อารัมภบทธรรมประวัติหลวงปู่ขาว
หนังสือประวัติ ท่านพระอาจารย์ขาว อนาลโย หรือ หลวงปู่ขาว แห่งวัดถํ้ากลองเพล อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ฉบับกรรมฐานเล่มนี้ มีเจตนาอันสําคัญแน่วแน่ในการที่จะเชิดชูและเคารพเทิดทูน บูชาคุณ บูชาธรรมหลวงปู่ขาว โดยรวบรวมและเรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลสําคัญๆ ที่เชื่อถือได้หลายแหล่ง เป็นต้นว่า จากเทศนาธรรมของหลวงปู่ขาว จากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว อนาลโย โดยท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และจากเทศนาธรรมขององค์หลวงตาฯ ในวาระต่างๆ ตลอดครูบาอาจารย์องค์สําคัญของวงกรรมฐาน ที่ได้ยิน ได้ฟังจากหลวงปู่ขาวบ้าง จากครูบาอาจารย์เล่าสู่กันฟังบ้าง และได้ถ่ายทอดสืบต่อๆ กันมา รวมทั้งจากหนังสือชีวประวัติและเทศนาธรรมของครูบาอาจารย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ในสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่เคยร่วมออกเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาว
เริ่มเขียนประวัติหลวงปู่ขาว อนาลโย โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว
“นับแต่ได้ตะเกียกตะกายเขียนประวัติของหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ มาก็นับเป็นเวลา ๑๐ กว่าปีแล้ว เป็นความรู้สึกปลงใจว่าจะยุติในการขีดเขียนประวัติของท่านผู้ใดอีกต่อไป นอกจากเขียนเรื่องอรรถธรรมอื่นๆ เป็นครั้งคราวเท่านั้น เพราะการเขียนประวัติของพระอาจารย์ที่สําคัญๆ แต่ละองค์ต้องใช้ความพินิจพิจารณาอย่างมาก เพื่อให้สมเกียรติคุณที่มีในองค์ท่าน และท่านเป็นที่เคารพนับถือของประชาชน พระ เณร จํานวนมากจนประมาณไม่ได้ จะเขียนแบบสุกเอาเผากิน ย่อมไม่สมควรกับองค์ท่าน
แม้หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของหลวงตาบัวอย่างยิ่ง ได้สิ้นชีวิตลง เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ นี้ ก็มิได้คิดดําริว่าจะเป็นผู้เขียนประวัติของท่าน แต่อย่างใด เพราะได้ปลงใจว่าจะยุติการเขียนประวัติใดๆ แล้ว แต่ที่ประชุมในวงงานนี้ พร้อมทั้ง เจ้าอาวาส คือ พระอาจารย์เพ็ง เขมาภิรโต ต่างขอร้องให้หลวงตาบัวโดยเฉพาะเป็นผู้เขียนประวัติของท่านโดยฝ่ายเดียว เมื่อขอถวายคําขอร้องนี้กลับคืนหาคณะกรรมการ ที่ประชุมก็ขอร้องกลับคืนอย่างเดิม จึงตกลงใจสนองพระคุณหลวงปู่ท่าน ตามกําลังความสามารถเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น จึงขออภัยจากท่านคณะกรรมการที่รับผิดชอบของงานนี้ และท่านผู้อ่านทั้งหลายในความบกพร่องที่มีในหนังสือเล่มนี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
แต่การเขียนประวัติของท่าน จะเขียนเท่าที่จําเป็น ทั้งเวลาท่านเป็นฆราวาสและเวลาท่านมาบวชเป็นพระจนถึงวาระสุดท้าย เพื่อให้ทันกับงานซึ่งกําหนดจะมีขึ้นตามที่ประชุมกําหนดในลักษณะคาดๆ เอาไว้ เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงโปรดเกล้าฯ อีกวาระหนึ่ง โดยที่ประชุมกําหนดวันที่ ๑๐ – ๑๑ – ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ หากจะเขียนให้เต็มตามความเป็นมา ทุกแง่ทุกมุมทั้งสองเพศ คือ เพศฆราวาสและเพศสมณะของท่าน เรื่องจะมากมาย ซึ่งอาจไม่ทันกับเวลาที่มีน้อยอยู่แล้ว
การเขียนประวัติท่าน จะเขียนตามเค้าโครงของต้นฉบับที่เจ้าอาวาสวัดถํ้ากลองเพล นํามามอบให้ ซึ่งมีเนื้อเรื่องแต่เริ่มต้นชีวิตแห่งฆราวาส จนถึงที่สุดแห่งเพศสมณะ นับว่าสมบูรณ์ ในความรู้สึกของผู้เรียบเรียงที่ได้อ่านดูก่อนเขียนประวัติท่าน”
ภาค ๑ ชีวิตฆราวาสก่อนบวช
ชาติกําเนิด
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน บันทึกไว้ดังนี้
“พระหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล อ.หนองบัวลําภู จ.อุดรธานี (ปัจจุบัน อ.เมือง จ.หนองบัวลําภู) นามเดิมท่านชื่อ ขาว โคระถา เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ตรงกับ วันอาทิตย์ ปีชวด ณ บ้านบ่อชะเนง ต.หนองแก้ว อ.อํานาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบัน อ.หัวตะพาน จ.อํานาจเจริญ) บิดาชื่อ พั่ว มารดาชื่อ รอด โคระถา
ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๗ คน ตามลําดับดังนี้
๑. นางวัน โคระถา
๒. นายบุญจันทร์ โคระถา
๓. นางหนูแดง โคระถา
๔. หลวงปู่ขาว โคระถา
๕. นายกาเหว่า โคระถา
๖. นางหลอด โคระถา
๗. นางใหล โคระถา
พี่และน้องได้ถึงแก่อนิจกรรมไปหมดแล้ว”
วันเกิดที่แท้จริงของหลวงปู่ขาวไม่ทราบวันที่แน่นอน ทราบแต่เพียงว่าท่านเกิดในฤดูหนาวประมาณเดือนอ้าย ช่วงที่มีการเก็บเกี่ยวจากไร่นา มากําหนดวันเดือนปีเกิดใหม่อีกครั้ง เมื่อท่านญัตติเป็นธรรมยุต โดยท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี ซึ่งในสมัยนั้นท่านเป็น พระครูชิโนวาทธํารง ได้กําหนดให้วันอาทิตย์ที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ เดือนอ้าย ปีชวด เป็นวันเกิดของหลวงปู่ขาว ซึ่งได้ยึดถือกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลวงปู่ขาว ท่านถือกําเนิดในดินแดนของนักปราชญ์ เมืองอุบลราชธานี หรือเมืองดอกบัว อันเป็นเมืองที่เลื่องลือและได้รับการยอมรับว่าเป็น “เมืองนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา” ถือเป็นเมืองตักสิลาของประเทศไทย ที่สําคัญถือเป็นเมืองบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร และรื้อฟื้นการปฏิบัติภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งได้ลืมเลือนหายไปจากพุทธบริษัทให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองเป็นสังคม นักปฏิบัติอีกครั้งหนึ่ง พ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่เมืองนี้ เป็นต้นว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลี- คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ฯลฯ
หลวงปู่ขาว ท่านเป็นพระมหาเถระอีกองค์หนึ่งที่มีชีวิตยืนยาวนานมากถึง ๕ แผ่นดินของ กรุงรัตนโกสินทร์ โดยท่านกําเนิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และได้ถึงแก่มรณภาพในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ- พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ซึ่งระหว่างช่วงรัชสมัยนี้ถือได้ว่าเป็นยุคทองของ วงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างแท้จริง เพราะมี พ่อแม่ครูอาจารย์บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์กัน มีจํานวนมากมายสูงสุด มากเป็นประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล หลวงปู่ขาวเป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของท่านพระ-อาจารย์มั่น ที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวก ท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีศีลาจารวัตรอันงดงามมาก จนเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาปสาทะอย่างสูงยิ่งของพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตลอดพระราชวงศ์จักรี
ชีวิตปฐมวัย ครอบครัวยากจน กําพร้าบิดา
ครอบครัวหลวงปู่ขาวเป็นครอบครัวชาวนาผู้ยากไร้ มีอาชีพทําไร่ จับปลา หาเช้ากินคํ่า พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆ เท่านั้นเอง ครั้งกระนั้นเมื่อหลวงปู่มีอายุได้ ๓ – ๔ ขวบ จําได้ว่า มารดาได้คุยกับบิดาตนว่า “เรามันทุกข์มันยากหลายเด้ (นะ) ไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อแล้ว เงินติดกระเป๋าแม้แต่สตางค์แดงเดียวก็ไม่มี ข้าอยากให้แกไปไทยเพื่อหาเงินหาทอง บางทีจะได้ นํามาเลี้ยงครอบครัวไม่ให้ทุกข์ให้ยากแบบนี้บ้าง”
ทางผู้เป็นบิดาก็หาได้ยินดีกระทําตามไม่ เพราะยังห่วงบุตรและภรรยาอยู่ อีกทั้งยังคิดถึง การเดินทางอันแสนจะลําบากในสมัยนั้น แต่ในที่สุดด้วยทนการบังคับเคี่ยวเข็ญของผู้เป็นภรรยา ไม่ไหว อีกทั้งสภาพความยากจนในครอบครัวบีบบังคับ จึงจําเป็นที่จะต้องตัดสินใจไปหางานทํา ในเมืองไทย (ไทย หรือเมืองไทย คือ ชื่อที่ชาวชนบทเรียกเมืองหลวงหรือเมืองที่อยู่ในภาคกลาง ในสมัยนั้น เพราะประชาชนของจังหวัดเหล่านั้นพูดไทย “พูดภาษาภาคกลาง”) ทั้งๆ ที่ตนเองหาได้มีวิชาความรู้ใดๆ ไม่ หนังสือก็อ่านไม่ออก มีทางเดียว คือ ไปทํางานรับจ้างเท่านั้น ด้วยหวังว่าจะได้เงินทองมาเลี้ยงดูแลครอบครัวให้มีความสุข ให้อยู่ดีกินดี แต่ก่อนที่บิดาจะออกเดินทางไปนั้น ด้วยความหวังจะได้กลับมา จึงได้เรียกบุตรทั้งหลายมา แล้วกล่าวขึ้นว่า “ลูกเอ๋ย ! อยู่ด้วยกันเด้อ ลูกเด้อ อย่าผิด อย่าเถียงกันเด้อ ถ้าได้เงินมาแล้ว พ่อจะซื้อกางเกงมาต้อน (ฝาก) ดอก”
หลังจากผู้เป็นบิดาได้ออกเดินทางไปหางานที่ไทยแล้ว ผู้เป็นบุตรและภรรยาต่างก็รอคอยความหวังในการกลับมาของผู้เป็นบิดาและสามีวันแล้ววันเล่า โดยหาได้มีข่าวคราวส่งมาถึงบ้านว่าเป็นตายร้ายดีประการใดไม่ ส่วนทางบ้านจะติดตามหรือส่งข่าวคราวอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะสมัยนั้นการคมนาคมยังไม่สะดวก ไม่มีรถมีรา หรือแม้แต่เกวียนสักเล่มเหมือนทุกวันนี้ ต้องเดินทางโดย เท้าเปล่าๆ กันนานเป็นแรมเดือน เริ่มจากบ้านบ่อชะเนงไปยโสธร ต่อไปโคราช บ้านหมี่ ปากช่อง ภาคกลางตอนบน และจะนิยมมาทํางานรับจ้างกันบริเวณจังหวัดแถบนี้ บิดาของท่านไม่มีการ ส่งข่าวคราว อยู่จนแล้วจนเล่า ในที่สุดครอบครัวโคระถาก็ขาดผู้นํา บุตรก็กลายเป็นบุตรกําพร้าบิดาด้วยการไปทํางานที่ภาคกลางนั่นเอง
หลังจากกําพร้าผู้เป็นบิดาแล้ว ผู้เป็นมารดาต้องทําหน้าที่เป็นทั้งบิดาและมารดา เลี้ยงดู บุตรทั้ง ๗ คน แต่ลําพังเพียงผู้เดียว ต้องอดทนต่อความลําบากยากแค้นแสนเข็ญสุดกําลัง ข้าวปลาอาหารต้องแบ่งออกเป็น ๗ ส่วนเพื่อลูกๆ และอีกส่วนหนึ่งสําหรับผู้เป็นแม่ ในบางครั้งข้าวปลาอาหารมีน้อย จําเป็นต้องให้พวกลูกๆ ได้กินกันอิ่มเสียก่อน หากไม่เหลือผู้เป็นมารดาต้องทนกิน นํ้าเปล่าประทังชีวิตไปวันๆ เมื่ออาหารการกินมีไม่เพียงพอคราใด ผู้เป็นมารดาถึงกับนํ้าตาตกใน ด้วยความขมขื่นใจที่ต้องพาลูกๆ ตกทุกข์ระกําลําบาก อดบ้าง อิ่มบ้าง อย่างทุกวันนี้
ครั้นอยู่มาในสมัยหนึ่งนาแล้งฝนไม่ตก ข้าวยากหมากแพง ติดต่อกันถึง ๓ ปี ผู้เป็นมารดาต้องไปขุดเผือกขุดมันตามป่าเขาลําเนาไพรมาต้มให้ลูกๆ กิน ซึ่งถ้าวันไหนหาได้น้อย เวลาจะต้มก็ต้องใส่นํ้ามากๆ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอกับจํานวนลูกๆ ทั้งหมด หากวันใดได้มามากหน่อยก็พอประทังชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้วันหนึ่งๆ เท่านั้น นับเป็นชีวิตที่ช่างสุดแสนขมขื่นเสียจริง ถ้วยจาน จะหาใส่อาหารกินสักใบก็ไม่มี ต้องใช้กะลามะพร้าวต่างจาน ถึงกระนั้นก็มีอยู่ ๒ – ๓ ใบเท่านั้น มันไม่พอกับจํานวนบุตร ท่านต้องไปตัดเอาใบตองมากลัดเป็นจานให้ครบตามจํานวนลูกๆ เสียก่อน
ในเวลาจะกินอาหาร ช้อนจะตักกินก็อย่าหวังเลยว่าจะมี ต้องใช้เปลือกหอย หรือใบไม้ ในบริเวณนั้นตามแต่จะหาได้แทน ซึ่งบางคนก็ใช้มือเปล่ากินข้าว เสื้อผ้าก็มีอยู่เพียงคนละชุด พอแก้หนาวไปเท่านั้นเอง ขาดบ้าง ดีบ้าง ก็จําเป็นต้องทน ใส่เหลือเพียงเศษผ้าปิดเพียงอวัยวะเพศก็มี มันสุดแสนจะทนทุกข์ทรมานยิ่งนัก ในที่สุดมารดาไม่สามารถทนเห็นบุตรตกอยู่ในสภาพอดอยากแร้นแค้น จําเป็นต้องยกน้องๆ ทั้ง ๓ คนให้ป้านําไปเลี้ยงดู เพราะหมดปัญญา หมดกําลังความสามารถจริงๆ
ความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสน่าสลดสังเวชเหล่านี้ เป็นสาเหตุให้ท่านได้ออกบวชเป็นพระ หลวงปู่ขาวท่านว่า “มันได้เห็นความทุกข์” เป็นเพราะผลกรรมสร้างให้ท่านเกิดมาเป็นเช่นนั้น เพื่อให้ท่านได้เห็นทุกข์จะได้ออกบวช ผู้ที่เกิดมาแล้วสุขสบายก็ติดสุข ไม่ได้ออกบวช ท่านยํ้าอีกว่า “ใช่ล่ะ ให้มันเห็นทุกข์”
กัดฟันสู้ความทุกข์จนชนะ
หลวงปู่ขาว อนาลโย สมัยฆราวาสชีวิตวัยเด็ก ท่านทุกข์ยากลําบากมาก และท่านก็ไม่รู้หนังสือเลย เพราะไม่เคยเข้าโรงเรียน อาศัยทํางานตามแบบฉบับเดิมที่ผู้เฒ่าผู้แก่เคยทํามา คือ ในแต่ละวันท่านต้องทํางานอย่างหนัก เพื่อดิ้นรนต่อสู้กับชีวิตอันทุกข์ยากแสนลําเค็ญ ท่านต้องช่วยครอบครัวทําไร่ทํานาตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กเลี้ยงควายบ้าง เก็บผักจับปลามากินเพื่อประทังชีวิตบ้าง ความสุขในวัยเด็กที่ได้รับก็จากการเที่ยววิ่งเล่นสนุกสนานตามท้องไร่ท้องนาตามประสาเด็ก อันเป็นวิถีชนบทของชาวอีสานในสมัยนั้น ท่านเป็นนักต่อสู้ชีวิตที่มีธาตุแท้แห่งความทรหดอดทนตั้งแต่ วัยเด็ก มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เกินเด็กทั่วๆ ไปในวัยเดียวกัน คือ ท่านมีความคิดที่จะต่อสู้กับความทุกข์ยากลําบาก ซึ่งเป็นเพราะผลจากการสร้างวาสนาบารมีธรรมของท่านนั่นเอง
เมื่อท่านมีอายุได้เพียง ๑๔ ปี ท่านจึงคิดปรารภกับตนเองว่า “เราทําไมจึงจนยากขนาดนี้หนอ พ่อก็ล้มหายตายจากไปแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ แม่ก็มีสามีใหม่ ใจเหมือนยักษ์เหมือนมารคอยแต่ จะตบจะตีอยู่รํ่าไป” ผู้เป็นแม่เห็นลูกถูกพ่อเลี้ยงตบตีในคราวใด ก็ได้แต่มองดูด้วยความขมขื่นเจ็บปวดชอกชํ้าใจสุดที่จะทนได้ แต่ก็ด้วยเหตุที่ไม่มีคนคอยช่วยเลี้ยงดูบุตร ก็จําเป็นต้องฝืนทน กลํ้ากลืนอยู่เช่นนั้นตลอดไป
เมื่อท่านคิดได้อย่างนั้นแล้ว จึงตัดสินใจว่า “แต่นี้ไปเราจะทํานาเอง ทํามันอย่างจริงจังดูซิ มันจะเป็นอย่างไร มันจะทุกข์ยากอย่างนี้นะหรือ” พี่สาว น้องสาว น้องชายของท่านก็ช่วยกันทําอย่างขยันขันแข็ง ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ในปีแรกพอได้อยู่ได้กิน ไม่ขัดสนแต่ประการใด พอปีที่ สองด้วยความมานะอุตสาหะ ข้าวเหลือยุ้งฉาง น่าปลาบปลื้มใจจนหายเหน็ดเหนื่อย พอปีที่สาม เหลือมากถึงกับได้ขายเลยทีเดียว นับเป็นผลงานอันพิเศษจากความเพียรพยายาม ความวิริยะอุตสาหะของท่าน จึงทําให้ครอบครัวมีความอยู่ดีกินดีขึ้นตามลําดับ ไม่ทุกข์ไม่ยากเหมือนสมัยก่อน
ความทุกข์จนในทางโลก หลวงปู่ขาวขณะท่านเป็นฆราวาส ท่านต่อสู้จนได้รับชัยชนะแล้ว สาเหตุประการสําคัญ เพราะท่านมีนิสัยที่เด็ดเดี่ยว เป็นคนทําอะไรทําจริงทําจัง อันเป็นนิสัยเด่นประจําตัว และถือเป็นคุณสมบัติประการสําคัญของบรรดาผู้ที่ปรารถนาหวังความหลุดพ้นจากกิเลสกองทุกข์ทั้งหลาย นิสัยนี้ก็ฝังแน่นหยั่งลึกในใจของท่านเช่นเดียวกัน เพราะจากที่ท่านได้สั่งสม บําเพ็ญคุณงามความดี ได้สร้างวาสนาบารมีธรรมมาด้วยดีในอดีตชาติอันแสนยาวนานไม่น้อยกว่า หนึ่งแสนกัปนั่นเอง ซึ่งบรรดาพระอรหันตสาวกทุกๆ องค์ล้วนต้องสร้างมา
และด้วยนิสัยเด็ดเดี่ยวเอาจริงเอาจังนี้เองจะเป็นเหตุปัจจัยประการสําคัญ จะทําให้ท่าน ประสบความสําเร็จอันใหญ่หลวง กล่าวคือ เมื่อท่านได้ออกบวชในบวรพระพุทธศาสนา ได้เป็น พระธุดงคกรรมฐานออกเที่ยวธุดงค์ประพฤติปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา และได้พบกับพ่อแม่ครู-อาจารย์ผู้รู้จริงคอยเมตตาอบรมสั่งสอนชี้แนะแล้ว ท่านจะต้องได้รับชัยชนะในทางธรรม แม้ว่าท่านจะต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากตรากตรําอย่างแสนสาหัสมากกว่าในทางโลก ชนิดมิอาจ นํามาเปรียบเทียบกันได้เลย ท่านก็จะต้องผ่านอุปสรรคนานัปการได้ด้วยดี และท่านจะต้องได้บรรลุมรรคผลนิพพาน หรือคุณธรรมอันวิเศษ เป็นพระอรหันตสาวกองค์สําคัญในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล อีกองค์หนึ่งในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน สมดังที่หลวงปู่ขาวท่านว่า “อุปสรรคเป็นสัญลักษณ์ประการหนึ่ง ที่ช่วยผลักดันคนธรรมดาให้เป็นมหาบุรุษได้”
ชีวิตชาวนา – อุปนิสัยวัยหนุ่ม
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน บันทึกไว้ดังนี้
“การอาชีพเมื่อเป็นฆราวาสของหลวงปู่ท่านทํานาค้าขาย เป็นคนขยันหมั่นเพียรมาก มีนิสัยซื่อสัตย์ สุจริต โอบอ้อมอารีกับญาติมิตรเพื่อนฝูงและผู้เกี่ยวข้องดีมาก ใครๆ ก็รักและชอบคบค้าสมาคม มีเพื่อนฝูงมาก แต่เป็นเพื่อนที่ดี มิใช่แบบมีเพื่อนฝูงมาก เหล้ายาปลาปิ้งมาก ลากกันลงนรกทั้งเป็นและล่มจมไปเป็นแถวๆ ดังที่รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่ในสมัยจรวดรวดเร็วทันใจ คนสมัยนั้นมักมีแต่คนดี การคบกันจึงเป็นสง่าราศีแก่วงศ์สกุลมากกว่าจะพาให้เสียหายล่มจม”
สมัยหลวงปู่ขาวเจริญวัยเติบใหญ่เป็นหนุ่มชาวนา ขณะมีอายุ ๑๕ – ๒๐ ปี ท่านเริ่มเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ท่านเล่าว่า เมื่อครั้งเป็นหนุ่มซุกซนมาก หลงระเริงเพลิดเพลินสนุกสนาน ด้วยการเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง เกี้ยวคนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง จนเกิดมีเรื่องมีราวกับชาวบ้านอยู่เสมอๆ วันหนึ่งชาวบ้านช่วยกันจัดงานประเพณีอีสานที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ คือเมื่อจะมีการทําบุญสุนทาน จะต้องไปรวมกันที่วัด เพื่อปรึกษาหารือต่างๆ นานา เย็นวันนั้นก็เช่นกัน หลังจากกินข้าวกินปลาเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็ไปรวมกันที่วัด เพื่อช่วยจัดงานทําบุญเทศน์มหาชาติตามเสียงกลองเพลที่ให้สัญญาณสลับกับเสียงฆ้องที่ดัง “ตุ้มพวก ตุ้มพวก ตุ้มหมู่” (คําว่า ตุ้ม คือ การประชุมหรือการมา อยู่รวมกัน ส่วนคําว่า พวก หรือ หมู่ คือ พวกพ้องหรือชาวบ้าน) ทั้งคนเฒ่า คนแก่ คนหนุ่มสาว ต่างแต่งเนื้อแต่งตัวไปรวมกันที่วัด เพื่อปรึกษาหารือจัดแบ่งหน้าที่ที่จะปฏิบัติกัน ร่วมมือร่วมใจกัน ส่วนมากก็จะมีการจีบหมากจีบพลู มวนบุหรี่ตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น
ในคืนนั้นท่านก็แต่งกายอย่างพิถีพิถันงดงาม มิได้มีจิตเจตนาจะไปทําบุญ แต่กลับไปเพื่อหา ความสําราญในการได้เห็น ได้มอง ได้จับ ได้พูด ได้คุยกับสาวๆ เท่านั้น และตามจิตเจตนาก็เป็นจริง เมื่อท่านได้พบสาวรูปสวยคนหนึ่ง ท่านมีความรู้สึกว่า สาวผู้นั้นสวยจับจิตจับใจจนนึกแปลกใจตนเอง ทําไมใจคอมันเต้นตึ้กๆ ตั้กๆ อย่างไรชอบกล คงเป็นเพราะพิษแห่งความรักมันปักหัวใจท่านเสียจนพูดไม่ออก บอกไม่ถูกกระมัง ท่านเฝ้าติดตามหญิงสาวอย่างใกล้ชิด รอคอยเวลาที่จะเลิกประชุม แต่ยิ่งคอยก็ยิ่งรู้สึกว่าเวลาในขณะนั้น มันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าแสนนานเสียเหลือเกิน
แล้วเวลาของการรอคอยก็มาถึง เมื่อเลิกประชุมซึ่งเป็นเวลาดึกพอสมควร ท่านก็เฝ้าติดตามหญิงสาวสวยคนนั้นตลอดเวลา แม้กระทั่งอยู่ในวัด ด้วยความรักที่ท่วมท้นหัวใจ ทําให้อยากจะจับ สัมผัสให้มันสาสม โดยไม่คํานึงถึงสถานที่อันควรหรือมิควร ท่านจึงรีบด่วนเข้าไปตีสนิทอย่างลุกลน ไม่มองหน้ามองหลัง เพื่อหวังจะพิชิตหัวใจสาวน้อยให้ได้ ทันใดนั้นกรรมหรือเวรก็มาปรากฏให้เห็น ด้วยความลุกลี้ลุกลน ไม่ได้มองหนทางที่เดินไปให้รอบคอบ หน้าผากท่านจึงไปชนต้นเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่อย่างเต็มที่ เสานั้นเขาเอาไปฝังไว้เพื่อบอกจุดที่ฝังกระดูกคนตายพร้อมสลักชื่อ เห็นผลทันตา ท่านหงายหลังล้มลงอย่างไม่เป็นท่า สายตาพร่ามัวเหมือนมีแสงหิ่งห้อยลอยระยิบระยับ เต็มท้องฟ้าไปหมด ท่านจึงเปล่งอุทานออกมาว่า “ข้าฯ หลาบแล้วเข็ดแล้ว โอ้ย !”
สาวสวยคนนั้นก็เดินออกจากวัดไปด้วยความขบขันเต็มที่ ส่วนท่านก็ต้องทุกข์ทรมานด้วย ความเจ็บปวดสาหัสถึงกับต้องยกมือกุมหน้าผากตนเอง ครางโอดโอยตลอดเวลา ภายหลังจึงมา สํานึกผิดว่าท่านประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่รู้จักสถานที่ใดควรประพฤติเช่นไร ไม่รู้จักวัดวาอาราม ไม่รู้จักสถานที่ที่เขาเคารพกราบไหว้ เทพยดาท่านจึงไม่พอใจ เลยลงโทษเสียให้เข็ดหลาบ
สาเหตุการได้ภรรยา
หลวงปู่ขาว อนาลโย ก่อนออกบวช ท่านก็เป็นปุถุชนคนธรรมดามีกิเลสเหมือนกัน ท่านเคยทําความผิดพลาดมาก่อนตามประสาคนหนุ่มซุกซน จนท่านได้ภรรยาและได้อยู่กินมีครอบครัว สาเหตุก็มาจากความเจ้าชู้กรุ้มกริ่มของท่านนั่นเอง ท่านเล่าว่า เมื่อครั้งอายุย่าง ๒๐ ปี กําลังอยู่ในวัยสนุกสนานสําราญเต็มที่ตามประสาคนหนุ่มคนสาวอยู่นั้น ก็มีเหตุอันต้องได้ภรรยาด้วยความ จํายอมสุดที่จะคัดค้านได้ คือ วันหนึ่งขณะที่ท่านกําลังพูดเกี้ยวพาราสีกับหญิงสาวผู้มีนามว่า “มี” อยู่นั้น ท่านได้ชวนเธอไปร่วมหลับนอนด้วย หญิงสาวก็ยอมโดยดี เพราะมีความรักเป็นทุนเดิมในใจอยู่แล้ว พอตกดึกท่านก็จะขอกลับบ้าน แต่หญิงสาวไม่ยอมให้กลับ ปิดประตูเอาไว้ไม่ยอมให้ท่านหนีไป ปากก็ร้องตะโกนเรียกญาติพี่น้องพ่อแม่ให้มาจับหนุ่มขาว หาว่ามุดเข้ามาปลุกปลํ้านาง
เมื่อท่านออกทางประตูไม่ได้ ก็หาทางออกใหม่โดยเหลือบไปเห็นป่องเอี้ยม (หน้าต่างบ้าน ในสมัยโบราณซึ่งมีช่องขนาดเล็กๆ แต่ไม่มีบานหน้าต่าง) ซึ่งเป็นทางออกทางเดียว ถึงแม้ว่าช่องมัน จะเล็ก แต่ด้วยความกลัวถูกเขาจับได้ ท่านก็สามารถมุดหลุดรอดออกไปได้ แต่เนื่องจากเป็นคืนเดือนมืด ในขณะที่กระโดดลงไปนั้นก็ไปชนเอากับรั้วบ้านที่อยู่ตรงข้างล่างพอดี ก็เจ็บอยู่พอควร แต่หาได้ใส่ใจไม่ เอาไว้ดูทีหลังจะดีกว่า เมื่อลุกขึ้นได้ก็กัดฟันวิ่งเข้าป่าไปทันที แล้วก็ได้เข้าไป หลับนอนหลบซ่อนอยู่ในป่า ๒ – ๓ วัน ข้าวปลาอาหารก็ไม่มีจะกิน ได้แต่ใช้ไม้ทุบลูกกระบกกิน ประทังชีวิตไปเท่านั้นเอง จะหานํ้าดื่มก็ไม่มี เมื่อความหิวบีบบังคับท่าน จนไม่สามารถจะทนได้แล้ว ท่านจึงได้ตัดสินใจออกเดินทางไปหางานทําที่เมืองไทย เพราะอยู่ที่นี่ก็แสนลําบาก ออกจากป่าไปเขาก็จะจับตัวเอาแน่แท้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น ท่านจึงตั้งใจออกเดินทางทันที แต่มาได้คิดว่า เมื่อเราจะไปไกลแล้ว ควรกลับไปบอกญาติพี่น้องเสียก่อนเถิด มิฉะนั้นเขาจะเป็นห่วง
เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว ท่านก็หวนกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านก็คํ่ามืดแล้ว จึงหลบซ่อนดู สถานการณ์รอบบ้านก่อน แล้วใช้ก้อนหินขว้างไปบนหลังคาบ้าน เพื่อดูลาดเลาเป็นการสอบถาม เมื่อญาติพี่น้องได้ยินเสียงก็กระซิบบอกต่อๆ กันว่า “บักขาวมาแล้ว บักขาวมาแล้ว มา มา มากินข้าวกันก่อน” และแล้วขณะที่กินข้าวกินปลาอยู่นั้น ญาติฝ่ายหญิงซึ่งคอยจับตามองอยู่แล้ว ก็ได้ เข้ามาล้อมบ้านเอาไว้ และบังคับขู่เข็ญให้รับเอาหญิงสาว “มี” เป็นภรรยา ท่านจึงต้องจําใจยอม เพราะเกรงจะถูกจับไปติดตะรางในเวลานั้น
ชีวิตครอบครัว
ชีวิตครอบครัวของหลวงปู่ขาวไม่ราบรื่น ครั้นพอแต่งงานอยู่กินกันแล้วในตอนแรกๆ ท่าน ก็อยากหย่า อยากเลิกกับภรรยาเต็มทน เมื่อนานวันเข้าก็ยังหาวิธีการที่จะหย่าขาดจากกันไม่ได้ จึงอยู่กินด้วยกันจนถึง ๑๐ ปี มีบุตรด้วยกัน ๗ คน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่ออายุ ๒๐ ปี บิดามารดาก็จัดให้มีครอบครัว ภรรยาชื่อ นางมี มีบุตรธิดาด้วยกัน ๗ คน คนหัวปีเป็นชายชื่อ คํามี ได้ออกบวชตามพ่อ คือ หลวงปู่ เวลาท่านออกบวชแล้ว จนสิ้นอายุในเพศนักบวชเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ นี่เองที่วัดถํ้ากลองเพล เมื่อบวชแล้วก็ติดสอยห้อยตามหลวงปู่ และมาอยู่ ที่วัดถํ้ากลองเพลด้วยจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต คนที่สองชื่อ นายลี โคระถา เป็นผู้มีศรัทธา อุตส่าห์ติดตามมาปฏิบัติและถวายอาหารบิณฑบาตหลวงปู่เป็นประจํา ลูกที่มีนิสัยทางศาสนาอย่างเด่นชัดมีอยู่ ๒ คน นอกนั้นก็ธรรมดาเหมือนโลกทั่วๆ ไป แต่จะไม่ออกนามลูกๆ ท่าน”
เมื่อครั้งที่หลวงปู่ขาวต้องรับผิดชอบในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัวนั้น ท่านทําหน้าที่โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ท่านเป็นสามีที่ดีของภรรยาและเป็นบิดาที่ดีของลูกๆ ท่านต้องตรากตรําทํางานอย่างหนัก เพื่อจุนเจือหาเลี้ยงครอบครัว หลวงปู่เล่าว่านอกจากจะทําไร่ ทํานา เป็นอาชีพหลักแล้ว ท่านต้องนําผลไม้ไปขายที่ตลาดยโสธรอีก บางครั้งก็เอาเกลือไปขาย หาบไปข้างละ ๒ กระทอ (เกลือสมัยก่อนจะใช้บรรจุใส่ในกระทอกลมที่สานด้วยไม้ไผ่) เท่ากับข้างละ ๑ หมื่น (สมัยก่อน ชาวบ้านนิยมเรียกเป็นหมื่น ๑ หมื่นเท่ากับ ๑๒ กิโลกรัม) ในสมัยนั้นเกลือขายได้กระทอละ ๑ บาท หาบไปขายเที่ยวหนึ่งๆ ก็จะได้เงิน ๔ บาท การเดินทางไปขายต้องเดินด้วยเท้าเปล่า ไม่มีเกวียน หรือล้อ ต้องเดินทางเป็นวันๆ เช้าจนมืดจึงจะถึง เพราะระยะทางบ้านบ่อชะเนงห่างจากยโสธร ประมาณ ๕๐ กิโลเมตรเลยทีเดียว มันสุดแสนจะทุกข์ยากในครั้งนั้น
ท่านเล่าต่อไปว่า ในสมัยก่อนนั้นรัฐบาลเขาเก็บค่าหัว (ค่าภาษี) คนละ ๔ บาทต่อปี นับเป็นเงินจํานวนมากพอสมควร ท่านจึงได้มาพิจารณาดูว่า “ถ้าอยู่อย่างนี้ไม่เพียงแต่ทุกข์ยากจะเข้ามาหาเราเท่านั้น ยังจะพาให้ครอบครัวตกระกําลําบากอีกด้วย” เมื่อคิดได้อย่างนั้นจึงตัดสินใจบอกกับ ภรรยาว่า “เราจะไปหาเงินหาทองที่ไทยแล้ว อยู่อย่างนี้คงจะไม่ไหวหรอก มีแต่จะทุกข์ยากขึ้น เรื่อยๆ หากได้เงินมาก็พอเลี้ยงครอบครัวบ้าง ค่าหัวมันก็แพงเหลือเกิน” เพราะในสมัยนั้นหากใครไม่จ่ายค่าหัว ๔ บาท ต้องถูกลงโทษทํางานโยธาให้รัฐบาลเป็นการแลกเปลี่ยนอยู่นานนับเดือนๆ เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นแล้ว ท่านก็ให้บุตร ภรรยาจัดเตรียมข้าวของที่จําเป็นให้พร้อม ทั้งข้าวปลาอาหารอันจะต้องใช้กินอยู่ในระหว่างการเดินทางด้วย เรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทาง
การเดินทางในสมัยนั้น ต้องรอนแรมอยู่กลางป่าเขาเป็นเดือนๆ อีกทั้งป่าเขาลําเนาไพร ในครั้งนั้นเป็นป่าไม้ดงดิบหนาทึบเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์อันตราย ไม่ว่าจะเป็นเสือ สิงโต ช้างป่า กระทิง หมี งูชนิดต่างๆ และสัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่ในป่าอีกจํานวนมากมาย พร้อมทั้งโจรปล้นสะดม ก็ชุกชุม อันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองดูแลไม่ทั่วถึง รถราเกวียนล้อก็ไม่มีให้โดยสาร ต้องเดินเท้าเปล่าตลอดทาง ข้ามเขา ลงห้วย เข้าป่า เข้าดงไปตามเรื่อง จนกระทั่งระหกระเหินมาถึงเขต ภาคกลางตอนบนอันเป็นเขตจ้างคนงาน
งานในครั้งนั้น คือ งานรับจ้างทํานา โดยรับจ้างเขาทําอยู่ ๑ ปี ได้เงินมา ๓๐ บาท ซึ่งใน สมัยนั้นใครหาเงินได้ขนาดนี้ ก็นับว่ามากพอสมควรแล้ว เพราะท่านไม่มีความรู้อะไรเลย มีแต่ แรงกายเท่านั้น เมื่อได้เงินแล้วก็คิดจะเดินทางกลับมายังบ้านของตน ในระหว่างการเดินทางนั้น ต้องระมัดระวังทั้งโจรปล้นสะดม ทั้งสัตว์ป่านานาชนิด ท่านใช้เวลาในการเดินทางกลับถึงบ้านประมาณ ๑ เดือนเศษๆ พอถึงบ้านทุกคนต่างก็แสนดีใจที่ได้เห็นท่านกลับมาพร้อมด้วยเงินที่มากพอสมควร ท่านใช้เงินที่หามาได้ด้วยนํ้าพักนํ้าแรงของท่านเลี้ยงดูครอบครัวอย่างมีความสุข
หลวงปู่ขาว เล่าว่า “สมัยหนึ่งนั้นตอนที่ท่านเป็นฆราวาสอยู่ ได้เคยพากันไปเที่ยวหางาน ทําทางไทย (ภาคกลาง) คณะที่เดินทางไปนั้นมีด้วยกันอยู่ ๕ คน ในขณะเดินทางไปตามป่าตามเขา ก็ถูกโจรผู้ร้ายปล้นเอาทรัพย์สมบัติที่มีติดตัวไปหมดแล้ว โจรยังพูดขู่สําทับอีกว่า “ถ้าไม่อยากตาย ให้หนี” เพราะโจรเขาจับเอาหัวหน้าคณะท่านมัดรัดตรึงขาไว้หมดแล้วจึงจูงเอาไป ลูกน้อง ๔ คน รวมทั้งท่านก็เดินตามไปดู พวกโจรพาหัวหน้าคณะท่านเดินเข้าไปสู่ที่ประหารที่อยู่ในป่า ยิ่งสาวเท้าเข้าใกล้ไปเพียงใด ความกลัวก็ยิ่งทวีคูณขึ้นทุกที พอหัวหน้าจอมโจรบอกว่า “นี่ๆ จูงเข้าไปป่านี้ ฟันคอพวกมันให้ขาดหมดเลย” พอเสียงหัวหน้าจอมโจรสิ้นสุดเท่านั้นเอง พวกหมู่คณะของท่าน ก็พากันวิ่งหนีตายอุตลุด ไม่เหลียวมองข้างหลังแม้แต่วินาทีเดียว จะยังเหลืออยู่ก็หัวหน้าคณะท่านกับหลวงปู่ขาวเท่านั้น
พอจะตัดคอจริงๆ หัวหน้าจอมโจรผู้มีอิทธิพลเหมือนพญามัจจุราชปราศจากความกรุณาปรานี เหมือนมหายักษ์ผู้กระหายเลือดเดือดดาล เหมือนเปลวเพลิงในอเวจีนรก จึงสั่งประกาศิต สิ้นเสร็จเด็ดขาดว่า “เอาหัวมัน” พอหัวหน้าคณะท่านได้ยินดังนั้น จึงรวบรวมกําลังดิ้นรนอย่างสุดชีวิต จึงหลุดรอดจากเงื้อมมือของมัจจุราชจอมโจรชั่วได้ และรีบวิ่งหนีไปโดยไม่คิดชีวิต ยังเหลือแต่หลวงปู่ขาวเท่านั้นที่ยืนอยู่ในที่นั้นแต่เพียงผู้เดียว ถึงแม้ว่าหัวหน้าจอมโจรพร้อมทั้งลูกสมุนมันจะวิ่งตามไปอย่างรวดเร็วก็ตามที แต่ก็ตามนายหัวหน้าคณะของท่านไม่ทัน”
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าให้ฟังว่า “ความจริงท่านมาด้วยกันตั้ง ๕ คน อยู่ก็ต้องอยู่ด้วยกัน ตายก็ต้องตายด้วยกัน มันจึงจะถูก” เมื่อหัวหน้าคณะท่านถูกจับไว้ ท่านจึงไม่หนีไปไหน เพราะท่าน ถือคุณธรรมข้อนี้ ท่านว่า “อย่าไปหนีความจริง ความจริงมันเป็นสิ่งไม่ตาย เป็นธรรมเก่าแก่” ดังข้อความที่ว่า “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” มันก็เป็นคําจริงแท้”
ซึ่งหลวงปู่ขาวในระยะที่พวกโจรกําลังจูงนายหัวหน้าไปเข้าที่ประหารนั้น สมุนของจอมโจร ผู้หนึ่งได้ลองดีกับท่าน คือ เขาบอกให้ท่านเดินเร็วๆ แต่หลวงปู่ก็เดินอย่างธรรมดา โจรผู้นั้นมันจึงโมโหดุเดือดเหมือนกองเพลิง มันถอดดาบออกมาจากฝัก แล้วฟันฉับลงไปบนคอของท่าน หวังว่า จะตัดคอท่านให้ขาดกระเด็น ให้ตายไปเป็นเปรตคอขาดอยู่ในป่าแห่งนั้น แต่ก็เดชะบุญ บารมี คุณพระศรีรัตนตรัยประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง คือ คุณของบิดามารดา จึงเป็นเหตุให้ท่านไม่ถูก คมดาบฟันตาย พระธรรมปกป้องรักษาท่านไว้ ในระยะนั้นท่านกล่าวว่า “ท่านไม่มีคาถาอาคม อันใดเลย มีแต่เพียงระลึกถึงคุณดังกล่าวมาเท่านั้นเอง แม้แต่เส้นผมของท่านเพียงเส้นเดียว มันก็ ยังฟันไม่ขาดเลย” จากที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า หลวงปู่ขาวไม่ได้ทอดทิ้งหมู่คณะ ท่านสัตย์ซื่อจริงๆ ถึงแม้นความเดือดร้อนอันถึงแก่ชีวิตจะมาถึงท่านก็ตามที แต่ในที่สุดท่านก็รอดชีวิตมาได้
อยู่มาอีกสักระยะหนึ่ง ท่านจึงคิดจะกลับไปหาเงินด้วยวิธีเดิมอีกเป็นครั้งที่ ๒ ในการไป ครั้งนี้ได้ไปรับจ้างตีเหล็กทํารางรถไฟอยู่ในเขตจังหวัดสระบุรี ท่านกินอยู่อย่างประหยัดมาก เมื่อ เวลาล่วงเลยไปปีเศษๆ เงินทองที่หามาได้มีมากถึง ๑ ชั่งเศษๆ แล้ว (๑ ชั่ง เท่ากับ ๘๐ บาท) ท่านจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อจะได้พบหน้าบุตรภรรยาอันเป็นที่รักยิ่ง
สาเหตุการออกบวช
การไปทํางานที่ภาคกลางแล้วกลับมาบ้านบ่อชะเนงในครั้งหลังนี้ หลวงปู่ขาวท่านพบกับ ความผิดปกติในตัวภรรยา ทั้งยังมีผู้บอกเล่าต่างๆ นานา ในเรื่องการคบชู้สู่ชายอีกด้วย แต่ท่านก็ หาได้เชื่อโดยทันทีไม่ ซึ่งนับวันความผิดปกติก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ จากสาเหตุแรก คือ ท่านนําเงินที่หามาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของท่านให้ภรรยา แต่เธอกลับไม่สนใจไยดี อันเป็นเหตุต่างจากปกติวิสัยของผู้เป็นภรรยาที่ดี เรื่องปรนนิบัติก็แตกต่างออกไป ท่านจึงเฝ้าสังเกต พร้อมทั้งต้องพิสูจน์ด้วยตนเองว่าที่เขาเล่าขานกันว่า ภรรยามีชู้มันจริงเท็จแค่ไหน เมื่อคิดได้ดังนี้จึงออกอุบายว่า “เราจะไปหาซื้อควายที่อํานาจเจริญ หรืออาจจะเลยไปถึงยโสธร ช่วยจัดเตรียมข้าวปลาอาหารเท่าที่จําเป็น ให้ด้วย อาจจะไปนานพอสมควรจนกว่าจะได้ควายที่ถูกใจจึงจะกลับมา”
เมื่อเรียบร้อยแล้วท่านก็ออกเดินทางจากบ้านบ่อชะเนงไปจนถึงบ้านบุ่ง อําเภออํานาจเจริญ หยุดพักรับประทานอาหารที่นั่น แล้วหวนกลับมาบ้านบ่อชะเนงใหม่ เพื่อดูพฤติกรรมของภรรยา ตอนกลับมานั้นทั้งวิ่งทั้งเดิน พอถึงหมู่บ้านที่มีผู้คนก็เดินเอา แต่ถ้าออกจากหมู่บ้านคนแล้วก็เดินในลักษณะที่เรียกว่า วิ่งจํ้าอ้าวเลยทีเดียว ที่เอวของท่านมีดาบเหน็บติดไว้ด้วย มาถึงบ้านบ่อชะเนงก็เป็นเวลาประมาณ ๒ ทุ่มเศษ ท่านได้พบกับสิ่งที่อันสุดแสนที่จะสะเทือนจิต สะเทือนใจ จนท่าน ถึงกับสละตนออกบวช หลวงปู่ขาว ท่านเล่าว่า
“ก็มาเจอเมียกําลังเริงรักหักสวาทอยู่กับชายชู้อย่างตําตาล่ะซิหลาน ใครจะทนได้ ปู่จึง เกือบเสียคนไป คือขณะนั้นเอง ขณะที่ปู่แอบด้อมมาดูตามคําบอกเล่าของชาวบ้าน เวลาเงียบๆ ดึกสงัด พร้อมกับดาบอันคมกริบอยู่ในมือ เงือดเงื้อดาบสุดแรงเกิดจะฟาดฟันลงให้ขาดสะบั้นไป ทั้งเมีย ทั้งชายชู้ แต่เผอิญชายชู้มองเห็นก่อน ยกมือไหว้ปู่จนตัวสั่นเทาๆ ขอชีวิตชีวาไว้ พร้อมทั้งยอมสารภาพความผิดที่ทําลงไปทุกอย่าง ขณะจิตสะดุดขึ้นเตือนว่า “เขายอมแล้ว อย่าทําๆ จะเป็นความเสียหายเพิ่มเข้าอีก โดยไม่มีผลดีอะไรเกิดขึ้นเลย” ประกอบกับใจเกิดความสงสารชายชู้ ผู้กลัวตายสุดขีด ใจเลยอ่อนลง แล้วเรียกร้องให้ชาวบ้านมาดูเหตุการณ์ในขณะนั้น จนหายสงสัยในข้อเท็จจริงทั่วหน้ากันแล้ว ประชุมญาติและผู้ใหญ่บ้านจะเอาเรื่องอย่างหนัก ชายชู้ยอมรับทุกอย่าง จึงปรับไหมด้วยจํานวนเงิน พร้อมกับประกาศยกเมียให้ชายชู้นั้นอย่างเปิดเผยในชุมนุมชน ตัดกรรมตัดเวรหายห่วงไปเสียที”
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกสาเหตุการออกบวชของหลวงปู่ขาวไว้ดังนี้
“ท่านอยู่ครองฆราวาสตามประเพณีของโลก…..ปี แต่รู้สึกไม่ค่อยราบรื่นชื่นใจนักในระหว่างคู่ครองทั้งสองที่อยู่ร่วมกันมา เนื่องจากภรรยาไม่ตั้งอยู่ในความสันโดษ คือ ความยินดีในสมบัติ ที่มีอยู่ของตนได้แก่คู่ครอง แต่ชอบหาเศษหาเลยซึ่งเป็นยาพิษทําลายจิตใจของอีกฝ่ายหนึ่ง ตลอดสมบัติและความมั่นคงของครอบครัว คือ เมียคบชู้สู่ชายอื่น สิ่งเป็นประเภทกาฝากอันเป็นตัว ทําลายถ่ายเดียว จนถึงกับอยู่ด้วยกันไม่ได้จิรังยั่งยืน หากจะคิดว่าถึงวาระกรรมหรือธรรมบันดาลก็สุดจะคาดคิดค้นเดาได้ถูก เพราะถ้าไม่มีเหตุสะเทือนใจอย่างหนักเช่นนี้เกิดขึ้น ท่านอาจจะยังไม่คิดในแง่อรรถธรรมถึงกับต้องสละตนออกบวชในระยะนั้นก็ได้ เพราะเท่าที่ทราบในประวัติความเป็นมาของการครองเรือน ที่เป็นต้นเหตุให้ท่านคิดมาก ถึงกับคิดถึงการออกบวช ก็มาจากสาเหตุที่เมียมีชู้ไม่อาจสงสัยไปอย่างอื่นอยู่แล้ว
ดังนั้น การที่เมียมีชู้หรือผัวมีชู้ เมียมีหลายผัว หรือผัวมีหลายเมียเหล่านี้ จึงควรยกให้กิเลสราคะตัณหาตัวไม่รู้จักอิ่มพอกวาดต้อนเข้าสู่คลัง มหิจฺฉตา ของมันไปเสีย เพื่อไม่ให้มีความกระทบ กระเทือนถึงอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่มีส่วนรู้เห็นและผิดด้วย เพราะเรื่องทํานองนี้มีอยู่ทั่วไปและยิ่งจะนับวัน มากขึ้น ถ้าโลกต่างพอใจส่งเสริมโดยไม่สนใจเห็นโทษของมันด้วยอรรถธรรม คือ สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ ความยินดีเฉพาะผัว – เมียของตน เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างประเสริฐอยู่แล้ว เพราะความ สงบสุขของครอบครัวผัว – เมียอยู่ที่ความยินดีต่อกัน และอยู่ที่โอวาทแห่งธรรมบทนี้ มิได้อยู่ที่ มหิจฺฉตา หลายผัวหลายเมียดังที่คิดและสนใจใฝ่ฝันกันเลย
ดังนั้น โลกครอบครัวผัวเมีย ถ้าอยากมีความสงบสุขร่มเย็นจิรังยั่งยืน จึงไม่ควรฝักใฝ่ใส่ใจเสาะแสวงหาหญิงชายเศษเดนประเภทยาพิษมาเคลือบแฝงครอบครัวผัวเมีย ควรรักสงวนและ บํารุงรักษาสมบัติ คือ คู่ครองที่มีอยู่ของตนให้มีความอบอุ่นตายใจและเห็นอกเห็นใจกันตลอดไป จนวันอวสาน จะเป็นผู้ครองความสุขได้สมใจที่ใฝ่ฝัน
คําว่า ราคะตัณหานั้น ย่อมเหมือนไฟในครัวเรือน โลกปราศจากไม่ได้ทั้งสองอย่าง คือ ต้องเสาะแสวงกันทั้งหญิงทั้งชายในเรื่องครอบครัวผัวเมีย เพราะราคะตัณหาเป็นนายบังคับให้ จําต้องแสวงไฟสําหรับหุงต้มแกง ตลอดแสงสว่างต่างๆ อันหาประมาณไม่ได้ จําต้องมีสําหรับมนุษย์และครอบครัว ทั้งสองอย่างนี้หากนํามาทําประโยชน์ตามความจําเป็นก็ย่อมสนองความต้องการได้เท่าที่ควร แต่ถ้าประมาทลืมตัว ขาดความระมัดระวัง ทั้งสองอย่างนี้ย่อมเผาผลาญมนุษย์ให้ฉิบหายวายป่วงไปได้ไม่อาจสงสัย ดังนั้น ปราชญ์ท่านจึงสอนมนุษย์ผู้อยู่ใต้อํานาจแห่ง ราคคฺคิ โทสคฺคิ โมหคฺคิ เหล่านี้ด้วยธรรมอันเป็นนํ้าดับไฟ ไม่ปล่อยให้ลุกลามใหญ่โต จะกลายเป็นโลกวินาศ เช่นเดียวกับการรักษาไฟในบ้านไม่ให้เป็นอันตรายแก่ตนและสมบัติทั้งหลายฉะนั้น
การเริ่มออกบวชของท่าน ได้ปรากฏขึ้นในวาระต่อมาที่ได้พบเห็นสิ่งที่รักและปักลึกสุดขั้วหัวใจ กลับกลายเป็นมหาภัยสังหารทําลายหัวใจอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย ท่านเองเกิดความทุเรศและความเคียดแค้นแสนจะอดกลั้นทนทานได้ในเหตุการณ์นั้น แต่ก็คงมีบารมีธรรมที่เคย บําเพ็ญมา มาช่วยสะกิดใจไว้ได้ทันท่วงทีในขณะนั้นว่า “แม้แต่มดตัวเล็กๆ กัด เรายังรู้สึกเจ็บและ ปัดออกในทันทีทันใด ก็การฆ่าคนให้ล้มตายนั้น ความทุกข์ของผู้จะถูกฆ่า แม้เป็นฝ่ายผิดและรู้ตัว ว่าผิด จะมีทุกข์มากขนาดไหน จงยับยั้งใจไว้พิจารณาให้ดีและละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะสายเกินแก้ว่าทําไมเราจึงเป็นผู้ยินดีและพอใจทําในสิ่งเลวร้ายที่โลกทั้งหลายไม่พึงปรารถนา และปราชญ์ติเตียน อย่างยิ่งเช่นนี้ เราฆ่าเขาให้ตายสมใจแล้ว เราจะได้อะไรที่พึงใจเป็นเครื่องตอบแทนบ้าง นอกจากมหันตโทษ มหันตทุกข์ล้วนๆ ไม่มีประมาณเท่านั้น จะสะท้อนย้อนกลับมาเผาผลาญเรา
คําว่า เมียมีชู้ ผัวมีชู้ เมียมีหลายผัว ผัวมีหลายเมียนี้ เพิ่งมาเกิดแก่เราคนเดียวเท่านั้นหรือ ในโลกทั้งหลาย ตลอดวงนักปราชญ์ที่ท่านมาเป็นศาสดา มาเป็นพระสาวก มาเป็นครูอาจารย์ สอนเรา ท่านไม่เคยมีเคยเจอสิ่งสกปรกอันเป็นสมบัติของสัตว์นรกเหล่านี้มาล่ะหรือ ในโลกมีเฉพาะเราคนเดียว เจอเฉพาะเราคนเดียวเท่านั้นหรือ รีบคิดและตัดสินใจให้ถูก ถ้าจะไม่ตั้งหน้าทําลาย ตัวเองให้ฉิบหายจนไม่มีเชื้อแห่งความดีเป็นเครื่องสืบต่อภพต่อชาติในภพต่อไป
คนเราจะรู้ว่าตนโง่หรือตนฉลาด จะล่มจมหรือจะเอาตัวรอดปลอดภัยถึงแดนแห่งชัยชนะได้ ย่อมถือเหตุการณ์เป็นเครื่องวัดตวงในการปฏิบัติตัวต่อเหตุการณ์นั้นๆ ปราชญ์ทั้งหลายแต่ดึก- ดําบรรพ์มา ท่านไม่เคยเสียท่าเสียทีเพราะการทุ่มตัวให้กับสิ่งเลวทรามทั้งหลาย นอกจากท่าน คิดอุบายพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงสิ่งเลวร้าย ให้กลายมาเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงธรรมให้เจริญภายในใจ ฝ่ายเดียว แต่ตัวเจ้าเอง ทําไมจะทําตัวเป็นมนุษย์เหลวแหลกแตกกระจายไม่เป็นท่า ด้วยการทําชั่วตามเหตุการณ์ของโลกที่ไม่มีประมาณแห่งความพอดี ที่ผู้อื่นก่อขึ้นเช่นนี้เล่า? เพียงเท่านี้ไม่อาจยับยั้งได้ เจ้าจะพยุงตัวเพื่อความดีงามไปได้อย่างไร
เมียของเจ้าเขาลุอํานาจแห่งราคะตัณหาไปตามประสาของหญิงที่ไม่มีเขตแดน แต่ตัวเจ้าเองที่เข้าใจว่า ตัวเป็นฝ่ายถูกฝ่ายดีกว่าเขา แต่แล้วเจ้าก็จะลุอํานาจไปตามโทสะ ความอาฆาตมาดร้ายและทําลายเขาให้ตายสมใจนั้น ในคนทั้งสอง คือ เมียผู้นอกใจกับตัวเจ้าเอง ผู้ฆ่าเมียและชายชู้ ให้ตายพร้อมกันในขณะเดียวสองคนนั้น จะจัดว่าใครเลวร้ายกว่าใคร
ตามสายธรรมของจอมปราชญ์ มีพระศาสดาเป็นพยานแล้ว ตัวเจ้าเองต้องจัดว่าเป็นผู้ทํา กรรมชั่วอย่างหนักมาก จนไม่มีมหาเมตตาในธรรมบทใดบาทใดให้อภัยเจ้าได้ เจ้าต้องลงนรกหลุม มหันตทุกข์โดยฝ่ายเดียวไม่เป็นอย่างอื่นเลย เจ้าจะเชื่อโทสะกิเลสที่กําลังรุมล้อม พัดผันหัวใจ ของเจ้า เพื่อให้เป็นไปตามอํานาจของมัน หรือจะเชื่อธรรมของจอมปราชญ์ที่เคยพยุงสัตว์โลกผู้ได้ทุกข์ ให้เบาบางสร่างซามานานแสนนาน รีบคิดและตัดสินใจโดยถูกทางเดี๋ยวนี้ อย่าชักช้าล้าหลัง กิเลสตัวโหดร้ายจะแซงธรรมและขยําตัวเจ้าให้แหลกทั้งเป็น ถ้าไม่รีบจัดการกับมันแต่ขณะนี้”
ท่านว่าเป็นที่แปลกประหลาดและอัศจรรย์อย่างไม่เคยคาดเคยฝันมาก่อน พอความอัศจรรย์ผุดขึ้นจากภายใน อันเป็นเชิงบอกเตือนด้วยอุบายต่างๆ ราวกับครูอาจารย์ที่เคารพนับถือ มานั่ง สั่งสอนเราอยู่เฉพาะหน้าให้สงบลงไป ใจที่เป็นเหมือนกองเพลิงใหญ่ ซึ่งกําลังส่งเปลวเต็มที่พร้อม จะเผาไหม้สิ่งที่กีดขวางอยู่เวลานั้น ให้เป็นผุยผงชั่วประเดี๋ยวใจนั้น ได้สงบตัวลงอย่างเงียบผิดธรรมดา และเกิดความสลดสังเวชในเหตุการณ์เกี่ยวกับเมียนอกใจ พร้อมด้วยความอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความสงสารและความให้อภัยเต็มดวงใจ พร้อมกับความเห็นโทษแห่งความโหดร้ายหมาย ชีวิตอย่างถึงใจในขณะเดียวกัน ยกมือขึ้นประนม สาธุๆๆ พระธรรมท่านโปรดปรานว่าที่สัตว์นรกไว้ได้ทันท่วงที
หลังจากมรสุมในหัวใจสงบลงโดยสิ้นเชิงแล้ว ใจกลับว่างเปล่าโล่งสบายหายทุกข์เข็ญเวรภัยทั้งปวงในขณะนั้น ราวกับเกิดชาติใหม่ขึ้นมาในร่างกายและใจดวงเดียวกัน ทําให้คิดทบทวน หวนกลับไปกลับมา ย้อนหน้าย้อนหลัง ทั้งอดีตที่เคยตีบตันอั้นตู้ จนจะหาทางออกไม่ได้ ถึงกับ จะคิดเผาไหม้ตัวเองสดๆ ร้อนๆ โดยเห็นว่าเป็นทางออกที่ดี ทั้งอนาคตเกี่ยวกับความเป็นไปในวันข้างหน้าว่าจะควรปฏิบัติอย่างไร จึงจะสมมักสมหมาย ไม่คลุกเคล้าด้วยมูตร ด้วยคูถ ด้วยฟืน ด้วยไฟ ดังที่เป็นมาแล้ว ที่น่าสลดสังเวชน่าขยะแขยงและไม่พึงปรารถนาตลอดอนันตกาล แต่ก่อน ท่านไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการหวังความเจริญในทางโลก เมื่อมาประสบเหตุการณ์ธรรมทูตนี้ความรู้สึกสํานึกทั้งหลายจึงหนักไปในอรรถในธรรมมากกว่าจะคิดไปในแง่อื่นๆ จนถึงขั้นปลงใจบวช ด้วยความเห็นโทษเห็นคุณจริงๆ
เนื่องจากอะไรก็เคยคิดเคยผ่านมามากต่อมากแล้ว สิ่งที่จะให้สมหวังไม่ค่อยปรากฏ มักมีแต่สิ่งไม่พึงหวังมาปรากฏซํ้าๆ ซากๆ จนถึงขั้นชอกชํ้าเต็มที่ แทบจะหาที่ปลงที่วางไม่ได้ คิดเห็นแต่ธรรมอย่างเดียว จะพึ่งเป็นพึ่งตายได้ ด้วยการออกบวชปฏิบัติธรรมให้เต็มกําลังความสามารถ อย่างอื่นๆ ไม่ค่อยมีในห้วงแห่งความคิดนึก จึงได้ตัดสินใจออกบวช โดยบอกความประสงค์ให้ ญาติมิตรเพื่อนฝูงทราบแล้ว ก็ออกถวายตัวเป็นนาคในวัด เพื่อบวชโดยไม่ชักช้า”
เรื่องการคิดอยากบวชและการคิดจะบวชนั้น เคยมีในใจของหลวงปู่ขาวอยู่แล้ว แต่ไม่ รุนแรงถึงขนาดจะออกบวชในระยะนั้นได้ ท่านก็อยู่ไป สร้างโลกไปเหมือนโลกอยู่กัน หลังจากภรรยาท่านมีชู้ ทําให้ท่านมีแต่ความสังเวชสลดใจ ท่านเล่าว่า “คิดเรื่องอะไรในโลก ไม่มีความลงใจติดใจที่จะทํา ที่จะอยู่แบบโลกเขาอยู่กันต่อไป ใจหมุนไปทางบวชเพื่อหนีโลกอันโสมมนี้ให้พ้นมันโดยถ่ายเดียว อย่างอื่นใจไม่ยอมรับเลย มีการออกบวชหนีโลก เพื่อความพ้นทุกข์ ไปนิพพาน ตามเสด็จพระพุทธเจ้า พระสาวกท่านอย่างเดียวเท่านั้น เป็นที่ลงใจและสมัครใจอย่างเต็มที่ ไม่มีอะไรมาขัดแย้ง ปู่จึงได้มาบวชและปฏิบัติธรรมอย่างถึงใจเรื่อยมาจนปัจจุบันนี้
นี่แลสาเหตุที่จะให้ปู่ออกบวชอย่างรวดเร็ว เพราะความสังเวชเบื่อหน่ายประทับใจปู่จริง และตอนนี้แลเป็นตอนที่ปู่บวชด้วยความศรัทธา ความอยากบวชจริง ไม่มีอะไรจะห้ามไว้ได้ เนื่องจากความเบื่อหน่ายในเหตุการณ์ที่ประสบมา และคิดกว้างขวางเท่าไร ก็ยิ่งเกิดความ เบื่อหน่ายมากขึ้นถึงกับต้องบวชดังใจหมาย”
ภาค ๒ ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม
พ.ศ. ๒๔๖๒ การบวชของหลวงปู่ขาว
ชีวิตสมณะของหลวงปู่ขาว อนาลโย เริ่มขณะมีอายุได้ ๓๑ ปี ท่านออกบวชคราวแรก เป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกาย ณ วัดโพธิ์ศรี บ้านบ่อชะเนง ตําบลหนองแก้ว อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่านเอง เมื่อวันศุกร์ที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ตรงกับวันขึ้น ๓ คํ่า เดือน ๖ ปีมะแม โดยมีพระครูพุฒิศักดิ์ เจ้าคณะอําเภออํานาจเจริญ เป็น พระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์บุญจันทร์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
หลวงปู่ขาวท่านเล่าว่า วันนั้นขณะที่จะเข้าไปสู่ยังร่มกาสาวพัสตร์อย่างแท้จริง บรรดาบุตรและญาติพี่น้องก็ได้พากันร้องห่มร้องไห้ อ้อนวอนขอร้องว่าอย่าได้บวชเลย เพราะเป็นห่วงลูกหลาน ซึ่งยังเด็กๆ กันทั้งนั้น เมื่อท่านหันมองไปเห็นใบหน้าของบรรดาบุตรและญาติพี่น้องในขณะนั้น ท่านบอกว่า มันทําให้จิตใจอันหนักแน่นตั้งแต่ครั้งแรก เกิดหวั่นไหวขึ้นมาทันที ความเศร้าสลด ความสงสารก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเสียงบุตรทั้งหลายร้องไห้พร้อมๆ กัน ทําให้ท่านเดินวกกลับออกมามองดูบุตร แล้วก็วกกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้นถึง ๔ ครั้ง แล้วจึง ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด โดยบังเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า
“ลูกกบ ลูกเขียด เมื่อมันเกิดมาพ่อแม่มันก็ทอดทิ้งมันไปเลย ไม่เห็นใครมาเลี้ยงดูอุ้มชู มันเลย มันก็ยังอยู่ตามธรรมชาติของมันได้ฉันใด ลูกเราก็ฉันนั้นแล มันไม่ตายดอก มันต้องดิ้นรนช่วยตัวของมันให้อยู่รอดไปได้เอง หรือไม่อย่างนั้นญาติพี่น้องของเรา คงจะต้องเอามันไปเลี้ยงดูเป็นแน่แท้” เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วก็ตัดสินใจเดินเข้าอุปสมบทดังความมุ่งมาดปรารถนา
ครั้นอุปสมบทแล้ว หลวงปู่ขาวก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน อักขระสมัยนั้นมีหนังสือธรรมและหนังสือไทยบ้าง จนเข้าใจดี พออ่านออกเขียนได้ ซึ่งในสมัยนั้นทางราชการยังไม่มีการตั้งโรงเรียนประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาตามหมู่บ้าน ตําบลต่างๆ เช่นทุกวันนี้ ผู้ที่ต้องการจะเรียนหนังสือ นอกจากจะไปศึกษายังสถานที่ในตัวจังหวัดแล้ว ก็มีที่ให้ศึกษาที่วัดอีกเพียงแห่งหนึ่งเท่านั้น เวลา ล่วงเลยไป ท่านก็ได้ใช้ความวิริยะ อุตสาหะ ค้นคว้าศึกษาในพระธรรมวินัย บทสวดมนต์หลักสูตรของวัดในสมัยนั้นจนจบหลักสูตรแล้ว ท่านยังได้เรียนหนังสือบทเทศน์มหาชาติอีกบ้างเล็กน้อย และต่อมาท่านก็ฝึกฝนท่องสวดพระปาฏิโมกข์ได้จนขึ้นใจตั้งแต่ยังไม่ญัตติเป็นธรรมยุต
แก้ปัญหายมบาลช่วงออกบวช
หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะบวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกายใหม่ๆ วันเวลาก็ผ่านไปๆ ไม่มี ใครรู้ว่าความเจ็บความตายจะมาถึงเมื่อใด ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๒ อยู่ดีๆ ท่านก็ป่วยต้อง ล้มหมอนนอนเสื่อตลอดไตรมาส ๓ เดือน ในระยะป่วยใหม่ๆ บรรดาญาติสนิทมิตรสหายก็มากหน้าหลายตาพากันเอาใจใส่ดูแลมิได้ขาด ครั้นอยู่มาอาการไข้ก็ยังไม่หาย ญาติทั้งหลายก็พากันเมินหน้าหายไปๆ เพราะต่างก็ต้องทําไร่ทํานา จึงปล่อยให้ท่านอยู่ตามยถากรรม จนท่านสู้ไม่ไหวก็สลบไสลปล่อยทิ้งร่างไว้ ส่วนวิญญาณก็ออกจากร่างไป ทันใดนั้นเจ้าเมืองยมโลกมีคําบัญชาเอาหลวงพ่อขาวไปแต่ผู้เดียว ไปก็เห็นผู้ต้องหาถูกผูกมัดรัดตรึงไว้ด้วยโทษห้าประการ คือ ผูกมือไพล่หลังติดกันหนึ่ง ผูกขาใส่ตรวนหนึ่ง มีโซ่เหล็กผูกคอหนึ่ง ถูกลากถูกจูงไปหนึ่ง น่าสมเพชเวทนายิ่งนัก นายนิรยบาล พาผู้ต้องหาลงดิ่งไปยมโลก เมื่อไปถึงที่ศาลาพันห้องอันเป็นที่รวมผู้ต้องขังมากมาย มีทั้งเฒ่าชรา หญิงชาย มองหน้าตาเขาเหล่านั้นดูโศกเศร้าเหงาหงอยแสดงถึงรอยแห่งผู้มีความทุกข์ภายใน
เมื่อได้เวลาเขาได้นําผู้ต้องหาลงไปยมโลกก็รายงานว่า ได้จับตัวมาถูกต้องแล้ว ขณะนั้นยมบาลก็ลุกขึ้นนั่งบัลลังก์ มันช่างน่ากลัวหนักหนา ยมบาลเอ่ยวาจาว่า “เจ้ามีกรรมอันหนึ่ง เมื่อเจ้าอยู่ในเมืองมนุษย์ เจ้าสร้างกรรมทําเข็ญอะไรไว้ อย่าอํ้าอึ้ง มีโทษอย่างไรจงบอกมาจะไม่เสียเวลาโดยพลัน” ผู้ต้องหากลัวจนตัวสั่นจะปิดกั้นความชั่วก็เห็นจะไม่ไหว กรรมชั่ว กรรมดีอยู่ที่ใจ จะบอกให้ตรงๆ กลัวลงอเวจี ถ้าจะเปิดเผยวาทีว่าไม่ได้ทํา เขาจะกระหนํ่าว่าโกหกตกโทษมุสา
หลวงพ่อขาว จึงนึกด้วยปัญญาขึ้นมาว่า “คนเราเกิดมาในโลกนี้ หนีไม่พ้นปุถุชนอย่างเราจะไม่ทําบาปนั้นเป็นไปไม่ได้” จึงตกลงปลงใจตอบเป็นกลางว่า “หลงลืมเสียแล้ว” ยมบาลเอ่ยว่า “การทําบุญทําบาปลืมเสียแล้วหรือ มาไม่นานเท่าไร ทําเป็นหลงลืมไปได้” ยมบาลผู้ไต่สวนจึงพูดขึ้นว่า “พิจารณาให้ดีๆ นะ ให้เวลาคิดสัก ๑๐ นาที” แล้วก็ถามอีกว่า “ว่าไงบอกมาซื่อๆ อย่ามัว ดื้อเป็นนักเลงไม่ได้หนา” ท่านคิดอยู่ในใจเองว่า ถ้าจะพูดตรงๆ ก็ต้องถูกลงโทษแน่
เมืองนรกไม่เหมือนเมืองมนุษย์ ใครผิดใครถูกว่าตามคดี ไม่มีความลําเอียงใดๆ บางครั้ง นายนิรยบาลจับตัวผู้ต้องหาไปผิด เพราะชื่อเดียวกัน บ้านเดียวกัน นามสกุลเดียวกัน แต่พ่อแม่ คนละคนก็ต้องรีบเอาไปส่งคืนทันที การที่ปฏิเสธหรือโกหกยมบาลไม่ได้เป็นอันขาด การตัดสินหรือสอบสวนก็พิจารณาโดยละเอียดรอบคอบประกอบด้วยเหตุผล ไม่ตึงเครียดสับโขกให้เสียขวัญ
หลวงพ่อขาวถูกตัดสินจําคุก ยมบาลได้สั่งสําทับนายนิรยบาล ๒ คนว่า โทษมันมีก็ไปตามโทษ อย่าถือโกรธใคร เจ้าหน้าที่สองคน คนหนึ่งจูง คนหนึ่งไล่เข้าไปลงนรกอย่างงกๆ เงิ่นๆ ขณะนั้นปรากฏเห็นนรก คือ ห้องขังไม่ใหญ่ไม่เล็ก ไม่สูงไม่ตํ่า ประมาณได้ ๖ ศอก สร้างด้วยเหล็ก เขาเปิดประตูรับหลวงพ่อขาวแล้วลั่นกุญแจ แต่ว่าห้องขังนรกนี้ท่านว่ามันช่างแปลก เพราะไม่ร้อน ทันใดนั้นก็เกิดเป็นไฟลุกขึ้นทันที น่าประหลาดจริงหาที่เหยียบไม่ได้ ท่านเต้นกระโดดไปกระโดดมาอยู่พักหนึ่ง จึงลงไปที่หม้อทองใบใหญ่ ท่านว่าที่นี่เย็นหน่อยค่อยยังชั่ว นั่งพักหายเหนื่อยหายร้อนพอสมควร ส่วนทางห้องขังทิศใต้มีประตูกรงเหล็กพอมองออกไปได้
หลวงพ่อขาว พิจารณาใคร่ครวญหาอุบายที่จะออก เพราะมองเห็นอุบายที่จะทําลาย กรงเหล็กได้ แต่แล้วยังมีเจ้าหน้าที่ยมบาลคนหนึ่งแอบอยู่ข้างๆ แล้วมองเข้าไปในห้องขังนั้น พร้อมทั้งส่งเสียงว่า “กูหาตัวนานแล้วพึ่งพบเดี๋ยวนี้ เอาล่ะกูไม่ไว้หน้ามนุษย์ นาค ครุฑ อินทร์ พรหมตัวใดเลย” พร้อมทั้งยกปืนออกมาทําท่าจะยิงให้ได้ น่าสงสารสัตว์ผู้ทํากรรมไว้แล้วย่อมได้รับผลกรรม ถ้าเป็นอย่างพวกเราจะคิดกันอย่างไร จะยอมตายหรือ จะยอมอยู่สู้หรือก็ไม่มีอาวุธ จะมุดลงดินหรือก็แผ่นเหล็กทั้งนั้น หลวงพ่อขาวแก้ไขปัญหาอย่างไวปัญญาโดยกล่าวว่า “เราเป็นนักสู้ ชาติงูเหลือม ไม่ยอมตายเกลือกเลือดอยู่กับที่ ตายหน้าดีกว่าตายหลัง (ไปตายดาบหน้า)”
เมื่อหลวงพ่อขาวคิดอย่างนี้แล้ว ก็ตั้งใจอธิษฐานถึงบารมีธรรมว่า “สาธุเด้อ ข้าจักขอ น้อมนิ้ว คุณของพระไตรรัตน์ จงขจัดโพยภัยปราบมารผจญได้ ขอคุณพระพุทโธจงมาเป็นที่ตั้ง คุณพระธัมมังจงมาเป็นที่พึ่ง คุณพระอริยสงฆ์เจ้าจงมาคํ้าช่วยชู” แล้วหลวงพ่อขาวยกมือขึ้นบนหัว รวบรวมทั้งกําลังกายและกําลังจิตให้เป็นเอกีภาพ ย่อตัวลงแล้วกระโดดจนสุดฝีก้าว ปรากฏว่า ตัวเบาเหมือนเหาะลอยลิ่วไปในอากาศ จนมาพบซากศพคนหนึ่งนอนตายอยู่ ตรวจดูรู้ว่าเป็น ศพตัวเอง จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ พอดีตื่นจากสลบจึงรู้สึกตัว ปรากฏว่าร่างกายนี้สั่นเทา เหนื่อยและ หิวมาก จึงค่อยครองสติสัมปชัญญะกําหนดดูทิศทางและสถานที่นอนอยู่ รู้ว่าตนตายไปหลาย ชั่วโมง เกิดความกลัวและสลดสังเวชใจเป็นอย่างมาก
ครั้นกาลนานต่อมาหลวงปู่ขาวได้นําเรื่องนี้ขึ้นสู่ญาณและวิปัสสนา ท่านจึงรู้เรื่องสิ่งเหล่านี้อย่างแจ่มชัดว่า นรกมีจริง สวรรค์มีจริง ปัจจัตตัง รู้เฉพาะตัว ได้ประสบพบเห็นด้วยตนเอง คนอื่นเขาไม่รู้ไม่เห็นจะไปบอกเขา เขาก็ไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อแล้วยังหาว่าเราโกหกเขาอีก พระพุทธเจ้าทรงสอนสาวกว่า “ถ้าอยากรู้ อยากเห็น อยากได้แล้ว ให้ท่านทั้งหลายลงมือทําเอง อยากเห็น แต่ไม่ไปดู อยากรู้แต่ไม่ลืมตา อยากเป็นมหาเศรษฐีแต่ไม่ทํางาน สิ่งดังกล่าวนี้ย่อมผิดหวังแน่นอน” เรื่องนี้ถ้าพิจารณาให้เป็นธรรมาธิษฐาน เป็นเรื่องจําเพาะของหลวงปู่ขาว เพราะท่านออกบวชเพื่อหวังมรรคผลนิพพาน ท่านต้องออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม
สาเหตุสําคัญที่ท่านออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม
หลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อท่านบวชแล้ว ท่านอยู่จําพรรษาเพื่อศึกษาหลักพระธรรมวินัย ณ วัดโพธิ์ศรี บ้านบ่อชะเนง เป็นเวลาติดต่อกันถึง ๖ พรรษา นับได้ว่าเป็นมัชฌิมภิกขุ เป็นที่พอใจของครูบาอาจารย์เป็นอย่างมากทีเดียว แต่ถึงกระนั้นท่านก็หาได้มีความยินดียินร้ายในลาภยศและความมัวเมาไม่ เพราะท่านออกบวชเพื่อมุ่งมรรคผลนิพพานโดยถ่ายเดียว
สาเหตุสําคัญที่ทําให้หลวงปู่ขาวท่านออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม กล่าวคือ อยู่มาวันหนึ่งท่านได้พิจารณาถึงเรื่องความรู้และความประพฤติของท่านเองและหมู่คณะ ซึ่งในสมัยนั้นมักจะเอนเอียง ไปในทางโลกาธิปไตยมาก ความประพฤติก็ดําเนินตามทํานองที่ครูบาอาจารย์ปฏิบัติสืบต่อกันมาเท่านั้น ส่วนพระธรรมวินัยที่แท้จริงนั้น โดยมากพากันปกปิดเอาไว้บ้าง ไม่รู้จริงบ้าง จึงไม่มีผู้ใดแสดงออกตามความเป็นจริง พระธรรมวินัยว่าไว้อย่างหนึ่ง การปฏิบัติของหมู่พวกเรากลับเป็น อีกอย่างหนึ่ง เหตุผลต้นปลายไม่สมดุลกัน
นอกจากนี้พระสงฆ์ในสมัยนั้นจะไปไหนมาไหนก็ขี่ม้ากัน ครูบาอาจารย์พากันขอเขามาบ้าง หาซื้อเองบ้าง นํามาไว้ขี่ มีการประกวดประชันเรื่องความสวยงามและราคาของม้าว่า ถูกบ้าง แพงบ้าง จะไปทํากิจธุระหรือสอบสวนเรื่องของชาวบ้านก็ขี่ม้าไป ในสมัยนั้นหากมีเรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างลูกบ้านหรือเพื่อนบ้าน ก็มักจะไปนิมนต์ครูบาอาจารย์ไปตัดสินให้ เพราะชาวบ้านนับถือเชื่อฟังพระสงฆ์ เมื่อตัดสินแล้วก็จะนําอาหารขนมนมเนยถวายพระสงฆ์อย่างดี อีกทั้งพระสมัยนั้นนับว่าประพฤตินอกรีตนอกรอยมาก เช่น ดื่มสุราสาโท กินข้าวเย็น เล่นสีกา ขุดดินทําลายต้นไม้ จับเงินจับทอง ร้องรําทําเพลง ทําทุกอย่างอันไหนจะได้เงิน จักตอกสานกล่องข้าว สานอะไรๆ ขาย เรียกว่า บวชตามประเพณี สาเหตุเหล่านี้ทําให้ท่านตัดสินใจออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามที่ตั้งใจไว้ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ในเวลาที่อยู่ในวัดนั้น สังเกตดูครูอาจารย์และเพื่อนภิกษุสามเณรด้วยกันประพฤติปฏิบัติพระธรรมวินัยก็เป็นลุ่มๆ ดอนๆ ผิดๆ พลาดๆ ไม่เป็นที่จับใจเชื่อถือได้ ไม่สมเจตนาที่ออกบวช เพื่อมรรคเพื่อผลด้วยความบริสุทธิ์ใจดังที่ตั้งไว้ เมื่อคิดอ่านทบทวนเกี่ยวกับการอยู่และการออก ปฏิบัติธรรมจนเป็นที่แน่ใจแล้ว จึงเข้ากราบลาอุปัชฌาย์อาจารย์ ตลอดญาติมิตรเพื่อนฝูงเพื่อทราบเจตนาและความประสงค์ในการออกปฏิบัติธรรม”
ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุสําคัญ คือ หลวงปู่ขาวท่านเคยตายแล้วฟื้น เคยไปท่องขุมนรกพบยมบาล ท่านได้มาพิจารณาความหมายอันนี้ จึงเป็นเหตุให้ตัดสินใจว่า
“เราจะทําอย่างไรดีหนอ ถ้าขืนอยู่อย่างนี้ต่อไปก็รังแต่จะสร้างบาปสร้างกรรมให้ตกนรกหมกไหม้เท่านั้นเอง ถ้าหากเราจะอยู่อย่างนี้แล้ว เราควรจะลาสิกขาบทไปเสียจะดีกว่า ถ้าเรา ไม่อยู่อย่างนี้หรือไม่สึกแล้ว เราก็ต้องออกไปศึกษาหาวิชาความรู้ และการปฏิบัติที่ตรงต่อ พระธรรมวินัยกับครูบาอาจารย์ให้จงได้”
อุปสรรคในการออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรม
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้ยินว่า สมัยนั้นหาพระที่จะปฏิบัติพระธรรมวินัยโดยถูกต้องเกือบหาไม่ได้ แต่ก็ได้ยินข่าวแว่วๆ ว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เท่านั้นที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แต่ก็ไม่รู้ข่าวคราวของท่านทั้งสอง อยู่แห่งหนตําบลใด หลวงปู่ท่านดําริอยู่ในใจหาอุบายที่จะออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม ตั้งแต่นั้นมาท่าน ไม่ได้จําวัดกับหมู่คณะ กลางคืนลงไปจําวัดอยู่ในโบสถ์ ในระยะนี้ท่านฝึกหัดนั่งสมาธิและ เดินจงกรมเอง โดยท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“พระพุทธเจ้าว่าให้ภาวนา ภาวนาชั่วช้างพับหู ชั่วงูแลบลิ้น ก็มีอานิสงส์อักโขอักขัง ให้เราตั้งใจภาวนาพุทโธๆ พระพุทธเจ้าว่าผู้บวชเข้ามาในศาสนาของเราตถาคต ได้ศึกษาเล่าเรียน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์จบหมด ได้สวดมนต์ กลางวันยังมีภาระอยู่วันละร้อยหน ทั้งกลางวัน กลางคืน ยังบ่ (ไม่) ได้กินก่อน ครั้นบวชเข้ามา ตั้งใจภาวนาพุทโธๆ จนจิตใจสงบ ชั่วช้างพับหู ชั่วงูแลบลิ้น ผู้นี้ได้กินก่อน ผู้ศึกษาเล่าเรียนจบพระไตรปิฎก ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษากิ่งก้าน สาขา เป็นผู้รักษาใบมัน รักษากระพี้มัน รักษาอิหยังมันทั้งนั้น ผู้ที่ภาวนาได้ชื่อว่าเป็นผู้ทําเอาแก่นมัน เอาแก่นมันก็เฮ็ด (ทํา) การได้ ธรรมะมี แต่มันอยู่มันกิน มันสวดมนต์อยู่ทุกวันเท่านั้น ธรรมะเป็นอย่างนี้แหละ
พอเห็นอย่างนี้แล้ว คิดว่าเรารู้อย่างนี้แล้วจะไปสอบทําไม มันจะยาก มันไปติแล้ว นั่งทําสมาธิอยู่บนกุฏิ ทําสมาธิอยู่มันเป็นหยัง (อย่างไร) ล่ะ มึน (ชา) หมด ฮ้อน (ร้อน) หมด หัวนี่ก็มึน กุฏิอยู่ติดกันกับเจ้าอาวาส ชาวบ้านมันนอนรวมกัน มาอยู่กุฏิก็อยู่รวมกันพระเณร พระนอนอยู่ ข้างบน เณรนอนอยู่ใต้ถุน อยู่กันกุฏิเดียวมันยาก มันหลายคน ธุระใคร ธุระมัน นั่งภาวนามันก็ ไม่สงบสงัดให้ เลยเข้าไปอยู่ในโบสถ์ นั่งทําสมาธิ พระกรรมฐานท่านเฮ็ดยังไงหนอ อาจารย์มั่น อาจารย์สิงห์ ก็ไปอยู่อุดรฯ ออกเดินจงกรม เดินจงกรมหลายๆ นี่เฮ็ดยังไง เดินจงกรมก็คิดเอา เดินปิดตาไป เดินไปๆ มันจะล้ม แล้วมันก็ล้มลง หมาเห่าว้อ หมามันตื่น”
ครั้นกาลต่อมาท่านได้ไปเข้าปริวาสกรรมทําความเพียร มีพระอาจารย์องค์หนึ่งมาเทศน์ให้ท่านฟังว่า การศึกษาเล่าเรียนเหมือนได้กินแต่เปลือก การปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนา-กรรมฐาน จนจิตใจสงบและเยือกเย็น แม้เพียงช้างพับหู งูแลบลิ้น ก็เป็นบุญอักโขอักขัง เหมือนได้ดื่มเนื้อข้างใน พระอาจารย์รูปนั้น ท่านช่างเป็นนักเทศน์ฉลาดแหลมคม ทําให้หลวงปู่ขาวทึ่ง ตรงกับความดําริตั้งไว้ ท่านจึงตัดสินใจออกเที่ยวธุดงคกรรมฐาน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ตอนก่อนปฏิบัติกรรมฐาน ท่านก็เคยได้รับอารมณ์เขย่าก่อกวนใจนานาประการ ที่จะให้เป็นอุปสรรคต่อการบําเพ็ญจากคนทั้งหลาย ทั้งเป็นพระ ทั้งเป็นฆราวาสว่า เวลานี้มรรคผลนิพพาน หมดเขตหมดสมัยไปนานแล้ว ใครจะบําเพ็ญถูกต้องดีงามตามพระธรรมวินัยเพียงไร ก็ไม่สามารถบรรลุผลสําเร็จตามใจหวังได้บ้าง ว่าการบําเพ็ญภาวนาทําให้คนเป็นบ้า ถ้าใครอยากเป็นบ้า ก็ออกบําเพ็ญภาวนา ถ้าใครยังอยากเป็นคนดีเหมือนชาวบ้านเขา ก็ไม่ควรออกกรรมฐานเพื่อความเป็น บ้าบ้าง ว่าสมัยนี้เขาไม่มีพระธุดงคกรรมฐานกันหรอก นอกจากพระธุดงคกรรมฐานที่จําหน่ายตะกรุดคาถาวิชาอาคมของขลังต่างๆ เช่น พวกเสน่ห์ยาแฝด อยู่ยงคงกระพันชาตรี ดูฤกษ์งาม ยามดี ดูชะตาราศีเท่านั้น ส่วนพระธุดงคกรรมฐาน ที่ดําเนินตามทางพระธุดงค์นั้นไม่มีแล้วสําหรับ ทุกวันนี้ อย่าไปทําให้เสียเวลาและเหนื่อยเปล่าเลย สู้อยู่สบายอย่างนี้ไม่ได้บ้าง
บรรดาอุปสรรคที่กีดขวางทางออกบําเพ็ญธุดงควัตรในเวลานั้น รู้สึกมีมากมาย สําหรับ ท่านเองไม่ยอมฟังเสียงใคร แต่ไม่คัดค้านให้เป็นความกระเทือนใจกันเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสองฝ่าย ในความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ภายในท่านมีว่า คนเหล่านี้และพระอาจารย์เหล่านี้มิได้เป็น เจ้าของศาสนา มิได้เป็นเจ้าของมรรคผลนิพพาน และมิได้เป็นผู้มีอํานาจทําผู้อื่นให้เป็นบ้าเป็นบอได้ พอจะเชื่อถือได้ เราเชื่อพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว กับพระธรรมและพระสงฆ์สาวกอรหันต์เท่านั้น ว่าเป็นผู้ประเสริฐในโลกทั้งสาม ท่านที่พูดหว่านล้อมกีดกันไม่ให้เราออกกรรมฐานด้วยอุบายต่างๆ นี้มิใช่ผู้วิเศษวิโสอะไรเลย เพียงมองดูกิริยาท่าทางที่แสดงออก ก็พอทราบได้ว่า เป็นนักปราชญ์ หรือเป็นคนพาล มีสันดานเป็นอย่างไรบ้าง
ฉะนั้น คํากีดกันหวงห้ามใดๆ ที่แสดงออก จึงไม่เป็นสิ่งที่เราจะนํามาวินิจฉัยให้เสียเวลา เราจะต้องออกปฏิบัติกรรมฐานโดยถ่ายเดียวในไม่ช้านี้ และจะค้นหาของจริงตามหลักธรรมที่ประทานไว้ จนสุดกําลังความสามารถขาดดิ้นสิ้นซาก พระกรรมฐาน คือ ตัวเราเอง ตายก็ยอมถวายชีวิตไว้กับพระธรรมดวงเลิศ
เมื่อพร้อมแล้ว ท่านก็ออกเดินธุดงค์ในท่ามกลางประชาชนและครูอาจารย์ทั้งหลายที่กําลังชุมนุมกันอยู่ในวัดเวลานั้น เวลาจะไป ท่านพูดสั่งเสียด้วยความจริงใจ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาต่างๆ ที่คัดค้านโดยปริยายว่า เมื่อกระผมและอาตมาไปแล้ว ถ้าสอนตัวเองไม่ได้เต็มภูมิจิตภูมิธรรมตราบใด จะไม่มาให้ท่านทั้งหลายเห็นหน้าตราบนั้น จะหวังตายเพื่อความรู้ความเห็นแจ้ง ในธรรมเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่นแน่นอน กรุณาช่วยจําคํานี้ไว้ด้วย หากยังมีวาสนาได้กลับมา พบหน้ากันอีกจะลืมไปเสีย การที่เราจะมีโอกาสได้พบเห็นกันในอนาคต จึงมีอยู่เพียงอย่างเดียวดังที่เรียนแล้ว คือ การรู้เห็นธรรมประจักษ์ใจหายสงสัยโดยสิ้นเชิงแล้ว ถึงจะกลับมาให้ท่าน ทั้งหลายเห็นหน้า
ท่านว่าขณะที่ผู้คนส่วนมาก ทั้งพระอาจารย์ใหญ่ๆ ทั้งฆราวาสที่ชาวบ้านเคารพนับถือกันว่าเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต พูดคัดค้านกีดกันอยู่นั้น ใจเราเหมือนจะกัดเพชรทั้งก้อนให้แหลกเป็น ผุยผงไปในนาทีเดียว และเหมือนจะเหาะเหินเดินไปทางอากาศให้เขาดูในเวลานั้น รู้สึกมันมานะ มันกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ภายในใจ ราวกับจะออกแสงแจ่มจ้าพุ่งออกมาให้คนทั้งหลายเหล่านั้นเห็น เสียที ซึ่งเป็นลักษณะประกาศตนว่า
“นี่ไงล่ะ แสงเพชรอยู่ในใจข้านี้ไงล่ะ พากันเห็นหรือยัง จะพากันมัวประมาทข้าว่า จะไปเป็นบ้าเป็นบอ ลูบคลําอะไรต่างๆ อยู่นั้นหรือ ใจข้ากับใจท่านทั้งหลาย มันมิได้เป็นใจ ดวงเดียวกัน พอจะกวาดต้อนเข้ามามั่วสุมชุมนุมกันตายแบบไม่มีคุณค่า ราวกับหมาตายอย่างไรกัน ข้ายังไม่พอใจจะตายตามแบบที่ท่านทั้งหลายจะพาตายอยู่เวลานี้ ข้าประสงค์ จะตายแบบพระพุทธเจ้าพาตาย ซึ่งไม่มีเชื้อแห่งภพเหลือหลออยู่เลย ตายแบบนี้ข้าเคยตายมามากต่อมากแล้ว จนไม่สามารถจะพรรณนาป่าช้าของตนได้ แม้ไม่รู้ด้วยญาณ ข้าก็เชื่อพระพุทธเจ้าผู้ทรงญาณอันเอกไม่มีใครเสมอเหมือน”
เสร็จแล้วก็ลาพระอาจารย์นักปราชญ์ทั้งหลายออกเดินทาง ท่ามกลางประชาชนจํานวนมาก มุ่งหน้าไปทางพระธาตุพนม เดินบุกป่าฝ่าดงไปด้วยเท้าตามทางล้อทางเกวียน เพราะสมัยนั้นถนนไม่มีแม้แต่รูปร่าง นอกจากทางคนเดินเท้าและทางเกวียนเท่านั้น ในดงใหญ่นั้นช้างก็ชุม เสือก็มาก สัตว์ป่าชนิดต่างๆ มีเต็มไปทุกหนทุกแห่ง เพราะไม่มีบ้านผู้บ้านคนมากเหมือนสมัยทุกวันนี้ ซึ่งไป ที่ไหนมีเต็มไปด้วยผู้คนบ้านเรือน ป่าก็ป่าจริงๆ ถ้าเดินผิดทางก็มีหวังอดข้าว หรืออาจตายได้ เนื่องจากไม่พบบ้านพบเรือนคนที่ไหนเลย แม้เดินทางทั้งวันก็แทบจะไม่เจอบ้านคน อุตส่าห์เดิน บุกป่าฝ่าดงมาจนถึงพระธาตุพนม ลุถึงอุดรฯ หนองคาย เพื่อตามหาท่านอาจารย์มั่น ซึ่งทราบว่าท่านจําพรรษาอยู่ที่อําเภอท่าบ่อ”
สุบินนิมิต
สุบินนิมิตของหลวงปู่ขาว อนาลโย ก่อนออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม มีดังนี้
“คืนหนึ่งหลวงปู่ขาว ท่านฝันไปว่า เดินทางไปพบกับชาวบ้าน เขาบอกว่า “นั่นนักโทษ มาแล้ว พวกเราทุกคนเตรียมตัวจับแล้วฆ่าให้ตาย อย่าไว้หน้า” แต่แล้วก็ปรากฏว่าจับท่านไม่ได้ ฆ่าไม่ตาย ชาวบ้านเหล่านั้นก็รีบไปบอกบ้านข้างหน้าโน้น ให้เตรียมตัวจับและจงฆ่าเสีย แต่ก็ทําอะไรไม่ได้อีก จึงยอมจํานนพ้นวิสัย พวกเขาเหล่านั้นจึงพูดว่า “ให้มันเดินไป ถ้าไปถึงเชียงใหม่แล้ว แม่ทัพกองพลตํารวจ ทหารจะขยี้มันเอง โดยไม่ต้องสงสัย”
ทันใดนั้น ก็เห็นทหาร ตํารวจ ยกทัพมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน เดินตรงเข้ามา หัวหน้าแม่ทัพ จึงสั่งสําทับพร้อมทั้งชี้มือไปยังนักโทษหนีห้องขังมาว่า “ทหาร ตํารวจทุกคน โน่นเดินทางมาแล้ว เตรียมอาวุธให้ครบมือ เตรียมยิงอย่าไว้หน้า” หลวงปู่ท่านว่า “ลูกกระสุนเหมือนห่าฝน จนกระสุนจวนจะหมด มีลูกกระสุนลูกหนึ่งเข้าถูกหน้าอกอย่างจังแสบเหลือเกิน” หลวงปู่จึงเตือนผู้รู้ คือ สติว่า จงกําหนดจิตให้ดี ทันใดนั้นความแสบก็หายเหมือนปลิดทิ้ง ดังฉันยามโหสถมีสรรพคุณดี หลวงปู่ก็เดินตรงรี่เข้าไปเผชิญกับนายพลแม่ทัพ “จะมารั้งๆ รอๆ ทําไมเล่า เชิญ” เป็นอันว่าแม่ทัพ ยกมือไหว้ พร้อมทั้งออกเอ่ยเผยปากว่า “หมดกระสุนแล้วขอรับ”
ครั้นแล้วหลวงปู่ท่านก็เดินไปข้างหน้าไม่ยอมถอย ทางแม่ทัพนายพลจึงมาประชุมกันใหม่ว่า “จะต้องทําอย่างไร ยิงก็ไม่ตาย” แม่ทัพจึงออกความเห็นว่า “ทีนี้เอาใหม่ โดยใช้ทหารให้ไปเอา แผ่นเหล็กทั้งใหญ่และยาวใส่เครื่องบินมา แล้วทับลงที่หัวมันอย่างจัง ทีนี้ไม่มีหวังรอดแน่นอน”
ทันใดนั้นเครื่องบินบรรทุกแผ่นเหล็กลิ่วมาตามหลัง พอมาถึงตรงกลางหัว นายพลจึงสั่งว่า “ปล่อยได้แล้ว” ตรงพอดีแผ่นเหล็กก็หล่นลงมา หลวงปู่จึงเตือนสติผู้รู้กําหนดจิตให้แข็งแกร่ง แผ่นเหล็กก็แหวกเป็นช่องทั้งหัวทั้งตัวหลวงปู่ออกได้ ท่านจึงเดินตรงไปยังนายพล จับหัวตํารวจทหารนายพลแล้วขยี้ “หมดแล้วหรือยัง” นายพลยอมรับสารภาพและออกปากชมว่า “เก่งจริงๆ พ้นแล้วจากอันตราย” หลวงปู่จึงพูดท้าทายว่า “ถ้าไม่เก่งจริง ฉันจะไม่ผ่านป่าช้าดงเสือมาเลย ยอมแล้วหรือยัง หรือจะลองอีก จะใช้วิธีใดอีก” หลวงปู่พูดอย่างนักเลงโต
เมื่อน้อมนําความฝันของหลวงปู่ขาว มาเป็นธรรมาธิษฐานในกาลข้างหน้า ท่านจะต้องเอาชนะกิเลส ถึงซึ่งความหลุดพ้นได้อย่างแน่นอน โอปนยิโก หลวงปู่ว่าน้อมเข้ามาหาตัวเราจึงจะได้ประโยชน์ ท่านเป็นพระยอดนักต่อสู้ตํารวจทหารเหล่านั้น คือ กิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด มันพยายามทุกวิถีทางที่จะผูกมัดรัดเราไว้ มันจะประหัตประหารเราให้ตายและอยู่ในอํานาจ แต่เราก็เป็นปราชญ์ชาติอาชาไนย ลูกศิษย์ของพระตถาคต ได้เรียนมนต์บทวิเศษมาแล้วจากพระบรมครูสัพพัญญูเจ้า จึงสามารถเอาชนะกิเลสและกองทุกข์ได้”
หลวงปู่ขาวท่านมีเป้าหมายออกบวชเพื่อความหลุดพ้น จึงจําเป็นต้องเสาะแสวงหาครูบา-อาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาสั่งสอน ในที่สุดท่านก็ได้พบและได้ปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่แห่งยุคและท่านก็ได้บรรลุธรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ สมดังสุบินนิมิตทุกประการ
ภาค ๓ เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์
ครูบาอาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติสําคัญมาก
พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองมั่นคง จะต้องสมบูรณ์ทั้งภาคปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ ในครั้งพุทธกาลถือภาคปฏิบัติเป็นสําคัญและพุทธบริษัทก็มีความตั้งใจฟังธรรม ปฏิบัติธรรมกันมาก จึงมีผู้บรรลุธรรมกันมากมาย ภาคปริยัติเป็นเรื่องของความจํา ไม่ใช่ความจริงเหมือนภาคปฏิบัติ การศึกษาค้นคว้าเรื่องของจิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกลับ ยาก และมหัศจรรย์มาก ต้องอาศัยภาคปฏิบัติและจําเป็นต้องอาศัยครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยอบรมสั่งสอน ซึ่งมีน้อยมากและหาได้ยากยิ่ง ในครั้งพุทธกาลองค์พระบรมศาสดาเสด็จออกธุดงคกรรมฐานเป็นพระป่าองค์แรกของโลก ก็ทรง แสวงหาครูบาอาจารย์ แต่ไม่มีผู้ใดสอนได้ ด้วยความเป็นสยัมภู พระองค์จึงทรงค้นคว้าและตรัสรู้ธรรมเอง ทรงเป็นศาสดาสั่งสอนโลกทั้งสาม
ในครั้งกึ่งพุทธกาลท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็เดินธุดงค์แสวงหาครูบา-อาจารย์เช่นกัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดสอนได้ ท่านทั้งสองได้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมเอง เป็นครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริง และเป็นที่ปรารถนาของพระธุดงคกรรมฐานที่หวังความพ้นทุกข์ทั้งหลาย รวมทั้งหลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งจะคอยติดตามเสาะแสวงหาและมอบถวายตัวเป็นศิษย์ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ความสําคัญของครูบาอาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติ ไว้ดังนี้
“เรื่องครูบาอาจารย์จึงเป็นของสําคัญมาก เมื่อได้เห็นท่านพาดําเนิน แม้แต่เดินจงกรมเท่านี้ เราก็เห็นแล้ว อ๋อ ! นี่เดินจงกรม ท่านเดินกันอย่างนี้ ประจักษ์แล้ว ทั้งๆ ที่ในตํารามีอยู่ไม่น้อย เต็มไปหมด เรื่องเดินจงกรมของพระสาวก นับแต่พระพุทธเจ้าลงมาทรงเดินจงกรม และเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาก็มีในตํารับตําราเต็มไปหมด แต่เราเมื่อไม่เห็นวิธีการที่ท่านพาดําเนิน ทั้งที่เรา ก็เรียนจํามาได้ ว่าเดินจงกรม ว่านั่งสมาธิ แต่เราก็ทําไม่เป็น ว่าเดินจงกรมเดินยังไง เดินวิธีใด นั่งสมาธินั้น นั่งอย่างไร นั่งวิธีใด การสํารวมจิตในเวลาต่างๆ อิริยาบถต่างๆ สํารวมอย่างใด เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น เป็นแต่ได้ยินได้ฟังจากตํารับตํารา
ต่อเมื่อมาได้ยินได้ฟังจากครูจากอาจารย์ว่า การตั้งสติ การระมัดระวังจิตใจของตนที่จะคิด จะปรุงไปในแง่ต่างๆ ให้มีสติระมัดระวังอย่างนั้นๆ ไม่ว่าแต่เพียงอิริยาบถ ทุกเวลาของจิตที่เคลื่อนไหว เพราะความเคลื่อนไหวของจิต เคลื่อนไหวออกสู่ความเป็นกิเลส นํากิเลสเข้ามาเผาผลาญจิตใจ เพราะฉะนั้นจึงต้องได้มีความเพียร ที่เรียกว่า สติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม เข้าต่อกรกันอยู่โดยสมํ่าเสมอ จึงจะปรากฏเป็นความจริงขึ้นมาแล้วหายสงสัยไปเป็นพักๆ นี่เรียกว่า การศึกษาเล่าเรียนจากครูจากอาจารย์ต่อหน้าต่อตา ได้เห็นได้ยิน
เอ้า ! การเดินบิณฑบาต ท่านเดินอย่างไร นี่เราก็เห็น ทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นอุบายแก้ไข ถอดถอนกิเลส เราได้เห็นด้วยตาของเรา ในบรรดากิริยาที่พอจะสัมผัสทางตา ในบรรดาเสียงที่จะสัมผัสทางหู ท่านแสดงว่าอย่างไร เพราะออกมาจากความจริงของท่านที่เคยพาดําเนินมา เราก็นําความจริงอันนั้น นําเหตุผลหรือเนื้อความอันนั้นเข้ามาสู่ใจของเรา เป็นที่เข้าใจแล้วหายสงสัย นี่ล่ะเรียกว่าภาคปฏิบัติ เป็นอย่างนี้ จึงต้องมีครูมีอาจารย์คอยแนะนําสั่งสอน
อย่างครูบาอาจารย์สมัยปัจจุบันนี้ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นก็ล่วงลับไปแล้ว ผู้ได้ศึกษาอบรมกับท่านก็ได้ยึดมาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ทั้งภายนอก คือ ข้อวัตรปฏิบัติ หลักธรรมหลักวินัย ทั้งภายใน คือ การประกอบความพากเพียร เพื่อศีล เพื่อสมาธิ เพื่อปัญญา เพื่อวิมุตติหลุดพ้น ท่านก็พาดําเนินและได้ชี้แจงแสดงให้พวกเราทั้งหลายได้ยินได้ฟัง จนเป็นที่พอใจ เป็นที่จุใจ แล้วนํามาแจกจ่ายซึ่งกันและกันจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จึงเป็นที่แน่ใจในปฏิปทาของท่านที่พา ดําเนินมา”
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๗ เสาะแสวงหาพระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง
ในสมัยนั้นชื่อเสียงกิตติศัพท์ กิตติคุณของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระ-อาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวาง หลวงปู่ขาวท่านมีความมุ่งมั่นปรารถนาต่อมรรคผลนิพพานมาก เมื่อท่านทราบข่าวจึงมีความสนใจเป็นอย่างยิ่ง พลางตั้งปณิธานไว้ว่า เราต้องเดินทางไปหาท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองให้พบและกราบถวายตัวเป็นศิษย์ให้จงได้ เมื่อทราบข่าวว่าท่านทั้งสองพักอยู่ที่วัดอําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย จึงออกติดตาม ช่วงที่หลวงปู่ขาวธุดงค์ไปหาท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองนั้น อยู่ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ในเวลานั้นการคมนาคม ไม่สะดวก รถราไม่มีให้เห็นแม้แต่รูปร่าง ท่านต้องเดินด้วยเท้าเปล่าๆ จากวัดบ่อชะเนง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ไปวัดที่อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ซึ่งมีระยะทางไกลมากหลายร้อยกิโลเมตร ท่านสู้อุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงไปตามลําดับ จนลุถึงพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยหลวงปู่ขาวเทศน์ถึงสาเหตุหนึ่งที่สนับสนุนการออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมของท่าน ไว้ดังนี้
“ออกจากที่นั่น (วัดบ่อชะเนง) ไปอยู่อีกตําบลหนึ่ง เขามานิมนต์ไปเป็นอาจารย์ ได้ถามพระองค์หนึ่ง เป็นครูสอนหนังสืออยู่โรงเรียนวัดนั่นแหละว่า “ท่านรู้ไหม เราภาวนาทํากรรมฐาน กับเราศึกษาเล่าเรียน อันไหนมันจะมีอานิสงส์มาก ได้บุญมากกว่ากัน” ท่านว่า “ผมไปเห็นหนังสือ เรื่องนั้น มีพี่ชายกับน้องชายสองคน คนน้องศึกษาเล่าเรียน พี่ชายบวชแล้วก็เข้าป่าเข้าดงไปเป็นพระกรรมฐาน ธุดงค์ไปอยู่ตามป่าตามดง พี่ชายได้สําเร็จพระอรหันต์แล้วกลับมาหาน้องชาย น้องชายก็อวดว่าเราเรียนจบพระไตรปิฎกแล้ว ใครจะได้บุญมากกว่ากัน พี่ชายบอกว่าพี่ชายได้บุญมากกว่า น้องชายก็บอกว่าตัวเองได้บุญมากกว่า เถียงกันอยู่อย่างนั้น ในที่สุดก็พากันไปหา พระพุทธเจ้าที่พระเชตวัน พระพุทธเจ้าเล็งเห็นด้วยญาณแล้วว่า พี่ชายที่ทํากรรมฐานได้บุญมากกว่า แต่เพื่อให้คนทั้งสองได้เข้าใจด้วยตัวเอง จึงทรงทําอิทธิปาฏิหาริย์ให้มีนํ้าท่วมเต็มไปหมด พระพุทธเจ้าถามว่า มาตามทางเห็นอะไร ตอบว่า เห็นแต่นํ้า น้องชายนํ้าท่วมแค่เอว แต่พี่ชายท่วมแค่หลังตีน บางแห่งพี่ชายท่วมแค่แข้ง แต่น้องชายนํ้าท่วมมิดหัวเลย นี่ก็เห็นแล้วว่าใครมีบุญกว่ากัน ใครได้รับอานิสงส์มากกว่ากัน”
พวกเราเล่าเรียนก็ดี จะได้บํารุงศาสนาของพระพุทธเจ้าไว้บ่ให้เสื่อมสูญ แต่ให้ภาวนา กันเน้อ ให้พากันนั่ง ไม่นั่งก็นอนเอา หลับไปก็ให้มันหลับไป ภาวนาเสีย พุทโธ ธัมโม สังโฆ ภาวนา อย่าให้มันเสียเวลา การภาวนามันได้อานิสงส์มาก พอเห็นอันนี้ล่ะ เลยออกเดินทาง เดินธุดงค์ไปธาตุพนม (จ.นครพนม) ไปอธิษฐานที่พระธาตุพนม นอนกลางคืนอยู่สองคืน ก่อนนอนสวดปาฏิโมกข์ถวายบูชาพระธาตุ ตื่นขึ้นเช้าก็สวดปาฏิโมกข์ถวายพระธาตุอีกแล้วอธิษฐาน
ข้าพเจ้าจะทําความเพียร ทํากรรมฐาน ถ้ายังไม่พ้นทุกข์ให้ข้าพเจ้าได้เกิดอีก อายุสิบปีให้ได้บวชตลอดจนตายคาผ้าเหลือง สองชาติ สามชาติ สิบชาติ ยี่สิบชาติ ร้อยชาติ ถ้ายัง ไม่พ้นทุกข์ให้ข้าพเจ้ากลับมาบวชอีกตลอดวันตาย จะเป็นหมื่นชาติ แสนชาติ ล้านชาติ ถ้ายัง ไม่พ้นทุกข์ ก็ให้กลับมาเกิดอีก บวชอีกตลอดวันตายทุกชาติๆ”
พออธิษฐานเสร็จก็บันดาลให้เกิดปิติ ปลื้มใจ ขนพองสยองเกล้าเป็นอันมาก เป็นเหตุให้เกิดพลังใจกล้าหาญไม่กลัวตาย ศรัทธาอันมีแล้วให้เกิดภิญโญภาพยิ่งขึ้น ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งท่านยังเป็นเด็กอยู่ ได้เห็นพระธุดงค์มาบําเพ็ญภาวนาตามป่าเขา ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมา และก็ได้เก็บเอามาพิจารณาอยู่ที่บ้าน ทั้งยังได้ขอโยมมารดาใส่บาตรให้พระธุดงค์องค์นั้นอีกด้วย ท่านกล่าวว่าด้วยความรักและความสงสาร ก็อยากจะไปเป็นพระธุดงคกรรมฐานเหมือนท่าน แต่ด้วยแรงอํานาจของกรรมมันตามมาตัดรอน จึงได้ทําให้ต้องซัดเซพเนจรเรื่อยไปตามยถากรรม
เมื่อออกจากพระธาตุพนมแล้ว ท่านก็ได้เดินธุดงค์วิเวกป่าเขาลําเนาไพรตามลําดับเรื่อยไป เพื่อสืบเสาะหา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จนบรรลุถึงเขตอําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ท่านได้หยุดพํานักอยู่กับหลวงพ่อแดง ซึ่งเป็นพระผู้มี ชื่อเสียงโด่งดังมากในละแวกนั้น ท่านตั้งใจจะศึกษาหาความรู้ในด้านพระธรรมวินัยให้แตกฉาน ยิ่งขึ้น แต่กระนั้นก็ไม่เป็นผลดังใจมุ่งหวัง เพราะหลวงพ่อแดงท่านเป็นนักปฏิบัติในทางอภินิหาร มีการก่อสร้างทางวัตถุสถานเป็นส่วนมาก ซึ่งขัดกับที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพระธุดงคกรรมฐาน ผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรม จะต้องไม่ยุ่งกับวัตถุสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย ยิ่งกว่าสติปัญญา ศรัทธา ความเพียร ท่านจึงได้กราบลาหลวงพ่อแดง แล้วออกเดินทางต่อไปยังอําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เพราะได้ทราบข่าวว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น จําพรรษาอยู่ ณ วัดอรัญญวาสี และท่านได้ไปอธิษฐานตอกยํ้าอีก โดยท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“จากนั้นมาอยู่อุดรฯ ไปพระเจ้าองค์ตื้อ พระเจ้าองค์ตื้อนี่สําคัญ มีเจ๊กฮ่ออยู่เวียงจันทน์ มันเอาดาบไปฟันแขนขาด เลือดพุ่งออกมาจริงๆ ไปเรียกผู้หนึ่งให้เอาทองมาหล่อติดให้ ไปเรียก เอาเอง คิดสลดใจ ร้องไห้นํ้าตาไหล มาอธิษฐานที่นี่อีกอย่างเก่า “ขอให้ได้บวชแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วได้บวชอีกจนตายไปทุกชาติ จนกว่าจะพ้นทุกข์ อย่าให้ข้าพเจ้าได้สึก อย่าให้มีความกําหนัดยินดีในกามทั้งหลาย” นั่นแหละ เกิดมาบ่ (ไม่) ทุกข์ไม่มี”
พระเจ้าองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ ปางมารวิชัย นั่งขัดสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง ๓ เมตร ๒๙ เชนติเมตร สูง ๔ เมตร หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ฝีมือช่างฝ่ายเหนือและล้านช้างผสมกัน นับเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก และเป็นพระประธานซึ่งสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัด ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชมภูองค์ตื้อ (วัดนํ้าโมง) ตําบลนํ้าโมง อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่นํ้าโขง เคารพนับถือมาก
พบท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองครั้งแรก
เมื่อหลวงปู่ขาวท่านเดินทางไปถึงวัดอรัญญวาสีแล้ว จึงได้ทราบว่าท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองรับอาราธนานิมนต์ไปงานผูกพัทธสีมาที่วัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ท่านจึงได้หยุดพักรอคอยท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองอยู่ที่วัดนั้นเอง
กําหนดการงานผูกพัทธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ ระหว่างวันที่ ๖ – ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ โดยมี พระศาสนโสภณ (เจริญ ญาณวโร) เจ้าคณะรองคณะธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทรา-วาส กรุงเทพมหานคร เป็นประธานในการผูกพัทธสีมา และมีท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) พระเทพเมธี (อ้วน ติสฺโส) เจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี พระมหาจูม พนฺธุโล เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๕๒ รูป ร่วมในพิธีอยู่ด้วย
ในขณะนั้นที่วัดอรัญญวาสีก็มี ท่านพระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร เป็นผู้ทําหน้าที่ดูแล อยู่ต่อมาอีกหลายวันท่านพระอาจารย์เสาร์ก็เดินทางกลับมาจากวัดโพธิสมภรณ์ หลวงปู่ขาวจึงได้เข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นครั้งแรก ท่านบอกว่า “ท่านมั่นไม่ได้กลับมาด้วยดอก เพราะถูกเทศาอุดรฯ นิมนต์ไว้” ต่อมาท่านพระอาจารย์มั่นก็กลับมาวัดอรัญญวาสี หลวงปู่ขาวจึงได้เข้า กราบนมัสการเป็นครั้งแรกและได้ถวายตัวเป็นศิษย์ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อไปถึงและอาศัยอยู่กับท่าน ได้พักอบรมกับท่านชั่วระยะเท่านั้น ยังไม่จุใจที่อยาก อยู่เลย ท่านก็หนีจากเราไปทางเชียงใหม่ หายเงียบไปเลย คราวนั้นก็นับว่าเป็นคนสิ้นท่าไป พักหนึ่ง เพราะไม่มีครูอาจารย์ให้โอวาทสั่งสอน”
ตามประวัติท่านพระอาจารย์มั่นในตอนนี้ เมื่อท่านจากวัดอรัญญวาสี ท่านกับท่านพระ-อาจารย์เสาร์เรียกประชุมพระศิษย์ เพื่อวางระเบียบการปฏิบัติเกี่ยวกับการอยู่ป่า การตั้งสํานัก และแนวทางการสั่งสอนจิตตภาวนาที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง จังหวัดนครพนม จากนั้นท่านก็ไป ส่งโยมมารดาที่จังหวัดอุบลราชธานี แล้วท่านก็เดินทางมาจําพรรษาที่วัดสระปทุม กรุงเทพมหานคร พอตกหน้าแล้ง ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) นิมนต์ท่านไปวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านพระอาจารย์มั่นตอบรับนิมนต์ เพราะท่านต้องการบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหัก เพื่อการบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้วจึงนํามาอบรมสั่งสอนพระศิษย์ต่อไป
อนึ่ง การเข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งแรกของหลวงปู่ขาวนั้น ในระหว่างการรอคอยท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางกลับวัดอรัญญวาสี หลวงปู่ขาวท่านย่อมมีจิตใจจดจ่อเฝ้ารออยากได้เห็น ได้สัมผัสองค์จริงๆ ภายในใจท่านย่อมมีความรู้สึกตื่นเต้นกระสับกระส่าย เมื่อท่านได้เห็นท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ซึ่งท่านเป็นสมณะในพระพุทธศาสนา เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้เลิศเลอแห่งยุคกึ่งพุทธกาล ก็เป็นทัสนานุตริยะ คือ การเห็นอันประเสริฐ
เมื่อหลวงปู่ขาวท่านได้เข้ากราบนมัสการจริงๆ ในครั้งแรกแล้ว ก็เกิดความเป็นสิริมงคล เกิดความเลื่อมใสศรัทธา และเกิดความประทับใจจนมิอาจลืมเลือนได้ ใจของท่านในขณะนั้น ย่อมเกิดความรู้สึกปลาบปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น คุ้มค่าสมกับการเดินทางไกลแสนไกล ซึ่งการเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าจากบ้านเกิดเมืองนอนมานั้น ก็ต้องรอนแรมบิณฑบาตขบฉันและค้างพักแรมอยู่ตามป่าตามเขา แสนทุกข์ยากลําบาก แสนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และคุ้มค่าสมกับการอยู่รอคอย ที่ดูเหมือนว่าเวลาแห่งการรอคอยนานแสนนาน และเมื่อท่านได้รับฟังโอวาทสั่งสอน ท่านย่อมเกิดความมั่นใจอย่างเต็มหัวใจว่า ท่านพระอาจารย์มั่นองค์นี้ จะต้องเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ที่คอยเมตตาชี้ทางดําเนินเพื่อมรรคผลนิพพานให้กับท่านเป็นแน่แท้
พ.ศ. ๒๔๖๘ ญัตติเป็นพระธรรมยุต
ในขณะที่ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพักปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดอรัญญวาสี ท่านบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นเป็นอันมาก ท่านจึงต้องการญัตติเป็นพระธรรมยุต ท่านพระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร ปรารภให้ท่านฟังว่า การที่พระมหานิกายจะมาขอญัตติกรรมเป็นธรรมยุตนั้น ท่านต้องให้มาฝึกหัดอยู่ ๓ – ๔ ปี จึงจะทําการญัตติให้ เพราะในเรื่องนี้ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองเคร่งครัดมาก การฝึกหัดดัดนิสัย ละนิสัย ของเก่าของเดิมนั้น มันเป็นของยากมาก แต่ในขณะเดียวกัน หลวงพ่อจันทร์ สุวโจ ก็ปรารภให้ฟังว่า “พระอาจารย์ของผมนั้น เมื่อฝึกหัดพอสมควรแล้ว ท่านก็ให้ญัตติได้”
เมื่อหลวงปู่ขาวมาใคร่ครวญพิจารณาอย่างดีแล้ว เห็นว่าถ้าเราไม่ได้ญัตติแล้ว การศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นก็ต้องเกิดความลําบากเป็นแน่แท้ เป็นนานาสังวาส การอยู่ร่วมต่างกัน ทําอุโบสถหรือสังฆกรรมร่วมกันไม่ได้ ร่วมกินร่วมนอนกันก็ไม่ได้ เวลาท่านพระอาจารย์มั่นป่วยจะเอายาไปถวายให้ท่านก็ไม่ได้ เห็นคุณประโยชน์ของท่าน เลยญัตติ จึงตัดสินใจออกเดินทางติดตามหลวงพ่อจันทร์ สุวโจ ธุดงค์วิเวกไปตามริมแม่นํ้าโขงจนถึงผาแดงแก้งไก่ ตัดเทือกเขา ภูพานแล้วไปพักภาวนาอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง
ท่านภาวนาอยู่ ณ ที่นั่นเป็นเวลาพอสมควร เป็นการคอยสดับตรับฟังข่าวและรอเวลาที่เหมาะสม ครั้นเมื่อได้ทราบข่าวว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้ เดินทางมาร่วมงานผูกพัทธสีมาที่วัดโพธิสมภรณ์ ตําบลหมากแข้ง อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และยังพักอยู่ที่นั่นยังไม่กลับ ก็ได้รีบเดินทางมาที่วัดโพธิสมภรณ์ ในขณะนั้นตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๖๘ เพื่อมาฟังเทศนาธรรมของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และเพื่อญัตติเป็นธรรมยุตด้วย
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ได้ถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ และได้ไปธุดงค์ภาวนากับท่านที่พระพุทธบาทบัวบก อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี การภาวนาของหลวงปู่หลุยเกิดมีอุปสรรคขัดข้องขึ้นมา คือ เมื่อภาวนาจิตรวมลงแล้ว เกิดอาการสะดุ้ง จิตถอนขึ้นมาเองโดยไม่ได้กําหนด บางครั้งก็ไม่มีการเป็นไป เกิดการขัดข้องอยู่ในจิตเสมอ
ท่านพระอาจารย์บุญ จึงให้คําแนะนําหลวงปู่หลุย ทําญัตติกรรมใหม่ เพราะสงสัยว่า การญัตติเป็นธรรมยุตในครั้งที่แล้ว คงจะไม่ถูกต้องสมบูรณ์ เพราะชื่ออุปัชฌาย์เขียนไม่ถูกอักขระ ท่านพระอาจารย์บุญจึงได้พาหลวงปู่หลุยไปยังวัดโพธิสมภรณ์ เพื่อทําพิธีญัตติกรรมใหม่ ดังนั้น หลวงปู่หลุยและหลวงปู่ขาวจึงได้มีโอกาสพบกันเป็นครั้งแรก และในกาลต่อมาท่านทั้งสองได้เป็น สหธรรมิกที่ยืนยาวและแน่นแฟ้นเป็นอย่างยิ่งตราบจนถึงแก่มรณภาพ
การญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุตของ หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่หลุย ในครั้งนี้ ท่านทั้งสองเป็นคู่นาคทําพร้อมกัน โดยหลวงปู่หลุย เป็นนาคขวา ส่วนหลวงปู่ขาวเป็นนาคซ้าย หลวงปู่หลุย ได้เข้าทําพิธีก่อนประมาณ ๑๐ นาที ในทางพระวินัยจึงถือว่าหลวงปู่หลุยมีความอาวุโสมากกว่า แม้ท่านจะบวชก่อนเพียงเล็กน้อยก็ตาม
การญัตติใหม่ในครั้งนี้มีขึ้น ณ พัทธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ซึ่งตรงกับวันพระ แรม ๘ คํ่า เดือน ๖ ปีฉลู และเป็นวันอัฏฐมีบูชา โดยมีพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นประธานสงฆ์ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) สมัยท่านเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูชิโนวาทธํารง เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงปู่ขาว ท่านได้นามฉายาว่า “อนาลโย” อันหมายถึง หาความกังวลมิได้ หรือหาความอาลัยมิได้
การนับปีปฏิทินในอดีต ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๘๓ วันที่ ๑ เมษายนของปี ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ งานผูกพัทธสีมาวัดโพธิสมภรณ์ จัดระหว่างวันที่ ๖ – ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๗ หลวงปู่ขาว ญัตติเป็นธรรมยุตเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ เป็นช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ดังนั้น หลวงปู่ขาวถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ไม่นานท่านก็ญัตติ โดยมีระยะเวลาห่างกันเพียง ๒ เดือนเศษ
พระโอวาทอันเอกอุในข้อ “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ถึงความสําคัญ ไว้ดังนี้
“ดังครั้งพระพุทธเจ้าท่านพาดําเนินมา ที่ท่านแสดงไว้แก่พระทุกๆ องค์ ที่เราทั้งหลายบวชแล้วได้รับพระโอวาทข้อนี้ทั่วหน้า ปฏิเสธไม่ได้ว่า ใครไม่ได้รับพระโอวาทสําคัญข้อนี้ไว้ ไม่มีเลย เรียกว่าทุกองค์ไปเลย พระองค์ทรงประทานมรดกอันยิ่งใหญ่ที่มีคุณค่ามหาศาล สามารถยังผู้ที่บําเพ็ญตามพระโอวาทข้อนี้ให้ถึงพระนิพพานได้
โดยพระวาจารับสั่งว่า “รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถโว ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย” พออุปสมบทแล้ว พระองค์ประทานพระโอวาทข้อนี้ให้ทุกๆ องค์ ไม่มีเว้นเลย ว่าเมื่อบรรพชาอุปสมบทแล้ว ให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ในป่าในเขา ตามถํ้าเงื้อมผา ป่าช้า ป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง อันเป็นสถานที่เหมาะสมในการประกอบความพากเพียร ปราศจาก สิ่งรบกวนต่างๆ การบําเพ็ญก็เป็นไปด้วยความสะดวกราบรื่นดีงาม ทางความพากเพียรก็ได้รับผลเป็นที่พอใจโดยลําดับ กับสถานที่เช่นนี้ จึงขอให้พากันอยู่และบําเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอด ชีวิตเถิด นี่เป็นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ไม่มีลบเลือนสดๆ ร้อนๆ ก็คือพระโอวาทข้อนี้เอง”
พระโอวาทสําคัญข้อนี้ ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของพระอุปัชฌาย์ทุกรูปที่จะต้องสอนให้กับพระผู้บวชใหม่ทุกรูป โดยไม่มีการยกเว้น หากไม่ได้สอน ถือว่ามีความผิดและปลดจากอุปัชฌาย์ได้
สมัยที่หลวงปู่ขาวออกบวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย และต่อมาได้ญัตติเป็นพระในฝ่ายธรรมยุต ท่านย่อมได้ยินพระโอวาทข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ นี้ แต่การได้ยินในครั้งนั้นกับคราว ญัตติใหม่ในครั้งนี้ ย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการญัตติใหม่ในครั้งนี้ ท่านได้พบพ่อแม่ครู-อาจารย์องค์สําคัญๆ ซึ่งล้วนเป็น “พระจริง” ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ และมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นโดยถ่ายเดียว อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการบวชและ เป็นไปตามพระพุทธประสงค์ แตกต่างจากพระที่หลวงปู่ขาวท่านเคยอยู่ร่วมจําพรรษาเป็นอันมาก เพราะท่านเหล่านั้นปฏิบัติย่อหย่อนต่อเนื่องกันมาจนเคยชิน จัดเป็น “พระปลอม” ไม่อาจนํามาเปรียบเทียบกันได้เลย
และการฟังพระพุทธโอวาทข้อ “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” พร้อม “กรรมฐาน ๕” อันได้แก่ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ หรือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จากพระอุปัชฌาย์ในคราวญัตติเป็น ธรรมยุตในครั้งนี้ ในท่ามกลางครูบาอาจารย์วงกรรมฐานนักปฏิบัติ ย่อมทําให้หลวงปู่ขาวเกิด ความซาบซึ้งประทับใจเป็นอันมาก และท่านเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของคําๆ นี้มากยิ่งขึ้น ทําให้ท่านยิ่งเกิดศรัทธา เกิดกําลังใจอย่างแรงกล้า อยากออกรุกขมูลปฏิบัติธรรมกรรมฐาน
ในขณะนั้นการออกธุดงคกรรมฐานของครูบาอาจารย์ เริ่มเป็นที่ยอมรับของสังคมทางภาคอีสานแล้ว ภาพท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และพระศิษย์ ห่มจีวรสีกรักเข้ม เดินสะพายบาตรแบกกลดธุดงค์ตามป่าตามเขา เป็นภาพที่คุ้นตาของชาวบ้านภาคอีสานแล้ว และต่างก็เลื่อมใสศรัทธาใส่บาตรพระธุดงค์กัน
หลวงปู่ขาว เมื่อท่านได้ญัตติในสังกัดคณะธรรมยุติกนิกาย และเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ในสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานอีกองค์หนึ่งที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและธุดงควัตร หลังจากญัตติแล้วท่านก็ออกรุกขมูลเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ปฏิบัติตามพระพุทธโอวาท “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” และดําเนินรอยตามปฏิปทา พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต ทั้งนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายอันสูงสุด คือ มรรคผลนิพพาน ตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดาและตามรอยครูบาอาจารย์ สําหรับสถานที่ท่านพักและอยู่จําพรรษาล้วนเป็นวัดป่า เป็นเสนาสนะป่าที่เงียบสงัด ซึ่งเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา
กล่าวถึงท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ หลวงปู่หลุยได้บันทึกประวัติไว้ว่า
“ท่านอาจารย์บุญ เกิดเมื่อปี ๒๔๒๙ ที่บ้านกอก ตําบลหนองไข่นก อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มารดาของท่านชื่อแม่อุ่น ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๔๔๙ โดยมี ท่านเจ้าคุณพระอุบาลี- คุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมอยู่กับ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นเวลา ๕ พรรษา จึงได้ออกปฏิบัติธรรมตามอัธยาศัย ท่านชอบศึกษา เล่าเรียนและชอบปฏิบัติ แต่ไม่ค่อยชอบสอนเท่าไรนัก ท่านพระอาจารย์บุญนั้นหมดสิ้นอาสวกิเลส ณ ถํ้าแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ท่านรูปร่างงาม ขาว สูงใหญ่ และกิริยานิ่มนวล เดินตามฟาก ไม่ดังเลย เหมือนกิริยาของแมว”
ท่านพระอาจารย์บุญ ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ-อาจารย์มั่น รุ่นแรกๆ และเป็นนักปฏิบัติรุ่นราวคราวเดียวกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านบรรลุธรรมได้รวดเร็วมาก ประเภทขิปปาภิญญา คือ ปฏิบัติได้ง่าย รู้ได้ง่าย ท่านพระอาจารย์มั่นเคยทํานายไว้ว่า “ท่านพระอาจารย์บุญจะอายุไม่ยืน เพราะท่านไม่ชอบเดินจงกรม” ซึ่งก็ เป็นจริง ท่านมรณภาพเมื่ออายุเพียง ๔๔ ปี ทั้งที่ท่านนั่งสมาธิดีมากและจิตใสมาก
ครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ที่เป็นพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น องค์ที่มีกิตติศัพท์ กิตติคุณชื่อเสียงอันโด่งดังหลายองค์ เคยได้รับการฝึกฝนอบรมจากท่านพระอาจารย์บุญ ได้แก่ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ
หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย จังหวัดพิจิตร เล่าให้ฟังว่า สมัยอยู่ถํ้ากลองเพล อยู่กับหลวงปู่ขาว ท่านพูดให้ฟังว่า “ท่านอาจารย์บุญ คนบ้านหนองไข่นก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นคนรูปร่างเล็กๆ เหมือนท่าน เร็ว เป็นพระพี่เลี้ยงของผม ท่านอาจารย์บุญท่านก็ว่า “ท่านขาว… เรื่องพระนิพพาน จะไม่เดินจงกรมภาวนายากดอก ผมนอนภาวนาคืนเดียวเท่านั้น นอนทับขวา บริกรรม พุทโธ จิตสงบพั้บ ขณิกสมาธิ เท่านั้นแหละ สติปัญญาเก็บกิเลสออกจากใจหมดในคืนนั้น ไม่ยากอะไร” หลวงปู่ขาวได้ยินอย่างนั้นก็ชื่นใจ”
นับเป็นบุญญาบารมีธรรมของหลวงปู่ขาว พอเริ่มออกปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ท่านก็ได้อยู่กับ ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่มุ่งมั่นแน่วแน่ต่อมรรคผลนิพพาน นอกจากท่านได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์แล้ว ท่านยังได้ท่านพระอาจารย์บุญ เป็นครูบาอาจารย์และเป็นพระพี่เลี้ยงที่ดีเลิศคอยเมตตาเอาใจใส่ฝึกฝนอบรม โดยคําสอนของ ท่านพระอาจารย์บุญ ท่านเน้นหนักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ดังนี้
“ผู้บําเพ็ญธุดงค์ ควรเป็นผู้อยู่ให้ดี กินให้ดี (อยู่ง่ายกินง่าย) ไปดีมาดี ไม่มีเวร ไม่มีภัย มีสัมมาคารวะเป็นอันที่งาม เว้นจากการยกตนข่มท่าน ประพฤติไม่นอกธรรม ไม่นอกวินัย ไม่ละเมิดตนต่อกฎหมาย ทําตนเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี”
“ผู้ปฏิบัติธรรมควรอบรมจิตให้กว้าง มีความเผื่อแผ่เจือจาน มักน้อย สันโดษ ประกอบด้วยเมตตาภาวนา ให้เฉลียวฉลาดในศาสนา”
สําหรับกิจวัตรต่อครูบาอาจารย์ หลวงปู่ขาวท่านย่อมได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านพระ-อาจารย์บุญ ดังที่ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร บันทึกไว้ดังนี้
“สิ่งที่ท่านจําได้ไม่ลืม คือ หลักการที่พระอาจารย์บุญได้สอนไว้ว่า เป็นพระเล็กเณรน้อย ได้โอกาสมาอยู่ด้วยเพื่อจะเรียนรู้จากพระผู้ใหญ่ ก็ต้องหัดจําข้อวัตรปฏิบัติให้ได้ หลักง่ายๆ ๔ อย่าง ควรจําให้ขึ้นใจ คือ ๑. ต้องฉันหลังอาจารย์ ๒. ต้องฉันให้เสร็จก่อนอาจารย์ ๓. ต้องนอนหลังอาจารย์ ๔. ต้องตื่นก่อนอาจารย์ หลัก ๔ อย่างนั้น ฟังดูสั้นและง่าย แต่การปฏิบัติจริงๆ จะต้องมีข้อวัตรที่จะต้องปฏิบัติมากมาย ผู้ที่จะเรียกได้ว่าเป็น พระปฏิบัติอุปัฏฐากครูบาอาจารย์นั้น จะต้องเป็นผู้ที่คล่องแคล่วว่องไว”
พรรษา ๑ พ.ศ. ๒๔๖๘ จําพรรษาวัดป่าหนองวัวซอ
หลวงปู่ขาว อนาลโย ครั้นเมื่อได้ญัตติเป็นพระธรรมยุตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้ เดินทางติดตามท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ไปวิเวกและพักภาวนาอยู่ที่ป่า ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้านหนองกอกและบ้านหนองขาม เขตอําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ปัจจุบันนี้เป็น บ้านร้าง จนใกล้จะถึงฤดูกาลเข้าพรรษา จึงพากันมาจําพรรษาที่วัดป่าหนองวัวซอ ซึ่งเป็นวัดที่ ท่านพระอาจารย์บุญสร้างขึ้นมา ต่อมาเมื่อท่านได้มรณภาพไปแล้ว ชาวบ้านจึงมีมติตั้งชื่อเป็น “วัดบุญญานุสรณ์” เพื่อเป็นอนุสรณ์สําหรับท่านพระอาจารย์บุญ
หลวงปู่ขาวท่านเล่าว่า “ท่านพระอาจารย์บุญ ท่านฉลาด กลางวันให้พระเณรทํางานบริหารร่างกายเพื่อถ่ายถอนพิษไข้ป่า ถ้าหากว่าฉันแล้วจําวัด ไม่เกิน ๓ วัน จับไข้ทันที ปีนั้นทํางานบริหารเลื่อยไม้ไสกบ สร้างเสนาสนะตลอดพรรษา กลางคืนทําความเพียร”
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ หลวงปู่ขาว ท่านได้พบกับเพื่อนสหธรรมิก คือ พระบุญมา ฐิตเปโม (หลวงปู่บุญมา วัดป่าสิริสาลวัน อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี) พระบุญมาได้ย้ายจาก วัดหนองขาม อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี มาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์บุญ ผู้มีศักดิ์เป็นลุงที่วัดป่าหนองวัวซอ และได้มาเจอกับหลวงปู่ขาวครั้งแรกที่วัดแห่งนี้ ท่านได้อยู่พัก ปฏิบัติธรรมร่วมกัน โดยมีท่านพระอาจารย์บุญ เป็นผู้สอนธรรมและเป็นเจ้าอาวาสด้วย
วัดป่าหนองวัวซอในยุคแรกๆ นั้น บริเวณวัดมีสภาพเป็นป่ารกหนา อุดมสมบูรณ์ไปด้วย สัตว์ป่านานาชนิด สถานที่สงัดวิเวกมาก เหมาะแก่การเจริญสมณธรรม การสอนชาวบ้านสมัยนั้น ท่านพระอาจารย์บุญ สอนให้ถือไตรสรณคมน์ รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา มิให้ถือโชคลางผีสางลางป่าแต่อย่างใด
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งหลังจากประชุมฟังท่านพระอาจารย์บุญเทศนาแล้ว ประมาณ ๖ ทุ่ม ก็กลับกุฏิ เพื่อทําความเพียร โดยการเดินจงกรมไปๆ มาๆ อยู่หลายเที่ยว ท่านได้ยินเสียงตัวบ่างมันร้องขึ้น ก็รู้สึกขวัญหนีดีฝ่อ เพราะในขณะนั้นเป็นเวลาดึกมากแล้ว ประกอบกับอากาศในช่วงนั้นก็หนาวเย็น มิหนําซํ้ายังมีลมพัดเอากิ่งไม้ไหวโอนเอนไปมาอีกด้วย บรรดาสัตว์ป่าต่างๆ ที่ออกหากินในเวลากลางวันก็กลับคืนสู่รวงรังของมัน เมื่อเข้าสู่นิทรากาล แสงจันทร์ที่เคยให้ความสว่างไสวในยามราตรี ก็พลันเลี้ยวลดบดบังป่ามืดสนิทในคืนข้างแรม ใจของหลวงปู่ขณะนั้นเมื่อเห็นความมืดสนิทครอบคลุมไปทั่วบริเวณแล้ว จึงทําให้บังเกิดความกลัวขึ้นมา ท่านได้นึกจับ เอากรรมฐานมาบริกรรมเพื่อให้ความกลัวลดลง คือ “อัฐิ อัฐิ อัฐิ อัฐิ” อยู่อย่างนั้น จิตจึงค่อย สงบลงๆ ตามลําดับ
ในขณะนั้นก็ปรากฏเห็นร่างกายของตนเอง มีแต่กระดูกปราศจากหนังหุ้มห่อแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อมองไปข้างล่างก็มีแต่ร่างกระดูก มองไปข้างบนก็มีแต่ร่างกระดูก เดินกลับไปกลับมาโตงเตงๆ อยู่อย่างนั้น น่าสลดสังเวชใจเป็นยิ่งนัก หลวงปู่ขาวท่านเกิดปัญญาขึ้นมาว่า “คนเราในโลกนี้หนอ มันช่างหลงหนังกันเสียจริงๆ ถ้าหากว่าหนังไม่มีแล้ว เทพีหรือแม้แต่นางงามจักรวาลก็หามีใครมานิยมชมชอบไม่”
หลวงปู่ขาวท่านเล่าว่า ท่านเห็นถนัดชัดเจนตา สติไม่ทันเกิด สัญญาวิปลาสถือว่าตนเองเป็นผี จึงเกิดความกลัวผีขึ้นมาในทันทีทันใดนั้น เพราะมองไปรอบข้างแล้ว มันก็มีแต่ความมืดมิด จิตหนึ่งเลยคิดว่า ถ้าเราไปทําความเพียรบนกุฏิจะดีกว่านี้เป็นแน่แท้ เพราะไม่ต้องมาคอยระแวงนั่น ระวังนี่ อยู่อย่างนี้ จึงคิดที่จะขึ้นกุฏิไป ทันใดนั้น… กรรมฐานที่เคยปรากฏก็หายแวบไปทันทีทันใด แม้จะใช้ความพยายามสักเท่าใด ก็ไม่มีปรากฏขึ้นมาให้เห็นได้อีกเลย เหตุนี้ก็เพราะจิตส่งออกไป อดีต อนาคต ไม่กําหนดในปัจจุบัน จึงทําให้น่าเสียดายเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
อีกเหตุการณ์หนึ่ง หลวงปู่ขาวท่านเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งในขณะที่ท่านบําเพ็ญภาวนาอยู่ใต้ ต้นมะขามใหญ่นั้น ท่านเหลือบเห็นกวางตัวหนึ่งกําลังคุ้ยดินกินปลวก ซึ่งบริเวณนั้นมีจอมปลวก ใหญ่ ใกล้ๆ กับที่หลวงปู่บําเพ็ญภาวนา ซึ่งขณะนั้นนายพรานแอบซุ่มอยู่และได้ยิงกระสุนใส่กวาง ตัวนั้นหลายนัดทีเดียว แม้จะเป็นระยะใกล้ๆ แต่กระสุนไม่ถูกตัวกวางแม้สักเพียงนิดเดียวเลย นายพรานจึงเอ่ยถามหลวงปู่ว่า “เป็นเพราะอะไร?” หลวงปู่จึงตอบว่าท่านเมตตาให้กวางตัวนั้น
พรรษา ๒ พ.ศ. ๒๔๖๙ จําพรรษาวัดป่าบ้านสร้างเสี่ยน
ครั้นพอถึงฤดูออกพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็ได้กราบลาท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ เพื่อที่จะออกเที่ยววิเวกตามป่าตามเขาแสวงหาโมกขธรรมต่อไป ท่านจึงเดินธุดงค์ไปในเขตเทือกเขาภูพาน โดยเข้าพักบําเพ็ญภาวนาในป่าช้าบ้าง ป่าทึบบ้าง ถํ้าหินบ้าง ตามผาหินบ้าง ตามบ้านร้างบ้าง ตามแต่จะได้พบได้เห็น ในช่วงแห่งการธุดงค์นั้น การฉันภัตตาหารก็อดบ้าง ฉันบ้าง ตามแต่จะได้จากการใส่บาตรของชาวป่าชาวเขาในแถบละแวกนั้น เพราะไม่ค่อยจะมี บ้านเรือนผู้คนเท่าใดนัก ท่านเดินธุดงค์จนถึงบ้านสร้างเสี่ยน เขตอําเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันขึ้นกับอําเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลําภู)
เมื่อหลวงปู่ขาวท่านเดินทางมาถึงบ้านสร้างเสี่ยน ก็เป็นช่วงของฤดูเข้าพรรษากําลังใกล้จะมาถึง ท่านจึงได้เข้าจําพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านสร้างเสี่ยน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าช้าบ้านสร้างเสี่ยนนั่นเอง ในระหว่างจําพรรษาอยู่นั้น ท่านก็ได้ปรารภความเพียรตามสติกําลังของตน
เมื่อถึงคราวออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ซึ่งในปีนั้นท่านได้ จําพรรษาอยู่ที่วัดป่ามหาชัย อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู) พอท่านได้ทราบข่าวการจัดงานทําบุญฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ ๗๐ ปี ของ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงกับ วันแรม ๑๐ คํ่า เดือน ๔ ปีขาล โดยบรรดาเหล่าศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ ต่างได้พร้อมใจกันจัดงานวันเกิดถวายมุทิตาสักการะแด่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านพระอาจารย์บุญจึงได้ออกธุดงค์เดินทางผ่านมาถึงเขตอําเภอโนนสัง เพื่อจะไปร่วมงานดังกล่าว ก็ได้พบกับหลวงปู่ขาวที่มาพักอยู่ที่วัดป่าบ้านสร้างเสี่ยน ท่านได้ชวนหลวงปู่ขาวไปด้วยกัน หลวงปู่จึงได้ออกเดินทางติดตามท่านไปร่วมงานด้วย
หลังจากเสร็จงานทําบุญวันเกิดครบรอบ ๗๐ ปี ของท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ แล้ว หลวงปู่ขาวได้ไปเที่ยววิเวกทางจังหวัดเพชรบุรี ชาวบ้านบอกว่า มีถํ้าอยู่แห่งหนึ่งสวยงามมาก แต่เสียที่ว่ามีลิงอาศัยอยู่มากมายเท่านั้นเอง สันนิษฐานว่าสถานที่ที่หลวงปู่ขาวเที่ยววิเวกในขณะนั้นคือ ถํ้าเขาย้อย อําเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เพราะมีถํ้าสวยงามและมีฝูงลิงอาศัย ถํ้าแห่งนี้ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวชก็เคยเสด็จมาปักกลดภาวนา
หลวงปู่ขาว ท่านได้เดินทางไปดู เมื่อเห็นถํ้าดังกล่าวแล้วก็พออกพอใจมาก จึงได้บําเพ็ญภาวนาอยู่ในสถานที่นั้น แต่พวกลิงมันก็ซุกซนเหลือเกิน คราวใดที่ท่านไม่อยู่ มันชอบมาลักขโมยของไป หรือไม่ก็ชอบมาย่องเบาเอาเวลาท่านเผลอ คือ มันจะค่อยๆ ย่องเข้ามานั่งอยู่ด้านหลัง หลวงปู่ โดยที่หลวงปู่ไม่รู้สึกตัว ลิงมันคงนึกว่าเป็นพระอย่างไรก็คงไม่ทําร้ายมันแน่นอน พอได้โอกาส มันก็ยื่นมือของมันสอดแทรกเข้ามาในระหว่างแขนของหลวงปู่ หยิบเอากล้วยซึ่งอยู่ในบาตรไปกิน แล้วมันก็นั่งกินหน้าตาเฉย ลิงใหญ่ตัวที่เป็นหัวหน้านั้นมีชื่อว่า “บักสีนวล” มันมีนิสัยฉลาดแกมโกง แต่หลวงปู่ท่านเมตตามันมาก เพราะมันฟังภาษาคนรู้เรื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้น หลวงปู่ก็จะบอกเจ้าสีนวลให้มันจัดการเวลาตัวอื่นทําผิด เมื่อหลวงปู่ขึ้นกุฏิมาก็จะสั่งให้ เจ้าสีนวลกําราบปราบปราม
บรรดาเจ้าลิงน้อยลูกสมุนทั้งหลาย เวลามันจะทําอะไรจะต้องชําเลืองดูเจ้าบักสีนวลนี้ก่อน เสมอๆ ถ้าเห็นท่าไม่ดีแล้วต้องรีบกระโดดหนี หากทําผิดแล้วหนีไม่ทันก็ต้องถูกไอ้สีนวลทําโทษเอาจนเจ็บตัว เวลาหลวงปู่จะไปที่ใดๆ ต้องบอกเจ้าหัวหน้า คือ “บักสีนวล” เป็นผู้ควบคุมดูแลลูกน้องเสมอๆ มิเช่นนั้นแล้วข้าวของจะถูกลูกน้องมันพังทลายหมดแน่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความมีเมตตาของหลวงปู่ แม้มันเป็นสัตว์เดรัจฉาน หากมันได้รับความเมตตาแล้ว มันก็สามารถอยู่กับมนุษย์ได้อย่างสบายๆ เพราะไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกันนั่นเอง
ชนะมาตุคาม
ตามบาลีว่า ภัยสําหรับกุลบุตรผู้บวชในธรรมวินัยนี้ อันเป็นเหตุให้ประพฤติพรหมจรรย์ อยู่ได้ไม่ยั่งยืน ต้องลาสิกขาไป หรือ อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่มี ๔ ประการ ดังนี้
๑. อูมิภัย (ภัยคลื่น คือ อดทนต่อคําสั่งสอนไม่ได้ เกิดความขึ้งเคียดคับใจ เบื่อหน่าย คําตักเตือนพรํ่าสอน)
๒. กุมภีลภัย (ภัยจระเข้ คือ เห็นแก่ปากแก่ท้อง ถูกจํากัดด้วยระเบียบวินัยเกี่ยวกับการ บริโภค ทนไม่ได้)
๓. อาวฏภัย (ภัยนํ้าวน คือ ห่วงพะวงใฝ่ทะยานในกามสุข ตัดใจจากกามคุณไม่ได้)
๔. สุสุกาภัย (ภัยปลาร้าย หรือภัยฉลาม คือ เกิดความปรารถนาทางเพศ รักผู้หญิง)
หลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อท่านออกบวชปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ท่านยังไม่บรรลุอริยธรรมใดๆ ท่านก็ต้องประสบกับภัย ๔ ประการนี้อย่างแน่นอน แต่ด้วยท่านมีนิสัยเอาจริงเอาจัง เด็ดเดี่ยว อดทน เคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์ และมีความมุ่งมั่นต่อความหลุดพ้นแล้ว ท่านต้องมีชัยชนะต่อภัยและอุปสรรคเหล่านี้
เมื่อหลวงปู่ขาว พักบําเพ็ญเพียรอยู่ที่ถํ้าแห่งนั้นนานพอสมควรแล้วก็ได้จาก “บักสีนวล” และญาติพี่น้องของมัน ออกวิเวกไปยังที่อื่นต่อไป ช่วงที่หลวงปู่เที่ยววิเวกอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบุรี มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจสามารถนํามาเป็นอุทาหรณ์สอนใจแก่พระบวชใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยท่าน เจอบททดสอบมาตุคาม วันหนึ่งขณะออกบิณฑบาตโปรดสัตว์อยู่นั้น ปรากฏว่ามีหญิงสาวคนหนึ่ง มีจิตปฏิพัทธ์ท่านมาก มาแสดงมารยาสาไถยให้ปรากฏ ซึ่งหลวงปู่ต้องพรํ่าเตือนตนเองอย่างมีสติว่า “ลูกศิษย์พระตถาคตจงระวัง” “ลูกสาวนางตัณหาติดตามมาแล้ว” มันจะมาแสดงมารยาร้อยแปด ถ้าเราไม่เก่งจริง เราคงต้องแพ้กิเลสมารตัวนี้แน่นอน คิดได้ดังนั้น หลวงปู่จึงรีบร่ายมนต์อันวิเศษ คือ “พระกรรมฐาน” อาการทั้ง ๓๒ มาต่อสู้
วันหนึ่งท่านกลับจากบิณฑบาตจะเดินทางกลับไปวัด นางได้ไปดักอยู่ข้างทาง แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กล่าววาจามารยาสาไถยต่างๆ นานา เพื่อให้ผู้ได้รับฟังที่มีราคะตัณหา มีจิตใจโอนอ่อน ผ่อนตามมารยานาง โดยกล่าวขึ้นทันทีทันใดว่า “เมื่อไหร่หลวงพี่จะสึกเจ้าคะ” พร้อมทั้งกล่าววาจา อ่อนหวานชวนใฝ่ฝันอีกมากมาย หลวงปู่ท่านก็นึกถึงองค์พระบรมศาสดาท่านตรัสตอบคําถามของ พระอานนท์ที่พระภิกษุต้องปฏิบัติต่อสตรีเพศว่า “อานนท์ อย่าเห็นเสียเลยจะดีกว่า อย่าพูด เสียเลยจะดีกว่า ถ้ามีเหตุที่จะพูดแล้วก็ให้มีสติ” หญิงนั้นเมื่อร่ายมนต์กลมายาไม่ได้ผล จึงถลก ผ้าซิ่น (ผ้าถุง) ขึ้นสูงแล้วแอ่นร่างหนีไป นับเป็นลักษณะของคนที่หนาไปด้วยราคะกิเลส จนสุด ที่จะทนทานเอาไว้ได้ แต่เวลานั้นหลวงปู่กลับตรงกันข้าม จิตใจอันหนักแน่นนั้นกลับมิได้มีอาการ อันร้อนรุ่มหรือหวั่นไหวแต่อย่างใด กลับนึกสมเพชเสียอีก
หลังจากนั้นมา หญิงผู้นั้นยังได้ใช้ความพยายามอย่างไม่ลดละ โดยหวังใจว่าคงจะสําเร็จผลในไม่ช้านี้ ครั้นเมื่อหลวงปู่ขาวบิณฑบาตกลับมาแล้ว นางก็ไปดักซุ่มอยู่ในป่า ซึ่งมีทางเดินไปมาแคบๆ พอหลวงปู่เดินเข้ามาถึงหลุมพรางวางระเบิดนั้น นางก็เดินออกยิ้มพลางพูดพลางอย่างคน หิวที่สุด นางก็นั่งลงหวังปลงสิกขาถลกผ้าซิ่นขึ้นมาจนสูง ทําให้ผู้พบเห็นสุดที่จะทนทานต่ออาการ กิริยานั้นได้ หลวงปู่ขาวคิดถึงปัญญาบารมี รู้ปัญญาเป็นสิ่งประเสริฐว่า “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีก เป็นหาง รู้เอาตัวรอดเป็นยอดคน” เมื่อปัญญาเกิดขึ้นอย่างนั้นแล้ว ท่านก็ผนึกกําลัง ทั้งกําลังใจ กําลังกาย กระโดดอย่างกบหลบหนีเหตุการณ์อันยุ่งเหยิงนี้ไปได้ สมกับเป็นทหารอันแกล้วกล้า ของพระตถาคต จากนั้นก็มิได้หันกลับไปมองด้านหลังอีกเลย “ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ” ด้วยเดชานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่จึงได้รับชัยชนะไปในที่สุด
เวลาล่วงเลยไปอีก หญิงนั้นยังไม่ละความพยายามลงเลย หลวงปู่จําต้องปราบกิเลสมารนั้นด้วยประหารภาวนาคือ พยายามละอารมณ์กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก จนหมดจากใจ เมื่อใจสงบแล้ว จึงพิจารณาธรรมเกิดความสังเวชในใจ เห็นภัยในวัฏสงสาร ยกหญิงนั้นเป็นอาจารย์ของเรา ถ้าเขาไม่สอนเรา เราคงไม่พ้นจากกองทุกข์ จึงไม่ผูกกรรมผูกเวรแก่เขา แผ่ส่วนบุญ ส่วนกุศลให้แก่เขาในทันที หลวงปู่ท่านว่า “ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นจากเหตุ ดับเพราะเหตุ สิ่งใด สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมต้องดับเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้” เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนับเป็นบทเรียนอย่างดีอันชักจูงชีวิตให้เกือบจะผันแปรไปเสียแล้ว
ภาค ๔ มุ่งมั่นภาคปฏิบัติ
พรรษา ๓ พ.ศ. ๒๔๗๐ จําพรรษาวัดสุทธจินดา
หลวงปู่ขาว อนาลโย เที่ยววิเวกอยู่แถบอําเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี นานพอสมควร จึงได้รับหนังสือเรียกตัวจาก ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ให้กลับมากรุงเทพฯ เนื่องจาก ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับการกรอกประวัติของท่านไม่ชัดเจน ให้รีบมาจัดการให้เรียบร้อย
ครั้นเสร็จภารกิจแล้ว ท่านพระอาจารย์บุญพร้อมกับหลวงปู่ขาว ก็ได้ออกเดินธุดงค์มาโดยลําดับ จนบรรลุถึงเมืองโคราช (จังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน) ซึ่งตรงกับฤดูกาลเข้าพรรษาพอดี ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านทั้งสองจึงได้เข้าจําพรรษาอยู่ ณ วัดสุทธจินดา อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยในขณะนั้นมีเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) อดีตสังฆนายก องค์แรก สมัยท่านเป็นพระราชาคณะชั้นเทพพิเศษที่ พระโพธิวงศาจารย์ เป็นเจ้าอาวาส
ในช่วงระหว่างเข้าพรรษาใหม่ๆ นั้น ท่านสมเด็จฯ ได้เรียกให้หลวงปู่ขาวเข้าไปพบท่าน แล้วท่านสมเด็จฯ ก็สั่งว่า “ให้ท่านขาวมาเรียนหนังสือกับพระสงฆ์ทั้งหลายด้วย จะได้มีความรู้ ความคิด ความอ่าน เพิ่มเติมเข้าไปอีก” หลวงปู่ขาวจึงได้คิด สมเด็จฯ ท่านมีเมตตาต่อเราจริงหนอ แล้วเราจะตอบแทนท่านอย่างไรดี ในเมื่อเราตั้งใจจะปฏิบัติกรรมฐานอย่างเดียว เราตั้งใจรํ่าเรียน “ตําราใน” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น (ตําราใน คือ การปฏิบัติสมถ – วิปัสสนากรรมฐาน โดยการ เดินจงกรม นั่งภาวนา ตามที่ตั้งปณิธานเอาไว้) เพราะมันอาจจะไม่ทันกาลเวลา ชีวิตเรามันมีเวลาเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ท่านยึดคติธรรม “วันเวลาล่วงไปหาไม่ ยังกลืนชีวิตเราอีกด้วย” ครั้นเมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว หลวงปู่จึงตอบท่านสมเด็จฯ ว่า “ขอโอกาสพระเดชพระคุณ เกล้ากระผมเขียนหนังสือไม่เป็นดอกขอรับ” สมเด็จฯ ท่านจึงบอกว่า “ถ้าเขียนไม่เป็นก็มานั่งฟังเขาอธิบาย” หลวงปู่ขัดไม่ได้ จึงต้องมานั่งฟังอยู่ ๒ – ๓ วัน สนองคําบัญชาของท่าน
ต่อมาวันหลังหลวงปู่ขาวก็ไม่ไปนั่งฟังอีกเลย แต่กลับไปเรียนตําราใน คือ เรียนวิปัสสนา- กรรมฐานตามที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรก ท่านมีความคิดว่า เราอยากได้แก่นแท้ เราไม่ต้องการกระพี้หรือเปลือก ถ้าเป็นเนื้อก็อยากกินเนื้อลํ้าหัวใจ ไม่อยากจะกินเนื้อที่ติดพังผืด เพราะจากการเที่ยววิเวกในที่ต่างๆ ท่านได้รับธรรมมากมาย
วันหนึ่งหมู่คณะได้ชักชวนหลวงปู่ขาวให้ไปเข้าปริวาสกรรมเพื่อล้างอาบัติ ท่านได้เข้าไปอยู่ปริวาสกรรมกับพระภิกษุรูปอื่นๆ ด้วย หลังจากได้อยู่กรรมแล้ว มีอาจารย์รูปหนึ่งนําลําสามไตร มาเทศน์ให้ฟัง (คําว่า ลําสามไตร เป็นหนังสือโบราณที่ท่านจารึกใส่ใบลานไว้ในเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา) อาจารย์ผู้นั้นท่านยกคัมภีร์พระพุทธเจ้ามาเทศน์ว่า
“บุคคลผู้ตั้งใจศึกษาศาสนธรรมคําสอนของพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าให้ถ่องแท้ แต่ไม่นํามาปฏิบัติ ได้แต่เปลือกกระพี้ของมันเท่านั้น บุคคลใดที่ได้ศึกษาเล่าเรียนพุทธวจนะคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วนํามาปฏิบัติจนละกิเลสตาย คายกิเลสหลุดถึงวิมุตติพระนิพพาน พ้นทุกข์ในวัฏสงสาร บุคคลนั้นได้ชื่อว่าถือเอาแก่นอันแข็งแกร่ง แข็งแรง ไม่ผุง่าย ผู้เรียนอย่างเดียว ไม่ปฏิบัติในพระธรรมวินัย ไตรสิกขา ก็ได้กินแต่เนื้อติดหนังพังผืด ส่วนผู้ตั้งใจเล่าเรียนศึกษา นําเอากาย วาจา ใจ ของตน น้อมนํามาฝึกหัดในศีล สมาธิ ปัญญา ผู้นั้นเปรียบเสมือนได้กิน เนื้อลํ้าหัวใจ”
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าต่อไปอีกว่า ในขณะนั้นถึงแม้ว่าท่านสมเด็จพระมหาวีรวงศ์จะกริ้ว ขับไล่ท่าน เพราะไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ท่านก็ยอม เพราะเหตุผลของท่านนั้นมันถูกต้องแน่แท้แล้ว การปฏิบัติธรรมเพื่อละกิเลส ถอดถอนอุปาทาน และดับความหลง เป็นการปฏิบัติบูชาอันเป็นการบูชาสูงสุดที่องค์พระบรมศาสดาทรงสรรเสริญ อีกทั้งสัจอธิษฐานที่ท่านตั้งไว้เพื่อความหลุดพ้นนั้น จะไม่ยอมถอนเป็นอันขาด ปรากฏว่าท่านสมเด็จฯ ท่านเป็นผู้รู้ รู้ถึงจิตเจตนา รู้ถึงการกระทํา ของท่านทั้งหมด ท่านสมเด็จฯ จึงปล่อยให้หลวงปู่ขาวบําเพ็ญสมถ – วิปัสสนากรรมฐานต่อไป โดยมิได้ว่ากล่าวแต่อย่างใดเลย
หลวงปู่ขาว เคยเล่าให้ฟังอีกว่าท่านสมเด็จพระมหาวีรวงศ์นี้ ท่านเป็นคนเด็ดขาดจริงๆ คําว่า “ทําไม่ได้” “ทําไม่เป็น” ท่านบอกว่าไม่ต้องการได้ยิน ท่านเป็นคนคิดจริง พูดจริง ทําจริง ท่านจึงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระสังฆราชฯ ในสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่งจนถึงขั้นให้มีอํานาจปกครองทั้งฝ่ายอาณาจักรและพุทธจักร หลวงปู่ขาว เล่าต่ออีกว่า รูปหัวใจของท่านสมเด็จพระมหาวีรวงศ์นั้นแปลกกว่าผู้อื่น ตรงที่ส่วนแหลมจะตั้งขึ้น แสดงถึงภูมิปัญญาของท่าน ท่านมีความสามารถทั้งการศึกษาภาษาไทย ภาษาบาลีและนักธรรม ท่านเป็นนักเผยแผ่พระธรรม ความรู้ต่างๆ ให้กับประชาชนโดยทั่วไป และท่านเป็นผู้ริเริ่มตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมเป็นแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ชีวิตพระธุดงค์อย่างแท้จริง
ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๐ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ และ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านทั้งสองได้เข้ากราบนมัสการลาท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เพื่อออกเที่ยวธุดงค์แสวงหาโมกขธรรมต่อไป ท่านสมเด็จฯ เมื่อท่านทราบเจตนาก็อนุโมทนาด้วย ซึ่งหลวงปู่ขาวบอกว่านับเป็นโชควาสนาอย่างมากทีเดียว ที่ได้มีโอกาสอยู่ปรนนิบัติรับใช้พระมหาเถระผู้ใหญ่องค์สําคัญ หลังจากนั้นหลวงปู่ก็ได้ติดตามไปกับท่านพระอาจารย์บุญ วิเวกขึ้นมาทางจังหวัดอุดรธานี ท่านพระอาจารย์บุญได้พาหลวงปู่ออกเดินธุดงค์วิเวกตามป่าเขาลําเนาไพรไปเรื่อยๆ จนถึงอําเภอหนองบัวลําภู ซึ่งขึ้นอยู่กับจังหวัดอุดรธานีในสมัยนั้น
หลวงปู่ขาว เล่าว่า การเดินทางในสมัยก่อนนั้น มันไม่ได้เดินธุดงค์โดยรถ เหมือนพระภิกษุทุกวันนี้ธุดงค์กัน แม้แต่ถนนหนทางที่จะอาศัยใช้เดินบ้าง ยังแทบจะไม่มีเลย รถราก็หายากเกือบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ การเดินทางก็ต้องเดินลัดป่าเขาลําเนาไพร ถ้ามัวจะไปเดินอ้อมตามทางรถอยู่นั้น ก็ไปไม่ถึงไหนกันสักที ป่าในสมัยนั้นเป็นป่าจริงๆ เป็นป่าดงดิบหนาทึบ แทบจะมองไม่เห็นเดือน เห็นตะวันกันเลย เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นช้าง ม้า วัว ควาย เสือ สิงห์ กระทิง แรด ฯลฯ สัตว์ต่างๆ ยังมีอยู่เต็มไปหมด บางครั้งเดินไปเห็นมูลที่มันถ่ายออกมายัง อุ่นๆ อยู่บ้าง หรือไม่ก็รอยมันยังใหม่ๆ ก็มี หรือไม่ก็ได้ยินเสียงพวกมันเดินตามหลังมาบ้าง หรือ บางครั้งบางคราวก็ประจันหน้ากันบ้าง ต่างฝ่ายต่างก็ตกใจ ถึงกับเหงื่อไหลโชกไปทั้งตัวเลยทีเดียว แต่เมื่อตั้งสติได้แล้ว จึงรวบรวมพุทโธทุกครั้งไป จะเป็นเพราะบุญบารมี หรืออย่างใดก็ไม่ทราบได้ สัตว์ต่างๆ เหล่านั้น มันก็หลบไป เราก็วิเวกไปตามทางของเรา ต่างก็ไม่ข้องไม่เกี่ยวซึ่งกันและกัน
ส่วนการบิณฑบาต ท่านเล่าว่า สุดแสนจะยากลําบากเพราะตามป่าตามเขา จะไปหา บ้านเรือนที่มีผู้คนอาศัยอยู่สักหลังหนึ่งก็หาได้ไม่ บางวันเดินทั้งวันก็ไม่พบมีบ้านผู้คนเลย บางแห่งเดินสองวันจึงเห็นบ้านผู้คน เขาก็เอากล้วยบ้าง กบ เขียด ค่างบ้าง มาใส่บาตร พอได้ฉันประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้นเอง เพื่อให้ธาตุขันธ์มันอยู่ได้ ฆ่ากิเลสอาสวะความโลภ ความอยาก ให้มันหายไป จะได้หลุดได้พ้นถึงวิมุตตินิพพาน ถ้าจะมาฉันอาหารดีๆ อยู่เมื่อใดกิเลสถึงจะตายไปเล่า ในบางครั้งยามฤดูร้อน กลางวันมันก็ร้อนแสนร้อน แทบเป็นแทบตาย จะเดินทางในเวลากลางวันให้ได้ระยะทางไกลๆ ก็หาได้ไม่ ก็ต้องเดินทางในเวลากลางคืน โดยอาศัยแสงเดือนแสงดาวส่องทางให้
ครั้นพอถึงฤดูหนาวก็สุดแสนลําเค็ญ เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทั้งภาคอีสานและ ภาคเหนือนั้น อากาศในฤดูหนาวสุดแสนจะหนาวจริงๆ ในบางครั้งเดินทางไปพักอยู่บนสันเขา เห็นต้นกล้วยที่ชาวไร่ชาวสวนเขาปลูกเอาไว้บนภูบนผานั้น ถึงกับแห้งเฉาตาย เพราะนํ้าค้างที่ไปเกาะมันนั้นเย็นจนกลายเป็นนํ้าแข็ง ต้นกล้วยมันเลยเฉาตาย หรือไม่ก็พบเห็นชาวป่าชาวเขาที่แก่ๆ อายุมากแล้วแข็งตายก็มี นี่แหละหนอสังขาร มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ธุดงค์พระพุทธบาทบัวบก นิมนต์หลวงปู่ตื้อขับผีตีนเดียว
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๐ หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะมีอายุ ๓๙ ปี ท่านเป็นพระอยู่ในวัย กลางคน ท่านยังคงเที่ยววิเวกตามป่าตามเขาแถบจังหวัดอุดรธานีและบริเวณใกล้เคียง ในช่วงนี้ มีครั้งหนึ่งหลวงปู่ขาว ท่านไปวิเวกที่พระพุทธบาทบัวบก ในเขตอําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี พอท่านเดินธุดงค์ไปถึงนั้น ท่านอาญาครูสีทัตถ์ (หลวงปู่สีทัตถ์ ญาณสมฺปนฺโน วัดท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม) กําลังปั้นอิฐ เพื่อปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมพระพุทธบาทบัวบกอยู่ หลวงปู่ขาวก็ ได้ช่วยท่านอาญาครูสีทัตถ์ด้วย
พระพุทธบาทบัวบก เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีเปรต ผี วิญญาณดุร้าย และมีสัตว์ป่า เช่น เสือ งู ฯลฯ สภาพเป็นป่าเขา มีถํ้า เพิงหินก้อนใหญ่ ในอดีตเต็มไปด้วยบรรยากาศวิเวก เงียบสงบ วังเวง ชวนน่าหวาดกลัวสยองเกล้า เหมาะกับการปฏิบัติธรรม เป็นสถานที่ฝึกจิตทรมานใจได้เป็นอย่างดี เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์และบรรดาพระศิษย์ ท่านมักชอบเดินธุดงค์มาเพื่อฝึกฝนบําเพ็ญสมณธรรมกัน นับแต่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ
ท่านพระอาจารย์บุญชอบใจพระพุทธบาทบัวบกมาก ท่านได้มาอยู่จําพรรษา ณ ที่นี้ หลายครั้งหลายหนแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมีศิษย์หน้าใหม่มารับการอบรม รวมทั้งหลวงปู่ขาว ท่านก็จะพามาให้พักจําพรรษาบ้าง หรือกลับมาแสวงหาความวิเวกบ้าง
สมัยก่อนพระเณรที่อยู่ที่นั่นประพฤติตัวไม่ดี หลังมรณภาพต้องเป็นเปรตคอยหลอกหลอนและกลั่นแกล้งพระธุดงค์ที่มาภาวนา จนเป็นที่เลื่องลือในด้านผีดุ – เจ้าที่แรง หลวงปู่ขาวเล่าว่า “ที่พระพุทธบาทบัวบกนี่แรงและศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ถ้ามาปฏิบัติธรรม ต้องมีความพากเพียรให้มากๆ นั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรม ทําจิตใจให้สงบระงับ มีความสงบกาย วาจา ใจ ทําตัวเองให้เป็นพระ ให้จงได้ ถ้ามามัวแต่เหน็ดเหนื่อยท้อแท้ ท้อถอย เอาแต่หลับนอนสัปหงกหัวโขกพื้น หรือเอาแต่ พูดคุยไม่ค่อยทําความเพียร ทําความเพียรน้อย พูดคุยใจหลากมากก็ไม่ดี เพราะเคยปรากฏว่ามีสิ่งลึกลับคอยมาดึงขา กระชากแขนแรงๆ เกียจคร้านมากๆ ไม่ค่อยภาวนา จะเอาขั้นชนิดต้องเก็บบริขารลากลับวัด ลาสึกไปเลย ถ้ามากกว่านั้น เช่น ทําผิดพระธรรมวินัย ถูกอาบัติร้ายๆ ก็อาจเป็นไข้ป่าร้ายแรงเสียชีวิตลงที่นั่นเลยก็เป็นได้”
หลวงปู่ขาวได้พบและรู้จักกับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ซึ่งไปบําเพ็ญเพียรในสถานที่นั้นด้วย และได้ประสบเหตุการณ์ผีตีนเดียว หลวงปู่ขาว ท่านเล่าว่า อยู่มาในคืนวันหนึ่ง ปรากฏผีตีนเดียวออกมาหลอกหลอนรบกวนพระเณรที่บําเพ็ญเพียรอยู่บริเวณนั้น โดยเฉพาะพระเณรที่ออกบวช ใหม่ๆ ต่างก็กลัวผีตีนเดียวกันจนไม่เป็นอันภาวนา หลวงปู่ขาวบอกพระเณรว่า “ก็เห็นแต่ท่านตื้อ นี่แหละที่จะปราบผีตีนเดียวได้” จึงได้นิมนต์ให้หลวงปู่ตื้อช่วยจัดการ
หลวงปู่ตื้อ ท่านบอกให้พระเณรช่วยกันเก็บหินกรวดเอามาห่อใส่ผ้าอาบเตรียมไว้ให้ท่าน พอตกกลางคืนอันเป็นเวลาที่ไอ้ผีตีนเดียวออกอาละวาด มันก็โผล่ออกมาจากภูเขาโดยมุ่งหน้ามาทางวัด เพื่อจะหลอกหลอนพระเณร หลวงปู่ตื้อรอท่าอยู่แล้ว พอมันเข้ามาใกล้ ท่านก็หยิบเอา ก้อนหินขว้างปาใส่มันชนิดไม่ยั้งมือ เจ้าผีตีนเดียวพอถูกหินขว้างปาใส่ก็ทนไม่ไหว มันก็วิ่งตีนเดียว หนีลงตามไหล่เขา หลวงปู่ตื้อท่านก็วิ่งไล่ขว้างมันไปอย่างไม่ลดละ พร้อมกับร้องตะโกนท้าทายว่า “ไอ้ตีนเดียว มึงจะสู้พ่อมึงหรือ” ผีตีนเดียวมันกลัวหลวงปู่ตื้อมาก มันวิ่งหนีตีนเดียวอย่างไม่รีรอ หลวงปู่ตื้อก็ตามไล่ขว้างจนก้อนหินหมด ไอ้ตีนเดียวหนีไปไกลลิบแล้ว ท่านจึงค่อยเดินกลับมายังวัด พอมาถึง ท่านก็พูดขึ้นว่า “เวลาไล่ไอ้ตีนเดียว ทําไมจึงใช้เวลาประเดี๋ยวเดียว แต่พอเดินกลับ มันไกลเหลือเกิน เกือบจะมาไม่ถึงวัดซะแล้ว”
หลวงปู่ขาว ท่านพูดให้ศิษย์ฟังว่า “ท่านตื้อนี่ขับผีดีจริงๆ” แล้วท่านก็หัวเราะบอกว่า “มันน่าขําจริงๆ ที่ท่านตื้อเอาก้อนหินวิ่งไล่ขว้างผีในตอนนั้น”
หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านทั้งสองเป็นพระศิษย์รุ่นอาวุโสของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต การออกบวชของท่าน ต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ปรารถนาต่อความพ้นทุกข์ เมื่อท่านทั้งสองได้รู้จักกัน ได้เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่ดีต่อกันแล้ว หลวงปู่ขาวท่านก็ยังวิเวกภาวนาตามป่าเขาแถบอุดรธานี อยู่ในรัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์บุญต่อไป ส่วนหลวงปู่ตื้อในขณะนั้นยังไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต และในกาลต่อมาท่านก็ได้ญัตติและติดตามหลวงปู่มั่นออกเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือ
พรรษา ๔ พ.ศ. ๒๔๗๑ จําพรรษาวัดป่าบ้านหนองบัวบาน
ช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลังจากแยกกับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่พระพุทธบาทบัวบก ท่านก็ออกเดินธุดงค์ลัดเลาะตามป่าเขากลับไปพักภาวนาที่วัดป่าหนองวัวซอ กับ ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ และในปีนี้เองหลวงปู่ขาวท่านได้รู้จัก กับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่งเป็นเพื่อนสหธรรมิกอีกองค์หนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายในการออกบวชเพื่อปรารถนาความพ้นทุกข์เหมือนกัน
เมื่อออกบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว ตามหลักพระธรรมวินัย ผู้ที่ออกบวชถึงจะมีอายุแก่กว่า ถึงจะมีชาติ ชั้น วรรณะสูงกว่า เป็นถึงมหาเศรษฐี เสนาบดี พระราชามหากษัตริย์ ก็ต้องเคารพ ผู้ที่มีพรรษามากกว่า แม้ออกบวชก่อนเพียงเล็กน้อยก็ตาม แม้จะมีชาติ ชั้น วรรณะตํ่ากว่าก็ตาม ถือเป็นอริยธรรมเนียม เป็นอริยประเพณีของพระผู้บวชในพระพุทธศาสนา โดยได้ถือดําเนินกันมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล เมื่อครั้งองค์พระบรมศาสดายังทรงดํารงพระชนม์ และได้ถือดําเนินกัน เรื่อยมาจวบจนสมัยปัจจุบัน พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านจะเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก โดยเฉพาะเคารพกันในเรื่องพรรษา ซึ่งครูบาอาจารย์ วงกรรมฐานท่านจะสั่งสอนลูกศิษย์เสมอว่า ผู้บวชทีหลังนั้นจะต้องให้ความเคารพผู้บวชก่อนเสมอ โดยผู้ออกบวชก่อนถือเป็นพี่ ส่วนผู้ออกบวชทีหลังถือเป็นน้อง
ฉะนั้น เมื่อหลวงปู่ทั้งสองพบกัน หลวงปู่ขาว แม้ท่านจะมีอายุแก่กว่าก็ตาม เมื่อพรรษาน้อยกว่า ท่านก็จะก้มลงกราบหลวงปู่ชอบด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์ ท่านกราบอย่างไม่มีอาการขวยเขินหรือกราบพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่ท่านกราบจากใจจริงๆ กราบด้วยความเคารพนอบน้อมจริงๆ อันเป็นการแสดงออกของผู้ที่เคารพเคร่งครัดในพระธรรมวินัยจริงๆ การก้มลงกราบของท่านจะมีกิริยาอาการที่สํารวมงดงามมากๆ เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก เมื่อท่านทั้งสอง ได้อยู่ร่วมกันแล้ว ต่างก็ถูกอัธยาศัยใจคอกันยิ่งนัก ด้วยต่างก็พูดน้อยและไม่ค่อยสนิทสนมกับใครง่ายๆ เพราะต่างเลือกคบมิตรตามหลักมงคล ๓๘ ประการ ในข้อที่ว่า ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา หรือ การคบบัณฑิต ด้วยต่างก็ทราบดีว่า
“ยาทิสํ กุรุเต มิตฺตํ ยาทิสญฺจูปเสวติ
โสปิ ตาทิสโก โหติ สหวาโส หิ ตาทิโส”
บุคคลคบคนเช่นใดเป็นมิตร และสมคบคนเช่นใด เขาก็เป็นคนเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกัน ย่อมเป็นเช่นนั้น
หลวงปู่ขาว ท่านได้เห็นความตั้งใจทําความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ของหลวงปู่ชอบ และ ในขณะเดียวกัน หลวงปู่ชอบท่านก็ได้เห็นความตั้งใจมั่นในการทําความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ของหลวงปู่ขาว ท่านทั้งสองจึงต่างเคารพยอมรับซึ่งกันและกัน และได้เป็นสหธรรมิกที่ดีเอื้อเฟื้อต่อกัน ตลอดชีวิตสมณเพศอันยาวนานในภายหลังต่อมาเกือบ ๖๐ พรรษากาล
ได้มีผู้เปรียบประวัติของ หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่ชอบ ในตอนรู้จักกันใหม่ๆ ว่าเป็น คู่สหธรรมิกที่มีความคล้ายคลึงกับประวัติของพระโมคคัลลาน์ และ พระสารีบุตร สาเหตุหนึ่ง ในระยะแรกที่ท่านทั้งสองรู้จักกันและจําพรรษาด้วยกันนั้น ต่างมีความปรารถนาที่จะก้าวพ้นจากกิเลสกองทุกข์ให้จงได้ แต่ก็กําลังเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม เพื่อช่วยอบรมสั่งสอน ช่วยฝึกฝนทรมานจิตใจ และช่วยชี้แนะทางพ้นทุกข์อย่างถูกต้องได้ เหมือนอย่าง พระโมคคัลลาน์ และ พระสารีบุตร ขณะเป็นนักบวชปริพาชกก็ปรารถนาความพ้นทุกข์ กําลังเป็น ผู้เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ แต่ยังไม่ได้พบองค์พระบรมศาสดา
หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่ชอบ ท่านก็กําลังแสวงหาครูบาอาจารย์ หลวงปู่ขาวท่านได้พบและอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้ว ท่านพระอาจารย์มั่น ก็ธุดงค์จากไป ส่วนหลวงปู่ชอบท่านยังไม่ได้พบกับท่านพระอาจารย์มั่น ต่างให้สัญญาต่อกันว่า ถ้าหากใครได้พบท่านพระอาจารย์มั่นก่อน ขอให้ช่วยบอกกันด้วย
ในระยะนี้ หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านได้เดินทางไปกราบนมัสการ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่วัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ได้แจ้งเรื่องท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ให้หลวงปู่ขาวกับ หลวงปู่หลุยทราบว่า ท่านพระอาจารย์มั่นนิมนต์ท่านไปเป็นพระอุปัชฌาย์บวชพระภิกษุสามเณรที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง จังหวัดนครพนม ขณะนี้หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม กําลังรวบรวมพระเณรเพื่อจะตั้งกองทัพธรรมกรรมฐานออกเผยแผ่ธรรมให้พุทธศาสนิกชนภาคอีสาน
หลวงปู่หลุยกับหลวงปู่ขาว ไม่สะดวกที่จะติดตามท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ไปเสนาสนะป่าบ้านสามผง จึงกราบนมัสการลาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ กลับมาวัดป่าหนองวัวซอ และนําเรื่องนี้มาเล่าให้หลวงปู่ชอบฟัง หลวงปู่ชอบท่านมีความมุ่งมั่นที่อยากจะไปฝากถวายตัวเป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่มั่น จึงชวนหลวงปู่ขาวกับหลวงปู่หลุยเดินทางไปด้วยกัน แต่หลวงปู่หลุยกับหลวงปู่ขาว เกรงว่าถ้าไปหาหลวงปู่มั่นพร้อมกันหลายองค์ เกรงว่าท่านจะไม่รับและกลัวท่านจะไล่หนี เพราะกิตติศัพท์ชื่อเสียงในเรื่องหลวงปู่มั่นดุลูกศิษย์นี้เป็นที่ขึ้นชื่อลือชามาก เมื่อหมู่คณะต่างไม่สะดวก ที่จะไปพร้อมกัน หลวงปู่ชอบจึงบอกหมู่เพื่อนว่า “ผมจะเข้าไปกราบท่านอาจารย์มั่นก่อนหมู่เพื่อน ให้ท่านขาว ท่านหลุย ตามผมเข้าไปในภายหลัง” และในปีนั้นเองหลวงปู่ชอบท่านก็ได้ถวายตัวเป็นพระศิษย์หลวงปู่มั่น จากนั้นหลวงปู่มั่นก็มาจําพรรษาที่วัดสระปทุม กรุงเทพมหานคร
ส่วนหลวงปู่ชอบ ท่านเดินธุดงค์กลับมาวัดป่าหนองวัวซอ พร้อมกับพาโยมแม่ซึ่งบวชเป็นแม่ชีกลับไปจําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองบัวบาน เพื่อที่ท่านจะได้ดูแลโยมแม่ชีของท่านอย่างสะดวก และท่านได้ชักชวนหลวงปู่ขาวไปจําพรรษาร่วมกัน เพื่อโปรดชาวบ้านหนองบัวบาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวญาติพี่น้องของท่านที่อพยพมาจากจังหวัดเลย และในสมัยนั้นชาวบ้านก็ยังงมงาย พากันนับถือผีเหมือนชาวบ้านทางภาคอีสานทั่วๆ ไป
ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงปู่ชอบ และ หลวงปู่ขาว ก็ได้จําพรรษาร่วมกันเป็น ครั้งแรก ในพรรษานี้ท่านทั้งสองได้ปรารภเร่งความเพียรกันอย่างเต็มที่ ทั้งได้เมตตาสงเคราะห์เทศนาอบรมสั่งสอนชาวบ้านให้เลิกนับถือผี หันกลับมานับถือพระรัตนตรัยกันอย่างจริงจัง และ ในกาลต่อมาบ้านหนองบัวบาน ได้ชื่อว่าเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งในภาคอีสานที่มีผู้ชายออกบวชเป็น พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นกันมาก ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีก็มีหลายองค์ เช่น หลวงปู่บัวคํา มหาวีโร หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร ฯลฯ
ปาฏิหาริย์เรื่องพญานาคให้นํ้า
ครั้นเมื่อถึงฤดูออกพรรษาแล้ว พระธุดงคกรรมฐานก็ลาบรรดาญาติโยมออกธุดงค์ไปยังที่ ต่างๆ กัน เพื่อมุ่งหน้าสู่แดนวิมุตติหลุดพ้น ไม่มีความห่วงหาอาลัยในชีวิต ไม่ติดในลาภยศ ท่านจะมองเห็นว่าการธุดงคกรรมฐานกลางป่าเขาลําเนาไพรแม้จะลําบาก แต่ท่านกลับพอใจใฝ่หา รู้สึก รื่นเริงปีติ ปรีดิ์เปรม อาจหาญ ในอรรถในธรรมเป็นยิ่งนัก
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ชอบ และ หลวงปู่ขาว ท่านก็ได้ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขากันเพียง ๒ รูปเท่านั้น โดยในปีนี้หลวงปู่ชอบอยู่ในวัยหนุ่มแน่น อายุ ๒๗ ปี ส่วนหลวงปู่ขาวอยู่ในวัยกลางคน อายุ ๔๐ ปี ท่านเป็นเพื่อนสหธรรมิกต่างวัยที่รู้ใจกันเป็นอย่างดี ต่างมีความแน่วแน่มุ่งมั่นต่อพระนิพพานบรมสุขโดยถ่ายเดียว โดยต่างก็มีจิตใจเด็ดเดี่ยว องอาจ กล้าหาญ และมีความอดทนเป็นเลิศ ท่านทั้งสองออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรม เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามป่าตามเขา ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน โดยไม่เกรงกลัวหวั่นไหวต่อภัยอันตรายใดๆ หรือต่อความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หรือต่อความทุกข์ยากลําบากใดๆ สมกับท่านเป็นนักรบธรรม นักรบเดนตาย สมเป็นศิษย์เอกที่เลื่องลือของท่านพระอาจารย์มั่น และสมเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เป็นศากยบุตร- พุทธชิโนรส ที่ไม่อาจเป็นกันได้โดยง่าย
การออกธุดงค์ร่วมกันในครั้งแรกนี้ หลวงปู่ชอบ และ หลวงปู่ขาว ต่างเพิ่งจะออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานได้เพียง ๔ พรรษาเท่านั้น ท่านทั้งสองออกจากวัดป่าบ้านหนองบัวบานไปทางบ้านนํ้าพ่น บ้านเลา บ้านหนองแวงเดิด เดินมุ่งหน้าลัดป่าเขาออกวิเวกตามสันเขาภูพาน อันเต็มไปด้วยป่ารกทึบ เป็นป่าดงดิบ และสิงสาราสัตว์มากมายสุดคณานับ หาถนนหนทางได้ยากยิ่ง เพราะเป็นสันเขาตลอดแนวทาง ท่านทั้งสองเดินตามหลังเขาภูพานไปเรื่อยๆ คํ่าไหนก็หาที่ปักกลดภาวนาและจําวัดในที่นั้น อาจจะเป็นตามร่มไม้ เนินหิน โขดหิน ถํ้าผา แล้วแต่จะหาได้ในทําเลนั้นๆ
ครั้นรุ่งเช้าก็ออกบิณฑบาตในบริเวณนั้น บางวันต้องใช้เวลาเดินบิณฑบาตจนเกือบเที่ยงวันจึงได้ฉันอาหาร บางวันหาบ้านผู้คนไม่ได้เลย ก็ไม่ได้ฉันอาหารกัน อาหารที่ได้จากชาวนา ชาวเขา ที่มาใส่บาตรให้ก็จะได้พวกข้าวเปล่าบ้าง กล้วยบ้าง กบ เขียดบ้าง ตามแต่เขาจะหามาได้ หรือ อาจจะเป็นมะขามสัก ๒ – ๓ ฝัก ที่ชาวเขาคิดว่ามันหวาน แต่มันเปรี้ยวสําหรับหลวงปู่เสียจริง ท่านก็นํามะขามเปรี้ยวนี้ฉันกับข้าวเหนียวประทังชีวิตต่อไป
วันหนึ่งขณะที่หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว เดินธุดงค์ไปบนสันเขาอยู่นั้น แดดก็ร้อนมาก อากาศก็อบอ้าวมาก เหงื่อไหลจนเปียกโชกไปหมดทั้งตัว เมื่อเหงื่อออกมากๆ คอก็ชักเริ่มแห้ง นํ้าในกระติกก็หมด ความกระหายนํ้าก็ประดังเข้ามา ท่านทั้งสองจึงได้แต่มองหน้าซึ่งกันและกัน เป็นเชิงถามว่า เราจะทําอย่างไรดี นี่มันก็ไกลหมู่บ้านชาวป่าชาวเขาเหลือเกิน ครั้นเดินไปถึง ลําคลองเก่าแห่งหนึ่งก็ทําให้จิตใจสดชื่นขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าจะยังมองไม่เห็นนํ้าก็ตาม แต่ในใจ ยังคิดว่าเดินไปตามลําคลองอีกสักหน่อยคงจะมีนํ้าเองแน่ แต่เดินไปเท่าใดก็ไม่มีนํ้าสักหยดเดียว มองตามลําคลองนั้นจนสุดลูกหูลูกตา ก็ไม่เห็นจะมีนํ้าเลย จึงได้นั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างหมดเรี่ยวแรง “เห็นทีเราจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งเสียที่นี่ในคราวนี้แน่แล้ว” นึกได้เช่นนั้นแล้ว หลวงปู่ชอบ ท่านจึงได้อธิษฐานขึ้นในใจว่า “ท่านเทวดาฟ้าดิน พญานาค พญาครุฑทั้งหลาย จะไม่สงสาร พระธุดงคกรรมฐานที่กําลังกระหายนํ้าจวนเจียนจะสิ้นชีวิต ต้องลําบากสุดแสนนี้บ้างหรือ”
เมื่ออธิษฐานจิตเสร็จแล้วก็ได้นั่งพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น ทันใดนั้นเหมือนปาฏิหาริย์อุทกวารีก็ไหลจากต้นลําคลองมาอย่างไม่รีรอ เมื่อท่านทั้งสองมองเห็นนํ้าอันใสบริสุทธิ์ไหลมาอย่างนั้นก็ สุดแสนจะดีใจยิ่งนัก จึงได้พากันทั้งอาบทั้งดื่มฉลองศรัทธาของเจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทาง อินทร์พรหม นาคทั้งหลาย นับเป็นสิ่งอัศจรรย์ยิ่งนัก หลวงปู่ขาวเล่าว่าเป็นของแปลกประหลาดในการเดินธุดงค์ในครั้งนั้นอย่างยิ่ง เพราะหากไม่เช่นนั้น คงไม่มีชีวิตมาถึงทุกวันนี้แน่เลย
ต่อมาภายหลัง หลวงปู่ชอบ ท่านบอกว่าคงเป็นพญานาคดลบันดาลนํ้าให้ไหลมา เพราะความเลื่อมใสศรัทธาในพระธุดงคกรรมฐานผู้ซึ่งปฏิบัติในอรรถในธรรมอย่างแท้จริง หลวงปู่ขาว ท่านก็ยอมรับว่าคงจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ พอใกล้เข้าพรรษาแล้วหลวงปู่ทั้ง ๒ รูป ก็พากันเดินธุดงค์กลับมาจําพรรษากับท่านพระอาจารย์บุญ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ ที่วัดป่าหนองวัวซอ
พรรษา ๕ พ.ศ. ๒๔๗๒ จําพรรษาวัดป่าหนองวัวซอ
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ นับเป็นพรรษาที่ ๕ ของ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้อยู่จําพรรษากับ ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ที่วัดป่าหนองวัวซอ อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ในปีนี้มีพระเณรจําพรรษารวมกัน ๘ รูป เป็นพระ ๖ รูป เณร ๒ รูป เพื่อนสหธรรมิกองค์สําคัญที่จําพรรษาร่วมกันกับท่านมี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
หลวงปู่ทั้งสาม ท่านเป็นสหธรรมิก ถือเป็นศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หากนับอายุพรรษาแล้วใกล้เคียงกันมาก หลวงปู่ชอบอาวุโสกว่าเพียงเล็กน้อย โดยท่านออกบวชเป็นพระในสังกัดฝ่ายธรรมยุตก่อนหลวงปู่หลุย และ หลวงปู่ขาว ประมาณเกือบ ๒ เดือน คือ ท่านบวชเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ส่วนหลวงปู่หลุย และ หลวงปู่ขาว ญัตติเป็นธรรมยุตพร้อมกัน เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ (สมัยนั้นเดือนมีนาคมถือเป็นเดือนสิ้นปีปฏิทิน ส่วนเมษายนถือเป็นเดือนต้นปีปฏิทิน โดยวันที่ ๑ เมษายน ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่) หากนับตามอายุ หลวงปู่ขาวท่านมีอายุมากกว่าถึง ๑๒ ปีเศษ
การอยู่จําพรรษาครั้งแรกร่วมกันในปีนี้ หลวงปู่ขาวท่านมีอายุ ๔๑ ปี ส่วนหลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย ท่านทั้งสองเกิดปีเดียวกัน คือ ปีฉลู มีอายุเท่ากัน คือ ๒๘ ปี โดยหลวงปู่หลุยมีอายุ แก่กว่าหลวงปู่ชอบเพียง ๑ วัน หลวงปู่หลุย ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๔ ส่วนหลวงปู่ชอบ ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๔ แม้หลวงปู่ขาวจะมีอายุแก่กว่า และอายุพรรษาน้อยกว่าเพียงเล็กน้อยก็ตาม ท่านกลับมิได้ถือเนื้อถือตัวแต่ประการใด ท่านเคารพในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ท่านให้ความเคารพหลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย สหธรรมิกทั้งสาม ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก ท่านอยู่ร่วมปฏิบัติธรรม แลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกันเป็นอย่างดี
วัดป่าหนองวัวซอในสมัยนั้น ถือเป็นวัดป่าแห่งหนึ่งที่มีความสัปปายะเหมาะกับการปฏิบัติภาวนามาก นับตั้งแต่ครูบาอาจารย์ก็สัปปายะ โดยมีท่านพระอาจารย์บุญ เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นเจ้าอาวาส หมู่คณะก็สัปปายะ สถานที่ก็สัปปายะ อาหารก็สัปปายะ อากาศก็สัปปายะ เหมาะเป็นสถานที่ฝึกฝนทรมานจิตใจเป็นอย่างดี และเหมาะกับสหธรรมิก ทั้งสามที่มีความปรารถนาเหมือนกัน คือ ออกบวชเพื่อความหลุดพ้นเป็นประการสําคัญ
วัดป่าหนองวัวซอ เป็นสถานที่สัปปายะมาก เพราะมีสภาพเป็นป่าดงพงทึบมากกว่าที่ วัดป่าหนองบัวบานมาก ป่าก็เป็นป่าจริงๆ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้ามืดครึ้ม และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งสัตว์ใหญ่และสัตว์ดุร้าย เช่น ช้างป่า เสือ หมี เม่น ฯลฯ เสียงเสือก็ร้องคํารามก้องป่าแทบทุกคืน ทําให้บรรยากาศภายในวัดควรแก่การฝึกจิตทรมานใจเป็นอย่างดี พวกสัตว์ป่าเหล่านั้นมันคุ้นเคยกับพระกรรมฐานเป็นอย่างดี มันรับรู้ถึงกระแสแห่งความสงบเย็นของพระกรรมฐานผู้ครองผ้าสีแก่นขนุนที่มาพํานักอยู่ตามกระต๊อบ ตามแคร่ไม้ไผ่ ท่านแผ่เมตตามาให้ด้วยความเป็นมิตร มันจึงไม่แสดงปฏิกิริยาต่อต้านใดๆ ให้ปรากฏ พระก็อยู่ส่วนพระ สัตว์ก็อยู่ส่วนสัตว์ ต่างคนต่างอยู่ วันดีคืนดีก็มีช้างป่าบ้าง เสือบ้าง หมีบ้าง เดินผ่านเข้ามาในเขตวัด
การจําพรรษาร่วมกัน ณ วัดป่าหนองวัวซอ ซึ่งมีความสัปปายะเหมาะสมในแทบทุกด้าน เอื้อเฟื้อต่อการปฏิบัติภาวนาเป็นอย่างมาก เป็นสังคมของนักปฏิบัติอย่างแท้จริง เปิดโอกาสให้หลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย และหลวงปู่ขาว สหธรรมิกทั้งสามได้ร่วมปฏิบัติภาวนากันอย่างเต็มที่ เมื่อต่างองค์ต่างเห็นความมุ่งมั่นภาวนาของกันและกันแล้ว ก็ยิ่งเกิดกําลังใจทวีเกื้อหนุนกันขึ้นมา ต่างองค์ต่างก็เร่งขวนขวายทําความพากความเพียรกันอย่างเต็มกําลังกาย และเต็มกําลังสติปัญญาความสามารถของตน เหมือนกับไม่ได้พักผ่อนหลับนอนกันเลย
อัศจรรย์ปาฏิหาริย์จากบุญบารมี
ในขณะจําพรรษา เกิดเหตุการณ์อันตรายร้ายแรงอาจทําให้ หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่ชอบ ถึงแก่ชีวิตได้ แต่ก็รอดตายมา แสดงให้เห็นว่า ท่านทั้งสองเป็นผู้มีบุญญาบารมี เพราะได้สั่งสมวาสนาบารมีธรรมเป็นสาวกภูมิกันมาอย่างเต็มเปี่ยม เป็นเวลานานถึงหนึ่งแสนกัป ในชาตินี้เป็น ชาติสุดท้ายของท่านทั้งสอง ซึ่งจะต้องบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวกโดยถ่ายเดียว กล่าวคือ
ในวันหนึ่งขณะจําพรรษาอยู่นั้น มีฝนตกลงมาหนักมาก พร้อมทั้งลมพายุกระหนํ่าอย่าง สนั่นหวั่นไหว กิ่งไม้หักมีเสียงโครมครามตามที่ต่างๆ หลวงปู่ขาวเล่าว่า กุฏิของท่านหลังเล็กๆ อยู่ริมนํ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งตามปกติมันจะเอนคร่อมหลังคากุฏิของท่านเอาไว้ เมื่อฝนตกลงมา กระหนํ่าอย่างแรง ต้นไม้นั้นก็ทนแรงลมไม่ไหวหักโครมลงมา แต่แทนที่มันจะหักทับกุฏิของท่าน มันกลับถูกลมพัดออกไปหักลงข้างๆ กุฏิ โดยไม่ได้ทําให้กุฏิเสียหายแม้แต่น้อยเลย ซึ่งในขณะนั้นท่านกําลังนั่งบําเพ็ญภาวนาอยู่ภายในกุฏินั้น เมื่อฝนหยุดตกท่านจึงออกมาดูเหตุการณ์ภายนอก เห็นต้นไม้ล้มระเนระนาดเต็มไปหมด แต่อาจจะเป็นเพราะเดชะบุญ มันกลับไม่ล้มลงมาทับท่านมรณภาพไป เมื่อชาวบ้านวิ่งมาถึงวัด เพื่อดูเหตุการณ์ โดยนึกว่าหลวงปู่ขาวที่อยู่ในกุฏิคงต้องถึงแก่มรณกรรมเป็นแน่แท้ แต่หลวงปู่ขาวกลับไม่เป็นอะไรเลย ชาวบ้านก็โล่งอก ร้องสาธุไปตามๆ กัน หลวงปู่ขาวท่านว่าคงเป็นเพราะพระธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้เราถึงแก่ความตาย
หลวงปู่หลุยอยู่ในเหตุการณ์นี้ ท่านเล่าว่า “ต้นไม้หักโค่นลงมาเหมือนกันกับหลวงปู่ชอบ แต่ต้นที่ล้มลงระเนระนาดนั้นมีจํานวนมาก แต่ละต้นต่างล้อมกุฏิหลวงปู่ขาวไว้โดยรอบเป็นวงกลม ไม่มีแม้แต่ต้นเดียว กิ่งเดียวที่จะหักมาทับหรือก่ายกุฏิหลวงปู่ขาวเลย เป็นประหนึ่งเทวดาช่วยจับเวียนต้นไม้ล้อมรอบกุฏิหลวงปู่ขาวเอาไว้ฉะนั้น”
หลวงปู่ชอบ ท่านก็เกิดเหตุการณ์ในทํานองเดียวกับหลวงปู่ขาว และท่านก็รอดตายมาราวปาฏิหาริย์ ในระยะนั้นมีฝนตกหนักทั้งกลางวัน กลางคืน ขณะนั้นท่านเร่งทําความเพียรอย่างหนัก ท่านจะขอนอนพักเอาแรงตอนกลางวันในกุฏิหลังเล็กๆ ขณะที่ท่านกําลังจะเคลิ้มหลับไป ก่อนที่ ต้นไม้ใหญ่จะโค่นล้มทับกุฏิให้ท่านแหลกตายคากุฏินั้น โยมแม่ชีปา โยมแม่ของท่านรีบก้าวเดินมาตามท่าน และบอกว่า พระนางมัทรีมารอท่านอยู่ที่ศาลาจะถวายผ้าอาบนํ้าฝน ท่านได้ยินดังนั้น ท่านก็งัวเงียเดินลงจากกุฏิ พอท่านก้าวพ้นจากกุฏิ ทันใดนั้นต้นไม้ใหญ่ก็โค่นทับกุฏิดังสนั่นหวั่นไหว กุฏิท่านมีสภาพพังยับเยิน หากท่านนอนอยู่ในนั้น ท่านต้องจบชีวิตลงในวันนั้นเอง
หลวงปู่ชอบ ท่านเล่าถึงสาเหตุการรอดตายในครั้งนั้นว่า “อํานาจศีลธรรมที่หลวงปู่ขาว ปฏิบัติบําเพ็ญมาช่วยปกป้องคุ้มภัย จึงทําให้หลวงปู่ขาวท่านพ้นจากภัยนี้ไปได้” เรื่องบุญบารมีของแต่ละคนนั้น หลวงปู่ชอบท่านว่า “เป็นเรื่องอัศจรรย์ยากที่จะคาดเดาได้ ถ้าบุญบารมีแสดงออก เมื่อไหร่ “ปาฏิหาริย์” ความอัศจรรย์ก็จะบังเกิดแก่ผู้นั้นเอง” ดังเช่นกรณีของหลวงปู่ชอบ และกรณีของหลวงปู่ขาวผ่านภัยอันตรายรอดตายมาได้ เพราะปาฏิหาริย์จากบุญบารมี
เหตุการณ์ปาฏิหาริย์ที่วัดป่าหนองวัวซอในครั้งนั้น หลวงปู่หลุยท่านก็อยู่ร่วมจําพรรษาด้วย ท่านว่า “อัศจรรย์… อัศจรรย์จริงๆ” และท่านเมตตานําเรื่องนี้มาเล่าให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดฟังเสมอว่า “ท่านได้ประจักษ์ในบุญญาบารมีในกัลยาณมิตรของท่าน บุญบารมีที่แต่ละคนสร้างสมอบรม มานั้น โดยเฉพาะท่านผู้จะเดินไปสู่มรรคผลนิพพานนั้น จะต้องมีเทพยดาอนุรักษ์มาบํารุงรักษาปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากภัยอันตรายเสมอ”
อีกครั้งหนึ่งหลวงปู่ขาวท่านเล่าว่า มีสามเณรน้อยองค์หนึ่งซึ่งป่วยมานานแล้ว แต่เริ่มจะมีอาการหนักระยะหลังนี้เอง รักษาอย่างไรก็ไม่หาย อาการเป็นตายเท่ากันเห็นจะได้ หลวงปู่ชอบ ก็ได้มาปรึกษาหารือกับเราว่าควรจะทําอย่างไรกันดี หลวงปู่ชอบจึงขอให้หลวงปู่ขาว พิจารณาดูซิว่าจะเป็นตายร้ายดีประการใด หลวงปู่ขาวก็ตอบหลวงปู่ชอบไปว่า “ผมจะลองพิจารณาดู” ครั้น ตกเวลากลางคืนหลวงปู่ขาวท่านก็นั่งสมาธิภาวนา ในนิมิตของท่านกลับเห็นสามเณรน้อยมานอนอยู่ข้างหน้าท่าน แล้วท่านก็วิตกถามว่า “อะไร สามเณรน้อย เจ้าเป็นโรคอะไร” ก็ได้ยินว่าเป็น โรคกุฏฐัง ถามต่อไปอีกว่า “จะหายหรือจะตายกันแน่” ได้ยินว่าจะต้องตายอย่างแน่แท้ ไม่มีทางหายได้ดอก พอตื่นเช้าขึ้นมาหลวงปู่ขาวก็บอกกับหลวงปู่ชอบว่า “ผมได้พิจารณาแล้ว ไม่ทราบว่าจะเท็จจริงแค่ไหน สามเณรน้อยชื่อว่า โสม จะต้องสิ้นชีวิตอย่างแน่แท้ ถึงจะรักษาปานใดก็ตาม ทีเถิด” ครั้นต่อมา ๒ – ๓ วัน สามเณรโสมก็ถึงแก่ชีวิตตามวิสัยของสังขาร
ครั้นเมื่อออกพรรษา หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่ชอบ ท่านทั้งสองก็ออกเที่ยวธุดงค์ร่วมกัน พอช่วงใกล้เข้าพรรษาก็พากันเดินธุดงค์กลับมาวัดป่ามหาชัย เพื่อไปเฝ้าเยี่ยมอาการอาพาธของท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ และได้อยู่รับใช้ปรนนิบัติท่านอย่างใกล้ชิด ต่อมาประมาณ ๒ – ๓ วัน ท่านพระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร ก็เดินทางมาถึงที่วัดนี้และก็อยู่ปรนนิบัติด้วยกัน เวลาล่วงเลยผ่านไปนานพอสมควร ท่านอาจารย์หลุยก็ขอลาเพื่อออกธุดงค์ไปทางจังหวัดเลย โดยบอกว่าท่านจะไปพบท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ซึ่งออกธุดงค์อยู่ในแถบจังหวัดเลยในขณะนั้น
พรรษา ๖ พ.ศ. ๒๔๗๓ จําพรรษาวัดป่าหนองวัวซอ
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ อันเป็นปีสุดท้ายชีวิตของท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ปีนี้เป็นปีที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้จําพรรษา ณ วัดป่าหนองวัวซอ ร่วมกับกัลยาณมิตรอีก ๒ องค์ นั่นก็คือ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม และ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร การมาอยู่จําพรรษาด้วยกันทั้ง ๓ องค์ในปีนี้ ก็ยิ่งถูกนิสัยใจคอกัน ยิ่งได้ธรรมสากัจฉากัน คือ ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยสนทนาธรรมกัน ก็ยิ่งเพิ่มพูนการปฏิบัติภาวนาให้เร่งทําความเพียรมากยิ่งๆ ขึ้นไป และกาลต่อมาหลวงปู่ทั้ง ๓ องค์ ก็ได้เป็นกัลยาณมิตรที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันตลอดมาจวบจนบั้นปลายแห่งชีวิต
กล่าวถึง ท่านพระอาจารย์บุญ ท่านได้มรณภาพเมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ขณะจําพรรษา อยู่ที่วัดป่ามหาชัย ขณะมีอายุเพียง ๔๔ ปี พรรษา ๒๔ นับเป็นการมรณภาพก่อนเวลาอันควรสันนิษฐานว่า ท่านอาพาธป่วยด้วยโรคปอด คือ วัณโรค ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้ทํานาย ท่านพระอาจารย์บุญให้หลวงปู่หลุยฟังตอนหนึ่งว่า “ท่านบุญเป็นวัณโรค ต้องเดินจงกรมให้เก่ง ไม่งั้นชีวิตจะสั้น” นอกจากนั้นท่านยังได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์บุญไว้ว่า “ท่านอาจารย์บุญเอาตัวรอดได้ แต่ลูกศิษย์ไม่ได้สักคนและไม่ได้นิสัยด้วย ท่านหลุยอย่าเอาอย่าง”
หลวงปู่ขาว ได้เล่าถึงการมรณภาพของท่านพระอาจารย์บุญไว้ว่า “อาจารย์บุญ ท่านจะนอนเอานิพพาน แล้วท่านได้จริงๆ เพราะท่านมีความสุขุมคัมภีรภาพมากเวลาท่านมรณภาพ”
งานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์บุญ ได้อัญเชิญศพท่านจากวัดป่ามหาชัย มาถวาย เพลิงศพที่วัดป่าหนองวัวซอ (วัดป่าบุญญานุสรณ์) อันเป็นวัดที่ท่านมีดําริให้สร้างขึ้น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย หลวงปู่ขาว ได้อยู่ช่วยงานถวายเพลิงศพครูบาอาจารย์ของท่าน เมื่อเสร็จงานถวายเพลิงศพแล้ว หลวงปู่หลุยได้อัญเชิญอัฐิธาตุท่านพระอาจารย์บุญไปไว้ที่วัดพระบาทบัวบก อันเป็นสถานที่ที่ท่านอยู่จําพรรษานานที่สุด ต่อมาพระภิกษุ สามเณร และศรัทธาญาติโยมได้สร้างเจดีย์สําหรับบรรจุอัฐิธาตุถวายท่าน
การด่วนมรณภาพจากไปของท่านพระอาจารย์บุญ เป็นคติหนึ่งที่ทําให้ครูบาอาจารย์ใน วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น นิยมการเดินจงกรม โดยเฉพาะหลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย และหลวงปู่ขาว ล้วนชอบและถนัดการเดินจงกรม จึงทําให้ท่านทั้งสามมีอายุยืนยาว ๙๐ กว่าปี
พรรษา ๗ – ๘ พ.ศ. ๒๔๗๔ – ๒๔๗๕ จําพรรษาแถบภาคอีสาน
การด่วนจากไปของ ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัยของบรรดาศิษยานุศิษย์ที่เข้ามาอาศัยพึ่งร่มเงาแห่งธรรม ในขณะนั้นหลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร และหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่สหธรรมิกทั้งสามต่างยังมีพรรษาไม่มาก และยัง ฝึกหัดปฏิบัติภาวนาได้ไม่นาน การขาดครูบาอาจารย์ผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรคอยเมตตาอบรมสั่งสอนอย่างใกล้ชิดนั้น สหธรรมิกทั้งสามย่อมเกิดความว้าเหว่ เพราะขาดที่พึ่ง โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ
แม้การรักษาพระวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐาน การอยู่รุกขมูล ตลอดการบําเพ็ญภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ฯลฯ สหธรรมิกทั้งสามต่างได้รับการฝึกฝนอบรมเป็นอย่างดีแล้วจากท่านพระอาจารย์บุญก็ตาม แต่ในธรรมขั้นละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นๆ ไปนั้น นับแต่สมาธิธรรม ปัญญาธรรม จนถึงวิมุตติธรรมนั้น ครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตา สั่งสอนชี้แนะและคอยให้กําลังใจนั้นจําเป็นและสําคัญมาก ท่านทั้งสามจึงจําเป็นต้องเข้าพึ่งพาอาศัยร่มเงาแห่งธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา-กรรมฐานแห่งยุคกึ่งพุทธกาล แต่ในระหว่างนี้ท่านทั้งสามก็ไม่มีใครทราบว่า ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านอยู่ ณ แห่งหนตําบลใด จึงแยกย้ายกันไปวิเวกธุดงค์ตามป่าตามเขา เพื่อฝึกฝนอบรมทรมานจิตใจของตนเองเสียก่อน เพื่อให้มีร่างกายและจิตใจพร้อม เพื่อเตรียมรับการฝึกฝนอบรมธรรม ขั้นสูงจากพ่อแม่ครูอาจารย์องค์เลิศเลอต่อไป
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ – ๒๔๗๕ ไม่มีข้อมูลว่า หลวงปู่ขาว ท่านไปธุดงค์หรือจําพรรษา ณ สถานที่ใด แต่หากพอสันนิษฐานได้ว่า ท่านคงออกวิเวกตามป่าตามเขาและอยู่จําพรรษาตามเสนาสนะป่าในแถบภาคอีสานต่อไป ซึ่งในสมัยนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ออกเที่ยวธุดงค์บุกเบิกสถานที่ต่างๆ และสร้างเสนาสนะป่าไว้มากมาย ต่อมาเมื่อท่านทราบข่าวว่า ท่านพระอาจารย์มั่นออกเที่ยวธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขาในจังหวัดเชียงใหม่ ท่านจึงออกเดินเท้าธุดงค์ลัดเลาะตามลําแม่นํ้าโขงขึ้นสู่ภาคเหนือ เพื่อติดตามหาหลวงปู่มั่นต่อไป หลวงปู่ชอบเมื่อทราบข่าว ท่านก็ขึ้นภาคเหนือออกติดตามหาเช่นเดียวกัน ส่วนหลวงปู่หลุย ท่านไม่ได้ขึ้นภาคเหนือ ท่านได้ติดตามหลวงปู่เสาร์ออกเที่ยวธุดงค์แถบจังหวัดสกลนคร
หลวงปู่ขาว ก่อนจะธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเร่งบําเพ็ญเพียรอยู่ตามป่า ตามเขาแถบอําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ตามลําพัง โดยท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“จิตของเราเมื่ออบรมไปแล้วมันลง มันสงบ มันหมดเรื่องความเว้า (พูด) อันนั้นแหละมันจึง รู้ว่า เราจะเอาสัญญานี่ เราเอาสัญญานี่แหละพิจารณาร่างกายของเรา พิจารณาไปๆ มันจึงจะเกิด ญาณทัศนะ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง มันแจ้งประจักษ์ เบื้องต้นเราก็พิจารณาใช้สัญญานั่นแหละ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านว่า มันจะต้องเอาโลกีย์นั่นมาใช้เสียก่อน พระพุทธเจ้าก็เอา โลกีย์นี่แหละใช้เสียก่อน มันจึงได้สําเร็จถึงโลกุตระพอดี โลกียะเป็นเหตุ โลกียะเป็นรากเป็นเค้า ค้นคว้าสังขารร่างกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ค้นคว้าพิจารณาไม่ให้ขาด ให้มีสติสัมปชัญญะประจํา ให้มันรู้จิต มีราคะก็ให้มันรู้ หายราคะก็ให้มันรู้ เอาประจําอยู่นั่นแหละ จิตมีโทสะก็ให้มันรู้ จิตหายโทสะก็ให้มันรู้ หายโมหะก็ให้มันรู้ จิตหดหู่ก็ให้มันรู้ จิตผุดผ่องก็ให้มันรู้ มันเกิดขึ้นเพราะเหตุใด
จิตเราเป็นสมาธิ ได้ฌาน ฌานอุปจาระ ฌานขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ จิตเป็นรูปาวจรก็ให้รู้ จิตไม่เป็นก็ให้รู้ ให้มีฌาน ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานก็ให้มันรู้ จิตเป็นสมาธิก็ให้ มันรู้ จิตไม่เป็นสมาธิก็ให้รู้ จิตอยู่ในภพในชาติ ยังไม่หลุดพ้นก็ให้มันรู้ จิตหลุดพ้นก็ให้มันรู้ ให้กําหนดจิต พิจารณาจิต เอาประจําอยู่อย่างนี้ มันก็บ่ (ไม่) พ้นไปได้ดอก ครั้นเราตั้งใจอยู่แล้ว ได้หนึ่งเดือน สองเดือนบ่พอ ให้มันตายเสีย ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน ให้รู้จัก ทําความเพียร เอามันอยู่นั่นแหละ บทมันรู้ มันจะรู้ปู๊น (ทันที) จตุตถฌานไปซื่อๆ (เฉยๆ) นู่น จะรู้เมื่อมันสงบ มันบ่มีต้นไม้ ภูเขา เถาวัลย์ ธรรมชาติภูเขาที่ไหนไม่มี มีแต่แผ่นดินกับขอบฟ้าจางปางอยู่ฮั่น (สว่างจ้าอยู่อย่างนั้น) อันนั้นแหละจิตมันรวมบริสุทธิ์แล้ว ครั้นมันเห็นอย่างนั้นแล้ว มันบ่มีคน บ่มีหยัง (ไม่มีอะไร) หมดสัญญาแล้ว อากาสานัญจายตนะนี้ เลยขึ้นไปบ่มี มันจะกลับ มันจะเอากันอีก
อยู่บ้านผือ ไปมันทุกมื้อ ไปพรหมโลกนั่นแหละ ไปสวรรค์ก็ไปมื้อนั้นแหละ ไปมันทุกวัน อยากวันไหน ก็ไปวันนั้นแหละ อันนี้มันสุดแต่คนแล้ว เห็นแจ้งชัด มันจะขึ้นไป ความทุกข์มันจะเห็นไม่มี เหมือนกันกับจุดตะเกียงเจ้าพายุ แดงโร่อยู่อย่างนั้นแหละ มันสงบลงไปแล้ว ไม่มีหยัง (อะไร) แล้ว แต่เราไปเกิดแต่วิญญาณ มันก็บ่ (ไม่) ดีแล้ว แล้วบ่เป็นหยัง บ่มีหยัง มันก็บ่ดีแล้ว มันต้องค้นคว้า จิตเราสงบ มันสงบดีแล้ว บ่มีหยังๆ ว่ายังงั้น มันก็ไม่ถูก มันต้องค้นคว้า มันสว่างเต็มโลกแน่ะ มันสว่างก็เห็น ก็ค้นคว้าหาสิ่งของได้ ไม่จุดไฟมันมืด ไม่มีดวงไฟมันก็มืด บ่เห็นหยัง จะเก็บข้าวเก็บของ เราต้องจุดไฟเจ้าพายุขึ้น เราจึงหาเจอะ บ่จุดมันก็ตะเกียงซื่อๆ (เฉยๆ) นี่ก็ เข้าใจว่า ดวงไฟมันมืด คือ (เหมือน) ขี้เขม่า มืดก็ต้องขัดเอาเขม่าออก บ่ขัดออก จุดไปนานๆ มันก็ มัวหมอง ไม่สว่างแล้ว จิตของเราครั้นไม่สงบแล้วก็มืด ถ้าไม่มีสิ่งที่หมักหมมให้มันเศร้าหมองขุ่นมัว มันก็สว่าง สว่างแล้วเราก็ค้นคว้า…
ไปอยู่ที่ใด ยั่น (กลัว) มันจะตายเสีย เราตั้งใจแล้ว เราตั้งสัตย์อธิษฐานแล้ว ยังไงมันก็จะ ให้เป็นชาติสุดท้ายในชาตินี้ การเกิดของเรานี่ เป็นหรือไม่เป็นก็ตาม เราจะทําความเพียรอยู่ นั่นแหละ แม้มันจะตายก็เทียวไปเทียวมาอยู่นี่ ทํามันอยู่นั่นแหละจนตาย ถ้ายังไม่พ้นทุกข์ ก้อนนี้ก้อนตาย เกิดมาก็เกี่ยวข้องกับมาพากันตายเสีย แบกทุกข์อยู่อย่างเรานี่ เข้าป่าเข้าดงไปซื่อๆ (เฉยๆ) เกิดมามีแต่ตายเท่านั้นแหละ เราไม่ประมาท ได้ตั้งใจทําคุณงามความดีแล้ว ตายมันจะไปทุกข์รึ อย่าทําบาปทําชั่ว อย่าเห็นแก่ปากแก่ท้อง อย่าเห็นแก่หลับแก่นอน เราสร้างความดีใส่ตนไว้ ความทุกข์ยากลําบากบ่ (ไม่) มีความสบายใจ ก็แม่น (ก็เพราะ) เราสร้างให้ตน ผู้อื่นบ่ได้สร้างให้ จะดีก็แม่นตนสร้างใส่ตนเอง จะชั่วก็สร้างใส่ตนเองดอก พระพุทธเจ้าสอนให้ทําดี ให้กายดี วาจาดี ใจดี อย่าเป็นกายสกปรก ใจสกปรก ให้ใจสะอาด กายสะอาด นั่นแหละให้รักษาศีล ให้นึกว่า เราเป็นอะไร เราเป็นพระเน้อ เราเป็นเณรเน้อ ได้มาเจอศาสนาธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เป็นของเย็น อยู่เย็นเป็นสุขนะ
ไปอยู่อําเภอท่าน้อยนั่น บ้านผือนั่นแหละ เราจะตายอยู่นั่น ตากแดด ตากฝุ่น ตากลม อยู่นั่น ให้มันตายอยู่นั่น ที่อําเภอนั่น เราพูดว่าเป็นแต่พระ ให้พากันตายอยู่นอกสมมุติ อย่าให้มันตายในสมมุติ นอกสมมุติ หมายถึง พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านั่น ผู้ปฏิบัติตามก็มีความ เยือกเย็น ไม่มีความเดือดร้อน ตายอยู่ป่าชาด ป่ากุง ป่าแก มันฮ้อน (ร้อน) ตามตัวก็มีแต่หนอน ตายอยู่ป่าชาด ป่ากุง มีแต่ทิ้งเสียนั่นแหละ อย่าลืมตน ให้สํานึกตน ให้ดูตน อย่าไปดูผู้อื่น อย่าเพ่งโทษผู้อื่น ใครทําไม่ดีก็เป็นโทษของเขา โทษของผู้อื่น จะได้รับความทุกข์ก็แม่นตน (ก็เพราะตน) ได้รับความสุขก็แม่นตน เขาทําดี เขาก็ได้รับความสุขของเขาเอง”
ภาค ๕ ธุดงค์ภาคเหนือตามหาท่านพระอาจารย์มั่น
หลวงปู่มั่นบรรลุธรรมแล้วออกธุดงค์เพื่อโปรดศิษย์
ในระหว่างที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านอยู่ศึกษาอบรมปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ทางภาคอีสานนั้น หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านปรารภว่า “กําลังเราไม่พอ” จึงได้ปลีกตัวไปจากหมู่คณะวิเวกขึ้นภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหัก และในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านก็ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ และท่านไม่เคยกล่าวคําว่า “กําลังเราไม่พอ” อีกเลย จากนั้นท่านก็ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในถิ่นทุรกันดาร ในสถานที่วิเวก เงียบสงัดปราศจากผู้คนเข้าไปรบกวน เพราะท่านต้องการหลีกเร้นอยู่ตามลําพังบําเพ็ญภาวนา เพื่อวิหารธรรมตามอริยประเพณีของบรรดาพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย และถือเป็น การกลั่นกรองพระศิษย์ไปในตัว ซึ่งจะต้องเป็น “นักรบธรรมเดนตาย” เท่านั้นที่กล้าหาญบุกบั่น ฝ่าฟันอันตรายยอมสละแม้ชีวิต จึงเข้าถึงท่านได้
ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา และเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน นั้นจะรู้ได้อย่างถ่องแท้จากการศึกษาเล่าเรียนทางภาคปริยัติแล้วนํามาปฏิบัติเท่านั้น จึงเกิดผล คือ ปฏิเวธภาคปฏิบัติ จึงมีความจําเป็นและสําคัญมากต่อการจรรโลงสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพรตราบนาน ๕,๐๐๐ ปี กว่าพระสงฆ์สาวกจะบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตสาวกได้นั้น ล้วนต้องบําเพ็ญเพียรทางภาคปฏิบัติเท่านั้น และท่านจะอบรมสั่งสอนสืบทอดต่อๆ กันมา
หลวงปู่มั่นก็เช่นเดียวกัน เมื่อบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดแล้ว ท่านมีพระคุณและมีความ กรุณาต่อบรรดาพระศิษย์อย่างใหญ่หลวง ท่านปรารถนาให้พระศิษย์ได้บําเพ็ญเพียรทางภาคปฏิบัติ เพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อจะได้เป็นศาสนทายาทสืบทอดพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตร ปฏิบัติ อันเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาโดยตรง ทั้งพระศิษย์เองต่างก็มีความปรารถนาอย่าง แรงกล้าที่จะพ้นทุกข์ จึงมุ่งมั่นทางภาคปฏิบัติ จนกล่าวได้ว่า สมัยครั้งกึ่งพุทธกาล หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ผู้เป็นอาจารย์ ได้สร้างสังคมนักปฏิบัติขึ้นมา เป็นยุคทองของภาคปฏิบัติอย่างแท้จริงเช่นเดียวกับสมัยครั้งพุทธกาล และพระพุทธศาสนาก็กลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้ง โดย ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“สมัยหลวงปู่มั่นนี่เราศึกษามาก หลวงปู่มั่นนะท่านจะดูแล พอดูแลขึ้นมานี้ ในพระที่ ปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น จะรู้ถึงนิสัยใจคอกันหมด พระองค์ไหนฉันอะไรได้ พระองค์ไหนฉันอะไรไม่ได้ สุขภาพไง เพราะมันฉันเข้าไปแล้ว มันเกี่ยวกับสุขภาพไง เขาดูแลกัน แบบว่าเขาเกรงใจกัน เขาเข้าถึงนํ้าใจกันนะ นี่สมัยหลวงปู่มั่น
แล้วหลวงปู่มั่นท่านพยายามทําตรงนี้ขึ้นมา ทําให้สังคมของพระปฏิบัตินี้ถึงกัน รักกัน เข้าใจนํ้าใจกัน แล้วมันจะมีคู่บัดดี้ มันจะมีคู่บัดดี้นะสมัยหลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้นจะเป็นบัดดี้กับ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่แหวนจะเป็นบัดดี้กับหลวงปู่ขาว นี่มันจะมี พอเราไปอยู่ทําอะไรก็แล้วแต่ เราจะมีเพื่อนสนิท มีคู่ซี้ จะไปไหน จะไปธุดงค์ด้วยกัน จะมีปัญหาอะไรก็ปรึกษากัน มันจะมีคู่บัดดี้ นะ คู่ที่รักกันเองในพระสมัยหลวงปู่มั่น”
เพราะมรรคผลนิพพานยังสดๆ ร้อนๆ ไม่เคยครึหรือล้าสมัย ดังพระพุทธโอวาท “หาก ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมยังมีอยู่ พระอรหันต์ไม่สิ้นไปจากโลก” ในสมัยกึ่งพุทธกาลจึงมีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นมากมาย เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็น เพราะผลงานของหลวงปู่มั่น
นับว่าหลวงปู่มั่น ท่านได้ทําประโยชน์อย่างใหญ่หลวงอเนกอนันต์ อย่างไม่มีองค์ใดจะทําได้เสมอเหมือนท่าน จนวงกรรมฐานต่างให้ความเคารพยกย่องและขนานนามท่านด้วยความเทิดทูนบูชาว่า “พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระธุดงคกรรมฐาน” และองค์หลวงตาพระมหาบัวท่านก็ ขนานนามว่า “หลวงปู่มั่น คือ โรงงานใหญ่ผลิตพระอรหันต์” บ้าง “พ่อแม่ครูอาจารย์” บ้าง ซึ่งเป็นคําเรียกท่านอย่างเคารพบูชาสูงสุด อย่างมีความหมายลึกซึ้งกินใจยิ่ง
หลวงปู่มั่น ท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์สัปปายะอย่างแท้จริง เพราะใจท่านเป็นใจสัปปายะนั่นเอง เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านทราบด้วยอนาคตังสญาณว่า บรรดาพระศิษย์ที่เคยฝึกฝนอบรมกับท่านขณะอยู่ภาคอีสานนั้นจะติดตามท่านขึ้นภาคเหนือ นอกจากท่านจะเมตตาสงเคราะห์เทศนาธรรม แก้ไขวิถีของจิต ตลอดจนการให้อุบายธรรมชี้แนะแก่พระศิษย์แล้ว แม้ท่านอยู่ในวัยชราภาพมีอายุ ๖๐ – ๗๐ ปีแล้วก็ตาม ท่านก็เมตตาอุตส่าห์เดินธุดงค์บุกเบิกขึ้นลงตามป่าตามเขา ในแถบภาคเหนือ ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน มีสภาพผืนป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาก ก็เพียงเพื่อเสาะแสวงหาและเตรียมสถานที่สัปปายะ หรือสถานที่เหมาะสมสําหรับการภาวนาแก่บรรดาพระศิษย์ ทําให้พระศิษย์มีสถานที่ปฏิบัติธรรมกันมากมาย โดยตลอดระยะเวลา ๑๑ ปีที่ท่านอยู่ภาคเหนือ ท่านเดินธุดงค์ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาอย่างสมบุกสมบัน ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย หรือความทุกข์ยากลําบากใดๆ เลย
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้บันทึกเหตุการณ์หลวงปู่มั่นบรรลุธรรมแล้วมีบรรดาพระศิษย์ออกติดตาม ไว้ดังนี้
“เริ่มแรกที่ท่าน (หลวงปู่มั่น) ออกปฏิบัติในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ท่านไปเที่ยวและพักอยู่เพียงองค์เดียว ถ้าเป็นแบบโลกก็นับว่าเปล่าเปลี่ยวที่สุด ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงคงแทบไม่หายใจ เพราะความกลัวบังคับอยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่เป็นอันกินอยู่หลับนอนได้ แต่สําหรับท่านแล้วในอิริยาบถทั้งสี่ ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลผู้เดียว ท่านถือว่ามีความสุขทางจิตใจและสะดวกทางความเพียรมาก เพราะการถอดถอนกิเลส ท่านก็ถอดถอนได้ด้วยอํานาจความเพียรของบุคคลผู้เดียวดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ต่อมาค่อยมีพระทยอยไปหาท่าน มีท่านเจ้าคุณเทสก์ อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ท่านอาจารย์สาร ท่านอาจารย์ขาว วัดถํ้ากลองเพล เป็นต้น”
พ.ศ. ๒๔๗๖ ออกธุดงค์ติดตามหาหลวงปู่มั่น
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะอยู่ในวัยกลางคน มีอายุได้ ๔๕ ปี ท่านได้ ออกวิเวกเดินธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนือ ติดตามหาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เพื่อขออยู่ศึกษาอบรมปฏิบัติธรรม โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“พอทราบข่าวว่า ท่านอาจารย์มั่นไปพักบําเพ็ญเพียรอยู่ที่เชียงใหม่ จึงพยายามตามหลังท่านไป โดยการเที่ยวธุดงคกรรมฐานไปเรื่อยๆ ตามลําแม่นํ้าโขง จนลุถึงเชียงใหม่ และเที่ยวบําเพ็ญอยู่ตามอําเภอต่างๆ ด้วยความสงบสุข ที่ที่ท่าน (หลวงปู่ขาว) พักบําเพ็ญแต่ละแห่งนั้นล้วนเป็นป่าเป็นเขาและห่างไกลจากหมู่บ้านมาก ท่านอาจารย์มั่นเองก็เที่ยวอยู่ตามแถบนั้นเช่นกัน แต่ตามท่าน ไม่พบอย่างง่ายๆ เพราะท่านชอบปลีกตัวจากหมู่คณะอยู่เสมอ ไม่ยอมให้ใครพบอย่างง่ายดาย”
พระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ที่ออกเดินธุดงค์ติดตามหาหลวงปู่มั่นในครั้งนั้น นอกจากหลวงปู่ขาว อนาลโย แล้ว ก็มีหลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ โดยครูบาอาจารย์ เทศน์ถึงสาเหตุการออกติดตามไว้ดังนี้
“เวลาหลวงปู่มั่นท่านเผยแผ่ธรรม หลวงตา (องค์หลวงตาพระมหาบัว) ท่านถามปัญหาหลวงปู่มั่น เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว ครูบาอาจารย์ ทุกองค์พยายามดั้นด้นๆ ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นเพราะอะไร? เพราะเราแก้ใจเราไม่ได้ หัวใจที่มันมาเจอปัญหาแล้วมันแก้ไม่ได้ มันเจอปัญหาแล้วมันติดขัด มันไปไม่ได้ มันไปไม่ได้ มันต้องดั้นด้น ขึ้นไปหาครูบาอาจารย์ที่พยายามจะชี้ทางให้ได้ ครูบาอาจารย์ที่จะชี้ทางได้ ครูบาอาจารย์ที่ บอกทาง นั่นไง ความจริงมันเกิดในหัวใจนั่นล่ะ”
การเดินทางของหลวงปู่ขาวในคราวนั้น มีพระทั้งสิ้น ๔ รูป ร่วมเดินทางด้วยเท้าเปล่า จากจังหวัดอุดรธานี ไปยังจังหวัดหนองคาย ลัดเลาะตามริมนํ้าโขงอันสุดแสนยาวไกล เส้นทางนี้ เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นพวกช้าง หมี เสือโคร่งใหญ่ ชุกชุมเหลือกําลัง บางครั้ง มันมาเดินผ่านหน้า ผ่านหลัง ให้ขนลุกขนพองสยองเกล้าไปตามๆ กัน เพราะตามคําเล่าลือของ ชาวบ้านในละแวกนั้นบอกว่า เสือมันกินคนเดินทางอยู่บ่อยๆ แต่หลวงปู่ก็หาได้เกรงกลัวคําของ ชาวบ้านไม่ คงเดินลัดเลาะป่าเขาลําเนาไพรอันไกลแสนจนไปถึงเชียงใหม่ แล้วต่างก็แยกย้ายกันเที่ยววิเวกในที่ต่างๆ ตามจริตนิสัยของพระภิกษุแต่ละรูป
พรรษา ๙ พ.ศ. ๒๔๗๖ จําพรรษาวัดพระเจ้าทองทิพย์
จวบจนช่วงเข้าพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ได้ไปจําพรรษาอยู่ที่วัดพระเจ้าทองทิพย์ จังหวัดเชียงใหม่ ณ ที่นี้หลวงปู่ขาวได้พบพระพุทธรูปองค์หนึ่งสวยงามมาก พระเศียรและองค์พระยังครบสมบูรณ์ดี แต่พระหัตถ์ทั้งสองข้างนั้นถูกพวกโจรศาสนาสันดานบาปหยาบช้าตัดเอาไป เพื่อนําไปหล่อโปงลาง เมื่อหลวงปู่ขาวได้พบเข้า รู้สึกประทับใจเป็นพิเศษต่อพระพุทธรูปองค์นั้นเป็นอย่างยิ่ง จะเป็นด้วยเหตุผลกลใดท่านเองก็ตอบไม่ถูกเช่นกัน แม้ว่าท่านจะเดินทางไปเที่ยววิเวก ยังสถานที่อื่นแล้วก็ตาม จิตใจของท่านก็ยังคิดถึงพระพุทธรูปนั้น จึงนึกอยากจะต่อพระหัตถ์ให้ ด้วยท่านทราบว่าหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เพื่อนสหธรรมิกอีกองค์หนึ่ง เป็นช่างที่มีความสามารถทางด้านปั้นพระพุทธรูป ท่านจึงออกเดินทางไปหาหลวงปู่พรหม ซึ่งในสมัยนั้นหลวงปู่พรหมท่านไปวิเวกอยู่ถํ้าปุ้มเป้
หลวงปู่ขาว อนาลโย กับ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านทั้งสองต่างมีจุดมุ่งหมายออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์เหมือนกัน ต่างเป็นพระศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่น และต่างมีพระอุปัชฌาย์ องค์เดียวกัน คือ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) โดยหลวงปู่ขาวมีพรรษามากกว่า หลวงปู่พรหม ๓ พรรษา และอายุก็มากกว่าปีเศษ ท่านทั้งสองเป็นสหธรรมิกกัน เหตุการณ์ที่ ท่านทั้งสองลองภูมิกันและกันนั้นเป็นช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๖
เมื่อหลวงปู่ขาวเดินทางไปถึงได้พบกับหลวงปู่พรหม ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันพอสมควรแล้ว จึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้หลวงปู่พรหมฟัง และบอกถึงความประสงค์ที่อยากจะซ่อมแซม พระพุทธรูปดังกล่าวนั้น หลวงปู่พรหมก็สนองความต้องการโดยช่วยซ่อมแซมตกแต่งพระพุทธรูป นั้นให้สวยงามเหมือนเดิม เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วหลวงปู่ขาวจึงได้เอ่ยถามหลวงปู่พรหมว่า “เป็นเพราะเหตุอันใด จิตผมจึงต้องปฏิพัทธ์ผูกพันในพระพุทธรูปองค์นี้หนักหนา ทั้งๆ ที่ผมก็เคยไปเห็นพระพุทธรูปมามากต่อมากแล้ว ไม่เห็นจะติดอกติดใจอะไรเหมือนพระพุทธรูปองค์นี้เลย”
หลวงปู่พรหมก็ยิ้มและเอ่ยออกมาว่า “ตัวท่านเองเคยสร้างมา”
หลวงปู่ขาวยิ่งสนใจในเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก จึงนิมนต์ หลวงปู่พรหม ช่วยพิจารณาดูให้ที หลวงปู่พรหมท่านก็รับปาก พอรุ่งเช้าวันใหม่ หลวงปู่พรหมจึงพูดกับหลวงปู่ขาวว่า “เมื่อชาติก่อนครูบาเคยมาเกิดในที่แห่งนี้ ได้เป็นสล่ากับเขา” (สล่า หมายถึง ช่างฝีมือ หลวงปู่ขาวในอดีตชาติเคยร่วมในกลุ่มช่างหล่อพระพุทธรูป โดยเป็นผู้สูบลมเพื่อเป่าให้ไฟร้อนในการหลอมโลหะ)
เมื่อหลวงปู่ขาวท่านได้ลองภูมิปัญญาของหลวงปู่พรหมแล้ว และก็ทราบว่าเป็นความจริง จึงแสดงสัมโมทนียกถาต่อกันและกัน ความจริงหลวงปู่ขาว ท่านทราบเรื่องในอดีตชาตินี้ดีแล้ว ท่านถามเพื่อลองภูมิปัญญาของหลวงปู่พรหมเท่านั้นเอง เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่พรหม ท่านทั้งสองมีอตีตังสญาณ คือ ญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ในอดีตเป็นอันดี และในวันหนึ่ง หลวงปู่พรหมก็อยากจะลองภูมิปัญญาของหลวงปู่ขาวบ้าง จึงถือโอกาสถามหลวงปู่ขาวบ้างว่า “ครูบา เมื่อครูบาตายแล้วจะไปไหน”
หลวงปู่ขาว ก็ตอบทันควันว่า “ผมตายแล้วก็ไม่ไป – ไม่มา ไม่ขึ้น – ไม่ลง ไม่เกิด – ไม่ดับ”
หลวงปู่พรหม ก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ แล้วพูดว่า “จะเอาอย่างไรกันอีกเล่า ไหนครูบา บอกว่าภาวนาไม่เป็นยังไง”
หลวงปู่ขาวก็ตอบต่อไปว่า “ก็ผมมันโกรธกิเลสเหลือเกิน มันเคยเป็นนายผมมาหลายภพหลายชาติแล้ว มันบังคับให้ผมทําความชั่วมาจนเงยหน้าไม่ขึ้น บัดนี้ผมจะโต้ตอบมันบ้าง ผมจึงกระหนํ่าแล้วกระหนํ่าอีก ตีแล้วตีอีก เหยียบแล้วเหยียบอีก ให้มันสมใจแค้น ผมจะไม่ยอมให้กิเลสมันโผล่หัวโงคอขึ้นมาได้อีก ผมจะทําความเพียรจนวันตายมาถึง”
หลวงปู่พรหมพอได้ยินหลวงปู่ขาวพูดออกมาอย่างจริงจังอย่างนั้น ก็อนุโมทนาสาธุ แล้วก็บอกว่า “ผมก็จะทําเหมือนครูบานั่นแหละ” ต่อจากนั้นหลวงปู่ทั้งสองก็ได้อําลาจากกัน เพื่อออกไปบําเพ็ญความเพียรหวังฆ่าตัวอาสวกิเลส บําเพ็ญภาวนาตามผู้เห็นภัยในวัฏทุกข์
หลวงปู่ขาวเล่าอีกว่า “หลวงปู่พรหมนี้ท่านออกบวช เพราะหลวงปู่สารณ์ชวนมาบวช ครั้นต่อมาท่านพรหมไปพบท่านพระอาจารย์มั่นที่เชียงใหม่ ท่านพรหมทําความเพียรเป็นยอดเลย สมัยท่านอยู่เชียงใหม่ กุฏิที่ท่านจําพรรษาอยู่นั้น ท่านไปขอโอกาสจากท่านพระอาจารย์มั่น ขอรื้อพื้นออกหมด เหลือแต่เฉพาะหลังคา ท่านว่า เพื่อไม่ให้มันขึ้นไปนอนได้ เราไม่ใช่จะมานอน ถ้าจะ มานอน ไม่ต้องมาให้มันไกลปานนี้ดอก นอนไหนมันก็นอนได้ มามัวแต่กินแต่นอนอยู่ เมื่อไรมันจะพ้นทุกข์เสียที” หลวงปู่ขาวเล่าต่อไปว่า “ท่านพรหมนี้เดินจงกรมหยั่งรู้ ทางจงกรมยาวตั้งเส้น กว้างตั้งสองวา ไปดูทางจงกรมของท่านพรหมแล้ว เกลี้ยงและเตียนหมด”
พ.ศ. ๒๔๗๗ รอดชีวิตอย่างอัศจรรย์
ครูบาอาจารย์ผู้ที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เมื่อถึงคราวเกิดเหตุการณ์คับขันซึ่งจะต้องถึงกับเสียชีวิต ก็จะมีเหตุอัศจรรย์ทําให้รอดชีวิตมาได้ สมดังบทธรรม ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ตามประวัติหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านรอดชีวิตมาหลายต่อหลายครั้ง ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง ดังเรื่องอัศจรรย์ของหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว และหลวงปู่พรหม ในขณะที่ร่วมออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขาทางภาคเหนือ เพื่อติดตามหาหลวงปู่มั่น ท่านทั้งสามรอดชีวิตจากการขาดนํ้าฉัน ซึ่งเชื่อว่าหลวงปู่ชอบท่านอธิษฐานจิตเหมือนเมื่อครั้งก่อน แล้วเทวดาหรือพญานาคที่สถิตอยู่ในป่าเขาบันดาลนํ้าให้ โดยหลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านเมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ครั้งหนึ่งท่านไปธุดงค์ด้วยกัน ๓ รูป หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่พรหม เดินตามหลัง มีหลวงปู่ชอบเดินนําหน้า เดินอยู่ในกลางป่าเปลี่ยวไร้บ้านผู้คน อาศัยนํ้าที่นําติดตัวไปก็ไม่เหลือแล้ว ทุกรูปต่างหิวนํ้าจนตาลาย เรี่ยวแรงที่จะเดินต่อไปแทบไม่มีแล้ว คณะธุดงค์ที่แข็งแกร่ง อาจจะข้ามป่านี้ไปไม่ได้เสียแล้ว อาจจะถึงคราวทิ้งชีวิตกันไว้ ณ ป่าแห่งนี้ หลวงปู่ชอบเดินนําหน้าไปยืนรออยู่ ณ ที่มีใบไม้ทับถมกันเป็นชั้นๆ สักพักนํ้าผุดพุ่งขึ้น ราวกับเปิดวาล์วนํ้า ใบไม้ลอยขึ้น นํ้าใสสะอาด หลวงปู่ชอบกล่าวว่า “นิมนต์หมู่เพื่อนฉันนํ้า” ทุกองค์ต่างตักนํ้าแล้วกรองฉันด้วยความแปลกใจ หลวงปู่พรหมกล่าวขึ้นว่า “ฮ่วย ! ท่านอาจารย์ทําได้อย่างไร” หลวงปู่ชอบก็นั่งเฉย หลวงปู่ขาวถามขึ้นเช่นเดียวกัน หลวงปู่ชอบก็นั่งนิ่งไม่ตอบว่าประการใด ท่านทั้งสามรูปฉันนํ้าแล้ว นั่งพักผ่อน อิริยาบถพอสมควรแล้ว มีเรี่ยวแรงแล้วจึงออกเดินทางต่อไป จุดประสงค์หลัก เพื่อติดตามหา พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นที่จังหวัดเชียงใหม่”
เรื่องรอดชีวิตอย่างอัศจรรย์ของบรรดาพระศิษย์ ขณะออกติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นทางภาคเหนือมีมากมาย ซึ่งล้วนเป็นเรื่องภายนอก แต่ที่สําคัญ คือ เรื่องภายใน หรือเรื่องจิตใจ เพราะธรรมอยู่ฟากตาย ฉะนั้น เมื่อท่านต้องการพบครูบาอาจารย์ของแท้ของจริงแล้ว พระศิษย์ ทั้งหลายล้วนต้องถูกทดสอบจากเหตุการณ์คับขันต่างๆ จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตลงได้ ย่อมทําให้จิตใจ ของท่านเกิดความองอาจกล้าหาญ เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว และไม่หวาดหวั่นต่อความเป็นความตาย อันเป็นบทพิสูจน์อย่างดีว่าท่านเป็นของแท้ของจริงหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้จิตใจของท่านสามารถที่จะรองรับอริยธรรมขั้นสูง จากการฝึกฝนทรมานอบรมตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นต่อไป
หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม ท่านทั้งสามแบกบริขารและกลดออกเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่า เพื่อติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นทางภาคเหนืออยู่นานระยะหนึ่ง ต้องสมบุก- สมบันบุกป่าฝ่าดง ลงห้วยข้ามลําธาร และต้องขึ้นเขาลงเขาอันตระหง่านสูงใหญ่ลูกแล้วลูกเล่า ท่านต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากแสนเข็ญนานัปการ ต้องอดทนต่อความอดอยากหิวโหย ต้องอดทนลําบากกางกลดนอนอยู่ตามป่าเขาถํ้าเงื้อมผาร่มไม้ใหญ่ ต้องอดทนต่อสภาพภูมิอากาศ ทั้งหนาวและร้อน หากเป็นข้างแรมเดือนมืดด้วยแล้ว กางกลดอยู่กลางป่า เมื่อเกิดฝนตกกระหนํ่าอย่างหนัก มองอะไรไม่เห็น ก็ต้องทนตากฝนเปียกหนาวสั่นอยู่อย่างนั้น ท่านต้องอดทนต่อความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ทั้งต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายต่อภัยอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จากการหลงป่าและไข้ป่าบ้าง จากสัตว์ป่า ช้างใหญ่ เสือร้าย อสรพิษบ้าง จากภูติ ผี วิญญาณร้ายบ้าง ฯลฯ แต่หลวงปู่ทั้งสามก็รอดชีวิตมาได้อย่างอัศจรรย์ทุกครั้งไป สมกับท่านทั้งสามเป็นนักรบธรรมและ เป็นพระธุดงคกรรมฐานเดนตายอย่างแท้จริง
แม้หลวงปู่ทั้งสามยังไม่พบท่านพระอาจารย์มั่น เพราะปฏิปทาขององค์ท่านจะไม่อยู่ที่ใดนานๆ องค์ท่านจะเดินธุดงค์วิเวกไปตามป่าตามเขาที่ทุรกันดารไกลแสนไกลและเปลี่ยวแสนเปลี่ยว ไปเรื่อยๆ และองค์ท่านชอบอยู่ลําพังองค์เดียว ซึ่งหลวงปู่ทั้งสามต่างก็ไม่เคยคิดท้อแท้หรือท้อถอย ยังคงมีจิตใจแน่วแน่ที่จะติดตามองค์ท่านให้พบให้จงได้ โดยอาศัยศรัทธา ความเพียร ความอดทนอดกลั้นเป็นที่ตั้ง ตลอดจนสติ สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องหนุนหลัง ขอเพียงทราบข่าวว่าองค์ท่าน อยู่ ณ ที่ใด ก็จะออกติดตามทันที หลวงปู่ทั้งสามเมื่อออกติดตามร่วมกันแล้วยังไม่พบสักที ต่างจึงแยกย้ายกันออกเดินธุดงค์ติดตามต่อไป
กล่าวถึงท่านพระอาจารย์มั่น องค์ท่านบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์ประเภทปฏิสัมภิทาญาณ พร้อมด้วยอภิญญา ๖ องค์ท่านมีอนาคตังสญาณหยั่งทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า ประดุจมีเรดาร์ใหญ่คอยสอดส่อง องค์ท่านแม้อยู่ท่ามกลางป่าเขาลึกก็ย่อมทราบความประสงค์และความเคลื่อนไหวของบรรดาพระศิษย์ที่ออกติดตามหาท่าน จากการเล็งญาณส่องขององค์ท่านก็ดี หรือจากคลื่นกระแสจิตของพระศิษย์ที่ส่งมาหาก็ดี ดังนั้น ในบางครั้งองค์ท่านก็เดินธุดงค์ออกจากป่ามารับพระศิษย์ด้วยตนเอง บางครั้งองค์ท่านก็บอกกับพระศิษย์ไว้ให้ทราบร่องรอยที่อยู่ เป็นต้น
พยายามอย่างไม่ลดละจนพบท่านพระอาจารย์มั่น
เมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านออกติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นไม่พบ และก็ไม่ทราบข่าวว่าองค์ท่านอยู่ ณ แห่งใด หมดหนทางที่จะติดตามแล้ว ท่านจึงตัดสินใจเดินทางกลับภาคอีสาน ขณะที่ท่านมุ่งกลับลงจากจังหวัดเชียงใหม่ ท่านเดินลุล่วงไปจนถึงจังหวัดลําปาง “ถํ้าแจ้งหลวง” ก็ไปพบกับหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งกําลังบําเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ที่นั่น
หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน ท่านทั้งสองเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มีพรรษาใกล้เคียงกันมาก แม้หลวงปู่แหวนบวชตั้งแต่เป็นสามเณร และบวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกายก่อนหลวงปู่ขาวก็ตาม แต่หลวงปู่ขาวท่านญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุตก่อนประมาณ ๒ ปี จึงมีพรรษามากกว่าหลวงปู่แหวนเล็กน้อย ส่วนอายุก็ใกล้เคียงกันมาก หลวงปู่แหวนแก่กว่าเล็กน้อยประมาณ ๒ ปี ท่านทั้งสอง ต่างมีเป้าหมายในการออกบวชประพฤติปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์เหมือนกัน เมื่อครูบาอาจารย์ของหลวงปู่แหวน คือ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) กับ ครูบาอาจารย์ของ หลวงปู่ขาว คือ ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ มรณภาพไปแล้ว ต่างจึงออกเดินธุดงค์ติดตาม หาหลวงปู่มั่นต่อไป
เมื่อท่านทั้งสองพบกันแล้ว จึงได้พูดคุยสนทนาธรรมกันตามประสาพระธุดงคกรรมฐานที่มีครูบาอาจารย์องค์เดียวกัน จนเป็นที่พออกพอใจแล้ว หลวงปู่แหวนจึงได้เอ่ยถามว่า “ท่านตั้งใจ จะไปที่ใดหรือ” หลวงปู่ขาวจึงบอกไปว่า “ผมเตรียมตัวจะมาวิเวกแถวนี้แล้วก็จะเดินทางกลับอุดรธานี เพราะเที่ยวตามหาท่านพระอาจารย์มั่น ไม่พบสักที” หลวงปู่แหวนจึงพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะท่านพระอาจารย์มั่นพูดกับผมแล้ว” หลวงปู่ขาวจึงถามขึ้นว่า “พูดว่าอย่างไรนะหรือ” หลวงปู่แหวนจึงตอบไปว่า “ท่านบอกกับผมว่า จะไปไหนก็ไปเถิด เราคงไม่หนีไปจากเชียงดาว (อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่) หรอก”
หลวงปู่ขาว เมื่อท่านทราบข่าวท่านพระอาจารย์มั่น ท่านยังพักอยู่ตามป่าตามเขาในจังหวัดเชียงใหม่จากหลวงปู่แหวน ท่านจึงได้ร่วมเดินทางกับหลวงปู่แหวนกลับไปนครลําปางอีก แล้วก็ได้ไปวิเวกในป่าแห่งหนึ่งชื่อ “แม่ปาง” หลังจากที่หลวงปู่ขาว พักบําเพ็ญภาวนาในที่แห่งนั้นพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้เที่ยวธุดงค์ไปทางจังหวัดลําพูน ซึ่งเป็นถิ่นไทยมอญ และเที่ยวต่อไปจนเข้าเขตเมืองงาว เมืองพะเยา เดินยํ่าด้วยฝีเท้าเปล่าทั้งนั้น ลัดป่าฝ่าดง ข้ามขุนเขาลําเนาไพร แสนจะ เหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากลําบาก และแล้วก็ออกมาพบถนนหลวง ดวงอาทิตย์ในฤดูนี้มันแผดแสง แรงกล้าอย่างไร้ความเมตตาปรานีกับผู้เดินทางด้วยเท้าเปล่าเสียจริงๆ หนอ ท่านจึงนึกในใจขึ้นมาว่า “เทพยดาผู้ใจบุญ ท่านจะไม่สงเคราะห์ผู้กําลังตกทุกข์ได้ยากบ้างเลยหรือ”
ขณะที่เดินต่อไปอีกสักเล็กน้อยก็มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งมาจากลําปาง แต่แล้วมันก็วิ่งผ่านไป ในไม่ช้าก็มีรถอีกคันหนึ่งวิ่งมา แต่ก็วิ่งผ่านไปอีกสักครู่หนึ่งแล้วมันก็หยุด หยุดรอครู่หนึ่งจนกระทั่งหลวงปู่ขาวเดินไปถึงก็กราบเรียน “นิมนต์ท่านตุ๊เจ้าขึ้นรถไปด้วยกันกับกระผมเถิด” หลวงปู่ขาวจึงพูดออกไปว่า “อาตมาเป็นพระจนๆ แม้ทรัพย์สักสตางค์เดียวก็ไม่มีจะให้ดอก” “ผมไม่ต้องการ ทรัพย์หรือเงินทองของท่านดอกขอรับ ผมต้องการบุญต่างหาก นิมนต์เถิดท่าน”
หลวงปู่ขาวจึงได้ขึ้นรถเขาไปจนถึงเมืองพะเยา หลังจากท่านขอบใจให้ศีลให้พรเจ้าของรถแล้วก็ออกเดินทางต่อจากพะเยาถึงอําเภอพาน จึงพักวิเวกอยู่ที่นี่คืนหนึ่งแล้ว จึงได้เดินทางต่อไปถึงอําเภอแม่สรวย เลยไปอําเภอเวียงป่าเป้า จนถึงบ้านแม่ขะจาน แล้วสอบถามชาวบ้านแถวนั้นว่า “ปรากฏเห็นมีตุ๊เจ้ามาจําพรรษาอยู่แถวนี้ไหม” เขาบอกว่ามีอยู่ ๒ รูปพักอยู่ป่าเมี่ยงห้วยทรายโน้น เมื่อ ๒ – ๓ วันนี้เห็นตุ๊เจ้าสาร (ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต) ลงมาเย็บผ้าอยู่กับชาวบ้าน
ครั้นเมื่อทราบอย่างนั้น หลวงปู่ขาวก็ดีอกดีใจเป็นยิ่งนัก เพราะนึกในใจว่าอาจจะเป็น ท่านพระอาจารย์มั่นก็เป็นได้ที่มาอยู่กับตุ๊เจ้าสาร ถ้าเป็นอย่างนี้ก็สมกับความมุ่งมาดปรารถนา ของเราแล้ว หลวงปู่ขาวท่านจึงได้เดินทางไปป่าเมี่ยงห้วยทราย ไปจนถึงที่นั่น จึงได้ทราบว่าท่าน ไม่อยู่แล้ว ตอนนี้ท่านไปอยู่ป่าเมี่ยงแม่ปั๋ง จึงได้เดินทางไปกราบนมัสการท่าน จนกระทั่งไปถึง สถานที่ป่าแห่งหนึ่งได้พบผู้คนกําลังอาบนํ้าที่ลําธาร จึงถามเขาว่า “เห็นหลวงปู่มั่นไหม ท่านอยู่ ณ ที่ใด” เขาตอบว่า “ท่านอยู่ข้างบนภูเขานี้เอง ท่านลงมาตักนํ้าที่บ่อนํ้านี่แหละไปฉัน ตรงนั้นมี บ่อนํ้า” เมื่อหลวงปู่ขาวทราบดังนั้นก็ดีใจเป็นนักหนา รีบเร่งสะพายบาตรแบกกลด เร่งฝีเท้ามุ่งตรงขึ้นไปบนยอดภูเขา เมื่อเดินขึ้นไปถึงก็พบหลวงปู่มั่นท่านนั่งรออยู่แล้วบนร้านที่พักเล็กๆ โดยมี ท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี นั่งอยู่ด้านข้าง ป่าเมี่ยงแม่ปั๋งในขณะนั้น มีท่านพระอาจารย์เทสก์ กับ ท่านพระอาจารย์อ่อนสี สุเมโธ อยู่พํานักและคอยปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่มั่น
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ท่าน (หลวงปู่ขาว) ก็พยายามตามท่าน (พระอาจารย์มั่น) อย่างไม่ลดละ จนได้พบและได้ฟังการอบรมจากท่านจริงๆ แต่ท่านไม่ค่อยให้ใครอยู่ด้วย ท่านชอบอยู่เฉพาะองค์เดียว ท่านว่า ท่านก็พยายามไปอยู่ในแถวใกล้เคียงท่าน พอไปมาหาสู่เพื่อรับโอวาทได้ในคราวจําเป็น เมื่อเข้าไปเรียนศึกษาข้ออรรถข้อธรรม ท่านก็เมตตาสั่งสอนอย่างเต็มภูมิ ไม่มีปิดบังลี้ลับ แต่ไม่ค่อยให้ใคร อยู่ด้วย ท่านว่า ท่านก็พอใจที่ท่านเมตตาสั่งสอน ในเวลาจําเป็นเข้าไปเรียนถาม เมื่อหมดข้อข้องใจแล้วก็กราบลาท่านไปบําเพ็ญตามลําพัง มีการเข้าๆ ออกๆ อยู่เสมอ ท่านก็สั่งให้ออกหาที่วิเวก ตามที่ต่างๆ แถบหมู่บ้านชาวเขาที่ตั้งอยู่ห่างๆ กัน ที่ชายเขาบ้าง บนหลังเขาบ้าง หมู่บ้านละ ๔ – ๕ หลังคาเรือนบ้าง ๙ – ๑๐ หลังคาเรือนบ้าง พอได้อาศัยเขาไปเป็นวันๆ ท่านเองก็ชอบอยู่ลําพัง องค์เดียวตามนิสัย”
หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านเมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ในสมัยนั้นหลวงปู่มั่นหลีกออกจากหมู่เพื่อน ธุดงค์จากอีสานไปจําพรรษาอยู่ภาคเหนือ เวลาผ่านไป ๒ ฝน แม้มีผู้พยายามติดตามหา ก็ยังไม่มีใครตามหาท่านพบ บรรดาพระกรรมฐาน ลูกศิษย์ของท่านจึงธุดงค์มุ่งตามหาท่านทางภาคเหนือ เที่ยวเสาะแสวงหาทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง เสาะแสวงหาท่านไปเรื่อย หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ไปพบองค์ท่านก่อนรูปอื่น”
ต่อมาก็มีหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม ฯลฯ เดินธุดงค์ไปพบในเวลาไล่เลี่ยกัน และหลวงปู่มั่นบอกกับหลวงปู่ขาวว่าท่านรับแขกเทพ โดยครูบาอาจารย์เล่าไว้ดังนี้
“พอไปท่านก็สัมโมทนียกถา “ใครมายังไง ผมนี้หลีกหลบหลบหลีกปลีกตัวหมู่คณะมา แยกหมู่คณะมาแล้ว” “โอ๊ย ! มันอยู่ไม่ได้ คิดถึงหลวงปู่ครูบาอาจารย์” ว่างั้น ท่านก็สัมโมทนียกถาพอเรียบร้อย “อยู่นี่ไม่ได้นะ เพราะว่าบ้านเขามีน้อย บ้านเขาแค่หกเจ็ดหลัง จะให้เขาเลี้ยงพระสองสามองค์ไม่ได้” อยู่สองสามวันก็พากันกลับไป แต่เวลาที่กลับไป หลวงปู่มั่นท่านว่า “อยู่กับมนุษย์ก็วุ่นวายไปอีกอย่างหนึ่ง มาอยู่นี้ก็รับแขกไม่หวาดไม่ไหว” ว่าอย่างงั้น เอ ! หลวงปู่ขาวว่ารับแขก ยังไง เราปีนมาเกือบตายกว่าจะมาถึงที่หลวงปู่มั่นอยู่นี่ โอ้ย ! ไม่รู้ว่ากี่ลูกๆ ภูเขาน่ะ แล้วแขกอะไร มันจะมีนํ้าใจมาถึงขนาดนี้ อยู่นี้ก็รับแขกไม่หวาดไม่ไหว ว่าอย่างงั้น ก็เลยกราบขออนุญาตท่าน คําว่า รับแขก กระผมไม่เห็นมีแขกมาสักคนเลย ทําไมหลวงปู่จึงว่ารับแขกไม่หวาดไม่ไหว ท่านบอกว่า “เฮ้ย ! ตาบอดจะไปรู้อะไร” ท่านตาดีหลวงปู่มั่น หูดี ท่านบอกว่า “แขกน่ะไม่ใช่แขกธรรมดา แขกเบื้องบน” ท่านว่าอย่างนั้น แขกเบื้องบน หมายถึง เทพบุตร เทพธิดา
ทีนี้ท่านก็เลยพูดให้ฟังเป็นนัยๆ ว่า “วันหนึ่งพระอินทร์พร้อมกับบริวารมาฟังเทศน์เรานี่ เป็นแสนหนึ่งเลย ดูซิ เป็นแสน มนุษย์นี่นับได้เฒ่างอมๆ แงมๆ สองสามคนนี่แหละ อันนี้เขามาเป็นแสนเลย โอ้ ! คนแสนหนึ่งล่ะ อันนี้เทวดาตั้งแสนหนึ่ง พอพระอินทร์นี้นํามา “พวกนี้ยังไม่รู้จัก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่าไหร่นัก” พูดเป็นปริศนากับหลวงปู่มั่น “ขอให้หลวงปู่จงอนุเคราะห์สงเคราะห์เทศน์ให้เขาฟัง ให้ซึ้งถึงใจ ให้เขานับถือพระพุทธศาสนา”
เทวดานี้นอกศาสนาก็มี เป็นมิจฉาทิฐิก็มี หลวงปู่มั่นเทศน์ไป เทศน์ไปแล้ว “พอจบ ท่านถามว่า เป็นอย่างไร เข้าใจไหมมหาบพิตร” พระอินทร์บอกว่า “เขาไม่เข้าใจ เลยขอให้หลวงปู่เทศน์เมตตาหลวง” เมตตาหลวงว่าอย่างนั้น หลวงปู่มั่นกําหนดจิต โอ้ ! เมตตาหลวง ก็คือ เมตตา ไม่มีประมาณ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ้าเมตตาพรหมวิหารนี้มีกําหนดกฎเกณฑ์ เช่น บิดามารดาเมตตาลูก ครูบาอาจารย์เมตตาลูกศิษย์ หรือพระราชาเมตตาพสกนิกร อย่างนี้มีขอบ มีกําหนดกฎเกณฑ์ ถ้าเมตตาหลวงนี้ไม่มีประมาณเลย อเวเรน อเวเรน ไม่มีประมาณ เมตตาทั้งเบื้องล่าง เบื้องบน เบื้องขวางสถานกลาง เมตตาหมดในสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในบทกรุณา มุทิตา อุเบกขาเหมือนกัน พอท่านเทศน์เมตตาหลวงจบ เสียงเทวดาก้องสนั่นหวั่นไหวไปเลยว่า “สาธุ” ว่าอย่างนั้น นี่เขาเข้าใจ เขาได้รับธรรม ชื่นใจ เบิกบานใจ”
สําหรับหมู่บ้านเล็กๆ ที่ปรากฏในประวัติของครูบาอาจารย์หลายๆ รูป เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม ขณะที่ท่านเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือ ได้กล่าวถึงสถานที่ที่ท่านเคยไปพักชั่วคราว หรือเคยอยู่จําพรรษา ซึ่งมีคํานําหน้าชื่อหมู่บ้านว่า “ป่าเมี่ยง” นั้น เป็นชื่อเรียกแบบไม่เป็นทางการ คือ เป็นภาษาพูด เพราะในอดีต ชาวบ้านมีอาชีพปลูกชาเพื่อทําเมี่ยงขายเป็นหลัก เช่น บ้านป่าเมี่ยงแม่สาย บ้านป่าเมี่ยงห้วยทราย บ้านป่าเมี่ยงขุนปั๋ง บ้านป่าเมี่ยงแม่ปั๋ง (ในปัจจุบันชื่อทางการของหมู่บ้านเหล่านั้น จะไม่ปรากฏ คําว่า “ป่าเมี่ยง” นําหน้า) ล้วนเป็นถิ่นทุรกันดารอยู่ตามป่าตามเขาในเขตอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีบ้านไม่กี่หลังคาเรือน ชาวบ้านก็มีฐานะยากจน อาหารบิณฑบาตพอขบฉันเพื่อยังอัตภาพเท่านั้น จึงเป็นสถานที่เกิดของธรรมเป็นอย่างดี โดยหลวงปู่ขาวตอบไว้ดังนี้
“เรื่องคนใส่บาตรนั้นมี พระกรรมฐานไปอยู่ที่ไหน ตามธรรมดาแล้วไม่อดอยากด้วยปัจจัยสี่ เพราะเขาเคารพเลื่อมใสเป็นพื้นเพของใจอยู่แล้ว ที่ว่าอดอยากขาดแคลนนั้น เป็นเพราะท่านฝึกท่านทรมานท่านเองเพื่ออรรถเพื่อธรรม ที่ท่านมุ่งมั่นอยากรู้อยากเห็น ท่านจึงฝึกทรมานด้วยการปฏิบัติโดยวิธีต่างๆ เช่น เอาอาหารแต่น้อยแม้มีมาก ฉันน้อยๆ แม้อาหารมีมาก ไม่ฉัน ทั้งไม่ไปบิณฑบาตเป็นวันๆ ไปเป็นครั้งคราว เพื่อเร่งภาวนาให้หนักขึ้น
การฉันน้อยและการไม่ฉันเป็นวันๆ ไปนั้น ทําให้ไม่โงกง่วง ตั้งสติได้ดี ใจสงบได้ง่ายกว่า ฉันตามปกติ ปัญญาคล่องตัวดีกว่าปกติ นี่หมายถึงผู้ถูกกับจริตนิสัย ร่างกายลดกําลังลงกว่าปกติย่อมไม่ทับจิตมาก การฝึกจิตทั้งด้านสมถะและด้านวิปัสสนาก็ง่ายกว่ากัน ท่านจึงมักทรมานอยู่ เสมอ เพื่อการดําเนินจิตได้สะดวกและรวดเร็วกว่าที่ไม่ฝึกทรมานดังที่กล่าวมา”
และสมดังคําว่า “ธรรมมักเกิดในที่อดอยากขาดแคลน” และการธุดงค์อยู่หมู่บ้านเล็กๆ เพื่ออาศัยโคจรบิณฑบาต ถือเป็นปฏิปทาสําคัญอีกข้อหนึ่งที่หลวงปู่มั่นพาดําเนินอย่างเคร่งครัด และถือเป็นปฏิปทาของจอมปราชญ์ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“ปฏิปทาที่อดอยากขาดแคลน เป็นปฏิปทาที่ยอมรับในเรื่องความทุกข์ในการต่อสู้ทั้งหลายความไม่ยอมรับในความทุกข์ความลําบากบ้างเลย แต่จะเอาความวิเศษเลิศโลกขึ้นมานั้น ไม่มีทาง นอกจากถูกหลอกจากกิเลสซึ่งเป็นตัวเลวทราม โดยเสกสรรปั้นยอตนเองหรือหลอกลวงสัตว์โลกว่าจะดีจะประเสริฐเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติแม้สมัยปัจจุบันนี้ ท่านผู้ปรากฏชื่อลือนาม ดังเรา ทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาเรื่อยมา เฉพาะอย่างยิ่งอย่างท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น หรือหลวงปู่ขาว เหล่านี้เป็นต้น ปฏิปทาของท่านเฉียบขาดสมกับว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ อยู่ในหัวใจท่านอย่างแท้จริง การดําเนินทุกแง่ทุกมุมเป็นแบบเป็นฉบับ เป็นสิ่งที่กิเลสขยะแขยงและหมอบราบไปโดยลําดับลําดา”
ความทุกข์ของพระกรรมฐานขณะอยู่ภาคเหนือ
บรรดาพระศิษย์ในขณะติดตามและอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นทางภาคเหนือ ล้วนต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส บางองค์ก็หลงป่าอดอาหารและนํ้า แทบเอาชีวิตไม่รอด บางองค์ก็เผชิญกับสัตว์ป่า ก็รอดมาได้ด้วยพุทโธ ฯลฯ ส่วนปัจจัย ๔ ก็เป็นไปอย่างอัตคัดขาดแคลน หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ท่านเล่าว่า “ไปเรียนกรรมฐานใหม่ ไปจําพรรษากับหลวงปู่มั่น พระที่ไปหาหลวงปู่มั่นต้องนอนกันตามดินตามหญ้า ตอนเช้าออกบิณฑบาตกับชาวป่า เป็นหมู่บ้านเล็กๆ พวกเขาทําไร่ทําสวน ไม่หรูหราเหมือนสมัยนี้ ทุกอย่างไม่มีการซื้อขาย มะเขือพวงป่า เยอะแยะ ผลหมากรากไม้ที่เป็นของป่าก็มีมากมาย ต่างกับทุกวันนี้มีแต่ของซื้อของขาย”
หลวงปู่ลี ท่านเล่าถึงความลําบากของพระกรรมฐานสมัยก่อนว่า “เที่ยวหาครูบาอาจารย์มันยากแท้นะ หลวงปู่มั่นมาอยู่ ชาวบ้านเกิดจิตศรัทธา จึงเข้ามาทําที่พักถวายองค์ท่าน ที่เหลือนอนตามป่า มีแต่กระท่อมที่พักเฉพาะขององค์หลวงปู่มั่นเท่านั้น ท่านว่า “พระพุทธเจ้าปรารภความเพียรตรัสรู้และสอนธรรมในป่า สมัยก่อนคนไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นความลําบากอดอยากกว่าพวกเราในสมัยนี้ที่ศาสนาเจริญแล้ว”
พระกรรมฐานท่านเที่ยวธุดงค์ ท่านเป็นนักเดินนะ กรรมฐานไม่เคยมีรองเท้านะ เดินเท้าเปล่าๆ ท่านเอาของใช้เท่าที่จําเป็นติดตัวไปด้วยเท่านั้น เอาใส่ในบาตร เทียนไขก็ไม่ได้เอาไปมาก ต้องใช้เฉพาะเวลาจําเป็นเท่านั้น พระกรรมฐานท่านไม่ค่อยพกของพวกนี้ เวลาไปค้างคืนก็จุดดู อะไรบ้าง เวลาเดินจงกรมกลางคืนก็ให้หาที่โล่งแจ้ง กลางคืนเดือนมืดก็ต้องให้มองเห็น เราเดินมี งูเงี้ยวเลื้อยผ่านมา มันจะเห็นสีดําๆ ผ่านทางจงกรม เวลาเราเดินอยู่นานๆ ถึงจะเป็นเดือนมืดก็ตาม มันก็จะมองเห็น ถ้าเป็นเดือนหงายไม่มีปัญหา ทางจงกรมของท่านนี้จะขรุขระ ท่านก็เดิน ท่านก็หาเอารากไม้กิ่งไม้แถวนั้นปัดกวาด ขรุขระก็เดินอย่างนั้นแหละ ท่านไม่สนใจกับทางขรุขระ ไม่ขรุขระ ทางสูง ทางตํ่าก็เดินอยู่นั้น หาทําเลพอเดินได้ เดินเลย ไม่ได้สนใจมันเรียบ ไม่เรียบล่ะ เดินเลย”
สําหรับเรื่องอาหารขบฉันก็เป็นอาหารป่าและเป็นไปอย่างอัตคัดขาดแคลน ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงตา หลวงปู่เจี๊ยะเป็นคนจัดอาหารใส่บาตรให้กับหลวงปู่มั่นเอง ฉะนั้น หลวงปู่มั่น จะขบฉันอะไร ท่านรู้ท่านเห็นหมดแหละ เวลามันเจอสิ่งที่ว่าอุดมสมบูรณ์ ร้องไห้เลย ร้องไห้ทําไม ร้องไห้ว่าครูบาอาจารย์ของเราไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นอย่างนี้ไง…
หลวงปู่เจี๊ยะท่านขึ้นไปอยู่ ไปอยู่น่ะ ท่านไม่มีหรือ อยู่บ้านน่ะมันมหาศาล แล้วไปกินข้าวกับกล้วย เพราะด้วยความเคยชินของท่าน ท่านเคยกินกุ้งหอยปูปลา แล้วขึ้นไปอยู่นั่นน่ะ อยู่กับ ชาวเขา ท่านบอกว่า “วันไหนไปบิณฑบาตได้ปลาสร้อยตัวเท่านี้ วันนั้นถูกรางวัลที่ ๑” ท่านพูดกับเรานะ “วันไหนไปบิณฑบาตกลับมาได้ปลาสร้อยมา ๑ ตัว กว่าเขาจะหาได้ ได้ปลาสร้อยมา ๑ ตัว วันนั้นถูกรางวัลที่ ๑” ไปทุกข์ทรมานทําไม ไปทุกข์ทรมานเพราะหัวใจมันยิ่งใหญ่ หัวใจมัน ยิ่งใหญ่ หัวใจมันต้องการคุณธรรม…
เห็นไหม ดูสิ ครูบาอาจารย์ของเราท่านดํารงธาตุขันธ์อยู่ในป่าในเขาของท่าน ท่านจะ ทุกข์ยากขนาดไหน เขาว่าทางโลกเป็นทางที่ทุกข์มาก ทางโลกไม่มีอะไรสิ่งใดไปจุนเจือให้ท่านมีความสุขขึ้นมาได้เลย แต่ในทางธรรม ท่านอยู่ป่าอยู่เขาของท่าน ท่านมีความสุขรื่นเริงของท่านเห็นไหม ดูสิ อยู่ป่าอยู่เขา เทวดาทางเชียงใหม่มากกว่าเทวดาทางหนองผือ นี่ ๔ ทุ่มขึ้นไปมาแล้ว หัวคํ่ามาแล้ว นี่ในเมื่อคุณธรรมในหัวใจอย่างนั้น ดูสิ โดยปัญญาของท่านเทศนาว่าการให้เทวดา อินทร์ พรหม ฟังอย่างนั้น มันมีความสุขขนาดไหน สุขอย่างนั้น สุขที่มันเป็นทิพย์ สุขที่เลอเลิศ”
ท่านปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา
การปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ขาว อนาลโย นั้น ในเบื้องต้นหลวงปู่มั่นท่านสอนตามหลักของไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นไปตามหลักธรรมคําสอนขององค์สมเด็จพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ซึ่งหลวงปู่ขาวท่านก็น้อมนํามาปฏิบัติตามได้อย่างเด่นชัด โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ศีล สมาธิ ปัญญา ไว้ดังนี้
“หลักพระวินัยต้องยึดให้คงเส้นคงวาเสมอ ทีนี้ก็ปฏิบัติตามหลักธรรม เมื่อศีลบริสุทธิ์ อยู่แล้ว สําหรับผู้บวชมาเพื่อรักษาศีล รักษาธรรม บํารุงธรรม ต้องให้ศีลหมดจดอยู่เสมอ เป็นที่อบอุ่นใจ แล้วก็ดําเนินทางด้านจิตตภาวนา เมื่อดําเนินทางด้านจิตตภาวนา จิตก็ไม่ส่ายแส่วุ่นวาย ไปเพราะความผิดในแง่พระวินัย ไม่มีความกังวล ตัดนิวรณ์เหล่านี้เสียได้ ใจก็เข้าสู่จุดแห่งธรรม ด้วยความสะดวก แล้วปรากฏเป็นความสงบร่มเย็นขึ้นมา ท่านจึงเรียกว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก สําหรับนักบวช ผู้รักษาพระวินัยก็ให้เป็นผู้รักษาจริงๆ ให้ดําเนินตามนี้ สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก นั่น ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตอันปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นี่เป็นหลักธรรมอันสําคัญมีความเกี่ยวโยงกันอยู่เช่นนี้
ฉะนั้น นักบวชเรา จึงควรสนใจอย่างยิ่งในหลักธรรม หลักวินัย ครั้งพุทธกาลท่านปฏิบัติดําเนินอย่างไร จึงปรากฏว่า ท่านองค์นั้นสําเร็จอยู่ในเขาลูกนั้น อยู่ในป่านั้น อยู่ในถํ้านั้น ด้วยอิริยาบถนั้นๆ ท่านองค์นั้นสําเร็จอยู่ในที่นั่นๆ ในป่าในเขาลําเนาไพร”
ในส่วนของศีล หลวงปู่ขาวท่านมีความเคร่งครัดรักษาศีลไม่ให้มัวหมองด่างพร้อย และมีการปฏิบัติธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ เป็นไปอย่างเข้มงวดกวดขันประจํานิสัย เมื่อท่าน เข้ารับการฝึกฝนอบรมจากท่านพระอาจารย์มั่น องค์ท่านก็เน้นสอนให้บริกรรมพุทโธ ให้ทําสมาธิ หรือทําความสงบใจก่อน จากนั้นจึงค่อยออกพิจารณาทางด้านปัญญา โดยหลวงปู่ขาวเทศน์ไว้ดังนี้
“เรื่องคิด คิดได้ แต่พอคิดธรรมติดมือขึ้นมา กิเลสที่รุมล้อมอยู่รอบหัวใจคว้าเอาไปกินเจ้าของมองไม่ทัน เพราะกิเลสตัวสัญญาอารมณ์มันรวดเร็วมากเกินกว่าสติปัญญาธรรมดาโลกๆ จะตามทัน ฉะนั้น ท่านจึงสอนให้ฝึกอบรมจิตให้สงบด้วยสมถะก่อน พอมีทางยับยั้งตั้งตัวได้บ้างแล้วก็สอนให้พิจารณาทางปัญญา การที่จิตสงบนั้นผลเป็นความเย็น ไม่ดิ้นรน กวัดแกว่ง จิตเชื่อง ถ้าเป็นนํ้าก็สงบนิ่ง เมื่อนานเข้าก็ใสสะอาด จิตที่สงบ จากอารมณ์กวนใจก็ทํานองเดียวกัน
เมื่อนําออกพิจารณาทางด้านปัญญา ย่อมไม่ดิ้นรนกวัดแกว่ง ตั้งหน้าทําหน้าที่ตามสติที่ควบคุมและสั่งงานในการพิจารณา การพิจารณาส่วนมากถือกายเป็นเป้าหมายแห่งการพิจารณา โดยความเป็น อสุภะ อสุภัง ปฏิกูลโสโครกไม่สวยงามบ้าง ในขั้นเริ่มต้น พิจารณากลับไปกลับมา จนเป็นที่เข้าใจว่าเป็นอสุภะ ไม่งาม เป็นปฏิกูลจริงๆ ตามความพิจารณาหลายครั้งหลายหน ใจย่อมยอมจํานนต่อปัญญาและเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ จิตก็ยิ่งมีความสง่างามแพรวพราวและอาจหาญไปโดยลําดับของการพิจารณา เมื่อพิจารณาไปมาก จิตมีความอ่อนเพลีย ก็นําจิตเข้าพักสงบอารมณ์ในสมาธิ ทําสลับกันไปตามวาระของการทํางานและหยุดงาน”
และท่านเทศน์ยํ้า “ภาวนาพุทโธ จิตมันจะสงบลงไป ใจก็จะสะอาด พุทโธใสขาว คือ ทําจิตให้สงบลงแล้วให้พิจารณาร่างกายอยู่เช่นนี้ อย่าส่งจิตไปที่อื่น ถ้าส่งไปที่อื่นผิดหลักของการภาวนาของผู้หวังความพ้นทุกข์”
พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นับแต่ต้นวงกรรมฐาน ในเบื้องต้นของการปฏิบัติภาวนา ท่านก็เริ่มต้นฝึกหัดบริกรรมพุทโธ เป็นบทบริกรรมประจําใจ เมื่อท่านปฏิบัติจนได้ผลแล้ว ก็นํามาสั่งสอนบรรดาพระศิษย์ทั้งหลาย ฉะนั้น พระธุดงคกรรมฐานสายนี้ที่องค์หลวงตาพระมหาบัวยกย่องว่าเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านก็เริ่มต้น ฝึกหัดภาวนาด้วยการบริกรรมพุทโธเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งหลวงปู่ขาว โดยหลวงปู่ขาวเทศน์ว่า
“อาตมามันถูกกับพุทโธ ตั้งใจเอาไว้ ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง กําหนดเอาสติรักษาใจไว้ เอาพุทโธไม่เผลอสติ ให้เห็นพุทโธตั้งอยู่กลางใจนี้ ไม่สบายเลยหาย อาตมานิสัยถูกกับพุทโธ บริกรรมอัฐิกระดูก บางครั้งมันก็ถูก ถูกมันก็ปรากฏเห็นกระดูกหมดทั้งสกนธ์กาย พระพุทธเจ้าต้องการให้จิตมันเห็น จิตมันไม่เห็น ให้บริกรรมให้เห็น ต้องการให้มันเบื่อหน่าย ให้มันเห็นว่า ไม่ใช่ตน”
พุทโธมีความสําคัญมาก ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พุทโธไว้ พุทโธนี่พุทธานุสติ มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่กับเรา” หลวงปู่มั่น หลวงตาท่านเน้นประจํา “อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ” เห็นไหม เวลาหลวงปู่มั่นท่านเสีย หลวงตา ไปนั่งอยู่ปลายเท้า จิตดวงนี้มันดื้อนัก มันไม่เคยฟังใคร คนที่มันฟังก็นิพพานไปแล้ว เสียอกเสียใจ นั่งร้องไห้ครํ่าครวญหลายชั่วโมง สุดท้ายเวลามันคิดได้ นี่ในเมื่อบัดนี้คนสอนเราก็ไม่มีแล้ว แต่ คําสอนเป็นหลักของท่าน ท่านสอนบอก
“ถ้ามีสิ่งใดที่มันเป็นความสงสัย ให้เข้าสู่ภายใน อย่าส่งออก ถ้ามีสิ่งใดที่ปฏิบัติแล้ว มันสงสัย มันอันตราย อย่าตามไป อย่าส่งออก ให้เข้าข้างใน ให้อยู่กับผู้รู้ ให้อยู่กับพุทโธ”
อปัณณกปฏิปทาและอุบายวิธีภาวนา
พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในการปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลนิพพานแล้ว หลักใหญ่ คือ สติเป็นพื้นฐานสําคัญมาก สติฝึกความพากเพียร มีการภาวนา เป็นต้น จากนั้นหลักอปัณณกปฏิปทาและอุบายวิธีภาวนาที่จะสนับสนุนให้มีสติต่อเนื่อง กันไปๆ เช่น การอดนอนผ่อนอาหาร อดอาหาร ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ กล่าวได้ว่า ทุกองค์ท่านจะดําเนินตามหลักการเหล่านี้ ซึ่งล้วนเป็นการบําเพ็ญธรรมฝ่ายเหตุ หรือเป็นที่มา อันประกอบไปด้วยความทุกข์ทางกายอย่างยิ่ง แต่ด้วยความเพียรพยายามอย่างไม่ลดละท้อถอย อย่างไม่หวาดหวั่นเกรงกลัวต่อความเป็นความตายแล้ว ในที่สุดก็นํามาซึ่งธรรมฝ่ายผล ในเบื้องต้น คือ สมาธิธรรม ในท่ามกลาง คือ ปัญญาธรรม และ ในที่สุดเบื้องปลาย คือ วิมุตติธรรม
อปัณณกปฏิปทา การปฏิบัติไม่ผิด ตรงแน่วต่อมรรคผลนิพพาน ให้ปฏิบัติอย่างนี้ ได้แก่
๑. อินทรียสังวร การสํารวมอินทรีย์ คือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงําใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖
๒. โภชเน มัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทํากิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา
๓. ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือ ขยันหมั่นเพียรตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชําระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป
หลวงปู่ขาว อนาลโย และบรรดาครูบาอาจารย์ที่ออกติดตามท่านพระอาจารย์มั่นทาง ภาคเหนือ ล้วนจะต้องได้รับการอบรมเรื่องนี้จากท่านพระอาจารย์มั่น แล้วแต่ละองค์ท่านก็จะนํา อุบายภาวนาเหล่านี้มาฝึกฝนทดลองให้ถูกกับจริตนิสัยของตน หลวงปู่ขาวท่านจะดําเนินตามหลัก อปัณณกปฏิปทาอย่างเคร่งครัดมาก ท่านมุ่งปฏิบัติภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ โดยไม่ค่อยได้พักผ่อนหลับนอน และการอดอาหาร ผ่อนอาหาร ท่านก็ดําเนินอย่างเข้มงวดเคร่งครัดมาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะท่านมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อความหลุดพ้นนั่นเอง โดยหลวงปู่ขาวเทศน์เรื่องการฝึกสติและตอบเรื่องการอดอาหารไว้ดังนี้
“สติเป็นธรรมประจําชีวิต ทุกคนควรฝึกหัดให้แม่นยํา”
“สติตั้งอยู่กับใจ คนมีสติทําอะไรก็ไม่พลาด กุศลธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้น ก็เพราะมีสติ ให้สําเหนียกอยู่ในสติ”
“สตินั้นเราฝึกได้ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ฝึกได้ทั้งหมด อย่าไปเลือกกาลเวลา ถ้าเป็น ผู้เลือกกาลนั้นกาลนี้จึงจะภาวนาฝึกสติ จะเป็นผู้ประมาทไป ผู้ประมาทนี้ท่านว่า คือผู้ที่ตายแล้ว คือ ตายจากคุณงามความดี ที่จะพึงได้พึงถึงก็ไม่ได้ ปล่อยกาลเวลาล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์”
“ถ้ายังจะกลัวตาย เที่ยวฉันผลไม้ชนิดต่างๆ อยู่ ก็อย่าอดให้ขายหน้าตัวเองและพระศาสนาล่ะซิ พูดอะไรอย่างนั้น ผลไม้ก็คืออาหารเราดีๆ นี่เอง จะฉันได้อย่างไรในเวลาวิกาล แม้ที่ฉันได้ ในเวลาวิกาล เช่น โกโก้ กาแฟ นํ้าอ้อย นํ้าตาล นํ้าส้ม นํ้าหวาน เพียงจะหาถ่ายรูปไว้ดูต่างหน้าเวลาหิว ก็ยังไม่มีจะว่ายังไง ยังจะบืนไปหามันที่ไหนให้ยุ่งเข้าไปอีก พูดกับคนไม่เคยอดเคยหิวนี่มันลําบาก เลยออกนอกลู่นอกทางไปกันใหญ่แล้วนี่ จะฉันอะไรนอกจากนํ้าในกานํ้าเท่านั้น ก็ท่าน ไม่วุ่นวายเหมือนผู้ถามนี่นา ท่านอดเพื่อภาวนา ท่านจึงมีแต่ตั้งหน้าภาวนาอย่างเดียว ไม่ยุ่งกับอะไรทั้งสิ้นในเวลาเช่นนั้น”
และเมื่อหลวงปู่ขาวท่านฝึกฝนอบรมทรมานจิต จนจิตของท่านแก่กล้าสามารถ การทําสมาธิภาวนาก็ทําได้อย่างชํานิชํานาญคล่องแคล่วแล้ว ท่านจึงเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ โดยการ ถือเนสัชชิ คือ ไม่นอน ตลอดพรรษา ๓ เดือน ก่อนการบรรลุธรรมอัศจรรย์ ท่านจึงตั้งสัจอธิษฐาน ถืออิริยาบถ ๓ เดิน ยืน นั่งภาวนาตลอดพรรษาเช่นเดียวกับกรณีของหลวงปู่พรหม จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติธรรมของครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลําบาก และการบรรลุธรรมก็ต้องใช้เวลานานหลายปี ในปฏิปทา ๔ จึงจัดอยู่ใน ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา คือ ปฏิปทาที่ปฏิบัติลําบาก ทั้งรู้ได้ช้า
ปฏิปทา ๔ เหล่านี้ คือ
๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลําบาก ทั้งรู้ได้ช้าฯ
๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลําบาก แต่รู้ได้เร็วฯ
๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้าฯ
๔. สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็วฯ
ธุดงค์ตามรอยธรรมหลวงปู่มั่น
เมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย มาอยู่ศึกษาอบรมธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะสั่งให้ พระศิษย์แยกย้ายกันไปภาวนาตามที่ต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นป่าเขาถํ้าเงื้อมผา เป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยว เป็นที่ฝึกฝนอบรมทรมานจิตใจได้เป็นอย่างดี และที่สําคัญ เป็นการดําเนินตามพระโอวาทในข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ ที่มีมาแต่สมัยครั้งพุทธกาล โดยมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็น ต้นสกุลแห่งพระป่า หรือพระธุดงคกรรมฐาน เมื่อพระองค์ทรงผนวชแล้ว ก็ได้เสด็จออกเที่ยว รุกขมูลตามป่าตามเขา เพื่อแสวงหาโมกขธรรมเป็นพระองค์แรกของโลก และทรงบัญญัติให้กุลบุตร ผู้ออกบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จะต้องได้รับพระโอวาทข้อนี้ทุกรายไป โดยไม่มีการยกเว้น
ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระธุดงคกรรมฐาน ในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ท่านทั้งสองนําบรรดาพระศิษย์ปฏิบัติตามพระโอวาทข้อนี้อย่างเคร่งครัด ตลอดสมณชีวิต มีบ้างบางครั้งจําเป็นต้องเข้าเมืองก็เป็นครั้งเป็นคราว และเข้าด้วยกิจธุระจําเป็นของสงฆ์เท่านั้น ท่านทั้งสองเป็นสมณชีวิตแบบอย่างอันเลิศเลองดงามที่สุด เป็นแบบฉบับเนติสงฆ์สาวกในการตามเสด็จรอยพระบาทอย่างแท้จริง แม้ท่านชราภาพ เจ็บไข้ได้ป่วย หรือใกล้จะถึงกาลแห่งมรณภาพ ก็ใช้สมณชีวิตอย่างเด็ดเดี่ยวและยอมละทิ้งขันธ์อยู่ตามป่าตามเขา ไม่ยอมเข้าเมืองเป็นอันขาด และท่านทั้งสองก็ไม่เคยสั่งสอนให้บรรดาพระศิษย์อยู่ในเมือง อันเกลื่อนกล่นวุ่นวาย เต็มไปด้วยผู้คน ทั้งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปัจจัย ๔ และลาภสักการะ สถานที่ก็ไม่เงียบสงัดวิเวก ไม่เหมาะเป็นสถานที่บําเพ็ญภาวนา ที่สําคัญเป็นการขัดกับพระโอวาทข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ
สมณชีวิตของพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองยิ่งใหญ่มาก สาเหตุหนึ่งที่ท่านทั้งสองมุ่งดําเนิน โดยทําให้ดูเป็นแบบอย่างเช่นนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้บรรดาพระศิษย์ได้ยึดถือเป็นคติ แล้วน้อมนําไปปฏิบัติตาม จะได้พากันบําเพ็ญเพียรภาวนาฆ่ากิเลสอย่างไม่ท้อถอยลดละ เพื่อความหลุดพ้น หรือพระนิพพานบรมสุขเป็นประการสําคัญ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา และถือเป็นปฏิปทาสําคัญข้อหนึ่งของพระธุดงคกรรมฐานในสายนี้
เมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเข้ามาอยู่ในสํานักหลวงปู่มั่น ใหม่ๆ ท่านก็ได้รับการอบรมถ่ายทอดปฏิปทาการอยู่รุกขมูลตลอดชีวิต ซึ่งหลวงปู่ขาวท่านก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่ได้ยึดถือปฏิบัติ และรักษาสืบทอดเรื่อยมาจนเป็นคติแบบอย่างอันเลิศเลองดงาม
การที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านมีโอกาสมาอยู่ร่วมศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ในคราวนั้น จึงเป็นสัปปายะหลายอย่าง คือ บุคคลก็สัปปายะ เพราะเพื่อนสหธรรมิกล้วนเป็น ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อหวังพระนิพพานด้วยกัน ชาวบ้านก็เป็นชาวบ้านป่า เขาก็ไม่มารบกวน สถานที่ ก็สัปปายะ เพราะเป็นป่าเขาลําเนาไพร บรรยากาศเยือกเย็นสงบวิเวกวังเวง ทั้งมีสัตว์ป่า ช้างป่า เสือร้าย เป็นครูคอยทรมานให้บําเพ็ญภาวนา อาหารก็สัปปายะ เพราะมีพอฉันเพื่อยังอัตภาพให้ เป็นไปได้โดยไม่ขาดแคลน ธรรมก็สัปปายะ เพราะท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นเป็นองค์แสดงธรรม ท่านเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม ท่านจึงยํ้าลงในธรรมปฏิบัติ ในสารธรรมอันเป็นวิมุตติธรรม วิโมกขธรรม ชี้จุดอันควรละ บอกจุดอันควรเจริญ ยิ่งเมื่อใกล้ถึงวันเข้าพรรษา ท่านได้แสดงธรรมทางปฏิบัติ ยํ้าลงเป็นจุดๆ เป็นขั้นตอนตามการเจริญมรรคปัญญาเท่านั้น
เมื่อหลวงปู่ขาวท่านพักอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น และได้รับฟังพระธรรมเทศนาจากท่านพอสมควรแล้ว ก็กราบลาท่านไปวิเวกบริเวณข้างเคียงนั้น เพราะท่านพระอาจารย์มั่นไม่ต้องการให้ใครมาอยู่ด้วย ท่านว่า ต้องการอยู่คนเดียว บําเพ็ญภาวนาคนเดียว เมื่อท่านมีความประสงค์เช่นนั้น หลวงปู่ขาวและหลวงปู่แหวน ได้ปรึกษากันว่าจะไปที่ป่าเมี่ยงขุนปั๋ง เพราะสถานที่นั้นเป็นที่ เหมาะสมกับการบําเพ็ญภาวนา เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นป่าเขา มีหมู่บ้านพอได้อาศัยโคจรบิณฑบาต บรรยากาศสงบเยือกเย็นไกลจากเสียงและผู้คนที่จะไปมารบกวน การไปมาก็ไม่ลําบากมากนัก ถ้าจะมาฟังธรรม ลงอุโบสถฟังสวดพระปาฏิโมกข์ หรือกราบเรียนถามปัญหาธรรมกับ ท่านพระอาจารย์มั่นก็เดินทางลัดเลาะตามป่าตามเขามา ก็จะมาถึงที่อยู่ของท่านพระอาจารย์มั่นได้ เมื่อปรึกษากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่างก็จัดแจงเก็บบริขารและเข้าไปกราบลาท่านพระอาจารย์มั่น แล้วเดินทางมาทางบ้านแม่ปั๋ง ไปบ้านทุ่งบวกข้าว เดินเข้าป่าลัดไปตามทางที่ไปยังป่าเมี่ยงขุนปั๋ง ซึ่งทางบางแห่งก็ข้ามห้วยไปหลายแห่ง บางแห่งก็ขึ้นเขาไป กว่าจะไปถึงป่าเมี่ยงขุนปั๋งต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ ๔ – ๕ ชั่วโมง
พอไปถึงที่หมายแล้วต่างองค์ต่างก็แสวงที่อยู่ของตน เมื่อเลือกหาสถานที่ได้ตามความพอใจของตนแล้ว พวกชาวบ้านได้ช่วยกันปลูกสร้างกุฏิชั่วคราวให้ พอกันแดดกันฝนได้บ้าง อากาศ บริเวณนี้มีความชื้นสูง เพราะพื้นที่เป็นซอกเขา มีภูเขาล้อมรอบทุกด้านเหมือนอยู่ในก้นกระทะ เวลาฝนตก นํ้าฝนจะไหลมาจากภูเขาทุกทิศทุกทาง บริขารเวลาเปียกมักแห้งช้า เนื่องจากแสงแดด สาดส่องเข้าไม่ถึง ป่าเขาโดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบ จึงหนาแน่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ และ เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดส่งเสียงร้องกึกก้องป่า ทั้งกลางวันและกลางคืนไม่ขาดระยะ ฟังแล้ววิเวกวังเวงยิ่งนัก เป็นการเตือนสติของผู้บําเพ็ญธรรมได้เป็นอย่างยิ่ง
ป่าเขาในแถบอําเภอพร้าว นอกจากป่าเมี่ยงขุนปั๋งแล้ว หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ท่านได้ไปธุดงค์พักภาวนาที่ป่าเมี่ยงแม่สาย และแถวตําบลโหล่งขอด อันเป็นมงคลสถานที่หลวงปู่มั่นท่านได้ธุดงค์ไปบุกเบิกไว้แล้ว ในสมัยก่อนนั้นตําบลโหล่งขอดเป็นที่ราบลุ่มนํ้าแม่งัด แม่ขอด ไหลมา ท่วมรวมกัน แต่หายเร็วลงไปหาลําห้วย เป็นศูนย์กลางที่ครูบาอาจารย์เคยไปอยู่ปฏิบัติธรรมกัน เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่พรหม ฯลฯ
ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า “แถวโหล่งขอดนี่ มันเกิดความสงบ จิตใจมีปีติศรัทธาแรงกล้า หลวงปู่ขาวว่าเดินจงกรมที่นี่เบาเหมือนเดินบนอากาศ ไม่ง่วงเหงาหาวนอน หลวงปู่พรหมท่านกล่าวว่าจะไม่นอนสามเดือน หลวงปู่มั่นห้ามไม่ให้ทํา เพราะธาตุขันธ์ต้องพักผ่อน ที่นี่มีวัดเก่าเยอะ เช่น วัดดงมะไฟ เป็นจุดพักของครูบาอาจารย์ จะไปอําเภอพร้าว จะไปบ้านปง ก็ต้องผ่านทางนี้ หลวงปู่ครูบาอาจารย์ที่ขึ้นเชียงใหม่ต้องผ่านตรงนี้แทบทุกองค์ จะไปป่าเมี่ยงแม่สายก็ขึ้นไปจากนี้ หลวงปู่องค์สําคัญๆ หลายองค์ก็ได้อาศัยยายสมเป็นโยมอุปัฏฐาก”
พรรษา ๑๐ พ.ศ. ๒๔๗๗ จําพรรษาดอยนะโม
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงปู่ขาว วิเวกภาวนาอยู่แถวป่าเมี่ยงขุนปั๋ง ป่าเมี่ยงแม่สาย และแถบตําบลโหล่งขอด ครั้นใกล้จะเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งว่าให้แยกย้ายกันหาที่จําพรรษา จะมาอยู่รวมกันในป่าเมี่ยงแม่ปั๋งทั้งหมดไม่ได้ เพราะจะเป็นภาระแก่ชาวบ้านเขา สมัยก่อนนั้น ป่าเมี่ยงแม่ปั๋งมีบ้านอยู่เพียง ๕ – ๖ หลังคาเรือน ในการทํามาหาเลี้ยงชีพ ชาวบ้านก็อาศัยการทําสวนเมี่ยงและการหาของป่ามาขายเป็นหลัก การเดินทางเข้าออกแต่ละครั้งก็ลําบากมาก เพราะ ทางเป็นห้วยเป็นเขา ลําบากทั้งคนทั้งสัตว์ที่ใช้ในการต่างของ
ในพรรษานี้ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ได้ปรึกษากันจะไปจําพรรษาด้วยกันที่ดอยนะโม หรือดอยนํ้ามัว หรือฮ่องนะโม ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากป่าเมี่ยงแม่ปั๋งมากนัก ก่อนที่จะเตรียมตัวเดินทาง ออกมา ได้เข้าไปกราบลาท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้เตือนสติว่า “เออ ! เข้าไปแล้ว อย่าไป ทิ่มแทงกันด้วยหอกด้วยดาบนะ” ซึ่งท่านทั้งสองต่างก็ไม่เข้าใจในความหมายของคําเตือนของท่าน เมื่อกราบลาท่านแล้วจึงเดินทางออกมาที่ดอยนะโม บ้านทุ่งบวกข้าว ซึ่งเป็นเทือกเขาเดียวกันกับดอยแม่ปั๋ง อยู่ไม่ห่างไกลกันนัก ไปมาหากันได้อย่างสบาย ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒๐ นาที
ดอยนะโม ปัจจุบัน คือ วัดพระธาตุดอยนะโม แต่เดิมเรียก ดอยนํ้ามัว เพราะนํ้า มีลักษณะขุ่นมัวไม่ใสแจ๋ว ตั้งอยู่บ้านทุ่งบวกข้าว ตําบลแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ ติดกับดอยแม่ปั๋งไปทางตะวันออก มีสภาพเป็นผืนป่าปกคลุมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เป็นสถานที่ มงคลศักดิ์สิทธิ์ มีพระธาตุเก่าแก่เป็นปูชนียสถานที่ชาวบ้านเคารพกราบไหว้ และเป็นสถานที่วิเวก เงียบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเป็นผู้ธุดงค์บุกเบิกมาปักกลด ภาวนา และเป็นสถานที่หนึ่งซึ่งพระอินทร์เคยเสด็จมากราบนมัสการฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่น ต่อมามีบรรดาพระศิษย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น ฯลฯ ได้เดิน ธุดงค์มาปฏิบัติธรรม
ครั้นเมื่อคณะออกเดินทาง เผอิญเดินทางลัดป่าลัดเขามาผิดทาง ไปทะลุออกเมืองพร้าว ในขณะที่เดินทางกันอยู่นั้นมีแร้งตัวหนึ่งบินมาอย่างกับจะเป็นลางสังหรณ์บอกเหตุ คือ มันบินมาขวางทางอยู่ เมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ มันก็บินขึ้นไปขวางทางข้างหน้าเราเอาไว้อีก หลายต่อหลายครั้ง หลวงปู่ขาวท่านจึงพูดกับหลวงปู่แหวนว่า “แร้งตัวนี้มันสําคัญนะ เห็นทีจะมีเหตุการณ์ประหลาดน่าสงสัยจะเกิดขึ้นแน่”
พอไปถึงบ้านแม่แตงพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ที่นั่น ๑ คืน และได้คุยกับหลวงปู่แหวนว่า “นี่มันใกล้เข้าพรรษาแล้วนะ เราจะได้จําพรรษาที่ใดกันแน่ เพราะที่เราตกลงกันไว้ว่าจะไป มันก็หลงทางเสียแล้ว” พอรุ่งเช้าวันใหม่หลวงปู่ขาวจึงบอกกับหลวงปู่แหวนว่า “ได้การแล้ว สงสัยว่าแร้งตัวนั้นมันคงจะเห็นว่าพวกเรามาผิดทางกระมัง” จึงได้เดินทางย้อนกลับมาถึงดอยนํ้ามัว บ้านทุ่งบวกข้าว เพราะที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีปูชนียสถานเก่าแก่อยู่มากมายเลยทีเดียว ผู้แก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) และชาวบ้านศรัทธามากอยู่ ๓ คน เตรียมเสาไม้ไว้ทํากุฏิให้อยู่แล้ว จึงได้ไปปลูกกุฏิให้ท่าน จําพรรษาอยู่ที่นั่น ๒ หลัง ซึ่งเป็นพรรษาที่ ๑๐ ของหลวงปู่ขาว
ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เทสก์ ท่านพระอาจารย์อ่อนสี คงจําพรรษาอยู่ในป่าเมี่ยงแม่ปั๋งนั้นด้วยกัน ๓ รูป สําหรับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจําพรรษาอยู่ใกล้ถํ้าฤๅษี ชาวบ้านสร้างกุฏิชั่วคราวถวายให้อยู่จําพรรษา ณ ที่นั้น เมื่อถึงวันลงอุโบสถสังฆกรรม หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวนก็ได้เดินมาร่วมฟังสวดพระปาฏิโมกข์ หลังจากได้รับการอบรมพระธรรมเทศนาจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ก็เดินทางกลับที่พักของตน
การจําพรรษาอยู่ดอยนะโมในพรรษานั้น เป็นไปด้วยความเรียบร้อย การภาวนาไม่มี อุปสรรค จิตคงก้าวหน้าดี เกิดอุบายธรรมแปลกๆ หลายอย่าง ต่อเมื่อออกพรรษาแล้ว วันหนึ่งมีทายกนําผ้ามาถวายเพื่อให้ตัดเย็บเป็นจีวร เมื่อได้รับผ้ามาแล้วต่างก็ช่วยกันตัด แต่พอลงมือตัดเข้าเท่านั้น เกิดความเห็นไม่ลงกัน บ้างก็ว่าเอาขนาดเท่านั้นเท่านี้จึงจะพอดี เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกัน ก็มีการโต้แย้งกันขึ้น กลายเป็นเอาแพ้เอาชนะกัน คําสั่งของท่านพระอาจารย์มั่นที่เตือนมาว่า “อย่าไปทิ่มแทงกันด้วยหอกด้วยดาบนะ” จึงแจ่มแจ้งขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องการคําอธิบายเพิ่มเติมแต่อย่างไร
อีกเหตุการณ์หนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความเงียบสงัดในสถานที่ปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งจําเป็นมาก ในขณะที่หลวงปู่แหวนกําลังเดินจงกรมอยู่นั้นเอง ก็เห็นหลวงปู่ขาวเดินถือไม้กวาดตรงเข้ามาหา เมื่อถึงทางจงกรม หลวงปู่ขาวก็กวาดลงไปที่ทางเดินจงกรม กวาดไปจนถึงที่หลวงปู่แหวนกําลังเดินจงกรมอยู่ พอหลวงปู่แหวนเดินเข้ามา ก็กวาดไปที่เท้าของหลวงปู่แหวน กวาดไปกวาดมาอยู่ที่เท้าอย่างนั้นเอง เสร็จแล้วหลวงปู่ขาว ก็เดินออกไปโดยไม่พูดไม่จา
เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนั้น ทีแรกหลวงปู่แหวนก็นึกขัดเคืองใจอยู่เหมือนกันที่ถูกรบกวน จึงพิจารณาดูสาเหตุว่าเกิดมาจากอะไร จึงนึกได้ว่าคงจะเป็นตอนที่ท่านไปกวาด เสียงที่กวาด บริเวณเมื่อสักครู่นี้ คงไปกระทบจิตขณะที่หลวงปู่ขาวนั่งสมาธิภาวนา ด้วยเหตุนี้ทําให้หลวงปู่ขาวเกิดความโกรธขึ้นมา ท่านจึงได้มาเตือน แต่ก็ไม่ได้ถือกันและกัน เพราะต่างก็รู้จักอัธยาศัยใจคอของกันและกันเป็นอย่างดี เมื่อหลวงปู่แหวนพิจารณาได้ดังนั้นแล้ว ความขัดเคืองใจก็หายไป ทําให้ท่านระมัดระวังรักษาความเงียบสงัดมากยิ่งขึ้น
ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์แก้ความขัดแย้ง
ความขัดแย้งของหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน ในระหว่างจําพรรษาร่วมกันในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ นั้น ท่านพระอาจารย์มั่นท่านหยั่งทราบเห็นเหตุการณ์แล้วล่วงหน้าด้วยอนาคตังสญาณ จึงตักเตือนไปก่อนเข้าพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นท่านก็ได้เทศน์โปรดให้ ท่านทั้งสองสมานสามัคคีกัน
พอออกพรรษาแล้วแคว่นมี (กํานันมี) ขึ้นมาหาที่ดอยนะโมบอกให้ทราบว่า มีธุระจะเข้าไปป่าเมี่ยงแม่ปั๋ง มีอะไรจะสั่งหรือต้องการสิ่งใดบ้าง หลวงปู่ขาวและหลวงปู่แหวน จึงพูดกับแคว่นมีว่าไปป่าเมี่ยงแม่ปั๋งก็ดีแล้ว ขากลับให้รับเอาท่านพระอาจารย์มั่นของเราลงมาด้วย ซึ่งแคว่นมีก็ รับคํา เมื่อแคว่นมีขึ้นไปถึงป่าเมี่ยงแม่ปั๋ง ทําธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น กราบเรียนให้ท่านทราบว่า หลวงปู่ขาวและหลวงปู่แหวนกราบนิมนต์ให้กลับออกไปที่ดอยนะโม บ้านทุ่งบวกข้าว และบอกให้ตนรับลงไปพร้อมกัน ซึ่งหลวงปู่มั่นก็ไม่ขัดข้อง พอเก็บบริขารเสร็จ แคว่นมีสะพายบาตรและได้ออกเดินทางมาพร้อมกัน
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นมาถึงแล้ว ต่างก็เข้าไปกราบนมัสการ ตอนนั้นยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตกเย็นภายหลังจากทํากิจวัตรเสร็จแล้ว ต่างก็เข้าไปกราบนมัสการเพื่อฟังธรรมตามที่เคยปฏิบัติมา แต่ก็ไม่มีใครกล้ากราบเรียนให้ท่านทราบเกี่ยวกับความขัดแย้งกัน ต่างองค์ต่างก็รีรอสงวนท่าทีอยู่ การแสดงธรรมของท่านครั้งแรกก็ดูเหมือนไม่มีอะไร พอท่านแสดงไปได้ครู่เดียวเท่านั้น เสียงการแสดงธรรมของท่านเริ่มหนักแน่นเอาจริงเอาจัง เต็มไปด้วยค้อนที่ท่านประเคนตอกยํ้าลงไปที่หัวใจ ท่านยํ้าถึงหมู่คณะที่ขัดแย้งกันว่า รังแต่จะถึงกาลวิบัติ ไม่ยังหมู่คณะให้เจริญ ไม่ยังหมู่คณะให้ มั่นคงถาวร ไม่ยังหมู่คณะให้ตั้งอยู่ได้นาน แสดงอานิสงส์ของความสามัคคี เพราะมีทิฏฐิสามัญญตาร่วมกัน จบลงด้วยการชี้จุดที่ทําให้เกิดความขัดแย้ง คือการถือเอาแต่ความเห็นของตัวเป็นใหญ่ ไม่เคารพความรู้ความเห็นของผู้อื่น
หลวงปู่แหวนท่านว่า “เป็นอันว่าเทศน์ของท่านพระอาจารย์มั่นกัณฑ์นั้น ท่านตั้งภาษิตเอาไว้ตั้งแต่สามเดือนที่แล้วมาก่อนเข้าพรรษา ให้ระวังอย่าไปทิ่มแทงกันด้วยหอกด้วยดาบ คําเทศน์จึงมาอธิบายเอาตอนออกพรรษาแล้วนี้เอง”
เมื่อหลวงปู่มั่นท่านแสดงธรรมจบลง ท่านก็พูดคุยธรรมดา ทําเป็นเหมือนไม่มีอะไร พูดคุยถามโน่นถามนี่ เมื่อต่างองค์ต่างก็หายจากอาการสลบ เพราะถูกตีด้วยธรรมาวุธแล้ว ก็เข้าไปกราบ ขอขมาโทษต่อท่าน ยอมรับสารภาพผิดกับท่าน ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาให้เห็น ผิดสังเกตเลย
อุบายการแสดงธรรมก็ดี การวางตัวดี การพูดจาปราศรัยก็ดี เป็นกุศโลบายเฉพาะองค์ของหลวงปู่มั่น ยากที่ศิษย์ทั้งหลายจะสังเกตติดตามได้ทัน จะหาผู้ปฏิบัติได้อย่างองค์ท่านนั้นยากแท้ สมกับองค์ท่านได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชาเป็นจอมปราชญ์แห่งยุค ท่านมีความฉลาดแหลมคมในการสั่งสอนบรรดาศิษย์อย่างแท้จริง เป็นปรมาจารย์ผู้เลิศเลอที่สุดและหาได้ยากที่สุดในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล
ท่านพระอาจารย์มั่นเริ่มเปิดเผยธรรมธาตุต่อพระศิษย์
ใจที่ครองธรรมธาตุอันเลิศเลอพ้นจากกิเลสกองทุกข์ทั้งปวง ย่อมเป็นความปรารถนาสูงสุดของบรรดานักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย กล่าวคือ หลังจากที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต บรรลุ อริยธรรมเป็นพระอรหันต์ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ แล้ว ท่านก็เริ่มเปิดเผยใจที่ครองธรรมธาตุอันเลิศเลอของท่านต่อบรรดาพระศิษย์ เป็นเพราะสายบุญสายกรรมที่เกี่ยวโยงกันมาแต่อดีตชาติอันยาวนาน ซึ่งท่านและพระศิษย์เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมสร้างบุญบารมีเพื่อความพ้นทุกข์มาด้วยกัน ท่านจึงตั้งใจเมตตาเทศนาอบรมสั่งสอนพระศิษย์เป็นพิเศษ
สําหรับพระศิษย์เองต่างก็ปรารถนาความพ้นทุกข์อยู่แล้ว ก็มีหลายองค์ทั้งที่เคยอยู่อบรมกับท่านทางภาคอีสานมาแล้ว เช่น หลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ และที่ไม่เคยอยู่อบรมมาก่อน เช่น หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก ฯลฯ ต่างก็ตั้งใจเดินธุดงค์มาภาคเหนือ เพื่อสืบเสาะหาและขอรับการอบรมสั่งสอนด้านธรรมปฏิบัติจากท่าน ความตั้งใจของท่านพระอาจารย์มั่นกับบรรดาพระศิษย์ตรงกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ซึ่งการอบรมสั่งสอนในครั้งนี้ ท่านไม่เคยกล่าวอีกเลยว่า “กําลังเราไม่พอ” และพระศิษย์ก็ไม่เคยสงสัยในธรรมธาตุที่ท่านครองเลย แม้ท่านเองก็ไม่เคยเทศน์เลยว่า ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม
ท่านพระอาจารย์มั่น เปิดเผยใจที่ครองธรรมธาตุของท่าน ให้ลูกศิษย์ลูกหาที่ติดตามธุดงค์อย่างใกล้ชิดฟังเป็นครั้งแรก ในขณะที่ท่านมาพักภาวนาอยู่ที่ดอยนะโม พระศิษย์ที่อยู่กับท่าน ในขณะนั้นมีหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านบอกกับพระศิษย์เป็นนัยว่า “ผมหมดงานที่จะทําแล้ว ก็อยู่สานกระบุง สานตะกร้า พอช่วยเหลือพวกท่านและลูกศิษย์ ลูกหาได้บ้างเท่านั้น” เรื่องนี้หลวงปู่แหวนท่านได้เมตตาเล่า
คําว่า “หมดงาน” ในทางพระพุทธศาสนา องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“พอกิเลสขาดไปหมดแล้วก็ว่างไปหมด กลายเป็นจิตไม่มีงาน เป็นจิตว่างเปล่า จิตหมดงาน กิเลสหมด งานก็หมด งานมีมากมีน้อยเพราะกิเลส กิเลสนั่นล่ะตัวรบกวน เรียกว่ารบกันกับกิเลส เอากิเลสขาดลงไปหมดแล้วก็หมดงาน จิตก็ว่างไปหมดเลย ไม่มีงาน เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ เมื่อท่านสิ้นกิเลสแล้ว ท่านไม่มีงานนะ งานแก้กิเลสไม่มี พระอรหันต์หมดงาน วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํฯ การประพฤติพรหมจรรย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว งานที่ควรทํา คือ งานฆ่ากิเลส ได้ทําเรียบร้อยแล้ว งานอื่นที่จะทําให้ยิ่งกว่างานฆ่ากิเลสไม่มี ขึ้นรับกันปุ๊บเลย ขาดไปหมด ทีนี้ก็ หมดงาน นั่นล่ะสิ้นกิเลสแล้วก็หมดงาน งานป็อกๆ แป็กๆ ธรรมดาไม่เรียกว่างาน งานแก้กิเลส ต่างหากเรียกว่างาน พอกิเลสขาดหมดแล้วงานไม่มี จิตก็ว่างไปหมด ไม่มีงาน”
พรรษา ๑๑ พ.ศ. ๒๔๗๘ จําพรรษากับหลวงปู่มั่นปีแรกที่ดอยนะโม
เมื่อหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน ได้ฟังเทศนาธรรมจากหลวงปู่มั่นเทศน์โปรดจนสมานสามัคคีกันแล้ว ต่อมาหลวงปู่มั่นมีหนังสือให้หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่อ่อนสี ลงไปหา ไปช่วยทําธุระ พอทําธุระเสร็จแล้ว หลวงปู่เทสก์กับหลวงปู่แหวนต่างก็พากันกราบลาหลวงปู่มั่นออกเที่ยว ธุดงค์วิเวกต่อไป ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อเข้าพรรษา หลวงปู่ขาว จึงได้อยู่จําพรรษากับ หลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก ที่ดอยนะโม โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่ออยู่นานไป บางปีท่านก็เมตตาให้เข้าไปจําพรรษาด้วย รู้สึกดีใจเหมือนตัวจะลอย ที่พยายามมาหลายปีเพิ่งสําเร็จ จากนั้นก็ได้จําพรรษากับท่านเรื่อยมา การบําเพ็ญทางจิตภาวนารู้สึกได้กําลังขึ้นเป็นลําดับ ตอนไปอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว พร้อมกับได้ครูอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนํา สั่งสอน ใจจึงเหมือนจะเหาะจะบินด้วยอํานาจแห่งความอิ่มเอิบในธรรมที่ปรากฏอยู่กับใจ ไม่มี ความอับเฉาเศร้าใจ เพราะความเป็นลุ่มๆ ดอนๆ ของใจ เหมือนพักอยู่ที่อื่นๆ ใจนับวันเจริญขึ้น โดยลําดับทั้งด้านสมาธิและด้านปัญญา มีความเพลิดเพลินในความเพียรทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่มีเวลาอิ่มพอ”
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านได้มาอยู่จําพรรษาด้วยตลอดพรรษา ก็ดีมากนั่นแหละ เราขยันทําความเพียรมากอยู่ นอนเหมือนไม่ได้นอน ภาวนานี้จิตสงบอยู่ทุกคืน มันเป็นสมาธิอยู่อย่างนั้น จําพรรษาหมดพรรษาด้วยกันล่ะ นอนอยู่ห้องเดียวกัน ท่านนอนอยู่ ในห้อง เรานอนอยู่นอกห้อง ท่านบอกสอนอยู่อย่างนั้น อันนั้นผิดก็บอก อันนี้ถูกก็บอก บอกอยู่อย่างนั้นล่ะ บางทีอ้าปากขึ้น ถอนหายใจวอกๆ ท่านเหนื่อย
กลางคืนเดินจงกรมนี้เงียบ ได้ยินแต่เสียงฟาน เสียงกวาง เสียงเสือ เสือก็ตัวลายพาดกลอนใหญ่แปดศอกนู้นแหละ ร้องยังกับเสียงช้างร้อง เดินลากดินมา เดินจงกรมไปมาๆ เสียงกว้ากๆ เป้าะแป้ะๆ มา มาทางหัวจงกรม ทางอาจารย์ชอบ เดินกลับไปกลับมา มาใกล้มายืนยั้งอยู่ ฟังอยู่ (สังเกตอยู่) แป๊บหนึ่งก็กลับคืนขึ้นดอยไปนู้นแหละ เหมือนกับว่าเล็บมันขูดกับหิน เป้าะแป้ะๆๆ แป้ะๆๆๆๆ ขึ้นไปถึงบนดอยแล้วก็กวางมันตื่นตกใจร้อง แฮ่ แล้ววิ่งหนี เดี๋ยวนี้มันเป็นไร่ เป็นนา บ้านคนไปหมดแล้วมั้ง แต่ก่อนมันเป็นดงใหญ่”
การได้อยู่ร่วมจําพรรษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง และการได้อุปัฏฐากรับใช้องค์ท่านซึ่งเป็นพระอรหันต์องค์เลิศเลอแห่งยุคอย่างใกล้ชิดนั้นก็ได้อานิสงส์มาก ซึ่งหลวงปู่ขาวท่านมีความตั้งใจจะปฏิบัติธรรมแบบอุกฤษฏ์เต็มที่ และท่านก็ตั้งใจอุปัฏฐากรับใช้อย่างเคร่งครัดมาก แบบยอมมอบกายถวายชีวิต สมกับที่เพียรพยายามติดตามหาองค์ท่านมาหลายปี ส่วนหลวงปู่มั่นท่านก็จะคอยเมตตาอบรมดูแล คอยแก้ไขเรื่องจิต วิถีจิต ทั้งคอยตักเตือนแนะนําและแก้ไขปัญหาให้พระศิษย์เมื่อเกิดข้อผิดพลาดได้ทันท่วงที และที่สําคัญท่านเป็นแม่เหล็กดึงดูดจิตใจสู่มรรคผลนิพพานเป็นอย่างดี โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นเป็นคลังแห่งมรรคผลนิพพานเต็มตัวอยู่แล้ว ท่านสงสัยที่ไหน ท่านบกพร่องอะไร ท่านไม่ได้บกพร่อง สมบูรณ์แบบ มรรคผลนิพพานเต็มหัวใจ ก็คือ หลวงปู่มั่นเรา…
นี้ล่ะการได้ยินได้ฟังจากครูอาจารย์ที่เป็นแม่เหล็กใหญ่ ดึงดูดจิตใจของผู้ต้องการมรรค-ผลนิพพานให้เข้าสู่มรรคผลนิพพานอันเดียวกัน เป็นจุดสนใจอันเดียวกัน กําลังความเพียรก็ มีมาก มีมากนะ ไม่ใช่เราอยู่ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีครูมีอาจารย์แนะนําสั่งสอน มันจืดๆ ชืดๆ ไปได้นะ ถ้ามีครูบาอาจารย์มีหลักใจอยู่ในนั้นมีรสมีชาติ การอยู่ด้วยกันมีครูบาอาจารย์ผู้มีหลักใจเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ยิ่งเป็นผู้ถึงขั้นบริสุทธิ์ด้วยแล้วเรียกว่า ครอบหมดเลย เป็นกําลังใจเครื่องดึงดูดของผู้น้อยได้ เป็นอย่างดี ทีนี้ความเพียรมันจะอ่อนได้อย่างไร ไม่อ่อน คือ มันดูดมันดื่มของมันอยู่นั้นนะ ความขี้เกียจขี้คร้านนี่เหมือนว่ามันหายหน้าไปนะ อํานาจแห่งความดึงดูดเพื่อมรรคผลนิพพานให้ได้เป็นไปตามที่ท่านสอน จิตใจมันก็เร่งๆ”
เมื่อหลวงปู่ขาวท่านอยู่จําพรรษากับหลวงปู่มั่นไปนานๆ ท่านได้เห็น ได้เข้าใกล้ ได้สัมผัส และได้อุปัฏฐากรับใช้อย่างใกล้ชิดเป็นประจําทุกวันแล้ว ท่านก็ยิ่งเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ยิ่งเกิดความเคารพรักเทิดทูนบูชาในครูบาอาจารย์ และยิ่งเกิดความซาบซึ้งประทับใจในคุณงามความดี และในพระคุณอันล้นพ้นของครูบาอาจารย์ที่คอยเมตตาอบรมสั่งสอน ท่านก็ยิ่งติดครูบาอาจารย์ ติดในความทรงจําและฝังลึกในใจท่านจนไม่อาจลืมเลือนได้ สมดังที่พระกรรมฐานติดครูบาอาจารย์ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“การที่ผู้แนะนําสั่งสอนได้รู้ได้เห็นมาประจักษ์ใจทุกขั้นทุกภูมิของธรรมนั้น จึงไม่มีปัญหา ในการแนะนําสั่งสอนบรรดาผู้มาศึกษา ผู้สั่งสอนไม่มีอัดมีอั้น ไม่มีสงสัย สอนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย พูดได้ พูดได้เต็มอรรถเต็มธรรม เต็มขั้นเต็มภูมิของธรรมขั้นนั้นๆ ทะลุปรุโปร่งไปหมด ผู้ฟังก็ฟังได้อย่างเต็มใจ โล่งใจหายสงสัย แม้ตนจะยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็หายสงสัยในธรรมที่ท่านสั่งสอนนั้นๆ เป็นที่แน่ใจ เพราะเข้าใจไปโดยลําดับจากการได้ยินได้ฟังท่านอธิบายในธรรมขั้นต่างๆ
พระกรรมฐานจึงต้องติดครูติดอาจารย์ เพราะการอบรมสั่งสอนเป็นลักษณะถอดออก จากใจดวงหนึ่งสู่ใจอีกดวงหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้นําบทนั้นบาทนี้มาพรํ่ามาสอนกันแบบสุ่มสี่สุ่มห้า สอนเฉพาะจุดสําคัญๆ ของผู้มาศึกษาอบรม ที่ควรจะได้รับในเวลานั้นเท่านั้น ครั้งพุทธกาลท่านสอนกันอย่างนั้น…
นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย จึงถือการฟังธรรมเป็นสําคัญ จะเรียกว่า “ติดครูติดอาจารย์” ก็ได้ไม่คัดค้าน พระปฏิบัติทั้งหลายชอบได้ยินได้ฟังเสมอ จากครู จากอาจารย์ อาจารย์องค์ใดเป็นที่เคารพนับถือเลื่อมใสในด้านปฏิบัติ ทั้งในด้านจิตใจ อาจารย์องค์นั้นไปอยู่ในสถานที่ใด ลูกศิษย์ ลูกหาจะทยอยไปหาเรื่อยๆ จนแทบไม่มีที่พักอาศัยเพียงพอกัน …”
ช้างใหญ่เข้ามาหาท่านในเวลากลางคืนยามดึกสงัด
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“คืนวันหนึ่งในพรรษา ทราบว่าท่านจําพรรษาอยู่ด้วยกัน ๒ องค์ เวลาดึกสงัด ท่านกําลัง นั่งภาวนาอยู่ในกุฎีเล็กๆ ขณะนั้นช้างใหญ่เชือกหนึ่งที่เจ้าของเขาปล่อยให้เที่ยวหากินตามลําพังในป่าเขาแถบนั้น ไม่ทราบว่ามาจากที่ไหน เดินต้วมเตี้ยมเข้ามาในบริเวณด้านหลังกุฎีท่าน และเดินตรงเข้ามาหากุฎีท่าน แต่เผอิญกุฎีด้านหลังมีม้าหินใหญ่ก้อนหนึ่งบังอยู่ ช้างจึงไม่สามารถเข้ามาถึงตัวท่านได้
พอมันเข้ามาถึงหินก้อนนั้นแล้วก็เอางวงสอดเข้ามาในกุฎี จนถึงกลดและมุ้งบนศีรษะท่านที่กําลังนั่งภาวนาอยู่ เสียงสูดลมหายใจดมกลิ่นท่านดังฟูดฟาดๆ จนกลดและมุ้งไหวไกวไปมาและเย็นไปถึงศีรษะท่าน องค์ท่านเองก็นั่งภาวนาบริกรรมพุทโธๆ อยู่อย่างฝากจิตฝากใจ ฝากเป็นฝากตายกับพุทโธจริงๆ ไม่มีที่อาศัย ช้างใหญ่ตัวนั้นก็ยืนนิ่งอยู่ที่นั้นไม่ยอมหนีไปไหนเป็นเวลา ๒ ชั่วโมง เศษๆ และคงยืนดักนิ่งอยู่ทํานองนั้น ราวกับจะคอยตะครุบท่านให้แหลกไปในเวลานั้น นานๆ จะได้ยินเสียงลมหายใจและสูดกลิ่นท่านอยู่นอกมุ้งครั้งหนึ่งแล้วเงียบไป จากนั้นก็เดินกลับออกไปทาง ด้านตะวันตกกุฎี แล้วเอามือล้วงเข้าไปในตะกร้ามะขามเปรี้ยวที่ข้างต้นไม้ซึ่งโยมเขาเอามาไว้เพื่อ ขัดฝาบาตรออกมากิน เสียงเคี้ยวดังกร้วมๆ อย่างเอร็ดอร่อย ท่านจึงนึกว่า ทีนี้มะขามสําหรับขัดฝาบาตรเราคงเกลี้ยงไม่มีเหลือแน่นอน ถ้าลงเจ้าท้องใหญ่พุงหลวงได้คว้าถูกมือแล้ว
เมื่อมันกินมะขามเปรี้ยวในตะกร้าหมดแล้ว ก็ต้องเดินเข้ามากุฎีเรา คราวนี้ต้องเข้าถึงตัวและบดขยี้เราแหลกไปอย่างแน่นอน อย่ากระนั้นเลยเราควรออกไปพูดกับมันให้รู้เรื่องกันเสียบ้าง เพราะสัตว์พรรค์นี้มันรู้ภาษาคนได้ดี เนื่องจากมันเคยอยู่กับคนมานาน เวลาเราออกไปพูดกับมันด้วยดีให้รู้เรื่องแล้ว มันคงฟังเสียงเรา น่าจะไม่ฝืนดื้อทะลึ่งเข้ามา หากมันฝืนทะลึ่งพรวดพราด เข้ามาจะฆ่าเราก็ยอมตายเสียเท่านั้น แม้เราไม่ออกไปพูดกับมัน แต่เวลามันกินมะขามหมดแล้วก็ต้องเข้ามาหาเราจนได้ ถ้ามันจะฆ่าก็ต้องตาย หนีไม่พ้นแน่นอน เพราะเป็นเวลาคํ่าคืน ตาก็มอง ไม่เห็นหนทางอะไรด้วย
พอตกลงใจแล้ว ท่านก็ออกจากกุฎีเล็กมายืนแอบโคนต้นไม้หน้ากุฎี แล้วพูดกับมันว่า “พี่ชาย น้องขอพูดด้วยสักคําสองคํา ขอพี่ชายจงฟังคําของน้องจะพูดเวลานี้” พอได้ยินเสียงท่าน พูดขึ้น มันก็หยุดนิ่งเงียบราวกับสัตว์ไม่มีหัวใจ จากนั้นท่านก็เริ่มมธุภาษิตกับมันว่า
“พี่ชายเป็นสัตว์ของมนุษย์นํามาเลี้ยงไว้ในบ้านเป็นเวลานานจนเป็นสัตว์บ้าน ความรู้สึก ทุกอย่าง ตลอดภาษามนุษย์ที่เขาพูดกันและพรํ่าสอนพี่ชายตลอดมานั้น พี่ชายรู้ได้ดีทุกอย่างยิ่งกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก ดังนั้นพี่ชายควรจะรู้ขนบธรรมเนียมและข้อบังคับของมนุษย์ ไม่ควรทําอะไรตามใจชอบ เพราะการทําบางอย่างแม้จะถูกใจเรา แต่เป็นการขัดใจมนุษย์ ก็ไม่ใช่ของดี เมื่อขัดใจมนุษย์แล้วเขาอาจทําอันตรายเราได้ ดีไม่ดีอาจถึงตายก็ได้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ฉลาดแหลมคม กว่าบรรดาสัตว์ที่อยู่ร่วมโลกกัน สัตว์ทั้งหลายจึงกลัวมนุษย์มากกว่าสัตว์ด้วยกัน ตัวพี่ชายเองก็อยู่ในบังคับของมนุษย์ จึงควรเคารพมนุษย์ผู้ฉลาดกว่าเรา ถ้าดื้อดึงต่อเขา อย่างน้อยเขาก็ตี เขาเอาขอสับลงที่ศีรษะพี่ชายให้ได้รับความเจ็บปวด มากกว่านั้นเขาฆ่าให้ตาย
พี่ชายจงจําไว้ อย่าได้ลืมคําที่น้องสั่งสอนด้วยความเมตตาอย่างยิ่งนี้ ต่อนี้ไปพี่ชายจงรับ ศีลห้า น้องเป็นพระจะให้ศีลห้าแก่พี่ชายจงรักษาให้ดี เวลาตายไปจะได้ไปสู่ความสุข อย่างตํ่าก็มาเกิดเป็นมนุษย์ผู้มีบุญมีคุณธรรมในใจ ยิ่งกว่านั้นก็ไปเกิดบนสวรรค์หรือพรหมโลกสูงขึ้นไปเป็นลําดับ ดีกว่ามาเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เช่น เป็นช้าง เป็นม้า ให้เขาขับขี่เฆี่ยนตีและขนไม้ขนฟืน ซึ่งเป็นความลําบากทรมานจนตลอดวันตายก็ไม่ได้ปล่อยวางภาระหนัก ดังที่เป็นอยู่เวลานี้
พี่ชายจงตั้งใจฟังและตั้งใจรับศีลด้วยเจตนาจริงๆ คือ
ข้อที่หนึ่ง ปาณาฯ อย่าฆ่าคน ฆ่าสัตว์ ให้เขาตายด้วยกําลังการกระทําของตน และอย่าเบียดเบียนคน เบียดเบียนสัตว์ด้วยกัน มันเป็นบาป
ข้อสอง อทินนาฯ อย่าลักขโมยของที่มีเจ้าของหวงแหน เช่น มะขามในตะกร้าที่พี่ชาย เคี้ยวกินอยู่เมื่อกี้นี้ ซึ่งคนเขาเอามาให้น้องขัดฝาบาตร แต่น้องไม่ให้พี่ชายเป็นบาปเป็นกรรม อะไรหรอก เพียงบอกให้ทราบว่าเป็นของมีเจ้าของ ถ้าเขาไม่ให้ อย่ากิน อย่าเหยียบยํ่าทําลาย มันเป็นบาป
ข้อสาม กาเมฯ อย่าเสพสัตว์ที่เขามีเจ้าของหวงแหนมันเป็นบาป ถ้าจะเสพก็ควรเสพเฉพาะสัตว์ตัวไม่มีคู่ ไม่มีเจ้าของ จึงไม่เป็นบาป
ข้อสี่ มุสาฯ อย่าโกหกหลอกลวง กิริยาแสดงออกให้ตรงต่อความจริง อย่าแสดงเป็นกิริยาที่หลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อ มันเป็นบาป
ข้อห้า สุราฯ อย่ากินของมึนเมา มีสุราเมรัย เป็นต้น กินแล้วเป็นบาป ตายไปตกนรก ทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานานตั้งกัปตั้งกัลป์ กว่าจะหมดกรรม ขึ้นจากนรก แม้พ้นจากนรกขึ้น มาแล้วยังมีเศษแห่งกรรมชั่วติดตัวมาอีก มาเสวยชาติเป็นเปรต เป็นผี เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ทรมานตามวิบากของตนที่เคยทํามา กว่าจะได้มาเกิดเป็นคนจึงแสนลําบาก เพราะกรรมชั่วกดถ่วงไว้
พี่ชายจงจําไว้ให้ดี และทําตามคําที่น้องสั่งสอนนี้ จะได้พ้นจากกําเนิดของสัตว์ ไปเกิดเป็นมนุษย์ เทวบุตรเทวดา ในชาติต่อไปโดยไม่สงสัย
เอาล่ะ น้องสั่งสอนเพียงเท่านี้ หวังว่าพี่ชายจะยินดีทําตาม ต่อนี้ไปขอให้พี่ชายจงไปเที่ยว หาอยู่หากินตามสบาย เป็นสุขกายสุขใจเถิด น้องก็จะได้เริ่มบําเพ็ญภาวนาต่อไปและอุทิศส่วนกุศลแผ่เมตตาให้พี่ชายเป็นสุขๆ ทุกวันเวลาไม่ลดละเมตตา เอ๊า ! พี่ชายไปได้แล้วจากที่นี้”
เป็นที่น่าประหลาดใจเหลือจะกล่าว ขณะที่ท่านกําลังให้โอวาทสั่งสอนอยู่นั้น ช้างใหญ่ ตัวนั้นยืนนิ่งราวก้อนหิน ไม่กระดุกกระดิกอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งแม้แต่น้อยเลย ยืนนิ่งฟังท่านอธิบายจนจบ พอท่านให้ศีลให้พรสิ้นสุดลงและบอกให้ไปได้ มันจึงเริ่มเคลื่อนไหวอวัยวะเสียง ปึงปังๆ ราวกับฟ้าดินจะถล่มไปด้วย ในขณะที่มันเริ่มหันหลัง กลับตัวออกจากที่นั้นหนีไป และไปแบบรู้เรื่องรู้ราวกับคําสั่งเสียทุกอย่างจริงๆ คิดดูแล้วน่าสงสารมาก ที่กายเป็นสัตว์ แต่ใจเป็นมนุษย์ รู้ดีรู้ชั่วในคําสั่งสอน ไม่ดื้อดึงฝ่าฝืน สมเป็นสัตว์ใหญ่มีกําลังมาก แต่กลับอ่อนโยนด้วยใจที่ระลึกรู้ ในคํา ผิด ถูก ชั่ว ดี ทุกอย่าง พอพระท่านว่า ทีนี้พี่ชายไปได้แล้วเท่านั้น ก็หมุนตัวกลับไปเลย ในทันที เวลาฟังคําสั่งสอนก็ตั้งใจฟัง เสียจนแทบไม่หายใจ เหมือนคนฟังเทศน์พระ ด้วยความ เคารพธรรม ฉะนั้น
จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดและอัศจรรย์ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้สั่งสอนช้างก็ช่างมีอุบายแยบคาย เลือกเฟ้นคําแปลกๆ มาสอนได้อย่างจับใจไพเราะ ไม่เพียงแต่ช้างเป็นสัตว์จะสนใจฟัง แม้มนุษย์เรา ถ้าได้ฟังในขณะนั้น ก็คงเคลิบเคลิ้มหลงใหลอย่างไม่มีปัญหา เพราะเป็นคํามธุภาษิตที่หาฟังได้ยาก ไม่มีใครอาจพูดได้อย่างนั้น ฝ่ายช้างใหญ่ก็สนใจฟังด้วยความสนิทติดใจ ไม่กระดุกกระดิกอวัยวะ กระทั่งหูหาง จนพระท่านเทศน์จบกัณฑ์ และบอกให้ไป จึงยอมไปเที่ยวหากินตามประสาสัตว์ที่แสนดีหายาก จึงทําให้คิดซึ้งในใจเพิ่มเข้าไปอีกว่า ไม่ว่าสัตว์ว่ามนุษย์ ถ้าได้ประสบสิ่งที่ต้องใจแล้วย่อมทําให้หูแจ้งตาสว่างไปได้เหมือนไม่มีกลางคืน ใจซาบซ่านไปด้วยปีติ ความพอใจไยดีในปิยวาจาที่แสนมีรสชาติซึ่งปรารถนามานาน แม้จะรับประทานไปมากเพียงไรก็ไม่มีวันอิ่มวันพอ เพราะเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากแก่จิตใจ
หลวงปู่ขาวท่านช่างพูดช่างยอ พูดยอเสียจนช้างใหญ่ตัวนั้นเคลิ้มหลับไปด้วยคําอ่อนหวานที่มีรสซึ้งฝังอยู่ภายใน เช่น คําว่า “พี่ชายที่มีกําลังมาก ส่วนน้องเป็นผู้น้อยไม่มีเรี่ยวแรงเหมือน พี่ชาย น้องกลัวพี่ชายมาก” ฟังแล้วซึ้งสุดจะกล่าว จนช้างใหญ่หลับทั้งยืน ลืมสนใจเสียทุกอย่าง แม้มะขามเปรี้ยวที่ได้หลงเคี้ยวกลืนเข้าไปบ้างแล้ว ก็อยากจะคายออกมาใส่ตะกร้าให้น้องชาย ผู้น่ารักน่าสงสารเสียสิ้น ไม่อยากให้ติดปากติดท้องไปเสียเลย จะเสียศักดิ์ศรีของช้างตัวใหญ่มีกําลังและแสนรู้ ประหนึ่งตู้มงคลเคลื่อนที่ได้ พอได้รับคําสั่งสอนเต็มพุงแล้ว ก็ไปเที่ยวหากินตามลําพัง มิได้มาเกี่ยวข้องรบกวนพระท่านอีกเลย กระทั่งท่านออกพรรษาแล้ว เที่ยวไปที่อื่น ก็ไม่ปรากฏว่ามันกลับมารบกวนท่านอีก จึงน่าอัศจรรย์ใจสัตว์ตัวแสนรู้ องค์ท่านเองก็ออกเที่ยวไปตามอัธยาศัยเพื่อบําเพ็ญสมณธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป”
การบําเพ็ญเพียรของหลวงปู่ขาว
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านสอนคติธรรมการบําเพ็ญเพียร ดังนี้
“กินแล้วอยู่ อยู่เพื่อกิน กินแล้วทําความเพียร เพียรแล้วไม่กินละกิเลส”
“จงพยายามให้เรากินกาล อย่าให้กาลกินเรา วันคืนล่วงไปๆ อย่านิ่งนอนใจ ให้รีบเร่งทํา ความเพียร แม้พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นแต่เพียงผู้บอกสอน จะได้สมบัตินั้นเราเป็นผู้ทําเอง”
การบําเพ็ญเพียรของหลวงปู่ขาว องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านรู้สึกเป็นพระกรรมฐานที่อาจหาญเด็ดเดี่ยวมากประจํานิสัย ทําอะไรทําจริง ท่านพักอยู่ในภูเขาได้ให้โยมทําทางเดินจงกรมไว้สามสาย สายหนึ่งเพื่อเดินบูชาพระพุทธเจ้า สายที่สองเดินบูชาพระธรรม สายที่สามเดินบูชาพระสงฆ์สาวกท่าน
ท่านเดินจงกรมทั้งสามสายนี้ตามเวลาเป็นประจําไม่ให้ขาดได้ พอฉันเสร็จก็เริ่มเดินจงกรมสายพุทธบูชา จนถึงเที่ยงวัน ท่านจึงหยุดพัก พอบ่าย ๒ โมงก็เริ่มลงเดินสายธรรมบูชา จนบ่าย ๔ โมง ถึงเวลาปัดกวาด สรงนํ้าจึงหยุด เมื่อทําข้อวัตรทุกอย่างเสร็จแล้วก็เริ่มลงเดินสายสังฆบูชา ไปจนถึง ๔ – ๕ ทุ่มจึงเข้าที่พักภาวนา หลังจากนั้นก็พักจําวัด พอตื่นขึ้นมาก็เริ่มเข้าที่ทําสมาธิ ภาวนาจนสว่าง ถัดจากนั้นก็ลงเดินจงกรมต่อไป จนถึงเวลาออกบิณฑบาตค่อยหยุดเดิน
บางคืนท่านนั่งภาวนาจนตลอดสว่างโดยไม่ลุกจากที่นั่งเลยก็มี คืนที่ท่านนั่งภาวนาตลอดรุ่ง ใจรู้สึกสว่างไสวมาก แม้ออกจากสมาธิภาวนามาแล้วในเวลาปกติ ขณะนั่งภาวนาตลอดรุ่งนั้น ปรากฏว่า โลกธาตุได้ดับหายไปจากความรู้สึกโดยสิ้นเชิง แม้กายตัวเองก็ไม่ปรากฏว่ามีอยู่เลย เวลานั้น เป็นความอัศจรรย์อย่างยิ่ง
นับแต่ขณะนั่งพิจารณาทุกขเวทนาจนดับไปด้วยการพิจารณา จิตได้หยั่งลงสู่ความสงบ อย่างละเอียดแนบแน่น ขณะนั้นปรากฏจําเพาะความรู้เพียงอันเดียวที่ทรงตัวอยู่ด้วยความสงบสุขละเอียดอ่อนจนบอกไม่ถูก ไม่มีอารมณ์ใดแม้ส่วนละเอียดปรากฏขึ้นภายในจิต จึงเป็นเหมือน โลกธาตุดับไป พร้อมกับอารมณ์ที่ดับไปจากจิต จนกว่าถอนขึ้นมา อารมณ์ที่เคยปรุงจิตจึงค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นกับจิตทีละเล็กละน้อย จากนั้นก็ทําความเพียรต่อไปตามธรรมดา ขณะที่จิตรวมตัวลงสู่ความสงบ แม้เป็นเวลาหลายชั่วโมง ก็ไม่รู้สึกว่านานตามเวลาที่ผ่านไป คงเป็นเอกจิต เอกธรรม อยู่จําเพาะใจเพียงดวงเดียว ไม่มีสองกับสิ่งใด เวลาจิตถอนขึ้นมา จึงรู้ได้ว่าจิตรวมสงบอยู่เป็นเวลาเท่านั้นชั่วโมง เท่านี้ชั่วโมง ถ้าคืนใดจิตภาวนาสะดวกสงบลงได้ง่าย คืนนั้นแม้จะนั่งจนตลอดรุ่งก็เท่ากับนั่งราว ๒ – ๓ ชั่วโมงเท่านั้น ไม่ทําการกดถ่วงเนิ่นนานอะไรเลย ท่านว่า”
เผชิญช้างป่า
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาวชอบเผชิญอันตรายเกี่ยวกับช้างมากกว่าอย่างอื่น ท่านว่าพอผ่านอันตรายจากคราวนั้นมาแล้วไม่นานนักเลย ก็ไปเจอกับช้างใหญ่ตัวหนึ่งเข้าอีก ที่แม่ปาง จังหวัดลําปาง แทบเอาตัวไม่รอดคราวนี้ ตัวนี้เป็นช้างป่าจริงๆ มิได้เป็นช้างบ้านที่เขาเลี้ยงไว้เหมือนคราวที่แล้วนั้น คือ ตอนกลางคืน ท่านกําลังเดินจงกรมอยู่ ได้ยินเสียงมันเดินบุกป่าฝ่าดง และเสียงไม้หักดังปังปังๆ มาตลอดทาง โฉมหน้ามุ่งมายังท่านและเดินใกล้เข้ามาทุกที จะหลบหลีกปลีกหนีไปไหนก็ไม่ทัน จึงตัดสินใจว่า ธรรมดาช้างป่าทั้งหลายมักกลัวแสงไฟ ท่านจึงรีบออกจากทางจงกรม ไปเอาเทียนไข ณ ที่พักมาจุดทีละหลายๆ เล่ม ปักเสียบรอบไว้ตามสายทางเดินจงกรมยาวเหยียดเชียว คนเรา มองดูแล้วสว่างไสวงามตาเย็นใจ แต่ช้างมันจะมองไปในแง่ไหนนั้นเราทราบไม่ได้ พอจุดเทียนปักเสียบไว้เสร็จเท่านั้น ช้างก็เดินมาถึงที่นั่นพอดี
ขณะนั้นท่านเองไม่มีทางหลบหลีกปลีกตัว มีแต่ตั้งสัตยาธิษฐานขอบันดาลคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จงช่วยคุ้มครองป้องกัน อย่าให้ช้างใหญ่ตัวนี้ทําอันตรายแก่ข้าพระพุทธเจ้าได้ พออธิษฐานจบลง ช้างก็เข้ามาถึงที่นั้นพอดี และหยุดยืนกางหูตัวผึ่งอยู่ไม่กระดุกกระดิกอวัยวะ ส่วนใดๆ ณ ข้างทางจงกรม ห่างจากท่านประมาณวาเศษ ท่ามกลางไฟกําลังสว่างไสวอยู่รอบตัวท่านเวลานั้น ซึ่งมองเห็นช้างได้ถนัดชัดเจน ท่านว่าช้างตัวนั้นใหญ่เท่าภูเขาลูกย่อมๆ นี่เอง ท่านเองก็เดินจงกรมไปมาอยู่อย่างไม่สนใจกับมันเลย ทั้งที่กลัวมันอย่างเต็มที่ ใจเหมือนกับขาดลมหายใจ ไปแล้ว แต่ขณะมองเห็นมันเดินเข้ามาหาอย่างผึ่งผายทีแรก มีเพียงความรู้สึกที่เกี่ยวพันกับองค์ พุทโธอย่างเหนียวแน่นที่น้อมมาระลึกเป็นองค์ประกันชีวิตเท่านั้น นอกนั้นไม่คิดเห็นอะไรเลย แม้ช้างทั้งตัวที่ใหญ่เท่าภูเขาทั้งลูกมายืนอยู่ข้างทางจงกรม ก็ไม่ยอมส่งจิตออกไปหามัน กลัวจิตจะพรากจากพุทโธซึ่งเป็นองค์สรณะอันประเสริฐสุด
ในเวลานั้น พุทโธกับจิตกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนใจหายกลัว เหลือแต่ความรู้กับคําบริกรรมพุทโธซึ่งกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน ช้างก็คงยืนดูท่านอยู่แบบภูเขาไม่ยอมกระดุกกระดิกตัวเลยขณะนั้น หูกางผึ่งราวกับจะแผ่เมตตาให้ไม่ยอมรับ เพราะลักษณะท่าทางที่มันเดินเข้ามาหาท่านทีแรก เหมือนจะเข้ามาขยี้ขยําอย่างไม่มีรีรอแม้ชั่ววินาทีหนึ่งเลย แต่พอมาถึงที่นั่นแล้วกลับยืนตัวแข็งทื่อราวกับสัตว์ไม่มีหัวใจ พอจิตกับพุทโธเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ท่านก็หายกลัว มิหนํายังกลับเกิดความกล้าหาญขึ้นมา สามารถจะเดินเข้าไปหามันได้อย่างไม่สะทกสะท้านอะไร ทั้งสิ้น แต่มาคิดอีกแง่หนึ่งว่า การเดินเข้าไปหามันซึ่งเป็นสัตว์ร้าย อาจเป็นฐานะแห่งความประมาทอวดดีก็ได้ เป็นสิ่งไม่ควรทํา จึงเป็นเพียงเดินจงกรมแข่งกับการยืนของมันอย่างองอาจกล้าหาญ ราวกับไม่มีอันตรายใดๆ จะเกิดขึ้นในที่นั้น
นับแต่ขณะช้างตัวนั้นเดินเข้ามายืนอยู่ที่นั่นเป็นเวลาชั่วโมงเศษๆ ไฟเทียนไขชนิดดีๆ ยาวๆ ที่จุดไว้ บางเล่มก็หมดไป บางเล่มก็จวนจะหมด มันจึงได้กลับหลังหัน แล้วเดินกลับออกไปทางเก่าและเที่ยวหากินในแถบบริเวณนั้น เสียงหักไม้กินเป็นอาหารสนั่นป่าไปหมด
ท่านได้เห็นความอัศจรรย์ของจิตและของพุทโธประจักษ์ใจในคราวนั้นเป็นครั้งแรก เพราะ เป็นคราวจําเป็นจริงๆ ไม่สามารถจะหลบหลีกปลีกตัวไปที่ไหนให้พ้นได้ นอกจากต้องสู้ด้วยวิธีนั้นเท่านั้น แม้ตายก็ยอมโดยไม่มีทางเลือกได้
นับแต่ขณะนั้นมาแล้ว ทําให้เกิดความมั่นใจว่า เป็นเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าจิตกับพุทโธ เป็นต้น ได้เข้าสนิทกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยหลักธรรมชาติแล้ว ไม่สามารถทําอันตรายได้อย่างแน่นอน นี่เป็นความเชื่ออย่างสนิทใจตลอดมา
ท่านว่า ช้างตัวนั้นก็เป็นสัตว์ที่แปลกอยู่มาก เวลาเข้ามาถึงที่นั้นแล้วแทนที่จะแสดงอาการอย่างไรก็ไม่แสดง คงยืนนิ่งหูกางอยู่อย่างสงบ แลดูท่านเดินจงกรมกลับไปกลับมาอย่างไม่เบื่อ พอดูเต็มตาแล้วก็กลับหลังหันคืนทางเก่า แล้วเที่ยวหากินไปเรื่อยๆ แบบทองไม่รู้ร้อน และหายเงียบ ไปเลย ซึ่งเป็นสัตว์ที่น่ารักอีกตัวหนึ่ง ไม่ด้อยกว่าตัวที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งเป็นสัตว์บ้านที่รู้ภาษาคนได้ดี สําหรับตัวหลังนี้เป็นสัตว์ป่ามาแต่กําเนิด ซึ่งมีอายุไม่ตํ่ากว่าร้อยปี ไม่อาจรู้ภาษาคนได้ ท่านจึงไม่ได้พูดอะไรกับมัน เป็นแต่เดินจงกรมเฉยอยู่เท่านั้น ตัวหลังนี้ไม่มีลูกพรวนแขวนคอเหมือนตัวนั้น ทั้งชาวบ้านก็บอกว่า เป็นช้างป่าและเคยเป็นนายโขลงมานาน เฉพาะคราวนี้ทําไมจึงมาเที่ยว ตัวเดียวก็ไม่ทราบ อาจจะพรากจากโขลงมาชั่วคราวก็ได้ดังนี้
แม้ช้างตัวนั้นหนีไปแล้ว ท่านยังเดินจงกรมต่อไปด้วยความอัศจรรย์ใจ และเห็นคุณของช้างตัวนั้นที่มาช่วยให้จิตท่านได้เห็นความอัศจรรย์ในธรรม เกี่ยวกับความกลัวความกล้า แต่คราวนี้ช้างมาช่วยเสริมให้รู้เรื่องนี้ได้อย่างประจักษ์ใจ หมดทางสงสัย ช้างตัวนั้นจึงเป็นเหมือนช้างเทวบุตรหรือช้างเทพบันดาลก็น่าจะไม่ผิด เพราะธรรมดาช้างในป่าซึ่งไม่คุ้นเคยและให้อภัยแก่ผู้ใด นอกจากจะสู้ไม่ไหวจริงๆ แล้วจึงรีบวิ่งหนีเอาตัวรอดเท่านั้น แต่ช้างตัวนี้ตั้งหน้าตั้งตาเดินมาหาเราอย่างอิสระ มิได้ถูกบังคับขับไล่ด้วยวิธีใดๆ จากผู้ใด และเดินมาหาเรา ทั้งที่ไฟก็ตามสว่างอยู่รอบด้าน แทนที่มันจะตรงเข้าขยี้ขยําเรา ให้แหลกเป็นจุณวิจุณไปด้วยกําลังก็ไม่ทํา หรือจะตื่นตกใจกลัวไฟรีบวิ่งหัวซุกหัวปําเข้าป่าไปก็ไม่ไป เมื่อเดินอย่างองอาจชาติอาชาไนยเข้ามาถึงที่เราอยู่แล้ว ยังกลับยืนทื่อดูเราอยู่เป็นเวลาตั้งชั่วโมงเศษๆ จึงหนีไปแบบธรรมดา มิได้กล้า มิได้กลัวอะไรทั้งสิ้น จึงเป็นสัตว์ที่น่าคิดพิศวงงงงันอยู่ไม่ลืมจนบัดนี้
จากคราวนั้นมาแล้วจะไปเที่ยวและพักอยู่ในที่เช่นไรก็ไม่คิดกลัว เพราะเชื่อกรรมอย่างถึงใจ แต่บัดนั้นเป็นต้นมา สมกับธรรมบทว่า พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติ ไม่ปล่อยให้ตายจมดินจมนํ้าแบบขอนซุงแน่นอน
ความรู้เรื่องของจิตของธรรมอย่างถึงใจย่อมรู้กันในเวลาคับขัน ถ้าไม่คับขัน จิตมักเล่นตัวยั่วเราด้วยกิเลสชนิดต่างๆ ไม่มีประมาณ จนตามแก้ไม่ทัน ยอมให้มันข้ามศีรษะไปต่อหน้าต่อตา ประหนึ่งไม่มีความสามารถหักห้ามตามแก้มันให้หลุดไปได้เลย พอเวลาเข้าที่คับขันจนมุมจริงๆ กําลังของจิตของธรรมไม่ทราบว่ามาจากไหน ใจก็หมอบและยอมเชื่อเราเชื่อธรรม ไม่ฝ่าฝืน กําหนดบังคับให้อยู่อย่างไรหรือกับธรรมบทใดก็อยู่อย่างนั้นไม่ฝ่าฝืน คงจะเป็นเพราะความกลัวตายก็ เป็นได้ถ้าฝ่าฝืน จึงกลายเป็นจิตที่ว่านอนสอนง่ายไม่ดื้อดึงในเวลาเช่นนั้น น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ที่พระธุดงคกรรมฐานท่านชอบเข้าแต่ป่าแต่เขา ทั้งที่กลัวตายและใจหนึ่งไม่อยากเข้า สําหรับจิตผมเป็นเช่นนี้ ส่วนจิตของท่านผู้อ่านนั้นไม่ทราบได้ แต่ถ้าตั้งใจฝึกให้ถึงเหตุถึงผลจริงๆ ก็น่าจะ เหมือนๆ กัน เพราะจิตเป็นที่สถิตอยู่แห่งธรรมและกิเลสที่ทําให้มีความรู้สึกกล้า รู้สึกกลัว รู้จักดีชั่วต่างๆ เช่นเดียวกัน
การฝึกฝนที่ถูกกับเหตุผล ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของธรรม จึงสามารถทําให้กิเลสชนิดต่างๆ ยอมจํานนหมอบราบ และสิ้นสูญไป จนไม่เหลือเป็นเชื้ออีกต่อไป ผมเองซึ่งมีนิสัยหยาบจึงมักเชื่อต่อการทรมานชนิดหยาบๆ เพื่อให้ทันกับกิเลสซึ่งเป็นธรรมชาติหยาบที่มีอยู่ในตน ดังคราวช้างใหญ่เดินเข้ามาหาขณะกําลังเดินจงกรมอยู่ เป็นขณะที่ได้เห็นกิเลสและธรรมของพระพุทธเจ้าอย่าง ชัดเจนภายในใจ เพราะปกติจิตที่มีกิเลสเป็นเจ้าอํานาจครองใจ รู้สึกฝึกทรมานยาก ดีไม่ดี เราผู้จะฆ่ามันให้ฉิบหายสิ้นซากไป แต่กลับจะตายไปก่อนมัน เพราะความเหนียวแน่นแก่นอาสวะที่เกาะกินเรามานานเสียด้วยซํ้า แต่พอเข้าตาจนและได้ช้างใหญ่มาช่วยปราบเท่านั้น กิเลสตัวดื้อด้าน ต้านทานความเพียรเก่งๆ ไม่ทราบหายหน้าไปไหน ใจก็บอกง่าย สั่งให้อยู่อย่างไรและให้อยู่กับธรรมบทใดก็ยอมรับทันทีทันใด ราวกับนํ้ามันเครื่องหล่อลื่น ไม่ฝ่าฝืนดังที่เคยเป็นมาเลย
พอกิเลสขยายตัวออกจากใจ ธรรมที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วในขณะเดียวกัน ก็แสดงความ สว่างไสว และความองอาจกล้าหาญต่อทุกสิ่งขึ้นมาภายในใจทันที ให้ได้เห็นได้ชมอย่างเต็มใจที่กระหายมานาน ความกลัวตายไม่ทราบหายหน้าไปไหน จึงทําให้เห็นได้ชัดว่าความกลัวก็คือกิเลสตัวเคยออกหน้าออกตามานาน เราดีๆ นี่เอง พอความกลัวซึ่งเป็นเครื่องกดถ่วงลวงใจดับลงไปแล้ว แม้จะไม่ดับไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็ทําให้เห็นโทษของมันอย่างประจักษ์ในขณะนั้น วาระต่อไปถึงจะเกิดขึ้นมาอีกตามความมีอยู่ของมัน แม้เช่นนั้นก็ยังพอให้เราระลึกรู้ได้บ้างว่า “ความกลัวนี้มิใช่หน้ามิตรมงคลของเรา แต่เป็นหน้าศัตรูที่เคยมาในรูปร่างแห่งมิตรต่างหาก” จึงไม่ทําใจให้เชื่อชนิด ติดจมในมันเหมือนที่แล้วๆ มาและพยายามกําจัดมันออกทุกวาระแห่งความเพียร จนสภาพแห่งศัตรูที่มาในสภาพแห่งมิตรเหล่านี้ สิ้นสูญไปจากใจนั่นแล จึงจะนอนใจและอยู่เป็นสุขหายกังวลโดยประการทั้งปวงได้”
ของเก่าท่านขาว แม่สวยกว่าลูกอีก – เด็กสองจําพวก
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งขณะออกบิณฑบาตอยู่นั้น สายตามองไปเห็นหญิง คนหนึ่งเข้า มันเป็นอย่างไรบอกไม่ถูก ความรู้สึกมันวาบเฉียดกระชับเข้าไปในหัวใจท่านเลยทีเดียว เห็นคราวใดก็เป็นอยู่อย่างนี้ ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถึงแม้ว่าจะพบคนสวยๆ กว่าหญิงคนนี้มาแล้ว ก็ตาม จึงอยากจะทดสอบความจริงซึ่งปรากฏขึ้นภายในจิตใจดูว่า จะจริงเท็จแค่ไหน จึงพูดกับ หญิงคนนั้นว่า “ที่อาตมาไปพักอยู่ที่อื่นๆ นั้น ก็ไปแต่ภายนอก ใจยังห่วงญาติโยมทางนี้อยู่” หญิง คนนั้นดูจะคับแค้นแน่นอุรา จึงพูดออกมาตามความจริง “ตึ๊กละเจ้า ตึ๊กจริงๆ นะเจ้า” แล้วหญิง คนนั้นจึงอาราธนาหลวงปู่ขาวให้ไปเยี่ยมพ่อ แม่ และบ้านของเธอ
แต่หลวงปู่ขาวบอกว่า “เรามีความละอายท่านพระอาจารย์มั่นเหลือเกิน เลยไม่ยอมไป” วันหนึ่งหลังจากได้ปรนนิบัติท่านแล้ว ท่านก็แย้มออกมาเชิงถามหลวงปู่ขาวว่า “ของเก่าท่านขาว แม่มันสวยกว่าลูกอีก ตระกูลนี้เคยเคารพนับถือพระธุดงคกรรมฐานมานาน เขาเคยปวารณา ปัจจัย ๔ แก่คณะของพวกเรา” ท่านพูดต่อไปอีกว่า “พวกเราเกิดมาในโลกนี้เกิดตาย เกิดตาย จะไม่ให้เป็นพ่อแม่ผัวเมียกันไม่มีเลย เพราะคนเกิดมานับกี่กัป กี่กัลป์ อนันตชาติ นับไม่ถ้วน”
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าให้ฟังต่อไปว่า “การฟังธรรมไม่จําเป็นจะไปฟังจากครูบาอาจารย์ เสมอไป เห็นอะไรดี อะไรชั่ว ก็น้อมเข้ามาสอนตน จะได้เห็นอุบายปัญญา” ท่านเล่าว่า
“ครั้งหนึ่งไปรับบิณฑบาตในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไปเห็นเด็กสองจําพวก จําพวกหนึ่งขี้ริ้วขี้เหร่ ผิวกายดําครํ่าคร่าเศร้าหมอง จําพวกที่สองรูปร่างโสภาน่าเอ็นดู มีกิริยามารยาท ฉลาด เมื่อเห็น พระบิณฑบาตมาก็ประนมมือไหว้
หลวงปู่ขาวหลังบิณฑบาตฉันเสร็จแล้วก็มาพิจารณาสอนตนว่า “เห็นหรือไม่ว่า เด็กสองจําพวก ถ้าท่านต้องเกิดมามีภพมีชาติอีก จะเกิดเป็นจําพวกใด” จิตก็ตอบว่า “เด็กชั่วไม่ต้องการ ต้องการเด็กดี ถ้าอย่างนั้นก็จงอย่าประมาทลืมตัวมัวเมาความชั่ว จงยกจิตใจให้สูงขึ้นด้วยความมี สติ ละชั่วทางกาย วาจา ใจ หมั่นใส่ใจในบุญในกุศล สุจริตธรรม นําความชั่วออกด้วยสติวินัย ทํากาย วาจา ใจ ให้ใสสะอาด เหมือนแก้วมณีสดใสเป็นประภัสสร ถ้าเกิดมาชาติหน้าจะได้สมบัติดี มนุษย์สมบัติไม่วิบัติ จะได้เหมือนเด็กพวกที่สอง ถ้าเรามัวประมาท ปล่อยกาย วาจา ใจ ให้ไหล ไปตามกระแสตัณหาและความชั่วมัวเมา ประมาทพลาดท่าเมื่อไร ก็จะไปเกิดเหมือนเด็กจําพวก ที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงโกหกใคร ถ้าถูกก็ตรัสว่าถูก ถ้าผิดก็ตรัสว่าผิด พระพุทธองค์ท่านเหนือโลก เหนือแผ่นดิน พูดประกาศิตเป็นคําจริงทุกประการ”
ผู้ทําสติสัมโพชฌงค์ ๗ ให้เกิดขึ้น
หลวงปู่ขาว อนาลโย เทศน์ไว้ดังนี้
“เมื่ออยู่แม่ปั๋ง อําเภอพร้าว ตื่นขึ้นมาตอนเช้าตั้งความสัตย์ไว้ว่า เรารักษากาย วาจา ใจ ของเราไม่ให้ผิด ไม่ให้จิตไปสู่อารมณ์ภายนอก ให้รักษาจิตอยู่นี่ ให้มันรู้กันอยู่นี่ กลางวันเราก็รักษากาย วาจา ใจ ของเรา คํ่ามาเราก็จะรักษากาย วาจา ใจ ของเรา ตั้งความสัตย์ไว้แล้ว เราจะรักษาอย่างนี้ไว้จนตลอดวันตายตลอดชีวิต เอาไปเอามา กลางวันเดินไปเดินมา มันก็ลืมความสัตย์แล้ว มันไปที่ไหน สติไม่ทันมัน มันเลยออกไปแล้ว ไปสู่อารมณ์ภายนอก มันคิดไปล่ะ สติไม่ทันมัน
ทีนี้จําเอาไว้ เรื่องข้อวัตรให้เรียบร้อย ไม่ให้มีความสงสัยเรื่องข้อวัตร เทกระโถน ปัดตาดเสร็จ ทําอะไรบริสุทธิ์หมด ทีนี้มันโกรธแล้ว ทําอย่างไรมันก็โกรธ มีแต่แข็งอยู่อย่างนั้น ใจน่ะ เอ ! ทํายังไง เดินจงกรม เดินวิบ มันก็แข็งอยู่อย่างนั้น มีแต่โกรธมีแต่แค้น เลยกลับขึ้นกุฏิ รีบกลับขึ้นไปไหว้พระทําวัตร ทําวัตรแล้วก็นั่งบริกรรมกําหนด มีแต่โกรธแต่เคียด เอ ! มันเป็นอะไรนี่หือ มันจึง มาแข็งอยู่อย่างนี้ ว่าที่ไหนมันมีแต่แข็งแต่โกรธ มันผิดอะไรนี่ หือ
ตรวจดู เช้ามาเราตื่นขึ้นเราได้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะรักษากาย วาจา ใจ ของเรานี่ให้บริสุทธิ์ กลางวันก็ดี พลบคํ่ามาก็ดี เราตั้งใจจะรักษาตรวจดูใจของเราผิดอะไร ตรวจดูไม่มี วาจาของเราได้พูดกับใครผิดอะไร ไม่มี ใจมาฆ่าหมอนี่เสียแล้ว หือ คิดอะไร อ้อ ! มันได้คิดไปตามอารมณ์ อันนั้นปรุงอันนี้ไปแล้ว แน่ มันเป็นแต่ใจนี่แหละ มันเป็นที่ใจนี้แหละ เลยม้างสมาธิออก ม้างแล้วก็กราบลง ทําวัตรอีกแล้วกราบลงว่า
กาเยน วาจาย ว เจตสา วา, พุทฺเธ กุกมฺมํ ปกตํ มยา ยํ, บาปชั่วร้ายอันใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงในพระพุทธเจ้าด้วยกาย วาจา ใจ บาปอันน่าเกลียดอันพระพุทธเจ้าติเตียน ข้าพเจ้าล่วงแล้ว พุทฺโธ ปฏิคฺคณฺหตุ ขอพระพุทธเจ้าจงอดโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด อจฺจยนฺตํ กาลนฺตเร สํวริตุํ ว พุทฺเธ. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะสํารวมต่อไปจนวันตาย มา วรรคธรรม ก็ว่าอย่างเดียวกัน ข้าพเจ้าผิดในพระธรรม ขอพระธรรมจงอดโทษให้ ข้าพเจ้าจะสํารวมในพระธรรมตลอดวันตาย วรรคสงฆ์ ก็เหมือนกัน ข้าพเจ้าจะสํารวมต่อไปจนวันตายตั้งแต่บัดนี้ไป ขอพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จงอดโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
สบายใจ ใจไม่แข็ง สบายใจ ดีใจ พอบ่าย ๓ คืนกลับ…
มันจึงสมกับที่มาว่า ภิกฺขุโน สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ สติคืออะไร เอ ! อย่างนี้ซิ ภิกษุได้พูดความสัตย์ความจริงไว้แล้ว ต้องมีสติ สัตตะ ก็คือมีสติ อย่างนี้ได้ชื่อว่า ผู้ทําสติสัมโพชฌงค์ ๗ ให้เกิดขึ้น ตั้งแต่นั้นมาก็สํารวมระวังไม่ให้มันคิดไปภายนอก เวลานั่งสมาธิ มันก็ไป ไปภายนอก นั่นแหละ มันฉีกไปไม่รู้แล้ว มันก็ตั้งสํารวมดี เวลาทําเราก็ตั้งไว้ยังงั้น เราจะไม่คิด เดี๋ยวนี้หน้าที่เรานั่งภาวนา งานของเราจําเพาะเราไม่ใช่งานคนอื่น งานของคนอื่นเราทําแล้ว กลางวันเราทําแล้ว บัดนี้เรานั่งจําเพาะของเรา งานของเรา เราต้องไม่คิดไปเรื่องอื่นของคนอื่น ถ้าเราคิด ก็คิดอยู่ที่กายนี่ ให้มีสติประจําใจอยู่นี่ แล้วเราก็เอาปัญญานั่นแหละ ถ้าเรานั่งมันไม่ลงไม่รวม เราก็เอาปัญญา นั่นแหละล้อมมันเข้า ไม่ให้มันไป
หรือจะเอาอย่างนี้ก็ได้ ให้พิจารณา มันก็บริกรรมเหมือนกันนั่นแหละ เกสา ผม, โลมา ขน, นขา เล็บ, ทนฺตา ฟัน, ตโจ หนัง…
อาการ ๓๒ เอามันอยู่นั่นแหละ เดินจงกรมก็ตาม นั่งอยู่ก็ตาม เอามันอยู่นั่นแหละ ให้มันไปไม่ได้ ให้มีสติประจํา ไปไม่ได้ นี่แหละอาตมาทําอย่างนี้ เอาอาการ ๓๒ บริกรรม อยู่อย่างนี้ เอาจนมันขาดจากอารมณ์ ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ เอาให้มันอยู่กับอารมณ์ เอาให้มัน อยู่กับ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้มันขาดจากอารมณ์ วันใดเดือนใด ก็เอามันพิจารณา เอาปัญญาพิจารณา ก็ปัญญาโลกีย์นั่นแหละ สัญญาเราจําได้ จําแบบจําแผนได้ยินได้ฟังมา เอามันนี่แหละค้นคว้าพิจารณารอบๆ ไปเรื่อยๆ จนไปไม่ได้ ถูกที่มัน ตีมัน มันก็กลัวแล้ว กลัวแล้วมันจะสดชื่นขึ้น ที่ไหนมันจะเจ็บต้องตีมัน จิตมันก็เหมือนกันกับวอก ให้มีสติบังคับจิต เราภาวนา เราก็ต้องมีสติ นั่นแหละ ต้องคุมจิตไม่ให้มันไป ให้มันอยู่กับที่
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ ผู้ที่ควบคุมจิตของตน ทรมานดีแล้ว จิตนําสุขมาให้ ผู้ที่ควบคุมจิต ของตน ทรมานจิตให้ดีแล้ว จิตเบิกบาน มันสงบแล้ว มีความสุข จิตสว่างไสว จิตสว่างไสวมันจะมีปัญญา ปัญญาก็มันนั่นแหละ อยู่ที่ดวงจิตนั่นแหละ”
หลังจากนั้นมาท่านบอกว่า มีสติสัมปชัญญะรู้รอบ รอบรู้ในอิริยาบถต่างๆ ตลอดเวลา การพิจารณาธรรมทะลุปรุโปร่งชํานาญยิ่งขึ้นกว่ากาลก่อน เป็นต้นว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เป็นเสมือนสายโซ่อันเดียวกันอย่างไม่มีสงสัยเลยแม้แต่น้อย และยังชํานาญกว่าครั้งก่อนๆ อีกเป็นไหนๆ เสียอีก
วันหนึ่งได้นั่งสมาธิภาวนา จิตสงบมากพอสมควรแล้ว จิตก็ถอนออกมาพิจารณาที่จิตเข้าไปสงบนั้น จิตถึงฌานชั้นไหน จึงเทียบจิตในขณะสงบนั้นกับท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ดู “ทุกฺขสฺส จ ปหานา สุขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อุเปกฺขาสติ- ปาริสุทฺธิํ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ” จิตของเรามันเข้าถึง “จตุตถฌาน” ละเสียได้ซึ่งทุกข์ ละเสียได้ซึ่งสุข ละเสียได้แม้โทมนัสและโสมนัส มีสติและอุเบกขาเท่านั้น
หลวงปู่ขาวเล่าว่า “ปฐมฌาน ทุติยฌาน และ ตติยฌาน กําหนดไม่ทันและไม่รู้ ไปรู้เอาฌานที่ ๔ เลย แต่ความรู้ตามตํารากับความที่เกิดขึ้นเองอาจจะผิดกันไปบ้าง”
ภาค ๖ ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาสั่งสอนและให้อุบายธรรม
โอวาทคําสอนของท่านพระอาจารย์มั่น
ขณะอยู่ทางภาคเหนือนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตาสั่งสอน ยํ้าอุบายแนวปฏิบัติทุกวัน การแสดงธรรมของท่านแต่ละครั้งใช้เวลาไม่นานนัก แต่ธรรมที่ท่านแสดงออก ล้วนเป็นธรรม ภาคปฏิบัติล้วนๆ ละเอียดไปตามขั้นตอนของสารธรรม นับแต่เบื้องต้นสมาธิธรรม ปัญญาธรรม และที่สุดวิมุตติธรรม ทําให้ผู้ฟังหายสงสัยในข้อปฏิบัติของตนๆ ที่กําลังดําเนินอยู่ และที่จะดําเนินต่อไป ทําให้เกิดกําลังใจ เกิดความมุ่งมั่นพากเพียรประกอบความเพียรกัน
การได้ฟังธรรมจากผู้รู้จริงเห็นจริงในธรรม เช่น ท่านพระอาจารย์มั่น ในแต่ละครั้ง ประดุจพระนิพพานอยู่ชั่วเอื้อม ซึ่งตรงกับความปรารถนาของบรรดาพระศิษย์ที่บวชเพื่อมรรคผลนิพพาน ดังนั้น ในการภาวนา ต่างองค์ต่างเร่งความเพียรกันอย่างเต็มกําลังสติปัญญาความสามารถของตน ไม่ท้อถอย และไม่ขาดวรรคขาดตอนทั้งกลางวันกลางคืน เว้นเฉพาะเวลาหลับเท่านั้น อันเป็นการประกอบชาคริยานุโยค หรือการประกอบความเพียรเพื่อจะชําระใจให้หมดจด โดยไม่เห็นแก่นอนโดยแท้ ด้วยเหตุนี้สติสัมปชัญญะ จึงมีกําลังและเพิ่มพูนอยู่เสมอ
พระศิษย์ที่ได้เข้ากราบ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นมีจํานวนหลายองค์ ได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อนสี สุเมโธ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโต หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นต้น โดยแต่ละองค์จะได้รับโอวาทคําสอนจากหลวงปู่มั่น จากนั้นต่างองค์ต่างก็ แยกย้ายกันไปหาที่ปฏิบัติภาวนาในที่ของตน สําหรับลูกศิษย์องค์ไหนที่มีปัญหาติดขัด หรือจําเป็น ต้องได้รับการแนะนําแก้ไขเป็นพิเศษ หลวงปู่มั่นจึงจะใช้พระหรือโยมให้ไปตามลูกศิษย์องค์นั้นๆ มารับคําแนะนําเป็นพิเศษเฉพาะราย หรือยิ่งกว่านั้นหลวงปู่มั่นจะใช้วิธีส่งใจไปสอนไปตักเตือนด้วยอํานาจทิพย์ของท่าน ดังจะพบเห็นบ่อยๆ ในประวัติของพ่อแม่ครูอาจารย์แต่ละองค์
คําสอนของหลวงปู่มั่น เมื่อครั้งหลวงปู่ขาวเข้ารับการฝึกฝนอบรมทางภาคเหนือ องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ตามความรู้สึกของผม (หลวงปู่ขาว) ว่า คนเราถ้าหวังพึ่งธรรม สนใจในธรรม รักใคร่ใฝ่ใจในธรรม ปฏิบัติตามธรรมจริง ตามที่พระองค์ประทานไว้ ด้วยความแน่พระทัยและพระเมตตาจริงๆ คําว่ารู้ธรรมเห็นธรรมขั้นต่างๆ ดังพุทธบริษัทครั้งพุทธกาลรู้เห็นกัน จะไม่เป็นปัญหาที่สุดเอื้อม ตามความคาดคิดอะไรเลย จําต้องรู้เห็นกันได้ธรรมดาๆ เหมือนท่านที่รู้เห็นกันมาแล้วในครั้งพุทธกาลนั้นแล
ที่กาล สถานที่ และบุคคลสมัยนี้ขัดกับครั้งพุทธกาลโดยทางมรรคทางผลอยู่เวลานี้ ก็เพราะเราเองทําตัวให้ขัดต่อทางดําเนินของตัวเอง โดยต้องการผล แต่มิได้สนใจกับเหตุ คือ วิธีดําเนินว่าถูกหรือผิดประการใดบ้าง จะควรดัดแปลงกาย วาจา ใจ ให้ตรงต่อธรรม คือ ทางดําเนินเพื่อมรรคผลนิพพานอย่างไรบ้าง ถ้ามีการทดสอบตนกับธรรมอยู่เสมอ เพื่อความ มุ่งหมายจะสําเร็จตามใจบ้าง อย่างไรต้องสําเร็จในขั้นใดขั้นหนึ่งตามกําลังสติปัญญาของตนแน่นอน เพราะครั้งพุทธกาลกับสมัยนี้ ก็เป็นสมัยที่กิเลสจะพึงแก้ด้วยธรรมและหายได้ด้วยธรรมเช่นเดียวกัน ดังโรคนานาชนิดในสมัยต่างๆ ที่หายได้ด้วยยาที่ถูกกับโรคตลอดมา ฉะนั้น
ผมเองเชื่ออย่างนี้มานานแล้ว ยิ่งปฏิบัติมานานเพียงไร ก็ยิ่งเชื่ออย่างฝังใจถอนไม่ขึ้นเพียงนั้น และยิ่งได้ฟังคําที่ท่านอาจารย์มั่นสั่งสอนอย่างถึงใจ สมัยที่อยู่กับท่านด้วยแล้ว ความเชื่อมั่นก็ยิ่งฝังใจลงลึกจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับใจ โดยท่านสอนว่า
“การดูกิเลสและแสวงธรรม ท่านทั้งหลายอย่ามองข้ามใจ ซึ่งเป็นที่อยู่ของกิเลสและเป็นที่สถิตอยู่แห่งธรรมทั้งหลาย กิเลสก็ดี ธรรมก็ดี มิได้อยู่กับกาลสถานที่ใดๆ ทั้งสิ้น แต่อยู่ที่ใจ คือ เกิดขึ้นที่ใจ เจริญขึ้นที่ใจ และดับลงที่ใจดวงรู้ๆ นี้เท่านั้น การแก้กิเลสที่อื่นและแสวงธรรมที่อื่น แม้จนวันตายก็ไม่พบสิ่งดังกล่าว ตายแล้วเกิดเล่า ก็จะพบแต่กิเลสที่เกิดจากใจ ซึ่งกําลังเสวยทุกข์ เพราะมันนี้เท่านั้น แม้ธรรม ถ้าแสวงหาที่ใจ ก็จะมีวันพบโดยลําดับของความพยายาม สถานที่ กาลเวลา นั้นเป็นเพียงเครื่องส่งเสริมและเครื่องกดถ่วงกิเลสและธรรมให้เจริญขึ้น และเสื่อมไปเท่านั้น เช่น รูป เสียง เป็นต้น เป็นเครื่องส่งเสริมกิเลสที่มีอยู่ในใจให้เจริญยิ่งขึ้น และการเข้าบําเพ็ญในป่าในเขา ก็เพื่อส่งเสริมธรรมที่มีอยู่ในใจให้เจริญยิ่งขึ้นเท่านั้น กิเลสแท้ ธรรมแท้อยู่ที่ใจ ส่วนเครื่องส่งเสริมและกดถ่วงกิเลสและธรรมนั้นมีอยู่ทั่วไปทั้งภายในภายนอก
ฉะนั้น ท่านจึงสอนให้หลบหลีกปลีกตัวจากสิ่งยั่วยวนกวนใจ อันจะทําให้กิเลสที่มีอยู่ภายในกําเริบลําพอง มี รูป เสียง เป็นต้น และสอนให้เที่ยวอยู่ในที่วิเวกสงัด เพื่อกําจัดกิเลสชนิดต่างๆ ด้วยความเพียรได้ง่ายขึ้น อันเป็นการย่นวัฏฏะภายในใจให้สั้นเข้า
ด้วยเหตุนี้ การแสวงหาที่อยู่อันเหมาะสมเพื่อความเพียร สําหรับนักบวชผู้หวังความ พ้นทุกข์ภายในใจ จึงเป็นความชอบยิ่ง ตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเห็นภัยประจักษ์พระทัย ประทานไว้เพื่อหมู่ชน เพราะการอยู่ในที่ธรรมดา กับการอยู่ในที่แปลกๆ เปลี่ยวๆ ความรู้สึกในใจดวงเดียวนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่อยู่เสมอไม่แน่นอน ยิ่งพอทราบว่าจิตมีอาการชินชาต่อสถานที่เท่านั้น ผู้เป็นนักสังเกตตัวเองจะทราบได้ทันที และรีบเปลี่ยนแปลงโยกย้ายสถานที่ เพื่อความเหมาะสม ไม่นิ่งนอนใจ อันเป็นการเปิดโอกาสให้กิเลสสั่งสมกําลังเพื่อทําลายตนโดย ไม่รู้สึก การแก้เหตุการณ์ด้วยความไม่ประมาทได้ทันท่วงที กิเลสย่อมไม่มีโอกาสก่อตัวและสั่งสมกําลังขึ้นทําลายจิตและธรรม ซึ่งมีอยู่ภายในใจดวงเดียวกันได้ และมีทางก้าวหน้าไม่เสื่อมคลาย
ผู้ปฏิบัติเพื่อความเห็นภัยต้องเป็นผู้มีสติระลึกรู้อยู่กับใจตลอดเวลา ไม่พลั้งเผลอได้เป็นการดีความไม่พลั้งเผลอนั่นแล คือ ทํานบเครื่องป้องกันกิเลสต่างๆ ที่ยังไม่เกิดไม่ให้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ที่มีอยู่ซึ่งยังแก้ไม่หมด ก็ไม่กําเริบลําพอง และทําความพยายามกําจัดปัดเป่าด้วยสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรไม่ลดละท้อถอย สถานที่ใดจิตกลัวและมีสติระวังตัวดี สถานที่นั้น คือ ป่าช้า เผาผลาญกิเลสทั้งมวลด้วยตปธรรม คือ ความเพียร มีสติปัญญาเป็นเครื่องมือเผาผลาญทําลาย
คําว่า ฌานก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี วิมุตติหลุดพ้นก็ดี และคําว่า กิเลสเสื่อมอํานาจก็ดี กิเลสตายไปโดยลําดับไม่กําหนดสถานที่เวลานาทีก็ดี หรือกิเลสตายไปจนหมดสิ้นภายในใจก็ดี จะปรากฏประจักษ์กับใจ ในสถานที่บําเพ็ญอันถูกต้องเหมาะสมของผู้มีความเพียร เป็นไปด้วยความรอบคอบนั่นแล ไม่มีที่อื่นเป็นที่เกิดและดับของกิเลสทั้งมวล
โปรดทราบไว้อย่างถึงใจว่า ธรรมเจริญ ณ ที่ใด กิเลสย่อมเสื่อมและดับสูญไป ณ ที่นั้น คําว่า “ที่ใด” นักปฏิบัติทั้งหลายพึงทราบว่า คือ ที่ใจดวงเดียวเท่านั้น
ฉะนั้น จงพากันหํ้าหั่นฟันฝ่าฆ่ากิเลสด้วยความกล้าตายในสนามรบ คือ ที่ใจ โดยอาศัย สถานที่เหมาะสมเป็นเครื่องหนุนกําลัง เพื่อชัยชนะเอาตัวรอดเป็นยอดคน ด้วยประโยคแห่งความเพียรของตนเถิด อย่าหันเหเรรวนว่ากิเลสกองทุกข์จะมีอยู่ในที่อื่นใด นอกจากมีอยู่ในใจดวงเดียวนี้เท่านั้น เท่าที่ปฏิบัติมาแต่ขั้นเริ่มแรก ซึ่งเป็นไปด้วยความตะเกียกตะกายและลูบๆ คลําๆ เพราะขาดครูอาจารย์ผู้อบรมสั่งสอนโดยถูกต้อง จนได้มาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนหมู่คณะ ก็มิได้เห็น กองทุกข์และความแปลกประหลาด พร้อมกับความอัศจรรย์เกินคาดทั้งหลาย ที่ไม่เคยรู้เคยเห็น มาก่อน แสดงขึ้น ณ ที่แห่งใดเลย นอกจากแสดงขึ้นที่ใจดวงเดียว ซึ่งเป็นที่เกิดและสถิตอยู่แห่งธรรมและกิเลสทั้งหลายนี้เท่านั้น และมีทุกข์ กับ สมุทัย ที่มีอยู่ในใจของเราของท่านแต่ละรายนี้เท่านั้น เป็นสิ่งที่มีอํานาจมากเหนือสิ่งใดๆ ในโลกทั้งสาม ที่สามารถปิดกั้นทางเดินเพื่อมรรคผล-นิพพานไว้อย่างมิดชิด แม้เครื่องมือทําการขุดค้นบุกเบิกทุกข์ สมุทัย เพื่อมรรคผลนิพพานให้ ปรากฏขึ้นอย่างเปิดเผย ก็ไม่มีอะไรในสามโลกที่สามารถยิ่งไปกว่า นิโรธ กับ มรรค ซึ่งมีอยู่ในใจ ดวงเดียวกันนี้
เรื่องมีอยู่เพียงเท่านี้ อย่าไปสนใจคิดถึงกาล สถานที่ หรือบุคคลใดๆ ว่าเป็นภัยและเป็นคุณให้เสียเวลาและล่าช้าไปเปล่า โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรยิ่งกว่า การคิดเรื่องกิเลสกับธรรม ซึ่งมีอยู่ที่ใจ จะผิดพระประสงค์ความมุ่งหมายของศาสดา ผู้ประทานธรรมสอนโลก ด้วยความถูกต้องแม่นยํา ตลอดมา นี้เป็นใจความโอวาทที่ท่านอาจารย์มั่นสั่งสอนอย่างถึงเหตุถึงผล สมัยอยู่กับท่านที่เชียงใหม่ จําได้อย่างฝังใจไม่เคยหลงลืมจนบัดนี้ ท่านว่า”
กราบเรียนปัญหาธรรมท่านพระอาจารย์มั่น
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“บางครั้งหลวงปู่ขาวเกิดความสงสัย เรียนถามท่านอาจารย์มั่น ท่านยังดุเอา โดยท่านว่า “ถามเอาตามความชอบใจของตน มิได้เล็งดูหลักธรรม คือ ความจริงควรจะเป็นอย่างไรบ้าง”
ความสงสัยที่ (หลวงปู่ขาว) เรียนถามนั้นมีว่า “ในครั้งพุทธกาลตามประวัติว่า มีผู้สําเร็จ มรรคผลนิพพานมากและรวดเร็วกว่าสมัยนี้ ซึ่งไม่ค่อยมีท่านผู้ใดสําเร็จกัน แม้ไม่มากเหมือน ครั้งโน้น หากมีการสําเร็จได้ก็รู้สึกจะช้ากว่ากันมาก”
ท่าน (พระอาจารย์มั่น) ย้อนถามทันทีว่า “ท่านทราบได้อย่างไร ว่าสมัยนี้ไม่ค่อยมีท่าน ผู้ได้สําเร็จมรรคผลกัน แม้สําเร็จได้ก็ช้ากว่ากันมากดังนี้”
ท่าน (หลวงปู่ขาว) เรียนตอบท่าน (พระอาจารย์มั่น) ว่า
“ก็ไม่ค่อยได้ยินว่าใครสําเร็จเหมือนครั้งโน้น ซึ่งเขียนไว้ในตําราว่าสําเร็จกันครั้งละมากๆ แต่ละครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดตลอดการบําเพ็ญโดยลําพังในที่ต่างๆ ก็ทราบว่าท่านสําเร็จโดยรวดเร็วและง่ายดายจริงๆ น่าเพลินใจด้วยผลที่ท่านได้รับ แต่มาสมัยทุกวันนี้ทําแทบล้มแทบตายก็ไม่ค่อยปรากฏผลเท่าที่ควรแก่เหตุบ้างเลย อันเป็นสาเหตุให้ผู้บําเพ็ญท้อใจและอ่อนแอต่อความเพียร”
ท่านอาจารย์มั่นถามท่านว่า
“ครั้งโน้นในตําราท่านแสดงไว้ด้วยหรือว่า ผู้บําเพ็ญล้วนเป็นผู้สําเร็จอย่างรวดเร็วและง่ายดายทันใจทุกรายไป หรือมีทั้งผู้ปฏิบัติลําบาก ทั้งรู้ได้ช้า ผู้ปฏิบัติลําบากแต่รู้ได้เร็ว ผู้ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้า และผู้ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว อันเป็นไปตามประเภทของบุคคลที่มีภูมิอุปนิสัยวาสนายิ่งหย่อนต่างกัน”
หลวงปู่ขาวเรียนตอบว่า
“มีแบ่งภาคไว้ต่างๆ กันเหมือนกัน มิได้มีแต่ผู้สําเร็จอย่างรวดเร็วและง่ายดายอย่างเดียว ส่วนผู้ปฏิบัติลําบากทั้งสําเร็จได้ช้า และปฏิบัติลําบากแต่รู้ได้เร็วก็มี แต่รู้สึกผิดกับสมัยทุกวันนี้ อยู่มาก แม้จะมีแบ่งประเภทบุคคลไว้ต่างกันเช่นเดียวกับสมัยนี้
ท่านอาจารย์อธิบายว่า
“ข้อนี้ขึ้นอยู่กับผู้แนะนําถูกต้องแม่นยําผิดกัน ตลอดอํานาจวาสนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระสาวกและพวกเราผิดกันอยู่มากจนเทียบกันไม่ได้ อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับความสนใจในธรรมต่างกันมาก สําหรับสมัยนี้กับสมัยพุทธกาล แม้พื้นเพนิสัยก็ผิดกันกับครั้งนั้นมาก เมื่ออะไรๆ ก็ ผิดกัน ผลจะให้เป็นเหมือนกันย่อมเป็นไปไม่ได้
เราไม่ต้องพูดเรื่องผู้อื่นสมัยอื่นให้เยิ่นเย้อไปมาก แม้ตัวเราเองยังแสดงความหยาบกระทบ กระเทือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เป็นนักบวชและนักปฏิบัติ ซึ่งกําลังเข้าใจว่า ตัวประกอบ ความเพียรอยู่เวลานั้น ด้วยวิธีเดินจงกรมอยู่บ้าง นั่งสมาธิภาวนาอยู่บ้าง แต่นั้นเป็นเพียงกิริยาแห่งความเพียรทางกาย ส่วนใจมิได้เป็นความเพียรไปตามกิริยาเลย มีแต่ความคิดสั่งสมกิเลสความกระเทือนใจอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เข้าใจว่าตนกําลังทําความเพียรด้วยวิธีนั้นๆ ดังนั้น ผลจึงเป็นความกระทบกระเทือนใจโดยไม่เลือกกาล สถานที่ แล้วก็มาเหมาเอาว่า ตนทําความเพียรรอดตาย ไม่ได้รับผลเท่าที่ควร ความจริงตนเดินจงกรม นั่งสมาธิ สั่งสมยาพิษทําลายตนโดยไม่รู้สึกตัว ต่างหาก มิได้ตรงความจริงตามหลักแห่งความเพียรเลย
ฉะนั้น ครั้งพุทธกาล ที่ท่านทําความเพียรด้วยความจริงจัง หวังพ้นทุกข์จริงๆ กับสมัยที่ พวกเราทําเล่นราวเด็กกับตุ๊กตา จึงนํามาเทียบกันไม่ได้ ขืนเทียบไปมากเท่าไร ยิ่งเป็นการขายกิเลสความไม่เป็นท่าของตัวมากเพียงนั้น ผมแม้เป็นคนในสมัยทําเล่นๆ ลวงๆ ตัวเองก็ไม่เห็นด้วยกับ คําพูดดูถูกศาสนาและดูถูกตัวเอง ดังที่ท่านว่ามานั้น ถ้าท่านยังเห็นว่าตัวยังพอมีสารคุณอยู่บ้าง ท่านลองทําตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้โดยถูกต้องดูซิ อย่าทําตามแบบที่กิเลสพาฉุดลากไปอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทุกเวลา แม้ขณะกําลังเข้าใจว่า ตนกําลังทําความเพียรอยู่ มรรคผลนิพพานที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้เป็นสมบัติกลาง จะเป็นสมบัติอันพึงใจท่านในวันหนึ่งแน่นอน โดยไม่มี คําว่ายากลําบากและสําเร็จได้ช้ามาเป็นอุปสรรคได้เลย
ขนาดที่พวกเราทําความเพียรแบบกระดูกจะหลุดออกจากกัน เพราะความขี้เกียจอ่อนแออยู่เวลานี้ ผมเข้าใจว่าเหมือนคนที่แสนโง่และขี้เกียจเอาสิ่งอันเล็กๆ เท่านิ้วมือไปเจาะภูเขาทั้งลูก แต่หวังให้ภูเขานั้นทะลุในวันเวลาเดียว ซึ่งเป็นที่น่าหัวเราะของท่านผู้ฉลาดปราดเปรื่องด้วยปัญญา และมีความเพียรกล้าเป็นไหนๆ พวกเราลองคิดดู ประโยคแห่งความเพียรของท่านผู้เป็นศากยบุตรพุทธสาวกในครั้งพุทธกาลท่านทํากัน กับความเพียรของพวกเราที่ทําแบบเอาฝ่ามือไปแตะแม่นํ้า มหาสมุทรซึ่งสุดที่น่าสมเพชเวทนาเหลือประมาณ แต่หวังพระนิพพานด้วยความเพียรเท่าฝ่ามือนั้น ลองคิดดูกิเลสเท่ามหาสมุทร แต่ความเพียรเท่าฝ่ามือนั้น มันห่างไกลกันขนาดไหน คนสมัยฝ่ามือแตะมหาสมุทร ทําความเพียรเพียงเล็กน้อย แต่ความหมายมั่นปั้นมือว่าจะข้ามโลกสงสาร เมื่อไม่ได้ตามใจหวังก็หาเรื่องตําหนิศาสนาและกาล สถานที่ ตลอดคนสมัยนั้นสมัยนี้ ไม่ละอายการประกาศความไม่เป็นท่าของตัวให้นักปราชญ์ท่านหัวเราะด้วยความอ่อนใจว่า เราเป็นผู้หมดความสามารถโดยประการทั้งปวง
การลงทุนแต่เพียงเล็กน้อยด้วยความเสียดายเรี่ยวแรง แต่ต้องการผลกําไรล้นโลกล้นสงสาร นั้นเป็นทางเดินของโมฆบุรุษ โมฆสตรี ผู้เตรียมสร้างป่าช้าไว้เผาตัว และนอนจมอยู่ในกองทุกข์ ไม่มีวันลดหย่อนผ่อนวัฏฏะว่าจะผ่านพ้นไปได้เมื่อไร
คําถามของท่านที่ถามผมเป็นเชิงชมเชยศาสนธรรม ชมเชยกาล สถานที่และบุคคลในครั้งพุทธกาล แต่ตําหนิศาสนธรรม ตําหนิกาล สถานที่และบุคคลในสมัยนี้ จึงเป็นคําชมเชยและติเตียนของโมฆบุรุษ โมฆสตรี ที่ปิดกั้นทางเดินของตน จนหาทางเล็ดลอดปลอดจากภัยไปไม่ได้ และเป็นคําถามของคนสิ้นท่า เป็นคําถามของคนผู้ตัดหนามกั้นทางเดินของตัว มิได้เป็นคําถามเพื่อช่วยบุกเบิกทางเดินให้เตียนโล่งพอมีทางปลอดโปร่งโล่งใจ เพราะความสนใจปลดเปลื้องตนจากกิเลส ด้วยสวากขาตธรรม อันเป็นมัชฌิมาที่เคยให้ความเสมอภาค แก่สัตว์โลกผู้สนใจปฏิบัติตามโดย ถูกต้องตลอดมา แต่อย่างใดเลย
ถ้าท่านจะมีสติปัญญาเปลื้องตนพอเป็นที่ชมเชยบ้าง แม้โดยการเทียบเคียงว่า โรคทุกชนิดไม่ว่าชนิดร้ายแรงหรือชนิดธรรมดา เมื่อสนใจรักษาและโรคถูกกับยา ย่อมมีทางสงบและหายได้ ด้วยกัน แต่ถ้ามิได้สนใจรักษา โรคย่อมกําเริบและเป็นอันตรายได้ นอกจากโรคหวัดหรือโรคเล็กๆ น้อยๆ ตามผิวหนัง ซึ่งบางชนิดไม่รักษาก็มีทางหายได้ตามกาลของมัน โรคกิเลสซึ่งมิใช่โรคหิด โรคเหา โรคกลากโรคเกลื้อนพอจะหายไปเอง ต้องรักษาด้วยยา คือ ธรรมในทางความเพียร ตามแบบของศากยบุตรพุทธสาวกที่ท่านทํากัน จะเป็นกิเลสชนิดร้ายแรงหรือไม่เพียงไร ก็จําต้องสงบและหายได้ไม่มีทางสงสัย ท่านคิดเพียงเท่านี้ ผมก็พอเบาใจและชมเชยว่า ท่านก็เป็นผู้มี ความคิดแยบคายบ้างผู้หนึ่ง ที่จะพอเชื่อความสามารถของตัวได้ว่า จะเป็นผู้ข้ามโลกสงสารได้ และเชื่อความสามารถของพระพุทธเจ้าและศาสนธรรม ว่าเป็นผู้ตรัสรู้ธรรมด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงประกาศศาสนธรรมไว้โดยชอบ และเป็นนิยยานิกธรรมนําสัตว์ให้ข้ามพ้นได้จริง ไม่ตําหนิ ติเตียนตนว่ามีกิเลสหนาทําให้รู้ธรรมได้ช้าโดยไม่สนใจแก้ไข ไม่ติเตียนพระพุทธเจ้าว่าทรงประกาศสอนธรรมไม่เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ติเตียนพระธรรมว่าไร้สมรรถภาพหรือเรียวแหลม ไม่สามารถแก้กิเลสของสัตว์ในสมัยนี้ได้เหมือนครั้งพุทธกาล”
ท่านอาจารย์มั่นว่า ท่านมิได้ปฏิเสธเกี่ยวกับกิเลสของคนที่มีหนาบางต่างกัน และยอมรับ ว่า คนในพุทธสมัยมีความเบาบางมากกว่าสมัยปัจจุบัน แม้การอบรมสั่งสอนก็ง่ายผิดกับสมัยนี้ อยู่มาก ประกอบกับผู้สั่งสอนในสมัยนั้น ก็เป็นผู้รู้ยิ่งเห็นจริงเป็นส่วนมาก มีพระศาสดาเป็น พระประมุข ประธานแห่งพระสาวก ในการประกาศสอนธรรมแก่หมู่ชน การสอนจึงไม่ค่อย ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความจริง ทรงถอดออกมาจากพระทัยและใจที่บริสุทธิ์ล้วนๆ หยิบยื่นให้ผู้ฟังอย่างสดๆ ร้อนๆ ไม่มีธรรมแปลกปลอมเคลือบแฝงออกมาด้วยเลย ผู้ฟังก็เป็นผู้มุ่งต่อความจริงอย่างเต็มใจ ซึ่งเป็นความเหมาะสมทั้งสองฝ่าย ผลที่ปรากฏเป็นขั้นๆ ตามความคาดหมายของ ผู้มุ่งความจริง จึงไม่มีปัญหาที่ควรขัดแย้งได้ว่า สมัยนั้นคนสําเร็จมรรคผลกันทีละมากๆ จากการ แสดงธรรมแต่ละครั้งของพระศาสดาและพระสาวก ส่วนสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครสําเร็จได้ คล้ายกับ คนไม่ใช่คน ธรรมไม่ใช่ธรรม ผลจึงไม่มี
ความจริงคนก็คือคน ธรรมก็คือธรรมอยู่นั่นเอง แต่คนไม่สนใจธรรม ธรรมก็เข้าไม่ถึงใจ จึงกลายเป็นว่า คนก็สักว่าคน ธรรมก็สักว่าธรรม ไม่อาจยังประโยชน์ให้สําเร็จได้ แม้คนจะมีจํานวนมากและแสดงให้ฟังทั้งพระไตรปิฎก จึงเป็นเหมือนเทนํ้าใส่หลังหมา มันสลัดออกเกลี้ยงไม่มีเหลือ ธรรมจึงไม่มีความหมายในใจของคน เหมือนนํ้าไม่มีความหมายบนหลังหมา ฉะนั้น”
ท่านถามหลวงปู่ขาวว่า
“ท่านเล่า เวลานี้ใจเป็นเหมือนหลังหมา หรืออย่างไรกันแน่ จึงมัวตําหนิแต่ธรรมโดย ถ่ายเดียวว่า ไม่ยังผลให้เกิดขึ้นแก่ตน เพื่อสําเร็จมรรคผลนิพพานง่ายๆ เหมือนครั้งพุทธกาล โดย ไม่คํานึงใจตัวบ้าง ซึ่งกําลังสลัดปัดธรรมออกจากใจ ยิ่งกว่าหมาสลัดนํ้าออกจากหลังของมัน ถ้าย้อนมาคิดถึงความบกพร่องของตนบ้าง ผมเข้าใจว่าธรรมจะมีที่ซึมซาบและสถิตอยู่ในใจได้บ้าง ไม่ไหลผ่านไปๆ ราวกับลําคลองไม่มีแอ่งเก็บนํ้าดังที่เป็นอยู่เวลานี้ คนสมัยพุทธกาลมีกิเลสบางหรือหนาก็เป็นคุณและโทษของคนสมัยนั้นโดยเฉพาะ มิได้มาทําความลําบากหนักใจให้แก่คนสมัยนี้ ซึ่งมีกิเลสชนิดใด ก็ก่อความเดือดร้อนให้แก่กันเอง แทบจะไม่มีโลกให้อยู่ ถ้าไม่สนใจแก้ไข พอให้โลกว่างจากการวางเพลิงเผากันบ้าง การตําหนิติชมใครและสมัยใดก็ตามย่อมไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าไม่สนใจตําหนิติชมตัวเองผู้กําลังก่อไฟเผาตัวและผู้อื่นให้เดือดร้อนอยู่เวลานี้อันเป็นการพรากไฟราคะ โทสะ โมหะ ออกจากกันและกัน ที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ พอมีทางก้าวเดินเข้าสู่ความ สงบสุขได้บ้าง ไม่ร้อนระอุด้วยไฟเหล่านี้จนเกินตัว สมกับโลกมนุษย์อันเป็นแดนของสัตว์ผู้ฉลาด กว่าสัตว์อื่นๆ บรรดาที่อยู่ร่วมโลกกันดังนี้”
ท่านว่า “ท่านอาจารย์มั่นเข่นใหญ่ เกี่ยวกับปัญหาโลกแตกของเราที่เรียนถาม แม้ไม่เรียนมากมายนัก แต่เวลาท่านหยิบยกออกมา คล้ายกับปัญหานี้เป็นเสี้ยนหนามแก่พระศาสนา และท่านตลอดตัวเราเองแบบจะเยียวยาไม่ได้ เรารู้สึกเห็นโทษของตัว และเกิดความไม่สบายใจหลายวัน ทั้งที่ความจริงเราก็มิได้สงสัยว่า สมัยนี้จะไม่มีผู้สามารถบรรลุธรรมได้ ท่านเลยสับเขกเอาเสีย นับว่าพอดีกับคนปากไวอยู่ไม่เป็นสุข แต่ก็ดีอย่างหนึ่งที่ได้ฟังธรรมท่านอย่างถึงใจ
เท่าที่ผมเล่ามานี้ ยังไม่ถึงเสี้ยวแห่งธรรมลึกซึ้งและเผ็ดร้อนที่ท่านแสดงนั่นเลย นั้นยิ่งลึกซึ้งและเผ็ดร้อนยิ่งกว่ามหาสมุทรสุดสาครและไฟในนรก แม้เรื่องผ่านไปแล้วท่านยังใส่ปัญหาผมอย่างเหน็บแนมเรื่อยมา บางครั้งยังยกปัญหานั้นมาประจานต่อหน้าที่ประชุมอีกด้วย ไม่ให้เสร็จสิ้นลงง่ายๆ ว่ามิจฉาทิฐิบ้าง เทวทัตทําลายศาสนาบ้าง แหลกไปหมดไม่มีชิ้นดีเลย จนทําให้หมู่เพื่อน สงสัยมาถามก็มี ว่าเป็นดังท่านว่าจริงๆ หรือ ผมต้องได้ชี้แจงให้ท่านทราบว่า ผมมิได้เป็นไปตามปัญหาที่เรียนถามท่าน เป็นแต่อุบายเพื่อฟังธรรมท่านเท่านั้น ปกติถ้าไม่มีอุบายแปลกๆ ขึ้น เรียนถาม ท่านไม่เทศน์ให้ฟัง แต่การยกอุบายขึ้นเรียนถามนั้น ผมเองก็โง่ไป โดดไปคว้าเอา ค้อนมาให้ท่านตีหัวเอา แทนที่จะยกอุบายอันราบรื่นดีงามขึ้นเรียนถาม และฟังท่านอธิบาย พอหอมปากหอมคอ”
ตามปกติก็เป็นดังหลวงปู่ขาวเล่าให้ฟัง ถ้าไม่มีอะไรแปลกๆ เรียนถามท่านก็พูดไปธรรมดา แม้เป็นธรรมก็เป็นไปอย่างเรียบๆ ไม่ค่อยถึงใจนัก เมื่อเรียนถามปัญหาชนิดแปลกๆ รู้สึกท่านคึกคักและเนื้อธรรมที่แสดงออกเวลานั้น ก็เหมาะกับความต้องการ ดังที่เคยเรียนแล้วในประวัติท่าน
ความจริงท่านก็มิได้สงสัยหลวงปู่ขาวว่าเห็นผิดไปต่างๆ ดังที่ท่านดุด่าขู่เข็ญ แต่เป็นอุบายของท่านผู้ฉลาดในการแสดงธรรม ย่อมมีการพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปต่างๆ เพื่อปลุกประสาท ผู้ฟังให้ได้ข้อคิดเป็นคติเตือนใจไปนานๆ บ้าง ไม่เช่นนั้นก็จะพากันนอนกอดความโง่ไม่สนใจคิด อะไรกันบ้างเลย และจะกลายเป็นกบเฝ้ากอบัวอยู่เปล่าๆ พอถูกท่านสับเขกเสียบ้างดูเหมือนหูตั้ง ตาสว่างขึ้นได้บ้าง
นิสัยพระธุดงคกรรมฐานสายท่านอาจารย์มั่นชอบขู่เข็ญสับเขกอยู่เสมอ จึงพอได้สติปัญญาขบคิดบ้าง ถ้าแสดงไปเรียบๆ ฟังไปเงียบๆ ไม่มีที่สะดุดฉุดใจให้ตื่นเต้นตกใจและกลัวบ้าง ใจคอย แต่จะหลับใน ไม่ค่อยได้อุบายพอเป็นเครื่องส่งเสริมสติปัญญาบ้างเลย กิเลสชนิดต่างๆ ที่คอยจะแซงหน้าอยู่แล้ว มักได้โอกาสออกเพ่นพ่านก่อกวนและรังควานใจ เพราะอุบายไม่ทันกับความ ฉลาดของมัน เมื่อได้รับอุบายแปลกๆ จากท่าน เพราะการเรียนถามปัญหาเป็นสาเหตุ สติปัญญาก็รู้สึกคึกคักแพรวพราวขึ้นบ้าง ดังนั้นที่หลวงปู่ขาวเรียนถามท่านอาจารย์มั่น แม้จะผิดบ้างถูกบ้าง จึงอยู่ในข่ายที่ควรได้รับประโยชน์จากปัญหาธรรมนั้นๆ ตามสมควรดังที่เคยได้รับเสมอมา”
ท่านพระอาจารย์มั่นดุสอนที่ท่านด่าตนเอง
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นพระอรหันต์ประเภทปฏิสัมภิทาญาณ พร้อมด้วยอภิญญา ๖ และปาฏิหาริย์ ๓ ท่านสามารถดักรู้วาระจิต รู้ความนึกคิดของพระศิษย์เป็นอย่างดี เหตุการณ์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นดุสอนที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านนึกแช่งด่าตนเองให้ตกนรกนั้น เป็นในระยะแรกๆ ที่หลวงปู่ขาวขึ้นไปอยู่เชียงใหม่กับท่าน โดยหลวงปู่ขาว ท่านเล่าเรื่องนี้ให้ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เพื่อนสหธรรมิกฟัง ในขณะที่ท่านทั้งสองสนทนาธรรมกันว่า “ขณะที่ท่านนั่งภาวนาอยู่องค์เดียว ท่านก็ไม่สบายใจ นึกบ่นว่าตัวเองว่า ทําอย่างไรๆ ทําไมจิตมันจึงแข็งอยู่ อย่างนั้น ทําสมาธิก็ไม่ลง ทําอย่างไรก็ไม่ลง ทําอย่างไรๆ มันก็ไม่สงบ?”
หลวงปู่ขาว เล่าว่า ท่านรําคาญเต็มที จึงโกรธว่าตัวเองขึ้นมาว่า “นี่มันผีนรกวิ่งขึ้นมาจากอเวจีนี่นา จิตมันถึงได้แข็งกระด้างอย่างนี้ ไฟเผามันอย่างนี้ น่าจะกลับให้มันลงไปอเวจีอีก อย่าให้มันขึ้นมา ให้อเวจีมันเผาซะ…” หลวงปู่ขาวท่านด่าตัวท่านเองเสร็จก็ลงนอน
พอตื่นเช้า หลวงปู่ขาวท่านก็ขึ้นไปจัดการถ่ายกระโถนของท่านพระอาจารย์มั่น ปฏิบัติอาจารย์ของท่านตามปกติ ท่านพระอาจารย์มั่นก็ลุกขึ้นมาพูดเสียงดังว่า “เอ๊ะ ! ท่านขาว ท่าน ทําไมทําอย่างนี้ ท่านก็เป็นผู้ประเสริฐ เป็นมนุษย์ก็ประเสริฐอยู่แล้ว มาด่าตัวเองเฮ็ดหยัง (ทําไม)? ให้ลงนรกอเวจีอย่างไรนี้ไม่ถูกนี่ ท่านมาประจานตน ว่าตน อย่างนี้ไม่ได้ ท่านก็ทําความเพียรอย่างดี แล้ว จะไปว่ามันทําไม ถ้าว่าหนักๆ ท่านอาจจะฆ่าตัวตายได้นะ และถ้าเผลอไปฆ่าตัวตายเข้าแล้ว ในชาตินี้ ต่อไปนับชาติไม่ได้นะ ที่จะต้องวนเวียนกลับไปฆ่าตัวตายอีก ๕๐๐ ชาติ แล้วก็ไปเที่ยว เอาภพเอาชาติผูกเวรผูกกรรมกัน ฆ่าตัวตายอยู่อย่างนั้น อย่าไปทําอีกนะท่าน ไม่ถูก ! ตัวเอง บริสุทธิ์อยู่ ทําไมถึงไปทําตน ไปด่าตนอย่างนี้?”
หลวงปู่ขาวท่านบอกว่า “ใครไปนึกอะไร ทําอย่างไร อยู่ตรงไหน ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านรู้หมด ท่านก็อยู่กุฏิของท่าน อยู่ที่โน่นแหละ แต่ทําไม ท่านรู้จิตคนอื่นก็ไม่ทราบ?” แม้จะถูกท่านพระอาจารย์มั่นดุเอาแล้ว ทั้งๆ ที่กลัว แต่หลวงปู่ขาวก็ยังนึกโกรธตัวเองอยู่นั่นแหละ จากนั้นท่านก็กราบลาท่านพระอาจารย์มั่นเพื่อออกธุดงค์ไปภาวนาอยู่บ้านปู่พญาอยู่กับพวกมูเซอบนดอย
นิมิตโยมมารดา จากโทสจริตเป็นเมตตา
หลวงปู่ขาวเล่าว่า ท่านก็ปลีกตัวขึ้นไปบําเพ็ญเพียรบนดอยมูเซอ ไปอยู่กับพวกมูเซอ ที่นั่นก็มีเสือตัวใหญ่ๆ ลายพาดกลอน เดินอยู่ตอนกลางคืน ก็นึกบอกตัวเองว่า “เจ้านี่มันเลวจริงๆ มันเป็นหยัง (อะไร)? มันหยาบแท้ มันแข็งแท้ ให้เสือมาคาบมึงไปกินซะ!” ท่านว่า “ตัวท่านเป็นคนโทสจริต เป็นคนโกรธง่าย เวลาโกรธ สมัยที่ท่านมีลูกเล็กก่อนบวช เวลาลูกร้องไห้ ท่านจับขา ยกห้อยหัวลงมา แล้วก็ตีก้น ทั้งตีทั้งด่า มีอะไรนิดหน่อยก็โกรธ” เรื่องนี้บรรดาลูกศิษย์ได้ยินได้ฟังแล้ว ก็ไม่เชื่อเลยว่า ในอดีตท่านเป็นคนโทสจริต เพราะว่าภาพหลวงปู่ขาวที่เห็นๆ กันในปัจจุบัน ท่านเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาอย่างที่สุด ท่านมีความเมตตางามพร้อม ในยามที่ท่านยิ้มเป็นยิ้มที่เปิดโลก ยิ้มทั้งใบหน้าและแววตา เป็นยิ้มอันบริสุทธิ์เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาธรรม สว่างเข้า ไปในหัวใจ ทําให้ทุกคนที่ได้พบเห็นแล้วเกิดความชื่นใจ และมีความสุขตามๆ กัน
แต่องค์หลวงปู่ขาวเล่าให้หลวงปู่หลุยฟังว่าพื้นฐานเดิมนั้น ท่านเป็นคนโทสจริต ท่านเล่าให้หลวงปู่หลุยฟังต่อไปว่า ท่านด่าตัวเอง นึกว่าตัวเอง โกรธที่จิตไม่ลง ให้เสือมาเอาไปกินซะ นึกว่าด่ามันแล้ว จิตมันจะได้เกิดความกลัว มันจะได้เกรง อ่อนน้อมยอมตนพอด่าจิตด่าตัวเองของท่านเสร็จแล้ว ท่านก็ออกไปเดินจงกรม นั่งสมาธิ นั่งอย่างไรๆ จิตมันก็ไม่ลง หลวงปู่ขาวก็เลยนอน !
พอหลวงปู่ขาวนอนหลับไป ก็มีนิมิต (ฝัน) เห็นโยมมารดามานั่งอยู่ข้างๆ แล้วก็เห็นพวกมูเซอเดินกลับจากไร่ โยมมารดาบ่นขึ้นว่า “ขาว…ขาว ทําอย่างไรเจ้าจึงจะเป็นหนอ?” พวกมูเซอก็พูดสวนขึ้นมาว่า “ไม่ยากๆ เอาของอ่อนให้กินเด้อ ! อย่าไปกินของแข็ง ถ้ากินของแข็งก็ไม่เป็น กินของอ่อนจึงจะเป็น” โยมมารดาก็พูดออกไปว่า “ไม่เข้าใจ เป็นอย่างไร ของอ่อน ของแข็ง?” แล้วถามต่อไปว่า “ของอ่อนมีอะไรไหม?” พวกมูเซอตอบว่า “ของอ่อนก็อย่างเทาไงล่ะ?” (เทา คือสาหร่ายนํ้าจืดที่ชาวชนบทเอามาทําอาหาร) โยมมารดาก็พูดว่า “ขาว…ขาว เจ้าต้องกินของอ่อน เด้อ !” พอหลวงปู่ขาวตื่นขึ้น ท่านก็ลุกขึ้นนั่งสมาธิ พอจิตสงบพอประมาณ ท่านก็เริ่มต้นพิจารณานิมิตที่เพิ่งเกิดขึ้น หลวงปู่ขาวเริ่มต้นพิจารณา “ของแข็ง” ก่อน อะไรหนอที่มูเซอว่าเป็นของแข็ง เรามีอะไรหนอที่เขาว่าเรากินของแข็ง?” ท่านพิจารณาไปๆ มาๆ จิต “ผู้รู้” ก็ตอบขึ้นว่า “ของแข็ง คือ ความโกรธ ความมักโกรธนั้นแหละของแข็งแหละ” “เอา ! แล้วอ่อนล่ะ? ที่บอกว่าให้เอา ของอ่อนมากิน อะไรคือ ของอ่อน?” พิจารณาไปๆ มาๆ ก็รู้ขึ้นว่า “ของอ่อนก็ต้องเอาเมตตา”
เมื่อหลวงปู่ขาวได้ข้อคิดอย่างนั้นแล้ว ต่อนั้นมาท่านก็แผ่เมตตาทั่วสารทิศ แผ่เมตตาให้ สัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาไปถึงญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงมิตรสหาย ผู้รู้จักมักคุ้น แม้ผู้เป็นศัตรูก็แผ่ไป แผ่ไปโดยไม่มีประมาณ ความโกรธที่เคยสิงอยู่ในดวงจิตก็ค่อยๆ อ่อนลง… อ่อนลง จนไม่มีความ รู้สึกโกรธอะไรเหลืออยู่เลย มีแต่เมตตาสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วโลก ให้นึกเห็นใจเขา แม้เขาจะทํา อะไรผิดไปบ้าง เขาไม่ได้ตั้งใจ หากเขาตั้งใจ ก็เห็นใจว่าเขาเป็นอย่างนั้น เขาถึงได้ทําอย่างนั้น เป็นความลําบากของเขาเอง ให้นึกสงสารเขา เมื่อแผ่เมตตาไป แผ่เมตตาไป ความโกรธที่มีในจิตก็ค่อยๆ อ่อนลง จิตก็ไม่ค่อยแข็ง จิตอ่อนแล้ว จิตอ่อนควรแก่การงานแล้ว นึกทําอะไรก็ได้ เป็นจิต ที่ดี เป็นจิตที่ควรชม ควรแก่การงาน จะพิจารณาอะไรก็ได้ จิตอ่อน หมายถึงว่า จิตเบา จิตว่าง
เมื่อหลวงปู่ขาวเล่าให้หลวงปู่หลุยฟังมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านก็หัวเราะ แล้วพูดยํ้าว่า “คําพูดของโยมแม่ในนิมิต ที่ว่า ขาว…ต้องกินของอ่อนเด้อ มันแจ่มชัดอยู่ในใจ ถ้าไม่มีนิมิตอันนั้น ผมคงจะคิดไม่ออก มันเป็นเส้นผมบังภูเขาจริงๆ” ต่อจากนั้นมา หลวงปู่ขาวท่านก็เอาเมตตาพรหมวิหาร มีจิตเสมอไปด้วยเมตตาภาวนา จิตใจที่แข็งกระด้างถูกนํ้า ถูกนํ้า คือ เมตตาก็จะอ่อนนุ่ม สุขสงบ เข้าทุกทีๆ สมดังอานิสงส์ที่กล่าวไว้ในเมตตานิสังสสูตร “ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติฯ” หมายถึง “บุคคล ผู้ใดหมั่นเจริญเมตตาภาวนาอยู่เป็นนิจ จิตเป็นสมาธิได้รวดเร็ว” คนที่ขาดเมตตา คือ คนไม่มีศีล ศีลเป็นพื้นฐานของสมาธิ เมื่อไม่มีศีลแล้ว สมาธิจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เหมือนต้นไม้ไม่มีรากจะออกผลได้อย่างไร ตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่ขาวท่านได้เจริญเมตตาอยู่เป็นนิจทุกวันๆ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ถ้าระลึกได้หรือนึกขึ้นได้ก็จะตั้งใจเจริญเมตตาทันที
กระต่ายน้อยเดินจงกรม
สัตว์ป่าคุ้นเคยกับพระกรรมฐานเป็นอย่างดี เมื่อพระกรรมฐานไปอยู่ ณ ที่ใด สัตว์ป่ามัน มักจะเข้าใกล้ท่าน เพราะมันทราบดีว่า พระกรรมฐานเป็นเพศที่ให้ความอบอุ่นร่มเย็น มีจิตเมตตา จะไม่เบียดเบียนทําลายมัน ดังคติธรรมหลวงปู่ขาว “ความไม่เบียดเบียนกันเป็นความสุขในโลก” เรื่องกระต่ายน้อยร่วมเดินจงกรม เป็นเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่งที่มักปรากฏในประวัติครูบาอาจารย์ หลวงปู่ขาวท่านก็มีประสบการณ์ดังกล่าว โดยท่านเล่าไว้ดังนี้
“วันหนึ่งท่านลงไปเดินจงกรมในเวลาพลบคํ่า ไม่ได้จุดโคมไฟแต่อย่างใด พอเดินไปๆ ก็ไม่รู้สัตว์อะไรมากระทบเข้ากับเท้าของท่านพอดี ท่านก็ไม่ได้สนใจ เดินจงกรมต่อไปอีกประเดี๋ยวหนึ่ง สัตว์นั้นก็มากระทบเท้าท่านอีก ท่านจึงบอกมันด้วยความเมตตาว่า “ระวังหนาๆ เดี๋ยวเรามอง ไม่เห็น เราจะเหยียบเจ้าหนา จะหาว่าเราไม่เตือน” เมื่อกระทบเท้าท่านหลายต่อหลายครั้งเข้า ท่านจึงสงสัยและอุทานขึ้นว่า “เอ๊ะ ! มันอะไรกันหนักหนา” ท่านจึงเดินไปจุดโคมไฟขึ้น จึงเห็น เป็นเจ้าเชียงเมี่ยง (กระต่าย) น้อย ท่านถามมันไปว่า “เจ้ามาเดินจงกรมกับเราหรือ”
กระต่ายน้อยตัวนั้นน่ารักน่าเอ็นดูมาก เมื่อหลวงปู่ขาวถาม มันก็แสดงอาการตอบรับโดยการยกเท้าหน้าทั้งสองขึ้น ประดุจหนึ่งจะประนมมือไหว้ทํานองนั้น หูทั้งสองข้างก็ลู่ไปตามลําตัว อย่างน่าสงสาร มันช่างไม่หวั่นเกรงมนุษย์เอาเสียเลย หลวงปู่ขาวจึงกล่าวว่า “เจ้านี่ก็ดูดีกว่ามนุษย์บางคนอีกหนอ มาหัดเดินจงกรมกับเรา มนุษย์เขาว่า เขาใจสูง เขาว่าเขาเก่งแล้ว แต่เขาก็สู้เจ้า ไม่ได้ เพราะบางคนเป็นแต่เดินจงกรม ภาวนาไม่เป็น” หลังจากฟังโอวาทของหลวงปู่ขาวแล้ว เจ้ากระต่ายก็ไปเล็มหญ้าอันเขียวชอุ่มเป็นอาหารต่อไป ในคืนวันต่อมา มันก็ออกมาเดินจงกรมกับหลวงปู่ขาวอีกเป็นประจํา ตามประสากระต่าย
“สมณานญฺจ ทสฺสนํ” อันเป็นลักษณะที่เจ้ากระต่ายได้เห็นสมณะผู้สงบ ผู้สะอาด ผู้มีศีล อันบริสุทธิ์ ผู้ทรงไว้ด้วยความเมตตาธรรม “เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” นับเป็นอุดมมงคลแก่ตนเองยิ่งนัก
จิตสงบสว่างไสวจนเกิดความอัศจรรย์
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านว่าปีจําพรรษากับท่านอาจารย์มั่นปีแรกที่เชียงใหม่ เกิดความปิติยินดีอย่างบอกไม่ถูก สมที่พยายามติดตามท่านมาหลายปี แม้จะได้ฟังโอวาทท่านบ้างในที่ต่างๆ ก็เพียงชั่วระยะไม่จุใจ เดี๋ยวก็ถูกท่านขับไล่หนีไปอยู่คนละทิศละทาง เมื่อสบโอกาสวาสนาช่วย ได้จําพรรษากับท่านจริงๆ ในพรรษานั้น จึงดีใจมากและเร่งความเพียรใหญ่แทบไม่ได้หลับนอน บางคืนประกอบความเพียรตลอดรุ่ง คืนวันหนึ่งจิตสงบรวมลงอย่างเต็มที่ไปพักใหญ่จึงถอนขึ้นมา เกิดความอัศจรรย์ในความสว่างไสวของใจ ซึ่งไม่เคยเป็นถึงขนาดนั้นมาก่อน ทําให้เพลิดเพลินในธรรมจนสว่างคาตา ไม่ได้ หลับนอนเลย
ในคืนวันนั้น พอตื่นเช้าได้เวลาเข้าไปทําข้อวัตรอุปัฏฐากท่านอาจารย์มั่น และขนบริขารท่านลงมาที่ฉัน พอท่านออกจากที่ภาวนา ตาท่านจับจ้องมองดูหลวงปู่ขาวจนผิดสังเกต ท่านเองรู้สึกกระดากอายและกลัวท่านว่าตนทําผิดอะไรไปหรืออย่างไร สักประเดี๋ยวท่านก็พูดออกมาว่า “ท่านขาวนี้ภาวนาอย่างไร คืนนี้จิตจึงสว่างไสวมาก ผิดกับที่เคยเป็นมาทุกๆ คืน นับแต่มาอยู่กับผม ต้องอย่างนี้ซิ จึงสมกับผู้มาแสวงธรรม ทีนี้ท่านทราบหรือยังว่า ธรรมอยู่ที่ไหน คืนนี้สว่างอยู่ที่ไหนล่ะ ท่านขาว” “สว่างอยู่ที่ใจ ครับผม” ท่านเรียนตอบ ทั้งกลัวทั้งอายแทบตัวสั่น ที่ไม่เคยได้รับ คําชมเชยแกมคําซักถามเช่นนั้น
“แต่ก่อนธรรมไปอยู่ที่ไหนเล่า ท่านจึงไม่เห็น นั่นแลธรรม ท่านจงทราบเสียแต่บัดนี้ เป็นต้นไป ธรรมอยู่ที่ใจนั่นแล ต่อไปท่านจงรักษาระดับจิต ระดับความเพียรไว้ให้ดี อย่าให้ เสื่อมได้ นั่นแล คือ ฐานของจิต ฐานของธรรม ฐานของความเชื่อมั่นในธรรม และฐานแห่งมรรคผลนิพพานอยู่ที่นั่นแล จงมั่นใจและเข้มแข็งต่อความเพียร ถ้าอยากพ้นทุกข์ การพ้นทุกข์ ต้องพ้นที่นั่นแน่นอน ไม่มีที่อื่นเป็นที่หลุดพ้น อย่าลูบคลําให้เสียเวลา เรามิใช่คนตาบอดพอจะ ลูบคลํา คืนนี้ผมส่งกระแสจิตไปดูท่าน เห็นจิตสว่างไสวทั่วบริเวณ กําหนดจิตส่งกระแสไปทีไร เห็นเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดจนสว่าง เพราะคืนนี้ผมมิได้พักนอนเลย เข้าสมาธิภาวนาไปบ้าง ต้อนรับแขกเทพบ้าง กําหนดจิตดูท่านบ้าง เรื่อยมาจนสว่างโดยไม่รู้สึก พอออกจากที่ จึงต้องมาถามท่าน เพราะอยากทราบเรื่องของหมู่คณะมานาน สบายไหม อัศจรรย์ไหม ทีนี้” ท่านถาม
ท่านเล่าว่า “ท่านนิ่งไม่กล้าเรียนตอบท่าน เพราะท่านดูตับดูปอดเราจนหมดแล้ว จะเรียนตอบเพื่อประโยชน์อะไร นับแต่วันนั้นมายิ่งกลัวและระวังท่านมากขึ้น แม้แต่ก่อนก็เชื่อท่านว่ารู้ จิตใจคนอย่างเต็มใจไม่มีทางสงสัยอยู่แล้ว ยิ่งมาโดนเข้าคืนนั้นก็ยิ่งเชื่อ ยิ่งกลัวท่านมากจนพูด ไม่ถูก” นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ท่านตั้งหลักใจได้อย่างมั่นคงและเจริญยิ่งขึ้นโดยลําดับ ไม่มี เสื่อมถอยเลย ท่านอาจารย์มั่นก็จี้ใจเราอยู่เสมอ เผลอตัวไม่ได้ เป็นโดนท่านดุทันทีและดุเร็ว ยิ่งกว่าแต่ก่อน การที่ท่านช่วยจี้ช่วยเตือนเรื่อยมานั้น ความจริงท่านช่วยรักษาจิต รักษาธรรม ให้เรา กลัวจะเสื่อมไปเสีย
นับแต่นั้นมาก็ได้จําพรรษากับท่านเรื่อยมา พอออกพรรษาแล้ว ก็ออกเที่ยวบําเพ็ญในที่ต่างๆ ที่เห็นว่าสะดวกแก่ความเพียร ท่านอาจารย์เองก็ไปอีกทางหนึ่งโดยลําพัง ท่านไม่ชอบให้พระติดตาม ต่างองค์ต่างแยกกันไปตามอัธยาศัย เมื่อเกิดข้อข้องใจค่อยไปเรียนถามเพื่อท่านชี้แจงแก้ไขให้เป็นพักๆ ไป ความเพียรทางใจของหลวงปู่ขาวนับวันเจริญก้าวหน้า สติปัญญาค่อยแตกแขนงออกไปโดยสมํ่าเสมอ จนกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับใจ อิริยาบถต่างๆ เป็นอยู่ด้วยความเพียร มีสติกับปัญญาเป็นเพื่อนสอนในการประกอบความเพียร จิตใจรู้สึกอาจหาญชาญชัย ไม่หวั่นเกรงต่ออารมณ์ที่เคยเป็นข้าศึก และแน่ใจต่อทางพ้นทุกข์ ไม่สงสัยแม้ยังไม่หลุดพ้น”
หลวงปู่มั่นสอนอุบายพิจารณาทุกขเวทนา
การออกธุดงค์ตามป่าตามเขาของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ด้วยสภาพร่างกายที่ต้องตรากตรําลําบาก ทั้งจากสภาพภูมิอากาศหนาวจัด ร้อนจัด ในฤดูฝนก็ต้องตากเปียกตากฝน อีกทั้งไข้ป่าก็ยังระบาดชุกชุม การเจ็บไข้ได้ป่วยของท่านนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ส่วนการรักษาพยาบาล ท่านเน้นการพึ่งพาตนเอง ท่านรักษาด้วยธรรมโอสถ เพื่อรักษาโรคและรักษาใจ หลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ เช่นเดียวกัน ท่านก็เคยเจ็บไข้ได้ป่วยถึงขั้นล้มป่วยหนัก ท่านก็ระงับด้วยธรรมโอสถทุกครั้งไป สมดังบทธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ สกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ ธมฺมรตนํ สงฺฆรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นโอสถอย่างยิ่ง นี้เป็นอีกหนึ่งปฏิปทาที่ เด่นชัดของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่ยังคงดําเนิน สืบทอดต่อๆ กันเรื่อยมาจนถึงสมัยปัจจุบัน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“เวลาท่าน (หลวงปู่ขาว) ไม่สบายอยู่ในป่าอยู่ในเขา ท่านไม่ค่อยสนใจกับหยูกยาอะไรเลยยิ่งไปกว่าการระงับด้วยธรรมโอสถ ซึ่งได้ผลทั้งทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน และยึดเป็น หลักใจระลึกไว้ได้นานกว่าธรรมดา ท่านเคยระงับได้ด้วยวิธีภาวนามาหลายครั้ง จนเป็นที่มั่นใจต่อการพิจารณาเวลาไม่สบาย เริ่มแต่จิตเป็นสมาธิ คือ มีความสงบเย็นใจ เวลาเป็นไข้ทีไร ท่านต้อง ตั้งหน้าสู้ตายกับการภาวนาด้วยความมั่นใจที่เคยเห็นผลประจักษ์มาแล้ว
แรกๆ ได้อาศัยท่านอาจารย์มั่นคอยให้อุบายเสมอในเวลาเป็นไข้ โดยยกเรื่องท่านขึ้นเป็นพยานว่า ท่านจะได้กําลังใจสําคัญๆ ทีไร ต้องได้จากการเจ็บป่วยแทบทั้งสิ้น เจ็บหนัก ป่วยหนักเท่าไร สติปัญญายิ่งหมุนตัวดีและรวดเร็วไปกับเหตุการณ์นั้นๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาเจ็บป่วย โดยไม่ต้องถูกบังคับให้พิจารณาและไม่สนใจกับความหายหรือความตายอะไรเลย นอกจากจะพยายามให้รู้ความจริงของทุกขเวทนาทั้งหลายที่เกิดขึ้นและโหมเข้ามาในเวลานั้น ด้วยสติปัญญาที่เคยฝึกหัดอยู่เป็นประจําจนชํานิชํานาญ
บางครั้งท่านอาจารย์มั่นมาเตือนขณะเป็นไข้ เป็นเชิงปัญหาเหน็บๆ ว่า ท่านเคยคิดไหมว่า ท่านเคยทุกข์ก่อนจะตาย ทุกข์มากยิ่งกว่าทุกข์ที่กําลังเป็นอยู่ขณะนี้ในภพชาติที่ผ่านๆ มา เพียงทุกข์ในเวลาเป็นไข้ธรรมดา ซึ่งโลกๆ เขามิได้เรียนธรรม เขายังพออดทนได้ บางรายเขายังมีสติดี มีมรรยาทงามกว่าพระเราเสียอีก คือเขาไม่แสดงอาการทุรนทุราย กระสับกระส่าย ร้องคราง ทึ้งเนื้อทึ้งตัว เหมือนพระบางองค์ที่แย่ๆ ซึ่งไม่น่าจะมีแฝงอยู่ในวงพุทธศาสนาเลย และไม่น่าจะมี เพราะจะทําศาสนาให้เปื้อนเปรอะไปด้วย แม้เจ็บมาก ทุกข์มาก เขายังมีสติควบคุมมรรยาทให้อยู่ ในความพอดีงามตาได้อย่างน่าชม
ผมเคยเห็นฆราวาสป่วยมาแล้ว โดยลูกๆ เขามานิมนต์ผมเข้าไปเยี่ยมพ่อเขา เวลาจวนตัว จะไปไม่รอด พ่อเขาอยากพบเห็นและกราบไหว้ในวาระสุดท้ายพอเป็นขวัญใจระลึกได้ เวลาจะ แตกดับจริงๆ ขณะเราเข้าถึงบ้าน พ่อเขาพอมองเห็นเรากําลังก้าวเข้าไปที่เตียงนอนเท่านั้น ทั้งที่กําลังป่วยหนัก ปกติลุกนั่งคนเดียวไม่ได้ต้องช่วยพยุงกัน แต่ขณะนั้นเขายังสามารถลุกพรวดพราดขึ้นคนเดียวได้ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเต็มที่ ไม่มีอาการไข้และป่วยหนักใดๆ ปรากฏเหลืออยู่ พอให้ทราบได้ว่าเขาป่วยหนักเลย ทั้งกราบทั้งไหว้ด้วยความรื่นเริงบันเทิงในจิตใจและมรรยาทที่อ่อนน้อมสวยงาม จนใครๆ ในบ้านเกิดพิศวงงงงันไปตามๆ กันว่า เขาลุกขึ้นมาโดยลําพังคนเดียว ได้อย่างไร เมื่อปกติแม้จะพลิกตัวเปลี่ยนการนอนท่าต่างๆ ก็ได้ช่วยกันอย่างเต็มไม้เต็มมือ เพราะความระมัดระวังกลัวจะถูกกระทบกระเทือนมากและอาจสลบหรือตายไปเสียในขณะนั้น แต่พอเห็นท่านเข้ามา กลับเป็นคนใหม่ขึ้นมาจากคนไข้ที่จวนจะตายอยู่แล้ว จึงอัศจรรย์ไม่เคยเห็นดังนี้ และชาวบ้านพูดกับผมว่า เขาตายไปหลังจากเวลาที่ผมออกมาไม่นานนักเลย ด้วยความมีสติ ตลอดเวลาสิ้นลมหายใจ และไปอย่างสงบประสบสุคโตไม่ผิดพลาด
ส่วนท่านเองไม่เห็นเป็นไข้หนักถึงขนาดนั้น ทําไมนอนใจไม่พิจารณา หรือมันหนักด้วย ความอ่อนแอทับถมจิตใจ จึงทําให้ร่างกายอ่อนเปียกไปด้วย พระกรรมฐานถ้าขืนเป็นกันลักษณะนี้มากๆ ศาสนาต้องถูกตําหนิ กรรมฐานต้องล่มจม ไม่มีใครสามารถทรงไว้ได้ เพราะมีแต่คนอ่อนแอกรรมฐานอ่อนแอ คอยแต่ขึ้นเขียงให้กิเลสมันสับเอายําเอา สติปัญญาพระพุทธเจ้าท่านมิได้ ประทานไว้สําหรับคนขี้เกียจอ่อนแอ โดยนอนเฝ้านั่งเฝ้าไข้อยู่เฉยๆ ไม่คิดค้นพิจารณาด้วยธรรม ดังกล่าวเลย
การหายไข้หรือทางตายของผู้อ่อนแอไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย สู้หนูตายตัวเดียวก็ไม่ได้ ท่านอย่านําลัทธิและวิชาหมูนอนคอยเขียงอยู่เฉยๆ มาใช้ในวงศาสนาและวงพระกรรมฐาน ผมอายฆราวาสผู้เขาดีกว่าพระและอายหนูตัวที่ตายแบบเรียบๆ ซึ่งดีกว่าพระที่เป็นไข้แล้วอ่อนแอและตายไปด้วยความไม่มีสติปัญญารักษาตัว ท่านลองพิจารณาดูซิว่าสัจธรรม มีทุกขสัจ เป็นต้น ที่ปราชญ์ท่านว่า เป็นธรรมของจริงสุดส่วนนั้น จริงอย่างไรบ้าง และจริงอยู่ที่ไหนกันแน่ หรือจริงอยู่ที่ความประมาทอ่อนแอ ดังที่พากันเสริมสร้างอยู่เวลานี้ นั่นคือ การเสริมสร้างสมุทัยทับถมจิตใจให้โงหัว ไม่ขึ้นต่างหาก มิได้เป็นทางมรรค เครื่องนําให้หลุดพ้นแต่อย่างใดเลย
ผมที่กล้ายืนยันว่าเคยได้กําลังใจในเวลาป่วยหนักนั้น ผมพิจารณาทุกข์ที่เกิดกับตัว จนเห็นสถานที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของมันอย่างชัดเจนด้วยสติปัญญาจริงๆ จิตที่รู้ความจริงของทุกข์แล้วก็สงบตัวลง ไม่แสดงการส่ายแส่แปรสภาพไปเป็นอื่น นอกจากดํารงตนอยู่ในความจริงและ เป็นหนึ่งอยู่เพียงดวงเดียว ไม่มีอะไรมารบกวนลวนลามเท่านั้น ไม่เห็นความแปลกปลอมใดๆ เข้ามาเคลือบแฝงได้เลย ทุกขเวทนาก็ดับสนิทลงในเวลานั้น แม้ไม่ดับก็ไม่สามารถทับจิตใจเราได้ คงต่างอันต่างจริงอยู่เพียงเท่านั้น นี่แลที่ว่าสัจธรรมเป็นของจริงสุดส่วน จริงอย่างนี้เองท่าน คือ ท่านอยู่ที่จิตดวงมีสติปัญญารอบตัว เพราะการพิจารณา มิใช่เพราะอ่อนแอ เพราะนั่งทับนอนทับ สติปัญญาเครื่องมือที่ทันกันกับทางแก้กิเลสอยู่เฉยๆ
ผมจะเปรียบเทียบให้ท่านฟัง หินนั้นปาหัวคนก็แตก ทับหัวคนก็ตายได้ แต่นํามาทําประโยชน์ เช่น เป็นหินลับมีดหรืออะไรๆ ก็ได้ ตามแต่คนโง่จะนํามาทําลายสังหารตน หรือ คนฉลาดจะนํามาทําเป็นหินลับมีดหรืออื่นๆ เพื่อประโยชน์แก่ตนตามต้องการ สติปัญญาก็เช่นกัน จะนําไปใช้ในทางผิด คิดไตร่ตรองในทางไม่ชอบ ฉลาดประกอบอาชีพในทางผิด เช่น ฉลาดหาอุบายฉกลักปล้นจี้เขา เร็วยิ่งกว่าลิงจนตามไม่ทัน ก็ย่อมเกิดโทษ เพราะนําสติปัญญาไปใช้ในทาง ที่ผิด จะนําสติปัญญามาใช้เป็นการอาชีพในทางที่ถูก เช่น คิดปลูกบ้านสร้างเรือน เป็นช่างไม้ ช่างเขียน ช่างแกะลวดลายต่างๆ เป็นต้น หรือจะนํามาใช้แก้กิเลสตัณหาตัวเหนียวแน่นแก่นวัฏฏะ ที่พาให้เวียนเกิดเวียนตายอยู่ไม่หยุด จนหมดสิ้นไปจากใจ กลายเป็นความบริสุทธิ์ถึงวิมุตติ พระนิพพานทั้งเป็นในวันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ ชาตินี้ ก็ไม่เหลือวิสัยของมนุษย์จะทําได้ ดังที่ท่านผู้ฉลาดทําได้กันมาแล้ว แต่ต้นพุทธกาลจนถึงปัจจุบันคือวันนี้
ปัญญาย่อมอํานวยประโยชน์ให้แก่ผู้สนใจใคร่ครวญไม่มีทางสิ้นสุด เพราะสติกับปัญญา ไม่เคยจนตรอกหลอกตัวเองแต่ไหนแต่ไรมา พอจะทําให้กลัวว่า ตนจะมีสติปัญญามากเกินไป จะกลายเป็นคนดีซ่านผลาญธรรมประคองตัวไปไม่รอดและจอดจมในกลางคัน สติปัญญานี้ปราชญ์ท่านชมว่า เป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดอย่างออกหน้าออกตาแต่ดึกดําบรรพ์มาไม่เคยล้าสมัย ท่านจึงควร คิดค้นสติปัญญาขึ้นมาเป็นเครื่องป้องกันและทําลายข้าศึกอยู่ภายในให้สิ้นซากไป จะเห็นใจดวง ประเสริฐว่ามีอยู่กับตัวแต่ไหนแต่ไรมา
การสอนท่านด้วยธรรมเหล่านี้ ล้วนเป็นธรรมที่ผมเคยพิจารณาและได้ผลมาแล้ว มิได้สอนแบบสุ่มเดาเกาหาที่คันไม่ถูก แต่สอนตามที่รู้ที่เห็นที่เคยเป็นมาไม่สงสัย ใครที่อยากพ้นทุกข์ แต่ กลัวทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตนไม่ยอมพิจารณา ผู้นั้นไม่มีวันพ้นทุกข์ไปได้ เพราะทางไปนิพพานต้องอาศัยทุกข์กับสมุทัยเป็นที่เหยียบย่างไปด้วยมรรคเครื่องดําเนิน พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์ทุกๆ พระองค์ ท่านสําเร็จมรรคผลนิพพานด้วยสัจธรรมสี่กันทั้งนั้น ไม่ยกเว้นแม้องค์เดียวว่าไม่ได้ผ่านสัจธรรมสี่โดยสมบูรณ์ ก็เวลานี้มีสัจจะใดบ้าง ที่กําลังประกาศความจริงของตนอยู่ในกายในใจท่านอย่างเปิดเผย ท่านจงพิจารณาสัจจะนั้นด้วยสติปัญญาให้รู้แจ้งตามความจริงของสัจจะนั้นๆ อย่านั่งเฝ้านอนเฝ้ากันอยู่เฉยๆ จะกลายเป็นโมฆบุรุษในวงสัจธรรม ซึ่งเคยเป็นของจริงมาดั้งเดิม
ถ้าพระธุดงคกรรมฐานเราไม่สามารถอาจรู้ความจริงที่ประกาศอยู่กับตนอย่างเปิดเผยได้ ก็ไม่มีใครจะสามารถอาจรู้ได้ เพราะวงพระกรรมฐานเป็นวงที่ใกล้ชิดสนิทกับสัจธรรมอยู่มากกว่า วงอื่นๆ ที่ควรจะรู้เห็นได้ก่อนใครหมด วงนอกจากนี้ แม้จะมีสัจธรรมประจํากาย ประจําใจด้วยกัน ก็จริง แต่ยังห่างเหินต่อการพิจารณาอันเป็นทางรู้แจ้งผิดกัน เนื่องจากเพศและโอกาสที่จะอํานวยต่างกัน เฉพาะพระธุดงคกรรมฐานซึ่งพร้อมทุกอย่างแล้ว ในการดําเนินและเดินก้าวเข้าสู่ความจริง ที่ประกาศอยู่กับตัวทุกเวลา ถ้าท่านเป็นเลือดนักรบ สมนามที่ศาสดาทรงขนานให้ว่า ศากยบุตร- พุทธชิโนรสจริงๆ แล้ว ท่านจงพยายามพิจารณาให้รู้แจ้งสัจจะ คือ ทุกขเวทนาที่กําลังประกาศตัว อยู่อย่างโจ่งแจ้งเปิดเผยในกายในใจท่านเวลานี้ อย่าปล่อยให้ทุกขเวทนาเหยียบยํ่าทําลายและ กาลเวลาผ่านไปเปล่า ขอให้ยึดความจริงจากทุกขเวทนาขึ้นสู่สติปัญญา และตีตราประกาศฝังใจลงอย่างแน่นหนา แต่บัดนี้เป็นต้นไปว่า ความจริงสี่อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้ตลอดมานั้น บัดนี้ ทุกขสัจได้แจ้งประจักษ์กับสติปัญญาเราแล้วไม่มีทางสงสัย นอกจากจะพยายามเจริญให้ ความจริงนั้นๆ เจริญยิ่งขึ้นโดยลําดับจนหายสงสัยโดยสิ้นเชิงเท่านั้น
ถ้าท่านพยายามดังที่ผมสั่งสอนนี้ แม้ไข้ในกายท่านจะกําเริบรุนแรงเพียงไร ท่านเองจะเป็นเหมือนคนมิได้เป็นอะไร คือใจท่านมิได้ไหวหวั่นสั่นสะเทือนไปตามอาการแห่งความสุข ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในกายนั่นเลย มีแต่ความภาคภูมิใจที่สัมผัสสัมพันธ์กับความที่ได้รู้แล้วเห็นแล้วโดยสมํ่าเสมอ ไม่แสดงอาการลุ่มๆ ดอนๆ เพราะไข้กําเริบหรือไข้สงบตัวลงแต่อย่างใด นี่แลคือ การเรียนธรรม เพื่อความจริง ปราชญ์ท่านเรียนกันอย่างนี้ ท่านมิได้ไปปรุงแต่งเวทนาต่างๆ ให้เป็นไปตามความต้องการ เช่น อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้ ตามชอบใจ ซึ่งเป็นการสั่งสมสมุทัยให้กําเริบรุนแรงยิ่งขึ้น แทนที่จะเป็นไปตามใจชอบ ท่านจงจําไว้ให้ถึงใจ พิจารณาให้ถึงอรรถถึงธรรม คือ ความจริงที่มีอยู่กับท่านเอง ซึ่งเป็นฐานะที่ควรรู้ได้ด้วยตนเองแต่ละรายๆ ผมเป็นเพียงผู้แนะอุบายให้เท่านั้น ส่วนความเก่งกาจอาจหาญ หรือความล้มเหลวใดๆ นั้น ขึ้นอยู่กับผู้พิจารณา โดยเฉพาะ ผู้อื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เอานะท่าน จงทําให้สมหน้าสมตาที่เป็นลูกศิษย์มีครูสั่งสอน อย่านอนเป็นที่เช็ดเท้าให้กิเลสขึ้นยํ่ายีตีแผ่ได้ จะแย่และเดือดร้อนในภายหลัง จะว่าผมไม่บอก
ท่านเล่าว่า พอท่าน (พระอาจารย์มั่น) เทศน์ให้เราแบบพายุบุแคมอยู่พักใหญ่แล้วก็หนีไป เราเองรู้สึกตัวจะลอยเพราะความปีติยินดีและตื่นเต้นในโอวาทที่ฉลาดแหลมคม และออกมาจากความเมตตาท่านล้วนๆ ไม่มีอะไรจะมีคุณค่าเสมอเหมือนได้ในเวลานั้น พอท่านไปแล้วเท่านั้น เราเองก็น้อมอุบายที่ท่านเมตตาสั่งสอน เข้าพิจารณาแก้ทุกขเวทนาที่กําลังแสดงตัวอยู่เต็มความ สามารถ โดยไม่มีความย่อท้ออ่อนแอแต่อย่างใดเลย ขณะพิจารณาทุกขเวทนาหลังจากท่านไปแล้ว ราวกับท่านนั่งคอยดูและคอยให้อุบายช่วยเราอยู่ตลอดเวลา ยิ่งทําให้มีกําลังใจที่จะต่อสู้กับทุกข์มากขึ้น ขณะพิจารณานั้นได้พยายามแยกทุกข์ออกเป็นขันธ์ๆ คือ แยกกายและอาการต่างๆ ของกาย ออกเป็นขันธ์หนึ่ง แยกสัญญาที่คอยมั่นหมายหลอกลวงเรา ออกเป็นขันธ์หนึ่ง แยกสังขาร คือ ความคิดปรุงต่างๆ ออกเป็นขันธ์หนึ่ง และแยกจิตออกเป็นพิเศษส่วนหนึ่ง แล้วพิจารณา เทียบเคียงหาเหตุผลต้นปลายของตัวทุกข์ ที่กําลังแสดงอยู่ในกายอย่างชุลมุนวุ่นวาย โดยมิได้มีกําหนดว่าทุกข์จะดับ เราจะหาย หรือทุกข์จะกําเริบ เราจะตาย แต่สิ่งที่หมายมั่นปั้นมือจะให้รู้ตามความมุ่งหมายเวลานั้น คือ ความจริงของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น
เฉพาะที่อยากรู้มากในเวลานั้น คือ ทุกขสัจ ว่าเป็นอะไรกันแน่ ทําไมจึงมีอํานาจมาก สามารถทําจิตใจของสัตว์โลก ให้สะเทือนหวั่นไหวได้ทุกตัวสัตว์ ไม่ยกเว้นว่าเป็นใครเอาเลย ทั้งเวลาทุกข์แสดงขึ้นธรรมดา เพราะความกระทบกระเทือนจากเหตุต่างๆ ทั้งแสดงขึ้นในวาระสุดท้าย ตอนจะโยกย้ายภพภูมิไปสู่โลกใหม่ภูมิใหม่ สัตว์ทุกถ้วนหน้ารู้สึกหวั่นเกรงกันนักหนา ไม่มีรายใดหาญสู้หน้ากล้าเผชิญ นอกจากทนอยู่ด้วยความหมดหนทางเท่านั้น ถ้าสามารถหลบหลีกได้ ก็น่าจะหลบไปอยู่คนละมุมโลก เพราะความกลัวทุกข์ตัวเดียวนี้เท่านั้น เราเองก็นับเข้าในจํานวน สัตว์โลกผู้ขี้ขลาดหวาดกลัวทุกข์ จะปฏิบัติตัวอย่างไรกับทุกข์ที่กําลังแสดงอยู่นี้ จึงจะเป็นผู้องอาจกล้าหาญด้วยความจริงเป็นพยาน
เอาล่ะเราต้องสู้กับทุกข์ด้วยสติปัญญาตามทางศาสดาและครูอาจารย์สั่งสอนไว้ เมื่อสักครู่นี้ ท่านอาจารย์มั่นท่านก็ได้เมตตาสั่งสอนอย่างถึงใจ ไม่มีทางสงสัย ท่านสอนว่าให้สู้ด้วยสติปัญญา โดยแยกแยะขันธ์นั้นๆ ออกดูอย่างชัดเจน ก็เวลานี้ทุกขเวทนาเป็นขันธ์อะไร เป็นรูป เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ และเป็นจิตได้ไหม? ถ้าเป็นไม่ได้ ทําไมเราจึงเหมาเอาทุกขเวทนาว่า เป็นเรา เป็นเราทุกข์ เราจริงๆ คือทุกขเวทนานี้ล่ะหรือ หรืออะไรกันแน่ ต้องให้ทราบความจริงกัน ในวันนี้ ถ้าเวทนาไม่ดับ และเราไม่รู้แจ้งทุกขเวทนาด้วยสติปัญญาอย่างจริงใจ แม้จะตายไปกับ ที่นั่งภาวนานี้ เราก็ยอม แต่จะไม่ยอมลุกจากที่ ให้ทุกขเวทนาหัวเราะเย้ยหยันเป็นอันขาด นับแต่ขณะนั้นสติปัญญาทําการแยกแยะหํ้าหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตายเข้าว่า ระหว่างสงครามของจิตกับทุกขเวทนาต่อสู้กันอยู่เวลานั้น กินเวลาห้าชั่วโมง จึงได้รู้ความจริงจากขันธ์แต่ละขันธ์ได้ เฉพาะอย่างยิ่ง รู้เวทนาขันธ์อย่างชัดเจนด้วยปัญญา ทุกขเวทนาดับลงในทันทีที่พิจารณารอบตัวเต็มที่
ท่านว่า ท่านได้เริ่มเชื่อสัจธรรม มีทุกขสัจ เป็นต้นว่า เป็นของจริงแต่บัดนั้นมาอย่าง ไม่หวั่นไหว แต่นั้นมาเวลาเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ขึ้นมา ใจมีทางต่อสู้กันกับทุกขเวทนาเพื่อชนะทางสติปัญญา ไม่อ่อนแอปวกเปียก ใจมักได้กําลังในเวลาเจ็บป่วย เพราะเป็นเวลาเอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตายกันจริงๆ ธรรมที่เคยถือเป็นของเล่น โดยไม่รู้สึกตัวมาประจํานิสัยปุถุชนในเวลาธรรมดาไม่จนตรอก ก็แสดงความจริงให้เห็นชัดในเวลานั้น ขณะพิจารณาทุกขเวทนารอบแล้ว ทุกข์ดับไป ใจก็รวมลงถึงฐานของสมาธิ หมดปัญหาต่างๆ ทางกายทางใจไปพักหนึ่ง จนกว่าจิตถอนขึ้นมา ซึ่งกินเวลาหลายชั่วโมง มีอะไรค่อยพิจารณากันต่อไปอีก ด้วยความอาจหาญต่อความจริง ที่เคยเห็นมาแล้ว ท่านว่า เมื่อจิตรวมลงถึงฐานสมาธิเพราะอํานาจการพิจารณาแล้ว ไข้ได้หายไป แต่บัดนั้น ไม่กลับมาเป็นอีกเลย จึงเป็นที่น่าประหลาดใจว่าเป็นไปได้อย่างไร ข้อนี้สําหรับผู้เขียนเชื่อ ทั้งร้อย ไม่คัดค้าน เพราะเคยพิจารณาแบบเดียวกันนี้มาบ้างแล้ว ผลก็เป็นแบบเดียวกับที่ท่านพูด ให้ฟัง ไม่มีผิดกันเลย จึงทําให้สนิทใจตลอดมาว่า ธรรมโอสถสามารถรักษาโรคได้อย่างลึกลับ และประจักษ์กับท่านผู้ปฏิบัติที่มีนิสัยในทางนี้
โดยมากพระธุดงคกรรมฐาน ท่านชอบพิจารณาเยียวยาธาตุขันธ์ของท่าน เวลาเกิดโรคภัย ไข้เจ็บอย่างเงียบๆ โดยลําพัง ไม่ค่อยระบายให้ใครฟังง่ายๆ นอกจากวงปฏิบัติด้วยกันและมีนิสัยคล้ายคลึงกัน ท่านจึงสนทนากันอย่างสนิทใจ ที่ว่าท่านบําบัดโรคด้วยวิธีภาวนานั้น มิได้หมายความว่าบําบัดได้ทุกชนิดไป แม้ท่านเองก็ไม่แน่ใจว่า โรคชนิดใดบําบัดได้ และโรคชนิดใดบําบัดไม่ได้ แต่ท่านไม่ประมาทในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวท่าน ถึงร่างกายจะตายไป เพราะโรคในกาย แต่โรคในจิต คือ กิเลสอาสวะต่างๆ ก็ต้องให้ตายไปด้วยอํานาจธรรมโอสถท่านบ้างเหมือนกัน ฉะนั้น การพิจารณาโรคต่างๆ ทั้งโรคในกายและโรคในใจ ท่านจึงมิได้ลดละทั้งสองทาง โดยถือว่าเป็น กิจจําเป็นระหว่างขันธ์กับจิต จําต้องพิจารณาและรับผิดชอบกันจนวาระสุดท้าย”
ภาค ๗ เร่งความเพียรเพื่อความหลุดพ้น
พิจารณาธรรมจากนก (รู้ภาษาสัตว์)
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อครั้นออกพรรษาแล้ว พระศิษย์แต่ละรูป ต่างก็แยกย้ายกันออกเดินธุดงค์วิเวกไปคนละทิศคนละทาง หากปฏิบัติภาวนาแล้วเกิดข้อขัดข้องประการใด จึงค่อยกลับไปกราบเรียนถามปัญหาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งองค์ท่านได้ธุดงค์วิเวกไปทางเมืองพร้าว ส่วนหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็ออกธุดงค์วิเวกเช่นเดียวกัน หลวงปู่ขาวท่านเป็นครูบาอาจารย์ อีกองค์หนึ่งที่รู้ภาษาสัตว์เป็นอย่างดี โดยท่านเล่าไว้ดังนี้
ขณะที่หลวงปู่ขาวธุดงค์วิเวกในป่าเขา เมื่อไปถึงป่าแห่งหนึ่งกว้างใหญ่มาก ท่านได้ไปนั่งบําเพ็ญภาวนาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ครั้นออกจากที่นั่งภาวนาแล้ว ท่านเงยหน้าขึ้นไปบนต้นไม้ ได้เห็นรังนกแซงแซวรังหนึ่ง มีนกเฝ้ารังอยู่ตัวหนึ่ง เป็นนกตัวเมีย ในขณะนั้นมันมีลูกน้อยอยู่ในรังแล้ว ๒ ตัว ช่วงระยะหนึ่ง นกตัวผู้ก็บินกลับมาจากไปหาอาหาร เพื่อเลี้ยงลูกน้อยและเมียอันเป็นที่รักยิ่งของมัน แต่เมียของมันเกิดความระแวงสงสัยขึ้นมาว่า สาเหตุใดเจ้านกตัวผู้จึงไม่ซื่อสัตย์ ทําไมจึงกลับมาช้ากว่าปกติมาก ตัวเมียมันจึงคิดว่าเจ้าตัวผู้คงจะไปเชยชมนกตัวใหม่เป็นแน่
พอตัวผู้บินกลับมาถึง ก็เกาะอยู่บนคอนกิ่งไม้ใกล้ๆ รังของมันแล้ว ตัวเมียก็ขยับบินออกจากรังทันที พร้อมทั้งกางปีกออกขยับเสียงดังเปียวๆ ตามประสานิสัยขี้หึงตัวผู้จนตัวสั่น แล้วก็พูด ออกไปอย่างมะนาวไม่มีนํ้าใส่นกตัวผู้ว่า “ห่ากินมึง ผีกินมึง” ด่าว่าอย่างซํ้าๆ ซากๆ อยู่อย่างนั้น ไม่หยุดไม่หย่อนสักที แม้ว่าตัวผู้จะบอกที่ไปแล้วกลับมาช้าว่า “พี่กลับมาช้า เพราะวันนี้หาอาหาร ได้ยากเหลือเกิน” ตัวเมียก็ไม่ฟังเสียงใดๆ พูดขึ้นอีกว่า “อย่า อย่ามาแก้ตัวนะ” แล้วก็ด่าว่า “ห่ากินมึง ผีกินมึง” อยู่อย่างนั้น “ห่ากินตับกินปอดมึง” นกตัวผู้เมื่อถูกนกตัวเมียด่ามากๆ เข้า ถูกด่าอย่างเจ็บๆ แสบๆ อย่างนั้นแล้ว อดรนทนไม่ได้ก็ขยับปีก แล้วขยับเข้าไปใกล้ตัวเมียอีก ด่าว่า “อีจองหอง อีจองหอง” ตัวเมียก็เร่งด่าผัวอีกอย่างฟังไม่ทัน ตัวผู้ก็ไม่ยอมแพ้ และแล้วนก ๒ ตัว ผัวเมีย ก็เปิดสงครามปากจิกกันอย่างสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยสงครามปีก สุดท้ายทั้งปากก็จิกกัน ปีกก็ตบตีกันอย่างอุตลุดวุ่นวายไปหมด
หลวงปู่ขาวเล่าแล้วก็ทั้งหัวเราะ ทั้งปลงสังเวช นี่หนอ…กิเลส เมื่อสงครามชุลมุนกันอยู่ พักหนึ่ง สงครามผัวเมียนกสองตัวก็สงบลง ตัวเมียสู้กําลังตัวผู้ไม่ได้ก็ทิ้งรวงรัง บินหนีไป ไปพร้อมปล่อยให้ชีวิตลูกน้อยๆ ๒ ชีวิตอยู่กันแต่ลําพัง อนิจจา อนิจจัง มันช่างน่าสังเวชทางฝ่ายนกตัวผู้เพราะความโมโหสุดขีด เกิดความโหดร้ายอํามหิตลืมตัว จึงบินตรงเข้าจิกลูกน้อยที่บินยังไม่เป็น ทั้ง ๒ ตัวทิ้งลงมาใกล้ๆ กับที่หลวงปู่บําเพ็ญภาวนาอยู่ ทําให้ท่านรู้ชัดเจนว่าเป็นลูกนกแซงแซว หลังจากการทะเลาะวิวาทกันของสองผัวเมียนกแซงแซวแล้ว ต้องเป็นเหตุให้แตกแยกกัน ต่างตัวต่างมุ่งไปคนละทิศละทาง ปล่อยให้ชีวิตน้อยๆ ๒ ชีวิตต้องสูญสิ้นไปด้วยความอนาถ
ระยะห่างต่อจากนั้นมาประมาณ ๓ – ๔ วัน ขณะที่หลวงปู่ขาวท่านบําเพ็ญภาวนาอยู่ในสถานที่แห่งเดิมนั่นเองก็มีนกสองตัวบินมาจับอยู่ที่กิ่งไม้ บนต้นไม้นั้นนกสองตัวก็พูดคุยกันไปตาม ประสาหนุ่มสาว ไม่เหมือนกับนกแซงแซวสองตัวที่ผ่านมา เพราะคราวนี้ต่างตัวก็ต่างพูดหวานหู น่าฟังเสียจริง นกตัวผู้พูดว่า “รีรอ ริร่อ รักพี่คนเดียวนะน้อง” ว่าแล้วหลวงปู่ขาวท่านก็หัวเราะ แล้วพูดว่า “เจ้านกสองตัวนี้คงจะแต่งงานกันใหม่ๆ เสร็จแล้วก็ไปเข้าพิธีวิวาห์มา จึงแยกตัวออกมาไม่อยู่รวมรังกัน” ท่านว่า “ไม่ว่าคน ไม่ว่าสัตว์ วัฏฏะเหมือนกันทั้งนั้น” ท้ายสุดหลวงปู่ท่านก็ให้โอวาทว่า “เป็นผัวเมียกันนั้น กูมึงอย่าได้พูดกัน ให้เรียกกันให้มันเพราะพริ้งจะได้อยู่ได้ชั่วชีวัน”
หลวงปู่ขาวท่านเล่าต่ออีกว่า ครั้งที่ท่านออกวิเวกในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ในป่านั้นมีลําธารอยู่กลางป่า เป็นศูนย์รวมที่พักอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด มีนกเฒ่าสองตัวผัวเมียมาตั้งครอบครัว อยู่สถานที่นั้นมาช้านาน คํ่าวันหนึ่ง นกเฒ่าตัวเมียออกไปหาอาหาร ส่วนนกเฒ่าตัวผู้เฝ้ารังจําศีลเพราะแก่มากแล้ว เมื่อนกเฒ่าตัวเมียได้อาหารมาพอประทังชีวิตแล้ว ก็บ่ายหน้ากลับรวงรังของมัน ฝ่ายนกเฒ่าผัวซึ่งรอคอยอยู่ ได้ยินเสียงผู้เป็นเมียกลับมาแล้วก็แสนจะดีใจ ว่าอย่างไรเมียเราคงได้อาหารหวานคาวถูกปากถูกท้องกลับมาด้วยแน่ๆ จึงเอ่ยเผยวาจาตามประสานกเฒ่าจําศีลว่า “ได้อะไรกิน“ นกเฒ่าตัวเมียก็ตอบว่า “ได้ปูกิน” นกเฒ่าผัวถามอีกว่า “ทําอะไรกิน” นกเฒ่าเมียก็ ตอบว่า “ปิ้งกินจี่กิน” เท่านี้นกเฒ่าสองตัวผัวเมียก็เออออเข้าหากันเป็นอย่างดี ทําให้นกเฒ่าคู่นี้ครองรักอยู่ด้วยกันจนเฒ่าชะแรแก่ชรา ไม่เหมือนเจ้าผัวหนุ่มเมียสาวนกแซงแซวคู่นั้น มีแต่ด่าว่า ตบตีกันอย่างเดียว ลูกศิษย์จึงถามหลวงปู่ว่า “มันชื่อนกอะไรปู่ ที่แก่เฒ่าทั้งสองนะ” หลวงปู่ท่านตอบว่า “นกอื่อทื้อ” (นกขี่ที) แล้วยกภาษิตมาสอนใจอีกบทหนึ่งว่า “ไผสิแลเห็นไส้หัวใจนกขี่ที ทางปากอ้องว่าทึดทิ้ง ตาสิ่งใส่ปู ปากหวานใจเปรี้ยวคบได้ก็บ่ดี”
พรรษา ๑๒ พ.ศ. ๒๔๗๙ จําพรรษาดอยพระเจ้า
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต อีกองค์หนึ่ง ที่ถือปฏิปทาอยู่ตามป่าตามเขา โดยอาศัยหมู่บ้านเล็กๆ โคจรบิณฑบาตอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อ ความสะดวกในการบําเพ็ญเพียรภาวนา สถานที่ท่านเที่ยวธุดงค์ไปนั้นก็อยู่ภายในรัศมีธรรมของ ท่านพระอาจารย์มั่น แม้ขณะนั้นหลวงปู่ขาวท่านภาวนาจนจิตรวมสงบจนเกิดความสว่างไสวเป็นที่อัศจรรย์แล้วก็ตาม แต่ท่านยังไม่ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ยังเป็นเสขบุคคล หรือเป็นบุคคลที่ยังต้องศึกษาเรียนรู้อยู่ ท่านยังจําเป็นต้องพึ่งพาอาศัยครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงอย่างเช่นท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อคอยเมตตาให้อุบายคําแนะนําธรรมขั้นสูงต่อไป
ตามปกติวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น สมัยที่องค์ท่านดํารงชีพอยู่นั้น ท่านจะมุ่งเน้นภาคปฏิบัติอันเป็นงานภายในเป็นสําคัญ โดยท่านไม่ให้เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างใดๆ อันเป็น งานภายนอก และเป็นอุปสรรคในการภาวนา ท่านจึงสั่งสอนให้พระศิษย์มุ่งปฏิบัติธรรมด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ฯลฯ องค์ท่านเองแม้ชราภาพมากแล้ว ก็ทําให้พระศิษย์ดูเป็นคติแบบอย่าง อันงดงาม การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ถือเป็นกิจวัตรประจําวัน องค์ท่านบําเพ็ญตลอดมา ไม่เคยขาดแม้เพียงวันเดียว เมื่อพระศิษย์กลับมาจากธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา ท่านจะเมตตา เอ่ยถามพระศิษย์ เป็นต้นว่า ภาวนาเป็นอย่างไร? พร้อมทั้งตอบปัญหาธรรมและให้อุบายวิธีภาวนาแก่บรรดาพระศิษย์จนเข้าอกเข้าใจแล้ว ก็น้อมนําไปปฏิบัติต่อไป
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ช่วงก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านจึงเดินธุดงค์กลับไป ดอยนะโม บ้านทุ่งบวกข้าว เพื่อกราบเยี่ยมเยียนและรับฟังโอวาทธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ครั้นเมื่อถึงใกล้วันเข้าพรรษา หลวงปู่ขาวท่านจึงกราบลาท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อแยกย้ายกัน จําพรรษา โดยในปีนี้ท่านได้ธุดงค์ไปพํานักจําพรรษาและทําความเพียรภาวนาอยู่ที่ดอยพระเจ้า ซึ่งเป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นไปธุดงค์บุกเบิกเอาไว้
ดอยพระเจ้า ตั้งอยู่ตําบลป่าไหน่ อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวอําเภอพร้าวประมาณ ๖ กิโลเมตร มีสภาพเป็นดอยเล็กๆ เป็นภูเขาหินปูน มีรอยพระพุทธบาท ทางขึ้นไม่สูงชันมากนัก อากาศเย็นสบาย บนยอดดอยสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของตําบลป่าไหน่ เป็นสถานที่ สัปปายะอีกแห่งหนึ่ง ต่อมาได้สร้างเป็นสํานักสงฆ์ดอยพระเจ้า ครูบาอาจารย์ที่ติดตามท่านพระ-อาจารย์มั่นขณะอยู่ทางภาคเหนือ มักจะธุดงค์วิเวกมาพักภาวนาและอยู่จําพรรษากัน
การมาอยู่จําพรรษาของหลวงปู่ขาวในปีนี้ นับเป็นพรรษาที่ ๑๒ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๔๘ ปี โดยมีพระชาวเมืองเชียงใหม่ (สันนิษฐานว่าเป็น หลวงปู่คําอ้าย ฐิตธมฺโม พระศิษย์ ชาวเชียงใหม่อีกรูปหนึ่งของหลวงปู่มั่น) มาอยู่ร่วมจําพรรษาทําความเพียรด้วย สําหรับหลวงปู่มั่น ในพรรษานี้ท่านได้ไปจําพรรษาที่บ้านมูเซอ (บ้านปู่พญา) อําเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยมี หลวงปู่เทสก์ และ หลวงปู่อ่อนสี อยู่ร่วมจําพรรษา
กล่าวถึงในพรรษาที่แล้ว การที่หลวงปู่ขาวท่านได้รับความเมตตาจากท่านพระอาจารย์มั่น ให้อยู่ร่วมจําพรรษา สมดังเจตนาความมุ่งหมายแล้ว เมื่อท่านได้เห็นข้อวัตรปฏิบัติและได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด ก็ยิ่งเกิดความเลื่อมใสศรัทธาองค์ท่านมากเป็นล้นพ้น กอปรกับความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพ้นทุกข์ให้ได้ในชาตินี้ ฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ขาวในพรรษานี้ที่ดอยพระเจ้า จึงเต็มไปด้วยความเข้มข้นตลอดทั้งพรรษา และ เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
หลวงปู่ขาวท่านมีคติประจําใจ “พึ่งตนเองก่อนพึ่งคนอื่น สอนตนเองก่อนสอนคนอื่น” ท่านจะยึดปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ในข้อที่ว่า ท่านจะมุ่งมั่นฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน จึงจะอบรมสั่งสอนผู้อื่น กล่าวคือ หากท่านประพฤติปฏิบัติธรรมไปแล้ว ยังไม่บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่ยอมคลุกคลีเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ท่านก็ยังเร่งรีบบําเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดต่อไป และในกาลต่อมาท่านก็ได้นํามาเทศน์สอนพระ ดังนี้ “เราเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นอัตภาพอันสูงสุด อันจะทําประโยชน์ให้แก่โลก แก่ญาติและให้แก่ตน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า “ช่วยให้ตนพ้นทุกข์เสียก่อน จึงค่อยสอนผู้อื่น””
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่น จําพรรษาที่บ้านมูเซอ โดยอยู่บนเขา นอกจากท่านจะพยากรณ์สิ่งต่างๆ แล้ว ยังปรารภกับหลวงปู่เทสก์ว่า ท่านยังมีภาระที่จะต้องรับ หมู่คณะต่อไปอีก แล้วก็ปรารภที่จะตั้งสํานักทางเชียงใหม่ หลังจากออกพรรษาแล้วท่านได้กลับ ลงมาทางอําเภอพร้าวอีก
พญานาคพ่นพิษ
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ พอถึงหน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็พาลูกศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ ตามป่าตามเขาในเขตอําเภอพร้าว อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนั้นมีพระ เณร และ ตาผ้าขาวติดตามองค์ท่านจํานวนมาก พระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ที่ออกเที่ยววิเวกในครั้งนั้น ได้แก่ หลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ฯลฯ
หลวงปู่ชอบท่านเล่าให้ฟัง องค์ท่านหลวงปู่มั่นพาลูกศิษย์ออกเที่ยววิเวกครั้งนี้ คือครั้งที่ ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี ลูกศิษย์พระเณรและฆราวาสติดตามองค์ท่านออกจากเมืองพร้าวครั้งแรก สี่สิบกว่าองค์ ระหว่างทางมีพระเณรกรรมฐานเข้ามาสมทบกับคณะขององค์ท่านอีกนับจํานวนร่วมแปดสิบองค์ จนองค์ท่านหลวงปู่มั่นจัดกองคาราวานกรรมฐานขึ้นสามกอง เพราะไม่อยากให้ ชาวบ้านลําบากในการดูแลพระเณรในเรื่องภัตตาหารและที่พัก
องค์ท่านหลวงปู่มั่นพาลูกศิษย์ที่ติดตามเดินทางมาถึงบึงแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทาง อําเภอพร้าวมาอําเภอเชียงดาว องค์ท่านบอกให้คณะลูกศิษย์ที่ติดตามหยุดพักทางด้านทิศเหนือ ของบึงแห่งนี้ ให้พระเณรเลือกที่พักตามอัธยาศัยความเหมาะสมของตนเอง จากนั้นองค์ท่านบอกหลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ตื้อว่า “ท่านชอบ ท่านตื้อ ให้พวกท่านไปบอกหมู่คณะพระเณรทุกองค์ อย่าพากันบริโภคนํ้าทางด้านทิศเหนือของบึงแห่งนี้เป็นอันขาด มีพญานาคแอบมาแผ่พังพาน พ่นพิษคลุมนํ้าในบึงนี้ไว้ ถ้าจะใช้นํ้า ให้พากันไปใช้นํ้าทางด้านทิศใต้ของบึงเท่านั้น นํ้าทางด้าน ทิศเหนือของบึงมันมีพิษ ถ้าใครไปอาบกินจะป่วยไข้ได้ อยู่ที่นี่ อย่าพากันประมาทนิ่งนอนใจเป็นอันขาด ถ้าประมาทแล้วจะเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของตนเองได้ ให้พวกท่านไปบอก พระเณรเรา ให้พากันอยู่อย่างสงบ เหมาะสมตามสมณวิสัยผู้ประพฤติตนในธรรมวินัย ให้พระเณรเราพากันแผ่เมตตาให้กับผู้ที่เขาเป็นเจ้าหนองจอมบึงแห่งนี้ให้มากๆ”
ขณะพักอยู่ที่บึงแห่งนี้ องค์ท่านหลวงปู่มั่น ท่านพาพระเณรสวดมนต์บทขันธปริตรสูตร หรือที่รู้จักกันในนามบทสวดมนต์วิรูปักเขฯ ซึ่งเป็นบทสวดมนต์แผ่เมตตาและเจริญไมตรีเป็นมิตรกับพญานาคทุกตระกูลหมู่เหล่า ตลอดจนสัตว์อสรพิษทั้งหลาย และในที่สุดพญานาคตนนั้นก็ยอมมาพบองค์ท่าน โดยได้แสดงตนเป็นมานพหนุ่มอายุราว ๓๐ ปี มีชื่อว่า “มิลินทนาคราช” องค์ท่านก็เมตตาเทศนาธรรมสั่งสอนโปรดจนมิลินทนาคราชสํานึกผิด คิดละอายใจในบาปกรรมที่ตนเองได้กระทําลงไป และได้กราบขอขมาองค์ท่านหลวงปู่มั่นด้วยเกรงกลัวในผลกรรมที่ตนเองได้กระทํากับ องค์ท่านและพระ เณร พร้อมทั้งรับปากองค์ท่านจะกู้คืนถอนพิษออกจากบึงนํ้า เพื่อประโยชน์สุขของพระ เณร และสรรพสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยบริโภคนํ้าในบึงหนองแห่งนี้
หลังจากเหตุการณ์นี้สงบลง ต่อมาไม่นาน ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็ได้พาหลวงปู่สารณ์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ฯลฯ กลับมายังบ้านมูเซอ แล้วท่านก็ปรารภกับหลวงปู่เทสก์ ในการที่จะจัดตั้งสํานักรับหมู่คณะอีก คณะของท่านพระอาจารย์มั่นได้พักอยู่บนเขาที่บ้านมูเซอ ด้วยกัน สองคืนแล้ว ท่านก็แยกย้ายกันไป โดยหลวงปู่สารณ์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน กลับลงมาทาง อําเภอพร้าว ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นกับท่านอาจารย์มนูลงไปทางอําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
สอนธรรม สอนคาถาให้ชาวเขา
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็ออกเดินธุดงค์ติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น ทางจังหวัดเชียงราย ท่านได้เดินทางขึ้นภูเขาที่พวกมูเซออาศัยอยู่ พอถึง บนเขาแล้ว ท่านก็ช่วยสอนให้ชาวเขารู้จักพระพุทธศาสนา บนเขานี้เป็นสถานที่กันดารมาก ผู้คนก็พูดกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องรู้ภาษาเท่าใดนัก สุดแสนที่จะลําบาก แต่ถึงกระนั้นท่านพระอาจารย์มั่นก็ อุตส่าห์ขึ้นไปโปรดพวกชาวเขาให้รู้จักศีล รู้จักธรรม นับถือพระพุทธศาสนาอย่างจริงๆ จังๆ
ครั้งหนึ่งหลวงปู่ขาวได้วิเวกอยู่ในป่าลึก อากาศในป่าบริเวณนี้หนาวจัดมาก ไข้ป่าก็ชุกชุมต้องใช้กําลังใจอดทนต่อสู้กับอุปสรรคนานาประการ มีหมู่บ้านมูเซออยู่ไม่มากนัก พวกชาวเขา พวกนี้ไม่ค่อยแต่งเนื้อแต่งตัว ผ้าก็เก่าๆ ขาดๆ อาหารก็ตามมีตามเกิด หากินประทังชีวิตด้วย ของป่าเป็นหลัก หลวงปู่ขาวบอกว่าที่ท่านต้องมาอยู่ในที่ทุกข์ยากลําบาก ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยการกินในลักษณะเช่นนี้ ก็เพราะต้องการทรมาน มานะทิฐิ อุปาทาน กิเลสตัวพยศ ถือตัวถือตนเหล่านี้ให้มันดับดิ้นตายไป จึงต้องอดทนอยู่ที่นั่น อีกทั้งให้ธรรมชาติช่วยเหลือบากบั่นฆ่ามัน ให้ตายอีกแรงหนึ่งด้วย เพราะตัวท่านเองไม่มีกําลังพอจะบอก จะสอน หรือฆ่ากิเลสตัวเปรตใหญ่ให้มันตายหมดสิ้นไป
สําหรับชาวเขาเหล่านี้ เขามีความซื่อสัตย์และซื่อตรงมาก พูดอะไร คิดอะไร เขาก็ทํา อย่างนั้น ไม่มีกลมารยาสาไถยเหมือนชาวเมือง จะบอกอะไร จะสอนอะไร ก็บอกกันซื่อๆ พูดซื่อๆ เมื่ออยู่กับพวกเขาไปนานเข้าๆ เขาก็พากันมาตีสนิทชิดเชื้อ หลวงปู่ขาวท่านก็เมตตาสอนชาวเขา ให้รู้จักการให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา บางคนภาวนาพุทโธแล้ว จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เป็นสมาธิดี นั่งสมาธิได้ครั้งละ ๒ – ๓ ชั่วโมงก็มี
วันหนึ่งนายยางคนหนึ่ง (นายยางใช้เรียกคนภูเขา) มาขอคาถาป้องกันตัว เพราะแกกลัวเสือ กลัวมากจริงๆ จนไม่กล้าลงไปไหนมาไหนเลย ข้าวปลาแทบไม่ได้กิน เพราะบนภูเขามีเสืออยู่มากมาย เดินทางไปไหนก็พบแต่เสือ หลวงปู่ขาวเลยสงสาร กลัวจะอดข้าวตาย จึงกล่าวคาถาบทสั้นๆ ให้บทหนึ่ง ให้นายยางคนนั้นมาเรียนท่องเอาให้ได้ คาถาว่าดังนี้ “อิติปิโส ภควา พระเจ้า สั่งมา ภควายนฺติ โมคคลฺลายนฺติ” ให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วให้ท่องคาถานี้ ๗ จบ ทั้งได้บอกวิธี ปฏิบัติ คือ เสกใส่ก้อนหินแล้วหว่านไปรอบๆ ที่อยู่อาศัยกันภัยอันตรายได้
ครั้นต่อมานายยางคนนี้ได้ไปต้อนฝูงควายของแกกลับเข้าสู่คอก แต่กลับไปพบควายตัวหนึ่งของแก ถูกเสือโคร่งตัวใหญ่กัดตายนอนอยู่บนภูเขานั้น เสือโคร่งยังไม่ได้กินควาย มันวนเวียนอยู่บริเวณใกล้ๆ กับควายที่ถูกมันกัดตายแล้ว นายยางจึงคิดว่าเราจะทําอย่างไรดีหนอ ถ้าเราจะแล่เนื้อเถือหนังมัน เราก็อยู่คนเดียว ตะวันก็จวนจะคํ่าแล้ว ถ้าจะกลับไปบอกชาวบ้าน ในตอนนี้เสือ มันก็คงออกมาตามเอาควายตัวนี้มากินแน่แท้ คนเรานี้มันก็แปลกเมื่อจวนตัวแล้วแกก็อยากลองของดีจึงอยากทดสอบพระคาถาของหลวงปู่ขาว ว่ามันใช้ได้จริงแท้แค่ไหน เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว นายยางก็ถือเอามีดพร้าที่ติดตัวไปด้วยออกมาจากเอวทันที เสกคาถาใส่มีดพร้านั้น ตามคาถาที่หลวงปู่ขาวท่านสอนมา ก็ฟันกิ่งไม้ตามบริเวณรอบๆ นั้น แล้วนํามาวางขวางรอบตัวควายที่ตายไป จากนั้นก็เสกคาถาใส่กิ่งไม้ที่ตนตัดมาอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ แล้วแกก็รีบกลับบ้านโดยเร็ว เพราะตะวันคล้อยลับขอบฟ้าแล้ว ซึ่งเป็นเวลาของสัตว์ป่าอันดุร้ายเริ่มออกหากิน
เมื่อแกกลับถึงบ้าน ก็บอกเล่าให้ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านฟังโดยทั่วกัน ถึงเรื่องราวต่างๆ รวมทั้งบทคาถาที่ได้เสกเอาไว้ และบอกว่าถึงพรุ่งนี้จะไปเอาเนื้อมาทําอาหารกินกัน ให้ช่วยกัน จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือไปด้วย ชาวยางทั้งหลายก็ไม่ค่อยเชื่อนักว่า พรุ่งนี้เนื้อควาย ตัวนั้นจะเหลืออยู่ เมื่อรุ่งเช้าแกก็ออกเดินทางพร้อมชาวยางกลุ่มหนึ่งเพื่อช่วยกันจัดการ ชาวยาง บางคนยังกระเซ้าเย้าแหย่ว่า “คาถาดี จะมีแต่กระดูกนั่นซิวะ” เจ้าของคาถาก็พูดตอบไปว่า “เชื่อหลวงปู่เถิด คาถาดีแน่ เรียนมาใหม่ๆ ด้วย รับรองได้ผลแน่นอน” เมื่อไปถึงก็จริงดังที่แกคาดหวัง ควายของแกยังนอนอยู่ที่เดิม “เห็นหรือไม่ คาถาดีจริงๆ” ยางทุกคนก็สนใจ แปลกใจว่า ควายมันยังอยู่ได้อย่างไร “โอ้โฮ ! รอยบักตีนจุ้มใหญ่ (รอยเท้าเสือ) วนรอบกิ่งไม้ที่แกตัดมากองรอบเต็มไป หมดเลย มันเข้าใกล้ควายไม่ได้ น่าอัศจรรย์ใจจัง” ต่างก็ศรัทธาเคารพนับถือท่านมาก หลวงปู่ขาวว่า “พวกยางมันซื่อสัตย์ มันเชื่อจริง ทําจริง คาถาจึงศักดิ์สิทธิ์”
ชาวยางนับถือเลื่อมใสหลวงปู่ขาวกันทุกคน เมื่อเลื่อมใสมากขึ้นก็พากันยอมปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังทุกคนไป หลวงปู่ขาน ฐานวโร เล่าว่า
“สมัยแต่ก่อนครูบาอาจารย์ท่านไปอยู่ที่แสนหนอก แม่สรวย แก่ลานี่ก็เป็นชาวเขา หลวงปู่ขาวท่านก็ไปจําพรรษา ท่านก็ไปสอนพวกชาวเขา เพราะว่าเขาไม่มีความรู้ รู้มากยากหลาย รู้น้อยคอยรําคาญ ไม่รู้ไม่ชี้เป็นหนี้เขาเฒ่าตาย ถ้าเขารู้มากๆ รู้ตํารับตําราก็จําเอาแค่นั้นแหละ เขาไม่เห็น ปจฺจตฺตํ สนฺทิฏฺฐีโก ท่านก็ไปสอนให้บริกรรมพุทโธๆๆๆ นะ บริกรรมพุทโธๆๆ เขาก็ทําตาม ไม่ต้องเอามาก เออ ! กินข้าวแล้วก็เอาไปเลี้ยงวัว ปล่อยวัวไป ไปนั่งภาวนาพุทโธๆ ใต้ร่มไม้แหละ นู่นถึงเวลาคํ่ากลับมาเอง หาเจ้าของ เออ เอ้า ! ต้อนเข้าบ้านเข้าช่อง ต่อจากนั้นมาก็อีกแหละ ตัวของเขา กลางคืนไปไม่ได้ใช้ไฟหรอก คล้ายๆ กับมีแสงสว่างออกไปเลยทางด้านนี้นะ เป็นน่าอัศจรรย์ พวกชาวเขา ตระกูลของเขาก็ปฏิญาณถือศีล ๕ ทุกคนตลอดชีวิต”
เรื่องเสือเลียขาหลวงปู่ขาวเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่บ้านมูเซอ หลวงปู่ลี กุสลธโร เล่าว่า
“อย่างพ่อแม่ครูจารย์ขาว ท่านไปอยู่กับพวกมูเซอนะ พ่อแม่ครูจารย์ขาวท่านไปอยู่ที่เสือมากๆ เขาก็กลัวเสือจะมากินท่าน เขาเลยมาล้อมรั้วให้ท่าน ใช้ไม้เรียงกันมัด ไม่ให้ท่านออกมาตอนกลางคืน ท่านเดินจงกรม เสือมันก็มาเลียแข้งเลียขาท่านอยู่ที่ริมรั้วฟากนั้นเหมือนกันกับหมาบ้าน ท่านว่า เราก็ดูสายตาของมันดูอ่อนๆ เหมือนกับสุนัขบ้าน บางครั้งมา ๒ ตัว บางครั้งก็มาตัวเดียว มาก็มานั่งเฝ้าอยู่นั่นแหละ มันคุ้นเคยกับพระฝ่ายกรรมฐาน มันคุ้นเคยขนาดนั้น”
สําหรับเด็กๆ ชาวเขา ส่วนมากพอเห็นพ่อแม่เลื่อมใส เขาก็พากันดีใจ อยากไปวัดวาอารามกับพ่อกับแม่ด้วย คือตามปกติแล้ว ผู้นําจะสําคัญกว่าผู้แนะ เด็กๆ ก็ไปเรียนหนังสือ ไหว้พระ สวดมนต์และรู้จักปฏิบัติครูบาอาจารย์ เช่น ถึงเวลาตักนํ้า เขาก็พากันออกไปตัก ถึงเวลากวาดลาน เขาก็ทําอย่างพ่อแม่ พระภิกษุสามเณรพากันปฏิบัติอยู่เช่นนั้น พวกชาวเขาทั้งพ่อแม่และเด็กก็ พากันปฏิบัติตาม หลวงปู่ขาว ท่านฉลาดในการสอนเด็กมาก ท่านบอกกับเด็กๆ ว่า “ถ้าเด็ก คนไหนมีความประพฤติเรียบร้อยไม่เกเร รักพ่อรักแม่ รักญาติมิตร ขยันหมั่นเพียร เรียนวิชาความรู้แล้ว หลวงปู่จะสอนคาถาดีให้ ถ้าคนไหนไม่ขยันหมั่นเพียรจะเอาของดีไม่ได้ คาถาหรือของดีมันจะอยู่กับคนดีเท่านั้น” พวกเด็กๆ ก็อยากได้ของดี จึงตั้งใจขยันหมั่นเพียร
หลวงปู่ขาวเล่าว่า เด็กๆ ทุกคนเริ่มดีขึ้น เมื่อฝึกสอนก็พากันขยันหมั่นเพียร เฉลียวฉลาด มีกิริยามารยาทเรียบร้อย รักใคร่กันในหมู่คณะ ไม่ทะเลาะวิวาทกันเหมือนครั้งก่อนๆ ไม่แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกัน มีความรักสามัคคีเป็นพรรคพวกเดียวกัน พวกชาวยางผู้เป็นพ่อแม่เมื่อเห็นเด็กๆ ในหมู่บ้านเป็นเด็กดีก็สุดแสนจะดีใจ เพราะไม่ต้องระแวงกลัวว่า ลูกเราจะถูกลูกคนนั้น ลูกคนนี้มารังแกลูกของตน เพราะเด็กทุกคนรักกัน ไม่รังแกกันเหมือนเก่าก่อนแล้ว
วันหนึ่งหลวงปู่ขาวเรียกเด็กๆ มาเรียนคาถาดี พวกเด็กก็ประนมมือ ตั้งสมาธิอย่างแน่วแน่หลวงปู่ขาว ท่านจึงสอนหัวใจของพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณว่า “อิสวสฺสุ อิสวาสุ นโมพุทฺธาย” เด็กๆ ทุกคนจําได้แม่นยําเพราะมีสมาธิ รับฟังอย่างแน่วแน่ นําไปบริกรรมภาวนา ทุกเช้าเย็น ครั้นกาลเวลาผ่านไปช้านาน เด็กพวกนี้ต่างก็พากันไปกระโดดนํ้าเล่นกันที่ฝายกั้นนํ้า ใกล้ท้องนาแห่งหนึ่ง สนุกสนานกันมากทีเดียว แต่ในความสําราญเพลิดเพลินนั่นเองกลับไปสร้างความรําคาญใจให้กับผู้เป็นเจ้าของนาในบริเวณนั้น อีกทั้งกลัวว่าฝายกั้นนํ้าจะพัง ถ้าหากเด็กๆ มาเล่นกันมากๆ เข้า เจ้าของนาจึงได้ไปตัดเอาไม้ไผ่รวกที่ในป่ามาแล้วตัดให้ส่วนปลายแหลมคม นําเอาไปปักไว้ใต้นํ้าบริเวณที่เด็กชอบมาเล่นนํ้าจํานวนหลายๆ อัน หวังให้เด็กกระโดดลงไปโดน ไม้ไผ่เสียบตาย แล้วให้มันจมอยู่ใต้นํ้า โดยไม่มีหลักฐานใดๆ ในการฆ่าเด็กเหล่านี้ นานเข้าร่างกายก็เน่าเปื่อยเป็นอาหารของปลาของสัตว์ไปเอง มันจะได้ไม่กล้ามาเล่นให้รําคาญใจอีก
ฝ่ายเด็กๆ เมื่อถึงเวลาก็พากันมาเล่นนํ้าอีกตามเคย ก่อนที่เด็กจะกระโดดก็ท่องคาถาที่หลวงปู่ขาวให้มาทุกครั้ง แล้วก็กระโดดลงนํ้าไป ส่วนเจ้าของนานั้นก็มาจับตาดูอยู่ห่างๆ เพื่อจะได้เห็นเด็กตายด้วยฝีมือกับดักของตนอย่างสมใจ แต่ก็ไม่มีเด็กๆ คนใดเป็นอันตรายเลย ชาวนา เหล่านั้นจึงแปลกใจยิ่งนัก ก็ได้ยินเสียงเด็กสวดมนต์คาถา แล้วจึงกระโดดนํ้าลงไปทุกที เด็กๆ เหล่านั้นก็ปลอดภัย จึงได้เข้าใจถึงสาเหตุดังนี้ หลวงปู่ขาวว่าคาถานี้ดีสําหรับผู้นับถือเชื่อถือด้วย ศรัทธาอย่างจริงใจ ผู้ประพฤติธรรม พระธรรมย่อมคุ้มครองรักษาผู้นั้น ให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวง เช่น ศาสตราวุธ ยาพิษ หรือพ้นจากสิงสาราสัตว์ อันประกอบด้วย เสือ สิงโต งูพิษต่างๆ เป็นต้น เว้นไว้เสียแต่กรรมเวรติดตามมา และหมดอายุขัยย่อมสิ้นไป ตามบุญตามกรรมนั้นๆ
มธุรสวาจาปราบช้าง
เมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้บําเพ็ญภาวนาและสั่งสอนการให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนาแก่ชาวป่าชาวเขาบ้านมูเซออยู่นานพอสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านก็ขอลาชาวเขาออกธุดงค์ติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ต่อไป ท่านจากพวกชาวป่าชาวเขาไปท่ามกลางความห่วงหาอาลัย ประดุจว่าเขาขาดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สําคัญยิ่งในชีวิตของเขาทีเดียว พวกเขาให้ความเคารพบูชาเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ขาวอย่างแท้จริง พวกยางได้พากันกล่าวว่า “หลวงปู่ หากท่านมาวิเวกแถบนี้อีก ขอกราบนิมนต์ท่านมาให้ศีลให้ธรรมแก่พวกข้าน้อยด้วยเถิด สาธุ”
ในครั้งนั้นหลวงปู่แหวน เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่ขาว ท่านก็ออกเดินทางไปหาคณะของท่านพระอาจารย์มั่นในอีกที่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลเท่าใดนัก เพื่อร่วมเดินทางไปวิเวกทาง แม่กะตํา ในขณะที่คณะของท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางไปถึงภูเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็น ช่องทางเดินผ่านเขาไปนั้น ท่านมองไปเห็นช้างใหญ่เชือกหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่มหึมาน่ากลัวมาก กําลังเลาะเล็มกินใบไม้ ใบไผ่ อยู่บริเวณช่องเขานั้นพอดี ซึ่งไม่มีทางใดเลยที่จะหลบหลีกมันได้ ถ้าไปเส้นทางอื่นก็ต้องปีนเขาไป และต้องใช้เวลาอีกหลายวัน ทางนี้นับเป็นเส้นทางลัดทางเดียว ที่จะไปแม่กะตําได้เท่านั้น
ท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นหัวหน้าการเดินธุดงค์จึงได้หยุดปรึกษาหารือกับหลวงปู่ขาวว่าเราจะทําอย่างไรดีจึงตกลงกันว่าให้พระไปตามพวกยาง (ชาวเขา) ที่บนภูเขา ซึ่งเขากําลังทําไร่ ทํานาอยู่ มาช่วยไล่ช้างให้หนีไป เมื่อพระรูปอื่นๆ ไปตามพวกยางแล้ว พวกยางปฏิเสธกันหมดเลย เขาบอกว่า “ฮึๆ ขะเจ้าก็กลัวตายเหมือนกัน นิมนต์ตุ๊เจ้าไล่เองเถิด” เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็หาวิธีอื่นโดยปรึกษากันว่าจะทําอย่างไรกันดี หลวงปู่ขาวจึงขออาสาขับไล่ช้างตัวนี้เอง เพราะท่านเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับช้างมาหลายครั้งหลายคราว และก็สามารถชนะมันได้เสมอ จึงเกิดความ เชื่อมั่นในตัวเองมาก พร้อมทั้งเป็นการแสดงออกซึ่งความรักเคารพในครูบาอาจารย์อีกด้วย ถึงแม้ชีวิตท่านจะหาไม่ หรือดับสลายแหลกลาญเป็นผุยผง ก็ขอพลีเพื่อบูชาคณะของครูบาอาจารย์
ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเห็นว่าหลวงปู่ขาวต้องการเช่นนั้นจริงจัง จึงบอกว่า “เอ้า ! ยังงั้นก็ลองไปดูที” หลวงปู่ขาวจึงตั้งใจแผ่เมตตาจิตให้ช้างใหญ่อย่างเต็มที่ แล้วตัดสินใจเข้าไปหา ช้างใหญ่ ซึ่งกําลังเลาะเล็มใบไม้ใบไผ่อยู่อย่างหน้าตาเฉยในขณะนั้น ท่านก็ร้องตะโกนออกไปด้วยมธุรสวาจาว่า “ดูก่อน พ่อมหาจําเริญ ผู้มีกําลังมหาศาลทั้งสังขารร่างกายก็อ้วนพีดีงาม ส่วนตัวข้าพเจ้านั้นเป็นผู้มีกําลังวังชาอันเล็กน้อย ทั้งอยู่ในศีลในธรรม ไม่ได้คิดมุ่งร้ายหมายขวัญต่อใครทั้งหมด ขอเจ้าผู้มีกําลังมหาศาลจงหลีกทางให้พวกข้าพเจ้าผู้น้อยเดินทางไปด้วยเถิด” พอสิ้นสุดมธุรสวาจา พญาช้างสารก็มองมาทางหลวงปู่ขาว ขยับใบหูดังพรึบๆ ลุกขึ้นชูงวงไปมาอยู่สักครู่ แล้วเดินหลีกทางไปอีกทางหนึ่ง ช้างใหญ่เอาหัวของมันชนกับหินตีนภูเขาลูกนั้นไว้ดูประหนึ่งว่าจะร้องนิมนต์ตุ๊เจ้าไปเถิด
ท่านพระอาจารย์มั่นเมื่อเห็นเช่นนั้นแล้ว จึงเรียกหมู่พระศิษย์ทั้งหลายมาบอกว่า “ไปได้ ไปได้ ไปได้แล้ว” พระศิษย์ทั้งหลายจึงพากันเดินไปอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ก็เพราะมธุรสวาจาของหลวงปู่ขาวซึ่งเป็นผู้สละแล้วซึ่งชีวิต เพื่อบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณครูบาอาจารย์นั่นเอง แต่ขณะที่ทุกคนเดินผ่านช้างไปอย่างสะดวกและปลอดภัยอยู่นั่น บังเอิญตะขอหลังคากลดของพระอาจารย์มนูเกิดไปเกี่ยวเอากิ่งใบไผ่เข้า พระอาจารย์มนูมีความกลัวช้างเป็นทุนเดิมอยู่แล้วถึงกับตกใจอย่างสุดขีด ด้วยคิดว่าช้างมันคงดึงเราไว้แน่แล้ว แต่ก็มิได้หันไปดู เพราะความกลัว ตัดสินใจดึงกระชากอย่างแรงแต่ก็ยังไม่หลุด ท่านก็สงสัยว่า ทําไมช้างไม่ยอมปล่อยสักที ครั้นจะ ร้องเรียกครูบาอาจารย์ข้างหน้า ก็เกรงว่าจะถูกตําหนิเอาได้ว่าเป็นคนขี้กลัว เพราะท่านพระ-อาจารย์มั่นท่านไม่ช่วยคนขี้กลัวอยู่แล้ว
ความกลัวอย่างสุดกําลังนี้เอง ทําให้พระอาจารย์มนูถึงกับเหงื่อไหลไคลย้อย ปัสสาวะ ราดออกมาโดยไม่รู้ตัว ท่านตัดสินใจกระชากอีกครั้งอย่างสุดชีวิตจนศีรษะคะมําล้มลง พร้อมกับ ตัดสินใจหันไปดูว่าช้างมันทําอะไรอยู่แน่ แต่สิ่งที่เห็นกับตาก็คือ ตะขอหลังคากลดมันไปเกี่ยวเกาะกับใบไผ่เท่านั้นเอง ช้างใหญ่มันยืนห่างไปอีกที่แห่งหนึ่ง ท่านทั้งขําทั้งอายตนเองจึงรีบลุกขึ้นจัดเก็บเอาสิ่งของที่กระจัดกระจายอยู่แล้วรีบติดตามท่านพระอาจารย์รูปอื่นๆ มาอย่างลุกลน เมื่อถึงที่พักก็มาเล่าให้หมู่คณะฟังภายหลังอย่างขบขัน เหตุการณ์ในครั้งนี้นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่ง ทีเดียวที่ช้างป่าอันแสนดุร้ายกลับฟังภาษาคนรู้เรื่อง
หลวงปู่ขาว ท่านว่าอาจจะเป็นเพราะอํานาจบารมีของศีลของธรรมโดยแท้ เพราะทุกอย่างล้วนตกอยู่ในอํานาจของคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ อย่างไม่มีอะไรเหนือได้อีกแล้ว โดยไม่ต้องสงสัยเลย เพราะบรรดาพระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ผู้ดําเนินตามรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อันมีความเพียรเป็นที่ตั้ง มีข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่ย่อหย่อนผ่อนผันไปตามวัยของสังขาร ปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในที่เงียบสงัดห่างไกลจาก ฝูงชน ทําลายล้างอาสวกิเลสให้หมดสิ้นไป โดยทําสมาธิภาวนาจนจิตสงบแล้ว “ย่อมมีดวงตา เห็นธรรม” มีดวงจิตอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยว พร้อมที่จะตายเพื่อที่จะบูชาพระธรรมเสมอ พระธรรมย่อมคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรมอย่างดีนั่นเอง
สุนทรีวาจาปราบผี
ในการเดินทางครั้งนั้น หลังจากที่คณะเดินทางรอดพ้นจากอันตรายของช้างป่ามาได้ ซึ่งประกอบด้วย ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พระอาจารย์มนู พระอาจารย์บุญหนัก เมื่อเดินทางไปนั้นได้ไปพักอยู่ที่ดอยจอมแจ้งบ้าง และป่าเขาอื่นๆ บ้าง จนถึงบ้านแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ท่านพระอาจารย์มั่นพร้อมด้วยหมู่คณะจึงได้แยกย้ายกันออกหาความเพียรบําเพ็ญภาวนาอยู่ในละแวกใกล้เคียงกันนั้น
ส่วนหลวงปู่ขาวได้กราบลาท่านพระอาจารย์มั่น และบอกลาหมู่พวกไปวิเวกอยู่รูปเดียวทางดอยช้าง ตั้งอยู่ตําบลวาวี อําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เป็นดอยที่สูงมาก มีชาวเขาชนเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่ อากาศหนาวเย็นตลอดปี หลวงปู่ขาวเดินไปเห็นศาลเจ้าบ้านใหม่อันเป็นที่สงบ ร่มรื่นเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา จึงได้พักอยู่ในสถานที่นั้น แต่ด้วยที่แห่งนั้นเป็นสถานที่อันเป็นศาลเจ้าของเขา พวกสมุนผีทั้งหลาย เมื่อเห็นท่านไปพักอยู่ที่นั่นเกิดความไม่พอใจ เพราะเกรงว่าหัวหน้าผีจะโกรธ ไม่พอใจแล้วไปทําลายชาวบ้าน สมุนผีจึงยกขบวนขับไล่ให้ท่านหนีออกไป สมุนผีคนหนึ่งโมโหเดือดดาลขึ้นมา จึงมีผรุสวาจาว่า “ถ้าหากไม่หนีแล้วก็จะฆ่าให้ตาย”
หลวงปู่ขาว ท่านจึงได้คิด “มันกรรมหรือเวรอะไรนักหนาหนอ หนีช้างใหญ่กลับมาพบผี หัวหน้าผีก็ยังไม่เท่าไหร่นัก แต่พวกสมุนผีนี่ซิจะทําอย่างไรดีหนอ” หลวงปู่ขาวท่านจึงมีสุนทรีวาจาออกไปให้พวกสมุนผีทั้งหลายว่า “ตายเป็นตาย ถ้าหากเฮา (เรา) กลัวตาย เฮาจะบ่ายหน้ามา ทําไม เฮาเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า แผ่นดินนี้ไม่ใช่แผ่นดินผี แผ่นดินสาง แต่เป็นแผ่นดินของพระเจ้าแผ่นดินต่างหาก ถ้าอยากทราบก็ลองดู ถ้าใครถือว่าแผ่นดินนี้เป็นของตนจริง ถ้าขืนมาไล่อาตมาให้หนีอีกล่ะก็ จะต้องเกิดเรื่องแน่ ถ้าหากว่าอาตมากลัวแล้วล่ะก็ ทําไมอาตมาจึงกล้ามาอยู่คนเดียวอย่างนี้” สมุนผีพวกนั้นเมื่อได้ฟังแล้วก็ไม่รีรอพากันทยอยกันกลับไป พร้อมบ่นว่า “นึกว่า ผีมันเก่งเต็มทีแล้ว ท่านยังเก่งกว่าผีไปเสียอีก”
หลวงปู่ขาว ท่านเคยเล่าให้ฟังอีกว่า สมัยหนึ่งเมื่อเดินธุดงค์ไปเชียงตุง มีดอยหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานของศาลเจ้า ท่านเลยไปพักอยู่ที่นั่น ต่อมามีอาการปวดศีรษะมาก พวกชาวดอยที่เขาศรัทธา (บางทีเรียกชาวศรัทธา) ทั้งหลาย จึงไปหาหมอผีมารักษาท่าน เพราะเข้าใจว่าผีศาลเจ้า มาทําร้ายท่านเข้าแล้ว หมอผีจึงขึ้นดอยไปหาและอาราธนาให้ท่านลงจากดอย เพราะคิดว่าผีมัน ทําร้ายท่านแล้ว จึงบอกท่านว่า “ผีมันมาทําร้ายตุ๊เจ้า” ท่านจึงตอบอย่างทันควันว่า “เฮานี่นะเป็น ปู่ผีอีก ผีทั้งหลายมันเป็นลูกเป็นหลานของเฮา เฮาบ่เคยย่าน (ไม่เคยกลัว) มันเลย ปวดหัวนี่ มันเกี่ยวกับอากาศต่างหากดอก” ชาวศรัทธาจึงนึกในใจว่า “ตุ๊เจ้านี่เก่งจริงๆ” และแล้วท่านก็ได้สอนให้ชาวศรัทธารู้จักการให้ทาน รักษาศีล ฝึกสมาธิเจริญเมตตาภาวนา ให้เลิกจากการเชื่อถือบูชา ผีสางนางไม้ ให้หันมาบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และประพฤติอยู่ในศีลธรรม
พรรษา ๑๓ พ.ศ. ๒๔๘๐ จําพรรษาดอยจอมแจ้ง ศิษย์เทวทัตในอดีตชาติ
ครั้นเมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้พักบําเพ็ญภาวนาอยู่ที่ดอยช้างรูปเดียว กับพวก ชาวเขาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว เมื่อถึงช่วงใกล้เข้าพรรษา ท่านก็ได้เดินธุดงค์วกกลับลงมาหาคณะของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งในขณะนั้นองค์ท่านพาคณะบําเพ็ญภาวนาอยู่ที่ดอยจอมแจ้ง เพื่อที่จะฟังท่านพระอาจารย์มั่นเทศนาสั่งสอนอบรม อีกประการหนึ่งก็เพื่อปรนนิบัติรับใช้องค์ท่าน
ดอยจอมแจ้ง เป็นดอยเล็กๆ ตั้งอยู่บ้านจอมแจ้ง ตําบลแม่สรวย อําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย บนดอยมีศาสนถาวรวัตถุชิ้นสําคัญ คือ พระธาตุจอมแจ้ง ซึ่งเป็นพระธาตุเก่าแก่ ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาพระศิษย์ธุดงค์วิเวกมาพักภาวนานั้น เดิมเป็นวัดร้างเก่าแก่ ห่างไกลจากบ้านเรือนผู้คน บริเวณดอยและโดยรอบมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น มีสัตว์ป่าชุกชุม อากาศเย็นสบาย เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ต่อมาก็มีพระ ในฝ่ายมหานิกายได้พัฒนาขึ้นเป็นวัด มีชื่อทางการว่า วัดพระธาตุจอมแจ้ง
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ครั้นถึงฤดูกาลเข้าพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว ท่านจึงได้พักจําพรรษา อยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นที่ดอยจอมแจ้ง เป็นครั้งที่ ๒ พรรษานี้นับเป็นพรรษาที่ ๑๓ ของท่าน ขณะมีอายุ ๔๙ ปี การจําพรรษาในปีนี้ มีท่านพระอาจารย์มั่นเป็นหัวหน้า และมีพระศิษย์หลายรูปมาอยู่ร่วมจําพรรษา ประกอบด้วย หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโต หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พระอาจารย์มนู พระอาจารย์เนียม และพระอาจารย์คํา
ในพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พาทําความเพียรเป็นกรณีพิเศษ และท่านได้อธิบาย ข้อปฏิบัติและปฏิปทาต่างๆ มากมาย ปฏิปทาที่ท่านพระอาจารย์มั่นแนะว่า การฉันหนเดียว การฉันในบาตร การบิณฑบาต การปัดกวาดลานวัด การปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์ การอยู่ป่าวิเวก เป็นศีลวัตรอันควรแก่ผู้ฝึกฝนขั้นอุกฤษฏ์จะพึงปฏิบัติ บรรดาพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ต่างพากันบําเพ็ญภาวนากันอย่างเข้มข้นเอาจริงเอาจัง หลวงปู่ขาวก็เช่นกัน ท่านได้ตั้งใจจะทําความเพียรอย่างเต็มความสามารถ แต่ก็มีอาการไข้อยู่ตลอดพรรษาเลยทีเดียว
วันหนึ่งในระหว่างกลางพรรษา หลวงปู่ขาวนอนป่วยเป็นไข้อยู่ ท่านพระอาจารย์มั่น จึงร้องตะโกนออกมาว่า “พิจารณาเข้าซี จะนอนเป็นไข้เฉยๆ อย่างนี้ได้อย่างไร ความไข้มันเป็นอริยสัจของจริง จะหลีกหนีไปให้พ้นทุกคนไม่ได้ เขาเป็นอยู่ทั่วโลกนั่นแหละ ลุกขึ้นมาเดินจงกรม ให้เส้นสายมันได้เหยียดออกเสียบ้าง นอนมากเลือดลมไม่เดิน เส้นเอ็นมันขอดงอ มันหด มันจะตายซํ้าอีก ท่านบวชกับผู้ใด เทวทัตบวชกับพระพุทธเจ้า ไม่ฟังคําสอนของพระพุทธเจ้า ตายไปแล้วลงอเวจี ท่านจะลงอเวจีเหมือนเทวทัตหรือ สิ (จะ) มามีแต่นอนสาธุอยู่ เพราะลุกไม่ขึ้น และคิดแต่ว่า นี่หนอมหาเมตตากรุณาอยากให้ได้ดีจริงๆ”
เรื่องนี้สาเหตุที่ไปเกี่ยวกับพระเทวทัตนั้น เพราะท่านพระอาจารย์มั่นเคยปรารภในคราว พํานักอยู่ทางจังหวัดเชียงใหม่ว่า “ท่านขาวนี่เคยเป็นลูกศิษย์พระเทวทัต ถูกพระเทวทัตยุยงหลงกลมารยา พระอัครสาวกได้เหาะไปนําเอากลับมา”
เมื่อหลวงปู่ขาวท่านอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นในระยะแรกๆ นั้น ท่านก็ยัง ไม่ละนิสัยดั้งเดิมในเรื่องการฉันเจ ตามที่ท่านเคยฝึกฝนอบรมกับพระเทวทัตมา จนท่านพระ-อาจารย์มั่นตําหนิว่า “ยังบ่หลาบ” คือ ท่านเคยทําผิดในเรื่องนี้มาแล้ว ยังไม่หลาบจํา ยังมาทําผิด ซํ้าอีก ในที่สุดหลวงปู่ขาวท่านก็เลิกฉันเจ
เรื่องที่หลวงปู่ขาว ในอดีตชาติท่านเคยหลงผิดไปอยู่กับพระเทวทัต ในขณะที่ท่านอยู่ จําพรรษา ณ วัดถํ้ากลองเพล ท่านเมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ในสมัยนั้นเราเป็นพระนวกะบวชใหม่ ยังไม่รู้จักความผิดถูกในพระธรรมวินัยดี ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติก็ยังไม่เข้าใจพอ แต่มีความหวังดีในการบวช มีความยินดีในการปฏิบัติ และอยาก พ้นไปจากทุกข์ทั้งหลาย ในครั้งนั้นมีพระบวชใหม่ด้วยกัน ๕๐๐ องค์ ทุกองค์ต่างก็ยังไม่รู้ใน พระธรรมวินัยดี แล้วก็มีพระองค์หนึ่งที่ท่านบวชก่อน มาชักชวนให้ไปอยู่เป็นหมู่เป็นคณะ โดยพูดว่ามีพระอาจารย์องค์หนึ่ง ท่านได้เป็นพระอรหันต์ มีความรู้เฉลียวฉลาดเฉียบแหลมมาก มีแนวทางปฏิบัติตรงต่อมรรคผลนิพพานทีเดียว และมีข้อวัตรปฏิบัติเคร่งครัดในพระธรรมวินัย จึงทําให้ ผู้ปฏิบัติถึงพระนิพพานได้รวดเร็วขึ้น “เฮา (เรา) เองก็เชื่อ เพราะอยากเป็นพระอรหันต์อยู่แล้ว”
พระผู้บวชเก่าองค์นั้นก็พูดในลักษณะเดียวกันนี้ ให้พระบวชใหม่ฟังอีกหลายองค์ ซึ่งทุกองค์ก็เชื่อยอมเป็นลูกศิษย์เพิ่มขึ้นมาอีก และพร้อมจะยินยอมตามไปด้วย เมื่อถึงเวลาแล้วก็พากันออกเดินทางพร้อมกัน ทั้งหมดมีพระใหม่ประมาณ ๕๐๐ องค์ เมื่อไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง มีพระเถระผู้ใหญ่คอยอยู่ในที่นั้นแล้ว จากนั้นก็พากันเข้าไปกราบคารวะ คอยรับฟังโอวาทต่อไป ขณะนั้นมีประธานสงฆ์ให้โอวาทว่า คณะสงฆ์ทั้งหมดต้องอยู่ในข้อปฏิบัติเดียวกัน ๕ ประการ คือ ๑. ไม่ฉัน เนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นวัตร ๒. ต้องอยู่ป่าเป็นวัตร ๓. ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ๔. บิณฑบาตเป็นวัตร ๕. อยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร ให้ทั้ง ๕ ข้อนี้ให้พระสงฆ์ถือเอาเป็นข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อาจารย์ใหญ่ที่เป็นประธานสงฆ์นั้นชื่อว่า “พระเทวทัต” องค์ที่รองลงมาชื่อว่าพระโกกาลิกะ และยังมีรองลงไปอีกหลายองค์ จากนั้นก็พากันปฏิบัติในข้อบัญญัติ ๕ ประการอย่างจริงจังทีเดียว
ต่อมาไม่นานนักได้เห็นพระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตรตามไป แล้วทําความสนิทสนมกับพระเทวทัตอย่างดี ในคืนหนึ่งพระเทวทัตให้โอกาสแก่พระสารีบุตรได้แสดงธรรมแก่พระบวชใหม่ทั้งหลาย “ในขณะนั้นเฮามีความเลื่อมใสในพระสารีบุตรมาก ท่านแสดงธรรมได้ไพเราะ มีเหตุผลพอเชื่อถือได้ จึงคิดเปลี่ยนใจว่าเราจะขอติดตามท่านสารีบุตรไปอย่างแน่นอน”
ในขณะนั้นพระเทวทัตผู้มีทิฏฐิสูงไม่ยอมฟังธรรมของพระสารีบุตร เอาแต่นอนเฉยไม่สนใจในการฟังธรรมเลย พระโกกาลิกะก็พากันนอนฟังเช่นเดียวกัน อาจจะเป็นเพราะอํานาจฤทธิ์ของพระโมคคัลลาน์ก็เป็นไปได้ จึงทําให้พระเทวทัตและพระโกกาลิกะนอนหลับไปอย่างสนิททีเดียว พระใหม่ทั้งหมดมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลาน์ เมื่อพระสารีบุตรพูดว่าจะพาพระใหม่ไปกราบพระพุทธเจ้าเท่านั้น ทุกองค์ก็เตรียมพร้อมทันที เมื่อพร้อมกันแล้วพระใหม่ ก็ออกเดินทาง ตามพระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตรไป “เฮาก็ได้เป็นลูกศิษย์ของพระสารีบุตร องค์หนึ่ง แต่เฮาก็ไม่ได้บรรลุมรรคผลอะไรเลยในสมัยนั้น แต่มีความศรัทธายินดี เชื่อว่าการบวชนั้นมีอานิสงส์มาก และยินดีในการปฏิบัติ ยอมสละชีวิตอุทิศต่อพระศาสนาจวบจนวันตาย”
ครูบาอาจารย์ท่านเล่าว่า ในชาตินั้นเมื่อหลวงปู่ขาวมรณภาพแล้ว ด้วยอํานาจกุศลกรรมจากการออกบวชประพฤติธรรม จะส่งผลให้ท่านจุติเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ มีอายุขัยยืนยาวนาน จะทําให้การบรรลุธรรมยิ่งเนิ่นช้า ท่านจึงไม่ปรารถนาสวรรค์สมบัติ ท่านปรารถนานิพพานสมบัติ อยากเป็นพระอรหันต์โดยเร็วไว ท่านจึงอธิษฐานขอจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ จะได้บําเพ็ญสมถ – วิปัสสนากรรมฐานเพื่อความหลุดพ้น และท่านก็ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สมดังความปรารถนา โดยในชาติสุดท้าย ท่านก็ได้กราบถวายตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น และท่านก็ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วน้อมนํามาปฏิบัติจนได้บรรลุธรรม
เป็นอันว่าหลวงปู่ขาวท่านก็เคยเป็นลูกศิษย์ของพระสารีบุตรมาแล้วในอดีตชาติ ในชาติปัจจุบันที่หลวงปู่ขาวกําลังบําเพ็ญภาวนา ก็มีนิมิตพระสารีบุตรมาแสดงธรรมให้ฟังอยู่เสมอ นี่คือความเกี่ยวข้องผูกพันกันมาในอดีตชาติ ถึงท่านจะเข้าพระนิพพานไปแล้วก็ตาม คุณธรรมในความเมตตานั้น ยังมาแสดงตนเป็นภาพในนิมิต เพื่อโปรดผู้ที่ยังตกค้างอยู่ในโลกนั่นเอง ก็เหมือนกับท่านที่ไม่เคยเห็นท่านพระอาจารย์มั่นมาก่อน แต่ทําไมท่านจึงมีนิมิตปรากฏเห็นท่านพระอาจารย์มั่นเป็นประจําเล่า หลวงปู่ขาวท่านว่า “เฮาก็เหมือนกัน ท่านพระสารีบุตรนิพพานไปนานแล้ว แต่เฮาก็นิมิตเห็นท่านมาสอนเช่นกัน”
เหตุการณ์สําคัญอื่นในพรรษานี้ ภายหลังจากที่ท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้เคี่ยวกรําฝึกฝนอบรมพระศิษย์อยู่หลายปี เพื่อจะได้เป็นศาสนทายาทสืบทอดวงกรรมฐานและพระพุทธศาสนา สืบต่อจากท่าน เมื่อพระศิษย์ภาวนาแล้วเกิดความก้าวหน้า ท่านจึงชมเชยให้พระศิษย์ด้วยกันฟัง โดยหลวงปู่อํ่า ธมฺมกาโม ได้เมตตาเล่าไว้ ดังนี้
“ในพรรษานี้ หลวงปู่พรหม ได้ประกอบความเพียรมาก ถือเพียงอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน และนั่ง ไม่ถืออิริยาบถนอนตลอดไตรมาสสามเดือน ส่วนมากท่านถือการเดินจงกรมเป็นกิจวัตรประจําวัน ท่านมีความเพียรมาก เวลาเข้าพรรษา ท่านเดินจงกรม ดินลึกลงไป ๓ นิ้วโป้ง ไม่นอน ๓ เดือน บรรลุถึงพระอนาคามี”
ด้วยความพยายามดังที่กล่าวมานี้ เมื่อออกพรรษาท่านจึงได้รับคําชมเชยจากหลวงปู่มั่น ต่อหน้าเพื่อนพระด้วยกันว่า “ท่านพรหมเป็นผู้ที่มีความพากเพียรสูงยิ่ง มีความตั้งใจแน่วแน่ ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดที่สุด เป็นตัวอย่างที่ดีแก่พระภิกษุทั้งหลาย ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ เมื่อออกพรรษาแล้ว ช่วงเดือนสิบสอง ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านรับ กิจนิมนต์ชาวบ้านปงมาทําบุญยี่เป็ง องค์ท่านเข้ามาพักที่สํานักสงฆ์บ้านปง (วัดอรัญญวิเวก) อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่ขาว อนาลโย และสามเณร อีก ๒ รูปติดตามองค์ท่านมา สําหรับพระศิษย์รูปอื่นๆ ท่านต่างก็แยกย้ายกันไปเที่ยวธุดงค์หาวิเวกในถิ่นต่างๆ ตามความอัธยาศัยของแต่ละองค์ จนดอยจอมแจ้งกลายเป็นวัดร้างอีกครั้งหนึ่ง
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่ขาวท่านพักปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นที่สํานักสงฆ์บ้านปง ระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็กราบลาท่านพระอาจารย์มั่นและลาหมู่คณะ เพื่อจะย้อนกลับไปภาวนาที่บ้านมูเซอ อําเภอเวียงป่าเป้า เพียงรูปเดียว ท่านก็ออกเดินธุดงค์ไปทางอําเภอพร้าว
บิณฑบาตบ้านสตรี
คราวหนึ่งหลวงปู่ขาวได้ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ ผ่านอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ดินแดนแห่งนี้มีทิวทัศน์ป่าเขาสวยงามเป็นธรรมชาติ มีต้นไม้นานาพันธุ์ ขึ้นทึบบ้าง โปร่งบ้าง สลับกันไป บรรยากาศเงียบสงัดยากที่จะหาผู้คนอยู่อาศัยในย่านนี้ได้ มีเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ๔ หลังคาเรือนเท่านั้น ขณะนั้นเวลาก็เย็นลงมากแล้ว พระอาทิตย์กําลังจะลับขอบฟ้า ฝูงวิหคนกกาที่ออกหากินต่างก็บินกลับรวงรังของมัน หลวงปู่ขาวจะธุดงค์ต่อไปข้างหน้า หนทางก็คงอีกแสนไกลที่จะพบหมู่บ้านอื่น ท่านจึงได้ปักกลดลงที่ชายป่าใกล้หมู่บ้านนั้น เพื่อพักผ่อนทํากิจวัตรของสงฆ์อันพึง กระทํา เช่น สวดมนต์ไหว้พระ บําเพ็ญภาวนา แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย
ครั้นรุ่งเช้า หลวงปู่ขาวตื่นทํากิจวัตรประจําวัน ออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ยังหมู่บ้านที่มีเพียง ๔ หลังคาเรือน เพื่อให้ได้ข้าวพอจะประทังชีวิตต่อไป หลวงปู่เดินบิณฑบาตโปรดสัตว์แผ่เมตตา ไปตามหมู่บ้านอย่างช้าๆ ผ่านไปแล้ว ๓ หลังคาเรือน ก็มาถึงบ้านหลังที่ ๔ อันเป็นบ้านของสาวโสด นางหนึ่ง หลวงปู่จึงได้ยืนสํารวมระวังเยี่ยงสมณเพศอยู่ที่หน้าบ้านหญิงสาวนางนั้น หญิงสาวนางนั้นก็หาได้สนใจไม่ เอาแต่ยืนส่องกระจกที่ฝาเรือน หวีผมแล้ว หวีผมอีก เป็นเวลาเกือบชั่วโมง เอาแต่สนใจความสวยความงามของตัวเอง ทํากิริยาเฉยเมย ปล่อยให้หลวงปู่ผู้ทรงศีลยืนจนขาแข็ง ส่วนนางนั้นก็คงจะเห็นพระยืนอยู่นาน เพราะกระจกส่องเห็นข้างหลังได้ อาจเป็นเพราะนางตื่นสาย นึ่งข้าวไม่ทันใส่บาตร ผลที่สุดนางคงจะอดรนทนไม่ไหว จึงได้ร้องออกมาว่า “ข้าวยังไม่ได้นึ่งเจ้า” หลวงปู่จึงพูดขึ้นว่า “มันน่าจะบอกกันสักคํา ไม่น่าทรมานปล่อยให้ยืนจนขาแข็งไปหมด” ตกลง วันนั้นหลวงปู่ก็ได้ข้าวไปเพียง ๓ ก้อน พอรองท้องไปวันหนึ่ง เมื่อฉันข้าวเสร็จหลวงปู่ก็ออกเดินธุดงค์ต่อไป
นี่คือชีวิตจริงตอนหนึ่งของบรมครูผู้ซี่งเป็นพระกรรมฐาน ผ่านอุปสรรคมานานัปการต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับกิเลสมารเยี่ยงสัตว์ผู้นี้ น่าสงสารหลวงปู่จริงๆ ธุดงค์ลําพังเพียงรูปเดียว จะหาผู้ใดปรนนิบัติวัฏฐากก็ไม่มี เรื่องนี้พอเป็นอุทาหรณ์ได้ว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงเป็นสิ่งที่ควรหลีกห่าง อีกทั้งเป็นเครื่องเตือนใจได้อีกด้วยว่า ถ้าใครหลงใหลในรสชาติอาหาร ก็ขอได้ระลึกถึงหลวงปู่บ้างก็แล้วกัน เพื่อที่จะได้เห็นธรรมสอนใจตนเองได้บ้าง
เทศน์โปรดชาวคริสต์ให้ตักบาตร
ในช่วงที่หลวงปู่ขาว อนาลโย เที่ยวธุดงค์อยู่ในเขตอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปบ้านมูเซอนั้น ท่านได้เทศน์โปรดชาวคริสต์ ทําให้ชาวคริสต์ทั้งหมู่บ้านยอมตักบาตรท่าน ดังนี้
“ในวันนั้นหลวงปู่ขาวเดินทางองค์เดียว เดินตลอดทั้งวัน จวนจะคํ่า ก็ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่นับถือศาสนาคริสต์ หลวงปู่ขาวจําเป็นต้องพักใกล้หมู่บ้านแห่งนั้น เพราะกลางคืน ไม่สะดวกที่จะเดินทางต่อไปได้ รุ่งเช้าท่านเดินเข้าไปบิณฑบาตโปรดสัตว์อันเป็นกิจวัตรปกติ ทั้งที่ รู้ว่าชาวคริสต์จะไม่ใส่บาตรพระสงฆ์ แต่ท่านก็จะลองดู ถึงไม่ได้ข้าวก็ไม่เป็นไร เหตุการณ์เป็นจริง ดังที่คาดไว้ หลวงปู่เดินไปจนตลอดหมู่บ้าน ก็ไม่มีใครใส่บาตรเลยแม้แต่คนเดียว ท่านทราบจาก ชาวบ้านว่า หัวหน้าหมู่บ้านได้สั่งห้ามลูกบ้านทุกคนไม่ให้ใส่บาตรพระสงฆ์
หลวงปู่ขาวท่านได้นึกถึงสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงทรมานพวกเดียรถีย์ชีไพร ทรมานกระทั่งยักษ์มารมาแล้ว เราเป็นศิษย์พระตถาคตจะกลัวอะไรกับเรื่องแค่นี้ ท่านจึงเดินตรงไปยังบ้าน หัวหน้าหมู่บ้าน แล้วหัวหน้าหมู่บ้านก็ออกมาบอกปฏิเสธกับท่านด้วยนํ้าเสียงและท่าทีไม่เป็นมิตรว่า “หมู่บ้านนี้เป็นชาวคริสต์ ไม่ทําบุญตักบาตร ท่านจงไปทางอื่นเสียเถิด”
หลวงปู่ขาวจึงพูดว่า “พวกท่านก็เป็นคนไทย สายเลือดไทย สัญชาติไทย เกิดในเมืองไทย เชื้อชาติไทยเช่นกัน คนไทยทุกคนเป็นญาติกัน เป็นพี่น้องกัน แม้จะอยู่คนละจังหวัด คนละที่ ก็ นับถือพระเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวกัน เมื่อญาติพี่น้องมาเยี่ยมเยือนถึงบ้านช่อง สมควรแล้วหรือ ที่จะไม่ต้อนรับ สมควรแล้วหรือที่จะรังเกียจคนไทยด้วยกัน ท่านก็อยู่เมืองไทย อาตมาก็อยู่ เมืองไทย จะไล่อาตมาหนีจากเมืองไทย เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง เราอยู่เมืองไทย เรารักคนไทย เมื่อยามบ้านเมืองคับขัน เราก็ต้องช่วยกัน เพื่อรักษาประเทศไทยให้ยืนยงคงอยู่ได้ ถ้าท่านเกลียดเราคนไทย ก็เท่ากับว่าท่านเกลียดเมืองไทย แล้วท่านจะไปอยู่เมืองไหน อาตมาอุตส่าห์มาจาก แดนไกล นับถือว่าพวกท่านเป็นญาติ อาตมาจึงกล้ามาถึงบ้านท่าน ถึงแม้พวกท่านจะไม่ให้อะไรแก่อาตมา อาตมาก็ไม่เสียใจ เพราะได้มาถึงบ้านญาติพี่น้องแล้ว”
คําพูดของหลวงปู่ขาว ทําให้หัวหน้าหมู่บ้านตกตะลึงถึงกับพูดไม่ออก เพราะคําพูดนั้น แทงถูกที่ใจ จึงได้ยกมือไหว้ขอโทษ หลวงปู่ได้พูดซํ้าต่อไปอีกว่า “ศาสนานั้นสอนให้คนใจกว้าง สอนคนให้เป็นคนดี ให้มีความรักสามัคคี สร้างประโยชน์ส่วนรวมให้ประเทศชาติ ศาสนาไม่เคยสอนให้ตัดญาติขาดมิตร ศาสนาสอนให้เราผูกมิตรกัน อย่าแตกแยกเพราะนับถือศาสนาต่างกัน แม้จะนับถือคนละศาสนาก็ตาม แต่คนไทยก็เป็นญาติพี่น้องไปมาหาสู่กัน และเมตตาช่วยเหลือกันจึงจะถูก”
หัวหน้าหมู่บ้านเข้าใจคําพูดของหลวงปู่ขาวแล้วพูดสารภาพยอมรับว่า “พวกเราถือผิดกันมาโดยตลอด เราสว่างแล้ว เราเข้าใจแล้ว” หลังจากนั้นก็ให้คนไปตามชาวบ้านให้มาใส่บาตร หลวงปู่ เมื่อรับบาตรแล้ว หลวงปู่จะให้พร พวกเขาบอกว่า “พวกเรารับพรไม่ได้ พวกเราทําบุญ ทําทาน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน พวกเราช่วยสงเคราะห์ท่าน เพราะท่านเป็นคนไทยเป็นญาติของพวกเราคนหนึ่ง” หลังจากหลวงปู่ฉันเสร็จแล้ว ท่านก็ออกเดินทางต่อไป เพราะไม่อยากอยู่ให้พวกชาวบ้านต้องตะขิดตะขวงใจ เพราะต่างศาสนากัน”
จากนั้นหลวงปู่ขาว ท่านออกเดินธุดงค์วิเวกไปบ้านมูเซอต่อไป พอถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่ขาว ท่านก็รับกิจนิมนต์มาร่วมงานฉลองพระเจดีย์ ณ ดอยจอมแจ้ง โดย หลวงปู่พระมหาทองสุก เล่าไว้ดังนี้
“อยู่มาเดือน ๓ ปีนั้น พระครูนพรัตน์บุราจารย์ ก็เลยพามาสร้างพระเจดีย์ เพราะมีเจดีย์ (พระธาตุ) เก่าอยู่ที่นั่น ท่านพาชาวบ้านช่วยกันก่อสร้างเพิ่มเติม กินเวลาก่อสร้างถึง ๔ เดือน สําเร็จ เอาเมื่อเดือน ๖ สําเร็จแล้วชาวบ้านก็พากันฉลองเป็นการใหญ่
เวลาฉลอง ท่านอาจารย์ขาว (หลวงปู่ขาว อนาลโย) ท่านมนู มาร่วมการฉลอง มีการ ทําบุญตักบาตร ผู้คนไม่ทราบว่ามาจากไหนมากมาย เพราะคนเมืองนี้ชอบและเลื่อมใสในการก่อพระเจดีย์จริงๆ มาถึงมาทําบุญ ไม่ต้องป่าวร้อง รู้แล้วมาเอง ท่านทุกองค์ต่างผลัดกันเทศน์โปรดญาติโยมได้ประโยชน์ดีทีเดียว”
พรรษา ๑๔ พ.ศ. ๒๔๘๑ จําพรรษาวัดป่าบ้านโป่ง ธรรมาวุธ
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ เมื่อช่วงใกล้เข้าพรรษา ขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร พักปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดป่าบ้านโป่ง ตําบลอินทขิล อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านมอบหมายให้ท่านพระอาจารย์อ่อนสี สุเมโธ ไปนิมนต์หลวงปู่ขาว อนาลโย กลับมารวมกันอยู่ที่วัดป่าแห่งนี้ หลวงปู่ขาวท่านจึงได้อําลาชาวศรัทธามูเซออันแสนจะน่าสงสารลงมาหาท่านพระอาจารย์มั่น
พอดีในคราวนั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรี-มหาธาตุ บางเขน กรุงเทพมหานคร ครั้งนั้นดํารงสมณศักดิ์เป็น พระญาณดิลก ได้อาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นไปจําพรรษาอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง ส่วนทางด้านหลวงปู่ขาว ก็ได้จําพรรษาที่ วัดป่าบ้านโป่ง นับเป็นพรรษาที่ ๑๔ ขณะมีอายุ ๕๐ ปี
วัดป่าบ้านโป่ง หรือ สํานักสงฆ์บ้านปง ตามชื่อเรียกในประวัติของครูบาอาจารย์แต่ละองค์ ที่เคยมาอยู่จําพรรษาทางภาคเหนือ เป็นวัดเดียวกัน วัดแห่งนี้เดิมขึ้นกับอําเภอแม่แตง ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็นอําเภอสันมหาพน และภายหลังเปลี่ยนกลับมาเป็นอําเภอแม่แตงอีกครั้ง ตามประวัติในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ชาวบ้านปงที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา อยากมีครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบมาเมตตาสงเคราะห์ จึงพากันไปกราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เพื่อมาอยู่โปรด ท่านพระอาจารย์มั่นรับนิมนต์และได้เดินสํารวจป่าแถบบริเวณนั้น ท่านพบสถานที่ แห่งหนึ่งมีสภาพเป็นผืนป่าวิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก เหมาะเป็นที่บําเพ็ญภาวนา ท่านจึงได้พักและจําพรรษาในปีนั้น พร้อมตั้งชื่ออันเป็นมงคลนามไว้ว่า วัดอรัญญวิเวก ต่อมามีครูบาอาจารย์ องค์สําคัญๆ หลายองค์เดินธุดงค์วิเวกมาปฏิบัติธรรมและได้อยู่จําพรรษา ทั้งได้สร้างเป็นวัดถาวร ขึ้นมา ได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ
ในพรรษานี้หลวงปู่ขาว ท่านเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด โดยองค์หลวงตาพระ-มหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“คราวท่านจําพรรษาที่วัดป่าบ้านโป่ง อ.สันมหาพน จ.เชียงใหม่ พรรษานั้นท่านเร่ง ความพากเพียรในท่าและอิริยาบถต่างๆ มากกว่าพรรษาก่อนๆ ซึ่งเคยเข้าใจว่ามีความเพียรดี แต่พรรษานี้มีพิเศษไปกว่าพรรษาที่แล้วๆ มา โดยมีอิริยาบถ ๓ ด้วยการประกอบความเพียรถ่ายเดียว คือ ยืน เดิน นั่ง ทําความเพียร ไม่ยอมนอน หากจะมีหลับบ้าง ก็ให้หลับในท่านั่งทําสมาธิภาวนา ขณะที่ธาตุขันธ์เพียบเต็มที่ตามสภาพของมัน ที่ทนทานต่อการไม่ยอมหลับเลยไปไม่ไหว ซึ่งเป็นเวลาที่สติอ่อนตัวลง แต่ไม่ยอมทอดธุระต่อการหลับนอน ดังที่เคยเป็นมาในอิริยาบถ ๔
ทั้งนี้เพราะเห็นผลประจักษ์ใจทั้งด้านสมาธิและด้านปัญญา ว่าใจมีความสงบแนบแน่น ปัญญามีความละเอียดแหลมคมและคล่องตัวกว่าความเพียรที่ดําเนินไปตามปกติธรรมดา จึงทําให้มีกําลังใจในการประคองความเพียรในท่าอิริยาบถ ๓ ตลอดพรรษา โดยไม่ยอมเอนกาย ล้มตัวลงหลับนอนเลย
ถ้าจะพูดตามภาษานักต่อสู้ เพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน ระหว่างกิเสสตัวเห็นแก่เสื่อแก่หมอน นอนทอดอาลัยตายอยากแบบคนสิ้นท่า ลําตัวยาวเหยียดเหมือนงู กับศรัทธาธรรม วิริยธรรม สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม แล้วก็ว่ากิเลสตัวดึงดูดพระลงเสื่อลงหมอน ต้องทนอดอาหาร (เนื้อพระอร่อยสําหรับกิเลส) ท้องแฟบไปสามเดือน พลธรรมทั้งห้าดังกล่าวแล้วได้โอกาสก้าวเดินตามวิถีทางของศาสดา มองเห็นชัยชนะจากการต่อสู้ด้วยความเพียรในท่าอิริยาบถ ๓ ไม่ห่างไกลจากตัวเลย ราวกับจะได้จะถึงธรรมอยู่ทุกอิริยาบถ พอให้เกิดกําลังใจในความเพียรอยู่ตลอดเวลา ร่างกายก็เบา ใจก็เบา ด้วยธรรมประเภทต่างๆ ความเพียรก็เบาในการเคลื่อนไหวเพื่อต่อยุทธกับกิเลส ไม่สะทกสะท้านต่อความทุกข์ความลําบากในการต่อสู้กับกิเลสที่เห็นว่าเป็นข้าศึกอย่างถึงใจ
ในคืนวันหนึ่งขณะนั่งสมาธิภาวนา จิตสงบลงอย่างละเอียดถึงฐานสมาธิ และพักอยู่เป็น เวลานานพอสมควรแล้ว ถอยออกมาอยู่ขั้นอุปจารสมาธิ จิตปรากฏนิมิตเป็นแผ่นดินไหวหมุนเป็นกงจักร จิตเพ่งพินิจเท่าไร นิมิตนั้นยิ่งหมุนเร็วราวกับฟ้าดินจะถล่มในขณะนั้น ในความรู้สึกปรากฏว่าตัวเหาะลอยไปตามแผ่นดิน โดยมิได้ก้าวเดินเลย ขณะที่กายในนิมิตเหาะลอยอยู่นั้น คล้ายกับเหาะลอยไปมาอยู่บนทางจงกรมที่เจ้าของเคยเดินในเวลาปกติ เหาะลอยไปมาอยู่หลายตลบจึงหยุด และปรากฏแสงสว่างขึ้นในขณะที่กายหยุดเหาะลอย แสงสว่างในนิมิตนั้น ปรากฏว่ามาจากบนท้องฟ้าส่องสว่างเข้าในดวงใจท่าน ทําให้มองเห็นอวัยวะส่วนต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างชัดเจนและเพลินในการพิจารณาดูร่างกายส่วนต่างๆ ด้วยอสุภกรรมฐานและไตรลักษณ์อยู่เป็นเวลานาน ใจมีความยิ้มแย้มแจ่มกระจ่างด้วยปัญญา ศรัทธา อุตสาหะอย่างแรงกล้า อุบายต่างๆ อันเป็น เครื่องถอดถอนกิเลสประเภทต่างๆ เกิดขึ้นโดยสมํ่าเสมอ
นับว่าในพรรษานั้น ใจมีกําลังมาก รู้เห็นได้อย่างเด่นชัด ไม่มีความอับเฉาเศร้าใจเข้ารบกวนดังที่เคยเป็นบ่อยในกาลที่แล้วๆ มา มีแต่ความมั่นคงทางสมาธิ และความแยบคาย และคล่องตัวทางสติปัญญา เป็นคู่มิตรแห่งความเพียรประจําใจ ในอิริยาบถต่างๆ ระหว่างจิตกับสติปัญญา อันเป็นลักษณะความเพียรอัตโนมัติ เริ่มปรากฏตัวอย่างเด่นชัดภายในจิต อิริยาบถทั้งสี่ เว้นแต่ ขณะหลับ จิตอยู่ในท่าแห่งความเพียรโดยสมํ่าเสมอ ไม่ถูกบังคับขู่เข็ญเหมือนแต่ก่อน ซึ่งจําต้องบังคับถูไถกันเป็นประจํา ไม่งั้นกิเลสนําขึ้นเขียงชนิดตามยื้อแย่งไม่ทันเลย เพราะระยะนั้นกิเลสคล่องตัวรวดเร็วแหลมคมกว่าธรรม มีสติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม เป็นต้น เป็นไหนๆ ใครจึง ไม่ควรอวดตัวว่าเก่งกล้าสามารถ ขนาดจิตที่อยู่เพียงสมาธิความสงบเท่านั้น แม้จิตสงบก็ยังตกอยู่ ในอํานาจเพลงกล่อมของกิเลส ให้ติดในสมาธิ ไม่สนใจออกพิจารณาทางด้านปัญญาอันเป็นอุบายถอดถอนมันออกจากใจจนได้
ต่อเมื่อปัญญาเคลื่อนย้ายออกทํางาน การรบการต่อสู้กับกิเลสประเภทต่างๆ และได้ชัยชนะไปโดยลําดับไม่อับจนอย่างง่ายดายนั่นแล จึงจะเริ่มรู้เพลงกล่อมของกิเลสชนิดต่างๆ ได้โดยลําดับ ว่า ไพเราะเพราะพริ้งอ้อยอิ่งน่าติดจมอยู่กับมันจริงๆ ดังนั้นสัตว์โลกจึงไม่เบื่อเพลงกล่อมชนิดต่างๆ ของกิเลสกัน แม้จะกล่อมซํ้าซากให้รัก ให้ชัง ให้เกลียด ให้โกรธ ให้โลภมาก ให้อยากหิวโหยและ เกิดความอิดโรยและทนทุกข์ทรมานมากน้อย กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้าน และกี่ล้านๆ ครั้ง ก็ไม่เคยเบื่อหน่ายอิ่มพอและเห็นโทษแห่งเพลงกล่อมของมันบ้างเลย จะมีบ้างราวกับฟ้าแลบก็ตอนได้รับความทุกข์ทรมานมาก จนตรอกซอกมุม จนหาทางออกไม่ได้จริงๆ นั่นแล จากนั้นก็ถูกกล่อมให้เคลิ้มหลับไปอีกไม่มีวันตื่น พอเห็นโทษของมันบ้างเลย
ความเพียรขั้นนี้เริ่มเป็นความเพียรรุก ความเพียรรบ ความเพียรตีตลบ หลายสันหลายคม เพื่อเข่นฆ่ากิเลสไปโดยลําดับ ไม่อับเฉาเมามัวมั่วสุมกับกิเลสว่าเป็นมิตรเป็นสหาย และมอบเป็นมอบตายกับมันเหมือนแต่ก่อนที่ธรรมาวุธ มีสติปัญญา เป็นต้น ยังไม่อาจหาญเกรียงไกร ระยะนี้ ธรรมาวุธทุกประเภททุกขนาดเริ่มเกรียงไกรฉายแสงแพรวพราวออกมาแล้ว สนุกขุดค้นหยิบยกขึ้นหํ้าหั่นกับกิเลสชนิดต่างๆ อย่างไม่อั้น ไม่ออมแรง ความมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์นับวันมีกําลังกล้าถึงขนาดเร่งความเพียรชนิดกล้าเป็นกล้าตาย ใครดีใครอยู่ ใครไม่ดีจงบรรลัย ไม่มีคําว่าเสียดายป่าช้าการเกิดตายซึ่งเป็นขวากหนามที่กิเลสปักเสียบไว้ ใจดวงที่กิเลสเคยเป็นเจ้าอํานาจครอบครองมานานแสนนานจะไม่ยอมปล่อยให้มันครอบครองอีกต่อไป ต้องเป็นวิสุทธิธรรมอันประเสริฐเลิศเลอเท่านั้นครอบครองใจ ที่จะยอมให้กิเลสวัฏจักรก็ครองใจ ธรรมก็ครองใจ แต่ถูกขับไล่ให้พ่ายแพ้แก่กิเลสอยู่รํ่าไป ดังที่เป็นมาแล้วนั้น จะไม่ยอมให้มีในใจดวงนี้ได้อีก อย่างไรต้องปราบวัฏจักรวัฏจิต ให้บรรลัยลงจากใจภพนี้และในไม่ช้านี้ ด้วยธรรมาวุธอันทันสมัยอย่างไม่สงสัย”
ไฟราคะตัณหาจากใต้ถุนกุฎี
เมื่อออกพรรษาแล้วหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ออกวิเวกไปในที่ต่างๆ ตามหุบเขาป่าทึบบ้าง ตามหมู่บ้านชาวยางบ้าง โดยมิได้อยู่ในที่เดียว เพื่อไม่เป็นการส่งเสริมกิเลสให้เจริญขึ้นได้ วันหนึ่งท่านได้เดินธุดงค์ไปพักอยู่ที่กุฏิหลังเล็กๆ ใกล้บริเวณบ้านของชาวนาแห่งหนึ่งในบริเวณเขตอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เกิดเหตุการณ์มีหญิงมาหลบฝนใต้กุฎีของท่านและคิดไม่ดีกับท่าน โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“พอออกพรรษาแล้วท่านก็ออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานไปตามอัธยาศัย ท่านเล่าว่าท่านไปพักอยู่หมู่บ้านป่าใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีกุฎีเล็กเพื่อบําเพ็ญภาวนาอยู่หลังหนึ่ง เพราะที่นั่นเคยเป็นที่พักบําเพ็ญของพระธุดงคกรรมฐานมาก่อน เห็นว่าสงัดดีและห่างจากหมู่บ้านพอประมาณ ท่านจึงเข้าพักบําเพ็ญที่นั่น วันหนึ่งตอนกลางวันฝนตกหนักไม่อาจลงเดินจงกรมได้ ท่านจึงปิดประตูหน้าต่างฝาแถบ (ฝาขัดแตะ) นั่งภาวนาอยู่ในกุฎีนั้น ซึ่งมีพื้นสูงพอประมาณ ขณะที่นั่งพิจารณาธรรม ทั้งหลายอยู่ ปรากฏเหมือนมีท่อไฟแทงขึ้นมาที่ก้นท่าน ร้อนแปลบๆ หยุดไปแล้วก็ร้อนขึ้นมาอีก ท่านจึงย้อนมาพิจารณาว่าคืออะไร พอย้อนจิตมากําหนดจดจ่อ เพื่อเอาเหตุเอาผลกับท่อไฟที่กําลังเผาก้นท่านอยู่นั้นก็ทราบว่า ไฟนี้เป็นไฟราคะตัณหาแสดงขึ้นมาจากใต้ถุนกุฎี มิได้แสดงขึ้นกับใจท่านเอง ท่านกําหนดพิจารณาทบทวนก็ทราบอยู่อย่างนั้นว่า เป็นไฟราคะตัณหาแสดงขึ้นมาจาก ใต้ถุนกุฎี สําหรับในจิตท่านไม่มีไม่ปรากฏว่าจิตเป็นราคะตัณหาแต่อย่างใด
ขณะที่ท่านกําลังชุลมุนวุ่นวายอยู่กับการพิจารณาไฟชนิดนั้น ก็ไม่คิดสะดุดใจว่าไฟนี้มาจากอะไรที่ไหน เป็นเพียงรําพึงอยู่ภายในใจว่า ไฟราคะนี้มันติดตามเรามาได้อย่างไร เพราะเรามิได้มีความกําหนัดยินดีกับหญิงชายใดๆ ใจก็เป็นปกติ ไม่เกิดราคะ การไปบิณฑบาตในหมู่บ้านก็ไปด้วยความสํารวมระวัง มีสติอยู่กับตัว ระวังสังเกตทุกแง่ทุกมุม บรรดาอารมณ์ที่เคยเป็นข้าศึกต่อจิตใจ ใจก็ไม่เห็นมีเรื่องราคะตัณหาเป็นอารมณ์แต่อย่างใด พอเรื่องไฟสงบไม่แสดงอีก ท่านก็ลืมตาขึ้น จะออกจากการภาวนาหลังจากฝนหยุดแล้ว ก็พอดีมองเห็นด้านหลังผู้หญิงคนหนึ่งกําลังเดินออกไปจากใต้ถุนกุฎี ทําให้ท่านนําเรื่องไฟที่เผาก้นท่านออกพาดพิงกับหญิงที่เพิ่งออกไปจากกุฎีท่าน
หญิงคนนี้คงคิดไม่ดีกับเรา เหตุการณ์จึงได้แสดงขึ้นทํานองนี้ ที่เราเองก็ไม่คาดไม่คิดว่า จะเป็นไปได้ ความจริงผู้หญิงคนนั้นอยู่ในวัยเบญจเพสยังไม่แก่อะไรเลย อาจจะเป็นสาวแก่หรือ แม่ม่ายมากกว่าหญิงที่มีสามี แกมาเที่ยวเก็บผักหักฟืนหาอยู่หากินก็ไม่อาจทราบได้ ในมือถือ ตะกร้าใบหนึ่ง ขณะที่แกมาถึงที่นั่นเกิดฝนตกหนักพอดี แกเลยรีบเข้ามาหลบฝนที่ใต้ถุนกุฎีหลวงปู่ จนฝนหยุดแล้วแกถึงได้ออกไปจากที่นั่น เวลาท่านมองออกไปตามช่องหน้าต่าง ซึ่งเป็นฝาขัดแตะห่างๆ จึงมองเห็นหญิงนั้นได้อย่างชัดเจน
ที่ท่านเล่าเรื่องนี้ให้พระเณรฟังตามโอกาสที่ควรนั้น ท่านมิได้เล่าด้วยการตําหนิติฉินนินทาหญิงนั้นแต่อย่างใด เป็นเพียงท่านยกหญิงนั้นขึ้นเป็นต้นเหตุให้ได้ทราบเรื่องกระแสภายในภายนอกของจิต ว่าเป็นสิ่งละเอียดมากเกินกว่าธรรมดาจะรู้จะเห็นได้ นอกจากการพิจารณาทางภาคปฏิบัติจิตภาวนา จึงสามารถทราบได้เป็นขั้นๆ ตอนๆ ไป ท่านว่า ตอนนั้นจิตท่านละเอียดมากสมควร สติปัญญาก็ดีและรวดเร็วต่อเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ชักช้าเหมือนขั้นเริ่มต้นฝึกหัด เช่น ขณะราคะภายในจิตตัวเองกระเพื่อมแย็บเท่านั้น สติก็ทัน แม้ปัญญาจะยังไม่สามารถตัดให้ขาดได้ในระยะนั้น แต่ต่อมาก็พ้นมือของสติปัญญาที่ฝึกซ้อมตัวอยู่ตลอดเวลาไปไม่ได้ ต้องขาดสะบั้นไปจากใจอย่างประจักษ์”
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าถึงหญิงคนนั้นว่า “อีตายวายนี่เด้ มันเพ่งไฟใส่กู !” ท่านเล่าแล้ว ก็หัวเราะร่าเริงอย่างคนไม่มีทุกข์ในใจ ส่วนความเพียรของหลวงปู่ขาวในขณะนั้น องค์หลวงตา-พระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านเล่าว่า ตอนนั้นความเพียรท่านรู้สึกว่ารีบเร่งเก่งกาจมาก แม้เวลาทําวัตรเช้าและเย็น ท่านก็ทําเพียงย่อๆ จิตใจรีบด่วนต่อความเพียรด้วยสติปัญญาอย่างมาก ส่วนการสวดมนต์ สูตรต่างๆ ดังที่เคยสวดมาแต่เก่าก่อน ท่านต้องงดทั้งสิ้น เร่งทางด้านสติปัญญาอย่างเดียว เพื่อให้หลุดพ้นอย่างรวดเร็วทันกาลเวลา กลัวจะตายไปเสียก่อนยังไม่ถึงจุดที่หมายอันพึงใจ ได้แก่ พระอรหัตธรรม”
ออกพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๑ ธุดงค์ไปกราบท่านพระอาจารย์มั่น
ในภาคปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ที่รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมมีความจําเป็นและสําคัญมาก เมื่อมีครูบาอาจารย์คอยโปรดเมตตาธรรมานุเคราะห์ ทั้งคอยพรํ่าสอน พร้อมแก้ไขปัญหาธรรม และชี้แนะอุบายธรรมถึงทางหลุดพ้น การปฏิบัติธรรมย่อมเจริญก้าวหน้ารวดเร็วกว่าการปฏิบัติค้นคว้าหาธรรมด้วยลําพังตนเองเป็นไหนๆ ดังนั้น ในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อพระศิษย์กราบลาครูบาอาจารย์ เพื่อแยกย้ายออกไปธุดงค์ หรือออกไปจําพรรษา ไปปฏิบัติธรรมกันเอง ในสถานที่ที่ไม่ห่างไกลจากครูบาอาจารย์มากนัก พอกลับจากการธุดงค์ หรือพอออกพรรษาแล้ว ต่างก็จะเดินธุดงค์กลับไปหาครูบาอาจารย์เสมอๆ เพราะยังจําเป็นต้องพึ่งพาครูบาอาจารย์นั่นเอง
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านย่อมทราบคุณค่าของการมีครูบาอาจารย์ และท่านก็ปรารถนา ที่จะหลุดพ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในการปฏิบัติธรรม ธรรมทุกขั้นเมื่อปฏิบัติไปแล้ว ย่อมติดและหลงได้ ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานทุกองค์ซึ่งบวชเพื่อความพ้นทุกข์ แม้มีอํานาจวาสนามากเพียงใด และตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์เพียงใดก็ตาม ล้วนเคยติดและเคยหลงมาด้วยกันทั้งนั้น หลวงปู่ขาวก็เช่นเดียวกัน แม้ในขณะนั้นความเพียรของท่านเป็นอัตโนมัติแล้วก็ตาม ท่านก็ยังจําเป็นต้องพึ่งพา ครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงคอยอบรมชี้แนะ ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจึงออกเดินธุดงค์ไปกราบเยี่ยมเยียนและฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่นเหมือนเช่นเคย ทั้งนี้เพื่อกราบเรียนผลการภาวนา พร้อมทั้งรับฟังเทศนาธรรม ตลอดขอรับคําชี้แนะในธรรมขั้นสูงต่อไป ซึ่งในขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นพร้อมด้วยเหล่าพระศิษย์พํานักอยู่ที่ สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย หรือ วัดร้างป่าแดง (ปัจจุบัน คือ วัดป่าอาจารย์มั่น) ตําบลเวียง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
ในปีนี้เองที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เปิดเผยธรรมธาตุต่อพระศิษย์อีกเป็นวาระที่สอง ลูกศิษย์อาวุโสที่อยู่ด้วย ณ ที่นั้น มี หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร และหลวงปู่คําอ้าย ฐิตธมฺโม (พระชาวเชียงใหม่) เป็นต้น
หลวงปู่คําอ้าย เล่าให้พระศิษย์ฟังว่า หลังจากที่ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์อบรมสั่งสอน พระศิษย์แล้ว ท่านปรารภว่า “ผมคงไม่มีงานที่จะทําอยู่กับพวกท่านหรอก ผมคงจะอยู่กับ พวกท่านไป ไม่มีงานทํา แต่ก็จะอยู่กับพวกท่านไป พวกท่านก็ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ แต่ พวกท่าน อย่าไปบอกพวกญาติโยมนะ อย่าไปบอกใคร”
นอกจากนี้หลวงปู่มั่นท่านยังได้ชมหลวงปู่พรหมซึ่งเพิ่งจะบรรลุธรรมอัศจรรย์ในปีที่ผ่านมา หลวงปู่ขาวเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่มั่นมาบอกว่า “หลวงปู่พรหมพ้นแล้วๆ” จนทําให้หลวงปู่ขาวเกิดมีกําลังใจขึ้นมา ท่านจึงเกิดความมุมานะ รีบเร่งขวนขวายทําความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ต่อไป
พรรษา ๑๕ พ.ศ. ๒๔๘๒ จําพรรษาดอยม่อนเวียง ป่วยไข้มาลาเรีย
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ช่วงก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้พักปฏิบัติธรรมกับ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย การปฏิบัติธรรมในระยะนี้ของท่าน เป็นความเพียรขั้นอัตโนมัติแล้วและเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นโดยถ่ายเดียว เมื่อท่านได้ฟังธรรมและได้รับคําชี้แนะแก้ไขจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ก็ยิ่งทําให้การปฏิบัติธรรมของท่านก้าวหน้ายิ่งขึ้น เมื่อจวนจะเข้าพรรษาแล้ว ท่านจึงกราบลาท่านพระอาจารย์มั่นออกเดินธุดงค์ไปจําพรรษาอยู่ที่ดอยม่อนเวียง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นพรรษาที่ ๑๕ ของท่าน ขณะมีอายุได้ ๕๑ ปี
ดอยม่อนเวียง ปัจจุบันเรียก ดอยแม่ปั๋ง เป็นที่ตั้งวัดดอยแม่ปั๋ง เคยเป็นที่พํานักปฏิบัติธรรมของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ บริเวณบนดอยมีลักษณะเป็นคันดิน คล้ายคูเมืองหรือเวียงเก่า คนรุ่นอายุเกิน ๗๐ ปีเล่าว่า สถานที่แห่งนี้เรียก “ม่อนเวียง” สันนิษฐานว่า เป็นเวียงเก่าของเจ้าผู้ครองเมืองพร้าวยุคใดยุคหนึ่ง หรืออาจเป็นที่ตั้งทัพ ปัจจุบันยังพอจะมองเห็นร่องรอยของคันดินได้บ้าง
กล่าวถึง พระศิษย์อาวุโสในรุ่นแรกๆ ที่ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาทางภาคเหนือ ถือได้ว่าเป็นยุคทองแห่งการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง เพราะมีความเจริญทางด้านจิตใจเป็นอันมาก ในกาลต่อมามีพระศิษย์บรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์ที่จังหวัดเชียงใหม่ถึง ๕ องค์ ได้แก่ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่พรหม และหลวงปู่สิม และที่ประเทศพม่า ๑ องค์ คือ หลวงปู่ชอบ แต่ในขณะเดียวกันพระศิษย์เหล่านั้น ก็ต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากทางด้านร่างกายอย่างแสนสาหัสเช่นเดียวกัน และมากกว่าพระศิษย์ในรุ่น ต่อๆ มา มิหนําซํ้าท่านยังต้องมาอาพาธล้มป่วยเป็นไข้ป่าหรือไข้มาลาเรียกันทุกองค์ เพราะสมัยนั้นป่าก็เป็นป่าดงดิบ ไข้ป่าจึงชุกชุมมาก หยูกยาก็ไม่มี ท่านจําเป็นต้องพึ่งธรรมโอสถในการรักษา ทุกครั้งไป บางองค์ท่านก็เป็นไข้ป่าถึงกับมรณภาพไปก็มี
หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะท่านป่วยเป็นไข้มาลาเรียหรือไข้ป่า ท่านย่อมมีอาการหนาวๆ ร้อนๆ ต้องทนทุกข์ทรมาน ด้วยท่านเป็นพระกรรมฐานที่เด็ดเดี่ยวองค์หนึ่ง แม้ธุดงค์ในที่ป่าเปลี่ยวซึ่งเป็นป่าดง มีไข้ป่าชุกชุม แม้ไม่มียารักษา ท่านก็ไม่หวาดหวั่น ยังออกธุดงค์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย พอเป็นไข้ป่า ท่านก็ใช้ธรรมโอสถรักษาทุกครั้งไป ในพรรษานี้หลวงปู่ขาวเป็นไข้มาลาเรียเกือบ ตลอดทั้งพรรษา แต่จิตใจของท่านไม่ได้เป็นไข้ตามไปด้วย ท่านใช้ธรรมโอสถระงับไข้ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“พรรษาต่อมานี้ ไข้ก็หนัก ความเพียรก็เอาการ ไม่มีใครย่อหย่อนอ่อนข้อต่อใคร การไข้ก็ไข้ได้ตลอดพรรษา การพิจารณาทุกขเวทนากับกายอันเป็นเรือนรังของทุกข์ก็ไม่ลดละท้อถอย ไข้หนัก ทุกข์มากเท่าไร ยิ่งราวกับไสเชื้อเพลิงป้อนสติปัญญาให้แสดงลวดลายอย่างเต็มฝีมือ ใจถือเอาทุกขเวทนาที่เกิดจากไข้และกายที่เกี่ยวโยงกันกับทุกข์ เป็นเวทีต่อสู้กับกิเลส ชนิดไม่มีการให้นํ้า ในบางกาล ถ้าสติปัญญาจะมัวให้นํ้าอยู่ ไข้ก็เอาตายและแพ้ราบคาบหญ้า ต้องต่อสู้กันแบบสดๆ ร้อนๆ ไข้และทุกข์ไม่ผ่อนคลาย ความเพียรจะผ่อนคลายไม่ได้ ไม่ทันกัน ปราบกันไม่อยู่ ต้องเอา ให้อยู่ในเงื้อมมือของความเพียร ขณะนั้นจะหลีกเลี่ยงไปไหนไม่ได้ ต้องสู้จนเห็นเหตุเห็นผลท่าเดียวจึงจะมีชัยและภาคภูมิใจในความสามารถของตัวเอง
ในพรรษานี้นับว่าหนักและหักโหมเอาการทั้งทางกายและทางจิต เพราะเป็นไข้มาลาเรียตลอดพรรษา ทุกข์ทางร่างกายจึงมาก ทางใจความเพียรก็หมุนตัวเป็นเกลียวไปตามไข้และทุกขเวทนา”
เร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์
ครั้นกาลต่อมาเมื่อออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๒ หลวงปู่ขาว ได้โอกาสดีจึงขึ้นไปเที่ยววิเวกทางบ้านพวกยางอีกครั้งหนึ่ง ไปพักบําเพ็ญภาวนาปรารภความเพียรอยู่ที่แม่สูนประมาณ ๑ เดือน เร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ขณะที่เริ่มทําความเพียรอย่างเต็มที่นั้น คือ ช่วงที่ท่านเพิ่งหายจาก ป่วยไข้ใหม่ๆ ซึ่งเป็นมาตลอดพรรษา ร่างกายแข็งแรงดีขึ้นตามลําดับ รู้สึกเจริญอาหาร ท่านจึงตั้งปัญหาถามตนเองว่า “ถ้าฉันอิ่มๆ แล้วจะไปทําอะไร” ใจหนึ่งตอบว่า “จะตั้งใจทําความเพียร” “จริงหรือ” อีกใจหนึ่งถาม ใจหนึ่งตอบอีกว่า “จริง” “เรายังไม่เชื่อตัวนะลิ้นมนุษย์ ใจมนุษย์ มันแสนจะหลายเหลี่ยมหลายคม แต่เราจะคอยดูว่ามันจะจริงหรือเท็จ” ..ถ้าเจ้าจะทําความเพียรจริงๆ แล้ว เราจะให้เจ้าฉันจนอิ่มหนําสําราญนั้นแหละ ใจหนึ่งตอบอีกว่า “ลองดูก็แล้วกัน ! เราจะเห็นกันในไม่ช้านี้”
ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ออกบิณฑบาตมาฉันให้เต็มอิ่ม แล้วขอให้ชาวศรัทธาช่วยทําทางจงกรม ให้ ๓ เส้น ๓ แห่ง
เส้นที่ ๑ บูชาคุณพระพุทธเจ้าจอมยอดบรมครูผู้สอนสั่ง
เส้นที่ ๒ บูชาคุณพระธรรมเจ้า อันเป็นพระโอวาทอันศักดิ์สิทธิ์ “นิยยานิกธรรม” นํา ผู้ประพฤติปฏิบัติว่าให้พ้นไปจากทุกข์
เส้นที่ ๓ บูชาคุณพระอริยสงฆ์ ผู้หมดแล้วซึ่งกิเลสอาสวะทั้งหลายทั้งปวง
เมื่อได้อธิษฐานไว้อย่างนี้แล้วก็ได้ตั้งสัจบารมีสําทับอีกที หวังจะให้แน่นหนามั่นคงเข้าอีก คือ ตอนเช้าฉันจังหันเสร็จ ทํากิจวัตรทั้งปวงเรียบร้อยแล้ว ต้องเดินจงกรมสํารวมจิตเส้นที่ ๑ บูชาคุณพระพุทธเจ้า จนถึงตะวันเที่ยง นั่งสมาธิ ๑ ชั่วโมง ตั้งแต่บ่าย ๒ โมงเป็นต้นไป เดินจงกรม เส้นที่ ๒ บูชาคุณพระธรรม จนถึงบ่าย ๔ โมง หยุดทํากิจวัตร มีการกวาดลานวัด และตักนํ้าใช้ นํ้าฉันและนํ้าสรง
เมื่อเสร็จกิจวัตรทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ไปเดินจงกรมเส้นที่ ๓ บูชาคุณพระอริยสงฆ์ จนถึง ๑ ทุ่ม ต่อจากนั้นก็สวดมนต์ไหว้พระ การสวดมนต์ไหว้พระของท่านนั้นเป็นการสวดมนต์แต่เพียงย่อๆ เท่านั้น เพราะจะเป็นการเปลืองเวลา ในการที่จะปรารภความเพียรอย่างยิ่งยวด เพราะท่านกล่าวว่า “เวลาของชีวิตของเรามันมีน้อย วันเดือนมันเคลื่อนคล้อยลอยไป ชีวิตเราก็ใกล้เข้า ขยับเข้า จ่อปากมัจจุราชทุกทีๆ เราจะชักช้าไม่ได้แล้ว” แล้วนั่งสมาธิต่อจนถึง ๖ ทุ่มจึงพักผ่อน ตื่นมาเวลา ๐๓.๐๐ น. ล้างหน้าล้างตาแล้วเดินจงกรมนั่งสมาธิต่อจนถึง ๘ โมงเช้า (๐๘.๐๐ น.) จึงไปบิณฑบาตโปรดเป็นกิจวัตรประจําวัน
การนั่งสมาธิภาวนาบําเพ็ญเพียร ท่านใช้บริกรรม “ทวัตติงสาการ” ตั้งแต่ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ จนถึงอาการ ๓๒ อนุโลม ปฏิโลม ถอยกลับไปกลับมา ไม่ให้เผลอสติ ถ้าเผลอ เมื่อไรต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งไป จนสติอยู่กับคําบริกรรมนั้น บริกรรมอยู่อย่างนั้นจนจิตสงบ ไม่ออกไปเที่ยวใดๆ อยู่กับบริกรรมตลอดเวลา หนักเข้าแม้จะไปบิณฑบาตตักนํ้า กวาดลานวัดก็ ไม่เผลอในกรรมฐานที่ได้ตั้งไว้ อาการ ๓๒ ชํานาญทั้งอนุโลม ปฏิโลม จิตก็สงบอย่างเต็มที่ ปรากฏอารมณ์กับจิตขาดออกจากกันไม่ข้องเกี่ยวแก่กัน ผู้รู้และความสว่างไสวอยู่ส่วนหนึ่ง อารมณ์ก็ปรากฏเป็นอีกส่วนหนึ่ง อารมณ์เป็นของเปลี่ยนแปลงเกิดๆ ดับๆ ไม่คงที่
เมื่อจิตได้หยั่งลงสู่ฐานของมันจริงๆ แล้ว มันก็หดตัวเข้าไปสู่ความไม่รับรู้อะไรทั้งหมด ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ติดอยู่ในแสงอันสว่างไสว หรือความสงบนั้น ปัญญาพุ่งขึ้นมาเหมือนนํ้าพุ มันทํางานของมันเองเหมือนเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์ด้วยเครื่องสัมภาระ มีนํ้ามัน ลม ไฟอย่างสมบูรณ์และบริบูรณ์ ต่อจากนั้นก็ค้นคิดเรื่องไตรลักษณ์ จนแจ้งประจักษ์ในใจ ไม่ข้องใจ ไม่สงสัยในเรื่องนั้นๆ นับว่าตั้งแต่เข้ามาในพุทธศาสนา จิตใจได้รับความสงบเยือกเย็น เป็นผลมาจากการปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงทําให้เกิดความสว่างไสวในจิตจนมองเห็นโลกได้อย่างแท้จริง
จากนั้นหลวงปู่ขาวท่านเดินธุดงค์กลับไปเสนาสนะป่าบ้านแม่กอย เพื่อกราบเยี่ยมและ ฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่น ในการปฏิบัติธรรมขั้นสูงนี้ ถึงแม้ใกล้จะหลุดพ้นแล้วก็ตาม ก็อาจจะติดและหลงได้เช่นกัน หากปฏิบัติค้นคว้าเองตามลําเพียงก็จะเสียเวลาเนิ่นนาน ฉะนั้น การได้อยู่ ใกล้ชิดพ่อแม่ครูอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงเช่นท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อให้ท่านคอยเมตตาชี้แนะ จะไม่ต้องเสียเวลานาน
ในขณะที่หลวงปู่ขาวพักที่เสนาสนะป่าบ้านแม่กอย ท่านจึงหาจังหวะและโอกาสเข้าไปพบท่านพระอาจารย์มั่นเพียงตามลําพัง เพื่อกราบเรียนปรึกษาสนทนาธรรมขั้นสูง องค์ท่านก็เมตตา สั่งสอนชี้แนะและให้อุบายธรรมกับท่าน ซึ่งในธรรมขั้นสูงนี้ ปรกติองค์ท่านจะแนะนําให้ไปภาวนา องค์เดียวโดยมิให้ผู้ใดติดตาม ซึ่งก่อนบรรลุธรรมหลวงปู่ขาวท่านมักจะธุดงค์ไปองค์เดียว เพราะจิตของท่านในขณะนั้นหมุนเป็นธรรมจักรออกทําลายกิเลสตลอดวันตลอดคืน ไม่มีมืดหรือแจ้ง เป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญ สมดังที่พระอานนท์แสดงพุทธภาษิตไว้ “พระมุนีผู้สงบเรียกบุคคลผู้มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งมีปกติอยู่อย่างนี้นั้นแลว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ”
ภาค ๘ บรรลุธรรมอัศจรรย์
ก่อนบรรลุธรรมท่านพบหลวงปู่พรหม
ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ หลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อท่านกราบลาท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปโหล่งขอด อําเภอพร้าว ระหว่างทางท่านได้พบกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เพื่อนสหธรรมิกอีกรูปหนึ่ง ขณะนั้นหลวงปู่พรหมได้บรรลุธรรมแล้ว ส่วนหลวงปู่ขาวใกล้จะบรรลุธรรม เป็นธรรมเนียมปรกติของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านธุดงค์จากกัน ไปนาน หากคราใดที่ท่านพบปะกัน ท่านมักไต่ถามสารทุกข์สุกดิบและพูดคุยสนทนาธรรมกัน ตามหลักของสัลเลขธรรม ทําให้ท่านทราบภูมิจิตภูมิธรรมของกันและกัน ดังนี้
“ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่พรหมจึงได้เดินทางกลับจากพม่า มาพบ กับหลวงปู่ขาวอีกที่บ้านป่าแต้ง ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ได้สนทนาธรรมกันพอสมควรแล้ว หลวงปู่พรหมก็ได้กล่าวถ้อยคําขึ้นด้วยความเบิกบานในขณะนั้นว่า “ปัญญาผู้ทําแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว จะไปทิศานุทิศใดๆ ไม่มีความหวาดกลัวอีกแล้ว”
ในขณะนั้น หลวงปู่พรหมได้ถามปริศนาปัญหากับหลวงปู่ขาวว่า “เมื่อครูจารย์มรณภาพแล้วจะไปอยู่ที่ไหน?” นี้เป็นปัญหาที่แก้ยากสําหรับปุถุชนทั่วไป หลวงปู่ขาวได้กล่าวตอบว่องไว ไม่ติดขัด และถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งสัจธรรมว่า “อยู่ที่ไหนก็ไม่อยู่ ไปข้างหน้า ข้างหลังก็ ไม่ไป ขึ้นบนไม่ขึ้น ลงล่างก็ไม่ลง ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันออกก็ไม่ไป” ดังนี้
เมื่อหลวงปู่ขาวกล่าวแก้ปัญหานี้จบลงแล้ว หลวงปู่พรหมก็กล่าวรับรองว่า “แน่ทีเดียว”
คําสนทนาของหลวงปู่ทั้งสององค์ดูจะเป็นที่เข้าใจยากสําหรับปุถุชน เพราะท่านสนทนากันแบบพระอริยเจ้า นัยแห่งภาษาย่อมมีความหมายแตกต่างไปจากปุถุชนพูดคุยตามธรรมดาทั่วไปหลังจากสนทนาธรรมกันแล้ว หลวงปู่พรหมก็กราบลาหลวงปู่ขาว แล้วธุดงค์กลับไปกราบเยี่ยมท่านพระอาจารย์มั่นที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย ส่วนหลวงปู่ขาวท่านก็ออกธุดงค์ไปทางโหล่งขอด อําเภอพร้าว เพื่อบําเพ็ญธรรมขั้นหลุดพ้นต่อไป”
สติปัญญาอัตโนมัติ
การบําเพ็ญสมณธรรมของหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่โหล่งขอด อําเภอพร้าว เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด หลวงปู่ขาว ท่านเล่าไว้ว่า “สําหรับปราชญ์ผู้จะนําจิตเข้าสู่ความสงบได้เร็วนั้น ก็ต้องอดนอนผ่อนอาหาร อยู่ในเนสัชชิกังคะ ท่านว่า ไปอยู่เชียงใหม่ ๑๔ ปีนั้น มีตั้งแต่อดนอนผ่อนอาหารตั้ง ๑๔ ปี สุดท้าย ๓ วัน ๓ คืนไม่นอนมีแต่นั่ง พิจารณาอาการ ๓๒ อนุโลม ปฏิโลม ถอยหน้าถอยหลังจนได้สําเร็จความมุ่งหวัง คือ อริยมรรค อริยผล เกิดขึ้นสุดท้ายในปีนั้น”
โดยในระยะนี้ สติธรรม ปัญญาธรรมของหลวงปู่ขาว จัดอยู่ในขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว ท่านใกล้ที่จะพ้นจากกิเลสกองทุกข์ในไม่ช้านี้ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“ท่าน (หลวงปู่ขาว) บอกว่า ท่านไปอาบนํ้า นั่นเห็นไหม สติปัญญาอัตโนมัติ ขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว เดินไปไหนเป็นธรรมทั้งหมดนะ ธรรมะจะกว้านเข้ามาเป็นธรรมๆ ทั้งหมด ถ้าเวลาจิตมันเป็นกิเลส กิเลสเต็มตัวแล้วไปไหนเป็นกิเลสทั้งนั้นเต็มตัวๆ ทีนี้เวลาจิตได้ก้าวออกสู่ธรรมแล้วก็แบบเดียวกัน ไม่ได้ผิดกันแม้เปอร์เซ็นต์เดียว เวลากิเลสมีกําลังกล้านี้ มันเป็นอัตโนมัติ หมุนของมันต่อสัตวโลกทั่วแดนโลกธาตุ ไม่มีต้นมีปลาย มันหมุนของมันอยู่อย่างนั้น คิดแย็บออกไปเป็นแล้ว เพราะกิเลสดันออกให้คิด คิดออกไปก็เป็นกิเลส เป็นดอกเป็นผลของกิเลสทั้งนั้นๆ เป็นปรกติของสัตวโลก เมื่อไม่มีอะไรแทรกขึ้นมาก็ไม่มีคู่แข่งล่ะซี เมื่อมีธรรมแทรกขึ้นมา ธรรมก็เป็นคู่แข่ง แข่งเข้าไปเรื่อยจนกลายเป็นธรรมอัตโนมัติเหมือนกัน…
มีคู่แข่งกันอย่างนั้นล่ะ เวลาธรรมเป็นอัตโนมัติ เป็นอย่างเดียวกันกับกิเลสเป็นอัตโนมัติ ก็เป็นในหัวใจของสัตว์ เพราะกิเลสอยู่ในหัวใจ แก้กันอยู่ในนี้ตลอดเวลา มันเกี่ยวโยงกับอะไรตามแก้ตามถอดตามถอนเข้ามาเรื่อยๆ นั่นเรียกว่า ธรรมทํางาน ไม่มีหยุด ธรรมทํางานนี้ยิ่งเร่งกว่ากิเลสทํางานอีกนะ คือ เรื่องกิเลสทํางาน เวลาหนัก มันก็หนักเหมือนกัน เอาจนนอนไม่หลับจนเป็นบ้า ไปเลยก็มี นี่ล่ะกิเลสทํางานหนัก จนเป็นบ้า นอนไม่หลับ กินไม่ได้ เวลามันเอาหนักนะ แต่เราไม่รู้ ว่าเป็นกิเลส มันหมุนของมันอยู่นั้น ของเก่าคิดแล้วคิดเล่า ไม่ถือว่าเป็นของเก่าเป็นเดนไปแล้ว ไม่เอา ใหม่เอี่ยมๆ กิเลสหมุนขึ้นมานี้ใหม่เอี่ยม ให้หลงตลอดเวลา เวลามันทําให้หลง เรื่องราว ผ่านมากี่ปีกี่เดือน พอระลึกได้นี้มันสดๆ ร้อนๆ นะ มันไม่ได้ว่าอันนี้คิดแล้วเป็นเดนไปแล้ว ปัดทิ้ง ไม่มี กิเลสเอามาอุ่นกินอยู่นั้นล่ะสดๆ ร้อนๆ เวลามันทํางานหนัก มันก็หนักแบบเดียวกันกับธรรม
แต่ธรรมนี้เวลาหนัก หนักจริงๆ หนักไม่ถอยหลังเลย กิเลสเวลามันหนัก มันก็มีเวลา ผ่อนเบา คนเป็นบ้า หายบ้าได้ คนนอนไม่หลับก็มีทางระงับดับลงได้อยู่ แต่ธรรมเมื่อเวลาได้ก้าว เข้าสู่นี้แล้วไม่มีถอย ก้าวเรื่อยๆ เร่งเรื่อยๆ จนกระทั่งกลางคํ่ากลางคืน กลางวันลืมหลับลืมนอน นอนกลางคืนไม่หลับ ธรรมมันหมุนของมัน เจ้าของนอนไม่หลับ ระงับจิตให้หลับ มันพุ่งๆ ของมัน มันเอากับกิเลสไม่ถอย กลางคืนไม่หลับ กลางวันยังไม่หลับอีก หมุนติ้วๆ นั่นล่ะเวลามันเร่ง มันเร่งเพราะอะไร มันเห็นโทษของวัฏจักรของกองทุกข์ที่เกิดจากกิเลสผลิตขึ้นมานี้ มันก็เห็นอย่างถึงใจ ทีนี้เห็นคุณค่าของธรรมก็เห็นอย่างถึงใจอย่างเดียวกันแล้ว มันจะถอยไม่ได้ ยิ่งเห็นคุณค่าของธรรมหนักเข้าๆ เท่าไร ยิ่งเห็นโทษของกิเลสหนักไปตามๆ กัน นี่ล่ะที่ว่า หมุนเป็นอัตโนมัติ ไม่มีเวลํ่าเวลาเลยเรา ต้องบังคับให้นอน บังคับไม่ให้ออก บังคับเข้าสู่สมาธิให้จิตสงบ ๑ บังคับให้หลับนอน ๑ ไม่งั้นไม่หลับ ธรรมะประเภทนี้ ถ้าลงได้ออกแล้วไม่ถอย เจ้าของจะเป็นจะตายไม่ได้คํานึง มีแต่ จะเอาให้กิเลสแหลกให้หลุดพ้นๆ อย่างเดียว นั่นล่ะ ท่านว่าความเพียรกล้า เป็นอย่างนั้นนะ”
ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะเข้าสู่พรรษา ๑๖ อายุย่าง ๕๒ ปี ท่านได้บําเพ็ญภาวนาตามลําพังเพียงองค์เดียวในกระท่อมหลังน้อยบริเวณกลางทุ่งนา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ สภาพบริเวณนั้นเป็นท้องนาล้อมรอบไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่ มีชาวป่าชาวเขาอยู่อาศัยไม่กี่หลังคาเรือน ทั้งสภาพท้องนาและต้นไม้ป่าเขาแลดู เป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เขียวชอุ่มไปหมด บรรยากาศก็วิเวกเงียบสงัด อากาศก็สดชื่นเย็นสบาย นับเป็นสถานที่สัปปายะอีกแห่งหนึ่งที่ท่านเคยบําเพ็ญเพียรมา
เมื่อพิจารณาสภาพธรรมชาติภายนอก ก็เอื้ออํานวยให้ท่านสะดวกสบายในการภาวนาเป็นอันมาก เมื่อพิจารณาสภาพร่างกายของท่านก็ยิ่งเอื้ออํานวย ท่านเพิ่งหายป่วยไข้ใหม่ๆ และ ขณะนั้นท่านจัดอยู่ในวัยกลางคน มีกําลังวังชาสมบูรณ์แข็งแรงมาก และเมื่อพิจารณาสภาพภายในจิตใจของท่าน ท่านก็พร้อมแล้วที่จะบรรลุธรรม เพราะสติปัญญาของท่านในขณะนั้นก็เป็นขั้นของ มหาสติมหาปัญญาอันเกรียงไกรพร้อมที่จะทําลายจอมกษัตริย์อวิชชาให้สิ้นซากจากใจ ด้วยปัจจัยอันถึงพร้อมเหล่านี้ เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาในขั้นแตกหักอย่างยิ่ง ในที่สุดท่านก็ประสบกับธรรมปีติอย่างใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต ท่านได้บรรลุธรรมอัศจรรย์เป็นพระอรหันตสาวกอีกองค์หนึ่ง โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้บันทึกเหตุการณ์หลวงปู่ขาวบรรลุธรรม ไว้ดังนี้
“พอออกพรรษา ไข้ก็ค่อยๆ หายไป องค์ท่านเองก็ออกเที่ยววิเวกเปลี่ยนสถานที่ไปตามอัธยาศัย ไม่เยื่อใยกับสิ่งใด นอกจากความเพียรอย่างเดียว ในระยะนั้นเป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าว
เย็นวันหนึ่งเมื่อปัดกวาดเสร็จ ท่านออกจากที่พักไปสรงนํ้า ได้เห็นข้าวในไร่ชาวเขากําลังสุก เหลืองอร่าม ทําให้เกิดปัญหาขึ้นมาในขณะนั้นว่า ข้าวมันงอกขึ้นมา เพราะมีอะไรเป็นเชื้อ พาให้เกิด ใจที่พาให้เกิดตายอยู่ไม่หมด ก็น่าจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้นถ้าไม่ถูกทําลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็อะไรเป็นเชื้อของใจเล่า ถ้าไม่ใช่กิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน คิดทบทวนไปมาโดยถืออวิชชาเป็นเป้าหมายแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ พิจารณาย้อนหน้าถอยหลัง อนุโลมปฏิโลมด้วยความสนใจอยากรู้ตัวจริงแห่ง อวิชชา นับแต่หัวคํ่าจนดึกไม่ลดละการพิจารณา ระหว่างอวิชชากับใจ จวนสว่างจึงตัดสินกันลงได้ด้วยปัญญา อวิชชาขาดกระเด็นออกจากใจไม่มีอะไรเหลือ
การพิจารณาข้าวก็มายุติกันที่ข้าวสุก หมดการงอกอีกต่อไป การพิจารณาจิตก็มายุติกันที่อวิชชาดับ กลายเป็นจิตสุกขึ้นมาเช่นเดียวกับข้าวสุก จิตหมดการก่อกําเนิดเกิดในภพต่างๆ อย่างประจักษ์ใจ สิ่งที่เหลือให้ชมอย่างสมใจ คือ ความบริสุทธิ์แห่งจิตล้วนๆ ในกระท่อม กลางเขา มีชาวป่าเป็นผู้อุปัฏฐากดูแล ขณะที่จิตผ่านดงหนาป่ากิเลสวัฏฏ์ไปได้แล้ว เกิดความอัศจรรย์อยู่คนเดียวตอนสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชาขึ้นสู่ ธรรมอัศจรรย์ ถึงวิมุตติหลุดพ้นในเวลาเดียวกันกับพระอาทิตย์อุทัย ช่างเป็นฤกษ์งามยามวิเศษเอาเสียจริงๆ”
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเทศน์การพิจารณาธรรมขั้นสุดท้ายของหลวงปู่ขาว ไว้ดังนี้
“ท่าน (หลวงปู่ขาว) เดินออกไป ท่านไปอาบนํ้า ท่านว่าอย่างนั้นนะ ไปเห็นข้าวเขา กําลังสุกเขียวก็มี กําลังพอทําข้าวเม่านี้ก็มี อ่อนอยู่ก็มี ท่านก็ดู นี่ล่ะธรรมะจะไต่ไปตามนั้น ข้าวมีหลายประเภท คนที่มีบารมีแก่กล้าแล้ว ก็เหมือนข้าวสุกไม่เป็นอื่น จะสุกโดยถ่ายเดียว ผู้ที่บารมีลดลงมาก็เป็นอย่างนี้ๆ ท่านไล่ลงไปนะ ข้าวประเภทลดกันลงมาก็บารมีอยู่ในขั้นนี้ๆ ท่านไล่ไป จนกระทั่งลงถึงรากถึงโคน ที่มันเป็นดอกเป็นผลไปแล้วก็เป็น ที่อยู่กับต้นมีแต่ใบเฉยๆ มันคอยจะตายอยู่กับต้นก็มีใช่ไหมล่ะ ในต้นข้าวต้นนั้นแหละ ที่เป็นดอกเป็นผลไปแล้วก็มี ที่รองกันลงมาก็มี ที่ฝังอยู่กับโคนของมันก็มีคอยแต่จะตาย ท่านพิจารณาไป จิตของเรามันเริ่มแรกมาตั้งแต่ต้นๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อได้รับการบํารุงเสมอก็เป็นอย่างนี้ๆ ท่านพิจารณา อาบนํ้าก็มีแต่อันนี้เป็นอารมณ์ ท่านว่าอย่างนั้นนะ อาบนํ้าเสร็จมันไม่เสร็จท่านว่า เข้าห้องไปที่นั่งภาวนาเลยเอาอันนี้เข้ามาเป็นสนามมวยเลยซัดกัน เลยผึงขึ้นในคืนวันนั้น อย่างนั้นแหละธรรมะอัตโนมัติ ท่านเล่าให้ฟัง”
ใจอิ่มธรรม
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“พอฤกษ์งามยามมหาอุดมมงคลผ่านไปแล้ว ก็ได้เวลาออกบิณฑบาต ท่านเริ่มออกจากที่ มหามงคล มองดูกระท่อมเล็กที่ให้ความสุข ความอัศจรรย์ และมองดูทิศทางต่างๆ ขณะนั้นปรากฏอะไรๆ ก็กลายเป็นมหาอุดมมงคลไปกับใจดวงอัศจรรย์โดยสิ้นเชิง ทั้งที่สิ่งทั้งหลายก็เป็นอยู่โดยธรรมดาของตนๆ นั่นแล ขณะไปบิณฑบาต ใจก็อิ่มธรรม มองเห็นชาวป่าชาวเขาที่เคยอุปัฏฐาก ดูแลท่านมา ราวกับเป็นชาวฟ้ามาจากบนสวรรค์กันทั้งสิ้น จิตระลึกถึงบุญถึงคุณที่เขาเคยมีแก่ตน อย่างเหลือล้นพ้นที่จะพรรณนาคุณให้จบสิ้นลงได้ เกิดความเมตตาสงสารชาวป่าแดนสวรรค์เป็นประมาณ อดที่จะแผ่เมตตาจิตอุทิศส่วนกุศลแก่เขามิได้ ตลอดสายทางที่ผ่านมาจนถึงบริเวณที่พักอันแสนสําราญ ขณะจัดอาหารทิพย์ของชาวเขาลงในบาตร ใจก็อิ่มธรรม ไม่คิดสัมผัสกับอาหารที่เคยดํารงและให้ความผาสุกแก่อัตภาพมาแต่อย่างใด แต่ก็ฉันไปตามธรรมเนียมที่ธาตุกับอาหารเคยอาศัยกันมา ท่านเล่าว่า “นับแต่วันเกิดมา ก็เพิ่งมาเห็นชีวิตธาตุขันธ์กับจิตใจปรองดองสดชื่น ต่อกัน เหลือจะพรรณนาให้ถูกต้องกับความจริงได้ในเช้าวันนั้นเอง เป็นความอัศจรรย์และ พิเศษผิดคาดผิดหมาย และกลายเป็นประวัติสําคัญของชีวิตอย่างประทับใจตลอดมา”
นับแต่ขณะโลกธาตุไหว ฟ้าดินถล่ม วัฏจักรภายในจิตจมหายไปแล้ว ธาตุขันธ์และจิตใจ ทุกส่วนต่างอันต่างเป็นอิสระไปตามธรรมชาติของตน ไม่ถูกจับจองกดถ่วงจากฝ่ายใด อินทรีย์ห้า อายตนะหก ทํางานตามหน้าที่ของตน จนกว่าธาตุขันธ์จะหาไม่ โดยไม่มีการทะเลาะวิวาท กระทบกระเทือนกันดังที่เคยเป็นมา (การทะเลาะ ท่านหมายถึง ความไม่ลงรอยระหว่างสิ่งภายในกับภายนอกสัมผัสกัน ทําให้เกิดความยินดียินร้ายกลายเป็นความสุขทุกข์ขึ้นมา และเกี่ยวโยงกันไปเหมือนลูกโซ่ไม่มีเวลาจบสิ้นลงได้)
คดีต่างๆ ภายในจิตที่มีมากและวุ่นวายยิ่งกว่าคดีใดๆ ในโลกได้ยุติลงอย่างราบคาบ นับแต่ขณะศาลสถิตยุติธรรมได้สร้างขึ้นภายในใจโดยสมบูรณ์แล้ว เรื่องก่อกวนลวนลามต่างๆ ไม่มีประมาณ ซึ่งเคยยึดจิตเป็นสนามเต้นรําและทะเลาะวิวาทบาดหมางไม่มีเวลาสงบลงได้ เพราะอวิชชาตัณหาเป็นหัวหน้าบงการบัญชางานให้โกลาหลวุ่นวายร้อยแปดพันประการนั้น ได้สงบลงอย่างราบรื่นชื่นใจ กลายเป็นโลกร้างว่างเปล่าภายในจิต ที่ผลิตวิชาธรรมอันบวรขึ้นเสวยเมือง จิตราชแทนอธรรม กิจนอกการภายในได้เป็นไปโดยธรรมความสมํ่าเสมอ ไม่มีอริข้าศึกศัตรูมาก่อกวนวุ่นวาย ตาเห็น หูได้ยิน จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจรับทราบอารมณ์ต่างๆ เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่อาจเอื้อมปีนเกลียวยุแหย่แปรรูปคดีให้ผิดเป็นถูก ผูกเป็นแก้ แย่เป็นดี ผีเป็นคน พระเป็นเปรต เปรตกลับเป็นคนดี ดังที่เจ้าอธรรมมีอํานาจบัญชางาน มาแต่เก่าก่อน นั่งอยู่สบาย แม้เป็นหรือตายก็มีความสุข นี่คือท่านผู้นิรทุกข์ นิรภัยแท้ ปราศจาก เครื่องร้อยรัดโดยประการทั้งปวง ซึ่งเป็นคําท่านอุทานในใจท่านเวลานั้น
หลวงปู่ขาวก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่น ซึ่งเปลื้องทุกข์สิ้นภัยออกจากใจได้ที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่านเล่าว่าสถานที่บําเพ็ญจนถึงความสิ้นทุกข์ภายในก็ดี กระท่อมกุฎีเล็กๆ พอหมกตัวทําความเพียรและพักผ่อนกายก็ดี สถานที่เดินจงกรมก็ดี สถานที่นั่งสมาธิภาวนา ในกลางวันและกลางคืนก็ดี หมู่บ้านเป็นที่โคจรบิณฑบาตพอยังอัตภาพให้เป็นไปในละแวกนั้นก็ดี รู้สึกเป็นที่ซาบซึ้งประทับใจ ผิดที่ทั้งหลายอย่างบอกไม่ถูก และฝังใจตลอดมาจนทุกวันนี้มิได้จืดจางรางเลือนไปเลย นับแต่ขณะที่วัฏจักรได้ถูกควํ่าลงจากใจ เพราะความเพียรสังหารแล้ว สถานที่นั้น ได้กลายเป็นที่บรมสุขในอิริยาบถทั้งหลายตลอดมา ราวได้เข้าเฝ้าพระศาสดาในสถานที่ตรัสรู้และ ที่ทรงบําเพ็ญเพียรในที่ต่างๆ โดยตลอดทั่วถึง ฉะนั้น
หายสงสัยในพระพุทธเจ้า แม้ทรงปรินิพพานไปนานตามกาลของสมมุติ ประหนึ่ง ประทับอยู่บนดวงใจเราทุกขณะ มิได้ทรงจากไปตามกาลแห่งปรินิพพานเลย
หายสงสัยในพระธรรมว่า มาก น้อย ลึก ตื้น หยาบ ละเอียด ที่ประทานไว้แก่ มวลสัตว์ ปรากฏว่าพระธรรมเหล่านั้นสถิตอยู่ในใจดวงเดียว และใจดวงเดียวบรรจุธรรมไว้อย่างพร้อมมูล ไม่มีอะไรบกพร่อง
หายสงสัยในพระสงฆ์สาวกองค์สุปฏิปันโน ผู้บริสุทธิ์
ทั้งสามรัตนะนี้ได้เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในใจ มีความเป็นอยู่ด้วยพุทธะ ธัมมะ และสังฆะองค์บริสุทธิ์รวมกันเป็นธรรมแท่งเดียว มีความสบายหายห่วง นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ไม่มีเครื่องกดถ่วงลวงใจ อยู่ในอิริยาบถใดก็เป็นตัวของตัวไปตามอิริยาบถนั้นๆ ไม่มีสิ่งกดขี่หรือแอบแทรก ขอแบ่งกินแบ่งใช้เหมือนแต่ก่อนที่อยู่กับนักขอทานโดยไม่รู้สึกตัว เดี๋ยวขอนั้น เดี๋ยวขอนี้อยู่ทุกอิริยาบถ
คําว่า “ขอนั่นขอนี่” นั้น ท่านหมายถึง กิเลสตัวบกพร่องขาดแคลนไม่มีเวลาอิ่มพอ ประจํานิสัยของมัน เมื่อมีอํานาจตั้งบ้านเรือนบนหัวใจคนและสัตว์แล้ว จึงต้องทําการบังคับหรือขออยู่ ไม่ถอย ซึ่งเป็นงานประจํานิสัยของมัน โดยขอให้คิดอย่างนั้น ขอให้พูดอย่างนี้ ขอให้ทําอย่างโน้น ตามอํานาจของมันอยู่ไม่หยุด ถ้าไม่มีธรรมไว้ปิดกั้นความรั่วไหลจากการบังคับและการขอเอาอย่างดื้อด้านของเหล่ากิเลส จึงมักแบ่งหรือเสียให้มันเอาไปกินจนหมดตัว ไม่มีความดีติดตัวพอเป็น เครื่องสืบภพต่อชาติเป็นคนดีมีศีลธรรมต่อไปได้ เกิดภพใดชาติใดก็ล้วนแต่เกิดผิดที่ผิดฐาน ไม่มีความสําราญบานใจได้บ้าง พอควรแก่ภพกําเนิดที่อุตส่าห์เกิดกับเขาทั้งชาติ
ที่ท่านเรียกว่า “ขาดทั้งทุน สูญทั้งดอก” นั้นก็คือ ผู้ประมาทนอนใจแบ่งให้แต่กิเลสเป็น เจ้าบ้านครองจิตใจ ไม่มีการป้องกันฝ่าฝืนมันบ้างเลย มันจึงบังคับเอาแบ่งเอาจนไม่มีอะไรเหลือ ติดตัวดังกล่าวแล้ว ท่านผู้หมดหนี้สินความพะรุงพะรังทางใจแล้ว จึงอยู่เป็นสุขทุกๆ อิริยาบถ ในขันธ์ที่กําลังครองตัวอยู่ เมื่อถึงเวลาแล้วก็ปล่อยวางภาระในขันธ์ เหลือแต่ความบริสุทธิ์พุทโธเป็นสมบัติทั้งดวงนั่นแล คือความสิ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงตลอดกาล ซึ่งเป็นความสิ้นอย่างอัศจรรย์และเป็นกาลอันมีคุณค่ามหาศาล ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนในไตรภพ ผิดกับความเป็นของสมมุติทั้งหลายที่ต่างปรารถนาความเกิดเป็นส่วนมากและออกหน้าออกตา มิได้สนใจในทุกข์ที่จะติดตามมาพร้อมกับความเกิดนั้นๆ บ้างเลย
ความจริงการเกิดกับความทุกข์นั้นแยกกันไม่ออก แม้ไม่มากก็จําต้องมีจนได้ นักปราชญ์ท่านจึงกลัวความเกิดมากกว่าความตาย ผิดกับพวกเราที่กลัวความตายซึ่งเป็นผล มากกว่ากลัวความเกิดที่เป็นต้นเหตุ อันเป็นความกลัวที่ฝืนคติธรรมดาอยู่มาก ทั้งนี้เพราะไม่สนใจติดตามร่องรอยแห่งความจริง จึงฝืนและเป็นทุกข์กันอยู่ตลอดมา
ถ้าปราชญ์ท่านมีกิเลสประเภทพาคนให้หัวเราะเยาะกันแล้ว ท่านคงอดไม่ได้ อาจปล่อย ออกมาอย่างเต็มที่ สมใจท่านที่ได้เห็นคนแทบทั่วโลกตั้งหน้าตั้งตาฝืนความจริงกันอย่างไม่มองหน้ามองหลัง เพื่อหาหลักฐานความจริงกันบ้างเลย แต่ท่านเป็นปราชญ์สมชื่อสมนามจึงมิได้ทําแบบโลกๆ ที่ทํากัน นอกจากท่านเมตตาสงสารและช่วยอนุเคราะห์สั่งสอน ส่วนที่สุดวิสัยก็ปล่อยไปด้วยความหมดหวังจะช่วยได้
หลวงปู่ขาวเป็นผู้ผ่านพ้นภัยพิบัติสารพัดที่เคยมีในสงสาร บัดนี้ท่านถึงสอุปาทิเสสนิพพานในสถานที่มีนามว่า “โหล่งขอด” แห่งอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในราวพรรษาที่ ๑๖ หรือ ๑๗ ผู้เขียนจําไม่ถนัด จําได้แต่เป็นฤดูเริ่มเก็บเกี่ยวตอนออกพรรษาแล้วใหม่ๆ ท่านเล่าให้ฟังอย่างถึงใจในเวลาสนทนาธรรมกัน ซึ่งเริ่มแต่ ๒ ทุ่ม ถึง ๖ ทุ่มเศษ ไม่มีใครมาเกี่ยวข้องรบกวนให้เสียเวลา ในขณะนั้น การสนทนาธรรมจึงเป็นไปด้วยความราบรื่นทั้งสองฝ่าย จนถึงจุดสุดท้ายแห่งธรรม ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติ โดยเริ่มสนทนาแต่ต้นจากแม่ ก. ไก่ ก. กา สระอะ สระอา คือ การฝึกหัดขั้นเริ่มแรกที่คละเคล้าไปด้วยทั้งความล้มลุกคลุกคลาน ทั้งความล้มความเหลว ทั้งความดีความเลวสับปนกันไป ทั้งความดีใจเสียใจ อันเป็นผลมาจากความเป็นลุ่มๆ ดอนๆ ของการปฏิบัติ ที่เพิ่งฝึกหัดในเบื้องต้น จนถึงสุดท้ายปลายแดนแห่งจิตแห่งธรรมของแต่ละฝ่าย
ผลแห่งการสนทนาจากท่านเป็นที่พอใจอย่างยิ่ง เมื่อได้โอกาสจึงได้อาราธนานําลงในปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านอาจารย์มั่น เพื่อท่านผู้อ่านที่สนใจใคร่ธรรมจะได้นํามาพิจารณาไตร่ตรองและคัดเลือกเอาเท่าที่ควรแก่จริตนิสัยของตนๆ ผลอันพึงหวังจากการเลือกเฟ้นคงเป็นความราบรื่นดีงามตามความพยายามของแต่ละท่าน เพราะหลวงปู่ขาวท่านเป็นพระที่พร้อมจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่โลกผู้เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ไม่มีความบกพร่อง ทั้งมารยาท การแสดงออกทางอาการ ทั้งความรู้ทางภายในที่ฝังเพชรนํ้าหนึ่งไว้อย่างลึกลับ ยากจะค้นพบได้อย่างง่ายดาย ถ้าไม่รอดตายก็ไม่อาจรู้ได้ เฉพาะองค์ท่าน ผู้เขียนลอบขโมยถวายนามท่านว่า “เพชรนํ้าหนึ่ง” ในวงกรรมฐานสายท่านอาจารย์มั่นมาเกือบ ๓๐ ปีแล้ว โดยไม่กระดากอายคน จะหาว่าบ้าเลย เพราะเกิดจากศรัทธาของตัวเอง”
เห็นบุญเห็นคุณสถานที่
บรรดาครูบาอาจารย์ที่ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์ จิตของท่านเป็นมหากตัญญู มหากตเวที นอกจากท่านเห็นบุญเห็นคุณของชาวป่าชาวเขาที่อุปัฏฐากท่านมา ท่านยังเห็นบุญเห็นคุณของสถานที่ที่ท่านบรรลุธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย ก็เช่นเดียวกัน นับแต่ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านบรรลุธรรมเป็นองค์แรกที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่านเห็นคุณค่าทางภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่จึงถือว่าเป็นจังหวัดมหามงคล เป็นดินแดนเพชรนํ้าหนึ่ง โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“เชียงใหม่รู้สึกว่าเด่นมาก นับแต่หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ เท่าที่เรานับได้ ๕ องค์ เอ ! หลวงปู่สิม ก็ดูว่าจะอยู่ที่นั่นล่ะมัง หลวงปู่สิมนี้องค์หนึ่ง รวม ๖ องค์เท่าที่จําได้นะ มีแต่เพชรนํ้าหนึ่งผุดขึ้นที่เชียงใหม่ สถานที่เช่นนั้นล่ะ เป็นสถานที่เพาะท่านผู้เลิศเลอ ในป่าในเขาๆ ท่านอยู่ในป่าในเขาทั้งนั้นแหละ …
ครูบาอาจารย์องค์ไหนที่ปรากฏชื่อลือนาม มักจะออกมาจากป่าจากเขา อยากจะว่า ทั้งนั้นนะ อย่างที่ว่าเชียงใหม่ก็ในป่าในเขาทั้งนั้นท่านสําเร็จออกมา คืออยู่ในป่าในเขาทัศนียภาพต่างๆ เป็นคุณหมดเลย ต้นไม้ใบหญ้ามองไปที่ไหนเป็นธรรมสอนตนตลอดเวลา”
หลวงปู่ขาว เมื่อท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์เป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านย่อมระลึกนึกถึงคุณพระรัตนตรัยและพระคุณอันไม่มีประมาณของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจึงเดินธุดงค์กลับสํานัก-สงฆ์บ้านแม่กอยเพื่อกราบเยี่ยมท่านพระอาจารย์มั่น ในขณะที่ท่านจะจากโหล่งขอด ท่านเห็นบุญเห็นคุณของกระท่อมหลังนั้น โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“ท่าน (หลวงปู่ขาว) ไปผ่านที่โหล่งขอดนั้น ทีนี้ท่านก็มาพูดถึงเรื่อง “เอ๊อ ! มันสําคัญนะ ท่านมหา (องค์หลวงตาพระมหาบัว) เวลาผมจะออกจากโหล่งขอดนั้นไป มีความจําเป็นที่จะได้จากสถานที่นั่นไป มันเป็นอะไรพูดไม่ถูก” ท่านว่า แต่เราเข้าใจทันที ท่านว่า “มันพูดอะไรก็พูด ไม่ถูกนะ ถ้าว่าห่วงว่าใยหรือ มันก็ไม่ใช่ ว่าอะไรๆ มันก็ไม่ใช่ ไปแล้วมันเห็นบุญเห็นคุณสถานที่นั่น เป็นสถานที่มีบุญมีคุณอย่างล้นพ้น เวลาจะไปนี้มันเป็นอาลัยอาวรณ์อยู่ลึกๆ” ท่านว่า
อย่างที่ว่าต้นโพธิ์ๆ เป็นคู่เคียงของศาสดาองค์เอกเรา ใครไม่กล้าแตะต้อง มีแต่กราบไหว้บูชา นั่นเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ต้นโพธิ์นี้จึงเป็นคู่เคียงของพุทธศาสนาเรื่อยมาอย่างนี้เอง และบรรดาท่านผู้ที่บรรลุธรรมในสถานที่ใดๆ อันนั้นจะฝังลึกในใจของท่านอย่างลึกลับนะ ถ้าท่านไม่พูด ไม่มีใครรู้ ท่านก็ไม่อยากพูด นี้ถึงกาลเวลาเข้าไปสัมผัสก็เลยพูดเสียบ้างว่า แต่ก่อนมานี่ปั๊บขึ้นหลังวัดดอยธรรมเจดีย์เลย ไปดูสถานที่ บุญคุณนะนั่น ฝังลึกๆ อยู่ในนั้น เหมือนต้นโพธิ์เป็นบุญ เป็นคุณต่อพระพุทธเจ้านั่นแหละ ที่ว่าทรงประทับอยู่แห่งละเจ็ดวันๆ นั้นเกี่ยวกับเรื่องต้นโพธิ์ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะฉะนั้นต้นโพธิ์จึงเป็นต้นไม้ที่สําคัญประจําสถานที่ ท่านเป็นที่ไหน นั่นล่ะ สถานที่นั่นเป็นสําคัญ พอถึงที่นั่นแล้ว มันกระจ่างขึ้นที่นั่นเลยไม่มีวันลบ ตายไปด้วยกันเลย ฝังลึกมากนะบุญคุณอันนี้ อย่างต้นโพธิ์ กระทั่งทุกวันนี้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มหาคุณอยู่ตรงนั้น อยู่ต้นโพธิ์ต้นนั้น ท่านระลึกถึงบุญถึงคุณ ไปที่ไหนก็เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ขาว ท่านไปเป็นในสถานที่ใด นี่ล่ะสําคัญนะ ท่านเล่าให้ฟัง มันไปเป็นอยู่ที่กระต๊อบนั่นล่ะ ทีนี้เวลาจําเป็นที่จะได้จากไป ท่านเล่าให้ฟังนะ ท่านเป็นห่วงเป็นใยอะไร ท่านสิ้นทุกอย่างแล้วห่วงอะไร บุญคุณ เวลาจากไปแล้ว เดินไปแล้วยังหันหน้ากลับคืนไปอีก เดินไปๆ สองสามก้าวหันหน้าคืนไปอีก ไปดูกระต๊อบ นั่นล่ะกระต๊อบมหาคุณของท่าน นั่นเห็นไหมล่ะ บุญคุณฝังลึกๆ อย่างต้นโพธิ์ก็แบบเดียวกัน”
หลวงปู่ขาว เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านดําเนินตามปฏิปทาของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นในข้อ “รักสงวนธรรม” โดยหลวงปู่ขาวเมตตาตอบเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นมาดั้งเดิมนั้น ท่านเป็นธรรม ไม่มีโลกเข้าแฝงเลย ไม่พูดพล่ามเรื่องอะไรๆ เกี่ยวกับอรรถกับธรรมอย่างง่ายดาย ท่านพูดเฉพาะพวกเดียวกันที่มีความรู้ทางจิตภาวนาคล้ายคลึงกันและไว้ใจกัน ท่านจะพูดเรื่องธรรมปฏิบัติล้วนๆ ต่อกัน ใครรู้เห็นอย่างไรจากการปฏิบัติจิตภาวนา ท่านคุยธรรมปฏิบัติกันอย่างเอาจริงเอาจัง ฟังแล้วเพลินไม่อยากให้จบลงอย่างง่ายๆ เรื่องที่ท่านจะพูดธรรมภายในใจ เช่น สมถ – วิปัสสนา สมาธิ สมาบัติ มรรคผลนิพพาน ที่ตนรู้ตนเห็นให้ใครๆ ฟังแบบพล่ามๆ นั้น อย่าฝันลมฝันแล้งว่าจะได้ยินจากท่านง่ายๆ ก็ท่าน ไม่พูดนี่ ท่านทําตัวราวกับพระเซ่อบัดซบนั่นแล ถ้ายังไม่สนิทกัน
สมมุติมีใครไปตีสนิทในขณะที่ไปพบเห็นท่านครั้งแรก ปากบอนอวดรู้ตู้พระไตรปิฎกเต็มพุง พูดคุยอวดท่านเรื่องสมาธิ สมาบัติ มรรคผลนิพพาน ทิพยโสต ทิพยจักษุ ตลอดอภิญญาพิสดาร ต่างๆ ท่านจะปิดปากอย่างสนิทเลย แต่จะคอยฟังแง่หนักเบาแห่งธรรมจากผู้มาคุยด้วยทุกๆ ระยะ ไม่คลาดเคลื่อนเลื่อนลอยจนจบ หากเป็นธรรมเกิดจากภาคปฏิบัติจริงๆ และเจตนาเป็นธรรมของ ผู้มาคุยด้วย ท่านจะช่วยแนะให้ตามลําดับแห่งจุดที่ผู้นั้นยังบกพร่องโดยที่ตนไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่จะ ถามท่านสุ่มสี่สุ่มห้านั้น ท่านไม่เล่นด้วย และหาทางออกตัวโดยอุบายต่างๆ เช่น ผมหรืออาตมาไม่รู้ ไม่เข้าใจ เป็นต้น และปิดปากเงียบ
นี่คือ นิสัยของพระธุดงคกรรมฐานที่ท่านเป็นธรรมและรักสงวนธรรม โดยมากท่านปฏิบัติกันอย่างนี้ แม้จะรู้เห็นธรรมมากน้อยลึกตื้นหยาบละเอียดเพียงไร ท่านจะพูดคุยในวงและคณะของท่านโดยเฉพาะ ท่านไม่ประกาศโฆษณาตนและธรรมแบบโลกๆ เพราะท่านทราบว่าโลกกับธรรมนั้นต่างกัน แม้จะอยู่ด้วยกัน ท่านจึงรักสงวนธรรม”
การตรวจสอบคุณธรรม
ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านมากราบเยี่ยมท่านพระอาจารย์มั่น ที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย อาจารย์และศิษย์ย่อมสนทนาธรรมกัน เพราะปรกติท่านพระอาจารย์มั่นเมื่อพระศิษย์เข้ากราบเยี่ยมในสํานัก ท่านจะตั้งคําถามเกี่ยวกับการภาวนาล้วนๆ เช่น “เป็นยังไง ไปพักที่ไหนมา ได้กําลังทางจิตใจอย่างไร?” “เป็นยังไงจิตใจ ภาวนาอะไร?” “การภาวนา ไปถึงไหนบ้าง?” เป็นต้น ท่านมักจะถามพระศิษย์ทุกองค์ทุกครั้งไปที่เพิ่งกลับจากการธุดงค์เที่ยววิเวกตามป่าตามเขา อันเป็นการแสดงออกถึงท่านมุ่งสนใจงานภายในเป็นสําคัญ ซึ่งเป็นการดําเนินตามอริยปฏิปทาแห่งองค์พระบรมศาสดาที่พระองค์ตรัสถามพระสาวก และการสนทนาพูดคุยกัน ท่านก็ยึดตามหลักสัลเลขธรรมที่องค์พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้ อีกทั้งท่านเองก็ไม่ชอบและ ไม่ส่งเสริมการก่อการสร้าง อันถือเป็นงานภายนอกและถือเป็นข้าศึกต่อการบําเพ็ญภาวนา
หลวงปู่ขาว เมื่อท่านได้โอกาสก็ขอเข้ากราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่นที่กุฏิ ถึงเรื่องการบรรลุธรรมอัศจรรย์ เสวยวิมุตติธรรมที่โหล่งขอด อําเภอพร้าว ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อปฏิบัติแล้วได้ผลอย่างไรก็เข้ากราบเรียน เพื่อขอคําปรึกษาและให้ท่านตรวจสอบธรรม ท่านก็เมตตาโปรดธรรมานุเคราะห์ทุกครั้งไป
กล่าวถึง ภาคปฏิบัติ ด้วยอริยสัจมีหนึ่งเดียว เป็น ปจฺจตฺตํ เป็น สนฺทิฏฺฐิโก เหมือนกัน และผลของวิมุตติธรรมก็ต้องเหมือนกัน ฉะนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์ ไปก่อนหน้าแล้ว ท่านย่อมตรวจสอบคุณธรรมของหลวงปู่ขาวได้ ท่านตรวจสอบจนมั่นใจแล้วว่า พระศิษย์องค์นี้ได้บรรลุธรรมอัศจรรย์ จะเป็นศาสนทายาทอีกองค์หนึ่งที่สืบทอดรักษาวงกรรมฐาน ในยามที่ท่านละขันธ์เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้ว โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“ผู้รู้กับผู้รู้เขาคุยกันได้ ผู้รู้กับผู้รู้เขาตรวจสอบกันได้ ถ้าผู้รู้เขาตรวจสอบกันได้ เพราะต้องมีเหตุมีผล มันต้องมีที่มาที่ไป มันไม่ลอยมาจากฟ้าหรอก มันไม่มีใครจับยัดให้หรอก…
ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ แล้วจิตนี้กลั่นออกมา เพราะมันเป็นความจริงของมัน มันเกิดวิปัสสนา ปัญญาการรู้แจ้งในหัวใจนี้ใช่ไหม เข้ามาที่นี่ไง ถ้าเข้ามาที่นี่ ความจริงมันเกิดที่นี่ แล้วเวลาเกิดที่นี่ แล้วบอกว่าอริยสัจมันเป็นนามธรรมๆ นามธรรม ครูบา- อาจารย์ท่านรู้จริงหมดล่ะ สามารถตรวจสอบกันได้ ถ้าตรวจสอบไม่ได้ หลวงปู่มั่นท่าน ไม่ตรวจสอบลูกศิษย์ของท่าน ในลูกศิษย์ของสายกรรมฐาน เวลาครูบาอาจารย์ท่านธมฺมสากจฺฉา ท่านได้ตรวจสอบกันมาแล้ว มันถึงเป็นความหนักแน่น เป็นความอบอุ่น เป็นความมั่นคงใน พระพุทธศาสนา ในวงกรรมฐานไง”
การสนทนาธรรมกันระหว่างท่านพระอาจารย์มั่น กับ หลวงปู่ขาว ตามประสาอาจารย์กับศิษย์รักในครั้งนี้ เป็นที่เพลิดเพลินรื่นเริงบันเทิงในธรรมยิ่ง ถือเป็นเหตุการณ์สําคัญที่ทรงคุณค่ามหาศาลและเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง นับเป็นมหาอุดมมงคลที่ได้บังเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาและในสังคมอีกครั้งหนึ่ง และในกาลต่อมาท่านพระอาจารย์มั่นมักกล่าวชมหลวงปู่ขาวให้พระศิษย์รูปอื่นๆ ฟัง โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นท่านเคยพูดกับหมู่คณะว่า “หลวงปู่ขาวได้สนทนาธรรมกับท่านแล้ว หลวงปู่ขาวมีหลักมีเกณฑ์ให้เป็นที่พึ่งของหมู่คณะได้” เห็นไหม นี่ตรวจสอบกันมา…
แล้วเวลาหลวงตาอยู่กับหลวงปู่มั่น เวลาพระมาหาหลวงปู่มั่น นี่ไงตรวจสอบกัน นี่ทําไม จะตรวจสอบไม่ได้ ตรวจสอบได้หมดแหละ นี่หลวงปู่มั่นถึงรับประกันเลยว่า “หมู่คณะจํา หลวงปู่ขาวไว้นะ เพราะหลวงปู่ขาวได้มาคุยกับเราแล้วนะ จําหลวงปู่พรหมไว้นะ” นี่พวกนี้ตรวจสอบหมดแล้ว มันตรวจสอบได้”
การตรวจสอบคุณธรรม ถือเป็นอีกหนึ่งอริยปฏิปทาที่สําคัญมากและได้รักษาสืบทอดกันเรื่อยมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล ในวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ครูบาอาจารย์ท่านจะรักษาสืบทอดกันต่อๆ ไป เมื่อท่านอยู่ร่วมสํานักเดียวกัน หรือเมื่อมีการไปมาหาสู่กัน หรือเมื่อมีการพบปะกัน ท่านมักจะมีการตรวจสอบคุณธรรมซึ่งกันและกัน โดยการสนทนาธรรมกัน ตามหลักสัลเลขธรรม ซึ่งมีด้วยกัน ๑๐ ประการ มีอัปปิจฉตา ความมักน้อย เป็นเบื้องต้น มีวิมุตติญาณทัสสนะ ความรู้เห็นอันแจ้งชัดในความหลุดพ้น เป็นที่สุด และเป็นมงคลตามหลัก ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การสนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอันสูงสุด อันเป็นมงคล ข้อหนึ่งในมงคล ๓๘ ประการ ดังในกาลต่อมาองค์หลวงตาพระมหาบัว กับ หลวงปู่ขาว ท่านได้ตรวจสอบคุณธรรมของกันและกัน
คําสุดท้ายของหลวงปู่มั่นก่อนกลับภาคอีสาน
หลวงปู่ขาว อนาลโย และ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านทั้งสองนับเป็นพระศิษย์อาวุโส รุ่นแรกๆ ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่ออกเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าจากบ้านเกิดทาง ภาคอีสานขึ้นสู่ภาคเหนืออย่างสมบุกสมบัน และก็ได้รับการฝึกฝนอบรมทรมานเคี่ยวกรําอย่างหนัก จากท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งในบางโอกาสองค์ท่านเองก็เมตตาพาบรรดาพระศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ บําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขา
ด้วยการสร้างวาสนาบารมีธรรมอันสมบูรณ์เต็มเปี่ยมล้นแล้ว ด้วยการมีพ่อแม่ครูอาจารย์ ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาสั่งสอนอบรมชี้แนะ และด้วยความพากเพียรอันอุกฤษฏ์เป็นเลิศ ปัจจัยอันสําคัญเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุทําให้หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่พรหม ต่างก็ได้บรรลุธรรมอัศจรรย์ ในกาลต่อมา และในเวลาอันรวดเร็วเพียงไม่กี่ปีที่ได้อยู่ศึกษาอบรม ท่านทั้งสองพบท่านพระ-อาจารย์มั่นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ สําหรับปีบรรลุธรรมอัศจรรย์ หลวงปู่ขาว ต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ขณะพรรษา ๑๖ อายุ ๕๑ ปี ส่วนหลวงปู่พรหม ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ขณะพรรษา ๑๑ อายุ ๔๘ ปี สมดังเจตนาการออกบวชของท่านทั้งสองที่ปรารถนาความพ้นทุกข์ และที่สําคัญเป็น การตอกยํ้าเป็นอย่างดีว่า ในภาคปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงสําคัญและจําเป็นมาก
ท่านทั้งสองถือเป็นพระศิษย์อีกคู่หนึ่งที่องค์ท่านให้ความไว้วางใจ ในการที่จะสืบทอดรักษาแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติที่องค์ท่านได้เมตตาวางไว้ให้อนุชน รุ่นหลังได้ช่วยกันจรรโลงรักษาพระพุทธศาสนา และในการช่วยแบ่งเบาสังฆภาระอบรมสั่งสอนบรรดาพระลูกพระหลานที่ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน แล้วออกบําเพ็ญภาวนาเพื่อปรารถนาความพ้นทุกข์ต่อไป
ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ หลวงปู่ขาว เมื่อท่านกราบเรียนสนทนาธรรมอัศจรรย์ที่ท่านบรรลุมากับท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว จากนั้นท่านก็พักที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอยระยะหนึ่ง แล้วท่านก็กราบลา และออกธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาที่มีหมู่บ้านเล็กๆ อาศัยโคจรบิณฑบาตต่อไป ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่พรหมท่านได้รับเป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์อีกครั้ง และ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เป็นพระอุปัฏฐากดูแลท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด ต่อมาท่านพระอาจารย์มั่นก็เริ่มอาพาธหนักจากไข้มาลาเรียขึ้นสมอง องค์ท่านใช้ธรรมโอสถบําบัดรักษาอาการจนหายขาด จากนั้นไม่นานคณะศิษยานุศิษย์ทางภาคอีสาน โดยท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นหัวหน้าคณะ ได้เดินทางมากราบอาราธนานิมนต์องค์ท่านกลับภาคอีสานด้วยตนเอง ซึ่งองค์ท่านก็รับอาราธนา
พอถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้อําลาจากจังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์สําคัญขณะที่ท่านพักอยู่วัดเจดีย์หลวง ก่อนที่จะเดินทางกลับภาคอีสาน ด้วยการแก้จิตนั้นเป็นเรื่องยาก ด้วยพระศิษย์ขึ้นภาคเหนือติดตามองค์ท่านปฏิบัติธรรมกันมาก แต่ยังไม่บรรลุคุณธรรมขั้นสูงสุด องค์ท่านจึงเมตตาบอกกับบรรดาพระศิษย์ทั้งหลายให้ทราบถึงคุณธรรมของหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่พรหม โดย หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ครูอาจารย์มั่นว่าไว้สุดท้ายก่อนท่านจะลงไปภาคอีสานว่า “หมู่เอ๊ย ! ให้รู้จักท่านขาว ท่านพรหมไว้เน้อ เธอทั้งสองได้พิจารณาตัวเธอเองแล้ว อย่างเดียวกันกับที่ผมผู้เฒ่าได้พิจารณาดู ตัวเอง เป็นไปอย่างเดียวกัน”
สาเหตุที่ท่านพระอาจารย์มั่นท่านสั่งไว้ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ว่า “เพราะท่านรู้ ท่านรู้ว่า เวลาท่านนิพพานไปแล้ว เวลาพระที่ยังขวนขวายกันอยู่นี่มันจะพึ่งพาอาศัยใคร”
ภาค ๙ รักษารอยมือรอยเท้าครูบาอาจารย์
การรักษารอยมือรอยเท้าครูบาอาจารย์
สถานที่สําคัญสมัยครั้งพุทธกาล เช่น สังเวชนียสถานทั้ง ๔ และพระคันธกุฎีที่ประทับขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังปรากฏให้ชาวพุทธได้กราบไหว้บูชาตราบเท่าทุกวันนี้ เพราะพุทธบริษัทมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดี จนเป็นปฏิปทาที่ดีงามสืบทอดกันต่อๆ มา จวบจนสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล เพื่อให้เหล่าบรรดาพุทธบริษัทในภายภาคหน้า ได้เห็นร่องรอยธรรมประวัติอันงดงามของท่านพระอาจารย์มั่น ที่ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมต่อสู้กับกิเลสตัณหา และต่อสู้กับความทุกข์ยาก ลําบากอย่างโชกโชนแสนสาหัส ตามป่าตามเขาอันแสนวิเวกเงียบสงัดวิเวกทางภาคเหนือ
บรรดาพระศิษย์องค์สําคัญๆ ที่ออกธุดงค์ติดตาม เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ฯลฯ ท่านจะธุดงค์ตามรอยธรรมท่านพระอาจารย์มั่น โดยพักภาวนาและอยู่จําพรรษาตามสถานที่ต่างๆ ที่ท่านพระอาจารย์มั่นเคยธุดงค์บุกเบิกไปปักกลดภาวนามาแทบทั้งสิ้น และเมื่อท่านพระอาจารย์มั่นกลับภาคอีสานแล้ว ท่านก็ยังพักภาวนาและอยู่จําพรรษาตามสถานที่เหล่านั้น เพราะล้วนเป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา และประการสําคัญเป็นสถานที่ซึ่ง ครูบาอาจารย์เคยฝากรอยมือรอยเท้าเอาไว้ ภายภาคหน้าจะเป็นธรรมสถานอันมงคลศักดิ์สิทธิ์ให้ พุทธบริษัทได้ระลึกกราบไหว้บูชา
พระศิษย์องค์สําคัญๆ ท่านจะรักษารอยมือรอยเท้าของท่านพระอาจารย์มั่น โดยการรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทา และที่สําคัญ คือ การเดินจงกรม นั่งสมาธิ อันเป็นงานสําคัญและเป็นหน้าที่โดยตรงของพระ รวมทั้งดูแลรักษาธรรมสถานเหล่านั้นไว้ให้อนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป และในกาล ต่อมาก็ได้พัฒนาเป็นวัดป่าเผยแผ่ธรรมะภาคปฏิบัติทางภาคเหนือ ได้แก่ สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย วัดป่าดาราภิรมย์ วัดป่านํ้าริน วัดป่าอาจารย์มั่น วัดอรัญญวิเวก วัดถํ้าปากเปียง วัดโรงธรรม- สามัคคี เป็นต้น
สําหรับบรรดาพระศิษย์ที่บรรลุธรรมอัศจรรย์เป็นพระอรหันต์ ท่านจะดําเนินตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด ส่วนมากท่านจะอยู่โปรดพุทธบริษัททางภาคเหนือต่ออีกหลายปี เพื่อโปรดพระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่นรุ่นต่อมาที่ธุดงค์ขึ้นภาคเหนือ และเพื่อโปรดศรัทธาญาติโยม จากนั้นท่านจึงเดินทางกลับภาคอีสานกัน ศิษย์อาวุโสที่บรรลุธรรมขั้นสูงสุดที่ เดินทางกลับภาคอีสานในช่วงนั้นก็มี หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นองค์แรก ถัดมาก็ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเดินทางกลับพร้อมกัน ส่วนที่ยังคงปักหลักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ในรุ่นนั้น มี ๓ องค์ คือ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ต่อมาหลวงปู่ตื้อท่านเดินทางกลับ
การรักษารอยมือรอยเท้าของท่านพระอาจารย์มั่น สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งธรรมสถานสําคัญ เคยเป็นสถานที่ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่จําพรรษาเป็นวาระสุดท้ายก่อนจากภาคเหนือ หลวงปู่ขาว เมื่อท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้ว ท่านได้อยู่ตามเสนาสนะป่าในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อกันนานถึง ๗ ปี คือ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ – พ.ศ. ๒๔๘๙ สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย เป็นแห่งแรกที่ท่านได้มาอยู่จําพรรษา
พรรษา ๑๖ พ.ศ. ๒๔๘๓ จําพรรษาสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย เป็นสมภารครั้งแรก
ในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางกลับภาคอีสานแล้ว สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย มีหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์ ในระยะนั้นหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็เดินธุดงค์มาถึง ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่นาน ท่านทั้งสองได้พบและสนทนาธรรมกันแล้ว ที่บ้านป่าแต้ง แต่ในบัดนี้ต่างฝ่ายต่างก็ได้บรรลุธรรมอัศจรรย์แล้ว การพบและสนทนาธรรมกัน ในครั้งนี้ย่อมรื่นเริงเพลิดเพลินใจในการรู้ธรรมเห็นธรรมตามความเป็นจริงของกันและกัน ซึ่งต่างก็กล่าวสัมโมทนียธรรมต่อกันและกัน จากนั้นหลวงปู่พรหมท่านจึงฝากภาระหัวหน้าสํานักสงฆ์บ้าน-แม่กอยให้หลวงปู่ขาวช่วยดูแลแทน ส่วนท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปพม่าเพียงตามลําพัง
เมื่อใกล้เข้าพรรษาหลวงปู่ขาว จึงอยู่จําพรรษา ณ สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย นับเป็นพรรษา ที่ ๑๖ ขณะมีอายุ ๕๒ ปี การจําพรรษาในครั้งนี้ถือเป็นการรักษารอยมือรอยเท้าของครูบาอาจารย์ และเป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์ครั้งแรกหลังจากที่ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์ ท่านรับภาระในการเทศนาอบรมสั่งสอนพระ พารักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยเฉพาะเข้มงวดกวดขันเรื่องการปฏิบัติภาวนา การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ในแต่ละวันของพระ จะขาดไม่ได้เป็นอันขาด แม้ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้วก็ตาม ก็ยังปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง ทุกวัน ท่านบําเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อเป็นวิหารธรรมครองธาตุขันธ์กับจิตให้สะดวกสบาย และท่านจะคอยดูแลความสงบเรียบร้อยต่างๆ ภายในสํานักสงฆ์
การปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง คือ การสอนที่ไม่ต้องสอน แต่สอนด้วยการกระทํา ถือเป็น อีกหนึ่งปฏิปทาสําคัญที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พาดําเนิน การดําเนินตาม พระโอวาทในข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ คือ การใช้ชีวิตอยู่ตามป่าตามเขา ฯลฯ เพื่อบําเพ็ญสมณธรรมตลอดชีวิต ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเป็นกิจวัตรประจําวัน ท่านทั้งสองก็ปฏิบัติให้ พระศิษย์ดูเป็นแบบอย่างจนกระทั่งชราภาพ อาพาธหนักก็ยังอยู่ตามป่าตามเขา ตามเสนาสนะป่า อยู่ตราบจนวันมรณภาพ ซึ่งหลวงปู่ขาวก็เป็นพระศิษย์องค์หนึ่งที่ดําเนินตามปฏิปทาข้อนี้อย่าง เด่นชัดและเคร่งครัด สาเหตุเพราะใจมีวิหารธรรม มีคุณธรรม โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“ถ้าครูบาอาจารย์ท่านมีคุณธรรมนะ เห็นไหม วิหารธรรม ใจที่มันมีวิหารธรรม มีคุณธรรม มันอยู่ของมันด้วยความสงบสุขของมันอยู่แล้ว สิ่งใดมานั้นเป็นของเกินทั้งนั้นแหละ เป็นของเกิน แต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรม ท่านจะสอนโลก การสอนนะ สอนโดย ไม่ต้องสอน การสอน คือ ดํารงชีวิตให้เขาเห็นนั่นล่ะ ทําไมท่านอยู่ได้ ทําไมท่านมีความ สงบสงัดของท่านได้”
กล่าวถึงความสําคัญของสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย หรือวัดร้างป่าแดง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เดิมเป็นวัดร้าง ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เคยธุดงค์แวะเวียนไปปักกลดภาวนา ที่บริเวณวัดร้างแห่งนี้หลายครั้งหลายครา ในกาลต่อมา ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ – พ.ศ. ๒๔๘๒ ท่านได้มา อยู่จําพรรษาติดต่อกัน ๒ พรรษา เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นมาอยู่จําพรรษา ปัจจุบัน จึงตั้งชื่อเป็นมงคลนามว่า “วัดป่าอาจารย์มั่น”
สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย เป็นสถานที่ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่น ใช้ทําสังฆกรรม มีการลง อุโบสถสามัคคี การฟังสวดพระปาฏิโมกข์ และมีการประชุมอบรมเทศนาธรรมแก่บรรดาพระศิษย์ ซึ่งต่างก็แยกย้ายกันพักภาวนาตามป่าตามเขา ในสถานที่ต่างๆ ไม่ห่างไกลกันนัก พอเดินทาง ไปมาถึงกันได้ เมื่อถึงวันลงอุโบสถก็เดินทางมารวมกัน ในครั้งนั้นสํานักสงฆ์แห่งนี้ จึงเนืองแน่น ไปด้วยพระเณรจํานวนมาก และคราครํ่าไปด้วยศรัทธาญาติโยมที่มาบําเพ็ญบุญกัน ยุคบ้านแม่กอย ถือได้ว่าเป็นยุคแรกๆ ของวงพระธุดงคกรรมฐานที่ครูบาอาจารย์ขึ้นภาคเหนือกันมาก และเป็นยุคสําคัญอีกยุคหนึ่ง เพราะในช่วงนั้นบรรดาพระศิษย์บรรลุธรรมอัศจรรย์กันหลายองค์ จนมีชื่อเสียงกิตติศัพท์ กิตติคุณ อันโด่งดังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็เป็นพระศิษย์อาวุโสอีกองค์หนึ่งที่เคยไปพักภาวนาและรับการอบรมธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ที่ สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย แห่งนี้ พร้อมกับบูรพาจารย์ องค์อื่นๆ มีหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก เป็นต้น
บรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นรุ่นแรกๆ ท่านมีเป้าหมายในการ ออกบวช เพื่อปรารถนาความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ฉะนั้น ในการประกอบความเพียร ท่านจึง ขยันขันแข็ง เอาจริงเอาจัง ไม่ค่อยพักผ่อนหลับนอนกัน ท่านเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนากันครั้งละนานๆ หลายๆ ชั่วโมง บางครั้งตลอดทั้งคืนก็มี ฉะนั้น ทางเดินจงกรมของแต่ละองค์ จึงลึกเป็นเหวเป็นบ่อจนต้องถมทางจงกรมอยู่บ่อยๆ หลวงปู่ขาว ท่านเองก็ถนัดเดินจงกรม ครูบาอาจารย์เล่ากันต่อๆ มาว่า แม้ขณะที่หลวงปู่ขาวท่านป่วยไข้ ท่านแสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง ท่านก็ยัง เดินจงกรมปรกติ เพื่อพิจารณาต่อสู้กับอาการป่วยไข้จนอาการป่วยไข้ดีขึ้น
เสนาสนะที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย ในสมัยท่านพระอาจารย์มั่น พาบรรดาพระศิษย์มาอยู่ จําพรรษานั้น เป็นเสนาสนะป่า กุฏิ ศาลา ถูกสร้างขึ้นชั่วคราวอย่างเรียบง่ายประหยัด ไม่หรูหรา ลูกศิษย์รุ่นหลังก็ได้อาศัยศรัทธาญาติโยมที่ครูบาอาจารย์ท่านได้ฝึกสอนไว้แล้ว พอเป็นร่องรอย ท่านไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งถาวรอะไรไว้ มีแต่ปลูกกุฏิกระต๊อบไว้ใช้ชั่วคราว พอคุ้มแดดคุ้มฝนเท่านั้น กุฏิกระต๊อบปีหนึ่งก็พังไป สําหรับทางเดินจงกรมต้องมีประจํากุฏิทุกหลัง
สํานักสงฆ์บ้านแม่กอยแห่งนี้ หลวงปู่ขาว ท่านเข้าๆ ออกๆ เพื่อกราบฟังธรรม ปรึกษาสนทนาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๒ และได้มาอยู่จําพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ พอออกพรรษา ในหน้าแล้ง หลวงปู่ขาวท่านก็ออกเดินธุดงค์ภาวนาตามจริตนิสัยที่ ชื่นชอบการอยู่ตามป่าตามเขาต่อไป โดยมีหลวงปู่แหวนท่านได้ธุดงค์มาและรับภาระเป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์บ้านแม่กอยต่อจากหลวงปู่ขาว
พรรษา ๑๗ – ๑๘ พ.ศ. ๒๔๘๔ – ๒๔๘๕ จําพรรษาเสนาสนะป่าบ้านป่าแต้ง
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เมื่อใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้ธุดงค์ไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านป่าแต้ง ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และได้อยู่จําพรรษา ติดต่อกัน ๒ พรรษา นับเป็นลําดับพรรษาที่ ๑๗ – ๑๘ ขณะมีอายุ ๕๓ – ๕๔ ปี แม้ท่านจะบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้วก็ตาม ท่านก็ยังตั้งใจทําความเพียรดังที่ได้ปฏิบัติผ่านมา อันเป็นเหตุให้จิตเกิดความสงบเป็นอันมาก จิตใจขาวสว่างไสวเหมือนพระจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญ เหมือนแก้วมณี อันมีรัศมีโชติช่วง ปราศจากซึ่งควันหมอก ฝุ่นและผงธุลี ในระยะนี้ท่านจะพิจารณาธรรมขั้นต่างๆ อย่างสมํ่าเสมอ
วันหนึ่งท่านได้พิจารณาในธรรม โดยยกสติปัฏฐานทั้ง ๔ ย่นลงเป็นอันเดียวกัน เหมือนกับ สัจธรรม ทะลุปรุโปร่งไปเป็นอันเดียวกันหมด จนโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ รวมลงเป็น อันเดียวกันหมด จึงหายความสงสัยในการพิจารณาธรรม นับว่าโหล่งขอด อําเภอพร้าว เป็น อนุสรณ์สถานธรรมอันไม่อาจลืมเลือนได้เลย โดยหลวงปู่ขาว เทศน์ไว้ดังนี้
“ธรรมทั้งหลายก็อยู่ที่นี่แหละ อยู่ที่สกนธ์กายของเรา ไม่ต้องไปหาเอาที่อื่นดอก มีครบบริบูรณ์หมด สติปัฏฐานทั้ง ๔ ก็มีก็แม่น (ใช่) เราควรทําเอา ท่านให้พิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต ให้พิจารณาธรรมทั้ง ๔ อย่าง แล้วพิจารณาอันใดอันหนึ่งเท่านั้นแหละ ไม่เอาหมด ทุกอย่างดอก
สัมมัปปธาน ๔ ก็มีเพียรละบาป ให้เพียรบําเพ็ญบุญ สัมมัปปธาน ๔ มีว่า ปหานปธาน ประหารบาป ละบาป บาปปรากฏขึ้นที่จิตนี่แหละไม่เกิดขึ้นที่อื่น เพราะจิตไปรวบรวมเอาอารมณ์ภายนอก
อารมณ์ภายนอกก็หมายเอา ๕ อย่าง รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส มันไปรวบรวมเอามาปรุงมาคิด พิจารณากาย มันก็ไปถูกเวทนาน่ะแหละ ครั้นจะพิจารณาเอาจิต มันก็ไปถูกธรรม จิตมันเกิดขึ้นกับใจ เรียกว่า ธรรมารมณ์ ๔ อย่างนี้ ธรรมารมณ์ก็ไม่ใช่อื่น คือ อดีตที่ล่วงมาแล้วไปนึก เอามา ดีชั่วอย่างไรก็นึกเอามา อารมณ์ที่ชอบใจก็นึกเอามา ดีชั่วอย่างไรก็นึกเอามา อารมณ์ที่ ชอบใจก็นึกเอามา มาหมักหมมที่ใจนี้ อนาคตยังไม่มาถึง ก็เหนี่ยวเอามา เอามาเต็มอยู่ในปัจจุบันนี้ เรียกว่า ธรรมารมณ์ นี่เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔
สัมมัปปธาน ๔ ปหานปธาน เพียรละบาปไม่ให้มันเกิด ที่เกิดขึ้นแล้วจะประหาร เพียรทํากุศลให้เกิดให้มี เรียกว่า ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน เมื่อบุญกุศลเกิดขึ้นแล้ว รักษาไว้ไม่ให้เสื่อมสูญไป ภาวนาปธาน ทําให้เกิดให้มีมากๆ อาเสวิตาย ให้เสพมากๆ เสพเพื่อตั้งอกตั้งใจ มีสติประจําใจ ตั้งอกตั้งใจ ไม่ปล่อยใจให้มันลอยไปตามอารมณ์ คุมจิตใจให้มันอยู่กับที่ เอาสติควบคุมแล้ว เราบํารุงกําลังหรือพละของจิต ศรัทธาพละ วิริยพละ สติพละ ก็มีอยู่นั้นแล้ว แม่น (ตัว) เราจะ ทําเอง สมาธิพละ ปัญญาพละ อินทรีย์ ๕ ก็ว่า พละก็ว่า อินทรีย์พละ คือ ทําให้มันแก่กล้า ให้มันใหญ่ขึ้นไป ก็แม่น (ใช่) อันเดียวกันนั่นแหละ ศรัทธาพละ รวมธรรมทั้งหลาย ธรรมอันเป็นเครื่อง ที่จะให้บรรลุความดีเบื้องสูงก็มีอยู่ที่นี่ที่เราโม๊ด (หมด) ไม่ได้ไปค้นคว้าเอาที่อื่น มีอยู่ที่นี่แหละ
อัฏฐังคิกมรรค มรรค ๘ อันนี้เป็นทางพระพุทธเจ้าบอกไว้แล้ว
โพชฌงค์ ๗ มีสติสัมโพชฌงค์ ให้มีสติ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ให้เลือกเฟ้นธรรม ธรรมเป็นอกุศลให้ตัดออก ธรรมเป็นกุศลธรรมให้ประกอบให้ดีขึ้น วิริยสัมโพชฌงค์ เพียรให้เกิดให้มีขึ้น ปีติสัมโพชฌงค์ ครั้นธรรมแก่กล้าขึ้นไป มันจะเกิดปีติ ความเอิบอิ่มเรื่องจิตเรื่องใจ ปีติเกิดขึ้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ความสงบกายสงบใจ ความสงบกายสงบใจ ครั้นสงบแล้ว สมาธิสัมโพชฌงค์เกิดขึ้น สมาธิเกิดขึ้น ก็เกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์
ธรรมเหล่านี้เรียกว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประกอบธรรมหมู่นี้ให้สมบูรณ์แล้ว ได้ชื่อว่าทําพละ หรือกําลังของจิตให้เกิดขึ้น อันนี้แหละจะเป็นกําลังของจิต ทําให้เกิด ให้มี ให้สมบูรณ์ ให้ครบสมบูรณ์แล้ว จิตมันจะสงบได้ จิตสงบจึงจะเกิดความสว่างขึ้น เกิดญาณความรู้ รู้ก็ไม่ให้รู้อื่น คือ ให้รู้สกนธ์กายของตน รู้เหมือนพระพุทธเจ้า แสดงว่าอบรมจนมีกําลังเป็นสามัคคีกันแล้ว มันจะเกิดญาณทัศนะ ความรู้เห็นตามความเป็นจริงของสังขาร คือ รู้สัจธรรมทั้ง ๔ ของจริงทั้ง ๔ นี้เห็นจริงประจักษ์
เมื่ออบรมอันนี้ขึ้นแล้ว มันเห็นตามความเป็นจริงแล้ว มันจะมีความเบื่อหน่าย มีความเบื่อ-หน่าย มันจะคลายความกําหนัด คือ อุปาทาน ความยึดว่าเขาว่าเรา ว่าตัวว่าตน ว่าผู้หญิง ว่าผู้ชาย อันนี้เป็นสมมุติทั้งนั้นแหละ เราหลงสมมุติ จึงให้พิจารณาอุบายเครื่องกล่อมจิต เครื่องควบคุมจิต ให้จิตไม่คิดออกไปข้างนอก ให้มันอยู่กับที่ จิตตั้งอยู่กับที่แล้ว นั่นแหละมันจะเป็นกําลังรวมขึ้น เป็นอาวุธ ศีลวุธ ศีลก็ให้บริสุทธิ์ สมาธิวุธ จิตก็ให้ตั้งเป็นปกติ ตั้งมั่นอยู่กับที่ ปัญญาวุธ ให้ปัญญาประหารกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ ให้มลายไป รวมทั้งปวงนี้ มีครบบริบูรณ์อยู่ในสกนธ์กาย ทุกรูปทุกนามนั้นแหละ
พระพุทธเจ้าก็เทศนาสั่งสอนนั่นแหละ ให้ทําเอา เราตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทางให้เท่านั้นแหละ ผู้ที่ทําให้เกิดให้มีต้อง (เป็น) เรา เราต้องทําเอง ผู้อื่นทําให้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ทําให้ไม่ได้ เป็นแต่เพียงสั่งสอนให้ทําตาม ทําตามแล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พ้นทุกข์จริง ไม่มีที่อื่น”
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าให้ฟังอีกว่า ขณะที่กําลังบําเพ็ญภาวนาปรารภความเพียรอยู่บริเวณ อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง ในคืนวันหนึ่งท่านได้ไปนั่งทําความเพียรอยู่บนดอย ในขณะที่กําลังนั่งสมาธิภาวนาอยู่นั้นเป็นเวลาดึกมากแล้ว ทุกแห่งหนเงียบสงัดปราศจากสิ่งเคลื่อนไหวใดๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงกวาดลานวัดดังขวากๆ ไม่ยอมหยุดสักที ตั้งแต่คํ่าจนดึกๆ ดื่นๆ มองตามเสียงไปดูก็ไม่เห็นมีใครมาทําความสะอาดบริเวณนั้นเลย
หลวงปู่ขาวจึงได้ถามหลวงปู่แหวนว่า “ใครมากวาดลานวัด ไม่ยอมหยุดสักที” หลวงปู่แหวนก็บอก “ไม่รู้ ที่นี่มีเราอยู่แค่ ๒ คนเท่านั้นเอง” หลวงปู่ขาวจึงรําพึงรําพันว่า “ใครจะทําอะไร ก็ทําไปเถิด ถ้าไม่เหนื่อย” เสียงกวาดนั้นก็ดังขึ้นไปบนต้นยางซึ่งมีขนาดใหญ่มากต้องใช้คนโอบ หลายคนจึงจะรอบได้ เสียงกวาดดังบนต้นยางใหญ่นั้นเหมือนกับว่า ต้นยางใหญ่นั้นจะถล่มทลายล้มลงมาให้ได้ กวาดขึ้นไปแล้วก็กวาดกลับลงมาอยู่อย่างนั้น จนถึงเที่ยงคืนก็ยังไม่หยุด
หลวงปู่ขาวจึงพูดออกไปยังที่มาของเสียงนั้นว่า “ที่มานี้ไม่ได้มาอะไรหรอก เรามาบําเพ็ญภาวนาปรารถนาซึ่งความเพียรต่างหาก ถ้าหากอยากได้บุญได้กุศลอันใดล่ะ ก็ให้อนุโมทนาเอาซิ” ครั้นพอพูดจบลงเสียงนั้นจึงหยุดและเงียบไป จะเป็นอะไรก็ไม่ทราบได้ หรืออาจจะเป็นพวกภูมิ หวงถิ่นมากกว่า กลัวคนอื่นๆ เขาจะมาแย่งเอาไป
หลวงปู่แหวนพูดว่า “คงจะเป็นพวกเปรตที่หวงถิ่นฐานไม่ยอมไปเกิดสักที”
นี่แหละ จิตที่ยึดมั่นในทรัพย์สินเงินทอง หึง หวง ห่วงหาอาลัย เป็นกิเลสชนิดหนึ่งที่ทําให้จิตใจขุ่นมัว แล้วยังกักตัวผูกตนให้เป็นเปรตวิสัยอยู่ในวัตถุหรือสถานที่นั้น น่าสังเวชทุเรศใจจริงๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสอนให้พวกเราทั้งหลาย ไม่ว่าหญิงชาย หนุ่ม สาว เฒ่าชรา พยายามละ พยายามถอน ซึ่งกิเลสความผูกใจ ได้แก่ ห่วงในกามคุณทั้ง ๕ อันประกอบด้วย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
กามคุณ ๕ นี้ บางแห่งท่านเรียกว่า วัตถุกามก็มี บ่วงมารก็มี เพราะเป็นเครื่องล่อใจให้ติด เหมือนเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวไว้ล่อให้ปลากิน “สกฺกาโร กาปุริสํ หนฺติ” ปลาย่อมตายเพราะเหยื่อล่อ ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสั่งสอนให้รู้เท่าตามประเภทแห่งอารมณ์ จะได้เป็น ผู้ไม่หลง ไม่ติดอยู่ เรียกว่า “กามโยคะ”
ส่วนการติดหวงแหนในที่อยู่ ที่เกิด ห่วงหาอาลัย ถึงแม้นจะตายไปก็มีความอาลัยอยากเกิดเป็นมนุษย์อีกและความปรารถนาอยากเกิดในภพอื่นๆ มีเทวโลก เป็นต้น เรียกว่า “ภวโยคะ”
และการติดอยู่ในความรู้ ความเห็นของตนจนไม่ยอมถอน แม้จะผิดคิดจนพลาดอย่างมากมาย ก็ไม่สามารถละความเห็นผิดนั้นได้ เรียกว่า “ทิฏฐิโยคะ”
ความหลงมักได้รับอภัยจากกิเลสตัณหาเป็นธรรมดา แต่เป็นภัยให้ความทุกข์แก่บรรดาสรรพสัตว์ไม่เลือกหน้า ไม่เลือกชั้นวรรณะ คนสูงคนตํ่า เจ้าขุนมูลนาย ก็ถูกความหลงเล่นงานเอา จนหมดเนื้อหมดตัวมามากต่อมากแล้ว ความหลงจึงมีตําแหน่งสูงถึงชั้นมือเจ้าเมืองเรืองอํานาจไปในทุกแห่งหน ทุกกาล ทุกเวลา ไม่จํากัดขอบเขต พระพุทธเจ้าจึงจัดเป็น “อวิชชาโยคะ” เป็น เครื่องผูกชนิดหนึ่ง เมื่อผู้ใดได้ตัดโยคะทั้ง ๔ นี้ได้แล้ว จึงจะหลุดพ้นจาก “เปรโต” ผู้ติดข้อง มุ่งสู่วิมุตติหลุดพ้นไปได้
เหตุการณ์หลังออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๕
ในระหว่างที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพักที่เสนาสนะป่าบ้านป่าแต้ง ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เมื่อออกพรรษาแล้ว ก็มีบรรดาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เดินธุดงค์ไปเยี่ยมเยียน ไปศึกษาและอยู่ร่วมปฏิบัติธรรมเสมอๆ ดังที่ท่านพระอาจารย์มั่นเคยบอกกับบรรดาพระศิษย์ก่อนกลับภาคอีสานว่า “หมู่คณะจําไว้นะ ให้พึ่งท่านขาวนะ ท่านขาวได้มาคุยกับ เราแล้ว” ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่ไปในขณะนั้น ได้แก่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ฯลฯ ซึ่งขณะนั้นท่านทั้งสองยังไม่บรรลุธรรมอัศจรรย์
ด้วยมีพระธุดงคกรรมฐานที่ขึ้นไปภาคเหนือ ในขณะนั้นก็มีหลายๆ องค์ ท่านจัดว่าอยู่ใน วัยหนุ่ม ซึ่งอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการลาสิกขาบท เนื่องจากมีหญิงสาวชาวเหนืออยากได้พระหนุ่มๆ ไปเป็นสามี ก็พยายามมาเฝ้ารบเร้าติดตาม เกรงจะหักห้ามใจตนไม่ไหวแล้วสึกออกไปมีครอบครัว ซึ่งหลวงปู่ขาวเอง ท่านเคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้มา และได้รอดพ้นมาแล้ว ตั้งแต่พรรษาต้นๆ ท่านจึงเทศน์ถึงภัย ๔ อย่างของนักบวช อันได้แก่ มาตุคาม ทนคําสอนไม่ได้ ทนต่อปากท้องไม่ได้ ทนลําบากไม่ได้ และเทศน์สอนอุบายวิธีการละกามคุณ ๕ เพื่อยํ้าเตือน
พอตกหน้าแล้ง หลวงปู่ขาว ท่านก็ออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาอันเป็นปรกตินิสัยของพระธุดงคกรรมฐาน และช่วงก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ท่านได้ย้อนกลับมาพักภาวนาที่สํานักสงฆ์บ้างปง อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ อีกครั้ง ซึ่งในขณะนั้น หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์ ท่านทั้งสองได้อยู่ปฏิบัติธรรมร่วมกันอีกครั้ง
เหตุการณ์ในปีนั้น หลวงปู่แหวนพาพระมหาบุญ พระวัดเจดีย์หลวง มาหวังพึ่งบารมีธรรมหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่พรหม เนื่องจากพระมหาบุญไปธุดงค์ภาวนาที่ถํ้าดอกคํา อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ไปเห็นเปรตยืนขวางปากถํ้าตลอดทั้งคืน จนอกสั่นขวัญแขวนหวาดกลัวไม่ได้หลับได้นอน ต้องภาวนาพุทโธ แต่ก็ยังไม่หายหวาดกลัว เป็นภาพติดตาติดใจ หลับตาก็เห็นเปรต จนท่านนอนไม่หลับ เปรตนั้นยืนอยู่จนรุ่งเช้าแล้วก็หายไป พระมหาบุญจึงรีบออกจากถํ้า แล้วเที่ยวตามหาหลวงปู่แหวน ตอนแรกไปที่บ้านแม่พวกแต่ไม่พบ ไปพบที่ป่าเมี่ยงแม่สาย
หลวงปู่แหวนว่า “เปรตตนนั้นเป็นเปรตเจ้าของที่ คอยเฝ้ารักษาถํ้านั้น เมื่อเห็นพระมาอยู่ กลัวจะไปแย่งที่ จึงมาหลอกหลอนให้พระกลัวจะได้หนีไป” หลวงปู่จะสอนอย่างไร ความกลัวของพระมหาบุญก็ไม่หาย จึงรบเร้าให้หลวงปู่ไปส่งที่บ้านแม่หอพระ เมื่อไปถึงก็บอกว่าอยู่ไม่ได้ ขอให้ไปส่งที่สํานักสงฆ์บ้านปง หลวงปู่แหวนจึงพาไปพบหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่พรหม เมื่อไปพบแล้ว หลวงปู่พรหมทราบนิสัยพระมหาบุญเป็นอย่างดี จะแกล้งให้ท่านเหนื่อยแล้วนอนหลับ จึงออกอุบายดุด่าขับไล่ พระมหาบุญโกรธจัดจึงเดินทางกลับวัดเจดีย์หลวงในวันนั้นทันที หลวงปู่แหวนตามไปส่งถึงอําเภอแม่ริม แล้วปล่อยให้ท่านพระมหาบุญเดินไปเชียงใหม่ตามลําพังองค์เดียว
เมื่อใกล้เข้าพรรษา เพื่อเป็นการรักษารอยมือรอยเท้าของท่านพระอาจารย์มั่น ต่างองค์ ต่างก็แยกย้ายกันจําพรรษา โดย หลวงปู่ขาว ท่านก็กลับไปโหล่งขอด และไปจําพรรษาที่แม่ปั๋ง อําเภอพร้าว หลวงปู่พรหม ท่านไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะ อําเภอสารภี หลวงปู่แหวน ท่านไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่านํ้าริน อําเภอแม่ริม สําหรับหลวงปู่ตื้อ ท่านไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่าแม่ริม (วัดป่าดาราภิรมย์) อําเภอแม่ริม ฯลฯ
พรรษา ๑๙ พ.ศ. ๒๔๘๖ จําพรรษาแม่ปั๋ง สงเคราะห์หมู่คณะ
บรรดาพระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลส เมื่อท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์ ณ สถานที่ใด ณ สถานที่นั้น ย่อมมีบุญคุณกับท่าน และในภพชาติการเวียนว่ายตายเกิดอันยาวนานไกล จนไม่อาจนับประมาณได้นั้น เหตุการณ์สําคัญการบรรลุธรรมอัศจรรย์ ย่อมเป็นเหตุการณ์พิเศษที่สุด และย่อมเป็นเหตุอัศจรรย์ใจอย่างที่สุด เพราะทุกชีวิตในวัฏฏะจะเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้น บรรดา พระอรหันต์ท่านย่อมจดจําฝังใจในเหตุการณ์นั้นอย่างมิอาจลืมเลือนได้เลย และหากมีโอกาสท่านก็จะแวะเวียนไปเยี่ยมรําลึกถึงสถานที่มีบุญคุณนั้นเสมอ
เมื่อ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านแยกจากหมู่คณะมา ท่านก็ธุดงค์วิเวกไปตามป่าตามเขา และท่านก็เดินธุดงค์กลับไปเยี่ยมโหล่งขอด อันเป็นอนุสรณ์สถานธรรมที่ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์ ซึ่งโหล่งขอดมีระยะทางไม่ห่างไกลจากสํานักสงฆ์บ้านปงมากนัก ท่านรําลึกย้อนหลังเหตุการณ์ สําคัญในครั้งนั้นได้อย่างแจ่มชัด เหมือนเพิ่งผ่านพ้นไปได้ไม่นาน
ครั้นหลวงปู่ขาวท่านพักภาวนาอยู่ที่บริเวณโหล่งขอด อําเภอพร้าว พอสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านก็ได้ออกวิเวกในสถานที่ต่างๆ แล้วจึงได้ไปวิเวกทางแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และเข้าจําพรรษาอยู่ที่นั่นเป็นลําดับพรรษาที่ ๑๙ ขณะอายุ ๕๕ ปี
พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว ท่านก็ธุดงค์วิเวกไปพักภาวนาตามป่าตามเขาแถบอําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์ที่ท่านอยู่รอโปรดคณะหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร นั้น สาเหตุก็เนื่องมาจาก ก่อนที่ท่านพระอาจารย์มั่นจะเดินทางกลับภาคอีสาน องค์ท่านได้เอ่ยยกย่องถึงคุณธรรมของหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่พรหม ให้บรรดาพระศิษย์ที่อยู่ทางภาคเหนือฟัง ดังนั้น หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่พรหม จึงเป็นที่พึ่งของหมู่คณะในขณะนั้น
ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๖ หลังออกพรรษา ช่วงหน้าแล้ง เดือนอ้าย (ธันวาคม) หลวงปู่พรหม ท่านออกเดินทางจากเสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะ อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อธุดงค์กลับภาคอีสานไปแล้ว ท่านไปแวะพักค้างคืนในเขตจังหวัดลําพูน ๑ คืน ในขณะที่ทําสมาธิภาวนา ท่านรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าด้วยอนาคตังสญาณอันแจ่มแจ้งชัดเจนของท่าน ท่านเห็นพระหนุ่มภูไท ๒ องค์ ต้องการมากราบและศึกษาฟังธรรมกับท่าน ด้วยความเมตตาและด้วยความที่ท่านเองเคยเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์มาก่อน ท่านจึงเข้าใจถึงความรู้สึกและความตั้งใจจริงของพระหนุ่มภูไท ทั้งสองเป็นอย่างดี ท่านจึงเดินทางย้อนกลับขึ้นไปที่เสนาสนะป่าบ้านป่าเปอะอีกครั้ง โดยในเช้าของวันรุ่งขึ้น เมื่อท่านฉันจังหันเสร็จแล้ว ท่านเดินทางกลับ เพื่อมารอโปรดพระหนุ่มภูไททั้งสอง
หลวงปู่พรหม ท่านเมตตาอยู่โปรดหลวงปู่สิม พระหนุ่มภูไท และท่านพระอาจารย์เฟื่อง นานถึง ๗ วัน จึงได้อําลาภาคเหนือ แล้วเดินธุดงค์กลับภาคอีสานตามที่ตั้งใจ ในระหว่างนี้ท่านได้แนะนําสถานที่ที่เหมาะสําหรับหลีกเร้นเพื่อเจริญภาวนาว่ามีหลายแห่งในภาคเหนือ จากนั้นท่านก็ได้แนะนําเรื่องอุบายภาวนา และก็เล่าเรื่องอื่นหลายเรื่องให้ฟัง สุดท้ายบอกว่า “อาจารย์ขาว ยังอยู่เหนือ อยู่ทางสันทราย ยังไม่ลงมา จากนี้ไปแล้วให้ไปเสาะหาเถิด ท่านรอท่าอยู่นะ” แล้วท่านก็บอกว่า “ได้บอกท่านขาวแล้วว่า พระหนุ่มสององค์จะไปหา ให้ท่านขาวเมตตาด้วย”
เมื่อหลวงปู่สิมกับพระหนุ่มภูไท ไปถึงสันทราย หลวงปู่ขาวท่านว่า “ดีแล้วที่คุณยังมาทัน ถ้าหากท่านพรหมไม่แจ้งข่าวมา ผมลงไปแล้ว อันนี้ท่านพรหมแจ้งข่าวมา บอกว่ามีพระหนุ่มภูไทเคยเป็นเณรของครูอาจารย์ใหญ่กําลังมาหา ผมเลยยั้งรออยู่”
เหตุการณ์ในครั้งนี้นําความแปลกใจให้กับพระหนุ่มภูไททั้งสองเป็นอย่างมาก เพราะเหตุว่า หลวงปู่ขาวกับหลวงปู่พรหม ท่านพักอยู่ห่างไกลกันคนละอําเภอ แต่ท่านสามารถส่งกระแสจิตสื่อสารกันได้ หลวงปู่ขาว หลังจากเมตตาโปรดหลวงปู่สิม และพระหนุ่มภูไทแล้ว ท่านก็ออกธุดงค์วิเวกตามป่าตามเขาแถบอําเภอสันทรายต่อไป
พรรษา ๒๐ พ.ศ. ๒๔๘๗ จําพรรษาแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ เมื่อใกล้ถึงเข้าพรรษาหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็ย้อนกลับมา จําพรรษาทางแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว อีก ๑ พรรษา ในช่วงเวลานั้นเป็นสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ สภาพบ้านเมืองเต็มไปด้วยความอดอยากขาดแคลน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ข้าวปลาอาหาร ผ้า ยารักษาโรค นํ้ามันเชื้อเพลิง ไม้ขีดไฟ เทียน สบู่ ฯลฯ ล้วนขาดแคลนและหายาก ผู้คนพากันอพยพหลบภัยสงคราม ความทุกข์ยากลําบากเป็นไปทุกหย่อมหญ้า ไม่เว้นแม้พระเจ้าพระสงฆ์ แต่สําหรับพระธุดงคกรรมฐานที่ออกบวชเพื่อปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านพร้อมที่จะสละเป็นสละตายและ พร้อมที่จะต่อสู้เผชิญกับความทุกข์ยากลําบากนานัปการในทุกสถานการณ์อยู่แล้ว โดยหลวงปู่ขาว ท่านได้เทศน์ การออกบวชเพื่อบําเพ็ญธรรม คือ การออกสู่แนวรบ ไว้ดังนี้
“การออกบวชเพื่อปฏิบัติธรรมโดยชอบ ก็คือการออกสู่แนวรบกับกิเลสเพื่อชัยชนะข้าศึกศัตรูหมู่กิเลสมาร อันเป็นหมู่มารและเสนามาร ซึ่งต้องรบต้องหํ้าหั่นกันเต็มฝีมือและกําลังวังชา สติปัญญา ศรัทธา ความเพียรที่มีอยู่ ไม่มีคําว่าออมแรง ใครออมแรงทําเหยาะๆ แหยะๆ คนนั้น ต้องแพ้อย่างหมอบราบคาบหญ้าไม่สงสัย การเข้าสู่แนวรบ ทางโลกเขาถือว่าเป็นความสุขสบายหรือ ไม่มีใครถือว่าเป็นความสุข ความสบาย เพราะจะไปฆ่าฟันรันแทงกับข้าศึก จนเห็นดําเห็นแดง เห็นเป็นเห็นตาย เห็นแพ้เห็นชนะกัน จะไปเอาความสุขมาจากอะไรที่ไหนกัน ก็คนฆ่ากันนี่ มีแต่ความวิตกกังวล ความกลัวเป็นกลัวตายเต็มหัวใจนั่นแล แล้วจะเอาความสุขสบายมาจากไหนกัน
การบวชเพื่อบําเพ็ญธรรมความดีงาม และเพื่อรื้อถอนกิเลสเชื้อวัฏวนขนกองทุกข์ออกจากใจ ก็คือการเข้าสู่สงครามระหว่างกิเลสกับธรรม โดยถือเอาภพเอาใจเราเป็นเวที เป็นสนามรบ ต่อสู้กับกิเลสประเภทต่างๆ ด้วยวิธีเดินจงกรมรบ ยืนรบ นั่งสมาธิภาวนารบ นอนภาวนารบ ด้วยสติ ปัญญา ศรัทธาความเพียรไม่ลดละท้อถอย ทุกอาการของจิตที่เคลื่อนไหวมันเป็นเรื่องของกิเลส มีราคะตัณหา เป็นต้น ไหวตัวเพื่อทําลายเราทั้งสิ้น เมื่อข้าศึกประจัญหน้าอยู่ทุกอิริยาบถและ ทุกอาการที่เคลื่อนไหวของจิตเช่นนี้ นักบวช คือ นักรบศิษย์ตถาคต รูปใด องค์ใดจะยอมตัว ล้มนอนคอยให้กิเลสสับยําขยําเป็นอาหารอันอร่อยกินเลี้ยงกันเล่า
นักบวชลูกศิษย์ตถาคตต้องเตรียมลวดลายคอยรับคอยรบข้าศึกด้วยความเพียร มีสติปัญญาเป็นอาวุธ มีศรัทธา ความเพียรเป็นเครื่องหนุนอยู่ตลอดแนวรบ คือ อิริยาบถต่างๆ ไม่เผลอตัว ทั้งตั้งรับ ทั้งรุก ทั้งบุก ทั้งทําลายข้าศึกไม่ให้เข้าใกล้ชิดตัวได้ จะเป็นภัยแก่ตัวเอง
แล้วอาการของนักบวชลูกศิษย์ตถาคตที่กล่าวมาเหล่านี้ เป็นอาการแห่งผู้อยู่สบายด้วยการบวชอะไรกัน นอกจากกองทุกข์ล้วนๆ ด้วยงาน คือ การรบฟันกับกิเลสประเภทต่างๆ เพื่อชัยชนะอย่างยอดเยี่ยมและอยู่เป็นบรมสุข หลังจากกําชัยได้โดยเด็ดขาดไม่มีชิ้นต่อโดยประการทั้งปวงแล้ว บวชแบบนี้ต้องทุกข์ลําบากด้วยกัน นอกจากบวชแบบหมูขึ้นเขียงให้กิเลสสับยํานั้น อาจสบายอยู่ บนเขียงขณะที่มีดหั่นยังไม่มาถึงหลังหมู แต่พอมีดหั่นมาถึงแล้ว… หลานคิดเอาเองก็แล้วกัน ปู่ (หลวงปู่ขาว) มันแก่แล้ว อธิบายไม่ได้ละเอียดลออนักแหละ”
ภายหลังจากจําพรรษาอยู่ที่แม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ถึง ๒ พรรษาติดต่อกัน ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ – ๒๔๘๗ แล้ว หลวงปู่ก็ได้ออกวิเวกไปในสถานที่ต่างๆ ขึ้นภูเขาเพื่อโปรด ชาวบ้านยางบ้าง (มูเซอ หรือพวกชาวเขา) หรือเข้าไปในป่าลึกเพื่อโปรดชาวป่าเขาลําเนาไพรบ้าง ได้เห็นศีลเห็นธรรมบ้าง จากนั้นหลวงปู่ขาวท่านก็เที่ยวธุดงค์ไปทางแม่หนองหาน อําเภอสันทราย
พรรษา ๒๑ – ๒๒ พ.ศ. ๒๔๘๘ – ๒๔๘๙ จําพรรษาแม่หนองหาน
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ – ๒๔๘๙ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านจําพรรษาอยู่ทางภาคเหนือต่ออีก ๒ พรรษา ก่อนเดินทางกลับภาคอีสาน นับเป็นพรรษาที่ ๒๑ – ๒๒ ขณะมีอายุ ๕๗ – ๕๘ ปี หลวงปู่ขาวท่านรักษาปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด ก่อนที่ ท่านจะบรรลุธรรมอัศจรรย์นั้น ท่านจะสอนตนก่อน โดยเร่งความเพียรให้พ้นจากทุกข์เสียก่อน จากนั้นท่านจึงเมตตาเทศนาอบรมสั่งสอนอบรมพระ เณร และญาติโยมต่อไป โดยองค์หลวงตา-พระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“พ.ศ. ๒๔๘๘ – ๒๔๘๙ พรรษานี้ท่านจํา (พรรษา) ที่แม่หนองหาน อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ในพรรษาท่านเมตตาเทศนาอบรมสั่งสอนศรัทธาพอสมควร เพราะจิตท่านพ้นดงหนาป่าทึบ ออกสู่แดนเวิ้งว้างกว้างขวางหาประมาณไม่ได้ จิตเป็นอวกาศจิต ธรรมเป็นอวกาศธรรม กลมกลืนเป็น อันเดียวกันโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่มีอะไรมากีดขวางลวงใจเหมือนแต่ก่อน อิริยาบถทั้งสี่เพื่อธาตุ เพื่อขันธ์ เพื่อวิหารธรรมในทิฏฐธรรมของจิตเป็นความอยู่สบาย”
หลวงปู่ขาว แม้ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังขยันขันแข็งทําความเพียรด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนา ท่านทําความเพียรเป็นปรกติสมํ่าเสมอ จนเป็นกิจวัตรประจําวัน การทําความเพียรของท่านนั้นก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อฆ่ากิเลส แต่เป็นไปเพื่อวิหารธรรม ในทิฏฐธรรม โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา บรรดาพระสาวกซึ่งล้วนแต่เป็น พระอรหันต์ในประเภทอริยบุคคลชั้นสูงสุด ไม่ปรากฏว่าองค์ไหนไม่ทําความพากเพียร
นี่เป็นเหตุให้คิดขึ้นมา เอ๊ ! ท่านทําความเพียรไปเพื่ออะไร ถ้าความเพียรเพื่อจะถอดถอนกิเลสก็เห็นควร เพราะพระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลาย ท่านหลุดพ้นจากกิเลสได้เพราะความเพียร แต่ครั้นพ้นจากกิเลสไปแล้ว ท่านทําความเพียรเพื่ออะไรกันอีก ในธรรมก็มีบอกไว้ว่า เพื่อวิหารธรรม ในทิฏฐธรรมขณะครองขันธ์อยู่ แต่ไม่ค่อยสนใจจุดนี้มากกว่าจุดที่สงสัย ธรรมท่านว่าทิฏฐธรรม วิหารธรรม เรายังไม่เข้าใจ เวลาอยู่ปกติท่านทําความเพียรเพื่อวิหารธรรมในทิฏฐธรรม คําว่า “ทิฏฐธรรม” แปลว่า ธรรมที่รู้เห็นอยู่ในวงขันธ์ที่ครองตัวอยู่ คือ ปัจจุบันนี้ เป็นธรรมเครื่องอยู่ระหว่างขันธ์กับจิตในปัจจุบัน…
จิตที่บริสุทธิ์แล้ว พ้นวิสัยของสมมุติ เรื่องความทุกข์จะเข้ากันได้ยังไง สมมุติจะเข้าไป เหยียบยํ่าทําลายจิตของพระอรหันต์ได้ยังไง ก็มีแค่นี้ จึงเรียกว่า “ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา” ขันธ์ทั้งห้าเป็นภาระอันหนักนะ ภาระอันหนักพิจารณาให้เห็นโทษของมัน
ตั้งแต่เวลาดําเนินก็เป็นภาระอันหนึ่ง เป็น ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ประเภทหนึ่ง ทีนี้เวลาจิตได้ผ่านพ้นไปแล้ว ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ประเภทหนึ่ง คือ ต้องมีความรับผิดชอบอยู่ตลอดไปจนกระทั่งถึงวันอวสานแห่งชีวิต พากิน พานอน พาขับ พาถ่าย พาเดินนั้นไปนี้ ล้วนแล้วตั้งแต่ พยุงขันธ์ ประคองขันธ์ เล่นกับขันธ์ รักษาขันธ์ รับผิดชอบขันธ์ทั้งนั้น ส่วนจิตไม่มีจะไปยุ่งไปเหยิงวุ่นวายให้ได้รักษาจิต จิตจะเป็นอย่างนั้น จิตจะเป็นอย่างนี้ ได้ระมัดระวังรักษา ไม่มี”
หลวงปู่ขาว นอกจากท่านจะบําเพ็ญภาวนา ด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ เพื่อ วิหารธรรมในทิฏฐธรรม ครองขันธ์ให้ชีวิตดํารงอยู่ตราบนานเท่านานแล้ว ยังเป็นการสอนโดยการ กระทําให้พระศิษย์ได้ดูเป็นคติแบบอย่าง ถือเป็นการสอนแบบอริยวงศ์อันลํ้าค่าเลิศเลอ ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดําเนินมาโดยตลอด และท่านพระอาจารย์มั่นก็พาดําเนินมา แม้ว่าองค์ท่านจะชราภาพมากแล้ว ก็ยังเดินจงกรมและนั่งสมาธิมาโดยตลอด
การบําเพ็ญภาวนาของหลวงปู่ขาวเพื่อวิหารธรรมในทิฏฐธรรม ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการจรรโลงสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสถาพร โดยท่านจะยึดมั่นและปฏิบัติตามหลัก พระธรรมวินัย ธุดงควัตร วิปัสสนาธุระ ตลอดข้อวัตรปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระ-อาจารย์มั่น อย่างเข้มงวดเคร่งครัด และเพื่อประโยชน์แก่โลก โดยท่านเป็นเนื้อนาบุญและเป็นที่พึ่งทางใจของบรรดาพุทธบริษัท นับแต่สูงสุด คือ วงพระมหากษัตริย์ เรื่อยลงมาข้าราชการ เศรษฐี พ่อค้า ประชาชน ชาวนา ผู้ยากไร้ ฯลฯ และที่สําคัญเป็นการสืบทอดอริยประเพณีของพระพุทธเจ้าและบรรดาพระอรหันตสาวก ทั้งนี้เพื่อเป็นคติแบบอย่างอันดีงามให้กับบรรดาพระธุดงคกรรมฐานในรุ่นต่อๆ มาจะได้เห็นร่องรอย เพื่อจะได้จดจําและนําไปประพฤติปฏิบัติตาม
ขณะที่หลวงปู่ขาว ท่านอยู่จําพรรษาที่แม่หนองหาน ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ช่วงก่อน เข้าพรรษาก็มีบรรดาพระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น เดินธุดงค์มากราบศึกษาธรรม ท่านก็ เมตตาเทศน์สอนพระหนุ่มให้ระวังเรื่องผู้หญิงว่า “ให้ระวังเรื่องผู้หญิงให้มาก ถ้ารอดได้ก็สามารถรักษาพรหมจรรย์ตลอดรอดฝั่ง ถ้าไม่ได้ก็ต้องแพ้มาตุคามแน่นอน” นอกจากนี้ท่านยังเทศน์แสดงสติปัฏฐาน ๔ ให้ฟังอย่างละเอียดลึกซึ้งกินใจมาก แม้หลวงปู่ขาวไม่ได้เรียนภาคปริยัติมาก็ตาม แต่เมื่อท่านปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมแล้ว สติปัฏฐาน ๔ จากภาคปฏิบัติ จึงละเอียดลึกซึ้ง ยิ่งกว่าจากภาคปริยัติที่เรียนท่องจํากันมาเป็นอันมาก
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ชวนสหธรรมิกกลับภาคอีสาน
ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านคิดเดินทางกลับภาคอีสาน ท่านจึงชวนหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และเพื่อนสหธรรมิกกลับภาคอีสานด้วยกัน โดยองค์หลวงตา-พระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“พอออกพรรษาแล้ว ทําให้ท่านระลึกถึงความหลัง ก่อนที่จะออกแสวงธรรมเพื่อมรรคผลนิพพานด้วยธุดงคกรรมฐานอยู่เสมอ ความหลังปรากฏขึ้นเตือนใจอยู่บ่อยๆ ความปณิธานที่ตั้งไว้ตอนบวชทีแรกว่าจะออกแสวงธรรมเพื่อมรรคผลนิพพานถ่ายเดียว เมื่อถูกประชาชน ครูอาจารย์ ทั้งหลายคัดค้านต้านทาน จึงได้ประกาศความจริงใจออกมาให้ทราบว่า เมื่อออกไปแล้ว ถ้ากระผมและอาตมาไม่รู้เห็นธรรม คือ มรรคผลนิพพานเต็มดวงใจแล้ว จะไม่ยอมกลับมาให้ท่านทั้งหลาย ชี้หน้าตราความล้มเหลวใส่หน้าผากอย่างเด็ดขาด การกลับมาจึงมีธรรมดังกล่าวนี้ เป็นเครื่องประกันตัวเต็มอยู่ภายในใจโดยถ่ายเดียว ขอให้ท่านทั้งหลายได้ทราบไว้แต่บัดนี้ นานไปจะหลงลืม ไปเสีย เวลาเห็นหน้ากลับมา
เมื่อคิดตกลงใจเรียบร้อยแล้ว จึงได้รํ่าลาศรัทธาทั้งหลาย ซึ่งต่างมีความอาลัยเสียดาย ไม่อยากให้ท่านจากไป แต่ความจําเป็นจําใจบังคับตามกฎ อนิจฺจํ ที่ต้องมีการพลัดพรากจากกัน ทั้งเป็นทั้งตาย จึงจํายอมไปตามกฎแห่งคติธรรมดา ท่านจึงมาชวนหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นเพื่อนเดินทางกลับอีสานด้วยกัน เพื่อเยี่ยมถิ่นฐานบ้านเดิมและวงศาคณาญาติที่ได้จากกันไปเป็น เวลา ๒๐ กว่าปี นับว่าเป็นเวลานานพอประมาณ หากชีวิตไม่ทนทานทั้งเขาทั้งเราก็อาจตายไป เสียก่อนไม่ได้พบเห็นกันอีก และเป็นโอกาสอันเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้ไปกราบเยี่ยม ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งระยะนั้นท่านกําลังพักจําพรรษาอยู่วัดบ้านหนองผือนาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซึ่งมีพระธุดงคกรรมฐานจําพรรษาและห้อมล้อมอยู่แถวบริเวณใกล้เคียงกับที่ท่านพักจําพรรษา อยู่เป็นจํานวนมาก แต่หลวงปู่แหวนท่านบอกว่าท่านยังไม่กลับ
ถ้ายังไม่บรรลุอรหัตตามความมุ่งหวังอย่างเต็มหัวใจเสียเมื่อไร ต้องอยู่บําเพ็ญให้ถึงอรหัต ก่อน ถึงจะไปไหนมาไหน จากเชียงใหม่ ถ้าอยากไป ถ้าไม่อยากไปก็จะอยู่เชียงใหม่ต่อไปจนตาย ท่านเองถ้าได้บรรลุอรหัตแล้วจะนําธรรมไปแจกพระแจกชาวบ้าน ผมก็ขอโมทนา แต่อย่านํากิเลสหรือธรรมเมาไปแจกเขานะ เพราะกิเลสและธรรมเมามีเกลื่อนแผ่นดินถิ่นที่สัตว์โลกอยู่อาศัย ไม่เคยมีวันบกพร่องขาดแคลน มีธรรมเท่านั้นบกพร่องขาดแคลนในหัวใจสัตว์โลก ทุกวันนี้โลกจึง เดือดร้อนวุ่นวายหาความสงบสุขเย็นกายเย็นใจไม่ได้ ไปที่ไหนมีแต่คนบ่นว่าทุกข์ว่าลําบากยากเย็นเข็ญใจให้ฟัง แม้ในบ้านในเมืองที่นิยมกันว่าเจริญ ก็ไม่พ้นที่จะได้ยินคําบ่นทุกข์บ่นยากกัน เวลา ท่านไปทางภาคอีสานจึงนิมนต์นําธรรมสมบูรณ์ ธรรมไม่บกพร่องขาดแคลน ธรรมสงบเย็นปาก เย็นใจ ไม่บ่น ไม่เดือดร้อนนอนครางไปแจกเขาบ้าง เขาจะได้โมทนาในการไปเยี่ยมเยียนญาติ ของท่าน
ผมเวลานี้กําลังต่อสู้กับธรรมเมา ยังไม่สร่าง ยังไม่หายเมา นั่งอยู่ก็เมา ยืนอยู่ก็เมา เดินอยู่ ก็เมา นอนอยู่ก็เมา นั่งสมาธิ เดินจงกรมภาวนาอยู่ก็เมา กิเลสตัวพาให้ประมาทมัวเมา มันยัง ไม่ยอมลงจากบนบ่า บนหลัง บนคอ บนหัวใจ เคลื่อนไหวไปมาในที่ใด มีแต่ธรรมเมาเหล่านี้ ออกทํางานเพ่นพ่านเต็มกาย เต็มวาจา เต็มหัวใจ เมื่อไรจะหายเมายังไม่รู้ได้ ท่านไปภาคอีสาน นิมนต์นํา มทนิมฺมทโน ธรรมยังความเมาให้สร่าง วฏฺฏูปจฺเฉโท ธรรมตัดวัฏจิต ตณฺหกฺขโย ธรรมสิ้นตัณหา วิราโค ธรรมสิ้นราคะความกําหนัดยินดี นิโรโธ ธรรมดับกิเลสทั้งปวง นิพฺพานํ ความดับสนิทแห่งกิเลสสมมุติทั้งมวล ไปแจกชาววัดและชาวบ้าน เขาจะได้ดีใจ โมทนาสาธุการ สมกับท่านจากเขาไปนาน
นี่ท่านหลวงปู่แหวนสั่งหลวงปู่ขาว เวลาท่านหลวงปู่ขาวจะกลับไปทางภาคอีสาน สําหรับองค์หลวงปู่แหวนเองท่านไม่ไป ท่านจะอยู่บําเพ็ญให้ได้อรหัตเสียก่อน อยากไปไหน ท่านจึงจะไปหลังจากสมหวังดังใจหมายแล้ว ท่านจึงนิมนต์หลวงปู่ชอบ หลวงปู่บุตรไปด้วย ทั้งสามองค์ เดินทางจากเชียงใหม่มุ่งหน้าไปภาคอีสาน และเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น ที่วัดบ้าน- หนองผือนาใน โดยพักค้างคืนหนึ่งคืน”
เปิดเผยธรรมธาตุ
พระศิษย์ที่ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นภาคเหนือ ต่อมาท่านได้บรรลุธรรมอัศจรรย์เป็น พระอรหันต์หลายองค์ ก่อนท่านพระอาจารย์มั่นกลับภาคอีสาน มีด้วยกัน ๓ องค์ ได้แก่ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ที่แม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ นับเป็นองค์แรก หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ทราบสถานที่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นองค์ที่สอง และ หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่โหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เป็นองค์ที่สาม พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้ง ๓ องค์ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ตรวจสอบคุณธรรมหมดแล้ว ส่วนหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์ ขณะจําพรรษาอยู่ที่บ้านหนองยวน แขวงเชียงตุง ประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ภายหลังจากท่านพระอาจารย์มั่นกลับภาคอีสานแล้ว
การเปิดเผยธรรมธาตุของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นนั้น เมื่อมีการพูดคุยสนทนาธรรมกันตามหลักสัลเลขธรรม ครูบาอาจารย์ท่านจะเล่าธรรมะสู่กันฟังเป็นการภายใน หรือที่เรียกว่า “ครอบครัวกรรมฐาน” ดังนั้น เมื่อองค์ใดบรรลุธรรมอัศจรรย์ ถึงซึ่งพระนิพพาน หรือ “ธรรมธาตุ” ท่านจะทราบกันก่อนล่วงหน้าแล้ว เมื่อท่านมรณภาพแล้วประชุมเพลิงศพ อัฐิท่านได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุ จึงเป็นเครื่องยืนยันในภายหลัง ซึ่งตามตํารากล่าวไว้ว่า ต้องเป็น พระอรหันต์เท่านั้น อัฐิจึงแปรสภาพกลายเป็นพระธาตุได้
เพราะอริยสัจมีหนึ่งเดียว ผลการปฏิบัติธรรมต้องเหมือนกัน ในสมัยนั้นผู้รู้จริงเห็นจริง ในสัจธรรมยังมีมาก จึงสามารถตรวจสอบกันได้ ดังนั้น เมื่อท่านพูดคุยสนทนาธรรมกันถึงธรรมธาตุ ท่านจะมีการตรวจสอบคุณธรรมซึ่งกันและกัน
การเปิดเผยธรรมธาตุของหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่ชอบ ในครั้งนั้น เป็นเหตุการณ์พูดคุย สนทนาธรรมก่อนเดินทางกลับภาคอีสาน ตอนปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ณ เสนาสนะป่านํ้าริน อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในขณะนั้นหลวงปู่ขาว ท่านจําพรรษาอยู่ที่แม่หนองหาน อําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ทราบข่าวว่าหลวงปู่แหวน เพื่อนสหธรรมิกของท่านพักอยู่ที่เสนาสนะป่านํ้าริน เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาวท่านจึงมาชวนกลับภาคอีสาน และถือโอกาสกราบคารวะเยี่ยมท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือด้วยกัน ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่ชอบท่านก็อยู่จําพรรษา ร่วมกับหลวงปู่แหวน
เหตุการณ์ที่หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แหวน ท่านพบกันและร่วมวงพูดคุยสนทนาธรรมกันในครั้งนั้น ถือว่าเป็นครั้งสุดท้าย ท่านได้มีการเปิดเผยภูมิธรรมของกันและกัน โดยไม่มีความลังเลสงสัยใดๆ ในธรรม เพราะเป็นธรรมของจริงซึ่งเกิดจากการปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์เข้มงวดมาด้วยกันจริงๆ เป็นเหตุการณ์ครั้งสําคัญที่ทรงคุณค่าเป็นมหามงคลอย่างยิ่ง ควรแก่การจดจารึกเอาไว้ เพราะพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้ง ๓ เคยอยู่ร่วมกันมา ศีล ย่อมรู้ได้เมื่ออยู่ร่วมกัน ธรรม ย่อมรู้ได้เมื่อสนทนาธรรมกัน เมื่อหลวงปู่ชอบและหลวงปู่ขาวต่างเปิดเผย “ธรรมธาตุ” ของกันและกันออกมา โดยมีหลวงปู่แหวนร่วมฟังและรับทราบ จึงเป็นที่เชื่อถือและสนิทใจได้
หลวงปู่ขาว ท่านเริ่มถามหลวงปู่ชอบก่อนว่า “อาจารย์ชอบไปเที่ยววิเวกทางเมืองพม่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลวงปู่ชอบเริ่มเปิดเผยธรรมธาตุของท่านต่อหลวงปู่ขาวว่า “การภาวนาของผมอยู่เมืองพม่านั้น มีแต่ก้าวหน้าจนสุดหนทางที่ผมจะเดินต่อไปอีกแล้ว ทุกวันนี้ผมอยู่กับธรรมที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีธรรมอันใดที่ผมจะสงสัยอีกต่อไป ไม่มีภาระภายในเรื่องใดที่ผมจะต้องทําอีกต่อไป ทุกอย่างผมได้วางลงจนหมดแล้ว ไม่มีกิเลสอะไรเหลือไว้ให้ตนเองได้แบกหามอีกต่อไป ผมมีปัญญาเป็นของตนเองแล้ว การเกิดของผมได้ยุติลงแล้วที่ชาตินี้”
หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน เมื่อได้ฟังหลวงปู่ชอบ “เปิดเผยธรรมธาตุ” ภายใน ของท่านออกมา ท่านทั้งสองต่างก็เข้าใจในความหมายนั้นทันที ต่างก็พากันอนุโมทนายินดีกับ หลวงปู่ชอบที่ท่านก้าวข้าม “โอฆสงสาร” ของกิเลสได้แล้ว
หลวงปู่ขาว ท่านจึง “เปิดเผยธรรมธาตุ” ภายในของท่านให้หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่แหวนฟังว่า “พันธุ์เม็ดข้าวของผมนั้นสุกหมดแล้ว ไม่เหลือเชื้อเกิดที่ผมจะนํามาเพาะปลูกเพื่อให้เกิดภพชาติได้อีกต่อไป แต่ก่อนนั้นผมกินแต่ข้าวสุขปนข้าวทุกข์ ทุกวันนี้ผมกินแต่ข้าวสุก (สุข) แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น”
หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว ท่านเปิดเผย “ธรรมธาตุ” ซึ่งเป็น “ธาตุธรรมอันบริสุทธิ์” ที่ผู้พ้นจากกิเลสเท่านั้นถึงจะเข้าใจได้ หลวงปู่แหวนนั่งฟังหลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาวสนทนาธรรม เปิดใจให้กันฟัง ท่านแสดงความยินดีอนุโมทนากับสหธรรมิกทั้งสองที่พากันก้าวพ้นห้วงมหันตทุกข์ ไปได้แล้ว ท่านก็ยิ่งเกิดกําลังใจอย่างแรงกล้าที่จะเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์เต็มที่ เพื่อให้พ้นห้วง มหันตทุกข์ตาม ซึ่งขณะนั้นท่านก็ยังมีงานภายในที่ละเอียดคั่งค้างให้คอยชําระสะสางอีก
จากนั้นหลวงปู่ขาวท่านก็ชวนหลวงปู่แหวนกลับภาคอีสาน หลวงปู่แหวนท่านก็ปฏิเสธหลวงปู่ชอบท่านก็เอ่ยชวนหลวงปู่แหวนให้กลับเมืองเลยด้วยกัน เพราะต่างองค์ต่างจากบ้านเกิด เมืองนอนมานานแล้ว สมควรที่จะต้องกลับมาโปรดญาติพี่น้องทางเมืองเลยบ้าง หลวงปู่แหวนท่านก็ปฏิเสธที่จะกลับมาเมืองเลยกับหลวงปู่ชอบ ท่านบอกกับหลวงปู่ชอบว่า “ตราบใดที่ยังไม่ได้เป็น พระอรหันต์ ท่านจะไม่กลับมาเมืองเลย” หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาวได้ยินคําพูดจากปากของ หลวงปู่แหวนเช่นนี้ ท่านทั้งสองจึงไม่คะยั้นคะยอให้หลวงปู่แหวนท่านกลับมาเมืองเลยด้วยกัน
ในเรื่องนี้หลวงปู่ชอบกล่าวถึงหลวงปู่แหวนว่า “ตอนนั้นอาจารย์แหวนท่านเร่งของท่าน เราชวนท่านกลับมาเมืองเลยด้วยกัน แต่ท่านปฏิเสธ เราจึงไม่เร่งเร้าอะไรท่าน อาจารย์แหวนท่านเป็นคนจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ถ้าเอ่ยว่าไม่เอาแล้ว ใครจะมาเปลี่ยนใจท่านเป็นอย่างอื่นไม่ได้ พอมาอยู่บ้านปง ท่านก็เร่งความเพียรของท่านอย่างเอกอุ จนป่วยเกือบตาย ผู้เฒ่าแหวนท่านมาบรรลุธรรมอยู่บ้านปง (วัดอรัญญวิเวก)”
หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่แหวน ท่านทั้งสามได้อยู่พักภาวนาร่วมกันที่เสนาสนะป่านํ้ารินอีกระยะหนึ่ง ในระยะนั้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพิ่งยุติลงใหม่ๆ ฉะนั้น ปัจจัย ๔ ซึ่งอัตคัดขาดแคลนอยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ตามป่าตามเขาในถิ่นทุรกันดาร ก็ยิ่งอดอยากขาดแคลนอย่างหนัก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อครูบาอาจารย์ทั้งสามแต่ประการใด
วิเวกพระบาทสี่รอย อําเภอแม่ริม
ในขณะที่ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่แหวน พักภาวนาอยู่ที่เสนาสนะป่านํ้าริน ในเวลาต่อมา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ กับ หลวงพ่อวงษ์ (ไม่ทราบฉายา) ทราบข่าว จึงพากัน เดินทางมากราบเยี่ยมเยียนครูบาอาจารย์ทั้งสาม
หลวงปู่เหรียญ กับ หลวงพ่อวงษ์ พักอยู่ที่เสนาสนะป่านํ้ารินสองคืน หลวงปู่ชอบกับ หลวงปู่ขาว ท่านทั้งสองจะออกเที่ยววิเวกตามป่าตามเขาแถบอําเภอแม่ริม จึงชวนหลวงปู่แหวน แต่หลวงปู่แหวนท่านยังไม่อยากจะไปในตอนนี้ ท่านอยากพักภาวนาอยู่ที่เสนาสนะป่านํ้ารินไปก่อน ถ้าออกจากนี้แล้ว ท่านจะขึ้นไปพักภาวนาอยู่ที่บ้านปง (วัดอรัญญวิเวก ตําบลอินทขิล อําเภอ แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่) หลวงปู่ชอบท่านจึงชวนหลวงปู่เหรียญและหลวงพ่อวงษ์ ซึ่งท่านทั้งสองต่างก็ยินดีที่ได้ร่วมออกเที่ยวธุดงค์กับครูบาอาจารย์ จากนั้นหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่เหรียญ และหลวงพ่อวงษ์ ก็พากันลาหลวงปู่แหวน แล้วเดินทางออกจากเสนาสนะป่านํ้าริน
คณะของหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว เที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาในเขตอําเภอแม่ริม ด้วยความผาสุกเย็นใจ เพราะภูมิประเทศแถบนั้นเป็นธรรมชาติของเทือกเขาสูงๆ ตํ่าๆ สลับซับซ้อน ต้นไม้ก็ขึ้นปกคลุมหนาแน่นอุดมสมบูรณ์มาก เป็นผืนป่าขนาดใหญ่ร่มรื่นเขียวขจี สัตว์ป่าสัตว์ร้าย ก็ชุกชุมมาก นับเป็นสถานที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัดอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา คณะของท่านพากันไปพักภาวนาตามเขาและถํ้า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านชาวเขา ที่ตั้งอยู่เชิงดอยทางขึ้นพระบาทสี่รอย พอได้อาศัยโคจรบิณฑบาต
เขาลูกนั้นมีถํ้าอยู่ ๒ ถํ้า แต่เป็นถํ้าที่อยู่สูงจากเชิงเขาขึ้นไปประมาณ ๑๕ วา ทางขึ้น ชันมาก เวลาขึ้นไปต้องเอามือเหนี่ยวโหนต้นไม้และเถาวัลย์ขึ้นไป พระหนุ่ม ๒ องค์ คือ หลวงปู่เหรียญ และ หลวงพ่อวงษ์ ขึ้นไปอยู่ในถํ้า ส่วนหลวงปู่ชอบและหลวงปู่ขาวท่านอยู่บนสันเขา ชั้นล่าง ตํ่าลงมาจากถํ้าหน่อยหนึ่ง เวลาบิณฑบาตแต่ละวันเท่านั้น ท่านทั้งสี่จึงจะได้พบกัน หรือไม่ท่านใดติดขัดปัญหาในเรื่องภาวนา จึงจะลงมาพบกัน เพื่อเรียนถามปัญหาที่ตนเองกําลังติดขัด
หลวงปู่ชอบ ท่านเล่าว่า ไปอยู่ที่นั่นรู้สึกภาวนาดีมาก เพราะอากาศดีและเงียบสงัดด้วย ไม่มีอะไรรบกวน ส่วนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เขาลูกนั้น เมื่อได้ทราบข่าวว่ามีพระธุดงคกรรมฐานมาพักอยู่ในถํ้าและเขานั้น ต่างก็พากันดีใจ ชักชวนกันมาทําแคร่ที่พักอาศัยให้ ส่วนนํ้าใช้นํ้าฉัน ชาวบ้านเอาไม้ไผ่ขนาดลําใหญ่มาผ่ากลางเอาข้อออก ทําเป็นลํารางต่อกัน บนเขาลูกใหญ่นั้นมีนํ้าพุผุดไหลมาออกตรงข้างเขา เขาก็เอาลํารางไม้ไผ่นั้นไปรองรับนํ้าให้ไหลมาไว้ที่หัวเขาและที่ถํ้าซึ่งพระอยู่ เป็นระบบประปาธรรมชาติ นับว่าสะดวก ไม่ต้องกังวลในการขึ้นเขาลงเขาไปลําเลียงนํ้าใช้นํ้าฉัน แต่นํ้านั้นผสมกับหินปูน ต้องต้มให้เดือดแล้วปล่อยให้เย็น เมื่อตกตะกอนแล้วจึงกรองเอามาฉัน
ครั้นอยู่ต่อมา พระที่อยู่ในหมู่บ้านเขาพากันสึกหมด พร้อมทั้งคนในหมู่บ้านเจ็บป่วยกันหลายคน กํานันตําบลนั้นไปปรึกษากับหมอผี หมอผีบอกว่าเป็นเพราะพระกรรมฐานไปอยู่ในถํ้านั้น ผีที่อยู่ในถํ้านั้นกลัวพระกรรมฐานอยู่ไม่ได้ จึงมารบกวนชาวบ้านให้เจ็บป่วย ถ้าจะให้ชาวบ้านหายเจ็บป่วย ต้องไล่พระกรรมฐานไป กํานันตําบลนั้นเกิดความเห็นผิดขึ้นมา จึงเที่ยวประกาศห้ามไม่ให้ชาวบ้านที่หมู่บ้านซึ่งกํานันอยู่นั้นทําบุญตักบาตร แต่ก็ไม่ได้มีผู้เชื่อถือกํานันนั้นทุกคนไป
วันแรกเดินไปบิณฑบาตในหมู่บ้านนั้น ไม่มีใครกล้าใส่บาตรสักคนเดียว เมื่อไปบ้านอื่น ซึ่งอยู่ใกล้กันจึงมีผู้ใส่บาตรให้ พวกมิจฉาทิฐิกลุ่มนี้เมื่อเห็นว่าพระกรรมฐานคณะนี้ยังไม่ยอมหนีไปจากที่นี่อีก จึงได้พากันมาส่งเสียงรบกวนในเวลาที่พวกท่านทําความเพียร และวันต่อมาก็พากันฟันทําลายลํารางนํ้าเสียหายหลายจุด โดยหวังไม่ให้พระกรรมฐานมีนํ้าใช้นํ้าฉัน เป็นการบีบบังคับไล่ทางอ้อมให้ท่านหนีไป นี้แหละขึ้นชื่อว่า ความเห็นผิด ความเชื่อผิด ทําให้คนเรากระทําแต่สิ่งที่ ไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อโทษโดยส่วนเดียว
เมื่อเกิดเหตุการณ์ขับไล่เช่นนี้ ซึ่งคล้ายๆ กับคราวท่านพระอาจารย์มั่น กับ หลวงปู่มหา-ทองสุก ถูกชาวป่าชาวเขาเข้าใจผิดจะขับไล่และกล่าวหาว่าท่านทั้งสองเป็นเสือเย็น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว ท่านทั้งสองดําเนินตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว ท่านจึงไม่หนี เพราะเกรงว่ากรรมหนักจะตกกับพวกมิจฉาทิฐิ หลวงปู่ชอบท่านจึงแจ้งเรื่องนี้กับหมู่คณะว่า พวกเราจะไม่หนีไปจากที่นี่ เพราะเหตุกลุ่มคนเห็นผิดมาขับไล่ พวกเราจะออกจากที่นี่ไปก็ต่อเมื่อเรื่องราวทุกอย่าง มันกระจ่างแล้วเท่านั้น หมู่คณะทุกท่านเห็นด้วย จึงพากันพักภาวนาอยู่ที่นี่ต่อไป
สาเหตุที่พระสึกกันทั้งวัดนั้น เพราะพระกลุ่มนี้ประพฤติตนนอกรีตนอกรอย ย่อหย่อนมาก ไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีการแอบดื่มเหล้าบ้าง แอบกินข้าวเย็นบ้าง ฯลฯ เมื่อมีคณะของหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว ไปพัก ท่านเคร่งครัด ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ชาวบ้านจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาพากันมาทําบุญ พระกลุ่มนี้เกิดความไม่พอใจ จึงแกล้งสึกกันทั้งวัด และไปยุยงให้ชาวบ้านขับไล่คณะของท่าน
เมื่อความจริงปรากฏ พวกญาติโยมที่เลื่อมใสรู้เรื่องนี้เข้า เขาก็พากันมาใส่บาตร ลํารางนํ้า ที่เสียหายก็ไปซ่อมแซมให้ใช้ได้ตามเดิม ทั้งคอยจัดเวรยามดูแลให้ เพราะความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น เป็นธรรมดาของมนุษย์ และเมื่อครูบาอาจารย์สอนให้ชาวบ้านยึดมั่นในพระไตรสรณาคมน์เป็นที่พึ่ง การเจ็บป่วยของชาวบ้านก็หายขาด ต่อมาไม่นานพวกชาวบ้านที่หลงผิดก็รู้สึกตัว จึงพากันสํานึกผิด มากราบขอขมาและนิมนต์คณะของท่านให้อยู่โปรดพวกเขา ชาวบ้านพากันกลับมาเลื่อมใสศรัทธาดังเดิม และดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ทั้งจะช่วยกันสร้างวัดถวายให้คณะของท่านได้อยู่ จําพรรษา หลวงปู่ชอบท่านรับทราบกุศลเจตนา แต่ก็ไม่ได้รับปาก ท่านว่า “อาตมาจะอยู่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันที่อาตมาและหมู่คณะจะออกไปจากที่นี่”
วิเวกบนดอยแม้ว
หลังเหตุการณ์ที่ชาวบ้านหลงผิดและได้พากันขับไล่คณะพระกรรมฐานผ่านพ้นไปด้วยดีแล้ว ต่อมาหลวงปู่ขาวชวนหลวงปู่เหรียญ ขึ้นไปวิเวกบนดอยแม้ว ส่วนหลวงปู่ชอบกับหลวงพ่อวงษ์ยังอยู่ที่เดิม เมื่อเดินทางขึ้นไปถึงบ้านแม้วแล้วก็ไปหาผู้ใหญ่บ้าน แนะนําให้เขารู้ว่า เราเป็นนักบวช คือ เป็นพระในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะเขาไม่เคยเห็นพระมาก่อน สําหรับการพูดจากันนั้น ผู้ชายเท่านั้นพอพูดรู้เรื่องกันบ้าง ส่วนผู้หญิงพูดไม่รู้เรื่องกันเลย โดยพูดกับเขาว่า “พวกเรามานี้ ไม่ได้มาหาเงินทองอะไร เรามาพักภาวนาหาความสงบทางจิตใจเท่านั้น หวังว่าคงไม่ขัดข้อง” ผู้ใหญ่บ้านตอบว่าไม่ขัดข้อง ยินดีให้ความช่วยเหลือทุกอย่างที่พวกท่านต้องการ ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้พาไปหาสถานที่พักในป่าบ้าง ที่ไหนเป็นที่เงียบสงัดและมีนํ้าพอได้อาบและฉัน ผู้ใหญ่ก็เรียกลูกบ้านมา ๔ – ๕ คน แล้วพาไปหาที่พัก ทําที่พักถวายแล้วก็กลับกัน
รุ่งเช้าไปบิณฑบาต เขาไม่ได้ทําอาหาร มีแต่หุงข้าวไว้เท่านั้น เขาก็เอาเนื้อหมูที่ลวกนํ้าเกลือกันเน่าที่เก็บไว้มาใส่บาตร หลวงปู่ขาวท่านได้ชี้ให้โยมที่ติดตามไปรับแทน ไม่ให้ใส่ในบาตรท่าน เมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้วก็ให้โยมผู้ติดตาม ขอยืมหม้อกระทะขนาดเล็กของเขาไปสู่ที่พัก แล้วโยมก็จัดการทําให้สุกแล้วฉันกัน ซึ่งตามพระวินัยห้ามภิกษุฉันของสุกๆ ดิบๆ หากฉันเข้าไปจะเป็นอาบัติ ทุกกฏ ในวันต่อไปชาวบ้านที่ไปจากข้างล่างแนะนํา เขาจึงทําอาหารสุกใส่บาตรให้
การบําเพ็ญภาวนาบนดอยแม้ว รู้สึกว่าเป็นไปได้ดี อากาศก็หนาวเย็นสบาย ลมพัดอยู่เสมอ บําเพ็ญอยู่ได้ ๑๐ วัน หลวงปู่ขาวท่านต้องกลับมาพักอยู่สันเขาตามเดิม เนื่องจากท่านแพ้อากาศหนาวบนดอยสูง และท่านแพ้นํ้าบนภูเขา เวลาสรงนํ้าแล้วจะเกิดผื่นคันขึ้นมาทั้งตัว ท่านจึงพา หลวงปู่เหรียญกลับลงมาหาหลวงปู่ชอบที่ด้านล่าง หลวงปู่ขาวบอกหลวงปู่ชอบว่า “ที่ยอดดอยอากาศหนาวเย็นมาก จนไม่มีมดแมลงอาศัยอยู่”
ระหว่างที่หลวงปู่ชอบท่านอยู่ที่สันเขานั้น ได้มองเห็นเขาลูกหนึ่ง ซึ่งอยู่สูงกว่าดอยแม้วที่หลวงปู่ขาวกับหลวงปู่เหรียญไปพํานักมา ท่านคิดว่า บนหลังเขาลูกนี้คงจะวิเวกดี ควรแก่การบําเพ็ญเพียรภาวนา เมื่อหลวงปู่ขาวกับหลวงปู่เหรียญลงมาจากดอยแม้วแล้ว หลวงปู่ชอบถามหลวงปู่ขาวว่า “สถานที่บนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เหมาะแก่การภาวนาไหม?” หลวงปู่ขาวบอกว่า “สถานที่แห่งนี้เหมาะแก่การภาวนาเป็นอย่างยิ่ง บนเขาเป็นป่าเป็นดง คนอยู่บนนั้นเป็นชาวเขา ถ้าอาจารย์ชอบสนใจอยากจะขึ้นไปภาวนาที่นั่นก็ลองไปดู” หลวงปู่ชอบท่านสนใจอยากจะขึ้นไปภาวนาบนเขา ท่านถามหลวงปู่เหรียญว่า “อยู่บนนั้นมันเป็นอย่างไรบ้าง” หลวงปู่เหรียญบอกว่า “อยู่บนดอยลูกนี้ กระผมภาวนาม่วน (สุข) ใจดี” หลวงปู่ชอบท่านจึงชวนกลับขึ้นเขาไปใหม่ โดยอธิบายว่าจุดหมายปลายทางนั้นไม่ใช่ดอยแม้ว แต่เป็นเขาอีกลูกหนึ่งซึ่งอยู่สูงกว่า หลวงปู่ชอบท่านจึงให้หลวงปู่เหรียญนําทางพาท่านขึ้นไปภาวนาที่บนยอดดอย
พอขึ้นไปก็พบชาวบ้านป่า พอเขารู้ว่าท่านทั้งสองจะขึ้นไปพักบนหลังเขาลูกนั้น ก็ร้องห้ามขึ้นมาว่า “อย่าไปเลยท่าน ผีที่เขาลูกนี้ดุมาก” แต่ท่านทั้งสองไม่กลัว เมื่อชาวบ้านผู้นั้นเห็นท่าน ไม่กลัว ก็เลยพานําทางขึ้นไป สังเกตได้ว่าเขาไม่ค่อยเต็มใจนัก มีทีท่าหวั่นหวาดอยู่ แต่ด้วยความเกรงใจก็จําใจต้องนําท่านไป กว่าจะไปถึงบนยอดหลังเขาก็เกือบตะวันพลบ ไม่มีเวลาทําเสนาสนะ จึงใช้ใบไม้ปูรองนอนบนพื้นดินไปชั่วคราว เช้ารุ่งขึ้นหลวงปู่เหรียญนําทางไปบิณฑบาตยังบ้านแม้วอีกดอยหนึ่ง ซึ่งท่านเคยมาพํานักกับหลวงปู่ขาวคราวก่อน หลวงปู่เหรียญเล่าถวายหลวงปู่ชอบว่า “เมื่อแรกมาถึงดอยแม้วกับหลวงปู่ขาวนั้น ต้องไปแนะนําให้เขารู้จักว่าเป็นนักบวช เป็นพระในพระพุทธศาสนา เขาบอกท่านซื่อๆ ว่า พวกเขาไม่รู้จักพระ เขาไม่เคยเห็นพระมาก่อนสักองค์เลย การใส่บาตร เขาก็ไม่รู้จัก ญาติโยมที่ไปกับท่านในครั้งนั้นต้องแนะนําให้”
หลวงปู่ชอบไปบิณฑบาตกับหลวงปู่เหรียญในคราวนี้ จึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะเขาเคยใส่บาตรหลวงปู่ขาวกับหลวงปู่เหรียญมาแล้ว และเวลาก็เพิ่งผ่านไปไม่นานด้วย พวกเขาจํา หลวงปู่เหรียญได้ดี ถามถึงหลวงปู่ขาว เมื่อรู้ว่าหลังจากที่ท่านจากเขามา หลวงปู่ขาวไม่ค่อยสบาย เขาก็แสดงความเสียใจ และบ่นว่า “ครั้งนี้ ตุ๊เจ้าน่าจะกลับมาพักยังที่พัก ซึ่งเพิ่งสร้างเตรียมไว้ให้ ในคราวก่อน มาอยู่กันไม่นานเท่าไรก็จากไปเสียแล้ว” หลวงปู่ชอบเล่าว่า ศรัทธาของชาวแม้วดีมาก แม้เขาจะเพิ่งรู้จักพระในพระพุทธศาสนา เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง แต่เขาก็ปวารณารับใช้ทุกอย่าง ท่านชี้แจงว่า เพื่อต้องการความสงัด จึงได้ขึ้นไปบําเพ็ญเพียรภาวนาบนยอดเขาลูกโน้น แต่ก็ยังขอฝากปากฝากท้องกับโยมในดอยนี้
ในคืนวันหนึ่ง ท่านทั้งสองพักอยู่คนละสถานที่ แต่ทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าจากชายนุ่งขาว ห่มขาวที่นั่นมาบอกและจากนิมิตสมาธิภาวนา “จะมีเสือใหญ่มาเยี่ยม อย่าได้ประมาท” ต่างองค์ต่างนั่งสมาธิภาวนาเพื่อรอเสือใหญ่ตัวนั้น แต่ไม่ปรากฏว่ามา พอรุ่งเช้าก็เห็นรอยเท้าเสือใหญ่มาบริเวณที่ท่านทั้งสองพัก หลวงปู่ชอบเล่าว่า ชายนุ่งขาวห่มขาวมาบอกในนิมิตนั้นเขาเป็นเทวดารักษาพระบาท ๔ รอย เขาจําแลงกายมาแจ้งเตือนให้องค์ท่านระวังภัยจากเสือใหญ่ลายพาดกลอนตัวนี้ หลังเขาบนดอยสูงแห่งนั้นเป็นที่ภาวนาได้ดีมาก ผู้ที่ไม่มีความอดทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ที่หนาวเหน็บ จะอยู่บนดอยลูกนี้ลําบากมาก มีพวกกายทิพย์มากราบคารวะท่านมาก บ้างก็ขอมาฟังธรรม รวมทั้งมีเทพนาคา ราชาพญานาคพาบริษัทบริวารมาฟังธรรม
ในขณะที่ หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่เหรียญ ภาวนาอยู่บนยอดดอยนั้น หลวงปู่ขาว กับ หลวงพ่อวงษ์ ท่านก็ภาวนาอยู่ที่สันเขา ด้วยอํานาจแห่งกระแสเมตตาธรรมของหลวงปู่ขาว ที่ท่านสวดมนต์ภาวนาแผ่เมตตาประจําจิตทุกคํ่าเช้า กระแสเมตตาธรรมอันบริสุทธิ์นั้น ย่อมทําให้บรรดากายทิพย์ เทวดา พญานาค ตลอดภพภูมิ ณ สถานที่นั้นเกิดความอบอุ่นชุ่มเย็นปีติสุขใจตามๆ กัน
หลวงปู่ชอบพักภาวนาอยู่ดอยพระบาท ๔ รอยกับหลวงปู่เหรียญ ๑๒ วัน ท่านเกิดอาการอาพาธอาหารเป็นพิษ ถ่ายท้องอย่างรุนแรง ท่านจึงชวนกันลงจากดอยมาหาหลวงปู่ขาว และ หลวงพ่อวงษ์ เพื่อพักรักษาตัว พออาการหลวงปู่ชอบดีขึ้นแล้ว หลวงปู่เหรียญกับหลวงพ่อวงษ์ จึงขออนุญาตหลวงปู่ชอบออกเที่ยววิเวกมาอําเภอสันทราย ส่วนหลวงปู่ขาวชวนหลวงปู่ชอบมาพักที่วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมเดินทางกลับภาคอีสาน
ภาค ๑๐ กลับภาคอีสาน บูชาคุณ บูชาธรรมท่านพระอาจารย์มั่น
สายนํ้าผุดจากบาดาลขณะกลับภาคอีสาน
ในขณะที่ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านจะเดินทางกลับภาคอีสาน ระหว่างที่ท่านพักอยู่วัดเจดีย์หลวง หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร กับหมู่คณะ เมื่อทราบข่าวจึงพากันมา กราบคารวะเยี่ยมเยียนและสนทนาธรรมกัน ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่สิมท่านยังไม่บรรลุธรรมอัศจรรย์ ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้พยากรณ์ไว้ ขณะนั้นท่านกําลังเร่งความเพียร
เมื่อหลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว พักอยู่วัดเจดีย์หลวง ได้ระยะหนึ่ง จากนั้นท่านทั้งสองชวนกันเดินทางกลับภาคอีสาน ซึ่งก็ได้รับความสะดวกจากอุบาสิกา เจ้านายฝ่ายเหนือท่านหนึ่ง ซื้อตั๋วรถไฟถวาย การเดินทางของท่านทั้งสองเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่มาลงจังหวัดพิษณุโลกหลวงปู่ชอบบอกว่า ท่านกับหลวงปู่ขาว พากันเดินเท้าจากพิษณุโลกมาถึงบ้านหนองบัวบาน ตําบลหนองบัวบาน อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ใช้เวลาสิบสองวัน ท่านทั้งสองพักอยู่บ้านหนอง-บัวบาน เพื่อทําบุญอุทิศให้โยมแม่ชีปา แก้วสุวรรณ โยมแม่ของท่าน หลังเสร็จงานทําบุญแจกข้าว ให้โยมแม่แล้ว ท่านลาญาติพี่น้องเดินทางกับหลวงปู่ขาวไปกราบคารวะเยี่ยมเยียน ท่านพระ- อาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ท่านบอกระหว่างเดินทางข้ามป่าดงเขาจากอําเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี มาอําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร นํ้าฉันของพวกท่านหมด ท่านทั้งสองพากันเดินหานํ้าตามห้วย หนอง คลอง บึงในป่า เพื่อจะอาศัยกรองนํ้าเอาไว้ฉัน พากันหาแหล่งนํ้า หาเท่าไรก็ไม่เจอ ท่านบอก “อากาศร้อนก็ร้อน พากันเลาะหานํ้าตามห้วยตามหนอง ก็ไม่มี อาจารย์ขาวบ่นทําไมมันแห้ง มันแล้งจัง ทางนี่หาห้วยหาหนองก็ไม่มี เฒ่าขาวบ่นพรึมๆ ไปนําทาง พากันเลาะหาห้วย หาหนอง หาอย่างไรก็ไม่เจอ เราคิดในใจ เทวดา พญานาคผู้รักษาพระศาสนา ไม่อยากเมตตาสงเคราะห์ พระสงฆ์องค์เจ้าผู้กระหายนํ้าหน่อยหรือ พวกอาตมาพากันหิวนํ้ามาก หานํ้าจะฉันก็ไม่มี
หลวงปู่ชอบท่านว่า “หลังจากเรารําพึงในใจไม่นานเท่าไร เรากับอาจารย์ขาวได้ยินเสียง นํ้าไหลอยู่ข้างหน้า พวกเราพากันเดินไปหาสายนํ้าตามเสียงที่ได้ยิน พวกเราเห็นนํ้าไหลออกมาจากรูหินยังกับประปาแตก พากันกรองนํ้าฉัน แล้วก็สรงนํ้าอยู่บ่อนี้” นํ้าสายนี้ท่านว่า “เหมือนกับ นํ้าทั่วไป รสชาติจืดชืดไม่มีอะไรพิเศษ แต่มันมาน่าสนใจเอาตอนที่หลังจากพวกเราสรงนํ้าเสร็จแล้ว นํ้าผุดสายนี้ก็หยุดไหลไปเอง เหมือนกับมีคนมาปิดก๊อกให้นํ้าหยุดไหล” หลวงปู่ขาวถามว่า “นํ้าผุดนี้ มันมาจากไหน” หลวงปู่ชอบท่านว่า “พญานาค เขาเห็นใจพระจะอดนํ้าตาย เขาเลยเอานํ้ามาถวายให้พระฉันแก้กระหาย”
ภายหลังหลวงปู่ขาว ท่านเล่าเรื่องนี้ให้พระเณรวัดถํ้ากลองเพลฟัง หลวงปู่ขาวบอกว่า “เรื่องนี้อาจารย์ชอบ ท่านไม่ได้แสดงฤทธิ์อะไรหรอก นํ้าผุดจากบาดาลนั้นเกิดจากบุญฤทธิ์ของอาจารย์ชอบ พญานาคเขาศรัทธาอาจารย์ชอบ จึงเนรมิตนํ้าผุดขึ้นมาถวายท่าน เราพลอยได้รับอานิสงส์ฉันนํ้าพญานาคแก้กระหายจากบุญฤทธิ์อาจารย์ชอบ เรื่องเทวดาพญานาคนี่อาจารย์ชอบท่านชํานาญ รู้ความเป็นอยู่ของพวกนี้ดี อดีตท่านเคยเป็นหัวหน้าปกครองเทวดาพญานาคมาก่อน อาจารย์ชอบท่านจึงชํานาญในเรื่องนี้มากกว่าหมู่เพื่อนด้วยกัน”
ต่อมาพระวัดถํ้ากลองเพลท่านได้นําเรื่องที่หลวงปู่ขาวเล่า มาเล่าถวายหลวงปู่ชอบฟังที่ วัดป่าบ้านโคกมน หลวงปู่ชอบบอกว่า “บ่อหินนี้เป็นบ่อหินธรรมชาติ ปากบ่อกว้างประมาณถังนํ้า ลึกประมาณเมตรหนึ่ง พอนํ้าหยุดไหลแล้ว นํ้าในบ่อก็แห้งไปเอง อาจารย์ขาวว่า เป็นอย่างไรครูบามันถึงเป็นอย่างนี้ เราว่าพญานาคเขาอยากทําบุญกับพระหิวนํ้า เขาเลยเอานํ้ามาถวายให้พวกเรา ฉัน อาจารย์ขาวท่านก็รู้ว่า สุทธะนาคราชเป็นผู้เอานํ้ามาถวาย เฒ่าขาวทําท่าถามเราเฉยๆ”
ก่อนที่หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว จะเข้าไปกราบท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้าน- หนองผือ ท่านทั้งสองทราบว่า หลวงปู่หลุย เพื่อนสหธรรมิกพักภาวนาอยู่ที่บ้านดงคําโพธิ์ (วัดป่า-โพธิ์ศรีวารีราม) ตําบลปลาโหล อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ท่านทั้งสองจึงแวะเข้าไปเยี่ยม
หลวงปู่หลุยเห็นเพื่อนสหธรรมิกทั้งสองมาเยี่ยมเยือนถึงวัด ท่านให้การต้อนรับเป็นอย่างดี หลวงปู่หลุยท่านถามสารทุกข์สุกดิบ และถามในเรื่องจิตภาวนาของหมู่เพื่อนว่า เป็นอย่างไรกันบ้าง หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่ชอบ ได้เปิดใจเล่าให้หลวงปู่หลุยฟังทั้งหมด หลวงปู่หลุยจึงรู้ว่าหมู่คณะของท่านนั้นบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้วทั้งสององค์ หลวงปู่หลุยว่า “เรื่องอาจารย์ชอบกับอาจารย์ขาวเข้าถึงธรรมแล้วนั้น พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านเล่าให้ผมฟังแล้ว เพียงแต่ผมอยากได้ยินจากปากของท่านทั้งสองเท่านั้นว่า เป็นอย่างไรกันแน่ บัดนี้ผมแจ้งแก่ใจแล้วว่าหมู่คณะเป็นอะไร จากนี้ไปก็เหลือแต่ผมเท่านั้นที่ยังจะต้องปฏิบัติต่อไป เพี่อให้ตนเองได้บรรลุธรรมอัศจรรย์เหมือนหมู่คณะ”
หลังจากนั้นครูอาจารย์ทั้งสาม ท่านสนทนาธรรมกันจนถึงเวลาพลบคํ่า จึงได้แยกย้ายกันกลับที่พักเพื่อปฏิบัติกิจวัตรส่วนตัวของตนเอง พอถึงรุ่งเช้าหลังฉันจังหันเสร็จ หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว ก็ลาหลวงปู่หลุย ออกเดินทางต่อไป
ญาณของท่านพระอาจารย์มั่น
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย พากันเดินทางจากบ้านดงคําโพธิ์ ตําบลปลาโหล อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ลัดป่าข้าม “ห้วยนํ้าอูน” ไปกราบ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือ สมัยนั้นท่านบอกทางจากบ้านดงคําโพธิ์ไปบ้านหนองผือยังไม่ได้มีการสร้าง “เขื่อนนํ้าอูน” ขึ้นมากั้น การเดินทางไปมาระหว่างสองหมู่บ้านนี้ สมัยนั้นใช้เส้นทางนี้ ถือว่าลัด ใกล้มากที่สุด
ในระหว่างทาง หลวงปู่ขาวท่านรําพึงถึงญาณของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งสอง เดินทางมาถึงวัดป่าบ้านหนองผือ เวลาประมาณคล้อยบ่าย มีพระรูปหนึ่งกับสามเณรรูปหนึ่งมารับเอาบาตรบริขาร และพาท่านทั้งสองเข้าไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นที่กุฏิของท่าน พระที่มารับบริขารและพาเข้าไปกราบองค์ท่านในครั้งนั้น คือ ครูบาหล้า (หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดภูจ้อก้อ อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร) พอท่านไปถึงก็ถูกทักวาระจิตทันที โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ระหว่างทาง บําเพ็ญจิต บําเพ็ญธรรมเพื่อบูชาพระคุณหลวงปู่มั่นท่าน ขณะทําความเพียรก็รําพึงในใจว่า ป่านนี้หลวงปู่มั่นคงนั่งภาวนามองดูตับไตไส้พุงของพวกเราทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้วก่อนที่เราจะไปถึงท่าน เครื่องในในตัวเราคงไม่มีอะไรเหลือ ท่านหลวงปู่มั่นคงขยี้ขยําด้วยญาณท่านหมดแล้ว
เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่เป็นความจริงตามที่คิดไว้ พอไปถึงท่านก็เทศนากัณฑ์ใหญ่เลยว่า
“กลัวแต่คนอื่นจะเห็นตับไตไส้พุงของตัว แต่ตัวเองไม่สนใจดูตับไตไส้พุงและจิตใจของตัวว่ามันมีอะไรอยู่ข้างในนั้น มัวเพลินดู เพลินฝัน เพลินคิดแต่ภายนอก ไม่สนใจคิดเข้าภายในกายในจิตของตัวบ้าง จะหาความฉลาดรอบรู้มาจากไหน นักปฏิบัติเรา ผู้ปฏิบัติเพื่อรู้หลักความจริงต้องดูตัว ดูใจอันเป็นมหาเหตุก่อเรื่องต่างๆ มากกว่าดูสิ่งภายนอกหรือสิ่งอื่นใด และแสดงวิธีรักษาปฏิบัติตัว ปฏิบัติใจ ด้วยความระมัดระวังในอิริยาบถต่างๆ ด้วยความมีสติและปัญญา ระลึกรู้ไตร่ตรองในเหตุการณ์ที่มาเกี่ยวข้องกับตน ด้วยความไม่ประมาทและชินชากับสิ่งใดในแดนสมมุติ ซึ่งล้วนเป็นแดนแห่งทุกข์และความเกิด – ตายของสัตว์โลกทั้งมวล””
โดยก่อนที่หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว จะมาถึงวัดป่าบ้านหนองผือ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านบอกกับพระเณรไว้ล่วงหน้าว่า “ลูกศิษย์เราสององค์ ท่านชอบ ท่านขาว นี้ผ่านธรรมแล้ว” ท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้ตรวจสอบคุณธรรมของหลวงปู่ขาวไปตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ สําหรับหลวงปู่ชอบ ขณะนั้นยังไม่บรรลุธรรมอัศจรรย์ แม้ว่าองค์ท่านเดินทางจากเชียงใหม่กลับ ภาคอีสานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ และหลวงปู่ชอบกราบลาองค์ท่านไปธุดงค์ที่ประเทศพม่าโดยก่อนหน้าไม่นาน และในกาลต่อมาหลวงปู่ชอบท่านได้บรรลุธรรมอัศจรรย์ที่บ้านหนองยวน แขวงเชียงตุง ในช่วงระหว่างเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ซึ่งในปีนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร แม้ว่าสถานที่สองแห่งนี้ตั้งอยู่ ห่างไกลกันมาก และศิษย์ – อาจารย์ทั้งสองก็ไม่ได้พบปะกันและไม่ได้พูดคุยสนทนาธรรมกันก็ตาม แต่ท่านพระอาจารย์มั่นก็ส่งกระแสจิตถึงหลวงปู่ชอบสื่อสารติดต่อกันได้ และองค์ท่านก็ทราบด้วยญาณอันรู้แจ้งแจ่มชัดของท่านว่า หลวงปู่ชอบได้ผ่านธรรมแล้ว
คําว่า “ผ่านธรรมแล้ว” ของท่านพระอาจารย์มั่น นั้นหมายถึง บรรลุธรรมอัศจรรย์เป็นพระอรหันต์แล้ว คําพูดของท่านพระอาจารย์มั่นเพียงประโยคสั้นๆ จึงเป็นเหตุให้พระเณรวัดป่า-บ้านหนองผือ อยากพบอยากเห็นพระอรหันต์คู่งาม ซึ่งเป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ขององค์ท่าน ตามที่องค์ท่านบอกไว้ล่วงหน้า
สมกับเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าและของเรา
หลวงปู่ชอบ ท่านเล่าตอนเหตุการณ์ท่านกับหลวงปู่ขาวพบกับท่านพระอาจารย์มั่น ที่ วัดป่าบ้านหนองผือ หลังจากองค์ท่านทักวาระจิตต่อไปว่า “ท่านอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านทักขึ้นมาว่า ให้มันได้อย่างนี้ แหม๋ ! ถึงจะสมกับเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า มันถึงจะสมกับเป็นลูกศิษย์ของเรา การปฏิบัติของพวกท่านภายนอกภายใน เป็นยังไงเล่าให้ไอ้เฒ่าฟังชิ ไอ้เฒ่าผู้นี้อยากฟัง” “เรากับอาจารย์ขาวเล่าเรื่องการปฏิบัติของตนเองให้พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านฟังจนหมดตับไตไส้พุง ท่านก็ว่า “เออ ! ให้มันได้อย่างนี้สิ” อาจารย์ใหญ่ท่านถาม “พวกท่านยังมีอะไรสงสัยในธรรมอีกไหม?” เรากับอาจารย์ขาวตอบท่านว่า “พวกข้าน้อยไม่มีความสงสัยอะไรในธรรมอีกแล้วขอรับ”
ท่านพระอาจารย์มั่น ถามเรื่องภายนอกที่ท่านทั้งสองไปเที่ยวธุดงค์วิเวกมา ท่านทั้งสองกราบเรียนเรื่องราวต่างๆ ที่ตนเองได้พบประสบให้องค์ท่านฟัง องค์ท่านก็เล่าเรื่องภายนอกภายในของแต่ละสถานที่ให้ท่านทั้งสองฟังในเชิงลึกอย่างละเอียดลออเช่นกัน พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งสามท่านสนทนาธรรม “เปิดเผยธรรมธาตุ” กันอย่างรื่นเริงเพลิดเพลินในธรรม เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ร่วมสามชั่วโมงจึงได้ยุติลง องค์ท่านบอกให้ท่านทั้งสองเอาบริขารไปเก็บยังที่พักตามที่ องค์ท่านได้สั่งพระเณรจัดเตรียมเอาไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว
ท่านพระอาจารย์มั่น พูดกับท่านทั้งสองต่อไปว่า “ท่านชอบ ท่านขาว ต่อไปนี้พวกท่าน ไม่ต้องมาขอนิสัยกับเราอีกนะ อ้ายเฒ่าผู้นี้ไม่มีนิสัยที่จะมาอบรมสั่งสอนอะไรให้พวกท่านอีกแล้ว พวกท่านพ้นนิสัย ได้เสวยวิมุตติธรรมแล้ว เป็นครูบาอาจารย์สอนโลกสอนธรรมแทนเราได้แล้ว ต่อไปนี้เรื่องการขอนิสัยให้เป็นเรื่องของพระหนุ่ม เณรน้อย พวกน้องๆ ไปเสีย พวกท่านนั้นเป็น พี่ใหญ่พ้นนิสัยกันแล้ว เรื่องสอนธรรมในศาสนา ต่อไปพวกท่านก็ให้เป็นแขนเป็นขาแทนเรา เรื่องนี้ เราขอฝากพวกท่านเอาไว้ พ่อแม่เลี้ยงดูลูกมาจนใหญ่กล้าหน้าบาน ก็หวังได้อาศัยกินเหงื่อกินแรงจากลูก ให้พวกท่านพากันพิจารณาในเรื่องนี้ดู”
ครูบาอาจารย์ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าเรื่องนี้ไว้ว่า “หลวงปู่มั่นบอกพระเณรบ้านหนองผือว่า “ท่านขาว กับ ท่านชอบ ลูกชายเรา จะพากันมาที่นี่ สองธรรมใหญ่จะมาพร้อมกัน ลูกศิษย์เรา สององค์นี้ผ่านหมดแล้ว พระเณรเราพาดูนะ พระธรรมใหญ่สององค์นี้จะพากันมาหาเราที่นี่ สมกับคําพูดของอ้ายเฒ่าไหม”
สมัยนั้นการติดต่อสื่อสารที่บ้านหนองผือ จะติดต่อกันโดยฝากคําพูดหรือเขียนจดหมายให้คนเข้ามาส่งเท่านั้น หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว ท่านไม่ได้เขียนจดหมาย หรือฝากคํากับใครว่า ท่านทั้งสองจะเข้ามาที่นี่ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้มาก่อนว่า ท่านทั้งสองจะเข้ามา แต่หลวงปู่มั่นท่านกลับรู้เรื่องนี้ดี จึงบอกพระเณรให้รับทราบ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องภายในที่พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสามท่านมีการติดต่อสื่อสารกันทางในโดยเฉพาะ
หลวงปู่มั่น ท่านบอกพระเณรจัดที่พักให้กับหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว เพื่อให้ถูกอัธยาศัยของท่านทั้งสอง องค์ท่านมอบหมายให้ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พาพระเณรทําที่พักให้ โดยหลวงปู่มั่นท่านเป็นผู้ชี้จุดให้ทําที่พักด้วยองค์ท่านเอง ที่พักหลวงปู่ขาว องค์ท่านให้ทําไว้ที่ใต้ ต้นหว้า ที่พักของหลวงปู่ชอบ องค์ท่านให้ทําไว้ที่ใต้ต้นมะไฟ พระเณรบ้านหนองผือ พากันทําที่พักให้หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาว สองวันจึงแล้วเสร็จ
กิริยาแบบนี้ของหลวงปู่มั่น ท่านจะแสดงออกกับลูกศิษย์ขององค์ท่านเพียงไม่กี่องค์เท่านั้น ระหว่างพระเณรทําที่พักให้ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว องค์ท่านจะมาบอกให้ทําแบบนี้ถึงจะถูกจริตท่านขาว ทําแบบนี้ถึงจะถูกจริตท่านชอบ ทางเดินจงกรมทําเสร็จแล้ว องค์ท่านจะลองเดินดูความเรียบร้อย กิริยาที่องค์ท่านแสดงออกมาให้เห็นนั้น พระเณรรุ่นน้อง จึงพากันยําเกรงหลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาว ตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าค่าตาตัวตนที่แท้จริงของท่านทั้งสอง
วันที่หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาว เดินทางมาถึงวัดป่าบ้านหนองผือ ขณะนั้นเรายังเป็นสามเณรเฝ้าศาลาโรงนํ้าร้อน พอเห็นหลวงปู่ชอบหลวงปู่ขาวมาถึง เรากับอาจารย์หล้า (หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต) พากันไปรับบริขารท่านทั้งสอง เราถามครูบาอาจารย์ “ชื่อว่าอะไรครับกระผม พากันมาแต่ทางไหนครับกระผม” หลวงปู่ขาวท่านว่า “เราชื่อ “ขาว” อาจารย์องค์นี่ท่านชื่อ “ชอบ” พวกเรามาแต่ทางเมืองเชียงใหม่” พอทราบชื่อว่าเป็นใคร เรากับอาจารย์หล้าพาท่าน ทั้งสองไปกุฏิที่พักของหลวงปู่มั่น ตอนนั้นกะว่าจะได้ฟังครูบาอาจารย์สนทนาธรรมกันอยู่ใกล้ๆ องค์ท่านขึงตาดุใส่ไล่ลง จึงรีบลงจากกุฏิมานั่งฟังท่านคุยกันอยู่ใต้ถุนกุฏิ
พระเณรพอรู้ว่า หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว มาแล้ว พากันมาฟังท่านทั้งสามคุยกัน อยู่ใต้ถุนที่พักหลวงปู่มั่น ยังกับพากันมานั่งฟังลํา พระเณรพากันเงียบไม่ต้องบอกกันยาก ผมนั่งอยู่กับอาจารย์หล้า อาจารย์มหาบัวถามเรา “อาจารย์ใหญ่คุยกับผู้ใด ทําไมเสียงดังมาก” เราบอก “อาจารย์ใหญ่ท่านคุยกับอาจารย์ขาว อาจารย์ชอบ” อาจารย์มหาฯ บอก “อย่าปากๆ (อย่าพูดๆ) ฟังท่านๆ” พระเณรพากันเงียบฟังครูบาอาจารย์สนทนากัน
เวลาหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาวพูดอะไรออกมาถูกธรรม หลวงปู่มั่นจะเสียงดังขึ้นมาทันที “เออๆ ถูกแล้วๆ ให้มันได้อย่างนี้ แหม๋ๆ” พระเณรหนองผือแอบฟังอยู่ใต้ถุนกุฏิพากันตื่นเต้นไปกับองค์ท่าน ถึงได้รู้ว่าพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว ท่านสําเร็จธรรมกันอยู่ที่ไหน วันนั้นพระเณรพากันฟังสนทนาธรรม เพลิดเพลินจนลืมปัดตาด ฉันนํ้าร้อน แต่ละองค์ไม่มีใคร อยากลุกออกจากที่เลย ฟังครูบาอาจารย์พูดถึงธรรมเรื่องไหน มันเพลินไปในธรรมของท่านหมด”
หลังจากที่พระเณรได้ยินได้ฟังท่านพระอาจารย์มั่นสนทนาธรรมกับศิษย์รักทั้งสององค์แล้ว ก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในหลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ ท่านทั้งสองช่างเป็นนักรบธรรมที่แลดูองอาจกล้าหาญงดงามยิ่งนัก สมกับที่เคยได้ยินได้ฟังมา และก็ยิ่งให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ท่านทั้งสอง
หลวงปู่ขาว ท่านเป็นพระที่เมตตามาก ท่านยิ้มง่าย พระเณรจึงชอบพากันพูดคุยกับท่าน ส่วนหลวงปู่ชอบท่านเป็นคนพูดน้อย หน้าตาเอาจริง เวลาอยู่ใกล้ท่าน พระเณรจะไม่กล้าพูดจาหยอกล้อกัน ขณะอยู่วัดป่าบ้านหนองผือ ส่วนมากหลวงปู่ชอบท่านจะพูดกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์มหาบัว กับพระเณรองค์อื่นท่านจะพูดด้วยน้อยมาก ท่านพระอาจารย์มั่นบอกพระเณรว่า “อยู่ใกล้ท่านชอบ ให้ระวังความคิดของตนเองเด้อ เสือเด้อนั่น” พระเณรศิษย์ รุ่นหลังๆ จึงพากันระมัดระวังตัวและระวังความคิด กลัวว่าจะคิดไม่ดี หลวงปู่ชอบท่านจะล่วงรู้ด้วยวาระจิตและทักขึ้นมาให้อับอายขายหน้า”
หลวงปู่ชอบ ท่านเล่าเหตุการณ์ในขณะที่ท่านอยู่วัดป่าบ้านหนองผือ ไว้ดังนี้
“เรากับท่านมหาบัวไม่เคยเที่ยววิเวกด้วยกัน เคยแต่ปฏิบัติด้วยกันอยู่บ้านหนองผือนาใน เรา อาจารย์ขาว ท่านมหาบัวเคยอุปัฏฐากพ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่นอยู่บ้านหนองผือนาในด้วยกัน
ท่านมหาบัว บารมีท่านเคยเป็นกษัตริย์กู้ชาติ ศาสนา มาก่อน ขณะอยู่บ้านหนองผือนาใน พ่อแม่อาจารย์ใหญ่มั่น พูดให้เรากับอาจารย์ขาวฟัง “มหาบัวนี่บารมีมาก อดีตท่านมหาบัว เคยเป็นกษัตริย์กู้ชาติ ศาสนา เหมือนกันกับพระเจ้าอโศกฯ อดีต อาจารย์มหาบัว คือ พระเจ้านเรศฯ ผู้ขี่ช้างฟันคอพม่า ในชาติท่านมหาบัวเกิดเป็นพระเจ้านเรศฯ ธรรมลี (หลวงปู่ลี กุสลธโร) เกิดเป็นช้างคู่บารมีให้พระเจ้านเรศฯ ขี่คอรบกับพม่า”
หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว ท่านพักภาวนาที่วัดป่าบ้านหนองผือระยะหนึ่ง ในระยะนี้ท่านพระอาจารย์มั่นท่านชราภาพมากแล้ว อายุใกล้จะครบ ๘๐ ปี ซึ่งองค์ท่านพยากรณ์อายุขัยไว้ล่วงหน้าว่า ท่านมีอายุขัย ๘๐ ปี ท่านจะมรณภาพ องค์ท่านจึงได้ฝากพระศาสนาให้หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว ซึ่งเป็นทายาทธรรม เป็นโพธิ์ธรรม และเป็นครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่งของ วงกรรมฐาน ซึ่งองค์ท่านเคยเคี่ยวกรําฝึกฝนอบรมสั่งสอนมากับมือ ให้ช่วยกันรับภาระในการ สืบทอดรักษาพระพุทธศาสนา วงพระธุดงคกรรมฐาน และให้ช่วยกันอบรมสั่งสอนกุลบุตร กุลธิดา ภายภาคหน้าสืบต่อไป จากนั้นแล้วไม่นาน ท่านทั้งสองต่างก็พากันกราบนมัสการลาท่านพระ-อาจารย์มั่น เพื่อกลับไปเมตตาโปรดสงเคราะห์ญาติพี่น้องทางถิ่นฐานบ้านเกิด
การกราบนมัสการลาท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนี้ สําหรับหลวงปู่ชอบแล้ว นับเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นท่านก็ออกธุดงค์ไปโปรดศรัทธาญาติโยมทางจังหวัดเลย ทางภาคเหนือต่อไป โดยที่เจตนาความตั้งใจเดิมของท่านนั้น ท่านจะธุดงค์ไปอยู่ประเทศพม่าและจะอยู่ตราบจนวันมรณภาพ แต่เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นให้ท่านนํากลับไปพิจารณา ท่านจึงเปลี่ยนความตั้งใจดังกล่าว และเมื่อท่านพระอาจารย์มั่นเริ่มล้มป่วยถึงแก่มรณภาพ หลวงปู่ชอบท่านก็ไม่ได้มากราบเยี่ยมและไม่ได้ มาร่วมงานประชุมเพลิงศพ ตามที่องค์ท่านสั่งไว้เป็นครั้งสุดท้ายอย่างเด็ดขาดว่า “ถ้าท่านชอบทราบข่าวว่า ผมป่วยหรือละขันธ์แล้ว ท่านอย่าเข้ามาข้องเกี่ยวกับการงานประเภทนี้เป็น อันขาด อย่ามาวุ่นวายขายของเน่ากับเขา อยู่ที่ไหน ก็ให้ท่านปฏิบัติอยู่ที่นั่น ไม่ต้องมากินข้าวต้มขนมหวานในงานของอ้ายเฒ่าเป็นอันขาด ข้อนี้เราห้ามเด็ดขาด อย่ามายุ่งเกี่ยวในงานของเรา เสียเวลาท่านสงเคราะห์สัตว์โลก”
ส่วนหลวงปู่ขาวนั้น ท่านไปพักบริเวณที่ใกล้เคียงกับวัดป่าบ้านหนองผือ จากนั้นท่านก็ กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อพักผ่อน ฟังธรรมเครื่องรื่นเริงจากหลวงปู่มั่นพอสมควร จึงเข้ากราบลาหลวงปู่มั่น ออกเที่ยววิเวกกรรมฐานแถวบริเวณใกล้เคียงหลวงปู่มั่นพักอยู่ เช่น บ้านโคกมะนาว บ้านกุดบาก อ.กุดบาก จ.สกลนคร บําเพ็ญเพียรอยู่แถวๆ นั้นเป็นเวลาหลายเดือน จึงเริ่มพาพระเณรออก เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม”
ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่เจี๊ยะตามจนพบหลวงปู่ขาว
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นพระอรหันต์องค์สําคัญที่หลวงปู่มั่นท่านกล่าวชมเสมอๆ โดยครูบาอาจารย์ เทศน์สาเหตุไว้ดังนี้
“เราพยายามพูดถึงตรงนี้ ตรงที่หลวงปู่มั่นท่านชมหลวงปู่ขาว หลวงปู่มั่นท่านพูดอะไร ท่านจะมีเหตุผลไปข้างหน้า เพราะสมัยนั้นหลวงปู่พรหมก็ไปคารวะท่านบ่อย หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ตื้อ แวะเข้าไปหมดน่ะ ลูกศิษย์ที่เป็นพระอรหันต์มาคารวะหลวงปู่มั่นทั้งนั้นน่ะ
แต่ทําไมหลวงปู่มั่นท่านจะยํ้าเตือนกับพระที่เข้าไปอุปัฏฐาก ท่านบอกว่า “ถ้าเราตายแล้ว หมู่คณะอย่าลืมท่านขาวนะ อย่าลืมหลวงปู่ขาวนะ หลวงปู่ขาวนี่ เราได้ศึกษาแล้ว ได้คุยกันแล้ว” เห็นไหม นี่ไงองค์ไหนที่จะเป็นประโยชน์ไปข้างหน้า องค์ไหนที่จะเป็นหลักเป็นชัยไง แล้วพอหลวงปู่ขาว เห็นไหม ขนาดหลวงปู่มั่นฝากอาจารย์จวนไว้กับหลวงปู่ขาวเลย ขณะที่ว่า เวลาเผาศพหลวงปู่มั่นแล้ว อาจารย์จวนท่านจะไปภูเก็ตกับหลวงปู่เทสก์ แล้วหลวงปู่ขาว เพราะหลวงปู่ขาวได้รับภาระอันนี้มาจากหลวงปู่มั่น เห็นไหม”
ในระยะที่หลวงปู่ขาว ธุดงค์อยู่แถวจังหวัดสกลนคร ก็เป็นช่วงที่องค์หลวงตาพระมหาบัว เข้ามาอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านก็ตั้งใจเสาะหาหลวงปู่ขาว โดยหลวงปู่เจี๊ยะเล่าไว้ดังนี้
“เมื่อคิดดังนี้จึงดําริว่า สมควรที่หมู่ผู้ที่ไม่เคยมา จะได้ช่องเข้าศึกษาปฏิบัติ ในขณะนั้น พระเณรที่ติดตามและลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นมีมากขึ้นโดยลําดับ ชื่อเสียงเรื่องคุณธรรมของท่านเป็นที่เลื่องลือขจรไปทั่วทุกทิศ เราจึงเข้าไปกราบลาท่านและปลีกตัวอยู่องค์เดียวเพื่อเร่งความเพียร พยายามสืบเสาะหาว่า ท่านอาจารย์ขาวอยู่ที่ไหน เพราะท่านเป็นพระที่ท่านพระ-อาจารย์มั่นรับรองว่า เป็นพระถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว ได้ทําความรู้สึกไว้ในใจว่า ถ้าทราบข่าวว่า ท่านอาจารย์ขาวอยู่ที่ไหน เราจะดั้นด้นไปกราบให้จงได้
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เล่าให้พระฟังต่อไปว่า
“เมื่อผมออกจากท่านพระอาจารย์มั่นไปแล้ว ก็รอนแรมตามที่ต่างๆ เพื่อเสาะแสวงหา หลวงปู่ขาวใหญ่เลย เที่ยวตามหาเสมอในเวลาออกเที่ยวธุดงค์ อยากทราบว่าหลวงปู่ขาวอยู่ที่ไหน ในที่สุดผมก็ไปเจอหลวงปู่ขาวจนได้ในที่แห่งหนึ่ง
ถามพระรูปหนึ่งว่า “หลวงปู่ขาวองค์ไหน”
พระรูปนั้นชี้บอกว่า “โน้น ! รูปโน่นหลวงปู่ขาว อยู่ท้ายสุดโน่น ไม่มีใครสนใจท่านเลย เหมือนว่าเป็นพระแก่ๆ ธรรมด๊า ธรรมดา”
เมื่อพระบอกว่าอย่างนั้น เราก็ดิ่งเข้าไปหาท่านเลย ท่านนั่งอยู่ท้ายสุดเลย คลานเข้ากราบทันที ไม่สนใจกับอะไรทั้งนั้น เมื่อผมเข้าไปกราบ พนมมือขึ้นเหนือหัวพูดว่า “ครูบาจารย์ขาวครับ ถ้าผมผิดพลาดอะไร อย่าลืมตักเตือนผมนะ ผมยอมรับผิดทุกอย่าง ขอให้ตักเตือนผม สอนผม บางทีอาจจะพลั้งเผลอหรือทํากรรมอันไม่สมควร”
เมื่อผมกราบเสร็จ พูดเสร็จ หลวงปู่ขาวท่านก็ยังงงๆ คงจะคิดว่า “นั่นใครวะ? มันมา จากไหน? มากราบแล้วพูดเอาๆ แล้วมาตู่ให้เราเป็นอาจารย์” ไม่เฉพาะแต่หลวงปู่ขาวเท่านั้น แม้แต่พระเณรทั้งหลายที่อยู่ในที่นั้นก็พากันงุนงงเป็นอย่างยิ่ง นี่นิสัยผมเป็นอย่างนี้ ไม่เหมือนใคร ทําอะไร ทําด้วยความถึงใจ ทําจริง เชื่อจริง เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อจริงๆ เชื่อท่านพระอาจารย์มั่น เชื่อจริงๆ จึงเป็นเหตุให้รู้จักกับหลวงปู่ขาวตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ตอนนั้นท่านยังไม่มาสร้าง วัดป่าแก้วชุมพล ยังไม่ได้สร้างวัดถํ้ากลองเพล
…เพียรค้นหาท่านจนเจอแล้ว แล้วก็มาได้ศึกษาคุยสนทนาธรรมกับท่านในเรื่องการปฏิบัติ ได้ถามเรื่องต่างๆ นานา เพราะท่านเป็นผู้เฒ่าผู้แก่มีความชํานิชํานาญ เราสมัยยังเป็นเด็กอยู่ก็ต้องศึกษากับครูบาอาจารย์ สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก แล้วก็ได้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นการค้นคว้าจึงเป็นหลักสําคัญมาก ค้นลงไป ค้นให้มาก ค้นเข้าไป พิจารณาไป เพื่อให้เห็นความจริง
เวลาไปเจอะปู่ขาว กี่ทีๆ ท่านก็ถามว่า “เจี๊ยะเป็นไงเอ๊ย ค้นบ่ ค้นบ่?” ท่านถามเราบ่อยๆ “ค้นครับ” เราก็ตอบท่านอย่างนั่น “เออ ! เอาอย่างนั้นสิ” ท่านพูดให้กําลังใจ ว่าที่ทํานั้นถูกต้อง ไม่ผิด ตอนหลังๆ เมื่อเจอะคุยกันกับท่าน ท่านก็ถามอย่างเดิม เราก็ตอบท่านอย่างเดิมว่า “ค้นครับ ครูบาจารย์ ค้นครับ ค้นเยอะ” “เอ้อ ! อย่างนั่นสิ มันถึงจะดี” ท่านว่าอย่างนั้น
พรรษา ๒๓ พ.ศ. ๒๔๙๐ จําพรรษาบ้านบ่อชะเนง โปรดญาติพี่น้อง
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ พอใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็พาพระเณรกลับไป จําพรรษาที่บ้านบ่อชะเนง ต.หนองแก้ว อ.อํานาจเจริญ จ.อุบลราชธานี อันเป็นถิ่นปิตุภูมิ มาตุภูมิ ของท่าน ๑ พรรษา ตามที่ท่านได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนออกธุดงค์แสวงหาโมกขธรรม นับเป็นพรรษาที่ ๒๓ ขณะมีอายุ ๕๙ ปี
บ้านบ่อชะเนง ช่วงที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ออกเผยแผ่พระพุทธ- ศาสนาทางภาคอีสาน พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองเคยพาพระเณรมาพักปฏิบัติธรรม ท่านได้เทศนาอบรมสั่งสอนชี้แนะแนวทางแก่ญาติโยมเป็นประจํา ทั้งในเรื่องการให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา และสั่งสอนให้ชาวบ้านญาติโยมหันมานับถือพระรัตนตรัย เลิกนับถือผี จนเป็นที่เข้าอก-เข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมคําสอน จึงเป็นเหตุให้ญาติโยมชาวบ้านเกิดศรัทธาในคุณพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง และได้พากันเลิกความเชื่อเดิมๆ ในการนับถือผี เช่น ผีปู่ตา ผีตาแฮก ผีไท้ ผีแถน ผีบ้าน ผีเรือน เป็นต้น จนถึงปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นก็ไม่มีครูบาอาจารย์มาอยู่ เป็นเหตุให้วัดร้างเรื่อยมา
ต่อมา หลวงปู่ขาว ท่านเกิดที่บ้านบ่อชะเนง และได้ออกบวชที่วัดบ้านบ่อชะเนง ซึ่งเป็นวัดในฝ่ายมหานิกาย จากนั้นท่านดําเนินตามหลักจริยา ๓ โดยการบําเพ็ญอัตตัตถจริยา คือ บําเพ็ญประโยชน์ตนเองก่อน ท่านออกธุดงคกรรมฐานและได้ญัตติเป็นฝ่ายธรรมยุต เพื่อปฏิบัติธรรม ตามป่าตามเขา จนประสบธรรมปีติอย่างใหญ่หลวง ได้บรรลุธรรมอัศจรรย์เป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านจึงได้พาพระเณรเดินธุดงค์กลับมาบ้านบ่อชะเนง เพื่อบําเพ็ญญาตัตถจริยา คือ การบําเพ็ญประโยชน์ให้แก่ญาติ เพราะตั้งแต่ท่านจากบ้านเกิดไปเป็นเวลานานถึง ๒๒ ปี ท่านก็ไม่เคยติดต่อ ส่งข่าวคราวให้ทางบ้านทราบแต่อย่างใดเลย จนบรรดาลูกๆ ของท่าน ตลอดญาติพี่น้องเพื่อนสนิท มิตรสหายต่างพากันเข้าใจว่าท่านได้ตายไปเสียแล้ว โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวบันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อท่านกลับไปถึงปิตุภูมิ คือ สถานที่เกิดที่อยู่เดิมของท่าน ประชาชน ญาติพี่น้อง พอทราบว่าท่านกลับมาเยี่ยม ต่างก็พากันดีใจราวกับจะเหาะจะบินไปตามๆ กัน และพร้อมกันอาราธนาให้ท่านโปรดเมตตาจําพรรษาที่นั้น ท่านก็รับนิมนต์ และสร้างที่พักขึ้นจําพรรษาที่บ้าน- บ่อชะเนง เป็นบ้านของท่านเองหนึ่งพรรษา”
หลวงปู่ขาว ท่านเมตตาเทศน์โปรดพระ เณร และญาติโยม ณ บ้านบ่อชะเนง ดังส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาต่อไปนี้
“คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เพราะมีความประพฤติที่ต่างกัน ผู้ที่เขาประพฤติดี รักษาศีล มีการให้ทาน มีการสดับรับฟังพระธรรม เขาจึงมีปัญญาดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี
การจําแนกสัตว์ให้ดี ให้ชั่วต่างๆ กัน มันเป็นเพราะกรรม ถ้ามันยังทํากรรมอยู่ ก็ต้องได้รับผลกรรม ทั้งกรรมดี กรรมชั่ว มันต้องได้รับผลตอบแทน เหตุนี้เราจึงควรทํากุศล รักษาศีลให้ บริสุทธิ์สมบูรณ์ แล้วทําสมาธิจะมีความสงบสงัด จิตรวมลงได้ง่าย เพราะมันเย็น มันราบรื่นดี ไม่มีลุ่ม ไม่มีดอน จงพากันทําไปในอิริยาบถทั้งสี่ นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรก็ได้ แล้วแต่ความถนัด แล้วแต่จริต อันใดมันสะดวกสบายใจ หายใจดี ไม่ขัดข้องฝืดเคือง อันนั้นควรเอาเป็นอารมณ์ ของใจ
พุทโธ พุทโธ หมายความว่า ให้ใจยึดเอาพุทโธเป็นอารมณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้จิตออกไปสู่อารมณ์ภายนอก เพราะอารมณ์ภายนอก มันชอบไปจดจ่ออยู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความถูกต้องทางกาย หากทุกสิ่งทุกอย่างมันไปจดจ่ออยู่ที่นั่น จิตมันจะไม่รวมลง นี่แหละเรียกว่า มาร คือ ไม่มีสติ อย่าให้จิตไปจดจ่ออย่างนั้น ให้มาอยู่กับผู้รู้ ให้น้อมเอาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอารมณ์ จะอยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้มีความเพียร
ผู้ที่ภาวนาจิตสงบลงชั่วช้างพับหู งูแลบลิ้น ชั่วไก่กินนํ้า นี่ อานิสงส์อักโข ให้ตั้งใจทําไป การที่จิตรวมลงไปบางครั้ง มี ๓ ขั้นสมาธิ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หากรวมลง ขณิกสมาธิ เราบริกรรมไป พุทโธ หรืออะไรก็ตาม จิตสงบไปสบายไปสักหน่อย มันก็ถอนขึ้นมา ก็คิดไปอารมณ์เก่าของมันนี่
ส่วนหากรวมลงไปเป็นอุปจารสมาธิก็นานหน่อยกว่าจะถอนขึ้นไปสู่อารมณ์อีก ให้ภาวนาไปอย่าหยุดอย่าหย่อน ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปนึกคาดหวังอะไร อย่าให้มีความอยาก เพราะมันเป็นตัณหา ตัวขวางกั้นไม่ให้จิตรวม ไม่ต้องไปกํากับว่า อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ การอยากให้ จิตรวมลง เหล่านี้แหละเป็นนิวรณ์ตัวร้าย ให้ปฏิบัติความเพียรไม่หยุดหย่อน เอาเนื้อและเลือด ตลอดจนชีวิตถวายบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เราจะเอาชีวิตจิตใจ ถวายบูชา พระรัตนตรัย ตลอดจนวันตาย นี่ก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา แล้วจิตจะรวมลงอย่างไร เมื่อไร ก็จะ เป็นไปเองเมื่อใจเป็นกลาง ปล่อยวาง สงบถูกส่วน”
เมื่อออกพรรษาในปีนั้นแล้ว หลวงปู่ขาว ท่านก็ลาญาติพี่น้อง ออกเที่ยวธุดงค์ต่อไป โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“พอออกพรรษาแล้วก็ลาญาติโยมกลับมาจังหวัดสกลนครตามเดิม และท่องเที่ยวไปตามอําเภอต่างๆ ที่มีป่ามีเขาเหมาะกับการบําเพ็ญสมณธรรม เช่น เที่ยวตามชายเขาภูพาน ภูเหล็ก อ.สว่างแดนดิน เป็นต้น จําพรรษาที่บ้านหนองหลวงบ้าง ที่ถํ้าเป็ดบ้าง ที่บ้านหวายสะนอยบ้าง ที่บ้านชุมพลบ้าง ในเขตอําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ตามอัธยาศัย มีพระเณรติดตาม พอประมาณ เพราะท่านห้ามไม่ให้ติดตามไปมาก ไม่สะดวกแก่การพักบําเพ็ญและการโคจรบิณฑบาต เนื่องจากท่านชอบไปพักตามหมู่บ้านเล็กๆ ราว ๕ – ๖ – ๗ หลังคาเรือนเท่านั้น เพราะสะดวกแก่สมณธรรม ไม่วุ่นวายด้วยฝูงชนพระเณรเข้าๆ ออกๆ ดังหมู่บ้านและวัดใหญ่ๆ ที่เคยผ่านมา”
หลวงปู่ขาวท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์หนึ่งที่สืบทอดรักษาปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด สมบูรณ์ครบถ้วน และงดงามที่สุด การที่ท่านพักตาม หมู่บ้านเล็กๆ เพียงไม่กี่หลังคาเรือน และไม่ให้มีพระเณรติดตามไปมาก ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาปฏิปทา ข้อนี้ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้พาดําเนินมา และเหตุผลสําคัญที่ท่านกลับมาพักภาวนาและอยู่จําพรรษาตามเสนาสนะป่า ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากวัดป่าบ้านหนองผือมากนัก เพราะขณะนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นชราภาพมากแล้ว ท่านจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระในการอบรมสั่งสอนพระ เณร ที่จะเข้ากราบนมัสการ ฟังธรรม ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อองค์ท่านอาพาธหนัก ท่านก็คอยเข้าไปกราบเยี่ยมเยียนดูแลอาการในบางคราว
พรรษา ๒๔ พ.ศ. ๒๔๙๑ จําพรรษาวัดพระธาตุฝุ่น
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะนั้นอายุท่านใกล้จะครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ และพรรษาท่านก็มากแล้ว ถือว่าเป็นพระเถระแล้ว แต่ท่านก็ยังไม่ได้สร้างวัดเป็นของตนเอง ในระยะนี้สุขภาพร่างกายของท่านสมบูรณ์แข็งแรงดี ท่านยังออกเดินธุดงค์ขึ้นเขาลงเขาได้อย่างคล่องแคล่ว สะดวกสบาย ในหน้าแล้งท่านชื่นชอบการเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามภูเขาป่าเปลี่ยวลึกๆ ชื่นชอบการปักกลดอยู่รุกขมูลตามร่มไม้ใหญ่ ตลอดถํ้า เงื้อมผา พลาญหิน ฯลฯ ในหน้าฝนหรือช่วงเข้าพรรษา ชื่นชอบการอยู่ตามวัดป่าหรือตามเสนาสนะป่าอันวิเวกเงียบสงัด โดยอาศัยกุฏิกระต๊อบชั่วคราว มีทางเดินจงกรม และที่สําคัญท่านชื่นชอบการบําเพ็ญเพียรภาวนาด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนาเป็นประจําทุกวัน อันเป็นปรกตินิสัยประจําองค์ท่านตลอดมา นับเป็นการดําเนินตามรอยองค์พระบรมศาสดาและพ่อแม่ครูอาจารย์อย่างแท้จริง
ด้วยพระกรรมฐานติดครูบาอาจารย์ หลวงปู่ขาวท่านมีท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ องค์ท่านคอยเมตตาอบรมสั่งสอนชี้แนะตั้งแต่ธรรมขั้นเบื้องต้น คือ สมาธิธรรม จนถึงธรรมขั้นหลุดพ้น คือ วิมุตติธรรม เมื่อหลวงปู่ขาวท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้ว จิตของท่านย่อมเป็นมหากตัญญู มหากตเวที ท่านก็ยิ่งเกิดความซาบซึ้งใจในพระคุณอันไม่มีประมาณของ ครูบาอาจารย์อย่างฝังใจ จนไม่อาจลืมเลือนได้ และท่านก็ยิ่งติดในครูบาอาจารย์ เมื่อท่านกราบลาท่านพระอาจารย์มั่นไปอยู่ ณ สถานที่ใดก็ตาม ทุกเช้าคํ่าคืนวันท่านย่อมกราบระลึกถึงพระคุณของ ครูบาอาจารย์เป็นปรกติประจํานิสัย อันเป็นการแสดงออกของธรรม
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ เมื่อท่านลาประชาชน ญาติพี่น้อง บ้านบ่อชะเนงแล้ว ท่านได้ย้อนกลับ มาจังหวัดสกลนคร ท่านได้แวะเข้ากราบคารวะเยี่ยมเยียน ฟังโอวาทธรรมท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ซึ่งในขณะนั้นก็มีบรรดาพระเถระผู้ใหญ่ ตลอดครูบาอาจารย์พระศิษย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” พากันแวะเวียนเข้ากราบคารวะเยี่ยมเยียนองค์ท่านเสมอๆ เช่น ท่านเจ้าคุณ- ธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นต้น หลังจากนั้นแล้วหลวงปู่ขาวท่านก็พา พระเณรออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในเขตจังหวัดสกลนครต่อไป
ครั้นเมื่อถึงฤดูกาลเข้าพรรษาใกล้มาถึง หลวงปู่ขาวท่านจึงได้พาพระเณรเข้าจําพรรษาเพื่อบําเพ็ญภาวนาที่วัดพระธาตุฝุ่น หมู่บ้านหนองหลวง ตําบลค้อใต้ อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เพื่อสงเคราะห์ญาติพี่น้องที่ย้ายถิ่นฐานจากบ้านบ่อชะเนง จังหวัดอุบลราชธานี มาตั้งภูมิลําเนาใหม่ในหมู่บ้านนี้ นับเป็นพรรษาที่ ๒๔ ขณะมีอายุ ๖๐ ปี
วัดพระธาตุฝุ่น ในสมัยที่หลวงปู่ขาวท่านพาพระเณรมาพักจําพรรษา ยังมีสภาพเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์มาก สัตว์ป่าก็ยังชุกชุม และเป็นที่ทุรกันดารห่างไกลหมู่บ้าน จึงเป็นสถานที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัดอีกแห่งหนึ่งเหมาะกับการบําเพ็ญเพียรภาวนา และมีพระธาตุโบราณเก่าแก่ บรรจุ เถ้าพระอังคารธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มักมีพระบรมสารีริกธาตุเสด็จให้เห็นอยู่เนืองๆ เป็นที่น่าอัศจรรย์ ยิ่งทําให้พระเณรเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ยอมสละชีวิตภาวนาถวายเป็นพุทธบูชา ในพรรษานี้หลวงปู่ขาวท่านได้พาพระเณรปฏิบัติธรรมกันอย่างเคร่งครัดเข้มงวดตลอดทั้งพรรษา
วัดพระธาตุฝุ่นแห่งนี้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ สหธมฺโม หรือ หลวงปู่สิงห์ ท่านเป็น พระศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น มีอายุพรรษาใกล้เคียงกับหลวงปู่ขาว ท่านเป็น ผู้ธุดงค์บุกเบิกและพัฒนาสถานที่แห่งนี้จนเป็นวัดป่าสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านย่อมเคยได้ยิน ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณของหลวงปู่ขาว และเคยได้ยินเรื่องที่ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวชมคุณธรรมของหลวงปู่ขาว ท่านจึงให้ความเคารพในคุณธรรมของหลวงปู่ขาวมาก ดังนั้น เมื่อมี โอกาสท่านมักจะพาพระเณรไปฟังธรรมหลวงปู่ขาวเสมอๆ โดยเฉพาะพระบวชใหม่ซึ่งอยากสึก ท่านจะพาไปให้หลวงปู่ขาวคอยเมตตาชี้แนะแก้ไขให้
พรรษา ๒๕ พ.ศ. ๒๔๙๒ จําพรรษาถํ้าเป็ด เรื่องเถรเฒ่าได้โสดาบัน
หลวงปู่ขาว อนาลโย จําพรรษาอยู่ที่วัดพระธาตุฝุ่น บ้านคําเจริญ อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เมื่อฤดูกาลออกพรรษาแล้ว ท่านก็ได้ออกวิเวกไปตามภูเขา เพื่อบําเพ็ญภาวนา ปรารภความเพียรตามข้อปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้พักวิเวกอยู่ที่ถํ้าค้อ ดงหลุบหวาย ลําพังองค์เดียว ที่ถํ้าค้อนั้นไม่มีที่บิณฑบาต เพราะไม่มีหมู่บ้านอยู่ใกล้ อาศัยโยมจากบ้านคําเลาะ บ้านทุ่งเชือก เปลี่ยนกันขึ้นไปอุุปัฏฐาก หมู่บ้านละคนรับผลัดเปลี่ยนกัน จากนั้นท่านได้วิเวกตามเทือกเขาภูพานนานพอสมควร จนถึงฤดูเข้าพรรษา ท่านเห็นถํ้าแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่สัปปายะเงียบสงัดน่าบําเพ็ญภาวนามาก จึงได้เข้าจําพรรษาอยู่ที่นั่น เป็นลําดับพรรษา ที่ ๒๕ ขณะมีอายุ ๖๑ ปี
ถํ้านั้นเรียกว่า “ถํ้าเป็ด” ตั้งอยู่ในเขตอําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร อยู่ห่างจากอําเภอสว่างแดนดิน ไปประมาณ ๒๕ กิโลเมตร อยู่ทิศตะวันออกของถํ้าพวงภูเหล็ก บริเวณถํ้านั้น มีความยาวประมาณ ๒ เส้นเศษ มีความลึกเข้าไปด้านในประมาณ ๑๐ วา มีศาลาและกุฏิ กรรมฐานหลังเล็กๆ อยู่ในนั้นเสร็จ มีธารนํ้าอันเยือกเย็นไหลตกลงมาจากเทือกเขาภูพาน บริเวณที่นํ้าตกไหลลงมาจากสันเขาภูพาน ในช่วงนั้นเป็นหน้าผาชันสูงทําให้มองดูแล้วสวยงามมาก และเป็นธรรมชาติอันสมบูรณ์แบบอีกรูปแบบหนึ่ง สําหรับนํ้าฉันนํ้าใช้มีอ่างเก็บนํ้าไว้ใช้ตลอดปี
เหตุที่ตั้งชื่อว่า “ถํ้าเป็ด” นั้นก็เนื่องมาจากเหตุอันที่ว่าบริเวณปากถํ้านั้น มีต้นตีนเป็ดอยู่จํานวนมากมาย ในขณะที่หลวงปู่ขาวท่านนั่งบําเพ็ญภาวนาอยู่ในถํ้านั้น ท่านเล่าให้ฟังว่า ในคืน วันหนึ่งขณะที่นั่งบําเพ็ญภาวนาอยู่นั้น จิตเกิดมีแสงสว่างไสวขึ้น ซึ่งคืนนั้นมีฝนตกตลอดทั้งคืน จึงทําให้อากาศเย็นสบาย ปรากฏมีเสียงพูดดังขึ้นมาลอยๆ ว่า “เถรเฒ่าได้บรรลุโสดา” หลวงปู่ เลยถามไปว่า “โสดาบันคืออย่างไร?” ก็มีเสียงตอบขึ้นมาทันทีว่า “เหมือนคนเหยียดฝ่ามือออก สองข้าง ข้างหนึ่ง คือ ศรัทธา ส่วนอีกข้างหนึ่ง นั้นคือ กรรม (เชื่อกรรม) ศรัทธา คือ เชื่อต่อ คุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสังฆเจ้า อย่างหนักแน่นไม่หวั่นไหวคลอนแคลน เรียกว่า “อจลศรัทธา” ส่วนกรรมคืออะไร กรรม ก็คือ เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ไม่เชื่ออย่างอื่นเป็นอันขาดตลอดชีวิต”
ส่วนเถรเฒ่า คือ สามเณรที่มีอายุมากกว่า ๒๐ ปี แกจําพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองบัว โพนสวาง หลวงปู่ขาวเล่าว่า “ความรู้ของเราจะจริงเท็จแค่ไหน จึงจําวัน เวลา นาที ไว้ เผื่อจะได้ ไปถามดูให้รู้ความจริง”
ครั้นวันต่อมามีโยมเขาไปนิมนต์ลงไปทําบุญที่บ้านหนองบัว โพนสวางนั้น หลวงปู่ขาวจึงได้โอกาสสอบถามเถรเฒ่าดู ฝ่ายเถรเฒ่าแกตอบว่า “คืนนั้นผมนั่งสมาธิภาวนาตลอดคืนยันรุ่ง ฝนตกตลอดคืน กุฏิผมมันรั่วด้วย ตัวของผมเปียกหมดเลย แต่ผมกลับไม่รู้สึกตัว จิตของผมตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีความสุขอย่างนี้เลย นํ้าตาของผมมันไหลออกมาเปียกหมด ผมไม่ตกนรกแล้ว” หลวงปู่ถามว่า “รู้ได้อย่างไร” เถรเฒ่าตอบอย่างหนักแน่นว่า “ผมรู้ที่ใจผมเอง มันเหมือนว่ามีพระพุทธเจ้า ชี้บอกให้ปฏิบัติในพระธรรม จนรู้สติประจําใจ ตั้งแต่คืนนั้นมา ผมมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เตือนผมอยู่เสมอ ไม่ปกปิดความชั่วแล้ว ไม่เหมือนก่อน ปิดไม่ได้แล้ว เพราะท่านคอยเตือนผมอยู่เสมอ”
การบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลขั้นโสดาบันของเถรเฒ่านั้น ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างดีว่า ธรรมเป็น อกาลิโก ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ธรรมเป็น ปจฺจตฺตํ พึงรู้ได้จําเพาะตน และธรรมเป็น สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติพึงรู้เองเห็นเอง ซึ่งเรื่องนี้หลวงปู่ขาวท่านทราบจากความรู้ภายในของท่านแล้ว เมื่อท่านตรวจสอบซักถามเถรเฒ่าแล้ว ท่านก็ยอมรับ เพราะท่านเคยผ่านอริยธรรมขั้นนี้มาก่อนหน้าแล้ว
พระยาศรีสุทโธนาคราชมากราบ
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่งที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับบรรดาเหล่ากายทิพย์ พวกเทวดา พญานาค มาเกี่ยวข้อง มากราบไหว้บูชาขอฟังธรรม โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์ถึงเทวดา พญานาค มาฟังเทศน์ครูบา-อาจารย์ ไว้ดังนี้
“จะไม่มีใครงามยิ่งกว่าสมณะผู้รักษาศีล รักษาธรรม ด้วยความบริสุทธิ์ใจ พระไปไหนเป็นที่กราบไหว้บูชา งามอยู่ลึกๆ ลับๆ งามลึกซึ้ง งามไปจนกระทั่งถึงเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม เขากราบไหว้บูชากันทั้งนั้น เพราะเป็นผู้งามด้วยศีลด้วยธรรม ท่านจึงเรียกว่า สีลคนฺโธ อนุตฺตโร กลิ่นแห่งศีลนี้ทวนลมไปหมด สิ่งทั้งหลายไหลไปตามลม แต่กลิ่นของศีลของธรรมนี้ทวนลมรอบขอบเขตจักรวาล”
หลวงปู่ขาว แม้ว่าท่านอยู่ในป่าเขาอันเปล่าเปลี่ยวแสนทุรกันดาร ห่างไกลจากบ้านเรือนผู้คนและผู้คนก็เข้าถึงได้ยากก็ตาม แม้ว่าท่านจะหลบซ่อนตัว อยู่ไกลแค่ไหนและอยู่ลึกเพียงใด ก็ตาม แต่กลิ่นของศีลของธรรมของท่านนั้นหอมทวนลม ย่อมทําให้บรรดาเหล่ากายทิพย์ พญานาค เทวดา อินทร์ พรหม ล่วงรู้สถานที่อยู่ของท่านได้
หลวงปู่ขาว ท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับบรรดาเหล่ากายทิพย์มากมาย โดยเฉพาะเทวดาพญานาค ตั้งแต่ท่านออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ในหลายๆ ครั้งที่ท่านเกือบทิ้งชีวิตอยู่ท่ามกลางป่าเขา เนื่องจากอดนํ้า ไม่มีนํ้าฉันเพื่อประทังชีวิต แต่ท่านก็มีชีวิตรอดกลับมาได้ทุกครั้ง เพราะ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เมื่อพญานาคล่วงรู้เหตุการณ์ จึงได้ช่วยบันดาลนํ้าให้ท่านได้ฉันนั่นเอง ซึ่งหลวงปู่ชอบท่านเองก็อยู่ในเหตุการณ์คับขันครั้งนั้นด้วย ท่านทั้งสองต่างก็ทราบว่า พญานาคเป็นผู้มาช่วย หลวงปู่ชอบท่านได้เอ่ยแม้กระทั่งชื่อ พระยาศรีสุทโธนาคราชเป็นผู้มาช่วย และเมื่อหลวงปู่ขาวท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้ว บรรดาเทวดา พญานาค ย่อมทราบข่าว ต่างก็พาบริษัท บริวาร มากราบไหว้บูชาและขอฟังธรรมเสมอๆ
พระยาศรีสุทโธนาคราช เป็นพญานาคราชประจําองค์ท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์ เป็นกษัตริย์พญานาค ปกครองพญานาคฝั่งประเทศไทยทั้งหมด โดยเฉพาะบริเวณภาคอีสานเกือบทั้งหมด เวียงวังอยู่ที่คําชะโนด หรือวังนาคินทร์ พระยาศรีสุทโธนาคราชมีนิสัยอ่อนโยน มีเมตตา ไม่ชอบการต่อสู้ ท่านชอบจําศีล บําเพ็ญเพียร และปฏิบัติธรรม ท่านจึงมักเข้ามาเกี่ยวข้องกับ พระธุดงคกรรมฐานที่ออกบําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขา และท่านก็โปรดปรานการฟังธรรมจาก ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอริยสงฆ์ จึงมักไปกราบฟังธรรมจากครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เสมอ เช่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่พรหม เป็นต้น
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ขณะที่หลวงปู่ขาว ท่านพาพระเณรจําพรรษาบําเพ็ญภาวนาที่ถํ้าเป็ด อําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร มีพระยาศรีสุทโธนาคราช จากคําชะโนด อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี มากราบฟังธรรม โดยหลวงปู่ขาว ท่านเล่าเรื่องนี้ ไว้ดังนี้
“ในคืนวันหนึ่ง มีแม่ชีแก่คนหนึ่ง แกนั่งภาวนาอยู่บนกุฏิหลังเล็กประมาณ ๒ ทุ่ม มีเสียงคล้ายคนใส่รองเท้าดังขึ้นมา แม่ชีตกใจ หัวใจสั่นระริก พลางถามขึ้นมาว่า “มาทําไม? ดึกดื่น เที่ยงคืนแล้ว ฉันเป็นแม่ชีเฒ่า อย่าได้ขึ้นมาเลย” ชายคนนั้นก็ตอบว่า “ไม่เป็นไรหรอก ฉันแวะมาถามเฉยๆ ดอก” แม่ชีจึงถามว่า “ถามอะไร?” ชายคนนั้นก็ตอบว่า “ฉันจะไปถํ้าเป็ด ไปกราบ หลวงปู่ขาว” แม่ชีจึงจุดโคมไฟขึ้น มองเห็นชายผู้นั้นแต่งกายชุดตําแหน่งเจ้าพระยา แม่ชีจึงถามว่า “เจ้าชื่ออะไร มาจากไหน?” ชายผู้นั้นตอบว่า “ผมชื่อพระยาศรีสุทโธนาคราช มาจากชะโนดดง” แม่ชีจึงถามว่า “ชะโนดดงอยู่ที่ไหน?” เขาตอบว่า “อยู่ที่อําเภอบ้านดุงนี่ล่ะ” ก่อนจะจากแม่ชีไป ชายผู้นั้นจึงถามแม่ชีว่า “แม่ชีฝันดีบ้างไหม?” แม่ชีตอบทันทีว่า “ฝันอะไรกัน ฉันมานั่งบําเพ็ญภาวนาหาบุญต่างหากเล่า” ถามแล้วแกก็บ่ายหน้าขึ้นภูเขาไปถํ้าเป็ด”
เมื่อพระยาศรีสุทโธนาคราชได้มากราบฟังธรรมจากหลวงปู่ขาว จนเป็นที่อิ่มเอิบเบิกบานใจแล้ว จากนั้นท่านก็กราบลาหลวงปู่ขาวกลับชะโนดดง หลวงปู่ขาวท่านเล่าต่อไปว่า “พระยาศรี- สุทโธนาคราชนี้เคยเล่าให้เราฟังว่า แกเคยไปกราบฟังธรรมครูบาอาจารย์มาหลายท่านแล้ว เช่น ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น แกยังบอกอีกว่า ท่านพระอาจารย์ใหญ่ เสาร์เทศน์ให้ฟังอย่างนั้น ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นเทศน์ให้ฟังอย่างนี้ แกจําเก่งมาก เพราะคําพูดของแกนั้น คือ คําเทศนาของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นชอบเทศนาให้เราฟังเสมอๆ นั่นเอง”
งานประชุมถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ครั้นออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็เดินธุดงค์จากถํ้าเป็ด อ.ส่องดาว มายังวัดป่าบ้านหนองผือ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เพื่อกราบเยี่ยมอาการอาพาธของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งขณะนั้นองค์ท่านอาพาธหนักจนเป็นที่ไม่น่าไว้วางใจในอาการ จากนั้นหลวงปู่ขาวท่านแวะเวียนธุดงค์อยู่แถวนั้น และท่านได้แสดงธรรมโปรดพระ เณร ผ้าขาวที่มาวัดป่า-บ้านหนองผือ และต่อมาเมื่อท่านพระอาจารย์มั่น ได้ถึงแก่มรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่ขาวเมื่อท่านทราบข่าว ท่านก็มากราบขอขมาศพและอยู่ประชุมคณะสงฆ์เพื่อเตรียมงานประชุมถวายเพลิงศพ
งานประชุมถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนั้น ถือเป็นงานที่ใหญ่โตมาก คาดว่าจะมีศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิต คือ พระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง และพระธุดงคกรรมฐาน สามเณร แม่ชี ทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ คือ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน มาร่วมงานครั้งสําคัญ ครั้งสุดท้ายกันอย่าง เบียดเสียดเนืองแน่นคับคั่ง เพื่อความสงบเพื่อความสะดวกเรียบร้อยและความเป็นระเบียบงามตาในงาน และที่สําคัญเพื่อรักษาปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งมุ่งเน้นความสงบเรียบง่าย ประหยัด ไม่หรูหรา เป็นการบําเพ็ญบุญอย่างแท้จริง จึงต้องมีการจัดประชุมคณะสงฆ์ เพื่อเตรียมรองรับงานในทุกๆ ด้าน โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นประธานสงฆ์ และมีพระศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่นมาร่วมประชุมกันอย่างเนืองแน่น
ตามปรกตินิสัยของหลวงปู่ขาว ท่านมุ่งบําเพ็ญภาวนาอันเป็นงานภายในเพียงอย่างเดียว ท่านไม่ชอบเกี่ยวข้องกับการงานภายนอกใดๆ ท่านมีนิสัยชอบความเงียบสงบสงัด ไม่ชอบคลุกคลีเกี่ยวข้องกับหมู่คณะตลอดผู้คนประชาชน ซึ่งระหว่างรอการประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น จะมีพระ เณร ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน เดินทางมากราบศพกันจํานวนมาก อีกทั้งในงานก็มีท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ท่านรับภาระเป็นแม่งานใหญ่ตลอดงาน และมีผู้รับผิดชอบ ในด้านต่างๆ อยู่แล้ว หลวงปู่ขาวท่านจึงพาพระศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาแถวเทือกเขาภูพาน เพื่อปฏิบัติบูชาน้อมถวายแด่ท่านพระอาจารย์มั่น อันถือเป็นการบูชาสูงสุด ซึ่งองค์พระบรมศาสดาทรงสรรเสริญ เมื่อมีพระทราบข่าวก็ขอติดตามท่าน จากประวัติหลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ได้บันทึกเหตุการณ์ในพรรษาที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๙๒ ไว้ดังนี้
“หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงปู่พรหมได้เดินทางพาหลวงปู่ผางมุ่งหน้าสู่วัดป่าบ้าน- หนองผือ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม เพื่อประชุมคณะสงฆ์เตรียมงานประชุมถวายเพลิงศพองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และโอกาสนี้หลวงปู่ผาง ได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่ขาว อนาลโย หลังจากได้กราบนมัสการหลวงปู่ขาวแล้ว หลวงปู่ก็ได้กราบขออนุญาตหลวงปู่พรหม ติดตาม หลวงปู่ขาวไปธุดงค์วิเวกตามเทือกเขาภูพาน และได้มาแวะพักที่วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม (ถํ้าพวง) ในเขตอําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร”
ถํ้าพวง ที่หลวงปู่ขาว ท่านพาหลวงปู่ผางและพระศิษย์ออกวิเวกธุดงค์มาปฏิบัติธรรมนั้น ตั้งอยู่บนยอดเขา เป็นสถานที่บําเพ็ญของพระธุดงคกรรมฐานตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล ซึ่งในบริเวณใกล้ๆ กันนั้น มีถํ้าเล็กๆ ถํ้าหนึ่ง เคยเป็นสถานที่นิพพานของพระนรสีห์ ซึ่งท่านเป็นพระอรหันต์ ในสมัยครั้งพุทธกาลได้มาปฏิบัติธรรมและนิพพาน ณ ถํ้าแห่งนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเคย ธุดงค์บุกเบิกมาปฏิบัติธรรมที่ถํ้าพวง ด้วยความรู้ภายในของท่าน ทําให้ทราบว่าแถบบริเวณนี้เคยเป็นสถานที่พระอรหันต์เคยมานิพพาน ด้วยถํ้าพวงเป็นสถานที่สําคัญศักดิ์สิทธิ์และสัปปายะมาก ท่านจึงได้แนะนําให้พระศิษย์มาบําเพ็ญภาวนากัน และให้ความคารวะเคารพสถานที่แห่งนี้
ถํ้าพวงมีบรรยากาศวิเวกเงียบสงัดมาก มีหน้าผาล้อมรอบสูงชันตระการตาน่าสะพรึงกลัว มีทางขึ้นทางเดียว ทิวทัศน์โดยรอบเป็นป่าเขาเขียวชอุ่ม บริเวณถํ้าพวงมีตานํ้าไหลออกมาตามหน้าผาและถํ้าอยู่มาก จึงเป็นสาเหตุทําให้พื้นที่มีความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ และนํ้ามีรสจืดสนิทดี ไม่มีโทษต่อผู้บริโภคอุปโภค อากาศก็ปลอดโปร่งเย็นสบาย แม้ในหน้าร้อน แต่ในหน้าหนาวแล้ว หากมีลมพัดแรงจะหนาวมากจนต้องหาที่หลบซ่อน สมัยก่อนแล้วจะอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ซึ่งต้องถือว่าอยู่ห่างไกลหมู่บ้านมาก เพราะผู้คนสมัยนั้นไม่ค่อยมีผู้ใดสัญจรไปถึงได้ง่ายๆ เนื่องจากมีสภาพเป็นป่าดงพงไพร เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เป็นต้นว่า ต้นตะเคียน ต้นประดู่ ต้นเต็ง ต้นรัง มีต้นไม้ขนาดใหญ่เป็นป่าทึบ มีเถาวัลย์ขึ้นหนาแน่น มองแทบไม่เห็นท้องฟ้า จึงเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์ทั้งหลาย เช่น ช้าง เสือ หมี หมูป่า กวาง เก้ง นกยูง กระต่ายป่า และสัตว์เลื้อยคลาน มีงูเหลือม เป็นต้น
ถํ้าพวง ถึงแม้การบิณฑบาตจะต้องเดินเท้าไกล ต้องขึ้นเขาลงเขา ยากลําบากมาก บางครั้งต้องฉันอยู่ตีนเขา ส่วนอาหารขบฉันก็เป็นอาหารป่า เพราะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็เป็นสถานที่ สัปปายะมากดังที่ได้กล่าวมา จึงเป็นที่ปรารถนาของพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย
หลวงปู่ขาว แม้ในขณะนั้นท่านมีอายุมากถึง ๖๑ ปี และท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้ว ก็ตาม ท่านยังดําเนินตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด คือ ท่านยังพาพระออกธุดงค์บําเพ็ญในสถานที่เช่นนั้น โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยหรือความทุกข์ยากลําบากใดๆ ทั้งนี้ท่านทําเพื่อเป็นคติให้พระรุ่นหลังได้ดูเป็นแบบอย่างอันดีงาม เมื่อหลวงปู่ขาวท่านพาพระศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์วิเวกแถวถํ้าพวง เป็นเวลาพอสมควรแล้ว พอใกล้ช่วงวันประชุมเพลิงศพ ท่านก็พาพระศิษย์กลับลงมาที่วัดป่าสุทธาวาส เพื่ออยู่ช่วยงานและอยู่รอประชุมเพลิงศพ
ในช่วงระหว่างที่ ท่านพระอาจารย์มั่น ถึงแก่มรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาส เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ จนถึงวันประชุมถวายเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งถือเป็นงานที่ใหญ่โตมากของวงพระธุดงคกรรมฐานในสมัยนั้น นับเป็นการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นเท่าที่เคยมีมา
บรรยากาศในงานศพท่านพระอาจารย์มั่น เป็นแบบฉบับของกรรมฐานอย่างแท้จริง คือ ไม่มีโลกามิสหรือเรื่องทางโลกใดๆ เข้าไปเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย ไม่มีมหรสพ ไม่มีการโฆษณาหรือพูดเรี่ยไรใดๆ แต่มุ่งเน้นเรื่องทางธรรม การบําเพ็ญบุญเป็นสําคัญ โดยเฉพาะการแสดงธรรมและการปฏิบัติธรรมในตอนคํ่า ซึ่งวงพระธุดงคกรรมฐานให้ความสําคัญในเรื่องนี้มาก ถือเป็นอริยประเพณีสืบทอดต่อๆ กันมา โดยมีบรรดาครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่มีคุณธรรม เป็นที่เคารพยอมรับ ของหมู่คณะ ได้ถูกอาราธนานิมนต์สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นแสดงธรรมเป็นประจําทุกคํ่าคืนตลอดงาน จนถึงวันประชุมถวายเพลิงศพ หลวงปู่ขาวท่านก็เป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่มีคุณธรรม ท่านได้รับการเคารพยอมรับ และได้ถูกอาราธนานิมนต์ขึ้นแสดงธรรมในงานดังกล่าว
พอถึงวันประชุมถวายเพลิงศพ พระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง ครูบาอาจารย์พระศิษย์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ตลอดจนฆราวาสศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นจากทั่วสารทิศได้เดินทางมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นคับคั่งตามที่คาดการณ์ไว้ ที่อยู่ ที่พักปักกลดตามป่าแน่นไปหมด
หลังจากงานประชุมถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นเสร็จสิ้นลง ได้มีการบันทึกภาพ ครั้งสําคัญ ครั้งประวัติศาสตร์ของวงพระธุดงคกรรมฐาน เพื่อเป็นที่ระลึกและเป็นเครื่องหมายแสดงออกถึงความกตัญญู กตเวที ซึ่งถือได้ว่าโอกาสในครั้งนั้นเป็นเพียงโอกาสครั้งเดียวเท่านั้น เพราะเป็นการยากมากที่บรรดาครูบาอาจารย์ ซึ่งท่านอยู่บําเพ็ญเพียรภาวนาและใช้ชีวิตอยู่ตามป่าตามเขาตลอดชีวิต ตามพระโอวาทข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ และตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นท่านพาดําเนินมา ท่านได้พากันเดินทางออกจากป่าจากเขา จากเสนาสนะป่าอันเงียบสงัดมารวมตัวกัน ทั้งนี้เพื่อกราบน้อมถวายบูชาคุณ บูชาธรรมในสรีรสังขารของท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นพ่อแม่- ครูอาจารย์ เป็นครั้งสุดท้าย
ในภาพแห่งประวัติศาสตร์ดังกล่าวนั้น เป็นภาพหมู่ มีพระมหาเถระทั้งฝ่ายปกครองและ ฝ่ายกรรมฐาน ตลอดบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์องค์สําคัญๆ ที่ได้เดินทางมาร่วมงานกัน ซึ่ง ครูบาอาจารย์เหล่านั้น ท่านเป็นพระแท้พระจริง ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” เป็นสังฆรัตนะควรแก่การกราบไหว้บูชาของบรรดาชาวพุทธ และท่านล้วนแล้วเป็นศาสนทายาทธรรม เป็นพระศิษย์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตาอบรมสั่งสอนปลุกปั้นมากับมือ รวมทั้ง หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็อยู่ในภาพประวัติศาสตร์ครั้งนั้นด้วย นอกจากนี้ยังมีครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” อีกหลายองค์ที่มาร่วมช่วยงาน แต่ท่านไม่ได้อยู่บันทึกภาพนี้ เช่น ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ
หลังจากนั้นแล้วไม่นาน บรรดาครูบาอาจารย์ท่านก็ต่างกราบลากัน และได้แยกย้ายสู่สํานักของตน องค์ที่ยังไม่บรรลุธรรมอัศจรรย์ท่านก็เร่งความเพียรกันต่อไป ส่วนองค์ที่บรรลุธรรมแล้วท่านก็ทําหน้าที่รับภาระสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อจากท่านพระอาจารย์มั่น โดยก่อนที่ท่านพระ-อาจารย์มั่นจะมรณภาพเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ท่านได้ฝากพระศิษย์ที่บรรลุธรรมอัศจรรย์แล้ว ให้ช่วยกันดูแลสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนา สืบทอดวงกรรมฐานต่อจากองค์ท่าน หลวงปู่ขาวท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่ได้รับมอบหมายภาระสําคัญในครั้งนี้ด้วย นอกจากท่านจะรักษาพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระ-อาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัดสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ท่านยังรับภาระสร้างศาสนทายาทธรรม คอยดูแลสงเคราะห์หมู่คณะพระเณรทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะด้านจิตตภาวนา ท่านได้เมตตาโปรดธรรมานุเคราะห์ตลอดชีวิตตราบจนวันหมดอายุขัย
ภาค ๑๑ สร้างศาสนทายาทธรรม
การสร้างศาสนทายาทธรรมเป็นภาระที่หนักหน่วงถ่วงใจมาก
หลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อมารับภาระสร้างศาสนทายาทธรรม ถือว่าเป็นภาระที่หนักมากและสร้างได้ยากมากๆ ดังที่องค์หลวงตาพระมหาบัวอุปมาเหมือนการปลูกโพธิ์ธรรม ดังนี้
“การปลูกพระ ก็เหมือนที่โลกเลี้ยงลูกปลูกโพธิ์นั่นเอง การแนะนําสั่งสอนเพื่อปลูกฝัง หลักฐานทางมรรยาท ความประพฤติ ตลอดความรู้ ความฉลาด ทางภายในถึงขั้นปกครองตนได้ ไม่มีภัยเข้าไปอาจเอื้อมทําลายได้ เพียงแต่ละองค์นับว่าเป็นสิ่งที่ทําให้เจริญได้ยากมาก เพราะการปลูกคุณธรรมให้ฝังลึกลงในหัวใจของคนมีกิเลสแสนแง่แสนงอนนั้น เป็นภาระที่หนักหน่วงถ่วงใจ ผู้เป็นอาจารย์แทบไม่มีเวลาปลงวางได้ และต้องเป็นผู้มีอํานาจเหนือกิเลสโดยประการทั้งปวงแล้ว จึงจะพอมีทางทําให้ผู้มารับการอบรมได้รับความซาบซึ้งถึงใจ และพอใจปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ นิสัยกับธรรมจะพอมีทางกลมกลืนกันได้ กลายเป็นผู้มีความมั่นคงทางใจไปโดยลําดับ
ลําพังเราก็มีกิเลส ผู้มารับการอบรมต่างก็มีกิเลสเต็มตัวด้วยกัน ยากที่จะมีกําลังฉุดลากกันไปให้ถึงที่ปลอดภัยได้ จึงอยากจะพูดว่า สิ่งที่ทําได้ยากในโลกมนุษย์เราก็คือ การสร้างพระธรรมดาให้เป็นพระที่น่ากราบไหว้บูชา และเสกสรร หรือส่งเสริมให้เลื่อนจากฐานะเดิมของจิต ขึ้นสู่พระโลกุตระ คือ พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา และพระอรหันต์นั้น ยิ่งยากแสนยากขึ้นเป็นขั้นๆ ดีไม่ดียังไม่แตกกิ่งแตกแขนงก็ถูกตัวแมลงมากัดมาไช มาโค่นรากแก้วรากฝอยให้โค่นล้มจมดินอย่างไม่เป็นท่าเสียมากกว่าจะเจริญเป็นต้นเป็นลําขึ้นมาพอทําประโยชน์ได้ โดยมากเราเคยเห็นกันมาอย่างนั้นแทบทั้งนั้น ไม่ค่อยมีรากฝังลึกพอจะทนลม ทนฝน ทนตัวแมลงกัดไชได้
เราปลูกต้นไม้ชนิดต่างๆ ไว้ทําประโยชน์ ไม่กี่ปีก็ได้รับผล แต่ปลูกพระนี้กี่ปีคอยแต่จะโค่นล้มอยู่นั่นเอง แม้ไม่มีอะไรมาตอม แต่ตัวเองคอยส่ายแส่หาตัวแมลงมาตอมเพื่อทําลาย และตัวก็คอยทําลายตัวเองอยู่แล้ว จึงเป็นความเจริญได้ยากในการปลูกพระ”
การสร้างศาสนทายาทธรรมของหลวงปู่ขาวในเบื้องต้น ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่น ได้มอบหมายให้ท่าน คือ ฝากท่านช่วยกํากับดูแลท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เป็นองค์แรก แม้หลวงปู่ขาวเอง ท่านทราบว่าจะเป็นภาระที่หนักหน่วงถ่วงใจมาก แต่เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตามอบหมายแล้ว ด้วยความเคารพเทิดทูนบูชา ด้วยเป็นการสนองพระคุณของครูบาอาจารย์ ทั้งเพื่อประโยชน์ในการสืบทอดรักษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตลอดจนวงพระธุดงคกรรมฐาน ให้ดํารงคงอยู่ตราบนานเท่านาน ท่านจึงน้อมรับด้วยเศียรเกล้าและปฏิบัติตามทันที
ท่านพระอาจารย์มั่นฝากให้ท่านดูแลท่านจวน
องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เหตุการณ์ภายหลังจากเสร็จงานถวายเพลิงศพท่านพระ- อาจารย์มั่น ไว้ดังนี้
“บรรดาพระเณรทั้งหลายระสํ่าระสายวุ่นวายกัน แทบจะพูดได้ว่าเป็นประวัติการณ์ของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านอาจารย์มั่นนี้ก็ได้ เพราะขาดที่พึ่ง ขาดหลักใจ ขาดร่มโพธิ์ร่มไทร ทั้งๆ ที่ธรรมของพระพุทธเจ้าก็มีอยู่ แต่เมื่อยังต้องพึ่งพิงอิงอาศัยครูอาจารย์แล้ว ครูอาจารย์จึงเป็นเรื่องสําคัญอยู่มากภายในจิตใจ เวลาท่านพลัดพรากจากไป สิ่งที่เคยได้เห็นก็จะไม่ได้เห็น สิ่งที่เคยได้ยินไม่ได้ยิน สิ่งที่เคยให้ความอบอุ่นแก่เรา ซึ่งท่านเป็นเหมือนร่มโพธิ์ร่มไทร ก็ประหนึ่งว่า ขาดสะบั้นลงไปหมด ราวกับว่าศาสนธรรมนี้ไม่มีเลย ทั้งๆ ที่ความแน่ใจอันหนึ่งก็ไม่ได้คลาดเคลื่อนแม้นิดเดียวว่า ศาสนธรรมหาได้เคลื่อนย้ายจากความจริงไปไม่ แต่เพราะความติดพัน ความเคารพความเลื่อมใสในองค์ท่าน เป็นองค์ปัจจุบันที่ได้เห็นอยู่ประจักษ์ตาเรานี้ได้ล่วงลับไป จึงเป็นเหมือนฟ้าดินถล่ม พระเณรก็แตกกระจัดกระจายกันไป กว่าจะเกาะกันได้ก็ ๔ ปี ๕ ปี
อย่างหลวงปู่ขาววัดถํ้า ๔ ปี ๕ ปี ท่านถึงได้มาอยู่วัดถํ้ากลองเพล แต่ก่อนท่านก็อยู่ตามป่าทางอําเภอสว่างฯ หมู่เพื่อนก็เข้าท่านไม่ค่อยติด ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็แยกย้ายกันไป อย่าง หลวงปู่อ่อนก็มาอยู่ที่หนองบัวบาน ทีแรกก็ไปอําเภอกุมภวาฯ แล้วก็โยกย้ายมานี้ เราเองก็ ระเหเร่ร่อนไปตามประสีประสาของเราแล้วก็ได้มาอยู่ที่นี่ ท่านอาจารย์ฝั้นก็อยู่ที่อําเภอพรรณาฯ บรรดาพระเณรทั้งหลายก็ได้เกาะได้อาศัยท่านเรื่อยมา”
กรณีหลวงปู่ขาว อนาลโย กับ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ประมาณเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านทั้งสองได้พบกันครั้งแรก ในงานประชุมถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ภายหลังเสร็จงาน หลวงปู่ขาวได้ดูแลอบรมสั่งสอนท่านพระอาจารย์จวนตามที่ท่านพระอาจารย์มั่น สั่งกําชับไว้ โดยท่านพระอาจารย์จวนได้เทศน์ไว้ดังนี้
“เมื่อเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าปรึกษากันกับท่านอาจารย์วัน อุตฺตโม เจ้าคุณอุดมวิสุทธิสังวร มหาเถระ สมัยปัจจุบันนี้ ก็คือท่านอภัยดํารงธรรมวิเวกนั่นเอง สมัยนั้นปรึกษากันว่าจะไปเที่ยวทางปักษ์ใต้ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งสมัยนั้นท่านเจ้าคุณเทสก์ (ท่านเจ้าคุณพระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์) หรือ ท่านพระอาจารย์หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี วัดหินหมากเป้ง ท่านไปประกาศศาสนาที่นั่น ท่านว่า ดี เราก็ตัดสินใจว่าจะไป
ทีนี้ท่านอาจารย์ขาว คือ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพลนี่เอง ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยพบเห็นกันกับท่านหลวงปู่ และท่านหลวงปู่ก็ไม่รู้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ท่าน ท่านได้ทราบว่าข้าพเจ้ามาจากงานฌาปนกิจศพ ซึ่งท่านก็ไปร่วมในงานนั้นด้วย แล้วก็พระหมู่พวกเดียวกันบอก ท่านทราบว่านี่คือ ท่านจวน ท่านก็เรียกเข้าไปหา ท่านเรียกเข้าไปหาแล้ว สนทนาปราศรัยกันไปพอสมควรแล้วท่านก็ไต่ถามว่า “เมื่อเสร็จงานแล้วจะไปไหน?” ก็เลยตอบท่านว่า “จะไปเที่ยวปักษ์ใต้ จังหวัดภูเก็ต กับท่านเจ้าคุณเทสก์” ท่านว่า “ไม่ให้ไป ไปอยู่กับผม ที่ถํ้าเป็ด” ดันกันอยู่อย่างนั้นแหละ ก็เลย คัดค้านท่านว่า “ผมจะไปปักษ์ใต้ครับ” ท่านว่า “ไม่ให้ไป” ดันกันอยู่อย่างนั้น
ทีนี้ท่านก็เลยพูดให้ฟังว่า “เวลาผมมาจากจังหวัดเชียงใหม่ แล้วผมเข้าไปนมัสการท่าน- พระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์มั่นถามผม” นี่หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพลพูดให้ฟังว่า “ท่านขาวรู้จักท่านจวนไหม?” “ไม่รู้” “เอ้อ ! ท่านจวนคนอําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลฯ น่ะ มาอยู่กับผมนี่ แล้วให้ท่านกํากับท่านจวนนะ ดูแลท่านจวน” “นี่ท่านอาจารย์มั่นสั่งไว้กับผม เมื่อผมมาพบท่านแล้ว ผมจึงไม่อยากให้ท่านไปที่อื่น ให้ไปอยู่กับผม เพราะท่านอาจารย์มั่นสั่งอย่างนั้น”
เมื่อท่านกล่าวถึงอย่างนี้ อาตมาก็เลยอ่อนใจ ข้าพเจ้าอ่อนใจ ไม่ไป เพื่อเคารพโอวาท ของท่านพระอาจารย์มั่น จึงรับคําท่านว่า “จะไม่ไป” จะไปอยู่กับหลวงปู่ขาวนั่นเอง ท่านก็เลยรับรองทุกสิ่งทุกอย่าง ค่ารถ ค่าเรือ ท่านเสียให้หมดทีเดียว ก็เลยไปอยู่กับท่านหลวงปู่ขาวที่ถํ้าเป็ด แล้วก็ย้ายมาจําพรรษาที่หวายสะนอย”
สาเหตุที่หลวงปู่มั่นฝากท่านพระอาจารย์จวนกับหลวงปู่ขาว ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นท่านฝากหลวงปู่จวนไว้กับหลวงปู่ขาว เพราะอะไร? เพราะว่าเวลาภาวนาไป ครูบาอาจารย์กับลูกศิษย์จะอยู่ด้วยกัน จะรู้จริตของแต่ละคนมันจะไม่เหมือนกัน…
เวลาหลวงปู่จวน ในนิมิตของหลวงปู่มั่นว่า หลวงปู่มั่นได้เอาหลวงปู่จวนขึ้นหลังแล้วขึ้นใส่ หลังไป เห็นไหม นี่นิมิตของหลวงปู่มั่น แล้วหลวงปู่จวนท่านปฏิบัติของท่าน ท่านมีประสบการณ์อะไรของท่าน ท่านได้ถามปัญหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเห็นถึงความเป็นไปว่าจิตนี้คึกคะนอง จิตนี้ มีฤทธิ์ จิตมีฤทธิ์เพราะอะไร เพราะเวลาจิตสงบนะ หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่จวนเวลาจิตสงบแล้วมัน จะขึ้นเป็นภาษาบาลี หลวงตาท่านบอกเลย เวลาจิตเราสงบนะ ธรรมมันเกิดเป็นภาษาไทย คือ ขึ้นมาเป็นภาษาไทย แต่หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่จวนขึ้นเป็นภาษาบาลี
พวกภาษาบาลีพวกนี้ จิตมันจะมีฤทธิ์ พอมีฤทธิ์ขึ้นมานี่ หลวงปู่มั่นท่านเห็นคุณสมบัติ ของจิต เห็นคุณสมบัติของคนว่ามีอํานาจวาสนาขนาดไหน ฉะนั้น ถ้าคนที่มีอํานาจวาสนามันต้องมีควาญประจําช้าง ช้างตัวไหนถ้ามันคึกคะนอง ช้างตัวไหนที่มีกําลัง ช้างตัวไหนที่จะใช้ประโยชน์ได้ ควาญประจําช้างนั้นต้องให้ทันช้างตัวนั้น ถ้าควาญช้างตัวนั้นคุมช้างตัวนั้น ฝึกหัดช้างตัวนั้นเป็นประโยชน์ขึ้นมา จะเป็นประโยชน์กับช้างตัวนั้นเอง แล้วก็จะเป็นประโยชน์กับศาสนามาก ฉะนั้น ท่านถึงสั่งหลวงปู่ขาวไว้ว่า “ฝากท่านจวนไว้ด้วยๆ”
เวลาหลวงปู่จวนท่านไปหา ไปกราบหลวงปู่ขาว พาหมู่คณะไปกราบหลวงปู่ขาว ไปดูรูปสิ เวลาหลวงปู่จวนท่านไปกราบหลวงปู่ขาวนะ ท่านเอาหัวเข้าไปไว้ที่เท้านะ แล้วหยิบเท้าของ หลวงปู่ขาวนะ ลูบหัวท่านๆ ท่านเคารพ ท่านบูชา ท่านซาบซึ้งบุญคุณหลวงปู่ขาว ที่หลวงปู่ขาวเอาท่านไปชุบเลี้ยง เอาท่านไปดูแล ท่านซึ้งบุญคุณกัน นี่เห็นไหม ถ้าเป็นจริงมันเป็นแบบนี้ เป็นจริง เป็นแบบนี้ หมายความว่า เวลาหลวงปู่ขาวท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านมีคุณสมบัติตามความจริงของท่าน ท่านถึงบอกวิธีการ บอกชี้นําทาง ทางที่ผู้ปฏิบัติให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้”
ความอดอยากขาดแคลนที่หวายสะนอย
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลังจากเสร็จงานประชุมถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็พาท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ กลับมาบําเพ็ญภาวนาที่ถํ้าเป็ด จากนั้นก็ออกเที่ยวธุดงค์ไปตามสันเขาภูพาน เพื่อบําเพ็ญภาวนา จนถึงชายเขาอีกด้านหนึ่งของ ภูผาเหล็ก เรียกกันว่า “หวายสะนอย” ขึ้นอยู่กับตําบลปทุมวาปี อําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร (ปัจจุบัน คือ วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม) บริเวณนี้มีสภาพเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าก็ชุกชุม และมีนํ้าไหลลงมาจากสันเขาภูพานให้ใช้ได้ตลอดปี นับเป็นสถานที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัดอีกแห่งหนึ่ง
หลวงปู่ขาว ท่านพาพระเณรพักปฏิบัติภาวนาที่หวายสะนอย ส่วนท่านพระอาจารย์จวนท่านสั่งให้ขึ้นไปภาวนาที่ถํ้าพวงเพียงองค์เดียว ซึ่งถํ้าพวงตั้งอยู่บนยอดเขาอยู่ห่างจากหวายสะนอยไม่มากนัก และหลวงปู่ขาวท่านก็เคยพาพระศิษย์ขึ้นไปพักภาวนามาก่อนหน้าแล้ว ในช่วงก่อน เข้าพรรษา ก็มีครูบาอาจารย์ธุดงค์แวะเวียนกันมาพักภาวนา มาขอศึกษาธรรมกับหลวงปู่ขาว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่เคยมา ท่านเล่าว่า “ตอนพักอยู่กับ หลวงปู่ขาวนั้น คงจะเป็นเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ท่านได้เล่าถึงความอดอยาก เพราะฝนแล้ง ชาวบ้านอดข้าวกัน ไปบิณฑบาตไม่พอฉัน ต้องอาศัยแม่ชีและสามเณรหาหัวมันและผัก เห็ด มาเสริม พอได้ทําความเพียร แต่ท่านเล่าว่า เวลาพักอยู่กับหลวงปู่ขาวที่หวายสะนอย อําเภอ ส่องดาวนั้น ท่านว่าการภาวนาดีมาก นอนนิดเดียวก็อิ่ม จิตสงบละเอียดมาก ทั้งหลวงปู่ขาวท่านก็ทําความเพียร คือโดยมากท่านจะไม่ค่อยเทศน์ แต่ท่านทําให้เห็นเป็นตัวอย่าง ปกติท่านเป็น คนพูดน้อย แต่ทําความเพียรเดินจงกรม นั่งภาวนามาก”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเล่าว่า “สมัยที่ท่านยังเที่ยวธุดงค์ ช่วงหนึ่งไปอยู่กับหลวงปู่ขาว ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนมีฐานะดี สามีซึ่งอายุมากตายจากไป สามีห่วงหวงภรรยามาก ผู้หญิง สังเกตว่า พอสามีตายไปไม่นาน ไม่ว่าเขาจะไปไหนในบ้าน จะมีตุ๊กแกตัวหนึ่งตามเขาไปทุกหน- ทุกแห่ง มีกระทั่งเข้าห้องนํ้า มันก็ตามเข้าไป เขาเงยขึ้นดูตุ๊กแกทีไร ก็พบมันมองเขา ตาไม่กระพริบทุกที เขาถามหลวงปู่ขาวว่า เป็นไปได้หรือเปล่าว่าสามีไปเกิดเป็นตุ๊กแก หลวงปู่ขาวไม่ได้ตอบอะไรเขา แต่สอนให้เมตตาให้ตุ๊กแกไป อย่าเอาใจใส่ไปรําคาญ หรือข้องติดอยู่กับมัน ตกกลางคืน หลวงปู่ขาวท่านเทศน์พระเณรว่า “เห็นหรือยังว่า จิตที่ไม่มีสติระวังรักษามัน ไปห่วงหวงอะไรอยู่ก็กลับมาเกิดตรงนั้น คอยจะมาเข้าท้องเขาเป็นลูกก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้แต่งงานใหม่ จะมาเกิด ที่ไหนในละแวกนั้นก็ไม่ทันใจ ก็เลยเกิดเป็นตุ๊กแก ชาวบ้านที่ห่วงที่นา ก็มาเกิดเป็นปูนา แล้วก็ถูกลูกหลานจับไปดองกิน ใจที่ไปห่วงผูกพันอยู่กับอะไร ก็จะไปเกิดกับอย่างนั้น”
ทําบุญกับพระอรหันต์ช่วยโยมแม่ได้พ้นจากทุกข์ยาก
ตามประวัติ หลวงปู่พวง สุวีโร บันทึกไว้ดังนี้
“หลังจากที่หลวงปู่พวงได้บวชแล้ว (พ.ศ. ๒๔๙๓) ท่านได้กราบลาหลวงปู่สีลา อิสฺสโร ไปอยู่กับหลวงปู่ขาวที่หวายสะนอย วันหนึ่งเมื่อภาวนาแล้วจิตสงบ ปรากฏว่าเห็นโยมแม่ที่เสียชีวิต ไปแล้วอยู่ในสภาพทุกข์ยากลําบาก พักอยู่ในเพิงหมาแหงน เสื้อผ้าขาดกระรุ่งกระริ่ง ตะกร้าหมากว่างเปล่า หลวงปู่จึงเกิดความสงสัย เพราะลูกก็เคยบวชหลายคน แล้วยังเคยทําบุญให้ทาน ถวายจังหัน ถวายกฐินอยู่เป็นประจําอีกด้วย เมื่อพิจารณาหาสาเหตุจึงรู้ว่า เพราะพระที่โยมแม่ทําบุญด้วยเป็นผู้ไม่รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ทานที่โยมแม่ทําจึงได้บุญน้อย เมื่อจิตถอนออกมา จึง ไหว้พระแล้วอธิษฐานว่า เมื่อไปบิณฑบาตขอให้คนใส่หมาก จะได้นําไปทําบุญอุทิศให้โยมแม่
พอตอนเช้าไปบิณฑบาต หลวงปู่เดินเป็นรูปที่สามมีโยมเอาหมากมาใส่บาตรให้เฉพาะแต่ หลวงปู่ ไม่ใส่ให้รูปที่หนึ่งและสอง เมื่อกลับถึงที่พัก ยังไม่ทันได้จัดอาหารฉัน หลวงปู่รีบนําห่อหมากไปน้อมถวายหลวงปู่ขาว พร้อมกราบเรียนว่า “ขอโอกาสพ่อแม่ครูจารย์เคี้ยวหมากให้หน่อยครับ อุทิศให้โยมแม่” หลวงปู่ขาวท่านก็รับว่า “อื้อ” แล้วท่านก็นํามาเคี้ยว
ครั้นตกกลางคืน หลวงปู่ภาวนาจิตสงบ เห็นโยมแม่กินหมากปากแดง หมากพลูล้อมตัว เต็มไปหมด ทั้งยังห้อยย้อยอยู่บนอากาศด้วย ท่านก็มาพิจารณาอีกว่า ทําอย่างไรโยมแม่ถึงจะมี ผ้านุ่งผ้าห่ม เมื่อจิตถอนออกมาแล้วก็ไหว้พระแล้วอธิษฐานจิตว่า ขอให้ได้ผ้า วันต่อมาก็มีคนเอา ผ้าขาวมาถวายในเวลาที่ไปบิณฑบาต เป็นผ้าฝ้ายดิบทอเอง เมื่อท่านฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ก็นํา ผ้านั้นไปซักแล้วย้อมด้วยหินสีแดง แล้วนําไปตาก พอแห้งแล้วก็นํากลับมาย้อมอีกหลายครั้ง เสร็จแล้วพับผ้า นําไปวางตรงหน้าหลวงปู่ขาว พร้อมกราบเรียนว่า “ขอโอกาสพ่อแม่ครูจารย์ บังสุกุลหน่อยครับ อุทิศให้โยมแม่” หลวงปู่ขาวท่านก็ชักบังสุกุลให้ พอเวลากลางคืนหลวงปู่ก็ภาวนาเห็นโยมแม่นุ่งผ้าใหม่และยังมีผ้าอีกมากมายห้อยย้อยเต็มไปหมด แล้วท่านก็พิจารณาอีกว่าทําอย่างไรโยมแม่จะมีที่อยู่ ท่านจึงอธิษฐานจิต ขอให้ชาวบ้านมานิมนต์หลวงปู่ไปสวดมนต์ทําบุญ
ต่อมาไม่นานก็มีชาวบ้านมานิมนต์หลวงปู่ขาวพร้อมทั้งหลวงปู่พวงไปสวดมนต์ เสร็จพิธี ก็ได้รับถวายปัจจัยมา พอตกเย็นหลวงปู่ขาวก็บอกกับพระทุกรูปว่า “ปัจจัยที่ได้รับมาอย่าเอาไปซื้ออย่างอื่น เพราะไม่จําเป็น พวกเราอยู่ที่นี่ บริขารเครื่องใช้ก็มีพอใช้กันอยู่ทุกรูป ให้ทําตามคําที่ ท่านพวงอธิษฐาน ให้ไปจ้างเขาเลื่อยไม้ทํากุฏิและถาน (ส้วม) ให้แม่ท่าน” หลวงปู่จึงไปจ้างคนญวนที่อําเภอสว่างแดนดินมาเลื่อยไม้สร้างกุฏิและถาน เสร็จแล้วนิมนต์หลวงปู่ขาวรับเพื่ออุทิศให้โยมแม่
คราวนี้ไปภาวนาตอนกลางคืน กลับไม่เห็นโยมแม่บริเวณที่โยมแม่เคยอยู่ก็ว่างเปล่า ท่าน จึงตามหาโยมแม่อยู่ทั้งคืนจนกระทั่งสว่าง จิตก็ยังไม่ถอน จนได้เวลาบิณฑบาตแล้ว เพื่อนพระมาเคาะกุฏิเรียก จิตจึงถอน ท่านจึงรีบไปบิณฑบาต กลับมาฉันจังหันเสร็จแล้วก็นั่งสมาธิ เดินจงกรม ตามหาโยมแม่ทั้งวันทั้งคืน จนผ่านไป ๔ วัน ท่านอดไม่ได้ จึงไปหาหลวงปู่ขาวที่กุฏิ ไปเคาะประตูก๊อกๆๆ หลวงปู่ขาวถามว่า “มาหยัง” (มาทําไม) หลวงปู่พวงกราบเรียนว่า “ขอโอกาสพ่อแม่ครู-จารย์หาแม่บ่ (ไม่) เห็น” หลวงปู่ขาวท่านบอกว่า “ขึ้นสูงๆ”
หลวงปู่พวงจึงกราบลาแล้วไปภาวนาหาต่อ กําหนดจิตหาบนยอดไม้สูงๆ ก็ไม่พบ หาบนยอดเขาสูงๆ ก็ไม่เห็น หาอยู่อีกหลายวัน จึงมาคิดทบทวนที่หลวงปู่ขาวบอกให้ขึ้นสูงๆ มันคือ ที่ไหนกันแน่ หรือจะเป็นสวรรค์ ท่านจึงรวบรวมพลังจิตทั้งหมดที่มีอยู่ตามหาอีกครั้ง จิตก็วูบลง ปรากฏเห็นวิมานของโยมแม่บนสวรรค์ เห็นร่างกายที่เป็นทิพย์ของโยมแม่ จึงได้สบายใจว่า โยมแม่ได้ขึ้นสวรรค์พ้นจากทุกข์ยากแล้ว ครั้นตกเย็นท่านก็ไปกราบหลวงปู่ขาวที่กุฏิ หลวงปู่ขาวก็พูดขึ้นทันทีว่า “บอกให้ขึ้นสูงๆ นานแล้ว เพิ่งขึ้นเมื่อคืนนี้เหรอ” หลวงปู่พวงกราบเรียนตอบท่านว่า “ขอโอกาสพ่อแม่ครูจารย์ขึ้นเมื่อคืนนี้” หลวงปู่ขาวก็พูดเชิงบ่นว่า “เฮ้อ ! โง่ตาย”
พอใกล้เข้าพรรษาหลวงปู่พวง ท่านก็กราบลาหลวงปู่ขาว ไปจําพรรษาในบริเวณใกล้เคียง แต่ท่านยังคงหาโอกาสไปกราบนมัสการและศึกษาธรรมะกับหลวงปู่ขาวอยู่เสมอๆ
พรรษา ๒๖ พ.ศ. ๒๔๙๓ จําพรรษาหวายสะนอย รักษาไข้ป่าด้วยธรรมโอสถ
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพาพระเณรปฏิบัติธรรมที่หวายสะนอย โดยมีศิษยานุศิษย์ติดตามไปด้วยหลายรูป ด้วยความอดอยากขาดแคลน จะเป็นภาระกับญาติโยมในหมู่บ้านมาก จนเกินไป พอใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่ขาวท่านจึงให้พระเณรแยกย้ายกันหาที่จําพรรษา ท่านพระ-อาจารย์สิงห์ทองได้กราบลาหลวงปู่ขาวไปจําพรรษากับท่านพระอาจารย์ฝั้น ต่อมาหลวงปู่ขาวให้ ท่านพระอาจารย์เพ็ง เตชพโล ขึ้นไปถํ้าพวง เพื่อไปอยู่จําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์จวน ส่วนท่านจําพรรษาอยู่ที่หวายสะนอย นับเป็นพรรษาที่ ๒๖ ขณะมีอายุ ๖๒ ปี วันหนึ่งท่านมีอาการจับไข้หนาวสั่นมาก ท่านใช้ธรรมโอสถรักษา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาว ท่านชอบรักษาไข้ด้วยธรรมโอสถตลอดมา ครั้งหนึ่งท่านพักอยู่ภูเขาแถบจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นที่ชุกชุมด้วยไข้มาลาเรีย หลังจากฉันเสร็จวันนั้นก็เริ่มไข้จับสั่นขึ้นในทันที ทันใด ผ้าห่มกี่ผืนก็มีแต่หนักตัวเปล่าๆ หาความอบอุ่นไม่มีเลย ท่านจึงสั่งให้งดการบําบัดหนาว ทางภายนอก จะบําบัดทางภายในด้วยธรรม ดังที่เคยได้ผลมาแล้ว และสั่งให้พระหลีกจากท่านไป ให้หมด ให้รอจนกว่ามองเห็นบานประตูกระต๊อบกุฎีเล็กๆ เปิดเมื่อไรค่อยมาหาท่าน เมื่อพระไปกันหมดแล้ว ท่านก็เริ่มภาวนาพิจารณาทุกขเวทนา ดังที่เคยพิจารณามา ทราบว่า เริ่มแต่เก้านาฬิกา คือสามโมงเช้า จนถึงบ่ายสามโมงจึงลงกันได้ ไข้ก็สร่างและหายไปแต่บัดนั้น จิตก็รวมลงถึงฐาน และพักอยู่ราวสองชั่วโมงเศษ จนร่วมหกโมงเย็น จึงออกจากที่สมาธิภาวนา ด้วยความเบากาย เบาใจ ไม่มีอะไรมารบกวนอีกเลย ไข้ก็หายขาด จิตก็ปราดเปรื่องลือเลื่องในองค์ท่าน และอยู่ด้วยวิหารธรรมเรื่อยมาจนปัจจุบัน
ท่านเป็นพระที่อาจหาญเฉียบขาดทางความเพียรมาก ยากจะหาผู้เสมอได้องค์หนึ่ง แม้อายุจะก้าวเข้าวัยชราภาพแล้ว แต่การทําความเพียรยังเก่งกล้าสามารถเสมอมามิได้ลดละ เดินจงกรมแต่ละครั้งตั้งห้าหกชั่วโมงจึงหยุดพัก แม้แต่พระหนุ่มๆ ยังสู้ท่านไม่ได้ นี่แลความเพียรของปราชญ์ท่านต่างกับพวกเราอยู่มาก ซึ่งคอยแต่จะคว้าหาหมอนเอาท่าเดียว ประหนึ่งหมอนเป็นสิ่งประเสริฐเลิศกว่ามรรคผลนิพพานเป็นไหนๆ คิดดูแล้วน่าอับอายตัวเองที่เก่งในทางไม่เป็นสาระ”
หลวงปู่ขาว เมื่อท่านให้ท่านพระอาจารย์จวนขึ้นเขาไปจําพรรษาที่ถํ้าพวง ท่านก็ทําหน้าที่ เป็นครูบาอาจารย์ที่ดี ท่านคอยติดตามเอาใจใส่การภาวนาของศิษย์อย่างใกล้ชิด
หลวงปู่ขาวชมอุบายภาวนาท่านพระอาจารย์จวน
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ พรรษานี้ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านผจญมาตุคามอีกครั้ง โดยท่านพระอาจารย์จวน ได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนเอากระดูกช้างแขวนคอ เดินจงกรม นั่งภาวนานั่นแหละ วันหนึ่งท่านอาจารย์เพ็ง เตชพโล ได้มาเห็นข้าพเจ้าเอากระดูกช้างแขวนคอเดินจงกรม นั่งภาวนา ท่านก็เลยเกิดความ หัวเราะก๊ากใหญ่เลย จะสําคัญว่าข้าพเจ้ามีจิตวิปลาสคลาดเคลื่อน หรือเป็นบ้าอย่างไรก็ไม่ทราบ พอรุ่งเช้าลงไปบิณฑบาต ท่านพระอาจารย์เพ็ง เตชพโล จึงได้ไปกราบเรียนท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่จําพรรษาอยู่ตีนดอยภูเป็ด คือที่หวายสะนอยนั่นเอง ว่า
“ครูบาจวน เอากระดูกช้างแขวนคอเดินจงกรมและนั่งภาวนา แล้วก็เคี้ยวหมาก บ้วน นํ้าหมากลงถูกกระดูกช้างแดงม่าล่า (แดงจ้า) ครูบาจวนทําอย่างนั้น เห็นจะเป็นบ้าเสียแล้ว วิปริต เสียแล้ว จึงทําเช่นนั้น” นี้ท่านพระอาจารย์เพ็งไปเรียนท่านหลวงปู่ขาว ท่านหลวงปู่ขาวได้ฟัง ดังนั้น ท่านพิจารณาแล้วก็ตอบว่า “เฮ้ย ! ไม่ใช่คนเป็นบ้า ไม่ใช่คนวิปริต อันนี้เป็นอุบายของท่าน ต่างหาก ท่านมีเหตุจําเป็น ท่านจึงใช้อุบายอย่างนี้ ถ้าคนเป็นบ้าไม่ทําอย่างนี้ นี่เป็นอุบายสําหรับทรมานท่านต่างหาก คงจะเหตุใดเหตุหนึ่ง เราจงค่อยฟังไป อย่าเพิ่งไปเข้าใจว่าท่านเป็นบ้าเลย” นี้ท่านหลวงปู่ขาวพูดกับท่านพระอาจารย์เพ็ง เตชพโล
อยู่มาเมื่อจิตมันสงบ วางจากสายตาของเขา ได้รับความสงบเป็นปกติ สบาย การภาวนา จิตก็สบาย ข้าพเจ้าจึงได้เอากระดูกช้างออกจากคอ ไม่แขวนคอ แล้วภายหลังวันต่อไป จึงไป กราบเรียนท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย คือไปนมัสการท่าน ท่านก็ซักถามว่า “ท่านจวน ท่านทําไมเอากระดูกช้างแขวนคอเดินจงกรม นั่งภาวนา เพราะเหตุอะไร?” ข้าพเจ้าก็เลยเรียนถวายท่านว่า “เพราะเหตุว่า ขณะนั้นสีกาสาวหนุ่ม (สวย) ที่บ้านโพนสวาง เขาไปส่งอาหารแทบทุกวัน แล้วเขาแสดงสายตาของเขา ลิดลัดๆ หวาน เมื่อหลายวันก็หมายในสายตาของเขา เมื่อภาวนาลง จิตก็ หมายอยู่ในสายตาของเขา ที่อยู่ในจิต มันไม่สงบ ฉะนั้น กระผมจึงหาอุบายเอากระดูกช้างมา แขวนคอเดินจงกรมและนั่งภาวนา เพื่อทรมานมัน แต่ก่อนเพ่งกระดูกอกของตนเห็นชัด ทีนี้เมื่อคิดถึงสายตาของเขาแล้ว พิจารณากระดูกอกของตนไม่เห็นชัด จึงเอากระดูกช้าง ซึ่งเป็นกระดูกสัตว์เหมือนกันมาเป็นสักขีพยานแขวนคอภายนอก เพื่อน้อมเอากระดูกที่แขวนคอนั้น เข้าไปสู่ กระดูกอกที่แขวนคอภายในของตนว่า
กระดูกที่แขวนคออยู่ข้างนอกกับกระดูกที่แขวนคออยู่ข้างใน ก็เป็นกระดูกสัตว์เหมือนกัน ทําไมท่านจึงไม่เห็น ถ้าท่านไม่เห็น เราก็ไม่แก้ออกให้นี่แหละ ท่านก็ไปหมายเอาสายตาของเขา โบราณท่านว่า “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้นั่ง กระดูกแขวนคอต่องแต่งๆ อย่างนี้” และอุบายอีก กระผมก็สอน ได้อุบายสอนตนอีกว่า “อย่างนี้แหละ ธรรมดาควายตัวไหนมันห้าว มันคะนอง มันดื้อ มันด้าน มันไปหาชนเขา ไล่เขา มันไปเข้ารั้วเข้าสวนเขา เขาต้องทรมานมัน เอาไม้ยาวๆ มาแขวนคอมัน เพื่อให้มันละพยศอันร้าย เมื่อมันละพยศอันร้ายแล้ว เขาจึงเอาไม้ออกจากคอมัน”
นี้ได้เรียนถวายท่านหลวงปู่ขาวให้ทราบ ท่านหลวงปู่ก็เลยย้อนถามว่า “เมื่อท่านทําเช่นนี้ เป็นยังไงล่ะ มันหายไหม ได้ผลไหม?” ก็เลยตอบท่านว่า “ได้ผลครับ ได้ผลดี หายเลยครับ จิตสงบดีแล้ว ผมจึงปลดออก แก้ออกจากคอของตน” ดังนี้ แล้วท่านได้ฟังดังนั้น ท่านก็หัวเราะ แล้วก็ชมเชยว่า “แหม ! อุบายอย่างนี้ชอบกลนัก ท่านฉลาดคิดได้ เรายังคิดไม่ได้เลย” แล้วท่านก็เล่าเรื่องของพระอาจารย์เพ็งว่า “ท่านเพ็งมาบอกผมนี่แหละ ว่าท่านจวน ครูบาจวนเป็นบ้า จิตวิปริต เอากระดูกช้างแขวนคอเดินจงกรมและนั่งภาวนา ผมก็ยังไม่เชื่อ นี่อุบายอย่างนี้ชอบกล” ท่านว่า “ดีนัก อืม ! ได้ผลดี” ท่านกลับชมเชย ดังนี้”
เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์จวน ได้ไปกราบนมัสการลาหลวงปู่ขาว ไปพักวิเวกศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์หล้า ขนฺติโก ในภูเขาป่าเปลี่ยวแถบอําเภอผือ จังหวัดอุดรธานี หลวงปู่ขาวท่านก็เมตตาอนุญาต เพราะท่านพระอาจารย์หล้าเป็นพระศิษย์ประเภทเพชรนํ้าหนึ่งของท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น
พรรษา ๒๗ พ.ศ. ๒๔๙๔ ตั้งสํานักวิปัสสนาที่บ้านชุมพล
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านยังพักปฏิบัติธรรมอยู่ที่หวายสะนอย ต่อมาคณะศรัทธาญาติโยมบ้านชุมพล ตําบลค้อใต้ อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นลูกหลานของท่านที่ย้ายมาจากบ้านบ่อชะเนง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ได้พากันไปกราบอาราธนานิมนต์ท่านลงไปโปรดพวกเขา ท่านก็เมตตารับนิมนต์ และได้ตั้งเป็นสํานักวิปัสสนา-กรรมฐานอยู่ที่บ้านชุมพลนั้นเลย เมื่อถึงฤดูกาลเข้าพรรษา หลวงปู่ขาวท่านก็ได้พาพระเณรอยู่ จําพรรษาที่สํานักวิปัสสนากรรมฐานบ้านชุมพล นับเป็นพรรษาที่ ๒๗ ขณะมีอายุ ๖๓ ปี ท่านได้แนะนําพรํ่าสอนแนวทางการปฏิบัติอันถูกต้องให้อย่างจริงจังและจริงใจ เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ปรารถนาจะให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากวัฏสงสารทุกข์อันแสนเข็ญนี้ จนหมู่คนทั้งหลายเกิดความศรัทธาอย่างลึกซึ้ง และมีฆราวาสมารักษาศีล บําเพ็ญภาวนาพักค้างที่สํานักกันจํานวนมาก
สํานักวิปัสสนากรรมฐานบ้านชุมพล ปัจจุบัน คือ วัดป่าแก้วชุมพล เป็นวัดป่าที่วงกรรมฐานรู้จักกันเป็นอย่างดี ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ได้มาเป็นเจ้าอาวาส เพราะชาวบ้านไปขอพระจากหลวงปู่ขาว ท่านจึงได้แนะนําให้ชาวบ้านไปนิมนต์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม เจ้าอาวาสองค์ต่อมา ท่านเล่าว่า “ก่อนที่จะได้สร้างวัดขึ้นนั้น ทีแรกก็เนื่องจากดําริของหลวงปู่ขาว เดิมท่านไม่ได้พักที่นี่ ท่านพักที่ดงป่าแห่งอื่นก่อน (ดงขี้ยาง) เพราะที่นั่นเป็นป่าเป็นดงกว่าที่นี่ แต่ภูมิเจ้าที่เป็นมิจฉาทิฏฐิไม่เลื่อมใสในตัวท่าน ท่านก็เลยย้ายมาอยู่ตรงนี้ (วัดป่าแก้วชุมพล) ที่นี่เทพเขาเป็นสัมมาทิฏฐิ” ท่านเล่าเรื่องเทพมาช่วยเตือนเณรว่า “มีเณรอยู่รูปหนึ่งชอบพูดคุย แต่ไม่ชอบทําความเพียรดังคําพูดของตน ในคืนวันหนึ่งเณร รูปนั้นเห็นเงามืดๆ ลักษณะเป็นผู้ชายมีรูปร่างสูงใหญ่ มีผ้าแดงคาดไว้ตรงศีรษะมายืนชี้หน้าพร้อมพูดว่า “ฟังแล้วไม่สมกับคําพูด สวดมนต์ไหว้พระก็ไม่เห็นทํา ไม่เห็นว่าปฏิบัติตรงไหน เหมือนกับ คําพูดของตนเลย” พอเณรเห็นและได้ยินดังนั้นก็เกิดความกลัวสุดขีด จึงเป็นเหตุให้เปลี่ยนนิสัย ภายหลังเณรได้ตั้งหน้าตั้งตาประกอบความพากเพียร ขยันไหว้พระสวดมนต์จนเป็นนิสัย”
ภาค ๑๒ ความเป็นครูบาอาจารย์คนสําคัญมาก
พรรษา ๒๘ พ.ศ. ๒๔๙๕ จําพรรษาภูถํ้าค้อ ดินแดนพญานาค
ภูถํ้าค้อ นี้นับว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา เพราะมีสภาพเป็นป่าดงดิบ เต็มไปด้วยสัตว์ป่าสัตว์ร้ายนานาชนิด ในเวลากลางคืนสัตว์ป่าพวกนี้ จะออกมาเที่ยวหากิน ส่งเสียงร้องก้องไปทั่วป่า นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ยังเป็นดินแดนพญานาค และเป็นที่ “เข็ดขวาง” มีภูมิเจ้าที่แรงมาก ถ้าหากใครเข้าไปตัดต้นไม้ในป่านั้นโดยไม่ขออนุญาตแล้ว ต้องได้รับอันตรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้พระธรรมดาทั่วไปที่พลังจิตยังไม่แก่กล้า และยิ่งมีศีล ด่างพร้อย จิตไม่ตั้งมั่นในพุทโธแล้ว ก็ไม่สามารถพักอาศัยอยู่ได้เลย บางรายก็จะมีอาการวิปลาสเป็นบ้าได้ แต่เป็นสถานที่ฝึกฝนทรมานจิตใจพระธุดงคกรรมฐานผู้แสวงหาโมกขธรรมเป็นอย่างดี
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ หลังออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ออกธุดงค์วิเวกไปทาง ดงหลุบหวาย หลุบเทียน แล้วไปบําเพ็ญภาวนาปรารภความเพียรอยู่ที่ภูถํ้าค้อ อําเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้มากราบหลวงปู่ขาวที่นี่ โดยท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษาแล้วก็พากันเที่ยววิเวก ตามสมณวิสัยของพระธุดงคกรรมฐานนั่นเอง แล้วก็เดินมุ่งหน้าขึ้นไปสู่จังหวัดสกลนคร เมื่อถึงอําเภอสว่างแดนดิน ได้ยินข่าวว่าท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้ไปอยู่ถํ้าค้อ ดงหลุบหวาย หลุบเทียน ก็เลยพากันเดินขึ้นไปนมัสการท่าน ท่านก็อยู่นั้น จําพรรษาอยู่ที่นั้น ๑ พรรษาแล้ว ไกลจากหมู่บ้านมาก ประมาณสัก ๓๐๐ เส้น อาศัยพวกแม่ชีไปทําครัวถวายท่าน และพวกชาวบ้านก็ทยอยส่งเสบียงอาหารกันเรื่อยๆ ไปอยู่อาศัยท่านในถํ้าค้อนั้น ประมาณสัก ๒ เดือน ในถํ้าค้อนี้วิเวกดี มีถํ้าดี แต่ห่างหมู่บ้านมาก
และท่านพระอาจารย์หลวงปู่ขาวท่านเล่าว่า เมื่อมาอยู่ครั้งแรกในถํ้าค้อนี้ ถํ้าค้อนี้เป็น ถํ้างูใหญ่ ท่านว่า ถํ้าที่ท่านอยู่เป็นรูลึกลงไปในพื้นเขา แต่จะลึกเท่าไหร่ไม่ทราบ ท่านไปนั่งภาวนา อยู่ปากถํ้า วันหนึ่งมีงูเลื้อยออกมาจากถํ้า มาใกล้ๆ ชิดกับขาของท่าน ท่านลืมตาดู เห็นงูใหญ่ขนาดเลย (ใหญ่มาก) เท่ากันกับขาคน ดํากริ๊บ ทีแรกท่านว่า ท่านกลัวจนตัวแข็ง และงูนั้นเมื่อมาถึงท่าน มันก็นิ่งอยู่ เหยียดตัวอยู่อย่างนั้น เมื่อท่านได้สติ ท่านก็พิจารณากําหนดความตายและแผ่เมตตา งูนั้นก็เลยเลื้อยไปตามประสาของสัตว์
นี่ท่านเล่าให้ฟัง ในขณะที่ท่านอยู่ถํ้าค้อนั้น เพราะท่านไปนั่ง เวลางูมันออกหากิน และที่ ถํ้าค้อนั้น ในบริเวณถํ้าค้อก็เป็นดง มีสัตว์ป่า มีช้าง มีเสือมากทีเดียว ในสมัยนั้น แต่เดี๋ยวนี้อาจจะเตียนกันไปหมดแล้ว แล้วได้อาศัยอยู่กับท่านประมาณ ๒ เดือน ก็พากันนมัสการลาหลวงปู่ขาวออกวิเวก เพราะเห็นว่าที่นั่น ถ้าอยู่ด้วยกันมากก็จะลําบากในการขบฉัน เพราะไม่มีหมู่บ้านบิณฑบาต จึงได้ออกจากท่านไปหาเที่ยววิเวกในที่ต่างๆ”
ในพรรษานั้นหลวงปู่ขาวจึงเป็นพระรูปเดียวที่จําพรรษา ณ ภูถํ้าค้อ นับเป็นพรรษาที่ ๒๘ ขณะอายุได้ ๖๔ ปี ด้วยความทุรกันดารห่างไกล และด้วยสภาพความเป็นป่าเป็นดง จึงปราศจากผู้คนเข้ามารบกวน ณ สถานที่นั้นจึงยิ่งวิเวกเงียบสงัด สะดวกสบายเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาเพื่อวิหารธรรมอย่างผาสุกเย็นใจตลอดวันตลอดคืน ท่านว่า “ผู้อยู่ในเมตตาวิหารธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข” หลวงปู่ขาวเล่าว่า “ในขณะที่ท่านจําพรรษาอยู่ภูถํ้าค้อนี้ มีสามเณรอยู่ด้วย ๑ รูป จําชื่อ ไม่ได้ และมีโยมอุปัฏฐาก คือ แม่ชีสา ๑ คน” แม่ชีสามาเป็นแม่ครัวทําอาหารถวายหลวงปู่ขาวตลอดทั้งปีได้อานิสงส์มากมาย ส่วนสาเหตุหลวงปู่ขาวท่านว่า “ของเขาทํามา แม่สานึ่งข้าวเป่าไฟ (ทําครัว นึ่งข้าว) ทําหวานให้กิน เรามีแต่ทําความเพียรแหละ ตั้งแต่ตะวันขึ้นจนตกดิน”
ท่านอาจารย์มั่นมาเยี่ยมและแสดงสัมโมทนียธรรมให้ฟังเสมอ
ความเป็นครูบาอาจารย์คนสําคัญมาก พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ผู้ที่จะมาเป็นครูบาอาจารย์ ต้องทรงธรรมวินัย ทรงธุดงควัตร ตลอดทรงข้อวัตรปฏิบัติ และดําเนินตามปฏิปทาตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาดําเนินมาอย่างเคร่งครัดสมบูรณ์ครบถ้วน เฉกเช่นเดียวกับ เมื่อครั้งที่ท่านยังดํารงชีวิตอยู่ ด้วยท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้มอบหมายให้หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่รับภาระเป็นผู้สืบทอดรักษาพระพุทธศาสนา และเป็นผู้นําสืบทอด วงกรรมฐานสืบต่อจากท่าน เพื่อความเป็นครูบาอาจารย์ที่สมบูรณ์แบบ สามารถเป็นต้นแบบฉบับให้พระกรรมฐานรุ่นต่อไปดําเนินตามได้อย่างถูกต้องครบถ้วน แม้ท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพ ไปแล้ว ท่านก็มาสอนหลวงปู่ขาว โดยครูบาอาจารย์เทศน์สาเหตุเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นท่านจะดู ดูว่าพระองค์ไหนจะเป็นหลักเป็นชัย เป็นหลักเป็นชัยในพุทธ-ศาสนา เพราะหลวงปู่มั่นท่านก็จะมารื้อฟื้น ท่านพยายามสร้างความรู้จริงของท่านขึ้นมาให้ได้ก่อน เพราะท่านพยายามทดสอบ ท่านตรวจสอบ ท่านธุดงค์มาทั่ว เพื่อจะให้เป็นความจริงของท่านขึ้นมา พอเป็นความจริงของท่านขึ้นมาแล้ว ท่านก็มาสอนลูกศิษย์ วางศาสนทายาทเพื่อประโยชน์กับศาสนา ฉะนั้น เวลาพูดถึงหลวงปู่ขาว เพราะ หลวงปู่เจี๊ยะ กับ หลวงตา ท่านเล่าให้ฟังประจําว่าหลวงปู่มั่นจะบอกว่า “หมู่คณะ อย่าลืมหลวงปู่ขาวนะ ! อย่าลืมหลวงปู่ขาวนะ เพราะหลวงปู่ขาวท่านได้…” แต่องค์อื่นท่านไม่ค่อยได้พูดถึง เห็นไหม แล้วพออีกทีหนึ่งก็หลวงตา ก็บอกว่า “หมู่คณะต่อไปจะพึ่งใคร ให้พึ่งหลวงตานะ ให้พึ่งหลวงตา หลวงตาท่านดีทั้งนอกทั้งใน”
ครูบาอาจารย์นะ เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาวกับหลวงตา ท่านบอกว่าหลวงปู่ขาวทํา อะไรผิดไม่ได้เลย ถ้าทําอะไรผิด คืนนั้นหลวงปู่มั่นจะมาในนิมิตเลย มาเตือนตลอดเวลา หลวงปู่มั่นท่านก็จะมองว่าพระองค์ใดจะเป็นหลัก พระองค์ใดจะเป็นผู้ที่สั่งสอนคนอื่นได้ นี่ท่านจะคอย เข้มงวดกับพระองค์นั้น พระองค์ใดถ้าไม่เป็นประโยชน์สิ่งใด นี่หลวงปู่มั่นท่านไม่เสียเวลามา”
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกเรื่องหลวงปู่มั่นมาสอนหลวงปู่ขาวที่ภูถํ้าค้อ ไว้ดังนี้
“การจําพรรษาบางปี ท่านจําที่ภูเขาองค์เดียว โดยอาศัยชาวไร่เพียงสองสามครอบครัว เป็นที่โคจรบิณฑบาต ท่านว่าเป็นความผาสุกเย็นใจอย่างยิ่งในชีวิตของนักบวชเพื่อปฏิบัติธรรม วันคืนหนึ่งๆ เต็มไปด้วยความเพียร ไม่มีภารกิจการใดๆ เป็นเครื่องกังวล เวลาเป็นของตัว ความเพียรเป็นของตัวทุกๆ อิริยาบถ จิตใจกับธรรมเป็นของตัวในอิริยาบถทั้งปวง ไม่มีอะไรมา แบ่งสันปันส่วน พอให้เบาบางลงไปจากปกติเดิม วันคืนเดือนปีของนักบวชผู้มีราตรีเดียวไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไรนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากจนหาอะไรเทียบมิได้
ท่านว่า ตอนท่านจําพรรษาองค์เดียวที่ภูเขาแห่งหนึ่งเขตจังหวัดสกลนครกับกาฬสินธุ์ต่อกัน ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านราวสามสี่ร้อยเส้น ที่นั่นมีสัตว์ป่าชุกชุมมาก เช่น เสือ ช้าง กระทิง วัวแดง อีเก้ง หมู กวางต่างๆ เวลากลางคืนจะได้ยินเสียงสัตว์เหล่านี้ร้องกังวานป่า และเที่ยวหากินมาใกล้ๆ บริเวณที่ท่านพักอยู่แทบทุกคืน บางครั้งแทบมองเห็นตัวมันเพราะมาใกล้ๆ ที่อยู่ท่านมาก ท่านเองรู้สึกเพลิดเพลินไปกับสัตว์เหล่านี้ด้วยความเมตตาสงสารเขา
ปีท่านเข้าไปจําพรรษาอยู่องค์เดียวในภูเขาลูกนี้ แต่จําไม่แน่ว่าเป็น พ.ศ. เท่าไร จําได้แต่เพียงว่าท่านจําพรรษาที่นั่นหลังจากท่านอาจารย์มั่นมรณภาพแล้วไม่นานนัก ท่านว่าในพรรษานั้น เวลาทําสมาธิภาวนา ปรากฏว่า ท่านอาจารย์มั่นมาเยี่ยมและแสดงสัมโมทนียธรรมให้ฟังเสมอ ตลอดพรรษา การทําข้อวัตรในบริเวณถํ้าที่พักจําพรรษา ตลอดการจัดบริขารต่างๆ ไม่ถูกต้องประการใด ท่านได้ตักเตือนอยู่เสมอ พรรษานั้นจึงเป็นเหมือนอยู่กับองค์ท่านอาจารย์มั่นตลอดเวลา
ท่านมาแสดงประเพณีของพระธุดงค์ผู้มุ่งต่อความหลุดพ้นให้ฟังว่า ธุดงควัตรต่างๆ ควรรักษาให้ถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ประทานไว้อย่าให้เคลื่อนคลาด และยกธุดงควัตรสมัยที่ท่านพาหมู่คณะปฏิบัติเวลามีชีวิตอยู่ขึ้นแสดงซํ้าอีก เพื่อความแน่ใจว่า
ที่ผมพาหมู่คณะดําเนินตลอดวันสิ้นอายุของผม ก็เป็นธุดงควัตรที่แน่ใจอยู่แล้ว ไม่มีสงสัย จึงควรเป็นที่ลงใจและปฏิบัติตามด้วยความเอาใจใส่ และอย่าพึงเข้าใจว่า ศาสนาเป็นสมบัติของ พระพุทธเจ้าและเป็นสมบัติของพระสาวกองค์หนึ่งองค์ใด แต่เป็นสมบัติของผู้รักใคร่สนใจปฏิบัติทุกๆ คนที่มุ่งประโยชน์จากศาสนา พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ท่านไม่ทรงมีส่วนอะไรกับศาสนาที่ประทานไว้สําหรับโลกเลย อย่าไปเข้าใจว่าพระองค์และสาวกทั้งหลายจะพลอยมีส่วนดีและมัวหมองไปด้วย จะปฏิบัติผิดหรือถูกประการใดก็เป็นเรื่องของเราเป็นรายๆ ไป มิได้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ท่านมาปฏิบัติอยู่ที่นี่ ก็เป็นความมุ่งหมายของท่านโดยเฉพาะ การปฏิบัติผิดหรือถูก จึงเป็นเรื่องของท่านเองโดยเฉพาะเช่นกัน ฉะนั้น จงทําความระมัดระวัง การปฏิบัติ เพื่อความอยู่สบายในทิฏฐธรรม”
เตือนเรื่องการเป็นครูอาจารย์สอนคน
ท่านพระอาจารย์มั่นได้เตือนหลวงปู่ขาวในสมาธิภาวนา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านเองก็กําลังจะเป็นอาจารย์ของคนจํานวนมาก จึงควรทํากรุยหมายที่ถูกต้องดีงามไว้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่กุลบุตรสุดท้ายภายหลัง ผู้ดําเนินตามจะไม่ผิดหวัง ความเป็นอาจารย์คนนั้นสําคัญมาก จึงควรพิจารณาด้วยดี อาจารย์ผิดเพียงคนเดียว อาจพาให้คนอื่นๆ ผิดไปด้วยเป็นจํานวนมากมาย อาจารย์ทําถูกเพียงคนเดียว ก็สามารถนําผู้อื่นให้ถูกด้วยไม่มีประมาณเช่นเดียวกัน ท่านควรพิจารณาเกี่ยวกับความเป็นอาจารย์ของคนจํานวนมากให้รอบคอบ เพื่อคนอื่นจะมีทางเดินโดยสะดวกราบรื่นไม่ผิดพลาด เพราะความยึดเราเป็นอาจารย์สั่งสอน
คําว่า “อาจารย์” ก็คือ ผู้ฝึกสอน หรืออบรม กิริยาความเคลื่อนไหวที่แสดงออกแต่ละอาการ ควรให้ผู้อาศัยยึดเป็นหลักดําเนินได้ ไม่เป็นกิริยาที่แสดงออกจากความผิดพลาด เพราะขาดการพิจารณาไตร่ตรอง ก่อนแสดงออกมา
พระพุทธเจ้าที่ว่าทรงเป็นศาสดาสอนโลกนั้น มิได้เป็นศาสดาเพียงเวลาแสดงธรรมให้พุทธบริษัทฟังเท่านั้น แต่ทรงเป็นศาสดาของโลกอยู่ทุกอิริยาบถ ทรงสีหไสยาสน์ คือ นอนตะแคงข้างขวาก็ดี ประทับนั่งก็ดี ประทับยืนก็ดี เสด็จไปในที่ต่างๆ แม้ที่สุดเสด็จภายในวัดก็ดี ล้วนเป็นศาสดาประจําพระอาการอยู่ทุกๆ อิริยาบถ พระองค์ไม่ทรงทําให้ผิดพลาดจากความเป็นศาสดาเลย
ผู้มีสติปัญญาชอบวินิจฉัยไตร่ตรองอยู่แล้ว ย่อมยึดเป็นคติตัวอย่างเครื่องพรํ่าสอนตนได้ ทุกๆ พระอาการที่ทรงเคลื่อนไหว อย่าเข้าใจว่าพระองค์จะทรงปล่อยปละมรรยาทเหมือนโลก ทั้งหลายที่ชอบทํากิริยาต่างๆ จากคนๆ เดียวในสถานที่ต่างๆ อยู่ที่หนึ่งประพฤติตัวอย่างหนึ่ง ไปอยู่ที่หนึ่งประพฤติตัวอีกอย่างหนึ่ง ไปอยู่ในที่อีกแห่งหนึ่ง แสดงกิริยาอาการอย่างหนึ่ง เป็นลักษณะเปรตผี ทั้งเป็นคนดี ทั้งเป็นคนชั่วทั่วทุกทิศ ไม่มีประมาณ ให้พอยึดเป็นหลักได้ ทั้งตัวเองและผู้อื่น ส่วนพระพุทธเจ้ามิได้เป็นอย่างโลกดังกล่าวมา แต่ทรงเป็นศาสดาอยู่ทุกพระอิริยาบถ ตลอดวันนิพพาน แต่ละพระอาการที่แสดงออกทรงมีศาสดาประจํามิได้บกพร่องเลย ใครจะยึดเป็นสรณะ คือ หลักพึ่งพิงเพื่อดําเนินตามเมื่อไรก็ได้เมื่อนั้น โดยไม่เลือกว่าเป็นพระอิริยาบถ หรือ พระอาการใด จึงสมพระนามว่า เป็นศาสดาของโลกทั้งสาม
แม้ขณะจะเสด็จนิพพาน ก็ทรงสีหไสยาสน์นิพพาน มิได้นอนทึ้งเนื้อทึ้งตัวกลัวความตาย ร่ายมนต์บ่นเพ้อไปต่างๆ ดังที่โลกเป็นกันมาประจําแผ่นดิน แต่ทรงสีหไสยาสน์นิพพาน ส่วน พระทัยก็ทรงทําหน้าที่นิพพานอย่างองอาจกล้าหาญ ราวกับจะทรงพระชนม์อยู่กับโลกตั้งกัปตั้งกัลป์ ความจริง คือ ทรงประกาศความเป็นศาสดาของโลกในวาระสุดท้าย ด้วยการเข้าฌานและนิโรธ-สมาบัติ ทรงถอยเข้าถอยออกจนควรแก่กาลแล้ว จึงเสด็จปรินิพพานไปแบบศาสดาโดยสมบูรณ์ ไม่ทรงเยื่อใยกับสิ่งใดๆ ในสามภพ นั่นแลศาสดาของโลกทั้งสาม
ท่านทรงทําตัวอย่างเป็นแบบฉบับของโลกตลอดมาแต่ขณะตรัสรู้จนวันเสด็จปรินิพพาน ไม่ทรงลดละพระอาการใดๆ จากความเป็นศาสดาให้เป็นกิริยาอย่างคนสามัญธรรมดาทํากัน ทรงปฏิบัติหน้าที่โดยสมบูรณ์จนวาระสุดท้าย จึงควรน้อมนําตัวอย่างของศาสดามาปฏิบัติดําเนิน แม้ไม่สมบูรณ์ตามแบบศาสดาทุกๆ กระเบียด แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ของลูกศิษย์ที่มีครู สั่งสอนบ้าง ไม่เคว้งคว้างเหมือนเรือที่ลอยลําอยู่กลางทะเลซึ่งมีพายุจัด ไม่ได้ทอดสมอ การปฏิบัติของนักบวชที่ไม่มีหลักยึดอย่างถูกต้องตายตัวนั้น ย่อมไม่มีจุดหมายว่า จะถึงฝั่งแห่งความปลอดภัยหรือจะเป็นอันตรายด้วยภัยต่างๆ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องตัดสินได้เช่นเดียวกับเรือไม่มีหางเสือบังคับ ย่อมไม่สามารถแล่นไปถึงที่หมายได้ และยังอาจลอยไปตามกระแสนํ้าและเป็นอันตรายได้อย่างง่ายดายฉะนั้น
หลักธรรมวินัย มีธุดงควัตร เป็นต้น คือหางเสือของการปฏิบัติเพื่อให้ถึงที่ปลอดภัย จงยึด ให้มั่นคง อย่าโยกคลอนหวั่นไหว ผู้คอยดําเนินตามซึ่งมีจํานวนมาก ที่ยึดเราเป็นเยี่ยงอย่าง จะเหลวไหลไปตาม ธุดงควัตร คือ ปฏิปทาอันตรงแน่วไปสู่จุดหมาย โดยไม่มีปฏิปทาใดเสมอเหมือน ขอแต่ผู้ปฏิบัติจงใช้สติปัญญา ศรัทธา ความเพียรพยายามดําเนินตามเถิด ธรรมที่มุ่งหวังย่อมอยู่ในวิสัยของธุดงค์ที่ประทานไว้ จะพาให้เข้าถึงอย่างไม่มีปัญหาแลอุปสรรคใดๆ กีดขวางได้ เพราะ ธุดงควัตรเป็นทางเดียวที่พาให้พ้นทุกข์ ไม่เป็นอย่างอื่น จึงไม่ควรทำความเคลือบแคลงสงสัย และธรรมนี้เป็นที่รวมปฏิปทาเครื่องดําเนินเข้าสู่ความดับทุกข์ทั้งหลายด้วย พระที่มีความรักชอบในธุดงควัตร คือ ผู้มีความรักชอบและจงรักภักดีต่อพระศาสดาผู้เป็นบรมครู
พระผู้มีธุดงควัตรเป็นเครื่องดําเนิน คือ ผู้มีฝั่งมีฝา มีศาสดาเป็นสรณะในอิริยาบถทั้งปวง อยู่ที่ใด ไปที่ใด มีธรรมคอยคุ้มครองรักษาแทนศาสดา ไม่ว้าเหว่เร่ร่อนคลอนแคลน มีหลักใจเป็นหลักธรรม มีหลักธรรมเป็นดวงใจ หายใจเข้า หายใจออกเป็นธรรม และกลมกลืนเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันกับใจ ผู้นี้คือผู้มีราตรีเดียวอยู่กับธรรมไม่หวั่นไหวเอนเอียง สําหรับท่านเองไม่มีอะไร วิตกก็จริง แต่ผู้เกี่ยวเนื่องกับท่านมีมากมาย จึงควรเป็นห่วงหมู่คณะและประชาชนที่คอยเดิน ตามหลังบ้าง เขาจะได้มีความอบอุ่นในปฏิปทาที่ยึดจากท่านไปเป็นเครื่องดําเนินว่า เป็นความ ถูกต้องแม่นยําไม่มีผิดพลาดดังนี้” ท่านสอนผม
ท่านเล่าว่า เพียงนอนตื่นผิดเวลาบ้างเล็กน้อย ท่านพระอาจารย์มั่นยังมาเตือนว่า
“อย่าเชื่อตัวเองยิ่งกว่าธรรม ตัวเอง คือ วัฏฏะ ธาตุขันธ์เป็นผลของวัฏฏะมาดั้งเดิม ควรอนุโลมให้เขาเท่าที่อนุโลมได้ อย่าปล่อยตามขันธ์จนเกินไป ผิดวิสัยของพระที่เป็นเพศไม่นิ่งนอนใจ การหลับนอนของนักปราชญ์ ท่านเพียงเพื่อบรรเทาธาตุขันธ์ไปชั่วระยะเท่านั้น ไม่ได้หวังความสุขความสําราญอะไร จากการระงับความอ่อนเพลียทางธาตุขันธ์นั้นเลย พระนอนตามแบบพระจริงๆ ต้องระวังตัวเพื่อจะตื่นเหมือนแม่เนื้อนอน ซึ่งมีสติระวังตัวดีกว่าปกติเวลาเที่ยวหากิน
คําว่า “จําวัด” ก็คือ ความระวังตั้งสติหมายใจจะลุกตามเวลาที่กําหนดไว้ตอนก่อนนอน มิได้นอนแบบขายทอดตลาด ดังสินค้าที่หมดราคาแล้ว ตามแต่ลูกค้าจะให้ในราคาเท่าไร ตาม ความชอบใจของตน พระที่นอนปล่อยตัวตามใจชอบ มิใช่พระศากยบุตรพุทธบริษัท ผู้รักษาศาสนาให้เจริญในตนและผู้อื่น แต่เป็นพระประเภทขายทอดตลาด ตามยถากรรม จะตีราคาเอาเอง การจําวัดของพระที่มีศีลวัตร ธรรมวัตร ต้องมีกําหนดกฎเกณฑ์บังคับตัวในเวลาก่อนหลับ และ ระวังตัวอยู่ตามวิสัยของพระผู้กําลังจําวัด คือ หลับนอน พอรู้สึกตัวต้องรีบลุกขึ้นทันที ไม่ซํ้าซาก อันเป็นลักษณะคนขี้เกียจ นอนตื่นสาย และตายจมอยู่ในความประมาทไม่มีวันรู้สึกตัว การนอนแบบนี้ เป็นลัทธิของสัตว์ตัวไม่มีความหมายในชีวิตของตัว และเป็นนิสัยของคนเกียจคร้านผลาญสมบัติ ไม่มีงอกเงยขึ้นมาได้ ไม่ใช่ทางของศาสนา จึงไม่ควรส่งเสริม จะกลายเป็นกาฝากขึ้นมาในวงศาสนาและพระธุดงค์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเรื่องทําลายตัวเอง ดังกาฝากทําลายต้นไม้ที่มันอาศัยนั่นแล
ท่านควรขบคิดคําว่า จําวัด กับคําว่า นอน ซึ่งเป็นคําทั่วๆ ไปเทียบกันดู จะเห็นว่าผิดกันและมีความหมายต่างกันอยู่มาก ระหว่างคําว่า จําวัด ของพระศากยบุตร กับคําว่า นอน ของคนและสัตว์ทั่วไป ดังนั้น ความรู้สึกของพระศากยบุตรที่จะปลงใจจําวัดแต่ละครั้งจึงควรมีความสําคัญติดตัวในขณะนั้นและเวลาอื่นๆ จะสมชื่อว่า ผู้ประคองสติ ผู้มีปัญญาคิดอ่านไตร่ตรองในทุกกรณี ไม่สักว่าคิด สักว่าพูด สักว่าทํา สักว่านอน สักว่าตื่น สักว่าฉัน สักว่าอิ่ม สักว่ายืน สักว่าเดิน สักว่านั่ง สักเป็นอาการปล่อยตัวเกินเพศเกินภูมิของพระศากยบุตรที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
ในวงปฏิบัติโดยมากมักเข้าใจกันว่า พระพุทธเจ้าและสาวกอรหันต์ทั้งหลายนิพพานไปแล้ว สาบสูญไปแล้ว ไม่มีความหมายอะไรเกี่ยวกับท่านและตนเองเสียแล้ว ก็พระธรรมอันเป็นฝ่ายเหตุที่สอนกันให้ปฏิบัติอยู่เวลานี้ เป็นธรรมของท่านผู้ใดขุดค้นขึ้นมาให้โลกได้เห็น และได้ปฏิบัติตามเล่า? และพระธรรมตั้งตัวอยู่ได้อย่างไร ทําไมจึงไม่สาบสูญไปด้วยเล่า?
ความจริง พุทธะ กับ สังฆะ ก็คือ ใจดวงบริสุทธิ์ที่พ้นวิสัยแห่งความตายและความสาบสูญ อยู่แล้วโดยธรรมชาติ จะให้ตายให้สาบสูญให้หมดความหมายไปได้อย่างไร เมื่อธรรมชาตินั้นมิได้เป็นไปกับสมมุติ มิได้อยู่ใต้อํานาจแห่งความตาย มิได้อยู่ใต้อํานาจแห่งความสาบสูญ มิได้อยู่ใต้อํานาจแห่งการหมดความหมายใดๆ พุทธะ จึงคือ พุทธะอยู่โดยดี ธัมมะ จึงคือ ธัมมะอยู่โดยดี และสังฆะ จึงคือ สังฆะอยู่โดยดี มิได้สั่นสะเทือนไปกับความสําคัญใดๆ แห่งสมมุติที่เสกสรรทําลาย ให้เป็นไปตามอํานาจของตน
ฉะนั้น การปฏิบัติด้วยธัมมานุธัมมะ จึงเป็นเหมือนเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ตลอดเวลาที่มีธัมมานุธัมมะภายในใจ เพราะการรู้พุทธะ ธัมมะ สังฆะ โดยหลักธรรมชาติจําต้องรู้ขึ้นที่ใจ ซึ่งเป็นที่สถิตแห่งธรรมอย่างเหมาะสมสุดส่วนไม่มีภาชนะใดยิ่งไปกว่าดังนี้
นี้เป็นโอวาทที่ท่านอาจารย์มั่นมาเตือนท่านในสมาธิภาวนา ในเวลาท่านเห็นว่าหลวงปู่ขาวอาจทําอะไรผิดพลาดไปบ้าง เช่น การปฏิบัติธุดงควัตรไม่ถูก ไม่สนิทกับธรรมเป็นบางข้อหรือ บางประการ และการจําวัดตื่นผิดเวลา
ความจริงท่านว่า ท่านอาจารย์มั่นมิได้เตือนด้วยความมั่นใจว่า ท่านทําผิดโดยถ่ายเดียว แต่ท่านเตือนโดยเห็นว่า หลวงปู่ขาวจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหมู่คณะ ทั้งพระเณรและประชาชนจํานวนมากในวาระต่อไป ท่านจึงเตือนไว้เพื่อหลวงปู่ขาวจะได้ตระหนักในข้อวัตรต่างๆ ต่อไปด้วยความเข้มแข็ง เพื่อถ่ายทอดแก่บรรดาประชาชนพระเณร ที่มาอาศัยพึ่งร่มเงา จะได้ของดีไปประดับตัว ดังองค์ท่านอาจารย์มั่นเคยพาหมู่คณะดําเนินมาแล้ว
ท่านว่า การวางบริขาร เช่น บาตร กานํ้า สบง จีวรหรือบริขารอื่นๆ ที่ใช้ในสํานัก ต้องวางหรือเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น ผ้าเช็ดเท้า เป็นต้น ถ้าเห็นไม่สะอาดควรแก่การใช้สอย ต้องเก็บไปซักฟอกให้สะอาดจึงนํามาใช้อีก หลังจากใช้แล้วต้องพับเก็บไว้เป็นที่เป็นฐานไม่ทิ้งระเกะ- ระกะ ถ้าวันใดเกิดเผลอขึ้นมาเพราะธุระอย่างอื่นมาแทรก พอตกกลางคืน เวลาทําสมาธิภาวนา จะปรากฏเห็นท่านอาจารย์มั่นมาเตือนและแสดงธรรมให้ฟังจนได้
ท่านพักอยู่ถํ้าดังกล่าวในพรรษานั้นเพียงองค์เดียว กลางคืนจะปรากฏท่านอาจารย์มั่นมาเยี่ยมเสมอโดยทางนิมิตภาวนา แม้กลางวันเงียบๆ เวลานั่งภาวนาในบางวันยังเห็นท่านมาเยี่ยม เช่นเดียวกับกลางคืน ท่านว่า ท่านสนุกเรียนถามปัญหาต่างๆ กับท่านจนเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง เพราะท่านอธิบายแก้ปัญหาได้คล่องแคล่วว่องไวมากและได้ความชัดเจนหายสงสัยทุกๆ ข้อไป
ปัญหาบางอย่างเพียงแต่รําพึงสงสัยตามกําลังโดยมิได้นึกถึงท่านเลย พอตกกลางคืนเข้าที่ภาวนา ท่านก็มาอธิบายให้ฟังเสียแล้ว โดยยกข้อที่เราสงสัยขึ้นอธิบายให้เราฟัง ราวกับได้เรียนท่านไว้แล้ว ท่านว่าแปลกและอัศจรรย์มาก แต่พูดให้ใครฟังไม่ได้ เดี๋ยวเขาหาว่าเป็นกรรมฐานบ้า แต่ธรรมเครื่องแก้กิเลสชนิดต่างๆ โดยมาก ย่อมเกิดจากทางสมาธิภาวนาโดยลําพัง และเกิดจากทางนิมิต มีท่านอาจารย์มั่น เป็นต้น มาเตือนให้อุบายและแสดงธรรมสั่งสอนโดยสมํ่าเสมอ อันเป็นการส่งเสริมสติปัญญาให้คิดอ่านไตร่ตรองมิให้ประมาท
ท่านว่า พรรษาที่จําอยู่ในถํ้าแห่งดงหนาป่าเปลี่ยวนี้ ทําให้เกิดอุบายต่างๆ ที่แสดงขึ้นทั้งภายในภายนอกมากมายตลอดเวลา ทั้งกลางวันกลางคืน ผิดที่ทั้งหลายอยู่มาก เป็นผู้มีราตรีเดียวด้วยความรื่นเริงอยู่กับธรรมในอิริยาบถต่างๆ ยืน เดิน นั่ง นอน เต็มไปด้วยธรรมปีติ ระหว่าง สันติธรรมที่มีเป็นฐานเดิมประจําความบริสุทธิ์ และธรรมประเภทต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาสัมผัสกับใจ แล้วแสดงความหมายไปในแง่ต่างๆ กัน ทําให้กายและจิตชุ่มชื่นรื่นเริง เหมือนต้นไม้ที่ได้รับการ หล่อเลี้ยงด้วยปุ๋ยและนํ้า มีอากาศเป็นที่เหมาะสมคอยชโลมให้ลำต้น กิ่งก้าน สาขาดอกใบของมันสดชื่นอยู่ตลอดเวลาฉะนั้น
ท่านว่า คนเราเมื่อจิตมีราตรีเดียวกับธรรมความสงบร่มเย็น ไม่ว้าวุ่นขุ่นมัวมั่วสุมกับ สิ่งใดแล้ว ก็มีความสุขอยู่ในโลกแห่งขันธ์เรานี่เอง ไม่จําต้องดิ้นรนหาความสุขในที่อื่น ภพอื่น ซึ่งเป็นการวาดภาพหลอกตัวเอง ให้เกิดความทะเยอทะยาน เสริมตัณหาสมุทัยอันเป็นเชื้อแห่งทุกข์เข้ามาเผาลนตัวเอง ให้เกิดความทุกข์ลําบากไปเปล่าๆ เพราะความสุขที่รู้อยู่ เห็นอยู่ เป็นอยู่ กับใจนั้นเป็นความสุขที่พอกับตัวแล้ว โลกนี้ทั้งโลกและโลกอื่นๆ ไม่มีประมาณใน สงสารราวกับไม่มีอยู่ สิ่งที่มีและเด่นชัดประจักษ์ก็คือใจกับธรรมที่ปรากฏครอบโลกธาตุ ไม่มีขอบเขตเหตุผลพอจะนํามาเทียบมาวัดได้ เพราะจิตกับอัจฉริยธรรมที่ครองกันอยู่มิใช่สมมุติ จึงไม่เป็นฐานะจะนํามาเทียบกัน”
ประสบการณ์เทวดา พญานาคที่ภูถํ้าค้อ
การจําพรรษาที่ภูถํ้าค้อเพียงองค์เดียวของหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านไม่ต้องแบกรับภาระ ในการดูแลหมู่คณะ และท่านเองก็ไม่มีภารกิจการใดๆ จึงทําให้ท่านสะดวกสบายในการบําเพ็ญสมณธรรมเพื่อวิหารธรรมในทิฏฐธรรมเป็นอันมาก นอกจากท่านพระอาจารย์มั่นเมตตามาเยี่ยมและแสดงสัมโมทนียธรรมให้ฟังเสมอตลอดพรรษาแล้ว ท่านว่า ท่านเพลิดเพลินในการทบทวนพิจารณาธรรม ท่านได้ข้ออรรถข้อธรรมอย่างมากมาย การค้นคว้าพิจารณาธรรมก็เป็นไปโดย สะดวกรวดเร็ว ไม่มีอะไรติดขัด ทั้งเกิดความรู้แปลกประหลาดและอัศจรรย์หลายอย่าง ทําให้รู้ทั้งเรื่องของโลก และเรื่องของโลกทิพย์ เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ นาค ครุฑ เปรต ผี สัตว์นรก ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นและนํามาประกาศสั่งสอน สิ่งเหล่านี้ มีมาตลอดกัปตลอดกัลป์และจะมีตลอดไปตลอดอนันตกาล เมื่อพระสงฆ์สาวกท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านก็รู้เห็นสิ่งเหล่านี้และเป็นสักขีพยานในเรื่องนี้
ประสบการณ์เทวดาที่ภูถํ้าค้อ หลวงปู่ขาวเล่าว่า “เห็นเทวดาทั้งหมดทั้งตัว เทวดาทรง ชุดขาว โอ้ย ! อย่างว่าในพื้นปฐพี ในโลกจักรวาลนี้ ไม่มีหรอกคนในมนุษย์โลกจะสวยเท่าเทวดา เดินก็สง่างามสุภาพ โอ้ย ! ท่าเดินเหมือนแม่ออกมาจําศีลทรงเครื่องขาวๆ รักษาศีล ๘ เราไม่ได้ถามโยมมาจากไหน เทวดางามมาก โอ ! มิน่าล่ะคนถึงตายแน่เพียงแค่ได้เห็น เพราะหลงในรูป เราก็ นึกชอบอยู่นั่นแหละ มันงามเนาะ เทวดาชอบศีลชอบธรรม เดินไปไม่มีวอกแวกเลย เดินสํารวม สง่างาม กิริยามรรยาทเรียบร้อยดีมาก”
ประสบการณ์พญานาคที่ภูถํ้าค้อ หลวงปู่ขาวเล่าว่า ในคืนวันหนึ่งได้เข้าที่บําเพ็ญภาวนา พอจิตสงบและถอนออกมาขั้นอุปจาร จิตออกรู้เห็น ปรากฏว่าท่านได้ลงไปถึงพื้นบาดาล เมื่อไปถึงแล้วท่านถามว่า “เมืองอะไร?” มีเสียงพูดขึ้นมาว่า “นี่คือเมืองบาดาลพิภพ (เมืองพญานาค)”
ในขณะนั้นหลวงปู่ขาวท่านเห็นว่าตัวท่านเองกําลังยืนบนก้อนหินอยู่กลางนํ้า นํ้าในเมืองบาดาลพิภพ หรือ เมืองพญานาค ไม่เหมือนกับนํ้าในเมืองมนุษย์ คือ นํ้าในเมืองบาดาลพิภพนั้น นํ้าจะไหลผ่านกัน คือ สายหนึ่งไหลไปทางเหนือ อีกสายหนึ่งจะไหลไปทางทิศใต้ สลับกัน สายหนึ่งไหลไปทางตะวันออก อีกสายหนึ่งไหลไปทางตะวันตก เห็นแล้วมันน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก บางแห่ง จะไหลประทักษิณ คือ เวียนขวาบ้างซ้ายบ้าง มองไปที่แห่งหนึ่งเห็นก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งสวยมากตั้งอยู่กลางบาดาลพิภพ มีลูกสาวพญานาคคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ รูปร่างสวยงามมาก หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสดีเหมือนนางฟ้าเทพธิดาแต่งตัวด้วยเครื่องทรงอันสวยสดงดงามยิ่ง เครื่องทรงเหมือนที่วาดกันในภาพเลยทีเดียว ลูกสาวพญานาคได้หันมาทางหลวงปู่ขาว แล้วก็ประนมมือนมัสการหลวงปู่ แล้วจึงฟ้อนรําและร้องเพลงว่า “อะหันนะเม นะเมนะวะ ชาตินะวะ” ร้องเพลงให้หลวงปู่ฟัง
เมื่อหลวงปู่ขาวเล่าให้ฟังแล้ว พระศิษย์ต่างก็อยากรู้ความหมาย เพลงลูกสาวพญานาค แต่ท่านก็บอกให้แปลเอาเอง เรื่องนี้ในกาลต่อมา เมื่อท่านมาอยู่วัดถํ้ากลองเพล ท่านเคยเล่าให้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ฟัง และขอให้ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ช่วยแปลให้ฟัง สมเด็จฯ ท่านก็ไม่ยอมแปลให้ฟัง แต่อยากฟังหลวงปู่ขาวแปลให้ท่านฟัง ขอนิมนต์หลวงปู่ขาวแปล หลวงปู่ขาวท่านจึงบอกว่า “ผมไม่ได้มหาเปรียญ ไม่ได้เล่าเรียนศึกษามาจะแปลได้อย่างไร” สมเด็จฯ ท่านว่า “หลวงปู่เรียนทางในไตรปิฎก ผมเรียนทางนอกตํารา” เมื่อทนออดอ้อนไม่ไหว ท่านก็พูดขึ้นว่า “พูดตามที่เป็นมา ไม่ใช่ตําราอะไรนัก” แล้วท่านก็แปลให้สมเด็จฯ ฟังว่า “อะหัน ก็แปลว่า เรา ชาติใหม่ของเราไม่มีอีกแล้ว มีชาติเดียวเท่านี้” ว่าแล้วท่านก็ยิ้มและ หัวเราะอย่างเมตตาอารมณ์ดี ตามปรกตินิสัยของผู้ไม่ถือตัว ท่านถามว่า “ผมแปลแบบนี้ถูกหรือไม่ (บาลีโคก)” สมเด็จฯ ท่านก็ตอบว่า “หลวงปู่แปลได้ถูกต้องแล้ว”
ประสบการณ์พญานาคที่ภูถํ้าค้ออีกหนึ่งเหตุการณ์ ในคืนหนึ่งหลวงปู่ขาวนั่งบําเพ็ญภาวนา จิตสงบเกิดนิมิต ในนิมิตของท่าน ท่านเห็นงูใหญ่งูเล็กหลายพันตัวเลื้อยออกมาจากถํ้าเป็นขบวน ท่านจึงถามว่า “จะไปไหนกันมากมายเช่นนี้” หัวหน้างูตอบว่า “พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นภูมินาค” ท่านถามอีกว่า “จะพากันไปไหน ทําไมไม่อยู่ที่เดิมนี้?” หัวหน้างูตอบว่า “จะไปอยู่ห้วยอีตุ้ม เพราะตั้งแต่พระคุณเจ้ามาอยู่ในถํ้านี้แล้ว พวกข้าพเจ้าอยู่ยากกินยาก” ท่านจึงถามว่า “เพราะอะไร?” หัวหน้างูตอบว่า “เพราะพวกข้าพเจ้าอยู่สูงกว่าพระคุณเจ้าผู้มีศีลอันบริสุทธิ์ มันบาป มันร้อน ทําให้ร้อนไปทั่วร่างกาย จึงขอลงไปอยู่ที่ตํ่าๆ จะได้ไม่เป็นบาป” ในขณะนั้นมีนาคหนุ่มตัวหนึ่ง ถูกมัดปากติดอยู่กับก้อนหิน ท่านเห็นแปลกกว่านาคตัวอื่น จึงถามหัวหน้ามันว่า “ทําไมจึงต้องมัดปากมันไว้ด้วย” หัวหน้างูตอบว่า “มันดื้อมาก เกรงว่ามันจะทําอันตรายแก่พระคุณเจ้า”
หลังออกจากนั่งบําเพ็ญสมาธิภาวนาแล้ว หลวงปู่ขาวท่านจึงพิจารณาเรื่องของนาค ซึ่งเป็นกายทิพย์มีกล่าวไว้ในบทสวดมหาสมัยสูตร ตามปรกติทั่วไป “ตาเนื้อ” ของปุถุชนคนธรรมดาสามัญไม่อาจจะรู้เห็นได้เลย แต่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยภาคปฏิบัติจากจิตตภาวนา ผู้ใดปฏิบัติธรรมจะรู้เห็นได้ด้วย “ตาใน” เพราะเป็น ปจฺจตฺตํ รู้ได้เฉพาะตน และเป็น สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเอง
หลวงปู่ขาวแก้พระอยากสึก
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ตลอดเข้าพรรษาที่ผ่านมา ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้เมตตาอบรม สั่งสอน หลวงปู่ขาว อนาลโย เพื่อหวังให้พระศิษย์องค์นี้ ได้เป็นครูบาอาจารย์ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง และหลวงปู่ขาวก็เป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่ถอดแบบและถือปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นได้อย่างเคร่งครัดครบถ้วนสมบูรณ์
ซึ่งในระยะต่อมาคุณธรรม ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณของหลวงปู่ขาว ก็ยิ่งฟุ้งขจรขจาย ไปทั่วภาคอีสาน มีพระเณรเข้าศึกษาอบรมกับท่านมากขึ้นๆ และเมื่อมีผู้เข้ามาบวชเป็นพระธุดงค-กรรมฐานในสํานักต่างๆ ของครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น แล้วเกิดอยากสึกขึ้นมา เมื่อท่านแก้ให้ไม่ได้แล้ว ก็จะแนะนําให้มาอยู่ศึกษาอบรมกับหลวงปู่ขาว เพื่อให้ท่านช่วยแก้อยากสึก
หลวงปู่พร สุมโน ท่านเป็นสหธรรมิกอีกองค์หนึ่งของหลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อคราว พระศิษย์ของท่าน คือ พระบุญมี ฐิตปุญฺโญ อยากสึก (พระบุญมี หรือหลวงปู่บุญมี ฐิตปุญฺโญ วัดประชานิยม อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ท่านจึงแสดงธรรมพร้อมอุบายต่างๆ เพื่อโน้มน้าวจิตใจให้ฟัง พระบุญมีก็เพียงก้มหน้ารับฟังแต่โดยดี แต่ด้วยอํานาจของกิเลส และด้วยความเป็นพระบวชใหม่ ไม่ว่าท่านจะพยายามเดินจงกรมนั่งสมาธิ ไม่ว่าท่าน จะทําตามอุบายของครูบาอาจารย์สักเพียงใด ก็ยังไม่สามารถระงับจิตใจไม่ให้คิดฟุ้งซ่านอยากสึกได้ เพราะความคิดห่วงบ้าน ห่วงลูก ห่วงเมีย ห่วงไร่นั้นมีมากจนภาวนาไม่ได้ และทําให้คิดน้อยใจไปว่า ตนเองคงไม่มีวาสนาในทางธรรมแล้ว จึงตัดสินใจอยากสึกออกมาเป็นฆราวาส ท่านจึงได้เข้าไปกราบเรียนปรึกษากับหลวงปู่พร เล่าปัญหาภายในใจให้ท่านทราบ
หลวงปู่พร ท่านได้เมตตาปลอบประโลมด้วยอุบายต่างๆ อีก แล้วก็เล่าเรื่องราวในอดีต ย้อนหลังของท่านให้ฟังว่า ท่านก็เคยผ่านช่วงชีวิตที่ยากลําบากมาไม่แพ้กัน อดทนไว้ก่อน อย่าเพิ่ง ใจร้อน จะสึกวันใดก็ได้ แต่ให้ลองออกกรรมฐานดู ไม่แน่ท่านอาจจะมีนิสัยวาสนา ได้พบครูบา-อาจารย์ “วาสนาอยู่ที่ไหนท่านรู้มั้ย? วาสนาก็อยู่ที่การกระทําของเราเอง” ท่านว่า พร้อมกับออกอุบายแกล้งดุพระบุญมีอย่างรุนแรง ไม่ยอมให้สึกได้โดยง่าย ถ้าจะสึกแล้ว ให้ธุดงค์ไปหาหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่ภูถํ้าค้อ อําเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานีเสียก่อน พระบุญมีจึงน้อมรับ
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เมื่อออกพรรษาแล้ว พระบุญมีจึงออกธุดงค์ไปยังภูถํ้าค้อ ซึ่งสมัยนั้น ยังไม่มีเสนาสนะถาวรใดๆ กุฏิหลวงปู่ขาวก็เป็นเพิงหญ้าเล็กๆ สร้างขึ้นอย่างชั่วคราว ส่วนพระไม่มีกุฏิ ต้องอาศัยกางกลดอยู่ตามเพิงหิน เงื้อมหิน พลาญหิน ที่นอนจําวัดก็นอนตามพื้นดิน โดยใช้ ใบไม้ปูแทนเสื่อ แล้วใช้ผ้าอาบนํ้าฝนปูทับอีกชั้นหนึ่ง กางมุ้งกลดก็ใช้เชือกผูกกับแขวนกับต้นไม้
พระบุญมีเมื่อเข้ากราบหลวงปู่ขาวครั้งแรก ก็ถูกถามขึ้นว่า “ทําไมอยากสึก?” หลวงปู่ขาวท่านรู้วาระจิต ท่านให้ข้อคิดกระตุ้นเตือนใจอย่างแรง พร้อมทั้งโอวาทอบรมสั่งสอน จนท่านเกิดความสลดสังเวชใจ คําสอนเป็นธรรมสั้นๆ แต่เมื่อฟังแล้วถึงอกถึงใจมาก ถึงกับนํ้าตาร่วง ราวกับ หลวงปู่ขาวถอดชีวิตทั้งชีวิตของท่านมาสอน ทําให้เกิดกําลังใจอยากปฏิบัติให้พ้นทุกข์
พระบุญมี จึงตั้งใจประพฤติปฏิบัติอย่างเต็มที่ หลวงปู่ขาวมีทางจงกรม ๓ เส้น เดินทั้งในเวลาเช้าสายบ่ายเย็น ท่านก็เอาอย่างนั้นบ้าง ท่านตั้งจิตไว้ว่า “หากพระพุทธศาสนานี้เป็นของจริงเป็นของกลาง ไม่เป็นของใคร เป็นคุณประโยชน์อันกว้างใหญ่ ข้าพเจ้าขอตั้งจิตประพฤติปฏิบัติเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้เห็นความจริงอันประเสริฐ” พระบุญมีท่านรักษาจิตไม่ให้ห่างพุทโธ สติตามจิตตลอด ๒๔ ชั่วโมง เว้นก็แต่ตอนหลับเท่านั้น ปรากฏว่าจิตสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อกราบเรียนหลวงปู่ขาว ท่านก็บอกว่า “ให้เร่งความเพียรต่อไป ท่านเดินถูกทางแล้ว” คําสอนหลวงปู่ขาวยิ่งเป็นพลังให้ท่านพากเพียรอย่างไม่หยุดหย่อน ความคิดอยากสึกในตอนต้นนั้น เมื่อปฏิบัติภาวนาไปๆ ก็ค่อยๆ เลือนลางไปๆ และหายไปในที่สุด
ขณะที่พระบุญมี พักปฏิบัติเรียนกรรมฐานกับหลวงปู่ขาวที่ภูถํ้าค้อนานเป็นเดือน ได้มี พระอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่สิงห์ สหธมฺโม ท่านก็ตั้งใจอยากสึก จึงได้เดินธุดงค์มายังภูถํ้าค้อ เพื่อมาศึกษาอบรมกับหลวงปู่ขาว ตามที่หลวงปู่สิงห์แนะนํามา หลวงปู่สิงห์ท่านนี้ เป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่พร ท่านทราบถึงชื่อเสียงคุณธรรมของหลวงปู่ขาวเป็นอย่างดี ทั้งมั่นใจว่าหลวงปู่ขาวจะแก้การอยากสึกของพระศิษย์ของท่านได้ โดยท่านพระอาจารย์รูปนั้นเล่าไว้ดังนี้
“ปีพุทธศักราช ๒๔๙๕ จิตเราเกิดความฟุ้งซ่านคิดอยากจะสึก ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่สิงห์ สหธมฺโม ท่านให้ลูกศิษย์ไปส่งเสบียงถวายหลวงปู่ขาว ที่ภูถํ้าค้อ ท่านจึงให้เราไปด้วย เมื่อไปถึงภูถํ้าค้อ ก็ได้เข้าไปกราบคารวะท่าน หลวงปู่ขาวท่านเป็นพระไม่ค่อยพูด ท่านเป็นพระประเภทพูดน้อยต่อยหนัก ท่านรู้วาระจิตเรา เพียงก้มกราบท่านเท่านั้น ท่านพูดเหมือนตะโกนเสียง ดังๆ ว่า “ทําไมถึงอยากสึก? ส่งจิตออกนอกทําไม?” เรายังไม่ทันตอบ หลวงปู่ขาวก็พูดต่อไปอีกว่า “ออกก็ออกมาจากที่นั่น จะเข้าไปที่เดิม มันถูกรึ ออกมันก็ออกมาจากอวัยวะผู้หญิง มันยังจะ คิดกลับเข้าไปสู่ที่เดิมของเก่า (อวัยวะผู้หญิง) มันเกิดมันตายกี่ชาติไม่รู้จักเข็ดหลาบ” จากนั้นหลวงปู่ขาวท่านก็อบรมสั่งสอน “ให้อยู่ป่าเป็นวัตร อยู่กับช้าง กับเสือ กับผีสาง เป็นการให้มีสติอยู่กับตนไป ให้พุทโธ ไม่ให้ฟุ้งซ่านส่งจิตออกไปไหน”
นี่พอเรามานึกถึงตรงนี้ขึ้นมาเมื่อใด มันก็เกิดสลดสังเวชใจขึ้นมาทุกที ธรรมป่าครูบา-อาจารย์มันมากระตุ้นหัวใจอย่างแรง ทําให้มีกําลังใจขึ้นมาทันที นี่ล่ะธรรมของครูบาอาจารย์ เปรียบเสมือนเป็นยาวิเศษ รักษาคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคใจให้หายได้ทันทีทันใจ จากนั้นท่านก็เทศนา ให้โอวาท พอสมควรก็กราบลาท่านมาหาที่พัก มันไม่มีกุฏินะ หลวงปู่ขาวท่านก็อยู่ในถํ้า ผู้ไป อยู่ก่อนก็ไปอยู่ในซอกหินหรือถํ้าเล็กๆ แล้วก็อยู่บนพื้นหินโล่งๆ เลย ช่วงนั้นเป็นฤดูหนาว ฝนไม่ตก ให้เณรเอาใบเปล้ามาปูรองพื้น แล้วก็เอาผ้าอาบนํ้าปูทับอีกที ทําเป็นที่นอน เพราะอยู่บนภู มันไม่มี เสื่อ ส่วนกลดแขวนกับเชือกที่ขึงไว้กับต้นไม้
เมื่อเข้าสู่ที่พักท่านอาจารย์บุญมีได้เตือนเราว่า “ผีกองกอยก็มี เสือก็มี ให้ท่านระวังตัวนะ” เราเกิดความกลัวมาก สวดมนต์ครบทุกบทจนไม่รู้ว่าจะสวดบทไหนอีก เพราะมันสวดไปหมดแล้ว ความกลัวมันขึ้นสมอง สถานที่แบบนี้ดีเหลือหลาย ใครขี้เกียจขี้คร้านมีแต่ตายหรือไม่ก็เป็นบ้าไปเท่านั้น นั่นธรรมชาติมันดัดสันดานพวกเรา ไม่ต้องมีใครมาบอกให้เดินจงกรมนั่งสมาธิ หากแต่ ทําเอง เพราะจิตเมื่อเกิดความกลัวมันจะหาที่พึ่ง ที่พึ่งจะพึ่งอะไรได้ เมื่ออยู่เพียงผู้เดียวในป่า นอกจากพระธรรมเท่านั้น เสียงดังแกร็กๆๆ ก็นึกแต่ว่าผีมันจะมากินหัว คิดไปว่ามันจะไปกินหัวใครก็ไม่คิด คิดแต่ว่ามันจะมากินแต่หัวเราผู้เดียว มีแต่นั่งตัวสั่นงันงกเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา จิตกับพุทโธแนบสนิทอยู่กับดวงใจไม่มีเผลอ”
ท่านเล่าต่อไปว่า “ช่วงนี้กลัวมาก ถึงสวดมนต์อย่างไรก็กลัว กลัวตาย ช่วงที่อยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย จึงตั้งใจบําเพ็ญเพียรภาวนาตามคําสอนขององค์ท่าน ปรากฏผลดีมาก จิตใจสบาย วิเวกดี จิตไม่ปรุงแต่งอะไร ไม่ออกไปสร้างบ้านสร้างเรือน สร้างครอบครัวอีก เพราะกลัวตาย คนกลัวตายต้องหาที่พึ่ง ถ้าได้ที่พึ่งทางจิตแล้วสบาย ไม่กลัวตายต่อไปอีกแล้ว”
พระหนุ่มทั้งสองนี้ เมื่อได้รับการฝึกฝนอบรมจากหลวงปู่ขาว สุดท้ายก็ไม่สึก ด้วยอาหารบิณฑบาตลําบาก หากอยู่นานหลายรูปจะเป็นความลําบากแก่หลวงปู่ขาว เพราะเหมือนมาแย่งอาหารท่านฉัน จึงชักชวนกันออกธุดงค์โดยไม่สนใจไยดีกับความทุกข์ยากลําบาก มุ่งภาวนาหาที่พึ่งให้ตนเองให้จงได้ ก่อนออกเดินธุดงค์ต่อไปภายใน ๗ วัน จักทําข้อวัตรขนนํ้าขึ้นถวายหลวงปู่ขาว ให้สําเร็จเสียก่อน เมื่อขนนํ้าเสร็จแล้ว จึงเข้าไปขอโอกาสกราบลาหลวงปู่ขาวเพื่อออกธุดงค์ต่อไป
พรรษา ๒๙ พ.ศ. ๒๔๙๖ จําพรรษาวัดอรุณรังษี ป่าดงที่ทิ้งศพ
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ หลังออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเมตตาอยู่โปรดพระที่เดินธุดงค์มาขอศึกษาอบรมปฏิบัติธรรมกับท่านอีกระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็ลงจากภูถํ้าค้อ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“พอออกพรรษาแล้วคณะศรัทธาญาติโยมที่เคยอุปัฏฐากรักษาท่าน ก็พากันไปอาราธนานิมนต์ท่านลงมา และอาราธนาท่านให้โปรดเมตตาสั่งสอน ตามหมู่บ้านแถบอําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านจําต้องลงมาทั้งที่อาลัยเสียดายสถานที่แห่งนั้น ไม่คิดจะจากไปไหนง่ายๆ เมื่อลงมาอบรมสั่งสอนชาวบ้านพอสมควรแล้ว ได้โอกาสท่านก็ออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานไปตามอัธยาศัย โดยข้ามไปทางฝั่งแม่นํ้าโขงของประเทศลาวบ้าง ข้ามมาฝั่งไทยเราบ้าง”
ต่อมามีการสร้างวัดป่าทางฝั่งประเทศลาว โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“แต่ก่อนวัดนาซก เราเคยไปเคยมาเสมอ วัดนาซก ข้างเวียงจันทน์ วัดกรรมฐาน พระทาง วัดนาซกกับพระทางนี้ไปมาหาสู่กันตลอด อาจารย์ของท่านก็คือหลวงปู่ขาว พระทั้งหลายออกไปส่วนมากจากหลวงปู่ขาว วัดถํ้ากลองเพล ไปสร้างวัดที่บ้านนาซก มีวัดป่าอยู่มาก หลวงตาเคยไป จากนั้นมาแล้วก็ไม่ได้ไปอีกดูเหมือน ๓๐ ปีแล้วมั้งไม่ได้ไป”
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ หลังจากท่านออกเที่ยวธุดงค์ตามสถานที่ต่างๆ แล้ว เมื่อถึงช่วงใกล้ ฤดูเข้าพรรษา ท่านก็แวะเข้ากราบคารวะท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) พระอุปัชฌาย์ ที่ วัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จากนั้นท่านก็เที่ยวธุดงค์เข้าเขตจังหวัดหนองคายและพาพระเณรเข้าจําพรรษาที่วัดอรุณรังษี ตําบลโพธิ์ชัย อําเภอเมือง จังหวัดหนองคาย นับเป็น พรรษาที่ ๒๙ ขณะอายุ ๖๕ ปี สถานที่แห่งนี้ถูกกับจริตของหลวงปู่ขาวยิ่งนัก เพราะเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด มีสภาพเป็นป่าเป็นดง และเป็นป่าช้าสถานที่ทิ้งศพ เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ของพระเณร โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“ขอยกตัวอย่างเช่น วัดอรุณรังษี นั้น โอ๊ย ! เป็นวัดป่าจริงๆ ซึ่งแต่ก่อนเป็นป่าเต็มไปด้วย สิ่งที่น่ากลัวนานาชนิด ผีตายในท้องที่นี้ แทบจะพูดได้ว่า เกือบทุกศพนํามาทิ้งกันตามบริเวณนี้เกลื่อนไปหมด ไม่มีใครกล้าสามารถมาแถวบริเวณนี้ได้ในเวลากลางคืน แม้กลางวันก็ยังเป็นสถานที่น่ากลัวอยู่นั่นเอง เพราะเงียบสงัดปราศจากผู้คนและเสียงต่างๆ นอกจากที่นี่จะเต็มไปด้วยผีตาย ทั้งนั้นแล้ว ยังกลัวผีหลอกอีกด้วย ไม่มีใครคาดฝันว่าสถานที่นี้จะปรากฏเป็นวัดขึ้นมา แต่เพราะอํานาจกําลังศรัทธาของท่านผู้ใจบุญมากท่านด้วยกัน สามารถรื้อขนสิ่งรกรุงรังออกได้ กลายเป็นโบสถ์ ศาลา กุฎีและวัดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นสถานที่บําเพ็ญสมณธรรมของสงฆ์และประชาชนให้ได้รับความสะดวกขึ้น…”
ในระยะนี้ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ซึ่งท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านให้การส่งเสริมและสนับสนุนวงกรรมฐานเป็นอย่างดียิ่ง เพื่อให้มีสถานที่บําเพ็ญภาวนาและอบรมธรรมะแก่บรรดาพุทธบริษัท ท่านจึงมี ความดําริจะเสาะหาสถานที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัด เพื่อสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้นมา โดยท่านได้ มอบหมายให้สัทธิวิหาริกของท่าน (พระศิษย์ที่ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้) ช่วยกันสร้างวัดป่า พระศิษย์ได้สร้างสําเร็จเป็นวัดป่าและมั่นคงตราบจนถึงปัจจุบัน ได้แก่
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ท่านได้ผืนป่าดงเป็นป่าช้าแถวบ้านหนองบัวบาน และได้สร้างวัดป่า-นิโครธารามขึ้นมา
หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ท่านได้ผืนป่าดงเป็นป่าโคกแถวบ้านหนองแซง ซึ่งบริเวณนี้เป็นที่ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ได้จับจองไว้ และได้สร้างวัดป่าหนองแซงขึ้นมา โดยมีหลวงปู่ศรี มหาวีโร มาช่วยสร้าง ซึ่งทั้งสองวัดนี้ตั้งอยู่ในเขตอําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี
สําหรับหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้ผืนป่าดงเป็นป่าช้าที่ทิ้งศพแถวบ้านดอนมน อําเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และได้สร้างวัดอรุณรังษีขึ้นมา โดยในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ หลวงปู่ขาวท่าน ได้พาพระเณรมาอยู่จําพรรษา เพื่อบําเพ็ญภาวนาและแผ่เมตตา ต่อมาก็มีครูบาอาจารย์มาอยู่ จําพรรษากันเรื่อยมา สถานที่แห่งนี้เดิมทีบรรยากาศวังเวงน่ากลัวมาก ไม่มีใครกล้ามา ด้วยความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาและในครูบาอาจารย์ ญาติโยมจึงได้พากันมาบําเพ็ญบุญ และช่วยกันสร้างเป็นวัดที่ถาวรขึ้นมา โดยได้ทําพิธีฉลองวัดขึ้น เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งในงานนี้มีครูบาอาจารย์ พระ เณร ตลอดศรัทธาญาติโยมจํานวนมากมาร่วมงานกัน โดยมี ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) มาเป็นองค์ประธาน และมีองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นองค์แสดงธรรม
ในช่วงเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ตลอดพรรษานี้ พระ เณร แม่ชี ที่อยู่ร่วมจําพรรษากับหลวงปู่ขาว ณ วัดอรุณรังษี ต่างก็ได้ทําความพากเพียรบําเพ็ญภาวนากันอย่างเต็มกําลังสติปัญญา ความสามารถ เพราะการได้อยู่ร่วมจําพรรษากับครูบาอาจารย์องค์เลิศเลอแห่งยุค คือ หลวงปู่ขาว เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งหนึ่ง และการอยู่ในสถานที่น่าหวาดกลัวเช่นนั้น ซึ่งเหมือนถูกบังคับให้ภาวนากันหนึ่ง ย่อมทําให้ต่างก็เกิดความมุมานะตั้งใจปฏิบัติภาวนากัน เมื่อเกิดความหวาดกลัว การภาวนาพุทโธ ก็ต้องบังคับให้บริกรรมต่อเนื่องกัน สติกับพุทโธเมื่อติดแนบกันโดยตลอด จิตย่อม สงบระงับรวมลงเป็นสมาธิธรรม และเมื่อเกิดปัญหาภาวนา ก็กราบเรียนปรึกษาขอหลวงปู่ขาวได้เมตตาโปรดธรรมานุเคราะห์ ทั้งการรวมกันนั่งสมาธิฟังเทศน์จากหลวงปู่ขาวในวันพระ หรือในโอกาสต่างๆ ซึ่งวงกรรมฐานถือว่าเป็นภาคปฏิบัติที่เป็นเลิศและยอดเยี่ยมที่สุด ผลที่ได้รับนั้น ก็คือ ต่างก็มีความก้าวหน้าในธรรมปฏิบัติของตนๆ โดยตามลําดับ
สําหรับท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ในพรรษานี้ ท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์แรกที่ได้เที่ยวธุดงค์บุกเบิกไป ดงหม้อทอง ตําบลดงหม้อทอง อําเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ซึ่งบริเวณนี้ มีสภาพเป็นป่าดงดิบ ท่านว่า “พาญาติโยมถากถาง คือ ตัดหนทางผ่านดงหม้อทอง จากบ้านมาย บ้านดู่ ตัดผ่านดงหม้อทอง ๓ เดือนถึงสําเร็จ รถเกวียนเดินได้สะดวกจนตลอดปัจจุบันนี้” และท่านก็ได้อยู่จําพรรษาที่นั่นเป็นพรรษาแรก ซึ่งในระยะนั้นท่านอยู่ในความควบคุมดูแลของหลวงปู่ขาว ดังนั้น เมื่อท่านอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งรัศมีธรรมของหลวงปู่ขาวแล้ว หลวงปู่ขาวท่านได้ทําหน้าที่ของ ครูบาอาจารย์ที่สมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับที่ท่านพระอาจารย์มั่นเคยเมตตาสงเคราะห์ท่านมาก่อน ท่านจึงดูแลติดตามเอาใจใส่ท่านพระอาจารย์จวนอย่างใกล้ชิด เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว ท่านจึงให้ลูกศิษย์ไปพบท่านที่ดงหม้อทอง โดยท่านพระอาจารย์จวน เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว ซึ่งจําพรรษาอยู่ที่วัดอรุณรังษี จังหวัดหนองคาย แต่งคนให้มาหาข้าพเจ้า ให้ไปรับท่านออกมาวิเวก ให้หาสถานที่ที่เหมาะสมก่อน แล้วค่อยไปรับท่าน ระหว่างนั้นข้าพเจ้ามีเพื่อนพระภิกษุอีกองค์หนึ่ง แต่ท่านเป็นไข้ระยะแรก ดงหม้อทองกันดารมาก จะมีพระอยู่มากก็ไม่ได้ เพราะมีบ้านบิณฑบาตเพียง ๓ หลังคาเรือนเท่านั้น พอดีท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโ ธุดงค์มาถึง ข้าพเจ้าจึงชวนให้อยู่เป็นเพื่อน เพื่อช่วยปรนนิบัติหลวงปู่ขาวและช่วยทําเสนาสนะถวายให้หลวงปู่และหมู่พวกที่จะติดตามท่านมา ข้าพเจ้าและท่านพระอาจารย์สอน จัดเสนาสนะพร้อมแล้ว ก็ไปรับหลวงปู่ขาวออกมาวิเวก”
หลวงปู่ขาว ท่านและคณะ พากันออกเดินทางจากวัดอรุณรังษี จังหวัดหนองคาย มุ่งหน้าสู่ ดงหม้อทอง อําเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร โดยผ่านอําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ได้แวะพักบําเพ็ญภาวนาตามป่าเขาในแถบนั้น โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“แล้วเที่ยวบําเพ็ญอยู่แถบอําเภอบึงกาฬ อําเภอโพนพิสัย ซึ่งมีป่ามีเขามาก ที่นั้นเรียกว่า ดงหม้อทอง และมีทําเลดีเหมาะกับการบําเพ็ญอยู่หลายแห่ง มีหมู่บ้านที่ไปตั้งใหม่อยู่ไม่กี่หลังคา-เรือน เขาอาราธนาท่านให้อยู่จําพรรษาเพื่อโปรดเขา ซึ่งเป็นสถานที่สบกับอัธยาศัย ท่านจึงตกลง จําพรรษาที่นั่น
ตอนท่านพักบําเพ็ญธรรมอยู่ในภูเขาเขตอําเภอโพนพิสัยนั้น ท่านว่า ท่านเพลิดเพลินรื่นเริงไปกับสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ด้วยความเมตตาเขามาก มีไก่ป่า ไก่ฟ้า นกนานาชนิด มีนกเงือก นกยูง เป็นต้น และเม่น อีเห็น อีเก้ง หมู กวาง ลิง ค่าง บ่าง ชะนี หมาป่า เสือโคร่ง เสือดาว ช้าง กระทิง วัวแดง ซึ่งแต่ละชนิดมีมากมายผิดกับที่ทั้งหลาย เที่ยวมาเป็นฝูงๆ โขลงๆ ทั้งกลางวันกลางคืนจะได้ ยินเสียงสัตว์เหล่านั้นส่งเสียงร้องลั่นสนั่นป่าตามวาระของเขาอยู่เสมอ บางวันเวลาออกไปบิณฑบาต ก็ยังพบเสือโคร่งใหญ่เดินฉากหน้าท่านไปอย่างสวยงามน่าดู โดยไม่ห่างไกลท่านเลย ด้วยความองอาจและสง่าผ่าเผยตามนิสัยของมัน
ท่านว่า ขณะที่มันเดินฉากหน้าท่านไป ซึ่งเป็นที่โล่งพอสมควร ดูการก้าวเดินของมันรู้สึกสวยงามมาก ขณะที่พบกันทีแรก มันชําเลืองดูท่านนิดเดียวก็เดินต่อไป โดยไม่มองกลับมาดูท่าน อีกเลย ดูลักษณะท่าทางมันก็ไม่กลัวท่านนัก แต่อาจระวังตัวอยู่ภายในตามนิสัยของสัตว์ที่มีสติดี และมีความระวังตัวไม่ค่อยพลั้งเผลอให้กับอะไรง่ายๆ เฉพาะท่านเองก็ไม่นึกกลัวมัน เพราะเคยได้เห็นมันมาบ้าง และเคยได้ยินเสียงมันอยู่เสมอ จนชินชาไปเสียแล้วเวลาพักอยู่ในที่ต่างๆ เรื่อยมา ซึ่งโดยมากมักมีสัตว์พรรค์นี้ประจําอยู่เสมอในที่บําเพ็ญนั้นๆ จึงไม่นึกกลัว”
ภาค ๑๓ โปรดธรรมานุเคราะห์ศิษย์เอก
พรรษา ๓๐ พ.ศ. ๒๔๙๗ จําพรรษาดงหม้อทอง
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ช่วงก่อนเข้าพรรษา ครูบาอาจารย์พระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อทราบข่าวว่า หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้พาพระเณรมาบําเพ็ญภาวนาที่ดงหม้อทอง ต่างก็ แวะเวียนกันมา เพื่อขออยู่จําพรรษาบ้าง เพื่อมากราบคารวะเยี่ยมเยียนและขอฟังธรรมบ้าง
ในระยะนี้ท่านพระอาจารย์จันทา ถาวโร หรือหลวงปู่จันทา ได้มาฝากตัวเป็นศิษย์ขออยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาว และ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่บ้านดงหม้อทองนี้ ท่านเล่าการอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่ขาวและครูบาอาจารย์ได้รับอานิสงส์ใหญ่ ไว้ดังนี้
“สมัยนั้น อายุสังขารของผม ๓๐ กว่าเท่านั้น แข็งแรงไม่อ้วนเหมือนทุกวันนี้ ไปปฏิบัติ หลวงปู่ขาว ตั้งแต่เดือน ๓ เพ็ญ ตลอดล่วงไปถึงเดือน ๘ เพ็ญ คนเดียวนะ เอาปี๊บลงไปตักนํ้าใน เหวโน่นขึ้นมา มือ ๒ ข้าง ข้างละใบนะปี๊บ ขึ้นมาแล้ววิ่งไปใส่กุฏิโน้น วิ่งไปใส่กุฏินี้ แล้วก็ต้มนํ้าร้อน สรงหลวงปู่ ต้มนํ้าร้อนถวายครูบาอาจารย์ ปฏิบัติพระแก่ไม่ให้เดือดร้อน เรื่องนํ้าทุกอย่าง ทําอยู่ เป็นนิตย์ ปฏิบัติอยู่ ๕ เดือน ทําด้วยใจเลื่อมใสศรัทธา ทําด้วยความอยากได้บุญ
อะไรก็ทุกอย่างพร้อมเสมอ ทําอยู่อย่างนั้น จิตสงบพั่บ เฉียดๆ ลงไปเท่านั้นน่ะ เย็นกาย เย็นใจ “นี้เป็นอะไรหลวงปู่?” ในขณะนั้นไม่นานก็แสงสว่างเกิดขึ้นออกหน้าออกตา ฮุ่ง (สว่าง) จ้าสว่างดี “นี้มันเป็นอะไรหลวงปู่?” “อ๋อ !” ท่านก็ว่า “นี้แหละ ผลรายได้เกิดขึ้นจากการทํา ความเพียร อดนอนผ่อนอาหาร นี้แหละผลเกิดขึ้น การทําความเพียร อดนอนผ่อนอาหาร เหมือนเรา เหมือนกับเขาปลูกต้นไม้ มะม่วง มะพร้าว เขาก็ต้องบํารุงลําต้น ใส่นํ้า ปุ๋ยใส่ให้ บํารุงลําต้นพอแล้ว มันจึงผลิดอกออกผลนะ” ท่านว่าอย่างนั้น เปรียบเหมือนปลูกต้นไม้
“นี้การเจริญธรรมปฏิบัติทําความเพียรก็ฉันนั้น ฉะนั้น อย่าได้หวั่นไหว เอาชีวิตเป็นแดน” ท่านว่า “ทําประกอบเหตุแล้วผลจะไม่มี ไม่มีหรอก ธมฺมญฺญุตา ประกอบเหตุดีแล้ว อตฺถญฺญุตา ผลดีนั้นจะเกิดขึ้นสนอง ไม่เร็วก็ช้า ไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น นี้ข้อสําคัญ ตั้งใจอย่าได้หวั่นไหว” ท่านว่า เรียกว่าขณิกะ ขณิกสมาธิ ท่านว่า “โอ้ ! นี้เรียกว่า ขณิกสมาธิ จําไว้ จิตสงบเฉียดๆ ขั้นแรก ขั้นต้น ถ้าใครทําให้จิตรวมลงได้ดีมาก” ท่านว่า “จิตจะได้มีกําลัง มีสติ มีปัญญาฉลาดรู้ ธรรมจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่ห่วงใยชีวิตสังขาร” นั่นแหละ พอเดือน ๘ เพ็ญ จะได้ไปจําพรรษาอยู่ที่อื่น วันจะออก เดินทางก็นึกในใจ “สาธุ ด้วยบุญกรรมที่ข้าพเจ้าปฏิบัติสมณชีพราหมณ์ผู้ดีงามนี้นั้น ขอจงเป็นเสบียง เป็นปัจจัยให้พ้นทุกข์เถิด” พอไปถึงวัดโชติการามที่จําพรรษาแล้ว นั่งสมาธิตั้งแต่ ๖ โมงเย็น จิตรวมลงไปสว่างกระจ่างแจ้งเหมือนกลางวัน เห็นบุญตั้งอยู่ข้างหน้าโน้น บุญข้างหนึ่งเหลือง ข้างหนึ่งขาวมนงาม เห็นบาปตั้งอยู่ข้างหน้าโน้น บาปนั้นข้างหนึ่งแดง ข้างหนึ่งดํา นั่นแหละ
พอเห็นอย่างนั้น พระธรรมก็พูดขึ้นในหัวใจว่า “นั่น บุญ – บาป บุญให้ผลเป็นสุข บาป ให้ผลเป็นทุกข์ ท่านจงพิจารณาดู ไม่นานบุญก็เข้ามาเลย สวมกายพึ้บ เย็นกาย เย็นจิต สบาย นี่แหละผลรายได้ที่ท่านได้สะสมมา ๕ เดือน ปฏิบัติหลวงปู่ขาวและสงฆ์ทั้งหลายนั้น”
จากนั้นก็ให้ผลเป็นสุขมาอีกตลอด ๓ ปีนะ ฉันเช้าแล้ว ฉันนํ้าเสร็จ ควํ่ากาเลยไม่เอามาขึ้นกุฏิ เดินจงกรมวันยังคํ่า ทําความเพียรอย่างนั้น ไม่ร้อน ไม่หิว ไม่กระหาย สบาย ถึงวันใหม่ฉันเช้า จึงได้ฉันนํ้านั่นแหละ ความสบายของการให้ทานเกิดเป็นบุญ ๓ ปี นี่แหละ เห็นผลเป็นอย่างนั้น เห็นผลมาเป็นระยะ”
ด้วยหลวงปู่ขาว ท่านพึงพอใจดงหม้อทองมาก ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านจึงได้อยู่ จําพรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๓๐ ขณะอายุได้ ๖๖ ปี สาเหตุประการสําคัญ คือ ท่านตั้งใจมาเมตตาโปรดท่านพระอาจารย์จวน ซึ่งเป็นศิษย์เอกโดยเฉพาะ รวมทั้งโปรดพระศิษย์ที่ตั้งใจมาบําเพ็ญภาวนา เช่น ท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโ ท่านพระอาจารย์พวง สุวีโร ฯลฯ ด้วยสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัด สภาพของป่าดงดิบหนาทึบเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีถํ้า มีเงื้อมหินผาและพลาญหิน พร้อมทั้งสัตว์ป่าอันดุร้ายที่จะช่วยกําราบกิเลสของบรรดาศิษย์ให้อ่อนราบลง เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องช่วยในการภาวนาทั้งนั้น ทําให้การภาวนาดี จิตสงบ รวมเร็ว
นอกจากสถานที่สัปปายะแล้ว ครูบาอาจารย์ก็สัปปายะ โดยในพรรษานี้หลวงปู่ขาวท่าน ทั้งปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง ทั้งเมตตาเทศน์อบรมสั่งสอน โดยท่านพระอาจารย์จวนเทศน์ไว้ดังนี้
“ส่วน พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นพรรษาข้าพเจ้าที่ ๑๒ ท่านพระอาจารย์หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้มาจําพรรษาร่วมด้วยในพรรษานั้น พร้อมด้วยพระติดตามอีก ๗ – ๘ องค์ ผ้าขาว ๒ คน และ แม่ชีอีก ๔ – ๕ ท่าน ได้ตกลงอธิษฐานพรรษาอยู่ที่ดงหม้อทองด้วยกันทั้งหมด และในพรรษานั้น ก็ได้พากันทําความพากความเพียร ปรารภความพากความเพียร โดยเต็มความสามารถของตน ฉันเสร็จต่างองค์ ต่างก็แยกกันไปทําความเพียร ประมาณบ่าย ๓ โมง กวาดตาด (กวาดลานวัด) แล้วก็ไปรวมกันสรงนํ้าหลวงปู่ เสร็จแล้วต่างสรงนํ้าและฉันนํ้าร้อนแล้วกลับไปเดินจงกรม ต่างองค์ต่างสวดมนต์ ตอนเย็นไปรวมกันที่ศาลา ถ้าใครมีปัญหาก็เรียนถามหลวงปู่ บางวันท่านก็เทศน์ บางวันก็ไม่เทศน์ เพียงแต่สนทนาธรรม แต่สําหรับวันพระนั้น พระ เณร ชี มารวมกันฟังธรรม หลวงปู่หมดทุกองค์ ส่วนอาหารขบฉันก็ได้ชาวบ้านนํามาส่งเป็นเสบียง และอาศัยแม่ชีช่วยทําถวายเป็นหลักมากกว่าการบิณฑบาต เพราะระยะนั้นจํานวนญาติโยมมีน้อยกว่าพระมากนัก”
เหตุการณ์เสือช้างมาเยี่ยมระหว่างเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๗
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในพรรษานั้นมีหมู่ช้างและสัตว์ป่านานาชนิด มีช้างเข้ามาที่วัดกลางวัน บางวันก็มีเสือ เข้ามา กลางคืนก็มีเสือกัดกัน อยู่ตามติดกับก้อนหิน เสือใหญ่ เพราะที่ดงหม้อทองสมัยนั้นมีช้าง เสือมาก และงูใหญ่มาก ซึ่งก็เคยมาใกล้กันบ่อยๆ เช่น วันหนึ่งกําลังฟังปาฏิโมกข์อยู่ เสือใหญ่พากันมากัดอยู่ที่ข้างก้อนหิน พากันฟังเสือกัดกันอยู่อย่างนั้น
ระหว่างอยู่ดงหม้อทองกับหลวงปู่ขาวนี้ กลางคืนวันหนึ่งได้ลงอุโบสถ ปรากฏว่ามีพวกเสือ เข้ามากัดกันข้างก้อนหิน ข้างกุฏิที่พระกําลังลงอุโบสถ ฟังจากเสียงที่กัดหยอกล้อกันนั้น คงจะมี เสือหลายตัวอยู่ มันกัดกันเล่นกันตั้งแต่พระเริ่มสวดปาฏิโมกข์ จนกระทั่งสวดปาฏิโมกข์จบ มันก็ยังไม่เลิกกัดกัน ยังร้องหยอกล้อต่อกัน ต่อเมื่อภายหลังหลวงปู่ท่านคงจะรําคาญจึงตวาดเอ็ดตะโร ออกไปมันจึงค่อยสงบลง แต่ก็ครางอู้อี้ต่อไปอีกพักใหญ่”
เหตุการณ์ตอนนี้ องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“คืนวันหนึ่งท่านกําลังนั่งอบรมกรรมฐานแก่พระที่จําพรรษาด้วยกันราวสามสี่องค์ ท่านว่าได้ยินเสียงนักเลงโตสามตัว ลายพาดกลอนดังกระหึ่มๆ ขึ้นข้างๆ บริเวณที่พักแห่งละตัว จากนั้นก็ ได้ยินเสียงคํารามขู่เข็ญกันบ้าง เสียงกัดกันบ้างแล้วก็เงียบหายไป เดี๋ยวก็ได้ยินเสียงขู่เข็ญและ กัดกันขึ้นอีกข้างๆ ที่พักนั่นแล ทีแรกได้ยินเสียงมันเล่นและกัดกันอยู่ข้างนอกบริเวณที่พัก นึกว่า จะพากันหนีไปที่อื่นหายเงียบไปแล้ว เพราะเสียงสงบเงียบไปพักหนึ่ง แต่ที่ไหนได้จากการหายเงียบไปได้พักหนึ่งเท่านั้น ประมาณสามทุ่มก็ชักชวนกันเข้ามาอยู่ใต้ถุนบรรณศาลาเล็กๆ ที่พระกําลังนั่งสมาธิฟังการอบรมธรรมอยู่ ซึ่งสูงประมาณเมตรกว่านิดหน่อยเท่านั้น และส่งเสียงกระหึ่มคํารามและกัดกันอยู่ใต้ถุนศาลาเล็กๆ นั้น จนท่านต้องตะโกนบอกว่า
“เฮ้ย ! สามสหาย อย่าพากันส่งเสียงอื้ออึงนักซิ พระท่านกําลังเทศน์และฟังธรรมกัน เดี๋ยวเป็นบาปตกนรกหลุมฉิบหายกันหมดนะ จะว่าไม่บอก เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่เอ็ดตะโรโฮเฮกันนี่นา จงพากันไปเที่ยวร้องครางที่อื่น ที่นี่เป็นวัดของพระที่ท่านชอบความสงบ ไม่เหมือนพวกแก ไปเสีย พากันไปร้องที่อื่นตามสบาย ไม่มีใครไปยุ่งกับพวกแกหรอก ที่นี่เป็นที่พระท่านอยู่บําเพ็ญธรรม ท่านจึงห้ามไม่ให้พวกแกส่งเสียงอื้ออึงนัก”
พอได้ยินเสียงพระท่านร้องบอก ก็พากันสงบอารมณ์ไปพักหนึ่ง แต่ยังพอได้ยินเสียงเกี้ยวพาราสีกัน ซุบซิบอู๋อี๋เบาๆ อยู่ใต้ถุนศาลา อันเป็นลักษณะบอกกันว่า พวกเราอย่าส่งเสียงดังกันนักซิ พระท่านรําคาญและร้องบอกมานั่นไงล่ะ ทําเสียงเบาๆ หน่อยเถอะเพื่อน เดี๋ยวเป็นบาปขี้กลาก ขึ้นหัวนะ แล้วก็หยุดไปพักหนึ่ง ต่อไปก็มีเสียงครวญครางและกัดกันขึ้นอีก ไม่ยอมหนีไปที่อื่น ตามคําท่านบอก และพากันเหมาใต้ถุนบรรณศาลาเป็นที่เล่นสนุกกันตั้งแต่หัวคํ่าจนสองยาม พระที่ นั่งทําสมาธิภาวนากันบนศาลาหลังจากฟังการอบรมธรรมแล้ว ก็ทําด้วยความไม่สนิทใจ เพราะกลัวเสือจะพากันโดดขึ้นมาภาวนาด้วย เนื่องจากขณะนั้นเสือโคร่งใหญ่สามตัวก็ยังส่งเสียงขู่เข็ญคํารามและกัดกันอยู่ใต้ถุนศาลานั้นด้วย จนถึงหกทุ่มจึงเลิกจากกันไป พระก็ลงไปที่พักของตน เสือก็เข้า ป่าไป
คืนนั้นเป็นความประหลาดเป็นพิเศษ นับแต่เที่ยวธุดงคกรรมฐานมาหลายปี และเคยเที่ยวไปสถานที่ต่างๆ หลายแห่งหนตําบลหมู่บ้านและป่าเขาต่างๆ มากต่อมาก แต่ไม่เคยมีสัตว์เสือมา ตีสนิทมิตรรักกับพระ ราวกับเคยเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายผู้ฝากเป็นฝากตายกันมานาน เพิ่งมาพบในคืนวันนั้นเอง ตามปกติเสือเป็นสัตว์กลัวคนตามสัญชาตญาณ แม้จะเป็นสัตว์ที่มีอํานาจ ทําให้คนขยาดครั่นคร้ามอยู่บ้างกว่าสัตว์อื่นๆ แต่เสือย่อมกลัวและหลบซ่อนคนมากกว่าคนจะกลัวเสือและหาที่หลบซ่อน แต่เสือสามตัวนี้นอกจากไม่กลัวคนแล้ว ยังพากันมาแอบยึดเอาให้ถุนศาลาหลังเล็ก ที่พระยังชุมนุมกันอยู่ข้างบนเป็นที่เล่นสนุกโดยไม่คิดกลัวพระ ซึ่งเป็นคนเหมือนมนุษย์ทั้งหลายเลย
จึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่สัตว์ไม่เคยรู้เรื่องกับศีลธรรมเหมือนมนุษย์ทั้งหลาย แต่กิริยาที่เขามา ตีสนิทสนมกับพระนั้น ราวกับเขาก็เป็นผู้หนึ่งที่ทราบศีลธรรมดี และปฏิบัติศีลธรรมเช่นเดียวกับมนุษย์ทั้งหลายด้วย จึงไม่แสดงท่าทางให้พระท่านกลัว นอกจากเขาแสดงต่อพวกเขาเอง ซึ่งก็ทราบกิริยาท่าทางของกันและกันอยู่แล้ว ท่านว่า
ฟังท่านเล่าแล้วขนลุก กลัวบ้าอยู่คนเดียวทั้งที่เรื่องก็ผ่านไปนานแล้ว เรื่องของคนไม่เป็นท่าก็เป็นอย่างนี้เอง แม้ท่านแสดงเรื่องต่างๆ อันเป็นคติธรรมให้ฟังก็ตาม แต่คนไม่เป็นท่าย่อมไม่ยอมฟังเพื่อยึดเป็นคติได้เลย แต่จะดันไปเฉพาะเส้นทางสายไม่เป็นท่าของตนนั่นแล ดังผู้เขียนแสดงความกลัวที่น่าอับอายต่อหน้าท่าน ในเวลาฟังคําบอกเล่านั่นแล นอกจากนั้นยังมาประกาศขายความขี้ขลาดของตัวในหนังสือให้ท่านผู้อ่านหัวเราะเข้าอีก ซึ่งนับว่าเลวพอใช้ อ่านแล้วกรุณาระวังอย่าให้เรื่องทํานองนี้แทรกสิงเข้าไปสู่จิตใจได้ จะกลายเป็นคนขี้ขลาดไม่เป็นท่าไปอีกหลายคน
ท่านเล่าว่า คืนวันนั้นพระที่นั่งฟังการอบรมและทําสมาธิภาวนาต่อไปหลังจากการอบรมแล้ว ต่างมีความตื่นเต้นตกใจและตาตั้งหูกางไปตามๆ กัน ที่ได้ยินอาจารย์ใหญ่ทั้งสามตัวมาให้การอบรม ช่วยท่านอาจารย์อยู่ที่ใต้ถุน ในลักษณะแผลงฤทธิ์เจือกับความสนุกของเขา ทําเอาพระนั่งภาวนากลัวตัวแข็งไปตามๆ กัน จิตไม่อาจส่งไปนอกลู่นอกทางได้ เพราะกลัวอาจารย์ใหญ่ทั้งสาม จะพากันโดดขึ้นมาให้โอวาทบนศาลาเล็กด้วยท่าทางต่างๆ แต่ก็ดีและน่าชมสัตว์สามตัวที่ไม่แสดงโลดโผนเกินกว่าเหตุ อุตริโดดขึ้นบนศาลาในเวลานั้น ยังรู้จักฐานะของตัวของท่านบ้าง ไม่ก้าวก่ายหน้าที่อันควรแก่ภาวะของตน แสดงเพียงเบาะๆ พอหอมปากหอมคอแล้วก็เลิกรากันไป นับแต่ วันนั้นผ่านไปแล้วก็ไม่เห็นเขากลับมาอีกเลย
ส่วนสถานที่และบริเวณที่พระอาศัยอยู่นั้น ก็คือทําเลเที่ยวของสัตว์จําพวกนี้และสัตว์อื่นๆ เราดีๆ นี่เอง ไม่เว้นแต่ละคืนต้องมีจําพวกใดจําพวกหนึ่งเข้ามาจนได้ เพราะที่นั้นเป็นที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่าทุกจําพวก เนื่องจากป่าและเขาแถบนั้นกว้างขวางมาก คนเดินผ่านเป็นวันๆ ก็ไม่พ้น สัตว์ชนิดต่างๆ ดังที่เขียนผ่านมาจึงมีมาก พวกช้างเป็นโขลงๆ หมูป่าเป็นฝูงๆ ซึ่งแต่ละโขลง ละฝูง มีจํานวนมากมายและไม่สู้จะกลัวผู้คนมากนัก”
ท่านพระอาจารย์จวน ได้เทศน์เล่าเรื่องเสือช้างต่อไปว่า
“อย่างไรก็ดีเสนาสนะในดงหม้อทองนี้ ใช่ว่ากุฏิทุกหลังจะปลอดภัยจากสัตว์ป่าเสมอไป ก็หาไม่ บางหลังอาจจะอยู่ในชัยภูมิที่ปลอดภัยจากช้าง แต่ก็อาจจะมีเสือเข้ามาเยี่ยมกรายได้ อย่างเช่น กุฏิของพระบุญทัน ท่านกําลังจะออกจากกุฏิ มองออกไปเห็นเสือใหญ่ตัวหนึ่งเข้ามานั่ง จงโคร่งอยู่ตรงบันไดทางขึ้นกุฏิของท่าน ท่านต้องรออยู่พักใหญ่ จนเสือจากไปแล้ว จึงสามารถ ออกจากกุฏิได้
คืนหนึ่งพระเณรฉันอาหารธาตุขันธ์ไม่ถูกกัน ก็จะต้องรีบเข้าส้วม ท่านพระอาจารย์สอน ไปไม่ทันเณร ซึ่งวิ่งถลันเข้าไปจับจองก่อน ธาตุขันธ์ไม่ยอมรอเวลา ท่านจึงต้องเลี่ยงเข้าป่าไป ปรากฏมีเสือกระโดดข้ามศีรษะท่านสอนไปเลย ท่านว่า ท่านรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เสือมันกระโจนเข้าไปทางส้วมที่เณรกําลังอยู่ พอรู้ว่าเสือ เณรก็กระโจนแผล็ววิ่งออกมาป่าราบ เคราะห์ดีที่เจ้าเสือตัวนั้นมันคงผ่านเข้าป่าไปแล้ว เณรจึงไม่ต้องประจันหน้ากับมัน
กุฏิของหลวงปู่ขาว อยู่ห่างจากกุฏิของข้าพเจ้าและของท่านพระอาจารย์สอน เข้าไปในแนวป่าอีกด้านหนึ่ง ตั้งอยู่บนพลาญหินเช่นเดียวกัน แต่มิได้เป็นหินก้อนโดดๆ เหมือนเป็นภูเขา ลูกย่อมๆ เช่นของเรา ด้านหนึ่งของพลาญหินของหลวงปู่อยู่ติดกับราวป่า ผ้าขาวที่ติดตามท่านมาปลูกกระต๊อบอยู่ลึกเข้าไปในป่าทางด้านนั้น ฉะนั้น วันหนึ่งช้างจึงเดินเล่นเลยขึ้นมาบนพลาญหินและต่อไปถึงกระต๊อบของผ้าขาวผู้นั้น มันเอางวงหยิบรองเท้าออกมาเล่นและโยนเข้าป่าไป ถอนบันไดกุฏิออกมาและโยนเข้าป่าไปด้วย มันเอางวงควานหาของเล่นอยู่พักใหญ่ เห็นหมดเครื่องกีดหน้าขวางตาแล้วก็เตรียมลาจากไป แต่ก็ยังอดนึกสนุกไม่ได้ มันเอางวงมาดุน ดุนฝาจนกุฏิแทบโยก
ปกติผ้าขาวเจ้าของกระต๊อบนั้นเป็นคนหูหนัก อาจจะไม่ได้ยินเสียงผิดปกติระหว่างช้างมันยื่นงวงเข้ามาหยิบรองเท้า โยกบันได แต่เมื่อถึงคราวฝากระต๊อบของแกโยก ผ้าขาวก็อดที่จะรู้สึก ไม่ได้ พอเห็นว่าเป็นช้างป่า แกก็กระโจนหนีไปหาหลวงปู่ที่กุฏิทันที ตัวสั่นงันงก พูดไม่ออก ไปพักใหญ่ เสียเวลาซักไซ้ไล่เลียงกันนานกว่าจะรู้เรื่องและตั้งสติได้”
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้บันทึกเหตุการณ์ต่อไปดังนี้
“ปีท่านจําพรรษาที่นั่น อุบายต่างๆ เกิดขึ้นโดยสมํ่าเสมอ และต้องคอยเตือนพระเสมอไม่ให้ประมาทในการรักษาธุดงควัตร เพราะอยู่ในท่ามกลางสิ่งที่ควรระวังหลายอย่างต่างๆ กัน โดยอาศัยธุดงควัตรเป็นเส้นชีวิตจิตใจ มีธรรมวินัยเป็นที่ฝากเป็นฝากตาย ใจจึงอยู่เป็นสุข ไม่หวาดเสียวสะดุ้งกลัวต่างๆ
การขบฉันก็น้อยเพียงเยียวยาธาตุขันธ์ไปวันๆ เท่านั้น เพราะศรัทธาญาติโยมมีน้อยและ เป็นบ้านเพิ่งตั้งใหม่มีไม่กี่หลังคาเรือน ยังไม่เป็นหลักฐานมั่นคง และเป็นความมุ่งหมายของท่าน ผู้หนักแน่นในธรรมะ จึงพึงฝึกฝนอดทนเพื่อธรรมความอยู่สบายทางภายใน จึงไม่กังวลที่อยู่อาศัย อาหารบิณฑบาตให้มากไป อันจะเป็นอุปสรรคต่อความเพียร
ยาแก้ไข้ ก็คือ ความอดทน ต่อสู้ด้วยความเพียรทางสมาธิภาวนา โดยถือเอาสัตว์ป่าชนิดต่างๆ เป็นเพื่อน และสักขีพยานว่าเขาก็มิได้เกิดมากับหยูกยาชนิดต่างๆ และคลอดที่โรงพยาบาล มีหมอและนางพยาบาลคอยรักษาผดุงครรภ์ แต่เขายังเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ สืบต่อกันมาได้เต็มป่า เต็มเขา โดยไม่แสดงความโศกเศร้าเสียใจ ว่าตนขาดการบํารุงรักษาด้วยหมอ ด้วยยา และ นางพยาบาล ตลอดเครื่องบํารุงต่างๆ
ส่วนพระเป็นมนุษยชาติ และ เป็นศากยบุตรพุทธชาติ ศาสดาองค์ลือพระนามสะเทือนทั่ว ไตรภพว่า เป็นผู้ทรงเรียนจบคัมภีร์ไตรภูมิ ด้วยพระขันติ วิริยะ พระปัญญาปรีชาสามารถในทุกทาง ไม่มีคําว่าจนตรอกอ่อนแอท้อถอย แต่พระเราจะมาถอยหลังหลั่งนํ้าตา เพราะความทุกข์ลําบาก เพียงการเจ็บไข้ได้ป่วยอันเป็นของธรรมดาแห่งขันธ์เท่านี้ ก็ต้องเป็นผู้ขาดทุนล่มจมจะนําตนและศาสนาไปไม่ตลอด นอกจากต้องเป็นผู้อาจหาญ อดทนต่อสภาพความมีความเป็น ความสัมผัส ทั้งหลายด้วยสติปัญญาหยั่งทราบไปตามเหตุการณ์ที่มาเกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่มีทางเพื่อเอาตัวรอดหวังจอดในที่ปลอดภัยได้
จิตเมื่อได้รับการอบรมในทางที่ถูก ย่อมมีความรื่นเริงในธรรม พอใจประคองตนไปตามวิถีแห่งมรรคและผล ไม่มีการปลีกแวะ ไม่สร้างความอับจนไว้ทับถมตัวเอง ปฏิปทาก็สมํ่าเสมอ ไม่ท้อถอยน้อยใจว่า ตนขาดที่พึ่งทั้งภายนอกภายใน มีใจกับธรรมเป็นเครื่องชโลมหล่อเลี้ยง ให้เกิดความอบอุ่นเย็นใจ อยู่ที่ใด ไปที่ใด ก็เป็นสุคโต แบบลูกศิษย์ตถาคต ไม่แสดงความ อดอยากขาดแคลนในทางใจ พระธุดงคกรรมฐานที่มุ่งต่อธรรม ท่านไปและอยู่โดยอาการอย่างนี้ ท่านจึงอยู่ได้ ไปได้ ยอมอดยอมทนความลําบากหิวโหยได้อย่างสบายหายห่วงกับสิ่งทั้งปวง มีธรรมเป็นอารมณ์ของใจ”
สําหรับข้อสงสัยเรื่องเสือใต้ถุนศาลา องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“นั่นล่ะที่เราเขียนไว้ในหนังสือ ทําให้คนสงสัยเราว่าจะย้อนกลับมาอธิบายเรื่องนี้ แต่มันลืมเสียนี่ เรื่องที่ว่าเสือคํารามแล้วกัดกันอยู่ข้างล่าง ขณะพระประชุมกันอยู่ข้างบน มันเป็นไปได้ยังไง จะทําให้เกิดข้อข้องใจและสงสัย บางรายอาจไม่เชื่อก็ได้ แต่เหตุผลมีอย่างนั้นล่ะ คือ มันมีหิน อยู่ทางด้านนี้ๆ แล้วทางนี้มันโล่ง ท่านก็เลยเอาไม้มาพาดตรงนี้ แล้วเอาอะไรมาปูก็เป็นศาลาขึ้น ข้างใต้ก็โล่งๆ เข้าไปโน้นๆ ถํ้าเตี้ยๆ พอดีกับเสือนั่นแหละ คนเราอยู่ไม่ได้ มันมาอยู่นั้นตั้งกัปตั้งกัลป์แหละ ตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยายของเสือ มันเคยอยู่มาพอแล้ว เพราะฉะนั้นจึงอยู่ที่นั่น คนอยู่ข้างบนก็ ไม่สนใจ เพราะเป็นทําเลของเขา ก็กัดกันขู่คํารามกันอยู่อย่างนั้น พระก็ประชุมอยู่ข้างบน คนก็คง จะสงสัย เพราะเราไม่ได้อธิบายอย่างนี้ให้ฟัง… ลืม ทําเลเหล่านี้ แถวๆ นี้ล่ะที่หลวงปู่ขาวท่าน ไปอยู่ ปีนั้นไปจําพรรษาอยู่นั่น ๔ องค์ บ้านก็ ๕ – ๖ หลังคาเรือน เขานิมนต์ให้ท่านไปอยู่ ท่านจึง ไปอยู่ที่นั่น”
พระกรรมฐานกับสัตว์ป่า
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“เรื่องสัตว์ต่างๆ ที่ชอบมาอาศัยพระ ท่านผู้อ่านกรุณาคิดว่าจะเป็นความจริงได้เพียงไรบ้าง แต่ก่อนคิดเรื่องสัตว์ป่า กรุณาคิดเรื่องสัตว์บ้านก่อน ที่ชอบเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านของท่านผู้มี เมตตาจิต และเข้าไปอาศัยวัด พออยู่รอดปลอดภัยไปในวันหนึ่งๆ สุนัขและนก เป็นต้น ที่ชอบเข้า ไปอาศัยวัดบางวัด จนแทบไม่มีที่และต้นไม้ให้สัตว์เหล่านี้อาศัย เพราะมีมามากด้วยกัน อันดับ ต่อไปค่อยคิดไปถึงสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่มักเข้าไปเที่ยวป้วนเปี้ยนและอาศัยอยู่ตามสถานที่และวัดที่พระธุดงค์ท่านพักอยู่
ดังที่เขียนผ่านมามากพอดู ทั้งประวัติท่านอาจารย์มั่น และปฏิปทาพระธุดงค์สายของท่านอาจารย์มั่น ซึ่งมีเรื่องสัตว์มาอาศัยพระลงแฝงมาเสมอๆ ตามประสบการณ์ที่ได้รับทราบมาเป็นความจริง จึงเป็นเรื่องน่าคิด ในแง่ธรรมอันเป็นหลักธรรมชาติให้ความร่มเย็นและเป็นธรรมแก่ สัตว์โลกทุกชาติ ทุกภาษา โดยที่สัตว์ทุกๆ จําพวกไม่จําเป็นต้องทราบว่า ธรรมคืออะไรก็ตาม แต่ สิ่งที่แสดงออกให้สัตว์ยินดีรับกันทั่วโลกไม่มีใครรังเกียจนั้น คือธรรมโดยธรรมชาติ ธรรมนั้นแสดงอาการความสงบสุข ความร่มเย็น ความไว้วางใจ ความมีแก่ใจ ความเมตตา ความเอ็นดูสงสาร ความมาเถิดอยู่เถิดไม่เป็นภัยแน่นอน เป็นต้น
การแสดงออกแห่งกระแสธรรมเพียงเท่านี้ สัตว์ทุกจําพวกชอบและยอมรับกันทันที โดย ไม่ต้องมีโรงเรียนไว้สอนเขาเลย เพราะ “จิตใจ” กับ “กระแสธรรม” เป็นของคู่ควรกันยิ่งกว่าอํานาจราชศักดิ์ใดๆ ซึ่งเป็นสิ่งปรุงแต่งและเสริมกันขึ้น ย่อมสลายไปตามเหตุการณ์ไม่แน่นอน
ดังนั้น สัตว์แม้จะไม่เคยทราบว่า ธรรมะ คืออะไรก็ตาม แต่สิ่งที่ชอบและยอมรับโดยธรรมชาติ สัตว์ย่อมแสวงหาเอง ดังสุนัขเข้าไปอาศัยวัด สัตว์ป่าเข้าไปอาศัยพระธุดงค์ เพราะธรรม คือ ความเย็น ความไว้วางใจ เป็นต้น ที่สัตว์เข้าใจว่ามีอยู่ในที่นั้น จึงเสาะแสวงหาไปตามประสา แม้แต่ผู้ไม่เคยสนใจกับธรรมเลย ยังรู้จักสถานที่ที่ไม่มีภัย และชอบไปเที่ยวสนุกเฮฮาในที่เช่นนั้นแต่โบราณกาลมาถึงปัจจุบัน เพราะไปทําที่อื่นไม่ปลอดภัยเหมือนที่เช่นนั้น
เพียงเท่านี้ก็พอทราบได้ว่า ธรรมและสถานที่ผู้บําเพ็ญธรรมเป็นที่ไว้ใจแก่สัตว์และมนุษย์ทั่วไป จึงไม่ค่อยระแวงระวังกัน และบางรายบางพวกไม่ระวังเสียจนปล่อยตัวเลยเถิด โดยไม่คิดถึงหัวใจมนุษย์ด้วยกันและพระศาสนา ซึ่งเป็นสมบัติของประเทศบ้างเลย แม้ผู้ปฏิบัติธรรมเหล่านั้น ก็ย่อมทราบความดี ความชั่ว คนดีคนชั่ว สัตว์ดีสัตว์ชั่วได้เช่นมนุษย์ทั่วไป จึงควรคิดและเห็นใจผู้อื่นที่รักสงวนสมบัติของตนบ้าง ไม่ปล่อยร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเสียทีเดียวในที่ทุกสถาน ยังจะพอมีเขตแดนแห่งมนุษย์และสัตว์เป็นที่อยู่อาศัยคนละวรรคละตอนบ้าง ไม่คละเคล้ากันไปเสียหมด จนไม่อาจทราบได้ว่า ใครเป็นใคร เพราะอะไรๆ ก็แบบเดียวกันเสียสิ้น”
พรรษา ๓๑ พ.ศ. ๒๔๙๘ จําพรรษาบ้านเลื่อม
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านยังพักบําเพ็ญภาวนาที่ ดงหม้อทอง ส่วนท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เมื่อกราบลาหลวงปู่ขาวแล้วท่านก็ออกเดิน ธุดงค์วิเวกมาทางภูวัว อําเภอเซกา จังหวัดหนองคาย (ต่อมาจังหวัดบึงกาฬ) จากนั้นหลวงปู่ขาวท่านกลับไปโปรดญาติโยมที่วัดป่าแก้วชุมพล เมื่อท่านพระอาจารย์จวนท่านไปเที่ยววิเวกกลับมาถึง ดงหม้อทองไม่พบหลวงปู่ขาว จึงย้อนกลับไปจําพรรษาที่ภูวัว หลวงปู่ขาวท่านพักที่วัดป่าแก้ว- ชุมพลระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็ไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ที่วัดโพธิสมภรณ์ โดยท่านพระอาจารย์จวน เทศน์ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษาแล้วก็ได้รํ่าลากันพาเที่ยววิเวก ส่วนข้าพเจ้าก็เดินทางมาภูวัวอีก ในระยะนี้หลวงปู่ขาวได้ไปจําพรรษาที่บ้านเลื่อม เมืองอุดรฯ ทิศตะวันตกอุดรฯ เพราะท่านเจ้าคุณธรรม-เจดีย์ (พนฺธุโล จูม) สมัยนั้น อาราธนานิมนต์ท่านให้ไปฉลองศรัทธาบ้านเลื่อม ท่านจึงได้ไป จําพรรษาที่นั่น”
ด้วยสถานที่แห่งนี้เป็นป่าช้า ตั้งอยู่ที่บ้านดาน บ้านเลื่อม ตําบลบ้านเลื่อม อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ได้พาศรัทธาญาติโยม ในเมืองอุดรธานีและชาวบ้านเลื่อมมาบุกเบิกสร้างสํานักสงฆ์ และเรียกสํานักสงฆ์แห่งนี้ว่า “วัดป่า-บ้านดาน” และในปีเดียวกัน หลวงปู่ขาว ท่านได้สนองพระคุณของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ โดยรับอาราธนานิมนต์ จากนั้นท่านพาพระเณรอยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์วัดป่าบ้านดาน ๑ พรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๓๑ ขณะมีอายุได้ ๖๗ ปี
ในตลอดพรรษานี้ หลวงปู่ขาว ท่านพาพระเณรออกบิณฑบาตโปรดศรัทธาญาติโยมทุกเช้า ท่านพารักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคร่งครัดเข้มงวดกวดขัน การเทศนาอบรมบรรดาพุทธบริษัทให้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ให้บําเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ตลอดการพาพระเณรบําเพ็ญภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ แผ่เมตตาเป็นปรกติประจําทุกคํ่าเช้า จากเดิม ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นป่าช้าน่าหวาดกลัว ก็ได้กลายมาเป็นสถานที่ ปฏิบัติธรรมอันสะอาดและสงบร่มรื่นตามแบบฉบับวัดป่ากรรมฐาน และเป็นที่ประกอบการบุณย์ของพุทธศาสนิกชนในละแวกนั้น
เมื่อหลวงปู่ขาวท่านจากวัดนี้ไปแล้วก็มีพระมาดูแล และได้เป็นวัดร้างระยะหนึ่ง ต่อมาก็มีพระกลับมาอยู่จําพรรษาพัฒนาวัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ จากเดิมเป็นสํานักสงฆ์ที่มีเสนาสนะชั่วคราว ได้กลายเป็นวัดที่มั่นคงถาวรในพระพุทธศาสนา มีการสร้างศาสนถาวรวัตถุขึ้นภายในวัด เมื่อมีการเปลี่ยนชื่อวัด เพื่อเป็นการระลึกถึงท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ พระผู้บุกเบิกสร้างวัดแห่งนี้ จึงได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดป่าบ้านดานธรรมเจดีย์” ในศาลาหลังใหญ่หลังปัจจุบันนี้ เพื่อเป็นการระลึกถึงบูรพาจารย์ จึงมีการติดภาพของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเจ้าคุณ- ธรรมเจดีย์ หลวงปู่ขาว ฯลฯ ไว้สักการะกราบไหว้บูชา
หลวงปู่ขาว ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่มีความกตัญญู กตเวที ต่อท่านผู้มีพระคุณเป็นเลิศ อีกองค์หนึ่ง เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ ย่อมมีมหากตัญญู มหากตเวที นอกจากท่านได้สนอง บุญคุณของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ในการอยู่จําพรรษา เมื่อแรกเริ่มบุกเบิกสร้างวัดป่าแห่งใหม่ในบริเวณป่าช้า ๒ วัด คือ วัดอรุณรังษี อําเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และ วัดป่าบ้านดาน อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี แล้ว ท่านยังสนองบุญคุณของท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ ในการสั่งสอนอบรมดูแลท่านพระอาจารย์จวน ตามที่ท่านได้รับมอบหมายมาอย่างสุดชีวิตจิตใจ ดังนั้น เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาวท่านทราบว่าท่านพระอาจารย์จวนธุดงค์ไปที่ภูวัว ท่านก็ให้ญาติโยมติดตามท่านพระอาจารย์จวนไปถึงภูวัว และสั่งให้มารับท่านไป จําพรรษาที่ภูวัวด้วยกัน
พรรษา ๓๒ พ.ศ. ๒๔๙๙ จําพรรษาภูวัว
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ เมื่อใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้จําพรรษาที่ภูวัว อําเภอเซกา จังหวัดหนองคาย นับเป็นพรรษาที่ ๓๒ ขณะมีอายุได้ ๖๘ ปี โดย ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“ในพรรษาที่ ๑๔ นี้ ข้าพเจ้าได้ไปรับเอาหลวงปู่ขาวที่อุดรฯ มาพาไปภูวัว ก็เลยมา จําพรรษาร่วมกันที่ภูวัว ข้าพเจ้าได้จัดสร้างเสนาสนะถวายหลวงปู่ขาวที่บนหลังถํ้าแก้วตาดปอ เขตบ้านทุ่งทรายจก ด้วยเห็นเป็นที่สงบสงัดและมีพลาญหินอันกว้างใหญ่ ด้านใต้ของถํ้าแก้วมี ลําห้วยซึ่งมีนํ้าตลอดปี เฉพาะบนหลังถํ้าซึ่งมีแอ่งนํ้าซับเล็กๆ ซึ่งแม้จะเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงเมตรเดียว แต่ก็มีนํ้าซับไหลรินมาตลอด ไม่เคยอดไม่เคยหมด พระเณรอยู่จําพรรษารวมกันถึง ๑๔ องค์ แต่ก็สามารถอาศัยใช้นํ้าจากแอ่งนํ้าซับเล็กนั้นได้ตลอดเวลา สมัยนั้นภูวัวยังบริบูรณ์ด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ดังนั้น จําพวกช้าง หมี เสือ จึงเดินกรายเข้ามาในวัดบ่อยๆ พวกงูจงอางและ งูอื่นๆ ก็มีมากเช่นกัน
วันหนึ่งหลวงปู่ขาวไปภาวนาที่ถํ้ายางบนหลังถํ้าฝุ่น ลืมตาเห็นงูใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยออกมา ชูคอแผ่พังพานตั้งท่าจะฉกจะกัดท่าน หลวงปู่ก็จะภาวนาเฉยอยู่และแผ่เมตตาให้มัน ท่านเล่าว่า งูนั้นแลบลิ้นแผล็บๆ ตั้งท่าฉกซํ้าๆ อยู่ สุดท้ายก็กลับนิ่งเหมือนคอตกอยู่ในภวังค์ อาการที่ชูคอ แผ่พังพานของมันค่อยลดตํ่าลง และสุดท้ายมันก็ลดหัวตํ่าลงจนจรดพื้นนิ่งเหมือนยอมคารวะอยู่ พักหนึ่ง แล้วจึงเลื้อยหนีเข้าโพรงถํ้าหายไป หลวงปู่เล่าว่า งูตัวนี้เป็นนาคไม่ถูกจริตนิสัยกับท่าน จึงมาหยอกล้อตั้งท่าจะกัด แต่ท้ายสุดก็ยอมอ่อนให้กับอํานาจการแผ่เมตตาของท่าน
บนตาดปอ นอกจากจะอุดมด้วยสัตว์ป่าแล้ว ยังมีพวกภูตผีปีศาจมารบกวนพระเณรด้วย พระเณรจะนอนก็มาปลุกบ้าง ดึงแขนดึงขาบ้าง ให้ตื่นทําความเพียร มีพระเณรเจ็บป่วยกันมาก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะผิดอากาศก็เป็นได้ ทางช้าง เสือ สัตว์ป่าก็มาก เมื่อเป็นเช่นนี้หลวงปู่ขาว อนาลโย จึงให้ข้าพเจ้านําเรื่องนี้ไปพิจารณาดู ข้าพเจ้าได้ไปพิจารณาดูได้ความเป็นอรรถเป็นว่า “เย สนฺตา” แปลว่า “ผู้สงบไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน ความทุกข์ความเดือดร้อนกินแหนงแคลงใจภัยอันตรายไม่มีแก่ผู้สงบ” นี้ข้าพเจ้าแปลได้ วันใหม่จึงไปนมัสการกราบเรียนท่าน ท่านก็เลยถาม ท่านหลวงปู่ถามว่า “ได้ความหรือไม่?” ตอบท่านว่า “ได้ความ” “ว่าอย่างไร?” ท่านว่า ก็เลยเรียนให้ท่านทราบว่า “เย สนฺตา” แปลว่า ผู้สงบไม่มีทุกข์ภัยเดือดร้อน ความเดือดร้อน ความทุกข์ไม่มีแก่ผู้สงบ” ว่าดังนี้ ข้าพเจ้าแปลถวายท่าน
ท่านแปลว่า “จริง จริง ถูกมาก ถูกมาก” ท่านก็เลยยกบาลีขึ้นว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” ดังนี้ ผู้มีความสงบแล้ว ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนอะไรเลย ความทุกข์ความเดือดร้อนไม่มีแก่ผู้สงบ จึงว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี ดังนี้ “จริงทีเดียวไม่ผิด” ท่านว่าอย่างนั้น
และในพรรษาที่ ๑๔ จําพรรษาที่ภูวัวนั่นแล มีแม่ชีซึ่งเป็นลูกหลานของหลวงปู่ขาวไป อยู่ด้วย ได้เป็นกําลังช่วยในการประกอบอาหารถวายพระเณรมาก เพราะตาดปออยู่ไกลหมู่บ้านมาก อาหารที่บิณฑบาตได้ไม่ค่อยพอขบฉัน ต้องอาศัยศรัทธาญาติโยมมาส่งเสบียงให้แม่ชีช่วยทํา อาหารถวายจังหันเพิ่มเติม และแม่ชีคนหนึ่งก็ไปเสียชีวิตมรณภาพที่นั้น ชื่อว่าแม่หลอดไปตายที่นั้น เผาศพที่นั้น
ขณะจําพรรษา กลางคืนก็พากันไปกางกลดหาที่วิเวกตามพลาญหิน ที่หลังตาดปอนั้นเป็นที่เวิ้งว้าง อากาศสงัดสงบดีมาก มีที่วิเวกดีมาก กลางคืนเดือนหงายก็แยกย้ายกันไปหาที่วิเวกตาม ชายป่าบ้าง ตามหน้าผาบ้าง หลังพลาญหินบ้าง ต่อรุ่งสว่างจึงพากันกลับมาวัดแล้วไปบิณฑบาต หลวงปู่ท่านเป็นผู้นําหมู่คณะลูกศิษย์ไปบิณฑบาตเป็นประจํามิได้ขาด”
ในระหว่างพรรษา หลวงปู่ขาว ขณะบําเพ็ญภาวนาเกิดนิมิตเห็นท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) พระอุปัชฌาย์ของท่านว่า มีเรือสําเภาใหญ่อยู่ลําหนึ่ง ในเรือบรรทุกสิ่งของเครื่องใช้เต็มไปหมด เขาจะมานิมนต์ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ไป ท่านเจ้าคุณฯ รับนิมนต์เขาแล้ว ก็เลยนิมนต์หลวงปู่ขาวไปด้วย ท่านตอบตกลงไป แต่ขณะที่ท่านกําลังจะเดินลงเรือตามท่านเจ้าคุณฯ ไปนั้น กลดของท่านเกิดไปติดอยู่กับกิ่งไม้ ท่านมัวแต่ปลดขอกลดอยู่ เรือออกแล่นไปก่อน ท่านจึงไม่ได้ลงเรือตามไปด้วย
หลวงปู่ขาว ท่านมาพิจารณานิมิตภาวนาที่เกิดขึ้นว่า “ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านคงจะมรณภาพไปก่อนเราเป็นแน่แท้” ความจริงแล้วอายุของ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ กับ หลวงปู่ขาว ใกล้เคียงกัน ท่านทั้งสองเกิดปีชวด ปีพุทธศักราชเดียวกัน โดยท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านเกิดเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๑ มีอายุมากกว่าประมาณ ๘ เดือน ส่วนหลวงปู่ขาว ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ นิมิตภาวนาของหลวงปู่ขาวในเรื่องนี้ ถูกต้องแม่นยํามากราวกับตาเห็น ในกาลต่อมาก็ปรากฏเป็นความจริงขึ้นมา กล่าวคือ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ได้อาพาธหนักและถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ
ครูบาอาจารย์ เทศน์เรื่องนิมิตไว้ดังนี้ “หลวงปู่ขาวพูดไว้ เห็นไหม “นิมิตของคนมีกิเลสนี่ไม่จริง… แต่นิมิตของพระอรหันต์นี่จริง” ฉะนั้น นิมิตของพระอรหันต์ คือ จิตของผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์นี้ มันจะไม่มีอะไรไปเบี่ยงเบน มันจะเห็นไปตามความเป็นจริง ! แต่ถ้าพวกเราที่มีกิเลสนี่นะ เห็นนิมิตหรือฝันนะ อย่างมากก็ ๕๐ – ๕๐ ผิดครึ่งหนึ่ง ถูกครึ่งหนึ่ง มันมีโอกาสถูกได้ ไม่ใช่ว่า พอฝันแล้วมันจะไม่ถูกเลย มันก็มีโอกาสถูกได้ แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์นะชัวร์ๆ เลย ! เพราะมันไม่มีกิเลสเข้าไปเบี่ยงเบน”
นิมิตภาวนาอีกครั้งหนึ่งของหลวงปู่ขาว ในขณะจําพรรษาที่ภูวัว ท่านเล่านิมิตอันเกี่ยวกับท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ว่า ในนิมิต ท่านได้ขึ้นไปอยู่บนภูเขาแห่งหนึ่ง เขาจัดอาสนะไว้สําหรับ พระเถระผู้ใหญ่ แต่อาสนะของท่านเองกลับจัดไว้สูงกว่าอาสนะของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เสียอีก หลวงปู่ขาวท่านตกใจมาก เพราะว่าท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน ท่านจึงไปนิมนต์ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ขึ้นไปนั่งข้างบนแทนท่าน แต่ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ไม่ยอมขึ้นไปเลย ท่านตอบว่า “ผมได้เพียงแค่นี้พอแล้ว”
หลวงปู่ขาว ท่านจึงได้มาพิจารณาในนิมิตภาวนานั้น ก็ได้ความว่า ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านไปอยู่พรหมโลก ยังไปไม่ถึงพระนิพพาน เพราะท่านมีภูมิบารมีใหญ่ มีทั้งสัมภาระและมี บริวารมาก เหมือนรถไฟขบวนยาวๆ ต้องค่อยๆ ไปกับบริวาร
การจัดอาสนะที่นั่ง ในทางสมมติ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ อายุพรรษามากกว่า เป็นถึง พระราชาคณะชั้นธรรม และเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่ขาว จึงอยู่สูงกว่า แต่ในทางวิมุตติแล้ว จะจัดตามขั้นของอริยธรรม หรือตามภูมิจิตภูมิธรรม เมื่อหลวงปู่ขาวท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์ เป็นภูมิของพระอรหันต์แล้ว ฉะนั้น อาสนะที่นั่งของท่านย่อมสูงกว่าของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ซึ่งเป็นภูมิของพรหม
ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์นั้น ท่านมีจิตใจระลึกถึงหลวงปู่ขาวอยู่เสมอ เมื่อหลวงปู่ขาวไปอยู่ ที่ไหน ท่านมักจะพาญาติโยมไปเยี่ยมบ่อยๆ และฝากของไปถวาย บางทีสั่งให้ญาติโยมไปนิมนต์มาให้เข้าพบท่าน แล้วมักถามธรรมกัน บางครั้งก็นิมนต์หลวงปู่ขาวเทศน์ให้ฟัง หลวงปู่ขาวกราบเรียนว่า “เกล้ากระผมเทศน์ไม่ค่อยจะเป็นดอกขอรับ” ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก็บอกว่าญาติโยมอยากฟังพระธุดงคกรรมฐานเทศน์ เทศน์แต่แก่นๆ ไม่ต้องเทศน์มากก็ได้ หลวงปู่ขาวขัดไม่ได้ จึงได้เทศน์เพียงเล็กน้อย
ต่อจากนั้นธรรมของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ผู้เทศน์ต่อก็ออกมาอย่างไม่ขาดสาย สืบเนื่องต่อจากธรรมะของพระกรรมฐานหลวงปู่ขาวนั่นเอง ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านเทศน์ได้ดีมาก ท่านกล่าวว่า “พระกรรมฐานนั้นเทศน์ไม่มากดอก จะเทศน์แต่แก่นๆ มันก็พอแล้ว นั่นแหละคือธรรมอันแท้จริงที่วิเศษทีเดียว”
เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว ท่านรับนิมนต์กลับวัดป่าแก้วชุมพล เนื่องด้วยญาติโยม ลูกหลานของท่านมานิมนต์ให้กลับคืน ท่านพระอาจารย์จวนรับนิมนต์ทางจังหวัดนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ให้ไปทําฌาปนกิจศพพระอาจารย์อ่อนศรี ส่วนพระศิษย์รูปอื่นๆ ก็แยกย้ายกันออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาต่อไป
หลวงปู่ขาว เมื่อท่านมาเป็นอาจารย์อบรมสั่งสอนศิษย์ ท่านมีเมตตาธรรมสูงมาก ในช่วงหน้าแล้ง ท่านชื่นชอบออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาเป็นปรกตินิสัย ท่านก็จะเมตตาพาศิษย์ทั้ง พระ เณร แม่ขาวออกเที่ยวธุดงค์เพื่อฝึกฝนอบรมทรมานตน ต่อมาภายหลังท่านไม่ได้พาไป สาเหตุท่านเล่าให้หลวงปู่บุญมี ฐิตปุญฺโญ ซึ่งสมัยท่านเป็นพระบวชใหม่ หลวงปู่ขาวเคยดัดนิสัยแก้จน ไม่สึกมาแล้ว ท่านเล่าว่า “ขณะที่ท่านพาหมู่คณะญาติโยมแม่ออก แม่ขาว และพระธุดงค์ไป ด้วยกันนั้น มีอยู่วันหนึ่ง ชาวบ้านเอ่ยถามท่านว่า “หลวงพ่อจะพาลูกเมียไปที่ไหนหนอ?” ตั้งแต่ วันนั้นเป็นต้นมา หลวงปู่ขาวก็ไม่เคยนําพระเณรแม่ขาวออกเดินตามไปธุดงค์ด้วยเลย”
ชอบเที่ยวธุดงค์และเปลี่ยนที่ทําความเพียรอยู่เสมอ
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาวชอบเที่ยวหาที่วิเวกและเปลี่ยนที่ทําความเพียรอยู่เสมอ ปกติก็ชอบเที่ยวธุดงค์ไปตามป่าตามเขาอยู่แล้ว แล้วยังชอบเที่ยวเปลี่ยนที่ทําความเพียรอยู่เรื่อยๆ เช่น ไปพัก อยู่ที่นั่นเป็นปกติแล้ว แต่เวลาเช้าไปทําความเพียรกลับไปอยู่ที่หนึ่ง ตอนบ่ายๆ หรือเย็นก็เปลี่ยน ไปทําอีกแห่งหนึ่ง กลางคืนก็เที่ยวไปทําความเพียรอยู่อีกแห่งหนึ่ง ในแถบที่ท่านพักอยู่นั่นแล เปลี่ยนทิศทางบ้าง ไปใกล้บ้าง ไกลบ้าง ไปอยู่ในถํ้าอื่นจากถํ้าเดิมบ้าง ขึ้นไปอยู่บนหลังเขาบ้าง ตามหินดานบ้าง ดึกๆ จึงกลับมาที่พัก
ท่านให้เหตุผลสําหรับนิสัยท่านว่า เวลากําลังชุลมุนวุ่นวายกับการแก้กิเลส การเปลี่ยนอุบายต่างๆ เช่นนั้น ปัญญามักเกิดขึ้นเสมอ กิเลสตั้งตัวไม่ติด เพราะถูกอุบายของสติปัญญา ตีต้อนในท่าต่างๆ ให้หลุดลอยไปเป็นพักๆ ถ้าอยู่ในที่แห่งเดียวทําให้ชินต่อสถานที่ แต่กิเลส มิได้ชินกับเรา มันสั่งสมตัวขึ้นเสมอ ไม่ว่าเราจะชินกับอะไรหรือไม่ก็ตาม เราจําต้องพลิกแพลง เปลี่ยนแปลงอุบายและสถานที่ เพื่อปลุกสติปัญญาอยู่เสมอ ให้ทันกับกลมายาของกิเลสที่ปักหลักสั่งสมตัวเอง และต่อสู้กับเรา ไม่มีเวลาพักผ่อนตัวตลอดเวลา ถ้าเว้นบ้างก็เพียงเวลาหลับสนิท เท่านั้น นอกนั้นเป็นเวลาทํางานของมันเสียสิ้น
ดังนั้น การทําความเพียร จะลดหย่อนอ่อนข้อและผัดเพี้ยนเลื่อนเวลาอยู่ จึงทําให้กิเลส ตัวขยันหัวเราะเอา การเปลี่ยนสถานที่และอุบายอยู่เสมอ จึงพอมองเห็นความแพ้ ความชนะกับกิเลสบ้าง ไม่ปล่อยให้มันรับเหมาเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวดังนี้ เหตุผลของท่านก็น่าฟังและเป็นคติได้ดีสําหรับผู้ไม่นอนใจให้กิเลสขึ้นเหยียบยํ่าทําลายเอาทุกๆ กรณีที่จิตไหวตัว
ท่านชอบเที่ยวไปทางภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกา และดงหม้อทอง เขตอําเภอเซกา อําเภอโพนพิสัย อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย และอําเภอบ้างแพง จังหวัดนครพนม แถบนั้นมีเขามาก เช่น ภูสิงห์ ภูวัว และภูลังกา ซึ่งล้วนเป็นทําเลดีๆ เหมาะแก่การบําเพ็ญธรรมอย่างยิ่ง แต่ห่างไกล หมู่บ้านมาก บิณฑบาตไม่ถึง ต้องมีคนผลัดเปลี่ยนกันขึ้นส่งอาหาร ที่ดังกล่าวเหล่านี้เป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่านานาชนิด มีเสือ ช้าง กระทิง วัวแดง เป็นต้น พอตกบ่ายๆ และเย็นจะได้ยินเสียงสัตว์เหล่านี้ร้องสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งป่า ผู้ไม่สละตายจริงๆ ยากจะอยู่ได้ เพราะเสือชุมมากเป็นพิเศษและไม่ค่อยกลัวคนด้วย
บางคืนพระท่านเดินจงกรมทําความเพียรไปมาอยู่ มันยังแอบมาหมอบดูท่านได้โดยไม่กลัวท่านเลย แต่ไม่ทําอะไร มันอาจสงสัยแล้วแอบด้อมเข้ามาดูก็ได้ พอท่านได้ยินเสียงผิดสังเกต นึกประหลาดใจ ส่องไฟฉายไปดู ยังเห็นเสือโคร่งใหญ่ โดดออกไปต่อหน้าต่อตาก็ยังมี แม้เช่นนั้นท่านก็ยังเดินจงกรมทําความเพียรต่อไปได้ ไม่คิดกลัวว่าเสือจะโดดมาคาบเอาไปกินเลย ทั้งนี้เพราะความเชื่อธรรมมากกว่าความกลัวเสือ จึงพออดทนทําความเพียรต่อไปได้
บางวันพอตกเย็น พระท่านก็ขึ้นบนไหล่เขา แล้วมองลงไปดูโขลงช้างใหญ่ ซึ่งกําลังพากันออกเที่ยวตามหินดานอันกว้างยาวเป็นกิโลๆ สามารถมองเห็นช้างทั้งโขลงได้อย่างชัดเจน ทั้งตัวเล็กๆ และตัวใหญ่ ซึ่งกําลังเริ่มจะพากันออกเที่ยวหากิน ท่านว่าเวลาดูช้างทั้งโขลงใหญ่ๆ ที่กําลังหยอกเล่นกันอย่างเพลิดเพลินเช่นนั้น ทําให้เพลินดูมันจนคํ่าไม่รู้ตัวก็มี เพราะสัตว์พรรค์นี้ชอบหยอกเล่นกันเหมือนมนุษย์เรานี่เอง”
พรรษา ๓๓ พ.ศ. ๒๕๐๐ จําพรรษา วัดป่าแก้วชุมพล
ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๙ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้พาพระเณรมาอยู่โปรดญาติโยม ลูกหลานที่วัดป่าแก้วชุมพลอีกครั้ง ในระยะนี้ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ซึ่งเป็น พระอุปัชฌาย์ของครูบาอาจารย์องค์สําคัญหลายองค์ รวมทั้งหลวงปู่ขาว และท่านก็เป็นพระมหา-เถระผู้ใหญ่ เป็นที่เคารพนับถือของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ-อาจารย์มั่น ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เกิดอาพาธล้มป่วยลง เนื่องจากท่านอุทิศชีวิตตรากตรําทํางานอย่างหนัก เพื่อพระพุทธศาสนาและเพื่อวงกรรมฐาน เมื่อหลวงปู่ขาวท่านทราบข่าวนี้แล้ว ท่านได้รีบรุดเดินทางไปกราบเยี่ยมอาการอาพาธ
ในระยะนี้ จึงเป็นช่วงที่บรรดาครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน ได้มีโอกาสพบกันอยู่บ่อยครั้ง เพราะต่างองค์เมื่อทราบข่าวนี้แล้ว ต่างก็แวะเวียนไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนและเฝ้าดูแลอาการกันอยู่เสมอๆ อาทิเช่น หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ฯลฯ ซึ่งครูบาอาจารย์เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นพระศิษย์ผู้ประพฤติปฏิบัติตามข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคร่งครัด
หลังจากที่หลวงปู่ขาวแวะเยี่ยมอาการอาพาธของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์แล้ว ท่านก็ออกธุดงค์เที่ยววิเวกไปบําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาในสถานที่เงียบสงบสงัด ตามที่ท่านชื่นชอบต่อไป ครั้นพอใกล้ถึงเข้าพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านได้กลับมาวัดป่าแก้วชุมพล อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
ในพรรษานี้หลวงปู่ขาวท่านชวนหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เพื่อนสหธรรมิกอยู่ร่วมจําพรรษา นับแต่หลวงปู่ขาวท่านก็กลับมาภาคอีสาน ในระหว่างเวลาที่ท่านเข้ามากราบคารวะเยี่ยมฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้พบกับหลวงปู่หลุยบ้างในช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพลง ท่านทั้งสองต่างก็แยกย้ายกันออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา โดยก่อนจะเข้าพรรษาเล็กน้อย หลวงปู่หลุยเที่ยววิเวกมาจากทางจังหวัดเลย มาพบหลวงปู่ขาวที่วัดป่าแก้วชุมพล
เมื่อเพื่อนสหธรรมิกชวนให้อยู่จําพรรษาด้วยกัน แม้สภาพของวัดป่าแก้วชุมพลจะอยู่ในพื้นที่ราบ ไม่ใช่ถํ้า ไม่ใช่ป่าเขาอย่างแถบจังหวัดเลยหรือสกลนครที่หลวงปู่หลุยชื่นชอบก็ตาม แต่เพื่อนสหธรรมิกที่จะอยู่ร่วมด้วย เป็นผู้ที่เคยอยู่จําพรรษาร่วมกันมาก่อนแล้ว ต่างก็ถูกอัธยาศัย ใจคอ และคุ้นเคยสนิทใจกันเป็นอย่างดี ที่สําคัญมีคุณธรรมที่ท่านยกย่อง ท่านจึงตกลงอยู่ร่วม จําพรรษาด้วย ในพรรษานี้นับเป็นพรรษาที่ ๓๓ ของท่านทั้งสอง ขณะหลวงปู่ขาวอายุได้ ๖๙ ปี ส่วนหลวงปู่หลุยอายุได้ ๕๖ ปี
สําหรับพระที่อยู่ร่วมจําพรรษา มีองค์สําคัญอีกองค์หนึ่ง คือ หลวงปู่เพียร วิริโย พระศิษย์ขององค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเล่าว่า “พ่อแม่ครูจารย์ท่าน (องค์หลวงตาฯ) ให้โอกาสดอก ท่านจัดให้ไปช่วยงาน (ศพ) อาจารย์ช่วย ท่านว่า “ไปก็ดีเด้อ เพียร กลับมาก็ดี หากว่าไปพบกับครูบาอาจารย์ที่เป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ เป็นแบบอย่างได้ หากอยากอยู่ศึกษากับท่านก็ให้อยู่” พอดีก็เลยไปพบหลวงปู่ขาวเข้า ก็เลยอยู่ (ศึกษา) กับท่าน” “พ่อแม่ครูจารย์ท่านก็เป็นห่วงอยู่ บางครั้งก็ไปเยี่ยมอยู่ ท่านก็เป็นห่วงว่าจะไปคลุกคลีตีโมงกับญาติกับโยมผู้คน คลุกคลีกับการ กับงาน กลัวจะเสียไป” เมื่องานศพท่านพระอาจารย์บุญช่วย เสร็จเรียบร้อย หลวงปู่เพียรก็ได้ เดินทางมุ่งหน้าสู่วัดป่าแก้วชุมพลทันที เพื่อกราบถวายตัวศึกษาอบรมอยู่กับหลวงปู่ขาว
ในครั้งนั้นหลวงปู่หลุยท่านได้บันทึกเกี่ยวกับวัดป่าแก้วชุมพลไว้ดังนี้ว่า “สถานที่นี้ออกจะเป็นที่ซึ่ง “ลวงตา” อยู่บ้าง กล่าวคือ เดิมคิดว่าคงจะไม่มีอะไรเลย แค่พอใจที่จะได้อยู่กับ กัลยาณมิตร ได้มีเวลาธรรมสากัจฉากันบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นปุคคลสัปปายะก็เพียงพอแล้ว แต่ยังได้ พบอีกว่าสถานที่ก็เป็นสัปปายะ อากาศก็เป็นสัปปายะด้วย” หลวงปู่หลุยกล่าวว่า “การภาวนา จะเป็นไปได้ด้วยดีนั้น นอกจากต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดีแล้ว ก็ควรจะต้องมีกัลยาณมิตรที่ดีด้วย”
ท่านทั้งสองถูกอัธยาศัยใจคอกันเป็นอย่างดี หลวงปู่หลุยท่านเล่าว่า นอกเหนือจากเวลาที่ญาติโยมมาหา ซึ่งเป็นเวลาที่ท่านช่วยหลวงปู่ขาวรับแขกแล้ว ท่านก็ต่างองค์ต่างเข้าที่ภาวนา หรือเดินจงกรมกันอยู่คนละแห่ง คนละแดนของวัด ในแต่ละวันแทบไม่ได้พบหน้าพูดคุยกัน นอกจากเวลาเตรียมตัวไปบิณฑบาต หรือฉันนํ้าร้อน อาณาบริเวณวัดป่าแก้วชุมพลนั้นกว้างขวางมาก มีพื้นที่หลายร้อยไร่ และยังมีสภาพเป็นป่าเป็นดง จึงเป็นที่สัปปายะเงียบสงัดมาก ผู้ภาวนาจึงสามารถเที่ยวเลือกหาแบ่งปักปันบริเวณแดนป่าภาวนากันตามอัธยาศัย แดนป่าบริเวณนี้เป็นขององค์นี้ แดนป่าบริเวณนั้นเป็นขององค์นั้น แดนป่าบริเวณโน้นเป็นขององค์โน้น หลวงปู่หลุยท่าน เล่าขันๆ ว่า “ก็สมมติกันนั่นแหละ ว่าเป็นแดนของใคร”
ท่านยอมรับว่า ในการเลือกทําเลสถานที่ภาวนา นิสัยของท่านทั้งสองต่างคล้ายกัน คือ ชอบเปลี่ยนที่ทําความเพียรอยู่เสมอ เช่น เวลาเช้า นั่งภาวนาอยู่ ณ ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง เวลาบ่าย ไปทําความเพียรอีกแห่งหนึ่ง ตกคํ่าเปลี่ยนที่ต่อไปอีก เปลี่ยนทิศ เปลี่ยนสถานที่ แม้แต่เส้นทาง เดินจงกรม ท่านก็ยังจัดทําไว้หลายสาย เช่น สายหนึ่งสําหรับเวลาหลังฉันเช้า อีกสายหนึ่งสําหรับเวลาตอนบ่าย และอีกสายหนึ่งสําหรับเวลาตอนคํ่า แต่ในบางครั้ง เมื่อเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทาง ไปซ้ายไปขวา ไปใกล้ไปไกล ภาวนาเพลินๆ ไป พอออกจากที่ภาวนาแล้ว ปรากฏว่ามาทับแดนกัน อยู่ห่างกันเพียงกอไม้กลุ่มเดียวขวางกั้นก็เคยมี
จับโกหกจากพระภิกษุด้วยนิมิต
ในขณะที่จําพรรษาอยู่วัดป่าแก้วชุมพล อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร นั้น หลวงปู่ขาว อนาลโย เล่าให้ฟังว่า ในคืนวันหนึ่งขณะที่ท่านกําลังนั่งบําเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่นั้น จิตก็ สว่างไสว ใจก็สงบ ในขณะนั้นก็มีเสียงดังกระซิบบอกว่า “พิมพ์ไปซื้อซิ่น (ผ้าถุงที่ผู้หญิงใช้นุ่งกัน) หลวงพระบางมานุ่ง” พร้อมทั้งมีความรู้เกิดขึ้นกับท่านอีก คือ จิตยกคําภาษาบาลีขึ้นมาบางคํา แล้วก็แปลให้เองเสร็จ จิตท่านกําหนดเอง รู้เอง แล้วหลวงปู่ขาวได้เรียกพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งมาอยู่ที่วัดป่าแก้วชุมพลนี้มาซักไซ้ไล่เลียงเรื่องถูกสงฆ์สงสัยในอาบัติ ซึ่งคณะสงฆ์ส่วนใหญ่สืบสวนเรื่องราวแล้ว แต่พระรูปนั้นก็ไม่ยอมรับความจริง ปฏิเสธอย่างเดียว
เมื่อพระภิกษุรูปนั้นได้มาถึงกุฏิของหลวงปู่ขาวแล้ว ท่านก็ได้กล่าวตักเตือนพระรูปนั้นด้วยความหวังดี ขอให้บอกความจริงเรื่องอาบัติที่ล่วงเกิน จนเป็นเหตุทําให้คณะสงฆ์เกิดความสงสัย ขึ้นมา พระรูปนั้นก็ยิ่งปฏิเสธตลอดเวลา พร้อมทั้งบอกด้วยว่า “ผมไม่เป็น ผมบริสุทธิ์อยู่ขอรับ” ไม่ยอมรับสารภาพ หลวงปู่ขาวก็เลยพูดขึ้นว่า “ท่านไม่ต้องมาโกหกผมหรอก ผมนั้นรู้ท่านดี รู้ถึง ตับไตไส้พุงของท่านด้วยซํ้า ว่ามันมีกี่ขดๆ ผมรู้หมดทั้งนั้น ผมรู้ทั้งทางนอกทางใน ใครจะมาโกหกผมไม่ได้เป็นอันขาด เมื่อคืนนี้ผมรู้ท่านเห็นท่านอย่างแจ่มแจ้ง”
เมื่อพระรูปนั้นได้ฟังหลวงปู่ขาวพูดออกมาอย่างนั้นแล้ว ก็มีอาการหน้าซีดตกใจสั่นกลัวปรากฏให้เห็นทันที เหมือนงูเห็นพังพอนต้องสยบหัวลงอย่างนอบน้อม พระภิกษุรูปนั้นจึงยอมรับความจริงแล้วก้มกราบไหว้หลวงปู่ขาวทันที พร้อมขอรับสารภาพผิดจนหมดเปลือกและพูดตําหนิตนเองออกมาว่า “ผมมันเป็นคนโง่ ผมมันเป็นคนหลง ผมเป็นโจร” หลวงปู่ขาวจึงพูดว่า “คนจริงมันต้องพูดจริง ทําจริง ผิดก็รับสารภาพผิด ถูกก็สารภาพถูก มันจึงจะถูกต้อง แต่ถ้าตนผิดทั้งที่ รู้แล้วยังปิดบังเอาความชั่วไว้อีก มันก็เหมือนกับปกคลุมอุจจาระไว้” พระรูปนั้นก็ยอมทําตามหลวงปู่สั่งทุกอย่าง หลวงปู่จึงได้ช่วยจัดการแก้ไขและดําเนินการให้โดยเรียบร้อย นี่ก็ด้วยได้รับ ความอนุเคราะห์และเมตตาจากท่าน
วันหนึ่งเมื่อหลวงปู่ขาวทํากิจวัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ลงไปเดินจงกรม พอพลบคํ่าท่านก็เห็นสิ่งแปลกๆ มาตั้งอยู่ ณ ทางเดินจงกรมมีสีดําทะมึนเหมือนตอไม้ไผ่รวก ด้วยความสงสัยในสิ่งของอันนั้น เพราะแต่ก่อนนั้นไม่ปรากฏให้เห็น แล้วเจ้าดําทะมึนนี้ มันมาจากไหนกันหนอ ครั้นแล้วด้วยความอยากรู้ว่า มันคืออะไร ท่านก็เลยบ้วนนํ้าหมากใส่มัน มันก็ยังเฉยๆ อยู่ ท่าน สงสัยว่ามันอะไรกันแน่ จึงเอามือคว้าจะจับดู ไอ้ดําทะมึนนั้นมันกลับหลบจากมือของท่าน หลบไปทางโน้นบ้าง แล้วก็หลบไปทางนี้บ้าง ดูลักษณะแล้วมันเหมือนกับตอไม้ที่ไม่มีหัว มีแต่คอ
หลวงปู่ขาวจึงรู้ว่าเป็นสิ่งใด หลวงปู่จึงพูดว่า “นี่หนายังไม่ตายดอก แต่ พ. ก็ตายเป็นเปรต เป็นผีดิบแล้ว ร่างกายของเธอแสดงให้เราเห็นแล้วโดยไม่ต้องสงสัยอย่างใด” องค์สมเด็จพระสัมมา- สัมพุทธเจ้ากล่าวไว้ไม่มีผิด (พ. ในที่นี้หมายถึง ชื่อพระสงฆ์รูปหนึ่ง แต่ในที่นี้ไม่ขอเอ่ยถึงชื่อจริงของพระสงฆ์รูปนั้น) นตฺถิ โลเก รโห นาม ความชั่วปกปิดไว้เท่าไร ใครจะรู้ กรรมมันเปิดออกให้เราดู สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมดี กรรมชั่วที่ทําเอาไว้ คนดีถึงจะทําตัวเป็นใบ้ ใครจะรู้ ถึงจะ หลบหลีกปลีกตัวอยู่ถํ้า อยู่ภูเขา ถึงแม้มนุษย์ไม่รู้ เทวดาก็บอกเอง กลิ่นของศีลธรรมย่อมฟุ้งขจรไปทั่วสารทิศ เป็นนิมิตเครื่องหมายของคนดี…”
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นี้ เป็นปีสุดท้ายที่ หลวงปู่ขาว ท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล เพื่อเมตตาโปรดชาวบ้านชุมพลและบ้านค้อใต้ เพราะในเวลาต่อมาเมื่อท่านออกเที่ยวธุดงค์ไปพบ ถํ้ากลองเพลแล้ว ท่านได้อยู่จําพรรษาบําเพ็ญสมณธรรม ณ ธรรมสถานแห่งนั้นตลอดมา ตราบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของท่าน
ภาค ๑๔ เสาหลักวงกรรมฐานยุคถํ้ากลองเพล
พระผู้บุกเบิกวัดถํ้ากลองเพล
“ถํ้ากลองเพล” ในอดีตมีสภาพเป็นผืนป่ารกชัฏขนาดใหญ่ มีต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นเบียดเสียดปกคลุมหนาทึบจนแสงแดดไม่อาจสาดส่องถึงพื้นดิน และเต็มไปด้วยแมกไม้นานัปการทั้งไม้ดอก ไม้ผล สําหรับเป็นอาหารสัตว์บ้าง นกบ้าง อาณาบริเวณนี้บริบูรณ์ไปด้วยพลาญหิน ห้วยละหาน เถื่อนถํ้า เงื้อมเขา และโขดหิน ไม่มีทางสัญจรไปมาระหว่างบ้านเรือนผู้คน ต้องใช้การเดินเท้าเป็นสําคัญ สิงสาราสัตว์มีอยู่มากมายและเต็มไปด้วยสัตว์ป่าอันดุร้ายนานัปการ มันเดินไปมาโดยมิได้เกรงกลัวต่อผู้คนเลย ไม่ว่าจะเป็นช้างป่า เสือโคร่ง เสือดาว เสือเหลือง แรด หมี วัวแดง ควายป่า ม้า สุนัขจิ้งจอก หมูป่า ไก่ป่า รวมทั้งนกนานาชนิด บรรยากาศสถานที่วิเวกเงียบสงัดสัปปายะมาก เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา สถานที่แห่งนี้ในอดีตกาลเคยเป็นที่บําเพ็ญเพียรของพระโยคาวจรเจ้า ตลอดนักบวช ฤาษีทั้งหลาย
ในกาลก่อนนั้นมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า วัดแห่งนี้เป็นวัดร้างสมัยโบราณ ช่วงที่มีสงครามเกิดขึ้น ผู้คนนําเอาสมบัติอันลํ้าค่าต่างๆ มาซุกซ่อนไว้ภายในถํ้านี้ เพื่อมิให้ถูกผู้อื่นแย่งชิงเอาไป จึงทําให้ภายในถํ้ามีของเก่าโบราณฝังเอาไว้จํานวนมากเลยทีเดียว วันเวลาผ่านไปนับหลายร้อยปี ต้นไม้ขึ้นปกคลุมไปทั่วบริเวณ มองดูแล้วเขียวชอุ่มทึบเต็มไปหมด จนไม่สามารถแยกออกหรือ มองเห็นว่าในบริเวณนั้นเป็นถํ้าหินอันมีของลํ้าค่าอยู่ภายใน
ต่อมามีบรรดาพรานล่าสัตว์มาอาศัยถํ้านี้ เป็นที่พักผ่อนในยามเหน็ดเหนื่อยจากการตามล่าสิงสาราสัตว์ ในช่วงที่พัก ณ ถํ้านี้ เหตุแห่งความอัศจรรย์ใจก็ปรากฏแก่บรรดาพรานป่าทั้งหลาย เพราะในบริเวณรอบถํ้าแห่งนี้มีสัตว์มากมายหลายชนิดอาศัยอยู่ มันเดินผ่านไปผ่านมาให้เห็น แม้พรานป่าเหล่านั้นจะใช้อาวุธใดๆ ล่ามัน ก็ไม่ถูกสัตว์ในบริเวณนั้นแม้แต่เพียงตัวเดียว ซึ่งต่างไปจากป่าบริเวณอื่นๆ จึงทําให้เกิดความสงสัยในเหตุการณ์นี้แก่บรรดาพรานป่ายิ่งนัก บรรดาพรานป่า จึงได้เชิญให้หมอธรรม (คนที่เรียนคาถาอาคมไสยเวทย์) มาเข้าทรงตรวจดูสถานที่แห่งนี้ว่า มีสาเหตุมาจากสิ่งใด ครั้นแล้วก็ทราบว่า สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ มีเจ้าที่เจ้าทางคุ้มครองอยู่ ถึงจะทําร้ายหรือยิงสัตว์ ล่าสัตว์อย่างไร ก็หาถูกต้องตัวสัตว์ไม่
เมื่อชาวบ้านในบริเวณนั้นทราบเรื่องเช่นนี้ จึงได้พากันมาบูรณปฏิสังขรณ์ถํ้าใหม่ ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้านเพียงไม่กี่คน ก็ช่วยกันตัดต้นไม้กิ่งไม้อันปกคลุมอยู่ออก ทําให้มองดูสวยงามสะอาดตาขึ้นมา สามารถมองเห็นสภาพถํ้าหินขนาดใหญ่ร่มรื่นนี้ได้ชัดเจน และในขณะที่กําลังช่วยกันตกแต่งปรับปรุงสถานที่อยู่นั้น สายตาก็ได้พบเห็นพระพุทธรูปจํานวนมากมายซุกซ่อนอยู่ในถํ้าเล็กๆ แห่งนี้ สันนิษฐานกันว่า พระพุทธรูปเหล่านี้มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีอํานาจรุ่งเรืองสมัยขอมดําดิน
เดิมทีเดียวนั้น ถํ้านี้ยังมิได้เรียกว่า “ถํ้ากลองเพล” แต่มีชื่อเรียกกันต่างๆ นานา แล้วแต่ พบเห็น สาเหตุที่ได้มีการเรียกกันว่า “ถํ้ากลองเพล” นั้น คนเฒ่า คนแก่ เขาเล่าให้ฟังว่า ในกาล ก่อนนั้นเมื่อถึงวันพระ จะได้ยินเสียงกลองเพลดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณป่าเขาแห่งนี้ เสียงกลองดังขึ้นๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีผู้ใดมากระทําให้กลองเพลดัง แต่เมื่อถึงวันพระเมื่อใด จะต้องมีเสียงตีกลองเพลดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวกันทุกวันพระไป ชาวบ้านจึงถือกันว่า คงจะเป็นการกระทําของเทพยดาฟ้าดิน ตีกลองเพลตักเตือนให้รู้จักไปทําบุญที่วัด หรือให้งดเว้นจากประพฤติชั่วต่างๆ เพราะวันนี้เป็น วันพระ และแล้วเสียงกลองนั้นก็หายไป โดยไม่ได้ยินกันอีกเลย เมื่อพระพุทธรูปเก่าแก่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ภายในถํ้า ถูกพวกมารศาสนาโจรใจบาปเลวทรามลักขโมยไป จึงเป็นเหตุให้ฝูงสิงสาราสัตว์ต่างๆ ถูกพรานป่าใจอํามหิตล่าสังหารจนแทบไม่เหลือให้เห็นกันอีกเลยในปัจจุบัน
ในราวเดือนยี่ พ.ศ. ๒๕๐๑ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้เดินธุดงค์วิเวกมาพบถํ้าแห่งหนึ่งบนเทือกเขาภูพานคํา ชาวบ้านเรียกกันว่า “ถํ้ากลองเพล” ท่านได้มาพักบําเพ็ญสมาธิภาวนายังถํ้าแห่งนี้ และเป็นผู้บุกเบิกสร้างวัดถํ้ากลองเพลขึ้นมา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ หลวงปู่เที่ยววิเวกจากที่จําพรรษาปีที่แล้ว คือ วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่าง-แดนดิน จ.สกลนคร มาทางอุดรธานี เที่ยววิเวกไปแถว อ.หนองบัวลําภู และวัดถํ้ากลองเพล ซึ่งเป็นป่าเป็นเขาอันรกชัฏในสมัยนั้น ท่านเห็นว่าเหมาะกับอัธยาศัยในการอยู่และบําเพ็ญสมณธรรม จึงพักบําเพ็ญอยู่ที่นั่นเรื่อยมาจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิตท่าน
ที่มีชื่อว่า “ถํ้ากลองเพล” ดั้งเดิมก่อนจะเป็นวัดถํ้ากลองเพลขึ้น ให้ทราบกันทั่วไปอย่างกว้างขวางนั้น ในถํ้านั้นเคยมีกลองเพลใหญ่อยู่ประจําถํ้าหนึ่งลูก มีขนาดใหญ่โตมาก ส่วนจะมีมาแต่สมัยใดนั้นไม่มีใครทราบและบอกกล่าวกันมาบ้างเลย คงจะมีมานานเป็นร้อยปีขึ้นไป จนกลองเพลนั้นมีความครํ่าคร่า ผุพัง แตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นใหญ่ชิ้นเล็กไปเองโดยไม่มีใครทําลาย จําพวกนายพรานเที่ยวหาล่าเนื้อ เวลามาพักนอนในถํ้า ยังได้เอาเศษไม้ที่แตกกระจัดกระจายออกจาก กลองเพล มาหุงต้มอาหารรับประทานกัน ชาวบ้านใกล้เคียงแถบนั้นจึงพากันให้ชื่อให้นามถํ้านั้นว่าถํ้ากลองเพล ครั้นต่อมามีพระธุดงคกรรมฐานไปเที่ยวบําเพ็ญธรรมและพักในถํ้านั้นบ่อยๆ จนถํ้านั้นกลายเป็นวัด คือที่อยู่ของพระขึ้นมา จึงพากันให้นามว่า “วัดถํ้ากลองเพล” เรื่อยมาจนปัจจุบันนี้”
เรื่องคนหน้าด้านสันดานสัตว์
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“แต่ดั้งเดิมมา ในถํ้ากลองเพลนี้ มีพระพุทธรูปขนาดต่างๆ กันมากมาย ทั้งซ่อนไว้ในที่ ลับตาคน ทั้งประดิษฐานไว้ในถํ้าอย่างเปิดเผย แต่ดั้งเดิมที่คนนําพระพุทธรูปมาประดิษฐานรวมไว้ในถํ้านี้มีมากมาย ไม่อาจคณนานับได้ แม้พระพุทธรูปทองคํา เงิน นาก ทองสัมฤทธิ์ก็มีไม่น้อย แต่ถูกมารศาสนาเอาไปกินกันเรียบวุธไม่มีเหลือมานานแล้ว เหลือแต่พระพุทธรูปธรรมดา ดังที่ เห็นกันอยู่นี้เท่านั้น
ตามธรรมดาพระพุทธรูปทั้งมวล ย่อมเป็นที่กราบไหว้บูชาของชาวพุทธทั่วดินแดนไทย และต่างประเทศ ไม่มีใครถือเป็นของเสนียดจัญไรให้โทษให้ทุกข์แต่อย่างใด แม้จะเป็นคนดีคนชั่ว ขนาดไหน เมื่อมาเจอพระพุทธรูปเข้าจิตใจย่อมอ่อนโยน เคารพกราบไหว้บูชา ไม่ถือเป็นอริศัตรู แต่อย่างใด พระพุทธรูปที่อยู่ในถํ้ากลองเพลก็เช่นเดียวกัน พวกนายพรานที่มาพักค้างคืนที่ถํ้านั้น ย่อมกราบไหว้บูชาและขอขมาลาโทษกัน บางรายที่พิสดารแปลกเพื่อนฝูงอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับเป็นแบบมนุษย์สันดานสัตว์ดังที่เขียนไว้ข้างบนนั้น ยังอธิษฐานขอให้หลวงพ่อพระพุทธรูป ช่วยบันดาลให้สัตว์ให้เนื้อที่จะเป็นอาหาร เช่น อีเก้ง กวาง เป็นต้น จงเดินซมซานตาฝ้าตาฟาง ไม่มีสติสตัง ระมัดระวังตัว เดินงุ่มง่ามต้วมเตี้ยมแบบสัตว์ตาย มาแถวบริเวณที่นายพรานจดจ้องคอยทีอยู่ และยิงเอาๆ จนหาบหามไปไม่หวาดไหวโน่นเถิด ดังนี้ก็มี มนุษย์เรามันหลายแบบ
แต่นายพรานพิสดารที่กล่าวถึงข้างบนนี้กลับคิดและทําแบบมนุษย์ทั้งหลายไม่คิดและทํากันเลย เขาชื่อนายพรานบุญหนา ที่พ่อแม่ญาติวงศ์ตั้งให้แต่วันเริ่มแรกเกิด (ที่ถูก เขาควรจะได้รับการเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ที่เขาทําในปัจจุบันว่า นายบาปหนา จะเหมาะดี) วันนั้นเขาไปเที่ยวล่าเนื้อที่ไหนๆ ไม่มีอะไรติดมือมาเลย จึงเข้ามาแวะพักที่ถํ้ากลองเพลด้วยความอ่อนกายอ่อนใจ แม้แต่ก่อนๆ ที่เขามาเที่ยวล่าเนื้อแถวนั้น เขาก็เคยมาแวะพักที่ถํ้านั้นเหมือนกัน เป็นแต่เขาไม่คิดพิสดารเหมือนครั้งนี้ มาเที่ยวนี้ บวกกับความเสียใจที่ไม่มีเนื้อชนิดใดผ่านสายตาและยิงได้ติดมือมาบ้างเลย เขาจึงเริ่มแสดงความพิสดารขึ้นในท่ามกลางเพื่อนๆ นายพรานด้วยกัน โดยไปจับเอาพระพุทธรูปที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ในถํ้า มาตั้งเป็นแถวยาวเหยียด หลายแถวด้วยกัน พร้อมกับพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า
วันนี้หายิงเนื้อทั้งป่าก็ไม่ได้เนื้อสักตัวเดียวติดมือมา ต้องเป็นเพราะพระพุทธรูปเหล่านี้เองร่ายมนต์ไล่เนื้อให้หนีห่างไกลจากอันตราย คือนายพรานที่มาเที่ยวล่ายิงเขาตามบริเวณนี้ เราต้องเอาพระพุทธรูปเหล่านี้มายืนเป็นแถวเหมือนทหาร และฝึกหัดพระพุทธรูปเหล่านี้แบบทหาร และ สั่งสอนเสียบ้าง จะได้รู้กฎระเบียบของนายพราน พระเหล่านี้จึงจะเข็ดหลาบไม่ร่ายมนต์ไล่เนื้อให้หนีไกลอีกต่อไป ในมือถือไม้คอยตี คอยหวดหลังพระพุทธรูปองค์ที่ไม่ทําตามคําสั่ง และทําการฝึกหัดพระพุทธรูปที่ตั้งเป็นแถวเรียงรายกันอยู่นั้น เช่นเดียวกับเขาฝึกหัดทหาร ว่าขวาหันบ้าง ซ้ายหันบ้าง กลับหลังหันบ้าง หน้าเดินบ้าง พร้อมกับเอาไม้ที่ถืออยู่ในมือตีด้านหลังพระพุทธรูป บ้าง หวดลงด้านบนเศียรพระบ้าง หาว่าไม่ทําตามคําสั่งของนายทหาร (คือนายพรานบ้าคนนั้น) พระพุทธรูปที่ถูกตีตกออกไปนอกแถว ก็จับขึ้นมาตั้งในแถว แล้วสั่งประกาศว่า ขวาหัน ซ้ายหัน ไปเรื่อย หวดพระพุทธรูปตกกระจัดกระจาย และเที่ยวจับขึ้นมาไว้ในแถว แล้วสั่งงานและหวดดะไปทํานองนั้น จนหมดฤทธิ์บ้าแล้วจึงหยุด
บรรดานายพรานที่ไปด้วยกัน ต่างก็ได้ห้ามปราม ตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกที่เห็นอาการไม่ดีของเขาแสดงออก โดยให้เหตุผลต่างๆ ที่ไม่ควรทําต่อท่าน จะเป็นบาปหนักและตกนรกทั้งเป็นก็ได้ ถ้า ขืนทํา เพราะพระพุทธรูปแต่ละองค์นั้น คือองค์แทนพระพุทธเจ้า การทําลายพระพุทธรูป โลกถือ ว่าเป็นทางทําลายพระพุทธเจ้าด้วย ซึ่งเป็นบาปหนักมาก ไม่ควรทําลายอย่างยิ่ง เนื่องจากพระพุทธเจ้าแลพระพุทธรูป คือ หัวใจชาวพุทธ ทั้งมนุษย์ ทั้งเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ นาค ครุฑ เปรต ผีทั้งมวล แต่นายบาปหนาไม่ยอมฟังเสียง มีแต่จะทําและทํา ท่าเดียว พวกนายพรานเมื่อเห็นว่าไม่ได้การ จึงต่างคนต่างเผ่นหนีไปคนละทิศละทาง และวิ่ง กลับบ้านเล่าเรื่องบ้าหนักบาปหนาของอีตาคลังนรกคนเป็นให้ชาวบ้านฟัง ต่างเกิดความสลดสังเวชไปตามๆ กัน เพราะเป็นสิ่งไม่เคยมี เรื่องไม่เคยปรากฏ
ก่อนที่แกพูดว่า จะจับพระพุทธรูปมาตั้งเรียงแถวและฝึกวิชาทหารให้นั้น ดูๆ แกก็มีสติดีอยู่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป พูดอะไรก็รู้เรื่องกันอยู่ในขณะนั้น จะว่าแกเป็นบ้าก็ไม่สนิทใจ เป็นแต่มีอาการโทสะให้เห็นชัด อันเนื่องมาจากแกไม่ได้พบเนื้อ ยิงเนื้อและได้เนื้ออะไรในวันนั้น ดังที่แกพูดโมโหให้พระพุทธรูปว่า ร่ายมนต์ไล่เนื้อหนีไปที่อื่นๆ หมด แกจึงโกรธให้ท่านและจับมาทุบตียี่ยําไปตามอารมณ์เท่านั้น ก็ไม่เห็นอารมณ์บ้าจริงๆ ในเวลานั้น อันพระพุทธรูปทั้งหลายทั่วแดนไทย ชาวพุทธเรา ใครก็ทราบอยู่แล้วอย่างเต็มใจว่า ท่านมิใช่ทหาร ท่านมิใช่วัวควายพอจะจับท่านมาฝึกหัด แบบตํารวจ ทหาร และจับมาใส่คราด ใส่ไถ ใส่ล้อ ใส่เกวียน ทําไมแกจึงกล้าไปจับท่านมาทําอย่างนั้นได้ลงคอ ถ้าไม่ใช่บ้าจนเกินบ้ามนุษย์ในโลกเรา นี่ก็น่าคิด ถ้าจะคิด ถ้าไม่คิดก็เบาสมอง ไม่เป็นบ้าอีกแง่หนึ่งไปตามแก ผู้เปิดทางบ้าไว้ให้คนดีพลอยเป็นบ้าย่อยๆ ไปด้วย
เมื่อหมดฤทธิ์บ้านรกแตกแล้ว เวลาแกกลับไปถึงบ้าน แกก็เป็นคนดีมีสติอยู่เหมือนคนธรรมดา เป็นแต่อาการฉุนเฉียวยังมีอยู่ในอาการของแก ขณะนั้นใครๆ ก็ไม่กล้าทักทายไต่ถามแกเลย เพราะต่างก็ทราบการกระทําอันเลวทรามจนหาที่เปรียบเทียบของแกไม่ได้อยู่แล้ว ต่างคน จึงเก็บตัวสงบอาการแสดงออกใดๆ ทั้งสิ้น กระทั่งคนในบ้านแกเอง เป็นเพียงคอยสังเกตความเคลื่อนไหวไปมาของแกอยู่เท่านั้น แกเองก็มีอาการเคร่งขรึมไม่พูดอะไร ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่น่าไว้ใจอยู่แล้ว จึงไม่มีใครกล้าแสดงกิริยาอาการใดๆ ให้แสลงหูแสลงตาและแสลงใจแก
พอตกกลางคืนมาได้ยินเสียงแกพูดแกบ่นว่าคันตามร่างกาย ในลักษณะของคนมีสติทั่วๆ ไป คนในครอบครัวได้โอกาสก็มาไต่ถามเรื่องราวกับแก แกก็เปิดอวัยวะส่วนต่างๆ ให้ดู พร้อมกับ บอกว่า เจ็บปวดแสบร้อนและคันมากจนแทบทนไม่ไหว อยากร้องครางให้คนมาช่วย ขณะที่แกเปิดร่างกายส่วนต่างๆ ให้ดูทั้งในและนอกร่มผ้า ปรากฏว่าเป็นผื่นและพองไปทั้งตัว และเป็นขึ้นมาอย่างรวดเร็วผิดธรรมดา ทั้งการเจ็บปวดแสบร้อนก็ตามๆ กันมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน จนทนไม่ไหว แกร้องให้คนช่วยและร้องไห้ราวกับเด็กๆ ในเวลานั้น จนเรื่องกระเทือนไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ต่างคนซึ่งคอยฟัง คอยทราบเหตุการณ์อันลามกจกเปรตของแกที่ทําต่อพระพุทธรูปอยู่แล้ว ต่างก็วิ่งกระหืด-กระหอบมาในทันทีทันใดและเห็นเหตุการณ์อย่างประจักษ์ตา ประจักษ์ใจ แต่ยังไม่มีใครกล้าพูดความจริงที่แกทําต่อพระพุทธรูปออกมาอย่างเปิดเผย เกรงว่าจะเกิดเรื่องราวใหญ่โตเพิ่มขึ้นอีกในเวลานั้น เป็นเพียงคนแก่ผู้ฉลาด ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน หาอุบายพูดเปรียบเปรยให้แกฟังโดยทํานอง เรื่องพรรค์นี้มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่เคยเป็นๆ กัน แต่น่าจะเป็นเรื่องเคราะห์เข็ญ เวรภัย เรื่องอุบัติเหตุมากกว่า ขอให้แกคิดทบทวนดูว่า ในระหว่างนี้ได้ทําอะไรที่ไม่ดีไม่งามมาบ้าง ลองคิดทบทวนดู บางทีอาจมีได้ ดูเหตุการณ์ที่กําลังเป็นอยู่เวลานี้ มันผิดธรรมดาสามัญอยู่มาก
การคัน การเจ็บปวดแสบร้อนในร่างกาย ใครๆ ก็เคยเห็นเคยเป็น แต่ไม่เป็นอย่างผิด สังเกตมาก ดังที่แกกําลังเป็นอยู่เวลานี้ นี่ดูร่างกายทุกส่วนมันลุกลามไปอย่างรวดเร็วเหมือนไฟ ลามทุ่งยังไงพิกล ร่างกายก็เป็นผื่นและพองขึ้นๆ รวดเร็วผิดธรรมดา มันน่าจะมีอะไรบันดาลให้ เป็นไป ไม่ใช่ธรรมดาพาให้เป็นไป ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้าน ก็ว่ากรรมบันดาล กรรมพาให้เป็นไปนั่นเอง ลองพิจารณาทบทวนดูความเคลื่อนไหวไปมาและการกระทําของตนดูให้ดี
คนเราย่อมมีความพลั้งเผลอและหลวมตัวได้เป็นธรรมดา ถามไปพลาง พยาบาลรักษากัน ไปพลาง ดูอาการดีและชั่วของคนเจ็บไปพลาง ถามเลียบๆ เคียงๆ ไปพลาง ถามคนเดียวไปพลาง ผลัดเปลี่ยนกันถามทีละคนๆ ไปพลาง เว้นแต่พวกนายพรานที่เห็นเหตุการณ์ของแก ไม่ยอมมา เยี่ยมบ้านแกเลยก็มี เพราะสะเทือนใจจากการกระทําไม่ดีของแกเป็นอย่างมาก เกินกว่าจะมา ไต่ถาม อันเป็นการประจานหน้าแกต่อธารกํานัล แม้นายพรานที่มาก็ด้อมๆ มองๆ ไม่ยอมให้แก เห็นหน้าเลย กลัวจะเกิดเรื่องราวไม่ดีขึ้นอีก เมื่อเล่าเรื่องดี เรื่องชั่วต่างๆ และซักไปถามมา หลายครั้งหลายหนจากหลายผู้หลายคน ด้วยอาการเลียบๆ เคียงๆ ทางบุญทางบาป ตลอดนรกสวรรค์ไม่หยุดหย่อน ทําให้แกระลึกรู้ดี-ชั่ว-บุญ-บาปได้ และพูดให้คนทั้งหลายฟัง ตามเหตุการณ์ ที่แกไปทํากับพระพุทธรูปในถํ้ากลองเพลมา ด้วยความมีสติสตังระลึกรู้บุญบาปเหมือนคนธรรมดาทั่วๆ ไป ไม่มีวิกลจริตผิดธรรมดาแฝงออกมาแต่อย่างใดเลย
เมื่อเห็นเป็นช่องโอกาสอันดี คนแก่ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านและเป็นที่เคารพนับถือของตัวแกเอง ก็พูดเป็นเชิงตกใจกลัวบาปและตกนรกทั้งเป็นให้แกฟังโดยประการต่างๆ เช่น พูดว่าพระพุทธรูปทั้งหลายเป็นองค์แทนพระศาสดา องค์บรมครูของโลก และเป็นจุดรวมแห่งดวงใจ ชาวพุทธทั้งหลาย ทั่วดินแดนที่มีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ ตลอดเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ นาค ครุฑ เปรต ผี ไม่มีประมาณ ล้วนเคารพนับถือและรักสงวนกันมาก พร้อมทั้งการอารักขาไม่ให้ใครมาแตะต้องทําลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นได้ พระพุทธรูปแต่ละองค์นั้นมีเทวดา นาค ครุฑ ทั้งหลายรักษาท่านอยู่เป็นประจํา ใครจะไปทําสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ จะถูกเทวดาที่อารักขา ทั้งหลายทําโทษเอาด้วยวิธีการต่างๆ ตามแต่ฤทธาศักดานุภาพของเทวดานั้นๆ จะแสดงตาม ความเห็นควรของตน และตามกรรมหนักเบาของผู้ไปรุกรานนั้นๆ
ถ้าเป็นดังที่แกเล่ามานี้ ตัวพ่อเองและชาวพุทธทั้งหลายก็ไม่อาจสงสัย ที่ร่างกายของแกกําลังเป็นไฟเผาทั้งตัวอยู่เวลานี้ ต้องเป็นเพราะแกคิดไม่ดี ทําไม่ดีต่อพระพุทธรูปเหล่านั้นแน่นอน เอาล่ะไม่เป็นไร เมื่อทราบต้นสายปลายเหตุแจ่มแจ้งอย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่ควรแก้ไขและ บรรเทาเหตุการณ์นี้ให้เบาบางและหายไปได้ไม่สุดวิสัย พ่อจะพาลูกขอขมาโทษต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ท่านให้อดโทษแก่หลานได้หายจากโรคอุบาทว์ในไม่ช้านี้ แม้ตัวนายพราน บุญหนา (บาปหนา) นั้น ก็เชื่อตามคําที่คนแก่ชี้แจงให้ฟังทุกอย่าง ไม่ขัดขืนและยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าตาสดชื่นขึ้นในเวลานั้นอย่างเห็นได้ชัดในสายตาคนทั่วไป
ปัญหาที่ยังไม่ลงกันได้สนิทในเวลานั้นมีอยู่ว่า คนป่วยแสดงความท้อใจที่จะไปขอขมาโทษ ต่อพระพุทธรูปที่ถํ้ากลองเพลในเวลานั้นว่า จนใจจะทําอย่างไร เวลานี้กําลังเจ็บมาก คันมาก ออกร้อนมากอยู่ยังไม่สามารถไปได้ จะให้ทําอย่างไร คนแก่พูดปลอบโยนในทันทีทันใดว่าไม่เป็นไร แม้จะยังไปไม่ได้ในเวลานี้ พวกเราก็สามารถขอขมาโทษท่านได้อย่างไม่มีปัญหา คือ พวกเราเชิญพระพุทธรูปซึ่งเป็นองค์แทนของพระพุทธเจ้ามาตั้งประดิษฐานไว้ตรงหน้านี้ แล้วหาดอกไม้ธูปเทียนมากราบคารวะขอโทษท่านที่นี้ก่อน เมื่อหายจากป่วยแล้ว ค่อยไปคารวะท่านที่ถํ้ากลองเพลทีหลัง ผลยังได้พอๆ กัน ไม่ต้องเสียใจ ว่าแล้วก็สั่งให้คนอัญเชิญพระพุทธรูปมาตั้งประดิษฐานไว้ตรงหน้าคนเจ็บ แล้วนําคนป่วยกล่าวคําขอขมาโทษพระพุทธรูปนั้น เสร็จลงด้วยความเบากายโล่งใจ ทั้งสองฝ่าย งานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกอย่าง ท่ามกลางหมู่ชนจํานวนเป็นร้อยๆ ซึ่งล้วนเป็น ไทยมุง แตกตื่นแห่แหนกันมาดูเหตุการณ์ในเวลานั้นราวกับฟ้าดินถล่มและเป็นประวัติการณ์
น่าอัศจรรย์ บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี ได้แสดงขึ้นอย่างเห็นประจักษ์ตา ประจักษ์ใจ แก่คนทั้งหลาย ที่ทราบเหตุการณ์ของนายพรานบุญหนาได้ดี โรคพิสดารเกินคนของนายพราน บุญหนาได้เริ่มสงบลงโดยลําดับ นับแต่การเห็นโทษและขอขมาพระพุทธรูปผ่านไปแล้ว และหายไปอย่างสนิทในเวลาอันรวดเร็วผิดธรรมดา นายพรานได้รับการชุบชีวิตใหม่ หลังจากได้เจอและต่อกร กับอาจารย์ชั้นเยี่ยม คือพระพุทธรูปที่ถํ้ากลองเพลมาแล้ว เขาเข็ดหลาบคาบหญ้า ปฏิญาณตนต่อหน้าพระพุทธรูปว่าจะไม่ล่วงเกินท่านด้วยกิริยาอาการใดๆ อีกเป็นอันขาดตลอดวันตาย เพราะได้ประจักษ์กับตัวเองชนิดไม่มีวันหลงลืมแล้ว
พอเรื่องผ่านไปไม่กี่วัน โรคหายเป็นปกติแล้ว เขาก็เตรียมดอกไม้ธูปเทียน ไปขอขมาโทษพระพุทธรูปที่ถํ้ากลองเพล ซึ่งเขาเคยถือว่า ท่านเป็นทหารฝึกหัดของเขา กราบแล้วกราบเล่า พร้อมกับคําขอขมาลาโทษและคําอธิษฐานจะไม่เป็นคนสันดานหยาบช้าลามก ดังที่เคยเป็นมาแล้วอีกต่อไป แม้ที่เคยเป็นนายพรานก็จะหยุดอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกระทั่งวันตาย ด้วยความถึงใจว่า บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี ทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่ว ไม่สงสัย เรื่องของนายพรานจึงขอจบลง
ดังนั้นคําว่า “กิเลส” ตัวเศร้าหมองมืดมน ที่จอมปราชญ์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ทรงตําหนิสาปแช่งมาตลอดกาลนั้น มันเป็นภัยต่อหัวใจของสัตว์โลกอย่างแท้จริง ดังที่ทรงตําหนิ เพราะเป็นตัวปฏิเสธลบล้างธรรมที่แสดงไว้ตามความสัจ ความจริง ว่าไม่จริง ว่าไม่มี ไม่เป็นมา ตลอด ไม่เคยยอมรับความจริงทั้งหลายแม้น้อย พอให้ได้ชมบ้างว่า เอ้อ กิเลสก็มีธรรม และให้ความเป็นธรรมแก่สัตว์โลกที่มันครอบครองเหมือนกัน เช่น ยอมรับว่า บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี เป็นต้น แม้จะปฏิเสธว่านิพพานไม่มีก็ตาม ก็ยังนับว่ากิเลสยังมีส่วนดี และเป็นพยานแห่งธรรมที่แสดงไว้ ไม่ปฏิเสธลบล้างเสียจนหมดสิ้น สัตว์โลกที่อยู่ใต้อํานาจของมันยังมีช่องทางได้เชื่อบุญ เชื่อบาป เชื่อนรก เชื่อสวรรค์ และพยายามละบาป บําเพ็ญบุญเพื่อไปสวรรค์กันบ้าง ไม่จมอยู่ในความมืดบอดและกองทุกข์น้อยใหญ่ เพราะกลหลอกลวง และการปิดบังของมันโดยถ่ายเดียว
แต่ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้ว ไม่ว่าชนิดใด มันเป็นโคตรแซ่ของจอมหลอกลวงต้มตุ๋นสัตว์โลกให้ มืดมิดปิดทวาร และนอนจมอยู่ใต้อํานาจของมันทั้งสิ้น ดังนายพรานบุญหนา (นายพรานบาปหนา) เป็นตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ในสมัยปัจจุบัน ซึ่งถูกกิเลสขโมยก่อไฟไว้ แล้วก็มาหลอกให้นายพราน เข้ากองไฟ ด้วยความคึกคะนอง จับพระพุทธรูปอันเป็นสิ่งวิเศษศักดิ์สิทธิ์โดยธรรม มาฝึกทหารและเฆี่ยนตี ด้วยประการต่างๆ จนกระทั่งเจอดี คือ ร่างกายเกิดพุพองหนองไหลขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าต่อตา จะเป็นแหล่ จะตายแหล่ เตรียมลงนรกทั้งเป็นทั้งตายขณะนั้น จึงมีเทวบุตรมาโปรดให้เห็นโทษแห่งการกระทําของตน และได้กลับตัวมาทางธรรม ยอมรับความจริงว่า บาปมี บุญมี จึงรอด พ้นภัยพิบัติไปในเวลานั้น ไม่ถูกกิเลสตัวพาให้มืดบอด ลากลงนรกทั้งเป็นเสียทีเดียว ชนิดจมไปเลยไม่มีวันโผล่
เราชาวพุทธทั้งหลาย จึงควรพิจารณาไตร่ตรองด้วยดี ในหลักความจริงแห่งธรรมที่ จอมปราชญ์แสดงไว้ และความจอมปลอมของกิเลสที่คอยกระซิบหลอกลวงอยู่ภายในใจตลอดเวลา อย่าเห็นแก่ได้ แก่กิน แก่คด แก่โกง อย่าเห็นแก่ตัวจัดอันเป็นสายทางให้ลบล้างทําลายทรัพย์สินสมบัติและจิตใจผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องก่อไฟนรกเผาตัวทั้งมวล ธรรมของปราชญ์ท่านสอนให้กลัวในสิ่งที่ควรกลัวโดยธรรม เช่น บาป เป็นต้น และสอนให้กล้า ในสิ่งที่ควรกล้า เช่น บุญ เป็นต้น ซึ่งเป็น คําสั่งสอนที่ถูกต้องต่อความจริงโดยถ่ายเดียว ไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนลอยเหมือนกลลวงของกิเลส ทุกประเภท ใครเชื่อมันจมทั้งสิ้น ไม่มีคําว่าฟื้นว่าฟูเหมือนความเชื่อธรรม
คําว่า “กิเลสๆ” ปราชญ์ทั้งหลายขยะแขยงกันทั้งนั้น ไม่มีท่านผู้ใดรักสนิทติดจมกับมัน นอกจากผู้เชื่อกิเลส กลลวงของกิเลสที่เสี้ยมสอนให้เกลียดธรรมและลบล้างธรรม ผลก็คือไฟเผาตัวเท่านั้น ส่วนกิเลสตัวหลอกลวงมันไม่ยอมมารับเคราะห์กรรมกับพวกเรา นอกจากหลอกให้จมรํ่าไปเท่านั้น จึงกรุณาพิจารณาด้วยดี สมกับเราเป็นมนุษย์ผู้ฉลาด และเป็นชาวพุทธ เป็นบุตรธิดาของพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคมเหนือกิเลสทุกประเภท ไม่ยอมหลงกลใดๆ ของมันเลย พวกเราชาวพุทธจงพยายามเดินตามครู ด้วยความระมัดระวังทุกด้าน ทุกอาการ และทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้องสัมผัสกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่ายอมให้กิเลสจับโยนลงเหวลงบ่อได้ จะเสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งคน ของดีไม่ได้ชม ปล่อยตัวให้ล่มจมไปทั้งชาติ ไม่สมควรอย่างยิ่งกับเราทั้งหลาย ที่มีธรรมตะโกนช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ตามครูอาจารย์ ตามสถานที่ต่างๆ และ ตามคัมภีร์ที่ท่านจารึกไว้ ไม่อด ไม่อั้น ไม่ตีบ ไม่ตัน ทันกับกิเลสตลอดไป
ไม่มีคําว่าธรรม คือ ความจนตรอกจนมุม ธรรมหมุนได้รอบตัวรอบด้าน ต้านทานได้ทุกแง่ทุกมุมที่นํามาใช้ มาช่วยตัวเอง จงอย่าเกรงธรรมที่นําไปสู่ทางดี แต่จงกลัวกิเลสที่จะนําไปสู่ทางชั่ว มั่วกับกองทุกข์ สุขไม่มีวันเจอ แบบคนหมดหวัง ทั้งที่ยังมีชีวิตลมหายใจอยู่ ไม่สมควรแก่เรา อย่างยิ่ง จงอย่านิ่งนอนใจ อย่าเห็นภัยว่าเป็นคุณ อย่าเห็นบุญว่าเป็นบาป จงเข็ดหลาบกับความชั่วแลกองทุกข์ทั้งมวลเสียแต่บัดนี้ จะเป็นคนดี สุคโตเป็นที่ไป ไม่สงสัยในตัวเราเอง สมกับธรรมท่านสอนไว้ว่า พระธรรมย่อมรักษา ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ให้ตกไปในที่ชั่วดังนี้
นับแต่เรื่องนายพรานบุญหนากระฉ่อนออกสู่ประชาชน ทั้งบริเวณใกล้เคียงและกว้างขวาง ได้ทราบทั่วถึงกันแล้ว ต่างก็กลัวกัน ไม่กลับมาทําปู้ยี่ปู้ยําเหมือนแต่ก่อน บริเวณถํ้าและแถบนั้น จึงเป็นสถานที่สงัดวิเวก ควรแก่การบําเพ็ญสมณธรรมของพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลาย เพราะ ชาวบ้านแถบนั้นถือเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ไม่กล้าไปทําอะไรตามใจชอบดังแต่ก่อน”
ท่านเป็นเสาหลักวงกรรมฐาน
ถํ้ากลองเพล หรือ ถํ้าบําเพ็ญ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณกาล นับแต่เกิดเรื่องราว ข่าวของนายพรานบุญหนา ก็ยิ่งทําให้บรรดาพระธุดงคกรรมฐานที่มุ่งแสวงหาโมกขธรรม ต่างสนใจแวะเวียนเที่ยวธุดงค์กันมาบําเพ็ญภาวนา เมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเที่ยวธุดงค์มาอยู่ปักหลักอยู่เป็นเสาหลักวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และพัฒนาสร้างเป็นวัดป่าขึ้นมา ชื่อเสียงของวัดถํ้ากลองเพลก็ยิ่งกระฉ่อนโด่งดังเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ
วัดถํ้ากลองเพล ในสมัยหลวงปู่ขาว ท่านเป็นเสาหลักวงกรรมฐานนั้น ถือเป็นธรรมสถานอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นดินแดนแห่งธรรมะที่มีความวิเวกเงียบสงัดสัปปายะมาก มีความสําคัญประดุจมหาวิทยาลัยป่าในทางพระพุทธศาสนาอีกแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่สําหรับสร้างพระภายในใจได้เป็นอย่างดี เพราะมีความสัปปายะพร้อมในทุกด้าน ทั้งด้านครูบาอาจารย์ พระเณร และสถานที่ ฯลฯ ถือเป็นสถานที่กําเนิดบุคลากรที่สําคัญแห่งหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา นับแต่กัลยาณชน เรื่อยไปจนถึงพระอริยบุคคล นับแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
การสร้างพระภายในใจ ถือเป็นอีกหนึ่งอริยปฏิปทาอันสําคัญของพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์มั่น มีประโยชน์มากมายมหาศาล ดังที่องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“ท่านฝึกทรมานท่าน เพื่อความเป็นคนดี ฝึกหัดอะไร ดัดแปลงอะไร สร้างอะไร สู้สร้างมนุษย์ ดัดแปลงมนุษย์ไม่ได้ อันนี้ดัดแปลงได้แต่ละรายๆ เป็นประโยชน์ต่อโลกมากมาย เราดูอย่างสมัยปัจจุบันนี้ทางด้านกรรมฐาน หลวงปู่มั่นเราเป็นตัวอย่างทั่วดินแดนของเมืองไทยเรา นั่นล่ะ คนดีหาได้เพียงคนเดียวเท่านั้นกระจายขนาดไหน…
เอามาอวดซิ โบสถ์ ๑๐ หลังไปเที่ยวประกาศศาสนาให้คนได้รับความเชื่อ ความเลื่อมใสประพฤติตัวเป็นคนดี เพราะโบสถ์ ๑๐ หลังมีไหม ไม่เห็นมี ถ้าเป็นพระหรือเป็นคนดีเพียงคนเดียวเท่านั้นได้มากขนาดไหน เอามาเทียบกันซิ ต้องเทียบอย่างนั้นถึงเรียกว่าเหตุผล ได้คนดีเพียง คนเดียวกระเทือนทั่วประเทศไทย ยกตัวอย่างสมัยปัจจุบันนี้ก็พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเรากระเทือนทั่วประเทศไทย…
การสร้างพระนี้สร้างยากมาก สร้างวัตถุอะไรๆ ไม่ยาก จะสร้างห้างสร้างหออะไร สร้างวัดสร้างวา สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ไม่มีอะไรสําคัญ ไม่มีอะไรหนักเท่า ไม่มีอะไรจะยากเท่า การสร้างพระ คือ การสร้างตัวของเราให้ดีและดีเด่นเห็นประจักษ์ใจ อันนี้สร้างยากมาก แต่ สร้างได้แล้วมีคุณค่าหาประมาณมิได้ …”
หลวงปู่ขาว ท่านพระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งสร้าง พระภายในใจจนได้บรรลุธรรมอัศจรรย์ นับแต่ญัตติเป็นพระในฝ่ายธรรมยุต ท่านได้ออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาอย่างสมบุกสมบันมาตลอด เป็นเวลานานถึง ๓๐ กว่าปี พอเข้าสู่ บั้นปลายแห่งชีวิต ขณะอายุท่านย่างเข้า ๗๐ ปี ท่านได้มาบุกเบิกพัฒนาสร้างวัดถํ้ากลองเพล และได้ปักหลักอยู่จําพรรษาเรื่อยมาจนตราบวันหมดอายุขัย ทั้งนี้เพื่อสืบทอดแนวปฏิปทาพระธุดงค-กรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นพระบูรพาจารย์ใหญ่ กล่าวได้ว่า ท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งที่สืบทอดปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นได้อย่างเคร่งครัดครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
ท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่องค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของวงพระธุดงคกรรมฐาน เปรียบเสมือนร่มเงาใหญ่ที่แผ่ปกคลุมให้ความร่มเย็นแก่ผู้เข้ามาอาศัย และเป็นที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของบรรดาพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลายที่ท่านมุ่งตรงต่อธรรม มุ่งตรงต่อมรรคผลนิพพานในยุคนั้น อาจกล่าวได้ว่า หากสืบต่อจากยุควัดป่าบ้านหนองผือ ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเป็นเสาหลัก วงกรรมฐานแล้ว ก่อนถึงยุควัดป่าบ้านตาด ในสมัยที่องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นเสาหลักนั้น ก็มียุควัดถํ้ากลองเพล ในสมัยที่หลวงปู่ขาวท่านเป็นเสาหลัก ดังนั้น จึงมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ในรุ่นต่างๆ แวะเวียนมาวัดถํ้ากลองเพล เพื่อมากราบคารวะเยี่ยมเยียน มาพูดคุยสนทนาธรรมกัน หรือมาขอฟังโอวาทธรรมอยู่เสมอๆ และมีพระ เณร แม่ชี ตลอดฆราวาสผู้สนใจการปฏิบัติธรรม มากราบขอถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อเข้ารับการศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่ขาวกันจํานวนมากมาย องค์หลวงตาพระมหาบัวถึงกับเทศน์ชมว่า “หลวงปู่ขาวท่านเป็นหลักใหญ่ที่สุด”
ด้วยคุณธรรม ด้วยจริยวัตร ด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาอันงดงามหมดจดของหลวงปู่ขาว ทําให้ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ของท่านโด่งดังขจรขจายเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ ท่านจึงเป็น ที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของบรรดาศรัทธาสาธุชนของชนทุกหมู่เหล่า นับแต่พระราชามหากษัตริย์ ไพร่ฟ้า ข้าราชการ เศรษฐี พ่อค้า ประชาชนคนทั่วไป ชาวไร่ชาวนา ตลอดคนทุกข์คนยากทั้งหลาย ต่างได้เดินทางหลั่งไหลกันมาบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ที่วัดถํ้ากลองเพลกัน ล้นหลามและไม่ขาดสาย ถือได้ว่า วัดถํ้ากลองเพล ในสมัยที่หลวงปู่ขาวท่านยังดํารงธาตุขันธ์มีชีวิต อยู่นั้น เป็นศูนย์กลางสําคัญของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งพุทธศาสนิกชนในยุคสมัยนั้นต่างรู้จักคุ้นเคยชื่อวัดถํ้ากลองเพล และชื่อหลวงปู่ขาว เป็นอย่างดี จนอาจกล่าวได้ว่า หากได้ยินชื่อวัดถํ้ากลองเพลแล้ว ต้องได้ยินชื่อของหลวงปู่ขาว ควบคู่กันทุกครั้งไป
หลวงปู่ขาว ท่านเป็นวิสุทธิเทพแห่งวัดถํ้ากลองเพล เป็นพระผู้มีเมตตาธรรมอันสะอาดบริสุทธิ์ รอยยิ้มอันฉํ่าเย็นแบบเปิดโลกของท่านนั้น ทําให้ผู้พบเห็นแล้วเกิดความอบอุ่น และเกิดความปีติสุขปลาบปลื้มใจไปตามๆ กัน เมื่อท่านได้มาจําพรรษาอยู่ที่วัดถํ้ากลองเพลแห่งนี้ ท่านได้ ทําหน้าที่ศาสนทายาทธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านเน้นสอนด้วยการกระทํา ในการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทา ตลอดการบําเพ็ญสมณธรรมด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ตามถํ้าเงื้อมผาในวัดถํ้ากลองเพลให้พุทธบริษัทได้ดูเป็นคติแบบอย่างอันเลิศเลอ นอกจากนี้ท่านยังสอนด้วยการเทศนาธรรม แม้ว่าท่านอยู่ในวัยอันชราภาพมากแล้ว ท่านยังเมตตาอบรมสั่งสอนพระเณรอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
หลวงปู่ขาว ท่านบําเพ็ญภาวนาเพื่อวิหารธรรม ถนอมรักษาธาตุขันธ์ไว้ตราบนานเท่านาน เพื่อเป็น “เนื้อนาบุญ” และเป็น “ทัสนานุตริยะ” ให้กับชาวพุทธได้บําเพ็ญบุญกุศล และได้เห็น ได้กราบไหว้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงออกของธรรม และเป็นการแสดงความกตัญญู กตเวทิตาตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบรมศาสดา และตอบแทนพระคุณอันไม่มีประมาณของท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ที่เมตตาอบรมสั่งสอนท่านมา
ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่สมบูรณ์แบบ เป็นเสาหลักวงกรรมฐานในยุคนั้น ท่านสอนตนเองได้แล้ว จึงค่อยสอนผู้อื่นต่อไป โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้บันทึกชมหลวงปู่ขาว ไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาวท่านมีความเด็ดเดี่ยวมาก ดังที่เขียนผ่านมาแล้ว การนั่งภาวนาตลอดสว่าง ท่านทําได้อย่างสบายไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค ก็การนั่งภาวนาแต่หัวคํ่ายันสว่างนั้น มิใช่เป็นงานเล็กน้อย ถ้าไม่เป็นผู้มีใจกล้าหาญกัดเหล็กกัดเพชรจริงๆ จะทําไม่ได้ จึงขอชมเชยอนุโมทนาท่านอย่างถึงใจ ดังนั้น ท่านจึงสามารถเป็นอาจารย์สั่งสอนคณะสานุศิษย์ให้ได้รับความร่มเย็นเรื่อยมาจนปัจจุบันนี้ ท่านเป็นที่แน่ใจในองค์ท่านเองร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าเป็นผู้สิ้นภพสิ้นชาติอย่างประจักษ์ใจทั้งนี้ยังครองขันธ์อยู่ ปล่อยขันธ์เมื่อไร ก็เป็น ปรมํ สุขํ ล้วนๆ เมื่อนั้น หมดความรับผิดชอบกังวลโดยสิ้นเชิง”
การบําเพ็ญภาวนา ณ ถํ้ากลองเพลในยุคแรกๆ
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้พักอยู่ที่ถํ้ากลองเพลเพื่อบําเพ็ญสมณธรรมกรรมฐาน และได้พิจารณาดูภูมิประเทศแห่งนี้ว่า เป็นสถานที่สัปปายะเงียบสงัดและไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านมากนัก เหมาะแก่การบําเพ็ญเพียรของพระธุดงค์ผู้ต้องการความสงบ อีกทั้งมีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก และมีที่หลีกเร้นหลบซ่อนบําเพ็ญภาวนามากมาย จึงเป็นที่ถูกจริตของหลวงปู่ขาว ซึ่งท่านชื่นชอบเปลี่ยนสถานที่ทําความเพียรอยู่เสมอ
ในยุคช่วงแรกๆ ของการมาบุกเบิกพักบําเพ็ญภาวนาที่ถํ้ากลองเพลนั้น ปัจจัยสี่ยังค่อนข้างอัตคัดขาดแคลน พระ เณร ยังไม่มีกุฏิเสนาสนะใดๆ ต้องอาศัยสถานที่ธรรมชาติของถํ้า เงื้อมผา ป่าเขา ร่มไม้ใหญ่ เป็นที่พักผ่อนหลับนอน โดยอาศัยแขวนกลดและหาเศษใบไม้ปูรองพื้นแล้วเอา ผ้าอาบนํ้าฝนปูทับ ต่อมามีการปลูกกุฏิกระต๊อบชั่วคราวหลังเล็กๆ บนโขดหินธรรมชาติท่ามกลาง ดงไม้อันร่มรื่น หลังคามุงด้วยหญ้าแฝก ส่วนฝากุฏิใช้ไม้ไผ่มาผ่าปล้องออก แล้วสับให้แผ่ออกเป็น แผงรัดยึดติดกับไม้คร่าว อันเป็นลักษณะบ้านเรือนของชาวชนบททั่วไปในสมัยโบราณ
สําหรับนํ้าใช้ นํ้าฉัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จําเป็นมาก จะขาดไม่ได้เลย ก็ได้อาศัยนํ้าจากลําห้วย ในบริเวณนั้น อาหารการขบฉันก็อาศัยโคจรบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านชาวป่าชาวเขาแถบบริเวณนั้น พอเลี้ยงชีพประทังธาตุขันธ์ไปวันๆ เท่านั้นเอง เพราะมีหมู่บ้านชาวป่าชาวเขาอยู่เพียง ๔ – ๕ หลังคาเรือนเท่านั้น อาหารที่ได้จากการบิณฑบาต เนื้อปลาเนื้อสัตว์ไม่เคยได้ บางทีก็ได้ข้าวโพด ฝักหนึ่ง บางทีก็ได้กล้วยลูกหนึ่ง บางทีก็ได้แต่ข้าวเปล่าๆ
หลวงปู่ขาว ท่านเคยเล่าให้พระเณรฟังว่า ในช่วงของการมาอยู่จําพรรษาบําเพ็ญภาวนาอยู่วัดถํ้ากลองเพลในระยะแรกนั้นต้องอาศัยหญ้าคาเป็นที่รองนั่งบําเพ็ญสมาธิภาวนา ใช้ขอนไม้แทนหมอน เอาบั้งทิง (คือลําไม้ไผ่ทะลุข้อออกแล้ว) ใช้แทนกระป๋องตักนํ้า บริเวณกุฏิวิหารนั้นก็อาศัย ร่มไม้บ้าง ผาหินหรือถํ้าหินต่างๆ บ้าง ส่วนภัตตาหารนั้นก็อาศัยบิณฑบาต ตามแต่ชาวบ้านศรัทธาเขาจะหาได้ ก็ต้องอาศัยแม่ชีเป็นปัจจัยสําคัญเลยทีเดียว จัดทําเสบียงอาหารประเภทต่างๆ แต่ ส่วนมากก็จะได้ยอดไม้ของพืชป่าต่างๆ ที่พอจะฉันได้บ้างในบริเวณนั้น มาจิ้มกับนํ้าพริกปลาร้าบ้าง ซึ่งถือเป็นอาหารหลัก อาหารทิพย์เลยทีเดียว หรือบางทีก็จิ้มกับนํ้าพริกนํ้าปลาบ้าง หรือในบางครั้งปลาร้าก็ไม่มี นํ้าปลาก็ไม่มี ก็จิ้มกับเกลือบ้างก็เท่านั้นเอง
เพราะหลวงปู่ขาว ท่านพูดเสมอๆ ว่า “มิให้ฉันให้อ้วนให้พี แต่เพียงเพื่อให้ธาตุขันธ์ มันอยู่ได้เท่านั้นเอง” ฉันแล้วไม่อืดท้อง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน นอนแต่น้อย ทําความเพียรมาก รวยลาภ คือ “ธมฺมจกฺขุ ํ อุทปาทิ” ดวงตาแจ่มใส “าณํ อุทปาทิ” รวยญาณ รวยสมาบัติ สมาธิภาวนา “ปญฺา อุทปาทิ” รวยความกล้า ดวงปัญญาฆ่ากิเลสให้ตายคลายกิเลสของเน่า ให้หลุดพ้นถึงวิมุตติพระนิพพาน “อาโลโก อุทปาทิ” พระอาทิตย์ส่องแสงในกลางวัน พระจันทร์ส่องแสงในราตรี ส่วนดวงธรรมนั้นสว่างโร่เจิดจ้าส่องแสงสว่างไสวไปทั่วโลก
ครูบาอาจารย์ เทศน์วัดถํ้ากลองเพลในยุคแรกๆ ไว้ดังนี้
“วัดถํ้ากลองเพล หลวงปู่ขาวมาอยู่นี้ตั้งแต่บ้านยังไม่มี บ้านน้อยก็ไม่มี บ้านโนนทันนี่ก็ ๒ – ๓ หลัง บ้านห้วยเดื่อก็ ๒ – ๓ หลังเท่านั้นเอง หลวงปู่ขาวฉันข้าววันละปั้นๆ ฉันกับอะไร แจ่ว มีแจ่วแล้วก็ผัก แม่ขาวแม่ชีไปเก็บผักมาเท่านั้นแหละ แหม ! วันไหนหลวงปู่ขาวนี่เทศน์ เห็นเทวดา เห็นเทวบุตร เห็นนั่น เห็นนี่ เออ ! อย่างนั้นเป็นอย่างนั่น รู้อดีต รู้อนาคต รู้ปัจจุบัน แต่ละวันๆ มีธรรมะสดๆ ร้อนๆ มาเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง เราไปนั่งอยู่ที่นั่นเป็นอย่างนั้น ไปนั่งอยู่ที่นี่เป็นอย่างนี่ จิตรวมลงเมื่อคืนนี่เรานั่งหมดคืนเลย แหม ! ท่านฉันข้าวปั้นเดียว ทําไมจึงวิเศษวิโสได้ พวกเรานี่ เอาเต็มบาตรจนล้นบาตร ออกจากบาตรแล้วยังอยู่ข้างๆ อีก โอ้ย ! ความรู้ตัวเดียวก็ไม่มี มรรคผลนิพพานวิเศษแม้จะเอามาพูดก็ไม่มี มันจะมีได้อย่างไร กิเลสทับถมหัวมันนั่น นํ้าตัณหามันท่วม
หลวงปู่ขาวมาอยู่ครั้งแรกนี่ โอ๊ย ! ฉันข้าววันละปั้น ฉันกับนํ้าพริก ฉันกับผัก แหม ! ธรรมแต่ละวัน แต่ละคืน ลูกศิษย์ก็เหมือนกัน ท่านถาม พอไปสรงนํ้าท่าน ก็เรียงแถว “เป็นอย่างไรคืนนี้ เป็นอย่างไร” “โอ๊ย ! ผมคืนนี้นั่ง ๖ ชั่วโมงเลยนะ” ว่างั้น เห็นตับ เห็นไต เห็นไส้ เห็นพุงหมด” “เอ้า ! องค์นั้นเป็นอย่างไร นั่งเป็นอย่างไร” “โอ๊ย ! เมื่อคืนนี่จิตสว่างจ้าเลย” นี่สิ หลวงปู่ขาวว่า “มันต้องมาปฏิบัติอย่างนี้สิ มันจึงจะรู้จะเห็น ไปมัวโลภลาภทําบาปใหญ่อยู่นี่จะเห็นอะไร ต่างคนต่างได้ธรรมไปถวายท่าน แต่ละข้อแต่ละความนี่ เกิดขึ้นจากการปฏิบัติแท้ๆ ไม่ได้เดา
วัดถํ้ากลองเพลของเรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในบริเวณถํ้านี้ หลวงปู่ขาวมาครั้งแรก มาปักกลดอยู่ในถํ้านี้แหละ เพราะไม่มีกุฏิ ถํ้านี้ไม่ใช่เป็นอย่างนี้หรอก มีแต่เครือเขาเถาวัลย์ย้อยลงมาเลย มีก้อนหิน ทําแคร่แล้ว พอได้ปักกลดเท่านั้นเอง หลวงปู่ขาวท่านบอกว่า “โอ๊ย ! ภาวนาดีจริงๆ” ว่าอย่างนั้น หลวงปู่ขาวนี่ไปอยู่ที่ไหนก็ภาวนาดี พวกเราคอยติดตาม คอยฟังเรื่องว่าหลวงปู่ไปนั่ง ที่ไหน ท่านบอกว่า “ไปนั่งอยู่ผาผึ้ง โอ๊ย ! นั่ง ๓ ชั่วโมง” ว่าอย่างนั้น โดยเอาผ้าอาบนํ้านี่ปูเฉยๆ นั่ง ๓ ชั่วโมง จิตสงบ เงียบ เย็น ว่าอย่างนั้น แต่ผาผึ้งนี่แต่ก่อนยังไม่มีพระป่าเลไลยก์ เป็นก้อนหิน เป็นต้นไม้ อะไรต่ออะไรอยู่เยอะแยะเลยทีเดียว ครั้นท่านนั่งไปเกิดรัศมีแสงสว่างจ้าขึ้นมาในบริเวณที่ท่านนั่งนั่นแหละ ท่านก็เลยนึกว่า เอ ! ที่นี่มันจะเป็นอะไรต่อไปหนอ ว่าอย่างนั้น คงจะเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง ท่านคงจะรู้
ครั้นต่อมาหลังจากท่านไปนั่งสมาธิภาวนาแล้ว คุณนายเมรีเป็นคนเก่าแก่ เป็นคนที่มาสนับสนุนให้หลวงปู่ขาวมาทําความเพียรในสถานที่นี้ คุณนายเมรีนี่เป็นผู้ที่เอาใจใส่จริงๆ นั่งรถ จากอุดรฯ มา มาถึงถํ้ากลองเพลนี่ประมาณ ๕ ชั่วโมง ไม่เหมือนกับ ๓๐ นาทีทุกวันนี้ เพราะทางนี่ โอ๊ย ! มีแต่ก้อนหิน รถก็เต้นโขยกโขกเขก กว่าจะมาถึงต้องใช้เวลาประมาณ ๕ ชั่วโมง หลังจากนั้นแล้วก็ลงรถ สามล้อไม่มี หาบเกลือ หาบปลาร้า หาบพริก หาบปลาแห้งเข้ามา จากนั้นเข้ามานี่ ไม่ใช่ทางอย่างที่พวกเราเห็นทุกวันนี้ ทางแคบๆ ทางเกวียน บุกป่าฝ่าดง หาบหน้าดําหน้าแดงมา หาบข้าวบ้าง หาบอะไรต่ออะไรเยอะแยะ ส่วนที่เหลือบ่าก็หิ้วมา นี่ มาปฏิบัติหลวงปู่ขาว มานึ่ง ข้าวเป่าไฟถวายหลวงปู่ ให้หลวงปู่ได้นั่งภาวนา สมัยแรกๆ เป็นอย่างนั้น
ต่อมาภายหลังศรัทธาญาติโยมได้ทราบข่าว หลวงปู่ขาว ท่านมาพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ ณ วัดถํ้ากลองเพลนี้ ต่างก็ได้พากันเดินทางมาเพื่อคารวะกราบไหว้ มาบําเพ็ญบุญกับท่าน แม้ว่าการคมนาคมจะสุดลําบากยากเข็ญสักปานใด รถราถนนหนทางก็ไม่มี ต้องเดินเท้าเปล่าลัดเลาะป่าเขาข้ามสะพาน เข้ามาเป็นระยะทางไกลหลายกิโลเมตรก็ตาม ซึ่งขณะนั้นสะพานข้ามห้วยเข้ามายังวัดใช้ขอนไม้ ๒ ท่อนมัดติดกัน พอข้ามได้เท่านั้นเอง หากเดินอย่างไม่ระมัดระวัง หรือขาดสติแล้วก็มีโอกาสจะตกได้ทันที ศรัทธาญาติโยมก็ไม่หวั่นไหว เพราะความศรัทธาแรงกล้าที่มีต่อหลวงปู่ขาวนั่นเอง จึงสู้อุตส่าห์ดั้นด้นเดินบุกป่าฝ่าดงเข้ามาจนถึง ระหว่างทางเดินก็เต็มไปด้วยสัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ทั่วไปหมดตลอดทาง เมื่อมาถึงแล้วได้เห็นสภาพปัจจัยสี่ที่จําเป็นยังบกพร่องขาดแคลน บ้างก็ขอปวารณาสร้างกุฏิ ทางจงกรม ห้องนํ้า บ้างก็ขอปวารณาด้านอาหารการขบฉัน ต่อมา ศรัทธาญาติโยมทั้งใกล้และไกล เมื่อทราบข่าวหลวงปู่ขาวปักหลักพักปฏิบัติธรรมและอยู่จําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพลแล้ว ต่างก็พากันเดินทางมาบําเพ็ญบุญกุศลกันมิได้ขาดสายเลย ยิ่งนานวันก็ยิ่งหลั่งไหลมากันมากยิ่งขึ้น”
มหัศจรรย์พระพุทธรูปพูดกับหลวงปู่ขาวได้
หลวงปู่ขาว อนาลโย เล่าว่า เมื่อครั้งมาอยู่วัดถํ้ากลองเพลใหม่ๆ คืนหนึ่งได้ไปนั่งบําเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ภายในถํ้า บริเวณหน้าพระพุทธรูปที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ จิตเกิดความสงบอย่างมาก ใสสว่างเหมือนดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว ปราศจากซึ่งควันหมอกและ ผงธุลี ในขณะนั้นก็เกิดแสงสว่างขึ้นตามบริเวณที่พระพุทธรูปต่างๆ ท่านประดิษฐานอยู่ ปรากฏ ในนิมิตภาวนานั้นว่า พระพุทธรูปพูดได้ บางองค์หัวเราะ บางองค์ยิ้มได้ เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่ง พระพุทธรูปองค์หนึ่งถามพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งว่า “ท่านบวชได้กี่พรรษาแล้ว?” บางองค์ก็ ตอบว่า “ผมได้ ๑๐๐ พรรษาแล้ว” บางองค์ก็ตอบว่า “ผมได้ ๕๐๐ พรรษาแล้ว” องค์สุดท้าย กล่าวว่า “พวกท่านยังอ่อนกว่าผมมากเลยทีเดียว ผมบวชได้ ๑,๐๐๐ พรรษาแล้ว”
ในนิมิตภาวนาแสดงไว้อย่างแจ่มแจ้งมาก พระพุทธรูปทุกองค์ยิ้มแย้มแจ่มใสดีมาก แล้วยังได้แสดงธรรมให้หลวงปู่ขาวฟังอย่างซาบซึ้งใจอีกด้วย ทําให้หลวงปู่ขาวท่านนั่งภาวนาจนถึงสว่าง เพราะจิตวางอุปาทาน ความยึดมั่นถือขันธ์ ท่านได้ประสบกับสิ่งมหัศจรรย์อันเป็นของสําคัญยิ่ง บางครั้งถึงกลางคืน เมื่อจิตสงบแล้วจะปรากฏนิมิตภาวนา เห็นแสงแก้วแพรวพราว ขาวสะอาดหยาดย้อยตามบริเวณถํ้า
ลูกศิษย์เมื่อได้ยินแล้ว จิตผ่องแผ้วเบิกบานเลื่อมใสเป็นยิ่งนัก ครั้นเมื่ออยากรู้จักว่า “องค์นี้ กี่พรรษา องค์นั้นกี่พรรษา” หลวงปู่ขาวท่านก็กรุณาชี้บอกว่า “องค์นั้นเท่านี้พรรษานะ องค์นั้น เท่านี้พรรษานะ” ลูกศิษย์รุ่นก่อนๆ ของวัดถํ้ากลองเพลรู้จักดี และเคยได้ยินหลวงปู่ขาวพูดให้ฟัง อยู่เสมอๆ แต่มีลูกศิษย์บางคน เมื่อได้ยินเรื่องนี้แล้ว ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาก็มี จึงได้ไปกราบนมัสการเรียนถามหลวงปู่ขาว ท่านก็สอนตักเตือนเรามาว่า “คนตายแล้ว นอนเหมือนคนตาย มันจะรู้จะเห็นปราสาทวิมานอะไร อยากได้ อยากรู้ อยากเห็น ต้องนั่งบําเพ็ญภาวนา จึงจะเห็น ของพรรค์นี้บอกกันเดี๋ยวนี้จะหาว่าเราบ้า”
พระคุณของหลวงปู่ขาว ด้วยความเมตตาจึงได้สั่งสอนอบรมลูกศิษย์ต่ออีกว่า “ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวไว้ดี อยากรู้ อยากจะเห็น มันต้องทําเอาเอง พระธรรม ดวงธรรม แสงสว่างทางแห่งความสุข วิมุตติโมกข์ มันมีอยู่ในตัวเรา ขอจงลงมือทํา อย่ามัวแต่อยากเฉยๆ ไม่ประพฤติ ไม่ทํา มันก็เหมือนคนตาบอดหลงทาง พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์มีอยู่ ทุกเมื่อ ใครกินผู้นั้นก็อิ่ม จะถามคนที่กินอาหารอิ่ม มันเป็นอย่างไร จะไปถามทําไม? อาหาร คือ ธรรมโอสถมีแล้ว เมื่อกิน คือ ลงมือปฏิบัติ ไม่ต้องถามดอก ถ้ามันถึงเมืองอ้อ เมืองพอแล้ว มันจะออกปากอุทานว่า อ๋อ ! เป็นอย่างนี้เอง”
ครั้นในช่วงเวลาต่อมา มีผู้ศรัทธามากราบขออนุญาตต่อเติมเสริมแต่งบริเวณถํ้าหินออกไปอีกเล็กน้อย และเทพื้นปูนซิเมนต์ให้ระดับของพื้นจะได้สมํ่าเสมอเท่ากัน พร้อมทั้งซ่อมแซมกุฏิเดิม ที่มีอยู่จากกระท่อมเล็กๆ ให้ดีขึ้น เพื่อพระภิกษุสามเณรจะได้อยู่อาศัย และครั้นภายหลังจากการ ทําพื้นโบสถ์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นอีกจํานวน ๔ องค์ ขนาดกลาง ดังที่พวกเราได้เห็นอยู่ในโบสถ์ (ถํ้า) ปัจจุบันนี้ โดยอาศัยช่างจากพระลูกศิษย์ของหลวงปู่ขาวนั่นเอง เช่น พระอาจารย์บุ อาจารย์คล้าย หลวงปู่สิงห์ ตลอดพระภิกษุสามเณรภายในวัดในขณะนั้นเป็นแรงงานช่วยเหลือกัน
สอนธรรมสอนภาวนาแก่ศิษย์
สําหรับพระธุดงคกรรมฐาน ตลอดสามเณร แม่ชี ศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ที่มุ่ง เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ผู้สั่งสอนชี้แนะ ทั้งพระศิษย์ที่เคยอยู่ศึกษาอบรมกับหลวงปู่ขาวมาก่อน และที่จะมากราบขอถวายตัวเป็นศิษย์ เมื่อทราบข่าวว่า หลวงปู่ขาวท่านมาพํานักบําเพ็ญภาวนา อยู่ที่วัดถํ้ากลองเพลนี้ แม้ว่าเป็นช่วงเริ่มสร้างวัดใหม่ๆ ซึ่งจะต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบาก ก็ตาม แต่ด้วยความปรารถนามุ่งมั่นทางธรรมอย่างแรงกล้า ต่างจึงทยอยกันออกเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่ขาวมาขอพักปฏิบัติธรรม เพื่ออยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งธรรมของท่านมากยิ่งขึ้นๆ ตามลําดับ เพื่อมาฝึกฝนอบรมทรมานจิตใจ เจริญเมตตาภาวนา และคอยฟังพระสัทธรรมเทศนาของหลวงปู่เป็นจํานวนมาก โดยหลวงปู่ท่านจะยึดคติธรรม “ความทุกข์เป็นบทเรียนของชีวิต ความทุกข์ สอนให้คนพบความจริงอันแท้จริง” พระภิกษุ สามเณร จึงต่างองค์ก็ต่างขะมักเขม้นซ่อนเร้นภายในป่าเขาอันสงบสงัดวิเวกตามสมณวิสัย ปรารถนาความเพียรกันอย่างเอาจริงเอาจัง จนมี ความรู้ความฉลาดเกิดขึ้น สติปัญญาเฉียบแหลม จิตใจสงบสงัดสว่างไสว
ในระยะแรกๆ ที่หลวงปู่ขาวท่านมาอยู่วัดถํ้ากลองเพลนั้น วัดนี้ยังเต็มไปด้วยป่ารกชัฏ มองแทบจะไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ในเวลากลางคืนนั้นนักบําเพ็ญทั้งหลายจะต้องคอยระมัดระวังอยู่เสมอ เพราะสัตว์ป่านานาชนิดมันออกมาหากินในเวลากลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้างใหญ่เพราะมันเที่ยวออกหากินเป็นฝูงๆ เลยทีเดียว บรรดาเสือโคร่งยามที่ออกหากินแล้วยังส่งเสียงร้องก้องป่าอย่างน่าสยดสยองเสียอีกด้วย หมีค่อยๆ ออกหากินอย่างสงบ ความสงบอันนี้แฝงไว้ด้วยความดุร้าย อันหมายถึงชีวิตเลยทีเดียวกระนั้น
แต่ครั้นพอพลบคํ่าเสียงเจ้าฝูงลิง ค่าง บ่าง ชะนีก็ส่งเสียงก้องกังวาน มันร้องบอกเป็นธรรมว่า ปวดๆ หรือปลดๆ นักภาวนาทั้งหลายก็จะต้องโอปนยิโก น้อมเข้ามาพิจารณาในตัวในตนเองทันที ชะนีนั้นแม้ตัวของมันเองจะเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ตามทีเถิด แต่เสียงของมันเป็นเครื่องเตือนใจเตือนสติของมนุษย์ทั้งหลายได้ดีเสมอ บอกให้เราผู้ยังแบกหามภาระทุกข์ คือ ความปวด ความเจ็บให้ปลด ให้ปล่อย ให้วาง เพื่อให้เกิดซึ่งความว่างสู่ความจริงตามสภาวะของธรรม แต่มันไม่เป็นเสียอย่างนั้น เราเองต่างหากกลับเป็นผู้หัวดื้อ คอยยื้อยุดฉุดแย่งเอาสังขารร่างกายมาให้อยู่ในอํานาจ ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย ส่วนหลวงปู่ขาวท่านบอกว่าธรรมชาติ คือ ชะนี มันจึงบอกให้เราปลดๆ ปล่อยๆ สําหรับนักฝึกหัดบําเพ็ญเพียรภาวนา แม้จะไปอยู่ในสถานที่ใดมากคนหรือน้อยคน ก็หามีปัญหาใดไม่ แต่ก็จะมีครูอาจารย์สอน หรือธรรมเป็นเครื่องเตือนใจอยู่เสมอ
ฉะนั้น นักภาวนาทั้งหลายจึงไม่ควรบ่นถึงความน้อยใจหรือเสียใจเลยว่า เราไม่มีอาจารย์สอนธรรมให้ หรืออาจจะบ่นว่าอยู่ไกลกับอาจารย์ เลยทําให้ตนขาดทุนจากอริยทรัพย์ คือ ความดี หลวงปู่ขาว เทศน์สอนภาวนาว่า “สิบวันก็ไม่ว่าพุทโธครั้งหนึ่ง มันจะไปถึงไหนล่ะ มีแต่ลงนรก นู้นแหละ เมืองนรกนี้ทางลงเตียนโล่ง เตียนเหมือนภูเขาหัวโล้น “โอ้ย ! ทางลงนรกนี้เตียนโล่ง” หลวงปู่ขาวว่า “ทําไมมันจึงเตียน มันแย่งกันลง” ว่าอย่างงั้น กูลง มึงลง จนจ่ายมบาลจดชื่อตามไม่ทัน มันมาเป็นพวกเป็นหมู่ลงกระโดดลงไปในนรก แต่ทางไปสวรรค์รกๆ ทําไมมันจึงรก สิบปีก็ไม่มีใครไปสักคน สิบปีก็ไม่มีใครสร้างคุณงามความดี คนเป็นหมื่นๆ ล้าน มีใครบ้างที่อุตส่าห์มา สร้างคุณงามความดี มันน้อยเหลือเกิน
การภาวนาก็เป็นอริยทรัพย์ภายใน มันจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ ติดไปสวรรค์ ลงมามนุษย์ มาตกอยู่ในที่มั่งคั่งสมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ยากไม่จน ทรัพย์อันนี้ติดตามไป บ่มีสูญหายดอก ตามไปจนสิ้นภพสิ้นชาติ หรือจนเหนื่อยหน่ายต่อความชั่ว เบื่อหน่ายไม่มีความยินดี ไม่อยากเกิดอีก ภาวนาไปๆ ก็จะไปสู่พระนิพพานตามเสด็จพระพุทธเจ้าเท่านั้นแหละ ก็สบายเท่านั้นแหละ คนเรามันมักอยากมาเกิดอยู่เสมอ
ให้พากันตั้งใจ วันหนึ่งๆ เราจะนั่งภาวนา นั่งภาวนาก็ให้นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรงดํารงสติ อย่าปล่อยใจ ให้ตั้งสติอยู่กับใจ ให้เอาพุทโธเป็นอารมณ์ ทีแรกว่า “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” ๓ หน แล้วจึงเอาแต่พุทโธคําเดียว ทํางานอะไรอยู่ก็ได้ พระพุทธเจ้าท่านบอก ทําได้ทุกอิริยาบถ ได้ทั้ง ๔ อิริยาบถ ยืนก็ได้ เดินก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้ นอนไม่เป็นท่าดอก เอนลงไปเดี๋ยวก็เอาสักงีบเถอะ เดินนั้นแหละดี นั่งกับยืนก็ได้ ได้หมดทั้ง ๔ อิริยาบถ พากันทําเอา”
ถ้าผู้มีปัญญาจะต้องฟังเสียง ดูรูปของธรรมอยู่ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นเสียงของคนหรือสัตว์ รูปของคนหรือสัตว์ จะต้องแสดงออกให้เห็นในเรื่องของความดี ความชั่ว ความสุขและความทุกข์ ซึ่งเรียกว่า ทุกข์ สมุทัย ทั้งนั้น เมื่อไปเห็นคนอื่นเขาทุกข์ หรือได้ยินเสียง เขาร้องระทมทุกข์ เราอย่าได้ไปดูหมิ่นเหยียดหยาม เพราะเรากับเขาเป็นมนุษย์ด้วยกัน มีหู ตา แข้งขาเท่ากัน มีความเจ็บ แก่ ตาย ด้วยกัน เมื่อเขาทุกข์ เราก็ทุกข์โดยไม่ต้องสงสัย ที่เขาตกทุกข์ ได้ยาก เพราะความหลงของเขา กรรมของเขา ถ้าเรามีปัญญาแล้วต้องนํามาพิจารณาว่าจะมีวิธีใดที่จะช่วยเขาได้บ้าง เป็นกรุณาในพรหมวิหาร
หลวงปู่ขาวมีความเมตตาสงสารอยู่เสมอ การเมตตาของท่านมีอยู่ ๓ ประการ
เมตตากายกรรม ช่วยทําภาระธุระของภิกษุ สามเณร เช่น การนําพาให้ทําสิ่งที่จําเป็นและเป็นประโยชน์ เช่น บ่อนํ้า ถังนํ้า เป็นต้น
เมตตาวจีกรรม ช่วยสั่งสอนแนะนําพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ทั้งฆราวาสญาติโยมให้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ อันชอบประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบําเพ็ญสมถ – วิปัสสนากรรมฐาน ท่านชอบให้ตระหนักในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ท่านจะไม่ส่งเสริมงานก่อสร้างใดๆ ในช่วงฤดูเข้าพรรษาใดๆ ก็ตาม ไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างทุกๆ สิ่ง ไม่ว่าใครจะมีศรัทธาแต่ ประการใด ยกเว้นเสียแต่กรณีจําเป็นอย่างยิ่ง มิได้กระทําแล้วจะยังความเสียหายมาให้เท่านั้น ทั้งแนะนําพูดท้าทายแก่บรรดาศิษยานุศิษย์ว่า “ผู้นี่ (เรานี่) ทําจนตาย ความเพียรแก่กล้าถึงขนาดนี้ ยังไม่ยอมท้อถอย จะให้ทําจนตายก็ยอม เป็นอย่างไรก็เป็นกัน” เหตุที่ต้องพูดท้าทายก็เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ลูกศิษย์นั่นเอง
เมตตามโนกรรม ใจอันสะอาดบริสุทธิ์เปี่ยมไปด้วยความเมตตาธรรมของท่าน ฉายออกมาทางแววตาและรอยยิ้มชนิดเปิดโลก ย่อมทําให้ภิกษุ สามเณร แม่ชี ฆราวาสญาติโยมที่ได้เข้าไปสัมผัสใกล้ชิด เกิดความอบอุ่นใจอย่างน่าแปลกประหลาด และด้วยท่านเป็นผู้ทรงอรรถทรงธรรม การแนะนําสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ ท่านจึงสั่งสอนด้วยความเมตตาสงสารล้วนๆ ซึ่งเป็นหลักใหญ่ของใจท่านนั่นเอง
ภาค ๑๕ ท่านสอนศิษย์ปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์เข้มข้น
พรรษา ๓๔ พ.ศ. ๒๕๐๑ จําพรรษาวัดถํ้ากลองเพล
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เพื่อนสหธรรมิกคู่นาคของท่าน พร้อมด้วยหลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่ขาน ฐานวโร พระศิษย์องค์สําคัญ ตลอดบรรดาพระภิกษุ สามเณร ได้อธิษฐานจําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพลเป็นปฐมฤกษ์พรรษาแรก และนับเป็นพรรษาที่ ๓๔ ของหลวงปู่ขาว ขณะท่านมีอายุได้ ๗๐ ปี
หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่หลุย ท่านทั้งสองเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่ถูกอัธยาศัยใจคอกันมาก ทั้งๆ ที่ต่างชอบสันโดษ ไปไหนมาไหน มักไปองค์เดียวเสมอๆ แต่ก็มีข้อยกเว้น เมื่อหลวงปู่ขาวไป พบถํ้ากลองเพล ท่านจึงชักชวนหลวงปู่หลุยให้ไปจําพรรษาอยู่ด้วยกันอีก ในปีพรรษา พ.ศ. ๒๕๐๑ และ พ.ศ. ๒๕๐๒ หลวงปู่หลุยจึงอยู่ร่วมกับหลวงปู่ขาวต่อไป รวมเป็นเวลาจําพรรษาอยู่ด้วยกันนานถึง ๓ ปีติดต่อกัน ซึ่งท่านกล่าวว่า ท่านมิได้เคยจําพรรษาอยู่ด้วยใครนานเช่นนี้มาก่อนเลย ยิ่งถํ้ากลองเพลมีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก การที่ท่านทั้งสองจะแยกกันหลีกเร้นไปหาที่สงัดวิเวก จึงแทบไม่มีโอกาสที่จะมา “ทับแดน” กันได้เลย อยู่องค์ละเงื้อมหิน องค์ละถํ้า ไม่ต้องพูดคุยกัน
ในภายหลังได้มาพบบันทึกของหลวงปู่หลุย กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “พระเถระไปเยี่ยมกัน ท่านใช้ฌานของจิต ไม่ต้องพูดกันอย่างคนธรรมดา รู้สุข รู้ทุกข์ รู้ทันที ผิดกับคนสามัญต้องถาม สุขทุกข์กันเสียจึงรู้ได้” จากบันทึกตอนนี้ ทําให้ทราบว่า ครูบาอาจารย์ไปเยี่ยมเยียนกัน ท่านใช้ ฌานของจิตพูดคุยกัน
โดยที่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ นับเป็นปีแรกที่หลวงปู่ขาวท่านมาเริ่มตั้งวัดถํ้ากลองเพล ดังนั้น หลวงปู่หลุย จึงเท่ากับมาร่วมอยู่ในยุค “บุกเบิกแรกตั้ง” ด้วย ท่านมิได้มีนิสัยในทางก่อสร้าง แต่ท่านก็คงช่วยเพื่อนสหธรรมิกของท่านในการเทศนาอบรม โดยเฉพาะเชิญชวนพุทธบริษัทให้มา ร่วมทํานุบํารุงวัดถํ้ากลองเพลด้วย เฉพาะในถํ้ากลองเพล ซึ่งเป็นถํ้าใหญ่กว้างขวาง เพดานถํ้าสูง มีอากาศโปร่ง โล่งสบาย ลมพัดถ่ายเทได้ ปากถํ้าก็กว้าง คนเข้าไปอยู่ในบริเวณถํ้าได้เป็นจํานวนเรือนพัน ในสมุดบันทึกของหลวงปู่หลุย ได้พบข้อความหลายแห่ง ซึ่งท่านให้ชื่อไว้ว่า “โฆษณา เชยชมถํ้ากลองเพลโดยเอกเทศ” ดังนี้
“ถํ้ากลองเพลนี้ มีท่านอาจารย์ขาวเป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนา ทั้งมีพระภิกษุสามเณรเป็นจํานวนมาก มีทั้งฤดูแล้ง ฤดูฝนมิได้ขาด ท่านโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย ผู้ที่แสวงหาวิโมกขธรรมย่อมไปๆ มาๆ อยู่อย่างนั้นมิได้ขาดสาย ท่านเหล่านั้นมาพักพาอาศัย พึ่งร่ม พึ่งเย็นที่คณะอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ท่านพากันก่อสร้างไว้ดังนี้ แม้เสนาสนะไม่เพียงพอก็อยู่ ท่านเหล่านั้นพากันอยู่ในรุกขมูลต้นไม้บ้าง อยู่ในถํ้าบ้าง อยู่ง่ามภูเขาบ้าง แล้วแต่ความผาสุก ของท่านเหล่านั้น”
“ถํ้ากลองเพล ต่ออนาคตข้างหน้าจะเป็นวัดสํานักใหญ่ เป็นสถานที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง ในอนาคตข้างหน้า หากว่าเป็นเช่นนี้ การก่อสร้างใดๆ จะเป็นกุฎีก็ดี หรือจะเป็นสรณวัตถุสิ่งอื่นๆ ก็ดี ล้วนแต่เป็นสถานที่เสนาสนะต้อนรับพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายที่มาแต่จตุรทิศทั้ง ๔ ซึ่งมีอานิสงส์อย่างไพศาล”
ท่านเมตตาโปรดเจ้าคุณมหาไขจนสําเร็จอรหันต์
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเมตตาโปรดเจ้าคุณมหาไข ติสฺสทตฺโต ซึ่งเรียนแต่ปริยัติ แต่ ไม่เคยออกปฏิบัติ จนบรรลุธรรมอัศจรรย์ นับเป็นพระศิษย์องค์แรกของหลวงปู่ขาวที่บรรลุธรรม หลวงปู่จันทา ถาวโร เล่าว่า “ขึ้นถํ้ากลองเพลปีแรก (พ.ศ. ๒๕๐๑) มีมหาเปรียญ ๖ ประโยค เป็นเจ้าคุณอีกด้วย อยู่อําเภอหนองบัวลําภู (ปัจจุบันมาเป็นจังหวัด) คือ เจ้าคุณมหาไข สมัยนั้นได้ ๔๗ พรรษา แก่กว่าหลวงปู่หลุย หลวงปู่ขาว ทีนี้เรียนจบแล้ว ถึงได้เป็นเจ้าคุณ ก็ไม่ได้ปฏิบัติอะไร และสําคัญว่าจบเพียงแค่นั้น ในการเจริญธรรม
กาลต่อมาสมัยนั้นมีผีใหญ่ตัวหนึ่ง อยู่วัดมหาชัยนั่นแหละ มันก็ไปกําคอกําเอวจะฆ่าทิ้ง บวชมาถึง ๔๗ พรรษาก็เป็นโมฆะในการบวช ไม่ได้รับผลอะไรสักอย่างในศาสนา บวชเรียนจบเปรียญ ๖ ก็ไม่มีความหมาย เป็นโมฆะ เพราะไม่ได้เอาความรู้นั้นมาใช้มาปฏิบัติได้แล้วอยู่อย่างนั้น ผีมันกําคอแน่นเข้าๆ จนจะตาย ถ้าไม่ไปภาวนา มันจะเอาให้ตายจึงยอมไป ไปไหนเล่าคิดดูก่อน ตกลงใจว่าไปถํ้ากลองเพล พอตื่นเช้าเตรียมของออกเดินทางไปเลย ไม่บอกใคร ไปแล้วก็ไปมอบตัวให้หลวงปู่หลุย หลวงปู่ขาว สอนในด้านสมถ – วิปัสสนา เพราะรู้ตํารา แต่การปฏิบัตินั้นทําอย่างไรไม่รู้ นั่นแหละ
หลวงปู่ขาว ก็เลยใช้ให้พาไป คืนแรกพาไปภาวนาที่ผาผึ้ง ไม่มีกุฏิหรอก มีก็หลังน้อยๆ ค้างอยู่บนก้อนหิน ไม่มีใครไปอยู่ “ท่านอาจารย์” ยกฐานะให้เป็นอาจารย์เลยนะ หลวงปู่ก็ว่า “โอ๋ ! อย่าเพิ่งพูดถึงขั้นนั้น” “ไม่ ผมพอใจแล้ว สอนผมเถอะว่า เดินภาวนา ยืนภาวนา นั่งภาวนา ทําอย่างไร แต่คืนนี้ผมไม่เดินหรอก กลัวเสือและกลัวช้าง จะเอาแต่นั่ง” “เออ ! ดี ไม่เป็นไร เอาคืนยันรุ่งนะ” แล้วบอกวิธีให้ “นั่งเข้าที่ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ทํากายให้ตรง ดํารง สติให้มั่นเฉพาะหน้า ปล่อยวางความอยากและอุปาทาน ปล่อยวางหมดเสียสิ้น ทําใจให้เหมือนดินและนํ้า หรือผ้าเช็ดเท้า หายใจเข้าพุท ออกโธ เท่านั้น อย่าส่งจิตไปอื่น นั่งคืนยังรุ่ง นั่นแหละ” “เอ้า ! คืนนี้จะไม่นอน” ท่านว่า “ไม่นอน นั่นแหละดี ถ้าไปนอนแสดงว่า เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน มาเลี้ยงกิเลส มันไม่เป็นไป”
ท่านก็เจริญในคืนนั้น มีนกประเภทหนึ่ง นกเค้าไฟมันมาร้องสอนนะ จะว่าสอนก็ใช่ ไม่สอนก็ใช่ มันร้องว่า “อ๊ด อ๊ด อ๊ด เถิด” แหมถึงใจ ธรรมะนี้มันถูกกับ ขนฺตี ตโป ตปสฺสิโน ความอดทนเป็นตปะแผดเผาเสียซึ่งกิเลส ท่านก็เร่งรัดพัฒนาอยู่อย่างนั้น จิตก็เลยรวมใหญ่ ลงถึงฐานอุปจาร-สมาธิอันแน่นแฟ้น เสร็จแล้วท่านก็เดินวิปัสสนา ค้นคว้าในกายนี้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ถึงสภาพตาย ก็ตายพึ้บ ท่านก็เพ่งอืดพองเปื่อยเน่าขึ้นเห็นแจ้งชัด ท่านก็ใช้ปัญญาวิจัยหาเหตุผล แล้วท่านก็ใช้ปัญญาถอนสังโยชน์ ๓ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสขาดจากใจ ได้บรรลุเอกพีชีภิกขุในคืนนั้น ทีนี้ความหิวโหย อยากนอน ไม่มี กลัวเสือ กลัวช้าง ไม่มี นั่นแหละ จิตของท่านก็สว่าง ผ่องใส นํ้าตาไหลคืนยังรุ่ง ท่านก็บอกว่า
“ผมเพิ่งได้บวชวันนี้คืนนี้ในศาสนาพุทธ บวชเป็นพระ ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในคืนนี้ เพราะจิตได้บรรลุธรรมตัดสังโยชน์ ๓ ขาดจากใจ นั่นแหละ แต่ก่อนโน้นบวชก็เป็น โมฆะ ถึงได้เปรียญ ๖ ก็เป็นโมฆะ ๔๗ พรรษา ก็เป็นโมฆะ อะไรก็เป็นโมฆะทั้งนั้น ไม่ได้อะไร เมื่อมาภาวนาปฏิบัติคืนเดียวเท่านั้น ตัดสังโยชน์ ๓ ขาดจากใจได้บรรลุพระโสดาปัตติผล เอกพีชีภิกขุ ท่านบอกว่า รู้ด้วยตนเอง ปัจจัตตัง เห็นแจ้ง ท่านก็เลยปฏิญาณตนถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่หวั่นไหวแล้ว ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ตายแล้ว” ท่านว่าอย่างนั้น
“สาธุ อะโห พุทโธ ธัมโม สังโฆ ข้าพเจ้าเป็นคนประมาทแล้ว เป็นพระประมาทแล้ว เรียนรู้แล้วไม่ได้นํามาประพฤติปฏิบัติ เรียกว่า ประมาทพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์เจ้า แล้วก็ได้นึกประมาทหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่หลายๆ หลวงปู่ที่ท่านเที่ยวธุดงค์ภาวนาอยู่ป่าเป็นวัตร นั่นแหละ ก็เลยประมาทว่าไปนั่งหลับหูหลับตาอยู่ในป่าเขาลําเนาไพรนั้น หาว่าอวดดี และว่าจะได้ความรู้วิชาอะไร เราเรียน เราจึงได้ นั่นแหละ ได้นึกประมาทแล้ว”
ทีนี้ก็เลยได้สติ กลับตัวใหม่ “สาธุ ครูบาอาจารย์ที่ประพฤติกรรมฐานสมัยนี้ ตรงกับ ครั้งพุทธกาลโน้นแน่นอน ข้าพเจ้านึกประมาทแล้ว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หรือหลวงปู่ใดก็ดี ขอครูบาอาจารย์ท่านผู้ดีทั้งหลาย จงอโหสินําเสียซึ่งโทษ ไม่ให้ข้าพเจ้าเป็นบาปเป็นกรรม ข้าพเจ้าเพิ่งบวชเป็นพระในคืนนี้ ต่อแต่นี้ไปจะตั้งใจปฏิบัติบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปตลอดชีวิตจนวันตาย และคุณครูบาอาจารย์ผู้มาฟื้นฟูการปฏิบัติกรรมฐานขึ้นในสมัยนี้ ท่านพระอาจารย์ สีทาองค์แรก ท่านพระอาจารย์เสาร์องค์ที่สอง ท่านพระอาจารย์มั่นองค์ที่สาม ล้วนแต่เป็น นักปราชญ์เอกเมืองอุบลฯ ที่มาฟื้นฟูการปฏิบัติกรรมฐาน และได้บรรลุมรรคผลเกิดขึ้น ทําให้โลกสะท้านหวั่นไหว นั่นแหละ ข้าพเจ้านึกประมาทแล้ว เพราะความไม่รู้” ทีนี้ได้มาปฏิบัติ คืนเดียว จิตได้บรรลุมรรคผล ขออโหสินําเสียซึ่งโทษ ขอขมาโทษอย่าให้เป็นบาปเป็นกรรม จะได้ประพฤติปฏิบัติบูชาคุณของท่านผู้ดีทั้งหลายตลอดชีวิตไปจนวันตาย”
ต่อมาในฤดูแล้งปีนั้น ท่านก็ป่วยหนักขึ้น เป็นโรคตับไตเป็นมะเร็ง ไปหาหมอ เขาบอก ไม่ไหวแล้ว จะสิ้นลมโดยเร็วให้กลับบ้าน สั่งให้หลวงปู่ขาวเตรียมทางบอกทางให้ หลวงปู่ขาวก็ ไปว่า “ตั้งใจดีๆ นะ อารมณ์อดีต อนาคต ปล่อยวางให้หมด เอาปัจจุบันธรรม พิจารณาทุกข์ ทุกลมหายใจเข้าออก เกิดก็ทุกข์ ตั้งอยู่ดับไปก็ทุกข์ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ในโลกทั้ง ๓ นอกจากทุกข์ ไปแล้ว ไม่มี นั่นแหละ มีสติปัญญากํากับจิตให้รู้ทุกข์อย่างนั้น มันจะได้เกิดความเบื่อหน่าย ภพชาติสังขาร เมื่อจะสิ้นลมนั้น จิตมันจะรื้อถอนเครื่องร้อยรัด อวิชชา ตัณหา สังโยชน์ปัจจัย ให้หมดเสียสิ้นในขณะนั้น” นั่นแหละ “พระอริยเจ้าทั้งหลายในครั้งพุทธกาลโน้น ท่านก็ได้สําเร็จ อรหันต์ในขณะที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็มาก ได้สําเร็จอรหันต์ในระยะที่จะสิ้นลมหายใจก็นับไม่ถ้วน”
หลวงปู่ขาวให้โอวาทบอกแนวทางแล้ว ท่านก็กลับวัด คืนนั้นหลวงปู่ขาวไม่นอนนะ ภาวนาเพ่งดูช่วยอยู่ ท่านก็ตั้งใจภาวนา เมื่อจะสิ้นลม ปัญญาเกิดขึ้นเห็นพร้อมว่า “เรามาอยู่กับ กองทุกข์ ดับขันธ์ไปก็ทุกข์ ไปโลกหน้าก็ทุกข์ มาแต่ก่อนก็ทุกข์” ท่านก็เลยปล่อยวางสังโยชน์ ปัจจัย ๑๐ หมดสิ้นกิเลสในระยะนั้น พอสิ้นกิเลสพึ้บก็รู้แจ้งว่าสิ้น พอดีก็สิ้นลม นั่นแหละ ได้สําเร็จอรหันต์ในคืนนั้น นี่แหละ หลวงปู่ขาวว่า “พวกปริยัติโดยมาก ทําให้อินทรีย์อ่อน บารมีธรรมอ่อน ศึกษาเล่าเรียนได้สําเร็จเปรียญ ๙ ก็ดี แล้วก็ไม่ปฏิบัติ บุญพาวาสนาส่งให้แล้วก็ ไม่เอา นั่นแหละ ลาภกับยศ เจ้าฟ้าเจ้าคุณและก็วิชาความรู้นั้น ก็เปรียบเหมือนศิลาทับหญ้า หญ้านั้นก็งอกเงยไม่ได้ มีแต่เหี่ยวแห้งเฉาตายเท่านั้น อันนี้ฉันใด พวกเรียนปริยัติแต่ไม่ปฏิบัติก็ ฉันนั้น” ท่านว่าเป็นอย่างนั้นหมด”
พระศิษย์ปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์
หลวงปู่ขาว อนาลโย นอกจากท่านมีท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เป็นพระศิษย์ที่ตั้งใจออกบวชเพื่อมรรคผลนิพพานแล้ว ท่านก็มีหลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่ขาน ฐานวโร ท่านทั้งสองอยู่ในยุคบุกเบิกแรกตั้งวัดถํ้ากลองเพล ท่านพระอาจารย์จวน หลวงปู่จันทา และ หลวงปู่ขาน ถือเป็นพระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญ ซึ่งหลวงปู่ขาวท่านได้เมตตาสั่งสอนอบรมปลุกปั้น มากับมือ ท่านทั้งสามปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์เข้มข้น ซึ่งกาลต่อมาในเวลาไม่นานนักต่างก็ได้บรรลุ ธรรมอัศจรรย์ เป็นศาสนทายาทสืบทอดพระพุทธศาสนา
ในพรรษานี้ หลวงปู่ขาวท่านเมตตาสอนพระเณรปฏิบัติภาวนาอย่างอุกฤษฏ์เข้มข้นตลอดทั้งพรรษา โดยหลวงปู่จันทาเทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นพยากรณ์ว่า “ลูกศิษย์ของเรานะ หลวงตาขาว” ว่าอย่างนั้น ท่านพยากรณ์เชียงใหม่ นั่นแหละ “องค์นี้สําคัญอรหันต์ ส่วนเหล่านั้นก็เหมือนกันอรหันต์หลายองค์หลายท่าน แต่ไม่มีเหมือนกันนะ ญาณความรู้ ส่วนหลวงตาขาวดีเลิศ เมื่อเราเข้านิพพานแล้ว ควรไป ศึกษานะ” นี้ท่านลึกซึ้ง นั่นแหละข้อสําคัญ
อันธรรมะคําสอนของพระพุทธเจ้านั้น ที่ผมเองได้เข้าศึกษาประพฤติปฏิบัติกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ถํ้ากลองเพล ๕๐๑ (พ.ศ. ๒๕๐๑) ๙๙ (พ.ศ. ๒๔๙๙) อยู่กับ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ บ้านหนองแสง อุดรธานี ๕๐๑ ขึ้นถํ้ากลองเพล ศึกษาธรรมะวินัยอยู่กับหลวงปู่ขาว หลวงปู่หลุย นั่นแหละ ท่านก็แนะนําพรํ่าสอนธรรมะปฏิบัติล้วนๆ และก็ท่านก็พาประพฤติปฏิบัติทั้งนั้น ท่านก็มีความหนักแน่นในการปฏิบัติทั้งนั้น เพราะท่านก็เป็นพระปฏิบัติ ไม่ได้ปริยัติ ลูกศิษย์ก็ไม่ได้
ท่านว่า “ไปอยู่เชียงใหม่ ๑๔ ปีนั้นกับหลวงปู่มั่น รู้สึกว่ามันไม่นอนหรอกกลางคืน ไตรมาส ๓ เดือน ไม่ห่วงในอะไรความนอน” เพราะผมเองก็ถามหลวงปู่ขาวว่า “การที่จะทําความเพียร ให้จิตเข้าสู่ความสงบได้นั้น ทําอย่างไรความเพียรนั้น? หนักเบาอย่างไร? ขอหลวงปู่จงเมตตา เกล้ากระผม พอใจยอมตัวเป็นศิษยานุศิษย์ประพฤติปฏิบัติตามแล้ว โดยไม่หวั่นไหว”
หลวงปู่ขาวก็ว่า “วิธีการกระทํานั้น เจริญสมถกรรมฐาน เดิน ยืน นั่ง วิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาค้นคว้าในร่างกายนี้น้อมลงสู่ไตรลักษณ์ เห็นแจ้งประจักษ์ทุกเมื่อ” ท่านก็เน้นอีกว่า “การที่จะทําจิตให้เกิดสมาธิ ผลเกิดขึ้นอันแน่นอนมั่นคงนั้น ศีลต้องบริสุทธิ์ ทําความเพียร อดนอนผ่อนอาหาร อันนี้จะนําจิตเข้าสู่ความสงบได้เร็ว อย่างช้าเดือนหนึ่ง อย่างกลาง ๑๕ วัน อย่างเร็ว ๗ วัน เห็นผล นั่นแหละ ถ้าใครทําความเพียร อดนอนผ่อนอาหารได้ก็จะเป็นไป”
หลวงปู่ขาวก็ว่า ได้อยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านก็สอน “ท่านขาว ! จิตมันหยาบ อวิชชา ตัณหามันเหนียวแน่นปกคลุมหุ้มห่อมาหลายภพหลายชาติแล้วจิตอันนั้น” นั่นแหละ “แต่ทีนี้ต้องทํา ความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ อย่างขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นละเอียด ไม่ขาดวรรค ไม่ขาดตอน เหมือนลูกโซ่ไม่ขาดสาย ทั้งวันคืน ให้จิตเข้าสู่ความสงบในขั้นเหตุอยู่เสมอ เมื่อจิตสงบอยู่อย่างนั่น การกระทํา มีอารมณ์เดียว อดนอนผ่อนอาหารนั่นแหละ หนักเข้าจิต สติปัญญากับกายนี้มันเข้ามรรคสามัคคี กันแน่นแฟ้นแล้วนั้น ต่อไปมันก็จะได้รวม เมื่อรวมลงไปแล้ว จึงจะได้แสงสว่างและความรู้ และกําลังจิตนั้น รู้ฉลาดต่อธรรมทั้งปวงได้และไม่หวั่นไหว” นั่นแหละ
หลวงปู่มั่นท่านว่า “ขาว ! เราทําความเพียรมานี่ ตาย ๓ ครั้ง ตายเพราะทําความเพียร ๓ ครั้งแล้ว จึงได้ธรรมะความรู้มาสอนลูกศิษย์ทั้งหลาย” นั่นแหละ “ว่าความเพียรอ่อน ก็ยาก ที่จะเป็นไปนั้นนะ นักบวช” ท่านว่า นั่นแหละ
วันหนึ่ง หลวงปู่ขาวนั่งภาวนาอยู่ หงายหลังล้มตึ้ง ลงไปใส่ฟากเลยนะ พื้นศาลาปูด้วยฟาก พอลุกขึ้นมาก็ไปเลย ท่านอาจารย์นู คนร้อยเอ็ดก็ว่า “ครูบาขาว ทําความเพียรอัตตกิลมถานุโยค ไม่ได้อะไรดอก” หลวงปู่ขาวก็ว่า “โอ๋ ! โยค หรือไม่โยคก็ตามเถอะ ไอ้เจ้าผู้ไม่โยค จงติดสุขอยู่นั่นเถอะ” นี่ผู้มีความเพียร ไม่หลงไปตามคําพูดของใครทั้งนั้น ๑๔ ปี ท่านได้บรรลุอรหันต์พ้นทุกข์ เพราะการทําความเพียรไม่ลดละทั้งวันคืนนั่นแหละ ทีนี้ อาจารย์นูไม่ได้อะไร เพราะทําความเพียรติดสุขนั่นแหละ”
นี้ผมเองก็เลยตั้งสัตยาธิษฐานใจมั่นต่อหลวงปู่หลุย หลวงปู่ขาว ว่า “ไตรมาส ๓ เดือน จะไม่นอน พรรษาแรก ๕๐๑ นั้น จะตั้งใจบูชา เผื่อว่ารู้ธรรมเห็นธรรมต่อไป แต่ขั้นต้นนั้นก็จะพยายามเสียก่อน พยายาม ขึ้นเดือน ๓ กุมภาฯ ถํ้ากลองเพล ฤดูแล้งในนั้น จะพยายามไปเสียก่อน เผื่อว่าฝึกจิตกับกาย กับสติปัญญา ให้ได้กําลังเสียก่อน เข้าพรรษาจึงจะตั้งความสัตย์เอาอย่างอุกฤษฏ์ ไตรมาส ๓ เดือนจะไม่นอน นึกในใจ แต่ก็ตั้งสัตย์”
สําหรับหลวงปู่ขาน ฐานวโร ออกบวชในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ พอออกพรรษาแล้ว ท่านได้ออกธุดงค์เดินทางไปวัดถํ้ากลองเพล เพื่อปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาว และในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๒ ท่านได้จําพรรษาร่วมกับหลวงปู่ขาว เป็นเวลาติดต่อกัน ๒ พรรษา ท่านได้รับอุบายธรรมจาก หลวงปู่ขาวมากมายจนปลาบปลื้มเกิดเป็นกําลังใจในการปฏิบัติธรรม และท่านได้ปฏิบัติภาวนาอย่างอุกฤษฏ์เข้มข้นทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งอดนอนผ่อนอาหาร อดอาหาร มีสติอยู่ด้วยอิริยาบถ ทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน บางคราวก็ถือเนสัชชิอยู่ในอิริยาบถ ๓ ไม่ยอมให้หลังติดพื้น มุ่งมั่นทําความพากเพียร ชอบอยู่อย่างสันโดษตามถํ้า ตามผา ตามโขดหิน พลาญหินบ้าง โคนไม้บ้าง ไม่คลุกคลีอยู่กับหมู่คณะ เมื่อติดขัดสิ่งใดก็เข้าไปขอรับอุบายธรรมต่างๆ จากหลวงปู่ขาว นับว่า ได้รับความอิ่มเอมใจอย่างมาก
วันหนึ่งหลวงปู่ขาวได้กล่าวแก่หลวงปู่ขานว่า “วันนี้เป็นวันพระไม่ต้องจําวัดหลับนอน” เมื่อหลวงปู่ขานได้ฟังดังนั้นแล้ว ท่านก็ปฏิบัติตามที่หลวงปู่ขาวบอกทุกประการ วันนั้นหลังจาก การทําวัตรสวดมนต์เสร็จ หลวงปู่ขาวได้เทศน์อบรมพระภิกษุสามเณรภายในถํ้ากลองเพลนานถึง ๒ ชั่วโมง เมื่อท่านเทศน์จบลงพระภิกษุสามเณรต่างก็แยกย้ายกันไปยังที่พักของตน ส่วนหลวงปู่ขาน ยังคงปฏิบัติตามที่หลวงปู่ขาวบอก คือ ไม่ให้นอน ให้ทําความเพียรด้วยเนสัชชิ ถืออิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน และนั่ง ไม่ยอมให้หลังแตะพื้นเป็นอันขาด ในคืนดังกล่าวหลวงปู่ขานนั่งสมาธิตลอดทั้งคืนจนถึง ๖ โมงเช้า ในระหว่างที่ท่านนั่งภาวนาไม่ว่าอากาศจะร้อน ยุงจะเยอะแค่ไหน ท่านก็ใช้ขันติ คือความอดทนต่อสู้จนผ่านพ้นไปได้โดยไม่ยอมให้หลังแตะพื้นเลย เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นการ ทดสอบความอดทนความเพียร อีกนัยก็คือข้อสอบโจทย์สําคัญที่หลวงปู่ขาวนํามาทดสอบท่านได้เป็นอย่างดี
ในด้านข้อวัตร หลวงปู่ขานปฏิบัติอย่างสมํ่าเสมอมิได้ขาดในกิจวัตรใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็น การปัดกวาดทําความสะอาดลานวัด ศาลา กุฏิ และห้องนํ้า สมัยนั้นที่ถํ้ากลองเพลยังไม่สะดวก สบายอย่างเช่นปัจจุบัน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องปั๊มนํ้า ดังนั้น เวลาจะใช้นํ้าในการทํากิจวัตรต่างๆ จึงต้องไปตักนํ้าจากลําธารมาใส่ตุ่ม ใส่อ่างล้างบาตร ใส่ห้องนํ้า และตามกุฏิของครูบาอาจารย์ หลวงปู่ปฏิบัติเช่นนี้มิได้เว้น ท่านจําพรรษากับหลวงปู่ขาว ๒ พรรษาติดต่อกัน จากนั้นท่านได้ กราบลาหลวงปู่ขาว ออกไปแสวงหาโมกขธรรมต่อไป
ท่านสอนพระธรรมวินัยและธุดงควัตร
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านสอนพระศิษย์ให้เคร่งครัดและให้มีปัญญาในการปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย และธุดงควัตร โดย หลวงปู่จันทา ถาวโร เทศน์ไว้ดังนี้
“ธรรมเหล่าใด วินัยเหล่าใด เป็นไปเพื่อสะสมซึ่งกองกิเลส อันนั้นไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่ศาสนาคําสอนพระเจ้า (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลาย นั่นแหละ ธรรมเหล่าใด วินัยเหล่าใด เป็นไปเพื่อความไม่สะสมซึ่งกองกิเลส นั่นแหละ เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ยินดีแต่ของที่มีอยู่ ไม่สะสม สิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลสนั่น นั่นแหละ ธรรมเป็นอย่างใด เป็นสัตถุศาสนาคําสอนพระเจ้าแท้
…อย่างวัดของผมนี่นะ ขอปวารณาท่านผู้มาอยู่ร่วมด้วย อย่าพึ่งถือตัวอย่างนู้นอย่างนี้ ผ้านุ่งห่มอะไรไม่มี ก็ต้องการอะไร ก็ได้ตามชอบใจเท่าที่มีอยู่นะในห้องพุทธ ในห้องศาลานั่น เก็บไว้เป็นของกลาง สงฆ์ที่อยู่ประจําวัดที่มาแต่ทิศทั้ง ๔ ก็ดี ทํามาได้ยึดไว้ตั้งแต่อยู่กับหลวงปู่ขาว ถํ้ากลองเพลนะ ตอน ๒๐ กว่าปี แล้วหลวงปู่ขาวท่านก็พาทําอย่างนี้ เก็บไว้เป็นส่วนกลางนะ
ข้อที่ ๖ ปัตตปิณฑิกังคะ ข้อนี้สมาทานมาแล้วหวานคาวรวมใส่บาตรหมด อยากซดนํ้าแกงนะ ท่านบอกเป็นเปลี่ยน เปลี่ยนเป็นโจก (แก้วนํ้า) ก็ได้ โจกแก้วเทให้เต็ม ยอตูดขึ้นโจกแก้วซดก็ได้ (ยกแก้วซดได้เลย) นั่นแหละ แต่ก็ไม่หยิบอะไร มันยังเลื่อมเล่ห์อยู่นะ มันยังโลภอยู่ นั่นแหละ หวานคาวรวมใส่บาตร เอาไว้ฉันนั่นแหละ ข้อนี้จําไว้ ไม่มีภาชนะเป็นสอง จะเอาใบตองและถุงยางลงไปรองไว้ก็ไม่ได้ มันเป็นภาชนะเป็นสองนั่น อนึ่ง ธุดงค์ข้อนี้จะขาดนะ จําไว้ ให้มีหนึ่งเท่านั้น ไม่มีสอง มีแต่บาตรใบเดียวเท่านั้น หวานคาวอะไรเอาลงเลย แต่อย่าพึ่งเอาลงมาก พอฉันหมด นั่นแหละ หรือจงไว้ให้บักแดงกินแหน่ (เหลือไว้ให้ไอ้แดงกินหน่อย) อย่าพึ่งฉันหมดนะ
หลวงปู่ขาวท่านว่า “ไปอยู่เชียงใหม่ เชียงใหม่นะ ๑๔ ปี ฉันข้าวอาหารอยู่บนภูเขา หลวงปู่มั่นว่า “ขาว อย่าฉันหมดหลาย (นะ) จง (เหลือ) ไว้ให้บักดําบักแดงแหน่ (หน่อย) นี่มาแย่งอยู่เรื่อยนะ มาแย่งกับบักดํา บักขาว รอกินอยู่นั่น” มันก็เลยฉันไม่หมดน่ะสิ “จงได้จงเสีย (เหลือได้ เหลือไว้) อย่าเห็นแก่ปากแก่ท้องเพิ่นหลาย (ตัวเองเกินไป) ไว้ให้ทานแหน่ (หน่อย) ผู้ไม่มีอํานาจวาสนา คือ (อย่าง) หมานั่น นกหนูปูปีกทั้งหลาย หลายตัวนั่น ให้ทานก็เป็นบุญเหมือนกัน” หลวงปู่มั่นว่าอย่างนั้น” “ผมก็เลยไม่ฉันหมด” หลวงปู่ขาวว่านะ
นั่นแหละ อย่าเห็นแต่ประหยัดประโยชน์ตน อันนี้ข้อสําคัญนะ ปัตตปิณฑิกังคะ หวานคาวลงบาตรหมด จําไว้ เมื่อเราได้ข้อนี้แล้ว ก็อย่าพึ่งไปติฉินนินทานะ ข้อที่ห้า ฉันมีภาชนะเป็นสอง อย่างนู้นอย่างนี้ เออ ! ขี้โลภว่า ตัวนี่เป็นคนขี้โลภไปติฉินนินทาท่าน ไปว่าล่วงเกิน หรือไปว่า ประมาทคําสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ดีแล้ว บาปกินหัว
นั่นแหละ มันจัดเข้าในโภชนวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ที่ ๑๒ ภิกษุสามเณรพึงคํานึงใจว่า เมื่อฉันอยู่ เราจะไม่แลดูบาตรผู้อื่นด้วยคิดว่าจะยกโทษ จะละข้อนั้นเข้าอีกแล้ว นั่นล่ะถ้าเรา เอาปัตตปิณฑิกังคะ ไปเสียดสีองค์ที่เอาเอกาสนิกังคะ มีภาชนะเป็นสองว่าคนขี้โลภ ปาจิตตีย์กินหัวนะ ระวังให้ดี อย่าไปใส่ร้ายป้ายสี นั่นแหละ นอกนั้นทําได้อย่างนั้นก็ดีมาก นั่นแหละ ถูกต้องแล้วตามหลักคําสอนพระพุทธเจ้า จําให้ดี
ทีนี้ ปัตตปิณฑิกังคะนี้ หลวงปู่มั่นได้ แต่ว่าหลวงปู่เสาร์นั้นเป็นอาจารย์หลวงปู่มั่นนะ เอาแค่เอกาสนิกังคะ มีภาชนะเป็นสอง นั่นแหละ อาจารย์กับลูกศิษย์ต่างกันอย่างนั้น นั่นแหละ ก็ได้เหมือนกัน ได้อาหารได้กินทานเหมือนกัน ไม่ผิด ถูกต้องแล้ว ดีก็ไม่เอา ทุกข์นี้ก็ไม่มี
นี่แหละ ข้อที่ ๗ ขลุปัจฉาภัตติกังคะ จัดอาหารลงใส่บาตรพอควรแล้ว ทีนี้ก็ให้พร ลงมือ ฉันแล้ว ห้ามอาหารมาภายหลัง ไม่เอานะ แสดงความขี้โลภ ได้ยังไม่พอข้อนี้ อย่าพึ่งเอาอีก เอาเพียงแค่นี้เท่าที่มาตามเดิม ไม่เอาเท่านั้น นี้เป็นเครื่องตัดกิเลสความอยาก อย่าพึ่งหลงไปเอา ถ้าเอาก็ขาด ธุดงควัตรข้อนี้ขาด แสดงความขี้โลภ
นั่นแหละ หลวงปู่ขาวสอนผมนะ ข้อนี้ท่านสอนแน่นอน เพราะหลวงปู่มั่นสอน นั่นแหละข้อที่ ๗ นี้เมื่อลงมือฉันแล้วอย่าทําอย่างนั้น ทายกทายิกาเขาอยู่บ้านไกล ตื่นสาย เขาก็เตรียมมา แต่ไกล “ข้าแต่ครูบาอาจารย์” นั่นแหละมาแล้ว “เออ ! เอามาๆ” มาฉันก็ได้มาก ต้องยกย่อง ส่งเสริมนะ อย่าพูดว่า “โอ้ย ! อาตมาเอาธุดงค์ข้อนี้ ไม่เอาแล้ว มาใส่หลังเขา” อย่าพูดอย่างนั้น ท่านว่า พูดยกย่องส่งเสริมไว้ “โอ้ ! มา ดีมากๆ” ให้เอาถ้วยเอาชามมาไว้ ตักใส่ๆ ทําเหมือนเอา ดอก (หรอก) นี่แหละ “เออ ! ถ้ามาทีหลังแต่เช้าได้บุญมาก สายก็ได้บุญมาก ดีเหมือนกัน โอ้ ! อร่อยจริงๆ นะ” อาหารโจม (ยก) ออกเสีย
นี่หลวงปู่ขาวสอนผมนะ อย่าพึ่งพูดว่า “อาตมาเอาธุดงค์ข้อนี้แล้ว ลงมือฉันแล้วไม่เอา” อย่าพูดนะ แปลว่าเราเป็นปราชญ์หูเดียว ตาเดียว ไม่รอบคอบ ทําลายบุญกุศลของทายกทายิกา ผู้มาแต่ไกล แล้วก็เราตัดลาภของเราเอง นั่นแหละ ควรที่จะได้กินต่อไปไม่ได้กิน ต่อไปเขาก็ไม่มา “โอ้ ! ไม่ไปแหละ ไปแล้วท่านก็ไม่เอาภัต เสียเวลา เสียหวังพึ่งเสียเปล่า” นั้นแหละไม่ดี จําไว้นะ ข้อนี้ ให้มันฉลาด เอาธุดงควัตรอะไร ให้มันฉลาด ให้รอบรู้ รู้รอบ อย่าทําตนเป็นคนโง่ อย่าเห็น แก่ปากแก่ท้อง กินน้อยนอนน้อยนั้น พูดน้อย มันถึงจะเป็นไป เร่งความเพียรให้หนักหน้าเสมอ อย่าพึ่งคนที่จะถอยหลัง ก้าวหน้าอย่างนั้น มันถึงเป็นไป วางจิตใจลงเป็นหนึ่งไม่มีสอง
นั่นแหละปาราชิกข้อที่ ๑ ภิกษุสุทินน์เป็นเหตุ จําไว้ แล้วภิกษุก่อนเสพกามกับนางวานร สิกขาบทนี้อรหันต์ต่อไปนะ หมาตัวเมียถ้าเสพเข้าไปแล้วก็ได้เหมือนกันนะ อย่าไปจับต้องลูบคลํา นกหนูปูปีก ปูปลาในนํ้า กบเขียดปูหอย สําคัญว่าเป็นสัตว์ตัวเมียแล้ว อย่าพึ่งไปจับต้องลูบคลํานะ พระบางวัดจับหมา เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ตัวผู้ตัวเมียไม่ว่า จับลูบคลําอย่างนั้น ไม่ลูบพระวินัยนะ ปรับอาบัติทุกกฏ ปรับอาบัติทุกกฏนะ ศีลเศร้าหมอง ศีลตัวนี้เศร้าหมอง เป็นสมณะไม่สมบูรณ์ ผมอยู่กับหลวงปู่ขาวไม่มีการแตะต้อง ท่านยํ้าแล้วยํ้าเล่านะ สัตว์ตัวเมียไม่ให้แตะต้อง สิกขาบทนี้ อันนั้นข้อสําคัญจงงดเว้น”
ท่านสอนการปฏิบัติกรรมฐาน
ท่านพระอาจารย์จันทา ถาวโร เทศน์เรื่องหลวงปู่ขาวสอนการปฏิบัติกรรมฐานต่อไปว่า
“นั่นแหละ ยืนเจริญศีลให้คมกล้า ๑๐ นาที แล้วก็ออกที่เข้าสู่ที่นั่งสมาธิ เจริญสมาธิ นั่งลงไปนั้น ตามแนวทางหลวงปู่ขาวสอน ไหว้พระเสียก่อนย่อๆ อรหํ สวากฺขาโต สุปฏิปนฺโน ระลึกถึงครูเสียก่อน นั่นแหละ ระลึกถึงสมบัติเสียก่อน อรหังนี่มีทั่วไป เหตุใดจึงพูดบ่อย ก็พูดมา ไว้เป็นสมบัติของเรา มาปลุกเสกใจนี้ นั่นแหละ เมื่อได้เจริญพร้อมแล้วจะได้บรรลุ อรหํ สวากฺขาโต สุปฏิปนฺโน นี่ ฉะนั้น ปราชญ์ทั้งหลายท่านจึงสอนให้เราเจริญ ปลุกเสกอยู่เป็นนิจ ให้เป็น สัมพันธมิตรจิตใจแน่นชิดไม่ห่างไกลกัน มันชํานาญคล่องแคล่ว ยืน เดินไปมามันก็ออกนึกอย่างนั้น นั่นแหละมันเป็นนิสัยแล้ว ทันสมัยเราจะเดินให้เป็นมรรค เครื่องส่งนําจิตเข้าสู่ความสงบได้
เมื่อทําวัตรย่อๆ เสร็จแล้ว ทีนี้ นะโม ท่านก็บอกไม่ให้ว่า หรือว่าก็ได้ไม่เป็นไร นะโม แปลว่า ความนอบน้อม ขอน้อมไหว้ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ขอน้อมไหว้แหน่ (หน่อย) ท่านดีเลิศประเสริฐทั้งหลาย อยากได้ดี นี่ความหมาย เสร็จแล้วก็ชําระจิตใจให้ผ่องใส อตีตารมณ์อดีตที่ล่วงมาแล้วปล่อยวาง อย่าไปยึด อนาคตารมณ์ อนาคตยังไม่มาถึงก็ปล่อยวาง อย่าไปยึด ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย เอาปัจจุบันรมณ์ชําระใจให้ผ่องใส…
ท่าน (หลวงปู่ขาว) พูดว่า “การทําความเพียรในทางศาสนานี้ จะให้จิตเข้าสู่ความสงบ ได้เร็วนั้น ท่านเคยทํามาแต่เมื่อครั้งท่านไปอยู่เชียงใหม่ ๑๔ ปี ก็ทําวิธีใด? ไม่มีทางอื่นไกล มีแต่ อดนอนผ่อนอาหาร เอาเพียงอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง เท่านั้น การฉันอาหารนั้นก็น้อย เพราะอาหาร (มากไป) จะทับธาตุ พระเณรที่จะก้าวหน้า ต้องเป็นผู้ไม่หวาดหวั่นในการ ทําความเพียร ไม่ห่วงอาลัยในสังขารร่างกาย จะเป็นจะตายอย่างไรเป็นเรื่องของสังขาร ถึงจะห่วงอาลัย มันก็ไม่มีดีที่จะไปอยู่ด้วย ฉะนั้น จงปล่อยวางสังขารลง เหมือนของที่มาอาศัย”
ท่านหลวงปู่ขาวสอนให้ทําใจให้ขาวสะอาด ให้ใจเย็นเหมือนนํ้า ให้ใจหนักเหมือนแผ่นดิน ให้ใจอ่อนนิ่มเหมือนผ้าเช็ดเท้า ท่านสอนให้ทําใจเหมือนกับไฟ ไฟเป็นของร้อน เราทําความเพียรต้องรีบร้อนทั้งกลางวัน กลางคืน ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ให้ลดละ ไม่ให้กาลเวลาล่วงไปเปล่าๆ ท่านสอนให้ทําใจเหมือนลม ลมเป็นของเบาและเย็น
ก่อนที่จะเดินจงกรมก็ดี ยืนภาวนาก็ดี นั่งภาวนาก็ดี ท่านหลวงปู่ขาวให้ตั้งสัจจะไว้ ความเพียรจึงจะไม่ลดละและไม่ถอยหลัง ท่านสอนให้ชําระใจให้ผ่องใสสะอาด ปล่อยวาง ความอยาก ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ ปล่อยความยึดถือขันธ์ (ขันธ์ ๕) ธรรม ๒ ประเภทนี้ทําให้ เวียนตายเวียนเกิด และบันดาลให้ใจไม่อาจเข้าสู่ความสงบ นี่ท่านหลวงปู่ขาว สอนขั้นแรก ความเพียรต้องอยู่คู่สติ
ฟังท่านสอนแล้ว เลยตั้งสัตยาธิษฐานต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งใจมั่นว่า ข้าพเจ้าจะทําความเพียรบูชาพระรัตนตรัย ขอจงเป็นไปในธรรมะเท่าที่จะทําได้ แล้วก็ตั้งสัจจะครั้งแรก จะไม่นอน ๖ วัน ๖ คืน เอาแต่ยืน เดิน นั่ง ข้าวก็เว้นวันฉัน วันไหนฉัน ก็ฉันเพียง ๕ คํา ๑๐ คํา ๑๕ คํา จะเข้าสู่ทางเดินจงกรมก็ยกมือไหว้ พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ สรณํ คจฺฉามิ ตั้งสติประคองจิต ในอิริยาบถเดินจงกรม ตั้งสัจจะว่าจะเดินนานเท่าใดแล้วก็ทําเช่นนั้น
นี่ข้อสําคัญ เดิน ยืน นั่งจะทําอย่างไร ท่านก็บอกว่า “ตั้งสัจไว้หันหน้าสู่ทิศตะวันออกนะ” หันหน้าสู่ทิศตะวันออก ยกมือขึ้นไหว้ครู พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าจะเดินเจริญศีล ชําระศีลให้ศีลผ่องใส ให้ศีลขาวสะอาด ให้ศีลขาวคมกล้า สะอาดดีเลิศประเสริฐสุด เผื่อว่าจะได้ เป็นอาวุธทันสมัยเข้าสัมปยุตต่อต้านข้าศึกใหญ่ให้ปราชัยพ่ายแพ้ไปได้ อันนี้ข้อสําคัญ
นั่นแหละตั้งสัจไว้ อันนี้การที่เดินหันหน้าสู่ตะวันออกนั่นมีความหมายอย่างไร อะไรเป็นเหตุ ท่านก็แนะนําไว้ว่า นักปราชญ์อุบลฯ นะ หลวงปู่ขาว นั่นแหละ ท่านก็บอกว่า “พระพุทธเจ้า ก่อนที่พระองค์จะประสูตินั้น บันดาลให้แม่จะพาไปประสูติประเทศเทวทหนครนั้น ก็ออกเดินทาง พระเจ้าสุทโธทนะจัดเสนาอํามาตย์ เจ้าช้างเจ้าม้าเดินตาม ไปถึงระหว่างครึ่งกลางสองประเทศ ไปที่นั้นก็ประชวรหนัก จะไปไม่ถึงแล้ว บอกเสนาอํามาตย์จัดแจงเสนาสนะเรียบร้อย แม่เจ้าสิริ- มหามายานั้นก็เอามือแขวนเงื้อรัง หันหน้าสู่ทิศตะวันออก พระพุทธเจ้าจะออกจากครรภ์มารดานั้น รกก็แล้วมาหมด เอาขาทั้ง ๒ ออกก่อนนะ ดอกมณฑาตกจากสวรรค์ ๗ ดอก ลงต่อหน้า นั่นแหละออกมาก็แล้ว แล้วก็ยืน ไม่ได้นั่ง ไม่ได้นอนเหมือนมนุษย์ธรรมดานะ นี่เป็นของอัศจรรย์เลิศอย่างนี้
การตั้งความเพียรต้องมีสัจจะ จึงจะเป็นความเพียรของนักปราชญ์เจ้าทั้งหลาย ตั้งสัจจะแล้ววางมือซ้ายเหนือพกผ้า (เหนือสะดือ) มือขวาทับก้าวขาขวา ว่าพุทโธ ก้าวขาซ้าย ว่าธัมโม ก้าวขาขวา ว่าสังโฆ เดินพอดีๆ ไม่เร็วไม่ช้า ถึงสุดทางแล้วเวียนขวากลับหลัง เดิน ๓ รอบแรกว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ อยู่เสมอ เดินตั้งแต่รอบที่ ๔ ไปเปลี่ยนเป็น “พุทโธ” เอาอารมณ์เดียว ก้าวขา ขวาว่า พุท ก้าวขาซ้ายว่า โธ เดินถึง ๑ ชั่วโมงแล้วยืนภาวนา กําหนดรักษาจิตอยู่กับพุทโธ ให้เป็นอารมณ์ของสติ ลมเข้าว่า พุท ลมออกว่า โธ อยู่อย่างนั้น ไม่ส่งจิตไปอื่น รักษาอิริยาบถยืนอยู่ เมื่อถึง ๑ ชั่วโมงแล้วก็ออกจากที่ไปยกมือไหว้ พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ สรณํ คจฺฉามิ เดินไปขึ้นกุฏิ หรือสถานที่อาศัย ขณะเดินไปก็ให้มีสติ
หลวงปู่ขาวท่านสอน “ความเพียรอยู่คู่กับสติ ขาดสติเมื่อไรก็ขาดความเพียรเมื่อนั้น”
หลวงปู่ขาว ท่านก็บอกว่า “ความเพียรอยู่กับสติ กับสติกับปัญญานั่นแหละ กับศรัทธา ฉันทะ วิริยะ ประกอบทุกประโยค อย่าได้ลดละ อย่าได้หวั่นไหว ในชีวิตสังขารไม่ยืนนานไปได้หรอก เดี๋ยวเดียวก็ต้องนําทุกข์โทษภัยมาให้ เป็นที่ไม่น่าปรารถนาทั้งนั้น เมื่อเขาส่งเสริม ให้อํานวยผล ให้อยู่ตามสมัย ก็จงรีบเร่งเจริญอยู่เป็นนิจเอาตายว่า” ว่าอย่างนั้น
“มักง่ายถึงได้ธรรมอันเหม็น” หลวงปู่ขาวว่าอย่างนั้น “มักง่ายถึงได้ธรรมอันเหม็น” แต่ทว่าขี้เกียจขี้คร้าน เดินจงกรมด๊กๆ เด๊กๆ สักหน่อยหนึ่งก็พอแล้ว นั่นแหละ เดินสักหน่อยเดียว ก็พอแล้ว นั่งสมาธิสักหน่อยหนึ่งก็พอแล้ว ว่าแต่พอเท่านั้น จัก (แล้ว) มันพออย่างไร อันนี้ ผลสุดท้ายก็นอนเอาๆ นี้แหละที่ว่า “มักง่ายถึงได้ธรรมอันเหม็น” เหม็นอะไร เหม็นที่ว่าได้แต่ของที่เหม็น ของแก่ ของเจ็บ ของตายมันเหม็น ของที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ อนัตตา มันเหม็น นั่นแหละ มักง่ายไม่พองาม จึงไม่พออยู่ ไม่พอกิน ผัดวันปันเวลาอยู่ เวลานั้นจึงจะทําความเพียร เวลานี้จึงจะทําความเพียร แม้เดินไปไหนมาไหน จิตกับสติกับปัญญาจะก้าวขาก็พุทโธ มันจะพร้อมกันอยู่เสมอ สิ่งไม่เที่ยง เป็นผู้มีความเพียรพร้อมอยู่ทุกกาลสมัย นั่นแหละ สมัยนั้นผมก็เลยตั้งใจ
เมื่อไปถึงที่พักแล้วต้องปัดกวาดให้สะอาด เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของสะอาด ทําความสะอาดเสร็จแล้ว ถ้าเป็นตอนเย็นก็ทําวัตรเย็น จากนั้นก็บําเพ็ญภาวนา อบรมจิตใจให้อยู่กับธรรมะ เอาธรรมะเป็นเครื่องฟอกจิตใจ ใจของเราเทียวเกิดเทียวตายภพน้อยภพใหญ่ มีแต่ไปกินอารมณ์ของโลก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ท่านจึงสอนให้เจริญธรรมเป็นเครื่องฟอก ใจมีสนิมเป็นเครื่องปิดครอบงํา สนิมนั้นดํามืด ได้แก่ โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ อวิชชา ตัณหา สนิมแต่ละ ก้อนนี้เหนียวแน่นติดครอบงําจิตใจมาหลายภพหลายชาติแล้ว เรามาทําความเพียรเพื่อชําระสนิมนี้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้ลับมีดพร้าด้วยความเพียร ด้วยความอดทน ด้วยสติปัญญาฉลาด ลับไปนานๆ สนิมก็หลุดออก มีดนั้นก็คมนี้ฉันใด ใจก็ฉันนั้น
เมื่อไหว้พระสวดมนต์เสร็จ ก็ตั้งจิตแผ่ส่วนบุญให้เจ้าบุญเจ้าคุณ คือ บิดา มารดา และ ผู้มีพระคุณต่างๆ ตลอดจนสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เสร็จแล้วชําระใจให้ผ่องใส ปล่อยความอยากและอุปาทานออกจากใจ จากนั้นหลวงปู่ขาวท่านสอนให้เอาของอ่อนๆ รองก้นให้สูงกว่าทางหัวเข่า เพื่อเวทนาขันธ์จะได้ไม่เกิดเร็ว และนั่งได้นาน แล้วยกมือขึ้นไหว้ครู พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ สรณํ คจฺฉามิ หลวงปู่ขาวท่านว่า ครูสอนมนุษย์และเทพยดาที่จะพาไปพระนิพพาน ก็คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นี่แหละ นอกจากนั้นไปก็ไม่มี จากนั้นเอาขาขวาเต็ง (ทับ) ขาซ้าย มือขวาเต็ง (ทับ) มือซ้าย ร่างกายให้ตรง ดํารงสติเฉพาะหน้า บริกรรม พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ จบ ไม่ให้ก้ม ไม่ให้เงย ไม่ให้เอียงซ้าย ไม่ให้เอียงขวา ถ้าก้มเงยเอียงซ้ายเอียงขวาแล้ว ใจจะไปกังวลกับธาตุขันธ์ ใจจะไม่สงบ ท่านสอนให้ร่างกายให้อ่อน วางใจให้อ่อน
บริกรรมพุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ จบแล้ว ย่นเอาแต่ พุทโธ เป็นอารมณ์เดียว ให้อยู่กับ ลมหายใจเข้าออก คือ ลมเข้าว่า พุท ลมออกว่า โธ อ่อนๆ นิ่งๆ ลองกลั้นใจดู ใจมันไม่ขาดดอก มันถอนขึ้นเอง เอาพอปานกลาง ลมเข้าว่า พุท ลมออกว่า โธ เข้ายาวออกยาว เข้าสั้นออกสั้น ให้มี สติรู้อยู่ ทีนี้ให้ยืนและเดิน ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง มีสติกํากับคอยรักษาจิตอยู่กับพุทโธและกาย ทีนี้เวทนาขันธ์เกิดขึ้น มึนชาก็ดี ปวดร้อนแสบเย็นก็ดี ท่านสอนไม่ให้ลูบคลํา ไม่ให้เกา ไม่ให้พลิกตัวกระดุกกระดิก ไม่ให้ขยับเปลี่ยนอิริยาบถแก้ทุกข์ ถ้าทําอย่างนั้น ปฏิบัติไปร้อยปีก็ ไม่เห็นธรรมะ ท่านว่าเพราะเราติดสุข ความสุขเป็นเครื่องปิดบังทุกข์ เรามาทําความเพียร มานั่งทับทุกข์ เดินทับทุกข์ ยืนทับทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้นเผากาย มันก็เผาใจด้วย ทุกข์เปรียบเหมือนโซ่ ใจเปรียบเหมือนลิง กายเหมือนหลักตอ ผูกลิงไว้กับหลักตอมันก็ไม่ไปไหน เส้นที่ ๑ ได้แก่ สติ เส้นที่ ๒ ได้แก่ ทุกข์
การอบรม (เจริญภาวนา) ทําให้จิตใจมีความเพียรและอดทน กล้าหาญชาญชัย ไม่หวั่นไหวในชีวิตสังขาร เพราะเห็นว่าเป็นของไม่ยั่งยืน ไม่นานก็จะแตกดับไปตามเหตุปัจจัย ท่านให้มีสติ อยู่กับพุทโธ เป็นอารมณ์ของสติ เมื่อล่วงไปถึงชั่วโมงได้ เราก็ชนะทุกข์ คือทุกข์ที่เกิดจากขันธ์
เมื่อเราชนะ “ทุกขเวทนาขันธ์” ได้ ก็ได้ชื่อว่า ชนะตน
เมื่อชนะตน ก็ได้ชื่อว่า ชนะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้
เมื่อชนะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ก็ได้ชื่อว่า ทําใจเป็นปราชญ์ผู้มีความเพียร อดทนต่อต้านเวทนาขันธ์ได้
ทีนี้ (พระอาจารย์จันทา) ก็ยกมือไหว้ครู พุทโธ ธัมโม สังโฆ สรณัง คัจฉามิ เร่งรัด ความเพียรอยู่อย่างนั้น ๖ วัน ๖ คืน เมื่อจบเขตที่ตั้งสัจจะไว้ก็พักผ่อน นอนแบบสีหไสยาสน์ คือ นอนกําหนดภาวนาเหมือนตอนนั่งนั่นแหละ จิตอยู่กับพุทโธ มีสติระวังจิตอยู่เสมอ แล้วพิจารณากาย เป็นอนุโลม ปฏิโลม ทวนขึ้นทวนลง (ให้จิตสงบเป็นสมาธิเสียก่อนจึงพิจารณากาย) ให้เห็นว่าอยู่ในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถ้าจิตถอน (ออก) ก็มาพิจารณาอีก กลับไปทวนมา
ทีนี้ก็ไปกราบเรียนศึกษากับหลวงปู่ขาวว่า “หลวงปู่ ผมทําความเพียรมา ๖ วัน ๖ คืน ถึงคืนที่ ๖ หมดเขตที่ตั้งสัจจะไว้แล้ว นอนภาวนาทับข้างขวา เห็น (นิมิตในสมาธิ) แขนขวาหนัง ขาดแตกออกเป็นร่องกระดูกโผล่ขึ้นมา ผมเอามีดปาดแล่หนังออกหมดตัว เหลือแต่ตาไม่ได้ปาด ก็ดึงเอาตาออก ดึงไม่ขาดก็เลยวางหนังทิ้ง หนังก็เลยไปปก (หุ้ม) กายอีก จากนั้นใจก็เข้าสู่ร่างเดิม ผมก็พิจารณาไตรลักษณ์ อนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ อนัตตาไม่ใช่ของเรา พิจารณาแล้ว พิจารณาเล่า จิตมันถอน (ออกมาจากสมาธิ) ผมทําอย่างนี้ถูกหรือผิด?”
หลวงปู่ขาวบอกว่า “ความอยากนั้นมันห้าว (หาญ) เกินไป เอาความอยากออกหน้านั้น ไม่ถูก ธรรมะทางกรรมฐานนี้เป็นของเกิดเองเป็นเอง มันจะเกิดขึ้นเป็นขึ้นก็เพราะเราทําความเพียรเกิดถูกทาง อย่าไปตั้งความอยากอยู่หน้า ทําอย่างนั้นมันไม่เป็น ไปไหนๆ มันได้เพียงแค่นั้นแหละ ต้องไม่เบื่อหน่าย ถ้ามันเกิด มันจะค่อยขาดไป แตกไป เน่าไปเอง ผลสุดท้ายเหลือแต่กระดูก แล้วก็เพ่งอยู่อย่างนั้น หรือกําหนดเอาไฟเผา ถ้าทําได้แล้วไม่เหลืออะไรสักชิ้น ให้กําหนดจิตเข้ามาสอน
จิตนี้แหละเทียวเกิด เทียวตาย ภพน้อย ภพใหญ่ ก็ได้แต่สังขารร่างกายที่เป็นของแก่ เจ็บ ตาย อยู่อย่างนี้แหละทุกชาติทุกภพ เอาใจสอนใจ เมื่อใจรู้ ใจเห็น ใจแจ้ง ใจฉลาด ใจก็เลยไม่ห่วงอาลัยในชีวิตสังขาร ใจจะปล่อยวางอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นขันธ์ ๕ เมื่อวางได้แล้ว วิมุตติธรรม คือ ธรรมอันเยี่ยมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ได้แก่ มรรคผลนั้น จะอุบัติขึ้นเป็นสมบัติของเรา”
นี้คือหลวงปู่ขาวท่านได้แนะนําพรํ่าสอนอาตมา (พระอาจารย์จันทา) ตั้งแต่นั้นอาตมาก็ได้ความรู้เบื้องต้น ก็เลยตั้งสัจจะอีกว่า ต่อไปจะเอา ๑๐ วัน ๑๐ คืน จะยืน เดิน นั่ง ไม่ยอมนอน อาตมาตั้งสัตยาธิษฐานต่อหน้าหลวงปู่ขาว ท่านบอกอาตมาว่า “เออ ! เอาเลย ข่มความเพียร กล้าหาญชาญชัย ไม่ว่าพระเณร เถรชี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ห่วงอาลัยในชีวิตสังขารร่างกาย จะเป็นผู้รู้ธรรมเห็นธรรมได้เร็วเหมือนกับเดินทางลัด เท่าที่ผมเองทํามาอย่างนี้”
ท่านพระอาจารย์จันทา ท่านปฏิบัติภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ตามสัจจะที่ตั้งไว้ ท่านภาวนาจนจิตรวมลงสู่ความสงบและเมื่อพิจารณาธรรมก็เกิดนิมิตต่างๆ จึงไปกราบเรียนหลวงปู่ขาว โดยท่านพระอาจารย์จันทาเทศน์ไว้ดังนี้
“ครั้นเมื่อไปภิกขาจารทําภัตกิจเสร็จแล้ว ก็เข้ากราบเรียนศึกษากับหลวงปู่ขาวอีก กราบเรียนว่า “หลวงปู่ ผมตั้งสัจจะทําความเพียรมาได้ ๘ คืน จิตครั้งแรกได้นิมิตเห็นตะขาบคู่หนึ่ง วิ่งเข้ามาหา ตัวหนึ่งร้อง “อดๆ” อีกตัวหนึ่งร้องว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ” ผมก็กลัว จิตถอน เข้าที่อีก จิตรวมอีก คราวนี้มีงูเภาคู่หนึ่ง (งูพิษชนิดหนึ่ง) วิ่งเข้ามาหา ตัวหนึ่งร้องว่า “วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ” ตัวที่ ๒ ร้องว่า “ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริํ” ผมจะพิจารณาอย่างไรต่อไป? นิมิตที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นของภายนอกหรือภายใน จะให้ผมทําอย่างไรกับนิมิต?
หลวงปู่ขาว ก็บอกว่า “อย่าไปย่าน (กลัว) นิมิตที่เกิดขึ้น ตะขาบก็ดี งูก็ดี เป็นเรื่อง ภพชาติก่อนที่เราเคยเสวยมา ให้กําหนดถามพระธรรม ได้แก่ ผู้รู้ คือผู้ไม่ตาย ได้แก่ ดวงใจนี้แหละ เขาเป็นตัวเทียวเอาภพชาติอยู่ในสังสารวัฏนี้ไม่หมดสิ้น เขาไม่หลงไม่ลืม กําหนดถามเขา (ถามจิต) นั่นแหละ เขาจะบอกเอง ถามเขาว่านี่คืออะไร? เขาจะบอกว่า นั่นแหละ ชาติภพที่เคยเสวยมาแล้ว ถามว่า เพราะเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น? เขา (จิต) จะบอกว่า เพราะกลืนกินยาพิษ
อะไรคือยาพิษ? คือ โลภะ โทสะ โมหะ อวิชชา ตัณหา นี้แหละ โลก คือ หมู่สัตว์ มียาพิษ ทั้ง ๕ ก้อนนี้อยู่ในใจแล้ว จะทําให้ลืมตน ทําความชั่วด้วยกาย วาจา จิต ประพฤติตนเป็นคนพาลสันดานหยาบช้า คบพาลภายนอกทําความชั่วด้วยกาย วาจา จิต เมื่อสังขารร่างกายหมดสันตติ การสืบต่อแล้ว ก็จะลงสู่สภาพเดิม คือ ตาย เจ้าตัวใจ คือ ตัวซึ่งได้กอบโกยเอาหีนทรัพย์ คือ บาปเต็มที่แล้ว บาปกับกิเลสก็ผูกศอ (คอ) รั้งเข้าท้องตะขาบและงูนั้น เพราะยาพิษเป็นของร้อน จึงต้องไปเกิดชาติภพอสรพิษที่เป็นของร้อน นี้แหละจงกําหนดถาม”
ครั้นอาตมาปฏิบัติตาม (ที่หลวงปู่ขาวสอน) ก็ได้ความเป็นเช่นนั้นจริงๆ อาตมาก็เกิดความสังเวชสลดใจ พิจารณาต่อไปก็ได้ปัญญารอบรู้ในชาติภพที่เป็นมา โอ้ อนิจจา ! พระพุทธเจ้าสอนว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ทั้งเราและเขาเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติกันมาไม่จบสิ้น…”
จิตรวมลงถึงอุปจาระ มันแสนสุขแสนสบาย ทีนี้เมื่อรวมลงไปแล้วนั้น สิ่งที่มีอยู่ดับหมด สิ่งที่ไม่เคยมีเกิดมีขึ้น ดังแสงสว่างกระจ่างแจ้ง นั่นแหละ ในขณะนั้น จิตตลหุตา จิตเบา กายลหุตา กายเบา ความสุขนั้นหาที่พรรณนาไม่จบสิ้น และก็พูดขึ้นมาอีก “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” ความสุขอื่นเหมือนจิตสงบไม่มี นั่นแหละ ใครเป็นคนพูด? ก็หมายถึง พระธรรม คือ ผู้รู้ คือจิตนี้แหละ จิตที่สัมปยุตประกอบไปด้วยศีลธรรมอันงาม สัมปยุตประกอบไปด้วยพุทโธ ธัมโฆ สังโฆ คุณงามความดีสะสมมา นั่นแหละ เมื่อจิตสงบลงไปแล้วนั่น จึงพูดขึ้นมาได้…
ในขณะที่อยู่ถํ้ากลองเพลนู้น จิตก็รวมลงไปถึงภวังคภพ อุปจารธรรม พูดขึ้นมาอย่างนี้และก็ไปปรึกษาไต่ถามหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านก็บอกว่า “พระธรรมๆ เป็น คนพูด” “พระธรรมอยู่ไส หลวงปู่?” ท่านก็บอกว่า “ใจนี้แหละ พระธรรม ผู้สะสมกรรมดีน้อยมาก รวมเข้าที่จิต ด้วยอํานาจของจิต ฝึกฝนอบรมเจริญสมถะและทําวิปัสสนาธรรมมา ภพน้อยภพใหญ่ ทําภพชาติปางก่อนและภพนี้ รวมเข้าเรียกว่า ก็เลยเรียกว่า พูดได้ ทําได้ แสดงฤทธิ์เดชได้ นั่นแหละเป็นของดีเลิศประเสริฐ ควรประพฤติปฏิบัติ” หลวงปู่ขาวว่าอย่างนี้ คุณงามความดีทําไปตายว่า นั่นแหละก็เลยสิ้นสงสัย เมื่อได้รับผลแล้ว นั่นแหละ”
ท่านสอนทําความเพียรอย่างเดียว
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเคยให้โอวาทการทําความเพียรไว้ ดังนี้
“การทําความเพียรนี้ มันต้องทําจริงๆ จึงจะได้ผลประจักษ์จริง คิดดูเถิดชาวไร่ชาวนา เขาทํานากัน เขาทนแดดกรําฝนไม่เห็นแก่ความเกียจคร้าน ไม่อ้างว่าร้อน ไม่ผ่อนว่าหนาว ไม่อ้าง ว่าเช้า ไม่อ้างว่าคํ่า ไม่อ้างว่าหิว ไม่อ้างว่าอิ่ม ความอ้างอิงนี้เป็นกลมายาของกิเลสอวิชชามา ให้ลุ่มหลงงมงายตายจากคุณสมบัติ คือ อริยทรัพย์ ทําให้เราจนนับชาติไม่ถ้วนประมวลไม่จบ ความจริงความเกียจคร้านดูเหมือนมันเป็นมิตรกับเราในต้นมือสําหรับคนโง่เขลาเบาปัญญา แต่ กลับเป็นศัตรูคู่อริในบั้นปลายของชีวิต ทําให้เราเกิดความยากจนทรัพย์ทั้งสองประการ คือ ทรัพย์ภายนอก และทรัพย์ภายใน…
ครั้นมันเฒ่ามาแล้ว มันบําเพ็ญเพียรอะไรไม่ได้ดอก ยังหนุ่มยังแน่นตั้งใจทําความเพียรไป ครั้นเฒ่าอย่างอาตมานี่ มันผ่านมาแล้ว แม้จะแบกแต่กระดูกของตนก็จะตายแล้ว ปานนั้นมันก็ ไม่ยอมให้เขา หอบมันอยู่นี่แหละกระดูก จะตายให้มันตายอยู่นั่น ไม่ยอมหรอก เรื่องทํา ความเพียร เอามันจนตาย
พระพุทธเจ้าก็ดี พระสาวกก็ดี เมื่อสําเร็จกิจแล้ว เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังขยันกว่าเราเสียอีก นี่แหละท่านหมดเชื้อแล้ว หมดเชื้อแล้ว อยู่เย็นมีความสุข หมดความขี้ลักขี้ขโมย หมด ขี้โกรธ ขี้โลภ ขี้หลงนี้หมดแล้ว พระพุทธเจ้าและสาวกก็หมดแล้ว ขี้เกียจขี้คร้าน ความขี้เหงาขี้เซา ขี้หลับขี้นอนพวกนี้หมดแล้ว พระอริยเจ้าท่านทําความเพียร ขุดขึ้นมา ขุดตัณหาขึ้นมา รากน้อย รากใหญ่ขุดขึ้นมา เอาขึ้นมาแล้วก็กวาด กวาดขึ้นมาแล้วเอาใส่ไฟ เผาไฟ กวาดแล้วกวาดเล่า เผาแล้วเผาเล่า เผาแล้วโกยลงนํ้าที่เชี่ยว โกยแล้วโกยเล่า จนหมด ครั้นหมดเชื้อต่างๆ แล้ว ไม่มี ดอกความเกียจคร้าน”
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าให้ฟังอีกว่า ในคราวหนึ่งนั่งสมาธิภาวนาพิจารณาอัตภาพร่างกายกว้างศอก ยาววา หนาคืบ พิจารณาจนทะลุปรุโปร่ง ตีแล้วตีอีก เผาแล้วเผาอีก ฟังแล้วฟังอีก กลัวมันจะเกิดเป็นนิสัยของคนมีความเพียร ทันใดนั้นมีคนคนหนึ่งตัวดําครํ่าคร่าโผล่ขึ้นมาพูดว่า “หยุดเสียทีเถิด พอแล้วๆ” หลวงปู่จึงพูดว่า “โธ่ ! เจ้าตัวดํา ไอ้ตัวกิเลส มีหวงซาก หวงญาติ ของเจ้า หรือกลัวเราจะพ้นอํานาจของเจ้าหรือ เรามันเชื้อชาติอาชาไนยใจทหารของพระพุทธเจ้า เราจะฟังคําของเจ้าผู้โง่เขลา หลอกลวงคนให้ลุ่มหลงทําไม เราชนะและไม่กลับกลอก เจ้าอย่าได้มาคิดหลอกลวงเราอีกเลย เราจะขยี้แล้วขยี้อีก อันชาติความเกิดเมื่อก่อนเจ้าบังคับให้เราลงหลุมนรกอเวจี เราก็ยอม บังคับให้เราชดใช้ชาติเปรต เราก็ยอม เพราะเราหามีกําลังคัดค้านอย่างใดไม่ อาวุธของเราก็ไม่มี มาบัดนี้เราพ้นแล้ว เราชนะแล้ว เราไม่เกิดเป็นทาสของเจ้าอีกแล้ว เจ้าไม่ได้เป็นนายของเราอีกแล้ว ตอชาติใหญ่เราขุดถอนรากแล้ว ทุบแล้ว เผาแล้ว การที่จะมาฟังคําสั่งด้วยบัญชาของเจ้า เราปิดหูแล้ว เราจะฟังก็แต่คําสอนของพระบรมศาสดาเอกองค์ใหม่เท่านั้น คือ พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า”
บุรุษดําตัวนั้นมันก็ผลุบลงไปในพื้นดินโดยไม่มีอํานาจอะไรจะแสดงออกมาเลย ท่านหลวงปู่เล่าต่อว่า “การทําความเพียรมันดุเดือด มันต้องหํ้าหั่นกันไปข้างหนึ่ง กิเลสมันมาคอยเมตตาพวกท่านทั้งหลายอยู่เสมอ ถ้าเราจะปฏิเสธก็จะไม่เคยอย่างไร วันไหนๆ ก็มีแต่กิเลสมันเฝ้าเหยียบหัวใจอยู่ทุกวันๆ จะนั่งภาวนา มันจะเหยียบหัวเอาไว้ จะทําความเพียรก็เอานักเกียจคร้านมาขวางไว้ แต่ถ้าจะไปทําความชั่ว มันจะสนับสนุน มันบอกเร็วเข้าๆ อย่างนั้นใช่ไหมเล่า” หลวงปู่พูดแล้วก็หัวเราะอย่างเบิกบานใจอย่างไม่มีเศร้ามีโศก ไม่มีอารมณ์อันขุ่นมัว มีแต่เฉพาะความยิ้มแย้มแจ่มใสทั้งร่างกายและจิตใจ
หลวงปู่จันทา ถาวโร สมัยอยู่วัดถํ้ากลองเพลใหม่ๆ กุฏิของท่านหลังคารั่ว แต่พออยู่ได้ ท่านไปซ่อมแซม ทําให้ภาวนาไปแล้วสมาธิไม่เกิด ท่านเทศน์ว่า
“อย่าเพิ่งไปหยิบโน่นฉวยนี่ คิดอยากทําอย่างโน้น อยากทําอย่างนี้ ไม่ใช่ทาง พระพุทธเจ้าไม่สอน ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ขาวท่านก็ไม่สอน สอนให้ทําแต่ความเพียร อย่างเดียว นั่นแหละ มันจึงจะเป็นไป นี่แหละ เห็นโทษแห่งการทําความเพียรไม่สมํ่าเสมอ ทําไม่จริง นั่นแหละอยากทําโน่น อยากทํานี่ ถึงว่าจิตไม่เป็นสมาธิ ก็ไม่เป็นเสียเลยอยู่ไปก็แห้งๆ แล้งลมไปอย่างนั้น เป็นโมฆะในการบวช เพราะทําไม่จริง หาแต่ของปลอมภายนอกเสมอ ยากก็จะเป็นไปนะ
นี่มันผ่านมาแล้วของเหล่านี้และทั้งได้อยู่กับครูบาอาจารย์ผู้ดี หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นพระอรหันต์ ผู้ดีเลิศประเสริฐสุด และท่านเป็นลูกศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺตเถร ข้าพเจ้าเองก็ถามท่านว่า “หลวงปู่มั่นทําอย่างไร?”
“โอ๋ ! ท่านเน้นหนักแน่นตั้งแต่การทําความเพียรเท่านั้น กุฏิที่สร้างอยู่ห้องเดียวเท่านั้น ปูด้วยฟาก แอ้มด้วยฝาแขบตอง มุงหญ้าพออยู่ฤดูฝนเท่านั้น ท่านเห็นว่าที่อยู่ไม่สําคัญอะไร สําคัญแต่การกระทําความเพียรเท่านั้น” นั่นแหละ การทําความเพียรต้องหนึ่งไม่มีสอง มันจึง จะเป็นไป ได้ศึกษาเห็นมาอย่างนี้แล้วก็ดีเลิศประเสริฐสุด นั่นแหละ
เอาแนวทางธรรมะที่ปฏิบัติมาแล้ว ไม่เอาอย่างอื่น อันนี้เป็นของจริงแท้ เดินจงกรมปลุก ไฟธาตุให้ลุกขึ้นเผากายอบอุ่น ปลุกไฟธาตุให้ลุกขึ้นเผาเส้นเลือดเส้นลมให้กระจายเดินสะดวกดี ผู้ที่เดินจงกรมนั้นไม่ขาด นั่นแหละ จิตคิดคอยที่จะอ่อนเข้าสมาธิจิตสงบได้แล้ว มีอานิสงส์ผล ความรู้ฉลาดเกิดขึ้นทุกระยะ เพราะเรายึดคติคําสอนของพระเจ้า (พระพุทธเจ้า) และนักปราชญ์เจ้า ทั้งหลาย ผู้รู้ผู้ดีทั้งหลายนี้นั้น ท่านพาเจริญมาอย่างนี้
สายนี้หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เป็นอาจารย์เอกในสมัยนี้ แนะนําพรํ่าสอน ท่านรื้อฟื้น ท่านพ้นทุกข์แล้ว ดับเพลิงกิเลส เพลิงโลกาวินาศออกจากใจท่านได้แล้ว ก็สอนศิษยานุศิษย์ที่ไปประสบพบปะ ท่านก็แนะนําพรํ่าสอน จิตของท่านทั้งหลายล้วนแต่องค์ดีเด่นเลิศประเสริฐสุด นั่นแหละเท่าที่อาตมาอยู่ด้วย อย่างที่หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล อยู่กับท่านในราวว่า ๑๕ ปี หรือ ๒๐ ปี ท่านก็ฝึกสอนแนะนําแนวทางอย่างนี้ ไม่แนะนําอย่างอื่น สอนให้ “ทําความเพียร เอาชนะกาลสมัยเวลาอย่างนั่น ไม่ลดละ ไม่สอนอย่างอื่น ก่อสร้างเรื่องโน้นเรื่องนี้ มันกระทบจิตท่าน กระทบจิตให้หวั่นไหว ความสงบของจิตนั้นไม่มี” นั่นแหละ เพราะการก่อสร้างทุกอย่าง อย่างที่พูดกันเมื่อตะกี้นี่นะ นั่นแหละไปทําอย่างนั่นก็มีแต่บุคคลที่โมฆะ บุคคลขี้โลภ ปล่อยให้ไฟบรรลัยกัลป์เข้าเผาจิตใจ โลภหาอุบายอยากได้ และผลสุดท้ายก็ทําลายทั้งตนและ คนอื่น ไม่ดี ผิดหวังอย่างนั้น นั่นแหละอันนี้ข้อสําคัญมั่นหมาย ทํากันอยู่อย่างนั่น คงที่ก้าวหน้า
หลวงปู่ขาวท่านชอบ ถ้าลูกศิษย์องค์ใดเป็นผู้ที่มีความเพียรแก่กล้าไม่ย่อท้อ ท่านชอบ แล้วก็ท่านไม่ให้ศึกษาเล่าเรียนเขียนอ่าน ไม่ให้ทํางานใดทั้งสิ้น ไม่ให้ติดต่อบุคคล อยู่ด้วยอารมณ์เดียว ไม่ยุ่งอะไรทั้งนั้น ชําระใจผ่องใส เอาพุทโธอารมณ์เดียว นั่นแหละ หลวงปู่ขาวท่านว่า “ธรรมะจะเกิดขึ้นเองดอก” “อย่าเพิ่งสงสัยลูบคลํา ผู้ศึกษาเล่าเรียนสู้ปฏิบัติไม่ได้ ผู้ปฏิบัติ เดินทางตรงเข้าสู่พระนิพพานเลย” และ “ใดๆ ในโลกนี้อนิจจัง เหลือแต่พระนิพพานยังให้ไป อยู่เสมอ ถ้าไม่ติดโลกพญามาร”
ข้อห้ามสําหรับนักภาวนา
หลวงปู่จันทา ถาวโร เทศน์ไว้ดังนี้
“อยู่กับหลวงปู่ขาว หลวงปู่บัว ท่านสอนเน้นอย่างเดียว ให้ทําความเพียรอย่างเดียว กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย อยู่ในความสงัดอย่างยิ่ง สามวันสามคืนไม่กินเสียเลย ส่วนผมนี้ ไม่กินแหละ สมัยนั้นร่างกายมันก็แข็งแรง ไม่อ้วนพีเหมือนทุกวันนี้หรอก นี่แหละ ในระยะสามวันสามคืนนี้ได้ ยืน เดิน นั่ง
แต่แล้วหลวงปู่ขาวท่านสอน เหล่านี้ทุกท่านนั่นแหละ มันเคยติดภพติดชาติ ติดวาสติดวงศ์ ติดประเพณี ติดสถานที่อยู่ ติดอาหารของกิน ติดพี่ติดน้อง ติดพวกพ้องเผ่าพ้องวงศ์สกุล ทีนี้เรา ต้องมาทําวิธีการใหม่ เผื่อว่าจะแก้จริตจิตใจ ชําระความขี้เกียจขี้คร้าน ชําระความง่วงเหงา หาวนอน ชําระความยึดถือสถานที่ต่างๆ คืนก็ดี กลางวันก็ดี เตรียมผ้าถ้ากลางวัน ผ้าจีวรเครื่องบริขารกับกุฏินั้น ถ้ากลางคืนอธิษฐานได้กลดกับมุ้ง ผ้าสังฆาฯ มัดเอวเลย ก็ออกวิเวกเปลี่ยน สถานที่ฝึกหัด เปลี่ยนวิเวกในวัดนั่นแหละ เวลานี้จะไปเดินจงกรมที่นั่น เสร็จแล้วตอนเย็น เราก็ ทําวัตรเสียก่อนทุกอย่าง เดินจงกรมแล้ว แล้วก็นั่งสมาธิ เหนื่อยแล้วก็เพียงมัดผ้าติดเอวออกเลย ได้กลดกับมุ้งไปอยู่กุฏิโน้น ไปอยู่กุฏินี่ ไปอยู่สถานนั้น ไปอยู่สถานนี้ เคลื่อนที่อยู่วันยังคืน คืนยันรุ่ง นั่นแหละ หลวงปู่ขาวท่านสอน แล้วก็นี่เป็นการที่ฝึก เพียงว่าจะถอนมานะทิฏฐิ อุปาทานของจิตนี้ มันติดภพติดชาติ ติดวาสติดวงศ์ ติดประเพณีมาแล้วทุกภพทุกชาติ ทีนี้เราต้องแก้อย่างนั้น
แล้วสิ่งทั้งปวงที่มันผิดปกติในระยะที่ทําความเพียรนั้นมีอะไรบ้าง หลวงปู่ขาวก็บอกว่า
“อย่าเพิ่งเอาหนังสือมาอ่าน อย่าเพิ่งทํางาน การงานอะไรน้อยนิดไม่ให้มีทั้งนั้น เว้นไว้แต่ข้อวัตร หาฟืนต้มนํ้าร้อน เข็นนํ้าใส่ตุ่ม อันนั้นไม่เป็นไร เป็นกิจวัตร แต่จะไปก่อสร้างอย่างโน้น อย่างนี้ไม่ได้ ไม่เป็นไป ท่านว่า “กิจวัตรข้อวัตรภายนอกสะอาดดี มันก็ส่งเข้าถึงภายในใจ เข้าสมาธิจิตสงบได้เร็ว” ท่านว่าอย่างนั้นนะ “ใครขี้เกียจขี้คร้านทําข้อวัตรภายนอกไม่เป็นไป ความขี้เกียจขี้คร้านตัวกิเลสใหญ่ มันทับถมจิตใจมืด มืดตื้อ นั่นแหละ ทําความเพียรยากที่จะ เป็นไปนะ นี้เป็นก็ช้านั่นแหละ”
เรื่องภาวนาจะเอาหนังสือมาอ่านก็ผิด แปลว่า เราส่งจิตออกไปภายนอก อันนั้นผิด ยังมีความสงสัยอยู่ เกิดวิจิกิจฉา หรือสีลัพพตปรามาส ลูบๆ คลําๆ ของภายนอกอยู่ ถ้าทําอย่างนั้น จิตก็เลยออกนอกไปเสีย ความเพียรนั้นไม่ดี ไม่ปลอดภัย เศร้าหมอง การทําความเพียรนั้นต้องเอาอารมณ์เดียว คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เดินยืนนั่งเท่านั้น ไม่หวั่นไหว มันจึงจะเป็นไป
หลวงปู่ว่า “ถ้าเอาหนังสือมาอ่าน เช่น หนังสือพิมพ์สมัยนั้นไม่มี แต่สมัยนี้มีหนังสือพิมพ์นะ พระบางคณะ บางวัดเอาหนังสือพิมพ์มาดูกันสนั่นหวั่นไหว นั่นแหละ สั่งให้โยมซื้อมาให้ด้วย อ่านหนังสือพิมพ์แล้วว่าได้ปัญญา โอ๋ ! ก็ได้ปัญญาเรื่องโลก เรื่องสงสาร ไปเห็นรูปผู้หญิงนุ่งน้อย ห่มน้อย เห็นของลับบ้าง ไม่เห็นบ้าง มันก็เป็นบ้าเท่านั้นแหละ นั่นแหละ บ้า บ้าปัญญา ไปดูของภายนอกทําใจให้เศร้าหมองเท่านั้น ถ้าจะทําความเพียรจริงๆ ไม่ให้อ่านทั้งนั้น ดูหลักธรรมก็ไม่ให้ดู อะไรก็ไม่ให้ดู ทําความเพียรเอา ธรรมะมันเกิดขึ้นมาเองดอก เมื่อจิตสงบแล้วนั่นแหละต้องสะอาดทุกอย่างไม่มีอะไรทั้งนั้นมาเจือปน”
โทษของความอยาก ๒ ครั้ง
หลวงปู่จันทา ถาวโร เทศน์ไว้ดังนี้
“นี่เป็นวิธีการที่หลวงปู่สอนครั้งแรก ไม่ใช่เดาเอานะ การกระทํามานั้นต้องอาศัยครูสอน ทีนี้จะเข้านั่งสมาธิ ต้องชําระปล่อยวางความอยาก นี่หลวงปู่ขาวยํ้าแล้วยํ้าเล่า เรื่องความอยากนั้น อยากให้จิตเป็นสมาธิ อยากรู้ธรรม เห็นธรรม ไม่เป็นไป
อันนี้ผมได้ประสบพบเหตุเภทร้ายมาแล้วถึง ๒ ครั้งในเรื่องโทษของความอยาก
ครั้งที่ ๑ อยู่ที่ถํ้ากลองเพล นั่นแหละ เดือน ๓ หนาวๆ นะ ฉันข้าวแล้ว หลวงปู่ขาวพาไปภาวนาที่ผาผึ้ง ไปนั่งอยู่คนละฟากก้อนหินใหญ่ ๓ โมงเช้า เข้าที่กําหนดเอาความอยากบังคับจิต ให้จิตรวมลงสู่ความสงบ ความร้อนเกิดขึ้นเผากายและจิต ตั้งแต่ ๓ โมงเช้า ล่วงไปถึงบ่าย ๓ ผ้าเปียกหมด เพราะเหงื่อมันไหล นั่นแหละเพราะความอยากมันเผาให้เร่าร้อน จิตไม่สงบจนถึง บ่าย ๓ ก็ออกจากที่มาหาหลวงปู่ขาว ตําหมากถวายท่าน
หลวงปู่ขาวท่านก็รู้ เพราะท่านสําเร็จอรหันต์แล้วนะ ไปถึงท่านก็พูดขึ้นก่อนเลยว่า “ทา (ครับ) ธรรมดาว่า เรานั่งสมาธิ อยากให้จิตเป็นไป ให้จิตสงบนั้น ไม่สงบดอก ถ้าเอาความอยากบังคับ” ท่านว่าอย่างนั้น เพราะท่านรู้ “เหมือนกับผลักสุนัขลงนํ้า มันไม่ยอมลงเป็นเด็ดขาด อันนี้ฉันใดจงปล่อยวางความอยาก อย่าให้มี และปล่อยวางความหึงหวงห่วงอาลัยในร่างกาย กลัวว่าจะเกิดโรคอย่างโน้น อย่างนี้ ถึงเราไม่ทําความเพียร มันก็เกิดอยู่เสมอธาตุขันธ์นั้น เพราะเป็นเรือนรัง ที่อยู่ของโรค ไม่ช้าก็เร็ว ไม่น้อยก็มาก” นั่นแหละ ท่านให้ปล่อยวางเสมอ ทําให้เหมือนผ้าเช็ดเท้าและนํ้า หรือดิน ธัมมัญญุตา ประกอบเหตุดีแล้ว อัตถัญญุตา ผลดีจะเกิดขึ้นสนองให้ได้รับผล ข้างหน้า นี่ข้อสําคัญ
ครั้งที่ ๒ นั่งตั้งแต่ ๖ โมงเย็น ไปถึง ๖ ทุ่ม ๖ ชั่วโมงนะ ในฤดูหนาวเดือน ๑๒ อยู่บน ก้อนหินใหญ่ เอาความอยากบังคับจิต ให้จิตสงบก็ไม่สงบ มีแต่ร้อนกับร้อน ผ้าเปียกหมด เหงื่อมันไหลเพราะความอยากนั้นมันเผากายให้เร่าร้อน นับตั้งแต่ ๖ โมงเย็น ไปถึง ๖ ทุ่ม ๖ ชั่วโมง ความเจ็บปวดอะไรไม่มีทั้งนั้น เพราะเอาความอยากบังคับ จนมันลืมปวด เพราะมันอยากได้ ความอยากได้เป็นเหตุ ทําให้ลืมปวดลืมเหนื่อยล้า นั่นแหละ ไปถึง ๖ ทุ่มไม่ได้ ก็เลยวางความอยาก นั่งเอามือคํ้าแก้มสบาย เพราะมันหมดแรงแล้ว พอวางความอยาก ทําใจให้สบายๆ จิตก็รวมพึ้บเลย ไม่ได้นั่งสมาธิอะไรนะ ออกจากที่ภาวนาแล้ว นั่งชันหัวเข่าข้างเดียวขึ้น เอาศอกคํ้าหัวเข่า มือคํ้า แก้ม นั่นแหละ จิตก็รวมพึ้บแจ้งซะ (สว่างจ้า) ก็พูดขึ้นมาว่า
“การทําความเพียรนั้น เอาความอยากมาเป็นเครื่องกีดขวางอยู่ข้างหน้า ไม่เป็นไป ตายทิ้งเสียเปล่า” นั่นแหละ การทําความเพียรทุกประโยคต้องปล่อยวางความอยากเสมอ มันจึง จะเป็นไป เมื่อประกอบเหตุพร้อมแล้ว ผลจะเกิดขึ้นสนอง อย่างไม่ต้องสงสัย นั่นแหละ ได้เห็นโทษของความอยากมาแล้ว ๒ ครั้ง”
เรื่องความอยากนี้ หลวงปู่ขาวท่านแนะนําหลวงปู่จันทาไว้ดังนี้
“ท่านอย่านั่งภาวนาอย่างนั้นสิ ตั้งความอยากไว้มาก แล้วมันจะสงบได้อย่างไรกันเล่า มันต้องละความอยากสิ มันจึงจะสงบได้ ต้องปล่อยต้องวางทําใจให้สบายๆ กายลหุตา ทํากาย ให้เบา จิตตลหุตา ทําจิตให้เบา กายมุทุตา ทํากายให้อ่อนโยน จิตตมุทุตา ทําจิตให้อ่อนโยน กายปาคุญญตา ทํากายให้แข็งแรงคล่องแคล่ว จิตตปาคุญญตา ทําจิตให้คล่องแคล่ว มีสติ-สัมปชัญญะอยู่เฉพาะหน้า จะเป็นสมาธิก็ไม่ต้องว่า ไม่เป็นก็ไม่ว่าอันใด จะกําหนดอยู่แค่ พุทโธ ลมหายใจเข้าและหายใจออกเบาๆ มีสติอยู่เฉพาะกรรมฐาน ไม่นานมันก็จะสงบเท่านั้นเอง”
หลวงปู่จันทา จึงได้แต่นึกในใจว่า “หลวงปู่รู้ใจเราแล้ว เห็นตับเห็นไตเราหมดแล้ว” จึงได้กราบเรียนรับสารภาพแต่โดยดีว่า “กระผมบังคับจิตใจให้สงบตั้งแต่ ๙ โมงเช้าแล้ว จนถึงบ่าย ๓ โมง บังคับเท่าไร มันยิ่งแข็งกระด้างขึ้นทุกที จิตกระวนกระวาย กระสับกระส่าย ออกร้อนหมด ทั้งตัว กระผมกลัวหลวงปู่จะรู้ขอรับ”
หลวงปู่ขาวตอบว่า “เรามองดูท่านเมื่อไร ก็เห็นแต่ตัณหามันออกหน้า แบกตัณหาไม่ยอมปล่อยวาง น่าสงสารเหลือเกิน ต่อแต่นี้ท่านจงทําใหม่เถิด อย่าเอาตัณหาออกหน้า อย่างนี้ภาวนาเท่าวันตายก็หาได้เกิดประโยชน์อันใดกับท่านไม่ และก็จะไม่สงบได้สักทีดอก” แสดงให้เห็นถึงความเมตตาของหลวงปู่ขาว ทั้งบอกสอน ทั้งแนะนําบังคับ เพื่อจะให้หลวงปู่จันทาพบกับความสุขอันแท้จริง สมกับคําว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
พระศิษย์ถวายชีวิตพรหมจรรย์
หลวงปู่จันทา ถาวโร เทศน์ไว้ดังนี้
“นั่นแหละ ทําอย่างไร ก็ได้ผลอย่างนั้น รุ่งเช้าไปทํากิจวัตร หลวงปู่ขาวท่านถามว่า “เมื่อคืนนี้ภาวนาเห็นอะไรบ้าง?”
“หลวงปู่ครับ ผมตั้งสัตย์ไว้แล้วว่าจะไม่นอนทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อคืนนี้ภาวนาแล้วจิตสงบ เห็นสาวสวรรค์ลงมาจากสวรรค์ในราว ๖๐ คน มีรูปร่างสูงใหญ่สวยงาม ถือธงแดงและ ธูปมาคนละอัน เอามาปักไว้หน้าถํ้า แล้วก็พากันไหว้พระสวดมนต์ จบแล้วก็นั่งภาวนา เสร็จแล้วก่อนที่เขาจะจากไป ได้ถามเขาว่า มาจากไหน เขาก็ตอบว่า มาจากเมืองสวรรค์”
หลวงปู่ขาว ท่านก็ว่า “ปัจจัตตัง จะรู้เห็นเฉพาะผู้ปฏิบัติ ใครปฏิบัติ ผู้นั้นก็จะเห็นเองนะ แต่ถ้าปฏิบัติแล้วจิตไม่สงบ ก็ไม่เห็น เมื่อจิตสงบลงสู่อุปจารธรรมแล้วจะเห็นได้ เพราะจิตเข้าสู่ภพเดียวกับพวกเขาเหล่านั้น” นั่นแหละ ก็เห็นจริงแจ้งชัดประจักษ์ว่า สวรรค์นั้นมีจริง ถึงแม้จะ ไม่ได้ไปเห็นเมืองสวรรค์ แต่ก็ได้เห็นนางเทพยดาทั้งหลาย เหาะลงมาจากฟ้า ลงมาไหว้พระ สวดมนต์และนั่งภาวนา อยู่ที่วัดถํ้ากลองเพลนั้น
นั่นแหละ ผมถามหลวงปู่อีกว่า “เดินจงกรมมีผลานิสงส์มากเท่าไร?” ท่านก็บอกว่า ท่านเป็นพระอรหันต์นะ “ท่านก็ศึกษามาจากหลวงปู่มั่น ภูริทตฺตเถร ก้าวบาทขาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ลงสู่พื้นแผ่นดิน ทําแผ่นดินนั้นสะท้านหวั่นไหว มนุษย์ นาค ครุฑ อินทร์ พรหมก็สาธุการ สาธุ หวั่นไหว สนั่นหวั่นไหวเพราะเป็นบุญ เป็นกุศลยิ่งใหญ่ สะท้านถึงอเวจีนรกนู้น พวกยมโลกนรก ๔๕๐ ประเทศนั้นก็สาธุการ สั่นสนั่นหวั่นไหว อยากได้ส่วนบุญ อยากมามนุษย์ เพราะมนุษย์นี้เป็นชาติอันสูงสุด สมบูรณ์ทุกสิ่งอย่างนั่นแหละ อานิสงส์ผลมากแสนมาก”
ฉะนั้น สมัยหนึ่งผมสมาทานต่อหลวงปู่ขาวแล้ว ๓ วัน ๓ คืน ผมจะไม่กิน ไม่นอน ยืน เดิน นั่งเท่านั้น ทีนี้เดินจงกรมทุกวัน ปีติธรรมเกิดขึ้น คือ บุญ นั่นแหละ ขณิกธรรมก็เกิดขึ้น คือ บุญ นั่นแหละก็เห็นตัวบุญ กายลหุตา กายเบา จิตตลหุตา จิตเบา แสงสว่างก็เกิดขึ้น หอมกลิ่นชื่นชมใจ หอมกลิ่นธูปกลิ่นเทียนนั้น มองไปข้างหน้าโน้น เห็นฝูงเทวดาหญิง – ชาย นั่งอยู่กันเป็นฝูงๆ ถือธูป เทียนไต้ (จุด) นั่งบูชาอยู่ กําหนดถาม “ทําอะไรนั่น?” “บูชาอนุโมทนากุศลผลบุญกับท่าน เพราะท่านเจริญธรรมทางถูกต้อง” “เออ ! ตั้งใจบูชาเอา” นั่นแหละ เดินจงกรมจิตที่ ๕ มันเกิดขึ้น เหมือนกับว่าไม่มีกาย เหมือนกับว่าไม่เหยียบดิน อันนั้นมันละเอียดยิ่ง เรื่องบุญประเสริฐเลิศเหลืออย่างนั้น เรื่องการเดินเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่ นั่นแหละ จากนั้นไปถึง ๓ ทุ่ม ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม ๖ ทุ่มก็ ไม่มีความเหนื่อยล้าอะไร มีแต่ความร่าเริงบันเทิงด้วยบุญกุศลอันนั้น
จากนั้นสมัยหนึ่งขึ้นไปภาวนาที่ถํ้าผาบิ้ง ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดถํ้ากลองเพลนั่นแหละ ภาวนาอยู่ ๗ วัน ๗ คืน โดยไม่นอน ข้าวก็ไม่กิน กินแต่นํ้า เดินจงกรมอย่างหนัก ในวันนั้นเมื่อเดินจงกรม จนจิตสงบแล้ว ก็ได้เห็นจริงๆ นะ เป็นฝูงเทพยดามานั่งถือธูปเทียนบูชาอยู่เป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ ๒ – ๓ คน จึงกําหนดถามไปว่า “มาทําอะไร?” เขาก็ตอบว่า “มาบูชา อนุโมทนาส่วนบุญกับท่าน” “เออ ! เอา… อยากได้ก็ตั้งใจเอา” นั่นแหละ ปีติเกิดขึ้น ร่าเริงบันเทิงใจดีในวันนั้น เสร็จแล้ว ๔ – ๕ ทุ่ม ก็เข้าที่ไหว้พระสวดมนต์อุทิศส่วนบุญ เสร็จแล้วก็เข้าที่ นั่งภาวนา กําหนดจิตวางพุทโธ พับ จิตก็รวมพับ ลงสู่ภวังคภพ อุปจาระอันแน่นแฟ้น นั่นแหละ ในขณะนั้นก็ร่าเริงบันเทิงดี ทีนี้ ก็มาพิจารณาธาตุขันธ์ น้อมลงสู่ไตรลักษณ์ เห็นแจ้งประจักษ์ จนถึงสภาพตาย เปื่อยเน่า สาบสูญไม่มีอะไร ทีนี้ก็กําหนดถามผู้รู้ว่า “ธรรมที่ประพฤติมานี้ ได้มาจากอะไรบ้าง?”
“โอ๋ ! กิจวัตรทุกประเภท ปัดกวาดเสนาสนะ กุฏิ วิหาร ศาลา เป็นบุญทั้งนั้น เป็นมรรค เป็นเครื่องส่งนะ ปฏิบัติครูบาอาจารย์ให้อยู่เย็นเป็นสุข ก็เป็นมรรคเป็นเครื่องส่งทั้งนั้น อดนอนผ่อนอาหารก็เป็นบุญใหญ่ เดินจงกรม ยืนภาวนา ไหว้พระสวดมนต์ก็เป็นบุญทั้งนั้น นั่นแหละ ทําเอาทุกอย่างให้มันเป็นมรรค เป็นเครื่องส่ง”
แล้วก็กําหนดพิจารณาธาตุขันธ์อีกต่อไป เอามีดปาดเถือเนื้อออกทั้งหมดเป็นชิ้นๆ เอาไปบูชาแก้ว ๓ ประการ นั่นแหละ จิตรวมใหญ่พึบ ก็เหลือแต่ผู้รู้กับสติเท่านั้น เมื่อเห็นผลเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น ก็มั่นใจ จึงได้ถวายชีวิตพรหมจรรย์ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา นี่แหละ ก่อนที่จะถวายชีวิตได้ ก็เพราะได้เห็นของจริงเกิดขึ้น ลึกซึ้งอัศจรรย์ นั่นแหละ ก็เลยถวายชีวิตเพศพรหมจรรย์ตั้งแต่วันนั้น ไม่กลับโลกอีก นี่ข้อสําคัญมั่นหมาย
คืนนั้นนั่งภาวนาคืนยันรุ่ง ตอนเช้ามาทํากิจวัตร หลวงปู่ขาว ท่านถามว่า
“ทา…พ้นทุกข์หรือยัง? ผมเข้าใจว่า ท่านพ้นทุกข์แล้วนะ เพราะเห็นท่านนั่งภาวนาแล้ว มีรัศมีรุ่งโรจน์คืนยันรุ่งนะท่าน”
“โอ๋ ! ยังหรอกครับ หลวงปู่ แต่ว่าตั้งแต่ผมบําเพ็ญความเพียรกับหลวงปู่มาหลายปีแล้ว รู้สึกว่า เมื่อคืนนี้จะสําคัญที่สุดกว่าทุกคืนนะ จิตรวมลงเห็นธรรม โอ้ ! น่าเลื่อมใส แปลกประหลาดใจ จนถวายชีวิตพรหมจรรย์ได้ไม่หวั่นไหวทั้งนั้น ไม่กลับโลกอีกแล้ว”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ฉลองอายุวัฒนมงคลครบรอบ ๗๐ ปี
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว อนาลโย เมตตาแนะนําสอนท่านพระ-อาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ให้พิจารณาทางด้านปัญญา โดยท่านพระอาจารย์จวน เทศน์ไว้ดังนี้
“อยู่ดงหม้อทอง ภาวนาจิตรวมง่าย บางวันรวมตลอดวันตลอดคืน นั่งแล้วเอาปี๊บตั้งไว้ นั่งบนปี๊บตลอดคืนไม่ล้ม ไม่นอนตลอด ๒ เดือน ทั้งกลางคืนกลางวัน เหตุที่ทําอย่างนั้น เพราะว่า จิตของเราลงไปแล้วมันนิ่ง ไม่รู้สึกตัว รู้ว่าจิตรวม ทีนี้พอออกพรรษาไปหาท่านอาจารย์ (หลวงปู่ขาว) ฟังเทศน์ ท่านให้พิจารณาบ้าง เพราะจิตมันรวมพอแล้ว เราอย่าไปพัก ถ้ามีแต่พักมัน เป็นโทษ ปัญญาไม่กล้า ปัญญาไม่มี เลยกลับมาถํ้าจันทน์ ทีนี้ไม่ให้จิตมันลง มีแต่ค้นอย่างเดียว แต่มันดีคนละฐาน มีแต่ค้นกาย เล่นพิจารณากาย ไม่ให้จิตพัก แต่อย่างนั้นมันก็อยากลงอยู่ ความรู้สึกว่ามันจะพักอย่างเดียว เพราะมันเคยพักเคยสบายจนติด ต้องแก้กันจนหาย”
หลังจากแก้อาการติดสมาธิของท่านพระอาจารย์จวนแล้ว หลวงปู่ขาวรับนิมนต์ไปโปรดลูกหลานทางวัดป่าแก้วชุมพลอีกครั้ง เนื่องจากวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นปีสําคัญ หลวงปู่ขาวจะมีอายุครบรอบ ๗๐ ปีบริบูรณ์ ด้วยท่านพระอาจารย์มั่นให้การรับรองในคุณธรรม ของท่าน และท่านก็เป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่วงกรรมฐานให้ความเคารพเทิดทูนอีกองค์หนึ่ง ลูกศิษย์ลูกหาของท่านก็มากมาย ทางวัดป่าแก้วชุมพล โดยพระ เณร ชาวบ้านชุมพลได้ปรึกษากันจัดงานทําบุญวันคล้ายวันเกิดถวาย จึงได้พากันมากราบขออนุญาต และกราบนิมนต์หลวงปู่ขาวกลับ วัดป่าแก้วชุมพลอีกครั้ง ซึ่งท่านก็เมตตาด้วยดี งานนี้ถือเป็นงานครั้งแรกของท่าน เพราะปรกติแล้ว ท่านดําเนินตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด ท่านจะไม่ ส่งเสริมงานก่อสร้างและไม่ให้มีการจัดงานใดๆ เลย ท่านจะมุ่งส่งเสริมแต่งานบําเพ็ญภาวนา
งานจัดทําบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิด ๗๐ ปี ของหลวงปู่ขาว เป็นไปตามแบบฉบับของพระธุดงคกรรมฐานที่พ่อแม่ครูอาจารย์พาดําเนินมา คือ เป็นไปโดยธรรม การจัดงานเป็นการแสดงคารวะธรรม และแสดงออกถึงความกตัญญู กตเวทิตาธรรม ของบรรดาสานุศิษย์ที่มีต่อครูบา-อาจารย์ผู้มีพระคุณและเป็นพระเถระผู้ใหญ่องค์ที่มีคุณธรรม การจัดงานก็เป็นไปอย่างประหยัด เรียบง่าย สั้นกระชับ เป็นไปเพื่อบุญกุศลอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการฟังธรรมปฏิบัติธรรมเป็น สําคัญ ไม่มีมหรสพหรือการละเล่นส่งเสียงดังอึกทึกครึกโครม และไม่มีการโฆษณาหรือเรี่ยไรใดๆ ศรัทธาญาติโยมต่างร่วมแรงร่วมใจกันเสียสละบริจาคจตุปัจจัยไทยทานและเข้ามาช่วยงานกันอย่างขะมักเขม้น ช่วงวันงานในตอนคํ่ามีการสวดมนต์ทําวัตรเย็น มีการเจริญพระพุทธมนต์ มีการ ฟังธรรมภาคปฏิบัติจากครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่นิมนต์มาแสดงธรรมตลอดทั้งคืน ในตอนเช้า ก็มีการทําบุญใส่บาตร หลวงปู่ขาวใส่บาตรพระเณรที่มางาน ครูบาอาจารย์ พระ เณร แม่ชี ฉันจังหันเช้า มีการถวายเครื่องไทยทานของที่ระลึกแด่พระเณรที่มาร่วมงาน จากนั้นมีการกราบ ทําวัตรขอพร สรงนํ้า หลวงปู่ให้พรเป็นอันเสร็จพิธี
อนึ่ง การจัดงานสําคัญในครั้งนี้ นอกจากเป็นงานเจริญอายุวัฒนมงคลของหลวงปู่ขาว ที่มีบรรดาครูบาอาจารย์องค์สําคัญเดินทางมาร่วมงานกันมากมาย รวมทั้งองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กับ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ และมีอีกหนึ่งเหตุการณ์สําคัญเกิดขึ้นเป็นมหามงคล เป็นประโยชน์ต่อวงกรรมฐาน และพระพุทธศาสนา คือ องค์หลวงตาฯ กับ หลวงปู่บัว ท่านทั้งสอง มีเจตนาไปในงานนี้ เพื่อจะได้พบปะพูดคุยสนทนาธรรมกัน และองค์หลวงตาฯ ท่านได้ตรวจสอบธรรมะพร้อมทั้งแนะนําธรรมขั้นสุดท้ายให้หลวงปู่บัว เมื่อหลวงปู่บัวท่านได้น้อมนําไปปฏิบัติตาม ในที่สุดท่านก็ได้บรรลุธรรมอัศจรรย์ในคืนวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ขาว ที่วัดป่าแก้วชุมพล
หลังจากเสร็จงานมงคลสําคัญในครั้งนั้นแล้ว ครูบาอาจารย์ต่างก็ได้กราบลาแยกย้ายกัน เพื่อกลับสู่สํานักของตน ด้วยระยะนั้นอยู่ในช่วงบุกเบิกสร้างวัดถํ้ากลองเพล หลวงปู่ขาวพร้อมด้วยพระเณรจึงได้พากันเดินทางกลับวัด เพื่อบําเพ็ญภาวนาและอยู่จําพรรษาต่อไป
พรรษา ๓๕ พ.ศ. ๒๕๐๒ จําพรรษาวัดถํ้ากลองเพล
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ เมื่อถึงเข้าพรรษา หลวงปู่ขาว อนาลโย กับ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านทั้งสองได้อยู่จําพรรษาร่วมกันติดต่อกันเป็นพรรษาที่ ๓ โดยมีหลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่ขาน ฐานวโร พระ เณร แม่ชี ได้อยู่จําพรรษาร่วมกันหลายรูป นับเป็นพรรษาที่ ๓๕ ขณะ หลวงปู่ขาวมีอายุได้ ๗๑ ปี
ในพรรษานี้ หลวงปู่ขาว หลวงปู่หลุย ท่านเป็นหลักชัยพาพระ เณร ปฏิบัติภาวนา และทํา ข้อวัตรปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด ท่านทั้งสองแม้ว่าจะมีอายุมากแล้ว ก็ยังคงบําเพ็ญภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิกันอย่างเข้มข้นเอาจริงเอาจัง สมกับที่เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น รุ่นอาวุโส การทําความเพียรของท่านทั้งสองไม่แพ้พระหนุ่มเณรน้อย อันเป็นการสอนโดยปฏิบัติให้ดูเป็น แบบอย่าง พระเณรที่อยู่จําพรรษาจึงได้แบบอย่างที่ดีและได้กําลังใจเป็นอันมาก หลวงปู่ขาวนอกจากจะสนับสนุนให้พระเณรได้ปฏิบัติภาวนาอันเป็นงานโดยตรงอย่างเต็มที่แล้ว ยังสนับสนุนให้พระหัดท่องพระปาฏิโมกข์ หรือ ศีล ๒๒๗ ข้อ ซึ่งพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ให้ความสําคัญกับกิจทั้งสอง และครูบาอาจารย์ได้พากันสืบทอดต่อๆ กันมา
หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่จันทา มีชีวิตประวัติคล้ายคลึงกันมาก ต่างเป็นลูกชาวนา มีฐานะยากจนข้นแค้นมาก ในสมัยฆราวาสไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน ออกบวชก็เพื่อมุ่งมรรคผลนิพพาน เมื่อบวชเรียนแล้วถึงได้มาหัดเรียนหนังสือ ท่านทั้งสองไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนปริยัติ แต่ท่องปาฏิโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว การบําเพ็ญสมณธรรมก็เป็นไปโดยอุกฤษฏ์ยิ่งยวด หลวงปู่จันทาในขณะนั้นท่านเป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่ขาวอย่างใกล้ชิด ท่านดําเนินตามคําสอนของหลวงปู่ขาวทุกประการ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติภาวนา ในพรรษานี้หลวงปู่จันทา ท่านยังถือเนสัชชิไม่นอนตลอดพรรษาติดต่อกันเป็นพรรษาที่ ๒ และท่านเป็นองค์สวดพระปาฏิโมกข์
สําหรับความเป็นอยู่ของพระเณรที่วัดถํ้ากลองเพล ปัจจัย ๔ เป็นไปอย่างอัตคัดขาดแคลน ในปีนี้มีการสร้างศาลาอเนกประสงค์หลังเล็ก ส่วนกุฏิเป็นกระต๊อบชั่วคราวปลูกบนโขดหิน ด้วยการอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ตามหมู่บ้านเล็กๆ ไม่ต้องมีภาระเกี่ยวข้องกับญาติโยมผู้คน ทําให้สะดวกสบายในการภาวนา แต่อาหารไม่เพียงพอ จึงได้แม่ชีคอยเป็นกําลังสําคัญในการทําอาหารใส่บาตร
ช้างป่าผู้หฤโหด
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านมีประวัติสําคัญๆ น่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาช้างหรือเสืออยู่เสมอๆ ตั้งแต่อยู่เชียงใหม่จนถึงขณะอยู่ถํ้ากลองเพล จังหวัดอุดรธานีนี้ ท่านเล่าว่า ในขณะที่ท่านมาอยู่ ถํ้ากลองเพลนี้ใหม่ๆ นั้น สถานที่นี้เต็มไปด้วยป่าดงดิบหนาทึบเลยทีเดียว ในเวลากลางคืนดึกสงัดจะมีช้างเป็นฝูงๆ ฝูงละ ๑๑ ตัวบ้าง ๗ ตัวบ้าง ๕ ตัวบ้าง และ ๓ ตัวบ้าง มาเดินเพ่นพ่านอยู่ในบริเวณวัดนี้ โดยหาได้เกรงกลัวต่อผู้ใดไม่
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าว่า ในคืนวันหนึ่งอันเป็นวันคืนขึ้น ๑๕ คํ่า มีช้างเชือกหนึ่งมาไหว้พระอยู่หลังถํ้าทางทิศเหนือ หลังจากพระท่านทําวัตรเสร็จแล้ว ช้างเชือกนั้นมันก็กลับออกไปทางทิศตะวันออกของถํ้า เพื่อหากินตามประสาของมัน เมื่อมันเดินหากินไปถึงบ้านนายอ้อง นางกี่ ซึ่งเป็นบ้านลักษณะเพิงหมาแหงนอยู่หลังเดียวในป่าบริเวณนั้น หมาของนายอ้องก็วิ่งออกจากบ้านไปเห่าช้างเสียงดัง อยู่ไม่หยุด จนนายอ้องเกิดความรําคาญ อดทนต่อเสียงหมาเห่านั้นไม่ได้ จึงหยิบเอา ปืนแก๊ปติดตัวเดินออกจากบ้านมาภายนอก มองไปตามเสียงหมาเห่านั้น แล้วก็ยกปืนขึ้นยิงไปตามเสียงหมาเห่า ตะโกนไปอีกว่า “มึงมาทางนี้ทําไม เดี๋ยวก็ถูกปืนยิงหรอก อ้ายใจน้อย ตาน้อย หูใหญ่หนีไป อย่าเข้ามาในเขตนี้นะ” เจ้าช้างเชือกใหญ่นั้นก็ยืนฟังเสียงนายอ้องด่าว่าเอาอยู่อย่างนั้น ก็เจ็บใจและผูกอาฆาตพยาบาทไว้ในใจอีกด้วย
ครั้น ๒ – ๓ วันต่อมานางกี่ซึ่งเป็นภรรยาของนายอ้องไปธุระที่บ้านโนนทัน ขากลับได้หาบเอาข้าวเปลือกมาด้วย ๑ หาบ พร้อมลูกสาวคนเล็กมาด้วย ๑ คน ในระหว่างทางจะกลับนั้น อยู่ระหว่างบ้านโนนทันกับวัดถํ้ากลองเพล ก็พบกับช้างใหญ่เชือกนั้นซึ่งมันก็จําได้ในทันที จึงร้องแผดเสียง ดังสนั่นหวั่นไหวก้องกัมปนาทไปทั่วบริเวณป่าเลยทีเดียว และแล้วมันก็ใช้ท่อนกล้วยต้นที่ใช้งวงของมันถอนมาวิ่งเข้ามาไล่ตีนางกี่ในทันทีโดยไม่ได้รีรอ
ฝ่ายนางกี่เมื่อเห็นช้างเชือกนั้นมีอาการแสดงความประสงค์ร้ายต่อนางอย่างนั้น ก็มิได้คิดหาวิธีการแต่ประการใดด้วยความรักตัวกลัวตาย อีกทั้งสุดแสนห่วงหาลูกน้อย นางกี่ก็ทิ้งหาบข้าว ในทันที แล้วก็คว้าเอามือลูกสาววิ่งเข้าป่าไป แลเห็นขอนไม้ใหญ่อันหนึ่งล้มอยู่ จึงได้วิ่งเข้าไปหมอบอยู่ใต้ขอนไม้นั้นอย่างสงบนิ่งแทบไม่หายใจเลยทีเดียว แต่ใจกลับเต้นตูมตามๆ อย่างสุดแรง เมื่อ ช้างใหญ่มันวิ่งตามมาถึงยังบริเวณขอนไม้นั้น แล้วมันก็เดินกลับมายังขอนไม้นั้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะสายตามันมองเห็นแล้ว มันใช้งวงกระหนํ่าฟาดเข้าไปที่ขอนไม้นั้น พร้อมทั้งใช้เท้าอันใหญ่โตมหึมากระทืบซํ้าเข้าไปอีกอย่างไม่ปรานีเลยทีเดียว ไม่คิดว่าผู้อยู่ข้างล่างนั้นจะมีสภาพเช่นใด คล้ายกับว่ามันเก็บความโกรธแค้นแสนสาหัสมานมนาน ทั้งเสียงร้อง เสียงกระทืบ เสียงเหยียบ เสียงงวงฟาดกวัดแกว่งกิ่งไม้ไปมา ดังกัมปนาททั่วทั้งป่าสนั่นหวั่นไหวไปหมด
นานพอสมควร เมื่อช้างเชือกใหญ่นั้นมันสาสมแก่ใจของมันแล้ว และคิดว่าทั้งสองชีวิตนั้น คงไม่รอด มันจึงเดินขึ้นเขาไป โดยมิได้มีอนาทรร้อนใจแต่ประการใด เฉกเช่นคนเก็บความแค้น แสนเข็ญ ได้สะสาง ได้ชําระความแค้นนั้นสาสมใจแล้ว ช่วงเวลาผ่านไปชาวบ้านก็ไปพบกับร่างของ นางกี่นอนอยู่ใต้ขอนไม้ใหญ่ ลมหายใจเหลือเพียงแผ่วเบา จึงได้ช่วยชีวิตนางได้ทันท่วงทีกลับฟื้น คืนชีวิตขึ้นมาได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามทีเถิดความโศกเศร้าเหงาใจ ก็ยังเกิดแก่สามีภริยาทั้งสองเป็น ยิ่งนักปานหัวใจจะขาดจากร่างไป เมื่อบุตรสาวผู้กําลังน่ารัก อยู่ในวัยช่างพูด กําลังกิน กําลังดื้อ กําลังซน กลับถูกช้างเหยียบแขนแบนราบติดอยู่กับพื้นดินนั่นเอง มันเป็นภาพที่บ่งให้เห็นถึง ความรู้สึกอันแสนขมขื่นปวดร้าวใจอย่างยิ่งนักสําหรับนายอ้อง นางกี่
หลวงปู่ขาวเล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า ช้างเชือกนี้มันสําคัญเป็นช้างของพี่ปู่หลุบภูพาน (หรือ เจ้าพ่อปู่หลุบ) มันสามารถฟังรู้เสียงสําเนียงคนพูดได้เข้าใจ หากว่าถ้ามีใครไปด่าทักทาย หรือพูด ด่าว่าเสียๆ หายๆ ล่ะก้อ มันจะมาคอยทําอันตราย เอาจนสมใจอยาก สมใจแค้นเลยทีเดียว ถ้าหากใครพูดดี มีวาจาไพเราะเสนาะโสต น่าฟัง อย่างกรณีเห็นช้างเชือกนี้เข้ามารบกวนแล้วพูดว่า “พ่อตู้ พ่อตา อย่ามาทําอันตราย หรือรบกวนบรรดาลูกหลานเลย ลูกหลานขอทําไร่ทําสวน เพื่อยังชีพ เลี้ยงลูก พร้อมทั้งเอาไปทําบุญทําทานจะกรวดนํ้าอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ ชาติหน้าจะได้ไปเกิดในชั้นสวรรค์ต่อไป” ถ้าหากพูดอย่างนี้ มันก็จะไม่ทําอันตรายแต่ประการใดๆ พร้อมทั้งหลบหลีกเปิดทางให้ หรือเดินจากไปโดยไม่ทําร้ายเลย
คืนวันหนึ่งยามท้องฟ้าเงียบสงัดปราศจากสุ้มเสียงอื่นใด ในราวประมาณ ๐๓.๐๐ นาฬิกาเห็นจะได้ ช้างเชือกดังกล่าว มันเข้ามาเยี่ยมทางกุฏิแม่ชี โดยเอาสีข้างของมันถูไปมาอยู่กับกุฏิ ของแม่ชี ซึ่งในขณะนั้นแกกําลังนั่งบําเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ เมื่อได้ยินเสียงและรู้สึกกุฏิมันโยกคลอน ไปมา ก็สามารถทราบได้โดยทันทีว่าเป็นช้างเชือกนั้น แม่ชีเมื่อทราบว่าเป็นช้างเชือกนั้น จากกิตติศัพท์ที่เคยได้ยินมา ทําให้แม่ชีรู้สึกเริ่มสั่นเทา ปากแข็ง เท้า ขน คางแข็ง มือไม้อ่อนระทวย ไปหมด เหงื่อไหลออกมาท่วมตัว ทั้งๆ ที่อากาศในเวลานั้น มันเย็นยะเยือกอยู่แล้ว แกรีบท่อง คําบริกรรม “พุทโธๆๆ” อย่างถี่ยิบ ตายนี้ก็ขอตายกับ “พุทโธ” นี้เถิด จนเกิดสมาธิแน่วแน่ และก็มิทราบได้ว่าช้างเชือกนั้นมันจากไปเมื่อใด เพราะจิตใจสงบนิ่งอยู่กับ “พุทโธ” นั้นตลอดจนสว่างเลยทีเดียว หลังจากช้างมาสอนแล้ว บรรดาแม่ชีทั้งหลายต่างพากันภาวนาอย่างดีมากเลย เพียงเจ้าหูใหญ่เท้าใหญ่ มันเดินเข้ามาในบริเวณเท่านั้นเอง
หลวงปู่ขาวกล่าวว่า มันช่างต่างกันกับครูบาอาจารย์เทศน์สอน เหมือนกับว่าเป่าปี่ให้ฟัง ทําให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนเสียอีก สอนเท่าไรๆ ก็ไม่เป็น “พุทโธ” ผู้ตื่นผู้เบิกบานสักที ไม่เหมือน ท่านอาจารย์ช้างสอน อาจารย์ช้างสอนไม่ต้องเทศน์ ไม่ต้องอบรม เพียงแค่เสียงหายใจ หรือเสียงเดินบนพื้นบนกิ่งไม้เท่านั้น มันถึงขั้วหัวใจจริงๆ แม่ชีพากันเข็ดหลาบไปตามๆ กัน ยอมสารภาพ ด้วยความเคารพบูชา นั่งภาวนา “พุทโธ” ถี่ยิบ ไม่มีเผลอเลยแม้แต่น้อย เพราะด้วยเหตุนี้แล หลวงปู่ขาวจึงได้พาลูกศิษย์ลูกหา ไปเที่ยววิเวกในบริเวณป่าเปลี่ยวๆ อันเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ อย่างถํ้ากลองเพล อันเป็นสมรภูมิในการฝึกทรมานตัวกิเลสอาสวะต่างๆ ให้มันหายพยศโหดร้าย กลายเป็นคนดีมีศีล มีธรรม จิตใจอันใสสะอาดบริสุทธิ์สดใสไร้ความขุ่นมัว เฉกเช่น แสงจันทร์ ในคืนวันเพ็ญ แก้วมณีอันสดใสอร่ามตาฉะนี้
ธรรมชาติอันวิเศษมหัศจรรย์ของวัดถํ้ากลองเพล
วัดถํ้ากลองเพลนี้มีจุดเด่นเป็นสง่า ให้น่าสัมผัสทัศนาอยู่ ๓ แห่ง คือ แห่งแรกบริเวณ ถํ้ากลองเพล แห่งสองบริเวณถํ้าผาผึ้งลึกเข้ามาอีกหน่อย แห่งที่สามบริเวณผาผึ้งอยู่สูงขึ้นไปบนสันเขาภูพาน ทั้ง ๓ แห่งมีหินตระการตั้งตระหง่านงามเรียงรายเป็นทิวแถว มีทั้งก้อนสูงใหญ่กลางเล็กสลับกันไปอย่างมากมาย มองดูเป็นธรรมชาติสบายตาเป็นยิ่งนัก ถํ้าผาผึ้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของผาผึ้งขึ้นไปประมาณ ๓๐๐ เมตร โขดหินของผาผึ้งทางใต้เป็นลักษณะโพรงเป็นที่อยู่ของบรรดาค้างคาวน้อยใหญ่ จํานวนมากมายมหาศาลนับแสนนับล้าน มันมาพักผ่อนหลับนอน ณ ที่แห่งนี้ แห่งเดียวเป็นประจํา ส่วนสัตว์ที่เป็นเจ้าของถํ้าอาศัยอยู่ประจําเช่นกันก็มีงูเหลือมใหญ่
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าว่า “เช้าวันหนึ่ง พระอาจารย์จันทาได้ไปนั่งบําเพ็ญภาวนาอยู่ในใต้ ปากถํ้านั้น มันเสร็จจากหาอาหารแล้วก็กลับมาเลื้อยบ้าง หยุดบ้าง สลับกันไปเป็นระยะๆ เมื่อใกล้เข้ามาจะถึงปากถํ้าอันเป็นที่อยู่อาศัยของมัน ก็ได้ยินเสียงมันเลื้อย มันทับกิ่งไม้ใบไม้ดังกร้อบๆ แรงผิดสังเกต ท่านก็ออกจากสมาธิ คอยจับตาดู จึงรู้ว่างูเหลือมใหญ่ เมื่อมันเลื้อยเข้าใกล้ปากถํ้าของมัน พระอาจารย์จันทาจึงพูดออกมาว่า “ฟ่อๆ หยุดให้ดูเสียก่อน อย่ารีบด่วนไป” มันก็หยุดให้ ดูทันที เมื่อท่านได้ดูได้เห็นจนถนัดชัดเจนตาแล้ว ก็มีความรู้สึกอยากจะให้พระอีกรูปหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ นั้นดูด้วยจึงได้พูดกันว่า “ถ้าได้เชือกมาผูกล่ามเอาไว้ คงจะได้ดูนานๆ”
เมื่องูเหลือมได้ยินดังนั้นก็แสดงอาการไม่พอใจ มันยกหัวขึ้นสูงพร้อมทั้งใช้หางกระดิกขึ้น ตีดินดังเปรี้ยงๆ แล้วก็เลื้อยเข้าไปในถํ้าของมันอย่างรวดเร็วโดยไม่ออกมาให้ได้เห็นอีกเลย แสดงให้เห็นว่า สัตว์พวกนี้มันรู้ภาษาคน มันจึงแสดงอาการไม่พอใจให้เห็นในการที่จะนําเชือกมาล่ามมัน เอาไว้ มันคงจะติเตียนท่านก็ได้ มันจึงรีบเลื้อยเข้าถํ้าไป โดยมิได้รีรอใส่ใจแต่อย่างใดอีก”
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าต่อไปว่า “ครั้งหนึ่งได้ไปนั่งบําเพ็ญภาวนา ณ ผาผึ้งแต่เพียงลําพัง รูปเดียว จิตมันสงบ ก็ปรากฏแสงสว่างไสวจ้าในบริเวณที่ท่านนั่งภาวนานั้น จึงได้พิจารณาว่าที่นี่ คงจะเป็นที่อุดมมงคลดี เพราะมีนิมิตแสงสว่างไสวให้ปรากฏ อีกต่อมาไม่นานนัก ก็มีญาติโยม ผู้หนึ่งพร้อมคณะศรัทธามาขอสร้างพระป่าเลไลยก์ อันมีพญาช้างถวายดอกบัว และพญาลิงถวาย รวงผึ้ง เป็นพุทธานุสติ เพื่อให้สถานที่นั้นเป็นอุดมมงคล”
เหตุที่มีการเรียกว่าผาผึ้งนั้นก็เนื่องมาจากว่า ในสมัยก่อนนั้นมีผึ้งป่ามาทํารวงรังอยู่ผาแห่งนี้มากมาย ครั้นเวลาหลังจากทํากิจวัตรแล้ว พระโยคาวจรทั้งหลายผู้แสวงหาโมกขธรรมเพื่อความ พ้นทุกข์ต้องแย่งกันไปภาวนา เพราะเป็นถํ้าและหน้าผาอันสูงชันและปลอดภัย เสือขึ้นไม่ได้ ช้างขึ้นไม่ถึง หลวงปู่ขาว ท่านเล่าว่า “ในคืนวันหนึ่งหลวงพ่อพุทธา วัดป่าหนองแซง ได้ไปนั่งภาวนาบนถํ้าผาผึ้งนี้ พอตกดึกมีเสือใหญ่ตัวหนึ่งมาวนเวียนอยู่ในบริเวณนั้น เสียงเสือมันหายใจดังฝืดฝาดๆ รอบๆ ถํ้าผาผึ้งนั้น ผู้ที่กําลังภาวนาเกิดใจสั่นขวัญหายมือเท้าเย็นไปทั่วทั้งกาย เพราะฤทธิ์ของเสือ ทําให้ภาวนาบริกรรม “พุทโธ” มิได้ขาดหายเลยแม้แต่เสี้ยววินาที”
ท่านมักเทศน์เรื่องจตุปาริสุทธิศีล
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเอาใจใส่ต่อพระเณรที่มุ่งมาศึกษาอบรมปฏิบัติธรรมกับท่านที่ วัดถํ้ากลองเพล ซึ่งในระยะแรกๆ นั้น ศรัทธาญาติโยมยังไม่มาก ส่วนใหญ่มีแต่พระที่ท่านมุ่งต่อมรรคผลนิพพาน จึงสะดวกสบายต่อการบําเพ็ญภาวนา ท่านมักจะเทศนาอบรมสั่งสอนพระเณร โดยเฉพาะเทศน์เรื่องจตุปาริสุทธิศีล โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาว ท่านพาคณะลูกศิษย์ไปเที่ยวธุดงคกรรมฐาน และพักบําเพ็ญเพียรที่ถํ้ากลอง-เพลนั้น เห็นว่าที่นั่นสะดวกสบายทางร่างกายและจิตใจ ตลอดการบําเพ็ญสมณธรรมก็อํานวย อวยพรในความละเอียดแยบคายดี ท่านจึงปลงใจอยู่สถานที่นั่นเรื่อยมาจนถึงวาระสุดท้ายแห่งขันธ์ ท่านได้ปลดปล่อยธาตุขันธ์ลงที่วัดถํ้ากลองเพลตามวัน เดือน ปี ดังที่ทราบกัน เวลาท่านครองขันธ์และปกครองพระเณรอยู่วัดถํ้ากลองเพล ท่านเมตตาให้โอวาทแก่พระเณร เถรชี โดยสมํ่าเสมอ ไม่ลดละปล่อยวางเรื่อยมา ธรรมที่ท่านมักยกขึ้นแสดงในขั้นเริ่มต้นแห่งการอบรมเสมอนั้น คือ จตุปาริสุทธิศีล คือ
๑. อินทรียสังวรศีล ได้แก่ การสํารวมระวังอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ เกิดความยินดียินร้าย เกิดความรักความชัง ความเกลียด ความโกรธ ความโลภอยากได้ในสิ่งสัมผัสนั้นๆ ไม่อิ่มพอ เพราะอายตนะภายใน ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กับอายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องถูกต้องสัมผัสและธรรมารมณ์จากสิ่งที่มาสัมผัสนั้นๆ เพราะอายตนะภายในและอายตนะภายนอกดังกล่าวนี้ เป็นคู่ปรับกันที่จะยังเรื่องต่างๆ เข้าสู่ใจได้อย่างง่ายดาย แต่แก้ไขถอดถอนยาก ขณะที่ทั้งสองอายตนะ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดเข้าสัมผัสกัน ท่านจึงสอนให้ระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา
สําหรับนักบวชผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์โดยประการทั้งปวง ไม่ปล่อยให้อายตนะภายในมี ตา เป็นต้น สัมผัสกับอายตนะภายนอก มีรูป เป็นต้น ด้วยความไม่มีสติประจําใจ ผู้ตั้งใจสํารวมระวังตามที่ท่านสอนไว้ ชื่อว่าผู้บําเพ็ญตนเพื่อชําระกิเลสโดยลําดับ และไม่ชักช้าต่อทางดําเนิน จะถึงฝั่งแห่งความปลอดภัยไม่เนิ่นนาน เท่าที่ผู้ปฏิบัติทั้งหลายไปไม่ตลอดมักจอดจม งมทุกข์ไปเสีย ปล่อยให้ยักษ์โขยักษิณี คว้าไปกินเสียในระหว่างทาง (ระหว่างที่ปฏิบัติธรรมอยู่) ก็เพราะขาดความสํารวมระวังหรือไม่สนใจระวัง สติปัญญาก็มีน้อย แต่ชอบสุกก่อนห่ามและออกสู่สังคมยักษ์ (สนามแห่งอารมณ์ อันเป็นภัยร้อยแปดพันเก้านับไม่จบ) การสํารวมระวังก็เจ๊ง สติปัญญาหายเข้าป่าไปหมด ปล่อยให้คนเก่งสู้เสือมือเปล่า สุดท้ายก็ขึ้นเขียงให้กิเลสราคะตัณหา สับยําเป็นอาหารของมันอย่างเอร็ดอร่อย สิ่งที่เด่นในตัวก็มีแต่ “สิ้นท่า”
ดังนั้น การสํารวมในอินทรีย์ ๖ จึงเป็นงานจําเป็นของนักบวชนักปฏิบัติอยู่มาก ผู้เคยปฏิบัติงานนี้ก็รู้เองโดยไม่มีใครบอก ไม่มีงานใดๆ หนักเทียบเท่าเสมอได้ หนักก็หนัก ลําบากก็ลําบาก เพราะตั้งท่าสํารวมระวังใจ อันเป็นตัวการใหญ่อยู่ตลอดเวลา ในอิริยาบถต่างๆ ทั้งตั้งท่าสู้ ตั้งท่าถอดถอนกิเลสที่เป็นลูกศรแทงอยู่ภายใน ทั้งตั้งท่าต่อสู้กิเลสซึ่งกําลังหลั่งไหลมาทางอายตนะภายใน ๖ ทั้งตั้งท่าชําระถอดถอนกิเลสที่มีอยู่กับใจ ซึ่งกําลังก่อเรื่องวุ่นวายอยู่ภายใน ไม่มีงานใดหนักมากยิ่งกว่างานฆ่ากิเลส งานชําระกิเลส งานถอดถอนกิเลส ตัวเป็นฟืนเป็นไฟ ที่เผาไหม้ คุกรุ่นอยู่ภายในใจตลอดเวลานี้ ปราชญ์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ท่านถือเป็นงานระดับไตรภพ ใครเรียนจบคนนั้นวิเศษ โดยไม่ต้องหาใครมาเสกสรรปั้นยอ ว่าดี ว่าวิเศษ แต่ดีเอง วิเศษเอง โดยหลักธรรมชาติของธรรมที่ผู้เข้าถึงพึงทราบเองโดยสันทิฏฐิโก ไม่สงสัย ไม่เป็นอื่น
งานสํารวมอินทรีย์นี้ ครั้งพุทธกาลยังนํามาเป็นคู่แข่งกันได้ ทั้งนี้เพราะใครรักษาอายตนะใด ก็ยากราวกับไม่มีอายตนะใด และใครรักษายากลําบากเท่าอายตนะที่ตนรักษาอยู่ เช่น ปัญจภิกขุ ภิกษุ ๕ รูป ต่างรักษาคนละอายตนะ รูปหนึ่งรักษาตา เกี่ยวกับเวลาเห็นรูปโดยเฉพาะ องค์หนึ่งรักษาหู เกี่ยวกับเวลาฟังเสียงโดยเฉพาะ องค์หนึ่งรักษาจมูก เกี่ยวกับเวลาดมกลิ่นโดยเฉพาะ องค์หนึ่งรักษาลิ้น เกี่ยวกับเวลาลิ้มรสโดยเฉพาะ องค์หนึ่งรักษากาย เกี่ยวกับเวลาถูกต้องสัมผัสกับสิ่งเย็นร้อนอ่อนแข็งต่างๆ โดยเฉพาะๆ ไม่ทั่วไปกับอายตนะทั้งหลาย เวลามาสนทนากัน ต่างก็คุยอวดว่าอายตนะที่ตนกําลังรักษาอยู่นั้นยากลําบากกว่าการรักษาอายตนะอื่นๆ จนเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้น เพราะไม่มีใครยอมรับของใครว่ายาก เหมือนอายตนะที่ตนรักษาอยู่ และไม่ยอมให้ความเสมอภาคในการรักษาอายตนะของกันและกัน จนพระพุทธเจ้าทรงตัดสินให้และประทาน พระโอวาทว่า ไม่ว่าอายตนะใดมันรักษายากด้วยกันนั่นแหละ
เพราะตาก็อยากเห็นรูปสวยๆ งามๆ ที่พึงตาพึงใจ หูก็อยากฟังเสียงอันไพเราะเพราะพริ้ง จมูกก็อยากสูดดมกลิ่นที่หอมหวนชวนให้รื่นเริง ลิ้นก็อยากลิ้มรสอันโอชา กายก็อยากสัมผัสสัมพันธ์ กับสิ่งสัมผัสอันอ่อนนุ่มนวลชวนให้เพลิดเพลินตลอดเวลา ไม่มีความอิ่มพอ ทั้งนี้เพราะใจเป็นสําคัญของอายตนะนั้นๆ ใจเป็นตัวคึกตัวคะนองอยู่ตลอดเวลา ไม่สนใจมองความผิด-ถูก ชั่ว-ดีประการใด ขอให้ได้อย่างใจที่อยาก ที่ต้องการก็เป็นพอ จึงทําให้อายตนะทั้งหลาย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นกังหันหมุนไปตามอารมณ์ใจ (อารมณ์กิเลสบีบบังคับใจให้ดิ้นรน)
การรักษาแต่ละอายตนะ ต้องรักษาใจไปในขณะเดียวกัน เพราะใจเป็นตัวการให้อยากเห็น อยากได้ยิน อยากสูดกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ไม่มีเวลาสิ้นสุดยุติ ใจเป็นตัวอยาก ตัวหิวโหย ตัวเสาะ- แสวง ใจจึงใช้เครื่องมือ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นทางเดินออกหาอารมณ์ต่างๆ (หาอาหารแต่ ส่วนมากเป็นยาพิษ) จําต้องรักษาใจด้วยสติ พินิจพิจารณาด้วยปัญญา อย่าให้ออกเพ่นพ่าน เกี่ยวเกาะในสิ่งเป็นภัย ใช้สติควบคุม ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองอารมณ์ที่เกิดจากการสัมผัส รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ให้รู้เห็นตามความจริงของสิ่งนั้นๆ ใจจะไม่ไปยินดียินร้าย รัก ชัง เกลียด โกรธ ใจจะย้อนเข้าสู่ความสงบเย็น ไม่เป็นภาระกังวลกับสิ่งใดๆ ภายนอก เมื่อจิตอิ่มตัวในความสงบแล้ว ก็ออกพิจารณาอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือ ของใจเท่านั้น และพิจารณาอารมณ์กับใจที่กลมกลืนกันอยู่อย่างแนบสนิทราวกับเป็นอันเดียวกัน
การพิจารณาร่างกายตามแต่ถนัดทางอสุภะอสุภัง หรือ อนิจจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แยกเป็นธาตุ เป็นขันธ์ ตามความสะดวกและถนัดใจ การพิจารณาอารมณ์ของใจ ในเบื้องต้นมักประสานกับ สิ่งภายนอก เช่น รูป เป็นต้น แยกแยะตลบทบทวน จนเข้าใจทั้งอารมณ์ว่า เป็นสิ่งที่แฝงหรือ แทรกซึม มิใช่อันเดียวกันกับใจ พิจารณาจนเป็นที่เข้าใจในงานของตน โดยถืออายตนะภายนอก กับอายตนะภายใน เป็นที่ทํางานทางสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร ไม่ลดละท้อถอย เมื่อพิจารณารอบแล้ว ส่วนที่ปลอมจะหลุดลอยออกไปจากใจ ส่วนที่จริงจะเป็นคู่เคียงของใจ และสนับสนุนใจให้ดําเนินงานด้วยความสะดวกคล่องตัวต่อไป จนถึงจุดหมายปลายทาง ไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรคได้
เมื่อประทานพระโอวาทเกี่ยวกับการรักษาอายตนะสิ้นสุดลง พระทั้งห้าองค์นั้นได้สําเร็จอรหัตภูมิต่อพระพักตร์ของพระศาสดา สิ้นภาระกังวลกับการระวังรักษาอินทรีย์แบบนักโทษในเรือนจําแต่บัดนั้น พร้อมทั้งการยุติข้อทะเลาะวิวาทกัน
ดังนั้น การรักษาอินทรีย์เกี่ยวกับอายตนะ ๖ จึงเป็นสิ่งที่รักษายากมากเสมอกัน ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน เพราะเป็นทางผลักดันของกิเลสตัวมหาอํานาจด้วยกัน กิเลสออกทางใด ถ้าไม่มีสติระวังตั้งตัว มีปัญญากลั่นกรองด้วยดีแล้ว ต้องล้มทั้งหงายกันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้ามาคุยอวดว่า เก่งกล้าสามารถและบริสุทธิ์พุทธะได้ เพราะการปล่อยตัว ปล่อยใจเลย ดังนั้น จตุปาริสุทธิศีล จึงเป็นธรรมจําเป็นและสําคัญมากในวงชาวพุทธและนักปฏิบัติง่ายดายนั่นเอง
สําหรับผู้เขียนแล้วไม่อาจเอื้อมกับกิเลสทุกชนิด ทั้งที่ไม่มีธรรมเหล่านี้เป็นเครื่องมือต่อสู้ กับมัน หาญสู้ก็จบ ไม่มีทางชนะมันได้เลย เพราะท่านผู้หลุดพ้นจากกิเลส เป็นบุคคลวิเศษขึ้นมาให้โลกกราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจอยู่เวลานี้ ล้วนเป็นผู้เหนียวแน่นแก่นนักรบ จบพรหมจรรย์ด้วยธรรมเหล่านี้ทั้งนั้น
๒. ปาฏิโมกขสังวรศีล สํารวมระวัง พร้อมกับการรักษาตนด้วยศีล ในพระปาฏิโมกข์ ไม่ล่วงเกินฝ่าฝืนสิกขาบทน้อยใหญ่ อันเป็นมรรยาทและทางดําเนินอันดีงามของนักบวช ศีลใน พระปาฏิโมกข์ มี ๒๒๗ ข้อ อนุบัญญัติที่ทรงบัญญัติในลําดับต่อๆ มามีมาก ถ้าเทียบแล้ว ที่มาในพระปาฏิโมกข์มีเพียงนิดเดียว ที่มานอกปาฏิโมกข์มีมากมายหลายร้อยหลายพันข้อ ผู้เป็นลูกศิษย์ ที่ดี เดินตามครู คือ ศาสดา ย่อมเคารพในศีลอันเป็นฝ่ายพระวินัยซึ่งเป็นองค์แทนศาสดา
๓. อาชีวปาริสุทธิศีล เลี้ยงชีพแบบพระ แบบลูกศิษย์พระตถาคต เช่น เที่ยวบิณฑบาตด้วยกําลังปลีแข้งมาบริโภคขบฉัน ไม่แสวงหาด้วยกลมารยาปลิ้นปล้อนหลอกลวง ปัจจัยสี่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ผู้ให้ก็ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผู้รับก็รับด้วยความบริสุทธิ์ในการแสวงหา และการรับไม่มีเล่ห์กลแฝงอยู่แบบโลกที่เป็นกัน แสวงหาแบบพระ ฉันแบบพระ อยู่แบบพระ ใช้สอยปัจจัยสี่แบบพระล้วนๆ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อคะนอง ตั้งอยู่ในธรรมสันโดษ มักน้อย อันเป็นพื้นฐานของความ เป็นอยู่และการดําเนินของพระผู้มีอาชีวปาริสุทธิศีลเป็นเครื่องประดับเพศ จะอดหรืออิ่ม ก็งดงามในเพศ ไม่ข้ามเขตข้ามแดนแห่งความสวยงามของพระ ธรรมข้อนี้เป็นเครื่องประดับปาก ประดับท้อง และประดับเพศของพระให้สวยงาม ไม่มีวันจืดจางตลอดอวสาน
๔. ปัจจัยสันนิสสิตศีล สํารวมระวังเพื่อความบริสุทธิ์ในปัจจัยสี่ที่ตนอาศัย ไม่โลเลใน อาหารปัจจัยต่างๆ อันเป็นทางไหลมาแห่งมลทิน ความไม่ดีทั้งหลาย ปัจจัยเครื่องอาศัยของสมณะนั้นมี ๔ คือ
จีวร เครื่องนุ่งห่มตามเพศของพระ มีขนาดความสั้นยาวพอดีกับเจ้าตัวผู้ครอง สีย้อมด้วย นํ้าฝาด ที่ท่านเรียกว่า ผ้ากาสาวะ ผ้าที่ย้อมด้วยนํ้าฝาดที่ต้องมีประจําองค์พระขาดไม่ได้มีอยู่ ๓ ผืน คือ จีวร สังฆาฏิ อันตรวาสก – ผ้านุ่ง นอกนั้นก็ผ้าอังสะ ผ้าอาบนํ้าฝน และผ้าบริขารเครื่องใช้สอยเล็กๆ น้อยๆ
บิณฑบาต คือ ก้อนข้าว คือ อาหารพื้น ที่โลกอาศัยรับประทานกันเป็นอาชีพตลอดมา อาหารหวานคาวที่ไม่ผิดพระวินัยจัดเข้าในบิณฑบาตด้วยกัน ที่พระผู้บวชแล้วต้องอาศัยเช่นโลกทั่วไป
เสนาสนะ ที่อยู่อาศัยหลับนอนและบําเพ็ญสมณธรรมตามอิริยาบถอัธยาศัยของผู้ไม่ เกลื่อนกล่นวุ่นวาย เช่น รุกขมูลร่มไม้ ตามถํ้า เงื้อมผา ในป่า ในเขา หลังเขา ไหล่เขา ชายเขา ป่าช้าป่าชัฏ และกระต๊อบเล็กๆ พอหมกตัวหลับนอนและบําเพ็ญธรรมในวันคืนหนึ่งๆ เหล่านี้ท่าน เรียกว่า เสนาสนะ คือ ที่อยู่อาศัยอันเหมาะสมสําหรับพระผู้บวชและปฏิบัติเพื่ออรรถ เพื่อธรรม เพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อความหลุดพ้นจริงๆ เสนาสนะเหล่านี้เป็นสิ่งอํานวยความสะดวกในการ อยู่บําเพ็ญได้เป็นอย่างดี ถ้าจะนําออกประกวดดังโลกเขาประกวดวัตถุต่างๆ กัน โดยพระพุทธเจ้าทรงนําออกประกวดด้วยพระองค์เอง มิใช่คลังกิเลสนําออกประกวด ก็น่าจะได้คะแนนนําตาม หลักศาสนธรรม มิน่าเป็นชนิดหรูๆ หราๆ แน่นหนามั่นคง สวยงาม หลายชั้นหลายเชิง หลายห้องหลายหับ ราคาแพงๆ จะเป็นคะแนนนํา เสนาสนะที่เป็นคะแนนนําในครั้งพุทธกาล ท่านนิยมและสนใจกันมาอย่างนั้น นับแต่พระบรมศาสดาเป็นลําดับมาถึงสาวกทั้งหลาย มิได้ก้าวก่ายกันถึงกับประกาศไว้ในธรรมทั้งหลายอย่างเปิดเผย กุลบุตรทั้งหลายได้อ่านได้ศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติตามสืบทอดกันมาจนถึงสมัยปัจจุบันนี้
ส่วนมากต่อมาก สรณะของโลกชาวพุทธเรา ท่านมักอุบัติขึ้นตามเสนาสนะ อันอุดมสมบูรณ์ ด้วยคุณสมบัติที่ส่งเสริมอรรถธรรมโดยถ่ายเดียว ดังกล่าวนี้แทบทั้งนั้น เพราะเป็นสถานที่ให้ความสะดวกแก่การอยู่ การบําเพ็ญ การพักผ่อนหลับนอนตามอัธยาศัยของผู้เห็นภัยในวัฏสงสารด้วย ใจจริง พุทธะ ธรรมะ สังฆะ มักเกิดขึ้นในที่เหล่านั้นและเกิดได้ง่ายกว่าที่เกลื่อนกล่นวุ่นวาย ซึ่งร้อยทั้งร้อยมักเป็นที่เพาะและบํารุงส่งเสริมกิเลสวัฏ เพื่อกรรมวัฏ วิปากวัฏ เป็นกงล้อกงจักร หมุนไปเวียนมาเป็นวงกลม หาทางออกไม่ได้ ราวกับมดแดงไต่ขอบด้ง ฉะนั้น
สรุปความแล้ว เสนาสนะดังที่ธรรมแสดงไว้แล้ว มีรุกฺขมูลเสนาสนํ เป็นต้น เหล่านั้นแล เป็นเสนาสนะที่ทันสมัยและหนุนความเพียรเพื่อขับไล่กิเลสให้จนตรอกจนมุม และพังทลายออกจากใจได้ไม่เนิ่นนาน ดังนั้น ผู้ที่เริ่มบวชใหม่ พระอุปัชฌาย์จําต้องบอกสอนเสนาสนะที่เหมาะสม ทันสมัยให้ทุกๆ รูปเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีคําว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ จะล้าสมัย ถ้าไม่ใช่ตัวผู้บวช ถูกกิเลสฉุดลากบีบบังคับให้ล้าสมัยในธรรมเหล่านี้เสียเอง จึงไม่มีที่คัดค้านสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วได้เรื่อยมา เพราะผู้มุ่งรู้เห็นธรรมภายในใจด้วยการปฏิบัติจิตภาวนาตามทางศาสดาทรงดําเนินและสอนไว้ กับความรักชอบรุกขมูล ร่มไม้ ในถํ้า เงื้อมผา ป่าช้า ป่าชัฏ ย่อมกลมกลืนเป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะเป็นสถานที่เหมาะสมและสนับสนุนทางความเพียรได้ดีกว่าที่ทั้งหลาย
แม้โลกนิยมว่าดีมีราคามาก เช่น ที่ย่านชุมนุมชน ที่สร้างตลาดร้านค้า ทําเลดีๆ ราคาแพงๆ เนื่องจากธรรมและผู้แสวงธรรมไม่เหมือนโลกแม้อยู่ด้วยกัน เพราะความรู้ ความเห็น ความคิดอ่านไตร่ตรองต่างกัน การอยู่และการเสาะแสวงจึงต่างกัน ฉะนั้น สถานที่ธรรมนิยมดังกล่าวจึงเป็น สถานที่ที่เหมาะสมกับการบําเพ็ญธรรมอยู่โดยสมํ่าเสมอ ไม่มีคําว่าครึ ล้าสมัย แต่เป็นชัยสมรภูมิที่ทันกับการต่อการต่อกรกับกิเลสประเภทต่างๆ เสมอไปตราบเท่าฟ้าดินสลาย (ศาสนธรรมหมดจากความนับถือของหมู่ชน) นั่นแล
คิลานเภสัช คือ ยาแก้โรคภัยต่างๆ ที่ควรนํามาเยียวยารักษาเช่นโลกทั้งหลาย เพราะ ธาตุขันธ์ของนักบวช กับธาตุขันธ์ของโลกทั่วไป ย่อมเหมือนๆ กันในความเป็นอยู่ และการรักษาด้วยอาหารและหยูกยาต่างๆ แต่ครั้งพุทธกาลรู้สึกจะมีหยูกยาน้อยผิดกับสมัยนี้อยู่มาก แม้โรคก็ น่าจะไม่พิสดารเหนือเมฆดังสมัยนี้ เพราะยังขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลอดเครื่อง ส่งเสริมอยู่บ้าง ในอนุศาสน์จึงมีเพียงฉันยาดองด้วยนํ้าปัสสาวะ หรือสมุนไพรบ้างเล็กๆ น้อยๆ ไม่มากจนกลายเป็นสินค้าล้นตลาดดังสมัยปัจจุบันนี้ สมัยนี้คนก็มาก โรคก็มาก หมอก็มาก ยาก็มาก คนล้มตายเพราะโรคชนิดต่างๆ ที่ยาและหมอตามไม่ทันก็มาก สมัยก่อนๆ คนมีน้อย โรคมีน้อย หยูกยาก็มีน้อย การตายเพราะโรคพิสดารเกินคาดก็มีน้อย ใครๆ จึงไม่กระตือรือร้นกับหยูกยาและหมอเหมือนสมัยปัจจุบัน
พระครั้งพุทธกาล ตามตําราที่จารึกไว้ ท่านไม่ค่อยแสดงความกังวลและหนักใจกับโรคภัย ไข้เจ็บอะไรมากนัก คําว่านํายาติดตัวนั้นน่าจะไม่มี ถ้าจะมีก็เพียงมะขามป้อม สมอ เพื่อแก้ความอ่อนเพลียเป็นบางเวลาของธาตุขันธ์เท่านั้น แต่สิ่งที่ท่านถือเป็นข้อหนักแน่นกว่าสิ่งใดนั้น น่าจะได้แก่ มรรคผลนิพพาน จิตท่านหมุนไปทางด้านอรรถด้านธรรมเพื่อความหลุดพ้น มากกว่าจะหมุนมาหาความกลัวโรคภัยไข้เจ็บ ความล้มความตาย และหยูกยา ความกลัวตายมีน้อย แต่ความกลัว จะไม่หลุดพ้นจากกิเลสแลกองทุกข์นั้นมีมาก วันคืนและอิริยาบถหนึ่งๆ จิตท่านหมุนอยู่กับธรรม ทั้งหลาย คือ ศรัทธาธรรม วิริยธรรม สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม ตลอดเวลา
หากเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ขึ้นมา ท่านมักพิจารณาลงในสัจธรรม กลายเป็นเรื่องเยียวยา ทั้งโรค ฆ่าทั้งกิเลสไปในขณะเดียวกัน ไม่อ่อนเปียกเรียกหายาและหมอมาเป็นคู่ชีวิตจิตใจ คู่พึ่งเป็น พึ่งตาย จนเกินกว่าความพอดีของพระผู้เชื่อธรรม เชื่อกรรมและเชื่อสัจธรรม ซึ่งเป็นของจริง อันตายตัว เวลาปกติท่านก็สงบงามตา เวลาเจ็บไข้ได้ทุกข์ ท่านก็ไม่แสดงอาการทุรนทุราย ระสํ่าระสาย ทึ้งเนื้อทึ้งตัว ทิ้งกิริยามรรยาทอันดีงามของสมณะ มีสติประคองตัว ไม่โศกเศร้า เหงาหงอย ไม่ลืมอรรถลืมธรรมประจําใจ
แม้พระธุดงคกรรมฐานในสมัยปัจจุบัน ท่านก็ปฏิบัติต่อตัวท่านเอง ในเวลาเจ็บไข้ได้ทุกข์ต่างๆ เช่นเดียวกับพระที่กล่าวมาในครั้งพุทธกาล ท่านไม่วิตกกังวลกับไข้ ว่าจะหายหรือไม่หาย จะเป็นหรือจะตาย มากไปกว่าการพิจารณาเป็นสัจธรรมเพื่อรู้เท่าทันกายและทุกขเวทนา สัญญา สังขารอันเป็นเครื่องหลอกจิตในเวลานั้น ซึ่งเป็นการทําลายกิเลสไปในขณะเดียวกัน การที่โรคจะหายหรือไม่นั้น ท่านมอบไว้กับความจริงของโรคของทุกข์ที่ปรากฏอยู่ในเวลานั้น แต่กลมารยาของใจ อันถูกผลักดันออกมาจากกําลังของกิเลสนั้น ท่านถือเป็นสําคัญมาก สติปัญญาต้องจดจ่อ ต่อเนื่องกันกับทุกข์ กับกาย และกับใจ ที่เกี่ยวโยงกัน เพื่อความรู้แจ้งเห็นชัดตามความจริงที่มีอยู่ แสดงอยู่ด้วยปัญญา และปล่อยวางกันตามลําดับที่สติปัญญาหยั่งทราบความจริง
การรักษาด้วยยา ท่านก็รักษา การรักษาด้วยธรรมโอสถ ท่านก็รักษา ซึ่งเป็นการเข่นฆ่า กิเลสไปในขณะเดียวกัน ท่านไม่นั่งนอนเฝ้าทุกข์ให้หายด้วยยาอย่างเดียว ด้วยใจอ่อนเปียกเรียกหาแต่คนมาช่วยแบบนั้น แต่ท่านเรียกหา ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มาช่วยบําบัดรักษาไข้และ ฆ่ากิเลสด้วยในประโยคแห่งความเพียรอันเดียวกัน ผลที่ได้รับ โรคก็ทราบว่าโรค เกิดในกาย แต่ ไม่อาจเสียดแทงจิตใจท่านได้ ใจก็อาจหาญ เชื่อต่อสัจธรรมประจักษ์ตัว สติปัญญาก็คล่องตัวไม่กลัวทุกข์ ไม่กลัวตาย อยู่อย่างสบายหายห่วง นี่คือการรักษาโรคด้วยธรรมโอสถของพระธุดงคกรรมฐานในสมัยปัจจุบัน ซึ่งท่านทํากันเป็นประจําในวงสัจธรรม”
ภาค ๑๖ จําพรรษาวัดถํ้ากลองเพลเป็นแห่งสุดท้าย
(พรรษา ๓๖ – ๕๘ พ.ศ. ๒๕๐๓ – ๒๕๒๖)
พ.ศ. ๒๕๐๓ ขอพระไปจําพรรษา
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้พาพระเณรอยู่จําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพลติดต่อกันมาแล้ว ๒ พรรษา ครั้นต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ท่านก็ไม่ได้ปรารภอีกเลยว่า จะไปจําพรรษา ณ สถานที่ใด ท่านยังคงจําพรรษาอยู่ที่วัดถํ้ากลองเพล โดยท่านให้เหตุผลว่า “ถํ้ากลองเพลนี้ เหมาะแก่การบําเพ็ญภาวนามาก เป็นสถานที่กว้างขวาง เต็มไปด้วยหินผาป่าไม้น่ารื่นรมย์ เราจะหลบหลีกปลีกตัวหาที่สงบสงัดและสบาย เพื่อทําความเพียรบําเพ็ญภาวนาได้สะดวกๆ”
ขณะที่หลวงปู่ขาวท่านพักจําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพลนั้น ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์มักนิมนต์ท่านไปร่วมงานสําคัญๆ ของวัดโพธิสมภรณ์ และเมื่อมีการสร้างวัดป่ากรรมฐาน หรือเมื่อมีงาน บูรณปฏิสังขรณ์วัดแล้วเสร็จ มีการจัดงานฉลองพระเจดีย์ พระอุโบสถ วิหาร ศาลา ฯลฯ รวมทั้ง งานบรรพชาอุปสมบท ฯลฯ ซึ่งท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านเมตตารับภาระเป็นประธาน ท่านก็ นิมนต์หลวงปู่ขาวไปเจริญพระพุทธมนต์ และแสดงธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัทที่ไปร่วมงานเสมอๆ หลวงปู่ขาวท่านก็รับนิมนต์ไปในงาน
วัดถํ้ากลองเพล ในสมัยยุคหลวงปู่ขาวท่านเป็นเจ้าอาวาสนั้น เป็นประดุจมหาวิทยาลัยป่าในทางพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่สร้างพระภายในที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคนั้น หลวงปู่จันทาท่านถึงกับยกย่องเทิดทูนบูชาหลวงปู่ขาว ซึ่งเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของท่านว่า “นักปราชญ์อุบลฯ” สืบต่อจากท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ-อาจารย์มั่น และ ท่านพระอาจารย์สีทา ฯลฯ โดยหลวงปู่จันทา เทศน์ความหมายไว้ดังนี้
“นักปราชญ์อุบลฯ เป็นคนมีสติปัญญาแหลมลึกฉลาด สามารถค้นคิดปริศนาธรรมะ ปัญหาของพระพุทธเจ้า ได้บรรลุวิมุตติธรรมอันยิ่งใหญ่ได้ และนําของจริงมาประกาศสว่าง กังวานในโลกสมัยนี้ นั่นแหละคือ ปู่มั่น ปู่เสาร์ ปู่สีทา นี่เป็นอาจารย์เอกค้นคิดปริศนาธรรมะ จนได้ของจริง หมดความสงสัยในท่าน แล้วจึงนํามาแสดงพรํ่าสอนมวลมนุษย์ทั้งหลายนี้”
บรรดาพระที่ผ่านการฝึกฝนอบรมด้านธรรมะจาก หลวงปู่ขาว อย่างเข้มงวดเคร่งครัดนั้น ท่านได้กลายมาเป็นครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเป็นพระอริยบุคคลกันมากมาย หลายองค์ ครูบาอาจารย์เหล่านั้นท่านได้มาเป็นเนื้อนาบุญ เป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวพุทธได้เป็นอย่างดี จึงมีบรรดาพระเถระตลอดศรัทธาญาติโยมเดินทางมากราบขอพระจากหลวงปู่ขาวไปอยู่ จําพรรษา เพื่อเมตตาโปรดศรัทธาญาติโยมเป็นประจํา เช่นเดียวกับในสมัยที่ท่านพระอาจารย์มั่นขณะยังดํารงธาตุขันธ์อยู่นั้น ก็มีมากราบขอพระจากท่านเป็นประจํา
ในการขอพระ หลวงปู่ขาวท่านจะถือดําเนินตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ดังนี้
“ปฏิปทาที่ท่านไม่เคยสั่งผู้ใดให้ไปอยู่ในสถานที่ใดเลย เราก็ไปรู้ไปเห็นกับพ่อแม่ครูบา-อาจารย์มั่นเรานั่นแหละ เราชอบใจเหลือเกิน ใครๆ มาขอพระไปอยู่ที่นั่น ขอพระไปอยู่ที่นี่ ท่านก็พูดไปอย่างงั้นแหละ พอไม่ให้ขัดใจเขา เอ้อ “ถามดูเถอะ ถามท่านดูเสียก่อน” ท่านก็ว่างั้น “ไปหรือไม่ไป ก็ให้ถามท่านดูเสียก่อน… พระนี่ท่านมาหาภาวนา ก็ต้องมาตามอัธยาศัยของท่านซี”
โดยช่วงก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ท่านเจ้าคุณสารภาณ เจ้าคณะจังหวัดนครพนม เดินทางมากราบขอพระธุดงคกรรมฐาน ๓ องค์จากหลวงปู่ขาว เพื่อเมตตาไปโปรดญาติโยมทางจังหวัดนครพนมบ้าง เมื่อหลวงปู่ขาวท่านไต่ถามพระศิษย์แล้ว จึงมอบหมายให้หลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่เพียร วิริโย หลวงปู่อํ่า ธมฺมกาโม ไปจําพรรษาที่จังหวัดนครพนม
ในเข้าพรรษาปีนี้ หลวงปู่ขาว ท่านพาพระเณรอยู่จําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพล นับเป็นพรรษาที่ ๓๖ ขณะมีอายุได้ ๗๒ ปี ครบ ๖ รอบ สําหรับหลวงปู่จันทา ท่านเคยจําพรรษากับ หลวงปู่ขาวติดต่อกันมาแล้ว ๒ พรรษา โดยในพรรษาท่านจะปฏิบัติภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ ด้วยการ ถือเนสัชชิไม่นอนตลอดไตรมาส ๓ เดือน ในปีนี้ท่านก็ตั้งใจจะอยู่จําพรรษากับหลวงปู่ขาว เพื่อจะเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ให้พ้นทุกข์ในพรรษานี้ให้จงได้ ท่านจึงตั้งใจถือเนสัชชิติดต่อกันเป็นพรรษาที่ ๓ แต่เมื่อหลวงปู่ขาวได้ถามและมอบหมายให้ท่านไปจําพรรษาที่จังหวัดนครพนม ทีแรกท่านก็เกิดความเสียใจ แต่ด้วยทางนั้นมีความจําเป็น เนื่องจากไม่มีพระ ชาวบ้านก็เกิดความว้าเหว่ เพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเป็นการเคารพเชื่อฟังในหลวงปู่ขาวผู้เป็นพ่อแม่-ครูอาจารย์ ท่านก็ยินดีน้อมรับไปจําพรรษาให้ พอออกพรรษาแล้วท่านก็กลับวัดถํ้ากลองเพล
แม้ชราข้อวัตรปฏิบัติยังเข้มข้น
หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะที่ท่านยังสุขภาพแข็งแรงดีอยู่ในระดับยอดเยี่ยม เพราะท่านได้ดําเนินชีวิตตามหลักธรรม ตามวิถีพระป่า ร่างกายท่านผอมแต่ดูแข็งแรง และไม่ปรากฏว่าท่านมี โรคประจําตัวใดที่สําคัญ นอกจากเป็นไข้ป่า ซึ่งเป็นของธรรมดาสําหรับพระธุดงคกรรมฐานทุกองค์ กับโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจจะเป็นผลของโรคนิ่วตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ ท่านพักในกุฏิหลังเล็กๆ กลางป่า สร้างอยู่ระหว่างก้อนหินใหญ่สองก้อน เป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง หลังคาสังกะสี มีห้องจําวัดเล็กๆ หนึ่งห้องกับห้องเฉลียงและห้องถาน พื้นที่ทั้งหมดขนาดประมาณ ๔ คูณ ๖ เมตร
เมื่อพระเณรทําข้อวัตรปฏิบัติแล้ว ท่านสอนให้สนทนาธรรมตามหลักสัลเลขธรรม ท่านว่า “อย่าพูดเรื่องโลก พูดธรรมะจึงจะพ้นทุกข์ได้ ถ้าประพฤติปฏิบัติจริงๆ แล้ว กิเลสแค่นี้มันจะยังทนอยู่ได้หรือ แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่เคยนึกเลยว่าจะมาพ้นทุกข์ได้ เรามันแสนจะโง่ แต่เรามีศรัทธาไม่หวั่นไหว ไม่ย่อท้อ ใจเรามันมีความเพียรสุดแสน มีขันติอันสุดทนทาน แม้เราแก่ถึงขนาดนี้ มาสู้กับคนแก่ดูสิ” ท่านพูดท้าทาย ทั้งพระหนุ่มเณรน้อยต่างก็ต้องละอายในข้อวัตรปฏิปทาของท่าน มองดูบนกุฏิของหลวงปู่จะไม่เห็นเสื่อ ไม่เห็นหมอนเลย เพราะท่านบอกว่า “เสื่อและหมอนเมื่ออยู่ใกล้ๆ มัน มันจะกล่อมให้เราง่วงเหงาหาวนอนเลยทันที จึงต้องเอามันหนีไป ให้ไกล เพราะมันเป็นตัวส่งเสริมกิเลสชั้นยอดเลยทีเดียว แต่กลับเป็นตัวกดถ่วงธรรมอย่างสุดยิ่ง”
หลวงปู่ขาวว่า “เอาให้มันพ้นทุกข์ชาตินี้ อย่าไปห่วงหน้าห่วงหลัง ห่วงแม่มันทําไมกิเลสนี่” ว่างั้น หลวงปู่ขาวเราแก่ถึงขนาดนี้ “เดินแข่งเราสิ เดินจงกรม นั่งแข่งกันดูสิ” ว่างั้น “ไอ้เฒ่านี่ถึง ๗๐ ปี ๘๐ ปี นี่มาแข่งดูสิ” ว่างั้น นั่น อวดได้ ลองไปนั่งแข่งหลวงปู่ขาวสิ ท่านนั่ง เป็นคืนนู่น ท่านก็นั่งได้ “หลวงปู่นั่งภาวนาหมดคืนนี่ไม่เจ็บไม่ปวดหรือ พวกผมมันจะตายแล้ว” ว่าอย่างงั้น “มันจะเจ็บอะไรล่ะ มันไม่มีอะไรเจ็บ” แน่ะ “มันไม่มีอะไรเจ็บ ถ้ามันไม่มีอะไรเจ็บ มันไม่มีตัวมีตน จิตสงบมันว่างหมด ร่างกายไม่มีเลย มีแต่ผู้รู้อย่างเดียว จะเอาอะไรมาเจ็บ ขาก็ไม่มี ตัวก็ไม่มี แข้งก็ไม่มี” ท่านว่าอย่างนั้น
สนทนาธรรมเปิดเผยธรรมธาตุ
หลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อท่านมาอยู่จําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพลได้ไม่นาน มีงานสําคัญที่ วัดป่ามหาชัย อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู) ซึ่งท่านได้รับกิจนิมนต์ไปร่วมงาน ในงานครั้งนี้ท่าน กับ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้มีโอกาสสนทนาธรรมตรวจสอบธรรมะกัน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“พอพูดถึงเรื่องหลวงปู่ขาว นี่ก็เป็นธรรมอัศจรรย์ของท่านนะ เราเลยไม่ลืม เขาเรียก โหล่งขอด ที่อําเภอแม่แตง เขาเรียกโหล่งขอด นั่นล่ะเห็นไหมธรรมอัตโนมัติ ไปที่ไหนก็ไปเถอะ ลงสติปัญญาอัตโนมัติ ธรรมเป็นอัตโนมัติแล้วจะเป็นอย่างนั้น ท่านไปท่านพิจารณาธรรมขั้นนี้แล้วนะ ขั้นจวนจะผึงแล้วล่ะ พอดีไป นี่เราหมายถึงว่าเราคุยกันเต็มเหนี่ยวแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่เรากับท่านซัดกันเสียก่อน เพราะต่างคนต่างเกร็งใส่กัน ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ (ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ จูม พนฺธุโล) นี้เป็นจุดศูนย์กลาง จับคอทางโน้นดึงมาใส่กัน เอาหัวชนกันเข้าใจไหม จับคอท่านอาจารย์ขาวมา จับคออีตาบัวมา เอาหัวชนกัน ท่านเจ้าคุณเป็นอุปัชฌาย์ทั้งสององค์นี่นะ
ท่านหาอุบายเรื่อยแหละ อยากให้เรากับท่านหลวงปู่ขาวพบกัน พอดีวันนั้นไปที่อําเภอหนองบัวลําภู ท่านไปจัดการเองเลย แต่ท่านพูดลับๆ ไม่ให้เราได้ยิน แต่ก็ปิดไม่อยู่อย่างว่าล่ะ เอ้า ! กุฏิหลังนี้จัดให้มหาบัวว่างั้น จัดนี้ให้ท่านขาว จะให้พระ ๒ องค์พบกันให้ได้วันนี้ ท่านพูดเงียบๆ ของท่าน ท่านไม่มุ่งว่าอยากให้เราได้ยิน แต่ท่านสั่งเสียล่ะซิ จะให้พระ ๒ องค์นี้ทราบกันวันนี้ คือหมายความว่าให้ต่อยกันวันนี้ เพราะต่างคนต่างเกร็งใส่กันอยู่เต็มเหนี่ยว ชื่อเสียงของท่านเป็น ยังไงๆ แล้วท่านก็อาจจะได้ยินชื่อของเรา ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์จับหัว ๒ องค์นี้มาชนกัน
วันนั้นท่านก็สั่งเสีย ท่านเป็นคนสั่งเองนะ จัดตรงนี้ให้ท่านขาว จัดตรงนี้ให้มหาบัว จะให้ พระ ๒ องค์นี้พบกันให้ได้วันนี้ ท่านก็พูดกับลูกศิษย์ลูกหา ท่านไม่ได้คิดว่าเรื่องราวเราจะได้ยิน แต่แล้วก็ได้ยินจนได้นั้นแหละ พอไปเอาล่ะที่นี่นะ ท่านมาจัดสั่งเสียหมดนะ “เออ ! บัว เธอกับ ท่านขาวไม่ต้องไปงานก็ได้วันนี้ คืองานเราจะรับภาระหมด อยากจะคุยธรรมะธัมโมกันก็คุย ได้นะ” ท่านว่าอย่างนั้น คือ มีงานแล้ว ท่านรับภาระทั้งหมด พระกรรมฐานท่านพาลงไปโน้นหมด ไปสวดมนต์สวดพรอะไรๆ แต่หลวงตาบัวกับหลวงปู่ขาวนี้ไม่ให้ไป ท่านอยากจะคุยธรรมะอะไรกันก็ได้ท่านว่าอย่างนั้นนะ ความจริงท่านกําหนดไว้เรียบร้อยแล้ว
นั่นล่ะ พอท่านลงไปหมดแล้ว เราก็ด้อมไปหาท่านล่ะที่นี่ ไปเอากันอย่างเต็มเหนี่ยวเลย เริ่มตั้งแต่ก่อน ๒ ทุ่มเล็กน้อย พอทางโน้นลงไปหมดแล้ว คนเงียบหมดแล้ว เราก็ด้อมไป แคร่ท่าน อยู่แค่นี้ สูงแค่นี้ ข้างนอกมีฝา ฝากระดาษเขาเรียกฝาแถบ เราก็นั่งอยู่นี้พิงต้นเสานี้นั่งอยู่ แล้วท่านก็ นั่งอยู่ แล้วทีนี้ข้างนอกมันมองไม่เห็นกันล่ะซิ ก็มันฝาเขาเรียกฝาแถบ คนนั่งอยู่ข้างนอกมันก็ไม่เห็นล่ะซี พอขึ้นไปก็เอากันเลยล่ะ เราเป็นคนขึ้นก่อน มียังไงก็เอากันให้ถึงพริกถึงขิงล่ะวันนี้ ไปก็เริ่มเลย กราบเรียนท่านตั้งแต่เริ่มเลย เป็นยังไงๆ ปวารณาให้ท่านเรียบร้อยตั้งแต่เริ่มต้นเลย จนกระทั่งถึงจบลง มีขัดข้องยังไงไม่ต้องผูกเป็นความเกรงใจกับกระผม เอาให้เต็มเหนี่ยวเลย ผิดตรงไหนให้ว่าเลย กระผมจะเริ่มขึ้นแล้ว เริ่มขึ้นเลยล่ะที่นี่ เราก็ขึ้นเรื่อยๆ ของเรามันยืดยาว เพราะเราเป็นผู้น้อย
การประพฤติปฏิบัติตั้งแต่เริ่มแรกมาๆ ก้าวขึ้นๆๆ ตั้งแต่ ๒ ทุ่ม เรานี้มันจะเกือบ ๕ ทุ่ม เรียกว่าจะเป็น ๓ ชั่วโมงล่ะมั้ง คือท่านไม่มาก ท่านจะหยิบเอาเฉพาะที่ตรงไหนมันแปลกต่างกัน อันไหนที่เราพูดไปเรียบร้อยแล้ว ท่านไม่พูดแหละ อันไหนเหมือนกันแล้ว ท่านก็ไม่พูด ท่านจะแยกออกมาพูดเฉพาะ เราก็เล่าตั้งแต่ต้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสุด จบ หมดความสามารถทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่วันปฏิบัติมา มาถึงจุดนี้แล้วจะว่าโง่สุดขีดก็ยอมรับว่าโง่สุดขีด เพราะไม่สนใจจะศึกษาไต่ถามกับผู้หนึ่งผู้ใด ตลอดทุกอย่างที่ว่าเป็นข้อข้องใจสงสัยจะเสาะแสวงหาอะไรอีกไม่มี ถ้าว่าโง่ก็โง่สุดขีดขนาดนี้ แล้วขอมอบถวายครูบาอาจารย์ ผิดถูกประการใดให้ใส่เต็มเหนี่ยวเลยไม่ต้องไว้หน้า ท่านก็ยิ้มๆ นี่เรียกว่าเราจบลงแล้ว นี่เราสรุปนะ เล่าตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึง ๓ ชั่วโมงกว่า
พอจบลงแล้ว ท่านยิ้มๆ “เออ ! มันก็มี ๒ จุด (กามราคะ กับ อวิชชา) เท่านั้นล่ะ ท่านมหา” ท่านว่าอย่างนั้นนะ “๒ จุดนี้ท่านมหาก็ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เป็นอันว่าหายสงสัยไป ไม่มีอะไรสงสัยแหละ” ท่านก็เลยแย็บออกมาว่า “ผมก็เตรียมพร้อมที่จะพูดธรรมะกับท่านมหาอยู่ วันนี้ก็พอเหมาะกันเหลือเกิน จุดนี้แหละ” จากนั้นท่านก็เล่าของท่านให้ฟังเป็นยังไงๆ อันไหน ที่มันผิดแปลกกันบ้างเล็กน้อยๆ เราก็ฟังๆๆ เรื่อย จนกระทั่งจบ เป็นเวลา ๖ ทุ่มกว่า หมด พอมัน หมดเรื่องแล้ว ๖ ทุ่ม
คําพูดก็แย็บออกจากทางใหญ่ล่ะที่นี่ แย็บไปนั้นไปนี้ เราฟังเสียง แอ้ะๆ ขึ้นข้างฝาอยู่ ข้างนอกนี่ เรานั่งพิงเสาไม้ไผ่อยู่นี้ คนหนึ่งมันอยู่ข้างนอก ฝาปิดไว้มันไม่เห็น มันอยู่ติดกันเลยกับเรา เราอยู่ข้างใน มันอยู่ข้างนอก พอเราพูดจบอะไรเรียบร้อยแล้ว แอ้ะๆ มันโมโห ใครมาแอ้ะๆ อยู่นี่ น่ะ เราก็ว่าอย่างนั้น (ดิฉัน) ดิฉันมันเป็นใครน่ะ (ชียุวดี) โอ๊ย ! หมดตับเลย เราว่าอย่างนี้นะ พูดกับท่านอาจารย์ขาวนะ “โอ๊ย ! หมดตับแล้วครูอาจารย์” “อย่างนั้นแหละ นตฺถิ โลเก รโห นาม ขึ้นชื่อ ที่ลับย่อมไม่มีในโลก ท่านมหาดูเอา”
พ.ศ. ๒๕๐๔ พระศิษย์ธุดงค์ขึ้นเชียงใหม่
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ หลังออกพรรษาแล้ว บรรดาพระศิษย์ซึ่งแยกย้ายกันไปจําพรรษาตามสถานที่ต่างๆ ก็ทยอยเดินทางกลับมาวัดถํ้ากลองเพล เพื่อกราบเยี่ยม หลวงปู่ขาว อนาลโย พร้อมรับฟังโอวาทธรรมตลอดคําชี้แนะ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ตามปรกติเมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านมักกลับมากราบเยี่ยมหลวงปู่ขาวเป็นประจํา ในระยะนี้ท่านกลับมาเพื่อศึกษาธรรมขั้นสูงกับหลวงปู่ขาว สําหรับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย ท่านพระ-อาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม ซึ่งท่านทั้งสามถือเป็นพระศิษย์โดยตรงขององค์หลวงตาพระมหาบัว ที่องค์หลวงตาฯ เมตตาอนุญาตให้มาศึกษาอบรมกับหลวงปู่ขาว ต่างก็พากันกลับมากราบเยี่ยม ท่านที่วัดถํ้ากลองเพล
ด้วยทางภาคเหนือในสมัยนั้นเป็นสถานที่เงียบสงัดสัปปายะมาก มีสถานที่มงคลศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนาและมีธรรมชาติของป่าเขาลําเนาไพร เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนามากมาย ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านได้เที่ยวธุดงค์มาจังหวัดเชียงใหม่ และ ได้รับอาราธนามาบูรณปฏิสังขรณ์วัดเจดีย์หลวง และกาลต่อมาท่านได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น ขึ้นไปจําพรรษา จนวัดเจดีย์หลวงได้กลายเป็นศูนย์กลางทางภาคเหนือของวงกรรมฐาน นอกจากนี้ท่านยังได้จาริกเที่ยวธุดงค์ไปบุกเบิกสถานที่ภาวนาไว้หลายแห่ง ซึ่งพระศิษย์รุ่นแรกๆ ได้เดินเท้าธุดงค์ออกติดตามท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นภาคเหนือก็มีหลายองค์
หลวงปู่ขาว ท่านก็เคยไปธุดงค์ปฏิบัติธรรมทางภาคเหนือมาก่อนหน้า โดยท่านอยู่นานถึง ๑๔ ปี พระธุดงคกรรมฐานสายนี้เมื่อท่านได้ยินได้ฟังจากหลวงปู่ขาว ท่านเมตตาเล่าประสบการณ์การเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือของท่านและเพื่อนสหธรรมิก ในขณะออกติดตามจนได้ปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งแต่ละองค์ล้วนต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส ท่านต้องสมบุกสมบัน ต้องทรหดอดทนจริงๆ และต้องสละเป็นสละตายจริงๆ จึงอยู่ทางภาคเหนือกับท่านพระอาจารย์มั่นได้ ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะการมีครูบาอาจารย์สัปปายะและมีสถานที่ สัปปายะ ทําให้การภาวนาก้าวหน้ารวดเร็วมาก และในที่สุดพระศิษย์หลายองค์ก็ได้ธรรมอัศจรรย์มาครองใจดังที่ทราบกัน เมื่อพระศิษย์ฟังหลวงปู่ขาวเล่าแล้วต่างก็เกิดความสนใจอยากเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือกันบ้าง ทั้งนี้เพื่อตามรอยธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นและครูบาอาจารย์
ช่วงประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อพระกรรมฐานศิษย์สายนี้ ท่านได้มากราบเยี่ยม ฟังธรรมหลวงปู่ขาวที่วัดถํ้ากลองเพล จึงได้ชักชวนกันเดินธุดงค์ขึ้นทางภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยตกลงจะไปกันหลายรูป มีท่านพระอาจารย์จวน เป็นหัวหน้า และมีท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์เพียร หลวงพ่อไท สามเณรคําสี ติดตามไปด้วย
เมื่อตกลงกันได้ดังนี้แล้ว จึงพากันไปกราบเรียนหลวงปู่ขาวให้ท่านทราบ ซึ่งหลวงปู่ขาวท่านก็ยินดีส่งเสริม พร้อมทั้งได้แนะนําสถานที่ต่างๆ และได้แนะนําให้รู้จักกับครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่ยังอยู่ปักหลักปฏิบัติภาวนาทางภาคเหนือในขณะนั้น เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ซึ่งเป็นเพื่อนสหธรรมิกของท่านเอง และหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่ขาวตั้งแต่ท่านกลับมาภาคอีสานสิบกว่าปีแล้ว ท่านไม่ได้พบกับเพื่อนสหธรรมิกอีกเลย เป็นเรื่องปรกติของการเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มีคุณธรรมในศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อต่างองค์ต่างเคย เที่ยวธุดงค์อยู่ร่วมกันมา เคยจําพรรษาร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา และเคยสละเป็นสละตายร่วมกันมา ท่านย่อมมีความผูกพันซึ่งกันและกัน และท่านย่อมฝากความระลึกถึงกันและกัน คณะศิษย์จะธุดงค์ขึ้นภาคเหนือในครั้งนี้ หลวงปู่ขาวท่านก็ได้ฝากความระลึกถึงเพื่อนสหธรรมิกไปกับคณะธุดงค์
การเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือของคณะธุดงค์ศิษย์หลวงปู่ขาว กับ องค์หลวงตาพระมหาบัว เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลําบากนานัปการ ทั้งต้องเดินขึ้นเขาลงเขา ต่างจากภาคอีสานซึ่งเป็นที่ราบสูง โดยเฉพาะระหว่างเมืองเลยต่ออําเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง คณะธุดงค์ได้รับความเหน็ดเหนื่อยมาก ท่านพระอาจารย์จวนถึงกับมีอาการเจ็บหัวเข่า จนท่านพระอาจารย์สิงห์ทองต้องช่วยสะพายบาตรให้ เมื่อถึงจังหวัดเชียงใหม่ เป็นช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ในช่วงนั้นยังเป็นฤดูหนาว อากาศจึงหนาวจัดมาก ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เกิดแพ้ อากาศหนาว จนเกิดผื่นขึ้นตามลําตัวและมีนํ้าเหลืองไหลออกมา และในครั้งนั้นคณะธุดงค์ได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการฟังธรรมหลวงปู่แหวน ที่วัดอรัญญวิเวก บ้านปง อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และได้กราบเรียนหลวงปู่ขาวฝากความระลึกถึง โดย ครูบาอาจารย์ เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ขาว ออกไปธุดงค์ด้วยกัน มันเป็นการออกประพฤติปฏิบัติ เริ่มต้น มันต้องมีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา แต่สุดท้ายแล้ว ๒ องค์นี้ท่านเป็นคู่ที่รักกันมาก เป็นเพื่อนรักกันมาก หลวงปู่ขาวเวลาลูกศิษย์พระจากถํ้ากลองเพลไปหาหลวงปู่แหวน หลวงปู่แหวนท่านถามว่า “มาจากไหน?” ถ้ามาจากถํ้ากลองเพลจะถามว่า “หลวงปู่ขาวความเป็นอยู่ เป็นอย่างไร?” พระจากดอยแม่ปั๋งมาหาหลวงปู่ขาวก็เหมือนกัน”
ท่านพระอาจารย์จวน เมื่อท่านพาคณะธุดงค์ออกเที่ยววิเวกตามป่าตามเขาแถบเชียงใหม่ ได้นานพอสมควรแล้ว จึงได้พากันเดินทางกลับภาคอีสานโดยทางรถไฟ จากนั้นได้พากันเข้าพักที่ วัดป่าบ้านตาดกันทั้งหมด และได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับองค์หลวงตาพระมหาบัวระยะหนึ่ง พอใกล้ เข้าพรรษาก็แยกย้ายกันไปจําพรรษาตามวัดต่างๆ สําหรับท่านพระอาจารย์จวน ท่านจะกลับไปกราบเยี่ยมหลวงปู่ขาวตามปรกติ จากนั้นแล้วท่านก็ไปจําพรรษาที่ถํ้าจันทน์
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เมื่อถึงเข้าพรรษา หลวงปู่ขาว ท่านจําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพล โดยมีพระเณรอยู่จําพรรษาด้วยกันเกือบ ๒๐ องค์ เช่น หลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม ท่านพระอาจารย์น้อย (คําพอง ปญฺญาวุโธ) หลวงปู่คํามี ชินวํโส (ท่านเป็นพระลูกชายของหลวงปู่ขาว) ฯลฯ
พ.ศ. ๒๕๐๕ พระอุปัชฌาย์ละสังขาร
ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) พระมหาเถระองค์สําคัญและเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเริ่มอาพาธตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ในช่วงอาพาธหลวงปู่ขาวท่านก็แวะไปเยี่ยมเยียนอาการ พอถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ก่อนเข้าพรรษาเพียงเล็กน้อย ท่านก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ นับเป็นการ สูญเสียอันใหญ่หลวงของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เพราะท่านเป็นศิษย์ อาวุโสรุ่นแรกๆ ของท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระศิษย์ที่สูงส่งในทางสมณศักดิ์ และหนักแน่นในความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ แม้ท่านจะมีสมณศักดิ์สูงส่ง ขึ้นเพียงใดก็ตาม ท่านก็ยังแสดงความเคารพนอบน้อมต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ดังเดิม
ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ถือเป็นพระอุปัชฌาย์แห่งยุค พระที่ท่านบวชให้นั้นเป็นครูบา-อาจารย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” มากมาย เช่น หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ลี กุสลธโร ฯลฯ และท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่เอาใจใส่ปกครองดูแล วงกรรมฐานเป็นอย่างดี ท่านมีความเมตตากรุณาต่อพระผู้น้อย ทั้งส่งเสริมภาคปฏิบัติให้พระเณรภาวนาได้สะดวก ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงของวงกรรมฐาน
หลวงปู่ขาว กับ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านทั้งสองอยู่ในวัยเดียวกัน หากนับอายุแล้ว เท่ากัน ท่านเกิดปีเดียวกัน หลวงปู่ขาวมีอายุอ่อนกว่าประมาณ ๘ เดือนเศษ หากนับอายุพรรษา มีพรรษาน้อยกว่าถึง ๑๗ พรรษา หลวงปู่ขาวท่านให้ความเคารพท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เป็นอันมาก ส่วนท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านทราบคุณธรรมของหลวงปู่ขาวเป็นอย่างดี ท่านเคารพในคุณธรรมของหลวงปู่ขาว และท่านก็มักยกย่องหลวงปู่ขาวให้พระ เณร ญาติโยมฟังอยู่เป็นประจํา
หลวงปู่ขาวนับแต่ท่านญัตติเป็นพระในสังกัดธรรมยุต เป็นพระธุดงคกรรมฐานเต็มองค์แล้ว ท่านถือธุดงควัตรตลอดชีวิตสมณเพศ ท่านจึงมีปรกตินิสัยชื่นชอบอยู่ตามป่าตามเขา ตามหมู่บ้านเล็กๆ โดยท่านมุ่งดําเนินตามพระพุทธโอวาทข้อ “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” และดําเนินตามปฏิปทาของ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคร่งครัดที่สุด ยากที่จะหาใครเสมอเหมือน ดังนั้น ท่านไม่เคยจําพรรษาตามวัดในเมือง ท่านจึงไม่เคยจําพรรษากับท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ พระอุปัชฌาย์ของท่าน สาเหตุเพราะวัดของพระอุปัชฌาย์อยู่ในเมือง แต่เมื่อท่านมีโอกาสก็ไปกราบคารวะเยี่ยมเยียน และเมื่อพระอุปัชฌาย์มอบหมายงานสิ่งใดให้ท่านทํา ท่านจะสนองงานทุกสิ่งและทุกครั้งไปอย่างเต็มกําลังความสามารถ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“วัดโพธิฯ (วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี) นี้ กรรมฐานเข้าไปค้างบ่อยๆ แหละ ตั้งแต่ท่าน (ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์) มีชีวิตอยู่ จากนั้นแล้วก็ไม่ได้ไป เราเองก็ไม่ได้ไป ไปก็ไปชั่วคราวไม่ได้ค้าง แต่ก่อนพระกรรมฐานผู้ใหญ่ๆ เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่อ่อน ใครต่อใครผู้ใหญ่ๆ แหละมา ยิ่งมีงานแล้วเอามาหมด กรรมฐาน มาท่านก็บอก “นี่ใครจะกราบจะไหว้ ก็มากราบ มาไหว้เสีย พระเหล่านี้เป็นพระสําคัญทั้งนั้น นานๆ จะได้พบท่านทีหนึ่ง”
มีงานทีหนึ่ง พระกรรมฐาน ท่านเอามาหมด แล้วประชาชนเขาก็ได้ทําบุญให้ทานกับท่าน ท่านบอกตรงๆ เลย “เอ้า ! ให้พากันทําบุญ ให้ทานเสียนะ พบพระอย่างนี้มันพบยากนะ” ท่านพูดอย่างนี้แหละ เพราะท่านเป็นพระผู้ใหญ่ แล้วพระกรรมฐานมาค้างบ่อย ท่านไปเอามาจนได้ ไม่มีงาน ท่านก็ไปเอามา อย่างเรานี้ไปเรื่อย บางทีท่านมาเอาเอง ท่านมาเองเลย”
พ.ศ. ๒๕๐๕ เจ้ายอดอกตัญญู
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ช่วงเข้าพรรษาหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านตั้งปริศนาธรรมให้พระเณร นําไปพิจารณา ซึ่งจะรู้ได้จากการภาวนา โดย หลวงปู่จันทา ถาวโร เทศน์ไว้ดังนี้
“ผมอยู่กับหลวงปู่ขาวนะ ไปปฏิบัติท่านตอนเช้า ท่านบอกว่า “อันนี้แหละ เจ้ายอดอกตัญญู” ท่านว่าอย่างนั้น ผมก็ยังไม่รู้ พูดแล้วพูดเล่า ผมก็เลยถามว่า “ใครหลวงปู่ที่เป็นยอดอกตัญญู ผมหรือเปล่า?” หลวงปู่ขาวก็ว่า “อยากรู้ไปภาวนาดู คนอื่นหรือเราก็ภาวนาไป” ผมก็ตั้งใจภาวนา อดนอน ผ่อนอาหาร ตลอดไตรมาส ๓ เดือน นั่นแหละ ปีที่จะรู้นั้นเป็นปีที่ ๕ นะ ทําอยู่ ๕ เดือน เดือนแรกก็ยังไม่รู้ เดือน ๒ เดือน ๓ จึงรู้…
ทีนี้ก็เจริญมรรคให้สมบูรณ์ เดินจงกรมภาวนา ยืนภาวนา อดนอนผ่อนอาหาร ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนา พิจารณาธาตุขันธ์น้อมลงสู่ไตรลักษณ์ เห็นแจ้งประจักษ์ ไม่นานจิตก็ รวมจิตใหญ่ลงสู่ภวังคภพอันแน่นแฟ้น คือ อุปจารธรรม พอลงถึงฐานนั้นแล้ว ก็มาเพ่งพิจารณา เกิดทุกข์ แก่ทุกข์ เจ็บทุกข์ ตายทุกข์ ถึงบทตายนั่นแหละ ตายพึ้บลงต่อหน้า พอเห็นตายแล้วก็เพ่งเห็นอืดพองเปื่อยเน่า เหลือแต่กระดูก เพ่งเอาไฟเผาพึ้บ มันก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง นานเข้าก็ผุพัง สาบสูญ ว่าง ผู้รู้พูดขึ้นมาว่า “จิตฺตํ ทนฺตํ… สุขมาวหาติ” จิตมาถึงขั้นนี้เป็นสุข แต่ยังเป็นโลกียสุขนะ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จิตพูดอย่างนั้นนั่นแหละ ทําอย่างไรจึงจะได้สุขกว่านั้นอีก ทําไปอีกนั่นแหละ ขั้นนี้ละเอียดแท้ ถ้าโง่เขลาแล้วไปไม่รอด เพราะจะหยุดอยู่เพียงแค่นั้น นั่นแหละ หนักเข้าก็ พิจารณา ถามผู้รู้อีกว่า “เจ้ายอดอกตัญญูคือใคร”
ผู้รู้ก็พูดขึ้นมาเองนะ “โอ๋ ! เจ้ายอดอกตัญญูที่หลวงปู่ขาวพูดวันนั้น ก็ได้แก่กายนี่แหละ เจ้ากายนี่เป็นยอดอกตัญญู ไม่รู้บุญของใครทั้งสิ้น จะเป็นผู้ดีมีหน้า ทุกข์จนข้นแค้นแสนกันดาร ทั่วหน้า จะถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูปูเสื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขทั้งวันคืนแล้วก็เป็นคนอกตัญญูอย่างนั้น ไม่มีเวทิตาธรรมตอบแทนแม้แต่นิดหนึ่ง มีแต่นําของที่ชั่วช้าลามก เนื้อเหี่ยว หนังเป็นเกลียว มาให้ ผมหงอก แก้มตอบ ฟันหักมาให้” นั่นแหละ ทุกอย่างนําแต่ของที่ไม่ดีมาให้ มากระแทกแดกดันให้เจ็บปวดร้าวไปทั่วกาย เจ็บแข้ง เจ็บขา เจ็บตา เจ็บหู นําแต่ของไม่ดีมาให้ นั่นแหละ ทําลายอยู่เป็นนิตย์ ถึงเราจะให้สุขอยู่ทั้งวันคืน แต่แล้วเขาก็ไม่ดีทั้งนั้น ไม่มีความปรานีหายโกรธยกโทษให้ใครแม้แต่นิดหนึ่งทั้งนั้น นี่แหละ จงรู้มารยาสาไถยของเจ้ายอดอกตัญญู
นักปราชญ์ท่านผู้รู้ คือ หลวงปู่ขาว ท่านก็รู้แล้ว ท่านได้แล้ว ท่านจึงมาพูดเป็นปัญหาสอนเราคือคนโง่ ก็เราคนโง่เง่าเต่าตุ่นไม่รู้อะไร เพราะขาดความเพียร ขาดความอดทน ขาดความ ชนะตน นั่นแหละ ทําไม่ได้ หลงถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูลูบๆ คลําๆ เจ้ายอดอกตัญญูอยู่อย่างนั้น ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ของเราไปแล้วไม่ใช่หรือ ไปแล้ว ท่านก็ได้บุคคลยอดอกตัญญูทั้งนั้น ปู่ ย่า ตา ยายก็ดี ท่านก็ทําไร่ทํานาค้าขาย แดดก็ไม่บ่น ฝนก็ไม่ว่า คํ่าไม่ยืน คืนไม่อยู่ ขวนขวายถนอม กล่อมเกลี้ยงอย่างนั้น ฟ้าจะผ่า ห่าจะกินก็ตามที ท่านก็ไม่หวั่นไหว หาข้าวปลาอาหารทุกอย่างมาถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูปูเสื่อ แต่แล้วเจ้ายอดอกตัญญูก็เป็นอย่างนั้น ให้มันรู้เสีย นั่นแหละ
“ทําอย่างไร จึงจะพ้นไปได้?” “ก็ทําความเพียรนี่แหละ จะรอดพ้นจากอํานาจของ เจ้ายอดอกตัญญูไปได้” ในขณะนั้นก็น้อมจิตเข้าผู้รู้เห็นจริงแจ้งจริงชัด ถามผู้รู้อีกว่า “จะไปหรือ จะอยู่ จะรู้หรือจะหลง ภาระหนักเจ้ายอดอกตัญญูนั่น จะอยู่ไปอีกด้วย หรือจะหยุดเพียงแค่นี้” สู้ไม่ไหว ก็เลิกเสียเถิด นั่นแหละ ดวงจิตก็ทํางานตามหน้าที่ได้ตามใจหมาย ก็ได้รู้หน้ารู้ตากันวันนั้นว่า เจ้ากายนี่คือเจ้ายอดอกตัญญู
เรื่องแม่ชีผู้บําเพ็ญภาวนาดี
แม่ชีสา ท่านเป็นน้องสาวแท้ๆ ของหลวงปู่ขาว มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้สละชีวิตฆราวาสออกบวชเป็นแม่ชี และได้ติดตามหลวงปู่ขาวมาโดยตลอด แม้จะต้องไปอยู่ในสถานที่ทุรกันดาร ต้องประสบกับทุกข์ยากลําบากแสนเข็ญเพียงใดก็ตาม ก็มิได้เกิดความย่อท้อ แต่อย่างใด เมื่อครั้งหลวงปู่ขาวบําเพ็ญเพียรอยู่ถํ้าค้อ ก็ได้แม่ชีสานี้ไปอยู่อุปัฏฐากปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่มาโดยตลอดมิได้ขาดหาย พร้อมทั้งปฏิบัติบําเพ็ญภาวนาของตนเองไปด้วย หากการภาวนาติดขัด มีข้อสงสัย หรือมีปัญหาธรรมใดๆ ก็ได้กราบเรียนถามจากหลวงปู่อยู่เสมอๆ
เป็นอันว่า แม่ชีสา ได้รับประโยชน์มหาศาลในการครั้งนี้ถึงสองประการด้วยกัน คือ การได้อุปัฏฐากปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่ขาว ซึ่งท่านเป็นพระอรหันต์ ย่อมได้รับอานิสงส์มากมาย ๑ และการได้บําเพ็ญสมาธิภาวนาไปด้วย ซึ่งได้รับการอบรมสั่งสอนจากหลวงปู่โดยตรง ย่อมทําให้การภาวนาเกิดความก้าวหน้า ๑
ครั้นเมื่อหลวงปู่ขาวได้มาบําเพ็ญภาวนาอยู่ยังวัดถํ้ากลองเพลแล้ว แม่ชีสาก็ได้ติดตามมาปรนนิบัติรับใช้ เพราะในสมัยบุกเบิกนั้น วัดถํ้ากลองเพลยังไม่เจริญ ไม่สะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ จึงจําเป็นจะต้องมีแม่ชีคอยทําครัว คอยหุงหาอาหารถวายพระเณรทุกวัน ซึ่งเป็นภาระงานที่ ค่อนข้างหนักมาก ทั้งยังต้องสวดมนต์ไหว้พระบําเพ็ญภาวนาอีกด้วย ในครั้งนั้นก็ได้แม่ชีสา ซึ่งเป็น ผู้ที่มีนิสัยขยันขันแข็ง มีจิตใจเข้มแข็ง มีความอดทนต่อความทุกข์ยากลําบากได้นานัปการ และ ที่สําคัญเป็นผู้มีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในหลวงปู่ขาวเป็นอันมาก จึงได้ตั้งใจปวารณาอุทิศตัวเสียสละติดตามปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่ขาวเรื่อยมา แม่ชีสาได้ทําหน้าที่ของแม่ครัวอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และยังตั้งใจบําเพ็ญภาวนา จนได้รับคําชมเชยจากหลวงปู่ขาว
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าให้ฟังว่า “แม่ชีสาแกภาวนาดีมาก และยังละขี้ได้อีกตั้ง ๒ กอง คือ ขี้โลภ แกก็ไม่มี คือ อยู่อย่างมัธยัสถ์ ถือของใช้เก่าๆ อยู่กุฏิเล็กๆ มุงหญ้าเท่านั้นเอง เวลาฝนตก มันก็รั่วบ้าง ต้องย้ายที่นอนของแกอยู่เรื่อย แต่ส่วนมากแล้ว แกจะไม่ค่อยได้นอนอยู่แล้ว จึงไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด ขี้โกรธก็ไม่มี ไม่มีการแสดงอาการทั้งหลาย ทั้งทางกาย วาจา ใจ ของความโกรธให้เห็นเลย มีแต่จิตใจอันสดชื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส สงบเสงี่ยม สํารวม”
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าต่อไปว่า “มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านได้ให้ท่านพระอาจารย์จวนและท่าน-พระอาจารย์บุญเพ็ง ไปด่าแม่ชีสาเพื่อทดสอบดูว่าแกละขี้โกรธได้แล้วแน่จริงหรือ พอท่านอาจารย์ ทั้งสองได้รับคําสั่งก็รีบไปดําเนินการทันที ไปด่าว่าแม่ชีสาถึงกุฏิเลยทีเดียว ด่าอยู่นั่นนานพอสมควร ด่าจนพอใจแล้วจึงค่อยหยุด แทนที่แม่ชีสาซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร อยู่ดีๆ ก็มาถูกด่าถูกว่าเอาอย่างเสียหายอย่างนี้ จะมีโมโหโกรธาต่ออาจารย์ทั้งสองท่าน ก็หามีไม่ แต่กลับขอปวารณาตัวว่า “ขอให้ท่านอาจารย์ทั้งสองมาด่าบ่อยๆ ด้วย มันจะได้หมดกิเลสสักที” แล้วยังถามท่านอาจารย์ทั้งสองอีกด้วยว่า “ท่านอาจารย์ทั้งสองท่านด่าหมดหรือยัง หรือยังมีคําด่าว่าอยู่อีกหรืออย่างไร ดิฉันได้ยินแล้วมันซาบซึ้งเหลือเกิน เสียงด่าเป็นเสียงธรรมทั้งหมดเลยเจ้าข้า”
ท่านพระอาจารย์จวน กับ ท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง จึงกลับมากราบเรียนหลวงปู่ขาว แล้วต่างองค์ก็มองหน้ากันแล้วก็หัวเราะ เพราะแม่ชีสาถูกท่านทั้งสองด่าแล้ว แทนที่จะโกรธกลับยังมาถามอีกว่า “หมดหรือยัง แล้วขอให้มาด่าบ่อยๆ ด้วย” ก็เกิดความงวยงงและความขําขันขึ้นมาบ้าง หลวงปู่ขาวท่านกล่าวว่า “เหล็กดีชุบดีแล้ว ใช้ไปเถอะ ฟันไปเถอะ ถึงอย่างไรก็ไม่เป้ (บิ่น) หรอก ไม่หัก ไม่ขาดดอก แสดงให้เห็นแล้วว่า แม่ชีสาเป็นเหล็กที่ไม่มีสนิมแล้ว หมดสนิมแล้ว” แล้วท่านก็กล่าวต่อไปว่า “ส่วนแม่ชีบางคน ใครแตะต้องว่ากล่าวไม่ได้เลย เพราะหวงขี้ คือ ขี้โลภขี้โกรธจึงเป็นเหล็กที่เต็มไปด้วยสนิม เต็มไปหมด ใช้การไม่ได้เลยทีเดียว” ท่านให้คติธรรมว่า “สนิมเกิดจากเหล็กย่อมกัดเหล็กฉันใด ความชั่วเมื่อเกิดแล้วย่อมทําลายตัวเองฉันนั้น”
แม่ชีสาอุปัฏฐากปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่ขาวและพระเณรด้วยความตั้งใจอย่างดียิ่งตลอดมา แม่ชีสาตรากตรําทํางานอย่างหนัก ในการเตรียมหุงหาอาหารถวาย ทั้งต้องเก็บผักเก็บฟืน ทั้งต้องปฏิบัติภาวนา จึงไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนหลับนอน และด้วยสภาพวัดถํ้ากลองเพลก็เป็นป่าดงพงหนา จึงเต็มไปด้วยไข้ป่า ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ นี้แม่ชีสาก็เริ่มป่วยเป็นไข้ บางวันก็หาย บางวันก็เป็น บางวันตอนเช้าหาย ตอนบ่ายก็เป็นอีก เป็นเช่นนี้เสมอๆ แม้จะฉันยาก็ไม่ทุเลาขึ้นมาได้เลย
หลวงปู่ขาว ตามปรกติท่านเมตตาเอาใจใส่ดูแลความเป็นอยู่ของพระ เณร แม่ชี ที่มาร่วมบุกเบิกสร้างวัดถํ้ากลองเพล ท่านดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในขณะที่แม่ชีสาเป็นไข้ล้มป่วยลง ท่านก็ได้เมตตาดูแลเป็นอย่างดี โดยมอบให้แม่ชีด้วยกันคอยเฝ้าปรนนิบัติ แม่ชีสาป่วยหนักยากจะเยียวยารักษา ในที่สุดแม่ชีสาก็สิ้นชีวิตลง ด้วยความเคารพเทิดทูนบูชาหลวงปู่ขาว ก่อนจะสิ้นชีวิตเพียงเล็กน้อย แม่ชีสายังมีสติดีอยู่ จึงได้มีคําสั่งเสียต่อบรรดาลูกๆ ชีของแกว่า “แม้ว่าแม่จะไม่ได้ อยู่ด้วยก็ตามทีเถิด ขอให้ลูกๆ ทุกคนจงคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่แทนแม่ด้วยนะ แม่หมด อายุสังขารเท่านี้” เมื่อกล่าวจบลงแล้วแม่ชีสาก็หมดลมหายใจ อันเป็นปรกติวิสัยของสังขารร่างกาย คือ เมื่อมีการเกิด ก็มีการแก่ การเจ็บ และการตายในที่สุด
ครั้นได้สิ้นชีวิตแล้ว ด้วยคุณงามความดีของแม่ชีสา ที่ได้ติดตามปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่ขาวตลอดบรรดาพระเณรมาโดยตลอดเป็นเวลายาวนานนับสิบปี หลวงปู่ขาวพร้อมทั้งบริวารหมู่คณะ พระภิกษุ สามเณร แม่ชี จึงได้จัดการเผาศพให้แม่ชีสาตามประเพณีต่อไป แม่ชีสาหากทราบด้วยญาณวิถีหรือทราบด้วยทางใดก็ตาม ย่อมเกิดความปีติซาบซึ้งใจในพระคุณของหลวงปู่ขาวที่เมตตาเป็นธุระทําศพให้ แม่ชีสาย่อมสู่สุคติเป็นที่หมาย จากอานิสงส์ต่างๆ ที่ได้บําเพ็ญมาด้วยดี และจากการอุทิศบุญกุศลของหลวงปู่ขาว ตลอดพระ เณร แม่ชี หลังจากฌาปนกิจศพแม่ชีสาเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ขาวเล่าว่า “การบําเพ็ญภาวนาของเราได้รับความสุข ความสงบ สว่างไสว ตลอดภายใน ๗ วัน เพราะบุญบารมีของแม่ชีสาที่ได้บําเพ็ญมา” หลวงปู่ท่านเคยเทศน์ให้แม่ชีทั้งหลายฟังว่า
“จงทําใจให้เหมือนแผ่นดิน เพราะว่าแผ่นดินที่เราอยู่อาศัยทุกวันนี้มันไม่ได้เคยโกรธใคร ทําใครเลย จงทําใจให้เหมือนนํ้า เพราะธรรมดาของนํ้าย่อมเป็นของสะอาด ชําระของสกปรก ได้ทุกเมื่อ และเป็นของดื่มกินเพื่อมีชีวิต ช่วยเหลือแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วโลก จงทําตน ให้เหมือนผ้าเช็ดเท้า เพราะธรรมดาผ้าเช็ดเท้าย่อมไม่มีความรัก ความชัง ฉันใด ใจเราก็ทําให้เหมือนกันฉันนั้น” เมื่อเราตั้งใจฝึกฝนอบรมได้เช่นนี้แล้ว ไปอยู่ไหน ก็มีแต่ความสุข ความทุกข์ใจ จะไม่เกิดไม่มีขึ้น ขอให้ดูแม่ชีสาเป็นตัวอย่างอันดีงามน่าประพฤติปฏิบัติตามดังกล่าว”
นับว่าแม่ชีสา ท่านมีความสุข ดังสุภาษิตที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ” จิตที่ฝึกฝนดีแล้ว นํามาซึ่งความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า ดังที่หลวงปู่ขาวท่านสอนพระภิกษุสามเณรให้ปฏิบัติธรรมในทุกอิริยาบถ
พ.ศ. ๒๕๐๖ ครอบครัวกรรมฐาน
ครูบาอาจารย์พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยเฉพาะองค์ที่มีคุณธรรม ท่านรักและเคารพกันมาก ท่านเคารพกันด้วยธรรม นอบน้อมกันด้วยอาวุโสแห่งพรรษา หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร และ หลวงปู่ขาว อนาลโย หากนับพรรษาแล้วอาวุโสกว่าหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เพียง ๗ วันเท่านั้น ท่านทั้งสามเป็นสหธรรมิกกันที่สนิทสนมกัน โดยหลวงปู่หลุย และ หลวงปู่ขาว ญัตติเป็นคณะธรรมยุติกนิกายพร้อมกัน เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ส่วนหลวงปู่ฝั้น ญัตติเป็นคณะธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านทั้งสามญัตติ ณ พัทธสีมาเดียวกัน คือ วัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และมีพระอุปัชฌาย์เดียวกัน คือ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) จึงถือเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ เป็นพี่ และเป็นน้องผู้มีพ่อคนเดียวกันจริงๆ ดังที่ครูบาอาจารย์เรียกว่า “ครอบครัวกรรมฐาน”
ครอบครัวกรรมฐาน ในยามปรกติช่วงก่อนเข้าพรรษา ครูบาอาจารย์ท่านจะกราบทําวัตรองค์ที่อาวุโสกว่า ซึ่งเป็นอริยประเพณีของพระกรรมฐานสายนี้ หลวงปู่ฝั้น ท่านก็มากราบนมัสการเยี่ยมและทําวัตรหลวงปู่ขาว ณ วัดถํ้ากลองเพล หลวงปู่ขาวท่านก็ไปเยี่ยมหลวงปู่ฝั้น ท่านทั้งสองรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ต่างปรารถนาความพ้นทุกข์เหมือนกัน ขณะขึ้นภาคเหนือเพื่อติดตามท่านพระอาจารย์มั่นก็เคยออกเที่ยวธุดงค์ด้วยกัน เมื่อกลับมาภาคอีสานก็ไปมาหาสู่กันเป็นประจํา
ในยามมีงานพระพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์ท่านก็รับนิมนต์ไปร่วมงานของหมู่คณะ เช่น งานฉลองโบสถ์ วิหาร เสนาสนะ ณ วัดอรุณรังษี อ.เมือง จ.หนองคาย งานฉลองหอระฆัง ณ วัดศรีเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย ฯลฯ หลวงปู่ขาว ท่านก็รับนิมนต์ไปร่วมงาน
ในยามเจ็บป่วย ท่านจะห่วงใยกันมาก ท่านจะไม่ทอดทิ้งกัน และท่านจะไปเฝ้าเยี่ยมดูแลอาการกัน ในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงปู่ฝั้น ท่านตรากตรําทํางานหนักจนล้มป่วยอาพาธหนัก และท่านได้เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสกลนครระยะหนึ่ง เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว ท่าน ได้กลับมาพักรักษาตัวที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ เมื่อครูบาอาจารย์ทราบข่าว ท่านก็แวะไปเยี่ยมอาการ อาพาธกันเสมอๆ หลวงปู่ขาวท่านก็ไปเฝ้าเยี่ยมอาการหลวงปู่ฝั้น
ในยามมรณภาพ หากมีงานประชุมเพลิงศพครูบาอาจารย์ ยิ่งองค์ที่มีคุณูปการ หรือองค์ที่มีคุณธรรมด้วยแล้ว ท่านก็จะเดินทางมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง ยิ่งเป็นงานสําคัญใหญ่ๆ ด้วยแล้ว เช่น งานพระราชทานเพลิงศพท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ท่านก็เดินทางมาช่วยเตรียมงานกันล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือนก็มี และบางองค์ก็ช่วยกันจนกว่างานจะแล้วเสร็จ
ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ท่านเป็นพระราชาคณะชั้นธรรม มีตําแหน่งเป็นอดีตเจ้าคณะ-มณฑลอุดรธานี (ธรรมยุต) อดีตผู้ช่วยเจ้าคณะภาค ๓-๔-๕ (ธรรมยุต) ท่านได้รับพระราชทานเพลิงศพ โดยกําหนดมีขึ้นในวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๖ ณ เมรุวัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี งานนี้จึงถือเป็นงานสําคัญและใหญ่โตมากในสมัยนั้น โดยมีพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง และครูบาอาจารย์ฝ่ายกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดจนบรรดาพุทธบริษัท ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน เดินทางไปร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นคับคั่งมากเป็นประวัติการณ์ หลวงปู่ขาวท่านให้ความเคารพท่านเจ้าคุณฯ เป็นอันมาก ท่านก็ได้ไปร่วมงานสําคัญในครั้งนี้ด้วย
การดูแลเอาใจใส่กัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันของครอบครัวกรรมฐานเป็นการสงเคราะห์กันทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อันเป็นการแสดงออกของธรรม ถือเป็นคติแบบอย่างอันเลิศเลอลํ้าค่ายิ่งของพุทธบริษัท ซึ่งหาดูได้ยากยิ่งในสมัยปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๐๖ ครูบาอาจารย์องค์สําคัญมาจําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพล
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญองค์หนึ่งที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นกล่าวถึง “หมู่คณะจําไว้นะ ให้พึ่งท่านขาวนะ ท่านขาวได้มาคุยกับเราแล้ว” เพราะหลวงปู่มั่นท่านได้สนทนาธรรมตรวจสอบแล้วทราบว่า หลวงปู่ขาวบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ดังนั้น บรรดาพระธุดงคกรรมฐานที่มุ่งตรงต่อมรรคผลนิพพาน จึงไปหวังพึ่งร่มเงาแห่งธรรมของหลวงปู่ขาวกันมาก และองค์หลวงตาพระมหาบัวท่านก็ยกย่องหลวงปู่ขาวอย่างสูงสุดว่าท่านเป็น “โพธิ์ธรรม” และเป็น “เพชรนํ้าหนึ่งอันดับหนึ่ง” อีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐาน ดังนี้
“หลวงปู่ขาวนี่เพชรนํ้าหนึ่ง เป็นอันดับหนึ่งเลยเชียว เพชรนํ้าหนึ่งอันดับหนึ่งเลย ในสมัยปัจจุบัน พระอรหันต์ในสมัยปัจจุบันก็หลวงปู่ขาวองค์หนึ่งแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่ได้คุยธรรมะกันแล้วกับหลวงปู่ขาว คุยกันเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ขาว”
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านจําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพล นับเป็นพรรษา ๓๙ ขณะมีอายุได้ ๗๕ ปี มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญมาจําพรรษา ได้แก่ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม หลวงปู่เพียร วิริโย หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต หลวงปู่ลี กุสลธโร หลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม ฯลฯ และท่านได้สรรเสริญคุณธรรมของหลวงปู่ขาว และสถานที่ของวัดถํ้ากลองเพล ไว้ดังนี้
หลวงปู่หลุย ท่านบันทึกถึงการจําพรรษาอยู่ ณ ถํ้ากลองเพลงไว้สั้นๆ ว่า
“พ.ศ. ๒๕๐๖ จําพรรษาอยู่ ณ ถํ้ากลองเพล ภาวนาดีนัก เสนาสนะดี ปรุโปร่งแจบจมดี ได้กัลยาณมิตรดี ท่านอาจารย์ขาว ดีกว่าจําพรรษา ณ ที่อื่น”
ต่างองค์ต่างอยู่ในที่ภาวนากัน เหมือนดังที่ท่านเคยได้มาจําพรรษาอยู่แล้วในปี ๒๕๐๑ – ๒๕๐๒ บริเวณวัดถํ้ากลองเพลนั้นกว้างขวางมาก เป็นป่า เป็นเขามีโขดหิน มีธารนํ้า เต็มไปทั้ง บริเวณวัด จะอยู่ที่ใดก็เป็นที่เงียบสงบ สัตว์ป่าก็ยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกช้างป่า ซึ่งดูจะเป็นมิตรสนิทสนมกับหลวงปู่ขาวอย่างยิ่ง หลวงปู่หลุยท่านเล่าว่า “หลวงปู่ขาวนั้นมีบุญบารมี เกี่ยวกับช้างมากมาย เห็นทีว่าท่านคงจะเคยมีชาติกําเนิดเก่ามาแต่ปางก่อนเป็นพญาช้าง บรรดาช้างซึ่งเกิดในชาติปัจจุบันจึงเคารพยําเกรงท่านมาก”
หลวงปู่เพียร เล่าว่า “สมัยนั้นทางรถก็ไม่มี รถก็ไม่มี ไปไหนมาไหนต้องเดินเอา ตอนเช้า ไม่มีคนมาจังหัน มีแม่ชีแม่ขาวทําอาหารถวาย ส่วนมากมีแกงผักหวาน แกงหน่อไม้ แกงเห็ด แกงขี้เหล็ก แกงผักหวานมีหลายจนเบื่อ เบื่อผักหวานจนถึงทุกวันนี้ ไม่อยาก” และ “สมัยก่อนนั้นอดอยากมาก แต่ก็เป็นเหตุให้ภาวนาดี”
หลวงปู่ลี หากท่านไม่ได้อยู่จําพรรษากับพ่อแม่ครูจารย์หลวงตามหาบัวแล้ว ท่านจะพิจารณาอยู่ร่วมจําพรรษากับพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญๆ เท่านั้น การจําพรรษาของหลวงปู่ลีกับหลวงปู่ขาวในปีนี้นับเป็นครั้งแรก ศีล ย่อมรู้ได้เมื่ออยู่ร่วมกัน ธรรม ย่อมรู้ได้เมื่อได้ฟังเทศน์หรือสนทนาธรรมกัน เมื่อหลวงปู่ลีได้มาอยู่จําพรรษากับหลวงปู่ขาว ท่านก็ยิ่งประจักษ์ทราบชัดว่า หลวงปู่ขาวที่มีชื่อเสียงอันโด่งดังเลื่องลือนั้น สมคําเล่าลือจริงๆ โดยหลวงปู่ลี เทศน์ไว้ดังนี้
“อย่างพ่อแม่ครูจารย์ใหญ่พ่อแม่ครูจารย์ขาว ท่านพูดถึงเรื่องประวัติถํ้ากลองเพลสมัยก่อน เป็นบ้านเป็นเมืองหมดทั้งภูทั้งเขา เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรนะ แค่พันกว่าปีเท่านั้น ท่านว่าถํ้ากลองเพลนี้ ในอดีตเป็นเมืองใหญ่อยู่บนภูบนเขา ตามภูตามเขามีจารึกไว้หมด ที่ภูพานก็มีจารึกไว้หมด…
ตั้งแต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ขาวท่านอายุมากแล้ว ท่านก็ยังพาไปนะ ตั้งแต่อยู่ถํ้ากลองเพล สมัยนู่น ออกจากกุฏิไปหาอยู่กับก้อนหินนะ แต่ก่อนไปก็ไปอยู่แถวเจดีย์ของท่านนะ พากันไปอยู่ ตีสามตีสี่ก็ลงมาวัดแล้ว นั่งอยู่ก้อนหินใคร ก้อนหินมัน แต่ก่อนมันไม่สนใจนะว่ายุงจะกัด มิน่าล่ะถึงเป็นไข้มาลาเรียอยู่บ่อยๆ แต่มันก็ใจสู้นะ กําลังใจมันเข้มแข็ง ความอดทนสูง ถ้าได้นั่งแล้วก็เป็น หัวตอเลยแหละ ถ้าจิตมันสงบได้แล้ว ความเจ็บความปวดมันไม่มีหรอก…
อย่างหลวงปู่บัว หลวงปู่ขาว ตั้งแต่สมัยที่เราเคยไปท่องเที่ยวภาวนาด้วยกันกับท่าน ท่านเก่งนะ และมีอาจารย์อีกหลายองค์เก่งเรื่องภาวนา ไปจําพรรษาด้วยกันกับท่าน อยู่ถํ้ากลองเพล ท่านไม่ได้นอน ท่านนั่งภาวนาเดินจงกรม ท่านสู้จริงๆ ท่านไม่กลัวความตาย ท่านทิ้งตายถึงจะได้ความเพียร ถึงจะได้ธรรมเกิดขึ้น…”
หลวงปู่หลุยได้อุบายธรรมจากกัลยาณมิตร
การจําพรรษากับหลวงปู่ขาว ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงปู่หลุยได้อุบายธรรมจากหลวงปู่ขาว ท่านเล่าว่า เมื่อท่านมองดูหมู่เพื่อน ใครๆ ที่รุ่นราวคราวเดียวกัน อย่างเช่น หลวงปู่ขาว ซึ่งเป็น สหธรรมิกได้บวชในเวลาเดียวกัน เป็นคู่นาคซ้ายขวาด้วยกัน ก็ดูท่านจะผ่านไปสู่ความสงบถึงที่สุดจิต นานแล้ว ก่อนหน้าเราหลายปี ตัวเรานั้นเป็นอย่างไรถึงทําไม่ได้ เพื่อนเราซึ่งบวชพร้อมกันกับเรา ทําไมท่านทําได้ เราเป็นอย่างไร ไม่ได้กินข้าวเหมือนกับเขาหรือ เลือดของเราไม่มีสีแดงเหมือนกัน หรือ ท่านไม่มีหิว ไม่มีกระหาย ไม่หนาว ไม่ร้อน ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ดีกว่าเรากระนั้นหรือ ก็ต่างคนก็ต่างเหมือนกัน ทําไมท่านจึงทําได้ ทําไมเราจึงทําไม่ได้
หลวงปู่หลุยได้พยายามคิดถึงเรื่องนี้ ระหว่างทําความเพียร ท่านบอกว่า บางครั้งท่านรู้สึกว้าเหว่และอาจจะน้อยเนื้อตํ่าใจ ซึ่งก็รู้ว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูก แต่มันก็พยายามสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดความอุตสาหะวิริยะที่จะทําความเพียร แต่ท่านก็ทราบดีว่า การทําความเพียรนั้น ท่านก็ไม่ได้ ย่อหย่อนน้อยหน้ากว่าใคร แต่มันอาจจะเป็นได้ไหมว่า ปัญญายังไม่ได้เกิดขึ้น ปัญญาซึ่งเป็นประดุจเส้นผมบังภูเขา ซึ่งเราเองนึกไม่ออก แต่คนอื่นจะนึกออก หวนนึกถึงคําที่ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้เคยพูดว่า “ท่อนซุงนั้นมันไม่เข้าตาใครหรอก เส้นผมเล็กๆ นั้นต่างหากเล่าที่จะเข้าไปในดวงตา กําบังตาไม่ให้เห็นประการใด”
คืนวันนั้นหลังจากที่จงกรมแล้วระยะหนึ่ง ก็ได้มาพูดคุยกับหลวงปู่ขาว แสดงธรรมสากัจฉาซึ่งกันและกัน หลวงปู่หลุยเล่าว่า หลวงปู่ขาวก็คงจะเข้าใจความคิดของท่าน แต่คําน้อยมิได้พูดให้เป็นที่กระเทือนใจ ท่านคงเข้าใจดีว่า ระยะนั้นเพื่อนสหธรรมิกของท่านกําลังกระสับกระส่าย ที่จิตไม่เป็นไปตามที่ต้องการ แต่ท่านจะพูดอะไรตรงๆ ก็ลําบาก ท่านก็ได้แต่เปรยขึ้น
หลวงปู่ขาวท่านทําทีเป็นเล่าถึงสมัยที่ท่านยังอยู่เชียงใหม่กับท่านพระอาจารย์มั่น ขณะที่นั่งภาวนา ท่านก็ไม่สบายใจ นึกบ่นว่า ทําอย่างไรๆ ทําไมจิตมันจึงแข็งอยู่อย่างนั้น ทําสมาธิก็ไม่ลง ทําอย่างไรๆ ก็ไม่ลง ทําอย่างไรๆ มันก็ไม่สงบ ท่านรําคาญเต็มที จึงโกรธด่าว่าตัวเองขึ้นมาว่า “มันผีนรกวิ่งขึ้นมาจากอเวจีนี่นา จิตมันถึงได้แข็งกระด้างอย่างนี้ ไฟเผามันอย่างนี้ น่าจะกลับให้มันลงไปอเวจีอีก อย่าให้มันขึ้นมา ให้อเวจีมันเผา” ท่านพระอาจารย์มั่นท่านล่วงรู้และได้ดุด่า ว่ากล่าวตักเตือนท่าน ถ้าว่าหนักๆ เข้าอาจจะฆ่าตัวตายได้ และเตือนไม่ให้ด่าตัวเองอีก ถึงถูกดุแล้ว แต่หลวงปู่ขาวทั้งๆ ที่กลัว มันก็ยังนึกโกรธด่าตัวเองอยู่นั่นแหละ
ในที่สุดนิมิตเห็นโยมแม่มาสอนให้ท่านเมตตา ท่านได้ข้อคิดอันนั้น ต่อนั้นมา ท่านก็แผ่เมตตาโดยไม่มีประมาณ เมื่อแผ่เมตตาไปๆ ความโกรธนั้นก็ค่อยๆ อ่อนลง จิตก็ไม่ค่อยแข็ง จิตอ่อนแล้ว จิตอ่อนควรแก่การงานแล้ว นึกจะทําอะไรก็ได้ เป็นจิตที่ดี เป็นจิตที่ควรชม ควรแก่การงานจะพิจารณาอะไรก็ได้ จิตอ่อนหมายถึงว่าจิตเบา จิตว่าง
หลวงปู่ขาวท่านเล่าให้หลวงปู่หลุยฟัง แล้วท่านก็หัวเราะ ตอนนั้นในนิมิตที่เกี่ยวกับโยมแม่มาพูดว่า “ขาว… ต้องกินของอ่อนเด้อ” มันชัดอยู่ในใจ ไม่มีนิมิตอันนั้น ท่านจะคิดไม่ออก มันเป็นเส้นผมบังภูเขาจริงๆ หลวงปู่หลุยได้ยิน ท่านก็ฉุกคิดว่า อธิบายธรรมทั้งหลายนั้น มันไม่ได้ตรง เป็นการชี้แจงอธิบายอะไรตรงไปตรงมา คําพูดบางคํา พูดนิดหน่อยก็จะสามารถสะกิดใจผู้เป็นปราชญ์ให้คิดขึ้นได้เอง ท่านก็กลับมาหวนพิจารณาตัวท่านเอง ความโกรธท่านไม่ได้มีอย่างท่าน- อาจารย์ขาว แต่ท่านมีอะไรที่ท่านรู้อยู่ว่ามันค้างคาอยู่ อุบายธรรมเกี่ยวกับเรื่องของอ่อน ของแข็ง ของหลวงปู่ขาว ก็กลับมาทําให้ท่านคิดได้ สิ่งนั้นคือสิ่งที่ได้ค้างอยู่ในใจมานาน ท่านก็ไม่ค่อยยอมบอกให้แก่ใคร เกรงเพื่อนจะว่า คิดการใหญ่โต คิดเกินตัว นั่นก็คือการที่ท่านปรารถนาพุทธภูมิ ต้องการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมโดยตนเอง ไม่ต้องอาศัยคําสั่งสอนของใคร
อาจารย์ของท่านคือ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ทราบเป็นองค์แรก ที่หลุดปากสารภาพไปก็เพราะว่า ได้เกิดเรื่องรอยอดีตที่ฝังมาแต่ชาติก่อน ซึ่งท่านได้พยุงพาไป หนีจากอันตรายจากพรหมจรรย์ไปวัดป่าบ้านเหล่างาในครั้งกระนั้น ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ในภายหลังก็คงทราบ เช่นกัน เพราะตอนหลังท่านก็มีเมตตา และเห็นใจว่า หลวงปู่หลุยยังเลิกละความปรารถนาที่จะ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ค่อยเด็ดขาด การดุว่าตอนหลังท่านจึงเพลาไปมาก
หลวงปู่หลุยท่านบ่นว่า ความจริงท่านเลิกละแล้ว การปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นท่านมาคิดไตร่ตรองดูว่า ครูบาอาจารย์ที่มีอยู่ ต่างองค์ดีกว่า วิเศษกว่าท่านมากมาย ไม่ว่าจะเป็นท่านพระอาจารย์บุญ ท่านพระอาจารย์เสาร์ หรือ ท่านพระอาจารย์มั่น แต่ละองค์ก็ยังต้อง กลับมาปรารถนาเพียงพระอรหันตสาวก เราดีวิเศษเช่นไร ถึงจะปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ควรจะต้องละความคิดอันนั้นเสีย หลวงปู่หลุยท่านเล่าว่า พรรษานี้ท่านรู้สึกปลอดโปร่งใจที่ว่า สามารถหาเส้นผมที่มาบังภูเขาได้ จากข้อคิดที่ได้จากหลวงปู่ขาวเพื่อนกัลยาณมิตร นี่แหละ ท่านจึงได้พูดว่า “การภาวนาถ้าจะเป็นไปได้ดีนั้น นอกจากจะต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดีแล้วก็ควรจะต้องมีกัลยาณมิตร มีมิตรดี มีสหายที่ดีด้วย”
หลังจากที่หลวงปู่หลุยได้ข้อคิดจากหลวงปู่ขาวแล้ว ท่านก็ได้แยกมาบําเพ็ญภาวนาอย่างเต็มที่ ระยะแรกท่านยังวิเวกอยู่บริเวณวัดถํ้ากลองเพล เนื่องจากเห็นว่าเป็นที่สงัดวิเวกอย่างมาก ต่อมาท่านก็ต้องเปลี่ยนความคิด ด้วยที่วัดถํ้ากลองเพลนั้น ใครก็รู้ว่า หลวงปู่ขาวมาพํานักอยู่ที่นั่น หมู่สานุศิษย์จึงมากราบมาไหว้กันอยู่เสมอ ในช่วงเข้าพรรษานั้น ต่างองค์ต่างต้องจําพรรษาบําเพ็ญภาวนาอยู่ในอาวาสของตน จึงมาได้แต่เพียงทําวัตรพระเถระผู้ใหญ่แล้วก็กลับไปเท่านั้น ครั้นเมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว แต่ละท่านแต่ละองค์ก็จะสามารถเดินธุดงค์หรือวิเวกไปตามที่ต่างๆ ได้ วัดถํ้ากลองเพลเป็นสถานที่ขึ้นชื่อในเรื่องความสงบสงัดวิเวก อุดมด้วยป่าเขาและภูเขา ซอกหินผามากมาย จึงมักมีหมู่พวกสัญจรมาเยือนมิได้ขาด
สุดท้ายหลวงปู่หลุยเห็นว่าที่นี่จะไม่ได้รับความวิเวกเต็มที่ ท่านก็ลาหลวงปู่ขาว เก็บบาตรแบกกลด เดินทางต่อไป ท่านได้มุ่งหน้ากลับไปอยู่ที่จังหวัดเลย ด้วยเห็นว่าที่นั่นอยู่ห่างไกลออกไป และยังมีที่น่าภาวนาอยู่อีกมาก
พระศิษย์บรรลุธรรมอัศจรรย์
เพราะธรรมอยู่ฟากตาย หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านจึงมักเทศนาสั่งสอนพระศิษย์ที่มุ่งมั่นต่อธรรม ต่อความหลุดพ้นอย่างแรงกล้า ให้พากันปฏิบัติภาวนาอย่างอุกฤษฏ์เข้มข้น แม้ชีวิตก็ยอมสละตายเพื่อธรรม เป็นต้นว่า ท่านสอนให้อดนอน ผ่อนอาหาร อดอาหาร หรือถือเนสัชชิไม่นอนตลอดไตรมาส ๓ เดือน ไม่ให้ห่วงอาลัยในสังขารร่างกายและในชีวิต ปฏิปทานี้ท่านสืบทอดมาจากท่านพระอาจารย์มั่น และท่านก็ปฏิบัติจนได้ผลมาแล้ว หากพระศิษย์องค์ใดดําเนินตามปฏิปทานี้ ย่อมได้รับผล คือ วิมุตติธรรม เช่นเดียวกับท่านอย่างแน่นอน โดยหลวงปู่ขาว ท่านเล่าไว้ดังนี้
“ปู่ (หลวงปู่ขาว) นี่มันชีวิตเดนตายจากการบวชแล้วปฏิบัติธรรมมาโดยลําดับ นับแต่ขั้นเริ่มแรกบวชเรื่อยมา ที่พอลืมหูลืมตาอ้าปากพูดได้บ้าง ก็ตอนแก่แล้วนี่แล จะเพราะกิเลสมันแก่ไปด้วยสังขารเรา หรือว่ามันตายไปหมดทั้งโคตรทั้งแซ่ของมันแล้ว ปู่ก็เข็ดหลาบและเบื่อจะตามหามันอีก เพราะเคยเป็นคู่เดือดคู่แค้นกันมาแต่วันเริ่มออกบวช จนถึงวัยแก่อยู่แล้ว มันเป็นของดิบดี วิเศษวิโสอะไรกว่าธรรมของพระพุทธเจ้า เราพอจะตามหามันให้เพิ่มความเคียดแค้นเข้าไปอีก
แม้ไม่ตามหามัน แต่บังเอิญเดินทางมาเจอหน้ากันเข้า กลด มุ้ง บาตร ที่สะพายและแบกอยู่บนบ่าปู่อย่างหนักอึ้งนั้น ปู่ยังจะลืมคิดว่ามีบริขารอยู่บนบ่าไป โดดเข้าฟัดกับกิเลสตกเวที ให้บุญ มันด้วย กุสลา ธมฺมา อย่างหายห่วงแล้ว จึงจะย้อนมามองดูบ่า บริขารชิ้นไหนตกไปที่ใดขณะที่ ฟาดฟันกับกิเลสอยู่นั้น จึงจะไปเที่ยวหาเก็บเอามา พูดถึงกิเลสเมื่อไร ใจปู่มันเป็นบ้าหน้านักรบ ขึ้นมาทันที เพราะความเคียดแค้นที่มันจับหัวปู่ใส่เข้ากองทุกข์น้อยใหญ่และไสให้ไปเกิดที่นั้นที่นี้ ให้ตกนรกหมกไหม้ ใช้ภพใช้ชาติไม่มีวันจบสิ้นลงได้แต่ไหนแต่ไรมา จนนับภพนับชาติของตัวเพียงคนเดียวไม่จบได้ เนื่องจากมีมากต่อมาก ไม่มีอะไรมากเท่าเลย…
ปู่กับกิเลสมันเคยฟัดกันมาอย่างโชกโชนถึงขนาดใครดีใครอยู่ ใครไม่เก่งจงบรรลัย สุดท้ายกิเลสบรรลัย พระพุทธเจ้าบรมศาสดาของพวกเราเพียงสลบเท่านั้น สําหรับปู่เองเมื่อ ลมหายใจสิ้นเมื่อไร ไม่อยู่ ปู่ต้องไป ขี้เกียจแบกหามธาตุขันธ์อันนี้เต็มประดาแล้ว”
โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวได้เทศน์ยกย่องหลวงปู่ขาวเป็นครูบาอาจารย์เดนตายไว้ดังนี้
“องค์ไหนก็เหมือนกัน เท่าที่เราได้เคยสัมผัสสัมพันธ์กับท่านมาแล้ว เช่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว ก็เคยได้สนทนาธรรมะกับท่าน เป็นแบบเดียวกัน เป็นเดนตายทั้งนั้นล่ะ ครูบา- อาจารย์เหล่านี้มีแต่ครูบาอาจารย์เดนตาย เดนตายแล้วค่อยมาเป็นครูบาอาจารย์สอนคน คือฟัดกับกิเลสเสียจนกระทั่งเดนตาย กิเลสตาย ท่านเหล่านี้มีแต่กิเลสเรียบวุธๆ ทั้งหมด เป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ โดยสมบูรณ์สําหรับพวกเรา ถ้าเป็นครั้งพุทธกาลจะเป็นใคร จะให้ชื่อว่ายังไง ถ้าไม่ใช่เป็นพระอรหันต์เท่านั้น จะเป็นอะไรไป นี่ล่ะศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่โมฆะ”
“ท่านเหล่านี้สอนไม่ผิด สอนธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนสุดยอด หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่คําดี หลวงปู่ขาว สอนไม่ผิด ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ”
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ กับ หลวงปู่ขาน ฐานวโร ท่านทั้งสองถือเป็นพระศิษย์อาวุโสของหลวงปู่ขาว ในการปฏิบัติธรรม ท่านทั้งสองได้ถือดําเนินตามปฏิปทาที่หลวงปู่ขาวอบรมสั่งสอนมาอย่างอุกฤษฏ์เข้มข้น เป็นนักรบธรรมเดนตาย กล้ายอมสละตายจากการนั่งภาวนาบ้าง จากการเผชิญกับสัตว์ป่าอันดุร้ายบ้าง และจากการอาพาธป่วยเป็นไข้ป่าแทบเอาชีวิตไม่รอดบ้าง แต่ท่านทั้งสองก็รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดเป็นที่อัศจรรย์ทุกครั้งไป ดังนั้น ในช่วงเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านทั้งสองก็ได้บรรลุธรรมอัศจรรย์ในเวลาใกล้เคียงกัน ถือเป็นพระอรหันต์ภิกษุหนุ่มที่จะยังประโยชน์ในการสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนาได้อีกยาวนาน ในปีนี้ถือได้ว่า หลวงปู่ขาวท่านได้สร้างศาสนทายาทธรรมไว้ถึง ๒ องค์ และท่านได้ทําตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นมอบหมาย ให้ดูแลท่านพระอาจารย์จวนอย่างสมบูรณ์ถึงที่สุดแล้ว
ท่านพระอาจารย์จวน ท่านได้บรรลุวิมุตติธรรมเสวยวิมุตติสุข ขณะจําพรรษาที่ภูสิงห์น้อย หรือ ภูกิ่ว อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันจังหวัดบึงกาฬ) ขณะมีอายุได้ ๔๓ ปี อายุพรรษา ๒๑
หลวงปู่ขาน ท่านได้บรรลุวิมุตติธรรมเสวยวิมุตติสุข ขณะจําพรรษาที่ถํ้าพระนาผักหอก อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ขณะมีอายุได้ ๒๘ ปี อายุพรรษา ๗
หลังจากท่านทั้งสองบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้ว ท่านพระอาจารย์จวน ท่านได้เที่ยวธุดงค์ วิเวกแถวถํ้าบูชา ภูวัว อยู่หลายปี ก่อนกลับมาจําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพล ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ส่วนหลวงปู่ขาน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ – ๒๕๐๘ ท่านได้กลับมาจําพรรษา ณ วัดถํ้ากลองเพล กราบนมัสการและอยู่ปฏิบัติอาจริยวัตรถวายหลวงปู่ขาวอย่างเต็มกําลัง
พ.ศ. ๒๕๐๗ ท่านเตือนหลวงปู่เจี๊ยะ – เรื่องเหาะ
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ หลวงปู่ขาว อนาลโย กับ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านอยู่จําพรรษาร่วมกันที่วัดถํ้ากลองเพล เป็นปีแรก หลวงปู่ขาวเมตตาหลวงปู่เจี๊ยะมาก โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นบอกไว้เลยว่าหลวงปู่ขาว “หมู่คณะให้จําหลวงปู่ขาวไว้นะ เพราะท่านขาวนี่ได้คุยกับเราแล้ว ท่านขาวนี่ให้จําไว้เลยนะ” หลวงปู่เจี๊ยะท่านก็ล็อกเอาไว้ในใจเลย ฉะนั้น เวลาท่านออกธุดงค์ออกจากหลวงปู่มั่นมา ท่านไปหาหลวงปู่ขาวเลย ท่านเล่าให้เราฟังเอง พอขึ้นไปหาหลวงปู่ขาว ท่านกราบหลวงปู่ขาวเลย “หลวงปู่ครับ ผมเจี๊ยะ ! ผมเจี๊ยะ !” รายงานตัวเลย เพราะท่านรักของท่าน เพราะท่านเชื่อมั่นหลวงปู่มั่น ท่านเคารพ คือ ท่านจะฝากตัวไง นี้หลวงปู่เจี๊ยะ เล่าให้เราฟังเองนะ พอขึ้นไปกราบหลวงปู่ขาว “หลวงปู่ครับ ผมเจี๊ยะครับ ผมเจี๊ยะครับ” พอผม เจี๊ยะครับ หลวงปู่ขาวก็ต้องรู้แล้วว่า หลวงปู่เจี๊ยะนี่อุปัฏฐากหลวงปู่มั่นมาตั้งแต่เชียงใหม่ ๒ ปี ตอนหลวงปู่มั่นเจ็บป่วย หลวงปู่เจี๊ยะท่านดูแลมาตลอด
ฉะนั้น ครูบาอาจารย์เรา ถ้าใครมีคุณกับครูบาอาจารย์เรา มันจะผูกพันกันมา ฉะนั้น หลวงปู่ขาวท่านถึงรักหลวงปู่เจี๊ยะมาก หลวงปู่เจี๊ยะเล่าให้ฟังนะ ที่สมัยอยู่ที่ถํ้ากลองเพลมันอัตคัดขาดแคลนมาก แล้วอัตคัดนํ้ามาก แล้วหลวงปู่ขาวบอกเองว่า ให้หลวงปู่เจี๊ยะนี่ขุดสระ ขุดสระที่ ถํ้ากลองเพล หลวงปู่เจี๊ยะท่านบอกเลยนะ ท่านอยู่ที่เขาแก้ว ท่านฝากวัดให้ลูกศิษย์เลย ท่านขนพวกดินระเบิด พวกอะไรขึ้นไปเลยนะ ไปขุด ไปเจาะระเบิดไอ้สระที่ถํ้ากลองเพล
ฉะนั้น หลวงปู่เจี๊ยะไปอยู่ที่นั่น นี่หลวงปู่ขาวจะคอยจี้หลวงปู่เจี๊ยะตลอด นี่หลวงปู่เจี๊ยะเล่าให้ฟัง “เจี๊ยะ ! ม้างกายหลายบ่ เจี๊ยะ ! ม้างกายหลายบ่” คือพิจารณากายมากไหม พิจารณากายมากไหม หลวงปู่เจี๊ยะบอกว่า “หลายครับ ! หลาย หลายครับ” ฉะนั้น เวลาพิจารณากาย เห็นไหม พิจารณากายอย่างเดียว พิจารณากายอย่างเดียว ยืนยันโดยครูบาอาจารย์ ยืนยันโดย หลวงปู่ขาวกับหลวงปู่เจี๊ยะนะ “เจี๊ยะ ม้างกายหลายบ่ เจี๊ยะ ม้างกายหลายบ่”
คือท่านห่วงมาก คือ ให้พิจารณากายมากๆ ม้างกายหลายบ่ พิจารณากายมากไหม… พิจารณากายมากไหม ! พิจารณากายให้มากๆ หลวงปู่เจี๊ยะบอก “หลายครับ หลาย” คือ มากครับๆ นี่เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าให้ฟังนะ แล้วเวลาไปเจอหลวงปู่หลุยล่ะ หลวงปู่หลุยท่านก็บอกว่า “ม้างกาย” เห็นไหม ม้างกายให้มากๆ ม้างกายให้ต่อเนื่อง ม้างกายให้ต่อเนื่อง”
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษา มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญมาขออยู่จําพรรษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถํ้ากลองเพลกันหลายองค์ นอกจาก หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท แล้ว ก็มี หลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่ขาน ฐานวโร หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย ฯลฯ
ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะรักษาความเงียบสงบสงัดของสถานที่ภาวนาเป็นสําคัญ โดยเฉพาะช่วงคํ่าๆ จะไม่ให้มีการทํางานใดๆ ที่ส่งเสียงดังอึกทึกรบกวน ทั้งนี้เพื่อให้พระเณรสะดวกสบายในการปฏิบัติภาวนา ซึ่งเรื่องนี้หลวงปู่ขาวท่านให้ ความสําคัญโดยยึดถือปฏิปทาข้อนี้อย่างเคร่งครัด
การตักเตือนกันของพระภิกษุสามเณร ถือเป็นอริยประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อครั้งพระอรหันต์องค์หนึ่งท่านมีความเห็นว่า เป็นพระอรหันต์แล้วไม่ต้องลงอุโบสถสังฆกรรม พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระองค์ทรงตักเตือนพระอรหันต์องค์นั้นด้วยพระองค์เอง ในพรรษานี้ หลวงปู่ขาวท่านได้เมตตาตักเตือนหลวงปู่เจี๊ยะ แม้หลวงปู่เจี๊ยะท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้วก็ตาม โดยหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าไว้ดังนี้
“เราเคยคุยสนทนาธรรมกับปู่ขาว วัดถํ้ากลองเพล ปู่ขาวนี่เป็นผู้มีคุณธรรมอันสําคัญ องค์หนึ่ง เพราะได้รับสมัญญาจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นว่า “เป็นผู้มีคุณธรรมสําคัญ” เรื่องนี้เราเป็นผู้ได้ยินมากับหูเอง เรื่องนี้ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพูดเฉพาะเป็นเรื่องภายในหมู่พระฟัง เท่านั้นว่า “เออ ! หมู่เอ๊ย ! ให้รู้จักท่านขาวได้ด้วยเน้อ เธอได้พิจารณาของเธอแล้วมาเล่าให้ เราฟัง ท่านขาวเป็นพระสําคัญให้จับตาดูให้ดี” ท่านพระอาจารย์มั่นท่านพูดถึงใครเพียงเท่านี้ มันก็กินหัวใจแล้ว เราคิดว่า “ปู่ขาวนี้ต้องเป็นพระสําคัญแน่นอน” ตอนนั้นเรายังไม่ทันรู้จักท่าน
ในขณะที่เราได้จําพรรษากับหลวงปู่ขาวที่ถํ้ากลองเพล มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่อยู่ที่วัดถํ้า-กลองเพล ตอนนั้นได้ไปอาสาหลวงปู่ขาวทําอ่างเก็บนํ้า เมื่อทํางานกลางวันงานไม่เสร็จ เราจึงลงมาทําในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นเวลาภาวนาของพระ ส่งเสียงรบกวนไปทั่ววัด เราใช้ค้อนปอนด์สะกัดหิน ทุบหิน เสียงดัง เพ้ง… เพ้ง… เพ้ง… หลวงปู่ขาวท่านได้ยินก็ถามพระว่า “นั่นเสียงใครทําอะไร เสียงดังสนั่น” “เสียงท่านอาจารย์เจี๊ยะสกัดหินครับ” พระท่านกราบเรียน “ไปเรียกมาซิ ทํางานอะไร ไม่รู้จักเวลํ่าเวลา” องค์หลวงปู่ท่านบ่นๆ
เมื่อเราเข้ามาถึง หลวงปู่ขาวท่านจึงพูดขึ้นว่า “ท่านเจี๊ยะ ถ้าท่านอาจารย์ใหญ่มั่นไม่ฝากท่านไว้กับผม ผมไล่ท่านหนีแล้วนะ” ด้วยคําพูดเพียงเท่านี้ ก็ทําให้เราตื้นตันใจถึงท่านพระ-อาจารย์มั่นยิ่งนัก สาเหตุที่เราต้องทํางานหามรุ่งหามคํ่าทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืนนั้น เพราะต้องการให้งานเสร็จโดยเร็ว เพราะว่ายิ่งยืดเยื้อ ยิ่งจะก่อความรําคาญแก่พระเณรไปนาน รีบๆ ทํา รีบเสร็จน่าจะดีกว่าปล่อยให้คาราคาซัง เมื่อหลวงปู่ขาวท่านเตือนอย่างนั้น เราก็นั่งนิ่งรับโทษ ไม่ได้โต้ตอบแต่ประการใด”
ในพรรษานี้หลวงปู่จันทา ท่านได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าว่า
“หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเคารพหลวงปู่ขาวดี ท่านเรียกหลวงปู่ขาวว่า “ครูบาจารย์ขาว” ท่านว่า “ครูบาจารย์ขาวท่านเป็นพระอรหันต์นะ ผมนึกประมาทท่านไม่ได้ ท่านรู้เลย ผมจึงรักษาตัวให้ดี ท่านรู้หมด เราคุยกันอยู่ตรงนี้ ครูบาจารย์ขาวท่านก็รู้ เราเคารพท่าน ไม่มีสิ่งใดเสมอ เหมือน เคารพปู่ขาวเนี่ย”
หลวงปู่จันทาถามหลวงปู่เจี๊ยะว่า “ไม่ขึ้นมาอยู่บนโลกสามนี้กับหมู่เพื่อนทั้งหลายอีกแล้วหรือปู่” “สูเอ๊ย ! ถ้ายังมีการคืนมาอยู่ มันก็ไม่ใช่พระนิพพานน่ะซิวะ พระนิพพาน แปลว่า สถานที่เยี่ยมลํ้าเลิศประเสริฐสุด หาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี ไม่มีภพชาติสังขารแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงมาอยู่ร่วมกับหลวงปู่ขาว เพราะท่านพูดจริงแนะนําสิ่งที่ดีทุกอย่าง ไม่พูดโกหกหลอกลวงใครทั้งนั้น”
ส่วนเรื่องเหาะ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นเหาะในป่า เหาะมาจาก… หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ขาว เล่าไว้ หลวงปู่มั่น อยู่ที่ถํ้าเชียงดาว แล้วให้หลวงปู่แหวนกับหลวงปู่ขาวลงมาเอานํ้า สมัยก่อนโบราณเราใช้ไม้กระบอก มาตักนํ้าขึ้นบนเขา หลวงปู่มั่นให้ลงมา พอลงมาปั๊บ หลวงปู่แหวนหันหน้าขึ้นไป หลวงปู่ขาวน่ะ หลวงปู่มั่นเหาะลงมาเลย อันนี้หลวงปู่ขาวเล่าให้ฟัง เล่าให้หลวงตาฟัง”
“เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านบอกว่า หลวงปู่ขาวท่านเคยเหาะ จีไอที่เขาขับเครื่องบินเขาเห็น เขาเห็นว่าหลวงปู่ขาวเหาะ แล้วเขาก็ให้แฟนเขาพาไปหา บอกองค์นี้เหาะ หลวงปู่เจี๊ยะก็นั่งฟังด้วย พอหลวงปู่เจี๊ยะนั่งฟังด้วยนะ พอตกคํ่า หลวงปู่เจี๊ยะไปทําข้อวัตร ถามหลวงปู่ขาว “ครูจารย์ๆ เหาะได้อีหลีบ่” “เหาะได้” ท่านเหาะของท่านได้ นี่พูดกันโดยวงกรรมฐาน วงภายใน แล้วหลวงปู่ เจี๊ยะก็ถามว่า “แล้วเดี๋ยวนี้ยังเหาะได้อยู่บ่ ในปัจจุบันยังเหาะได้อยู่บ่” ท่านบอกว่า “เดี๋ยวนี้เฒ่าแล้วว่ะ” คําพูดอย่างนี้คนไม่เข้าใจ “เดี๋ยวนี้เฒ่าว่ะ” พอเฒ่าแล้ว เพราะว่าเราจะเข้าสู่อภิญญา ๖ อภิญญา เห็นไหม อภิญญา ๖ การรู้วาระจิตต่างๆ มันต้องใช้กําลังของมัน เว้นไว้แต่ขิปปาภิญญา
อย่างเช่นพระอนุรุทธะ พระอนุรุทธะท่านจะเป็นปกติของท่าน ปกติคือว่าความรับรู้สึกเราเป็นปกติธรรมดา แต่คนที่ไม่มี เขาต้องใช้กําลังของเขา เพื่อเข้าฌานสมาบัติ เข้าฌานสมาบัติแล้วน้อมจิตไป น้อมจิตไปต้องการเหาะเหินเดินฟ้า ต้องการรู้วาระจิต ต้องการกําหนดรู้ต่างๆ เขาต้อง ใช้กําลังของเขา ถ้าหนุ่มๆ มันทําได้ง่ายไง ถ้าหนุ่มๆ มันทําได้ง่าย แต่นี้มันเฒ่าแล้วว่ะ ถ้าคนภาวนาเป็นนะ ฟังคนที่พูด ฟังคนขี้โม้ ที่มันโม้ มันสํารอกธรรมะอะไรออกมา โกหกทั้งนั้น โกหกทั้งนั้น มันไม่จริงหรอก เพราะความจริงต้องเป็นอย่างนี้
หลวงปู่ขาวท่านพูด เห็นไหม “เมื่อก่อนเหาะได้บ่” “ได้” “แล้วป่านนี้ล่ะ” “ป่านนี้เฒ่าแล้วว่ะ” พอมันเฒ่า มันทําจิตเข้าฌานสมาบัติ มันต้องใช้กําลัง มันต้องใช้สติปัญญาพอสมควร นี่คนทําได้เขารู้ คนทําได้เขามี คนทําได้นี่เข้าฌานสมาบัติทําเรื่องอย่างนี้ได้ เรื่องอย่างนี้ได้เป็นเรื่องของโลกใช่ไหม เรื่องของฝรั่งจีไอที่มันขับเครื่องบิน มันยังช็อกเลย มันยังตามหาตัวเลย มันขับ เครื่องเหาะอยู่ มันไปเห็นพระอยู่กลางอากาศ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องประวัติครูบาอาจารย์มี เราบอกว่า ของจริงท่านไม่พูดไง หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์นี่ มีพวกทหารอากาศสมัยนั้นเขาเจอกันบ่อย นี่เราพูดถึงว่า ข้อเท็จจริงที่มันมีอยู่จริง แต่พระที่มีอยู่จริง เขาไม่เอามาพูดกัน”
ออกพรรษา พ.ศ. ๒๕๐๗ ไปถํ้าขามเยี่ยมสหธรรมิก
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะท่านมีอายุได้ ๗๖ ปี ท่านชื่นชอบการออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านได้นําพระเณรออกเที่ยวรุกขมูลมาทางจังหวัดสกลนคร ท่านมีความประสงค์จะเดินทางไปเยี่ยมหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่อําเภอพรรณานิคม จากนั้นท่านได้เดินขึ้นวัดถํ้าขามไปเยี่ยมหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี เพื่อนสหธรรมิกที่เคยปฏิบัติธรรมอยู่ทางภาคเหนือด้วยกัน ซึ่งในขณะนั้นวัดถํ้าขามมีหลวงปู่เทสก์ ได้พํานักจําพรรษา ในปีที่ผ่านมา ท่านเพิ่งกลับมาจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภาคใต้เป็นเวลานานถึง ๑๕ ปี จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่เทสก์และหลวงปู่ขาวได้พบกันเป็นครั้งแรก นับจากเสร็จงานประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น
วัดถํ้าขามนี้ หลวงปู่ฝั้นท่านนั่งสมาธิภาวนาแล้วเห็นในนิมิต ท่านได้เดินธุดงค์มาสํารวจ และบุกเบิกพัฒนาสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้นมา ที่นี่ถึงแม้บริเวณวัด ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาจะไม่ กว้างขวางมากนัก และภูเขาก็ไม่สู้จะสูงมากนัก แต่อากาศสดชื่นมีลมพัดเย็นสบาย แม้ในหน้าร้อน อากาศก็ไม่ร้อนมาก แต่ในหน้าหนาว อากาศค่อนข้างหนาวมาก ผู้ที่เดินขึ้นวัดถํ้าขาม แม้จะได้รับความเหน็ดเหนื่อยหายใจไม่ทั่วท้องก็ตาม แต่พอขึ้นไปถึงวัดแล้ว พักอยู่เพียงเล็กน้อย ได้สูดอากาศบนเขาเพียงไม่กี่นาทีก็เรียกเอากําลังวังชากลับคืนมาได้ ความเหน็ดเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง คุ้มค่ากับการได้เดินขึ้นมาเยี่ยมชม
วัดถํ้าขาม นับเป็นสถานที่สัปปายะอีกแห่งหนึ่ง เหมาะกับใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม บรรยากาศบนวัดวิเวกเงียบสงัดมาก เพราะตั้งอยู่ห่างไกลจากบ้านเรือนผู้คนมาก จึงไม่มีใครมารบกวน ทําให้การบิณฑบาตค่อนข้างลําบาก เพราะต้องเดินขึ้นเขาลงเขาไปไกลมาก ธรรมชาติโดยรอบบริเวณวัด มีสภาพเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่แลดูสะพรั่งเขียวขจี และมีสัตว์ป่าสัตว์ร้ายมากมาย ในอดีตที่ถํ้าขามเคยเป็นที่อยู่ของเสือ
ความเหมาะสมในการวิเวกบําเพ็ญความเพียรบนถํ้าขามนั้น หลวงปู่เทสก์ท่านมาถึงแล้วก็ชอบใจ จึงขออยู่จําพรรษา เมื่อหลวงปู่ขาวท่านมาถึงแล้ว ท่านก็ชอบใจเหมือนกัน กล่าวคือ ในการพาคณะศิษย์ของท่านขึ้นไปพัก เพื่อเยี่ยมเยียนหลวงปู่เทสก์ ท่านชอบถํ้าขามมาก ในวันหนึ่งท่านถึงกับเอ่ยปากขอแลกสถานที่กับหลวงปู่เทสก์ โดยขอให้หลวงปู่เทสก์ไปอยู่ดูแลวัดถํ้ากลองเพลแทนท่าน ส่วนท่านเองจะขออยู่บนวัดถํ้าขามเอง แต่ไม่สําเร็จ
ในระหว่างที่หลวงปู่ขาวอยู่วัดถํ้าขาม ท่านสามารถบําเพ็ญภาวนาได้อย่างเต็มที่ เพราะ พระภิกษุสามเณรล้วนเป็นสานุศิษย์ของหลวงปู่ฝั้น แต่ละรูปได้รับการอบรมจากหลวงปู่ฝั้นมาเป็นอย่างดีแล้ว จึงไม่เป็นภาระที่ท่านจะต้องหนักใจในการสั่งสอนอบรมแต่ประการใด
พอหลวงปู่เพียร วิริโย ท่านทราบว่า หลวงปู่ขาวมาพักที่ถํ้าขาม ท่านจึงได้เดินทางไป กราบนมัสการหลวงปู่ขาว พร้อมทั้งได้พักภาวนาอยู่ที่นั่นตลอดหน้าแล้ง หลังจากนั้นหลวงปู่ขาว จึงได้พาคณะกลับวัดถํ้ากลองเพล ในระหว่างนั้นมีญาติโยมเขาได้นิมนต์ให้หลวงปู่เทสก์ไปทําบุญงานศพที่จังหวัดอุดรธานี ท่านจึงได้ลาพระเณรลงไปพร้อมด้วยคณะของหลวงปู่ขาว แล้วท่านเลย ไปเยี่ยมวัดถํ้ากลองเพลครั้งแรก แต่ท่านไม่ค่อยชอบอากาศ (คือที่เดิมอยู่หลังถํ้า) พอเสร็จงานพิธีแล้วท่านจึงลาหลวงปู่ขาว และได้สร้างวัดหินหมากเป้ง ที่อําเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
ส่วนหลวงปู่เพียรได้ขอแยกกับคณะ กลับมายังวัดป่าแก้วชุมพลอีก ตกถึงเดือนเมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพร้อมกับท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ก็ได้เดินทางมายัง วัดป่าแก้วชุมพล เนื่องด้วยเหตุว่าชาวบ้านชุมพลได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมาจากวัดป่า-หนองแซง เพื่อจะให้ท่านดูแลปกครองวัด เพราะช่วงนั้นไม่มีพระอยู่ประจํา ด้วยวัดป่าแก้วชุมพลแห่งนี้ หลวงปู่ขาวท่านไปสร้างไว้ ชาวบ้านจึงไปกราบขอพระจากหลวงปู่ขาวที่วัดถํ้ากลองเพล ซึ่งท่านก็ได้เมตตาแนะนําให้ไปกราบนิมนต์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ในที่สุดท่านพระอาจารย์ สิงห์ทองก็ตกลงรับนิมนต์มาอยู่จําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล โดยท่านได้อยู่จําพรรษาจนตราบวันมรณภาพด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก
พ.ศ. ๒๕๐๘ ผลงานสร้างศาสนทายาท
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ พอถึงเข้าพรรษา ก็มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญมาขออยู่จําพรรษากับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถํ้ากลองเพลด้วยกันหลายองค์ เช่น หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่ขาน ฐานวโร หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย หลวงปู่หวัน จุลปณฺฑิโต ฯลฯ ในขณะนั้นหลวงปู่ขาวท่านเริ่ม ชราภาพแล้ว อายุได้ ๗๗ ปี ต้องมีพระคอยอุปัฏฐากดูแล
ในเข้าพรรษาปีนี้ วัดถํ้ากลองเพล จึงมีพระอรหันต์อยู่จําพรรษาด้วยกันถึง ๓ องค์ คือ หลวงปู่ขาว หลวงปู่เจี๊ยะ และ หลวงปู่ขาน ซึ่งเป็นการยากและมีไม่บ่อยครั้งนัก เพราะตาม อริยประเพณีนับแต่ครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสั่งไว้เป็นปฐมพระวาจา เมื่อคราวประกาศพระพุทธศาสนาสงเคราะห์แก่ชาวโลก พระองค์ท่านทรงให้พระอรหันตสาวก อย่าไปซ้อนทางกัน ให้ต่างพากันแยกย้ายเผยแผ่พระพุทธศาสนา
หลวงปู่เจี๊ยะ กับ หลวงปู่ขาน ไปอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่ขาวเป็นเวลาติดต่อกันถึง ๒ ปี จากนั้นหลวงปู่เจี๊ยะท่านก็กราบลาหลวงปู่ขาว เดินทางกลับมาจําพรรษาที่วัดเขาแก้ว จังหวัดจันทบุรี ส่วนหลวงปู่ขานและเพื่อนสหธรรมิก ได้แก่ หลวงปู่หวัน พร้อมด้วยพระเณรติดตามได้กราบลาหลวงปู่ขาว เดินทางขึ้นภาคเหนือออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาในแถบจังหวัดเชียงราย ในกาลต่อมาหลวงปู่ขานท่านได้ไปปักหลักจําพรรษาและได้สร้างวัดป่าบ้านเหล่า หรือ วัดวชิรทรงธรรมพัฒนา ซึ่งเป็นวัดป่ากรรมฐานตามแนวปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ขึ้นที่อําเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย เพื่อโปรดญาติพี่น้องและศรัทธาญาติโยมทางภาคเหนือ ส่วนหลวงปู่หวัน เมื่อท่านธุดงค์ทางภาคเหนือระยะหนึ่ง ต่อมาก็ได้เดินทางกลับมาสร้างวัดป่าจุลบัณฑิ-ตาราม อําเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลําภู พระศิษย์ทั้งสององค์นี้ต่างดําเนินตามปฏิปทาของหลวงปู่ขาวอย่างเคร่งครัด ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ลูกศิษย์กรรมฐานสายนี้รู้จักกันเป็นอย่างดี
ในยุคถํ้ากลองเพล นับว่า หลวงปู่ขาว ท่านเป็นครูบาอาจารย์สําคัญแห่งยุคนั้น ท่านมีนิสัยไม่ชอบงานก่องานสร้างอันเป็นงานภายนอก ท่านมุ่งแต่บําเพ็ญภาวนาอันเป็นงานภายใน แม้ท่านจะชราภาพมากแล้วเกือบ ๘๐ ปี ท่านยังออกเดินบิณฑบาตทุกเช้า และท่านยังไหว้พระสวดมนต์เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเป็นประจําทุกคํ่าเช้า โดยท่านถือปฏิบัติตามแนวปฏิปทาของท่านพระ-อาจารย์มั่นในเรื่องนี้อย่างเข้มงวดเคร่งครัด
ฉะนั้น หลวงปู่ขาว ท่านจึงไม่ค่อยมีผลงานทางด้านวัตถุก่อสร้าง แต่ท่านได้ฝากผลงาน ทางด้านศาสนาทายาทไว้มากมาย โดยเฉพาะการสร้างพระศิษย์องค์สําคัญไว้สืบทอดพระพุทธ- ศาสนาและสืบทอดวงกรรมฐานได้อย่างต่อเนื่อง องค์แล้วองค์เล่า นับแต่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ หลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่ขาน ฐานวโร ฯลฯ และยิ่งนานวันชื่อเสียงกิตติศัพท์ กิตติคุณของท่าน ก็ยิ่งโด่งดังขจรขจายไปทั่วทุกภาค จนมีพระธุดงคกรรมฐานรุ่นลูกรุ่นหลานต่างก็พากันเดินทางมากราบ มาขอศึกษาอบรมปฏิบัติธรรม และขออยู่จําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพลกันอยู่เนืองๆ เป็นประจํา รวมทั้งพุทธบริษัทจากทั้งใกล้และไกลก็พากันเดินทางมากราบไหว้ มาบําเพ็ญบุญกุศลกันไม่ขาดระยะ แม้พระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองจากกรุงเทพมหานคร ก็อยากเดินทาง มากราบสักการะ มาสนทนาธรรมกับท่าน
พ.ศ. ๒๕๐๙ ท่านทราบวาระจิตจึงเทศน์ภาษากลาง
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็ยังพาพระเณรบําเพ็ญภาวนาอย่างต่อเนื่องทั้งในและนอกพรรษา อันเป็นปรกติที่ท่านพาพระเณรดําเนินตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นมา เช่น การบิณฑบาตเป็นวัตร การฉันหนเดียวเป็นวัตร การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาอันเป็นกิจวัตรประจําวันที่ไม่อาจขาดได้ ฯลฯ
ในปีนี้ชื่อเสียงกิตติศัพท์ของหลวงปู่ขาว เริ่มเป็นที่รู้จักของคนภาคกลาง โดยเฉพาะทางกรุงเทพมหานคร ผู้ที่เคยเดินทางมาบําเพ็ญบุญ มากราบไหว้ มาฟังเทศนาธรรม เมื่อได้มาสัมผัสความเมตตาธรรมและได้เห็นจริยวัตรอันงดงามของท่านแล้ว ทั้งความเข้มงวดเคร่งครัดในการรักษาพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ของท่านและพระเณรภายในวัดแล้ว ทั้งสภาพวัดป่าอันวิเวกเงียบสงัด ร่มเย็นด้วยสภาพของป่าไม้ อีกทั้งความสะอาดสะอ้านงามตา แลดูมีระเบียบเรียบร้อย ฯลฯ ต่างก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ต่างก็บอกกล่าวกันปากต่อปาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนและตอบปัญหาธรรมของหลวงปู่ขาว มีความเด็ดขาด ชัดเจน คําสอนของท่านลื่นไหลไม่สะดุดและมากด้วยปฏิภาณ เวลาพูดคุยกันปกติ ดูท่านเป็นผู้ใจดี ใจเย็น แต่พอสอนหรือตอบปัญหาธรรมก็เปลี่ยนไปทันที ยิ่งพูดไปๆ เสียงก็ยิ่งดังขึ้น ชัดเจนขึ้น เด็ดขาดขึ้น จนในตอนท้ายแทบจะเป็นความดุดัน องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์ว่า “อย่างหลวงปู่ขาวลองไปฟังภายในท่านซิ โอ้โห ! เสียงกังวานไปถึงสามแดนโลกธาตุแน่ะ ท่านเด็ดไม่ใช่เล่นนะหลวงปู่ขาวนี่ เวลาท่านพูดเปรี้ยงๆ” ลักษณะการเทศน์ของหลวงปู่ขาวเป็นอย่างนี้ตลอดมา จนสมัยท้ายๆ เมื่อท่านเกิดเป็นอัมพาตและชราภาพมากขึ้น จึงค่อยๆ ผ่อนลงไปตามธาตุขันธ์
แม้ว่าในสมัยก่อนนั้นการสื่อสารยังไม่รวดเร็วทันสมัย ข่าวคราวของครูบาอาจารย์ยังอยู่ในวงจํากัด การเดินทางไปวัดถํ้ากลองเพลก็เต็มไปด้วยความยากลําบาก เส้นทางระหว่างจังหวัด ยังเป็นถนนลูกรัง มีสภาพขรุๆ ขระๆ เป็นหลุมเป็นบ่อ และทางภาคอีสานยังไม่สงบสุข เพราะอยู่ ในช่วงแห่งภัยจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจจะเป็นอุปสรรคให้กับผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ที่จะเดินทางมาภาคอีสาน เพื่อมากราบไหว้ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่บัว ฯลฯ
ดังนั้น พอออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ก็มีพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองจากกรุงเทพมหานคร พาคณะมากราบหลวงปู่ขาว ซึ่งตามปรกติหลวงปู่ขาวท่านจะเทศน์ภาษาอีสาน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ท่านแสดงอภิญญาญาณ สามารถล่วงรู้วาระจิตของผู้มากราบเป็นคนภาคกลาง ท่านจึงเทศน์ภาษาไทยกลาง จากบันทึกของคุณหมออวย เกตุสิงห์ บันทึกไว้ดังนี้
“ครั้งถึง พ.ศ. ๒๕๐๙ เราไปทอดกฐินที่วัดหนองแซง ของ ท่านพระอาจารย์หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ในคณะของเรามีท่านเจ้าคุณพระธรรมจินดาภรณ์ (วัดราชบพิธฯ – สมณศักดิ์ขณะนั้น ต่อมาท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุทธปาพจนบดีและเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ) ท่านปรารภว่า “อยากจะไปนมัสการท่านพระอาจารย์ขาว เพราะยังไม่เคยพบ” เราก็ตกลงไป ภายหลังที่เสร็จเรื่องกฐินแล้ว มีอุบาสิกาชาวอังกฤษผู้หนึ่งร่วมไปด้วย
ในระหว่างเดินทาง ผู้เขียนกราบเรียนท่านเจ้าคุณว่า “ท่านอาจารย์ (หลวงปู่ขาว) ท่านมีเมตตามาก เราไปนมัสการท่านทีไร ท่านก็เทศน์ให้ฟังทุกครั้ง “เสียแต่ท่านพูดภาษาอีสาน พวกเราฟังไม่ใคร่ออก” พอเราไปถึงท่าน กราบเรียนเรียบร้อยแล้ว ท่านอาจารย์ก็ลงมือเทศน์เองอย่างเจื้อยแจ้ว เป็นภาษาไทยกลางอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
ท่านเริ่มต้นว่า “โดยทํานองเดียวกันกับที่รอยเท้าของบรรดาสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ อาจจะรวมลงไปในรอยเท้าของช้าง พระธรรมคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็อาจรวมลงได้ในธรรมข้อเดียว คือ สติ” แล้วท่านก็สาธยายความต่อไปด้วยความสมบูรณ์ อย่างที่ปรากฏอยู่ในพระสูตรว่า “อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ” คือ งามในเบื้องต้น งามในเบื้องกลาง งามในเบื้องปลาย”
เรื่องเปรต ผี เทวดา คนธรรพ์
หลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อครั้งขึ้นมาอยู่วัดถํ้ากลองเพลใหม่ๆ ท่านมักแย้มธรรมพิเศษ ออกมาในช่วงดึกๆ องค์ไหนเห็นแก่หลับแก่นอน รีบไปนอนก็ไม่ได้ฟังธรรมพิเศษนั้น อยู่ภูถํ้าค้อ ๑ วัดถํ้ากลองเพล ๑ อยู่เชียงใหม่ ๑ อยู่ภูสิงห์ภูวัว ๑ ได้รู้ได้เห็นของแปลกๆ พูดแล้วจะหาว่า เราบ้า คนฟังจะเป็นบ้า หรือคนพูดจะเป็นบ้า ถ้ารู้ว่ามันจะเป็นบ้า จะเป็นมันทําไม เป็นบ้าให้มันโง่หรือ (หลวงปู่ท่านล้อมคอกไว้) ของดีต้องระวัง ต้องเก็บ ต้องกําไว้ พระศิษย์ก็อยากจะฟังเรื่องแปลกๆ ไม่ยอมหลับนอน ไม่ยอมถอย เมื่อหลวงปู่ขาวท่านทราบเจตนาอย่างนั้น ท่านก็เล่า
หลวงปู่ขาวเล่าให้ฟังว่า ในระหว่างเข้าพรรษาของปีหนึ่งๆ นั้น บรรดาญาติโยมเขามา ทําบุญข้าวประดับดินกัน คือ เมื่อทําบุญตามประเพณีนี้แล้ว เปรตทั้งหลายจะได้มารับข้าวและ อาหารอื่นๆ กินกัน คืนนั้นในเวลาประมาณเที่ยงคืน มีเสียงร้องดังโหยหวนมาจากทางถํ้าใหญ่ เสียงนั้นมันดังไม่ขาดสาย ดังใกล้เข้ามาทุกทีๆ พอมาถึงผาผึ้ง ซึ่งเป็นสามแยกมีทางเข้ากุฏิหลวงปู่ ท่านบอกว่าเมื่อท่านลุกออกมาดูก็เห็นคนรูปร่างใหญ่สูงทะมึน ตาขวางผิวดําจัด มันหันหน้ามาทางกุฏิของท่าน ร้องไห้ครํ่าครวญขอความช่วยเหลือจากท่าน แล้วมันก็ยืนอยู่ที่นั่นไม่ยอมหนีไปไหน
หลวงปู่ขาวรําคาญ เพราะในเวลานั้นท่านกําลังเดินภาวนาจงกรมอยู่ จึงพูดขึ้นกับเจ้าผีดําตัวนั้นว่า “เจ้าผีเอ๋ย แกจะให้ใครมาช่วย ทําบาปไว้เอง ต้องได้รับผลบาปของแกเอง ทําความชั่ว แล้วจะมาให้ใครช่วยอวยชัยให้เล่า จะไปทางไหนก็รีบไป จะมาร้องห่มร้องไห้หาสวรรค์วิมานอันใด อีกเล่า” เมื่อมันได้ยินเสียงของหลวงปู่ขาวพูดอย่างนั้นแล้ว มันก็เดินกลับไปตามทางเดิมของมัน
ลูกศิษย์ที่กําลังฟังอยู่จึงพากันสอบถามหลวงปู่ขาวว่า “ไม่ใช่เปรตตนนั้นมาขอส่วนบุญกับหลวงปู่หรือขอรับ” หลวงปู่ท่านก็ตอบว่า “ก็ไม่รู้สิ แต่ถ้าหากบอกว่าเป็นเปรตจริงล่ะก็ จะพากัน เชื่อหรือ เพราะทุกคนในที่นี้ไม่มีใครได้เห็นด้วย” บรรดาลูกศิษย์จึงได้ถามต่อไปอีกว่า “แล้วท่าน หลวงปู่ได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พวกเขาหรือไม่” หลวงปู่ก็ตอบว่า “การให้ส่วนบุญเราอุทิศให้พวกเขาทุกวันๆ อยู่แล้ว ส่วนตัวนี้ไม่รู้มันไปเสวยทุกข์อยู่ที่ใดมา มันจึงมาขออีก เปรตนี่บางจําพวกเราอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แล้ว มันก็รับไม่ได้ก็มี เพราะพวกนี้มันมีบาปมีกรรมหนัก มันเลยรับเอาส่วนที่อุทิศให้ไม่ได้ เปรียบเสมือนคนไข้หนัก เราจะเอาอะไรให้กิน เขาก็ไม่สามารถที่จะมารับไป กินได้ เพราะความทุกข์ในครั้งปางก่อนเข้าครอบงําเอาไว้ มันจึงต้องได้แต่รับทุกข์ต่อไป”
หลวงปู่ขาวเคยเทศนาให้ฟังว่า ความโลภเป็นเหตุให้คนทํากรรมชั่ว ครั้นตายแล้วก็เป็นเหตุแห่งการตกนรก พอพ้นนรกมาแล้วก็มาเป็นเปรตเฝ้าทรัพย์สมบัติอันหวงแหนของตนที่เก็บเอาไว้ ฝังเอาไว้ เช่น เปรตงูเหลือมนอนขดเฝ้าสมบัติมิได้ไปไหนมาไหน ความโกรธทําให้คนเสียคน กลายเป็นคนชั่ว เช่น ไปฆ่าคนเพื่อเอาทรัพย์สมบัติ เพื่อผ่อนคลายโทสะของตน เผาบ้านเผาช่องบุคคลอื่น บางคนทําบุญทําทานกันใหญ่โตมโหฬาร แต่เสียเพราะความโกรธ ความมีโทสะ ความโกรธไหม้กุศลผลบุญจนหมดสิ้น เมื่อหมดบุญหมดกุศล บาปก็พลอยทวีคูณขึ้น ผลทานก็หนี ผลศีลก็ไม่มี ผลภาวนาก็หนีเข้าป่าไปหมด ตายแล้วก็ไปเกิดเป็นเปรต แต่ไม่ใช่เปรตงูเหลือม แต่กลายเป็น เปรตเสือ เพราะความโกรธ ตัวเป็นคน ปากมีหนวดเหมือนเสือ ตีนมือเป็นเสือ เหมือนเสือจริงๆ
หลวงปู่ขาวเคยถามเขาว่า “ทําไมหรือ คุณโยมจึงมาเป็นเสือ ทําบุญจนจะหมดตัวอยู่แล้ว” เปรตเสือตอบว่า “ดิฉันโกรธมาก เมื่อความโกรธมันขึ้นมาอยู่ที่หน้าตา ดิฉันมองไม่เห็นใครเลย ด่าพระด่าเจ้า ด่าข้าทาสบริวาร ด่าลูกด่าหลาน ด่าผัวด่าเมีย ด่าเชื้อด่าชาติ ของที่เราเคารพนับถือ มีคุณมีค่าแต่เก่าก่อน ยกขึ้นมาด่าจนหมดจนสิ้น เป็นเพราะความโกรธตัวเดียว ทําให้ดิฉันหมด ความดี คือ อริยทรัพย์ ตายแล้วจึงเกิดมาเป็นเสือเสวยทุกขเวทนาเป็นเปรตเสืออยู่อย่างนี้แหละ”
เปรตแม่เสือกับเปรตงูเหลือม มันต่างกัน คือ เปรตงูเหลือมมีทรัพย์เฝ้า ยังมีความสุขและยินดีในทรัพย์สมบัติ แต่เปรตเสือไม่มีอะไรจะเฝ้า เพราะความโกรธเผาหมด เผาทั้งหัวใจเปรตให้ร้อนดังไฟสุม
หลวงปู่ขาวเล่าเรื่องผีให้ฟังว่า ในคืนวันหนึ่งท่านไปบําเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ที่ถํ้าหมาจิ้งจอก เพราะที่นั่นสงบและอากาศเย็นสบายดีมาก ท่านเอาผ้าอาบนํ้าที่นําไปด้วยปูลงกับก้อนหินใหญ่แล้วก็นั่งสมาธิภาวนา ปรากฏว่าจิตสงบมีกําลังมาก จิตรวมอยู่นั่นราว ๓ ชั่วโมง ครั้นจิตถอนออกมาปรากฏผีตัวหนึ่งรูปร่างตํ่าเตี้ยผิวดําคลํ้าเข้ามาหาท่าน ท่านจึงถามว่า “เจ้ามาทําไม? มารบกวนทําไม? พระสงฆ์กําลังบําเพ็ญภาวนา” ผีบอกว่า “ผมอยากให้หลวงปู่เป่าหัวให้” ท่านเลยว่า “เป่าทําไม เป่าหัวเป่าหางให้ กลางคืนก็ต้องมาพบพวกผีสางมารบกวนให้เป่าหัวให้ มันมารบกวนให้เสียเวลาในการทําความเพียรรู้หรือไม่” ท่านเล่าแล้วก็หัวเราะและเล่าต่อไปว่า “เมื่อมันเห็นหลวงปู่ พูดอย่างนั้น ก็ไม่รู้จะทําอย่างไรดี นั่งอยู่นั่นสักครู่หนึ่ง มันก็เลยจากไป คนทําอะไร ผีมันเห็น มันก็อยากทําอย่างนั้นเหมือนกัน มันแปลกจริงๆ น่ะ” แล้วท่านก็หัวเราะอีกตามอัธยาศัยของท่าน
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าเรื่องผีอีกว่า “ครั้งหนึ่งท่านกับหลวงปู่ชอบ นัดเจอกันจะชวนกัน ขึ้นไปตามหาหลวงปู่มั่น ตอนท่านธุดงค์ไปด้วยกัน พอไปพักค้างในป่าเขาแถวแม่ริม เห็นผีมันวิ่งอยู่ฝั่งห้วย หลวงปู่ชอบท่านเห็น จึงพูดขึ้นว่า “ท่านขาว อย่าพูดอะไรนะ” หลวงปู่ขาวท่านก็ว่า “เอ้า ! ผีมันดุ พวกเราอย่าว่าอะไรนะ ผีมันจะทําอะไรก็ปล่อยให้มันทําเลย” ผีมันก็วิ่งจากต้นยาง วิ่งขึ้นไปจนถึงยอดแล้วก็วิ่งลง ผีมันวิ่งขึ้นวิ่งลง วิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่อย่างนั้น จนมันดึกมากแล้ว มันส่งเสียงดังรบกวนการบําเพ็ญภาวนา หลวงปู่ขาวท่านคิดในใจว่า “ไม่ไหวแล้ว” ท่านเลยกําหนดจิตบริกรรมคาถาขึ้นในใจว่า “อุทฺธํ อโธ จ ติริยญฺจ” ว่าสั้นๆ แค่นี้ เสียงนั้นหยุดทันทีเลย ผีมันหายเงียบ ไปเลย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย”
คาถานี้ศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นคาถาป้องกันภัย พระพุทธเจ้าให้พระสงฆ์สาวกที่ไปธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา เรียนกรณียเมตตสูตร สวดเจริญเมตตา และ เมื่อเจอเหตุร้ายก็จะได้สวดป้องกันภัย หลวงปู่ชอบถึงสวดแต่คาถานี้เป็นประจํา เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมิํ ท่านไม่ทิ้งคาถานี้ คาถาอันนี้ มันอยู่ใน ๗ ตํานาน อยู่ในกรณียเมตตสูตร ที่ไหนมีผีดุๆ มีปีศาจดุๆ นี่ หลวงปู่ชอบท่านสวด อย่างหลวงปู่ขาวสวดให้ผีหนีหลวงปู่ชอบ แต่ท่านไม่ได้สวดถึงจบนะ สวดเมตตัญจะอะไรนะ
เรื่องเทวดา หลวงปู่ขาวท่านเล่าให้ฟังว่า “นั่งสมาธิภาวนาเดินจงกรมอยู่ถํ้ากลองเพล มันไม่ง่วง พิจารณาธรรม มันเป็นธรรมอัตโนมัติ ไหลไปเอง คืนหนึ่งเราเดินจงกรมอยู่กุฏิหลังที่เรา อยู่นั่นแหละ ได้ถูกกลิ่นธูปหอมหวนฟุ้งตลบ กลิ่นธูปนั้นไม่มีกลิ่นอย่างธูปเรา อัศจรรย์จริงๆ และท่านก็มองหากลิ่นธูปนั้น ก็ปรากฏเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนถือธูปประนมมืออัญชลีไหว้อยู่”
ท่านว่า “มันแปลก ผู้หญิงอะไร มันจะแหวกก้อนหินเข้ามาได้ ระหว่างทางจงกรมนั้นมีก้อนหินยาวเหยียดทั้งสองข้าง แล้วก็เป็นเวลาคํ่าคืนดึกดื่น” ต่อแต่นั้นท่านก็อุทิศส่วนบุญให้ หญิงนั้นก็อันตรธานหายไป ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครมาจากไหน? ทําไมจึงมาจุดธูปบูชาหลวงปู่อยู่ อย่างนั้น? ถ้าอย่างนั้นเทวดาจะมาบูชาเราหรือเปล่า?
หลวงปู่ขาวท่านเคยเทศน์เรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ฟังว่า เกิดจากอานิสงส์การเดินจงกรม ท่านว่า
“การเดินจงกรมมีอานิสงส์มาก ที่ว่ามีอานิสงส์มากนั้น เราเห็นด้วยตนเอง คือ เมื่อครั้งหนึ่งขณะที่กําลังเดินจงกรมอยู่ ก็แลเห็นรุกขมูลเทวดาหรือภูมิเจ้าที่อันสิงสถิตอยู่ในบริเวณนั้น มายืนประนมมือถือธูปหอมกําใหญ่ส่งกลิ่นธูปฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณเลยทีเดียว แต่กลิ่นธูปนั้นกลับหอมไม่เหมือนธูปของเมืองมนุษย์ทั้งหลาย อันเคยได้กลิ่นมา มันมีความรู้สึกถึงกลิ่นอันหอมเย็นๆ อย่างไม่เคยมีปรากฏ ทําให้เมื่อได้กลิ่นเกิดความสดชื่น เบิกบานใจเป็นยิ่งนัก
บรรดาศิษย์เก่าๆ เคยถามท่านว่า “เขามายืนประนมมืออยู่อย่างนั้นเพื่ออันใด” ท่านก็ตอบให้ฟังว่า “เขามารอคอยอนุโมทนาส่วนบุญกับเรา ในบางแห่งนั้น เมื่อเรานอนมากๆ เขาก็จะมา เรียกให้ลุกขึ้นนั่งสมาธิภาวนา หรือบางรายร้ายกว่านั้น เขาจะมาจับขาพระนอนมากให้ลุกขึ้นเดิน จงกรม แล้วเขาก็รออนุโมทนาสาธุการในส่วนบุญส่วนกุศลนั้น”
หลวงปู่ขาว ท่านเทศน์ไว้ว่า “อานิสงส์ของการเดินจงกรมมี
๑. เดินทางบ่ (ไม่) มีเจ็บแข้งเจ็บขา
๒. ทําให้อาหารย่อย
๓. ทําให้เลือดลมเดินสะดวก
๔. เวลาเดินจงกรมไปๆ มาๆ จิตจะลงเป็นสมาธิได้ สมาธิของผู้นั้นไม่เสื่อม
๕. เทพยดาถือพานดอกไม้มาสาธุ มาอนุโมทนา
นี่เป็นอานิสงส์ของการเดินจงกรม บางวันเมื่อครั้งอยู่กุฏิเก่าตรงข้างเจดีย์ อาตมาเดินจงกรม มันหอมๆ หมด ทั่วหมด หอมอะไรนี่ มันไม่เหมือนดอกไม้บ้านเรา มันใช่เทพยดามาอนุโมทนา ถือพานดอกไม้มาอนุโมทนา
เรื่องเดินนี่ มันเป็นเรื่องหัดสติ จะใช้นึกพุทโธไปพร้อมกันกับเท้าที่ก้าวไปก็ได้ ยังไงก็ได้ อย่าให้จิตมันออกไปเกี่ยวข้องกับอารมณ์ทั้งอดีตและอนาคต ให้อยู่ที่จิตเท่านั้น อาตมากําหนด พุทโธๆ อยู่ที่จิต เท้าก็เดินไป กําหนดอยู่ที่จิต ไม่ให้เกี่ยวข้องกับอารมณ์ใดๆ ส่วนทางเดินจงกรมก็ ไม่เลือกทิศทาง ได้หมด แล้วแต่มันจําเป็นในที่เหมาะสม เดินไปเพื่อแก้ทุกขเวทนา
ท่านอาจารย์มั่นท่านว่า ให้เดินตัดกระแสของโลก จากทิศตะวันออกไปตะวันตก ท่านว่า ตัดกระแสของสมุทัย ให้ตัดกระแส แต่ถ้ามันจําเป็น มันยังไม่มีสถานที่เหมาะสมก็ไม่เป็นไร เดินมันไปอย่างนั้น เพื่อแก้ทุกขเวทนาดอก”
เพราะฉะนั้นหลวงปู่ขาวจึงชอบเดินจงกรมมาก แม้จะถึงช่วงวัยชราเดินจงกรมข้างล่าง ไม่ได้ ก็จะเดินจับราวกุฏิด้านบน เดินอยู่มิได้ขาด ถึงขนาดจับราวกุฏิเดินมิได้ แล้วก็ให้พระเณรช่วยพยุงให้เดินมิได้ขาดเลย จนถึงวันท่านมรณภาพ ดังนั้น อายุท่านจึงยืนยาวมาก หลวงปู่ขาวบอกว่า “เหตุที่ชอบเดินจงกรมอีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะว่า ถ้าหากนอนภาวนา “พุทโธ” แล้วก็ยังไม่ได้เท่าไร มันก็หลับก่อน เพราะความชั่วนี่ทํานิดเดียวมันก็ไหลไปเลย ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ไม่ต้องเสียค่าครูมาสอนให้มันเปลืองเงิน เปลืองทอง แต่ถ้าทําความดีมันต้องยากลําบากเป็นธรรมดา”
หลวงปู่ขาว ส่วนมากท่านไม่เล่าเรื่องเทวดา ท่านจะเล่าเรื่องครูบาอาจารย์ไปหา ท่านว่า “โอ้ ! เมื่อคืนนี้แสงสว่างเต็ม” พระศิษย์เลยถาม “อะไรเป็นแสงสว่างมา หลวงปู่” ท่านว่า “มันมีแต่แสงสว่างมา เราเลยถามแสงสว่างนั่น มหาใช่ไหม?” หลวงตามหาบัวไปหาหลวงปู่ขาวเป็น แสงสว่างไปนะ เป็นแสงสว่างไป หลวงปู่ไม่เห็นตัวหรอก แต่ท่านมีแต่แสง ท่านก็เลยถามว่า “มหาใช่ไหม” ท่านถามอย่างนี้เลย
ส่วนเรื่องคนธรรพ์ หลวงปู่ขาวท่านเล่าไว้ว่า “มองเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดๆ เลย เมืองเขาอยู่ฟากทางนั้นแหละ ไม่ไกล ค่อนอยู่ตํ่าไปทางนั้น เหลียวมองไปดูเฉยๆ แต่ไม่ได้เข้าไปดูเมืองเขา พระนครเขา เมืองหลวงเขา มีตลาดลาดลี มีตึกเรือน มีเครื่องเพชรเลื่อมพาบๆ เป็นประกาย ระยิบระยับ พวกนี้เขาไม่ได้มาฟังธรรม เขาแค่เดินผ่านมาให้เห็น เขาเดินผ่านมาเฉยๆ และก็ไม่ได้ยกมือไหว้ เราก็ไม่ได้สนใจถามเขาว่า จะไปไหน? บ้านอยู่ที่ไหน?”
อุปนิสัยหลวงปู่ขาวชอบนํามากกว่าชอบแนะ
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเล่าต่ออีกว่า ภายหลังของการมาอยู่วัดถํ้ากลองเพลนี้ ก็มีทายก ทายิกา ชาวอุดรฯ บ้าง หนองคายบ้าง กรุงเทพฯ บ้าง มีศรัทธาขออนุญาตสร้างกุฏิและถังนํ้าถวาย เพื่อให้พระภิกษุสามเณรได้อยู่อาศัยพร้อมทั้งดื่มฉันอีกด้วย ถังนํ้าที่เขาสร้างถวายนั้นจุนํ้าได้ขนาดประมาณ ๑,๕๐๐ ปี๊บ ก็นับว่าสะดวกสบายในเรื่องนํ้ามาก ส่วนในด้านการประพฤติปฏิบัติเจริญภาวนาพระกรรมฐาน ท่านอุตส่าห์ชักจูงศิษยานุศิษย์ให้มาปฏิบัติอยู่เสมอๆ
อุปนิสัยของหลวงปู่ขาวนั้นจะชอบนํามากกว่าชอบแนะ คือ ท่านจะทําเป็นตัวอย่างอยู่เสมอๆ ในเรื่องข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ เห็นอะไรขาดตกบกพร่อง ท่านก็ทําเองเสียก่อน เมื่อลูกศิษย์ ลูกหาเห็นท่านทําแล้ว จึงได้สํานึกในภายหลัง บางทีลูกศิษย์ลืมนํากระโถนมาให้ท่าน ท่านก็จะเดินไปหยิบเอาเองโดยไม่บอกกล่าวใครเลย ท่ามกลางบรรดาลูกศิษย์ลูกหาต่างๆ บางทีเดินไปเห็นเครื่องไม้เครื่องมือ มีด พร้า จอบ เสียม ทิ้งอยู่ในที่ต่างๆ ท่านก็เก็บมาไว้ในที่ควรเก็บโดยเรียบร้อย ให้เป็นตัวอย่างแก่บรรดาลูกศิษย์ จึงเรียกว่าท่านนํามากกว่าแนะ
บางครั้งบางคราวเห็นใบไม่ร่วงหล่นลงมาตามบันไดกุฏิ ท่านจะต้องเก็บด้วยมือท่านเอง ไปทิ้งนอกบริเวณวัด บรรดาศิษย์ต่างๆ ก็รีบดูข้อวัตรปฏิบัติให้ดีอยู่เสมอๆ เพราะเกรงว่าจะถูกท่านว่ากล่าวเอง โดยเฉพาะข้อวัตรภายใน มีการนั่งสมาธิ เดินจงกรม พระภิกษุสามเณรน้อยบางรูป จะต้องออกปากยอมแพ้หลวงปู่เลยทีเดียว เพราะใจของท่านไม่มีเหลือขี้อยู่แล้ว ถ้าหากเป็นทอง ก็เป็นทองแท้ โดยไม่มีสารใดผสมอยู่เลย หรือถ้าเป็นเหล็กก็ไม่มีสนิมเกาะติดอยู่แม้เพียงเล็กน้อย เพราะฉะนั้นบรรดาศิษยานุศิษย์จึงยอมจํานนให้ความเคารพบูชาท่านอย่างไม่มีวันลืมเลือนสูญหาย ไปได้แม้แต่ประการใด
หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านเคารพบูชาหลวงปู่ขาว อนาลโย มาก ท่านเรียกด้วยความเคารพเทิดทูนว่า “พ่อแม่ครูจารย์ใหญ่ขาว” ท่านเมตตาเล่าปฏิปทาของหลวงปู่ขาว ไว้ดังนี้
“พ่อแม่ครูจารย์ใหญ่ขาวท่านพูดว่า “นี่แหละ คือ กรรมของสัตว์” ท่านไม่ค่อยพูดอะไรนะ พระอยู่กับท่านก็มากนะ หลวงปู่ชอบก็เหมือนกันกับหลวงปู่ขาว ท่านเดินจงกรมเก่งมาก เดินจงกรมภาวนา ท่านทําให้ดูอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเทศน์นี้ไม่ค่อยพูด อย่างญาติโยมมา อย่าง ครูจารย์เพ็งมาขอฟังเทศน์ท่าน ท่านบอกให้อ่านหนังสือเอา บางครั้งท่านก็ไม่ลงมา ท่านก็แก่ชราแล้วทําอย่างไร แค่แบกสังขารตัวเองนี่ก็หนักมากแล้ว ถ้าเก่งจริงๆ เรื่องเทศน์ก็มีแต่หลวงปู่บุญยัง กับพ่อแม่ครูจารย์หลวงปู่อ่อน นี่นักเทศน์”
“หลวงปู่ขาว ตอนกลางคืนท่านไปหานั่งอยู่ตามก้อนหินเพื่อภาวนา เดือนหงายท่านนั่งอยู่ อย่างนั้น ที่ไหนมันน่ากลัวและลําบาก ท่านกล่าวว่าที่นั่นภาวนาดี ให้เร่งหาความสงบ ถ้ามีความทุกข์ในใจให้ออกจากกุฏิไปหาที่นั่งสมาธิภาวนา หากยังอยู่ในกุฏิก็มีแต่จะนอนเท่านั้นเอง
เดือนหงายสว่างจ้าในฤดูแล้ง หลวงปู่ขาว ท่านจะพาไปหานั่งอยู่ตามก้อนหิน ท่านนั่ง อยู่นู่นภูวัว อาจารย์เพ็ง ท่านก็พาลูกศิษย์ไปหลายคน เฒ่าขนาดนั้นแล้วยังนั่งภาวนาแข็งแรงจริงๆ เลยลองนั่งภาวนาแข่งกับผู้เฒ่าดู นั่งจนนั่งไม่ไหว อาจารย์เพ็งก็เลยนอน พอรู้สึกตัวขึ้นมา เห็นท่านนั่งอยู่ ก็ตั้งท่าอีก พอสู้ไม่ไหวก็นอนอีก จนท่านได้มาปลุกเพราะนอนหลับอยู่ หลวงปู่ขาวท่านเก่งเดินจงกรมไม่มีเกียจคร้าน คนหนุ่มสู้ท่านไม่ได้”
กิจวัตรประจําวันและการต้อนรับญาติโยม
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาว ท่านมีลูกศิษย์มากมาย ทั้งพระเณรและฆราวาสจากภาคต่างๆ ของเมืองไทย มาศึกษาอบรมศีลธรรมกับท่านเสมอมิได้ขาด แต่เมื่อชราภาพลงท่านพยายามรักษาความสงบเฉพาะองค์ท่านมากกว่าปกติที่เคยเป็นมา เพื่อวิบากขันธ์จะได้สืบต่อกันไปเท่าที่ควร และเพื่อทําประโยชน์แก่โลกที่ควรได้รับซึ่งมีอยู่มากมาย
ปกติหลังจากฉันเสร็จแล้ว ท่านเริ่มเข้าทางจงกรมทําความเพียรราวหนึ่งถึงสองชั่วโมง แล้วออกจากทางจงกรมเข้าห้องพักและทําภาวนาต่อไปจนถึงบ่ายสองโมง ถ้าไม่มีธุระอื่นๆ ก็เข้าทางจงกรมทําความเพียรต่อไป จนถึงเวลาปัดกวาดลานวัด ท่านถึงจะออกมาจากที่ทําความเพียร หลังจากสรงนํ้าเสร็จก็เข้าทางจงกรม และเดินจงกรมทําความเพียรต่อไปถึงสี่หรือห้าทุ่มจึงหยุด แล้วเข้าที่สวดมนต์ภาวนาต่อไป จนถึงเวลาจําวัดแล้วพักผ่อนร่างกาย ราวสามนาฬิกา คือ เก้าทุ่มเป็นเวลาตื่นจากจําวัด และทําความเพียรต่อไปจนถึงเวลาโคจรบิณฑบาต จึงออกบิณฑบาตมาฉัน เพื่อบําบัดกาย ตามวิบากที่ยังครองอยู่ นี่เป็นกิจวัตรประจําวันที่ท่านจําต้องทํามิให้ขาดได้ นอกจากมีธุระจําเป็นอย่างอื่น เช่น ถูกนิมนต์ไปในที่ต่างๆ ก็มีขาดไปบ้าง
ท่านผู้มีคุณธรรมสูงขนาดนี้แล้ว ท่านไม่หวังความสุขรื่นเริงจากอะไร ยิ่งกว่าความสุขรื่นเริงในธรรมภายในใจโดยเฉพาะ ท่านมีความเป็นอยู่อันสมบูรณ์ด้วยธรรมภายใน อยู่ในท่าอิริยาบถใด ใจก็มีความสุขเสมอตัว ไม่เจริญขึ้นและเสื่อมลง อันเป็นลักษณะของโลกที่มี ความเจริญกับความเสื่อมเป็นของคู่กัน ทั้งนี้เพราะท่านมีใจดวงเดียวที่บริสุทธิ์สุดส่วน มีธรรมแท่งเดียวเป็นเอกีภาพ ไม่มีสองกับอะไรพอจะเป็นคู่แข่งดีแข่งเด่น จึงเป็นความสงบสุขที่หา อะไรเปรียบมิได้
จิตที่มีความบริสุทธิ์เต็มภูมิ เป็นจิตที่มีความสงบสุขอย่างพอตัว ไม่ต้องการอะไรมาเพิ่มเติมส่งเสริมให้เป็นความกระเพื่อมกังวลเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์แก่จิตดวงนั้นเลยแม้แต่น้อย ท่านที่ครองจิตดวงนี้จึงชอบอยู่คนเดียว ไม่ชอบความเกลื่อนกล่นวุ่นวาย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องรบกวนความสงบสุขในหลักธรรมชาติที่เป็นอยู่อย่างพอตัว ให้กระเพื่อมรับทราบทางทวารต่างๆ ท่านจึงชอบหลีกเร้นอยู่ตามอัธยาศัย ซึ่งเป็นการเหมาะกับจริตนิสัยที่สุด แต่ผู้ไม่เข้าใจตาม ความจริงของท่านก็มักคิดไปต่างๆ ว่า ท่านไม่ต้อนรับแขกบ้าง ท่านรังเกียจผู้คนบ้าง ท่านหลบหลีกเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว ไม่สนใจอบรมสั่งสอนประชาชนบ้าง ความจริงก็เป็นดังที่เรียนมานั่นเอง
การอบรมสั่งสอนคน จะหาใครที่อบรมด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเต็มไปด้วยความเมตตา ไม่สนใจกับอามิสหรือสิ่งตอบแทนใดๆ เหมือนท่านรู้สึกจะหายากมาก เพราะการอบรมสั่งสอนคนทุกชั้นทุกเพศทุกวัย ท่านสอนด้วยความรู้จริงเห็นจริง จริงๆ และมุ่งประโยชน์แก่ผู้รับด้วยความเมตตาหาที่ตําหนิมิได้ นอกจากที่ไปรบกวนท่านแบบนอกลู่นอกทาง จึงไม่อาจต้อนรับและสั่งสอนได้ทุกรายไป เพราะสุดวิสัยของพระ จะทําไปนอกลู่นอกทาง ตามคําขอร้องเสียทุกอย่าง ของผู้ไม่มีขอบเขตความพอดี ท่านเองก็พลอยได้รับความลําบากและเสียหายไปด้วยที่น่าสงสาร
เวลาท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้ให้ความเมตตาอบอุ่นแก่พระเณรจํานวนมาก ตลอดประชาชน ในภาคต่างๆ แห่งประเทศไทย พากันไปกราบไหว้บูชา ฟังการอบรมกับท่านเสมอมิได้ขาด ทางวัดเห็นความลําบากในองค์ท่าน เพราะเข้าวัยชราแล้ว จําต้องจัดให้มีกาลเวลาที่ควรเข้ากราบเยี่ยม รับการอบรม และเวลาพักผ่อนพอสมควรเพื่อทําประโยชน์แก่โลกไปนาน ไม่หักขาดสะบั้นลง ในระหว่างที่อายุยังไม่ถึงกาลที่ควรจะเป็น
โดยมากการต้อนรับขับสู้กันระหว่างพระผู้เป็นครูอาจารย์กับประชาชนจํานวนมากที่มาจากที่ต่างๆ ประกอบนานาจิตตังด้วยแล้ว พระอาจารย์องค์นั้นๆ มักจะเป็นฝ่ายบอบชํ้าอยู่เสมอ ทุกเวลานาทีที่มีผู้ไปเกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนมากก็หวังให้ได้อย่างใจของตัว ไม่คํานึงถึงความลําบากและหน้าที่การงานของท่าน ที่ทําประจําวันเวลาบ้างเลย จึงมักถูกรบกวนยิ่งกว่านํ้าบึงนํ้าบ่อเสียอีก หากไม่สมใจหวังบ้าง ก็ทําให้เกิดความขุ่นมัวภายในว่า ท่านรังเกียจถือตัว ไม่ให้การต้อนรับขับสู้ สมกับเพศที่บวชมาเพื่อชําระกิเลส ประเภทถือตัวและขัดใจคน นอกจากนั้นก็ตั้งข้อรังเกียจขึ้นภายใน และระบายออกในที่ต่างๆ อันเป็นทางให้เกิดความเสื่อมเสียตามๆ กันมาไม่มีสิ้นสุด พระที่ควรเคารพเลื่อมใส และเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ก็อาจกลายเป็นพระที่มีคดีติดตัว โดยไม่มี ศาลใดกล้าตัดสินลงได้
ความจริงพระบวชมา ก็เพื่อทําประโยชน์แก่ตนและแก่โลก เต็มความสามารถไม่นิ่งนอนใจ เวลาหนึ่งทํางานอย่างหนึ่ง อีกเวลาหนึ่งทํางานอย่างหนึ่ง ไม่ค่อยมีเวลาว่างในวันคืนหนึ่งๆ ทั้งจะเจียดเวลาไว้สําหรับโลก ทั้งจะเจียดไว้สําหรับพระเณรในปกครอง และทั่วไปที่มาเกี่ยวข้อง ทั้งจะเจียดไว้สําหรับธาตุขันธ์และจิตใจให้จิรังไปนานเพื่อทําประโยชน์แก่โลกสืบไป วันคืนหนึ่งๆ กายกับใจหมุนตัวเป็นกงจักร ไม่มีเวลาพักผ่อนหย่อนกายหย่อนใจบ้างเลย คิดดูแล้วแม้แต่เครื่องใช้สอยต่างๆ เช่น รถยนต์ เป็นต้น ยังมีเวลาพักเครื่องหรือเข้าโรงซ่อมแก้ไขส่วนบกพร่องให้สมบูรณ์เพื่อทําประโยชน์ต่อไป ไม่เช่นนั้นก็ฉิบหายบรรลัยไปในไม่ช้า พระก็มิใช่พระอิฐพระปูนที่ต้องถูกโยนขึ้นบนตึกนั้นร้านนี้ เพื่อการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนต่างๆ สุดแต่นายช่างเห็นสมควรจะโยนขึ้น ณ ที่ แห่งใด เมื่อเป็นเช่นนี้ จําต้องมีเมื่อยหิวอ่อนเพลีย และมีการพักผ่อนหย่อนภาระที่ตึงเครียดมาตลอดเวลา พอได้มีเวลาเบากายสบายจิตบ้าง
โดยมากญาติโยมเข้าหาพระมักจะนํานิสัยและอารมณ์ตามชอบใจ เข้าไปทับถมรบกวนพระ ให้ท่านอนุโลมทําตาม โดยมิได้คิดคํานึงว่าผิดหรือถูกประการใด เพราะนิสัยเดิมมิได้เคยสนใจในเหตุผล ผิด ถูก ดี ชั่ว เท่าที่ควรมาก่อน เมื่อเกิดความต้องการประสงค์ในแง่ใด และจะให้ท่าน ช่วยเหลือในแง่ใด จึงไม่ค่อยคิดนึกว่า พระกับฆราวาสมีจารีตประเพณีต่างกัน คือ พระท่านมี หลักธรรมวินัยเป็นเครื่องประพฤติดําเนิน จารีตประเพณีของพระก็คือ พระธรรมวินัยเป็นเครื่องแสดงออก ซึ่งจําต้องคํานึงความผิด ถูก ชั่ว ดี อยู่ตลอดเวลา ว่าสิ่งนี้ควรหรือไม่ควร เป็นต้น ส่วนฆราวาสไม่ค่อยมีธรรมวินัยประจําตัวเป็นหลักปฏิบัติ โดยมากจึงมักถือความชอบเป็นความประพฤติ
เมื่อนําเข้าไปเกี่ยวข้องกับพระ ฝ่ายพระจึงมักถูกรบกวน และทําลายโดยไม่มีเจตนา หรือ ถูกทําลายทางอ้อมอยู่เสมอ เช่น ไปขอให้ท่านบอกเบอร์ ซึ่งเป็นการขัดต่อพระธรรมวินัยของพระ ไปขอให้ท่านทําเสน่ห์ยาแฝด อันเป็นการทําให้หญิงกับชายรักชอบกัน ไปขอให้ท่านบอกฤกษ์งามยามดีเพื่อโชคลาภรํ่ารวย หรือเพื่ออะไรร้อยแปดพรรณนาไม่จบ ให้ท่านดูดวงชะตาราศี ทํานาย ทายทัก ให้ท่านบอกคาถาอาคมเพื่ออยู่ยงคงกระพันชาตรี ยิงฟันไม่ออก แทงไม่เข้า ทุบตีไม่แตก ไปขอให้ท่านรดนํ้ามนต์ เพื่อสะเดาะเคราะห์เข็ญเวรภัยร้ายดีต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งเป็นการขัดต่อ จารีตประเพณี คือ พระธรรมวินัยของพระที่จะอนุโลมได้ ยิ่งครูอาจารย์ที่ประชาชนเคารพนับถือ ก็ยิ่งได้รับความกระทบกระเทือนด้วยเรื่องดังกล่าว และเรื่องอื่นๆ ในทํานองเดียวกันมากมาย จนไม่อาจพรรณนาได้ในวันหนึ่งๆ
เฉพาะพระธุดงค์ที่ท่านมุ่งอรรถ มุ่งธรรม มุ่งความหลุดพ้นในสายท่านอาจารย์มั่น ท่านมิได้สนใจกับสิ่งพรรค์นี้ ท่านถือว่า เป็นข้าศึกต่อการดําเนินโดยชอบธรรม และเป็นการส่งเสริมคนให้หลงผิดมากขึ้นหนักเข้า อาจเป็นการทําลายพระ และพระศาสนาอย่างออกหน้าออกตาก็ได้ เช่น เขาให้นามว่าพระบัตรพระเบอร์ ศาสนาบัตรเบอร์ พระเสน่ห์ยาแฝด ศาสนาเสน่ห์ยาแฝด เป็นต้น ซึ่งทําให้พระและศาสนามัวหมอง และเสื่อมคุณภาพลงโดยลําดับ อย่างหลีกไม่พ้น ที่ผลนั้น สืบเนื่องมาจากการกระทําดังกล่าว การกล่าวทั้งนี้ มิได้คิดตําหนิท่านสาธุชนทั่วๆ ไป และมิได้คิดตําหนิท่านผู้เข้าหาพระโดยชอบธรรม เป็นเพียงเรียนเผดียงเพื่อทราบวิธีปฏิบัติต่อกัน ระหว่าง พระกับประชาชน ซึ่งแยกกันไม่ออกแต่ไหนแต่ไรมา จะได้ปฏิบัติต่อกันโดยสะดวกราบรื่น สมกับ ต่างฝ่ายต่างหวังดี และพึ่งเป็น พึ่งตาย กันตลอดมา และต่างฝ่ายต่างหวังเชิดชูพระศาสนาด้วยกัน”
ภาค ๑๗ อาพาธหนักคาดว่าจะละขันธ์
ต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่ขาวเริ่มอาพาธจากไข้หวัด
คุณหมออวย เกตุสิงห์ เริ่มมาเป็นนายแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพของหลวงปู่ขาว อนาลโย ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อหลวงปู่ขาวอาพาธครั้งแรก ท่านได้กล่าวถึงสุขภาพโดยทั่วไปของหลวงปู่ ไว้ดังนี้
“ในสมัยนั้นสุขภาพของท่านอาจารย์ยังอยู่ในสภาพยอดเยี่ยม แม้ว่าท่านจะอายุใกล้แปดสิบแล้ว ก็ไม่มีอาการของโรคที่สําคัญหรือความพิการแต่อย่างใด ท่านเดินบิณฑบาตในวัดทุกเช้า มีธุระที่ไหนแม้ไกลๆ ท่านก็เดินไป ท่านเดินจงกรม หนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงทุกคืน ผู้เขียนเคยแอบเดินแข่งกับท่านยังต้องยอมแพ้ การปฏิบัติตนและการภาวนาจิตที่กระทําอย่างหนักแน่นด้วย อิทธิบาท ได้สร้างความแข็งแกร่งให้แก่ท่านอย่างหาที่เปรียบได้ยาก”
ในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่ขาว ท่านได้มีอาการเจ็บป่วยลงด้วยไข้หวัด ช่วงเวลา กลางคืนนั้นมีความรู้สึกว่าหนาวมาก หนาวยิ่งกว่าทุกๆ วัน ทุกๆ คืนที่ผ่านมา ครั้นพอรุ่งเช้าท่าน ลงไปฉันอาหารที่ศาลาฉัน ก็กลืนไม่ลง เพราะเหตุจากอาการเป็นไข้ดังกล่าว พอเสร็จจากการ ฉันจังหันแล้ว หลวงปู่ก็ได้พักผ่อนตลอดทั้งวัน จนถึงเวลาสรงนํ้ายังไม่มีอาการว่าจะทุเลาหรือดีขึ้นแต่ประการใด ซํ้ายังมีอาการร้อนๆ หนาวๆ อยู่มิได้ขาด ชาวศรัทธาอุดรฯ ได้นํายามาถวายแต่ก็ยังไม่ทุเลา บรรดาศิษยานุศิษย์จึงพร้อมใจกันนิมนต์หลวงปู่ไปอยู่ภายในถํ้า เพราะภายในถํ้ามันอบอุ่นกว่ากุฏิหรือศาลาใดๆ
หลวงปู่ขาวก็ได้ไปพักอยู่ ๓ คืน อาการไข้ก็ยังไม่ยอมทุเลาแต่ประการใด จึงได้นิมนต์ หลวงปู่กลับมาที่กุฏิผาผึ้งเหมือนเดิม อาการไข้ก็ยังกําเริบอยู่มิได้ขาด คือ บางวันก็เป็นไข้ขึ้นตอนบ่าย ๓ โมง แล้วก็หาย ๖ โมงเย็นก็เป็นอีก บรรดาศิษยานุศิษย์จึงได้ให้แพทย์จากอุดรธานีมาตรวจอาการเฝ้ารักษาอยู่ที่วัดเลย จนกระทั่งอาการไข้ทุเลาลง แต่ก็มิได้หายสนิท ภายหลังโยมอีกคนหนึ่งก็ได้นําแพทย์มาให้นํ้าเกลือ อาการกลับยิ่งกําเริบขึ้นอีก เนื่องจากว่าหลวงปู่เป็นบุคคลที่แพ้นํ้าเกลืออยู่แล้วจึงเกิดอาการหนาวสั่น จนกระทั่งได้โทรศัพท์ตามศาสตราจารย์นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ จากโรงพยาบาลศิริราช ให้มาดูอาการหลวงปู่ที่วัดถํ้ากลองเพล ซึ่งท่านก็ได้เดินทางมาตรวจร่างกายและแนะนําไม่ให้นําไปโรงพยาบาล ท่านได้ตรวจอย่างละเอียด โดยตรวจดูอวัยวะต่างๆ ตรวจทั้งอุจจาระ ปัสสาวะ พร้อมทั้งให้ยาฉัน จัดเวลาให้พักผ่อนเพื่อหาทางแก้ไขให้อาการดีขึ้น
ต่อมาหลวงปู่ขาว ท่านอาพาธหนัก เมื่อฉันอาหารไม่ได้แล้ว แพทย์ก็ปรึกษากันว่า จะต้องให้อาหารทางสายยางเข้าทางรูจมูก แต่หลวงปู่ท่านบอกว่า “อย่ามาทํา อาตมาไม่ชอบ” แต่แพทย์ก็จําต้องบังคับเพื่อให้อาหารให้ได้ เลยปรึกษาขอท่านพระอาจารย์จวน และครูบาอาจารย์ที่อุปัฏฐาก ขอสอดสายยางเข้าจมูกหลวงปู่ หลวงปู่ไม่รับอะไรแล้ว ทีนี้พวกพระลูกศิษย์ ท่านพระ-อาจารย์จวน และพระผู้ใหญ่ทั้งหลาย ก็เลยอนุญาตให้แพทย์ เขาก็เลยสอดเข้าไป พอสักพักยักษ์ มาเลย ในขณะนั้นหลวงปู่ขาวท่านลืมตาขึ้นพอดี มองเห็นเจ้ายักษ์ใหญ่ถือกระบองเดินเข้ามากําลัง จะตีหัวหมออยู่พอดี ยักษ์ก้อนหินตรงที่ฤๅษีนั่ง ตรงพระพุทธรูปพระป่าเลไลยก์ ยักษ์สูงสามก้อนหิน หลวงปู่เลยเห็น หมอทุกคนที่ไปรักษาหลวงปู่วิ่งเลย วิ่งเข้ามาหาหลวงปู่ หลวงปู่ท่านจึงร้องบอกไปว่า “อย่านะ อย่าทําเขา เขาเหล่านี้เป็นลูกศิษย์เรา” เจ้ายักษ์ใหญ่มันจึงถอยออกไป เหตุที่ เจ้ายักษ์มันจะเข้ามาทําร้ายแพทย์ ก็เนื่องจากมันคิดว่าบรรดาแพทย์ทั้งหลายจะทําร้ายหลวงปู่ เพราะพากันจับคนละแขนละขาไม่ให้ดิ้น ยักษ์มันเฝ้าอยู่ตลอดเวลา จึงจะเข้ามาช่วย โดยจะใช้กระบองตีหัวแพทย์ทั้งหลาย แต่ก็ถูกหลวงปู่ห้ามเอาไว้ คณะแพทย์จึงได้รักษาต่อไป
ท่านเริ่มอาพาธหนัก
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ดังนี้
“เริ่มแต่วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๑๐ หลวงปู่เริ่มป่วย ขั้นเริ่มแรกก็เป็นไข้หวัด แต่อาการ ของหวัดนั้นผันแปรไปในแง่ต่างๆ ที่จะยังโรคอื่นๆ ให้แทรกซ้อนและกําเริบรุนแรงไปตามๆ กัน หนักเข้าจนฉันไม่ได้ เริ่มแรกเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ยังไม่แปรเป็นโรคอื่นๆ หลายชนิดในธาตุขันธ์นั้น ท่านยังอุตส่าห์ลงไปฉันจังหันร่วมพระเณรในวัดที่หน้าถํ้ากลองเพลได้ตามปกติ
ในสายตาคนภายนอก ก็อาจคิดว่า ท่านมิได้เป็นอะไร นอกจากโรคชราประจําคนแก่ อย่างเดียวเท่านั้น แต่เพราะโรคกําเริบแปรเป็นอย่างอื่นไปไม่มีสิ้นสุด กําลังธาตุขันธ์ก็ทรุดลงทุกวันเวลา จนไม่สามารถไปฉันร่วมหมู่คณะที่ถํ้าได้ ท่านยังยอมอดยอมทนและฝืนฉัน แม้จะได้เล็กๆ น้อยๆ ที่กุฎีท่านเอง จนฉันไม่ได้ กําลังอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด การพลิกแพลงอวัยวะจําต้องมี พระเณรคอยดูแลอุปัฏฐากตลอดเวลา
ข่าวคราวความไม่สบายของหลวงปู่กระจายไปถึงไหน คลื่นมนุษย์ ประชาชน พระ เณร มาถึงนั้นอย่างรวดเร็ว เพราะต่างคนต่างมีจิตใจใฝ่ฝัน ยึดมั่นในองค์ท่านเป็นที่ฝากเป็นฝากตายภายในใจ อย่างแนบสนิทอยู่แล้ว เมื่อทราบข่าวว่า ท่านไม่สบาย ก็จําต้องสะเทือนใจอย่างหนัก ราวกับฟ้าดินถล่ม ขั้วหัวใจจะขาดหายไปจากร่างในเวลานั้นจนได้ นับแต่ข่าวนั้นผ่านเข้าความรู้สึก ต่างก็หลั่งไหลมาทุกทิศทุกทาง ทั้งประชาชน ทั้งพระเณรจากทิศต่างๆ ทั้งใกล้และไกลต่างหลั่งไหลมาเยี่ยมอาการของท่านด้วยความกระหาย อยากพบ อยากเห็น อยากกราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจ ในขณะที่เข้ามากราบไหว้ท่าน
วัดถํ้ากลองเพลในช่วงที่ท่านป่วยนั้น จึงเป็นเหมือนมีงานในวัด แออัดไปด้วยผู้คนหญิงชาย พระเณรแลฆราวาสที่มาจากที่ต่างๆ จนทางวัดไม่อาจรับรองได้ทั่วถึง ทั้งที่พักหลับนอน อาหารการบริโภค ต่างให้ช่วยตัวเองบ้าง ช่วยกันเองบ้าง ในเวลาขาดแคลนจําเป็น เพราะวัดก็เป็นสถานที่อยู่ของนักบวช ผู้ขอทานชาวบ้านมาฉัน มิใช่สถานที่อยู่ของมหาเศรษฐี ซึ่งต่างก็ทราบกันอยู่แล้ว แต่ก็ ดีอย่างหนึ่ง ที่วัดถํ้ากลองเพลมีบริเวณอันกว้างขวาง และเต็มไปด้วยป่าด้วยเขา ร่มไม้ เงื้อมผา ต่างๆ การพักอยู่หลับนอนจึงสะดวก โดยยึดเอาป่าเขาร่มไม้ในบริเวณวัด เป็นที่พักผ่อนหลับนอนเลยทีเดียว อย่างสบายหายห่วง เป็นความสะดวกทั้งพระเณร และประชาชนจํานวนมาก ที่มาพักเยี่ยมอาการท่านชั่วคราว
เฉพาะอาหารการบิณฑบาตสําหรับพระเณรและประชาชน แทนที่จะอดอยากขาดแคลน เพราะคนมากด้วยกัน แต่ก็มีอุดมสมบูรณ์ แต่ต้นชนปลายที่ท่านป่วย ซึ่งเป็นเวลา ๔ เดือนกว่า ไม่บกพร่องขาดเขินเลย นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ในบุญวาสนาบารมีของหลวงปู่ท่านคุ้มครอง แม้ผู้คนพระเณรจํานวนมาก ที่มาคละเคล้ากันก็เป็นประหนึ่งลูกของพ่อแม่เดียวกัน หรือเป็นเหมือนอวัยวะอันเดียวกัน อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ไม่มีอธิกรณ์หรือเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้นเลย ต่างมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พบปะทักทายกันอย่างนุ่มนวลอ่อนหวาน ราวกับเคยพบเห็นและสนิทสนมกันมาเป็นเวลานานปี
เริ่มแรกที่ท่านป่วย ทางวัดและครูอาจารย์ทั้งหลายปรึกษากันไว้ เกี่ยวกับผู้คนพระเณร มามาก อาจเกิดความไม่สงบขึ้นได้ พร้อมกับความเข้มงวดกวดขันพระเณรที่ก้าวเข้ามาในวัด เพื่อรักษาความสงบในหมู่คณะที่เข้าเกี่ยวข้องกันไว้ ไม่ประมาท เรื่องราวก็ผ่านไป ด้วยความสงบ ราบรื่นดีงามทุกประการ น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง ไม่น่าจะหลงลืมได้ลงคอ ในชีวิตของผู้เขียนและ ท่านผู้เคยได้พบเห็นเหตุการณ์นี้ด้วยกัน
หลวงปู่ฉันไม่ได้และทรุดลงโดยลําดับ ประชาชน พระเณรยิ่งหลั่งไหลมาทุกทิศทุกทาง ระยะที่ท่านป่วยนับแต่เริ่มต้นป่วยหนัก ผู้เขียน (หลวงตาบัว) ก็มาอยู่กับท่านเป็นประจํา หลายวันจะกลับไปค้างวัดสักคืนสองคืนก็ต้องรีบกลับมา ทั้งนี้เพราะเป็นห่วงท่านมาก และเพื่อความสงบเรียบร้อยในด้านอื่นๆ แต่ก็เดชะบารมีของหลวงปู่ท่านคุ้มครองรักษา สถานการณ์ทุกด้านสงบเรียบร้อยดี สําหรับอาการของท่าน เมื่อขบฉันอะไรไม่ได้ ธาตุขันธ์ก็ยิ่งทรุดลงอย่างเห็นได้ชัดใน สายตาทั่วๆ ไป เมื่อเรียนถามถึงความเป็นอยู่และการจากไป ท่านให้เหตุผลอย่างจับใจไพเราะมาก ว่า จะมีอะไรในธาตุขันธ์อันนี้ จะไปเมื่อไรก็มิได้วิตกวิจารณ์อาลัยเสียดายมันนี่ เพราะก็เห็นแต่ ดิน นํ้า ลม ไฟ อันเป็นส่วนผสมของธาตุรวมตัวกันอยู่เท่านั้น ถ้าผู้รู้คือใจไปปราศเสียเมื่อไร เมื่อนั้นมันก็กระจายลงไปสู่ธาตุเดิมของตนทันที ไม่รอฟังเสียงใครๆ ทั้งสิ้นเลยแหละ
ถ้าไม่คิดเกี่ยวข้องกับหมู่คณะและประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียรวมอยู่ด้วยแล้ว แม้ขันธ์จะแตกไปเดี๋ยวนี้ก็ให้แตกไป เราก็หมดความรับรู้ความรับผิดชอบลงทันที ไม่มีภาระใดต้องแบกหาม อีกแล้ว คําว่า อนาลโย ที่เป็นฉายาของเรามาแต่วันเริ่มบวช จะได้เป็นความจริงตัวจริงขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ เวลานี้ที่ อนาลโย ของเรายังไม่สมบูรณ์ ก็เพราะขันธสมมุติ ขันธปัญจก ขอแบ่งไว้ ต้องรับผิดชอบเขาทุกด้านทุกทาง คือ ต้องพาอยู่ พากิน พาหลับ พานอน พาขับ พาถ่าย พาเปลี่ยนอิริยาบถท่านั้นท่านี้ ไม่ได้หยุดหย่อนผ่อนคลายบ้างเลย ราวกับพัดลมหมุนติ้วๆ อยู่ทํานองนั้น
ขึ้นชื่อว่าสมมุติๆ มันมีความสงบนิ่งอยู่เป็นปกติสุขได้เมื่อไร ต้องหมุนของมันอยู่ทํานองนั้น ข้างนอกก็หมุน ข้างในก็หมุน แม้ขันธ์ห้าในร่างกายของเรานี้ก็หมุน มันอยู่สงบสุขไม่ได้ จะไปหวัง เอาความสุขความสบายจากมัน ซึ่งเป็นตัวหมุนติ้วๆ อยู่นี้ได้อย่างไร ถ้าใครจะหวังเอาความสุข ความสบายจากขันธ์ อันเป็นบ่อแห่งความทุกข์ความกังวลนี้ ผู้นั้นก็คือผู้พลาดหวังตลอดไป จะไม่มี ขันธ์ใดมาสนองตอบความสมหวังนั้นเลย
ผมเองก็ครองขันธ์นี้ แบกขันธ์นี้ มาร่วมเข้าแปดสิบปีนี้แล้ว ก็ไม่เห็นได้สิ่งพึงใจสนองตอบจากขันธ์อันนี้ ที่เด่นๆ ก็มีแต่ทุกข์เท่านั้น ทั้งทุกข์ย่อยทุกข์ใหญ่แสดงอยู่ตลอดเวลาก็ว่าได้ ไม่เคยเห็นความสงบสุขของขันธ์ ปรากฏให้รู้เห็นอย่างชัดเจนบ้างเลย เวลาปกติไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็แสดงทุกข์ประจําขันธ์ขึ้นมาอยู่นั่นแล เช่น เจ็บนั้นปวดนี้ตามอวัยวะน้อยใหญ่ ไม่เห็นแสดงความสุข ให้เห็นนี่นา ที่ว่ากันว่า สุขๆ นั้นก็เสกสรรเอาเฉยๆ ด้วยความติดปากติดใจในสุขต่างหาก
ความจริงแล้วร่างกายส่วนต่างๆ ไม่เคยแสดงความสุขอย่างเด่นชัดให้เห็น เหมือนแสดงความทุกข์ให้แบกหาม ซึ่งแต่ละครั้งแทบสลบไสลและตายได้ ถ้าทุกข์นั้นไม่หยุดการแสดงตัว ใครๆ อย่าไปหลงลมหลงแล้งในขันธ์ ว่าจะเอาสุขมาแจกแบ่งพอให้ดีใจบ้าง นอกจากทุกข์ ร้อยแปด คณนาไม่จบสิ้นเท่านั้น ที่มันมาทุ่มให้แบกให้หามเรื่อยมา ผมเองก็ยอมรับว่า แบกขันธ์อันเป็นกองทุกข์นี้มาแปดสิบปีนี้เอง ยังจะให้ทนแบกไปถึงไหนกันอีก
พูดจบประโยคแล้วท่านยิ้มนิดๆ ราวกับท่านยิ้มเยาะเย้ยกิเลสและวิบากของกิเลส คือ ขันธ์ ที่ท่านกําลังครองอยู่ จะให้ผมแบกกองฟืนกองไฟไปหาอะไรโดยเข้าใจว่า ขันธ์นี้จะเอาของอัศจรรย์มาหยิบยื่นให้ ผมไม่สงสัยในขันธ์นี้ทั้งที่กําลังครองตัวอยู่ และสลายจากกันไป ผมเป็นผม ขันธ์เป็นขันธ์ จะให้คว้ายึดมาบวกกันหาอะไร การปล่อยขันธ์โดยสิ้นเชิงเท่านั้น อนาลโย จึงสมบูรณ์แบบ
การเมตตาสงสารหมู่เพื่อนและประชาชนนั้น ยอมรับว่าเต็มดวงใจไม่มีบกพร่อง การฝืนอยู่ทั้งที่รู้ว่า ขันธ์นี้เป็นทุกข์ ก็ฝืนอยู่ เพราะความเล็งประโยชน์แก่ผู้ควรได้รับ ซึ่งมีอยู่จํานวนมาก ต่อมากนั้นแล ลําพังตัวผมเองพร้อมเสมอที่จะปล่อย ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ที่เคยเป็นบ่อแห่งนํ้าตาของสัตว์โลกและของเราผู้เคยหึงหวงมัน เวลานี้เราไม่ห่วงไม่หวง และพร้อมที่จะปล่อยวางลงตามธาตุเดิมของเขา ไม่ขัดไม่ขืน ไม่ฝืนความจริง เนื่องจากเคยฝืนมาแล้ว เจอแต่ทุกข์จนเข็ดหลาบอย่างถึงใจ มาบัดนี้จึงไม่ฝืน ปล่อยตามคติธรรมดา ซึ่งเป็นทางเดินของธรรม คือ ความจริง อันตายตัว
ท่านผู้เคยรับผิดชอบกอบกู้ตัวเองมาโดยหลักธรรมชาติ ไม่มีใครบอก ไม่มีใครบังคับ แต่ความจําเป็นหากบังคับตัวเอง ให้จําต้องรับผิดชอบในตัวเองด้วยกันทุกตัวสัตว์ จงอย่าประมาท และจงถือจิตเป็นรากฐานสําคัญพาดําเนินทั้งการอาชีพและการบําเพ็ญความดีทั้งหลาย ตลอด ความประพฤติอัธยาศัย การแสดงออกทุกอาการ จงแสดงออกด้วยการรับผิดชอบตัวเอง โดยทํา ความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า เราเป็นผู้ทําดีทําชั่ว เราเป็นผู้แสดงออกด้วยอาการต่างๆ ซึ่งมีเจ้าของเป็นผู้รับผิดชอบ คือ เราเองเป็นผู้คอยรับผลดี – ชั่วของงานนั้นๆ ผลงานนั้นๆ ไม่สูญหายไปไหน จะไหลเข้าสู่ต้นเหตุ คือ เรา ซึ่งเป็นผู้ทํา ผู้แสดงออก
คําว่า เรา อันเป็นหลักใหญ่ในตัวคนก็คือ ใจ ใจเป็นของไม่ตาย และไม่เคยตายมาแต่กาลไหนๆ นอกจากระเหเร่ร่อนไปเกิดในกําเนิดดี – ชั่วต่างๆ ตามอํานาจของวิบากกรรมดี – ชั่วที่ตน ทําไว้พาให้เป็นไปเท่านั้น ยิ่งคําว่า ตายแล้วสูญ นั่นไม่มีในใจดวงใดๆ เลย ทั้งใจสัตว์ ใจบุคคล แม้ใจพระพุทธเจ้าและใจพระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลสตัวพาให้เกิด – ตายแล้วก็ไม่สูญ แต่ไม่เที่ยวแสวงหาที่เกิดต่อไปเหมือนใจที่มีกิเลสเป็นเชื้อพาให้เกิด – ตายเท่านั้น เพราะใจนั้นเป็นใจ อนุปาทิเสสนิพพาน ของผู้สิ้นกิเลสโดยสมบูรณ์แล้ว
อันคําว่า ตายแล้วสูญก็ดี คําว่าบาปไม่มีก็ดี คําว่าบุญไม่มีก็ดี คําว่านรกไม่มีก็ดี คําว่า สวรรค์ไม่มีก็ดี คําว่านิพพานไม่มีก็ดี เหล่านี้เป็นหลักวิชาในคัมภีร์ของกิเลสตัวครองไตรภพ มันเรียนจบวิชาเหล่านี้แล้วจึงครองหัวใจสัตว์โลก แม้มันจะโขกจะสับสัตว์โลกลงหนักเบามากน้อยเพียงไร ก็ทําได้ไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงและสะทกสะท้านต่อผู้ใดว่าจะมาหาญสู้กับมัน เพราะวิชามันดีทันสมัย สัตว์โลกยอมรับอย่างหมอบราบไม่กล้าฝ่าฝืน ร้อยทั้งร้อย วิชาทุกแขนงจากคัมภีร์กิเลสที่เสี้ยมสอนไว้ ต้องเป็นวิชาลบล้างความจริงของธรรมที่แสดงไว้ทั้งสิ้น เช่น ความจริงแห่งธรรมแสดงไว้ว่า ตายแล้วเกิด วิชาจากคัมภีร์ของกิเลส ต้องสอนกลับกันว่า ตายแล้วสูญ เช่น ธรรมว่า บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี นิพพานมี วิชาของกิเลสจะปฏิเสธ หรือลบล้างทันทีว่า บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี นิพพานไม่มี ดังนี้ ทุกคัมภีร์ไม่ก้าวก่ายกัน
ดังนั้น พวกเราชาวพุทธ จําต้องได้พิจารณาเลือกเฟ้น ด้วยความละเอียดถี่ถ้วน ไม่งั้น ต้องโดนคัมภีร์ของกิเลสฉุดลากลงเหวลงบ่อ ลงนรกอเวจี เพราะความหลงเชื่อกลมัน ชนิดไม่มีใครช่วยได้ เพราะสายเกินแก้เสียแล้ว การแก้หรือการชําระล้างกิเลส และคัมภีร์ของกิเลส ที่ฝังจมอยู่ภายในใจเรา จึงควรแก้ควรล้างด้วยคัมภีร์พุทธธรรมเสียแต่บัดนี้ ที่ยังมีชีวิตและเป็นกาลอันควรอยู่ ตายแล้วหมดโอกาสจะทําได้ นอกจากเสวยผลดี – ชั่วที่ตนเคยทําไว้เมื่อคราวเป็นมนุษย์เท่านั้น
คําว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ นั้น ท่านสอนให้พึ่งตัวเอง ไม่ให้หวังพึ่งใครในภพกําเนิดใด ทั้งสิ้น ท่านสอนให้ทําความดีเพื่อตัวเองเสียแต่บัดนี้ จะอบอุ่นภายในใจทั้งยังมีชีวิตอยู่ และเวลา ตายไป เนื่องจากความมีคุณธรรมคุ้มครองป้องกันตัว ผิดกับผู้ไม่มีบุญมีธรรมอยู่มาก ซึ่งไปถือ กําเนิดเกิด ณ ที่ใดก็มีแต่กําเนิดที่เกิดที่อยู่อันเป็นฟืนเป็นไฟไปตามๆ กันหมด
ขึ้นชื่อว่า กิเลสตัวเป็นมารของธรรมแล้ว ต้องเป็นมารของสัตว์โลก ไม่มีทางสงสัย การแสดงออกของมัน มีแต่การหลอกลวงสัตว์โลก ให้เข้าสู่หลุมถ่านเพลิง คือ กองทุกข์ไม่มีประมาณ โดยถ่ายเดียว หาที่พอเชื่อถือและยึดเป็นที่อาศัยชั่วระยะเดียวก็ไม่ได้ ผลเต็มไปด้วยฟืนด้วยไฟ ทุกกิ่งทุกแขนง ไม่มีเกาะมีดอนพอให้หายใจด้วยมันได้ ปราชญ์ท่านจึงตําหนิติเตียนมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ไม่เคยยกยอบ้างเลยว่า กิเลสก็ทําให้โลกร่มเย็น กิเลสก็เป็นธรรม ให้ความเสมอภาค ยุติธรรมแก่โลก เป็นต้น นอกจากกลหลอกลวงเต็มตัวของมันมาทุกยุคทุกสมัย ไม่เคยทิ้งลวดลายแห่งการปลิ้นปล้อนหลอกลวงสัตว์โลกผู้โง่เขลาที่น่าสงสารบ้างเลย
สําหรับธรรมมีแต่ความอ่อนโยน เมตตาสงสาร กรุณาช่วยให้สัตว์โลก พ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา ให้พ้นจากความทุกข์ทรมานต่างๆ พยุงส่งเสริมให้บรรเทาเบาบางจากทุกข์ ให้มีความสงบสุขโดยถ่ายเดียว ระหว่างกิเลสกับธรรมต่างกันมาก จนหาส่วนเทียบกันไม่ได้ เดินสวนทางกันร้อยเปอร์เซ็นต์ กิเลสหลอกลวงสัตว์ ผูกมัดสัตว์ให้จมอยู่ในวัฏทุกข์โดยถ่ายเดียว ส่วนธรรมพยุง ส่งเสริมสัตว์ รื้อขนสัตว์ให้ขึ้นจากวัฏทุกข์โดยลําดับจนถึงวิมุตติหลุดพ้น ไปได้โดยสิ้นเชิง ฉะนั้น ระหว่างกิเลสกับธรรมจึงต่างกันมากดังที่กล่าวมาดังนี้”
ครูบาอาจารย์เฝ้าเยี่ยมอาพาธหลวงปู่ขาว
การพยาบาลดูแลกันในวงพระธุดงคกรรมฐานนั้น มีตัวอย่างอันเลิศเลอลํ้าค่า โดยเริ่มแต่คราวท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อาพาธหนัก พระศิษย์ของท่าน รวมทั้งหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้ไปอุปัฏฐาก คราวหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล อาพาธหนัก พระศิษย์ของท่าน รวมทั้งหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้ไปอุปัฏฐาก และคราวหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระศิษย์ของท่าน โดยเฉพาะองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้อยู่อุปัฏฐากอย่างใกล้ชิด จนเป็นอริย- ประเพณีอันงดงามสืบทอดกันมา และเป็นไปตามพระพุทธโอวาท การพยาบาลภิกษุอาพาธ ภิกษุต้องพยาบาลกันเอง ดังนี้
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดา ไม่มีบิดา ผู้ใดเล่าจะพึงพยาบาลพวกเธอ ถ้า พวกเธอจักไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจักพยาบาล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธ”
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นเสาหลักวงกรรมฐานอีกองค์หนึ่งที่พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นต่างก็ให้ความเคารพเทิดทูน เมื่อครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้ทราบข่าวว่าท่านอาพาธหนัก ต่างก็ล้วนเป็นห่วงเป็นใยกัน และตั้งใจแวะเวียนกันมาเฝ้าปรนนิบัติดูแลรักษาพยาบาลอาการอาพาธของท่านด้วยความเทิดทูนเอาใจใส่อย่างทุ่มเทใกล้ชิด และพักค้างที่วัดถํ้ากลองเพล ในขณะนั้นมีครูบาอาจารย์พระเณรรวมกัน ๕๐ – ๖๐ องค์ ในระยะนั้นถือว่ามาก สมัยนั้นถนนไป วัดถํ้ากลองเพลยังเป็นลูกรังหมด รถวิ่งเร็วไม่ได้
ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เข้าไปเยี่ยม และที่ไปค้างคืนในขณะนั้นก็มี หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร และก็มีอีก หลายๆ องค์ ครูบาอาจารย์เปลี่ยนวาระกันเฝ้าไข้ท่าน โดยเฉพาะหลวงตาพระมหาบัว เป็นผู้มาเฝ้าปรนนิบัติอยู่ประจํามิได้ขาด ท่านช่วยเหลือสนับสนุนหลายสิ่งหลายอย่างตลอดเวลา
สําหรับพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองได้เข้าเยี่ยมเยียนมิได้ขาด เช่น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุฯ พระสาสนโสภณ (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร ท่านเจ้าคุณธรรมจินดาภรณ์ (ทองเจือ จินฺตกาโร) วัดราชบพิธฯ ท่านเจ้าคุณราชกวี (มานิต ถาวโร) วัดสัมพันธวงศ์ พระศาสนดิลก ฯลฯ
หลวงปู่ขาวนั้น ท่านพักรักษาอาการอาพาธอยู่ที่กุฏิหนูพลอย จิตขยัน จากประวัติหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล วัดป่าสันติกาวาส อําเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี บันทึกไว้ดังนี้
“หลวงปู่ (หลวงปู่บุญจันทร์) ขึ้นเฝ้าเวลากลางคืน ถ้าวันไหนท่านขึ้นเฝ้า ท่านจะนั่งอยู่ ทางขวามือของหลวงปู่ขาว และท่านจะนั่งตัวตรงภาวนาเฝ้าอยู่ ไม่พูดคุยกับองค์อื่น ต่างองค์ต่างสํารวมกายและจิต หลวงปู่จะนั่งตัวตรงอยู่จนสว่าง จึงกลับที่พักล้างหน้า แล้วก็ลงรวมที่ถํ้าและ ออกบิณฑบาต หลวงปู่เป็นหัวหน้าบิณฑบาตสายบ้านห้วยเดื่อ ในตอนนั้นสัตว์ป่าและป่าไม้ยังมีเยอะ ช้างป่าก็ยังมี เวลาเดินไปบิณฑบาตก็ยังต้องระวังช้างป่า
เมื่อถึงวันพระ ๘ คํ่า ทั้งพระ สามเณร แม่ชี และญาติโยม รวมประชุมกันที่ถํ้ากลองเพล ทําวัตรสวดมนต์เย็น ในวันนั้นหลวงปู่บุญจันทร์ท่านเป็นหัวหน้าในที่ประชุม เมื่อทําวัตรสวดมนต์ จบแล้ว ครูบาอาจารย์ที่รองจากหลวงปู่มีอยู่หลายองค์ จึงพากันนิมนต์ให้หลวงปู่เป็นผู้ให้โอวาทพระเณร หลวงปู่จึงให้โอวาทเตือนในที่ประชุมว่า
“ในขณะนี้ครูบาอาจารย์ท่านอาพาธ พวกเราได้มารวมกันเป็นจํานวนมาก ขอให้ต่างองค์ต่างรักษาจิตของตัวเอง มีสติสํารวมระมัดระวังจิตใจของตัวเอง อย่าปล่อยให้มันไปทับครูบา-อาจารย์ ถ้าไม่มีสติสํารวมจิตใจ ปล่อยให้ฟุ้งซ่านโลเล ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า มันทับ มันทับ จิตของท่านละเอียดหมดจด เมื่อเราปล่อยจิตของเราโลเล จึงไปกระทบของท่าน ท่านจึงบอกว่า มันทับ มันทับ ขอให้ต่างองค์ต่างตั้งใจสํารวมจิตใจของตนๆ จึงได้ชื่อว่าสนับสนุนครูบาอาจารย์ เพื่อจะให้ท่านหายจากอาพาธ ถ้าปล่อยจิตใจโลเลไปทับถมท่าน เท่ากับเหยียบยํ่าซํ้าเติมให้อาพาธของท่านทรุดหนักลง จึงขอให้ทุกๆ ท่าน จงสํารวมจิตใจของตนไว้ด้วยความไม่ประมาทเถิด” เมื่อหลวงปู่ให้โอวาทจบแล้ว ก็มีการฟังพระธรรมเทศนาจากครูบาอาจารย์องค์อื่นต่อไป”
การอาพาธของหลวงปู่ขาวในครั้งนั้น ใครๆ ก็เข้าใจว่า ท่านจะละขันธ์แน่นอน จนถึงกับ ครูบาอาจารย์ต้องวางแผนเตรียมการกันเป็นการใหญ่ เตรียมทําปะรําที่พักที่รับแขกไว้ เวลาไปเอาไม้ไผ่จากอ่างอาราม (เป็นโครงการชลประทานพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙) ซึ่งอยู่ห่างจากถํ้ากลองเพลหลายกิโลฯ หลวงปู่บุญจันทร์ท่านก็ไปช่วยแบกไม้ไผ่ด้วย และไปเจอหินที่อ่างอารามเป็นหินที่ใช้ลับมีดได้ดี หลวงปู่ยังให้เอาผ้าอาบนํ้าสะพายเอาก้อนหิน มาด้วย อยู่ต่อมาคุณหมออวย เกตุสิงห์ รับรักษาปฏิบัติหลวงปู่ขาวตลอดเวลามิได้ขาด แม้จะต้องเหน็ดเหนื่อยต่อการเดินทางไปกลับขึ้นลงอุดรฯ – กรุงเทพฯ ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ ด้วยจิตใจ อันเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาแรงกล้า ในขณะที่รักษาท่านอยู่นั้น คุณหมออวย ก็ยังได้เสียสละเลือด อีกส่วนหนึ่ง เพื่อถวายบูชาคุณแด่หลวงปู่ขาวอีกด้วย อาการอาพาธของท่านก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ค่อยหายไป หลวงปู่บุญจันทร์พาพักดูแลปรนนิบัติหลวงปู่ขาวอยู่ถึง ๑๕ วัน เมื่อเห็นว่าอาการท่าน ดีขึ้นแล้ว จึงพาพระและเณรติดตามเดินทางกลับวัด
ในระหว่างที่หลวงปู่ขาวมีอาการดีขึ้น แต่เกิดมีอาการเบื่ออาหารอย่างมาก ใช้ยากระตุ้น อะไรๆ ก็ไม่ได้ผล คุณหมออวย เกตุสิงห์ บันทึกเหตุการณ์ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์สิงห์ทองต้องเดินทางไปนิมนต์ท่านอาจารย์ฝั้นมาจากวัดอุดมสมพร เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ฉันอาหาร ในระหว่างที่อาการไม่ค่อยดีนั้น ผู้เขียนไปอยู่เฝ้าอาการด้วย กลางวัน วันหนึ่งเดินขึ้นไปบนลานเขาใกล้กุฏิ พบก้อนหินใหญ่ประมาณเท่าบ้านสองชั้นขนาดกลาง ตั้งอยู่ในที่โล่ง ด้านหน้ามีชะเงื้อมชะโงกออกมาคล้ายที่เคยเห็นสร้างเป็นพระพุทธฉาย แต่มีต้นไม้ขึ้นบังอยู่โดยรอบ มองผ่านๆ ไม่เห็น จึงได้ตั้งใจอธิษฐานว่า ขอให้สามารถรักษาท่านอาจารย์ให้หาย แล้วจะไปสลักเป็นพระพุทธรูปไว้ที่ก้อนหินนั้นด้วยมือของตนเอง หลังจากนั้นท่านอาจารย์ฝั้นก็ไปถึง ได้คุยธรรมะกับท่านพระอาจารย์ขาวหลายข้อ
ตอนหนึ่งท่านเล่าว่า ก่อนหน้าที่ท่านอาจารย์สิงห์ทองจะไปนิมนต์ ท่านได้นิมิตว่าเดินไป กับอาจารย์ขาว ท่านเดินหน้า ประเดี๋ยวกลับมาเห็นอาจารย์ขาวหกล้ม นอนเอาหน้าจุ่มอยู่ใน ลําธารข้างทางเดินไม่ยักลุกขึ้น ท่านต้องกลับมาพยุงขึ้น หลังจากนั้นท่านอาจารย์ขาวก็ฉันอาหารเป็นปกติ อาการทั่วไปดีขึ้นเรื่อยๆ”
การอุปัฏฐากหลวงปู่ขาวในคราวนั้น หลวงปู่ลี ท่านได้เล่าเหตุการณ์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หยอกล้อเล่นกันขณะเฝ้าดูแลหลวงปู่ขาว โดยท่านทั้งสองเล่นเอาหัวชนกัน จนองค์หลวงตาพระมหาบัว เรียกไปอบรมสั่งสอน
กล่าวถึงอดีตชาติของครูบาอาจารย์ท่านเคยมีความสัมพันธ์ผูกพันกันมาหลายภพหลายชาติ หลวงปู่ขาวท่านเคยเป็นพ่อของท่านพระอาจารย์จวน ส่วนองค์หลวงตาพระมหาบัวท่านเคยเป็นพ่อของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สําหรับท่านพระอาจารย์จวนกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านเคยเป็นพี่น้องเล่นกันมา
ความรู้สึกของท่านที่มีต่อขันธ์ขณะอาพาธ
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“หลวงตาบัว ผู้เขียน กราบเรียนถามความรู้สึกของท่าน (หลวงปู่ขาว) ที่มีต่อขันธ์เวลา นั้น ท่านเทศน์เสียยกใหญ่ ราวกับไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอ่อนเพลียในธาตุขันธ์บ้างเลย พูดจนผู้ฟังสะดุ้งไปตามๆ กัน ทั้งสุ้มเสียง ทั้งกิริยาการแสดงออก ทั้งความเข้มข้นแห่งธรรมที่หลั่งไหลออกมาจากใจ ที่บริสุทธิ์ของท่านเวลานั้น ซึ่งไม่มีใครคาดฝันว่า ท่านจะสามารถฝืนขันธ์ แสดงได้อย่างถึงพริกถึงขิง ถึงกิเลส ถึงธรรมขนาดนั้น ผู้ฟังทั้งหลายต่างยิ้มแย้มแจ่มใส หูตาสว่างไปตามๆ กัน
ในขณะนั้น ผู้เขียนมีนิสัยไม่พอดี จึงมักไม่มีความอิ่มพอในธรรมที่ท่านเมตตาอธิบายให้ฟัง ยังอยากฟังให้ยิ่งขึ้นไป แล้วสอดแนบปัญหาธรรมแถมพกถวายท่านตอนท้าย ต่อไปนี้ครูบา-อาจารย์จะนับวันหายวันหายคืนไปโดยลําดับและหายขาดเป็นปกติในธาตุขันธ์ ไม่อาจสงสัยเลย เพราะธรรมที่ครูบาอาจารย์โปรดเมตตาครั้งนี้ เป็นธรรมประเภทเผาเกลี้ยงเตียนโล่งโรคในขันธ์ โรคต้องแตกกระจายไปหมด ไม่มีโรคชนิดใดจะหาญสู้ธรรมประเภทเผาเกลี้ยงนี้ได้ แม้แต่กิเลสที่เหนียวแน่นกว่าโรคชนิดต่างๆ มันยังต้องพินาศไปเพราะธรรมประเภทนี้สังหารทําลาย
ท่านตอบอย่างน่าฟังและฝังใจไม่มีวันลืมว่า
“ขันธ์เป็นขันธ์ โรคเป็นโรค กิเลสเป็นกิเลส ธรรมเป็นธรรม มันคนละอย่าง หยูกยาควรแก่การรักษาโรค ปราบโรค ธรรมควรแก่การแก้กิเลส ปราบกิเลส จะนํามาปราบโรคบางชนิดมันไม่เหมาะสมกัน โรคที่ควรจะหายด้วยธรรมก็มี ที่ไม่อาจหายได้ด้วยธรรมก็มี ผู้ปฏิบัติควรทําความเข้าใจเอาไว้ อย่าให้ความรู้ ความเชื่อ การกระทํา เลยเถิดแห่งธรรม คือ ความพอดี
การแสดงวันนี้ เราแสดงเป็นธรรมล้วนๆ เพื่อความรื่นเริงในธรรมทั้งหลาย และเพื่อถอดถอนกิเลสในขณะฟัง มิได้เกี่ยวกับขันธ์จะหาย โรคจะพินาศดังที่เข้าใจนั้น ขันธ์จะหายหรือจะตาย ไม่สําคัญ แต่สําคัญที่ให้กิเลสตายจากใจ เพราะธรรมที่แสดงนี้เผาผลาญ นั่นเป็นความเหมาะสม อย่างยิ่งสําหรับพวกเรานักปฏิบัติธรรม ดังนั้น จงพากันพิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาในธรรม ที่กล่าวมา จะเป็นกําลังใจและส่งเสริมอุบายสติปัญญา ถอดถอนกิเลสภายในออกได้เป็นวรรค เป็นตอน
ครั้งพุทธกาลท่านฟังธรรมด้วยโอปนยิโก น้อมธรรมเข้าสู่ตนโดยลําดับที่ได้ยินได้ฟัง ไม่ยอมให้ธรรมนั้นรั่วไหลหลุดลอยผ่านหูผ่านใจไปเปล่าๆ ดังพวกเราส่วนมากฟังกัน ผล คือ การแก้ การถอดถอนกิเลสในขณะฟัง จึงไม่ค่อยปรากฏเท่าที่ควร ดีไม่ดีคอยสั่งสมกิเลสในขณะฟังยังมีดาษดื่น เพียงแต่ไม่สนใจคิดกัน จึงไม่ทราบได้ว่า ตนฟังเพื่อธรรม หรือฟังเพื่อกิเลสพอกพูนตัว หัวเราะธรรม
พระพุทธเจ้าแลสาวกท่านเทศน์ เทศน์จากธรรมของจริงภายในพระทัยและใจล้วนๆ มิได้เทศน์จากความจําของสัญญา ดังพวกเราเทศน์ ปฏิปทาเครื่องดําเนินทุกประเภท ทั้งหยาบ ทั้ง กลาง ทั้งละเอียด ท่านบําเพ็ญมาอย่างเต็มกําลังและรู้อย่างเต็มพระทัยและเต็มหัวใจ ทั้งฝ่ายมรรคเป็นขั้นๆ ทั้งฝ่ายผลเป็นภูมิๆ นับแต่ภูมิตํ่าจนถึงภูมิอันสูงสุดวิมุตติหลุดพ้น ท่านจึงเทศน์อย่างไม่อัดไม่อั้น มีแต่ธรรมบริสุทธิ์ล้วนๆ หลั่งไหลออกมาจากกระแสแห่งใจ กลมกลืนกันออกมา กับกระแสเสียง ผู้ฟังด้วยความสนใจมุ่งต่อความจริงล้วนๆ จึงสามารถตักตวงเอาธรรมของจริงขึ้นมาอย่างเต็มหัวใจ ไม่ขาดทุนสูญดอกจากการฟังธรรมแต่ละครั้งๆ
กิเลสจะเป็นประเภทใดก็ตาม แม้ฝังลึกลงขั้วหัวใจ เมื่อสติปัญญาธรรมเป็นต้น เขย่าก่อกวนลวนลามอยู่ไม่หยุดยั้ง กิเลสย่อมโยกคลอนและถูกถอนขึ้นมาทีละชิ้นละอัน สุดท้ายใจก็เป็นเรือนร้างว่างเปล่าจากกิเลสทั้งปวง กลายเป็นใจที่สมบูรณ์ด้วยธรรมขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ จงพากันตั้งใจฟัง ตั้งใจปฏิบัติภาวนาให้ถึงใจทุกอย่าง ความจริงใจต่อธรรมเข้าถึงไหน ความโยกคลอนถอนตัวของกิเลสจะกระเทือนถึงนั้น โดยไม่ต้องสงสัย ทั้งครั้งนี้และครั้งพุทธกาล ผู้ปฏิบัติจริงสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้เท่าเทียมกัน สมกับธรรมเป็น หลักธรรมชาติคงเส้นคงวา มัชฌิมาปฏิปทาเป็นธรรมเหมาะสมกับการฆ่ากิเลสให้หลุดลอยจากใจ มาแล้วทุกยุคทุกสมัย ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่า จงระวังกิเลสอย่างเดียวที่เป็นคู่แข่งธรรม อย่าให้มันปีนขึ้นบนหัวได้ จะถ่ายรดลงทันที จงระวังให้ดี เอาล่ะพูดพอเป็นคติเตือนใจ ท่านผู้มีความ จงรักภักดีต่อครูอาจารย์ อุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนตามจารีตประเพณีของคนผู้เคารพนับถือกัน”
นับแต่ท่านเริ่มป่วยดังที่เขียนผ่านมาแล้ว เป็นเวลา ๔ เดือนกว่า บรรดานายแพทย์ ผู้พยาบาลรักษา มี ศ.จ.นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ เป็นต้น ตลอดนายแพทย์และพยาบาลทาง โรงพยาบาลอุดรธานี ต่างท่านมิได้นิ่งนอนใจ ช่วยกันพยาบาลรักษาท่านสุดกําลังความสามารถ เรื่อยมาแต่เริ่มแรกป่วยจนอาการกลับดีขึ้น เพราะคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพยาบาลรักษา และค่อยดีขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นปกติได้ นับว่าหลวงปู่ท่านชุบชีวิตใหม่ เป็นผู้ใหม่ขึ้นมาในหลวงปู่องค์เก่า
ต้องขออภัยท่านผู้อ่านมากๆ ด้วยที่เรียนเล่าประวัติการป่วยของหลวงปู่ขาว เพียงย่อๆ ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามความเป็นมา ทั้งนี้เพราะหลวงตาผู้เขียนก็แก่มากแล้ว สุขภาพไม่อํานวย งานก็ยุ่งและสับสนราวกับตามรอยโคในคอกนั่นแล จึงหวังได้รับอภัยจากท่านผู้อ่านด้วยดี (ตอนป่วยปี ๑๐ จบแค่นี้)”
ท่านพระอาจารย์จวนปฏิบัติต่อหลวงปู่ขาวคราวอาพาธหนัก
พระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ได้เมตตาเล่าถึงความละเอียดลออที่หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ ปฏิบัติต่อหลวงปู่ขาว อนาลโย ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของท่าน ในคราวอาพาธหนัก ไว้ดังนี้
“เราจะขอเล่าถึงความละเอียดที่หลวงปู่จวนปฏิบัติต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ ณ วัดถํ้ากลองเพล ตอนที่หลวงปู่ขาวอาพาธ พุทธศักราช ๒๕๑๐ เช้าวันหนึ่งโยมพ่อตัน บารมี มาถวายฉันจังหันท่านหลวงปู่จวนที่วัดถํ้าบูชา เสร็จจังหันแล้ว จึงกราบเรียนหลวงปู่จวนว่า “ขอโอกาสท่านอาจารย์ ! พระครูบาอาจารย์ มีหลวงพ่อเพ็ง (หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต) หลวงพ่อจันทา (หลวงปู่จันทา ถาวโร) ให้มารับท่านอาจารย์ไปวัดถํ้ากลองเพลด่วน หลวงปู่ขาวคงจะไม่รอดแล้ว”
ท่านก็กล่าวว่า “เรายังไม่ได้สั่งลาญาติโยม จะไปได้ยังไง เขาเอาข้าวมาให้กิน ไม่บอกเขา มันไม่สมควร ให้เขาขึ้นมาซะก่อนวันพรุ่งนี้ จะได้สั่งมอบหมายให้เขาทราบ ของมันก็มีอยู่ในศาลา เขามาทิ้งไว้ให้พ่อขาวทํากับข้าวให้ มีเกลือ พริก ปลาร้า พรุ่งนี้บอกลาเขาก่อนจึงจะไป” คือที่ท่านใจเย็นอยู่ เพราะทราบภายในว่า “หลวงปู่ขาวจะยังไม่ละสังขาร”
พอรุ่งเช้าอีกวัน หลวงปู่จวนจึงสั่งญาติโยมว่า “อาตมาจะได้ไปอุปถัมภ์อุปัฏฐากหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวอาพาธหนัก โยมเขามารับเอา” โยมพ่อตัน บารมี จึงกราบเรียนหลวงปู่จวนว่า “หลวงปู่สั่งให้เขาเตรียมโลงไว้แล้ว หลวงพ่อเพ็ง ครูบาอาจารย์หลายองค์ ต่างลงมติให้เลื่อยไม้ไว้ทําโลงศพแล้ว ให้ตาชาลี เอาลงแลคเกอร์เอาไว้หลังศาลา เวลาท่านหมด (มรณภาพ) ก็จัดการโลด หลวงพ่อขาน (หลวงปู่ขาน ฐานวโร) ก็อยู่นั่น ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร บัดนี้พวกหนึ่งก็ลงมติว่า จะเอามาเข้าโรงพยาบาล คณะสงฆ์ คณะลูกศิษย์ลูกหาให้เอามาโรงพยาบาลอุดรฯ มติสงฆ์บอกว่า รอหลวงปู่จวนมาก่อน ถ้าหลวงปู่จวนลงมติเห็นด้วยก็เอาหามขึ้นใส่รถไปโรงพยาบาลเลย”
เมื่อหลวงปู่จวนท่านทราบเรื่องเป็นอย่างดีแล้ว จึงเดินจากถํ้าบูชามาถึงวัดถํ้ากลองเพล บ่าย ๔ โมง เข้าลงมติในที่ประชุม หลวงปู่จวนท่านก็กล่าวว่า
“โอ้ย ! ท่านเหลือแต่ลมแล้วจะเอาไปยังไง อย่าให้ท่านทรมานมาก เราขอคัดค้านไม่ให้ เอาไป ให้เอาไว้ที่ถํ้ากลองเพล ไม่ให้เอาไป” ที่ประชุมจึงมีมติถาม ถามองค์นั้นองค์นี้ ก็ให้เอาไป เอาไปส่วนมากให้เอาไปเกือบทั้งหมด พระองค์อื่นให้เอาไปหมด ยังเหลืออีกรูปหนึ่งที่เห็นด้วยกับหลวงปู่จวน คือ หลวงพ่อขาน ฐานวโร ท่านกล่าวว่า “โอ้ ! ไม่ควรเอาไป ท่านเกือบแล้ว เต็มที่แล้ว รักษาจนหมดความสามารถทํายังไง ก็ให้อยู่ในถํ้ากลองเพลนี่แหละ” และหลวงปู่จวนท่านบอกยํ้าชัดว่า “ไม่เอาไป ถ้าท่านรอดมาได้ก็เป็นบุญกุศล รอดไม่รอดก็ควรเอาไว้ หีบศพที่ ทําไว้แล้วนั้น ให้เอาซ่อนไว้ก่อน อย่าเอามาโชว์ไว้นี่” หลวงปู่จวนท่านกล่าวขึ้นเสียงดังฟังชัด ในที่ประชุม ท่านหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต จึงกล่าวขึ้นว่า “ไม่ได้ๆ โลงศพทําไว้ดีแล้ว”
ประชุมกันไปมาหลายรอบ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ จึงเดินทางมาเยี่ยม ท่านเอายามาลาเรีย มาละลายใส่นํ้าหยอด หลวงปู่ขาวอาการดีขึ้นๆ คราวนั้นมีพระเถระองค์สําคัญหลายรูปมา อุปัฏฐากหลวงปู่ขาวอาพาธ เช่น หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่ลี กุสลธโร ก็อยู่ หลวงปู่เจี๊ยะท่าน คอยดูแลนํ้า ปรับปรุงสระนํ้าที่หลังกุฏิเก่า หลวงปู่เจี๊ยะเป็นหัวหน้าใหญ่ชอบตีสกัดหิน ท่านตีหินแล้วมีพวกญาติโยมมาขนเอาไปทิ้ง พวกเจาะก็เจาะ พวกทิ้งก็ทิ้ง หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต ภูเวียงก็อยู่นั่น มีพระเถระหลายองค์ ท่านก็ค่อยๆ ดีขึ้น
หลวงปู่จวนว่า “เราพูดแล้วว่า ท่านยังไม่ทันหมดบุญ”
หลวงปู่ขาน ก็ว่า “เราก็พูดแล้วว่า ท่านยังไม่หมดบุญ เราถึงคัดค้าน”
หายป่วยคราวนั้นหลวงปู่ขาวก็ยังทรงสังขารขันธ์มาจนถึงอายุ ๙๖ ปี ไม่ป่วยอีกสักครั้ง จากนั้นมาจนกระทั่งเข้าสู่แดนนิพพาน”
คราวหลวงปู่ขาวอาพาธหนัก ครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ต่างก็เป็นห่วงเป็นใยในอาการและต่างก็ปรารถนาให้ท่านหายจากอาพาธ ต่างก็พากัน ไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติภาวนา อธิษฐานจิตและอาราธนาอัญเชิญพระศรีรัตนตรัยและหลวงปู่มั่นเพื่อเป็นสรณะที่พึ่ง และเพื่อช่วยดลบันดาลรักษาหลวงปู่ขาว จนในที่สุดหลวงปู่ขาวหายจาก อาพาธหนักในคราวนั้น
อนึ่ง หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ และ หลวงปู่ขาน ฐานวโร ในช่วงนั้นท่านทั้งสองต่างได้บรรลุ อริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้ว และต่างก็มีคุณวิเศษ มีญาณหยั่งทราบ จึงทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าว่า หลวงปู่ขาวท่านยังไม่หมดบุญ
สําหรับโลงศพที่เตรียมไว้ถวายหลวงปู่ขาว ทําจากไม้พะยูง ตั้งอยู่ที่ศาลาหลังเก่า ทุกวันนี้ ทําเป็นที่เก็บหนังสือ ต่อมาหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ท่านป่วยก่อน ทีนี้ท่านจะตายก็เลยสั่งให้ทําโลง ก็เลยเอาไปถวายหลวงปู่บัวแทน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม) ได้เล่าเรื่องนี้ต่อไปอีกว่า พอหลวงปู่ขาว อนาลโย พระผู้เป็นดั่งเพชรนํ้าหนึ่งในวงกรรมฐานท่านดีขึ้นมา ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ท่านจึงกล่าวว่า “เป็นเพราะอานิสงส์ที่เราทําแต่ชาติปางก่อน” หลวงปู่ขาวท่านเข้าไปอยู่ในสมาธิ เข้าไประงับเวทนาระลึกชาติได้ ภาพนิมิตปรากฏขึ้นมาว่า “ชาติก่อน ท่านเคยช่วยทําปฐมสังคายนา ในสมัยพระเจ้าอชาตศัตรูประกาศสังคายนา อยู่ถํ้าสัตตบรรณคูหาอยู่ที่ภูเขาเวภารบรรพต”
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าว่า “ในชาตินั้น เราเกิดเป็นคนบ้านนอก พระเจ้าแผ่นดินประกาศ ให้เอาต้นไม้ไผ่ หญ้าคา ไม้เครื่องมาทําเป็นที่พักสงฆ์ประชุมสังคายนา ๕๐๐ อัน เราอยู่บ้านนอก ขนของ ชักชวนญาติพี่น้องมาทําบุญ ด้วยอุปนิสัยในทุกวันอุโบสถ เราเอาข้าวสารอาหารแห้งไปให้โรงทาน เพื่อเป็นอาหารถวายทานแก่พระที่ท่านมาร่วมทําสังคายนา กว่าจะแล้วพรรษาหนึ่ง ๓ เดือน ในชาตินั้น สนุกกินสนุกทาน เราจึงเป็นคนไม่มีอด ไม่มีอยาก ด้วยอานิสงส์นั้นจึงเป็นเหตุทําให้เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ก็มีศรัทธาพระพุทธศาสนาเลย ที่เราไม่ตายก็ด้วยเหตุ อันนั้น อานิสงส์ช่วยมาได้”
หลวงปู่ทองพูลท่านยํ้าว่า นี้คือความละเอียดของผู้อยู่ในสมาธิ คือ ความละเอียด มันเกิด ระลึกชาติขึ้นมาได้ มันผุดขึ้นมาชัดเจน นี่สังขารที่เที่ยงตรง มันมีสังขารแล้วจึงเกิดฌาน คือ ความระลึกชาติได้
หลวงปู่จวน หลวงปู่เจี๊ยะ ถามเวลาท่านหายป่วย “เป็นอย่างไรบ้าง หลวงปู่?”
หลวงปู่ขาว ท่านกล่าวอย่างอาจหาญเหมือนคนไม่เคยป่วยมาเป็นร้อยชาติว่า “เราอยู่ในฌาน เราถึงได้ระลึกชาติได้ ฌานละเอียดมันเลยรู้รายละเอียด มีสังขารแล้ว สังขารไม่เปลี่ยนแปลง สังขารที่ตรงแล้ว สังขารที่จะรู้จริงเห็นจริงแล้ว ไม่ได้ปรุงแต่ง มันเป็นจริงแล้ว”
พระลูกศิษย์ที่นั่งฟังหลวงปู่ทองพูลเล่าเกิดนึกสนุกขึ้นมา เพราะเพลิดเพลินกับการบรรยายเรื่องราวพิสดารของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ได้ฟังแล้วเพลิดเพลิน ลืมวันคืนปีเดือน เหมือนนั่งเฝ้า พระอรหันต์องค์เป็นๆ จึงเรียนถามท่านว่า “สมมุติว่าเลยปุยนุ่นไป สมมุติดับ ดับไป มันไปถึงทุ่งโล่ง ยั้งอยู่นั้นเสียก่อนไหมครับ?” “มันหยั่งขึ้นมา มันละเอียดแล้ว มันจะเกิดญาณขึ้นมา สังขารที่ เที่ยงตรงเป็นวิสังขารแล้ว” หลวงปู่ขาวท่านว่า
หลวงปู่จวนท่านสนทนากันในคราวนั้น มันเที่ยงตรงแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงได้ มันเป็น วิสังขารแล้ว ถ้าเป็นสังขารธรรมดา มันเปลี่ยนแปลงได้ มันยังไม่เที่ยงตรงแท้ ถ้าเป็นวิสังขารแล้ว มันละเอียด ทั้งบุญเก่า บุญใหม่ มันพ่วงกันอยู่ บุญเก่าก็ละเอียด บุญใหม่ก็ละเอียด มันเป็นวิสังขารแล้ว ถ้ายังไม่เป็นวิสังขาร มันยังไม่เที่ยง ไม่ตรง ถ้าเป็นวิสังขารมันไม่ปรุงแต่ง รู้ตามเป็นจริง สอุปาทิเสสนิพพาน อนุปาทิเสสนิพพานจบ
สอุปาทิเสสะ คือ ยังปรุงแต่งอยู่ อนุปาทิเสสะ คือ ไม่ต้องปรุงแต่ง มันละกันไป ญาณ ประเภทไหนก็ละไปแล้ว ความรู้ความเห็นละทิ้งไปหมด
พระเรียนถามท่านว่า “พอจิตเข้าสู่จุดนี้แล้ว จิตมันตื่นอยู่?”
หลวงปู่ทองพูลท่านตอบว่า “จิตที่ละเอียดแล้ว มันไม่มีคําว่าตื่น มันละได้หมดแล้ว มันละได้ละเอียดแล้ว มันถึงรู้ขึ้นมาได้ ถ้าอยากรู้ อยากเห็น มันยังไม่เป็น”
หลวงปู่จวน หลวงปู่เจี๊ยะ จึงเรียนถามหลวงปู่ขาวต่อไปอีกว่า “หลวงปู่ ลูกหลานขอโอกาสเรียนถาม จิตเป็นอย่างไรบ้าง เวลามันเข้าไปแล้ว?” ท่านตอบด้วยความเมตตาว่า
“จิตมันละ มันเกิดญาณ เรียกว่า บรรลุ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ทรงระลึกชาติ ในอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่น
บรรลุ “จุตูปปาตญาณ” คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
บรรลุ “อาสวักขยญาณ” คือ รู้วิธีกําจัดกิเลสด้วย อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ทั้งหมดทั้งสิ้นที่กล่าวมานี้แล มันเป็นบารมีเก่ามาประสานเชื่อมกัน คือ เจ้าของสร้างไว้ มีเชื้อแห่งความดี มันถึงได้ไม่ไปทําบาป มันละได้ แทนที่จะทําบาป มันก็ไม่ทํา มันละได้ เชื้อเก่า เรียกว่า บุพเพนิสัย ปโยคนิสัย คือ ความเพียร ความพยายาม บุพเพนิสัยมาแล้วแต่ชาติก่อน มาถึงชาติปัจจุบันก็เป็นเครื่องหนุนให้พ้นทุกข์”
พ.ศ. ๒๕๑๐ ครูบาอาจารย์มาจําพรรษาปรนนิบัติดูแล
ประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่ออาการอาพาธของท่าน หายเป็นปกติแล้ว ครูบาอาจารย์ต่างก็กราบลาและแยกย้ายกันกลับสู่อาวาสของตน หลังจากที่ หลวงปู่ขาวหายจากอาพาธ ๔ เดือน ครั้งนั้นแล้วท่านก็ใช้ชีวิตเป็นปกติในวัด ยังทํากิจวัตรและ สั่งสอนพระเณรเป็นปกติ บันทึกของคุณหมออวย เกตุสิงห์ มีดังนี้
“หลังจากอาพาธครั้งใหญ่นั้นแล้ว สุขภาพของท่านอาจารย์ไม่กลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการฉันภัตตาหารลดปริมาณลงเรื่อยๆ ส่งผลไปถึงสุขภาพทั่วร่างกาย ท่านยังเดินบิณฑบาตทุกเช้า เดินจงกรมทุกคืน จิตยังสดใสเข้มแข็งเหมือนเดิม แต่ความแข็งแกร่งทางกาย นั้นลดลง ความผิดปกติอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ โลหิตจาง ซึ่งทําให้ความต้านทานทั่วไป ลดลงด้วย ท่านอาจารย์มีอาการอาพาธบ่อยกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอากาศเปลี่ยน จะต้องเป็นไข้ น้อยบ้าง มากบ้าง นานๆ ก็มีอาการท้องเสียครั้งหนึ่ง ความอาพาธทั้งหมดนี้รักษาได้ง่ายๆ ด้วยยาธรรมดาๆ”
ในปีพรรษานี้ หลวงปู่ขาวท่านก็ก้าวเข้าสู่วัยชราภาพ แม้ท่านจะหายจากอาพาธหนัก กลับมาเป็นปรกติแล้วก็ตาม และท่านมีพระเณรคอยเฝ้าอุปัฏฐากปรนนิบัติดูแลอย่างใกล้ชิดเป็น ประจําแล้วก็ตาม แต่บรรดาครูบาอาจารย์ศิษย์พระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ต่างก็ให้ความเคารพรักและเทิดทูนบูชาหลวงปู่ขาวกันจริงๆ ท่านถือเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ โดยถือหลวงปู่ขาวท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ คือ เป็นทั้งพ่อ แม่ และครูอาจารย์ ในองค์เดียวกัน ครูบาอาจารย์ต่างจึงยังเป็นห่วงเป็นใย และยังไม่ไว้วางใจในอาการ
ดังนั้น ในปีนี้เมื่อใกล้เข้าพรรษา จึงมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ มาขออยู่จําพรรษาเพื่อเฝ้าอุปัฏฐากปรนนิบัติดูแลหลวงปู่ขาวกันหลายองค์ เช่น หลวงปู่ลี กุสลธโร หลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย ฯลฯ นับเป็นพรรษาที่ ๔๓ ขณะหลวงปู่ขาวอายุได้ ๗๙ ปี รวมทั้งมีครูบา-อาจารย์อีกหลายองค์ ท่านได้ไปขออยู่จําพรรษาในบริเวณละแวกใกล้เคียงวัดถํ้ากลองเพล เพื่อคอยฟังข่าวของหลวงปู่ขาว เช่น วัดป่านิโครธาราม ของ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และวัดป่าหนองแซง ของ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เป็นต้น
ภาค ๑๘ เหมือนเกิดใหม่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ต่อไป
พระพุทธบัณฑรนิมิต
การแกะสลักพระพุทธบัณฑรนิมิต คุณหมออวย เกตุสิงห์ บันทึกไว้ดังนี้
“หลังจากที่ท่านสบายดีแล้ว ผู้เขียนก็ขออนุญาตสลักพระพุทธรูปที่ก้อนหิน ดังกล่าวแล้ว ในตอนต้น ท่านอาจารย์อุตส่าห์เดินขึ้นไปดูหินให้ด้วยตนเอง เมื่อผู้เขียนกราบเรียนว่าจะอุทิศรูปนั้น แก่ท่าน ได้ลงมือในวันวิสาขบูชา (๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๑) แล้วเดินทางขึ้นไปอุดรฯ ทุกปลาย สัปดาห์เช่นเดียวกับตอนที่ไปดูแลท่านอาจารย์ ทําได้สําเร็จเรียบร้อยในวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๑ รวมเวลาที่ใช้เฉพาะการสลัก ๑๒๕ ชั่วโมง ได้ถวายพระนามว่า “พระพุทธบัณฑรนิมิต” (แปลว่า พระพุทธรูปพระอาจารย์ขาวสร้าง) อุทิศถวายพระอาจารย์ตามที่ตั้งปณิธานไว้ พระเณรในวัด เล่าว่า ในระหว่างที่กําลังสลักพระพุทธรูปอยู่นั้น วันไหนผู้เขียนไม่ไปทํางาน ท่านอาจารย์จะไป นั่งทําสมาธิอยู่บนแท่นหินใกล้ๆ ก้อนหินใหญ่นั้น ผู้เขียนเข้าใจว่า ท่านคงใช้อํานาจจิตของท่าน เข้าช่วย งานจึงได้สําเร็จลงโดยเรียบร้อยและได้ผลงดงามอย่างที่ผู้เขียนเองไม่เคยนึกฝัน…
ในวันที่นํา “หน้ากาก” ไป ข้าพเจ้าได้แวะนมัสการพระอาจารย์ที่กุฏิตามเคย ยังไม่ทันจะ พูดอะไร ท่านก็กล่าวขึ้นว่า “พระพักตร์นั้นต้องทําให้งดงามจึงจะดึงดูดความศรัทธา สําหรับ ตัวท่านนั้นชอบแบบพระพุทธชินราช”
การสลักพระพุทธรูปได้เสร็จสิ้นลงในเวลา ๐๙.๐๐ น. ของวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๑ ในเวลา ๑๐.๐๐ น. วันนี้ก็ได้เริ่มพิธีสมโภชและพุทธาภิเษก และเจริญสัมโพชฌงค์ ๗ ถวายหลวงปู่ขาว โดยมีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นประธาน และครูอาจารย์ทั้งหลายมาร่วมทําพิธี เป็นอันเสร็จงาน ทันกําหนด ได้พระพุทธรูปสูง ๓๓๕ เซนติเมตรจากยอดพระเกตุมาลาถึงปลายพระบาท ภาพนี้ เจ้าพระคุณพระธรรมจินดาภรณ์ วัดราชบพิธฯ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพระพุทธรูป เมื่อได้เห็นของจริงแล้ว กรุณาให้คําวิจารณ์ว่า “ในทางรูปลักษณะไม่มีที่ติ”
ข้าพเจ้ามีความยินดีมากที่พระพุทธรูปได้สําเร็จสมความปรารถนา แต่ข้าพเจ้ามิได้มีความผยองเลย เพราะมีความสํานึกอยู่ในใจว่า ความสําเร็จมิได้เกิดจากลําพังข้าพเจ้า แต่มีอิทธิพล หลายอย่างส่งเสริมอยู่ด้วย
ประการหนึ่ง คือ คําแนะนําสั่งสอนของพระอาจารย์จวน วัดภูวัว ที่ให้นึกถึงพระรัตนตรัยไปด้วยในระหว่างสลัก คือตีค้อนลงครั้งหนึ่งนึก “พุท” ครั้งสองนึก “โธ” ครั้งสาม “ธัม” ครั้งสี่ “โม” ครั้งห้า “สัง” ครั้งหก “โฆ” แล้วเวียนกลับต้นอีก ทําเช่นนี้ไปเรื่อยๆ วิธีนี้ยังจิตให้เกิดสมาธิ เป็นพลังพิเศษอย่างหนึ่ง
ประการที่สอง คือ บุญญาภินิหารของพระอาจารย์ขาว โดยข้าพเจ้าได้ตั้งใจสร้างพระ ถวายท่าน และถวายพระนามว่า “พระพุทธบัณฑรนิมิต” (ด้วยความกรุณาของพระสาสนโสภณ วัดบวรนิเวศวิหาร) ซึ่งแปลว่า “พระพุทธรูปพระอาจารย์ขาวสร้าง”
ประการที่สาม คือ อํานาจสัจจาธิษฐาน ซึ่งทางพระพุทธศาสนาถือว่ามีพลังพิเศษ อาจ บันดาลอะไรๆ ก็ได้
ประการสุดท้าย อาจมีอิทธิพลอะไรอื่น ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ มาคอยช่วยอีกส่วนหนึ่งด้วย ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ก่อนที่จะคิดลงมือสร้างพระพุทธรูป เพื่อนคนหนึ่งได้เอาดวงชะตาของข้าพเจ้าไปให้ผู้ชํานาญทางโหราศาสตร์ผู้หนึ่งตรวจ และท่านผู้นั้นได้ทายว่า “คนผู้นี้กําลังคิดสร้างอนุสรณ์สําคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนาและจะทําสําเร็จ เพราะมีผู้ช่วยเหลือ” ผู้ช่วยเหลือ นี้ท่านบอกใบ้ไปในเชิงว่า ไม่ใช่คนธรรมคา เพื่อนข้าพเจ้าคนนั้นไม่ทราบเรื่องที่ข้าพเจ้ากําหนด จะสร้างพระ และผู้ทายก็ไม่รู้จักข้าพเจ้าเลย ทําไมในดวงชะตาของข้าพเจ้าจึงมีเรื่องจะสร้างพระพุทธรูปด้วย ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องน่าพิศวงอย่างยิ่ง”
พ.ศ. ๒๕๑๑ ท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่
หลวงปู่ขาว อนาลโย นับจากท่านอาพาธหนักถึงขั้นเตรียมจัดงานศพถวาย แล้วท่านก็หายเป็นปรกติ รอดชีวิตมาได้อย่างอัศจรรย์ สุขภาพของท่านก็กลับมาแข็งแรง แม้ขณะนั้นท่านจะมีอายุมากถึง ๘๐ ปีแล้วก็ตาม เมื่อคุณหมออวย เกตุสิงห์ ไปขออนุญาตสลักพระพุทธรูป “พระพุทธ-บัณฑรนิมิต” ที่ก้อนหินใหญ่บนลานหินห่างขึ้นไปจากกุฏิของท่านประมาณ ๓๐๐ เมตร และสูงขึ้นไปตามลาดเขา หลวงปู่ขาวท่านอยากรู้ว่าจะใช้หินก้อนไหนสลัก ท่านยังสามารถเดินฉิวนําหน้าไปถึงที่หมายเพื่อไปดูก้อนหินนั้นได้อย่างสบายๆ
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่ขาว ท่านได้เดินทางไปโปรดศรัทธาญาติโยม วัดป่าแก้วชุมพล ซึ่งเป็นวัดป่าแห่งแรกที่ท่านสร้างขึ้นมา ด้วยในปีที่ผ่านมาเกิดภัยแล้งอย่างหนักขาดแคลนนํ้าอย่างมาก ท่านจึงได้เมตตาขุดบ่อนํ้า เพื่อให้พระ เณร ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงวัดได้ใช้อุปโภค บริโภค บ่อที่ขุดลึกประมาณสามเมตรกว่า ตั้งแต่นั้นมาบ่อนํ้านี้ไม่เคยแล้ง ที่อื่นให้แล้งขนาดไหนก็ตาม แต่นํ้าที่นี่ก็จะใสแจ๋ว ถ้าหากที่ไหนแล้งจนไม่มีนํ้าจะใช้ ชาวบ้านก็มาเอานํ้าในบ่อนี้ไปใช้ ชาวบ้านใช้ไปเท่าไรๆ ทางวัดใช้ไปเท่าไรๆ นํ้าในบ่อก็ไม่เคยแล้งอีกเลย
สาเหตุในการขุดบ่อนํ้า ครั้งหนึ่งหลวงปู่ขาวท่านเกิดมีนิมิตไปว่า ในอดีตชาติท่านเคยเกิดเป็นนกกระทาแถวบ้านชุมพลอยู่หลายภพหลายชาติ คราวเกิดเป็นนกกระทา ท่านเป็นหัวหน้าฝูงครั้งหนึ่งท่านก็บินออกไปหาอาหาร เกิดความหิวนํ้ามาก ก็ได้อาศัยนํ้าที่บ่อนํ้าแถวบ้านชุมพลกินประทังชีวิต ทําให้ท่านรอดชีวิตมาได้ พอในชาติปัจจุบันหลวงปู่ขาวเมื่อหายจากอาพาธหนัก ท่าน ก็กลับมาขุดบ่อนํ้าให้วัดป่าแก้วชุมพล ในขณะที่ท่านมาช่วยขุดบ่อนํ้า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็อยู่ที่วัดนั้นแล้ว ท่านก็ยกกุฏิที่เป็นกุฏิของเจ้าอาวาสให้หลวงปู่ขาวอยู่ แล้วท่านก็ไปอยู่กุฏิอื่น หลวงปู่ขาวท่านได้เมตตาอยู่จนขุดบ่อนํ้าแล้วเสร็จ
สถานที่เคยกลับไปกลับมาบ่อยๆ ในชาติปัจจุบัน มีสาเหตุมาจากมันเคยเกิดเคยอาศัยอยู่บริเวณนี้ในชาติเก่าชาติก่อนนั่นเอง นอกจากหลวงปู่ขาวเคยเกิดเป็นนกกระทาที่บ้านชุมพลนี้แล้ว ท่านเล่าว่า “เคยเกิดเป็นเศรษฐีสองชาติอยู่บ้านคําตานา ไปนั่งภาวนาอยู่นั่นเกิดนิมิต หน่อยนึง ผู้หนึ่งก็มายืนตรงทาง หันมามองดูแล้วถาม “ใครหรือนี่?” “เศรษฐี” แล้วกลับไป หน่อยนึงผู้หนึ่งขึ้นมา มายืนเหลียวมาถาม “ใครนั่น?” “เศรษฐี” คือเศรษฐีหลายคนแท้ อดีตชาติของตน เป็นเศรษฐีสองชาติ ในนิมิตขณะเกิดเป็นเศรษฐี ไม่เห็นยุ้งเห็นฉาง หรือเห็นปราสาทราชมณเฑียร เห็นแต่คนมาถามว่า “ไม่รู้จักเศรษฐีหรือ?” ชาติที่เกิดเป็นเศรษฐี เป็นตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าพระองค์ไหนก็ไม่ปรากฏในนิมิต”
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ พอใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่ขาว ท่านก็กลับไปจําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพล นับเป็นพรรษาที่ ๔๔ ในพรรษานี้ท่านจะมีอายุครบรอบ ๘๐ ปีบริบูรณ์ ท่านเป็นเสาหลัก วงกรรมฐานองค์สําคัญองค์หนึ่ง ท่านเปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ เป็นที่พึ่งพาอาศัยของ พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ในรุ่นต่อๆ มา
ในคราวนั้นท่านพระอาจารย์จวนถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกขับไล่จากถํ้าบูชา คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ลูกศิษย์ใกล้ชิดเป็นคนที่มาคอยรับท่านที่อําเภอศรีวิไล
คุณหมอประพักตร์เรียนถามท่านว่า “ท่านอาจารย์ ! จะเอายังไงกับชีวิต?”
“เราจะไปจําพรรษากับอีพ่อ”
“อ้าว ! พ่ออาจารย์จวนก็ตายแล้ว ที่บ้านเหล่ามันแกว จังหวัดอุบลฯ แล้วท่านอาจารย์ จะไปซุกอกพ่อที่ไหน?”
ท่านตอบสั้นๆ ว่า “อีพ่อเรา คือ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล”
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเสริมตอนนี้ไว้ดังนี้
“เพราะว่าท่านอาจารย์จวนนี้ ท่านหลวงปู่มั่นเคยพูดไว้กับท่านอาจารย์ขาวไว้ว่า “ขาวเอ้ย ! มีพระองค์หนึ่งชื่อ “จวน” เด้อว่า ชาติก่อนเป็นลูกของท่าน ถ้าเจอที่ไหน ก็ให้ท่านเลี้ยง ไว้ด้วย” เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์ขาวจะเรียกอาจารย์จวนว่า “ลูก” ทุกคํา”
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ต้นเดือนกรกฎาคม ใกล้จะเข้าพรรษา พากันบุกนํ้า บุกตม บุกโคลนไปเลย แล้วข้าพเจ้า ก็ไปจําพรรษาที่ถํ้ากลองเพลร่วมกับหลวงปู่ขาว ใน พ.ศ. ๒๕๑๑ เมื่อจําพรรษาถํ้ากลองเพลก็ได้ ฟังเทศน์ ฟังธรรม สนทนาปราศรัยจากหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถํ้ากลองเพล ในระหว่างกลางพรรษาก็ทําบุญฉลองอายุของหลวงปู่ (งานสมโภชพระพุทธบัณฑรนิมิตและสวดสัมโพชฌงค์ถวายหลวงปู่ขาว) ออกพรรษา เสร็จกิจงานทางถํ้ากลองเพลแล้ว ข้าพเจ้านมัสการลาหลวงปู่ออกเที่ยววิเวกต่อไป”
หลวงปู่ขาว ท่านว่า “อายุท่านมีแค่ ๘๐ ปี” ทีนี้มีพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง และมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญมาขออาราธนาให้ท่านอยู่ต่อ เป็นต้นว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) พระสาสนโสภณ (เจริญ สุวฑฺฒโน) หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ ที่มาขออาราธนาให้ท่านอยู่” และในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ก็เลยทําพิธีสืบต่ออายุถวายให้ท่าน ท่านก็เลยอยู่มาได้อีก ๑๖ ปี ท่านป่วยในปีนั้นอายุย่าง ๘๐ ปี
หลวงปู่ขาว ท่านเล่าให้พระศิษย์ฟังว่า “ที่เราอยู่มาได้นี่ ก็เพราะว่าทําบุญต่ออายุเรา ปีนั้นล่ะ” พระศิษย์ว่า “อู้ ! อัศจรรย์นะ อุดรฯ แล้งจนแผ่นดินขาวไปหมด ผมเป็นพระหนุ่ม ผมไปบิณฑบาต เดินต้องเดินตามทางขี้ค้างคาว ฝุ่นตลบเลย พอทําบุญให้อายุหลวงปู่เท่านั้นล่ะ ฝนตกไหลตามภูเขานี่ ผมอัศจรรย์มากเลย”
ครูบาอาจารย์ เทศน์การต่ออายุหลวงปู่ขาว ไว้ดังนี้
“ถ้าบอกหมดชีวิต ทําไมหลวงปู่ขาว เห็นไหม หลวงปู่ฝั้นไปต่อชีวิตให้? มันต่อชีวิตได้ ถ้าชีวิตนี้มันเป็นของที่ตายตัวโดยธรรมชาติของมันนะ พระพุทธเจ้าจะไม่บอกหรอก
“อานนท์ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติอิทธิบาท ๔ จะสามารถอยู่อีกกัปหนึ่งก็อยู่ได้”
ชีวิตนี้ต่อได้ มันเป็นอนิจจังทั้งหมดเลย สามารถต่อได้ แต่ถ้ามันหมดอายุขัย มันก็หมดได้เหมือนกัน หมดก็ต่อได้…
สมัยนั้นมันแบบว่า หลวงปู่มั่นท่านเริ่มวางรากฐานของศาสนา แล้วมันต้องแก้ไข มันต้องปรับปรุงอะไรอีกเยอะมาก แล้วถ้าครูบาอาจารย์เป็นหลักเป็นชัยนะ ที่ว่าหลวงปู่ฝั้นท่านทําได้ ท่านรู้ เวลาหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่อะไรที่ไปหาหลวงปู่มั่น ท่านจะบอกว่าให้ช่วยดูๆ เวลาหลวงปู่ฝั้น ท่านไปแก้ให้หลวงปู่ขาว…
แต่ถ้าพูดถึงจริงๆ นะ เราจะพูดอย่างนี้ เราจะบอกว่า พระอรหันต์จะอยู่ต่อไปก็อยู่ได้ มันแก้ไขได้ มันทําได้ เพราะเรื่องอย่างนี้มันจิตออก จิตเราดู เราคุมได้หมด มันจะไปไหน เรารู้หมด แล้วถ้ากูไม่ไป มันจะเกิดอะไรวะ เพียงแต่ว่าประสาเรานะ ถ้าเราปล่อยตามธรรมชาติ ไปไหนก็ไป คือว่าไม่ยินดียินร้าย มันก็ไปตามธรรมชาติมัน แต่ถ้าเราตั้งสติ กูไม่ไป มึงจะไปไหน แล้วกูไม่ตาย มันจะตายได้อย่างไร เพียงแต่ว่า พอเราไม่ตาย มันไม่ไหวไง ร่างกายมันไม่ไหว ร่างกายมันเสื่อมสภาพ อยู่แล้วมันโอดมันโอย ทิ้งเลย แต่ไอ้อย่างที่ว่าที่ต่อ มันต่อแล้ว มันแข็งแรงหมดด้วยนะ หลวงปู่ขาว”
พิธีสืบต่ออายุหลวงปู่ขาว โดยครูบาอาจารย์สายกรรมฐานมาเจริญพระพุทธมนต์ถวายและอาราธนาให้ท่านอยู่ต่อ บทสวดก็มีบทชุมนุมเทวดา ธัมมจักฯ อาทิตฯ อนัตฯ มหาสมัยสูตร สัมโพชฌงค์ คาถาอุณหิสสวิชัย ฯลฯ การสวดโดยครูบาอาจารย์องค์สําคัญที่มีคุณธรรม รวมทั้ง พลังจิตที่อธิษฐานช่วยกัน ย่อมมีพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพมาก ผลานิสงส์จึงยิ่งใหญ่ไพศาล เป็นสาเหตุทําให้หลวงปู่ขาวเจริญอายุยืนยาวถึง ๙๖ ปี
ในพรรษานี้เพื่อเตรียมสถานที่รองรับพุทธบริษัทที่มาทําวัตรสวดมนต์ ฟังธรรมในวันพระ วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา งานบุญกฐิน และงานทําบุญวันเกิดครบรอบ ๘๐ ปีหลวงปู่ขาว อนาลโย ตลอดใช้เป็นสถานที่ลงอุโบสถสังฆกรรมในวันพระใหญ่ หลวงปู่ขาวท่านจึงอนุญาตให้ ตกแต่งถํ้ากลองเพลเป็นถํ้าอุโบสถ คุณหมอประพักตร์ ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“๒๕๑๑ อาจารย์จวนไปอยู่ถํ้ากลองเพล แล้วอาจารย์จวนเป็นคนทําโบสถ์ถํ้ากลองเพล พออาจารย์จวนไปอยู่นั่นพรรษาหนึ่ง พอไปอยู่นั่นพั้บ ท่านก็เริ่มพัฒนาเป็นคนแรกเลยที่พาทํา อาจารย์ก็พัฒนาเทคอนกรีตให้มันเขาต่อเขาติดกัน สร้างเป็นโบสถ์ตรงนั้น แต่ก่อนมันแยกกัน อาจารย์จวนท่านเป็นช่าง ก่อนบวชท่านเป็นช่าง ทํางานกรมทางฯ อาจารย์จวนเป็นหัวหน้าทํา แต่คนที่มาออกเงินทํา เป็นพระแก่ๆ องค์หนึ่ง เขาเรียกนายฮ้อยๆ คนรวยมาจากบ้านไผ่ บวชเป็นพระ ออกเงินค่าใช้จ่ายปูน หินกรวด ทราย อาจารย์จวนเป็นแม่งาน แล้วท่านก็เอาไม้ไผ่ เอามาสับฟาก ทําเป็นแบบร่าง ก็พากันทํา เสร็จประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้ฉลองพร้อมกฐิน ส่วนพื้นนี่ยังไม่ได้ทําเท่าไหร่ ทําแต่หลังคาข้างบน และก็ตกแต่งมาเรื่อย”
ต่อมาก็มีการตกแต่งพื้นถํ้ากลองเพล โดยเทปูนให้เรียบเสมอกัน ในขณะแก้ไขปรับปรุงกันอยู่นั้น ปกติเมื่อฝนตกคราวใด นํ้าก็จะไหลผ่านลงมายังหน้าถํ้าอยู่เป็นประจํา เพราะเป็นรูหิน คณะศิษยานุศิษย์จึงได้กราบอาราธนาให้หลวงปู่ขาวได้พูดกับเจ้าของถํ้า เพราะไม่สามารถจะอุดได้ เพราะถึงจะอุดอย่างไร นํ้าก็ยังไหลผ่านลงมาอยู่เป็นประจํา หลวงปู่ขาวจึงได้อธิษฐานจิตขอให้เจ้าของถํ้า จงช่วยปิดรูถํ้าให้ด้วยเถิด แล้วจะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ ครั้นกาลต่อมาเกิดฝนตก ลงมาอย่างหนัก พระภิกษุสามเณรก็ได้พากันไปสังเกตดูรูถํ้าเดิมที่นํ้าเคยไหลผ่านลงมา กลับหาได้มีนํ้าไหลลงมาอีกไม่ จนตราบเท่าทุกวันนี้ เพราะผู้มีศีลาจารวัตร เคร่งครัดในพระวินัย จะอยู่ในที่ใด ไปในที่ใด ย่อมเป็นที่พอใจ ปิติยินดีเลื่อมใสศรัทธาทั้งบรรดาเทวดาและมนุษย์ทั้งสิ้น
โอวาทธรรมพระอรหันต์ เทศน์โปรดคณะหลวงพ่อชา
“พระมหาอมร เปรียญ ๖” อยากฟังโอวาท “หลวงปู่ขาว” สอนธรรม สุดท้ายเข้าตัวเองอย่างจังด้วยธรรมะเรียบง่ายสุดพิสดาร
ในครั้งที่ หลวงพ่อชา สุภทฺโท (วัดหนองป่าพง อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ฝ่ายมหานิกาย) พาคณะศิษย์ที่มีท่านสุเมโธ ไปเยี่ยมเยียนครูบาอาจารย์ภาคอีสานนั้น ก็มีอีกท่านที่ไปด้วย คือ พระมหาอมร เดิมก่อนที่ พระมหาอมรจะฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อชา ท่านเป็นพระที่มีความรู้ด้านบาลีและปริยัติ จนได้เปรียญ ๖ เป็นนักธรรมเอก และเปิดโรงเรียนสอนปริยัติธรรมที่วัดหนองขุ่นเกือบสิบปี มีลูกศิษย์ นับร้อยนับพันคน
ในเวลานั้น พระมหาอมร ก็จัดว่าเป็นพระผู้ใหญ่ มีชื่อเสียงในจังหวัด อีกทั้งในสมัยนั้น พระฝ่ายอรัญวาสี หรือพระป่าที่มักจะเป็นสายหลวงปู่มั่นได้รับการดูแคลนเสมอ ว่าไม่รู้หนังสือ ไม่รู้บาลี ไม่รู้จักพระไตรปิฎก การที่พระมหาอมรตัดสินใจเข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อชา จึงเป็นเรื่องใหญ่ และสร้างความไม่พอใจให้หลายฝ่าย จนมีพระเถระรูปหนึ่งฝากพระมาแจ้งให้ พระมหาอมรว่า “มหาอมร มันจะบ้าหรือไร เบื่อโลกสงสาร ทําไมไม่หนีเข้าป่าเข้าภูเขา ไปหมอบตายอยู่ทําไมกับอาจารย์ชา วัดหนองป่าพงนั่น” แต่ท่านก็หาเปลี่ยนความตั้งใจ และก็ได้โต้ตอบ กลับไปบ้าง ตามทิฐิมานะเดิม
ในปีแรกของการมาอยู่วัดหนองป่าพง เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๑ โยมได้นิมนต์ หลวงพ่อชาไปนมัสการหลวงปู่ขาว วัดถํ้ากลองเพล หลวงพ่อชาจึงพาท่านและท่านสุเมโธไปด้วย ไปถึงวัดถํ้ากลองเพลเวลาบ่ายโมง ยังไม่ถึงเวลารับแขก ต้องรอถึง ๑๔ นาฬิกา พอถึงบ่ายสองโมง อุปัฏฐากเปิดประตูให้เราเข้าไปกราบท่าน หลวงปู่ขาวนั่งบนเตียง เห็นท่านยิ้มแย้มต้อนรับด้วยอารมณ์ดี ท่านถามว่า “เอ ! ใครนี่?”
“กระผมมาจากวัดหนองป่าพง” หลวงพ่อชาตอบ
“อ้อ ! ท่านชาหรือ” หลวงปู่ขาวถาม
“ขอรับ กระผม” หลวงพ่อชาประนมมือตอบ
“นี่ มหาอมร มาด้วยกัน” หลวงพ่อชาชี้มือมาทางข้าพเจ้าซึ่งนั่งอยู่คู่กับพระอาจารย์สุเมโธ
หลวงปู่ขาวชําเลืองดูพระมหาอมร แล้วทักทายสนทนากับหลวงพ่อชาต่อไปพอสมควร หลวงปู่ขาวจึงหันมาทางพระมหาอมรแล้วถามว่า “เป็นมหารึ?” พระมหาอมร ประนมมือ คิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ จึงตอบท่านไปว่า “เมื่อก่อนนั้นเป็นอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เซา (ลดลง น้อยลง หยุดแล้ว) แล้วขอรับ” หลวงปู่ขาวหัวเราะชอบใจ พระมหาอมรคิดในใจว่า “ถ้ารับว่าเป็นมหา กลัวท่าน เล่นงานเอา จึงกราบเรียนท่านไปอย่างนั้น”
หลวงปู่ขาวจึงถามว่า “รู้จัก วลาหก ๔ จําพวกไหม? (วลาหก แปลว่า เมฆ)” (อยู่ใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต) พระมหาอมร คิดว่า ถ้าเราตอบว่ารู้จัก ก็จะไม่ได้รับฟังโอวาทหลวงปู่ขาวท่าน จึงตอบว่า “รู้จักขอรับ แต่จํา ไม่ค่อยได้ แล้วแต่หลวงปู่จะเมตตาขอรับ”
หลวงปู่ขาว “วลาหกสี่จําพวก ฟ้าร้องเปรี้ยงทางโน้น เปรี้ยงทางนี้ แต่ฝนไม่ตกดีไหม”
“ไม่ดีขอรับ”
“ฟ้าไม่ร้อง แต่ฝนตก ดีไหม?”
“ดีขอรับ”
“ฟ้าทั้งไม่ร้อง ทั้งฝนไม่ตก ดีไหม?”
“ไม่ดี ขอรับ”
“ฟ้าทั้งร้อง ทั้งฝนตก ดีไหม?”
“ดีขอรับ”
หลวงปู่ขาว สาธยายธรรมต่อไปว่า “ผู้บวชเข้ามาได้ศึกษาปริยัติธรรม แต่ไม่ได้ปฏิบัติ เหมือนฟ้าร้องแต่ฝนไม่ตก พระพุทธเจ้าสรรเสริญส่วนปริยัติ ตําหนิส่วนปฏิบัติ ผลที่ได้ มีน้อยมาก ส่วนผู้ปฏิบัติธรรม โดยมีครูอาจารย์เป็นผู้นําทาง แม้จะมีปริยัติน้อย พระพุทธเจ้าสรรเสริญส่วนปฏิบัติ ตําหนิส่วนปริยัติ อย่างผมนี่ก็มีประโยชน์อยู่ ลูกหลานพอได้พึ่งอาศัย
ผู้ที่บวชเข้ามาแล้ว ไม่สนใจทั้งฝ่ายปริยัติ ไม่สนใจทั้งฝ่ายปฏิบัติ บวชเข้ามาเพื่อเลี้ยงร่างกาย เป็นอันตรายได้ พระพุทธเจ้าตําหนิทั้งส่วนปริยัติ ทั้งส่วนปฏิบัติ เหมือนฟ้าไม่ร้อง ทั้งฝน ไม่ตก ส่วนผู้ที่บวชแล้ว สนใจทั้งปริยัติศึกษาเล่าเรียน สนใจทั้งฝ่ายปฏิบัติอย่างมหานี่ ก็ดีอยู่ พระพุทธเจ้าสรรเสริญทั้งสองทาง ส่วนผู้ที่ไม่ปฏิบัติ แม้จะได้ ๙ ประโยค ก็ช่างแม่มันเถอะ”
พระมหาอมรถึงกับสะดุ้ง เกือบแล้วไหมล่ะ แม้ไม่ถูกตรงๆ แต่คงเฉียดๆ ไป เพราะเรา คาดเดาเหตุการณ์ถูก จึงไม่โดนตรงๆ ตอนหลวงปู่ขาวถาม พระมหาอมรตอบว่า “เมื่อก่อนนั้น เป็นอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เซา (ลดลง น้อยลง หยุดแล้ว) แล้วขอรับ”
ปีนั้นหลวงปู่ขาว อายุ ๘๑ ปี หลวงพ่อชา อายุ ๕๐ ปีเต็ม ส่วนพระมหาอมร ๓๗ ปีเต็ม
ได้เวลาพอสมควร เพื่อไม่รบกวนเวลาพักผ่อน จึงกราบลาหลวงปู่ขาว ออกมาพ้นกุฏิ หน่อยนึง หลวงพ่อชาจึงหยอกว่า “เห็นไหม หลวงปู่ด่าแม่มหาแล้ว” พระมหาอมร จึงตอบว่า “หลวงปู่ด่ามหาเก้าประโยค ผมหกประโยคไม่ถูกผมหรอกขอรับ” หลังจากนั้นหลวงพ่อชาจึงพา คณะเดินทางไปกราบหลวงตามหาบัวต่อไป
พระมหาอมร ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระมงคลกิติธาดา ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาส วัดป่าวิเวกธรรมชาน์ สาขาที่ ๗ วัดหนองป่าพง
งานทําบุญครบรอบวันเกิด ๘๐ ปี หลวงปู่ขาว
หลวงปู่ขาว อนาลโย เมื่อท่านเจริญอายุใกล้ ๘๐ ปี บรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ ฝ่ายบรรพชิต อุบาสก และอุบาสิกา จึงได้พร้อมใจกันกราบขออนุญาตหลวงปู่เพื่อน้อมสร้าง พระเจดีย์ถวาย เนื่องในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ นี้เป็นโอกาสมหามงคลสําคัญ จะเป็นวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ ๘๐ ปี ของหลวงปู่ขาว วัตถุประสงค์ในการสร้างพระเจดีย์ ก็เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญู กตเวทิตาธรรมของบรรดาเหล่าศิษยานุศิษย์ที่มีต่อหลวงปู่ และเพื่อเป็นศาสนถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา เป็นอนุสรณ์มงคลสถานชิ้นสําคัญไว้ให้พุทธบริษัททั้งหลายได้ระลึก ได้กราบไหว้บูชาคุณ บูชาธรรมของหลวงปู่ ซึ่งหลวงปู่ท่านก็เมตตาอนุญาตให้สร้าง
หลวงปู่ขาว ท่านเป็นพระอรหันตสาวกในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล จึงสมควรแก่การสร้างเจดีย์ถวายอย่างยิ่ง สถานที่สร้างเจดีย์ตั้งอยู่บนลานหินในบริเวณวัด ซึ่งเห็นได้ไกลอย่างเด่นชัด การสร้างเจดีย์หลวงปู่ขาวจึงเป็นไปตามหลักถูปารหบุคคลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ บุคคล ๔ จําพวกที่ ควรแก่การสร้างเจดีย์ ได้แก่ พระพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ พระอรหันตสาวก ๑ และ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ สถานที่ก่อสร้างก็ให้เห็นได้อย่างเด่นชัด ผู้คนมองเห็นแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา เพียงยกมือไหว้ระลึกถึงเจดีย์ ระลึกถึงพระรัตนตรัย ก็ได้อานิสงส์มากมาย
พระเจดีย์หลวงปู่ขาว อนาลโย สร้างอยู่บนลานหิน มีขนาดความสูงประมาณ ๒๐ เมตร มีบันไดนาคทอดขึ้นไปประมาณสิบกว่าขั้น ขึ้นบันไดมาแล้วจะเห็นองค์เจดีย์สีขาวนี้โดดเด่นแลดูขาวบริสุทธิ์สะอาดงามตา สมดังชื่อของหลวงปู่ขาว รอบๆ บริเวณพระเจดีย์เป็นผืนป่าปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่แลดูเขียวขจี
การดําเนินการก่อสร้างเจดีย์หลวงปู่ขาวเป็นไปด้วยดี ฝ่ายคณะกรรมการได้ลงมือก่อสร้างโดยว่าจ้างช่างญวน ค่าแรงในคราวนั้น รวมทั้งสิ้น ๓๔,๐๐๐ บาท รวมค่าวัสดุในการก่อสร้างประมาณหนึ่งแสนเศษๆ การก่อสร้างดําเนินการจนสําเร็จลุล่วงให้นามว่า “เจดีย์อนาลโย” ทั้งนี้ก็เพราะอาศัยศรัทธาของบรรดาศิษยานุศิษย์ รวมทั้งอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ได้รวมใจกันอย่าง ดียิ่ง โดยมิได้เห็นแก่ความเหนื่อยยากลําบากแต่อย่างใด ทั้งจิตใจกลับเต็มไปด้วยความปิติยินดี เกษมสันต์เป็นยิ่งนัก พระเจดีย์ได้สร้างเสร็จทันงานฉลองวันเกิดครบรอบ ๘๐ ปี
เมื่อถึงวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ขาว ทางวัด ถํ้ากลองเพล มีการจัดงานใหญ่พร้อมกันในวันนั้น คือ งานทําบุญฉลองอายุครบรอบ ๘๐ ปีของหลวงปู่ขาว งานฉลองพระเจดีย์หลวงปู่ขาว รวมทั้งงานฉลองหายจากอาพาธใหญ่ของหลวงปู่ขาว ซึ่งในงานมีครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และศิษยานุศิษย์ ตลอดฆราวาส ญาติโยมไปร่วมงานสําคัญครั้งนี้กันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง ซึ่งในงานสําคัญครั้งนี้มีการโยงสายสิญจน์จากพิธีมายังพระพุทธบัณฑรนิมิตด้วย โดยคณะศิษย์ฝ่ายฆราวาสได้จัดทําเหรียญพระพุทธบัณฑร-นิมิต เหรียญหลวงปู่ขาว เพื่อแจกเป็นที่ระลึก เป็นสังฆานุสติแก่ผู้ที่มาร่วมในงานดังกล่าว
ในกาลต่อมาเจดีย์ใช้เป็นที่บรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่ขาว มีรูปหลวงปู่ขาวอยู่ด้านหน้า มีการปิดทองคําเปลวบนรูปหลวงปู่ พร้อมกับอักษรจารึกว่า “เจดีย์อังคารอนาลโย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙” มีชาวบ้านนําเอาดอกไม้ธูปเทียนมาสักการะอัฐิธาตุหลวงปู่อยู่เป็นประจํา
ท่านหลบหลีกคนที่เข้าวัดไม่สํารวมอินทรีย์
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“สิ่งที่ชาวพุทธเราควรทราบอย่างยิ่ง คือ วัดเป็นสถานที่สําคัญในวงพุทธศาสนา และ พุทธบริษัท ซึ่งน่าจะอดคิดเป็นสิริมงคลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาภายในใจไม่ได้ ขณะที่เดินเข้าวัดหรือเดินผ่านวัด เพราะคําว่า “วัด” เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณกาล โดยไม่นิยมว่าเป็น วัดบ้านหรือวัดป่า เนื่องจากวัดเป็นที่รวมจิตใจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดเจตนาดีสูงส่งของพุทธบริษัทไม่มีประมาณไว้ โดยไม่มีทางรั่วไหล แม้วัดจะชํารุดทรุดโทรม หรือสวยงามเพียงไร ใจท่านผู้นับถือพระพุทธศาสนาทั่วๆ ไปย่อมมีความเคารพอยู่อย่างสมํ่าเสมอ
ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธผู้ก้าวเข้าไปในวัดใด จะเป็นกรณีใดก็ตาม จึงควรระวังสํารวมอินทรีย์ ด้วยดี ให้อยู่ในความดีงามพอสมควร ตลอดการนุ่งห่มต่างๆ ควรสนใจเป็นพิเศษ สมกับเราเป็น ลูกชาวพุทธ ก้าวเข้าไปในสถานที่อันสูงศักดิ์ที่ได้รับสถาปนายกย่องมาจากพระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาแห่งโลกทั้งสาม เฉพาะวัดป่าต่างๆ พระท่านเป็นเหมือนพระลิงพระค่าง ไม่ค่อยมีโอกาสวาสนาได้เห็นได้ชมบ้านเมืองที่เจริญแล้ว ด้วยวัตถุและวัฒนธรรมนําสมัย เมื่อเห็นท่านผู้นํายุค แต่งตัวทันสมัยเข้าไปในวัด ท่านรู้สึกหวาดเสียวใจพิกล คล้ายจะเวียนศีรษะและเป็นไข้ในเวลานั้น ทั้งนี้อาจเป็นความตื่นตกใจที่ไม่เคยพบเห็น เพราะความเป็นป่า ก็สันนิษฐานยาก เพราะปกติท่าน ก็เป็นป่าอยู่แล้ว แต่พอมาเจอสิ่งแปลกตาล่าธรรมเข้า จึงแสดงความวิปริตจิตแปรปรวนชวนให้ สลดสังเวชขึ้นมา โดยมากพระธุดงค์ป่าๆ ท่านพูดในทํานองเดียวกัน ซึ่งน่าเห็นใจสงสาร
แม้จะมีผู้อธิบายเรื่องความเจริญของบ้านเมือง ทั้งด้านวัตถุและวัฒนธรรมให้ท่านฟังว่า เป็นสิ่งเจริญทัดเทียมกันหมดเวลานี้ ทั้งนอกและในประเทศ ทั้งในเมืองและบ้านนอก ทั้งวัดบ้านและวัดป่า ทั้งในที่ธรรมดาและในป่าในเขา แต่ท่านไม่ยอมเชื่อ มีแต่ความขยะแขยงและหวาดกลัวสลดสังเวชเอาท่าเดียว จนผู้ชี้แจงให้ฟังหมดปัญญา ไม่มีทางทําให้ท่านหายตกใจหวาดเสียวได้ จึงน่าสงสาร ที่ท่านเป็นป่าเถื่อนและห่างความเจริญเอาเสียจริงๆ
วัดหลวงปู่ท่านอยู่ในป่าในภูเขา เป็นทําเลบําเพ็ญภาวนาดีมาก เต็มไปด้วยหินผาป่าไม้ น่ารื่นรมย์ ทราบว่าท่านพยายามหลบหลีกบรรดาสิ่งดังกล่าวมาก ถ้าจะว่าท่านเป็นป่าเถื่อนเหมือนพระธุดงค์ทั้งหลายก็ไม่อาจตําหนิได้ลงคอ เพราะท่านมีคุณธรรมสูงมาก พ้นทางที่น่าตําหนิเสียแล้วในความรู้สึกของผู้เขียน จึงเพียงสันนิษฐานว่า ท่านอาจมีนิสัยระวังตัวกลัวภัยในป่าติดตัวมา แม้มีคุณธรรมสูงสุดแล้วก็ยังละนิสัยนั้นไม่ขาด อาจเป็นตามธรรมที่ท่านแสดงไว้ว่า นิสัยดั้งเดิม พระสาวกทั้งหลายละไม่ขาด นอกจากพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวที่ทรงละพระนิสัย พร้อมกับวาสนาได้โดยเด็ดขาดสิ้นเชิง
หลวงปู่ขาวนี้ เวลามีคนเข้าไปพลุกพล่านไม่เข้าเรื่องเข้าราวมากๆ ท่านจะปลีกตัวหนีไปอยู่ตามป่า ตามซอกหินบนภูเขาโน้น จนกว่าเรื่องสงบลง ตอนเย็นๆ หรือคํ่ามืดจึงจะกลับลงมาที่พัก เมื่อถูกถามว่า ทําไมท่านจึงหลบหลีกปลีกตัวออกไปอยู่ในที่เช่นนั้นเล่า? ท่านก็ให้เหตุผลว่า ธรรมเรามีน้อยสู้กําลังของโลกที่เชี่ยวจัดไม่ไหว จําต้องหลบหลีกไป ขืนอยู่ต่อไป ธรรมต้องแตกทลาย ที่ไหนจะพอประคองตัวได้ ก็ควรคิดเพื่อตัวเอง แม้ไม่มีวาสนาพอจะเพื่อผู้อื่นได้ดังนี้
แต่เท่าที่ทราบมา ท่านมีความเมตตาอนุเคราะห์ประชาชนอยู่มากตามปกตินิสัย ที่ท่าน ปลีกตัวหลบหลีกไปในบางกรณีนั้น น่าจะเหลืออดเหลือทนดังท่านว่า ที่ฝ่ายทําลายโดยไม่มีเจตนา หรือมีก็ไม่อาจทราบได้ ซึ่งมีจํานวนมากและโดนอยู่เสมอ แต่ฝ่ายพยายามประคองรักษา ศีลธรรมความดีงามไว้มีจํานวนน้อย ต้านทานนํ้าหนักไม่ไหว ก็จําต้องได้รับความลําบากเป็นธรรมดา ส่วนมากประชาชนเป็นฝ่ายสังเกตพระ มากกว่าจะสังเกตตัวเอง เวลาเข้าไปในสถานที่ ควรเคารพนับถือ จึงมักสะดุดหู สะดุดตา น่าคิดสําหรับท่านผู้มีความสังเกต เกี่ยวกับการปล่อยตัว ไม่สํารวมที่เคยเป็นนิสัยมา โดยมิได้สนใจว่า ใครจะสังเกตหรือมีอะไรกับตนบ้าง จึงลําบาก”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร เทศน์เรื่องนี้ไว้ว่า “ท่านอาจารย์ขาว ถ้าไม่เคย บอกล่วงหน้า หรือคนไม่เคยรู้จักมักคุ้นคุยกัน ท่านไม่ยอมเปิดรับ ถ้าเรารู้จักหรือท่านรู้จัก อย่าง อาจารย์ไท ก็ไปหาท่าน ท่านก็เมตตาตามพิธี ไม่ใช่ท่านรังเกียจ ท่านเมตตาอยู่”
ครูบาอาจารย์ เทศน์เรื่องนี้ไว้ว่า
“หลวงปู่ขาว เวลารถทัวร์เข้าไปที่วัดถํ้ากลองเพลเมื่อก่อน ท่านจะขึ้นเขาไปเลย ท่านพูด คํานี้เหมือนกัน เพราะเราเอามาเป็นคติ ครูบาอาจารย์องค์ไหนพูดที่เป็นคติธรรมนะ เราจะจําฝังใจเลย หลวงปู่ขาวเจอโยม ท่านไม่ค่อยพูดด้วย แต่ท่านจะหนี ท่านจะหนีขึ้นเขา แล้วเวลาโยมกลับ แล้ว ท่านลงมาจากเขา พวกพระถามว่า ทําไมหลวงปู่ทําอย่างนั้นน่ะ ท่านบอกเลยนะ ๒ แสนคน สอนคน ฝึกคน ๒ แสนคน จะเหลือสัก ๒ คนไหม นี่คําพูดหลวงปู่ขาว พวกโยม จากมาฝึก เหมือนฝึกทหารเป็นแสนๆ เลย แล้วเอาผู้ที่ชํานาญการสัก ๒ คนได้ไหม นี่หลวงปู่ขาวพูดเองนะ
นี่เราพูด เราจะชี้ให้เห็นว่า ในการปฏิบัติมันไม่ใช่ของง่าย ในการปฏิบัติ ถ้าครูบาอาจารย์ท่านมีหลักมีเกณฑ์ ในการปฏิบัติอย่างนี้มันถึงจะเห็นไง มันถึงจะเห็นว่ายากหรือง่ายอย่างไร มันถึงจะเห็นว่าการปฏิบัติมันทุกข์ยากขนาดไหน”
อีกสาเหตุหนึ่งที่หลวงปู่ขาวท่านหลบหลีกปลีกตัว คือ มีญาติโยมเดินทางมาขอหวยท่าน มารถบัสกันเป็นคณะๆ แม้มารอกันเต็มแน่นศาลา ท่านก็จะไม่ออกมาต้อนรับ ถ้าคนมากราบท่านแล้วขอหวย ท่านจะขับไล่ทันที ท่านว่า “ออกไปลับเลย คุณๆ ไปลับไป๊” ท่านไม่ส่งเสริมให้คน เล่นหวย เพราะเป็นอบายมุข
ความผูกพันของผู้มีคุณธรรม
ครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น องค์ที่มีคุณธรรม ท่านให้ความรัก ให้ความเคารพ นับถือกันจริงๆ เรื่องราวความผูกพันอันแนบแน่นบริสุทธิ์จริงใจต่อกันของท่านนั้น เป็นเรื่องที่หาฟังได้ยากในสมัยปัจจุบัน ฟังแล้วได้คติธรรม และยิ่งเกิดความเคารพเทิดทูนบูชาในครูบาอาจารย์ นับตั้งแต่เรื่องราวความผูกพันของท่านพระอาจารย์เสาร์ (อาจารย์) กับ ท่านพระอาจารย์มั่น (ลูกศิษย์) เรื่อยมาจนถึงบรรดาลูกศิษย์ที่เคยศึกษาอบรมปฏิบัติธรรมกับพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ล้วนเป็นคติธรรมที่ทรงคุณค่าควรแก่การจดจํา ดังเรื่องของหลวงปู่ขาวกับหลวงปู่พรหม ดังนี้
หลวงปู่ขาว อนาลโย กับ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านทั้งสองเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันตั้งแต่ออกบวชใหม่ๆ สมัยเดินธุดงค์ขึ้นภาคเหนือติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งสองก็เคยธุดงค์ปฏิบัติธรรม และเคยจําพรรษาร่วมกันมา เมื่อเป็นพระเถระผู้ใหญ่ เป็น ครูบาอาจารย์แล้ว ท่านก็เทศน์ระลึกถึงคุณธรรมของอีกฝ่ายหนึ่งเสมอๆ พระศิษย์ของท่านทั้งสอง จึงมากราบถวายตัวเป็นศิษย์ มาขออยู่ศึกษาอบรม และอยู่จําพรรษากับครูบาอาจารย์อีกฝ่ายหนึ่ง เช่น หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโ หลวงปู่อํ่า ธมฺมกาโม ฯลฯ เป็น ลูกศิษย์หลวงปู่พรหม ก็มาถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ขาว สําหรับหลวงปู่จันทา ถาวโร ซึ่งเป็น ลูกศิษย์หลวงปู่ขาว ก็มาถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่พรหม เป็นต้น
แม้ท่านทั้งสองจะเข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว การไปมาหาสู่กันก็ยากลําบาก ท่านก็ยังระลึกถึงกันเสมอๆ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ขณะนั้นหลวงปู่ขาวท่านเพิ่งจะหายจากอาการอาพาธหนัก และลูกศิษย์ได้ทําบุญต่ออายุในคราวฉลองวันเกิดครบรอบ ๘๐ ปี ส่วนหลวงปู่พรหมนั้นก็มีอายุย่างเข้าสู่ ๘๐ ปี ท่านทั้งสองไม่สะดวกในการเดินทางไปมาหาสู่กัน ด้วยความชราภาพ และด้วย การเดินทางในสมัยก่อนนั้น ระหว่างวัดถํ้ากลองเพลกับวัดประสิทธิธรรม ระยะทางห่างไกลกัน เกือบ ๒๐๐ กิโลเมตร ถนนหนทางก็ยังไม่ดีเป็นทางลูกรังขรุขระ ต่างก็ยังเป็นห่วงเป็นใยกัน และฝากความระลึกถึงกันโดยผ่านลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นประจํา
ด้วยในปีนี้เป็นปีแห่งการสูญเสียของวงกรรมฐานอีกปีหนึ่ง คือ เป็นปีที่หลวงปู่พรหมท่านถึงแก่มรณภาพ ก่อนมรณภาพไม่นาน มีเหตุการณ์สําคัญที่แสดงถึงความผูกพันของหลวงปู่ขาวที่มีต่อหลวงปู่พรหม โดยประมาณเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงปู่ขาว ท่านได้บอกศิษย์ใกล้ชิดชื่อคุณครูชาลี ดุลวรรณ ว่า “ถ้าอยากได้ของดี ให้ไปขอทําฟันกับหลวงปู่พรหม” คุณครูชาลีก็รีบ เดินทางไปกราบหลวงปู่พรหม เพื่อขออนุญาตพาคุณหมอมาทําฟัน รักษาฟัน และเปลี่ยนฟันให้หลวงปู่ แม้คุณครูชาลีจะวิงวอนขออยู่นาน หลวงปู่พรหมท่านก็ไม่อนุญาต จนคุณครูชาลีหมดปัญญา จึงไปเล่าเรื่องนี้ให้คุณครูชาย วงษ์ประชุม ศิษย์ของหลวงปู่พรหม ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันฟัง คุณครูชายดีใจมาก ตัวเองอยู่รับใช้หลวงปู่พรหมมานาน จึงรู้ว่าควรจะทําอย่างไร จึงได้เดินทางไปกราบเรียนหลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม (วัดเหวลึก) เพื่อให้ท่านพาไปกราบหลวงปู่พรหม ขออนุญาตพาหมอมาทําฟันถวายท่าน
หลวงปู่พรหมท่านมักเรียกคุณครูชายว่า “ขี้ปลาทู” เมื่อท่านทราบเจตนาอันดีของลูกศิษย์ และทราบว่าหลวงปู่ขาว เพื่อนสหธรรมิก เป็นผู้แนะนําให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดมาขอ ท่านจึงได้ตกลงรับตามคําขอนั้น และท่านพูดว่า “ขี้ปลาทู เจ้าอยากทําหรือ เอ้า ! อนุญาตให้ทําได้เลย” เมื่อท่านอนุญาตแล้ว คุณครูชายเกิดความปีติยินดีเป็นอันมากที่จะได้ถวายการรักษาฟันแด่หลวงปู่พรหม เพื่อท่านจะได้ขบฉันอาหารได้สะดวก จึงรีบเดินทางไปกราบเรียนหลวงปู่ขาวว่า “หลวงปู่พรหมอนุญาตให้ทําฟันท่านแล้ว”
ด้วยค่าใช้จ่ายในการทําฟันค่อนข้างสูง หลวงปู่ขาวท่านจึงได้ถามด้วยความเมตตาเป็นห่วงว่า “ชาย เจ้าจะเอาเงินที่ไหน ถ้าไม่มีก็ให้มาเอากับหลวงปู่ได้นะ” คุณครูชายรู้สึกซาบซึ้งใจในเมตตาของหลวงปู่ขาวมาก เมื่อกลับมาก็รีบดําเนินการทันที โดยไปปรึกษากับหมอฟันชื่อ คุณหมอประเสริฐ แห่งร้านประเสริฐทําฟัน อยู่ที่ตลาดพังโคน สกลนคร แล้วรับคุณหมอไปถวายการทําฟันหลวงปู่พรหมที่วัดประสิทธิธรรม
หลวงปู่พรหม ได้มอบฟันซี่ที่ถอนให้คุณครูชาย คุณครูคําฟอง ได้เก็บบูชาในห้องพระ ในเวลาต่อมาฟันซี่นั้นได้กลายสภาพแปรเป็นพระธาตุ ส่วนรากของฟันมีสีเหลืองอร่ามใสเป็นแก้ว ส่วนบนของฟันมีคราบนํ้าหมากดําเกาะอยู่ และมีพระธาตุเสด็จมารวมอยู่ในผอบนั้นเพิ่มอีกจํานวน ๗ องค์ พระธาตุนั้นมีลักษณะเป็นสีขาวขุ่นใส เป็นเม็ดเล็กเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด สร้างความปีติยินดี และเป็นที่อัศจรรย์แก่ทุกๆ คน
หลังจากทําฟันเสร็จไม่นาน หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พระอรหันต์แห่งบ้านดงเย็น ท่านเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต จิตเข้าสู่แดนพระนิพพานบรมสุข เมื่อเย็นวันอังคาร ที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ด้วยโรคชรา สิริรวมอายุได้ ๗๙ ปี ๗ วัน พรรษา ๔๑”
พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านตอบปัญหาธรรมสั้นๆ
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริง การตอบปัญหาธรรมของท่านท่านตอบจากประสบการณ์จริงที่ปฏิบัติมาอย่างถูกต้อง แม่นยํา ตอบโดยไม่มีความลังเลสงสัยใดๆ ในธรรม แม้ท่านตอบเพียงประโยคสั้นๆ แต่ใจความก็ครอบคลุมปัญหาธรรมนั้นๆ จึงมีบรรดา พระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น เดินทางมากราบขอถวายตัวเป็นศิษย์ท่านที่ วัดถํ้ากลองเพลกันมากมาย
หลวงปู่คําสุข ญาณสุโข วัดป่าซับคํากอง จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านเป็นพระศิษย์รุ่นอาวุโส อีกองค์หนึ่งของหลวงปู่ขาว (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ท่านเล่าเหตุการณ์นี้ไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านได้มาขออยู่จําพรรษากับหลวงปู่ขาว ที่วัดถํ้ากลองเพล สาเหตุที่ท่านมาขอศึกษาอบรมและอยู่จําพรรษากับหลวงปู่ขาวนั้น ท่านเล่าว่า ท่านเคยได้ยินประโยคที่ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านบอก กับบรรดาพระศิษย์เอาไว้ว่า “หมดท่านแล้ว ให้มาพึ่งท่านขาว”
หลวงปู่คําสุข ท่านไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาวครั้งแรกที่ดงหม้อทอง ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ในขณะที่หลวงปู่ขาวท่านเมตตาไปอยู่จําพรรษาโปรดท่านพระอาจารย์จวน ตอนนั้นหลวงปู่คําสุขท่านเป็นพระบวชใหม่ เพิ่งได้สองพรรษา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ขออยู่จําพรรษากับหลวงปู่ขาว ที่วัดถํ้ากลองเพล ท่านเล่าว่า
“การเข้าไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ขาว เริ่มเข้าๆ ออกๆ วัดถํ้ากลองเพล ตั้งแต่ พรรษา ๙ แต่ไม่ค่อยได้ไปจําพรรษากับท่าน
ตื่นขึ้นมาจัดที่ฉันบนศาลา มองลงไปตรงถนนกลางวัด (วัดถํ้ากลองเพล) เห็นพระองค์หนึ่งผอมๆ ร่างเล็กคลุมผ้าจีวรเพราะอากาศหนาว เดินจงกรมริดๆ เหมือนหนูวิ่ง เราก็มองดูแล้วมองดูอีก นึกว่าพระมาจากไหน เข้าไปดูใกล้ๆ “อ้าว ! พ่อแม่ครูอาจารย์ขาวนี่” มีโอกาสก็เข้าไปเรื่อยๆ หมู่พระที่สนิทกันในตอนนั้นก็มี ท่านอาจารย์จันทา (หลวงปู่จันทา ถาวโร) อาจารย์ทองพูล (หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม) อาจารย์บุญพิน (หลวงปู่บุญพิน กตปุญฺโ) ฯลฯ ที่อยู่คอยเฝ้าเวร เฝ้าป่วยหลวงปู่ขาวด้วยกัน
การกราบถามปัญหาธรรมหลวงปู่ขาวครั้งแรก วันนั้นประมาณบ่ายสามโมง พระเณรกําลัง ได้เวลากวาดลานวัดกันอย่างขะมักเขม้นตามบริเวณกุฏิ ตามด้วยพื้นที่ส่วนรวม บริเวณที่รับผิดชอบ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่หลวงปู่ขาวจะได้พักผ่อนธาตุขันธ์สบายๆ สงัดจากหมู่คณะพระเณร ช่วงนี้ จึงได้โอกาสเหมาะสมที่เราจะเข้าไปสนทนาธรรมกราบเรียนถามปรึกษาเรื่องจิตตภาวนาที่ยังข้องใจ ขึ้นไปบนกุฏิ ท่านกําลังนั่งอ่านหนังสืออยู่จึงส่งเสียงกระแอมให้ท่านรู้ว่า มีพระมา ตามธรรมเนียมพระป่า ท่านก็กระแอมตอบเราจึงค่อยเข้าไป กราบเรียบร้อย นั่งตัวตรง พนมมือถามท่านว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์..กระผมภาวนาจิตรวมสงบได้แล้ว เป็นแล้วจะทํายังไงต่อ”
ท่านนิ่งสักพัก มองหน้า แล้วพูดด้วยนํ้าเสียงเบาๆ ว่า “เอ้า ! ดีแล้ว หมั่นเข้าหมั่นออก” ท่านพูดแค่นั้นก็ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ ..ตายแล้วทีนี้ ตายแล้วทีนี้..เราจะทํายังไงครูบาอาจารย์ท่านก็พูดแค่นั้น “หมั่นเข้าหมั่นออก” เราก็มาวิตกวิจารณ์ การภาวนาสงบครึ่งหนึ่ง ออกพิจารณา ครึ่งหนึ่ง ไม่ช้าไม่เร็ว การพักจิตในสมาธิจนเคยตัว โน้มไปเพื่อความสงบ ไม่ออกพิจารณาแยกแยะธาตุขันธ์ ขี้เกียจ..ไม่ถูกต้อง การพิจารณาจนเพลินเกินตัวไม่มีการพัก ก็หลงสังขาร ฟุ้งซ่าน สมุทัยเข้าแทรก หลวงปู่ขาวท่านรวบยอดสั้นๆ ให้แค่ “หมั่นเข้าหมั่นออก” เท่านั้น
สําหรับเหตุการณ์อื่นๆ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นต้นว่าเรื่องที่ หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้ชวนหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เพื่อนสหธรรมิก เดินทางกลับมาภาคอีสานด้วยกัน แต่หลวงปู่แหวน ได้กล่าวตอบว่า “ถ้ายังไม่บรรลุพระอรหัตตผลตามความมุ่งหวัง จะไม่ไปจากเมืองเชียงใหม่” วันหนึ่งหลวงปู่ขาว ได้ปรารภเป็นเชิงรําพึงอนุโมทนากับบรรดาสานุศิษย์ของท่านขึ้นว่า “เมื่อคืน ได้นิมิตเห็นท่านแหวนจิตใจใสเหมือนแก้ว สว่างไสวทั้งองค์ ท่านแหวนได้อรหัตตผลแล้วหนอ” นี้คือคําอุทานของพระอรหันต์
ส่วนเรื่องหลวงปู่สิงห์ตู้แดงตายไปเกิดเป็นงูขาว ครูบาอาจารย์ เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่สิงห์ตู้แดง เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ขาว อยู่ถํ้าพระ ปีที่ท่านจะตาย หลวงปู่ขาวสั่งให้ท่านกลับมาวัดถํ้ากลองเพล ท่านว่า “สิงห์ๆ มาอยู่กับเราซะปีนี้” ผู้อื่นบอกไม่มานะ หลวงปู่ขาวบอกมาทันทีเลย หลวงปู่สิงห์ตู้แดงเทศน์นี่ โอ๊ย ! เหมือนตู้แดง ปุ๊บ พอมาอยู่นี่ทีนี้ ให้หลวงปู่สิงห์เทศน์ ท่านก็เทศน์ไม่มีขัดมีข้อง โอ๊ย ! ลื่นไหล ปู่สิงห์ตู้แดง พอจะมาเป็นปู่สิงห์ตู้ไม่แดง ก็ตอนที่ หมออวยมาวัดถํ้ากลองเพล หมออวยว่า “ขอฟังธรรมท่านอาจารย์” แต่ก่อนหมออวยเรียกท่าน-อาจารย์ ท่านไม่เรียกหลวงปู่สิงห์นะ หลวงปู่ขาวท่านก็สั่งให้เทศน์ “สิงห์เทศน์หน่อย” ปู่สิงห์ก็จะเทศน์นะทีนี้ พอเทศน์จบ หมออวยก็ว่า “ผมไม่ต้องการธรรมะท่าน ต้องการธรรมะอาจารย์ขาว” ตั้งแต่นั้นมาเงียบสนิท ไม่เทศน์อีกเลย เป็นปู่สิงห์ตู้ดํา
ต่อมาหลวงปู่สิงห์ท่านก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งในตับ โรคอันนี้จะเจ็บปวด หลวงปู่สิงห์ก็จะออกอาการทุรนทุรายและออกร้อน ไม่ห่มผ้า กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ทั้งคืน ผลสุดท้ายก็นิมนต์หลวงปู่จันทาขึ้นเทศน์ว่า หลวงปู่ขาวท่านก็สั่ง “ทา ทา ขึ้นเทศน์หน่อย เทศน์อีกคนหน่อย” หลวงปู่จันทาก็เลยเดินขึ้นเทศน์ เทศน์เสร็จแล้ว หลวงปู่สิงห์ก็โกรธ “ใช่สิ ผู้ไม่เป็นโรค มันก็เทศน์ได้ ลองมาเป็น เหมือนผมดูสิ ถ้าทนได้” ท่านว่า “ผู้ไม่เป็นก็เทศน์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้สิ ถ้ามาเป็นเหมือน ผมนี่ ตายแล้วนะ” หลวงปู่สิงห์เจ็บหนักถึงกับออกปากร้อง “โอ๊ยๆๆ” ออกร้อน เอาพัดลมเป่า เป่าเข้าไป ลมพัดขนาดไหนก็ร้อนนะ โรคมะเร็ง ร้อง ตายหมดเลย
พอหมดจริงๆ มันจะตาย โรคมะเร็ง “โอ๊ย ! ของเราไม่ตายแล้วทีนี้” “โอ๊ย ! ปู่สิงห์ ไม่ได้ สติสัมปชัญญะอะไร ครางจนวันตาย ปฏิบัติมาแย่มากๆ เหมือนไม่ได้ปฏิบัติ” จิตหลวงปู่สิงห์ ทีนี้ ไปอยู่กับหลวงปู่ขาว ไปรักหลวงปู่ขาว เลื่อมใสหลวงปู่ขาวมาก แต่ว่าไม่ได้ปฏิบัติ จิตเข้าไปเกิดเป็นงู งูขาว ตัวขาวโพลน ตัวใหญ่เท่าแขนเด็กน้อยนี่ ลําตัวยาวเหยียดไปขดอยู่ใต้เตียง หลวงปู่ขาวนั่น ปัดโธ่ โอ้งู ผมก็เลยว่า มันก็เป็นหลวงปู่สิงห์นั่นแล้ว งูแบบนี่ ไปขดม้วนอยู่ใต้เตียงหลวงปู่ขาว “งูอะไรปู่ โกรธให้เจ้าของ โกรธให้หลวงปู่จันทา หลวงปู่จันทาไปส้วมไปห้องนํ้าโน่น งูก็ตามไป พอดีท่านเข้าไป งูขาวก็พรวดพราดใส่เลย “โอ๊ย ! อ้าวหลวงพ่อสิงห์นี่นา ทําไมมาโกรธอะไรให้นักหนาแท้ ตอนเป็นพระจิตมันตั้งไม่ได้ จิตท่านหวั่นไหว จิตเป็นโทสะ โทสะจิต เวลา หลวงปู่จันทาเทศน์ เกิดโทสะขึ้นมาที่นี้ โทสะตายเป็นงู จิตร้ายกาจที่สุด ผู้ใดขณะตายเกิดโทสะ ผู้นั้นเป็นงู ผู้ใดตายไปเป็นงู ผู้นั้นไปเป็นยักษ์ เป็นอย่างนั้นนะจิต”
ภาค ๑๙ ปฏิปทาการดําเนินของหลวงปู่ขาว
ปฏิปทาการดําเนินของหลวงปู่ทั้งสมัยยังหนุ่มและชราภาพ
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาวท่านมีนิสัยใจเด็ดเดี่ยว ความเพียรกล้าทั้งสามอิริยาบถ คือ เดินจงกรมก็เก่ง เดินแต่ฉันเสร็จแล้วถึงเที่ยง เข้าพักร่างกายพอบรรเทาขันธ์ แล้วเข้านั่งสมาธิพอประมาณราว ๑ – ๒ ชั่วโมง จากนั้นก็เข้าสู่ทางจงกรม ทําความเพียร ละหรือถอดถอนกิเลสประเภทต่างๆ ที่เคยฝังจม อยู่ภายในใจสัตว์โลกไม่เคยบกบางเหมือนสิ่งอื่นๆ กี่ชั่วโมงท่านไม่ค่อยกําหนด จนถึงเวลาปัดกวาดบริเวณที่อยู่ของพระองค์เดียว ที่ไม่ชอบกังวลกับสิ่งใดผู้ใด ท่านจึงออกมาปัดกวาด สรงนํ้า นั่งรําพึงไตร่ตรองอรรถธรรมในแง่ต่างๆ ตามอัธยาศัย หลังจากนั้นส่วนมากท่านมักเข้าทางจงกรมมากกว่าการเข้านั่งสมาธิภาวนา
ท่านเดินจงกรมแต่ละครั้งราว ๓ – ๔ – ๕ ชั่วโมง บางครั้งถึง ๖ ชั่วโมง จึงจะเข้าที่พัก ซึ่งส่วนมากมักเป็นเพิงบ้าง เป็นปะรําเล็กๆ บ้าง ในหน้าแล้ง ฝนไม่ตก ถ้าหน้าฝนก็อยู่กุฎี ซึ่งเป็นกระต๊อบพอหมกตัวอยู่ได้ ไม่หรูหราน่าอยู่อะไรเลย ยังน่าสังเวชด้วยซํ้าในสายตาของผู้เคยอยู่ด้วยความปรนปรือหรูหรามาก่อน เริ่มไหว้พระสวดมนต์ ก่อนนั่งสมาธิภาวนา ท่านชอบสวดมนต์นานด้วย กว่าจะหยุดเวลาเป็นชั่วโมงๆ หลังจากไหว้พระสวดมนต์ ก็เข้าที่ทําสมาธิภาวนาต่อไปเป็นหลายๆ ชั่วโมงกว่าจะพักผ่อนหลับนอน การเดินจงกรมของท่านก็นาน การนั่งภาวนาก็นานเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง การยืนก็นาน เมื่อถึงวาระที่ควรยืนรําพึงอรรถธรรมภายในใจด้วยปัญญา ท่านยืนได้เป็นชั่วโมงๆ เช่นกัน จนกว่าจะหมดปัญหาจากข้อธรรมที่รําพึงไตร่ตรองนั้นๆ ท่านจึง ก้าวเดินจงกรมในท่าเดิมต่อไป การนั่งสมาธิภาวนา ท่านนั่งจนตลอดรุ่งได้ในบางคืน ท่านเคยนั่งตลอดรุ่งอยู่บ่อยๆ สมัยยังหนุ่มอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับหนุ่มฟ้อดังพระเณรหนุ่มทั้งหลาย เพราะตอนท่านออกบวชอายุท่านก็ได้สามสิบกว่าปีแล้ว ท่านเป็นนักรบนักต่อสู้ในทางธรรมจริงๆ
ท่านเคยเทศน์ให้พระเณรฟังอย่างเด็ดๆ ก็มีในบางโอกาสว่า
“ท่านทั้งหลายทราบไหมว่า สกุลของกิเลสที่ครองอํานาจบนหัวใจสัตว์โลกในไตรภพมานาน จนประมาณกาลเวลาของมันไม่ได้นั้น เป็นสกุลที่เหนียวหนับตับแข็งมาก มีกําลังมากฉลาดแหลม คมมากยิ่งกว่านํ้าซับนํ้าซึมเป็นไหนๆ กลมารยามาก ร้อยสันพันคม ควํ่ากิน หงายกิน ปลิ้นปล้อนหลอกลวงสัตว์โลก ไม่อาจพรรณนาวิชาการและลวดลายของมันให้จบสิ้นลงได้ เนื่องจากมันมีมากยิ่งกว่าท้องฟ้ามหาสมุทรสุดสาครเป็นไหนๆ ในสามแดนโลกธาตุนี้ อยู่ในข่ายแห่งวิชา และอํานาจของมันครอบงําทั้งสิ้น ไม่มีช่องว่างแม้เม็ดทรายหนึ่ง ที่วิชากลอุบายอันแยบคายของมันจะไม่เข้าไปเคลือบแฝงหรือซึมซาบอยู่ หากเป็นตุ่ม ก็เต็มตุ่มล้นตุ่ม เป็นยุ้งก็เต็มยุ้ง เป็นฉางก็เต็มฉาง เป็นบ้าน ก็เต็มบ้าน เป็นเมืองก็เต็มเมือง เป็นโลกก็เต็มโลก เป็นท้องฟ้ามหาสมุทร ก็เต็มท้องฟ้ามหาสมุทร เป็นโลกธาตุก็เต็มโลกธาตุ ไม่มีว่างเว้นจากมัน คือ สกุลกิเลสที่ทรงพลังมหาศาลจะไม่ดักข่าย ครอบไว้
ทั้งสามโลกธาตุนี้คืออาณาจักรและขอบข่ายแห่งอํานาจของสกุลกิเลสทั้งมวล และแน่นหนามั่นคงมาก ยากที่สัตว์ทั้งหลายจะเล็ดลอด หรือทําลายออกมาได้ นอกจากพระพุทธเจ้าและ พระอรหันต์เท่านั้น ถ้าท่านทั้งหลายยังไม่ทราบวิชาร่ายมนต์กล่อมสัตว์โลกของมัน ก็ขอนิมนต์ทราบแต่ขณะนี้ จะได้มีสติตื่นตัวตื่นใจไม่นิ่งนอนดังที่เป็นมาและเป็นอยู่เวลานี้
การพูดสกุลกิเลสให้ท่านทั้งหลายฟังนี้ ผมพูดออกมาจากความที่เคยเคียดแค้นต่อมันตามระยะเวลา และกําลังแห่งความเพียร ที่เคยต่อสู้หํ้าหั่นกับมัน ขั้นเริ่มแรกมีแต่แพ้มันอย่างหลุดลุ่ย หมดทางต่อสู้เป็นพักๆ ฟิตใหม่สู้ใหม่ สู้ใหม่เป็นพักๆ และแพ้มันแบบล้มลุกคลุกคลานเป็นตอนๆ พอโงหัวขึ้นได้บ้างก็สู้ใหม่ๆ ด้วยใจของนักต่อสู้ โดยยึดเอาตาย กับชัยชนะมันเป็นเดิมพัน สู้ไม่ถอย นั่งอยู่ก็สู้ คือก็เพียร เดินอยู่ก็สู้ ยืนอยู่ก็เพียร นอนอยู่ถ้ายังไม่หลับก็สู้ ในท่าต่างๆ เป็นท่าต่อสู้ ทั้งนั้น แม้จะแพ้แล้วแพ้เล่าก็ไม่ถอย เพราะยังไม่ถึงจุดที่ตั้งเอาไว้ดั้งเดิม คือตายและชนะอย่าง เด็ดขาดเท่านั้น จึงเป็นจุดที่ยุติการต่อสู้ เมื่อสู้ไม่ถอย เพียรไม่ถอย กําลังและความคล่องตัวแห่ง สติปัญญาก็ค่อยๆ ขยับตัวขึ้นมา ใจที่เคยคึกคะนอง เหมือนม้าตัวผาดโผน ก็ค่อยสงบลงได้
ใจที่เคยเรียน เคยจําได้แต่ชื่อแต่นามว่า สมาธิๆ ความสงบมั่นคงก็ค่อยปรากฏเป็นสมาธิ ความสงบมั่นคงขึ้นมาในตัวเองให้ได้เห็นได้ชม จนประจักษ์กับตัวเองว่า อ้อ คําว่าสมาธิๆ ที่ท่านจารึกไว้ในตํารานั้น ความจริง ความมี ความเป็น ความปรากฏแห่งสมาธิแท้นั้น ปรากฏขึ้นที่ใจ นี้เองหรือ เออ บัดนี้เราหายสงสัยเรื่องสมาธิในตําราแล้ว เพราะได้มาปรากฏองค์สมาธิอยู่กับใจ ของเราเองเวลานี้ ใจสงบ ใจสว่าง โล่งภายในใจที่เคยอัดอั้นตีบตันและปิดทางตัวเองมานาน แสนนาน เริ่มลืมตาอ้าปาก พูดจาปราศรัยกับเพื่อนฝูงได้ ด้วยความโล่งใจ แน่ใจ และมั่นใจต่อมรรคผลนิพพาน ว่าจะไม่ตายเสียก่อนจะได้ชม แม้เพียงขั้นสมาธิความสงบ ก็นับว่าพอกินพอใช้ ไม่ฝืดเคืองสําหรับฐานะเราคนจนมาตลอดภพชาติต่างๆ
ต้นทุนแห่งอัตสมบัติ คือ สายทางแห่งมรรคผลนิพพานที่เรามั่นใจว่าจะต้องถึงในวันเวลา ข้างหน้า คือ สมาธิสมบัติ ความสงบเย็นใจ เราได้เป็นต้นทุนประจักษ์แล้วเวลานี้ เรามีหวังใน ธรรมสมบัติขั้นสูงส่งขึ้นไปโดยลําดับ ด้วยความพากเพียรที่เป็นมาและเป็นอยู่ อิทธิบาทสี่นี้เริ่มปรากฏขึ้นมาบ้างแล้ว คือ
“ฉันทะ” พอใจทั้งการบําเพ็ญเพียรภาวนา พอใจทั้งผลที่ปรากฏกับใจขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ขาดวรรคขาดตอน ราวกับนํ้าซับนํ้าซึม จิตใจชุ่มเย็นโดยสมํ่าเสมอในอิริยาบถต่างๆ
“วิริยะ” เพียรไม่ถอย ทุกอิริยาบถเป็นไปด้วยความเพียรปราบกิเลส ถอนกิเลสสกุลมหิมา
“จิตตะ” มีความฝักใฝ่ใคร่ต่อการบํารุงรักษาใจเพื่อธรรมรสอันโอชา พยายามระวังรักษา ไม่ให้รสอันเป็นพิษภัยแทรกสิงใจ
“วิมังสา” พิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรอง มองหาเหตุหาผลที่มาเกี่ยวข้องกับใจ ด้วยความ ไม่ประมาท พยายามฝึกจิตที่เคยโง่เพราะความปิดบังของกิเลส ให้คลี่คลายขยายตัวขึ้นสู่ธรรม คือ ความฉลาดของสติปัญญา ใจไม่อับเฉาเมามัวเหมือนแต่ก่อน อิทธิบาททั้งสี่ นับวันมีกําลังเข้มแข็งขึ้นตามๆ กัน
ทั้งฉันทะ ทั้งวิริยะ ทั้งจิตตะ และวิมังสาธรรม กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมีกําลังกล้าพร้อมเผชิญหน้ากิเลส โดยไม่เลือกกาล สถานที่ และเหตุการณ์ใด มีจิตมุ่งมั่นจะหั่นแหลกกันโดยถ่ายเดียว
เมื่อสมาธิปรากฏเป็นปากเป็นทาง พอตั้งตัวได้แล้ว ก็เร่งทางปัญญาออกพิจารณาธรรม ทั้งหลาย ทั้งภายในภายนอกประสานกัน รวมลงในไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อิทธิบาททั้งสี่จึงเริ่มประสานงานกันอย่างสนิทติดพัน จนกลายเป็นอิทธิบาทอัตโนมัติไปตามสติปัญญาที่พาให้เป็นไป นับแต่บัดนั้นแล จะเรียกว่าเข้าสู่สงครามกับกิเลสชนิดต่างๆ แบบตะลุมบอนก็ไม่ผิด เพราะความรู้สึกนึกคิดที่หนักไปในธรรมวิมุตติ นับวันเวลามีกําลังและสะกิดใจไม่หยุดหย่อน ในลักษณะสู้ไม่ถอย เอาให้หลุดพ้นโดยถ่ายเดียว แม้จะตายก็ขอให้ตายในสนามรบ คือ ตายในวง ความเพียรท่าต่อสู้อย่างเดียว หากยังไม่ตายก็เอาให้กิเลสหมอบราบและตายเกลื่อน ให้เห็นประจักษ์ใจทุกระยะแห่งการต่อสู้ด้วยสติปัญญา ซึ่งเป็นธรรมาวุธอันทันสมัย”
ปฏิปทาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านดําเนินตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเข้มงวดเคร่งครัด ในสมัยที่ท่านออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม ท่านจะย้ายสถานที่ในการบําเพ็ญเพียรไปเรื่อย ท่านจะไม่เคยพักจําพรรษาประจําอยู่ที่ใดที่หนึ่งเกิน ๓ ปี สาเหตุเพื่อผลการภาวนา ท่านจะได้ไม่ติดวัตถุ ไม่ติดสถานที่ ไม่ติดญาติโยม และไม่ติดลาภสักการะ แม้องค์พระศาสดาพระบรมครู ก็ไม่พํานักอยู่ประจําที่ใดที่หนึ่งเป็นการถาวร สถานที่ต่างๆ ที่ท่านอยู่จําพรรษา มักจะเป็นสถานที่ท่านเคยเกิดเป็นคน หรือสัตว์ต่างๆ ในอดีตชาติ
องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ยกย่องปฏิปทาของหลวงปู่ขาว ไว้ดังนี้
“โอ๋ย ! อย่าว่าเราความเพียรกล้าเลย เวลาฟังครูบาอาจารย์แต่ละองค์มา คือออกคนละแง่ละทาง แล้วแต่สติปัญญา จริตนิสัยของใคร เป็นเทคนิคของแต่ละคนๆ ที่จะออกต่อสู้กับกิเลส ด้วยวิธีการต่างๆ อย่างหลวงปู่ขาวก็เหมือนกัน เด็ดมากนะ หลวงปู่ขาว ไม่ใช่เล่น …
ปฏิปทาของท่านฟังแล้วลืมไม่ลง ท่านเด็ดของท่านเอง อย่างนั้นล่ะ ถ้าไม่มีอย่างนั้น ก็ไม่มีผลประโยชน์เกิดขึ้น คือธรรมจะเกิดขึ้นเวลาจนตรอกจนมุม เวลาฟัดกัน จะเห็นพิษสง ของกันและกัน ระหว่างกิเลสกับธรรม ได้เห็นกําลังวังชาของกันและกัน ส่วนมากถ้าลงเด็ดขนาดนั้นแล้ว ธรรมต้องชนะทุกครั้งไปเลย”
เมื่อท่านมาปักหลักจําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพล ในด้านการก่อการสร้าง ท่านไม่เคยเอ่ยปากขอญาติโยม หรือเรี่ยไรใดๆ ท่านถือดําเนินตามปฏิปทาพ่อแม่ครูอาจารย์ โดยเน้นการบําเพ็ญภาวนา สิ่งปลูกสร้างถาวรที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น กุฏิ ศาลา โรงฉัน เป็นต้น ล้วนเกิดจากแรงศรัทธาญาติโยมมาขอ ท่านก็เมตตาอนุญาต
ครูบาอาจารย์เล่าว่า “หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพาพระเณรมาอยู่ในวัดถํ้ากลองเพล ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ สมัยก่อนยังไม่มีกุฏิ ไม่มีวิหาร ไม่มีศาลา ไม่มีอะไรเลย ท่านพาอยู่รุกขมูล มาอยู่ป่า มาอยู่ในถํ้า ต่อมาเมื่อศรัทธาญาติโยมทราบข่าวว่า ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาอยู่ในสถานที่นี้ก็อยากจะสร้างกุฏิ ศาลาถวาย แต่หลวงปู่ขาวท่านบอกว่า “ทําเอาเองเด้อ อย่าให้พระให้เณรไปทําเด้อ อยากได้บุญก็ทําเอา” ต่างคนต่างเหมาคนละกุฏิ ใครจะทําศาลาก็ทํา ใครจะทําอะไรก็แล้วแต่ พระเณรมีหน้าที่บําเพ็ญคุณงามความดี เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นี่เป็นปฏิปทาของหลวงปู่ขาว
ท่านชอบสงบมาก เวลามาอยู่ทีแรก เขาจะตัดทางรถมา ท่านห้ามเลย “อย่าตัดทางรถมานะ เรามาภาวนานะ ตัดทางรถมานี่คนมาวุ่นวายกับเรานะ เราไม่ได้ภาวนา” ถึงขนาดนั้น เวลาฉันจังหันเสร็จ ท่านจะได้ย่ามใบหนึ่ง เอากระติกนํ้าอันหนึ่งขึ้นไปบนภูเขา ท่านนั่งภาวนาอยู่ บนก้อนหิน ร่มไม้ เข้าวิหารธรรม เข้าจิตเข้าใจนั่งสมาธิภาวนาเป็นพิเศษเลย ท่านไม่เกี่ยวข้องกับ ใครเลย
เมื่อเวลาแก่แล้ว ญาติโยมทั้งหลายก็มีศรัทธาแก่กล้า ตัดถนนเข้ามา มาสร้างนั่นสร้างนี่ ท่านก็อนุโลม เพราะว่าท่านแก่แล้ว “ใครอยากได้บุญก็ทําไปเถิด เราไม่ทําล่ะ เราจะนั่งภาวนา พุทโธ นอนภาวนาพุทโธ จนถึงวันตาย” นี่หลวงปู่ขาวท่านเอาอย่างเดียว คือ ภาวนาพุทโธ เวลา ท่านแก่แล้วนั่งภาวนาไม่ได้ นอนภาวนา นั่งสวดมนต์ไม่ได้ นอนสวดมนต์ นอนสวดมนต์เอามือพนมไหว้แล้วก็ปากปั๊บๆๆๆ เอาอยู่อย่างนั้นแหละ จนถึงวันตาย นี่ครูบาอาจารย์ที่ท่านได้หลักธรรมะ แล้ว ท่านไม่กระตือรือร้น ท่านไม่สงสัยอะไร อยู่ไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น เมื่อสังขารถึงเวลาแล้วมันก็ จากไปเป็นธรรมดา
หลวงปู่ขาวทําบุญมาหลายชาติ หลวงปู่ขาวใจสะอาดชาติผ่องใส หลวงปู่ขาวไม่มีห่วงพ่วงอาลัย หลวงปู่ขาวไปแล้วสู่นิพพาน เราสามารถพูดได้เลยว่า หลวงปู่ขาวไม่ตกค้างอยู่ในโลก เพราะท่านทําความเพียรจริงๆ ท่านไม่มีอะไรสักอย่าง เมื่อเวลาท่านมรณภาพแล้ว ท่านไม่เคยรู้ว่าเงินมีเท่าไร ท่านไม่ได้สั่งสมอะไรไว้ มีแต่ภาวนาลูกเดียว พุทโธอยู่อย่างนั้นนะ
เวลาจะสร้างกําแพงรอบวัด ความยาว ๖ กิโลเมตร ใช้เงินไปตั้ง ๖ ล้าน หลวงปู่ขาว “สร้างไปเลย เราจะนั่ง เราจะนอนภาวนาพุทโธๆ มันไหลมาเอง” เป็นจริงๆ ไหลมาหมดเลย คนนั้นก็บริจาคมา คนนี้ก็บริจาคมา ขอให้หลวงปู่ขาวพูดเถอะ อยากจะสร้างศาลาสักหลังหนึ่ง ก็มีคนพร้อมที่จะบริจาคทันที แต่ท่านบอกว่า “อย่าสร้างใหญ่นะ สร้างพออยู่ได้นะ เราไม่ชอบใหญ่ชอบโตนะ อยู่ป่ามันดีแล้ว”
หลวงปู่ขาว ท่านถือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ชอบอยู่ในป่าในภูในเขา ชอบอยู่ในที่เงียบมันสงบ ไม่คลุกคลีตีโมงด้วยอารมณ์ต่างๆ จิตก็สงบทั้งกลางวันกลางคืน จิตใสเหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ ไม่มีราหู ไม่มีมืดมาบังได้ เพราะจิตมันปราศจากกิเลสแล้ว ท่านละ ท่านเลิกกิเลสได้แล้ว”
หลวงปู่ขาว ท่านชอบเดินจงกรมมาก แม้ท่านจะชราภาพอายุ ๙๐ กว่าปี ก็ยังเดินจงกรม ตอนเช้าและตอนเย็นหลังสรงนํ้าเสร็จ ท่านจะเดินจงกรมที่ระเบียงกุฏิ ท่านเดินจงกรมโดยตลอด ช่วงท้ายๆ ได้จับระเบียงเดิน โดยมีพระอุปัฏฐากคอยจับแขนพยุง ท่านเดินจงกรมจาก ๓ รอบ ลดลงมาเหลือรอบเดียว ตามกําลังธาตุขันธ์ที่อ่อนลงจนเดินไม่ได้ ก่อนจะพักหัวคํ่า ท่านก็จะ สวดมนต์ทําวัตรเป็นประจํา ในช่วงที่ท่านเดินไม่ได้ ได้แต่นอนนั้น ท่านก็จะเอาสองมือมาแนบไว้ ข้างหู นั่นแหละ ท่านสวดมนต์ทําวัตร ห้ามพระเข้าไปใกล้
ปฏิปทาที่หลวงปู่ขาวพาดําเนิน
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านดําเนินตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต อย่างเคร่งครัด โดย หลวงปู่จันทา ถาวโร เทศน์ไว้ดังนี้
“วันเข้าพรรษาอย่างวันนี้แหละ ให้พากันขอขมาโทษซึ่งกันและกัน แล้วก็ต่างองค์ก็ต่างอโหสิให้ซึ่งกันและกัน ไม่ให้โทษ ไม่ให้เป็นบาปเป็นกรรม เพื่อว่าการเจริญสมณธรรมนั้นจะนํามาซึ่งความเจริญ ไม่ขัดข้อง อันนี้ข้อสําคัญ
ฉะนั้น ผมเองอยู่กับหลวงปู่ขาวหลายปี ทีนี้หลวงปู่ขาวพาให้ทําวัตรหมดนั่นแหละ ทําไปตลอดจนสุดปลายแถว เมื่อมาอยู่ที่นี่ (วัดป่าเขาน้อย) ผมกับหลวงปู่อํ่าปรึกษากัน พระเณร มันหลาย (มาก) จะทําอย่างไร ก็เห็นพร้อมกันแล้วว่า ทําวัตรตั้งแต่พระเถระผู้ใหญ่แล้วก็พอ พระผู้น้อยก็ให้นึกในใจเอาก็ดี นึกว่าอโหสิซึ่งกันและกัน ไม่จองเวรจองกรรมซึ่งกันและกันก็ได้
ทีนี้ไหว้พระสวดมนต์ ทําวัตรเย็น ทั้งพระใหม่และเก่าก็ดี ให้เลิกเสีย ไม่ให้ทําอีกต่อไป มันจะไปกีดขวางกันนั่นแหละ เวลาเย็นคนหนึ่งอยากเดินจงกรม อีกคนหนึ่งก็มาชักชวนไปไหว้พระ ทําวัตร มันก็ไม่เรียบร้อยมันขัดข้อง ฉะนั้น ผมเองอยู่กับหลวงปู่ขาวนะ เริ่มแรกไม่มีไหว้พระ สวดมนต์ ผมก็ถามคืนไปว่า “หลวงปู่มั่นทําอย่างไร” ท่านก็บอกว่า “ทําวัตรเช้า ทําวัตรเย็น ทําเอาใครเอามัน ต่างคนก็ต่างตั้งใจมาบวช แล้วมาสะสมบุญ นั่นแหละ ทําเอาเลยเช้า – เย็น อยากได้มากก็ทํามาก อยากได้น้อยก็ทําน้อย” นี่หลวงปู่มั่นสอนหลวงปู่ขาว ผมอยู่กับหลวงปู่ขาวก็ไม่มีการทําวัตรเช้า วัตรเย็น นั่นแหละ ทําเอาใครเอามัน นี่ข้อสําคัญ”
“เมื่อฉันเช้าเสร็จแล้ว ผมปฏิบัติหลวงปู่ขาวนะ ผมฉันเร็วนะ ฉันไม่มาก พอเสร็จแล้ว รีบล้างบาตรของตัวเอง เสร็จแล้วเช็ดให้เรียบร้อย เก็บไว้ที่เหมาะสม แล้วก็รีบไปรอปฏิบัติหลวงปู่ขาว ตําหมาก หรือล้างบาตร ล้างกระโถนให้ทุกอย่าง ตั้งใจประพฤติปฏิบัติทําอยู่อย่างนั้นนะ ทั้งวันคืน นี่แหละการทําความเพียร ทีนี้หลวงปู่ขาวอยู่ถํ้ากลองเพล ฉันเช้าแล้วฝึกสอนผมนะ พาไปทําความเพียร ไปที่ผาบิ้ง ที่แจ้งๆ นะ ไปแล้ว ท่านเอาผ้าอาบนํ้าคลุมหัวเท่านั้นแหละ พาเดินจงกรมแข่งแดดนะ ผมเห็นท่านทํา ผมก็ทําด้วย นี่แปลว่าท่านสอน ผมว่า “ขอโอกาสหลวงปู่ เดินจงกรมแข่งแดดมันไม่ร้อนหรือ”
“อ้าว ! มันเป็นบ้าหรือพระนี่ ไม่รู้หรือพระพุทธเจ้าว่า อัพโภกาสิกังคะ นี่พระพุทธเจ้า ทํามาแล้ว จึงได้ตรัสรู้ทุกอย่าง ทีนี้เราก็ต้องทําตามพระองค์เจ้า จะเลือกคัดจัดสรรสถานที่ไม่ได้นะ หน้าที่ของเราจะต้องทําความเพียร ไม่ว่าร้อน หนาว หิว กระหาย พระองค์เจ้าไม่ยึด ไม่เลือกกาลสมัยและสถานที่ทั้งนั้น ได้โอกาสแล้วทําเลย โอ๊ย ! มันจะร้อนอย่างไร ถือร้อนถือหนาว มันได้หรือ อัพโภกาสิกังคะ เดินจงกรมอยู่ที่แจ้งๆ หรืออยู่ที่แจ้งๆ นั่นแหละ เราก็เจริญรักษาสมบัติของพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ท่านผู้ดีทั้งหลายไว้ ท่านทำอย่างนี้”
หลวงปู่มั่นไปอยู่บางแห่งไม่มีร่มไม้ ท่านก็เอาผ้าอาบนํ้าคลุมหัวเดินที่แจ้งๆ นั่นแหละ ท่านก็ทํา ท่านจึงได้เป็นพระดี นี่ข้อสําคัญ ผมเองก็ทํากันอยู่อย่างนั้น ไม่ยึดสถานที่ เมื่อเราตั้งใจทํา คุณงามความดี อยู่สถานที่ใดก็ดีทั้งนั้น นั่นแหละ หลวงปู่ขาวพาผมทํานะ เดินจงกรมแข่งแดด ก็เอาผ้าอาบนํ้าโพกหัวเสีย หรือเรามีร่มอยู่ ฉันเช้าเอาบาตรขึ้นกุฏิแล้ว กางร่มเดินจงกรมก็ได้ เหมือนกันนะ ไม่ผิดหรอก ทําได้ดีทั้งนั้น ดีกว่าเราไม่ทํา กางร่มเดินจงกรม มือขวาจับร่ม มือซ้ายก็เอาไว้ใต้พกผ้า ภาวนา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไปอย่างนั้น อันนี้ข้อสําคัญ
เดินจงกรมนี่เป็นบุญมากนะ เดินจงกรม ยืนภาวนา ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ อดนอน ผ่อนอาหาร พิจารณาธาตุขันธ์น้อมลงสู่ไตรลักษณ์เสมอ นี่แหละเรียกว่า สมถกรรมฐาน วิปัสสนา-กรรมฐาน แปลว่า ฐานะอันเอก ฐานะอันเลิศนะ วิปัสสธาตุจะแจ้งซึ่งภพชาติสังขาร เป็นทาง ดําเนิน เป็นอาวุธอันทันสมัย จะนําจิตเข้าสู่ความสงบได้ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ อันนั้นเป็นผลเกิดขึ้นจากการที่เราเจริญธรรม ไม่ผัดวันปันเวลานะ จะได้ผลสมดั่งใจหมาย อันนี้ ข้อสําคัญ
ฉะนั้น ทุกท่านเมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว ตั้งแต่วันนี้ไปนะ จงตั้งใจนะ จะเอาอย่างไรธุดงค์ ๑๓ ข้อนี้ พระองค์เจ้าทรงบัญญัติไว้ ธุตังคะ เป็นเครื่องกลั่นกรองกิเลส เป็นเครื่องย่างกิเลส เราจะเอาธุดงค์ข้อใดในไตรมาส ๓ เดือนนี้ก็จงตั้งใจเอาให้ได้นะ ตั้งใจประพฤติปฏิบัติต่อไป เว้นไว้แต่เจ็บไข้ ได้ป่วย อันนั้นก็ยกไว้ก่อน ถ้าสังขารร่างกายอํานวยผลให้อยู่ก็ทําไปอย่างนั้น ไม่ห่วงใยอาลัยสังขาร ตายเป็นตาย ต้องเอาอย่างนั้นนะ
หลวงปู่ขาวว่า ถ้าทําความเพียรไม่ได้ก็อย่าหวังว่าจะเป็นไป นั่นแหละ มักง่ายไม่พองาย ท่านว่าขี้ใกล้ทางมันเหม็น มักง่ายไม่พองาย คือ ขี้เกียจขี้คร้าน นั่นแหละ
ตั้งใจในไตรมาส ๓ เดือน เอาให้ได้นะ มรรคผล ๔ ขั้น ไม่ได้ขั้นใหญ่ก็ได้ขั้นต้นดีมาก สัตตักขัตตุปรมะ (พระโสดาปัตติผลขั้นต้น ผู้มีเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่ง คือ เวียนเกิดในสุคติภพอีก อย่างมากเพียง ๗ ครั้ง ก็จักบรรลุอรหัต) ก็ดีมาก ถ้าจิตได้บรรลุขั้นนี้ต้องได้นะ ถ้าบุญพาวาสนาส่ง ถ้าไม่ได้เพราะอินทรีย์อ่อน บารมีธรรมอ่อน ก็เร่งความเพียรต่อไปอีก ปีนี้ ปีหน้า วันนี้ วันหน้า เดือนนี้ ต่อไปเป็นนิจ
ทีนี้เมื่ออินทรีย์แก่ขึ้น บารมีธรรมก็แก่ขึ้น จะได้ในขณะทําความเพียรอยู่นะ พิจารณาเห็นทุกข์เท่านั้น ทุกลมหายใจเข้าออก จิตสงบลงไปพักเดียวเห็นแจ้งชัด จิตจะได้บรรลุนิยโตธรรม ขั้นต้นขั้นแรก ถ้าไม่ได้ในขณะนั้นแสดงว่าอินทรีย์อ่อน บารมีธรรมอ่อน ก็จะไปได้เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย พิจารณาเห็นทุกข์ จิตก็เบื่อหน่าย วางความกําหนัด วางอุปาทาน ได้บรรลุในขณะนั้น ถ้าไม่ได้ นั่นแสดงว่าอินทรีย์อ่อน บารมีธรรมก็อ่อนอยู่ ก็ทําต่อไปอีก เมื่อมันจะตายนะ โอ๊ ! ตายจริงๆ หนอ พิจารณาคืนหลังก็มาเพียงแค่นี้ ไปหน้ามันก็ตาย สังขารที่เป็นที่พึ่งอาศัยมันก็ตายหนอ เราหมด ที่พึ่งแล้วจะไปไหนเล่า โอ๊ ! ไม่รู้ทั้งนั้น นี่เห็นทุกข์ในธาตุขันธ์เท่านั้น จิตสงบพับ ปล่อยวางอุปาทานเลย จิตจะได้บรรลุนิยโตธรรมขั้นต้น นั่นแหละใน ๓ กาล นี่ข้อสําคัญหลวงปู่ขาวท่านสอน
ถ้าไม่ได้ในขณะนั้น เพราะอินทรีย์อ่อน บารมีธรรมก็อ่อน ก็จะเป็นนิสัย เป็นปัจจัยต่อไป วันหน้า ชาติหน้า ภพหน้าอีก เมื่อเราสะสมอินทรีย์ธรรม บารมีธรรมนี้ไว้แล้ว ภพหน้า ชาติหน้า จะได้เร็วเหมือนแสงฟ้าแลบ
พระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าทั้งหลายในครั้งพุทธกาล หญิงชายนั้น ท่านได้บรรลุโดย เร็วพลันดาษดื่นเต็มศาสนา เพราะท่านสะสมคุณงามความดีนั้นมาหลายภพหลายชาติ ท่านจึงได้บรรลุมรรคผลธรรมวิเศษอันเลิศ ตั้งแต่พระโสดาบันขั้นต้นขึ้นไปเป็นขั้นๆ นี่ข้อสําคัญ”
อีกปฏิปทาหนึ่งที่หลวงปู่ขาวพาดําเนิน คือ ท่านไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยท่านถือตามปฏิปทาของพ่อแม่ครูอาจารย์เสาร์ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านจะไม่เป็นพระอุปัชฌาย์ ตามประวัติหลวงปู่มั่นท่านเคยรับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ก็มีท่านพระอาจารย์เกตุ วณฺณโก ที่หลวงปู่มั่น เป็นพระอุปัชฌาย์ทําการอุปสมบทให้เพียงองค์เดียวเท่านั้น จากนั้นท่านก็สละตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงและตําแหน่งพระอุปัชฌาย์ แล้วออกธุดงค์ พระศิษย์ของหลวงปู่ขาว เช่น ท่านพระ-อาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ หลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่ขาน ฐานวโร ท่านก็ถือตามปฏิปทาข้อนี้
หลวงปู่ขาวเทศน์สอนการสวดมนต์
วันหนึ่งหลังจากจับเส้นหลวงปู่ขาวแล้ว ท่านถามสามเณรว่า “พากันสวดมนต์ไหว้พระไหม?” สามเณรตอบว่า “บางวันก็สวด บางวันก็ไม่มีเวลา” ท่านจึงเริ่มเทศน์ว่า “การสวดมนต์ ไหว้พระเป็นกิจวัตรสําคัญมาก มนต์ของพระเจ้าเป็นของศักดิ์สิทธิ์แท้ สามารถปัดเป่าจิตใจให้ เบิกบาน สะอาดปราศจากบาปทั้งปวง แม้พระพุทธเจ้าเองเวลาเจ็บป่วยอาพาธ ได้ทรงสดับมนต์ ที่พระจุนทะสวดก็ยังหายจากอาพาธ เราเองเฒ่าแก่ขนาดนี้ยังไม่ได้ท้อถอยในเรื่องสวดมนต์ ถึงไหนถึงกัน บางวันสวดจนจบที่เรียนมา ยังถือแม่ (หนังสือ) สวดเพิ่มอีก”
แม้เดินจงกรมก็ต้องเสกมนต์คาถาต่างๆ ที่เรียนมาให้มันจบก่อน แล้วจึงค่อยบริกรรมพุทโธ ๒ เที่ยว รวมเป็นหนึ่งเที่ยว ทําจนถึง ๒๐๐ เที่ยว เพื่อกําราบไว้ไม่ให้มันหยุดง่าย “อานิสงส์ เดินจงกรมเป็นอย่างไร?” พระถาม “โธ่ ! พอเราไปนั่งหรือนอน จิตจะรวมวูบ แล้วทําลายเวทนา ไม่มีตัวตน เป็นสุญญากาศไปหมด สบายๆ ท่านลองสิ” พระว่า “เอ๊ ! ทําไมจิตใจของพวกผมมันจึง เกียจคร้านแท้”
ท่านว่า “เรานี้ ถ้ามันว่าร้อนมาก เหนื่อยมาก หนาวมาก วันนั้นต้องเป็นเวรแท้ๆ เอามันจนหายร้อน หายหนาว หายเหนื่อย จึงหยุด เราเคยชนะมันแล้ว ทีหลังมันยอมเรา ไม่กล้ามาพูดหรือกระซิบกระซาบ เพราะมันกลัวว่าสวดมากกว่าเดิม เราเป็นนักบวช เป็นผู้มีภาระน้อย เรื่องอาหารการกิน ผ้าผ่อนท่อนสไบ ที่อยู่อาศัย ยารักษาไข้ มีผู้รับภาระนํามาถวายให้แล้ว ไม่ต้องกังวลนี่นะ ให้เอาใจฝักใฝ่เท่านี่นะ ไหว้พระสวดมนต์ ภาวนาเท่านี้หนา ไปหางมงายอะไรของนอกกาย สอนตัวเองให้มันดีเสียก่อน หาอุบายสอนตัว อย่าอยู่เฉยๆ ต้องคิดต้องอ่าน พิจารณาสอนตัว กาย วาจา ใจ เป็นกระดานดําจารึกความดีและความชั่ว
สติปัญญาเป็นครูอันสําคัญ สัจจะ วิริยะ เป็นไม้เรียว สําหรับเฆี่ยนตีผู้กระทําผิด พวกเจ้ามีกําลังวังชาแข็งแรง จะทําเอาเท่าไหร่ก็ได้ ความตั้งใจเป็นของสําคัญ เป็นจุดสําคัญ เช่น ตั้งใจว่าจะสวดมนต์ทุกวัน ไหว้พระทุกวัน นั่งภาวนาทุกวัน จะเป็นหรือไม่เป็น อย่าไปยึด ตั้งไว้อย่างนี้ เราจะทําความดีจนวันตาย ถึงตายเกิดใหม่ก็ขอให้ได้ทําอย่างนี้อีก จะแสนชาติ โกฏิชาติ ก็ช่างหัวมัน นี้เรียกว่า ตั้งใจทํากรรม ไม่เป็นกรรมไม่มีในโลก ขอให้พากันปลูกศรัทธาเชื่อมั่นลงไปเถอะ ผลจะค่อยปรากฏขึ้นมาโดยไม่คาดฝันในวันใดวันหนึ่งข้างหน้าแน่นอน”
ปฏิปทาที่ผาดโผนมากและเห็นผลประจักษ์
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“การทําความพากเพียรในขั้นเริ่มแรกและต่อมา จนจิตสงบลงเป็นสมาธิได้ แม้จะเป็นความเพียรผาดโผน ด้วยการเอาชีวิตเข้าประกันก็ตาม แต่การเพียรการต่อสู้ในระยะนี้ เป็นการต่อสู้ที่บอบชํ้ามาก แต่ผลปรากฏมีน้อยไม่สมดุลกัน ทั้งนี้เพราะยังไม่รู้วิธีการต่อสู้และพากเพียร เท่าที่ควร แต่นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายจําต้องยอมรับยอมโดนความบอบชํ้าไปก่อน เพื่อทราบ เหตุผลจากประสบการณ์ที่เคยผ่านมา แล้วปรับตัว ปรับความเพียรให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในอันดับ ต่อไป สําหรับผมเองเคยเป็นดังที่กล่าวมานี้ (หลวงปู่พูด) กว่าจะจับหลักเกณฑ์ได้ก็เกือบเป็น เกือบตาย
เมื่อการปฏิบัติทางด้านปัญญาแยกแยะร่างกายส่วนต่างๆ ออกคลี่คลาย ดูด้วยปัญญาจนปรากฏชัดทั้งอสุภะ อสุภัง ทั้งทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ในร่างกายโดยลําดับแล้วนั่นแล ความเพียร จึงนับวันผาดโผนโจนทะยาน ทั้งประโยคพยายาม ทั้งสติปัญญาที่ก้าวออกสู่งานในวงกรรมฐานห้า มีเกสา โลมา เป็นต้น ตลอดสภาวธรรมทั่วๆ ไป ด้วยความเพลิดเพลินในการพิจารณา และ ความเห็นตามเป็นจริงในสกนธ์กายส่วนต่างๆ จนตลอดทั่วถึง ประสานกับสภาวธรรมภายนอกซึ่งมีอยู่ทั่วไปว่า มีลักษณะอย่างเดียวกัน หายสงสัยและปล่อยวางไปโดยลําดับ สติปัญญาขั้นพิจารณารูปขันธ์นี้ผาดโผนมากผิดธรรมดาของความเพียรภาคทั่วๆ ไป แต่ก็เหมาะสมกับงาน ซึ่งเป็นงานหยาบที่จําต้องใช้สติปัญญาอันผาดโผนไปตามๆ กัน เช่นเดียวกับท่อนไม้ซึ่งอยู่ในขั้นที่ควรถากอย่างหนักมือ ก็จําต้องทําเช่นนั้น สติปัญญาที่ทําการพิจารณาร่างกาย ซึ่งเป็นขันธ์หยาบ ก็จําต้องดําเนินไปตามความเหมาะสมของงาน เมื่อสติปัญญารู้เท่าและปล่อยวางขันธ์นี้แล้ว ก็ลดการพิจารณา แบบนั้นลงไปเอง เช่นเดียวกับไม้ซึ่งนายช่างดัดแปลงลงถึงขั้นที่ควรลดจากการถาก การฟันอย่างหนักมือแล้วก็ลดไปเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกฉะนั้น
ส่วน นามขันธ์ ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ นั้นเป็นขันธ์ละเอียด การพิจารณาทางด้านปัญญาก็ละเอียดไปตามๆ กัน สติปัญญาที่พิจารณาขันธ์ทั้งสี่นี้ ย่อมเป็นไปอย่างละเอียดสุขุม ราวกับนํ้าซับนํ้าซึมนั่นแหละ แต่การพิจารณาขันธ์ทั้งสี่นี้ พิจารณาลงใน ไตรลักษณ์ล้วนๆ จะเป็นไตรลักษณ์ใดก็ได้ตามแต่ความถนัดของการพิจารณา ไม่มีคําว่า “อสุภะ อสุภัง” เหมือนพิจารณาร่างกายอันเป็นขันธ์หยาบ
การพิจารณาขันธ์สี่นี้จะพิจารณาขันธ์ใดก็ได้ตามแต่ถนัด เช่น ทุกขเวทนาขันธ์ เป็นต้น ประสานกันกับกาย กับจิต กับทุกขเวทนา โดยพิจารณาแยกแยะเทียบเคียง รูป ลักษณะ อาการความรู้สึก ว่าอะไร เป็นอะไร ทั้งสามอย่างนี้เป็นอันเดียวกัน หรือเป็นคนละอย่าง แยกแยะดู ให้ชัดเจนด้วยปัญญาจริงๆ อย่าสักแต่พิจารณา พอผ่านๆ ไป นั่นเป็นลักษณะของกิเลสทํางาน เอาความขี้เกียจอ่อนแอมาทับเราต่างหาก ซึ่งมิใช่ทางเดินของธรรม คือ สติปัญญาอย่างแท้จริงดําเนิน จะไม่เห็นความจริงแต่อย่างใด ต้องพิจารณาแบบสติธรรม ปัญญาธรรม จนเป็นที่เข้าใจตามความจริงอย่างถึงใจทุกส่วน
อันความอยากหายจากทุกขเวทนานั้น อย่าอยากๆ อยากให้หายเท่าไร ยิ่งเพิ่มสมุทัย ตัวผลิตทุกข์มากขึ้นเท่านั้น แต่ให้อยากรู้ อยากเห็นความจริงของทุกขเวทนาที่แสดงอยู่กับกาย กับใจเท่านั้น นั่นคือความอยากอันเป็นมรรคทางเหยียบยํ่ากิเลส ซึ่งจะทําให้เกิดผล คือการเห็นแจ้งตามความจริงของกาย เวทนา จิต ที่กําลังพิจารณาอยู่ในขณะนั้น ความอยากรู้จริงเห็นจริงนี้มีมากเท่าไร ความเพียรพยายามทุกด้านยิ่งมีกําลังมากเท่านั้น
ฉะนั้น จงสนใจเฉพาะความอยากรู้จริง เห็นจริง ประเภทนี้อย่างเดียว และผลักความอยากให้ทุกข์หายออกจากวงการพิจารณาในเวลานั้นทันทีๆ อย่าให้โผล่หน้าขึ้นมากีดขวางได้ จะมาทําลายความอยาก ประเภทมรรคเพื่อผล ให้จมหายไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ต้องการจะไม่เจอ แต่จะ ไปเจอแต่ความกลัวตาย ความอ่อนเปียกเรียกหาคนอื่นมาช่วยเหลือ ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสสมุทัย ทั้งมวลเข้าทํางานในวงความเพียร จึงรีบเตือนนักปฏิบัติจิตภาวนาไว้ เกรงจะเสียท่าให้มัน เพราะกิเลสมักรวดเร็วมากกว่าธรรมจะตามรู้ตามเห็นทันมัน
นักปฏิบัติจิตภาวนาเท่านั้น จะรู้มารยาของกิเลสประเภทต่างๆ ดังกล่าวมาได้ดีประจักษ์ใจและขับไล่ให้สิ้นซากไปได้ไม่สงสัย
การพิจารณาทุกขเวทนาในขันธ์ มีรูปขันธ์เป็นสําคัญ จงอย่าคํานึงความเจ็บปวดรวดร้าว จะหาย ตัวจะเป็นจะตาย ยิ่งกว่าความอยากรู้ อยากเห็นความจริงจากกาย จากเวทนา จากจิต ซึ่งพร้อมจะแสดงความจริงให้นักปฏิบัติผู้แกล้วกล้าหน้านักรบ เพื่อเรียนจบอริยสัจ รู้ประจักษ์ด้วยสติปัญญาอันคมกล้าของตนอยู่แล้ว อันความกลัวเป็นกลัวตาย ความอยากให้ทุกข์หายในเวลานั้น นั่นคือ แม่ทัพใหญ่ของสกุลกิเลส จะคอยทําลายบัลลังก์แห่งความเพียรทุกด้าน ให้ล้มละลายแบบ ไม่เป็นท่า จงพากันทราบไว้ทุกๆ องค์ อย่าหลงกลมัน ซึ่งดักรออยู่ปากคอก จะออกกีดขวาง ต้านทานทางเดินของธรรมอยู่ตลอดเวลาที่ได้ช่องได้โอกาส
กรุณาทราบไว้ด้วยว่า กิเลสทุกประเภทไม่เผอเรออ่อนแอท้อแท้เหลวไหล เซ่อซ่าเซอะซะ เหมือนนักปฏิบัติภาวนาแต่กิริยา ส่วนใจปล่อยให้กิเลสฉุดลากไปถลุงหุงต้มกินเลี้ยงกันอย่างเอร็ด-อร่อยพุงมันน่ะ ดังนั้น ในเวลาที่เข้าด้ายเข้าเข็มระหว่างทุกขเวทนากล้ากับสติปัญญาพิจารณาแยกแยะกัน เพื่อหาความจริง จงขยับสติปัญญาเพื่อต่อยเพื่อสู้ท่าเดียว คือสติปัญญาหมุนติ้วเข้าสู่จุดที่ทุกขเวทนากล้าสาหัสปรากฏอยู่ในวงของกาย สติจดจ่อ ปัญญาคลี่คลายเวทนา กาย ใจ ที่ กําลังคลุกเคล้ากันอยู่ ว่าทั้งสามนี้เป็นอันเดียวกันหรือเป็นคนละอัน แยกแยะดูให้ละเอียดถี่ถ้วน ย้อนหน้าย้อนหลัง ตลบทบทวนในระหว่างกาย เวทนา จิต ด้วยสติปัญญา
อย่าสนใจกับเรื่องทุกข์จะหาย และการจะเป็นจะตาย ตลอดสถานที่เวลํ่าเวลาใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะนั้น จงสนใจแต่การพิจารณาเพื่อความรู้แจ้งในกาย ในเวทนา ในจิตอย่างเดียว สติปัญญา จงให้เป็นปัจจุบัน จดจ่อต่องานอย่างใกล้ชิด ติดพัน อย่าหันเห อย่าคาดคะเน อย่าด้นอย่าเดา ทั้งสมุทัย – ทุกข์ ทั้งมรรค – นิโรธ ว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะ ทั้งนี้ล้วนเปิดช่องให้สมุทัยทํางานของมันในวงความเพียร และเพิ่มโทษ เพิ่มทุกข์ให้แก่เราถ่ายเดียว
ผู้ปฏิบัติจงระวังให้มาก เพราะเป็นกิเลสโดยแท้ที่ต้องระวังตั้งตัวอยู่เสมอ ไม่เผลอให้มัน ขณะเดียวกันก็ตั้งท่าพิจารณาดังกล่าวแล้ว จงพิจารณาแบบตะลุมบอน ใครดีใครอยู่เป็นคู่เคียงของสัจธรรม วิมุตติธรรม ใครไม่ดีจงพังไป แต่อย่าให้เราผู้ทรงความเพียรพังก็แล้วกัน ต้องสู้เพื่อให้ กิเลสพังท่าเดียว ท่าอื่นไม่ถูก ไม่เหมาะสําหรับนักปฏิบัติผู้เป็นเหมือนนักรบในสงครามเพื่อชัยชนะโดยถ่ายเดียว
การพิจารณาทุกขเวทนาในกายประสานกันกับจิต แยกแยะทั้งสามอย่างนี้ ออกสู่ความจริงด้วยปัญญาไม่หยุดยั้ง ย่อมจะทราบความจริงของกาย ของเวทนา ของจิตได้อย่างชัดเจนหายสงสัย และได้ชัยชนะเป็นพักๆ ตอนๆ ได้ความอาจหาญในทุกขเวทนาตลอดความล้มความตายก็กลายเป็นความจริงขึ้นมา เช่นเดียวกับ กาย เวทนา จิต และหายจากความกลัวตาย ดังที่กิเลสเคยหลอกมาเป็นประจํา พอความจริงเข้าถึงกันแล้ว ต่างอันก็ต่างจริง กายก็จริงตามสภาพของกาย เวทนาก็จริงตามสภาพของเวทนา จิตก็จริงตามสภาพของจิต ต่างอันต่างจริงแล้วไม่กระทบกระเทือนกัน แม้ความตายก็เป็นสัจธรรมความจริงอันหนึ่ง จะตื่นให้กิเลสหัวเราะทําไม
เมื่อสติปัญญาพิจารณาไม่ถอยจนทราบความจริงของกาย เวทนา จิต ประจักษ์ใจแล้ว
๑. ทุกขเวทนาดับวูบลงในขณะนั้น
๒. แม้ทุกขเวทนาไม่ดับก็ไม่ประสานกันกับจิตดังที่เคยเป็นมา
๓. จิตสงบตัวอย่างละเอียดลออและอัศจรรย์เกินคาด
๔. จิตที่สงบตัวนั้นปรากฏสักแต่ว่ารู้และอัศจรรย์เท่านั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง
๕. ขณะจิตสงบเต็มที่ กายหมดไปจากความรู้สึกโดยสิ้นเชิง
๖. ถ้าจิตพิจารณารอบตัวและตัดขาดจากเวทนาแล้ว แต่ไม่รวมลงเป็นเอกเทศ เป็นเพียง รู้ๆ อยู่ด้วยความรอบตัว ร่างกายก็สักแต่ปรากฏว่ามี แต่ไม่ประสานกันกับจิต
นี่คือผลแห่งการพิจารณาด้วยอุบายวิธีที่กล่าวมาเป็นดังนี้ในวงปฏิบัติ ถ้าอยากรู้ อยากเห็นอยากชม จงปฏิบัติตามวิธีที่กล่าวมา ที่เคยได้อ่านในหนังสือ ซึ่งท่านอธิบายไว้จะมาปรากฏที่ใจ ของเราเอง โดยไม่อาจสงสัย นี่คือวิธีการพิจารณาทุกขเวทนา เวลาเกิดขึ้นกับร่างกาย จงพิจารณาอย่างนี้ จะรู้อย่างนี้จะเห็นอย่างนี้ไม่เป็นอื่น
ในนามขันธ์ หรือ นามธรรมทั้งสาม คือ สัญญา สังขาร และวิญญาณ เวลาพิจารณาก็ เกี่ยวโยงกับกายเหมือนกันในบางกรณี ข้อนี้ยกให้เป็นข้อคิด ข้อพิจารณาของผู้ปฏิบัติจะพึงรู้ และปฏิบัติต่อตัวเอง ตามเหตุการณ์ที่เกิดกับตน เพราะนามขันธ์ทั้งสามนี้ ท่านพิจารณาเป็นการ เป็นงานอย่างแท้จริง หลังจากจิตรู้เท่า ปล่อยวางรูปขันธ์เรียบร้อยแล้ว เมื่อจิตยังไม่ปล่อยรูปขันธ์ การพิจารณาจําต้องประสานถึงรูปขันธ์อย่างแยกไม่ออก แต่ทั้งนี้เป็นหน้าที่และเป็นกิจจําเป็นของนักปฏิบัติจิตภาวนาโดยเฉพาะ เป็นรายๆ ไป หากรู้กับตัวเองว่า จะควรพิจารณาทั่วไปกับขันธ์ ทั้งหลาย หรือจะพิจารณาขันธ์ใด ในกาลเช่นไรโดยเฉพาะ ผู้ปฏิบัติจิตภาวนาเท่านั้นจะเข้าใจ ในการพิจารณาขันธ์ห้า ให้เหมาะสมกับการปล่อยวางเป็นวรรคเป็นตอนไป การพิจารณาอย่าง กว้างขวางก็ในวงรูปขันธ์เท่านั้น
รูปขันธ์นี้พิสดารอยู่มาก การพิจารณาจึงไม่ขึ้นอยู่กับผู้ใด สุดแต่ถนัดต่อการพิจารณาจะแยกแยะร่างกายส่วนต่างๆ ออกเป็นชิ้นเป็นอัน จากคําว่าสัตว์ ว่าบุคคลก็ได้ จะพิจารณาเป็นอสุภะสิ่งปฏิกูลโสโครกหมดทั้งร่างก็ได้ จะพิจารณาไปทางไตรลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสาม ไตรลักษณ์ก็ได้ จนจิตมีความชํานิชํานาญทั้งภาคอสุภะและภาคไตรลักษณ์ จนหาที่ติดที่ข้องไม่ได้แล้วก็ปล่อยวางไปเอง
เมื่อจิตปล่อยวางรูปขันธ์แล้ว จิตจะหมุนเข้าสู่นามขันธ์ทั้งสาม คือ สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างเต็มสติปัญญาที่มีอยู่ต่อไป ไม่มีคําว่าท้อถอยลด – ละเลย สติปัญญาจะหมุนตัวไปเองโดยไม่ถูกบังคับใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นขั้นสติปัญญาคล่องตัวแล้ว เรื่องสติปัญญาคล่องตัวนี้ เริ่มเป็นมาแต่ขั้นพิจารณาอสุภะในรูปขันธ์คล่องตัวอยู่แล้ว จนถึงขั้นปล่อยวาง เมื่อก้าวเข้าสู่สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงคล่องตัวต่อการพิจารณาทุกแง่ทุกมุม ไม่มีคําว่าอืดอาดเนือยนายดังที่เคยเป็นมา นอกจากต้องรั้งเอาไว้เมื่อเห็นว่าจะเพลินต่อการพิจารณาจนเกินไป ไม่ยอมพักตัวในเรือน คือ สมาธิ ที่เคยเห็นในตําราว่า มหาสติ มหาปัญญา นั่นจะปรากฏกับสติปัญญาของผู้ปฏิบัติ ที่หมุนตัวไปกับการพิจารณาไม่หยุดหย่อนผ่อนคลายในการทํางานไปเอง ไม่ต้องถามใคร
นับแต่ขั้นรู้เห็นอสุภะเด่นชัดด้วยการพิจารณาเรื่อยมา ความขี้เกียจ ความท้อแท้อ่อนแอ ความอิดหนาระอาใจ หายหน้าไปหมด ไม่ปรากฏในจิตดวงนั้นเลย ด้วยเหตุนี้แลจึงทําให้รู้ประจักษ์ใจว่า อันความขี้เกียจไม่เอาไหน เป็นต้น มันเป็นสกุลกิเลสทั้งมวล เป็นตัวมัดแข้งมัดขา มัดจิตมัดใจสัตว์โลกไว้ ให้ก้าวสู่ความดีงามไม่ออก พอถูกตปธรรม มีสติปัญญา เป็นต้น เผาผลาญให้พินาศ ไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่มีในจิตใจเลย มีแต่ความเข้มข้นแห่งความเพียรทุกๆ อิริยาบถเว้นแต่หลับ เท่านั้น นอกนั้นเป็นท่าแห่งความเพียรทั้งสิ้น กิเลสเหล่านั้นไม่กล้ามาขัดขวาง แม้จะยังมีอยู่ภายในใจก็ตาม เพราะนับวันจะ กุสลา มันอยู่แล้วอย่างมั่นใจ เพราะฉะนั้นการพิจารณานามขันธ์ทั้งสาม ของท่านผู้มีสติปัญญาอันเกรียงไกรมาแต่รูปขันธ์แล้ว จึงคล่องตัวรวดเร็ว ไม่มีสติปัญญาใดในโลกสมมุติจะรวดเร็วเทียมเท่าได้
จิตที่ปล่อยรูปขันธ์แล้ว ยังต้องฝึกซ้อมสติปัญญาจากความคิดปรุงภาพแห่งขันธ์ให้ปรากฏขึ้นแล้วดับไป ปรากฏขึ้นแล้วดับไปๆ จนรูปขันธ์ที่ปรากฏขึ้นจากความปรุงดับอย่างรวดเร็วราวกับฟ้าแลบ จากนั้นก็เป็นจิตว่างจากรูป จากวัตถุต่างๆ ทั้งภายในภายนอก หมดความสนใจพิจารณา ต่อไปอีก มีแต่หมุนเข้าสู่นามธรรมทั้งสามอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสามโดยถ่ายเดียว โดยถือจิตเป็นเป้าหมายแห่งการพิจารณา เนื่องจากอาการทั้งสามนี้ปรากฏขึ้นจากจิตและดับไปที่จิต สังเกตสอดรู้อาการเหล่านี้ขณะเกิดและดับ เมื่อสติปัญญารู้เท่าทัน สัญญาก็ดี สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี จะมีเพียงปรากฏขึ้นแล้วดับไปๆ ไม่สืบต่อกับอะไร
จิตบริสุทธิ์ ธรรมบริสุทธิ์
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“จิตขั้นพิจารณานามธรรมนี้ เป็นจิตว่างจากสิ่งภายนอกทั้งปวง แต่ยังไม่ว่างจากจิตและ นามธรรมทั้งสามนี้ จึงต้องพิจารณาจุดนี้โดยความเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ซํ้าๆ ซากๆ จนจิตพอกับขันธ์และหยั่งเข้าสู่จิตล้วนๆ อันเป็นเรือนรังของอวิชชาโดยเฉพาะ พิจารณากันในจุดนั้นกับ นามขันธ์ประสานกัน จนสติปัญญาเห็นความเหลวไหลหลอกลวงของนามขันธ์ พร้อมทั้งจิตอวิชชาประจักษ์ใจแล้ว อวิชชาภายในใจก็พังทลายหายซากลงไปในขณะนั้นด้วยสติปัญญาที่ทันสมัย
อวิชชาอันเป็นกิเลสโดยตรงนั้นดับ ส่วนขันธ์อันเป็นเครื่องมือของกิเลสอวิชชานั้นไม่ดับ ไม่หายซากไปกับอวิชชา แต่กลับมาเป็นเครื่องมือของจิตบริสุทธิ์และเป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่มีกิเลสเข้าครองอํานาจเหมือนแต่ก่อน เพราะจิตบริสุทธิ์ ธรรมบริสุทธิ์นั้นไม่บีบบังคับขันธ์เหมือนกิเลส และ ไม่ยึดเหมือนกิเลส เพียงอาศัยขันธ์เป็นเครื่องมือด้วยความยุติธรรมเท่านั้น นี่คือการล้างป่าช้า ความเกิด – ตายให้สิ้นซากไปจากใจ ปราชญ์ท่านล้างอย่างนี้แล จงพากันจําไว้ให้ถึงใจและนําไปปฏิบัติให้ถึงธรรม จะเข้าถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในขณะที่จิตเข้าถึงธรรมบริสุทธิ์เต็มดวงนั่นแล หายสงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์โดยประการทั้งปวง
สงครามระหว่างกิเลสกับธรรม ต่อสู้กันภายในวงความเพียรของนักปฏิบัติจิตภาวนา โดย ยึดใจเป็นเวทีสนามรบ มาจบมายุติกันที่ใจดวงบริสุทธิ์ หลังจากกิเลสสิ้นซากไปหมดแล้ว ปัญหา ทั้งมวลมาหมดกันที่นี่แล
ดังนั้น จึงขอนิมนต์พระลูกพระหลานทั้งหลาย รู้เนื้อรู้ตัวด้วยธรรมกระเทือนโลก ที่ปลุก สัตว์ทั้งหลายให้ตื่นจากความหลับของกิเลสแต่บัดนี้ ที่กําลังมีครูอาจารย์สั่งสอนอยู่ จะไม่เสียทีให้กิเลสชนิดต่างๆ อยู่รํ่าไป ดังที่เคยเป็นมา ซึ่งน่าทุเรศเอานักหนาในสายตาของนักปราชญ์ ผู้ฉลาดแหลมคมเหนือกิเลส โดยประการทั้งปวงแล้ว พวกเราที่ถูกกิเลสกล่อมใจให้หลับทั้งที่ตื่นอยู่ มักเห็นขี้ดีกว่าไส้ เห็นภัยว่าเป็นคุณ เห็นบุญว่าเป็นบาป เห็นหาบเห็นหามอันเป็นภาระหนัก ว่าเป็น เครื่องประดับตกแต่งที่สวยงามอร่ามตาแช่มชื่นใจ ทําอะไรที่เป็นสารคุณ จึงมักทําแบบสุกเอา เผากิน แบบขอไปทีๆ ผลจึงลุ่มๆ ดอนๆ หาความสมํ่าเสมอและหลักเกณฑ์ไม่ได้ ราวกับไม้ปักกอง ขี้ควาย คอยแต่จะหกล้มก้มกราบ หาความเป็นตัวของตัวไม่ได้ มีแต่ความไร้สาระเต็มตัวเต็มใจ กิริยาใดๆ แสดงออก มีแต่กิริยาอาการทําลายตัวเอง ทั้งนี้เพราะความเคยชินของนิสัยที่ไม่ได้รับ การเหลียวแลจากเจ้าของในทางที่ถูกที่ดีเท่าที่ควร พระทั้งองค์ คนทั้งคน จึงกลายเป็นเศษพระ เศษคนไปได้ และเกลื่อนกล่นอยู่ในท่ามกลางแห่งคนดี ซึ่งมีจํานวนน้อยกว่าประเภทเศษเดนระหว่างแห่งพระดี พระแท้ ด้วยสุปฏิบัติ คนดี คนแท้ ด้วยทาน ศีล ภาวนา สัมมาคารวะ กับ พระเศษ พระเดน คนเศษ คนเดน
เราจะสมัครทางไหน จงรีบตัดสินใจจากการพิจารณาด้วยดีเสียแต่บัดนี้ เวลาตายแล้ว ความดีงามที่พึงหวังมิได้ขึ้นอยู่กับผ้าเหลืองที่ห่มคลุมและการนิมนต์พระมา กุสลา มาติกา บังสุกุลอะไรนะ แต่มันขึ้นอยู่กับตัวเราฝึกเราให้มี กุสลาธรรม คือ ความฉลาด เปลื้องตนจากสิ่งไม่ดี ทั้งหลาย ขณะที่มีชีวิตอยู่ต่างหาก จะว่าผมไม่บอกไม่เตือน นี่คือคําบอกคําเตือนท่านทั้งหลาย โดยแท้จริงอย่างถึงใจเรื่อยมา ไม่มีเพียงครั้งนี้หนเดียว จงจดจําให้ถึงใจและปฏิบัติตามตลอดไป ด้วย อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ พยายามทําตนให้เป็นเนื้อเป็นหนังของตนด้วยธรรมเครื่องดําเนินและส่องทาง จะไม่เป็นพระครึ เณรครึ พระล้าสมัย เณรล้าสมัย คนครึ คนล้าสมัยต่อความดีงามและมรรคผลนิพพานที่พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างสดๆ ร้อนๆ ด้วยพระเมตตาสุดส่วนไม่มีใครเสมอเหมือน
ผมเองก็นับวันแก่ลง การแนะนําสั่งสอนหมู่เพื่อนก็ไม่สะดวก พระเณรก็นับวันหลั่งไหล มามากเพื่อรับการอบรมสั่งสอน ขณะมาอยู่และศึกษาอบรมก็จงตั้งใจจริง อย่านําความเหลาะๆ แหละๆ มาสังหารตนและทําลายเพื่อนฝูงผู้ตั้งใจปฏิบัติธรรม จะเสียไปทั้งเราและผู้อื่น ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วไม่ไว้หน้าใคร มันทําลายทั้งสิ้น คําว่า พระๆ เณรๆ หรือความเข้าใจว่า เราเป็นพระ เป็นเณรนั้น พึงทราบว่า กิเลส คือ กิเลสที่เคยเป็นข้าศึกต่อเราเต็มตัว ไม่กลัวใคร อย่าเข้าใจว่า มันจะมาถวายตัวเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิ ถวายการอุปัฏฐากรักษา เพื่อเป็นความสะดวกปลอดภัย ไร้สิ่งรบกวนในการประกอบความพากเพียรของพระ ที่ตนเข้าใจว่าเป็นอาจารย์ของมันเลย
จงทราบว่า แม้เราบวชเป็นพระเป็นเณรแล้ว แต่กิเลสมันก็คือกิเลสอย่างเต็มตัว และขึ้นอยู่บนหัวคน หัวพระ หัวเณรเรื่อยมา แต่ก่อนบวชจนบัดนี้ไม่ยอมลงเลย ฉะนั้น มันจึงไม่กลัวพระ กลัวเณร และกลัวคน กลัวสัตว์โลกใดๆ ทั้งสิ้น แต่มันเป็นนายและเป็นข้าศึกของคน ของสัตว์ ของพระเณรเรื่อยมา และยังจะเรื่อยไป ถ้าไม่รีบกําจัดมันเสียแต่บัดนี้ ให้ฉิบหายสิ้นซากไปจากใจ
การเทศน์วันนี้ ก็เทศน์อย่างหมดไส้หมดพุง ไม่มีอะไรหลงเหลือตกค้างอยู่ภายในใจเลย ทั้งเหตุ คือ ปฏิปทาเครื่องดําเนิน เผ็ดร้อนหนักเบาประการใดที่เคยต่อสู้กับกิเลสมา ทั้งผลที่ปรากฏขึ้นจากการปฏิบัติมากน้อย หยาบละเอียด ก็ได้ขุดคุ้ยมาแสดงให้ฟัง อย่างหมดเปลือก หมดไส้ หมดพุง ไม่มีลี้ลับปิดบังไว้แม้แต่น้อย
ดังนั้น จงนําอุบายวิธีเหล่านี้ไปฝึกหัดดัดสันดาน กิเลสตัวร้ายกาจแสนพยศของแต่ละท่าน อย่างเต็มกําลังความสามารถ แต่ระวังอย่าให้กิเลสฝึกหัดดัดสันดาน เอาเสียอย่างหมอบราบ แทนที่จะดัดมันก็แล้วกัน ข้อนี้ผมกลัวนัก กลัวหนา ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน เพราะผมเองเคยโดนมันดัดสันดานมาแล้ว จึงเป็นบทเรียนอย่างดี ที่อดจะนํามาเตือนท่านทั้งหลายไม่ได้ ขอจบเสียที จงพากันสวัสดีมีชัยทั่วหน้ากัน” จบเทศน์เท่านี้
นึกถึงสัตว์ สัตว์มาหา
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านไปอยู่ไหน ชอบมีช้างมาเกี่ยวข้อง ชาติก่อนท่านเคยเกิดเป็น พญาช้าง เพราะฉะนั้นท่านไปอยู่ลําปาง ไปอยู่เชียงใหม่ก็มีแต่ช้างมา พอมาอยู่ที่วัดถํ้ากลองเพลก็มีแต่ช้างมา มีช้างพลายตัวหนึ่งเข้ามาเป็นประจํา แต่ตอนหลังห่างไปนาน สุดท้ายในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านรําพึงถึงช้างตัวนั้น พอตกดึกมันก็ได้มาลาท่าน พร้อมทั้งฝากรอยเท้าบนกองทรายและเหยียบถังนํ้ามัน ๒๐๐ ลิตร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กุฏิท่าน จนมีสภาพบุบบิบทิ้งไว้เป็นที่ระลึก โดยองค์หลวงตา- พระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือเวลาท่านนึกถึงอะไร สิ่งนั้นมักจะมาตามความรําพึงนึกคิดท่านเสมอ เช่น นึกถึงช้างว่าหายหน้าไปไหนเป็นปีๆ แล้วไม่เห็นผ่านมาทางนี้บ้างเลย หรือถูกนายพรานยิงตายเสียแล้ว พอตกกลางคืนดึกๆ ช้างตัวนั้นก็มาหาจริงๆ และเดินตรงเข้ามายังกุฎีที่ท่านพักอยู่ มายืนลูบคลําสิ่งต่างๆ ในบริเวณกุฎีท่าน พอให้ทราบว่าเขามาหา แล้วก็กลับเข้าป่าเข้าเขา และ หายเงียบไปเลยไม่กลับมาอีก เวลารําพึงนึกถึงเสือก็เหมือนกัน ว่าเสือที่เคยเดินผ่านมาที่นี่บ่อยๆ บัดนี้หายหน้าไปไหนนานแล้วไม่เห็นมาอีก หรือถูกเขาฆ่าตายกันหมดแล้ว เพียงนึกถึงเสือตอน กลางวัน แต่พอตกตอนกลางคืน เสือก็มาเที่ยวเพ่นพ่านภายในวัด และบริเวณที่ท่านพักอยู่จริงๆ พอเป็นนิมิตให้ท่านทราบว่าเขายังอยู่ ยังไม่ตายดังที่วิตกถึง แล้วก็หนีไปไม่มาซํ้าๆ ซากๆ อีกเลย
ท่านเล่าว่า ตอนนึกถึงสัตว์ต่างๆ รู้สึกแปลกอยู่มากผิดธรรมดา พอนึกถึงทีไร ถึงสัตว์ชนิดไร สัตว์ชนิดนั้นมักจะมาหาท่านแทบทุกครั้งที่นึกถึงเขา คล้ายกับมีอะไรไปบอกข่าวให้สัตว์นั้นๆ ทราบและให้มาหาท่าน
พระวิเศษทางภายในอย่างท่าน คงมีเทพาอารักษ์คอยให้อารักขา และคอยอํานวย ความสะดวกตามความคิดเห็นต่างๆ อยู่เสมอ พอคิดอะไรขึ้นมา จึงมักมีเครื่องสนองตอบทางความคิดเสมอมา ถ้าไม่มี ทําไมจะมีอะไรมาหาท่านตรงตามความคิดเสียทุกครั้งเช่นนั้น
อย่างเราๆ ท่านๆ คิดคนละกี่ร้อยกี่พันเรื่อง และกี่ร้อยกี่พันหนก็ไม่เห็นมีอะไรมาตอบสนองความนึกคิด ความต้องการบ้างเลย พอให้ทราบว่า เราก็มีอะไรดีๆ พอตัวผู้หนึ่งที่ควรได้รับความเทิดทูนอย่างท่าน นอกจากคิดลมๆ แล้งๆ ไปพอให้กวนใจได้รับความลําบากทรมานเปล่าๆ เท่านั้น ไม่เห็นมีอะไร พอเป็นชิ้นดีแฝงมาบ้างเลย จึงน่าอับอายความคิดของตัว ที่ขนแต่กองทุกข์มาให้ วันละกี่ร้อยกี่พันเรื่อง จนสมองทื่อหมดกําลังที่จะทํางานต่อไป
มีแปลกอยู่นะ พูดถึงเรื่องพวกเทพนี้ก็เป็นอย่างที่ว่านั่นแหละ ที่ว่ามาบันดลบันดาลพวกศรัทธาเขาให้จัดอาหารประเภทนั้นมาถวายท่าน เทวดาไปบอกเขา เทวดาทราบจากพระสารีบุตรพระโมคคัลลาน์สนทนากันเรื่องอาหารที่ถูกกับโรคท่าน นี่อันหนึ่ง สุดท้ายนี้ก็คือหลวงปู่ขาวเรานี่ อันนี้ช้างใหญ่ ช้างใหญ่จริงๆ ช้างตัวนี้มันเคยฆ่าคนมาแล้ว ช้างใหญ่ตัวนี้นะ ที่วัดถํ้ากลองเพล แต่ก่อนช้างมันเป็นโขลงๆ เต็มป่า มีตัวนี้ล่ะหัวหน้าโขลง แต่มันไม่อยู่กับพวกเพื่อนฝูง อยู่ลําพัง ตัวเดียว ท่านว่ามันนานไม่เคยเห็นช้างตัวนี้มาผ่านวัดเลย มันเป็นยังไงท่านนึก ท่านว่าตอนบ่ายนะ
ท่านเล่าให้ฟัง เราคิดสงสารช้างตัวนี้ มันผ่านไปผ่านมาอยู่ในวัดนี้ตัวเดียว แล้วหายไปเป็นปีๆ ไม่เห็น หรือถูกเขาฆ่าแล้ว ท่านนึกในใจนะ พอตกกลางคืนตอนดึก ฟังเสียงงวงมันมาลูบคลําฝากุฎีท่าน ท่านนอนอยู่ในห้อง เสียงซ่าๆ อ้าว ! ใครมาทําอะไรอยู่ข้างนอกล่ะ ขโมยหรือ ถ้าขโมย อยากได้ของก็มีพรมปูอยู่ข้างล่าง อยากได้ให้เอาพรมนั้นไป นอกนั้นไม่มี เป็นขโมยหรือท่านว่า ถ้าขโมยมาขโมยของไม่มีแหละ มีแต่พรมปูอยู่พื้นนั้นผืนหนึ่งหรือสองผืนไม่รู้ อยากได้ก็เอาไปเถอะ จากนั้นก็เงียบไป คือเขาลูบคลําตามฝากุฎีท่าน แสดงว่าเขายังมีชีวิตอยู่เขามาหาท่าน ความหมายเป็นอย่างนั้น ออกจากนี้ไปแล้ว ทางออกเป็นซุ้มประตูเล็กๆ เขาไม่เข้าทางนั้น ถ้าผ่านทางนั้นก็พังเลย เขาหลีกนั้นเข้ามาหาท่าน เวลาออกไปกองทรายอยู่นั้น เขาเทกองทรายไว้เรี่ยราดอยู่นั้น ออกจากนี้ไปเขาก็เอาเท้าเขาไปเหยียบกองทราย เราไปวัดเองไปเห็นเอง ท่านเล่าก็พากันไปดู
คือวันหลังเราไป นี่ท่านมหาเมื่อคืนช้างใหญ่มาเยี่ยม ท่านเล่าให้ฟัง มันไปเหยียบรอยเอาไว้ให้เราเห็นถึงรู้ว่าเป็นช้าง แต่ก่อนก็รู้มันเป็นรอยเข้ามา แต่มันไม่เหยียบรอย นั่นมันเหยียบรอย ไปดูซิ ไปดู โอ๊ย ! ช้างใหญ่จริงๆ เราก็เอาเครื่องวัดไปวัดเลยเทียว ได้หนึ่งศอกหลวงพอดีเลย กว้างนะฝ่าเท้า จากนั้นท่านก็บอก ตั้งแต่นี้อย่ามานะ เวลานี้มนุษย์มันกล้าแข็งขึ้นทุกวัน เป็นยักษ์เป็นผีมันไม่ไว้หน้านะ ใครๆ มันฆ่าทั้งนั้น อย่ามา ให้หลบหลีกปลีกตัว ตั้งแต่นี้ต่อไปหลวงตาคิดถึงก็จะ แผ่เมตตาไปหาเอา ต่อไปนี้อย่ามา อันตรายมาก จากนั้นมาก็หายเงียบเลย จนกระทั่งหลวงปู่ขาวเสียไป ช้างก็ไม่ทราบหายไปไหนไม่ได้ข่าวนะ คงตายแล้วแหละ นี่ก็พูดถึงเรื่องสดๆ ร้อนๆ
ท่านพูดมีขบขันอันหนึ่งว่า เสือไม่ฟังคําเรา ช้างฟัง ช้างดีกว่าเสือ ช้างมาลูบคลํา บอกไม่ให้เขามาอีก เขาก็ไม่มา แต่เสือตอนหมามันคึกคะนอง มันมาอึกทึกอยู่ในวัดเสียงลั่น ภาวนาก็ไม่ได้ เห่ากันกัดกันแหลกไปตามใต้ถุนกุฏิตอนกลางคืน พอเห็นหมามากัดกันอึกทึกมากนัก เวลาคะนองท่านก็ว่า เสือดงนี้ไม่มีหรือ มาไล่หมาให้หนีสักหน่อยน่ะ หมามันกลัวแต่เสือ คนมันไม่กลัว ก็คนเขาเลี้ยงไว้มันจะกลัวอะไรใช่ไหม ท่านก็พูดถูกดี หมามันไม่กลัวคน กลัวแต่เสือ เสือมาไล่มันเข้าบ้าน สักหน่อย มันอึกทึกเหลือเกิน
พอคืนหลัง เสือก็มาไล่หมา ทีนี้มันไม่เพียงไล่ซิ มันเอาไปตัวหนึ่ง โฮ้ ! เสือตัวนี้ดื้อ เราบอก ให้มาไล่หมาเฉยๆ ไม่ได้บอกให้มากัดหมา มันเลยเอาไปตัวหนึ่งเมื่อคืนนี้ ตั้งแต่นั้นมา หมาก็ไม่มา อีกเลย เสือเอาไปตัวหนึ่งแล้ว มันกลัวตัวที่สองอีก ท่านพูดอย่างนั้นก็เป็น มันก็แปลกอยู่นะ คงจะมีเทวดาสังหรณ์คอยอยู่ เรื่องเหล่านี้น่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อก็ฟังเอาซิ มันก็สดๆ ร้อนๆ อย่างนี้ล่ะ อย่างหลวงปู่ขาวท่านไม่เคยคิดเลย วันนั้นท่านคิดมันก็มากลางคืน นั่นเป็นอย่างนั้น”
พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านได้รับการยกย่องเป็นอาจารย์ที่หายาก
หลวงปู่ขาว อนาลโย กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านทั้งสองได้รับการ ยกย่องว่าเป็นเพชรนํ้าหนึ่งของวงกรรมฐานจากองค์หลวงตาพระมหาบัว ต่างมีความสนิทสนม คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี นอกจากท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านให้ความเคารพนับถือหลวงปู่ขาว ในด้านอาวุโสแล้ว ในด้านคุณธรรมและข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่ขาว ท่านก็ยิ่งให้ความเคารพเทิดทูนยกย่องเป็นอันมาก ท่านมักจะไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนหลวงปู่ขาวที่วัดถํ้ากลองเพลเสมอๆ
ด้วยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นพระซุกซนขี้เล่น คราวหนึ่งท่านไปกราบหลวงปู่ขาว บังเอิญพระที่อุปัฏฐากดูแลหลวงปู่ขาวไม่อยู่ ไม่ทราบไปไหนกันหมด ก็เป็นเณรที่ไม่รู้จักท่าน บอกว่า “เข้ายังไม่ได้” เพราะว่าขณะนั้นหลวงปู่ขาวมีซินแสมานวด มาดูแล เณรก็ถามว่า “จะให้ ไปกราบเรียนหลวงปู่ว่าใครมา” ท่านก็ตอบว่า “ไปกราบเรียนว่าท่านเจ้าคุณสิงห์ทองมา” พอ หลวงปู่ขาวออกมา ด้วยท่านเองก็มีนิสัยชอบตลกอยู่แล้ว ท่านก็หยอกเย้าทักขึ้นทันทีว่า “คารวะท่านเจ้าคุณ” แล้วท่านทั้งสองก็หัวเราะเอิ้กอ้ากขําขันกันอย่างอารมณ์ดี ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านบอกว่า “ถ้าไม่กราบเรียนอย่างนี้จะได้เจอหลวงปู่ขาวเหรอ” ท่านจะเล่นอย่างนี้กับทุกองค์ ไปเลย
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้พาคณะศิษย์เดินทางไปกราบไหว้บูชาและฟังธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล และ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ วัดป่าหนองแซง เพื่อความเป็นสิริมงคล ดังที่ท่านได้เทศน์ในวันมาฆบูชา วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๓ ดังนี้
“วันนี้ที่พวกเราได้มากราบมาไหว้ครูบาอาจารย์ที่ถํ้ากลองเพล หรือหนองแซง อาจารย์ ทั้งสององค์นี้เป็นอาจารย์ที่หายาก ภิกษุสามเณรมีมากในประเทศไทย แต่จะหาผู้ที่มีคุณธรรมอย่างครูบาอาจารย์ที่พวกเราได้กราบได้ไหว้เหมือนอย่างวันนี้ หายาก หมื่นองค์ แสนองค์ จะมีเพียงองค์สององค์เท่านั้น เหตุนั้นที่พวกเราไปประสบพบเห็น ไปกราบไปไหว้ท่าน จึงนับว่าเป็นมงคลของตน ซึ่งสมกับมงคลที่ท่านว่า “สมณานญฺจ ทสฺสนํ” คือ การที่พวกเราได้เห็นสมณะ ผู้ระงับดับกิเลสได้ เป็นมงคลแก่ตนของตน
บุคคลที่ไปเห็นเกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส มีความพอใจในการเห็นของตน การกราบ การไหว้ของตน บุคคลนั้นจะมีตาสว่างไสว เพราะได้เห็นท่านผู้มีวิเศษ แล้วจะมีใจสว่างไสว เมื่อระลึกนึกได้ถึงการกราบการไหว้ การได้ดูได้เห็นท่าน จิตใจของเราจะเยือกเย็น เพราะเราได้เห็น ท่านเยือกเย็นเป็นสุข
เหตุนั้นวันนี้จึงเป็นมงคลอันประเสริฐสําหรับพวกเราที่ได้ไปกราบไปไหว้ ไปพบปะเห็นท่าน จึงควรปลื้มอกปลื้มใจในการไปดูไปเห็นของตน บุคคลที่จะไปดูไปเห็น มีความเชื่อ ความเลื่อมใส ความพอใจอยากไปกราบไปไหว้ หายาก ไม่ใช่ว่าคนเข้าไปวัดไปวา จะไปหาครูบาอาจารย์หรือ ไปดูการประพฤติปฏิบัติของท่าน หรือไปฟังธรรมคําสั่งสอนที่ท่านอุตส่าห์พยายาม ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติมาอย่างนั้นทั่วไป โดยส่วนใหญ่ที่เขาเข้าไปวัดไปวาก็ไปทัศนาจร ไปดู ไปเล่น ไปเพลินต่างๆ
แต่นี้พวกเราไปหาครูบาอาจารย์วันนี้ ท่านก็โปรดเมตตาแนะสอนพวกเราอีกเหมือนกัน คําแนะนําสั่งสอนของท่าน คนที่อยู่ต่างชาติกันก็คงจะเข้าใจยากอีกเหมือนกัน วันนี้ท่านอาจารย์ (หลวงปู่ขาว) ท่าน ท่านแนะนําพรํ่าสอน “ถึงปฏิปทาการประพฤติปฏิบัติของท่านหรือความอยู่เป็นสุขของท่าน” ท่านเล่ามาแต่ท่านเป็นเด็ก จนกระทั่งเข้ามาบวช
เมื่อบวชแล้วอุตส่าห์พยายามตั้งหน้าตั้งตา วิเวกแสวงหาที่ประกอบความพากความเพียร ท่านว่าแต่อายุยังหนุ่มยังอ่อน ไปสถานที่ใดก็พอไปได้ สะดวกกายสบายใจ แต่โรคภัยเบียดเบียน มาแต่ไหนแต่ไรมา ก็ยังเป็นเด็กเป็นเล็กก็โรคภัยเบียดเบียนมา ท่านมาบวชแล้ว ออกเดินธุดงค-กรรมฐาน ท่านว่า “ท่านเป็นโรคนิ่ว” มีความเจ็บปวด แต่ก่อนไม่มีรถ ไปสถานที่ใดก็ไป เดินไป ไม่มีรถนั่ง
บางครั้งบางหนโรคนิ่วมันรบกวน ไปปัสสาวะมีแต่เลือดออกมาแดงหมด ท่านว่า “ใจหักไป” แล้วก็สอนตัวว่า “กลัวตายหรือ เพียงแค่นี้ยังไม่พอ เพียงเลือดมันออกขนาดนี้ มันยังเพลิด ยังเพลิน ยังติดยังข้อง ยังพอใจในโลกในสงสารอยู่ ให้มันหนักเข้าไปกว่านี้ดีกว่า” ท่านระลึกนึกอย่างนั้น แล้วตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติกันจริงๆ จังๆ ถึงโรคภัยไข้เจ็บจะเบียดเบียนขนาดไหน ท่านก็อุตส่าห์พยายามกระทําตามโอวาทของพระพุทธเจ้า มุ่งหน้ามุ่งตาอยากจะออกจากวัฏสงสาร มิใช่ว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น จะวิ่งหาหมอมาเยียวยาหรือจะอยู่เป็นที่เป็นฐานอย่างสะดวกสบาย ท่านไม่เอาอย่างนั้น
ท่านองค์นี้ตั้งแต่อายุของท่านยังอ่อน ท่านยังไป – มาสะดวกอยู่ ท่านไม่เคยจําพรรษาซํ้าที่ จําปีนี้แล้วก็ออกพรรษา แล้วก็เดินธุดงค์ไปที่ใหม่ นานทีจึงวกวนมาจําสถานที่เก่า ท่านเคยทํา อย่างนี้ตลอดมา แต่ที่ท่านไปจําประจําที่ก็คือที่ถํ้ากลองเพลนี่แหละ ไม่กี่ปีมา ที่ท่านอยู่เป็นที่ เพราะอายุท่านแก่ ท่านอุตส่าห์พยายามกระทําคุณงามความดีอย่างจริงอย่างจัง
อาจารย์องค์นี้การแนะนําพรํ่าสอนด้วยปาก ไม่ค่อยมากเหมือนอาจารย์องค์อื่น แต่ท่านสอนพวกเราด้วยการกระทํา เฒ่าขนาดนี้ แก่ขนาดนี้น่ะ เดินจงกรมบางคืนตลอดคืน นั่งภาวนา สวดมนต์ไหว้พระ ๓ – ๔ ชั่วโมงก็ไม่หยุด อุตส่าห์พยายามทําจริงๆ จังๆ เป็นน่าอัศจรรย์ที่ ท่านอุตส่าห์แนะนําทางกายของท่าน ชักจูงลูกศิษย์ลูกหาที่ไปพักพาอาศัย ทําจิตทําใจของท่านให้ แข็งแรงไม่อ่อนแอ ทําอะไรทําจริงๆ จังๆ
การพูดธรรมะธัมโม ถ้าหากลูกศิษย์ลูกหาขัดข้องในการภาวนาทางจิตทางใจ ท่านก็บอก ท่านก็สอน แต่จะให้ท่านสอนเรื่อยๆ ไปอย่างอาจารย์องค์อื่น ท่านไม่ค่อยสอน ถ้าหากขัดข้อง ทางจิตทางใจ ท่านต้องสอน ท่านเป็นอย่างนี้ ปฏิปทาของท่าน “ถือการปฏิบัติเป็นของสําคัญ”
การสอน ท่านไม่ค่อยถือหนักแน่นสักเท่าไหร่ แต่ท่านก็ไม่ขาด วันพระทุกวันพระไป ท่านจะต้องมาประชุมกับหมู่กับคณะ ถ้าท่านลุกเดินได้ ท่านก็ต้องมา หรือป่วยออดแอดขนาด พอมาได้ บางทีก็นั่งรถมา มาประชุมกับหมู่ นั่งฟังเทศน์ฟังธรรม โดยส่วนใหญ่ก็ให้พระลูกศิษย์วัดเทศน์ เมื่อท่านเทศน์ไป ข้องติดจิตใจของท่านในธรรมบทใดที่อธิบายไป พอพระลูกวัดลงจากธรรมาสน์ไปเท่านั้น ท่านก็เอ่ยธรรมะขึ้นต่อ สอนพวกภิกษุ สามเณร หรืออุบาสก อุบาสิกา ท่านไม่เคยขาดในการประชุมเป็นอย่างนี้
ท่านเป็นพวกผู้ดีวิเศษน่าบูชา ถึงอายุแก่ขนาดนั้น ก็ยังนําพวกเราที่เป็นนักปฏิบัติให้ ได้กราบได้ไหว้ อุตส่าห์อยู่ในสถานที่กันดาร คือ อยู่เขา ท่านไม่ได้อยู่ตามบ้านตามช่อง บุคคลที่นิมนต์ท่านเข้าไปบ้านไปช่อง ท่านไม่ค่อยเข้าไปเหมือนองค์อื่น ชอบอยู่ตามป่าตามเขาแต่ไหนแต่ไรมา เรียกว่า ท่านวางปฏิปทาให้พวกเราที่เป็นศิษยานุศิษย์ ถือเอาแบบอย่างของท่าน การอยู่ป่า การตั้งหน้าตั้งตาภาวนา อย่างท่านอาจารย์ที่เราได้ออกชื่อมานี้เป็นของยาก”
ในเรื่องการฟังธรรม หลวงปู่ขาวท่านชอบฟังธรรม โดย หลวงปู่จันทา ถาวโร เทศน์ไว้ดังนี้
“สุดท้ายท่านก็ขึ้นอยู่ถํ้ากลองเพล ทีนี้ศิษยานุศิษย์องค์ใดขึ้นเทศน์ ท่านก็พอใจฟัง นั่งฟังโดยความเคารพ เพื่อหวังประสบความรู้ ถึงแม้ท่านสําเร็จอรหันต์แล้วก็ยิ่งชอบใจฟัง นั้นแหละ ข้อสําคัญ ผู้ที่มีธรรมะคําสอนพระเจ้า (พระพุทธเจ้า) ฝังในใจเป็นอย่างนั้น ไม่ทําตํ่าๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ให้หมู่เพื่อนได้เอาไปรังเกียจ”
ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ในช่วงเข้าพรรษาของทุกปี จะมีการเดินทางไปกราบทําวัตรขอขมาครูบาอาจารย์องค์สําคัญที่มีคุณธรรมและมีอายุพรรษามาก ถือเป็นอริยประเพณีที่สืบทอดต่อๆ กันมา ในสมัยนั้นก็มีหลวงปู่ขาวด้วยองค์หนึ่ง ท่านเป็นอาจารย์ที่ หายาก วงกรรมฐานต่างก็ให้การยอมรับ ให้ความเคารพเทิดทูนบูชา แต่ละวัดก็พากันมากราบ ทําวัตรขอขมาหลวงปู่ขาว
ท่านพระอาจารย์จวน ก่อนเข้าพรรษาท่านไปกราบทําวัตรขอขมาหลวงปู่ขาวเป็นประจํา เนื่องจากท่านอยู่ห่างไกลมาก สมัยก่อนการคมนาคมไม่สะดวก หลังจากกราบทําวัตรท่านจะนิมนต์หลวงปู่ขาวเทศน์ให้ฟัง ท่านเทศน์เรื่องวงกรรมฐานไปถึงข้อวัตรปฏิบัติให้ลูกศิษย์ฟัง ท่านเคารพพระพุทธเจ้ามาก พอท่านเทศน์จบท่านพระอาจารย์จวนก็กราบเรียนถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง หลวงปู่เทศน์นานแล้ว เหนื่อยก็นิมนต์พักผ่อนครับ” เพราะท่านมีอายุมาก เทศน์นานมันเหนื่อย แต่ว่าท่านเทศน์ติดลมไม่ถึงชั่วโมง แต่ท่านเทศน์เริ่มเสียงดัง ค่อยๆ ทีแรก พอได้ที่แล้วเข้มข้น
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็ให้ความเคารพเทิดทูนบูชาหลวงปู่ขาวมาก ในพรรษาท่านจะไปกราบทําวัตรขอขมาหลวงปู่ขาวเป็นประจําทุกปี โดยท่านจะไปตามลําพังกับคนขับรถ บางโอกาสท่านก็เมตตาให้พระติดตามไปด้วยเพียง ๑ – ๒ รูป
พ.ศ. ๒๕๑๔ ปฏิปทาในการรับนิมนต์
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านมีอายุ ๘๓ ปี พรรษาที่ ๔๗ ด้วยความเป็น ครูบาอาจารย์ที่หายาก และท่านเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น บรรดาครูบาอาจารย์สายนี้ จึงให้ความเคารพเทิดทูนท่านมาก ฉะนั้น เมื่อมีงานสําคัญๆ ทางพระพุทธศาสนา เช่น งานประชุมเพลิงศพครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ งานเททองหล่อพระประธาน งานฉลองพระเจดีย์ พระอุโบสถ ตลอดเสนาสนะ ฯลฯ ท่านจึงมักถูกอาราธนานิมนต์ไปร่วมงาน ในลําดับต้นๆ อยู่เป็นประจํา สําหรับปฏิปทาในการรับนิมนต์ งานที่หลวงปู่ขาวท่านไปร่วมก็เป็นไปตามแบบฉบับของธรรม ของวงกรรมฐาน เป็นงานที่ไม่มีการเรี่ยไร ไม่มีมหรสพการละเล่นใดๆ เป็นงานเจริญพระพุทธมนต์ มีการแสดงธรรม อบรมจิตตภาวนา และการไปร่วมงาน ท่านจะไม่รบกวนการบําเพ็ญภาวนาของพระเณรในวัด ท่านจะไปกับคนขับรถ และพระอุปัฏฐากติดตามเพียงไม่กี่รูป
ในปีนี้มีงานสําคัญของวงกรรมฐาน คือ วันที่ ๔ – ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ มีงานประชุมเพลิงศพ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่ในสมัยนั้น แม้การเดินทางเต็มไปด้วย ความยากลําบาก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค ในงานจึงมีพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ทั้งใกล้และไกลเดินทางมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นมากเป็นประวัติการณ์ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านก็รับอาราธนานิมนต์ไปร่วมงาน ซึ่งทําให้ท่านได้มีโอกาสพบปะสนทนาธรรมกับเพื่อนสหธรรมิกที่เคยร่วมธุดงค์พร้อมหน้ากันในคราวเดียว ได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ฯลฯ
และในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ นี้ก่อนเข้าพรรษา ทายกทายิกาชาวบ้านหนองกอง ได้พากันเดินทางไปยังวัดถํ้ากลองเพล เพื่อกราบขอโอกาสต่อหลวงปู่ขาว ให้ท่านเมตตาจัดส่งพระมาจําพรรษาที่ วัดป่าหนองกอง ซึ่งความสําคัญของวัดแห่งนี้เคยเป็นวัดที่ท่านพระอาจารย์มั่นธุดงค์มาปฏิบัติธรรม ท่านได้เข้าพักบริเวณต้นกระบก (ปัจจุบันยังมีอยู่) เพื่อพักบําเพ็ญเพียรภาวนา ครั้นต่อมาท่านจึงได้จาริกสู่ที่แห่งอื่นต่อไป ภายหลังได้มีครูบาอาจารย์พระกรรมฐานลูกศิษย์ขององค์ท่านได้จาริกมาพักเพื่อบําเพ็ญภาวนา ณ เสนาสนะป่าแห่งนี้เป็นประจํามิได้ขาด ดังเช่น หลวงปู่หล้า ขนฺติโก (วัดป่าบ้านนาเก็น อําเภอนํ้าโสม จังหวัดอุดรธานี) หลวงปู่ฝั้น อาจาโร (วัดป่าอุดมสมพร อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร) เป็นต้น จึงนับเป็นสถานที่มงคลแห่งหนึ่ง ชาวบ้านหนองกองจึงได้พร้อมใจกันพัฒนาให้กลายเป็นวัดขึ้นมา แต่ก็ไม่มีพระอยู่เป็นประจํา
เพื่อเป็นการรักษารอยมือรอยเท้าพ่อแม่ครูอาจารย์ และเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา หลวงปู่ขาวท่านจึงตอบตกลงกับชาวบ้านหนองกอง จะจัดส่งพระไปอยู่จําพรรษา สําหรับปฏิปทาในการขอพระไปอยู่จําพรรษา หลวงปู่ขาวท่านจะดําเนินตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็จะถามความสมัครใจของพระด้วย ท่านจึงได้พูดกับหลวงปู่เพียร วิริโย ซึ่งขณะนั้นท่านเพิ่งกลับจากธุดงค์ที่วัดป่าหนองกองมาพักปฏิบัติธรรมที่วัดถํ้ากลองเพล หลวงปู่ขาวถามว่า “จะไปได้ไหม?” หลวงปู่เพียรทราบความประสงค์ของหลวงปู่ขาวแล้ว ท่านจึงได้ให้ญาติโยมนําเรื่องนี้ไปกราบเรียนขออนุญาตจากองค์หลวงตาพระมหาบัว อีกทีหนึ่ง เมื่อองค์หลวงตาฯ ท่านทราบและอนุญาตแล้ว หลวงปู่เพียรจึงได้กราบลาหลวงปู่ขาวเดินทางมาจําพรรษาที่วัดป่าหนองกองนับแต่นั้นเป็นต้นมา
พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านเป็นที่พึ่งทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่สูงวัยอายุย่าง ๘๔ ปี และมีอายุพรรษามากถึง ๔๘ พรรษา สุขภาพโดยรวมของท่านยังแข็งแรง หลวงปู่ขาวท่านนอกจากเป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจให้กับหมู่คณะวงกรรมฐาน ลูกศิษย์ลูกหา ตลอดบรรดาพุทธบริษัท โดยการเทศนาอบรมและแนะนําธรรมปฏิบัติแล้ว ทางด้านวัตถุ แม้หลวงปู่ขาวท่านไม่ส่งเสริมงานก่อ งานสร้าง ท่านก็ได้เมตตาให้การช่วยเหลือโดยอ้อมๆ
ในคราวที่บรรดาครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น เป็นผู้นําก่อสร้าง หรือบูรณ- ปฏิสังขรณ์ศาสนถาวรวัตถุต่างๆ ที่จําเป็นในพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่า พระเจดีย์ พระอุโบสถ วิหาร เสนาสนะ ศาลาการเปรียญ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ฯลฯ ซึ่งจะต้องใช้จตุปัจจัยจํานวนมาก จึงขอจัดสร้างวัตถุมงคลของครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เพื่อแจกให้ศรัทธาญาติโยมที่มาบําเพ็ญบุญเป็นที่ระลึก
หลวงปู่ขาว ท่านเป็นครูบาอาจารย์สําคัญองค์หนึ่ง ในสมัยนั้นชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ของท่านโด่งดังไปทั่วภาคอีสานแล้ว ท่านเป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาของบรรดาพุทธบริษัท และท่านเป็นที่พึ่งของหมู่คณะวงกรรมฐาน หมู่คณะและศิษย์ฆราวาสจึงเดินทางมากราบขอเมตตาอนุญาตจากท่าน จัดสร้างวัตถุมงคลเหรียญของท่าน เพื่อเป็นสังฆานุสติแจกเป็นที่ระลึกให้กับศรัทธาญาติโยมที่ร่วมบริจาค หลวงปู่ขาวท่านก็เมตตาอนุญาตให้จัดสร้างได้
สมัยนั้นวัตถุมงคลหลวงปู่ขาวมีมากมายหลายรุ่น ทั้งคณะศิษย์มาขอสร้างแจกในงานของ วัดถํ้ากลองเพลเอง ทั้งครูบาอาจารย์สายกรรมฐานและวัดที่มาขอสร้างก็เคยเกี่ยวข้องกับท่านมา นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งท่านอนุญาตให้จัดสร้างเป็นปีแรก ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ คณะศิษย์ขอสร้างเหรียญงานสมโภชเจดีย์หลวงปู่ขาว และเหรียญฉลองอายุ ๘๐ ปีหลวงปู่ขาว และมีการขออนุญาตจัดสร้างเหรียญ รูปหล่อหลวงปู่ขาวแจกเป็นที่ระลึกกันเรื่อยมา เช่น ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านเจ้าคุณพระพิศาลคณานุกิจ วัดมหาชัย อ.หนองบัวลําภู จ.อุดรธานี สร้างแจกคณะผ้าป่าสามัคคีจากกรุงเทพมหานคร และ หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต สร้างแจกในงานผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดศรีภูเวียง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ วัดปัญจสมณาราม อ.หัวตะพาน จ.อุบลราชธานี สร้างแจกในการสร้างศาลาโรงธรรม และวัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี สร้างแจกในงานวางศิลาฤกษ์โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นต้น
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ หลวงปู่ขาว ท่านเจริญอายุครบ ๗ รอบ ๘๔ ปี ในวันที่ ๒๙ ธันวาคม บรรดาคณะศิษย์จากทั้งใกล้และไกล ต่างก็เดินทางมาร่วมงานทําบุญครบรอบวันเกิดของท่านเป็นปรกติ ซึ่งมากันเป็นประจําทุกปี ในงานเป็นไปตามแบบฉบับของวงกรรมฐาน ก่อนวันเกิดหนึ่งวัน ในตอนคํ่า มีการเจริญพระพุทธมนต์ มีการอบรมเทศนาธรรม เช้าวันรุ่งขึ้นก็มีการทําบุญใส่บาตร ถวายจังหันเช้า มีการออกโรงทานเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่ม จากนั้นมีการกราบทําวัตรรับพรจากหลวงปู่ขาวเป็นเสร็จพิธี
ภาค ๒๐ ปัจฉิมวัย
พ.ศ. ๒๕๑๖ – ๒๕๑๘ ความเสื่อมของสังขารเป็นไปธรรมดา
หลวงปู่ขาว อนาลโย แม้ท่านจะเข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว แม้สังขารท่านทรุดโทรมไปตามกาลเวลาก็ตาม ท่านก็ยังทําข้อวัตรปฏิบัติในเรื่องการบิณฑบาต การภาวนา เดินจงกรม สวดมนต์ ทําวัตร และอบรมสั่งสอนศิษย์ไปตามปกติ โดยไม่รู้สึกเดือดร้อนหรือกลัวอะไร เว้นแต่ลดจํานวนหรือปริมาณลงให้พอเหมาะกับสภาพสังขารของท่าน อะไรทําได้ก็ทําอยู่ อะไรทําไม่ได้ก็ลดหย่อนผ่อนปรนไปตามสมควร ผู้ที่เดือดร้อนก็ได้แก่ลูกศิษย์ลูกหา ที่ไม่ยอมให้ท่านเป็นอะไรไปมากกว่านี้ ซึ่งต่างก็ทําหน้าที่ปรนนิบัติหลวงปู่ด้วยความกตัญญูและความภักดีต่อท่านอย่างสุดหัวใจ
ส่วนโรคต่างๆ ที่ปรากฏแก่หลวงปู่ขาว ในช่วงชีวิตสุดท้ายนั้นมีหลายโรค นอกเหนือจากโรคเกี่ยวกับขาที่เดินไม่ได้ โรคหัวใจ โรคนิ่ว โรคทางหูและตาที่เสื่อมลง ในยามที่โรคปรากฏขึ้น มักจะเกิดอาการบวมตามหลังมือ หลังเท้า อ่อนเพลีย หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก ลักษณะเช่นนี้ จะเกิดขึ้นเป็นประจํา เมื่อแพทย์ให้การรักษาดูแลอาการจะทุเลา ทรงและทรุดอยู่เป็นประจํา
ส่วนอาหาร หลวงปู่ขาวท่านเบื่ออาหาร ฉันได้น้อยลง การให้ยาไม่ค่อยได้ผล อาหาร กระตุ้นได้ผลในระยะแรก เพราะท่านไม่ค่อยยอมฉันเนื้อสัตว์ ชอบแต่ผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยนํ้าว้าสุก การให้เลือดซึ่งเคยได้ผล ทําให้ท่านกระปรี้กระเปร่าแข็งแรง ฉันได้มากขึ้น ระยะหลังๆ ท่านเริ่มแพ้ จึงงดการให้เลือด เหลือแต่วิธีถวายอาหารอย่างเดียว และระบบย่อยอาหารของท่านก็เสื่อมสภาพมากแล้ว
คุณหมออวย เกตุสิงห์ ได้บันทึกเหตุการณ์สําคัญในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ไว้ดังนี้
“ใน พ.ศ. ๒๕๑๖ อาการทั่วไปของท่านอาจารย์ยังนับว่าปกติ เมื่อนึกถึงอายุ ๘๖ ปี ของท่าน ความเสื่อมทางกายดําเนินไปช้าๆ ทุกๆ เช้าท่านเดินจากกุฏิที่ผาผึ้งไปถึงศาลาหลังเก่า ที่หน้าถํ้ากลองเพล ระยะทางประมาณ ๑,๕๐๐ เมตร (หนึ่งกิโลเมตรครึ่ง) แล้วเดินบิณฑบาตไปถึงสํานักชี ระยะทางอีก ๑๐๐ เมตร เดินกลับขึ้นไปฉันบนศาลา ฉันแล้วสังสรรค์ (สนทนาธรรม) หรือสอนพวกศรัทธาที่ไปในการจังหัน (ถวายอาหาร) แล้วจึงเดินกลับกุฏิ
ระหว่างศาลากับกุฏิ เป็นทางขึ้นเนินและลงเนินค่อนข้างสูง ท่านอาจารย์เดินอยู่หลายปี จนร่างกายอ่อนลงๆ พระเณรจึงจัดให้ท่านนั่งรถสร้างเองแบบตะเฆ่ลากไม้ ใช้เณรสองรูปเป็นผู้เข็นลาก วันหนึ่งขากลับจากศาลาถึงตอนลงเนิน ฝนตกถนนเปียก เณรรูปหนึ่งลื่นล้มลง อีกรูปหนึ่ง รั้งคนเดียวไม่อยู่ ปล่อยรถหลุดมือแล่นลิ่วลงเนิน เลี้ยวเข้าชนข้างทางล้มตะแคงลง ท่านอาจารย์ ตกลงไปนอนตะแคงด้วย ถ้าเป็นคนอื่น เณรทั้งสองคงโดนเล่นงานแย่ แต่… ท่านอาจารย์ได้หัวเราะด้วยความขบขันและบ่นขัดยอกสีข้าง”
เมื่อคุณหมออวยทราบเรื่อง ก็ไม่รอช้าจัดรถแบบให้คนไข้นั่งไปถวาย มีห้ามล้อสําหรับ หลวงปู่ดึงเองได้ นับว่าสะดวกปลอดภัยขึ้น ต่อมาก็มีท่านผู้มีจิตศรัทธาสร้างรถพิเศษพร้อมหลังคากันฝนไปถวาย ทําให้หลวงปู่มีความสบายและปลอดภัยมากขึ้น
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว ท่านเมตตารับกฐิน – ผ้าป่าสามัคคี และเทศน์โปรดคณะของท่านเจ้าคุณพระพุทธพจนวราภรณ์ วัดราชบพิธฯ ซึ่งเป็นประธานพาคณะจากกรุงเทพมหานครฯ มาทอดถวายในปีนั้น และท่านได้กราบนิมนต์หลวงปู่ขาวแสดงธรรม
เหตุการณ์สําคัญในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ – ๒๕๑๘ มีดังนี้
ในเช้าวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงปู่ขาวเป็นอัมพาต คุณหมออวย เกตุสิงห์ บันทึกไว้ว่า “พบว่าท่านอาจารย์มีอาการทั่วไปค่อนข้างดี แต่เป็นอัมพาตข้างซ้าย ในขั้นปานกลาง ยกแขนได้ แต่เท้าห้อย เดินเองไม่ได้ แต่ถ้าเกาะราวหรือมีคนช่วยพยุงก็เตาะแตะไปได้ ท่านพูดได้ดี ความพิการอยู่ในขั้นปานกลางไม่รุนแรงมาก”
“ถึงแม้ว่าท่านอาจารย์จะมีผู้รู้จักเพียงเล็กน้อย ใน พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่คณะของผู้เขียนได้ไปนมัสการเป็นครั้งแรก ชื่อเสียงและคุณธรรมอันสูงส่งของท่านค่อยๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ โดยรวดเร็ว ใน พ.ศ. ๒๕๑๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จไปนมัสการและพระราชทานพระราชูปถัมภ์ด้วยนานาประการ เป็นที่ปลาบปลื้มของคณะศิษย์อย่างยิ่ง ท่าน-อาจารย์เองก็เทิดทูนทั้งสองพระองค์ไว้ในที่สูงสุดและแผ่เมตตาถวายพระพรเป็นประจํา จํานวนคนที่ไปนมัสการท่านอาจารย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากทุกภาคของประเทศ”
พ.ศ. ๒๕๑๘ เหตุการณ์ในหลวงเสด็จกราบหลวงปู่ขาวครั้งแรก
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านทั้งสาม เป็นเพชรนํ้าหนึ่งของวงกรรมฐาน เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมาก เมื่อหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่หลุย มาสร้างวัดถํ้ากลองเพลใหม่ๆ หลวงปู่ชอบท่านก็แวะมาเยี่ยมเยียน ดังภาพถ่ายที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านทั้งสามในอิริยาบถเดินอยู่หน้าศาลาหลังเก่าของวัด หลวงปู่ชอบถือไม้เท้าก้าวเดินนําหน้าด้วยความองอาจสง่างาม หลวงปู่หลุยก้มหน้าเล็กน้อย มือขวากุมมือซ้าย ก้าวเดินตามหลังอย่างสํารวม หลวงปู่ขาวเป็น องค์ที่สาม ก้าวเดินตามอย่างมุ่งมั่นกล้าหาญ และมีพระอุปัฏฐากหลวงปู่ขาวเดินตามหลังเป็นองค์สุดท้าย
หลวงปู่ชอบ เมื่อท่านมีโอกาส ท่านมักจะแวะมาเยี่ยมเยียนหลวงปู่ขาวเพื่อนสหธรรมิกของท่านที่วัดถํ้ากลองเพลอยู่เสมอๆ เหตุการณ์สําคัญในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ วันหนึ่งหลวงปู่ชอบท่านไปเยี่ยมเยียนหลวงปู่ขาว ด้วยท่านทั้งสองเป็นพระป่าที่ถือธุดงควัตรอย่างเข้มงวดเคร่งครัด ต่างมี นิสัยชื่นชอบเที่ยวธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขา ในถิ่นทุรกันดาร ไม่มีสิ่งอํานวยความสะดวก ไม่มีไฟฟ้า นํ้าประปาใช้ ท่านจะไม่เคยชินกับสังคมภายนอก และดูเหมือนจะไม่รู้จักโลกภายนอกที่คนกรุง โดยส่วนใหญ่ว่าเจริญ ท่านมักจะเคยชินอยู่กับชาวป่าชาวเขา พวกยาง พวกกะเหรี่ยง เป็นปรกติ ท่านไม่เคยดูข่าวทางทีวี และท่านไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ท่านจึงไม่คุ้นเคยต่อการพบคนใหญ่คนโตที่มีชื่อเสียงของจังหวัดหรือบ้านเมืองเลย
ในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๙) พระองค์ท่านจะเสด็จพระราช-ดําเนินมากราบนมัสการ ฟังธรรม และสนทนาธรรมกับหลวงปู่ขาวที่วัดถํ้ากลองเพลเป็นวาระแรก ทางบ้านเมืองจึงมาส่งข่าวให้ทางวัดเตรียมตัวรับเสด็จ พอหลวงปู่ชอบทราบว่า เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจะเสด็จ ท่านก็เตรียมหนีทันที หลวงปู่ขาวท่านก็เอ่ยเช่นกันว่า ไม่ทราบว่าจะ “พูด” ด้วยอย่างไร ขอให้หลวงปู่ชอบอยู่ด้วยกันเป็นเพื่อน ท่านอ้อนวอนกัน จนในที่สุดหลวงปู่ชอบก็ใจอ่อน ยอมอยู่ด้วย โดยเป็นที่เข้าใจว่า ท่านจะไม่ต้องพูดอะไรเลย และหลวงปู่ขาวท่านก็ไม่ต้องพูดอะไรเท่าไรนัก ด้วยทางบ้านเมืองจะมาดูแลกํากับด้วย
พอถึงวันที่กําหนดเสด็จ หลวงปู่ทั้งสององค์ก็ครองจีวรอย่างเรียบร้อยนั่งรออยู่จนเย็น โดยที่หลวงปู่ทั้งสององค์ยังไม่เคยรู้จักหรือเคยเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาก่อน ท่านก็บ่นกันว่า “ไม่เห็นมา ให้รออยู่” องค์หนึ่งบ่น “นั่นซิ ไม่เห็นมา มีแต่ทหารสองพ่อลูกมาคุยอยู่เป็นนานสองนาน” “คนพ่อท่านงามกว่าคนลูกนะ” ท่านวิจารณ์กัน เมื่อพระเณรช่วยกันกราบเรียน ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินแล้ว พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสา- ธิราชฯ ที่หลวงปู่ว่า ทหาร ๒ พ่อลูกนั่นแหละ” หลวงปู่ทั้งสององค์ฟังแล้วก็พากันหัวเราะจน งอหาย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เล่ากันอย่างขบขันตลอดมา
เมื่อมีผู้กราบเรียนถามหลวงปู่ขาวว่า ทําไมหลวงปู่ไม่รู้จักพระเจ้าอยู่หัว และทูลกระหม่อม ฟ้าชาย (ขณะนั้นพระองค์ท่านยังมิได้ดํารงพระยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎ- ราชกุมาร ปัจจุบัน คือ รัชกาลที่ ๑๐) ท่านว่า “ไม่เห็นมีขบวนแห่” ส่วนหลวงปู่ชอบนั้น เมื่อกราบเรียนถามด้วยคําถามเดียวกันนั้น ท่านก็ยิ้มอายๆ ตอบว่า “นึกว่าจะใส่ชฎา !”
หลังจากการเสด็จพระราชดําเนินครั้งนั้น ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดําเนินไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาวที่วัดถํ้ากลองเพลอีกนับครั้งไม่ถ้วน และแทบทุกครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะโดยเสด็จด้วย จนเป็นที่ทราบกันว่า ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระทัยผูกพันต่อหลวงปู่ และหลวงปู่ขาวก็มี “จิต” ผูกพันต่อพ่อจ้าว แม่จ้าว แผ่เมตตาถวาย ทุกเวลาและทุกโอกาส ทั้งสองพระองค์และหลวงปู่ มี “จิต” ถึงกัน (คําว่า “พ่อจ้าวหลวง” และ “แม่จ้าวหลวง” เป็นคําที่หลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ ท่านมักจะใช้ยามเมื่อเอ่ยถึงพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสมอ)
หลวงปู่ขาวนั้น ถ้าชาวจังหวัดเลยไปกราบ ท่านมักบอกเสมอว่า “…เสียค่ารถมาทําไม ให้ลําบาก บ่อเพชรอยู่ที่จังหวัดเลย กลับไปกราบท่านอาจารย์ชอบเด้อ !” เรื่องหลวงปู่ขาวท่านกล่าวชมหลวงปู่ชอบ ครูบาอาจารย์ท่านเล่าว่า
“ในบรรดาศิษยานุศิษย์หลวงปู่มั่นนี้ ไม่มีใครจะได้ฉันข้าวเทวดา ข้าวทิพย์เทวดา นํ้าเทวดา กล้วยเทวดา เหมือนหลวงปู่ชอบนะ หลวงปู่ชอบได้ฉันข้าวเทวดา เขาก็มาถวายอยู่กลางดง ที่ท่านเล่าให้ฟัง ถึงเราไม่เห็นกับท่าน เราก็เชื่อท่านล่ะ ก็ท่านเล่าของจริงให้ฟังขนาดนี้ เรื่องนํ้าเทวดานี้ ท่านก็เคยเล่า ท่านกับหลวงปู่ขาวไปธุดงค์ด้วยกัน หลวงปู่ขาวก็เคยเล่าให้ฟังนะ
ถ้าคนจากเมืองเลยไปกราบหลวงปู่ขาวนี้ ท่านจะถาม “มาจากไหน” “มาจากเมืองเลย ครับ” “อ้าว ! มาจากเมืองเลยหรือ ทําไมมาไกลจัง เพชรเม็ดหนึ่งก็อยู่เมืองเลยนั้นนะ” หลวงปู่ขาวท่านจะพูดอย่างนี้ประจํา “อ้าว ! เพชรอะไรหลวงปู่ เพชรอยู่ไหนครับ” “อ้าว ! เพชรเม็ดหนึ่งก็อาจารย์ชอบนั่นไง เก่งกว่าเรานู้นน่ะ” ท่านจะพูดอย่างนี้ประจํา “เพชรเม็ดหนึ่งอยู่เมืองเลย” หลวงปู่ขาวท่านเคยเล่า เรื่องกินกล้วยเทวดานี้ หลวงปู่ขาวกับหลวงปู่ชอบอยู่ด้วยกันนะ”
พ.ศ. ๒๕๑๙ ท่านอาพาธหนัก
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านอาพาธหนัก หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านได้มา อยู่จําพรรษาเพื่อถวายการอุปัฏฐาก จากประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ บันทึกไว้ดังนี้
“จวนใกล้จะอธิษฐานเข้าพรรษาแล้ว วันหนึ่งมีโยมมาบอกท่านว่า “หลวงปู่ขาวป่วยหนัก” หลวงปู่เจี๊ยะท่านจึงมาบอกกับพวกพระว่า “ผมอยู่กับพวกท่านไม่ได้แล้วนะ ผมจะขึ้นไปอยู่กับ ปู่ขาวที่ถํ้ากลองเพล เพราะปู่ขาวป่วยหนัก” ท่านพูดสั้นๆ แบบไม่ไยดีพวกพระที่ติดตามมาเลย “ตายแล้วทีนี้” พระองค์หนึ่งในจํานวนพระหลายรูปนั้นพูดขึ้น แล้วที่มาด้วยกันหลายๆ รูปก็แสดงความเห็นด้วย “แล้วพวกเราจะอยู่ยังไง จะเข้าพรรษาแล้วไม่กี่วัน” ต่างองค์ต่างก็ปรึกษากัน ด้วยความลังเล “พวกผมตั้งใจมาอบรมกับท่านอาจารย์ มากับท่านอาจารย์ก็อุปสรรคมากอยู่แล้ว แล้วจะมาให้พวกผมอยู่กันตามลําพัง แล้วจะให้พวกผมปฏิบัติยังไง”
ท่านตอบแบบที่เราได้ยินและรํ่าลือทันทีว่า “เฮ้ย ! ไม่เกี่ยวโว้ย ! หลวงปู่ขาวป่วยหนัก พวกท่านอยู่วัดกันเลย” ท่านพูดห้วนๆ ตรงๆ ฟังแล้วเข้าใจแต่ไม่สบายใจ เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่อก เพราะไม่รู้จะทําอย่างไร เอาซะแล้วสิ กรรม ! กรรมแท้ๆ เป็นเพราะเราไม่เชื่อพระผู้ใหญ่แท้ๆ ที่ติดสอยห้อยตามท่านมา เอาพวกเรามาแล้ว ท่านก็มาทิ้ง เพราะตอนนั้นพวกพระไม่ทราบว่า ท่านเคารพรักหลวงปู่ขาวขนาดไหน ท่านรักและเคารพหลวงปู่ขาวมาก เพราะหลวงปู่ขาวสอนให้ท่านพิจารณาคิดค้นทางด้านร่างกายด้วยปัญญา และหลวงปู่ขาวนี่เอง เป็นพระที่ท่านลงใจแบบหมอบราบ ถึงกับพูดว่า ท่านพระอาจารย์มั่นบอกว่า “หลวงปู่ขาวนี่แหละเป็นพระอรหันต์ องค์หนึ่ง”
พอถึงวันเข้าพรรษาพวกพระก็อยู่กันแบบว้าเหว่ มีพระ ๔ พรรษา ๓ องค์ หลวงพ่อแก่ๆ อีกองค์หนึ่งซึ่งอยู่เดิม และสามเณรที่เป็นหลานพระอาจารย์เจี๊ยะ รวมแล้วเป็น ๕ องค์ จําพรรษาที่วัดเขาแก้ว ส่วนพระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านไปจําพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพล เพื่ออุปัฏฐากหลวงปู่ขาว อนาลโย แต่ก่อนไปพระอาจารย์เจี๊ยะก็ได้บอกถึงสาเหตุ ที่ท่านต้องไปให้พระเหล่านั้นใจชื้นขึ้นมาบ้างว่า “หมู่เอ๋ย ! สาเหตุที่ผมเคารพรักหลวงปู่ขาวมาก ก็เพราะท่านพระอาจารย์มั่นเองเป็น ผู้รับรอง จึงขอเล่าย้อนอดีตให้พวกท่านฟัง เรื่องที่ท่านอาจารย์มั่นชมเชยหลวงปู่ขาวมากนั้น ผมได้ฟังมากับหูว่า “ท่านขาวเป็นพระสําคัญมากนะ หมด (กิเลส) แล้วนะเจี๊ยะ ให้จับตาดูไว้ให้ดี จะเป็นที่พึ่งได้”
เมื่อผมได้ยินท่านพระอาจารย์มั่นพูดดังนั้น ผมก็ฮึดฮัดขึ้นมาในใจ อยากเจอ อยากพบ อยากเห็น เพราะปกติแล้วท่านพระอาจารย์มั่นท่านไม่ชื่นชมใครง่ายๆ แสดงว่าพระรูปนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน ต้องมีอะไรที่เราจะสามารถค้นคว้าเอาจากท่านได้ และสิ่งนั้น คือ ธรรม
จากสมุดบันทึกประวัติพระอาจารย์เจี๊ยะ เมื่อปวารณาออกพรรษาที่วัดถํ้ากลองเพลแล้ว อาการอาพาธของหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ดีขึ้นบ้าง ท่านจึงเดินทางกลับมาที่วัดอโศการาม เพราะพวกพระที่อาสาติดตามไปอยู่ที่วัดเขาแก้วในตอนแรกก็กลับมาที่วัดอโศการามกันก่อนแล้ว”
พ.ศ. ๒๕๒๐ หลวงปู่อํ่าถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ขาว อนาลโย
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บรรลุธรรมในรุ่นแรก ท่านเป็นพระอาจารย์ที่ใจดี มีเมตตาสูงมาก ทั้งต่อพระเณรและญาติโยมเท่าเทียมกันหมด ด้วยบุญบารมี ของหลวงปู่อํ่า ธมฺมกาโม ทําให้ท่านได้มีโอกาสมาเป็นศิษย์พระอรหันต์ที่มีชื่อเสียงมากอีกรูปหนึ่ง ครั้งแรกท่านตั้งใจจะมาภาวนากับหลวงปู่ขาวสัก ๗ คืน พอมาอยู่ที่วัดถํ้ากลองเพลเข้าจริงๆ ท่านภาวนาเป็นสมาธิดี สมาธิที่เคยเสื่อมก็กลับคืนมาด้วยอํานาจบารมีของหลวงปู่ขาว หลวงปู่อํ่าเลยได้อยู่ศึกษาธรรมกับหลวงปู่ขาวต่อมา เวลาผ่านไปนาน ๓ ปี เหมือนเพิ่งมาอยู่ได้ ๓ เดือน
หลวงปู่ขาวท่านบอกว่า เอาจริงอย่างเดียวทําให้มาก วิธีรักษาสมาธิไม่ให้เสื่อม ให้คบกับกัลยาณมิตร คือ มิตรที่ดี มีศีลมีธรรม อย่าอยู่คนเดียว ๓ ปี เราเป็นสงฆ์สาวก เราไม่ใช่ พระปัจเจก ต้องอยู่รวมหมู่คณะครูบาอาจารย์ อย่าอยู่ลําพังคนเดียว ไม่ต้องไปคบสมาคมผู้มี ชื่อเสียง ให้คบกัลยาณมิตร มิตรที่ดีมีศีลธรรม
หลวงปู่อํ่าได้ปฏิบัติตามคําสอนของหลวงปู่ขาว ตั้งแต่นั้นมา จิตของหลวงปู่ไม่เคยเสื่อม อีกเลย ท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาวนานถึง ๖ ปี จนหลวงปู่ขาวมรณภาพ
สมัยอยู่กับหลวงปู่ขาว ในช่วงวันเข้าพรรษาพระภิกษุทุกรูปจะมากราบหลวงปู่ขาวพร้อมตั้งอธิษฐานจิตให้มีสัจจะในการปฏิบัติธรรม และต้องปฏิบัติให้เข้มข้นกว่าช่วงนอกพรรษา พระทุกรูป จะตั้งสัจจะต่อหน้าหลวงปู่ขาวว่าจะเดินจงกรมนานเท่าไร นั่งภาวนานานกี่ชั่วโมงในวันหนึ่ง
สําหรับหลวงปู่อํ่า ท่านตั้งสัจจะว่าจะเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง นั่งภาวนา ๑ ชั่วโมง หลวงปู่ ขาวให้นั่ง ๒ ชั่วโมง เมื่อท่านนั่งวันละ ๒ ชั่วโมง หลวงปู่ขาวให้นั่ง ๓ ชั่วโมง เมื่อท่านนั่งวันละ ๓ ชั่วโมง หลวงปู่ขาวก็ให้นั่ง ๔ ชั่วโมง หลวงปู่อํ่าปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเสมอมา ท่านเดินจงกรม วันละ ๑ ชั่วโมง จากเขื่อนถึงกุฏิ เป็นเวลา ๑ ชั่วโมงพอดี นั่งภาวนาตั้งแต่ ๒ ทุ่ม จนถึง ๖ ทุ่ม ท่านปฏิบัติภาวนาอย่างเข้มข้น จริงจัง ขยันหมั่นเพียร จนเป็นที่ยอมรับของหลวงปู่ขาว
หลวงปู่ขาวเป็นพระอรหันต์ ท่านจะเปิด ท่านรู้วาระจิต ท่านนั่งภาวนาเก่งมาก นั่ง ตลอดทั้งคืนจนถึงสว่าง หลวงปู่ขาวสอนให้ภาวนาทุกเวลา ทุกลมหายใจ ภาวนาไปจนวันตาย
หลวงปู่อํ่า ท่านเล่าว่า หลวงปู่ขาวรู้วาระจิตหลายเรื่อง เช่น เรื่องงูเหลือม ครั้งหนึ่งขณะหลวงปู่อํ่าอยู่บนกุฏิในวัดถํ้ากลองเพล เป็นช่วงฤดูฝน เดือน ๖ เห็นงูเหลือมตัวหนึ่งตัวโตมาก ลําตัวยาว ๒ วา มันเลื้อยผ่านกุฏิท่านไป เป็นช่วงมันออกมาหากบหาเขียดเป็นอาหาร ท่านเห็นงูเหลือมตัวใหญ่มาก ตั้งใจจะไปเล่าถวายให้หลวงปู่ขาวฟัง พอท่านก้าวขึ้นกุฏิ หลวงปู่ขาวพูดออกมาก่อนว่า “เมื่อกี้เห็นงูใหญ่หรือ” ท่านก็เลยเงียบไม่ได้เล่าเรื่องงูใหญ่ให้หลวงปู่ขาวฟัง
เรื่องสามเณรเดินจงกรมแข่งกับหลวงปู่ขาว มีสามเณรหนุ่มรูปหนึ่งคิดในใจว่าจะเดินจงกรม แข่งกับหลวงปู่ขาว เพราะเห็นว่าท่านชราภาพแล้ว อายุร่วม ๙๐ ปี คงเดินจงกรมได้ไม่นาน ตนเองเป็นหนุ่มแข็งแรงกว่าจะเดินให้นานกว่าหลวงปู่ขาว เมื่อเดินจงกรมไปหลายชั่วโมง สามเณรเดินจนหมดแรง จึงต้องออกจากทางจงกรม ยอมแพ้หลวงปู่ขาวขึ้นกุฏิก่อน เช้าวันรุ่งขึ้นหลวงปู่ขาวพูด บนศาลาว่า “เมื่อคืนมีผู้เดินจงกรมแข่งกับหลวงปู่ แต่หลวงปู่ไม่ยอมแพ้หรอก”
เรื่องผีแม่ลูกอ่อนข้างทางเดินจงกรม หลวงปู่ขาวถามหลวงปู่อํ่าว่า “เห็นผีแม่ลูกอ่อน ข้างทางเดินจงกรมไหม?” หลวงปู่อํ่าว่า “ไม่เห็นครับ” หลวงปู่ขาวว่า “มีผีแม่ลูกอ่อนกําลังไกวเปลให้ลูกนอนอยู่ข้างทางเดินจงกรมนั้น เสียงดังเตาะแตะๆ” ต่อมาหลวงปู่ขาวแผ่เมตตาให้เด็ก เหล่านั้นได้ไปเกิดเป็นคนหมด บ้างก็ได้ไปเกิดเป็นเด็กอยู่หน้าวัดถํ้ากลองเพลนั่นเอง
หลวงปู่อํ่าได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาวเป็นเวลา ๖ พรรษา จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ซึ่งเป็นวาระสุดท้าย หลังจากหลวงปู่ขาวมรณภาพ ท่านได้มีส่วนร่วมเป็นหัวหน้าหมู่ในการจัดงานสวดอภิธรรมถวายแก่หลวงปู่ขาวตลอดงาน เมื่อเสร็จงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านได้ออกจาก วัดถํ้ากลองเพล ติดตามหลวงปู่จันทา ถาวโร มาอยู่วัดป่าเขาน้อย จังหวัดพิจิตร ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘
พ.ศ. ๒๕๒๑ สมเด็จพระราชาคณะมาศึกษาธรรม
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านไม่เพียงแต่ได้รับการยอมรับจากพระฝ่ายอรัญวาสีหรือพระป่า แม้พระฝ่ายคามวาสีหรือพระฝ่ายปกครองก็ให้การยอมรับ แม้หลวงปู่ขาวท่านไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนทางปริยัติมาก่อน และท่านไม่เคยดํารงตําแหน่งสมณศักดิ์ใดๆ ในทางการคณะสงฆ์ แต่ท่านกลับเป็นพระมหาเถระที่สมเด็จพระสังฆราช ตลอดสมเด็จพระราชาคณะ พระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองให้ความเคารพอย่างสูง และมักเดินทางแวะเวียนกันมากราบเยี่ยมสนทนาธรรม ศึกษาธรรมกับท่านอยู่เสมอๆ นอกจากท่านเจ้าคุณพระพุทธพจนวราภรณ์ วัดราชบพิธฯ มากราบเยี่ยมเป็นประจําแล้ว ก็มี พระธรรมบัณฑิต (มานิต ถาวโร) วัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นหลานแท้ๆ ของหลวงปู่ขาว ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ก็มากราบเยี่ยมเป็นประจํา นอกจากนี้ก็มีสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศ และ พระปริยัติกวี (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธฯ ซึ่งต่อมาท่านทั้งสองได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ และ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตามลําดับ
แม้สมเด็จพระญาณสังวรจะทรงภารกิจทางการคณะสงฆ์มากมาย แต่ก็ทรงหาเวลาว่างปลีกไปหาสถานที่สงบ เช่น ป่าเขาต่างๆ เพื่อปฏิบัติภาวนาอยู่เสมอ ท่านสนใจการปฏิบัติกรรมฐาน โดยในราวเดือนธันวาคมถึงมกราคมของทุกปี พระองค์จะเสด็จไปประทับที่สํานักวัดป่าอย่างน้อย ปีละครั้ง โดยจะเสด็จไปประทับอยู่เป็นเวลาหลายๆ วัน เพื่อสนทนาธรรม ศึกษาธรรม ปฏิบัติ จิตตภาวนาส่วนพระองค์ กับพระเถระฝ่ายอรัญวาสี (พระป่า) เป็นประจํา อาทิเช่น หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ฯลฯ
โดยในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ช่วงว่างจากพระกรณียกิจ สมเด็จพระญาณสังวรได้เสด็จมาทรงอยู่ศึกษาธรรมและปฏิบัติพระกรรมฐานกับ “หลวงปู่ขาว อนาลโย” ณ วัดถํ้ากลองเพล สําหรับ สมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นดังที่กล่าวมาก็เช่นกัน ท่านเป็นพระฝ่ายปกครองที่ให้ความสนใจปฏิบัติ พระกรรมฐาน ท่านก็ได้หาเวลามาปฏิบัติธรรมในสํานักของครูบาอาจารย์ต่างๆ และท่านได้มาศึกษาและปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาว
กล่าวตามหลักธรรมวินัย พระภิกษุจะเคารพกันตามหลักอาวุโสภันเต ท่านจะเคารพกัน ตามอายุพรรษา คือ ภิกษุผู้อุปสมบทภายหลัง ควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทก่อน สมเด็จพระราชาคณะ ท่านเป็นฝ่ายปกครองและมีสมณศักดิ์สูงส่งเพียงไรก็ตาม แม้จะเป็นถึงสมเด็จพระสังฆราชก็ตาม แต่เมื่อท่านอุปสมบทภายหลัง พรรษาท่านน้อยกว่าครูบาอาจารย์ ท่านก็จะกราบครูบาอาจารย์ เมื่อท่านมาอยู่ศึกษาสนทนาธรรมกับหลวงปู่ขาว ที่วัดถํ้ากลองเพล ท่านก็จะก้มกราบหลวงปู่ขาวทุกครั้ง และท่านก็จะนั่งตํ่ากว่าเสมอๆ ภาพก้มกราบเป็นภาพที่งดงามและเป็นคติที่ดีงามยิ่งนัก
พ.ศ. ๒๕๒๒ อัศจรรย์ในเรื่องโรคและสังขารของหลวงปู่
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นปีที่น่าแปลก ในช่วงที่หลวงปู่ขาว อนาลโย อายุได้ ๙๑ ปี โรคต่างๆ ดังกล่าวนั้นได้ทุเลาลงเกือบหมดสิ้น ไม่ว่าเท้าที่เดินไม่ได้ กลับเดินได้ดีขึ้น ตาที่ฝ้าฟางมองแทบ ไม่เห็นก็เห็นได้แจ่มชัดขึ้น หูได้ยินชัดเจนขึ้น เกสาที่ขาวกลับกลายเป็นสีเลา ไม่ขาวอย่างที่เคยเป็น อันเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง แต่ก็ทุเลาลงในระยะเวลาที่ไม่นานนัก เนื่องจากความเฒ่าแก่ชรา ของสังขารร่างกาย ซึ่งหลวงปู่ขาว ท่านมักนําความแก่ เจ็บ ตาย มาเทศน์เตือนใจสอนศิษย์ ดังนี้
“…เมื่อใดนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายมาใช้ปัญญาให้รู้ว่า ร่างกายของมนุษย์ทั้งหลาย มีเรา เป็นต้น ล้วนต้องถึงความพินาศแตกดับเป็นธรรมดาอยู่อย่างนี้ ควรทําความเพียรปราบปรามกําจัดกิเลสให้เหือดหาย ให้บุญกุศลเจริญขึ้นในตนภายในวันนี้แหละให้จงได้ เพราะใครๆ คนไหนเล่าจะอาจรู้ว่าความตายจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า เพราะมฤตยู คือ ความตาย ที่มีเสนาใหญ่ คือ ขุนชรา ขุนพยาธิ พระยามรณะและปกิณกทุกข์ทั้งหลาย ภัยอันเป็นที่ขยาดหวาดกลัวของ มนุษย์นี้ เหลือวิสัยและความสามารถที่ใครๆ แม้มีอํานาจยิ่งใหญ่จะต้านทานสู้รบผลักไสด้วยอุบาย อันหนึ่งอันใดได้เลย ท่านเปรียบไว้ว่า เหมือนภูเขาใหญ่สูงจรดขอบฟ้ากลิ้งมาจากทิศทั้งสี่แล้วบดขยี้สัตว์ทั้งหลายให้เป็นจุณวิจุณมิว่างเว้นพวกไหนไว้ให้เหลือหลอเลย
เมื่อมรณะ ซึ่งเป็นมหาทุกข์อันใหญ่มาถึงแล้ว ไม่มีผู้ใดผู้หนึ่ง แม้เคยเป็นที่รักที่พึ่ง จะสามารถสกัดกั้นแก้ไข หรือช่วยบําบัดปัดเป่าให้มรณทุกข์ถอยลดน้อยเบาบางลงไปได้เลย ยกเว้นแต่บุญกุศลที่ตนได้อบรมสั่งสมไว้ด้วยกาย วาจา ใจ จนคุ้นแก่จิตเท่านั้นแหละ จะทํา ความสุข ความสงบระงับให้ในเวลาจวนสิ้นชีวิตทําลายขันธ์ ดังภาษิตประพันธ์ว่า ปุญฺํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ บุญกุศลที่สาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายได้สร้างสมให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมนําความสุขมาให้เมื่อสิ้นชีวิตดังนี้
ด้วยเหตุนี้ เมื่อสาธุชนนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานทั้งหลายมาพิจารณาในไตรลักษณ์ จนแจ้งประจักษ์แล้ว ควรที่จะเกิดความสังเวชสลดจิต คิดเห็นว่า ชรา พยาธิ มรณะ ครอบงําเข้ามาอยู่ ฉะนี้แล้ว กิจอื่นๆ นอกจากการประพฤติปฏิบัติธรรม อย่าได้ทําเลย ควรที่แต่จะกระทําการบําเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้เต็มรอบ ก็จะอุดมสมบูรณ์ด้วยความสุขความเจริญ”
(หลวงปู่ขาว ชอบแสดงโอวาทธรรมบทนี้เสมอๆ ท่านว่าทําให้เกิดปัญญา หูตาสว่างดี)
พ.ศ. ๒๕๒๓ ครูบาอาจารย์พูดคุยกันทางจิตก่อนเครื่องบินตก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า ก่อนมรณภาพด้วย เครื่องบินตก ท่านกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้สนทนากันถึงเรื่องนี้ที่วัดถํ้ากลองเพล แม้วัดทั้งสอง จะตั้งอยู่ห่างไกลกัน แต่ท่านทั้งสองกลับมีความผูกพันใกล้ชิดทางจิตใจกันมาก ด้วยท่านทั้งสอง ต่างก็เป็นพระอรหันต์ที่ทรงอภิญญา มีอิทธิฤทธิ์ จนเป็นที่ยอมรับในวงกรรมฐาน ยิ่งทําให้เชื่อมั่น ได้ว่าหลวงปู่ขาวท่านเองย่อมทราบเหตุการณ์นี้ล่วงหน้า และเรื่องการเกิดการตายเป็นเรื่องธรรมดา ท่านรับรู้กันได้
หลวงปู่ขาวกับท่านพระอาจารย์จวนได้สนทนากันถึงเรื่องความตายไว้ดังนี้
“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๒ – ต้นปี ๒๕๒๓ ก่อนท่านพระ-อาจารย์จวนจะมรณภาพด้วยเครื่องบินตกไม่นาน ท่านเคารพรักหลวงปู่ขาวมาก จึงไปกราบคารวะเป็นประจํา ถ้าได้ยินข่าวว่าหลวงปู่ขาวป่วยไม่สบาย แต่ไม่ถึงกับป่วยหนัก ท่านจะไปดูทันที
เมื่อท่านรับกิจนิมนต์ที่บ้านคุณกิมก่าย จังหวัดหนองคาย หรือไปกิจนิมนต์อื่น หากใกล้ วัดถํ้ากลองเพล ท่านจะสั่งให้แวะทุกครั้ง ตามปรกติท่านไปเดือนละครั้ง แต่ช่วงก่อนมรณภาพ ท่านไปเป็นพิเศษ เดือนละ ๒ ครั้ง คือ ต้นเดือนกับปลายเดือน ท่านมีแต่ว่า “อ้อ ! ถ้าไปทางนั้นก็ใกล้ๆ เราก็ไปดูหลวงปู่เราหน่อย ไปกราบคารวะท่านหน่อย มันก็ไม่เสียเที่ยวแล้ว เราเป็น ลูกศิษย์หลวงปู่ขาว เป็นลูกศิษย์ครูบาอาจารย์”
ท่านพระอาจารย์มั่น ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านได้ฝากฝังท่านพระอาจารย์จวนไว้กับหลวงปู่ขาว “ให้ช่วยกํากับดูแลรักษา” ท่านพระอาจารย์จวนจึงกล่าวเสมอว่า “นอกจากท่าน- พระอาจารย์มั่นแล้ว หลวงปู่ขาวเป็นประดุจพ่อแม่ของท่าน เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านเคารพรักเทิดทูนอย่างสูงสุด”
ท่านพระอาจารย์จวน ท่านเป็นพระสมบูรณ์แบบ เป็นผู้มีธรรมครองใจ ดังนั้น การแสดงออกของท่าน จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยธรรม ท่านจะมีปรกติอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ กิริยาเวลาที่เข้าใกล้ครูบาอาจารย์รุ่นอาวุโส จะดูประหนึ่งว่า ท่านเป็นเด็กน้อยอ่อนโยนเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ เวลาพูดคุยสนทนาธรรมกัน ท่านก็จะพนมมือ และก่อนจะพูด ท่านก็กล่าวขอโอกาสเสมอๆ โดยเฉพาะกับหลวงปู่ขาว ซึ่งปัจจุบันชาติประดุจบิดาทางธรรมของท่าน และอดีตชาติเคยเป็นบิดาของท่าน เมื่อท่านอยู่ใกล้กับหลวงปู่ขาว ท่านจะวางตัวประดุจสามเณรน้อย ทุกครั้งที่ท่านไปกราบคารวะ ท่านจะยกเท้าหลวงปู่ขาวขึ้นวางบนศีรษะของท่าน อันเป็นการแสดงความเคารพบูชา อย่างสูงสุด บางทีท่านก็จะแนะพวกลูกศิษย์ผู้ชายที่ตามท่านเข้าไปคารวะหลวงปู่ขาว ให้ขอนําเท้า หลวงปู่ขึ้นวางบนศีรษะด้วย ท่านบอกว่า “เป็นมงคลอย่างสูงสุดเชียวนะ”
ท่านพระอาจารย์จวน ท่านเล่าให้พระศิษย์ฟังว่า “หลวงปู่ขาวเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสําหรับ ตัวท่าน ให้เคารพหลวงปู่ขาว” ท่านไม่ค่อยเล่าไปองค์อื่น เล่าแต่หลวงปู่ขาว ท่านเล่าว่า “หลวงปู่ขาวนิสัยนี่เปลี่ยนได้ ท่านไปไหนจิตเมตตา ไม่ค่อยอะไร มีแต่เมตตา ท่านเมตตามาก ท่านให้ ข้อธรรมกับท่านตลอดมา”
คราวสนทนาเรื่องความตายนั้น วันนั้นท่านพระอาจารย์จวนท่านเดินทางจากภูทอกไปกราบคารวะหลวงปู่ขาวที่วัดถํ้ากลองเพล เมื่อถึงวัด พระเวรพอทราบว่าท่านพระอาจารย์จวน มาถึง ก็ขึ้นไปกราบเรียนหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวท่านก็ดีใจและบอกกับพระว่า “ท่านจวนมาแล้วๆ ให้ขึ้นมาเลย” พอขึ้นไปแล้ว เมื่อท่านพระอาจารย์จวนกราบหลวงปู่ขาวเสร็จ หลวงปู่ขาวก็พูดขึ้น ว่า “มึงจะตายก่อนกูเด้อ” หลวงปู่จวนก็ตอบว่า “เว้ย ! ตายก็ตายตั๊วคนเรา” แล้วหลวงปู่ทั้งสองต่างก็หัวเราะชอบใจ”
ซึ่งคําสนทนาธรรมนี้ ต่อมาก็เป็นความจริงขึ้นมา กล่าวคือ ท่านพระอาจารย์จวนได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก อีกสามปีเศษหลวงปู่ขาวก็ได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๖
สําหรับเหตุการณ์สําคัญในวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เมื่อพระบาทสมเด็จ- พระเจ้าอยู่หัว เสร็จจากงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่วัดภูทอก จังหวัดหนองคาย เสด็จพระราชดําเนินกลับถึงพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เมื่อเวลา ๑๙.๐๐ น. เสร็จแล้วประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินต่อไปยังวัดถํ้ากลองเพล ตําบลหนองบัว อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี เพื่อทรงนมัสการ หลวงปู่ขาว อนาลโย ในการนี้ได้มีพระราชดํารัสกับหลวงปู่ขาว ตลอดจนทรงถวายผ้าห่มแก่พระภิกษุด้วย สมควรแก่ เวลาจึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินกลับถึงพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ เมื่อ เวลา ๒๒.๑๐ น.
เมตตาธรรมของหลวงปู่ขาว
หลวงปู่ขาวท่านมีเมตตามาก พระศิษย์เล่าว่า “เราเข้าไปหาหลวงปู่ขาวทีไร จิตใจของเราร่มเย็นเป็นสุข ถึงท่านจะไม่ด่าไม่ว่าอะไรก็ตาม มันซึ้งอยู่ในใจ เมตตาธรรมของท่านสูงมากเลย ทีเดียว เมื่อเข้าไปแล้วเห็นหน้าเห็นตาท่านยิ้มแย้มแจ่มใส ใจของเราเย็นขึ้นมาทันที หลวงปู่ขาว เพราะฉะนั้นถ้าใครได้เห็นหลวงปู่ขาวแล้ว ท่านยิ้มใส่เท่านั้น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเดือดร้อนใจก็จะหายขึ้น เพราะว่าบารมีธรรมของท่าน”
หลวงปู่วิไลย์ เขมิโย พระศิษย์หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่มาอยู่จําพรรษาวัดถํ้ากลองเพลตั้งแต่เริ่มสร้างวัดใหม่ๆ ท่านเล่าถึงความเมตตาของหลวงปู่ขาวไว้ดังนี้
“วิสัยหลวงปู่ชอบสงบมาก ตอนเราเข้าไปอยู่ใหม่ๆ เวลานั่งฉันเป็นแถว ท่านนั่งอยู่ เวลาเราจะถามหรือพูดกัน ต้องกระซิบเบาๆ ไม่ให้มีเสียง ต้องมีสติระวังตัวอยู่ทุกเมื่อ เวลาเราทําผิด ท่านจะ “ฮื้อ” คําเดียวเท่านั้นแหละ เหมือนเตือนเราให้มีสติ
เราเคารพท่านมาก เรารักท่านมาก เราถือเหมือนพ่อของเราจริงๆ ท่านให้ความเมตตา ให้ความสงสาร ให้ทุกสิ่งทุกอย่างในความรู้ในธรรมคําสั่งสอน จนท่านพูดว่า “ถ้ามรรคผลที่เรา ทํามาเอาให้ได้ เราก็จะเอาให้เจ้าทุกคนแหละ” เราถือท่านเสมือนพ่อ เราสงสัยดูอะไรในธรรม ข้อไหนลึกตื้นอย่างไร ท่านยินดีตอบยินดีแนะนําตลอด ให้ความรู้ ให้ความเห็น ให้อุบาย ให้แก้ไข จิตใจของเราคิดอย่างไร ปรุงแต่งอย่างไร เรานําไปเล่าให้ท่านฟัง เราไม่ต้องอายขายหน้ามันเลย มันคิดเข้าบ้านเรื่องของกิเลสตัณหา ท่านก็ช่วยแก้ไข ต้องทําแบบนั้น ต้องคิดแบบนั้น ต้องปฏิบัติแบบนั้น เราไม่ต้องอาย
บางทีเรายกปัญหาขึ้นมาพูด แต่พูดไม่ให้มันถูก เรียกว่าพูดเป็นอุบาย เหมือนเราต้องการ ไข่มดแดง เราเอาไม้ไปแหย่ๆ เท่านั้นแหละ ไข่มดแดงก็จะร่วงหล่นลงมาให้เราได้กินเลย ฉันนั้นก็เหมือนกัน บางทีเราหวังจะแกล้งถามท่านให้ติด ท่านก็ไม่ติด ถามท่านหมดมรรคผลสวรรค์นิพพาน หลวงปู่ขาวเป็นคนโบราณ หนังสือไม่ได้เรียน ท่านเขียนหนังสือไม่ได้ แต่อ่านออกท่องอ่านสวด ได้หมด เราสู้ท่านไม่ได้ทุกอย่างเลย เรายอมท่านอย่างราบคาบเลย
อาตมาอยู่กับหลวงปู่ตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ ถึงปี ๒๕๑๒ อาตมาจึงออกจากท่านไป เป็นเวลาที่อยู่กับท่าน ๑๑ ปี คําพูดที่ท่านพูดเป็นคําดุ (ด่า) (อีตาอันนี้) มีคําเท่านี้ที่ว่าเรา คําอื่นไม่มี ท่านมีธรรมคือเมตตามาก จึงรู้สึกเย็นอยู่ตลอดเวลา บางครั้งไปวิเวก จิตใจเดือดร้อน พอกลับมาหันหน้าเข้าหาวัดถํ้ากลองเพลเท่านั้น รู้สึกจิตใจเย็นวาบเลย ที่อยู่กับท่าน ได้ยินได้ฟัง ได้รู้จักครูบาอาจารย์ หมู่พวกคณะมากมาย ทั้งท่านมรณภาพไปแล้วก็มาก ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มาก ก็เป็นอานิสงส์อยู่อย่างหนึ่ง ดีกว่าที่เราไม่ได้อยู่กับครูบาอาจารย์เลย”
หลวงปู่ขาว ท่านออกธุดงค์ทุกปีจนอายุเจ็ดสิบกว่าปี จึงยั้งอยู่กับที่บ้าง แต่ก็ยังออกวิเวกตามป่าเขาลําเนาไพรอยู่เสมอ เมื่อท่านมาอยู่วัดถํ้ากลองเพล ท่านอบรมศิษยานุศิษย์อยู่เป็นประจํา บางครั้งท่านต้องรับแขกศิษย์กลุ่มอื่นๆ อยู่นาน ท่านอาจจะเหนื่อยและจะไม่ค่อยพูด แต่ถ้ากราบเรียนถามถึง “ถิ่นธุดงค์” เก่าของท่านที่ท่านเคยสร้างบารมี หรืออย่างเช่นที่ ถํ้าค้อ ดงหม้อทอง ถํ้าแก้ว และภูวัว เป็นต้น ลักษณะของป่าเขาลําเนาไพรที่ผ่านมา เสือ ช้าง งูใหญ่ ฯลฯ ท่านเคยฝึกทรมานมาแล้วทั้งนั้น นัยน์ตาของท่านจะแจ่มใสเป็นประกายวาว ถ้านอนอยู่ก็จะลุกขึ้นนั่ง ถ้านั่งอยู่ก็อาจจะลุกขึ้น ทําท่าเสือหมอบ เสือย่างให้ดู ไม่เพียงแค่ทําท่าทําทางเท่านั้น แต่ท่านก็ทําเสียงด้วย เสือคราง ช้างร้องโกญจนาทอย่างไร ฟังแล้วก็เพลิดเพลิน ทําให้นึกจินตนาการตามท่านไป และอยากตามไปสัมผัสชีวิตธุดงค์อย่างท่านบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีผู้ไปสนทนากราบเรียนปรึกษาด้านจิตตภาวนา ท่านก็จะอ้อ (ครู) ขึ้นทันที แม้เสียงของท่านจะแผ่วเบา ท่านก็ยังเมตตาอุตส่าห์แสดงธรรมจนถึงอกถึงใจของบรรดาศิษย์ทั้งหลาย
คุณหมออวย เกตุสิงห์ ได้บันทึกเมตตาธรรมของหลวงปู่ขาว ไว้ดังนี้
“ผู้เขียนมีความเห็นว่า ที่ท่านอาจารย์สามารถเจรจาให้ช้างเปิดทางให้เดินผ่านก็ดี หรือสามารถเรียกช้างให้มาหาได้ก็ดี คงจะมีอนุสนธิมาจากพลังจิตของท่าน ซึ่งเกิดจากการภาวนาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมตตาธรรม คุณธรรมข้อหลังนี้เห็นได้ชัดแจ้งจากปรากฏการณ์และพฤติกรรมของท่านอาจารย์หลายประการ
ครั้งหนึ่งมีคณะสุภาพสตรีจากกรุงเทพฯ ไปแวะนมัสการและนําร่ม ๖ คันถวายท่าน อาจารย์ ท่านรับประเคน แล้วก็พูดหัวเราะๆ ว่า “ของเหลือมาซินะ” คณะทายิกาสะดุ้งใจว่าทําไมท่านรู้ว่าเป็นของเหลือ ความจริงคณะได้ตระเวนไปตามวัดกัมมัฏฐานมาแล้วหลายวัด และถวายร่มวัดละ ๑๒ คัน มาถึงวัดถํ้ากลองเพลยังเหลืออยู่เพียง ๖ คัน เป็นของเหลือจริงๆ ครั้นคณะเดียวกันนั้นถวายยา ท่านก็ถามล้อๆ ว่า “ยาแก้อัมพาตมีไหมล่ะ” มีผู้เรียนท่านว่า “ขอให้อยู่อีกนานๆ จะได้คอยเทศน์สั่งสอน” ท่านตอบเพียงแต่ว่า “ขี้คร้าน”
วันหนึ่งมีชายแปลกหน้าผู้หนึ่งเป็นคนวัยฉกรรจ์ปรากฏขึ้นที่วัด และขอเข้านมัสการท่านอาจารย์ พอได้พบก็ตรงเข้าไปกราบถึงที่เท้า แล้วเอ่ยปากขอบพระคุณที่ท่านได้ช่วยเขาให้พ้นจากโทษมหันต์ ทุกคนงงงันไปหมด เพราะไม่เคยเห็นชายผู้นั้นมาก่อน ท่านอาจารย์นั่งฟังโดยดุษฎีภาพ ชายนั้นเล่าว่า เขาเป็นทหารไปรบที่ประเทศลาวอยู่เป็นเวลานาน พอกลับมาบ้านก็ได้รู้เรื่องภรรยานอกใจ เขาโกรธแค้นมาก เตรียมปืนจะไปยิงให้ตายทั้งชายชู้ด้วย ได้ไปแวะร้านเหล้า ดื่มจนเมา หลับไป แล้วก็ฝันว่ามีพระแก่องค์หนึ่งมาขอบิณฑบาตความอาฆาตโกรธแค้น และเทศน์ให้ฟังถึงบาปกรรมของการฆ่า จนชายผู้นั้นยอมยกความพยาบาทให้ และถามพระนั้นว่า “ท่านชื่ออะไร? มาจากไหน?” พระบอกว่า “เราชื่อขาว มาแต่เมืองอุดรฯ”
พอตื่น ชายผู้นั้นก็ตัดสินใจออกเดินทางมาเสาะหาท่านอาจารย์ จนได้พบวัด ท่านอาจารย์อนุโมทนา แล้วอบรมต่อไปให้เข้าใจหลักกรรมตลอดจนผลของการงดเว้นการฆ่า ทําให้ชายผู้นั้นซาบซึ้งในรสพระธรรม จนตัดสินใจที่จะอุปสมบทต่อไป เรื่องนี้เป็นหลักฐานว่า ความเมตตาของท่านอาจารย์เป็นเรื่องจริงจังเพียงใด และกินอาณาบริเวณได้กว้างขวางเพียงใด ถ้าไม่เกิดเหตุ ที่เล่านี้ก็คงไม่มีใครรู้ความจริง
ท่านอาจารย์เป็นคนทุพพลภาพอยู่ ๙ ปี ถ้าเป็นคนธรรมดา สุขภาพจิตคงจะเสื่อม แต่ เรื่องเช่นนี้ไม่ปรากฏเลยในกรณีของท่าน อารมณ์ของท่านยังดีเหมือนแต่ก่อน นิสัยรื่นเริงและชอบ ติดตลกยังเห็นอยู่ได้ ทั้งในการกระทําและคําพูด ดังเรื่องของเหลือที่เล่าแล้ว บางทีพูดกันเรื่องสุขภาพของท่าน ท่านก็ลุกนั่งตัวตรงทําท่ากายบริหารและชกลมให้ดูแสดงว่า ท่านยังแข็งแรง เมตตาธรรมยังเด่นและสะดุดตาสะดุดใจทุกคนที่ได้นมัสการท่าน หลายคนกล่าวว่าเพียงแต่เห็น รอยยิ้มของท่านก็เย็นใจแล้ว ใครขออะไร ท่านก็ให้ และให้โดยไม่ได้นึกถึงตัวเอง มีคนจํานวนมาก ชอบขอชานหมากของท่าน เอาไปเป็นพลังของขลัง พอคนหนึ่งขอชานหมาก คนอื่นก็ขอบ้าง พระอุปัฏฐากต้องเก็บรวบรวมไว้สําหรับแจก
ครั้งหนึ่งมีชาวบ้านหมู่ใหญ่ไปนมัสการ ชานหมากที่เตรียมไว้หมดไปแล้ว คนหนึ่งออกปาก ขอคําที่ท่านกําลังเคี้ยวอยู่ ท่านก็คายให้ พอเคี้ยวคําใหม่ได้ไม่กี่ครั้ง อีกคนก็ขอ ท่านก็ให้ พอเคี้ยว คําที่สามก็โดนขอ ลงท้ายให้ท่านเคี้ยวพอเป็นพิธี แล้วขอชานหมาก ทําซํ้าๆ เจ็ดแปดเก้าจนถึง สิบครั้ง ท่านอาจารย์เลยยัน (เมา) หมากต้องลงนอน หลังจากนั้นต้องจํากัดการขอชานหมาก แต่ยังมีพรมนํ้ามนต์อีก พรมแล้วพรมเล่า จนท่านอาจารย์ยกแขนไม่ขึ้น เพราะคนมาทั้งวัน ท่านอาจารย์บอกว่า ท่านไม่อยากพรม เกรงคนอื่นจะว่าเป็นพระพรมนํ้ามนต์ แต่เห็นเขามากันแต่ไกลๆ (บางคนไปจากกรุงเทพฯ เพียงเพื่อขอได้รับพรมนํ้ามนต์เท่านั้น) ก็สงสารเขาจึงพรมให้ ท่านอาจารย์เมื่อย แขนบ่อยๆ ก็เลยปวดแขนเป็นประจํา ต้องของด เปลี่ยนเป็นเป่าหัว
ตอนนี้พระเณรและแพทย์สังเกตต้องกันว่า ระหว่างท่านอาจารย์สบายดีนั้น ถ้าหากวันไหนมีคนมานมัสการมาก วันรุ่งขึ้นท่านจะต้องเจ็บไข้ทุกครั้ง ลงความเห็นว่าพวกที่มานั้น พาเอาเชื้อโรคมาให้ท่าน ร่างกายของท่านมีความต้านทานน้อยจึงอาพาธ เพราะเหตุนี้จะต้องกันคนไม่ให้เข้าไป รุมล้อมท่าน แต่จะทําอย่างไร ผู้เขียนเห็นว่ามีทางเดียว คือ เอาท่านอาจารย์ “ใส่ตู้” จึงได้เสนอ ท่านเจ้าอาวาส (พระอาจารย์บุญเพ็ง) ให้รื้อฝาห้องกุฏิด้านหน้าออก เอากระจกใส่แทน ทําให้เหมือนตู้โชว์เช่นนี้ หากเอาเตียงของท่านอาจารย์มาตั้งไว้หลังกระจก พวกศรัทธาอาจจะเข้ามาถึงด้านนอกของกระจกก็ได้โดยไม่ส่งเชื้อโรคต่อให้ท่าน
พอดีทางวัดมีแผนที่จะย้ายห้องเก็บของหน้ากุฏิอยู่แล้ว ความเห็นของผู้เขียนจึงเป็นผล สําเร็จโดยราบรื่น และท่านอาจารย์ก็รอดพ้นจากการถูกคนห้อมล้อมถ่ายเทเชื้อโรคไปได้ ระหว่างที่ท่านอาจารย์จําวัดหรือทํากระทํากิจส่วนตัว ก็รูดม่านปิดช่องกระจกไว้ ใครมาถึงระหว่างนั้นต้องรอ พอได้จังหวะเปิดม่าน พวกศรัทธาก็เข้าไปรุมล้อมหน้ากระจก กราบแล้วนั่งดูจนพอใจก็กลับไปด้วยความปลาบปลื้ม เห็นได้ชัดถึงความศรัทธาและความเคารพของชาวบ้าน แม้ไม่ได้ชานหมากไปบูชาเอาเพียงเป่าหัว ไม่ได้เป่าหัวก็เอาเพียงลูบหัว ไม่ได้ลูบหัว ได้เพียงเห็น ได้กราบก็พอใจแล้ว วันหนึ่งๆ มีคนไปกราบท่านไม่น้อยกว่าสองสามร้อยคน ถ้าวันเสาร์อาทิตย์ มีเจ็ดแปดร้อยหรือ เป็นพัน รถโดยสารคันใหญ่ๆ เต็มลานวัดที่จัดให้ การทําตู้กระจก ช่วยผ่อนภาระและช่วยยืดอายุของท่านอาจารย์ไปได้ระยะหนึ่ง น่าอนุโมทนากับท่านผู้บริจาคค่าสร้าง
หลังจากเป็นอัมพาต ร่างกายของท่านอาจารย์เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากขาดการเคลื่อนไหว (เดิน) และเบื่ออาหาร เนื่องจากท่านฉันเนื้อสัตว์น้อย กล้ามเนื้อจึงลีบ ทําให้อ่อนแรง ยิ่งขึ้น แม้ผิวหนังก็เสื่อมสภาพกลายกลายเป็นเยื่อบางใสคล้ายกระดาษแก้ว มองเห็นหลอดเลือดใหญ่น้อยข้างใต้อย่างชัดเจน พยายามยุยงให้ท่านฉันเนื้อสัตว์ไม่ค่อยได้ผล ครั้งหนึ่งผู้เขียนออกอุบายเอาเนยแข็งอัดเป็นแท่งปลอมเป็นยา ถวายพร้อมกับยาหลังอาหาร ท่านยอมฉันให้สองสามเดือนโดยไม่ว่ากระไร แต่แล้ววันหนึ่งก็ประกาศเลิก ไม่ยอมฉัน “อ้ายหมากเนย” ต่อไป นี่แสดงว่าท่านรู้อยู่ตลอดเวลาว่าอะไรเป็นอะไร แต่ยอมทําตามใจเราก็เพราะอยากให้เราได้บุญเท่านั้น”
อาการระยะสามปีสุดท้าย พ.ศ. ๒๕๒๔ – ๒๕๒๖
คุณหมออวย เกตุสิงห์ บันทึกไว้ดังนี้
“ในระยะสามปีสุดท้ายนัยน์ตาของท่านอาจารย์ได้มืดสนิท เพราะต้อแก้วตา (ต้อกระจก) หูก็ตึงมาก เพราะหินปูนจับกระดูก ท่านอาจารย์ไม่ได้แสดงความเดือดร้อนอันใด เป็นแต่พูดปลงเป็นธรรมสังเวชว่า “ตาก็บอด หูก็หนวก กระดูกก็หนัก” แต่พวกลูกศิษย์ทั้งพระและคฤหัสถ์พากันสงสาร เห็นว่าท่านจะสบายขึ้น ถ้ามองเห็นว่าใครไปใครมา และฟังออกว่าเขาพูดกับท่านว่ากระไร
เรื่องไปถึงพระเนตรพระกรรณ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุณหมออุทัย รัตนิน (ซึ่งเคยรักษาต้อของพระอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ ได้ผลดี) ไปตรวจและหาทางช่วยเหลือ คุณหมออุทัยไปตรวจหลายครั้งและรอจังหวะจนต้อสุกดี และสุขภาพของท่านอาจารย์อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยสําหรับการผ่าตัด จึงตกปากว่า “ทําได้” พวกเราพากันดีใจ แม้คุณหมอจะบอกว่า ต้องสร้าง ห้องผ่าตัดเป็นพิเศษ ก็เห็นพร้อมกันว่าสู้ได้ ผู้เขียนติดต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ศจ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว) ขอให้ส่งสถาปนิกของกระทรวงออกแบบห้องผ่าตัดตามที่ต้องการ แล้ว ก็เดินทางไปนมัสการท่านอาจารย์ พบพระอาจารย์บุญเพ็ง ท่านบอกว่า “หลวงปู่ไม่ยอมผ่า”
ผู้เขียนเดาว่า ท่านคงรู้จะต้องสร้างห้องผ่าตัดราคาสองสามแสนบาท ท่านเสียดายเงิน จึงได้เข้าไปกราบแล้วพยายามชี้แจงเหตุผลว่า ทุกๆ คนอยากให้ท่านอาจารย์เห็นอะไรๆ ได้อีกครั้ง เงินค่าก่อสร้างนั้นไม่ต้องเสียดาย เพราะห้องผ่าตัดจะเก็บเอาไว้เป็นห้องพยาบาลประจําวัดต่อไป พระเณรและชาวบ้านที่เป็นโรคปัจจุบันอะไรขึ้นมาก็จะได้อาศัย “พ่อจ้าว แม่จ้าวก็อยากให้หลวงปู่เห็นเวลาท่านเสด็จมานมัสการ” จะพูดอะไรๆ ท่านอาจารย์ยืนคําว่า “ไม่” ผู้เขียนพยายาม อ้อนวอนจะให้ท่านใจอ่อนให้ได้ ลงท้ายท่านพูดออกมาอย่างเน้นถ้อยคําว่า “ถ้าหากทําไปแล้ว แล้วเราเป็นอะไรไป เขาจะต้องพากันเสียใจยิ่งกว่าอะไรๆ ทั้งหมด”
ผู้เขียนได้ยินประโยคนี้ก็ชะงัก ได้สติ ได้คิดว่าที่ท่านปฏิเสธนั้นไม่ใช่เพราะกลัว ไม่ใช่เพราะเสียดายเงิน แต่เพราะท่านเมตตาคนอื่น โดยเฉพาะผู้ที่จะจัดการให้ท่านได้รับการผ่าตัดมากกว่า ตัวท่านเองต่างหาก ท่านกล่าวเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า “เราอายุมากแล้ว จะอยู่ไปอีกกี่ปี มารักษานัยน์ตาเราเสียเงินมากมาย เอาไว้ไปรักษาคนอื่นๆ ที่อายุยังน้อยได้หลายร้อยคนไม่ดีกว่าหรือ เราตาบอดหูหนวกซิดี ไม่ต้องเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น ไม่ต้องฟังอะไรที่ไม่ควรฟัง”
ความต้านทานของท่านอาจารย์ลดลงไปเรื่อยๆ อาพาธบ่อยขึ้น ส่วนมากเกี่ยวกับหลอดลมอับเสบแล้วก็มีอาการทางหัวใจแทรก ผู้เขียนกับคุณหมอรัชนัย คุณหมอสันติภาพ พิจารณาเห็น พ้องกันว่าสาเหตุของหลอดลมอักเสบ คือ การหายใจทางปาก ท่านอาจารย์ต้องหายใจทางปาก เพราะฟันปลอมของท่านหลวม (ทันตแพทย์และช่างฟันของโรงพยาบาลอุดรฯ พยายามแก้ไข หลายครั้งไม่สําเร็จ เพราะกระดูกขากรรไกรของท่านเหี่ยวและกร่อนมาก) ใส่ฟันได้เฉพาะเวลา ฉันอาหารและรับแขก เวลาพักผ่อนและนอนต้องเอาฟันออก ปากหุบสนิทไม่สนิท อากาศเข้าออกทางปาก ไม่ได้ผ่านเครื่องป้องกันฝุ่นละอองและให้ความชื้น (โพรงจมูก) จึงระคายเยื่อบุหลอดลมและมีเชื้อมาก เชื้อก็มาจากผู้มานมัสการนั่นเอง หลังจากสร้าง “ตู้กระจก” ป้องกันแล้ว “หลวงปู่” เป็นไข้ห่างลง แต่อาการอักเสบเรื้อรังทางหลอดลมไม่หาย มีเสมหะมากและเหนียว ท่านอาจารย์ ไม่มีแรงจะขาก เสมหะจึงคั่งอยู่ในหลอดลมแล้วแห้ง ยิ่งแข็งหนักขึ้น ยิ่งขากออกยากขึ้น ยิ่งเกาะ รวมกันมากขึ้น เช่นนี้เรื่อยๆ ไป กลายเป็น “วงร้าย” ที่เราไม่สามารถจะทําลายได้
การที่หลอดลมแคบตีบลงไปเรื่อยๆ เพราะเสมหะคั่ง ทําให้เลือดได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่เหมือนปกติ หัวใจก็ได้รับออกซิเจนน้อยไปด้วย หัวใจมีเลือดหล่อเลี้ยงน้อยอยู่แล้ว เพราะหลอดเลือดแข็ง มาถูกซํ้าเติมอีกด้วยการที่เลือดมีออกซิเจนน้อย โรคของท่านอาจารย์เข้าขั้นที่ถ้าเป็นหมากรุก ก็เรียกว่า “รุกฆาต” และถึง “ตาจน” เสียแล้ว ความรู้สึกว่า “เข้าตาจน” เป็น ความรู้สึกของผู้เขียนและเพื่อนแพทย์ ผู้มองเห็นสภาพภายในปอดของท่านอาจารย์ และรู้ล่วงหน้าว่า ต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นเป็นขั้นๆ ไป ท่านอาจารย์เองนั้น ท่านไม่แสดงอะไรให้เห็นว่ากําลังถูก รุกฆาต เวลาอาพาธ ท่านซึมไปหน่อย แต่พอหายหรือค่อยยังชั่ว ท่านก็เป็นปกติ เว้นแต่สังเกตได้ว่าแรงของท่านค่อยๆ น้อยลงเป็นลําดับ ถึงแม้ว่าในตอนหลังนัยน์ตาของท่านมืดแทบสนิททั้งสองข้าง แต่ท่านก็ยังเรียกหาแว่นตามาสวมไว้เสมอ วันหนึ่งมีผู้เรียนถามล้อๆ ว่า “หลวงปู่ว่าตาบอดหมดสองข้างแล้ว ทําไมยังใส่แว่นตาล่ะ” ท่านตอบสั้นว่า “มันโก้ดีว่ะ” แล้วหัวเราะ”
ครูบาอาจารย์แวะมากราบเยี่ยมเป็นประจํา
หลวงปู่ขาว อนาลโย ในช่วงบั้นปลายก่อนที่ท่านจะถึงแก่มรณภาพ ครูบาอาจารย์ในสาย ท่านพระอาจารย์มั่นมักแวะเวียนกันมาเยี่ยม มากราบนมัสการกันเป็นประจํา เช่น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ
โดยเฉพาะหลวงตาพระมหาบัวจะไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนหลวงปู่ขาว ที่วัดถํ้ากลองเพลเป็นประจํา เพราะท่านทั้งสองต่างให้ความเคารพเทิดทูนหลวงปู่มั่น ต่างทรงธรรม ทรงวินัยและเคร่งครัดในธุดงควัตร ตลอดรักษาข้อวัตรปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน จนหลวงปู่มั่นกล่าวชมเชยให้บรรดาพระศิษย์ฟังเป็นประจํา ทั้งไว้วางใจให้เป็นเสาหลักและเป็นศาสนทายาทธรรม สืบทอดวงพระธุดงคกรรมฐานและพระพุทธศาสนาสืบต่อจากท่าน เมื่อท่านมรณภาพลง
นอกจากนี้ยังมีพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองและพระราชวงศ์เสด็จเยี่ยม ซึ่งหลวงปู่ขาวท่านได้เปิดเผยธรรมธาตุของท่าน เช่น ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ท่านบอกกับสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ว่า “ชาติแห่งความเกิดของเราไม่มีอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ไม่มีชาติต่อไปสําหรับเรา” ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ท่านก็ได้ทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ ซึ่งเสด็จมาเยี่ยมอาการอาพาธว่า “เราพบกันแต่เพียงชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย ไม่มีชาติต่อไปสําหรับเราอีกแล้ว”
ก่อนที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านจะมรณภาพไม่นาน เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร พร้อมด้วยหมู่คณะมีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่บัวพา ปญฺาภาโส เป็นต้น และบรรดาศิษยานุศิษย์แวะมากราบเยี่ยมอาพาธหลวงปู่ขาวที่วัดถํ้ากลองเพล ซึ่งเมื่อวาน หลวงปู่หลุยท่านเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในพิธีพระราชทานรูปหล่อท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง
ในวันนั้นหลวงปู่ขาวท่านอาพาธหนัก มีอาการหลอดลมอักเสบอย่างรุนแรง ท่านยังคงนอนสงบนิ่งหลับสนิทอยู่บนเตียง สุขภาพของท่านดูทรุดโทรมมาก ร่างกายของท่านดูผ่ายผอมมาก จนแทบเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ตามปรกติถ้าหลวงปู่หลุยมาเยี่ยม หลวงปู่ขาวแม้ท่านนอนอยู่ เมื่อท่านทราบว่าหลวงปู่หลุยมาเยี่ยม อย่างน้อยท่านจะลืมตาขึ้นพูดคุยด้วย เพราะท่านทั้งสองเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมาก แต่วันนั้นท่านไม่ลืมตา รอกันอยู่สักพักใหญ่ หลวงปู่หลุยจึงพูดขึ้นว่า “ควรปล่อยให้ท่านนอนพักต่อไป อย่าไปรบกวนท่านเลย” ทุกคนจึงกราบและออกมาจากห้อง พร้อมทั้งรูดม่านปิด
พอออกจากห้องหลวงปู่ขาวได้สักพัก ก็เหลียวกลับไป มองเห็นท่านกระพริบตาซํ้าๆ แล้วท่านก็ลืมตา จึงพากันกลับเข้าไปใหม่ แม้ท่านจะมีท่าทางอ่อนระโหยอยู่มากก็ตาม แต่นัยน์ตา ของท่านกลับดูใสบริสุทธิ์เหมือนเดิม ขณะนั้นท่านชราภาพมากแล้ว ดูท่านทรมานมาก โดยในคณะได้เล่ากราบเรียนเรื่องรับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ หรือที่หลวงปู่เรียกว่า แม่จ้าว เล่าถึงการจัดตั้งที่บูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ และพระธาตุครูบาอาจารย์ ให้แม่จ้าวสักการบูชาที่ภูทอก อย่างเช่น พระธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระธาตุของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พระธาตุของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระธาตุของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ฯลฯ แม่จ้าวให้ความสนพระทัยเป็นอันมาก
พอแม่จ้าวรับสั่งที่ภูทอกว่า “คิดถึงหลวงปู่ขาว” ทางขบวนเสด็จก็เตรียมพร้อม และวิทยุ มาทางอุดรธานีว่า อาจจะเสด็จฯ มายังวัดถํ้ากลองเพล แต่บังเอิญพระองค์ท่านต้องเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรอยู่นานจนสองทุ่มกว่า พระองค์จึงเสด็จมายังวัดถํ้ากลองเพลไม่ได้ พระอุปัฏฐากหลวงปู่ขาว ก็พูดเช่นเดียวกันว่า “เมื่อคืนนี้ทางบ้านเมืองมารอรับเสด็จฯ รออยู่จนถึงสามทุ่ม แน่ใจว่าพระองค์ ไม่เสด็จแล้วจึงกลับ” พอกราบเรียนถวายท่านไป สีหน้าของท่านก็ดูแจ่มใสขึ้น คําถามข้อไหนเป็นของท่านโดยตรง ท่านก็เมตตาตอบ กราบเรียนถวายอยู่ไม่นาน ก็พากันกราบนมัสการลา
หลวงปู่ขาว แม้ท่านอาพาธหนักจะยังมีท่าทางเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียอยู่มาก แม้สังขารร่างกายของท่านจะล่วงไปทรุดไปๆ และแม้ท่านอยู่ใกล้วาระสุดท้ายจนเกือบจะถึงปลายทางชีวิต ก็ตาม แต่เมตตาธรรมของท่านก็ยังเปี่ยมมากล้น โดยปรากฏเป็นรอยยิ้มที่เปิดกว้าง ชนิดที่เรียกว่า “ยิ้มเปิดโลก” รอยยิ้มนั้นได้สว่างเข้าไปในจิตใจผู้ที่ได้เข้ามากราบไหว้ เมื่อได้มาพบเห็นแล้วก็ปิติ อิ่มเอิบใจไปตามๆ กัน
ภาค ๒๑ มรณภาพ
การหยั่งรู้วันมรณภาพของครูบาอาจารย์สายวัดป่ากรรมฐาน
พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกเท่านั้นที่สามารถหยุดการเวียนว่ายตายเกิด
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เทศน์ถึงความเป็น – ความตายของพระอรหันต์ไว้ดังนี้
“เวลาธรรมกับใจเข้าเป็นอันเดียวกันแล้ว ความเป็น ความตาย มีนํ้าหนักเท่ากัน ที่ให้ ความเป็นอยู่มีนํ้าหนักมากกว่าก็เพราะประโยชน์แก่โลก ถ้าลําพังแล้วความเป็นกับตายเสมอกัน”
หลายองค์ท่านรู้วันตายล่วงหน้า ความตายกับท่านเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากและซับซ้อนอะไรเลย ดังองค์หลวงตาเคยเทศน์ว่า “พระอรหันต์ท่านตายง่าย” แต่สําหรับปุถุชนคนหนา ปัญญาหยาบแล้ว ความตายเป็นเรื่องที่น่ากลัวและทําให้ใจหดหู่หวั่นไหว
พระพุทธเจ้าตั้งแต่วันที่พระองค์ตรัสรู้มา ก็ทรงทราบแล้วว่า จะปรินิพพานในวันไหน แต่พระองค์เลือกที่จะบอกก่อนปรินิพพาน ๓ เดือนแก่พระอานนท์ว่า “อานนท์อีก ๓ เดือน เราตถาคตจักปรินิพพาน” แม้พระอรหันต์รูปอื่นๆ ท่านก็สามารถรู้วันตายล่วงหน้าได้เช่นกัน เช่น พระสารีบุตร สมัยปัจจุบัน ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ก็ได้บอกล่วงหน้าแก่หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และพระศิษย์ว่า “อายุ ๘๐ ปี จะนิพพาน”
หลวงปู่ขาว อนาลโย สามารถบอกกําหนดอายุขัยของตนเองได้ว่า จะมรณภาพอายุ ๙๖ ปี ประมาณ ๔ – ๕ ปี ก่อนหลวงปู่ขาวมรณภาพ มีพระรูปหนึ่งในวัดถํ้ากลองเพล มากราบลาท่าน ไปเที่ยววิเวกปฏิบัติธรรมทางภาคเหนือ ท่านก็อนุโมทนาและให้พร พร้อมทั้งกล่าวว่า “เราจะตายอายุ ๙๖ ระวังกลับมาให้ทัน” ซึ่งก็เป็นจริงดังที่ท่านได้กล่าวไว้ หลวงปู่ขาวมรณภาพในวันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ขณะมีอายุ ๙๖ ปี
และต่อมาท่านบอกกับพระศิษย์ล่วงหน้า ๓ วันก่อนมรณภาพว่า “อีก ๓ วัน เราจะไป แล้วนะ” พระศิษย์ถามว่า “หลวงปู่จะไปไหน” ท่านว่า “เราจะไปนิพพาน” วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ก่อนมรณภาพ ๑ วัน ท่านถามกับพระศิษย์ว่า “วันนี้เป็นวันอะไร” พระศิษย์ตอบว่า “วันอาทิตย์ หลวงปู่จะไปแล้วหรือ” ท่านไม่ตอบ พอถึงเช้ามืดวันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ท่านก็มรณภาพ
ครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ประเภท เพชรนํ้าหนึ่ง เมื่อท่านปรารภเรื่องอายุขัยล่วงหน้า แล้วศิษยานุศิษย์กราบอาราธนานิมนต์ขอให้ท่านเมตตาถนอมรักษาธาตุขันธ์ให้ทรงอยู่นานๆ เพื่อสงเคราะห์โปรดพุทธบริษัท มีด้วยกันหลายองค์ เช่น กรณีในหลวงเสด็จมา กราบอาราธนาขอให้ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ฯลฯ รักษาธาตุขันธ์ให้ทรงอยู่นานๆ ร้อยยี่สิบปี เป็นต้น หลายๆ องค์ท่านก็เมตตารับอาราธนา แต่ สุดท้ายในหลวงเสด็จมาทรงเห็นธาตุขันธ์ของหลวงปู่แต่ละองค์ ซึ่งท่านชราภาพมากแล้ว การดําเนินรักษาธาตุขันธ์ล้วนเป็นไปด้วยความยากลําบาก พระองค์ท่านจึงเสด็จมาขอคืน ซึ่งบางองค์ ก็อยู่ถึงเก้าสิบกว่าปี บางองค์อยู่เกือบร้อยปีก็มี
ก่อนมรณภาพลื่นล้มในห้องนํ้าที่กรุงเทพฯ
องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“ให้พากันระมัดระวัง ห้องนํ้าห้องส้วมอย่าไปทําให้มันหรูหราสวยงามจนเกินไป เจ้าของ จะตาย รู้มั้ยล่ะ ห้องนํ้าห้องส้วมทําให้สดสวยงดงาม ให้ลื่นไปเลย เจ้าของไปล้มทั้งหงายในห้องนํ้า เรายกตัวอย่าง หลวงปู่ขาว เพราะเป็นพระองค์สําคัญมากต่อจิตใจของชาวพุทธเรา ท่านก็เข้าในห้องนํ้า เข้าไปก็ลื่นในห้องนํ้า ตั้งแต่นั้นเลยป่วยโซซัดโซเซต่อกันไปเลยถึงวันมรณภาพ ต้นเหตุ คือ หกล้มในห้องนํ้านั่นแหละเป็นต้นเหตุให้ป่วย แล้วก็โซซัดโซเซ แล้วต่อไปก็เลยไปเลย นี่ล่ะห้องนํ้าเป็นอย่างงั้น…
เครื่องอะไรในห้องนํ้า ห้องส้วม ไปดูซิมีกี่เครื่องอยู่นั่น เครื่องตกแต่ง เครื่องอาบนํ้ามี กี่เครื่องอยู่นั่น เอาแบบไหนๆ เครื่องทําความสะอาดในส้วมในถานนี้เกลื่อนไปหมด เต็มไปหมด ไปดูแล้ว ดูไม่ได้นะ แล้วห้องนํ้านี้ก้าวเข้าไปแล้วไม่ระวังไม่ได้นะเดี๋ยวหัวแตก อย่างหลวงปู่ขาวที่ไปหกล้มที่กรุงเทพฯ ก็ไปห้องนํ้าอันนี้แหละ จนกระทั่งชํารุดทรุดโทรมมาถึงขนาดตาย ก็เพราะไป หกล้มที่กรุงเทพฯ ในห้องนํ้าสะอาดๆ ของกิเลสนั่นละ ฟาดเสียหัวแตก มันสะอาดยังไงพิจารณาซิ นี่เข้าไปที่ไหนก็เป็นอย่างนั้นนะ จนจะเข้าไม่ได้แล้วเข้าห้องนํ้าของกิเลส มีแต่กิเลสตีตลาดเห็นไหม ท่านทั้งหลายดูเอาซิ…
แต่ที่วิตกกังวลหรือเป็นห่วงมากก็คือ เพื่อนฝูงนั่นเองที่มาศึกษาอบรม อันนี้ทําให้เป็นห่วงอยู่มาก เพราะครูบาอาจารย์ที่จะให้อรรถให้ธรรม รู้สึกว่าร่อยหรอลงไปทุกวันๆ แม้มีชีวิตอยู่ท่านก็ไม่สามารถที่จะนําออกใช้ได้แล้ว บรรดาธรรมที่บรรจุไว้ภายในจิตใจของท่าน เมื่อเครื่องมือ ไม่อํานวยก็ใช้ไม่ได้ อย่างหลวงปู่ขาวเราก็เห็นอยู่นั้น เพียงประคองขันธ์นี้ก็จะประคองไม่ได้แล้ว คนอื่นช่วยประคองให้เวลานี้ ส่วนจิตท่านจะเป็นอะไร ขันธ์จะแข็งแรงไม่แข็งแรง จิตท่านจะเป็นอะไร จิตท่านไม่ใช่ขันธ์นี่ ขันธ์ไม่ใช่จิต”
หลวงปู่เริ่มป่วยจากโรคชราและมรณภาพ
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“นับแต่ปี ๒๕๒๖ ย่างเข้ามา อาการเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ของหลวงปู่ก็เริ่มปรากฏมาพร้อมๆ กัน ราวกับได้นัดแนะกันไว้ ท่านมักเจ็บป่วยบ่อยๆ ทั้งที่ปกติโรคชราก็ทํางานประจําขันธ์ อยู่แล้ว เริ่มลุกและเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ ต้องนอนอยู่กับที่เป็นปีๆ อยู่แล้ว โรคที่เพิ่มความ ทรุดโทรมก็ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ จนรู้เห็นได้ชัดในสายตาและความรู้สึกของบรรดาศิษย์และประชาชนที่เข้ากราบเยี่ยม ส่วนคณะนายแพทย์ที่คอยดูแลรักษาหลวงปู่เป็นประจําไม่ขาดตลอดมานั้น คือ คณะแพทย์ทางอําเภอหนองบัวลําภู และคณะแพทย์ทางโรงพยาบาลอุดรฯ ได้ควบคุมดูแลอาการของท่านเป็นประจํา ศาสตราจารย์นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ นับว่าได้ดูแลท่านหลวงปู่อย่างใกล้ชิดท่านหนึ่งทั้งเวลาปกติและเวลาเจ็บป่วย มีการไปๆ มาๆ อยู่เสมอมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ทั้งหมอที่มาจากสํานักพระราชวังเป็นครั้งคราว ช่วยกันพยาบาลรักษาท่านอย่างใกล้ชิด ด้วยความสนิทใจและเคารพเลื่อมใสในหลวงปู่จริงๆ แม้เช่นนั้นอาการต่างๆ ก็คอยแต่จะกําเริบอยู่เสมอ
ท่านมีอาการเวียนศีรษะเป็นประจํา นั่งนานไม่ค่อยได้ นี่เป็นสาเหตุแห่งโรคชนิดอื่น จะตามมา เช่น โรคบวมตามหลังมือ หลังเท้า อ่อนเพลียมาก ฉันไม่ได้ อาการเหล่านี้ค่อยทวี ความรุนแรงขึ้นทุกวันเวลา จนกลายเป็นคนไข้หนัก ทั้งๆ ที่หาไข้จริงๆ ไม่เจอ เจอแต่อาการเหล่านี้ในองค์ท่าน ไม่ปรากฏมีโรคชนิดใดอย่างแท้จริงปรากฏเลย ในความรู้สึกของหมอและคนทั่วไป จึงรวมลงในจุดเดียวกันว่า ท่านมรณภาพด้วยโรคชราโดยแท้ การเขียนเรื่องอาการป่วยของท่าน เห็นว่าไม่มีอะไรแปลกและพิสดารผิดธรรมดา จึงเขียนเพียงย่อๆ พอท่านผู้อ่านทั้งหลายเข้าใจกัน
วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ เวลา ๐๕.๔๕ น. หลวงปู่ก็มรณภาพด้วยอาการอันสงบท่ามกลางสานุศิษย์ซึ่งมีจํานวนไม่มากนักในเวลานั้น เพราะเป็นตอนเช้า พระก็เริ่มออกบิณฑบาต ประชาชนก็ยังไม่มีมาก ที่กุฎีใหญ่ที่ท่านพักเป็นประจํา ในวัดถํ้ากลองเพล อ.หนองบัวลําภู จ.อุดรธานี”
ข่าวมรณภาพของหลวงปู่ขาว
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อข่าวมรณภาพของท่านแผ่กระจายออกไป ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน พระ เณร ทราบต่างก็หลั่งไหลมากราบเยี่ยมศพท่านเป็นจํานวนมาก จนไม่อาจพรรณนา ทางจังหวัดได้รายงานเรื่องนี้ไปยังสํานักพระราชวังโดยด่วน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด เวลา ๐๙.๐๐ น. ได้เคลื่อนย้ายศพหลวงปู่มาตั้งบําเพ็ญกุศลที่ “ศาลาเมตตาอนาลโย” โดยเปิดโอกาส ให้ศรัทธาประชาชนทั่วไปเข้ากราบนมัสการรดนํ้าศพ ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ เวลา ๑๔.๐๐ น. ถึง ๑๕.๐๐ น. เวลา ๑๖.๓๐ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาพระราชทานนํ้าอาบศพ และทรงเป็นประธานในงาน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด และตั้งศพบําเพ็ญกุศลพระราชทาน ๗ วัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน โกศโถฉัตรเบญจา ตั้งประดับ และสมเด็จ-พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเงิน ๔ แสนบาท เป็นค่าอาหารถวายพระและ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอด ๗ วันด้วย”
ลูกศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เมื่อทราบข่าวการมรณภาพของหลวงปู่ขาว อนาลโย จึงไปกราบเรียนให้หลวงปู่ดูลย์ทราบ (หลวงปู่ดูลย์เป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของหลวงปู่มั่น ท่านเป็นพระประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านมีอายุพรรษามากกว่าหลวงปู่ขาว ๗ พรรษา) ขณะนั้นเวลา ๑ ทุ่มเศษๆ หลวงปู่ดูลย์นั่งบนเก้าอี้เอนในห้องพัก ครั้นทราบข่าวหลวงปู่ขาวมรณภาพแล้ว หลวงปู่ก็แทนที่จะถามว่า ด้วยเหตุใด เมื่อไร ก็ไม่ถาม ท่านกลับพูดปรารภว่า “เออ ! ท่านขาวก็หมดภาระการแบกสังขารไปเสียที”
แล้วท่านก็พูดต่อว่า “พบกันเมื่อ ๓ – ๔ ปีที่ผ่านมา เห็นลําบากสังขาร เพราะต้องให้ คนอื่นช่วยอยู่เสมอ เราไม่มีวิบากของสังขาร เรื่องวิบากของสังขารนั้น แม้จะเป็นพระอริยเจ้าชั้นไหนก็ตาม ก็ต้องต่อสู้กับมัน จนกว่าจะขาดจากกันได้ ไม่เกี่ยวข้องกันอีก แต่ตามปรกติ สภาวะของจิตนั้น มันก็ยังอยู่กับสิ่งเหล่านี้เอง เพียงแต่จิตที่ฝึกดีแล้ว เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ย่อมละและระงับได้เร็ว ไม่กังวล ไม่ยึดถือ หมดภาระเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น มันก็แค่นั้นเอง”
ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นข่าวใหญ่ในสมัยนั้น การสูญเสียครูบา-อาจารย์องค์สําคัญอย่างกะทันหัน ถือเป็นการสูญเสียอันใหญ่หลวงของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“นี่ก็หมดไปๆ จะทํายังไง ผมวิตกมากจริงๆ นะ ไม่ใช่ธรรมดา ครูบาอาจารย์ที่คอยให้อรรถให้ธรรมชี้แนวทางที่ถูกต้องแม่นยํา ไม่มีใครเกินอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านผ่านไปแล้วเหล่านี้ นับแต่ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นลงมา จากนั้นก็ครูบาอาจารย์องค์นั้นๆ ส่วนมากมีแต่ลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้น ที่ผ่านไปๆ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่พรหม มีแต่อย่างเพชรนํ้าหนึ่งๆ ทั้งนั้น หลวงปู่บัว หนองแซง หลวงปู่ขาว วัดถํ้ากลองเพล หลวงปู่คําดี หลวงปู่แหวน หลวงปู่ทั้งหมดเหล่านี้ท่านเป็นอะไร ถ้าในครั้งพุทธกาลจะว่าท่านเป็นพระอะไร ก็ว่าเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น”
กําหนดการงานศพของหลวงปู่ขาว
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“วันที่ ๑๗ – ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๒๖ เวลา ๑๙.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง ราชานุเคราะห์เป็นเจ้าภาพสวดศพ ส่วนทางราชการจังหวัดอุดรธานีสลับกันไปฟังสวดพระอภิธรรม เวลา ๐๘.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้นถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ โดยราชการหน่วยต่างๆ ของจังหวัดอุดรธานี และสลับกันไปฟังสวดพระอภิธรรมและคอยดูแลความเรียบร้อยของงาน ภายใต้การอํานวยการของนายสมภาพ ศรีวรขาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และนายธนวัฒน์ วีระ- ธรรมพูลสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๖ เวลา ๑๖.๐๐ น. พระราชทานนํ้าอาบศพ บรรจุเข้าโกศ
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๖ เวลา ๑๔.๐๐ น. นายพิศาล มูลศาสตร์สาทร ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ไปคารวะศพหลวงปู่ขาว รับพระราชทานโปรดเกล้าวางหรีดของสมเด็จพระบรม- โอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร และพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายา ทรงร่วมทําบุญฟังสวด พระอภิธรรม
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๒๖ เวลา ๑๕.๐๐ น. พล.อ.อาทิตย์ กําลังเอก ผบ.ทบ. เดินทางไปคารวะศพท่าน
วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๒๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าบําเพ็ญพระราชกุศลครบวันที่ ๗ ทรงพระราชทานมอบให้นายสมภาพ ศรีวรขาน ผู้ว่าราชการ-จังหวัดอุดรธานีเป็นตัวแทนพระองค์ในการบําเพ็ญกุศลต่อไป โดยพระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดพระพุทธ-มนต์ แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ พระสงฆ์ ๔ รูป สวดธรรมคาถา ในพระพิธีสวดพระอภิธรรม
หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงราชานุเคราะห์เป็นเจ้าภาพสวดศพครบ ๗ วันแล้วได้มีศิษยานุศิษย์มาจองเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมสืบต่อกันไปมิได้ขาด
เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรี คุณธเนตร – คุณกิมเตียว เอียสกุล อาจารย์สรรเสริญ และ อาจารย์สุมาลี อุทัยเฉลิม เป็นเจ้าภาพ และมีผู้จองเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมต่อไปจนถึง ๕๐ – ๑๐๐ วัน มิได้ขาด และจะมีต่อไปจนถึง พระราชทานเพลิง โดยเฉพาะในรอบ ๗ วัน ทุกๆ วันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระราชทานราชานุเคราะห์เป็นเจ้าภาพตลอดไปจนถึงวันพระราชทานเพลิง”
กําหนดการพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ขาว อนาลโย
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“คณะกรรมการประชุมเลือกเอาพลาญหินซึ่งเป็นเนินสูงและกว้างขวางเหมาะกับประชาชนจํานวนมากที่มาในงาน เป็นที่พระราชทานเพลิงศพท่าน ที่ดังกล่าวนี้อยู่ในบริเวณวัดถํ้ากลองเพล แต่อยู่ด้านตะวันตกห่างจากถํ้าไปประมาณกิโลเมตรกว่า มีทางรถไปมาได้รอบทิศรอบด้าน รถไม่สวนทางสายเดียวกันเวลากลับจากที่พระราชทานเพลิง
การกําหนดวันพระราชทานเพลิง กําหนดเอาวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ เป็นวัน พระราชทานเพลิง เริ่มงานวันที่ ๑๐ – ๑๑ – ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗
คณะกรรมการที่รับผิดชอบในงานนี้และคัดเลือกสถานที่พระราชทานเพลิง คือ
๑. สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร กทม.
๒. พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
๓. พระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต เจ้าอาวาสวัดถํ้ากลองเพล อุดรธานี
๔. พระเทพสุเมธี เจ้าคณะภาค ๑๐
๕. พระศรีธรรมวงศาจารย์ อุดรธานี
๖. นายสมภาพ ศรีวรขาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
๗. นายธนวัฒน์ วีระธรรมพูลสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
๘. ศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์
๙. ร้อยเอกวีระพันธ์ จังคศิริ นายอําเภอหนองบัวลําภู
สถานที่พระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาวแห่งนี้ เมื่อเสร็จจากการพระราชทานเพลิงศพผ่านไปแล้ว จะใช้เป็นที่สร้างอนุสาวรีย์หลวงปู่ให้จิรังถาวรต่อไป เพื่อเป็นปูชนียสถานที่รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนชาวพุทธตลอดกาลนาน”
งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว
หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นพระฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานที่มีจริยาวัตรอันน่าเลื่อมใสมาก เกียรติคุณของท่านได้ฟุ้งขจรไปทั่วทุกสารทิศ ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตในเขตใกล้แดนไกล ได้พากันมากราบไหว้นมัสการและรับฟังโอวาทจากหลวงปู่ขาวอยู่เป็นประจํามิได้ขาด ท่านเป็นพระมหา-เถระที่สถาบันพระมหากษัตริย์ให้ความเคารพบูชาอย่างสูงสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จไปกราบนมัสการและฟังโอวาทธรรมที่วัดถํ้ากลองเพลมากเป็นพิเศษ นับเป็นสิบๆ ครั้ง
ในระหว่างรอพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว ตอนเช้ามีการทําบุญใส่บาตร ตอนคํ่ามีการสวดมนต์ทําวัตรเย็น และมีงานสวดพระอภิธรรม ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน โดยได้รับพระมหา-กรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ ดังนี้
วันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ซึ่งเป็นวันมรณภาพครบ ๕๐ วัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ฯพณฯ นายเชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรีเป็น ผู้แทนพระองค์มาในการสวดพระอภิธรรมศพหลวงปู่ขาว
วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ซึ่งเป็นวันมรณภาพครบ ๑๐๐ วัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดําเนินทรงบําเพ็ญพระราชกุศล พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาเมตตา อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล
หลวงปู่ขาวท่านถือเป็นพระอรหันตสาวกองค์สําคัญองค์หนึ่งสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล และท่านเป็นเสาหลักของวงกรรมฐานในยุคนั้น ท่านมีพระ เณร และประชาชนผู้เคารพเลื่อมใสศรัทธา เป็นจํานวนมาก และที่สําคัญศพของท่านอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ดังนั้น ในการสร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพ จึงต้องสร้างอย่างงดงาม ประณีต เหมาะสม และให้สมพระเกียรติอย่างที่สุด ในส่วนของเมรุพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว ซึ่งเป็นส่วนสําคัญที่สุดในงาน ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ จึงเรียนเชิญ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมระดับประเทศจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เป็นผู้ออกแบบเมรุ
การสร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพ ถือเป็นงานที่มีการทํางานยากลําบาก เนื่องจากตั้งอยู่ ในพื้นที่ทุรกันดาร อีกทั้งเป็นอาคารชั่วคราว และมีระยะเวลาในการพระราชทานเพลิงศพเป็น เป้าหมายบังคับ โดยถ้าเมรุสร้างแล้วเสร็จก่อนกําหนดเวลาเป็นระยะเวลานาน เมื่อถึงวันงานพิธี อาจเกิดความทรุดโทรม แต่ถ้าหากงานมีความล่าช้า ก็จะไม่ทันตามหมายกําหนดการ ดังนั้น การบริหารงานทั้งหมด จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่สําคัญมาก นอกเหนือจากงานออกแบบ
ขั้นตอนการเตรียมงานและกรรมวิธีการก่อสร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพ การออกแบบทรวดทรงของตัวเรือน เครื่องยอด และลวดลายที่ประกอบอาคารมีความงดงามและมีความหมาย โดยผู้ที่มีความศรัทธาและใกล้ชิดกับหลวงปู่ขาววิพากษ์วิจารณ์ว่า รูปทรงเมรุที่ รศ.ดร.ภิญโญ ได้ออกแบบไว้นั้น เสมือนกับรูปร่างท่าทางของหลวงปู่ขาว ที่มีรูปร่างผอมบางนั้น เมรุก็จะมีทรงสูงโปร่งตา ซึ่งเป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็น
สําหรับรายละเอียดในการออกแบบ อันเนื่องมาจากจะมีผู้คนหลั่งไหลกันมาสักการบูชา เป็นจํานวนมาก ทําให้ปัญหาเล็กน้อยกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ เช่น ต้องทําโครงสร้างให้แข็งแรงรองรับกับปริมาณคนจํานวนมาก การจัดเก็บดอกไม้จันทน์ที่มีผู้คนนํามามากมาย ฯลฯ ดังนั้น การออกแบบจึงต้องมีการเตรียมการอย่างดี โดยเริ่มออกแบบวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖ ใช้เวลาในการออกแบบ ๒ สัปดาห์ เริ่มการก่อสร้างในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๖ แล้วเสร็จในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗ รวมเวลาก่อสร้าง ๖๔ วัน งบประมาณในการก่อสร้าง ๑ ล้านบาท
จากการที่เมรุเป็นอาคารชั่วคราว วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่ทําจากไม้อัด แต่เนื่องจากความ ต้องการรูปลักษณ์ให้เป็นอาคารที่มีความหรูหรา ลวดลายจึงทําจากไม้อัดนํามาฉลุและซ้อนชั้น แล้วทาด้วยสีทอง ซึ่งเมรุหลวงปู่ขาวใช้โทนสีไปในโทนสีขาวทอง และในวันงาน เมื่อประดับ ตกแต่งด้วยเครื่องสด และส่องสว่างด้วยไฟลวดลายต่างๆ ก็สุกสกาวเหมือนลายที่เกิดจากการ แกะสลักไม้ปิดทอง อีกทั้งอาคารก็ลอยเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางความมืดของป่าโปร่ง สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่เดินทางสักการบูชาเป็นอย่างมาก
ด้วยงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว เป็นงานใหญ่โตมาก และเป็นงานสําคัญระดับ ประเทศ ตลอดระยะเวลาจึงมีครูบาอาจารย์ พระ เณร แม่ชี ประชาชนหลั่งไหลเดินทางกันมา กราบศพหลวงปู่ขาวกันอย่างเนืองแน่น และมาช่วยเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพในด้านต่างๆ ให้สําเร็จลุล่วง อันเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคี ความเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกันของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ที่ออกมาร่วมแรงร่วมใจกันเสียสละช่วยกันทํางานใหญ่นี้ พอถึงวันงานพระราชทานเพลิงศพ จึงมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน
งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว มีหมายกําหนดการ ๓ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๐ – ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗ ดังนี้
ในวันศุกร์ที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บําเพ็ญพระราชกุศล พระราชทานในการออกเมรุ
ในวันเสาร์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗ เวลา ๑๕.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศของรัชกาลที่ ๑๐ ในขณะนั้น) และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราช- กุมารี เสด็จพระราชดําเนินมาพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ขาว อนาลโย ณ เมรุวัดถํ้ากลองเพล อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี โดยเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. สมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงเป็นองค์ประธานจุดถวายเพลิงจริง และ
ในวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗ โปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรและ ภัตตาหาร ในพิธีสามหาบเก็บอัฐิ เป็นอันเสร็จพิธี
ในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว ปรากฏว่าวัดถํ้ากลองเพล ซึ่งมีอาณาบริเวณหลายพันไร่ กลับคับแคบไปถนัดใจ ชนทุกชั้นคับคั่งนับแต่สถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดของประเทศ สถาบันศาสนา สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ พระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง ครูบาอาจารย์ พระ เณร สายท่านพระอาจารย์มั่น จํานวนนับหมื่นรูป แม่ชีจํานวนมาก ตลอดข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเดินทางกันมาถวายสักการะ สรีระร่างของท่านอย่างล้นหลาม จนแทบจะไม่มีที่เดินกันจริงๆ นับเป็นจํานวนแสนคน ถือเป็นประวัติการณ์สูงสุดของประเทศในขณะนั้น ประชาชนผู้ไปร่วมงานต่างไปด้วยใจเคารพบูชา ศรัทธาอย่างลึกซื้ง ไปโดยมิได้มีการบังคับ หรือขอร้องแต่ประการใด อันเป็นการแสดงความกตัญญู กตเวทิตาต่อท่านพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นล้นพ้นยิ่งนัก
พระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าฯ นานัปการ สุดที่จะกล่าวพรรณนานี้ หากแม้ หลวงปู่ขาว อนาลโย มีญาณวิถีทางใดจะทราบได้แล้ว ก็จะมีความปิติโสมนัส อนุสรณ์ในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเกียรติอันสูงส่งเช่นนี้
เหตุอัศจรรย์หลังหลวงปู่ขาวมรณภาพ
เหตุการณ์เศร้าโศกเสียใจในความสูญสิ้นจากไปของหลวงปู่ขาว อนาลโย พระมหาเถระ ผู้เป็นปูชนียาจารย์สําคัญในทางพระพุทธศาสนา ท่านเป็นที่พึ่ง เป็นเสาหลัก เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ของบรรดาพุทธบริษัททั้งประเทศนั้น ไม่เพียงแต่เศร้าโศกเสียใจเฉพาะประชาชนคนไทยที่อาลัยต่อหลวงปู่ขาวเท่านั้น แม้บรรดาเทพยดาฟ้าดินทั้งหลายก็รับรู้ โดยได้แสดงความอาลัยปรากฏทั่วไป และให้เห็นเป็นประจักษ์ เป็นปรากฏการณ์อัศจรรย์หลายครั้งหลายครา ดังเช่น
ครั้งที่ ๑ ในวันแรกหลังจากที่หลวงปู่ขาวท่านมรณภาพไปแล้ว ได้มีเหตุการณ์ที่อัศจรรย์อย่างยิ่งปรากฏว่า ต้นเปือย ซึ่งเป็นไม้สูงใหญ่เก่าแก่ กิ่งฉีกหักลงมาในวันที่เคลื่อนศพหลวงปู่มายังศาลา ประชาชนที่มารดนํ้าศพผู้หนึ่งมีอาการปวดท้อง ได้นํากิ่งไม้ที่หักนั้นมาเคี้ยวกินและอธิษฐานถึงหลวงปู่ ก็หายจากปวดท้องทันที ผู้อื่นกระทําตาม นํากิ่งไม้คนละเล็กละน้อยไปบูชาจนกระทั่งหมดทั้งกิ่ง
ครั้งที่ ๒ เมื่อครบรอบบําเพ็ญกุศลศพ ๕๐ วัน ของหลวงปู่ขาว รุกขเทวดาก็อาลัยอาวรณ์ ยิ่งนัก มาร่วมพิธีบําเพ็ญกุศลกับองค์หลวงปู่ โดยแสดงอาการให้ปรากฏ คือ บันดาลให้ต้นยางโทนหักโค่นลงมาอย่างน่าอัศจรรย์
ครั้งที่ ๓ วันนั้นเป็นเวลา ๙๙ วัน ภายหลังหลวงปู่ขาวมรณภาพไป คณะกรรมการของ วัดถํ้ากลองเพลกําลังประชุมเตรียมจัดงานบําเพ็ญกุศลครบรอบ ๑๐๐ วัน ของหลวงปู่ มีเหตุการณ์แสดงอาการให้ปรากฏ คือ กิ่งต้นไม้ต้นไทรหักลงมา ทั้งๆ ที่ปราศจากลมพายุแต่อย่างใด
เหตุการณ์เหล่านี้ นับได้ว่าเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวไทยทั้งชาติอย่างหาที่เปรียบมิได้ หลวงปู่ขาวท่านจากพวกเราไปแล้ว ไปลับ ไปโดยไม่ห่วงหาอาลัยใดๆ ในโลก สมดังฉายาของท่าน “อนาลโย” ดังที่หลวงปู่ขาวเทศน์ไว้ดังนี้
“จะมีอะไรในธาตุขันธ์อันนี้ จะไปเมื่อไรก็มิได้วิตกวิจารณ์อาลัยเสียดายมันนี่ เพราะก็เห็นแต่ ดิน นํ้า ลม ไฟ อันเป็นส่วนผสมของธาตุรวมตัวกันอยู่เท่านั้น ถ้าผู้รู้ คือ ใจไปปราศเสียเมื่อไร เมื่อนั้นมันก็กระจายลงไปสู่ธาตุเดิมของตนทันที ไม่รอฟังเสียงใครๆ ทั้งสิ้นเลยแหละ คําว่า “อนาลโย” ที่เป็นฉายาของเรามาแต่วันเริ่มบวช จะได้เป็นความจริงตัวจริงขึ้นมาอย่างสมบูรณ์”
หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะท่านมีชีวิตอยู่ บรรดาภพภูมิกายทิพย์ นาค ครุฑ ยักษ์ เทวดา อินทร์ พรหม ล้วนมาเกี่ยวข้อง ภาพถ่ายวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว ในคืนวันเสาร์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗ ปรากฏเห็นลําแสงยาวๆ มีลักษณะขาดเป็นช่วงๆ ส่วนหัวคล้ายงูจํานวนมากมาย รวมทั้ง “เศียร” พญานาคที่กําลังชูคอแผ่พังพานอยู่หลายตัว รวมทั้งภาพดวงกลมๆ สว่างไสวมากน้อยใหญ่เล็กซ้อนกันมากมาย ภาพอัศจรรย์เช่นนี้มักจะปรากฏในคืนวันงานประชุมเพลิงศพครูบาอาจารย์องค์ที่มีคุณธรรม เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ภพภูมิเหล่านี้มีความเคารพเทิดทูนในครูบาอาจารย์ ต่างมาร่วมแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์
ตามตําราระบุไว้ว่า “อัฐิของพระอรหันต์เท่านั้นจึงแปรเป็นพระธาตุ” อัฐิและเถ้าอังคารของหลวงปู่ขาว อนาลโย ต่อมาได้แปรเป็นพระธาตุสวยงามมาก เป็นที่น่าอัศจรรย์ พระธาตุของหลวงปู่ขาว มีหลากสีคล้ายอัญมณี ทุกองค์เป็นเงาเลื่อมงาม มีทั้งสีขาว สีมุกดา สีทองอุไร สีม่วง สีนํ้าเงิน สีแดงใส สีแดงเข้มประดุจพลอย สีแก้วใสประดุจเพชร สีดํานิล ฯลฯ และมีหลายสัณฐาน คล้ายเมล็ดพันธุ์ผักกาดบ้าง คล้ายทรงลูกเต๋าบ้าง และเป็นลูกกลมๆ ขาวๆ ขนาดเล็กบ้าง ฯลฯ สําหรับเถ้าอังคารของหลวงปู่ขาวนั้น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านนําไปแจกชาวบ้านที่วัดถํ้าผาบิ้ง ต.ผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย ต่อมาแปรเป็นพระธาตุส่วนใหญ่มีสีขาวและขาวเหลือง
จบประวัติอันงดงาม
องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกตอนจบประวัติไว้ดังนี้
“การเขียนประวัติของปู่ท่าน ก็คงจะยุติเพียงเท่านี้ เพราะได้เรียนไว้แล้วแต่ต้นว่า ทุกวันนี้สุขภาพไม่ดี โรคกําเริบบ่อยๆ สัญญาขันธ์เหลวไหล งานการยุ่งมาก พยายามแย่งอุปสรรคที่ กล่าวมา มาเขียนพอเป็นปากเป็นทางเพียงเท่านั้นเอง ไม่ละเอียดทั่วถึงตามความเป็นมาของท่าน นับแต่วันบวชมาจนถึงวันมรณภาพเลย (วันท่านนิพพาน* ใครจะหาว่าหลวงตาบัวเป็นบ้าก็ว่าได้ ไม่ขัดไม่แย้ง พอใจเป็นบ้าด้วยความสมัครใจ) จึงหวังได้รับอภัยจากท่านผู้อ่านทั้งหลายโดยทั่วกัน เช่นเคย ขอความสวัสดีจงเกิดมีแด่ท่านผู้อ่านโดยทั่วกันเทอญ”
* นิพพาน หมายถึง การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุด ในพระพุทธศาสนา คําว่า “นิพพาน” หรือแปลว่า ตาย เป็นศัพท์ที่ใช้กับพระอรหันต์เท่านั้น
องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เหตุการณ์ภายหลังหลวงปู่ขาวมรณภาพ ไว้ดังนี้
“ไปวันนั้น ดูไม่มีพระอยู่ กุฏิหลังนั้น หลวงปู่ขาวเสียแล้ว ทีแรกหลวงปู่ขาวอยู่ที่นั่น พอท่านเสียแล้วก็ไม่มีพระองค์ใดไปอยู่ ที่โล่งแจ้งดีนะ ภาวนาดีมาก ขึ้นไปดูที่หินดาน เป็นหิน เป็นดานโล่งโถงหมด เราไปเมื่อสองสามวันมังที่ไปเห็นน่ะ เราถามว่าไม่มีอยู่ หลวงปู่ขาวเสียแล้วก็ไม่มีใครอยู่…”
“อย่างผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ให้หลวงปู่ขาวนี่ พิพิธภัณฑ์นี้เงินพอแล้ว ทุกอย่าง อะไรๆ ก็พอหมด แล้วยังมานิมนต์เราไปเป็นประธาน เราก็เลยว่าให้บ้าง เป็นประธาน อะไร ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรบกพร่อง เงินก็พอเรียบร้อยแล้ว แล้วจะให้ไปเป็นประธานอะไร เขาพูดมา เราก็หยุดชะงักเลย เขามีเหตุผลเหนือเรา “โอ๋ย ! เรื่องเงินเรื่องทองไม่มีอะไรสําคัญ ยิ่งกว่าประธานนะ ท่านอาจารย์” เรื่องประธานนี้ครอบหมดเลย ถ้าไม่มีประธานเสียอย่างเดียว สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมาย…”
ภาค ๒๒ ท่านกับพระประมุขของชาติ
พระมหากรุณาธิคุณ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จไปกราบนมัสการ หลวงปู่ขาวครั้งแรก ที่วัดถํ้ากลองเพล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ หลังจากนั้นได้เสด็จไปทรงเยี่ยมและสนทนาธรรมตามโอกาส พร้อมทั้งพระราชทานพระมหากรุณาโดยประการต่างๆ ด้วยพระราช-ศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น เมื่อทรงทราบว่าหลวงปู่ขาวฉันอาหารไม่ค่อยได้ ก็ได้ทรงพระมหากรุณา โปรดเกล้าฯ จัดพนักงานเจ้าหน้าที่ไปประจําอยู่ที่วัด เพื่อทําอาหารพิเศษถวาย โดยพระราชทาน ค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ครั้งเมื่อประทับอยู่ที่ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.สกลนคร ทรงทราบว่าหลวงปู่ขาวอาพาธมีอาการเกี่ยวกับหัวใจ ก็ทรงมีพระบรมราชโองการให้นายกรัฐมนตรีติดต่อโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจไปช่วย
อีกคราวหนึ่ง หลวงปู่ขาวมีอาการหอบมาก คณะแพทย์ประจําพยายามแก้ไขกันโดยลําพังไม่สําเร็จ จึงได้กราบบังคมทูล ก็ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายแพทย์ซึ่งอยู่ในคณะ ผู้เชี่ยวชาญที่ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เดินทางไปตรวจและให้คําปรึกษาแก่แพทย์ประจําถึงวัด
ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๑ หลังจากที่หลวงปู่ขาวได้อาพาธครั้งหนึ่งค่อนข้างจะหนักแล้วค่อยทุเลาขึ้น มีแพทย์ผู้ร่วมคณะอยู่ที่โรงพยาบาลหนองบัวลําภู ซึ่งไกลจากวัดเพียงสิบกว่ากิโลเมตร ถ้าหากท่านเกิดอาพาธฉุกเฉินขึ้น ต้องใช้เวลาเดินทางไม่ตํ่ากว่าครึ่งชั่วโมง จึงได้ขอให้ท่าน ราชเลขาธิการกราบบังคมทูล ขอพระราชทานโทรศัพท์ไปติดที่วัดถํ้ากลองเพล ภายในเจ็ดวันก็ดําเนินการแล้วเสร็จ นับเป็นพระมหากรุณายิ่งล้น การมีโทรศัพท์ ทําให้การติดต่อ การปรึกษากันของแพทย์รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยํา และได้ช่วยผ่อนคลายภาวะวิกฤติหลายครั้ง
ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ทรงเคารพและห่วงใยหลวงปู่ขาวมาก ทรงพระกรุณาเสด็จ ไปทรงเยี่ยมอาการอาพาธหลายครั้ง ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระอุตสาหะประกอบพิธีอาราธนาขอหลวงปู่ขาวดํารงขันธ์ด้วยพระองค์เอง โดยทรงถือขัน (อย่างขันนํ้า) บรรจุดอกไม้ห้าสีเข้าไปประเคน พอหลวงปู่ขาวรับแล้ว ก็ทรงขอไม่ให้ “ทิ้งขันธ์” และทรงขออาราธนา ให้อยู่ไปอีกนานๆ หลวงปู่ท่านก็หัวเราะ แต่ไม่ได้รับสนองพระราชดํารัส ท่านได้ปรารภต่อมาว่า “มันหนักกระดูก ขันธ์มันเป็นทุกข์หนัก แบกขันธ์มันหนักกว่าแบกครก” ต่อมาสมเด็จพระบรม-ราชินีนาถก็ได้ทรงขออาราธนาอีกเช่นกัน และครั้งที่สาม เมื่อทรงทราบว่า หลวงปู่ขาวอาพาธหนัก ในเวลาเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร ก็ได้ทรงส่งองคมนตรีเป็นผู้แทน-พระองค์ไปขออาราธนาซํ้าอีก หลวงปู่ท่านก็หัวเราะชอบใจอีกเช่นเคย
หลวงปู่ขาวได้สนองตอบความเคารพและห่วงใยของล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ด้วยความเมตตาและจงรักภักดีอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะทรงมีพระราชประสงค์อย่างใด ถ้าพอสนองได้แล้ว ท่านก็ทําด้วยความเต็มใจเสมอๆ ท่านเล่าบ่อยๆ ว่า “ตั้งใจแผ่ส่วนกุศลและแผ่เมตตาถวายอยู่ ทุกเวลา ทุกโอกาส” ความสัมพันธ์ทางจิตระหว่างหลวงปู่ขาวกับล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์สนิทแนบแน่นรับรู้สื่อถึงกัน ท่านกล่าวบ่อยๆ ว่า “จิตต่อถึงกันอยู่ตลอดเวลา” ทุกครั้งที่ทราบข่าวว่า จะเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเยี่ยม ท่านจะมีอาการกระปรี้กระเปร่าอย่างเห็นได้ชัด
ในตอนกลางปี พ.ศ. ๒๕๒๕ หลวงปู่ขาวเป็นไข้ค่อนข้างสูงและเป็นติดต่อกันอยู่หลายวัน ท่านฉันได้น้อย ค่อนข้างอ่อนเพลีย ในตอนสายมีข่าวมาว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปทอดพระเนตรฝายกั้นนํ้าที่ข้างวัด บางทีจะทรงแวะเยี่ยมอาการหลวงปู่ ทางวัดก็เตรียมการรับเสด็จอย่างเคย แต่หลวงปู่ยังมีอาการทรงอยู่ จนใกล้เวลาเสด็จ ไข้ก็ยังไม่ลง ท่านเจ้าอาวาสจึงตัดสินใจ ให้หลวงปู่รับเสด็จภายในห้องกุฏิแทนในห้องโถง ใกล้เวลาเสด็จ หลวงปู่ก็ยังนอนนิ่งเฉยๆ ไข้ก็ยังสูง พระเณรช่วยกันพยุงท่านขึ้นนั่งเก้าอี้ พอเสด็จถึง อาการอาพาธของท่านดูเหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้ง ท่านนั่งตัวตรงถวายธรรมได้เหมือนปกติ ประทับอยู่เกือบสองชั่วโมง พอเสด็จกลับ อาการโรคของหลวงปู่ก็เหมือนกับได้หายไปชั่วคราว
คราวหนึ่งหลวงปู่ขาวมีอาการไข้และซึม ไม่ค่อยพูดเช่นเคย ท่านไม่สบายมาตั้งแต่วันก่อน แต่เพิ่งนอนหลับตานิ่ง ไม่กระดุกกระดิกมาตั้งแต่เช้า ท่านนอนหงายนิ่ง มือประสานอยู่ที่หน้าอก หายใจแผ่วเบา หน้าตาสงบ ดูไม่เหมือนป่วยไข้ พอท่านรู้ว่ามีคุณหมอมาเยี่ยม ท่านลืมตาขึ้นทันที แล้วถามด้วยเสียงค่อนข้างดังว่า “พ่อจ้าวเป็นยังไง” ทั้งๆ ที่ท่านไม่สบาย ท่านก็ยังห่วงใยอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คุณหมอกราบเรียนว่า “ได้ข่าวว่าค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว” สีหน้าท่านแสดงความโล่งใจ แล้วท่านก็หลับตานิ่งต่อไป ตลอดวันนั้นท่านแสดงอาการสงบนิ่ง สลับกับตื่นขึ้นเป็นพักๆ พอตื่นขึ้นทุกครั้ง ชีพจรเร็วกว่าปกติเล็กน้อยและอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ ๑ องศาเซลเซียส แล้วทั้งสองอย่างก็ลดลง เป็นอย่างนี้เป็นระยะๆ
ทีแรกไม่ทราบว่าท่านเป็นไข้อะไรๆ อุณหภูมิร่างกายจึงขึ้นเร็วลงเร็ว ภายหลังเอาคําถาม ของท่านมาเทียบเข้า จึงคาดว่าท่านคงทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรมาก ท่านจึงภาวนาจิตส่งพลังมาช่วย การส่งพลังจิตคงจะต้องใช้กําลังกาย ชีพจรจึงเร็วและอุณหภูมิกายก็สูงขึ้น พอหยุดส่งพลังจิตหรือหยุดเพ่ง ชีพจรและอุณหภูมิกายก็ลดลง หลวงปู่คงตั้งใจตอบสนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างเต็มที่ ด้วยความสามารถและพลังเฉพาะตัวของท่าน อาจจะดังที่ท่านเคยกล่าวว่า “จิตต่อกันอยู่เสมอ” กับล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ก็ได้
เมื่อหลวงปู่ขาวมรณภาพ ทรงรับงานศพทั้งหมดไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด และในปีนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จไปทรงทอดกฐินบําเพ็ญพระราชกุศลถวายหลวงปู่ขาวด้วย เมื่อถึงวันพระราชทานเพลิงศพ และเมื่อถึงวันฉลองพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่ขาว ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งล้น แก่บรรดาญาติและศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่ ขอกุศลผลบุญที่ล้นเกล้าฯ สองพระองค์ได้ทรงบําเพ็ญถวายแด่หลวงปู่มาโดยตลอด จงดลบันดาลให้ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสําราญ บริบูรณ์ด้วยพระพลานามัย ทรงพระเดชแผ่ไพศาลไปทั่วทิศานุทิศ เหล่าอริราชศัตรูแพ้พ่าย ไม่อาจแข่งพระบารมี ขอล้นเกล้าฯ สองพระองค์ทรงพระเจริญ และทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญ เป็นที่พึ่งของพสกนิกรทั้งหลายตลอดชั่วกาลนานเทอญ
พระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมกับหลวงปู่ขาว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม- ราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ได้เคยเสด็จพระราช-ดําเนินไปทรงนมัสการ หลวงปู่ขาว อนาลโย เพื่อทรงเยี่ยมเยือน ถวายปัจจัยไทยธรรม ถวายผ้าพระกฐินและสนทนาธรรมที่วัดถํ้ากลองเพลอย่างสมํ่าเสมอ พระราชดําริที่ทรงปุจฉาวิสัชนาธรรมกับหลวงปู่ขาวนั้น ได้บันทึกจากคําบอกเล่าของอดีตเจ้าอาวาสวัดถํ้ากลองเพลไว้ดังนี้
ในหลวง : ทําไมประชาชนถึงได้หลงใหลแห่แหนมากราบไหว้หลวงปู่ เขาอยากได้อะไร
หลวงปู่ขาว : เขาคงหอมศีล เขาจึงมา ถ้าไม่มีศีล เขาคงไม่มา หากพระไม่มีศีล มีแต่รูป ที่งาม สร้างวัดใหญ่สวยหรู ไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม ก็คงไม่มีใครมากราบไหว้ ถึงแม้ว่าพระอยู่ในป่า ประพฤติปฏิบัติธรรมในป่าแต่มีศีลแล้ว เขาก็แห่แหนมากราบไหว้เอง
ในหลวง : ทําอย่างไรจึงจะให้ประชาชนรักษาศีล ปฏิบัติธรรม
หลวงปู่ขาว : พระองค์ต้องปฏิบัติก่อน แล้วราษฎรก็จะปฏิบัติตามเอง
ในหลวง : เราปฏิบัติศีลห้าบริบูรณ์แล้ว
หลวงปู่ขาว : ถ้าทําอย่างนั้นแล้ว ราษฎรก็ต้องปฏิบัติตาม เจ้านายเป็นอย่างไร ลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น ถ้าเจ้านายดี ลูกน้องก็ต้องดีด้วย ในหลวงปฏิบัติเช่นไร ประชาชนก็ต้องปฏิบัติตาม
หลังจากที่พระองค์ได้สนทนาธรรมและวิธีปฏิบัติจากแนวคิดหลวงปู่ขาว ในครั้งนั้นแล้ว พระองค์ทรงปวารณาตนเป็นอุบาสกต่อหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวต้องการอะไร พระองค์ก็ทรงจัดหามาให้เท่าที่พระองค์จะทรงจัดหามาได้ พระองค์ได้เสด็จพระราชดําเนินมานมัสการหลวงปู่ขาว อนาลโย อย่างสมํ่าเสมอ ดังกล่าวแล้ว จนกระทั่งหลวงปู่ขาวถึงกาลมรณภาพ ในหลวงทรงมี พระราชดํารัสว่า “ศพของหลวงปู่ขาวให้อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์จนถึงวันเผา”
ระหว่างตั้งศพบําเพ็ญกุศลก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพวงมาลาของในหลวง และของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วางหน้าโกศศพในวันตั้งศพวันแรก และได้ทรงบําเพ็ญพระราชทานกุศลออกเมรุพระราชทานแล้ว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราช-ดําเนินพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุชั่วคราว วัดถํ้ากลองเพลอีกด้วย พร้อมกันนี้ได้ทรงบริจาค ทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจํานวนหนึ่งล้านสี่แสนบาท ทั้งเพื่อถวายเลี้ยงพระสงฆ์และเป็นปัจจัยสมทบในการสร้างพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารของหลวงปู่ขาว อนาลโย และเมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จพระราชดําเนินมาเป็นประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ถ้าหากดวงวิญญาณของหลวงปู่ขาว อนาลโย สามารถทราบด้วยญาณวิถีใดก็ตาม คงบังเกิดความปีติเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ขาว โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“สมเด็จพระบรมราชินีนาถบอกว่า “โอ๊ย ! ภาคอีสานนี่เป็นดินแดนของพระอริยเจ้า” ท่านพูด แหม ! ไพเราะจริงๆ ภาคอีสานนี่เป็นดินแดนของพระอริยเจ้า แหม ! น่าเลื่อมใสจริงๆ มีแต่ครูบาอาจารย์ที่ทรงคุณธรรม เป็นสุปฏิปันโนทั้งนั้น ท่านพูดอยู่ที่กุฏิหลวงปู่ขาวนี่ล่ะ ท่านก็บอกว่า “ประเทศไทยของเราที่อยู่ไม่เป็นขี้ข้า ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของเขา ก็เพราะว่าอํานาจของพระอรหันต์ คุณธรรมของพระอรหันต์คุ้มครองป้องกันอยู่ หลวงปู่โต๊ะท่านเทศน์ให้ฟัง”
พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่ขาว อนาลโย
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เก็บรักษาอัฐิของหลวงปู่ขาวรวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อจัดสร้างพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่ขาว อนาลโย สําหรับเป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โดยหลังเสร็จพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาวได้รื้อเมรุออก เพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่ขาว อนาลโย สร้างขึ้นเพื่อเก็บอัฐิธาตุและรวบรวมเครื่อง อัฐบริขารของหลวงปู่ขาว สร้างเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ และมีพระราชพิธีเปิดโดยพระบาท- สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงบรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่ขาว อนาลโย และทรงเปิด เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๒ เวลา ๑๕.๐๐ น.
พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นจุดเด่นหนึ่งของวัด ตั้งอยู่กลางป่าเขา เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะสวยงาม ออกแบบเรียบง่ายและมีความหมายมาก บริเวณบันไดทางขึ้น มีช้างปูนปั้นขนาดใหญ่ ๒ เชือก ตั้งอยู่ ๒ ฝั่ง มีป้ายพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่อยู่หน้าอาคาร อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นทรงประยุกต์ดูทันสมัย สร้างแบบจตุรมุขเหมือนกันทั้ง ๔ ด้าน มีประตูเข้าออก ๓ ด้าน ส่วนด้านหลังไม่มีช่องประตูเข้าออก ไว้เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่ขาวในท่า นั่งสมาธิ ใบหน้ามีรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ ตั้งเด่นเป็นสง่า อาคารส่วนใหญ่สีขาวสลับผนังหินแกรนิต สีนํ้าตาลอ่อน ลักษณะอาคารเป็นช้าง ๔ เชือกหันหน้าชนกัน มีขาช้างเป็นเสาโดยรอบ มีหัวช้างปลายแหลมคล้ายเป็นช่อกลีบดอกบัวควํ่ารองรับยอดฉัตร อันหมายถึง หลวงปู่ขาวท่านมีความผูกพันและมีบารมีเด่นด้านช้าง ท่านผจญกับช้างป่าอยู่บ่อยๆ ตรงกลางพิพิธภัณฑ์มียอดฉัตรทองคํา ๓ ชั้น ส่วนยอดสุดเป็นเจดีย์ทองคําสูงเด่นเป็นสง่าชูขึ้นไปบนท้องฟ้าปะทะแสงแดดแรงลมพายุฝนอย่างไม่โอนเอียงและท้าทาย อันหมายถึง ท่านถึงที่สุดวิมุตติพระนิพพาน ท่านได้เชิดชูเผยแผ่ ธรรมะคําสอนขององค์พระบรมศาสดาอย่างแน่วแน่และไม่สะทกสะท้านหวั่นไหว
ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ ทุกๆ ด้านตกแต่งให้เป็นตู้กระจกแบบฝังติดผนัง ภายในตู้กระจกมีเครื่องอัฐบริขารของหลวงปู่ขาวที่ท่านใช้ในระหว่างการออกจาริกปลีกวิเวก ธุดงค์ไปยังพื้นที่ต่างๆ ตามป่าตามเขา ตลอดสิ่งของเครื่องใช้ที่จําเป็นต่างๆ ของหลวงปู่ในชีวิตบั้นปลาย รวมทั้งมีประวัติโดยย่อ ใบสุทธิ ภาพสําคัญของหลวงปู่ เช่น หลวงปู่กับพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชินี กุฏิกระต๊อบของหลวงปู่ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแสดงถึงความเป็นอยู่อย่างสมณะ ผู้สมถะ สันโดษ เรียบง่าย แลดูเป็นคติตัวอย่างอันเลิศเลอลํ้าค่า สําหรับภายนอกอาคารเป็นลานกว้างมีสวนหย่อมโดยรอบ
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ชวนให้นึกถึงเกียรติประวัติอันงดงามของหลวงปู่ขาว ตลอดชีวิตสมณเพศอันยาวนาน ท่านก็เริ่มต้นจากเป็นพระปุถุชนธรรมดาที่มุ่งมั่นและมั่นคงในพระรัตนตรัย ท่านออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ตามป่าตามเขา โดยมีครูบาอาจารย์คอยเมตตาอบรมสั่งสอน และด้วยความเพียรภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ ในที่สุดท่านได้บรรลุธรรมอัศจรรย์เป็นพระอรหันตสาวกอีกองค์หนึ่ง ประวัติของท่านทรงคุณค่ามาก ควรค่าแก่การศึกษา และ หลวงปู่ขาว ท่านควรค่าแก่การเคารพสักการบูชาเป็นอย่างยิ่ง สมดังมงคลชีวิต ๓๘ ประการในข้อที่ว่า “ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” การบูชาบุคคลที่ควรบูชานั้น เป็นมงคลชีวิตอันเลิศเลอสูงสุด
ภาค ๒๓ คติธรรม ตอบปัญหาธรรม
คติธรรมจากบันทึกของพระอุปัฏฐาก
วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๒๓ วันนี้หลวงปู่มีอาการปกติ สบายดี จิตใจแจ่มใส ท่านได้นั่ง วิปัสสนา มีจิตบริสุทธิ์ พิจารณาธรรมโพชฌงค์ ๗ ประการ แล้วให้คติธรรมเป็นคําสอน ให้สติเตือนตนว่า “ใครจะประมาทช่างเขา เราอย่าประมาทนั้นเป็นการดี”
วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๔ หลวงปู่มีจิตใจร่าเริงเบิกบานแจ่มใส ให้คติข้อเปรียบเทียบ เป็นธรรมว่า “ธรรมดาว่าไม้จันทน์ แม้จะแห้งก็ไม่ทิ้งกลิ่น หัสดินก้าวลงสู่สงครามไม่ทิ้งลีลา อ้อยแม้เข้าสู่หีบยนต์แล้วก็ไม่ทิ้งรสหวาน บัณฑิตแม้ประสบทุกข์ก็ไม่ทิ้งธรรม”
วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๔ เป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ขาว มีภิกษุสามเณรมาร่วมทําบุญเนื่องในวันอันเป็นสิริมงคลนี้ จํานวน ๑๑๐ รูป วันนี้หลวงปู่ได้ให้ธรรมเป็นคติข้อคิดว่า “บุญย่อมนํามาซึ่งความสุขทั้งในปัจจุบันและเบื้องหน้า”
วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๒๕ วันนี้หลวงปู่รู้สึกเหงาๆ บรรยากาศค่อนข้างเงียบ หลวงปู่ฝากธรรมเป็นข้อคิดคติเตือนใจว่า “กามโลก คือ อดีต รูปโลกเป็นอนาคต อรูปโลก คือ ปัจจุบัน”
ตอบปัญหาธรรม หลวงปู่ขาวเคยสร้างบารมีมามาก ทําไมเกิดในสกุลชาวนา
ถาม หลวงปู่ครับ ขอประทานโอกาสถามปัญหาปู่พอหายกังวลบ้าง ฟังเทศน์ปู่ก็ฟังมามากพอควร แต่ยังไม่เคยถามปัญหาข้อข้องใจใดๆ กับหลวงปู่บ้างเลย จึงขอกราบเรียนถามบ้างว่า ได้ทราบจากเขาเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่เคยสร้างวาสนาบารมีมามากใช่ไหมปู่
ตอบ จะว่าใช่ก็ใช่ ถ้าจะไม่หาแส่หาเรื่องราวว่าปู่ (หลวงปู่ขาว) คุยโม้นะ ส่วนมากโลก มักแส่หาโทษมากกว่าหาคุณธรรมที่ควรหากัน ปู่จึงไม่อยากคิดและพูดในเรื่องทํานองนี้ กลัวคนเป็นโทษแทนที่จะเป็นคุณ
ถาม หลานถามเพื่อเข้าใจประดับใจจริงๆ ปู่ กรุณาโปรดสัตว์ผู้ยากจนเถิด
ตอบ ถ้าอย่างนั้นก็เชิญถามมา จะเล่าให้ฟังเท่าที่พอเล่าได้
ถาม ดังที่กราบเรียนถามแล้วว่า ได้ทราบมาว่าปู่เคยสร้างวาสนาบารมีมามากใช่ไหม
ตอบ ใช่ เชื่อแน่ว่าได้สร้างมามากพอควร ทางโลกเคยเป็นเศรษฐีกุฎุมพีมามากต่อมาก ตลอดเคยเป็นพระราชามหากษัตริย์ ก็เคยเป็นมาหลายชาติจนไม่อาจพรรณนาให้จบสิ้นในความเป็นมาของตนได้ ฉะนั้น การท่องเที่ยวในวัฏสงสารเกี่ยวกับการเกิดการตาย ปู่จึงไม่สงสัย และเบื่อเต็มประดา จึงได้ออกบวชเพื่อแสวงหาความพ้นจากการเกิด – ตาย อันเปรียบเหมือนเรือนจําขัง สัตว์ผู้ต้องโทษ
ถาม แต่ในชาติปัจจุบันนี้ ทําไมปู่จึงมาเกิดในสกุลชาวนา ที่โลกปัจจุบันถือกันว่าเป็นสกุลตํ่าต้อยด้อยศักดิ์ศรี ทั้งหน้าที่การงานตลอดผลรายได้ก็ตํ่าต้อยน้อยหน้าไม่ทัดเทียมเขา ไม่สมกับเป็นสกุลที่เลี้ยงหนุนคนทั้งแผ่นดินให้มีชีวิตลมหายใจอยู่ได้ตลอดมาบ้างเลย ทําไมปู่จึงไม่ไปเกิด ในสกุลพ่อค้า มหาเศรษฐีมีเงินมากๆ และไปเกิดในสกุลเจ้านายผู้สูงศักดิ์ ทรงอํานาจวาสนา วาจาสิทธิ์ขาด คนขยาดกันทั่วดินแดนเล่าปู่
ตอบ อันสกุลที่ว่าสูงหรือตํ่านั้น บรรดาสัตว์โลกผู้อยู่ใต้อํานาจกฎแห่งกรรม ย่อมมีทางเกิดได้ด้วยกัน อย่าว่าแต่ปู่คนเดียวเลย แม้แต่ภพชาติสูงตํ่านั้นเป็นสายทางเดินของสัตว์โลกผู้มีกรรม จําต้องเดินต้องผ่านเหมือนกันหมด คนมีวาสนามากก็ผ่าน คนมีวาสนาน้อยก็ผ่านภพกําเนิดสกุลต่างๆ ดังกล่าวมา เช่น หลานเป็นพระเจ้าฟ้าเจ้าคุณ มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ หลานจากที่นี่ไปกรุงเทพฯ ด้วยเท้าก็ดี ด้วยรถยนต์ รถไฟก็ดี ด้วยเรือเหาะเรือบินก็ดี หลานจําต้องผ่านดินฟ้าอากาศเย็นร้อนอ่อนแข็งที่สูงๆ ตํ่าๆ ซึ่งมีอยู่ตามรายทางเรื่อยไป จนถึงจุดที่หมาย คือ กรุงเทพฯ โดยไม่อาจสงสัย
การเกิดในสกุลสูงๆ ตํ่าๆ ตลอดภพชาติต่างๆ กันนั้น สัตว์โลกเกิดตามวาระกรรมของตน มาถึง แม้จะทรงบุญหนักศักดิ์ใหญ่ แต่เมื่อถึงวาระกรรมของตนที่ควรจะเสวยอย่างไร ก็จําต้องเสวยตามรายทาง คือ ภพชาตินั้นๆ เท่าที่ปู่มาเกิดในสกุลชาวนา ปู่ก็ไม่เสียอกเสียใจ ไม่น้อยเนื้อตํ่าใจ เพราะปู่ถือว่าปู่มาเกิดตามวาระกรรมของปู่เอง ปู่จึงไม่ตําหนิติเตียนบิดามารดาผู้ให้กําเนิด ตลอดญาติมิตรพี่น้องที่เกิดร่วมและใกล้ชิดสนิทกันว่ามาให้โทษปู่ มันเป็นกรรมของใครของเรา ดังธรรมท่านสอนไว้ไม่มีผิด ไม่มีที่คัดค้าน ปู่ยอมรับธรรมท่านอย่างซึ้งใจไม่มีวันถอนเลย
(มีคนแทรกถามในเวลาเดียวกันอีกเยอะแยะ แต่จะไม่ขอแยกบุคคล)
ถาม ปู่ ก็โลกเขาว่าสกุลชาวนาเป็นสกุลตํ่านี่ หลานถึงไม่อยากให้ปู่มาเกิด อยากให้ปู่เกิด ในสกุลสูงๆ กว่านี้ หลานๆ จะได้ภูมิใจ
ตอบ ภูมิใจบ้าๆ บอๆ อะไร สกุลชาวนานั้นมันตํ่าต้อยที่ตรงไหน คนทั้งโลกได้อาศัยข้าว ในท้องนาของชาวนาตลอดมา จึงพยุงชีวิตร่างกายมารอดมิใช่หรือ ที่ถูกตามความจริง ควรชมเชย ว่า สกุลชาวนา คือสกุลเลี้ยงโลก คือสกุลพ่อสกุลแม่ของมนุษย์ทั้งโลก ด้วยความเป็นคนกตัญญู รู้บุญรู้คุณของสิ่งเลี้ยงดูของผู้เลี้ยงดู แล้วสกุลชาวนานั้นตํ่าที่ตรงไหนลองว่ามาซิ งานในโลกนี้ งานอะไรจะทุกข์ลําบากยิ่งกว่างานทํานา คราด ไถ ตกกล้า ปักดํา เก็บเกี่ยว รักษานาด้วยการ เปิดนํ้า ปิดนํ้า ทําคลองส่งนํ้า ไม่ได้หลับตื่นลืมตาตลอดฤดูกาลทํานา นับแต่เริ่มลงคราดไถจนถึงตี ถึงฟาดนวด ตลอดขนขึ้นใส่ยุ้งใส่ฉางอันเป็นวาระสุดท้ายแห่งมหันตทุกข์ของสกุลชาวนา
ใครจะอดจะทน ขยันหมั่นเพียร บึกบึนยิ่งกว่าชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนเล่า งานใดที่ดีเด่น พอจะนํามาคุยอวดงานทํานา ทําไร่ ทําสวน การเพาะปลูกต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นงานที่ต้องใช้ความอดความทน ความบึกบึนกว่างานใดๆ ของโลกมนุษย์ หิวก็ยอมทน กระหายก็ยอมทน ทุกข์ขนาดไหนกับยอมอดยอมทน หลังสู้ฟ้า สู้ฝน หน้าสู้ตมสู้โคลน ทนร้อนทนหนาว ทนแดดทนฝน ชนิดตกนรกทั้งเป็น กว่าจะได้ข้าวเปลือกเผือกมันมาเลี้ยงคนทั้งโลก ร่างกายแทบบรรลัย จิตใจเหี่ยวห่อชนิด พูดไม่ออก บอกไม่ถูกทั้งสิ้น แล้วจะไปชมใครผู้ใดว่าเก่งกว่าพวกชาวไร่ชาวนาเหล่านี้ จะควรตําหนิว่าชาวนาเป็นสกุลตํ่าที่ตรงไหน
ถ้าตําหนิว่าเขาตํ่าจริง เราคนสกุลสูงและสูงๆ ก็อย่ากินข้าวและเผือกมันของเขาซิ มันจะ เสียเกียรติของคนลืมตนเย่อหยิ่ง ปล่อยให้ตายเสียจะได้ไม่หนักโลกของชาวนาที่หาข้าวมาให้กิน กินแล้วไม่รู้จักบุญคุณ ยกย่องส่งเสริมกัน นี่คือมนุษย์ประเภทลืมตัวมั่วความเย่อหยิ่งจองหอง ลําพองตน อย่าถือมาเป็นอารมณ์ ให้หนักใจ จงถือท่านผู้ดีมาเป็นคติตัวอย่าง จะไม่เสียทางเดินเพื่อความเป็นคนดีของโลกที่ยังต้องการคนดีอยู่มากมาย ถ้ามีแต่คนประเภทลืมตัวมั่วสุมกับสิ่งทําลายสังคม โลกต้องโกลาหลวุ่นวายและฉิบหายวายป่วงได้ไม่สงสัย
ถาม เท่าที่ปู่มาเกิดในสกุลชาวนาในชาตินี้ ปู่พอใจอยู่หรือ มองๆ ดูปู่แล้วไม่เห็นทะเยอ-ทะยานกับอะไรนี่ มากราบเมื่อไร ฟังปู่เทศน์โปรดทีไรเห็นมีแต่ความยิ้มแย้มแจ่มใส เมตตาสงสาร ลูกหลานตลอด จึงคิดในใจอยากกราบถามบ้างว่า ปู่ยังอยากเกิดในสกุลสูงกว่าสกุลชาวนาอยู่หรือเปล่า
ตอบ คราวเป็นฆราวาส มันก็คิดบ้าๆ เหมือนโลกตื่นลมเขาเหมือนกันว่า ตนเป็นลูกชาวนา วาสนาน้อย คิดอยากเป็นเจ้าเป็นนายกับเขาเหมือนกัน อย่างน้อยได้เป็นครูสอนนักเรียนก็ยังดี แต่เราคนจนหาเลี้ยงแม่เลี้ยงน้อง พอรู้สึกตัวว่ามีฐานะยากจนไม่มีเวลาเรียนและไม่มีทุนเรียนหนังสือดังนี้แล้วก็หยุดคิด หยุดกังวลใจกับเรื่องนี้ พอมาบวชปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ ความรู้สึกกับธรรม เริ่มซึมซาบเข้าถึงกันวันละเล็กละน้อย ความที่เคยคิดว่าตนเป็นคนอาภัพวาสนาเป็นลูกชาวนาก็ค่อยๆ หายไปๆ จนกลายเป็นความรู้สึกว่า จะเกิดในสกุลใดก็คือสกุลมนุษย์ ที่ต้องตะเกียกตะกายหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเพื่อความอยู่รอดเหมือนๆ กันไปเรื่อยๆ ตราบเท่าทุกวันนี้ซึ่งแก่มากแล้ว มันเลยมีความรู้สึกไปคนละโลก และรู้สึกไปในแง่ที่โลกเขาไม่ค่อยคิดหรือไม่คิดกันเสียแล้วทุกวันนี้
ถาม คิดอย่างไรล่ะปู่ คณะหลานอยากฟัง ปู่เมตตาด้วย
ตอบ เพียงแต่ธาตุขันธ์ซึ่งรับผิดชอบมาแต่วันเกิด รู้เดียงสาภาวะเรื่อยมา แต่ต้นภพชาติ พอมาถึงเดี๋ยวนี้ มันก็รับผิดชอบกันไม่ได้อยู่แล้ว ว่าไม่ให้หกให้ล้ม มันก็หกก็ล้ม ก็ซัดก็เซ ก็หก คะเมนเทนเท่ให้เห็นอยู่ทุกเวลาต่อหน้าต่อตา ต้องเป็นภาระของคนอื่นช่วยดูแลรักษา ตลอดอิริยาบถจนถึงวันสุดท้ายคือแตกสลายของขันธ์นี้ แล้วจะให้ปู่ทะเยอทะยานเหาะเหินเดินเมฆไปยินดีอยากได้สมบัติเงินทองสวรรค์วิมานที่ไหนอีก ซึ่งล้วนแต่เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา จะพังทลายด้วยกันทั้งสิ้น ที่ไหนไม่อยู่ใต้อํานาจของกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นี้ปู่ต้องการและยินดีกับที่นั่นเท่านั้นทุกวันนี้
ถาม ที่ไม่อยู่ใต้อํานาจของกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นั้น มันคือที่ไหนล่ะปู่ หลานก็อยากไปเหมือนกันนี่
ตอบ เพียงแต่บอกให้ไหว้พระสวดมนต์ภาวนาบ้าง อย่างน้อยเวลาจะหลับนอนยังพากัน ขี้เกียจ ก็ที่นั่น ที่ไม่มีกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไปยึดครองนั้นไม่ใช่ที่เป็นที่บรรจุคนขี้เกียจ พระ เณร เถร ชี คหบดี ขี้เกียจนี่ ถ้าหลานๆ ยังขืนขี้เกียจไหว้พระสวดมนต์ ให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนาอยู่ ก็จะไปเกิดเรื่องกับสถานที่และผู้คนในที่นั่นเข้าอีกก็จะยุ่งกันใหญ่ ฉะนั้น จงพากันพยายามปรับตัวปรับใจให้เข้าสู่ศีล สู่ธรรม ขจัดความขี้เกียจขี้คร้านออกโดยลําดับก่อน ค่อยพิจารณากันใหม่ในขั้นต่อไป
ถาม คําว่า “ที่นั่น” ปู่ไม่เห็นบอกหลาน เห็นบอกแต่จะไปทะเลาะกับที่นั่นและคนในที่นั่น อย่างเดียว ส่วนที่นั่นคือที่เช่นไร ปู่ยังไม่บอกนี่ หลานกําลังกระหายอยากฟัง โปรดด้วยปู่
ตอบ คือ พระนิพพานอย่างไรล่ะหลาน ไม่มีสกุลใดเลิศประเสริฐกว่าสกุลคือพระนิพพานนี้ ปู่จึงต้องการสกุลนี้อย่างหนักเรื่อยมา แต่ตอนนี้ขันธ์ปู่แก่มากแล้ว ใจปู่ก็คงจะแก่ชรา เช่น ขันธ์กระมัง ใจจึงหมดความอยากความต้องการใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งที่ที่เคยต้องการมากๆ นี้ด้วย ทุกวันนี้ปู่ไม่อยากอะไร ยังมีชีวิตอยู่ปู่ก็ไม่อยาก ตายไปเสียปู่ก็ไม่อยาก ไปนิพพานเสียปู่ก็ไม่อยาก ใจมันหมดความอยากใดๆ เสียแต่ยังไม่ได้กินได้ดื่มแล้วเวลานี้ จะว่าถูกหรือผิด ปู่ก็พูดตามความจริงให้หลานๆ ฟัง จงพากันฟังและพิจารณาด้วยดีนะ
ปรากฏว่าหลานๆ ของปู่เงียบเชียบไปตามๆ กัน ดูอาการอายปู่มาก ไม่คิดว่าจะได้ยินคํานี้ขึ้นมา อายที่ถามท่านแบบเด็กๆ เกินไป ปู่เห็นท่าไม่สนิทใจ จึงหาอุบายพูดเลียบๆ เคียงๆ ไปทาง อื่นเสียบ้าง เพื่อเปลี่ยนรสเปลี่ยนชาติ แล้วหลานๆ ก็วกกลับไปสกุลชาวนาของปู่อีก เพราะยังไม่หายข้องใจ ที่ปู่เคยเป็นคนทุกข์ลําบากมาแต่เป็นฆราวาส ไม่น่าจะเป็นผู้ทรงศีลทรงธรรมอันลํ้าเลิศอย่างนี้ แต่ทําไมปู่จึงเลิศประเสริฐ เป็นที่เคารพเลื่อมใสของปวงชนมากมายนัก
ถาม ถ้าอย่างนั้น คําว่าสกุลสูงหรือตํ่าก็ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคกับนิสัยวาสนาบารมีของมนุษย์และสัตว์ทั่วไตรภพซิ ใช่ไหมปู่
ตอบ ใช่ คนเป็นคน สัตว์เป็นสัตว์ คนดีเป็นคนดี คนชั่วเป็นคนชั่ว คนบุญเป็นคนบุญ คนบาปเป็นคนบาป หากสับปนระคนกันในหมู่มนุษย์และสัตว์ทั่วไตรภพมาดั้งเดิม ไม่มีใครหรือ สิ่งใดลบล้างได้ เพราะนั่นเป็นกฎแห่งกรรมประจําสัตว์โลกมาดั้งเดิม ท่านจึงสอนไม่ให้ประมาทกันและกัน เพราะคําว่า กรรม เป็นสิ่งละเอียดสุขุมมากเกินกว่าสติปัญญาธรรมดา และความรู้ วิชา ของสามัญชนทั่วๆ ไปจะพิสูจน์ให้ถูกต้องหรือตรงตามความจริงแห่งกรรมนั้นๆ ได้
เรื่องเหล่านี้ลึกลับมากสําหรับสามัญชนทั่วๆ ไป มีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เท่านั้นสามารถพิสูจน์สาเหตุแห่งกรรมและผลกรรมนั้นๆ ได้ ดังพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์แสดงไว้เป็นแบบเดียวกันอย่างตายตัวตามหลักความจริงว่า บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี นิพพานมี นานแสนนานกี่ล้านกัปนับล้านกัลป์ เรียงตามลําดับของพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้แต่ละพระองค์เรื่อยมาจนถึงพระพุทธเจ้าสมณโคดม องค์ปัจจุบันของชาวพุทธเรา สัตว์โลกก็ยังไม่มีรายใดยอมรับว่ามี ว่าเป็นตามนั้นด้วยการรู้การเห็นประจักษ์ตน ทั้งนี้เพราะถูกกิเลสตัวมืดมิดปิดทวารมันปิดหู ปิดตา ปิดใจ ไว้อย่างมิดชิด เหมือนคนตาบอดหูหนวก ไม่สามารถสัมผัสรับรู้สิ่งที่มีอยู่ทั้งหลาย ด้วยตา ด้วยหูที่บอดหนวกของตนได้ นอกจากโดนเอาๆ แล้วลูบคลําไปตามประสาของคนตาบอดไม่มีอะไรรู้และแยบคายไปกว่านั้น
ดังคนตาบอดโดนต้นไม้หรือต้นเสา หัวตอ เป็นต้น เจ็บไปเปล่าๆ ไม่มีทางมองเห็นและ เข็ดหลาบได้ ต่อไปก็โดนอีกเจ็บอีกอยู่รํ่าไป เพราะตาไม่เห็น จะเอาอะไรมาแก้ไขการโดนนั้นว่าจะ ไม่ให้โดนอีกในกาลต่อไป สัตว์โลกโดนทุกข์ โดนบาปกรรมทั้งหลายที่ตนเข้าใจว่าไม่มี ก็เช่นเดียวกัน ทั้งๆ โดนทุกข์ก็มองไม่เห็นทุกข์ และบาปที่โดนว่ามาจากสาเหตุอันใด เพราะไม่มีปัญญาธรรมมาแก้ให้เห็นและหลุดไปได้ จําต้องยอมรับทุกข์กันอยู่รํ่าไป
ภาค ๒๔ ครูบาอาจารย์
หลวงปู่ขาวเล่าเรื่องช้างเผือกให้ฟัง
เรื่องคําทํานายของหลวงปู่มั่น เกี่ยวกับช้างเผือก หลวงปู่ขาว อนาลโย เล่าว่า
“ในสมัยเฮา (เรา) อยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเคยประกาศให้คณะสงฆ์ทั้งหลายได้รับรู้ ไว้ว่า เมื่อเราได้ตายไปแล้ว จะมีช้างเผือกหนุ่มตัวหนึ่ง เหาะไปมาแสดงอภินิหารให้คนทั้งหลาย ได้รู้เห็นในความสามารถต่างๆ มากมาย พระเถระทั้งหลายได้ฟังแล้ว ก็มีความเข้าใจความหมายว่า ในยุคต่อไปจะมีพระอรหันต์หนุ่มเกิดขึ้น จะได้แสดงความรู้ ความสามารถ เผยแผ่ธรรมให้คน ทั้งหลายได้รับรู้ความจริงในสัจธรรม จะมีผู้ปฏิบัติตามได้รับผลมากทีเดียว”
หลวงปู่ขาวท่านว่า “ช้างเผือกหนุ่มเชือกนั้นเกิดขึ้นแล้ว ไม่บอก ให้หาเอาเองแล้วกัน”
การทํานายของหลวงปู่มั่นนั้น หลวงปู่ขาวพูดว่า “มีความแม่นยํามาก พูดคําใดคํานั้น เพราะหลวงปู่มั่นมีความชํานาญด้วย อตีตังสญาณ ท่านรู้ในเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้ว อนาคตังสญาณ ท่านรู้ในเรื่องอนาคต” อภินิหาร ๓ อย่างที่หลวงปู่มั่นว่าช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น คนส่วนใหญ่ อาจตีความหมายไม่ตรงตามหลวงปู่มั่นก็อาจเป็นได้ เพราะเข้าใจว่าอภินิหารต้องเป็นผู้มีฤทธิ์ มีอภิญญา สามารถดําดินเหาะเหินไปบนอากาศได้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ฯลฯ ส่วนความหมายของหลวงปู่มั่น ว่าช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หมายถึงอภินิหาร ๓ อย่าง
๑. อิทธิปาฏิหาริย์ แสดงฤทธิ์ได้นานาประการ
๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์ มีญาณรู้วาระจิตคนอื่น แล้วพูดดักใจคนอื่นได้
๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ มีความสามารถแสดงธรรมได้อย่างมีเหตุผล ทําให้คนที่ฟังเข้าใจ ในความหมายได้ อธิบายธรรมหมวดที่คนเข้าใจได้ยาก มาอธิบายให้คนเข้าใจง่าย อธิบายธรรม หมวดยาว สามารถย่นย่อธรรมที่ยาว มาอธิบายโดยย่อให้คนเข้าใจได้
อภินิหาร ๓ ข้อนี้ ข้อ ๑ ข้อ ๒ ที่ทําให้เกิดขึ้นได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ แต่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ในข้อ ๓ เพราะเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และมรรคผลนิพพาน ฉะนั้น หลวงปู่มั่นว่า มีช้างเผือกหนุ่มมีอภินิหารนั้น หมายถึง อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เป็นผู้มีความสามารถแสดงธรรมให้เป็นไปในคําสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง ทําให้คนมีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ตามแนวทางที่เป็นจริง แสดงธรรมให้คนเข้าใจในอุบายการปฏิบัติ เพื่อเป็นไปในมรรคผลนิพพาน หลวงปู่มั่นมีความหมายเป็นอย่างนี้
อดีตชาติท่านสร้างเมตตาบารมี
อดีตชาติหลวงปู่ขาว อนาลโย เคยสร้างเมตตาบารมีมา โดยท่านเล่าให้พระศิษย์ฟังดังนี้
“ในสมัยนั้น เราก็ได้เกิดร่วมในศาสนาของพระพุทธเจ้าพุทธสิขีเหมือนกัน เราเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน มีลูกน้องเป็นจํานวนมาก การค้าขายในครั้งนั้น จะมีสินค้าหลัก คือ ข้าวสาลี และ มีสินค้าอย่างอื่นเสริมไปบ้าง ต่อมาได้พาลูกน้องเตรียมสิ่งของใส่เกวียนไปขายต่างเมือง และ ซื้อของต่างเมืองกลับมาขายในเมืองตัวเอง ในช่วงนั้นเป็นปลายฤดูฝน ทางเดินจึงไม่แห้งทั้งหมด พอดีเกวียนเราติดหล่ม วัวก็ลากเกวียนขึ้นจากหล่มไม่ได้ จึงใช้ไม้เรียวตีวัวอย่างแรง เพื่อบังคับให้ วัวลากเกวียนขึ้นจากหล่มให้ได้ วัวก็ดันอย่างเต็มแรง แต่ก็ไม่สามารถฉุดเกวียนขึ้นจากหล่มได้ ในช่วงนั้น ใช้ไม้เรียวตีวัวอย่างรุนแรง และตีอย่างใช้โทสะมาก วัวก็ร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ ไม่ฟังเสียง มีแต่เอาไม้เรียวตีวัวอย่างเดียว และเรียกลูกน้องมาช่วยผลักดันเกวียน จนในที่สุดก็สามารถลากเกวียนขึ้นจากหล่มได้
หลังจากนั้น จึงพาลูกน้องจอดเกวียนพักในที่แห่งหนึ่ง เมื่อลงมาปลดวัวออกจากเกวียน ได้มองเห็นนํ้าตาวัวทั้งสองตัวไหลลงอาบแก้ม จึงเกิดความคิดเมตตาสงสารวัวขึ้นมาทันที จึงจูงวัวไปกินนํ้ากินหญ้าและได้มองดูนํ้าตาวัวอยู่ตลอดเวลา เกิดความคิดในใจว่า วัวมันก็ลากเกวียนหนัก ทั้งเกวียนก็ติดหล่ม กําลังจึงไม่พอที่จะลากเกวียนขึ้นจากหล่มได้ ถึงจะบังคับจะตีก็จะตายอยู่กับหล่มนั้นเอง จึงคิดน้อมเข้ามาหาตัวเองว่า “ถ้าเราเป็นวัวลากเกวียนหนักอย่างนี้ และเกวียนยัง ติดหล่ม ทั้งเจ้าของเกวียนก็ตีอย่างรุนแรง เราจะมีความทุกข์มากขนาดไหนหนอ?”
จากนั้นมา ก็คิดเมตตาสงสารวัวเป็นอย่างมากทีเดียว เมื่อทําการค้าขายเสร็จแล้ว ก็พากันกลับเมืองตัวเอง ตลอดทางก็คิดอยู่ในใจเสมอว่า “เรานี้เอาเปรียบวัวเกินไป ทั้งลากเกวียนให้แล้ว เรายังมานั่งทับเกวียนให้หนักคอวัวอีก” เมื่อกลับถึงบ้านเมืองของตัวเองแล้ว ก็นึกพิจารณาว่า ไปค้าขายแต่ละครั้งก็จําเป็นต้องอาศัยกําลังวัวทั้งหมด เมื่อเราคิดเมตตาสงสารต่อวัว เราก็ต้องเลิกจากการค้าขาย จากนั้นก็หยุดในการค้าขายทั้งหมด และได้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเข้าวัดเพื่อบําเพ็ญกุศล
หลังจากเข้าวัดและได้ฟังธรรมจากพระอรหันต์ ท่านก็พรรณนาเรื่องความเมตตา ความสงสารต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานให้ฟังว่า “มนุษย์เราต้องมีธรรมประจําใจ คือ ความเมตตาสงสารต่อกัน ทุกคน ทุกตัวสัตว์ ต้องการความเมตตาสงสารด้วยกันทั้งนั้น เราเป็นมนุษย์ที่รู้จักผิด ถูก ชั่ว ดี กว่าสัตว์ดิรัจฉาน ดังนั้น เราต้องให้อภัยแก่สัตว์ดิรัจฉานทุกตัวไป ไม่ว่า สัตว์ประเภทไหนในโลกนี้” ในครั้งนั้น เราได้เจริญเมตตาให้เกิดขึ้นที่ใจ และฝึกใจให้มีความเมตตาอยู่เป็นนิจ จนตลอดวันตาย เราจึงได้สร้างเมตตาบารมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระพุทธเจ้า ชื่อว่า “พุทธสิขี” ในครั้งนั้นเหมือนกันนั้นแล”
พระคาถาเมตตาหลวง
พระคาถาเมตตาหลวงบทนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านมักจะใช้ภาวนาเจริญเมตตาไปยังสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ ให้หมู่มนุษย์และเทวดาได้รับความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน เป็นการเจริญกรรมฐานที่มีอานิสงส์ทําให้จิตตั้งมั่นได้ถึงระดับอัปปนาสมาธิ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา จิตสามารถตั้งมั่นในระดับฌาน ๓ ส่วนอุเบกขา จิตสามารถตั้งมั่นในระดับฌาน ๔ ในหมวดกรรมฐาน ๔๐ กอง บทนี้เรียกว่า พรหมวิหาร ๔ หรืออัปปมัญญา ๔ ซึ่งพระคาถาบทนี้ หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถํ้ากลองเพล ได้รับการถ่ายทอดไว้และสามารถจดจําได้เพียงรูปเดียว
ครั้นต่อมา หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้ออกเดินธุดงค์หาความสงบวิเวกผ่านมาทางจังหวัดเลย หลวงปู่มหาสิงห์ สุนฺทโร ได้ออกเดินธุดงค์ไปพร้อมกับหลวงปู่ขาว กระทั่งหลวงปู่ขาวได้เล็งเห็นถึงไหวพริบปฏิภาณของท่าน จึงได้ถ่ายทอดและสอนท่านให้สวดมนต์พระคาถาเมตตาหลวง หลวงปู่มหาสิงห์ท่านก็ได้นํามาเผยแผ่ต่อให้กับลูกศิษย์ลูกหา จนกระทั่งสาธุชนทั้งหลายถวายสมญานามท่านว่า “หลวงปู่เมตตาหลวง”
คาถาของหลวงปู่ขาว อีกคาถาหนึ่งที่ชาวพุทธรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ คาถาเมตตา ดังนี้
พุทธะเมตตัง จิตตังมะมะ พุทธะพุทธา นุภาเวนะ
ธัมมะเมตตัง จิตตังมะมะ ธัมมะธัมมา นุภาเวนะ
สังฆะเมตตัง จิตตังมะมะ สังฆะสังฆา นุภาเวนะ
หลวงปู่ขาวยอดเพชรนํ้าหนึ่ง
ครูบาอาจารย์ เทศน์เล่าไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาว ใช่หยอกเมื่อไหร่ เรื่องทําความเพียรนี่ยอด หลวงปู่มหาบัวบอกว่า “ยอดเพชรนํ้าหนึ่ง” ทําความเพียรไม่ติดกับใครเลย ตั้งแต่วันบวชมาไม่เคยติดกับญาติโยมคนนั้นคนนี้ ไม่ พอออกพรรษาแล้วไป ไม่ติด ไม่ให้มันติด สํารวมอยู่ในป่าเลย บําเพ็ญอยู่ในป่าตลอดเวลาเลย อยู่กับช้างกับเสือ ท่านไม่ได้สนใจว่าจะมีกินหรือไม่มีกิน จะอดหรือไม่อด ไม่สนใจเลย มี บางทีนี่ ท่านบอกว่า ไปบิณฑบาตได้แต่ข้าว แต่มาฉันนี่ แหม ! มันหวานอร่อยหอม ข้าว เอ ! ทําไมจึงเป็นอย่างนี้ ข้าวนี่มันไม่ได้หอม ไม่ได้หวานถึงขนาดนี้ ทําไมมันจึงเป็นอย่างนั้น พอมานั่งสมาธิตอน กลางคืน โอ้ ! พวกผีบังบด ภาษาเราว่า ผีบังบด ภาษาธรรมก็ว่า พวกเทพ เขาเอาอาหารทิพย์มาใส่ เขาบอกว่า ข้าพเจ้าก็ทําบุญเหมือนกันนั่น ตักบาตรเหมือนกัน ตักบาตรพระผู้เป็นเจ้า นี่เห็นไหม พระที่ดีนี่ มนุษย์ไม่เห็น เทวดาก็เห็น เทวดาไม่เห็นก็มีรุกขเทวดา ภุมมเทวดารักษา เอาของทิพย์มาใส่บาตรให้
หลวงปู่ขาวนั่งหมด ท่านนั่งอยู่ภูวังแยงนี่ ๓ คืนเลย คืนที่ ๑ บูชาคุณพระพุทธเจ้า คืนที่ ๒ บูชาคุณพระธรรม คืนที่ ๓ บูชาคุณพระสงฆ์ นั่งตั้งแต่หัวคํ่าจนยันสว่างเลยว่าอย่างงั้น ก้อนหินก้อนหนึ่งอยู่นั่น ว่าอย่างนั้น เขาไปถ่ายรูปเอา ก้อนหินที่หลวงปู่นั่งสมาธิ ๓ คืนนี้ เราก็ สงสัย หลวงปู่ไม่เจ็บไม่ปวดเหรอ ไม่เจ็บแข้งเจ็บขา ไม่ออกร้อนออกรนหรือ ท่านบอกว่า “จะเอาอะไรมาเจ็บ มันไม่มีขา นั้น มันไม่มีหัวเข่า มันไม่มีตัว ตัวก็ไม่มี เราก็ไม่มี เขาก็ไม่มี สัตว์ก็ไม่มี บุคคลก็ไม่มี จะเอาอะไรมาเจ็บ” นี้แปลว่า ท่านถอดจิตออก พวกเราแบกกันนี้ ปลํ้ากันอยู่นี่ มึงขึ้นกูลง มึงลงกูขึ้นอยู่นี่ โอ๊ย ! เจ็บๆ โอ๊ย ! สารพัด นี่มันจึงเป็นทุกข์ ไม่รู้จักปล่อย ไม่รู้จักวาง
หลวงปู่ทั้งหลายเหล่านี้แหละ โห ! ถามหลวงปู่ขาวแล้ว นั่งตั้งแต่หัวคํ่ายันสว่างไม่รู้ว่ากี่ครั้ง ท่านทํามา อยู่ภูวังแยงไปทําความเพียรนั่งสามคืนเลย คืนที่หนึ่งบูชาคุณพระพุทธเจ้านั่งตั้งแต่หัวคํ่ายันสว่าง คืนที่สองบูชาคุณพระธรรมหัวคํ่ายันสว่าง คืนที่สามบูชาคุณพระสงฆ์หัวคํ่ายันสว่าง เอาล่ะพอแล้วว่าอย่างนั้น พอแล้ว จิตใจของเรานี่มั่นคงแล้ว รับผิดชอบแล้ว เชื่อตัวเองได้แล้ว นี่ มันเชื่อ มันจะไม่เชื่ออย่างไร มันหนักแน่นถึงขนาดนั้นแล้ว ในขณะที่นั่งสมาธิปรากฏนิมิตเห็นตอชาติ เพ่งที่ตอชาติ ตอชาติพังทลายไปหมดเลย นั้นหมายถึงว่า ชาติความเกิดของเราพังหมดเลย ในขณะที่ นั่งสมาธิปรากฏนิมิตขึ้น เห็นมีไม้ท่อนหนึ่งอยู่ข้างหน้า ท่านเอามือนี่ ปรากฏว่าเอามือนี่ตัดกิ่งไม้ กิ่งนั้นเท่าแขน ตัดขาดฉึบไปเลย แหม ! จิตใจของเรานี่กล้าหาญชาญชัยจริงๆ ตอไม้หนึ่งคืออะไร ชาติ กิ่งไม้ที่มันโผล่ออกมานี่ ได้แก่ อารมณ์ ท่านตัดหมดเลยนี่”
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์ถึงหลวงปู่ขาว
- นิพพานไม่เป็นอจินไตย (๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๑)
ตามหลักความจริง หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม ก็เป็นเครื่องยืนยันมาตลอดว่าไม่เป็นอจินไตย รู้ได้จริง เห็นตามความเป็นจริง เป็นนิพพานจริงๆ เกิดขึ้นจาก ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม รู้ธรรมตามความเป็นจริงของธรรมนั้น มันถึงไม่เป็นอจินไตยไง แต่ไปพูดว่าเป็นอจินไตย หนังสือพิมพ์ลงมาก ลงตรงนี้ลงมาก เขียนเลยว่าเป็นอจินไตย เบี่ยงเบน ประเด็นไปหมด เบี่ยงเบนประเด็นไปหมด
เพราะโดยปรกติเขาก็ยังว่ากันอยู่แล้วว่า มันหมดกาล หมดเวลาแล้ว ไม่ควรทํา ไม่ควรประพฤติปฏิบัติ แล้วนี่พูดกันจนยอมรับ เห็นไหม แล้วมันจะไปไหนกันล่ะ? มันก็เป็นทางให้ตํ่าลงๆ ของชาวพุทธเท่านั้นน่ะสิ ถึงว่ามันไม่เป็นอจินไตย นิพพานเป็นความจริง อจินไตยมี ๔ เท่านั้น อจินไตย ๔ นิพพานไม่อยู่ใน ๔ นั้น นิพพานเป็นความจริง แต่เข้าถึงได้ด้วยการที่ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติจริงสมควรแก่ธรรม ไม่ใช่การคาด การเดา การหมาย อย่างนั้นรู้ชื่อนิพพาน รู้ชื่อ รู้ทฤษฎี รู้การแยกแยะนิพพาน รู้การวิเคราะห์วิจัยตามความจินตนาการเป็นจินตมยปัญญา
ภาวนามยปัญญาเข้าตามหลักความเป็นจริง ผู้เข้าถึงจริง เห็นจริง ตามหลักความเป็นจริง เห็นไหม ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม “อานนท์ เราเคยบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือ? ในโลกนี้ ถ้ายังมีผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอยู่ พระอรหันต์ไม่สิ้นจากโลกนี้เลย” พระพุทธเจ้าประกาศไว้ชัดๆ เลย “ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม” ไม่ใช่ผู้ใดปฏิบัติด้วยเจตนาอยากจะได้ ชื่อเสียง อยากจะได้เกียรติศัพท์ อยากจะได้แก้ว แหวน เงิน ทอง แต่เอานิพพานมาขายกิน อย่างนั้นมันไม่ใช่นิพพาน มันนิพพานในแบงก์น่ะสิ
- ครูบาอาจารย์ยืนยันมรรคผลนิพพาน (๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๒)
ในปัจจุบันนี้ หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่เสาร์เป็นผู้ที่บุกเบิกออกมาจากกิเลสก่อน เพราะว่าเป็นคนเชื่อในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้ว ๒ องค์ช่วยกันขุดค้นคว้าไง หลวงปู่เสาร์เป็นอาจารย์หลวงปู่มั่น เสร็จแล้ว ๒ คนบวชมาแล้วศึกษาพร้อมกัน จนข้ามพ้นออกไปจากกิเลส เป็นผู้ชี้นําได้ตามความเป็นจริง เห็นไหม ตามความเป็นจริงแบบว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายืนยันกับพระสารีบุตร ยืนยันกับพระอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ
องค์หลวงปู่มั่นบอกว่า ได้ประพฤติปฏิบัติแล้ว ยังได้หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ฝั้น นี่ยืนยันกันมาทั้งหมด เพราะครูบาอาจารย์นี้ได้ดับขันธ์ไปแล้ว ยืนยันกันด้วยธาตุขันธ์ก็ได้ว่าท่านดับขันธ์ไปแล้ว ได้ทําฌาปนกิจไปแล้ว กระดูกเป็นพระธาตุ ทั้งหมด นี่คือครูบาอาจารย์ของเรา เราเกิดมาพบครูบาอาจารย์อีกชั้นหนึ่ง เกิดมาพบครูบาอาจารย์ที่รู้จริง ครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเท่านั้นจะสามารถชี้ทางให้เราได้ไง เราไม่ใช่เชื่อครูบาอาจารย์จนยก ครูบาอาจารย์นี้เหนือธรรม ครูบาอาจารย์นี้ประพฤติธรรม รู้ธรรมตามความเป็นจริง คนที่เห็นธรรม คือ เห็นตถาคต
- วิทยานิพนธ์จะไม่เหมือนกัน (๗ ธันวาคม ๒๕๕๑)
เวลาพูดธรรมะ เราจะพูดบ่อย เวลาธรรมะ เราจะพูดถึงวิทยานิพนธ์ของครูบาอาจารย์ อย่างของหลวงปู่ขาวนี่เม็ดข้าว ของหลวงตาเรา จุดและต่อมของจิต หลวงปู่บัว ขางคานกิเลส หลวงปู่เจี๊ยะ กายละเอียด กายหมดเลย วิทยานิพนธ์จะไม่เหมือนกันนะ ถ้าวิทยานิพนธ์เหมือนกัน ผิดองค์หนึ่ง ผิดองค์หนึ่ง ฉะนั้น เวลาปฏิบัติแล้วไม่ต้องไปพยายามให้เหมือนใคร ให้ทําตาม ข้อเท็จจริงของตัว พยายามทําอริยสัจแล้วให้ขึ้นมาเป็นสมบัติของเรา สมบัติของเรา แก้กิเลสเรา ข้าวในหม้อเรา เราหุงเอง เรากินเอง ข้าวในหม้อเขา อาศัยเขากินไง ขอเขากินหน่อยหนึ่ง ไม่มี จะกิน ขอกินหน่อยหนึ่ง นี่ก็ไม่ใช่ข้าวเรานะ
- ธรรมวินัยทําให้เรียบง่ายที่สุด (๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒)
หลวงปู่ขาว เราไม่ได้ยินมากับหูนะ อันนี้มันก็ฟังแปลกๆ อยู่เห็นว่าพระถามหลวงปู่ขาวว่า เราอยู่ในป่า แล้วเราบิณฑบาตมาเป็นข้าวเหนียว แล้วเราบิณฑบาตอยู่ พอถึงเวลามันมีความ ผิดพลาด บาตรนี้ควํ่าลงไป ข้าวเหนียวนี้ตกกับดินเนี่ย ให้ทํายังไง หลวงปู่ขาวก็บอกให้หยิบ ข้าวเหนียวนี้ขึ้นมาสิแล้วก็ใส่บาตรของเราไปยังงั้นน่ะ แล้วฉันข้างบนที่มันไม่มีดินปนน่ะ ตกลงไป กับดินเลยเนี่ยนะ เอาขึ้นมาใส่บาตร เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่ามันอยู่ในป่านะ แล้วอย่างนี้มัน อะไรนะ เป็นบังสุกุลได้
ธรรมวินัย เมื่อก่อนเวลาข้าวยากหมากแพงนะ พระเนี่ยเข้าไปในป่า เห็นไหม มะม่วง หยิบมะม่วงได้แล้วเดินกลับมาเจอคนที่ไหนวาง แล้วให้เขาประเคนได้ พระพุทธเจ้าเนี่ยธรรมวินัย พระพุทธเจ้าเนี่ยทําให้มันง่ายที่สุดไง ทีนี้ประเพณีฉัพพัคคีย์หรือคนน่ะ โทษนะ คนมันหยาบ คนมันหยาบเอง ธรรมวินัยถึงต้องบังคับๆๆ บังคับไป เพราะอะไร มันเป็นโลกวัชชะ โลกเขาติเตียนไง เนี่ย มันมีบัญญัติ อนุบัญญัติ ไปดูวินัยสิ บังคับๆ บังคับไปเรื่อยเลย แต่จริงๆ นะ พระพุทธเจ้าจะให้สะดวกเรียบง่ายที่สุดว่าอย่างนั้นเถอะ ให้เรียบง่าย
- ชายหรือหญิงก็ปฏิบัติธรรมได้ (๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๒)
พระอานนท์นี่เป็นผู้หญิงมาก่อน แล้วพระอานนท์ปรารถนามาเป็นผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงแล้วปรารถนาอยากเป็นผู้ชาย เราจะต้องเกิดตายๆ ไปอีก ๕๐๐ ชาติ พอ ๕๐๐ ชาติ มันก็จะปรับสภาพไปเรื่อยๆ จิตใจของเรามันกึ่ง จิตใจเรามันไปก่อนแล้ว แต่พอเกิดชาติหนึ่ง มันก็ปรับไปเรื่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะเปลี่ยนเป็นหญิงหรือเป็นชายไปเลย
นี่ไงที่เขาไปขอหลวงปู่ขาว บอกว่า เขาเป็นผู้หญิง แล้วเขาไปขอหลวงปู่ขาวว่า “ขอให้ ชาติหน้าเกิดเป็นผู้ชาย” แล้วไม่ใช่ผู้ชายธรรมดานะ “เกิดเป็นผู้ชายแล้ว ขอให้เกิดอยู่บ้านนอก คอกนา” จะได้บวชแบบครูบาอาจารย์เราไง ไปเกิดเป็นลูกชาวนาอยู่กลางทุ่งนั่นแหละ ถึงจะได้ บวชเลย หลวงปู่ขาวบอกอีก ๕๐๐ ชาติ อู้ฮู ! ร้องไห้เลยนะ เพราะเขามาเล่าให้ฟังเอง พอร้องไห้เสร็จแล้วนะ หลวงปู่ขาวเทศน์เลย ทําไมต้องไปเกิดเป็นหญิงเป็นชายล่ะ ในปัจจุบันเราเป็นมนุษย์หรือยัง ในปัจจุบันหญิงชายมันก็ปฏิบัติได้ เราเอาที่ปัจจุบันนี้เลย
นี่เพียงแต่ว่าปัจจุบันนี้ผู้หญิงมีโอกาสน้อยกว่า เพราะผู้ชายได้บวชพระ ผู้ชายได้ออกธุดงค์ใช่ไหม แต่ผู้หญิงไม่ได้ทํา โอกาสมันก็แค่นี้เอง แต่การกระทํานี้มันอยู่ที่ไหน มันก็ปฏิบัติได้ใช่ไหม
- ผลที่สุดเหมือนกัน (๖ มีนาคม ๒๕๕๓)
เราฟังจากครูบาอาจารย์ท่านพูดมาต่อๆ มานะว่า ในหลวงเรา ตอนที่ท่านศรัทธาพระป่า แล้วท่านไม่มีเวลามา ท่านให้ดอกเตอร์เชาวน์ มาเป็นตัวแทนไง ดอกเตอร์เชาวน์จะหาข้อมูล จะไป เสนอในหลวงประจํา แล้วดอกเตอร์ก็ไปหาหลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น ไปหมดนะ แล้วก็ไปรายงาน ในหลวงว่าไปถึงแล้ว ทางเดินแตกต่างกัน แต่ผลที่สุดเหมือนกันหมดเลย เหมือนกันหมดเลย เห็นไหม เหมือนกัน คือ เข้าถึงเป้าหมายอันเดียวกันหมดเลย เพราะว่าถ้าเป็นความจริง ความจริงกับความจริงมันไม่แตกต่าง ไม่แตกต่าง ไม่แตกต่างตามความเป็นจริง แต่วิธีการน่ะ วิธีการอันนี้ วิธีการเราเข้าใจได้ไง เราเข้าใจเรื่องวิธีการได้ แต่วิธีการนั้นก็จะเข้ามาสู่เป้าหมายนี้ แต่ถ้าวิธีการนั้นมันบิดเบือน มันไม่เข้าสู่เป้าหมายนั้นได้ มันไม่ใช่เป้าหมายไม่ได้
- นิพพาน คือ นิพพาน (๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓)
นี่ไงนิพพาน ! เวลาคุยกันนี่คุยกันถึงที่สุดเลย หลวงปู่ขาวท่านก็พูดถึงกระบวนการของท่าน กระบวนการ คือ วิธีการของท่าน คือ กิจจญาณ พูดถึงกิจจญาณที่การกระทําของจิตถึงที่สุด พอถึง ที่สุดเสร็จแล้วท่านก็ว่า “อ้าว ! มหาค้านมา” หลวงตาท่านก็ไม่ค้านเลย ทีนี้ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ ใช่ไหม หลวงตาท่านก็เล่าประสบการณ์ของท่าน ในการกระทําของท่าน นี่คือวิธีการ
พอจบแล้วทั้ง ๒ คน หลวงตาท่านก็ว่า “ทําไมไม่เห็นนิพพานมี ๑๒ ชั้น ๑๓ ชั้นเลย” เพราะนิพพานของหลวงตาท่านเป็นภันเต เพราะพรรษาท่านน้อยกว่าใช่ไหม นิพพานของหลวงปู่ขาว นิพพานของหลวงปู่แหวน นิพพานของหลวงปู่มั่น ต้องเพริศแพร้วกว่าใช่ไหม มี ๕๐ ชั้น มี ๑๐๐ ชั้น นิพพานครูบาอาจารย์มี ๑๐๐ ชั้น นิพพานเรามี ๒ ชั้น นิพพานนี่มาทีหลังเหลือ ชั้นเดียว มันไม่เห็นมันมีเลย นี่ไง เราถึงบอกว่า กระบวนการการปฏิบัติของครูบาอาจารย์เรา เห็นไหม พอถึงที่สุดแล้วนิพพาน ก็คือ นิพพานไง แต่ถ้านิพพานเป็นนิยาม นิพพาน ๑๒ ชั้น นิพพาน ๕ ชั้น นิพพาน ๘ ชั้น สุขาวดีนั่น อย่างนั้นคือนิพพานนิยามไง นิพพานแบบนิยามกัน เอาเอง
- พระอรหันต์ก็มาจากปุถุชน (๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๓)
มันเหมือนกับร่องนํ้า คือ ร่องนํ้านี่มันจะลึกไปเรื่อยๆ นิสัยใจคอของเรา อะไรที่เราจะแก้ไข นี่เราต้องฝืน เราต้องฝืนเรา ต้องดัดแปลงของเรา เราจะเป็นคนดี เราจะทําคุณงามความดี ความดีของเรามันรออยู่ข้างหน้า แล้วถ้าผลมันทําได้ มันก็ต้องเข้าผลนั้น พอเข้าผลนั้นแล้ว มันก็จะผ่านไป
เราจะบอกว่า อาการอย่างนี้ ครูบาอาจารย์ท่านเป็นมาทั้งนั้นแหละ ดูหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หรือหลวงตา นี่พระอรหันต์ทั้งนั้นนะ แล้วพระอรหันต์นี้ มาจากไหน ก็มาจากปุถุชนเรานี่แหละ ! มาจากผู้ที่ทุกข์ๆ ยากๆ อย่างเรานี่แหละ ! มาจากไอ้พวกที่นั่งหลับนี่แหละ ! ไอ้พวกนั่งสัปหงกโงกง่วงนี่ แต่สุดท้ายแล้วท่านทําจนเป็นพระอรหันต์ได้นะ มาจากไอ้คนนั่งหลับนี่แหละ ไม่ได้มาจากคนเก่งหรอก เพราะถ้าเก่งแล้ว พระพุทธเจ้าไม่สอน พระอรหันต์หรอก พระพุทธเจ้าสอนไอ้พวกกิเลสหนาๆ อย่างเรานี่แหละ แล้วเราจะดัดแปลงเราเอง เราจะแก้ไขเราเอง
- หัวใจเด็ด (๓๐ เมษายน ๒๕๕๔)
นี่หลวงตาท่านพูดถึงหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวท่านบวชแล้วนะ เวลาท่านออกปฏิบัตินะ ญาติโยมของท่านบอกไม่ให้ไปๆ บวชเป็นพระแล้วที่นี่ก็อยู่ได้ ที่นี่ก็มีความสุขอยู่แล้ว จะออกไปทําไม หลวงปู่ขาวท่านปฏิญาณในหัวใจของท่าน ท่านไม่พูดออกมา แต่ท่านมาเล่าให้หลวงตาฟังไง บอกว่า “ถ้าก้าวออกจากที่นี่ไป ถ้าไม่สําเร็จเป็นพระอรหันต์ จะไม่หันหัวกลับมาเลย ! จะไม่ หันหน้ากลับมาบ้านเลย !”
หัวใจมันเด็ดขนาดนั้นเห็นไหม นี่สัจจะ ! หัวใจเด็ดขนาดนั้น ถ้าเด็ดขนาดนั้น ทําสิ่งใดเวลามันล้มลุกคลุกคลาน แล้วหลวงปู่ขาวภาวนาล้มลุกคลุกคลานไหม? ใครภาวนามีสุขสบายบ้าง? ใครภาวนา มันก็ต้องล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้นแหละ เพราะว่าอะไร? เพราะว่าเราต้องเอาชนะ ตัวเราเองนะ แม้แต่ตั้งสติให้เราอยู่ในศีลในธรรม เราก็ทําได้ยากขนาดนี้แล้ว แล้วเราจะทําให้มันเป็นสมาธิขึ้นมา กว่ามันจะตั้งมั่นขึ้นมา เราก็ต้องพยายามประคองมัน แล้วพอเวลาประคอง ขึ้นมาแล้ว เวลาเกิดปัญญาขึ้นมาโอ้โฮ ! มีปัญญาไปหมดเลย
- อริยสัจมีหนึ่งเดียว (๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘)
เวลาครูบาอาจารย์ของเรานะ ท่านปฏิบัติตามความเป็นจริงนะ อริยสัจมีหนึ่งเดียว หลวงปู่คําดี หลวงปู่ชอบ หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่บัว หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้นท่านพิจารณากายเหมือนกันหมดเลย แต่ไม่เหมือนกันสักอย่างหนึ่ง ท่านพิจารณากายเหมือนกัน เราซื้อรถยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน แล้วต่างคนต่างใช้ การบํารุงรักษาต่างกัน รถนั้นอายุใช้งานต่างกัน การพิจารณา กายเหมือนกัน แต่จิตนั้นมีอํานาจวาสนา จิตมีปัญญามากน้อยขนาดไหน พิจารณากายอย่างไร พิจารณาอย่างไร แต่เวลาสิ้นสุดแล้วไปถึงเป้าหมายเหมือนกัน พิจารณากายเหมือนกัน ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ท่านคุยกันนะ มันจะเข้าอันเดียวกัน ถ้ามันเป็นความจริงนะ
- มั่นคงเพราะมีจุดยืน (๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐)
ถ้าจิตใจที่มันเข้มแข็งมั่นคงขึ้นมานะมันมีแบบอย่าง ดูสิ เริ่มต้นก็มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นนี่แหละ แล้วมันก็มีครูบาอาจารย์นะ เราก็เที่ยวมาเยอะเหมือนกันนะ เวลาสายหลวงปู่ฝั้น ในกลุ่มหนึ่ง มันก็มีความชํานาญ มีทัศนคติอย่างหนึ่ง สายของหลวงตามหาบัวนี่ท่านมีทัศนคติอย่างหนึ่ง ท่านเป็นปัญญาชนอย่างหนึ่ง นี่สายหลวงปู่ขาว เวลาสายหลวงปู่ขาว เห็นไหม ดูสิ หลวงปู่จันทาต่างๆ นี่สายหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวท่านก็มีบารมีนะ ท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่มั่นคงนะ สิ่งที่มั่นคงๆ เพราะอะไรล่ะ เพราะท่านมีจุดยืนของท่าน หลวงปู่ขาวๆ นี่ เห็นไหม มีสิ่งใด เห็นไหม เดี๋ยว ด้ามพร้าๆ เลย ลูกศิษย์ขึ้นมา ถ้ามาโต้แย้งนะ ด้ามพร้านะ เวลาครูบาอาจารย์ท่านเป็นจริง ท่านเป็นจริงอย่างนั้น เห็นไหม สิ่งที่เป็นจริงๆ นะที่เราได้ศึกษามา เราได้อยู่ร่วมกับครูบาอาจารย์มา สิ่งใดๆ มันเป็นอุดมการณ์ มันเป็นความรู้ความเห็นจากภายใน มันมีที่มาที่ไปทั้งนั้น
- ท่านรักษาข้อวัตร (๓ มิถุนายน ๒๕๖๐)
กรณีนี้หลวงปู่จันทาท่านเล่าให้ฟัง เวลาท่านอยู่กับหลวงปู่ขาว หลวงปู่จันทาท่านก็เป็นพระสําคัญนะ เวลาอยู่กับหลวงปู่ขาวที่ถํ้ากลองเพล เวลาหลวงปู่ขาวท่านจะออกบิณฑบาตไง บิณฑบาตในครัว บิณฑบาตในวัด เพราะหลวงปู่ขาวท่านชราภาพแล้ว ชราภาพแล้ว หลวงปู่จันทาท่านอยากจะฟังเทศน์ ท่านบอกว่า “ไม่ต้องซ้อนผ้าเนาะ บิณฑบาตใกล้ๆ” โอ้โฮ ! หลวงปู่ขาวเอาตายเลย “มันจะใกล้ มันจะไกล ก็ข้อวัตรน่ะ”
แล้วมันจะใกล้นะ เวลาบิณฑบาตใกล้ๆ ท่านบอก “ไม่ต้องติดลูกกระดุมเนาะ” ธรรมดา ท่านติดให้นั่นแหละ แต่ท่านจะอาราธนาเทศน์ ท่านบอกว่า “บิณฑบาตใกล้ๆ ไม่ต้องติดรังดุม เนาะ” โอ้โฮ ! หลวงปู่ขาวนี่กระหนํ่าเลยนะ แล้วหลวงปู่จันทาท่านไม่ใช่พระขี้ดื้อนะ แต่ท่านเป็นพระที่รักหลวงปู่ขาว ท่านเป็นพระที่รักครูบาอาจารย์มากนะ แต่ลูกศิษย์อยากฟังเทศน์ ลูกศิษย์อยากจะฟังข้อชี้แนะจากครูบาอาจารย์น่ะ เวลาพระที่ดีๆ นะ เวลาท่านอาราธนาเทศน์ มันรู้ได้ แต่ถ้าพระขี้ดื้อ มันเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ มันทําความเสียหายให้หมดแหละ
นี่คํานี้หลวงปู่จันทาเล่าให้เราฟังเอง เล่าให้เราฟังเลย บอกว่า ท่านทํากับหลวงปู่ขาว อย่างนี้ๆ แล้วท่านก็บอก ท่านเล่าให้ฟัง ท่านก็จะเน้นยํ้าพวกเราไงว่า หลวงปู่ขาวเวลาท่านออกบิณฑบาตใกล้ๆ ท่านก็ยังซ้อนผ้า ท่านก็ยังกลัดรังดุม ท่านยังทําของท่านน่ะ ทั้งๆ ที่พระลูกศิษย์ลูกหาบอก “ไม่ต้องหรอกหลวงปู่ ไม่ต้องหรอกหลวงปู่” “เดี๋ยวกระหนํ่าฟาดหัวเลย ไม่ต้องๆ อย่างไร” นี่ครูบาอาจารย์ของเรา เห็นไหม เราทําตามครูบาอาจารย์กันมาไง ถ้าเราทําตามครูบา-อาจารย์กันมา เราไม่ได้เชื่อตามๆ กันมา เราศึกษามา ศึกษามาแล้วมันอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติ มันอยู่ ในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่ไหม ถ้ามันอยู่อย่างนั้นน่ะ เราทําตามนั้นไง

