Venerable Ajaan Dune’s Biography

ประวัติ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล โดย พระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑิโต)

พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) ๑

วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

ต้นฉบับโดย พระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑิโต)

เรียบเรียงโดย รศ. ดร. ปฐม – รศ.ภัทรา นิคมานนท์

โครงการหนังสือบูรพาจารย์อีสานใต้ เล่ม ๑

๑. สุรินทร์ถิ่นกำเนิดของหลวงปู่

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นชาวสุรินทร์โดยกำเนิด ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

เรื่องราวของจังหวัดสุรินทร์ถิ่นกำเนิดของหลวงปู่เมื่อสมัย ๑๐๐ กว่าปีมาแล้ว ตามที่หลวงปู่เล่าให้ฟัง และท่านเจ้าคุณ พระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑิโต) ได้เรียบเรียงบันทึกไว้ มีดังต่อไปนี้

ชุมชนสุรินทร์ในอดีตไม่มีหลักฐานว่าเกิดขึ้นเมื่อใด แต่สันนิฐานว่ามีมาไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ ปี เคยผ่านความรุ่งเรืองมาสมัยหนึ่งในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านจากผืนที่ราบโคราชลงสู่แคว้นเจนละของกัมพูชา

สุรินทร์ หรือ เมืองประทายสมันต์ หรือไผทสมันต์ ในอดีต อยู่ในพื้นที่ราบต่ำที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และมวลสัตว์ป่านานาชนิด

หลักฐานเมืองโบราณที่พบเห็นได้แก่ปราสาทหินหลายแห่ง เช่นปราสาทหินภูมิโปน ปราสาทระแงง ปราสาทยายเหงา ปราสาทตาเหมือน ปราสาทจอมพระ ปราสาทเบง เป็นต้น รวมทั้งกำแพงเมืองสุรินทร์เดิมซึ่งมี ๒ ชั้น เคยตั้งตระหง่านมาเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว ก็ยังมีหลักฐานเหลือให้เห็นได้ชัดเจน

ในสมัยนั้นบ้านเรือนมีน้อยไม่แออัดเหมือนทุกวันนี้

ด้านทิศใต้ของ วัดบูรพาราม ของหลวงปู่ เป็นกำแพงเมืองชั้นในสูงตระหง่านบังหลังคากุฏิ เพิ่งจะอันตรธานหายไปเมื่อไม่เกิน ๑๐๐ ปีมานี่เอง

จากกำแพงเมืองชั้นในออกไปทางทิศใต้เพียง ๕๐๐ เมตรจะเป็นกำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งมี วัดจุมพลสุทธาวาส (วัดที่หลวงปู่เข้าอุปสมบท) อยู่ติดขอบกำแพงด้านใน

เลยกำแพงเมืองชั้นนอกออกไป เป็นเขตชนบททั้งสิ้น ห่างออกไปไม่ถึง ๒ กิโลเมตรจะเป็น ลำห้วยเสนง ฝั่งห้วยจะมีไม้ยางป่าขนาดมหึมาเต็มไปหมด ชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดไม่ว่าหมูป่า ลิงชะนีค่าง แม้กระทั่งแรดก็ปรากฏให้เห็นทั่วไป

ห่างออกไป ๕-๑๐ กิโลเมตร จึงจะพบหมู่บ้านสักแห่ง ซึ่งมีบ้านเรือนประมาณ ๔-๕ หลังเท่านั้น

หมู่บ้านที่หลวงปู่ถือกำเนิดชื่อว่า บ้านปราสาท ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางทิศใต้ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร

หลวงปู่ได้เล่าถึงบรรพบุรุษของท่านว่า รุ่นปู่ทวดของท่านอาศัยอยู่ที่ บ้านสลักไดตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านตะวันออก

ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๙๘ คุณตาของหลวงปู่ชื่อคุณตาแสร์ และญาติพี่น้องรวม ๕ ครอบครัว ตั้งใจจะพากันอพยพไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ เขมรต่ำ (ประเทศกัมพูชา) จึงเดินทางด้วยช้างมุ่งลงทางใต้ไปเรื่อยๆ 

เมื่อเดินทางไปได้ประมาณ ๑๐ กิโลเมตรก็ได้พบกับคณะของ พระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันตร์ (ม่วง) เจ้าเมืองสุรินทร์ลำดับที่ ๕ กำลังออกสำรวจพื้นที่อยู่

ท่านเจ้าเมืองทราบว่าครอบครัวเหล่านั้นกำลังจะไปทำมาหากินที่เขมรต่ำจึงได้ทัดทานไว้ โดยชี้แจงถึงความยากลำบากและอันตรายในการเดินทางรวมทั้งสภาพบ้านเมืองของเขมรที่ไม่สงบเรียบร้อย ยังไม่น่าไว้วางใจ

พร้อมกันนั้นท่านเจ้าเมืองก็แนะนำและขอร้องให้พากันตั้งบ้านเรือนอยู่ทำมาหากิน ณ สถานที่แห่งนั้น ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ใครใคร่จะจับจองเอาที่ดินที่นามากเท่าไรก็ได้

คณะผู้อพยพก็คล้อยตาม รวมทั้งยำเกรงท่านเจ้าเมืองด้วย จึงตกลงตั้งหลักแหล่งอยู่ ณ สถานที่นั้น ได้ช่วยกันหักร้างถางพง สร้างบ้านเรือน ตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้นมา และด้วยหมู่บ้านนั้นตั้งอยู่ใกล้เคียงกับปราสาทโบราณ จึงเรียกขานกันว่า “บ้านปราสาท”

คุณตาแสร์ ของหลวงปู่เป็นนายบ้าน ทำหน้าที่ปกครองดูแลหมู่บ้านปราสาทแห่งนั้น

คุณตาแสร์มีลูก ๖ คนคือ ๑. นายมาก ๒. นางเงิม (มารดาของหลวงปู่) ๓. นายม่วง ๔. นางแก้ว ๕. นางเมอะ และ ๖. นายอ่อน

ครอบครัวของคุณตาแสร์ก็ขยายสาขาเพิ่มสมาชิกออกไป บางส่วนก็อยู่ในบ้านปราสาท บางส่วนก็อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง บางส่วนก็อพยพย้ายไปอยู่ถิ่นอื่นตามวิถีชีวิตของแต่ละคน

การประกอบอาชีพของผู้คนสมัยนั้น ได้แก่การทำไร่ เริ่มต้นด้วยการแผ้วถางป่าที่หนาทึบ เพื่อปลูกข้าว ฟัก แฟง แตงกวา สำหรับใช้ทำอาหาร นอกจากนี้ก็เก็บของป่าล่าสัตว์ซึ่งมีอย่างอุดมสมบูรณ์

สำหรับผู้หญิงทำงานบ้านเลี้ยงลูก และดูแลสัตว์เลี้ยง มี เป็ด ไก่ หมู วัว ควาย เป็นต้น นอกจากนั้นก็ ทอผ้า ปั่นด้าย เลี้ยงไหม

บ้านเรือนก็สร้างกันอย่างง่าย พออยู่ได้ ตัดโค่นต้นไม้กันเป็นต้นๆ ใช้ขวานถากไม้ทั้งต้นให้เป็นเสาหรือผ่าครึ่ง แล้วถากให้บาง เป็นแผ่นกระดาน นำใบไม้หรือไม้ไผ่มาขัดแตะทำเป็นฝาบ้านและมุงหลังคาด้วยหญ้าคา

แต่ละบ้านจะนำไม้ไผ่มาสานเป็น โจรก คือตะกร้าหรือเข่งใบใหญ่ ภาษาเขมรพื้นเมืองเรียกว่า “เจียลดอก” ใช้สำหรับเก็บข้าวเปลือกไว้ทำพันธุ์หรือไว้กินตลอดปี โจรกแต่ละใบ บรรจุข้าวเปลือกได้ถึง ๑๐ เกวียนก็มี บางบ้านก็ทำไว้หลายใบ

ข้าว และพืชผลสมัยนั้นไม่มีการซื้อขายกัน ใช้วิธีแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันกันตามมีตามเกิด เงินทองไม่มีติดบ้านแม้แต่บาทเดียวก็ไม่เดือดร้อน ครอบครัวไหนทอผ้าห่ม ผ้านุ่งได้มาก หรือมีข้าวเปลือกเก็บสำรองไว้มาก ก็แบ่งปันครอบครัวอื่นที่ขาดแคลนให้กู้ยืมไปกินตามความจำเป็น

ชาวบ้านในสมัยนั้นนับถือผีปีศาจ และเทวดาอารักษ์อย่างเหนียวแน่นพระสงฆ์องคเจ้ารวมทั้งเจ้าอาวาสบางองค์ ก็เป็นผู้มีความชำนาญทางจิตทางวิญญาณใช้ไสยศาสตร์ และเวทย์มนต์คาถา มีการปลุกผี ปลุกพระ รักษาไข้ด้วยการเป่า เสก พ่น ประสานกระดูก ต่อกระดูก เซ่นไหว้ บวงสรวง เข้าทรง เรียกขวัญ เป็นต้น

หยูกยาก็ใช้สมุนไพรที่ได้เล่าเรียนและถ่ายทอดกันมาจากผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งก็เป็นการช่วยดูแลรักษากันได้บ้าง ตามความเหมาะสม ส่วนใหญ่ได้พึ่งพาอาศัยพระ โดยถือว่าพระเป็นผู้รู้กว่าใคร แม้ฆราวาสที่ทำหน้าที่เป็นหมอยาประจำหมู่บ้าน ก็จะเรียนรู้วิธีรักษาโรคเมื่อตอนบวชพระนั่นเอง

อาหารการกินก็อาศัยผักหญ้าที่หาได้ในละแวกนั้น เกลือ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดซึ่งขาดไม่ได้ เพราะสมัยนั้นไม่มีกะปิ น้ำปลา หรือสิ่งปรุงรสอย่างอื่น เมื่อชาวบ้านจับปลาได้ จะนำมาคลุกผสมกับเกลือ บรรจุไห ทำเป็นปลาร้าปลาจ่อม เก็บไว้ประกอบอาหารหรือใช้รับประทานกับข้าว 

ครอบครัวไหนมีปลาร้าเต็มไห มีข้าวเปลือกเต็มโจรก ก็ถือว่ามีฐานะพออยู่พอกิน ไม่เดือดร้อน

การอยู่การกินจึงเป็นไปอย่างง่ายๆ ผ้านุ่ง ผ้าถุง เสื้อผ้า ก็ทอและตัดเย็บกันเอง ผู้หญิงแต่งกายด้วยผ้า ๒ ผืน ผืนหนึ่งเป็นผ้านุ่งกระโจมอก เรียกว่า “จอมปุง” อีกผืนใช้ห่มเป็นสไบ ส่วนผู้ชายก็นุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวใช้ได้แล้ว ถ้ามีงานพิธีก็นุ่งโสร่งไหมใส่เสื้อ แล้วมีผ้าขาวม้าพาดบ่าก็เป็นอันเพียงพอ

เครื่องสำอางสำหรับผู้หญิงก็มีแป้งขาว แป้งดินสอพอง ขมิ้นผสมมะนาวสำหรับประเทืองผิว ส่วนเครื่องประดับก็มีสร้อยคอ แหวน ตุ้มหู กำไลมือ กำไลเท้า ซึ่งมักทำด้วยเครื่องเงิน ใช้แต่งในเทศกาลงานบุญต่างๆ 

สตรีสมัยนั้นจะต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ฝึกหัดงานฝีมือ ปั่นด้ายทอผ้า ฝึกทำกับข้าว เพื่อผูกจิตผูกใจเพศตรงข้าม ญาติผู้ใหญ่จะดูว่าหญิงคนใดจะเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดีได้ ก็ดูที่ความละเอียดประณีตของผ้าที่ทอ หรือดูที่ฝีมือการทำกับข้าว และกิริยามารยาททั่วไป

ฝ่ายชายจะต้องขยันขันแข็งในการทำมาหากิน และต้องผ่านการบวชเรียนเสียก่อน จึงจัดว่าเป็น “คนสุก” สามารถเป็นผู้นำครอบครัวได้ เพราะการบวชเรียนเป็นการอบรมจิตใจ และฝึกความรู้ต่างๆ ให้เป็นภูมิรู้ภูมิธรรมประดับตน

นี่คือชุมชนของชาวสุรินทร์ในสมัยของหลวงปู่ เมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา

๒. ชีวิตเมื่อวัยเยาว์

หลวงปู่ถือกำเนิด ณ บ้านปราสาท ตำบลเฉนียง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๔๓๑ ตรงกับวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

โยมบิดาของท่านชื่อ นายแดง โยมมารดาชื่อ นางเงิม นามสกุล ดีมาก

หลวงปู่มีพี่น้อง ๕ คน คนแรกเป็นหญิงชื่อ กลิ้ง คนที่สองคือตัวหลวงปู่เอง ชื่อ ดูลย์ คนที่สามเป็นชายชื่อ เคน คนที่สี่และห้าเป็นหญิง ชื่อ รัตน์ และ ทอง พี่น้องทั้ง ๔ คนของท่านมีชีวิตจนถึงวัยชรา และทุกคนเสียชีวิตก่อนที่จะมีอายุถึง ๗๐ ปี มีเพียงหลวงปู่เท่านั้นที่ดำรงอายุขัยอยู่จนถึง ๙๖ ปี

พี่น้องของหลวงปู่ได้แยกย้ายไปทำมาหากินในที่ต่างๆ พอเริ่มมีพระราชบัญญัตินามสกุลออกใช้ แต่ละคนก็เลือกใช้นามสกุลตามที่ตนเห็นสมควรหลวงปู่ใช้นามสกุล ดีมาก ตามโยมแม่

มาตอนหลัง หลวงปู่เปลี่ยนมาใช้นามสกุล เกษมสินธุ์ ซึ่งท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านไปพำนักเพื่อศึกษาธรรมที่ จังหวัดอุบลราชธานี ประจำอยู่ที่ วัดสุทัศนาราม ได้หลายปี หลานชายคนหนึ่งของท่านชื่อ พร้อม ตามไปอยู่ด้วย ท่านจึงตั้งนามสกุลให้ว่า เกษมสินธุ์ แล้วท่านก็เปลี่ยนใช้นามสกุลที่ตั้งใหม่นี้ด้วย

แม้หลวงปู่จะเป็นลูกคนที่สอง แต่ก็เป็นลูกชายคนโตของครอบครัว ในช่วงแรก ท่านก็ช่วยพี่สาวทำงานบ้าน ต่อเมื่อโตขึ้นจึงต้องแบกรับภารกิจมากทั้งในบ้านและนอกบ้าน นับตั้งแต่หาบน้ำ ตำข้าว หุงข้าว เลี้ยงดูน้องๆ ไปจนถึงช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนา และเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย

ในบรรดาคนหนุ่ม รุ่นเดียวกันแห่งบ้านปราสาท หลวงปู่จัดว่าเป็นหนุ่มหน้าตาดี ได้เปรียบเพื่อนๆ ด้านรูปสมบัติ นอกจากจะมีร่างกายแข็งแรง สุขภาพอนามัยดีแล้ว ยังมีผิวพรรณหมดจด รูปร่างโปร่งได้สัดส่วนสมทรง น่ารักน่าเอ็นดูมีท่าทางแคล่วคล่องว่องไว และยังมีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน ความประพฤติเรียบร้อยมาแต่เยาว์ จึงได้รับคำยกย่องชมเชยจากบรรดาญาติพี่น้อง และผู้ที่ได้พบเห็นโดยทั่วไป

ด้วยเหตุที่ท่านมีรูปร่างงดงามนี่เอง ท่านเจ้าเมืองสุรินทร์สมัยนั้นจึงมีบัญชาให้นำตัวท่าน มาร่วมแสดงละครนอก โดยเล่นเป็นตัวนางเอก

สำหรับเรื่องราวชีวิตในอดีตนั้น นานแสนนานกว่าท่านจะเล่าให้ฟังสักครั้งหนึ่ง เมื่อมีโอกาสดี มีเวลาว่าง ท่านก็เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ เมืองสุรินทร์ลำดับถึงบุคคลสำคัญๆ ตลอดจนเครือญาติในสมัยนั้น

หลวงปู่เล่าว่า ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๔ พระยาสุรินทรภักดีฯ (ม่วง) ผู้ที่ชักชวนคุณตาของท่านมาตั้งบ้านเรือนที่บ้านปราสาท ได้ถึงแก่อนิจกรรม กรมหลวงพิชิตปรีชากร ข้าหลวงใหญ่ได้แต่งตั้ง พระพิไชยณรงค์ภักดี (บุญนาค) ผู้เป็นน้องชาย ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน เป็นเจ้าเมืองสุรินทร์ ลำดับที่ ๖ 

ตอนที่หลวงปู่อายุประมาณ ๖ ขวบได้เกิดเหตุการณ์สู้รบกับต่างชาติ นั่นคือกรณีพิพาทเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง เรียกว่า “เหตุการณ์ ร.ศ. ๑๑๒”ชายฉกรรจ์ลูกสุรินทร์ ๘๐๐ คน ถูกเกณฑ์เข้ารับการฝึกในกองกำลังรบ และส่งไปตรึงแนวรบด้านจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับกองกำลังจากเมืองอื่นๆ เพื่อต่อต้านการรุกรานจากฝรั่งเศส หลังจากการปะทะกันเล็กน้อย ก็ตกลงทำสัญญาสงบศึก

หลังจากกรณีพิพาทไม่นาน พระพิไชยณรงค์ภักดี (บุญนาค) ก็ถึงแก่กรรม พระพิไชยนครบวรวุฒิ (จรัญ) ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองสุรินทร์ ลำดับที่ ๗ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่ พระยาสุรินทรภักดีศรีไผทสมันต์ เจ้าเมืองคนนี้ถึงแก่กรรมเมื่อหลวงปู่อายุระหว่าง ๑๓-๑๔ ปี กำลังเข้าวัยหนุ่ม

พระยาพิไชยณรงค์ภักดี (บุญจันทร์) ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสุรินทร์ลำดับที่ ๘ เป็นที่ พระยาสุรินทร์ภักดีศรีไผทสมันต์ ตามตำแหน่ง และเจ้าเมืองคนนี้เองที่บัญชาให้นำตัวท่านมาเล่นละคร

หลวงปู่เล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งท่านเล่นเป็นนางเอกละครว่า สมัยนั้นคนนิยมดูละครกันมาก สมัยนั้นมีธรรมเนียมอยู่ว่า ถ้าเป็นละครของเจ้าเมืองในหัวเมือง ต้องเอาผู้ชายแสดงทั้งหมด โดยสมมุติเป็นพระเป็นนางเอา แต่ถ้าเป็นละครหลวง หรือละครของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้แสดงต้องเป็นผู้หญิงล้วน สมมุติเป็นพระเป็นนางเอาเหมือนกัน

เรื่องที่หลวงปู่เคยแสดงก็มีเรื่อง ไชยเชษฐ์ ลักษณวงศ์ จันทรกุมาร เป็นต้น จำได้ชื่อหนึ่งว่า ท่านเคยแสดงเป็นนาง ชื่อนางรัมภา ไม่ทราบว่าอยู่ในวรรณคดีเรื่องใด

จากที่หลวงปู่เล่า พอจะสรุปได้ว่า คนสมัยโน้นกับคนสมัยนี้ มักจะคลั่งดาราเหมือนกัน ท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่ง หลังจากที่จบการแสดงแล้ว มีหญิงสาวคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามาหาหลวงปู่ในห้องแต่งตัว คงคิดจะทอดไมตรี ผูกเป็นมิตรสหายกันนับว่าแก่นกล้ามิใช่น้อยสำหรับสภาพสังคมสมัยนั้น

ขณะนั้นนางเอกละครของเรากำลังถอดเครื่องทรงออกทีละชิ้น ทั้งแท้ทั้งเทียม แม่สาวคนนั้นถึงกับตะลึง เมื่อทราบว่าท่านเป็นชาย เธออายมาก รีบกระโดดลงจากเวทีวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเหมือนกระต่ายป่า

นี่แสดงว่า หลวงปู่ของเรามีความสามารถในการแสดงไม่เบา ผู้หญิงแท้ๆ ยังคิดว่าท่านเป็นผู้หญิงจริงๆ แต่เมื่อเห็นท่านเป็นชายจึงรีบหนีไป

จากเหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า เด็กหนุ่มเด็กสาวสมัยนั้นเขามีจิตสำนึกในอันที่จะป้องกันมิให้เกิดความเสื่อมเสีย และระวังในเรื่องระหว่างเพศเป็นอย่างดีไม่ให้เกิดความมัวหมองในความเป็นหนุ่มสาวของตน มิฉะนั้นจะถูกดูหมิ่นดูแคลนจากสายตาของสังคม

หลวงปู่ยืนยันว่า ตลอดชีวิตของท่าน มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เคยพ้องพานแตะต้องสตรีเพศเลย แม้แต่น้อย ตราบเท่าเข้าสู่เพศพรหมจรรย์ ดำรงชีพอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งผ้ากาสาวพัสตร์รวดเดียวตลอดชั่วอายุขัย

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ หลวงปู่อายุประมาณ ๑๘ ปีได้ลงไป “บางกอก” เมืองหลวงของประเทศเป็นครั้งแรก เพื่อไปซื้อเครื่องแต่งละคร เพราะตัวนางเอกต้องมาลองเครื่อง เลือกเครื่องให้ได้เหมาะเจาะสมตัว

หลวงปู่เดินทางด้วยช้างจากสุรินทร์ ใช้เวลา ๔ วัน ๔ คืน จึงถึงเมืองโคราช พักช้างไว้ที่นั่น แล้วขึ้นรถไฟต่อเข้ากรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางอีก ๑ วัน ในสมัยนั้นรถไฟมีเดินแค่กรุงเทพฯ-โคราชเท่านั้น

เมื่อลงรถไฟที่สถานีหัวลำโพงแล้ว เห็นเมืองบางกอกสมัยนั้นไม่มีตึกรามบ้านช่องหรือผู้คนมากมายอะไร ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เมื่อปวดท้องหนักท้องเบาก็สามารถแวะเข้าป่าสะแก หรือป่าสาบเสือข้างทางได้อย่างสบายน้ำท่าแต่ละลำคลองก็ใสสะอาดดี อาบดื่มได้อย่างสนิทใจ

เมื่อกลับถึงสุรินทร์แล้ว ก็ให้รู้สึกกระหยิ่มใจว่ามีบุญวาสนามิใช่น้อย ที่ได้ไปเห็นบางกอกด้วยสายตาตนเอง หลวงปู่จึงมีเรื่องเล่าให้ผู้อื่นฟังอยู่เสมอ เพราะเหตุว่าน้อยคนนัก ที่จะมีโอกาสวาสนาได้ไปเห็นกรุงเทพฯในสมัยนั้น

๓. สู่ร่มกาสาวพัสตร์

ช่วงที่อยู่ในคณะละครนี่เอง ท่านได้มีโอกาสเรียนรู้หนังสือไทย พออ่านเขียนได้บ้างจากเพื่อนในคณะ ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน คนที่อยากเรียนหนังสือจึงต้องบวชเรียน หรือไม่ก็ต้องเดินทางไปแสวงหาความรู้ที่บางกอกเมืองหลวงเท่านั้น

หลวงปู่อยู่กับคณะละครเพียง ๔ ปีเศษ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใครๆ ก็ต้องรู้สึกว่าน่าเพลิดเพลินและน่าลุ่มหลงเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะอยู่ในวัยกำลังงามแล้ว ท่านยังเป็นนักแสดงที่มีผู้นิยมชมชอบมากอีกด้วย ถึงกระนั้นหลวงปู่ของเราก็มิได้หลงใหลกับสิ่งเหล่านั้นเลย ตรงกันข้าม ท่านกลับมีอุปนิสัยโน้มเอียงไปทาง เนกขัมมะ คืออยากออกบวช

หลวงปู่ได้พยายามขออนุญาตบวชจากบิดามารดาหลายครั้ง แต่ก็ถูกคัดค้านเรื่อยมา เนื่องจากขาดกำลังสำคัญ ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระการงานของครอบครัวเพราะท่านเป็นบุตรชายคนโต เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของบ้าน

หลวงปู่เฝ้าอ้อนวอนขออนุญาตลาบวชหลายครั้ง จนในที่สุดบิดามารดาไม่อาจขัดขวางความตั้งใจจริงของท่านได้ จึงได้อนุญาตให้บวชตามความปรารถนาแต่บิดาก็ได้กล่าวในน้ำเสียงที่ออกจะเป็นการประชดว่า “ถ้าบวชแล้วต้องไม่สึก หรืออย่างน้อยต้องให้ได้เป็นเจ้าอาวาส”

ความจริงคุณปู่ของท่านเคยบวชและได้เป็นเจ้าอาวาสมาแล้ว ด้วยเหตุนี้กระมังที่มีส่วนส่งเสริมอุปนิสัยของท่านให้โน้มเอียงไปทางบรรพชาตั้งแต่เยาว์วัย คือมีอุปนิสัย รักการบุญ และเกรงกลัวบาป มิได้เพลิดเพลินคึกคะนองไปในวัยหนุ่มเหมือนคนทั่วๆ ไป

เมื่อหลวงปู่ได้รับอนุญาตให้บวชเมื่อท่านอายุได้ ๒๒ปี พวกตระกูลเจ้าเมืองที่เคยชุบเลี้ยงท่าน ได้เป็นผู้จัดแจงเรื่องการบวชให้ครบถ้วนทุกอย่าง

หลวงปู่ได้เข้าอุปสมบทก่อนเข้าพรรษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ณ พัทธสีมา วัดจุมพลสุทธาวาส ซึ่งตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองรอบนอก ของจังหวัดสุรินทร์ในสมัยนั้น โดยมีท่าน พระครูวิมลสีลพรต (ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระครูปึก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และท่านพระครูฤทธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ในการอุปสมบทครั้งนี้ ท่านอุปสมบทในคณะ “มหานิกาย” ทั้งนี้เพราะ “คณะธรรมยุต” ในสมัยนั้นยังไม่มีในจังหวัดสุรินทร์

หลวงปู่ได้รับฉายาว่า “อตุโล” หมายถึง “ผู้ไม่มีใครเทียบได้”

นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ก็เท่ากับเป็นบาทก้าวแรก แห่งการแสวงหาความจริงบนเส้นทางธรรมของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล อันเป็นความจริงที่นำไปสู่การดับทุกข์อย่างถึงที่สุดและสิ้นเชิง

๔. ปีติ ๕ : การฝึกกัมมัฏฐานครั้งแรก

เมื่อได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว หลวงปู่มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะศึกษาธรรมให้ยิ่งขึ้นเป็นลำดับ เมื่อดำริอย่างนั้น จึงได้ไปขอจำพรรษาที่ วัดบ้านคอโค ตำบลคอโค ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของท่านไปทางตะวันออก ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ออกไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ต้องเดินทางด้วยเท้าฝ่าป่ารกชัฏไป

ที่วัดคอโคได้ชื่อว่า เป็นวัดที่สอนการเจริญกัมมัฏฐานฐานของจังหวัดสุรินทร์ในสมัยนั้น มี หลวงพ่อแอก เป็นเจ้าอาวาส และเป็นครูฝึกกัมมัฏฐานท่านแรกสำหรับหลวงปู่

การสอนพระกัมมัฏฐาน และการอบรมความรู้ด้านพระศาสนาเมื่อสมัย ๑๐๐ ปีที่แล้ว เป็นการกระทำไปตามมีตามเกิด ถือความเห็นของครูอาจารย์เป็นหลัก

วิธีสอนกัมมัฏฐานของ หลวงพ่อแอกในครั้งนั้น ท่านให้เริ่มต้นด้วยการจุดเทียนขึ้นมา ๕ เล่ม แล้วนั่งบริกรรมว่า “ขออัญเชิญปีติทั้ง ๕ จงมาหาเรา” บริกรรมไปจนกว่าเทียนจะไหม้หมด จัดว่าเป็นกุศโลบายที่แยบยลเท่าที่มีในสมัยนั้น

หลวงปู่ได้พากเพียรปฏิบัติดามคำชี้แนะของพระอาจารยอย่างเคร่งครัดใช้ความอุตสาหะ และพยายามท่องบ่นบริกรรมไปจนตลอดพรรษา โดยมิได้ลดละ แต่ก็ไม่บังเกิดผลอันใด

จนแล้วจนรอด ความรู้สึกอิ่มใจ ความดื่มด่ำที่เรียกว่า “ปีติทั้ง ๕” ไม่ได้ปรากฏขึ้นในดวงหทัย

ไม่ว่าจะเป็น “ขุททกาปีติ” หรือปีติเล็กน้อย พอขนชูชัน น้ำตาไหล 

หรือ “ขณิกาปีติ” ได้แก่ บีติชั่วขณะ ทำให้รู้สึกแปลบๆ เป็นขณะ ๆ ดุจฟ้าแลบ

หรือ “โอกกันติกาปีติ” ได้แก่ ปีติเป็นระลอก หรือ ปีติเป็นพักๆ ให้รู้สึกซ่าลงมาๆ ในกาย ดุจคลื่นซัดต้องฝั่ง

หรือ “อุพเพงคาปีติ” คือ ปีติโลดลอย เป็นอย่างแรง ให้รู้สึกใจฟูแสดงอาการบางอย่างโดยมิได้ตั้งใจ เช่นเปล่งอุทานเป็นต้น หรือให้รู้สึกตัวเบาโลดลอยขึ้นในอากาศ

ตลอดจน “ผรณาปีติ” คือ ปีติซาบซ่าน ให้รู้สึกเย็นซ่านแผ่เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ อันเป็นปีติที่ประกอบกับสมาธิกระทั่งนำไปสู่จิตรวม

หลวงปู่เคยกล่าวถึงจิตรวมว่า “เมื่อจิตรวมสงบแล้ว คำบริกรรมก็หลุดหายไปเอง แล้วก็ถึงรอยเดียวกัน รสเดียวกัน คือมีวิมุตติเป็นแก่น มีปัญญาเป็นยิ่ง”

การเพียรพยายามของหลวงปู่ตลอดทั้งไตรมาสในครั้งนั้น ไม่บังเกิดผลเลย ได้เห็นแต่เทียน ๕ เล่ม มิได้บังเกิดปีติ ๕ ตามความปรารถนา

หลวงปู่ได้ให้ข้อสังเกตในภายหลัง เมื่อท่านผ่านการปฏิบัติกระทั่งได้พบธรรมะในใจแล้ว ท่านให้ข้อสรุปจากประสบการณ์แห่งธรรมปฏิบัติของท่านว่า 

“การเริ่มต้นปฏิบัติวิปัสสนาภาวนานั้น จะเริ่มต้นโดยวิธีไหนก็ได้ เพราะผลมันเป็นอันเดียวกันอยู่แล้ว ที่ท่านสอนแนวปฏิบัติไว้หลายแนวนั้น เพราะจิตของคนไม่เหมือนกัน จึงต้องสร้างวัตถุ สีแสง และคำสำหรับบริกรรม เพื่อหาจุดใดจุดหนึ่งให้จิตรวมอยู่ก่อน”

นอกจากหลวงปู่จะฝึกบริกรรมเพื่ออัญเชิญปีติทั้ง 5 ตามที่กล่าวแล้ว ท่านยังทดลองฝึกทรมานร่างกายเพื่อเผาผลาญกิเลสในตัว เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วยการเข้มงวดกวดขันในการขบฉันอาหาร โดยลดจำนวนคำข้าวที่ฉันให้น้อยลงไปเรื่อยๆ เช่นวันก่อนเคยฉัน ๑๐ คำ วันต่อมาลดเหลือ ๙ คำ ๘ คำ ลดลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างกายซูบผอม ยามลุกขึ้นเดินก็โซเซ ไม่มีเรี่ยวแรง

เมื่อฝึกทรมานร่างกายด้วยการอดอาหารติดต่อกันหลายวัน หลวงปู่ก็พบว่ามิได้มีผลอะไร นอกจากร่างกายซูบผอม อ่อนโรยพลัง ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจเลิก แล้วก็กลับมาฉันอาหารดังเดิม

นอกจากปฏิบัติกัมมัฏฐานฐาน และฝึกทรมานร่างกาย ตามวิถีแห่งโยคะแล้ว หลวงปู่ก็ได้ท่องบ่นบทสวดมนต์ เจ็ดตำนาน บ้าง สิบสองตำนาน บ้าง แต่ไม่ได้เรียนพระธรรมวินัย ซึ่งถือเป็นข้อวัตรปฏิบัติเพื่อฝึกฝนขัดเกลา กาย วาจา ใจ เพื่อให้เป็นรากฐานของสมาธิภาวนา หลวงปู่ไม่ทราบในเรื่องนี้ เพราะไม่ได้รับการบอกกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ระหว่างที่อยู่ที่นั่น ท่านยังถูกใช้ให้สร้างเกวียน และเลี้ยงโคอีกด้วย ท่านจึงเกิดความรู้สึกสลดสังเวช และเกิดความเบื่อหน่าย แต่ท่านก็อดทนอยู่นานถึง ๖ พรรษา

๕. ไปศึกษาพระปริยัติที่จังหวัดอุบลฯ

ในช่วงทศวรรษที่ ๒๔๕๐ ตลอดทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การศึกษาในแวดวงสงฆ์คึกคักอย่างยิ่งที่จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้ด้วยการริเริ่มสร้างสรรค์ของท่านเจ้าประคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) และด้วยการสานเสริมเติมต่อของพระเดชพระคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสสมหาเถระ) จนกล่าวได้ว่า จังหวัดอุบลราชธานีเป็นทิศาปาโมกข์ของผู้รักการเรียนในพระปริยัติธรรมโดยแท้

ในปี พ ศ. ๒๔๕๘ ขณะที่หลวงปู่ดูลย์ยังพำนักที่วัดบ้านคอโค ท่านก็ได้ยินกิตติศัพท์ เกี่ยวกับการสอนการเรียนพระปริยัติ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตามแบบของมหามกุฎราชวิทยาลัย แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร หลวงปู่มีความปีติอย่างล้นพ้นเมื่อได้ทราบข่าวนี้ และมีความปรารถนาแรงกล้าที่จะได้เดินทางไปศึกษายังจังหวัดอุบลฯ

หลวงปู่ได้เพียรขออนุญาตพระอุปัชฌาย์ที่จะเดินทางไปศึกษา แต่ก็ถูกทัดทานในเบื้องต้น เพราะในระยะนั้นการเดินทางจากสุรินทร์ไปอุบลราชธานีลำบากยากเข็ญเป็นอย่างยิ่ง

หลวงปู่เพียรขออนุญาตหลายครั้ง เมื่อพระอุปัชฌาย์เห็นความมุ่งมั่นของหลวงปู่ จึงได้อนุญาต ท่านได้ออกเดินทางไปกับพระภิกษุอีก ๒ องค์ คือ พระคง และ พระดิษฐ์

เมื่อท่านได้เดินทางไปถึงอุบลราชธานี หลวงปู่ต้องประสบปัญหาในเรื่องที่พัก เนื่องจากหลวงปู่บวชในมหานิกาย ขณะที่ วัดสุปัฏนาราม และ วัดสุทัศนาราม แหล่งศึกษาพระปริยัติธรรมนั้นเป็นวัดฝ่ายสงฆ์ธรรมยุติ

โชคดีที่ได้พบ พระมนัส ซึ่งได้เดินทางมาเรียนอยู่ก่อนแล้ว ได้ให้ความช่วยเหลือ ฝากให้อยู่อาศัยที่ วัดสุทัศนาราม ได้ แต่ในฐานะพระอาคันตุกะ ทำให้ความราบรื่นในทางการเรียนค่อยบังเกิดขึ้นเป็นลำดับ

การเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๕๐ กว่าๆ นั้น เป็นไปอย่างเข้มงวด “การไล่” หรือการสอบพระธรรมบท หรือ วินัยมุขต่างๆ นั้น ผู้สอบจะถูกไล่เรียงซักถามเป็นรายตัว ตามเนื้อหาที่เรียนมาเป็นบทๆ จนจบ ผู้ที่สอบได้จึงถือได้ว่าเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยความเพียรพยายามอย่างที่สุด

หลวงปู่สามารถสอบไล่ได้ ประกาศนียบัตรนักธรรมชั้นตรี นวกภูมิ เป็นรุ่นแรกของจังหวัดอุบลราชธานี นับเป็นความสำเร็จอย่างสูงในสมัยนั้น

นอกจากนี้หลวงปู่ยังได้เรียน บาลีไวยากรณ์ (มูลกัจจายน์) ด้วย เพราะความหมายแห่ง “บาลี” คือภาษาที่ได้จดจำและจารึกรักษาพุทธพจน์แต่เดิมมา อันเป็นหลักในทางพระพุทธศาสนา ดังนั้นการศึกษาเล่าเรียนในทางปริยัติธรรม โดยเนื้อแท้ก็คือการศึกษาภาษาบาลีนั่นเอง

หลวงปู่ได้เรียนบาลีไวยากรณ์จนสามารถแปลพระธรรมบทได้

แม้จะนำความรู้ในระดับ “นักธรรมตรี” ไปเทียบกับ “เปรียญธรรม ๙ ประโยค” ซึ่งเป็นคุณวุฒิสูงสุดในทางปริยัติธรรม อาจถือได้ว่าห่างไกลกันเป็นอย่างยิ่ง เหมือนกับนำความรู้ระดับชั้นประถมปีที่ ๑ ไปเทียบกับปริญญาเอกก็น่าจะได้

แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ การศึกษาในทางปริยัติธรรมของหลวงปู่นั้น เกิดขึ้นในทศวรรษ ๒๔๕๐ เช่นเดียวกับการศึกษาในทางโลกเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อน การได้เรียนถึงระดับประถมปีที่ ๑ หรือ ๒ ก็นับว่ายอดเยี่ยมล้ำเลิศแห่งยุคสมัยแล้ว

ภายหลังต่อมา เมื่อหลวงปู่มีพรรษาแก่กล้า ผ่านประสบการณ์ด้านธรรมปฏิบัติมามาก และมาตั้งโรงเรียนสอนปริยัติธรรมที่วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์แล้ว คราวหนึ่งที่นักเรียนของท่าน มีพระภิกษุสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยคได้เป็นองค์แรก และในงานฉลองพัดประโยค ๙ ในครั้งนั้นหลวงปู่ได้ให้โอวาทในเชิงปรารภธรรมว่า

“ผู้ที่สามารถสอบเปรียญ ๙ ประโยคได้นั้น ต้องมีความเพียรอย่างมากและมีความฉลาดเพียงพอ เพราะถือว่าเป็นการจบหลักสูตรฝ่ายปริยัติ และต้องแตกฉานในพระไตรปิฎก การสนใจในทางปริยัติอย่างเดียวพ้นทุกข์ไม่ได้ต้องสนใจปฏิบัติทางจิตต่อไปอีกด้วย”

โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่า “ทำไม” หลวงปู่ก็ให้คำอธิบายสั้นๆ ว่า

“พระธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น ออกไปจากจิตของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างออกจากจิตใจ อยากรู้อะไรค้นได้ที่จิต”

ที่หลวงปู่กล่าวเช่นนี้ มิได้หมายความว่า หลวงปู่จะมองข้ามบทบาทและความหมายของปริยัติ เนื่องเพราะการศึกษาในทางปริยัตินั้น เป็นรากฐานหรือสะพานอันก่อให้เกิดความรู้ ที่จะเชื่อมโยงไปสู่ความเข้าใจในธรรมะ แต่จะขาดการปฏิบัติไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ปริยัติเพียงอย่างเดียว พ้นทุกข์ไม่ได้ ปัจจัยชี้ขาดโดยแท้จริงอยู่ที่การปฏิบัติทางจิต

๖. เข้าสู่สงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

เมื่อหลวงปู่ประสบผลสำเร็จในการเล่าเรียนด้านปริยัติในระดับหนึ่งแล้ว สิ่งที่ยังคงค้างคาในใจของท่านในขณะนั้นก็คือ ความต้องการที่จะเปลี่ยนจากนิกายเดิม มาเป็น ธรรมยุติกนิกายหรือ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

(คณะสงฆ์ได้แบ่งลักษณะการบริหารออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายคันถธุระ ซึ่งเป็น มหานิกาย กับฝ่าย วิปัสสนาธุระ ซึ่งเป็น ธรรมยุติกนิกาย ทั้ง ๒ ฝ่ายปฏิบัติธรรมเพื่อความสำเร็จในเป้าหมายเดียวกัน แต่ฝ่ายมหานิกายเน้นทางสร้างฐานพระศาสนา คือ สอนคนทั่วไป ส่วนฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เน้นการฝึกตนเองไปสู่ความหลุดพ้น)

แม้หลวงปู่จะมีความต้องการญัตติใหม่อย่างยิ่งก็ตาม แต่หาได้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น ทั้งนี้มิใช่ว่าหลวงปู่ของเราจะอ่อนด้อยไม่เหมาะสม หากแต่พระเถระผู้ใหญ่มีสายตายาวไกลมากกว่า

กล่าวคือ พระธรรมปาโมกข์ (ติสฺโส อ้วน) เจ้าคณะมณฑลในขณะนั้นเห็นว่า 

“อยากให้ท่านเล่าเรียนไปก่อน ไม่ต้องญัตติ”

พระคุณเจ้าได้ชี้แจงเหตุผลว่า 

“เนื่องจากทางคณะสงฆ์ธรรมยุติ มีนโยบายจะให้ท่านกลับไปพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม ที่จังหวัดสุรินทร์ บ้านเดิมของท่าน ให้เจริญรุ่งเรือง เพราะถ้าหากรับญัตติแล้ว เมื่อท่านกลับไปสุรินทร์ ท่านจะต้องอยู่โดดเดี่ยว เนื่องจากไม่มี วัดฝ่ายธรรมยุตที่จังหวัดสุรินทร์เลย”

สำหรับ พระธรรมปาโมกข์ องค์นี้ก็คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสสเถระ ในเวลาต่อมานั่นเอง ท่านเป็นพระอาจารย์ผู้แรกเริ่มสอนพระปริยัติธรรมในภาคอีสาน โดยเปิด สำนักเรียนอุบลวิทยาคม ณ วัดสุปัฏนาราม ในเมืองอุบลราชธานี ทำให้การศึกษาภาษาบาลีและธรรม ได้แพร่กระจายไปทั่วมณฑลอีสานเป็นลำดับมา

แม้พระผู้ใหญ่จะทัดทานการญัตติของหลวงปู่ดูลย์จะเปี่ยมด้วยเจตนาอันดี แต่หลวงปู่มิได้มีความประสงค์จะกลับไปสอนพระปริยัติธรรมที่จังหวัดสุรินทร์

แท้จริงแล้ว หลวงปู่ต้องการเป็นพระนักปฏิบัติ ดังนั้นความเพียรในการขอญัตติ จึงยังดำเนินต่อไป

จะสังเกตได้ว่า การดำรงและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของหลวงปู่ มักจะเริ่มต้นด้วยการมีอุปสรรคเสมอ และท้ายสุดก็สำเร็จลงได้ด้วยความพยายามและความตั้งใจจริงของท่าน ซึ่งการญัตติในครั้งนี้ก็เช่นกัน

เหตุการณ์ต่อมาซึ่งจะนับว่าเป็นโชคของหลวงปู่ก็ว่าได้ ที่ท่านได้มีโอกาสรู้จักคุ้นเคยกับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ซึ่งท่านรับราชการครู ทำหน้าที่สอนฆราวาส ทั้งที่ยังเป็นพระสงฆ์อยู่ที่วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี

หลวงปู่สิงห์ และหลวงปู่ดูลย์ มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่หลวงปู่ดูลย์อ่อนพรรษากว่า

หลวงปู่ทั้งสององค์มีความสนิทสนมกันขึ้นเป็นลำดับ หลวงปู่สิงห์เห็นปฏิปทาในการศึกษาเล่าเรียน พร้อมทั้งการประพฤติปฏิบัติกิจในพระศาสนาของหลวงปู่ดูลย์ ว่าเป็นไปด้วยความตั้งใจจริง จึงได้รับเป็นภาระในเรื่องการขอญัตติจนกระทั่งประสบผลสำเร็จ

ดังนั้นใน พ.ศ. ๒๔๖๑ ขณะเมื่ออายุ ๓๐ ปี หลวงปู่จึงได้ญัตติจากนิกายเดิม มาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในธรรมยุติกนิกาย ณ พัทธสีมา วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พระมหารัฐ เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระศาสนดิลก (ชิตเสโน เสน) เจ้าคณะมณฑลอุดร เป็นพระกรรมวาจาจารย์)

หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโมนับเป็นกัลยาณมิตรอันยอดเยี่ยมของหลวงปู่

กล่าวในทางประวัติความเป็นมา หลวงปู่สิงห์ เป็นพระภิกษุที่สอนหนังสือให้ฆราวาส ภายหลังที่ท่านได้กราบนมัสการ หลวงปู่มั่น – พระอาจารย์ใหญ่ เป็นลำดับมา ภายในห้วงนึกคิดของท่านก็เริ่มแปรเปลี่ยน เนื่องจากเพราะคำชักชวนของพระอาจารย์ใหญ่ ดังกึกก้องในโสตประสาทเสมอ

“การบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์จะต้องปฏิบัติกรรมฐาน คือ พิจารณา ตจปัญจกกัมมัฏฐาน เป็นเบื้องแรกเพราะเป็นหนทางพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง”

กล่าวกันว่า จากการฝึกปฏิบัติภาวนาตามคำแนะนำของ หลวงปู่มั่น อย่างเอาจริง ถึงกับ หลวงปู่สิงห์ มองเห็นศิษย์อันเป็นฆราวาส ทั้งชายหญิง กลายเป็นโครงกระดูกน้อยใหญ่ นั่งเรียน และเคลื่อนไหว ด๊อกแด๊ก ด๊อกแด๊ก อยู่ในชั้นเรียนที่ท่านกำลังสอนอยู่ พอวันรุ่งขึ้น ท่านก็สะพายกลดธุดงค์ ออกบำเพ็ญเพียรตามป่าเขาลำเนาไพร ตั้งแต่นั้นมา

หลวงปู่สิงห์ ได้รับสมญาว่าเป็น แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม นั่นคือท่านได้รับมอบหมายภาระจาก หลวงปู่มั่น ให้นำพระภิกษุสงฆ์สายพระกัมมัฏฐานออกทำการเผยแผ่ธรรมะในแนวปฏิบัติ จนกระทั่งแพร่หลายมาจนทุกวันนี้

ช่วงหลังสุด หลวงปู่สิงห์ ก็ได้มาสร้าง วัดป่าสาลวัน ที่จังหวัดนครราชสีมาและพำนักอยู่ที่วัดแห่งนี้ จนวาระสุดท้ายในชีวิตของท่าน

หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม นับเป็นกัลยาณมิตรอันยอดเยี่ยมของหลวงปู่ดูลย์ นอกจากรับเป็นภาระช่วยให้หลวงปู่ได้ญัตติอยู่ในฝ่ายธรรมยุตแล้ว ต่อมาได้นำพาให้หลวงปู่เข้าเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฏฐานอีกด้วย

นับเป็นคุณูปการใหญ่หลวงยิ่งในชีวิตของหลวงปู่ดูลย์ อตุโลของเรา

๗. เข้าเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

เมื่อหลวงปู่ญัตติเข้าเป็นสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตแล้ว ท่านก็มีสิทธิ์เป็นพระอยู่ในวัดสุทัศนารามได้อย่างสมบูรณ์ มิใช่อยู่เยี่ยงพระอาคันตุกะเหมือนเมื่อก่อน กิจกรรมการเรียนด้านปริยัติของท่านยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่เมื่อเข้ามาอยู่ใต้ชายคาแห่งสายวิปัสสนาธุระแล้ว ข้อวัตรปฏิบัติก็มีความเคร่งครัดรัดกุมมากขึ้น ทำให้ท่านมีใจใฝ่ศึกษา โดยเน้นการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง

ในช่วงระหว่างทศวรรษ ๒๔๖๐ นั้น ไม่เพียงแต่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสสเถระ เท่านั้นที่ทรงบทบาทเป็นอย่างสูง ด้านพระพุทธศาสนาในภาคอีสาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดอุบลราชธานี

อีกท่านหนึ่งที่ได้รับความเคารพรัก และศรัทธาเป็นอย่างสูง ก็คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่สายพระกรรมฐาน

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ หลวงปู่มั่น เดินทางจาก วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ มาพำนักที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี

นับเป็นข่าวใหญ่ แพร่กระจายไปในหมู่สงฆ์และประชาชนทั่วไป ทำให้บรรดาพระภิกษุสามเณร และชาวบ้านร้านตลาดทั้งปวง พากันแตกตื่นหลั่งไหลไปฟังธรรมเทศนาของ หลวงปู่มั่น กันเป็นโกลาหล

หลวงปู่สิงห์ ได้ชักชวน หลวงปู่ดูลย์ ไปกราบเพื่อฟังเทศน์ และศึกษาธรรมะจาก พระอาจารย์ใหญ่ ที่วัดบูรพา เช่นเดียวกับคนอื่นๆ 

พระอาจารย์ใหญ่ กล่าวเมื่อพบหน้า หลวงปู่สิงห์ว่า

“เราได้รอเธอมานานแล้ว อยากจะพบและชักชวนไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน”

พระอาจารย์ใหญ่มั่นได้กล่าวในตอนนั้นอีกว่า

“การบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์จักต้องปฏิบัติกัมมัฏฐาน คือ พิจารณา ตจปัญจกกัมมัฏฐาน เป็นเบื้องแรก เพราะเป็นหนทางพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง”

จากนั้นหลวงปู่สิงห์ กับ หลวงปู่ดูลย์ ก็ถวายตัวเป็นศิษย์ของ หลวงปู่มั่น ตลอดมา

หลวงปู่ทั้งสององค์พากันไปฟังเทศน์จากพระอาจารย์ใหญ่เป็นประจำไม่เคยขาดแม้สักครั้งเดียว

นอกจากจะได้ฟังธรรมะแปลกๆ ที่สมบูรณ์ด้วยอรรถะและพยัญชนะ มีความลึกซึ้ง รัดกุม และกว้างขวาง เป็นที่น่าอัศจรรย์แล้ว ยังมีโอกาสเฝ้าสังเกตปฏิปทาของท่านพระอาจารย์ใหญ่ ที่งดงามเพียบพร้อม น่าเลื่อมใสทุกอิริยาบถอีกด้วย ทำให้เกิดความซาบซึ้งถึงใจ แต่ละคำพูดมีนัยแปลกดี ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน จึงทำให้หลวงปู่ทั้งสององค์เพิ่มความสนใจใคร่ประพฤติปฏิบัติทางธุดงค์กัมมัฏฐานให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป

การศึกษาเล่าเรียนด้านพระปริยัติธรรมของหลวงปู่ดูลย์มีความก้าวหน้าตามลำดับ ท่านได้พิจารณาตามข้อธรรมเหล่านั้นจนแตกฉานช่ำชองพอสมควรและได้พิจารณาเห็นว่า การเรียนพระปริยัติธรรมอย่างเดียวนั้น เป็นแต่เพียงการจำหัวข้อธรรมะได้เท่านั้น ส่วนการปฏิบัติให้เกิดผล และรู้รสพระธรรมอย่างซาบซึ้งนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

หลวงปู่จึงบังเกิดความโน้มเอียงไปในทางปฏิบัติ คือ ธุดงค์กัมมัฏฐานอย่างแน่วแน่จึงได้ตัดสินใจที่จะออกธุดงค์กัมมัฏฐานฐานในฤดูหลังออกพรรษานั้นอย่างแน่นอน เป็นเหตุให้การเรียนทางปริยัติธรรมในห้องเรียนของท่านเป็นอันสิ้นสุดลง

ต่อไปคือการเข้าสู่ห้องเรียนที่เป็นธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาลประกอบทั้งดินฟ้ามหาสมุทร รวมทั้งการเสาะแสวงหาตัวเองในโลกภูมินี้ก็กว้างไกลสุดแสนเหลือที่จะประมาณได้

๘. ออกธุดงค์

การบวชของ หลวงปู่ดูลย์ นั้น ความจริงท่านมิได้มีเจตนาที่จะรุ่งโรจน์ทางด้านปริยัติธรรม หรือด้านการปกครอง ถึงแม้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสสมหาเถระ ตั้งความหวังไว้ว่า จะให้หลวงปู่เป็นผู้นำในการเผยแผ่ และปกครอง เสมือนเป็นหูเป็นตาแทนท่านในเขตเมืองสุรินทร์ก็ตาม

แต่เนื้อแท้และความปรารถนาอย่างแท้จริงของหลวงปู่ คือ การออกปฏิบัติปรารภความเพียรในความวิเวกต่างหาก  เป็นความต้องการที่เคยมาดหมายไว้เมื่อแรกบวชที่จังหวัดสุรินทร์ และที่อุตส่าห์รอนแรมมาจังหวัดอุบลราชธานีก็เพื่อการนี้

ด้วยความตั้งใจของท่าน และเมื่อ หลวงปู่สิงห์ ออกปากชวนให้ออกจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาแห่งภาคอีสาน จึงสอดรับกับความต้องการของหลวงปู่อย่างดียิ่ง

ครั้นออกพรรษาแล้ว เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๑ นั้นเอง หลวงปู่มั่น พระอาจารย์ใหญ่ ก็ออกธุดงค์อีก หลวงปู่ทั้งสองสหาย คือ หลวงปู่สิงห์ และหลวงปู่ดูลย์ก็ตัดสินใจเด็ดขาด และละทิ้งการเรียนการสอน ออกจาริกธุดงค์ติดตามพระปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ไปทุกหนทุกแห่ง จนตลอดฤดูกาลนอกพรรษานั้น

ตามธรรมเนียมธุดงค์กัมมัฏฐานฐานของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น นั้นมีอยู่ว่า เมื่อถึงกาลเข้าพรรษา ไม่ให้จำพรรษารวมกันมากเกินไป ให้แยกย้ายกันไปจำพรรษาตามสถานที่อันวิเวก ไม่ว่าจะเป็นวัด เป็นป่า เป็นเขา โคนไม้ ลอมฟาง เรือนว่าง หรืออะไรตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล แต่ละคณะ

ขณะเดียวกัน เมื่อออกพรรษาแล้ว ก็จะถึงวาระแห่งการประชุมกันหากทราบข่าวว่า พระอาจารย์ใหญ่มั่นอยู่ ณ ที่ใด ก็จะพากันไปจากทุกทิศทางมุ่งตรงไปยัง ณ ที่นั้น

ความประสงค์ก็เพื่อเรียนพระกัมมัฏฐาน และเล่าแจ้งถึงผลของการประพฤติปฏิบัติที่ผ่านมา

เมื่อมีอันใดผิด พระอาจารย์ใหญ่ ก็จะช่วยแนะนำแก้ไข อันใดถูกต้องดีแล้วท่านจะได้แนะนำข้อกัมมัฏฐานให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

ในพรรษาแรกที่ร่วมออกธุดงค์ติดตาม พระอาจารย์ใหญ่มั่น นี้หลวงปู่บอกว่ายังไม่มีอะไรมาก เพียงแต่เป็นการฝึกการใช้ชีวิตแบบพระป่าและใช้หลักความรู้ในการฝึกปฏิบัติเบื้องต้นเป็นการสร้างฐานความรู้ให้มั่นคง

สำหรับผู้ที่มีความตั้งใจจริงอย่างหลวงปู่แล้ว ท่านไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ ท่านได้เร่งการฝึกปฏิบัติความเพียรอย่างเคร่งครัด โดยมี ฉันทะ คือ ความเชื่อมั่นและศรัทธาในความสำเร็จ ที่หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นในตัวท่านอย่างแน่นอน

จากการได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์ใหญ่ตลอดการออกธุดงค์ในช่วงนี้ ทำให้หลวงปู่เกิดความเลื่อมใสในแนวทางธุดงค์กัมมัฏฐานเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อใกล้ฤดูกาลเข้าพรรษาในปีนั้น (พ.ศ. ๒๔๖๓) คณะของหลวงปู่ซึ่งนำโดยหลวงปู่สิงห์ ก็แยกย้ายจากพระอาจารย์ใหญ่ พาหมู่คณะแสวงหาที่สงบวิเวก เพื่อบำเพ็ญเพียรในช่วงเข้าพรรษาต่อไป

๙. เหนือความตาย

คณะที่นำโดย หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ก็มี พระอาจารย์บุญ พระอาจารย์สีทา พระอาจารย์หนู และ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล รวม ๕ องค์ เมื่อแยกทางจาก พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต แล้ว ก็เดินธุดงค์เลียบเทือกเขาภูพานไปเรื่อยๆ 

เมื่อถึง ป่าท่าคันโท อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ได้พิจารณาเห็นว่าสภาพป่าแถบนั้นมีความเหมาะสมที่จะอยู่จำพรรษา จึงได้สมมติขึ้นเป็น สำนักป่าท่าคันโท แล้วทั้ง ๕ องค์ ก็อธิษฐานอยู่จำพรรษา ณ สถานที่นั้น

เมื่อพิจารณาที่จำพรรษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกองค์ก็ตั้งสัจจะปรารภความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ดำเนินข้อวัตรปฏิบัติ ตามคำอบรมสั่งสอนของพระอาจารย์ใหญ่ อย่างสุดชีวิต

ป่าท่าคันโท แถบเทือกเขาภูพานในสมัยนั้น ยังรกชัฏ อุดมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ที่ร้ายกาจก็คือ มีไข้ป่าชุกชุม ชาวบ้านเรียกว่า “ไข้หนาว” ใครก็ตามที่เป็น จะมีอาการหนาวสั่นเหมือนมีคนจับกระดูกเขย่าให้โยกคลอนไปทั้งกาย

ปรากฏว่าพระทุกองค์ ยกเว้น พระอาจารย์หนู เพียงองค์เดียว ที่ไม่ถูกพิษไข้หนาวเล่นงานเอา นอกนั้นต่างล้มเจ็บ ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสด้วยกันทั้งสิ้น

ในท่ามกลางป่าทึบดงเถื่อนเช่นนั้น หยูกยาอะไรก็ไม่มี ได้แต่เยียวยาช่วยรักษากันไปตามมีตามเกิด

ในกลางพรรษา พระสหธรรมิกรูปหนึ่งก็ถึงแก่มรณภาพไปต่อหน้าต่อตา ยังความสลดสังเวชให้กับหมู่เพื่อนเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ความตายมิอาจทำให้เกิดความหวั่นไหวรวนเร ในหมู่พระนักปฏิบัติทั้ง ๔ รูปที่เหลืออยู่

เมื่อจัดการฝังสรีระของพระสหธรรมิกแล้ว ต่างองค์ต่างก็รีบเร่งความเพียรหนักยิ่งขึ้น เสมือนหนึ่งจะช่วงชิงชัยชนะเหนือความตายที่รุกคืบเข้ามา

เบื้องหน้าคือความตาย เบื้องหลังคือความยากลำบาก เบื้องหน้าคือ การจากพระสหธรรมิกที่ร่วมเดินทางกันมา นับเป็นบททดสอบอันเด็ดขาดยิ่ง ที่ต้องเผชิญเป็นครั้งแรกในชีวิตธุดงค์ของหลวงปู่

สำหรับหลวงปู่ดูลย์ เมื่อต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ ก็ได้อาศัยความสำเหนียกรู้ เผชิญกับความตายอย่างเยือกเย็น

ความเป็นจริงที่เห็นและเป็นอยู่ก็คือ การเผชิญกับโรคาพยาธิ ขณะที่หยูกยาขาดแคลนอย่างน่าใจหาย

หลวงปู่เกิดความคิดขึ้นในใจว่า สิ่งที่จะพึ่งได้ในยามนี้ก็มีแต่ อำนาจพุทธคุณเท่านั้น แม้ท่านจะได้รับพิษไข้อย่างแสนสาหัสด้วยใจอดทนและมุ่งมั่นท่านได้ระลึกถึงพุทธคุณแล้วตั้งสัจวาจาอย่างแม่นมั่นว่า

“ถึงอย่างไร ตัวเราคงไม่พ้นเงื้อมมือแห่งความตายในพรรษานี้แน่แล้ว แม้เราจักตาย ก็จงตายในสมาธิภาวนาเถิด”

จากนั้นหลวงปู่ก็เริ่มปรารภความเพียร ตั้งสติให้สมบูรณ์เฉพาะหน้า ธำรงจิตให้อยู่ในสมาธิอย่างมั่นคงทุกอิริยาบถ พร้อมทั้งพิจารณาความตาย คือ ใช้เวทนานุสติกัมมัฏฐานเป็นอารมณ์โดยมิได้ย่อท้อพรั่นพรึงต่อมรณภัยที่กำลังคุกคามจะมาถึงตัวในไม่ช้านี้เลย

เมื่อไม่หวาดหวั่นต่อความตายแล้ว ความตายจะมีบทบาทและความหมายอะไรอีกเล่า !

๑๐. แยกจิตออกจากกิเลส

ณ ป่าท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ นี้เอง แม้จะเป็นพรรษาแรกของการปฏิบัติกัมมัฏฐานก็ตาม แต่ด้วยความพยายามและด้วยปณิธานอันแน่วแน่ไม่ลดละ ผลแห่งการปฏิบัติก็เริ่มบังเกิดขึ้นอย่างเต็มภาคภูมิ

กล่าวคือในระหว่างที่นั่งภาวนา ซึ่งเริ่มตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงตอนดึกสงัดจิตของท่านค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบ เกิดความปีติชุ่มเย็น แล้วเกิดนิมิตที่ชัดเจนคือได้เห็นองค์พระพุทธรูปปรากฏขึ้นในตัวท่าน สวมทับร่างของท่านได้สัดส่วนพอดี จนดูประหนึ่งว่า ตัวท่านเองเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง

ท่านพยายามพิจารณารูปนิมิตนั้นต่อไปอีก ก็จะเห็นเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอด แม้กระทั่งออกจากสมาธิแล้ว รูปนิมิตนั้นก็ยังเห็นติดตาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเช้า ได้เดินออกบิณฑบาตสู่ละแวกบ้านของชาวบ้านป่าแถบนั้น นิมิตก็ยังปรากฏอยู่เช่นนั้น ท่านสังเกตดูนิมิตนั้นไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้เอ่ยปากบอกใครเลย

ขณะเดินกลับจากบิณฑบาต ก่อนที่รูปนิมิตนั้นจะหายไป หลวงปู่ได้พิจารณาถึงตัวของท่านเอง ก็ปรากฏเห็นกระดูกทุกสัดส่วนอย่างชัดเจน ด้านนอกมีเนื้อและหนังหุ้มพันเอาไว้ เมื่อเพ่งพิจารณาต่อ ก็เห็นว่ากระดูกและเนื้อหนังเหล่านั้นล้วนแต่ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นเอง

เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนั้น ท่านเกิดความรู้สึกไม่อยากฉันอาหารในวันนั้น แต่รู้สึกอิ่มเอิบจากการที่จิตเป็นสมาธิ จึงทำความเพียรต่อไป ก็ปรากฏว่ารูปนิมิตนั้นหายไป พอออกจากสมาธิแล้ว ปรากฏว่า ฤทธิ์ไข้ที่ท่านเป็นอยู่ก็หายไปสิ้น เหมือนถูกปลิดทิ้งไปตั้งแต่นั้น

นี่คือความมหัศจรรย์!

หลวงปู่เร่งกระทำความเพียรต่อไปอีก โดยเดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิบ้างสลับกันไปตลอดทั้งวันทั้งคืนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ด้วยอาศัยความอิ่มเอิบแห่งจิตที่เป็นสมาธิ

เมื่อจิตสงบได้ที่ พลันก็บังเกิดแสงแห่งพระธรรมปรากฏแก่จิตของท่านอย่างแจ่มแจ้งจนกระทั่งสามารถแยกจิตกับกิเลสออกจากกันได้

รู้ได้ชัดเจนว่าอะไรคือจิต และอะไรคือกิเลส

จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต

และเข้าใจสภาพเดิมของจิตที่แท้จริงได้

ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังรู้ได้อย่างแจ่มแจ้งด้วยว่า   กิเลสส่วนไหนละได้แล้ว และส่วนไหนบ้างที่ยังละไม่ได้

ในครั้งนั้นหลวงปู่ยังไม่ไต้เล่าให้ใครฟัง นอกจากบอกหลวงปู่สิงห์ให้ทราบเพียงว่า จิตของท่านเป็นสมาธิเท่านั้น ซึ่งหลวงปู่สิงห์ก็ชมว่า “ท่านมาถูกทางแล้ว” และอนุโมทนาสาธุด้วย

หลวงปู่รู้สึกบังเกิดความแจ่มแจ้งในตนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน รอให้ถึงเวลาออกพรรษา จะได้ไปกราบเรียนให้พระอาจารย์ใหญ่ทราบ และขอคำแนะนำในการปฏิบัติขั้นต่อไป

๑๑. กราบนมัสการหลวงปู่มั่น

กาลเวลาที่รอคอยได้มาถึง เมื่อออกพรรษาในปีนั้น ซึ่งเป็นปี พ.ศ. ๒๔๖๕ พระที่จำพรรษา ณ เสนาสนะป่าท่าคันโท กาฬสินธุ์ ต่างก็แยกย้ายกันเดินธุดงค์ต่อไปเพื่อตามหาพระอาจารย์ใหญ่ คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

หลวงปู่ดูลย์ ร่วมธุดงค์ไปกับหลวงปู่สิงห์ แล้วต่อมาก็แยกทางกันต่างองค์ต่างก็มุ่งตามหาพระอาจารย์ใหญ่ตามประสงค์

หลวงปู่ออกจาริกตามลำพังมาถึง หนองหาร จังหวัดสกลนคร แวะไปพำนักที่เกาะเกต อันถือกันในหมู่พระธุดงค์ว่าเป็นแดนแห่งความขลังและอาถรรพ์แรง ชาวบ้านในแถบนั้นต่างก็เกรงกลัวไม่กล้าเข้าไป และก็ขอร้องไม่ให้หลวงปู่เข้าไป เกรงท่านจะไม่ปลอดภัย

แต่หลวงปู่ของเรา กลับเห็นว่าสถานที่แห่งนั้นเหมาะสมที่จะบำเพ็ญภาวนาเพราะเป็นที่สงบสงัด ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปรบกวน เหมาะสมยิ่งนักที่จะตรวจสอบความแข็งแกร่งของจิต

หลวงปู่พำนัก ณ สถานที่แห่งนั้นหลายวัน แล้วจึงเดินทางต่อไปจนถึง บ้านตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน สกลนคร สอบถามชาวบ้านได้ความว่ามีพระธุดงค์จำนวนมากชุมนุมในป่าใกล้ๆ หมู่บ้านนั่นเอง หลวงปู่รู้สึกยินดีอย่างมากคิดว่าต้องเป็น พระอาจารย์ใหญ่มั่น อย่างแน่นอน

หลวงปู่รีบรุดไปสถานที่แห่งนั้น และพบว่าเป็นความจริง เห็นหลวงปู่สิงห์และพระรูปอื่นๆ นั่งด้วยอาการสงบ แวดล้อมพระอาจารย์ใหญ่อยู่

พระอาจารย์ใหญ่หันมาทางหลวงปู่ แล้วบอกแก่คณะว่า “โน้นๆ ท่านดูลย์มาแล้ว! ท่านดูลย์มาแล้ว!”

หลวงปู่มีความปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับรำพึงในใจว่า “ด้วยอำนาจพระพุทธคุณ ประสงค์อย่างไรก็สำเร็จอย่างนั้น”

หลวงปู่เข้าไปกราบนมัสการพระอาจารย์ใหญ่ด้วยความเคารพอย่างสุตซึ้ง ได้สนทนาธรรมกันอยู่นานพอสมควร โดยพระอาจารย์ใหญ่เป็นผู้สอบถามและหลวงปู่ดูลย์เป็นผู้กราบเรียน

ถึงตอนหนึ่งหลวงปู่ดูลย์กราบเรียนพระอาจารย์ใหญ่ว่า

“เดี๋ยวนี้กระผมเข้าใจแล้ว กระผมได้ทำความรู้จักกับกิเลสของกระผมได้ดีแล้ว คือ ถ้ารวมกันทั้งหมดแล้วแบ่งเป็น ๔ ส่วน ส่วนที่หนึ่ง กระผมละได้เด็ดขาดแล้ว ส่วนที่สองกระผมละได้ครึ่งหนึ่ง และส่วนที่สามกับส่วนที่สี่ กระผมยังละไม่ได้ขอรับ”

เมื่อได้ยินดังนั้น พระอาจารย์ใหญ่จึงเอ่ยว่า “เก่งมาก ฉลาดมาก ที่สามารถรู้จักกิเลสของตนเอง และการปฏิบัติที่ผ่านมา ที่เล่าบอกนั้น ก็เป็นการถูกต้องดีแล้ว”

จากบทสนทนานี้ แสดงให้เห็นว่า การบำเพ็ญเพียรตามแนวคำสอนของพระพุทธองค์ก็คือ การค้นหาความจริงของตนเอง เป็นการมองลึกลงไปในสภาพตัวตนที่เป็นจริงของตน และอีกประการหนึ่งเป็นการค้นหาสภาพความเป็นจริงแห่งกองทุกข์ นั่นคือกิเลส

เพราะหากไม่รู้จักตนเอง และไม่รู้จักกิเลส ก็ไม่รู้จักกองทุกข์ คือไม่รู้จักกองทุกข์ ก็ไม่สามารถดับทุกข์ให้หมดสิ้นไปได้ เป้าหมายสูงสุดคือสามารถดับทุกข์อย่างชนิดไม่มีเหลืออยู่เลย

พระอาจารย์ใหญ่ และหลวงปู่ดูลย์ ได้สนทนาธรรมกันด้วยความเคร่งเครียด จริงจัง แล้วพระอาจารย์ใหญ่ก็มอบการบ้านให้หลวงปู่ไปพิจารณา ความเป็นอนิจจังของสังขาร และภาวะแห่งการแปรเปลี่ยน โดยเริ่มจากกายและสังขารแห่งตน

โดยพระอาจารย์ใหญ่ได้บอกเป็นคำบาลีเป็นการบ้านให้หลวงปู่นำไปพิจารณาว่า “สพฺเพ สงฺขารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา”

นี่คือการบ้านที่พระอาจารย์ใหญ่มอบให้หลวงปู่ก่อนการอำลาในครั้งนั้น

๑๒. เป็นทุกข์เพราะความคิด

หลังจากหลวงปู่ดูลย์ได้รับคำแนะนำ พร้อมทั้งรับ “การบ้าน” จากพระอาจารย์ใหญ่แล้ว จึงได้กราบลาและปลีกตัวไปบำเพ็ญภาวนาตามลำพัง

หลวงปู่นั่งเข้าที่ทำสมาธิประเดี๋ยวเดียวจิตก็สงบ แล้วยกหัวข้อธรรมซึ่งเป็นการบ้านที่ว่า “สพฺเพ สงฺขารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา” ขึ้นพิจารณา เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว ก็เกิดความสว่างแจ้งในธรรม คือเห็น “ปฏิจฺจสมุปฺปบาท” กระจ่างชัดตลอดสายนั่นคือ

เห็นความเป็นมาของสังขารทั้งหลายว่า เกิดจากความคิดปรุงแต่งของวิญญาณที่ได้รู้จากอายตนะของตนนั่นเอง เมื่อละสังขารเหล่านี้ได้ ความทุกข์ก็ดับหมดตลอดสาย และนี่คือหลักการของปฏิจจสมุปบาท

แม้จะไม่มีคำอธิบายโดยพิสดารในที่นี้ แต่เมื่อนำคำสอนของหลวงปู่ในหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้” มาพิจารณาจะเห็นว่า ท่านพูดสั้นๆ เพียงว่า

“คนสมัยนี้เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด”

ที่ใจเป็นทุกข์เพราะเกิดความยึดมั่นแล้วมีการปรุงแต่งในความคิดขึ้นและอุบายที่จะละความทุกข์ก็คือ หยุดการปรุงแต่ง แล้วปล่อยวางให้เป็น

นี่คือหลักการ แต่การจะทำเช่นนั้นได้ต้องอาศัยภาวนา ทำใจให้สงบจึงจะเกิดพลัง มีสติปัญญามองเห็นเหตุเห็นผล แล้วจิตก็จะมีการปล่อยวางได้เมื่อละความยึดมั่นได้ ความทุกข์ในสิ่งนั้นก็หมดไป

๑๓. ตายแล้วไปไหน

ครั้งนั้น เมื่อหลวงปู่ดูลย์อยู่รับการอบรมสั่งสอน และปฏิบัติอาจาริยวัตร แด่พระอาจารย์ใหญ่นานพอสมควร ก็ได้กราบลาปลีกตัวออกธุดงค์แสวงหาความวิเวกต่อไป

ในช่วงนี้ (พ.ศ. ๒๔๖๓) คาดว่าหลวงปู่จะธุดงค์ไปทางจังหวัดสุรินทร์ระยะหนึ่ง แล้วจึงขึ้นไปทางอีสานเหนือไปทางอำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมีสามเณรติดตามไปด้วยองค์หนึ่ง

หลวงปู่และเณรได้อธิษฐานจำพรรษาที่ชายป่าแห่งหนึ่งใกล้บ้านกุดก้อม

ต่อมาไม่นานนัก สามเณรอาพาธ (ป่วย) เกิดเป็นไข้หนาวอย่างแรง หยูกยาจะรักษาก็ไม่มี ในที่สุด สามเณรก็ถึงแก่มรณภาพลงไปต่อหน้าต่อตา ด้วยสภาพที่ชวนสังเวชยิ่งนัก

หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า “สงสารเณรมาก อายุก็ยังน้อย หากมียารักษาเณรคงไม่ตายแน่”

ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๒ ที่หลวงปู่ได้อยู่ใกล้ชิดกับความตาย คือ ครั้งแรกเมื่อจำพรรษาที่สำนักป่าท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อพระสหธรรมิก ของท่านรูปหนึ่งได้มรณภาพในกลางพรรษา

จากการที่สามเณรมรณภาพในครั้งนั้น หลวงปู่ได้คอยสังเกต พิจารณาอาการตายของคนเราเป็นอย่างไร จิตหรือวิญญาณออกไปทางไหนหรืออย่างไร ท่านได้แจ้งโดยตลอด

ด้วยเหตุผลบางประการ ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ (อดีตพระโพธินันทมุนี และพระครูนันทปัญญาภรณ์) เห็นว่าไม่สมควรจะบันทึกไว้ในที่นี้

ในหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้” หลวงปู่พูดถึงความตาย หรือตายแล้วไปไหนอยู่ตอนหนึ่งเหมือนกัน เรื่องนี้อยู่ภายใต้หัวข้อ “ต้องปฏิบัติจึงหมดความสงสัย” ซึ่งบันทึกไว้ว่า : –

เมื่อมีผู้ถามถึงทางตาย การเกิดใหม่ หรือถามถึงชาติหน้าชาติหลังหลวงปู่ไม่เคยสนใจที่จะตอบ หรือเมื่อมีผู้กล่าวค้านว่าเชื่อหรือไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริงหรือไม่จริงประการใด หลวงปู่ไม่เคยค้นคว้าหาเหตุผลเพื่อจะเอาค้านใครหรือไม่เคยหาหลักฐานเพื่อยืนยันให้ใครยอมจำนนแต่ประการใด ท่านกลับแนะนำว่า

ผู้ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงชาติหน้าชาติหลัง หรือนรกสวรรค์อะไรก็ได้ ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรงศีล สมาธิ ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ

ถ้าสวรรค์มีจริงถึง ๑๖ ชั้นตามตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้วก็ย่อมได้เลื่อนฐานะของตนเองโดยลำดับ

หรือถ้าสวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วในขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็นสุข เป็นมนุษย์ชั้นเลิศ

และในตอนท้าย หลวงปู่สอนว่า : –

การฟังคนอื่น การค้นคว้าจากตำรานั้นไม่อาจแก้ข้อบกพร่องข้อสงสัยได้ต้องเพียรปฏิบัติ ทำวิปัสสนาญาณให้แจ้ง ความสงสัยก็หมดไปเองโดยสิ้นเชิง

๑๔. สร้างความศรัทธา

เมื่อสามเณรที่ติดตามหลวงปู่มรณภาพลงแล้ว หลวงปู่ก็พำนักจำพรรษาแต่เพียงองค์เดียว ณ บ้านกุดก้อม อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร นั่นคือสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ นับเป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดสังเวชยิ่ง

ชาวบ้านได้กราบอาราธนาหลวงปู่ให้ไปจำพรรษา ณ วัดม่วงไข่ บ้านกุดก้อม แห่งเดียวกันนั้นเอง ซึ่งพอจะเป็นที่สบาย เหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติ ท่านก็อนุโลมตามคำอาราธนา

ที่วัดม่วงไข่นั้นมีพระเณรจำพรรษาอยู่ด้วยกันหลายรูป มี ท่านครูบาญาคูดี เป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นพระที่มีอัธยาศัยน้ำใจดี ได้แสดงความเอื้อเฟื้อและให้การต้อนรับหลวงปู่ในฐานะพระอาคันตุกะเป็นอย่างดี

ตลอดพรรษานั้น หลวงปู่พำนักอยู่ในโบสถ์แต่เพียงผู้เดียว เพราะเห็นเป็นที่สงบสงัด เหมาะแก่การปฏิบัติภาวนา

หลวงปู่ดำเนินตามปฏิปทาของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต โดยมิได้ขาดตกบกพร่อง ปฏิบัติข้อวัตรต่างๆ ของพระธุดงค์อย่างเคร่งครัดครบถ้วนทุกประการ เช่นออกบิณฑบาตทุกวัน ตลอดจนเดินจงกรม และทำสมาธิภาวนาอย่างต่อเนื่อง ทุกอิริยาบถมีความสำรวมระวังและทำด้วยความมีสติ

ทั้งท่านเจ้าอาวาส และพระภิกษุสามเณรที่จำพรรษาอยู่ในวัดนั้น เห็นข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาของหลวงปู่ มีความสงบเย็น น่าเลื่อมใสชนิดที่พวกตนไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เกิดความพิศวงอยู่ในใจ และแสดงความสนใจในการปฏิบัติของหลวงปู่เป็นอันมาก

เมื่อพระภิกษุและสามเณรเหล่านั้นมีความสนใจ ไต่ถามถึงข้อวัตรปฏิบัติเหล่านั้น หลวงปู่ก็อธิบายถึงเหตุและผลให้ฟังอย่างแจ่มแจ้ง ได้เน้นถึงภารกิจหลักของพระภิกษุสามเณร ซึ่งเป็นพุทธบุตร ได้ชื่อว่าเป็นผู้เห็นภัยในวัฏสงสารจึงได้ละฆราวาสวิสัยออกมาบวชในบวรพุทธศาสนา ว่ามีหน้าที่โดยตรงอย่างไรบ้าง

ท่านอธิบายข้อธรรมะ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติธุดงควัตรอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ด้วยถ้อยคำและเนื้อหาที่ครบถ้วนบริบูรณ์ พร้อมทั้งมีความหมายลึกซึ้งสัมผัสถึงแก่นใจของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง

บรรดาพระภิกษุสามเณรเหล่านั้นต่างก็รู้สึกซาบซึ้ง เลื่อมใสศรัทธาในพระธรรมเทศนาที่ไพเราะ สมบูรณ์ด้วยเหตุและผล และแปลกใหม่ไปจากที่เคยได้ยินได้ฟังมา จึงพร้อมใจกันปฏิญาณตนขอเป็นศิษย์ และดำเนินตามปฏิปทาของพระธุดงค์กัมมัฏฐานตามแบบอย่างของหลวงปู่หมดทั้งวัด

ในบรรดาพระเณรวัดม่วงไข่ที่ศรัทธาในหลวงปู่นั้น มีสามเณรรูปหนึ่งชื่อว่า สามเณรอ่อน มีวิริยะอุตสาหะแรงกล้าในธรรมปฏิบัติ ได้เจริญรุ่งเรืองในพระศาสนาในกาลต่อมา จนเป็นพระมหาเถระ ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่เป็นที่เคารพศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง

สามเณรอ่อน ในขณะนั้นก็คือ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ แห่งสำนักวัดป่านิโครธาราม อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานีในเวลาต่อมานั่นเอง

๑๕. เหตุการณ์พลิกแผ่นดินบ้านม่วงไข่

เหตุการณ์ที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโลมาพำนักจำพรรษาที่วัดม่วงไข่ บ้านกุดก้อม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร นั้น ถือว่าเป็นข่าวที่มีเสียงร่ำลือไปอย่างกว้างขวาง ที่ว่า มีพระดีซึ่งเป็นพระธุดงค์มาโปรด ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงต่างเดินทางมากราบนมัสการ ฟังเทศน์ฟังธรรม และฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานกับหลวงปู่เป็นอันมาก

ที่สำคัญยิ่งคือ บรรดาพระภิกษุและสามเณรทุกรูป นับตั้งแต่เจ้าอาวาส คือ ครูบาญาคูดี เป็นต้นมา ต่างปวารณาขอเป็นศิษย์ติดดามปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่หมดทั้งวัด

ปรากฏการณ์ครั้งนั้น ถือเป็น “การพลิกแผ่นดิน” ของวัดม่วงไข่ เลยทีเดียวและเหตุการณ์หลังออกพรรษาปีนั้น ถือเป็นเหตุมหัศจรรย์เลื่อนลั่นอันเป็นประวัติศาสตร์ของบ้านกุดก้อมในยุคสมัยนั้น

กล่าวคือ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ดูลย์ก็ออกธุดงค์ จาริกหาสถานที่สงบวิเวก เพื่อบำเพ็ญภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ยึดติดสถานที่หนึ่งที่ใดโดยเฉพาะถือวัตรปฏิบัติเยี่ยง “พระป่า” ทั้งหลาย

เหตุการณ์ที่ไม่มีชาวบ้านคนใดจะคาดคิดถึงได้ก็คือ บรรดาพระภิกษุและสามเณรวัดม่วงไข่ทุกรูป นับตั้งแต่ท่านเจ้าอาวาสเป็นต้นมา ได้พากันสละละทิ้งวัด ออกจาริกธุดงค์ติดตามหลวงปู่ไป โดยมิได้ใส่ใจนำพาต่อคำอ้อนวอนทัดทานของชาวบ้านเลย

ทุกรูปยอมสละทิ้งวัดม่วงไข่ให้เป็นวัดร้าง ไม่มีใครยอมอยู่ดูแล ต่างมีใจมุ่งมั่นเข้าสู่ความเป็น อนาคาริกะ คือเป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือนที่ต้องห่วงหาอาลัยกันอีกต่อไป

มีใจมุ่งมั่น มุ่งบำเพ็ญภาวนา เพื่อค้นหาพระธรรม คือ ความดับทุกข์แห่งตนหนีให้พ้นภัยในวัฏสงสาร คือ ความเวียนว่ายตายเกิด โดยมิได้อาลัยอาวรณ์ต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย แม้แต่ชีวิตของตนก็มุ่งอุทิศถวายต่อพระธรรม ดำเนินรอยตามพระยุคลบาทของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

เรื่องราวเหตุการณ์พลิกแผ่นดินที่วัดม่วงไข่นี้ล้วนอยู่ในสายตาและอยู่ในความสนใจของ พระภิกษุฝั้น อาจาโร ซึ่งเป็นพระภิกษุหนุ่ม พำนักอยู่ที่วัดใกล้เคียงกับวัดม่วงไข่แห่งนี้ ได้เข้ามอบตัวเป็นศิษย์ฟังพระธรรมเทศนาและฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่ตลอดพรรษา

ด้วยความเลื่องชื่อระบือของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ประกอบกับวัตรปฏิบัติอันงดงามของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ผู้เป็นศิษย์ได้จำหลักหนักแน่นอยู่ในดวงใจของ พระภิกษุฝั้น ในสมัยนั้น

สิ่งดีงามที่พระภิกษุฝั้นได้รับในครั้งนั้นได้กลายเป็นแม่เหล็กอันทรงพลังดึงดูดให้ท่านกลายเป็นศิษย์สำคัญในสายของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต อีกรูปหนึ่ง

ในเวลาต่อมา คุณงามความดีและเกียรติภูมิของพระภิกษุฝั้นได้แผ่ออกไปอย่างกว้างขวาง จนเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แห่งสำนักวัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ในเวลาต่อมา

เมื่อหลวงปู่ดูลย์ ออกธุดงค์จากวัดม่วงไข่ ไปพร้อมกับพระภิกษุและสามเณรวัดม่วงไข่ทั้งวัดนั้น พระภิกษุฝั้น อาจาโร ก็ได้ติดตามออกจาริกธุดงค์ไปกับคณะด้วย

๑๖. พระฝั้น อาจาโร

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เคยเล่าถึง หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เมื่อสมัยยังเป็นพระภิกษุหนุ่ม ออกปฏิบัติธรรมติดตามท่านในสมัยนั้นว่า

“ท่านอาจารย์ฝั้นนั้น ทำกัมมัฏฐานได้ผลดีมาก เป็นนักปฏิบัติที่เอาจริงเอาจัง มีน้ำใจเป็นนักผู้ที่สู้เสมอตาย ไม่มีการลดละท้อถอย เข้าถึงผลการปฏิบัติได้โดยเร็ว นอกจากนั้นยังมีรูปสมบัติและคุณสมบัติพร้อม”

หลวงปู่เคยทำนายหลวงปู่ฝั้นไว้ในใจว่า : –

“พระภิกษุรูปนี้ จะต้องมีความสำคัญใหญ่หลวง และเป็นกำลังอันยิ่งใหญ่ ของพระพุทธศาสนาในอนาคตอย่างแน่นอน”

ในช่วงที่ออกธุดงค์ จากวัดม่วงไข่ในครั้งนั้น หลวงปู่ดูลย์ตั้งใจว่า “จะต้องพาท่านอาจารย์ฝั้น ไปพบและมอบถวายต่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตผู้เป็นพระปรมาจารย์ในโอกาสต่อไปให้จงได้”

เรื่องราวประการหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับหลวงปู่ฝั้น ที่เคยได้ยินได้ฟังมามีอยู่ว่า

“เมื่อหลวงปู่ดูลย์มาพำนักประจำอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์แล้ว ท่านอาจารย์ฝั้นยังได้หาโอกาสเดินธุดงค์ ติดตามรับคำแนะนำแนวทางปฏิบัติกับหลวงปู่ดูลย์เป็นครั้งคราว โดยเดินธุดงค์มาทางเทือกเขาดงเร็ก แล้วเข้ามาพำนักอยู่ที่ป่าเล็กๆ แถวชานเมืองสุรินทร์ด้านทิศใต้ เมื่อได้โอกาสอันควรก็เข้าไปหาหลวงปู่ ณ วัดบูรพาราม”

บริเวณป่าที่หลวงปู่ฝั้นเคยมาพักปฏิบัติธรรมนั้น ต่อมาได้กลายเป็นสำนักสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี มีชื่อว่า วัดป่าโยธาประสิทธิ์ และปัจจุบันตั้งอยู่ภายในบริเวณของวิทยาลัยเกษตรสุรินทร์นั่นเอง

๑๗. อริยสัจแห่งจิต

ในการออกจาริกธุดงค์ จากวัดม่วงไข่ บ้านกุดก้อม อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ในครั้งนั้น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล พร้อมทั้งพระภิกษุสามเณรวัดม่วงไข่ และ พระภิกษุฝั้น อาจาโร ได้เดินทางรอนแรมไปตามป่าเขาลำเนาไพรไปเรื่อยๆ เพื่อติดตามค้นหา พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต

การเดินทางของหลวงปู่ และสานุศิษย์ไม่มีกำหนดการที่แน่นอน เดินทางด้วยเท้าไปตลอด บางแห่งก็หยุดพัก ๕ วัน บางแห่งก็ ๗ วัน ตามแต่สัปปายะและความเหมาะสม ในการปรารภความเพียร ของสถานที่แต่ละแห่ง

การจาริกธุดงค์ครั้งนั้น ถือว่าเป็นครั้งสำคัญของหลวงปู่ เนื่องจากท่านได้ดำรงมาสู่การเป็นผู้นำทางการปฏิบัติ ในกลุ่มพระเณรที่ติดตาม โดยหลวงปู่ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ เหมือนกับที่ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ได้ปฏิบัติให้เป็นแบบอย่าง

คณะของหลวงปู่ได้จาริกไปถึง ถ้ำพระเวสฯ (ถ้ำพระเวสสันดร) ซึ่งอยู่บนเทือกเขาภูพานในท้องที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม แล้วได้พำนักบำเพ็ญภาวนาอยู่ ณ สถานที่นั้นเป็นเวลาค่อนข้างนานจนตลอดฤดูแล้งนั้น

คณะพระภิกษุสามเณร ลูกศิษย์ลูกหาที่ติดตามหลวงปู่ทุกองค์ ต่างบำเพ็ญเพียรกันอย่างเอาจริงเอาจัง และด้วยใจมุ่งมั่นจนกล่าวได้ว่าทุกองค์ได้รับผลแห่งการปฏิบัติโดยทั่วกัน

ในการบำเพ็ญภาวนาของหลวงปู่เอง ณ ถ้ำพระเวสฯ แห่งนี้ หลวงปู่ได้เล่าให้สานุศิษย์ใกล้ชิดฟัง ดังนี้

“เราได้ตริตรองพิจารณาตามหัวข้อหลักของกัมมัฏฐาน ที่ได้รับจากพระอาจารย์ใหญ่ที่ว่า สพฺพสงฺขารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา ก็บังเกิดความสว่างไสวรู้แจ้งตลอดว่า

เมื่อสังขารขันธ์ดับไปแล้ว ความเป็นตัวตนจักไม่มี เพราะมิได้เข้าไปเพื่อปรุงแต่ง ครั้นเมื่อความปรุงแต่งขาดไป และสภาพแห่งความเป็นตัวตนไม่มีความทุกข์จะเกิดขึ้นแก่ใครได้อย่างไร”

ดังได้เคยเล่าถึงในตอนต้นแล้วว่า ความรู้ในธรรมะดังกล่าวก็คือ ความรู้แจ้งในหลัก ปฏิจจสมุปบาท คือ เหตุและผลของการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง

นอกจากนี้หลวงปู่ยังได้ค้นพบธรรมะที่เป็นหัวใจ คำสอนในพระพุทธศาสนา และได้รู้ซึ้งถึงแก่นในเหล่าธรรมทั้งหลาย แล้วสรุปลงเป็น อริยสัจแห่งจิต ด้วยถ้อยคำของหลวงปู่เองว่า

“จิตที่ส่งออกนอก เพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น        เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว          เป็นทุกข์

จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง                                          เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง                   เป็นนิโรธ”

หลวงปู่เล่าว่า 

“เมื่อพิจารณาตามหลัก อริยสัจ ๔ โดยเห็นแจ้งดังนี้แล้ว ย่อมหมายถึงการผ่านเลยแห่งความรู้ใน ปฏิจจสมุปบาท ไปแล้ว เนื่องเพราะความรู้ในเหตุแห่งทุกข์ การดำรงอยู่แห่งทุกข์ และวิธีดับทุกข์นั้น คือแก่นกลางแท้จริงของปฏิจฺจสมุปฺบาท”

ที่สำคัญยิ่งก็คือ ธรรมะใน อริยสัจ ๔ นี้ เป็นธรรมะหมวดแรก ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นศิษย์ตถาคตผู้หนึ่ง ที่สามารถให้อรรถาธิบายได้อย่างแจ่มแจ้ง

๑๘. จิต คือ พุทธะ

ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมสายพระกรรมฐานทั้งพระภิกษุและฆราวาสให้การยอมรับว่า “หลวงปู่ดูลย์ อตุโล นับเป็นองค์เดียวที่มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องของจิต จนกระทั่งได้รับสมญาว่า เป็นบิดาแห่งการภาวนาจิต”

ประจักษ์พยานแห่งสมญานามดังกล่าว จะเห็นได้จาก คำเทศน์คำสอนและความสนใจของหลวงปู่ อยู่ในเรื่อง “จิต” เพียงอย่างเดียว เรื่องอื่นนอกจากนั้นหาได้อยู่ในความสนใจของหลวงปู่ไม่

ด้วยความลึกซึ้งในเรื่องจิต จึงทำให้หลวงปู่ประกาศหลักธรรมโดยใช้คำว่า “จิต คือ พุทธะ” โดยเน้นสาระเหล่านี้ เช่น 

“พระพุทธเจ้าทั้งปวง และสัตว์โลกทั้งนั้น ไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่ง นอกจากจิตหนึ่งนี้แล้ว ไม่มีอะไรตั้งอยู่เลย”

“จิตหนึ่ง ซึ่งปราศจากการตั้งต้นนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้เลย”

“จิตหนึ่งเท่านั้นที่เป็นพุทธะ ดังคำตรัสที่ว่า : –

ผู้ใดเห็นจิต ผู้นั้นเห็นเรา

ผู้ใดเห็นปฏิจฺจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต”

พระธรรมเทศนาของหลวงปู่ในหัวข้อเรื่อง “จิต คือ พุทธะ” โดยละเอียด ได้นำเสนอในภาคคำสอน ในตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้ว พร้อมทั้งคำแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย

ในการสอนของหลวงปู่ ท่านจะเตือนสติสานุศิษย์เสมอๆ ว่า

“อย่าส่งจิตออกนอก”

หลวงปู่ยังสอนแนวทางปฏิบัติ อีกว่า

“จงทำญาณให้เห็นจิต เมื่อเห็นจิตได้ ก็จะสามารถแยกรูป ถอดด้วยวิชชามรรคจิต เพื่อที่จะแยกรูปกับกายให้อยู่คนละส่วน แล้วจะเข้าใจพฤติของจิตได้ในลำดับต่อไป”

คำสอนเกี่ยวกับเรื่องจิตของหลวงปู่ ที่มีการบันทึกไว้ในที่อื่นๆ อีก ก็มีเช่น :-

“หลักธรรมที่แท้จริงคือ จิต จิตของเราทุกคนนั่นแหละ คือหลักธรรมสูงสุดในจิตใจเรา นอกจากนั้นแล้ว ไม่มีหลักธรรมใดๆ เลย

จิตนี้แหละ คือ หลักธรรม ซึ่งนอกไปจากนั้นแล้ว ก็ไม่ใช่จิต แต่จิตนั้นโดยตัวมันเองก็ไม่ใช่จิต

ขอให้เลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้นเราอาจกล่าวได้ว่าคลองแห่งคำพูดได้ถูกตัดทอนไปแล้ว พิษของจิตได้ถูกถอนขึ้นจนหมดสิ้น

จิตในจิตก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ซึ่งมีอยู่ประจำแล้วทุกคน”

ด้วยเหตุนี้การสอนของหลวงปู่ จึงไม่เน้นที่การพูด การคิดหรือการเทศนาสั่งสอน แต่ท่านจะเน้นที่ การภาวนา และให้ดูลงที่จิตใจ ของตนเอง อย่าไปดูสิ่งอื่น เช่น อย่าไปสนใจดูสวรรค์ ดูนรก หรือสิ่งอื่นใด แต่ให้ดูที่จิตของตนเอง ให้ดูไปภายในตนเอง

“อย่าส่งจิตออกนอก” จึงเป็นคำที่หลวงปู่เตือนลูกศิษย์อยู่เสมอ

ความรู้ ความเข้าใจเรื่องจิต อย่างลึกซึ้งนี้ เป็นผลจากการปฏิบัติที่ ถ้ำพระเวสฯ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เมื่อครั้งนั้นนั่นเอง

๑๙. คำรับรองจากพระอาจารย์ใหญ่

ผลจากการบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำพระเวส ทำให้หลวงปู่มีความอิ่มเอิบใจเป็นล้นพ้น เฝ้ารอวันที่จะได้กราบนมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต อยู่ตลอดเวลา

เมื่อหลวงปู่และคณะได้ปรารภความเพียร ณ ถ้ำพระเวสฯ นานพอสมควรแล้ว ก็ได้จาริกออกตามหาพระอาจารย์ใหญ่ เป็นคำรบสองต่อไป

ปีนั้นเป็นปี พ.ศ. ๒๔๖๗ คณะของหลวงปู่ได้ไปพบพระอาจารย์ใหญ่ ที่ วัดป่าโนนสูง (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งแยกจากจังหวัดนครพนมมาเป็นจังหวัดใหม่)

หลวงปู่ได้กราบเรียนพระอาจารย์ใหญ่ ให้ทราบถึงเรื่องราวของการปฏิบัติที่ผ่านมาโดยเฉพาะหัวข้อธรรม เกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปบาท และ อริยสัจ ๔ ที่ได้รับขณะบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำพระเวสฯ

พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโตได้กล่าวคำรับรอง และยกย่องหลวงปู่ดูลย์ ต่อหน้าที่ชุมนุมศิษยานุศิษย์ว่า

“ถูกต้องแล้ว เอาตัวรอดได้แล้ว นับว่าไม่ถอยหลังอีกแล้ว อยากให้ดำเนินตามปฏิปทานี้ต่อไป”

หลวงปู่ดูลย์ได้นำคณะพระภิกษุสามเณรจากวัดม่วงไข่ พร้อมทั้งพระภิกษุฝั้น อาจาโร ที่ติดตามมา เข้าถวายตัวเป็นศิษย์ต่อพระอาจารย์ใหญ่

ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโตได้กล่าวยกย่องสรรเสริญ การกระทำให้ปรากฏต่อศิษย์ทั้งหลายว่า

“ท่านดูลย์นี้ เป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง สามารถมีสานุศิษย์และผู้ติดตามมาประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยเป็นจำนวนมาก”

๒๐. รางวัลเกียรติยศ

ในครั้งนั้นหลวงปู่ดูลย์ อตุโลได้พำนักอยู่ปรนนิบัติ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต เป็นเวลานานพอสมควร ก่อนที่จะกราบลาออกท่องเที่ยวธุดงค์ เพื่อปฏิบัติภาวนา และเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนให้แก่ประชาชนผู้สนใจในถิ่นอื่นต่อไป

ในระหว่างพำนักที่ วัดป่าโนนสูง นี้เอง พระอาจารย์ใหญ่ ผู้ทรงคุณธรรมยิ่งใหญ่ ได้ให้ความเมตตาต่อหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง

กล่าวคือ ก่อนที่หลวงปู่ดูลย์จะกราบลาเพื่อเดินทางไปจำพรรษาที่อื่น พระอาจารย์ใหญ่ได้เมตตา ตัดผ้าไตรจีวรด้วยมือของท่านเอง พระลูกศิษย์ลูกหาช่วยกันเย็บย้อม แล้วมอบให้หลวงปู่ดูลย์ ๑ ไตร

หลวงปู่ดูลย์ถือว่า ความเมตตาจากพระอาจารย์ใหญ่ในครั้งนั้น เป็นผลหรือรางวัลเกียรติยศ แก่การปฏิบัติดี ที่ครูบาอาจารย์มอบให้เป็นกรณีพิเศษและด้วยเมตตาธรรม

เมื่อกราบลาพระอาจารย์ใหญ่แล้ว หลวงปู่ก็จาริกธุดงค์เสาะหาสถานที่สงบสงัดเพื่อบำเพ็ญเพียรให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

หลวงปู่ได้ไปพักจำพรรษาที่ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ในครั้งนั้นได้มี สามเณรอ่อน (ต่อมาคือ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ) ได้ติดตามไปปรนนิบัติหลวงปู่ด้วย

ในพรรษานั้น มีอุบาสกอุบาสิกา และภิกษุสามเณรในบริเวณใกล้เคียงพากันแตกตื่นมาฟังพระธรรมเทศนา และฝึกปฏิบัติภาวนากับหลวงปู่เป็นจำนวนมาก

หลวงปู่บอกว่า “มากมายจนแทบไม่มีที่นั่ง และแทบทุกคนได้ประจักษ์ผลแห่งการปฏิบัติ”

สานุศิษย์ที่ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ที่อำเภอท่าบ่อในครั้งนั้น บางท่านยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ (ในปี ๒๕๕๐ไม่มีเหลืออยู่แล้ว)

หลังออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ตั้งใจว่า จะเดินทางไปโปรดญาติโยมที่จังหวัดสุรินทร์ บ้านเกิดเมืองนอนของท่านต่อไป

๒๑. เหตุอาถรรพ์ที่ถ้ำผาบิ้ง

เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ดูลย์เดินธุดงค์ต่อไปถึง จังหวัดเลย มีสามเณรติดตามไปด้วย ๑ รูป หลวงปู่มีความประสงค์จะไปพักภาวนาที่ ถ้ำผาบิ้ง บ้านนาแก อำเภอวังสะพุง ซึ่งเป็นสถานที่ร่ำลือกันในด้านความอาถรรพ์ มากไปด้วยตำนานมหัศจรรย์

ชาวบ้านตามทิศทางที่ผ่านไป มีความเป็นห่วงหลวงปู่และสามเณรจะได้รับอันตราย จึงได้ทัดทานไว้

“ที่ถ้ำนั้นพักไม่ได้ เพราะมีสิ่งเร้นลับมหัศจรรย์ มีอาถรรพ์แรงร้าย”

ความอาถรรพ์ของ ถ้ำผาบิ้ง ที่ร่ำลือกันมาเป็นเวลานานก็คือ เมื่อถึงยามโพล้เพล้ใกล้ค่ำ จะมีเสียงพิณพาทย์ ทั้งเสียงระนาด ฆ้อง กลอง กระหึ่มบรรเลง

พร้อมกันนั้นก็มีตัวประหลาด มองเห็นคล้ายควันดำ เหาะลอยฉวัดเฉวียนขึ้นสู่อากาศ แล้วก็หายลับไป ไม่ทราบว่าเป็นตัวอะไร เป็นที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

โดยปกติวิสัยของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้น ท่านไม่เคยเชื่อถือในอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และไม่เคยยกย่องสิ่งใด นอกเหนือไปจากยึดมั่นในพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะที่พึ่ง

ในประวัติชีวิตของท่านไม่เคยปรากฏว่า ท่านให้การยอมแพ้ในสิ่งมหัศจรรย์ หรืออภินิหารใดๆ ทั้งสิ้น

แม้ได้ฟังเรื่องเล่า และคำทัดทานจากชาวบ้านแถบนั้น ท่านก็ไม่ได้หวั่นไหว โดยวิสัยแห่งศิษย์พระตถาคต ซึ่งไม่กลัวแม้กระทั่งความตาย หลวงปู่จึงต้องการไปพิสูจน์หาความจริง ของความมหัศจรรย์ที่ ถ้ำผาบิ้ง แห่งนั้น

หลวงปู่พาสามเณรไปพักปฏิบัติภาวนาที่ถ้ำผาบิ้งทันทีในวันนั้น โดยไม่ต้องเสียเวลารั้งรอ

หลวงปู่ได้สังเกตพิจารณาดูว่า สิ่งที่ชาวบ้านร่ำลือกันนั้น เป็นอะไรกันแน่ในที่สุดท่านก็พบความจริง และเปิดเผยต่อชาวบ้าน

ความจริงก็คือ เมื่อถึงเวลาโพล้เพล้จวนใกล้ค่ำ ค้างคาวที่อาศัยอยู่ในถ้ำนั้นจำนวนนับหมื่นนับแสนตัว ก็พากันบินพรั่งพรูเกาะกลุ่ม ชิงกันออกจากปากถ้ำเพื่อออกไปหากิน ปรากฏเป็นกลุ่มควันดำ ฉวัดเฉวียนพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศบังเกิดเป็นกระแสลมกระโชกหวีดหวิว เมื่อพัดพุ่งผ่านโกรกกรวยและร่องรูต่างๆ ตามผนังถ้ำ ทำให้เกิดเป็นเสียงสูงต่ำมีลีลา

เสียงปีกค้างคาวกระทบกันคึกคักแหวกอากาศ ผสมผสานสอดคล้องกับเสียงที่สะท้อนจากผนังถ้ำ ดังกระหึ่มเป็นจังหวะจะโคน กึกก้องไปมา ราวกับเป็นเสียงดนตรีสวรรค์ ที่เหล่าเทพยดาพากันบรรเลงด้วยพิณพาทย์ระนาดกลองฉะนั้น

กลุ่มค้างคาวเป็นหมื่นเป็นแสน ที่บินฉวัดเฉวียน พวยพุ่งออกจากถ้ำเป็นเส้นสายยักย้ายไปมา ก็ดูประหนึ่งมังกรเทพยดา หรือสัตว์วิเศษในเทพนิยายปรัมปราที่เล่าสืบๆ กันมา พุ่งเลื้อยหายไปในอากาศ ประจักษ์แก่สายตาชาวบ้านป่าที่ตะลึงมองอย่างขนลุกขนชัน ด้วยความหวาดหวั่นระย่อยำเกรง

หลวงปู่ได้นำความจริงมาเปิดเผยให้ชาวบ้านฟ้ง จนเป็นที่หัวเราะขบขันของชาวบ้านแถบนั้น ความหวาดหวั่นเกรงกลัวในเรื่องอาถรรพ์ของถ้ำผาบิ้งที่เชื่อถือกันมานานก็หมดไป

๒๒. สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ใหญ่

ในช่วงเวลาระหว่าง ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๔ แม้ไม่มีรายละเอียดชี้ชัดว่า ในแต่ละพรรษา หลวงปู่ดูลย์จาริกไปปรารภธรรม ณ ที่ใด และค้นพบข้อธรรมล้ำลึกประการใด แต่ก็น่าเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ยังคงจาริกธุดงค์วนเวียนอยู่แถบเทือกเขาภูพาน อันเป็นที่สงบสงัด เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาสำหรับพระธุดงค์

นอกจากนั้นหลวงปู่ก็เดินทางไปโปรดญาติโยมที่จังหวัดสุรินทร์ บ้านเกิดของท่านเป็นบางครั้งบางคราว

หลวงปู่พักปฏิบัติธรรมที่ถ้ำมาบิ้งอยู่ประมาณ ๑ เดือน แล้วก็ออกจาริกธุดงค์ต่อไปทาง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี แล้วเลยไปยัง อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ได้พบและกราบนมัสการ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ที่นั่นอีกครั้งหนึ่ง

การพบกับพระอาจารย์ใหญ่ในครั้งนี้ ไม่ปรากฏว่ามีการกราบเรียนถึงผลการปฏิบัติ หรือมีข้อแนะนำจากพระอาจารย์ใหญ่ เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติต่อไปอีกอันใด หากแต่เน้นหนักในเรื่องสนทนาธรรมในเรื่องลึกๆ และเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตล้วนๆ อันยังผลให้เกิดความอาจหาญร่าเริงในธรรมปฏิบัติแต่อย่างเดียว

การสนทนาธรรมระหว่างพระอาจารย์ใหญ่ กับหลวงปู่ดูลย์ในช่วงนี้แต่ละครั้ง จะใช้เวลานานๆ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาต่างเชื่อกันว่า ช่วงนั้น หลวงปู่ดูลย์คงจะมีคุณธรรมสมควรแก่การสนทนาธรรมแล้วอย่างแน่นอน

หลวงปู่พักอยู่กับพระอาจารย์ใหญ่ระยะหนึ่ง แล้วก็กราบลาออกเดินทางต่อไป โดยมีเป้าหมายอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ ในระหว่างทาง มีการแวะพักเพื่อบำเพ็ญภาวนา และเผยแผ่ธรรมะแก่ผู้สนใจตามโอกาสอันควร

๒๓. โน้มน้าวใจพระมหาปิ่น

หลังจากหลวงปู่ดูลย์ อตุโล กราบลาพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต แล้วก็ออกเดินทางจากบ้านผือ อุดรธานีมุ่งไปจังหวัดสุรินทร์

ในระหว่างทาง หลวงปู่ได้แวะเยี่ยม หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม พระสหธรรมิกผู้มีคุณูปการใหญ่หลวงแก่ท่าน ขณะนั้นหลวงปู่สิงห์พำนักอยู่ในแถบจังหวัดกาฬสินธุ์ 

มีเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ควรกล่าวถึง แต่ไม่สามารถกำหนดกาลเวลาแน่ชัดว่าเหตุการณ์นี้เกิดในปี พ.ศ.ใดแน่ นั่นคือเรื่องที่หลวงปู่สิงห์กับหลวงปู่ดูลย์ได้ร่วมมือกันโน้มน้าวใจท่านพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล พระน้องชายของหลวงปู่สิงห์ ให้เปลี่ยนหนทางจากการมุ่งแต่ปริยัติ มาอยู่ฝ่ายปฏิบัติได้ในที่สุด

เรื่องมีอยู่ว่า พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นเปรียญธรรมจากสำนักวัดบวรนิเวศวิหาร มีความรู้ด้านปริยัติอย่างแตกฉาน เดินทางจากกรุงเทพฯ มาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี

ท่านพระมหาปิ่นสนใจแต่ทางปริยัติอย่างเดียว ไม่นำพาต่อการบำเพ็ญภาวนาฝึกฝนจิตและธุดงค์กัมมัฏฐานเลย

หลวงปู่สิงห์ จึงชักชวนหลวงปู่ดูลย์ให้เดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อให้ช่วยชักนำพระมหาปิ่นให้สนใจในทางปฏิบัติพระกัมมัฏฐานบ้าง ไม่เช่นนั้นจะไปไม่รอด

หลวงปู่ทั้ง ๒ องค์ได้พักจำพรรษาที่ วัดสุทัศนาราม วัดที่ท่านเคยอยู่มาก่อน คราวนี้ท่านได้ปลูกกุฏิหลังเล็กๆ อยู่ต่างหาก ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอย่างเคร่งครัด แล้วก็ค่อยๆ โน้มน้าวจิตใจให้พระมหาปิ่นเกิดความศรัทธาเลื่อมใสทางด้านการปฏิบัติด้วย

ทั้งหลวงปู่สิงห์ และหลวงปู่ดูลย์ได้ชี้แจงแสดงเหตุผลว่า ในการครองเพศสมณะนั้น แม้ว่าได้บวชมาในพระบวรพุทธศาสนาก็นับว่าดีประเสริฐแล้ว ถ้าหากมีการปฏิบัติให้รู้แจ้งในธรรม ก็จะยิ่งประเสริฐขึ้นอีก คือจะเป็นหนทางออกเสียซึ่งความทุกข์ ตามแนวคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นพระสงฆ์ที่มีสติปัญญาพิจารณาปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติธรรม พร้อมทั้งคำเทศน์ของพระอาจารย์ทั้ง ๒ องค์ที่ได้กรุณาเป็นแบบอย่าง ก็เกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง

โดยปกติแล้วหลวงปู่สิงห์ และหลวงปู่ดูลย์ เป็นนักปฏิบัติธรรมขั้นสูงแม้จะมีความอาวุโส แต่ก็มีลักษณะประจำตัวในการรู้จักนอบน้อมถ่อมตนระมัดระวังกายวาจาใจ ไม่คุยโม้โอ้อวดว่าตนเองได้ธรรมขั้นสูง และเห็นว่าธรรมะเป็นสมบัติอันล้ำค่าของนักปราชญ์มาประจำแผ่นดิน ซึ่งควรระมัดระวังให้สมกับผู้มีภูมิธรรมในใจ

ท่านพระอาจารย์มหาปิ่นได้พิจารณารอบคอบด้วยเหตุด้วยผลแล้ว พอถึงกาลออกพรรษาจึงรีบเตรียมบริขาร แล้วออกธุดงค์ติดตามหลวงปู่สิงห์พระพี่ชายไปทุกหนทุกแห่ง ทนต่อสู้กับอุปสรรคยากไร้ท่ามกลางป่าเขา มุ่งหาความเจริญในทางธรรม จนสามารถรอบรู้ธรรมด้วยสติปัญญาของท่านในกาลต่อมา

ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อรู้ธรรมอันสมควรแล้ว มักจะมองย้อนมาดูตัวเองที่เคยนำชีวิตผ่านมา ทำให้เกิดความสงสารสลดใจในสิ่งที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นว่า แท้จริงแล้วความทุกข์ร้อนวุ่นวายใจ มักเกิดจากสิ่งภายในใจเราทั้งสิ้น คือ กิเลส ตัณหาอุปาทานมันก่อขึ้นภายในใจ จนต้องดิ้นรนอย่างน่าเวทนายิ่ง

กิเลส หรือ ความทุกข์ทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นภายในจิตใจเราแล้วไม่มีอะไรจะรักษามันได้ นอกเสียจากต้องรักษาด้วยธรรมะ ที่เกิดจากความเพียรด้วยตัวของเรา ตามแบบอย่างของศากยบุตรพุทธสาวกทั้งหลายที่ท่านเคยทำมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล

การที่พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญฺญาพโล ออกธุดงค์กัมมัฏฐานในครั้งนั้นประชาชนในภาคอีสานได้แตกตื่นชื่นชมกันมากว่า “พระมหาเปรียญธรรมหนุ่มจากเมืองบางกอก ได้ออกฝึกจิต ดำเนินชีวิตสมณเพศ ตัดบ่วง ไม่ห่วงอาลัยในยศถาบรรดาศักดิ์ออกป่าดง เดินธุดงค์กัมมัฏฐาน ฝึกสมาธิภาวนาเป็นองค์แรกในสมัยนั้น”

ชื่อเสียงของพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโลในครั้งนั้นจึงหอมฟุ้งร่ำลือไปไกล ท่านได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่ชาย คือ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโมนำกองทัพธรรม ออกเผยแพร่พระธรรมคำสอนในสายพระกัมมัฏฐาน จนมีผู้เลื่อมใสศรัทธาอย่างกว้างขวางมาจนปัจจุบัน

๒๔. กลับสุรินทร์ถิ่นกำเนิด

นับแต่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จาริกจากวัดจุมพลสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ไปพำนักยังวัดสุทัศนาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙

หลวงปู่เริ่มศึกษาด้านพระปริยัติ สอบได้เป็นนักธรรมชั้นตรี นวกภูมิ นับเป็นรุ่นแรกของจังหวัดอุบลราชธานี ขณะเดียวกันที่ได้เรียนบาลีไวยากรณ์ที่เรียกว่า “มูลกัจจายน์” จนสามารถแปลพระธรรมบทได้

จากนั้นเมื่อได้รู้จักกับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้กราบนมัสการฝากตัวเป็นศิษย์กัมมัฏฐานของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ชีวิตแห่งสมณะของหลวงปู่ก็แปรเปลี่ยน จากการที่เคยมุ่งหวังการศึกษาด้านพระปริยัติ หันเข้าหาทางด้านการปฏิบัติ

หลวงปู่ออกจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร แสวงหาสัจธรรมตามรอยพระบาทองค์สมเด็จพระบรมศาสดา

จนปี พ.ศ. ๒๔๖๖ รวมเป็นเวลา ๗ ปี หลวงปู่จึงได้คืนกลับไปยังจังหวัดสุรินทร์บ้านเกิดของท่าน เพื่อเป็นการสงเคราะห์ญาติ

การมาสุรินทร์ของหลวงปู่ในครั้งนี้ เป็นการมาแบบพระธุดงค์ ครบเครื่องด้วยภูมิปัญญาที่แก่กล้า ด้วยจริยาวัตรที่ไม่เบียดเบียน

หลวงปู่มาพำนักอยู่ที่ วัดนาสาม ตำบลนาบัว อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางทิศใต้ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร

การมาสุรินทร์ของหลวงปู่ในครั้งนั้น ถือได้ว่ากรุแห่งพระธรรมได้เปิดขึ้นแก่ชาวสุรินทร์แล้ว ได้สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะชาวบ้านแถบตำบลนาบัว และตำบลเฉนียง ได้พากันแตกตื่นพระธุดงค์เป็นการใหญ่ พากันไปฟังพระธรรมเทศนา และบำเพ็ญสมาธิภาวนากับหลวงปู่ดูลย์อย่างล้นหลาม จนกระทั่งวัดนาสามไม่มีที่จะนั่ง

เมื่อจวนจะถึงวันเข้าพรรษา หลวงปู่เห็นว่าวัดนาสามตั้งอยู่ในละแวกชุมชนมากเกินไป ไม่เหมาะที่จะวิเวกและปรารภธรรม ตามแบบอย่างของพระธุดงค์

หลวงปู่จึงได้ไปพำนักที่ ป่าบ้านหนองเสม็ด ตำบลเฉนียง ซึ่งอยู่ห่างจากวัตนาสามไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๑๐ กิโลเมตร สมมติสถานที่นั้นขึ้นเป็นสำนักป่า อธิษฐานจำพรรษา ณ ที่นั้น

บรรดาญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ เริ่มประสบผลในทางปฏิบัติก็ได้พากันเดินทางติดตามไปปฏิบัติที่ สำนักป่าบ้านหนองเสม็ด แม้จะต้องเดินด้วยเท้าร่วม ๑๐ กิโลเมตรก็ไม่ลดละ หวังจะได้เจริญสมาธิภาวนาให้มีความก้าวหน้าและฟังพระธรรมเทศนาที่มีรสชาติซาบซึ้งถึงใจ อย่างชนิดไม่เคยได้ฟังจากที่ใดมาก่อน

๒๕. สรรเสริญและนินทาเป็นธรรมดาของโลก

เป็นธรรมดาของโลก ย่อมหนีไม่พ้นกฎแห่ง โลกธรรม คือ เมื่อมี สรรเสริญ ก็ย่อมมี นินทา เป็นของคู่กัน

การมาตั้งสำนักปฏิบัติธรรมที่ บ้านหนองเสม็ด ของหลวงปู่ ก็มีทั้งฝ่ายที่ศรัทธาชื่นชอบ และฝ่ายต่อต้านทำลาย เช่นเดียวกัน เมื่อมีคนรัก ก็ย่อมมีคนไม่ชอบ ตามติดเหมือนเป็นเงา ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ทางด้านดี บัณฑิตทั้งหลายย่อมยกย่องสรรเสริญ ว่าหลวงปู่เป็นผู้ประกาศธรรม ด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง บรรดาผู้ที่รู้ ผู้ที่ชอบ ผู้ที่สนใจ ผู้ที่ศรัทธา ก็ร่วมกันทำนุบำรุง ส่งเสริมและกราบฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ฝึกปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่

อีกด้านหนึ่ง ถือเป็นพวกใจบอดต่อสัจธรรม ก็มีปฏิกิริยาในทางต่อต้านคัดค้าน ด้วยการด่าว่าให้เสียหาย วางอุบายทำลาย จนถึงขั้นลงมือทำร้ายหลวงปู่ก็มี แต่ก็มีอันแคล้วคลาดปลอดภัยด้วยอำนาจพุทธคุณและด้วยคุณธรรมความดีของหลวงปู่

คำพูดที่กระทบเสียดสีเปรียบเปรยหลวงปู่ เช่น 

“มีวัดให้อยู่ ก็ไม่อยู่กลับไปอยู่ป่าเหมือนชะมด มีข้าวให้กินทุกมื้อ ก็กินมื้อเดียว เหมือนคนอนาถามีถ้วยชามให้ใช้ก็ไม่ใช้ เอาแกงเอากับคลุกข้าวในบาตรกินเหมือนแมว..”

เมื่อเสียงตำหนิเหล่านั้นแว่วเข้าหูหลวงปู่ก็ได้แต่ยิ้มๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไร

หลวงปู่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาสั่งสอนอบรมบรรดาลูกศิษย์ลูกหาด้วยความหนักแน่น และเต็มเปี่ยมด้วยเมตตา ทำให้จำนวนผู้ที่ศรัทธาเลื่อมใส ขยายวงออกไปเรื่อยๆ 

๒๖. ได้ศิษย์สำคัญ

ในบรรดาญาติโยมที่ติดตามไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมบ้านเสม็ดอยู่เป็นประจำนั้น มีอุบาสิกาที่สนใจธรรมของหลวงปู่อย่างยิ่งคนหนึ่งชื่อ นางเหรียญ เมืองไทย

นางเหรียญ เป็นชาวบ้านกะทม ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์มีศรัทธาต่อหลวงปู่อย่างแรงกล้า มักจะพาบุตรชาย อายุ ๑๒ ปี ชื่อ ด.ช.โชติ เมืองไทย มาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เป็นประจำ

เด็กชายโชติมีอุปนิสัยชอบความสงบ ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศเงียบสงัดของวัด และได้ปฏิบัติภาวนากับหลวงปู่ก็ติดใจไม่อยากกลับบ้าน

นางเหรียญ ผู้มารดาจึงมอบถวายบุตรชาย ให้อยู่คอยรับใช้อุปัฏฐากหลวงปู่เสียเลย

เด็กชายโชติ เป็นเด็กฉลาดมีสติปัญญาดี ได้ฝึกปฏิบัติภาวนาและเรียนรู้ธรรมวินัยเป็นอย่างดี อีกทั้งมีใจศรัทธาต่อพระศาสนา หลวงปู่จึงได้จัดการบรรพชาให้เป็นสามเณร

ผู้สนใจศึกษาประวัติครูบาอาจารย์สายพระกัมมัฏฐานคงจะทราบเรื่องราวของสามเณรโชติองค์นี้ดี ด้วยท่านสามารถจำกำเนิดหรือระลึกชาติได้ คือในชาติก่อน ท่านเป็นพี่ชายของนางเหรียญ มารดาในชาติปัจจุบัน ด้วยความรักและห่วงใยในน้องสาว เมื่อท่านป่วยและถึงแก่กรรมก็ได้มาเกิดใหม่เป็นลูกของนางเหรียญน้องสาวของตน

เรื่องราวการระลึกชาติของสามเณรโชติ หรือหลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน จะของดกล่าวในที่นี้ ผู้สนใจคงค้นหาอ่านจากแหล่งอื่นได้ไม่ยากนัก

สามเณรโชติเป็นคนขยันขันแข็ง มีอุปนิสัยอ่อนโยน ว่านอนสอนง่ายจึงปรากฏในภายหลังว่า เป็นผู้เจริญในสมณวิสัย ประกาศสุปฏิบัติ เป็นกำลังใหญ่ในกิจพระศาสนา เป็นที่นับถือบูชาและรู้จักกันดีในหมู่สาธุชนผู้ใฝ่ธรรมทั่วประเทศ

สามเณรโชติ เมืองไทย นี้เองที่ต่อมาได้ติดตามหลวงปู่ดูลย์ บุกเขาลำเนาไพรอย่างใกล้ชิด รับรู้ความเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นธรรมตาของพระอาจารย์ของตน และได้ยึดถือวัตรปฏิบัติแห่งพระอาจารย์เป็นแนวทาง กระทั่งเป็นที่ยอมรับนับถือในหมู่พุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง

สามเณรโชติ เมืองไทย ในระยะเวลาต่อมา ก็คือ หลวงปู่โชติ คุณสมฺปนฺโน แห่ง วัดวชิราลงกรณ์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นั่นเอง

สมณศักดิ์ครั้งสุดท้ายของหลวงปู่โชติ ก็คือ พระเทพสุทธาจารย์ เรื่องราวเกี่ยวกับคุณธรรมของท่านมีมากมาย ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้เมตตานำพาสังขารวัย ๘๘ ของท่านเดินทางไปเผาศิษย์รักของท่านเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๘ ที่วัดวชิราลงกรณ์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาในครั้งนั้นด้วย

๒๗.  ผจญภัยควายป่า

ในช่วงที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล พำนักอยู่ที่ สำนักสงฆ์บ้านหนองเสม็ด นั้นเมื่อถึงฤดูกาลออกพรรษา หลวงปู่มักจะพาพระภิกษุสามเณร และฆราวาสผู้สนใจรวมเป็นคณะเล็กๆ ออกธุดงค์ลงทางทิศใต้ จังหวัดสุรินทร์เสมอๆ โดยเฉพาะตาม เทือกเขาพนมดงเร็ก ไปทาง เขาพระวิหาร และเข้าไปในเขตประเทศกัมพูชา 

เทือกเขาพนมดงเร็ก หรือ ดงรัก นั้นเรียกตามภาษาเขมร ซึ่งเรียกตามรูปลักษณ์แห่งภูเขา ที่มองเห็นแต่ไกล มีลักษณะคล้าย ไม้คานที่ใช้หาบของ ซึ่งภาษาเขมรเรียกว่า “ดองแร็ก”

บริเวณตอนใต้ของจังหวัดสุรินทร์ แถบเทือกเขาดงเร็กในสมัยนั้น เป็นป่ารกชัฏในลักษณะป่าดงดิบ ต้นไม้ใหญ่ๆ ขนาด ๓ คนโอบขึ้นหนาทึบ สัตว์ป่ามีมากมาย สัตว์ร้าย เช่น ช้างป่า เสือ หมี ก็มีชุกชุม แต่ภาพเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว

แต่กล่าวสำหรับคนสุรินทร์ คนศรีสะเกษ และคนบุรีรัมย์ ที่มีอายุ ๖๐ ปีล่วงแล้ว ยังฝังใจกับสภาพป่าดงเหล่านั้นเป็นอย่างดี

การออกธุดงค์ของหลวงปู่ดูลย์ หลังออกพรรษาในปีนั้น ท่านได้พา สามเณรโชติ  กับ สามเณรทอน ออกธุดงค์ไปตามเทือกเขาพนมดงเร็ก ไปทางเขาพระวิหาร เข้าเขต จอมกระสาน ในประเทศกัมพูชา

การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องฝ่าป่ารกชัฏ และมีสัตว์ร้ายชุกชุม

เวลากลางคืน แต่ละองค์ปักกลดให้ห่างกันพอสมควร ตามแบบฉบับของพระธุดงค์ ซึ่งหลวงปู่ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

สามเณรโชติ เมืองไทย ได้เล่าเหตุการณ์ผจญภัยของหลวงปู่คราวออกธุดงค์ครั้งนั้นในภายหลัง เมื่อท่านมีสมณศักดิ์ที่ พระเทพสุทธาจารย์ ดังนี้

ในคราวเดินทางตอนหนึ่ง หลวงปู่เดินนำหน้า ทิ้งสามเณรทั้งสองห่างออกไป สามเณรตามไม่ทัน

พลันควายป่าตัวหนึ่งตื่นเตลิดมาจากไหนไม่ทราบ วิ่งมาข้างหลัง สามเณรทั้งสองหลบเข้าข้างทาง ปีนหนีขึ้นต้นไม้อย่างว่องไว

ควายป่าตรงรี่ พุ่งเข้าขวิดหลวงปู่เต็มแรง จนหลวงปู่กระเด็นล้มลง แล้วมันก็ตรงเข้าขวิดฟัดฟาดซ้ำหลายตลบ ร่างหลวงปู่กลิ้งไปกลิ้งมาตามแรงของมันจนสาแก่ใจแล้ว ควายมันจึงเตลิดวิ่งหายไปในป่าทึบ

สามเณรทั้งสองตกใจมาก รีบลงจากต้นไม้มาประคองหลวงปู่ แต่ต้องตะลึงด้วยความมหัศจรรย์ เห็นจีวรท่านขาดกะรุ่งกะริ่งจนไม่มีชิ้นดี แต่ร่างกายท่านไม่เป็นอะไรเลย เพราะเขาควายขวิดถูกแต่ตามซอกแขนซอกขาของท่านเท่านั้น

ภายหลัง เมื่อญาติโยมเข้ากราบนมัสการเพื่อขอให้หลวงปู่ประพรมน้ำมนต์ และขอของขลังของวิเศษ หลวงปู่มักจะพูดแต่เพียงว่า “อาตมามิได้มีปาฏิหาริย์” และหลวงปู่ไม่เคยพูดถึงเรื่องปาฏิหาริย์ หรือใส่ใจในเรื่องเหล่านั้นเลยท่านเน้นแต่เรื่องการบริกรรมภาวนาเพื่อสร้างพลังจิต และสร้างความบริสุทธิ์ให้แก่ตนเอง

๒๘. เดินทางเข้ากรุงเทพฯ

หลังกลับจากธุดงค์ หลวงปู่ก็มาพำนักที่ เสนาสนะป่าบ้านหนองเสม็ด ตามเดิม มีบางครั้งก็ไปอยู่ที่ วัดปราสาท สถานที่เกิดของท่าน เพื่อโปรดญาติโยม ณ ที่นั้นบ้างตามสมควร

พอจวนจะเข้าพรรษาอีกครั้ง หลวงปู่ได้ดำริที่จะเรียนพระปริยัติธรรมเพิ่มเติมขึ้นอีกบ้าง จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในครั้งนั้นได้พาสามเณรโชติไปด้วย

หลวงปู่ได้นำสามเณรโชติ ไปฝากให้อยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมที่ วัดสุทธจินดา จังหวัดนครราชสีมา แล้วท่านเองก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักจำพรรษาอยู่ที่ วัดสัมพันธวงศาวาส (วัดเกาะ)

แต่แรกเข้ากรุงเทพฯ หลวงปู่ตั้งใจจะเรียนพระปริยัติธรรม แต่ปรากฏว่าจิตใจของท่านโน้มเอียงไปทางธุดงค์กัมมัฏฐานมากกว่า จิตใจจึงไม่ถูกกับเรื่องการเรียนหนังสือเลย ดำริที่จะศึกษาด้านปริยัติธรรมจึงเป็นอันต้องยกเลิกไป 

หลวงปู่อยู่ปฏิบัติภาวนา และโปรดญาติโยมที่วัดสัมพันธวงศาวาสตลอดพรรษา นั้น

เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านก็ออกเดินธุดงค์ไปทางจังหวัดลพบุรี

๒๙. ไปภาวนาที่ถ้ำอรหันต์ ลพบุรี

เมื่อหลวงปู่ไปถึงจังหวัดลพบุรี ได้ไปพำนักกับ พระอาจารย์อ่ำ ซึ่งต่อมาภายหลัง มีสมณศักดิ์ที่ พระเทพวรคุณ เจ้าอาวาสวัดมณีชลขันธ์

หลวงปู่พำนักที่จังหวัดลพบุรีเป็นเวลา ๓ เดือน พระอาจารย์อ่ำทราบอัธยาศัยของหลวงปู่ว่า ท่านมุ่งแสวงหาความวิเวก เพื่อบำเพ็ญธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จึงได้พาหลวงปู่ไปพำนักที่ ถ้ำน้ำจันทร์ ซึ่งต่อมาเรียกว่า ถ้ำอรหันต์

ที่ชาวบ้านเรียกถ้ำแห่งนี้ว่า “ถ้ำน้ำจันทร์” หรือ “ถ้ำน้ำ” ก็เพราะภายในถ้ำแห่งนี้มีแอ่งน้ำขนาดเล็กน้ำใสสะอาดและมีกลิ่นหอม

หลวงปู่ตั้งใจว่าจะบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด แต่แล้วท่านก็ไม่อาจอยู่ที่นั่นให้เนิ่นนานไปอีกได้

วันหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่กำลังสรงน้ำ ก็ได้เห็น พระมหาพลอย อุปสโม (จุฑาจันทร์) มาจากวัดสัมพันธวงศาวาส กรุงเทพฯ เดินทางตามหาหลวงปู่จนพบ

พระมหาพลอยกราบเรียนท่าน ถึงจุดมุ่งหมายของการเดินทางมาครั้งนี้ว่า

“โยมของกระผม ตลอดจนอุบาสก อุบาสิกาทางเมืองสุรินทร์ ผู้สนใจประพฤติธรรมและพอจะเห็นผลของการปฏิบัติ มีความปรารถนาอยากจะพบท่านอาจารย์ ขอให้ท่านอาจารย์ได้โปรดเห็นแก่โยมของกระผม และเห็นแก่ญาติโยมทางสุรินทร์ด้วยเถิด”

เมื่อได้รับการอาราธนานิมนต์จากพระมหาพลอย หลวงปู่จึงต้องเดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์เพื่อโปรดญาติโยมต่อไป

๓๐. หลวงปู่สาม “ ศิษย์สำคัญ” อีกองค์

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์ ตามคำอาราธนาของ พระมหาพลอย อุปสโมแล้วมาพำนักที่สำนักป่าบ้านเสม็ด ยังความปลาบปลื้มใจแก่สานุศิษย์ชาวสุรินทร์อย่างล้นพ้น

ในปีนั้น พ.ศ. ๒๔๖๘ ก็ได้มีภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง ผิวพรรณหมดจด ผ่องใสกิริยาท่าทางสำรวม สอบถามได้ความว่า มีความมุ่งมั่นในการศึกษาทางพระศาสนา และเคยเดินทางไปแสวงหาที่เรียนด้านปริยัติที่กรุงเทพฯ แต่หาที่พำนักไม่ได้ จึงต้องกลับมาจำพรรษาที่สุรินทร์คืน

พระภิกษุหนุ่มรูปนั้นชื่อ พระสาม อกิญฺจโน ได้มากราบถวายตัวเป็นศิษย์ เรียนพระกรรมฐานกับหลวงปู่ดูลย์ที่บ้านหนองเสม็ด

พระสาม อกิญฺจโน ชอบใจต่อแนวทางปฏิบัติภาวนาและกิจธุดงค์เพราะถูกกับจริตของท่าน ต่อมาได้ติดตามหลวงปู่ดูลย์ออกธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ ละแวกใกล้เคียงจังหวัดสุรินทร์

ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปู่ดูลย์ เห็นว่าพระสาม อกิญฺจโน ได้รับผลจากการปฏิบัติพอสมควร และมีศรัทธามั่นคงดีแล้ว จึงแนะนำให้เดินทางไปกราบเละศึกษาธรรมะกับ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านสบบง อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม

พระสาม กับพระบุญธรรม รวม ๒ องค์ ใช้เวลาเดินเท้า ๑๕ วัน จึงไปถึงจังหวัดนครพนม ได้อยู่พำนักปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ใหญ่ ๓ เดือนแล้วส่งให้ไปพำนักกับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม สหายสนิทของหลวงปู่ดูลย์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ กิ่งอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

ต่อมา พระบุญธรรม ได้มรณภาพลง เหลือแต่ พระสาม ได้ติดตาม หลวงปู่สิงห์ ไปหลายแห่ง และเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ธรรมะใน กองทัพธรรม

พระสาม อกิญฺจโน ได้ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมไปทั่วทุกภาคของประเทศ ถือเป็นพระที่เจริญด้วยธุดงควัตร เที่ยวธุดงค์เป็นเวลานาน พักจำพรรษามากแห่ง เพิ่งมาพำนักประจำที่ วัดป่าไตรวิเวก อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เมื่อท่านอายุ ๖๘ ปี

พระสาม อกิญฺจโน ก็คือ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ของพวกเรานั่นเอง

เพื่อนสหธรรมิกที่สนิทสนมกับท่านมากที่สุด ก็คือ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร แห่ง สำนักวัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ กับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ แห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร

เมื่อพูดถึง “พระดี” ของจังหวัดสุรินทร์ เรามักจะนึกถึง หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กับ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน คู่กันเสมอ เพราะทั้ง ๒ องค์ มีปฏิปทาคล้ายคลึงกัน มีเรื่องราวต่างๆ ผูกพันและเกี่ยวข้องกันโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวในตอนต่อๆ ไป

หลวงปู่สาม อกิญฺจโน มรณภาพเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ สิริรวมอายุได้ ๙๑ ปีเศษ ท่านมรณภาพหลังหลวงปู่ดูลย์ ๘ ปี (หลวงปู่ดูลย์ มรณภาพเมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖)

๓๑. หวนกลับอุบลราชธานี

จากประวัติชีวิตของหลวงปู่ในช่วงนี้ พอจะกล่าวได้ว่า เป็นช่วงแห่งการต่อสู้ทางความคิดก็น่าจะได้

ความคิดหนึ่ง เป็นการศึกษาเพิ่มเติมด้านปริยัติ อันเป็นการศึกษาทางภาคทฤษฎี ศึกษาทางตัวหนังสือ ดังจะเห็นได้จากการเดินทางออกจากสำนักป่าหนองเสม็ด ไปยังวัดสุทธจินดา นครราชสีมา เพื่อฝากสามเณรโชติให้อยู่ศึกษาเล่าเรียน แล้วท่านเดินทางไปยังวัดสัมพันธวงศาวาส กรุงเทพฯ ด้วยความคิดที่จะศึกษาเพิ่มเติมทางพระปริยัติ

อีกความคิดหนึ่ง เป็นการศึกษาด้วยการปฏิบัติ คือ การออกธุดงค์ มุ่งหาประสบการณ์ตรง ค้นหาสัจธรรมด้วยตนเอง ดังจะเห็นจากที่ท่านเปลี่ยนใจไม่ศึกษาด้านพระปริยัติ ที่วัดสัมพันธวงศาวาส แล้วเดินทางไปจังหวัดลพบุรี เพี่อบำเพ็ญภาวนาที่ถ้ำอรหันต์ให้นานที่สุด แต่ก็ได้รับการอาราธนานิมนต์ให้มาโปรดญาติโยมที่จังหวัดสุรินทร์อีก

หลวงปู่กลับมาพำนักที่สำนักป่าหนองเสม็ดตามเดิม หลังจากได้พระสาม อกิญฺจโน เป็นศิษย์ และส่งให้ไปศึกษาภาคปฏิบัติกับ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต แล้วหลวงปู่ก็พำนักโปรดญาติโยม ณ สำนักป่าหนองเสม็ดอีกระยะหนึ่ง

ด้วยอัธยาศัยและจิตใจของหลวงปู่โน้มเอียงมาทางด้านการปฏิบัติมากกว่าที่จะศึกษาทางพระปริยัติ ท่านจึงดำริที่จะออกกัมมัฏฐานธุดงค์อีกเพื่อปฏิบัติภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

ในที่สุด หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จึงลาญาติโยมออกเดินทางจากสำนักป่าหนองเสม็ด มุ่งไปยังจังหวัดอุบลราชธานีอีกครั้งหนึ่ง ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะย้อนกลับไปกราบครูบาอาจารย์ และจะจาริกธุดงค์ต่อไป

แต่เมื่อหลวงปู่ไปถึง วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ความตั้งใจเดิมก็ต้องสะดุดหยุดลง

เนื่องจากพระอุปัชฌายะของท่าน ได้ขอร้องให้ท่านพำนักที่วัดสุทัศนารามเพื่อช่วยก่อสร้างโบสถ์ให้เสร็จเสียก่อน

เมื่อพระอุปัชฌายะผู้มีพระคุณขอร้องเช่นนี้ ท่านจึงมิกล้าขัด และถือว่าเป็นโอกาสอันดี ที่มีส่วนทดแทนพระคุณ จำเป็นต้องอยู่ช่วยสร้างโบสถ์ แต่ท่านก็ตั้งปณิธานไว้ว่า โบสถ์เสร็จเมื่อไร ก็จะออกธุดงค์กัมมัฏฐานต่อไป

การเริ่มต้นก่อสร้างโบสถ์วัดสุทัศนารามในครั้งนี้ ทางวัดมีทุนเริ่มต้นเพียง ๓๐๐ บาท ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น ๖ ปี จึงแล้วเสร็จ นับเป็นพระอุโบสถที่สวยงามและใหญ่โตที่สุดของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัดและใช้ประกอบกิจกรรมด้านพระพุทธศาสนาอย่างคุ้มค่า

ในระหว่างก่อสร้างโบสถ์นั้น หลวงปู่ดูลย์ ได้ช่วยเหลือพระอุปัชฌาย์ด้วยหน้าที่หลายอย่าง นอกจากช่วยด้านงานสร้างโบสถ์แล้ว ก็มีงานปกครองพระภิกษุสามเณร และเป็นพระกรรมวาจาจารย์บวชนาค

๓๒. ได้ศิษย์สำคัญที่อุบล

ในชีวิตของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้มีส่วนพัวพันกับ “มหาปิ่น” ๒ องค์ด้วยกัน

มหาปิ่น องค์แรก ก็คือ พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล น้องชายแท้ๆ ของ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม โดยที่หลวงปู่ดูลย์ มีส่วนร่วมเข้าไปผลักดันและโน้มน้าวร่วมกับหลวงปู่สิงห์ เพื่อให้พระอาจารย์มหาปิ่น ที่แต่เดิมใฝ่ใจเฉพาะในด้านปริยัติ ให้ได้มาสนใจในการปฏิบัติธุดงคกัมมัฏฐาน เพื่อเสริมเติมเต็มการศึกษาธรรมะให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งด้านทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และต่อมา พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ได้เป็นกำลังสำคัญ ออกเผยแผ่ธรรมปฏิบัติธุดงค์กัมมัฏฐานเคียงคู่กับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม จนกลายเป็นสองแม่ทัพใหญ่ แห่งกองทัพธรรม

มหาปิ่น อีกองค์หนึ่ง มาเกี่ยวข้องกับหลวงปู่ในขณะที่ท่านพำนักอยู่ ณ วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือพระอุปัชฌายะของท่านในช่วงที่กำลังสร้างโบสถ์

ได้มีสามเณรน้อยรูปหนึ่ง หน้าตาหมดจด ท่าทีเฉลียวฉลาด ขยันขันแข็งในการศึกษา ได้เข้ามาเป็นศิษย์ปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิด และฝึกปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่หลวงปู่ได้พิจารณาเห็นแววของสามเณรน้อยรูปนี้ จึงต้องการสนับสนุนให้มีความก้าวหน้าต่อไป จึงได้ฝากสามเณรให้ไปอยู่ในความดูแลของ พระมหาเฉย ยโส (ภายหลังมีสมณศักดิ์ที่ พระเทพปัญญากวี) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาวาส กรุงเทพมหานคร

สามเณรน้อยมีความเจริญก้าวหน้าในการศึกษาด้านปริยัติมาเป็นลำดับจนสามารถสอบได้ถึง เปรียญธรรม ๗ ประโยค แล้วลาสิกขาบทไปรับราชการเป็นอนุศาสนาจารย์ในกองทัพบก ได้เลื่อนยศ เป็นถึง “นายพันเอก”

ต่อมาได้ย้ายโอนจากกองทัพบก ไปรับราชการที่กระทรวงศึกษาธิการได้เลื่อนตำแหน่งเป็นถึง อธิบดีกรมการศาสนา

สามเณรน้อยศิษย์ที่เคยรับใช้ใกล้ชิดของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้น คนทั่วประเทศไทยรู้จักท่านในนาม พันเอกปิ่น มุทุกันต์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา

พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ เป็นนักปาฐกฝีปากคม เป็นนักเผยแพร่ธรรมะที่มีชื่อเสียง และมีผลงานด้านหนังสือธรรมะมากมาย ท่านมีความรักและเคารพต่อหลวงปู่ ประดุจบิดาบังเกิดเกล้า และเคารพท่านเป็นครูบาอาจารย์ ตราบจนตลอดชีวิต

ในคำนำหนังสือธรรมะชุด “ก้าวหน้า” พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ได้เขียนถึงหลวงปู่ว่า

“ท่านหลวงปู่ดูลย์ เป็นอาจารย์กัมมัฏฐานองค์หนึ่ง เป็นพระพูดน้อย แต่ทำมาก เท่าที่ข้าพเจ้าเคยเห็นมา”

การพูดน้อย แต่ทำมาก จึงดูเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของหลวงปู่

๓๓. รับบัญชาคณะสงฆ์

หลวงปู่ดูลย์ อยู่ที่วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วยกิจการอุปัชฌายะ ในขณะที่กำลังก่อสร้างโบสถ์ ด้วยภารกิจด้านการปกครองและให้การอบรมภิกษุสามเณร และการเป็นพระกรรมวาจาจารย์บวชนาค รวมเป็นเวลา ๖ ปี จนกระทั่งการก่อสร้างพระอุโบสถเสร็จเรียบร้อย

เมื่อหลวงปู่เห็นว่าภาระที่รับปากพระอุปัชฌายะเสร็จลงแล้ว จึงเตรียมการที่จะออกธุดงค์ แสวงหาความวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพร ตามที่ตั้งใจไว้แต่เดิมต่อไป

แต่แล้ว เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามความประสงค์ จึงต้องเลิกล้มความตั้งใจเดิมอย่างฉับพลัน

ด้วยท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ในสมัยที่ยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมปาโมกข์ เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ร่วมกับคณะสงฆ์ ได้สถาปนาวัดบูรพาราม ขึ้นเป็นวัดธรรมยุต แห่งแรกของจังหวัดสุรินทร์ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖

มีบัญชาให้ พระมหาพลอย อุปสโม ป.ธ.๖ จากวัดสัมพันธวงศาวาส กรุงเทพฯ เดินทางมาจัดการฟื้นฟูการศึกษา

ขณะเดียวกัน ก็มีบัญชาให้ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล มาช่วยอีกแรงหนึ่ง ทางด้านวิปัสสนาธุระ

ในขณะนั้น วัดบูรพารามกำลังอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมมาก เนื่องด้วยก่อสร้างมานานร่วม ๒๐๐ ปี ต้องการการบูรณะซ่อมแซมเพื่อให้กลับฟื้นคืนสู่สภาพที่ดี และให้เป็นศูนย์การศึกษาทางพระพุทธศาสนา ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายวิปัสสนา ตามความดำริของคณะสงฆ์

ด้วยเหตุที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้น เป็นพระภิกษุผู้เจริญด้วยคุณธรรม มีความเป็นผู้ว่านอนสอนง่าย จึงไม่อาจขัดบัญชาของพระเถระผู้บริหารการคณะสงฆ์ได้ จึงต้องเดินทางกลับสุรินทร์ เพื่อปฏิบัติศาสนกิจตามที่ได้รับมอบหมาย

เป็นอันว่า ความประสงค์ที่จะออกธุดงค์เพื่อบำเพ็ญคุณธรรมส่วนตัวให้ยิ่งขึ้นไป ซึ่งได้รั้งรอไว้ถึง ๖ ปี จำเป็นต้องยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ต้องเดินทางกลับมาตุภูมิ เพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่ปวงชน โดยมีเป้าหมายแห่งศาสนกิจสำคัญ รออยู่ข้างหน้า ที่วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์

หลวงปู่ดูลย์ อตุโลได้บันทึกไว้ด้วยมือของท่านเองเอาไว้ว่า

“มาอยู่วัดบูรพาราม เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นเจ้าคณะอำเภอรัตนบุรี เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙”

๓๔. วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์

วัดบูรพาราม ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองสุรินทร์ หากถือเอาคูเมืองและกำแพงเมืองโบราณเป็นบรรทัดฐาน ก็จะมองเห็นที่ตั้งของวัดสำคัญๆ ในเมืองสุรินทร์ได้ ดังนี้

ขณะที่วัดจุมพลสุทธวาส วัดพรหมสุรินทร์ วัดหนองบัว วัดจำปา และวัดศาลาลอย ถือได้ว่าเป็นวัดนอกตัวเมือง ตั้งอยู่ติดกับคูเมืองด้านนอก เรียงรายรอบตัวเมือง

สำหรับวัดบูรพาราม กับวัดกลาง ๒ วัดนี้ถือได้ว่าเป็นวัดที่อยู่ภายในกำแพงชั้นใน คืออยู่ในใจกลางเมืองสุรินทร์

วัดบูรพาราม เป็นวัดเก่าแก่ เกิดขึ้นมาพร้อมกับตัวเมืองสุรินทร์ ตั้งแต่ครั้งยังเรียกว่า เมืองประทายสมันต์ หรือ เมืองไผทสมันต์นั่นเทียว

สันนิษฐานว่า วัดบูรพาราม สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี หรือสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี เท่า ๆ กับอายุของเมืองสุรินทร์

ตามตำนานของเมืองสุรินทร์เล่าขานกันมาว่า เมื่อพระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง (เชียงปุม) ได้ตำแหน่ง จางวางเมืองประทายสมันต์ ก็เริ่มทำนุบำรุงบ้านเมืองด้วยการ “ฝึกฟื้นใจเมือง” ตามธรรมเนียมการพัฒนาบ้านเมืองของไทย ที่นิยมสืบทอดกันมาแต่โบราณ

คือ ส่งเสริมการพระศาสนาให้เจริญ ควบคู่กับการบำรุง “กายเมือง” หรือพัฒนาด้านวัตถุให้เจริญควบคู่ไปด้วยกัน

วัดบูรพาราม ได้รับการปลูกสร้างขึ้นที่ใจกลางเมืองพอดี จึงเป็นวัดที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองชั้นใน

เนื่องจากวัดแห่งนี้สร้างขึ้นมานาน สภาพจึงชำรุดทรุดโทรม ทางคณะสงฆ์มณฑลนครราชสีมา มีความประสงค์ที่จะบูรณะขึ้นใหม่ และสถาปนาเป็น วัดธรรมยุตแห่งแรกในจังหวัดสุรินทร์ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖

เมื่อหลวงปู่ดูลย์ได้รับบัญชาจากท่านเจ้าคณะมณฑล ให้มาดูแลบูรณะวัดบูรพาราม ท่านจึงรับภาระนี้ด้วยความเต็มใจ

หลวงปู่ดูลย์จึงงดกิจด้านออกธุดงค์ และพำนักประจำที่วัดบูรพารามนี้ติดต่อกันตลอดมา ตราบเท่าถึงวันมรณภาพของท่าน ซึ่งท่านอยู่ประจำที่วัดแห่งนี้รวมเวลาทั้งสิ้น ๕๐ ปี

๓๕.  หลวงพ่อพระชีว์ : พระพุทธรูปคู่เมืองสุรินทร์

ปูชนียวัตถุสำคัญ ที่ถือกำเนิดมา พร้อมกับวัดบูรพาราม และเป็นที่เคารพนับถือ ว่าเป็นของคู่บ้านคู่เมือง ของจังหวัดสุรินทร์ คือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ซึ่งเป็นองค์ประธานในวัด ที่เรียกขานกันทั่วไปว่า “หลวงพ่อพระชีว์” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก ประดิษฐานอยู่ในมณฑปจัตุรมุข ก่ออิฐ ถือปูน อยู่ด้านตะวันตกของพระอุโบสถปัจจุบัน

สำหรับ หลวงพ่อพระชีว์ องค์นี้นับว่าแปลกอย่างหนึ่ง คือไม่สามารถสืบประวัติได้ว่าสร้างขึ้นเมื่อไรและท่านผู้ใดเป็นคนปรารภมา พอถามคนแก่อายุร้อยปี ได้คำตอบว่า เคยถามคนอายุร้อยปีเหมือนกัน เขาก็บอกว่าเห็นองค์ท่านอยู่อย่างนี้มาแล้ว โดยสรุปก็สามารถสืบสาวไปได้แค่ ๒๐๐ ปีก็จบ และไม่ทราบว่าผู้ใดสร้างและสร้างเมื่อไร

สันนิษฐานว่า คงจะสร้างมาพร้อมกับเมืองสุรินทร์ และก็สันนิษฐานกันต่อไปว่าทำไมจึงชื่อว่า “หลวงพ่อพระชีว์” เป็นชื่อแต่เดิม มี “ว” การันต์ คือ “ชีวะ” ก็คงจะเป็น “ชีวิต” ซึ่งอาจยกย่องท่านว่าเป็นเสมือน เจ้าชีวิต หรือ เป็น ยอดชีวิตของคนสมัยนั้นกระมัง

ข้อสันนิษฐานอีกทางหนึ่งก็ว่า อาจจะเกี่ยวกับ ลำน้ำชี เป็นลำน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดสุรินทร์ ที่ได้ชื่อนี้อาจจะได้ ไม้พิเศษ หรือ ดินพิเศษ มาจากลำชี มาปั้นเป็นองค์ท่านกระมัง จึงได้ชื่ออย่างนี้

เคยกราบเรียนถามหลวงปู่ ท่านก็ไม่ทราบประวัติของ หลวงพ่อพระชีว์ เช่นเดียวกัน ท่านว่า ก็เห็นองค์ท่านอยู่อย่างนี้แหละ แต่ไหนแต่ไรมา ตั้งแต่เล็กจนโตมา ก็ถามคนโบราณเช่นเดียวกัน เขาก็ว่า “ก็เห็นอยู่อย่างนี้”

ถ้าย้อนนึกถึงสมัยก่อนเทต้องยอมรับว่า แถวสุรินทร์ซึ่งถือเป็นเมืองบ้านนอก มีความอัตคัดเรื่องพระพุทธรูปที่จะกราบไหว้กันเหลือเกิน เมื่อสมัย ๑๐๐ ปีหรือ ๗๐-๘๐ ปีที่ผ่านมา หรือย้อนไปถึง ๒๐๐ ปี จะเห็นว่า แถวนี้ไม่มีพระพุทธรูปสำริด หรือ ทองเหลือง มีเพียงพระพุทธรูปูที่ทำด้วยไม้ หรือดินปั้น ซึ่งก็ไม่ได้ปั้นให้ได้ปุริสลักษณะที่แท้จริง เพียงแต่ทำขึ้นเสมือนหนึ่งว่า สมมุติให้เป็นพระพุทธรูปเท่านั้น สมัยนั้นจึงไม่มีพระพุทธรูปที่งดงามให้กราบไหว้ 

“ด้วยเหตุนี้กระมัง คนสุรินทร์สมัยนั้นจึงไม่ค่อยสวยงาม ไม่ค่อยมีลักษณะที่ดี เพราะการสร้างพระพุทธรูปไม่ได้พระพุทธรูปที่งามเมื่อกราบติดอกติดใจ ก็ไม่ได้ลูกเต้าที่งดงามกระมัง”

ในสมัยนั้นแถวจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษหรือแถบอีสานใต้ ยังไม่มีพระพุทธรูปองค์ไหนที่งดงาม หรือมีลักษณะที่มีอำนาจและก็ไม่มีขนาดใหญ่เท่ากับหลวงพ่อพระชีว์เลย ด้วยท่านมีขนาดใหญ่และดูเคร่งขรึม มีอำนาจน่าเกรงขามชาวบ้านจึงนับถือท่านในด้านความศักดิ์สิทธิ์

แม้ทางราชการ ในสมัยที่ข้าราชการมีการทำพิธีดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ก็ต้องมาทำพิธีต่อหน้า หลวงพ่อพระชีว์ องค์นี้เอง

ด้วยความเคารพนับถือท่านในแง่ความศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนจึงเชื่อว่าท่านสามารถดลบันดาลให้เขาสำเร็จประโยชน์โสตถิผล อย่างใดอย่างหนึ่งได้

“เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ แถวสุรินทร์และบุรีรัมย์ ถือว่าเป็นพื้นที่ที่หมิ่นเหม่ต่ออันตราย ด้วยการเป็นเป้าหมายโจมตีทางอากาศ สมัยนั้น พ.ศ. ๒๔๘๘ พวกอาตมายังเป็นเด็ก เรียน ป.๑-ป.๒ จะมีเครื่องบิน วนเวียนไปทิ้งระเบิดแถวกัมพูชา และแถบสุรินทร์-บุรีรัมย์ ชาวบ้านตกอกตกใจ ก็ได้แต่ไปกราบไปไหว้ขอบารมีหลวงพ่อพระชีว์ เป็นที่พึ่ง ขออย่าให้บ้านเมืองถูกระเบิดเลย หรือเครื่องบินมาแล้วก็อย่าได้มองเห็นบ้านเมือง” หลวงพ่อพระราชวรคุณเล่าให้ฟัง

นอกจากนี้ ชาวบ้านก็มักพากันมาบนบานศาลกล่าว เวลาเกิดยุคเข็ญต่างๆ เช่น เมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ หรืออหิวาตกโรคหรือโรคฝีดาษมีการระบาด ซึ่งสมัยนั้นถ้ามีโรคระบาดมาแต่ละชุด ผู้คนจะล้มตายจำนวนมาก พวกเขาเหล่านั้นก็ได้หลวงพ่อพระชีว์เป็นที่พึ่งทางใจ ให้เขารู้สึกปลอดภัย หรือพ้นภัยพิบัติ คนสุรินทร์จึงนับถือท่านตลอดมา

บางครั้งประชาชนก็มาบนบานศาลกล่าวให้ประสบผลสำเร็จ ประสบโชคดีในลักษณะนี้ก็มี ซึ่งทางวัดก็ไม่ได้สนับสนุน และก็ไม่ได้ปฏิเสธ ในเรื่องความเชื่อถือของประชาชน ก็เพียงแต่อนุโมทนาสาธุการ ถ้าความปรารถนาของเขาประสบผลสำเร็จ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ากราบไหว้ได้เต็มที่

ในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่า หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก็ได้อาศัยบารมี หลวงพ่อพระชีว์ ในการพัฒนาวัดบูรพารามให้เจริญรุ่งเรืองโสตหนึ่งด้วย กล่าวคือ เมื่อชาวบ้านพากันเคารพนับถือ หลวงพ่อพระชีว์ เป็นอันมาก ก็เป็นการสะดวกต่อหลวงปู่ของเราที่จะบูรณะวัดให้เจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างพระอุโบสถให้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ลำบากยิ่งในสมัยนั้น

๓๖. ปักหลักอยู่วัดบูรพาราม

เมื่อ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้รับบัญชาจากคณะสงฆ์มณฑลนครราชสีมาให้มาพัฒนาวัดบูรพารามแล้ว ท่านก็มุ่งตรงไปยังจังหวัดสุรินทร์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทันที

กิจการด้านพระศาสนาที่รอรับหลวงปู่ นับว่าเป็นภารกิจที่หนักมากเพราะจะต้องริเริ่มทุกด้าน ทั้งการศึกษาด้านปริยัติ และด้านปฏิบัติ ด้านการก่อสร้างและการเผยแผ่สู่ประชาชน ซึ่งในขณะนั้นต้องยอมรับว่า ยังล้าหลังในทุกๆ ด้านอย่างมากทีเดียว

ดังนั้นเมื่อหลวงปู่ดูลย์ตัดสินใจว่า จะปักหลักอยู่ที่วัดบูรพารามนี้แล้วจึงต้องเริ่มงานด้านพระศาสนาทุกอย่าง ตั้งแต่จัดการศึกษาด้านพระปริยัติธรรม การเผยแผ่ด้านการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ทั้ง ๒ ด้านจะต้องพัฒนาไปด้วยกัน

ถ้าย้อนรำลึกถึงอดีต จะเห็นว่า การมาสุรินทร์ครั้งนี้ เป็นการมาครั้งที่ ๒ ของท่าน ในรอบแรก เมื่อท่านมาสุรินทร์ในครั้งนั้น ท่านได้เริ่มแนะนำเฉพาะด้านปฏิบัติกัมมัฏฐานอย่างเดียว เพราะท่านเดินทางมาแบบพระธุดงค์ เป็นการเผยแผ่ในระหว่างปฏิบัติ และผู้สนใจในวงที่ไม่กว้างนัก รวมทั้งเผยแผ่ในระหว่างสหธรรมิกที่เป็นพระสงฆ์ด้วยกัน การเผยแผ่ในครั้งนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องพระกัมมัฏฐานล้วน

การมาสุรินทร์ในครั้งที่สองนี้ เป็นด้วยบัญชาจากคณะสงฆ์ให้ท่านมาปักหลักอยู่จริงๆ เน้นการศึกษาทั้งด้านปริยัติและการปฏิบัติ ท่านจึงต้องเริ่มงานทั้ง ๒ ด้านนี้อย่างจริงจังต่อไป

ความจริงแล้ว การศึกษาและการปฏิบัติด้านพระศาสนาในสมัยนั้น เป็นเพียงการทำสืบต่อกันมา ตั้งแต่สมัยบรรพกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แถบจังหวัดสุรินทร์นั้น เป็นพื้นเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกับประเทศกัมพูชามากที่สุด แต่ละแถบแต่ละถิ่นของสุรินทร์ มักจะมีภาษาพื้นเมืองเป็นภาษาเขมร แต่อีสานทางเหนือ เช่น อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี จะถนัดไปทางภาษาลาว แม้ตัวอักขระ พยัญชนะที่ใช้ในการเรียน การเทศน์ การสวด ก็ยังมีภาษาธรรม หรืออักษรของประเทศลาวอยู่

ทางแถบอีสานใต้ เช่นสุรินทร์ บุรีรัมย์ และบางส่วนของศรีสะเกษนั้น แน่นอนจะต้องมีความโน้มเอียง ทั้งด้านภาษา ขนบธรรมเนียมไปทางเขมรอยู่มาก การเขียนก็นิยมใช้อักษรขอม ไม่ว่าจะใช้ในการเทศน์ การสวด หรือพิธีกรรมต่างๆ ตามประเพณี ก็ยังนิยมใช้อักษรขอมอยู่ พระจะเทศน์ตามคัมภีร์ และคัมภีร์เหล่านั้นก็เป็นอักษรขอม

เมื่อเริ่มมีการศึกษาด้านพระปริยัติธรรมขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรนักธรรมตรี บาลีศึกษา ก็เริ่มใช้อักษรไทย และภาษาไทยมากขึ้น จึงกล่าวได้ว่า ในสมัยของหลวงปู่นี้เอง เป็นสมัยเริ่มแรกของการศึกษาด้านพระปริยัติธรรมเป็นการศึกษายุคใหม่ ใช้วิธีใหม่ หลวงปู่จึงต้องรับภาระนี้อย่างเต็มที่

๓๗. ส่งเสริมทั้งปริยัติและปฏิบัติ

ปฏิปทาของหลวงปู่นั้น แม้จะรับภาระด้านการบริหาร ในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ อาจารย์สอนเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัดในภายหลัง หน้าที่ต่างๆ เหล่านี้ท่านยอมรับอย่างเต็มกำลัง

ในขณะเดียวกัน ปฏิปทาทางคุณธรรม หรือข้อปฏิบัติที่ท่านเคยศึกษามา ในทางกัมมัฏฐาน ทางธุดงค์ ท่านก็ยึดแนวทางนี้ เป็นหลักสำคัญอยู่ ท่านยังปฏิบัติสม่ำเสมอ ทั้งที่เป็นส่วนตัวของท่าน ขณะเดียวกันก็แบ่งเวลา สอนพระภิกษุสามเณรและประชาชนที่สนใจเป็นประจำเสมอมา

ในช่วงกลางๆ ชีวิต ในระหว่างที่หลวงปู่มาอยู่ที่สุรินทร์นั้น ท่านจะมีการสมาคมไปทางครูบาอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐาน มีความร่วมมือ การติดต่อ การไปมาหาสู่ เยี่ยมเยียน รวมทั้งส่งพระเณรไปศึกษาหาความรู้จากครูบาอาจารย์ต่างๆ ด้วย

ที่วัดบูรพาราม มีพระภิกษุและสามเณรจำนวนมาก องค์ไหนที่สนใจใส่ใจศึกษาทางฝ่ายปริยัติ นอกจากจะเรียนเบื้องต้นในวัดบูรพารามแล้ว ก็ส่งมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ในระดับสูงต่อไป

สำหรับบางรูปที่สนใจในการประพฤติปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป นั่นคือองค์ไหนสนใจในการธุดงค์กัมมัฏฐานอย่างแท้จริง หลังจากหลวงปู่ให้การฝึกอบรมด้วยองค์ท่านเองแล้ว ท่านก็จะส่งองค์ที่สนใจไปอยู่กับ พระอาจารย์เทสก์ วัดหินหมากเป้ง หนองคาย บ้าง พระอาจารย์ฝั้น วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร บ้าง ที่ พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี บ้าง

นี่คือภาระหน้าที่ด้านการศึกษาที่หลวงปู่ทำ ในระหว่างมาพำนักที่วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ จนกระทั่งการศึกษาพระศาสนาทั้ง ๒ ด้าน มีความก้าวหน้า เป็นปึกแผ่นมั่นคงมาตราบเท่าทุกวันนี้ ก็เป็นผลงานการวางรากฐานของหลวงปู่นั่นเอง

นอกจากภารกิจด้านการศึกษาแล้ว ด้านพิธีการปฏิบัติต่างๆ ในจังหวัดสุรินทร์ในสมัยนั้น ก็ยังไม่มีแบบแผนอะไร แทบกล่าวได้ว่ายังไม่มีอะไรเลย เป็นต้นว่า พิธีในวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา การตักบาตรเทโว เป็นต้น คณะสงฆ์ในสมัยนั้นก็ได้ริเริ่มจัดให้มีขึ้น และกำหนดแบบอย่างในการปฏิบัติ เช่นพิธีเวียนเทียนในวันสำคัญ ศาสนพิธีต่างๆ ก็เพิ่งจะมีการฟื้นฟู มีการจัดทำเป็นพิธีการในสมัยหลวงปู่นั่นเอง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ วิธีการที่หลวงปู่มาเผยแผ่ หรือเปิดกรุแห่งการศึกษาทั้งทางปริยัติ ปฏิบัติ และแบบอย่างศาสนพิธี ให้แก่จังหวัดสุรินทร์ในยุคนั้น และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ ว่าเป็นมรดกธรรมที่เกิดจากการริเริ่มของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล นี่เอง

๓๘. ก่อสร้างพระอุโบสถ

เมื่อมาพำนักที่วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ แล้ว หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าคณะอำเภอรัตนบุรี อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ครั้นได้โอกาสอันสมควร ก็เริ่มงานบูรณปฏิสังขรณ์วัดบูรพรามทันที

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ หลวงปู่เริ่มงาน สร้างพระอุโบสถแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นแห่งแรกของจังหวัดสุรินทร์ และนับเป็นพระอุโบสถที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ด้วย มีประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด แต่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด เพราะแรงงานส่วนใหญ่ ได้อาศัยชาวบ้าน และพระภิกษุ เณรช่วยกัน โดยหลวงปู่เป็นผู้คิดแบบแปลนด้วยตัวท่านเอง

การสร้างพระอุโบสถแห่งนี้ เสร็จเรียบร้อยเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ใช้เวลาก่อสร้างรวมทั้งสิ้น ๑๔ ปี

ในการสร้างพระอุโบสถหลังนี้ นอกจากอาศัยความสามารถและบารมีของหลวงปู่แล้ว ยังได้อาศัยกำลังสำคัญ ของศิษยานุศิษย์อีกหลายท่านที่สำคัญได้แก่

๑. พระมหาโชติ คุณสมฺปนฺโน ต่อมาเป็นที่ พระเทพสุทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณ์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา (มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘)

๒. พระมหาเปลี่ยน โอภาโส ต่อมาเป็นที่ พระโอภาสธรรมภาณ เจ้าอาวาสวัดป่าโยธาประสิทธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (ครั้งสุดท้ายพำนักอยู่ที่วัดบูรพาราม และมรณภาพเมื่อไม่นานมานี้)

๓. พระอาจารย์สาม อกิญฺจโน วัดป่าไตรวิเวก ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (มรณภาพเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔)

พระราชวรคุณ (อดีตพระโพธินันทมุนี และ พระครูนันทปัญญาภรณ์) ลูกศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่ ได้เล่าถึงการต่อสู้ของหลวงปู่ ในการพัฒนาวัดในยุคเริ่มแรก และการสร้างพระอุโบสถ จะว่าใหญ่ที่สุดในยุคก่อนของภาคอีสานก็ได้ ด้วยการก่ออิฐถือปูน เทคอนกรีตเป็นหลังแรก ผู้คนสมัยนั้นก็แตกตื่นมาดู “โบสถ์วัดบูรพ์”

“วัดบูรพ์” ในสมัยก่อนก็ดังไปทั่ว เพราะแม้แต่อิฐแต่ปูน คนแถวนั้นก็ไม่เคยเห็น หลวงปู่ท่านก็ทำความพยามยามของท่าน จึงเป็นการต่อสู้อย่างยิ่ง ซึ่งในตอนหลังก็มี หลวงปู่สาม มาช่วยอีกแรงหนึ่ง เป็นกำลังสำคัญให้โบสถ์สำเร็จลงได้

สมัยก่อนการบอกบุญเรี่ยไรเป็นการยากลำบากจริงๆ หลวงปู่ท่านว่าบางทีพระเดินบอกบุญเรี่ยไรเงิน ๒ หมู่บ้านแล้วยังได้แค่ ๒ สตางค์เท่านั้น (ไม่ใช่ ๒ บาท แต่เป็น ๒ สตางค์เท่านั้น) พระต้องเดินบอกบุญไปหลายวัน จึงจะรวบรวมปัจจัยได้ ๑ บาทอย่างนี้ก็มี

การบอกบุญในสมัยนั้น จึงได้ให้ประชาชนบริจาคเป็นข้าวเปลือก ได้อาศัยข้าวเปลือก ถ้าขอให้ชาวบ้านบริจาคเป็นเงินสด ก็จะได้เพียงหมู่บ้านละ ๒-๓ สตางค์เท่านั้น คงไม่ไหว

ขณะนั้นปูนซีเมนต์ก่อสร้างราคาถุงละ ๘๐ สตางค์ ไปถึง ๑ บาทกว่าแล้ว ในสมัยนั้นซีเมนต์สีแดงๆ ไม่มีคุณภาพเท่าไร

หลวงปู่เล่าบอกว่า การบริจาคได้จากการเรี่ยไรข้าวเปลือก เมื่อทำดังนั้นทุกคนทุกบ้านก็มีข้าวเปลือกด้วยกันทั้งนั้น เขาจึงเอาข้าวเปลือกมาบริจาคคนละกระบุง คนละกะเฌอ ถ้าตีราคากะเฌอละ ๑๓-๑๔ สตางค์ ก็จะดีกว่าขอบริจาคเป็นเงินและจะได้ทุกบ้าน

เมื่อได้ข้าวเปลือกมา ก็ทำให้มองเห็นเงินสด ร้อยบาทบ้าง สองร้อยบาทบ้างหรือบางทีก็ได้ถึงพัน แต่ละปี ก็นำเงินมาสร้างโบสถ์ เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๙ มาเสร็จเรียบร้อยเมื่อปี ๒๔๙๓ ลองคิดดู ใช้เวลากี่ปี นี่หลวงปู่ได้ต่อสู้เรื่องโบสถ์มากับหลวงปู่สาม

พอสร้างโบสถ์วัดบูรพ์เสร็จแล้ว หลวงปู่สามท่านจึงออกท่องเที่ยวธุดงค์ไปเป็นเวลานาน

นี่คือชีวิตการต่อสู้ของครูบาอาจารย์ในสมัยก่อนกว่าจะสำเร็จ

สำหรับอิฐนั้นไม่มีขาย พระเณรในวัด และชาวบ้านช่วยกันเหยียบเองและทำเตาเผาเองทั้งหมด แล้วใช้ไม้ทางโรงเลื่อยมาช่วย

๓๙. หลวงพ่อพระประธาน

สำหรับพระประธานในโบสถ์ของวัดบูรพารามนั้นเป็น พระพุทธชินราชจำลอง หล่อด้วยโลหะทองเหลือง หล่อเสร็จเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๔๙๐โดยมี พระครูคุณสารสัมบัน (โชติ คุณสมฺปนฺโน) พระครูนวกิจโกศล (เปลี่ยน โอภาโส) กับคณะสงฆ์ ประชาชนชาวสุรินทร์ร่วมกันสร้าง หลวงปู่ดูลย์ อตุโลเป็นประธานดำเนินงาน

ท่านเจ้าคุณ พระราชวรคุณ สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระโพธินันทมุนี ได้เล่าถึงเหตุอัศจรรย์ เกี่ยวกับการสร้างพระประธานว่า

…ในส่วนนี้มันก็แปลก มีส่วนที่อาตมาว่าแปลก เท่าที่อาตมาอยู่กับท่านเห็นว่า ท่านมีความเกี่ยวพันกับน้ำฝนหลายครั้ง จะว่าเป็นเรื่องฤทธิ์หรือไม่ ก็ไม่ทราบ เมื่อหล่อพระพุทธรูป พระประธานที่ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปหล่อ ถือเป็นการจัดงานหล่อพระพุทธรูปครั้งแรกในจังหวัดสุรินทร์ เหตุการณ์ครั้งนั้นโด่งดังไปทั่วจังหวัด คือ เมื่อมีการสร้างพระอุโบสถใกล้จะเสร็จ แล้วมีการหล่อพระประธาน ก็คือ หล่อพระพุทธชินราชจำลองแบบสมัยใหม่ องค์ที่เป็นพระประธานไว้ในพระอุโบสถ ด้วยการเชิญช่างหล่อมาทำการหล่อที่จังหวัดสุรินทร์

ประชาชนให้ความสนใจเป็นอันมาก ได้ส่งข้าวของมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นทองเหลือง ทองแดง อะไรต่างๆ มาเยอะแยะ เสร็จแล้วก็ประกอบพิธีขึ้น

ในสมัยที่เงินทองกำลังหายาก ก็มีชื่อโด่งดังว่า ในพิธีจัดงานนี้ ได้เงินบริจาคสูงถึงแปดหมื่นบาท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ สามารถรวบรวมเงินทองโดยชาวบ้านไปทำบุญกับหลวงปู่เพื่อหล่อพระประธาน

การสร้างพระประธานใช้เงิน ๓ หมื่นบาท ในขณะนั้นได้รับเงินบริจาคถึง ๘ หมื่นบาท ก็มีเหตุอัศจรรย์ฟ้าผ่า ๘ ทิศให้ปรากฏ ความจริงเรื่องอัศจรรย์ต่างๆ หลวงปู่ไม่ได้ให้ความสนใจ

อาตมาก็ไม่นิยมเรื่องอัศจรรย์ทำนองนี้ แต่ที่จะพูดนี้ไม่ใช่จุดนี้ ไม่ใช่เรื่องนี้ คือจะพูดตรงที่ว่า เมื่อหล่อพระประธานเรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นอาตมาบวชเณรแล้วนะ หล่อพระประธานได้เรียบร้อยแล้ว ก็จะอัญเชิญเข้าประดิษฐานในโบสถ์ตามวันที่กำหนด

หลวงปู่ก็เชิญผู้ว่าราชการจังหวัด (สมัยนั้นเรียกว่า ข้าหลวง) และบุคคลสำคัญอื่นๆ ของจังหวัด เช่น เทศมนตรี ข้าราชการฝ่ายต่างๆ เพื่อแจ้งให้คณะกรรมการทราบว่า วันที่เท่านั้นๆ จะยกพระประธานขึ้นประดิษฐานบนแท่นในโบสถ์ ขอให้มาช่วยกัน มาร่วมมือกันให้มากหน่อย

พวกเขาเหล่านั้นกราบเรียนหลวงปู่ว่า พระพุทธรูปองค์สำคัญขนาดนี้ไม่ควรทำอย่างเงียบๆ ควรจะแห่รอบเมืองเสียก่อน จัดขบวนแห่ให้สวยงามและยิ่งใหญ่เป็นกรณีพิเศษ

หลวงปู่บอกว่า “ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องแห่หรอก มันจะเป็นการลำบากและกีดขวางถนนหนทาง เมื่อหล่อเรียบร้อยแล้ว ก็อาราธนานิมนต์ท่านประดิษฐานในโบสถ์เลย” ท่านตกลงอย่างนี้

ทีนี้เมื่อหลวงปู่ตกลงตัดบทอย่างนี้แล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็มาประชุมกันต่างหาก และตกลงกันว่าจะแห่ “เมื่อหลวงพ่อไม่ให้แห่ ก็เรื่องของหลวงพ่อคงไม่เป็นไร พวกเราเห็นควรแห่ ก็คงไม่เป็นไร”

ตกลงคณะกรรมการวัด และข้าราชการ ตกลงจัดขบวนแห่ หลวงปู่ก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร ปล่อยไปตามเรื่องของเขา

พอถึงวันแห่ ผู้คนร่วมอย่างมากมาย สมัยนั้นก็มีพวกญวนอพยพก็มาร่วมด้วยจำนวนมาก จัดขบวนแห่กันอย่างมโหฬาร มีการแต่งตัวตามแบบโบราณบ้าง ตามแบบสมัยใหม่บ้าง คนแตกตื่นมาร่วมกันมาก

แล้วก็ยกพระประธานขึ้นรถ ตอนนั้นดูเหมือนจะใช้รถยนต์คันเก่าๆ ของเทศบาล ยกพระประธานขึ้นรถเรียบร้อยพอได้เวลาแห่ กำลังจะเคลื่อนขบวนกัน ก็ขอเลื่อนเวลาออกไปหน่อย เนื่องจากจะออกขบวนกันตั้งแต่เที่ยงก็ร้อนไป เพราะเป็นเดือนพฤษภาคม วันขึ้น ๑๔ ค่ำ ก็มาเปลี่ยนเวลาแห่เป็นตอนบ่าย ให้หายร้อนสักหน่อย

ขบวนแห่ทุกอย่างก็เตรียมพร้อม หลวงปู่ท่านอยูในกุฏิ ไม่ได้ออกมาตูเลย พวกเขาก็จัดการกันเอง คนมาร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น เตรียมจะเคลื่อนขบวนออกไปทางหน้าวัดทางตะวันออก

ทุกคนมัวแต่กุลีกจอไม่ได้หันหน้าไปดูทางด้านตะวันตก ปรากฏว่าเมฆฝนตั้งเค้าบนท้องฟ้าด้านตะวันตก พอเริ่มจะเคลื่อนบวนเท่านั้น ทั้งฝนทั้งลมก็มาอย่างหนักทั่วทิศ ลมก็แรง ต่างคนต่างก็หนีฝนขึ้นศาลาบ้าง เข้าโบสถ์บ้าง หลบใต้ถุนกุฏิบ้าง

ต้นไม้หักระเนระนาด หลายคนหาที่หลบฝนไม่ทัน เพราะคนมันมาก อาคารสถานที่ไม่พอ ก็พากันกางร่ม แล้วถูกลมพัดกระจัดกระจายหมด

ฝนตกนานเกือบ ๒ ชั่วโมง ยังไม่หยุด พอฝนหยุดตกก็ค่ำมืดพอตี ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับโดยอัตโนมัติ

คนที่แต่งหน้าแต่งตามาสวยงาม เมื่อเข้าขบวน ก็เสียหายหมด แป้งทาหน้าในสมัยก่อนสงสัยว่าจะสู้ทุกวันนี้ไม่ได้ แป้งมันไหลลงมายังกับอาคารรั่ว แล้วสีมันเลอะออกมาอย่างนั้นแหละ แล้วร่มกระดาษที่ประชาชนเอามากาง ก็ถูกลมพัดเอาไปหมด เหลืออยู่แต่ด้าม เหมือนกับพากันถือไม้ตะพด เพราะลมมันหอบเอาไปหมดก็พากันเดินกลับบ้านไป ทุกอย่างจบสิ้น ไม่มีใครพูดถึงเรื่องการแห่พระอีก

รุ่งเช้า หลวงปู่ก็ให้เรียกพระเณรมารวมกัน รวมทั้งญาติโยมที่มาวัดในเช้านั้น ช่วยกันยกพระประธานขึ้นประดิษฐานบนรัตนบัลลังก์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์หนึ่งในกรณีฝนตก ซึ่งจะเห็นว่า เหตุการณ์สำคัญๆ ในชีวิตของหลวงปู่ ผูกพันกับฝนตกหลายครั้งหลายครา จนลูกศิษย์ลูกหาสงสัยกันว่าหลวงปู่มีวิบากอะไรผูกพันกับฝนก็ไม่ทราบ แต่ไม่เคยมีใครกราบเรียนถามหลวงปู่ในเรื่องนี้

ท่าน พระราชวรคุณ สรุปว่า “จะว่าอย่างไรก็ไม่ทราบ จะว่าอิทธิฤทธิ์หรือไม่อิทธิฤทธิ์ อาตมาไม่ทราบ อาตมาพูดได้เพียงว่า อันนี้เป็นเรื่องแปลกเท่านั้นเอง”

๔๐. พระอารามหลวง

ในการบริหารการพระศาสนาที่วัดบูรพารามนั้นหลวงปู่ท่านอยู่ในฐานะประธานสงฆ์ได้แบ่งงาน ด้านการศึกษาและการปกครองให้แก่ พระมหาพลอย อุปสโม เป็นผู้ดำเนินการ

ด้านการเผยแพร่ เทศนาอบรมประชาชนได้มอบให้ พระมหาเปลี่ยน โอภาโส เป็นผู้ดำเนินการ

จากวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๗๗ เมื่อหลวงปู่มาพำนักที่วัดบูรพารามครั้งแรก จนกระทั่งละสังขารเมื่อเวลา ๐๔.๑๓ น. ของวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖ รวมเป็นเวลา ๕๐ ปีเศษ ที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล พำนักอยู่ ณ วัดแห่งนี้

ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ หลวงปู่ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะแขวงรัตนบุรี ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ติดต่อกับอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

จนกระทั่งถึงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๘๗ จึงได้รับแต่งตั้งเป็น พระครูรัตนากรวิสุทธิ์ พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะแขวงรัตนบุรี

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๘๐ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย

กระทั่งวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๐๑ จึงได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย อีก ๓ ปีต่อมา ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะ ชั้นสามัญ (เจ้าคุณ) ที่ พระรัตนากรวิสุทธิ์ วินยานุยุตธรรมิกคณิสสร หรือ “พระรัตนากรวิสุทธิ์”

วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๒๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชวุฒาจารย์ ศาสนภารธุรกิจ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี หรือ “พระราชวุฒาจารย์” อันเป็นสมณศักดิ์สุดท้ายของหลวงปู่

ตั้งแต่กลับจากจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงปู่มาพำนักประจำที่วัดบูรพารามแห่งเดียวติดต่อกันมา ท่านได้ปฏิสังขรณ์วัดให้เจริญรุ่งเรืองมาเป็นลำดับ จนกระทั่งกรมการศาสนาได้ยกขึ้นเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ในปี พ.ศ.๒๕๑๑

วัดบูรพารามได้จัดการพัฒนาต่อเนื่องกันมา และเป็นที่น่าปลาบปลื้มแก่ปวงชนชาวสุรินทร์เป็นอย่างยิ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดบูรพาราม ขึ้นเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ ก็ได้กลายเป็นที่รู้จักแก่สาธุชนผู้สนใจในธรรมทั่วไป และเป็นแบบอย่างแก่วัดทั่วไป ในจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดใกล้เคียง ประชาชนทั่วไปได้เริ่มหลั่งไหลเข้ามาศึกษาธรรมะ เข้ามาคารวะกราบขอพรจากหลวงปู่ ตามกิตติศัพท์ที่ร่ำลือกันไป อย่างไม่ขาดสาย

แม้กระทั่งทุกวันนี้ แม้หลวงปู่ได้ละทิ้งสังขารไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ และไม่มีองค์หลวงปู่อยู่ที่วัดแล้ว ก็ยังมีผู้เลื่อมใสศรัทธาดำเนินตามแนวทางคำสอนของท่าน ได้ช่วยกันทำนุบำรุงรักษาไว้ซึ่งแนวทางนั้นโดยทุกประการ ผู้ที่เคารพศรัทธาในองค์หลวงปู่ ก็ยังแวะเวียนไปกราบรูปเหมือนของหลวงปู่ และมีความรู้สึกว่า หลวงปู่ยังคงเป็นที่พึ่งทางธรรมให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาอยู่ตลอดไป

๔๑. ปูชนียบุคคลที่หาได้ยาก

ท่านเจ้าคุณ พระราชวรคุณ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระโพธินันทมุนี (หลวงพ่อสมศักดิ์ ปณฺฑิโต) ได้เล่าถึง หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ดังนี้

ในฐานะที่อาตมาอยู่ใกล้หลวงปู่มาตั้งแต่เมื่อท่านมีอายุ ๖๒ ปี จนกระทั่งท่านมรณภาพเมื่อใกล้ร้อยปี ก็ได้อยู่กับท่านในฐานะที่ปฏิบัติรับใช้ท่านตลอดมา สารทุกข์สุขดิบ ความยากความง่าย ปัญหาสารพันนั้น แม้จะไม่มีปัญญาที่อยู่ในระดับที่จะช่วยท่านแก้ไขได้ แต่หัวสมองของอาตมานั้นได้รับรู้รับทราบ รับสุขรับทุกข์ เข้าถึงอาตมามาโดยตลอดเช่นเดียวกัน ในแง่ของการบริหารงาน

ฉะนั้น ปฏิปทาของหลวงปู่ที่เป็นส่วนรวม และโดยเฉพาะที่เป็นส่วนตัวของท่านนั้น รู้สึกว่า ท่านเป็นพระเถระ หรือ เป็นปูชนียบุคคลที่หาได้ยากอย่างยิ่ง

คือ ท่านจะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังความสามารถ มาในทางการบริหารพระศาสนาทั้งหมด

การพูดถึงปัญหาภายนอก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาบ้านเมือง ปัญหาการเปลี่ยนแปลง หรือปัญหาอะไรต่างๆ นั้น หลวงปู่จะกล่าวแต่น้อย รับรู้น้อย

ท่านจะพยายามมุ่งมั่นแต่ในทางพระศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์หลวงปู่เอง เวลาท่านมาอยู่วัด ที่เรียกว่า “วัตรบริหาร” คือไม่ใช่ตอนที่ถือธุดงควัตรตามป่าตามเขาก็จริง แต่กิจวัตรส่วนตัวของท่านนั้น กล่าวได้ว่าท่านไม่เคยบกพร่องเลย

เคยปฏิบัติมาอย่างไร ก็คงยึดปฏิปทาปฏิบัติอยู่อย่างนั้นอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดตกบกพร่อง ด้านการบิณฑบาต ท่านก็ทำเป็นประจำ ฉันในบาตร ฉันมื้อเดียว ก็เห็นว่าท่านปฏิบัติมาได้ตลอด

เว้นไว้แต่มีกิจจำเป็น ทางราชการนิมนต์ไปในภาระใดภาระหนึ่ง เช่น ในรัฐพิธีบางอย่าง ท่านก็ฉันให้เขาบ้างตามพิธี เพื่อมิให้ขัดกับสิ่งแวดล้อมนั้นเอง

นี่คือปฏิปทาส่วนตัวของท่าน ซึ่งในแต่ละเรื่องแต่ละตอน ล้วนแต่ปฏิบัติถูกต้องงดงามและทำเสมอต้นเสมอปลาย

๔๒. บิณฑบาต ๒ ชั้น

ท่านเจ้าคุณ พระราชวรคุณ เล่าถึงปฏิปทาของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ต่อไปว่า

สิ่งที่อาตมาภาพเห็นว่า ท่านไม่ค่อยเหมือนใครและไม่มีใครหาโอกาสทำเหมือนหลวงปู่ ก็คือว่า เมื่อท่านมีภาระมาก แล้วก็ชราภาพพอสมควรแล้วการเดินบิณฑบาตโดยทั่วไปก็อาจจะขัดข้อง แต่ท่านก็ไม่ทิ้งบาตร เหมือนกัน อยากจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบในเรื่องนี้

ที่ว่าหลวงปู่ไม่ทิ้งบาตรก็คือ เมื่อหลวงปู่ไม่ได้ออกไปบิณฑบาต ท่านก็เอาบาตรของท่านมาตั้งไว้ ให้ลูกศิษย์นำบาตรมาตั้งไว้ที่หน้ากุฏิ พระเณรสานุศิษย์ที่ออกบิณฑบาตมาจากทิศต่างๆ เมื่อเข้าสู่บริเวณวัดแล้ว ทุกองค์จะตรงไปที่หน้ากุฏิหลวงปู่ แล้วเอาทัพพีที่มีนั้น ตักข้าวจากบาตรของตน ใส่บาตรหลวงปู่คนละ ๑-๒ ทัพพี มีอะไรก็ใส่บาตรถวายท่าน

จึงเหมือนกับว่า ท่านยังฉันข้าวที่ลงในบาตรตลอดมา ตราบจนสิ้นอายุขัยของท่าน

ในการทำอย่างนี้ พวกเราทั้งหลายเมื่อบิณฑบาตมา ก็มาใส่บาตรหลวงปู่บางองค์ก็อธิษฐาน บางองค์ก็แสดงความเอื้อเฟื้ออย่างยิ่ง ที่จะใส่บาตรถวายหลวงปู่

อันนี้เมื่อคิดดูแล้ว สำหรับอาตมาก็มีความรู้สึกว่า เป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง

หมายความว่า ที่ญาติโยมใส่บาตรในที่ต่างๆ เราไปรับบาตรจากญาติโยมก็จะมีความรู้สึกว่า บิณฑบาตที่เรารับมานั้น เราบิณฑบาตมาถวายหลวงปู่ผู้เป็นปูชนียะ หรือผู้เป็นอุปัชฌายะของตนเอง

เมื่อใส่บาตรหลวงปู่แล้ว พวกเรารู้สึกว่า ได้ทำหน้าที่ในฐานะที่แสวงหาภิกขามาได้โดยชอบแล้ว ก็เอามาถวายหลวงปู่

บิณฑบาตในบาตรหลวงปู่ อาตมาถือว่า “บิณฑบาต ๒ ชั้น” ใช้คำว่า  “บิณฑบาต ๒ ชั้น” ก็หมายความว่า ญาติโยมยกอธิษฐานใส่บาตรพระเณรโดยทั่วไปแล้ว อันนี้ชั้นที่หนึ่ง แล้วพระเณรก็มาอธิษฐานถวายหลวงปู่ เพราะฉะนั้น ข้าวในบาตรของหลวงปู่จึงเป็นบิณฑบาต ๒ชั้น ถือว่าเป็นของที่บริสุทธิ์หมดจด และเป็นของสูง ใครจะไปประมาทการบิณฑบาตของท่านไม่ได้ ท่านก็ฉันอาหารในบาตรของท่านมาโดยตลอด

นี่เป็นปฏิปทาอีกข้อหนึ่งที่ผิดแผกจากองค์อื่น ไม่ทราบว่าหลวงปู่ท่านมองเห็นอย่างไร มีเจตนาอย่างไร คงจะเป็นการสงเคราะห์ลูกหลาน สานุศิษย์ ให้เขามีโอกาสรับใช้ปฏิบัติครูบาอาจารย์

๔๓. ให้โอกาสสานุศิษย์

ปฏิปทาของหลวงปู่ ในการเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ลูกหาได้ปรนนิบัติรับใช้ท่านนั้น มีการเกี่ยวเนื่องกับพระเณรในวัด คือ เราจะมีการจัดวาระไปปฏิบัติหลวงปู่ เริ่มตั้งแต่ ๕ โมงเย็น หรือ ๔ โมงเย็นก็สรงน้ำ ซึ่งหลวงปู่จะสรงน้ำอุ่นตลอด

จะมีการจัดเวรพระไว้ชุดหนึ่ง นอกนั้นแล้วแต่องค์ใดจะมีศรัทธา อย่างน้อยมี ๓ องค์ขึ้นไป ที่ไปร่วมกันสรงน้ำหลวงปู่ทุกวัน

เมื่อผสมน้ำอุ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อาราธนาท่าน ท่านนั่งเก้าอี้ใกล้ตุ่มน้ำอุ่นนั้น พระเณรก็ช่วยกันส่งผ้าอาบน้ำถวายท่าน เหมือนกับว่าช่วยนุ่งให้ท่านนั่นแหละ ผลัดเปลี่ยนผ้า เสร็จแล้วก็อาบ ถูข้างหน้าหนึ่งหรือสององค์ ข้างหลังหนึ่งหรือสององค์ ท่านก็ถูเองบนศีรษะ ราดน้ำ แล้วก็ห่มสบง ก็เหมือนกับช่วยท่านนุ่งนั่นแหละ ก็ช่วยเหลือช่วยส่งให้ท่าน ช่วยเช็ดตัวให้ท่าน เรียบร้อยแล้วก็ถือว่าหมดวาระในช่วงนั้น

ส่วนกลางคืน ก็แล้วแต่พระเณรที่มีศรัทธา ไปถวายการนวด ไปนั่งเฝ้ารับใช้ท่าน คอยรับธรรมะคำสอนจากท่าน แต่ละองค์ก็นิยมทำ เพราะว่า เวลาเข้าใกล้หลวงปู่แล้วจะรู้สึกว่าเยือกเย็น สบายอกสบายใจ แม้เรากลุ้มใจ ก็รู้สึกสบายใจได้ฟังข้อคิดธรรมะ คำเตือน

อันนี้คล้ายๆ กับว่า ตั้งแต่ค่ำไปจนถึง ๓ ทุ่ม พวกเราจะต้องมาอยู่กับหลวงปู่ ถ้าไม่มีแขก พวกเราก็อยู่กับท่าน แล้วแต่ท่านจะสอน แล้วแต่จะมีโอกาสอะไรที่จะรับใช้ท่าน นี่คือกิจวัตรประการหนึ่ง

รู้สึกว่าเท่าที่เห็นครูบาอาจารย์มา ฝ่ายกัมมัฏฐาน เราจะสนใจต่อการปฏิบัติครูบาอาจารย์มาก ถือว่าเป็นกัมมัฏฐานข้อหนึ่งของพระเณร ในการที่รับใช้ครูบาอาจารย์

บางองค์เขาก็นึกเข้ามาทางที่ตัวเองว่า “โอ! เราไม่ได้รับใช้คุณพ่อคุณแม่เมื่อเรามาบวชอยู่ในพระศาสนา การได้รับใช้ครูบาอาจารย์ รับใช้หลวงปู่ก็เหมือนกับได้รับใช้พ่อแม่ด้วย” ก็เกิดความภูมิใจ ดีใจ ก็นับเป็นบุญกุศลของเขา บุญกุศลก็คงจะต่อไปให้กับบิดามารดาของตัวเองบ้าง

อันนี้คือปฏิปทาอย่างหนึ่งของหลวงปู่ ที่เกี่ยวกับสานุศิษย์ที่พึงจะรับใช้ท่าน

๔๔. งานเผยแผ่ไปสู่ประชาชน

นอกจากงานด้านคันถธุระ จะได้รับการพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองดังได้กล่าวมาแล้ว ด้านวิปัสสนาธุระก็มิได้ล้าหลัง นักปฏิบัติผู้ใคร่ในธรรมชาวสุรินทร์ ก็ได้หลวงปู่เป็นหลักสำคัญ ในการให้การอบรมสั่งสอน และแก้ไขชี้แนะแนวทางปฏิบัติ นับว่าเป็นบุญลาภอันประเสริฐ ของชาวสุรินทร์ และจังหวัดใกล้เคียง

ถ้าเทียบกับประชาชนในถิ่นอื่นหลายแห่ง จะเห็นว่าผู้ใส่ใจในธรรมปฏิบัติ ต้องเที่ยวเสาะหาครูบาอาจารย์กัน เป็นเวลาแรมเดือนแรมปี เป็นระยะทางไกลเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตร ก็ยังได้พบบ้าง ไม่ได้พบบ้าง เนื่องจากครูบาอาจารย์ต่างๆ ท่านไม่ค่อยอยู่ประจำที่

แต่ชาวสุรินทร์นั้น มีหลวงปู่ดูลย์ ผู้สามารถชี้แนะได้ตลอดสายคอยอยู่เป็นประจำที่วัดแล้ว จึงทำให้การพระศาสนาด้านวิปัสสนาธุระ เจริญก้าวหน้าไปด้วยดี

จะเห็นว่าการสอนวิปัสสนาของหลวงปู่ ที่สำนักวัดบูรพารามนั้น ไม่มีการยกป้ายเปิดป้ายให้รู้ว่ามีการเรียนการสอนในด้านนี้แต่อย่างใด แต่ก็เป็นที่รู้จักกันดี ในหมู่ผู้เสาะแสวงหาธรรมปฏิบัติจากทั่วประเทศ

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า ในสมัยที่หลวงปู่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น มีชาวสุรินทร์จำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จัก หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ดังจะเห็นจากเรื่องราวที่ว่า 

“ชาวคณะจังหวัดสุรินทร์ผู้ใฝ่ในการบุญการกุศล ได้พากันเหมารถบัสเพื่อไปกราบนมัสการ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่ดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ บ้าง ไปกราบหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่สกลนครบ้าง พระคุณเจ้าเหล่านั้นได้กล่าวเป็นเชิงชี้แนะแก่ชาวสุรินทร์เหล่านั้นว่า ที่จังหวัดสุรินทร์เอง ก็มีพระอริยเจ้าผู้มีคุณธรรมสูงอยู่ที่นั่นคือ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ทำไมจึงไม่ไปกราบ หรือ ทำไมจึงไม่รู้กัน อุตสาห์ดั้นด้นตะเกียกตะกายไปถึงที่ไกลๆ โดยที่ไม่รู้ว่าที่จังหวัดของตน ก็มีพระดีพระดังชั้นสุดยอดอยู่เหมือนกัน”

ข้อความนี้คัดลอกจากบันทึกในหนังสือ “อกิญฺจโนบูชา” อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่สาม อกิญฺจโน เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕

จากความทรงจำของท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ ได้เล่าถึงภารกิจด้านเผยแผ่พระศาสนาของหลวงปู่ว่า ในระหว่างที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่นั้น งานหลักประเภทหนึ่งนั้นคือ งานก่อสร้างปฏิสังขรณ์และขยายวัดวาไปตามสาขาต่างๆ 

กล่าวคือ เมื่อฝ่ายกัมมัฏฐาน เผยแผ่ไปสู่ญาติโยมทางไหนก็ตาม กิจกรรมทางบ้านวัดวาก็จะเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าแต่ละจุด แต่ละแห่ง ญาติโยมแต่ละตำบล แต่ละอำเภอ ล้วนอยากได้ “วัดป่า” ล้วนอยากได้พระปฏิบัติทั้งนั้น

อันนี้ เท่าที่ได้ฟังได้เห็นมา นับว่าเป็นการลำบาก เป็นการเพิ่มภาระแก่หลวงปู่อย่างยิ่งคือไม่มีกำลังพอ ไม่สามารถจะหาพระเณรไปโปรดญาติโยมให้ได้หลายจุด และให้ได้หลายแห่ง ก็เป็นอันว่าขัดข้องพอสมควร

แต่เมื่อชาวบ้านเขาไม่ได้พระไป ก็หาโอกาสมาฟังเทศน์ฟังธรรมเป็นครั้งคราว หรือมาทำบุญบริจาคทานที่หลวงปู่เป็นครั้งคราว เพื่อฟังข้อวัตรปฏิบัติหรือข้อแนะนำกัมมัฏฐาน

อาจกล่าวได้ว่า ญาติโยมผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ปฏิบัติสมาธิภาวนาในจังหวัดสุรินทร์ เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นแล้ว มักจะมีข้อสังเกตว่า ในจังหวัดอื่นนั้นพระสงฆ์สามารถปฏิบัติกัมมัฏฐานได้ดี แต่ทางจังหวัดสุรินทร์ แสดงให้เห็นว่า ญาติโยมจะมีโอกาสทำได้ดีเป็นจำนวนมาก

เพราะเท่าที่หลวงปู่เผยแผ่คุณธรรมมา การเข้าถึงสมาธิปัญญานั้น ทำให้ญาติโยมตื่นตัว ในการประพฤติปฏิบัติฝ่ายกัมมัฏฐาน เป็นอันมาก 

ท่านพระอาจารย์สุวัจ สุวโจ ศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของหลวงปู่ ได้เคยพูดเปรียบเทียบในเรื่องนี้ว่า

ทางแถบอีสานเหนือ เช่น อุบล อุดร ขอนแก่นนั้น ในแง่การปฏิบัติรับใช้เลี้ยงดู ถวายอาหาร การบริโภค การบำรุงพระกัมมัฏฐาน ทำได้ดี แต่ในแง่ของการตั้งใจทำสมาธิภาวนานั้น สู้ทางจังหวัดสุรินทร์ไม่ได้

ส่วนทางสุรินทร์นั้น ในแง่การทะนุบำรุงจตุปัจจัยให้ถวายอุปถัมภ์แก่พระกัมมัฏฐานทางวัตถุนั้น สู้ทางอีสานเหนือไม่ได้ แต่ถ้าในแง่การตั้งใจด้านสมาธิภาวนารักษาศีล ๘ ดูตามจำนวนแล้ว ทางสุรินทร์นี้ไม่ใช่ธรรมดาเลย ทางสุรินทร์กับบุรีรัมย์แถวนี้นับว่าการปฏิบัติภาวนาอยู่ในเกณฑ์ตี

พระเถระผู้ใหญ่ท่านให้ข้อสังเกตดังนี้ และเท่าที่สังเกตมา ก็เห็นว่าเป็นไปดังนั้นจริง ทั้งนี้ คงเป็นผลจากที่หลวงปู่ ได้ทุ่มเทความรู้ความสามารถในการเผยแผ่ทางกัมมัฏฐาน พร้อมทั้งสนใจให้การศึกษาด้านพระปริยัติไปด้วยกระมัง จึงได้ผลออกมาในลักษณะตังกล่าว

๔๕. สงเคราะห์ศิษย์ในการบวช

สำหรับชีวิตประจำวันของหลวงปู่ ก็มีกล่าวถึงปฏิปทาในตอนอื่นมาพอสมควร ว่าท่านมีความเป็นอยู่อย่างไร คือ ท่านอยู่อย่างง่ายๆ คำเตือนของท่านโดยเฉพาะท่านจะเตือนพระเณรด้วยคำเตือนง่ายๆ

อย่างเช่น พระบางองค์พอบวชมาแล้ว ก็ต้องการจะลาสึก อย่างนี้เป็นต้น หลวงปู่ก็มักจะแนะนำว่า

“เออ! อยู่ช่วยวัดวาศาสนาไป การจะสึกหาลาเพศไปนั้น ญาติโยมเขาก็อยู่ภายนอกเยอะแยะแล้ว เขาก็อยู่ได้ทำได้ เรามีโอกาสได้มาบวชปีสองปี ก็ตั้งใจศึกษาปฏิบัติ ช่วยวัดวา ช่วยพระศาสนาไป”

โดยมากแล้ว พระที่จะไปลาสึกกันนั้น ไม่มีใครไปขอลาครั้งเดียวแล้วก็สำเร็จ (ยกเว้นลางาน ลาราชการบวชชั่วคราว) จะถูกท่านแนะนำ จนกระทั่งท่านเห็นว่า คนนั้นถอยจริงๆ แล้ว ถอยศรัทธาแล้ว ถึงจะอยู่ต่อไปก็คงไม่ได้อะไร ท่านจึงจะอนุญาต

แต่ถ้าพอแก้ไข แนะนำชักชวนให้อยู่ประพฤติปฏิบัติต่อได้ ท่านก็มักจะแนะนำตักเตือนเสียก่อน ซึ่งมีหลายองค์จะได้ผล และอยู่บวชเรียนต่อๆ มาจนมีชื่อเสียงมาจนปัจจุบันนี้

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การสงเคราะห์ในการให้บรรพชาอุปสมบท นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง และน่าเห็นใจท่านมาก

การสงเคราะห์ให้คนเข้าบวชนั้น บางคนไม่รู้หนังสือ ไม่ได้ ก.ไก่-ข.ไข่ มา เมื่อมาอยู่วัดแล้ว บางทีหลวงปู่ต้องลงทุนสอนด้วยตัวท่านเอง กระทั่งเขาอ่านออกเขียนได้ แล้วสอบได้นักธรรมตรี โท เอก ไปจนถึงเป็นมหาเปรียญ ก็มีเยอะ

ในเรื่องการสงเคราะห์คนให้ได้บวชเรียนนั้น ท่านทั้งหลายคงยอมรับว่าในช่วงสมัยสงครามนั้น หลวงปู่หลวงพ่อในรุ่นนั้นถือเป็นรุ่นทุกข์ยากลำบากขาดแคลนมากในเรื่องปัจจัยสี่ โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่ม

สำหรับท่านที่สูงอายุสักหน่อย จะเห็นว่าจาก พ.ศ. ๒๔๘๐ กระทั่ง พ.ศ. ๒๔๙๐ และถึง ๒๕๐๐ นั้น เรื่องเครื่องนุ่งห่ม โดยเฉพาะในบ้านนอกบ้านนานั้น นับว่าแร้นแค้นอย่างที่สุด

ผู้ที่มาขอบวชกับหลวงปู่ เมื่อสนใจเลื่อมใสแล้ว ก็จะถูกพ่อแม่นำตัวมาถวาย “แล้วแต่หลวงปู่จะเมตตา แล้วแต่หลวงพ่อจะกรุณา สบง จีวรอะไรก็ไม่มีหรอก แล้วแต่หลวงพ่อจะเมตตากรุณาเถอะ”

แม้แต่สบงจีวรที่จะบวชก็ไม่มี หลวงปู่ก็บวชให้ โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ หลวงปู่บวชให้มากจริงๆ คือ ปีหนึ่งๆ ท่านจะบวชพระ-เณร ตั้งแต่ ๒๐๐ องค์ขึ้นไป

บุรีรัมย์และสุรินทร์ในสมัยนั้น ไม่มีพระอุปัชฌาย์ฝ่ายสงฆ์ธรรมยุต ก็มารวมกันบวชที่วัดนี้แห่งเดียว พระอุโบสถวัดบูรพารามนั้นจึงใช้ในการบวชอย่างคุ้มค่ามาก จนกล่าวได้ว่า ไม่มีวันไหนที่ไม่มีใครเดินทางมาบวช อันนี้ว่าโดยทั่วๆ ไป

ถ้าพูดถึงสิ่งที่หลวงปู่ให้การสงเคราะห์แล้ว ท่านสงเคราะห์ทุกอย่าง ตัวท่านเองก็จะใช้ของต่างๆ เพียงพอยังอัตภาพเท่านั้น โดยเฉพาะด้านการนุ่งห่ม เมื่อได้มา มีมา หรือบางครั้งต้องไปหาซื้อ หาจ่ายมา เพื่อสงเคราะห์ให้คนได้บวช

ลูกศิษย์อย่างพวกอาตมาก็เคยว่า “หลวงปู่ เมื่อเขาไม่มีอะไร แล้วเราไม่มีอะไร ก็น่าจะปล่อยตามเรื่องเขาบ้าง”

แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะเป็นในลักษณะนี้หมด คือ ถ้ามีมาบวชสักสิบราย ก็จะมีคนพร้อมที่จะจัดหาเครื่องบวชประมาณ ๕-๖ ราย ส่วน ๒-๓-๔ รายนั้นจะมาตัวเปล่า ที่หวังมาพึ่งบารมีหลวงปู่

ท่านก็ให้การสงเคราะห์ตามมีตามเกิด แม้แต่สบงจีวรก็ไม่มี ครั้นบวชแล้วจะไปห่วงอะไรถึงเรื่องเสื่อ หมอน หรือเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ไม่ต้องพูดถึง ทางหลวงปู่ต้องสงเคราะห์ทั้งนั้น หลวงปู่ต้องต่อสู้มาอย่างนั้น

พอกราบเรียนท่านเรื่องนี้ ท่านเคยพูดให้ข้อคิดว่า “สงเคราะห์กันไปสิบได้หนึ่ง ร้อยได้สอง ก็ยังดี”

นั่นคือ ใครมาขอให้ท่านบวชให้ ท่านก็บวชให้การสงเคราะห์ เผื่อว่าบางคนจะมีบุญมีวาสนาในทางประพฤติปฏิบัติ ได้เหลืออยู่ช่วยวัดวาไปนานๆ ทำนองว่า บวชสัก ๑๐ คน ยังเหลืออยู่ ๑ หรือ บวช ๑๐๐ คน เหลืออยู่ ๒ คนก็ยังดี

ถ้าพูดถึงการสงเคราะห์ในการบวชแล้ว รู้สึกเห็นใจหลวงปู่มาก ท่านทำได้มากเหลือเกิน อย่าว่าแต่ผู้ไม่มีจตุปัจจัยถวายพระอุปัชฌาย์เลย แม้แต่สบงจีวรให้ครบชุดก็ยังไม่มี แต่หลวงปู่ก็ทำของท่านมาตลอดอายุขัยของท่าน จะมีการสงเคราะห์ประเภทนี้แหละ ท่านให้การสงเคราะห์ตามมีตามเกิด

สามารถกล่าวได้ว่า หลวงปู่ท่านอาศัยคุณธรรมอย่างเดียว ใครจะรู้ว่าหลวงปู่มีคุณธรรมแค่ไหน เพียงไร นั้นยาก แต่จะเห็นว่า หลวงปู่ท่านอยู่อย่างสันโดษ อยู่ในคุณธรรม ไม่คิดสร้างอุบาย หรือนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้คนทั่วไปเกิดความนับถือ หรือทำให้เกิดความอัศจรรย์แก่ใคร ท่านเคยอยู่อย่างไร ก็อยู่อย่างนั้น แล้วก็ลำบาก

เพิ่งจะมาช่วงหลังๆ นี้ชาวเมืองหรือชาวกรุงเทพฯ เขามีความนิยมพระป่า และหลวงปู่ก็เป็นพระฝ่ายป่ามาก่อน จึงมีคนหลั่งไหลมากราบไหว้จำนวนมาก ฐานะความเป็นอยู่ของวัด ของหลวงปู่ จึงมากระเตื้อง ตอนที่ท่านอายุ ๙๐ ปีแล้ว อันนี้พูดตามสัจตามจริง ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ

ในส่วนของหลวงปู่ ท่านเคยอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นเอง อยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย การกระทำของท่านไม่มีการแสดง การโอ้อวด ไม่มีการพูดเลียบเคียง หรือมีการขวนขวายในเรื่องลาภสักการะ หลวงปู่จึงอยู่ตามสภาวะแล้วก็สงเคราะห์เฉพาะสิ่งที่หมดจด

เมื่อหลวงปู่อยู่แบบนี้ หมายถึงว่า สิ่งที่ท่านได้มา ก็บริสุทธิ์ สิ่งนั้นก็หมดจดสิ่งนั้นก็สะอาด กุศลก็เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย

ปฏิปทาของท่านมักจะเป็นอยู่อย่างนี้

๔๖. อยู่อย่างบริสุทธิ์

เรื่องความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะด้านอาหารการบริโภคนั้น ยิ่งมองเห็นชัดเจนว่า ลำบากอย่างยิ่ง อยู่กันมาด้วยความยากลำบาก แต่ก็ได้ผลตรงที่สานุศิษย์ของหลวงปู่ มีความอดทน ที่ยังเหลืออยู่ในเพศสมณะนั้นมีมากมายทั้งในสุรินทร์ บุรีรัมย์ ในจังหวัดอื่นๆ ในกรุงเทพมหานคร กระทั่งในต่างประเทศก็ยังมีสานุศิษย์ที่แผ่ขยายออกไป

อันนี้คือปฏิปทาส่วนตัวของท่านที่ท่านดำรงตัวอยู่ได้ก็คือ ขันติธรรม

ขันติธรรมของหลวงปู่นับว่าใหญ่หลวงนัก สมกับที่ท่านสอนเสมอว่า “อย่าส่งจิตออกนอก” ข้อนี้นับว่าเหมาะสมอย่างมาก

ในด้านคำพูดของหลวงปู่ แม้จะปล่อยโอกาสให้พูดตามสบายบ้างก็เวลาท่านทำงานกับพระเณร แต่ก็พูดแต่เรื่องภายในธรรม ภายในพระวินัย ไม่มีการตลกโปกฮาในเรื่องภายนอกอะไร

ถ้าจะพูดให้คลายอารมณ์ ก็จะพูดแต่เรื่องในธรรมวินัย แบบกระเซ้าเล่นว่า พระองค์นั้นยะถาไม่ถูก พระองค์นี้รับสัพพีผิด อะไรทำนองนั้น หรือ นาคนั้นขานนาคแบบนั้นแบบนี้ คือ จะเป็นเรื่องขบขันในธรรมวินัย ในวัดในวาเท่านั้นเอง ไม่มีเรื่องภายนอกมาก ปฏิปทาของท่านจะอยู่อย่างนี้

มานึกถึงว่า ความผิดพลาด บกพร่อง ตลอดชีวิตของหลวงปู่ที่จะพึงหยิบยกมาว่า ตรงนั้นน่าจะเป็นอย่างนั้น ตรงนี้น่าจะเป็นอย่างนี้ รู้สึกว่าหาได้ยาก มองจุดอ่อนของการวางตัวของท่านได้ยาก มองไม่เห็นเลย

สำหรับเรื่องของการบริหาร อย่างเรื่องการบริหารภายนอก เกี่ยวกับทางราชการ ซึ่งถือเป็นเรื่องภายนอกนั้น ท่านอาจจะปฏิบัติไม่ถูกต้องกับระเบียบที่โลกภายนอกเขาถือปฏิบัติกันบ้าง เพราะท่านไม่คุ้นเคย

แต่ถ้าเป็นเรื่องภายใน เรื่องข้อวัตรปฏิบัติของท่าน เราไม่สามารถจะจับจุดอ่อน จุดบกพร่อง จุดพลั้งเผลอ ของหลวงปู่ได้เลยแม้แต่น้อย จนตลอดชีวิตท่าน ดังนี้ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของหลวงปู่

๔๗. แนวทางการสอนศิษย์

สำหรับศิษยานุศิษย์ที่เป็นภิกษุสามเณร และปรารถนาจะเจริญงอกงามอยู่ในบวรพุทธศาสนานั้น หลวงปู่จะชี้แนะแนวทางดำเนินปฏิปทาไว้ ๒ แนวทาง ซึ่งท่านให้ความเห็นว่า ผู้ที่จะเป็นศาสนทายาทนั้น ควรทำการศึกษาทั้งสองด้าน คือ ทั้งปริยัติและปฏิบัติ

ดังนั้น หลวงปู่จึงแนะนำว่า ผู้ที่อายุยังน้อยและมีแวว มีความสามารถในการศึกษาเล่าเรียน ก็ให้เล่าเรียนพระปริยัติธรรมไปก่อน ในเวลาที่ว่างจากการศึกษาก็ให้ฝึกฝนปฏิบัติสมาธิภาวนาไปด้วย เพราะจิตใจที่สงบ มีสมาธิ ย่อมอำนวยผลดีแก่การเล่าเรียน

เมื่อมีผู้สามารถที่จะศึกษาเล่าเรียนต่อไปในชั้นสูงๆ ได้ หลวงปู่ก็จะจัดส่งให้ไปเรียนต่อในสำนักต่างๆ ที่กรุงเทพฯ หรือที่อื่นที่เจริญด้วยการศึกษาด้านพระปริยัติธรรม

ศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่จึงมีมากมายหลายรูป ที่ศึกษาพระปริยัติธรรมจบชั้นสูงๆ ถึงเปรียญ ๘ เปรียญ ๙ ประโยคหรือจบระดับปริญญาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ จนกระทั่งไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา

สำหรับอีกแนวทางหนึ่ง นั้น สำหรับผู้ที่มีอายุมากแล้วก็ดี ผู้ที่รู้สึกว่ามันสมองไม่อำนวยต่อทางศึกษาก็ดี ผู้ที่สนใจในธุดงค์กัมมัฏฐานก็ดี หลวงปู่ก็แนะนำให้ศึกษาพระธรรมวินัยให้พอเข้าใจ ให้พอคุ้มครองรักษาตัวเองให้สมควรแก่สมณสารูป แล้วจึงมุ่งปฏิบัติกัมมัฏฐานต่อไปให้จริงจัง

ก็แลสำหรับผู้ที่เลือกแนวทางที่สองนั้น หลวงปู่ยังได้ชี้แนะไว้อีก ๒ วิธี

คือผู้ที่ใฝ่ในทางธุดงค์กัมมัฏฐานตามแบบฉบับของ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่ก็จะแนะนำ และส่งให้ไปอยู่รับการศึกษาอบรมกับครูบาอาจารย์ จังหวัดสกลนคร อุดรธานี และหนองคาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สำนักวัดป่าอุดมสมพร และสำนักถ้ำขามของท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ได้ฝากศิษย์ไปอยู่มากที่สุด และมาในระยะหลังมีฝากไปที่ สำนักวัดป่าบ้านตาดของท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน บ้าง

เป็นที่สังเกตว่า ไม่มีลูกศิษย์ลูกหาที่สนใจในกิจธุดงค์คนใด ที่หลวงปู่จะแนะนำให้ไปเอง หรือ เที่ยวเสาะแสวงหาเอาเอง หรือ เดินทางไปสำนักนั้นๆ เอง

ในเรื่องนี้ท่านเจ้าคุณ พระราชวรคุณ ยืนยันว่า หลวงปู่เคยใช้ให้ท่านเจ้าคุณเองเป็นผู้นำพระไปฝากที่สำนักท่านพระอาจารย์ฝั้นหลายเที่ยวหลายชุดด้วยกัน ศิษย์ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมจากสำนักท่านพระอาจารย์ฝั้นนั้น ก็ได้กลับมาบำเพ็ญประโยชน์แก่การพระศาสนา ด้านวิปัสสนาธุระ ที่จังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์หลายท่านด้วยกัน จนกระทั่งมีไปเผยแพร่พระศาสนาในด้านนี้ถึงสหรัฐอเมริกาก็หลายรูป ในปัจจุบันนี้ ทั้งนั้นเป็นเพราะผลการสังเกตเห็นแววและส่งเสริมสนับสนุนของหลวงปู่นั่นเอง

ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้น หลวงปู่ชี้แนะไว้สำหรับ ผู้ที่สนใจจะปฏิบัติทางด้านสมาธิวิปัสสนาเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจในธุดงค์กัมมัฏฐานอาจเป็นด้วยไม่ชอบการนุ่งห่มแบบนั้น หรือมีสุขภาพไม่เหมาะแก่การฉันอาหารมื้อเดียว หรือเพราะเหตุผลเมื่อใดก็ตาม

หลวงปู่จะไม่แนะนำให้ไปที่ไหน แต่ให้อยู่กับที่ที่ตนยินดีชอบใจ ในจังหวัดสุรินทร์หรือบุรีรัมย์ อาจเป็นที่วัดบูรพาราม หรือวัดไหนก็ได้ที่รู้สึกว่าอยู่สบาย

หลวงปู่ถือว่า การปฏิบัติธรรมอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่ไหน ในเมื่อกายยาว ๑ วา หนา ๑ คืบนี้แล เป็นตัวธรรม เป็นตัวโลก เป็นที่เกิดแห่งธรรม เป็นที่ดับแห่งธรรม เป็นที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้อาศัยบัญญัติไว้ซึ่งธรรมทั้งปวง แม้ใครใครจะปฏิบัติธรรมก็ต้องปฏิบัติที่กายและใจเรานี้ หาได้ไปปฏิบัติที่อื่นไม่

ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องหอบสังขารนี้ไปที่ไหน ถ้าตั้งใจจริงแล้ว นั่งอยู่ที่ไหน ธรรมก็เกิดที่ตรงนั้น นอนอยู่ที่ไหน เดินอยู่ที่ไหน ธรรมก็เกิดที่ตรงนั้นนั่นแล

ยิ่งกว่านั้น หลวงปู่อธิบายว่า 

ยิ่งผู้ใดสามารถปฏิบัติภาวนาในท่ามกลางความวุ่นวายของบ้านเมือง ที่มีแต่ความอึกทึกครึกโครม หรือแม้แต่กระทั่งในขณะที่รอบๆ ตัวมีแต่ความเอะอะวุ่นวาย ก็สามารถกำหนดจิตตั้งสมาธิได้ สมาธิที่ผู้นั้นทำให้เกิดได้ จึงเป็นสมาธิที่เข้มแข็งและมั่นคงกว่าธรรมดา ด้วยเหตุที่สามารถต่อสู้เอาชนะสภาวะที่ไม่เป็นสัปปายะ คือ ไม่อำนวยนั่นเอง เพราะว่า สถานที่ที่เปลี่ยววิเวกนั้นย่อมเป็นสัปปายะ อำนวยให้เกิดความสงบอยู่แล้ว จิตใจย่อมจะหยั่งลงสู่สมาธิได้ง่ายเป็นธรรมดา

หลวงปู่ยังเคยบอกด้วยว่า 

การเดินจงกรม จนกระทั่งจิตหยั่งลงสู่ความสงบนั้น จะเกิดสมาธิแข็งแกร่งกว่าสมาธิ ที่สำเร็จจากการนั่ง หรือนอน หรือแม้แต่การเข้าป่ายิ่งนัก

ด้วยเหตุนี้ จะสังเกตเห็นว่า ในแถบจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ จะมีนักปฏิบัติหลายท่านชอบไปนั่งทำสมาธิใกล้ๆ วงพิณพาทย์หรือใกล้ๆ ที่ที่มีเสียงอึกทึกครึกโครมต่างๆ ยิ่งดังเอะอะน่าเวียนหัวเท่าไร ก็ยิ่งชอบ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำสมาธินั้น ตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมไม่เลือกสถานที่ปฏิบัติก็ตาม แต่สำหรับผู้ที่มีจิตเบา วอกแวกง่าย หรือผู้ที่ต้องการ “เครื่องทุ่นแรง” จำเป็นต้องอาศัยสภาพแวดล้อม ที่อำนวยความสงบ พึงแสวงหาสถานที่วิเวก หรือออกธุดงค์กัมมัฏฐาน แสวงหาที่สงัดที่เปลี่ยว เช่นถ้ำ เขา ป่าดงหรือป่าช้าที่น่าสะพรึงกลัว จะได้เป็นเครื่องสงบจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน และตกอยู่ภายใต้การควบคุมของสติได้โดยง่ายแท้ จะทำให้การบำเพ็ญสมาธิภาวนาสำเร็จได้สะดวกยิ่งขึ้น

๔๘. วิปัสสนูปกิเลส

ในการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนั้น ในบางครั้งก็มีอุปสรรคขัดข้องต่างๆ รวมทั้งเกิดการหลงผิดบ้างก็มี ซึ่ง หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก็ได้ให้ความช่วยเหลือแนะนำ และช่วยแก้ไขแก่ลูกศิษย์ลูกหาได้ทันท่วงที ดังตัวอย่างที่ยกมานี้

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เกิดปัญหาเกี่ยวกับ วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งหลวงปู่เคยอธิบายเรื่องนี้ว่า 

เมื่อได้ทำสมาธิ จนสมาธิเกิดขึ้น และได้รับความสุขอันเกิดแต่ความสงบพอสมควรแล้ว จิตก็ค่อยๆ หยั่งลงสู่สมาธิส่วนลึก นักปฏิบัติบางคนจะพบอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่ง เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งมี ๑๖ อย่าง มี โอภาส คือเห็นแสงสว่าง และ อธิโมกข์ คือความน้อมใจเชื่อ เป็นต้น

พลังแห่งโอภาสนั้นสามารถนำจิตไปสู่สภาวะต่างๆ ได้อย่างน่าพิศวงเช่น จิตอยากรู้อยากเห็นอะไร ก็ได้เห็น ได้รู้ ในสิ่งนั้น แม้แต่กระทั่งได้กราบ ได้สนทนากับพระพุทธเจ้าก็มี

เจ้าวิปัสสนูปกิเลส นี้มีอิทธิพลและอำนาจ จะทำให้เกิดความน้อมใจเชื่ออย่างรุนแรง โดยไม่รู้เท่าทัน ว่าเป็นการสำคัญผิด ซึ่งเป็นการสำคัญผิดอย่างสนิทสนมแนบเนียน และเกิดความภูมิใจในตัวเองอยู่เงียบๆ บางคนถึงกับสำคัญตนว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งด้วยซ้ำ บางรายสำคัญผิดอย่างมีจิตกำเริบยโสโอหังถึงขนาดที่เรียกกันว่า เป็นบ้าวิกลจริตก็มี

อย่างไรก็ตาม วิปัสสนูปกิเลสไม่ได้เป็นการวิกลจริต แม้บางครั้งจะมีอาการคล้ายคลึงคนบ้าก็ตาม แต่คงเป็นเพียงสติวิกล อันเนื่องจากการมีจิตตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์ภายนอก แล้วสติตามควบคุมไม่ทัน ไม่ได้สัดไม่ได้ส่วนกันเท่านั้น ถ้าสติตั้งไว้ได้สัดส่วนกัน จิตก็จะสงบเป็นสมาธิลึกลงไปอีก โดยยังคงมีสิ่งอันเป็นภายนอกเป็นอารมณ์อยู่นั่นเอง

เช่นเดียวกับการฝึกสมาธิของพวกฤๅษีชีีไพร ที่ใช้วิธี เพ่งกสิณ เพื่อให้เกิดสมาธิในขณะแห่งสมาธิเช่นนี้ เราเรียกอารมณ์นั้นว่า ปฏิภาคนิมิต และเมื่อเพิกอารมณ์นั้นออกโดยการย้อนกลับไปสู่ “ผู้เห็นนิมิต” นั้น นั่นคือย้อนสู่ต้นตอคือ จิต นั่นเอง จิตก็จะบรรลุถึงสมาธิขั้นอัปปนาสมาธิ อันเป็นสมาธิจิตขั้นสูงสุดได้ทันที

ในทางไปปฏิบัติที่มั่นคง และปลอดภัยนั้น หลวงปู่ดูลย์ ท่านแนะนำว่า

“การปฏิบัติแบบจิตเห็นจิต เป็นแนวทางปฏิบัติที่ลัดสั้น และบรรลุเป้าหมายได้ฉับพลัน ก้าวล่วงภยันตรายได้สิ้นเชิง ทันทีที่กำหนดจิตใจได้ถูกต้อง แม้เพียงเริ่มต้น ผู้ปฏิบัติก็จะเกิดความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเอง เป็นลำดับๆ ไปโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยครูบาอาจารย์อีก”

ในประวัติของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล พอจะเห็นตัวอย่างของวิปัสสนูปกิเลส ๒ ตัวอย่าง คือ กรณีของ ท่าน หลวงตาพวง และกรณีของ ท่านพระอาจารย์เสร็จ จะขอยกมาเล่าเพื่อประดับความรู้ต่อไป (ส่วนรูปภาพข้างล่างนี้ ให้ดูเอาเองก็แล้วกัน)

๔๙ เรื่องของหลวงตาพวง

ศิษย์ของหลวงปู่ชื่อ หลวงตาพวง ได้มาบวชตอนวัยชรา นับเป็นผู้บุกเบิก สำนักปฏิบัติธรรมบนเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์

หลวงตาพวงได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้แก่การประพฤติปฏิบัติ เพราะท่านสำนึกตนว่ามาบวชเมื่อแก่ มีเวลาแห่งชีวิตเหลือน้อย จึงเร่งความเพียรตลอดวันตลอดคืน

พอเริ่มได้ผล เกิดความสงบ ก็เผชิญกับวิปัสสนูปกิเลสอย่างร้ายแรงเกิดความสำคัญผิด เชื่อมั่นอย่างสนิทว่าตนเองได้บรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง เป็นผู้สำเร็จผู้เปี่ยมด้วยบุญญาธิการ ได้เล็งญาณ (คิดเอง)ไปจนทั่วสากลโลก เห็นว่าไม่มีใครรู้หรือเข้าถึงธรรมเสมอด้วยตน

บังเกิดจิตคิดเอ็นดูสรรพสัตว์ทั้งหลาย ใคร่จะไปโปรดให้พ้นจากทุกข์โทษความโง่เขลา เล็งเห็นพระสงฆ์ทั้งหมด ตลอดจนครูบาอาจารย์ ล้วนแต่ยังไม่รู้ จึงตั้งใจจะต้องไปโปรดหลวงปู่ดูลย์ ผู้เป็นพระอาจารย์เสียก่อน

ดังนั้นหลวงตาพวง จึงได้เดินทางด้วยเท้าเปล่า มาจากเขาพนมรุ้ง เดินทางข้ามจังหวัดมาไม่ต่ำกว่า ๘๐ กิโลเมตร มาจนถึงวัดบูรพาราม หวังจะแสดงธรรมให้หลวงปู่ฟัง

หลวงตาพวงมาถึงวัดบูรพาราม เวลา ๔ ทุ่มกว่า กุฏิทุกหลังปิดประตูหน้าต่างหมดแล้ว พระเณรจำวัดกันหมด หลวงปู่ก็เข้าห้องไปแล้ว ท่านก็มาร้องเรียกหลวงปู่ด้วยเสียงอันดัง

ตอนนั้นท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณยังเป็นสามเณรอยู่ ได้ยินเสียงเรียกดังลั่น 

“หลวงพ่อ หลวงพ่อ หลวงพ่อดูลย์…”

ก็จำได้ว่าเป็นเสียงของหลวงตาพวง จึงลุกไปเปิดประตูรับ

สังเกตดูอากัปกิริยาก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลก เพียงแต่รู้สึกแปลกใจว่าตามธรรมดาท่านหลวงตาพวง มีความเคารพอ่อนน้อมต่อหลวงปู่ พูดเสียงเบา ไม่บังอาจระบุชื่อของท่าน แต่คืนนี้ค่อนข้างจะพูดเสียงดังและระบุชื่อด้วยว่า

“หลวงตาดูลย์ ออกมาเดี๋ยวนี้ พระอรหันต์มาแล้ว”

ครั้นเมื่อหลวงปู่ออกมาแล้ว ตามธรรมดาหลวงตาพวงจะต้องกราบหลวงปู่ แต่คราวนี้ไม่กราบ แถมยังต่อว่าเสียอีกว่า 

“อ้าว! ไม่เห็นกราบ ท่านผู้สำเร็จมาแล้วไม่เห็นกราบ”

เข้าใจว่าหลวงปู่ท่านคงทราบโดยตลอดในทันทีนั้น ว่าอะไรเป็นอะไร ท่านจึงนั่งเฉยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ปล่อยให้หลวงตาพวงพูดไปเรื่อยๆ 

หลวงตาพวงสำทับว่า 

“รู้ไหมว่า เดี๋ยวนี้ผู้สำเร็จอุบัติขึ้นแล้ว ที่มานี่ก็ด้วยเมตตา ต้องการจะมาโปรด ต้องการจะมาชี้แจงแสดงธรรมปฏิบัติให้เข้าใจ”

หลวงปู่ยังคงวางเฉย ปล่อยให้ท่านพูดไปเป็นชั่วโมงทีเดียว สำหรับพวกเราพระเณรที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ก็พากันตกอกตกใจกันใหญ่ ด้วยไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรกันแน่

ครั้นปล่อยให้หลวงตาพวงพูดนานพอสมควรแล้ว หลวงปู่ก็ซักถามเป็นเชิงคล้อยตามเอาใจว่า 

“ที่ว่าอย่างนั้นๆ เป็นอย่างไร และหมายความว่าอย่างไร”

เมื่อหลวงปู่เห็นว่า อาการรุนแรงมากเช่นนั้น จึงสั่งว่า 

“เออ เณรพาหลวงตาไปพักผ่อนที่โบสถ์ไปโน่น ที่พระอุโบสถ”

ท่านเณร (เจ้าคุณพระราชวรคุณ) ก็พาหลวงตาไปที่โบสถ์ จัดที่จัดทางถวาย หลวงตาวางสัมภาระแล้ว ก็กลับออกจากโบสถ์ ไปเรียกพระองค์นั้นองค์นี้ที่ท่านรู้จัก ให้ลุกขึ้นมาฟังเทศน์ฟังธรรม รบกวนพระเณรตลอดทั้งคืน

หลวงปู่พยายามแก้ไขหลวงตาพวงด้วยอุบายวิธีต่างๆ หลอกล่อให้หลวงตานั่งสมาธิ ให้นั่งสงบ แล้วย้อนจิตมาดูที่ต้นตอ มิให้จิตแล่นไปข้างหน้า จนกระทั่งสองวันก็แล้ว สามวันก็แล้ว ไม่สำเร็จ

หลวงปู่จึงใช้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งคงเป็นวิธีของท่านเอง ด้วยการพูดแรงให้โกรธหลายครั้งก็ไม่ได้ผล ผ่านมาอีกหลายวันก็ยังสงบลงไม่ได้ หลวงปู่เลยพูดให้โกรธด้วยการด่าว่า 

“เออ! สัตว์นรก สัตว์นรก ไปเดี๋ยวนี้ ออกจากกุฏิเดี๋ยวนี้”

ทำให้หลวงตาพวงโกรธอย่างแรง ลุกพรวดพราดขึ้นไปหยิบเอาบาตรจีวรและกลดของท่านลงจากกุฏิ มุ่งหน้าไปวัดป่าโยธาประสิทธิ์ ซึ่งอยู่ห่างจากวัดบูรพารามไปทางใต้ ประมาณ ๓-๔ กิโลเมตร ซึ่งขณะนั้น ท่านเจ้าคุณ พระเทพสุทธาจารย์ (โชติ คุณสมฺปนฺโน) ยังพำนักอยู่ที่นั่น

ที่เข้าใจว่าหลวงตาพวงโกรธนั้น เพราะเห็นท่านมือไม้สั่น หยิบของผิดๆ ถูกๆ คว้าเอาไต้ (สำหรับจุดไฟ) ดุ้นหนึ่งนึกว่าเป็นกลด และยังเปล่งวาจาออกมาอย่างน่าขำว่า 

“เออ! กูจะไปเดี๋ยวนี้ หลวงตาดูลย์ไม่ใช่แม่กู” 

เสร็จแล้วก็คว้าเอาบาตร จีวร และหยิบเอาไต้ดุ้นยาวขึ้นแบกไว้บนบ่า คงนึกว่าคันกลดของท่าน แถมเอาไม้กวาดไปด้ามหนึ่งด้วย ไม่รู้เอาไปทำไม

ครั้นหลวงตาพวงไปถึงวัดป่า ทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่บริเวณวัดป่า ที่นั่นเอง 

อาการของจิตที่น้อมไปติดมั่นอยู่กับอารมณ์ภายนอก โดยปราศจากการควบคุมของสติที่ได้สัดส่วนกัน ก็แตกทำลายลง เพราะถูกกระแทกด้วย อานุภาพแห่งความโกรธ อันเป็นอารมณ์ที่รุนแรงกว่า ยังสติสัมปชัญญะให้บังเกิดขึ้น ระลึกย้อนกลับได้ว่า ตนเองได้ทำอะไรลงไปบ้าง ผิดถูกอย่างไร สำคัญตนผิดอย่างไร และได้พูดวาจาไม่สมควรอย่างไรออกมาบ้าง

เมื่อหลวงตาพวงได้สติสำนึกแล้ว ก็ได้เข้าพบท่านเจ้าคุณ พระเทพสุทธาจารย์ และเล่าเรื่องต่างๆ ให้ท่านทราบ ท่านเจ้าคุณฯ ก็ได้ช่วยแนะนำและเตือนสติเพิ่มเติมอีก ทำให้หลวงตาพวงได้สติคืนมาอย่างสมบูรณ์ และบังเกิดความละอายใจเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากได้พักผ่อนเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ก็ย้อนกลับมากราบขอขมาหลวงปู่ กราบเรียนว่า ท่านจำคำพูดและการกระทำทุกอย่างได้หมด และรู้สึกละอายใจมากที่ตนทำอย่างนั้น

หลวงปู่ได้แนะทางปฏิบัติให้ และบอกว่า 

“สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ว่าถึงประโยชน์ก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน มีส่วนดีอยู่เหมือนกัน คือจะได้เป็นบรรทัดฐานเป็นเครื่องนำสติ มิให้ตกสู่ภาวะนี้อีก เป็นแนวทางตรงที่จะได้นำมาประกอบการปฏิบัติให้ดำเนินไปอย่างมั่นคงในแนวทางตรงต่อไป”

๕๐. ชี้แนะศิษย์ผู้หลงทาง

เมื่อหลวงตาพวงได้พักอยู่ปฏิบัติสมาธิภาวนากับหลวงปู่เป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว ก็เดินทางกลับไปบำเพ็ญเพียร และปฏิบัติศาสนกิจต่อไป ที่เขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์

หลวงตาพวงเจริญอยู่ในพระศาสนาสืบต่อมาจนวาระสุดท้าย และถึงแก่มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ เมื่ออายุได้ ๘๘ ปี และจนบัดนี้สรีระของท่านก็ยังคงตั้งอยู่ที่ วัดปราสาทเขาพนมรุ้ง ยังมิได้รับการกระทำพิธีฌาปนกิจแต่ประการใด

หลวงปู่เล่าให้ฟังต่อมาภายหลังว่า มีหลายท่านที่ประสบเหตุทางธรรมปฏิบัติเช่นเดียวกันกับหลวงตาพวง สำหรับที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่เอง ก็ยังมีอีกองค์หนึ่งที่สำคัญตนผิดอย่างถึงขนาด ก็คือ ท่านพระอาจารย์เสร็จ ซึ่งบัดนี้มรณภาพไปแล้ว

ท่านพระอาจารย์เสร็จ เป็นผู้เริ่มก่อตั้ง วัดกระดึงทอง จังหวัดบุรีรัมย์ ท่านเป็นพี่ชายของท่านเจ้าคุณ พระราชปัญญาวิสารัตท์ (หลวงปู่เหลือง ฉนฺทาคโม) เจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ ฝ่ายธรรมยุต

ในกรณีของพระอาจารย์เสร็จนี้ หลวงปู่เล่าว่า แกกำลังเตรียมตัวเดินทางเพื่อจะไปแสดงธรรมเทศนาโปรด สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมพระวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชื่น นพวงศ์) แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร

หลวงปู่ว่า พระอาจารย์เสร็จสำคัญตนผิด จนมีความทะเยอทะยานมากถึงขนาดนั้น ด้วยเข้าใจว่าคนอื่นๆ ไม่รู้ธรรมะธรรมโมอะไรเลย

หลวงปู่ได้ช่วยแก้ไข และชี้แนวทางให้อย่างทันต่อเหตุการณ์

สำหรับพระอาจารย์เสร็จนี้ หลวงปู่ว่าแก้ไขได้ง่ายกว่าหลวงตาพวง เพราะไม่ถึงขั้นต้องยั่วให้โกรธเสียก่อน

ใน ๒ กรณีที่ยกมา เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า หลวงปู่เป็นหลักที่สำคัญเพียงไรสำหรับ นักปฏิบัติแถวจังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ เมื่อศิษยานุศิษย์หรือผู้ใดมีข้อสงสัยไม่เข้าใจ หรือประสบกับอุปสรรคสำคัญในทางปฏิบัติ และช่วยตนเองไม่ได้ไม่ว่าในลำดับของการปฏิบัติขั้นใด หลวงปู่ก็สามารถชี้แนะได้ตลอดสายทำให้ผู้เป็นศิษย์เข้าถึงผลการปฏิบัติได้ แม้ในลำดับที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป

๕๑. โปรดนักเลงให้กลับใจ

ขอย้อนถึงเรื่องราวที่หลวงปู่เดินทางกลับจากอุบลฯ มาสุรินทร์ เพื่อโปรดญาติโยมในครั้งแรก ท่านมาในรูปแบบของพระธุดงค์กัมมัฏฐาน และพำนักโปรดญาติโยมอยู่ที่ สำนักป่าบ้านหนองเสม็ด ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์

ในช่วงนั้นได้มีชายหัวนักเลงอันธพาลผู้หนึ่ง มีความโหดร้ายระดับเสือ เป็นที่กลัวเกรงแก่ประชาชนในละแวกนั้น กลุ่มของชายผู้นี้ท่องเที่ยวหากินแถบชายแดนไทยและกัมพูชา

เมื่อได้ยินข่าวเล่าลือ เกี่ยวกับพระธุดงค์มาพำนักที่บ้านเสม็ด เขามั่นใจว่า พระจะต้องเป็นผู้ที่มีวิชาด้านคาถาอาคม อันล้ำเลิศอย่างแน่นอน จึงมีความประสงค์จะได้วัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ประเภทอยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่ออกฟันไม่เข้า

ดังนั้น จึงพาลูกสมุนตัวกลั่น ๔ คน มีอาวุธครบครัน แอบเข้าไปหาหลวงปู่อย่างเงียบๆ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม แถวหมู่บ้านป่าถือว่าดึกพอสมควรแล้ว ชาวบ้านที่มาฟังธรรมและบำเพ็ญสมาธิภาวนาพากันกลับหมดแล้ว

กลุ่มนักเลงแสดงตนให้ประจักษ์ กล่าวอ้อนวอนหลวงปู่ว่า พวกตนรักการดำเนินชีวิตท่ามกลางคมหอกคมดาบ และได้ก่อศัตรูไม่น้อย ที่มาครั้งนี้ก็เพราะมีความเลื่อมใสศรัทธา มีเจตนาจะมาขอวิชาคาถาอาคมไว้ป้องกันตัวให้พ้นจากอันตราย

ขอพระคุณท่านได้โปรดมีจิตเมตตา เห็นแก่ความลำบากยากเข็ญของพวกกระผมที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรค หลบศัตรูหมู่ร้ายหมายขวัญ ได้โปรดถ่ายทอดวิชาอาคมให้พวกกระผมเถิด

หลวงปู่กล่าวกับชายกลุ่มนั้นว่า 

“ข้อนี้ไม่ยาก แต่ว่าผู้ที่จะมีวิชาอาคมของเราได้นั้น จะต้องมีการปรับพื้นฐานจิตใจให้แข็งแกร่งเสียก่อน มิฉะนั้นจะรองรับอาถรรพ์ไว้ไม่อยู่ วิชาก็จะย้อนเข้าตัว เกิดวิบัติภัยร้ายแรงได้”

ว่าดังนั้นแล้ว หลวงปู่ก็แสดงพื้นฐานของวิชาอาคมของท่านว่า 

“คาถาทุกคาถา หรือวิชาอาคมที่ประสงค์จะเรียนนั้น จะต้องอาศัยพื้นฐาน คือ พลังจิต จิตจะมีพลังได้ ก็ต้องมีสมาธิ สมาธินั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็แต่จากการนั่งภาวนาทำใจให้สงบ วิชาที่จะร่ำเรียนไปจึงจะบังเกิดผลศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีพิบัติภัยตามมา”

ฝ่ายนักเลงเหล่านั้น เมื่อเห็นอากัปกิริยาอันสงบเย็นมั่นคง มิได้รู้สึกสะทกสะท้านต่อพวกเขา ประกอบกับปฏิปทาอันงดงามของท่าน ก็เกิดความเย็นกายเย็นจิตเลื่อมใสนับถือ อีกอย่างก็มีความอยากได้วิชาอาคมดังกล่าว จึงยินดีปฏิบัติตาม

หลวงปู่ได้แนะนำให้นั่งสมาธิภาวนา แล้วบริกรรมภาวนาในใจว่า พุทโธ พุทโธ ชั่วเวลาประมาณ ๑๐-๒๐ นาที เท่านั้น จอมนักเลงก็รู้สึกสงบเย็น ยังปีติให้บังเกิดซาบซ่านขึ้นอย่างแรง เป็นปีติชนิดโลดโผน เกิดอาการสะดุ้งสุดตัว ขนลุกชูชันและร้องไห้

เห็นปรากฏชัดในสิ่งที่ตนเคยกระทำมา เห็นวัวควายกำลังถูกฆ่า เห็นคนที่มีอาการทุรนทุราย เนื่องจากถูกทำร้าย เห็นความชั่วช้าเลวทรามต่างๆ ของตนทำให้รู้สึกสังเวชสลดใจอย่างยิ่ง

หลวงปู่ก็ปลอบโยน ให้การแนะนำว่า 

“ให้ตั้งสมาธิภาวนาต่อไปอีก ทำต่อไป ในไม่ช้าก็จะพ้นจากภาวะนั้นอย่างแน่นอน”

นักเลงเหล่านั้นพากันนั่งสมาธิภาวนาอยู่กับหลวงปู่ไปจนตลอดคืน ครั้นรุ่งเช้า อาุนุภาพแห่งศีลและสมาธิ ที่ได้รับการอบรมฝึกฝนมาตลอดทั้งคืน ก็ยังปัญญาให้เกิดแก่นักเลงเหล่านั้น

จิตใจของพวกเขารู้สึกอิ่มเอิบด้วยธรรม เปี่ยมไปด้วยศรัทธา บังเกิดความเลื่อมใส จึงเปลี่ยนใจไปจากการอยากได้วิชาอาคมขลัง ตลอดจนกลับใจเลิกพฤติกรรมอันทำความเดือดร้อนทั้งแก่ตน และแก่ผู้อื่น จนหมดสิ้น ปฏิญาณตนเป็นคำตายกับหลวงปู่ว่า จะไม่ทำกรรมชั่วทุจริตอีกแล้ว

เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะเห็นว่าในขณะที่พวกเขาทั้ง ๕ อยู่ต่อหน้าหลวงปู่ พวกเขามิได้กระทำกรรมชั่วอันใดลงไป ส่วนกรรมชั่วที่เขาเคยกระทำมาแล้ว ก็หยุดไว้ชั่วขณะ แฝงซ่อนเร้นหลบอยู่ในขันธสันดานของเขา

ในตอนนั้น พวกเขามีเพียงความรู้สึกโลภ ด้วยการอยากได้คาถาอาคมจากหลวงปู่ แต่ความโลภช่วงนั้น ได้สร้างความศรัทธาให้เกิด ทำให้ตั้งใจปฏิบัติตามคำสอน

ในขณะจิตที่ตั้งใจ ความชั่วทั้งหลายก็หยุดพักไว้ ศีลก็มีความสมบูรณ์พอที่จะเป็นบาทฐานของสมาธิภาวนาได้ เมื่อรักษาได้อย่างนั้นไม่ขาดสาย จิตย่อมตั้งมั่นอยู่ด้วยดี เรียกว่า มีสมาธิจิตที่ไม่กำเริบแปรปรวน เรียกว่าจิตมีศีล และอาการตั้งมั่นอยู่ด้วยดี เรียกว่ามีสมาธิ ย่อมมีความคล่องแคล่วแก่การงาน ควรแก่การพิจารณาปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เรียกว่าสติปัญญา

ความรู้สึกและอารมณ์ดังกล่าว ตรงตามคำสอนของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ที่ว่า 

“ศีลอันใด สมาธิอันใด ปัญญาอันนั้น”

๕๒. พูดถึงการเผชิญสัตว์ร้าย

ผู้เขียน (พระราชวรคุณ) เคยได้ยินได้ฟังประวัติของท่านพระอาจารย์ต่างๆ ที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว มีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า ประวัติของท่านที่นำมาเล่ามาเขียนถึง ในระยะหลังๆ ยิ่งนานมาก็ยิ่งวิจิตรพิสดารขึ้นทุกที ยิ่งมีสีสันฉูดฉาดขึ้นทุกที ทั้งๆ ที่ประวัติที่ปรากฏในยุคแรกๆ นั้นเต็มไปด้วยความสะอาดหมดจด อิ่มด้วยรสพระธรรม งดงามไปด้วยปฏิปทาของพระมหาเถระเจ้า ที่น่ายึดถือเป็นแบบแผน สำหรับอนุชนรุ่นหลังได้ประพฤติปฏิบัติตามได้โดยง่าย

แต่มาในระยะหลัง เรื่องราวของพระมหาเถระเหล่านั้น กลับกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก มองเห็นยาก พิสดารและเหลือวิสัย

ครั้นเมื่อได้พิจารณาถึงพุทธประวัติ อันเป็นเรื่องราวของพระบรมศาสดาเองเล่า ก็เกิดความเข้าอกเข้าใจ จะเห็นว่าพุทธประวัติที่ปรากฏในพระไตรปิฎกชั้นบาลีนั้น มีแต่เรื่องเรียบง่าย มีแต่เรื่องประสูติ ตรัสรู้ แสดงพระธรรมโปรดพุทธสาวกต่างๆ การแยกย้ายกันไปประกาศพระศาสนา จนกระทั่งถึงพุทธปรินิพพาน

แต่พุทธประวัติที่ปรากฏในชั้นพระอรรถกถาจารย์ พระฎีกาจารย์ ในตอนหลัง จึงเริ่มมีสีสันวรรณะฉูดฉาดบาดนัยน์ตามากขึ้นทุกที จนกระทั่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส จำเป็นต้องกลั่นกรองออกมา เพื่อประโยชน์แก่ทางศึกษาของกุลบุตรกุลธิดาในภายหลัง เมื่อผู้เขียนพิจารณาได้ดังนี้แล้ว ก็เกิดความเบาอกโล่งใจ เพราะพ้นกังขาเสียได้ จึงมาคิดว่า ในฐานะที่เป็นผู้เรียบเรียงประวัติของ หลวงปู่ดูลย์ จากการได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดท่านมาถึง ๓๕ ปี มีเรื่องราวอันใดที่เคยได้ยินได้ฟัง ก็จะนำมาบรรยายไว้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเกรงใจตัวเอง เพื่อว่าประวัติพิสดารของท่านเกิดงอกงามขึ้น ก็จะได้ชี้แจงถูกว่า เรื่องทั้งหมดมีอยู่เท่านั้นตามที่ข้าพเจ้าได้รู้ได้เห็น

ธรรมดาการเดินธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพร เป็นที่แน่นอนว่าจะต้องมีการเผชิญหน้ากับสัตว์ป่านานาชนิด ดังนั้นการที่หลวงปู่ดูลย์เคยประจันหน้ากับสัตว์ป่าที่ดุร้าย จึงมิใช่เรื่องประหลาดเหลือวิสัย

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่ ดูออกจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่โลดโผนตื่นเต้น หรือน่าประทับใจอะไรมาก แต่ในเมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่านและท่านเป็นผู้เล่าเอง หรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นคนเล่า และหลวงปู่ก็รับรองว่าเป็นความจริง ก็สมควรที่จะต้องบันทึกไว้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษาต่อไป

เมื่อมีใครๆ มาถามหลวงปู่ว่า “ตอนที่หลวงปู่เดินธุดงค์กัมมัฏฐาน หรือตอนอยู่ในป่าลึก เคยพบ เสือ หมู งูพิษ หรือสัตว์อะไรอื่นๆ บ้าง ?”

หลวงปู่จะตอบว่า “เคย”

ถามต่อไปอีกว่า “แล้วหลวงปู่ทำยังไง มันไม่ทำอันตรายหรือ ?”

ท่านตอบว่า “ตามธรรมดา พวกสัตว์เดรัจฉานนั้น ย่อมมีความกลัวมนุษย์ มันจะตกใจแล้วรีบหลบหนีไป ก็ได้พบเห็นมนุษย์”

ถามอีกว่า “แล้วช้างล่ะ หลวงปู่เคยเห็นช้างไหม ?”

ตอบว่า “เคยเห็น”

ถามอีกว่า “แล้วหลวงปู่ทำยังไง ?”

ตอบว่า “เมื่อเห็นทีท่าว่ามันจะมาทำอันตรายเรา ก็พยายามหลีกหนี ถ้าจำเป็น ก็ขึ้นต้นไม้ใหญ่ๆ สัตว์เหล่านั้นก็จะผ่านพ้นไปตามทางของมัน แต่ถ้าเราไม่เห็นมัน แล้วช้างนั้นกำลังตกมัน หรือสัตว์อื่นที่เป็นบ้า มันก็จะเอาความบ้ามาทำอันตรายเราได้ ถ้าสัตว์นั้นเป็นปกติธรรมดาแล้ว มันย่อมกลัวเราเช่นกัน ย่อมจะไปตามเรื่องของมัน จะไม่มีการเบียดเบียนกันเลย”

เกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ หลวงปู่มักจะพูดแบบนี้ทุกครั้ง ไม่เคยเลยที่หลวงปู่จะพูดเป็นทำนองว่า เสือมันกำลังย่องเข้ามาหาอาตมา อาตมาก็กำหนดจิตแผ่เมตตาให้มัน พร้อมกับพิจารณาว่า “มีหวังตายแน่” แล้วสัตว์นั้นๆ ก็ไม่สามารถมาทำอันตรายอาตมาได้เลย อย่างนั้นอย่างนี้…

คำพูดในทำนองแสดงฤทธิ์อำนาจ หรือเป็นเรื่องอัศจรรย์นั้น ไม่เคยได้ยินท่านพูดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

๕๓ เรื่องเสือกลัวหมา

หลวงตาซอม เคยเล่าเหตุการณ์ เมื่อครั้งติดตามหลวงปู่ออกธุดงค์ ไปแถบประเทศกัมพูชาให้ฟังอยู่เรื่องหนึ่ง

หลวงตาซอมท่านนี้ พำนักอยู่ประจำที่วัดสำโรงทาบ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์

หลังจากที่หลวงปู่ได้เดินธุดงค์ไปทางเขาพระวิหาร และไปทางกัมพูชาเมื่อครั้งมีสามเณรโชติ (พระเทพสุทธาจารย์) และสามเณรทอนติดตามไป แล้วหลวงปู่ถูกควายป่าไล่ขวิด แต่ไม่ได้รับอันตรายในครั้งนั้นแล้ว หลวงปู่ก็กลับมาพำนักที่ วัดป่าหนองเสม็ด ตามเดิม

พอออกพรรษาอีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่ก็ออกท่องธุดงค์ ไปทางกัมพูชาอีกครั้ง ครั้งนี้ เด็กชายซอม เป็นผู้ติดตาม เด็กชายซอมมีกิตติศัพท์ว่า มีความดื้อดึงผิดปกติกว่าเด็กทั่วไป

ขณะที่หลวงปู่และเด็กชายซอม เดินทางผ่านป่าโปร่งแห่งหนึ่ง ก็ต้องชะงักฝีเท้าลง เพราะปรากฏภาพที่น่าตื่นตระหนกสะท้านขวัญขึ้น ที่ต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า

บนต้นไม้นั้น มีเสือตัวหนึ่งหมอบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ ต่ำลงมาที่คาคบไม้ไม่ห่างจากกันมากนัก มีหมาป่าตัวหนึ่งอยู่สงบนิ่ง นัยน์ตาจ้องเขม็งไปที่เสือ สัตว์ทั้งสองตัวต่างจ้องคุมเชิงกันอยู่

ทั้งอาจารย์และศิษย์หลบอยู่ใกล้ๆ ชนิดไม่ไหวติง สักครู่หนึ่งหลวงปู่n็ปลอบโยนเด็กชายซอมให้คลายจากความตื่นตกใจกลัว

เพราะเมื่อหลวงปู่สังเกตพิจารณาดูโดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็นึกสงสัยว่าเหตุใดสัตว์ร้ายสองตัวนี้จึงมาจ้องคุมเชิงกันอยู่ด้วยอาการนิ่งเงียบไม่ไหวติงเลย

แทนที่เจ้าสุนัขป่าจะวิ่งหนี และเจ้าเสือจะไล่ตะครุบมาเป็นภักษาหารก็เปล่า เมื่อสังเกตดูดีแล้ว ท่านจึงพาเด็กชายซอมค่อยๆ แอบไปดูใกล้ๆ ท่านชี้ให้เด็กชายดูว่า เจ้าเสือที่หมอบนิ่งบนกิ่งไม้นั้น แสดงท่าทางตระหนกตกใจอย่างมาก ขนชูชัน และหางของมันหลุบซุกอยู่ที่ก้น แสดงอาการกลัวชนิดขวัญหนีดีฝ่อให้เห็น ราวกับว่าคงไม่คิดจะสู้กับหมาป่าตัวนั้นอีกแล้ว

ส่วนเจ้าหมาป่าที่อยู่คาคบข้างล่างนั้นมีอาการสงบนิ่ง อยู่ในท่ากระโจน ตาจ้องเป๋งอยู่ที่เสือตัวนั้นอย่างไม่กระพริบ ส่วนคอของมันขัดอยู่กับง่ามกิ่งไม้ที่อยู่สูงถัดขึ้นไป เมื่อพิจารณาอย่างถ้วนถี่เห็นว่ามันน่าจะตายสนิท

หลวงปู่พิจารณาดูพื้นดินและบริเวณรอบๆ ท่านก็สันนิษฐานได้ว่า เมื่อคืนนี้ขณะที่เจ้าเสือออกท่องเที่ยวหาอาหารอยู่ตามลำพัง ก็ประจันหน้าเข้ากับฝูงสุนัขป่าทันที ฝูงสุนัขป่าที่ดุร้ายก็วิ่งไล่ล้อมขย้ำกัดอย่างชุลมุนวุ่นวาย เจ้าเสือก็คงสู้สุดฤทธิ์ แต่ด้วยสุนัขป่ามีหลายตัว เสือจึงสู้ไม่ได้ต้องหนีเอาตัวรอดชนิดขวัญหนีดีฝ่อ

เสือคงจะสู้พลางหนีพลาง พอมาถึงต้นไม้นี้พอดี เสือก็กระโจนขึ้นไปหอบลิ้นห้อยอยู่บนนั้น ส่วนฝูงสุนัขป่าคงห้อมล้อมกันอยู่ใต้ต้นไม้ ชนิดไม่ยอมลดละ ต่างเห่ากรรโชกใส่ ทำให้เสือตระหนกตกใจมากยิ่งขึ้น ต่างตัวก็พยายามกระโจนขึ้นงับ

เจ้าตัวที่ตายอยู่บนคาคบไม้นั้น อาจจะเป็นจ่าฝูงก็ได้ ดูท่าจะกระโจนได้สูงกว่าเพื่อน แต่เคราะห์ร้าย ที่มันกระโจนพรวดเข้าไปในง่ามกิ่งไม้พอดี ในจังหวะที่มันร่วงลงมา ส่วนศีรษะจึงถูกง่ามกิ่งขัดเอาไว้ กระชากกระดูกก้านคอให้หลุดจากกัน ถึงกับตายคาที่ โดยที่ตาทั้งคู่ที่ฉายแววดุร้ายกระหายเลือด ยังจ้องเป๋งอยู่ที่เสือตัวนั้นอย่างชนิดมุ่งร้ายหมายขวัญ

ทำให้เสือที่เข็ดเขี้ยวมาตั้งแต่เมื่อคืน ไม่กล้าขยับเขยื้อนหลบหนีไปจากต้นไม้นั้นเพราะเกิดอาการขวัญกระเจิง

เด็กชายซอมฟังคำสันนิษฐานจากหลวงปู่ ก็เข้าใจตามนั้น และหัวเราะออกมา เมื่อเห็นท่าทางอันขนชันของเสือ

หลวงปู่ให้เด็กชายซอมหากิ่งไม้มาแหย่ ดันให้หมาป่าหลุดจากง่ามกิ่งไม้ ตกลงมายังพื้น แล้วช่วยกันตะเพิดไล่เจ้าเสือให้หลบหนีไป

เมื่อเสือเห็นเจ้าหมาป่าหล่นไปกองอยู่ที่พื้น ไม่มาจ้องถมึงทึงจะกินเลือดกินเนื้ออยู่อีก มันก็รีบกระโจนพรวดหลบลงไปอีกด้านหนึ่ง แล้วเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว

๕๔. ผู้พิชิตงูจงอาง

บรรดาสัตว์ป่าที่ดุร้ายทั้งปวง ว่ากันว่า เสือนับเป็นเจ้าป่า เพราะแข็งแรง ว่องไว มีเขี้ยวเล็บแหลมคมและพลังมหาศาล ยากที่สัตว์อื่นจะด้านทานไหว เว้นแต่ว่าสัตว์อื่นจะมากันเป็นฝูง อย่างพวกสุนัขป่าดังกล่าวแล้ว

สำหรับ ช้าง ถือว่าเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างใหญ่โตที่สุด มีและกำลังมากที่สุด แต่ทั้งเสือและช้างจะหลบหนีทันที เมื่อเจอ งูจงอาง เพราะงูจงอางนั้นมีพิษร้ายแรงมาก สัตว์ใหญ่ๆ ขนาดช้าง ถูกงูจงอางฉกทีเดียวเท่านั้น ชั่วเวลาอึดใจเดียว ก็ล้มลงขาดใจตายทันที

แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีของข่มกันอยู่โดยธรรมชาติ เราอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ไก่กลัวหมู หมูกลัวตะขาบ และตะขาบกลัวไก่” ดังนี้เป็นต้น

ถ้าเช่นนั้นใครล่ะ จะสามารถพิชิตงูจงอางได้ ?

หลวงปู่ และหลวงตาซอมได้เคยเผชิญกับงูจงอางมาแล้ว และสามารถให้คำตอบในเรื่องนี้ได้

ในระหว่างที่หลวงปู่กับเด็กชายซอมท่องธุดงค์กัมมัฏฐานอยู่ในป่า แถบชายแดนประเทศกัมพูชา ในช่วงนั้นเอง ป่าแถบนั้นเป็นป่าดงดิบรกชัฏ หาบ้านผู้คนอาศัยอยู่ได้ยาก ชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด

สัตว์ป่าที่เคยชุกชุมตามชายแดนไทย ทนต่อการตามล่าตามล้างเอาชีวิตของคนไทยไม่ไหว ก็หลบหนีมารวมกันในแดนกัมพูชา จึงมีสัตว์อยู่อย่างชุกชุม

หลวงปู่และเด็กชายซอมรู้สึกเมื่อยล้า ด้วยเดินทางมาไกล จึงแวะพักผ่อนที่ก้อนหินใหญ่ปลายเนินแห่งหนึ่ง

ขณะนั้น แลเห็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยแตกตื่นกลัวภัยอย่างใดอย่างหนึ่ง หลวงปู่จึงพาเด็กชายซอมไปหลบในที่ที่เหมาะ บอกว่า คงจะต้องมีสัตว์ร้ายอะไรสักอย่างผ่านมาแน่ๆ พวกสัตว์พวกนี้จึงดูตื่นตกใจเช่นนี้

สักครู่หนึ่ง ปรากฏร่างดำมะเมื่อม ละเลื่อมมันของงูจงอางขนาดใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยปราดๆ มาอย่างรวดเร็ว ผ่านพ้นหลวงปู่ไปในพริบตา

หลวงปู่บอกว่า งูจงอางตัวนี้ไม่ได้ไล่ทำร้ายสัตว์อื่นอย่างแน่นอน เพราะไม่เห็นมันไล่สัตว์อะไร

ตามธรรมชาติมันจะเลื้อยอย่างแช่มช้า ตามวิสัยของงูที่มีพิษที่หยิ่งทระนงในความร้ายกาจแห่งพิษของมัน แต่เมื่อมันเลื้อยเร็วอย่างนี้ แสดงว่ามันจะต้องหนีอะไรมาอย่างแน่นอน

หลวงปู่บอกให้เด็กชายซอมคอยดูให้ดี ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ จึงสามารถทำให้งูจงอางกลัวได้

ไม่นานนัก ก็ปรากฏร่างผู้พิชิตงูจงอาง พอเห็นเข้าเท่านั้น เด็กชายซอมถึงกับหัวเราะขบขัน เมื่อเห็นร่างของผู้พิชิตนั้นมีสีแดง มีเกราะหุ้มตัวเป็นปล้องๆ เรียงซ้อนกันไปเป็นแถว ยาวประมาณวากว่าๆ มีเท้าสองแถวนับเป็นร้อยๆ ค่อยโผล่งุ่มง่ามออกมา ส่วนหัวของมันก้มส่ายไปตามพื้นดิน นัยน์ตาสองข้างแดงก่ำดังทับทิมสองเม็ดงาม

มันคือ ตะขาบยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา และมันคือผู้มีอำนาจ สามารถสยบงูจงอางได้

งูจงอางที่มีพิษร้ายกาจ เป็นที่หวาดหวั่นของสัตว์ป่าน้อยใหญ่ทั้งหลายจะต้องมาพ่ายแพ้แก่เจ้าตะขาบยักษ์นี่เอง

สักครู่หนึ่ง เมื่อเจ้าตะขาบยักษ์จับรหัสร่องรอยของงูจงอางได้ มันก็ค่อยๆ เคลื่อนขบวนอันยาวของมันงุ่มง่ามๆ ต่อไป

จากนั้นหลวงปู่ก็สอนเด็กชายซอมผู้เพิ่งหายจากอาการตระหนกตกใจว่า ทุกอย่างในโลกย่อมมีของแก้ของข่มกันอยู่ ยิ่งใหญ่เยี่ยงพญางู ก็ยังสงบได้ด้วยพญาตะขาบ

ดังนั้น บุคคลผู้มีปัญญา เป็นมีอำนาจในโลก ก็ไม่พึงมัวเมาผยองหยิ่งว่าหาผู้เสมอเหมือนมิได้

ส่วนผู้ที่ประสบภัยพิบัติ หรือตกอยู่ในสภาวะอับจน ก็ไม่ควรหมดอาลัยตายหยาก ควรทำจิตใจให้สงบระงับตั้งมั่นอยู่ ก็จะค่อยๆ หาทางออกให้แก่ตนได้ เพราะปัญหาทุกอย่างที่ไม่มีทางออกทางแก้ ย่อมไม่มีในโลก

ดูเอาเถอะว่า แม้แต่ปัญหาเรื่องความทุกข์ อันเกิดจากความเกิด แก่เจ็บตาย พระพุทธองค์ก็ยังหาคำตอบไว้ให้ได้ สำหรับปัญหาอื่นๆ อันเล็กน้อยจะไม่มีคำตอบได้อย่างไร

๕๕ จิตเสมอกัน

ต่อเนื่องกับเรื่อง ผู้พิชิตงูจงอาง หลวงปู่ก็ให้การอบรมสั่งสอนเด็กชายซอม ต่อไปว่า

“สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เมื่อมีสภาวะแห่งจิตเสมอกัน ย่อมไม่กระทำอันตรายแก่กันและกัน และอาจสื่อสารสนทนากันได้ สามารถเข้าอกเข้าใจกันได้”

ยกตัวอย่างเช่น สัตว์ที่ตกอยู่ในสภาวะแห่งความกลัวต่อสิ่งเดียวกัน ก็สามารถวิ่งหนีภัยไปด้วยกัน หรือไปชุมนุมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน เมื่อเผชิญกับน้ำป่าหรือไฟป่าเป็นต้น

บางครั้งเราจะเห็นเสือเดินผ่านฝูงสัตว์ต่างๆ ไปอย่างปกติธรรมดา และสัตว์เหล่านั้น เมื่อเหลือบเห็นเสือ ก็มิได้แตกตื่นหนี เพราะมันรู้ว่า เสือได้อาหารอิ่มท้องสบายใจแล้ว

สัตว์เดรัจฉานเหล่านี้จะมีจิตกำเริบ เป็นอันตรายต่อกันและกัน ก็ต่อเมื่อมีความหิวโหย และปรารถนาความอยู่รอดแก่ตน แย่งชิงถิ่นที่อยู่ และเกิดคลุ้มคลั่งในสมัยฤดูกาลสืบพันธุ์เท่านั้น

มนุษย์ต่างหากที่มีความดุร้าย เป็นอันตรายต่อกันและกันได้มากกว่า

การอยู่ในป่า จึงนับว่าสามารถหลบหลีกอันตราย ซึ่งเป็นไปอย่างเปิดเผย ได้ง่ายกว่าการอยู่ในบ้านในเมือง เพราะในสังคมมนุษย์นั้น นอกจากจะมีการมุ่งร้ายหมายขวัญกันอย่างเปิดเผยแล้ว การประทุษร้ายกันอย่างลับๆ ก็ยังเป็นไปอยู่ตลอดเวลา ด้วยวิธีการสารพัดวิธี

อนึ่งหลวงปู่เคยสั่งสอนพระเณรว่า เมื่ออยู่ในป่าและประจันหน้ากับงูจงอาง งูตกใจแล่นไล่จะทำอันตรายแก่เรา อย่าได้วิ่งหนีตรงๆ ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ให้วิ่งหลบหักซ้ายบ้างขวาบ้าง งูจะเข้าถึงตัวได้ช้า หรือไม่ก็จะเลิกความมุ่งร้ายไปในที่สุด

เมื่อมันยังไล่ตามอยู่ ให้แก้โดยเอาสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ผ้าขาวม้าหรืออะไรก็ตาม โยนทิ้งไว้ข้างหลัง มันพุ่งเข้าฉกพัวพันอยู่กับของสิ่งนั้น เลิกล้มการไล่ติดตามเราอย่างสิ้นเชิง ก็จะทำให้รอดพ้นอันตรายไปได้

๕๖. แบบฉบับการเดินธุดงค์

ตามธรรมเนียมถือปฏิบัติในการเดินธุดงค์กัมมัฏฐานนั้น เมื่อเดินไปเรื่อยๆ จนถึงหมู่บ้านหนึ่ง ในระยะเวลาบ่ายมากแล้ว ถ้าขืนเดินทางต่อไป จะต้องค่ำมืดกลางทางแน่ พระธุดงค์ก็จะกำหนดเอาหมู่บ้านที่มาถึงในเวลาบ่ายมากนั้น เป็นที่เที่ยวภิกขาจาีร หาอาหารในเช้าวันรุ่งขึ้น

ครั้นได้ระยะห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๕๐๐ ช่วงคันธนู หรือประมาณ ๑ กิโลเมตร ตามที่พระวินัยกำหนดแล้ว ก็จะแสวงหาร่มไม้ หรือสถานที่สมควร ปักกลด กำหนดเป็นที่พำนักภาวนาในคืนนั้น

พอรุ่งเช้า ก็จะย้อนเข้าในหมู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ชาวบ้านที่รู้ข่าวตั้งแต่เมื่อวาน ก็นำอาหารมาใส่บาตรตามกำลังศรัทธา และกำลังความสามารถ

ครั้นกลับถึงที่พักปักกลด ก็ทำการพิจารณาฉันภัตตาหาร เสร็จแล้วจึงเดินทางต่อไป ยกเว้นแต่จะกำหนดสถานที่นั้นพักภาวนามากกว่า ๑ คืน ก็จะอยู่บำเพ็ญภาวนา ณ สถานที่แห่งนั้นต่อไป

ชาวบ้านที่สนใจ ก็อาจจะติดตามมาฟังพระธรรมเทศนา และแนวทางปฏิบัติในตอนค่ำบ้าง ในตอนเช้าหลังการบิณฑบาตบ้าง

เมื่อเป็นเช่นนั้น พระธุดงค์ก็จะถามชาวบ้านถึงเส้นทางที่จะเดินทางต่อไป เพื่อจะได้สามารถกำหนดเส้นทาง และกำหนดหมู่บ้าน อันเป็นที่สมควรแก่การเที่ยวภิกขาจารในวันต่อๆ ไปได้

เป็นการเดินธุดงค์ไปตามเส้นทางธรรมดาของพระธุดงค์แท้พระธุดงค์จริงตามแบบอย่างที่ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต และบรรดาสานุศิษย์ได้ถือปฏิบัติกันมา

สำหรับการ ปักกลด นั้น ในทางปฏิบัติก็ต้องเอามุ้งกลดแขวนไว้กับเส้นเชือกที่ผูกตรึงกับต้นไม้ ไม่ใช่ปักไว้กับพื้นดิน เพราะการขุดดินหรือทำให้ดินเสียปรกติสภาพของมันไป เป็นการอาบัติโทษ อย่างหนึ่ง

ข้อปฏิบัติที่ถือเป็นธรรมเนียมประการต่อไป คือจะไปเที่ยวปักกลดในหมู่บ้าน ในสถานที่ราชการ ใกล้เส้นทางคมนาคม เช่น ริมถนน ริมทางรถไฟหรือที่มีคนพลุกพล่านผ่านไปมาอย่างนั้นไม่สมควร

สถานที่พำนักปักกลด ควรเป็นที่สงบวิเวก เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรเช่น ในป่าภูเขา ถ้ำ โคนไม้ เรือนร้าง หรือป่าช้า เป็นต้น

ถ้ามีพระ เณร หรือ ฆราวาสที่ร่วมเดินทางด้วย แต่ละคนก็แยกกันไปปักกลดห่างกันพอสมควร เพื่อไม่ให้การปฏิบัติภาวนา มีการรบกวนกัน ไม่ใช่ปักกลดอยู่เป็นกลุ่มใกล้ชิดติดกัน

อย่างไรก็ดี การเดินธุดงค์ตามแบบดังกล่าว ถือเป็นธรรมเนียมหรือแบบฉบับที่ครูบาอาจารย์สายกัมมัฏฐานอบรมสั่งสอน และพากันปฏิบัติสืบต่อกันมา

ในยุคหลังๆ ในสมัยปัจจุบัน จะเห็นการเดินธุดงค์ไปเป็นคณะใหญ่ๆ มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ญาติโยมทราบ และเชิญชวนมาร่วมทำบุญ ตลอดถึงการนั่งรถไฟ รถทัวร์ ไปธุดงค์ก็มี ที่ทันสมัยกว่านั้น ก็จัดธุดงค์เป็นคณะ ขึ้นเครื่องบินไปธุดงค์ที่ต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง โตเกียว ปารีส ออสเตรเลีย หรือ ดิสนีย์แลนด์ เป็นต้น จัดเป็นการประยุกต์ หรือวิวัฒนาการของการธุดงค์ไปตามยุคสมัย หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ

๕๗. หลงป่า – อดอาหาร

ในช่วงที่หลวงปู่ดูลย์ ยังไม่ได้พำนักประจำที่วัดบูรพารามนั้น ในระหว่างที่อยู่สุรินทร์ ท่านนิยมพาลูกศิษย์ลูกหา เดินธุดงค์ท่องเที่ยวไปในป่าดงดิบแถบชายแดนกัมพูชา ในบริเวณเขตต่อเนื่องกับจังหวัดสุรินทร์ และศรีสะเกษถือเป็นที่เหมาะแก่การหลีกเร้นจากหมู่คณะ ตามแบบอย่างของพระธุดงค์

ในป่าแถบนี้ มีผู้คนอาศัยอยู่น้อย จึงลำบากต่อการแสวงหาอาหารบิณฑบาต กว่าจะไปพบหย่อมบ้านแต่ละแห่ง แห่งละหลังสองหลัง ต้องใช้เวลาเดินทางเป็นวัน สองวัน หรือมากกว่านั้น

การอดอาหารของหลวงปู่และลูกศิษย์ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บางครั้งต้องอดติดต่อกันหลายวันก็มี

แต่ ไม่เคยได้ยินหลวงปู่พูด หรือเล่าว่าได้อาศัยพวก อทิสสมานกาย หรือพวกที่รูปกายไม่ปรากฏ เช่น เทพเทวดา หรือภูตผีปีศาจต่างๆ เอาอาหารมาถวาย อะไรทำนองนี้

ท่านบอกแต่เพียงว่า

“ก็อดทนไปในระยะสองสามวัน ร่างกายยังไม่เดือดร้อน”

หรือไม่ก็พูดว่า 

“ดื่มแต่น้ำก็สามารถอยู่ได้ เดินทางต่อไปได้” อย่างนี้เท่านั้น

ท่านหลวงตาซอม เล่าว่า ครั้งหนึ่ง ไปกับหลวงปู่ เกิดหลงทางในป่า อดอาหารเสียแทบแย่ ตกกลางคืนก็ต้องนอนค้างอ้างแรมกันกลางป่า ทั้งหิวทั้งกลัว

ส่วนหลวงปู่นั้น นอกจากท่าทางที่ดูอิดโรยเล็กน้อยแล้ว ท่านก็ยังเป็นปกติเฉยอยู่

พอรุ่งเช้า ในขณะที่เด็กชายซอมรู้สึกหมดอาลัยตายอยากแล้ว คิดว่าในวันนั้นจะต้องอดข้าวต่อไปอีกเป็นแน่ เพราะไม่มีวี่แววว่าจะมีผู้คนหรือหมู่บ้านแถบนั้นเลย ผลหมากรากไม้ ที่เด็กชายอย่างท่าน จะกินกันตายก็ไม่มี

ทันใดนั้นดูหลวงปู่มีท่าทางกระปรี้กระเปร่าบอกว่า “ไม่ต้องกลัวอดแล้วได้ข้าวกินแน่วันนี้”

เด็กชายซอมไม่เชื่อหูตัวเองว่าหลวงปู่จะพูดอย่างนั้นจริง จนหลวงปู่ต้องย้ำอีกที จึงค่อยรู้สึกว่ามีความหวังขึ้น ค่อยมีกำลังเดินตามหลวงปู่ต่อไป

หลวงปู่เดินนำลิ่ว บุกป่าดงออกไปอีกด้านหนึ่งอย่างไม่รั้งรอ เด็กชายซอมเร่งฝีเท้าติดตามหลวงปู่อย่างไม่ลดละ แต่รู้สึกว่ายิ่งบุกป่าไปนานเท่าไรก็ยังเป็นป่าทึบเหมือนเดิม จึงลงความเห็นให้กับตนเองว่า 

“หลวงปู่คงจะพูดให้กำลังใจเพื่อจะได้มีแรงเดินนั่นเอง”

คิดดังนี้แล้ว ก็เป็นอันว่าแข้งขาไม่มีแรงเดิน แทบจะล้มพับลงไป แต่ก็ต้องพยายามแข็งใจลากขาตามหลวงปู่ไปแบบหมดอาลัยตายอยาก

หลังจากนั้นไม่นานนัก หลวงปู่ก็เดินนำลิ่วไปอย่างรวดเร็ว ก้าวพรวดพ้นดงทึบออกไปยืนนิ่งอยู่ เด็กชายซอมชักสงสัย รีบเร่งฝีเท้ากระโจนออกไปยืนข้างๆ หลวงปู่

แทบไม่น่าเชื่อสายตาตนเอง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านั้น หลวงตาซอมเล่าว่า 

“เป็นภาพกระท่อมน้อยมุงหญ้าเก่าคร่ำคร่า แต่มีความสวยงามสุดสง่ายิ่งกว่าปราสาทราชวังเสียอีก”

ครั้นได้ข้าวได้น้ำเป็นที่สำราญพอสมควรแล้ว จิตของเด็กชายซอมก็เริ่มถูกส่งออกนอกตามความเคยชิน สงสัยเสียจริงๆ ว่า หลวงปู่รู้ได้อย่างไรว่ามีบ้านอยู่ตรงนี้ จึงได้มั่นใจว่าวันนี้มีข้าวกินแน่ และนำลิ่วมาถูกทางเสียด้วย

เมื่อทนอัดอั้นอยู่ไม่ไหวจึงเรียนถามท่าน

หลวงปู่บอกว่า ท่านเดินป่ามามาก ก็มีประสบการณ์ รู้จักสังเกตสังกาและอนุมานเอาได้ ขอให้พยายามฝึกฝนต่อไป บ่มนิสัยตนเองให้รู้จักสังเกตมากขึ้นก็จะรู้ได้เอง

จึงเป็นอันว่า หลวงตาซอมได้คำตอบจากหลวงปู่มาเพียงเท่านี้

๕๘. หลวงปู่พูดถึงพระอาจารย์ใหญ่

ลูกศิษย์ลูกหาที่วัดบูรพารามเคยกราบเรียนหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เกี่ยวกับเรื่องราวของท่าน พระอาจารย์ใหญ่ คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งหลวงปู่ก็ได้เล่าให้ฟังในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่อาจแตกต่างจากที่เคยได้ยินได้ฟัง ได้อ่านพบในที่ต่างๆ ไปบ้าง เห็นว่าน่าจะมาบันทึกรวมไว้เพื่อประโยชน์แก่ผู้สนใจด้วย

ครั้งนั้น ผู้เขียน (พระราชวรคุณ) ได้กราบเรียนถามหลวงปู่ว่า

“ได้อ่านประวัติ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่มีผู้เขียนไว้อย่างพิสดาร มีสิ่งเร้นลับเหลือวิสัยและอภินิหารบางอย่างอยู่ในนั้นมากมาย หลวงปู่เคยอ่านบ้างไหม และมีความเห็นอย่างไร ?”

หลวงปู่ตอบว่า 

“เคยอ่านเหมือนกันแต่ แต่เมื่อสมัยที่เราอยู่กับท่านนั้น ไม่เคยได้ยินท่านพูดสิ่งเหล่านี้ให้ฟังเลย แต่ถ้าจะพูดในแง่ธุดงค์แล้ว ท่านอาจารย์ใหญ่จะถือธุดงค์อย่างเคร่งครัดที่สุด ยืนยันได้เลยว่า ลูกศิษย์ของท่านทั้งหลายยังไม่มีผู้ใดถือได้เท่าเทียมกับท่านอาจารย์ใหญ่เลย แม้แต่องค์เดียว”

แล้วหลวงปู่ก็เล่าต่อไปว่า ท่านพระปรมาจารย์ หรือ ท่านอาจารย์ใหญ่ของหลวงปู่นั้น จะไม่ยอมใช้ ผ้าสบงจีวรสำเร็จรูป หรือ คหบดีจีวร ที่มีผู้ซื้อจากท้องตลาดมาถวายเลย นอกจากได้ผ้ามาเอง แล้วมาตัดเย็บย้อมเองทั้งหมดจึงใช้ และ ไม่เคยดำริหรือริเริ่มให้ใครคนใดคนหนึ่งสร้างวัดสร้างวาเลย มีแต่สัญจรไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าป่าตรงไหนเหมาะสมท่านก็อยู่ เริ่มด้วยการปักกลดแล้วทำที่สำหรับเดินจงกรม

ส่วนญาติโยมผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เมื่อมาพบและมองเห็นความเหมาะสมสำคัญ ก็จะสร้างกุฏิน้อย สร้างศาลาชั่วคราวถวายท่าน นอกจากนั้น สถานที่นั้นก็กลายเป็นวัดป่าเจริญรุ่งเรืองต่อมา

ยิ่งกว่านั้น แม้แต่การรับกฐิน ท่านก็ไม่เคย สมัยต่อมานั้นไม่ทราบ และท่านไม่เคยถือเอาประโยชน์ทีได้รับอานิสงส์พรรษาตามพระพุทธบัญญัติ ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ภิกษุสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือนได้รับการยกเว้นบางอย่างในการปฏิบัติ

ท่านจะ ถือตามสิกขาบทโดยตลอดไม่เคยยกเว้น ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎของธุดงควัตรโดยสม่ำเสมอ

ด้านอาหารการฉันก็เช่นเดียวกัน ท่านถือการบิณฑบาตโปรดสัตว์เป็นประจำไม่เคยขาด แม้จะเจ็บไข้ได้ป่วย แต่พอเดินได้ท่านก็เดิน จนกระทั่งในที่สุดเมื่อเดินไปบิณฑบาตไม่ได้ ท่านก็ลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มบาตร ศิษยานุศิษย์ที่กลับมาจากบิณฑบาต และญาติโยมก็มาใส่บาตรให้ท่าน แล้วท่านก็ จะขบฉันเฉพาะอาหารที่อยู่ในบาตรเท่านั้น

แม้เมื่อเวลาท่านชราภาพมากแล้ว เวลาท่านเจ็บไข้ หรือป่วยมากจนไม่อาจเดินออกนอกวัดได้ ก็ทราบว่า ท่านเป็นอยู่อย่างนี้ และยังฉันอาหารมื้อเดียวตลอด

แม้แต่หยูกยาคิลานเภสัชต่างๆ ที่ใช้ในยามเจ็บไข้ ท่านอาจารย์ใหญ่ก็ ไม่นิยมใช้ยาสำเร็จรูป แม้แต่ยาตำราหลวง หากแต่พยายามใช้สมุนไพรตัวยาต่างๆ มาทำเอง ผสมเองเป็นประจำ

แม้แต่การเข้าไปพักตามวัด ก็นิยมพักที่วัดป่า จำได้ว่า ไม่เคยเข้าไปอยู่ในวัดบ้านเลย แต่จะอยู่วัดที่เป็นป่าหรือชายป่า เมื่อไม่มีวัดเช่นนี้อยู่ ท่านจะหลีกเร้นอยู่ตามชายป่า แม้ว่าจะมีความจำเป็นเวลาเดินทาง ก็ยากนักที่จะเข้าไปอาศัยวัดวาในบ้าน

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ได้เล่าถึงคำสอนของท่านพระอาจารย์ใหญ่ เกี่ยวกับการขบฉันภัตตาหารไว้ว่า

“ท่านอาจารย์ใหญ่สั่งสอนไว้ว่า การฉันอาหารต้องฉันอย่างประหยัด มีสติสัมปชัญญะ เพื่อขัดเกลาจิตใจมิให้เกิดความโลภ

วิธีการฉันนั้น เมื่อรับข้าวสุกมากะว่าพออิ่มสำหรับตนแล้ว ให้แบ่งข้าวสุกที่ตนพออิ่มนั้น ออกเป็น ๔ ส่วน เอาออกเสียส่วนหนึ่ง แล้วจึงรับเอากับข้าวมาในปริมาณที่เท่ากับส่วนที่เอาออกไป กล่าวคือให้มีข้าว ๓ ส่วนกับข้าว ๑ ส่วน แล้วจึงลงมือฉัน ท่านอาจารย์ใหญ่เอง ก็จะฉันภัตตาหารในลักษณะเช่นนี้โดยตลอด

เมื่อมีผู้ใดตระเตรียมภัตตาหารในบาตรถวายท่าน ท่านอาจารย์ใหญ่จะแนะนำให้จัดแจงมาในลักษณะเช่นนี้ แล้วท่านจึงฉัน”

นี่คือปฏิปทาส่วนตัวของท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตตามที่หลวงปู่เล่าให้ฟัง ซึ่งหลวงปู่จะพูดถึงแต่ในแง่ที่ท่านถือธุดงค์ ในแง่ที่ท่านเคร่งครัดอย่างไร เพื่อให้ผู้สนใจซักถามนั้น ได้ถือเป็นแบบแผนเยี่ยงอย่าง

ส่วนคุณธรรมด้านอื่นๆ นั้น หลวงปู่เคยกล่าวในแวดวงนักปฏิบัติว่า 

“ท่านอาจารย์ใหญ่เป็นผู้ที่มีญาณใหญ่ ไม่มีใครเทียบเท่าได้” 

ดังนี้เท่านั้น ส่วนคุณวิเศษ หรืออภิญญาใดๆ ที่มีในตัวพระอาจารย์ใหญ่มั่นนั้น หลวงปู่ไม่เคยพูดถึงเลย

๕๙. พูดถึงครูบาอาจารย์องค์อื่น ๆ 

นอกจากพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต แล้ว เมื่อพูดถึงครูบาอาจารย์เพื่อนๆ ก็ทำนองเดียวกัน แม้ว่าในบางครั้ง จะมีพระอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่งตอบคำถามของผู้สนใจใคร่รู้ว่า องค์โน้นมีคุณพิเศษอย่างนั้น องค์นั้นมีอานุภาพอย่างนี้หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วย ก็จะตั้งใจรับฟัง

แต่เมื่อถึงคราวที่ท่านจะต้องพูดถึงครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ ท่านก็จะพูดถึงแต่ปฏิปทา จริยาวัตรอันน่าเลื่อมใสของครูบาอาจารย์องค์นั้นๆ ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เท่านั้น

ครั้งหนึ่ง มีผู้ถามหลวงปู่ถึง พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ก็เล่าถึงปฏิปทาในทางธุดงค์กัมมัฏฐาน อันน่าศรัทธาเลื่อมใสของพระอาจารย์ฝั้น แล้วเน้นว่า

“ท่านอาจารย์ฝั้นนั้น มีพลังจิตสูงมาก น่าอัศจรรย์ในด้านการธุดงค์กัมมัฏฐาน หรือการปฏิบัติของท่าน ท่านเป็นนักต่อสู้ และเอาชีวิตเข้าแลกทีเดียว ต่อการปฏิบัติ ดังนั้นในระยะหลังจึงมีคนนับถือท่านมาก ผู้สนใจการปฏิบัติก็มาหาท่านมาก

เมื่อมีคนมาหาท่านมาก ท่านมีเมตตา ก็ต้องรับแขกมาก คนเหล่านั้นไม่รู้หรอกว่า ได้ทำความลำบากแก่ขันธ์ของท่านเพียงไร

ตัวเรานี้ถ้ามีแขกมาก หรือทำอะไรมากๆ อย่างท่านอาจารย์ฝั้นแล้วจะไม่มีอายุยืนนานถึงขนาดนี้ดอก

แต่ก็เป็นธรรมดาสำหรับนักปฏิบัติระดับนี้ ที่จะต้องเอื้อเฟื้อต่อสรรพสัตว์ เพราะตนเองก็ไม่ห่วงสังขารอะไรอยู่แล้ว”

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ได้พูดถึง หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดรธานีว่า 

ท่านพอจะทราบประวัติบ้างเหมือนกัน คล้ายๆ ประวัติพระเถระในสมัยพุทธกาล

หลวงปู่ขาว นั้นมาบวชเมื่อมีอายุพอสมควรแล้ว และมีครอบครัวมาก่อนท่านมีอาชีพเดิมเป็นพ่อค้าขายวัวขายควาย

ครั้งหนึ่ง เดินทางต้อนวัวควายไปขายในที่ไกล จะเป็นเพราะมีความจำเป็น หรือมีอุปสรรคอันใดไม่ทราบ ท่านหายหน้าหายตาไปหลายเดือนทีเดียว

ทีนี้สมัยนั้น การส่งข่าวคราวมันไม่ได้รวดเร็วเหมือนสมัยนี้ และคนมีอาชีพอย่างนี้ เมื่อเกิดสูญหายไปไม่มีร่องรอย ในสมัยนั้น เขาสันนิษฐานไว้ประการเดียว

ดังนั้น ภรรยาของท่านทางบ้าน จึงคิดว่าท่านตายจากไปแล้ว ก็เลยมีสามีใหม่

เมื่อท่านกลับมาทราบเรื่องเข้า ก็เกิดความสลดสังเวชใจ จึงออกบวชและมุ่งปฏิบัติธุดงค์กัมมัฏฐาน จนกระทั่งเป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

สำหรับ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ นั้น หลวงปู่เคยกล่าวว่า หลวงปู่แหวนนี้เคยมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยังดำรงภิกษุภาวะ อยู่ในคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ครั้นเมื่อญัตติเป็นฝ่ายธรรมยุติกนิกายแล้ว ก็เป็นพระอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานที่มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดมา

ส่วน หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร แห่งวัดถ้ำผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลยและ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แห่งสำนักวัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย นั้นหลวงปู่ก็เคยกล่าวยกย่องชมเชยไว้เป็นอันมากว่า ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้มีปฏิปทาดีมาก ทั้งยังมีรูปร่างงดงามได้สัดส่วน กิริยามารยาทงดงามเหมาะเจาะ สุ้มเสียงมีกังวานไพเราะ ทั้งยังแตกฉานเชี่ยวชาญตลอดปริยัติ ปฏิบัติ จนถึงปฏิิเวธ ฉลาดในการแสดงพระธรรมเทศนา คือสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทุกอย่าง ที่ทำให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา เป็นกำลังใหญ่ในพระศาสนาด้านวิปัสสนาธุระเป็นอย่างยิ่ง และได้เคยร่วมเดินธุดงค์บ้างบางครั้งบางคราวในระยะหลัง จึงทราบประวัติและปฏิปทาของท่านดี

อนึ่งในช่วงสุดท้ายที่หลวงปู่อาพาธ นัยว่าหลวงปู่เทสก์ได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่ง มาเยี่ยมเยียนถามไถ่สุขภาพอนามัยหลวงปู่ ไม่ทราบว่าหลวงปู่ได้รับหรือเปล่า ?

ในตอนหลัง พระอาจารย์ชัยชาญ ลูกศิษย์หลวงปู่เทสก์ได้มาเยี่ยมหลวงปู่ และบังเอิญมาถึงตอนที่หลวงปู่มรณภาพพอดี ได้ถามถึงจดหมายนั้นว่าหลวงปู่ได้รับหรือไม่

ปรากฏว่า สอบสวนซักถามเท่าไหร่ๆ ก็ไม่พบว่าผู้ใดได้รับ หรือได้เห็นจดหมายประวัติศาสตร์ฉบับนั้น เพราะอยากทราบเป็นอย่ายิ่งว่า ท่านเขียนถึงกันว่าอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นจดหมายที่เขียนถึงกันฉบับสุดท้ายด้วย

๖๐. ผู้ไม่มีโทษทางวาจา

ในพระสุตันตปิฎก มีพระสูตร ๆ หนึ่งว่าด้วยการพูด ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนพระสงฆ์สาวกว่า ควรจะพูดถ้อยคำที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ เป็นเรื่องจริง มีประโยชน์ ผู้ฟังพอใจ และ ถูกต้องเหมาะสมกับเวลาและสถานที่ จะขาดองค์หนึ่งองค์ใดไม่ได้

หมายความว่า ถ้าขาดองค์หนึ่งองค์ใด ก็ไม่ควรพูด เช่น เป็นเรื่องยกเมฆ แต่ก็มีประโยชน์ คนฟังชอบ ได้จังหวะเหมาะสม อย่างนี้ก็ไม่ควรพูด

เรื่องจริง มีประโยชน์ถูกกาลเทศะ แต่พูดแล้วคนฟังจะต้องโกรธ ก็ไม่ควรพูดอีกเหมือนกัน ดังนี้เป็นต้น

สำหรับหลวงปู่ดูลย์ของพวกเรานั้น รู้สึกว่า ท่านดำเนินปฏิปทาในเรื่องการพูดนี้ ได้ถูกต้องตามพระพุทโธวาทเป็นอย่างดี เพราะเท่าที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านมานานปี มีความเห็นว่า 

“ท่านเป็นผู้ไม่มีโทษทางวาจา”

ทั้งนี้ โดยปกติท่านเป็นคนพูดน้อย แต่คำพูดเหล่านั้นมักจะรวบรัดจำกัดความ หมดจดชัดเจน แต่ก็มีความหมายลึกซึ้ง ยิ่งคิดยิ่งมองเห็นความหมายมากขึ้นไปอีก

เป็นถ้อยคำที่ไม่ผิดพลาดจากความเป็นจริง ถูกกาลเทศะ ตรงต่อพระธรรมวินัย ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น ทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา พูดตามความจำเป็นตามเหตุการณ์

คำพูดแต่ละคำไม่มีมายาเจือปนแม้แต่น้อย ไม่พูดพร่ำเพรื่อเพ้อเจ้อเชิงเล่นหัวกับทั้งสานุศิษย์กับทั้งบุคคลอื่นทั่วไป ไม่พูดตลกคะนองหรือพูดเสียงดัง ไม่พูดเล่าถึงความฝัน ไม่พูดหรือปลอบโยนเอาอกเอาใจ หรือพูดเลียบเคียงหวังประโยชน์

เมื่อมีเหตุการณ์อะไรไม่สมควรที่ลูกศิษย์ประพฤติปฏิบัติ หลวงปู่จะพูดครั้งเดียวแล้วก็หยุดไม่พูดพร่ำเพรื่อ หรือเมื่อจำเป็นต้องปรามให้หยุดการกระทำนั้น ก็จะปรามครั้งเดียวไม่มีอะไรต่อ คือจะมีอะไรที่แรงออกมาคำหนึ่งแล้วท่านก็สงบระงับไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมีอะไรที่น่าพอใจ น่าขัน ก็จะหัวเราะออกมาในวาระแรก แล้วต่อไปก็ยิ้มๆ และยิ้มที่สะอาดหมดจด เป็นปรกติจริงใจ

บุคลิกอีกอย่างหนึ่งที่มีประจำตัวหลวงปู่ก็คือ เมื่อเวลาสนทนากัน ท่านจะไม่มองหน้าใครตรงๆ จะมองเพียงครั้งแรกที่พบ จากนั้นก็จะทอดสายตาลงต่ำ นานๆ ครั้งจึงจะหันหรือเงยหน้าขึ้นมองบ้างเมื่อจำเป็น แม้แต่เมื่อพูดกับสมณะด้วยกัน เช่น หลวงปู่ขาว เป็นต้น ท่านก็ปฏิบัติเช่นนี้ ดังนั้น เรื่องการจดจำบุคคลของหลวงปู่ ท่านจึงจำไม่ค่อยเก่ง

สำหรับผู้ที่หลวงปู่จำได้ดีเป็นพิเศษ ส่วนมากเป็นบุคคลที่มาปฏิบัติธรรมด้วย หรือผู้ที่นั่งสมาธิภาวนามาแล้วได้ผลอย่างไร แล้วมากราบเรียนท่าน เพื่อท่านจะได้แนะนำแนวทางปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

ส่วนผู้ที่อุปัฏฐากด้วยปัจจัยสี่นั้น ท่านก็จำได้เป็นครั้งคราว แล้วแต่เหตุการณ์

ในเรื่องการประชาสัมพันธ์ ติดต่อขอร้อง ขอความช่วยเหลือ หรือขอความเห็นใจจากบุคคลอื่นๆ หรือส่วนราชการต่างๆ หลวงปู่ไม่เคยทำ ท่านทำไม่เป็นหรือไม่สนใจที่จะทำ

เช่น การจะเที่ยวขอร้อง ฝากให้ลูกศิษย์เข้าโรงเรียน หรือเข้าทำงาน หรือขอความร่วมมือจากหน่วยราชการ ให้ช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านไม่เคยมี ไม่มีแม้กระทั่งความใกล้ชิดสนิทสนมกับใคร หรือกับตระกูลใดเป็นพิเศษ

ในกิจนิมนต์นั้น หลวงปู่ก็จะสงเคราะห์รับไปตามความสะดวก ตามความเหมาะควร โดยไม่คำนึงถึงฐานะของเจ้าภาพ ไม่คำนึงถึงชั้นวรรณะหรือเห็นแก่หน้าใคร ไม่ขึ้นอยู่ที่คำแนะนำของใคร ท่านให้ความอนุเคราะห์เสมอภาคกันหมด

การชี้แจงแสดงธรรมะ หรือข้อปฏิบัตินั้น หลวงปู่ไม่นิยมออกตัวหรือการอารัมภบท เมื่อจะพูด ก็พูดชี้ไปตรงจุด ตรงความมุ่งหมายอันสูงสุดของการปฏิบัติธรรม พูดถึงจิต อธิบายวิธีทำให้จิตสงบ หรือการพ้นจากทุกข์โทษทางใจ นิพพาน ความว่าง จิตเดิม จิตหนึ่ง ท่านจะแสดงเฉพาะจุดเฉพาะแนวทางตามภูมิของผู้ปฏิบัติ หรือตามความสนใจของผู้เรียนถามท่านเท่านั้น บางทีก็พูดแบบถามคำตอบคำ

เคยมีนักปฏิบัติธรรมระดับสูงผู้หนึ่งยกย่องท่านว่า หลวงปู่แสดงธรรมด้วยการ ไม่พูด ได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง ดังนี้ก็มี

หลวงปู่ไม่เคยแสดงธรรมนอกเรื่องนอกราว ตลกคะนอง สาธกยกนิทานชาดกหรือเล่นสำนวนโวหาร

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงปู่ไปกิจนิมนต์ และพระองค์อื่นแสดงพระธรรมเทศนา แล้วมีใครคนหนึ่ง วิจารณ์การแสดงธรรมให้ท่านฟัง และขอคำวิจารณ์จากท่าน หลวงปู่ก็สนองตามความต้องการ โดยไม่ขัดอัธยาศัยทันที ด้วยการวิจารณ์ว่า ท่านองค์นั้นก็แสดงธรรมไปตามความถนัด ตามความสามารถของท่านเอง”

การแนะนำศิษย์ในเรื่องการเทศน์การแสดงธรรมนั้น หลวงปู่ไม่โปรดเรื่องตลกคะนอง หรือเรื่องภายนอกมากเกินไป ท่านยอมรับการเทศน์ตลก มีมุกขำขันของพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารณ์ (สิริจนฺโท จันทร์) แห่งวัดบรมนิวาส สมัยก่อนซึ่งเป็นมุกขำขันที่มีสาระและ ประกอบด้วยธรรมะ

หลวงปู่แนะนำว่า 

ในการแสดงพระธรรมเทศนานั้น ควรแสดงธรรมให้เป็นกระแส จากต่ำไปหาสูง จากง่ายไปหายาก

ท่านย้ำว่า 

ถ้าต้องการจะให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ขัน ไม่ง่วง ก็แสดงให้เขาซาบซึ้งในเนื้อหาแห่งธรรม หรือเข้าใจสัจธรรมข้อใดข้อหนึ่ง มันก็ขันขึ้นมาเอง ความโง่งมหลงเซอะบรรดามีในโลกพอรู้สึกตัว “รู้” เท่านั้น มันก็น่าขันเสียทั้งนั้น ผู้ฟังก็จะขำขันในความเขลาของตนตื่นตัวตื่นใจขึ้นมาเอง

๖๑. ศึกษาจากตำรา หรือว่าปฏิบัติเอง ?

ในหมู่ผู้สนใจศึกษาศาสนาจะมีข้อโต้แย้งกันเสมอระหว่างการศึกษาจากตำรา คือศึกษาด้านปริยัติ กับอีกฝ่ายหนึ่งเน้นการปฏิบัติและไม่เน้นการศึกษาจากตำรา ว่าแนวทางใดจะให้ผลดีกว่ากันหรือตรงกว่ากัน

สำหรับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านเสนอแนะให้ดำเนินทางสายกลาง นั่นคือถ้าเน้นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แล้วละเลยอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นการสุดโต่งไป

หลวงปู่ท่านแนะนำลูกศิษย์ลูกหาที่มุ่งปฏิบัติธรรมว่า ให้อ่านตำรับตำราส่วนที่เป็นพระวินัย ให้เข้าใจ เพื่อที่จะปฏิบัติไม่ผิด แต่ในส่วนของพระธรรมนั้น ให้ตั้งใจปฏิบัติเอา

จากคำแนะนำนี้ แสดงว่าหลวงปู่ถือเรื่อง การปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัยเป็นเรื่องสำคัญ และจะต้องมาก่อน รักษาให้เข้าใจ และปฏิบัติตนให้ถูกแล้วเรื่องคุณธรรมและปัญญา สามารถสร้างเสริมขึ้นได้ถ้าตั้งใจ

ยกตัวอย่างในกรณีของ หลวงตาแนน ไม่เคยเรียนหนังสือ ท่านมาบวชพระเมื่อวัยเลยกลางคนไปแล้ว ท่านเป็นพระที่มีความตั้งใจดี ว่าง่ายสอนง่ายขยันปฏิบัติกิจวัตร ไม่ขาดตกบกพร่อง เห็นพระรูปอื่นเขาออกธุดงค์ก็อยากไปด้วยจึงไปขออนุญาตหลวงปู่

เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว หลวงตาแนนก็ให้บังเกิดความวิตกกังวล ปรับทุกข์ขึ้นว่า 

“กระผมไม่รู้หนังสือ ไม่รู้ภาษาพูด (ภาษาไทย) จะปฏิบัติกะเขาได้อย่างไร”

หลวงปู่จึงแนะนำด้วยเมตตาว่า

 “การปฏิบัติไม่ได้เกี่ยวกับอักขระพยัญชนะหรือคำพูดอะไรหรอก ที่รู้ว่าตนไม่รู้ก็ดีแล้ว สำหรับวิธีปฏิบัตินั้นในส่วนวินัยให้พยายามดูแบบเขา ดูแบบอย่างครูบาอาจารย์ผู้นำ อย่าทำให้ผิดแผกจากท่าน ในส่วนธรรมะนั้น ให้ดูที่จิตของตัวเองปฏิบัติที่จิต เมื่อเข้าใจจิตแล้ว อย่างอื่นก็เข้าใจได้เอง”

เนื่องจากหลวงปู่ได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ผู้ปฏิบัติมามากต่อมาก ท่านจึงให้ข้อสังเกตในการปฏิบัติธรรม ระหว่างผู้ที่เรียนน้อยกับผู้ที่เรียนมากมาก่อน ว่า

“ผู้ที่ยังไม่รู้หัวข้อธรรมะอะไรเลย เมื่อปฏิบัติอย่างจริงจังมักจะได้ผลเร็ว เมื่อเขาปฏิบัติจนเข้าใจจิต หมดสงสัยเรื่องจิตแล้ว หันมาศึกษาตริตรองข้อธรรมะในภายหลัง จึงจะรู้แจ้งแทงตลอด แตกฉานน่าอัศจรรย์”

“ส่วนผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาก่อน แล้วจึงหันมาปฏิบัติต่อภายหลังจิตจะสงบเป็นสมาธิยากกว่า เพราะชอบใช้วิตกวิจารมาก เมื่อจิตวิตกวิจารมาก วิจิกิจฉาก็มาก จึงยากที่จะ ประสบผลสำเร็จ”

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตดังกล่าว หลวงปู่ย้ำว่า 

“แต่ทั้งนี้ก็ไม่เสมอไปทีเดียว”

แล้วท่านให้ข้อแนะนำต่อไปอีกว่า

“ผู้ที่ศึกษาทางปริยัติจนแตกฉานมาก่อนแล้ว เมื่อหันมามุ่งปฏิบัติอย่างจริงจังจนถึงขั้นอธิจิต อธิปัญญาแล้ว ผลสำเร็จก็จะยิ่งวิเศษขึ้นไปอีก เพราะเป็นการเดินตามแนวทางปริยัติ ปฏิบัติ ย่อมแตกฉานทั้งอรรถะและพยัญชนะ ฉลาดในการชี้แจงแสดงธรรม”

หลวงปู่ได้ยกตัวอย่างพระเถระทั้งใน อดีต และ ปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนความคิดดังกล่าว ก็มี ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) แห่งวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ และ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน แห่งสำนักวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานีเป็นต้น

ทั้งสององค์นี้ “ได้ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ อาจหาญชาญฉลาดในการแสดงธรรม เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงแก่พระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง”

โดยสรุป หลวงปู่สนับสนุนทั้งตำรา คือ ปริยัติ และ ปฏิบัติ ต้องไปด้วยกันและท่านย้ำว่า 

“ ผู้ใดหลงใหลในตำราและอาจารย์ ผู้นั้นไม่อาจพ้นทุกข์ได้ แต่ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ ต้องอาศัยตำราและอาจารย์เหมือนกัน”

๖๒ ปริยัติคู่กับปฏิบัติ

ในหัวข้อผ่านมาได้กล่าวถึงการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่าท่านไม่ทิ้งทั้งปริยัติและปฏิบัติ ต้องมีประกอบกัน

ในหัวข้อนี้ เป็นตัวอย่างการสอนของหลวงปู่ จากประสบการณ์ของ หลวงพ่อเพิ่ม กิตฺติวฒฺโน (พระมงคลวัฒนคุณ) แห่งวัดถ้ำไตรรัตน์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา (ภายหลังเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสาลวัน ต่อจากหลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ขอยกข้อความมาดังนี้

การศึกษาความรู้กับหลวงปู่ดูลย์ เมื่อครั้งที่ท่าน (หลวงพ่อเพิ่ม) ยังเป็นสามเณรน้อย ได้รับการชี้แนะอบรมพร่ำสอนจากหลวงปู่ดูลย์อย่างใกล้ชิด โดยท่านจะเน้นให้ศิษย์ของท่านมีความสำนึก ตรึกอยู่ในจิตเสมอ ถึงสภาวะความเป็นอยู่ในปัจจุบันว่า 

บัดนี้เราได้บวชกายบวชใจ เข้ามาอยู่ในบวรพุทธศาสนา เป็นสมณะที่ชาวบ้านทั้งหลายให้ความเคารพบูชา ทั้งยังอุปัฏฐากอุปถัมภ์ค้ำจุนด้วยปัจจัยสี่ ควรที่จะกระทำตนให้สมกับที่เขาเคารพบูชา ถือประพฤติปฏิบัติดามศีลธรรม ตามพระวินัยอย่างเคร่งครัดไม่ฝ่าฝืนทั้งที่ลับและที่แจ้ง

พระเณรที่มาบวชกับท่านหลวงปู่ จึงให้ศึกษาทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติควบคู่กันไป

ด้านปริยัติ ท่านให้เรียนนักธรรม บาลีไวยากรณ์ให้เรียนรู้ถึงเรื่องศีล พระธรรม พระวินัยเพื่อจะได้จดจำนำไปประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ ซึ่งจะทำให้สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างเหมาะสม เยี่ยงผู้ถือบวช ที่ชาวบ้านศรัทธาเขากราบไหว้บูชา

ด้านปฏิบัติ ท่านเน้นหนักเป็นพิเศษให้พระเณรทุกรูปทุกองค์ปฏิบัติกัมมัฏฐาน เพราะการปฏิบัติพระธรรมกัมมัฏฐานนี้ จะเป็นการฝึกกายฝึกจิตให้ผู้ศึกษาธรรมได้รู้ได้เห็นของจริง โดยสภาพที่เป็นจริง อันเกิดจากการรู้การเห็นของตนเอง ไม่ใช่เกิดจากการอ่าน จดจำจากตำรับตำรา ซึ่งเป็นการรู้ด้วยสัญญาแห่งการจำได้หมายรู้ คือรู้ แต่ยังไม่เห็น ยังไม่แจ้งแทงตลอดอย่างแท้จริง

ข้อธรรมกัมมัฏฐานที่ หลวงปู่ดูลย์ ท่านให้พิจารณาอยู่เป็นเนืองนิตย์ก็คือหัวข้อกัมมัฏฐานที่ว่า สพฺเพ สงฺขารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา

การพิจารณาตามหัวข้อธรรมกัมมัฏฐานดังกล่าวนี้ หากได้พิจารณาทบทวนอย่างสม่ำเสมอแล้ว ในเวลาต่อมาก็จะรู้แจ้งสว่างไสว เข้าใจได้ชัดว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ หาความจีรังยั่งยืนไม่ได้ มีการเกิดดับ-เกิดดับอยู่ตลอดเวลา

เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว จะทำให้เลิกละจากการยึดถือตัวตน บุคคล เราท่าน เพราะได้รู้ได้เห็นของจริงแล้วว่า สังขารที่เรารักหวงแหนนั้นไม่ช้าไม่นาน มันก็ต้องเสื่อมสูญ ดับไปตามสภาวะของมัน ไม่อาจที่จะฝ่าฝืนได้

เมื่อสังขารดับไปแล้ว ความเป็นตัวเป็นตนก็จะไม่มี เพราะไม่ได้เข้าไปเพื่อปรุงแต่ง ครั้นเมื่อความปรุงแต่งขาดหายไป ความทุกข์จะเกิดได้อย่างไร

๖๓ ศีล สมาธิ ปัญญาแต่ละระดับ

เนื้อหาในหัวข้อนี้คัดลอกมาจากประวัติของ หลวงพ่อเพิ่ม กิตฺติวฒฺโน (พระมงคลวัฒนคุณ) เช่นเดียวกับตอนที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้

คำสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล อีกประการหนึ่ง ที่ท่านแนะนำพร่ำสอนต่อผู้มาขอแนวทางการปฏิบัติจากท่าน ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ดี ท่านจะให้ปฏิบัติโดยแนวทางแห่ง ศีล สมาธิปัญญา เหมือนกันหมด

หลวงพ่อเพิ่ม ท่านได้เล่าว่า สมัยที่ท่านยังเป็นสามเณร และอยู่กับหลวงปู่ดูลย์ที่วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ มีคนเคยมาถามหลวงปู่ถึงคำสั่งสอนดังกล่าวของท่านว่า

สอนเด็ก ก็สอน ศีล สมาธิ ปัญญา
สอนหนุ่มสาว ก็สอน ศีล สมาธิ ปัญญา
สอนผู้เฒ่าผู้แก่ก็ สอน ศีล สมาธิ ปัญญา
สอนพระเณรก็สอน ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล สมาธิ ปัญญา ในระดับต่างๆ กันนั้น เหมือนกัน หรือแตกต่างกันอย่างไร ?”

ขณะที่มีผู้ถามนั้น ตอนนั้นหลวงปู่ดูลย์กำลังปะชุนเย็บจีวรอยู่ เมื่อท่านฟังคำถามนั้นจบลง ท่านก็ยกเข็มให้ดู แล้วกล่าวว่า

“คุณลองดูว่าเข็มนี้แหลมไหม ?”

ผู้ถามก็ตอบว่า “แหลมขอรับหลวงปู่”

หลวงปู่อธิบายว่า.:.-

“ความแหลมคมของสติปัญญาในระดับเด็ก ระดับผู้ใหญ่ ก็มีความแหลมคมไปคนละอย่าง แต่ในระดับความแหลมคมของสติปัญญาพระอรหันต์นั้น อยู่เหนือความแหลมคมทั้งหลายทั้งปวง

ความแหลมคมของเข็มนั้น เกิดจากคนเราทำขึ้น แต่สติปัญญาที่เกิดจากพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายนั้น เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ระดับโลกุตรธรรม ที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน มีความมั่นคง ไม่แปรเปลี่ยนอีกแล้ว

สำหรับสติปัญญาระดับปุถุชน ก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา เช่นกัน แต่เป็น ศีล สมาธิ ปัญญาที่จะต้องระมัดระวัง เพราะยังอยู่ในขั้นโลกียธรรม ยังคงมีความเปลี่ยนแปลงผันแปรได้เสมอ”

คำตอบของหลวงปู่ดูลย์ดังกล่าวนั้น ชี้ให้เห็นถึง ไหวพริบและปฏิภาณในการอธิบายข้อธรรมที่ลุ่มลึกได้อย่างฉับไว โดยสามารถยกสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคิดไม่ถึง มาเป็นตัวอย่างประกอบ ชี้ให้เห็นปัญหาที่ไต่ถามได้อย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งนับว่าเป็นการอธิบายข้อธรรมที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง

๖๔ ภาวนา กับ นิมิต

หลวงพ่อเพิ่มได้เล่าถึงประสบการณ์ในการปฏิบัติกัมมัฏฐาน สมัยเริ่มต้นเมื่อครั้งยังเป็นสามเณรว่า ตอนที่ฝึกกัมมัฏฐานใหม่ๆ นั้น ท่านยังไม่ประสีประสาอะไรเลย หลวงปู่ดูลย์ ได้แนะนำถึงวิธีการทำสมาธิ ว่าควรนั่งอย่างไร ยืน เดิน นอน ควรทำอย่างไร

ในชั้นต้น หลวงปู่ให้เริ่มที่การนั่ง เมื่อนั่งเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ให้หลับตาภาวนา “ พุทโธ” ไว้ อย่าส่งใจไปคิดถึงสิ่งอื่น ให้นึกถึงแต่ พุทโธ-พุทโธ เพียงอย่างเดียว ก็จดจำ นำไปปฏิบัติตามที่หลวงปู่สอน

ปกติของใจเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง มักจะคิดฟุ้งซ่านไปโน่นไปนี่เสมอ ในระยะเริ่มต้น คนที่ไม่เคยฝึกมาก่อน อยู่ๆ จะมาบังคับให้มันหยุดนิ่ง คิดอยู่แต่ พุทโธ ประการเดียว เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

สามเณรเพิ่มก็เช่นกัน เมื่อภาวนาไปตามที่หลวงปู่สอนได้ระยะหนึ่ง ก็เกิดความสงสัยขึ้น จึงถามหลวงปู่ว่า 

“เมื่อหลับตาภาวนาแต่พุทโธ แล้วจะเห็นอะไรครับ หลวงปู่”

หลวงปู่บอก 

“อย่าได้สงสัย อย่าได้ถามเลย ให้เร่งรีบภาวนาไปเถิด ให้ภาวนา พุทโธ ไปเรื่อยๆ แล้วมันจะรู้เอง เห็นเองแหละ”

มีอยู่คราวหนึ่งขณะที่ สามเณรเพิ่ม ภาวนาไปได้ระยะหนึ่ง จิตเริ่มสงบ ก็ปรากฏร่างพญางูยักษ์ดำมะเมื่อมขึ้นมาอยู่ตรงหน้า มันจ้องมองท่านด้วยความประสงค์ร้าย แผ่แม่เบี้ยส่งเสียงขู่ฟู่-ฟู่อยู่ไปมา

สามเณรเพิ่มซึ่งเพิ่งฝึกหัดภาวนาใหม่ๆ เกิดความหวาดกลัว ผวาลืมตาขึ้น ก็ไม่เห็นพญางูยักษ์ จึงรู้ได้ทันทีว่า สิ่งที่ตนเห็นนั้นเป็นการเห็นด้วยสมาธิจิต ที่เรียกว่า นิมิต นั่นเอง จึงได้หลับตาลงภาวนาต่อไป พอหลับตาลงเท่านั้นก็พลันเห็นงูยักษ์แผ่แม่เบี้ยส่งเสียงขู่ ทำท่าจะฉกอีก แม้จะหวาดกลัวน้อยลงกว่าครั้งแรก แต่ก็กลัวมากพอที่จะต้องลืมตาขึ้นอีก

เมื่อนำเรื่องนี้ไปถามหลวงปู่ ได้รับคำอธิบายว่า

“อย่าส่งใจไปดู ไปรู้ ในสิ่งอื่น การภาวนา ท่านให้ดูใจของตนเองหรอก ท่านไม่ให้ดูสิ่งอื่น”

“การบำเพ็ญกัมมัฏฐานนี้ ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดขึ้น ไปรู้ไปเห็นอะไร เราอย่าไปดู ให้ดูแต่ใจ ให้ใจอยู่ที่พุทโธ

เมื่อกำลังภาวนาอยู่ หากมีความกลัวเกิดขึ้น ก็อย่าไปคิดในสิ่งที่น่ากลัวนั้น อย่าไปดูมัน ดูแต่จิตของเราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แล้วความกลัวมันจะหายไปเอง”

หลวงปู่ได้ชี้แจงต่อไปว่า 

สิ่งที่เราไปรู้ไปเห็นนั้น บางทีก็จริง บางทีก็ไม่จริง เหมือนกับว่า คนที่ภาวนาแล้ว ไปรู้ไปเห็นสิ่งต่างๆ เข้า การที่เขาเห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้น มันไม่จริง เหมือนอย่างที่เราดูหนัง เห็นภาพในจอหนัง ก็เห็นภาพในจอจริงๆ แต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง เพราะความจริงนั้น ภาพมันไปจากฟิล์มต่างหาก

ฉะนั้น ผู้ภาวนาต้องดูที่ใจอย่างเดียว สิ่งอื่นนอกจากนั้นจะหายไปเอง ให้ใจมันอยู่ที่ใจนั้นแหละ อย่าไปส่งออกนอก

ใจนี้มันไม่ได้อยู่จำเพาะที่ว่า จะต้องอยู่ตรงนั้นตรงนี้ คำว่า “ใจอยู่กับใจ” นี้คือ คิดตรงไหน ใจก็อยู่ตรงนั้น และ คิดนึก ก็คือ ตัวจิตตัวใจ

หากจะเปรียบไปก็เหมือนเช่น รูปกับฟิล์ม จะว่ารูปเป็นฟิล์มก็ได้ จะว่าฟิล์มเป็นรูปก็ได้ ใจอยู่กับใจ จึงเปรียบเหมือนรูปกับฟิล์มนั่นแหละ

แต่โดยหลักปฏิบัติแล้ว ใจก็เป็นอย่างหนึ่ง สติก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ที่จริงแล้วมันก็เป็นสิ่งเดียวกัน เหมือนหนึ่งว่า ไฟกับกระแสไฟ ความสว่างกับไฟก็อันหนึ่งอันเดียวกันนั่นแหละ แต่เรามาพูดให้เป็นคนละอย่าง

ใจอยู่กับใจ จึงหมายถึง ให้มีสติอยู่กำกับมันเอง ให้อยู่กับสติ

แต่สติสำหรับปุถุชน หรือ สติสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติ เป็นสติที่ยังไม่มั่นคง มันจึงมีลักษณะขาดช่วงเป็นตอนๆ ถ้าเราปฏิบัติจนสติมันต่อกันได้เร็ว จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เป็นแสงสว่างอย่างเดียวกัน

อย่างเช่น สัญญาณออด ซึ่งที่จริง มันไม่ได้มีเสียงยาวติดต่อกันเลย แต่เสียงออด-ออด-ออด ถี่มาก จนความถี่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราจึงได้ยินเสียงออดนั้นยาว

ในการปฏิบัติ ที่ว่า ปฏิบัติจิต ปฏิบัติใจ โดยให้ใจอยู่กับใจนี้ ก็คือให้มีสติกำกับใจ ให้เป็นสติถาวร ไม่ใช่เป็นสติคล้ายๆ หลอดไฟที่จวนจะขาด เดี๋ยวก็สว่างวาบ เดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็สว่าง แต่ให้มันสว่างติดต่อกันไปตลอดเวลา

เมื่อสติมันติดต่อกันไปอย่างนี้ ใจมันก็มีสติควบคุมอยู่ตลอดเวลา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อยู่กับตัวรู้ตลอดเวลา”

ตัวรู้ก็คือ สตินั่นเอง

หรือจะเรียกว่า “พุทโธ” ก็ได้ พุทโธที่ว่า รู้ ตื่น เบิกบาน ก็คือตัวสตินั่นแหละ

เมื่อมีสติ ความรู้สึกนึกคิดอะไรต่างๆ มันก็จะเป็นไปได้โดยอัตโนมัติของมันเอง เวลาดีใจก็จะไม่ดีใจจนเกินไป สามารถพิจารณารู้ได้โดยทันทีว่า สิ่งนี้คืออะไรเกิดขึ้น และเวลาเสียใจ มันก็ไม่เสียใจจนเกินไป เพราะว่าสติมันรู้อยู่แล้ว

คำชมก็เป็นคำชนิดหนึ่ง คำติก็เป็นคำชนิดหนึ่ง เมื่อจับสิ่งเหล่านี้มาถ่วงกันแล้ว จะเห็นว่ามันไม่แตกต่างกันจนเกินไป มันเป็นเพียงภาษาคำพูดเท่านั้นเอง ใจมันก็ไม่รับ

เมื่อใจมันไม่รับ ก็รู้ว่าใจมันไม่มีความกังวล ความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆก็ไม่มี ความกระเพื่อมของจิตก็ไม่มี ก็เหลือแต่ความรู้อยู่ในใจ

สามเณรเพิ่มจดจำคำแนะนำสั่งสอนจากหลวงปู่ไปปฏิบัติต่อ ปรากฏว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว ไม่ทำให้ท่านหวาดหวั่นใจอีกเลย

ทำให้ท่านสามารถโน้มน้าวใจสู่ความสงบ ค้นพบปัญญาที่จะนำสู่ความสุขสงบในสมาธิธรรมตั้งแต่บัดนั้นมา

๖๕. สามเณรขอลาสึก

ดังที่หลวงปู่อธิบายแต่ต้นว่า ศีลสมาธิ ปัญญา ของผู้ปฏิบัติทุกคนเหมือนกันหมดแต่ต่างระดับกัน มีความแหลมคมรอบรู้ธรรมไม่เหมือนกัน ในระดับของผู้บรรลุธรรมขั้นสูง เป็นโลกุตรธรรม ที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน มีความมั่นคงไม่แปรเปลี่ยนอีกแล้ว

แต่ศีล สมาธิ ปัญญา ของปุถุชน ซึ่งอยู่ในขอบข่ายของโลกียธรรม ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงผันแปรได้เสมอ

ดังเช่น สามเณรเพิ่ม แม้จะปฏิบัติภาวนามาร่วม ๓ ปี แต่ก็ยังไม่อาจยกระดับจิตระดับใจ ก้าวขึ้นสู่ภูมิธรรมขั้นโลกุตระได้ ความผันแปรในใจจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือ ในช่วงของพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นปีที่ ๓ แห่งการบวชสามเณรเพิ่มวัย ๑๘ ปี เกิดมีความอยากจะสึกหาลาเพศ ไปใช้ชีวิตฆราวาสเต็มกำลัง

สามเณรเพิ่มเข้าไปกราบขอลาสึกจากหลวงปู่ถึง ๓ ครั้ง แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ หลวงปู่ตอบปฏิเสธทุกครั้ง สามเณรเพิ่มเฝ้าเพียรพยายามหาลู่ทางขอสึกให้ได้

หลังจากจดๆ จ้องๆ มองหาโอกาสอยู่หลายวัน จนกระทั่งเห็นว่าโอกาสเหมาะ หลวงปู่พักผ่อนอยู่ในกุฏิองค์เดียว สามเณรเพิ่มจึงตั้งใจว่า วันนี้ล่ะ อย่างไรเสียต้องลาสึกให้ได้ จึงจัดหาดอกไม้ธูปเทียนใส่ฝาบาตร ค่อยย่องเข้าไปหาหลวงปู่ในกุฏิ

ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม พอสามเณรโผล่หน้าเข้าไป หลวงปู่เหลือบมองมานิดหนึ่ง แต่ไม่พูดอะไร สามเณรค่อยคลานเข้าไปกราบหลวงปู่ แล้วพูดว่า 

“หลวงปู่ครับ ขอให้ผมบีบนวดให้หลวงปู่นะครับ”

สามเณรเพิ่มไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมต้องพูดเช่นนั้น ทั้งๆ ที่เตรียมคำพูดมาอย่างดี และตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วก็ตาม

สามเณรบีบนวดหลวงปู่ตั้งแต่ ๑ ทุ่ม จนกระทั่งถึง ๖ ทุ่ม หลวงปู่ไม่เอ่ยปากพูดแม้แต่คำเดียว พอเลย  ๖ ทุ่มไปเล็กน้อย ท่านจึงเอ่ยปากว่า

“เอาละ ! แค่นี้พอแล้ว คงจะนวดเป็นที่พอใจแล้ว

๘๑. ถามปัญหาได้ทุกเมื่อ


หลวงปู่เคยเล่าว่า ความหนักอกหนักใจ ที่สำคัญอย่างหนึ่ง ของนักปฏิบัติคือ การขาดกัลยาณมิตร ที่มีความสามารถแนะนำแนวทาง และวิธีแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติให้ได้ตลอดสาย

บางทีแม้มีกัลยาณมิตร คือมีครูบาอาจารย์ที่สามารถ แต่ท่านก็บังเอิญอยู่ไกลบ้าง โอกาสไม่อำนวยบ้าง ทำให้ไม่อาจแก้ไขแนวทางปฏิบัติไต้ทันท่วงที ทำให้เกิดความเนิ่นช้าไปโดยใช่เหตุ

ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ บางครั้งทำให้หลงวกวนไปไกล จนกระทั่งหลงผิดไปก็มี บางกรณี ถ้ามีผู้ชี้แนะให้ทันการ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวง ทั้งแก่เพื่อนนักปฏิบัติ และทั้งแก่กิจการพระศาสนาเอง

ด้วยเหตุที่หลวงปู่เล็งเห็นอย่างนี้ ท่านจึงมักย้ำอยู่เสมอว่า ผู้ใดมีปัญหาหรือข้อสงสัย แม้เล็กน้อย ในทางปฏิบัติ ขออย่าได้รอลังเล หรือว่าเกรงอกเกรงใจอะไร ขอให้ไปพบ เพื่อไต่ถามท่านได้ตลอดเวลา

แม้ว่าเมื่อไปแล้วพบว่า หลวงปู่เข้าที่ไปเสียแล้ว ก็ขอให้เรียกได้ทันที อย่าได้ต้องพลาดโอกาส ให้สูญเสียประโยชน์ใหญ่ เพราะเหตุความเกรงใจเพียงเล็กน้อยเลย

ตัวอย่างในเรื่องนี้ เมื่อครั้งที่หลวงปู่นอนรับการรักษาพยาบาล อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ขณะที่กำลังนอนใส่ท่อออกซิเจนช่วยหายใจอยู่ ได้มีผู้เข้ากราบเรียนถามธรรมะท่าน หลังเที่ยงคืนไปแล้ว หลวงปู่ไม่สามารถลุกนั่งได้ แต่ท่านก็เมตตาตอบให้ จนผู้ถามพอใจ และเมื่อเขากราบลากลับไปแล้ว ท่านยังชมเขาว่า “รู้จักธรรมะใช้ได้”

หลวงปู่ได้พูดถึงตัวท่านว่า ตัวท่านนั้นเป็นเพียงนักปฏิบัติเฒ่าชรา ที่ผ่านประสบการณ์มานานปี พอจะสามารถเป็นกัลยาณมิตรได้บ้าง อย่าได้ลำบากใจว่า ต้องมามีท่านเป็นครูบาอาจารย์ และตนเองต้องมาเป็นศิษย์ ขอให้ถือท่านเป็นเพื่อนผู้ร่วมศึกษาหาแนวทางรอด

หลวงปู่เองก็ไม่เคยถือใครว่าเป็นศิษย์ หรือถือตัวท่านเป็นอาจารย์ของผู้ใด นี่เป็นปฏิปทาของหลวงปู่ ที่มีต่อเพื่อนสหธรรมิกทุกหมู่เหล่า ปรากฏอยู่อย่างนี้เสมอมา จนตลอดชีวิตของท่าน ท่านก็ไม่เคยอ้าง หรือวางตนในฐานะครูบาอาจารย์เลย

ทั้งนี้ก็มียกเว้นบ้างสำหรับศิษย์ใกล้ชิดจริงๆ ซึ่งท่านถือเป็นเสมือนลูกหลาน หรือผู้คุ้นเคย เวลาอธิบายชี้แจงปัญหาธรรม หลวงปู่มักจะพูดว่า 

“ผมเข้าใจว่าอย่างนี้นะ เท่าที่ผมเคยปฏิบัติมาผม แก้ไขอย่างนี้ ผมทำอย่างนี้ คุณลองนำไปประกอบพิจารณาดู อาจจะได้ข้อคิดว่าควรปฏิบัติของตนอย่างไร”

หรือบางทีท่านก็ว่า 

“ท่านอาจารย์ใหญ่เคยบอกว่าอย่างนี้ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เคยประสบ แล้วท่านแก้อย่างนี้”

หรือว่า 

“ท่านอาจารย์ใหญ่เคยแนะไว้อย่างนี้ ผมก็พบมาและแก้ไขตัวเอง แต่ของคุณจะเป็นอย่างไร ลองเอาไปเทียบเคียงดู เพราะธรรมของใครก็ของมัน ธรรมของพระพุทธเจ้าก็ของพระพุทธเจ้า ของท่านอาจารย์ใหญ่ก็ของท่านอาจารย์ใหญ่ ของผมก็ของผม และธรรมของคุณก็ของคุณ แม้มีเป้าหมายเดียวกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน ทางใครทางมัน”


ลูกศิษย์ลูกหาเคยถามว่า 

“ได้ยินมาว่าท่านอาจารย์ใหญ่ (ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต) ท่านแนะแนวทางแก่ผู้สงสัยได้อย่างชัดเจน เหมือนประสบด้วยตนเอง ซึ่งบางครั้งผู้สงสัยไต่ถามเอง ยังบอกเล่าไม่ค่อยจะถูกด้วยซ้ำ เป็นความจริงไหม?”

พอได้ยินนาม “ท่านอาจารย์ใหญ่” เท่านั้น หลวงปู่ก็รวบเนื้อรวบตัวอย่างเรียบร้อย แล้วจึงตอบด้วยเสียงอันเปี่ยมไปด้วยคารวะนอบน้อมว่า

“ท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านมีญาณใหญ่หลวง หาผู้ใดเทียบมิได้ ท่านย่อมแนะนำบุคคลได้อย่างถูกต้อง ไม่มีผิดพลาดเลย”

ตามปกติในด้านการคณะสงฆ์ก็ดีในด้านอื่นๆ ก็ดีหลวงปู่จะตอบสนองปฏิบัติตนไปตามสมควรอย่างธรรมดา แต่สำหรับวิธีการปฏิบัติ หรือยิ่งเมื่อมีผู้มาสนทนาไต่ถามปัญหา จะสังเกตเห็นว่า หลวงปู่จะมีท่าทางคึกคักเข้มแข็งกว่าธรรมดา สามารถอยู่สนทนากับนักปฏิบัติได้ดึกๆ ดื่นๆ ถึงตีสองตีสาม หรือบางคืนถึงสว่างคาตาก็มี

ที่น่าประหลาดก็คือ บางครั้งหลวงปู่ไม่ได้เป็นผู้พูด หรือผู้อธิบายอะไร แต่ผู้อื่นเป็นผู้คุยให้ท่านฟัง ท่านก็ฟังด้วยความเอาใจใส่ สนใจอย่างจริงจัง และด้วยท่าทางที่มีความสุขอย่างยิ่ง เมื่อได้ฟังว่า ผู้นั้นประสบปัญหาในทางปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านก็จะซักว่า แก้ไขอย่างไร เมื่อทราบว่าเขาแก้ไขแล้วเป็นอย่างนี้ แล้วต่อมาเป็นอย่างนี้ ท่านก็จะชื่นชมยินดี ชมเชยว่ามีปัญญาแยบคายจริงๆ แล้วเล่าเทียบเคียงว่า เมื่อท่านเจอปัญหาแบบนี้ ท่านแก้อย่างนั้น และท่านพระอาจารย์ใหญ่เคยสอนไว้ว่าอย่างนั้นๆ ดูเป็นที่สนุกสนานบันเทิงในการสนทนาธรรมกันตลอดทั้งคืน ด้วยอาการอย่างนี้

๘๒ การถามปัญหาที่น่าพิศวง

หลวงปู่เป็นผู้ที่มีความยินดีต่อการได้อธิบายปัญหาในแนวทางปฏิบัติธรรม รวมทั้งยอมรับและชอบฟังแนวทางปฏิบัติของผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร เด็กหรือผู้ใหญ่ ฆราวาสหรือบรรพชิต ท่านให้ความสนใจและพอใจ ทั้งนั้น

ถ้ามีผู้สนใจ และตั้งใจปฏิบัติแล้วปรากฏผล เช่นมีนิมิตเกิดขึ้น หรือมีลักษณะอาการอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เกิดสงสัยว่าควรปฏิบัติต่อไปอย่างไร แล้วนำมาไต่ถาม เพื่อให้ท่านชี้แนะแนวทาง อย่างนี้หลวงปู่จะคึกคักเข้มแข็งเป็นพิเศษ และจะให้คำแนะนำได้ตลอดสาย โดยลักษณะการร่วมปรึกษาหารือ และศึกษาเทียบเคียงดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

หลวงปู่มีปฏิภาณไหวพริบที่เฉียบคม อธิบายได้รวบรัดจำกัดความทั้งแน่นอนและตรงจุด และก้าวหน้าไปตลอดเป็นลำดับ ไม่ขาดสาย ไม่ทำให้ผู้สนใจไต่ถามผิดหวังเลย ต่างก็ได้รับความพอใจและความอบอุ่นซึ้งใจโดยทั่วกัน

มีหลายท่านที่เคยศึกษาและปฏิบัติในสำนักต่างๆ มาก่อน บางท่านก็มีความภาคภูมิใจในวิหารธรรมของตน พอใจว่าตนถึงที่สุดแล้วก็มี เมื่อหลวงปู่ชี้แนะเพียงคำสองคำ ท่านเหล่านั้นก็พอใจ เข้าใจ เกิดความปลอดโปร่งโล่งใจ และออกปากว่าเบาใจและหายข้อสงสัยแล้ว

บางท่านเข้าใจตนเองผิดก็มี เช่นตัวเองติดอยู่ที่ “อสัญญีภพ” อันเป็นจุดบอดอยู่ที่ “โคตรภูญาณ” ซึ่งเป็นจุดรวมระหว่าง โลกียภูมิและ โลกุตรภูมิ ติดแนบแน่นอยู่ที่ตรงนั้น โดยไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรเลย กลับสำคัญว่า ตนไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะจิตไม่เกาะเกี่ยวอะไร เกิดอวิชชาแห่งความไม่ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา เมื่ออยู่ตามปกติก็หงอยเหงาเซาซึม เพราะจิตขาดความคล่องตัว ขาดปัญญา ยิ่งนานวันเข้า ความงมโง่ก็ยิ่งเพิ่มพูน แต่ตนเองไม่รู้ตัว ต้องมีคนช่วย


ครั้นหลวงปู่แนะนำ พอฟังได้ความเข้าใจก็สะดุ้งสะท้านขึ้น ค่อยรู้สึกตัว ในหลายกรณี หลวงปู่จะพูดจี้จุดแรงๆ หรือไม่ก็เป็นคำที่เข้าไปจี้ใจ กระแทกจุดจนกระทั่งจิตเคลื่อนออกจากอสัญญีภพนั้นๆ ได้

หลวงปู่บอกว่า 

เขาปฏิบัติมาได้ถึงขั้นนี้ ก็นับว่ามีความสามารถไม่น้อย เพียงแต่กำลังสติอ่อนไปหน่อย ไม่เหมาะสมกลมกลืนกัน ปัญญาแก้ไม่ทัน เลยตกอสัญญีภพไปอย่างน่าเวทนา พอชี้แนะคำสองคำ ให้เขารู้เรื่องเข้าใจ ต่อไปเขาก็แก้ไขได้เอง เมื่อเขาปรับปรุงให้กำลังแก่ธรรมทั้งมวลผสมผสานสอดคล้องกลมกลืนกันได้ อริยมรรคสมังคี ก็ย่อมเป็นไปเองตามกฎแห่งธรรมดา

บรรดาท่านทั้งหลาย ทั้งที่มีภูมิการปฏิบัติสูง ทั้งที่กำลังดำเนินไปอยู่และที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติ ที่มาสนทนาธรรม ไต่ถามปัญหากับหลวงปู่นั้น ต่างก็มีหัวข้อธรรมและวิธีการไต่ถามแตกต่างกันไปโดยประการต่างๆ ซึ่งล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น น่าเสียดายที่ผู้เขียนและผู้ใกล้ชิดอื่นๆ มิได้สำเหนียกถึงการจดบันทึกโดยละเอียดไว้ ไม่เช่นนั้น จะได้ตัวอย่างที่เป็นประโยชน์ใหญ่หลวง แก่การศึกษาและปฏิบัติต่อไป

ในบรรดาการถามปัญหานั้น มีการถามแบบแปลกๆ น่าพิศวงอยู่หลายท่าน ตัวอย่างเช่น

ท่านพระอาจารย์เฉลียว ถามหลวงปู่เพียงคำเดียวแล้วไม่ถามอะไรอีก 

ผู้เขียน (พระราชวรคุณ) ก็พาซื่อ หวังจะให้ท่านได้ประโยชน์ที่อุตส่าห์แวะมา จึงกระตุ้นท่านว่า “ทำไมไม่ถามต่อ” 

ท่านตอบว่า “หมดคำถาม พอใจในคำตอบของหลวงปู่แล้ว”

ที่แปลกประหลาดที่สุดที่ผู้เขียนทราบแน่ชัด เพราะเกิดขึ้นที่วัดบูรพารามนี่เอง มีพระภิกษุผู้สนใจในการปฏิบัติ และได้ดำเนินตามแนวทางที่หลวงปู่สั่งสอนมาพอสมควรแล้ว 

วันหนึ่งขณะที่หลวงปู่นั่งพักผ่อนอยู่ใต้หอระฆัง ภิกษุผู้นั้นเดินผ่านมาทางผู้เขียน ผู้เขียนถามว่า 

“ท่านจะไปไหน” 

ภิกษุผู้นั้นตอบว่า 

“มีปัญหาบางอย่างจะเรียนถามหลวงปู่”

ผู้เขียนก็ชี้บอกว่า หลวงปู่อยู่ที่หอระฆัง ท่านก็เดินไปหาหลวงปู่ และเข้าไปนั่งใกล้ด้วยอาการนอบน้อมอย่างดี ทั้งท่านผู้นั้น ทั้งหลวงปู่ต่างองค์ต่างนิ่งเฉยเป็นเวลานานพอสมควร สังเกตว่าไม่ได้พูดอะไรกันเลย ได้แต่มองหน้ากันเงียบเฉยอยู่ ครั้นแล้วท่านรู้นั้นก็กราบลาหลวงปู่ ลุกขึ้นยอบตัวเดินออกมาจากหอระฆัง ด้วยสีหน้าอิ่มเอิบยินดี


ผู้เขียนอดรนทนไม่ได้ เมื่อท่านผู้นั้นผ่านมาจึงถามว่า 

“ไม่ได้ถามปัญหาหลวงปู่หรือ”

ท่านตอบว่า “ถามเรียบร้อยแล้ว” 

“อ้อ! แล้วหลวงปู่ไม่ตอบหรือ” 

“ตอบแล้ว” ท่านยิ้มอย่างยินดี ตอบว่า

“หลวงปู่ตอบอย่างกระจ่างแจ้งชัดเจนและไพเราะเพราะพริ้งที่สุด”

ผู้เขียนอดกลั้นอยู่ไม่ไหว ยอมปล่อยโง่ออกไปว่า 

“เอ๊ะ! ก็ผมเห็นว่าท่านก็ได้พูดอะไรกันนี่นา”

ท่านผู้นั้นหยุดยิ้ม มองผู้เขียน แล้วพูดว่า 

“การพูดไม่สามารถตอบปัญหาได้ทุกปัญหาหรอก” ว่าแล้วก็เดินจากไป 

คำพูดนี้ยังจับใจผู้เขียนอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้

๘๓. ตอบคำถามเกี่ยวกับยักษ์

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เรื่องที่เกิดขึ้นดูจะเกินภูมิธรรมความสามารถของผู้เขียน แต่เห็นว่าควรนำมากล่าวไว้ เพื่อเป็นข้อสังเกตสำหรับนักปฏิบัติทั้งหลาย จะได้นำไปเทียบเคียงศึกษาดู เพื่อประโยชน์แก่การกำหนดแนวทางปฏิบัติเฉพาะตนๆ ต่อไป หากขาดตกบกพร่องอย่างไร จะตำหนิกันก็ไม่ว่า เพราะยอมรับว่าโง่ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่เสร็จจากศาสนกิจในพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวัง ก็กลับมาพำนักที่พระตำหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศวิหาร ครั้นหลวงปู่สรงน้ำเสร็จ ก็เอนกายพักผ่อน ให้ภิกษุสามเณรบำเพ็ญอาจาริยวัตร ด้วยการนวดเฟ้นพัดวีต่างๆ

ครั้งนั้น พระราชาคณะรูปหนึ่ง ก็แวะเข้ามาเยี่ยม ขอโอกาสว่า ให้หลวงปู่ผู้เฒ่าเอนกายพักผ่อนตามสบาย เพราะประสงค์เพียงแวะมาคุยอย่างกันเอง ด้วยความคุ้นเคย

ในระหว่างการสนทนาด้วยเรื่องราวหลากหลายนั้น ท่านเจ้าคุณผู้นั้นเอ่ยขึ้นตอนหนึ่งว่า “เขาว่า คนที่สนใจเรียนคาถาอาคมอันศักดิ์สิทธิ์สมัยก่อนเป็นยักษ์”

หลวงปู่ลุกขึ้นนั่งทันที แล้วกล่าวว่า

“ผมมิได้สนใจในเรื่องเหล่านี้เลย ท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณเองเคยศึกษาถึง ปัญจทวารวัชชนจิต ไหม ?ปัญจทวารวัชชนจิตนี้ คือ กิริยาจิตที่แฝงอยู่กับทวารทั้ง ๕ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้นกาย เป็นกิริยาจิตที่ทำหน้าที่ประจำรูปกาย อาศัยอยู่ตามทวารทั้ง ๕ เป็นทางที่ติดต่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างจิต กับสิ่งภายนอก หรืออารมณ์ภายนอก เป็นกิริยาจิตอยู่อย่างนั้น เป็นอยู่อย่างนั้น ห้ามไม่ได้ บังคับไม่ให้เป็นไปไม่ได้ แต่อาจเป็นพาหะให้เกิดทุกข์ได้ และที่น่าตื่นใจก็คือ ให้กิริยาจิตเหล่านี้ เป็นไปได้โดยประการที่ทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ได้อันนี้แหละที่น่าสนใจ น่าสำเหนียกศึกษาที่สุด ว่าทำอย่างไร เมื่อตาเห็นรูปแล้วรู้ว่าสวยงาม หรือน่ารังเกียจอย่างไร แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้เมื่อหูได้ยินเสียง รู้ว่าไพเราะ หรือน่ารำคาญอย่างไร แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้เมื่อลิ้นได้ลิ้มรส รู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย เปรี้ยวหวานมันเค็มอย่างไร แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้เมื่อจมูกได้กลิ่นหอมหรือเหม็นอย่างไร แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้เมื่อกายสัมผัสโผฏฐัพพะ รู้ว่าอ่อนแข็งเป็นอย่างไร แล้วก็หยุดเพียงเท่านี้ครั้นเมื่อศึกษาถึงขั้นนี้แล้ว ก็จะปรากฏเหตุอันน่าอัศจรรย์ที่เรียกว่า หัสสิตุปปาทะ คือกิริยาที่จิตยิ้มขึ้นมาเองโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ หาสาเหตุที่มาไม่ได้อัน หัสสิตุปปาทะ หรือ กิริยาที่จิตยิ้มเองนี้ ย่อมไม่ปรากฏมีในสามัญชนโดยทั่วไปดังนั้นนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ควรกระทำไว้ในใจ ในอันที่จะสำเหนียกศึกษา ทำความกระจ่างแจ้งใน อเหตุกจิต อันนี้ เพื่อเป็นบรรทัดฐาน ในการปฏิบัติ
ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า เมื่อปฏิบัติไปถึงลำดับนี้แล้ว จิตจะเกิดยิ้มขึ้นมาเอง ไม่มีการกระทำ ไม่มีการบังคับให้เกิดขึ้น ย่อมเป็นไปเองโดยไม่รู้ตัวอนึ่ง เมื่อปฏิบัติดามหลัก จิตเห็นจิต อันมีการ หยุดคิดหยุดนึก เป็นลักษณะ ถ้าใช้ปัญญาอันยิ่ง สอดส่องสำรวจตรวจตราดูตามทวารทั้ง ๕ เหล่านี้ เพื่อจะหาวิธีป้องกันที่จิตจะแล่นไปหาเรื่องใส่ตัวในภายนอก ก็จะเห็นและเข้าใจได้ว่า เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่คนเราใช้ทวารทั้ง ๕ เหล่านั้น กระทำการอันสัมพันธ์กับภายนอกเมื่อพิจารณาให้ถ้วนถี่ยิ่งขึ้นก็จะได้อธิบายอันแยบคาย ว่าในขณะที่เกิดสัมพันธภาพกับภายนอก จิตก็ควรจะกำหนดให้อยู่ในจิต เมื่อเห็นก็กำหนดให้รู้เท่าทันการเห็น แต่ไม่ถึงกับต้องรำพึงรำพันออกมาว่า เห็นแล้วนะ เห็นแล้วหนอ อะไรหนอ เพราะขณะจิตหนึ่งๆ นั้น มันไม่กินเวลาอะไร เมื่อรู้เท่าทันแล้วก็ไม่ต้องไปรำพึงรำพัน เป็นการปรุงแต่งเพิ่มเติมอีกในการกำหนดให้รู้ให้เท่าทันนั้น อย่าได้ถูกลวงด้วยสัญญาแห่งภาษาคนภาษาโลก ดังเช่นการรู้เท่าทันคนที่จะมาหลอกลวงเรา เป็นต้นการรู้เท่าทันอารมณ์ ในภาษาธรรมนั้น หมายความว่า ความ “รู้” จะต้องทันกันกับการรับอารมณ์ของทวารทั้ง ๕ เช่น ในขณะที่ตาเห็นรูป จะต้องมีสติรู้อยู่อย่างเต็มที่ สมบูรณ์ มีความรู้ตัวพร้อมอยู่ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องรู้อะไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกข์อันอาศัยปัจจัยคือ การเห็น เป็นต้นนั้น ย่อมไม่เกิดและเราก็จะสามารถมองอะไร ได้อย่างอิสรเสรี โดยที่รูปหรือสิ่งที่เรามองเห็น ไม่อาจมีอิทธิพลอันใดเหนือเราได้เลยแม้แต่น้อยปัญจทวารวัชชนจิต หรือกิริยาจิตที่แล่นอยู่ตามทวารทั้ง ๕ ย่อมสัมพันธ์กันกับมโนทวาร ในมโนทวารนั้นมี มโนทวารวัชชนจิต อันเป็นกิริยาจิตที่แฝงอยู่ มีหน้าที่คิดนึกต่างๆ สนองตอบอารมณ์ที่มากระทบไปตามธรรมดาดังนั้นในทางปฏิบัติ จะให้หยุดคิดหยุดนึกทุกกรณี ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ด้วยการอาศัยอุบายวิธีดังกล่าวนี้แหละ เมื่อจิตตรึกความนึกคิดอันใดออกมา ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ก็ทำความกำหนดรู้พร้อมให้เท่าทันกันเช่นเดียวกัน เมื่อมีความรู้พร้อมทันๆ กันกับการรับอารมณ์ ดังนี้แล้วปัญญาที่รู้เท่าเอาทัน ย่อมตัดวัฏจักรให้ขาดออกจากกัน ไม่อาจสืบเนื่องหมุนเวียนต่อไปได้กล่าวคือ การก่อรูปก่อร่างต่อไปของจิต ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ และความไม่ยึดมั่นถือมั่นก็มีอยู่เอง โดยไม่ต้องมีการลวงๆ ว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลย ความไม่ยึดมั่นนั้น ก็เป็นแต่เพียงชื่อที่เรานำมาใช้เรียกขานกันให้รู้เรื่อง เมื่อวัฏฏะมันขาดไปเท่านั้นโดยนัยอย่างนี้ จึงน่าจะศึกษาให้เข้าใจ ในอันที่จะกำหนดรู้อย่างไร จึงจะถูกต้อง เมื่อจิตกระทบเข้ากับอารมณ์ภายนอกอย่างไร ก็ให้หยุดอยู่แค่นั้น อย่าไปทะเลาะวิวาทโต้แย้ง อย่าไปเอออวยเห็นดีเห็นงาม ให้จิตได้โอกาสก่อรูปก่อร่าง เป็นตุเป็นตะ เป็นเรื่องราวยืดยาวออกไป อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป อย่าไปใส่ใจอีกต่อไป พอกันเพียงรู้อารมณ์เท่านี้ หยุดกันเพียงเท่านี้”

๘๔. เรื่องจิตเรื่องอิทธิฤทธิ์

เรื่องต่อไปนี้ท่านเจ้าคุณ พระราชวรคุณ ได้เล่าให้ฟังเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เป็นการถอดคำพูดจากการบันทึกเทป ดังนี้

“ถ้าจะพูดไปแล้วนะ อาจารย์ (หมายถึง อ.ปฐม-อ.ภัทรา นิคมานนท์) เรื่องของ จิต หรือ อิทธิฤทธิ์ นี้ อาตมาก็ไม่อยากจะใช้คำว่าอิทธิฤทธิ์ เพราะหลวงปู่ท่านไม่นิยม และก็ไม่ทำ ไม่แสร้งทำ ไม่อะไรด้วยทั้งนั้น ก็เลยไม่อยากใช้คำว่า เรื่องจิต เรื่องอิทธิฤทธิ์ แต่ จิต นี้ หลวงปู่ท่านก็พูดว่า “จิต”

แต่ถ้าพูดเกี่ยวกับหลวงปู่ ก็มีเรื่องแปลกๆ หรือเรื่องที่น่าอัศจรรย์เหมือนกัน ในข้อที่เราอยู่กับท่าน ท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธ ท่านก็ไม่ได้ยกย่อง ท่านก็ไม่ได้พูดเพื่ออะไรมากมาย ในเรื่องเหล่านี้ แม้แต่เรื่องไสยศาสตร์ ก็พูดกันว่า ชาวสุรินทร์เห็นมีไสยศาสตร์กันมาก สามารถใช้คาถาอาคมอะไรต่างๆ เหล่านี้แม้มีคนถามท่าน ท่านก็ไม่ค่อยอธิบาย ท่านก็บอกเพียงว่า ท่านเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน อะไรทำนองนั้น

สำหรับเรื่อง “จิต” นั้นท่านพูด คือท่านพูดเรื่อง จิต ท่านไม่ค่อยใช้คำว่า อิทธิฤทธิ์ อะไรหรอก จะใช้ว่า “พลัง” โดยมากท่านจะพูดว่า 

“พลังจิต นั้นมีอยู่ พลังจิตจะมีได้ ก็เกิดจากข้อเดียว คือพลังสมาธิ”

ถ้าผู้ใดสร้างสมาธิจิตไม่ได้ ท่านว่าพลังจิตนั้น(ก็)เกิดขึ้นไม่ได้ ถึงเกิดขึ้นก็เป็นพลังจิตที่เป็น มิจฉา หรือไม่มั่นคง เช่นว่า คนบางคน เขาใช้พลังจิตในทางที่ผิด หรือนำไปใช้ในทางรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วย ก็อาจจะมีส่วนของพลังจิตเหมือนกัน

พลังจิตที่เกิดจากสมาธิที่ถูกต้องนั้นคือ เมื่อมีสมาธิเกิดขึ้น แล้วก็อาศัยพลังแห่งจิต เพราะสมาธินั้นเกิดจาก จิตรวม คือ จิตมันละอารมณ์ต่างๆ 

เมื่อมันไปแบกเอาอารมณ์ต่างๆ ไว้มาก จิตมันก็ไม่มีกำลัง ไม่มีพลังอะไร ต่อเมื่อจิตสามารถตัดอารมณ์ต่างๆ ได้ก็เกิดสมาธิ ก็ใช้คำว่า “จิตเดียว” ที่ปราศจากอารมณ์มากเกินไป จิตก็จะเกิดมีพลังขึ้นมา

ถ้ามีพลังแล้ว-ตามที่หลวงปู่อธิบาย-ระหว่างที่จิตเราเกิดมีพลังสมาธินี่แหละ บุคคลจะเอาไปใช้ทางไหน ได้ผลในทางนั้น แต่เมื่อใช้ในทางที่เสียหาย มันก็ทำให้เสียหายได้ หรือใช้ไปในทางที่ให้ประโยชน์ ให้เกิดพลังปัญญา ก็ได้

หมายความว่า อย่างที่พูดในหลักวิชาการเรียนทางศาสนาว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ว่า ศีลทำให้เกิดการอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ฉะนั้น พลังจิตที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง หลังจากเกิดสมาธินั้น หมายถึงว่า จิตนั้นจะยกสภาวธรรมขึ้นมาไตร่ตรองให้เกิดวิปัสสนาญาณ เกิดปัญญา แล้วปัญญานั้นก็จะแจ่มแจ้งดีกว่าจิตที่ไม่เกิดสมาธิ หรือจิตที่ไม่มีสมาธิ


ฉะนั้นหลวงปู่จะใช้ว่า พลังจิตนั้นสามารถยกระดับภาวะ หรือป้องกันความทุกข์ยาก อันเนื่องจากการที่จิตส่งออกไปเพื่อรับอารมณ์ต่างๆ ได้

มีคนชอบถามหลวงปู่ เกี่ยวกับเรื่องอิทธิฤทธิ์บ้าง หรือจิตที่มีฤทธิ์ มีพลัง อย่างหนึ่งอย่างใดบ้าง นั้นก็เคยมี แต่เนื่องจากว่า หลวงปู่ท่านไม่สนใจในเรื่องสิ่งมหัศจรรย์ หรือสิ่งอัศจรรย์ในอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เหล่านี้ ท่านจึงไม่นิยมพูดให้ใครฟัง

แต่หลวงปู่ก็ยอมรับว่า จิตนั้นย่อมเป็นจิตที่มีพลัง เมื่อจิตมีพลังแล้ว มันก็จะเป็นคุณประโยชน์ได้หลายอย่าง แต่ท่านก็จะขึ้นต้นว่า จิตจะมีพลังได้นั้นก็ต่อเมื่อได้สมาธิ เมื่อทำสมาธิได้ หรือเกิดสมาธิ จิตมีอารมณ์เดียว จิตจึงจะมีพลัง เมื่อจิตมีพลังแล้ว จะหันไปใช้ทางไหนก็ย่อมได้ แม้หันไปทางที่ผิดทางพระพุทธศาสนาก็ย่อมจะได้ อย่างเช่นฤๅษีชีไพร หรืออะไรๆ นั้น ล้วนแต่เป็นสมาธิซึ่งนับว่าเป็นมิจฉาสมาธิได้

ส่วนสัมมาสมาธินั้น หมายถึงจิตที่เป็นสมาธิตามลำดับ ตั้งแต่ขั้นต้น คือ ขณิกสมาธิ จนกระทั่งเข้าสู่ อัปปนาสมาธิ อะไรในกระแสนี้ แล้วจิตนั้นก็จะเป็นพลังส่องทางไปให้เกิดปัญญา

ในทางตรงข้าม ถ้าอาศัยพลังจิตไปในเรื่องอื่น เรื่องอิทธิฤทธิ์อะไรนั้นไม่ถูกต้อง หรือไม่ถูกพุทธประสงค์ทั้งหมด

แต่ถ้าใช้พลังจิตนั้น เพื่อเป็นเหตุให้ปัญญาผุดขึ้น เพื่อจะตัดกิเลส ปัญหาและความชั่วร้ายต่างๆ เพื่อยกระดับจิตของเราให้พ้นจากทุกข์ จึงจะเป็นพลังจิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ และเป็นทางที่ถูกต้อง หลวงปู่มักจะอธิบายในแนวทางนี้

ส่วนในทางที่ว่า เอาพลังจิตไปแสดงอิทธิฤทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วรู้สึกว่าหลวงปู่จะไม่ค่อยกล่าวถึง หลวงปู่จะระมัดระวังที่สุด ในเรื่องการปฏิบัติ ให้เป็นไปในทางที่ดีที่ถูกต้อง”

๘๕. หลวงปู่แสดงอิทธิฤทธิ์บ้างไหม?

จากคำถามที่ว่า “หลวงปู่เคยแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรบ้างไหม?” ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณอธิบายดังต่อไปนี้

คือ…แม้แต่ความสนใจ ความในใจของท่าน ในเรื่องเหล่านี้ ท่านก็ไม่มีอยู่แล้ว ถามว่า ท่านเคยแสดงฤทธิ์ให้ปรากฏนั้น ท่านจะแสดงได้อย่างไร ท่านไม่แสดง ไม่ทำอย่างแน่นอน

แต่ว่า.. พูดก็พูดเถอะ เมื่อหลวงปู่มีอะไรๆ ที่เป็นความมหัศจรรย์อยู่ในตัวท่าน ก็มีสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ออกมาให้เห็นบ้าง อาตมาไม่ถือว่าท่านแสดง แต่ในฐานะที่อยู่กับท่านมานาน อาตมาเห็นว่ามีสิ่งอัศจรรย์เกี่ยวกับหลวงปู่หลายอย่าง ขอย้ำว่า 

“ไม่ใช่ฤทธิ์นะ แต่ว่ามันอัศจรรย์”

เท่าที่นึกราบทวนดูก็เห็นว่า มีอยู่หลายครั้ง อาตมาเคยนึกทบทวนอยู่ในใจ เท่าที่อาตมาเคยเห็นปรากฏ รู้สึกจะมี ๗ ครั้งด้วยกัน เราจะเรียกว่าฤทธิ์ หรืออะไรก็ไม่ทราบ?

เรื่องแรก เกี่ยวกับเรื่อง ความปลอดภัยของหลวงปู่

หลวงปู่นั้นคงจะมีภาวะอะไรที่ไม่ทำให้บาดเจ็บ ไม่ทำให้แขนขาหัก หรือ ไม่ทำให้ตายโดยอุบัติภัย อุบัติเหตุ อันนี้จะเป็นบุญหรือเป็นฤทธิ์อะไรก็สุดแท้แต่จะเรียก


เคยเห็นความคับขันในชีวิตของท่าน ไม่ว่าเกี่ยวกับเรื่องรถ ไม่ว่าใช่เรื่องเขาลอบปองร้าย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ก้อนหินกลิ้งมาจากบนภูเขาจะทับท่าน ในระหว่างที่หลวงปู่พาพระเณรไปพำนักทำงานพัฒนาเขาสวาย และฝึกอบรมกัมมัฏฐาน ให้แก่พระเณร มีก้อนหินใหญ่กลิ้งตรงมายังท่านพอดี แต่มันก็เบี่ยงหลบไป เมื่อมาใกล้ท่าน เหมือนจะมีอะไรผลักให้หลีกไปนิดหน่อย ให้ท่านพ้นภัยไป นี่เรื่องหนึ่งเท่าที่ปรากฏ

(โปรดดูในตอนที่ ๖๖ อุบัติเหตุที่เขาพนมสวาย)

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องแปลกคือ เรื่องเกี่ยวกับน้ำฝน จะว่าฤทธิ์หรือเปล่าก็ไม่ทราบ (โปรดดูรายละเอียดในตอนที่ ๓๔ เรื่องหลวงพ่อพระประธาน) เมื่อคราวหล่อพระพุทธรูปพระประธาน ในโบสถ์เสร็จแล้ว คณะกรรมการต้องการให้อัญเชิญท่านแห่รอบเมือง แต่หลวงปู่เห็นว่าไม่จำเป็น ปรากฏว่าเกิดฝนและลมพายุใหญ่ จนไม่สามารถเคลื่อนขบวนแห่ได้สำเร็จ

(เรื่องที่สาม และเรื่องอื่นๆ ได้นำเสนอในตอนต่อๆ ไป)

๘๖. หลวงปู่สามถูกทำร้าย

เรื่องที่สาม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน วัดป่าไตรวิเวก ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ ๑๓ กิโลเมตร


เรื่องนี้มีอยู่ว่า มีพระจากจังหวัดร้อยเอ็ดมาบวช และพำนักอยู่ที่วัดหลวงปู่สาม พระองค์นี้เป็นลูกคนที่มีฐานะดี เลื่อมใสในพระศาสนา จึงมาบวชในระหว่างเข้าพรรษา

พอมาถึงช่วงกลางพรรษา โรคเก่าก็กำเริบ คือพระองค์นี้เคยเป็นบ้าหรือโรคประสาทมาก่อนที่จะบวชเป็นพระ พระองค์นั้นมีการกระทำคล้ายคนบ้าอาละวาด กระโดดเข้าไปกอดปล้ำหลวงปู่สามอย่างแน่นเหนียว ปล้ำกอดหลวงปู่อยู่เป็นเวลานานร่วม ๑ ชั่วโมง ไม่มีใครสามารถจะแกะออกได้ หลวงปู่สามอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ตื่นตระหนกตกใจกันไปทั้งวัด

โดยปกติ ในตอนเช้ามืด หลวงปู่(ดูลย์) ท่านจะอยู่แต่ภายในกุฏิ ไม่เคยคิดที่จะออกเดินไปเยี่ยมคนนั้นคนนี้ หรือเดินไปดูอะไรนอกกุฏิ เป็นปฏิปทาอย่างหนึ่งที่ท่านไม่เคยคิดออกนอกเท่าไร ก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเยี่ยมใคร

เช้าวันนั้น ไม่รู้เป็นอย่างไร ท่านให้เด็กไปเรียก ผู้ใหญ่สรศักดิ์ กองสุข ซึ่งบ้านอยู่ใกล้ๆ วัด ให้เอารถไปส่งหลวงปู่ที่วัดของหลวงปู่สาม พอท่านไปถึงเห็นพระองค์นั้นกำลังกอดปล้ำหลวงปู่สามอยู่ ใครไปช่วยก็ไม่ยอมปล่อย หลวงปู่เข้าไปถึงวัดพอดี มีคนร้องว่า

หลวงปู่ดูลย์มาแล้ว! หลวงปู่ดูลย์มาแล้ว!

พระองค์นั้นตกใจ ปล่อยหลวงปู่สาม แล้ววิ่งไปหลบซ่อนตัวสั่นอยู่ข้างๆ กุฏิ หลวงปู่สามก็สะบักสะบอมพอสมควร แต่ไม่ถึงกับอาพาธ ลูกศิษย์ถูกหาทุกคนอยู่ในอาการตกใจ

หลวงปู่เรียกพระองค์นั้นมาถามว่า ทำไม? เป็นอย่างไร?

ท่านไม่ได้ดุด่าว่า ทำไมจึงต้องไปทำอย่างนั้น ถามเพียงว่า ทำไม และเป็นอย่างไร?


พระองค์นั้นก็กราบเรียนหลวงปู่ว่า ขณะที่กำลังปฏิบัติสมาธิภาวนาอยู่นั้น ก็เกิดนิมิตเห็นเป็นสวรรค์วิมานต่างๆ จึงตั้งใจจะพาหลวงปู่สามเหาะขึ้นไปดูของสวยงามเหล่านั้น ไม่ได้มีความประสงค์จะทำร้ายท่านแต่ประการใด ทุกคนก็เข้าใจ และหลวงปู่ก็ช่วยแก้ไขเหตุการณ์นั้น โดยไม่ได้ตำหนิพระองค์นั้นแต่อย่างใด

ที่อาตมาเห็นว่าอัศจรรย์ก็เหตุว่า หลวงปู่ไม่เคยไปไหนในตอนเช้ามืด ทำไมท่านจึงรู้ว่ามีภัยพิบัติเกิดขึ้นกับหลวงปู่สาม ได้ถามหลวงปู่ว่า หลวงปู่รู้หรือว่าหลวงปู่สามจะเป็นอะไรจึงได้เดินทางไป

หลวงปู่ก็ไม่ได้ตอบรับ ท่านบอกเพียงว่า “คิดๆ ไป ก็อยากไปเยี่ยมเยียนดูบ้าง”

ท่านก็พูดแค่นี้พวกเราก็ไม่กล้าซักถามอะไรท่านมากนัก

๘๗. หลวงตาแปะมรณภาพ

ที่เล่ามาคือลักษณะที่ว่าอัศจรรย์ในแต่ละครั้งเท่าที่สังเกตเห็น

มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีพระรุ่นราวคราวเดียวกันกับหลวงปู่ แต่บวชคนละนิกาย ท่านอยู่ที่อำเภอปราสาท แต่อยู่บ้านนอกเข้าไปอีก (อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางใต้ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร) ท่านเป็นพระรุ่นเก่าแก่ด้วยกัน พระองค์นั้นท่านมิได้สนใจเรื่องการปฏิบัติ ท่านถือแบบโบราณๆ เคยอยู่อย่างไร ทำอย่างไร เคยมีพิธีกรรมอย่างไร ก็อยู่ก็ทำอย่างนั้น แต่คนนับถือท่านมาก

ท่านชื่อ หลวงพ่อแปะ อยู่วัดบ้านตาเมาะ ตำบลไพล อำเภอปราสาท

วันนั้นหลวงปู่ออกมานั่งในกุฏิแต่เช้ามืด มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อ นายจันครบ บุญประสิทธิ์ ก็เข้าไปรับใช้หลวงปู่ ท่านก็พูดขึ้นว่า 

“ครบ เอ็งไม่ได้ไปบ้านหรือ? หลวงตาแปะตายแล้ว”

นายครบก็ว่า “ยังไม่ทราบครับ”

นายครบคนนี้ เป็นคนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน และเป็นลูกหลานของหลวงตาแปะ

หลังจากนั้นอีก ๒-๓ ชั่วโมงก็มีคนมากราบเรียนให้หลวงปู่ทราบว่า หลวงตาแปะท่านถึงแก่มรณภาพแล้ว เมื่อตอนตี ๔ ของวันนั้นเอง

เรื่องนี้ก็นับว่าแปลก ได้เรียนถามหลวงปู่ว่า หลวงปู่ทราบได้อย่างไรว่าหลวงตาแปะตาย มีคนมาบอกก่อนหน้านี้ หรือใครมาบอกหลวงปู่หรือ

หลวงปู่ตอบว่า “รู้ไม่รู้ ก็ว่าไปยังงั้นๆ แหละ” 

คือหลวงปู่ท่านไม่ค่อยต่อความยาวสาวความยืด ท่านจะรีบตัดบทไปเสีย เรื่องในลักษณะคล้ายๆ กันนี้มีอยู่เสมอๆ 

๘๘. เรื่องเกี่ยวกับฝนตก


ทีนี้ก็ในเรื่องของฝนตกนี้ก็เหมือนกัน

ครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ คือระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ หลวงปู่คิดอย่างไรก็ไม่ทราบ ท่านประสงค์จะไปพักผ่อนที่ป่า ก็เลยแนะนำชักชวนท่านว่าให้ไปพักผ่อนที่วัดของ พระอาจารย์สุวัจ สุวโจ คือวัดถ้ำศรีแก้ว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ซึ่งอยู่บนเทือกเขาภูพาน

ก่อนหลวงปู่เดินทางไปประมาณ ๑๐ วัน ได้ให้พระไปส่งข่าวให้พระอาจารย์สุวัจทราบล่วงหน้า บอกว่า 

“หลวงปู่จะมาพักผ่อนที่นี่ด้วยสัก ๑๐ วัน ท่านเห็นว่าอย่างไร”

ท่านพระอาจารย์สุวัจก็มีความยินดี ได้จัดแจงสถานที่ไว้รอต้อนรับหลวงปู่ พระที่ส่งไปแจ้งข่าว ก็กลับมากราบเรียนให้หลวงปู่ทราบ

ก่อนหลวงปู่เดินทางไม่กี่วัน พระอาจารย์สุวัจไม่ค่อยสบายใจ เห็นว่าหลวงปู่ยังไม่น่าจะเดินทางในช่วงนี้ เพราะเกิดไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ในแถบนั้น ทั้งต้นไม้ใบหญ้าโดนเผาผลาญไปในวงกว้าง บริเวณนั้นเต็มไปด้วยควัน ร้อนก็ร้อนอบอ้าว ต้นไม้สูงๆ ก็ถูกไฟไหม้ขึ้นไปจนใบไม้ถูกไหม้หมด บรรยากาศไม่เป็นที่สบายเลย

พระอาจารย์สุวัจ เห็นว่าหลวงปู่ไม่น่าจะมาในช่วงนี้ น่าจะเลื่อนออกไปก่อน ท่านรู้สึกปริวิตกในเรื่องนี้ แต่ในช่วงนั้น ไม่มีใครจะเดินทางจากสกลนครมาสุรินทร์เพื่อส่งข่าว หลวงปู่จึงปล่อยเหตุการณ์ให้เลยตามเลย


ปรากฏว่า ก่อนหลวงปู่เดินทาง ๒-๓ วัน เกิดฝนตกในบริเวณนั้น ไฟป่าทั้งตามที่สูงและที่ต่ำก็ดับมอดหมด หลังจากฝนตกใหญ่แล้ว บรรยากาศแถวนั้นก็ดีขึ้น กลิ่นเถ้าถ่านและกลิ่นดินที่เผาสุกก็หอมกรุ่น เสียงจักจั่นเรไรก็เริ่มร้องระงม ช่วงที่หลวงปู่เดินทางไปถึงจึงเป็นช่วงที่บรรยากาศกำลังดี

พระอาจารย์สุวัจ จึงได้ปรารภอัศจรรย์กับเหตุการณ์ในครั้งนี้ 

“แต่เดิมนึกว่าเมื่อหลวงปู่มาแล้วจะไม่สบาย ก่อนหลวงปู่มาถึงแค่ ๒ วัน เกิดฝนตกอย่างหนัก ก็เลยทำให้หลวงปู่พักผ่อนสบาย ไม่ลำบาก”

หลวงปู่บอกว่า “เออ! มาอยู่นี้ภาวนาดี บรรยากาศดี”

พระอาจารย์สุวัจอยากนิมนต์ให้หลวงปู่อยู่ต่อ แต่ท่านพักเพียง ๑๐ วันก็เดินทางกลับ

ในขณะนั้นหลวงปู่อยู่ในวัยชราที่สุดแล้ว (ท่านมีอายุ ๙๐ ปี) ที่พวกอาตมาแปลกใจ และดีใจที่ว่า ท่านชราภาพแล้ว ก็ได้มีโอกาสไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศตามอัธยาศัยครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่หลวงปู่แสดงฤทธิ์เดช แต่อาตมาพูดในฐานะที่อยู่ใกล้ชิดท่าน ก็เห็นว่าเป็นเรื่องแปลก

๘๙. แขกยามวิกาล

เรื่องนี้ไม่อยากพูด และไม่เคยพูดเลย แต่เหตุการณ์ก็ผ่านมานานแล้วท่านเหล่านั้นก็ล่วงลับไปหมดแล้ว

ตอนนั้นอาตมาเพิ่งมาบวชเณร มาพำนักอยู่กับหลวงปู่

เรื่องเช่นนี้ไม่ว่าคนเรา แม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังต้องมีสิ่งที่เป็นอันตราย หรือว่ามีศัตรูปัจจามิตร ปองร้ายพระองค์ท่านไม่รู้เท่าไร เมื่อนึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดา อาตมาจึงกล้าพูดเรื่องนี้ให้อาจารย์ฟัง (หมายถึง อ.ปฐม และ อ.ภัทรา นิคมานนท์)

เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ตอนนั้นหลวงปู่กำลังดัง กำลังเด่น ทั้งการก่อสร้าง ทั้งการที่มีผู้ศรัทธาเลื่อมใส คือช่วงที่หลวงปู่อยู่ในวัยกลางๆ โบสถ์อัศจรรย์ก็กำลังจะเสร็จ

ช่วงนั้นก็คงจะมีศัตรูหมู่ปัจจามิตรเช่นกัน คืนหนึ่งหลวงปู่นอนอยู่บนกุฏิ ซึ่งความจริงแล้วท่านไม่ค่อยจะนอน เพราะกลางคืนมักจะได้ยินกระแอมเสียงสดใสอยู่เรื่อยๆ ตามที่อาตมาเฝ้าสังเกตมา

คืนนั้นมีคนแอบไปทำร้ายหลวงปู่ พระที่นอนในห้องใกล้ๆ หลวงปู่ชื่อพระหมื่น กับพระสำลี พักอยู่ด้วยกัน สมัยนั้นมืดมาก ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ได้ยินเสียงคนพูดซุบซิบกันใต้ถุนกุฏิ ปรึกษากันว่า 

“เอ! พวกเราได้ค่าจ้างเขามาสี่พันบาทเท่านั้น ให้เรามาฆ่าพระผู้เป็นครูบาอาจารย์ถึงขนาดนี้ เป็นบาปหนัก แล้วเราจะเลี้ยงชีวิตปลอดภัยหรือ”

พระทั้ง ๒ องค์ได้ยินคำพูดนั้นอย่างชัดเจน ตกอกตกใจมากจนตัวสั่น แล้วได้ยินเสียงหลวงปู่กระแอมขึ้น ทำให้คนที่ลอบอยู่ทางใต้กุฏิเดินไปด้านหน้าต่างห้องหลวงปู่ หลวงปู่กระแอมอีกครั้ง แล้วเปิดประตูห้องออกมาเรียกให้พระทั้ง ๒ องค์ออกไปคุยด้วย

พระทั้ง ๒ องค์ตัวสั่น เล่าบอกเหตุการณ์ด้วยเสียงสั่นเครือว่าได้ยินใครมาปรึกษากันว่าจะมาลอบฆ่าหลวงปู่


หลวงปู่ตอบว่า “เฮ้ย! จะไปเชื่ออะไร เขาอาจจะมีธุระอะไรก็ได้ อาจมีความจำเป็นมาหาใครก็ได้”

ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตี ๒ นี้แหละ เป็นจังหวะนั้นพอดี ไม่ทราบว่าทำไมท่านต้องลุกขึ้นมา แล้วเรียกพระทั้ง ๒ไปถามอะไรบางอย่าง พระที่เล่าบอกเรื่องราวต่างๆ ท่านก็ว่า “พูดอะไรเรื่อยเปื่อย”

ในที่สุดพระเณรก็พากันไปดูใต้ถุนกุฏิ ก็มีรอยเท้าคนเดินไปมาตามทิศทางที่ได้ยินเสียง

พวกอาตมากับเณรชื่อแก่น กลัวเขาจะแอบยิงทะลุจากใต้ถุนกุฏิหลวงปู่ขึ้นมา เลยพากันเอาก้อนอิฐไปเรียงไว้ใต้เตียง หลวงปู่ท่านก็ไม่ว่าอะไร

หลังจากนั้นมา ประมาณหนึ่งปี คนนั้นก็มาสารภาพกับท่าน เล่าเรื่องราวให้ฟังจนหมดสิ้น หลวงปู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

ถ้าจะบอกชื่อก็ได้ เขาชื่อนาย…

(ท่านเรียกชื่อเป็นภาษาเขมร แต่ขอปิดไว้ เพราะอาจไปเกี่ยวข้องเป็นญาติมิตรของคนรุ่นหลัง ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีได้)

๙๐. เรื่องของหลวงตายุทธ

เรื่องนี้เป็นเรื่องของหลวงตายุทธ ท่านอยู่ที่ วัดจอมสุรินทร์ ห่างจากตัวเมืองออกไปทางเหนือประมาณ ๕-๖ กิโลเมตร เป็นวัดสาขาของวัดบูรพาราม

หลวงตายุทธท่านเป็นพระนักพัฒนา ได้ส่งพระเณรมาเรียนที่วิทยาลัยสงฆ์วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสำนักเรียนที่อื่นอีกหลายแห่ง ตอนนี้ท่านมรณภาพไปแล้วในช่วงใกล้ๆ กับหลวงปู่ เพราะท่านเป็นพระสูงอายุแล้ว

หลวงตายุทธมีกิจต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ บ่อย ในสมัยนั้นการเดินทางก็ยากลำบากพอสมควร

มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีเถ้าแก่นักธุรกิจขับรถกระบะจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หลวงตาจะพาสามเณร ๔ องค์ไปฝากเรียนที่กรุงเทพฯ จึงได้ขออาศัยนั่งรถไปด้วย เพราะช่วยให้ทุ่นรายจ่ายได้และสะดวกมาก

เจ้าของรถไม่ค่อยเต็มใจนัก เพราะเขาไม่ค่อยศรัทธาพระเท่าไรหรอก แต่เมื่อได้รับการขอร้องจากพระ เขาก็รับไปด้วยอย่างเสียไม่ได้

ตอนนั้นมีเณร ๒ องค์ยังไม่มีหนังสือสุทธิ จึงต้องแวะไปให้หลวงปู่เซ็นหนังสือเสียก่อน ให้เจ้าของรถจอดรอใกล้กุฏิ สามเณรก็นั่งรออยู่ในรถด้วย

หลวงตายุทธขึ้นไปกราบหลวงปู่บนกุฏิองค์เดียว ขึ้นไปถึงก็ไม่เห็นหลวงปู่ ออกมาดูนอกห้องก็ไม่เห็น กลับเข้าไปดูข้างในใหม่ก็ไม่เห็น เถ้าแก่เจ้าของรถก็เร่ง เพราะกลัวถึงกรุงเทพฯ ตอนมืดค่ำจะไม่สะดวก

หลวงตายุทธรู้สึกหัวเสีย พรวดพราดลงมาถามพระเณรแถวนั้นว่า หลวงปู่ไปไหน

พระเณรก็บอกว่า ท่านไม่ได้ไปไหน ท่านอยู่ในห้องนั่นแหละ 

หลวงตายุทธกลับขึ้นไปอีก ก็ไม่เห็นหลวงปู่ ก็หัวเสียลงมาอีก ขอโทษเถ้าแก่เจ้าของรถ บอกว่า ไปด้วยยังไม่ได้หรอก ให้เณรลงจากรถ

ด้วยเถ้าแก่เขารีบจะไปอยู่แล้ว เขาจึงออกรถไปตัวคนเดียว ปล่อยหลวงตายุทธและพระเณรไว้ที่วัดบูรพาราม

ฝ่ายหลวงตายุทธก็เดินบ่น “หลวงปู่ไปไหนก็ไม่รู้ ผมมีธุระก็ไม่สำเร็จ”

แม่ชียศอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นก็พูดกับหลวงตายุทธว่า 

“หลวงตา พูดไปก็อย่าหาว่าฉันพูดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ขอให้ท่านขึ้นไปอีก ขึ้นไปดูอีกทีซิ”


พอหลวงตายุทธขึ้นไป ก็เห็นหลวงปู่นั่งอยู่ในที่ท่านนั่งเป็นประจำ

“โอ หลวงปู่อยู่นี่เอง ทำไมผมขึ้นมาจึงไม่เห็น ขึ้นมาตั้ง ๒ ครั้ง!”

“เออ! คนตาวิปริต จะไปเห็นอะไร” หลวงปู่พูดเรียบๆ ตามประสาของท่าน

หลวงตายุทธก็นั่งคุยแบบหัวเสียอยู่กับท่านนานพอสมควร แล้วก็ลากลับวัด

ฝ่ายเถ้าแก่ที่ขับรถเข้ากรุงเทพฯ นั้น เดินทางมาเลยอำเภอนางรองจังหวัดบุรีรัมย์ ก็ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ รถแหลกลาญหมด ตัวเองก็ถึงแก่กรรม ณ ที่นั้น

ก็ลือกันในครั้งนั้นว่า ถ้าหลวงตายุทธไปพบหลวงปู่อย่างง่ายๆ ในตอนนั้น ทั้งหลวงตายุทธรวมทั้งพระเณร ก็คงจะร่วมไปกับเถ้าแก่คนนั้นด้วย หลวงตายุทธเพิ่งจะโล่งใจบอกว่า

“ไม่เจอหลวงปู่ตอนนั้นก็ดีแล้ว”

๙๑. เหตุเกิดที่กำแพงแสน


อีกครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์ได้นิมนต์หลวงปู่ไปที่กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ทางนั้นเขาเตรียมภาพถ่ายของหลวงปู่ ไว้รูปหนึ่งแล้ว เขาเตรียมไว้ปึกหนึ่ง ไว้สำหรับแจกญาติมิตรและบริวาร

คนที่นิมนต์ เขาเป็นเลขาสมาคมชาวไร่อ้อย อำเภอกำแพงแสน บอกชื่อก็ได้ ยังมีชีวิตอยู่ เขาชื่อ กำนันราชัย เดี๋ยวนี้ยังเป็นกำนันอยู่ที่กำแพงแสน ตำบลอะไรจำไม่ได้

ทางผู้นิมนต์ก็บ่นให้หลวงปู่ฟังว่า อ้อยปีนี้ถ้าจะแย่แล้ว ฝนไม่ตก อ้อยกำลังจะเฉาตาย เดือนเจ็ดเข้าไปแล้ว ใกล้จะถึงเดือนแปด จะเข้าพรรษาแล้ว ฝนไม่ตกเลย อ้อยจะเฉาตาย ผมก็เผอิญทำบุญ จึงมากราบนิมนต์หลวงปู่

ตอนนั้นดูเหมือนจะทำบุญเปิดปั้มน้ำมัน ของเสี่ยอะไรคนหนึ่งหรือเปล่า ชักจำไม่ได้ เขามานิมนต์หลวงปู่ อาตมาก็ตามไปด้วย พระรูปหนึ่งเป็นพระบวชใหม่ก็ไปด้วย

กลางคืนก่อนวันที่หลวงปู่ออกเดินทาง ฝนตกใหญ่เลย จนกระทั่งน้ำนองพอสมควร ขณะที่หลวงปู่ประกอบพิธีให้เขาแล้ว ฝนก็ยังตกปรอยๆ อยู่

ทางเจ้าภาพเอารูปถ่ายที่ว่าประมาณ ๑๐๐ ภาพเห็นจะได้ พร้อมทั้งเอาแป้งมาให้หลวงปู่เจิมให้ ท่านเจิมภาพบนสุดเพียงภาพเดียว แต่ปรากฏว่ารอยนิ้วมือของท่านทะลุลงไปถึงทุกภาพทั้งปึกนั้น (โปรดดูภาพประกอบ)

อันนี้ก็ไม่ใช่ทำอิทธิฤทธิ์ แต่อาตมาเห็นว่าแปลก กำนันคนนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ไปสอบถามเขาดูได้

๙๒. เรื่องแปลกเกี่ยวกับฝนตก


ช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของหลวงปู่ ก็มีเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่ง ที่เห็นว่าหลวงปู่คงมีอะไรที่เกี่ยวเรื่องน้ำฝน ซึ่งอาตมาสังเกตเห็นว่าเป็นเรื่องแปลก

ระยะนั้นเป็นเดือนมีนาคม ก็เป็นหน้าร้อน อากาศกำลังร้อน ในกรุงเทพฯ ปีนั้นร้อนมาก หลวงปู่อาพาธอยู่ที่ตึกจงกลนีวัฒนวงศ์ โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นตึกพิเศษ เป็นห้องพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาพระราชทานรับอาพาธหลวงปู่ไว้ในพระอุปถัมภ์ หลวงปู่มาพักอยู่ ๕๒ วัน

เมื่อ ในหลวงเสด็จเยี่ยมหลวงปู่ ทรงถามสารทุกข์สุขดิบหลวงปู่ พระองค์ได้สนทนากับผู้รักษาพยาบาลหลวงปู่ แล้วก็สนทนากับหลวงปู่ มีอยู่จังหวะหนึ่งพระองค์ทรงปรารภขึ้นว่า

“หลวงปู่ หน้านี้ร้อนเหลือเกิน เดือนมีนาปีนี้รู้สึกว่าจะร้อนกว่าทุกๆ ปี ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ฝนจะตกมา”

พระองค์ทรงปรารภกับหลวงปู่ดังนี้ เมื่อเสด็จกลับแล้ว ปรากฏว่า คืนนั้นฝนตก ฝนในกรุงเทพฯ หนักพอสมควรทีเดียว ปีนั้นเป็นปี ๒๕๒๖ เป็นปีที่หลวงปู่อาพาธ ปีนั้นแหละ

อันนี้ก็เห็นว่าแปลกเหมือนกัน ที่ว่า ทรงปรารภเสร็จ แล้วฝนก็ตกในระหว่างหน้าแล้ง-หน้าร้อน เป็นเหตุให้อากาศร้อนบรรเทาพอสมควร

๙๓. วิบากเกี่ยวกับฝนตก

เท่าที่ลองนึกราบทวนดู หลวงปู่ท่านคงจะมีวิบากอะไรที่เกี่ยวกับฝนตกกระมัง?

ในระหว่างท้ายสุดแห่งชีวิตของหลวงปู่ ทางคณะศิษย์กำหนดจัดงานในวันที่ ๒๙-๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖ เป็นการทำบุญวันเกิดครบแปดรอบของหลวงปู่ คือท่านมีอายุครบ ๙๖ ปี

สานุศิษย์เตรียมจัดงานฉลองวันเกิดหลวงปู่ให้ใหญ่เป็นกรณีพิเศษ เพราะนอกจากฉลองวันเกิดแล้ว ยังจะเป็นการฉลองการหายจากอาพาธของท่านอีกด้วย


สานุศิษย์ที่อยู่ทางกรุงเทพฯ เตรียมจัดขบวนใหญ่ เตรียมพร้อมเพื่อจะเดินทางไปร่วมงานแสดงมุทิตาจิต ถวายหลวงปู่ แต่ละจุด แต่ละกลุ่ม ในกรุงเทพฯ ที่อาตมาทราบ เห็นมีหลายจุดหลายคณะ แจ้งความประสงค์ล่วงหน้าว่า จุดนั้นจะไปตั้งโรงครัว จุดนั้นจะไปทอดผ้าป่า คณะโน้นจะไปทำการใหญ่ขนาดนั้นๆ

ช่วงนั้นจำไม่ได้ว่า ฝนตกตั้งแต่วันที่เท่าไหร่ ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ ดูเหมือนจะก่อนวันหลวงปู่มรณภาพสัก ๕ วันหรือ ๓ วันนี้แหละ

ขบวนที่จะไปร่วมงานหลวงปู่ทางกรุงเทพฯ ทั้งสานุศิษย์ และท่านที่สนิทสนม ท่านที่เคารพนับถือหลวงปู่ เดินทางไปร่วมงานไม่ได้ ต้องงดหมด เพราะละแวกบ้านของท่านเหล่านั้นน้ำท่วม ถนนกลายเป็นลำคลอง เป็นการท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่

ทางพระราชสำนัก ได้ข่าวหลวงปู่มรณภาพแล้ว จะมีการเดินทางไปร่วมสรงน้ำศพถวายท่านนั้น จึงขัดข้องทั้งหมด

ทางกรุงเทพฯ ไม่มีคณะไหนเดินทางไปได้เลย

ทำไมช่วงอื่นจึงไม่ตก ทำไมจะต้องไปตกวันนั้นด้วย นี่ก็คงไม่เกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ หรือฤทธานุภาพอะไรของหลวงปู่ เป็นแต่วิบากของน้ำฝนทำให้ชาวกรุงเทพฯ จำนวนมากไปร่วมงานไม่ได้ เพราะเมื่อไปแล้วอาจไม่ได้รับความสะดวกสบายกระมัง จึงไม่มีโอกาสได้ไป

แม้วันมรณภาพของหลวงปู่ ทางสุรินทร์ก็มีฝนตกเหมือนกัน แต่ไม่หนักเหมือนทางกรุงเทพฯ มีตกแบบปรอยๆ ตลอดคืน ขนาดพอเดินผ่านไปมาได้ ไม่ถึงกับเปียกเท่าไหร่ มีละอองฝนอยู่ จนกระทั่งถึงเวลาตีสี่กับสี่สิบกว่านาที (๐๔.๔๓ น.) เวลาที่หลวงปู่มรณภาพปล่อยสังขาร ฝนก็กำลังตกพรำๆ เย็นสบาย

ตกลงผู้ที่จะไปร่วมงานหลวงปู่ จะไปตั้งโรงครัว หรือถวายทาน จัดงานบุญต่างๆ เพื่อถวายกุศลแก่หลวงปู่ ต่างก็ไปไม่ได้ ท่านที่ตั้งใจไปสรงน้ำหลวงปู่ก็ไปไม่ได้ เพราะปีนั้นน้ำท่วมกรุงเทพฯ ประมาณเดือนครึ่ง ใช่ไหมอาจารย์?

นี่คือเรื่องน้ำฝน เกี่ยวกับน้ำฝน ไม่รู้หลวงปู่มีความผูกพันอะไรกับเรื่องนี้

๙๔ จัดงานใหญ่หน้าฝน

เรื่องฝนตกยังไม่หมด เมื่อตอนจัดงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ ท่านที่ไปร่วมงาน คงจะทราบดีว่า พวกอาตมภาพและสานุศิษย์ที่รับผิดชอบการจัดงานอยู่ทางโน้น ได้รับความทุกข์ ความวิตกกังวล หรือความเสียหายทางใจ ซึ่งอาจจะเสียหายในทางรูปธรรมมามากแล้ว ยังมาเสียหายในทางนามธรรม คือทางใจของคณะศิษยานุศิษย์ โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบงานหนักๆ เช่นพวกอาตมาเป็นต้น

ครั้งนั้นฝนตกตลอดช่วงการจัดงาน


โดยปกติ การจัดงานศพหลวงปู่หลวงพ่อแต่ละองค์ที่เป็นงานใหญ่ๆ เมื่อตั้งศพที่ไหน ก็จะพระราชทานเพลิงศพในละแวกนั้น ไม่ห่างกันนัก แต่สำหรับการจัดงานครั้งนั้น พวกเราตั้งศพหลวงปู่ บำเพ็ญกุศลในพระบรมราชานุเคราะห์ ที่วัดบูรพาราม แต่เมรุพระราชทานเพลิงศพครั้งนั้น อยู่ห่างจากวัดบูรพาราม ไปจัดที่เขาพนมสวาย ซึ่งห่างออกไป ๒๒ กิโลเมตร ระยะทางไกลจัดเป็นอุปสรรคประการหนึ่ง

อุปสรรคประการที่สอง ธรรมดางานใหญ่งานโต ก็ควรจะเป็นหน้าหนาว หรือหน้าแล้ง แต่งานหลวงปู่นั้นเป็นหน้าฝน เป็นวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๘ อีกแค่ ๘ วันก็จะถึงวันเข้าพรรษา ช่วงนั้นฝนก็ตกด้วย

ในงานได้จัดปะรำพิธีตามดงตามป่า มีพระกัมมัฏฐานมาร่วมนับจำนวนพัน ญาติโยมจากทั่วสารทิศ หลั่งไหลมานับไม่ถ้วน แล้วฝนก็ตกตลอด ท่านที่ไปร่วมงานครั้งนั้น คงไม่ต้องอธิบาย ก็ทราบดีว่า มีความโกลาหลแค่ไหนเพียงไร ซึ่งก็โทษใครไม่ได้ ไม่ว่าทางโรงครัวทานและอะไรทั้งหลายแหล่ ทั้งท่านที่ไปและพระสงฆ์องค์เจ้า ส่วนมากคงไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ ภัตตาหารไม่ค่อยทั่วถึง คือไม่มีปัญญาจัดให้ทั่วถึงได้ ต้องตั้งครัวทานทั้งที่วัดบูรพาราม และที่เขาพนมสวาย ซึ่งอยู่ห่างกัน ๒๒ กิโลเมตร คำนวณจำนวนคนไม่ถูก ยิ่งกว่านั้นฝนก็ตก

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใกล้จะเสด็จ ฝนก็ยังพรำอยู่ คนก็กรำฝนได้ แต่พอพระองค์เสด็จไปถึงบริเวณงาน ด้วยพระพุทธานุภาพและพระอานุภาพ ฝนก็หยุดตก ฝนก็หาย ได้ประกอบพิธีอย่างเรียบร้อย 

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับ ฝนก็เริ่มตกอีก

เมื่อถึงเวลาเผาจริง ฝนตกมาปรอยๆ และน้ำฝนก็หยดลงมาตรงโกศทอง ลงตรงนั้นพอดี ลงมาตอนไฟกำลังลุกไหม้

เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเขาว่า 

“เอ ! แปลก ธรรมดาเมื่อเผาแล้วไฟจะลุกแรง ต้องเอาน้ำฉีดไว้ กันไม่ให้ไฟลุกแรง ใช้น้ำช่วยให้ไฟลุกสม่ำเสมอ ทำไมวันนี้ฝนรั่วลงมาตรงเตาพอดี ก็ไม่มากนัก เพียงแต่ช่วยให้ไฟลุกพอดีพองาม ไม่ลำบากที่จะควบคุมไฟ”

ฝนปรอยไปเรื่อย พวกเราก็อยู่ไปจนกระทั่งว่าประมาณ ๓ ทุ่ม ไฟไหม้หมดเรียบร้อยดีแล้วจึงกลับ

พอรุ่งเช้าจึงไปทำพิธีเก็บอัฐิ ฝนก็โปรยปรายลงมาอีกจนตลอดพิธี แต่งานทุกอย่างก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี แม้งานจะลำบากหน่อย แต่ทุกคนก็ตั้งอกตั้งใจ และมีความอดทนเป็นอย่างดี ทั้งฝ่ายผู้จัดงานและฝ่ายผู้ไปร่วมงาน 

ถือว่าเป็นการฝึกความอดทน ของเหล่าสานุศิษย์ได้เป็นอย่างดีอีกโอกาสหนึ่งกระึ่มัง!

๙๕. ฝนพันปี

เรื่องน้ำ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวของหลวงปู่ยังไม่พอ


เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ วันนั้นตรงกับวันที่ ๑๐ เดือนพฤษภาคม เป็นช่วงต้นฤดูฝน ยังไม่ถึงฤดูฝนหรอก เป็นปลายฤดูร้อน

วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๘ เป็นกำหนดงานใหญ่ เนื่องจากได้สร้างพิพิธภัณฑ์หลวงปู่แล้ว ได้กำหนดการบรรจุอัฐิธาตุหลวงปู่ และเปิดพิพิธภัณฑ์ด้วย

ได้กราบอาราธนาท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศฯ (สมัยนั้นยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช) ไปเป็นองค์ประธาน ด้วยพระเมตตาของท่านแผ่ไพศาล เมื่อท่านเสด็จไป ชาวสุรินทร์ถวายการต้อนรับอย่างล้นหลาม 

กลางคืนก่อนวันงาน ฝนตกหนักที่สุด จนปะรำพิธีต่างๆ ในบริเวณงานล้มระเนระนาดหมด ฝนตกหนัก และหนักทั่วประเทศ

โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ ฝนตกหนักมาก เป็นครั้งที่มหาจำลอง ศรีเมือง บอกว่าเป็น “ฝนพันปีี” คือตกหนักที่สุดในรอบ ๑,๐๐๐ ปี เห็นว่าอย่างนั้น

ถ้าหากไม่ใช่เป็นต้นฤดูฝน กรุงเทพฯ คงจะมีอาการหนัก คือถ้าเป็นฝนปลายฤดู เหมือนปี ๒๕๒๖ กรุงเทพฯ คงจะถูกน้ำท่วมหนักกว่านั้น ชาวกรุงเทพฯ ลองคิดดูเอาเอง

อาตมาอยู่บ้านนอก ได้แต่สดับตรับฟังข่าวเท่านั้น ในกรุงเทพฯ น้ำท่วมเพียงไม่กี่วัน ท่านพลตรีจำลอง ท่านได้ชื่อเสียง สามารถกำจัดฝน ๑,๐๐๐ ปีให้แห้งได้ภายในวันสองวัน แต่ถ้าหากเป็นช่วงปลายฤดู คิดว่าท่านจำลอง ๓๐ คน ก็คงจะเอาไม่อยู่ อันนี้เป็นเพียงการเปรียบเทียบเท่านั้น

นั่นคือเหตุการณ์ที่ว่า งานบรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่ครั้งนั้น ทำให้คนกรุงเทพฯไปร่วมงานไม่ได้อีกเหมือนกัน หลายคณะต่างก็งด ไปไม่ได้

อันนี้เป็นเรื่องของหลวงปู่ที่เกี่ยวเนื่องกับฝนตกเช่นกัน

ทั้งนี้หลังจากหลวงปู่มรณภาพแล้ว ก็จัดทำบุญหลวงปู่ในงานครบรอบต่อมาโดยลำดับ อันนี้ก็เจอฝนบ้าง ไม่เจอบ้าง

งานหลวงปู่ที่วัดมี ๒ ระดับ คือ วันครบรอบมรณภาพของท่าน วันที่ ๒๙-๓๐ ตุลาคมของทุกปี 

และอีกวันหนึ่ง ที่อาตมาภาพจัดเป็นการภายใน จัดส่วนตัว คือวันที่ ๘ กรกฎาคม ซึ่งเป็น วันมลายขันธ์ หลวงปู่ คือวันเผาไหม้ให้ร่างหลวงปู่หมดไป งานนี้บอกญาติๆ และลูกศิษย์ไม่กี่คน เพียงนิมนต์พระกัมมัฏฐานมา ๓๒ รูป มารับบิณฑบาตที่บริเวณพิพิธภัณฑ์ ที่มณฑปอัฐิธาตุหลวงปู่ ถือเป็นงานย่อย

สำหรับงานที่ทำใหญ่ ทำเป็นทางการ คือวันที่ ๒๙-๓๐ ตุลาคม จัดประจำทุกปี ในงานนี้จัดทีไรเจอฝนทุกครั้งไป จนถึงปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน

๙๖. เดาใจหลวงปู่ไม่เคยถูก

เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับเรื่องฝนตกอีก ที่พอนึกขึ้นมาได้


ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่า ไม่มีการเดาใจหลวงปู่ถูก เราอยู่กับท่าน บริหารงานกับท่าน บางอย่างก็ผิด บางอย่างก็พลาด ท่านก็เรียกไปเตือนไปว่า บางอย่างก็พลาดโดยการเผลอก็ได้ ที่สำคัญเมื่อมีการตั้งใจ โดยเดาใจหลวงปู่ไว้ก่อน ว่าท่านจะว่าอย่างไร จะทำอะไร คิดว่าเตรียมหาลู่ทางแก้ไขไว้ก่อน รับรองได้ว่า ไม่มีทางจะเป็นไปตามนั้น

สมมุติว่า มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เราเป็นพระหนุ่ม พระเด็ก ก็มักจะต้องตกอกตกใจไว้ก่อน หลวงปู่ให้เณรไปเรียกมาหา มักจะเดาว่าหลวงปู่จะต้องว่าอย่างนั้นๆ แล้วเราจะอธิบายหรือแก้ตัวว่าอย่างนั้นๆ แต่ไม่เคยถูกสักที ท่านจะไม่พูดในเรื่องที่เราคิดเอาไว้

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ทำให้อาตมาอึดอัดใจมาก วันนั้นอยู่ในเดือนสาม (เดือนกุมภาพันธ์) ซึ่งเดือนสามของภาคอีสานฝนจะไม่ตก เหตุการณ์เกิดขึ้นนานแล้ว ในสมัยที่หลวงปู่ไปพัฒนาสร้างโบสถ์ที่เขาพนมสวาย ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๖ -๒๔๙๗

สมัยนั้นการเดินทางโดยรถยนต์ไม่สะดวก ถนนมิตรภาพยังไม่มี การขนส่งทุกอย่างจากกรุงเทพฯ ต้องไปทางรถไฟ ไม่ว่าจะขนปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ต้องไปทางรถไฟ ส่งมาลงที่สถานีสุรินทร์ แล้วขนต่อไปที่เขาพนมสวาย ระยะทาง ๒๒ กิโลเมตรจากตัวเมือง ก็ไม่มีรถ ต้องใช้เกวียนครั้งละ ๕-๖ เล่ม ได้อาศัยชาวบ้านบ้าง จ้างเขาบ้าง อะไรทำนองนั้น

เมื่อหลวงปู่ท่านไปค้างที่เขาสวายเป็นเวลาหลายๆ วัน อาตมาซึ่งยังเป็นพระหนุ่ม ยังมีพรรษาไม่เท่าไหร่ ทำหน้าที่ดูแลอะไรต่างๆ ทางวัดบูรพารามแทนท่าน ก็ช่วยตูแลเฝ้ากุฏิท่านตลอดมา ช่วยดูนั่นดูนี่ภายในวัดไป

มีอยู่วันหนึ่ง ปูนซีเมนต์ใส่ตู้รถไฟมาถึงสุรินทร์ ประมาณสัก ๕๐ ถุง หลวงปู่ท่านสั่งไว้ว่า วันนั้นปูนคงจะมาถึง ให้ไปดูที่สถานี เมื่อเห็น ให้พาเด็กเอาเกวียนไปบรรทุกมาไว้ที่วัด

อย่านึกว่าจะสบายเหมือนทุกวันนี้ ใช้เกวียน ๒ เล่ม พาพระ เณร เด็กวัด ไปช่วยกันขนปูนใส่เกวียน แล้วเข็นมาวางไว้ที่หน้าโบสถ์ แล้วอีก ๒ วัน หลวงปู่จะหาเกวียนจากเขาสวาย มารับเอาปูนไป ทำอย่างนั้นเรื่อยมา

ทีนี้วันนั้น พวกเราพากันไปขนปูนมาไว้หน้าโบสถ์ ก็วางไว้เรี่ยราดบนพื้น ไม่มีใครคิดว่าฝนจะตก จึงไม่ได้เอาเข้าร่ม เพราะพรุ่งนี้เช้าหลวงปู่ก็จะส่งเกวียนมาขนไปแล้ว จะได้ขนเอาง่ายๆ ยกง่ายๆ พวกเราต่างก็เมื่อยล้ากัน จึงปล่อยถุงปูนระเกะระกะแถวนั้น

ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นไปได้!

คืนนั้นประมาณตี ๒ ฝนตกหนัก เราก็ไม่ใช่ไม่รู้ตัว รู้ทั้งรู้ว่าทิ้งปูนไว้กลางฝน แล้วก็ลุกพรวดพราดมา จะไปเรียกหาใครทัน เรียกหาพระเณรได้ ๒ องค์ให้มาช่วยกัน ช่วยอย่างไร สังกะสีก็ไม่มี เต็นท์ก็ไม่มี หรือจะแบกเข้าไปเก็บไว้ ก็ไม่ไหว

มิใช่ว่าฝนตกปุ๊บตื่นปั๊บ ฝนตกมานานพอสมควรแล้วจึงตื่น ช่วงนั้นทั้งเหนื่อยและกำลังนอนหลับดี เลยน้ำฝนนองพื้น ปูนเสียหายหมด

เช้าวันรุ่งขึ้น เกวียนจากเขาสวายก็มาถึงพอดี เผอิญหลวงปู่ท่านก็มาด้วย ท่านมาพักผ่อน ปล่อยให้เกวียนเอาปูนไปก่อน

ทีนี้ปูนมันเสียหายหมด เราตกใจมาก อย่างไรเสียเราต้องโดนแน่ 

หลวงปู่ท่านก็พูดกับคนอื่นว่า “ไม่ดู ไม่แล” ท่านว่าอย่างนั้น 

“ทำไมไม่ดูไม่แล ปล่อยให้น้ำท่วมปูนเสียหายหมด”

ท่านก็พูดเท่านั้นเอง เกวียนก็ต้องกลับไปเปล่า

ปูนมันแช่น้ำอยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ไม่ได้กองซ้อนกันไว้สูง แต่กองเรี่ยราดไว้แถวนั้น เราก็ยอมรับว่าผิดอย่างร้ายแรง เราก็ตกใจ คิดว่าคงเสร็จแน่เที่ยวนี้ วันนี้หลวงปู่คงจะดุด่าว่าเราอย่างใดอย่างหนึ่ง

หลวงปู่พักอยู่ที่กุฏิทั้งวัน เราก็ไม่กล้าไปให้ท่านเห็นหน้า ไม่กล้าไปหาท่าน

ประมาณทุ่มหนึ่ง หลวงปู่ให้เณรมาเรียกให้ไปหา!

“คงเสร็จแล้วเราคราวนี้!!!”

เราเตรียมข้อแก้ตัว เตรียมคำอธิบายว่า ไม่นึกว่าฝนเดือนนี้จะตก แล้วทุกคนก็เหนื่อยไม่มีใครไปช่วย เตรียมข้อแก้ตัวไว้แล้ว เหมือนกับเราเตรียมอึดอัดไว้ก่อนแล้ว


พอไปถึง หลวงปู่ท่านก็นั่งอยู่ คุยอยู่กับเณรตัวเล็กๆ องค์หนึ่ง สีหน้าท่านเป็นปกติไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

หลวงปู่พูดขึ้นว่า : –

“เออ! พากันไปสวดมนต์งานศพที่บ้านตากูกนะ ไป ๕ องค์ ไปได้ไหมพรุ่งนี้?”

“ครับผม”

ก็นั่งรอดูว่าท่านจะพูดว่าอะไรต่อไปอีก ไม่เห็นท่านว่าอะไร ก็เลยนั่งรออยู่สักพัก ถามท่านว่า 

“มีอะไรอีกไหมครับ หลวงปู่”

ท่านว่า “เท่านี้แหละ ไม่มีอะไร!”

เราก็กราบท่าน กลับกุฏิที่พัก รู้สึกอึดอัดตลอดคืน ถ้าหลวงปู่จะดุจะด่าเราสักคำสองคำ ว่าไม่ดูไม่แล อะไรอย่างนี้คงจะดีกว่า

แต่ การที่ท่านไม่พูดไม่ว่าอะไร ทำให้เราอึดอัดใจไปตลอดคืน

นี่ หมายความว่า ถึงขนาดนี้แล้ว ยังเดาใจท่านไม่ถูก แล้วเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างอื่นละ ไม่มีใครเดาใจท่านถูกเลย สงสัยว่า เราคิดอย่างไร ท่านอาจจะรู้ใจเราก่อนก็เป็นได้ ใครจะรู้ใช่ไหม? ครั้งนั้นท่านจึงปล่อยให้เราอึดอัด หรือท่านไม่อยากจะว่าตามที่เราคิดเอาไว้ คือท่านไม่แสดง แล้วก็ไม่มีมารยาอะไร อย่างที่เคยกล่าวมาแล้ว

๙๗. มารยา กิเลสชนิดละเอียด

เคยกล่าวถึงตอนต้นแล้วว่า หลวงปู่ไม่มีมารยา คือ ท่านไม่ชอบแสดง อย่างที่เคยยกตัวอย่างว่า ถ้าเราขอถ่ายรูปท่าน ขอให้ท่านห่มผ้าให้เรียบร้อย แล้วขอให้ท่านนั่งถ่ายรูป ท่านจะไม่ทำ แต่จะขอถ่ายรูปท่านได้ ในจังหวะที่ท่านห่มเรียบร้อยแล้ว ลงโบสถ์ ลงบวชนาค หรือทำอะไรตามปกติ แล้วขอถ่ายรูปท่านในจังหวะนั้นๆ ได้ ท่านจะอนุญาตให้ตามประสงค์

แต่ถ้าขอให้ท่านลุกขึ้น หรือเตรียมท่าสำหรับถ่ายรูปโดยเฉพาะที่เรียกว่า “แอ๊คท่า” นั้น ท่านไม่ทำ

หมายความว่า หลวงปู่ท่านไม่ทำแบบ “แสดง” คือไม่มีการ “แอ๊คท่า” ที่เป็นการแสดง หรือการเสแสร้งเช่นนั้น ท่านไม่ทำ


มีปฏิปทาอย่างหนึ่งนะ อาจารย์ อยากจะเจริญพรให้ทราบ คือ หลวงปู่ท่านไม่มีมารยา อันนี้ถือเป็นกิเลสชนิดละเอียด สิ่งนี้ท่านละได้ สิ่งนี้มันเป็นสิ่งแปลก คือท่านไม่มีมารยา ไม่แอ๊คท่าแอ๊คทาง

เรื่องนี้จะเห็นว่าพระเถระบางท่าน หรือคนบางคน ถ้าไปนั่งในที่ชุมนมหรืออะไรก็ตาม จะเลือกท่านั่งให้ดูโก้  มีสง่า ดูภูมิฐาน ลูกศิษย์ลูกหาจะช่วยจัดให้ใช่ไหม?

หรืออย่างสมมุติว่า ถ้าเราจะนั่งสามล้อกับเด็ก อย่างอาตมาถนัดนั่งด้านขวาอย่างเดียว นั่งด้านซ้ายไม่ได้ เพราะไม่ถนัด บางองค์บางท่านก็เป็นเหมือนกัน

ส่วนหลวงปู่นั้นจะไม่มีทางซ้ายหรือทางขวา แล้วแต่จังหวะจะมาถึง

หรือสมมติภายหลังการสวดมนต์ โยมก็จัดเก้าอี้ถวายท่านเรียบร้อยแล้วนิมนต์ท่านนั่ง ขอนิมนต์ให้ท่านนั่งฉันบนเก้าอี้ บางองค์จะต้องเลือกว่า ต้องนั่งมุมโน้นมุมนี้ หันไปทางโน้นจึงจะดูสง่าดูดี อะไรทำนองนี้ สิ่งเหล่านี้หลวงปู่ท่านไม่มีเหลืออยู่เลย

แม้แต่การทักทายปราศรัย ด้วยการกล่าววาจาที่เป็นกิจจะลักษณะ ต้องแอ๊คท่า วางท่าหรือพูดโอ๋เอาใจ อะไรเหล่านี้ท่านไม่ทำ ท่านอยู่ท่านทำเป็นปกติ สังเกตได้ว่า ท่านไม่มีการแสดง หรือไม่แอ๊คท่า ไม่โชว์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่มที่ดีงาม ซึ่งอาจจะได้รับถวายผ้าพิเศษมา เจ้าภาพขอให้ห่มให้ลองทาบตัวเพื่อให้เจ้าของเขาดูหน่อย แม้แต่ทำเอง ท่านก็ไม่่เคยทำ ไม่เคยคิด

หลวงปู่จะใช้สิ่งของต่างๆ ที่ใช้ประจำ จนกว่าสิ่งนั้นจะใช้อีกต่อไปไม่ได้แล้ว จึงจะเปลี่ยนใหม่

๙๘. กระโถนธรรม

เรื่องนี้เป็นบันทึกของ คุณบำรุงศักดิ์ กองสุข เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงว่า หลวงปู่จะใช้สิ่งของที่มี ไปจนกว่า สิ่งนั้นจะใช้ไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ ผู้เขียน (คุณบำรุงศักดิ์ กองสุข) เป็นพระนวกะอยู่รับใช้หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก่อนที่ผู้เขียนจะลาสิกขา ก็ตั้งใจดูแลความสะอาดห้องนอนห้องน้ำ ตกกลางคืน ถวายการนวดเท้าหลวงปู่ท่านนั่งเก้าอี้เอน

ขณะนวดผู้เขียนก็ปล่อยให้ใจจิตไปต่างๆ นานา ส่วนองค์ท่านก็หลับตา หลายเรื่อง หลายครั้ง ท่านจะลืมตาถามเรื่องที่ผู้เขียนกำลังคิดอยู่ในขณะนั้น

พระทุกรูปที่เข้าไปปฏิบัติรับใช้หลวงปู่ ทราบดีว่า หลวงปู่รู้วาระจิตคน แต่หลวงปู่ไม่ได้แสดงให้ใครๆ รู้ทั่วไป

การนวดของผู้เขียนใช้วิธีขยำๆ ไม่มีหลักการนวด องค์ท่านก็ปล่อยให้นวดไป ไม่แนะนำวิธีนวดแต่อย่างใด

การสรงน้ำ ๕ โมงเย็น ต้องผสมน้ำอุ่น บางทีก็ร้อนไปบ้าง ท่านเอามือจุ่มดู ท่านว่าพอดีทุกครั้ง ท่านสรงน้ำอุ่นทุกครั้ง วันละครั้งทำให้สุขภาพดี

ใกล้วันลาสิกขา ผู้เขียนเกิดวิตกว่า เรายังไม่ได้ทำหน้าที่อุปัชฌายวัตรให้สมบูรณ์แบบ เราได้แต่เทกระโถนปัสสาวะทุกเช้า ยังขาดเพียงเรื่องอุจจาระอย่างเดียวเท่านั้น

พอรุ่งขึ้นเช้า เหมือนเทพบันดาล เปิดฝากระโถนดู ไม่มีน้ำปัสสาวะ แต่เป็นก้อนอุจจาระนิดหนึ่งแทน

สมัยนั้นไม่มีฟองน้ำ ผู้เขียนใช้กาบมะพร้าวทำความสะอาดกระโถนและใช้ขี้เถ้าแทนสบู่

รู้สึกภาคภูมิใจมาก ทั้งนี้สืบเนื่องมาจาก ได้รับการอบรมจากหลวงปู่ฝั้น อาจาโร สอนให้รู้จักรับใช้ผู้มีพระคุณ เช่น บิดามารดา ครูบาอาจารย์

ความกตัญญูเป็นธรรมเบื้องต้นที่ผู้เขียนเข้าใจ ไม่ใช่หลับตาภาวนาแล้วไม่รู้อะไร แต่มิใช่ว่าจะรู้ไปหมด


ผู้เขียนเคยรังเกียจกระโถนของหลวงปู่อีกใบหนึ่ง คือกระโถนเคลือบสีลายดอก ซึ่งมีใช้กันทุกวัดในสมัยนั้น

ที่อัศจรรย์ไม่เหมือนใครเลยก็ตรงที่หลวงปู่ ใช้สีผึ้งหรือเทียนอุดรูรั่ว เวลาทำความสะอาดไม่สะดวก เกะกะสายตาเหลือเกิน

ผู้เขียนปรึกษากับ ท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์ (พระราชวรคุณ) ว่าขออนุญาตถวายกระโถนใบใหม่ให้หลวงปู่

ท่านพระครูบอกว่า หลวงปู่ท่านไม่ใช้หรอก ถวายใหม่หลวงปู่ก็จะเก็บใส่ตู้ เป็นของกลางสงฆ์ 

เวลาพระเถระระดับเจ้าคุณมาเยี่ยมเยือน หลวงปู่ก็ต้อนรับด้วยกระโถนใบนี้ บางทีเกิดรั่ว น้ำหมากท่านเจ้าคุณไหลลงใต้ถุน อย่างนี้ก็เคยมีมาแล้ว

กระโถนทะลุใบนี้อยู่กับหลวงปู่มากว่า ๔๕ ปีแล้ว

เมื่อสร้างพิพิธภัณฑ์หลวงปูดูลย์ ผู้เขียนถามถึงกระโถนใบนั้น ท่านพระครูนันทฯ ตอบว่า “ไม่รู้ว่ามีมือเลวไหนขโมยไปเสียแล้ว”

๙๙. อาพาธครั้งแรก


โดยปกติ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จัดว่าเป็นผู้ที่มีสุขภาพอนามัยดีเยี่ยมคนหนึ่ง ตราบเท่าอายุเข้าปีที่ ๗๕ นอกจากเคยเป็นไข้ป่า เมื่อตอนออกธุดงค์ที่ป่าท่าคันโทแล้ว ก็ไม่่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเบียดเบียนท่านเลย นอกจากไข้หวัดเล็กๆ น้อยๆ ในบางครั้งเท่านั้น ทั้งนี้ส่วนหนึ่ง อาจเป็นผลเนื่องมาจากการดำรงศีลวัตร ด้วยสุปฏิบัติ อย่างเคร่งครัดก็เป็นได้ ทำให้ท่านมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตดีสมบูรณ์อยู่เสมอ

เมื่อเปรียบเทียบกับญาติพี่น้องของท่าน จะเห็นว่าทุกคนเสียชีวิตก่อนอายุ ๗๐ ปี มีเพียงหลวงปู่องค์เดียวที่ยังดำรงขันธ์มาได้ยาวนาน เพิ่งป่วยเข้าโรงพยาบาลครั้งแรกเมื่อท่านอายุได้ ๗๕ ปี หลังจากมาพำนักที่วัดบูรพารามได้ ๓๐ ปีเศษ

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงปู่มีอาการอาพาธรุนแรงเป็นครั้งแรก หมอสันนิษฐานว่าเป็นโรคตับอักเสบ มีอาการปวดท้องรุนแรงเป็นครั้งคราว ฉันอาหารไม่ได้ ฉันทีไรเป็นต้องอาเจียนออกมา ภายหลังทำให้เป็นที่วิตกกันในหมู่สานุศิษย์

การอาพาธครั้งนี้ หลวงปู่ได้เข้าพักรักษาตัว ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เป็นเวลา ๙ วัน ก็หายเป็นปกติ

ในการเจ็บป่วยครั้งนี้ หลวงปู่ไม่ได้แสดงท่าทีปริวิตกให้เห็นแต่ประการใด สีหน้ายังคงสงบเฉยอยู่ตามปกติ เป็นคนไข้ที่ผู้เป็นพยาบาล ไม่ต้องทำอะไรพิเศษไปกว่าที่เคยทำในชีวิตประจำวัน นอกจากการถวายยาตามที่หมอสั่งเท่านั้น


ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่ถวายน้ำเกลือทางเส้นเลือดก็ดี ในช่วงเวลาที่อาการเจ็บปวดกำเริบก็ดี สีหน้าของท่านยังคงสงบเหมือนเดิม พระผู้เฝ้าพยาบาลเล่าว่าก็มีอยู่นิดเดียว คือตอนที่โรคเสียดแทงรุนแรง เกิดความเวทนากล้า กล้ามเนื้อบนใบหน้าของท่านจะกระตุกอยู่ ๒-๓ ครั้ง แล้วก็สงบลงตามเดิม นัยน์ตาท่านหลับนิ่ง ดูใบหน้าสงบเสงี่ยมงดงาม

มีอยู่ประการหนึ่ง ที่ทำให้ลูกศิษย์ลูกหา ผู้เฝ้าพยาบาลยินดีพอใจ ถึงกับต้องแย่งหน้าที่กัน คอยเฝ้าพยาบาลก็คือ เมื่อหลวงปู่อาพาธ ภารกิจอื่นๆ ของท่านก็เป็นอันต้องงด และการหลับตาพักผ่อนของหลวงปู่จะมีเพียง ๒ ระยะ คือ ตอนดึกที่ต้องพักผ่อนตามปกติ คืนละ ๒-๓ ชั่วโมง กับตอนที่เกิดเวทนาแรงกล้า เท่านั้น

ดังนั้น หลวงปู่จึงมีเวลาว่างพอที่จะพูดคุย และตอบปัญหาต่างๆ ที่มีผู้เรียนถามได้

ผู้เฝ้าพยาบาลจึงมีโอกาสได้ใกล้ชิดหลวงปู่ ได้ยินได้ฟังเรื่องราวดีๆ รวมทั้งเรื่องพิสดารที่หาฟังได้ยาก ก็มีโอกาสตอนนั้นแหละ

ผู้ที่มีโอกาสได้เฝ้าพยาบาลหลวงปู่ จึงถือเป็นวาสนาดี ที่ใครๆ ทำได้ยาก

๑๐๐. หลวงปู่หัวเราะก็มี

ในสายตาของศิษยานุศิษย์ และอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย เห็นว่าหลวงปู่มีความสงบเสงี่ยมเป็นปกติ งดงามตามควรแก่สมณวิสัยอยู่ตลอดเวลา ไม่แสดงอาการพลิกผันแปรปรวนไปตามเหตุการณ์ต่างๆ

เมื่อประสบอารมณ์ที่น่าพอใจ หลวงปู่ก็เพียงแต่ยิ้ม หรืออย่างมากก็หัวเราะน้อยๆ


แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ช่วงที่หลวงปู่อยู่ระหว่างพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เนื่องจากอาพาธคราวนี้เอง ที่เคยเห็นหลวงปู่ท่านหัวเราะอย่างเต็มที่ และมีอาการสะกดกลั้นการหัวเราะนั้นเป็นระยะ เพื่อให้ตนเองหยุดหัวเราะ

นับเป็นการหัวเราะครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายของหลวงปู่ เท่าที่ลูกศิษย์ลูกหาเคยได้พบเห็น!

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อหลวงปู่เข้ารับการรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ ในครั้งนั้นแล้ว ข่าวคราวการเข้าโรงพยาบาลของหลวงปู่ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว การเยี่ยมเยียนเป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งญาติโยมพุทธบริษัททั่วไป ตลอดทั้งพระภิกษุสามเณร และคณาจารย์เจ้าสำนักต่างๆ ก็พากันมาเยี่ยมไข้หลวงปู่มิได้ขาด

ช่วงบ่ายวันหนึ่ง พระอาจารย์รูปหนึ่ง มากับโยมสองสามคน ครั้นกระทำสามีจิกรรม คือ กราบนมัสการหลวงปู่แล้ว ก็กรากเข้าไปชิดหลวงปู่ กรีดกรายฝ่ามือประคองต้นแขนหลวงปู่อย่างนุ่มนวล พลางพูดเสียงอ่อนเสียงหวานว่า

“หลวงพ่อ อย่าไปคิดอะไรมาก ปล่อยวาง ปล่อยวาง สังขารทั้งหลายมันไม่เที่ยงอย่างนี้แหละนะ หลวงพ่อนะ ปล่อยวาง ปล่อยวางนะ หลวงพ่อ”

แล้วพระอาจารย์องค์นั้นยิ้มอ่อนโยนน่าประทับใจ ทำเอาหลวงปู่เกิดความขบขันเป็นอย่างมาก 

ท่านหัวเราะออกมาอย่างชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วท่านก็พยายามสะกดกลั้นเป็นระยะๆ ครู่หนึ่งอาการหัวเราะก็หยุดลง วางสีหน้าเฉยเป็นปกติ แล้วเอ่ยวาจาขอบอกขอบใจ พระอาจารย์รูปนั้น และญาติโยมที่อุตส่าห์มาเยี่ยม และก็สนทนาธรรมดาอื่นๆ ต่อไปด้วยอาการราบเรียบตามปกติของหลวงปู่

๑๐๑. ตาบอดใส่แว่น


เมื่อหลวงปู่ออกจากโรงเยาบาลในครั้งนั้นแล้ว ท่านก็กลับมาพักฟื้นที่กุฏิของท่านดังเดิม

ค่ำวันหนึ่งหลวงปู่พักผ่อนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ ศิษย์ผู้เฝ้าพยาบาลกำลังเช็ดตัวท่านด้วยน้ำอุ่น แล้วถวายการบีบนวดปรนนิบัติท่านตามปกติ

ญาติโยมที่มาภาวนาปฏิบัติธรรมที่ศาลาโรงธรรม ก็ขึ้นมากราบเยี่ยมนำน้ำปานะมาถวาย

หลังจากถามไถ่อาการป่วยไข้ของหลวงปู่ และสนทนาเรื่องราวต่างๆ พอสมควร อุบาสกท่านหนึ่งก็นมัสการถามท่าน ถึงวิธีการเริ่มต้นในการบำเพ็ญภาวนา

อุบาสก : “พวกกระผมถกเถียงกันไม่ตกลง บางคนบอกว่าก่อนที่จะนั่งสมาธิภาวนา ต้องกล่าวคำแสดงตนถึงพระรัตนตรัยก่อน แล้วก็รับศีล จึงจะสมาธิให้เกิดผลได้ บางคนบอกว่าไม่ต้อง สะดวกสบายตอนไหนก็นั่งกำหนดจิตได้เสมอ ขอฟังคำแนะนำจากหลวงปู่ครับ”

หลวงปู่ : “เราเคยบอกแล้วว่า ตราบใดที่มีลมหายใจก็ทำได้ และควรจะทำทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องให้จิตอยู่ในจิต มีสติกำกับอยู่เสมอ

ในการนั่งสมาธินั้นจะเริ่มต้นยังไงก็ตามแต่จะพอใจ ใครจะแสดงตนถึงพระรัตนตรัย สมาทานศีลก่อนก็ทำไป เพราะถึงอย่างไร มันก็เป็นเพียงแว่นดำที่คนตาบอดสวมใส่ ไม่ได้ช่วยให้มองเห็นอะไร เพียงแต่ช่วยให้คนอื่นดูดีขึ้นบ้างเท่านั้น ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้ไม่เห็น ว่าจะดูดีขึ้นได้อย่างไร”

๑๐๒. ต้องตายให้เป็น

ขอย้อนกลับไปกล่าวถึงเหตุการณ์ที่หลวงปู่อาพาธเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง

หลวงปู่อยู่ที่โรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์เป็นเวลา ๙ วันได้รับการดูแลเอาใจใส่จากนายแพทย์และพยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายของโรงพยาบาลเป็นอย่างดี จนกระทั่งหลวงปู่ทุเลาจากโรคร้ายและหายป่วยโดยสิ้นเชิง

ในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ ขณะที่เตรียมตัวรอการจัดการตามระเบียบ ในการที่จะออกจากโรงพยาบาลอยู่นั้น ผู้เขียน (พระราชวรคุณ สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูนันทปัญญาภรณ์ ) แสดงความยินดีที่หลวงปู่หายป่วย จะได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร และเป็นแสงสว่างแก่นักปฏิบัติต่อไป

พร้อมทั้งปรารภถึงตนเองว่า “ถ้ากระผมเองเกิดป่วยหนักใกล้จะตาย คงจะทำใจไม่ได้อย่างหลวงปู่”

หลวงปู่กล่าวแนะนำว่า “ถึงคราวตาย ต้องตายให้เป็น ต้องตัดสินใจว่า ถึงยังไงก็จะตายแน่แล้ว ไปวิตกทุกข์ร้อนหวั่นกลัวก็ไม่มีประโยชน์ จากนั้นต้องสำรวมจิตใจให้สงบเป็นหนึ่ง แล้วก็หยุดเพ่ง ปล่อยวางทั้งหมด สุคติก็เป็นอันหวังได้แน่นอน ถ้ายังไม่ถึงที่สุดทุกข์ในตอนนั้น หากกำลังเพียงพอก็อาจหมดปัญหาได้เลย”

จากนั้นหลวงปู่ก็กลับจากโรงพยาบาล และสิ้นสุดเรื่องราวตอนอาพาธครั้งแรกเพียงเท่านี้

หลวงปู่ไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร

 ๑๐๓. ร่วมงานศพหลวงปู่ฝั้น

ครั้งเมื่อหลวงปู่มีอายุย่างเข้าปีที่ ๙๑ แล้ว ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายมีความภาคภูมิใจ และปลาบปลื้มยินดีเป็นล้นพ้นที่เห็นหลวงปู่ยังมีสุขภาพแข็งแรงมีพลานามัยดี

ในระหว่างวันที่ ๑๙-๒๒ มกราคม ๒๕๒๑ นั้นเอง หลวงปู่ได้เดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโรที่วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร และได้เข้าร่วมในพิธีสวดพระพุทธมนต์ ชักผ้ามหาบังสุกุลหน้าศพ และรับพระราชทานฉันภัตตาหารในพระราชพิธีสามหาบอีกด้วย ท่ามกลางพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสีนับจำนวนเป็นพันๆ รูป และสาธุชนพุทธบริษัทจากทั่วทุกสารทิศนับเป็นจำนวนแสนๆ เป็นประวัติการณ์ของประเทศไทย และของวงการพระพุทธศาสนาทีเดียว

ในงานนี้ หลวงปู่ได้มีโอกาสสนทนาวิสาสะกับพระเถระฝ่ายธุดงค์กัมมัฏฐานหลายองค์ เป็นต้นว่า ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรงฺสี และครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ อีกมากมายหลายรูป ทั้งที่รู้จักคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย เป็นการย้อนถึงบรรยากาศเก่าๆ เมื่อครั้งยังหาญกล้าบุกป่าฝ่าดง เพื่อผจญจิตตน ฝึกฝนให้พ้นภัยในวัฏสงสาร

เป็นการสนทนาถึงอดีตแห่งการเดินธุดงค์ อันยังให้เกิดความอาจหาญร่าเริงในทางธรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเหล่าภิกษุผู้อนุชนรุ่นหลังๆ ที่เงี่ยหูฟังอยู่ ก็ให้เกิดพลุ่งพล่านฮึกเหิม ในอันที่จะเจริญรอยตามบูรพคณาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้น

เมื่อมีผู้ไต่ถามถึงพระอาจารย์ชื่อดังๆ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นต้นหลวงปู่ตอบว่า

“เคยได้ยินชื่อมาแต่ต้นเหมือนกัน แต่ลำดับความจำไม่ได้ว่าเคยร่วมสนทนาหรือปฏิบัติธรรมร่วมกันในช่วงไหนบ้าง เพราะท่านอาจารย์เหล่านี้ แม้จะมีอายุไล่เลี่ยกับเราก็จริง แต่ก็เข้ามาเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นในรุ่นหลังๆ”

นอกจากนี้หลวงปู่ยังได้ปรารภถึงตัวท่านเองว่า

“การมาสกลนครครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว”

๑๐๔. ตอบพระราชปุจฉา

เหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้เป็นเกียรติประวัติของวัดบูรพารามจังหวัดสุรินทร์และของหลวงปู่ในที่นี้ก็คือ

เมื่อวันที่ ๑๘ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชโอรส พระราชธิดาสองพระองค์ พระราชสุนิสา และพระเจ้าหลานเธอรวม ๗ พระองค์ ได้เสด็จมาที่วัดในเวลา ๑๘.๔๐ – ๑๙.๓๐ น.

หลังจากตรัสถามถึงสุขภาพพลานามัยของหลวงปู่แล้ว ทรงอาราธนาให้หลวงปู่แสตงพระธรรมเทศนา และทรงอัดเทปไว้ด้วย

เมื่อหลวงปู่แสดงพระธรรมเทศนาย่อๆ ถวายจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสถามหลวงปู่ว่า

“หลวงปู่ การที่จะละกิเลสให้ได้นั้นควรจะละกิเลสอะไรก่อน”

หลวงปู่ถวายวิสัชนาว่า

“กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อนให้ละอันนั้นก่อน”

ครั้นทรงมีพระราชปุจฉาในธรรมข้ออื่นๆ พอสมควรแก่เวลาแล้ว ทรงถวายจตุปัจจัยแก่หลวงปู่ เมื่อจะเสด็จกลับทรงมีพระราชดำรัสคำสุดท้ายว่า

“ขออาราธนาหลวงปู่ ให้ดำรงขันธ์อยู่ให้นานต่อไปอีกเกินร้อยปี เพื่อเป็นที่เคารพนับถือของปวงชนทั่วไป หลวงปู่จะรับได้ไหม”

ทั้งๆ ที่พระราชดำรัสนี้เป็นสัมมาวจีกรรม ทรงประทานพรแก่หลวงปู่โดยพระราชอัธยาศัย หลวงปู่ก็ไม่กล้ารับ และไม่อาจฝืนสังขาร จึงถวายพระพรว่า

“อาตมาภาพรับไม่ได้หรอก แล้วแต่สังขารเขาจะเป็นไปของเขาเอง จะอยู่ได้นานอีกเท่าไรไม่ทราบ”

ต่อจากนั้นทุกพระองค์ก็เสด็จกลับ แต่ในการเสด็จพระราชดำเนินกลับนั้นทรงได้รับความลำบากพอสมควร เนื่องจากประชาชนได้ไปเฝ้าชื่นชมพระบารมีกันอย่างเนืองแน่น

๑๐๕. อาพาธหนักครั้งที่สอง

หลังจากที่หลวงปู่เคยเข้ารักษาอาพาธในโรงพยาบาลครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ หลังจากนั้นอีก ๑๘ ปี เมื่อท่านเจริญขันธ์มาจนถึง ๙๕ ปีท่านจึงมีอาการผิดปกติด้านสุขภาพอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖ หลวงปู่เริ่มมีอาการปวดชา ตั้งแต่บั้นเอวลงไปถึงปลายเท้า เริ่มเป็นด้านซ้ายข้างเดียวก่อน ความจริงเคยเป็นเล็กน้อยมานานแล้ว เคยนวดถวายท่าน ก็สังเกตเห็นได้ว่า ชีพจรเดินเบามาก ต่อมาอาการอย่างนี้ลามมาที่ขาข้างขวา ท่านบอกว่ารู้สึกเหมือนจะปวดหนักปวดเบาอยู่ตลอดเวลา พาไปเข้าห้องน้ำก็ถ่ายไม่ออกทั้งหนักและเบา แถมยังมีอาการเดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อนระคนกัน

จะให้คนไปตามหมอ ท่านก็ห้ามบอกว่า “ไม่จำเป็น” ความจริงท่านไม่เคยเรียกหาหมอ หรือใช้ให้ใครไปตามหมอ ตลอดจนไม่เคยบอกให้ใครพาไปโรงพยาบาล เท่าที่เคยมีหมอมารักษาพยาบาล หรือเคยเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลนั้นล้วนเป็นเรื่องของลูกศิษย์ลูกหาเป็นห่วงและขอร้องท่านทั้งสิ้น

ในคืนนั้น ถ้าไม่สังเกตให้ลึก จะไม่รู้เลยว่าท่านอาพาธอย่างรุนแรง ใบหน้าและผิวพรรณดูเป็นปกติ สงบเย็น ไม่มีความวิตกกังวล เหมือนท่านไม่ได้เป็นอะไรเลย


ผู้รักษาดูแลท่านอย่างใกล้ชิดมาตลอดจะรู้ดีว่า หลวงปู่มีอาการอ่อนเพลียมากในคืนนั้น และแสดงว่าอ่อนเพลียมากขึ้นทุกที จึงต้องตัดสินใจพาท่านไปเข้ารักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์เมื่อเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น.

ตั้งแต่ไปถึง จนถึง ๐๘.๓๐ น. ของเช้าวันที่ ๒๘ มกราคม หมอได้ให้น้ำเกลือและสวนปัสสาวะออก แต่อาการของหลวงปู่ยังไม่ดีขึ้น ถึงกระนั้นท่านก็รบเร้าขอให้พาออกจากโรงพยาบาล ไม่มีใครกล้าทัดทาน จึงต้องนำท่านกลับวัดเมื่อเวลา ๑๕.๔๐ น. วันเดียวกัน

เมื่อกลับถึงวัด คณะศิษย์ได้ปรึกษาหารือกันและตกลงจะนำหลวงปู่เข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรกจะไปรักษาที่โรงพยาบาลธนบุรี ตั้งใจจะออกเดินทางเช้าวันที่ ๒๙ มกราคม เวลา ๐๙.๐๐ น.

ตลอดคืนที่ผ่านมา สังเกตดูอาการป่วยของหลวงปู่หนักขึ้น ทั้งอากาศก็หนาวจัดอีกด้วย ตอนเช้าถวายอาหารท่าน ท่านก็ฉันได้เพียงเล็กน้อย

เมื่อใกล้จะถึงเวลาออกเดินทาง ท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์ (พระราชวรคุณ) กำลังยืนดูแลความเรียบร้อยอยู่นอกกุฏิหลวงปู่ มีพระภิกษุบางท่านเข้ามาคัดค้าน แสดงความไม่เห็นด้วยที่จะนำหลวงปู่เข้ากรุงเทพฯ โดยเหตุว่า 

“หลวงปู่อ่อนเพลียมากแล้ว ไม่ควรนำท่านไป ขืนไปก็คงไม่ถึงกรุงเทพฯ แน่” 

ท่านเจ้าคุณจึงพูดกับท่านเหล่านั้นว่า

“เท่าที่ท่านแสดงความเห็นมานี้ นับว่าเป็นการถูกต้องแล้ว ในฐานะที่เป็นศิษย์ ย่อมมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะคัดค้านได้ แต่ผมเห็นว่า ถ้าไม่ไปก็มีทางเดียว คือหลวงปู่หมดลมแน่ แต่ถ้าไปยังมีสองทาง เพราะฉะนั้นต้องไป”

และก่อนออกเดินทางนั้นเอง คุณหมอทวีสิน ส่งข่าวให้ทราบว่า ได้ติดต่อประสานงานที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ให้แล้ว จึงขอให้เปลี่ยนจากโรงพยาบาลธนบุรี ไปเป็นโรงพยาบาลจุฬาฯ แทน

ตั้งแต่รถพยาบาลเคลื่อนออกจากวัด หลวงปู่นอนสงบนิ่งตลอด จนกระทั่งถึงอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เวลา ๑๑.๐๐ น. จึงหยุดรถเพื่อถวายเพลหลวงปู่ โดยไปจอดหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง เจ้าของร้านตื่นเต้นดีใจมาก เพราะหลวงปู่เคยมาทำพิธีเปิดร้านให้ เป็นการแวะมาจอดโดยบังเอิญ เขาจัดแจงถวายอาหารเป็นอย่างดี แต่หลวงปู่ฉันข้าวต้มได้เพียงเล็กน้อย

ระยะทางจากสุรินทร์ถึงกรุงเทพฯ รถวิ่งตามปกติใช้เวลา ๖-๗ ชั่วโมง แต่วันนั้นขอไม่ให้วิ่งเร็ว เพราะเกรงหลวงปู่จะกระเทือน จึงใช้เวลาถึง ๙ ชั่วโมง ตลอดระยะการเดินทาง หลวงปู่นอนสงบเงียบ ไม่มีเหตุอะไรให้น่าวิตกตลอดการเดินทาง

ถึงโรงพยาบาลจุฬาฯ เวลา ๑๗.๔๐ น. ต้องพาหลวงปู่เข้าศึกษาที่ตึกฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นวันเสาร์และนอกเวลาราชการ ในตอนนี้ลูกศิษย์ลูกหาต่างทุกข์กังวล ที่เห็นอาการของหลวงปู่หนักมาก แถมยังลำบากต้องเดินทางไกล และยังต้องรอเวลาให้หมอตรวจเป็นเวลานาน หมอสอบถามข้อมูลหลายอย่าง และฉายเอกซเรย์ด้วย เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้พาหลวงปู่เข้าพักที่ห้องพักพิเศษ ตึกวชิราวุธชั้น ๒ หมายเลขห้อง ๒๒

  
 

๑๐๖. ความโกลาหล

เพราะเหตุที่มาถึงโรงพยาบาลนอกเวลาราชการ หลวงปู่จึงต้องเข้าตึกคนไข้ฉุกเฉินเสียก่อน ไม่ใช่ห้องไอ.ซี.ยู. ตามที่บางท่านเข้าใจ

หลวงปู่เข้าพักได้ประมาณ ๒ ชั่วโมงกว่า คุณหมอจรัสกับคณะก็มาตรวจอาการ แล้วบอกว่า ต้องเอาหลวงปู่เข้าห้องเอกซเรย์อีก เพราะมีความจำเป็นมาก แม้จะเห็นว่าหลวงปู่อ่อนเพลียมากก็ต้องทำ

ตอนนั้นเวลา ๕ ทุ่มแล้ว หลวงปู่ท่านนอนสงบนิ่ง จนบางท่านคิดว่าท่านคงจะมรณภาพละทิ้งสังขารไปแล้ว ต้องใส่ท่อออกซิเจนช่วยหายใจนานนับ ๕ ชั่วโมง การทำงานของหมอจึงแล้วเสร็จ แต่การวินิจฉัยของหมอในคืนนั้นไม่ได้รับผลอะไรเลย

เมื่อยกหลวงปู่ขึ้นนอนบนแท่นฉายในห้องเอกซเรย์แล้ว เจ้าหน้าที่ก็ลงมือฉาย ๒ ชั่วโมงกว่าก็ยังไม่เสร็จ สงสัยว่าเครื่องฉายเสียหรือฟิล์มหมดอายุ เพราะปรากฏว่าฟิล์มที่ออกมาแต่ละแผ่น ดำสนิทมองไม่เห็นอะไรเลย

ท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์ (พระราชวรคุณ) บันทึกไว้ว่า ใช้ฟิล์มเอกซเรย์หลายแผ่น หนาเกือบครึ่งคืบ ก็ไม่ได้ผลเลย ทั้งจอภาพก็ไม่ปรากฏภาพให้เห็นได้ตลอด มีเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ต้องฉายแล้วฉายอีกตั้งหลายครั้ง หลวงปู่คงต้องอดทนอย่างมาก เห็นท่านนอนหลับตานิ่งไม่ไหวติงเลย

พยาบาลจะฉีดยา จะให้น้ำเกลือ ก็ทำไม่สะดวก บางครั้งก็แทงเข็มไม่เข้าบ้าง จนหมอบอกว่า ร่างกายของท่านไม่รับ ทางหมอเองก็ท้อใจและแปลกใจ

คุณหมอสตรีท่านหนึ่งออกมาถามคณะศิษย์ว่า “ทำไมถึงเป็นอย่างนี้” ต่างคนต่างก็ไม่ทราบและไม่มีใครกล้าตอบ

เมื่อมาคิดดูโดยลักษณะนี้ อาจเป็นว่าหลวงปู่คงจะเข้าสมาธิส่วนลึกและละเอียด เพื่อระงับทุกขเวทนา เพราะเวลา ๑๔ ชั่วโมงที่ผ่านมา ท่านหลับตาอยู่อย่างนั้นโดยไม่ไหวติงเลย ตลอดเวลาเข้าห้องฉุกเฉิน ตรวจร่างกาย ฉายเอกซเรย์ ตลอดจนเข้าห้องพัก แล้วกลับเข้าห้องเอกซเรย์อีก

ตลอดเวลา ๑๔ ชั่วโมงนั้น ท่านอาจไม่ได้รับรู้การกระทำของพวกเราเลยแม้แต่น้อยก็เป็นได้

เมื่อได้เห็นภาพหลวงปู่นอนสงบอยู่บนเตียงพยาบาล ได้รับการดูแลรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ มีการให้ออกซิเจนช่วยหายใจ ให้น้ำเกลือ และให้อาหารทางสายยางเป็นที่เรียบร้อย พอวางใจได้แล้ว ความวิตกกังวล ความเคร่งเครียดกระวนกระวายที่มีอยู่ในหัวสมองของผู้เขียน (พระครูนันทปัญญาภรณ์) เป็นเวลานาน นับตั้งแต่ออกเดินทางจากจังหวัดสุรินทร์มา ก็ได้บรรเทาเบาบางลงและรู้สึกโล่งใจ เกิดความมั่นใจว่าหลวงปู่จะต้องหายได้ในครั้งนี้อย่างแน่นอน

ครั้นเวลาตี ๓ ล่วงแล้ว หมอกลับไปหมดแล้ว หลวงปู่จึงลืมตาขึ้นพร้อมกับคำถามเป็นประโยคแรกว่า “หมอตรวจเสร็จแล้วหรือ”

ได้กราบเรียนท่านว่า “เสร็จแล้วครับ”

ท่านก็สั่งว่า “ให้กลับเดี๋ยวนี้”

หมายถึงให้พากลับวัด ต้องค่อยพูดอธิบายให้ท่านทราบว่าท่านยังกลับไม่ได้ ต้องอยู่พักรักษาที่โรงพยาบาลอีกหลายวัน พร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้ท่านทราบโดยตลอด ท่านก็ฟังเฉยโดยไม่ว่าอะไร

ในวันนั้นคณะศิษย์ได้กราบเรียนท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร (สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน) ให้ทรงทราบ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงเจริญพรไปยังสำนักพระราชวังต่อไป

๑๐๗. เหนือเอกซเรย์


ตรงนี้ขอแทรกเรื่องเบาสมองสักเล็กน้อย ข้อเขียนต่อไปนี้เป็นบันทึกของ คุณบำรุงศักดิ์ กองสุข ที่น่าสนใจไว้เป็นอุทาหรณ์ดังนี้

คุณจำนงค์ พันธุ์พงศ์ เล่าให้ผู้เขียนฟังถึงเมื่อครั้งหลวงปู่ดูลย์ อตุโล อาพาธหนัก พระครูนันทปัญญาภรณ์ (พระราชวรคุณ) เป็นผู้นำหลวงปู่เข้ากรุงเทพฯ ให้แพทย์ตรวจอาการ ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ

เมื่อนำหลวงปู่เข้าห้องเอกซเรย์ พนักงานคนหนึ่งก็พูดกับคุณจำนงค์ว่า

“เออ! คนแก่ๆ แบบนี้เอกซเรย์ง่ายสบายมาก”

คุณจำนงค์นึกในใจว่า “ประเดี๋ยวก็รู้ เล่นพูดกับหลวงปู่แบบนี้!”

พอยกหลวงปู่ขึ้นเตียงเลื่อนไฟฟ้า เตียงไม่เลื่อนเข้าที่ เมื่อคุณจำนงค์ก้มกระซิบกราบขออนุญาตหลวงปู่ เตียงก็เลื่อนเข้าที่ได้

เจ้าหน้าที่ถ่ายเอกซเรย์อยู่นานถึง ๒ ชั่วโมง ขณะถ่ายก็ไม่มีภาพปรากฏบนจอทีวี หมดฟิล์มไปเป็นจำนวนมาก พอล้างออกฟิล์มทุกใบดำไปหมด

คุณหมอมากราบขออนุญาตกับหลวงปู่ คุณจำนงค์ปลุกหลวงปู่พอให้รู้สึกตัว แล้วกราบเรียนท่านว่า 

“หลวงปู่ครับ อย่าเข้าสมาธิ เขาถ่ายเอกซเรย์ไม่ติด”

หลวงปู่ว่า “เออ! อย่างนั้นรึ”

หลังจากนั้น จึงมีภาพปรากฏบนจอทีวี และฟิล์มเอกซเรย์ก็ได้ภาพตามต้องการ

๑๐๘. ถูกตัวหลวงปู่ได้ไหม

รุ่งขึ้นวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๒๖ หลวงปู่มีอาการดีขึ้นพอที่จะประคองให้นั่งบ้าง นอนบ้าง หลวงปู่พูดเสียงชัดเจนดี

เกิดเหตุขัดข้องทางผู้รักษาพยาบาลนิดหน่อยเพราะล้วนแต่เป็นสุภาพสตรี เมื่อจะทำหน้าที่ มักจะถามท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์ (พระราชวรคุณ) ซึ่งเฝ้าไข้อยู่ ณ ที่นั้นว่า


“หนูถูกต้องหลวงปู่ได้ไหมคะ”

ท่านพระครูตอบ “ไม่ได้ เจริญพร”

“อ้าว! แล้วจะให้หนูทำอย่างไร”

“ไม่ทราบ เจริญพร”

ท่านพระครู บอกว่า อยากจะให้พวกเขาเข้าใจคำพูดของท่านเอาเอง เขาก็ไม่เข้าใจ งงอยู่อย่างนั้นเอง ท่านจึงต้องอธิบายว่า

“คุณเป็นผู้หญิง หลวงปู่และอาตมาเป็นพระสงฆ์ เมื่อคุณถามว่าถูกต้องตัวหลวงปู่ได้ไหม จะให้อาตมาตอบว่าได้ อย่างนี้ไม่สมควร ผิดสมณวินัย ใครมีหน้าที่อย่างไร พึงทำไปตามหน้าที่ของตน”

พวกเขาเข้าใจ และทำตามหน้าที่ของตนด้วยความระมัดระวัง และอ่อนน้อมน่าชมเชย ต่อมาจึงขอให้มีบุรุษพยาบาลจากตึกสงฆ์ มาทำหน้าที่แทนตลอดเวลาที่หลวงปู่อยู่ในโรงพยาบาล ปัญหาขัดข้องต่างๆ จึงหมดไปด้วยดี

๑๐๙. ผลการวินิจฉัยโรค

เช้าวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๒๖ คณะหมอได้เข้าตรวจร่างกายของหลวงปู่อีกครั้งหนึ่ง คุณหมอยกมือนมัสการขอพร และขออภัย แล้วก็ทำการตรวจ เหตุการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากวันก่อน ผลการตรวจทุกอย่างชัดเจนดี จากการถ่ายฟิล์มเอ็กซเรย์มา ๖ แผ่น เมื่อนำมาวินิจฉัย ปรากฏว่าหลวงปู่มีอาการหนักอยู่ ๓ อย่าง คือ เกี่ยวกับ กระดูก ปอด และสมอง ซึ่งจะต้องใช้เวลาอยู่รักษานานเป็นเดือนขึ้นไป และมีความหวังว่ามีทางรักษาหายได้ จึงปลงใจว่า แม้นานเท่าใดก็จะอยู่


ปัญหาที่มีในขณะนี้ก็เนื่องจากระเบียบของตึกแห่งนี้คือ ไม่ให้ผู้อยู่เฝ้าพยาบาลนอนในห้องเกิน ๒ คน ท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์จึงต้องไปค้างคืนที่วัดบวรนิเวศฯ

เมื่อเข้ากราบเรียนท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระญาณสังวร เพื่อกราบทูลให้ทราบถึงอาการของหลวงปู่ สมเด็จฯท่านแนะนำว่า ถ้ามีอะไรขัดข้องให้ติดต่อพระมหาวีระ ซึ่งเป็นเลขาฯ และอุปัฏฐากของท่านเจ้าคุณ พระญาณวโรดมของสมเด็จฯ

ท่านมหาวีระได้ติดต่อไปที่ คุณหญิงสมรักษ์ เพื่อให้หลวงปู่ได้ย้ายจากตึกวชิราวุธ มาพักที่ตึกจงกลนีวัฒนวงศ์ ณ ห้องพระราชทาน บนชั้นที่ ๓ ของตึก

จึงเป็นอันว่าหลวงปู่ได้ย้ายมาอยู่ห้องพระราชทาน ตึกจงกลณีวัฒนวงศ์ เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ เวลาบ่ายสองโมงเศษ

นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่นี่มีความกว้างขวาง สะดวกที่จะให้ลูกศิษย์ลูกหา และผู้มีศรัทธาในหลวงปู่ได้เข้าเยี่ยมไข้ และเข้ากราบหลวงปู่ เนื่องจากในแต่ละวัน มีญาติโยมมาเยี่ยมหลวงปู่จำนวนมาก ห้องพักเดิมคับแคบ จึงรู้สึกหนักใจ และเกรงใจโรงพยาบาลเป็นอย่างมาก

๑๑๐. ห้องพระราชทาน

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานสงเคราะห์ รับหลวงปู่ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานแพทย์หลวงมาทำการรักษาเป็นพิเศษ


สำหรับห้องพระราชทานนี้ ภายในแบ่งเป็น ๓ ห้อง ด้านซ้ายมือเป็นห้องผู้ป่วย ตอนกลางเป็นห้องโถงใหญ่สำหรับแขก หรือเป็นที่ประชุม ด้านขวามือเป็นห้องจัดเตรียมอาหาร มีเครื่องสุขภัณฑ์พร้อมมูล

ที่เรียกว่าห้องพระราชทานนั้น ก็เพราะทรงมีไว้เพื่อพระราชทานเพื่อความสะดวกแก่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หรือพระเถระชั้นผู้ใหญ่ หรือผู้อื่นใดตามพระราชอัธยาศัย

กำลังปลื้มปีติว่าหลวงปู่ได้อยู่ห้องพระราชทาน ในขณะเดียวกันความกังวลความหนักใจก็เกิดขึ้นมา ทั้งนี้เนื่องจากสำนึกตน ว่าเป็นผู้มีสติปัญญาน้อย มีความสามารถน้อย ไม่รู้ธรรมเนียมและระเบียบปฏิบัติของห้องพิเศษเช่นนี้ 

อีกประการหนึ่ง ไม่ทราบว่าตนเองจะสามารถรับผิดชอบในการดูแลรักษาพยาบาลหลวงปู่ รวมทั้งต้อนรับบุคคลที่จะมานมัสการเยี่ยมหลวงปู่อย่างมากมายได้หรือไม่ ตลอดถึงอาจต้องรับเสด็จด้วยนอกจากนี้ควรจะแนะนำลูกน้องของเรา ที่จะมาอยู่ช่วยอุปัฏฐากหลวงปู่ ให้ประพฤติและวางตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสม

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องคิด ต้องเตรียมการไว้ จึงได้พยายามศึกษาและสอบถามเจ้าหน้าที่พยาบาล และผู้สันทัดกรณีคนอื่นๆ ตามสมควร

๑๑๑. อาการไข้ของหลวงปู่

ดังได้กล่าวแล้วว่าอาพาธของหลวงปู่ คือ กระดูกและปอดมีจุดดำ แล้วลามไปถึงสมอง

การรักษาจึงหนักไปในการบำรุง และ พักผ่อนให้มากที่สุด ทั้งยังต้องอาศัยเวลานานอีกด้วย

ลักษณะอาการของโรคดังกล่าว แสดงออกให้เห็นได้โดยอาการ ๓ อย่าง คือ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียเป็นเวลานานๆ ปวดเมื่อยทั่วสรรพางค์กาย นอกจากนี้ก็มีอาการกระสับกระส่าย นอนหลับยาก

ส่วนตัวของหลวงปู่นั้น ท่านอาศัยสมาธิช่วยในการหลับและพักผ่อนสมอง

ในระยะครึ่งเดือนแรก เกือบจะกล่าวได้ว่า อาการของท่านทรงๆ อยู่ไม่มีอะไรดีขึ้น

วันหนึ่ง เวลาเช้ามืด ประมาณ ๐๔.๐๐ น. หลวงปู่ให้พระมาเรียกผู้เขียน (พระราชวรคุณ) เข้าไปพบในห้อง ตกใจนึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับหลวงปู่

เมื่อเข้าใกล้แล้ว ท่านปรารภว่า

“เท่าที่มาอยู่นี่ก็หลายวันแล้ว ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย การเจ็บป่วยก็ไม่เห็นทุเลา นอนก็หลับยาก หมอก็ไม่เห็นทำอะไรมากนัก มีแต่ให้ฉันมากๆ ให้นอนมากๆ เท่านั้นเอง”

ผู้เขียนเข้าใจความหมายของท่าน ว่าท่านต้องการจะกลับวัดแน่นอน แต่ที่ท่านพูดอย่างนั้น เป็นการพูดอย่างเกรงใจลูกศิษย์ลูกหา รู้สึกสงสารท่านอย่างสุดซึ้ง แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่เพื่อรักษาไปก่อน จนกว่าหมอจะมีคำสั่งให้กลับได้ ดังนี้ มีอะไรดีกว่าการหาคำพูดมาอธิบาย และขอร้องให้ท่านเข้าใจ

“หลวงปู่ครับ หมอที่นี่เขาเชี่ยวชาญการรักษาเฉพาะโรคแต่ละสาขา เช่น คุณหมอจรัสมาตรวจกระดูก คุณหมออังคณามาตรวจปอดและสมอง เป็นต้น แล้วเขาก็ประชุมกันทุกวัน เพื่อวินิจฉัยหาสมุฏฐานของโรค และวิธีการบำบัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชา ในการดูแลรักษาหลวงปู่ ขออาราธนานิมนต์หลวงปู่อยู่ต่อไปอีกสักหน่อยเถิด จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน”

หลวงปู่ก็นิ่งเฉยไม่ว่าอะไร

เมื่อเวลาผ่านไป ๒ อาทิตย์กว่า อาการของหลวงปู่ค่อยๆ ดีขึ้น และสามารถปรับตัวให้ชินกับเครื่องปรับอากาศได้ ท่านก็ไม่ว่าอะไรอีก

๑๑๒. ผู้มาเยี่ยมนมัสการหลวงปู่

สิ่งที่เคยนึกกังวลใจไว้ล่วงหน้าก็ค่อยๆ ปรากฏเป็นจริงขึ้น กล่าวคือ พอข่าวแพร่สะพัดออกไปว่า หลวงปู่อาพาธอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ บรรดาสานุศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือ ก็ได้ทยอยกันมาเยี่ยมนมัสการมากขึ้นทุกที

รวมทั้งผู้ที่เคยพบเคยกราบไหว้มาก่อน และผู้ที่เคยได้ยินแต่ชื่อเสียง แต่ไม่เคยเป็นตัวหลวงปู่ ก็ถือโอกาสนี้เป็นสำคัญ ที่จะได้มากราบมารู้จักท่าน ฝ่ายทางโรงพยาบาลก็แนะนำว่า ขอให้ห้ามเยี่ยม ห้ามรบกวนเพราะต้องการให้หลวงปู่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ผู้เขียนยอมรับว่า ไม่มีปัญญาที่จะปฏิบัติตามระเบียบของโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัดได้ เพราะบังเอิญเป็นผู้ที่มีธาตุแห่งคนใจอ่อน เกรงใจเขา สงสารเขา เห็นใจเขา

เขาอุตส่าห์ข้ามบ้านข้ามเมืองมาไกล หิ้วข้าวของ ถือเครื่องสักการะ มาด้วยความศรัทธาเลื่อมใส ต้องการที่จะกราบไหว้หลวงปู่ เพื่อเป็นบุญเป็นกุศล นี่ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง เห็นว่า หลวงปู่อาพาธด้วยโรคที่ไม่ใช่ไข้ ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกประการ หากว่าหลวงปู่เป็นที่ตั้งแห่งบุญกุศล อันผู้ที่ได้กราบไหว้จะพึงได้บุญได้กุศล ก็สมควรจะอำนวยความสะดวก

เพราะคิดอย่างนี้นี่เอง ชนทุกชั้นวรรณะที่ไปเยี่ยมนมัสการหลวงปู่จึงไม่มีผู้ใดผิดหวัง เมื่อไปถึงแล้วทุกคนย่อมมีโอกาส ได้กราบไหว้หลวงปู่อย่างใกล้ชิด ไม่มากก็น้อย ไม่เร็วก็ช้า บ้างก็ได้ถ่ายรูปร่วมกับหลวงปู่อีกด้วย

ทั้งนี้มิใช่จะบุ่มบ่าม หรือขาดกาลเทศะจนเกินไป ทุกอย่างก็ได้พิจารณาแล้วว่า ควรไม่ควรประการใดด้วย

สมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงประชวรหนักก่อนจะปรินิพพานท่านพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก ได้ห้ามมาณพผู้หนึ่งซึ่งร้องขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในขณะนั้น แม้มาณพขอร้องถึง ๓ ครั้ง พระอานนท์ก็ไม่ยอมอย่างเด็ดขาด จนกระทั่งเสียงขอเสียงขัด ดังถึงพระพุทธองค์

พระองค์จึงตรัสว่า “อานนท์ อย่าห้ามมาณพนั้นเลย จงให้เข้ามาเถิด”

เมื่อได้เข้าเฝ้าและฟังพระธรรม มาณพก็บรรลุมรรคผล ขอบวชเป็นพระสาวกองค์สุดท้าย มีนามว่า “สุภัททะ”

เมื่อนำมาพิจารณาดูจะเห็นได้ว่า พระอานนท์ท่านทำตามหน้าที่ของท่านถูกต้องแล้ว ไม่มีความผิดพลาดอันใด

ส่วนการที่พระพุทธเจ้าทรงให้มาณพเข้าเฝ้า ก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ

บรรดาพระสาวกรุ่นหลัง ตลอดมาจนถึงพระเถรานุเถระ และครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มีเมตตาธรรมสูง ย่อมเป็นที่เคารพสักการะของหมู่ชนมาก ท่านอุทิศชีวิตเพื่อกิจพระศาสนา ไม่เคยคำนึงถึงความชรา ความอาพาธของท่าน เมื่อเห็นว่าผู้ใดพึงจะได้ประโยชน์ จากการสักการะท่านแล้ว ท่านก็อำนวยประโยชน์นั้นให้แก่เขา

หลวงปู่ท่านมีเมตตาสูงอยู่แล้ว ไม่เคยบ่นหรือเอือมระอาในเรื่องเหล่านี้ ต้อนรับญาติโยมได้โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ

ดังนั้น อาศัยที่ผู้เขียนเคยทำหน้าที่นี้มานาน จึงไม่ค่อยลำบากใจอะไรนัก จะมีก็แต่ลำบากกาย เพราะบางวันต้องนั่งรับแขกตั้งแต่ ๔ โมงเช้า ตลอดจนถึง ๔ ทุ่มก็มี

ต้องต้อนรับแขกแบบประชาสัมพันธ์ ทั้งอธิบายธรรม ทั้งตอบคำถาม เพราะผู้ที่ไปนมัสการหลวงปู่ ส่วนมากเป็นผู้สนใจในธรรมปฏิบัติ บางทีก็ขอร้องให้หลวงปู่อธิบายข้อธรรมะ และแนะนำกัมมัฏฐานให้ก็มี

หน้าที่        ๔