต่อมาท่านได้บรรจุดวงแก้วนี้ไว้ในพระพุทธรูป แต่ไม่รู้ว่าบรรจุไว้องค์ไหน หลวงปู่หนูเพชร ปญฺญาวุโธ พระศิษย์หลวงปู่พรหมท่านเล่าว่า “ดวงแก้วมีทั้งหมด ๓ ดวง คือ ดวงแก้ว สีใส ดวงแก้วสีเขียว และดวงแก้วสีแดง ดับไปแล้ว ๒ ดวง เหลืออยู่ ๑ ดวง ปัจจุบันดับหมดแล้ว” 

สมัยก่อนแถบบริเวณนี้มี ๒ วัด วัดหนึ่งอยู่บริเวณที่ตั้งวัดศรีโพนสูงในปัจจุบัน อีกวัดหนึ่งอยู่ศาลากลางบ้านโพธิ์ชัย หลวงปู่พรหมย้ายออกมาอยู่ที่นี้ มาบูรณะวัดนี้ โดยรื้อถอนเสนาสนะวัดนั้นมารวมที่นี้ บริเวณนั้นก็เลยเป็นวัดร้าง มีแต่ที่ดินว่างเปล่า ทางเจ้าอาวาสวัดศรีโพนสูงก็เลยมอบให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ และเป็นที่ตั้งศาลากลางบ้านโพธิ์ชัย 

ขณะที่หลวงปู่พรหมพักที่วัดศรีโพนสูง วัดขึ้นอยู่กับตําบลโพนสูง ต่อมาแยกเป็น ๒ ตําบล โดยมีคลองแบ่ง เป็นตําบลบ้านถ่อนและตําบลโพนสูง ปัจจุบันวัดศรีโพนสูงขึ้นกับตําบลบ้านถ่อน

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ท่านไปเตรียมงานประชุมเพลิงหลวงปู่มั่น

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านไปเตรียมงานประชุมเพลิงหลวงปู่มั่น จากประวัติหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ได้บันทึก เหตุการณ์ในพรรษาที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๙๒ ไว้ดังนี้ 

“หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงปู่พรหมได้เดินทางพาหลวงปู่ผางมุ่งหน้าสู่วัดป่าหนองผือ นาใน อําเภอพรรณานิคม เพื่อประชุมคณะสงฆ์เตรียมงานประชุมเพลิงองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และโอกาสนี้หลวงปู่ผาง ได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่ขาว อนาลโย หลังจากได้กราบนมัสการหลวงปู่ขาวแล้ว หลวงปู่ก็ได้กราบขออนุญาตหลวงปู่พรหม ติดตามหลวงปู่ขาวไปธุดงค์วิเวกตามเทือกเขาภูพาน และได้มาแวะพักที่วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม (ถํ้าพวง) ในเขตอําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร”

งานประชุมเพลิงศพหลวงปู่มั่นในครั้งนั้นถือเป็นงานที่ใหญ่โตมาก เพื่อความสงบ เพื่อความสะดวกเรียบร้อยและความเป็นระเบียบงามตาในงาน และเพื่อให้สมเกียรติวงพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งมุ่งเน้นความสงบเรียบง่าย ประหยัด ไม่หรูหรา เป็นการบําเพ็ญบุญอย่างแท้จริง จึงต้องมีการจัดประชุมคณะสงฆ์ เพื่อเตรียมรองรับงานในทุกๆ ด้าน ซึ่งงานนี้คาดว่าจะมีศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิต คือ พระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง และพระธุดงคกรรมฐาน สามเณร แม่ชี ทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ คือ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน มาร่วมงานครั้งสําคัญ ครั้งสุดท้ายกันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง 

การประชุมคณะสงฆ์ครั้งสําคัญในครั้งนั้น มีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นประธานสงฆ์ นับเป็นการประชุมคณะสงฆ์ที่พระศิษย์หลวงปู่มั่นมาร่วมประชุมกันอย่างเนืองแน่น เช่น หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ฯลฯ

ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านอยู่ช่วยงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่มั่น

ในช่วงระหว่างที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ จนถึงวันประชุมถวายเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งถือเป็นงานที่ใหญ่โตมากของวงพระธุดงคกรรมฐานในสมัยนั้น นับเป็น การรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น 

ในวันประชุมเพลิง พระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง ครูบาอาจารย์พระศิษย์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ตลอดจนฆราวาสศิษย์หลวงปู่มั่นจากทั่วสารทิศได้เดินทางมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น คับคั่งตามที่คาดการณ์ไว้ ที่อยู่ ที่พักปักกลดตามป่าแน่นไปหมด บรรยากาศในงานเป็นแบบฉบับของกรรมฐานอย่างแท้จริง คือ ไม่มีมหรสพ ไม่มีการโฆษณาหรือพูดเรี่ยไรใดๆ มีแต่การบําเพ็ญบุญ ล้วนๆ โดยการใส่บาตร สวดมนต์ ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม แม้พระ เณร แม่ชี ผู้คนจะมากจน ล้นหลามเบียดเสียดกันก็ตาม แต่เหตุการณ์กลับสงบราบรื่น ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน อาหารก็เพียงพอ วัตถุไทยทานต่างๆ ก็มากมายกองจนล้นเป็นภูเขา ปัจจัยร่วมบริจาคทําบุญงานศพก็มาก เป็นประวัติการณ์ และไม่มีการประกาศหาของหายแม้แต่ชิ้นเดียว 

ในระยะนี้หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้นําชาวบ้านดงเย็นและละแวกใกล้เคียงไปร่วมงาน ท่านได้อยู่ช่วยถวายงานศพร่วมกับพระศิษย์หลวงปู่มั่น โดยเฉพาะการแสดงธรรมและปฏิบัติธรรมในตอนคํ่า ซึ่งวงพระธุดงคกรรมฐานให้ความสําคัญมาก ก็จะมีบรรดาครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นแสดงธรรมเป็นประจําทุกคืนตลอดงาน จนถึงวันประชุมเพลิงศพ หลวงปู่พรหมท่านก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่ได้เมตตาแสดงธรรมในงานดังกล่าว

ผลงานของหลวงปู่มั่นกว้างขวางมาก

องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ผลงานของหลวงปู่มั่น ไว้ดังนี้ 

“กรรมฐานในประเทศไทยมีอยู่ทุกภาคที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นประสิทธิ์ประสาทให้ แม้จะไม่เป็นลูกของท่านจริงๆ ที่อยู่กับท่าน แต่ก็เป็นหลาน คือ ได้รับจากครูจากอาจารย์ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านมาก่อนแล้ว ก็ประสิทธิ์ประสาทธรรมะให้ แล้วก็เป็นครูเป็นอาจารย์ต่อไป สั่งสอนญาติโยมในที่ต่างๆ มีจํานวนมาก นี่ล่ะเป็นผลงานของหลวงปู่มั่นเรา เป็นผลงานที่กว้างขวางมาก ลูกศิษย์ ลูกหาองค์ไหนอยู่ที่ใด ถามแล้วมีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นๆ ไม่ค่อยล่อแหลม มักจะมีหลักมีเกณฑ์ อยู่เสมอ ไม่ได้สอนแบบออกนอกลู่นอกทาง ขลังไปในที่ต่างๆ อย่างนี้ไม่ค่อยมี ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นจริงๆ ไม่ค่อยมี สอนไปตามอรรถตามธรรมล้วนๆ ท่านสอนอย่างนี้

ท่านมาอยู่ที่นี่ (วัดป่าบ้านหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร) พระเณรก็หลั่งไหลเข้ามาศึกษาอบรมกับท่านไม่ได้ขาดเลย เต็มอยู่ในวัดนี้ เต็มตลอด อย่างครูบา– อาจารย์ทั้งหลายที่ปรากฏชื่อลือนามมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เราอยากจะพูดว่า ร้อยทั้งร้อยมีแต่ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น ที่รํ่าลืออยู่ทุกวันนี้นะ แม้ท่านจะล่วงไปแล้ว คุณงามความดีท่านไม่ล่วงไป ก็เหมือนอย่างหลวงปู่มั่นเรานี่ท่านล่วงไปแล้ว คุณงามความดีของท่านที่ครอบเมืองไทยเราอยู่ เวลานี้ไม่ได้จืดจางไปไหน ครูบาอาจารย์ทั้งหลายซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านก็เหมือนกันอย่างนั้น ส่วนมากมีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น นี่ล่ะผลงานของท่านเห็นอย่างนี้

แล้วได้ลูกศิษย์เพียงองค์หนึ่งๆ เป็นครูเป็นอาจารย์สอนคนนี้จํานวนมากขนาดไหน นี่ผลงานของท่าน เราจะเอาเงินหมื่น เงินแสน เงินล้านมาซื้อไม่ได้นะ ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆ ที่ประพฤติตัวมีหลักมีเกณฑ์จนกลายเป็นเพชรนํ้าหนึ่งขึ้นมาอย่างนี้ เอาคุณค่าของโลกชนิดไหนมาเทียบไม่ได้เลย นั่นล่ะจึงเรียกว่าผลงานของท่านกว้างขวางมาก”

“เพชรนํ้าหนึ่งๆ พอท่านล่วงไป อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุทั้งนั้นนะ คือ ถ้าลง อัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้ว ตีตราเลย เป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะมีตําราบอกชัดเจน บอกบทจํากัดไว้ด้วยนะ อัฐิที่กลายเป็นพระธาตุนี้ มีอัฐิของพระอรหันต์เท่านั้น”

บรรดาครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่ง ซึ่งเป็นพระศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่องค์หลวงตา พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้รับรองไว้ มีดังนี้ 

“หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่คําดี ปภาโส หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พระเทพโมลี (สํารอง คุณวุฑฺโฒ วัดอโศการาม) หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พระอริยเวที (หลวงปู่มหาเขียน ฐิตสีโล) หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงพ่อชา สุภทฺโท พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต 

ที่ออกมาเหล่านี้มีเพชรนํ้าหนึ่งถึง ๙๕% ส่วนที่ลดกันลงมานิดหน่อยๆ ยังมีอยู่ ๕% ที่กําลังจะก้าวจะเข้าถึงที่สุดก็พอดีมรณภาพไปเสีย นี่ล่ะเพชรนํ้าหนึ่งของพุทธศาสนาแห่งชาติไทยของเรา จากท่านผู้ปฏิบัติจริงๆ คุ้ยเขี่ยขุดค้นหาธาตุที่เลิศเลออยู่ใต้ดิน คือกิเลสอยู่ข้างบน ของเลิศเลอนี้อยู่ข้างใต้ กิเลสเหยียบยํ่าไปมา ท่านคุ้ยเขี่ยขุดค้นขึ้นมาได้ปรากฏนาม ท่านเหล่านี้อัฐิกลายเป็น พระธาตุๆ ทั้งนั้นแหละ 

อย่างท่านจวนที่ตกเครื่องบิน ท่านสิงห์ทองตกเครื่องบิน นี่อัฐิก็กลายเป็นพระธาตุ ที่ตกเครื่องบินห้าองค์หรืออย่างไรคราวนั้น อัฐิกลายเป็นพระธาตุสององค์ นี่ทราบกันอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ท่านยังไม่ตาย พอตายไปตกเครื่องบินลงมาก็ตาม ก็กลายเป็นพระธาตุเหมือนกันท่านสิงห์ทอง หลวงปู่ผาง (จิตฺตคุตฺโต) องค์หนึ่ง อันนี้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ หลวงปู่ผาง เพชรนํ้าหนึ่ง ร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่อําเภอมัญจาคีรี เราระลึกได้ตะกี้นี้ลืมไปเสีย องค์ที่เป็นเพชรนํ้าหนึ่งแต่ยัง ไม่ปรากฏในรายชื่อนี้มี เราลืมไปเสียองค์ไหนบ้าง หลวงปู่ผางก็เป็นเพชรนํ้าหนึ่ง อัฐิกลายเป็น พระธาตุเรียบร้อยแล้ว ท่านสุวัจน์ (หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ) นี้องค์หนึ่ง ท่านสุวัจน์ที่วัดเขาน้อย บุรีรัมย์ นี้องค์หนึ่งแน่นอน

นี่ล่ะความเด่นดวงของพุทธศาสนาเรา จะเด่นขึ้นจากผู้ปฏิบัติ ค้นแร่แปรธาตุที่เลิศเลอขึ้นมา ให้โลกได้ชม อย่างที่ออกรายนามเหล่านี้ประเภทเพชรนํ้าหนึ่งๆ ท่านรู้กันตั้งแต่ท่านยังไม่ตายนะ รู้กันก่อนแล้วๆ พอท่านตายปั๊บอัฐิก็กลายเป็นพระธาตุ ประกาศอย่างโจ่งแจ้งขึ้นมา ส่วนมากท่านจะทราบกันก่อนแล้วในวงกรรมฐานท่านทราบโดยเฉพาะนะ ท่านไม่ค่อยออกโฆษณา วงกรรมฐานท่านจะรู้ท่านโดยเฉพาะ เหมือนในครัวเรือนของเรารู้เรื่องกันในครัวเรือนได้ดี นี่วงกรรมฐาน องค์ไหนเป็นอย่างไรๆ นี้ท่านรู้เรื่องกันได้ดีในวงของท่านเอง นี่พึ่งออกมาประกาศนะ

หลวงพ่อผาง (หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ) ดงเย็น และหลวงพ่อผาง (หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต) ขอนแก่น มัญจาคีรี ผางนี้ก็อัฐิกลายเป็นพระธาตุ คือเป็นพระวัดป่าบ้านตาดนั้นแหละ ท่านอยู่บ้านดงเย็น เวลาท่านจะเสีย ท่านออกมาจากวัดป่าบ้านตาด ท่านมาอยู่ที่บ้านดงเย็น เสียเงียบๆ เลย กลางคืนดึกสงัด เสียเงียบๆ เสร็จแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ท่านผางนี่ 

ท่านผางนี้เงียบมากจนคนเข้าใจผิดท่านก็มี คือท่านไม่ค่อยสนใจกับใคร อยู่ในวัดในวา พระเณรมีจํานวนมากน้อย ท่านไม่ค่อยสนใจกับใคร ท่านอยู่ลําพังท่านๆ องค์เดียวๆ พระบางองค์เข้าใจท่านผิด แม้อยู่ในวัดเดียวกันก็ยังเข้าใจท่านผิด ท่านทําไมลักษณะเงียบๆ ขรึมๆ มักจะอยู่ คนเดียว เขาอยากจะว่าเซ่อๆ แต่เขาไม่กล้าพูด ความจริงท่านสั่งสมธรรมที่เลิศเลอลําพังคนเดียว กลางคืนเวลาตาย ท่านก็ตายเงียบเลยนะ นี่อัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุท่านผาง ออกมาจากวัดป่า– บ้านตาดมาอยู่นั้น แล้วท่านอาจารย์พรหม บ้านดงเย็น ท่านผางก็บ้านดงเย็น บ้านดงเย็นนี้ มีสององค์ที่มีเพชรนํ้าหนึ่ง คือ อาจารย์พรหมองค์หนึ่ง แล้วท่านผาง ก็บ้านดงเย็นเหมือนกัน อัฐิกลายเป็นพระธาตุ”

พ.ศ. ๒๔๙๓ จําพรรษาวัดศรีโพนสูง บูรณะพระพุทธรูปเศียรหัก

จําเดิมที่วัดศรีโพนสูง อันเป็นวัดร้าง มีสภาพเป็นป่าทึบ มีพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่องค์หนึ่ง ต่อมาถูกช้างพลายหักเศียร ช้างพลายตัวนี้เป็นช้างหนุ่มมาจากดงพระ เขตอําเภอส่องดาว มันมาเที่ยวหากินลําพังตัวเดียวโดยใช้งวงหักไผ่ หักไม้ผล กินใบไผ่ผลไม้ หากินตามทางมาเรื่อยๆ ตามประสาช้างหนุ่มวัยคะนอง จนมาถึงบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปมีป่าไผ่หุ้มอยู่ ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดร้างบ้านถ่อน แต่ก่อนเป็นป่าไผ่สังคํา (ไผ่เหลือง) ช้างมันมาเห็นใบไผ่ยาวๆ มันก็เอางวงมันดึงเอาใบไผ่มากินก็ถูกเอาคอพระพุทธรูปล้มลง เศียรพระก็เลยขาด ขาดแล้วก็ดึงใบไผ่กิน อิ่มแล้วมันก็ไปตามทุ่งนา ในเวลาไม่นานนัก มันก็ไปล้มตายบริเวณบ้านหนามแท่ง ซึ่งมีกกสัง (ต้นกะสัง) อยู่นั่น เขาเลยเรียกโนนกกสัง ห่างจากวัดร้างบ้านถ่อนประมาณ ๒ กิโลเมตร ช้างมันนอนชักดิ้นตายบนพื้น ดินทรายอย่างเจ็บปวดทุรนทุราย ทําให้บริเวณนั้นกลายเป็นหลุมเป็นสระ 

สาเหตุที่ช้างพลายตัวนั้นมันล้มตายลงอย่างกะทันหัน เป็นเพราะผลกรรมที่มันคึกคะนอง ไปทําให้พระพุทธรูปเศียรหัก แม้มันจะเป็นสัตว์เดรัจฉาน แม้มันจะไม่รู้ว่าที่มันทําไปนั้นเป็นโทษเป็นกรรมหนักก็ตาม แต่มันก็ต้องชดใช้ผลกรรมนั้น เพราะพระพุทธรูปเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัตถุเคารพบูชาชั้นสูง และเป็นสัญลักษณ์องค์แทนพระพุทธเจ้า ย่อมมีพุทธานุภาพ และย่อมมีเทวดาคอยปกปักษ์รักษา การทําลายพระพุทธรูปจึงเป็นกรรมหนัก

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ เมื่อหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ขณะอยู่จําพรรษาที่วัดศรีโพนสูง มีพระจากที่อื่นมาอยู่จําพรรษา พรรษานั้นมีพระน้อยมากไม่กี่องค์ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีคนมาศรัทธาขอบวช ในระหว่างนี้ก็สร้างศาลาหลังเล็กด้วยไม้ทั้งหลัง ตรงบริเวณสระนํ้าที่ท่านขุดไว้หน้าโบสถ์ โดยศาลาอยู่ในพื้นดินครึ่งหนึ่ง อยู่ในสระนํ้าครึ่งหนึ่ง และสร้างกุฏิกรรมฐาน โดยกุฏิของหลวงปู่อยู่ด้านหลัง มีทางจงกรมอยู่ด้านล่าง ลักษณะเหมือนกับที่วัดป่าบ้านหนองผือ

ต่อมาหลวงปู่พรหมท่านเป็นผู้นําชักชวนชาวบ้านถ่อน ช่วยกันบูรณะฟื้นฟูวัดและซ่อมแซมพระพุทธรูปเศียรหักองค์นี้ โดยหลวงปู่ท่านลงมือด้วยองค์ท่านเอง ช่วงนั้นก็มีญาติโยมมาช่วยกันตามธรรมดา ไม่มากเหมือนทุกวันนี้ ถ้าเป็นเหมือนทุกวันนี้ไม่มีที่อยู่ แต่ก่อนคนยังไม่สนใจ หลวงปู่ บอกชาวบ้าน กํานันผู้ใหญ่บ้านเขาก็เกณฑ์กันมาช่วยทีละหมู่บ้าน สมัยนั้นมี ๗ – ๘ หมู่บ้าน หมุนเวียนกันมาทําทุกวันจนครบทุกหมู่บ้านแล้วก็หมุนเวียนรอบใหม่ ซ่อมอยู่ประมาณ ๒ – ๓ เดือนก็แล้วเสร็จ ซึ่งฝีมือการปั้นพระพุทธรูปของหลวงปู่จะเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวมา โดยท่านปั้นองค์ใหม่ครอบองค์เดิมที่เศียรหัก 

จากนั้นหลวงปู่ท่านได้สร้างโบสถ์หลังเล็กด้วยไม้ทั้งหลังเพื่อครอบพระพุทธรูปองค์นี้ และสร้างฐานพระพุทธรูป เป็นที่น่าสังเกต คือ ฐานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ที่บูรณะขึ้นใหม่นี้ หลวงปู่ท่านสร้างฐานไว้ไม่สูงมากนัก แม้พระพุทธรูปเมื่อประดิษฐานอยู่ในโบสถ์จะแลดูตํ่าและ ไม่งามเด่นสง่าก็ตาม แต่เจ้าอาวาสองค์ต่อๆ มาทุกองค์ ท่านต่างให้ความเคารพเทิดทูนบูชาในองค์ หลวงปู่ และเคารพในรอยมือรอยเท้าที่หลวงปู่ได้เมตตาฝากไว้ จึงไม่มีองค์ใดไปรื้อถอนและทําฐานพระพุทธรูปขึ้นใหม่

ช่วงนั้นหลวงปู่พรหมท่านตรากตรําทํางานอย่างหนัก พาบูรณะวัด พาซ่อมแซมพระพุทธรูป กลางวันทํางาน กลางคืนก็ภาวนาเดินจงกรม นั่งสมาธิ ท่านไม่ค่อยได้พักผ่อนหลับนอน จนท่านป่วย ไม่สบาย ชาวบ้านก็มาบอกนายสุนทร “ปู่ป่วยแล้ว” นายสุนทรก็รีบไปฉีดยาถวายนํ้าเกลือให้ หลวงปู่ ท่านก็กลับมามีแรง แข็งแรงเหมือนเดิม ตั้งแต่นั้นมาก็ได้ดูแลสุขภาพหลวงปู่ตราบจนวัน ท่านถึงแก่มรณภาพ

หลวงปู่พรหมแก้ชาวบ้านนับถือผี

สมัยก่อนทางภาคอีสานส่วนใหญ่ผู้คนยังนับถือผี ต่อมากองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เดินจาริกธุดงค์มาเมตตาโปรด ชาวบ้านจึงพากันเลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัยกันมากมาย รวมทั้งชาวบ้านถ่อนและบ้านในละแวกใกล้เคียงส่วนใหญ่ก็นับถือผี เมื่อหลวงปู่พรหมท่านเดินธุดงค์มาเมตตาโปรด ทําให้บรรยากาศในวัดและ ในหมู่บ้านก็เปลี่ยนแปลงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วัดร้างก็มีสภาพดีขึ้น มีพระมาอยู่ประจํา ชาวบ้านก็มีที่พึ่งทางใจ ความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตต่างๆ ก็ดีขึ้น ชาวบ้านจากไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ก็พากันพึ่งผี นับถือผี พอมีหลวงปู่พรหมซึ่งเป็นพระองค์สําคัญมาเมตตาโปรด ก็พากันพึ่งพระ นับถือพระ ได้ อุปัฏฐากรับใช้พระ และได้มาบูรณะพัฒนาวัดร้างกับหลวงปู่

หลวงปู่พรหมท่านมีกิตติศัพท์ปราบทิฐิชาวบ้านนับถือผี หลวงปู่พรหมมาอยู่นี้ ก่อนหน้านั้นแถวบ้านถ่อนนี้ชาวบ้านก็นับถือผีเหมือนกัน เรื่องเป็นหมอสูตรหมอเซา (หมอผี – หมอธรรม) ผีไท้ ผีโอ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นผีอะไร มันนานแล้ว ท่านก็มาปราบมาแก้ทิฐิชาวบ้าน จนพากันเลิกนับถือผี หันมา นับถือพระรัตนตรัย ท่านเทศน์ให้ลูกศิษย์ฟังว่า “ของบ่มีตนมีโต (ของไม่มีตัวตน) ของไม่จริง” เรื่องบังบด วิญญาณ พญานาคไม่ปรากฏ มาอยู่นี้ก็หลายปีแล้วไม่ปรากฏ แต่ก่อนมี มีก็ไม่ได้เห็นเอง ด้วยตานะ ได้ยินแต่ชาวบ้านพูด พ่อแม่เล่าต่อๆ กันมา ส่วนเรื่องเล่าเปรตผีอะไรในวัดนี้ก็จะ ไม่ปรากฏ ที่แรงๆ แถวนี้ก็ไม่มี แต่ผีมาทําคน มาเข้าสิงคน แถวอื่นข้างนอกแต่ก่อนมีมาก แล้ว หลวงปู่ท่านก็ไปเมตตาโปรดจนหายไปเรื่อยๆ ด้วยอํานาจพุทธคุณล้วนๆ ชาวบ้านแถบนั้นเลยได้ อานิสงส์ ได้ที่ทํากินกัน 

อนึ่ง สมัยก่อนสภาพพื้นที่ทางอีสาน มีสภาพเป็นป่าเป็นดงต้นไม้ใหญ่ สถานที่มันแรงมาก พวกเทพ พวกบังบดมิจฉาทิฐิก็มี และพวกเปรต ผี วิญญาณ ทั้งดุร้ายและหวงสถานที่ก็มีมาก ดังนั้น การทํามาหากิน ทํานาทําไร่ก็ยาก หากทําไม่ดี ทําไม่ถูกต้อง หรือไปลบหลู่ก็เกิดล้มป่วยเจ็บตายได้ ครูบาอาจารย์พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านไปบําเพ็ญภาวนาในสถานที่ นั้นๆ ท่านก็เทศนาธรรมและแผ่เมตตาสงเคราะห์พวกเทพ พวกบังบดให้เป็นสัมมาทิฐิ และช่วยปลดปล่อยเปรต ผี วิญญาณต่างๆ เหมือนกับที่ดงคําเทานี่ “คําเทา” ที่วัดอีกวัดหนึ่ง ไม่ไกลจาก วัดศรีโพนสูง สถานที่นั่นมันก็แรงมาก คนเฒ่าคนแก่เล่ากันว่า ถ้าเป็นวันพระใหญ่ หรือวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาจะได้ยินเสียงฆ้องเสียงกลองของพวกเทพ พวกบังบดก็มี 

เรื่องพุทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์วัดศรีโพนสูง

พุทธานุภาพ หรือ อานุภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความศักดิ์สิทธิ์ อันเกิดจากพระพุทธองค์ จึงมีอํานาจมากมายมหาศาลและมีความมหัศจรรย์มาก ผู้ที่ประสบเหตุการณ์เกี่ยวกับพุทธานุภาพ ย่อมเกิดความอัศจรรย์ใจและยิ่งเชื่อมั่นเคารพบูชาในองค์สมเด็จ– พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังในครั้งพุทธกาลพุทธบริษัทประสบกับพุทธานุภาพ จนเกิดความตกตะลึงตื่นเต้น อัศจรรย์ใจในพุทธานุภาพ ดังเช่น คราวปราบทิฏฐิพระประยูรญาติ พระองค์บันดาลฝนโบกขรพรรษ หรือฝนดุจนํ้าตกลงในใบบัว ฝนชนิดนี้ใครอยากจะให้เปียกก็เปียก ถ้าไม่อยากให้เปียก ก็ไม่เปียกเหมือนนํ้าตกลงบนใบบัว หรือคราวทรมานชฎิล ๓ พี่น้อง ดังนี้

“วันหนึ่งมหาเมฆตั้งขึ้นมิใช่ฤดูกาล บันดาลให้ฝนตกลงมาเป็นอันมาก กระแสนํ้าเป็นห้วง ใหญ่ไหลท่วมไปในที่ทั้งปวงโดยรอบบริเวณนั้น ธรรมดาว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จสถิตอยู่ ณ ประเทศใด แม้ที่นั้นนํ้าท่วม ก็ทรงอธิษฐานมิให้นํ้าท่วมเข้าไปในที่นั้นได้ และในครั้งนั้นก็ทรงดําริว่า ตถาคตจะยังนํ้านั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นไปในทิศโดยรอบ ที่หว่างกลางนั้นจะมีพื้นภูมิภาคจะราบเรียบ ขึ้นปกติ ตถาคตจะจงกรมอยู่ในที่นั้น แล้วก็ทรงอธิษฐานบันดาลให้เป็นดังพุทธดํารินั้น 

ฝ่ายอุรุเวลกัสสปนั้น คิดว่าพระมหาสมณะนี้ นํ้าจะท่วมเธอหรือไม่ท่วมประการใด หรือจะหลีกไปสู่ประเทศอื่น จึงลงเรือพร้อมกับชฎิลทั้งหลาย รีบพายไปดูโดยด่วนถึงประเทศที่พระองค์ ทรงสถิต ก็เห็นนํ้าสูงขึ้นเป็นกําแพงล้อมอยู่โดยรอบ แลเห็นพระบรมศาสดา เสด็จจงกรมอยู่ในพื้นภูมิภาคปราศจากนํ้า จึงส่งเสียงร้องเรียก พระพุทธเจ้าขานรับว่า “กัสสป ! ตถาคตอยู่ที่นี่” แล้วก็เสด็จเหาะขึ้นไปบนอากาศเลื่อนลอยลงสู่เรือของกัสสปชฎิล กัสสปชฎิลก็ดําริว่า พระมหาสมณะนี้มีอิทธิฤทธิ์เป็นอันมาก แต่ถึงมีอานุภาพมากอย่างนั้น ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนอาตมา

พระพุทธองค์ทรงดําริและตรัสสอนกัสสปชฎิลจนเกิดความสลดใจก้มศีรษะลงแทบพระบาทกราบทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดาจึงตรัสแก่เธอว่า “กัสสป ท่านเป็นอาจารย์เจ้าสํานักที่ยิ่งใหญ่ มีบริวารมากกว่า ๕๐๐ คน ท่านจงบอกให้บริวารของท่านทราบทั่วกันก่อน ตถาคตจึงจะอุปสมบทให้ท่าน”

แม้ในสมัยปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วก็ตาม แต่พระบรม สารีริกธาตุก็ยังคงแสดงปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นมากมาย ทําให้ชาวพุทธได้ประจักษ์ในความศักดิ์สิทธิ์ ของพุทธานุภาพ ได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเองก็เคยมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับพุทธานุภาพ ตั้งแต่คราวธุดงค์ในประเทศพม่า ท่านพบวัดร้างและพระพุทธรูปแตกหักแสดงพุทธานุภาพ ดังที่กล่าว มาแล้ว เมื่อคราวหลวงปู่พรหมและชาวบ้านได้มาบูรณะพัฒนาวัดศรีโพนสูง ซึ่งเป็นวัดร้าง ท่านได้ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุพระอรหันต์บรรจุอยู่ใต้พระประธาน และท่านได้สร้าง โบสถ์ครอบไว้ 

ด้วยหลวงปู่พรหมท่านมีความเมตตาต่อลูกศิษย์ลูกหาเป็นอันมาก เมื่อคราวที่ท่านอยู่พัก จําพรรษาที่วัดศรีโพนสูง ก่อนที่ท่านจะกลับไปจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิด ของท่าน ท่านได้เมตตาสั่งบรรดาศิษย์ทั้งหลายด้วยความเมตตาห่วงใยว่า “ถ้าบ้านเมืองเดือดร้อน ให้เข้ามาอาศัยอยู่ที่วัดนี้”

เหตุผลที่หลวงปู่พรหมท่านได้เมตตาสั่งไว้เช่นนั้น เพราะว่าพระพุทธรูป แม้จะเป็นอิฐหิน ปูนทราย หรือโลหะก็ตาม เมื่อถูกสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์องค์แทนพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมเป็นวัตถุบูชาชั้นสูงมีเทวดาปกป้องรักษา ย่อมมีพุทธานุภาพ แม้พระพุทธรูปแตกหักก็ยังมีพุทธานุภาพ มากมาย ยิ่งเป็นพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุพระอรหันต์ ซึ่งเป็นกระดูกอัฐิและเป็นชิ้นส่วนอวัยวะโดยตรงของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกด้วยแล้ว ย่อมมีพุทธานุภาพมากกว่า ย่อมมีอานุภาพมากมายมหาศาล และย่อมคุ้มครองคุ้มภัยต่อโลกและชีวิตแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย 

ด้วยเหตุผลประการต่างๆ นี้ เมื่อบ้านเมืองเกิดเหตุร้ายต่างๆ หลวงปู่พรหมท่านจึงสั่งให้ ลูกศิษย์เข้ามาหลบภัยที่วัดศรีโพนสูง ลูกศิษย์ผู้เชื่อและยึดมั่นต่อพุทธานุภาพอย่างแท้จริง ด้วย ปัญญาอันชัดแจ้งเมื่อนั้นแม้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า พวกศิษย์ทั้งหลายจะพ้นจากภัยต่างๆ 

เรื่องพุทธานุภาพที่วัดศรีโพนสูง ในกาลต่อมายังปรากฏให้พระบวชใหม่ได้ประสบกับความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปที่หลวงปู่พรหมสร้างประดิษฐานในพระวิหาร ดังเรื่องเล่าต่อไปนี้ 

“ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ มีข้าราชการท่านหนึ่งได้ลาบวช ๑ พรรษา กับหลวงปู่บุญมี ฐานิสฺสโร (พระศิษย์ของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ) ที่วัดศรีโพนสูง บวชแล้วอยู่จําพรรษาด้วยกัน ๒ องค์ นอกนั้นมีแต่เณร พระพุทธรูปใหญ่ที่หลวงปู่พรหมท่านสร้างในพระวิหาร แต่ก่อนมันจะเป็นแท่น เป็นแท่นตรงกลาง และมีร่องบรรจุกระดูก ผู้หญิงจะขึ้นไปข้างบนไม่ได้ 

วันหนึ่งตอนกลางวัน พระบวชใหม่ไปท่องหนังสือแล้วก็ไปจําวัดอยู่บนแท่นพระพุทธรูปใหญ่ ที่แท่นเขียนจารึกไว้ว่า “หลวงปู่พรหมสร้างปี ๙๘ (๒๔๙๘)” เหมือนกับไม่หลับ เหมือนกับจริง มีคนโบราณสูงใหญ่ขนาดแปดศอก ขี่ม้าขาวตัวใหญ่มาจอดอยู่ตรงหน้าพระวิหาร แล้วเดินขึ้นไป เอาเท้ามาเหยียบหน้าอกแล้วถามว่า “มึงมานอนทําไมอยู่ตรงนี้” ก็เลยมาเล่าให้หลวงปู่บุญมีฟัง “พระอาจารย์ ผมไปนอนอยู่นั้น ฝันไปว่ามีหลวงปู่ใหญ่ เป็นคนแบบโบราณขี่ม้าขาวมา” “โอ้ ! หลวงปู่ศรี” หลวงปู่บุญมีว่า หลวงปู่ศรีเป็นเจ้าที่อยู่ที่นี่ “อย่าไปนอนนะทีนี้” ท่านบอกว่าอย่าไปนอน เพราะว่าช่วงอะไรนี่ พวกพรหม พวกบังบดจะเข้ามาสวดมนต์ ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยเข้าไปนอนบนแท่นข้างบนอีกเลย เพราะตรงนั้นมันจะมีพวกกระดูกใส่ตามร่อง ขึ้นไปพระวิหารกราบแล้วก็ลงมา ไม่กล้าไปนอน”

ความศักดิ์สิทธิ์ในพระวิหาร สมัยก่อนพระยังเล่ากันว่า เวลาจะขึ้นทาสีหรือเช็ดทําความ สะอาดพระพุทธรูป ถ้าไม่กราบคารวะขอขมาก่อน ขี้กลากกินหัวแล้ว ปกติทางวัดไม่ให้คนนอนพักในพระวิหาร เพราะว่าหลวงปู่เจ้าอาวาสองค์ก่อนๆ ท่านสั่งไว้ว่า ช่วงตอนดึกๆ พวกเทวดาจะลงมาไหว้พระสวดมนต์ ก็เลยไม่ให้เข้าไปนอน ถ้านอนอยู่ในโบสถ์ หรือศาลานี่ไม่เป็นไร 

เทวดามาฟังเทศน์ฟังธรรมหลวงปู่พรหม ตั้งแต่สมัยท่านอยู่ก็เป็นไปได้ ที่นี้มันแรง เป็นพวกบังบดนี้แหละ ถ้าโดยมากจะเป็นเทพ ที่บริเวณนี้ขุดเจอไห เป็นแบบไหธรรมดา เจอของโบราณในนี้ เต็มไปหมด ไปป์ดินก็มีมาก อีกไหหนึ่งที่ว่าคล้ายๆ บ้านเชียง แล้วที่เจอโครงกระดูก เจอไปป์ บุหรี่ทองคํา มันจะอยู่โนนโพธิ์โน้น

อนึ่ง ในขณะที่หลวงปู่พรหมอยู่จําพรรษาที่วัดศรีโพนสูง ท่านพาชาวบ้านบูรณะพัฒนาวัด ท่านพาสร้างวัด สร้างศาสนวัตถุไปเรื่อยๆ เมื่อถึงหน้าแล้งนี้ ท่านไม่ได้อยู่ ท่านจะไปบ้านดงเย็น จากนั้นท่านก็ไปๆ มาๆ ระหว่างวัดศรีโพนสูง กับ วัดประสิทธิธรรม

พ.ศ. ๒๔๙๔ จําพรรษาวัดประสิทธิธรรม

เมื่อหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านสร้างพระอุโบสถพร้อมพระประธานปูนปั้นขนาดใหญ่ ที่วัดผดุงธรรมเสร็จและฉลองในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งนับเป็นพระอุโบสถหลังแรกที่ท่านสร้างขึ้น และ ถัดมาท่านบูรณะพระพุทธรูปที่วัดศรีโพนสูงจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงปู่พรหม ท่านกลับมาจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น อีกครั้ง 

ในพรรษานี้หลังจากออกพรรษา หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านได้ธุดงค์กลับภูมิลําเนาเพื่ออุปัฏฐากหลวงปู่พรหม หลังจากพักอยู่นานพอสมควรแล้ว หลวงปู่ผางก็กราบนมัสการลาหลวงปู่พรหมออกเที่ยววิเวกต่อไป

พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านได้ศิษย์ฆราวาสอุปัฏฐากใกล้ชิด 

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านกลับมาพักที่วัดศรีโพนสูง ท่านเป็นที่พึ่งทางใจและเป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาของชาวบ้านถ่อน ในปีนี้มีข้าราชการครูมากราบถวายตัวเป็นศิษย์ ชื่อ ครูชาย วงษ์ประชุม และต่อมาครูชายได้เป็นศิษย์ฆราวาสผู้หนึ่งที่ได้เข้าไปอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่อย่างใกล้ชิด ดังนี้

“คุณครูชาย วงษ์ประชุม มารู้จักกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๕ โดยคุณครูชายได้มาเป็นครูสอนที่โรงเรียนบ้านหนามแท่ง และมาแต่งงานกับคุณครูคําฟอง วงษ์ประชุม (กองแก้ว) แล้วตั้งหลักปักฐานอยู่ที่บ้านถ่อน ตําบลโพนสูง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ช่วงเวลานั้นหลวงปู่พรหมได้มาพักที่วัดศรีโพนสูง (วัดทุ่ง) บ้านถ่อน คุณครูชายได้มารู้จักกับหลวงปู่ โดยมีนายแก้ว กองแก้ว ซึ่งเป็นพี่ชายของคุณครูคําฟอง และได้ทําหน้าที่เป็นมัคนายก วัดศรีโพนสูง นายแก้วไปกราบไหว้ ไปปฏิบัติรับใช้หลวงปู่ที่วัดอยู่เป็นประจํา ต่อมาได้พาครูชายไป ฝากถวายตัวเป็นลูกศิษย์ตามประเพณีชาวบ้านในสมัยนั้น

เมื่อครูชายมารู้จักหลวงปู่พรหมครั้งแรกที่วัดศรีโพนสูง ก็เกิดความประทับใจในสภาพวัด ซึ่งสะอาดเงียบสงบ และเกิดความเคารพเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิปทาของหลวงปู่เป็นอันมาก และที่สําคัญเพราะครูชายเคยเป็นสายบุญสายกรรมของหลวงปู่นั่นเอง ครูชายและครูคําฟอง ศรีภรรยา ต่างให้ความเคารพศรัทธาในหลวงปู่พรหมเป็นอันมาก และได้ติดตามอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่อย่าง ใกล้ชิด แม้หลวงปู่ท่านกลับไปวัดประสิทธิธรรมก็ได้ติดตามมารับใช้ ตราบจนวันหลวงปู่มรณภาพ ครูทั้งสองรับใช้หลวงปู่อย่างต่อเนื่องยาวนานนับสิบกว่าปี จนได้รับความเมตตาไว้วางใจจากหลวงปู่ แม้ก่อนหลวงปู่จะมรณภาพ ท่านได้ไปทําฟัน และได้เมตตามอบฟันของท่านให้ครูชายนํากลับไปกราบไหว้บูชาที่บ้าน ซึ่งต่อมาฟันซี่นั้นได้แปรสภาพเป็นพระธาตุ”

ครูชาย และ ครูคําฟอง วงษ์ประชุม เป็นฆราวาสครอบครัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับประวัติหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในบั้นปลายค่อนข้างมาก ครูทั้งสองท่านรับราชการจนเกษียณอายุ นับเป็นครอบครัวครูที่บํารุงพระพุทธศาสนา ปัจจุบัน ครูทั้งสองท่านต่างได้ถึงแก่กรรม

ท่านสอนศิษย์ฆราวาสไม่ให้เล่นหวย

การเล่นหวยเสี่ยงโชค เป็นการพนันชนิดหนึ่ง และเป็นเรื่องปรกติของสังคมไทย ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่นิยมซื้อหวยไว้ลุ้นโชคกัน รวมทั้งคนภาคอีสาน คนที่ชอบเสี่ยงโชค บางรายก็ไปสังเกตหรือไปฟังครูบาอาจารย์แล้วก็มาตีเลขหวยกัน บางรายก็ไปเอ่ยปากตรงๆ ขอเลขกับครูบาอาจารย์ก็มี ซึ่งครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะไม่ส่งเสริมการเล่นหวย เพราะ ขัดกับหลักธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนา และถือเป็นอบายมุข อันเป็นหนทางไปสู่ความฉิบหายของโภคทรัพย์ และนําไปสู่ความทุกข์เดือดร้อนประการต่างๆ

สมัยหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านไปอยู่บ้านถ่อนก็เช่นกัน ชาวบ้านแถวนั้นก็ชอบเล่นหวยเสี่ยงโชคกันแล้ว ชาวบ้านเขามาวัดก็หวังจะได้เลขหวยจากหลวงปู่ แต่หลวงปู่ท่านจะไม่ส่งเสริมให้ชาวบ้านเล่นหวยกันเลย ท่านไม่เคยให้หวยกับชาวบ้าน และที่สําคัญท่านสั่งสอนไว้เลยว่า “อย่าไป พากันเล่นกันซื้อเด้อ (นะ) ของบ่มีโตมีตน (ของไม่มีตัวตน)” ท่านพูด “ถ้าเขาหมุนอยู่ทางนี้ กลางคืน พรุ่งนี้จึงออกนี่ ทุกข์ตายนะ” เหมือนอย่างคนที่เขาบอกเบอร์ใบ้หวย มีคนไปซื้อแล้ว มันไม่ออก มันก็เสียเงินเสียทอง มันก็ทุกข์ ท่านสั่งกําชับลูกศิษย์ผู้อุปัฏฐากใกล้ชิด ไม่ให้เล่นหวย ซื้อไปแล้วมันก็ไม่ถูก ท่านไม่ให้ซื้อเลย ลูกศิษย์ก็จดจําทําตามที่ท่านสั่ง ก็เลยไม่เล่นหวย ส่วนคนที่ชอบซื้อหวย เขาซื้อหวยเป็นประจําจนติดหวย เขาก็ไม่เลิกซื้อหวย 

พ.ศ. ๒๔๙๕ จําพรรษาวัดผดุงธรรม

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้มาจําพรรษาที่วัดผดุงธรรม การกลับมาจําพรรษาในครั้งนี้ ท่านมีเจตนาสร้างวัดผดุงธรรมเป็นทั้งสํานักเรียนปริยัติและสํานักปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดเดียวกัน โดยครูบาอาจารย์และคนเฒ่าคนแก่ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“วัดผดุงธรรม หรือวัดใน ในสมัยที่หลวงปู่พรหมมาพัฒนาในระยะแรก ท่านจะทําเป็นสํานักเรียนปริยัติด้วย มีความเป็นมา คือ สมัยก่อนบ้านเจริญศิลป์ อําเภอเจริญศิลป์ ตั้งหมู่บ้านใหม่แล้วขยับจะสร้างวัดใหม่ ชาวบ้านได้พากันมากราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่พรหมไปช่วยสร้างวัดให้ องค์ที่มานิมนต์หลวงปู่พรหมท่านก็เล่าให้ฟัง ก็มี หลวงปู่มี อภิชาโต ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นฆราวาส ท่านเป็นคนบ้านเจริญศิลป์และเพิ่งมรณภาพไปไม่นาน ท่านเคยอยู่ด้วยกัน หลวงปู่พรหมขณะนั้นท่านไม่ว่าง เพราะท่านกําลังจะไปบูรณะพัฒนาวัดร้างที่บ้านถ่อน คือ วัดศรีโพนสูง ก็เลยมอบให้พระอาจารย์ชาย ซึ่งเป็นพระศิษย์ไปแทน 

สาเหตุการสร้างสํานักเรียนปริยัติในวัดผดุงธรรม คือ พระอาจารย์ชายไปเรียนปริยัติที่ ขอนแก่น ท่านสึกไปแล้ว อาจารย์ชายกลับมาจากไปเรียนที่ขอนแก่น แล้วหลวงปู่พรหมให้ไปช่วยสร้างวัดแทนที่บ้านหัวทุ่ง ปัจจุบันเป็นบ้านเจริญศิลป์ ซึ่งต่อมา คือ วัดศิริราษฎร์วัฒนา แล้วท่าน ก็สร้างเป็นสํานักเรียนปริยัติด้วย วัดศิริราษฎร์วัฒนาจึงมีหลักมีฐานทั้งฝ่ายเรียนปริยัติและทั้งฝ่ายปฏิบัติอยู่ด้วยกัน ก็เลยเป็นวัดที่ค่อนข้างฐานจะแน่นทั้งฝ่ายเรียนและฝ่ายปฏิบัติ หลวงปู่พรหม ท่านก็เลยมีเหตุผลอยากจะสร้างสํานักเรียนปริยัติในวัดผดุงธรรมด้วย เพราะว่าเห็นรูปแบบของ วัดศิริราษฎร์วัฒนา 

การสร้างทั้งสํานักเรียนปริยัติและสํานักปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดเดียวกันนั้น ยกตัวอย่างเช่น วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ฐานมาจากที่นั่น ทั้งเรียน ทั้งปฏิบัติ แล้วแต่ใครจะชอบเรียน ก็เรียน ใครจะชอบปฏิบัติก็ปฏิบัติ มันก็จะมี ๒ รูปแบบอยู่ในวัดเดียวกัน

สมัยก่อนคนที่บ้านดงเย็นไปบวชเรียนที่วัดศิริราษฎร์วัฒนากันมาก เพราะวัดในบ้านดงเย็นไม่มีสํานักเรียนปริยัติ เมื่อก่อนวัดผดุงธรรมยังไม่มีโบสถ์ หลวงปู่พรหมจะมีหนองสิมทําเป็นที่บวช โดยบวชในหนองนํ้านี้ จากนั้นก็มาสร้างโบสถ์ ถ้าวัดผดุงธรรมมีทั้งโบสถ์และสํานักเรียนปริยัติ จะได้บวชแล้วเรียนที่นี่และไม่ต้องเดินทางไกลไปเรียนถึงโน่น คล้ายๆ ว่าท่านจะฟื้นฟูทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ ทั้งเป็นการสงเคราะห์ชาวบ้านดงเย็นด้วย เมื่อมีสํานักเรียนในวัดผดุงธรรมแล้ว ก็มีคนบ้านดงเย็นมาบวชเรียนพระปริยัติธรรมที่วัด เรียนจนเป็นมหาเปรียญก็มี แต่สุดท้ายเป็นสํานักเรียน ไม่ได้ เพราะว่าไม่มีครูสอนปริยัติ และต่อมาหลวงปู่ท่านก็เลิกล้มความตั้งใจนั้น หันมามุ่งส่งเสริมให้พระเณรปฏิบัติภาวนาเพียงอย่างเดียว”

ในพรรษานี้ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ได้กลับมาอยู่จําพรรษากับหลวงปู่พรหม จากประวัติหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ได้บันทึกไว้ดังนี้

“พรรษาที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้พักจําพรรษาที่วัดผดุงธรรม บ้านดงเย็น หลังจากออกพรรษาแล้วได้ลาองค์หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ปลีกวิเวกไปยังจังหวัดสกลนคร ได้ไปพักปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่อําเภอพรรณานิคม ต่อจากนั้นได้วิเวกกลับมาที่อําเภอสว่างแดนดิน เพื่อกราบนมัสการหลวงปู่พร สุมโน และได้พักอยู่กับหลวงปู่พร สุมโน ระยะหนึ่งจึงกลับไปบ้านดงเย็น เพื่อมากราบเยี่ยมหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของท่านเสมอมิได้ลืม และได้พักปรนนิบัติหลวงปู่พรหมระยะหนึ่ง จึงได้กราบลาหลวงปู่พรหมออกวิเวกไปยังอําเภอส่องดาว”

เหตุการณ์สําคัญในพรรษานี้ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านอยากสึก ดังนี้ 

หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ขณะที่ท่านยังเป็นพระหนุ่มพรรษาไม่มาก ท่านก็มีความตั้งใจ ลาสิกขาบทเหมือนกัน เนื่องจากในขณะนั้นพระหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันจากหมู่บ้านดงเย็น ได้แก่ ทิดจันทา ทิดบด ทิดอ่อน ทิดแก้ว ท่านเหล่านั้นบวชอยู่ด้วยกัน เมื่อออกพรรษาแล้วต่างก็พากัน สึกหมด ซึ่งทุกองค์ที่มากราบลาขอสึกนั้น หลวงปู่พรหมท่านก็อนุญาต ท่านไม่ห้ามแต่ประการใด แต่สําหรับหลวงปู่ผาง เมื่อท่านถือพานขันธ์ ๕ มากราบลาขอสึก หลวงปู่พรหมท่านกลับไม่อนุญาต ท่านไม่ยอมรับขันธ์ ๕ ท่านดุว่า “ไม่ต้อง” พร้อมทั้งขับไล่หลวงปู่ผาง “ไปๆ” หลวงปู่ผางต้องไปแอบอยู่หลังเสา หลวงปู่พรหมดุอย่างนี้ หลวงปู่ผางท่านโกรธจนหน้าแดง เพื่อนไปเก็บดอกไม้แต่งขันธ์ ๕ ก็ไปเก็บด้วยเหมือนกัน เพื่อนๆ ได้สึกกันหมดแล้ว ทําไมไม่ให้ท่านสึก ท่านไม่ยอมกราบ หลวงปู่พรหมเลยนะ ลุกขึ้นได้เดินเลย พออยู่ไม่นาน ท่านแต่งบาตรแล้ว สะพายบาตรเดินออกจากวัดเลย สมัยนั้นมีแต่เดิน ออกจากวัดมาก็ลัดไปบ้านถ่อน ไปบ้านกุดพะเนาว์นู่น ถามท่านว่า “อาจารย์จะกลับมาวันไหน” ท่านไม่พูด ท่านเดินไปเลย 

ตอนที่หลวงปู่ผางไปลาสึกกับหลวงปู่พรหม หลวงปู่พรหมท่านไม่สอน ไม่ให้อุบายอะไรเลยท่านไม่รับขันธ์ ๕ หลวงปู่ผางโกรธในใจแล้วแต่งบาตรหนีเลย ไปอยู่ที่อื่น ๕ ปีกลับมา พอกลับมา พ่อตู้อํ่านิมนต์ให้อยู่ ท่านก็ไม่อยู่ อยู่ได้ ๗ วัน ท่านไปอีกวัดหนึ่ง ท่านได้ออกเดินธุดงค์จากบ้านเกิดไปบําเพ็ญภาวนาที่อื่นอยู่หลายปี และในที่สุดท่านก็ไม่ได้สึก”

กรณีนี้เชื่อกันว่าหลวงปู่พรหมท่านมีอนาคตังสญาณล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าว่า พระหนุ่มองค์ไหนมีหรือไม่มีอํานาจวาสนาบารมีที่จะอยู่ครองสมณเพศบําเพ็ญสมณธรรมได้ หลวงปู่พรหม ท่านทราบล่วงหน้าว่าหลวงปู่ผางเป็นพระผู้มีอํานาจวาสนาบารมี และต่อไปจะเป็นทายาทธรรม องค์สําคัญของท่าน ท่านจึงออกอุบายขับไล่หลวงปู่ผางให้ออกธุดงค์ไปภาวนาที่อื่น ให้ห่างไกลจากบ้านเกิด ห่างจากญาติพี่น้อง ห่างจากสัญญาอารมณ์ต่างๆ ในอดีต ซึ่งท่านเองเคยทําจนได้ผลมาแล้ว”

หมายเหตุ ประเพณีพระทางภาคอีสาน การจัดขันธ์ ๕ คือ การจัดดอกไม้ เทียน อย่างละ ๕ คู่ ใส่จานหรือพาน ใช้เมื่อขอขมา ขออนุญาต ผู้หลักผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ที่เราเคารพ ถ้าท่าน รับขันธ์ ๕ แสดงว่าอนุญาต ถ้าไม่รับคือการปฏิเสธ

ภาค ๑๕ ปัจฉิมวัยจําพรรษาวัดประสิทธิธรรม

กําเนิดวัดป่าประสิทธิธรรม

ก่อนที่จะกําเนิดวัดประสิทธิธรรมนี้ขึ้นมา ขณะนั้นหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมีอายุ ๖๓ ปี แม้ว่าท่านเริ่มชราภาพแล้ว แต่ท่านยังถือธุดงค์เป็นตัวอย่าง โดยปฏิบัติตามธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด ซึ่งปฏิปทาหนึ่งของหลวงปู่พรหม ท่านจะไม่พักซํ้าที่เดิมเกิน ๓ ปี ท่านจะต้องย้าย ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ เมื่อท่านพักที่วัดผดุงธรรมและวัดประสิทธิธรรม ซึ่งขณะนั้นเป็นเสนาสนะป่ายังไม่ได้ เป็นวัด ท่านอยู่จําพรรษาทั้ง ๒ แห่งครบ ๓ ปีแล้ว ท่านจะย้ายไปพักจําพรรษาที่ใหม่ โดยปีนั้น ท่านตั้งใจจะไปจําพรรษาที่วัดศรีโพนสูง บ้านถ่อน

ทีนี้พวกพ่อตู้สีโท ก็เลย “เอ้อ ! เอายังไงดี ยังไม่อยากให้หลวงปู่จากไป” ไม่อยากให้ไปที่อื่น ก็เลยออกอุบายกัน พากันมาที่ตรงนี้ ซึ่งเป็นที่ว่างเปล่าตรงโรงฉันจะเป็นหนองนํ้าอยู่เล็กๆ เป็นแอ่ง ก็เลยแอบพากันมาทํากระต๊อบไว้ก่อน พอใกล้ๆ วันหลวงปู่ท่านจะไป พวกพ่อตู้สีโทก็ถือโอกาสไป กราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ย้ายมาจําพรรษาที่นี่

สมัยแรกที่หลวงปู่พรหมมาอยู่จําพรรษานั้น ลานวัดบริเวณแถวเจดีย์ หากพูดเปรียบเทียบเป็นบ้านคนแล้ว ถ้าไม่มีหลวงปู่มาอยู่นี่ มันโล่งไม่น่าอยู่ ป่าไม้มันก็ไม่ใหญ่ ต้นไม้มันไม่ขึ้นด้วย เพราะสภาพดินเป็นดินเหนียว มันเป็นป่าที่เขาไม่ทําอะไรแล้ว ภายหลังถึงได้มาปลูกต้นไม้เพิ่มเติม ส่วนที่เป็นดงเป็นป่านี่คือนอกวัดไปนี่ บริเวณนี้แต่ก่อนมันเป็นดงเป็นป่าหมด เป็นป่าดงดิบ เป็นดงจริงๆ สภาพป่าก็เหมือนป่าที่วัดผดุงธรรมในทุกวันนี้ ตรงด้านหน้าวัด บริเวณบ้านแม่ชีก็ยังเป็นป่า หลวงปู่ให้คนมาถากถางปลูกฝ้าย ส่วนตรงหลังเมรุ แต่ก่อนพวกพ่อตู้สีโทเคยมาจับจองไว้ แถวนี้มันไม่มีหมู่บ้าน ตรงที่เป็นหมู่บ้านติดรั้ววัดนี่เป็นป่าช้าเด็ก

ปีแรกที่หลวงปู่พรหมท่านมาจําพรรษา ท่านอยู่กระต๊อบตรงนี้เพียงองค์เดียว ส่วนพระศิษย์ท่านไม่ให้มาอยู่ด้วย เจตนาพวกพ่อตู้สีโทมาทํากระต๊อบให้หลวงปู่มาจําพรรษาพอพ้นพรรษาเฉยๆ แต่พอหลวงปู่มาจําพรรษาที่นี่แล้ว ท่านก็ไม่ไปไหนอีก ท่านทําตรงนี้เป็นวัดเลย 

ดังนั้น ในปัจฉิมวัยของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ นับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นต้นมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๒ อันเป็นปีที่หลวงปู่พรหมท่านมรณภาพ ท่านจําพรรษาอยู่ที่วัดประสิทธิธรรมเรื่อยมา เว้นแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านไปอยู่จําพรรษาที่วัดตาลนิมิตร อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน

พ.ศ. ๒๔๙๖ พระศิษย์ข้ามห้วยข้ามดงเสือฟังธรรมหลวงปู่พรหม

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านออกมาจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม รูปเดียว พออยู่จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรมแล้ว ท่านก็ไปทําศาลาที่ฉัน โดยทําเป็นเพิงตรงบริเวณพระอุโบสถในปัจจุบัน ท่านทําตรงนั้นไว้ แล้วก็ฉันอยู่ตรงนั้น ทําไปทํามา ท่านมีนิสัยขยัน ท่านก็ ต่อเติมไปเรื่อย แล้วท่านก็ทํากุฏิอยู่ตรงนั้น หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม วัดเหวลึก หลวงปู่อ่อนศรี ญานวโร วัดถํ้าประทุน ตอนนั้นท่านเป็นพระหนุ่มก็มาอยู่กับท่าน แต่อยู่ที่วัดผดุงธรรม กลางคํ่ากลางคืน ก็เดินมาฟังเทศน์ท่าน ฟังเสร็จแล้วก็เดินกลับไป ไม่ได้พักค้างคืน เพราะมันลําบากต้องเดินข้าม ลําห้วยที่ข้างศาลาไป จะต้องเอาขอนไม้พาดแล้วจึงจะเดินข้ามไปได้ 

องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ถึงสภาพดงป่าที่หลวงปู่พรหม ไปอยู่จําพรรษาในสมัยนั้นไว้ดังนี้

“นี่วัดของท่าน คือแต่ก่อนท่านอยู่วัดนี้ แล้วท่านย้ายจากนี้ออกไปตะวันตก แต่ก่อน ตะวันตกนี้เป็นดงใหญ่นะ ดงทั้งหมด ดงสัตว์ ดงเนื้อ ดงเสือเต็ม วัดท่านก็อยู่ในดง เราไปพักกับท่านอยู่นั้น รู้สึกท่านเมตตามากนะกับเรา นิสัยท่านน่าเกรงขามมาก นิสัยจริงจังเด็ดเดี่ยวทุกอย่าง ฉลาดรอบคอบ ไม่ใช่เล่นนะ 

พอเห็นเราไปแล้ว หา ! ขึ้นเลย ก็สนิทกันมาเท่าไรแล้ว พอมองเห็นเรา เรากําลังสะพายบาตรเข้าไป “หา ! ท่านมหามาเหรอ” “โอ๊ย ! มาแล้ว คิดถึงครูบาอาจารย์มาก ต้องมาล่ะ” “เอ่อ เอ้า ! มาเวลานี้กําลังหนาว” เราไปเดือนธันวาคม มันก็หนาวล่ะซี แล้วบ้านดงเย็นเป็นบ้านที่หนาวมากด้วย ไปคุยธรรมะธัมโมกับท่าน”

ในสมัยที่หลวงปู่พรหมท่านจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม สมัยนั้นถือว่าวัดตั้งอยู่ในชนบท อยู่ในที่ทุรกันดารห่างไกลมาก และสภาพวัดก็ยังเป็นดงป่าดงเสือ ครูบาอาจารย์ที่เคยอยู่จําพรรษาวัดผดุงธรรม หรือวัดในละแวกใกล้เคียง เมื่อท่านตั้งใจไปกราบฟังธรรมหลวงปู่พรหม แม้ว่าท่าน จะต้องธุดงค์เดินทางไกลและท่านต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเดินข้ามดงเสือไปฟังธรรมก็ตาม เหล่านี้ก็ ไม่เป็นอุปสรรคแต่ประการใด เพราะท่านเห็นความสําคัญและเห็นคุณค่าของธรรมยิ่งกว่าความทุกข์ ยากลําบากและความกลัวตายนั่นเอง ครูบาอาจารย์ที่ท่านจําพรรษาที่วัดผดุงธรรมท่านเล่ากันว่า “ขนาดฟังเทศน์หลวงปู่พรหมกลับไปนี้ รอยเสือยังเดินข้ามทางเลย ต้องเดินข้ามดงเสือไปฟังธรรม หลวงปู่พรหม ทุกคืนตลอดพรรษา”

พ.ศ. ๒๔๙๗ สร้างเสนาสนะป่าในวัดประสิทธิธรรม

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านอยู่จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม ซึ่งเป็น ปีแรกๆ ที่ท่านเป็นผู้นําพาพระ เณร ชาวบ้านพัฒนาสร้างเสนาสนะป่าในวัดประสิทธิธรรม โดยปีนี้ ท่านเริ่มสร้างกุฏิกรรมฐานพร้อมทางจงกรม และห้องนํ้า เพื่อรองรับพระเณรที่มาขออยู่ศึกษาปฏิบัติธรรม ฯลฯ

ในปีนี้ หลวงปู่อํ่า ธมฺมกาโม แห่งวัดสันติวรญาณ อําเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่าน บวชใหม่เป็นครั้งที่ ๒ ท่านได้มากราบขออยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่พรหม ที่วัดประสิทธิธรรม ในขณะนั้นหลวงปู่อํ่าท่านเป็นพระหนุ่มบวชใหม่ ท่านอยู่กับหลวงปู่พรหมเป็นเวลา ๔ ปี ตลอดเวลาที่ท่านอยู่กับหลวงปู่พรหม ท่านได้มาช่วยงานสร้างเสนาสนะต่างๆ ภายในวัด ท่านเล่าว่า ท่านได้นิสัยขยันขันแข็งในการทํางานจากหลวงปู่พรหมซึ่งท่านพาทําทั้งงานภายใน และ งานภายนอก 

กาลต่อมาเมื่อหลวงปู่อํ่าท่านมาตั้งเป็นสํานักธุดงคสถานที่อําเภอวังโป่ง ท่านได้ดําเนินตามปฏิปทาของหลวงปู่พรหม กล่าวคือ ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดวินัยมาก วัตรที่ปฏิบัติ คือ นอกจาก จะทําวัตรสวดมนต์เป็นประจําแล้ว สิ่งที่ถือเป็นกิจวัตร คือ การออกบิณฑบาตโปรดญาติโยมทุกเช้า แม้อายุจะล่วงเข้าวัยชรา สุขภาพร่างกายของท่านยังดูแข็งแรง เดินทางได้ระยะไกลๆ ท่านบอกว่า ที่ท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เป็นเพราะท่านปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน เจริญสติภาวนาเป็นประจํา ซึ่งถือเป็นงานภายใน สําหรับงานภายนอก ท่านและชาวบ้านศรัทธาญาติโยมได้ร่วมกันก่อสร้าง ศาสนสถาน ประกอบด้วย พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิ ห้องนํ้า และมหาเจดีย์เพื่อบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้น ซึ่งต่อมาสํานักแห่งนี้ได้รับการยกฐานะเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ชื่อ วัดสันติวรญาณ

ตามประวัติหลวงปู่อํ่า ท่านเล่าว่า ตอนที่ท่านบวชครั้งแรก “ตอนเป็นเณร อาตมาเคยรับใช้ครูบาอาจารย์มาก่อน เคยได้ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเมตตาสอนอาตมาว่า “ใครอยากเป็นเจ้าเป็นนายรํ่ารวยต่อไปให้รับใช้ครูบาอาจารย์เด้อ” และต่อมาเมื่อท่านเป็นพระ ได้ไปขอฝากตัวเป็นอันเตวาสิก (ภิกษุผู้ขออยู่ร่วมสํานัก) ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ที่วัดป่าบ้านหนองผือ เพื่อศึกษาด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน นั่งสมาธิ เจริญจิตตภาวนา และท่านมี หน้าที่ถวายงานรับใช้หลวงปู่มั่น โดยการสรงนํ้าหลวงปู่มั่นในเวลาตอนเย็น หลวงปู่อํ่าได้เล่าว่า “อาตมาสรงนํ้าท่านทุกวัน ตอนนั้นบวชเป็นพระยังไม่ได้ถึงพรรษา ตอนที่สรงนํ้าท่าน คือ เป็นอุบายของท่านที่จะได้ฝึกหัดให้พระเล็กๆ พรรษาน้อย ได้เรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติและมีโอกาสใกล้ชิดท่าน” 

หลวงปู่อํ่าท่านได้เข้าไปพักที่วัดป่าบ้านหนองผือประมาณ ๓ เดือนกว่า คือ ตั้งแต่เดือน ๑๒ จนถึงเดือนสามเพ็ญ พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่จําเป็นต้องออกไปจากวัดป่าบ้านหนองผือ เพราะมีจดหมายมาตามให้ไปคัดเลือกทหารที่บ้านเดิมอุบลราชธานี โดยมากหากพระองค์ใดต้องไปเกณฑ์ทหารแล้ว หลวงปู่มั่นท่านต้องให้ไปทําหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองตรงนี้ก่อนเสมอ หลวงปู่จึงเดินทางกลับบ้านเกิด พร้อมกับได้ออกเดินธุดงควัตรไปตามสถานที่ต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อ สึกออกไปแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงปู่ได้กลับมาบวชใหม่เป็นครั้งที่ ๒ และได้กลับไปจําพรรษากับหลวงปู่พรหมที่วัดประสิทธิธรรมอีกครั้ง” 

กุฏิสมัยหลวงปู่พรหมเริ่มสร้างวัดทีแรก

ก่อนที่จะได้เป็นวัดประสิทธิธรรม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมีปฏิปทาข้อหนึ่งว่า พรรษาหนึ่งต้องย้ายกุฏิ ท่านไม่ได้ย้ายวัด แต่ท่านย้ายที่อยู่ เช่น พรรษานี้จําพรรษาอยู่ตรงนี้ พรรษาหน้าย้ายไปจําพรรษาอยู่ตรงนั้น อะไรทํานองนี้ หากอยู่ภายในวัดเดียวกัน แต่ท่านย้ายกุฏิ ไปเรื่อยๆ เรื่องนี้ถือเป็นปฏิปทาเฉพาะของท่าน ท่านก็เลยข้ามจากวัดผดุงธรรมไปปลูกกุฏิอยู่ที่ วัดประสิทธิธรรม ซึ่งอยู่ใกล้ๆ แหล่งนํ้า เพราะสมัยก่อนที่ดินตรงไหนๆ ก็ไปอยู่ได้ โดยเฉพาะวัด ไม่ต้องไปขอใคร ต่อมาเมื่อมีพระเณรมาขออยู่จําพรรษากันมากขึ้น ท่านจึงได้สร้างกุฏิกรรมฐาน พร้อมทางเดินจงกรมเพื่อรองรับ

สภาพกุฏิสมัยก่อน ในระยะแรกๆ หลวงปู่พรหมจะปลูกเป็นกุฏิกรรมฐานหลังเล็กๆ เป็นลักษณะกระต๊อบชั่วคราว โดยทําจากไม้ไผ่ หลังคามุงจาก มีทางเดินจงกรมอยู่ข้างกุฏิ กระต๊อบ จะปลูกเป็นหย่อมๆ อยู่ห่างๆ กัน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติภาวนาของพระเณร ต่อมา ระยะหลังๆ กุฏิสร้างจากไม้ทั้งหลัง มีเสา ๔ ต้น อย่างมากก็ ๖ ต้น มีห้องนอน ระเบียงเล็กๆ หลังคาใช้สังกะสี ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๒ มีสังกะสีแล้ว ส่วนห้องนํ้าแยกต่างหาก ห้องนํ้าส่วนใหญ่จะเป็น ส่วนรวมใช้ร่วมกัน

หลวงปู่พรหมท่านชอบสร้างเสนาสนะต่างๆ แต่กุฏิที่ท่านอยู่เป็นกุฏิกรรมฐานหลังเล็กๆ สําหรับกุฏิหลังสุดท้ายของท่านมาสร้างทีหลัง ลักษณะเป็นเช่นเดียวกับกุฏิของครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น คือ มีห้องนอนเล็กๆ ขนาดตามพระวินัย ด้านหน้าห้องนอนเป็นพื้นต่างระดับ พื้นด้านบนอยู่ติดหน้าห้องนอน ใช้เป็นที่นั่งรับแขกและสําหรับพระนั่ง พื้นด้านล่างสําหรับญาติโยม ส่วนที่แตกต่างกัน คือ มีทางเดินจงกรมและมีห้องนํ้าอยู่บนกุฏิ ทั้งนี้ออกแบบเพื่อความสะดวกต่อธาตุขันธ์ของหลวงปู่ ซึ่งขณะนั้นท่านอยู่ในวัยชราภาพมากแล้ว หลวงปู่ท่านอยู่กุฏินี้หลายปีถึงได้มรณภาพ โดยกุฏิหลังนี้คุณพ่อสีโทเป็นผู้มีจิตศรัทธาน้อมสร้างถวาย โดยก่อนที่คุณพ่อสีโทจะทุ่มทําบุญอย่างหนักสร้างกุฏิหลังนี้ถวายนั้น เพราะได้เห็นอภินิหารของหลวงปู่จนเกิดความเคารพ ศรัทธา 

สําหรับทางจงกรมบนกุฏิซึ่งเป็นพื้นไม้ ปรากฏว่า หลวงปู่พรหมท่านเดินจงกรมจนเนื้อไม้สึกเป็นร่องรอยให้เห็นด้วยตา อันแสดงถึงความเพียรเป็นเลิศของท่าน แม้ในบั้นปลายชีวิตท่านก็ยังขยันทําความเพียรเดินจงกรม

พ.ศ. ๒๔๙๘ ท่านกลับไปบูรณะพัฒนาวัดศรีโพนสูง

เดิมวัดศรีโพนสูงเป็นวัดร้าง ยังไม่ได้วิสุงคามสีมา แต่เป็นวัดเก่าที่มีทะเบียน จึงขอออกโฉนดและขอวิสุงคามสีมาได้ไม่ยาก สมัยก่อนมีพระธุดงค์แวะเวียนมาพักแล้วก็ผ่านไป ท่านไม่ได้มาบูรณะพัฒนาอะไร ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่พรหมท่านธุดงค์มาองค์เดียว แล้วท่านก็มาเป็นหลักในการบูรณะพัฒนาวัด ท่านไปๆ มาๆ และได้จําพรรษาติดต่อกัน ๒ พรรษา โดยมีพระศิษย์ติดตามมา ๒ – ๓ องค์ จากนั้นท่านกลับไปจําพรรษาวัดที่บ้านเกิด 

ประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๘ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้กลับมาบูรณะพัฒนา วัดศรีโพนสูงอีกครั้ง ในครั้งนี้ท่านได้พาชาวบ้านถ่อนสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ตรงบริเวณข้างโบสถ์ ขณะที่หลวงปู่พรหมท่านรื้อซากเจดีย์เก่า ท่านได้พบพระธาตุของพระอรหันต์และมี นํ้าหล่อเลี้ยงพระธาตุอยู่ในเจดีย์เก่า ท่านได้นําพระธาตุมาบรรจุไว้ในผอบเจดีย์และอัญเชิญไว้ ในพระพุทธรูปองค์นี้ เมื่อสร้างพระพุทธรูปเสร็จได้เขียนไว้ว่า “หลวงปู่พรหมสร้างปี ๙๘” ไว้ที่ ฐานพระประธาน และต่อมาได้สร้างพระวิหารหลังใหญ่ด้วยไม้ทั้งหลังเพื่อครอบองค์พระพุทธรูป โดยท่านมอบหมายให้หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม วัดเหวลึก เป็นผู้ดําเนินงานก่อสร้าง โดยใช้เวลา ๒ ปี จึงแล้วเสร็จ สําหรับซากเจดีย์เก่าได้บรรจุไว้ในพระวิหาร 

การบูรณะพัฒนาวัดในระยะแรกๆ ค่อนข้างลําบากทุลักทุเลมาก เวลาจะบูรณะครั้งหนึ่ง ต้องรอถึงฤดูแล้งจึงขนเอาวัสดุอุปกรณ์เดินตัดทุ่งนาระยะทางประมาณ ๔๐๐ เมตร เข้ามาในวัด เพราะช่วงฤดูฝน พื้นที่วัดอยู่กลางทุ่งนาจะมีนํ้าท่วมขังโดยรอบ สภาพวัดเหมือนเกาะอยู่กลางนํ้า ต้องฝากวัสดุอุปกรณ์เอาไว้ในหมู่บ้าน แล้วก็ขนเข้ามาในหน้าแล้ง ตอนที่ท่านมาอยู่จําพรรษาที่ วัดศรีโพนสูง ก็มีพระศิษย์แวะเวียนมากราบคารวะ แต่ไม่ได้มาอยู่จําพรรษา เช่น หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ หลวงปู่สนั่น รกฺขิตสีโล หลวงปู่หนูเพชร ปญฺญาวุโธ หลวงปู่ไม ฯลฯ

สําหรับพระประธานปูนปั้นองค์ขนาดใหญ่ในพระวิหาร วัดศรีโพนสูง ในสมัยก่อนนั้นถือว่า มีขนาดใหญ่กว่าทุกวัดที่หลวงปู่ได้สร้างมาและใหญ่ที่สุดในอําเภอสว่างแดนดิน ต่อมาท่านก็พา ชาวบ้านสร้างสะพานไม้ข้ามทุ่งนามาวัด สําหรับแหล่งนํ้าซึ่งเป็นสิ่งจําเป็นและสําคัญ สมัยหลวงปู่ มีบ่อนํ้าอยู่กลางทุ่งนาห่างจากวัดประมาณ ๒๐๐ เมตร ต้องเดินไปตามสะพานไม้ไปตักนํ้าที่บ่อนั้นมาใช้ มีผู้พบเห็นบั้งไฟพญานาคขึ้นจากบ่อนํ้านั้น 

ปัจจุบัน พื้นที่ทั้งหมดของวัดมี ๑๒ ไร่เศษ รวมที่หลวงปู่ซื้อเพิ่มในภายหลังอีกเกือบหนึ่งไร่

พระวิหารหลังเก่าซึ่งสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง สร้างเสร็จในเวลาหนึ่งปี โดยใช้ต้นส้มโมง ซึ่งเป็น ต้นไม้ขนาดใหญ่ มาทําเป็นพื้นกระดาน ฝาผนัง และเครื่องด้านบน ส่วนไม้ตะเคียนก็เอามาทําเสา ขนาดเสาก็ไม่ใหญ่ เท่าๆ กับต้นมะม่วง โบสถ์หลังเก่าก็เอาไม้มาสร้าง แม้แต่ศาลาหลังนี้ก็ยังเป็น ไม้บริจาค แต่ก่อนบริเวณนี้เป็นป่าเป็นดงมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมมากมาย จะเลือกเอาไม้อะไรก็ได้ จะเอา ไม้สั้นยาวขนาดไหนก็ได้ ส่วนแรงงานท่านก็อาศัยชาวบ้านในหมู่บ้านมาร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทํา ในหน้าแล้ง ว่างจากการทํานาก็พร้อมใจกันมาตัดมาเลื่อยอยู่ในวัด 

การบูรณะพัฒนาวัดร้างของหลวงปู่พรหม ดังกล่าวมา ถือเป็นงานใหญ่และสําคัญ และเป็นไปตามหลักธรรมอย่างแท้จริง เพราะการบริจาคของชาวบ้านญาติโยมก็เป็นไปตามกําลังทรัพย์ กําลังศรัทธา โดยท่านไม่ให้มีการเรี่ยไรหรือรบกวนเงินทองใดๆ จากชาวบ้านให้เดือดร้อนรําคาญใจเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยนั้นธรรมชาติก็อุดมสมบูรณ์มาก วัสดุหลัก คือ ไม้ ก็ไปหาตัดเอาในป่า ไม่ได้ไปซื้อหาแต่ประการใด ส่วนแรงงานก็เป็นแรงงานอันบริสุทธิ์จากนํ้าใจใสสะอาดและจากนํ้าพักนํ้าแรงของชาวบ้านที่สามัคคีพร้อมเพรียงและพร้อมใจกันเสียสละ ช่วยกันบูรณะพัฒนาวัดร้างในหมู่บ้านของตนให้เจริญรุ่งเรือง ซึ่งต่างก็ทําด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ เพื่อมุ่งหวังบุญหวังกุศลอย่างแท้จริง 

ในระหว่างที่หลวงปู่พรหมมาบูรณะพัฒนาวัดนั้น ด้วยชาวบ้านในสมัยนั้นยังห่างไกลจาก ธรรมะ ยังคงนับถือผี ท่านจึงได้เมตตาสงเคราะห์ตอบแทนบุญคุณของชาวบ้าน เป็นเนื้อนาบุญให้ชาวบ้านได้บําเพ็ญบุญ และที่สําคัญเป็นผู้จําแนกแจกธรรม โดยเทศนาธรรมโปรดชาวบ้านให้นับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ให้พากันให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา โดยเฉพาะในวันพระ หรือ วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา ท่านก็เมตตาให้ชาวบ้านมาถือศีลและปฏิบัติธรรมกันที่วัด ซึ่งสมัยนั้น วัดศรีโพนสูงนับว่าเป็นศูนย์กลางของวัดป่ากรรมฐาน ในสังกัดธรรมยุตแห่งแรกและแห่งเดียวของ บ้านถ่อน จึงมีชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธามาบําเพ็ญบุญที่วัดกันมากมาย และได้สืบทอดกันมาจนเป็นประเพณีจวบจนปัจจุบันนี้ 

สมัยก่อนผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในแถบบริเวณนี้ยังค่อนข้างรุนแรง แต่ชาวบ้านก็ไม่เป็นอะไร ไม่ได้รับอันตราย ต่างให้ความเคารพศรัทธาหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ กันมาก ก็พากันมาพึ่งบารมีหลวงปู่ มาบําเพ็ญบุญและมาช่วยกันบูรณะพัฒนาวัด ครั้นชาวบ้านญาติโยมทําผิด หลวงปู่ท่านจะดุว่ากล่าวตักเตือนทันที ท่านดุจริง ! เอาจริง

อนึ่ง การบูรณะพัฒนาวัดศรีโพนสูง หลังจากที่หลวงปู่พรหมมอบหมายให้หลวงปู่ลี ซึ่งเป็นพระศิษย์อาวุโส เป็นหลักในการดูแลงานแล้ว ท่านก็เมตตาเดินธุดงค์มาพักบ้าง มาสั่งงานบ้าง และท่านก็มีเจตนามาให้กําลังใจและเทศนาธรรมโปรดชาวบ้านบ้าง โดยท่านแวะมาพักที่วัดแต่ละครั้ง ๒ – ๓ วัน ท่านจึงเดินกลับวัดประสิทธิธรรม 

กาลต่อมา โบสถ์ พระวิหาร และศาลาชํารุดทรุดโทรมผุพังลง เนื่องจากปลวกมาทําลาย กัดกินเนื้อไม้ เจ้าอาวาสองค์ต่อๆ มาจึงได้บูรณะขึ้นมาใหม่ให้มั่นคงถาวรกว่าเดิม ด้วยการผูกเหล็กเทปูน โดยโบสถ์และศาลาก็ได้บูรณะสร้างขึ้นใหม่ทั้งหลัง ส่วนพระวิหารหลังใหญ่ก็เริ่มรื้อถอนออกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ และสร้างขึ้นใหม่ในบริเวณเดิม โดยปัจจุบันได้สร้างเสร็จแล้ว ส่วนเสาและไม้เก่าๆ ที่รื้อถอน ซึ่งสร้างในสมัยหลวงปู่ก็ยังเหลืออยู่ ทางวัดได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

ท่านเป็นผู้นําสร้างสะพานไม้เข้าวัดศรีโพนสูง

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมาอยู่ที่วัดศรีโพนสูงใหม่ๆ สมัยนั้นไม่มีสะพาน ท่านก็เดินไป ตามคันนา ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ พอเข้าพรรษาซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน นํ้าจะท่วมเต็มทุ่งนา ท่านเห็นการเดินทางสัญจรไปมาค่อนข้างลําบาก จึงได้เป็นผู้นําสร้างสะพานข้ามทุ่งนาครั้งแรกด้วยไม้ไผ่ จากบริเวณฝั่งหน้าวัดศรีโพนสูงไปฝั่งหมู่บ้าน ใช้เวลาไม่นานก็แล้วเสร็จ และต่อมาสะพานไม้ไผ่ได้ชํารุด ทรุดโทรมลง 

เมื่อออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๘ หลวงปู่พรหม ท่านได้เดินมาพักที่วัดศรีโพนสูงอีกครั้ง สมัยนั้นท่านพระอาจารย์ไม เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีโพนสูง ปัจจุบันท่านมรณภาพแล้ว หลวงปู่พรหมท่านเมตตาเป็นผู้นําชาวบ้านถ่อนสร้างสะพานข้ามท้องทุ่งนาให้มีความแข็งแรงมั่นคงกว่าเดิม โดยใช้เฉพาะไม้เนื้อแข็ง ระยะทางโดยประมาณ ความยาว ๓๔๐ เมตร และมีความกว้าง ๓ เมตร พอหลวงปู่ท่านจะพาสร้างสะพาน กํานันและผู้ใหญ่บ้านพอทราบข่าวนี้ ก็ประกาศเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยกันเลื่อยไม้ มาช่วยกันสร้างสะพาน โดยหาตัดต้นไม้เนื้อแข็งที่อยู่ตามป่า เช่น ไม้ประดู่ ไม้ตะเคียน ไม้พะยูง ฯลฯ ซึ่งสมัยก่อนบริเวณนี้ยังมีสภาพเป็นป่าเป็นดง ต้นไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่เหล่านี้จึงมีมาก

การสร้างสะพานข้ามทุ่งนาในครั้งนี้ หลวงปู่พรหมท่านมุ่งทําเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ชาวบ้านต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ในสมัยก่อนนั้นใช้เลื่อย ๒ คน ดึงคนละข้าง ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ สะพานไม้ที่สร้างใหม่จึงแล้วเสร็จ โดยใช้เวลาสร้างประมาณปีเศษ เมื่อสะพานสร้างเสร็จแล้ว พระ เณร และชาวบ้านโดยรอบวัดและบริเวณใกล้เคียงต่างก็ได้อาศัยสะพานข้ามทุ่งนาเดินทางสัญจรไปมาได้อย่างสะดวก มีประโยชน์มาก 

สะพานไม้นี้ได้ชํารุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา โดยใช้งานอยู่ได้ทนนานประมาณ ๓๐ ปี ก็ต้องบูรณะใหม่ เนื่องจากการหาไม้มาบูรณะนั้นหาได้ยาก ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ท่านพระอาจารย์ คําแสง (เกลอ) (เป็นพระน้องชายของท่านพระอาจารย์สนั่น รกฺขิตสีโล วัดป่าสุขเกษมนิราศภัย) ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีโพนสูง จึงดําริที่จะรื้อและสร้างสะพานขึ้นใหม่ ท่านได้นําความเรื่องนี้กราบเรียนปรึกษากับหลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม ซึ่งท่านก็เห็นชอบด้วย จึงได้ทําการรื้อถอนสะพานไม้ออกและสร้างขึ้นใหม่เป็นสะพานปูนอย่างถาวร ระยะทางความยาวประมาณ ๓๔๐ เมตร ความกว้าง ๓ เมตร โดยใช้เวลาสร้างอยู่ประมาณ ๒ ปี จึงแล้วเสร็จ สะพานใหม่สําเร็จสมบูรณ์ดังที่ปรากฏ ให้เห็นและได้ใช้งานจวบจนถึงปัจจุบันนี้

พ.ศ. ๒๔๙๙ – ๒๕๐๐ สร้างพระวิหาร พระประธาน ศาลากลางนํ้า 

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๙ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นผู้นําชักชวนชาวบ้านดงเย็นสร้างพระวิหารขึ้นในวัดประสิทธิธรรม โดยขนก้อนหินศิลาแลงขนาดใหญ่และขนทรายธรรมชาติ รอบๆ วัดมาถมรองพื้นเพื่อทําพื้นพระวิหาร สําหรับเสา เพดานและผนังใช้ไม้ โดยหาตัดไม้ตามป่ามาเลื่อย ซึ่งสมัยนั้นป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์มาก ส่วนหลังคามุงด้วยสังกะสี และหลวงปู่อนุญาตให้คนที่ ถนัดวาดภาพให้วาดภาพบนเพดานพระวิหาร ในการสร้างพระวิหารกว่าจะทําให้สําเร็จเป็นหลัง ขึ้นมานั้น ท่านค่อยๆ ต่อเติมอยู่เรื่อย มีวัสดุมาก็ทําไปเรื่อย หลวงปู่ท่านเป็นอย่างนั้น 

เมื่อสร้างพระวิหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่พรหมท่านเป็นผู้นําสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหาร มีเรื่องเล่ากันว่า หลวงปู่พรหมท่านเก่ง ทางด้านการก่อการสร้าง การปั้นพระพุทธรูป แต่ตอนอยู่ภาคเหนือนี้ท่านไม่ทําอะไรเลย พอกลับมา บ้านดงเย็นนี่ท่านทํา เรียกว่า ท่านขยันทํา แบบชนิดที่ว่าฉันเสร็จนี้พาทํางานเลย ท่านมาปลูกกระต๊อบอยู่ตรงบ่อนํ้า มันเป็นแอ่งคล้ายๆ หนองนํ้า นํ้าจะขังอยู่ตรงนั้น แล้วก็มาทําเป็นเพิงขึ้น ก็ฉันอาหารอยู่ตรงนี้ ฉันเสร็จแล้วท่านก็จะปั้นพระพุทธรูปในพระวิหาร ส่วนมากจะเป็นฝีมือการปั้นของหลวงปู่ โดยมีพระเป็นผู้ช่วย แต่ทํากับหลวงปู่ไม่ได้หรอก เพราะพระมันใจร้อน อยากเสร็จเร็ว โปะๆ เอา หนักๆ เข้า มันก็หลุด มันก็นํ้าหนักปูน มันก็ขาดออก หลวงปู่ก็ดุ “โอ้ ! มันไม่มีขันติ” ครูบาอาจารย์เคยเล่าว่า “ผมก็เคยปั้นพระพุทธรูปในวิหารกับหลวงปู่พรหม จนผมถูกดุตรงนี้” ตอนท่านก่อพระพุทธรูปองค์นี้ ส่วนไหนที่มันไม่เสร็จ ท่านกลัวมันหักพังลงมา ท่านก็ไปทํากับพระเณรในตอนกลางคืน 

สําหรับวัสดุในการสร้างพระประธาน พ่อตู้สีโทต้องไปขนจากจังหวัดหนองบัวลําภู โดยเอาเกวียนไปขนหินขนปูน และต้องไปหาเปลือกหอยในลําห้วย หลวงปู่พรหมท่านเอาเปลือกหอย มาเผาทําให้มันเป็นกากแล้วมาผสมกับปูนซีเมนต์ ไม่ทราบว่าหลวงปู่พรหมท่านได้สูตรมาจากไหน เปลือกหอยก็ไม่ใหญ่มากเหมือนกับหอยแครงหอยคราง นอกจากใช้เปลือกหอยแล้ว ตอนปั้นแขนพระพุทธรูปก็ใช้กาบกล้วย หลวงปู่ปั้นแขนพระพุทธรูปแล้วก็ไปบิณฑบาต พอบิณฑบาตกลับมา แขนพระพุทธรูปหล่นลงมาแล้ว ก็ไปเอากาบกล้วยมาห่อมัดไว้แล้วก็เอาปูนใส่ ปัจจุบันนี้ยังเป็นรอยเกลี้ยงๆ อยู่ ก็คือ กาบกล้วย 

เมื่อมีพระเณรติดตามมาขออยู่จําพรรษากับหลวงปู่พรหมมากขึ้น เพิงที่สร้างไว้ชั่วคราว สําหรับฉันจังหันเริ่มจะไม่เพียงพอต่อพระเณรที่มานั่งฉัน เหตุการณ์ในระหว่างนี้ นอกจากท่านจะสร้างพระวิหารและพระพุทธรูปแล้ว ท่านยังได้สร้างศาลากลางนํ้าหลังแรกขึ้นด้วยไม้ทั้งหลัง หลังคามุงด้วยสังกะสี ศาลาหลังนี้ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยม มีบันไดทางขึ้นหลายทาง สําหรับใช้เป็นที่ฉันจังหันเช้าของพระเณรซึ่งจะต้องมาฉันรวมกันในทุกเช้า ทั้งใช้เป็นที่ประกอบงานบุญและเป็นที่พักค้างแรมของญาติโยม ฯลฯ

ต่อมาพระวิหารได้ชํารุดทรุดโทรมลงจนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หลังจากออกพรรษาแล้ว ชาวบ้านดงเย็นได้พากันไปกราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ขอให้ท่านเมตตากลับมา วัดประสิทธิธรรม เพื่อโปรดญาติโยม หลวงปู่ผางหลังจากกลับมาแล้ว ท่านก็ปรารภเรื่องการรื้อวิหารหลังเก่าที่ชํารุดทรุดโทรมออกไป และทําการบูรณะวิหารขึ้นมาใหม่แทนหลังเก่าซึ่งเป็นไม้ได้ชํารุดทรุดโทรมลงไปมากแล้ว 

ต่อมาทางวัดได้มาบูรณะโดยรื้อถอนพระวิหารไม้หลังเก่าและสร้างเป็นพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นมา โดยครอบบริเวณพระวิหารอย่างมั่นคงถาวรโดยการผูกเหล็กเทปูน และก็ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา สําหรับพระพุทธรูปที่หลวงปู่ปั้นขึ้นนับเป็นผลงานด้านศาสนวัตถุชิ้นสําคัญที่ยังเหลืออยู่ชิ้นเดียวในวัด และเป็นพระประธานในพระอุโบสถอยู่คู่วัดมาตราบเท่าทุกวันนี้

เตือนชาวบ้านห้ามประมาทหลวงปู่พรหม

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ แม้ว่าท่านบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ แต่ท่านไม่เคยเล่า เปิดเผยภูมิธรรมของท่านให้บรรดาพระศิษย์หรือญาติโยมฟังแม้แต่น้อย ท่านอยู่จําพรรษาแบบ หลวงปู่หรือหลวงตาแก่ๆ องค์หนึ่งที่เคร่งครัดในธุดงควัตรและพระวินัย ทั้งขยันขันแข็งในการทํา ความพากความเพียร และท่านพาพระ เณร ญาติโยมพัฒนาวัดและสาธารณประโยชน์ ในบั้นปลายชีวิตของท่าน เมื่อท่านมาอยู่จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม ก็มีบรรดาพระธุดงคกรรมฐานศิษย์สาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มาขอศึกษาอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่าน ต่างทราบถึง ภูมิจิตภูมิธรรมของหลวงปู่พรหมเป็นอย่างดี ส่วนฆราวาสญาติโยมไม่ค่อยทราบกัน

ด้วยพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในสมัยก่อนนั้น ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในธุดงควัตร พระธรรมวินัย รักษาข้อวัตรปฏิบัติ และดําเนินตามปฏิปทาของครูบาอาจารย์กันอย่างจริงๆ จังๆ ท่านขยันทําความเพียรด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เพื่อความหลุดพ้น จนสังคมทางอีสานให้ความเคารพนับถือกันอย่างสูงสุด สําหรับชาวบ้านดงเย็น ในสมัยก่อนก็เช่นกัน ให้ความเคารพนับถือพระธุดงคกรรมฐานกันมาก โดยไม่ได้คํานึงถึงความเป็นพระอรหันต์ ชาวบ้านเพียงเห็นผ้าเหลืองสีหม่นๆ ของพระธุดงคกรรมฐาน ไม่ว่าจะเป็นพระหนุ่มหรือพระผู้เฒ่า ต่างก็ให้ความเคารพนับถืออย่างสูงสุดกันแล้ว แม้กําลังจะเดินสวนทางกัน พอเห็น พระธุดงค์เท่านั้น ญาติโยมชายหญิง คนเฒ่าคนแก่ หนุ่มสาว ตลอดเด็กที่เริ่มรู้ความ ต่างก็พากัน นั่งคุกเข่าพนมมือไหว้ รอให้พระท่านเดินผ่านไปก่อนจึงค่อยลุกขึ้นเดินต่อไป และมีเรื่องเล่าแสดงถึงความเคารพนับถือพระธุดงค์ในสมัยนั้นว่า ขณะพระธุดงค์หนุ่มๆ ไปตรวจคัดเลือกเกณฑ์ทหาร เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่กล้าให้เปลื้องผ้าจีวร และในขณะวัดส่วนสูง ก็ไม่กล้าถูกศีรษะของพระธุดงค์ เจ้าหน้าที่จะให้พระท่านวัดส่วนสูงกันเอง เป็นต้น 

ท่านพระครูพิศาลศาสนกิจ (สนธิ์ ขนฺตยาคโม) วัดสุทธิมงคล อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านเป็นหลานหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านมีรูปร่างอ้วนใหญ่ ชาวบ้านจะเรียกท่านว่า “หลวงพ่อกําปั้นใหญ่” เพราะเหตุที่ท่านเป็นพระที่ใจร้อน ถ้าใครทําไม่ถูก ท่านทุบตีเลย ถึงบอกว่ากําปั้นใหญ่ ท่านทราบภูมิจิตภูมิธรรมของหลวงปู่พรหมเป็นอย่างดี ท่านจึงเคารพหลวงปู่พรหมมาก ท่านถึงกับเตือนชาวบ้านห้ามประมาทพลาดพลั้งหลวงปู่ว่า “ให้ระวังนะ อย่าคิดอะไรที่มันไม่ดีนะ หลวงปู่ไม่ใช่ธรรมดานะ” ท่านเตือนแค่นั้นเอง ท่านบอกชาวบ้านด้วยประโยคสั้นๆ เป็นนัยๆ ว่า หลวงปู่พรหมเป็นพระองค์สําคัญ เพราะชาวบ้านสมัยก่อนเขาไม่รู้เรื่องคุณธรรมขั้นไหนๆ เขายังไม่ รู้จักพระอรหันต์คืออะไร เขาไม่รู้เรื่องพระอรหันต์ เขามีแต่จะเคารพนับถือในนาม “หลวงปู่ใหญ่” เพราะครูบาอาจารย์สมัยนั้นท่านจะไม่พูดเรื่องพวกนี้ ไม่เหมือนคนเดี๋ยวนี้หาแต่พระอรหันต์ทั้งนั้น แต่ก่อนเขาจะเรียกหลวงปู่พรหมว่า “หลวงปู่ใหญ่” 

หลวงปู่พรหมกําหนดจิตรักษาฝี

เหตุการณ์ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเกิดหัวฝีเม็ดใหญ่ ท่านกําหนดจิตรักษาเองนี้ เกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ครูบาอาจารย์ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“เราไปทีแรกปี พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงปู่พรหมท่านเป็นหัวฝีบริเวณคอด้านหลัง มันปวดมากนะ ก่อนมันจะเป็น หัวฝีมันใหญ่และแดงมาก ขนาดเท่าเม็ดมะขามป้อมนะ ท่านกําหนดจิตรักษาเอา หัวฝีออก นํ้าเลือดนํ้าหนองนี้ไหลย้อยลงมาใส่กลางหลังข้างซ้ายนี่ล่ะ เป็นเรื่องอัศจรรย์น่าทึ่งมาก ท่านอดทนมากนะ เอาหัวฝีออกแล้วตอนเย็นก็มาสรงนํ้าท่าน เห็นเป็นรูใหญ่ เห็นถึงข้างในนู้น แต่ท่านเฉย อาบนํ้าเสร็จแล้ว ท่านก็ลงไปเดินจงกรม ท่านก็เฉยอยู่ ฮ่วย ! เป็นเรื่องอัศจรรย์น่าทึ่งจริงๆ 

ฝีหัวใหญ่ๆ ของหลวงปู่พรหม ไม่ทราบว่าท่านเริ่มเป็นปีไหน เป็นกรรมของท่าน ท่านวางได้อุปาทานความยึดธาตุยึดขันธ์อันนี่ เอาหัวฝีมันออก นํ้าเลือดนํ้าหนองไหลโจ๊กลงนี่ ท่านมาเป็นฝีแต่ข้างทางซ้ายนั่นล่ะ ทีนี้โยมเขาบอกถ้าข้ามสันหลังมาข้างขวานี่ตาย กรรมของท่าน อาการเจ็บปวดทรมานมาก แต่ท่านวางได้ ให้ผล คือ ท่านไม่ได้เวทนานี่ ทีนี้ ๑๐ กว่าปี ท่านจึงมรณภาพ โอ๊ย ! น่ากลัวเรื่องครูอาจารย์พรหม 

ท่านรักษาฝีเอง ตอนแรกท่านกําหนดจิตดูฝีท่านเอง เห็นแดงบวมใหญ่ ดูน่ากลัว แล้วท่านก็ฉันยาทัมใจและปวดหายระงับปวดเท่านั้นแหละ มันก็ค่อยยังชั่ว ไม่รู้ว่าท่านรักษายังไง แต่อาการก็ทุเลาลง พอหัวฝีออกมาก็ดีขึ้น เราเห็นท่านทิ้งสังขารของท่านนะ เรารู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ท่านมีทุกขเวทนาเหมือนกัน แต่ท่านสละได้ ทนได้ มันไม่เข้าถึงใจท่านนะ ถ้าคนเราทั่วๆ ไป โรงพยาบาลอยู่ไหนก็ใกล้ จะวิ่งหาหมอ แต่คนสมัยก่อนไม่ค่อยจะกินยา ถ้าจะกินยากันก็ไปขอยาสมุนไพรกับอาจารย์เพ็ง พวกรากไม้ก็หาเอาตามป่าตามดง

หลวงปู่พรหมเป็นฝีนี่นานอยู่นะ เป็นทั้งเดือนนู้น ท่านน่าจะเจ็บปวดทรมานมาก แต่ท่านก็อดทนเฉยอยู่ เหมือนไม่เป็นอะไรเลย ท่านกําหนดจิตเอาหัวฝีมันออก เอาออกข้างนี้แล้ว ยังเหลือข้างนี้ มีตุ่มหนึ่ง ขึ้นอีกตุ่มหนึ่ง ว่างั้นเถอะ ท่านเฉย เป็นเรื่องอัศจรรย์น่าทึ่งของครูอาจารย์พรหม ผู้เดียวนะ ในโรคอันนี้จะหาพระอื่นเช่นท่านไม่มีนะ”

หลวงปู่พรหมทักพระศิษย์ดูศพหญิงเปลือยเห็นภาพติดตา

วันหนึ่งหลวงปู่พรหมใช้พระศิษย์เข้าไปป่าช้า เหลือเณรน้อยองค์หนึ่ง ส่วนหมู่ไปเที่ยว ตอนคํ่า ยังเหลือหลวงตากับเณรน้อยองค์หนึ่งกับท่าน “ไปชักบังสุกุลไป เขาจะมาทิ้งป่าช้า ข้างวัดนั่น” ก็ไกลอยู่ วันนั้นเขาผ่าท้องคน ผ่าคนตายในท้อง ตายทั้งกลม

ขอดูกับพ่อทอง “พ่อทอง ผมขอดูหน่อย ผมไม่เคยเห็นสักที” “เข้าไม่ได้มันเป็นเวร” เขาว่า พอเที่ยงก็ไป คนท้องแก่อยู่นะ ว่างั้น ผมรับผิดชอบเองหรอกเรื่องอันนี้ เขามีเคียวเกี่ยวข้าวเล่มหนึ่ง กับมีดแหลมอันหนึ่ง กับหม้อดิน ผ้าขาวคลุม แก้ผ้าออกมาด้วย ดูชัดๆ ซะ เขาใช้เคียวมีดผ่าท้อง เอาทารกน้อยที่จะเกิดนั้นออกมาเป็นทารกชาย

พอกลับเข้าไปวัด หลวงปู่พรหมท่านกวาดตาดอยู่ ก็กวาดตาดกับท่าน เห็นภาพอันนั้น ติดตาอยู่นะ คํ่ามามาอาบนํ้าแล้วก็ลงไปเดินจงกรม ทุ่มหนึ่งนั่นแหละขึ้นมาประชุม มาฟังเทศน์ท่าน หลวงปู่พรหมท่านรู้ความนึกคิดของเราหมดนะ ท่านก็ทัก เป็นเรื่องที่น่าทึ่งเหลือเชื่อมาก ออกไป เดินจงกรมนู่น มันไม่ดู มันก็เห็น เห็นภาพอันนั้น เห็นของจริงนั่น ทําอย่างไรหนอ เราก็ดู ตอนคํ่าไปไหว้พระย่อๆ นั่งพิจารณาดูชัดๆ ซะ ดูในท้องอีนางนั้น ผู้ใดกลัว ไปบิณฑบาตเห็น ผู้สาวงามนี่ ดูเห็นหมดเว้ย เอามาพิจารณาดู เห็นทั้งในทั้งนอกด้วย หลวงปู่ท่านก็รู้ความนึกคิด ของเราอยู่นะ โอ้ยตาย ! เป็นแบบนี้ก็เป็นเนาะ จิตมันโลดไปบิณฑบาตเห็นคนงามๆ หลับตาดูก็เห็นไม่นุ่งผ้านุ่งแพรนู้น อ้าว ! เห็นธรรมมันเห็นด้วยตาใน ก็นานอยู่ หลวงปู่พรหมท่านก็ดูอยู่นู้น ท่านจะท้วงนั่นล่ะ คิดอันไหน ท่านรู้หมด เราก็เหลือเชื่อ อัศจรรย์อยู่นะ

อดีตชาติหลวงปู่พรหมเคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านสร้างเจดีย์ที่วัดประสิทธิธรรม เพราะว่าในอดีตชาติท่านเคยเกิดเป็นสัตว์ เป็นเสือ เป็นหมี เป็นอะไรอยู่ตรงที่สร้างเจดีย์ ท่านระลึกอดีตชาติของท่านได้ เรื่องนี้คนเฒ่าคนแก่ได้เล่าถ่ายทอดต่อๆ กันมา โดยหลวงปู่พรหมท่านเมตตาเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังเอง เจดีย์ท่านก็สร้างเอง โดยท่านกําหนดที่สร้างเจดีย์และเริ่มลงมือสร้างเอง ท่านเกิดเป็นเสือนี่ก็เกิดที่บ้านดงเย็นตรงนี้ เหมือนกับหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล วัดป่าสันติกาวาส อําเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี ในอดีตชาติท่านก็เคยเกิดเป็นเสือตรงที่ท่านสร้างเจดีย์

สมัยก่อนบ้านดงเย็น เป็นป่าเป็นดงใหญ่มาก ต้นไม้เห็นแต่ต้นขนาดใหญ่ท่วมหัว มันก็มี แต่เสือแต่ช้างอยู่แล้วแถบนี้ พวกลิงพวกค่างอะไรมันเต็มไปหมด เสือมันอยู่ทั้งในป่าในเขา เพราะแถบนี้ลําห้วยสงครามเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งที่สัตว์หากิน คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านยังเล่าว่า เสือไปเอาวัวของเขาในหมู่บ้านมากินอยู่เลย 

หลวงปู่พรหมท่านระลึกอดีตชาติของท่านได้ เกิดเป็นหมีก็เป็น เห็นเขาว่าเป็นหลายอย่าง ส่วนใหญ่ครูบาอาจารย์บางองค์ก็เล่า บางองค์ก็ไม่เล่า แต่หลวงปู่พรหมเล่าเอง ท่านเป็นหมีก็มี แต่ว่าไม่เขียนไว้เหมือนหลวงปู่บุญจันทร์ หลวงปู่บุญจันทร์จะเขียนเป็นหลักฐานไว้โดยแกะไว้บน แผ่นหิน แต่นี่หลวงปู่พรหมเล่าให้ฟังเฉยๆ ตรงที่สร้างเจดีย์ ด้านหลังเป็นกุฏิหลวงปู่ ตอนเป็นเสือก็คงหากินแถบนั้นล่ะ สมัยเมื่อก่อนมันเป็นดงเป็นป่า ไม่รู้ว่าชาติไหนสมัยไหน มันก็นานโข 

และในอดีตชาติ ท่านเคยเกิดเป็นหมาอยู่หลายชาติ ท่านเกิดความสลดสังเวชใจในภพชาตินั้นมาก จึงได้นํามาเล่าให้พระศิษย์ฟังเพื่อเป็นคติเตือนใจ โดยครูบาอาจารย์ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้ 

ครูอาจารย์พรหม ชาติหนึ่งท่านเคยเกิดเป็นหมา อู้ย ! กัดกันจนหน้าเป็นแผล ก่อนจะไป เกิดเป็นหมา ท่านเป็นเณรน้อยในวัดบ้านนั่นล่ะ พระแต่ก่อนท่านฉันเพล สงสัยเป็นพระนิกาย ไปขอข้าวเพลพระมาฉัน ไปเห็นหมาผสมพันธุ์กันตอนเดือน ๘ เดือน ๙ แล้วเกิดความกําหนัดยินดีกับหมาผสมพันธุ์กันนั่นล่ะ รสชาติกามคุณนั้น พอตกตอนกลางคืน เณรน้อยเกิดโรคท้อง ลมมันตีขึ้นเลยตายในคืนนั้น แล้วไปเกิดเป็นหมา เป็นภพหมาหลายภพหลายชาติอยู่นะ ท่านเล่าให้ฟัง พอเกิดเป็นหมาก็กัดกันหน้าบาดหน้าขาด ขาหักขาพัง ยังไม่ยอม โอ ! เกิดเป็นหมานั้นทุกข์มาก มันน่ากลัวอยู่นะ อู๋ย ! กว่าจะพ้นจากชาติของหมาออกมา เพราะความสุขอยู่ในนั้น ในภพหมานั้น 

เกิดเป็นหมาคราวนั้น หลายภพหลายชาติอยู่กว่าจะแก้ได้ หมาก็มีความสุขกับหมานั่นล่ะ ติดภพไหนก็ยินดีกับภพนั้นล่ะ ท่านก็สร้างกรรมดีก็ไม่ใช่ธรรมดานะ สร้างกรรมชั่วก็มีผลอยู่ ตอนท่านเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติจากหมามาเป็นคน อู้ย ! หลายชาติเว้ย 

เราไปอยู่กับครูอาจารย์พรหม ๒ – ๓ ปีทีแรก หาทุจริตอะไรไม่มีเลยครูอาจารย์พรหมนี่ ท่านทําอะไรมีความหมายหมด ใจท่านนั้น โอ้ ! เรายอมรับเลยครูอาจารย์พรหม ส่วนเรื่องเกิดเป็นหมา ฟังท่านเล่าหลายครั้งอยู่นะ โอ้ ! แก้ได้ ท่านก็คงจะทํากรรมดี ท่านมีนั่นล่ะ” 

พ.ศ. ๒๕๐๑ เรื่องการถืออุโบสถศีลสมัยหลวงปู่พรหม

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม ขณะที่ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ พักจําพรรษาที่อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ผางได้วิเวกกลับมาที่บ้านดงเย็น เพื่ออุปัฏฐากหลวงปู่พรหม ในพรรษานี้ชาวบ้านดงเย็น พากันมารักษาอุโบสถศีลที่วัดกันมากขึ้น โดยก่อนหน้ามีการต่อเติมขยายศาลากลางนํ้าจนแล้วเสร็จ เพื่อรองรับพระ เณร และชาวบ้านที่เพิ่มมากขึ้น การถืออุโบสถศีลของชาวบ้านสมัยหลวงปู่พรหม มีข้อปฏิบัติ ดังนี้

“ในวันพระ วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา ฯลฯ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านพาชาวบ้านเดินเวียนเทียนรอบพระวิหาร แต่ท่านจะไม่เดินนํา ท่านจะนั่งรออยู่ในพระวิหาร ในวันเช่นนี้ท่านจะส่งเสริมให้ชาวบ้านญาติโยมมาถืออุโบสถศีล คือ รักษาศีล ๘ ให้อยู่นอนค้างที่วัดหนึ่งคืน คือ ถ้าใครจะมาถืออุโบสถศีลที่วัด ให้เอาเสื้อผ้ามานอนค้างวัดด้วย ให้มากันตั้งแต่เช้า ถวายจังหันแล้วก็รับศีล รับประทานข้าวมื้อเดียว และให้อยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดทั้งวัน ตอนบ่ายก็ปัดกวาดลานวัด จากนั้นก็ดื่มนํ้าร้อนนํ้าสมุนไพร ตอนคํ่าก็ทําวัตรสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม แล้วนอนค้างคืนหนึ่ง อีกวันหนึ่งถึงจะออกจากอุโบสถศีล ท่านไม่ให้กลับบ้านก่อน ถ้าใครมาถวายจังหันแล้ว รับศีลแล้วกลับบ้าน หรือถ้าใครไม่ได้มาแต่เช้า มาตอนบ่ายค่อนวัน หรือคํ่าๆ ค่อยมา หลวงปู่ไม่ให้ ท่านดุด่าเลย “มาทําไม” ท่านไล่หนีเลย สมัยนั้นก็มีคนโดนดุทํานองนี้ 

ขณะหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ อยู่ที่วัดประสิทธิธรรม ท่านก็พาทํา ใครมาถืออุโบสถรักษาศีลที่วัด ใครกลับบ้านก่อน ท่านก็ไล่กลับเลย หลวงปู่พรหมก็ไล่ หลวงปู่ผางก็ไล่ ท่านเจตนาจะให้อยู่ปฏิบัติธรรมที่วัดตลอดทั้งวันทั้งคืน แล้วสุดท้ายชาวบ้านก็พร้อมใจกันทําตามหลวงปู่ 

สมัยหลวงปู่พรหม ผู้คนบ้านเรือนยังไม่มาก ก็มีคนมาถืออุโบสถศีลที่วัดกันเต็มศาลา เพราะคนสูงอายุไม่มีงานที่ไหน ลูกๆ ก็อยู่บ้าน ส่วนสมัยนี้ลูกๆ ก็ไปทํางานกันหมด ส่วนมากไม่มีใคร อยู่บ้าน เดี๋ยวนี้คนมันไม่เห็นธรรม มันก็บวชไม่ได้ ใจไม่เอา ใครมาเห็นงานหนัก ใจมันก็ถอยแล้ว 

การถืออุโบสถศีลที่วัดหนึ่งวันหนึ่งคืน หลวงปู่พรหมท่านจะพาทําเฉพาะวันศีลวันพระ เดือนละ ๔ ครั้ง คือ วันขึ้นและวันแรม ๘ คํ่า วันขึ้นและวันแรม ๑๕ คํ่า และได้สืบทอดจนเป็นประเพณีมาตราบจนถึงทุกวันนี้”

หลวงปู่พรหมสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าสงคราม

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านมาอยู่จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรมเป็นการถาวรแล้ว นอกจากท่านจะบําเพ็ญประโยชน์ทางด้านศาสนา โดยการบูรณะพัฒนาและสร้างวัดแล้ว ท่านยังบําเพ็ญประโยชน์ทางด้านชาติบ้านเมือง โดยช่วยทางราชการสร้างสาธารณประโยชน์มากมาย เช่น การสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าสงคราม สะพานที่หลวงปู่สร้างไว้ขาดถึง ๓ เที่ยว ๔ เที่ยว เพราะกระแสนํ้าไหลแรงมาก ไหลมาซัดสะพานขาด ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ จึงสร้างสําเร็จ โดยมีประวัติโดยย่อดังนี้

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ หลวงปู่พรหมท่านได้เป็นผู้นําพาชาวบ้านดงเย็นและบ้านดอนเชียงยืนสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าสงครามขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นสะพานแพไม้ลอยขึ้นลอยลงตามนํ้าขึ้นนํ้าลง และต่อมาสะพานแพไม้ถูกความแรงของกระแสนํ้าซัดจนขาด ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านสร้างสะพานขึ้นใหม่เป็นครั้งที่ ๒ ให้มั่นคงแข็งแรงกว่าเดิม โดยสร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง รวมทั้งเสาเข็มคํ้ายันก็เป็น ไม้เนื้อแข็ง และมีหลังคาจั่วสังกะสี ขนาดสะพานกว้าง ๔ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ดึงตัวสะพานให้โค้งสู้แรงนํ้าไหล พร้อมตอกเสาเข็มยึดคํ้ายันเสาสะพานกลางนํ้าทั้งหมด การสร้างในครั้งนี้ใช้ไม้เนื้อแข็ง จํานวนมาก โดยได้รับบริจาคจากชาวบ้านทั้งหมด สะพานนี้นอกจากเป็นทางเดินสัญจรของ ชาวบ้านแล้ว ยังให้วัว ควาย ม้า เกวียนข้ามได้ แต่ช้างไม่ให้ข้าม ให้ลุยนํ้าข้าม ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านได้ปรับปรุงซ่อมแซมสะพานอีกครั้งเป็นครั้งที่ ๓ มีการรื้อหลังคาสะพานออก เนื่องจากเถ้าแก่อําเภอสว่างแดนดิน จะเอารถดอดจ์มาวิ่ง แต่รถติดหลังคาสะพาน จึงมากราบหลวงปู่ขออนุญาตข้ามสะพาน หลวงปู่จึงให้รื้อออก

การสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าสงคราม โดยหลวงปู่พรหมเป็นผู้นํานั้นไม่ได้ใช้งบประมาณใดๆ จากทางราชการ ถึงแม้ว่าการสร้างสะพานจะมีอุปสรรคและสร้างได้ยากก็ตาม เนื่องจากกระแสนํ้าไหลเชี่ยวแรงมาก แต่เมื่อหลวงปู่ท่านพาสร้างต้องสําเร็จ นับว่าหลวงปู่ท่านเป็นผู้นําศรัทธาอย่างแท้จริงของชาวบ้าน จนชาวบ้านทั้งสองฝั่งเห็นดีเห็นงาม ยอมเสี่ยงชีวิตและยอมอุทิศตัวเสียสละเวลา แรงงาน ตลอดจนสิ่งของ เพื่อสนับสนุนการสร้างสะพานจนสําเร็จลุล่วงด้วยดี ซึ่งสะพาน มีประโยชน์มาก ทําให้บ้านดอนเชียงยืน อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร กับบ้านดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งแม่นํ้า ได้เชื่อมเข้าหากัน ทําให้การเดินทางสัญจรของชาวบ้านสองฝั่งแม่นํ้าสะดวกรวดเร็วขึ้น 

ปัจจุบัน สะพานข้ามแม่นํ้าสงครามที่สร้างขึ้นใหม่ภายหลังโดยทางราชการ เป็นคอนกรีต เสริมเหล็กอย่างดีและมีความยาวกว่าเดิม เพราะสภาพแม่นํ้ากว้างขึ้น เนื่องจากกระแสนํ้าไหลกัดเซาะตลิ่ง โดยทางราชการตั้งชื่อว่า “สะพานดอนเชียงยืน พ.ศ. ๒๕๓๘”

สมัยที่หลวงปู่พรหมพาสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าสงคราม ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ มีเหตุการณ์ นายอําเภอสว่างแดนดินเดินทางมาตรวจไม้ที่ตัดมาสร้างสะพาน ดังนี้

“สมัยนั้นนายอําเภอสว่างแดนดินจะไปว่าหลวงปู่พรหม ไปบีบกํานันผู้ใหญ่บ้านจะเอาเรื่อง โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้านดอนเชียงยืนที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านดงเย็น วันนั้นหลวงปู่ท่านฉันนํ้าร้อนนํ้าชา อยู่ใต้กอไผ่หน้าสะพานบ้านดงเย็น ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า “หลวงปู่ครับนายอําเภอจะมา” “มาอีหยัง” (มาทําอะไร) “จะมาตรวจไม้” ท่านก็เฉย หลวงปู่ให้ชาวบ้านไปตัดไม้มาทําสะพาน สมัยนั้นป่าไม้ อุดมสมบูรณ์ ตามกฎหมายเรื่องป่าไม้ ไม้ที่โค่นลงมาแล้วอยู่ในป่า เรียกว่า ไม้ล้มขอนนอนไพร เป็นสมบัติของชาติ ไปเอามาทําฟืนทําอะไร ต้องขออนุญาตก่อน มิฉะนั้นจะผิดกฎหมาย นายอําเภอมาตรวจไม้วันนี้ พอมาถึงกราบปุ๊บปั๊บแล้วก็เงย ยังไม่ทันพูดอะไรเลย หลวงปู่ก็ถาม “เป็นจั่งได๋ล่ะ ไต่สะพานข้อยมาดีบ่” (เป็นยังไงล่ะ ข้ามสะพานข้ามาดีไหม) แค่นั้นแหละนายอําเภอสว่างฯ กราบปั๊บๆ แล้วกลับเลย ไม่พูดอะไรเลย พูดไม่ออก หน้าเสียไปเลย เดาใจท่านว่า ถ้าเดินไม่ดี เวลากลับ อย่าเดินข้ามสะพานข้อยนะ ให้ลุยนํ้าไปเลย ท่านคงจะพูดอย่างนี้ความหมาย” 

พ.ศ. ๒๕๐๒ ครูบาอาจารย์กราบทําวัตรขอขมาหลวงปู่พรหม

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้พักจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม โดยมี หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ อยู่ร่วมจําพรรษา ด้วยหลวงปู่พรหม ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่มีอาวุโสสูงสุดและมีคุณธรรมองค์หนึ่งในเขตอําเภอบ้านดุง อําเภอสว่างแดนดิน และในแถบบริเวณนั้น ดังนั้น ก่อนเข้าพรรษาจึงมีพระเณรตามวัดธรรมยุตในละแวกนั้นมากราบทําวัตรขอขมาหลวงปู่เป็นประจําทุกปี ดังนี้

“ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ท่านพระอาจารย์ลี ฐิตธมฺโม วัดป่าบ้านตาล ท่านพระ–อาจารย์สุภาพ ธมฺมปญฺโญ วัดทุ่งสว่าง ท่านพระอาจารย์อ่อนศรี ญานวโร วัดบ้านบึงโน ซึ่งวัด ทั้งสามตั้งอยู่ในตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านพระอาจารย์ทั้งสามเป็น พระศิษย์รุ่นอาวุโสของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้นําพระเณรในอาวาส พร้อมด้วยพระเณร วัดธรรมยุตในละแวกนั้น รวมทั้งอุบาสก อุบาสิกา ได้นัดรวมกันไปกราบทําวัตรขอขมาหลวงปู่พรหม ที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมาทุกปี จนเป็นประเพณี 

ในเช้าวันกราบทําวัตรขอขมาหลวงปู่พรหม เมื่อพระเณรฉันจังหันเช้าที่วัดของตนเสร็จแล้ว ต่างก็ออกเดินทางไปวัดประสิทธิธรรม เมื่อหมู่คณะพระภิกษุ สามเณร ตลอดอุบาสก อุบาสิกา พร้อมเพรียงกันที่ศาลาในตอนบ่าย ก็ได้กราบนิมนต์หลวงปู่พรหมมาที่ศาลา เพื่อทําพิธีกราบทําวัตรขอขมาและฟังโอวาทธรรม ในขณะนั้นท่านพระอาจารย์ลี ฐิตธมฺโม ซึ่งมีอายุพรรษามากที่สุด เป็นผู้นํากล่าวคําขอขมาหลวงปู่พรหม เมื่อเสร็จพิธี หลวงปู่พรหมท่านได้เมตตาให้พรและเทศน์สั้นๆ “ให้พากันพิจารณาปฏิสังขาโย” จากนั้นพระเณรต่างก็พากันกราบลาเดินทางกลับวัดของตน

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเมตตารับกิจนิมนต์มาฉันเช้าที่วัดทุ่งสว่าง วัดของพระอาจารย์สุภาพ ธมฺมปญฺโญ อยู่บ่อยๆ”

ธรรมเนียมการกราบขอขมาคารวะ หรือบางครั้งเรียกว่า “ทําวัตร” ของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นั้น นิยมกระทํากันทุกปีจนเป็นประเพณี โดยมักทําวัตรกันในช่วงก่อนหรือระหว่างเข้าพรรษา และช่วงเวลาอื่นๆ ตามโอกาสอันเหมาะสมด้วย ปกติก่อนจะถึง วันเข้าพรรษา พระภิกษุสามเณรจากหลายวัดที่อยู่ใกล้เคียงกันมักจะมารวมตัวกันที่วัดใดวัดหนึ่งในเขตพื้นที่นั้น ซึ่งเป็นวัดที่มีพระเถระผู้มีอายุพรรษามากและปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นที่เคารพเลื่อมใสในหมู่พระภิกษุสามเณร เพื่อกราบขอขมาคารวะและรับฟังโอวาทธรรม อันเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และยังเป็นการกระตุ้นเตือนจิตใจให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมกําจัดกิเลส ในช่วงฤดูเข้าพรรษาอย่างเต็มที่

กรณีที่หลวงปู่พรหมท่านมักเทศน์สอนพระด้วยบทธรรมะสั้นๆ เป็นประจําว่า “ให้พากันพิจารณาปฏิสังขาโย” ความสําคัญของธรรมบทนี้ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้

“… ก่อนบริโภคใช้สอยในปัจจัยทุกสิ่ง พระพุทธเจ้าจึงสอนให้พิจารณา ปฏิสงฺขา โยนิโส

เพราะคําว่า ปฏิสงฺขา โยนิโส ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นเรื่องใหญ่โตมากและครอบไปหมดทั้งโลก เพราะเป็นเรื่องของปัญญา จึงไม่ควรทําเอาเฉยๆ โดยปราศจากการใคร่ครวญไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน ก่อนฉันทุกๆ ครั้ง จึงควรพิจารณาปัจจัยที่มารวมอยู่ในบาตรหรือในภาชนะว่านี้ ได้มาแล้วด้วยความบริสุทธิ์ แต่ขณะจะฉัน จะเป็นความบริสุทธิ์หรือไม่ หรือจะกลายเป็นมิจฉาชีพไปโดยเจ้าตัวไม่รู้ ด้วย ปฏิสงฺขา โยนิโส จีวรํ ปิณฺฑปาตํ เสนาสนํ คิลานเภสชฺชํ ปฏิเสวามิ

ให้เห็นสักว่าเป็นเครื่องเยียวยาธาตุขันธ์ไปในวันหนึ่งๆ เพื่อบําเพ็ญพรหมจรรย์ให้เป็นไปในวันหนึ่งๆ เท่านั้น ไม่ได้มุ่งถึงรสชาติความเอร็ดอร่อย ไม่ได้มุ่งถึงอาหารจะประณีตบรรจงหรือไม่ ไม่ได้มุ่งสถานที่ และชาติ ชั้น วรรณะของผู้มาให้ทาน แต่มุ่งถึงความบริสุทธิ์ใจที่ได้มาด้วยความ ชอบธรรม และการขบฉันด้วยความชอบธรรมเท่านั้น นี้แลเป็นยอดอาหาร เป็นอาหารที่ประเสริฐ และเป็นการขบฉันที่ชอบธรรม…

สบง จีวร กุฎีที่อยู่อาศัย ยาแก้โรค สิ่งเหล่านี้ตามปกติมีความสะอาดพอดู แต่พอมา คลุกเคล้ากับร่างกายแล้วไม่ว่าสิ่งใด อาหารก็ต้องเป็นปฏิกูลทันที ผ้าที่มีเนื้อดีและสะอาดก็กลายเป็น ของสกปรก จําต้องซักฟอกอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นจะเป็นของสกปรกยิ่งขึ้น ใช้นุ่งห่มต่อไปอีกไม่ได้ เสนาสนะก็จําต้องปัดกวาดเช็ดถูเสมอเช่นเดียวกัน เพราะอาศัยของไม่สะอาดเป็นเจ้าของและอยู่ ที่นั่น จะอยู่ไปเฉยๆ โดยไม่ทําความสะอาดไม่ได้ จะกลายเป็นโลงผีดิบขึ้นมาในกุฎีและศาลาหลัง นั้นๆ กิจวัตร คือ การทําความสะอาดเกี่ยวกับสบง จีวร บริขาร เครื่องใช้ตลอดกุฎี วิหาร พระพุทธเจ้าต้องทรงบัญญัติให้ภิกษุปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ด้วยความเอื้อเฟื้อ ไม่ให้ทําความเมินเฉย และปรับอาบัติโทษแก่ผู้ทอดธุระไม่เหลียวแล

เพราะฉะนั้น ปฏิสงฺขา โยนิโส จึงไม่ใช่ธรรมเล็กน้อย ผู้มี ปฏิสงฺขา โยนิโส ประจําใจจะไปจะมา จะเดิน จะเหิน จะฉัน หรือจะทําอะไร ย่อมมีความรอบคอบ ไม่ค่อยมีความผิดพลาด เพราะอํานาจความแยบคายของปัญญาส่งกระแสซ่านไปตามอาการที่เคลื่อนไหว”

ท่านมอบหมายให้พระศิษย์ไปคารวะหลวงปู่ฝั้น

ในช่วงก่อนเข้าพรรษาหลวงปู่พรหมท่านสั่งให้พระศิษย์ไปกราบคารวะหลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ฝั้นพรรษามากกว่าหลวงปู่พรหม ไปด้วยกัน ๒ องค์ หลวงปู่ไม (วัดศรีโพนสูง มรณภาพ ไปแล้ว) กับพระบวชใหม่ สมัยนั้นที่วัดไม่มีรถ เอาไม้เจียใส่บาตรแล้วก็สะพายบาตรออกเดินเท้าจาก วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น ไปพักบ้านท่าสองคอนและพักที่อําเภอพรรณานิคม แต่ว่าอาจารย์ไมท่านไม่ขึ้นไปถํ้าขาม ก็เลยไปองค์เดียว ถ้าไม่ไปจะให้ทําอย่างไร เพราะเป็นคําสั่งหลวงปู่พรหม 

พอไปถึงถํ้าขาม หลวงปู่ฝั้นท่านก็ถาม “ได้อะไรมาฝาก” ก็เอาไม้เจียถวายท่าน ในคืนแรก โอ้ย ! เมื่อยๆ มันก็อยากหลับอยากนอน มันเหนื่อย เลยนอนหลับไม่รู้สึกตัว ตอนกลางคืนพระเณรที่ถํ้าขามก็นั่งสมาธิ เดินจงกรม ส่วนแมวมันก็ข่วนต้นมะขามเสียงแก๊กๆๆ และมันก็ปีนขึ้นปีนลง พอถึงตอนเช้าลงไปหาหลวงปู่ฝั้น แมวนั้นมันก็เต้นแก๊กๆๆ อยู่ต่อหน้าเรานั้นล่ะ หลวงปู่ฝั้นท่านว่า “เจ้ารู้จักไหมนั้น เมื่อคืนนี้นอนตายซะขี้ร้าย (ขี้เหร่) กว่าแมว แมวมันยังเดินจงกรม พระมาใหม่ มานั่นมานี้ แมวมันไปแอบดู ไปดูแมวนั้น เจ้าไม่เท่าแมวข้า” ก็ไม่รู้จะว่ายังไง ไปพักกับหลวงปู่ฝั้น อยู่ ๑ เดือน ก็กราบลาท่าน

ที่วัดถํ้าขาม มีต้นมะขามอยู่ใต้กุฏิหลวงปู่ฝั้นอยู่บนโขดหิน ก็หยิบพร้ามีดไปถากเอาแก่น เปลือกขาม ได้แล้วก็กลับ มาถึงวัด หลวงปู่พรหมถามว่า “ไปถํ้าขามได้อะไรมา” ก็ตอบท่านว่า “ไม่ได้เอาอะไรมา” แล้วก็ล้วงหยิบเอาเปลือกขามออกจากถุงผ้าอังสะ “โอ้ ! ได้เปลือกขามมาครับ” เป็นหลักฐานว่าไปถํ้าขามมา ท่านก็ว่า “ไปถึงแล้ว เก่งๆ” ถ้าไปไม่ถึงหลวงปู่ฝั้น ท่านก็จะว่าให้เรา หลวงปู่พรหมก็ถามต่อไปว่า “หลวงปู่ฝั้นท่านสอนอะไร” ส่วนมากท่านไม่อยากสอนนะ เราเป็น ลูกศิษย์หลวงปู่พรหม ท่านก็จะเกรงกัน ครูผู้นี่มันเก่งแล้ว ครูผู้นั้นก็เลยไม่อยากสอนอะไร 

พระบวชใหม่เป็นชาวบ้านถ่อน ได้กราบหลวงปู่พรหมครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ที่ วัดศรีโพนสูง ขณะท่านมาซ่อมพระพุทธรูป ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ – พ.ศ. ๒๔๙๙ หลวงปู่ท่านสร้างสะพานจากหน้าวัดไปหมู่บ้านก็ได้มาช่วยงาน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้มาขอบวชกับหลวงปู่พรหม และมีอีกคนหนึ่งก็มาขอบวช ทั้งสองคนได้ฝึกหัดเป็นผ้าขาวและซ้อมท่องขานนาคกับหลวงปู่ไม ต้องฝึกซ้อมท่องขานนาคจนคล่องแคล่วพร้อมเพรียงกัน ขึ้นพร้อมกันและลงพร้อมกัน จึงจะได้บวช หากท่องไม่พร้อมกันจะต้องกลับไปฝึกซ้อมใหม่ เมื่อท่องขานนาคได้แล้ว ก็เป็นคู่นาคบวชพร้อมกันในโบสถ์วัดศรีโพนสูง โดยมีหลวงปู่พรหมท่านเมตตานั่งเป็นประธานสงฆ์ 

หลวงปู่พรหมท่านไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยท่านถือตามปฏิปทาของพ่อแม่ครูอาจารย์สายพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งส่วนใหญ่ท่านจะไม่เป็นพระอุปัชฌาย์ นับแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย ฯลฯ ตามประวัติหลวงปู่มั่นท่านเคยรับแต่งตั้ง เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระอาจารย์เกตุ วณฺณโก หรือ หลวงตาเกตุ เป็นสัทธิวิหาริก หรือพระที่ หลวงปู่มั่นเป็นพระอุปัชฌาย์ทําการอุปสมบทให้ มีเพียงหลวงตาเกตุผู้เดียวเท่านั้นที่หลวงปู่มั่นเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ จากนั้นท่านก็สละตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงและตําแหน่งพระอุปัชฌาย์ ออกธุดงค์

พ.ศ. ๒๕๐๓ พระเณรที่อยู่จําพรรษากับหลวงปู่พรหม

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ขณะหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น มีพระที่อยู่จําพรรษากับหลวงปู่พรหม ๖ องค์ ได้แก่ อาจารย์ผาง (หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ) คนบ้านดงเย็น อาจารย์สอน (หลวงปู่สอน อุตฺตรปญฺโญ) คนบ้านตาล ท่านเป็นสหธรรมิกกับท่านพระ–อาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) อาจารย์คาน คนบ้านตาล อาจารย์โย (หลวงปู่ ยงยุทธ) คนภูไท อาจารย์ไม คนบ้านถ่อน ครูบาคนบ้านถ่อน รวมพระ ๗ องค์ เณร ๓ องค์ และแม่ขาวประมาณ ๕ คน 

สําหรับอาจารย์พั่ว (หลวงปู่พั่ว นิติโก) คนพิษณุโลก ท่านจะมาพักในหน้าแล้ง ท่านไม่เคยอยู่จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรมกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งเป็นพระอาจารย์รูปแรกๆ ของท่าน ส่วนใหญ่ท่านจะอยู่วัดบ้านป่าเป้า (ปัจจุบันคือ วัดป่าสารไพรวัลย์ บ้านป่าเป้า ตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี) ท่านจะมาอยู่เฉพาะหน้าแล้งเป็นเวลานานๆ ท่านเป็นคู่สนทนากับหลวงปู่ พรหม ในช่วงนั้นหลวงปู่ผางท่านไปเที่ยวธุดงค์ที่อื่น คงมีแต่หลวงปู่พรหมกับหลวงปู่พั่ว ท่านสนทนากันอย่างอบอุ่นต่อลูกพระลูกเณร

เพราะโดยปรกติ หลวงปู่พรหม กับ หลวงปู่พั่ว จะมีวัตรปรกติ คือ พูดน้อย แต่พอท่าน มาอยู่ช่วงหน้าแล้งด้วยกัน ท่านทั้งสองก็สนทนากัน หลวงปู่พั่วไม่ยอมอยู่จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม แม้สักพรรษาหนึ่งก็ไม่เคย ต่อมาจึงทราบว่า หลวงปู่พั่วชอบจําพรรษาเพียงรูปเดียวเป็นส่วนใหญ่ ตามวิสัยของพระปัจเจกโพธิ อย่างดีก็มีหมู่พระมาอยู่ด้วยบ้างไม่เกิน ๒ รูปในช่วงพรรษากาล

ประวัติย่อ หลวงปู่พั่ว นิติโก

หลวงปู่พั่ว นิติโก หรือ หลวงปู่สุมาลี วัดป่าสารไพรวัลย์ (บ้านป่าเป้า) ตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ท่านถือกําเนิดในสกุล “องค์มี” ณ บ้านหัวร้อง อําเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เมื่อถึงวาระอายุครบบวช จึงเข้าบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดกลางศรีพุทธาราม ต่อมาท่านกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นหลายพรรษา เมื่อหลวงปู่มั่นมรณภาพลง ท่านได้มาศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่พรหมตราบจนหลวงปู่พรหมมรณภาพ จากนั้นท่านไปสร้างวัดที่บ้านป่าเป้า

อุปนิสัยหนึ่งของหลวงปู่พั่ว คือ ท่านไม่อนุญาตให้มีกฐินหรือผ้าป่ามาทอดถวายในวัดที่ท่าน จําพรรษา ใครมาขอทอดผ้าป่าหรือกฐิน แม้มีหมู่คณะพระครบองค์สงฆ์ ท่านก็ไม่ยอมรับ ให้ไปทอด วัดอื่น ท่านมักอ้างว่า วัดท่านไม่มีความจําเป็นใดๆ กับผ้าป่า กฐินนั้น ท่านบิณฑบาตฉันเป็นปรกติก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องการปัจจัย หรือสิ่งของอันเกินความจําเป็นใดๆ หมู่พระหนุ่มๆ จึงไม่ค่อยมีรูปใดอยู่กับท่านได้นานๆ ด้วยไม่มีอติเรกลาภนี้ก็ด้วยเหตุผลประการหนึ่ง

มีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่งเมื่อครั้งท่านอยู่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านดงดารา อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ก่อนจะมาจําพรรษา ณ วัดป่าสารไพรวัลย์ มีคณะศรัทธามาจากกรุงเทพฯ พากันยกกอง ผ้าป่ามาถวายโดยไม่ได้บอกท่านมาก่อน ได้ปัจจัยจํานวนมากในครั้งนั้น รวมทั้งสิ่งของต่างๆ อันเป็น บริวาร พอคณะผ้าป่าเดินทางกลับ ท่านสั่งให้ทายก ทายิกาในวัด ยกข้าวของเหล่านั้น พร้อมทั้งปัจจัยทั้งหมดไปถวายวัดบ้านแห่งหนึ่ง โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “เกินความจําเป็นสําหรับชีวิตพระ”

หลวงปู่พั่ว ก่อนฉันก็จะปรารภธรรมนิดหน่อย ตามระเบียบวิธีของพระสายป่าทั่วไป แล้วก็จะให้นั่งภาวนาโดยกล่าวว่า “พ่อออก แม่ออก พุทโธๆ กันเด้อ” เท่านั้น ท่านจะเน้นอยู่เสมอว่า “ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าพุทโธ พูดให้ตายก็เสียเวลาเปล่า ไม่เท่าพุทโธ” เป็นเช่นนี้เสมอมา

ในช่วงที่หลวงปู่พั่ว ท่านชราแล้ว จะจําพรรษาติดต่อกันที่วัดป่าเป้า (วัดป่าสารไพรวัลย์) นี้ จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตถึง ๑๓ พรรษา นับว่ายาวนานกว่าสถานที่อื่นๆ ในช่วงออกพรรษาเท่านั้น จึงจะจาริกไปอยู่โปรดสัตว์ที่อื่น ตามอัธยาศัยแบบเงียบและเรียบง่าย ท่านจะมีพระมาอยู่จําพรรษาไม่น้อยกว่า ๒ รูปเสมอ เพื่อปรนนิบัติองค์ท่าน แต่องค์ท่านก็ไม่ค่อยนิยมให้ลูกพระช่วยทําอะไรให้ท่าน มักนิยมทําเองในกิจวัตร แม้สุขภาพองค์ท่านจะไม่ค่อยอํานวยแล้วก็ตาม

หลวงปู่เคยทั้งเล่าทั้งยํ้าให้ฟังเสมอว่า 

“คนและสัตว์เกิดมาในโลกนี้ ย่อมเกิดตายซํ้าซากกันนับประมาณมิได้ หยุดเกิดหยุดตายจึงจะพ้นทุกข์ได้ ในภพชาติหนึ่งอันเป็นเดรัจฉานสุดท้ายของเรา ได้เคยเกิดมาเป็นพญางูเหลือมแล้วมาทิ้งร่างแก่ตายที่วัดป่าเป้าแห่งนี้”

ท่านเคยให้ศิษย์ขุดลงไปที่บริเวณอันเป็นที่ตั้งกุฎีของท่าน ลงไปจนลึกมาก ก็ได้พบโครง กระดูกพญางูเหลือมตัวนั้นจริงๆ ซึ่งทุกๆ คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นต่างอัศจรรย์ใจกันมาก ช่วงที่ขุดนั้นประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ซึ่งท่านได้ย้ายมาอยู่ใหม่ๆ แล้วจึงอนุญาตให้สร้างกุฎีที่อยู่ประจําของท่านในจุดเดิมตรงนั้น ให้มีลักษณะเป็นเรือนแถวยาวเหมือนงูเหลือมนอนตายอยู่ โดยท่านกล่าวเปรยๆ ว่า “เราจะมาทิ้งร่างสุดท้าย ในที่เก่าตรงจุดนี้” 

หลวงปู่พั่ว นิติโก ถึงแก่มรณภาพ ณ วัดป่าสารไพรวัลย์ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ตามที่ท่านได้เปรยไว้ สิริอายุได้ ๖๒ ปี ๔๑ พรรษา 

ก่อนถึงวันมรณภาพ ชาวบ้านป่าเป้าได้ไปปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด และต่างกราบเรียนท่านว่า “ข้าน้อย คงจะไม่มีปัญญาสร้างเจดีย์ถวายหลวงปู่ตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อพระอริยเจ้า” หลวงปู่ตอบว่า “พวกเจ้าอย่าได้กังวลใจไปเลย หลังจากเราล่วงลับไปแล้วในราว ๓๐ ปี จะมีผู้มีบุญเขาจะ มาสร้าง มาทําของเขาเอง” นี่คืออมตวาจาสุดท้ายของหลวงปู่พั่ว นิติโก และปัจจุบันก็เป็นจริง ขึ้นมา โดยทางวัดได้มีการสร้างเจดีย์ขึ้นภายในบริเวณวัด

ข้อวัตรสมัยองค์ท่าน – กลางดึกต้อนรับแขกเทพ

ตื่นนอน ๐๓.๐๐ น. มาเตรียมจัดศาลา เห็นหลวงปู่พรหมเดินจงกรมแล้ว เวลา ๐๖.๐๐ น. พระก็มารวมกันที่ศาลา ๐๗.๐๐ น. พระเณรก็ปัดกวาดเช็ดถูศาลา จัดบาตร แล้วก็ปูเสื่อจัดอาสนะ ปูเสื่อรับญาติโยมที่มาวัด จากนั้นรอหลวงปู่ลงมาศาลา พระก็รีบเตรียมของ นําบาตรมาถวายท่าน เวลา ๐๘.๐๐ น. ก็ออกบิณฑบาต กลางคืนหลวงปู่นอนน้อยมาก แต่ท่านไม่มีอาการง่วงนอน และท่านไม่เคยขาดบิณฑบาต “บิณฑบาตถือเป็นกิจวัตรประจําวัน ขาดไม่ได้” ท่านว่า ท่านพา พระเณรออกเดินบิณฑบาตในบ้านดงเย็น ระยะทางไม่ไกลมาก ตอนนั้นพระก็สิบกว่าองค์ แต่ถ้า ถูกนิมนต์ไปโน่นไปนี่ มันถึงไกลหน่อย ถ้าอยู่กับวัดนี้ก็เดินรอบบ้านแล้วกลับวัด ถ้าพระขาด บิณฑบาต หลวงปู่ท่านเรียกมาเตือนทันที “คุณมานี่” และท่านเทศน์สั่งสอนให้ฟัง “การบิณฑบาตถือเป็นกิจวัตรประจําวัน ไม่ให้ขาด ถ้าไม่บิณฑบาตไม่ได้ฉัน บิณฑบาตเป็นวัตร” การบิณฑบาตท่านก็สอน “บิณฑบาตห้ามพูดคุย ให้มองใกล้ที่สุด ไม่มองไกล” ท่านสอนพระให้รับผิดชอบ กล่าวกันว่าแม้ขณะฝนตก ทางเดินบิณฑบาตเเฉะมาก หลวงปู่พรหมท่านชราภาพมากแล้ว ท่านก็ยัง พาพระเณรกางร่มออกเดินบิณฑบาต โยมอุปัฏฐากจะเข้าสวนแต่เช้าตัดใบมะพร้าวทั้งใบแห้ง ใบสด ลากออกมาปูตามถนน เพื่อให้หลวงปู่ท่านเดินบิณฑบาต โดยท่านจะถือไม้เท้าไปด้วย 

เมื่อกลับจากบิณฑบาตมาถึงวัด ญาติโยมก็ตามไปวัด ไปจัดเตรียมสํารับกับข้าวอาหาร เมื่อได้เวลาหลวงปู่และพวกอาจารย์ใหญ่ พระเณรท่านก็นั่งเรียงลําดับ ตอนนั้นพระบวชใหม่ ทําหน้าที่รับประเคน แล้วก็ประเคนให้หลวงปู่ พอหลวงปู่รับแล้ว ท่านก็ตักเอาอาหารแล้วส่งต่อไป จนสุดถึงเณร พอประเคนหมด หลวงปู่ท่านจะให้พร โดยหลวงปู่ขึ้นนํา พระลูกวัดองค์รองสวดรับ หลังจากนั้นก็สวดพร้อมกันทั้งพระและเณร จากนั้นท่านจะให้ญาติโยมสวดมนต์ไหว้พระระหว่างครูบาอาจารย์ฉันข้าว ถ้าเข้าพรรษานี้ก็สวดทุกวัน ถ้าออกพรรษาก็สวดเฉพาะวันพระ ๘ คํ่า ๑๕ คํ่า วันธรรมดาไม่ได้สวด ญาติโยมก็แยกย้ายกลับบ้าน 

การสวดมนต์ของญาติโยมระหว่างพระฉันจังหันเช้าได้สืบทอดเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้

ท่านฉันเช้าหนเดียว เวลา ๐๙.๐๐ น. แต่ก่อนมันอดมันอยาก ไม่มีนม ไม่มีขนมอย่างสมัยนี้ ขนมก็มีแต่ขนมจีน ข้าวต้มห่อ ฉันเสร็จก็เก้าโมงกว่า ตอนฉันข้าวนี้ ถ้าท่านหยุดฉัน ท่านจะล้วงข้าวออกจากบาตรโยนลงสระนํ้าเลี้ยงปลา พระเณรฉันอิ่มไม่อิ่มก็ต้องหยุดฉัน ลุกขึ้นไปล้างบาตร ล้างอะไร พอท่านโยนข้าวให้ปลาเสร็จแล้ว ก็ไปรับบาตร รับกระโถนของท่านไปให้เณรล้าง ล้างเสร็จแล้วก็เช็ดแห้งทําความสะอาด เอาบาตรไปตากแห้งแล้วก็สะพายเก็บขึ้นกุฏิท่าน 

ท่านฉันเสร็จแล้วก็กลับไปเดินจงกรมบนกุฏิของท่านเป็นประจําทุกวัน ท่านสอนเดินจงกรม ถ้าพระองค์ไหนไม่นั่งสมาธิ ไม่เดินจงกรม ท่านอยู่ในกุฏิ ท่านก็รู้ ตอนเย็นฉันนํ้าร้อน ท่านเทศน์ สั่งสอนให้พระองค์นั้น พระทุกองค์ในวัดต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ถือเป็นกิจวัตรสําคัญขาดไม่ได้ ช่วงเช้าท่านเดินจงกรมถึง ๑๑.๐๐ น. ก็พัก ท่านเดินชั่วโมงกว่า จากนั้นท่านก็นั่งสมาธิภาวนาหรือทํากิจส่วนตัว บางวันมีงาน ฉันเสร็จท่านก็พาพระเณรทํางานจนถึงเย็น ท่านไม่ได้พักผ่อนเลย

เวลา ๑๕.๐๐ น. หลวงปู่ก็ลงมาพาพวกพระลูกวัดทําความสะอาดปัดกวาดลานวัด ภาษาอีสานเขาเรียกว่าตีตาด กวาดใบไม้ เสร็จประมาณเวลา ๑๖.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. หลวงปู่ก็ปัดกวาดอยู่ในบริเวณกุฏิของท่าน แล้วก็กลับขึ้นกุฏิ ส่วนพวกพระหนุ่มเณรน้อยก็ช่วยกันปัดกวาดจนแล้วเสร็จ เรื่องกิจวัตรปัดกวาดลานวัดทําความสะอาดจะทําทุกวัน เพราะว่าใบไม้มันหล่นทุกวัน ยกเว้น ถ้าวันไหนฝนตก ห้องนํ้าก็ทําความสะอาดทุกวัน ส่วนมากจะเป็นพระลูกวัดและพวกเด็กวัดเป็น ผู้ทําความสะอาด

พอปัดกวาดลานวัดและทําความสะอาดห้องนํ้าเสร็จแล้ว พระต่างก็แยกย้ายกันไปสรงนํ้า ไปเดินจงกรมรอเวลาทําวัตรเย็น ส่วนเณรก็ไปเตรียมต้มนํ้าร้อนที่โรงต้ม นํ้าสรงหลวงปู่ใส่รากไม้สมุนไพรต้มถวายท่าน สมัยนั้นพระบวชใหม่พาเณรทํา ยังใช้ปี๊บต้ม นํ้าเดือดแล้วก็เอาไม้สอดปี๊บ แล้วก็หามมาประเคนให้พระศิษย์ที่กุฏิของท่าน แล้วก็เอามาผสมนํ้า แตะดูพออุ่นๆ นี่เริ่มสรงได้ 

เวลา ๑๘.๐๐ น. หลวงปู่พรหมท่านจะสรงนํ้า ท่านเปิดโอกาสให้พระเณรสรงในตอนเย็นของทุกวัน ช่วงหน้าหนาวอากาศหนาวมากก็จะสรงเร็วขึ้น พวกพระผู้ใหญ่ ท่านไม่ค่อยมาสรง ท่านบอกให้พระหนุ่มพระบวชใหม่ไปสรงนํ้าท่าน ถ้าพระองค์ไหนไม่ได้มาก็ว่าไม่มีบุญ ถ้าอยาก ได้บุญก็ให้สรงนํ้าหลวงปู่ ตอนสรงนํ้ามีพระและเณร ๓ องค์ ล้อมหน้าล้อมหลังสรงท่าน ก็ถ่ายผ้า (เปลี่ยนผ้า) ถ่ายอะไรให้ท่านแล้ว ท่านนุ่งผ้าอาบนํ้าเรียบร้อยแล้วก็นิมนต์ท่านมานั่งโต๊ะ ก็ยกมือไหว้คารวะท่าน แล้วก็เริ่มตักนํ้าสรงท่าน สรงเรียบร้อย ก็เปลี่ยนผ้านุ่งผ้าครองให้ท่าน สมัยนั้นสบู่ ไม่ค่อยมี แม้แฟ้บ (ผงซักฟอก) ก็ยังไม่มี หายาก ต้มผ้าย้อมผ้านี่ใช้แก่นขนุน

สรงนํ้าเสร็จก็ฉันนํ้าร้อนที่ต้มรากไม้นะ แต่ก่อนมันไม่มีอะไร พระอยู่ในวัดต้มมาแล้วก็ถวายให้ท่านฉัน พระที่มาก็ฉันนํ้าร้อนด้วยกัน เวลา ๑๙.๐๐ น. ทําวัตรสวดมนต์ที่พระวิหาร พระอยู่ในวัดมีกี่องค์มาหมด ทําวัตรสวดมนต์เสร็จแล้ว พระก็อยู่นั้นฟังเทศน์ท่าน ถ้าหลวงปู่เทศน์ให้ฟังแล้ว ไม่อยากลุกเลย การทําวัตรสวดมนต์เย็น ในช่วงเข้าพรรษาต้องมารวมกันทําทุกคํ่า ถ้าออกพรรษา ก็รวมกันทําเฉพาะวันพระ ๘ คํ่า ๑๕ คํ่า นอกนั้นก็ต่างองค์ต่างทํา สถานที่ทําวัตรเย็นไม่แน่นอน บางครั้งก็ที่กุฏิหลวงปู่ บางครั้งก็ที่พระวิหาร ถ้าพระเณรมาพร้อมกันที่กุฏิ หลวงปู่ก็เทศน์และ ทําวัตรที่กุฏิเลย ถ้ามีพระไปรอที่ศาลาก็นิมนต์หลวงปู่ไปที่พระวิหาร 

พอถึง ๒๑.๐๐ น. ท่านก็สั่งให้เลิก ให้กลับกุฏิใครกุฏิมันทําความเพียร ผู้เดินจงกรมไปแล้ว ผู้กําลังจะเดินจงกรม เดินได้น้อยได้มาก ไม่ต้องห่วงท่านล่ะทีนี้ ท่านทราบล่วงหน้าว่าต่อนี้ไป มีพวก เทพ เทวดา พญาครุฑ พญานาค เวลาเท่านั้นมา เขาจะมาฟังเทศน์ฟังอะไรเหมือนพวกเรานี้ล่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าท่านเทศน์อะไร มีแต่ท่านเล่าให้ฟังเฉยๆ พวกพระเณรอยู่ในวัดนี้ก็แยกย้ายกันกลับกุฏิ ทําความเพียรเดินจงกรมนั่งสมาธิ ครูบาอาจารย์พระเณรในวัด กลางคืนนี่เหมือนกับว่าไม่ได้นอน หลวงปู่ก็รอเทศน์สอนพวกเทพเทวดาต่อไป ท่านจะอยู่องค์เดียว บางครั้งก็รออยู่ที่ศาลา บางครั้งก็รออยู่ที่กุฏิ ไม่แน่แล้วแต่ว่าจะทําวัตรสวดมนต์เย็นที่ไหน ถ้าทําที่ศาลาก็รอรับที่ศาลา

ท่านเทศน์ให้เทวดาฟังถึง ๐๒.๐๐ น. บางคืนก็ไม่ได้นอน แล้วแต่พวกเทพเขาจะมาน้อย มามาก หลายกลุ่มเหมือนคนเรานี่ล่ะ เทพกลุ่มนี้มาฟังแล้วก็เลิก เทพกลุ่มใหม่มาฟังทีนี้ หลายกลุ่ม หลายชั้นฟ้า บางคืนก็มาสองชุด สามชุด บางคืนก็มาชุดเดียวอย่างนี้ บางทีท่านก็ว่าตี ๒ ท่าน ง่วงนอนอยู่ ท่านเทศน์สอนเทวดาทุกคืน พวกพระอยู่ในวัดนี่ก็ฟังเทศน์หลวงปู่ทุกวัน หลวงปู่นอน น้อยมากเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง บางทีท่านไม่ได้นอน เพราะว่าพระอยู่ที่นั่นเห็น บางที ๖ ทุ่ม (๒๔.๐๐ น.) ยังเห็นท่านเดินจงกรม ได้ยินแต่เสียงรองเท้าของท่าน ตั้บๆ ตั้บๆ ท่านเดินจงกรมอยู่บนกุฏิกลางดึก ตื่นนอนตอนตีสามตีสี่ยังเห็นท่านเดินจงกรมอยู่ เลยไม่รู้ว่าท่านไปนอนตอนไหน

ท่านไล่พระไม่เคารพอาวุโส – ภันเต

ทีนี้มีพระองค์หนึ่งรู้จักหลวงปู่พรหมได้เข้ามาในวัด เห็นว่าพระองค์นี้พูดอุดรฯ พระอุดรฯ องค์นี้ทําผิดแล้วจึงถูกหลวงปู่ขับไล่ออกจากวัด คือว่า ท่านอยากเป็นใหญ่ ท่านมาแสดงอํานาจ อยากเป็นอาวุโส คือ มีพระอยู่ก่อนแล้ว เป็นอาวุโสก่อนแล้ว พระอุดรฯ มีพรรษาน้อยกว่า แต่อยาก ไปนั่งแทนที่พระอาวุโสกว่า ไปนั่งสูงกว่า พระพวกที่ท่านพรรษามากกว่าเคยนั่งอยู่ใกล้หลวงปู่นี่ ท่านก็ยอมขยับลงมา หลวงปู่ท่านก็เลยถามพระอุดรฯ องค์นั้น “คุณมาจากไหน ?” “มาแต่บ้าน พ่อใหญ่ล่ะครับ” “มาทางไหนล่ะ ?” “ลัดทุ่งมานี่ล่ะครับ” “ไป ไม่ต้องอยู่ สะพายบาตรไปเลย กลับไปทางเก่านะ ไปให้มันถึง อย่าไปสึกกลางทางนะ” ท่านว่าอย่างนั้น ทํายังไง เราไม่อายท่านหรือ โอ้ย ! อยากอายก็อยากอาย พระอุดรฯ องค์นั้นไม่ได้ฉันข้าวด้วย สะพายบาตรไปเลย

ครูบาอาจารย์ ได้เมตตาเทศน์ความสําคัญของอาวุโส – ภันเต ไว้ดังนี้

อาวุโส – ภันเตนี่ธรรมวินัยนะ อาวุโส ผู้ที่เป็นอาวุโสกว่า การเข้าไป เราจะเข้าไปใกล้ท่าน ภายใน ๖ ศอก ถ้าท่านไม่ใส่รองเท้า เราใส่รองเท้าเข้าไป เป็นอาบัติทุกกฏ ในการนั่งในตั่ง อันเดียวกัน อาวุโสต่างกันเกิน ๓ พรรษา ห้ามนั่งด้วยกัน ถ้าอาวุโสนั่งอยู่สูงกว่า เราต้องนั่งตํ่ากว่า เพราะเคยมีพระนั่งบนตั่งนั้น ๔ องค์ขึ้นไปจนตั่งนั้นหัก ฉะนั้น อาวุโสถึงมีสิทธิ์นั่ง ภันเตไม่มีสิทธิ์นั่ง ภันเตต้องนั่งข้างล่างมา

ในการฉันอาหาร เราต้องนับอาวุโส – ภันเต ถ้าภันเตนั่งหน้าอาวุโส ภันเตเป็นอาบัติทุกกฏโดยอัตโนมัติเลย แต่ถ้าเริ่มมีการฉันไปแล้ว จะ ๑๐๐ พรรษา ๒๐๐ พรรษามา ก็จะมาให้ลุกไม่ได้ เพราะมันไปขัดกับธุดงควัตร ธุดงควัตร คือ อาสนะเดียว ลุกจากอาสนะนั้นแล้วฉันไม่ได้ เห็นไหม แม้แต่อาวุโส ก่อนฉันอาวุโสมา มีสิทธิ เราต้องเลื่อนให้อาวุโสนั่งหน้า นี่อาวุโส มันเป็นวินัย วินัย มันเหมือนกฎหมาย ต้องเด็ดขาด ต้องชัดเจน ความชัดเจนในอาวุโส – ภันเต ชัดเจนในกฎหมาย เรายอมรับในกฎหมาย

แต่ในธรรม อาวุโสต้องเป็นผู้นํา อาวุโส เราเป็นอาวุโส พ่อแม่ครูจารย์ เป็นทั้งพ่อทั้งแม่ ทั้งครูบาอาจารย์ อาวุโสจะดูแลภันเต ภันเตผิดพลาดไป ภันเตมีปัญหาขึ้นมา อาวุโสจะประคับประคองไว้ ภันเตบวชเข้ามา เราบวชเข้ามา ได้จากอุปัชฌาย์มา นิสสัย ๔ เราได้จากอุปัชฌาย์มา ทั้งหมด ผู้ที่บวชได้นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ นิสสัย ๔ การดํารงชีวิต เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง สิ่งต่างๆ อกรณียกิจ สิ่งที่ทําไม่ได้ ๔ อย่าง การฆ่าคน การลักทรัพย์มันขาดจากพระทันทีเลย แต่ผู้ที่บวช ออกมาใหม่ๆ จะเข้าใจเรื่องนี้ไหม แต่การบวชมาก็ต้องว่านิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ สิ่งนี้มันเป็นหัวใจเลย อาวุโสจะคอยดูแล ดูแลสิ่งที่ทําได้หรือทําไม่ได้ ถึงต้องขอนิสัยไง

ถ้าอยู่กับอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ต้องดูแล ๕ ปี ถ้าอยู่กับอาจารย์ อาจารย์จะดูแล แล้วถ้าเป็นอาวุโส อาวุโสก็ดูแลภันเตไง ความดูแลอย่างนี้มันเป็นความดูแลจากวินัย การดูแล มันเกิดการ ขอนิสัย ยอมรับนิสัย อาวุโส – ภันเตเป็นอย่างนี้”

ครูดี นักเรียนดี

หลวงปู่พรหมเวลาเทศน์ก็มีเล่าถึงหลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของท่าน “หลวงปู่มั่นนี้ อู้ย ! ยอด สุดยอด เต็มร้อย การปฏิบัติธรรม พระธุดงคกรรมฐานนี่ยอด ไม่มีใครจะเปรียบหลวงปู่มั่น” ท่านว่า ยอดล่ะหลวงปู่มั่นนี่ ท่านเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ไปธุดงค์ ไปมาหมด รู้ทุกอย่าง ทางพระธุดงค์ พระอะไรรู้จักหมด จะเป็นอย่างไรๆ นั่งหลับตานี่รู้จักเลย รู้จักถึงวันตาย วันอะไร ท่านรู้หมด ท่านเล่าให้ฟังว่า องค์นั้นเก่ง อานิสงส์เก่งทําความพากความเพียร ธุดงค์ไปหมด ไปตรงผีตรงสางเยอะๆ ให้กลัวไม่กลัว 

หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน หลวงปู่จวน หมู่นี่ เหมือนกันหมด ปฏิบัติเหมือนกันหมด ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่มั่นหมด หลวงปู่พรหมท่านเล่าให้พระศิษย์ฟัง เหมือนกันหมด เพราะครูดี ครูก็ต้องสั่งสอนนักเรียน ครูดี ศิษย์ก็เป็นนักเรียนดี เก่งเหมือนกันหมด เก่งหมด ท่านกล่าวถึง อาจารย์องค์นั้นชื่อนั้น อาจารย์องค์นี้ชื่อนี้ มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น

หลวงปู่พรหมท่านชมหลวงปู่มั่นมาก แล้วท่านก็มีเล่าถึงหลวงปู่สารณ์เป็นบางครั้ง เล่าถึง พระศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ก็คงไม่เต็มร้อยเหมือนหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ซึ่งไม่มีหล่น ร้อยเต็มหมด นํ้าก็ไม่ให้ล้น เต็มเปี่ยมอยู่อย่างนั้นตลอด พระศิษย์ก็คงประสีประสา เก่งทั้งธุดงค์ เก่งหมด แต่องค์อื่นๆ ก็ลดลงตามความสามารถ

การสวดพระปาฏิโมกข์สมัยหลวงปู่พรหม

สมัยหลวงปู่พรหมมีชีวิตอยู่ ในวันพระใหญ่มีการลงอุโบสถสามัคคีและฟังสวดปาฏิโมกข์ที่วัดประสิทธิธรรม เริ่มสวดประมาณ ๑๐.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. บางทีก็ห้าโมงเช้า บางทีก็บ่ายสองโมง แล้วแต่เหตุการณ์ วัดอยู่ใกล้ๆ กัน รถเรือก็ไม่มี พระท่านเดินเท้ามา มันไกลก็ต้องรอ พระมากันพร้อมเวลาไหนก็สวดเอาเวลานั้น หลวงปู่จะบอกสัญญาณล่วงหน้า ถึงเวลาแล้ว ท่านก็มารวมๆ กัน ถ้าครูบาอาจารย์บ้านนั่นบ้านนี่ยังมารวมกันไม่หมด ให้รอสักหน่อย ท่านก็พูดอย่างนี้ สมัยนั้นพระที่มาลงปาฏิโมกข์มากถึง ๒๐ – ๓๐ องค์

พระท่านใกล้ที่ไหนก็ไปรวมลงอุโบสถที่นั่น คือ ใกล้วัดไหนก็ไปวัดนั้น ถ้าใกล้สว่างฯ ท่านก็ไปทางสว่างฯ ถ้าใกล้บ้านดอนตาลก็ไปบ้านดอนตาล ใกล้บ้านหนามแท่งก็ไปวัดหนามแท่ง มันเดินด้วยเท้าตามทางเกวียนทางควาย นอกจากไกลแล้ว บางทีหน้าฝนนี่ก็ลําบากหน่อย ครูบาอาจารย์ลุยโคลนมา ต้องรอกัน ตอนหน้าฝนนี่มันก็บ่ายสองบ่ายสามไม่ตายตัว หลวงปู่ท่านก็เทศน์ชั่วโมง ครึ่งชั่วโมง องค์ที่สวดปาฏิโมกข์ก็มีหลายองค์ หลวงปู่ผาง หลวงปู่สอน หลวงปู่พั่ว อาจารย์คาน ท่านหมุนเวียนกันสวด ท่านมรณภาพกันหมดแล้ว 

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ผางเป็นองค์สวดปาฏิโมกข์ พระบวชใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้ทวนปาฏิโมกข์ ท่านดูหนังสือปาฏิโมกข์ (พระคัมภีร์บาลี ภิกขุปาฏิโมกข์ เป็นแผ่นพับ) ไม่ทัน หลวงปู่ผางท่านสวดเร็วมาก พระใหม่ท่องปาฏิโมกข์ไม่ได้ เปิดทวนก็ไม่ทัน ส่วนหลวงปู่พรหมท่านท่องได้ ท่านก็ ฟังทวนปาฏิโมกข์ไปด้วย ท่านบอกหน้าที่ทวน พระก็มาเปิดเจอแล้ว เสร็จแล้วก็สวดต่อไป หลวงปู่ผางสวดเร็วมาก พระยังทวนไม่ทันอีก พอสวดผิด หลวงปู่พรหมท่านก็เลยทักว่า “มันไม่ถูก” ท่านก็ว่า “หน้าที่เท่านั้น” ก็มาเปิดอีกก็เจออีก ท่านรู้แล้วท่านถึงว่า ถึงหน้านั้น แต่พระทวนไม่ทัน พอเปิดดูหนังสือแล้ว “อ้าว ! ขอโอกาสครับ เจอแล้วครับ” แล้วหลวงปู่ผางท่านก็สวดต่อไป

วันพระใหญ่ท่านถือเนสัชชิ สอนให้พระเร่งความเพียร

หลวงปู่พรหมท่านสอนอุบายวิธีภาวนาให้พระเณรอดนอนผ่อนอาหาร วันพระใหญ่ก็สอน ให้ถือเนสัชชิ แต่หลวงปู่ท่านไม่ได้กําหนดว่าวันพระนี่ห้ามนอน ท่านไม่ได้บังคับเจาะจง แล้วแต่ใครจะทํา ในวันพระใหญ่ หลวงปู่นี่ท่านไม่ได้นอน ท่านก็ไม่อยากให้พระเณรนอนด้วย อยากให้พระเณร นั่งสมาธิแล้วก็เดินจงกรม เมื่อยแล้วก็นั่งสมาธิ เดินจงกรมสลับกัน ให้ทําแล้วแต่ว่าแต่ละองค์จะทํา ได้แค่ไหน

หลวงปู่ท่านส่งเสริมพระเณรให้ทําความเพียร ให้นั่งสมาธิ เดินจงกรม แต่ท่านก็ไม่ได้บังคับว่าให้ทําตลอด ท่านก็ว่าให้พักไปทําไป ค่อยๆ ทําไป นับหนึ่งถึงสิบ นับสิบถึงยี่สิบไป ท่านว่าลองดู ลองไปๆ แล้วมันจะชินเอง ท่านว่าอย่างนี้ ให้ทําความเพียรไปเรื่อยๆ ทําทุกวันๆ วันนี้ได้เท่านั้น วันนั้นได้เท่านั้น มันชํานาญเอง มันฝ่าไปได้เอง

ในวันพระใหญ่ก็มีพระศิษย์หลายองค์ถือเนสัชชิตามหลวงปู่พรหม พวกเป็นอาจารย์ เช่น หลวงปู่พั่ว หลวงปู่สอน หลวงปู่ผาง ฯลฯ ก็อาจจะไม่นอน ก็ไม่รู้ เพราะว่ากุฏิมันห่างกันไกล แต่ กุฏิครูบาคนบ้านถ่อนใกล้กับกุฏิหลวงปู่ เณรก็อยู่กุฏิทางนั้นคนละฟาก บางทีท่านก็เรียก “เณรๆ” เรียกสองครั้งเท่านั้น เณรเฉยไม่ได้ยิน ท่านก็เรียกมาทางนี้ “โว้ย !” นึกว่าเกือบหลับไปแล้ว หูนี่จ้อเหมือนกับคอยเอียงหูฟังเสียงท่านตลอด ตาก็จ้ออยู่ ไม่รู้ว่าท่านจะเรียกตอนไหนต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอด แต่ว่ามันตี ๑ ตี ๒ ฟังแต่เสียงรองเท้าท่าน ตึ้กๆๆ ตี ๒ ตี ๓ ก็ยังตึ้กๆๆ ต้องลุกล้างหน้า ล้างตา คลุมผ้าคลุมอะไรเสร็จ เตรียมบาตรเตรียมอะไรลงมาศาลาแล้ว ก็ยังเอาอยู่ ตึ้กๆๆ อยู่นี่ อู๊ย ! ท่านไม่ได้หลับไม่ได้นอนโน่นล่ะ วัน ๘ คํ่า ๑๕ คํ่านี้แหละส่วนมากในช่วงเข้าพรรษา

ตั้งแต่ตี ๒ จนจะเช้า หลวงปู่ก็ยังเดินจงกรมอยู่ “โอ้ย ! ลืมเว้ย” (เดินจงกรมจนลืมเวลา) ท่านว่าอย่างนี้ ขนาดอายุ ๗๐ กว่า ท่านยังเดินจงกรมนานหลายชั่วโมง เราไปกุฏิท่าน ไปเอาบาตร ท่านว่า “ลืมเว้ย ! ลืมแจ้ง (ทําความเพียรเพลินจนสว่าง)” ไม่รู้ท่านได้นอนหรือไม่ได้นอน ท่านจะแกล้งพูด* ให้เราล่ะ “ลืมแจ้ง สายแล้วหรือ ?” บางครั้งก็ ๓ โมงเช้า บางครั้งก็เกือบ ๔ โมงเช้า นู่นล่ะค่อยบิณฑบาต แล้วแต่ท่านจะนึกได้

* แกล้งพูด ในที่นี้หมายถึง ท่านอยากให้มีความเพียรเหมือนท่านที่ทําความเพียรจนลืมสว่าง โดยท่านทําตัวท่านเองให้เห็นเป็นตัวอย่าง ท่านเลยแกล้งพูดว่า “ลืมแจ้ง”

ปรกติตอนเช้า ๖ โมงกว่าๆ นี่พระมารวมกันที่ศาลา จัดศาลาเสร็จก็ต้องรอ ถึง ๒ โมงเช้าก็ยังรออยู่ที่ศาลาเหมือนเดิม พระไปบิณฑบาตไม่ได้ ส่วนหลวงปู่ท่านก็ยังเดินจงกรมตึ๊กๆๆ บางครั้ง อาจารย์ผางไปบอกอาจารย์พั่วให้ไปนิมนต์หลวงปู่ไปบิณฑบาต “ไปสิ ไปบอก ไปนิมนต์ท่านมา” ไปนิมนต์หลวงปู่ ท่านก็ยังเดินอยู่ เราก็ไปนี้ “โอ๊ย ! หลวงปู่สายแล้ว บิณฑบาตสายนะ จะ ๓ โมงแล้ว” ว่างั้น “หือ ! ลืมเว้ย” “บาตรอยู่ไหนล่ะ ?” บาตรอยู่ศาลาโน่น ไม่รู้ว่าท่านนอนตอนไหน เดินจงกรมเพลินจน ๓ โมงเช้าก็มี ฟังแต่เสียงรองเท้าท่าน ตึ้กๆๆ ถ้าเป็นพื้นปูนเหมือนทุกวันนี้ก็คง ไม่เสียงดังหรอก แต่ก่อนเป็นพื้นไม้เนาะ เริ่มบิณฑบาต ๘ โมงเช้า บางทีก็เกือบ ๔ โมงเช้า ท่านทํา ความเพียรเก่งมาก เดินจงกรมเพลินเลย

ท่านสอนไม่ให้กลัวสัตว์ป่ารอบวัด ให้พุทโธอย่างเดียว

สมัยอยู่บ้านดงเย็น ยังมีพวกเสือพวกช้าง ช้างก็ได้ยินข่าวว่าผ่านไปผ่านมาอยู่ ผ่านไปนั้น มานี้ ผ่านจากดงนั้นไปดงนี้ ผ่านจากดงนี้ไปดงนั้น แต่ไม่เข้ามาวัด ดงมันอยู่ทางทิศตะวันตกของวัด มาแถวบ้านดงเย็น มันก็ออกไปดงเชียงเครือ มันก็มานี่ ช้างออกจากดงลัดเลาะมานี่ล่ะ แต่ก่อนเสือมันก็มี มันก็อยู่ของมัน มันก็กลัวคนเหมือนกัน เราไม่ทําอะไรมัน ก็คงไม่เป็นอะไร พวกช้างพวกเสือก็มีมาก ส่วนพวกลิงพวกค่างนี้มีหมด ในป่าพวกกวางพวกเก้งนี้ก็มีเยอะมาก สัตว์ป่ามันก็อยู่ของมัน เราก็อยู่ของเรา เราเห็นมันก็ปล่อยมันไปซะ มันก็จะไม่วิ่งมากัดเรา มันก็กลัวเราอยู่ ถ้ามันกัดให้มันกัดตายเลย ภาวนาตายอย่างเดียว เอามันเลย

เสือช้างเยอะ สมัยนั้นยังเป็นป่า แถวนี้ยังเป็นดงเป็นป่าหมด ไม่อดหรอกเป็นป่า มีทั้งหมูป่า มีทั้งนกเงือกล่ะแถวนี้ หลวงปู่พรหมท่านก็ไม่ได้สอนอะไรมาก ท่านสอนไม่ให้กลัวพวกช้างพวกเสือรอบๆ วัด มีแต่สอนให้พุทโธอย่างเดียว มีแต่พุทโธๆๆ ภาวนาตายๆๆ ให้มันตาย ท่านว่า “ถ้ามัน จะตายเพราะเสือมันกัดก็ให้มันกัด ตายก็ช่างมันเถอะ พวกเสือไม่มาให้เรากลัวหรอก ให้มีแต่ พุทโธอย่างเดียว พุทโธๆๆ”

รับกิจนิมนต์ – เดินอย่างเดียว

สมัยนั้น (ปี พ.ศ. ๒๕๐๓) ไม่มีแม้แต่รถยนต์ไปมา เวลาหลวงปู่พรหมไปนั่นไปนี่ ท่านเดิน อย่างเดียว พวกเขามานิมนต์หลวงปู่ไปสวดมนต์นี่ ครูบาอาจารย์ไม่ได้ไป มีแต่พระบวชใหม่ติดตามท่านไป เพราะอยู่ใกล้กุฏิท่าน ถ้าท่านเรียก “เณรๆๆ” สามทีไม่ไป ท่านจับไม้เท้าเดินจึ้กๆๆๆ ไปเลย ขณะนั้นพระบวชใหม่ยังสวดมนต์ไม่ได้ ไม่รู้ท่านสวดเรื่องอะไร 

หลวงปู่พรหมท่านรับกิจนิมนต์ตามงานต่างๆ บ่อยครั้ง ท่านจะเดินไปทุกครั้ง ไปสวดมนต์ ตามบ้าน เป็นงานบุญ เป็นงานศพนี้ บางครั้งก็ไปกัน ๒ องค์ บางครั้งก็ ๓ องค์ สวดกลับมาแล้ว ก็มาดู ท่านสวดเจ็ดตํานาน สิบสองตํานาน ท่านสวดไม่นาน ไปสวดมนต์ในบ้านก็ดี เดี๋ยวเดียวก็ลุก ปึ๊บปั๊บขึ้น พระติดตามก็รีบลุกไปตัดหน้าเอาไม้เท้าให้ท่าน พร้อมแล้วก็มาประคอง พากันเดิน กลับวัด หลวงปู่ผางท่านหยอก “เจ้าไปนั่งเป็นตอ ไปกับท่านเฉยๆ ดอก” ท่านว่าเอาไปเป็นหมู่ เฉยๆ ไปนั่งเป็นพระติดตาม

การเดินทางสมัยก่อนเดินด้วยเท้าเปล่า เดินลัดทุ่งนี้แหละข้ามดงไปเลย เดินจากบ้านดงเย็น ไปบ้านศรีโพนสูง ถ้าออกโมงเช้า (๐๗.๐๐ น.) ถึงประมาณสามโมงเช้า (๐๙.๐๐ น.) เดินลัดทุ่ง เกรงไปเจอพวกควายพวกอะไร ก็ผ้าเหลือง ควายมันตื่นพวกสีเหลือง ส้ม แดง ควายมันอยากไล่ชน ไปไกลต้องพิจารณา ไปใกล้โพน (เนินดิน) พอถึงเวลาควายมันจะไล่ชน เรานี่ก็ค่อยวิ่งขึ้นโพน เพื่ออาศัยหลบหลีก ถ้าไม่มีแล้วก็ไปเรื่อย มันจะไล่ชนนะไอ้พวกควายนี้ ถ้าตัวดื้อมันก็จะวิ่งไล่ ถ้าตัวไม่ดื้อมันกลัวก็จะตื่นหนี พระธุดงค์ตามคันนาไปเจอควาย ท่านก็ระวังตัวเหมือนกัน ท่านก็ต้องดูที่กําบังหลบภัย ต้องระวังตัว ถ้ามีต้นไม้ ก็อาศัยเป็นที่กําบังหลบภัย

บทสวดมนต์เจ็ดตํานานและสิบสองตํานาน มีชื่อเดิมว่า “พระปริตร” แปลว่า “เครื่องคุ้มครอง” เป็นที่นิยมสาธยายในหมู่ชาวพุทธตั้งแต่สมัยพุทธกาลจวบจนถึงปัจจุบัน เพื่อความเป็น สิริมงคลและเพิ่มพูนภาวนาบารมี โบราณาจารย์ได้จําแนกพระปริตรออกเป็น ๒ ประเภท คือ 

เจ็ดตํานาน มี ๗ พระปริตร คือ ๑. มังคลปริตร ๒. รัตนปริตร ๓. เมตตปริตร ๔. ขันธปริตร ๕. โมรปริตร ๖. ธชัคคปริตร ๗. อาฏานาฏิยปริตร

สิบสองตํานาน มี ๑๒ พระปริตร โดยเพิ่มจากเจ็ดตํานานอีก ๕ พระปริตร คือ ๑. วัฏฏก ปริตร ๒. อังคุลิมาลปริตร ๓. โพชฌังคปริตร ๔. อภยปริตร ๕.ชัยปริตร

เรื่องแปลกอัศจรรย์ขณะท่านเอาต้นไม้ใหญ่ขึ้นจากนํ้า

เรื่องหลวงปู่พรหมพาพระเณรดํานํ้าเลื่อยไม้ใหญ่นี่ เป็นเรื่องน่าแปลกอัศจรรย์มาก ไม้ที่เลื่อยเป็นไม้ตะเคียนใหญ่ ลําต้นประมาณล้อรถสิบล้อ ยาวประมาณ ๖ เมตร จมอยู่ในห้วยกลางวัด ชื่อ ห้วยแข้ (แข้ หมายถึง จระเข้) ไม้หนักมาก เอาขึ้นยาก ต้องเลื่อยซอยเป็นท่อนๆ ตัดหัวตัดหาง แล้วขึ้นมาเลื่อยต่อบนบก เพื่อทํากุฏิ นํ้าตรงนั้นก็ไม่ลึกมากนัก สูงประมาณคอ ยืนถึง แต่ต้องดํานํ้า ลงไปยืนเลื่อย เลื่อยก็เป็นเลื่อยมือ ต้องใช้สองคนช่วยกันดึงคนละข้าง ไม่ใช่เลื่อยยนต์เสียงแกรกๆ อย่างทุกวันนี้

ขณะนั้นหลวงปู่พรหม ท่านชราภาพมากแล้ว อายุประมาณ ๗๐ ปี ท่านองค์เดียว พระหนุ่มเณรน้อย ๓ องค์ มาช่วยหลวงปู่ดึงเลื่อยคนละข้าง แต่สู้ท่านเพียงองค์เดียวก็ไม่ได้ จับเลื่อยก็ไม่มีแรง องค์หนึ่งดํานํ้าลงไปเลื่อยแล้วทนไม่ไหว จะขาดใจตาย ก็โผล่ขึ้นมาหายใจแล้วเปลี่ยนองค์ใหม่ลงไป แต่ว่าหลวงปู่ยังไม่โผล่สักที เห็นแต่นํ้าแกรกๆๆ อยู่ เห็นแต่ฟองอากาศผุดขึ้นมา พระเราลงไปเลื่อย อยู่นี่ ท่านก็ยังจับเลื่อยอยู่ พระไปขยับเลื่อย ท่านว่า “ดึงทํ่าแม้ (ดึงสิ)” ดึงได้ ๒ – ๓ ครั้งก็ต้องขึ้น เหมือนเดิม แต่ท่านยังไม่ขึ้น ท่านไม่ไหวจึงค่อยโผล่ขึ้น หลวงปู่ท่านอึดมาก ท่านดํานํ้าทนมาก เปลี่ยนไป ๒ – ๓ องค์แล้ว แต่หลวงปู่ก็ยังอยู่ใต้นํ้า จนท่านเมื่อยแล้วจึงโผล่ขึ้นมา 

เรื่องหลวงปู่พรหมท่านลงไปดํานํ้าเลื่อยไม้ได้นานมากประมาณ ๑๐ นาที โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยหายใจ เป็นเรื่องที่แปลกอัศจรรย์ ท่านกลั้นลมหายใจได้นานกว่าคนปรกติทั่วไป คนส่วนใหญ่อย่างมากกลั้นลมหายใจได้เพียง ๓ นาที ก็ต้องโผล่ขึ้นมา เพราะในนํ้าซึ่งมีความกดอากาศ ทําให้ ไม่สามารถกลั้นลมหายใจได้นาน นํ้าจะเข้าจมูก ใจจะขาดต้องพรวดพราดโผล่หัวขึ้นมาหายใจ

เมื่อพระเณรขึ้นมาจากนํ้าหมดทุกองค์แล้ว หลวงปู่พรหมท่านก็ว่า “โอ้ย ! พวกคุณแย่มากโง่มากนะ ไม่มีปัญญาเอาขึ้น” ก็แล้วแต่ท่านจะว่า “มันโง่จริงๆ ล่ะ มันจะไปดํานํ้าได้หรือ พรุ่งนี้เช้าพวกคุณจะเห็นหรอก เราจะเอาไม้ขึ้นคนเดียว” ท่านว่าแล้วก็ไปกุฏิท่าน พระเณรก็ไม่มีใครเชื่อ ไม้ต้นใหญ่ขนาดนั้น “โอ้ย ! มันจะขึ้นได้จริงหรือ ?” คิดว่าอยู่ในใจ

รุ่งขึ้นหกโมงเช้านี่ ต้นตะเคียนใหญ่ต้นนั้นขึ้นแล้ว ขึ้นอยู่ตรงข้างกุฏิท่านโน้นครึ่งหนึ่ง หรือท่านจะเอาขึ้นแต่กลางคืนหรือยังไง เพราะตอนหกโมงเช้า พระจะออกไปบิณฑบาตเห็นแล้วไม้นี่แปลกใจมากๆ ตอนเย็นมาท่านก็มาเทศน์อีก ไปสรงนํ้าท่านแล้วก็รวมกัน “โอ้ย ! สูเจ้า (พวกคุณ) เราจะไปยากอะไร พญานาคก็มี พญาครุฑก็มี พระอินทร์ พระพรหมก็มีมากมาย มีแต่พวกเทพ เขาอยากมาช่วยกันมากๆ ไม่ให้มามากเกิน มันไม่มีที่จับ (เลื่อย)” 

มีผู้อยู่เหตุการณ์นี้หลายองค์ เห็นแล้วไม่รู้มันเป็นอย่างไร มันเป็นปาฏิหาริย์อีกแบบ องค์ที่ ไปช่วยเลื่อยตอนนั้นก็มีครูบาคนบ้านถ่อน อาจารย์ไม และเณร ส่วนอาจารย์สอน อาจารย์ผาง ท่านพรรษามากแล้ว ท่านก็ไปยืนบอกเฉยๆ ไม่ได้ลงไปช่วยเลื่อย เลื่อยกันอยู่หลายวัน ก็แล้วแต่ครูบาอาจารย์ วันไหนครูบาอาจารย์ไม่อยู่ก็ไม่ได้เลื่อย แต่ว่าวันเอาไม้ขึ้นจากนํ้า หลวงปู่ท่านเอาขึ้นองค์เดียวและในเช้าเดียว

หลวงปู่พรหมพาทําฝายเก็บนํ้าไว้ใช้ในวัด

กิจวัตรประจําวัน หากมีงานจําเป็น หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านจะพาพระเณรทํางาน โดยเฉพาะเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ท่านทําฝายซ่อมฝายเพื่อเก็บนํ้าไว้ใช้ในวัด 

ช่วงตลอด ๓ เดือนในจําพรรษานี้ มีงานค่อนข้างมาก ถนนแต่ก่อนไม่มีหินมีปูนเหมือนอย่าง ทุกวันนี้ หลวงปู่ท่านปั้นเอา (ทําคันดิน – คูดิน) พาทํางานปั้นฝาย พอฝายขาด หลวงปู่ท่านพาซ่อม ฉันข้าวเสร็จ ๔ โมงเช้า (๑๐.๐๐ น.) ท่านพาลงไปทําแต่วัน บางวันก็ ๕ โมง ท่านว่า “วันนี้ฝาย ขาดมาก ไปซ่อมฝาย” ท่านว่า “ไป” ท่านถามว่า “สานบุ้งกี๋เป็นไหม ?” “สานเป็น” บอกเณรไปตัดไม้ไผ่มาสานบุ้งกี๋แล้วขุดดินไปใส่ตรงมันขาด ช่วงนั้นหน้านํ้า คิดดูฝนมานี่ โอ้ย ! ตกหนัก ถนนมัน ดินทราย มันก็พัง ต้องไปซ่อมฝายกั้นนํ้า ท่านพาทําไม่ได้หยุด พวกพระใหญ่ท่านไม่อยากไปทําด้วยมีแต่พระเล็กพระน้อยกับเณร ทําจนเย็น ไม่เสร็จก็ปล่อยไว้นั่น วันใหม่ทําต่อ นั่นแหละท่านพาทํา ๔ โมงเย็นให้หยุด ให้วัดกลับมาเงียบสงบ เพื่อให้พระเณรภาวนากัน มีงานก็ไม่ให้ทิ้งการภาวนา จากนั้นก็ต้มนํ้าร้อน ต้มนํ้าสรง สรงพระสรงหลวงปู่ 

เหตุที่หลวงปู่ทําฝายก็เพื่อกั้นนํ้าในห้วยไว้ใช้ในวัด เรียกห้วยแข้ เป็นห้วยในวัด มันไหลลงมาแม่นํ้าสงคราม สมัยก่อนไม่มีนํ้าประปาใช้เหมือนทุกวันนี้ ถ้านํ้าแรง ฝายมันก็ขาด นํ้าก็ไหลออกจากวัดหมด ในวัดก็ไม่มีนํ้าใช้ เวลาซ่อมฝาย หลวงปู่ท่านจะสั่ง เวลาหยุดพักไม่มีงานทํา เราก็ไปกุฏิแล้ว ก็ทําความเพียร นอกจากซ่อมฝายแล้ว ท่านก็พาปลูกไม้ไผ่ พระเณรก็ช่วยกันปลูก 

เรื่องตลกขําขันไม่ค่อยมี เพราะว่าหลวงปู่ท่านใจเด็ด พาทําเป็นทํา พักเป็นพัก คือเวลาทํา ทําเป็นทํา ทําจริง เวลาพักผ่อนก็พักผ่อน พักเป็นพัก หยุดเป็นหยุด ทําเป็นทําว่างั้น เอาอย่างเดียว ถ้าปั้นฝายอย่างนี้ทําจริงจนเมื่อย

พ.ศ. ๒๕๐๔ เรื่องท่านถือสัจจะและมีนิสัยเด็ดขาด 

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม ในพรรษานี้ มีพระเณรอยู่ร่วมจําพรรษาหลายองค์ เช่น หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ หลวงปู่สอน อุตฺตรปญฺโญ พระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญ ในพรรษานี้มีเรื่องเล่าหลวงปู่พรหมท่านถือสัจจะ และมีนิสัยเด็ดขาด ดังนี้ 

หลวงปู่พรหม ท่านเป็นพระที่เด็ดขาดมาก แต่คนทั่วไปบอกว่า ท่านดุ ชาวบ้านจึงไม่กล้าเข้าใกล้ท่าน ถ้าทําศาลา ทํากุฏิ หรือทําอะไร ก็ต้องทําตามที่ท่านสั่งอย่างเดียว ท่านเป็นพระที่มีสัจจะ ท่านสั่งทําอะไรก็ต้องทําตามนั้น

เมื่อมาอยู่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น มาทําศาลาท่านํ้านี่อยู่ด้วยกัน หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ ท่านก็อยู่ในเหตุการณ์นี้ คือ หลวงปู่พรหมท่านสั่งให้เอาแผ่นไม้กระดานตัวไหนไปวางตรงไหน ก็ต้องวางตรงนั้น ถ้าวางแล้วไม่พอดีก็เอาขวานถากลงไป หรือท่านสั่งให้ตีตรงไหนก็ต้องตีตรงนั้น ต้องตีลงไปเลย อย่าให้เคลื่อนไปไหน ถ้าไม่ตีตรงนั้น ท่านจะเดินหนีทันทีเลย เมื่อวางตรงนั้นก็ต้องตีตรงนั้นเลย สูงตํ่าไม่รับรอง ถ้าคนที่เคยพบศาลานํ้าหลังเก่าที่อยู่ในสระ กระดานพื้นแผ่นสูงแผ่นตํ่า มันจะสูงจะตํ่ายังไงก็ช่างมัน มันจะสั้นจะยาวตีเข้าไปเลย ปูไปเลย มันใช้ประโยชน์ได้ก็พอ

หลวงปู่พรหมท่านมีปฏิปทาชอบการก่อการสร้าง ส่วนหลวงปู่มั่นเองท่านไม่ชอบ ทั้งท่านไม่ส่งเสริมและไม่ชอบให้พระศิษย์ก่อสร้าง แต่ด้วยอุปนิสัยของหลวงปู่พรหม ท่านเคยสร้างมาแล้วหลายภพหลายชาติ เช่น สร้างพระประธาน สร้างวัด โบสถ์ วิหาร ศาลา กุฏิ สะพาน ฯลฯ ดังนั้นนิสัยการก่อการสร้างจึงติดตามตัวท่านมา ตอนแรกท่านก็ไม่ทราบ ท่านทราบจากหลวงปู่ขาว และท่านพิจารณาเองแล้วก็เลยรู้ว่าตัวท่านเองเคยสร้างมา 

หลวงปู่มั่นท่านทราบว่า หลวงปู่พรหมหลุดพ้นแล้ว และเมื่อท่านพิจารณาแล้ว จึงทราบว่าหลวงปู่พรหมมีนิสัยชอบงานก่อสร้าง หลวงปู่มั่นกล่าวถึงหลวงปู่พรหมในเรื่องนี้ว่า “ท่านพรหมนี้ ต้องให้ทํางาน ต้องให้ท่านทํางานไปจนสิ้นอายุ” ความหมายของหลวงปู่มั่น คือ ท่านต้องทําประโยชน์เพื่อหมู่คณะในวงกรรมฐาน และเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป

เมื่อหลวงปู่พรหมทํางานเสร็จในแต่ละวัน ท่านจะสรงนํ้า เสร็จแล้วเดินจงกรมทันที องค์อื่น ทําตามไม่ได้ ท่านเป็นคนร่างกายแข็งแรง มีความขยันขันแข็งเป็นเลิศ หาคนเปรียบเทียบได้ยาก อุปนิสัยของท่านจะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย ท่านจะทําโน่นทํานี่ตลอดเวลา เป็นวิหารธรรมของท่าน เล่ากันว่า ท่านมีมีดเล่มเล็กๆ หนึ่งเล่ม ท่านฟันขอนยางขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้บันไดข้ามขอนยางนั้นขาดได้ นับได้ว่าหลวงปู่ท่านเป็นพระที่มีศรัทธาความเพียรสูงยิ่งจริงๆ หลวงปู่จะเดินจงกรมมาก เวลาหลับนอนของท่านจะมีน้อยมาก

ส่วนผลงานก่อสร้างของหลวงปู่พรหม ท่านมุ่งเน้นที่การใช้งานได้เป็นสําคัญ สวยไม่สวย งามไม่งามไม่เป็นไร ท่านเห็นว่า มันเกิดแล้ว มันก็พัง เพราะท่านเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าสวยงามเพียงใด ต้องเก่าแก่ครํ่าคร่า ทําแล้วก็ต้องพัง อันนี้อยู่ในใจท่านตลอด มันใช้ประโยชน์ได้ไหม แม้แต่ร่างกายก็ยังแตกสลาย เมื่อปฏิบัติแล้วจะรู้ความหมายในปฏิปทาของท่าน แต่ก่อน พระเณรช่วยท่านทําศาลา พื้นปูด้วยแผ่นไม้ มันไม่เรียบ ดูแล้วไม่สวยไม่งาม ท่านก็บอกว่า “ไม่งามก็เอาขวานถากเอา” กบไสไม้ก็ไม่มี ท่านก็ว่า “ถากๆ ไป เอาเสื่อปูนั่งแล้ว มันไม่ปักก้นก็ใช้ได้แล้ว” ส่วนของทุกอย่าง ท่านก็ไม่ทิ้งให้เปล่าประโยชน์ ท่านเอามาใช้ประโยชน์หมด ไม้กระดานแผ่นเล็กแผ่นน้อย ท่านเอามาใช้งานหมด 

ตอนสร้างโบสถ์วัดบ้านตาล อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ก็เช่นกัน ไม่มีเกรียงเหล็กปาดปูน ทําให้พื้นมันเรียบ หลวงปู่พรหมท่านให้เอาตาด (ไม้กวาดทางมะพร้าว) กวาดเอาเลย พื้นก็เอาตาดกวาดเอา พื้นโบสถ์จึงไม่เรียบ ท่านว่า “ปูเสื่อได้ก็เอาแหละ” หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ ท่านชอบงานละเอียด คงทน และสวยงาม ท่านแทบทําร่วมกับหลวงปู่พรหมไม่ได้เลย หลวงปู่สุภาพกราบเรียนถามหลวงปู่พรหมว่า “หลวงปู่ทําอย่างนี้มันก็ไม่ทนสิ ได้พอสักสองปี สามปี มันไม่แตก ไม่พังเหรอ ?” ท่านก็ว่า “ฮ่วย ! ทําเสร็จแล้ว ใช้งานได้แล้ว ได้บุญแล้ว ถ้ามันแตก มันพังอีก โยมเขาก็ทําใหม่ เขาก็ได้บุญอีก” ได้สองปี มันก็แตกพัง พังแล้วก็ทําใหม่ ตามที่ท่านว่า 

หลวงปู่พรหมท่านหลุดพ้นแล้ว ท่านไม่ติดอะไร ท่านเห็นไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อยู่ตลอดเวลา จิตใจของผู้ที่หลุดพ้นแล้ว ท่านเห็นอย่างนั้น ท่านไม่ได้สนใจว่าสิ่งนี้สวย สิ่งนี้ไม่สวย ขอให้ใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น ผู้ที่ไม่หลุดพ้นก็ชอบสวยชอบงาม ชอบความมั่นคง ท่านว่า “เอาสําเร็จประโยชน์ก็ใช้ได้ในสิ่งนี้” ท่านทําอย่างนั้น ท่านพิจารณาของท่านแล้ว ใครไปขัดท่านไม่ได้ ถ้าขัดท่านหนีเลย ท่านไม่ทํา ท่านรักษาสัจจะ ท่านตั้งสัจอธิษฐานไว้ตั้งแต่ออกบวช ทําอะไรต้องมีสัจจะ ทําอะไรต้องทําจริงทําจัง ทําเล่นๆ ไม่ได้ สําหรับการทำกุฏิก็ดี ทําศาลาท่านํ้าก็ดีที่บ้านดงเย็นนี้ ถ้าบ้านดงเย็นไม่ทําตามท่าน “กูจะไปอยู่บ้านถ่อนโว้ย ข่อยจะไปอยู่บ้านถ่อนเด๊ะ ข่อยพาเจ้า ทําแล้ว เจ้าบ่อยากทําน่ะ !” ท่านพูดอย่างเด็ดขาดเลย เหมือนสร้างกุฏิที่บ้านถ่อน วัดศรีโพนสูง เวลาทําหลังคากุฏิอยู่ ว่าจะให้ตีโครงหลังคา ถ้าหลวงปู่บอกว่า “ให้ตีตรงนี้แหละ” เคลื่อนไปสัก นิ้วหนึ่ง นิดหนึ่งก็ไม่ได้ ท่านจะไม่พูดด้วย ท่านจะเลิกจาก ไม่ทํางาน ท่านมาวัดประสิทธิธรรมเลย 

นี่คือความสัจจริงของหลวงปู่ เมื่อท่านตัดสินใจทําอะไรแล้ว ถ้าไม่เสร็จก็จะไม่หยุดทํา เช่น สะพานข้ามแม่นํ้าสงคราม ซึ่งสร้างได้ยากมาก หรือสะพานข้ามทุ่งนามาวัดศรีโพนสูง จากฝั่งหมู่บ้านมาวัด ความยาว ๓๐๐ กว่าเมตร หลวงปู่ลงมือทําต้องสําเร็จแน่นอน องค์อื่นที่ไม่มีสัจจะ ไม่มีทางสําเร็จ เพราะหลวงปู่ท่านยึดมั่นในสัจจะที่ได้ตั้งไว้นั่นเอง ท่านมีอิทธิฤทธิ์และวาจาของท่านก็ศักดิ์สิทธิ์ พระ เณร ญาติโยม จึงให้ความเคารพเลื่อมใสและเชื่อฟังยําเกรงท่านมาก 

พ.ศ. ๒๕๐๕ งานทําบุญครบรอบวันเกิดหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ครบ ๖ รอบ

การจัดงานครบรอบวันเกิดของครูบาอาจารย์กรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ส่วนใหญ่ท่านไม่นิยมและไม่สนใจกับการจัดงานครบรอบวันเกิด เว้นเสียแต่เนื่องในโอกาสสําคัญจริงๆ ท่านจึงอนุญาตให้ศิษยานุศิษย์จัดงานถวาย เช่น กรณีของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล บรรดาศิษย์ จัดถวายท่านตอนงานครบรอบวันเกิด ๘๐ ปี ท่านอนุญาตให้จัดงานใหญ่ในครั้งนั้นเพียงครั้งเดียว

กรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก็เช่นกัน ท่านไม่เคยจัดงานวันเกิดให้กับองค์ท่านเอง ตามจริตนิสัยของท่านแล้ว ท่านไม่วุ่นวายกับเรื่องพวกนี้เลย ท่านไม่เอาเลย มีเฉพาะในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ อันเป็นปีสําคัญปีหนึ่งของท่าน กล่าวคือ วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นวันครบรอบวันเกิด โดยในปีนี้ท่านเจริญอายุวัฒนมงคลครบ ๖ รอบ ๗๒ ปี ท่านจึงอนุญาตให้บรรดาศิษย์จัดงานใหญ่ถวาย และเป็นการจัดงานทําบุญครบรอบวันเกิดเพียงครั้งเดียวในชีวิตของท่าน 

เนื่องจากหลวงปู่พรหม ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เป็นหนึ่งในพระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์องค์แรกก่อนหมู่คณะ เมื่อท่านบําเพ็ญประโยชน์ตนจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ท่านได้บําเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวม โดยการเทศนาอบรมสั่งสอนธรรมแก่บรรดาพุทธบริษัท และได้บําเพ็ญสาธารณประโยชน์ไว้มากมาย ดังนั้น เมื่อถึงงานทําบุญครบรอบวันเกิด ๖ รอบของหลวงปู่พรหม บรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายฆราวาส จึงแสดงความกตัญญูกตเวทีโดยพร้อมใจกันจัดงานใหญ่นี้ขึ้นมา โดยมีครูบาอาจารย์พระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ตลอดพระ เณร แม่ชี ฆราวาส ไปร่วมงานสรงนํ้า เพื่อแสดงมุทิตาจิตสักการะกันจํานวนมากมาย รวมทั้งท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์ขาน ญานวโร พร้อมคณะก็ได้เดินทางไป ร่วมงานสําคัญในครั้งนี้

การจัดงานทําบุญครบรอบวันเกิด ๖ รอบของหลวงปู่พรหม เป็นเรื่องของธรรมล้วนๆ ไม่มีเรื่องของโลกเจือปน บรรยากาศในงานเงียบสงบ ไม่มีการโฆษณาเรี่ยไรใดๆ และไม่มีมหรสพหรือ การละเล่นใดๆ ตอนคํ่าก่อนวันงานมีการเจริญพระพุทธมนต์ และมีการฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ตอนเช้าของวันงานหลวงปู่ท่านก็ใส่บาตรให้พระ เณร ที่มาในงาน จากนั้นก็มีการกราบทําวัตร สรงนํ้าถวายแด่หลวงปู่ และรับพรจากหลวงปู่ เป็นอันเสร็จพิธี

และในปีนี้ เมื่อใกล้ถึงช่วงวันเข้าพรรษา หลวงปู่พรหม ท่านได้มอบหมายให้หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ไปจําพรรษาที่วัดศรีโพนสูง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ผางได้เดินทางกลับวัดประสิทธิธรรม

เรื่องการจัดงานทําบุญครบรอบวันเกิด ในกาลต่อมาหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านก็ได้ดําเนินตามปฏิปทาข้อนี้ กล่าวคือ หลวงปู่ผางท่านไม่เคยอนุญาตให้ศิษยานุศิษย์จัดงานครบรอบวันเกิดของท่าน ต่อเมื่อท่านมีอายุครบ ๖ รอบ ๗๒ ปี ท่านก็อนุญาตให้จัดงานครบรอบวันเกิดถวายท่าน พร้อมกับการฉลองและยกฉัตรเจดีย์จิรปุญโญ 

พ.ศ. ๒๕๐๕ จําพรรษาวัดตาลนิมิตร 

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในปัจฉิมวัยท่านจําพรรษาอยู่ที่วัดประสิทธิธรรมเรื่อยมา จวบจนปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ขณะท่านมีอายุนับได้ ๗๒ ปี เข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว ท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง ยังชอบทํางานอันเป็นปรกตินิสัยของท่าน ในครั้งนี้ท่านได้เมตตากลับไปจําพรรษาและบูรณะพัฒนา วัดตาลนิมิตร อันเป็นวัดบ้านเกิด และนับเป็นวัดสุดท้ายที่หลวงปู่ท่านเมตตาเป็นผู้นําพาชาวบ้าน สร้างศาลา พระอุโบสถ พร้อมปั้นพระพุทธรูปขนาดใหญ่เพื่อเป็นพระประธาน ดังเรื่องเล่าดังนี้

“วัดตาลนิมิตร บ้านตาล ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เป็นวัดบ้านเกิดของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นปีเดียวกับที่หลวงปู่พรหมออกบวช ต่อมาเป็นวัดร้าง สมัยก่อนบริเวณนี้ยังเป็นป่าเป็นดง ยังไม่เจริญ ยังมีสัตว์มีเสือชุกชุม ถ้าไปท้องไร่ ท้องนา ไปที่ไหน พอเห็นกระท่อม ชาวบ้านเขาทําที่นอนอยู่บนต้นไม้สูงๆ เขานอนสูงขนาดนั้น เขาไม่กลัวตก เขากลัวเสือมากกว่า พอมาระยะหลังๆ เสือเริ่มหนีเข้าป่าไปแล้ว และบริเวณนี้เดิมที ก็เต็มไปด้วยฝูงอีแร้งนับ ๑๐๐ ตัว ออกบินหากินซากสัตว์ ถ้าเห็นฝูงอีแร้งบินวนอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ ควายตาย ก็วัวตาย หรือไม่ก็หมาตาย อีแร้งมันจะรู้ก่อนคน 

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ หลวงปู่พรหมท่านได้กลับมาอยู่จําพรรษาและบูรณะพัฒนาวัดบ้านเกิด ของท่าน ท่านได้สร้างกุฏิ ห้องนํ้า ทางเดินจงกรม สําหรับกุฏิของท่าน เป็นกุฏิไม้ทรงเก่า คล้ายกับกุฏิหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ

ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงปู่พรหมท่านมาสร้างพระพุทธรูปและพระอุโบสถด้วยไม้ทั้งหลัง อันเป็นปีเดียวกับที่ท่านได้เมตตาอนุญาตให้สร้างเหรียญรุ่นแรกของท่าน ซึ่งผู้สร้างเหรียญได้นํามาถวายหลวงปู่ และท่านได้นํามาแจกให้ชาวบ้านที่มาช่วยบูรณะพัฒนาวัด 

ขณะที่หลวงปู่พรหมมาพัฒนาวัดตาลนิมิตร ท่านเป็นผู้นําชักชวนชาวบ้านสร้างพระพุทธรูป พระอุโบสถ กุฏิ และศาลา ฯลฯ ก็มีชาวบ้านตาลมาช่วยกันมาก เช่นเดียวกับครั้งที่บูรณะพัฒนา วัดศรีโพนสูง โดยมีนายชา สีทับทิม ซึ่งเป็นคนที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ ถ้าสมัยปัจจุบันนี้เรียกว่า ผู้ใหญ่บ้าน แต่ว่าไม่ยอมเป็น นายชาได้เข้ามาถวายการอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่พรหมและได้เป็นกําลังหลักในการพัฒนาวัดตาลนิมิตรมาโดยตลอด นายชาเป็นช่าง เป็นคนหาเสา ถากเสา ถากไม้ให้หลวงปู่มาสร้างพระอุโบสถ จึงได้เหรียญหลวงปู่พรหมรุ่นแรกไปมาก นอกจากนี้ก็มีคนในหมู่บ้านหลายคนได้เข้ามาเป็นกําลังหลัก เช่น พ่อตู้โส พ่อตู้ทิดสง ฯลฯ พวกหาเสาชุดหนึ่ง พวกหา ไม้พื้นกระดาน ไม้ฝาชุดหนึ่ง พวกหาไม้ทําหลังคามุงแป้นอีกชุดหนึ่ง นับเป็นพระอุโบสถสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง และสร้างด้วยแรงงานเสียสละของชาวบ้าน ต่อมานายชาก็เลื่อมใสศรัทธาออกบวช บวชได้พรรษา – สองพรรษาก็สึก ระหว่างบวชท่านก็ช่วยเลื่อยไม้อยู่ที่วัด

สําหรับพระประธานในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ หลวงปู่พรหมก็เป็นผู้นําพาชาวบ้านปั้น เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของหลวงปู่ว่าท่านได้มาบูรณะพัฒนาวัด ปัจจุบันทางวัดได้อัญเชิญย้ายมาประดิษฐานที่ศาลาใหญ่ข้างพระอุโบสถ

ตอนสร้างพระอุโบสถวัดตาลนิมิตร หลวงปู่พรหมท่านก็มาอยู่จําพรรษา ท่านไปอยู่ที่ไหน เจริญรุ่งเรืองที่นั้น ใครได้ไปฟังเทศน์หลวงปู่พรหม คนจนๆ ก็เกิดเป็นคนรํ่ารวยมีอภินิหารขึ้น คนขนาดนอนทาง ๑๐ คืน เขายังว่าใกล้ นอนทาง ๑๐ คืน คือ เดินทางด้วยเท้าไปถึงหมู่บ้านนี้ คํ่าแล้วก็ขอนอนหมู่บ้านนี้ ขอข้าวกินตามหมู่บ้านนี้ ตื่นเช้าก็เดินไปอีก คํ่าบ้านไหนก็นอนบ้านนั้น เขาถามว่า “จะไปไหน ?” ก็ตอบว่า “จะไปฟังเทศน์หลวงปู่พรหม” 

ถ้าจะไปฟังเทศน์หลวงปู่พรหม สมัยก่อนต้องเดิน เดินอย่างเดียว มันไม่ค่อยจะมีรถ จะมีรถแต่พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เพื่อมาฟังเทศน์หลวงปู่พรหม ทั้งๆ ที่ท่านเทศน์น้อย ถ้าใครได้ฟังเทศน์ หลวงปู่พรหม อานิสงส์ทันตาเห็น ญาติโยมถึงบอกกันปากต่อปาก สมัยนั้นไม่มีวิทยุออกข่าว หลวงปู่ท่านไปอยู่ที่ไหน ญาติโยมเขาก็ตามไปที่นั้น ตามไปวัดตาลนิมิตรบ้าง วัดศรีโพนสูงบ้าง วัดประสิทธิธรรมบ้าง ฯลฯ 

วัดตาลนิมิตร จากวัดร้าง จากวัดไม่มีอะไร หลวงปู่พรหมท่านมาเป็นผู้นําบูรณะพัฒนาวัด ท่านไปอยู่ที่ไหนก็เจริญรุ่งเรืองที่นั้น ใครก็อยากจะนิมนต์ท่านไปอยู่ ไปเมตตาโปรด สมัยนั้นใคร มาเห็นวัดตาลนิมิตร ก็ถือว่าเป็นวัดที่เจริญทันสมัย เพราะพระอุโบสถก็หลังใหญ่ พระพุทธรูป ปูนปั้นก็มีขนาดใหญ่และงดงาม ศาลาก็หลังใหญ่เป็นศาลาไม้ทั้งหลัง สถานที่วัดก็เงียบสงบ แลดูเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน

สําหรับลูกหลานชาวบ้านตาล ก็มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และได้ดําเนิน ตามรอยหลวงปู่พรหมออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานและอยู่จําพรรษาที่วัดแห่งนี้สืบต่อกันมา 

เสนาสนะในอดีตของวัดตาลนิมิตร ไม่ว่าโบสถ์ ศาลา กุฏิ ล้วนสร้างจากไม้ พอกาลเวลา ผ่านไปก็ผุพังชํารุดทรุดโทรมลง เมื่อบูรณะใหม่ไม้หายากและมีราคาแพงมาก จึงหันมาใช้เหล็ก ใช้ปูนแทน ปัจจุบัน กุฏิ ศาลา พระอุโบสถ ที่สร้างด้วยไม้ในสมัยหลวงปู่พรหมรื้อออกไปหมดแล้ว โดยเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้มาบูรณะพัฒนาวัด สําหรับพระอุโบสถได้ทําการรื้อถอนแล้วสร้างขึ้นใหม่ ในขนาดเท่าเดิม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยการผูกเหล็กเทปูนมุงหลังคากระเบื้อง และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

ปัจจุบัน วัดตาลนิมิตร มีพื้นที่ทั้งหมดรวม ๑๖ ไร่ มีพระเณรอยู่จําพรรษาไม่กี่รูป แต่ท่านรักษาข้อวัตรปฏิบัติกันดี วัดจึงสะอาดสะอ้านมาก”

พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านอนุญาตให้สร้างเหรียญรุ่นแรก

โดยปรกติ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ จะไม่ยอมให้ใครมาสร้างพระโดยอาศัยนามของท่านเป็นอันขาด มีศิษย์หลายคนมาขอสร้าง ท่านก็ไม่ยอมอนุญาต แม้มีคนมาขอประวัติ วันเดือนปีเกิด ของท่าน ท่านยังไม่ยอมบอกให้ทราบเลย แต่จะตอบว่า “จะรู้ไปทําไม ไม่มีประโยชน์” จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านพระอาจารย์คํามี สุวณฺณสิริ (พระครูศรีภูมานุรักษ์) วัดป่าสามัคคีธรรม อําเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ได้มากราบนมัสการองค์หลวงปู่ และขออนุญาตจัดสร้างเหรียญ เพื่อนําออกทําบุญตอบแทนแก่ผู้บริจาคทรัพย์สร้างสระนํ้า วัดศรีสว่าง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ที่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะขาดทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง

หลวงปู่พรหมท่านก็ไม่ได้อนุญาตให้สร้างทันที ท่านพิจารณาอยู่หลายวัน และได้ปรารภกับศิษย์ใกล้ชิดว่า “เขามาขอทําเหรียญ เขามีศรัทธา เป็นการกุศล น่าจะช่วยเขาบ้าง” ต่อมา พระอาจารย์คํามีไปขออนุญาตเป็นครั้งที่สอง หลวงปู่ก็ไม่ตอบรับโดยตรง ได้แต่พูด อือๆ เท่านั้น แล้วไม่ได้กล่าวอะไรอีกเลย ท่านพระอาจารย์คํามีจึงได้จัดช่างไปถ่ายรูปหลวงปู่ เพื่อทําบล็อกสร้างเหรียญ เหรียญรุ่นแรกนี้ จึงได้ชื่อว่า “เหรียญวันสร้างสระ” ซึ่งเป็นเหรียญเดียวที่สร้างในขณะที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่

เหรียญรุ่นแรก ลักษณะเหรียญรุ่นแรก เป็นเหรียญรูปไข่ ขนาดกะทัดรัด มีรูปหลวงปู่พรหม ครึ่งองค์อยู่ด้านหน้าเหรียญ (ซึ่งถอดพิมพ์มาจากรูปถ่าย) มีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า พระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ด้านหลังจะมียันต์ และบอกปี พ.ศ. ที่สร้าง คือ ๒๕๐๖ มีเนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และทองแดงกะไหล่เงิน

เหรียญรุ่นแรกนี้ จํานวนการสร้างไม่แน่ชัด คนเฒ่าคนแก่เล่าบอกต่อๆ กันว่า พระอาจารย์คํามี ได้ถวายให้หลวงปู่ไว้แจก ๒๐๐ เหรียญเท่านั้น แต่คิดว่าจะสร้างจํานวนไม่มาก เมื่อพระ– อาจารย์คํามีสร้างเหรียญเสร็จแล้ว ก็ได้นําไปให้กับหลวงปู่ ท่านจะปลุกเสกอธิษฐานจิตเมื่อใด อย่างไร ไม่มีใครทราบ โดยปรกติ ท่านจะไม่ยอมจัดทําเครื่องรางของขลัง หรือสิ่งอื่นใดในทํานองนี้อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ท่านอนุญาต ก็น่าเชื่อว่าท่านคงจะปลุกเสกให้

ตามปรกติ หลวงปู่พรหมจะไม่รับนิมนต์ใครไปไหนง่ายๆ ท่านจะอยู่แต่ในวัด สร้างโน่น สร้างนี่อยู่ตลอด เคยมีญาติโยมนิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ท่านก็ไม่รับคํา ก็ได้แต่อ้อนวอน ซึ่งต้องใช้เวลาถึง ๓ ปีกว่า ท่านจึงตกลงไปให้ การปลุกเสกพระเครื่องก็เช่นกัน ปรกติแล้วท่านจะ ไม่สนใจเรื่องเช่นนี้ เคยมีพระผู้ใหญ่มาขอร้องท่าน โดยมาหาและหอบหิ้วพระมาพร้อม ท่านขัดนิมนต์ไม่ได้ ก็ให้ศิษย์เอาพระไปไว้ที่หน้าพระประธานในห้องท่าน แต่ก็ไม่เคยมีใครเห็นท่านนั่ง ปลุกเสกพระโดยตรงทันที หลังจากที่ท่านพระอาจารย์คํามีรับเหรียญกลับคืนมาแล้ว ก็ยังได้นําเข้าพิธีพุทธาภิเษกในที่อื่นๆ อีก ก่อนที่จะนําออกแจกจ่ายให้แก่ผู้มีศรัทธาต่อไป

เรื่องการจัดสร้างวัตถุมงคลหลวงปู่พรหมในรุ่นต่อมา ศิษยานุศิษย์เป็นผู้จัดสร้าง โดยรุ่น ๒ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ และรุ่น ๓ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ สร้างเป็นเหรียญ เพื่อนําปัจจัยที่ได้มาก่อสร้างเจดีย์จิรปุญโญ ส่วนรุ่นที่ ๔ สร้างเป็นเหรียญ รูปหล่อ ผ้ายันต์ เพื่อแจกในงานฉลองการบูรณปฏิสังขรณ์เจดีย์จิรปุญโญ และพิธีเททองยกฉัตรเจดีย์ ในวันที่ ๑๖ – ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ 

พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๑๑ จําพรรษาวัดประสิทธิธรรม

เมื่อหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านกลับไปพัฒนาวัดที่บ้านเกิด คือ วัดตาลนิมิตร จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ดังกล่าวมา จากนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นต้นมา ท่านกลับมาพักจําพรรษาที่ วัดประสิทธิธรรม และท่านได้อยู่จําพรรษาตราบจนวันที่ท่านถึงแก่มรณภาพ วัดประสิทธิธรรม จึงเป็นวัดสุดท้ายที่หลวงปู่ท่านอยู่จําพรรษา และเป็นวัดที่หลวงปู่ท่านพักจําพรรษาต่อเนื่องกันนานที่สุด

โดยในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นอีกปีหนึ่งที่หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ศิษย์เอกองค์สําคัญได้มาพัก จําพรรษากับท่าน โดยประวัติหลวงปู่ผาง บันทึกไว้ดังนี้

“ปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ ท่าน (หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ) พักจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม หลังออกพรรษาแล้ว ได้วิเวกไปทางดงหม้อทอง พักอยู่ระยะหนึ่งได้ออกวิเวกต่อไปทางภูวัว ภูทอก ไปพักกับพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ระยะหนึ่ง แล้วออกวิเวกต่อไปยังภูลังกา”

หลวงปู่พรหมเทศน์โปรดคุณแม่ชีตื้อก่อนมรณะ

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านดําเนินตามหลักธรรมคําสอนขององค์พระบรมศาสดา ใน เรื่องการสงเคราะห์ครอบครัวญาติพี่น้องได้อย่างหมดจดงดงาม ดังนี้ 

คุณแม่ชีตื้อ ท่านเป็นน้องสาวแท้ๆ ของหลวงปู่พรหม ท่านได้ออกบวชเป็นแม่ชีตลอดชีวิต หลังจากที่หลวงปู่ออกบวชไม่นาน และต่อมาหลวงปู่ท่านกลับมาสร้างวัดประสิทธิธรรม คุณแม่ชีตื้อ ท่านก็ได้ติดตามหลวงปู่มาอยู่รักษาศีลปฏิบัติธรรมและอยู่ช่วยทํางานวัด ในบั้นปลายคุณแม่ชีตื้อ ท่านป่วยหนัก บวมทั้งตัว ขาก็บวม ท้องก็บวมใหญ่ สันนิษฐานว่าท่านป่วยเป็นโรคไต มีคุณยาย คนหนึ่ง สมัยเป็นเด็กนักเรียนได้มาปฏิบัติดูแลคุณแม่ชีตื้อ พอเลิกโรงเรียนแล้วก็มาช่วยท่านทํางาน เช่น ถอนหญ้าถอนอะไรที่กุฏิหลวงปู่ หาบนํ้า รดต้นไม้ เป็นต้น

คุณแม่ชีตื้อป่วยกระเสาะกระแสะนานอยู่หลายเดือน แต่ว่าตอนป่วยหนักๆ ก็ไม่นานนัก ท่านป่วยมาเรื่อยๆ เดินเหินได้อยู่ แต่ว่าไม่ค่อยสบาย หลวงปู่พรหมท่านเมตตาไปเยี่ยม ไปให้ กําลังใจคุณแม่ชีตื้อถึงที่พักซึ่งเป็นสํานักแม่ชีอยู่ในเขตวัด วันไหนถ้าคุณแม่ชีตื้อเจ็บปวดเวทนามาก ท่านก็เมตตาไปเทศน์โปรด ในคืนวันที่คุณแม่ชีตื้อจะหมดลมหายใจ หลวงปู่ท่านก็เมตตาไปโปรด ท่านไปนั่งอยู่ข้างที่นอนด้านหัวคุณแม่ชีตื้อตลอดคืน โดยท่านไม่ยอมนอน ในคืนวันนั้นท่านเมตตาเทศน์โปรด เทศน์สงเคราะห์ตลอดคืน ถ้าคุณแม่ชีตื้อเจ็บปวดร้องครวญคราง ท่านก็เทศน์ธรรมะ ให้สติ ให้กําลังใจ ให้อดทน ท่านเทศน์โปรดจนคุณแม่ชีตื้อหมดลมหายใจจากไปด้วยอาการสงบ ต่อหน้าต่อตาท่าน

พ.ศ. ๒๕๐๘ สร้างศาลาเสา ๕๐ ต้น

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมีอายุนับได้ ๗๕ ปี ด้วยในระยะนี้ดําเนิน เข้าสู่บั้นปลายชีวิตของท่าน และด้วยชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณอันโด่งดังของหลวงปู่พรหม ซึ่งเกิดจากที่หลวงปู่ได้บําเพ็ญจริยา ๓ มาโดยตลอด ทั้งเกิดจากครูบาอาจารย์ท่านแนะนํา และจากศิษย์ ผู้ที่เคยสัมผัสรับใช้ใกล้ชิด หรือจากผู้เคยมากราบไหว้แล้วเกิดความเคารพศรัทธา ซึ่งต่างก็ได้แนะนําบอกเล่ากันปากต่อปาก ทําให้ญาติโยมพุทธบริษัททั้งใกล้และไกลที่ได้ฟังมาเกิดความเคารพศรัทธา ต่างก็มุ่งมั่นตั้งใจเดินทางมากราบไหว้ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม หรือมาบําเพ็ญบุญกับหลวงปู่พรหม ที่วัดประสิทธิธรรมกันจํานวนมากขึ้น 

สําหรับสถานที่รองรับที่มีอยู่ในขณะนั้น คือ ศาลากลางนํ้า จึงคับแคบไปถนัดใจ ไม่เพียงพอต่อบรรดาศรัทธาญาติโยมที่มาประกอบงานบุญ โดยเฉพาะงานบุญใหญ่ๆ เช่น งานกฐิน เป็นต้น ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงปู่พรหมท่านจึงเป็นผู้นําพาพระเณรชาวบ้านร่วมกันสร้างศาลาอเนกประสงค์หลังใหญ่ขึ้น สามารถจุคนได้หลายร้อยคน โดยสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง สถานที่ตั้งของศาลาหลังนี้ถูกสร้างขวางตะวัน คือ จากหน้าพระอุโบสถทุกวันนี้มาถึงตรงหน้าเจดีย์จิรปุญโญ ขนาดของศาลากว้าง ๑๒ เมตร และยาวถึง ๓๖ เมตร โดยมีต้นเสาทั้งหมด ๕๐ ต้น มีบันไดทางขึ้น ๓ ด้าน สําหรับหลังคามุงด้วยสังกะสี ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นศาลาอเนกประสงค์หลังใหญ่มาก ต่อมาเรียกว่า “ศาลาเสา ๕๐ ต้น” 

เมื่อสร้างศาลาเสา ๕๐ ต้นแล้วเสร็จ ก็ใช้เป็นสถานที่ประกอบงานบุญใหญ่ๆ ของทาง วัดประสิทธิธรรม เช่น งานบวชสามเณร (บวชพระที่วัดผดุงธรรม) งานบุญเข้าพรรษา งานบุญ ออกพรรษา งานบุญข้าวสาก (กระยาสารท) งานบุญกฐิน และเมื่อหลวงปู่พรหมท่านมรณภาพลงในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้ใช้เป็นสถานที่ตั้งบําเพ็ญกุศลศพของท่าน ซึ่งตั้งอยู่นานถึงปีเศษ จึงจัดงานประชุมถวายเพลิงศพท่าน โดยศาลาเสา ๕๐ ต้นนี้ สามารถรองรับพุทธบริษัทที่มาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง สมดังเจตนาที่หลวงปู่ท่านได้พิจารณาสร้างไว้ล่วงหน้า และต่อมาศาลาเสา ๕๐ ต้น ได้ผุพังชํารุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ปัจจุบันทางวัดได้ทําการรื้อถอนแล้ว

จัดสร้างรูปเหมือนหลวงปู่พรหมขนาดเท่าองค์จริง

ในบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ท่านเมตตาอนุญาต ให้บรรดาศิษยานุศิษย์โดยการนําของหลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม จัดสร้างรูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริง ของท่านไว้เป็นอนุสรณ์เครื่องระลึก เพื่อให้ชาวบ้านดงเย็นและพุทธบริษัทในภายหน้าได้กราบไหว้บูชา ซึ่งคณะศิษย์ต่างดีใจกันมาก หลวงปู่ลีและคุณพ่อสีโท จึงเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อติดต่อว่าจ้างโรงหล่อพระ นับเป็นรูปเหมือนองค์เดียวที่จัดสร้างในสมัยที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ 

เมื่อหล่อรูปเหมือนหลวงปู่พรหมแล้วเสร็จ ชาวบ้านดงเย็นได้มากราบขออนุญาตหลวงปู่ จัดงานใหญ่ฉลองที่ลานวัดผดุงธรรม กําหนดงาน ๗ วัน ๗ คืน มีกีฬาการละเล่น เช่น ชกมวย รถไต่ถัง ชิงช้าสวรรค์ ฯลฯ พร้อมกับอัญเชิญรูปเหมือนของท่านมาที่ลานวัดผดุงธรรมให้ชาวบ้าน ได้กราบไหว้บูชา บรรดาศิษยานุศิษย์ได้กราบนิมนต์หลวงปู่ไปชม หลวงปู่ไปเดินรอบๆ ดูรูปเหมือน ของท่าน และก็พูดว่า “คือผีหลอกแท้” ความหมาย คือมันไม่สวยไม่เหมือนทีเดียว ดูแล้วไม่มีชีวิตชีวา ท่านก็เลยว่ามันเหมือนผีหลอก ซึ่งเป็นคําของคนโบราณท่านจะชอบพูดกัน เพราะ รูปเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีในสมัยนั้น และการปั้นให้เหมือนจริงก็ทําได้ยาก สาเหตุประการหนึ่ง คือ รูปถ่ายของหลวงปู่ในอิริยาบถนั่งมีเพียงภาพถ่ายหน้าตรงเพียงภาพเดียว จึงไม่สามารถเก็บ รายละเอียดใบหน้าของท่านมาปั้นได้ครบทุกด้าน และเมื่อคราวงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม ทางวัดก็ได้อัญเชิญให้พุทธบริษัทกราบไหว้บูชา และต่อมาได้อัญเชิญประดิษฐานในเจดีย์จิรปุญโญ 

ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ท่านปรามนาคเรื่องคุณไสย

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านสอนพุทธบริษัทให้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ส่วนเรื่องวิชาอาคมคุณไสย เป็นเดรัจฉานวิชา ท่านจะห้ามปราม เหตุการณ์นี้เกิดก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๑๑ มีผ้าขาวรอบวชพระ ๒ องค์ ก่อนเป็นผ้าขาวเคยไปเรียนวิชาอาคม ตอนเรียนต้องไปลอดปล่องขี้ปล่องเยี่ยวมันถึงจะขลัง สมัยก่อนบ้านดงเย็นมีเสือชุกชุม กลางคืนลงมาไม่ได้ ชาวบ้านสร้างบ้านไว้สูงๆ แล้วเจาะรูไว้เพื่อจะขี้จะเยี่ยวลงมา

ทีนี้บ้านดงเย็นมีผู้หญิงตาย คลอดลูกออกมาแล้วไปอยู่ไฟก็เลยตาย ชาวบ้านเขาเรียกว่า ตายโหง ก็เลยเอามาฝังไว้ที่ป่าช้า ความดื้อซนของผ้าขาวขณะเป็นวัยรุ่น ก็ชวนกันออกไปปลุกผี ตายโหงที่ป่าช้า แอบหลวงปู่พรหมมุดรั้ววัดออกไปทางทิศเหนือ ตอนทําพิธีปลุกผีประมาณ บ่ายสามหรือสี่โมง เดินไปป่าช้าก็พบร่องรอย สมัยก่อนคนตายโหง ทางอีสานจะทําหลาวไม้ไผ่ผ่าแหลมหัว แหลมท้ายยาวประมาณ ๖๐ – ๗๐ ซม. เสียบปักไว้รอบๆ หลุม แล้วคล้องสายสิญจน์ ขึงรอบ แล้วก็เอาหนามคลุมเอาไว้กันผีออกมาจากหลุม คล้ายๆ เป็นพิธีสะกดผีไว้ ผ้าขาวคนหนึ่ง พ่นบริกรรมคาถาไป กระทืบตึงๆๆ ไป ผ้าขาวอีกคนหนึ่งก็ถอนแล้วเขวี้ยงไป พอเสร็จแล้วก็พูดว่า “คืนนี้ ให้มึงออกไป ไปดูหน้าลูกมึง แต่มึงอย่าไปทําอะไรเขานะ ถ้ามึงทําอะไร มึงตายอีก !”

พอตกกลางคืน ผ้าขาวสองคนก็ไปรอดูอยู่กุฏิใกล้รั้วออกไปทางป่าช้า ประมาณสองทุ่มกว่า ก็พูดว่า “เฮ้ย ! เมื่อไหร่มึงจะออกไปวะ กูให้มึงไป” สักพักหนึ่งเสียงร้อง “โอ้ยๆๆๆ !” เสียงคนร้องสะอึกสะอื้น วิญญาณออกจริงๆ พอออกไป “มึงไป ! มึงไป ! ไป !” อันนี้คนตายใหม่ๆ ตายได้สอง หรือสามวันแค่นั้นเอง ตอนนั้นยังเป็นผ้าขาวทั้งคู่ด้วย ไอ้เรื่องกลัวหลวงปู่พรหมว่านี้ไม่กลัวเลย กลัววิญญาณ วิญญาณไปจริงๆ เลย แต่มันเข้าบ้านไม่ได้ เพราะว่าผ้าขาวสั่ง “ให้มึงอ้อมบ้านไป” เสียงหมาเห่าหอนจากบ้านดงเย็น ไป ไปเรื่อย ลงทุ่งใต้นู่น หมาเห่าหอนสักพักหนึ่ง ตอนเกือบ สามทุ่มกว่า ทางนี้กระทืบพื้นดิน “เฮ้ย ! กลับได้แล้วๆ” ก็บริกรรมคาถา เสียงหมาเห่าหอนกลับมา โอ๊ย ! ขนหัวลุกเลย “มากลับมา กลับมา” ได้ยินเสียงหมาเห่าหอน แต่ไม่เห็นตัว พอวิญญาณมาถึงหลุมแล้วมันจะลง มันก็คงไม่อยากจะลงหลุม “มึงจะตายนะไอ้นี่” กระทืบตีนอยู่อย่างนี้ กระทืบ พื้นปึ้บๆ ร้อง “มึงจะตาย” วิญญาณเงียบเลย ทําพิธีอยู่ที่วัด แต่วิญญาณลงหลุมที่ป่าช้า

รุ่งเช้าพอฉันข้าวเสร็จ ญาติโยมกลับบ้านแล้ว ผ้าขาวทั้งสองก็สงสัย “แหม ! วันนี้หลวงปู่ทําไมไม่กลับกุฏิ ? หลวงปู่พรหมท่านอยู่กุฏิของท่าน แต่ท่านทราบว่าผ้าขาวไปทําอะไรกัน ท่านจึง ดุสอนว่า “ผ้าขาวสองคนน่ะไปทําอะไรไว้ รู้ตัวเปล่าว่ามันไม่ดี เราไม่สั่งไม่สอน” ท่านว่า “ไปทํา อันนั้นให้มันเรียบร้อยซะ และอย่าทําอีก ถ้าทําแบบนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้” ผ้าขาวก็ปรึกษากัน เพราะว่าไม่ได้กําหนดให้ผีมันอยู่กี่วัน ออกกี่วัน ก็เลยตัดสินใจไป ไปก็ไปปักทีนี้ ก็บริกรรมคาถา แล้วเอาหลาวไม้ไผ่มาเสียบๆ เสียบหัว เสียบขา เสียบมือ เสียบอะไรๆ แล้วเอาสายสิญจน์มาต่อ “เอ้า ! จากแต่นี้ต่อไป มึงอย่าออกไปอีกนะ ถ้ามึงออกไปอีกมึงตาย ! ตายไม่ได้ผุดได้เกิดอีกเด้อทีนี้ อยู่นี่ !” ปึ้บ ! กระทืบสามครั้ง “ไป กลับเถอะ” ก็พากันเดินกลับวัด 

หลวงปู่ท่านก็ไม่ได้เทศน์สอนอะไรอีก “ให้เลิกให้หยุด ถ้าทํานั่น ข้อยไม่ให้อยู่ อยู่กับข้อย ไม่ได้” ท่านห้ามเรื่องเล่นวิชาอาคมคุณไสย มันเป็นเดรัจฉานวิชา ผิดทางพระด้วย เรื่องคุณไสยนี้ มีคนหนึ่งที่เก่งทําคุณไสย สะกดจิต เขาบอกว่า “วัดหลวงปู่พรหมนี่อะไรๆ ก็เข้าไม่ได้ เพราะว่ามีกองไฟล้อมรอบ ไฟลุกเป็นเปลวรอบวัด วิญญาณต่างๆ พวกภูติผีปีศาจนี่เข้าไม่ได้”

ส่วนการขอบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ถ้าตามนโยบายของหลวงปู่พรหม “นุ่งห่มขาวอยู่ ๓ เดือน บวช ๓ ปี ข้อย (ข้า) ถึงจะสนใจ” ตอนหลังท่านก็ผ่อนผันอนุโลม การเป็นผ้าขาววันแรก ก็ต้องฝึกกินมื้อเดียวแล้วทํางานทุกอย่าง ท่านฝึก ท่านสอนมาก ท่านว่าคนขี้เกียจอย่ามาบวช คนที่จะบวชต้องขยันอย่างเดียว เมื่อเป็นผ้าขาวครบ ๓ เดือน และท่องขานนาคได้แล้ว ต่อมา ผ้าขาวทั้งสองก็ได้บวชเป็นพระและมาอยู่จําพรรษากับท่าน”

พ.ศ. ๒๕๑๑ จําพรรษาวัดประสิทธิธรรมเป็นพรรษาสุดท้าย

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรมเป็นพรรษาสุดท้ายก่อนมรณภาพ มีเหตุการณ์ในปีนี้ ดังนี้

“พระเณรที่อยู่ร่วมจําพรรษาในปีนั้นประมาณ ๑๒ องค์ หลวงปู่พรหมท่านให้แยกกันอยู่ ส่วนหนึ่งอยู่วัดผดุงธรรม อีกส่วนหนึ่งก็อยู่กับหลวงปู่พรหม ที่วัดประสิทธิธรรม พระเณรที่อยู่ จําพรรษากับหลวงปู่ มีพระ ๕ องค์ ในปีนี้หลวงปู่สอนไม่ได้อยู่จําพรรษาด้วย และมีเณร ๔ องค์

ตามปรกติของหลวงปู่พรหม ท่านชอบพระน้อยๆ ตามปฏิปทาของท่าน ท่านจะไม่รับคนเข้ามาบวชง่ายๆ แต่มันขัดศรัทธาพี่น้องบ้านดงเย็นและบ้านถ่อนไม่ได้ ท่านเคยพูดว่า “บวชเข้าวัด เป็นนาค ๓ เดือน บวช ๓ ปี ข้อยถึงจะสนใจ ไม่ใช่ว่าบวชเข้ามากินข้าววัดนอนศาลา บวชเข้ามาเฮตึ้ง” (เฮตึ้ง คือ เฮๆ ฮาๆ) พระหนุ่ม ๒ – ๓ องค์รวมกันเข้าก็เฮ อย่างนี้ไม่ได้ บวชเป็นพระแล้ว ต้องเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ต้องปฏิบัติภาวนา บวช ๓ ปี ท่านถึงจะสนใจ แต่พรรษาสุดท้าย ของท่านก็อนุโลมให้พระบวชตอนเข้าพรรษา ๑ พรรษา ในช่วงนั้นพระต้องบ่มบาตรเอง ขัดบาตร ทําบาตรเอง ไม่ได้ซื้อเหมือนอย่างทุกวันนี้

ในช่วงเข้าพรรษา หลวงปู่พรหมท่านจะแนะนําสอนให้พระศิษย์อธิษฐานจิตว่าจะทําอะไร ใน ๓ เดือนนี้ องค์ไหนจะทําอะไร ให้ทําเป็นกิจจะลักษณะ ให้เป็นนิสัยติดไปเรื่อยๆ อธิษฐานจิต อะไรก็แล้วแต่ใครจะอธิษฐาน ให้เอาอะไรสักอย่างหนึ่ง และท่านก็เน้นให้พระเณรเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ส่วนเรื่องท่านต้อนรับแขกเทพ พวกเทวดามาขอฟังธรรมท่านก็มี ตอนคํ่าคืนไหนพวกเทพเทวดามา ท่านก็ว่า “ไป พากันไปนั่นเถอะ เดี๋ยวจะคุยกับกลุ่มนั้นกลุ่มนี้” 

ส่วนการเทศนาธรรม ในบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่พรหม โดยเฉพาะในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งเป็นพรรษาสุดท้ายนี้ ท่านเทศน์ไม่ค่อยบ่อย คือ ท่านจะไม่สนใจเท่าไร การเทศน์ก็มีบ้าง แต่ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นวันพระ เข้าไปทําวัตรสวดมนต์เย็น ท่านก็จะเมตตาเล่าอะไรให้ฟังบ้างเล็กๆ น้อยๆ เป็นคติเตือนใจบ้าง ท่านจะพาปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิให้ดู ทํางานให้ดู และท่านไม่รับกิจนิมนต์ใดๆ เลย แม้แต่ฉันจังหันเช้าที่บ้านญาติโยม ท่านก็ไม่ไป เพราะว่าตอนบั้นปลายชีวิตท่านไม่สะดวก ท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านจะเข้าห้องนํ้าทันที ในปีนี้ท่านรับกิจนิมนต์ทิดเรืองเพียงคนเดียว ทิดเรืองทําบุญขึ้นบ้านใหม่ ท่านให้ความเมตตามาก ท่านจึงไปสวดมนต์ฉันเช้าให้ นอกนั้นท่านไม่ไป

เมื่อมีเจ้านายผู้ใหญ่มากราบหลวงปู่ที่วัดประสิทธิธรรม ท่านไม่อยากต้อนรับ ท่านบอกว่า “ข่อยไม่อยากเป็นพระเจ้าพระนาย” คําว่า “พระเจ้าพระนาย” คือ เจ้านายใหญ่ๆ โตๆ หรือ แขกผู้มีเกียรติ ไปหาไปกราบแล้วท่านต้องต้อนรับ ท่านไม่เอา ท่านจะไม่ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ท่านจะไม่รับเลยตรงนั้น ท่านก็ว่า “ไปหาองค์นั้นเด้อ” แล้วท่านก็ไปของท่าน ตอนนั้นมีท่าน– พระอาจารย์เวิน เป็นพระพี่เลี้ยง ท่านมาจากวัดกุดเรือคํา แต่มาจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม ท่านจะคอยต้อนรับแขกผู้ใหญ่แทนหลวงปู่ ปัจจุบัน ท่านสึกไปแล้ว”

ครูบาอาจารย์มากราบคารวะเยี่ยมเยียนเสมอๆ 

พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านถือเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังที่ เรียกว่า “ครอบครัวกรรมฐาน” ท่านจะไปมาหาสู่กัน ไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนกัน ดังกรณีของ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ จะมีครูบาอาจารย์เดินทางมากราบคารวะเยี่ยมเยียนท่านเสมอๆ

นอกจากการมากราบทําวัตรขอขมาในช่วงก่อนเข้าพรรษาแล้ว ครูบาอาจารย์ที่มากราบ คารวะเยี่ยมเยียนหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นประจํา เช่น หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ หลวงปู่อ่อนศรี ญานวโร หลวงปู่จันดี เขมปญฺโญ ท่านเป็นพระศิษย์และวัดอยู่ใกล้ วัดประสิทธิธรรม ท่านจึงมาได้บ่อย ส่วนหลวงปู่บุญ ชินวํโส ท่านพระอาจารย์คํามี สุวณฺณสิริ (พระครูศรีภูมานุรักษ์) ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระ– อาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่สนั่น รกฺขิตสีโล หลวงปู่สมภาร ปญฺญาวโร หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป หลวงปู่ลี กุสลธโร หลวงปู่อุดม ญาณรโต หลวงปู่จันทา ถาวโร ฯลฯ ท่านก็มากราบคารวะ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ท่านก็เคยมาเยี่ยมเยียน สําหรับ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านก็เคยแวะมากราบเยี่ยมและมาพักที่วัดกับหลวงปู่พรหมก็หลายครั้ง

หลวงปู่พรหมทวนปาฏิโมกข์ครั้งสุดท้าย

การลงอุโบสถฟังปาฏิโมกข์ครั้งสุดท้าย มีหลวงปู่พรหมและพระศิษย์รวม ๕ องค์ พระศิษย์ ส่วนใหญ่มีแต่ปู่ คือ บวชนานแต่ไม่เคยเปิดหนังสือปาฏิโมกข์ ครบองค์สงฆ์ต้องสวดปาฏิโมกข์ มีหลวงปู่พรหมท่องได้องค์เดียว ถ้าไม่มีพระสวดปาฏิโมกข์ พระศิษย์จะหนีไปวัดป่าบ้านดงดารา ให้เหลือแค่ ๓ ถ้า ๓ ไม่ต้องสวด ถ้าไม่มีพระสวดปาฏิโมกข์ก็ต้องไปที่อื่น เพื่อไม่ให้ขาดกิจวัตร พระบวชใหม่ท่านสวดได้ จึงขอขึ้นสวด 

หมวดพระวินัย มหาวรรค ข้อ ๒. อุโบสถขันธกะ (หมวดว่าด้วยอุโบสถ) บัญญัติไว้ดังนี้ 

“พระมี ๔ รูป ตรัสอนุญาตให้สวดปาฏิโมกข์ ถ้ามี ๓ รูป หรือ ๒ รูป ให้ประชุมกันบอกความบริสุทธิ์แก่กันและกัน เรียกว่า ปาริสุทธิอุโบสถ ถ้ามีรูปเดียว ให้ปัดกวาดสถานที่คอยภิกษุอื่น เมื่อไม่เห็นมาให้อธิษฐาน คือ ตั้งใจระลึกว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ ถ้าไม่ทํา ต้องอาบัติทุกกฏ”

ช่วงนั้นเป็นช่วงก่อนที่หลวงปู่พรหมจะมรณภาพ เป็นการลงอุโบสถฟังปาฏิโมกข์ครั้งสุดท้าย ของหลวงปู่พรหม หลังจากที่สวดปาฏิโมกข์จบ หลวงปู่ก็เลยคล้ายๆ มีคําติชม แล้วท่านก็พูดให้กําลังใจและเล่านิทานสั้นๆ ให้ฟังว่า “เออ ! ก็ดีนะ บวช ๙ องค์ ๑๐ องค์ เหลือองค์เดียว ถ้าอยู่ ต่อไป ก็จะดีนะ การสวดปาฏิโมกข์มื่อนี้ (วันนี้) ก็ดี แต่ว่าคําที่มีก็ไม่เว่า (พูด) คําที่เว่าออกมา บางคําก็ไม่มี” ตําราหลวงปู่ท่านแม่นมาก ท่านท่องปาฏิโมกข์ได้ ตอนทวนปาฏิโมกข์ ท่านไม่ได้ เปิดตํารา ท่านฟังในใจไปเรื่อยๆ ท่านฟังไป ตรงไหนผิด ตรงไหนใช่หรือไม่ใช่ ท่านจําได้ แต่ท่าน ก็ไม่ได้ทักว่าท่องผิดอย่างนั้นอย่างนี้ 

ส่วนนิทานนี่ท่านก็บอกว่า อานิสงส์ปาฏิโมกข์มันดีนะ สมัยก่อนครั้งพระพุทธกาล มีนิทานเล่ามาว่า สองผัวเมีย ผู้เป็นผัวนี่บวชนานทํางานทําการไม่ค่อยเป็น ไม่ค่อยเก่ง พ่อตาแม่ยายก็เลย รังเกียจ ก็เลยให้ไปอยู่หัวไร่ปลายนา ผู้เป็นเมียก็สงสารผัวเลยให้ไปอยู่ด้วย พอไปอยู่ด้วยกัน หน้านั้นหน้าเกี่ยวข้าว ผัวก็เกี่ยวข้าวไม่ค่อยเก่ง มีแต่เมียไปเกี่ยวข้าว พอชาวบ้านชาวช่องเขาเกี่ยวเสร็จแล้ว เขาก็เผาฟาง เผาที่นา มันก็เลยลามมาหานาสองผัวเมียนี้ เมียไปเกี่ยวข้าวอยู่หัวนา ผัวขึ้นมาอยู่ที่เถียงนา ไฟก็ไหม้มา ไหม้มา ไหม้มา วนเข้า วนเข้า วนเข้าจะถึงเถียงนา เมียอยู่หัวนาก็มองเห็น ก็วิ่งมาว่าไฟต้องไหม้เถียงนา ไหม้ลอมข้าว ไหม้ผัวตัวเองตายแน่ ก็เลยวิ่งฝ่ากองไฟมา มาถึงก็ตะโกนว่า “ทําไมเจ้าไม่มาดับไฟ เจ้ามานั่งอะไร” แต่มองไปแล้วเห็นผัวนี่กําลังนั่งพนมมือสวดมนต์อยู่ ท่านพูดอย่างนี้นะ 

สรุปแล้ว ผัวเขาสวดปาฏิโมกข์ อานิสงส์ปาฏิโมกข์ พอเมียมานั่น เขาก็ไม่สนใจ เขานั่ง สวดปาฏิโมกข์อย่างเดียว เพราะเคยบวชเป็นพระมานาน พอสวดปาฏิโมกข์จบ ปรากฏว่าไฟลอบเข้ามา ลอบเข้ามา ไฟก็ดับเอง นี่แหละคืออานิสงส์ปาฏิโมกข์ ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สามารถทําตรงนี้ได้ก็นับว่าดีนะ นับว่าเป็นบุญเป็นกุศลนะ 

เรื่องเล่าพระศิษย์หลวงปู่พรหม

หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านไม่ค่อยอยู่กับหลวงปู่พรหม หายไป จนหลวงปู่พรหมมรณภาพ ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ถึงเห็นท่านกลับมา หลวงปู่ผาง ทําไมท่านไม่อยู่กับหลวงปู่พรหม ท่านบอกว่า จริตของท่านไม่ชอบทํางาน หลวงปู่พรหมท่านพระทํางาน หลวงปู่ผางท่านเลยไม่อยู่ ส่วนมากท่านไปอยู่กับหลวงปู่ชอบ แล้วก็ธุดงค์ไปในที่ต่างๆ

หลวงปู่พรหม ท่านจะอยู่นี่ตลอด องค์ที่อยู่กับท่าน คือ หลวงปู่สอน อุตฺตรปญฺโญ ท่านเป็นคนบ้านตาลเหมือนกัน เป็นลูกหลานของท่าน หลังจากที่หลวงปู่พรหมท่านมรณภาพ หลวงปู่สอน ท่านไปอยู่กับหลวงปู่จวน ท่านก็ให้หลวงปู่ผางอยู่นี่ แล้วท่านก็ออกไป ท่านว่า ท่านอยู่มานานแล้ว ปรกติก็อยู่ตอนหลวงปู่พรหมมีชีวิตอยู่ ท่านก็จะไปเรื่อยๆ แต่ว่าท่านต้องกลับมาดูแลหลวงปู่ ต้องไปๆ มาๆ ท่านก็ไปอยู่ทางภูวัว ภูทอก กับหลวงปู่จวน ท่านก็ไปมรณภาพที่ภูทอก ชาวบ้านไปอาราธนาท่านมาประชุมเพลิงที่วัดใหม่บ้านตาล ก็กลับมาที่นั่น นั่นคือลูกหลานของหลวงปู่ที่อยู่ กับท่าน แต่องค์อื่นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่นี่ก็ไม่ปรากฏ จนกระทั่งตอนหลังหลวงปู่อํ่านี่มา ถึงได้รู้ว่าท่านเคยอยู่กับหลวงปู่พรหม ท่านก็มาพักบางทีก็ ๕ วันบ้าง ๑๐ วันบ้าง

หลวงปู่พรหมช่วยสร้างวัดป่าบ้านดงดารา

วัดป่าบ้านดงดารา ตําบลอ้อมกอ อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ปัจจุบัน คือ วัดสมประสงค์เป็นวัดป่ากรรมฐานอีกวัดหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากวัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น ประมาณ ๔ – ๕ กิโลเมตร ในสมัยก่อนทั้งบ้านดงเย็นและบ้านดงดารา เป็นหมู่บ้านในชนบทในภาคอีสาน สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นป่าเป็นดง การเดินทางไปมาหาสู่กันค่อนข้างลําบาก เพราะเป็นทางเดินป่า 

ด้วยสภาพผืนป่าแถบบ้านดงดาราเป็นสถานที่เงียบสงัด เป็นที่สัปปายะเหมาะกับการภาวนา เมื่อพระศิษย์ของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านไปธุดงค์วิเวกภาวนา เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสม ต่อมาจึงได้สร้างเป็นวัดป่าขึ้นมา แม้สภาพในปัจจุบันของวัดป่าบ้านดงดารา ก็ยังเป็นสถานที่ เงียบสงัด เพราะมีผืนนาผืนใหญ่ของชาวบ้านอยู่หน้าวัด สําหรับพระศิษย์องค์สําคัญเคยมาอยู่ จําพรรษา ได้แก่ หลวงปู่สุมาลี (พั่ว) นิติโก หลวงปู่อุดม ฐิตปญฺโญ ฯลฯ

เมื่อพระศิษย์ของหลวงปู่พรหมไปสร้างวัดป่าบ้านดงดารา หลวงปู่ท่านก็เมตตาไปช่วยสร้างวัดแห่งนี้ การทอดกฐินภาคอีสานสมัยก่อนจะต้องทําถนนไปก่อน หลวงปู่ท่านพาชาวบ้านดงเย็นไปทอดกฐิน เป็นกุศโลบายของท่าน ท่านจะทําถนน ท่านเป็นผู้นําพาชาวบ้านบุกเบิกป่าทําทางไปบ้านดงดารา ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นทางเท้าทางเกวียนไปตามป่า การเดินทางจะสะดวกในช่วงหน้าหนาวและ หน้าแล้ง แต่ในช่วงหน้าฝนนี่นํ้าไหลเซาะเป็นร่องเป็นหลุมเป็นบ่อ ลําบากค่อนข้างทุลักทุเล เพราะทางเดินจะเปียกแฉะเละเป็นโคลน พอออกพรรษาแล้วฝนหยุดตก ก็บุกเบิกทําถนน ตอไม้ขุดออกได้ก็ขุด ขุดไม่ได้ก็ไปเรื่อยๆ ก็แห่กฐินไป เป็นกุศโลบายของหลวงปู่ เหมือนกับกุศโลบายที่ท่านให้มาทําถนนบิณฑบาตที่วัดผดุงธรรม เล่ากันว่าท่านเห็นคุณค่าของสิ่งของใช้แล้ว ท่านให้เอาขวานเก่าๆ ที่เป็นสนิมแล้ว มีดอีโต้เก่าๆ ที่ทิ้งแล้วมาลับมาฝนให้คมแล้วใส่ด้ามใหม่เอาไปใส่องค์กฐิน 

นอกจากหลวงปู่ท่านพาทําทางแล้ว ท่านยังเมตตาไปช่วยสร้างศาลาไม้ไว้หนึ่งหลัง ซึ่งศาลาไม้หลังนี้ต่อมาได้ชํารุดทรุดโทรมลง เพราะปลวกกัดกิน ปัจจุบันทางวัดได้รื้อถอนและสร้างศาลา หลังใหม่อย่างถาวรในบริเวณเดิม 

ภาค ๑๖ ปฏิปทาของหลวงปู่พรหม

ท่านไม่รับพระมาก

ในระยะแรกๆ ที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านมาพักจําพรรษาอยู่ที่วัดประสิทธิธรรม ยังมี พระเณรติดตามมาอยู่กับท่านไม่มาก ต่อมาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านถึงแก่มรณภาพ พระศิษย์ หลวงปู่มั่นก็เริ่มเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ ด้วยชื่อเสียงและคุณธรรมของหลวงปู่พรหม ทําให้ พระศิษย์หลวงปู่มั่นบางองค์เริ่มหลั่งไหลมาขออยู่ศึกษาธรรมกับท่านมากขึ้น ซึ่งช่วงนั้นหลวงปู่ท่านเริ่มชราภาพแล้ว และในสมัยนั้นเด็กผู้ชายมาขอบวชเป็นเณรกับหลวงปู่ก็มี โดยส่วนใหญ่มีแต่ เณรใหญ่ๆ ที่มาขอบวชเป็นพระก็มีมาก เมื่อใกล้เข้าพรรษาจะมีผู้ชายที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์จากหมู่บ้านดงเย็นและหมู่บ้านในละแวกนั้น มาขอฝึกหัดเป็นผ้าขาวและบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน อยู่จําพรรษากับหลวงปู่ 

การมาขอบวชกับหลวงปู่พรหม มีทุกพรรษา โดยในแต่ละพรรษาไม่ตํ่ากว่า ๑๐ องค์ โดยในช่วงเข้าพรรษานี้จะมีพระเณร ๒๐ กว่าองค์ ส่วนหนึ่งอยู่จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรมกับหลวงปู่ โดยปฏิปทาของหลวงปู่ท่านรับพระเณรอยู่จําพรรษาไม่มาก พระประมาณ ๔ – ๕ องค์ เณรก็ประมาณ ๓ – ๔ องค์ อีกส่วนหนึ่งก็แบ่งไปจําพรรษาที่วัดผดุงธรรม ปฏิปทาในเรื่องนี้ของหลวงปู่พรหม ครูบาอาจารย์ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้

“ตอนอยู่กับหลวงปู่พรหม ที่วัดประสิทธิธรรม มีพระอยู่จําพรรษาไม่เกิน ๕ องค์ มีอาจารย์คํา (สุมงฺคโล) บ้านเศรษฐี อาจารย์สอน (อุตฺตรปญฺโญ) อาจารย์ผาง (ปริปุณฺโณ) อาจารย์อํ่า (ธมฺมกาโม) และก็มีหลวงปู่ยงยุทธ ท่านจะไม่รับพระมากนะ ตอนหลังมาพระเณรจําพรรษากับท่านมาก แต่ก่อนพระไม่เกิน ๕ องค์ มีเณรองค์หนึ่ง อาหารการกินนี่ โอ้โห ! มันกันดารเหลือเกิน ตอนไทยทางกรุงเทพฯ มาเห็น เขาก็เกิดความศรัทธา อู๊ย ! เขาเอาเงินทางนู้น มาบํารุงอาหารพระทางนี้ บางอันอาตมากินไม่ได้เลยอยู่นั่น ไปนั่น รถเรือไม่เห็นเข้าไปถึงหรอกทางรถ

หลวงปู่พรหม ท่านนึกถึงตอนที่ท่านธุดงค์ไปอยู่เมืองเหนือกับท่านพระอาจารย์มั่น ครั้นออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นท่านไม่ค่อยให้พระศิษย์อยู่ใกล้ๆ กัน เพราะบ้านในภูในเขา มีบ้านละสองสามหลังเท่านั้น อยู่กับมูเซอกับกะเหรี่ยง ถ้าอยู่รวมกันมากๆ บิณฑบาตไม่พอฉัน พอไม่ตายได้ฉันข้าว ไม่ใช่ไปฉันให้อิ่ม ฉันพออยู่ได้ มันเห็นทุกข์ ถึงได้กําหนดทุกข์ ฉันพออยู่ได้ ชีวิตท่านเป็นไปแค่นั้น ทีนี้ท่านหายสงสัย มันหมดสงสัย ความรู้มันทันหมดแล้วธาตุขันธ์อันนี้ ถ้าจะตายหรือจะอยู่ ท่านก็ไม่สงสัยกับมัน เหมือนกับเรากินแล้ว เราก็ถ่ายออก นั่น”

สําหรับในช่วงหน้าแล้ง มีพระมามาก ๔๐ – ๕๐ องค์ แต่ก่อนพระไม่เคยขาด ส่วนมาก พระต่างถิ่นเข้ามาอยู่ มาขอศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ ยิ่งถ้าเป็นช่วงใกล้วันอุโบสถ พระท่านก็จะเดินมาอยู่พักค้างคืนแถววัด มาลงปาฏิโมกข์ แล้วก็มาฟังธรรมหลวงปู่ด้วย พระมาก ๔๐ – ๕๐ องค์ ลงอุโบสถสามัคคีพร้อมกัน กุฏิสมัยก่อนมีไม่มาก หลวงปู่ท่านทําแต่กุฏิไม้ หลังใหญ่ก็มีอยู่ แต่ ส่วนมากพระที่มา ท่านจะอยู่แคร่ อยู่กระต๊อบกัน เพราะสภาพวัดมันจะเป็นลําห้วย และก็เป็นป่า ท่านจะแขวนกลดภาวนาอยู่กันตามป่า

สภาพของวัดประสิทธิธรรม ในช่วงที่มีพระเณรจํานวนมากมาขออยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่พรหมนั้น คล้ายคลึงกับสภาพของวัดป่าบ้านหนองผือ สมัยที่หลวงปู่มั่นท่านยังมีชีวิตอยู่ กล่าวคือ ผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งธงชัยพระอรหันต์ปลิวเหลืองอร่ามงามตาไปทั่วบริเวณวัด ในขณะที่ท่านสะพายบาตรออกเดินบิณฑบาตเรียงกันเป็นแถวยาวในหมู่บ้าน ด้วยกิริยาการก้าวเดินอย่างมีสติพร้อมกับสายตาที่ทอดลงตํ่า และในขณะที่ท่านนั่งเรียงกันบนศาลาเพื่อขบฉันอาหารในบาตรก็ฉันกันอย่างเงียบๆ ไม่พูดคุยส่งเสียงดัง ฯลฯ ล้วนเป็นกิริยาอาการอันสงบ สํารวมระวังของสมณะผู้เห็นภัยอย่างแท้จริง แลดูแล้วงามตาน่าเคารพเลื่อมใส สําหรับชาวบ้าน ดงเย็นทั้งคนเฒ่าคนแก่ ผู้ใหญ่ หนุ่มสาวและเด็กต่างก็อิ่มเอิบมีความสุขใจในบุญกุศลที่ได้ใส่บาตรถวายจังหันพระธุดงค์จํานวนมาก ส่วนชาวบ้านที่เลื่อมใสศรัทธามากก็มาอุปัฏฐากรับใช้พระ มาช่วยกิจการงานต่างๆ ภายในวัดอย่างกุลีกุจอขยันขันแข็ง เช่น สร้างกุฏิ ศาลา ปลูกกระต๊อบ ทําแคร่ไม้ ทําทางเดินจงกรม เป็นต้น

กล่าวถึงเรื่องของหลวงปู่คํา สุมงฺคโล วัดป่าสุมังคลาราม บ้านเศรษฐี อําเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเป็นพระศิษย์สายหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น อีกองค์หนึ่งที่เคยมาอยู่ จําพรรษาศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่คํา บ้านเศรษฐีองค์นี้ พ่อตู้สีโท จะกล่าวถึงท่านบ่อยมาก ถ้าหลวงปู่คํามาอยู่กับหลวงปู่พรหมนี้เรียกว่า “แทนหลวงปู่พรหมได้เลย” พระเณรนี้เรียกว่า เคารพและกลัวกันมาก เพราะท่านจะดุมาก ถ้าใครทําอะไรผิด ท่านจะดุทันทีเลย แม้แต่จักรเย็บผ้า ถ้าพระเณรเอาออกมาใช้แล้วไม่เก็บเข้าที่เดิม ท่านก็จะดุ 

ถ้านับพรรษานี้ หลวงปู่คํา บ้านเศรษฐี ท่านอาวุโสกว่าหลวงปู่ผาง และอาวุโสกว่ารุ่น หลวงปู่ลี พระครูศรีภูมานุรักษ์ ไม่มาก ท่านมาเกี่ยวข้องกับหลวงปู่พรหมค่อนข้างมาก แต่ไม่มีข้อมูล พ่อตู้สีโทเล่าว่า “โอ๋ย ! หลวงปู่คํา ท่านมาใช้จักรเย็บผ้า มันเย็บผ้าไม่ได้ ท่านดุพระใหญ่เลย” สมัยที่หลวงปู่คําท่านมาอยู่จําพรรษากับหลวงปู่พรหม ท่านถือเป็นลูกศิษย์อาวุโสองค์หนึ่ง กล่าวได้ว่า ท่านเป็นพี่ใหญ่ ท่านเคารพหลวงปู่พรหมมาก สมัยนั้นหลวงปู่โยท่านก็อยู่ด้วย หลวงปู่โยท่าน เคารพหลวงปู่คํามาก รุ่นนั้นที่ท่านคุ้นเคยกันก็มีหลวงปู่สอน หลวงปู่ผาง หลวงปู่โย หลวงปู่อํ่า เพราะท่านเคยอยู่จําพรรษาร่วมกัน

ท่านกําหนดจิตตรวจดูพระเณร

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านจะเข้มงวดกวดขันให้พระเณรปฏิบัติภาวนา ท่านจะนั่ง กําหนดจิตตรวจดูพระเณรที่อยู่กับท่าน โดยครูบาอาจารย์ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ครูอาจารย์พรหมท่านไม่ได้เดินตรวจพระเณรตามกุฏิ ท่านนั่งกําหนดจิตที่กุฏิของท่าน ท่านก็รู้จักหมด เป็นเรื่องอัศจรรย์อยู่นะ เราก็เหลือเชื่ออยู่ ท่านรู้ว่าใครทําอะไรอยู่ มีครั้งหนึ่ง ตอนคํ่า ตอนใกล้จะขึ้นไปกุฏิท่าน เราไปอ่านหนังสือท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ อยู่ป่าบงนู้น ข้างๆ หนองวัดนู้น คํ่าๆ มาไม่มีไฟฟ้า เราก็จุดเทียนอ่าน เราเลยไปจําไปเรียนมา อ่านเอาความรู้ในหนังสือ เอ๊ะ ! ทําไมท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เทศน์ดีจัง 

พอกลางคืนขึ้นไปกราบฟังเทศน์ครูอาจารย์พรหมท่านว่า “เออ ! ไม่ให้ไปเรียนเอา ความจําอารมณ์นั่น” ท่านไม่ให้เรียน ท่านทําไมรู้ว่าเราทําอะไร เอ๊ะ ! ท่านไปรู้ไปเห็นได้อย่างไร อ่านอยู่ตั้งไกล ท่านได้มาเตือน “เรียนตามตัวหนังสือ มันไม่มีวันจบหรอก” ท่านว่า ท่านเตือนอยู่ อันนี้ เราก็เห็นอยู่ ขึ้นไปกุฏิ ไปกราบท่านนะ ท่านพูดเลยนะ “ไปเรียนเอาความรู้ความพูด ในหนังสือนั่นมันความจํา” โอ้ ! ท่านไม่ให้เรียนหนังสือ มันไปเรียนทางนอก ท่านไม่สนับสนุน ท่านให้เรียนละเรียนถอน เรียนให้มันเกิดความรู้ในใจของใครของมัน เรานั้นไม่ได้ ท่านท้วงติงการอ่านหนังสือ เราก็เลยหยุด ทุกสิ่งทุกอย่างท่านให้ปฏิบัติ ให้พิจารณาความจริง ความปรุง ความแต่งของอารมณ์ทั้งหลาย พวกอวิชชาตัณหาไปอย่างนั้นนะ เราจําไม่ค่อยได้หรอกประวัติของท่านนั่น เราไปอยู่นั่น ไอ้เรื่องท่านบอกให้ละให้ถอน ให้ปฏิบัติ ให้ทํา เราจําเอาตรงนั้น”

ส่วนเณรสมัยหลวงปู่พรหม ส่วนใหญ่มีแต่ขี้กลากขึ้นทั้งนั้น มีเณรใหญ่องค์หนึ่งขี้กลากขึ้น เต็มตัว ตัวนี้มีนํ้าเหลืองไหล สมัยนั้นขี้กลากยังมี หลวงปู่พรหมท่านบอกว่า “มันต้องทําผิดอะไร สักอย่าง” แต่ก่อนทําผิด แม้ทําผิดนิดๆ หน่อยๆ ขี้กลากขึ้นเลย เณรคงแอบกินอะไรนอกเวลา เป็นเรื่องแปลกมาก สมัยก่อนขี้กลากเยอะ แต่ปัจจุบันไม่รู้หายไปไหน แม้แต่หนังสือต่างๆ ใบลานวางตํ่าๆ ไม่ได้ ไปเดินข้ามหนังสือ ขี้กลากขึ้นเลย 

ท่านไม่เคยขาดการบิณฑบาต

การบิณฑบาตด้วยลําแข้งเท้าเปล่า ถือเป็นกิจวัตรอันสําคัญอย่างหนึ่งของพระภิกษุสงฆ์ ในบวรพระพุทธศาสนา และถือเป็นปฏิปทาสําคัญอย่างหนึ่งของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระ– อาจารย์มั่น หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านก็ได้ดําเนินตามอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ปีนั้นแม้ท่านอายุจะครบ ๘๐ ปีแล้ว ท่านยังออกเดินบิณฑบาตทุกเช้า ไม่เคยขาด เว้นแต่ไม่ฉัน ท่านบิณฑบาต จนวันสุดท้ายก่อนวันมรณภาพ ดังนั้น การบิณฑบาตของหลวงปู่พรหม จึงถือเป็นคติธรรมอันลํ้าเลิศให้พระศิษย์รุ่นหลังดําเนินตามได้เป็นอย่างดี

ตอนเช้ามาหลวงปู่พรหมท่านพาพระเณรออกเดินบิณฑบาตใกล้ๆ ที่วัดผดุงธรรม ซึ่งห่างจากวัดประสิทธิธรรมเพียงถนนคั่นกลาง ท่านไม่ได้บิณฑบาตไกลๆ เหมือนแต่ก่อน ซึ่งเดินรอบ ๓ หมู่บ้าน คือ บ้านดงสวรรค์ บ้านดงสง่า และบ้านดงเย็น รวมระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร โดยเริ่มจากบ้านดงสวรรค์ ซึ่งก็อยู่หน้าวัดประสิทธิธรรม ไปบ้านดงสง่า แล้วก็มาบ้านดงเย็น คือ ที่ตลาดในปัจจุบันนี้ ซึ่งแต่ก่อนนี้เป็นหมู่บ้านเดียวกัน 

ส่วนสาเหตุที่ท่านบิณฑบาตตรงวัดผดุงธรรมหรือวัดในนี้ หลวงปู่พรหมท่านมีนโยบายว่า ท่านจะรักษาวัดนี้ เพราะวัดไม่มีพระอยู่ รกร้างได้พรรษาสองพรรษาแล้ว เพราะตอนนั้นหลวงปู่บุญ และพระที่อยู่วัดนี้ บางองค์ก็มรณภาพ และบางองค์ก็สึกออกไป ก็เลยไม่มีพระอยู่ หลวงปู่พรหมท่านก็เลยต้องมาดูแล เพราะวัดผดุงธรรมนี่เป็นวัดที่ท่านตั้งเป็นองค์แรก ดังนั้น ก่อนที่จะบิณฑบาตในตอนเช้า ท่านจึงบอกให้ญาติโยมที่จะใส่บาตรไปรวมกันที่วัดผดุงธรรม ให้ชาวบ้านเอาปิ่นโต หม้อกับข้าวและกระติ๊บข้าวไปวางไว้ เสร็จแล้วก็ไปช่วยกันทําความสะอาดปัดกวาดตาดดายหญ้า พอประมาณเจ็ดโมงครึ่ง พระก็จะออกมาเคาะระฆัง แล้วก็ออกมาพร้อมกับหลวงปู่ มาครองผ้าจีวรกันที่วัดนี้ พอญาติโยมได้ยินเสียงระฆังก็วางเครื่องไม้เครื่องมือ ล้างไม้ล้างมือแล้วมาเข้าแถว หลวงปู่ก็พาพระเณรเดินบิณฑบาต 

ช่วงนั้นหลวงปู่พรหมท่านแบ่งพระมาอยู่วัดผดุงธรรมแล้ว ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่วัดประสิทธิธรรม ที่วัดประสิทธิธรรม หลวงปู่ท่านก็ให้ญาติโยมมาทําข้อวัตรก่อนเช่นเดียวกับวัดผดุงธรรม เมื่อท่านกลับมาฉันเช้าที่ศาลากลางนํ้า วัดประสิทธิธรรม ซึ่งแต่ก่อนเป็นศาลาไม้ ญาติโยมก็ตามมาทําวัตรสวดมนต์เช้า พอประเคนอาหารเสร็จ พระก็ฉันจังหันไป ญาติโยมก็สวดมนต์ไป สวดมนต์เสร็จก็ แยกย้ายกินข้าว เป็นอาหารที่เหลือจากพระ เณร แม่ชี ตักแบ่งไว้แล้ว ญาติโยมก็มาแบ่งๆ กันกิน มีอะไรก็กินกัน พอฉันเสร็จก็ล้างบาตร ล้างอะไรอยู่ตรงศาลา แต่ก่อนล้างตรงนั้น 

สําหรับเรื่องอาหารขบฉันมีเพียงพอ บ้านดงเย็นขึ้นชื่อว่าอุดมสมบูรณ์มาก ปลาในแม่นํ้ามีจํานวนมาก พื้นที่ก็ไม่แห้งแล้ง มีปีหนึ่งนํ้าท่วม ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๖ – พ.ศ. ๒๔๙๗ นํ้าจากแม่นํ้ามาก ได้ไหลเอ่อท่วมอยู่วันสองวันก็แห้ง ชาวบ้านก็ย้ายวัวย้ายควายขึ้นไปอยู่บ้านดงสง่า หรือบ้านนอก เพราะมันจะมีเนินสูง 

ท่านมีปฏิปทาสั่งงานโดยไม่พูด

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ปฏิปทาในการสั่งงานต่างๆ ภายในวัด หากเคยทํางานกับท่านแล้วและเป็นลักษณะงานเดิมๆ ท่านจะไม่พูด ไม่บอกกล่าวใดๆ แต่ท่านจะนําอุปกรณ์ต่างๆ ไปวางไว้ เป็นสัญลักษณ์ ทําให้พระเณรที่อยู่กับท่านได้มีโอกาสสังเกตและได้ฝึกหัดใช้สติปัญญาพิจารณางานภายนอก ซึ่งเป็นเรื่องหยาบและง่ายกว่าการพิจารณางานภายใน ปฏิปทาเรื่องนี้ของหลวงปู่พรหม ครูบาอาจารย์เล่าสืบต่อกันมา ดังนี้

หลวงปู่พรหมนี่ปฏิปทาท่านไม่เหมือนองค์อื่น เวลาท่านจะสั่งพระเณรทํางานในวัด ท่านจะเอาอุปกรณ์ไปวางไว้โดยไม่พูด เช่น ถ้าต้องการดิน ท่านมอบให้ใครทํา ท่านจะเอาจอบและบุ้งกี๋ ไปวางไว้ แล้วก็เดินไปเลย โดยไม่ได้สั่งอะไร ถ้าต้องการดายหญ้า ท่านจะเอาจอบเอาเสียมไปวางไว้ ถ้าอยากได้ไม้นี่ ท่านก็จะเอามีดไปวางไว้ ลูกศิษย์จะต้องเข้าใจเอง ท่านไม่บอก นิสัยท่าน “ไม้โว้ย ! ฟันไม้ให้หน่อย ตัดไม้” ท่านไม่พูด ท่านไปวางอุปกรณ์ไว้ ถ้าต้องการหลุมปลูกต้นไม้นี่ ท่านก็เอาถุงไปจองไว้ตรงหลุมปลูก แล้วก็เอาต้นไม้ไปวางไว้ ท่านก็ให้พระเณรทําเอง ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ท่านจะเตรียมให้หมด แต่ส่วนมากลูกศิษย์ ถ้าอยู่กับท่านจะรู้ ถ้าท่านอื่นที่ไม่เคยอยู่กับท่าน เขาไม่รู้จักหรอก”

พระเณรกลัวหลวงปู่พรหม

หลวงปู่พรหม ขณะอยู่วัดประสิทธิธรรม มีแต่คนกลัวท่าน ไม่ค่อยมีใครกล้าถาม นอกจากท่านจะเล่า เวลาท่านจะใช้งานอะไร ท่านจะพูดคําเดียว ตอนมาสร้างวัดตรงนี้ หลวงปู่ท่านให้พระดํานํ้าตัดขอนไม้ที่จมอยู่ในนํ้าขึ้นมาทํากุฏิ พระก็กลัวปลิง พอดําลงไป กลัวปลิงก็โผล่ขึ้นมา หลวงปู่ก็ดุ “ดําลงไปใหม่ ตัดให้ขาด” โหย ! กลัวปลิงขนาดไหน กลัวหลวงปู่มากกว่า หลวงปู่ยืนอยู่ข้างบน เณรโผล่ขึ้นมา หลวงปู่ดุ “ดําลงไปใหม่” ไปดึงเลื่อย ใจจะขาดก็โผล่ขึ้นมา ทั้งปลิงก็ยั้วเยี้ยไปหมด เฮ้อ ! ยกขอนไม้ก็เหมือนกัน ถ้าเข้าไปมากๆ ยกหลายคนมันไม่ขึ้น หลวงปู่ให้ออกครึ่งหนึ่ง “มันมากเกิน มันเกี่ยงกัน” ท่านว่า ท่านมีนิสัยเด็ดขาดมาก ถึงมีแต่คนกลัวท่าน 

ท่านประหยัดมัธยัสถ์และดัดแปลงทําของใช้เอง

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านรักษาปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ท่านพาพระเณรย้อมผ้า ด้วยแก่นขนุน ส่วนบาตรใช้บาตรเหล็ก มีการบ่มบาตร เพื่อไม่ให้เป็นสนิม สําหรับของใช้ท่านมีปฏิปทาประหยัดมัธยัสถ์อย่างเด่นชัด และด้วยความที่ท่านเคยเป็นช่างทําเกวียน ท่านจึงชอบ ดัดแปลงทําของใช้เอง ดังนี้ 

“สมัยก่อนไม้กวาดหลวงปู่พรหมท่านทําใช้เอง ท่านเอาต้นเม็กมาทําด้ามไม้กวาด เครื่องไม้ เครื่องมือก็ไม่มี ความเพียรของท่าน ไม้เม็กมันคดมันงอ ท่านเหลาอยู่องค์เดียว ท่านเอามีดอีโต้ ตัดโคนตัดปลายออก ต้นเม็กต้นใหญ่ๆ ต้องค่อยๆ ถากออกมา เอามาทําด้ามไม้กวาดได้แค่ ๒ ด้าม แล้วก็เอาเปลือกมะพร้าวมาฉีกๆๆ เป็นเส้นๆ คล้ายดอกหญ้า แล้วเอาหวายมาถักเป็นไม้กวาด ใช้เวลาทํา ๓ – ๔ วันกว่าจะเสร็จ ขณะท่านทําไม้กวาด ท่านบอกพระศิษย์ว่า “ไม่ต้องมาสนใจข่อย (เรา) ดอก แต่ว่าสูเจ้าทํางานของเจ้าไป ข่อยก็จะทํางานของข่อย” พวกพระเณรก็ไปขุดสระ 

รถเข็น ๒ ล้อ หลวงปู่พรหมท่านประยุกต์ทําขึ้นเอง โดยใช้ไม้เนื้อแข็งไม้เต็งไม้รังแถวนั้นทํา ล้อและดุมแกนล้อก็ใช้ไม้ทํา ด้ามจับต่อขึ้นมาสําหรับเข็นก็ใช้ไม้ รถเข็นนี้ใช้สําหรับขนดินและ เครื่องใช้ของสอย เช่น ใช้ทําฝาย ขนดินได้ประมาณไม่เกิน ๒ บุ้งกี๋ พอใช้งานเสียงมันดังเอี๊ยดอ๊าดๆๆ มันดังมากๆ บางทีท่านก็บอกว่า “เอาไปจุ่มนํ้าบ้างดิ” จุ่มนํ้าแล้วมันไม่ดัง แต่มันฝืด บางทีท่านก็ให้เณรไปเอานํ้าตาเทียนที่เขาจุดเทียนอยู่ข้างโบสถ์มาใส่ดุมใส่เพลาแทนนํ้ามันหล่อลื่น

ผ้าเหลือง เศษผ้าจีวรเก่าๆ ท่านก็เอาไปถักทําเป็นผ้าเช็ดเท้า เอาไม้ไผ่มาทําเป็นซี่ๆๆ เหลาแล้วก็เอาหวายถัก นอกจากเอาเศษผ้าแล้วก็เอากาบมะพร้าวมาทําที่เช็ดเท้า หลวงปู่พรหมท่านเห็นทุกอย่างมีคุณค่า แล้วที่ท่านพาทําอีก สมัยนี้เขาเรียกว่าชักโครกมีที่ฉีดล้างก้น สมัยก่อนท่านก็มี ท่านใช้ไม้ไผ่ปล้องยาวประมาณเท่าแขนมาทํา โดยปลายด้านหนึ่งผ่าเป็นรางให้เรียวแล้วนํามาเหลา จนเกลี้ยง ตรงปล้องบนส่วนที่ติดกับปลายด้านที่เหลาก็เจาะเอาไว้กรอกนํ้า แล้วก็ตั้งไว้ข้างๆ ส้วม สมัยก่อนไม่มีชักโครก ส้วมไม่มีถัง ไม่มีอะไร ถ่ายลงไปก็มองเห็นแล้ว พอถ่ายเสร็จก็เอาตัวนี้จับล้าง นํ้าตรงนี้มันก็จะไหลออกมารับกับก้นพอดี สมัยนั้นไม่มีทิชชู ท่านก็เอาผ้าเหลืองถักใส่ไม้ไผ่เช็ดก้นหรือที่เรียกว่า ไม้ปั่นดาก ใช้แล้วก็ทําความสะอาดนํามาแขวนไว้ให้มันแห้ง ๓ – ๔ วันเอามา ตากแดด หรือวันไหนมันชื้นมากๆ ก็เอามาตากแดด ถ่ายเสร็จ ล้างเสร็จ ต้องกรอกนํ้าให้เต็มแล้วเอาไปตั้งไว้เหมือนเดิม 

การเอาของเก่ามาใช้ประโยชน์ก็เป็นที่ยอมรับ หลวงปู่พรหมท่านประหยัดมัธยัสถ์ทุกสิ่ง ทุกอย่าง เรื่องตะปู ตะปูเก่าๆ งอๆ ท่านไม่ทิ้งเลย บางทีก็เอาตะปูเก่าๆ ไปแช่นํ้ามันยาง นํ้ามันก๊าด ฯลฯ ตะปูงอๆ ท่านดัดเอามาใช้หมด บางทีไม่มีตะปูใช้ ท่านก็ตัดลวดใช้แทนตะปู เสารั้วช่วงนั้นก็มีลวดหนาม มันเป็นขดๆ มันมีลวดที่รัดลวดหนามซึ่งมันหนากว่า ท่านก็เอาลวดที่รัดลวดหนามมาตัด เป็นท่อนๆ ยาวพอๆ กับตะปู ๒ – ๓ นิ้ว มีดอีโต้ของท่านใหญ่และคมมาก ท่านลับทุกวัน เอามา สับลวด สับเฉียงๆ หน่อยหนึ่งให้มันแหลมด้านหนึ่ง สับโป๊กตรง สับเป๊กแหลม 

ตอกตะปู ท่านไม่ให้หลายดอก ท่านให้ดอกเดียว เอาจนเข้าให้ได้ จะคดจะงอยังไงต้องดัด ท่านทําของใช้ง่ายๆ ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไร หาเหล็กเส้นที่พอจะตีเป็นตะปูได้ เช่น เหล็กที่เขาใช้หิ้วกระป๋องนํ้าบ้าง มาดัด ดัดแล้วก็ตี เผาไฟให้ปลายมันแหลมๆ ก็ไปตอก พอมันจะเข้าไปมิดก็พับหัวไว้นิดหนึ่งแทนหมวกมัน สะพานที่เอาไม้ท่อนซุงเป็นท่อนๆ มาทํา ขอนมันยาวก็เอาเหล็กยาวๆ ที่เป็นเหล็กเส้นมาเผาไฟตีปลาย ทําให้แหลมแล้วก็ตีเข้าไปเป็นสลัก ท่านจะใช้ของที่คนอื่นไม่คิดว่าจะใช้ได้ ท่านทําใช้ได้ ทําสะพานข้ามลําห้วยใหญ่ๆ ท่านทำได้หมด อย่างคนโบราณท่านมีปัญญา ถ้าเป็นคนสมัยนี้คงไม่มีปัญญาทําหรอก อันนั้นธรรมชาติมันสอนท่าน ให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า 

ตอนตอกตะปู ก็มีเรื่องอภินิหาร ท่านมีฤทธิ์ คือมีไม้เต็งเก่ามาก มันแข็งยิ่งกว่าหิน ท่านไปตอกโป๊กๆๆ ตะปูมันยาวประมาณสามนิ้ว ครึ่งหนึ่งมันเข้าไป ทีนี้ตอกไปตอกมาไม้มันแข็ง ตะปูเหล็กมันอ่อน โป๊ก… มันทนค้อนไม่ไหว มันก็งอพับเสียบลงหัวแม่มือ “อุ๊ย !” ท่านอุบ “โดนนิ้วมือเอาออกไม่ได้” นิ้วท่านก็คาอยู่อย่างนั้นเลือดไหล พระศิษย์ก็วิ่งเข้าไปเอาค้อนงัดออกมา เข้าไปลึก มันทะลุข้างๆ เล็บเข้าไป น่าจะเจ็บปวดมาก พองัดออกมาปุ๊บ ท่านว่า “หือ… มันบ่แม่นของเฮา มันเป็น หยังไม่เข้าไม้” (หือ… มันไม่ใช่ของเรา มันทําไมไม่เข้าไปในเนื้อไม้) ท่านพ่นนํ้าลายใส่พรวดๆ เลือดไหลๆ หยุดเลย เหมือนการคัดห้ามเลือด สมัยก่อนไม่มีพลาสเตอร์ ท่านก็ใช้ชายผ้าเหลืองพันแผล ไม่ได้ทายา เป่าพรวดๆ ทํางานต่อไป ท่านอดทนมาก ถ้าเป็นคนทั่วไปคงทิ้งงานไปแล้ว 

สําหรับกระโถน สบู่ แฟ้บผงซักฟอกสมัยนั้นมีแล้ว พวกแปรงสีฟันนี่ไม่ใช้ ใช้ไม้เจีย พระเณร ทํากันเอง พอจะเข้าพรรษาก็เอาไปกราบคารวะครูบาอาจารย์ นอกจากนี้หลวงปู่พรหมท่านบังสุกุลโลงศพเอามาทําประโยชน์ คือท่านไม่ให้เผาโลงศพ ให้เอาแต่ศพซึ่งมีเสื่อพันไว้เอาขึ้นกองฟอนเผา กุฏิบางกุฏิเกือบทั้งหลังเอาฝาโลงศพไปทําฝาผนัง มันก็มีกระดาษเงิน กระดาษทองติด สีเขียว สีแดง สีเหลืองอะไรเต็มไปหมด ทางอีสานเรียกกระดาษจิดจี่ พระบางองค์เห็นแล้วก็ไม่กล้าเข้าไปนอน

สําหรับการรักษาเสนาสนะ การป้องกันปลวก หลวงปู่พรหมท่านก็เอาปูนซีเมนต์ไปหล่อเสา เช่น ศาลาเสา ๕๐ ต้น เป็นเสาเหลี่ยมยาว ๖ เมตร ท่านเอาปูนซีเมนต์ไปโบกหล่อ ด้านล่างก็ทําเป็นแอ่งขึ้นมาเหมือนชามใส่ตู้กับข้าว เอานํ้าใส่ไว้ไม่ให้ปลวกมดขึ้น พอปลวกมดมาเจอนํ้า มันก็เข้าไม่ได้ มันจะต้องข้ามนํ้าไปถึงจะไต่เสาได้ ท่านทําทุกต้นเสาและทําแทบทุกกุฏิ เป็นภูมิปัญญาของท่าน กุฏิบางทีท่านก็เอาผ้าเหลืองที่เลิกใช้แล้วนี่ชุบนํ้ามันยางแล้วก็ไปพันเสาไว้ไม่ให้ปลวกขึ้น สมัยก่อน ต้นยางที่วัดมีมาก ก็ไปเจาะเป็นหลุมเข้าไปข้างใน นํ้ามันยางจะหยดไหลออกมาก็เอาเศษผ้าไปซับ พวกเศษผ้านี่ท่านไม่ทิ้งเปล่า ท่านเอามาทําประโยชน์หมด”

ท่านปลงผมเอง – ฉันหมากวันละ ๓๐ คํา

สาเหตุที่พระไปแย่งกันสรงนํ้าหลวงปู่พรหม 

๑. อยากได้ฟันของท่านที่หลุดออกมา 

๒. อยากได้เส้นเกศาที่ท่านเพิ่งปลงออก

หลวงปู่พรหมท่านจะปลงผมเอง ถ้าท่านปลงผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าท่านอยากให้เส้นเกศาใคร ถึงได้เห็น “อ้าว ! พระองค์นี้ เส้นผมนี้ให้” ถ้าท่านไม่ให้เห็นเส้นเกศา จะไม่มีองค์ไหน เห็นเลย อยู่ในวัด ไม่มีพระองค์ไหนได้เห็นเส้นเกศาท่านเลย ไม่รู้ว่าท่านเอาไปไว้ไหน 

หลวงปู่พรหม ตอนฉันจังหันเสร็จ ท่านชอบฉันหมาก ฉันแล้วก็คุย ส่วนบุหรี่ ท่านไม่ค่อยสูบ ท่านฉันหมากเป็นปรกติ ท่านเคี้ยวหมากเก่ง วันละ ๓๐ คํา ทั้งพระทั้งเณรช่วยกันตําวันละ ๓๐ คํา ตําเป็นคําๆ ตําใส่ครกตําหมาก ใส่หมากดิบ แก่นคูน ใส่พลู ใส่ปูน ตําเสร็จแล้วก็ใส่ผ้าไปถวายให้ ท่านฉัน พอท่านชราภาพ ตอนท่านเทศน์ ท่านถึงไม่เคี้ยวหมาก ยาก็ไม่สูบ

ท่านมีนิสัยขยันและทําให้ดูเป็นตัวอย่าง

สมัยหลวงปู่พรหมท่านยังมีชีวิตอยู่ พระเณรจําพรรษากับท่านไม่มาก ตอนหลังมาพระเณรมากขึ้น สมัยก่อนบ้านดงเย็นเป็นบ้านป่า การคมนาคมไม่สะดวก หลวงปู่นิสัยท่านขยัน ไม่อยู่นิ่งไม่อยู่เฉยๆ พ่อตู้สีโทเป็นช่างทําเกวียน บางวันก็นั่งทํางานอยู่ ถ้ามีคนไปบอกว่าหลวงปู่เรียก ก็รีบเข้าไปวัดทันที ไปทําธุระให้หลวงปู่ ถ้าหมดหน้าธุระจริงๆ หลวงปู่จะพาเข้าป่าไปหาไม้มาซ่อมกุฏิ ศาลา ไม้ต้นไหนที่มันเหมาะพอเอาลงแล้วก็ตัด พ่อตู้สีโทก็จะเป็นคนเอาเหล็กแผ่นตีไม้ออกให้เป็นแผ่นๆ ใช้ค้อนใหญ่ๆ ตีๆ ให้เป็นแผ่นออกมา แล้วหลวงปู่ก็ใช้มีดอีโต้ถากเพื่อจะเอามาหนุนคานกุฏิ หลวงปู่ท่านจะพาทําอยู่ตลอด

สมัยก่อนนี้รอบๆ บริเวณวัดผดุงธรรมและวัดประสิทธิธรรมยังไม่มีบ้านเรือนผู้คน วัดจึง เงียบสงัดมาก ขนาดมีที่นาของชาวบ้านติดกับวัดก็ต้องระวังไม่ให้เกิดเสียงดัง ลูกหลานชาวบ้าน กําลังเกี่ยวข้าวแล้วเปิดวิทยุเสียงดังลั่น หลวงปู่ท่านให้ไปเตือน ไม่ให้เปิดวิทยุเสียงดัง ปัจจุบันรอบๆ วัดเจริญหมดแล้ว เต็มไปด้วยบ้านเรือนผู้คน 

สภาพวัดมันเป็นที่ลุ่ม ในช่วงฤดูฝนนํ้าหลากไหลแรงมาก ที่ตรงนี้หลวงปู่พรหมท่านก็มา กั้นคลอง กั้นอะไรตรงนี้ให้เก็บกักนํ้าไว้ คูที่กั้นนํ้าไว้เอาไม่อยู่ คูขาด หลวงปู่ท่านก็พาซ่อมขุดดิน ถมคูนํ้า ตอนแรกท่านมีโครงการจะกักเก็บนํ้าไว้ให้ชาวบ้านเขาทํานา ท่านก็ขุดคลองอ้อมไปทางนู้น ขุดไปไกลเกือบจะถึงหมู่บ้านแล้ว ให้ชาวบ้านมาขุดทุกวันๆ แล้วก็มีคลองเส้นหนึ่ง ท่านก็ขุดลัดเพื่อระบายนํ้าก่อน ขุดมาหน้าวิหารนี้จะเอาลงนี้ พอหน้านํ้ามา คลองมันพัง ท่านก็เลยมองอู้ฮู้ ! ไม่ไหว แบบนี้ มันจะทําให้ชาวบ้านเดือดร้อน ถ้ามันผ่ากลางหมู่บ้านไปนี้เรียกว่า มันจะเป็นลําห้วยใหญ่เลย ท่านก็เลยหยุด 

ทุกวันนี้ก็ยังเป็นรูปลําคลองอยู่ เลยเมรุไปนี่จะเป็นลําคลองในป่า ท่านก็เลยเปลี่ยนใหม่ มาขุดอ้อม อ้อมมาด้านนี้ อ้อมลงลําห้วยเดิมไป สภาพพื้นที่ของวัดนํ้ามันหลากมาระบายไม่ทัน นํ้าจะท่วมทุกปี พอหลวงปู่ท่านมาอยู่ตรงนี้ ท่านก็ทําเท่าที่ท่านทําได้ ส่วนมากก็ช่วยชาวบ้าน ถ้าสะพานขาด ท่านก็ไปซ่อม ถนนขาด ท่านก็ไปซ่อมอะไรอย่างนั้น นิสัยท่านจะเป็นแบบนั้น ท่านจะทําให้ชาวบ้านเห็นเป็นตัวอย่าง 

มีเรื่องเล่าขุดดินถมคลองในวันพระ ญาติโยมที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เล่าไว้ดังนี้

หลวงปู่พรหมท่านฉลาด ท่านบอกให้ญาติโยมขุดดินถมคลองกั้นทางนํ้าไหล ญาติโยมก็ไปช่วยกัน ก็พากันมาขุดดินถมคลอง พอดีวันนั้นเป็นวันพระ เขามารักษาศีลกัน พอเขาขุดดินก็ไปเจอปลวก เขาบอกว่า “ทําต่อไปไม่ได้หรอก ขุดไปเจอปลวก กลัวขุดไปถูกตัวมัน ไปฆ่ามันแล้ว มันจะ เป็นบาปเป็นกรรม” ก็เลยพากันหยุดทํา หลวงปู่อยู่ที่กุฏิ แต่ท่านรู้ดีอยู่แล้ว ท่านเลยเดินมาถาม หลวงปู่ว่า “มันเป็นอะไร ?” เขาว่า “ปลวกมันจะตาย” “เอ้า ! ไม่ได้ฆ่าปลวก ก็เราถมคลองๆ ทําได้เลย เราไม่ได้แกล้ง ไม่ได้เจตนา” ญาติโยมที่มาวัดจึงยอมกลับไปขุดดินถมคลองนํ้าจนเสร็จ”

ท่านชอบทํางาน

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านบรรลุธรรมขั้นสูงสุดแล้ว ท่านมีปฏิปทาหนึ่งที่โดดเด่นชัดเจน คือ ท่านชอบทํางาน งานก่องานสร้าง งานไม้ งานปูน งานปั้น ฯลฯ สําหรับการมาพักประจําที่บ้านดงเย็นขององค์หลวงปู่พรหมนั้น ท่านได้สร้างผลงานทางด้านถาวรวัตถุไว้มากมาย ดังนี้

วัดผดุงธรรม สร้างกุฏิ ศาลา พระอุโบสถด้วยไม้ทั้งหลัง และปั้นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่เพื่อเป็นพระประธาน

วัดประสิทธิธรรม สร้างถาวรวัตถุขึ้นภายในวัดเป็นจํานวนมาก เช่น สร้างกุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ พระประธานปางมารวิชัย ๑ องค์ บ่อนํ้าภายในวัดและนอกวัด สร้างฝายกั้นนํ้า พาญาติโยมทําถนนหนทาง สร้างโรงเรียนประชาบาลบ้านดงเย็น และสร้างสะพานข้ามลํานํ้า สงคราม เป็นสาธารณประโยชน์ไว้มากมาย

นอกจากท่านได้สร้างและอยู่จําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็นแล้ว ท่านยังได้ทํา ประโยชน์แก่ชุมชนใกล้เคียง ทั้งทางวัดและทางบ้าน

บางปีท่านจําพรรษาที่วัดศรีโพนสูง บ้านถ่อน ตําบลโพนสูง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านซ่อมพระพุทธรูปใหญ่ ๑ องค์ ซึ่งในสมัยนั้นใหญ่ที่สุดในอําเภอสว่างแดนดิน พร้อมสร้างวิหาร และสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิ ๑ องค์ สร้างโบสถ์ ศาลาการเปรียญ กุฎี และสะพานข้ามทุ่งนา นอกจากนี้ท่านยังซื้อที่ดินแปลงหนึ่งประมาณเกือบไร่ ในราคา ๓๐๐ บาท

บางปี จําพรรษาที่วัดตาลนิมิตร บ้านตาล ตําบลโคกสี อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นมาตุภูมิของท่าน สร้างกุฎี วิหาร พระพุทธรูปปางสมาธิ ๑ องค์ ต่อมาสงฆ์ได้พากันผูกเป็นพัทธสีมาใช้ในสังฆกรรมจนกระทั่งปัจจุบันนี้

สร้างศาลาให้กับวัดป่าบ้านดงดารา (วัดสมประสงค์) บ้านดงดารา ตําบลอ้อมกอ อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี และบุกเบิกทําถนนจากบ้านดงเย็นไปบ้านดงดารา

นับว่าท่านบําเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์คนอื่นได้สมบูรณ์ยิ่ง ยากที่ผู้อื่นจะทําได้ เหมือนอย่างท่าน จึงเป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาของผู้มุ่งประโยชน์สุขโดยทั่วไป

การสร้างวัดในช่วงบั้นปลายของหลวงปู่พรหม จะมีหลักฐานสําคัญ คือ การปั้นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ นอกจากนี้ท่านยังไปสร้างพระพุทธรูปตามที่หลวงปู่สารณ์ ซึ่งเป็นอาจารย์องค์แรกของท่าน นิมนต์ท่านไปช่วยสร้าง ที่วัดภูเก้า ตาดโตน อําเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลําภู ปัจจุบัน พระพุทธรูปชํารุด ทางวัดได้บูรณะพระพุทธรูปองค์นี้โดยสร้างองค์ใหม่ครอบหุ้มองค์เดิม

มีเรื่องเล่ากันว่า ขณะหลวงปู่พรหมปั้นหรือฉาบปูนพระพุทธรูป ถ้าปูนยังไม่แห้งดี ท่านจะไปเดินจงกรมก่อนแล้วค่อยมาทําต่อ นับว่าท่านมีความเพียรอุตสาหะอย่างมากทีเดียว

ท่านพาทํากฐิน

วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น งานบุญเผวส บุญเดือน ๔ ก็จะไม่มี เป็นงานบุญประทายข้าวเปลือกแทน หลวงปู่พรหมท่านไม่พาทําบุญเผวส ท่านปรารภว่า “เผวสมันต้องมีเครื่องครบ บริขาร บริวารเยอะ ทําทําไม ทําแล้วมึงก็ไม่ได้บุญหรอก” แต่กฐินท่านพาทํา เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจะพาทํากฐินทุกปี 

ก่อนวันกฐินก็มีพิธีสมโภชน์กฐินในหมู่บ้าน หลวงปู่พรหมท่านไม่ได้ไป ช่วงนั้นท่านจะไม่รับกิจนิมนต์ในหมู่บ้านเลย ท่านให้พระศิษย์ไปสวดให้ญาติโยม โดยตอนเย็นสวดปริตรมงคลที่องค์กฐิน มีหลวงปู่ลี วัดเหวลึก หลวงปู่สุภาพ วัดบ้านโคกคอน พร้อมด้วยพระศิษย์ ฯลฯ ไปสวด เช้าแล้วญาติโยมก็ขนบริวารกฐินเข้ามาวัด หลังจากนั้นเขาจะมีมหรสพอะไรก็แล้วแต่ ทางวัดนี่ไม่เกี่ยว 

วันทอดกฐินปี พ.ศ. ๒๕๑๑ นับเป็นกฐินปีสุดท้ายของหลวงปู่พรหม ในงานกฐินมีญาติโยมมาร่วมงานกันมากหลายร้อยคน มากันเกือบทั้งหมู่บ้าน ศาลาเสา ๕๐ ต้น ซึ่งเป็นศาลาหลังใหญ่ ญาติโยมนั่งกันเกือบเต็มศาลา เพราะว่าตอนสวดกฐินรับกฐินนี่เป็นพิธีที่เรียบง่ายแต่ดูศักดิ์สิทธิ์ ใครๆ เขาก็อยากจะมาเห็นมาฟังสวดกัน เพราะเหมือนได้อานิสงส์เห็นๆ กฐินปีสุดท้ายนี้หลวงปู่ท่านไม่ได้เทศน์ ปรกติฉันเช้าเสร็จแล้ว ญาติโยมก็มาพร้อมกันทอดกฐินง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง และไม่มีมหรสพใดๆ สมัยนั้นวัดยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีเครื่องเสียง และวัดก็เงียบมาก สวดกฐินก็สวดปากเปล่าเสียงดังได้ยินกันทั่วทั้งศาลา เมื่อเสร็จพิธีกฐิน ชาวบ้านก็ช่วยกันล้างถ้วยล้างจาน เก็บข้าวเก็บของ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนพระท่านก็ไปทําการตัดเย็บย้อมผ้าให้เสร็จภายในวันนั้น

นอกจากท่านพาทํากฐินที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็นแล้ว ท่านจะพาไปทําบ้านอื่นๆ ด้วย เช่น วัดป่าบ้านดงดารา ท่านก็พาไปทํากฐิน 

ท่านเมตตาเด็กๆ

ตามปรกติทั่วๆ ไป เรามักพบเห็นว่าหลวงปู่ ครูบาอาจารย์และพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย มักมี ความเมตตาต่อเด็กๆ เป็นพิเศษ และเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ส่งเสริมให้เด็กเข้าวัดและใกล้ชิด พระศาสนา เราจะพบเห็นตัวอย่างทั่วไป ทั้งในเมืองและในชนบท

สําหรับองค์หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านก็เมตตาต่อเด็กเป็นอย่างมาก จากที่ผ่านมา เช่น ท่านได้สอนวิธีปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ตลอดจนชักชวนให้บวช อนุญาตให้เด็กเด็ดมะม่วงในวัด ไปกินที่บ้านบ้าง คุณครูคําฟอง วงษ์ประชุม ศิษย์อุปัฏฐากใกล้ชิดอีกท่านหนึ่ง ได้เล่าถึงคําพูดของหลวงปู่พรหม ที่แสดงความเมตตาต่อเด็กๆ ในหมู่บ้าน ว่า

หลวงปู่ท่านมีความเอ็นดูเด็กๆ มาก หลวงปู่ท่านไม่เคยดุด่าผู้ใดเลย มีแต่แนะนําว่าให้พาลูกหลานมาเข้าวัด ไหว้พระ กราบพระ เขาจะได้บุญ และจะได้เป็นอุปนิสัยในภายภาคหน้าด้วย”

มีเรื่องเล่าว่า สมัยหลวงปู่พรหมท่านมาสร้างวัดประสิทธิธรรมใหม่ๆ บรรยากาศภายในวัด เงียบสงัดมาก ชาวบ้านดงเย็นให้ความเคารพเกรงกลัวหลวงปู่กันมาก ถวายจังหันเช้าเสร็จแล้วต่างก็ แยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่กล้าเข้ามาวัดส่งเสียงดังทําลายความสงบภายในวัด เว้นแต่มีงานการ ภายในวัด เช่น ทํากุฏิ ศาลา ฝาย เป็นต้น และชาวบ้านต่างก็เกรงว่าลูกหลานเด็กเล็กจะพากันไปวัด เล่นพูดคุยส่งเสียงดังกัน เกรงจะเป็นบาปเป็นกรรม เพราะไปรบกวนการภาวนาของพระเณร จึงห้ามไม่ให้ลูกหลานเด็กเล็กเข้าวัด เมื่อเด็กๆ ตามพ่อแม่มาวัดในตอนเช้า หลวงปู่จะเมตตาเอ็นดูเด็กๆ มาก ท่านจะลูบหัวเด็กๆ และชวนมาวัด พร้อมแนะนําให้ผู้ใหญ่พาเด็กๆ เข้าวัด หากเด็กๆ ใส่บาตรแต่ลืมถอดรองเท้า ท่านก็จะไม่ดุและไม่สอน แต่ท่านจะปิดฝาบาตรและยืนรอจนเด็กรู้ตัว เมื่อเด็กถอดรองเท้าแล้ว ท่านจึงเปิดฝาบาตรให้เด็กใส่บาตร เด็กๆ บ้านดงเย็นจึงต่างก็รักและ เคารพหลวงปู่กันมาก อยากมาวัดกัน เมื่อโตขึ้นก็บวชเป็นสามเณร และเมื่ออายุครบบวชก็ได้บวชกับหลวงปู่ เป็นพระธุดงคกรรมฐานเช่นเดียวกับหลวงปู่ จนเป็นประเพณีอันดีงามของชาวบ้าน ดงเย็นสืบต่อๆ กันมา

เรื่องการใส่บาตรต้องถอดรองเท้า โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“เราผู้มาทําบุญกับท่าน เราก็มุ่งอรรถมุ่งธรรมมุ่งกุศลจากท่านจากธรรม ทําอย่างไรจึงจะ เป็นบุญเป็นกุศลดังใจหวัง เป็นไงถึงจะถูกอรรถถูกธรรมตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ เช่น พวกทหารเขาจะมาฟังเทศน์ มาใส่บาตร เป็นต้น พวกทหารเขาแต่งชุดทหารมา หรือพวกที่ โพกศีรษะมาด้วยประเพณีของเขาก็ไม่ต้องถอด ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่เสียความเคารพ ทางทหารก็เหมือนกันจะไม่ถอดรองเท้าก็ได้ นอกนั้นถ้าใส่หมวกก็ให้ถอด ใส่รองเท้าก็ให้ถอดเสีย เพื่อความเคารพธรรม เคารพทานของตน เคารพท่านผู้มีศีลซึ่งมีเพศสูงส่งกว่าเรา

การใส่บาตร เป็นการบําเพ็ญคุณงามความดี เป็นการน้อมรับธรรมส่วนกุศลของเราให้ได้ เต็มที่ พร้อมกับเคารพธรรมด้วย เคารพครูบาอาจารย์ที่ท่านมีศีลมีธรรมด้วย เคารพในทานของเรา ด้วย ดังนั้น เราถึงได้บอกให้เข้าใจ เพราะเท้าและรองเท้ามิได้สูงกว่าธรรม พอจะส่งเสริมให้เป็นวัฒนเท้าในเวลาเช่นนั้น บางคนไม่เข้าใจ เพราะไม่เคยมีใครบอก เนื่องจากท่านเหล่านั้นคงเกรงใจญาติโยมมากกว่าเกรงธรรม แต่เราเมื่อมีญาติโยมเข้ามาเพื่อธรรม ทํายังไง ญาติโยมมา มาเพื่ออะไร มาเพื่อความเข้าอกเข้าใจในอรรถในธรรม สิ่งใดที่จะเป็นผลประโยชน์แก่ญาติโยมไม่เป็นความ เสียหาย เราก็บอก เพราะเราเกรงธรรม เรามุ่งต่อธรรมด้วยกันเหมือนประชาชน จึงได้บอกเสมอ

ฉะนั้น จึงควรพากันเข้าใจไว้ ส่วนมากท่านไม่ค่อยบอก เวลาบิณฑบาตท่านเกรงใจ นอกจากเจริญพรและคล้อยไปตามใจคนเสียเป็นส่วนมากต่อมาก ธรรม – ทาน และท่านผู้มีศีลและเพศที่ควร เคารพเลยกลายเป็นธรรมชาติที่ด้อยไปกว่าความเกรงใจกัน นี่เราทั้งหลายเป็นชาวพุทธ มีความเคารพธรรมอย่างฝังใจกว่าความสนใจเคารพเท้า จึงได้เตือนได้บอกโดยธรรมเพื่อเข้าใจทั่วกัน”

ท่านไม่จูงศพ

ปฏิปทาหนึ่งของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ คือ ท่านไม่จูงศพคนตาย และท่านก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องพิธีศพ เช่นเดียวกับกรณีของครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ทั้งหลาย ซึ่ง ท่านจะสอนสานุศิษย์ให้พากันทําความดีตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ครูบาอาจารย์เล่ากันว่า ที่บ้านดงเย็น เมื่อมีคนตายในหมู่บ้าน จะมีพ่อแม่ญาติพี่น้องของคนตายมากราบนิมนต์หลวงปู่ไปสวดศพ ไปสวดกุสลา ธมฺมา หรือไปจูงศพตอนเคลื่อนศพขึ้นสู่เมรุเผา ซึ่งต้องมีพิธีพระสงฆ์จูงนําหน้าศพเวียนรอบ เมรุ ๓ รอบ ตามปรกติหลวงปู่ท่านจะไม่รับกิจนิมนต์งานเหล่านี้ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“กุสลา ธมฺมา แปลว่า ธรรมยังบุคคลให้ฉลาด เราฉลาดเลือกเฟ้นเราเสียตั้งแต่บัดนี้ ตายไป แล้วเราจะสบายไม่ต้องนิมนต์พระมากุสลามาติกาก็ได้ ไม่เห็นอะไร ตามหลักธรรมมีอย่างนั้นนี่ เราไม่ได้อุตริพูดนะ ที่เรียก กุสลา ธมฺมา ที่ท่านสวดมาติกาบังสุกุลทุกวันนี้ไม่ใช่มีมาดั้งเดิม เป็นของ มีมาใหม่ๆ นี้ต่างหาก ท่านนิมนต์พระไปเยี่ยมป่าช้า ไปพิจารณาซากอสุภะในป่าช้า ก็ไปพิจารณา ให้ได้คติตัวอย่าง ว่าเขาก็ตายอย่างนี้ นี่เวลาตายแล้วเป็นอย่างนี้คนเรา นี่เป็นป่าช้าผีตาย ป่าช้า ผีเป็นคือบ้านของคน ป่าช้าผีตายคือป่าช้า เช่น เมรุ หรือเขาตั้งเป็นป่าช้าไว้สําหรับเผาคนฝังคน นั่นเป็นป่าช้าของผีตาย

ป่าช้าผีเป็นก็คือตามบ้านตามเรือนของเรานั่นแล เวลามีชีวิตอยู่ก็เป็นบ้านเป็นเรือน พอตายลงไปแล้วก็เปลี่ยนเป็นป่าช้าในบุคคลคนเดียวนั่นแหละ ท่านให้ไปพิจารณาบังสุกุลอย่างนี้ พิจารณาให้เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม ต่อจากนั้นมาก็ตายแล้วก็ กุสลา ธมฺมา พึ่งมีมานี่นะ ไม่ใช่ว่าใครตายแล้วนิมนต์พระไปกุสลามาติกาให้ได้บุญได้กุศลไปสวรรค์นิพพาน ถ้าอย่างนั้นแล้วพระเองก็จําเป็นอะไรจะต้องไปบวชให้เสียเวลํ่าเวลา ตายแล้วบวชหลวงตาไว้ในบ้านสักองค์หนึ่ง เช่น บ้านแพงเรานี้ ก็บวชไว้เสียองค์หนึ่ง เวลาตายแล้วก็นิมนต์พระหลวงตาองค์นี้ไปกุสลามาติกา ไปสวรรค์ทั้งหมด หมดทั้งบ้านแพงนี่นะ ว่างั้นก็ต้องไปกันหมด ไม่ต้องสร้างบุญสร้างกุศลให้ลําบากลําบนอะไร

แต่นี้มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ท่านจึงสอนให้สร้างความดีเสียตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ธรรมของ พระพุทธเจ้าก็สอนคนเป็น ไม่ได้สอนคนตายแล้วนี่นะ ท่านสอนคนเป็นต่างหาก ตายแล้ว หมดความหมาย อันนี้ก็ตายแล้วหมดความหมายด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจงสร้างความหมาย คือคุณงามความดีไว้สําหรับตนเสียตั้งแต่บัดนี้จะไม่ได้เสียท่าเสียที

ตายล่มตายจมมีดีที่ไหน ตายแล้วไปแบกกองทุกข์มีดีที่ไหน เราเป็นคนไปแบกเอง แต่เราก็กล้าหาญชาญชัยต่อความชั่วช้าลามก ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ทําความชั่วช้าลามกแข่งขันประชันกับ พระพุทธเจ้า ครั้นเวลาตายแล้วไปจมนรกก็คือเรา พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ไปตกนรก ท่านจึงสอน ให้พวกเราได้รู้เรื่องรู้ราวเสียตั้งแต่บัดนี้ ดังที่ท่านว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา เป็นต้น ท่านพูดถึงเรื่องจิตล้วนๆ นี่เป็นนามธรรม จึงเรียกว่า สวดอภิธรรม ยกเรื่องตัวอย่าง มาตั้งแต่พระพุทธเจ้าท่านไปสอนพระมารดาท่านด้วยอภิธรรมทั้งเจ็ดนี้ เราก็เลยยึดอันนั้นมาสวด กุสลา ธมฺมา มาติกานี้ต่างหากนี่นะ ไม่ใช่เป็นคติตัวอย่างอันเป็นหลักเป็นเกณฑ์จริงๆ ที่จะละบาปทําบุญได้ด้วยการได้ยินได้ฟังเสียงกุสลานี้โดยถ่ายเดียว”

ภาค ๑๗ ท่านมีจิตที่แปลกประหลาดน่าอัศจรรย์มาก

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวก นอกจากจิตของท่านจะเป็นดวงจิตที่บริสุทธิ์พุทโธแล้ว ยังเป็นจิตที่แปลกประหลาดน่าอัศจรรย์มาก เป็นจิตที่เหนือ สามัญจิตทั่วไป กล่าวคือ จิตของท่านเป็นอริยจิตที่ทรงความรู้ความเห็นที่ค่อนข้างพิสดารมาก และก็เป็นอริยจิตเช่นเดียวกับพระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาลหลายๆ องค์ ซึ่งเมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านแสดงอํานาจฤทธาศักดานุภาพให้เห็นเป็นประจักษ์ และเป็นสักขีพยานเรื่องคุณวิเศษในทาง พระพุทธศาสนาว่ามีอยู่จริง และจะมีอยู่ตลอดไป หากยังมีผู้ปฏิบัติตามธรรม

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระอรหันต์อีกองค์หนึ่งของพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์มั่น ที่ถึงพร้อมด้วยคุณวิเศษต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนามากมายหลายประการด้วยกัน เช่น เจโตปริยญาณ รู้วาระจิต อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีต อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ ในอนาคต ทิพยโสต หูทิพย์ ทิพยจักษุ ตาทิพย์ และมีวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ บรรดาศิษย์ทั้งหลายที่ ประสบกับเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยตนเองต่างพากันอัศจรรย์ใจ และต่างก็ให้ความเคารพยําเกรงใน องค์ท่านมากยิ่งๆ ขึ้น

ในสมัยที่หลวงปู่พรหมยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ผู้คนเล่าลือกันว่า หลวงปู่พรหมท่านมีอภิญญาจิต สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าและรู้วาระจิตผู้อื่นได้ จนหลวงปู่มั่นท่านบอกกับพระเณรว่า “ถ้าท่านพรหมมา พระเณรต้องระวังตัวนะ ท่านพรหมจะมีความรู้ความเห็นที่พิสดารมาก”

เรื่องราวที่แสดงถึงจิตที่แปลกประหลาดอัศจรรย์ของหลวงปู่พรหมมีมากมาย เป็นเรื่องที่ เหนือเหตุเหนือผล ดังตัวอย่างต่อไปนี้

เรื่องอิทธิฤทธิ์

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ขณะท่านพํานักอยู่ ณ วัดประสิทธิธรรม ท่านได้แสดงอํานาจจิต ของท่านให้ชาวบ้านดงเย็น จนผู้คนต่างพากันเลื่อมใสในคําพูดอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน และเชื่อว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์ เรื่องนกเป็ดนํ้าที่ท่านสั่งห้ามยิงเป็นเรื่องหนึ่ง ดังนี้

“นกจํานวนมากบินมาอยู่บ้านดงเย็นนี้ มีนกเป็ดนํ้านับเป็นพันๆ ตัว บินเข้ามาอาศัยหากินในเขตวัดประสิทธิธรรม เวลานกมันบิน มันบินไปเป็นหมู่ๆ หมู่ละ ๓๐๐ – ๔๐๐ ตัว จนบริเวณนั้นมืดไปหมด ด้วยวัดเป็นเขตอภัยทาน เป็นสถานที่ปลอดภัยของบรรดาสัตว์ทั้งหลาย และเป็นสถานที่ พระท่านอยู่ปฏิบัติธรรม ต้องการความสงบวิเวกเงียบสงัด หลวงปู่พรหมท่านจึงสั่งไม่ให้ใครมายิงมาฆ่านกเหล่านี้ ท่านบอกว่า “ถ้าใครมาทํานก ตายนะ…”

นกเป็ดนํ้าที่บินมาในวัด ถ้าใครไปฝืนยิง ทีแรกท่านจะปรับตัวละ ๒๐ บาท (ในสมัยก่อนนั้น ถือว่าสูงมาก) ต่อมาเมื่อนกเป็ดนํ้าบินออกไป คนก็ไปแอบยิงข้างนอกวัด ถ้ารู้ ท่านก็จับมาปรับ แล้วต่อมาก็ขึ้นค่าปรับเป็นตัวละ ๕๐ บาท ก็ยังมีคนแอบมาลักยิงอีก 

เหตุการณ์ต่อไปนี้ ทําให้ไม่มีใครกล้ามายิงนกเป็ดนํ้าอีกต่อไป กล่าวคือ ในวันหนึ่งมีคนแอบเอาปืนไปลักลอบยิงนกเป็ดนํ้าอยู่ข้างนอกวัด พอหลวงปู่พรหมท่านได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ท่านคงกําหนดจิตดู ท่านพูดว่า “ดูมัน ดูมัน” เท่านั้น ปรากฏว่าคนยิงนอนกอดปืนอยู่ข้างรั้ววัด ตัวนี้แข็งทื่อ ไปหมดเหมือนท่อนไม้ กระดุกกระดิกไม่ได้ กลับไปบ้านไม่ได้แล้ว อิทธิฤทธิ์ของหลวงปู่ ท่านเพ่ง ปฐวีกสิณังใส่เขา ตัวเขาแข็งเหมือนแผ่นดินเลย ลุกไปไหนมาไหนไม่ได้ เมื่อมีคนมาเห็นเข้า เขาก็ มาวัด มากราบนิมนต์หลวงปู่ไปดู ท่านก็ไปแก้ไขช่วยให้เขาฟื้นขึ้นมา พร้อมทั้งอบรมสั่งสอนไม่ให้เขายิงนกอีก มันเป็นบาปเป็นกรรม ท่านใช้อิทธิฤทธิ์ทําให้ดูเป็นตัวอย่างรายเดียวเท่านั้น พวกมีปืนไม่กล้ามายิงนกเป็ดนํ้าในเขตวัดอีกเลย”

เรื่องภาพถ่าย

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระอริยเจ้าอีกองค์หนึ่งที่มีภาพถ่ายน้อยมาก เท่าที่ ปรากฏมีภาพถ่ายเดี่ยวของหลวงปู่เพียง ๒ ภาพเท่านั้น เป็นภาพถ่ายขาวดํา 

ภาพแรก เป็นภาพหลวงปู่พรหมในอิริยาบถนั่งลืมตา ห่มจีวรพาดด้วยสังฆาฏิ ขาทั้งสอง ซ้อนกันในลักษณะนั่งสมาธิ สําหรับมือทั้งสองวางบนตักทั้งสอง ภาพนี้ถ่ายที่กุฏิของท่านเอง โดยท่านเมตตาให้บันทึกภาพไว้เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๖

ภาพที่ ๒ เป็นภาพหลวงปู่พรหมในอิริยาบถยืน ห่มจีวรไม่มีสังฆาฏิพาดไหล่ 

ภาพถ่ายที่ปรากฏให้อนุชนรุ่นหลังได้เห็นได้กราบไหว้บูชากันนั้น เป็นการบันทึกภาพจาก กล้องถ่ายรูปสมัยก่อน ซึ่งใช้ฟิล์มบันทึกภาพ โดยมีเรื่องราวเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

“คุณครูชาย วงษ์ประชุม ศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งของหลวงปู่พรหม ได้กล้องถ่ายรูปตัวใหม่ มาจากเพื่อนที่เป็นสาธารณสุขอําเภอ คุณครูชายพร้อมด้วยศึกษาธิการอําเภอและนายอําเภอ ตั้งใจจะไปขอถ่ายภาพหลวงปู่พรหม โดยทั้งสามท่านต่างก็นํากล้องถ่ายรูปไปคนละตัว ก่อนจะถ่ายภาพก็แต่งขันธ์ ๕ เพื่อกราบขออนุญาตหลวงปู่ จะขอทําการถ่ายภาพท่าน หลวงปู่ท่านก็รับขันธ์ ๕ แล้วก็วางไว้ โดยไม่พูดอะไร

ทุกคนที่ไปก็ถ่ายภาพหลวงปู่คนละ ๓ ท่า ในท่านั่ง ยืน เดิน ปรากฏว่าเมื่อเอาฟิล์มไปล้าง ปรากฏว่าภาพจากกล้องทั้งสาม ไม่ติดภาพของหลวงปู่เลยแม้แต่ภาพเดียว ภาพที่ล้างออกมาเกิดเป็นสีดําหมด นับเป็นเรื่องที่แปลกและอัศจรรย์มาก ทําให้ทุกคนต่างก็ทึ่งตะลึงตามๆ กัน และเชื่อกันว่าหลวงปู่ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ปรากฏ

เรื่องนี้รู้ไปถึงท่านพระอาจารย์คํามี สุวณฺณสิริ (พระครูศรีภูมานุรักษ์) ว่าคุณครูชายและ คณะไปถ่ายภาพหลวงปู่พรหมแล้วไม่ได้ ท่านพระอาจารย์คํามีก็เลยพาครูชายและช่างภาพไปกราบขออนุญาตถ่ายภาพหลวงปู่ใหม่อีกครั้ง หลวงปู่ท่านก็เมตตาอนุญาต พอถ่ายเสร็จ หลวงปู่ได้พูดกับครูชายว่า “ชายเอ๋ย ! ตัวเราเข้าไปอยู่ในกล้องเขาแล้ว” คุณครูชายดีใจมากที่หลวงปู่พูด เช่นนั้น แสดงว่าการถ่ายภาพครั้งนี้คงจะสําเร็จด้วยดี ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ” 

ดังนั้นในปัจจุบัน ภาพหลวงปู่พรหมเท่าที่ปรากฏให้เห็นทุกวันนี้ จึงมี ๒ ภาพนี้เท่านั้น

เรื่องถ่ายภาพหลวงปู่พรหมแล้วไม่ติดนี้ เป็นที่อัศจรรย์และเป็นที่ฮือฮากันมาก เรื่องเช่นนี้ในวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นก็มีด้วยกันหลายองค์ เช่น กรณีของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ขณะอยู่ที่วัดถํ้าขาม มีช่างภาพไปถ่ายภาพท่าน คิดจะเอาภาพถ่ายไปจําหน่ายเพื่อเอาเงินมาบํารุงวัด ปรากฏว่าเมื่อนําฟิล์มไปล้างก็ไม่ติดภาพท่าน 

เรื่องอัดเสียงหลวงปู่พรหมก็เช่นกัน บางท่านเล่าว่า มีผู้นําเทปไปอัดเสียงท่านเทศน์ โดย ไม่ได้กราบขออนุญาต ปรากฏว่าไม่มีเสียงท่าน ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด ? 

เรื่องญาณหยั่งทราบ

เมื่อหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ไปจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น แต่ท่านสามารถทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านถ่อนได้อย่างอัศจรรย์ราวกับตาเห็น ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้ 

เรื่องแรกควายตาย ขนาดชาวบ้านถ่อนนี่ไปทําควายของนายแก้ว กองแก้ว มัคนายก วัดศรีโพนสูงที่ไปช่วยงานหลวงปู่พรหมที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น ควายตายอยู่บ้านถ่อน ท่านก็บอกได้ ท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านทราบเลยด้วยญาณของท่าน “โอ๋ ! ควายโต (เจ้า) ตาย ล่ะเด้ (นะ) แก้วเอย” ว่างั้น พักเดียวมาทันทีเลย ไปถึงบ้านถ่อน ควายตัวนั้นตายจริงๆ ท่านเก่งขนาดไหน ขนาดอยู่คนละหมู่บ้าน ห่างไกลกันด้วย ท่านบอกได้ ท่านบอกได้ทุกอย่าง

เรื่องเมียตาย เวลาคํ่าประมาณหนึ่งทุ่ม วันหนึ่งเฒ่าคนหนึ่งอยู่บ้านถ่อนนี่ จําชื่อเฒ่าคนนั้นไม่ได้ เหตุการณ์นี้เกิดก่อนการสร้างวัดบ้านถ่อน (วัดศรีโพนสูง) เฒ่าคนนั้นมานิมนต์หลวงปู่พรหม ที่วัดประสิทธิธรรม จะเอาท่านไปชักอนิจจาบังสุกุลให้เมียของเขาตามประเพณีของชาวบ้านถ่อน เขาก็รีบมาเลย มาหาท่าน ไปก็พอดี ท่านว่า “ฮ่วย ! ก็จะไปยังไง เมียโต (เมียเจ้า) ตายแล้ว อยู่บ้าน เขาจะมาตามแล้ว” ท่านว่างั้น พอเขากลับไปถึงบ้าน เมียของเขาก็ตายจริงๆ ท่านเก่ง ขนาดไหนว่างั้นเถอะ พระอรหันต์

เรื่องปิ่นโตตกนํ้า เรื่องนี้เกิดกับศิษย์ผู้ใกล้ชิดสองคน ซึ่งเป็นคนบ้านถ่อน เช้าวันหนึ่งลูกศิษย์สองคนไปจังหันหลวงปู่พรหมที่วัดประสิทธิธรรม สมัยนั้นไม่มีทางรถทางเรือ ก็พากันเดินลัดทุ่งไป ไปถึงบ้านตาล ปิ่นโตอาหารตกนํ้า พากันไปงมปิ่นโตขึ้นมา พอไปถึงวัด ปรกติได้เวลาฉันแล้ว แต่วันนั้นหลวงปู่กําลังนั่งรอและท่านก็ถาม “เอ้า ! ทําไมถึงพากันทําปิ่นโตตกนํ้า ?” ลูกศิษย์ไปช้าแล้วท่านก็เมตตาทัก ท่านบอกว่า “รออยู่” แต่ลูกศิษย์ทั้งสองไม่ได้กราบเรียนท่านล่วงหน้าว่าจะไปจังหันเช้า ท่านรู้ได้อย่างไรว่า ลูกศิษย์จะไปทําบุญ แล้วอุปกรณ์ต่างๆ ที่เอาไปทําบุญก็ตกนํ้าด้วย เพราะว่าสมัยก่อนทุรกันดาร ไม่มีรถไป ต้องเดินไป ทําไมท่านจึงรู้ ท่านนั่งภาวนาแล้วเกิดนิมิตเห็น หรือท่านทราบด้วยญาณ เมื่อไปถึงวัด พอท่านทักขึ้นมา ลูกศิษย์ทั้งสองต่างก็รู้สึกประหลาดใจ “โอ้ย ! หลวงปู่รู้ได้อย่างไร ท่านไม่ดุ มีแต่ยิ้มสบายอยู่สภาพเดิม ท่านไม่มีโกรธมีโมโหให้ใคร”

เรื่องหูทิพย์ ตาทิพย์

ครูบาอาจารย์ท่านได้เมตตาเล่าเรื่องหูทิพย์ ตาทิพย์ ของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ไว้ดังนี้

“วันหนึ่ง หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ หลวงปู่โย สามเณร และกลุ่มชาวบ้านจํานวนหนึ่ง มาช่วยกันทํารั้ววัด (ล้อมรั้ววัด) หลังจากที่ได้ช่วยกันทําไปพักหนึ่งก็เลยมานั่งพัก คุยกันเบาๆ หลวงปู่ผางได้พิจารณาดูรั้วที่หลวงปู่พรหมสั่งให้ทํา ท่านจึงพูดขึ้นเบาๆ ในเชิงตําหนิว่า “โอ๊ย ! ทํารั้ว ไม่รู้ว่าทําอย่างไรเนาะ ถ้าทําดีๆ หน่อยก็จะดีนะ” พูดจบก็ไม่ได้คิดอะไร ช่วยกันทํางานต่อไป จนเสร็จ ตอนนั้นหลวงปู่พรหมท่านเข้าพักในกุฏิเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนท่านจะเดินจงกรม ทั้งคืน จะเป็นอย่างนี้ตลอด

พอถึงตอนคํ่าเวลาประมาณทุ่มกว่าๆ เป็นช่วงเวลาฉันนํ้าร้อนนํ้าชา เมื่อฉันนํ้าร้อนได้สักพัก หลวงปู่พรหมพูดขึ้นมาว่า “หาว่า… ใครก็อยากจะทําให้ดี แต่มันไม่มีเงิน !” ทุกคนเงียบกริบ ! หลวงปู่ผางนิ่งเงียบ ได้แต่มองหน้ากันกับหลวงปู่โย หลังจากนั้นไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีกเลย ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง ต้องได้ระมัดระวังทุกขณะจิต เพราะนับแต่วันนั้น ก็รู้แล้วว่าหลวงปู่พรหมท่านได้สํารวจวาระจิตของลูกศิษย์ทุกคนตลอดเวลา จะนึกคิดประมาทท่านไม่ได้เลย

“ช่วงที่อาตมาได้จําพรรษากับหลวงปู่พรหมรู้สึกอบอุ่นใจมาก ทํากิจอันใดก็ราบรื่นไปหมด เป็นเพราะบารมีของครูบาอาจารย์แท้ๆ อาตมาจึงเคารพท่านมาก จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืม… ถ้าไม่ใช่เพราะหลวงปู่พรหม ป่านนี้อาตมาก็คงจะไม่ได้อยู่จนถึงทุกวันนี้…”

ครูบาอาจารย์มีความสุขมากที่ได้เล่าเรื่องเก่าความหลัง ท่านบอกว่า “หลวงปู่พรหมท่านมี สิ่งดีๆ อะไรหลายอย่างมาก ท่านไม่ธรรมดา ท่านเป็นคนพูดจริงทําจริง เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด ลองได้พูดอะไรลงไป ไม่มีใครกล้าขัด เพราะทุกอย่างที่ท่านจะพูดออกมา ท่านพิจารณาดีแล้วจึงพูดออกมาหลวงปู่พรหมท่านไม่ธรรมดาจริงๆ อยู่ด้วยกัน ๘ ปี เห็นอะไรหลายๆ อย่างมาก ทั้งธรรมะก็เด็ดขาด กินใจ สั้นๆ แต่กินใจ ได้ความเลย ซึ่งหาฟังได้ยากมาก ท่านเป็นคนไม่พูดมาก พูดน้อยๆ แต่พระเณรกลัวมาก” ท่านเล่าไปก็ยิ้มไปอย่างมีความสุข”

เรื่องวาจาสิทธิ์

ในงานทําบุญประจําปีที่วัดประสิทธิธรรม ครั้งหนึ่งพระอาจารย์คํามี สุวณฺณสิริ (พระครู- ศรีภูมานุรักษ์) ได้ขออนุญาตหลวงปู่พรหม ให้มีการใช้เครื่องขยายเสียงในวัด หลวงปู่ก็อนุญาต แต่บอกว่า “ห้ามมีการร้องรําทําเพลง หรือหมอลําโดยเด็ดขาด ให้ใช้เพื่อประชาสัมพันธ์งานวัดเท่านั้น”

นายเป้ เป็นเจ้าของเครื่องขยายเสียงมาติดตั้ง ได้ควบคุมการใช้เครื่องขยายเสียงด้วยตนเอง ใช้ทําการประชาสัมพันธ์งานตามคําสั่งของหลวงปู่โดยเคร่งครัด การใช้เครื่องก็เป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหาขัดข้องประการใด ปัญหามาเกิดตอนหยุดพักเที่ยงวัน นายเป้ไปพักรับประทานอาหาร กลางวัน ให้ลูกน้องเป็นผู้ควบคุมเครื่องเสียงแทน ลูกน้องคงไม่ทราบก็เลยเปิดหมอลํา เพื่อความบันเทิงในงาน “พอเสียงออกไป ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของกลอนลํา เครื่องขยายเสียงนั้นก็เกิดไฟไหม้ ไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไป” จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น นายเป้ได้ตัดสินใจบวชจนมรณภาพใน ผ้าเหลือง

หลวงปู่พรหมพูดอะไรก็เป็นอย่างนั้น พูดว่า “เออ ! โยมนี้จะทําบุญด้วยไหม ? เดี๋ยวจะสร้างศาลา” คนก็ต้องทํา ถึงขนาดไม่มีเงินก็ต้องขายวัว ขายควาย ก็ยังเอา เพื่อหาเงินมาช่วยท่านสร้างศาลา ตามที่ท่านพูด ถ้าท่านพูดอะไร โยมอุปัฏฐากทําตามหมด เพราะเห็นตัวอย่างจากหลวงปู่เอง ท่านสละหมดทั้งบ้าน ทั้งนา ทั้งสวน ทั้งทรัพย์สมบัติ โค กระบือ ท่านยังสละหมดจนได้ ชาวบ้านเลื่อมใสท่านมาก แต่กลัวท่านมาก ท่านพูดอะไรต้องเป็นอย่างนั้น”

รักษาโรคโดยให้ถือสัจจะ

สังคมของคุณครูชาย เป็นข้าราชการครู มีเพื่อนที่เป็นหัวหน้าส่วนราชการในอําเภอ สว่างแดนดิน มีการพบปะสังสรรค์เยี่ยมเยียนกันบ่อยๆ แต่ละครั้งที่มีการพบปะกันก็จะมีการดื่ม สุรากันแทบทุกครั้ง คุณครูชายเมื่อดื่มสุรา ก็จะมีอาการปวดท้องมาโดยตลอดทุกครั้ง พอปวดท้อง ทีไรก็ไปหาหมอเพื่อรักษาอยู่ตลอด ซึ่งหมอก็รักษาตามอาการ แต่ไม่หายขาด

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม วัดเหวลึก ได้เป็นห่วงสุขภาพของคุณครูชาย จึงบอกกับคุณครูคําฟอง ภรรยา ว่าให้คุณครูชายเลิกดื่มสุรา แล้วให้นิมนต์หลวงปู่พรหม มาสวดบังสุกุลเป็น – บังสุกุลตาย โดยมาทําบุญที่บ้าน

ปรกติ หลวงปู่พรหม จะไม่รับนิมนต์ไปฉันอาหารที่บ้านใคร แต่ท่านก็เมตตารับนิมนต์มาทําบุญที่บ้านคุณครูชาย ซึ่งในวันทําบุญก็ได้นิมนต์พระมา ๙ รูป แต่ที่คุณครูชายจําได้มี ๔ รูป คือ

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นประธาน

หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม วัดเหวลึก

หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ วัดทุ่งสว่าง

พระอาจารย์จันดี เขมปญฺโญ วัดศรีสะอาด บ้านคําสะอาด สกลนคร

การทําบุญวันนั้นมีการสวดเจริญพระพุทธมนต์ตามพิธี แล้วก็สวดบังสุกุลเป็น – บังสุกุลตาย ให้กับคุณครูชาย และหลวงปู่ได้ทํานํ้าพระพุทธมนต์ให้ครูชายดื่ม แล้วให้สัจจะว่าจะไม่ดื่มสุราอีก ตั้งแต่นั้นมา คุณครูชายก็ถือสัจจะไม่ดื่มสุราอีกเลยและอาการปวดท้องก็หายเป็นปลิดทิ้งตั้งแต่นั้น

เรื่องงูใหญ่มาให้โชค

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๙ คุณครูชาย ศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่ได้สร้างบ้านเสร็จใหม่ๆ เวลา ประมาณ ๗.๐๐ น. มีนายแก้ว กองแก้ว พี่ชายของคุณครูคําฟอง (ภรรยาของครูชาย) ก็มาที่บ้านด้วย ลูกสาวของคุณครูชาย ชื่อแจ๋ว (ครูแจ๋ว) กําลังอาบนํ้าแต่งตัวจะไปโรงเรียน จะไปเอาเสื้อผ้า ในห้องเก็บเสื้อผ้า เกิดไปจับถูกตัวอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นงู ตกใจวิ่งร้องออกมาบอกพ่อ แม่ และ ลุงแก้ว

ลุงแก้วก็พากันเข้าไปดู เจองูตัวใหญ่และยาวมาก ทางภาคอีสานเรียกว่า “งูสางห่า”

ลุงแก้วบอกว่ามันเป็นงูพิษ จึงให้หลานชายซึ่งอยู่ในที่นั้นฆ่ามันเสีย

วันต่อมา คุณครูชาย และคุณครูคําฟองไปทําบุญถวายจังหันที่วัด ยังไม่ได้พูดอะไร หลวงปู่พรหมก็เอ่ยขึ้นว่า “ไปฆ่ามันทําไม ? งูใหญ่เขามาให้โชค”

นับว่าเป็นเรื่องแปลก ยังไม่มีใครเล่าเรื่องนี้ให้หลวงปู่ฟัง แต่หลวงปู่ก็สามารถรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านของคุณครูชายได้

เรื่องพญานาคมาขอชีวิตคน

เรื่องนี้คนเฒ่าคนแก่เขาพูดกัน สระนํ้าบริเวณศาลาใหญ่ สมัยก่อนมีพญานาคมาอาศัยอยู่ มาจากไหนก็ไม่รู้ แต่หลวงปู่พรหมท่านรู้ ตัวอะไร ท่านรู้ไปหมด ท่านว่า เป็นพญานาค ปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยมีหรอก เวลานํ้าขึ้น พวกพญานาคจะมาขอชีวิตคน มาขอหลวงปู่ทุกปีเลย จะเอาเท่านั้นคน เท่านี้คน หลวงปู่ท่านก็ไม่ให้ ชีวิตคนในบ้านดงเย็น ท่านไม่ให้ ท่านให้ไปเอาที่หมู่บ้านอื่น ท่านก็ แก้โดยให้เสื่อกับหมอนแทน ท่านโยนเสื่อกับหมอนลงในสระนํ้า ทีแรกพญานาคก็ไม่ยอมเอา แต่ ผลสุดท้ายก็เอา ถ้ามันเอา มันก็หายไป เรื่องนี้อาจารย์แนมเห็นเหตุการณ์ แล้วก็ไปเล่าต่อ พญานาคมันมาชนเสาไม้ๆ ชนตึ๊กๆๆๆ หลวงปู่ไม่อยากให้คนอื่นกลัว เอาหมอนโยนให้ล่ะหยุด

ที่นาของคุณยายคนหนึ่ง อยู่ข้างวัดประสิทธิธรรม แต่ก่อนมีสภาพเป็นคลองเล็กๆ คลอง มันลึก แต่ไม่ค่อยกว้าง หลวงปู่พรหมก็เอาเสื่อเอาหมอนไปโยน หลวงปู่ผางก็เอาเสื่อกับหมอน ไปโยนที่นาของคุณยายคนนั้นเหมือนกัน เพื่อแก้เรื่องพญานาคมาขอชีวิต

เครื่องยนต์ดับโดยไม่ทราบสาเหตุ

หลวงปู่พรหม ได้รับนิมนต์ให้มาช่วยพระอาจารย์คํามี สุวณฺณสิริ (พระครูศรีภูมานุรักษ์) ในการสร้างวัดศรีสว่าง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

ในช่วงนั้น คุณครูชายได้มานิมนต์หลวงปู่ไปในงานทําบุญประจําปี ที่บ้านถ่อน ซึ่งอยู่ห่างจากวัดศรีสว่าง ประมาณ ๗ กิโลเมตรกว่าๆ จะต้องเดินทางโดยรถยนต์โดยสารสายสว่างแดนดิน อําเภอบ้านม่วง ซึ่งเป็นรถโดยสารประจําทางสมัยเก่า

ด้านหน้ารถเป็นที่นั่งคนขับ กับผู้โดยสารนั่งได้ ๓ คน ซึ่งมีผู้หญิงสาว ๓ คนนั่งอยู่ก่อนแล้ว คณะของหลวงปู่จะต้องไปนั่งด้านหลัง ปะปนกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ซึ่งมีทั้งชายและหญิง ไม่เป็นการสมควร คุณครูชายได้ขอให้หญิงสาวทั้งสามคนสละที่นั่งให้หลวงปู่โดยย้ายไปนั่งข้างหลัง แต่ทั้ง สามคนไม่ยอม หลวงปู่ สามเณร ครูชายและศิษย์ติดตาม จึงต้องเดินเท้าไปยังบ้านถ่อน เพื่อไปร่วมงานดังกล่าว รถโดยสารคันนั้นติดเครื่อง แล้ววิ่งออกไปไม่ถึง ๒๐ เมตร เครื่องยนต์เกิดดับโดย ไม่ทราบสาเหตุ ! เจ้าของรถพูดกับคุณครูชายว่า “รถขับมาดีๆ ก็ดับโดยไม่ทราบสาเหตุ ?”

ผู้โดยสารในรถบอกว่า พวกเขาจะสละที่นั่งให้ผู้หญิงทั้งสามคนมานั่งแทน แล้วพวกเขาจะไปยืนโหนนอกรถเอง แล้วนิมนต์ให้หลวงปู่ขึ้นนั่งหน้ารถ พร้อมกับพระที่ติดตาม ๒ รูป พอหลวงปู่ขึ้นนั่งรถแล้ว คุณครูชายบอกให้โชเฟอร์สตาร์ตรถ รถก็ติดเครื่องได้ และวิ่งได้ตามปรกติ จนถึงจุดหมายปลายทาง

เรื่องท่านดุชาวบ้านทําบาป

สมัยก่อนวัดประสิทธิธรรมมีต้นมะม่วงหลายต้นและออกลูกดกมาก มีคนในหมู่บ้านแอบขึ้น ต้นมะม่วง จะเด็ดมะม่วงมากินกัน โดยไม่ได้ขออนุญาตจากหลวงปู่พรหม พอมีคนมาแอบเด็ดมะม่วงเท่านั้น หลวงปู่ท่านอยู่ที่กุฏิของท่าน ทําไมท่านรู้นะ ท่านรู้หมดทุกอย่าง อยู่ไหนท่านก็รู้หมด หลวงปู่ท่านก็เดินมาเลย “มึงทําอะไรนั่น ถ้ามึงกิน มึงก็ถอนหญ้าให้หมดนะ” ไปเอาของสงฆ์ โดยไม่ได้ขออนุญาต มันเป็นบาปเป็นกรรม หลวงปู่จึงให้ถอนหญ้าในวัดใช้หนี้สงฆ์ จะได้ไม่เป็นบาปเป็นกรรม ส่วนมะม่วงที่ร่วงหล่นเองตามต้น คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ตอนเป็นเด็กๆ เข้าๆ ออกๆ วัด มาเก็บมะม่วงที่มันร่วงหล่นอยู่ตามต้นไปกิน ก็ไม่เห็นเป็นอะไร หลวงปู่ท่านไม่เห็นว่าอะไรเลย แต่ปัจจุบันนี้มะม่วงมันไม่ค่อยมีแล้ว

ขนาดขอนไม้อยู่ในนํ้า มีอะไรๆ อยู่ในนํ้านี่ หลวงปู่ท่านรู้หมด ถ้าคนทําอะไรผิดนะ พ่อออก (โยมผู้ชาย) ที่รุ่นของท่าน มาวัดตักบาตร จับปลาวัดไปกิน ท่านก็เห็นหมด ท่านว่า “มึงทําไมไปลักปลาวัด” ก็ด่า “มึงทําอะไร” ก็บอกถูกหมดนี่ ปลามันก็ออกจากวัดไหลลงไปตามคลอง “มึงมาลักปลากู กูรู้นะมึงเอา มึงมาวัดได้ยังไง มึงเอาปลาเป็นๆ ไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียมึง” ท่านรู้นะ “มึงมาวัดทําไม มึงทําบาป” นั่นน่ะ ท่านพูดอย่างนั้น ท่านไม่ให้ชาวบ้านเอาปลาไปฆ่ากิน ปลาของท่าน มีแต่ตัวใหญ่ๆ ไหลออกจากวัดไปตามคลองแล้วชาวบ้านไปจับ แล้วท่านก็รู้ ฟ้าฝนใหม่ ปลามันไหลออกนอกวัด หลวงปู่อยู่ในวัด แต่ท่านรู้หมด ท่านก็เลยว่าคนลักปลาวัด 

มีจิตที่อัศจรรย์ รู้วาระจิต

ที่บ้านดงเย็น สมัยเมื่อหลวงปู่พรหม ท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็มักจะมีบรรดาท่านสาธุชนเดินทางไปกราบนมัสการท่านอยู่เสมอๆ แม้หนทางในสมัยนั้นการคมนาคมไม่สะดวกอย่างเช่นปัจจุบันนี้ การเข้าไปพบเพื่อนมัสการท่านมิใช่ของง่าย ทางก็ไม่ดี อีกทั้งยังเป็นป่าไม้อันหนาแน่น ถึงกระนั้น ทุกคนก็ได้พยายามจนไปถึงที่ท่านจําพรรษาอยู่อย่างน่าสรรเสริญยิ่ง

จิตที่ปรกติแล้วของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ย่อมเป็นจิตที่อัศจรรย์ คือ มีความรู้ความเห็นอันผิดไปจากมนุษย์ธรรมดาๆ จะรู้เห็นหรือเข้าใจ เมื่อคณะญาติโยมคนใดก็ตามมาถึงวัดที่ท่านอยู่ จําพรรษานั้น ท่านจะรู้วาระจิตของทุกๆ คนที่มา ท่านสามารถทายใจของทุกคนได้ถูกต้องและ แม่นยํา อย่างเช่น มีบุคคลที่ไปทําบุญกับท่าน แต่มีสิ่งหวังตั้งใจมา ท่านก็จะพูดเตือนสติทันทีเมื่อพบหน้ากัน ดังนี้

“การที่จะทําบุญทําทานนั้น ต้องมีใจตั้งมั่น และให้เกิดศรัทธาในบุญกุศลทานเสียก่อน ถ้าไม่ศรัทธา ใจไม่ตั้งมั่นแล้ว อย่าทํา จะไม่มีอะไรดีขึ้นเลย”

บางคราวจะมีญาติโยมชายหญิงที่เดินทางไปถึง ก็เที่ยวเดินชมวัดและบริเวณต่างๆ แล้วพูด คุยกันในลักษณะประจบทําบุญเอาหน้าเอาตากันว่า ฉันจะต้องมาสร้างโน่นสร้างนี่ จะทําอย่างนั้น อย่างนี้ แต่จิตใจนั้นมีเจตนาหวังผล หรือตั้งตัวเองให้เป็นผู้ที่สนิทชิดเชื้อกับตัวท่าน มีบุญมีคุณ ต่อท่าน แล้วท่านมักจะเตือนว่า “ถ้าไม่ศรัทธา มีเจตนาเป็นอื่นก็ไม่ควรจะทํา”

แต่ถ้ามีญาติโยมคนใดเข้าไปนมัสการและมีเจตนาดี มองเห็นคุณเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นโดยส่วนรวมแล้ว แม้ยังไม่ได้บอกกล่าวแก่ผู้ใดเลย หลวงปู่พรหมก็สามารถรู้ด้วยจิตภายใน ท่านจะอนุโมทนาและกล่าวขึ้นพอเป็นการรับรู้ดังนี้ ว่า “ท่านมีเจตนาดีก็ทําไปเถิด เพราะสิ่งนั้นเป็นบุญเป็นกุศล” ขนาดหลับท่านยังรู้

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติธรรมที่ควรแก่การเคารพบูชา แม้ครูบา–อาจารย์ในสมัยปัจจุบันก็ยังกล่าวถึงท่านด้วยกิตติคุณอันงดงามอยู่เสมอ สมัยหลวงปู่พรหมท่าน กลับมาถึงบ้านดงเย็น ท่านได้สร้างความอัศจรรย์แก่พวกเราให้ได้เห็นมากมาย เมื่อท่านมาอยู่ได้ ไม่นานก็มีชาวบ้านบวชพระตามท่านไปหลายองค์ พวกชาวบ้านก็เข้าวัดเข้าวา ต่างดีอกดีใจที่มี วัดปฏิบัติเป็นของตนเอง

อนาคตังสญาณของหลวงปู่

มีเหตุการณ์หลายครั้งหลายหนที่ปรากฏแก่บรรดาศิษย์ ที่แสดงให้เห็นประจักษ์ซึ่งญาณ รู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นความรู้ความสามารถเหนือคนธรรมดาของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในตัวอย่างดังต่อไปนี้

เรื่องที่หนึ่ง

คุณครูชาย – คุณครูคําฟอง วงษ์ประชุม เล่าว่า หลวงปู่จะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าเสมอๆ เช่น ถ้ามีคนมาจังหันจากที่ไกลๆ แล้วยังมาไม่ถึง หลวงปู่จะนั่งรอ พร้อมกับเคี้ยวหมากไป คนวัดก็จะรู้ ทันทีว่า “วันนี้จะต้องมีศรัทธามาจากทางไกล จะมาจังหันหลวงปู่ ท่านจึงรอจนกระทั่งศรัทธานั้นมาได้ทันจังหันพอดี” คุณครูชายและคุณครูคําฟองเอง ก็เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง

เรื่องที่สอง 

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่พรหมได้ปรารภกับศิษย์ผู้หนึ่งว่า “หน้านํ้าหลากปีนี้จะมีคนตาย ๒ คน ในบริเวณบ้านเรา” ซึ่งต่อมาก็เป็นความจริงทุกอย่าง สามี – ภรรยาคู่หนึ่งในหมู่บ้านใกล้เคียงประสบอุบัติเหตุเรือล่ม จมนํ้าตายทั้งคู่ ในบริเวณบ้านดงเย็น ตามคําที่หลวงปู่พูดไว้ ทุกประการ

เรื่องที่สาม

ได้มีข้าราชการผู้ใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี ผ่านมาทางอําเภอบ้านดุง แล้วแวะไปนมัสการ หลวงปู่ที่วัด หลวงปู่ก็วิสาสะด้วยเล็กน้อย และกล่าวเตือนว่า “อะไรๆ ท่านก็ดีหมด ไม่ว่าจะหน้าที่การงานอะไรก็ตาม เสียแต่เรื่องผู้หญิง ถ้าเลิกได้ก็จะพ้นภัย” พอท่านกล่าวแล้ว ท่านก็ลุกขึ้นไปเดินจงกรม ไม่ยินดียินร้ายกับข้าราชการผู้ใหญ่ท่านนั้นอีก ต่อมาอีกประมาณ ๒ สัปดาห์ ข้าราชการท่านนั้นถูกภรรยายิงตายด้วยเรื่องชู้สาว

ภาค ๑๘ ท่านละสังขารตามกฎไตรลักษณ์

ท่านปรารภอายุขัย

ครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ประเภท เพชรนํ้าหนึ่ง เมื่อท่านปรารภเรื่องอายุขัยล่วงหน้า แล้วศิษยานุศิษย์กราบอาราธนานิมนต์ขอให้ท่านเมตตาถนอมรักษาธาตุขันธ์ ให้ทรงอยู่นานๆ เพื่อสงเคราะห์โปรดพุทธบริษัท มีด้วยกันหลายองค์ เช่น กรณีในหลวงเสด็จมา กราบอาราธนาขอให้ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ฯลฯ รักษาธาตุขันธ์ให้ทรงอยู่นานๆ ร้อยยี่สิบปี เป็นต้น หลายๆ องค์ท่านก็เมตตารับอาราธนา แต่สุดท้าย ในหลวงเสด็จมาทรงเห็นธาตุขันธ์ของหลวงปู่แต่ละองค์ ซึ่งท่านชราภาพมากแล้ว การดําเนินรักษา ธาตุขันธ์ล้วนเป็นไปด้วยความยากลําบาก พระองค์ท่านจึงเสด็จมาขอคืน ซึ่งบางองค์ก็อยู่ถึงเก้าสิบกว่าปี บางองค์อยู่เกือบร้อยปีก็มี 

สําหรับกรณีของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่พรหม ท่านก็มี ปรารภเรื่องอายุขัยของท่านให้บรรดาพระศิษย์ฟังเหมือนกัน เรื่องนี้หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่าน ก็ทราบ ครูบาอาจารย์พระศิษย์องค์อื่นๆ ท่านก็ทราบดี หลวงปู่พรหมท่านว่าอายุของท่านไม่เกิน ๘๐ ปี คล้ายๆ กับกรณีของหลวงปู่มั่น ท่านรู้อายุขัยของท่านล่วงหน้า ท่านจึงสร้างเจดีย์ ของท่านไว้ล่วงหน้า กรณีของหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็รู้เช่นกัน ท่านก็สร้างเจดีย์ของท่านเตรียมไว้ล่วงหน้า หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ท่านก็รู้เหมือนกัน ครูบาอาจารย์ประเภทเพชรนํ้าหนึ่ง ท่านรู้อายุขัยล่วงหน้า

เค้าแห่งความสูญเสียของบรรดาศิษย์

แม้หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านจะมีคุณธรรมสูงส่งเพียงใดก็ตาม ก็ไม่สามารถหลีกพ้น กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไปได้ โดยทั่วไป หลวงปู่พรหม ท่านเป็นพระเถระที่มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ทํางานวัดไม่เคยได้หยุด ขณะเดียวกันก็นั่งสมาธิและเดินจงกรมทุกวัน และครั้งละนานๆ ท่านไม่เคยป่วยหนักจนล้มหมอนนอนเสื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาต้องทุกข์กังวลใจ 

นายสุนทร ราชหงษ์ สาธารณสุข ศิษย์ผู้หนึ่งที่ใกล้ชิดหลวงปู่พรหม ได้เมตตาเล่าว่า 

“ช่วงหลวงปู่ชราภาพใกล้มรณภาพ มีแต่พวกชาวบ้านกับพวกเพื่อนๆ นี่ล่ะไปดูไปรักษา ไปก็ไปวัดปรอท วัดความดันตามประสาแพทย์ แล้วก็ให้นํ้าเกลือนํ้าอะไรแล้วท่านก็หายเป็นปรกติ ร่างกายแข็งแรงไปไหนมาไหนได้อยู่ ตอนนั้นท่านไม่เป็นอะไรมาก สุขภาพของท่านดีมาโดยตลอด เมื่อญาติโยมไปกราบ ท่านมีแต่บอกญาติโยม “ให้พากันสร้างความดี ไม่ผลัดวันผลัดคืน ทําเลย ถ้าถึงวันตื่นขึ้นมา ตายแล้วไม่ได้ทํา” ท่านว่าอย่างนั้น ท่านเทศน์ให้ฟัง ครั้นเวลาท่านหกล้มแล้ว ก็เลยป่วยมา ทีนี้เลยเข้าๆ ออกๆ รักษาท่าน เมื่อท่านหายแล้ว ท่านก็ป่วยตามปรกติของผู้สูงวัย พวกชาวบ้านเขาก็มาตามไปรักษา พอเขามาตามก็ไปเลย ตามกลางคืนก็ไปกลางคืน ไปรักษาท่าน ไม่มีอะไรบอกเหตุหรือผิดสังเกตเลยว่าท่านจะมาด่วนมรณภาพ”

วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ เค้าแห่งปริศนาธรรมความเป็นจริงได้ปรากฏชัดภายในจิตใจของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เสียแล้ว ชาวบ้านดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี จะมีใครคนไหนรู้ได้บ้างว่า ขณะนี้ต้นโพธิ์ต้นไทรที่เคยให้ความสงบสุขรื่นรมย์แก่พวกเขาทั้งหลาย กําลังจะถูกพายุอันเกิดจากอํานาจพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาโค่นมาถอนออกไปเสียจากจิตใจของพวกเขา ก็เพราะความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน อยู่ไปก็มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แท้จริง ก็เป็นธาตุเฉยๆ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ จึงสามารถกําหนดรู้ชัดด้วยจิตใจอันเป็นหนึ่งของท่าน โดยได้ปลงสังขาร กล่าวอําลาชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ไม่ขอกลับมาพบเห็นคลุกเคล้ากันอีกต่อไป

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้แสดงธรรมปฏิบัติอันเป็นอุบายธรรม

“ให้ทุกคนได้พิจารณาน้อมนึกถึงความตายอยู่เสมอๆ จงอย่าได้ประมาท การปฏิบัติตน ให้เกิดสติปัญญา โดยเป็นเครื่องมือพิจารณาให้เห็นแก่นแท้ของธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนโลก พร้อมทั้งได้ชี้แนะอยู่ในตัว คือ พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนโลก ทรงให้วินิจฉัยด้วยสติปัญญา มองดูอาการเคลื่อนไหวอาการของกิเลสทางใจ มีอาการเป็นไปทางใดบ้างในวันหนึ่งๆ”

เหตุการณ์ก่อนหลวงปู่พรหมจะมรณภาพ ท่านป่วยลื่นล้มหัวฟาดพื้นหมดสติไป ช่วงนั้น พระ เณร ชาวบ้านต่างมาช่วยกันรักษาอาการอาพาธของท่านด้วยการย่าง (การรักษาแบบโบราณนอนบนแคร่ รมด้วยสมุนไพร) ท่านก็กลับมาแข็งแรงดี ศิษยานุศิษย์คิดจะสร้างเจดีย์ถวายท่าน และได้ไปใส่ฟันปลอมให้ท่าน ท่านยังสดชื่นดี อายุยังไม่ถึง ๘๐ ปี แต่ท่านรู้ตัวดีว่า ท่านจะถึง แก่การมรณภาพ จึงเก็บของเรียบร้อยหมด 

ครูชาย วงษ์ประชุม ศิษย์อุปัฏฐากใกล้ชิดคนหนึ่งของหลวงปู่ได้บันทึกเหตุการณ์ ๒ วัน สุดท้าย ก่อนที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ มรณภาพดังนี้

วันอาทิตย์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๒ ได้ตั้งใจไว้ว่าจะไปธุระที่จังหวัดสกลนคร แต่มีเหตุบันดาลใจอยากจะไปกราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ด้วยรู้สึกเป็นห่วงท่าน เพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว (๔ พฤษภาคม ๒๕๑๒) ข้าพเจ้าพร้อมด้วยภรรยาและช่างทําฟัน ไปทํา ฟันให้ท่านใหม่ เพราะท่านมีอาการปวดฟัน

เมื่อเกิดสังหรณ์ใจเช่นนี้ จึงได้เปลี่ยนความตั้งใจใหม่ ไม่ไปธุระที่ตัวจังหวัดสกลนคร แต่ได้ชวนภรรยาไปนมัสการท่านที่วัด ไปถึงดงเย็นเวลา ๑๒.๓๐ น. ได้จอดรถจักรยานยนต์ไว้ที่ใต้ร่ม มะม่วง แล้วจึงพากันขึ้นไปนมัสการท่านบนกุฎี ปรากฏว่าท่านได้นั่งรอคอยอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อนมัสการกราบไหว้ท่านเสร็จแล้ว ท่านได้พูดทักทายขึ้นว่า “อาตมาได้ยินเสียงเครื่องบิน ว่าแม่น (นึกว่า) เสียงรถของเจ้า”

ว่าแล้วท่านก็ลุกขึ้นไปหยิบเอากานํ้าเพื่อไปกรองนํ้าที่โอ่ง ข้าพเจ้าลุกขึ้นติดตามท่าน รับเอากานํ้าจากท่าน กรองนํ้าแทนท่าน แล้วท่านยังไปยกเก้าอี้มา เพื่อเหยียบขึ้นเอาแก้วนํ้าอยู่ที่กล่องบนชั้นใต้เพดานกุฏิ ข้าพเจ้าจึงมิได้รอช้า รีบไปหยิบเอาแก้วนํ้าแทนท่านอีก เมื่อกรองนํ้า ล้างแก้วนํ้าเสร็จ จึงได้นํามาถวายท่าน เมื่อนํากานํ้าเข้าไปถวายท่าน ท่านได้บอกว่า 

“อาตมาไปเอานํ้ามาให้พวกเจ้ากิน”

เสร็จแล้วข้าพเจ้ามานั่งตรงต่อที่ท่านนั่ง ท่านจึงได้เทศนาให้ข้าพเจ้าฟังว่า

“คนเราเกิดมาทุกรูปทุกนาม รูปสังขารเป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วล้วนตกอยู่ใน กองทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าพระราชามหากษัตริย์ พระยานาหมื่น คนมั่งมี เศรษฐี และยาจก ล้วนตกอยู่ในกองทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น มีทางพอจะหลุดพ้นทุกข์ได้ คือ ทําความเพียร เจริญ ภาวนา อย่าสิมัวเมาในรูปร่างสังขารของตน มัจจุราชมันบ่ไว้หน้าผู้ใด ก่อนจะดับไป ควรจะสร้างความดีเอาไว้”

ท่านเทศนาใจความสั้นๆ ดังนี้แล้ว จึงได้สนทนากับท่านต่อไปอีก ได้เรียนถามท่านว่า “ช่างทําฟันมาแต่งฟันให้แล้ว รู้สึกเป็นอย่างไร”

ท่านตอบว่า “หายเจ็บแล้ว คือสิได้คุณดี” (ได้ผลดี)

ข้าพเจ้าเรียนถามต่อไปอีกว่า “ท่านอาจารย์ฉันยาที่นํามาถวายแล้วเป็นอย่างไร (ยาที่นํามา ถวายท่านนี้ เอามาจากสูตรผสมยาของคุณหมออวย เกตุสิงห์ ปรุงถวายท่านอาจารย์ใหญ่ขาว วัดถํ้ากลองเพล)”

ท่านได้ตอบว่า “ยานี้ได้คุณดี แต่เวลานี้มัจจุราชมันบ่ได้ว่ายาให้แล้ว”

เมื่อท่านพูดเช่นนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจ จึงได้อาราธนานิมนต์ท่านอยู่ต่อไป “กระผมขอนิมนต์ให้หลวงปู่อยู่ไปก่อน ถึงอย่างไรก็ขอให้เจดีย์ที่กําลังจะก่อสร้างนี้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน”

ท่านได้ตอบข้าพเจ้าว่า “ชาย เจ้ามาโง่แท้ เทศนาให้ฟังหยกๆ ยังไม่เข้าใจ”

ได้เวลา ๑๕.๓๐ น. ท่านได้สั่งให้ข้าพเจ้ากลับ เพราะจะคํ่าแล้ว ข้าพเจ้าไม่รอช้า เพราะทราบดีว่า เมื่อท่านสั่งต้องปฏิบัติตาม ก่อนจะกลับก็กราบนมัสการท่าน ขณะที่กราบนมัสการลาท่าน อยู่นั้น ท่านยังได้ยํ้าอีกว่า “ให้พากันเจริญภาวนา ทําความเพียร จึงจะพ้นทุกข์” จากนั้นท่านก็ไปทํากิจของท่าน คือ เดินจงกรมบนกุฎีของท่าน

ตลอดทางที่กลับบ้าน ข้าพเจ้าคิดในใจถึงปรากฏการณ์ที่ท่านอาจารย์หลวงปู่เฒ่าของเรานี้ ผิดแปลกไปกว่าครั้งก่อนๆ มาก เมื่อถึงบ้านก็ได้แต่ปรึกษากับภรรยาเท่านั้น ตั้งใจไว้ว่า จําต้องนํา เรื่องนี้ไปปรึกษากับ ท่านอาจารย์ลี ฐิตธมฺโม วัดเหวลึก และท่านอาจารย์สุภาพ ธมฺมปญฺโญ วัดทุ่งสว่าง ดู แต่เรื่องยังไม่ถึงท่านอาจารย์ทั้งสอง เหตุการณ์อันไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในตอนเช้ามืด วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๑๒

ลางบอกเหตุ

ในช่วงบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาต่างห่วงใยสุขภาพของหลวงปู่ ต่างก็นําหยูกยามากราบน้อมถวายท่านกันมากมาย หลวงปู่พูดกับพระเณรว่า “ยาก็ ไม่มีประโยชน์ดอก” ท่านว่า “มันถึงเวลาเขาแล้ว เขามาตามเอาแล้ว เอายาอะไรมาก็ไม่มีประโยชน์ดอก” “เอ้า ! สูเจ้าจะมานวดแข้ง นวดขาอยู่นี่ก็ให้หยุดซะ มีคนจะมานิมนต์แล้ว ถึงเวลาแล้ว” ท่านว่าอย่างนี้ ถึงครั้งสุดท้ายท่านแล้วนะ ท่านถึงคิดอย่างนั้น 

หลวงปู่พรหมท่านจะไม่มีคําว่าป่วยออดๆ แอดๆ ไปบิณฑบาตไม่ได้ ไม่มี ท่านจะไม่ป่วย อะไร โรคประจําตัวของท่าน คือ โรคผื่นคันทั้งตัว โรคที่ ๒ ก็คือ ฟัน ศิษย์ผู้อุปัฏฐากใกล้ชิด คนบ้านถ่อน ไปดูแลเรื่องฟัน ใส่ฟันเทียมให้ท่านจนครบสมบูรณ์ เมื่อฟันครบทุกซี่แล้วท่านก็เสีย ก็ยังนึกว่า อ้อ ! ฟันเต็มปาก ท่านก็เลยหมดอายุขัย ยาแก้คันท่านไม่ใช้ยาสามัญประจําบ้าน ใช้ใบตองกล้วยนํ้าว้านี่ต้มแล้วก็มาอาบแก้คัน

หลวงปู่พรหมท่านขยัน ท่านทํางานจนวันสุดท้ายก่อนมรณภาพ ลางบอกเหตุ วันอังคารที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ก่อนมรณภาพหนึ่งวัน ตอนประมาณ ๕ โมงเย็น ท่านบอกพวกนาค ให้เก็บของให้เรียบร้อย “เก็บของให้ดีๆ นะ ถ้าข้อยไม่อยู่แล้ว มันจะหายนะ” ท่านก็สั่งพวกนาคล้างรถ ล้างจอบ ล้างเสียม รถเข็น ให้เก็บเข้าที่ ตรงโรงเก็บของเป็นกุฏิหลังเล็กๆ หน้าเจดีย์ท่าน ท่านบอกให้เก็บของแค่นั้น บอกก่อนไม่นาน ท่านพูดเป็นลาง ท่านพูดบ่อย “เก็บของให้ดีๆ นะ” ก่อนท่านจะมรณภาพ ท่านพูดประโยคนี้อยู่บ่อยๆ 

ก่อนวันมรณภาพ ท่านสอนพระที่มาขอสึก

ก่อนที่หลวงปู่พรหมจะมรณภาพ ใกล้จะเดือน ๕ เดือน ๖ ก็จะมีญาติโยมส่งลูกหลาน เข้าไปเป็นนาคอีก รุ่นนั้นจะเป็นรุ่นสุดท้าย พระรุ่นก่อนหน้าสึกออกเกือบหมด เหลือครูบาอีก องค์หนึ่ง ต่อมาก็ไปขอลาสึก ก่อนจะไปลาสึกกับอุปัชฌาย์คํามี ก็ลาหลวงปู่ก่อนหน้านั้น ๒ – ๓ วัน กว่าท่านจะอนุญาต ท่านอยากให้อยู่ต่อ ท่านเทศน์ให้ฟัง วันแรกขึ้นไปปุ๊บ ท่านพูดว่า “กุโส ยถา ทุคฺคหิโต หตฺถเมวานุกนฺตติฯ” ท่านแปลด้วยนะ “บุคคลใดกําหญ้าคาดึงมากําไม่แน่น ย่อมบาดมือตัวเอง” ท่านเทศน์ให้ฟัง วันก่อนที่ท่านจะมรณภาพ

พอวันที่ ๒ ไปอีก กําลังจะเอ่ยปากจะขอลาสึกกับหลวงปู่ แถวนั้นเป็นฐานทัพของอเมริกา เครื่องบินบินเสียงดังรบกวน ไม่ได้ยินอะไรเลย ท่านก็ว่า “ไป มันมืดแล้ว ดึกแล้ว ไปนอนซะ ข้อยจะพักผ่อน” ยังขอไม่ได้อีก พอครั้งที่ ๓ ไปอีก น้องชายก็ถือเสื้อผ้าไป ท่านว่า “เอ้า ! อดรนทนไม่ไหว จริงๆ บุญได้แค่นี้ก็ไปซะ แต่ว่าข้อยสึกให้เจ้าไม่ได้เด้อ เพราะข้อยไม่ได้บวชให้เจ้า คนไหนบวชให้เจ้า ก็ต้องไปลาคนนั้น” หมายถึงอุปัชฌาย์คํามี

หลวงปู่พรหมท่านอนุญาตให้สึกแล้ว ท่านไม่รั้งไว้แล้ว ก็ไปลาอุปัชฌาย์คํามี พอท่านอนุญาตปุ๊บ ตอนเย็นก็กลับมาวัด หลวงปู่ท่านบอกนาคว่า “เก็บของให้ดีนะ ถ้าข้อยไม่อยู่แล้ว มันจะหายนะ” หลังจากนั้นก็ขึ้นไปจะสรงนํ้าให้ท่าน ท่านบอก “เอ้า ! ทําไมยังไม่สึกเหรอ ไปสึกโน่นเด้อ ให้ปู่แก่นสึกให้เด้อ ข้อยสึกให้ไม่ได้” หลวงปู่แก่นบ้านดงดารา ท่านมาเยี่ยมหลวงปู่พรหม ท่านสึกให้ 

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ นําบาทพระคาถา กุโส ยถา ทุคฺคหิโต หตฺถเมวานุกนฺตติ มาเทศน์สอนพระศิษย์ที่มาขอสึก พระธรรมเทศนามีบทเต็ม ดังนี้

กุโส ยถา ทุคฺคหิโตหตฺถเมวานุกนฺตติ

สามญฺญํ ทุปฺปรามฏฺฐํ นิรยายูปกฑฺฒติ.

ยํ กิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํสงฺกิลิฏฺฐญฺจ ยํ วตํ

สงฺกสฺสรํ พฺรหฺมจริยํน ตํ โหติ มหปฺผลํ.

กยิรญฺเจ กยิรเถนํทฬฺหเมนํ ปรกฺกเม

สิถิโล หิ ปริพฺพาโชภิยฺโย อากิรเต รชํ.

หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี ย่อมตามบาดมือนั่นเองฉันใด

คุณเครื่องเป็นสมณะที่บุคคลลูบคลําไม่ดี ย่อมคร่าเขาไปในนรก ฉันนั้น.

การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรใดที่เศร้าหมอง, 

พรหมจรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ, กรรมทั้งสามอย่างนั้น ย่อมไม่มีผลมาก.

หากว่าบุคคลพึงทํากรรมใด. ควรทํากรรมนั้นให้จริง

ควรบากบั่นทํากรรมนั้นให้มั่น เพราะว่าสมณธรรมเครื่องละเว้นที่ย่อหย่อน ยิ่งเกลี่ยธุลีลง.

บันทึกเหตุการณ์วันมรณภาพ

วันจันทร์ที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ก่อนวันที่หลวงปู่พรหมจะมรณภาพ ท่านก็ยัง พูดคุยกับญาติโยมดีๆ อยู่ หลังจากที่ครูบาองค์นั้นสึกเสร็จแล้ว ตอนคํ่าก็กลับไปหาหลวงปู่พรหม ท่านกําลังตําหมาก ท่านว่า “ไป ไปหลับไปนอนซะ จะเข้าไปบ้านไปซะ จะอะไรก็ไป ไม่ต้อง นั่นหรอก ข้อยอยู่ดีสบาย” พอประมาณ ๔ ทุ่มก็กลับบ้าน กลับมาบ้านแล้วก็ยังคิดถึงวัดอีก ก็กลับไปวัดอีก แล้วก็ไปเฝ้ามองดูท่านที่กุฏิ พบว่า ท่านเข้าพักแล้ว ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จึงไปพักผ่อน แต่พอตกกลางคืนท่านก็ท้องเสีย การอาพาธท้องเสียคืนเดียวเท่านั้นเอง เป็นสาเหตุนํามาซึ่งกาลแห่งมรณภาพของท่านในวันรุ่งขึ้น

วันอังคารที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๑๒ วันที่หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ จะมรณภาพ ท่านได้เข้าห้องนํ้าตั้งแต่เช้ามืด ท่านปิดประตูใส่กลอนเงียบอยู่ ขณะนั้นใกล้ถึงเวลาที่จะต้องออกบิณฑบาต ผู้ที่ เฝ้ารออยู่หน้าห้องนํ้าก็นั่งรออยู่เฉยๆ ครั้นจะบุ่มบ่ามเข้าไปก็ไม่กล้า นั่งรออยู่จนกระทั่งห้องนํ้าเปิด หลวงปู่ท่านโซเซออกมา ก่อนพ้นประตูท่านเซล้มลงไป ผู้อยู่ใกล้ก็วิ่งเข้าไปรับแล้วประคองท่านเดินมานั่งพักเก้าอี้หวายอย่างทุลักทุเล เพราะตัวท่านใหญ่กว่าและที่นั่งพักก็ห่างจากห้องนํ้าประมาณ ๒๐ เมตร ได้กราบเรียนถาม “ปู่เป็นอิหยัง (เป็นอะไร)” นี่คําถามครั้งสุดท้าย หลวงปู่ท่านตอบว่า “เจ็บเหมิ๊ดโต (เจ็บหมดตัว)” เป็นเพียงคําพูดเดียวและคําพูดสุดท้ายก่อนที่ท่านจะมรณภาพ

ในเช้าวันนั้นพระเณรแทบไม่ได้ออกบิณฑบาตกันเลย ต่างก็มีหน้าที่ของตนคอยรับใช้ ครูบาอาจารย์อย่างใกล้ชิด หลวงปู่พั่วท่านเป็นพระผู้ใหญ่ในขณะนั้น ท่านอนุญาตให้ลูกศิษย์สะพาย บาตรของหลวงปู่ออกเดินบิณฑบาตนําหน้าที่วัดผดุงธรรม (บั้นปลายชีวิตของหลวงปู่พรหมท่านเดิน บิณฑบาตที่วัดผดุงธรรม ซึ่งอยู่ใกล้วัดประสิทธิธรรม) เมื่อพระเณรบิณฑบาตเสร็จ ก็แจ้งข่าวกับ ญาติโยมที่ใส่บาตรว่า ขณะนี้หลวงปู่อาพาธหนัก จากนั้นข่าวนี้ได้ออกหอกระจายเสียงในหมู่บ้าน และได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านและศิษย์ที่ทราบข่าวต่างก็มาเฝ้าดูอาการหลวงปู่กันอย่างเนืองแน่น กุฏิของหลวงปู่ทั้งชั้นบนและชั้นล่างมีพระ เณร ชาวบ้านเต็มแน่นไปหมด ต่างก็มีใจจดจ่อในอาการอาพาธหนักของหลวงปู่ ด้วยความห่วงใยระคนกับความวิตกกังวลใจและความ หงอยเหงาเศร้าใจ ในวันนั้นทั่วทั้งบริเวณวัดจึงเต็มไปด้วยสานุศิษย์และเสียงพึมพําซักถามอาการป่วยของหลวงปู่

ระหว่างที่พระเณรบิณฑบาต หลวงปู่พรหมท่านนั่งพักอยู่ตรงเก้าอี้หวาย หลังจากพระเณรบิณฑบาตเสร็จ ก็เอาบาตรหลวงปู่วางไว้ที่ศาลากลางนํ้า พระเณรก็ลงมือฉันจังหันเช้า ส่วนหลวงปู่ท่านไม่ได้ฉัน พอเข้าไปดูอาการของหลวงปู่พรหม ซึ่งขณะนั้นตัวท่านร้อนมากๆ ก็นิมนต์ท่านไปนั่ง ตรงหน้าห้อง พยุงท่านมานั่งเอนๆ พิงหมอนสามเหลี่ยม จากนั้นก็ปูเสื่อไว้บริเวณระเบียงหน้า ห้องนอน แล้วก็ค่อยๆ ประคองให้ท่านลงนอน แล้วคนนั้นก็มา คนนี้ก็มาเยี่ยมดูอาการของหลวงปู่

ด้วยสมัยก่อนทางวัดประสิทธิธรรมยังไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงได้เอาเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กมาปั่นไฟ เพื่อเปิดพัดลมเป่าถวายท่าน เครื่องปั่นไฟสตาร์ตเท่าไรก็ไม่ติด สตาร์ตปุ๊บดับปั๊บๆ เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้ง จนหมดหนทางที่จะสตาร์ตเครื่อง แม้ขณะนั้นหลวงปู่พรหมท่านจะเจ็บปวดทั้งตัว ท่านกําลังจะมรณภาพ ไฟธาตุก็ใกล้จะแตกดับ ตัวท่านจึงร้อนมาก แต่ท่านเคารพในพระวินัยอย่าง เคร่งครัดยิ่งกว่าความทุกข์จากธาตุขันธ์ที่กําลังเป็นไปอย่างเจ็บปวดรวดร้าว เพราะของใช้นั้นยัง ไม่ได้ถวายเป็นของสงฆ์ ยังไม่ถูกต้องตามพระวินัย ท่านจึงไม่ยอมให้เครื่องอํานวยความสะดวกนั้น มาบรรเทาธาตุขันธ์ท่าน ในที่สุดท่านเจ้าคุณพระเทพบัณฑิต จากหนองคาย ท่านทราบเรื่องนี้ ท่านเลยแนะนําว่าให้เอาเครื่องปั่นไฟถวายเป็นของสงฆ์เสียก่อน พอกล่าวถวายเป็นของสงฆ์จบ ตามที่ท่านแนะนําเท่านั้น ปรากฏว่าเมื่อนําเครื่องปั่นไฟไปสตาร์ตปุ๊บก็ติดปั๊บ และเปิดพัดลม ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน นับเป็นเรื่องที่แปลกอัศจรรย์ใจแก่ผู้อยู่ในเหตุการณ์และเชื่อว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ ของหลวงปู่แสดงก่อนที่จะมรณภาพ ส่วนชาวบ้านก็ใช้ตําราแผนโบราณ คือ ไปเอารากผักแว่นโคก ผักแว่นป่า มาทุบแช่นํ้าแล้วพรม ความร้อนในตัวหลวงปู่ก็ไม่ลด

ส่วนครูชาย วงษ์ประชุม ศิษย์ผู้ใกล้ชิด เมื่อคนบ้านดงเย็นมาส่งข่าวว่า ท่านอาจารย์ใหญ่พรหม จิรปุญฺโญ อาพาธหนัก เท่านั้น ก็ไม่ได้รอช้า รีบเขียนใบลาให้ครูในโรงเรียนส่งไปทางอําเภอ และได้ชักชวนแพทย์ประจําตําบลโพนสูง คือ นายสุนทร ราชหงษ์ ไปด้วย ถึงบ้านดงเย็นก็รีบพากันกราบนมัสการท่าน ปรากฏว่า ตอนนั้นท่านมีอาการสงบ นอนนิ่งเช่นกับคนนอนหลับธรรมดา

อนามัยตําบลดงเย็น และนายสุนทร ราชหงษ์ เอาปรอทวัด และให้นํ้าเกลือตลอดเวลา อาการยังไม่ดีขึ้นเลย จนกระทั่งเวลา ๑๓.๓๐ น. ครูชายจึงได้รีบเดินทางเข้าไปยังอําเภอสว่าง– แดนดิน เพื่อปรึกษานายแพทย์ และขอเชิญไปตรวจอาการของท่านอาจารย์ แต่ได้รับคําปฏิเสธ บอกว่า “ท่านเป็นโรคชรา ไม่มีทางแก้ไข” ครูชายจึงได้ไปร้านขายยา และซื้อยาตามที่อนามัย– ตําบลสั่ง และแวะกลับบ้านเพื่อรับเอาภรรยาไปด้วย 

ตอนเย็นวันหลวงปู่พรหมจะมรณภาพ วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น ปรากฏว่ามีพระ เณร แม่ชี และญาติโยม ทั้งจากบ้านดงเย็นและในบริเวณใกล้เคียงเดินทางมาวัดกันอย่างเนืองแน่น เหมือนมีงานบุญใหญ่ บริเวณบนกุฏิของหลวงปู่ก็เต็มแน่นไปด้วยพระผู้ใหญ่และศิษย์ผู้ใกล้ชิด ใต้ถุนกุฏิก็เต็มแน่นไปด้วยญาติโยม บรรดาสานุศิษย์ที่มาวัด ต่างก็มีใจจดจ่อในอาการของหลวงปู่ด้วยความห่วงใยระคนกับความวิตกกังวลใจและความหงอยเหงาเศร้าใจ เสียงซักถามอาการของหลวงปู่จึงส่งเสียงดังพึมพําไปทั่วบริเวณวัด

ครูชายมาถึงวัดเวลา ๑๗.๑๕ น. ก็รีบขึ้นไปบนกุฏิกราบนมัสการหลวงปู่ พระ เณร ที่อยู่ข้างซ้ายมือได้หลีกให้ครูชายเข้าไปถึงตัวท่าน ครูชายได้จับดูชีพจรที่ข้อมือข้างซ้าย ปรากฏว่าชีพจร อ่อนมาก แทบไม่เดินเลย เลยกล่าวกับท่านพระอาจารย์สอนที่เฝ้าอยู่ใกล้ชิดว่า “แย่แล้วครับ อาจารย์ พวกเราจะทําอย่างไรต่อไป” พอพูดขาดคําหลวงปู่ก็ลืมตาขึ้น ตอนนั้นพระและทุกคน ต่างดีใจมาก เพราะเข้าใจว่าหลวงปู่ท่านฟื้นขึ้นมา จึงได้เรียกท่านเบาๆ แต่ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบ แล้วท่านก็หลับตาลง พร้อมกับประนมมือขึ้นถึงหน้าอก นมัสการพระรัตนตรัย ชีพจรของท่านก็ค่อยๆ อ่อนลงๆ และในที่สุดก็หยุดเดิน

เมื่อหลวงปู่พรหมมรณภาพ ครูชาย กับ ครูสวัสดิ์ ศิษย์ฝ่ายฆราวาส ได้ไปซื้อสิ่งของต่างๆ เพื่อมาใช้ในงาน ท่านพระอาจารย์สอน (พระอุปัฏฐากหลวงปู่) และพระศิษย์ได้ช่วยกันจัดเตรียมงานศพ ได้จัดการอาบนํ้าศพ จัดให้ท่านนอนและคลุมผ้าถวายท่าน จนประมาณตีหนึ่งตีสอง ท่านพระอาจารย์ลี กับ ท่านพระอาจารย์สุภาพ ศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านก็เดินทางมาถึงวัด สมัยก่อน ลําบากมากทางรถทางเรือไปไม่ถึง ต้องเดินด้วยเท้า วันรุ่งขึ้นก็มีการรดนํ้าศพ มีการฉีดยา ฟอร์มาลินให้ศพหลวงปู่ เพื่อกันศพเน่าเปื่อย

วินาทีแห่งมรณกาลของหลวงปู่พรหม 

วินาทีแห่งมรณกาลของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านดําเนินตามรอยองค์พระบรมศาสดาและตามรอยพ่อแม่ครูอาจารย์ของท่านได้อย่างงดงาม สมเกียรติ สมศักดิ์ศรี สมกับธรรมอันเลิศเลอที่ครองใจท่านมานาน สมแล้วที่ท่านได้รับการยกย่องเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส และเป็นพระศิษย์ประเภทเพชรนํ้าหนึ่งอีกองค์หนึ่งของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต 

ในวินาทีแห่งมรณกาลนี้ หลวงปู่พรหมท่านได้แสดงออกถึงลวดลายและคุณสมบัติพิเศษ ของพระอรหันต์ไว้อย่างชัดเจน โดยท่านได้แสดงความองอาจกล้าหาญ ความไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อมัจจุราชและต่อความตายทั้งหลาย สติสัมปชัญญะของท่านก็สมบูรณ์ เป็นสติอันไพบูลย์เปี่ยมล้น กายของท่านก็สงบนิ่ง ท่านไม่แสดงอาการทรมานเจ็บปวดทุรนทุรายทางร่างกายให้ปรากฏ วาจาของท่านก็สงบนิ่ง ท่านไม่ออกเสียงโอดโอยร้องครวญครางให้ได้ยิน และใจของท่านก็ยิ่งเยือกเย็นสงบนิ่ง แม้ท่านใกล้วาระสุดท้ายหมดลมหายใจ ใจของท่านก็ยังระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เพราะอํานาจธรรมที่ท่านได้จากการฝึกฝนอบรมตนมาด้วยดีแล้ว ดังนี้

“หลวงปู่ท่านนอนหลับตาอยู่นิ่งๆ แสดงให้เห็นว่าร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย ชีพจรของท่านเต้นเบามาก คลําดูรู้สึกแทบจะไม่เต้น เพราะลูกศิษย์คอยตรวจเช็คชีพจรของท่านอยู่ตลอดเวลา 

กาลเวลาค่อยๆ ผ่านไปๆ แต่ละวินาทีดูเหมือนว่าโลกจะหยุดนิ่ง คนที่อยู่ใกล้ๆ ท่าน ต่างก็เพ่งมองดูอาการด้วยความเป็นห่วง ต่างคนต่างแทบไม่หายใจ เพราะความรู้สึกเป็นอย่างนั้นจริงๆ ดูคล้ายกับว่า หลวงปู่ได้รวบรวมพลังจิตเป็นครั้งสุดท้ายลืมตาขึ้นมามองดูลูกศิษย์ทั้งหลายที่ ห้อมล้อมท่านอยู่ มีทั้งพระ สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ทุกคน คล้ายกับจะบอกลา แล้วท่านก็ยกมือขึ้นประนมเหนืออก เพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จากนั้นหลวงปู่ก็ค่อยๆ ปิดตา แล้วสงบนิ่ง ชีพจรของท่านหยุดเต้น มือที่ยกขึ้นประนมตกลงข้างกาย

หลวงปู่ ได้ปล่อยวางสังขารด้วยอาการอันสงบ !

บัดนี้ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พระอรหันต์แห่งบ้านดงเย็น ท่านเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต จิตเข้าสู่แดนพระนิพพานบรมสุข จากบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทุกคนไปด้วยอาการสงบระงับ เมื่อเวลา ๑๗.๓๐ น. ของวันอังคารที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ตรงกับวันแรม ๑๓ คํ่า เดือน ๖ ปีระกา ด้วยโรคชรา สิริรวมอายุได้ ๗๙ ปี ๗ วัน พรรษา ๔๑”

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเปรียบเสมือนประทีปดวงใหญ่ที่คอยส่องสว่างหนทางแห่งชีวิตแก่บรรดาสานุศิษย์ให้ก้าวเดินตามหนทางแห่งธรรม บัดนี้ได้ดับสนิทลงแล้ว และท่านเปรียบประดุจดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ที่ให้ร่มเงา ให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่บรรดาสานุศิษย์ที่เข้ามาพึ่งอาศัย บัดนี้ได้โค่นล้มลงแล้ว หลวงปู่ได้จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว ในชีวิตนี้ยากที่จะหา พ่อแม่ครูอาจารย์เช่นท่านได้อีกแล้ว 

ทุกคนย่อมมีทุกข์ และย่อมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทุกคน สมกับคําที่หลวงปู่ท่านเทศน์เตือนไว้เสมอๆ “ให้ทุกคนได้พิจารณาน้อมนึกถึงความตายอยู่เสมอๆ จงอย่าได้ประมาท” เพื่อให้พวกเราที่ยังลุ่มหลงมัวเมา ได้รู้และเตรียมตัวไว้ เพื่อไม่ให้กลัวตายอย่างตัวท่าน

นับว่าท่านไม่หวั่นไหวแล้ว เปรียบเหมือนกุญชรที่ฝึกดีแล้ว ย่อมไม่พรั่นพรึงต่อลูกศร ที่มาจากทิศต่างๆ ในเวลาที่เข้าสู่สงคราม ฉะนั้น

ดังนั้น โอวาทธรรมของท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่า มัจจุราชไม่เว้นมนุษย์ สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดมาบนพื้นพิภพนี้ มีการแตกดับไปทั้งสิ้น

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระมหาเถระที่มั่นคงหนักแน่นในพระธรรมวินัยและธุดงควัตร ท่านประพฤติพรตพรหมจรรย์เนกขัมมภิรัติ มีข้อวัตรปฏิบัติอันดีงามตามทางอริยมรรค เป็นวิมุตติหลุดพ้น ถึงแม้สรีระร่างกายของท่านจะแตกดับไปก็ตาม แต่คุณงามความดีที่ท่านทําไว้เป็นของไม่ตาย และเป็นมรดกตกทอดไว้ให้แก่พวกเราชั่วกาลนาน นับว่าเกิดมาไม่เสียที เพราะท่านได้ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ให้เต็มเปี่ยมด้วยความไม่ประมาท ถือว่าท่านได้ทําประโยชน์ครบทั้ง ๓ คือ

อัตตัตถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ตน

ญาตัตถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่หมู่ญาติ

โลกัตถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ชาวโลกทั่วไป

นับว่าเจริญรอยตามพระยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงความเป็นสาวกในพระธรรมวินัยนี้สมบูรณ์ทุกประการฯ

สาธุชนหลั่งไหลไปในงานศพของท่าน

ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พระอริยเจ้าแห่งบ้านดงเย็น เป็นข่าวใหญ่ในสมัยนั้น การสูญเสียครูบาอาจารย์องค์สําคัญอย่างกะทันหัน ถือเป็นการสูญเสียอันใหญ่หลวง ของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้

“นี่ก็หมดไปๆ จะทํายังไง ผมวิตกมากจริงๆ นะ ไม่ใช่ธรรมดา ครูบาอาจารย์ที่คอยให้อรรถให้ธรรมชี้แนวทางที่ถูกต้องแม่นยํา ไม่มีใครเกินอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านผ่านไปแล้วเหล่านี้ นับแต่ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นลงมา จากนั้นก็ครูบาอาจารย์องค์นั้นๆ ส่วนมากมีแต่ลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้น ที่ผ่านไปๆ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่พรหม มีแต่อย่างเพชรนํ้าหนึ่งๆ ทั้งนั้น หลวงปู่บัว หนองแซง หลวงปู่ขาว วัดถํ้ากลองเพล หลวงปู่คําดี หลวงปู่แหวน หลวงปู่ทั้งหมดเหล่านี้ท่านเป็นอะไร ถ้าในครั้งพุทธกาลจะว่าท่านเป็นพระอะไร ก็ว่าเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น”

ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่พรหมได้แพร่สะพัดไปทั่วอย่างรวดเร็ว บรรดาศิษยานุศิษย์ ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ ต่างมีความเศร้าสลดเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของหลวงปู่พรหม พระผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ทุกคนเมื่อได้ทราบข่าวนี้ ต่างก็ได้รําพึงถึงพระคุณความดีงามของท่าน เพราะท่านเคยอยู่เป็นเนื้อนาบุญ และเคยสร้างสาธารณประโยชน์มากมาย อีกทั้งท่านยังเมตตาอบรมสั่งสอนธรรมะให้แก่ศิษย์ พระภิกษุ สามเณร แม่ชี ตลอดฆราวาสทั้งหญิงและชาย ทุกเพศ ทุกวัย โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ ท่านมีพระคุณอย่างหาประมาณมิได้

บรรดาคณะศิษย์ชายหญิงที่เป็นฆราวาส อันประกอบด้วยชาวกรุงเทพฯ ชาวเชียงใหม่ และอีกหลายๆ จังหวัด ต่างก็มุ่งหน้าอุตส่าห์เดินทางกันไปบ้านดงเย็นที่ว่าไกลแสนไกลและทุรกันดาร ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นแสดงออกถึงความเคารพศรัทธา แม้จะทุกข์ยากลําบากเพียงใด แม้จะใกล้ไกล แค่ไหน แม้จะสิ้นเปลืองอย่างไร ทุกคนดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจถึง นอกจากขอให้ได้ไปกราบและคารวะศพท่านเป็นครั้งสุดท้ายให้จงได้ 

วัดประสิทธิธรรม แม้มีสถานที่กว้างใหญ่ ก็กลายเป็นสถานที่คับแคบเสียแล้วในเวลานั้น นอกจากนี้ นับว่าเป็นโอกาสอันดีของทุกๆ คนที่มาร่วมงานสําคัญ เพราะพระธุดงคกรรมฐานในสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินทางไปร่วมงานกันจํานวนมาก

การบําเพ็ญกุศลศพหลวงปู่พรหม

เมื่อหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ มรณภาพที่กุฏิของท่าน หลังจากทําพิธีกราบขอขมาและ รดนํ้าศพเสร็จแล้ว ในวันรุ่งขึ้นก็บรรจุศพของท่านลงในหีบศพ ซึ่งเป็นหีบศพไม้ธรรมดา จากนั้นก็ ทําพิธีกราบขอขมาศพอีกครั้ง แล้วเคลื่อนหีบศพมาตั้งที่ศาลาเสา ๕๐ ต้น ศพหลวงปู่ก็เลยตั้งอยู่บนศาลาหลังนี้ เพื่อรอการประชุมเพลิงศพต่อไป สถานที่ตั้งศาลาเสา ๕๐ ต้น อยู่หน้าเจดีย์จิรปุญโญ ปัจจุบัน ทางวัดได้รื้อถอนออกหมดแล้ว

สมัยก่อนไม่มีหีบศพเย็นเหมือนทุกวันนี้ ศพหลวงปู่พรหมตั้งอยู่บนศาลาเสา ๕๐ ต้น เกือบ ๒ ปี ศพท่านก็ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของศาลา ในหีบศพใช้ใบยาสูบ ใบฝรั่ง ถ่าน ดับกลิ่น และก็ เอาถาดไปรองไว้ ถ้าเผื่อนํ้าเหลือง นํ้าอะไรมันไหลออกมา ตั้งศพไว้ตรงนั้นนาน กลิ่นศพก็ไม่มี อาจจะมีบ้างเล็กน้อย 

การบําเพ็ญกุศลศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในทุกคํ่าคืนพระ เณร ญาติโยม จะไปทําวัตรสวดมนต์เย็นและปฏิบัติธรรมกัน เมื่อถึงงานบําเพ็ญกุศลศพหลวงปู่พรหม ครบ ๗ วัน ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน ทางวัดได้กราบอาราธนานิมนต์ครูบาอาจารย์มาร่วมงานกันจํานวนมาก ตอนเช้าบิณฑบาต ตอนกลางคืนมีการเทศนาอบรมธรรม เช่น ในงานทําบุญสัตตมวารศพหลวงปู่พรหม ครบ ๗ วัน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ – ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ โดยมี พระธรรมไตรโลกาจารย์ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ฯลฯ เป็นองค์แสดงธรรม

เหตุการณ์สําคัญภายหลังหลวงปู่ผางทราบข่าวหลวงปู่พรหมมรณภาพ

ประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ขณะเที่ยววิเวกป่าเขาแถบจังหวัดเพชรบูรณ์ กับ ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร (วัดถํ้าสหายธรรมจันทร์นิมิตร) หลวงปู่ผาง ท่านได้รับจดหมายจากวัดประสิทธิธรรม ส่งข่าวมาว่า หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้มรณภาพแล้ว 

เหตุการณ์สําคัญในครั้งพุทธกาล ที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นให้พระสงฆ์สาวก ปฏิบัติบูชาแทน อามิสบูชา กล่าวคือ ในขณะที่พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพาน มีพระสงฆ์สาวกองค์หนึ่งแยกไปปฏิบัติธรรมตามลําพังองค์เดียว เพื่อมุ่งต่อความหลุดพ้น จนถูกพระสงฆ์สาวกด้วยกันซึ่งมัวแต่ นั่งเฝ้าพระพุทธเจ้า เกิดเข้าใจผิดแล้วไปกราบทูลฟ้องพระพุทธเจ้าว่า ท่านองค์นั้นไม่มาเหลียวแล ไม่มาเอาใจใส่ ไม่เคารพในพระองค์แล้ว แต่พระพุทธเจ้าทรงฟังแล้วก็ตรัสเรียกพระสงฆ์สาวก องค์นั้นมาตรัสถาม แล้วกลับตรัสสรรเสริญพระสงฆ์สาวกองค์นั้น และต่อมาพระสงฆ์สาวกองค์นั้นก็บรรลุวิมุตติธรรม ตามประวัติของหลวงปู่พรหมในช่วงนี้ก็มีเหตุการณ์ใกล้เคียงกับครั้งพุทธกาล กล่าวคือ ครูบาอาจารย์ท่านล้วนสนับสนุนการปฏิบัติบูชาอันเป็นงานภายในและสําคัญยิ่งกว่าการช่วยงานใดๆ แม้เป็นงานศพครูบาอาจารย์องค์สําคัญก็ตาม ดังนี้

“ในระหว่างนั้น หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านได้พาท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร ออกเดินทางจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ไปจัดการเตรียมงานประชุมเพลิงหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ที่ วัดประสิทธิธรรม ในส่วนของท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน ท่านไปอยู่ช่วยงานหลวงปู่พรหม ด้วยจิต ของท่านในขณะนั้นก็ใกล้จะหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว ธรรมก็เป็นธรรมขั้นอัตโนมัติแล้ว สติก็ เป็นมหาสติมหาปัญญาแล้ว พร้อมที่จะทําลายกิเลสอวิชชาให้หมดสิ้นไปจากใจ ท่านจึงบอกเรื่องธรรมภายในของตนเองให้หลวงปู่ผาง พอหลวงปู่ผางท่านทราบเท่านั้น ท่านจึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียนแยกไปปฏิบัติธรรม หลวงปู่ผางบอก “เรียน (ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน) ไปเลย ท่านไม่ต้องห่วงทางนี่ เราจะจัดการเอง ไปหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ชอบ”

ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน ท่านจึงกราบลาหลวงปู่ผาง แล้วออกเดินธุดงค์กลับมาหาหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่วัดป่าบ้านโคกมน จังหวัดเลย พอหลวงปู่ชอบฟังความนัยของท่านพระ อาจารย์จันทร์เรียนแล้ว หลวงปู่ชอบจึงสนับสนุนอย่างเต็มที่อีกเช่นกัน โดยให้ท่านพระอาจารย์ จันทร์เรียนแยกตัวออกไปปฏิบัติธรรมแต่ผู้เดียว และท่านพระอาจารย์จันทร์เรียนก็ได้ทําความเพียรในธรรมขั้นอัตโนมัติสมดังความตั้งใจ ในช่วงจัดเตรียมงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหมนั่นเอง”

การเตรียมงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม

กําหนดการประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ วันที่ ๕ – ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ เมรุวัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น ตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี โดยมีท่าน เจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีหลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม ในฐานะศิษย์รุ่นใหญ่ร่วมกับ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ร่วมกันเป็นประธานจัดงาน ส่วนท่านพระครูพิศาลศาสนกิจ (สนธิ์ ขนฺตยาคโม) ท่านมีพรรษามากกว่าท่านพระอาจารย์วันกับหลวงปู่ลี ท่านมาเป็นแม่งานที่มีบทบาทอีกองค์หนึ่ง ท่านมาดูงานคุมงานเป็นครั้งเป็นคราว 

การเตรียมงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม ซึ่งเป็นงานใหญ่ก็มีการแบ่งงานเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น กองอํานวยการ ฝ่ายลงทะเบียนพระเณร ฝ่ายต้อนรับพระ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสร้างเมรุ ปะรําพิธี กุฏิที่พักและแคร่ ฝ่ายโรงครัว ฝ่ายไฟฟ้า ฝ่ายโรงต้มนํ้าร้อน ฝ่ายรับบริจาค ฝ่ายหนังสือและเหรียญหลวงปู่พรหมแจกเป็นที่ระลึก ฯลฯ 

สําหรับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่งเป็นเพื่อนสหธรรมิกกับหลวงปู่พรหม ท่านได้เมตตามาร่วมงานนี้อยู่หลายวัน ท่านมาเป็นกําลังใจให้พระเณรที่เตรียมงาน

เมรุหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

การสร้างเมรุประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ณ วัดประสิทธิธรรม ถูกสร้างขึ้นเฉพาะเจาะจง เพราะหลวงปู่พรหมท่านเป็นพระอรหันตสาวก จึงไม่สมควรที่จะใช้เมรุเผาศพปะปนกับศพปุถุชนคนทั่วไป เมรุประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหมเป็นตามแบบฉบับของพระธุดงคกรรมฐาน อย่างแท้จริง คือ ลักษณะเมรุเป็นแบบสถาปัตยกรรมทางภาคอีสาน การออกแบบเรียบง่าย ประหยัดแต่แฝงด้วยความงดงาม แต่ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย โดย พระอาจารย์คํามี สุวณฺณสิริ (พระครู ศรีภูมานุรักษ์) เป็นผู้ออกแบบ ดังนี้

ลักษณะเป็นเมรุลอย แผนผังเป็นรูปแบบ ๔ เหลี่ยมจตุรัส พื้นที่ด้านล่างเปิดโล่ง บนเมรุ โดยรอบปรับระดับพื้นสูงขึ้นพอพ้นนํ้า มีบันไดเข้าถึงได้จากทั้ง ๔ ทิศ ตรงกลางเป็นที่ตั้งของ จิตกาธานวางหีบศพ และมีระเบียงโดยรอบ ด้านล่างรอบเมรุมีการประดับด้วยฉัตร ส่วนด้านบนออกแบบเป็นลักษณะหลังคาตัดและบริเวณตรงกลางเป็นพระโกศ ประดับด้วยพานพุ่มทั้ง ๔ มุม รองรับด้วยโครงสร้างเสายกสูง ๔ ต้น และมีการประดับตกแต่งอย่างเรียบง่าย

ดังที่ได้เคยกล่าวมา งานก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด เช่น เจดีย์ ศาลา กุฏิ ตลอดจนงานสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น สะพาน ถนน ฯลฯ พระ เณร ชาวบ้านดงเย็นจะเสียสละช่วยกันสร้างโดยชาวบ้านไม่ได้เงินค่าจ้างใดๆ อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมานับแต่ครั้งอดีต โดยมี หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นผู้นํา การสร้างเมรุประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหมในครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกัน พระ เณร ชาวบ้านดงเย็นและใกล้เคียงได้ออกแรงเสียสละช่วยกันสร้างขึ้น โดยมุ่งสนองพระคุณหลวงปู่พรหมเป็นสําคัญ สําหรับตําแหน่งสถานที่ตั้งเมรุประชุมเพลิงศพ จะอยู่ใกล้กับ เจดีย์จิรปุญโญโดยตั้งเยื้องไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

หนังสือประวัติหลวงปู่พรหมเล่มแรก

คณะกรรมการจัดงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ได้จัดพิมพ์หนังสือประวัติหลวงปู่พรหมเพื่อแจกเป็นธรรมทานในงาน จากคําปรารภในหนังสือที่ระลึกในงานพิธีประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ บันทึกไว้ดังนี้

“ในงานพิธีประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดประสิทธิ ธรรม บ้านดงเย็น ตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งท่านล่วงลับไปตั้งแต่วันที่ ๑๓ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ด้วยโรคหัวใจวาย รวมอายุ ๘๑ ปี (ตามหลักฐานแผ่นจารึกที่เจดีย์ จิรปุญโญ ท่านเกิดปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ดังนั้น รวมอายุ ๗๙ ปี)

ทางคณะศิษยานุศิษย์ และทายก ทายิกา ผู้เคารพนับถือในท่าน จัดให้มีหนังสือแจก เป็นธรรมบรรณาการแด่ผู้ที่ไปในงาน เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณของท่านพระอาจารย์พรหม ผู้เจริญด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ พร้อมด้วยสมณคุณอันยิ่ง เป็นพระเถระผู้นําทางฝ่ายปฏิบัติ มีจริยา– วัตรอันงดงามและมั่นคง ยากที่จะหาได้ในยุคนี้

เมื่อท่านยังดํารงชีพอยู่ เตรียมการสร้างเจดีย์ ท่านก็ล่วงไปก่อน คณะศิษยานุศิษย์ และ ทายก ทายิกา ผู้เคารพนับถือในท่าน ได้รับเป็นภาระจัดสร้างจนเป็นการเรียบร้อย ประมาณการ ใช้จ่ายทั้งสิ้นเป็นมูลค่า สองแสนเจ็ดหมื่นบาทเศษ อาศัยแรงศรัทธาของประชาชน ร่วมแรงกัน เสียสละ ซึ่งเป็นผลงานอันควรแก่การสรรเสริญอย่างยิ่ง

บัดนี้ คณะศิษยานุศิษย์ และทายก ทายิกา ผู้เคารพนับถือในท่าน ได้พร้อมใจกันจัดพิธีประชุมเพลิงศพของท่านให้สําเร็จลุล่วงไป ซึ่งกําหนดการวันที่ ๕ – ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น ตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี

ในพิธีการนี้ ได้ตกลงพิมพ์หนังสือแจกเกี่ยวกับประวัติของท่าน และธรรมปฏิบัติของท่าน–พระอาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เป็นสหธรรมปฏิบัติพรหมจรรย์ร่วมกับท่านคราวยังดํารงชีพอยู่ เพื่อเป็นอนุสรณ์ และทิฏฐานุคติในท่านที่ฝากความดีไว้กับพวกเราสืบต่อไป อันผู้มีอุปนิสัย จะพึงยึดไว้เป็นการปฏิบัติตนให้บรรลุเป้าหมายตามที่ประสงค์

ด้วยกุศลเจตนาของคณะศิษยานุศิษย์ และทายก ทายิกา ผู้เคารพนับถือในสมณคุณ และจริยาวัตรของท่าน ได้เสียสละกําลังกาย กําลังความคิด และกําลังทรัพย์ จัดกิจการเป็นลําดับมา พร้อมด้วยกุศลจริยาเหล่าอื่น อันเกิดจากแรงศรัทธาปสาทะ จัดพิมพ์หนังสือเป็นธรรมบรรณาการนี้ ขอน้อมเกล้าถวายบูชาพระคุณอันเลิศของ พระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ขอจงเพิ่มพลังให้สําเร็จแด่วิมุตติสุข ซึ่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย ประสงค์จํานงหมาย โดยเร็วพลันเทอญ”

สําหรับที่มาของหนังสือประวัติหลวงปู่พรหม โดยเฉพาะชีวิตในการบวชมีน้อยมาก ท่านมาอยู่ที่วัดประสิทธิธรรม พอใครเอ่ยถาม “หลวงปู่เล่าอันนั้นอันนี้ให้ฟังหน่อย” ท่านจะดุ ท่านบอกว่า “เสียเวลา อตีตารมณ์” จึงไม่ค่อยได้ประวัติอะไร มีหลวงปู่องค์เดียวไม่ค่อยมีประวัติ ท่านจะไม่ให้ นอกจากบางทีท่านนั่งอยู่ ท่านจะพูดขึ้นมา แต่ก็ไม่มีใครบันทึกไว้อีก

ประวัติของหลวงปู่พรหมที่มี ก็ไปกราบเรียนหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม ได้จากท่านมาบ้าง แต่องค์ที่เรียบเรียงประวัติ คือ หลวงปู่อํ่า ธมฺมกาโม ท่านเคยอยู่กับหลวงปู่พรหมมาก่อน ก่อนที่ท่านจะสึก สึกไปแล้วท่านก็กลับมาบวชใหม่กับหลวงปู่ขาว ท่านเป็นองค์ที่ เรียบเรียงไว้

บรรยากาศงานถวายเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

บรรยากาศงานถวายเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ มีพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระ– อาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ทั้งใกล้และไกลเดินทางมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นมากเป็นประวัติการณ์ ครูบาอาจารย์องค์สําคัญที่มางาน ได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่คําดี ปภาโส หลวงปู่ซามา อจุตฺโต หลวงปู่บุญ ชินวํโส หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่ บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์สุภาพ ธมฺมปญฺโญ ฯลฯ ฝ่ายปกครอง ได้แก่ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (รักษ์ เรวโต) พระญาณเวที พระครูศรีภูมานุรักษ์ (คํามี สุวณฺณสิริ) พระครูพิศาลศาสนกิจ (สนธิ์ ขนฺตยาคโม) ฯลฯ พระเถระที่อยู่ใกล้ๆ วัดประสิทธิธรรม ท่านเคารพนับถือหลวงปู่พรหม ส่วนใหญ่ท่านมากันหมด

พระ เณร แม่ชี ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชน มาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง มากเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่สร้างวัดมา ส่วนมากญาติโยมจะรู้จักวัดจักพระนี่ต้องครูบาอาจารย์ พามา สมัยนั้นการไปมายากลําบากมาก ถ้าครูบาอาจารย์ไม่พาไป หรือไม่บอกให้ไป มันไปไม่ได้เลย เพราะรถหายากมาก

ช่วงงานศพก็มีฝนตกหนัก ถนนหนทางไปมาลําบากมาก จากอําเภอสว่างแดนดิน ผ่านบ้านหนามแท่ง บ้านคําขัน ข้ามนํ้าสงคราม เข้าถึงบ้านดงเย็น ถนนเต็มไปด้วยทราย บางทีรถยนต์จะเข้ามาวัดก็ติดทราย พวกชาวบ้านต้องมาช่วยกันเข็นรถขึ้นจากทราย คุณพ่อสีโทเรียกให้ลูกๆ ไปตัดใบมะพร้าวในสวน ตัดเอามากองๆ แล้วก็เอาเกวียนขนไปปูให้รถวิ่ง 

สําหรับกุฏิที่พัก ครูบาอาจารย์ พระเถระผู้ใหญ่ก็พักตามกุฏิที่ทางวัดจัดไว้ พระ เณร แม่ชี และคนที่มางานก็พักอยู่ตามป่า พระท่านแขวนกลดกันทั่ว เพราะบริเวณวัดเป็นป่าที่อยู่ตามแถว ลําห้วย มันจะมีต้นแสง เป็นไม้ขึ้นเตี้ยๆ แล้วก็จะมีพวกกิ่งมันจะเลื้อย แขวนกลดได้พอดี ก็เข้าไป อยู่ใต้ต้นนั้นก็เอาใบตองมารวมๆ กัน แล้วก็เอาเสื่อปู ส่วนไฟฟ้า – นํ้าประปาสมัยนั้นยังไม่มี ไฟฟ้าใช้เครื่องปั่นไฟในหมู่บ้าน นํ้าก็ใช้นํ้าบ่อและตามแหล่งนํ้าธรรมชาติ นํ้าบ่อก็ขุดเอา เป็นนํ้าเหลืองๆ ออกมา พระมาในงานสรงนํ้าจากบ่อนํ้าก็มี สรงนํ้าในลําห้วยก็มี โดยทําเป็นร้านยื่นลงไปแล้วก็ให้พระไปนั่งใช้ขันตัก ที่จอดรถก็อาศัยจอดตามข้างทาง ส่วนโรงทานมีแต่ไม่มากแบบทุกวันนี้ ชาวบ้านมาช่วยกันทํา ทางลูกศิษย์หลวงปู่บัวที่หนองวัวซอก็มาตั้ง ชาวบ้านบึงโนก็มาตั้ง มาช่วยกันทําครัว เพื่อถวายอาหารพระเท่านั้นเอง ที่สําคัญไม่มีการละเล่นมหรสพ และไม่มีการโฆษณาเรี่ยไรใดๆ การบริจาคก็เป็นไปตามอัธยาศัย อันเป็นแบบฉบับงานของพระธุดงคกรรมฐาน โดยในงานมีเหรียญและหนังสือประวัติหลวงปู่พรหมแจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้มาร่วมงาน 

ในงานประชุมเพลิงศพ ทางวัดดําเนินตามปฏิปทาของหลวงปู่พรหมอย่างแท้จริง คือ เน้นความเงียบและเรียบง่าย วันงานยังเงียบเลย ไม่เพ่นพ่านเหมือนปัจจุบันนี้ ถ้าไม่มีเสียงเคาะระฆัง พระท่านจะไม่ออกมา ท่านก็พักอยู่ตามกลดในป่า จะอยู่กันอย่างเงียบมาก ไม่มีออกมาวุ่นวาย มีแต่ พระที่ทํางานไม่กี่องค์ ถ้าถึงเวลาจะมีเคาะระฆัง พระก็จะเริ่มทยอยกันออกมา เครื่องเสียงในงาน เป็นของคนในหมู่บ้านจะมีเครื่องปั่นไฟ จะไม่เปิดบ่อยนัก จะเปิดตอนพระท่านประชาสัมพันธ์หรือพูดเรียกใคร ถ้าหยุดใช้แล้วก็ปิดเครื่องไว้ เพราะสมัยนั้นต้องใช้นํ้ามันเบนซินปั่นไฟ เวลาจะใช้ที ก็ต้องมาสตาร์ตเครื่องใหม่แล้วก็เปิด 

สถานที่ลงทะเบียนพระมาก็มี ฝ่ายนํ้าร้อน พระเป็นผู้ต้ม คุมนํ้าร้อนเอง แล้วมีโยมเป็นผู้ช่วย ไม่มีอะไรที่หรูๆ หราๆ เหมือนทุกวันนี้ โดยมากก็มีนํ้าอ้อย นํ้าตาล และนํ้าต้มสมุนไพร 

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล วัดป่าสันติกาวาส อําเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี ท่านเป็น พระมหาเถระผู้ใหญ่อีกองค์หนึ่งที่ไปร่วมงานถวายเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านได้สั่ง พระที่อยู่เฝ้าวัด ให้ตัดเย็บผ้าไตรจีวรไว้ให้ได้ ๑๐ ไตร เพื่อจะไปถวายบังสุกุลในงานถวายเพลิง ศพหลวงปู่พรหม เมื่อถึงวันเริ่มงานถวายเพลิงศพหลวงปู่พรหม คือวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่ได้พาญาติโยมและพระติดตามไปร่วมงานในคราวนั้น 

วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ตอนเช้า ครูบาอาจารย์ พระ เณรออกบิณฑบาตและฉันจังหัน จากนั้นคณะศิษย์ประกอบด้วย พระภิกษุ สามเณร แม่ชี ตลอดฆราวาสญาติโยมจํานวนมาก พากันทําพิธีกราบขอขมาศพหลวงปู่พรหมที่ศาลาเสา ๕๐ ต้น จากนั้นอัญเชิญหีบศพขึ้นสู่เมรุ พร้อมกับอัญเชิญรูปเหมือนหลวงปู่พรหมขนาดเท่าองค์จริงไปปะรําพิธี ให้ผู้มาวางดอกไม้จันทน์ได้กราบไหว้ ตอนกลางวันก็มีครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นองค์แสดงธรรม ตอนกลางคืน พระภิกษุ สามเณร ที่มาร่วมในงานเป็นจํานวนมาก ทั้งอุบาสก อุบาสิกา พร้อมกันสวดมนต์ทําวัตรเย็น และมีการสวด พระอภิธรรมเป็นกรณีพิเศษ โดยพระพิธีธรรมจํานวน ๔ รูปจากวัดในกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นการ บูชาพระคุณของหลวงปู่พรหม จากนั้นก็ฟังพระธรรมเทศนาและปฏิบัติธรรมกันตลอดคืน โดย พระเถระผู้ใหญ่มาแสดงกันหลายองค์ เช่น พระธรรมไตรโลกาจารย์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ สิม พุทฺธาจาโร ท่านพระครูพิศาลศาสนกิจ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ สําหรับหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านไม่ได้เทศน์

วันถวายเพลิงศพหลวงปู่พรหม

วันถวายเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ตรงกับวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ตอนเช้า ครูบาอาจารย์ พระ เณร พากันออกเดินบิณฑบาตและฉันจังหันเช้า ครูบาอาจารย์ พระ เณร ญาติโยม ได้วางดอกไม้จันทน์ หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ได้พาทอดผ้าไตร ๑๐ ไตรที่ได้เตรียมไว้ นําไปจากวัด ถวายในงานหลวงปู่พรหมด้วย 

เหตุการณ์ตลอดวันถวายเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาบันทึกไว้ดังนี้

“เมื่อถึงวันงานถวายเพลิงศพท่าน บรรดาพุทธบริษัทนักแสวงบุญทั้งหลาย ทั้งใกล้ทั้งไกล ตลอดชาวนครหลวงก็อุตส่าห์สละเวลาไปเป็นจํานวนมาก แม้พี่น้องชาวเชียงใหม่ก็ยังอุตส่าห์ไปกัน ทุกๆ ท่านที่ไป มิได้คํานึงถึงความลําบากและสิ้นเปลืองใดๆ เลย มุ่งแต่ความสมหวังดังใจหมาย ในงานโดยถ่ายเดียว ฉะนั้น วัดที่ตั้งของงานแม้จะกว้างใหญ่ไพศาลในยามปกติธรรมดาแห่งสายตาคนทั่วไป แต่ก็ได้กลายเป็นวัดที่คับแคบแออัดขึ้นมาในเวลานั้น เพราะผู้คนพระเณรจํานวนมาก ต่างหลั่งไหลกันมาในงานท่าน แม้เช่นนั้นก็มิได้เป็นความเอิกเกริกวุ่นวายแก่งานแต่อย่างใดเลย เพราะต่างท่านต่างมาด้วยจิตผ่องใสใจศรัทธา มิได้มาด้วยความหวังอย่างอื่นที่อาจเป็นอันตรายแก่งานและประชาชนที่มาในงานได้

ตอนกลางคืนของงาน ทางคณะกรรมการวัดได้จัดให้มีการอบรมกรรมฐานตลอดรุ่ง โดยขออาราธนาพระอาจารย์กรรมฐานผู้ทรงคุณวุฒิเป็นองค์แสดง ด้วยปกิณกธรรมบ้าง ด้วยสมาธิธรรมบ้าง ด้วยปัญญาธรรมบ้าง สับปนกันไป เพื่อประโยชน์แก่ท่านที่เป็นนักบวชฝ่ายธุดงคกรรมฐาน ซึ่งนานๆ จะได้มีโอกาสมาฟังกันบ้าง เพื่ออุบาสก อุบาสิกาที่สนใจธรรมปฏิบัติบ้าง เพื่อสาธุชน ทั่วๆ ไปบ้าง

การถวายเพลิงจริงท่านเริ่มเวลาประมาณสี่ทุ่มของคืนวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ขณะประชุมเพลิงนั้น มีประชาชนพระเณรมาแสดงธรรมสังเวชเป็นจํานวนมากมาย ต่างท่านต่างมี ท่าอันสงบงามตาอย่างยิ่ง ราวกับต่างระลึกรําพึงถึงพระคุณและความดีงามท่านอาจารย์พรหม ผู้เคยบําเพ็ญมาด้วยความกล้าหาญชาญชัย และความเสียสละทุกอย่างไม่อาลัยเสียดาย และเคยประสิทธิ์ประสาทธรรมแก่บรรดาศิษย์ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์หญิงชายไม่มีประมาณ แล้วจากไป ตามกฎอนิจจัง และไม่มีใครแม้มีความเคารพรักเลื่อมใสท่านอย่างสุดจิตสุดใจ จะช่วยต้านทาน ไว้ได้สักรายเดียว บางท่านที่ไม่เคยพบเห็นท่านมาก่อน อาจคิดไปในแง่กฎอนิจจังอันเป็นธรรม สอนโลกและสอนตน มากกว่าจะคิดถึงแง่แห่งคุณธรรมท่าน

ขณะที่กําลังถวายเพลิง ในบริเวณเมรุจะมีเฉพาะคณะกรรมการที่ทําหน้าที่ต่อศพท่าน เท่านั้น ไม่มีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคําโฆษณาประกาศเตือนอยู่เป็นพักๆ ก็ได้ หรืออาจเป็นเพราะมรรยาทของท่านผู้เห็นภัยและคุณในขณะนั้นก็ยากแก่การสันนิษฐาน”

สําหรับคําไว้อาลัยหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งเขียนโดย พันตรีศรีพนม วรสาร นายอําเภอสว่างแดนดิน ในสมัยนั้น มีดังนี้

“เนื่องในงานประชุมเพลิงศพของท่านอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งมีกําหนดงานในวันที่ ๕ – ๖ – ๗ มีนาคม ๒๕๑๔ นี้ ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้เขียนคําไว้อาลัยแด่พระอาจารย์ผู้ทรงพระคุณอันสูงที่ล่วงลับไปแล้วนั้น ข้าพเจ้าขอน้อมรับด้วยความเคารพและเต็มใจ

อันที่จริงประชาชนชาวอําเภอสว่างแดนดินกับชาวบ้านดงเย็นนั้น เราเคยเป็นญาติพี่น้องกัน เคยพึ่งพาอาศัยกัน และเคยไปมาหาสู่กันตลอดมามิได้ขาด แม้จะมีลํานํ้าสงครามกั้นแยกให้เราอยู่คนละฟากฝั่ง แต่ก็ไม่อาจมาแยกความสัมพันธ์ของเราห่างกันได้ ความสัมพันธ์อันดีนี้ ได้ปรากฏ แจ่มชัดยิ่งขึ้น คือในสมัยที่ท่านอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ยังดํารงชีวิตอยู่ และท่านได้กระทํา ประโยชน์ทุกอย่าง เพื่อประชาชนทั้งสองอําเภอ ไม่ว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ที่ ประจักษ์แก่ตา ดูให้เห็นได้ทันที) สัมปรายิกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ที่ต้องรอคอยเวลา ไม่เห็นผลทันทีทันใด) และ ปรมัตถประโยชน์ (ประโยชน์ชั้นสุดยอด) ท่านได้กระทําอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

การกระทําของท่านเป็นสุปฏิปันโน ปฏิบัติดี เป็นอุชุปฏิปันโน ปฏิบัติตรง เป็นญายปฏิปันโน ปฏิบัติเป็นธรรม และเป็นสามีจิปฏิปันโน ปฏิบัติสมควร สมบูรณ์พร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านเป็น ผู้เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม ทํางานอย่างเด็ดเดี่ยวแกล้วกล้า มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ลงได้ลั่นวาจา ออกไป งานต้องสําเร็จทุกอย่างเพราะมีแต่ความเคารพเชื่อถือยําเกรง

งานชิ้นสําคัญซึ่งเป็นอนุสรณ์ของท่านที่ได้กระทําไว้ นับแต่การสร้างวัดทั้งสองแห่งที่บ้าน ดงเย็น สร้างโรงเรียนประชาบาลบ้านดงเย็น โดยไม่ได้ใช้จ่ายเงินงบประมาณของทางราชการสมทบแต่อย่างใด สร้างสะพานข้ามทุ่งนาเข้าวัดบ้านถ่อน สร้างพระพุทธรูปพระประธานองค์ใหญ่ที่วัด บ้านถ่อน และสร้างสะพานข้ามลํานํ้าสงคราม ระหว่างบ้านดงเย็นกับบ้านดอนเชียงยืน กว้างประมาณ ๔ เมตร ยาวประมาณ ๔๐ เมตร ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างอเนกอนันต์แก่ชาวอําเภอบ้านดุง และชาวอําเภอสว่างแดนดิน ตลอดมาจนทุกวันนี้

การทํางานของท่าน ท่านกระทําเพื่องานโดยแท้ ไม่ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรืออยากดัง มาแอบแฝงเจือปนอยู่ด้วยทั้งสิ้น นับว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยาก และควรแก่การเทิดทูนบูชาเคารพกราบไหว้อย่างยิ่ง ท่านไม่เป็นแต่เพียงเทพเจ้าของชาวอําเภอบ้านดุง และชาวอําเภอ สว่างแดนดินเท่านั้น ยังเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งของชาวพุทธศาสนิกชนทั่วไปอีกด้วย

การถึงแก่มรณภาพของท่านอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ย่อมนําความเศร้าสลดใจมาสู่พี่น้อง ชาวอําเภอบ้านดุง และพี่น้องชาวอําเภอสว่างแดนดิน ตลอดจนชาวพุทธศาสนิกชนทั่วไป เป็น อย่างมาก เพราะเป็นการสูญเสียท่านผู้เป็นแก่นแห่งการสร้างความดีไว้ เป็นอนุสรณ์ไว้ให้แก่พวกเราเป็นอย่างยิ่ง โดยไม่มีวันกลับมาอีก

ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้กรรมดีอันเป็นบารมีธรรม ที่ท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ ได้ประกอบไว้ให้แก่ประเทศชาติ และพระบวรพุทธศาสนา ตั้งแต่ต้นจนอวสานแห่งชีวิต พร้อมกับความดีที่ข้าพเจ้าและสานุศิษย์ทั้งหลายที่กระทํามา ขอน้อมเกล้าถวายเป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา ขอจงเป็นผลานิสงส์ ดลบันดาลให้ดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของท่านอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ จงก้าวไปสู่แดนอมตตามความประสงค์ด้วยเทอญ”

ช่วงก่อนประชุมเพลิง ท่านเจ้าคุณพระญาณเวที ได้เล่าเท้าความถึงงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ในครั้งนั้นว่า “สาธารณชนได้มีโอกาสรู้จักและกราบไหว้ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เพื่อนสหธรรมิกขององค์หลวงปู่พรหม เป็นครั้งแรกเช่นกัน และนับเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เมตตาแสดงธรรม และเล่าถึงปฏิปทาขององค์หลวงปู่พรหม ในระหว่างเที่ยวธุดงค์ด้วยกันท่ามกลางสาธารณชน”

หลวงปู่ชอบ เล่าเรื่องไปธุดงค์พม่าด้วยกันกับหลวงปู่พรหม แล้วมีฤาษีมาศรัทธาอุปถัมภ์บํารุงจนตลอดพรรษา สําหรับครูบาอาจารย์องค์สําคัญที่พิจารณาผ้าบังสุกุลในงานประชุมเพลิงศพ หลวงปู่พรหม ได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ พระธรรมไตรโลกาจารย์ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ

ตอนประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ สมัยนั้นยังไม่มีตํารวจ – ทหารมาเฝ้าอารักขา มีแต่พระล้วนๆ เฝ้าอยู่บนเมรุ คอยดูแลความปลอดภัยเรียบร้อยในขณะประชุมเพลิงศพ และคอยเก็บรักษาอัฐิธาตุของหลวงปู่ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ เล่าว่า หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านมาสั่งการเรื่องอัฐิธาตุหลวงปู่พรหมเอง หลวงตาท่านนิมนต์ให้หลวงปู่ผางเข้าไปหา ท่านขอแบ่งอัฐิธาตุของหลวงปู่พรหม ๓ ส่วน คือ ส่วนบน ส่วนอก แล้วก็ส่วนศีรษะ ท่านจะเอาไปสงเคราะห์โยม หลวงตาท่านมาขอแบบไม่เอิกเกริก อัฐิส่วนนั้นรู้สึกว่าจะเอาไปให้นายวัน คมนามูล เจ้าของโรงแรมที่อยู่จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาอัฐิธาตุหลวงปู่พรหมที่นายวันนําไปกราบไหว้บูชาแปรเป็นพระธาตุ พอหนังสือพิมพ์ศรีสัปดาห์เอาไปลง หลวงตาท่านก็สั่งห้ามออกข่าวตั้งแต่ตอนนั้นเลย 

เช้าวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๑๔ เก็บอัฐิ มีพิธีสวดมนต์ฉลองอัฐิธาตุหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ได้อยู่ในจํานวนพระสงฆ์สวดมนต์ฉลองอัฐิด้วย เมื่อสวดมนต์เสร็จ มีการถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระภิกษุสามเณรที่มาร่วมในงาน แล้วก็เป็นเสร็จพิธี ครูบาอาจารย์ต่าง รํ่าลากันกลับที่อยู่ของแต่ละท่านละองค์ หลวงปู่บุญจันทร์ก็พาเดินทางกลับวัดป่าสันติกาวาส

ภายหลังจากถวายเพลิงศพท่านไปแล้วไม่นานนัก คณะกรรมการวัดประสิทธิธรรม ได้นําอัฐิ ของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ส่วนหนึ่งนํามาบรรจุไว้ในเจดีย์จิรปุญโญ ซึ่งคณะศิษย์ได้ร่วมกัน สร้างขึ้นถวายเป็นอนุสรณ์คุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อท่านอีกด้วย 

พ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่ผางรับเป็นเจ้าอาวาสวัดประสิทธิธรรม

หลังจากประกอบพิธีถวายเพลิงศพหลวงปู่พรหมในวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เมื่อ เสร็จสิ้นงานทุกอย่างเกี่ยวกับหลวงปู่พรหมแล้ว ทางคณะสงฆ์ก็มีการประชุมสงฆ์ลงมติสงฆ์เป็นเอกฉันท์ ว่า สมควรมอบหมายให้ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ซึ่งเป็นพระศิษย์อาวุโสและเป็นชาวบ้านดงเย็น ดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดประสิทธิธรรมสืบทอดต่อจากนั้นมา 

หลวงปู่ผาง ท่านเมตตารับภาระเป็นเจ้าอาวาสอยู่ระยะหนึ่ง โดยอยู่จําพรรษาติดต่อกันอีก ๒ พรรษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ – ๒๕๑๖ จากนั้นท่านก็ออกธุดงค์วิเวกไปที่อื่น ชาวบ้านก็ได้นิมนต์กลับมาเป็นเจ้าอาวาสอีก ท่านก็กลับมาจําพรรษาอีก จนประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๙ หลวงปู่ผาง ท่านไปจําพรรษาที่อื่น จากนั้นนานๆ ท่านก็กลับมาวัด

ภาค ๑๙ พระธาตุและพระเจดีย์หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

อัฐิหลวงปู่พรหมเป็นพระธาตุแน่นอน

องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“คําว่าเป็นพระธาตุแล้วนั้น คือพระอรหันต์องค์หนึ่งนั่นเอง ร้อยเปอร์เซ็นต์ 

คือพระธาตุนี่เป็นเครื่องหมายของวัตถุ ด้านวัตถุ ได้แก่ ร่างกายซึ่งเป็นส่วนหยาบ คือจิตที่ บรรลุถึงวิสุทธิธรรมแล้ว จิตนี้จะบริสุทธิ์ นี่พูดตามหลักธรรมชาตินะ จิตที่บริสุทธิ์แล้วครอง ธาตุขันธ์อยู่นี้ ความบริสุทธิ์ของจิตนั้นล่ะจะซักฟอกออกมา ธาตุขันธ์เลยกลายเป็นธาตุขันธ์ที่ละเอียดลออ จึงกลายเป็นพระธาตุได้ ทั้งๆ ที่เป็นวัตถุธาตุเหมือนกันกับร่างกายของเรา แต่ร่างกายของพระอรหันต์ที่ครองด้วยจิตที่บริสุทธิ์ จิตที่บริสุทธิ์นั้นแหละซักฟอกออกมา แล้วก็กลายเป็น พระธาตุได้ๆ … 

ท่าน (หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ) เล่าให้ฟัง ท่านเป็นคนศักดิ์ศรีดีงาม มีอํานาจวาสนา น่าเกรงขามมาก เด็ดเดี่ยว ไปในงานศพท่าน เราก็ได้บอกกับบรรดาลูกศิษย์ว่า พวกเราทั้งหลายไปนี้ ให้พยายามเอาอัฐิของท่านอาจารย์องค์นี้ให้ได้นะ อัฐิของท่านอาจารย์องค์นี้จะเป็นพระธาตุแน่นอนเราว่าอย่างนี้ ครั้นเวลาไปเผาศพ พอเผาศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกกรรมการเขาไม่ทราบกี่ชั้น เข้าไม่ได้เลย ตกลงต่างคนต่างเผ่น จากนั้นมาอัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุ ก็อย่างนั้นแล้ว แน่นอนมาตั้งแต่คุยกันอยู่บ้านนามน อย่างนี้แหละเห็นไหมล่ะ ไม่ต้องเอาอะไรมายันกัน เพราะท่านคุยให้เราฟังอย่างถึงใจเมื่ออยู่บ้านนามน ท่านผ่านมาตั้งแต่อยู่เชียงใหม่โน้น

พูดอะไรๆ นี้ อย่างนั้นล่ะมันเรียงกัน มันเรียงตามหลังท่าน เข้ากันได้พับเลย แต่ก่อนท่าน เล่าให้ฟัง เราก็ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร ท่านเล่าให้ฟัง จนกระทั่งถึงท่านผ่านได้เลย เราก็ฟังแบบ หูหนวกตาบอด ครั้นเวลามาปฏิบัติ ปฏิบัติไม่ถอย มันก็รู้ตามกันไปๆ สุดท้ายยอมกราบท่านราบ ด้วยเหตุนี้เองจึงพูดว่า อัฐิของท่านอาจารย์พรหมนี้จะเป็นพระธาตุแน่นอน ท่านเล่าให้ฟังแล้ว ทางนี้ตามอีกด้วยข้อปฏิบัติ ด้วยความรู้ความเห็น มันตามเข้าไป หาที่แย้งกันไม่ได้ ยอมรับเลย นี่องค์หนึ่ง อัฐิเป็นพระธาตุ”

อัฐิท่านได้กลายเป็นพระธาตุในเวลาอันสั้น

จากหนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ โดย หลวงตา พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน 

“อัฐิท่าน (หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ) ที่ได้ทําการแจกจ่ายแก่ท่านที่มาในงาน ไปไว้เป็นที่ระลึกสักการบูชาในที่ต่างๆ มีมากต่อมาก จึงไม่อาจทราบได้ว่าของท่านผู้ใดได้แปรสภาพจากเดิมหรือหาไม่ประการใดบ้าง แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีท่านที่ได้รับแจกอัฐิท่านมาแล้ว อัฐินั้นได้กลายเป็น พระธาตุสององค์ และได้เชิญไปให้ผู้เขียนดูที่วัดอย่างประจักษ์ หลังจากนั้นก็ได้ทราบจาก หนังสือพิมพ์ “ศรีสัปดาห์” อีกว่า อัฐิท่านได้กลายเป็นพระธาตุแล้วก็มี ที่ยังไม่กลายก็มีซึ่งอยู่ในผอบอันเดียวกัน จึงทําให้เกิดความอัศจรรย์ในคุณธรรมท่านว่า ท่านเป็นผู้บรรลุถึงแก่นธรรมโดยสมบูรณ์แล้ว ดังวงปฏิบัติเคยพากันคาดหมายท่านมาเป็นเวลานาน แต่ท่านมิได้พูดออกหน้าออกตาเหมือนทางโลกปฏิบัติกัน เพราะเป็นเรื่องของธรรมซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะพึงสํารวมระวังให้อยู่ในความพอดี ท่านได้พบดวงธรรมอันประเสริฐ สามารถกําชัยชนะด้วยการบรรลุธรรมวิเศษ ปลดเปลื้องภาระหมดกิจหมดหน้าที่แล้วโดยสมบูรณ์…”

เรื่องปาฏิหาริย์พระธาตุหลวงปู่พรหม

งานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อมาก็มีข่าวผู้ที่ได้รับแจกอัฐิของหลวงปู่พรหมแปรสภาพเป็นพระธาตุ ซึ่งเป็นที่ ทราบกันดีในวงกรรมฐานว่า อัฐิธาตุของท่านต้องเป็นพระธาตุอย่างแน่นอน ครูบาอาจารย์ในยุคนั้น ได้กล่าวยกย่องหลวงปู่พรหมว่า เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในยุคของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เพราะ ท่านเป็นพระศิษย์ยุคต้นๆ ของหลวงปู่มั่น ที่มีอุปนิสัยแก่กล้า เด็ดเดี่ยว พูดจริง ทําจริง มีความเพียรสูงยิ่ง จนหลวงปู่มั่นออกปากชมต่อหน้าพระเถระว่า “ท่านพรหมเป็นผู้มีสติ ทุกคนควรเอาอย่าง” 

ในเรื่องอัฐิหลวงปู่พรหมแปรสภาพเป็นพระธาตุ ในสมัยนั้น คือ พ.ศ. ๒๕๑๔ – ๒๕๑๘ ยังเป็นยุคที่ทุรกันดารมาก การเดินทางไปมาหาสู่กันเต็มไปด้วยความยากลําบาก แม้แต่จะหาดู พระธาตุของหลวงปู่ ก็นับว่ายากเต็มที เพราะอัฐิบรรจุในองค์เจดีย์ส่วนบนทั้งหมด ที่พอหาดูได้ก็มี ครูสวัสดิ์ ชาตะระ ซึ่งเป็นลูกหลานบ้านดงเย็น และครูชาย วงษ์ประชุม อําเภอสว่างแดนดิน ผู้ซึ่ง ได้รับอัฐิและเถ้าอังคารในวันประชุมเพลิงแล้วแปรสภาพเป็นพระธาตุ มีสีทับทิม สีขาว เป็นต้น

เจดีย์จิรปุญโญ ในยุคแรกภายในเจดีย์ มีเพียงรูปเหมือนโลหะหลวงปู่พรหมเท่าองค์จริง และมีตู้ ๑ ใบ สําหรับใส่บริขารของหลวงปู่ เช่น ผ้าไตรจีวร บาตร กลด รองเท้า ฯลฯ บริขารของหลวงปู่มีน้อยมาก เพราะท่านเป็นพระที่มักน้อย สันโดษ ครองผ้าบังสุกุลเป็นวัตร อัฐิหลวงปู่พรหมที่เล่าลือกันว่าเป็นพระธาตุนั้น ภายในเจดีย์ก็ไม่มีให้ชม

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ พอออกพรรษา พระเจดีย์จิรปุญโญ ได้มีรอยแตกร้าวตั้งแต่ส่วนยอดเจดีย์ และมีนํ้าขังในองค์เจดีย์ ทําให้ด้านล่างของเจดีย์มีนํ้าซึมหยดลงมาตลอดเวลา ซึ่งเป็นมานานหลายปี แล้ว เป็นที่ลําบากแก่ผู้ที่มากราบสักการะหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นเหตุให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์จิรปุญโญ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยทางวัดได้มีการสํารวจหาสาเหตุ พระเณรได้ขึ้นไปบนเจดีย์ ใช้เหล็กสกัดเจาะเจดีย์ทางด้านซุ้มทิศตะวันออก เพื่อดูว่ามีนํ้าที่ไหลรั่วซึมลงมาในห้องโถง มาจากที่ใด พระเณรใช้เวลาเจาะอยู่ ๒ – ๓ วัน ค่อยทะลุ เพราะกําแพงเจดีย์มีความหนามาก พอเจาะเข้าไปก็พบกับโกศทองเหลือง ๑ คู่ ซึ่งเป็นโกศที่บรรจุอัฐิของหลวงปู่ จากนั้นก็อัญเชิญโกศทั้ง ๒ ใบนี้ลงมาประดิษฐานที่โต๊ะหมู่บูชา ณ ศาลากลางนํ้า 

พอพระเณรเจาะทะลุฝาและตัดเหล็กได้แล้ว ก็พบห้องโปร่งห้องหนึ่ง มองลงไปมีนํ้าท่วมขัง ๕๐ เซนติเมตร สันนิษฐานว่านํ้ามาจากรอยรั่วตามปูนขอบเจดีย์ และบ่อยครั้งที่มีฟ้าผ่า ซึ่งก็มี สายล่อฟ้าอยู่แล้ว พอสํารวจห้องโถงที่มีนํ้า พบพระพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อยเต็มไปหมด ตั้งแต่ขนาด ๑ นิ้ว ๓ นิ้ว ๕ นิ้ว ๗ นิ้ว ๙ นิ้ว ซึ่งน่าจะเป็นพระที่ชาวบ้านเอาของเก่าหรือของดีมาบรรจุในเจดีย์ของหลวงปู่ นอกจากนี้ยังมีพระแก้วมรกตในองค์เจดีย์จํานวนมากถึง ๓๐ – ๔๐ องค์ และมีพระไม้แกะสลัก ปางยืน ปางนั่ง ขนาดหน้าตักต่างๆ กัน แต่ด้วยความที่พระไม้อยู่แช่ในนํ้านานปี จึงทําให้ยุ่ยผุพังเมื่อจับต้องถูก จากนั้นก็ขนย้ายพระต่างๆ ออกมาไว้ข้างล่าง

โกศทองเหลือง ๒ ใบ ที่บรรจุอัฐิหลวงปู่พรหมนั้น ได้สลักชื่อครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้บรรจุอัฐิหลวงปู่ มี ๓ องค์ คือ หลวงปู่บุญ ชินวํโส วัดศรีสว่าง หลวงปู่วัน อุตฺตโม วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม (ถํ้าพวง) หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม วัดเหวลึก

พอบ่ายสามโมงก็ฉันนํ้าร้อน ทํากิจวัตรกวาดลานวัด ถูกุฏิ ถูศาลา กวาดลานเจดีย์ ขณะที่ไปทําความสะอาดบนศาลากลางนํ้า สังเกตเห็นว่า มีนํ้าไหลลงมาจากโกศทองเหลืองด้านล่าง ที่วางไว้บนโต๊ะหมู่ ๑ โกศ แต่อีกโกศไม่มีนํ้าหยดลงมา นํ้าที่หยดไหลลงมานองบนพื้นศาลา ซึ่งก็แปลกและอัศจรรย์มาก นํ้าก็ใสดีมาก และหยดตลอดเวลา ก็เอาขันเงินใบใหญ่ไปรองรับโกศใบนี้ไว้ นํ้าที่หยดออกมาตั้งแต่ทีแรกจนนองพื้น น่าจะไม่ตํ่ากว่า ๒ – ๓ ลิตร แต่ดูปริมาณนํ้าที่บรรจุในโกศ น่าจะพอดี หรือเกินโกศ ซึ่งฐานโกศ ๑๒ ซม. ความสูงของโกศ ๗๐ ซม. นํ้าที่หยดลงมาน่าจะหมด แต่ยังหยดต่อไปได้อีก

พอวันที่สาม ได้เปิดโกศทองเหลือง ซึ่งขณะนั้นมีครูบา ๒ รูป เณรน้อย ๑ รูป โดยยกโกศลงมาตั้งที่อาสน์สงฆ์ ขณะนั้นนํ้าก็ยังหยดอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก นํ้านี้มาจากไหน ? นํ้ายังหยดตลอดเวลา อัศจรรย์มาก ! ก็เอาชามใบใหญ่มารองรับโกศ จะเปิดโกศออก พอหมุนเกลียวส่วนบน โกศออก มองเห็นนํ้าใสเต็มเปี่ยมในโกศ จนเกิดความอัศจรรย์ว่า ทําไมมีนํ้าเต็มโกศ พระก็ให้ เณรน้อยเอามือล้วงเข้าไปในโกศ ซึ่งขณะเอามือล้วงลงไป นํ้าก็ล้นออกมาด้วย

พระบอกให้เณรล้วงลงไปให้สุดฐานโกศ ให้เอาสิ่งของที่พบออกมา ปรากฏว่าสิ่งที่เณรเอาขึ้นมาเป็นพระธาตุสีต่างๆ มีพระธาตุสีทับทิม สีขาว สีเขียว ติดมาที่แขน ที่ผิวหนังของเณรน้อย พระที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับขนลุกซู่ เพราะเคยได้ยินมาว่า พระธาตุหลวงปู่จะเป็นสีทับทิมเป็นส่วนใหญ่ จึงใช้กระดาษค่อยเก็บเม็ดพระธาตุอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวจะตกหล่นไป เณรยังได้ ล้วงเอาสิ่งของลักษณะคล้ายเหรียญออกมาจากฐานโกศด้วย ผลปรากฏว่า เหรียญที่เอาออกมาได้ เป็นเหรียญหลวงปู่พรหม รุ่นสองกับรุ่นสาม ซึ่งสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ และ พ.ศ. ๒๕๑๔ บางเหรียญก็เป็นสนิมเขียว เพราะแช่นํ้า

พอรู้ว่าเป็นพระธาตุหลวงปู่พรหม ก็ยกโต๊ะไม้มะค่ามาเช็ดทําความสะอาด เอาผ้าขาวมาปู แล้วเอาโกศทองเหลืองตั้งตรงกลาง และพระเณรก็ห่มคลุมจีวรแล้วกราบขอขมา จากนั้นก็เทนํ้าจากโกศออกมายังขัน พอเทนํ้าออกแล้ว พระเณรก็ช่วยกันแยกพระธาตุของหลวงปู่ออกมา ซึ่งพระธาตุมีสีทับทิม สีเขียวมรกต สีขาวขุ่น ฯลฯ ที่เป็นอัฐิกําลังแปรสภาพและยังไม่แปรสภาพก็มี นอกจากนี้ยังมีเหรียญหลวงปู่ รุ่นสองและรุ่นสาม รวม ๓๔ เหรียญ ส่วนเหรียญรุ่นแรก พ.ศ. ๒๕๐๖ ไม่มีแม้แต่เหรียญเดียว 

หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ศิษย์เอกของหลวงปู่พรหม ได้อธิบายถึงนํ้าอัศจรรย์ว่า “เป็นนํ้าศักดิ์สิทธิ์ เป็นนํ้าบริสุทธิ์ เป็นนํ้าที่หล่อเลี้ยงพระธาตุของหลวงปู่พรหม”

ส่วนโกศทองเหลืองอีกใบหนึ่ง ซึ่งไม่มีนํ้า มีอัฐิที่ยังไม่แปรเป็นพระธาตุ พระองค์เล็กองค์น้อย เช่น พระรอด พระเปิม พระนางกวัก ซึ่งพระเหล่านี้จะไปรวมตัวกับฝุ่นอังคาร อัฐิ แล้วติดกับสําลี ที่รองอัฐิ ที่ถูกย้ายออกมาจากโกศจนหมดสิ้น แล้วจากนั้นได้นําโกศทั้งสองใบไปทําความสะอาด แล้วเก็บไว้ในที่อันสมควรต่อไป

พระธาตุหลวงปู่พรหมที่อัญเชิญลงมาจากโกศทองเหลืองมีจํานวนมากนับเป็นพันๆ องค์ ในขณะที่พระเณรช่วยกันอัญเชิญพระธาตุลงในผอบแก้วนั้น ปรากฏว่ามีพระธาตุองค์สีทับทิมกระเด็นหายไปจากโต๊ะที่ปูผ้าขาว พระเณรช่วยกันหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ จึงอธิษฐานขอให้เสด็จกลับมา อยู่ๆ ในชั่วพริบตาพระธาตุองค์สีทับทิมก็เสด็จกลับมาวางบนผ้าขาวได้อย่างอัศจรรย์ สร้างความประหลาดใจให้กับพระเณร ณ ที่นั้น พอพระธาตุเสด็จกลับมาแล้ว ก็อัญเชิญลงผอบแก้วเอาไว้สักการบูชาต่อไป

ปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้ละสังขาร วันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ก็มาเคารพศพ และได้แวะมาที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น หลวงปู่ผาง ได้ทราบข่าวเรื่องการเจาะเจดีย์ เอาอัฐิธาตุของหลวงปู่พรหมลงมาแล้ว อันที่จริง ก่อนที่จะทําการขุดเจาะเจดีย์นั้น ก็ได้ไปกราบขออนุญาตหลวงปู่ผางที่เขาจีนแล จังหวัดลพบุรีแล้ว หลวงปู่ผางมาพักที่วัดประสิทธิธรรม ท่านก็ดุพระเณรว่า “เอาอัฐิธาตุหลวงปู่พรหมมาโชว์ มาโฆษณา เอาพระธาตุ หลวงปู่มาขายกิน” ที่หลวงปู่ผางท่านกล่าวเช่นนี้ เพราะว่าอุปนิสัยของหลวงปู่พรหม ท่านจะ เงียบมาก ไม่โชว์ ไม่อวด มักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี หลังจากนั้นหลวงปู่ผางก็กลับภูเก็ตไป

ต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๘ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ละสังขาร หลวงปู่ผางท่านเคยร่วมธุดงค์กับ หลวงปู่ชอบ ท่านจึงมาเคารพศพที่จังหวัดเลย หลังจากนั้นท่านก็มาพักที่วัดประสิทธิธรรม

ข่าวเจดีย์หลวงปู่พรหมแตก มีพระธาตุหลวงปู่พรหมมากมาย พอข่าวนี้กระจายไปยัง จังหวัดอุดรธานี สกลนคร และหมู่บ้านต่างๆ ฯลฯ ก็มีคนหลั่งไหลมากราบอัฐิธาตุของหลวงปู่เป็นจํานวนมาก คนเฒ่าคนแก่คนวัดก็มาจุดประกายไฟ บางคนก็มาอวดอ้างว่า “ของกระผมกลายเป็นพระธาตุ” มีเล่าลือกันมากในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เมื่อตามไปดูพบว่า พระธาตุที่แปรเปลี่ยนมาจากเถ้าฝุ่นอังคารและอัฐิ โดยมากจะพบสีทับทิม สีขาว และเศษกระดูกที่หดตัว เป็นต้น

พ่อคํามี อยู่บ้านอ้อมกอ เคยได้ปฏิบัติรับใช้หลวงปู่พรหมในสมัยนั้น เกี่ยวกับการสร้างศาลา กลางนํ้า (ศาลาไม้) พ่อคํามีก็ได้รับแจกผงฝุ่นอังคารของหลวงปู่พรหมมาเหมือนกัน พ่อคํามีมาใส่บาตรวันพระที่วัดประสิทธิธรรม แล้วมาบ่นให้ฟังว่า “ผงฝุ่นอังคารของหลวงปู่พรหม ของคนอื่นเป็นพระธาตุกัน แต่ทําไมของเราจึงไม่เป็นพระธาตุ ?” พ่อคํามียังบอกอีกว่า “ได้ดูผงฝุ่นอังคารอยู่บ่อยๆ ก็ยังเหมือนเดิม ผงฝุ่นอังคารนี้ พระเป็นผู้ให้มา” และยังบอกด้วยว่า “เขาก็เป็นคนหนึ่งที่ปฏิบัติหลวงปู่พรหมเหมือนกัน แต่ทําไมผงฝุ่นอังคารไม่เป็นพระธาตุ”

วันพระถัดมา พ่อคํามีก็มาใส่บาตรที่บ้านดงเย็น แล้วกลับไปบ้านที่อ้อมกอ ได้เข้าไปดูตลับผงฝุ่นอังคาร ปรากฏว่าตลับดังกล่าวหล่นจากโต๊ะหมู่บูชา ลงมาอยู่ชั้นล่างอีกชั้นหนึ่ง จึงได้ถาม คนในบ้านว่า มีใครเข้าไปเล่นในห้องพระ หรือโต๊ะหมู่บูชาหรือเปล่า ? ปรากฏว่า ไม่มีใครเข้าไป เล่นเลย ตลับที่ใส่ผงฝุ่นอังคารเป็นตลับใส่พระสมเด็จ บุด้วยผ้ากํามะหยี่ ขนาดเท่ากลักไม้ขีดไฟ เมื่อเปิดขึ้นดู เขาต้องตกตะลึง เพราะสิ่งที่เห็นคือ พระธาตุสีทับทิมเต็มตลับ จึงมาเล่าให้พระเณร ที่วัดประสิทธิธรรมฟัง พระธาตุสวยงามมาก ลักษณะพระธาตุเหมือนกับที่ได้มาจากโกศทองเหลืองที่ลงมาจากเจดีย์

ต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๙ มีงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่ง หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ก็มาร่วมงานด้วย หลังจากนั้นท่านก็มาพักที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น หลวงปู่ผางท่านได้พักที่กุฏิหลวงปู่พรหม ท่านถามหาพระธาตุหลวงปู่พรหม และพระศิษย์ได้นํามาถวายท่าน หลังจากนั้นหลวงปู่ผางก็นําพระธาตุหลวงปู่พรหมไปลพบุรี และภูเก็ต

พอปี พ.ศ. ๒๕๔๐ หลวงปู่ผางกลับมาจําพรรษาวัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น ท่านเล่าให้ พระศิษย์ฟังว่า พระธาตุหลวงปู่พรหมท่านแจกหมดแล้ว ท่านไม่ได้เก็บเอาไว้เลย หลังจากนั้น ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ก็มีการฉลองเจดีย์จิรปุญโญที่บูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พร้อมกับการจัดทําบุญ วันเกิดครบ ๖ รอบ ๗๒ พรรษาของหลวงปู่ผาง โดยมีพระกรรมฐานและพุทธบริษัทเดินทางมา ร่วมงานกันจํานวนมาก

อัศจรรย์เส้นเกศาหลวงปู่พรหม

เรื่องแรก ครูบาอาจารย์ได้เมตตาเล่าว่า เรื่องเกศาหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นเรื่อง อัศจรรย์มากนะ ท่านปลงเกศาเองตอนสรงนํ้า แล้วเกศาท่านเก็บไม่ให้คนเห็น เมื่อท่านมรณภาพแล้ว เกศาที่ท่านเก็บไว้หดเป็นพระธาตุ หดเข้าอย่างน่าอัศจรรย์มากนะ 

เรื่องที่สอง มีผู้ได้รูปหล่อหลวงปู่พรหม ขนาดหน้าตัก ๓ นิ้วไปกราบไหว้บูชา ปรากฏว่าภายในรูปหล่อมีซองพลาสติกอุดอยู่บริเวณซอกคอ เมื่อแคะออกมาพบว่าเป็นเส้นเกศา จึงนําไปใส่ผอบบูชา ต่อมาเส้นเกศาได้แยกตัวออกและขมวดเป็นก้อนกลมๆ ๓ ก้อน อันหมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อแน่ว่าเส้นเกศานี้เป็นของหลวงปู่พรหม เพราะบรรจุในรูปหล่อของท่าน

เรื่องที่สาม พระศิษย์ได้เอาเส้นเกศาหลวงปู่พรหมมาหล่อใส่ตะกั่วจะทําเป็นพระห้อยคอ พอต้มตะกั่วหลอมละลายแล้วก็เทใส่เบ้า จากนั้นก็เอาเส้นเกศาหลวงปู่ใส่ลงไป ปรากฏว่าตะกั่วกับ เส้นเกศาไม่เข้ากัน กลิ้งออกเลย ทีนี้เอาเส้นเกศาของตัวเองไปทดลองบ้าง ครู่เดียวไหม้ละลายหมด แต่เส้นเกศาหลวงปู่กลับไม่ละลาย ทั้งๆ ที่ตอนหลอมตะกั่วร้อนมากๆ ไม่น่าจะเหลือ คนที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ ๓ – ๔ คน ทั้งพระทั้งคนต่างตกตะลึง อัศจรรย์เส้นเกศาหลวงปู่ตามๆ กัน ตอนทดลอง คล้ายๆ แอบทํา แต่ท่านก็รู้ ความอยากได้เกศาท่านมาทําพระห้อย ด้วยความพยายามสุดท้ายก็สําเร็จ ไปเอาเทียนมาหล่อเป็นรูปพระ พอเทียนเย็นแล้วก็เอามาเจาะกว้านเป็นรูแล้วเอาเส้นเกศาหลวงปู่ยัดเข้าไป แล้วเอาลวดทองแดงถักหุ้มห้อยคอ 

ทันตธาตุของหลวงปู่

ครอบครัวของคุณครูชาย วงษ์ประชุม มีศรัทธาในองค์หลวงปู่พรหมมาก นับถือหลวงปู่เป็นที่พึ่งทางใจ คุณครูชายได้มีโอกาสปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่ตามกําลัง และเป็นที่ไว้วางใจของหลวงปู่ 

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงปู่พรหมได้อนุญาตให้คุณครูชายทําฟันปลอมให้กับหลวงปู่เพื่อจะได้ขบฉันรับประทานอาหารได้สะดวก หลังจากหลวงปู่ได้ให้หมอถอนฟันแล้ว หลวงปู่ได้มอบฟันให้กับหลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ เพื่อมอบให้กับคุณครูชายต่อไป 

คุณครูชายรู้สึกดีใจมากที่ท่านเมตตามอบฟันของท่านให้นํามากราบไหว้บูชา จนบัดนี้ ฟันซี่ ดังกล่าวได้กลายเป็นพระธาตุแล้ว (ทันตธาตุ) โดยปรกติคุณครูชายและคุณครูคําฟอง (ภรรยา) จะเก็บรักษาฟันของหลวงปู่ไว้ในผอบเพียง ๑ ซี่ เท่านั้น แต่พอเปิดผอบออกดู ปรากฏมีพระธาตุเสด็จเพิ่มจํานวน ๗ องค์ พระธาตุมีลักษณะเป็นสีขาวขุ่นใส เป็นเม็ดเล็กเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด สร้างความปีติยินดีและเป็นที่อัศจรรย์แก่ทุกๆ คน

เกี่ยวกับพระทันตธาตุของหลวงปู่พรหม มีบันทึกไว้ในอีกที่หนึ่ง ดังนี้

“หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพลได้บอกศิษย์ชื่อคุณครูชาลี ดุลวรรณ ซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณครูชาย วงษ์ประชุม ศิษย์ของหลวงปู่พรหม ตามที่กล่าวมาแล้วว่า “ถ้าอยากได้ของดี ให้ไปขอทําฟันกับหลวงปู่พรหม” คุณครูชาลีก็รีบเดินทางไปกราบหลวงปู่พรหม เพื่อขออนุญาตพาคุณหมอมาทําฟัน รักษาฟัน และเปลี่ยนฟันให้หลวงปู่ แม้จะขออยู่นาน หลวงปู่ท่านก็ไม่อนุญาต จนคุณครูชาลีหมดปัญญา จึงไปเล่าให้คุณครูชายฟัง คุณครูชายดีใจมาก ตัวเองอยู่รับใช้หลวงปู่มานานจึงรู้ว่า ควรจะทําอย่างไร จึงได้ไปกราบเรียนหลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม (วัดเหวลึก) เพื่อให้ท่านพาไปกราบหลวงปู่พรหม ขออนุญาตพาหมอมาทําฟันถวายท่าน

หลวงปู่พรหมท่านมักเรียกคุณครูชายว่า “ขี้ปลาทู” เมื่อได้รับคําขอ ท่านจึงพูดว่า “ขี้ปลาทู เจ้าอยากทําหรือ เอ้า ! อนุญาตให้ทําได้เลย” คุณครูชายได้ไปกราบเรียนหลวงปู่ขาวว่า “หลวงปู่พรหมอนุญาตให้ทําฟันท่านแล้ว” และหลวงปู่ขาวได้ถามว่า “ชาย เจ้าจะเอาเงินที่ไหน ถ้าไม่มี ก็ให้มาเอากับหลวงปู่ได้นะ” คุณครูชายรู้สึกซาบซึ้งในเมตตาของหลวงปู่ขาวมาก เมื่อกลับมาก็รีบดําเนินการทันที โดยไปปรึกษากับหมอฟันชื่อ คุณหมอประเสริฐ แห่งร้านประเสริฐทําฟัน อยู่ที่ตลาดพังโคน สกลนคร แล้วรับคุณหมอไปถวายการทําฟันหลวงปู่

คุณหมอประเสริฐได้ทําการถอนฟัน กรอฟัน พิมพ์ฟัน และใส่ฟันถวายหลวงปู่ ซึ่งใช้เวลาเดือนเศษ และได้ใส่ฟันเทียมซี่ใหม่ถวายหลวงปู่ ขณะที่หมอถอนฟันถวายหลวงปู่นั้น มีหลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม คุณครูชาย วงษ์ประชุม คุณครูคําฟอง วงษ์ประชุม และคุณครูมัย (เพื่อนคุณครูชาย) อยู่ด้วย เมื่อหมอจับฟันซี่ที่มีปัญหา ฟันก็หลุดออกมาโดยไม่ต้องทําอะไรเลย หลวงปู่สุภาพได้เอาถาดซึ่งปูด้วยผ้าขาวให้วางฟันของหลวงปู่ แล้วเอาไปวางไว้ใกล้ๆ หลวงปู่ หลวงปู่หยิบฟันซี่นั้นยื่นให้หลวงปู่สุภาพ แล้วบอกว่า “เอาให้ขี้ปลาทูมัน”

ฟันซี่ดังกล่าว คุณครูชาย คุณครูคําฟอง ได้เก็บบูชาในห้องพระ ในเวลาต่อมาฟันซี่นั้นได้กลายสภาพเป็นพระธาตุ ส่วนรากของฟันมีสีเหลืองอร่าม ใสเป็นแก้ว ส่วนบนของฟันมีคราบ นํ้าหมากดําเกาะอยู่ และมีพระธาตุเสด็จมารวมอยู่ในผอบนั้น

พระเจดีย์หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวก ซึ่งในวงกรรมฐานทราบดีตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อท่านมรณภาพแล้ว ภายหลังประชุมเพลิงศพท่าน อัฐิธาตุของท่าน ได้แปรเป็นพระธาตุมีสีสันวรรณะสวยงามมาก ดังนั้น การสร้างเจดีย์ของหลวงปู่พรหม จึงเป็นไปตามหลักถูปารหบุคคล บุคคลที่ควรแก่การบรรจุอัฐิธาตุในสถูปเจดีย์ ตามหลักการก่อสร้างเจดีย์ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ เรื่อง ถูปารหบุคคล ดังนี้

“อานนท์ บุคคลผู้ควรแก่การประดิษฐานในสถูป เรียกว่า ถูปารหบุคคล มี ๔ ประเภท คือ

พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑

พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑

พระสาวกอรหันต์ ๑ 

พระเจ้าจักรพรรดิ ๑

บุคคลพิเศษทั้ง ๔ นี้ ควรที่บรรจุอัฐิธาตุไว้ในสถูป เพื่อเป็นที่สักการบูชากราบไหว้ ด้วยความเลื่อมใส ด้วยสามารถเป็นพลวปัจจัย นําให้ผู้กราบไหว้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ตามกําลังศรัทธาเลื่อมใส”

ในการครั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาธรรมในพระคุณของท่านอาจารย์ พรหม จิรปุญฺโญ คณะศิษยานุศิษย์ พร้อมด้วยทายก ทายิกา ที่เคารพนับถือในท่าน ได้พร้อมใจกัน เสียสละกําลังกาย กําลังทรัพย์ และกําลังสติปัญญา ร่วมใจกันจัดสร้างเจดีย์จิรปุญโญ ขึ้นที่ วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น ตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เจดีย์มีขนาดความสูง ๒๐ เมตร วัตถุประสงค์ในการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิธาตุของท่าน และเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่อนุชนรุ่นหลังได้กราบไหว้บูชา

ด้วยหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า ท่านจึงเริ่มสร้างเจดีย์ตั้งแต่ ท่านยังมีชีวิตอยู่ หลวงปู่ท่านได้วางศิลาฤกษ์และเริ่มขุดหลุมวางรากฐานก่อนที่ท่านจะมรณภาพ โดยไม่ได้ใช้เครื่องมือเครื่องจักรขุด อาศัยชาวบ้านดงเย็นและใกล้เคียงทั้งหญิงและชายมาร่วมแรง ร่วมใจช่วยกันขุด ช่วยกันโกยดินเต็มไปหมด

ช่วงสร้างเจดีย์ หลวงปู่พรหมท่านจะเร่งให้เสร็จ ท่านบ่นแล้วบ่นอีก บ่นแล้วบ่นอีก ขนมาอะไร ไม้แบบนะ หลวงปู่ลี หลวงปู่สุภาพเอาไม้แบบมา “ไม่รู้เอามาทําอิหยัง ถ้าเป็นข้อยเอาปูนโปะๆ ขึ้นนะ” คือ ท่านเร่ง ท่านคงรู้ตัว แต่ว่า “โอ ! ไม้แบบ” ท่านว่าอย่างเนี่ย เรื่องออกแบบเจดีย์ หลวงปู่พรหมท่านไม่นั่นหรอก ท่านจะบ่นอย่างเดียว “เมื่อไรมันจะเสร็จ เมื่อไรมันจะเสร็จ” ก็ อย่างว่าล่ะ “ช่างมัวแต่ไปหากินข้าวต้ม” 

การสร้างเจดีย์ก่อนมรณภาพของหลวงปู่พรหม คล้ายกับกรณีของหลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต ผู้เป็นครูบาอาจารย์องค์แรกของท่าน กล่าวคือ หลวงปู่สารณ์ก่อนมรณภาพ ท่านทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า จึงให้สร้างเจดีย์ประดิษฐานพระพุทธรูปสําคัญและไว้บรรจุอัฐิของท่านเอง ท่านได้สร้างไว้ครึ่งหนึ่ง โดยส่วนที่เหลือหลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านให้คณะศิษย์สร้างต่อให้แล้วเสร็จ 

การสร้างเจดีย์จิรปุญโญ หลวงปู่พรหมท่านให้ความเมตตาไว้วางใจให้หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม ดูแลรับผิดชอบในกิจการงานต่างๆ ของท่านสืบแทน ตราบถึงกิจการงานสุดท้ายนั้น คือ งานสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิธาตุ เครื่องอัฐบริขาร และเครื่องใช้ของท่าน (เจดีย์จิรปุญโญ) หลวงปู่ลีได้เป็นประธานดําเนินการก่อสร้างตามเจตนารมณ์ของหลวงปู่พรหม จนสร้างแล้วเสร็จ

หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ เมื่อท่านทราบข่าวหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ถึงแก่มรณภาพ ท่านได้กลับมาพักจําพรรษาอยู่ที่วัดประสิทธิธรรม โดยในระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ – เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้มีการเตรียมงานประชุมเพลิงศพขององค์หลวงปู่พรหมจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในช่วงนี้หลวงปู่ผางได้นําคณะศรัทธาญาติโยมช่วยกันก่อสร้างเจดีย์ เพื่อบรรจุอัฐิธาตุและอัฐบริขารของหลวงปู่พรหม จนเสร็จเรียบร้อยภายในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยในระหว่างนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์ลี ฐิตธมฺโม และคณะศิษย์ในหลวงปู่พรหม ได้ร่วมกันจัดสร้างเหรียญหลวงปู่พรหม รุ่น ๒ ขึ้น เพื่อนําปัจจัยมาดําเนินการจัดสร้างเจดีย์จิรปุญโญ เพื่อเก็บอัฐิธาตุ ตลอดจนเครื่องอัฐบริขาร และประดิษฐานรูปหล่อเหมือนหลวงปู่พรหม (ขนาดเท่า องค์จริง ที่จัดสร้างในสมัยหลวงปู่) ให้ชาวพุทธได้กราบไหว้บูชา

จากแผ่นป้ายหินอ่อนซึ่งติดอยู่ประตูทางเข้าเจดีย์จิรปุญโญ จารึกไว้ดังนี้ การสร้างเจดีย์ เริ่มสร้างวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๓ สร้างเสร็จวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ สิ้นทรัพย์ไปประมาณ ๒๕๗,๘๙๘.๕๐ บาท คณะศิษยานุศิษย์และทายก ทายิกา ผู้สร้างถวาย

และกาลต่อมา ในขณะที่ หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านพักจําพรรษาที่วัดประสิทธิธรรม ในช่วงฤดูแล้งปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ทางวัดได้จัดพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานภายในเจดีย์จิรปุญโญ พิธีสําคัญในครั้งนี้ ทางวัดได้กราบอาราธนานิมนต์พระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่มาทําพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โดยมี ท่านเจ้าคุณพระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นองค์ประธาน และมี ครูบาอาจารย์องค์สําคัญมาร่วมงาน ได้แก่ หลวงปู่บุญ ชินวํโส ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม ฯลฯ โดยในงานมีพระ เณร แม่ชี และฆราวาสมาร่วมพิธีกันจํานวนมาก

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ เจดีย์เกิดรอยร้าว จึงมีการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ โดยพระเจดีย์องค์ปัจจุบันนี้มีรูปลักษณะสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ซึ่งได้รับการบูรณะปรับปรุงมาจากเจดีย์ องค์เดิม โดยทําเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กระบบเสาคาน ก่อสร้างด้วยวิธีก่ออิฐถือปูนทั้งหลัง พระเจดีย์องค์นี้มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมใช้วิธีย่อมุม แบบไม้สิบสอง องค์พระเจดีย์แบ่งเป็น ๒ ส่วน โดยส่วนบนเป็นพระเจดีย์ และส่วนล่างเป็นฐานเจดีย์ 

ส่วนองค์เจดีย์เป็นรูปสี่เหลี่ยม ใช้วิธีย่อมุมแบบไม้สิบสอง มีองค์ระฆังเป็นทรงกลมตั้งอยู่บน ฐานบัวลูกแก้วรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองซ้อนกัน ๓ ชั้นตั้งบนฐานสิงห์ซ้อนกัน ๒ ชั้น ที่องค์ระฆัง และฐานบัวลูกแก้วได้ออกแบบช่องทั้ง ๔ ทิศ โดยทําเป็นซุ้มจระนํา เพื่อเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูป ตอนบนเป็นปล้องไฉน ปลีและหยาดนํ้าค้างเป็นรูปทรงกลม ส่วนยอดยกฉัตร ๕ ชั้น องค์พระเจดีย์จนถึงยอด ประดับปูนปั้นด้วยลวดลายไทยอย่างวิจิตรและตกแต่งด้วยสีทองหมด ทั้งองค์ 

ส่วนฐานเจดีย์ที่ได้บูรณะเพิ่มเติมจากองค์เดิมนั้น ก็เป็นรูปสี่เหลี่ยมด้วยวิธีย่อมุม แบบย่อไม้สิบสอง เช่นเดียวกับองค์เจดีย์ ออกแบบเป็นฐานบัวลูกแก้ว บนฐานสิงห์ ๑ ชั้น และรองรับด้วย ฐานเขียงอีก ๑ ชั้น บริเวณทั้ง ๔ ด้านของฐานพระเจดีย์มีการเจาะช่องเป็นซุ้มจระนําเพื่อเป็น ช่องประตูทางเข้า ๓ ด้าน อีกด้านหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่พรหม โดยออกแบบเป็นหลังคา ๑ ชั้น ประดับด้วยบราลีที่ออกแบบเป็นหัวเม็ดบริเวณสันหลังคา การประดับหน้าจั่วออกแบบเป็นปั้นลม หางหงส์ ปูนปั้นด้วยลวดลายไทย หน้าบันประดับด้วยปูนปั้นเป็นรูปเทพพนม ประดับลายไทยทั้ง ๔ ด้าน และตกแต่งด้วยสีทองทั้งหมดเช่นเดียวกับส่วนองค์เจดีย์

ภาค ๒๐ โอวาทเทศนาธรรมของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

การเทศน์ของหลวงปู่พรหม

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ สมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านเทศนาอบรมพระ เณร และญาติโยมเป็นประจําทุกคืน เทศน์ของท่านมากจนกําหนดไม่ได้ แต่สมัยก่อนนั้นบ้านดงเย็นเป็นหมู่บ้าน ในชนบทอยู่ห่างไกล เครื่องไฟฟ้า สิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆ ยังไม่มี รวมทั้งเครื่องบันทึกเทปก็ไม่มี จึงไม่มีการบันทึกเทศนาธรรมของหลวงปู่ไว้ การเทศน์ของหลวงปู่ ส่วนใหญ่พระศิษย์จะจดจําและถ่ายทอดสู่กันฟัง คําเทศน์ของหลวงปู่นั้นมีความหมายทุกคํา ถ้าท่านตําหนิแล้วให้เลิกทําทันที ถ้าอันไหนมันไม่ดี ท่านพูดแล้ว ถ้าเราไม่กําหนดรู้ ก็เสียตัวเราเองอีก

การเทศน์ช่วงเข้าพรรษานี่เทศน์ตลอด ๓ เดือน ท่านจะเทศน์ทุกวัน หลวงปู่พรหมท่านจะเมตตาเทศน์อบรมสั่งสอนพระเณรญาติโยม ช่วงเช้าก่อนฉัน ถ้าออกพรรษาแล้วนี่ จะเทศน์สั่งสอนเฉพาะวันพระ ๘ คํ่า ๑๕ คํ่า และวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา

ปรกติหลวงปู่พรหมท่านไม่ค่อยยุ่งกับญาติโยม ท่านจะพูดน้อย ตอนเทศน์ท่านไม่พูดเสียงดังเท่าไร เทศน์ครั้งหนึ่งก็ไม่นาน อย่างมากที่สุด นานชั่วโมงเดียวเท่านั้น บางครั้งไม่ถึง ท่านจะดู พ่อออกแม่ออก ถ้าพูดคุยกันจุ๊กจิ๊ก ไม่ตั้งใจฟังธรรมอย่างนี้ หลวงปู่จะหยุดเทศน์เลย ท่านว่า “เทศน์ไปเยอะ มันก็ไม่ตั้งสมาธิ ไม่ทําความเพียรก็เหมือนเดิม เทศน์ไปทําไม พอแล้ว เทศน์ไปก็ไม่มีความหมายอะไร” ท่านว่าอย่างนี้ 

ทีนี้ส่วนของพระเณร กลางคืนท่านเทศน์อบรมพระเณรทุกคืน ท่านเทศน์ดักวาระจิต พระที่ไม่ทําความเพียร ขณะพระมานั่งรวมกันฉันนํ้าร้อนอยู่หลายๆ องค์ ท่านก็ถามขึ้นว่า “เป็นอย่างไร จําพรรษาปีนี้ จิตใจเป็นอย่างไร ทําอะไรบ้าง ทําความเพียรอย่างไรบ้าง” หลวงปู่ท่านทราบว่าใครทําความเพียร ไม่ทําความเพียร เช่น ท่านถามพระองค์นี้ “เมื่อคืนนี้เจ้าเดินจงกรมไหม ? ทําความเพียร นั่งสมาธิไหม ?” พระก็ตอบว่า “นั่งสมาธิครับ” “โอ๊ย ! เจ้าอย่ามาโกหกข้า เจ้าไม่ได้ทําความเพียรอะไรดอก” พระองค์นั้นก็อายแทบอยากมุดดินหนีไปเลยนะ อยู่ด้วยกันหลายๆ องค์ มันอยากอายท่านใช่ไหม ท่านรู้วาระจิตเรา พอหลวงปู่จับได้ก็อายหมู่ ท่านเจาะจงถามพระ “โอ๊ย ! เจ้าทําความเพียรอยู่หรือ” ทําครับ “เดินจงกรมอยู่หรือ” เดินครับ “นั่งสมาธิอยู่หรือ” นั่งครับ “โอ๊ย ! เจ้าอย่ามาโกหกข้า เจ้านอนตั้งแต่หัวคํ่านู้น” มันจะไม่อยากอายหรือ พระหลายองค์มานั่งด้วยกัน “ความเพียรเราไม่ได้น้อยก็ได้มาก” ว่างั้น “เอาทีละเล็กทีละน้อย”

เทศน์ในตอนคํ่า ท่านไม่เทศน์ให้ใครดอก เทศน์ให้ตัวเรานี่ ตัวใครตัวมัน คือ จิตของผู้นั้น ท่านก็เทศน์ให้ผู้นั้น จิตของผู้นี้ ท่านก็เทศน์ให้ผู้นี้ ท่านไม่เทศน์ส่วนรวม เทศน์เป็นบางคน ท่านเทศน์เรื่องวิปัสสนา ทําความพากความเพียร เราทําอะไรบ้าง ท่านก็บอกเท่าที่บอก ทําอันนั้นอันนี้นะวันนี้ เดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิบ้าง อย่านอนแต่หัวคํ่าเหมือนแมว ให้ทําความเพียร ท่านว่า 

หลวงปู่พรหมท่านเทศน์เน้นเรื่องทําความเพียรเป็นส่วนมาก ท่านให้เดินจงกรม นั่งสมาธิ ไม่ได้น้อยก็ได้ ๔๐, ๕๐ เริ่มไปทีละเล็กละน้อย ตั้งแต่ ๑ ขึ้นไปถึง ๑๐๐ ถ้าได้ถึง ๑๐๐ ก็เพิ่มขึ้นไป เป็น ๑๐๑, ๑๐๒, ๑๐๓ เช่น เราเดินจงกรมไปมานี้ วันนี้เราว่า ๕๐ รอบก็หยุด พรุ่งนี้เราต่อ ๕๐ ให้ไปถึง ๑๐๐ รอบ วันหลังมาอีกให้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ๑๐๐ รอบ แล้วก็ ๑๕๐ รอบ แล้วก็ ๒๐๐ รอบ ทําไปทํามาแล้วก็เร่ง แล้วก็ชิน ได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่เดินจงกรม ท่านก็สอนให้บริกรรมพุทโธๆ พุทโธอย่างเดียวเลย

ท่านเทศน์สอนพระวินัย

พระวินัย หรือ ศีล ๒๒๗ พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะรักษาด้วยความเคารพเคร่งครัด กล่าวกันว่า วัดประสิทธิธรรม ภูมิเทพเทวดาที่วัดเป็นสัมมาทิฐิและแรงมาก ทั้งรอบๆ บริเวณวัดก็เป็นดงเสือดงช้าง ถ้าพระไม่รักษาศีลให้บริสุทธิ์และไม่ตั้งใจทําความเพียรแล้ว อยู่ไม่ได้เลย ต้องสะพายบาตรออกจากวัดเลย สมัยหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเทศน์สอนพระให้รักษาพระธรรมวินัยด้วยความเคร่งครัด หากพระทําผิดพระวินัย ท่านจะเทศน์เตือนทันที ท่านสอนพระวินัยบ่อยอยู่ ถ้าพระทําผิดพระวินัย ท่านจะเทศน์เตือนทันที ถ้าเราทําผิด ๓ ครั้ง ท่านเทศน์เตือนให้เรา “ให้เปลี่ยนนิสัย” และเทศน์สอนพระเณรให้เร่งทําความเพียร นั่งสมาธิ เดินจงกรม ก็เทศน์ใส่ในใจเรานี่ล่ะ “ไม่ใช่บวชมานอนกินเหมือนแมว” และ “มาอยู่กับผม ต้องเก่งทาง เดินจงกรมแล้วก็ทําความเพียร”

หลวงปู่พรหมท่านสอนพระไม่ให้อยู่กับผู้หญิงสองต่อสอง ท่านก็เทศน์ว่า “ครูบาอาจารย์บวชแล้วไปอยู่กับผู้หญิงสองต่อสองไม่ได้ มันผิดศีล ต้องอาบัติ ถ้าจะอยู่ด้วยกันก็ต้องสามกับพระ หรือผู้ชายไปอยู่ พระมันไม่เหมือนเณร” แต่สมมุติถ้าเราไปทํา ท่านก็เทศน์สอนว่า “เออ ! แต่นี้ต่อไปเจ้าอย่าทําอย่างนั้น ให้เลิก มันไม่ดีไม่งาม มันไม่สวย มันไม่ถูกต้องตามหลักพระวินัยทางพระพุทธศาสนา” ท่านก็เทศนาสอนเรา ส่วนมากท่านเทศน์เรื่องผู้หญิงไปอย่างนั้น ไม่ให้ยุ่ง ไม่ให้เกี่ยวกับผู้หญิง ถ้าไปยุ่งไปเกี่ยวก็จะเป็นปาราชิกเหมือนกัน ถ้าพระกับผู้ชายนี้อยู่ได้สองต่อสองก็ อยู่ได้ คุยกันได้อย่างสบาย แต่ผู้หญิงนี้ห้ามเด็ดขาด มันเป็นอาบัติ

หลวงปู่ท่านจะเน้นให้พระเคร่งครัดในพระวินัย แล้วก็ถือธุดงควัตร การบิณฑบาตนี่ห้ามขาด กิจของวัด เช่น การปัดกวาดทําความสะอาดวัด นี่ก็ห้ามขาด นอกจากเจ็บป่วยเจ็บอะไร ท่านถึง อนุญาตให้ขาด

เรื่องห้ามพระอยู่กับผู้หญิงสองต่อสองในที่ลับหูลับตา พระวินัยได้บัญญัติห้ามไว้ ดังนี้

ในหมวดอนิยต ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วย ธรรม ๓ อย่าง คือ ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจําเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น , ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใด อย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจําเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น 

ในหมวดปาจิตตีย์ ห้ามนั่งในที่ลับมีที่กําบังกับหญิง , ห้ามนั่งในที่ลับหูสองต่อสองกับหญิง เป็นต้น

ส่วนเรื่องสถานที่แรงนั้น ครูบาอาจารย์เล่ากันสืบต่อมาว่า

“สมัยปี พ.ศ. ๒๕๒๔ – ๒๕๒๕ พระที่วัดประสิทธิธรรม เป็นวิปลาส เป็นบ้าไปก็มี เพราะว่าเดินจงกรมไปเจอเปรตยืนขวางอยู่ทางจงกรม พระองค์นั้นก็สึกออกไป เขาก็ยังไม่หายเป็นปรกติเลย มันแล้วแต่บุคคลจะเจอนะพรรค์นี้ ถ้าเราไม่มีสติ เราสติอ่อน เวลาไปเจอเปรตก็หลุดไปได้นะ”

ของ ๔ อย่างห้ามประมาท

งูพิษ ๑ ไอ้ตัวน้อยๆ ก็ไม่ให้ประมาท ไม่ให้ล่อให้แหลมกับมัน 

ไฟ ๑ มันน้อยๆ ท่านก็ว่าไม่ให้ประมาท มันไหม้เจ็บ

พระราชา ๑ แม้นองค์น้อย ท่านก็ไม่ให้ประมาท ท่านทําลายเราได้ ให้เคารพท่าน

สมณะหนุ่ม ผู้ละบาปได้แล้ว ผู้บําเพ็ญได้แล้ว ๑ ท่านก็ไม่ให้ประมาท มันเป็นอย่างไร ทําให้เราฉิบหายก็ได้ สมณะ ครั้นสมณะไม่ดี พระไม่ดี ก็ไม่เป็นอะไร ถ้าเป็นผู้หมดกรรม หมดผลความชั่วแล้ว ท่านก็ไม่ให้ประมาททั้งกายทั้งใจ มันทําลายเราเสียก็ได้อันนั้น 

ของ ๔ อย่างท่านไม่ให้ประมาท มันประมาทไม่ได้ ต้องระมัดระวัง อดทนสังวรระวังเอา สํารวมเอา เรื่องทุกอย่าง

รวมโอวาทเทศนาธรรม

“ให้พากันทําความดีนะ”

“บาปนั้นทําแล้ว หาอะไรมาล้างออกไม่ได้ดอก”

“อย่าไปพากันเล่นกันซื้อ (หวย) เด้อ ของบ่มีโตมีตน (ของไม่มีตัวตน)”

“ให้พากันสร้างความดี ไม่ผลัดวันผลัดคืน ทําเลย ถ้าถึงวันตื่นขึ้นมา ตายแล้วไม่ได้ทํา”

“ให้พากันพิจารณาปฏิสังขาโยนะ”

“ให้พากันเจริญภาวนาทําความเพียรจึงจะพ้นทุกข์”

“ใครอยากเป็นเจ้าเป็นนายรํ่ารวยต่อไปให้รับใช้ครูบาอาจารย์เด้อ”

“สอนด้วยปากไม่เกิดศรัทธา ถ้าสอนด้วยการกระทํา จะเกิดศรัทธาที่มั่นคง”

“เรียนตามตัวหนังสือ มันไม่มีวันจบหรอก ไปเรียนเอาความรู้ความพูดในหนังสือนั่นมันความจํา”

กุโส ยถา ทุคฺคหิโต หตฺถเมวานุกนฺตติฯ บุคคลใดกําหญ้าคาดึงมากําไม่แน่น ย่อมบาดมือตัวเอง”

“การที่จะทําบุญทําทานนั้นต้องมีใจตั้งมั่นและให้เกิดศรัทธาในบุญกุศลทานเสียก่อน ถ้าไม่ศรัทธา ใจไม่ตั้งมั่นแล้ว อย่าทํา จะไม่มีอะไรดีขึ้นเลย”

“การบิณฑบาตถือเป็นกิจวัตรประจําวัน ไม่ให้ขาด ถ้าไม่บิณฑบาตไม่ได้ฉัน บิณฑบาต เป็นวัตร บิณฑบาตห้ามพูดคุย ให้มองใกล้ที่สุด ไม่มองไกล”

“ครูบาอาจารย์บวชแล้วไปอยู่กับผู้หญิงสองต่อสองไม่ได้ มันผิดศีล ต้องอาบัติ ถ้าจะอยู่ ด้วยกันก็ต้องสามกับพระหรือผู้ชายไปอยู่ พระมันไม่เหมือนเณร”

“จงทําแต่ความดีที่มีคุณประโยชน์ จงอย่าทําความชั่ว เพราะรังแต่จะเกิดโทษอันอเนกอนันต์ ให้มีสติปัญญา ให้มีทาน มีศีล มีภาวนา ก็จะบังเกิดปัญญาธรรมอันลํ้าค่า”

“ให้ทุกคนได้พิจารณาน้อมนึกถึงความตายอยู่เสมอๆ จงอย่าได้ประมาท การปฏิบัติตน ให้เกิดสติปัญญา โดยเป็นเครื่องมือพิจารณาให้เห็นแก่นแท้ของธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนโลกพร้อมทั้งได้ชี้แนะอยู่ในตัว คือ พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนโลก ทรงให้วินิจฉัยด้วยสติปัญญา มองดูอาการเคลื่อนไหว อาการของกิเลสทางใจ มีอาการเป็นไปทางใดบ้างในวันหนึ่งๆ”

“คนเราเกิดมาทุกรูปทุกนาม รูปสังขารเป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วล้วนตกอยู่ในกองทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าพระราชามหากษัตริย์ พระยานาหมื่น คนมั่งมีเศรษฐีและยาจก ล้วนตกอยู่ในกองทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น มีทางพอจะหลุดพ้นทุกข์ได้ คือ ทําความเพียร เจริญภาวนา อย่าสิมัวเมา ในรูปร่างสังขารของตน มัจจุราชมันบ่ไว้หน้าผู้ใด ก่อนจะดับไป ควรจะสร้างความดีเอาไว้”

เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง และมนุษย์นี่เองที่สามารถยังประโยชน์ ก็ได้ยังเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเองและวงศาคณาญาติกว้างไปไกลถึงสังคมชุมชนน้อยใหญ่ ให้มีแต่ความเจริญ สุขสถาพร ยิ่งได้สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมพลเมืองด้วยแล้ว ย่อมนําความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองต่างมีความสุขทุกเรือนชาน เพราะมนุษย์มีสติปัญญา มีธรรมะประจําจิตใจด้วยกัน ก็มนุษย์นี้แหละกระทําขึ้นให้เกิดประโยชน์ทั้งสิ้น

การทําความชั่ว ถ้ามนุษย์พึงปรารถนาใช้สติและปัญญาเที่ยวสร้างสรรค์แต่ความชั่วร้าย ป่าเถื่อน อันประกอบตนเองลดฐานะของจิตใจให้ตกอยู่กับฝ่ายชั่วร้าย เที่ยวเบียดเบียนบั่นทอน ผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อน ออกเกะกะระราน เที่ยวฆ่า ปล้นชิงทรัพย์ ทําลายล้างตนเองและวงศาคณาญาติ ลุกลามไปในชุมชนน้อยใหญ่ ก็จะมีแต่เวรภัยหาความสุขมิได้ 

ยิ่งมนุษย์ยังมีสติปัญญาที่มัวเมา เต็มไปด้วยความชั่วร้าย มีนายคือจอมกิเลสคอยบงการ ก็เอาสติปัญญานั้นแหละ เที่ยวค้นคิดสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์แล้วนํามารบราฆ่าฟันกันตาย ทําลายชีวิตและสมบัติซึ่งกันและกัน ทําลายล้างแม้ประเทศชาติบ้านเมืองให้ฉิบหายล่มจม ล้างผลาญ แม้กระทั่งสมณะ เณร ชี ให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างที่เราทั้งหลายมองเห็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อยัง ไม่ตาย วิบากของความชั่วร้ายนั้น ก็คอยไล่ล้างผลาญตนเองให้เที่ยวหนีซุกซ่อน เหมือนสัตว์ที่ถูก นํ้าร้อน จึงหาความสุขมิได้ เป็นนรกบนดินด้วยเหตุฉะนี้”

“เอาปลวกเป็นตัวอย่าง มันเอาดินขึ้นมาทีละนิด เราฟันไม้นี่มีสะเก็ดตกออกมามากกว่าดินปลวกตั้งเยอะ จึงฟันไปเรื่อยๆ จนขอนไม้ที่ขวางทางคนเดินผ่านไปมาก็ลําบาก วันหนึ่งมันจะขาด วันหนึ่งมันจะขาด ก็ตั้งใจไว้อย่างนั้น เหมือนเราทําความดีนะแหละ ตั้งใจจะพ้นทุกข์เมื่อเห็นโทษเห็นภัย มันก็เป็นไปเอง ไม่ต้องไปพูดถึงนิพพานมันล่ะ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ นี่ก็เหมือนกัน จะขาดเมื่อไร ไม่เกี่ยว ฉันจะทําของฉันไปเรื่อยๆ กิเลสก็เหมือนขอนไม้ขวางทาง ฟันไปเรื่อยๆ หาวิธีอุบายคิดค้น มันก็จะมีทางพ้นทุกข์ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทําไปเรื่อยๆ คนอยู่เฉยๆ จะให้มันมี มันรู้ มันเห็นได้ เป็นไปไม่ได้นะ”

ภาค ๒๑ ครูบาอาจารย์

หลวงปู่มั่นกล่าวถึงหลวงปู่พรหม

การปฏิบัติธรรมของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ นั้น เป็นการปฏิบัติที่เด็ดขาดเด็ดเดี่ยวมาก จนหลวงปู่มั่นได้ยกย่องว่า “ท่านพรหมนี้เป็นผู้มีความเพียรอย่างยิ่งยวด ปฏิบัติอย่างเด็ดเดี่ยว เด็ดขาด” นี่ทางด้านประพฤติปฏิบัติ แต่มีอีกด้านหนึ่ง หลวงปู่มั่นท่านบอกไว้กับหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อก็ดี ที่เป็นหมู่ปฏิบัติด้วยกัน หลวงปู่ชอบก็ดี ว่า “ท่านพรหมนั้น ต้องให้เป็นผู้ทํางาน ไปเรื่อยๆ เว้นจากการทํางานไม่ได้” 

งานภายนอก คือ การสร้างกุฏิ สร้างโบสถ์ วิหาร ศาลา สร้างอะไรต่างๆ ก็ให้ทําไปเรื่อยๆ แต่ว่างานภายใน คือ การบําเพ็ญเพียรภาวนาของท่าน แม้ท่านจะบรรลุธรรมแล้วก็ตาม ท่านก็ ไม่เคยขาดจากการเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนา หลวงปู่พรหมท่านจะทํางานภายนอกควบคู่กับการปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ ด้วยกัน คือ จะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เหมือนอย่างองค์อื่นๆ

หลวงปู่ขาวกล่าวถึงหลวงปู่พรหม

หลวงปู่พรหมท่านออกบวชเพราะท่านหลวงปู่สาร (หลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต) ชวนบวช ครั้นต่อมาหลวงปู่พรหมก็ได้ไปพบพระอาจารย์ใหญ่ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทตฺตเถร ที่จังหวัดเชียงใหม่

หลวงปู่ขาวเล่าต่อว่า “ท่านพรหมทําความเพียรเป็นยอดเลย” สมัยท่านอยู่เชียงใหม่ กุฏิที่ท่านจําพรรษาอยู่นั้น ท่านไปขอโอกาสจากท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ขอรื้อพื้นกุฏิออกหมดเหลือแต่เฉพาะเสากับหลังคา ท่านว่าเพื่อไม่ให้มันขึ้นไปนอนได้ ท่านว่าเราไม่ใช่จะมานอน ถ้าจะ มานอนก็ไม่ต้องมาให้ไกลป่านนี้ดอก นอนไหนมันก็นอนได้ มามัวแต่กินแต่นอนอยู่ เมื่อไรมันจะ พ้นทุกข์เสียที หลวงปู่ขาวยังเล่าต่อว่า “ท่านพรหมนี้เดินจงกรมหยั่งรู้ ทางเดินจงกรมยาวตั้งเส้นกว้างตั้งสองวา ไปดูทางจงกรมของท่านพรหมแล้ว เกลี้ยงและเตียนหมด”

หลวงปู่แหวนกล่าวถึงหลวงปู่พรหม

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านพูดถึงหลวงปู่พรหม เพื่อนสหธรรมิกว่า “เป็นผู้มีความ พากเพียร ถ้าทําอะไร ไม่มีคําว่าขี้เกียจขี้คร้าน ข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่ก็เป็นยอด”

หลวงปู่พรหมเวลาท่านทําอะไร ท่านจะไม่กลัวตาย มีนิสัยเด็ดขาดมาก หลวงปู่ท่านจะทําประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนเองและผู้อื่นมากที่สุด ซึ่งผิดกับหลวงปู่แหวน ท่านจะไม่ก่อสร้างอะไรเลย หลวงปู่แหวนจะไม่ดําริในการก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น 

องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เทศน์ถึงหลวงปู่พรหม

• ท่านพระอาจารย์พรหมเป็นผู้มีนิสัยเคร่งขรึมและเด็ดเดี่ยวมาก

จากหนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

จวนวาระสุดท้ายแห่งปฏิปทา จึงขอกล่าวถึงพระอาจารย์สําคัญอีกองค์หนึ่งซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นบ้างเล็กน้อย เพื่อเป็นอนุสรณุตตริยะแด่ท่านที่ไม่เคยผ่านประวัติท่าน คือ พระอาจารย์พรหม ท่านอยู่วัดบ้านดงเย็น อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ที่เพิ่งมรณภาพไป เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนเคยได้อ่านประวัติย่อที่พิมพ์แจกในงานศพท่านเหมือนกัน แต่หลงลืมไปบ้างแล้ว ทางวัดได้ถวายเพลิงท่านเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๑๔ ท่านมีประวัติย่อประจําองค์อยู่แล้ว แต่ที่มาเขียนซํ้าอีกเล็กน้อยนี้ เพื่อท่านที่ยังไม่ได้รับหนังสือนั้น จะพอมีทางทราบได้บ้างว่าท่านเป็นพระ เช่นไร ที่ระบุนามท่านนี้เพราะประวัติท่านได้ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้ว จึงคิดว่าน่าจะไม่ขัดกันกับที่ เขียนผ่านมา ซึ่งมิได้ระบุนามท่านองค์อื่นๆ แต่การเขียนนี้จะไม่ขอกล่าวถึงความเป็นมาแห่ง ฆราวาสของท่าน จะนํามาลงเฉพาะที่จําเป็นและปฏิปทาที่เกี่ยวกับนักบวชท่านเท่านั้น

ก่อนบวชทราบว่า ท่านประกาศความใจบุญอันกว้างขวางแก่โลกให้คนแถบนั้นทราบโดย ทั่วกันว่า ท่านประสงค์จะสละทานในบรรดาสมบัติที่มีอยู่ทั้งสิ้น ทั้งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ จนหมดสิ้น แล้วท่านและศรีภรรยาคู่บารมีได้ออกบวชตามเสด็จพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ให้ทันในชาตินี้ ไม่ขออยู่ในโลกเกิดตายให้เนิ่นนานต่อไป ท่านผู้ประสงค์การสงเคราะห์โดยไม่คิด ค่าตอบแทนใดๆ กรุณามารับทานนี้ไปเป็นสมบัติอันชอบธรรมของตน ภายในกําหนดที่กําลัง ประกาศนี้ ทราบว่าท่านประกาศให้ทานอยู่หลายวัน ประชาชนผู้ยากจนต่างๆ จึงพากันหลั่งไหลมารับทานเป็นจํานวนมาก จนวัตถุทุกประเภทหมดสิ้นไปภายในไม่กี่วัน

ทั้งนี้เนื่องจากท่านเป็นผู้มีฐานะมั่นคง มั่งมีสมบัติมากในแถบนั้น เพราะท่านเป็นพ่อค้า สารพัดอย่าง ทั้งไม่มีลูกหญิงชายเป็นของตัวนับแต่วันแต่งงานกันมา มีเฉพาะศรีภริยาและเหล่า หลานญาติมิตรบ้างเท่านั้น ซึ่งต่างยินดีในการสละทานเพื่อความออกเป็นนักบวชด้วยกัน เมื่อการ ให้ทานเสร็จสิ้นลงแล้ว ทั้งสองคนต่างแยกทางกันเดิน ท่านเองก็ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน มุ่งหน้าต่อท่านพระอาจารย์มั่น เป็นที่ฝากเป็นฝากตายในชีวิตพรหมจรรย์ ส่วนศรีภริยาก็ไปอีกทางหนึ่ง เพื่อบวชเป็นชีมุ่งหนีสงสารสมความปณิธานที่ปรารถนาไว้ และดํารงตนอยู่ในเพศพรหมจรรย์จนอวสานแห่งชีวิต มิได้เอนเอียงหวั่นไหวต่อโลกามิสใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งควรเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี

เฉพาะท่านอาจารย์พรหม ตอนบวชทีแรกยังไม่สมความมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ต้องไปอาศัย ท่านพระอาจารย์สารเป็นผู้พาอยู่อบรมไปก่อนจนกว่าโอกาสจะอํานวย จากนั้นจึงได้เที่ยวไปทาง จังหวัดเชียงใหม่เพื่อแสวงหาท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเวลานั้นท่านพักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ นัยว่าท่านอาจารย์พรหมนี้ได้เที่ยวไปในที่ต่างๆ จนถึงประเทศพม่า และพักอยู่หลายเมืองด้วยกัน มีท่านอาจารย์ชอบเป็นเพื่อนเดินทาง ซึ่งมีนิสัยเด็ดเดี่ยวอาจหาญชนิดถึงไหนถึงกัน แบบเพชรนํ้าหนึ่งเป็นหัวแหวนในวงเดียวกัน เรื่องเหล่านี้ท่านอาจารย์พรหมเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังเหมือนกันแต่หลงลืมไปบ้างแล้ว มีปรากฏเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยที่ได้นํามาเขียนนี้เท่านั้น ผิดพลาดจึงขออภัยด้วย

ท่านมีเรื่องแปลกๆ และอัศจรรย์เกี่ยวกับการปฏิบัติ ทั้งภายในและภายนอกอยู่มากทั้งในและนอกประเทศ แต่จะขอผ่านไป ฟังแล้วทั้งน่าสงสาร ทั้งน่าตื่นเต้นเพลิดเพลิน และน่าอัศจรรย์ ในความเป็นนักต่อสู้และความรู้ความเห็นของท่าน ในการบําเพ็ญและการเดินบุกป่าฝ่าดงไปในที่ ต่างๆ ที่ปราศจากบ้านเรือนผู้คน ในเวลาเช่นนั้น มีแต่ความอดอยากทรมานมากกว่าความอิ่มกายสบายใจ ท่านว่าบางวันก็พบหมู่บ้านและได้บิณฑบาตมาฉันพอประทังชีวิต บางวันก็ยอมอดยอมทนต่อความหิวโหยอ่อนเพลียเพราะหลงทาง ทั้งนอนค้างอยู่ในป่าในเขา

เฉพาะเวลาไปเที่ยวประเทศพม่านั้น ท่านว่าลําบากมากในเวลาเดินทาง เพราะทางที่ไป มีแต่ป่าแต่เขา ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์เสือนานาชนิด บางครั้งต้องปลงอนิจจังต่อความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วย ความทุกข์ทรมาน ซึ่งแสนจะทนได้และมีชีวิตสืบต่อไปในวันข้างหน้า ขณะนั้นปรากฏว่าอะไรๆ ภายในตัว ราวกับจะสุดจะสิ้นลงพร้อมในเวลาเดียวกัน ลมหายใจก็เหมือนจะขาดความสืบต่อลงไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ในบรรดาเหตุทั้งหลายที่เป็นเครื่องกดถ่วงทรมานร่างกายและจิตใจ แต่ก็ พอทนต่อไปได้ตามเหตุการณ์และวันเวลาที่ผ่านไป

การบําเพ็ญทางจิตท่านก็มีกําลังก้าวหน้าและเป็นที่แน่ใจตัวเอง ก็ตอนที่ไปถึงท่านอาจารย์มั่น รับการอบรมโดยสมํ่าเสมอเรื่อยมา บางปีท่านเมตตาอนุเคราะห์ให้จําพรรษาด้วย และมีการเข้าๆ ออกๆ อยู่เสมอ คือออกเที่ยวบําเพ็ญในสถานที่ต่างๆ ตามอัธยาศัย เมื่อเกิดปัญหาข้องใจก็ เข้ามารับการศึกษาอบรมกับท่านเป็นระยะไป สมัยอยู่กับท่านอาจารย์มั่นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทราบว่าท่านบําเพ็ญอยู่ที่เชียงใหม่อีกหลายปี แล้วจึงได้ตามท่านกลับไปจังหวัดสกลนคร

ท่านอาจารย์องค์นี้เป็นผู้มีนิสัยเคร่งขรึมและเด็ดเดี่ยวมาก สมที่สละสมบัติอันมีค่าออกบวชจริงๆ จึงขอสรุปผลแห่งการปฏิบัติที่ท่านได้รับเป็นที่พึงใจว่า ท่านได้สมบัติอันล้นค่ามหัศจรรย์อยู่ที่ จังหวัดเชียงใหม่ ในเขาลึกกับคนชาวป่า ตามที่ท่านเคยเล่าให้ฟังถ้าจําไม่ผิด แต่จําไม่ได้ว่าเป็นหมู่บ้านอะไร เขาลูกใด และอําเภอใด ที่นั่นแลเป็นที่ปลดเปลื้องภาระแห่งวัฏวนภายในใจออกได้โดยสิ้นเชิง เมื่อท่านอาจารย์มั่นกลับไปจังหวัดสกลนครได้หลายปีแล้ว ท่านจึงได้ตามท่านไปราว พ.ศ. ๒๔๘๖ และจําพรรษาอยู่ที่วัดสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร จากนั้นท่านจึงได้หวนกลับมาสร้างวัดที่บ้านดงเย็น อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน คือ วัดประสิทธิธรรม อําเภอบ้านดุง) อันเป็นภูมิลําเนาเดิม และได้มรณภาพลงที่นั่น ดังที่เขียนผ่านมาแล้ว

• ความผ่านพ้นทุกข์ทางใจของท่าน 

กาลเวลาที่ท่านผ่านพ้นดงหนาป่ากิเลส และกองทุกข์ทางใจทั้งมวลไปได้นั้น ท่านเล่าให้ ผู้เขียนฟังเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ ว่า ท่านผ่านไปแต่สมัยพักอยู่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ทราบว่าผ่านไป กี่ปีแล้ว ท่านจึงได้กลับไปจังหวัดสกลนคร จึงขอสรุปแต่ใจความว่า ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ที่ท่านไป จําพรรษาที่วัดสุทธาวาส สกลนคร จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๒ อันเป็นปีท่านมรณภาพ ก็คงไม่น้อยกว่า ๒๘ – ๒๙ ปี จึงพอจับใจความได้ว่า นับแต่วันจิตหลุดพ้นและครองขันธ์ด้วยใจที่บริสุทธิ์ตลอดมาจนถึงวาระสุดท้าย นับว่านานพอสมควร ดังนั้น การที่อัฐิท่านสามารถกลายเป็นพระธาตุได้อย่างรวดเร็วในภายในไม่ถึงปีเต็ม จึงเป็นฐานะที่ควรเป็นได้ไม่มีทางสงสัย

เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่เท่าที่ทราบมา มีพระอรหันต์สมัยปัจจุบันอุบัติขึ้นที่นั่นถึง ๓ องค์ คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านทั้งสอง องค์นี้เป็นองค์แรก ท่านอาจารย์พรหม และท่านอาจารย์… ท่านยังมีชีวิตอยู่เป็นองค์ต่อมา ส่วนจังหวัดอื่นๆ ทางภาคอีสาน เช่น จังหวัด สกลนคร เป็นต้น ก็มีพระประเภทอัศจรรย์ได้ครองธรรมบริสุทธิ์ไม่ด้อยกว่าจังหวัดเชียงใหม่ เหมือนกัน นอกจากไม่มีใครทราบได้เท่านั้น เพราะท่านไม่เป็นนักพูดนักโฆษณา ต่างท่านต่าง รู้กันอยู่ในวงเฉพาะของนักปฏิบัติเท่านั้น สถานที่นั้น หมายถึง ป่าและเขาแห่งจังหวัดนั้นๆ ที่ท่าน นักปฏิบัติไปอาศัยบําเพ็ญ และได้บรรลุมรรคผลสมความมุ่งหมายอย่างเงียบๆ ไม่ค่อยมีใครทราบ ถ้าไม่นําเรื่องท่านมาเขียนไว้บ้างพอเป็นร่องรอย ศาสนธรรมก็จะปรากฏแต่ชื่อแต่นาม ส่วนตัว จริงแท้จะไม่ปรากฏ จึงได้ตัดสินใจเขียนลงในท่ามกลางแห่งขวากหนาม ซึ่งน่าจะไม่พ้นจากความ ทิ่มแทงที่เกิดจากความขัดข้องสงสัยในแง่ต่างๆ ดังที่เคยเป็นมา

การกล่าวทั้งนี้กล่าวด้วยความเชื่อสมรรถภาพของท่านนักปฏิบัติ ที่สามารถทําตนให้เป็น หลักจิตหลักธรรมอย่างมั่นคง และเชื่อถือตนได้อย่างตายใจหนึ่ง กล่าวด้วยความเชื่อสวากขาตธรรมที่ประทานไว้ว่า เป็นสวากขาตธรรมอยู่อย่างตายตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยมแห่ง สมมุติทั้งหลายที่แสนปลิ้นปล้อนหลอกลวงประจําตน ผู้เข้ายึดอาศัยไม่มีทางไว้ใจพอหายใจเต็มปอดตลอดมาหนึ่ง กล่าวทางภาคปฏิบัติ ปฏิเวธ อันเป็นทางแสดงออกแห่งผลของการปฏิบัติว่าไม่เป็นโมฆะโดยเสียกําลังไปเปล่า ไม่มีผลเป็นเครื่องสนองตอบแทนความเหนื่อยยากจากการปฏิบัติหนึ่ง

ท่านอาจารย์ที่กล่าวถึงเหล่านี้ เป็นอาจารย์ที่ทรงมรรคข้อปฏิบัติด้วยศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเต็มภูมิ ไม่มีทางต้องติ และเป็นอาจารย์ที่ควรทรงผล คือ วิมุตติหลุดพ้นอย่างสมเหตุสมผล ตามธรรมที่ประทานไว้จริงไม่ขัดแย้งกัน ท่านที่ยังเชื่อว่าธรรมยังเป็นธรรมอยู่ ท่านอาจารย์เหล่านี้ก็ควรเป็นผู้ทรงมรรคทรงผลด้วยข้อปฏิบัติตามนโยบายแห่งธรรม และอยู่ในข่ายแห่งปุญญักเขตได้อย่างไม่แคลงใจ ไม่ฝืนใจในการเขียนเรื่องท่านนําลงในหนังสือเล่มต่างๆ และไม่แสลงใจท่านผู้อ่านทั้งหลายดังกล่าวมา ที่นอกเหนือไปจากนี้ท่านผู้ใดจะคิดเห็นอย่างไรนั้น ขอมอบให้เป็นสิทธิของ แต่ละรายโดยไม่ขอยื้อแย่งแบ่งส่วนด้วย เพราะธรรมมีบอกไว้ว่า สัตว์มีกรรมและผลกรรมเป็น ของตน คนอื่นจึงไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องแย่งชิง จะผิดกับกฎแห่งกรรมข้อนี้ที่ประกาศไว้อย่างตายตัวมาแต่ดึกดําบรรพ์

• ครูบาอาจารย์ที่ตายใจได้(๓ เมษายน ๒๕๓๐)

นี่เราพูดถึงเรื่องการปฏิบัติ เวลานี้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ล่วงไปๆ ที่เกาะที่ยึดของเราด้วยความตายใจ เช่น อย่างหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่คําดี ครูอาจารย์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาจารย์ที่ตายใจได้ทั้งนั้น ตายใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นครูบา– อาจารย์ที่บริสุทธิ์วิมุตติหลุดพ้นจริงๆ ทางจิตใจไม่สงสัย เพราะฉะนั้นการสอนใครก็ตามทางด้านจิตตภาวนาจึงไม่สงสัย ท่านเหล่านี้ไม่สงสัยในการสอน ถูกต้องแม่นยําหมด เพราะเจ้าของเคยเป็นเคยผ่านมาแล้ว การสอนก็ต้องสอนไปตามสิ่งที่เจ้าของรู้ เจ้าของเห็น เจ้าของเคยเป็นมาแล้วจะผิดไปที่ตรงไหน ไอ้แบบสอนสุ่มสี่สุ่มห้านั่นซิ นี่ล่ะที่มันลําบากนะ ที่หาเกาะหายึดผู้เช่นนี้หาได้ยากลงโดยลําดับลําดาแล้วนะทุกวันนี้ จนจะไม่มีแล้ว 

• หลวงปู่พรหมท่านเป็นพระอรหันต์(๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕)

มีผู้ถวายรูปนั้น หลวงปู่พรหม บ้านดงเย็น นี้ปั้นรูปว่าเป็น หลวงปู่พรหม ต้องหลวงปู่พรหม เข้าใจไหม ? เราสนิทสนมกับท่านมานาน รูปท่านไม่ค่อยเหมือน ก็มีเค้าเหมือนอยู่บ้าง เอาล่ะ พอหลวงปู่พรหม กราบเลยนะ นี่รูปหลวงปู่พรหม เด็ดนะนี่ อย่างนี้แหละ ครูบาอาจารย์องค์ใด มาเป็นสรณะของพวกเราสมัยปัจจุบันนี้ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ก็คือนี้องค์หนึ่ง เป็นพระอรหันต์เท่านั้น ว่าไง ? เพราะเคยคุยธรรมะกันแล้ว ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ คุยธรรมะกัน สนิทสนมกับท่าน ไปพักกับท่านที่วัดดงเย็น (วัดประสิทธิธรรม) ก็เคย ดงเย็นที่จะไปวันนี้ บ้านหลวงปู่พรหมนะ ไปหาท่าน ไปคุยกันไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแหละ อยู่นามน (วัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรี–สุพรรณ จังหวัดสกลนคร) ก็เหมือนกัน ท่านเด็ดเดี่ยวมาก 

แล้วองค์ไหนบ้างนะลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ? เอ้า ! นับไปเลย ตั้งแต่ท่านอาจารย์แหวน ท่านอาจารย์ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่คําดี หลวงปู่ฝั้น บอกเลย ไม่เป็นชิ้นว่างั้น ก็บอกแล้วนี่ว่า เป็นพระธาตุแล้วจะว่ายังไงอีก ท่านจวน ท่านสิงห์ทอง หลวงพ่อบัว หนองแซง อย่างน้อยได้ ๑๐ องค์แล้ว ที่อัฐิกลายเป็นพระธาตุ

อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุนั้น ท่านก็มีตําราบอกไว้เรียบร้อยแล้ว คืออัฐิของผู้จะเป็นพระธาตุได้ คือกระดูกเรานี่ อัฐินี่ ที่จะกลายเป็นพระธาตุได้นั้น เป็นอัฐิของพระอรหันต์เท่านั้น ฟังซิ องค์อื่นเป็นไปไม่ได้ เท่านั้นฟังซิ ตัดขาดไว้เลย

ครูบาอาจารย์เล่าเรื่องหลวงปู่พรหม

• หลวงปู่พรหมท่านเป็นวิมุตติแล้ว

ครูอาจารย์พรหมท่านบรรลุธรรมอยู่เมืองเหนือโน้นนะ ไปอยู่กับอาจารย์มั่น อาจารย์ขาว ท่านจะสนทนากันทางใน โอ ! อัศจรรย์มาก 

คือ อาจารย์มหาบัว ท่านทดสอบปัญญาเรา อาจารย์พรหมอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านพูดไป หลายอย่าง ท่านอยากให้เราแย้มให้ท่านฟัง ขอโอกาสท่าน “โอ๊ย ! ครูจารย์เอ้ย ผมไปพักกับ ครูอาจารย์พรหมก็หลายปีอยู่ แต่มันอยู่คนละโลก” เราอดว่าไม่ได้ “ท่านก็อยู่โลกหนึ่ง เราก็อยู่โลกหนึ่ง” ท่านอยากถามเรา ท่านก็อยากรู้ ครูอาจารย์พรหมจะเอาท่านไปเทียบกับครูอาจารย์อื่นที่ยังไม่บรรลุธรรมไม่ได้ เพราะท่านหนีจากโลกแล้ว เรื่องสมมุติท่านก็พูดอยู่บางครั้ง แต่ท่านไม่ติดในสมมุติอันนั้น ท่านรู้วาระจิต ท่านเป็นวิมุตติแล้ว

• หลวงปู่พรหมเทศน์น้อยแต่ให้ไปพิจารณาเอา

ครูอาจารย์พรหมท่านไม่สอนมาก ท่านสอนให้กําหนดจิต ให้กําหนดพุทโธ ใช้ลมหายใจด้วยก็ดีมาก โอ๋ ! เราไปคิดเอายังว่า ท่านพูดน้อยๆ ให้ไปคิดเอา คนมีปัญญามันก็รู้ไว คนไม่มีปัญญามันก็ช้าสักหน่อย มันเป็นปัญญาทางโลกก็เป็นปัญญาทางธรรมได้ ถ้าปฏิบัติ โลกียปัญญา ปัญญา ทางโลก โลกุตตรปัญญา ปัญญาทางธรรมๆ ถ้ามันไปเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นอาหาร เลี้ยงธาตุเลี้ยงใจ ความรู้อันเห็นด้วยหูด้วยตาเรา ความรู้อันนี้ยังไม่ถูกนะ ถ้ามันเข้าถึงใจแล้ว เอาใจ เอาจักขุปัญญาเห็น มันผิดกันมาก 

ครูอาจารย์พรหม ท่านไม่ได้สอนมากนะ ท่านสอนปัจจุบัน แต่ตอนนั้นเรายังปฏิบัติไม่ถึงอย่างที่ท่านสอน ท่านพูดน้อยๆ เข้ากับในหลวง พูดเล่นไม่เป็น พูดถึงเรื่องหยอกกันเล่นกัน ถ้าเล่นท่านว่ามันไม่เห็นโทษหรืออย่างไร ท่านก็พูดอยู่ ของนี่ ถ้าท่านจะทํา ขลังนะ แต่ว่าจิตตัวนั้น ถ้ามันละในนิวรณธรรม ๕ ได้ ทําอะไรขลังหมด ท่านว่า เราก็ลองทําดู มันก็เป็นจริง กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา นิวรณธรรมทั้ง ๕ นี่กั้น ถ้าใครเอาจิตออกจากตรงนั้นได้ทําอะไร ขลังหมด อย่างที่บอกของในกายท่าน ของใช้ของสอยท่านขลัง ในกุฏิท่านไม่มีอะไรนะ หนังสือไม่มี ตําราไม่มี โอ ! แต่ท่านเรียนธัมมจักฯ อาทิตตฯ อนัตตฯ นั้น ท่านค้นมา ท่านเอามาเทศน์ทีหลัง ท่านเทศน์น่าฟัง 

ครูอาจารย์พรหมนั้นท่านใช้วิปัสสนา เรื่องวิปัสสนา เรื่องปัญญา ท่านหลุดพ้นแล้ว สมถะนี้ ไม่เน้น โดยมากท่านใช้วิปัสสนา ท่านรู้ ท่านไม่ได้ใช้สมถะเท่าใด สมถะพอจิตสงบเล็กๆ น้อยๆ ท่านก็ใช้ปัญญาของท่าน ท่านแนะ ท่านก็ให้ใช้ปัญญามากๆ ปัญญากับสติ สติน่ะมันเป็นมหาสตินู้น ท่านไม่ได้ให้อยู่เฉยๆ นะ รู้แล้วท่านทิ้ง ท่านไม่ใช่ไม่รู้นะ รู้อยู่เฉยๆ แต่ท่านทิ้งออกไป กําหนดจิตให้รู้หมด อารมณ์ต่างๆ มันมีอยู่ แต่ท่านไม่เอามาใช้นะ ท่านรู้ทันน่ะมันก็แล้ว ท่านก็ทิ้งก็วางไปเฉยๆ

ส่วนเทศน์พิเศษของครูอาจารย์พรหม ท่านมีแต่บอกละ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย ให้รู้จักสละจิต จาโค จาคะสละอารมณ์ ปฏินิสฺสคฺโค วาง ไปติดอะไร มุตฺติ ให้ปล่อย อนาลโย ไม่ให้พัวพันกับอารมณ์ต่างๆ เป็นอย่างนั้นนะ ครูอาจารย์พรหมท่านเทศน์ไปอย่างนั้นเลย ทีนี้ผลท่านเห็นอย่างไรในใจ ท่านทําอย่างนั้น เรามันทําอย่างท่านไม่ได้นะ จิตท่านหลุดพ้นอย่างนั้น ท่านก็เอามาเทศน์อย่างนั้น เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ท่านเทศน์ไปอย่างนั้น เราก็ จําเอาไปเรื่อยๆ ทีนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ คนไม่มีปัญญาก็เลยไม่เอามาคิด เมื่อไม่คิด มันก็ไม่เข้าใจเรื่อง อันนั้น จาคะ สละ โอ้ ! อันนี้เทศน์พิเศษ ท่านก็เทศน์พิเศษหลายอันอยู่ เราจําไม่ได้หรอก ท่านมีปัญญาเยอะ โอ้ย ! ตามรู้ไม่ทันอย่างว่า อาตมาก็ไม่รู้จะพูดเปรียบอย่างไร ความรู้ท่านมัน ถ้าเป็น ทุกวันนี้ คือ ไอคิวท่านสูง

• หลวงปู่พรหมมีอิทธิปาฏิหาริย์ครบ

ครูอาจารย์พรหม อิทธิปาฏิหาริย์ของท่านมีครบ แต่ท่านไม่ค่อยเล่า เหมือนกับเรา คนตาบอดมาแต่กําเนิดนั่นล่ะ ท่านจะเล่าอย่างไร ท่านเล่าได้อยู่ แต่เราตาบอดมันไม่เห็น ท่านจึง ไม่ค่อยเล่า เล่าก็มันทําอย่างไร มันเหมือนคนตาบอดมาแต่กําเนิด เล่าไปก็เข้าใจด้วยไม่ได้ จะให้ บอกแสงบอกเสียง นานๆ ท่านจะเล่าสักครั้งหนึ่ง มันคนละอันเว้ย ท่านกับเราไม่เหมือนกัน เหมือนกับตํารับตํารานี่ล่ะมันมีอยู่ แต่ถ้าคนตาบอดแล้ว ตํารามันจะไม่มีความหมายนะ เราคน ตาบอด กระจกใสขนาดไหนก็ไม่มีความหมายในคนผู้ตาบอดนั่น ถ้าคนตาดี ท่านส่องเห็น เห็นก็ เห็นแต่เงาแค่นั้น มันไม่เห็นของจริง อันเรื่องธรรมะ อย่าไปโทษอันนั้นอันนี้นะ เราคิดให้มันเห็นเฉพาะใครเฉพาะมัน มันเป็นปัจจัตตัง เฉพาะใครเฉพาะมัน วิญญูชนน่ะ ให้ปฏิบัติเองเสียก่อน มันเห็นของใครของมัน 

• ท่านสอนเฉพาะคนที่จริงจัง

ครูอาจารย์พรหม ท่านพยายามเอาคนที่ท่านรู้จัก สอนเอาคนที่สอนได้หรือพอได้ ไม่ใช่ท่าน จะเทศน์สอนทั่วไปนะ ท่านระวังอยู่คําพูดท่าน อันที่เป็นไปไม่ได้แล้ว ท่านก็ปล่อย ถ้าคนไหน ทําผิด ท่านไม่ค่อยเอาใจใส่เท่าไหร่ คนไปอยู่กับท่านครั้นคิดผิดแล้ว ท่านจะไม่เอาเลย ไม่น่าจะ สอนได้ ท่านก็ไม่สอน ให้ปล่อยมันไปซะก่อน ให้สติศรัทธามันกล้าซะก่อน ใครขี้เกียจปฏิบัติภาวนา ไม่รู้จักพินิจพิจารณาค้นคว้า การปล่อยการวาง ท่านก็ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากสอนนะ ท่านดูคนเก่งเหมือนกันกับในหลวง ท่านจิกตาสอนลูกศิษย์ สามเณรหลบทันที สายตาท่านเหมือนกับไฟฉาย ครูอาจารย์ผางก็เป็นเหมือนกัน เราสนิทกัน

สมัยที่อาตมาไปอยู่กับครูอาจารย์พรหม ไม่ค่อยเห็นเรียนนะ ช่วงนั้นไม่มีนะ เรียนแต่ภาวนาดูใจ ครูอาจารย์เสาร์ก็แนะไม่ให้เรียนเลย ให้ภาวนาดูใจอย่างเดียว ถ้าพระศิษย์ออกธุดงค์ ครูอาจารย์พรหมท่านก็แนะนําอยู่ ให้ไปหาครูบาอาจารย์ ไปศึกษา ไปหาภาวนา อย่าไปยุ่งกับเรื่องทางโลก สถานที่ภาวนา สถานที่ไหนน่ากลัว ยิ่งน่ากลัวเท่าไร หลวงปู่พรหมท่านให้ไปอยู่สถานที่นั้น เช่น สถานที่มีผี เสือ ช้าง เป็นต้น ถ้าเสือมันกินคนกินควายเข้า เขาบอกให้ฟังดอก มีเยอะมากนะ พูดถึงเสือไม่แค่เท่านี้นะ กลางคืนนั่น กรนหืดหาดๆ เข้าไปทําร้าน เขาให้นอนบนร้าน คํ่ามาเห็น หัวเสือโผล่มาเยอะแยะ เสือไม่ค่อยจะกินพระ ช้างก็ไม่ค่อยเหยียบพระ ทางภูลังกา มันมีเสือ มีช้าง มีหมีชุกชุม มันไม่ทําร้ายพระ มันรู้จักใจพระ ศาลามันก็สูงเท่านั้นแหละ อยู่ดงหม้อทอง เสือมันมา หยอกกันอยู่ใต้ถุนศาลา เสือมันไม่ทําอันตรายนะ หากคนเรากลัวมันไปเอง เสือมันเหมือนแมว ในบ้านเรา มันถูกกับพระอยู่ สัตว์ป่าไม่กลัวพระ มันรู้จักพระ คนเคยเลี้ยงควาย ถ้าใจเราดี ถือค้อน ควายมันก็ไม่กลัว ถ้าใจเราไม่ดี แม้ไม่มีอาวุธ ควายมันก็ระวังนะ สัตว์ป่ามันก็ระวังตัว วัวควายก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้มันพรรณนาไม่ได้ เรากําหนดเอง ปฏิบัติเอง มันจะรู้ด้วยตัวเองเลย

ครูอาจารย์พรหมท่านดุด่า โอ๊ย ! ธรรมเทศนาแล้วอันนั้น ท่านดุ ท่านด่า ท่านเอ็ดอะไร อย่างนี้ ถ้าองค์ไหนคิดไปทางผิด ท่านจะตักเตือนทันที ต้องแก้ไข ไม่แก้ไขไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้นนะ ท่านจะสอนแบบนี้ ท่านไม่ได้เอาความดีมาอบรม กิเลสน่ะมีหยาบ ท่านก็เอาตามหยาบ แอบหลงรักสีกา ท่านรู้หมด ความรักความใคร่ในผู้อื่น ท่านเตือนทันที ถ้าท่านจะเตือน ท่านรู้วาระจิต เราเดิน ตามหลังท่าน คิดอะไร ครูอาจารย์พรหมท่านรู้หมด แต่ท่านไม่ค่อยทักท้วงตักเตือนนะ ถ้าท่าน เตือนแล้วให้รีบแก้ไขไวๆ นานไปจะเสีย

• ปฏิบัติครูบาอาจารย์

เราเกิดมาตั้งแต่เล็กจนโตก็ไม่เคยเก็บขี้เก็บเยี่ยวคนนะ จนไปอยู่กับครูอาจารย์พรหมท่านแก่แล้ว วันไหนท่านไปห้องนํ้าไม่ทันนะ ได้ซักผ้าของท่านนั่นล่ะ เราก็ว่าเราได้ดูแลท่านเต็มที่ ได้เห็น สมณะเพื่อนท่านสงบอยู่ที่วัดครูอาจารย์บัว กับ ครูอาจารย์มั่นน่ะ มันหนักยิ่งกว่า แต่ก่อนมันไม่มี กระดาษชําระ เอาถุงพลาสติกสวมมือแล้วก็ขี้ในมือท่าน ตอนแก่มา ใครก็ว่าทําเต็มที่กันทุกคน ไม่เคยปฏิบัติครูบาอาจารย์ แต่มาอยู่ในศาสนาทําหมดทุกอย่าง ตอนเช้าตอนเย็น ๗ วัน ปฏิบัติท่านทุกวัน ครูอาจารย์พรหมปฏิปทาท่านไม่ให้พระเณรมายุ่งมากนัก ท่านให้พระเณรภาวนา ดังนั้น ปฏิบัติท่านตลอด ๗ วัน จึงหนักพอควร ทั้งสรงนํ้า ซักผ้า ฯลฯ 

เรื่องซักสบงจีวรของครูอาจารย์พรหมก็พระเณรในวัดนั่นล่ะ โดยมากก็เป็นพวกพระเณร นี้ล่ะ ท่านก็ทําอยู่ ท่านก็ไม่ได้ทิ้งข้อวัตรหรอก พวกเราแหละขอทํา แต่ก่อนเราตัดจีวร สังฆาฏิ ไม่เป็นหรอก มันทํายาก ท่านเลยซื้อจักรมา เราเลยไปเรียน เราตัดจีวร สังฆาฏิเป็นหมดแล้ว ตัดเย็บให้ท่านใช้ก็มี 

เวลาจะย้อมจะซักผ้า ถ้ามันสกปรก ถ้ามันเปื้อนมาก เราก็ซัก ท่านไม่ได้มีกําหนด เราไปดูแล้วก็ทํา ย้อมจีวรนี้ท่านก็กําหนดเหมือนกัน มันสกปรกก็ซักให้ท่าน สีท่านก็ทําเป็นหมดนะ เย็บมือก็เป็นนะ น่าทึ่งนะ สีย้อมนี่ธรรมดาโว้ย ส่วนมากเป็นสีแก่นหมากมี่ (แก่นขนุน) สีเข้มๆ พอประมาณ ต้มนํ้าร้อนแล้วก็ซักให้ท่าน ต้มได้สีแล้วถึงย้อม ไปบิณฑบาต ท่านก็ใช้ทุกวันล่ะ สังฆาฏิ จีวร ปฏิบัติท่านง่ายกว่าองค์อื่นอยู่ ตอนนวดเส้นนวดเอ็นท่าน ก็แล้วแต่เราจะนวดถวาย ครูอาจารย์พรหมปฏิบัติท่านง่าย เรื่องกิจวัตรข้อวัตร พระเณรก็ไม่มาก

• หลวงปู่พรหมท่านเก่งงานก่อสร้าง

ครูอาจารย์พรหมท่านทําเป็นหมดเว้ย สร้างพระพุทธรูปอันนี่เป็นหมด ตีมีดตีขวานก็ เป็นหมด เราคาดไม่ถึง ทํางานใหญ่แบบนี่ ทําศาลานี่กําหนดกับสังกะสีนี่ ท่านรู้จัก ไม่รู้ท่าน ทําได้อย่างไร แล้วการก่อสร้างท่านเก่งเว้ย ถ้าคนขี้เกียจนี่อยู่นั้นไม่ได้

ครูอาจารย์พรหมชอบก่อสร้างอยู่ เวลาเพื่อนกลับไปกลับมากุฏิก็ไม่พอกันหรอก ท่านเน้นการก่อสร้างอย่างอื่น แต่กุฏิของท่านเล็ก ทีนี้ปฏิปทาของท่านการก่อสร้างท่านทําเป็น คํานวณ การก่อสร้างก็ถูก นานมาแล้ว หมู่บ้านนั้น บ้านถ่อน เรียนจบช่างไม้มา ทําหน้าต่าง ไอ้ดอนทําได้ ๑ อัน แต่ท่านทําเสร็จ ๓ อันนู้น เร็วแล้วก็ยังทําเป็น แล้วก็สวยไม่ได้ต่างกันนะ มันเป็นนิสัยของคน ท่านทําเป็น แปลกใจท่านหลายเรื่องอยู่ มีดเล่มเดียวท่านใช้ฟันไม้ท่อนใหญ่ๆ ขนาดเท่าบาตรขาดง่ายๆ แปลกใจมาก ถ้าเวลาท่านทํางานอย่างนี้ ไม่ต่างจากการปฏิบัติของท่านหรอก จิตท่านไม่รู้ มันเป็นอย่างไรอยู่ บุพกรรม กมฺมพนฺธุ พันธุกรรม มันเป็นของท่านมาอย่างนั้น ทีนี้มีสิ่งแวดล้อม จะพาให้ท่านทํานั่นล่ะ

• หลวงปู่พรหมไม่ฉันเนื้อสัตว์ใหญ่ 

ครูอาจารย์พรหมนี่ ตอนท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็ไม่ค่อยฉันเนื้อวัวเนื้อควาย ตอนท่าน มรณภาพก็ไม่มีเนื้อสัตว์ใหญ่นะ มีแต่ปู แต่ปลา กบ เขียดเท่านั้น ไม่มีไก่ ไม่มีหมูนะ เนื้อก็ไม่มีใครเอาไปงานศพท่าน เป็นเองของท่านนะ โอ้ ! เป็นเรื่องแปลกมาก ถ้าไม่ไปเห็น จะไม่เชื่อเลย

ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์ถึงหลวงปู่พรหม

• นิพพานไม่เป็นอจินไตย(๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๑)

ตามหลักความจริง หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม ก็เป็นเครื่องยืนยันมาตลอดว่าไม่เป็นอจินไตย รู้ได้จริง เห็นตามความเป็นจริง เป็นนิพพานจริงๆ เกิดขึ้นจาก ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม รู้ธรรมตามความเป็นจริงของธรรมนั้น มันถึงไม่เป็นอจินไตยไง แต่ไปพูดว่าเป็นอจินไตย หนังสือพิมพ์ลงมาก ลงตรงนี้ลงมาก เขียนเลยว่าเป็นอจินไตย เบี่ยงเบนประเด็นไปหมด เบี่ยงเบนประเด็นไปหมด 

เพราะโดยปรกติเขาก็ยังว่ากันอยู่แล้วว่า มันหมดกาล หมดเวลาแล้ว ไม่ควรทํา ไม่ควรประพฤติปฏิบัติ แล้วนี่พูดกันจนยอมรับ เห็นไหม แล้วมันจะไปไหนกันล่ะ ? มันก็เป็นทางให้ตํ่าลงๆ ของชาวพุทธเท่านั้นน่ะสิ ถึงว่ามันไม่เป็นอจินไตย นิพพานเป็นความจริง อจินไตยมี ๔ เท่านั้น อจินไตย ๔ นิพพานไม่อยู่ใน ๔ นั้น นิพพานเป็นความจริง แต่เข้าถึงได้ด้วยการที่ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติจริงสมควรแก่ธรรม ไม่ใช่การคาด การเดา การหมาย อย่างนั้นรู้ชื่อนิพพาน รู้ชื่อ รู้ทฤษฎี รู้การแยกแยะนิพพาน รู้การวิเคราะห์วิจัยตามความจินตนาการเป็นจินตมยปัญญา

ภาวนามยปัญญาเข้าตามหลักความเป็นจริง ผู้เข้าถึงจริง เห็นจริง ตามหลักความเป็นจริง เห็นไหม ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม “อานนท์ เราเคยบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือ ? ในโลกนี้ ถ้ายังมีผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอยู่ พระอรหันต์ไม่สิ้นจากโลกนี้เลย” พระพุทธเจ้า ประกาศไว้ชัดๆ เลย “ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม” ไม่ใช่ผู้ใดปฏิบัติด้วยเจตนาอยากจะได้ ชื่อเสียง อยากจะได้เกียรติศัพท์ อยากจะได้แก้ว แหวน เงิน ทอง แต่เอานิพพานมาขายกินอย่างนั้นมันไม่ใช่นิพพาน มันนิพพานในแบงก์น่ะสิ

• ครูบาอาจารย์ยืนยันมรรคผลนิพพาน(๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๒)

ในปัจจุบันนี้ หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่เสาร์เป็นผู้ที่บุกเบิกออกมาจากกิเลสก่อน เพราะว่าเป็นคนเชื่อในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้ว ๒ องค์ช่วยกันขุดค้นคว้าไง หลวงปู่เสาร์เป็นอาจารย์หลวงปู่มั่น เสร็จแล้ว ๒ คนบวชมาแล้วศึกษาพร้อมกัน จนข้ามพ้นออกไปจากกิเลส เป็นผู้ชี้นําได้ตามความเป็นจริง เห็นไหม ตามความเป็นจริงแบบว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายืนยันกับพระสารีบุตร ยืนยันกับพระอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ

องค์หลวงปู่มั่นบอกว่า ได้ประพฤติปฏิบัติแล้ว ยังได้หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ฝั้น นี่ยืนยันกันมาทั้งหมด เพราะครูบาอาจารย์นี้ได้ดับขันธ์ไปแล้ว ยืนยันกันด้วยธาตุขันธ์ก็ได้ว่าท่านดับขันธ์ไปแล้ว ได้ทําฌาปนกิจไปแล้ว กระดูกเป็นพระธาตุทั้งหมด นี่คือครูบาอาจารย์ของเรา เราเกิดมาพบครูบาอาจารย์อีกชั้นหนึ่ง เกิดมาพบครูบาอาจารย์ที่รู้จริง ครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเท่านั้นจะสามารถชี้ทางให้เราได้ไง เราไม่ใช่เชื่อครูบาอาจารย์จนยกครูบา–อาจารย์นี้เหนือธรรม ครูบาอาจารย์นี้ประพฤติธรรม รู้ธรรมตามความเป็นจริง คนที่เห็นธรรม คือ เห็นตถาคต 

• ครูบาอาจารย์ตรวจสอบกันได้หมด(๑๓ กันยายน ๒๕๕๒)

คนเป็นกับคนเป็นตรวจสอบกันได้หมดแหละ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมํคลมุตฺตมํ เห็นไหม นี่เจ้าคุณจูม ธรรมเจดีย์ เอาหลวงตากับหลวงปู่ขาวไปคุยกัน แล้วเวลาหลวงตาอยู่กับหลวงปู่มั่น เวลาพระมาหาหลวงปู่มั่น นี่ไงตรวจสอบกัน นี่ทําไมจะตรวจสอบไม่ได้ ตรวจสอบได้หมดแหละ นี่หลวงปู่มั่นถึงรับประกันเลยว่า “หมู่คณะจําหลวงปู่ขาวไว้นะ เพราะหลวงปู่ขาวได้มาคุยกับเราแล้วนะ จําหลวงปู่พรหมไว้นะ” นี่พวกนี้ตรวจสอบหมดแล้ว มันตรวจสอบได้ 

• ครูบาอาจารย์ท่านไม่เคยอ้างใคร(๓๑ มกราคม ๒๕๕๓)

หลวงตาท่านเป็นความจริงของท่าน ตั้งแต่หลวงปู่มั่นลงมา ตั้งแต่หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน ท่านมีความจริงของท่านมา ท่านไม่เคยอ้างใครเลย ท่านเอาสัจจะความจริงของท่าน แล้วเป็นหลักชัยในศาสนา ให้พวกเรามีที่พึ่งอาศัย พวกเราได้กราบไหว้บูชากัน แล้วเราประพฤติปฏิบัติกันเห็นไหม ท่านอ้างใคร เนี่ยท่านอ้างใคร แล้วท่านเป็นหลักเป็นชัยของเรา ท่านอ้างใคร ท่านไม่ได้อ้างใคร

• ท่านบวชเพื่อความพ้นทุกข์(๙ เมษายน ๒๕๕๔)

ดูสิ เช่น หลวงปู่พรหม หลวงปู่พรหมนี้ท่านเป็นผู้มีฐานะนะ แล้วท่านสองคนตายาย ไม่มีบุตร ท่านต้องมาปรึกษากันว่า เราอยู่กันไปทําไม เพราะถ้าเราตายไปนี่สมบัติก็อยู่ที่นี่ เราอยู่ไปทําไม ก็คุยกัน เสร็จแล้วท่านก็มาปรึกษากัน ท่านบอกถ้าอย่างนั้นเราออกบวชกันทั้งสองคนตายาย

หลวงปู่พรหมเป็นพระอรหันต์แน่นอน แต่ภรรยานี่ไม่แน่ใจ สมบัติทั้งหมดยังเสียสละเลย แจกอยู่ ๗ วันไม่หมดนะ นี่สมัยพุทธกาลก็มี แต่สมัยปัจจุบันนี้ เวลาคนที่เขามีความคิดอย่างนี้ก็มี ทําไมเขาทําอย่างนี้ ที่เขาเสียสละไปแล้ว แล้วมาหาผลประโยชน์เล็กน้อยอย่างนี้ มันอยู่ที่เป้าหมาย ดูพระเราบวชมา พอเราพูดถึงว่ามรรคผลนิพพานนี่ทุกคนก็กลัว ทุกคนบอกว่ามันสุดเอื้อม มันเป็นไปไม่ได้ แต่ความจริงแล้วเรามีทุกข์ไหมล่ะ ? ถ้าหัวใจเราทุกข์ หัวใจเรามีความทุกข์อยู่ นิพพาน คือพ้นจากทุกข์นั้น ถ้ามันมีทุกข์อยู่ มันก็ต้องพ้นจากทุกข์ได้ มันมีมืดก็มีสว่าง มันมีสิ่งที่เราว่าเป็นไปไม่ได้ มันยังมีสิ่งที่เป็นไปได้

• พิจารณาไม่เหมือนกัน แต่ผลอันเดียวกัน(๒๔ มีนาคม ๒๕๕๕)

เวลาลูกศิษย์หลวงปู่มั่นไปหาหลวงปู่มั่น ไปรายงานผลหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านเป็นประธาน นี่หลวงปู่พรหม หลวงปู่บัว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ชอบ เวลาไปสนทนาธรรม กับหลวงปู่มั่นมีอะไรผิดแตกต่างกัน ? แต่เวลาแยกส่วนออกไปแล้วนะ พิจารณาแต่ละคน ไม่เหมือน กันเลย ไม่เหมือนกันเลย แต่ผลอันเดียวกัน แต่ผลอันเดียวกัน เห็นไหม ฉะนั้น เวลา อรหัตตมรรค อรหัตตผลอันเดียวกัน นี่มรรค ๔ ผล ๔ เหมือนกันหมด แต่ แต่วิธีการ จริตนิสัย ของคน การกระทําของคน เห็นไหม ดูสิเที่ยวป่าเที่ยวเขา แต่ละสถานที่แตกต่างกัน แต่ผล อันเดียวกัน นี่ผลอันเดียวกัน นี่ไงครูบาอาจารย์ท่านรู้จริงเห็นจริง ประสบการณ์ของจิตแต่ละดวงมันถึงเป็นความจริง

• ครอบครัวกรรมฐาน(๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)

ในพระป่า ในวงกรรมฐาน หลวงตาท่านใช้คําว่า “ครอบครัวกรรมฐาน” ในครอบครัวกรรมฐานจะรู้ว่าพระองค์ใดสิ้นกิเลสแล้ว อย่างเช่น หลวงตาท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ขณะที่จะเผาศพ หลวงปู่พรหม ท่านไปกับลูกศิษย์ลูกหาของท่าน ท่านบอกลูกศิษย์ลูกหาของท่านเลยบอกว่า พยายามเอาอัฐิธาตุของพระองค์นี้ให้ได้นะ เพราะพระองค์นี้จะต้องเป็นพระธาตุเด็ดขาด 

หลวงปู่พรหมนี่หลวงตาพูดบ่อย ตอนนั้นท่านไปเผาศพหลวงปู่พรหม แล้วมีลูกศิษย์ลูกหาไปด้วย ท่านสั่งลูกศิษย์เลยบอกว่าพยายามนะ พยายามเอากระดูกของพระองค์นี้ให้ได้ พระองค์นี้ จะเป็นพระธาตุแน่นอน จะเป็นพระธาตุแน่นอน เพราะ เพราะหลวงปู่พรหมท่านสําเร็จมาจาก เชียงใหม่ แล้วท่านมาส่งการบ้าน คือท่านมาตรวจสอบกับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นได้ตรวจสอบแล้ว บอกว่า หลวงปู่พรหมสิ้นกิเลส เห็นไหม นี่ครอบครัวกรรมฐาน ถ้าครอบครัวกรรมฐานเขาจะรู้กันว่าใครมีคุณธรรมแค่ไหน

ทีนี้ครอบครัวกรรมฐานรู้ว่าใครมีคุณธรรมแค่ไหนเพราะอะไร ? เพราะเขาตรวจสอบกันด้วยคุณธรรม ด้วยความเป็นจริง ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ถ้ามีผู้นําที่ดี ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดี นักปฏิบัติจะมีที่พึ่ง แล้วถ้ามีที่พึ่ง สิ่งที่การปฏิบัติมา นี่ครูบาอาจารย์ถ้าเป็นอาจารย์ของคน มันต้องวินิจฉัยว่าสิ่งนี้มันถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ถ้าสิ่งนี้ไม่ถูกต้อง ครูบาอาจารย์ไม่วินิจฉัย หมู่คณะที่อยู่ด้วยกัน นักปฏิบัติที่อยู่ด้วยกัน นักปฏิบัติที่อยู่ด้วยกันเขามีวุฒิภาวะเสมอกัน มีวุฒิภาวะเท่ากัน

เหมือนเด็ก เด็กเล่นอยู่ด้วยกัน เด็กเล่นด้วยกัน เด็กมันก็มีวุฒิภาวะแบบเด็กๆ ที่มันจะเล่นของเล่นกัน แล้วมันก็จะแย่งของเล่นกัน เด็กมันก็จะมีปัญหากัน ในการปฏิบัติก็เหมือนกัน ในการปฏิบัตินะ ถ้าครูบาอาจารย์เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ที่ดูแลเด็ก ถ้าเด็กมีปัญหากัน ใครผิด ใครถูก เด็กนั้นจะเคลียร์ปัญหานั้น ผู้ใหญ่จะเคลียร์ปัญหาเด็กนั้นให้จบสิ้นไป เด็กนั้นก็จะไม่มีปัญหาขัดแย้งกัน ในการปฏิบัติก็เหมือนกัน ในครอบครัวกรรมฐานเขาจะรู้ก่อน

• ครูบาอาจารย์ท่านเข้มข้นทั้งนั้น(๗ มิถุนายน ๒๕๕๘)

ถ้าใครทําเข้มข้นได้เอาเลย ๗ วัน ๗ คืน เต็มที่ไปเลย อดอาหารแล้วไม่ต้องทําอะไรเลย นี่เพราะอะไรล่ะ เพราะหลวงตา ถ้าพระเรียกพ่อแม่ครูจารย์ พ่อแม่ครูจารย์ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นมา หลวงปู่มั่นท่านเข้มข้นแค่ไหน แล้วสมัยหลวงปู่มั่น มีหลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ หลวงปู่คําดี ครูบาอาจารย์ท่านเข้มข้นทั้งนั้น แล้วท่านปฏิบัติมาท่านได้เพชรนํ้าหนึ่ง ท่านได้เนื้อ ได้นํ้ามา ฉะนั้น พอมารุ่นหลังมาเป็นปัญญาชน มีการศึกษา มีปัญญามาก ก็คิดว่าทางลัดทางสั้น ทางสะดวกทางสบาย ทุกคนมีปัญญา ขนปัญญากันมา หาบหามปัญญากันมาปฏิบัติ บรรทุกปัญญามาเต็มที่ แล้วปฏิบัติสํามะเลเทเมา ปฏิบัติเอาแต่ใจของตัว ปฏิบัติเอาแต่ช่องทางของตัว ปฏิบัติไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านก็ยังยืนหลักของท่าน เพราะว่าท่านจะสร้างผู้นําไง 

• ครูบาอาจารย์ท่านสร้างอํานาจวาสนาบารมีมา(๒๗ กันยายน ๒๕๕๘)

ดูสิ ตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม หลวงปู่ตื้อ ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอรหันต์ไปทั้งหมด พระที่จะเป็นพระอรหันต์ ท่านต้องสร้างอํานาจวาสนาบารมีของท่านมา 

คําว่า “สร้างอํานาจวาสนาบารมี” ก็เหมือนพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ท่านสร้าง บารมีมา ท่านปรารถนามา คําว่า “ปรารถนา” คนมีเชาวน์มีปัญญา มีอํานาจวาสนาบารมี จะเชื่อฟัง สิ่งใด เขาต้องเชื่อฟังด้วยเหตุด้วยผล จะเชื่อฟังสิ่งใด เขาต้องพิสูจน์ตรวจสอบ

นี่เหมือนกัน เราเกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านรื้อค้นขึ้นมา ท่านเป็นแบบอย่างเป็นตัวอย่างของเรามา แล้วเวลาท่านได้ลูกศิษย์ของท่านมา ครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านก็ประพฤติปฏิบัติเหมือนกัน คนที่มีอํานาจวาสนา เวลาปฏิบัติไปแล้ว ถ้ามีคุณธรรมเสมอกัน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เวลาสั่งเวลาสอน เวลาปฏิบัติไปแล้ว มันเข้าไปถึง จุดเดียวกัน ถ้าเข้าไปถึงจุดเดียวกัน มันตรวจสอบกันเองไง นี่ถ้ามันตรวจสอบกันเอง ถ้าเราเชื่อมั่น ครูบาอาจารย์ของเรา เราเชื่อมั่นว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ท่านต้องมีอํานาจวาสนา