Venerable Ajaan Kongma’s Biography

 อาจาริยบูชาคุณ บูชาธรรม

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ พระอรหันตเถรเจ้าพุทธสาวกผู้มีจิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มุ่งมั่นต่อความพ้นทุกข์ และเป็นพระบูรพาจารย์ผู้ก่อกําเนิดวัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ท่านเป็นสกุลแห่งพระธุดงคกรรมฐาน หรือ พระป่า และเป็นพระศิษย์องค์สําคัญองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุคกึ่งพุทธกาล ท่านออกเที่ยวธุดงค์แสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขา เพื่อเจริญตามรอยพระบาทองค์พระบรมศาสดา ท่านเป็นพระที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ชื่น สุจิตฺโต) ทรงให้ความเมตตาชื่นชมมาก และองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เทศน์กล่าวยกย่องชื่นชมท่านเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” และเป็น “ศิษย์ก้นกุฏิ” องค์สําคัญองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น

หลวงปู่กงมา ท่านเคร่งครัดในหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร และข้อวัตรปฏิบัติ เป็นพระผู้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงต่อมรรค ผล นิพพาน และเป็น “นักรบธรรมเดนตาย” ยอมสละแม้ชีวิตเพื่อธรรม ท่านไม่หวั่นเกรงกลัวต่อภัยอันตรายใดๆ ทั้งปวง และก็ไม่หวั่นไหวต่อความเป็นความตายยิ่งกว่าการได้ธรรมอันเลิศเลอมาครองใจ ท่านนับเป็นพระป่าศิษย์พระตถาคตที่องอาจกล้าหาญมาก กล้าไปภาวนาในป่ารกชัฏ ดงไข้ป่ามาลาเรีย และกล้าแม้กระทั่งไปอยู่บําเพ็ญภาวนาในถํ้าเสือ ท่านแผ่เมตตาจิตอันชุ่มเย็นฉํ่า จนเสือต้องยกถํ้าให้ท่าน

ส่วนการบําเพ็ญภาวนาของหลวงปู่กงมานั้นก็เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด โดยเฉพาะการอดนอนถือเนสัชชิก จนท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ถึงพร้อมด้วยอภิญญาและคุณวิเศษในทางพระพุทธศาสนา ท่านจึงเป็นที่เคารพเทิดทูนบูชาและได้รับการยกย่องอย่างสูงในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น รวมทั้งพระภิกษุ สามเณร ตลอดอุบาสก อุบาสิกา ที่ได้เข้ามาสัมผัส ได้รับใช้ใกล้ชิดถวายตัวเป็นศิษย์แล้ว ต่างก็เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในคุณธรรม ในข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดปฏิปทาของท่านเป็นอันมาก จึงทําให้มีผู้ประพฤติปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามหลักโอวาทธรรมของท่านสืบทอดเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันนี้

นอกจากนี้ เมื่อท่านกลับมาจําพรรษาทางภาคอีสาน มีผู้เคารพเลื่อมใสศรัทธาได้ถวายที่ดินแก่ท่านจํานวนมากมาย ซึ่งที่ดินส่วนใหญ่เป็นป่าเขาและเป็นสถานที่เข็ดขวง เฮี้ยนแรง เต็มไปด้วยอาถรรพ์ ทําให้เกิดอันตรายและอาจถึงขั้นเสียชีวิต จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปจับจองทํามาหากิน ที่ดินของท่านจึงมีมากมาย จนท่านได้รับการยกย่องเป็น “เศรษฐีที่ดิน” โดยสถานที่เหล่านี้ ท่านได้ธุดงค์เข้าไปบุกเบิก ไปปักกลดภาวนาแผ่เมตตาจนสถานที่เหล่านั้นสงบร่มเย็น เป็นสถานที่มงคลสัปปายะเหมาะแก่การบําเพ็ญภาวนา และกาลต่อมา ท่านได้พัฒนาสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานตามแนวปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ไว้ในพระพุทธศาสนาจํานวนมากมายหลายแห่ง วัดป่าที่มีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง คือ วัดดอยธรรมเจดีย์ วัดป่าวิสุทธิธรรม อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร วัดป่าภูผาผึ้ง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ฯลฯ

ธรรมประวัติของหลวงปู่กงมา พระอริยสงฆ์ผู้ทรงอริยธรรมขั้นสูงสุด ท่านเป็นสังฆรัตนะที่ควรแก่การกราบไหว้บูชาตามบทสังฆคุณ สุปฏิปนฺโน อุชุปฏิปนฺโน ญายปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน และเป็น ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ท่านเป็นพระแท้ พระสมบูรณ์แบบตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่ยินดีมักน้อยสันโดษ สมถะ ท่านมีนิสัยตรงไปตรงมา เรียบง่าย และเจ้าระเบียบ ท่านเก่งเทศนาธรรม แม้ท่านไม่ได้เล่าเรียนปริยัติธรรมมาก็ตาม แต่ท่านเทศน์จากธรรมแท้ จากธรรมตามความเป็นจริงที่ประพฤติปฏิบัติมาโดยเข้าป่าเข้าเขา เอาชีวิตเข้าแลกธรรม จึงไม่เหมือนเทศน์จากธรรมที่เรียนจดจํากันมา เนื้อหาเทศนาธรรมของท่าน แม้ใช้ภาษาง่ายๆ แต่ก็สละสลวยกินใจ ทั้งมีใจความครอบคลุมและละเอียดลึกซึ้ง ทั้งมีอุบายธรรมอันแหลมคมชาญฉลาด ชวนฟัง ชวนติดตาม เมื่อฟังแล้วก็ทําให้เพลิดเพลินเจริญในธรรม จนท่านได้รับการยกย่องและยอมรับว่าเป็น ยอดนักเทศน์อีกรูปหนึ่งของวงกรรมฐาน

หลวงปู่กงมา นอกจากท่านมีพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น เป็นพระบุพพาจารย์องค์แรก ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์องค์เลิศเลอแห่งยุคแล้ว ท่านยังมีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ฯลฯ เป็นเพื่อนสหธรรมิก และเป็นกัลยาณมิตรองค์สําคัญ ซึ่งต่างออกบวชเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ จึงช่วยเกื้อหนุนให้ต่างฝ่ายต่างเกิดมีกําลังใจในการปฏิบัติเป็นอย่างดี และกาลต่อมา ต่างก็ล้วนเป็นพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นที่ได้รับการยกย่องเคารพเทิดทูนบูชาเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ซึ่งแต่ละองค์ล้วนมีชาติภูมิและถิ่นกําเนิดอยู่ทางภาคอีสาน โดยสมัยนั้นถือเป็นภาคที่ห่างไกลทุรกันดาร อดอยาก และแห้งแล้งที่สุดของประเทศไทย แต่ก็ได้มาเป็นดินแดนแห่งธรรมอันเจริญรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาลของชาวโลก

ธรรมประวัติของหลวงปู่กงมา พระผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงธุดงควัตร มีปฏิปทาตลอดศีลาจารวัตรอันงดงาม และท่านได้บําเพ็ญประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ โดยการบําเพ็ญอัตตัตถประโยชน์ ญาตัตถประโยชน์ และโลกัตถประโยชน์ หรือประโยชน์ตน ประโยชน์ญาติ และประโยชน์โลก อันเป็นการดําเนินตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา และตามรอยท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านดําเนินตามได้อย่างหมดจดครบถ้วนสมบูรณ์ งดงามที่สุด ทั้งในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุดแห่งประวัติของท่าน นับเป็นคติธรรมอันงดงามเลิศเลอ ทรงคุณค่า และหาได้ยากยิ่งในโลก ควรค่าแก่พระธุดงคกรรมฐาน ตลอดพุทธบริษัททั้งหลายจะได้น้อมนํามาดําเนินและประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อความเป็นสิริมงคล เพื่อความพ้นทุกข์ และเพื่อความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรของพระพุทธศาสนา ดังจะได้กล่าวต่อไป

ภาค ๑ ชีวิตฆราวาสก่อนบวช

ชาติภูมิ ถิ่นกําเนิด

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เดิมชื่อ กงมา วงศ์เครือศร ท่านเกิดเมื่อวันอังคารที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๓ ขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๒ ปีชวด เป็นวันพระใหญ่และเป็นวันลอยกระทง ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งในรัชสมัยนี้ถือเป็นยุคทอง ยุคเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา เพราะมีครูบาอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร รุ่นอาวุโส ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” มาถือกําเนิดในรัชสมัยของพระองค์ท่านมากที่สุด

หลวงปู่กงมา ท่านเป็นชาวอีสานโดยกําเนิด ท่านเกิดในตระกูลชาวนาสัมมาทิฐิที่มีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ยินดีสนับสนุนให้ลูกชายออกบวชประพฤติปฏิบัติธรรม ณ บ้านโคก ตําบลตองโขบ อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ปัจจุบันขึ้นกับ อําเภอโคกศรีสุพรรณ โยมบิดาชื่อ นายบู่ โยมมารดาชื่อ นางนวล นามสกุล วงศ์เครือศร ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๖ คน ดังนี้

๑. นางบัวทอง ผาใต้ (มารดาของหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม)

๒. นางบาน ทาศรีภู

๓. นางสาวเบ็ง วงศ์เครือศร

๔. นายพิมพา วงศ์เครือศร

๕. นายบุญตา วงศ์เครือศร

๖. หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ

หลวงปู่กงมา ท่านเป็นผู้ที่มีอํานาจวาสนาบารมีธรรมมาเกิด ตามที่ท่านได้บําเพ็ญ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา บุญที่ได้สั่งสมมาแต่อดีตชาติ และบุญนั้นได้สมบูรณ์เต็มเปี่ยมแล้วในปัจจุบันชาติโดยแท้ ท่านจึงได้มาเกิดใน ปฏิรูปเทสวาส คือ เกิดในถิ่นที่ดีมีสิ่งแวดล้อมเหมาะสม และท่านก็ได้มาบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวก เป็นเพราะมีเหตุปัจจัยสําคัญที่ถึงพร้อมครบถ้วนทั้ง ๓ ประการ คือ มีสถาบันหลักทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่ช่วยเกื้อหนุนเอื้อต่อการบําเพ็ญสมถ–วิปัสสนากรรมฐานเพื่อความพ้นทุกข์ ดังนี้

ประการที่ ๑. ท่านได้เกิดในผืนแผ่นดินไทยอันเป็นแผ่นดินพระพุทธศาสนา ชาติไทยเป็นเอกราช มั่นคง สงบสุขร่มเย็น และได้รับการขนานนามเป็นดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ที่เจริญรุ่งเรืองสถาพรด้วยอารยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมที่บูรพมหากษัตริย์ตลอดบรรพชนไทยได้น้อมนําหลักธรรมะในพระพุทธศาสนามาดําเนินชีวิต และได้พากันดําเนินสืบทอดต่อเนื่องกันมานาน จนถูกหล่อหลอมอยู่ในวิถีชีวิตประจําวันของชาวไทย ทั้งมีป่า เขา ถํ้า เงื้อมผา พลาญหิน ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และวิเวกเงียบสงัด จึงเป็นสถานที่สัปปายะประดุจดัง “มหาวิทยาลัยป่า” ในทางพระพุทธศาสนา เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาตามพระพุทธโอวาทข้อ “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” เป็นอย่างดี ตลอดมีเปรต ผี วิญญาณ สัตว์ป่า สัตว์ร้ายชุกชุมไว้ช่วยฝึกจิตทรมานใจ

ประการที่ ๒. ท่านเกิดในช่วงยุคทอง ยุคธรรมะเรืองรอง พระพุทธศาสนาเจริญถึงขีดสุด โดยมีจอมปราชญ์พระพุทธศาสนามาถือกําเนิดในผืนแผ่นดินไทยมากมาย นับแต่พระวชิรญาโณ หรือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ขณะทรงผนวช ท่านเจ้าคุณพระอุบาลี-คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อมาปฏิรูปฟื้นฟูพระพุทธศาสนา โดยฟื้นฟูการประพฤติปฏิบัติตนของพระภิกษุ สามเณร ให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย และเพื่อมาบุกเบิกธุดงควัตร ออกเดินธุดงค์ภาวนาแสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขา จนได้ธรรมอันเลิศเลอมาครองใจ และก็ได้สร้างสังคมนักปฏิบัติธรรม คือ สร้างวงกรรมฐานขึ้นมา จนทําให้สังคมไทยกลับมายอมรับและเชื่อมั่นว่า มรรค ผล นิพพานยังคงเส้นคงวาและยังมีอยู่จริง

ประการที่ ๓. ท่านเกิดภายใต้ร่มพระบารมี ได้พึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์ ครองแผ่นดินโดยธรรม ด้วยหลักของทศพิธราชธรรม ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกคอยอุปถัมภ์คํ้าชูและทะนุบํารุงพระพุทธศาสนา ทั้งทรงส่งเสริมสนับสนุนพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ตลอดอุบาสก อุบาสิกาให้ปฏิบัติธรรมโดยสะดวก

นอกจากนี้ หลวงปู่กงมาท่านบําเพ็ญบารมีธรรมมาเต็มเปี่ยมไม่น้อยกว่าแสนกัป ท่านจึงมีคุณสมบัติสําคัญครบถ้วนตรงต่อการบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวก เช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งหลาย เป็นต้นว่า ท่านมีนิสัยเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง ยึดมั่นในสัจจะ กล้าหาญอดทน ยอมสละชีวิตเพื่อธรรม ทั้งมีสติปัญญา มีอํานาจวาสนาบารมีธรรมเกื้อหนุนการปฏิบัติ โดยเฉพาะมีความเพียรเป็นเลิศ ดังบทธรรม “วิริเยนทุกฺขมจฺเจติ บุคคลจะล่วงพ้นจากทุกข์ได้ เพราะความเพียร”

หลวงปู่กงมา เมื่อท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านนําธรรมมาสั่งสอนพุทธบริษัท จนเป็นที่เคารพกราบไหว้ของมวลศรัทธาสาธุชน นอกจากชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ตลอดคุณธรรมของท่านเปนที่เลื่องลือไปทั่วแล้ว บ้านโคก อันเป็นมาตุภูมิถิ่นกําเนิดของท่าน จากหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทห่างไกลความเจริญที่ไม่ค่อยมีผู้คนรู้จัก ต่อมาก็เป็นที่รู้จักของพุทธบริษัททั้งหลายเป็นอย่างดี เนื่องจากในกาลต่อมาท่านได้สร้างเสนาสนะป่าบ้านโคก ปัจจุบัน คือ วัดป่าวิสุทธิธรรม แล้วกราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาจําพรรษา โดยมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ได้มาอยู่ร่วมจําพรรษาหลายองค์ เช่น หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ และท่านได้สร้างศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญ คือ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ซึ่งเป็นหลานชายแท้ๆ ของท่าน ไว้บํารุง รักษา สืบทอดพระพุทธศาสนาและวงกรรมฐาน และต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าวิสุทธิธรรม

ชีวิตฆราวาส วัยหนุ่มเป็นนายฮ้อย

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ชีวิตฆราวาสในวัยเด็ก ท่านก็เหมือนกับเด็กชนบททั่วไปทางภาคอีสาน ท่านเที่ยววิ่งเล่นสนุกสนานกับเพื่อนๆ ตามท้องไร่ท้องนา ตามประสาเด็กอย่างมีความสุข โดยชาวอีสานส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ทํานา ทําไร่ และเมื่อท่านเติบใหญ่โตพอเริ่มรู้ความ ท่านช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ท่านต้องช่วยโยมบิดามารดาทํางานต่างๆ ทางบ้าน และช่วยประกอบอาชีพทํานา ทําไร่ เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย

การประกอบอาชีพเป็นชาวนา ซึ่งเป็นอาชีพที่สุจริต แต่ต้องอดทนเสียสละ ต้องตรากตรําทํางานอย่างหนัก ต้องทนปวดหลังปวดเอว และต้องตากแดดตากฝน หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ชาวนาจึงถูกยกย่องเป็นกระดูกสันหลังของชาติ และถือว่าอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติ ควรแก่การยกย่อง ซึ่งครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” สายท่านพระอาจารย์มั่น ส่วนใหญ่ท่านเกิดในถิ่นทุรกันดาร ในตระกูลชาวนาสัมมาทิฐิเลื่อมใสพระพุทธศาสนา ยินดีสนับสนุนให้ท่านออกบวช และการทํานา ทําให้ท่านได้ถูกหล่อหลอมให้มีร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง พร้อมเผชิญต่อสู้กับอุปสรรคและความทุกข์ยากลําบากแสนสาหัสนานัปการ ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่จะเกื้อหนุนในขณะที่ท่านออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ออกเที่ยวธุดงค์แสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขา

ในวัยเด็ก ท่านเป็นเด็กที่ประพฤติดี เฉลียวฉลาด สุภาพเรียบร้อย เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ว่านอนสอนง่าย อ่อนน้อมถ่อมตน โอบอ้อมอารี ขยันขันแข็ง เอาจริงเอาจัง และท่านฉายแววความเป็นผู้นําตั้งแต่วัยเด็ก คือ มีความกล้าหาญ เสียสละอดทน ท่านจึงเป็นที่รักของโยมบิดามารดา ญาติพี่น้อง ตลอดมิตรสหายเพื่อนฝูง ส่วนการศึกษาเล่าเรียนนั้น ท่านไม่ได้เข้าเรียนหนังสือ วัยเด็กท่านจึงไม่รู้หนังสือ

หลวงปู่กงมา ชีวิตฆราวาสในวัยหนุ่ม ท่านมีร่างกายกํายําลํ่าสันสูงใหญ่ ใบหน้าคมคาย ท่านเป็นนักต่อสู้ชีวิต แบบเอางานเอาการ ชนิดหนักเอาเบาสู้ ท่านเคยเป็นพ่อค้าขายโค กระบือ สุกร เที่ยวค้าขายตามบ้านต่างๆ ตั้งแต่จังหวัดสกลนครถึงกรุงเทพฯ ถึงกบินทร์บุรี ท่านเล่าว่า “ขณะที่ไปค้านั้น ท่านต้องเป็นหัวหน้าพาหมู่คณะไป ซึ่งทางอีสานเขาเรียกหัวหน้าว่า “นายฮ้อย” ทุกๆ ปี ท่านจะต้องพาลูกน้องไปเที่ยวค้าขายตามหัวเมืองต่างๆ”

โดยเหตุนี้ท่านจึงเป็นผู้กว้างขวาง รู้จักวัฒนธรรมชั้นสูงกว่าคนในแถบนั้น อันการค้าของท่านย่อมมีการเจริญและการเสื่อมเป็นระยะเรื่อยมา แต่ภายหลังท่านก็สามารถทําความเจริญให้แก่ฐานะของท่าน จนชีวิตความเป็นอยู่ ฐานะของครอบครัวท่านมั่นคงและเด่นขึ้นกว่าชาวบ้านในแถวนั้น เป็นที่ชื่นอกชื่นใจของโยมบิดามารดาตลอดวงศ์ตระกูล นอกจากนี้ท่านยังได้นําเอาความเจริญที่ได้พบเห็นตามหัวเมืองต่างๆ มาพัฒนาหมู่บ้านของตนเอง และด้วยท่านเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นผู้มีนิสัยซื่อสัตย์ รักความยุติธรรม รักเพื่อนฝูง เสียสละ ด้วยเหตุนี้เองชาวบ้านจึงยอมเป็นลูกน้อง และเป็นที่เคารพยําเกรง แม้ท่านจะมีอายุน้อย คนอื่นที่มีอายุมากก็ต้องยําเกรง แม้คนในหมู่บ้านใกล้เคียงก็ให้ความเคารพยําเกรงท่าน

การเป็นพ่อค้าขายโค กระบือ ในสมัยนั้นไม่ใช่ทํากันได้ง่ายๆ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ได้เขียนไว้ในอัตตโนประวัติของท่านเอง เกี่ยวกับการค้าขายโคกระบือไว้ดังนี้

“ตามธรรมเนียมของพวกพ่อค้าควาย พ่อค้าวัว ต้องมีวัวต่าง สําหรับบรรทุกสัมภาระบางอย่างไปด้วย ๒–๓ ตัว พ่อค้าแต่ละพวก จะต้องมีหัวหน้านําหมู่คณะหนึ่งคน เรียกกันว่า “นายฮ้อย” สําหรับนายฮ้อยนั้น ต้องเป็นผู้รับผิดชอบของหมู่คณะทุกประการ ประกอบด้วยลักษณะดังนี้ คือ

๑. เป็นผู้ชํานาญทาง

๒. เป็นผู้พูดจาคล่องแคล่ว

๓. เป็นผู้รู้กฎหมายระเบียบและประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ เป็นผู้มีปัญญา ความฉลาดในการติดต่อสังคม ในการซื้อขาย ในการรักษาทรัพย์ ในการรักษาชีวิต เป็นต้น

๔. เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต โอบอ้อมอารี มีเมตตาจิต ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตน ไม่คดโกง ฉ้อฉล เบียดบังเอาเปรียบในลูกน้องของตน

๕. เป็นผู้มีความแกล้วกล้าสามารถอาจหาญ มีการยอมเสียสละ ต่อสู้เหตุการณ์โดยไม่หวั่นไหว

๖. เป็นผู้เก่งทางอยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่ออก ฟันแทงไม่เข้า ตีไม่แตก จับไม่อยู่ เป็นต้น

๗. เป็นผู้ฉลาดในการวางแผน เช่น จะออกเดินทางในเวลาใด ควรจะให้ใครออกก่อน อยู่ท่ามกลาง และอยู่ตามหลัง พักกลางวันและพักค้างคืนที่ใด จะให้นํ้าให้หญ้าแก่สัตว์อย่างไร ไปช้าไปเร็วขนาดใด เป็นต้น

๘. เป็นผู้รู้จักสอดส่องมองรู้ทันท่วงทีต่อเหตุการณ์ที่จักเกิดขึ้น

นี่คือ ลักษณะผู้เป็นนายฮ้อย ผู้ที่จะเป็นนายฮ้อยนั้น ไม่มีการหาเสียงอย่างผู้แทนราษฎร หรือนักการเมืองทั้งหลาย เป็นความเห็นดีเห็นชอบของเพื่อนฝูง หรือผู้เฒ่าผู้แก่ของบ้านเมือง โดยเพื่อนฝูงหากขอร้องให้เป็น และพร้อมกันยกยอกันขึ้น ครั้นแล้วก็ต้องเคารพนับถือเชื่อฟังกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ร่วมเป็นร่วมตายกัน

สมัยนั้นพวกพ่อค้าวัว พ่อค้าควาย ต้องไล่ต้อนสัตว์ลงไป จะต้องผ่านเขตเขาใหญ่ ซึ่งมีมหาโจรเขาใหญ่คอยสกัดทําร้ายเป็นประจํา ด่านผู้ร้ายที่สําคัญขนาดเขตอันตรายสีแดง ก็คือ “ปากช่อง” “ช่องตะโก” พวกพ่อค้าทั้งหลายจะขี้ขลาดตาขาวลาวพุงดําไม่ได้ ต้องกล้าเก่งฮึกหาญ เตรียมต่อสู้ทุกคน ไม่เขาก็เราขึ้นชื่อว่า “ลูกผู้ชาย” ต้องบุกให้ผ่านพ้นอันตรายให้จงได้ นายฮ้อยต้องมีปืนมีดาบติดตัวเสมอ เมื่อเวลามีเหตุการณ์ ต้องออกหน้าออกตาในการต่อสู้ ถ้านายฮ้อยดีก็ปลอดภัยทั้งขาไปขากลับ”

การเป็น “นายฮ้อย” คุมลูกน้องเพื่อนําโคกระบือมาขายยังภาคกลางต้องอาศัยคุณสมบัติพิเศษตามที่อ้างถึงข้างต้น เป็นการชี้ให้เห็นถึงความเป็นผู้นํา และความเด็ดเดี่ยวในการดําเนินชีวิตของท่านได้เป็นอย่างดี

สาเหตุการตัดสินใจออกบวช

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ในเพศฆราวาส ท่านเคยมีครอบครัวมาก่อน และมีเหตุปัจจัยเตือนใจให้ท่านออกบวชประพฤติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ เพราะท่านได้เห็นสัจธรรมชีวิตเกิดขึ้นกับตัวท่านเองมากมาย ตั้งแต่ท่านเป็นหนุ่มใหญ่ เริ่มมีครอบครัวได้ไม่นาน และท่านได้เห็นในระยะเวลาไม่นานนัก แต่กลับให้ความรู้สึกสะเทือนใจและเศร้าโศกเสียใจเป็นที่สุด เป็นต้นว่า ชีวิตนี้ตั้งอยู่บนกาลเวลา มีคุณค่ามาก แต่สั้นยิ่งนัก ชีวิตนี้มีความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ชีวิตนี้ย่อมมีการพลัดพรากเป็นที่สุด ความพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก ย่อมเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และชีวิตนี้มีความสุขเพียงเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความทุกข์และก็ยากแก่การพ้นจากทุกข์ โดยเฉพาะชีวิตฆราวาสครองเรือน

เมื่อท่านพยายามสร้างฐานะครอบครัวของท่านจนมั่นคงดีแล้ว ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๘ เมื่ออายุท่านย่างเข้า ๒๕ ปี ย่างสู่เบญจเพส จึงได้สมรสกับนางสาวเลา อยู่ร่วมครองเรือนกันมา จนกระทั่งนางเลาผู้ภรรยาตั้งครรภ์แล้ว เกิดล้มป่วยอย่างหนัก สุดที่จะรักษาชีวิตไว้ได้ ในที่สุดนางเลา ภรรยาผู้เป็นที่รัก และบุตรในครรภ์ได้ถึงแก่ความตายในวันคลอด หรือที่เรียกกันว่า “ตายทั้งกลม” ชีวิตในการครองเรือนของท่านก็ได้สิ้นสุดลงในระยะเวลาไม่นานนัก

ด้วยท่านเป็นผู้รักและรับผิดชอบครอบครัวเป็นอันมาก ด้วยความเป็นสามีที่ดีของภรรยาและด้วยความเป็นพ่อที่ดีของลูก แม้ท่านมีจิตใจเข้มแข็งเพียงใดก็ตาม แต่การสูญเสียภรรยาและลูกน้อยสุดที่รักพร้อมกันเช่นนี้ ก็สุดที่จะหักห้ามจิตใจไว้ได้ ท่านเหมือนสูญสิ้นแทบทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเกิดความสังเวชสลดใจและเศร้าโศกเสียใจ ทุกข์ใจเป็นอันมาก ท่านได้เห็นความแปรปรวน ความไม่เที่ยงของสังขารทั้งหลาย สิ่งที่ท่านเคยหวังและตั้งใจมีครอบครัวที่มีความรัก ความอบอุ่น มีความเพียบพร้อมสมบูรณ์ ได้อยู่ครองเรือน ครองรักกันนานๆ ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างมีความสุข ตามประสาของโลก ของปุถุชนคนมีครอบครัวทั่วไป ท่านจึงยอมตรากตรําทํางานอย่างหนัก ทั้งนี้ก็เพื่อภรรยาและลูกน้อยที่สุดแสนรัก

และสิ่งที่ท่านต้องประสบกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงและปัจจุบันทันด่วนนี่เอง จึงเป็นสาเหตุประการสําคัญที่ทําให้ท่านหวนนึกถึงพระพุทธศาสนา บทธรรมที่ว่า “บัณฑิตแม้ประสบทุกข์ก็ไม่ทิ้งธรรม” ด้วยท่านเป็นบัณฑิต ท่านจึงมุ่งแสวงหาทางออก ทางธรรม โดยมีผู้เฒ่าผู้แก่บอกอยู่เสมอว่า “ไม่มีอะไรดีเท่ากับการบวชเป็นพระ” สมดังคํากล่าวโบราณที่ว่า “เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วไม่ได้บวช ไม่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรม เสมือนเหยียบแผ่นดินผิด”

ด้วยในสมัยนั้นการศึกษาพระพุทธศาสนา ทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ ยังไม่เจริญถึงชนบทห่างไกล โดยเฉพาะภาคปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงนั้นหาได้ยากมากๆ แม้ท่านถามใครๆ ก็ไม่ได้รับความกระจ่างแจ้งเป็นที่พอใจ เพียงแต่ว่าทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องบวชพระเท่านั้น” และการออกบวชเป็นพระก็อยู่ในจิตสํานึกของท่านมาโดยตลอด ท่านเองก็มีความเห็นว่า “ไม่มีอะไรดีไปกว่าการออกบวชเป็นพระแสวงหาโมกขธรรม” ด้วยเหตุนี้ท่านจึงตัดสินใจบวช โดยท่านตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ว่า “จะต้องบําเพ็ญตนโดยเฉพาะต่อความเป็นพระแต่อย่างเดียว ไม่ยอมถอยหลังเป็นอันขาด”

ด้วยจิตใจอันแน่วแน่ อันเป็นไปตามอุปนิสัยดั้งเดิมของท่าน ท่านจึงได้ตัดสินใจไปกราบลาโยมบิดามารดาและญาติพี่น้อง และได้ขออนุญาตโยมบิดามารดาออกบวช ท่านทั้งสองก็ยินดีอนุญาต ท่านก็ได้แจกจ่ายทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่มีให้แก่โยมบิดามารดาและญาติพี่น้อง ทุกคนได้เห็นใจท่านและก็ไม่มีใครคัดค้านท่าน ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้อง เพราะเขารู้ดีว่า ท่านทําอะไร ย่อมสําเร็จผลเสมอ เพราะท่านเป็นคนจริง ทําอะไรก็ทําจริงทําจัง ถ้าท่านบวช เป็นทางออกที่ดี และท่านอาจนําความปลาบปลื้มใจมาให้ก็เป็นได้ ส่วนทรัพย์สมบัติที่ท่านมอบให้นั้นก็จะเก็บรักษาไว้แทน เมื่อวันใดหากท่านต้องสึกออกมาก็จะคืนให้

ด้วยหลักธรรมะคําสอนในทางพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสาร เป็นศาสนาแห่งสันติภาพ มีคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่อเนกอนันต์ ทั้งประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายภาคหน้า และถึงที่สุดประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพานบรมสุข องค์พระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทรงพระปรีชาสามารถ ทรงมีพระวิสัยทัศน์สายพระเนตรอันกว้างไกลเป็นเลิศ จึงได้น้อมนําพระพุทธศาสนามาเป็นศาสนาประจําชาติไทย อีกทั้งบรรพชนคนไทยได้น้อมนํามาดําเนินชีวิตและได้สืบทอดกันมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี จึงได้ฝังลึกในจิตใจปวงชนชาวไทยมาช้านาน เมื่อใครประสบความทุกข์ทางใจก็ได้แต่นึกถึงธรรมะ นึกถึงการออกบวช เพื่อมุ่งสู่ทางธรรมเป็นทางออกอันประเสริฐ ดังนั้น ทุกคนในครอบครัวตลอดญาติพี่น้องของหลวงปู่กงมาจึงคิดว่า การที่ท่านตั้งใจออกบวชเป็นพระภิกษุนั้น เป็นสิ่งที่ดีสําหรับผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมเช่นท่าน

การบวชของหลวงปู่กงมานั้น ท่านตั้งใจบวชเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ภรรยาและลูก ทั้งบวชทดแทนพระคุณโยมบิดามารดาในคราวเดียวกัน และประการสําคัญ คือ ท่านตั้งใจบวชปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายอันสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งสอนถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทางโยมบิดามารดาของท่านย่อมได้รับอานิสงส์มากถึง ๑๖ กัป

หลวงปู่กงมา ท่านเป็นผู้สั่งสมวาสนาบารมีธรรมมาอย่างเต็มเปี่ยมพร้อมที่จะพ้นทุกข์แล้ว ในขณะที่ท่านยังเป็นฆราวาส ท่านต้องเป็นกัลยาณชนที่มีจิตใจดีเลิศและสูงส่งยิ่ง จิตใจของท่านเป็นจิตใจกตัญญูกตเวทีต่อโยมบิดามารดา และเป็นจิตใจที่มีความรัก ความรับผิดชอบต่อภรรยาและลูกเหนือกว่าจิตใจปุถุชนคนสามัญทั่วไป ดังนั้น เมื่อท่านออกบวชบําเพ็ญภาวนาแล้ว ท่านย่อมระลึกแผ่เมตตาให้โยมบิดามารดา และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับภรรยาและลูกอันเป็นที่รักยิ่งของท่านเสมอๆ ซึ่งการบําเพ็ญภาวนานี้มีอานิสงส์เลิศยิ่งกว่าการบําเพ็ญบุญใดๆ

ประวัติของหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ในตอนฆราวาสนี้คล้ายคลึงกับประวัติของหลวงปู่กินรี จนฺทิโย (ท่านเป็นพระศิษย์องค์สําคัญในฝ่ายมหานิกายของ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่ไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต และท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งของพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) แห่งวัดหนองป่าพง อ.วารินชําราบ จ.อุบลราชธานี) กับ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ (ท่านเป็นพระศิษย์องค์สําคัญในฝ่ายธรรมยุต และเป็นพระศิษย์องค์แรกของหลวงปู่มั่นที่ได้บรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์)

หลวงปู่กงมา หลวงปู่กินรี หลวงปู่พรหม ท่านทั้งสามในเพศฆราวาสต่างเคยประกอบอาชีพเป็นนายฮ้อย เคยก่อกรรมกับวัว ควายมาก่อน กรรมจึงให้ผลเหมือนกัน สมดังบทธรรม “ใครทํากรรมอันใดไว้ จะต้องเป็นผู้รับผลกรรมเสมอ” ท่านทั้งสามจึงต้องประสบชะตากรรม มีเคราะห์กรรมเหมือนกัน ที่สําคัญท่านทั้งสามล้วนมีสาวกบารมีญาณที่บําเพ็ญมาเต็มเปี่ยมฝังอยู่ในจิตแล้ว จึงมีเหตุการณ์สําคัญๆ คอยกระตุ้นเตือนใจให้ออกบวช การสูญเสียภรรยาและบุตรอันเป็นที่รักยิ่งของท่านทั้งสามนั้นเป็นปัจจัยสําคัญ ทําให้ต่างได้ออกบวชประพฤติธรรมเพื่อความหลุดพ้น ซึ่งในกาลต่อมาท่านทั้งสามต่างก็ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน และได้น้อมกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ของหลวงปู่มั่น ทั้งได้ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา จนเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญที่มีชื่อเสียงของวงกรรมฐาน

โดยประวัติหลวงปู่กินรี ขณะเป็นฆราวาส บันทึกไว้ดังนี้

“หลังจากอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ไม่นาน ท่านก็ได้ลาสิกขา จากนั้นท่านก็ได้ประกอบอาชีพเป็นนายฮ้อยต้อนฝูงวัวควายไปขายยังต่างถิ่น ซึ่งเป็นอาชีพที่สมบุกสมบันและต้องทรหดอดทนเป็นอันมาก ด้วยความที่ท่านไม่มีประสบการณ์ในการเป็นนายฮ้อย เนื่องจากอยู่ในเพศบรรพชิตเป็นเวลานานตั้งแต่อายุได้ ๑๐ ปี จนกระทั่งลาสิกขาเมื่ออายุได้ ๒๐ ปีเศษ การประกอบอาชีพจึงไม่ราบรื่นและไม่ประสบผลสําเร็จมากนัก อาชีพเป็นนายฮ้อยวัวควายก็ขาดทุนอย่างหนัก ท่านจึงได้เลิก ในช่วงนั้นท่านก็ได้แต่งงานมีครอบครัว แต่ชีวิตครอบครัวของท่านก็ไม่ประสบผลสําเร็จอีก

ท่านได้เล่าถึงชีวิตครอบครัวของท่านในช่วงนั้นให้ลูกศิษย์ฟังว่า เพราะการกระทําของท่านที่ได้ไปพรากพ่อ แม่ ลูกวัวควาย ที่ขายไปในถิ่นต่างๆ ย่อมเป็นบาปอย่างมหันต์ ผลกรรมจึงย้อนตอบสนอง ให้ต้องสูญเสียภรรยา หลังจากคลอดบุตรได้ไม่นาน และได้สูญเสียลูกอันเป็นสุดที่รักซํ้าอีก เพราะทารกน้อยขาดนมจากผู้เป็นมารดา

หลังจากที่ท่านได้ผจญเวรกรรมในเพศฆราวาสมาได้หลายปี จนกระทั่งอายุครบเบญจเพส ความสูญเสียอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตดังกล่าวของท่าน ความทุกขเวทนา ความอาลัยอาวรณ์ ความโศกเศร้าทับถมทวีความทุกข์ให้มากยิ่งขึ้น บังเกิดเป็นกุศลปัจจัยผลักดันและบันดาลใจให้ท่านก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เป็นบรรพชิตในพระบวรพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง…”

ภาค ๒ ออกบวชเป็นพระมหานิกาย–ถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น

ออกบวชเป็นพระมหานิกาย

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อท่านกราบลาโยมบิดามารดาและลาครอบครัว ตลอดญาติพี่น้องของท่านออกบวช ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ นั้นเอง ท่านก็ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดบ้านตองโขบ ต.ตองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร อันเป็นวัดในฝ่ายมหานิกาย และเป็นวัดบ้าน โดยมีท่านพระอาจารย์โท เป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงปู่กงมา ท่านออกบวชพระภิกษุครั้งแรกในสังกัดมหานิกายเช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เมื่ออยู่ที่วัดบ้านตองโขบนั้น ท่านก็พยายามที่จะหาทางประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกต้องท่านตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ แต่ท่านยังไม่ได้พบครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงที่คอยเมตตาอบรมสั่งสอน และในขณะนั้นท่านก็ยังไม่รู้จักหลวงปู่มั่น เนื่องจากหลวงปู่มั่นท่านออกเที่ยวธุดงค์ไปตามป่า เขา ถํ้า เงื้อมผา พอเข้าพรรษาท่านจะย้ายที่จําพรรษาไปตามวัดป่า เสนาสนะป่าที่วิเวกเงียบสงัดทางภาคอีสาน และในระยะนั้นท่านยังไม่ได้ตั้งกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน เพื่อออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน และสร้างวัดป่ากรรมฐานตามจังหวัดต่างๆ ทางภาคอีสาน ดังนั้น ในสมัยที่หลวงปู่กงมาออกบวชใหม่ๆ นั้น วัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นทั้งในฝ่ายธรรมยุตและมหานิกายจึงยังมีจํานวนไม่มาก

การอยู่ในเพศบรรพชิตของหลวงปู่กงมาที่วัดบ้านตองโขบในขณะนั้น จึงไม่เป็นไปอย่างที่ท่านตั้งใจไว้ เพราะวัดที่ท่านบวชนั้นก็เป็นเหมือนวัดมหานิกายทั่วๆ ไป เป็นวัดบ้านที่ไม่ได้มีการประพฤติปฏิบัติอะไร นอกจากไม่มีครูบาอาจารย์พาประพฤติปฏิบัติแล้ว พระเณรภายในวัดก็ยังไม่อยู่ในศีลาจารวัตรที่เรียบร้อยงดงาม และไม่เคร่งครัดในหลักพระธรรมวินัย ท่านพักอยู่ที่วัดแห่งนี้ได้ไม่นานนัก ด้วยท่านมีความมุ่งมั่นปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ให้จงได้ ในที่สุดท่านก็ไม่อาจจะทนอยู่ต่อไปได้ ด้วยเหตุการณ์ดังนี้

มีอยู่คืนวันหนึ่ง ในขณะที่ท่านจําวัดอยู่รวมๆ กันในกุฏิ มีพระภิกษุรูปหนึ่งคาดว่าไปเที่ยวกลางคืนกลับมาดึก อาจจะเมามา ได้มาเหยียบตัวท่านอย่างแรงจนสะดุ้งตื่นขึ้น ท่านก็มีความขัดใจอย่างยิ่ง และท่านก็โดนเช่นนั้นหลายครั้ง จึงคิดว่าเราอาจจะอยู่วัดแห่งนี้ไม่ได้แล้ว และหากยังขืนทนอยู่ต่อไป อาจจะทําให้เกิดความผิดตามมาได้ ท่านจึงพยายามไต่ถามญาติโยมทั้งหลายว่ามีวัดไหนบ้างที่มีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็ได้รับคําแนะนําว่า วัดที่อยู่อีกฟากหนึ่งของภูพาน (ข้ามเทือกเขาภูพานไปทางจังหวัดกาฬสินธุ์) ชื่อว่า วัดบ้านบึงทวย เจ้าอาวาสชื่อว่า ท่านพระ-อาจารย์วานคํา เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ท่านจึงได้ชวนพระภิกษุบุญมี สหายของท่าน ออกจากวัดบ้านตองโขบ ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์วานคํา

หลวงปู่กงมาท่านให้ความเคารพเชื่อฟังในครูบาอาจารย์ ท่านพระอาจารย์วานคําจึงให้ความรัก ความเมตตาแก่ท่านเป็นพิเศษ ได้สอนให้ทําสมาธิตามวิธีของท่าน หลวงปู่กงมาท่านปฏิบัติตามแนวทางนี้อยู่ประมาณ ๑๐ เดือน แต่ก็มีข้อวัตรปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างที่ท่านไม่พอใจ คือ ในตอนคํ่าๆ พระจะต้องไปถอนหญ้า ถางป่า ตัดต้นไม้ ซึ่งท่านพระอาจารย์วานคําบอกว่า “เราทําอย่างนี้ มันก็ผิดวินัยอยู่ แต่จําต้องทํา”

พระวินัย คือ ศีล ๒๒๗ ผู้ที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ต้องเคารพและเคร่งครัดในพระวินัย การถอนหญ้า ถางป่า ตัดต้นไม้ ถือเป็นการผิดพระวินัยตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ใน ภูตคามสิกขาบท เป็นสิกขาบทเกี่ยวกับการตัดต้นไม้

สิกขาบทนี้ มีสาเหตุมาจากพวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีทําการก่อสร้าง จึงได้ตัดต้นไม้มาใช้ก่อสร้าง ซึ่งทําความเดือดร้อนแก่เทวดาผู้สถิตอยู่บนต้นไม้ เมื่อเทวดาได้รับความเดือดร้อน จึงได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลความทุกข์ของตน พระพุทธเจ้ารับสั่งให้ประชุมสงฆ์สอบถามหาสาเหตุ เมื่อภิกษุเหล่านั้นยอมรับว่าได้ทําเช่นนั้นจริง พระองค์ทรงติเตียนการกระทําเช่นนั้นแล้วทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามว่า “ภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะพรากภูตคาม”

ภูตคาม คือ พืชพันธุ์ ๕ ชนิด

(๑) พืชพันธุ์เกิดจากเหง้า เช่น ขมิ้น ขิง ว่านนํ้า ข่า แฝก แห้วหมู

(๒) พืชพันธุ์เกิดจากลําต้น เช่น ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นดีปลี ต้นมะเดื่อ ต้นมะขวิด

(๓) พืชพันธุ์เกิดจากตาหรือข้อ เช่น อ้อย ไม้ไผ่ ไม้อ้อ

(๔) พืชพันธุ์เกิดจากยอด เช่น ผักชีล้อม แมงลัก เถาหญ้านาง และ

(๕) พืชพันธุ์เกิดจากเมล็ด เช่น ถั่ว งา ข้าว

หลวงปู่กงมาท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เมื่อทราบว่าการปฏิบัติดังกล่าวผิดพระวินัยก็ไม่อยากจะทํา แต่ก็จําต้องทําด้วยความเกรงใจ และท่านยังไม่ได้รับธรรมที่สมควร จึงคิดรําพึงขึ้นมาในใจว่า “เราต้องการพ้นทุกข์ ต้องการธรรมที่สูงสุดในพระพุทธศาสนา แต่ยังไม่ได้พบเลยในเวลานี้ และการปฏิบัติในสํานักอาจารย์นี้ ยังไม่เป็นที่พอใจของเรา เรามิใช่บวชเพื่อประสงค์สิ่งอื่น เราต้องการพ้นทุกข์ แม้เราจะปฏิบัติตามอาจารย์อยู่เวลานี้ ก็ยังไม่เห็นธรรมที่พอใจเลย”

ฉะนั้น หลวงปู่กงมา ท่านจึงปรารถนาให้ได้พบครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงทางภาคปฏิบัติ ที่คอยเมตตาอบรมสั่งสอนทางธรรมอันเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ให้กับท่านต่อไป

ครูบาอาจารย์ภาคปฏิบัติจําเป็นและสําคัญมาก

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อเป็นพระบวชใหม่ ท่านเริ่มฝึกหัดปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจัง แต่ท่านอยู่ในสํานักของครูบาอาจารย์ที่ไม่สามารถสั่งสอนชี้นําให้ท่านพ้นทุกข์ได้ อีกทั้งพระเณรก็ไม่เคารพ และไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยถึง ๒ วัดติดต่อกัน แม้ว่าท่านเป็นพระบวชใหม่ แต่ท่านก็ยังไม่มีความรู้สึกท้อใจเลยแม้แต่น้อย ท่านก็ยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจเสาะหาครูบาอาจารย์ผู้ชี้แนะจนกว่าจะพบ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าภาคปฏิบัติอันเป็นภาคสําคัญของพระพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงทางภาคปฏิบัติจําเป็นและสําคัญมาก โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ปฏิบัติจิต ปฏิบัติธรรม ละเอียดเข้าเท่าไรๆ ครูอาจารย์นี่เป็นเหมือนแว่นเทียวนะ เหมือนแว่นส่องทางเทียว ท่านพูดคําไหน มันซึ้งๆ เข้าไป เพราะเป็นทางที่เราจะเดิน ที่จะก้าวไปตามท่าน ท่านรู้แล้ว ท่านเห็นแล้ว พูดตรงไหนไม่ผิดนี่ คนอื่นมาพูด พูดไม่รู้ เอาความจํามาพูด เอาความในฐานะเราเคยเป็นอาจารย์ มีอายุพรรษามาพูด มันเข้าความจริงไม่ได้นี่ ความจริงไม่ใช่ครู ไม่ใช่อาจารย์ ไม่ใช่อายุพรรษามากน้อย ความจริง คือ ความรู้จริงเห็นจริง จะเป็นขั้นใดก็ตามพูดได้เต็มปาก นี่สําคัญตรงนี้

เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์องค์ใดที่ท่านมีความชํานิชํานาญ ที่ท่านผ่านไปแล้วแย็บออกมา เรารู้ทันที จับปุ๊บๆ เลย มันถูกนี่ ไม่จับได้ยังไง เราหาที่ยึดอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่นท่านอาจารย์มั่นเป็นต้น แย็บออกมาเท่านั้นล่ะ ผึงเลย กิเลสขาดไปเลย ความสงสัยของเราที่เคยมีอยู่ในจุดนั้น ขาดสะบั้นไปเลย นี่ถึงขั้นหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือถึงขั้นช้างประจําควาญ มันประจําจริงๆ นะ

ผมเป็นมาแล้ว ใครมาสอน มาพูดสุ่มสี่สุ่มห้า มันดูถูกได้ภายในใจ หือ ภูมิจิตขนาดนี้มาสอนเราได้ แน่ะ คือมันไม่ยอมฟัง เหมือนมาลูบคลําให้เราดู แทนที่จะมาสอนเราให้ได้สติสตัง ให้มีทางเดินไป กลับมาลูบคลําเหมือนคนตาบอดให้เราดู ให้เราเห็น ก็แสดงว่าภูมิอย่างนี้ยังมากล้าสอนเราได้หรือ มันเป็นอยู่ภายในใจนะ พูดง่ายๆ ก็เรารู้แล้วนี่ เพียงพูดออกมาแค่นั้น ก็เห็นความผิดแล้วนี่ แล้วจะเอาอะไรมาสอนเราให้ยิ่งกว่านี้ได้

นี่เป็นในหลักธรรมชาติของจิต มันไปช่องเดียวของมันจริงๆ เวลาเข้าถึงขั้นละเอียดของธรรมแล้วมาสอนสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ผู้สอนต้องเป็นผู้มีภูมิเหนือนี้ หรือผู้มีภูมิเท่ากันพูดกันนี้ ก็เป็นเครื่องเสริมกัน เห็นด้วยกัน หาที่ค้านกันไม่ได้ เพราะรู้ด้วยกันเห็นด้วยกัน แต่ผู้ที่เหนือกว่า ท่านเหนือกว่าเรานี้ เปิดช่องให้เราเห็นทันทีๆ ยอมรับทันที ก้าวตามทันที นี่ภาคปฏิบัติ เหมือนกับว่าถอดจากจิตดวงนี้ใส่จิตดวงนี้ เรียนมามากน้อย มันก็เหมือนยาทั้งหีบทั้งตู้นั่นแหละ ยกกันมาทั้งหีบทั้งตู้ มาทุ่มใส่คนไข้ มันเกิดประโยชน์อะไร นอกจากทําให้คนไข้ตายเท่านั้น…”

หลวงปู่กงมาท่านออกบวชเพื่อต้องการความพ้นทุกข์อย่างแรงกล้า ท่านจึงเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงเช่นเดียวกับครูบาอาจารย์องค์สําคัญทั้งหลาย โดยในระยะนี้ท่านคอยเฝ้าติดตามฟังข่าวครูบาอาจารย์ที่ดี มีชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ตลอดคุณธรรมอย่างจิตใจจดจ่อ ซึ่งในสมัยนั้นครูบาอาจารย์ผู้ทรงภูมิจิตภูมิธรรม ทั้งมีน้อยมาก ทั้งเข้าถึงท่านได้ยาก และการติดตามข่าวดังกล่าวนั้นก็เป็นเรื่องยากมาก เพราะท่านมักอยู่ในถิ่นทุรกันดาร การคมนาคมเข้าไม่ถึง และท่านมักเดินธุดงค์ไปโดยไม่ติดถิ่นสถานที่ ไม่ติดญาติโยม ไม่ติดลาภสักการะ รวมทั้งการติดต่อสื่อสารก็เป็นไปได้โดยยาก เพราะยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารใดๆ ที่ทันสมัย

ประวัติของหลวงปู่กงมาในตอนนี้ มีความคล้ายคลึงกับประวัติของพระโมคคัลลาน์ และพระสารีบุตร ขณะทั้งสองเป็นปริพาชกอยู่ในสํานักของสัญชัยปริพาชก เมื่ออุปติสสปริพาชก หรือพระสารีบุตร ไปพบพระอัสสชิ หนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ ขณะออกเดินบิณฑบาตในอิริยาบถอันสํารวมงดงามมาก เห็นแล้วก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงเดินติดตามไปสนทนาธรรม พระอัสสชิได้บอกว่า ท่านเป็นพระบวชใหม่ เป็นศิษย์พระตถาคตเจ้า และก็ได้แสดงธรรมอันละเอียดลึกซึ้งโปรดไว้ว่า “ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้า ตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้”

อุปติสสปริพาชกฟังแล้วได้บรรลุพระโสดาบัน จึงนําธรรมที่พระอัสสชิแสดงไปบอกแก่โกลิตปริพาชก หรือ พระโมคคัลลาน์ ซึ่งเป็นสหายรัก จนได้บรรลุพระโสดาบันเช่นเดียวกัน จากนั้นทั้งสองตั้งใจไปเข้าเฝ้าองค์พระบรมศาสดา จึงกลับไปชวนสัญชัยปริพาชก แต่ได้รับการปฏิเสธ สุดท้ายทั้งสองพร้อมด้วยบริวารได้เข้าเฝ้าองค์พระบรมศาสดาและได้กราบถวายตัวเป็นพระสาวก โดยพระพุทธเจ้าทรงอุปสมบทให้ ซึ่งไม่นานทั้งสองก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และต่อมาทรงประทานตําแหน่งพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวาให้

หลวงปู่กงมา พระภิกษุหนุ่มฝ่ายมหานิกายผู้มุ่งมั่นต่อความพ้นทุกข์ ด้วยอํานาจวาสนาบารมีธรรมที่ท่านบําเพ็ญมาจนเต็มเปี่ยมแล้ว และด้วยสายบุญสายกรรมที่ในอดีตชาติที่ท่านเคยติดตามบําเพ็ญบุญบารมีร่วมกับหลวงปู่มั่นมาอย่างยาวนานหลายภพหลายชาติ จะอย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันชาตินี้เอง ท่านจะต้องได้พบกับครูบาอาจารย์ของท่าน คือ ได้พบกับหลวงปู่มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุคกึ่งพุทธกาล ได้เข้ากราบน้อมกายถวายชีวิตและจิตใจเป็นพระศิษย์ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นอย่างแน่นอน ด้วยหลวงปู่กงมาท่านมีความกระหายใคร่ที่จะพบครูบาอาจารย์โดยเร็วพลัน ในระยะนี้จิตใจของท่านจึงได้แต่เฝ้าคอยติดตามข่าวของครูบาอาจารย์ ผู้ที่จะมาเมตตาชี้แนะทางธรรมอันเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์แก่ท่านอย่างใจจดจ่อ ซึ่งท่านเฝ้ารอคอยได้ไม่นานนัก ก็ได้ยินข่าวอันเป็นสิริมงคลยิ่งสําหรับชีวิตแห่งการออกบวชของท่าน

ได้ยินกิตติศัพท์ท่านพระอาจารย์มั่นแล้วออกติดตาม

อยู่มาวันหนึ่ง ในหน้าแล้งปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านก็ได้ทราบข่าวว่า มีตาผ้าขาวคนหนึ่งชื่อ “จารย์เสน” ธุดงค์มาปักกลดอยู่ใกล้ๆ แถวๆ นั้น มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธาไปฟังเทศน์กันมาก ท่านก็เกิดความสนใจขึ้นมา เมื่อได้โอกาสจึงได้ไปหาตาผ้าขาวคนนั้น เมื่อได้พบแล้วก็เกิดความเลื่อมใส เพราะเห็นกิริยามารยาท ประกอบกับมีรัศมีผ่องใส ด้วยความที่ท่านเป็นนักปราชญ์มีปัญญาเฉลียวฉลาด ท่านย่อมทราบดีว่า ตาผ้าขาวนั้นจะต้องมีครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนมาเป็นแน่แท้ ท่านจึงได้ถามตาผ้าขาวไปว่า “ท่านมาจากสํานักไหน”

ตาผ้าขาวบอกว่า “มาจากสํานักท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต”

ท่านถามด้วยความสนใจต่อไปว่า “อยู่กับท่านมากี่ปี”

ตาผ้าขาวบอกว่า “๓ ปี”

และตาผ้าขาวได้อธิบายวิธีปฏิบัติกัมมัฏฐานแบบของท่านพระอาจารย์มั่นให้ฟัง แม้ท่านได้ยินเพียงเท่านั้น ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นองค์จริง เป็นด้วยอํานาจสายบุญสายกรรมที่ท่านเคยร่วมบําเพ็ญวาสนาบารมีธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นมา ท่านก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างจริงจังขึ้นมาทันที จึงถามต่อไปว่า “เวลานี้ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่ไหน”

ตาผ้าขาวตอบว่า “อยู่ที่บ้านสามผง ดงพระเนาว์ อ.วานรนิวาส (ปัจจุบันเป็น อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม)”

หลวงปู่กงมา พอท่านทราบที่พักของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็เกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้า จะออกติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นให้พบ ให้จงได้ อันเป็นความปรารถนาเช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ต้องการผู้ชี้นําทางธรรม และท่านก็ได้ลาตาผ้าขาวคนนั้นกลับวัด เมื่อกลับมาที่วัดแล้ว ท่านก็มาขอลาท่านพระอาจารย์วานคํา ท่านกราบเรียนถึงเจตนาที่จะขอออกติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น แต่ก็ไม่ได้รับการอนุญาต ท่านพระอาจารย์วานคําอยากจะรั้งตัวท่านให้อยู่ด้วย ด้วยเหตุผลประการต่างๆ ของท่าน และที่สําคัญหลวงปู่กงมาท่านเป็นพระหนุ่มที่มีความประพฤติดี มีมรรยาทเรียบร้อย และมีนิสัยขยันขันแข็ง จึงอยากให้ท่านได้อยู่ร่วมสํานัก แม้ท่านจะพากเพียรขออนุญาตตั้งหลายครั้ง ก็ไม่ได้รับการอนุญาตทุกครั้งไป

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์วานคํา ท่านมีกิจธุระไปอีกฟากภู (ข้างหนึ่งของภูพาน) จึงเป็นโอกาสของหลวงปู่กงมา ท่านจึงได้ชวนพระบุญมี สหายรักของท่าน พากันหนีออกจากวัดนั้นไป เพื่อออกติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น ท่านและพระบุญมีต้องเดินทางไกลบุกป่าฝ่าดง เผชิญความน่าหวาดกลัว เป็นเวลา ๒ วัน ก็ถึงเสนาสนะป่าบ้านสามผง ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งสถานที่แห่งนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นและคณะศิษย์ส่วนหนึ่งได้อยู่จําพรรษาตามคํากราบอาราธนานิมนต์ของท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก และ ท่านพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร ซึ่งท่านทั้งสองเป็นพระอุปัชฌาย์ฝ่ายมหานิกายที่มีชื่อเสียง ได้มาฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่นแล้วเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา

เสนาสนะป่าบ้านสามผง สมัยที่หลวงปู่กงมา ท่านเดินธุดงค์ไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งแรก ย่อมเป็นความรู้สึกประทับใจที่ไม่อาจลบเลือนในจิตใจได้ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับความรู้สึกของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ตลอดบรรดาครูบาอาจารย์อีกหลายองค์ซึ่งเดินธุดงค์ เพื่อเข้าไปกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ในครั้งแรก ในระยะใกล้เคียงกัน เพราะเสนาสนะป่าบ้านสามผงนั้นเป็นที่สัปปายะมาก มีสภาพเป็นป่าเป็นดง อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติของต้นไม้ใหญ่และชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้าย เป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยววิเวกเงียบสงัด ห่างไกลบ้านเรือนและผู้คน เหมาะกับใช้เป็นสถานที่บําเพ็ญภาวนาของผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสาร และมีความปรารถนาพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

เมื่อหลวงปู่กงมาท่านเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ ได้เห็นสภาพป่าดง เห็นความสัปปายะต่างๆ ของสถานที่ ได้เห็นเสนาสนะป่า ศาลา กุฏิกรรมฐาน ตลอดเห็นความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่ ท่านก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น ท่านย่อมรําพึงในใจด้วยความปีติซาบซึ้งใจเป็นอันมากว่า “นี่แหละ คือ สถานที่อยู่ ที่บําเพ็ญธรรมของผู้ที่จะมาเป็นครูบาอาจารย์สอนความพ้นทุกข์ให้กับเรา ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับในสมัยครั้งพุทธกาลที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอยู่รุกขมูล ทรงอยู่เสนาสนะป่าบําเพ็ญภาวนา และทรงพาพระสงฆ์สาวกดําเนินมา ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านตามรอยองค์พระบรมศาสดาอยู่บําเพ็ญภาวนาในสถานที่แห่งนี้ด้วยความเห็นภัยในวัฏสงสารจริงๆ”

กราบนมัสการและถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อท่านไปถึงเสนาสนะป่าบ้านสามผงแล้ว ท่านก็เดินมุ่งตรงไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อจะกราบเรียนความในใจให้ท่านทราบทุกประการ ท่านก็ได้เห็นท่านพระอาจารย์มั่นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งท่านกําลังอบรมให้โอวาทธรรมแก่พระภิกษุ สามเณร อยู่ ณ ที่ศาลากํามะลอมุงหญ้าคาหลังเล็กๆ หลวงปู่กงมารู้สึกว่า เมื่อได้มาเห็นภาพเช่นนั้นเข้า ก็ทําให้รู้สึกตื่นเต้น ดีใจ ระทึกใจ เหมือนกับเกิดปีติยินดี ตัวนี้รู้สึกชาไปหมด จึงไปนั่งรอพักอยู่ในที่แห่งหนึ่งใต้โคนต้นไม้ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นให้โอวาทธรรมจบลงแล้ว ท่านและพระบุญมี สหายของท่าน ก็ได้เข้าไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยท่านมีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มาก จึงขอน้อมมอบกายถวายชีวิต หวังพึ่งเป็นพึ่งตาย ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น

การพบกันครั้งแรกของอาจารย์และศิษย์องค์สําคัญ ผู้ซึ่งจะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญอีกองค์หนึ่ง ท่านพระอาจารย์มั่น ขณะนั้นท่านอยู่ในวัยกลางคนแล้ว อายุได้ ๕๖ ปี ส่วนหลวงปู่กงมา ขณะนั้นท่านเป็นพระภิกษุหนุ่มอายุย่างเข้า ๒๖ ปี หลวงปู่กงมาเมื่อได้เห็นท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งแรกก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาทันที ยิ่งเมื่อท่านถูกทักวาระจิตอย่างถูกต้องแม่นยําราวกับตาเห็น ก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใส และยิ่งยอมสยบในภูมิจิตภูมิธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น ดังนี้

ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อเห็นหลวงปู่กงมาและพระบุญมีแล้ว ก็ได้ให้พระศิษย์ไปตามและพาขึ้นมาบนศาลา ด้วยท่านทราบเจตนาความในใจของท่านทั้งสองด้วยญาณภายในอันแจ่มชัดอยู่แล้ว จึงทักบอกไปว่า “นั่น พระแขกมาแล้ว และทั้งสองมีความตั้งใจองค์หนึ่ง อีกองค์หนึ่งเพียงแต่ตามมาเท่านั้น” ทั้งสองถึงกับตกตะลึงและอัศจรรย์ใจไปตามๆ กัน ท่านพระอาจารย์มั่นท่านมักทักทายพระศิษย์องค์สําคัญๆ ที่เดินธุดงค์มากราบนมัสการท่านในครั้งแรกเช่นนี้เสมอๆ

ด้วยในระยะนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นทรงอริยภูมิขั้นของพระอนาคามีมานานสิบกว่าปีแล้ว ทั้งมีอภิญญา ตลอดความรู้ภายใน และมีปรจิตตวิชาอันรวดเร็ว ท่านปฏิบัติเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดมาเช่นไร ท่านก็สอนเช่นนั้น เมื่อทั้งสองกราบนมัสการและนั่งลงแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นท่านทราบเจตนาการออกบวชเพื่อความหลุดพ้นของหลวงปู่กงมาเป็นอย่างดี พร้อมที่จะรับการอบรมสั่งสอน ท่านจึงสอนกัมมัฏฐานให้เลยทันที โดยไม่ต้องรอคอยเวลา พร้อมทั้งสั่งให้หลวงปู่กงมาไปอยู่ในป่าองค์เดียวตามลําพังที่กุฏิหลังหนึ่งที่ไกลและเปล่าเปลี่ยวที่สุด เพื่อเป็นการทดสอบจิตใจในเบื้องต้น และเป็นการสั่งสอนภาคปฏิบัติ การธุดงค์อยู่บําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขา หรือรุกฺขมูลเสนาสนํฯ ตามอริยปฏิบัติขององค์พระบรมศาสดาและบรรดาพระอรหันตสาวก ซึ่งท่านปฏิบัติอยู่ในสถานที่เช่นนั้นจนได้ผลดีมาแล้ว ให้หลวงปู่กงมาทันทีนับตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง ส่วนพระบุญมีสหายรักของท่านได้อําลากลับไปวัดบ้านบึงทวยตามเดิม

องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้บันทึกการสอนเรื่องนี้ของท่านพระอาจารย์มั่น ไว้ดังนี้

“พระที่ไปศึกษาอบรมกับท่านต้องเป็นพระที่เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว ทั้งความสละเป็นสละตายต่อการประกอบความพากเพียรในสถานที่ต่างๆ ซึ่งไม่เป็นที่แน่ใจและอาจมีภัยรอบด้าน ทั้งสละทิฐิมานะ ความถือตัวว่ามีราคาค่างวด ซึ่งอวดรู้อวดฉลาดอยู่ภายใน และสละทิฐิมานะต่อหมู่ต่อคณะ ประหนึ่งเป็นอวัยวะอันเดียวกัน จิตใจถึงจะมีความสงบสุข การประกอบความเพียรก็ดี เกิดสมาธิได้เร็ว ไม่มีนิวรณ์มาขัดขวางถ่วงใจ

ใจที่ถูกบังคับให้อยู่ในวงจํากัด เช่น สถานที่กลัวๆ อาหารมีน้อย ฝืดเคืองด้วยปัจจัย สติกํากับใจไม่ลดละ คิดอ่านเรื่องอะไรมีสติคอยสะกิดบังคับอยู่เสมอ ย่อมเข้าสู่ความสงบได้เร็วกว่าเท่าที่ควรจะเป็น เพราะข้างนอกก็มีภัย ข้างในก็มีสติคอยบังคับขู่เข็ญ จิตซึ่งเปรียบเหมือนนักโทษก็ยอมตัวไม่คึกคะนอง นอกจากนั้น ยังมีอาจารย์คอยใส่ปัญหาเวลาจิตคิดออกนอกลู่นอกทางอีกด้วย จิตซึ่งถูกบังคับด้วยเครื่องทรมานอยู่ตลอดเวลาทั้งข้างนอกข้างใน ย่อมกลายเป็นจิตที่ดีขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน คือ กลางคืนซึ่งเป็นเวลากลัวๆ เจ้าของก็บังคับให้ออกเดินจงกรมแข่งกับความกลัว ทางไหนจะแพ้จะชนะ ถ้าความกลัวแพ้ ใจก็เกิดความอาจหาญขึ้นมาและรวมสงบลงได้ ถ้าใจแพ้ สิ่งที่แสดงขึ้นมาในเวลานั้นก็คือ ความกลัวอย่างหนักนั่นเอง

ฤทธิ์ของความกลัว คือ ทั้งหนาวทั้งร้อน ทั้งปวดหนักปวดเบา ทั้งเหมือนจะเป็นไข้ หายใจไม่สะดวกแบบคนจะตายเราดีๆ นี่เอง เครื่องส่งเสริมความกลัว คือ เสียงเสือกระหึ่มๆ อยู่ตามชายเขาบ้าง ไหล่เขาบ้าง หลังเขาบ้าง พื้นราบบ้าง จะกระหึ่มอยู่ที่ไหนทิศใดก็ตาม ใจจะไม่คํานึงทิศทางเลย แต่จะคํานึงอย่างเดียวว่า เสือจะตรงมากินพระองค์เดียวที่กําลังเดินจงกรมด้วยความกลัวตัวสั่นไม่เป็นท่าอยู่นี้เท่านั้น

แผ่นดินกว้างใหญ่ขนาดไหน ไม่ได้นึกว่า เสือเป็นสัตว์มีเท้าจะเที่ยวไปที่อื่นๆ แต่คิดอย่างเดียวว่า เสือจะตรงมาที่ที่มีบริเวณแคบๆ เล็กๆ นิดเดียว ซึ่งพระขี้ขลาดกําลังเดินวุ่นวายอยู่ด้วยความกลัวนี้แห่งเดียว การภาวนาไม่ทราบว่าไปถึงไหน มิได้คิดคํานึง เพราะลืมไปหมด ที่จดจ่อที่สุดก็คือ คําบริกรรมโดยไม่รู้สึกตัว ว่าได้บริกรรมว่า เสือจะมาที่นี่ เสือจะมาที่นี่ อย่างเดียวเท่านั้น จิตก็ยิ่งกําเริบด้วยความกลัว เพราะการส่งเสริมด้วยคําบริกรรมแบบโลกแตก ธรรมก็เตรียมจะแตก หากบังเอิญเสือเกิดหลงป่าเดินเปะปะมาที่นั้นจริงๆ ลักษณะนี้อย่างน้อย ก็ยืนตัวแข็งไม่มีสติมากกว่านั้นเป็นอะไรไปเลยไม่มีทางแก้ไข

นี่คือการตั้งจิตไว้ผิดธรรม ผลจะแสดงความเสียหายขึ้นมาตามขนาดที่ผู้นั้นพาให้เป็นไป ทางที่ถูกที่ท่านสอนให้ตั้งหลักใจไว้กับธรรม จะเป็นมรณัสสติ หรือธรรมบทใดบทหนึ่งในขณะนั้น ไม่ให้ส่งจิตปรุงออกไปนําเอาอารมณ์ที่เป็นภัยเข้ามาหลอกตัวเอง เป็นกับตายก็ตั้งจิตไว้กับธรรมที่เคยบริกรรมอยู่เท่านั้น จิตเมื่อมีธรรมเป็นเครื่องยึดจะไม่เสียหลัก และจะตั้งตัวได้ในขณะที่ทั้งกลัวๆ นั่นแล จะกลายเป็นจิตที่อาจหาญขึ้นมาในขณะนั้นอย่างอัศจรรย์ที่บอกไม่ถูก

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านสอนให้ตั้งหลักด้วยความเสียสละทุกสิ่งบรรดามีอยู่กับตัว คือ ร่างกาย จิตใจ แต่มิให้สละธรรมที่ตนปฏิบัติหรือบริกรรมอยู่ในขณะนั้น จะเป็นอะไรก็ปล่อยให้เป็นไปตามคติธรรมดา เกิดแล้วต้องตาย จะเป็นคนขวางโลกไม่ยอมตายไม่ได้ ผิดคติธรรมดา ไม่มีความจริงใดๆ มาชมเชยคนผู้มีความคิดขวางโลกเช่นนั้น ท่านสอนให้เด็ดเดี่ยวอาจหาญ ไม่ให้สะทกสะท้านต่อความตาย เกี่ยวกับสถานที่ที่จะไปบําเพ็ญเพื่อหาความดีใส่ตัว ดงหนาป่ารกชัฏมีสัตว์เสือชุมเท่าไร ยิ่งสอนให้ไปอยู่ โดยให้เหตุผลว่า

ที่นั้นแลจะได้กําลังใจทางสมาธิ ปัญญา เสือจะได้ช่วยให้ธรรมเกิดในใจได้บ้าง เพราะคนเราเมื่อไม่กลัวพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า แต่กลัวเสือและเชื่อเสือว่าเป็นสัตว์ดุร้ายจะมาคาบเอาไปเป็นอาหาร และช่วยไล่ตะล่อมจิตเข้าสู่ธรรมให้ก็ยังดี จะได้กลัวและตั้งใจภาวนาจนเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรมแล้วก็เชื่อพระพุทธเจ้าและเชื่อพระธรรมไปเอง เมื่อเข้าสู่ที่คับขันแล้ว จิตไม่เคยเป็นสมาธิก็จะเป็น ไม่เคยเป็นปัญญาก็จะเป็นในที่เช่นนั้นแล

ใจไม่มีอะไรบังคับบ้าง มันขี้เกียจและตั้งหน้าสั่งสมแต่กิเลสพอกพูนใจ แทบจะหาบหามไปไม่ไหว ไปให้เสือช่วยหาบขนกิเลสตัวขี้เกียจ ตัวเพลิดเพลินจนลืมตัวลืมตายออกเสียบ้าง จะได้หายเมาและเบาลง ยืน เดิน นั่ง นอนจะไม่พะรุงพะรังไปด้วยกิเลสประเภทไม่เคยลงจากบนบ่า คือหัวใจคน ที่ใดกิเลสกลัว ท่านสอนให้ไปที่นั้น แต่ที่ที่กิเลสไม่กลัว อย่าไป เดี๋ยวเกิดเรื่อง ไม่ได้ความแปลกและอัศจรรย์อะไรเลย นอกจากกิเลสจะพาสร้างความฉิบหายใส่ตัวจนมองไม่เห็นบุญบาปเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าชมเชย

ท่านให้ความมั่นใจแก่นักปฏิบัติว่า สถานที่ที่ไม่มีสิ่งบังคับบ้าง ทําความเพียรไม่ดี จิตลงสู่ความสงบได้ยาก แต่สถานที่ที่เต็มไปด้วยความระเวียงระวังภัย ทําความเพียรได้ผลดี ใจก็ไม่ค่อยปราศจากสติ ซึ่งเป็นทางเดินของความเพียรอยู่ในตัวอยู่แล้ว ผู้หวังความพ้นทุกข์โดยชอบจึงไม่ควรกลัวความตายในที่ๆ น่ากลัว มีในป่าในเขาที่เข้าใจว่าเป็นสถานที่น่ากลัว เป็นต้น เวลาเข้าสู่ที่คับขันจริงๆ ขอให้ใจอยู่กับธรรม ไม่ส่งออกนอกกายนอกใจ ซึ่งเป็นที่สถิตอยู่ของธรรม ความปลอดภัยและกําลังใจทุกด้านที่จะพึงได้ในเวลานั้น จะเป็นสิ่งที่ยอมรับกันไปในตัว อย่างไรก็ไม่ตาย ถ้าไม่ถึงกาลตามกรรมนิยม แทนที่จะตายดังความคาดหมายที่ด้นเดาไว้ ท่านเคยว่า ท่านได้กําลังใจในที่เช่นนั้นแทบทั้งนั้น จึงชอบสั่งสอนหมู่เพื่อนให้มีใจมุ่งมั่นต่อธรรมในที่คับขันจะสมหวังในไม่ช้าเลย”

ตามปรกติการสอนกรรมฐานของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะเน้นการทําความสงบใจก่อน หรือทํา “สัมมาสมาธิ” ก่อน จึงยกขึ้นสู่วิปัสสนา อันเป็นไปตามหลักสมถ–วิปัสสนากรรมฐาน โดยการใช้คําบริกรรม “พุทโธ” หรือพุทธานุสติ อันเป็นกรรมฐานสําคัญของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และเป็นหนึ่งในกรรมฐาน ๔๐ ห้องที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเมตตาประทานไว้ ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นมักนํามาสั่งสอนพระศิษย์ หลวงปู่กงมาท่านก็ได้รับการสั่งสอนเช่นนี้มา ซึ่งท่านก็ใช้คําบริกรรม “พุทโธ” เป็นคําบริกรรมประจําใจเรื่อยมา และในกาลต่อมาท่านก็ได้นํามาสั่งสอนลูกศิษย์ให้ฝึกหัดภาวนาพุทโธ

ท่านพระอาจารย์มั่นยืนยันมรรค ผล นิพพานว่ามีอยู่จริง

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อท่านได้รับฟังโอวาทธรรมครั้งแรกของท่านพระอาจารย์มั่น ทําให้ท่านเกิดความปีติซาบซึ้งใจเป็นอันมาก จึงได้เริ่มต้นเร่งขวนขวายทําความเพียรอย่างหนัก ให้สมกับเจตนาที่ออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์ และให้สมกับความปรารถนาที่ได้ออกเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นองค์เลิศเลอแห่งยุคจนพบ ท่านได้เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาอย่างเต็มกําลังสุดความสามารถ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่เห็นแก่การพักผ่อนนอนหลับ

สําหรับกุฏิที่พักของท่านก็อาศัยในกระต๊อบหลังเล็กๆ หลังหนึ่งในป่าดงพระเนาว์ เป็นที่พัก เป็นที่เก็บบริขาร ซึ่งป่าแห่งนี้เป็นป่าดงใหญ่ เต็มไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ดุร้ายต่างๆ เช่น ช้าง เสือ หมี วัวกระทิง งูเห่า งูจงอาง ซึ่งล้วนเป็นสัตว์ดุร้าย อีกทั้งยังเป็นดงไข้ป่ามาลาเรีย ณ สถานที่แห่งนั้น หากผู้ใดอยู่โดยไม่ระมัดระวังตัวแล้ว เมื่อป่วยเป็นไข้ป่ามาลาเรียมีโอกาสตาย ด้วยทางการแพทย์สมัยนั้นยังไม่เจริญและหยูกยารักษาก็หาได้ยาก แต่ก็คุ้มค่ามาก เพราะเป็นสถานที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญธรรมอย่างแท้จริง

ท่านพระอาจารย์มั่น นอกจากท่านให้โอวาทธรรมสั่งสอนทางภาคปฏิบัติ ซึ่งตรงกับความตั้งใจของหลวงปู่กงมาที่สมบุกสมบันเดินทางไกลมาน้อมกราบถวายตัวเป็นศิษย์แล้ว ท่านยังยืนยันมรรค ผล นิพพานว่ามีอยู่จริง ก็ยิ่งทําให้ตรงกับความตั้งใจออกบวชของหลวงปู่กงมาที่ต้องการความพ้นทุกข์ ซึ่งสมัยนั้นส่วนใหญ่เข้าใจผิดเรื่องมรรค ผล นิพพาน ว่าหมดเขตหมดสมัยไปนานแล้ว โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แต่ละพระองค์ ปรากฏว่า ได้ทําประโยชน์แก่โลกมากมายจนคณนานับไม่ได้ ทรงสั่งสอนสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ไปได้ไม่มีประมาณ ขณะที่ยังทรงพระชนม์อยู่ก็มีจํานวนมากมายที่ได้รับแสงธรรมจากพระองค์ นอกจากนั้นพระโอวาทก็ยังเป็นแนวทางอันถูกต้องดีงามเรื่อยมา เพื่อบรรดาผู้ที่นับถือได้น้อมรับไว้และได้นําไปประพฤติปฏิบัติตาม ดังเราทั้งหลายปฏิบัติบําเพ็ญอยู่เวลานี้

อย่าเข้าใจว่า “พระพุทธเจ้า เสด็จเข้าปรินิพพานไปนานแล้ว มรรค ผล นิพพาน หมดเขตหมดสมัยไปแล้ว” นั้นเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งมีฝังใจอยู่แทบทุกคน โดยไม่ทราบว่าเป็นความคิดผิด และตัดทอนผลประโยชน์ของตัว อันจะพึงได้พึงถึงจากการประพฤติการปฏิบัติตามศาสนา อันเป็น “สวากขาตธรรม” มาดั้งเดิม

ถ้าคิดว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานแล้วนั้น เป็นไปตามกาลตามสมัยธรรมดา ก็ไม่มีความผิดและเสียหายอะไร แต่สําคัญที่ว่า “พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานแล้ว” เหมือนกับการรื้อถอนเอาศาสนธรรมไปด้วยหมด ทั้งฝ่ายมรรค ฝ่ายผล ยังเหลือแต่ชื่อคัมภีร์ใบลานและตัวหนังสือเท่านั้น ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ความคิดในลักษณะนี้จึงเป็นความคิดที่ผิด

ก่อนที่จะเสด็จปรินิพพาน พระองค์ก็ได้ประทานพระโอวาทไว้กับพระอานนท์ ตอนที่พระอานนท์ไปทูลถามท่านว่า “เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วนานเท่าใด มรรค ผล นิพพาน จึงจะหมดเขตหมดสมัย” ท่านรับสั่งเฉียบขาดเผ็ดร้อนว่า “อานนท์ถามทําไม? โอวาททั้งหมดที่เราตถาคตสั่งสอนไว้แล้วเพื่อมรรค ผล นิพพาน ทั้งนั้น เราไม่ได้เอามรรค ผล นิพพาน ของใครทั้งสิ้นไป นอกจากตัวของเราเองเท่านั้นที่เราชําระบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว อันเป็นสมบัติของเราโดยเฉพาะเพียงเท่านั้น นอกนั้นไม่มีอะไรบกพร่อง หากผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมยังมีอยู่ พระอรหันต์ไม่สิ้นไปจากโลก อานนท์อย่าสงสัย” นั่น “พระธรรมวินัยนั้นแล จะเป็นครูเป็นอาจารย์แทนเราตถาคต เมื่อเราปรินิพพานไปแล้ว” นั่น ฟังดูซี นี่เป็นหลักธรรมสําคัญมาก

เพราะฉะนั้น การปรินิพพานจึงเป็นเรื่องของพระองค์โดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับเรื่อง มรรค ผล นิพพาน ที่พระองค์จะทรงรื้อถอนไปหมด ดังที่ส่วนมากเข้าใจกัน เช่น เข้าใจว่าศาสนาล่วงไปนานแล้ว เวลานี้ มรรค ผล นิพพาน หมดไปแล้ว ใครปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเพียงใด ก็ไม่มีหวังได้รับ มรรค ผล นิพพาน เป็นเครื่องตอบสนอง การคิดเช่นนั้นเป็นความเข้าใจผิด

ความจริงศาสนาล่วงไปไหน พระโอวาทยังมีอยู่ทุกบททุกบาทโดยสมบูรณ์ ความบกพร่องก็คือ การปฏิบัติตามเท่านั้น ที่พาให้เป็นผู้บกพร่อง แม้จะสมบูรณ์ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตาม เป็นสําคัญกว่า สถานที่ กาลเวลา การที่ศาสนธรรมจะบกพร่อง เพราะการปรินิพพานของพระพุทธเจ้านั้นไม่ปรากฏ นอกจากพระโอวาทที่พระองค์ประทานด้วยพระองค์เองจากพระโอษฐ์ เมื่อปรินิพพานแล้วก็ยุติ “พุทธภาระ” ในส่วนนั้นทั้งหมด ก็หมดไป ผู้ที่ควรจะได้รับประโยชน์ในระยะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ก็เป็นอันว่าผ่านไป เพราะสุดวิสัยที่จะทรงแสดงได้เหมือนขณะยังทรงพระชนม์อยู่ แต่พระโอวาทที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วเพื่อ มรรค ผล นิพพาน โดยตรงนั้น ไม่มีอะไรบกพร่อง หรือขาดหายไปกับการปรินิพพานของพระองค์เลย ศาสนธรรมยังคงเส้นคงวาเรื่อยมาตลอดปัจจุบันนี้”

พ.ศ. ๒๔๖๙ บรรลุพระโสดาบัน

ปฏิปทาการพาดําเนินของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง และเป็นไปตามหลักพระธรรมวินัยไม่มีความคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย จนท่านได้รับความก้าวหน้าทางธรรมและทางด้านจิตใจมาแล้ว ฉะนั้น การสอนของท่าน จึงสอนแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานตามที่ท่านดําเนินมาอย่างเข้มข้นชนิดเอาตายเข้าแลก สอนอย่างเน้นหนักเข้มข้น และเข้มงวดกวดขันพระเณรที่เข้ามาศึกษาอบรมในสํานักเป็นอันมาก โดยสอนเน้นให้เคร่งครัดปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร สอนให้ทําข้อวัตรปฏิบัติ สอนการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา สอนอปัณณกปฏิปทา สอนการดูแลรักษาเครื่องอัฐบริขาร อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ฯลฯ เหล่านี้องค์ท่านล้วนปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ พอได้มาอยู่ในป่าดงพระเนาว์ ใกล้สํานักท่านพระอาจารย์มั่น ได้เห็น ได้สัมผัสก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก และได้ดําเนินตามปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด

หลังจากที่หลวงปู่กงมา ท่านได้เร่งบําเพ็ญความเพียรธรรมฝ่ายเหตุ ตามอุบายวิธีที่ได้รับการอบรมชี้แนะจากท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเอาจริงเอาจังและต่อเนื่องสมํ่าเสมอมาโดยลําดับ จิตใจของท่านนับวันก็แน่นหนามั่นคง ทําให้เกิดสมาธิธรรม เกิดความปีติเยือกเย็นใจลึกซึ้งเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน ด้วยภาคปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนาจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงคอยเมตตาชี้แนะ ดังนั้น การบําเพ็ญสมณธรรมของท่านในครั้งนี้ จึงแตกต่างจากเดิมที่ท่านเคยบําเพ็ญมาโดยยังไม่ได้พบกับครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงอย่างสิ้นเชิง และความเพียรของท่านนั้นกําลังจะนําไปสู่ธรรมฝ่ายผล คือ จิตของท่านเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก และก็เป็นไปเพื่อเข้าสู่อริยธรรมเบื้องต้นอันยิ่งใหญ่โดยไม่หยุดยั้ง

ท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นพระอาจารย์ กับ หลวงปู่กงมา ผู้เป็นศิษย์ ต่างฝ่ายต่างมีความตั้งใจทางภาคปฏิบัติ เพื่ออริยสัจธรรมและเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ฝ่ายอาจารย์ก็ทุ่มเทตั้งใจอบรมสั่งสอนศิษย์อย่างเต็มที่ ฝ่ายศิษย์ก็ทุ่มเทตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามคําสั่งสอนของอาจารย์อย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน ประดุจควาญประจําช้างกันจริงๆ หลวงปู่กงมาท่านจะเข้าไปกราบเรียนปรึกษาปัญหาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นครูบาอาจารย์ สัปดาห์ละ ๒ ครั้ง เป็นประจํามิได้ขาด แล้วกลับไปอยู่ในป่าดงพระเนาว์องค์เดียวตามลําพัง เพื่อเร่งทําความเพียรต่อไป ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเองก็ได้เมตตาอนุเคราะห์ชี้แนะแก้ไขให้เกิดศรัทธาอย่างไม่มีลดละ ทั้งสอนให้ท่านออกพิจารณาทางด้านปัญญา พิจารณาในกองสังขารร่างกาย ทําให้ท่านมีกําลังใจเป็นอันมาก เกิดความมุมานะบากบั่นทําความเพียรอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ในชีวิต

วันหนึ่งหลวงปู่กงมาท่านไปนั่งสมาธิภาวนาอยู่ใต้โคนต้นไม้ พอจะพลบคํ่า ยุงได้มากันใหญ่ แต่พอดีกับท่านกําลังได้รับความรู้ภายในอันแจ่มแจ้งน่าอัศจรรย์ จึงไม่ยอมลุกจากที่นั่ง ท่านได้นั่งสมาธิภาวนาต่อไป ยุงได้มารุมกัดท่านอย่างมหาศาล และยุงที่นี่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นยุงอันตรายทั้งนั้น เพราะมันมีเชื้อมาลาเรีย แต่ท่านก็ไม่คํานึงถึงความเป็นความตายเลย ท่านจึงตัดสินใจยอมสละชีวิต อธิษฐานจิตให้ตาย ไม่ยอมลุก เพื่อมุ่งอยู่แต่ความรู้แจ้งเห็นจริงที่กําลังจะได้เสวยอยู่ในขณะนั้น

เหตุการณ์สําคัญในคืนวันนั้น ท่านถือเนสัชชิก นั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่ง ท่านพิจารณากายจนบรรลุพระโสดาบัน หลวงปู่กงมาท่านเล่าไว้ดังนี้

“เราได้ยอมสละแล้วซึ่งชีวิตนี้ เราต้องการรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมอันท่านพระอาจารย์มั่นได้แนะนําให้ ในการนั่งครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งพิเศษมาก เพราะมันเกิดความสว่างไสวอย่างไม่มีอะไรมาปิดบัง เราลืมตาก็ไม่สว่างเท่า ดูมันทะลุปรุโปร่งไปหมด ภูเขาป่าไม้ไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้เลย และมันเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นแก่เรา แม้จะพิจารณากายสังขารก็แจ้งกระจ่างไปหมด จะนับกระดูกกี่ท่อนก็ได้ เกิดความสังเวชสลดจิตยิ่งนัก หวนคิดไปถึงพระคุณของท่านพระอาจารย์มั่นว่าเหลือล้นพ้นประมาณ คิดว่าถ้าเราไม่ได้พบท่านพระอาจารย์มั่น เหตุไฉนเราจะได้เป็นเช่นนี้หนอ

ท่านได้นั่งสมาธิจนรุ่งสว่าง พอออกจากสมาธิ ปรากฏว่าเลือดของยุงที่กัดท่านหยดเต็มผ้านิสีทนะ (ผ้าปูนั่ง) เต็มไปหมด พอท่านลุกขึ้นมาตัวเบา แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ายุงเหล่านี้มีพิษสงร้ายนัก แต่ท่านก็ไม่อนาทรร้อนใจ เพราะที่ท่านได้รับธรรมนั้นวิเศษนักแล้ว แต่ท่านก็หาได้จับไข้หรือเป็นมาลาเรียเลย นับเป็นสิ่งอัศจรรย์อยู่มากทีเดียว”

หลวงปู่กงมาได้รับการอบรมสั่งสอนธรรมปฏิบัติด้วยวิธีการต่างๆ จากท่านพระอาจารย์มั่น แล้วนํามาปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ปรากฏว่า ในเวลาไม่นาน ท่านได้รับผลแห่งการปฏิบัติจนเป็นที่ภาคภูมิใจเป็นอันมาก ทําให้เกิดกําลังใจและมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติต่อไป ด้วยเหตุที่ได้ประจักษ์แก่ใจแล้วว่า “พระสัจธรรมมีจริง สร้างความสุข หนีทุกข์ได้จริง” ประสบการณ์ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ อันเป็นปีแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ท่านก็ได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสไว้แล้ว ท่านเล่าไว้ว่า “ความรู้สึกในจิตขณะนั้นรู้ว่า พระพุทธเจ้าท่านวิเศษเหลือเกิน ความเชื่อและศรัทธาอันยิ่งยวดนี้ จึงปรารภความเพียรอย่างอาจหาญ เพราะการอยู่ป่าเปลี่ยวคนเดียวเช่นนี้ ย่อมมีความหวาดกลัวอย่างยิ่ง เพราะมีอันตรายรอบด้าน”

ในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ตามประวัติของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ ท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นพระโสดาบัน จากการถือเนสัชชิก ด้วยอิริยาบถนั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่ง

การนั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่ง ต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญมาก ต้องยอมสละชีวิตเพื่อธรรม หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร ท่านก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่นั่งตลอดรุ่ง และท่านได้มีโอกาสไปศึกษาธรรมกับองค์หลวงตาพระมหาบัว ถึงการทําความเพียร ด้วยการนั่งตลอดคืนยังรุ่ง ท่านเล่าไว้ดังนี้

หลวงปู่มหาบัว ท่านก็ว่า ผู้ที่จะนั่งตลอดคืนยังรุ่งได้นั้น จะต้องเป็นผู้มีศรัทธา ความเชื่อมั่น และบําเพ็ญมรรค เผากิเลสกับกายอย่างหนักมาแล้วเป็นเดือน ๒ เดือน ๓ เดือน นั่นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง จิตของผู้นั้นรวมลงสู่อุปจารสมาธิได้ ก็สามารถนั่งคืนยังรุ่งได้ เพราะอํานาจของสมาธินั้นจะไปปราบกิเลสและธาตุขันธ์ไม่ให้มีเวทนาเกิดขึ้น นั่นแหละ ๒ ประการ ถ้าทําได้ก็ดีมาก ท่านว่า”

หลวงปู่กงมา นับเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นองค์หนึ่งที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมาก ท่านทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด โดยการนั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่งตั้งแต่ออกบวชพรรษาไม่มาก ผลจากการบําเพ็ญธรรมในคืนวันสําคัญจากการนั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่ง นับเป็นปฐมฤกษ์ เป็นปฐมอริยภูมิของหลวงปู่กงมา ตามปรกติท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นครูบาอาจารย์มาก แต่ภูมิของพระโสดาบันที่ได้บรรลุนั้น ทําให้ท่านเกิดความอิ่มเอิบยินดีเป็นอันมาก

ในวันรุ่งขึ้น หลวงปู่กงมา ท่านจึงได้เข้าไปกราบและนําไปเล่าถวายท่านพระอาจารย์มั่นตามความเป็นจริงของธรรมที่เกิดขึ้นอย่างองอาจกล้าหาญ ตรงไปตรงมาทุกประการ ซึ่งตามธรรมดาของครูบาอาจารย์ย่อมยินดีกับผลการปฏิบัติของศิษย์ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นฟังแล้ว ท่านย่อมปลื้มใจ ภูมิใจกับศิษย์องค์นี้มาก และท่านก็ได้ยกย่องสรรเสริญหลวงปู่กงมาในท่ามกลางพระสงฆ์ทั้งหลายที่มาประชุมกัน โดยท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดขึ้นว่า

“ท่านกงมานี้สําคัญนัก แม้จะเป็นพระที่มาใหม่ แต่บารมีแก่กล้ามาก ทําความเพียรหาตัวจับยาก สู้เสียสละให้ยุงกินได้ตลอดคืน ควรจะเป็นตัวอย่างแก่ผู้ตั้งใจปฏิบัติทั้งหลาย”

ท่านพระอาจารย์มั่น ตามปรกติแล้วท่านจะไม่กล่าวชมใครง่ายๆ แต่ในวันนั้นท่านได้ชมหลวงปู่กงมา พร้อมทั้งแสดงถึงมหาสติปัฏฐาน โดยเฉพาะกายานุปัสสนาสติปัฏฐานให้ฟังอย่างละเอียดแจ่มแจ้ง เพื่อให้หลวงปู่กงมาจะได้มีแนวทางการปฏิบัติในธรรมขั้นสูงต่อไป

ท่านเป็นหนึ่งในโพธิ์ธรรมของหลวงปู่มั่น

หลังจากที่หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ได้รับโอวาทธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และผลการปฏิบัติธรรมของท่านในระยะเวลาไม่นาน ก็ได้บรรลุธรรมพระโสดาบัน จิตพาดกระแสเข้าสู่พระนิพพานแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นท่านก็ยิ่งเมตตาให้ความไว้วางใจ และอบรมสั่งสอนหลวงปู่กงมาอย่างสุดกําลังความสามารถ เพื่อปรารถนาให้เป็นศาสนทายาทธรรมของท่าน

นับตั้งแต่ท่านพระอาจารย์มั่นกลับมาภาคอีสานในครั้งนี้ ท่านก็ได้เริ่มการอบรมพระภิกษุ สามเณรอย่างเอาจริงเอาจังและเข้มงวดกวดขันมาก โดยเฉพาะพระศิษย์องค์ไหนที่เริ่มฉายแววการปฏิบัติและพร้อมจะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมในภายภาคหน้า อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบํารุงรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านจะเมตตาเอาใจใส่เคี่ยวกรํามากเป็นพิเศษ สาเหตุเพราะการสร้างศาสนทายาทธรรมนั้นเป็นงานที่ยากแสนยาก ดังที่องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านอุปมาไว้ดั่ง “การปลูกโพธิ์ธรรม” (รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ ท่านพระอาจารย์มั่นปลูกต้นโพธิ์ธรรม)

ในระยะนี้มีบรรดาพระภิกษุทั้งหลาย ตลอดจนสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทั้งปวงที่เคยได้รับรสพระธรรมจากท่าน และผู้ที่เคยได้สดับกิตติศัพท์ กิตติคุณของท่านมาก่อน ปรากฏว่า ติดตามมาปฏิบัติธรรมกับท่านจํานวนมากมาย บางองค์ก็ได้มาอยู่จําพรรษากับท่านก็มีด้วยกันหลายองค์

ท่านมาพิจารณาเห็นว่า จะทําให้ไม่วิเวกแก่การปฏิบัติธรรมต่อไป ดังนั้น ท่านจึงจําต้องเลือกตรวจดูเฉพาะองค์ ท่านที่กําลังจะได้รับผลเป็นที่แน่นอน ท่านก็ให้อยู่จําพรรษาด้วยกับท่าน เพื่อจะได้แนะนําตลอดระยะเวลา ยังผลให้เกิดความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งแก่ศิษย์ ส่วนผู้ที่กําลังจะเข้ารับการอบรม รอความแก่กล้าของสมาธิหรือสมถธรรม อันเป็นพื้นฐานสําคัญสู่การพิจารณาทางด้านปัญญาหรือวิปัสสนาธรรม ท่านก็แนะนําให้ไปอยู่แห่งละองค์สององค์ เพื่อจะได้อบรมให้ยิ่ง ไม่ต้องกังวลกับใคร แต่พอเกิดความสงสัยในการปฏิบัติ ท่านเหล่านั้นก็จะเข้ากราบนมัสการให้ท่านช่วยแก้ไขความสงสัยและอนุเคราะห์แนะนําอุบายธรรมเป็นรายๆ ไป

บรรดาลูกศิษย์ที่ไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ มิใช่ว่าท่านพระอาจารย์มั่นท่านจะทอดธุระเสียแต่ประการใด ท่านต้องอาศัยญาณภายในตรวจตรา พร้อมทั้งคอยสดับตรับฟังข่าวคราวอยู่ตลอดเวลา ถ้าแม้ว่าศิษย์รูปใดมีเหตุสําคัญปฏิบัติไม่ตรงต่อธรรม ท่านก็จะใช้พระหรือโยมไปตามพระรูปนั้นมาหาท่านในทันที เพื่อเข้าแก้ไขเหตุการณ์ให้ดําเนินไปเพื่อความถูกต้องได้ทันท่วงที

การควบคุมในการปฏิบัติพระกรรมฐานของศิษย์นั้น ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้พยายามติดตามดูความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ถ้าท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า ศิษย์รูปนี้จะเป็นผู้มีนิสัยวาสนา เป็นผู้ปฏิบัติเข้มแข็ง และจะพึงเห็นอรรถเห็นธรรมในเบื้องหน้าแล้ว ท่านจะยิ่งติดตามและคอยแนะนําการปฏิบัติภาวนาให้อย่างยิ่งยวด ตัวอย่างเช่น ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ภายหลังจากที่ได้เข้ามอบตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่นแล้ว

หลวงปู่กงมา ท่านเล่าว่า “ภายหลังจากท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านได้พิจารณาเห็นว่า ท่านพระอาจารย์มหาปิ่นนี้ มีบุญวาสนาได้บําเพ็ญธรรมมาพอสมควรที่จะเห็นอรรถเห็นธรรมได้ ท่านจึงพยายามแนะนําการเจริญภาวนาธรรมให้อย่างละเอียดและลึกซึ้ง”

ในระยะนี้บรรดาพระศิษย์ผู้มากด้วยวาสนาบารมีธรรม ที่จะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น นอกจากท่านพระอาจารย์มหาปิ่น หลวงปู่กงมา แล้ว ยังมีภิกษุหนุ่มที่เข้ามากราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เริ่มฉายแววความเป็นศาสนทายาทธรรมทั้งฝ่ายธรรมยุตและฝ่ายมหานิกายมากมายหลายองค์ ฝ่ายธรรมยุต ได้แก่ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ท่านพระอาจารย์กว่า สุมโน ฯลฯ ส่วนฝ่ายมหานิกาย ได้แก่ ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มี ญาณมุนี ฯลฯ

อีกาเตือนให้เร่งความเพียร

พระพุทธศาสนาจะมั่นคงเจริญรุ่งเรือง จะต้องมีครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ โดยเฉพาะมีการบําเพ็ญทางภาคปฏิบัติมากๆ จึงจะทรงพระศาสนาไว้ได้ตราบนานเท่านาน ซึ่งในสมัยที่หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ออกประพฤติปฏิบัติธรรมใหม่ๆ นั้น ผู้สนใจทางภาคปฏิบัติยังมีจํานวนไม่มาก เพราะสังคมไทยส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมรรค ผล นิพพานมีอยู่จริง อีกทั้งชอบการทรงเจ้านับถือผี โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ด้วยในระยะนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านกําลังสร้างศาสนทายาทธรรม และกําลังเตรียมจัดตั้งกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานขึ้นมา เพื่อออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามแนวทางอริยปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดการบําเพ็ญสมถ–วิปัสสนากรรมฐานที่ถูกต้องตามขั้นตอนและตามความเป็นจริง ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาทําความสงบใจ หรือทําสมถะก่อนแล้วจึงยกขึ้นสู่วิปัสสนา ฯลฯ

ฉะนั้น เมื่อมีผู้ประพฤติธรรมที่ปรารถนาเพื่อความพ้นทุกข์นั้น ในการประกอบความเพียรนอกจากมีครูบาอาจารย์คอยเมตตาเข้มงวดกวดขัน คอยเอาใจใส่ และคอยให้กําลังใจแล้ว ยังมีเหตุการณ์อัศจรรย์ปาฏิหาริย์ทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากมาย ราวกับมีอะไรมาคอยสนับสนุนส่งเสริมให้ถึงซึ่งพระนิพพานบรมสุขอย่างลึกๆ ลับๆ ประดุจดัง ธรรมบันดาล หรือเทพบันดาล มาคอยเตือนและมาคอยปกป้องรักษา เรื่องราวทํานองนี้ในสมัยครั้งพุทธกาลมีมากมาย และหากยังมีผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อมรรค ผล นิพพาน ก็จะยังคงมีเรื่อยไป

ดังในสมัยกึ่งพุทธกาล ในประวัติ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม มีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต-สาวกในสมัยครั้งพุทธกาลเสด็จมาและมาแสดงธรรมโปรดบ้าง มีเสือเทพบันดาลมานั่งเฝ้าบ้าง มีเทพยดามาคอยพิทักษ์ปกป้องรักษาบ้าง ในประวัติของหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็มีพญาช้างสารมาเฝ้ามองขณะที่ท่านกําลังเดินจงกรมบ้าง ในครูบาอาจารย์บางราย ก็มีสัตว์เดรัจฉานมาอยู่ร่วมปฏิบัติธรรม ดังประวัติของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ มีกระต่ายตัวน้อยมาร่วมทําความเพียรด้วยการเดินจงกรม เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอัศจรรย์น่าเหลือเชื่อ

สําหรับของหลวงปู่กงมา ก็มีเรื่องแปลกประหลาดทํานองนี้ คือ ท่านมีอีกาบินมาคอยเตือนให้เร่งทําความเพียร โดยหลวงปู่กงมา ท่านเล่าไว้ดังนี้

“เมื่อเราอยู่ที่บ้านสามผงดงพระเนาว์นี้ การทําความเพียรได้บําเพ็ญทั้งกลางคืน และกลางวัน มีการพักหลับนอนในเวลากลางคืนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนตอนกลางวัน เราจะเอนหลังลงนอนไม่ได้เลย แม้ว่าเราต้องการจะเอนหลังพักผ่อนบ้าง เพราะความเหน็ดเหนื่อย แต่พอเอนหลังลงเท่านั้น จะมีอีกาตัวหนึ่งบินโฉบมาจับที่หลังคากระต๊อบของเรา แล้วใช้จะงอยปากสับตรงกลางหลังคาเสียงดังทันที ถ้าเราไม่ลุกขึ้น มันก็จะสับอยู่อย่างนั้น พอเราลุกขึ้น มันก็จะหยุด เป็นอยู่อย่างนี้มาหลายเวลาทีเดียว จนเราไม่กล้าจะพักจําวัดเวลากลางวัน”

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งคติตัวอย่างอันลํ้าค่า ซึ่งในภายหลังหลวงปู่กงมา ท่านได้เมตตานํามาเล่าให้พระศิษย์และศรัทธาญาติโยมทั้งหลายฟัง เพื่อให้เป็นกําลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อมรรค ผล นิพพาน ในระยะเดียวกับอีกาเตือนให้เร่งความเพียร ไม่นานท่านก็มาเจอเสือเทพบันดาล

เผชิญเสือเทพบันดาล

หลวงปู่กงมา ได้เล่าว่า ณ วันหนึ่ง เวลา ๒๑.๐๐ น. เศษ ท่านลุกขึ้นมาเดินจงกรมรักษาสติอยู่นั้น มีเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่ได้มาหมอบอยู่ที่หัวทางเดินจงกรมอีกด้านหนึ่งทางโน้น แต่ขณะนั้นท่านมองไม่เห็นมัน เพราะท่านยังอยู่อีกหัวทางเดินจงกรม

เมื่อเดินไปด้วยสติช้าๆ พอเกือบจะถึงที่เสือโคร่งหมอบอยู่ ท่านก็มองเห็นมันเข้า ยามนั้นมันน่าหวาดเสียวที่สุด เพราะสัญญาอดีตคําว่า “เสือ” ผุดขึ้นมา หลวงปู่กงมาได้เล่าให้ลูกศิษย์ทั้งหลายของท่านฟังว่า “ในความรู้สึกว่า เราต้องตายแน่ๆ เอ ! เราจะเดินจงกรมดี หรือว่าเราจะเดินขึ้นเพิงพัก ซึ่งทําเป็นกุฏิชั่วคราวกลางดงนั้น”

ในความรู้สึกเตือนตัวเองว่า “เราจะกลัวเสือ หรือเราจะกลัวกิเลส กิเลสมันทําให้เราตายนับภพนับชาติไม่ถ้วน เสือตัวนี้มันทําให้เราตายได้หนเดียว” หลวงปู่กงมาเล่าว่า แม้จะพยายามปลอบตัวเองสักเท่าไรก็ตาม จิตฝ่ายขี้ขลาดนั้น มันพยายามปรุงแต่ง ความกลัวมันก็ยิ่งทวีขึ้นอย่างหนัก จนเกิดอาการซาบซ่านไปหมดทั้งตัว เกิดอาการขนพองสยองเกล้าอย่างเหลือล้นทีเดียว ในที่สุดท่านได้ตัดสินใจเดินตรงไปที่เสือตัวนั้นหมอบอยู่ ท่านได้เดินจงกรมกลับมากลับไป เจ้าเสือตัวนั้นมันก็ไม่หนี มันนอนหมอบอยู่เฉยอย่างนั้นเอง

หลวงปู่กงมาเล่าอีกว่า “อาการของจิตคนเราเป็นอย่างนี้ เวลาเดินหันหน้าเข้าไปหามัน ก็ยังค่อยมีกําลังใจหน่อย แต่อีตอนเดินกลับหันหลังให้นี่ซี มันหวาดเสียวเป็นที่สุด แต่ว่าจิตของเราในขณะนั้น แน่วแน่จริงๆ หนึ่งไม่มีสอง พอจิตเขวแวบเดียวเท่านั้น จะได้ยินเสียงมันครางกระหึ่ม ! ออกมาทันทีราวกับว่า ต้นไม้ป่าทั้งป่าแทบจะทรุดจมลงใต้แผ่นดิน จึงได้รู้ขึ้นมาว่า อ้อ ! จิตจะอ่อนหรือจะแวบไม่ได้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นจะถูกขู่เอา ปรากฏว่า จิตของเราแวบไปสามครั้ง แต่ละครั้งก็ได้ยินเสียงเสือขู่กระหึ่มขึ้นสามครั้ง เราได้เดินจงกรมอยู่เป็นเวลานาน จิตใจในตอนนี้แน่วแน่ยิ่งกว่านั่งสมาธิเสียอีก ในความรู้สึกเหมือนว่าเดินอยู่บนอากาศ แต่คล้ายกับไม่ได้ก้าวเดิน ฉะนั้น ครั้นจะขึ้นกุฏิที่พัก ก็กลัวมันจะเดินตามขึ้นไปด้วย เพราะกุฏิมันไม่หนาแน่นแต่อย่างไร”

คืนนั้นหลวงปู่กงมาเดินจงกรมอยู่ประมาณเที่ยงคืน พอได้เวลาอันสมควร เสือโคร่งตัวนั้นเหมือนกับจะรู้ภาษา ถ้ามันพูดได้ก็คงจะพูดว่า “ครูให้ท่านอาจารย์พักผ่อนเสียบ้าง ทดสอบกําลังใจมาพอสมควรแล้ว กระผมลานะครับท่านอาจารย์” ว่าแล้วมันก็ครางกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง แล้วกระโจนเข้าป่าหายไปเลย หลวงปู่กงมาเห็นว่าเสือโคร่งไปแล้ว ท่านจึงเดินเข้ากุฏิแล้วมานั่งสมาธิ ตัวท่านเบาตลอดคืน

รุ่งเช้าท่านจะนําเรื่องนี้ไปเล่าถวายพระอาจารย์ คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต แต่ท่านพระอาจารย์มั่นได้ล่วงรู้ด้วยอํานาจญาณก่อนแล้ว โดยไม่ต้องให้หลวงปู่กงมาบอก ท่านได้พูดขึ้นว่า “ผู้ที่จะทําจิตให้เข้าถึงธรรมอันละเอียด จะต้องมีเครื่องทดลองอย่างนี้ทุกองค์ไป” ด้วยอํานาจปัจจุปปันนังสญาณอันแจ่มชัดราวกับตาเห็นของท่านพระอาจารย์มั่น ยังเพิ่มความศรัทธาแก่หลวงปู่กงมา เพื่อปฏิบัติยิ่งขึ้นโดยลําดับ ภายหลังจากกลับมาถึงที่พัก ท่านได้มุมานะกระทําความเพียร เจริญสมถ–วิปัสสนากรรมฐานยิ่งๆ ขึ้น ด้วยการถวายชีวิตแก่พระศาสนา

(เรื่องเผชิญเสือเทพบันดาล ครูบาอาจารย์ที่ออกธุดงค์ตามป่าตามเขาปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ท่านเผชิญกันเป็นประจํา องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านได้บันทึกเรื่องแปลกประหลาดอัศจรรย์นี้ไว้ รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์ชอบ ฐานสโม ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ เจอเสือเทพบันดาล)

ถึงแม้ในป่าดงดิบนี้ เป็นดงแห่งไข้ป่ามาลาเรีย ท่านก็ไม่ยอมย่อท้ออ่อนแอต่อการปฏิบัติเพื่อความรู้ยิ่งของพระธรรม ท่านเคยได้ยิน ผู้ที่เข้ามาอยู่ปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่น ได้ป่วยเป็นไข้ป่ามาลาเรียขึ้นสมองมรณะไปถึง ๖ องค์ในที่แห่งเดียวกันนี้ ท่านได้เห็นกับตาของท่านเองก็มี ท่านจึงมาพิจารณาว่า “ไอ้… เจ้ายุงนี่เอง มันทําให้เกิดเป็นไข้ป่ามาลาเรีย” ถึงแม้จะรู้ว่ายุงมีพิษสามารถฆ่าคนได้ด้วยการนําเชื้อเข้าสู่คน กระนั้นก็ตาม เวลาท่านนั่งสมาธิ ยุงจะมากัดกินเลือดสักเท่าไร ท่านก็ไม่ปัด ไม่ไล่ ปล่อยมันกัดไป แสดงว่า ท่านได้สละชีวิตแล้ว ด้วยเหตุนี้ ทําให้ท่านพระอาจารย์มั่นเห็นความสําคัญของหลวงปู่กงมา ท่านจึงได้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ในด้านปฏิบัติธรรมให้อย่างเต็มที่

พ.ศ. ๒๔๖๙ พบสหธรรมิกองค์สําคัญ

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ในขณะเป็นพระภิกษุหนุ่มอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง ท่านได้รู้จักคุ้นเคยกับบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์อาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่นและเพื่อนสหธรรมิกในวงกรรมฐานมากมายหลายองค์ สาเหตุเป็นเพราะท่านพระอาจารย์มั่นท่านทรงธรรม ทรงวินัย ทรงธุดงควัตร ทรงข้อวัตรปฏิบัติ และมีปฏิปทาที่เด็ดเดี่ยวเฉียบขาดเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ทําให้ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ตลอดคุณธรรมของท่าน โด่งดังเฟื่องฟุ้งขจรขจายไปทั่วทั้งภาคอีสาน จึงมีบรรดาพระที่มุ่งมั่นสนใจการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์หลั่งไหลเดินธุดงค์กันมา เพื่อน้อมกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์และขออยู่ศึกษาอบรมปฏิบัติธรรมกับท่านองค์แล้วองค์เล่าเช่นเดียวกับหลวงปู่กงมา และในปีนี้เอง ณ เสนาสนะป่าแห่งนี้เอง หลวงปู่กงมาท่านก็ได้รู้จักกับหลวงปู่สาม อกิญฺจโน เป็นครั้งแรก และได้เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่สาม ท่านมีอายุ ๒๗ ปี แก่กว่าท่าน ๑ ปี

หลวงปู่สาม ท่านเป็นพระศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ดูลย์เห็นความพากเพียรของหลวงปู่สาม ซึ่งขณะนั้นเป็นพระภิกษุหนุ่มที่จะเอาจริงเอาจังทางด้านประพฤติปฏิบัติ และได้บําเพ็ญเพียรจนได้รับผลจากการปฏิบัติพอสมควร ทั้งมีศรัทธามั่นคงเต็มเปี่ยมเป็นอจลศรัทธาแล้ว จึงได้แนะนําให้เดินทางไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง เพื่อขออยู่ศึกษาปฏิบัติธรรม ส่วนพระศิษย์อาวุโสองค์อื่นๆ ท่านแยกย้ายกันพักจําพรรษาในสถานที่ต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ผู้เป็นน้องชายร่วมสายโลหิต และท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี จําพรรษาที่ป่า บ้านอากาศ ต.อากาศ อ.วานรนิวาส (ปัจจุบันเป็น อ.อากาศอํานวย) จ.สกลนคร

หลวงปู่กงมา กับ หลวงปู่สาม ในขณะออกบวช ท่านทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันมากต่างออกบวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย เป็นพระภิกษุหนุ่มที่เห็นภัยในวัฏสงสาร มีความปรารถนาพ้นทุกข์อย่างแรงกล้า และมีความมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์เหมือนกัน จึงจําเป็นต้องเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ผู้เมตตาชี้แนะเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างออกเดินธุดงค์ไปตามป่าตามเขา เดินบุกป่าฝ่าดงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นอย่างไม่ย่อท้อ หลังจากที่ท่านทั้งสองได้พบกับท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ต่างก็ได้เข้ากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ ได้อยู่ศึกษา ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านสามผงด้วยกัน

ด้วยการคบมิตรของท่านทั้งสอง ท่านจะไม่คบคนพาล ท่านเลือกคบแต่บัณฑิต โดยคบมิตรกันตามหลักมงคล ๓๘ ประการที่พระพุทธองค์ทรงเมตตาตอบปัญหาธรรมนี้กับเทวดา ในข้อที่ว่าอเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา เมื่อท่านทั้งสองได้รู้จักกันและได้ทําความรู้จักกันดีแล้ว ต่างก็ทราบถึงนิสัยใจคอของกันและกันเป็นอย่างดี เพราะต่างฝ่ายต่างมีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมีความเอาจริงเอาจังทางด้านปฏิบัติ และมีเป้าหมายในการออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์เหมือนกัน ท่านทั้งสองจึงเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันและให้ความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ต่อมาไม่นานต่างก็ได้รับการญัตติเป็นพระในฝ่ายธรรมยุต ต่างเป็นพระป่ากรรมฐานที่มีนิสัยชื่นชอบการออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ทั้งการบําเพ็ญเพียรก็เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดเหมือนกัน

ด้วยการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ นอกจากจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์สัปปายะที่รู้จริงในสัจธรรมคอยเมตตาแนะนําสั่งสอนแล้ว หมู่คณะสัปปายะที่มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจังก็มีส่วนสนับสนุน เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างได้เห็นความพากเพียรของกันและกัน ได้สนทนาธรรมกันตามหลักสัลเลขธรรม ก็จะทําให้จิตใจเกิดความฮึกเหิม เกิดความมุ่งมั่น และเกิดกําลังใจในการพากเพียรปฏิบัติเพื่อธรรมขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งในที่สุดต่างก็สมความปรารถนาได้บรรลุถึงจุดหมายปลายทาง คือ ได้พ้นทุกข์ ได้วิมุตติธรรมอันเลิศเลอมาครองใจเหมือนกัน สมดังบทธรรม วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ บุคคลย่อมล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร และในกาลต่อมาต่างก็ได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชาเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นด้วยกัน

สัลเลขธรรม ธรรมอันเป็นเครื่องขัดเกลาชําระกิเลสเพื่อความหลุดพ้น มี ๑๐ ประการ ได้แก่ อัปปิจฉตา (ความมักน้อย), สันตุฏฐี (สันโดษ), วิเวกตา (ความสงัดวิเวกทางกายและทางใจ),วิริยารัมภา (การประกอบความเพียร), อสังสัคคณิกา (ความไม่คลุกคลีมั่วสุมกับใครๆ ทั้งนั้น), ศีล, สมาธิ, ปัญญา, วิมุตติ (ความหลุดพ้น), วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้เห็นอันแจ้งชัดในความหลุดพ้น)

เข้าร่วมพิธีญัตติกรรม

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านอยู่ศึกษาอบรมปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นในระยะ เวลาไม่นาน ท่านก็ได้บรรลุอริยธรรมขั้นต้นเป็นพระโสดาบัน ท่านเกิดความซาบซึ้งใจในพระคุณของท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยท่านมีนิสัยกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศเช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์องค์ที่มีคุณธรรมทั้งหลาย ในใจท่านคิดตอบแทนพระคุณท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ทุกเมื่อ การญัตติเป็นธรรมยุต จึงอยู่ในใจท่านมาโดยตลอด ในระยะก่อนหน้าบรรดาพระศิษย์องค์สําคัญของท่านพระอาจารย์มั่นได้ญัตติเป็นธรรมยุตแล้ว เป็นต้นว่า หลวงปู่กู่ ธมฺมทินฺโน หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กว่า สุมโน ฯลฯ

และในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ นี้เอง ช่วงก่อนเข้าพรรษา ในขณะที่หลวงปู่กงมาอยู่ศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ก็มีเหตุการณ์ญัตติครั้งสําคัญ คือ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก ท่านพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร ท่านทั้งสองก็ออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์เช่นเดียวกับหลวงปู่กงมา และต่างก็เป็นพระเถระฝ่ายมหานิกายและเป็นพระอุปัชฌาย์ที่มีชื่อเสียงด้วยกัน เมื่อได้ฟังธรรมเทศนา และได้เห็นปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ของท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว เกิดความเลื่อมใสศรัทธา มาน้อมกราบมอบกายถวายชีวิต ถวายตัวเป็นศิษย์ และได้พาพระศิษย์มาญัตติธรรมยุตกันหมดทั้งสองวัด เป็นเหตุการณ์การประกาศธรรมครั้งสําคัญของท่านพระอาจารย์มั่น ชนิดพลิกแผ่นดินที่บ้านสามผง ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับเหตุการณ์พลิกแผ่นดินที่บ้านม่วงไข่ ในคราวที่มีพระทั้งวัดม่วงไข่ รวมทั้งหลวงปู่ฝั้นขณะเป็นพระมหานิกายได้ญัตติเป็นธรรมยุตไปก่อนหน้า

ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก ท่านพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร ญัตติเป็นธรรมยุตไม่นานท่านอาญาครูดี ก็ได้ทําการญัตติเป็นธรรมยุต ทําให้ชื่อเสียงของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ลือเลื่องกระเดื่องไกล จนเป็นที่อัศจรรย์รํ่าลือของผู้คนในแถบนั้น ถึงกับว่า ท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์เป็นพระผู้วิเศษที่ทําให้พระดังถึงสามองค์ยินยอมถวายตัวเป็นศิษย์ได้ ดังนี้

พอใกล้เข้าพรรษาในเดือน ๗ มีการญัตติเป็นธรรมยุตถึง ๓ ครั้ง คือ ในวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้มีพิธีญัตติกรรมเป็นธรรมยุตของท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก พร้อมทั้งพระภิกษุสามเณรที่เป็นศิษย์ของท่านประมาณ ๒๐ รูป ณ อุทกุกเขปสีมา หรืออุทกสีมา (โบสถ์นํ้า) อยู่กลางหนองบ้านสามผง จัดเป็นพิธีญัตติกรรมครั้งใหญ่มากครั้งหนึ่ง ในจํานวนพระเณรที่มาทําการญัตติกรรมนี้ มีสามเณรสิม วงศ์เข็มมา หรือต่อมา คือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร รวมอยู่ด้วยและต่อมาในวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร ก็ได้ญัตติเป็นธรรมยุต

หลังจากพิธีญัตติกรรมครั้งนั้นเพียงไม่กี่วัน ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านอาญา-ครูดี แห่ง วัดโพธิ์ชัย หรือวัดม่วงไข่ อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ก็เดินทางมาขอญัตติเป็นพระธรรมยุตอีกรูปหนึ่ง โดยทําพิธี ณ โบสถ์นํ้าแห่งเดียวกันนี้

การทําญัตติกรรมครั้งนี้ได้ไปอาราธนานิมนต์ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เมื่อครั้งยังเป็น พระครูชิโนวาทธํารง เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มาเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยมี ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นั่งหัตถบาส รวมอยู่ในหมู่สงฆ์ครั้งนั้นด้วย

สําหรับ อุทกุกเขปสีมา (อ่านว่า อุทะกุกะเขปะสีมา) หรือ โบสถ์นํ้าที่พระท่านจัดสร้างขึ้นนี้ ใช้เรือ ๒ ลําลอยอยู่กลางนํ้าเป็นโป๊ะ เอาไม้พื้นปูเป็นแพ แต่ไม่มีหลังคาใช้เป็นที่ประกอบพิธี เหตุที่ต้องสร้างอุทกุกเขปสีมาเพื่อทําสังฆกรรมคราวนี้ เพราะว่าในป่าห่างไกลบ้านเมืองเช่นนั้น จะหาโบสถ์ที่ถูกต้องตามพระวินัยไม่ได้ จึงต้องสร้างโบสถ์นํ้าขึ้นเพื่อประกอบพิธีกรรมตามพุทธานุญาต

ในช่วงที่มีเหตุการณ์สําคัญในวงพระธุดงคกรรมฐาน หรือ พระป่า คือ มีพระอาจารย์ชื่อดังฝ่ายมหานิกาย ๓ องค์ พร้อมด้วยศิษย์จํานวนมาก มาขอญัตติเป็นพระธรรมยุต ทําให้พระป่ามีกําลังเพิ่มขึ้นอีกจํานวนมาก และมีประชาชนเลื่อมใสศรัทธาเพิ่มขึ้นอีกมากมาย อีกทั้งยิ่งทําให้ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่โด่งดังอยู่แล้วยิ่งเฟื่องฟุ้งกึกก้องขจรไปไกล และกาลต่อมาพระที่มาญัตติก็ได้เป็นกําลังสําคัญของ “กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น” ทําให้กองทัพธรรมมีกําลังแข็งแกร่งเกรียงไกรเป็นอันมาก

ในการขอญัตติเป็นธรรมยุตครั้งสําคัญๆ ของครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ องค์แล้วองค์เล่า ซึ่งล้วนเป็นพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นที่ท่านเมตตาอนุญาตให้ญัตติได้ ย่อมทําให้จิตใจของหลวงปู่กงมา ซึ่งอยากจะญัตติอยู่แล้ว ยิ่งเกิดความคิดใคร่อยากจะญัตติเป็นธรรมยุตโดยเร็วพลัน เหมือนบรรดาพระศิษย์ฝ่ายมหานิกายทั้งหลาย เพราะท่านพระอาจารย์มั่นมีพระคุณต่อท่านอย่างใหญ่หลวง เป็นผู้เมตตาสั่งสอนอบรมธรรมปฏิบัติให้กับท่าน จนท่านสามารถเข้าสู่อริยมรรค หรือทางสายเอกอันพ้นทุกข์ได้อย่างแน่นอนแล้ว ท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์มั่นอย่างสูงสุด โดยถือเป็นพระบุพพาจารย์ของท่าน และในใจท่านคิดตอบแทนพระคุณอยู่เสมอๆ เมื่อญัตติแล้ว ท่านจะได้อยู่ร่วมจําพรรษา ได้ศึกษาธรรมขั้นสูง และได้มีโอกาสถวายการปรนนิบัติรับใช้ท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด หลวงปู่กงมาจึงหาโอกาสกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อขออนุญาตญัตติเป็นธรรมยุตต่อไป

เมื่อมีพระฝ่ายมหานิกายมากราบฟังธรรมและเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ได้มากราบ ขอญัตติเป็นธรรมยุตกันมากขึ้น ในที่สุดท่านพระอาจารย์มั่นท่านก็ไม่อนุญาต โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“คําว่าสายหลวงปู่มั่นนี้ มีทั้งมหานิกาย มีทั้งธรรมยุตนะ ทางฝ่ายมหานิกายที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนี้น้อยเมื่อไร รวมเรียกว่าสายหลวงปู่มั่นด้วยกัน ปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นอย่างนั้น เราก็เปิดให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า หลวงปู่มั่นท่านคิดกว้างขวางขนาดไหน สําหรับประโยชน์ให้โลกนะ ลูกศิษย์ของท่านฝ่ายมหานิกายไปศึกษาอบรมกับท่านน้อยเมื่อไร เป็นลูกศิษย์ๆ ไปศึกษาอบรมกับท่านมีเยอะนะ นับตั้งแต่ อาจารย์ทองรัตน์ อาจารย์กินรี เราจําไม่ได้

สําหรับท่านบรรยายให้ฟังหมดนะ หลวงปู่มั่น ก็ลูกศิษย์ของท่านนี่ ท่านไม่ได้ว่าธรรมยุต ไม่ได้ว่ามหานิกายนี่ ท่านถือเป็นลูกศิษย์ศากยบุตรด้วยกันทั้งนั้น ขอให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเถิด ท่านว่างั้น ไอ้ชื่อนี้ แต่ไก่มันก็มี ฟังซิท่านพูด แย้งท่านได้ที่ไหน นี่หลวงปู่มั่นพูดเอง เราฟังด้วยหูของเรา ท่านเหล่านั้นที่เป็นฝ่ายมหานิกายเข้ามารับการอบรมจากท่าน เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส พอใจที่จะญัตติๆ นะ

หลายองค์ที่ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน ตอนท่านอยู่ทางสามผง ทางไหนนะ หลวงปู่มั่นเรา ลูกศิษย์ลูกหาของท่านเยอะนะฝ่ายมหานิกาย ท่านไม่ให้ญัตติ ญัตติหาอะไร เป็นสมบูรณ์แบบแล้ว พระสมบูรณ์แบบแล้ว ไปไหนท่านก็รู้ว่าเป็นพระสมบูรณ์แบบ สังคมยอมรับแล้ว ท่านว่าอย่างนั้น มรรค ผล นิพพาน ท่านไม่มีนิกายนั้น นิกายนี้ ขอให้ปฏิบัติดีก็แล้วกัน เอาธรรมวินัยเป็นทางเดินนะ ตามเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยธรรมด้วยวินัย นี่ล่ะพระแท้อยู่ตรงนี้นะ ไม่ได้อยู่ที่ธรรมยุต–มหานิกายอะไร ท่านว่า เมื่อมันมีมาแล้วก็มีไปตามประเพณี ยังไม่มีก็ไม่ต้องญัตติ ท่านว่านะ”

พ.ศ. ๒๔๖๙ จําพรรษาองค์เดียวในป่าดงพระเนาว์

การที่หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งเป็นพระภิกษุหนุ่มที่มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ต่อมรรค ผล นิพพาน โดยมีท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาสั่งสอนชี้แนะ ถึงแม้ท่านไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนทางภาคปริยัติมาก่อน แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคใดๆ ต่อการปฏิบัติธรรม เพราะท่านได้ออกประพฤติปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงทางภาคปฏิบัติ และมีปฏิปทาที่เด็ดเดี่ยวเฉียบขาดเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ ทั้งเป็นไปตามหลักพระธรรมวินัยทุกประการ และถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด ในภาคปฏิบัติ พระศิษย์ที่เคยศึกษาปริยัติมา ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเทิดทูนบูชาปริยัติโดยให้เก็บไว้ก่อน และให้ปฏิบัติบูชาตามความเป็นจริง

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่กงมา ท่านได้ปฏิบัติตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นอบรมสั่งสอน จนได้บรรลุอริยธรรมขั้นพระโสดาบัน จากนั้นท่านก็ยังอยู่ศึกษาอบรมธรรมขั้นสูงกับท่านพระอาจารย์มั่น พอใกล้เข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพาพระเณรจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ส่วนหลวงปู่กงมา ในขณะนั้นท่านยังไม่ได้รับการญัตติเป็นธรรมยุต ท่านจึงไม่ได้อยู่ร่วมจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไปอยู่จําพรรษาเพียงองค์เดียวตามลําพัง โดยอาศัยในกุฏิกระต๊อบหลังเล็กๆ หลังหนึ่งในป่าดงพระเนาว์เป็นที่จําพรรษา ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากเสนาสนะป่าบ้านสามผงมากนัก เพื่อจะได้สะดวกสบายในการไปกราบฟังธรรม บอกความบริสุทธิ์ของตน และมาขอรับฟังโอวาทธรรมจากท่านพระ-อาจารย์มั่น พร้อมทั้งกราบปรึกษาขอคําแนะนําธรรมขั้นสูงกับท่าน

แม้หลวงปู่กงมา ท่านไม่ได้อยู่ร่วมจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น แต่การได้อยู่ภายในรัศมีธรรมของท่านนั้น ก็นับเป็นความอบอุ่นเย็นใจอย่างยิ่ง เมื่อปฏิบัติธรรมไปแล้ว เกิดติดขัดอันใดก็เดินมากราบเรียนปรึกษาขออุบายธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นได้ไม่ยากนัก และก่อนเข้าพรรษาท่านก็เพิ่งได้รับคํากล่าวชมจากท่านพระอาจารย์มั่นมา ทําให้ท่านยิ่งเกิดกําลังใจในการปฏิบัติธรรมเป็นอันมาก ดังนั้น ในตลอดพรรษา หลวงปู่กงมาท่านอยู่จําพรรษาตามลําพังองค์เดียว โดยไม่มีงานภายนอกใดๆ ท่านจึงสะดวกสบายในการทํางานภายใน ท่านได้เร่งทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด และท่านมักเดินมากราบเรียนศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นอยู่เสมอๆ

ท่านพระอาจารย์มั่นเอง ท่านย่อมทราบความเด็ดเดี่ยวเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติของหลวงปู่กงมาเป็นอย่างดี ท่านจึงเมตตาอนุเคราะห์ธรรมให้กับศิษย์องค์นี้ทุกครั้งไป และด้วยอํานาจวาสนาบารมีธรรมที่หลวงปู่กงมาท่านได้บําเพ็ญมาเปี่ยมล้นแล้ว จึงทําให้ผลการปฏิบัติธรรมของท่านในพรรษานี้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก

ในป่าดงพระเนาว์ นับตั้งแต่หลวงปู่กงมา ท่านมาพักและอยู่จําพรรษา สัตว์ป่า สัตว์ร้าย ซึ่งชุกชุมมาก แต่กลับไม่เคยมารังควานท่านเลย

ท่านพระอาจารย์มั่นให้ท่านท่องพระปาฏิโมกข์

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อท่านต้องการอยู่ร่วมสํานักกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านต้องทําตามกฎข้อบังคับที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นวางไว้ ดังนี้

“ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ยอมรับนับถือพระบาทสมเด็จพระจอม-เกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นกรณีพิเศษ แบบแผนขนบธรรมเนียม บทสวดพระปริตรและปาฐะต่างๆ รวมทั้งพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ของทั้งสองพระองค์นี้ ไม่ว่าจะเป็นปาฐะและคาถาต่างๆ ท่านจําได้หมด ทั้งบาลี ทั้งแปล อธิบายสลับกับพระธรรมเทศนาได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง จะเป็นโมกขุปายคาถา และจตุรารักขกัมมัฏฐานก็ดี นับเป็นธรรมเทศนาประจําทีเดียว รวมทั้งขนบธรรมเนียมต่างๆ ท่านพระอาจารย์มั่นมักอ้างว่า “แบบพระจอมฯ แบบพระจอมฯ” ทํานองนี้เสมอๆ

เพราะเหตุนี้ ท่านจึงมีกฎบังคับไว้ว่า ผู้จะอยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์ทั้งสอง ต้องท่องนวโกวาท ๗ ตํานาน ๑๒ ตํานาน และปาฏิโมกข์ให้ได้ อย่างช้าให้เวลา ๓ ปี ถ้าไม่ได้ ไม่ให้อยู่ร่วมสํานัก ส่วนหนังสืออ่านประกอบนั้น วินัยมุข เล่ม ๑, ๒, ๓ และพุทธประวัติ เล่ม ๑, ๒, ๓ นอกจากนี้ห้ามอ่าน ถึงขนาดนั้น ท่านว่า หากได้อย่างว่าจะอยู่ในศาสนาก็พอจะรักษาตัวได้ ถึงจะไม่ได้ศึกษามาก ก็รักษาตนคุ้มแล้ว”

ดังนั้น หลวงปู่กงมา เมื่อท่านมากราบขอญัตติเป็นธรรมยุต ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้หลวงปู่กงมาท่องปาฏิโมกข์ให้ได้เสียก่อน หลวงปู่กงมาท่านเล่าว่า

“เรา (หลวงปู่กงมา) ออกบวชเป็นพระฝ่ายมหานิกายมาก่อน เมื่อมาอยู่ศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว เกิดความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก อยากจะญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุตเหมือนกันกับท่าน มีอยู่คราวหนึ่ง เราได้ไปกราบเรียนปรึกษาท่าน จะขอญัตติเป็นพระธรรมยุตท่านก็เห็นด้วย แต่ต้องกลับไปฝึกท่องพระปาฏิโมกข์ให้ได้เสียก่อน เมื่อท่องได้แล้วจึงจะอนุญาตให้ญัตติ ทําให้เราเกิดความรู้สึกหนักใจเป็นอันมาก เนื่องจากเราไม่ได้เข้าเรียนหนังสือมาก่อน จึงอ่านและเขียนหนังสือไทยไม่ได้มาก ถึงได้ก็ไม่มีความชํานาญพอที่จะอ่านหนังสือพระปาฏิโมกข์ซึ่งเป็นภาษาบาลีที่ยากกว่า

ด้วยความเคารพเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์มั่นอย่างสูงสุด และด้วยความต้องการเป็นลูกศิษย์แท้จริงของท่าน เพื่อจะได้มีโอกาสอยู่ร่วมจําพรรษา ได้ศึกษาอบรมธรรมขั้นสูง ทั้งได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านอย่างใกล้ชิด เพื่อตอบแทนพระคุณอันไม่มีประมาณของท่านให้จงได้ เราจึงต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างสูงยิ่งที่จะต้องฝึกหัดท่องพระปาฏิโมกข์ให้ได้

แม้เรารู้อยู่เต็มอกว่า การท่องปาฏิโมกข์นี้จะเป็นเรื่องยากแสนยากสําหรับตัวเราก็ตาม แต่ก็ถือว่า การปฏิบัติจิตใจที่ว่ายากนัก เราก็ยังได้เพียรพยายามจนได้รับผลมาแล้ว ทําไมจะต้องมาย่อท้อต่อการท่องพระปาฏิโมกข์นี้ เราจึงขอให้พระอื่นที่อ่านหนังสือได้ ช่วยกันต่อพระปาฏิโมกข์ให้ เราพยายามจดจําแกะหนังสือไปทีละตัว แล้วนํามาท่องทั้งกลางวันกลางคืน แม้จะต้องใช้เวลานานเท่าไร ต้องใช้ความพยายามเท่าไร ก็จะพยายามท่องให้ได้”

ในระยะนี้หลวงปู่กงมา นอกจากท่านเร่งทําความเพียรภาวนาแล้ว ท่านยังใช้ความเพียรพยายามอย่างมากในการฝึกท่องพระปาฏิโมกข์

การท่องพระปาฏิโมกข์ หรือ การสาธยายศีล ๒๒๗ ข้อนี้ จะต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างมาก การสวดมนต์บทไหนในพระพุทธศาสนา ไม่มีบทสวดมนต์ใดจะยากเท่ากับการสวดพระปาฏิโมกข์ ซึ่งจะต้องสวดเป็นภาษาบาลีล้วนๆ ตั้งแต่ข้อ ๑ ไปจนกระทั่งจบหมดทุกข้อ และต้องสวดไม่ให้ผิดอีกต่างหาก โดยมีพระภิกษุผู้คอยตรวจทานไม่ให้สวดผิด หากสวดผิดก็ต้องทักท้วงแก้ไขให้ถูกต้อง จึงจะสวดต่อไปได้ กว่าจะสวดจนจบ ต้องใช้เวลาไม่น้อย โดยมาตรฐานประมาณ ๔๕ นาที องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ถึงการสวดปาฏิโมกข์ ไว้ดังนี้

ในระยะขั้นเริ่มแรกแห่งการสวดนี้ถึงจะไม่รวดเร็วอะไรก็ตาม เราไม่ถือเป็นสําคัญยิ่งกว่าการสวดให้ถูกต้องตามอักขระฐานกรณ์ เมื่อจําได้แม่นยํา สวดได้ถูกต้อง ในเบื้องต้นแม้จะสวดช้าไปบ้าง แต่เมื่อความเคยชินมีแล้วก็รวดเร็วไปเอง ไม่ใช่เร็วแบบไม่ได้ถ้อยได้ความ เร็วตกตามบทตามบาท ที่ไหนที่มีรัสสะมากๆ ก็เร็ว ที่มีทีฆะมากๆ ก็ช้าไปเอง ตามจังหวะของการสวดที่มีเสียงสั้นเสียงยาว เคยชินแล้วเป็นไปเอง ความเร็วก็เร็วไปเอง เร็วไปตามหลักแห่งความถูกต้อง ไม่ใช่รวดเร็วไปด้วยสักแต่ว่าอย่างนั้นไม่นับเข้าในกฎเกณฑ์นี้ สวดมนต์สวดอะไรก็ตาม ดูสูตรไหน ดูให้ถูกต้องแม่นยําอย่าให้คลาดเคลื่อน อย่าถือว่าไม่สําคัญ ศาสนาสําคัญทั้งพระสูตร ทั้งพระวินัย ทั้งปรมัตถ์ สําคัญหมด สูตรต่างๆ ออกมาจากจําพวกไหน จําพวกพระสูตร หรือพระวินัย หรือพระปรมัตถ์ ก็ให้ถูกต้องตามนั้น อย่าทํามักง่ายไม่ดี”

พญานาคมากราบฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่น

เสนาสนะป่าบ้านสามผง เป็นสถานที่สําคัญ นอกจากมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญขณะเป็นพระภิกษุหนุ่ม เช่น หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ฯลฯ เดินธุดงค์มากราบฟังธรรมครั้งแรกและถวายตัวเป็นพระศิษย์แล้ว ยังมีเหตุการณ์สําคัญเกี่ยวกับบรรดาเหล่ากายทิพย์สิ่งลึกลับมาเกี่ยวข้องกับท่านพระอาจารย์มั่น เพราะกระแสแห่งเมตตาธรรมที่ท่านพระอาจารย์มั่นและบรรดาพระศิษย์แผ่เมตตาโดยไม่มีประมาณเป็นประจําทุกคํ่าเช้า ตลอดกระแสแห่งพระธรรมเทศนาอันเข้มข้นดุเด็ดเผ็ดร้อนของท่านพระอาจารย์มั่นที่เทศนาอบรมบรรดาพระศิษย์ กระเทือนไปทั่วสถานที่บริเวณนั้นและสถานที่ห่างไกลออกไป

บรรดาทวยเทพ เทวดา อินทร์ พรหม พญานาค ย่อมสามารถรับรู้กระแสเหล่านั้นได้ดียิ่งกว่ามนุษย์ จึงทําให้พญานาคแม่นํ้าสงครามซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากเสนาสนะป่าบ้านสามผงที่ได้รับกระแสแห่งเมตตาธรรม และ กระแสแห่งพระธรรมเทศนานั้นเกิดความร่มเย็นเป็นสุข จึงพาบริษัทบริวารขึ้นมากราบฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่น และกาลต่อมาเสนาสนะป่าบ้านสามผง เป็นสถานที่เที่ยวกรรมฐานของบรรดาพรธุดงคกรรมฐาน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“พอพูดอย่างนี้ เราระลึกถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านอยู่บ้านสามผง ท่านเล่าให้ฟังเอง ชัดเจนมากนะ ท่านกําลังเทศน์สอนพระ พระจํานวนมาก พระที่บ้านสามผง พระตั้ง ๓๐–๔๐ ไปรุมท่านอยู่นั้น พอตกกลางคืนมา ๓ ทุ่ม ท่านเทศน์ให้พระฟัง เทศน์ไป จิตมันส่งไปปั๊บ ออกไปนู้น เห็นพญานาคอยู่แม่นํ้าสงครามนู่นนะ พาบริษัทบริวารแห่มาขึ้นอยู่ฝั่งเป็นแถว

พญานาคขึ้นเป็นแถวขึ้นมาฟังเทศน์ท่าน ท่านกําลังเทศน์สอนพระอยู่ พวกพญานาคเต็มฝั่งแม่นํ้าสงคราม ท่านเล่าให้ฟังเองชัดเจนมาก นู่น เห็นไหม ตั้งแต่พวกพญานาคเขาก็มาฟังเทศน์ ท่านเทศน์สอนพระ ทางนู้น โอ๊ย ! ฟังเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามมาก พวกพญานาคฟังเทศน์หลวงปู่มั่นเรา เพราะใจท่านไม่ได้เหมือนใจเรา จ้าไปหมด มองไปไหนเห็นหมด

เราไปเที่ยวกรรมฐานไปพักอยู่ที่บ้านสามผง พักชั่วคราวนะ สํานักนั้นท่านมีพระหลายองค์ เป็นสํานักใหญ่พอสมควร วัดบ้านสามผง พ่อแม่ครูจารย์ไปสร้างวัดที่นั่น แล้วขยับเข้าไปข้างในหน่อย แต่ก่อนท่านอยู่ที่นี่มันก็ลึกพอแล้ว ครั้นนานมาบ้านเรือนขยายออกไปๆ เลยขยับวัดเข้าไปข้างใน

ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเราเป็นผู้ใหญ่ๆ มีเยอะ ล่วงไปหมด อย่างท่านอาจารย์เกิ่ง อาจารย์สีลา ลูกศิษย์ผู้ใหญ่ท่าน ไล่มาหาท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์ฝั้นมาเรื่อยๆ รุ่นนั้นรุ่นก่อน อาจารย์สีลา–อาจารย์เกิ่งรุ่นก่อน นี้เป็นอุปัชฌาย์ทั้งสององค์ ยกทั้งวัดญัตติหมดเลย เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ท่านไปพักอยู่บ้านสามผงดูว่า ๓ ปีนะ เราก็เคยไปพักที่นั่น แต่ไม่ได้จําพรรษา บ้านสามผงเคยไปมาบ่อย เพราะเป็นทําเลเที่ยวดี เราไปเที่ยวกรรมฐานแต่ก่อน ไปองค์เดียวล่ะบ้านสามผง

ไปเมื่อเร็วๆ นี้ รู้สึกว่าเปลี่ยนสภาพไปหมด วัดป่าบ้านสามผงเคยเป็นป่าเป็นดงจริงๆ ไม่ใช่เป็นป่าศีลป่าธรรมนะ ผู้ทรงอรรถทรงธรรมล่วงลับไปก็เป็นป่าธรรมชาติ ต้นไม้เต็มไปหมด ไปดูสภาพวัดป่าสามผงจนมองดูไม่ออกเลย เป็นดงธรรมดาไป แต่ก่อน โห ! สวยงามมากวัดป่าสามผง ทางไปทางสามผงเข้าไปนู้นเป็นป่าใหญ่ ออกทางบ้านแพง อําเภอบ้านแพง ตั้งแต่สามผงดงใหญ่มากทีเดียว เราเคยไปเที่ยวปี พ.ศ. เท่าไรนะ ไปเที่ยวทางนั้น ๒ ปี ทางสามผง”

เหตุการณ์พญานาคแม่นํ้าสงครามขึ้นมากราบฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่กงมา ในระยะนั้นท่านอยู่ศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง ท่านย่อมทราบเหตุการณ์สําคัญดังกล่าว แม้ว่าพญานาคเป็นกายทิพย์ไม่สามารถออกบวชเป็นพระได้ แต่ให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในธรรมะของพระพุทธเจ้ามาก จึงขึ้นมากราบฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่น

ความรู้ภายใน ความสามารถพิเศษของท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่กงมาท่านเคยประสบด้วยตนเองมาแล้ว ทั้งเคยได้รับโอวาทธรรมแล้วน้อมนํามาปฏิบัติจนท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นของพระโสดาบันมาแล้ว เหตุการณ์ในครั้งนี้ ท่านยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในภูมิจิตภูมิธรรม และในจิตอันวิเศษอัศจรรย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นครูบาอาจารย์เป็นอันมาก ยิ่งท่านได้สัมผัสใกล้ชิดท่านพระอาจารย์มั่น ยิ่งผ่านไปนานวัน ท่านก็ยิ่งลงใจอย่างชนิดหมอบราบคาบแก้ว ท่านก็เหมือนกับบรรดาพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลายที่ติดครูบาอาจารย์ ถึงกับยอมน้อมถวายตัว ถวายชีวิตและจิตใจ ออกติดตามรับใช้ เพื่อขออยู่ศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่น

ท่านพระอาจารย์มั่นปรารภปลีกตัวออกจากหมู่เพื่อวิเวก

ในระยะที่ท่านพระอาจารย์มั่น จําพรรษาเสนาสนะป่าบ้านสามผง จ.นครพนม ท่านยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ท่านมักปรารภ “กําลังเราไม่พอ” โดยในคํ่าคืนวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้เข้าที่ทําสมาธิภาวนาก็ได้ปรารภขึ้นในใจว่า

จะออกจากหมู่คณะไปแสวงหาสถานที่วิเวก เพื่อจะได้มีโอกาสพิจารณาค้นคว้าในปฏิปทาสัมมาปฏิบัติ ให้ได้รับความเข้าใจชัดเจน และแจ่มแจ้งเข้าไปอีก แล้วจะได้เอาปฏิปทาอันถูกต้องนั้นฝากไว้แก่เหล่าสานุศิษย์ในอนาคตต่อไป เพราะพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วนั้น ย่อมมีนัยอันสุขุมลุ่มลึกมาก ยากที่จะทําความเข้าใจให้ถูกต้องตามพุทธประสงค์ได้

ผู้ปฏิบัติตามรอยพระบาทพระพุทธองค์ และตามปฏิปทาที่พระอริยเจ้าได้ดําเนินมาก่อนแล้วนั้น เมื่อไม่เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ย่อมจะเขวไปจากปฏิปทาที่ถูกต้องก็เป็นได้ หรืออาจดําเนินไปโดยผิดๆ ถูกๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้ปฏิบัติดีทั้งหลายก็จะเข้าไม่ถึงศีลถึงธรรม หรืออาจถึงกับป่วยการ ไม่เป็นประโยชน์แก่ตนของตน การปฏิบัติพระธรรมวินัย ในพระพุทธศาสนาก็จะมีแต่ความพอกพูนกิเลสให้เจริญงอกงามขึ้นในตนของตนเท่านั้น ซึ่งไม่สมกับว่าพระธรรมวินัยเป็นของชําระกิเลสที่มีอยู่ให้สิ้นไปจากสันดานแห่งเวไนยสัตว์ทั้งหลาย

อนึ่ง การอยู่กับหมู่คณะจะต้องมีภาระการปกครอง ตลอดถึงการแนะนําพรํ่าสอนฝึกฝนทรมานต่างๆ ซึ่งทําให้โอกาสและเวลาที่จะค้นคว้าในพระธรรมวินัยไม่เพียงพอ ถ้าแลเราปลีกตัวออกไปอยู่ในสถานที่วิเวก ซึ่งไม่มีภาระแล้วก็จะได้มีโอกาสเวลาในการค้นคว้ามากขึ้น ผลประโยชน์ในอนาคตก็จะบังเกิดขึ้นมาให้เป็นที่น่าพึงใจ

ครั้นท่านปรารภในใจอยู่อย่างนั้นแล้ว ท่านจึงได้เรียกศิษย์ทั้งหลาย มีท่านอาจารย์สิงห์ เป็นต้น มาประชุมกัน ท่านได้แนะนําให้มีความมั่นคงดํารงอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติอย่างที่ได้เคยแนะนําสั่งสอนมาแล้วนั้น จึงได้มอบหมายให้อํานาจแก่ท่านอาจารย์สิงห์และท่านอาจารย์มหาปิ่น เป็นผู้บริหารปกครองแนะนําพรํ่าสอนตามแนวทางที่ท่านได้แนะนํามาแล้วต่อไป

องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้

“ท่านว่าที่ใดมีป่ามีเขามาก ท่านพระอาจารย์มั่นชอบพักอยู่ที่นั้นนาน ไปๆ มาๆ อยู่ตามแถบเขานั้นๆ เมื่อท่านพักอยู่นครพนมและอบรมหมู่คณะนานพอสมควรแล้ว ทําให้คิดถึงตัวเองมากขึ้น โดยคํานึงถึงความรู้สึกที่โผล่ขึ้นเสมอว่า กําลังเรายังไม่พอดังนี้ ถ้าจะฝืนอยู่กับหมู่คณะไปทํานองนี้ ความเพียรก็ล่าช้า ท่านว่า เท่าที่สังเกตดู นับแต่กลับมาจากภาคกลางมาอบรมสั่งสอนหมู่คณะอยู่ทางภาคอีสาน รู้สึกว่าภูมิจิตใจไม่ค่อยก้าวไปรวดเร็วเหมือนอยู่องค์เดียว จะต้องเร่งความเพียรอีกสักพักจนบรรลุถึงความพึงใจแล้วนั่นแหละ ถึงจะหมดความกังวลห่วงใยตัวเอง ประกอบระยะนั้น ท่านรับโยมมารดามาบวชเป็นอุบาสิกาอบรมอยู่ด้วยประมาณ๖ ปี จะไปมาทางใดไม่ค่อยสะดวก ทําให้เป็นอารมณ์ห่วงใยอยู่เสมอ เลยทําให้ท่านตัดสินใจจะเอาโยมมารดาไปส่งที่จังหวัดอุบลราชธานี มารดาท่านก็เห็นดีด้วยไม่ขัดอัธยาศัย”

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๖๙ เข้าร่วมประชุมสงฆ์ที่บ้านดอนแดงคอกช้าง

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งเป็นปีที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล มีอายุพรรษากาลนับได้ ๔๗ และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ล่วงได้ ๓๓ พรรษากาลพอดี พระบูรพาจารย์ใหญ่ทั้งสององค์มีพระศิษย์มากขึ้น ท่านเล็งเห็นการณ์ไกล ภายหลังจากออกพรรษาแล้ว จึงได้เรียกประชุมบรรดาพระอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นศิษย์ทุกองค์ ซึ่งพํานักตามรอยทางของทั้งสององค์ท่านทั้งใกล้และไกล ให้มาประชุมสงฆ์พร้อมกันที่ เสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้าง อ.ท่าอุเทน ปัจจุบันขึ้นกับอ.นาหว้า จ.นครพนม ซึ่งสมัยนั้นในบริเวณละแวกนี้เป็นถิ่นทุรกันดาร ยังมีหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยป่าดงพงทึบชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่าสัตว์ร้ายอยู่มาก จึงเป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับบําเพ็ญภาวนา

หลังออกพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้พาคณะศิษย์ ซึ่งมีหลวงปู่กงมารวมอยู่ด้วย เดินทางมาที่เสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้าง ณ สถานที่นี้เอง หลวงปู่กงมาท่านได้เข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นครั้งแรก ท่านได้อยู่ร่วมกับพระบูรพาจารย์ใหญ่ทั้งสองและได้เข้าร่วมประชุมสงฆ์ครั้งสําคัญเป็นครั้งแรก นับเป็นมงคลชีวิตในเพศของพระที่ท่านประทับใจและต้องจดจําไปอีกตราบนานเท่านาน

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งเป็นพระบุพพาจารย์องค์แรกของท่านอย่างสูงสุด แม้ท่านจะมีอายุพรรษามากแล้วก็ตาม แต่ท่านแสดงกิริยาอาการคารวะนอบน้อมต่อท่านพระอาจารย์เสาร์มาก ท่านวางองค์ประดุจพระหนุ่มเณรน้อยอย่างเห็นได้ชัด ท่านทั้งสองรักใคร่สนิทสนมกันมาก ต่างให้ความเคารพคุณธรรมของกันและกัน ส่วนคณะสงฆ์ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านทั้งสองที่มาประชุมกัน ก็ล้วนเป็นพระธุดงคกรรมฐานที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาเป็นอย่างดีแล้ว แม้มีจํานวนมาก แต่ดูสํารวม สงบ เรียบร้อยงามตามาก สมกับเป็นพระสงฆ์สาวกที่จะก้าวตามรอยแห่งองค์พระบรมศาสดา

ด้วยในระยะนี้การอยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งต่างก็เป็นพระบูรพาจารย์ใหญ่ เป็นที่เคารพสูงสุดของบรรดาพุทธบริษัทด้วยกัน โอกาสเป็นไปได้น้อยมาก เพราะต่างฝ่ายต่างมีพระเณรลูกศิษย์ลูกหาติดตามจํานวนมาก

หลวงปู่กงมา เมื่อท่านเห็นภาพการแสดงออกของธรรมที่ท่านทั้งสองแสดงออกต่อกันนั้น เป็นภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์ยอดกตัญญู เป็นภาพที่งดงามหาดูได้ยากยิ่ง ดูแล้วก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา เพลิดเพลิน และประทับใจมาก ท่านก็ยิ่งเคารพเลื่อมใส ยิ่งลงใจในท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์อย่างสูงสุด และก็เกิดความปลื้มปีติในอํานาจวาสนาบารมีธรรมของตน ที่ได้เข้ามาน้อมกราบถวายตัวเป็นพระธุดงคกรรมฐาน มาเป็นพระศิษย์ในสายนี้ โดยท่านตั้งสัตย์ปฏิญาณตนไว้ว่า ท่านจะดําเนินตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ศิษย์ยอดกตัญญูที่กระทําต่อท่านพระอาจารย์เสาร์ ผู้เป็นอาจารย์

ที่เสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้างแห่งนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรประมาณ ๗๐ รูป ได้มาประชุมสงฆ์พร้อมเพรียงกัน ซึ่งท่านพระ-อาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ท่านพระอาจารย์เกิ่ง ท่านพระอาจารย์ฝั้น หลวงปู่กงมา และพระศิษย์องค์สําคัญอีกหลายองค์ก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยมีการหารือกันในเรื่องที่จะไปเผยแผ่ธรรมะ ไปโปรดเทศนาญาติโยมที่เมืองอุบลฯ และในที่ประชุมสงฆ์ได้วางระเบียบการปฏิบัติที่สําคัญต่างๆ เพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกันในหมู่คณะพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ซึ่งในกาลต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีในนาม “กองทัพธรรมพระธุดงค-กรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น” เป็นต้นว่า ระเบียบเกี่ยวกับการออกธุดงค์อยู่ป่า ระเบียบเกี่ยวกับการตั้งสํานักปฏิบัติ ระเบียบเกี่ยวกับแนวทางแนะนําอบรมสั่งสอนการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติจิต ฯลฯ

จากนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านปรารภถึงเรื่องที่จะนํา “โยมแม่ออก” (มารดาของท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งบวชเป็นชี) ไปส่งมอบให้น้องสาวท่านที่จังหวัดอุบลราชธานีช่วยดูแล เพราะท่านเห็นโยมแม่ท่านชรามาก อายุ ๗๘ ปีแล้ว เกินความสามารถท่านผู้เป็นพระจะดูแลได้แล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ต่างก็อาสาที่จะเป็นผู้นําโยมแม่ออกของท่านไปส่งด้วย เพราะโยมแม่ออกของท่านพระอาจารย์มั่นแก่มากหมดกําลัง ต้องไปด้วยเกวียนจึงจะไปถึงเมืองอุบลฯ ได้

และที่เสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้าง หลวงปู่กงมา ท่านก็ได้รู้จักคุ้นเคยกับพระศิษย์องค์สําคัญๆ ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น หลายองค์ เช่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ฯลฯ ซึ่งต่างล้วนมีจุดมุ่งหมายในการออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์เหมือนกัน โดยกาลต่อมา หลวงปู่กงมาท่านก็ได้ออกเที่ยวธุดงค์และอยู่จําพรรษาด้วยกัน ท่านได้เข้าร่วมและเป็นกําลังสําคัญให้กองทัพธรรมฯ

ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปอุบลราชธานี

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๙ เมื่อเสร็จจากการประชุมคณะศิษย์ที่ เสนาสนะป่าบ้านดอนแดง-คอกช้างแล้ว บรรดาพระอาจารย์ที่เป็นศิษย์แต่ละองค์ ต่างก็แยกย้ายออกธุดงค์แสวงวิเวกและประกาศธรรมตามที่ต่างๆ ตามอัธยาศัย ส่วน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น และพระเณรกลุ่มใหญ่ได้เดินธุดงค์มุ่งสู่เมืองสกลนคร โดยหลวงปู่กงมาท่านได้ร่วมติดตามมากับท่านพระอาจารย์มั่น

ในเมืองสกลนคร มีโยมสามคนเป็นพี่น้องกัน เคยได้กราบ ฟังธรรม และเลื่อมใสศรัทธา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น มาก่อน คือ คุณแม่นุ่ม คุณแม่นิล ชุวานนท์ และ คุณแม่ลูกอินทร์ วัฒนสุชาติ ขณะนั้นมารดาของคุณแม่ทั้งสามได้ถึงแก่กรรม และอยู่ระหว่างการจัดงานศพ พอทราบข่าวว่าท่านพระอาจารย์ทั้งสอง พร้อมด้วยศิษย์จํานวนมากกําลังมุ่งหน้ามาทางสกลนคร จึงได้พากันไปกราบอาราธนานิมนต์ให้มาพักที่เสนาสนะป่าบ้านบาก ซึ่งอยู่ชานเมืองสกลนคร ท่านพระอาจารย์ทั้งสองพร้อมด้วยคณะศิษย์ ได้รับนิมนต์อยู่ร่วมงานศพ เพื่อปลงธรรมสังเวชและพักปักกลดอยู่ที่เสนาสนะป่าแห่งนั้น เป็นการฉลองศรัทธาของโยมสามพี่น้องและชาวเมืองไทสกล ยังความปลาบปลื้มใจแก่ชาวเมืองสกลนคร ต่างได้พากันมาศึกษาธรรมปฏิบัติจนบังเกิดผลทางใจ และเป็นนิสสัยปัจจัยสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน

ในระหว่างนั้น บิดาของพระพินิจบํารุงราษฎร์ (คาย นิตยสุภาพ) ได้ถึงแก่กรรม เจ้าภาพได้กราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง พร้อมด้วยสานุศิษย์ในการบําเพ็ญกุศลให้ผู้ตาย

ในงานฌาปนกิจศพครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ท่านพระอาจารย์ทั้งสองอนุโลมให้พระรับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารในบ้านเรือน เพราะเมื่อก่อนนี้ คณะพระกรรมฐานได้ถือธุดงควัตรในข้อนี้อย่างเข้มงวดกวดขันจริงๆ ไม่ยอมอนุญาตให้รับนิมนต์ไปฉันในบ้าน ในครั้งนี้ จึงเป็นการอนุโลมผ่อนปรนเป็นครั้งแรก และยินยอมให้รับนิมนต์เพื่อฉลองศรัทธาญาติโยมได้ตั้งแต่นั้นมา

หลังจากเสร็จสิ้นงานฌาปนกิจศพทั้ง ๒ งานนี้แล้ว ท่านพระอาจารย์มั่น และคณะศิษย์ ได้กราบนมัสการลาท่านพระอาจารย์เสาร์ ออกเดินทางไปทางนครพนม เพื่อไปรับโยมมารดาออกจากบ้านสามผง จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นที่พักเดิม เพื่อกลับไปพํานักที่อุบลราชธานี บ้านเกิดต่อไป โดยไปทางบ้านเหล่าโพนค้อ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้แวะไปเยี่ยมอุปัชฌาย์พิมพ์ ต่อจากนั้นท่านก็พาคณะศิษย์เดินธุดงค์ต่อไป แวะพักบ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี อยู่นาน ๑๐ วัน จากนั้นท่านก็มุ่งหน้าออกเดินธุดงค์กลับจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นจุดมุ่งหมาย

ส่วนท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะศิษย์ของท่าน ยังพํานักที่เสนาสนะป่าแห่งนั้น เพื่ออยู่โปรดศรัทธาชาวสกลนครต่ออีกระยะหนึ่ง เสนาสนะป่าบ้านบาก ต่อมาได้สร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานมีชื่อว่า วัดป่าสุทธาวาส ในกาลต่อมา เป็นวัดสําคัญแห่งหนึ่งทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ท่านพระอาจารย์มั่นได้มามรณภาพและเป็นสถานที่ถวายเพลิงศพ ทั้งในวันมาฆบูชาได้เป็นสถานที่ประชุมประจําปีของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น

การเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นถิ่นบ้านเกิดเมืองนอนของท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งสําคัญครั้งหนึ่ง เพราะบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งใหญ่และเล็กก็ได้เตรียมที่จะเดินทางติดตามท่านในครั้งนี้แทบทั้งนั้น การเดินทางเป็นการเดินแบบเดินธุดงค์ เดินไปก็ภาวนาพุทโธไป หรือกําหนดจิตพิจารณาไป และการธุดงค์นั้นเพื่อให้เป็นประโยชน์ด้วย ท่านจึงจัดเป็นคณะ คณะละ ๓ รูป ๔ รูปบ้าง ท่านเองเป็นหัวหน้าเดินทางไปก่อน เมื่อคณะที่ ๒ ไปก็จะพักที่เดิมที่คณะที่ ๑ พัก คณะที่ ๓–๔ เมื่อตามคณะที่ ๒ ไปก็จะพักที่เดิมนั้น ทั้งนี้เพื่อจะได้สอนญาติโยมตามรายทางด้วย

การสอนนั้นก็เน้นหนักไปในทางกัมมัฏฐาน และการถึงพระไตรสรณาคมน์ ที่ให้ละการนับถือภูต ผี ปีศาจต่างๆ นานา เป็นการทดลองคณะศิษย์ไปในตัวด้วยว่า ศิษย์องค์ใดจะมีความรู้ ความสามารถในการเผยแผ่ธรรม ในการเดินทางนั้น พอถึงวันอุโบสถ ก็จะนัดทําปาฏิโมกข์ หลังจากนั้นแล้วก็จะแยกย้ายกันไปตามที่กําหนดหมาย

การเดินธุดงค์แบบนี้ ท่านบอกว่า เป็นการโปรดสัตว์ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่พุทธบริษัททั้งหลาย และก็เป็นจริงเช่นนั้น แต่ละแห่งที่ท่านกําหนดพักนั้น ตามหมู่บ้าน ประชาชนได้เกิดความเคารพเลื่อมใสยิ่งในพระคณะกัมมัฏฐานนั้นเป็นอย่างดี และต่างก็รู้ผิดชอบในพระธรรมวินัยมากขึ้นตามสถานที่เป็นที่พักธุดงค์ในกาลครั้งนั้น ได้กลับกลายมาเป็นวัดของคณะกัมมัฏฐานเป็นส่วนใหญ่ในภายหลัง โดยญาติโยมทั้งหลายที่ได้รับรสพระธรรมได้พากันร่วมอกร่วมใจกันจัดการให้เป็นวัดขึ้นมา โดยเฉพาะให้เป็นวัดป่ากรรมฐาน ที่มีพระภิกษุ สามเณร ถือธุดงควัตร ฉันมื้อเดียวในบาตร และบําเพ็ญสมถ–วิปัสสนากรรมฐาน ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา

หลวงปู่กงมา เมื่อทราบข่าวท่านพระอาจารย์มั่น ไปจังหวัดอุบลฯ จึงได้ออกธุดงค์ติดตาม ท่านเล่าว่า

“เรา (หลวงปู่กงมา) เมื่อได้อยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ได้รับผลเป็นที่พอใจ และก็ได้ออกไปบําเพ็ญสมณธรรมโดยตนเองตามสถานที่ต่างๆ พอทราบข่าวว่า ท่านพระ-อาจารย์มั่นกําลังเดินทางไปจังหวัดอุบลฯ เราจึงได้พยายามธุดงค์ออกติดตาม”

การธุดงค์เดินทางไกล เพื่อออกติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปจังหวัดอุบลราชธานีในครั้งนี้ หลวงปู่กงมาท่านได้รับประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ เป็นอันมาก ท่านได้ฝึกฝนอบรมทรมานร่างกายและจิตใจ ได้ทดสอบความอดทน การเดินธุดงค์ในสมัยนั้นไม่มีความสะดวกเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ เพราะเป็นการเดินธุดงค์อย่างแท้จริง เดินจงกรมไปอย่างมีสติ เดินไป ภาวนาไป พอใกล้ตอนคํ่า ท่านก็ปักกลดภาวนากันอย่างเอาจริงเอาจัง ต่อมาภายหลังเมื่อท่านได้เป็นครูบาอาจารย์ ท่านก็ได้พาพระศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ไปภาวนาตามป่าตามเขา

ในสมัยนั้นเมืองอุบลราชธานี หรือ เมืองดอกบัว เป็นเมืองนักปราชญ์ เป็นแดนตักสิลา ศูนย์กลางการศึกษาในภาคอีสาน และเป็นจังหวัดที่มีเนื้อที่มากที่สุดของประเทศ คนทางภาคอีสาน หากใครได้เกิดเป็นชาวอุบลฯ เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง บรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์วงกรรมฐานองค์สําคัญๆ หลายองค์ท่านเกิดที่เมืองอุบลฯ เช่น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์ชา สุภทฺโท ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ฯลฯ

อาจกล่าวได้ว่า บรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ในสมัยกึ่งพุทธกาล ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังและมีคุณธรรม ส่วนใหญ่ท่านเป็นชาวอุบลราชธานี แม้แต่ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งเป็นชาวจังหวัดสุรินทร์ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดเลย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดสกลนคร และต่างก็เป็นเพชรนํ้าหนึ่ง และครูบาอาจารย์วงกรรมฐานอีกหลายต่อหลายองค์ ในสมัยเป็นพระภิกษุหนุ่มต่างก็เคยรอนแรมเดินทางไกลมาศึกษาและมาปฏิบัติธรรมที่เมืองอุบลราชธานี

รวมทั้งพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองแห่งยุคหลายองค์ ท่านก็เกิดที่เมืองอุบลราชธานี เช่น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) สมเด็จพระ-มหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) ฯลฯ

หลวงปู่กงมา เดินธุดงค์ไปเมืองอุบลฯ ในครั้งนี้ ท่านได้พบกับท่านพ่อลี ธมฺมธโร ขณะเป็นพระภิกษุหนุ่มฝ่ายมหานิกายรุ่นราวคราวเดียวกัน

ภาค ๓ ญัตติเป็นธรรมยุต เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ

ต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๐ พบท่านพ่อลีเพื่อนสหธรรมิก

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อท่านเดินธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปถึงจังหวัดอุบลราชธานี ไม่นาน ท่านก็ได้พบกับท่านพ่อลี ธมฺมธโร ได้คบหาทําความรู้จักกันตามหลักการคบมิตร โดยให้ความสนิทสนมไว้วางใจซึ่งกันและกันจนเป็นเพื่อนสหธรรมิกองค์สําคัญ ท่านทั้งสองเป็นอีกคู่หนึ่งของวงกรรมฐาน ได้ออกเที่ยวธุดงค์ด้วยกัน ได้รับการญัตติเป็นพระในฝ่ายธรรมยุตพร้อมกัน และได้จําพรรษาด้วยกัน

ในขณะที่ หลวงปู่กงมา กําลังธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นกลับมายังอุบลราชธานีนั้น ทางด้านท่านพ่อลี ซึ่งขณะนั้นท่านบวชเป็นพระฝ่ายมหานิกายอยู่ ได้ไปงานเทศน์มหาชาติที่วัดโนนรังใหญ่ อําเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ก็ไปพบพระกรรมฐานองค์หนึ่ง กําลังเทศน์อยู่บนธรรมาสน์ เกิดเลื่อมใสในโวหารของธรรมะที่เทศน์ จึงได้ไต่ถามญาติโยมว่า “ท่านองค์นั้นเป็นใคร มาจากไหน” ก็ได้รับคําตอบว่า “เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ชื่ออาจารย์บท” ท่านได้พักอยู่ในป่ายางใหญ่ใกล้บ้านราว ๒๐ เส้น

พองานมหาชาติเสร็จ ท่านพ่อลีก็ได้ติดตามไปดู ได้เห็นปฏิปทาความประพฤติของท่านก็เกิดความเลื่อมใส จึงถามท่านว่า “ใครเป็นอาจารย์ของท่าน” ท่านตอบว่า “ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เวลานี้ท่านพระอาจารย์เสาร์ไม่ทราบว่าท่านพักอยู่ที่ไหน ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นได้ออกเดินทางจากจังหวัดสกลนคร ไปพักอยู่ที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี” เมื่อได้ฟังดังนั้นแล้วก็ใคร่อยากไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น และต่อมาไม่นานท่านพ่อลีก็ได้พบกับหลวงปู่กงมา

ในราวต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๐ หลวงปู่กงมาก็ได้พบกับท่านพ่อลี หลวงปู่กงมาเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ให้ศิษย์ฟังว่า “เมื่อท่านได้เดินธุดงค์ตามท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อไปส่งโยมมารดาของท่านที่บวชชี ไปอยู่จังหวัดอุบลราชธานีนั้น ท่านได้แวะพักที่ป่าช้าบ้านหนองสองห้อง อันเป็นบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์ลี (ท่านพ่อลี) ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นพระภิกษุหนุ่มในฝ่ายมหานิกาย อยู่ที่วัดบ้านหนองสองห้อง อําเภอม่วงสามสิบ

เมื่อท่านพระอาจารย์ลีทราบข่าวว่า มีพระธุดงค์มาพักที่ป่าช้าก็เกิดความสนใจขึ้น จึงได้มาพบท่านพระอาจารย์กงมา ซึ่งมีมารยาทที่น่าเลื่อมใส ผิดกับภิกษุรูปอื่นๆ ที่เคยเห็นมา ทําให้เกิดความเลื่อมใสในใจเป็นอย่างยิ่ง ครั้นเมื่อได้สนทนาไต่ถามถึงธรรมต่างๆ ก็ทําให้เกิดความเลื่อมใสท่านพระอาจารย์มั่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะท่านพระอาจารย์กงมา ท่านได้อธิบายธรรมที่ท่านได้รับการปฏิบัติทางใจมาจากท่านพระอาจารย์มั่น และผลการปฏิบัติธรรมที่ผ่านมาแล้ว ก็ยิ่งทําให้ท่านพระอาจารย์ลีเกิดความสนใจเป็นพิเศษ”

ท่านพระอาจารย์กงมาเล่าให้ฟังว่า “ครั้งแรกที่ได้แสดงธรรมให้แก่ท่านพระอาจารย์ลีนั้น ท่านได้แสดงข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการพิจารณากายให้เกิดอริยสัจธรรม ตามแนวทางของท่านพระ-อาจารย์มั่น จึงทําให้ท่านพระอาจารย์ลีที่กําลังฟังนั้น นั่งนิ่งเหมือนกับถูกสะกดจิตเลยทีเดียว จากคืนวันนั้นก็ทําให้ท่านพระอาจารย์ลีได้ตัดสินใจที่จะไปธุดงค์กับท่านพระอาจารย์กงมา โดยการเดินธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี”

ขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่วัดบูรพาราม ไม่นานท่านพ่อลีก็ได้กราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ โดยท่านพ่อลีเล่าว่า

“เมื่อถึงแล้วก็ได้ไปนมัสการท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดบูรพาราม กราบเรียนความประสงค์ของตนต่อท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็ได้ช่วยแนะนําสงเคราะห์เป็นที่พอใจ สอนคําภาวนาให้ว่า “พุทโธๆ” เพียงคําเดียวเท่านี้ พอดีท่านกําลังอาพาธ ท่านก็ยังเมตตาให้โอวาทธรรมอันเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ และได้แนะนําให้ไปพักอยู่เสนาสนะป่าบ้านท่าวังหิน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นสถานที่เงียบสงัดวิเวกดี ที่นั่นมีท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น มีพระภิกษุสามเณรราว ๔๐ กว่าองค์พักอยู่ เราได้ฟังพระธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์ทั้งสองทุกๆ คืน”

และที่เสนาสนะป่าบ้านท่าวังหิน หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร และหลวงปู่สาม อกิญฺจโน ได้อยู่ร่วมสํานักกันเป็นครั้งแรก ซึ่งในขณะนั้นสหธรรมิกทั้งสามเป็นพระหนุ่มในฝ่ายมหานิกายที่ยังไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต โดยหลวงปู่สามมีอายุมากกว่าและออกบวชก่อน ดังนี้ หลวงปู่สาม เกิดเมื่อ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๓ อุปสมบท พ.ศ. ๒๔๖๔ หลวงปู่กงมา เกิดเมื่อ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๓ อุปสมบท พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านพ่อลี เกิดเมื่อ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๙ อุปสมบท พ.ศ. ๒๔๖๘

ท่านทั้งสามต่างมีจิตใจองอาจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเหมือนกัน เมื่อได้ร่วมอยู่ ร่วมฉัน ร่วมศึกษาสนทนาธรรมกันโดยตลอด การอยู่ร่วมกันนี้จะทําให้สังเกตนิสัยใจคอตลอดความประพฤติได้ เมื่อต่างฝ่ายต่างได้เห็นความมุ่งมั่นแน่วแน่ต่อมรรค ผล นิพพาน เห็นการประกอบความเพียรภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นไปตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน แทบไม่ได้พักผ่อนหลับนอนของกันและกัน เมื่อได้เห็นดังนั้นแล้วก็ยิ่งทําให้เกิดความเคารพเลื่อมใสซึ่งกันและกัน ด้วยกัลยาณมิตรทางธรรมที่ดีต่อกันหาได้ยากยิ่ง จึงได้คบกันตามหลักมงคล ๓๘ ประการ ในข้อที่ว่า ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา หรือ การคบบัณฑิต

เมื่อพักที่เสนาสนะป่าบ้านท่าวังหินพอสมควรแล้ว หลวงปู่กงมาก็รับคําชวนของท่านพ่อลี ออกธุดงค์ร่วมกัน ท่านทั้งสองกราบลาท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ออกเที่ยวธุดงค์ไปพักปักกลดภาวนาตามศาลเจ้าผีปู่ตาตามหมู่บ้านตําบลต่างๆ ซึ่งสมัยก่อนนั้นคนภาคอีสานนับถือผี แล้วก็มุ่งหน้าไปบ้านหนองสองห้องซึ่งเป็นบ้านเกิดท่านพ่อลี ท่านพ่อลีได้ไปบอกข่าวดีกับโยมบิดาและครอบครัวของท่านว่า ได้พบท่านพระอาจารย์มั่นสมกับความตั้งใจแล้วและท่านก็เมตตารับตนเป็นศิษย์แล้ว

จากนั้นหลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ก็ได้เที่ยวพักภาวนาตามป่าช้า พิจารณาซากศพอสุภะจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็เดินธุดงค์กลับไปหาท่านพระอาจารย์มั่น ที่หมู่บ้านวังถํ้า อําเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานีอีกครั้ง คราวนี้ท่านพักอยู่ในป่าทึบ ได้เข้าไปพักอาศัยอบรมกับท่านเป็นเวลา๔ เดือน ท่านพระอาจารย์มั่นสอนการปฏิบัติอย่างเข้มข้นให้ท่านทั้งสอง

พ.ศ. ๒๔๗๐ จําพรรษาในรัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ก่อนเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่นท่านออกเดินธุดงค์ เมื่อบรรลุถึงหมู่บ้านหนองขอน ในเขตอําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบัน อําเภอหัวตะพานจ.อํานาจเจริญ) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เมื่อชาวบ้านได้ฟังพระธรรมเทศนาของท่านแล้ว เกิดความเลื่อมใสจึงได้พร้อมใจกันกราบอาราธนานิมนต์ให้ท่านจําพรรษา เมื่อท่านเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ก็รับอาราธนา ชาวบ้านจึงช่วยกันจัดแจงจัดเสนาสนะถวายจนเป็นที่พอเพียงแก่พระภิกษุที่ติดตามมากับท่าน

ในพรรษานี้ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พักจําพรรษาอยู่บ้านหนองขอน ตามที่ชาวบ้านได้อาราธนา ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล จําพรรษาที่บ้านหัวตะพาน ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ส่วนพระศิษย์องค์อื่นๆ ได้แยกย้ายกันจําพรรษาในเขตอําเภออํานาจเจริญและในเขตใกล้เคียง เช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร จําพรรษาที่บ้านบ่อชะเนง บ้านเกิดของหลวงปู่ขาว อนาลโย ฯลฯ

ในปีนี้มีพระเณรจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่นมาก ขณะที่จําพรรษาอยู่นี้ท่านก็เมตตาให้การอบรมสั่งสอนพระ เณร อุบาสก อุบาสิกาอย่างเต็มกําลัง มีผู้คนพระเณรเกิดความเชื่อเลื่อมใสและมาอยู่อบรมกับท่านมากขึ้นเป็นลําดับ ส่วนหลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ในขณะนั้นท่านทั้งสองยังไม่ได้รับการญัตติเป็นธรรมยุต จึงไม่ได้จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ในปีนี้ท่านทั้งสองอยู่จําพรรษาตามป่าตามเขาในรัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น

ซึ่งในพรรษานี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) วัดบรมนิวาส ขณะดํารงสมณศักดิ์ พระโพธิวงศาจารย์ และเป็นเจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ดูแลมณฑลนครราชสีมา อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ท่านไม่เห็นด้วยกับพระธุดงคกรรมฐาน ได้มีคําสั่งขับไล่และไม่ให้ชาวบ้านใส่บาตรคณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเหตุการณ์ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

หลวงปู่มั่นประชุมศิษย์ช่วงมาฆบูชา

ครั้นออกพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ แล้ว หลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ก็ได้เดินธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ไปถึงตัวจังหวัดอุบลราชธานี ท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้ไปเยี่ยมโยมมารดาของท่าน จากนั้นท่านและคณะศิษย์เข้าพักที่วัดบูรพาราม และในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ วันมาฆบูชา ท่านได้นัดประชุมศิษย์

หลวงปู่กงมา ท่านเล่าว่า

“คณะสานุศิษย์เก่าๆ ทั้งหลาย อันมีท่านพระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์อ่อน ท่านพระอาจารย์ฝั้น ท่านพระอาจารย์เกิ่ง พร้อมด้วยศิษย์ ท่านพระอาจารย์หลุย ท่านพระ-อาจารย์กว่า ท่านพระอาจารย์คูณ ท่านพระอาจารย์สีลา ท่านพระอาจารย์ดี (พรรณานิคม) ท่านพระอาจารย์บุญมา (วัดป่าบ้านโนนทัน หนองบัวลําภู ในปัจจุบันนี้) ท่านพระอาจารย์ทอง อโสโก ท่านพระอาจารย์บุญส่ง (บ้านข่า) ท่านพระอาจารย์หล้า หลวงตาปั่น (อยู่พระบาท-คอแก้ง) เมื่อได้ทราบข่าวว่าท่านพระอาจารย์มั่น เดินทางมาพํานักที่วัดบูรพาราม ในเมืองอุบลฯ ทุกองค์เหล่านี้ก็ได้ติดตามมาในเพ็ญเดือนสาม

บรรดาศิษย์ทั้งหมด มีท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นต้น ก็ได้ร่วมประชุมอบรมธรรมปฏิบัติอย่างที่เคยๆ ปฏิบัติกันมา”

บรรยากาศในงานเพ็ญเดือนสาม ครูบาอาจารย์เล่าว่า

ท่านพระอาจารย์มั่น เข้าไปพักอยู่วัดบูรพาฯ นัดหมายกันเดือนสองแรม ให้มาเตรียมสถานที่จัดงานมาฆบูชาเพ็ญเดือนสาม ให้มาเตรียมที่เตรียมฐานให้พร้อมตั้งแต่เดือนสองแรม

ในงานนี้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านสั่งญาติโยมห้ามฆ่าสัตว์มาทําอาหารถวาย ให้ซื้อหาจากตลาด ข้าวของไทยทานที่มีผู้คนมาถวายในงานมีมากมายก่ายกอง ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์ดูลย์ ก็นํามาแบ่งปันแจกจ่ายให้พระ เณร แม่ชี ไปตามวัดต่างๆ

งานบูชาพระ เพ็ญเดือนสาม เป็นงานปฏิบัติ มีพระ เณร ศรัทธาญาติโยมมาร่วมงานกันมากจนแน่นขนัด ในภาคเช้า พระเณรออกบิณฑบาตกับชาวบ้านมานั่งฉัน มีการแสดงธรรมในภาคเช้า ภาคบ่าย โดยเฉพาะภาคคํ่ามีการฟังธรรมปฏิบัติธรรมตลอดทั้งคืน ตกคํ่าไหว้พระสวดมนต์แล้วจุดผางประทีป จุดเทียนบูชา พระเถระครูบาอาจารย์สลับกันเทศน์ พอดึกคนง่วงนอนกันแล้วท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นเทศน์สลับกันไปจนแจ้ง แม้พระ เณร ผู้คนจะมาร่วมงานกันมาก แต่ก็ไม่มีเสียงรบกวนกัน หลังจากงานแล้วเสร็จ วันแรมคํ่าสอง คํ่าสาม ก็พากันทยอยกราบลา ทําวัตรขอขมาท่านพระอาจารย์มั่น เดินทางกลับที่พักของตน”

ในระยะนี้ หลวงปู่กงมา ท่านเพียรพยายามท่องปาฏิโมกข์อย่างหนัก ในที่สุดท่านก็ท่องพระปาฏิโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว และท่านก็สามารถรู้หนังสือจนอ่านออกเขียนได้จากการฝึกท่องพระปาฏิโมกข์ จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่น ก็เมตตาอนุญาตให้หลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ญัตติเป็นธรรมยุตพร้อมกัน ครูบาอาจารย์เล่าว่า

“ออกพรรษาแล้วปีนั้น ท่านอาจารย์กงมา ท่านพ่อลี วัดอโศการาม ก็เข้าไปญัตติเมืองอุบลฯ วัดบูรพาราม กลับมาจากบวชเป็นพระแล้วก็ออกธุดงค์มาทางยโสธร”

พ.ศ. ๒๔๗๑ ญัตติเป็นธรรมยุต

หลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ท่านทั้งสองได้ฝึกหัดท่องขานนาคจนคล่องแคล่วแล้ว จากนั้นก็ได้เข้ารับการญัตติเป็นธรรมยุตต่อไป หลวงปู่กงมาท่านเล่าว่า

“ครั้นออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นก็เดินทางไปถึงตัวจังหวัดอุบลราชธานี เรา (หลวงปู่กงมา) กับ พระลี ก็ได้ติดตามไปพบท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดบูรพา พอดีขณะนั้น ท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) ขึ้นมาจากกรุงเทพฯ ได้พักอยู่ที่วัดบูรพาราม ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์มั่นได้พิจารณาเห็นว่า เรากับพระลี ควรจะได้บวชเสียใหม่ เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถรก็ได้เป็นอุปัชฌาย์ บวชให้เรากับพระลีเป็นพระธรรมยุต”

การญัตติเป็นธรรมยุตของหลวงปู่กงมา และ ท่านพ่อลี พร้อมกันในครั้งนี้ ท่านพระ-อาจารย์มั่นขอให้ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เพื่อนสหธรรมิกของท่าน ซึ่งได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม) กรุงเทพฯ และได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ มาเป็นพระอุปัชฌาย์ในการทําพิธีทัฬหีกรรมญัตติเป็นธรรมยุตให้กับศิษย์ทั้งสอง ณ พัทธสีมา วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ เวลา ๑๔.๔๓ น.

ท่านพระอาจารย์มั่นให้ความเมตตาศิษย์ทั้งสององค์นี้มาก ท่านเป็นพระผู้ให้ไตรสรณคมน์และศีลด้วยองค์ท่านเอง โดยมี ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเพ็ง วัดใต้ (วัดพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ) อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงปู่กงมา ท่านเป็นนาคขวา ได้สวดญัตติก่อน ส่วนท่านพ่อลี ท่านเป็นนาคซ้าย สวดญัตติเป็นลําดับถัดมา

หลวงปู่กงมา ท่านได้นามฉายาว่า “จิรปุญฺโญภิกฺขุ” อันหมายถึง ผู้มีบุญยั่งยืน

ส่วนท่านพ่อลี ท่านได้นามฉายาว่า “ธมฺมธโรภิกฺขุ” อันหมายถึง พระผู้ทรงธรรม

การได้ญัตติเป็นธรรมยุตพร้อมกันในครั้งนี้ ในท่ามกลางครูบาอาจารย์และหมู่สงฆ์ที่สะอาด บริสุทธิ์ โดยมีท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ร่วมในพิธี ย่อมทําให้หลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี เกิดความปลื้มปีติซาบซึ้งใจในพระรัตนตรัย และในครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการห่มผ้ากาสาวพัสตร์สีกรักเข้มตามแบบฉบับของพระธุดงคกรรมฐาน อันเป็นธงชัยพระอรหันต์ และเป็นเครื่องแบบของนักรบธรรมที่ยอมสละชีวิตเพื่อธรรม อันเป็นการดําเนินตามรอยพระบาทองค์พระบรมศาสดา และตามรอยครูบาอาจารย์

หลวงปู่กงมา และ ท่านพ่อลี ขณะออกบวชใหม่ๆ เป็นภิกษุหนุ่ม ท่านทั้งสองออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาและตามป่าช้าร่วมกัน ไม่นานก็ได้ญัตติเป็นธรรมยุตพร้อมกันสมกับความตั้งใจที่จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมจําพรรษา และได้ปรนนิบัติรับใช้ท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด ต่อมาท่านทั้งสองก็เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ และได้บุกเบิกวงกรรมฐานทางภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี ร่วมกัน ท่านทั้งสองจึงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก ต่างปรึกษาสนทนาธรรมกัน ต่างให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้ความเคารพนับถือซึ่งกันและกันตลอดมาตราบจนบั้นปลายชีวิตของท่านทั้งสอง

หลวงปู่กงมา ท่านเปรียบเสมือนพระพี่ชายและเพื่อนสหธรรมิกของท่านพ่อลี ท่านทั้งสองนับเป็นเพื่อนสหธรรมิก ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” คู่สําคัญอีกคู่หนึ่งของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เช่นเดียวกับคู่ของ หลวงปู่ขาว อนาลโย กับ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หรือคู่ของ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ กับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หรือคู่ของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ

สาเหตุที่หลวงปู่กงมา ท่านต้องรอการญัตตินานหลายปี ครูบาอาจารย์เล่าว่า

“ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ เป็นพระมหานิกาย มาขอศึกษาข้อปฏิบัติและขอญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุต ท่านพระอาจารย์มั่นว่า ให้ท่องปาฏิโมกข์ให้ได้ จึงจะญัตติให้ ท่านพระอาจารย์กงมาอ่านหนังสือไม่ออก เพราะไม่ได้เข้าโรงเรียน จึงเรียนปาฏิโมกข์ปากต่อปาก คําต่อคํา และหัดอ่านพร้อมกันไปด้วย ใช้เวลาถึง ๓ ปี จึงสวดได้และอ่านหนังสือออก จึงได้มาญัตติที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี โดย ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑”

สอดคล้องกับประวัติท่านพ่อลี ธมฺมธโร บันทึกไว้ดังนี้

“ในที่สุด เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นได้ทดสอบเรา (ท่านพ่อลี) ทุกวิถีทางแล้ว ท่านเห็นความตั้งใจจริงของเรา ในขณะเดียวกันก็เห็นความพยายามของพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ที่ขอญัตติกรรมใหม่กับท่านมาเป็นเวลา ๓ ปีแล้ว แต่ท่านไม่อนุญาต ในที่สุดท่านสั่งให้พระอาจารย์กงมา ไปท่องปาฏิโมกข์ให้ได้เสียก่อน พระอาจารย์กงมาท่านไม่ได้เรียนหนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก แต่ท่านใช้ความพยายามให้คนสอน ท่องปากต่อปาก จนสามารถท่องได้ พระอาจารย์กงมาจึงได้ญัตติพร้อมกับเรา”

สาเหตุประการหนึ่งที่ท่านพระอาจารย์มั่นให้พระศิษย์ท่องพระปาฏิโมกข์ เพราะท่านเน้นสอนตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา การที่ท่านให้พระศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในสถานที่เปล่าเปลี่ยววิเวกเงียบสงัดตามลําพังองค์เดียว ทั้งนี้เพื่อฝึกจิตทรมานใจและเพื่อให้ได้กําลังของจิต ซึ่งพระศิษย์จะต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ให้มีศีลเศร้าหมองด่างพร้อย จิตใจก็อบอุ่น ดังที่องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ศีลให้รักษาตามสิกขาบทที่ท่านสอนไว้แล้วนั้น นี่เรียกว่า ภาคปฏิบัติ อย่าให้เคลื่อนคลาดในศีล ให้ปฏิบัติตามข้อห้ามที่ท่านห้ามไว้แล้วนั้น นี่เรียกว่า เดินตามทางที่ท่านสอนไว้ เรียกว่าปฏิบัติ ปฏิบัติตามสิกขาบทวินัยที่เราเรียนมาแล้วนั้น ไม่ข้ามเกินฝ่าฝืน จิตใจของเราก็อบอุ่น ศีลก็อบอุ่นอยู่ภายในใจ ยังไม่ได้สมาธิ ใจก็อบอุ่น ใจก็เย็นสบาย ไปอยู่ในป่าในเขา เสือคํารามข้างทางจงกรมก็ไม่กลัว อย่างน้อยศีลบริสุทธิ์แล้ว เสือไม่ทําอะไรได้ ผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์

นั่น มันไม่กลัว เสือคํารามๆ หรือกระหึ่มๆ ก็เดินจงกรมได้สบาย เพียงศีลบริสุทธิ์เท่านั้น จิตใจก็อบอุ่น แม้ว่าเสือมาเอาไปกิน ตายแล้วเราก็ไปสวรรค์เลย มันมีที่พึ่งอยู่แล้ว แล้วยิ่งได้ภาวนาทําใจให้สงบเย็นมากเข้าไปเท่าไร นี่ทางด้านธรรมะ ทางด้านศีล คือ วินัยของพระก็ปฏิบัติตามศีล ใจก็อบอุ่น ไม่ฝ่าฝืนล่วงเกิน”

การที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งให้พระศิษย์จดจําท่องพระปาฏิโมกข์ก่อนญัตติ ตลอดการอยู่ร่วมกับครูบาอาจารย์ที่รู้จริงในหลักธรรมวินัย จะทําให้เข้าใจและปฏิบัติตามพระวินัยแต่ละข้อได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญภาวนา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ท่านแสดงไว้อย่างตายตัวเวลาพระบวชเสร็จ ท่านจะสอนธรรมบทสําคัญๆ ให้เกี่ยวกับเรื่องภาวนา ขึ้นทีแรกว่า 

สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส ผู้มีศีลบริสุทธิ์ จิตใจย่อมมีความอบอุ่น การภาวนาไม่เป็นกังวลแล้ว จิตก็ลงสงบได้ง่าย นี่อันหนึ่ง

สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาเมื่อสมาธิ คือ ความสงบใจเป็นเครื่องหนุนหลังแล้วย่อมเดินได้คล่องตัว 

ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตที่ปัญญาซักฟอกเรียบร้อยแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นี่เป็นธรรมที่ตายตัว เวลาบวชเสร็จแล้วจะสอนธรรมนี้ให้พระทุกองค์”

หลังจากทําพิธีทัฬหีกรรมแล้วเสร็จ ด้วยท่านพระอาจารย์มั่น ท่านตั้งใจปลีกจากหมู่คณะไปเร่งความเพียรขั้นแตกหักตามลําพัง ก่อนจะแยกย้ายจากกัน ท่านได้เมตตาให้โอวาทธรรมอบรมสั่งสอนหลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ด้วยธรรมปฏิบัติ ตลอดธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ และอื่นๆ เป็นอเนกปริยาย และฝากให้ทั้งสองไปศึกษาอบรมกับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ที่เสนาสนะป่าบ้านท่าวังหิน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านยังเมตตาฝากสามเณรที่ติดตามท่านมา คือ สามเณรสิม สามเณร… ให้อยู่ในความปกครองดูแลของท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น หลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา ฯลฯ จากนั้นท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปจําพรรษาที่วัดสระปทุม กรุงเทพฯ กับท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) ซึ่งสมัยนั้นเงียบสงัดมาก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

พ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านเล่าเรื่องกรุงเทพฯ ให้ฟัง ตั้งแต่ท่านอยู่กรุงเทพฯ น่าฟังนะ โอ๊ย ! อยู่ไหนสงัดหมด วัดบรมนิวาส เขาเรียก วัดนอก วัดบวรนิเวศฯ เขาเรียก วัดใน เดินไปสบายๆ ไม่มีคน มันเป็นเหมือนบ้านนอกเรานี่แหละ สงบสงัด อยู่ไหนสงัดหมด ในกรุงเทพฯ ก็เหมือนกับเราอยู่บ้านนอกนี่แหละ สงัดทั้งนั้น จากวัดสระปทุมมาวัดบรมนิวาส ท่านก็เดินมา ไม่มีบ้านมีเรือนเลย ท่านเล่าให้ฟัง เวลามีโอกาส ท่านก็เล่าของท่านไป ผู้ฟังก็ฟังอย่างเพลินใจไปตามท่าน”

ในกาลต่อมา เมื่อครูบาอาจารย์วงกรรมฐานมีกิจนิมนต์ หรือมีกิจธุระจําเป็นเข้ากรุงเทพฯ ท่านจึงมักไปพักที่วัดสระปทุม กับ วัดบรมนิวาส ส่วนหลวงปู่กงมา เมื่อท่านเข้ากรุงเทพฯ ท่านมักไปพักวัดสระปทุม กับท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์

ท่านเล่าการอยู่ร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ในฐานะศิษย์หลวงปู่มั่น ท่านย่อมได้รับความเอาใจใส่เป็นอย่างดี ฐานะอาจารย์กับศิษย์ย่อมประดุจพ่อกับลูก องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ตอนต้นได้กล่าวถึงเรื่องพ่อแม่เลี้ยงลูก มีวันเติบโตขึ้นได้ในส่วนร่างกายเป็นสําคัญ อาจารย์กับลูกศิษย์ที่เลี้ยงดูด้วยอรรถด้วยธรรมตามคติธรรมดาก็ควรจะเป็นเช่นนั้น คือ มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลําดับ มีความคล่องแคล่วต่อหน้าที่การงาน ชี้องค์ไหนให้ทําหน้าที่อะไร ทําได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์แล้ว จะเป็นเช่นเดียวกับลูกในครอบครัวของพ่อแม่คนนั้นๆ จะมีลูกกี่คน ย่อมถือเป็นลูกของตนๆ โดยสนิท และจะใช้สอยคนไหน ก็เป็นที่ไว้อกไว้ใจได้ นี่ควรจะเป็นเช่นนั้น”

ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งได้มีโอกาสอยู่ร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ในช่วงหนึ่งของชีวิตไว้ว่า

“การอยู่ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่น เป็นเวลานานเป็นปีๆ นั้น เป็นการอยู่อย่างมีความหมายจริงๆ วันและคืนที่ล่วงไปไม่เคยให้เสียประโยชน์แม้แต่กระเบียดนิ้วเดียว เราจะไต่ถามความเป็นไปอย่างไรในจิตที่กําลังดําเนิน ท่านจะแก้ไขให้อย่างแจ่มแจ้ง และท่านยังรู้จักความ ก้าวหน้าถอยหลังของจิตของเราเสียอีก บอกล่วงหน้าให้ได้เลยในกาลบางครั้ง ทําให้เราเกิดความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง คราวใดที่เราเคร่งครัดการทําความเพียรเกินควร ท่านก็จะทัดทานแนะนําให้ผ่อนลงมา คราวใดเราชักจะหย่อนไป ท่านก็จะเตือนให้ทําหนักขึ้น

และบางคราวบางเดือน สมควรที่จะให้ไปห่างจากท่าน ท่านก็จะบอกชี้ทางให้ออกไปว่า ไป ณ ที่ถํ้านั้น ภูเขาลูกนั้น ป่านั้น เพื่อความวิเวกยิ่งขึ้น เราก็จะไปตามคําสั่งของท่าน ทําการปรารภความเพียรในที่ไปนั้น เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ยิ่งชัดเจนในความสามารถของท่านอย่างไม่มีอะไรจะมาเปรียบปาน

ครั้นได้กาลเวลา ท่านก็เรียกให้กลับ เพื่อความที่จะแนะนําต่อ เรารู้สึกว่าเมื่อกลับมาจากการไปวิเวกแล้วมาถึง ท่านจะแสดงธรรมวิจิตรจริงๆ ให้ซาบซึ้งอย่างยิ่ง คล้ายกับว่าท่านได้ล่วงรู้ความเป็นไปต่างๆ ที่เราได้กระทํามา นี้ก็ทําให้เราอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งอีกเช่นกัน การกระทําเช่นนี้ มิใช่ว่าจะแนะนําให้แก่เราแต่ผู้เดียว ทุกๆ องค์ที่อยู่กับท่าน ท่านก็จะแนะนําเช่นเดียวกัน”

“… ความดีของพระพุทธศาสนา นั้นมีอยู่ในตัวของเราทุกคน แต่ไม่รู้จักหาวิธีทําให้มีประโยชน์เกิดขึ้น โดยขาดปัญญา…

ถ้าทําตัวโง่ก็มีของดีเสียเปล่า ไม่ได้ประโยชน์อะไร นั่งเฝ้านอนเฝ้าศาสนา แต่ไม่ได้ประโยชน์อะไร ส่วนผู้มีปัญญา ย่อมหาประโยชน์จากตัวของเราได้…”

“… อันการที่จะหาเรื่องกังวลใส่ตัวเองนั้น มันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง และควรจะพิจารณา ในเมื่อเห็นหญิงสาว ให้เห็นเป็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียด และพึงพิจารณามิให้มันเข้ามาอยู่ในใจว่า เป็นของสวยงาม ทั้งตัวเราและตัวเขา”

“… กลัวผู้หญิงเท่ากับเสือเก้าศอก หรือกว่านั้น เพราะเสือไม่สามารถจะทําลายเพศพรหมจรรย์ให้เสียได้ ถึงมันกัด มันก็กัดเฉยๆ ส่วนผู้หญิงนั้นจะต้องทําให้เราตายทั้งเพศพรหมจรรย์ด้วย”

“… คนเราจะหลงก็เพราะมีกาย หลงกายซึ่งกันและกันนี่เอง กายคนเราถ้าลอกหนังออกเสียแล้ว ใครเล่าจะหลงกัน ก็เกลียดเท่านั้นเอง เวลาจิตเป็นสมาธิแล้วก็ให้พิจารณาอย่างนี้ จะทําให้รู้แจ้งเห็นจริง เป็นสัจธรรมได้”

ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านเล่าเรื่องต่างๆ ของท่านต่อไปอีกว่า

“ครั้งหนึ่งที่เราได้อยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ผ่านมาเป็นเวลา ๒ ปีเศษ ได้พบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ เช่น พระภิกษุสามเณรที่มาอยู่กับท่าน ทุกๆ องค์ต่างก็สนใจในธรรมอย่างแท้จริง มิได้มีองค์ใดเลยที่ย่อหย่อน และทุกๆ องค์ต่างได้ผลทางใจกันทั้งนั้น เพราะเมื่อผู้ใดมีอะไรเกิดขึ้นจากการบําเพ็ญจิตแล้ว ก็จะนํามาเล่าถวายท่านฟังและในเวลาที่ประชุมกันฟัง ทําให้รู้สึกขนพองสยองเกล้าเอาทีเดียว เมื่อได้ยินแต่ละองค์พูดถึงความจริงที่ตนได้รับ บางองค์ก็พูดเหมือนเรากําลังเป็นอยู่แล้ว และท่านก็แก้ไขให้องค์นั้น เราเองก็พลอยถูกแก้ไขไปในตัวเสร็จ

บางองค์พูดขึ้นลึกซึ้งเหลือที่เราจักรู้ได้ ก็ทําให้เราอยากรู้อยากเห็น ต่างองค์ก็ต่างไม่สงสัยซึ่งกันและกันว่าคําพูดเหล่านั้นจะไม่จริง ทําให้เรานี้นึกย้อนหลังไปถึงอดีตว่า แม้ครั้งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ก็คงจะเป็นเช่นนี้เอง เลยทําให้เหมือนกับว่าเรากําลังอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังงั้นแหละ ถึงอย่างไรก็ตาม เราเองเลื่อมใสยิ่ง ทั้งท่านและพระภิกษุสามเณรที่อยู่กับท่าน เพราะเหตุที่เห็นการปฏิบัติและปฏิปทาน่าเลื่อมใส และที่ได้เปล่งวาจาแห่งความจริงที่เกิดขึ้นในจิตของแต่ละท่าน”

คําสอนหลวงปู่กงมา ตามหลักธรรมที่หลวงปู่มั่นสั่งสอนมา

ในระยะที่หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ อยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นั้น ท่านได้ใช้อุบายวิธีทรมานจิตที่ท่านพระอาจารย์มั่นแนะนําจนได้ผลดี และท่านได้ให้ข้อคิดคติธรรมอันลํ้าค่าไว้ว่า

“เราจะกลัวเสือ หรือกลัวกิเลส กิเลสมันทําให้เราตายนับภพนับชาติไม่ถ้วน เสือตัวนี้มันทําให้เราตายได้หนเดียว”

นอกจากนี้หลักธรรมที่หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านถือเป็นแนวทางปฏิบัติและสอนธรรม เป็นหลักธรรมที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้วางเอาไว้ หลวงปู่กงมาก็จดจําได้อย่างขึ้นใจ คือ ธรรม ๑๑ ประการ ได้แก่

๑. การปฏิบัติทางใจต้องถือการถ่ายถอนอุปาทานเป็นหลัก

๒. การถ่ายถอนนั้นไม่ใช่การถ่ายถอนโดยไม่มีเหตุ ไม่ใช่ทําเฉยๆ ให้มันถ่ายถอนเอง

๓. เหตุแห่งการถ่ายถอนนั้นต้องสมเหตุสมผล เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํุ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ ธรรมทั้งหลายดับไปเพราะเหตุ พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้

๔. เพื่อให้เข้าใจว่า การถ่ายถอนอุปาทานนั้น มิใช่มีเหตุและไม่สมควรแก่เหตุ ต้องสมเหตุสมผล

๕. เหตุ ได้แก่ สมมติบัญญัติขึ้นแล้วหลงตามอาการนั้น เริ่มต้นด้วยการสมมติตัวของตนก่อน พอหลงตัวของเราแล้ว ก็ไปหลงคนอื่น หลงว่าเราสวยแล้ว จึงไปหลงผู้อื่นว่าสวย เมื่อหลงตัวของตัวและผู้อื่นแล้วก็หลงวัตถุข้างนอกจากตัว กลับกลายเป็น ราคะ โทสะ โมหะ

๖. แก้เหตุ ต้องพิจารณากรรมฐาน ๕ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ด้วยสามารถแห่งกําลังของสมาธิ เมื่อสมาธิชั้นตํ่า การพิจารณาก็เป็นญาณชั้นตํ่า เมื่อเป็นสมาธิชั้นสูง การพิจารณาก็เป็นญาณชั้นสูง แต่อยู่ในกรรมฐาน ๕

๗. การสมเหตุสมผล คือ คันที่ไหนก็ต้องเกาที่นั่นจึงจะหายคัน คนติดกรรมฐาน ๕ หมายถึง หลงหนังเป็นที่สุด เรียกว่า หลงกันตรงนี้ ถ้าไม่มีหนังคงจะวิ่งกันแทบตาย เมื่อหลงกันที่นี่ ก็ต้องแก้กันที่นี่ คือ เมื่อกําลังสมาธิพอแล้ว พิจารณาก็เห็นความจริง เกิดความเบื่อหน่าย เป็นวิปัสสนาญาณ

๘. เป็นการเดินตามอริยสัจ เพราะเป็นการพิจารณาตัวทุกข์ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า ชาติปิทุกข์ ชราปิทุกข์ พยาธิปิทุกข์ มรณัมปิทุกข์ ใครเกิด ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย กรรมฐาน ๕ เป็นต้น ปฏิสนธิเกิดมาแล้ว แก่แล้ว ตายแล้ว จึงได้ชื่อว่า พิจารณากรรมฐาน ๕ อันเป็นทางพ้นทุกข์ เพราะพิจารณาตัวทุกข์จริงๆ

๙. ทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข์ เพราะมาหลงกรรมฐาน ๕ ยึดมั่นจึงเป็นทุกข์ เมื่อพิจารณาละได้ เพราะเห็นตามความเป็นจริง สมคําว่า รูปสฺสมิํปิ นิพฺพินฺทติ เวทนายปิ นิพฺพินฺทติ สญฺญายปิ นิพฺพินฺทติ สงฺขาเรสุปิ นิพฺพินฺทติ วิญฺญาณสฺสมิํปิ นิพฺพินฺทติ เมื่อเบื่อหน่ายในรูป (กรรมฐาน ๕) เป็นต้น แล้วก็คลายความกําหนัด เมื่อเราพ้น เราก็ต้องมีญาณทราบชัดว่าเราพ้น

๑๐. ทุกขนิโรธ ดับทุกข์ เมื่อเห็นกรรมฐาน ๕ เบื่อหน่ายได้จริง ชื่อว่า ดับอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น เช่นเดียวกับท่านสามเณรสุมนะ ศิษย์ของท่านอนุราช พอปลงผมหมดศีรษะ ก็สําเร็จเป็นพระอรหันต์

๑๑. ทุกขคามินีปฏิปทา ทางไปสู่ที่ดับ คือ การเป็นปัญญาสัมมาทิฐิ ปัญญาเห็นชอบ เห็นอะไร เห็นอริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค การเห็นจริง แจ้ง ประจักษ์ ด้วยสามารถแห่งสัมมาทิฐิ ไม่หลงคติสุข มีสมาธิเป็นกําลัง พิจารณากรรมฐาน ๕ ก็เป็นองค์มรรค

เรื่องสามเณรกลัวผีและเจอผีจริงๆ

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านชอบเที่ยวธุดงค์พักภาวนาตามป่าช้า ป่าเสือ อันเป็นอีกหนึ่งปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านจะฝึกจิตทรมานใจในสถานที่วิเวกเงียบสงัด เปล่าเปลี่ยวน่ากลัว ใครกลัวอะไรก็ให้ไปฝึกกับสิ่งนั้น เช่น ใครกลัวผีให้ไปอยู่ป่าช้า ใครกลัวเสือให้ไปอยู่ป่าเสือ เป็นต้น เพื่อความกลัวจะเป็นอุบายบังคับให้จิตตั้งมั่นแนบแน่นอยู่กับ “พุทโธ” เพียงอย่างเดียว การอยู่ในสถานที่เช่นนั้น เป็นการถือธุดงควัตรในข้อที่ว่า อารัญญิกังคะ ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร และ โสสานิกังคะ ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพื่อขัดเกลากิเลสความกลัวได้เป็นอย่างดี

ในระยะเริ่มต้นฝึกหัดปฏิบัติภาวนา หลวงปู่กงมาขณะเป็นพระธุดงค์หนุ่ม เป็นนักรบธรรมเดนตาย ท่านก็ไปฝึกจิตทรมานใจอยู่ในสถานที่เช่นนั้นมาก่อน ท่านย่อมเกิดความหวาดกลัวเป็นธรรมดา และท่านย่อมเผชิญกับผี กับเสือ ฯลฯ ซึ่งในที่สุดท่านก็ชนะความกลัวดังกล่าว ท่านหายกลัวผี หายกลัวเสือ และท่านก็ชื่นชอบปฏิบัติภาวนาอยู่ในสถานที่เช่นนั้นมาโดยตลอด

เมื่อหลวงปู่กงมาท่านพักภาวนากับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่เสนาสนะป่าบ้านท่าวังหิน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ได้ไม่นาน ท่านพระอาจารย์สิงห์ก็พาคณะเดินธุดงค์ มีท่านพระอาจารย์มหาปิ่น หลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา พร้อมด้วยสามเณรสิม สามเณร…ไปทาง อ.ยโสธร จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร) สถานที่พักก็เป็นป่าช้า ซึ่งอยู่ห่างไกลหมู่บ้าน บรรยากาศวังเวงเงียบสงัด พอดีมีโยมมานิมนต์พระ เณรเลยอยู่ปักกลดพักในป่าช้ากันตามลําพัง วันนั้นก็มีการเผาศพคนตาย ๒ ศพ

ในคืนนั้นสามเณร… กลัวผีจนไม่กล้าออกจากกลดไปปัสสาวะ สุดท้ายก็ชนะความกลัวผี เกิดปัญญาออกมาว่า “เอ ! ก็ไม่เห็นมีอะไร ผีมาหลอกก็ไม่ทําร้ายให้ถึงตายได้ ที่กลัวเพราะกลัวจิตตนเองที่กิเลสบังคับให้ปรุงแต่ง ให้จิตฟุ้งซ่านไป เพราะขาดสติปัญญา กิเลสเข้าครอบงําปัญญา ธรรมะจึงไม่เกิด เมื่อธรรมะเกิด เพราะมีสติปัญญามาทันก็ไม่กลัว” ท่านว่า “ธรรมะย่อมชนะกิเลส ถ้ามีสติปัญญาพร้อม กิเลสทําให้เรากลัว เราไม่ได้กลัวผี กลัวจิตของเราที่ปรุงแต่งไปต่างหาก แต่ส่วนลึกของจิตใจยังมีข้อสงสัยว่า “ผีมีจริงหรือ” จะต้องพิสูจน์ แต่ที่แน่ๆ คือ “เราไม่กลัวผีแล้ว””

ต่อมาไม่นาน สามเณร… เจอผีจริงๆ ด้วยชาวบ้านแถวจังหวัดยโสธร นิยมเลี้ยงผีเพื่อใช้ประโยชน์ตามที่ตนเชื่อถือ จะนับถือผีมากกว่านับถือพระ ชาวบ้านได้สร้างศาลผีปู่ผีย่าไว้ในหมู่บ้าน พื้นที่บริเวณใด ชาวบ้านพบว่าผีดุ ก็จะไม่กล้าเข้าไปใกล้ เพียงแต่ให้เครื่องเซ่นไหว้บวงสรวงขอให้ช่วยเหลือ

คราวหนึ่ง หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เป็นหัวหน้า พร้อมด้วยหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ (ขณะนั้นยังเป็นพระหนุ่มๆ) พระอื่นๆ อีก และสามเณร… ได้ติดตามไปเที่ยววิเวกตามป่าช้า ป่ารกชัฏ ตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานที่หลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่น ได้ปฏิบัติ และได้สั่งสอนมา สถานที่ใดที่มีผีดุ ชาวบ้านกลัว ท่านจะไปภาวนาทําความเพียรเพื่อทดสอบฝึกฝนตนเอง หาประสบการณ์ ตลอดจนวิจัยธรรมที่จะเหมาะสมในการละกิเลสอุปาทานทั้งหลาย ในทํานองที่ว่า “สถานที่น่ากลัวที่สุด ย่อมมีสิ่งที่ดีที่สุด” และท่านไม่เคยปฏิเสธว่า ไม่มีผี ไม่มีเทวดา แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ปฏิเสธ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

หลักพุทธศาสนาแสดงไว้ว่า ผีนั้นมีจริง แต่คําที่ว่าผีนั้นเป็นคํารวมของพวกกายทิพย์ทั้งหลาย เว้นพวกเทวดาเสียโดยมาก นอกนั้นเรียกว่า ผี เป็นคํารวม พวกเหล่านี้มีความเป็นอยู่โดยเปิดเผยตามหลักธรรมชาติของตน เช่นเดียวกับมนุษย์และสัตว์มีอยู่ด้วยความเปิดเผยในวิสัยของเราที่รู้เห็นกันอย่างชัดๆ พวกเหล่านั้นเขาก็มีทางรู้เห็นเขาโดยชัดเจนเช่นเดียวกับเรารู้เห็นกันนี้เอง แต่เป็นวิสัยของใจที่จะรู้สิ่งเหล่านั้นเท่านั้น ไม่ใช่เป็นวิสัยของตาของหู ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่มาแสดงเป็นอากัปกิริยาให้เราทราบในบางครั้ง เราจึงไม่มีทางทราบได้ แล้วก็ลบล้างเขาเสียเลยว่า เขาไม่มี หรือสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ในโลก บางคนจึงปฏิเสธว่า ผีไม่มี ทั้งๆ ที่ก็ไม่เคยเห็นว่าผีมีหรือไม่มี อย่างนี้ก็มีมากมาย บางคนก็ว่ามี

ใบไม้ร่วงลงมาใบหนึ่งก็ว่าผีหลอก อย่างนี้ก็มี อะไรๆ เหมาว่าเป็นผีไปหมด อันนี้ก็เกินไป ผู้ที่ปฏิเสธเสียหมด ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นมีอยู่ ไม่มีอะไรจะไปลบล้างเขาได้ แต่เราก็ไปลบล้างเอาเสียด้วยวาทะหรือความรู้ความเห็นของเราเสียถ่ายเดียวว่า ผีไม่มีอย่างนี้ ก็เกินไปเช่นเดียวกัน”

คณะจาริกของหลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา พร้อมสามเณร… ได้เลือกพักปักกลดบริเวณป่ารกแห่งหนึ่งที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าผีดุมาก เคยแสดงให้ปรากฏมาแล้ว บริเวณใกล้ๆ ที่เนิน มีกอไผ่งามลําใหญ่ ไม่มีร่องรอยใครมาตัดฟันเลย แม้แต่บริเวณใกล้เคียงกันนั้นก็ตาม คณะจาริกแสวงธรรมได้ปักกลดอยู่ห่างกันพอประมาณ สามเณร… อายุประมาณ ๑๖–๑๗ ปี กําลังแข็งแรงลํ่าสัน อาสาที่จะไปหาฟืนแห้ง ไม้ไผ่แห้งมารมบาตรหรือระบมบาตร เพื่อไม่ให้เป็นสนิม ทําถวายหลวงปู่อ่อนและหลวงปู่กงมา เหตุสําคัญอยู่ที่ กอไผ่มีศาลพระภูมิ มีไม้แห้งจํานวนมาก จากที่ได้ค้นหาที่อื่นมาแล้ว กอไผ่ยืนตายอยู่ เพราะเกิดขุยไผ่หรือไผ่ออกดอกแล้วก็แสดงว่าหมดอายุ แต่ไม่มีรอยใครตัดเลย

สามเณร… จึงไปเรียนถามหลวงปู่อ่อน กับ หลวงปู่กงมา ซึ่งยังเป็นครูบาในขณะนั้น ท่านวางเฉย แสดงว่าท่านคงรู้ว่าน่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ก็ได้ หรือไม่กล้าบอก เพราะความจําเป็นก็สุดจะคาดเดาได้ สามเณร… ก็จัดแจงตัดมาจํานวนเพียงพอที่จะใช้เผา (ระบม) บาตร ขณะที่จะตัดไม้ สามเณร… ตะโกนร้องบอกว่า “ผีตาปู่เอ๋ย ถ้าอยู่ที่นี่ก็หนีไปก่อนนะ ข้าต้องการไม้ไผ่ เอาไปเผาบาตร ข้ากําลังต้องการไม้ไผ่อยู่ สูออกไปจากที่นี่ก่อนนะ”

เย็นวันนั้นเอง สามเณร… ได้ยินเสียงเหมือนเสียงผู้หญิงสาวร้องโอยๆ โหยหวนเข้าไปในหมู่บ้านแล้วก็กลับไปที่ศาลในป่า จากนั้นก็ได้ยินเสียงอื้ออึงในหมู่บ้าน หมาเห่าหอนกันทั้งคืน วันนั้นชาวบ้านก็ไม่เป็นอันนอน เสียงถ้วยโถโอชามกระทบกันก๊องแก๊งๆ ชาวบ้านในหมู่บ้านรู้ดีว่าต้องมีใครไปรบกวนผีที่ศาลแน่ๆ พอรุ่งเช้าก็เกิดเรื่องใหญ่ ชาวบ้านแห่กันมากล่าวโทษเผดียงว่า เพราะเหตุที่พระเณรมาอยู่ที่นี่ ทําให้ผีปู่ย่าเดือดร้อนไปรบกวนที่ศาลพระภูมิเจ้าที่ ผีจึงมากวนชาวบ้าน ไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนกัน ขอร้องให้ท่านย้ายไปอยู่ที่อื่นเถิด

ด้วยเหตุที่ต้องการสถานที่สัปปายะและอาศัยชาวบ้านบิณฑบาตเลี้ยงชีวิต หลวงปู่อ่อนและหลวงปู่กงมา ขณะเป็นพระหนุ่มๆ ได้เดินทางไปหาสถานที่ใหม่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน สามเณร… ทําหน้าที่เฝ้าอัฐบริขารอยู่องค์เดียว จนมืดคํ่าก็ยังไม่กลับก็ได้แต่เฝ้ารอ หลังจากสรงนํ้าเสร็จก็นั่งผ่ามะขามป้อมจิ้มเกลือฉันไป รอไปในความมืด ช่วงระหว่างโพล้เพล้พลบคํ่านั้น สามเณร… ยังไม่ได้เข้ากลด เอาเสื่อปูนั่งฉันมะขามป้อมไปพลาง เริ่มมืดสนิทได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ครํ่าครวญวนเวียนอยู่แถวศาล ได้ยินเสียงใบไม้กรอบแกรบ ต่อมาก็ได้ยินเสียงเหมือนสัตว์หรือหนูวิ่งเข้ามาหา เมื่อใกล้ก็กระโจนเข้ามาใต้เสื่อที่นั่งอยู่ สามเณร… จึงเอามือตบตรงเสียงนั้น ตะโกนว่า “มึงเข้ามาทําไม” จึงจุดเทียนขึ้นส่องดูก็ไม่เห็นมีอะไร รอจนดึกหลวงปู่ทั้งสองก็ยังไม่กลับมา จึงดับเทียนไหว้พระนั่งภาวนา

ครั้นหลวงปู่อ่อน กับ หลวงปู่กงมา กลับมาแล้ว หลวงปู่อ่อนส่งเสียงเรียก “เณร… เณร” มาแต่ไกล แต่ท่านไม่ตอบ จนกระทั่งใกล้จึงตอบรับว่า “ครับผม มีอะไรหรือครับ” หลวงปู่อ่อนว่า “คิดว่าเธอนอนหลับแล้ว ยังไม่นอนหรือ” พอรุ่งเช้าสามเณร… จึงได้เล่าเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ให้หลวงปู่ทั้งสองฟัง ท่านก็พอใจในความกล้าของเณร…

สาเหตุที่พ่อแม่ครูอาจารย์เสาร์ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น และศิษย์พระกรรมฐานทั้งหลายที่จาริกไปแสวงหาสถานที่วิเวกเพื่อทําความเพียรเจริญจิตตภาวนานั้น ก็เพื่อให้เกิดปัญญาในธรรมขั้นสูงๆ ขึ้นไป ในขณะเดียวกันนั้น ก็เพื่ออบรมสั่งสอนประชาชนชาวบ้านที่ไปโปรด ทั้งบิณฑบาตและแสดงธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้ละทิฏฐิเก่าที่เชื่อนับถือผี ให้หันมายึดในไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นสัมมาทิฏฐิและเป็นหนทางที่จะดับทุกข์ได้

ภูต ผี เทวดาต่างๆ ยังมีกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ พอใจก็ให้คุณได้ ถ้าไม่พอใจก็ให้โทษ แต่ไตรสรณคมน์นั้นมีแต่คุณ พระพุทธเจ้าสอนให้ละ โลภะ โทสะ โมหะ และชักจูงให้ชาวบ้านญาติโยมประพฤติปฏิบัติตามจะได้มีสุขและหาทางพ้นทุกข์ในที่สุด

ชาวบ้านที่มาฟังธรรม รักษาศีล ตามวัดต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ยังรู้สึกกลัวผี โดยเฉพาะผู้หญิง เด็ก เรียกว่า “ขวัญอ่อน” เคยมีเหตุการณ์ยามดึกสงัด โยมได้ยินเสียงเสมือนสัตว์วิ่งเหยียบใบไม้บนพื้นดังสวบๆ สักพักก็หยุด แล้วก็ดังใหม่ขึ้นมาอีก เป็นระยะๆ เสียงตะโกนมาว่า “ช่วยด้วยผีมา” ได้ยินเหมือนขึ้นต้นไม้ เมื่อฉายไฟไปยังเสียง ก็ปรากฏว่าเป็นตัวบ่างวิ่งหากินในยามคํ่าคืน นี่แหละจิตที่กิเลสครอบงําอยู่ปรุงแต่ง ปัญญาธรรมเข้ามาไม่ทันก็กลัว เมื่อรู้อย่างนี้แล้วความกลัวคงน้อยลง ความกล้าคงมากขึ้นจนไม่กลัวเลย

หลวงปู่กงมา ในขณะที่ท่านจําพรรษาและเที่ยววิเวกภาวนาตามป่าช้า ป่ารกชัฏ แถบจังหวัดอุบลราชธานี ท่านเป็นพระธุดงค์หนุ่มที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมาก นอกจากท่านไปปฏิบัติภาวนาตามสถานที่ต่างๆ ที่ท่านพระอาจารย์มั่นแนะนําแล้ว ซึ่งล้วนเป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยวน่าหวาดกลัว ทําให้ได้กําลังของจิตและกําลังสติปัญญา หากท่านได้ยินว่า ณ สถานที่ใดมีผีดุ อาถรรพ์เฮี้ยนแรง ท่านชอบไปปฏิบัติภาวนา ณ สถานที่นั้น ท่านเมตตาไปโปรดสงเคราะห์ผี และโปรดชาวบ้านให้เลิกนับถือผี ให้นับถือพระรัตนตรัย นับเป็นอีกหนึ่งปฏิปทาของท่าน และต่อมาท่านมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านนี้มาก หากสถานที่ใดมีผีดุอาถรรพ์เฮี้ยนแรง ชาวบ้านเดือดร้อนเข้าไปทําไร่ไถนาไม่ได้ ก็จะกราบนิมนต์ขอให้ท่านเมตตาไปโปรด ท่านก็ไปภาวนาแผ่เมตตา จนสถานที่แห่งนั้นร่มเย็นเป็นสุข ทําให้ชาวบ้านเข้าไปเพาะปลูกทํามาหากินได้ บางแห่งก็ถวายที่ให้ท่านสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐาน

พ.ศ. ๒๔๗๑ จําพรรษา ๑ ที่เสนาสนะป่าช้าบ้านหัวงัว

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ระหว่างนี้หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้ติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล กับคณะพระภิกษุสามเณรรวมกันประมาณ ๘๐ รูป เดินทางเที่ยววิเวกไปภาวนาและเทศนาอบรมศีลธรรมสั่งสอนประชาชนตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ตามการขอร้องของพระยาตรังฯ เจ้าเมืองอุบลฯ เมื่อจวนเข้าพรรษาได้ไปพักจําพรรษาอยู่เสนาสนะป่าช้าบ้านหัวงัว อําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับตําบลกําแมด อําเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร) ซึ่งเป็นบ้านญาติของท่านพระอาจารย์สิงห์ เสนาสนะป่าแห่งนี้ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้เดินธุดงค์มาบําเพ็ญภาวนาและสร้างเป็นที่พักสงฆ์ สมัยก่อนเป็นป่าช้า อยู่ห่างไกลหมู่บ้าน ปัจจุบันอยู่กลางหมู่บ้าน

พอใกล้ถึงวันเข้าพรรษา สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ขณะดํารงสมณศักดิ์ พระโพธิวงศาจารย์ และเป็นเจ้าคณะมณฑล ได้มีจดหมายเรียกตัว ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ให้ไปสั่งสอนอบรมประชาชนชาวเมืองอุบลฯ ท่านพระอาจารย์สิงห์และคณะจึงได้ไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านหนองขอน อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับ อําเภอหัวตะพาน จังหวัดอํานาจเจริญ) ส่วนหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่สาม อกิญฺจโน พร้อมด้วยสามเณร ซึ่งติดตามมากับคณะ ท่านพระอาจารย์สิงห์สั่งให้อยู่จําพรรษาด้วยกันเองที่เสนาสนะป่าบ้านหัวงัว โดยไม่มีพระผู้ใหญ่อยู่ร่วมจําพรรษา ซึ่งในขณะนั้นแต่ละองค์ยังเป็นพระภิกษุหนุ่ม และเพิ่งญัตติเป็นธรรมยุตได้ไม่นาน อายุพรรษาจึงน้อยมาก โดยมีหลวงปู่อ่อนเป็นหัวหน้า ซึ่งท่านก็เพิ่งญัตติได้เพียง ๔ พรรษา ส่วนหลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี หลวงปู่สาม นับเป็นพรรษาแรกนับจากญัตติเป็นธรรมยุต

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า

“ในพรรษานั้น (พ.ศ. ๒๔๗๑) ได้พากเพียรทําสมาธิอย่างเข้มแข็ง บางคราวก็นึกน้อยใจอยู่บ้าง เพราะพระอาจารย์ใหญ่หนีกันไปหมด เหลือแต่พวกเราซึ่งมีอายุพรรษาน้อย บางครั้งเห็นว่าชีวิตในสมณเพศนั้นใช่ว่าจะอยู่อย่างสุขสบายไปวันๆ เอาแต่กินข้าวปลาอาหารของชาวบ้าน แล้วนั่งๆ นอนๆ แต่อย่างเดียว ชีวิตของพระต้องดําเนินไปตามข้อวัตรและพระวินัย โดยเฉพาะพระป่ากรรมฐานต้องฝึกจิตเคร่งครัดมาก จึงจะสามารถดําเนินอยู่ในบริสุทธิ์ศีลและถูกต้องตามธรรมวินัยนั้นได้ จิตหวนกลับมาอยู่ในกระแสทางโลก จนบางขณะก็นึกอยากจะลาสึก แต่หากมักมีเหตุบังเอิญให้สํานึกรู้ตัวอยู่เสมอ”

ในตลอดพรรษานั้น แม้ว่าหลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี หลวงปู่สาม และสามเณร ต่างอยู่ห่างครูบาอาจารย์ ต้องดูแลรักษาตนกันเอง ท่านก็พากันรักษาข้อวัตรปฏิบัติและมุ่งมั่นประกอบความเพียรกันอย่างเอาจริงเอาจัง อย่างศิษย์มีครู บางครั้งท่านก็ปฏิบัติภาวนาเดินจงกรม นั่งสมาธิแข่งกัน โดยถือเนสัชชิกไม่นอนตลอดทั้งคืน หากองค์หนึ่งนั่งสมาธิ อีกองค์หนึ่งเดินจงกรมสลับกัน ท่านปฏิบัติภาวนากันอย่างผู้เห็นภัยในวัฏสงสารจริงๆ

การอยู่ร่วมกันของหมู่คณะที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ หรือที่เรียกว่า “หมู่คณะสัปปายะ” นั้น ย่อมเกิดผลดีต่อการปฏิบัติธรรมเป็นอันมาก แม้ว่าปีนี้ในช่วงเข้าพรรษาท่านพ่อลีนึกอยากจะลาสึกก็ตาม นอกจากเสียงเพลงขับกล่อมของหญิงสาวที่ร้องมากระทบใจตนได้ย้อนกลับมาสอนใจตนไม่ให้คิดไปในทางโลกแล้ว ประกอบกับความขยันหมั่นเพียรในการทําข้อวัตรปฏิบัติและการปฏิบัติภาวนาของแต่ละองค์ ก็ได้เป็นเครื่องส่งเสริมและสนับสนุนความเพียรของกันและกันได้เป็นอย่างดี ทําให้ท่านพ่อลีไม่นึกอยากจะลาสึกอีกต่อไป และทําให้ผลการปฏิบัติภาวนาของแต่ละองค์ในพรรษานี้ก้าวหน้าไปมาก ซึ่งท่านทั้งสี่ในกาลต่อมาต่างก็ได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชาเป็นครูบาอาจารย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น

ท่านถนัดตอบปัญหาธรรม–ประชุมสงฆ์วันมาฆบูชา ปี พ.ศ. ๒๔๗๒

เมื่อออกพรรษาแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปพักภาวนาอยู่ตามป่าช้าโดยลําพัง ท่านพ่อลี ท่านได้เล่าผลการปฏิบัติภาวนาอันน่าอัศจรรย์ในครั้งนั้นให้หลวงปู่กงมา เพื่อนสหธรรมิกฟังว่า

“เราเองทําจิต ทําสมาธิ ได้ดีมาก จิตสงบอย่างละเอียดประณีต มีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้นในใจอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาแต่กาลไหนๆ คือ

เมื่อจิตสงบแล้ว มีความรู้พิเศษผุดขึ้นมากมาย ภาษาบาลีซึ่งไม่เคยเรียนก็สามารถแปลได้ บทสวดมนต์ทําวัตร บทสวดเจ็ดตํานาน พระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ ก็สามารถแปลได้เกือบหมด จิตมีความรู้แตกฉานขึ้นในเรื่องธรรม อยากรู้อะไร ทําใจนิ่งๆ ก็สามารถรู้ได้โดยไม่ต้องใช้ความนึกคิด เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์อย่างมาก

เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังนี้ จึงนําไปเล่าให้ท่านพระอาจารย์กงมาฟัง ท่านก็ชี้แจงว่า “พระพุทธเจ้าของเราก็ไม่ได้เรียนรู้มาก่อน ถึงเรื่องการเรียนหรือเทศน์ พระองค์ท่านได้ปฏิบัติรู้ในใจก่อนแล้ว จึงได้บัญญัติไว้เป็นปริยัติธรรม ฉะนั้น การรู้ของเราเป็นการไม่ผิด” เมื่อได้ทราบดังนี้ จิตก็ยิ่งอิ่มเอิบปลื้มใจเป็นที่สุด”

เพื่อนสหธรรมิกที่ดีมีคุณธรรม ย่อมเกื้อกูลการปฏิบัติธรรมและเกื้อกูลความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของกันและกันให้ยิ่งๆ ขึ้นจนเป็นอจลศรัทธา ดัง หลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ท่านทั้งสองเป็นคู่สหธรรมิกที่เคารพรักใคร่สนิทสนมไว้วางใจกันมาก มีอะไรก็พูดคุยเปิดเผยกันได้ และแม้ชีวิตก็ยอมสละตายแทนกันได้ เมื่อท่านพ่อลีนําผลการปฏิบัติภาวนามาเล่า หลวงปู่กงมาท่านได้รับรสแห่งธรรมอัศจรรย์นี้มาก่อนหน้าแล้ว เมื่อคราวนั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่ง การตอบปัญหาธรรมของท่านมาจากภาคปฏิบัติ จึงทั้งสั้นกระชับ ทั้งชัดเจนแจ่มแจ้ง และเป็นไปเพื่อให้กําลังใจท่านพ่อลีเป็นอันมาก

การตอบปัญหาธรรมและแก้ความสงสัยของหมู่คณะนั้น หลวงปู่กงมา แม้ว่าท่านไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนทางด้านปริยัติมาก่อน แต่ท่านกลับมีความชํานาญถนัดตั้งแต่ยังเป็นพระภิกษุหนุ่มตราบจนเป็นครูบาอาจารย์ ซึ่งล้วนมาจากภาคปฏิบัติ เมื่อหมู่คณะมาขอปรึกษาถามปัญหาธรรมกับท่านในคราวใด ท่านตอบจนกระจ่างหายสงสัยทุกคราวไป ความสามารถในด้านนี้ของท่านนั้น เมื่อหมู่คณะได้ยินกิตติศัพท์ จึงมักมาขอปรึกษาถามปัญหาธรรมกับท่านเสมอๆ จนท่านได้รับการยกย่องชื่นชมเป็นอันมาก แม้องค์หลวงตาพระมหาบัวก่อนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านเกิดความสงสัยนิมิต ๙ ปีสําเร็จ ก็ได้หลวงปู่กงมาเป็นผู้ชี้แจงอธิบายจนองค์หลวงตาฯ เกิดความเข้าใจ และไม่นานองค์หลวงตาฯ ท่านก็สําเร็จดังนิมิต

หลังจากท่านพ่อลีสนทนาธรรมกับหลวงปู่กงมาไม่นาน ต่างก็ได้แยกย้ายกันไปภาวนา โดยท่านพ่อลี ธุดงค์กลับไปบ้านเกิดเพื่อไปโปรดโยมบิดาที่บ้านหนองสองห้อง สอนให้รักษาศีลและสอนให้เลิกนับถือผี ส่วนหลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา หลวงปู่สาม ท่านได้เที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าช้าในเขตอําเภอยโสธร และก็ได้สั่งสอนญาติโยมในแนวทางเดียวกัน และเมื่อถึงวันมาฆบูชา ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านทั้งสี่ก็ได้กลับมาที่เสนาสนะป่าช้าบ้านหัวงัว เพื่อเข้าร่วมประชุมสงฆ์

โดยระหว่างเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ขณะจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านหนองขอน ท่านได้รับจดหมายนิมนต์จาก ท่านพระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย) เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ (วัดศรีจันทราวาส) ตําบลในเมือง อําเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ธรรมยุต และเป็นญาติของท่านพระอาจารย์สิงห์ด้วย ว่าทางขอนแก่นมีเหตุการณ์ไม่สู้ดี ขอให้กองทัพธรรมฯ ไปช่วยเผยแผ่ธรรมปฏิบัติให้กับประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น

ท่านพระอาจารย์สิงห์จึงได้นัดกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งอยู่ในท้องที่จังหวัดอุบลราชธานี ให้มาประชุมกันในวันมาฆบูชา วันเพ็ญเดือนสาม ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ ที่เสนาสนะป่าช้าบ้านหัวงัว อําเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร่วมปรึกษาหารือไปช่วยทางจังหวัดขอนแก่น

ที่ประชุมได้ปรึกษาตกลงกันว่า พวกเราควรจาริกธุดงค์ไปเผยแผ่การประพฤติปฏิบัติธรรมแก่ประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น เพื่อช่วยท่านพระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย) เมื่อในที่ประชุมได้ตกลงถูกต้องพ้องกันแล้ว จึงได้แยกย้ายกันออกเดินธุดงค์ไปคนละทิศ คนละทาง แต่ก็ได้นัดหมายให้ไปรวมตัวกันก่อนเข้าพรรษาที่อําเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

เมื่อเป็นดังนั้น ชาวอําเภอยโสธร มีอาจารย์ริน อาจารย์แดง อาจารย์อ่อนตา เป็นหัวหน้า พร้อมด้วยชาวบ้านร้านตลาด ได้จ้างเหมารถยนต์ให้ ๒ คัน ท่านและคณะได้พากันออกเดินทางจากอําเภอยโสธร โดยทางรถยนต์ไปพักแรมอยู่ จ.ร้อยเอ็ด ๑ คืน แล้วออกเดินทางไปพักอยู่ที่จ.มหาสารคาม ที่ดอนปู่ตา ที่ชาวบ้านกล่าวกันว่าผีดุ ก็มีศรัทธาชาวบ้านร้านตลาดและข้าราชการพากันมาทําบุญและฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์สิงห์กันมากมาย

ณ สถานที่แห่งนี้หลวงปู่กงมา ก็ได้พบกับเพื่อนสหธรรมิก คือ ท่านพ่อลี อีกครั้ง ท่านได้พูดคุยสนทนาธรรมกันอย่างเพลิดเพลิน ในขณะที่พักอยู่ที่นั่น ท่านพ่อลีเห็นว่า พระเณรที่เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ มีจํานวนมาก ความสงบมีน้อย ท่านจึงกราบลาท่านพระอาจารย์สิงห์ และลาหมู่คณะไปโปรดญาติพี่น้องทางอําเภอนํ้าพอง ขอนแก่น

ออกจากดอนปู่ตา จังหวัดมหาสารคาม ท่านพระอาจารย์สิงห์ก็พาหมู่คณะเดินทางต่อไปถึงบ้านโนนยาง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เดือน ๓ แรม ๖ คํ่า และได้ไปรวมกันอยู่ที่ป่าช้าโคกเหล่างา ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองขอนแก่น

ในระยะเดียวกันนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ พอออกพรรษาในหน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์มั่น รับอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ขึ้นภาคเหนือปลีกตัวจากหมู่คณะนานถึง ๑๑ ปี โดยตลอดระยะนี้ หลวงปู่กงมาท่านจึงต้องห่างท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ ส่วนการปฏิบัติภาวนา ท่านภาวนาเป็นแล้ว ท่านเป็นพระอริยบุคคลขั้นของพระโสดาบันและกําลังเร่งทําความเพียรเพื่ออริยธรรมขั้นสูงต่อไป ท่านได้เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ เพื่อเผยแผ่ธรรมปฏิบัติแก่ประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น ร่วมกับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ต่อไป

ภาค ๔ เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ เผยแผ่ธรรมที่ขอนแก่น

ร่วมบุกเบิกธรรมยุตและวงกรรมฐานในจังหวัดขอนแก่น

ท่านพระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย) เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ (วัดศรีจันทราวาส) อ.เมือง จ.ขอนแก่น ที่นิมนต์ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และกองทัพธรรมฯ มาบุกเบิกวงกรรมฐานในจังหวัดขอนแก่น ท่านมีชื่อและฉายาพ้องตรงกันกับ พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) เจ้าอาวาสวัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จ.นครพนม

ท่านพระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย) ท่านเป็นชาวอุบลฯ เกิดที่บ้านหนองขอน อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี บ้านเกิดเดียวกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านทั้งสองเป็นญาติกัน เมื่อท่านอายุครบบวช ท่านบวชที่วัดบรมนิวาส โดยมี ท่านเจ้าคุณอุบาลี-คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้ศึกษาจนจบเปรียญธรรม ๓ ประโยค จากนั้นท่านได้มาช่วยกิจการพระพุทธศาสนาในต่างจังหวัด

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ท่านพระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย) ได้รับมอบหมายให้มาวัดศรีจันทร์ จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ท่านก็ได้รับตําแหน่งเป็นเจ้าอาวาส จากนั้นท่านได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองภายในวัดให้ดียิ่งขึ้น โดยการนําแนวปฏิบัติของคณะธรรมยุตมาปกครองสงฆ์ ซึ่งเน้นการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและเน้นการบําเพ็ญสมถ–วิปัสสนากรรมฐาน ท่านนับเป็นพระผู้บุกเบิกธรรมยุตและวงกรรมฐานในจังหวัดขอนแก่นเป็นองค์แรก

ฉะนั้น การต่อต้านขัดขวางท่าน จึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย จากกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วย ทั้งจากพระที่ประพฤติย่อหย่อนกันมานาน ทั้งจากกลุ่มชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นแนวปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน ย่อมเห็นเป็นสิ่งแปลกปลอม และทั้งจากกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์ จึงเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการเผยแผ่แนวทางปฏิบัติอันถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย และเป็นไปตามพระพุทธประสงค์ที่ทรงสั่งสอนพุทธบริษัทให้ปฏิบัติมุ่งตรงต่อมรรค ผล นิพพาน ซึ่งยิ่งนานวันเหตุการณ์ก็ยิ่งทวีความรุนแรง จนท่านองค์เดียวไม่อาจระงับได้ ท่านจึงนิมนต์ท่านพระอาจารย์สิงห์ พร้อมด้วยกองทัพธรรมฯ มาช่วยแก้ไขเหตุการณ์

นับเป็นสมัยแรกที่พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น นําโดยท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ได้มาบุกเบิกให้เกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่นซึ่งท่านและคณะได้เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานี จึงทําให้สายปฏิบัติเกิดขึ้นเป็นจํานวนมาก ถือเป็นยุคทองของพระธุดงคกรรมฐานในจังหวัดขอนแก่น นับได้ว่า ท่านพระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย) ท่านมีพระคุณและมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อชาวขอนแก่น ให้ได้มีที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่เป็นเนื้อนาบุญอย่างมากมาย ถือเป็นจุดกําเนิดวัดป่ากรรมฐานและพระธุดงคกรรมฐาน ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งกาลต่อมาก็ได้ขยายผลสู่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ

กล่าวถึงกองทัพธรรมฯ ที่ออกติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น มาร่วมบุกเบิกวงกรรมฐานที่จังหวัดขอนแก่นในครั้งนั้น เช่น หลวงปู่ภุมมี ฐิตธมฺโม หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่อุ่น ธมฺมธโร หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่เกิ่ง อธิมุตฺตโก หลวงปู่สีลา อิสฺสโร หลวงปู่ดี ฉนฺโน หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่ซามา อจุตฺโต ฯลฯ ล้วนมีธาตุเดียวกัน ต่างมุ่งมั่นทําความดี มุ่งบําเพ็ญประโยชน์พระพุทธศาสนาสนองงานท่านพระอาจารย์มั่นร่วมกัน โดยครูบาอาจารย์เทศน์เรื่อง “คนเข้ากันโดยธาตุ” ไว้ดังนี้

“เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “คนนี่เข้ากันโดยธาตุ”

ลูกศิษย์ของพระสารีบุตรเป็นพวกนักปราชญ์หมดเลย ต้องมีเหตุมีผลถึงจะฟังกัน ลูกศิษย์ของพระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มีเดช พวกมีฤทธิ์นี่ชอบฤทธิ์ ฤทธิ์นี่ มีฤทธิ์ที่สูงกว่า เขาแสดงสิ่งที่เหนือกว่า เขายอมรับกัน ลูกศิษย์พระเทวทัต พวกเทวทัตคิดแต่มักใหญ่ใฝ่สูง คิดแต่อยากมีอํานาจ พวกนี้ลามกหมดเลย

นี้ในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ “คนเข้ากันโดยธาตุ” นี่ธาตุของคน คนดีทําแต่สิ่งที่ดีๆ คิดแต่สิ่งที่ดีๆ คนชั่วคิดแต่สิ่งที่ชั่วๆ นะ คนชั่วทําดีได้ยาก ทําชั่วได้ง่าย คนดีทําดีได้ง่าย ทําชั่วได้ยาก… ทําดีได้ง่าย ทําชั่วได้ยาก ทีนี้ความดี มันดีของใคร?

ถ้าคนดีทําดีได้ง่าย ความดีนะ ทําดีได้ง่าย มันเป็นความปกติ แต่เวลาคนชั่ว เขาทําความชั่วได้ง่าย แต่ความชั่วของเขา เพราะเขาเป็นคนชั่ว เขาถึงคิดว่าความชั่วนั้นเป็นความดี ถ้าเราใช้คําว่าดี มันดีของใคร? ดีของคนดี หรือดีของคนชั่ว ถ้าดีของคนชั่ว คือ ชั่วกับชั่ว ชั่วๆ ถ้าดีของคนดี มันจะเป็นความดีไป เห็นไหม นี่ธาตุ !”

ครูบาอาจารย์ทุกองค์ที่เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ ย่อมทราบเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างดี เพราะท่านล้วนเป็นพระกรรมฐานกล้าหาญ และเป็นนักรบธรรมเดนตาย ที่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มาก่อน ท่านจึงพร้อมแล้วที่จะต้องเสียสละ แม้กระทั่งชีวิตก็ยอมสละได้ เพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยภาคปฏิบัติให้มั่นคงสถาพรสืบต่อไป ฉะนั้น การเข้าร่วมกับกองทัพธรรมฯ ที่จังหวัดขอนแก่นในคราวนี้ จึงเป็นการบําเพ็ญทั้งประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมในคราวเดียวกัน และในภายภาคหน้าก็จะได้ร่วมมือกันทําประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไป

หลวงปู่กงมา ซึ่งร่วมมากับคณะนั้น ในสมัยเป็นฆราวาสวัยหนุ่ม ท่านเป็นนักต่อสู้ที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมาก ท่านเคยเป็นนายฮ้อยใช้ชีวิตอย่างโชกโชน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาก่อน เคยบุกป่าฝ่าดง ทั้งดงเสือร้ายและดงโจรมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน ท่านก็รอดตายมาทุกครั้งจนเป็นประสบการณ์ชีวิต เมื่อท่านออกบวชได้มาเป็นพระธุดงค์ ท่านได้ปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ ยอมสละตาย โดยการนั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่งในดงมาลาเรีย จนบรรลุอริยธรรมขั้นต้นเป็นพระโสดาบันมาแล้ว ท่านจึงมี “พุทโธ” มีสติธรรม ปัญญาธรรม เป็นธรรมาวุธอันเลิศเลอ และธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม

เมื่อท่านพิจารณาแล้วก็เห็นว่า “กิเลสภายในใจตนนั้นเป็นภัยจากภายใน ย่อมน่ากลัวกว่าภัยจากภายนอก” และท่านมีคติธรรมประจําใจที่ท่านมักน้อมนํามาสอนตน และภายหลังท่านนํามาสอนศิษย์ว่า “ไม่มีอาวุธใดทําร้ายเราได้เท่ากับความคิด ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดคุ้มครองเราได้เท่ากับสติ” ท่านจึงไม่หวาดหวั่นเกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ และพร้อมที่จะเผชิญกับเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับท่านได้ทุกเมื่อ

พ.ศ. ๒๔๗๒ กองทัพธรรมฯ ธุดงค์เข้าขอนแก่น เผชิญเหตุการณ์ไม่สู้ดี

กองทัพธรรมฯ มีท่านพระอาจารย์สิงห์ เป็นหัวหน้า ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ป.ธ. ๕ เป็นรองหัวหน้า เมื่อเดินทางมาถึงเมืองขอนแก่น ได้ธุดงค์ไปปักกลดภาวนาที่ป่าช้าโคกเหล่างา (ปัจจุบัน คือ วัดป่าวิเวกธรรม) เมื่อพระคณะธรรมจาริกทราบข่าว ต่างได้เดินทางมาชุมนุมกันมีทั้งหมดจํานวน ๗๐ กว่ารูป เมื่อพระคณะธรรมจาริกได้เดินทางมาถึงหมดครบทุกชุดแล้ว ก็ได้ออกธุดงค์แยกย้ายกันไปอยู่ตามหมู่บ้านที่มีสถานที่เป็นป่าร่มเย็นเงียบสงัดในท้องที่อําเภอเมืองขอนแก่น

คณะท่านพระอาจารย์สิงห์ และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น เมื่อมาพักปฏิบัติธรรมอยู่ที่เมืองขอนแก่น ต่างองค์ต่างก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่สู้ดี ตามที่ท่านพระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย) ว่าไว้ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ซึ่งในสมัยนั้นท่านได้ร่วมอยู่ในคณะด้วย บันทึกไว้ดังนี้

“ข้า (หลวงปู่อ่อน) ได้พักอยู่กับพระอาจารย์สิงห์ ฟังเสียงพวกโยมคนเมืองขอนแก่นไม่เคยเห็นพระกรรมฐาน ตื่นเต้น กล่าวร้ายติเตียนกันไปสารพัดต่างๆ นานา มิใช่เขาตื่นเต้นไปทางกลัว ทางเลื่อมใส ดังพวกชาวเมืองราชคฤห์ตื่นเต้นคราวได้เห็นพระพุทธเจ้าออกบรรพชาใหม่ไปเที่ยวบิณฑบาตนั้น เมืองขอนแก่นพากันตื่นเต้นอย่างเห็นพระกรรมฐานเป็นสัตว์ เรียกพวกพระกรรมฐานว่า “พวกบักเหลือง” คําว่า “บักเหลือง” นี้ เขาว่าพระกรรมฐานทั้งหลายเป็นงูจงอาง อีหล้าคางเหลือง

ฉะนั้น จึงมีคนเขาออกมาดูพวกพระกรรมฐาน เขาจําต้องมีมือถือไม้ค้อนกันมาแทบทุกคน เมื่อมาถึงหมู่พวกข้าแล้ว ถือค้อนเดินไปมาเที่ยวดูพระเณรที่พากันพักอยู่ตามร่มไม้และร้านที่เอากิ่งไม้แอ้มและมุงนั้นไปๆ มาๆ แล้วก็ยืนเอาไม้ค้อนคํ้าเอว ยืนดูกันอยู่ก็มีพอควร แล้วก็พากันกลับบ้าน เสียงร้องว่า “เห็นแล้วล่ะพวกบักเหลือง พวกอีหล้าคางเหลือง พวกมันมาแห่น (แทะ)หัวผีหล่อน (กะโหลก) อยู่ป่าช้าโคกเหล่างา มันเป็นพวกแม่แล้ง ไปอยู่ที่ไหนฝนฟ้าไม่ตกเลย จงให้มันพากันหนี ถ้าพวกบักเหลืองไม่หนีภายในสามสี่วันนี้ ต้องได้ถูกเหง้าไม้ไผ่ ค้อนไม้สะแกไปฟาดหัวมัน” ดังนี้ไปต่างๆ นานา จากนี้ไปก็มีเขียนหนังสือปักฉลากบอกให้หนี ถ้าไม่หนีก็จะเอาลูกทองแดงมายิงบูชาล่ะ ดังนี้เป็นต้น

ไปบิณฑบาต ไม่มีใครยินดีใส่บาตรให้ฉัน จนพระอาจารย์สิงห์ภาวนาคาถาอุณหิสสวิชัยว่าแรงๆ ไปเลยว่า ตาบอดๆ หูหนวกๆ ปากกืกๆ (ใบ้) ไปตามทางบิณฑบาตนั้นแหละ ทั้งมีแยกกันไปบิณฑบาต ตามตรอกตามบันไดเรือนไปเลย จึงพอได้ฉันบ้าง ทั้งพระอาจารย์ก็มีการประชุมลูกศิษย์วันสองวันต่อครั้งก็มี ท่านให้โอวาทแก่พวกลูกศิษย์ได้มีความอบอุ่นใจ ไม่ให้มีความหวาดกลัวอยู่เสมอ แต่ตัวข้าก็ได้อาศัยพิจารณากําหนดจิต ตั้งอยู่ในคําสอนของพระพุทธเจ้าว่าธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริํ นี้อยู่เรื่อยไป”

ตัวอย่างของความยากลําบากในการอบรมสั่งสอนประชาชน และการตั้งวัดใหม่ให้ลงหลักปักฐานให้ได้เป็นที่มั่นคงในเวลานั้น โปรดอ่านจาก อัตตโนประวัติของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ที่ท่านได้บันทึกไว้

แยกย้ายกันไปตั้งวัดใหม่

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ช่วงก่อนเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้นัดประชุมกองทัพธรรมฯ ที่เสนาสนะป่าช้าโคกเหล่างา ที่ประชุมตกลงให้แยกย้ายกันไปตั้งเป็นสํานักสงฆ์ วัดป่าฝ่ายอรัญวาสีขึ้นหลายแห่งในจังหวัดขอนแก่น เพื่ออยู่จําพรรษาและเผยแผ่พระธรรมเทศนา อบรมสั่งสอนประชาชนให้ละมิจฉาทิฏฐิ เลิกจากการเคารพนับถือภูต ผี ปีศาจ และให้หันมาตั้งมั่นอยู่ในพระไตรสรณาคมน์กันอย่างจริงจัง ทําให้วัดป่าฝ่ายอรัญวาสีและคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายตั้งขึ้นในจังหวัดขอนแก่นเป็นจํานวนมาก ดังนี้

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์ภุมมี ฐิตธมฺโม ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ และ ท่านพระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร ซึ่งอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในปีนั้น พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร ได้มาอยู่จําพรรษาร่วมกันที่ เสนาสนะป่าช้าโคกเหล่างา ตําบลในเมือง อําเภอเมือง ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการและอยู่ในตัวเมืองขอนแก่นด้วย นับเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาฝ่ายอรัญวาสีของภาคอีสานตอนกลาง

ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร อยู่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านพระคือ ตําบลพระลับ อําเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์วัดป่าบ้านผือ ตําบลพระลับ อําเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์วัดป่าชัยวัน บ้านศรีฐาน ตําบลในเมือง อําเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

ท่านพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์วัดป่าบ้านคําไฮ ตําบลบ้านเป็ด อําเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

ท่านพระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์วัดป่าบ้านทุ่ม ตําบลบ้านทุ่ม อําเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์วัดป่า-บ้านโคกโจด ตําบลพระลับ อําเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

ท่านพระอาจารย์ซามา อจุตฺโต พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์วัดป่าบ้านยางคํา ตําบลยางคํา อําเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น

ท่านพระอาจารย์นิล มหนฺตปญฺโญ พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์ วัดป่าสุมนามัย ตําบลบ้านไผ่ อําเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

การแยกย้ายกันไปตั้งวัดใหม่ตามที่กองทัพธรรมฯ ได้ตกลงกันนี้ แม้จะมีความเสี่ยงจากภัยอันตรายต่างๆ ที่จะตามมามากมายก็ตาม แต่มีประโยชน์มหาศาล มีมากกว่าการอยู่รวมตัวกัน เพราะพระคณาจารย์วิปัสสนาธุระทุกรูปที่ออกเผยแผ่ธรรมนั้น ล้วนได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มาเป็นอย่างดี ทุกองค์ปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน การสั่งสอนประชาชนก็เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

แม้บางองค์เป็นพระภิกษุหนุ่มเพิ่งญัตติ หรือเพิ่งออกบวชก็ตาม เช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่ซามา อจุตฺโต ฯลฯ แต่ละองค์ล้วนมีข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทา เป็นไปอย่างเคร่งครัด และการปฏิบัติภาวนาก็เป็นไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน ทุกองค์ล้วนเป็นพระที่มีคุณภาพ เป็นพระแท้ พระจริง บางองค์ก็ทรงอริยธรรม มีภูมิจิตภูมิธรรม ทําให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่จังหวัดขอนแก่นครั้งแรก ตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานที่องค์พระบรมศาสดาทรงประทานไว้ และท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้บุกเบิกสืบทอดมา เป็นไปอย่างกว้างขวางรวดเร็วมาก และได้ผลดีเกินคาด ทั้งใช้เวลาไม่นาน ก็ก่อให้เกิด วัดป่ากรรมฐาน และ พระธุดงคกรรมฐาน ในจังหวัดขอนแก่นมากมาย

สําหรับ เสนาสนะป่าช้าโคกเหล่างา อันเป็นวัดที่กองทัพธรรมฯ โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ บุกเบิกพัฒนาสร้างเป็นวัดป่าแห่งแรกในจังหวัดขอนแก่น ได้เป็นวัดป่ากรรมฐานที่เจริญรุ่งเรืองมาจวบจนทุกวันนี้ ปัจจุบัน คือ วัดป่าวิเวกธรรม หรือ วัดเหล่างา มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ มาอยู่จําพรรษาต่อเนื่องกันมาเป็นลําดับ โดยทางวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๓

พ.ศ. ๒๔๗๒ จําพรรษา ๒ ที่เสนาสนะป่าช้าโคกเหล่างา

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้อยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่เสนาสนะป่าช้าโคกเหล่างา เป็นพรรษาที่ ๒ นับจากญัตติธรรมยุต เสนาสนะป่าช้าแห่งนี้เป็นป่ารกชัฏ มีต้นไม้ใหญ่หนาแน่นปกคลุม มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย ป่าช้าโคกเหล่างาในขณะนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่ ตั้งอยู่นอกเมืองขอนแก่น เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา

ในตลอดพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์สิงห์พาพระเณรที่อยู่ร่วมจําพรรษารักษาข้อวัตรปฏิบัติปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานกันอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติภาวนาทําความเพียรกันอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นไปตามแนวทางที่ท่านพระอาจารย์มั่นอบรมสั่งสอนไว้ทุกประการ ซึ่งตรงกับจริตนิสัยของ หลวงปู่กงมา ที่มุ่งมั่นปฏิบัติภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์ ท่านจึงเชื่อฟังโดยให้ความเคารพนับถือท่านพระอาจารย์สิงห์เป็นครูบาอาจารย์อีกรูปหนึ่งของท่าน

สําหรับข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐาน อันเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์นั้นเป็นแนวทางใหม่ที่จังหวัดขอนแก่น แม้จะถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยและธุดงควัตร ที่องค์สมเด็จ-พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเมตตาประทานไว้ แต่กลับกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมของพระ เณร และประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น ซึ่งพระเณรเคยชินกับสิ่งที่ปฏิบัติกันมานานจนเกิดความย่อหย่อน และประชาชนก็เห็นกันมานานจนคุ้นชิน เมื่อเห็นพระไม่อยู่ตามวัดในเมือง ในกุฏิถาวร แต่กลับไปอยู่ตามป่าช้า ป่ารกชัฏ ในกุฏิกระต๊อบ ในเสนาสนะป่าชั่วคราว ก็พากันแปลกใจและสงสัย ยิ่งได้เห็นข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์สิงห์และกองทัพธรรมฯ ก็ยากจะเข้าใจและยอมรับได้ เป็นต้นว่า การบิณฑบาตเป็นวัตร การฉันในบาตรหนเดียวเป็นวัตร การอยู่ป่าเป็นวัตร การเยี่ยมป่าช้าเป็นวัตร ฯลฯ

และที่เสนาสนะป่าช้าโคกเหล่างา แม้พระเณรอยู่กันหลายองค์ แต่สภาพวัดกลับเงียบสงบ ต่างพากันเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนากันอย่างเอาจริงเอาจัง ความเป็นอยู่ของพระป่า กิริยาของพระป่าเป็นกิริยาของธรรม ไม่มีทางโลกเจือปนแม้แต่น้อย ต่างองค์ต่างอยู่เหมือนทะเลาะกัน เหมือนไม่ถูกกัน แตกต่างกับพระเณรส่วนใหญ่ในสมัยนั้นที่อยู่ในเมืองอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะสนใจศึกษาและปฏิบัติธรรม กลับมานั่งรวมกลุ่มคุยสรวลเสเฮฮากันบ้าง มานั่งโขกหมากรุกกันบ้าง เตะตะกร้อเล่นกันบ้าง สนับสนุนการแข่งเรือยาวบ้าง ฯลฯ ซึ่งเป็นกิริยาแบบโลกๆ

เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ และกองทัพธรรมฯ พากันปฏิบัติตามข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทานี้อย่างจริงจังต่อเนื่อง อย่างมีจุดยืน ประชาชนเมื่อมาสัมผัสใกล้ชิดมากเข้าๆ ได้มาใส่บาตร ฟังธรรม จากที่ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับ ก็เริ่มหันมาสนใจ หันมาศึกษากันอย่างจริงจัง ก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐาน

ด้วยเสนาสนะป่าช้าโคกเหล่างา เป็นที่ฝังศพและเผาศพ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านจึงสอนพระเณรพิจารณาอสุภกรรมฐาน หลวงปู่กงมา ท่านก็ได้อาศัยซากศพในป่าช้าแห่งนี้ พิจารณาอสุภกรรมฐาน หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ซึ่งได้อยู่ร่วมจําพรรษาในปีนี้ ท่านเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ได้ออกอุบายสอนลูกศิษย์ของท่านให้ได้พิจารณาอสุภกรรมฐานจากซากศพ โดยพาพระเณรไปขุดศพขึ้นมาพิจารณา”

หลวงปู่สิม ได้เล่าประสบการณ์ที่ท่านได้อสุภกรรมฐานจากซากศพไว้ว่า

“นี่แหละร่างกายนั้น พระพุทธองค์ท่านจึงทรงสอนให้กําหนดเป็นอสุภกรรมฐาน อย่าไปเห็นว่ารูป ไม่ว่ารูปหญิงรูปชาย ให้เข้าใจว่าเป็นอันเดียวกัน ไม่มีใครสวยใครงามกว่ากัน สมมติโลกว่าสวยว่างาม สมมติธรรมมันไม่สวยงาม อสุภํ มรณํ ทั้งนั้น ถึงมันจะยังไม่ตายตอนเด็กตอนหนุ่มก็เถอะ ไม่นานล่ะ เดี๋ยวมันก็ทยอยตายไปทีละคนสองคน หมดไป สิ้นไป ไม่เหลือ”

การเยี่ยมป่าช้า พิจารณาอสุภกรรมฐานนี้ อยู่ในธุดงควัตร องค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ไว้ดังนี้

“ความจริงจะเป็นขันธ์ใด หรือไตรลักษณ์ใดก็ตาม ใจของเราไปยึดไปถือเขาต่างหาก จึงต้องมาพิจารณาให้ชัดเจนในขันธ์ รูปขันธ์ อาการใดดูให้เห็นชัดเจน ถ้ายังไม่ทราบชัดใน “ปฏิกูล” ซึ่งมีอยู่ในรูปขันธ์ของเรา ก็ให้ดูป่าช้าในตัวของเรานี้ให้เห็นชัดเจน

คําว่า “เยี่ยมป่าช้า” ให้เยี่ยมที่นี่ แม้เยี่ยมป่าช้านอกก็เพื่อน้อมเข้ามาสู่ป่าช้าในตัวของเรา “ป่าช้านอก” คนตายในครั้งพุทธกาล มันป่าช้าผีดิบทิ้งเกลื่อน ไม่ค่อยจะเผาจะฝังกันเหมือนอย่างทุกวันนี้ ท่านจึงสอนให้พระไปเยี่ยมป่าช้า ที่ตายเก่าตายใหม่เกลื่อนกลาดเต็มไปหมดในบริเวณนั้น เวลาเข้าให้เข้าทางทิศนั้นทิศนี้ ท่านก็สอนไว้โดยละเอียดถี่ถ้วน ด้วยความฉลาดแหลมคมของพระพุทธเจ้าผู้เป็น “สยัมภู” หรือ “ผู้เป็นศาสดาของโลก” ท่านสอนให้ไปทางเหนือลม ไม่ให้ไปทางใต้ลม จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะกลิ่นซากศพที่ตายเก่าตายใหม่นั้นๆ

เมื่อไปเจอซากศพเช่นนี้เข้าแล้ว ความรู้สึกเป็นอย่างไร แล้วให้ไปดูซากศพชนิดนั้นๆ ความรู้สึกเป็นอย่างไร ให้ประมวลหรือ “โอปนยิโก” น้อมเข้ามาสู่ตัวเองซึ่งเป็นซากอันหนึ่ง ท่านสอนให้พิจารณาอย่างนี้ เมื่อเราได้สักขีพยานคือตัวเราเอง ว่าซากศพที่อยู่ในป่าช้าภายนอกนั้นเป็นอย่างไรแล้ว น้อมเข้ามาสู่ป่าช้าภายใน คือ ตัวเราเอง เมื่อได้หลักเกณฑ์ที่นี่แล้ว การเยี่ยมป่าช้านั้นก็ค่อยจางไปๆ แล้วมาพิจารณาป่าช้านี้ให้เห็นชัดเจนขึ้นโดยลําดับ คือกายนี้เป็นบ่อปฏิกูลน่าเกลียด ต้องชะล้างอาบสรง ทําความสะอาดอยู่ตลอดเวลา

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มาเกี่ยวข้องกับทุกส่วนของร่างกายเรานี้ มีอะไรที่เป็นของสะอาด แม้เครื่องอุปโภคบริโภค เมื่อนํามาบริโภคก็กลายเป็นของปฏิกูล นับแต่ขณะเข้าทางมุขทวารและผ่านลงไปโดยลําดับ เครื่องนุ่งห่มใช้สอยต่างๆ มันก็สกปรก ต้องไปชะล้างซักฟอกยุ่งไปหมด ที่บ้านที่เรือนก็เหมือนกัน ต้องชะล้างเช็ดถูปัดกวาดอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นป่าช้าขึ้นที่นั่นอีก เพราะความสกปรกเหม็นคลุ้งทั่วดินแดน

มนุษย์ไปอยู่ที่ไหนต้องทําความสะอาด เพราะมนุษย์สกปรก แน่ะ ! ในตัวเราซึ่งเป็นตัวสกปรกอยู่แล้ว สิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับตัวเรามันจึงสกปรก แม้แต่อาหารหวานคาวที่มีรสเอร็ดอร่อยน่ารับประทาน สีสันวรรณะก็น่าดูน่าชม พอเข้ามาคละเคล้ากับสิ่งสกปรกที่มีอยู่ภายในร่างกาย เช่น นํ้าลาย เป็นต้น ก็กลายเป็นของสกปรกไปด้วย อาหารชนิดต่างๆ ที่ผ่านมุขทวารเข้าไปแล้ว เวลาคายออกมา จะนํากลับเข้าไปอีกไม่ได้ รู้สึกขยะแขยงเกลียดกลัว เพราะเหตุไร? ก็เพราะร่างกายนี้มีความสกปรกอยู่แล้วตามหลักธรรมชาติของตน อันใดที่มาเกี่ยวข้องกับร่างกายนี้จึงกลายเป็นของสกปรกไปด้วยกัน

การพิจารณาอย่างนี้เรียกว่า “พิจารณาป่าช้า” “พิจารณาอสุภกรรมฐาน””

ออกพรรษา ออกจาริกโปรดชาวเมืองขอนแก่น

เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น นําพระคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระทุกรูปในกองทัพธรรมฯ ร่วมกับคณะของท่านพระครูพิศาลอรัญญเขต (จันทร์ เขมิโย) เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยเจ้าคณะอําเภอ เจ้าคณะตําบล ได้แยกย้ายกันออกเที่ยวธุดงค์จาริก ทั้งปักกลดภาวนาพักแรมตามราวป่าชายหมู่บ้านที่ร่มรื่นวิเวกเงียบสงัด ทั้งออกบิณฑบาต และเทศนาอบรมสั่งสอนโปรดประชาชนตามท้องที่ต่างๆ ในจังหวัดขอนแก่น ให้ละมิจฉาทิฐิ เลิกนับถือภูต ผี ปีศาจ ให้ตั้งมั่นอยู่ในพระไตรสรณคมน์

ซึ่งปีนี้ทางราชการก็ได้ประกาศไม่ให้ประชาชนนับถือภูต ผี ปีศาจ ให้พากันปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย ทางจังหวัดขอนแก่นจึงได้ระดมคณะของท่านพระอาจารย์สิงห์ ให้ช่วยปราบผี โดยกองทัพธรรมฯ ได้กระทําเช่นนี้อย่างจริงจังติดต่อกันต่อเนื่องทุกปี ตลอดทั้ง ๓ ปี ปรากฏว่า เมื่อประชาชนได้เห็นปฏิปทา จริยาวัตร ตลอดสมณวัตรของพระธุดงคกรรมฐานที่เรียบร้อยงดงาม มีอาการสงบ สํารวม เคร่งครัดแล้ว ต่างก็เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธามากขึ้นโดยลําดับ

ครูบาอาจารย์เล่าถึงการเผยแผ่ของกองทัพธรรมฯ ในครั้งนั้นว่า

“ขบวนกองทัพธรรมนําโดย หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม นั้น มีครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ ปัญญาบารมีเฉพาะตัวหลายอย่างแตกต่างกัน หลวงปู่สิงห์ จะเน้นด้านปัญญา ด้านหลักธรรม ไตรสรณาคมน์ เป็นหลัก หลวงปู่ดี ฉนฺโน จะเน้นด้านกสิณ มีฤทธิ์ สามารถปราบความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องผี ได้รื้อศาลต่างๆ ที่นับถือผีอยู่เดิม ถ้ามีข่าวว่า มีผีเฮี้ยนที่ไหน ท่านจะเดินทางไปปราบ แล้วสั่งสอนชาวบ้านให้ยึดมั่นไตรสรณาคมน์”

ส่วน ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ป.ธ. ๕ ซึ่งได้ติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์ (พระพี่ชาย) พร้อมด้วยหมู่คณะออกเผยแผ่ธรรม อีกทั้งก่อสร้างเสนาสนะเพื่อปฏิบัติธรรม เฉพาะที่จังหวัดขอนแก่น รวมได้ถึง ๖๐ แห่งเศษ โดยเฉพาะที่ ป่าช้าบ้านพระคือ ได้กลายเป็นที่ชุมนุมฟังธรรมและปฏิบัติธรรมของบรรดาชาวบ้านทั้งจากที่ใกล้และไกล ด้วยความชื่นชอบศรัทธาว่า “ท่านพระอาจารย์มหาปิ่นเป็นพระที่มีความสามารถทั้งทางด้านปริยัติและปฏิบัติ”

การออกเที่ยวธุดงค์จาริกของกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น สถานที่ครูบาอาจารย์ท่านไปธุดงค์ล้วนเป็นป่าเป็นเขา ป่าช้า ป่ารกชัฏ ในที่วิเวกเงียบสงบสงัด แสนเปล่าเปลี่ยว ในถิ่นทุรกันดารอดอยากขาดแคลน ชนิดที่การคมนาคมเข้าไปไม่ถึง ชนิดที่ทางโลกไม่พึงปรารถนา แต่ทางธรรมพึงปรารถนา ทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์ในการบําเพ็ญสมณธรรมที่มุ่งแน่วแน่ตรงต่อมรรค ผล นิพพานเป็นสําคัญ ทําให้ประเทศไทยมีจํานวนวัดธรรมยุตในแบบฉบับของวัดป่ากรรมฐานเกิดขึ้นมากมาย และจํานวนพระฝ่ายธรรมยุตในแบบฉบับของพระธุดงคกรรมฐาน หรือพระป่า ก็เพิ่มขึ้นมากมาย โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“แต่ประเพณีเห็นไหม ประเพณี เราก็คนภาคกลางนะ ขึ้นไปอีสานครั้งแรกๆ น่ะ มันน้อยใจ ทําไมภาคกลาง พระมันไม่เป็นอย่างนี้วะ ทําไมพระปฏิบัติมันไม่มีนะ ก็ไปศึกษา ศึกษาปั๊บ อ๋อ ! ภาคกลางเกิดจากวัดบวรฯ วัดบวรฯ นี้เป็นธรรมยุตก่อน แล้วมันก็เผยแผ่มาตามแม่นํ้าแม่กลอง แม่นํ้าเจ้าพระยา แม่นํ้าบางปะกง

ที่ไหนมีแหล่งมีแม่นํ้า สมัยก่อนการคมนาคม แม่นํ้า ทางรถไฟ จะมีธรรมยุต ที่ไหนไม่มีจะไม่มีธรรมยุต เพราะว่าอะไร เพราะอํานาจรัฐ ไปด้วยอํานาจรัฐไง เพราะธรรมยุตเกาะอํานาจรัฐกระจายไป ทีนี้พอไปทางอุดงอุดรฯ มันไม่มี เพราะธรรมยุตนี่มันไปมีอยู่ที่อุบลฯ เพราะอุบลฯมีทางรถไฟ วัดสุปัฏฯ วัดศรีทอง นี่เป็นธรรมยุตมาก่อน หลวงปู่มั่นท่านบวชที่นั่นไง บวชที่นั่นปั๊บหลวงปู่มั่นเผยแผ่ไป แถวสกลนครนี่ไม่มี

หลวงปู่ฝั้นนี่เป็นมหานิกายมาก่อน หลวงปู่ขาวนี่เป็นมหานิกายมาก่อน พวกนี้เป็นมหานิกายหมด ญัตติหมด พอญัตติเปลี่ยนวัดสร้างวัดขึ้นมา สร้างวัดโดยภาคปฏิบัติ เวลาสร้างวัดก็สร้างวัดป่าอย่างนี้เลย แต่ของพวกเรามันสร้างเป็นวัดบ้านกันหมด ถึงไปดูประเพณีวัฒนธรรมนะไปดูประเพณีนะ อ๋อๆ แต่ก่อนไปนะ มันน้อยใจ นึกว่าพระคือพระไง แล้วก็คิดว่าพระนี่ก็ต้องมาจากทิศจากแหล่งเดียวกัน มันไม่ใช่

มหานิกายมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า ธรรมยุตมาเกิดสมัยพระจอมเกล้าฯ นี่เอง ฉะนั้นก่อนหน้านั้นไม่มีธรรมยุต ไม่มี มีสมัยพระจอมเกล้าฯ ฉะนั้น มันชั่วอายุ ๒๐๐ ปี ๒๐๐ กว่าปี ธรรมยุตเพิ่งฉลอง ๒๐๐ ปี เมื่อเร็วๆ นี้เอง ฉะนั้น เวลา ๒๐๐ ปี กับเวลาเมืองไทยมี ๗๐๐ ปี ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ฉะนั้น พื้นฐานเดิมมันเป็นมหานิกายหมดไง

มหานิกายก็เหมือนกับบวชวัดบ้าน ประเพณีกันหมดไง แล้วเพิ่งมา มาเกิดตรงนี้ เพิ่งมาเกิดตรงนี้ เพิ่งมาเป็น ทีนี้พอเป็นอย่างนั้นปั๊บ มันก็เลยแบบว่า ความน้อยใจก็หายไป คือมันเป็นประวัติศาสตร์ มันเป็นข้อมูล มันเป็นเรื่องจริงของสังคมไง สังคมมันเปลี่ยนแปลงไป ทีนี้ทางฝ่ายภาคอีสาน เพราะหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ทั้งนั้นล่ะ เมื่อก่อนธรรมยุตน้อยมากนะ

แล้วย้อนกลับมาเรื่องสังฆราช เพราะเมื่อก่อนธรรมยุตมันมีแค่หยิบมือเดียว แต่เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาบอกว่า หลวงปู่มั่นไปธุดงค์ที่ไหน ไปปักกลดที่ไหน ที่นั่นเป็นวัดหมดในภาคอีสาน หลวงปู่มั่นเคยปักกลดที่ไหน ที่นั่นจะเป็นวัด เป็นวัด เป็นวัด หลวงปู่มั่นสร้างเครือข่ายมหาศาลเลย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นสร้างเครือข่าย สร้างธรรมยุตให้เข้มแข็งขึ้นมา จากเมื่อก่อนมีแค่หยิบมือเดียวนะ”

พ.ศ. ๒๔๗๓ จําพรรษา ๓ ที่วัดป่าบ้านพระคือ

ใน พ.ศ. ๒๔๗๓ พอใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้จําพรรษาที่ วัดป่าบ้านพระคือ ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ร่วมกับท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี ท่านพระอาจารย์ภูมี ฐิตธมฺโม นับเป็นพรรษาที่ ๓

ในพรรษานี้ ความเพียรพยายามของกองทัพธรรมฯ ในการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติ ก็เริ่มให้ผลชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อศรัทธาญาติโยมชาวจังหวัดขอนแก่น เข้าใจแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ต่างก็ให้ความสนใจ เริ่มพากันเข้าวัด รักษาศีล ปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง โดย หลวงปู่เทสก์ ได้บันทึกเหตุการณ์ในพรรษานี้ไว้ดังนี้

“เรา (หลวงปู่เทสก์) ได้พาชาวบ้านย้ายวัดจากริมห้วยบ้านพระคือ ไปตั้งตอนกลางทุ่งริมหนองบ้านแอวมอง ภายหลังท่านอาจารย์มหาปิ่นจึงได้มาร่วมจําพรรษาด้วย ในพรรษานี้พระผู้ใหญ่มี พระอาจารย์ภูมี อาจารย์กงมา แลเรา โดยพระอาจารย์มหาปิ่นเป็นหัวหน้า

ตลอดพรรษา เราได้รับภาระแบ่งเบาเทศนาและรับแขก ช่วยท่านเป็นประจําทุกๆ วันพระ พระเณรและญาติโยมก็พากันตั้งใจปรารภความเพียรโดยเต็มความสามารถของตนๆ นับว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก บางคนภาวนาเห็นนั้นเห็นนี่ต่างๆ นานา จนลืมบ้าน ลืมลูกเมียด้วยการเพลินใจในการภาวนา ออกพรรษาแล้ว เราพร้อมด้วยอาจารย์ภูมีและคณะได้ลาท่านอาจารย์มหาปิ่นออกไปเที่ยววิเวกทางบ้านโจด หนองบัวบาน อําเภอกันทรวิชัย (โคกพระ) จังหวัดมหาสารคาม”

แม้ในระยะนี้หลวงปู่กงมา ท่านไม่ได้อยู่ร่วมจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น แต่การอยู่ร่วมจําพรรษากับครูบาอาจารย์องค์สําคัญของหลวงปู่กงมา ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งไว้นั้น ท่านก็ได้รับประโยชน์เป็นอันมาก ในพรรษาที่แล้วท่านได้อยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์สิงห์ แม่ทัพใหญ่กองทัพธรรมฯ พอมาในพรรษานี้ ท่านได้อยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ซึ่งเป็นน้องชายท่านพระอาจารย์สิงห์ที่มีความรู้ด้านปริยัติเป็นถึงมหาเปรียญ จบ ป.ธ. ๕ ประโยค และเคยอยู่จําพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพระอารามหลวงมาก่อน

ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ได้เดินทางมากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา เพื่อความพ้นทุกข์ตามสัจจะที่ตั้งไว้ โดยไม่ยอมศึกษาต่อทางด้านปริยัติ แม้จะมีผู้สนับสนุนก็ตาม และแม้จะมีโอกาสเจริญรุ่งเรืองทางคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองแต่ท่านกลับไม่หวั่นไหวยินดี และไม่ปรารถนาในชื่อเสียง ลาภ ยศ สักการะ สมณศักดิ์ใดๆ ยิ่งกว่าการรักษาสัจจะ และยิ่งกว่าธรรมอันเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์

การที่ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมในครั้งนั้น ประชาชนในภาคอีสาน ได้แตกตื่นชื่นชมกันมากว่า “ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น พระมหาเปรียญธรรมหนุ่มจากเมืองบางกอก ได้ออกฝึกจิต ดําเนินชีวิตสมณเพศ ตัดบ่วง ไม่ห่วงอาลัยในยศถาบรรดาศักดิ์ ออกป่าดง เดินธุดงค์กัมมัฏฐานฝึกสมาธิภาวนาเป็นองค์แรกในสมัยนั้น”

ชื่อเสียงของท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ในครั้งนั้นจึงหอมฟุ้งรํ่าลือไปไกล ท่านได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระพี่ชาย คือ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม นํากองทัพธรรมฯ ออกเผยแผ่พระธรรมคําสอนในสายพระธรรมกัมมัฏฐาน จนมีผู้เลื่อมใสศรัทธาอย่างกว้างขวางมาจนปัจจุบัน

ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น นับเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นที่เป็นมหาเปรียญองค์แรกที่เรียนจบมหาเปรียญแล้วออกปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ จากนั้นก็มีอีกหลายองค์ที่ดําเนินในลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยทุกองค์ต่างทําตามสัจจะที่ตั้งไว้ เช่น องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เรียนจบนักธรรมเอก ป.ธ. ๓ ประโยค เป็นมหาเปรียญ พระอริยเวที (หลวงปู่พระมหาเขียน ฐิตสีโล) จบ ป.ธ. ๙ ประโยค และเป็นถึงพระราชาคณะ ฯลฯ

ด้วยความรู้ทางธรรมที่สมบูรณ์เพียบพร้อมทั้งด้านปริยัติ ด้านปฏิบัติ และด้วยคุณธรรมของท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ทั้งการรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานอย่างเคร่งครัด ตลอดการปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ทําให้หลวงปู่กงมา ซึ่งมีโอกาสอยู่ร่วมจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มหาปิ่นตลอดทั้งพรรษา ท่านย่อมสัมผัสรับรู้ได้ และท่านถึงกับยอมรับในปฏิปทาอันเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดของท่านพระอาจารย์มหาปิ่น สมกับชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณที่รํ่าลือกันจริงๆ พร้อมทั้งยกย่องชื่นชม ท่านจึงให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์มหาปิ่นเป็นครูบาอาจารย์ของท่านอีกองค์หนึ่ง

หลวงปู่กงมา เล่าถึงท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ภายหลังจากที่ได้เข้ามอบตัวเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านเกิดความคิดดูถูกท่านพระอาจารย์มั่น ดังนี้

“ภายหลังจากท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านได้พิจารณาเห็นว่าท่านพระอาจารย์มหาปิ่นนี้มีบุญวาสนา ได้บําเพ็ญธรรมมาพอสมควรที่จะเห็นอรรถเห็นธรรมได้ ท่านจึงพยายามแนะนําการเจริญภาวนาธรรมให้อย่างละเอียดและลึกซึ้ง

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ในขณะที่ท่านนั่งพักอยู่ที่กุฏิหลังเล็กมุงหญ้าคาในเสนาสนะป่า ซึ่งท่านได้ผ่านการนั่งเจริญภาวนากรรมฐานมาแล้ว ๒ ชั่วโมง ขณะนั้นเป็นเวลา๕ ทุ่มเศษ พลันท่านก็ได้นึกถึงท่านพระอาจารย์มั่นว่า “ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านมิได้รํ่าเรียนพระปริยัติธรรมมากเหมือนกับเรา ท่านจะมีความรู้กว้างขวางได้อย่างไร เราได้รํ่าเรียนมาถึง ๕ ประโยค จะต้องมีความรู้กว้างขวางมากกว่าท่าน และที่ท่านสอนเราอยู่เดี๋ยวนี้ จะถูกหรือไม่ถูกประการใดหนอ”

ขณะนั้นเอง ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็นั่งพักอิริยาบถอยู่บนกุฏิของท่าน ซึ่งห่างกันคนละมุมวัด แต่ท่านก็ทราบวาระจิตของท่านพระอาจารย์มหาปิ่นทันทีว่า กําลังคิดดูถูกท่านอยู่ และการคิดเช่นนี้ย่อมเป็นภัยแก่การบําเพ็ญสมณธรรมอย่างยิ่ง ท่านพระอาจารย์มั่นจึงลุกขึ้นจากกุฏิ ถือไม้เท้าเดินไปที่กุฏิท่านพระอาจารย์มหาปิ่นทันที เมื่อไปถึง ท่านก็ใช้ไม้เท้าเคาะข้างฝาที่ทําด้วยใบไม้ เสียงดังปั๊บๆ แล้วท่านพระอาจารย์มั่นก็ส่งเสียงขึ้นว่า “มหาปิ่น ! มหาปิ่น นี่เธอจะมานั่งดูถูกเราด้วยเหตุอันใด การคิดเช่นนี้เป็นภัยต่อการบําเพ็ญสมณธรรมจริงหนา ท่านมหา”

พอสิ้นเสียงของท่าน ท่านพระอาจารย์มหาปิ่นก็ตกใจสุดขีด เพราะไม่ได้นึกได้ฝันเลยว่า ตนเองนั่งคิดอยู่คนเดียวแท้ๆ และก็เป็นเวลาดึกสงัดเช่นนี้ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ก็ยังมาล่วงรู้วาระจิตของเราได้ ท่านจึงรีบลุกขึ้นแล้วตรงเข้าไปกราบเท้าท่านพระอาจารย์มั่น กราบเรียนท่านว่า “กระผมกําลังนึกถึงท่านอาจารย์ใหญ่ในด้านอกุศลจิต กระผมขอกราบเท้าขอขมา ได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่กระผมด้วยเถิด ตั้งแต่บัดนี้ กระผมจะบังคับจิตใจมิให้นึกคิดถึงสิ่งที่เป็นอกุศลจิตอย่างนี้อีกต่อไป”

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านล่วงรู้วาระจิตนึกคิดของบรรดาลูกศิษย์ โดยอาศัยอํานาจจิตของท่าน หรือที่เรียกว่า เจโตปริยญาณ และปัจจุปปันนังสญาณ คือ รู้อารมณ์ใจของคนและสัตว์ อีกทั้งยังรู้เรื่องราวในปัจจุบันว่า ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น กําลังนั่งคิดอะไรอยู่ในกุฏิ แม้ว่าสถานที่ที่อยู่กันก็ไกลคนละฟากวัด บรรดาลูกศิษย์ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสจึงเกรงกลัวท่านพระอาจารย์มั่น เสียยิ่งกว่าให้ไปอยู่ท่ามกลางดงเสือ ดงช้างเสียอีก คุณธรรมของท่านนี้เป็นความดีอันลํ้าเลิศที่บรรดาศิษย์พึงสังวรในพระวินัยยิ่งกว่าชีวิต”

หลวงปู่กงมา ท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์มั่นอย่างสูงสุด ความรู้พิเศษภายในของท่านพระอาจารย์มั่นมีมากมาย บรรดาศิษย์หลายองค์ก็ล้วนเคยประสบกันมาก่อน รวมทั้งท่านเองก็เคยประสบด้วยตนเองมาก่อน ท่านจึงเมตตานําเรื่องนี้มาเล่าให้พระ เณร ฟังไว้เป็นคติธรรม เพื่อไม่ให้คิดดูถูก หรือคิดประมาทล่วงเกินในครูบาอาจารย์

สําหรับ วัดป่าบ้านพระคือ ที่กองทัพธรรมฯ ได้สร้างขึ้นในจังหวัดขอนแก่น ต่อมาเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองอีกวัดหนึ่ง ปัจจุบันชื่อ วัดป่าแสงอรุณ โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยกลางปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ท่านพระอาจารย์เทสก์ พร้อมด้วยพระอาจารย์กรรมฐานหลายรูป ได้มาพักปฏิบัติธรรม ณ บริเวณสถานที่สร้างวัดป่าแสงอรุณในปัจจุบัน ต่อมาท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ซึ่งมีอายุพรรษามากกว่าทุกรูปได้ออกมาจากดอนปู่ตา (วัดสมศรี) มาอยู่จําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์เทสก์ ทั้งสองท่านจึงถือว่าเป็นผู้บุกเบิกสร้างวัดป่าแสงอรุณ

การเผยแผ่ธรรมที่ขอนแก่นได้ผลดีเกินคาด

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้ออกติดตามท่านพระอาจารย์มหาปิ่นและหมู่คณะ เที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาในเขตจังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีธรรมชาติของป่าเขา ถํ้าเงื้อมผา พลาญหิน อันอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่เป็นดงหนาป่าทึบ แลดูร่มรื่นเขียวขจี และมีสัตว์ป่าสัตว์ร้ายชุกชุมมาก นับเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาอีกแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ท่านพระอาจารย์มหาปิ่นได้พาหมู่คณะพักภาวนาและโปรดชาวบ้านตามหมู่บ้านต่างๆ จนพอสมควรแล้ว ก็ได้พากันกลับมาช่วยแบ่งเบาภาระในการเผยแผ่ธรรมของท่านพระอาจารย์สิงห์ ที่สํานักสงฆ์ป่าช้าโคกเหล่างา

ด้วยในระยะเวลา ๒–๓ ปีที่ผ่านมา การเผยแผ่ธรรมะในจังหวัดขอนแก่นอย่างอดทน อดกลั้น ขยันขันแข็ง ต่อเนื่อง และสมํ่าเสมอของกองทัพธรรมฯ ซึ่งนําโดย ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล นับว่าได้ผลดีคุ้มค่ามาก ชนิดเกินความคาดหมาย สมกับความเหน็ดเหนื่อยและเวลาที่บรรดาครูบาอาจารย์ในกองทัพธรรมฯ ได้ทุ่มเทเสียสละอุทิศกายและใจ เดินทางไกลมาเมตตาโปรดสงเคราะห์ เพราะพระสัทธรรมคําสอนที่ถูกต้อง ที่ท่านคอยเมตตาสั่งสอนอบรมได้หยั่งในใจประชาชนถิ่นนี้แล้ว และการถือธุดงควัตรของพระป่า เช่น การเดินบิณฑบาตเป็นวัตร การฉันหนเดียวในบาตรเป็นวัตร การอยู่ป่าเป็นวัตร ฯลฯ เริ่มเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว

จากเดิมที่ประชาชนชาวขอนแก่น ยังไม่รู้จักและไม่เข้าใจในวิถีชีวิตของพระธุดงคกรรมฐาน หรือ พระป่า ซึ่งเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดการรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทา อีกทั้งการประพฤติปฏิบัติก็ผิดแปลกแตกต่างจากพระบ้านที่คุ้นเคยกัน ย่อมไม่ศรัทธา จนถึงขั้นต่อต้านขับไล่และคิดขู่ฆ่าพระป่าก็มี เมื่อเข้าใจดีแล้วต่างก็หันกลับมาเคารพเลื่อมใสศรัทธา และสนับสนุนให้กุลบุตรออกบวชเป็นพระเณรกันจํานวนมากมาย

โดยปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ช่วงก่อนเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ได้จัดงานบรรพชาอุปสมบทหมู่ ณ พัทธสีมา วัดศรีจันทร์ (วัดศรีจันทราวาส) อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งครูบาอาจารย์ในครั้งนั้น รวมทั้งหลวงปู่กงมา ก็ได้ติดตามมาช่วยงานดังกล่าวมากมาย สําหรับ หลวงปู่ฝั้นท่านได้มาตรากตรําช่วยงานบวชครั้งนี้ จนไข้ป่ามาลาเรียกลับมากําเริบอีกครั้ง โดย หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ บันทึกไว้ดังนี้

“พระอาจารย์ฝั้นท่านได้พักอยู่ที่นั้นตามสมควรแก่อัธยาศัยแล้ว จึงได้ลาญาติโยมออกเที่ยววิเวก ทําความเพียรในละแวกนั้นเป็นที่พอใจแล้ว ท่านก็ได้เดินทางกลับมาหาครูบาอาจารย์และหมู่เพื่อน ที่จังหวัดขอนแก่นอีก ท่านได้ไปพักที่วัดศรีจันทร์ ขณะเดียวกันทางวัดก็กําลังจะจัดเตรียมบริขารจะบวชพระเณรเป็นจํานวนมาก

ท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์) ได้มอบภาระให้ท่าน (ท่านพระอาจารย์ฝั้น) เป็นธุระในการตัดเย็บผ้าสบง จีวร สังฆาฏิสองชั้นกับผ้าบริขารอื่นอีกด้วยเป็นจํานวนมาก ท่านต้องนั่งตัดเย็บผ้าตลอดทั้งกลางวัน กลางคืน ไม่มีเวลาได้พักผ่อนหลับนอนเลย เพราะมีเวลาเหลือน้อย หลังจากได้บวชพระ เณร เสร็จแล้ว ท่านก็เริ่มกลับมาป่วยเป็นไข้มาลาเรียขึ้นมาอีก พระอาจารย์ท่านได้รักษาตัวของท่าน ด้วยวิธีการพักผ่อนภาวนารักษาจิตใจให้สงบ เป็นธรรมโอสถที่ท่านพระอาจารย์ได้เคยนําเอามาใช้ในเวลาอาพาธ ตามที่ท่านเคยปฏิบัติ แต่ก็ยังไม่หายสนิท เพียงทุเลาเท่านั้น

ท่านได้ระลึกถึงภูระงํา นึกอยากจะไปจําพรรษาอยู่บําเพ็ญเพียรภาวนาที่นั้น คงจะได้รับความสงบสงัด ปฏิบัติเพิ่มพูนกําลัง สมาธิ สติ ปัญญา วิชชา วิมุตติ ให้ปรากฏประจักษ์แจ้งชัดในปัจจุบัน ท่านจึงได้เข้าไปอําลาท่านพระอาจารย์สิงห์ และพระอาจารย์มหาปิ่น ไปอยู่จําพรรษาบนภูเขาระงํา ท่านพระอาจารย์สิงห์พูดว่า “ท่านฝั้นพาพระหัวโจกขึ้นไปอยู่ภูเขา ศึกษาอบรมกับท่านด้วย” พระอาจารย์ฝั้น ท่านยังไม่ทราบว่าพระหัวโจกที่ท่านพระอาจารย์สิงห์บอกนั้นเป็นใคร แต่พอมองเห็นมือท่านยกขึ้นตรงไปที่พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ท่านจึง “อ๋อ ! ท่านกงมานี้เอง ท่านว่าพระหัวโจก” (ท่านพูดหยอกแบบกันเอง) ท่านพระอาจารย์ฝั้นกับพระอาจารย์กงมาจึงออกเดินทางไปอยู่จําพรรษาบนภูเขาระงําด้วยกัน”

คําว่า “พระหัวโจก” ที่ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม หยอกล้อเรียกขานหลวงปู่กงมา ด้วยความเมตตา พอสันนิษฐานที่มาได้ว่า หลวงปู่กงมาท่านเคยเป็นนายฮ้อยมาก่อน มีนิสัยความเป็นผู้นํา เป็นนักเลง มีจิตใจองอาจเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ กล้าต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย กล้าเผชิญกับความทุกข์ยากลําบากทั้งปวงมาตั้งแต่เป็นฆราวาส ยิ่งออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานด้วยแล้ว นิสัยความเป็นผู้นํานี้ย่อมติดตัวท่านมา ไม่ว่าดงหนาป่าทึบ ถํ้าเสือ ไม่ว่าป่าช้าเผาผี หรือสถานที่ใดอาถรรพ์เฮี้ยนแรง เป็นที่อันตรายน่าหวาดกลัว เมื่อครูบาอาจารย์สั่งให้ท่านไปบําเพ็ญภาวนา ณ สถานที่นั้น ท่านพร้อมที่จะไปในทันที โดยไม่มีความหวาดกลัวหรือลังเลใดๆ เมื่อมีการงานท้าทายที่ท่านได้รับมอบหมาย เช่น หมู่บ้านใดที่มีชาวบ้านเป็นมิจฉาทิฐิคอยต่อต้านขัดขวางพระกรรมฐาน ท่านก็พร้อมที่จะอาสาเข้าไปแก้ไขในทันทีเช่นกัน

หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ท่านเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มีอายุและพรรษาใกล้เคียงกันมากหลวงปู่ฝั้นมีอายุมากกว่า ๑ ปี และพรรษาก็มากกว่า ๓ พรรษา หลวงปู่ฝั้นเกิดปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ญัตติเป็นธรรมยุตปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ส่วนหลวงปู่กงมาเกิดปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ญัตติเป็นธรรมยุตปีพ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านทั้งสองเป็นพระฝ่ายมหานิกายและเป็นพระศิษย์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นอนุญาตให้ญัตติ ต่างมีจุดมุ่งหมายในการออกบวชปฏิบัติ เพื่อปรารถนามรรค ผล นิพพานเหมือนกัน ในระยะแรกๆ ขณะยังเป็นพระภิกษุหนุ่ม ท่านออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมและอยู่จําพรรษาร่วมกัน

พ.ศ. ๒๔๗๔ จําพรรษา ๔ ที่ภูระงํา

การอยู่จําพรรษาร่วมกับครูบาอาจารย์ และ เพื่อนสหธรรมิก ที่ออกประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน นั้น มีประโยชน์เป็นอันมาก และเป็นไปตามหลักสัปปายะในข้อที่ว่า ครูบาอาจารย์สัปปายะ หมู่คณะสัปปายะ ที่เอื้อต่อการบําเพ็ญสมณธรรมให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลังจากเข้าร่วมกับกองทัพธรรมฯ ในสองปีที่ผ่านมาท่านได้จําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และร่วมกับท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล แล้ว พอมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ หลวงปู่กงมา ท่านได้อยู่จําพรรษาร่วมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร พร้อมด้วยสามเณรติดตาม ที่ภูระงํา อําเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น

หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ท่านทั้งสองเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นภิกษุหนุ่มผู้มุ่งมั่นต่อมรรค ผล นิพพาน ต่างเป็นลูกศิษย์หัวแก้วหัวแหวนของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต โดยในปีนี้ หลวงปู่ฝั้น อายุได้ ๓๒ ปี เข้าสู่พรรษา ๗ ส่วนหลวงปู่กงมา อายุได้ ๓๑ ปี เข้าสู่พรรษา ๔ ต่างเป็นนักรบธรรมเดนตาย และกาลต่อมาต่างก็ได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชาเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น

ภูระงํา มีสภาพเป็นผืนป่า มีพรรณไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่นสลับกับลานหินทราย เพิงหิน ถํ้า และมีก้อนหินรูปทรงต่างๆ เรียงกระจัดกระจายไปตามพื้นที่ไหล่เขา อากาศบนภูระงําปลอดโปร่งเย็นสบาย มองเห็นธรรมชาติป่าเขาเขียวขจีกว้างใหญ่งดงามมาก สถานที่วิเวกเงียบสงัดอยู่ห่างไกลหมู่บ้านและผู้คน คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ท่านพระอาจารย์มั่นเคยพาพระศิษย์ธุดงค์มาพักภาวนา ภูระงําเป็นสถานที่ลี้ลับ มีเรื่องราวอัศจรรย์มากมาย มีปรากฏการณ์พญางูยักษ์จําศีลภาวนาภายในถํ้าจะออกมาเล่นนํ้าในคืนวันเพ็ญ และมีเรื่องราวของตะขาบยักษ์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีบ่อนํ้าศักดิ์สิทธิ์ภูหิน เป็นสระนํ้าที่มีนํ้าตลอดทั้งปีไม่เคยเหือดแห้ง แม้จะเป็นฤดูแล้ง เป็นแหล่งนํ้าที่เคยใช้ประกอบพิธีทํานํ้าพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ (๕ ธ.ค. ๒๕๔๒) และพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ (๕ ธ.ค. ๒๕๕๔) นับเป็นสถานที่สัปปายะอีกแห่งหนึ่งที่พระธุดงคกรรมฐานชื่นชอบธุดงค์มาปฏิบัติธรรมกัน

ในตลอดทั้งพรรษา หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา แม้ห่างไกลครูบาอาจารย์ แต่ท่านประพฤติตนสมกับเป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ที่เป็นแบบอย่างแก่โลก โดยต่างพากันรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานอย่างเคร่งครัด ในทุกเช้า หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ท่านจะพาสามเณรลงจากภูระงําออกรับบิณฑบาตตามหมู่บ้าน แม้ท่านทั้งสองเป็นพระภิกษุหนุ่ม แต่การเดินบิณฑบาตเต็มไปด้วยกิริยาของธรรม ตามแบบฉบับของพระธุดงคกรรมฐาน คือ มีกิริยาอาการสํารวมระวัง ก้าวเดินอย่างมีสติ มีการภาวนา “พุทโธ” ไปตลอดเส้นทาง ทําให้ญาติโยมเห็นเพียงครั้งแรก ก็เกิดความเลื่อมใสแล้ว เมื่อเห็นเป็นประจําก็ยิ่งเกิดความเคารพศรัทธาในปฏิปทาเป็นอันมาก และเมื่อบิณฑบาตกลับถึงภูระงํา ฉันจังหันเสร็จแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายบําเพ็ญเพียรกันอย่างอุกฤษฏ์ ฯลฯ

ซึ่งก่อนที่หลวงปู่ฝั้นจะมาจําพรรษาที่ภูระงํานั้น ท่านได้มีอาการอาพาธไข้ป่ามาลาเรียมาก่อน และก็ยังไม่ทุเลาดีนัก เมื่อหลวงปู่ฝั้นมาอยู่จําพรรษาที่ภูระงํา อาพาธเดิมก็เกิดกําเริบอย่างหนัก ในคืนวันหนึ่ง ท่านจึงตัดสินใจรักษาด้วยธรรมโอสถ โดยการนั่งสมาธิภาวนาสละตายเช่นเดียวกับที่หลวงปู่กงมาเคยปฏิบัติมาก่อน จนจิตรวมสงบ เวทนาดับเหลือแต่ เอกัง จิตตัง ตลอดคืนยันรุ่ง ตั้งแต่ทุ่มเศษจนกระทั่ง ๑๐ โมงเช้า ท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ในอิริยาบถนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อน อยู่นานราว ๑๕ ชั่วโมง อาการอาพาธไข้ป่ามาลาเรียและอาการปวดเมื่อยร่างกายหายไปหมด พ้นจากการทุกข์ทรมาน เบาตัว เบากาย สบายเป็นปกติ เมื่อสามเณรนิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหาร หลวงปู่ฝั้นท่านถึงกับออกอุทานว่า “โอ้ ! ๑๐ โมงเช้ากว่าแล้วหรือ แหม ! เรานั่งปรากฏว่า นั่งประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง”

(รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ พ.ศ. ๒๔๗๔ จําพรรษา ๗ บนภูระงํา บรรลุพระโสดาบัน)

ถํ้าบนภูระงําแห่งนี้ หลวงปู่ฝั้นท่านเคยเล่าให้ศิษย์ฟังว่า “ภูระงํามีความหมายต่อท่าน” ภายในถํ้ามีพระพุทธรูปโบราณ บริเวณปากถํ้าเป็นที่โล่งแจ้ง เป็นสถานที่ซึ่งหลวงปู่ฝั้นนั่งภาวนาสละชีวิต คือ ภาวนาตาย ยังผลให้ท่านระลึก “พุทโธ” ได้เป็นครั้งแรก

หลวงปู่ฝั้น ท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นพระโสดาบัน ถอดถอนสังโยชน์ได้ ๓ ข้อ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส อริยธรรมขั้นนี้ ปิดประตูทางเข้าสู่อบายภูมิได้อย่างสนิทมิดชิด และเปิดประตูทางเข้าสู่พระนิพพาน ท่านรอแต่จะหลุดพ้นสู่มหาวิมุตติ มหานิพพาน โดยประการเดียว

การบรรลุธรรมขั้นพระโสดาบันของหลวงปู่ฝั้นในครั้งนี้ หลวงปู่กงมา ท่านย่อมทราบดี เพราะท่านได้บรรลุธรรมขั้นนี้มาก่อนหน้าแล้ว เมื่อทั้งสองสนทนาธรรมกันถึงภูมิจิตภูมิธรรมขั้นนี้ ผลจะต้องเหมือนกัน ไม่ขัดแย้งกัน หลวงปู่กงมาจึงแสดงความยินดีกับหลวงปู่ฝั้น

ท่านพระอาจารย์มั่น เคยกล่าวชื่นชมถึงพระศิษย์ทั้งสององค์นี้ว่า “ท่านฝั้นเก่งทางฤทธิ์ ท่านกงมาเก่งทางปัญญา เหมือนกับพระโมคคัลลานะเก่งทางฤทธิ์ พระสารีบุตรเก่งทางปัญญา แต่พระโมคคัลลานะ นั้นไม่มีลูกศิษย์มากเหมือนพระสารีบุตร ปรากฏว่าพระสารีบุตรมีลูกศิษย์ที่เป็นพระอรหันต์มาก”

และในพรรษานี้ หลวงปู่ฝั้น ท่านนิมิตคาถาคลอดลูกง่าย ได้ช่วยคนท้องแก่คลอดลูกอย่างปลอดภัย จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านจํานวนมากยิ่งเลื่อมใสศรัทธา หลั่งไหลมาทําบุญ ฟังธรรม จําศีล ภาวนาบนภูระงํา (รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ คาถาคลอดลูกง่าย)

เมื่อชาวบ้านศรัทธามากันมาก หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ท่านทั้งสองก็ได้ช่วยกันแนะนําสั่งสอนชาวบ้าน ให้เลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัย และสอนการปฏิบัติภาวนา

กว่าจะเป็นกองทัพธรรมฯ ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางนั้น ครูบาอาจารย์ต้องสละเป็นสละตาย ต้องบุกป่าฝ่าดงประสบกับความทุกข์ยากลําบากนานัปการ ดังในระยะเดียวกันนี้ เกิดเหตุการณ์สําคัญที่เสนาสนะป่าช้าโคกเหล่างา อ.เมือง จ.ขอนแก่น กลุ่มหมอผีเสียผลประโยชน์ตามข่มขู่กลั่นแกล้งครูบาอาจารย์ พระ เณรที่อยู่จําพรรษาทุกรูปแบบ แม้กระทั่งหัวหน้าหมอผีเอาปืนมายิงหลวงปู่ชอบในวัด ทั้งเกิดเหตุการณ์โรคอหิวาตกโรคระบาด มีผู้ล้มหายตายจากมากมาย และเกิดฝนตกหนักนํ้าท่วมใหญ่พัดศพหายไปพร้อมกับโรคระบาด ซึ่งคนตายส่วนใหญ่เบียดเบียนพระเณร ตายไปแล้วก็เป็นวิญญาณทุกข์ยาก ร้องไห้โหยหวนขอส่วนบุญกัน จนท่านพระอาจารย์สิงห์เข้ามาช่วยแก้ไขเหตุการณ์จนสงบ ฯลฯ (รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์ชอบ ฐานสโม ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม)

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ลงจากภูระงํา ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติกัมมัฏฐาน และเทศนาธรรมสั่งสอนชาวบ้านไปเรื่อยๆ จนถึงอําเภอนํ้าพอง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งที่นั่น ท่านทั้งสองก็ได้พบท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม กับ ท่านพระ-อาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล และพระเณรอีกหลายรูป โดยบังเอิญ ไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ซึ่งต่างก็ออกเที่ยวธุดงค์กันมาจากสถานที่ที่จําพรรษาด้วยกันทั้งนั้น

หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ท่านทั้งสองนับได้ว่าเป็นครูบาอาจารย์รุ่นแรกๆ ที่ไปบุกเบิกจําพรรษา จนชาวบ้านในแถบภูระงํา อําเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เกิดความเลื่อมใสศรัทธาแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ปัจจุบันเขตป่าภูระงํา เป็นที่ตั้งของวนอุทยานภูหัน–ภูระงํา

ในกาลต่อมาหลวงปู่พระมหาบุญมา ปุญฺญวนฺโต สมัยที่ท่านปฏิบัติอุปัฏฐากหลวงปู่ฝั้นอยู่นั้น หลวงปู่ฝั้นได้เล่าประสบการณ์ในการออกธุดงค์ให้ฟังว่า ท่านกับหลวงปู่กงมา ได้เคยมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่ภูระงํา ซึ่งในสมัยนั้นยังขึ้นอยู่กับอําเภอบ้านไผ่ ท่านบอกว่า บนภูระงํานั้น อากาศเย็นสบาย สงบ สงัดและวิเวกยิ่งนัก เหมาะแก่การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานมาก นัยว่าท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นพระโสดาบันที่ภูระงํานี้เอง หลวงปู่พระมหาบุญมาท่านจึงธุดงค์มาภูระงํา และได้ไปสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นในแถบนั้น ชื่อ วัดป่าภูหันบรรพต ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากภูระงํา จนเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองตราบจนปัจจุบันนี้

สมเด็จฯ มีบัญชาให้เผยแผ่ธรรมะที่นครราชสีมา

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ออกพรรษาแล้ว ระหว่างที่ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ติดตามท่านพระ-อาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น หลวงปู่ฝั้น และคณะออกเที่ยววิเวกอยู่ที่อําเภอนํ้าพองนี้เอง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เมื่อครั้งยังเป็นพระพรหมมุนี เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ก็มีบัญชาให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ พาคณะไปเผยแผ่ธรรมะที่นครราชสีมา

สมเด็จฯ ท่านเป็นพระมหาเถระในนิกายธรรมยุต ท่านมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านปริยัติธรรมเป็นอย่างดี จัดเป็นปราชญ์แห่งยุคองค์หนึ่ง และท่านเจริญรุ่งเรืองทางฝ่ายปกครอง ในสมัยนั้นท่านมีอํานาจมาก ท่านไม่เข้าใจและไม่เห็นด้วยกับพระธุดงคกรรมฐาน โดยเห็นว่า เป็นพระเร่ร่อนจรจัดบ้าง เป็นพระเกียจคร้านเรียนหนังสือบ้าง ท่านไม่เห็นด้วยกับการปลีกตัวไปนั่งหลับตาภาวนาตามป่าตามเขา ถึงกับพูดว่า “ขนาดลืมตาเรียนและมีครูอาจารย์ที่เป็นนักปราชญ์มาสอนยังไม่ค่อยรู้ แล้วมัวไปนั่งหลับตาจะไปรู้อะไร”

สมเด็จฯ ท่านจึงมีเรื่องกระทบกระทั่งกับพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ไม่ยอมให้มีการเผยแพร่แนวทางปฏิบัติภาวนาไปสู่ประชาชน ขนาดมีการขับไล่ไสส่งไม่ยอมให้อยู่ในพื้นที่ ถึงกับเผากุฏิขับไล่ก็มี ทําให้มีปัญหาเกิดขึ้นแก่กันอยู่เนืองๆ แม้แต่ท่านพระอาจารย์สิงห์ ซึ่งเป็นสัทธิงวิหาริกของท่านเอง (สมเด็จฯ ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้) ก็เคยถูกสมเด็จฯ ท่านขับไล่มาหลายครั้งหลายหน จนบางครั้งท่านพระอาจารย์สิงห์เกิดรําคาญถึงกับจะหนีออกไปอยู่ทางประเทศลาว

แต่ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์รุนแรง หลวงปู่ฝั้นท่านจะเป็นผู้ให้สติ ช่วยแก้ไขสถานการณ์ และได้พยายามขอร้องให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ต่อสู้ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาโดยตลอด ในที่สุดท่านพระอาจารย์สิงห์ท่านใช้ความดี ทําให้สมเด็จฯ ท่านคลายทิฐิ เลิกเกลียดชังพระธุดงค-กรรมฐานได้สําเร็จ และกลับบังเกิดความเลื่อมใสยอมรับในปฏิปทาของพระอาจารย์ทั้งปวงในสายกัมมัฏฐานตลอดมา จนถึงกาลอวสานของชีวิตท่าน

สมเด็จฯ ท่านเริ่มเข้าใจและเห็นด้วยกับพระสายกรรมฐานมากขึ้น จนถึงกับยอมรับว่า วิธีการอบรมสั่งสอนประชาชนของกองทัพธรรมนั้นถูกต้องและได้ผลดีมาก ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๕ สมเด็จฯ ท่านจึงมีบัญชาให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ นํากองทัพธรรมเดินทางไปเผยแผ่ธรรมปฏิบัติที่จังหวัดนครราชสีมา โดย หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ บันทึกไว้ดังนี้

“ที่พระคณะกรรมฐานมี ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม (เจ้าคุณพระญาณวิศิษฏ์ฯ) เป็นหัวหน้า ได้นําคณะพระกรรมฐานมาเผยแพร่อบรมสั่งสอนประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมาสมัยนั้นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสสมหาเถระ อ้วน) เมื่อยังเป็นที่ พระพรหมมุนี ดํารงตําแหน่งเจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ย้ายจากเมืองอุบลฯ มาเป็นเจ้าอาวาส วัดสุทธจินดา ในเมือง จังหวัดนครราชสีมา

ท่านพระอาจารย์ฝั้นเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า สมเด็จฯ ท่านคงว้าเหว่ เนื่องจากเมื่อก่อนท่านเจ้าคุณสมเด็จฯ ท่านอยู่วัดสุปัฏฯ เมืองอุบลฯ เคยมีลูกศิษย์ลูกหา ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตจากทุกทิศทุกทางห้อมล้อมด้วยความเคารพนับถือ อยู่ใกล้ชิดสนิทสนมเป็นอันมาก ท่านย้ายมาอยู่นครราชสีมาใหม่ๆ คงมีคนและลูกศิษย์ลูกหาน้อย จึงเป็นเหตุให้ท่านระลึกถึงพระอาจารย์สิงห์ และพระอาจารย์มหาปิ่น ท่านเป็นพระคณาจารย์มีคนเลื่อมใสเคารพนับถือ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ท่านได้พาคณะลูกศิษย์ของท่านเป็นจํานวนมาก กําลังออกเผยแพร่พรํ่าสอนอบรมธรรมปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในท้องที่จังหวัดขอนแก่น สมเด็จฯ จึงหาวิธีออกอุบายเดินทางไปตรวจการคณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่น เพื่อจะได้ไปพบกับพระอาจารย์สิงห์ ซึ่งเป็นสัทธิงวิหาริกของสมเด็จฯ ท่าน”

การออกตรวจการในครั้งนั้น ได้สร้างความประทับใจให้สมเด็จฯ ท่านเป็นอย่างมาก

สมเด็จฯ ท่านเห็นประจักษ์ด้วยตาท่านเองว่า ทั่วอีสานได้เกิดวัดป่าสังกัดคณะธรรมยุตขึ้นอย่างมากมาย นับจํานวนหลายร้อยวัด ทั้งๆ ที่พระผู้ใหญ่ที่มีตําแหน่งฝ่ายบริหารขยายวัดธรรมยุตได้เพียง ๒–๓ วัด และก็อยู่ในเมืองที่เจริญแล้วเป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถขยายออกไปตามอําเภอ ตําบล และหมู่บ้านรอบนอกได้

การที่วัดป่าเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ก็เกิดจากท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และลูกศิษย์พระกรรมฐานพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสององค์ ยิ่งกว่านั้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังพบว่า เมื่อท่านผ่านไปตามหมู่บ้านที่พระกรรมฐานเคยจาริกปฏิบัติธรรม และที่มีวัดป่าเกิดขึ้น ปรากฏว่าประชาชนในหมู่บ้าน มีกิริยามารยาทเรียบร้อย แสดงว่าได้รับการอบรมมาดี รู้จักปฏิบัติต่อพระสงฆ์องค์เจ้า รู้จักการปฏิบัติต้อนรับ รู้ของควรไม่ควร เข้าใจหลักการพระพุทธศาสนา รู้จักสวดมนต์ไหว้พระ มีการรักษาศีล มีการปฏิบัติสมาธิภาวนา และมีความอ่อนน้อมถ่อมตนน่าชมเชย ต่างกันกับหมู่บ้านที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และลูกศิษย์ลูกหาไม่เคยจาริกผ่านไป

ความประทับใจในครั้งนั้น สมเด็จฯ ถึงกับประกาศในที่ประชุมสงฆ์ว่า “การเผยแผ่พระพุทธศาสนาต้องให้พระกรรมฐานเป็นแนวหน้า หรือเรียกว่า กองทัพธรรมฯ แนวหน้า”นับจากนั้นเป็นต้นมา สมเด็จฯ ก็เริ่มมีทัศนคติที่ดีต่อ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และคณะพระธุดงคกรรมฐาน คําเรียกแต่เดิมว่า “ญาคูเสาร์ ญาคูมั่น” ก็ได้เปลี่ยนไปเป็น “พระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น” ส่วนลูกศิษย์พระกรรมฐานที่มีอาวุโส สมเด็จฯ ท่านก็เรียกว่า “อาจารย์สิงห์ ท่านลี (ธมฺมธโร) ท่านกงมา (จิรปุญฺโญ)” เป็นต้น

เมื่อสมเด็จฯ มีความรู้สึกที่ดีต่อพระกรรมฐานแล้ว ท่านก็ให้ความสนับสนุนเป็นอย่างดี แม้แต่วัดภูเขาแก้ว อําเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี สมเด็จฯ ท่านก็บัญชาให้สร้างเพื่อถวายท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ด้วยแห่งหนึ่ง

สมเด็จฯ ท่านสร้างความเจริญให้แก่พระพุทธศาสนา ทั้งด้านปริยัติธรรมศึกษา และด้านการปฏิบัติภาวนา จนเกิดมีพระผู้ได้รับการศึกษาสูง และมีพระกรรมฐานที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอย่างมากมาย สืบต่อมาจนปัจจุบัน

ภายหลังจากตรวจการคณะสงฆ์ สมเด็จฯ ท่านได้ถามหา ท่านพระอาจารย์สิงห์ และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น แล้วมีบัญชาว่า ท่านต้องการพบ เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ได้เข้าพบ สมเด็จฯ จึงมีคําสั่งให้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น พาคณะพระกรรมฐานไปช่วยทางจังหวัดนครราชสีมา

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น จึงได้พาลูกศิษย์พระคณะกรรมฐานพร้อมด้วยบริษัทบริวารเป็นจํานวนมาก ออกเดินทางมาเผยแผ่ธรรม ฝึกหัดปฏิบัติภาวนากรรมฐาน อบรมสั่งสอนประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ครูบาอาจารย์กองทัพธรรมฯ องค์สําคัญหลายองค์ เป็นต้นว่า หลวงปู่ภุมมี หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย หลวงปู่ฝั้นหลวงปู่กงมา ฯลฯ ได้เดินทางร่วมมากับคณะในครั้งนั้นด้วย

ภาค ๕ กองทัพธรรมฯ เคลื่อนสู่นครราชสีมา

กองทัพธรรมฯ เคลื่อนสู่นครราชสีมา

ราวต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๕ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้ติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น และคณะกองทัพธรรมฯ เคลื่อนเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อมาถึงครั้งแรกได้พากันพักที่วัดสุทธจินดา ในเมืองนครราชสีมา จากนั้นหลวงปู่กงมาท่านได้ตามคณะมาพักภาวนาที่วัดป่าสาลวัน ซึ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างการสร้างวัด

ที่มาการสร้างวัดป่าสาลวัน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ท่านหาที่สร้างวัดฝ่ายอรัญวาสีหรือวัดป่า ให้เป็นที่บําเพ็ญภาวนาของพระวิปัสสนาธุระหรือพระป่าอยู่นานหลายปี แต่ก็ไม่มีที่ใดเหมาะสม จนมาพบที่สวนของ พ.ต.ต.หลวงชาญนิคม (ทอง จันทรศร) ผู้บังคับกองตํารวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา โดยคุณหลวงชาญนิคมบันทึกไว้ดังนี้

“เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๗๔ (นับตามปฏิทินปัจจุบัน ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ จะเป็นปี พ.ศ. ๒๔๗๕) ข้าพเจ้าพร้อมด้วยบุตรภรรยา ได้สร้างวัดขึ้นในที่สวนของข้าพเจ้า ให้เป็นสํานักสงฆ์แห่งหนึ่ง ซึ่ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสสมหาเถระ) เมื่อยังเป็นที่พระพรหมมุนี เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ให้ชื่อว่าวัดป่าสาลวัน เพราะบริเวณนั้นมีป่าไม้เต็งรังมาก”

ต่อมา คุณหลวงชาญนิคมมีจิตศรัทธายกที่ดินหลังกองช่างกลรถไฟนครราชสีมา จํานวน ๗๕ ไร่เศษ ถวายให้สร้างเป็นวัดป่ากรรมฐาน ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านรับเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดป่าสาลวัน โดยท่านได้บันทึกไว้ดังนี้

“เหตุที่จะสร้างวัดป่าสาลวันนี้ให้เป็นที่อาศัยของพระวิปัสสนาธุระ ก็เนื่องด้วยเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสสมหาเถระ) เมื่อยังเป็นที่พระพรหมมุนี เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา เป็นผู้ดําริขึ้นก่อน ต่อมาภายหลังไม่นานนัก ท่านจึงมีบัญชาให้ข้าพเจ้ามาอยู่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อช่วยแนะนําพรํ่าสอนชนนิกรนั้นๆ ในด้านวิปัสสนาธุระ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ แล้วปฏิบัติตามไปในศีล สมาธิ ปัญญา”

หลังจากรับการถวายที่ดินของคุณหลวงชาญนิคมเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น โดยมีหลวงปู่ชอบ และ หลวงปู่ฝั้น เป็นพระติดตามอุปัฏฐาก ไปเยี่ยมอาการอาพาธท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เพราะได้ทราบข่าวว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ขาหัก ท่านพระอาจารย์สิงห์และคณะพักอยู่ที่วัดบรมนิวาส ตั้งแต่เดือน ๓ จนถึงเดือน ๖ (กุมภาพันธ์ ถึง พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕) จึงได้กลับจังหวัดนครราชสีมา

วัดป่าสาลวัน แห่งนี้ กองทัพธรรมฯ เพิ่งสร้างขึ้นเป็นวัดป่ากรรมฐานแห่งแรกในจังหวัดนครราชสีมา ในสมัยนั้นเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะ เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาของพระภิกษุ สามเณร หลวงปู่กงมาท่านได้ปักกลดพักภาวนาในสวนแห่งนั้น และได้อยู่บุกเบิกช่วยสร้างวัด ต่อมาไม่นานก็มีครูบาอาจารย์ พระภิกษุ สามเณร พากันทยอยเดินทางติดตามมา เพื่อเผยแผ่ธรรมะในจังหวัดนครราชสีมา จนกองทัพธรรมฯ สามารถขยายวัดป่ากรรมฐาน และสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้กับชาวนครราชสีมา ครอบครัวที่เลื่อมใสศรัทธามาก ก็สนับสนุนให้ลูกหลานได้ออกบวชเป็นพระป่ากัน นับเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ประสบความสําเร็จต่อจากจังหวัดขอนแก่น ซึ่งหลวงปู่กงมาท่านก็ได้บุกเบิกสร้างวัดป่าแห่งแรกของท่านขึ้นที่จังหวัดนี้

พ.ศ. ๒๔๗๕ แยกย้ายกันสร้างวัดและเผยแผ่ธรรม

ในระหว่างที่ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น เดินทางเข้ากรุงเทพฯ คณะศิษย์ก็ร่วมกันจัดสร้างเสนาสนะป่าชั่วคราวขึ้น พอท่านทั้งสองกลับมาถึงแล้ว เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๔๗๕ ก็ไปพักที่วัดป่าสาลวัน ซึ่งคุณหลวงชาญนิคม ได้เริ่มสร้างกุฏิ ศาลา มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๗๕ เมื่อครูบาอาจารย์ พระภิกษุ สามเณร ติดตามมากันมาก กุฏิไม่เพียงพอ ท่านก็ปักกลดภาวนาอยู่ตามโคนต้นไม้กัน

หลวงปู่กงมา ท่านได้พักปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสาลวัน กับท่านพระอาจารย์สิงห์ ระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็ได้ติดตามท่านพระอาจารย์มหาปิ่นกับพระเณรอีกหมู่หนึ่ง ไปสร้างเสนาสนะที่ข้างกรมทหาร ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นป่าช้าที่ ๒ สําหรับเผาศพผู้ที่ตายด้วยโรคติดต่อ เช่น อหิวาตกโรค และ กาฬโรค ฯลฯ เป็นต้น ให้ชื่อว่า วัดป่าศรัทธารวม

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ปีเดียว เกิดมีวัดป่าพระกรรมฐานเป็นปฐมฤกษ์ขึ้นสองวัดในจังหวัดนครราชสีมา และเป็นปีสําคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย วัดป่าทั้งสองที่ตั้งขึ้นได้มีการอบรมศีลธรรมให้แก่ประชาชน จนประชาชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาและตั้งตนอยู่ในพระไตรสรณาคมน์ โดยถือ วัดป่าสาลวัน เป็นจุดศูนย์กลางปฏิบัติกัมมัฏฐาน และเป็นสถานที่ชุมนุมประจําของพระภิกษุ สามเณร ครั้นเมื่อจะเข้าพรรษาก็ให้แยกย้ายพระเณรไปวิเวกจําพรรษาในวัดที่ไปตั้งขึ้น ดังนี้

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ฯลฯเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระ อยู่จําพรรษาที่วัดป่าสาลวัน ตําบลในเมือง อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีพระภิกษุ ๓๘ รูป สามเณร ๑๒ รูป รวม ๕๐ รูป โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ เป็นหัวหน้า

ส่วน ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล หลวงปู่ภุมมี ฐิตธมฺโม หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ฯลฯ เผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระ อยู่จําพรรษาที่วัดป่าศรัทธารวม ตําบลหัวทะเล อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีพระภิกษุ ๑๐ รูป สามเณร ๔ รูป รวม ๑๔ รูป โดยท่านพระอาจารย์มหาปิ่น เป็นหัวหน้า

พ.ศ. ๒๔๗๕ ร่วมสร้างและจําพรรษา ๕ ที่วัดป่าศรัทธารวม

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ บันทึกไว้ดังนี้

“สํานักสงฆ์แห่งใหม่นี้ ต่อมาชื่อว่า วัดป่าศรัทธารวม เมื่อบุกเบิกครั้งแรก ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นหัวหน้า พระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และพระอื่นๆ อีก ๑๐ รูป (รวมพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ) สามเณร ๔ รูป

มีหมู่บ้านที่มาปฏิบัติฝึกหัดอบรม ฟังเทศน์ฟังธรรม จําศีลภาวนา ปฏิบัติอุปถัมภ์ทะนุบํารุงมาจากบ้านหนองโสน บ้านหนองปรือ บ้านศีรษะทะเล (บ้านหัวทะเล) และในเมืองนครราชสีมามีกรมทหารบกมณฑลที่ ๓ จังหวัดนครราชสีมา

วัดป่าศรัทธารวม เป็นวัดของคณะกรมทหารพร้อมราษฎรร่วมกันสร้าง เพื่อการบําเพ็ญบุญกุศลและอบรมของคณะทหาร เมื่อพระอาจารย์มหาปิ่น และพระอาจารย์องค์อื่นๆ ได้ออกจากวัดป่าศรัทธารวมไปแล้ว ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าศรัทธารวม จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ท่านจึงได้ไปอยู่จําพรรษาวัดบูรพา ในเมืองจังหวัดอุบลราชธานี

ในระยะเวลาที่ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พํานักอยู่วัดป่าศรัทธารวม ตําบลศีรษะทะเล (ตําบลหัวทะเล) อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มี ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นหัวหน้าได้นําปฏิปทา ข้อวัตรปฏิบัติ ที่ได้ฝึกอบรมมาในฝ่ายทางวิปัสสนากรรมฐานสายของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร มาประกาศเผยแผ่แก่ประชาชน พุทธบริษัท จังหวัดนครราชสีมา ตั้งหลักปฏิบัติสํานักวิปัสสนา ฟื้นฟูเชิดชูพระพุทธศาสนา ตามเยี่ยงอย่างพระอริยประเพณีมาจากอริยวงศ์ขององค์สมเด็จพระศาสดาสัมมา- สัมพุทธเจ้าให้ดํารงทรงอยู่ต่อมาได้กระทั่งถึงปัจจุบันนี้”

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้มีส่วนร่วมบุกเบิกสร้างวัดป่าสาลวัน และ วัดป่าศรัทธารวม นอกจากท่านไปช่วยสร้างวัดแล้ว ท่านยังใช้เป็นสถานที่บําเพ็ญภาวนา เพราะวัดป่าทั้งสองมีสภาพเป็นผืนป่าที่สมบูรณ์ จึงเป็นสถานที่สัปปายะเงียบสงัดถูกกับจริตนิสัยของท่าน โดยเฉพาะวัดป่าศรัทธารวม นอกจากเป็นป่า ไม่มีบ้านคนแล้ว ทางเข้ายังเป็นป่าช้า แม้กลางวันก็เงียบสงัดวังเวงมาก จึงไม่มีคนกล้าเข้าไปรบกวน สําหรับการไปมาหาสู่ของพระเณรสองวัดนี้ สมัยก่อนไม่มีรถ ต้องเดินด้วยเท้าเปล่า

เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษา หลวงปู่กงมา ท่านได้จําพรรษาที่ ๕ ของท่าน ณ วัดป่าศรัทธารวม ขณะท่านมีอายุ ๓๒ ปี ซึ่งในระยะนี้ท่านยังเป็นพระผู้น้อย การเทศนาอบรมสั่งสอนญาติโยม จึงตกเป็นภาระของพระที่มีพรรษามากกว่า ท่านมีเวลาบําเพ็ญสมณธรรมได้อย่างเต็มที่ ท่านจึงเร่งความเพียรภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดตลอดทั้งพรรษา เป็นต้นว่า การถือเนสัชชิก ที่ชํานาญถนัดและถูกจริตของท่าน ธรรมที่เกิดขึ้นในใจท่านก็ก้าวหน้าโดยลําดับอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งในกาลต่อมา เมื่อท่านรับภาระเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ท่านก็นําแนวปฏิบัติการถือเนสัชชิก มาสอนพระ เณร อุบาสก อุบาสิกาในสํานักของท่าน โดยการปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง

โดยตลอดพรรษานั้น หลวงปู่เทสก์ กับ หลวงปู่ฝั้น ได้ช่วยผ่อนภาระท่านพระอาจารย์-มหาปิ่น ในการแสดงธรรมอบรมญาติโยม และรับแขกที่มาเยี่ยมเยียน เป็นต้น ประชาชนที่มาฟังเทศน์ฟังธรรม จําศีล ภาวนา และให้ความอุปถัมภ์วัด ก็คือ กรมทหารบกมณฑลที่ ๓ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสมัยนั้นมี นายพลตรี หลวงชํานาญยุทธศาสตร์ (ต่อมา คือ จอมพลผิน ชุณหะวัณ บิดาของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ) เป็นผู้บัญชาการ

ตามปรกติหลังออกพรรษาแล้วทุกปี บรรดาครูบาอาจารย์กองทัพธรรมฯ ท่านจะออกธุดงค์ปฏิบัติภาวนาตามป่าตามเขา หรือ อยู่รุกขมูล ท่านจะแสวงหาที่วิเวกไปตามที่ต่างๆ หลวงปู่กงมาก็เช่นเดียวกัน ท่านก็ร่วมติดตามธุดงค์ไปกับคณะบ้าง ไปตามลําพังองค์เดียวบ้าง และด้วยเหตุนี้เอง ต่อมากองทัพธรรมฯ จึงได้สร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นในจังหวัดนครราชสีมาขึ้นมาอีกมากมาย ทั้งนี้เพราะตามสถานที่ที่ท่านไปพักวิเวกภาวนา ได้มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธาเข้ามาทําบุญ ฟังธรรม และปฏิบัติภาวนากันอย่างเอาจริงเอาจังอยู่ด้วย

วัดป่าสาลวัน กับ วัดป่าศรัทธารวม ที่กองทัพธรรมฯ บุกเบิกสร้างเป็นปฐมฤกษ์ในจังหวัดนครราชสีมา ได้เป็นวัดป่ากรรมฐานที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองมาตราบจนทุกวันนี้

สําหรับ วัดป่าศรัทธารวม มีสภาพเป็นผืนป่าไม้อันร่มรื่นเหมาะแก่การปฏิบัติสมาธิภาวนา จึงมีครูบาอาจารย์หลายรูปที่เคยมาจําพรรษาหรือมาพักปฏิบัติ เช่น หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต หลวงปู่ผั่น ปาเรสโก หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ แม้แต่หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เมื่อครั้งเรียนหนังสือที่วัดสุทธจินดา ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ก็เคยมาภาวนาที่นี่ ปัจจุบัน แม้สภาพบ้านเมืองจะเปลี่ยนไป โดยเป็นชุมชนเมืองรายรอบ แต่วัดป่าศรัทธารวมก็ยังคงรักษาความร่มรื่นของป่าไม้ไว้ได้ จึงเป็นสถานที่เหมาะแก่ผู้สนใจในการปฏิบัติธรรม

พ.ศ. ๒๔๗๖ แยกย้ายกันจําพรรษา

การแยกย้ายกันจําพรรษา อันเป็นแนวทางการเผยแผ่ธรรมฝ่ายวิปัสสนาธุระ ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งกองทัพธรรมฯ เคยใช้ได้ผลดียิ่งจนประสบความสําเร็จมาแล้วในจังหวัดขอนแก่น ก็ได้ถูกนํามาใช้ในจังหวัดนครราชสีมา โดยในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ กองทัพธรรมฯ ก็ได้แยกย้ายกันจําพรรษา ดังนี้

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พร้อมด้วยพระภิกษุ ๕ รูป สามเณร ๒ รูป ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่อําเภอจัตุรัส ท่านพักที่สํานักสงฆ์วัดป่าสุวรรณ-ไพโรจน์ อําเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ และได้กลับมาจําพรรษาที่วัดป่าสาลวัน

ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล พร้อมด้วยพระเณร จําพรรษาที่วัดป่าศรัทธารวม อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

หลวงปู่ภุมมี ฐิตธมฺโม พร้อมด้วยพระภิกษุ ๕ รูป ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนา-ธุระ ที่อําเภอจักราช ท่านพักอยู่ที่สํานักสงฆ์วัดป่าจักราช อําเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นไปสร้างและพักจําพรรษาที่วัดป่าคีรีวัลลิ์ อําเภอเฉลิมพระเกียรติ (สมัยนั้นยังเป็นกิ่งอําเภอท่าช้าง)

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ให้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในเขตอําเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา นายอําเภอมีความเลื่อมใสได้กราบอาราธนาไปพักสํานักสงฆ์ วัดป่าสว่างอารมณ์ บ้านใหม่สําโรง อําเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา หลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา ได้อยู่จําพรรษาร่วมกัน ส่วนหลวงปู่ฝั้น ได้แยกไปสร้างและจําพรรษาที่วัดป่าบ้านมะรุม ตําบลพลสงคราม อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา

ท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร พร้อมพระเณรไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่อําเภอกระโทก (อําเภอโชคชัย) ขุนอํานาจอํานวยกิจ (วงษ์ จินดาเวช) นายอําเภอกระโทกมีศรัทธาเลื่อมใสมาก ได้อาราธนาให้ท่านพักจําพรรษาที่เสนาสนะป่าช้าบ้องชี ปัจจุบัน คือ วัดป่า-ธรรมิการาม อําเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

หลวงปู่คําดี ปภาโส หรือ พระครูญาณทัสสี ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระที่อําเภอปักธงชัย ท่านพักจําพรรษาที่วัดป่าสะแกราช อ.ปักธงชัย

ท่านพระอาจารย์บุญ ท่านพระอาจารย์พรหม พฺรหฺมสโร ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่กิ่งอําเภอบําเหน็จณรงค์ ท่านพักจําพรรษาที่สํานักสงฆ์วัดป่าสําราญจิต ตําบลบ้านชวน กิ่งอําเภอบําเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ

ท่านพระอาจารย์คําตา พร้อมพระภิกษุ ๕ รูป สามเณร ๒ รูป ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่อําเภอปักธงชัย ท่านพักจําพรรษาที่สํานักสงฆ์วัดป่าเวฬุวัน อําเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

สําหรับ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ด้วยท่านเห็นว่า กองทัพธรรมฯ มีกําลังเป็นปึกแผ่นแน่นหนาเพียงพอแล้ว ดังนั้น ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ พอออกพรรษา ท่านก็ออกธุดงค์ต่อไป ท่านแยกจากหมู่คณะเตรียมจะไปทางท่าอุเทน อําเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ซึ่งท่านก็ได้พบ ได้ร่วมธุดงค์กับท่านพระอาจารย์เสาร์ และต่อมาท่านก็ได้เป็นกําลังสําคัญของท่านพระอาจารย์เสาร์

กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น โดยการนําของท่านพระอาจารย์สิงห์ ตลอดครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ในช่วงบุกเบิกฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองในยุคกึ่งพุทธกาลนั้น ครูบาอาจารย์ที่เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ ส่วนใหญ่ยังเป็นพระภิกษุหนุ่ม อายุพรรษาไม่มาก เช่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี หลวงปู่คําดี ฯลฯ ขณะนั้นท่านมีอายุราว ๓๐ ปีต้นๆ อายุพรรษาก็ราว ๕–๑๐ พรรษาเท่านั้น แต่ต่างมีนํ้าจิตนํ้าใจกล้าหาญ เสียสละ อดทน เป็นอันมาก แม้ชีวิตท่านก็ยอมสละเพื่อพระพุทธศาสนาได้

ด้วยการเข้าร่วมกองทัพธรรมฯ นั้นมีภารกิจมาก การพักผ่อนหลับนอนของท่านจึงน้อยมาก ทั้งงานภายในของตน ท่านต้องเร่งความเพียรภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อประโยชน์ส่วนตน ทั้งงานภายนอก คือ งานเผยแผ่ธรรมปฏิบัติให้กับพุทธบริษัท เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ท่านก็ต้องยอมเสียสละเวลา อบรมเทศนาธรรมโปรดพุทธบริษัท สั่งสอนให้เลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัย และปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพานกันอย่างจริงจัง ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

และในที่สุดผลความสําเร็จก็เป็นไปตามพุทธทํานายที่ว่า กึ่งพุทธกาล พระพุทธศาสนาจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกหน ทําให้ประเทศชาติเกิดความมั่นคงสงบสุข ประชาชนอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งล้วนเกิดจากอํานาจธรรมของพระพุทธศาสนาที่กองทัพธรรมฯ นําวิปัสสนาธุระมาเผยแผ่ กอปรกับอํานาจพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรมคอยส่งเสริมสนับสนุนพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง

พ.ศ. ๒๔๗๖–๒๔๗๘ จําพรรษา ๖–๘ ที่วัดป่าสว่างอารมณ์

ในช่วงที่ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เที่ยววิเวกหลังออกพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แถวอําเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา (บริเวณอ่างเก็บนํ้าลําตะคอง ทุกวันนี้) อยู่นั้น พอย่างเข้าเดือน ๖ (พฤษภาคม ๒๔๗๖) นายอําเภอสีคิ้ว คือ ขุนเหมสมาหารได้กราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ทั้งสามองค์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระภิกษุหนุ่มของกองทัพธรรมฯ ไปจัดสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ใกล้กับสถานีรถไฟบ้านใหม่สําโรง ตําบลลาดบัวขาว อําเภอสีคิ้ว ได้ตั้งชื่อว่า “วัดป่าบ้านใหม่สําโรง” ต่อมาตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดป่าสว่างอารมณ์” 

หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ท่านมาวัดป่าบ้านใหม่สําโรงครั้งแรก หมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีพระเจ้าพระสงฆ์ ไม่มีวัดวาอาวาส และไม่มีแม้แต่สํานักสงฆ์ ท่านทั้งสามจึงอยู่แบบรุกขมูล โดยปักกลดพักภาวนาใต้ต้นไม้ใหญ่กลางป่าช้าผีดิบกัน ในระหว่างนั้นชื่อเสียง กิตติศัพท์ของกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานเลื่องลือโด่งดังไปทั่วทั้งภาคอีสานแล้ว มีการเล่าสู่กันฟัง แบบปากต่อปากว่า จอมทัพธรรม คือ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ท่านทั้งสองบรรลุธรรมวิเศษเป็นพระอริยบุคคลขั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต-พุทธสาวก ส่วนบรรดาพระธุดงค์ที่เป็นลูกศิษย์ อย่างน้อยท่านก็บรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งได้เข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคลในทางพระพุทธศาสนา มีคุณธรรมและคุณวิเศษในตัวเป็นอเนกประการ หากศรัทธาสาธุชนคนใดได้มากราบไหว้ บําเพ็ญบุญ ฟังธรรม จะได้อานิสงส์อย่างใหญ่หลวง

เมื่อผู้คนในหมู่บ้านใหม่สําโรง พอทราบข่าวว่า มีพระธุดงคกรรมฐานเดินธุดงค์มาปักกลดรอโปรดพวกตนอยู่ในป่าช้า ชาวบ้านร้านตลาดทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ คนหนุ่ม คนสาว เห็นเป็นโอกาสมหามงคลอันหาได้ยาก จึงชวนกันแห่แหนไปกราบนมัสการท่านทั้งสาม ในจํานวนคนเหล่านั้นมีอยู่ไม่น้อยที่อยากถูกหวยรวยทรัพย์ มาปรารภกับหลวงปู่กงมา ถึงความลําบากยากแค้น แล้วขอโชคลาภ ขอเลขหวยแก้จน ท่านเมตตายิ้มอารมณ์ดีชี้แจงไปว่า ท่านไม่ใช่พระบอกใบ้ให้หวย มีแต่ธรรมะเท่านั้นที่เอามาแจก นอกจากพวกนักเลงหวยแล้ว นักเลงตัวจริงที่ชอบเครื่องรางของขลังก็เข้าไปกราบขอของดีจากท่าน ซึ่งท่านไม่มีเช่นกัน มีแต่สิ่งที่ดีเลิศประเสริฐกว่า คือ พระธรรมคําสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา

หลวงปู่กงมา ท่านเคร่งครัดในปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งครูบาอาจารย์จะไม่ส่งเสริมและห้ามการบอกใบ้ให้หวย เพราะอบายมุขจะนําไปสู่อบายภูมิ และไม่ส่งเสริมการสร้างเครื่องรางของขลัง มอมเมาประชาชน ท่านจะมุ่งสั่งสอนให้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ไม่ให้เชื่อมงคลตื่นข่าว และให้ทําตัวเองให้ขลัง ด้วยการรักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา

เมื่อชาวบ้านได้มาใส่บาตร ฟังธรรม ก็เริ่มให้ความเลื่อมใสศรัทธาในข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ต่างร่วมแรงร่วมใจกันปลูกสร้างเสนาสนะสงฆ์ชั่วคราว เช่น กุฏิ ศาลา ฯลฯ ขึ้นในป่าช้าผีดิบแห่งนั้น ไม้ก็หาเอาจากป่าดงดิบแถวนั้น หลังคามุงบังด้วยหญ้าคาพอคุ้มแดดคุ้มฝน พร้อมทําทางเดินจงกรมถวาย แล้วก็กราบอาราธนาขอให้ท่านทั้งสามอยู่โปรดพวกตนไปนานๆ ท่านก็เมตตาอนุโลมไปตามนั้นไม่ขัดข้อง

พอใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา ได้อยู่อบรมธรรมะให้กับประชาชน และได้อยู่จําพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ที่วัดตั้งใหม่แห่งนี้ร่วมกัน โดยอยู่กุฏิชั่วคราวพอได้อาศัยหลบแดดหลบฝนและเก็บเครื่องอัฐบริขาร สําหรับหลวงปู่ฝั้นท่านได้แยกตัวเดินธุดงค์กลับไปตัวเมืองโคราช เพื่อจะต่อไปยังอําเภอโนนสูง ท่านได้มาพักวิเวกที่บ้านมะรุม แล้วได้จัดสร้างเสนาสนะป่าเป็นสํานักสงฆ์ขึ้นบนโคกป่าช้า แล้วท่านได้จําพรรษา ณ เสนาสนะป่าแห่งนี้

หลวงปู่อ่อน กับ หลวงปู่กงมา จําพรรษาร่วมกันในปีนั้น แม้ต่างเป็นพระภิกษุหนุ่มพรรษาไม่มาก และอยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์ แต่ท่านทั้งสองมีเป้าหมายในการออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์เหมือนกัน ต่างฝ่ายจึงมุ่งมั่นรักษาข้อวัตรปฏิบัติและปฏิบัติธรรมกันตามที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเอาจริงเอาจัง และด้วยท่านทั้งสองมีนิสัยตรงไปตรงมาเหมือนกัน จึงสนิทสนมคุ้นเคยเข้ากันได้เป็นอย่างดี ครูบาอาจารย์เล่าว่า

“นิสัยหลวงปู่อ่อนกับหลวงปู่กงมาไปทางเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกันนะ หลวงปู่อ่อนท่านมีไหวพริบปัญญานะ ท่านพูดตรงๆ ถ้ามีอะไรดี มีปัญหาอะไรเกิดอย่างนี้ หลวงปู่มั่นท่านจะมอบให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์สิงห์กับหลวงปู่อ่อนเป็นคนไปแก้ปัญหา หลวงปู่อ่อนท่านเป็นนักสู้ ใครไปประมาทท่าน ๗ วันต้องตาย ท่านว่านะ นิสัยท่านจะว่ากล้า ก็กล้าแบบมีไหวพริบปัญญา และตรงไปตรงมาเหมือนหลวงปู่กงมา ท่านรู้จักกาล ไหวพริบปัญญาท่านดี ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ท่านได้จากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ไหวพริบปัญญาได้จากเจ้าคุณอาจารย์สิงห์ เจ้าคุณอาจารย์สิงห์นี้ไหวพริบปัญญานี้เก่งนะ”

หลวงปู่กงมา ได้จําพรรษาอยู่ที่วัดป่าสว่างอารมณ์นี้ติดต่อกันนานถึง ๓ พรรษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ จนถึงต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๙ นับเป็นพรรษาที่ ๖–๘ ของท่าน ขณะอายุได้ ๓๓–๓๕ ปี

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จนถึงต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๙ (พรรษาที่ ๕ ถึงพรรษาที่ ๘) หลวงปู่กงมา ท่านได้จําพรรษาอยู่ที่วัดป่าในเขตจังหวัดนครราชสีมา มาโดยตลอด มีบ้างบางครั้งท่านพาพระเณรออกธุดงค์ไปถึงจังหวัดนครสวรรค์ สาเหตุเนื่องจาก ท่านสนองพระบัญชาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ในการเผยแผ่ธรรมะตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน

อีกสาเหตุหนึ่ง เนื่องจากพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาในสมัยที่หลวงปู่กงมาออกเที่ยวธุดงค์นั้นมีสถานที่วิเวกเงียบสงัดสัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนามากมาย เพราะสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงกว้างใหญ่ไพศาลมาก และยังมีสภาพเป็นป่าดงธรรมชาติผืนใหญ่ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาทึบแลดูร่มเย็นเขียวชอุ่ม ทั้งมีภูเขา ถํ้า เงื้อมผา นํ้าตก มากมายหลายแห่ง มีสัตว์ป่าและสัตว์ร้ายชุกชุมมาก เป็นดงช้าง ดงเสือ ฯลฯ อีกทั้งมีสถานที่อันเลื่องลือมากมาย เช่น ปากช่อง เขาใหญ่ ดงพญาไฟ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ดงพญาเย็น) ฯลฯ ชวนให้เพลิดเพลินเจริญใจและช่วยทรมานฝึกฝนอบรมจิตใจได้เป็นอย่างดี ทั้งมีดงโจรคอยออกปล้นฆ่าชีวิตผู้คน ฆ่าแม้กระทั่งพระธุดงค์ ส่วนบ้านเรือนผู้คนในสมัยนั้นก็ยังมีไม่มาก ยิ่งในป่าด้วยแล้วจะพบบ้านเรือนเพียงไม่กี่หลังคาเรือน พอได้อาศัยบิณฑบาตยังชีพ ธรรมชาติป่าเขาในเขตนี้ จึงเชิญชวนพระธุดงคกรรมฐานมารุกขมูลปักกลดภาวนาได้เป็นอย่างดี

ด้วยหลวงปู่กงมา ท่านเคยมีอาชีพเป็นนายฮ้อยมาก่อน เคยค้าขายตามหัวเมืองต่างๆ และเคยสัญจรผ่านเส้นทางในจังหวัดนครราชสีมามาก่อน ท่านย่อมมีประสบการณ์ในการดํารงชีวิตอยู่ตามป่าตามเขามาอย่างโชกโชน และย่อมมีความชํานาญเส้นทาง ตลอดภูมิประเทศในจังหวัดนครราชสีมาเป็นอย่างดี เป็นประโยชน์เมื่อท่านเป็นผู้นําพาพระเณรออกเที่ยวธุดงค์

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่กงมาท่านก็พาพระเณรออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาเป็นปรกติประจําทุกปี แต่ในช่วงเวลานั้น เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในบ้านเมือง มีการยิงปะทะกันระหว่างทหารฝ่ายรัฐบาล กับ ฝ่ายกบฏ ที่เรียกว่า “กบฏบวรเดช” ไม่เหมาะที่จะเที่ยวธุดงค์ทางไกล ท่านจึงเที่ยวธุดงค์บริเวณใกล้ที่จําพรรษานั้นในตลอดหน้าแล้ง จากนั้นท่านก็เดินธุดงค์กลับไปวัดป่าสาลวัน กราบปรึกษาและขออนุญาตท่านพระอาจารย์สิงห์ ขอให้ท่านเมตตาพิจารณาการสร้างวัดป่าบ้านใหม่สําโรง ให้เป็นวัดป่ากรรมฐานที่มั่นคงสืบต่อไป ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านก็เห็นด้วยและยินดีให้การสนับสนุน

ท่านสร้างวัดป่าแห่งแรกพร้อมเผยแผ่ธรรมะ

นับตั้งแต่ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ ท่านได้ปฏิบัติภาวนาอยู่กับท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ติดต่อกันนานถึง ๕ พรรษา นับจากญัตติเป็นธรรมยุตแล้ว ท่านถึงพร้อมด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ท่านเคร่งครัดรักษาพระธรรมวินัยและธุดงควัตร ตลอดมีคุณธรรมภายในใจ และมีความรู้ ความสามารถจนเป็นที่ยอมรับไว้วางใจจากครูบาอาจารย์แล้ว จากนั้นเป็นต้นมา ท่านก็เริ่มปฏิบัติภารกิจพระศาสนาเกี่ยวกับการสร้างวัดป่ากรรมฐาน พร้อมกับการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติ

เริ่มต้นด้วย การที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม มอบหมายให้หลวงปู่กงมาไปที่บ้านใหม่สําโรงในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ในขณะที่ท่านเข้าสู่พรรษา ๖ อายุ ๓๓ ปี เท่านั้น ก็ได้สร้างวัดป่ากรรมฐานแห่งแรกของท่าน คือ วัดป่าบ้านใหม่สําโรง หรือวัดป่าสว่างอารมณ์ และท่านได้เผยแผ่ธรรมะฝ่ายวิปัสสนาธุระแก่ชาวหมู่บ้านใหม่สําโรง ตําบลลาดบัวขาว อําเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งท่านมิได้สร้างแต่วัดป่ากรรมฐานให้เป็นสถานที่พัก ที่ปฏิบัติธรรมให้กับนักปฏิบัติ ตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เท่านั้น ท่านยังได้ฉายแววแห่งความเป็นยอดนักเทศน์ ยอดนักพัฒนาทางด้านจิตใจ ตั้งแต่ขณะเป็นพระภิกษุหนุ่มอีกด้วย

แม้หลวงปู่กงมาท่านไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนทางภาคปริยัติมาก่อน แต่ท่านมุ่งทางภาคปฏิบัติ ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ท่านปฏิบัติภาวนาจนเกิดคุณธรรมขั้นต้นในจิตใจ ได้เป็นพระอริยบุคคล ฉะนั้น การนําธรรมะของพระพุทธองค์มาเผยแผ่นั้น ท่านจึงแสดงพระธรรมเทศนาด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง สํานวนโวหารธรรมของท่านนั้น ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและเหตุผล ได้กล่อมเกลาจิตใจแก่พุทธบริษัท จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาท่านเป็นอันมาก นับได้ว่า ท่านได้สร้างศีลธรรมจนเกิดในใจประชาชนที่นี่เป็นแห่งแรกอีกด้วย

ในบ้านใหม่สําโรงนี้เป็นหมู่บ้านที่ผู้คนอพยพมาจากหลายถิ่นฐานมาอยู่รวมกัน จึงมีแต่เรื่องกระทบกระทั่ง ทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน ตลอดมีเรื่องการลักเล็กขโมยน้อย และมีเรื่องมั่วสุมดื่มสุรา เล่นการพนันกัน เมื่อหลวงปู่กงมาท่านมาอยู่ในระยะ ๑ ปี ก็สามารถดัดนิสัยของคนในหมู่บ้านนี้กลับตัวกลับใจ ได้พากันเข้าวัดเป็นจํานวนมาก และที่นี้เอง จากที่ท่านสั่งสอนธรรมโดยเน้นภาคปฏิบัติ สอนการภาวนา “พุทโธ” การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา อย่างทุ่มเทเต็มกําลังความสามารถ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ก็มีผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธามารักษาศีล ปฏิบัติธรรมกับท่าน และก็สามารถปฏิบัติภาวนาจนได้ผลดีอีกด้วย รายที่มีจิตเลื่อมใสศรัทธามากก็ได้ออกบรรพชา อุปสมบทเป็นพระธุดงคกรรมฐาน

การก่อสร้างวัดป่ากรรมฐานที่ชื่อว่า “วัดป่าสว่างอารมณ์” ตําบลลาดบัวขาว อําเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นวัดป่าแห่งแรกที่ท่านได้จัดการก่อสร้างขึ้น ท่านได้ทําตามแนวปฏิปทาการสร้างวัดป่ากรรมฐานที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น วางไว้อย่างเคร่งครัด โดยเน้นให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่มีความวิเวกเงียบสงัด และมีความสะอาดสะอ้าน ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่ ฯลฯ

การสร้างเสนาสนะ หลวงปู่กงมา ท่านไม่ได้ให้ความสําคัญทางด้านวัตถุมากนัก ท่านพาพระเณรอยู่กันอย่างสมถะ เรียบง่าย มักน้อยสันโดษ สมกับเป็นพระสงฆ์สาวกที่ดําเนินตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา และสมกับเป็นพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจึงสร้างเสนาสนะป่าพอให้พระเณรได้อยู่อาศัยปฏิบัติธรรมเท่านั้น โดยเริ่มสร้างกุฏิ ศาลาที่เป็นอาคารชั่วคราวมุงด้วยจาก โดยกุฏิทุกหลัง ให้มีทางเดินจงกรม ท่านจะมุ่งเน้นทางด้านจิตใจ โดยการอบรมสั่งสอนพระ เณร ให้พากันขวนขวายเร่งบําเพ็ญภาวนากัน ส่วนอุบาสก อุบาสิกา ท่านสอนให้เลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัย ให้พากันรักษาศีล ปฏิบัติธรรมเป็นประการสําคัญ

ดังจะเห็นได้ว่า ในเวลาคํ่าคืน พระเณรจะพากันเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนากัน และจะมีจําพวกหนุ่มสาวเฒ่าแก่ที่สนใจการปฏิบัติธรรมหลั่งไหลไปศึกษากับท่าน โดยท่านจะสอนธรรม หรือไม่ก็ต่อมนต์ให้ เพราะคนในละแวกนั้นก็เคยเป็นเช่นเดียวกับท่าน คือ ไม่รู้หนังสือมาก่อน อ่านหนังสือไม่ออก ท่านจึงเมตตาสอนเป็นพิเศษ ท่านต้องค่อยๆ ต่อให้ทีละคําๆ ท่านเพียรพยายามสอน โดยไม่เบื่อหน่ายและไม่เห็นแก่การพักผ่อนนอนหลับ จนกระทั่งพวกเขารู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้ และจํากันได้ทั้งทําวัตรเช้า ทําวัตรคํ่า อาราธนาศีล อาราธนาเทศน์ ฯลฯ พากันไหว้พระสวดมนต์ อาราธนาศีล อาราธนาเทศน์ได้อย่างคล่องแคล่ว

เมื่อเขาสวดมนต์ได้คล่องแคล่วแล้ว ท่านก็สอนให้เขาหมั่นเพียรสวดมนต์ อย่าได้ละทิ้ง เพราะการสวดมนต์เท่ากับการบริกรรมภาวนาอีกรูปแบบหนึ่ง วาระจิตของผู้สวดก็จะสงบสํารวม จนในที่สุดจะก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้มีสมาธิ อันเป็นบาทฐานของผู้ที่จะสําเร็จในทางสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานในท้ายที่สุด

คนในบ้านใหม่สําโรงในขณะนั้นเป็นหมู่บ้านป่า ห่างไกลความเจริญ แต่เป็นแหล่งทํามาหากินดี เพราะมีป่าว่างมากและนํ้าท่าก็อุดมสมบูรณ์ จึงมีผู้คนจากถิ่นฐานต่างๆ พากันอพยพมาปักหลักจับจองที่ทํากินสร้างครอบครัวกัน ฉะนั้น คนในละแวกนี้จึงมาจากหลายๆ กลุ่ม ทําให้เกิดความไม่สามัคคีปรองดองกัน พากันแบ่งเป็นพรรคเป็นพวก ก่อการทะเลาะวิวาทกันอยู่เป็นประจํา จนยากที่จะแก้ไขให้กลับมาคืนดีกันได้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งแตกสามัคคีกัน และก็ไม่มีผู้ใดมีความสามารถที่จะมาแก้ไขได้

หลวงปู่กงมา ท่านเห็นเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว ด้วยประสบการณ์ทางโลก เคยเป็นนายฮ้อยเป็นผู้นําที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมาก่อน และประสบการณ์ทางธรรม จากการติดตามกองทัพธรรมฯ มานาน ๕ ปี ท่านจึงเริ่มเทศนาโปรยปรายนําธรรมะเข้าสู่จิตใจประชาชน และก็ได้ผล คือ ท่านได้หาอุบายให้คนทั้งหลายเหล่านั้นได้เข้าวัด จากนั้นท่านก็พยายามแนะนําพรํ่าสอน ท่านชี้ให้เห็นคุณของความสามัคคี เห็นโทษของความขัดแย้งกัน และสอนให้เขามารักษาอุโบสถศีลที่วัดในวันพระกันบ้าง ให้มาฟังธรรม ปฏิบัติธรรมกันบ้าง ให้บําเพ็ญกุศลอื่นๆ กันบ้าง และให้ทํางานพัฒนาภายในวัดร่วมกันบ้าง จนจิตใจพวกนั้นที่หยาบกระด้างก็เริ่มอ่อนลง จากที่เคยทะเลาะวิวาทกัน ก็กลายเป็นความรักใคร่สามัคคีปรองดองกัน ก็เพราะธรรมะพระพุทธองค์นั้น ประเสริฐเลิศเลอสูงสุด เมื่อหยั่งลงสู่จิตใจผู้ใด จิตใจผู้นั้นจะอ่อนน้อมชุ่มเย็นไปหมด เกิดความเมตตา ทําให้เห็นอกเห็นใจและให้อภัยซึ่งกันและกัน

ภายหลังปรากฏว่า ชาวบ้านใหม่สําโรงตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมกันมากขึ้น จนถือวัดเป็นศูนย์กลาง เป็นศูนย์รวมจิตใจ ชาวบ้านได้ร่วมมือร่วมใจกันจนเกิดความสามัคคีธรรมขึ้น กลายเป็นหมู่บ้านที่มีความสงบสุข อยู่ด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน จนกระทั่งชาวบ้านเห็นดีเห็นงาม เห็นความสําคัญของพระพุทธศาสนา จึงร่วมใจกันสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานที่ถาวรมั่นคงขึ้นมา ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้ช่วยกันสร้างศาสนถาวรวัตถุที่จําเป็นมากมาย และได้ร่วมกับทางวัดพัฒนาจนเป็นวัดป่ากรรมฐานที่สมบูรณ์ขึ้นมา ผลงานชิ้นนี้ของหลวงปู่กงมา ถือได้ว่าเป็นผลงานสําคัญชิ้นเอกและเป็นชิ้นแรกในชีวิตของท่าน

หลวงปู่กงมา ท่านพักจําพรรษาที่วัดป่าสว่างอารมณ์ อยู่นานถึง ๓ ปี ตลอดเวลา ๓ ปีนี้ นอกจากท่านได้บําเพ็ญสมณธรรม เพื่ออริยธรรมขั้นสูงอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ตามแนวอริยวิถีของบรรดาพระอริยเจ้า ผู้ทรงอริยธรรมทั้งหลาย ซึ่งจะต้องบําเพ็ญให้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวกแล้ว ท่านยังขยันสอนทั้งฝ่ายพระภิกษุ สามเณร และประชาชน ทางด้านพระภิกษุ สามเณรนั้น ท่านจะสอนโดยการกระทําให้ดูเป็นแบบอย่าง และท่านจะกวดขันเรื่องการปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง โดยให้รักษาพระธรรมวินัย คือ ศีล ๒๒๗ ข้อ หรือศีล ๑๐ ไม่ให้มัวหมองด่างพร้อย และให้ถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด เช่น ฉันหนเดียว ฉันในบาตร บิณฑบาตไม่ให้ขาด ฯลฯ ให้ไหว้พระสวดมนต์ ทําวัตรเช้า ทําวัตรเย็น และให้บําเพ็ญกัมมัฏฐานภาวนา ทั้งนั่งสมาธิและเดินจงกรม พาถือเนสัชชิก

ในการสอนภาคปฏิบัติ หลวงปู่กงมา ท่านจะให้ทั้งอุบายภาวนา ให้ทั้งสถานที่ภาวนา ควบคู่กัน โดยพื้นที่ภายในอาณาบริเวณวัดอันร่มรื่นสัปปายะนั้น ท่านจะจัดสถานที่วิเวกไว้เป็นแห่งๆ คือ มีทางจงกรมภายใต้ร่มไม้เป็นทางยาวพอสมควร ประมาณ ๑๐ วา หัวทางจงกรมจะมีแท่นสําหรับนั่งสมาธิ ท่านจะทําลักษณะเช่นนี้อยู่ทั่วบริเวณวัด สถานที่ที่ท่านจัดขึ้น ให้โอกาสพระเณรทุกองค์ได้เลือกเอา เพื่อไว้เป็นที่บําเพ็ญกัมมัฏฐาน ปรากฏว่าผลที่ได้รับ คือ ความสงบทางใจอย่างยิ่งแก่ผู้มาพึ่งพาอาศัยท่าน พอออกพรรษาแล้ว ในหน้าแล้ง ท่านก็เมตตาพาพระเณรออกฝึกธุดงค์ตามป่าตามเขา เพื่อหาประสบการณ์ทางธรรมต่อไป

เรื่องมังสวิรัติ

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านมีกิจนิมนต์ที่จะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ท่านได้ไปแวะเยี่ยมหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เพื่อนสหธรรมิก ที่วัดป่าศรัทธารวม การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ท่านเดินทางโดยรถไฟ ซึ่งสมัยนั้นถือว่าทันสมัย สะดวก รวดเร็ว และได้เข้าพักที่วัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม) กับท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) พระอุปัชฌาย์ของท่าน

ในระยะที่หลวงปู่กงมาพักอยู่ที่วัดสระปทุม กรุงเทพฯ ท่านได้พบกับท่านพระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร เพื่อนสหธรรมิกอีกองค์หนึ่งของท่าน ซึ่งในระยะนี้มีเรื่องพระโลกนาถ ซึ่งสอนให้ฉันมังสวิรัติ โด่งดังมาก จนมีคํารํ่าลือว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านพระอาจารย์อุ่นก็ได้สมาทานฉันมังสวิรัติตามพระโลกนาถแล้วเกิดทิฐิมานะ จนหลวงปู่กงมาห้ามไม่ให้ออกบิณฑบาต องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“แม้ในเรื่องมังสวิรัติ ๑๐ อย่าง ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า ทําไมพระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม ท่านอธิบายให้ฟังว่า เนื้อมนุษย์ไม่เป็นค่านิยม ผู้รู้ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ทรงติเตียนเพราะความเป็นมนุษย์มีค่ามาก เกิดกินกันขึ้น มหันตภัยก็เกิดขึ้นแก่โลกไม่สิ้นสุด

สัตว์นอกจากนี้เป็นสัตว์อันตราย สมัยก่อนมีมาก พระออกธุดงค์บริโภคเนื้อสัตว์อันตรายเหล่านี้ กลิ่นของสัตว์จะออกจากร่างกายผู้บริโภค เช่น ฉันเนื้องู กลิ่นงูก็ออก งูได้กลิ่นก็จะเลื้อยมาหา นึกว่าพวกเดียวกัน พอมาถึงไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็ฉกกัดเอาเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ตั้งใจเจริญสมณธรรมเลยไม่ได้อะไร ตายเสียก่อน พระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม

การอดอาหาร ผู้อดอาหารหลายวันหรือน้อยวันเพียงไรนั้นก็เคยได้พูดแล้ว การอดอาหารเพื่อภาวนา ภาวนาเพื่อความฉลาด ให้สังเกตดูธาตุขันธ์เจ้าของ อย่าให้ได้พูดเรื่องเหล่านี้ แล้วทําไปๆ มันมักจะมีอะไรแฝงขึ้นมา ให้ระวังให้ดีนะ เหมือนอย่างพวกที่มังสวิรัตินั่น เห็นไหม จนกระทั่งถึงตําหนิติโทษคนอื่น ยุ่งไปหมด พวกนี้ไปที่ไหนมีแต่เรื่องยุแหย่ก่อกวน โห ! ทําลายนะพวกนี้นะ

ยกตัวอย่างเช่น ท่านอาจารย์อุ่น (ธมฺมธโร) อําเภอท่าอุเทน แต่ก่อนก็อยู่กับพ่อแม่-ครูจารย์มั่นเรา แล้วก็จากกันไปนาน ปีนั้นโลกนาถเข้ามาในกรุงเทพฯ ตอนนั้นผมบวชใหม่ๆ (องค์หลวงตาฯ อุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗) ใครๆ ก็รํ่าลือว่า แกเป็นพระอรหันต์ ปูผ้าขาวให้แกเหยียบนี้เดินไป แล้วอาจารย์อุ่นก็เลยเอาแบบนั้นมาสมาทาน คงจะสมาทานเต็มที่ล่ะมั้ง ไม่ฉันเนื้อฉันปลา ท่านก็เลยกลายเป็นมังสวิรัติไป ครั้นนานเข้าๆ ก็เป็นทิฐิมานะ เลยตําหนิติเตียนไปหมด บรรดาพระฉันเนื้อฉันปลานี้เป็นพระยักษ์ พระผี พระแร้ง พระกาไปหมดเลย ฟังซิ ท่านพูดเองนะ ไม่ใช่เล่นๆ นะ

เดินไปกรุงเทพฯ ไปกับท่านอาจารย์กงมา ท่านอาจารย์กงมาห้ามไม่ให้บิณฑบาต นั่นท่านอาจารย์กงมาพูดเองนะ ถ้าเขาเอาหมกเอาห่อใส่บาตรนี้เป็นอาหาร แล้วจะโยนทิ้งต่อหน้าต่อตาเขา เพราะท่านทําจริงๆ นี่ คือพอได้กลิ่นเท่านั้น มันเหม็นคาว มันอะไรไม่รู้แหละ ท่านอาจารย์กงมา จึงไม่ให้บิณฑบาต นี่ล่ะเรื่องมังสวิรัตินี้ มันเป็นทิฐิขึ้นมาอันหนึ่งของมัน

อย่างนี้ก็เป็นวิชาของพระเทวทัตที่เอาไปต่อสู้พระพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งนั้น เราก็เห็นกันอยู่แล้วนี่

ข้อหนึ่งก็ให้พระอยู่ป่าเป็นประจําตลอดชีวิต เข้าแดนบ้านผิด พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต เพราะผิดวิสัย เข้าไปในบ้านเฉยๆ จะเป็นอะไร ไม่เห็นเสียหายอะไร อยู่แดนบ้านแดนป่าก็ไม่เห็นเสียหาย เพราะไม่ได้ไปปล้นบ้านปล้นเมืองเขานี่ พระก็อยู่แบบพระล่ะซิ เข้ามาบ้านก็มาแบบพระ ไม่ได้มาแบบโจรแบบมาร แบบผู้ร้ายนี่นะ พอจะเสียหายอะไร พระองค์จึงไม่อนุญาต

ให้บิณฑบาตตลอดชีวิต ถ้าหยุดหรือขาดเป็นไม่ได้ ปรับโทษ พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต

ให้ถือผ้าบังสุกุลอย่างเดียวเท่านั้น รับคหปติจีวรเขาถวายต่อมือนี้ไม่ได้ ให้แสวงหาชักผ้าบังสุกุลเอาอย่างเดียวตลอดชีวิต พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต ในเมื่อเขาอยากทานก็ให้เขาทานตามอัธยาศัยของเขา ผู้ใดองค์ใดที่อยากรับก็รับไป ไม่เป็นสิ่งที่จะบังคับกัน

จากนั้นก็มาหามังสวิรัติ ห้ามไม่ให้ฉันเนื้อฉันปลาตลอดชีวิต พระฉันแล้วเป็นผิด ไม่ได้…ท่านบอก อันนี้เป็นเรื่องของโลกเขา ห้ามอะไรเขา เราเป็นผู้ปฏิบัติศีลธรรม ไม่ปฏิบัติผิดจะเป็นอะไรไป เราเป็นผู้ขอทาน เขาให้มาอะไรก็กินไปตามเรื่องตามราวเท่านั้นเอง ไม่เป็นการรบกวนเขาให้ยุ่งเหยิงวุ่นวาย อันนี้เป็นเรื่องของโลกเขาเป็นมาตั้งแต่ดั้งเดิม ห้ามอะไรเขาไม่ได้

เรื่องเนื้อ ๑๐ อย่างที่ไม่ให้ฉันพระองค์ก็ทรงบัญญัติไว้แล้ว นับตั้งแต่เนื้อมนุษย์ แน่ะฟังซิ พระองค์ก็ไม่ให้ฉัน เนื้อหมา เนื้อม้า เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เสือเหลือง เสือดาว เนื้องู เนื้อหมี เนื้อช้าง นี่เนื้อเหล่านี้ห้ามหมดแล้ว ที่ห้ามก็ห้ามแล้วนี่ แล้วก็ยังมีอุทิสสมังสะ คือ เนื้อที่เขาเจาะจงอีก ๓ อย่าง เนื้อเจาะจงเป็นยังไง เขาไปฆ่ามาเพื่อถวายพระ พระเห็นอยู่ไม่ควรฉัน เห็นเขาเอาอาวุธชนิดนี้ไป แล้วได้สัตว์ชนิดนั้นมาตรงกับอาวุธชนิดนี้ เช่น ได้แหเอาไปทอดปลานี้ แล้ววันหลังเขาเอาปลานี้มาถวาย คงเป็นเหมือนกับว่าเขาไปทอดแหเอาปลานี้เพื่อมาให้พระฉัน เมื่อสงสัยอยู่ก็ไม่ควรฉัน เมื่อสงสัยอยู่ได้ยินเขาว่างั้นก็ไม่ฉัน หรือเนื้อสดๆ ร้อนๆ องค์ใดสงสัยอย่าฉัน แน่ะท่านก็บอกอยู่แล้ว องค์ไหนไม่สงสัยก็ฉันได้ บอกชัดเจนอยู่แล้วนี่ ไปอุปโลกน์ขึ้น อุตริขึ้นทําไมมังสวิรัติ

ส่วนองค์ไหนที่ไม่ชอบ ไม่อยากฉัน ท่านก็ไม่ได้ว่านะ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าบังคับให้ฉันเนื้อฉันปลาไปทุกองค์ คือ องค์ใดที่ไม่ชอบ ไม่ฉันก็ได้ หรือไม่ถูกกับธาตุขันธ์ในเนื้อชนิดใด ไม่ฉันเนื้อชนิดนั้น ท่านก็ไม่ว่า ถ้าเป็นตามอัธยาศัย แต่จะมาบังคับให้ทําอย่างนี้ไม่ได้ ผิด แน่ะฟังซิ อันนี้เทวทัตก็เอามาเป็นเครื่องมือต่อสู้พระพุทธเจ้า จนกระทั่งถึงทําสังฆเภทให้สงฆ์แตกจากกัน เพราะพระพุทธเจ้าไม่ทรงสนองความต้องการของแกนั่นเอง ว่าตั้งแต่บัดนี้ก็แตกจากกันกับพระพุทธเจ้า แตกก็แตกไปจะเป็นไร ศาสดาไม่แตก พระเทวทัตแตกต่างหาก ศาสดาเป็นศาสดา ธรรมเป็นธรรมไม่ได้แตก

ท่านก็บอกไว้แล้ว เนื้อม้า เนื้อหมา เนื้องู เนื้อเสือโคร่ง เสือเหลือง เสือดาว เนื้อหมี เนื้อมนุษย์ ท่านก็บอกไว้แล้วที่ห้ามฉัน ฉันนั้นเป็นอาบัตินั้นๆ ฉันเนื้อมนุษย์เป็นอาบัติถุลลัจจัย ก็บอกไว้หมด จากนั้นก็ห้ามเนื้ออุทิสสมังสะที่เขาเจาะจงก็บอกไว้แล้ว แม้เช่นนั้นองค์ไหนไม่รู้ ไม่เห็นก็ฉันได้ บอกไว้อีก เห็นชัดๆ กันอยู่แล้ว มันไปรื้อมาทําไม เทวทัตตายไปแล้ว มันอยากแทนเทวทัตหรือ อวดอะไร สมบัติของเทวทัตเอามาอวดพระพุทธเจ้าทําไม แน่ะ ใครจะไปรู้ดีรู้ชอบเหมาะสมยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ถ้าหากว่าเทวทัตรู้ดีรู้ชอบยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ก็กราบเทวทัตเสียซิ จะว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ทําไม ก็เทวทัต สรณํ คจฺฉามิ เสียซิ มันก็เท่านั้นเอง ใครชอบอะไรก็เอานั้น จะไปหาคัดค้านต้านทานโลก คือ ชาวพุทธที่เขาถือตามพระพุทธเจ้าทําไม

มันเคยเห็นแล้วนี่ พวกนี้พออดมากๆ แล้ว โอ ! แหมโจมตีใหญ่นะ จะว่าพูดอะไร แม้แต่ท่านอาจารย์อุ่นนี้ท่านก็ยังเป็น นั่น ก็พอดีกับท่านอาจารย์กงมาที่ไปกรุงเทพฯ ด้วยกัน ท่านอาจารย์กงมา ท่านตรงไปตรงมานี่ ไปบิณฑบาต “ท่านอาจารย์อุ่น อย่าไปนะวันนี้น่ะ” เอาเลยนะ “ถ้าไปแล้วแตกหมดเลยกรุงเทพฯ” เขาเอาหมกห่อใส่บาตร พวกอาหารอย่างนี้โยนทิ้งต่อหน้าเขา ท่านเอาขนาดนั้นนะ ท่านอาจารย์กงมาเลยไม่ให้บิณฑบาต

ท่านว่า พระแร้งพระกา พระยักษ์พระผีไปหมด ไปที่ไหนตําหนิแต่เรื่องพระ สอนมรรค ผลนิพพานให้คน ไม่ยอมสอน เอาตัวนี้โจมตีไปทั่วโลกดินแดน ท่านอาจารย์อุ่นนี่ท่านก็ยังดีอันหนึ่ง ท่านจากท่านอาจารย์มั่นไปเสียนาน ก็ไปเป็นความเห็นผิดอย่างฝังจมอย่างนี้นะ เวลากลับไปหาท่านอาจารย์มั่นเราอยู่หนองผือนี่ ท่านก็ใส่เอาเสียหนักๆ ก็ดีนะท่านรู้ตัวแก้ทันทีเลย นี่น่าชมท่าน

ท่านอาจารย์มั่นท่านใส่เอา “ไหนอุ่น” ว่างี้นะ “ท่านรู้ ท่านฉลาด ท่านไม่ฉันเนื้อฉันปลา ผมเป็นพระยักษ์พระผีฉันเนื้อฉันปลา ผมไม่รู้ไม่ฉลาด เอ้า ! ท่านเอาธรรมที่ไม่ฉันเนื้อฉันปลามาสอนผมบ้างนะ ผมจะได้ปฏิบัติตามท่าน ผมนี้มันโง่ ท่านน่ะฉลาดเหนือพระพุทธเจ้า” ว่างี้เลยนะ “พระพุทธเจ้าท่านไม่ทรงห้ามการฉันเนื้อฉันปลา เว้นแต่อย่างนั้นๆ” อย่างที่ว่า “แต่ท่านนี้ไม่ฉันไปโดยประการทั้งปวง ท่านคงเก่งกว่าพระพุทธเจ้า ท่านลองเอาธรรมที่เก่งกว่าพระพุทธเจ้ามาสอนผมหน่อยซิ”

ท่านใส่ลงไปปึ๋งๆ เลยนะ โอ๊ย ! เวลาท่านพูดนี้ขึงขัง “ผมนี้มันโง่” ว่างั้นนะ ท่านไม่ว่าท่านฉลาดเลย ท่านอาจารย์อุ่นก็นิ่งเลย พอออกจากท่านไปแล้วหยุด งดเลย ทีนี้มาฉัน ฉันทีแรกก็อาเจียน ฉันไข่เฉยๆ ก็อาเจียน ท่านก็เอาจนได้นะ ท่านยอมรับเลย ปฏิบัติตามท่านอาจารย์มั่นตั้งแต่บัดนั้นไป ท่านอยู่ (อําเภอ) ท่าอุเทน ท่านก็เสียแล้วแหละ แต่ท่านปฏิบัติตัวของท่านอย่างท่านอาจารย์มั่นว่า ไม่ค้านท่านอาจารย์มั่นแม้คําเดียวเลยนะ นิ่งเลยเชียว ท่านอาจารย์มั่นก็พูดอย่างเต็มที่เหมือนกันนะ ก็อย่างนั้นแล้ว

พวกนี้ก็แบบเดียวกัน ไปไหนกระเทือนโลก ไม่ได้ส่งเสริมโลก มีแต่ทําลายทั้งนั้น เย่อหยิ่งจองหองพองขนถือตัวว่าวิเศษวิโส ใครรับนานๆ เข้าก็เป็นนะ ไม่ทราบว่าเป็นยังไง เท่าที่ผมเคยได้เกี่ยวข้องมาเป็นทุกราย เป็นมากเป็นน้อยต่างกัน เฉพาะอดไปมาก นานเท่าไรก็ยิ่งเป็นมาก แต่ผมไม่ยกตัวอย่างขึ้นให้มากยิ่งกว่านี้ ชื่อของพระของครูบาอาจารย์ที่ไม่ฉันเนื้อฉันปลานี่ เป็นไปอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ แต่ก็ไปลงที่ท่านอาจารย์มั่นนะ ท่านเหล่านี้ไปลงที่ท่านอาจารย์มั่น ทั้งๆ ที่เคยเป็นลูกศิษย์ของท่าน ออกไปก็เป็นอย่างนั้นแหละ แต่กลับไปก็ไปแก้เจ้าของกับท่านอาจารย์มั่นได้เหมือนกัน ท่านไม่ฉันเนื้อฉันปลา ท่านหยุด ท่านก็กลับฉันตามเดิม มีหลายองค์นะ”

พาพระเณรออกฝึกธุดงค์

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพักอยู่ที่วัดสระปทุม กรุงเทพฯ จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ท่านได้กราบลาท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เดินทางกลับจังหวัดนครราชสีมา ท่านได้ไปแวะเยี่ยมหลวงปู่ฝั้น อาจาโร แล้วกลับมาพักที่วัดป่าสว่างอารมณ์ และพอถึงหน้าแล้งของปีนั้น ท่านได้พาพระเณรออกเที่ยวธุดงค์

หลวงปู่กงมา หลังจากบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานพ้น ๕ พรรษาแล้ว ท่านมีประสบการณ์ธุดงค์ใช้ชีวิตพระป่าอยู่ตามป่าตามเขาได้อย่างชํานาญเอาตัวรอดได้แล้ว และที่สําคัญท่านเป็นพระอริยบุคคลมีคุณธรรมในหัวใจแล้ว ท่านก็เมตตาพาพระเณรออกเที่ยวธุดงคกรรมฐาน เพื่อทําสงครามต่อสู้กับกิเลสอันเป็นเจ้าวัฏจักรวัฏจิตครองใจสัตว์โลกมานานแสนนานจนนับไม่ได้ โดยมีเครื่องรบ คือ บริขาร ๘ ได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ ประคดเอว บาตร มีดโกน เข็มเย็บผ้า ธมกรก (ที่กรองนํ้า)

อาวุธที่ใช้รบ คือ มรรค ๘ หรือมัชฌิมาปฏิปทาอันเป็นทางสายเอก ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (ปัญญาอันเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดําริชอบ) สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) สัมมาสติ (ความรําลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ) โดยสรุปก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

เหล่านี้ล้วนเป็น เครื่องรบ และ อาวุธที่ใช้รบ อันเลิศเลอทันสมัยและทรงอานุภาพยิ่งกว่าเครื่องรบและอาวุธใดๆ เป็นธรรมาวุธที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงออกรุกขมูลอยู่ป่าเขาเป็นพระป่าองค์แรก ทรงดําเนินมาจนชนะกิเลสอวิชชาบนพระทัยอันเป็นสนามรบได้อย่างราบคาบ ได้ตรัสรู้ธรรม และทรงเมตตานํามาสั่งสอน เมื่อพุทธบริษัทน้อมนํามาประพฤติตาม ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวกกันมากมาย

ในหน้าแล้งปี พ.ศ. ๒๔๗๘ อันเป็นปีที่ หลวงปู่กงมา พาพระเณรออกธุดงค์นั้น ท่านมีพรรษา ๗ อายุ ๓๕ ปี แม้ท่านเป็นพระภิกษุหนุ่ม อายุพรรษาก็ไม่มาก แต่ด้วยปฏิปทาอันเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดมุ่งตรงต่อมรรค ผล นิพพาน ทําให้ท่านเป็นที่เคารพนับถือของพระ เณร อุบาสก อุบาสิกาแล้ว ท่านพร้อมแล้วที่จะพาคณะศิษย์ที่สมัครใจออกเที่ยวเดินธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา ตามสถานที่เปล่าเปลี่ยวน่าหวาดกลัว เพื่อแสวงหาที่สงบวิเวกเงียบสงัด ฝึกทรมานจิตใจ ท่านได้ประกาศว่า “ถ้าใครไม่กลัวความทุกข์ยากลําบาก ไม่กลัวตาย ให้ไปธุดงค์กับเรา” ก็มีพระเณรหลายองค์ขอสมัครใจไปกับท่าน

ก่อนออกธุดงค์ หลวงปู่กงมา ท่านได้นําเอาอดีตชาติในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระอริยสาวก คือ พระพาหิยะ ซึ่งเป็นพระอสีติมหาสาวก เป็นเอตทัคคะในทางขิปปาภิญญา บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวกได้อย่างเร็วพลันในสมัยพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันในภัทรกัปนี้มาเล่าเป็นคติธรรม ถึงการบําเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ถึงขั้นยอมสละตายของพระพาหิยะให้พระเณรที่จะร่วมออกธุดงค์ฟังเพื่อให้เกิดกําลังใจว่า

“เมื่อศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าเสื่อมถอยลง (หนึ่งในบรรดาพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ซึ่งมาตรัสรู้ในภัทรกัปนี้ก่อนพระสมณโคดมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ณ กาลครั้งนั้น มีพระเถระ ๗ รูป เห็นพวกภิกษุสามเณรประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย ก็เกิดความสลดใจ ได้ปรึกษาตกลงกันว่า “ตราบใดที่พระศาสนายังไม่เสื่อมสูญไป ตราบนั้นพวกเราจะทําที่พึ่งให้แก่ตนให้ได้” ปรึกษาตกลงกันแล้ว จึงไปไหว้เจดีย์ทอง อันเป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระกัสสปพุทธเจ้า

พระเถระที่เป็นเพื่อนสหธรรมิก ๗ องค์ด้วยกัน ปรารถนาความเพียรอย่างยิ่งยวดเป็นที่ตั้ง แม้จะพยายามสักเพียงใดก็ไม่พอใจ คิดว่าพวกเราทั้ง ๗ องค์ ยังมีความประมาทอยู่ จึงชักชวนกันออกเดินธุดงค์ไปในกลางดงใหญ่ มีทั้งเหว นํ้า ถํ้า ภูเขา ทั้ง ๗ องค์ได้ไปพบภูเขาสูงชันอยู่แห่งหนึ่ง จึงเดินเข้าไปใกล้ แหงนมองดูข้างบน ก็เห็นถํ้าอยู่หน้าผา จึงให้ตัดไม้ทําเป็นบันไดต่อขึ้นไปจนถึงถํ้านั้นแล้ว ทั้ง ๗ องค์นั้นก็พร้อมกันปีนขึ้นไปบนถํ้า เมื่อพร้อมกันอยู่ที่ถํ้านั้นเรียบร้อยแล้วก็พร้อมใจกันอธิษฐานจิตอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ว่า เรามาทําความเพียรอันอุกฤษฏ์ไม่ต้องคํานึงถึงชีวิต แม้จะตายก็ช่างมัน ถ้าบันไดยังพาดอยู่ปากถํ้า เราก็ยังถือว่าห่วงชีวิตอยู่ เราไม่ต้องห่วงชีวิตแล้ว ถ้ายังไม่บรรลุธรรมก็ให้ตายไปเสียเถิด จึงพร้อมใจกันผลักบันไดทิ้ง เป็นอันว่าทั้ง ๗ องค์ก็ไปทางไหนไม่ได้แล้ว จึงพากันอดอาหาร ปรารภทําความเพียรกันอย่างหนัก

เมื่อทั้ง ๗ องค์ปรารภความเพียรอยู่นั้น ในคืนแรกนั้นองค์ที่หนึ่งได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ก็เหาะไปบิณฑบาต เพื่อมาเลี้ยง ๖ องค์ที่ยังอยู่ ๖ องค์ไม่ประสงค์ เพราะยอมตายแล้ว ล่วงไปอีก๒–๓ วัน องค์ที่สองได้บรรลุพระอนาคามี เหาะไปบิณฑบาตมาเลี้ยง แม้ ๕ องค์ ไม่ปรารถนาที่จะฉัน ห้ามเสียแล้ว ๕ องค์แม้นจะพยายามสักเท่าใด ก็ไม่อาจบรรลุธรรมได้ ได้อดอาหารจนมรณภาพไปทั้ง ๕ องค์

พระเถระที่สําเร็จพระอรหันต์ก็ไปพระนิพพาน ส่วนรูปที่ได้เป็นพระอนาคามี ไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส อีก ๕ รูปมรณภาพแล้วไปบังเกิดในสวรรค์ด้วยอํานาจบุญที่ตนได้ทําไว้ พอถึงสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า ทั้ง ๕ ก็จุติจากสวรรค์ลงมาบังเกิดในโลกมนุษย์ คนหนึ่งได้เป็นพระโอรสของเจ้ามัลลกษัตริย์ ทรงพระนามว่า ปุกกุสมัลลบุตร คนหนึ่งเกิดเป็นพระกุมารกัสสปะ คนหนึ่งเกิดเป็นพระทัพพมัลลบุตร คนหนึ่งเกิดเป็นบุรุษชื่อว่า พาหิยะ (ทารุจีริยะ) อีกคนหนึ่งเกิดเป็นปริพาชกชื่อว่า สภิยะ

ปุกกุสมัลลบุตร ต่อมาได้พบพระพุทธองค์ ได้ฟังธรรมและประกาศตนเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต พระกุมารกัสสปะ ไปทําความเพียรอยู่ในป่าผู้เดียว ได้ฟังธรรมกามาทีนวกถาจากพระพุทธองค์ได้บรรลุพระอรหัต เป็นเอตทัคคะ ในทางผู้แสดงธรรมได้วิจิตร พระทัพพมัลลบุตร โกนผมเสร็จได้บรรลุพระอรหัต เป็นเอตทัคคะ ในทางผู้จัดเสนาสนะ พระพาหิยะ ได้บรรลุพระอรหัต เมื่อฟังธรรมจากพระพุทธองค์ขณะทรงบิณฑบาต เป็นเอตทัคคะ ในทางขิปปาภิญญา สภิยปริพาชก ต่อมาได้พบพระพุทธองค์ ทูลขอบรรพชาและได้บรรลุพระอรหัตอีกรูปหนึ่ง”

หลวงปู่กงมา ท่านเคยนั่งภาวนาสละตายในดงไข้ป่ามาลาเรียมาก่อน การเล่าของท่านจึงมีรสชาติและนํ้าหนักมาก เมื่อท่านนําอดีตชาติของพระพาหิยะและสหธรรมิกมาเล่าปลุกเร้ากระตุ้นจิตใจพระเณรจบลง ทําให้พระเณรต่างเกิดกําลังใจฮึกเหิมขึ้นมาทันที พร้อมที่จะออกเดินธุดงค์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ยอมสละชีวิตเพื่อธรรม ไปกับท่าน

ในการออกธุดงค์ในครั้งนั้น นอกจากหลวงปู่กงมา ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะแล้ว ก็มีพระเณร รวม ๕ รูปด้วยกัน ออกเดินธุดงค์เข้าดงพญาไฟ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ดงพญาเย็น) หากพบสถานที่ใดเป็นที่วิเวกสงบสงัด ท่านก็จะพาพระเณรทําความเพียรภาวนาอยู่ ณ สถานที่นั้นหลายวัน ในครั้งนั้นป่าเขาในแถบนั้นเป็นดงหนาป่าทึบ ไม่มีบ้านเรือนผู้คน พอล่วงเลยไปถึงวันที่ ๕ ก็ยังไม่ได้ฉันอาหารกันเลย ได้ฉันแต่นํ้าเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น พวกคณะธุดงค์อดอาหารกันทุกๆ องค์ แต่ก็ยังเดินกันไหว หลวงปู่กงมาท่านก็ให้กําลังใจแก่พวกคณะศิษย์ว่า

“เรารักความเพียร เรารักธรรมมากกว่าชีวิต”

พระเณรซึ่งติดตามมากับคณะธุดงค์ ยังเป็นพระหนุ่มเณรน้อย ต่างย่อมรู้สึกว่ามันหิวกระหาย เบาไปหมดทั้งตัว ต้องพยายามทําจิตให้แน่วแน่ไว้ตลอดเวลา ไม่ต้องพูดคุยกับใคร พากันก้มหน้าก้มตากําหนดจิตมิให้ออกนอก ด้วยการบริกรรม “พุทโธ” ในทุกขณะจิต ตามที่หลวงปู่กงมาท่านสอนมา เพราะจิตออกไปในเวลาใด ขณะใด จะเกิดทุกขเวทนาในขณะนั้น

ขณะใกล้คํ่าได้เวลาที่จะปักกลดพักภาวนาค้างแรมกัน หลวงปู่กงมา ท่านก็ทดสอบและฝึกพระเณร ท่านสั่งให้แต่ละองค์ไปกางกลดให้ไกลกันให้มาก ท่านให้อยู่กันคนละลูกภูเขา แม้สามเณรก็ต้องออกห่างจากท่าน ไปอยู่ไกลๆ เอาแต่เพียงส่งเสียงกู่เรียกกันให้พอได้ยิน การทําเช่นนี้เป็นการหยั่งถึงความจริงของลูกศิษย์ท่านว่า จะเอาจริงเอาจังกันแค่ไหน แม้สามเณรที่ร่วมมากับคณะธุดงค์ ถึงจะกลัวแสนกลัวก็จําต้องออกไปอยู่ให้ไกลที่สุด พอตกกลางคืน ไม่ทราบว่าความกลัวมันประดังกันเข้ามาอย่างไรกันนักก็ไม่ทราบ รู้สึกว่ามันเสียวไปทั้งตัวเลย แต่พระเณรได้ให้คํามั่นกับท่านไว้แล้วว่า ไม่กลัวตาย แต่ในใจพระเณรคิดว่า อยากไปนอนให้ใกล้ๆ ท่านที่สุด แต่ก็ไม่กล้า จําเป็นที่จะต้องอยู่ห่างไกลกัน เสียงช้างมันร้องส่งเสียงดังลั่นน่าหวาดกลัว เสียงเสือร้องคําราม ดูรู้สึกว่ามันจะมากินพระเณรไปเสียแล้ว แต่ก็เป็นเหตุให้เกิดมรณานุสติอยู่ตลอดเวลา ยิ่งหวาดกลัวก็ยิ่งระลึก “พุทโธ” เป็นคําบริกรรมโดยแนบแน่นไม่ปล่อยวาง ทําให้ความกลัวลดลง และเกิดผลทางใจขึ้นเป็นอันมาก

ตามปรกติ ใจคนเรานี้จะไปทางดีก็ได้ จะไปทางชั่วก็ได้ จึงต้องฝึกหัดดัดแปลงให้ไปในทางดี ไปในทางธรรม ด้วยการบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา แต่ต้องอาศัยฝึกหัดทําประจําสมํ่าเสมอ เช่นเดียวกับทางโลก คนฝึกหัดไปกับกิเลส เช่น ฝึกร้องรําทําเพลง ฝึกหัดดนตรี ฝึกหัดการแสดง ฯลฯ เมื่อฝึกหัดไปก็เป็นได้เหมือนกัน ถ้าน้อมนึกไปในทางธรรม การฝึกหัดอย่างเอาจริงเอาจังก็เป็นได้เหมือนกัน แต่ทุกๆ อย่างก็ต้องอาศัยแนวปฏิปทาที่ถูกต้อง การแสวงหาโมกขธรรมก็เช่นเดียวกัน หลวงปู่กงมาท่านก็เคยฝึกหัดทรมานอยู่ในที่เช่นนี้มาก่อนและได้ผลดีมาแล้ว ท่านจึงนําแนวปฏิปทานี้มาฝึกหัดพระเณร

ปราบพยศมหาโจรอุง

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพาคณะพระเณรออกธุดงค์ เมื่อพ้นจากดงพญาเย็นมาถึงหางดงนั้น แถบนี้เป็นแหล่งที่พวกมหาโจรทั้งหลายพากันมาซ่องสุมกันอยู่จํานวนมาก แม้ท่านรู้ แต่ก็ไม่ได้หวาดกลัวแต่ประการใด เสมือนท่านตั้งใจธุดงค์มาเมตตาโปรดพวกมหาโจร ท่านได้พาคณะศิษย์พักอยู่บริเวณนั้น เมื่อคณะท่านพักกันเรียบร้อยแล้ว พวกโจรประมาณ ๒๐ คน ได้พากันเข้ามารุมล้อมคณะพระธุดงค์ ในมือพวกโจรมีทั้งดาบและปืน น่าสะพรึงกลัวมาก

หลวงปู่กงมา ท่านเคยเล่าว่า พวกโจรดงพญาเย็นนี้ร้ายกาจนัก มันจับพระธุดงค์ฆ่าเสียมากต่อมากแล้ว คราวหนึ่งมีพระธุดงค์จํานวน ๙ รูป ธุดงค์มาเจอพวกโจรเขาใหญ่ ดงพญาเย็นนี้ มันจับเอาไว้หมด ค้นดูย่ามว่าจะมีเงินไหม พระธุดงค์ทั้ง ๙ รูปไม่มีเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว พวกโจรก็โกรธ จึงจับเอาพระให้เอาศีรษะชนกัน ชนค่อยๆ ก็ไม่ยอม ชนจนศีรษะได้เลือด แต่มีอีกหนึ่งรูปไม่มีคู่ พวกโจรเลยให้ชนหัวคันนา พวกโจรชอบใจหัวเราะกัน พระรูปไม่มีคู่เดือดดาลในใจนัก จึงค่อยๆ คลานไปจนถึงปืนที่โจรวางไว้ คว้าปืนยิงโจรตายไป พวกโจรก็หนีเตลิดไป

พระเณรที่เคยฟังท่านพระอาจารย์กงมาเล่าถึงเรื่องโจรดงพญาเย็นให้ฟัง พอระลึกได้ก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมา พวกโจรมันรุมล้อมพระเณรอยู่ พระเณรจะถูกพวกโจรมันทําอะไร ก็พากันอยู่ข้างๆ ท่านอาจารย์ แม้ท่านอาจารย์อยู่ในวงล้อมพวกโจร ความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า แต่ท่านกลับไม่ได้แสดงอาการลนลานหวาดกลัว หรือสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ท่านองอาจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวมากและอากัปกิริยาก็เต็มไปด้วยสติ สมกับเป็นศิษย์พระตถาคต ผู้ยอมสละตาย ท่านได้เริ่มแสดงธรรมต่างๆ ให้พวกโจรมันฟังถึงบาป บุญ คุณ โทษ แต่พวกมันก็ไม่มีกิริยาอาการเคารพนอบน้อมต่อท่านอาจารย์แม้แต่น้อย พวกโจรพากันเอาปลายดาบปลายปืนปักลงดิน พร้อมกับวางท่าทาง กิริยาข่มขู่ และทําหน้าทําตาดุร้าย ดูน่ากลัว แต่ก็มีโจรคนหนึ่งรูปร่างลํ่าสันมาก มีกิริยาแปลกกว่าโจรคนอื่นๆ กลับไม่แสดงกิริยาดังกล่าว ท่านอาจารย์ก็ไม่ยอมลดละธรรมเทศนา ท่านยังแสดงธรรมไปเรื่อยๆ มีใจความสําคัญตอนหนึ่งว่า

“พวกเธอเอ๋ย ! แม้พวกเธอจะมาหาทรัพย์ ตลอดถึงการผิดศีลของพวกเธอนั้นหนา ก็เพื่อเลี้ยงชีวิตนี้เท่านั้น แต่ชีวิตนี้ก็ไม่ใช่ของพวกเธอ มันจะสิ้นกันไม่รู้วันไหน เป็นเช่นนี้ทุกคน พวกเธอฆ่าเขา ถึงจะฆ่าไม่ฆ่า เขาก็ตาย เธอก็เหมือนกัน มีความดีเท่านั้นที่ใครๆ ฆ่าไม่ตาย อย่างเรานี้จะตายเมื่อไร ก็ไม่อนาทรร้อนใจ เพราะความดี เราทํามามากแล้ว”

พระเณรที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น แทบจะไม่เชื่อในสายตากันเลยทีเดียว ต่างอัศจรรย์ในเหตุการณ์ ธรรมะที่ท่านอาจารย์แสดงในขณะนั้น ไปกระทบเข้าที่ใจพวกโจร เตือนใจให้เขาได้สติคืนกลับมา ต่างพากันสํานึกผิดพร้อมกับวางมีดวางปืนหมด น้อมตัวลงกราบท่านอาจารย์อย่างนอบน้อม พระเณรพากันโล่งใจไปตามๆ กัน และพอใจที่พวกโจรมันยอมท่านอาจารย์แล้ว โจรคนที่ลํ่าสันมากได้คลานเข้ามากราบท่านอาจารย์ ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ และขอออกบวชติดตามท่าน โจรคนนี้เป็นหัวหน้าโจรชื่อ นายอุง

พระเณรแทบไม่เชื่อในสายตาอีกครั้ง ทําไมหัวหน้าโจรจะยอมเป็นลูกศิษย์อาจารย์ของเรา ทําไมมันช่างง่ายดายอะไรอย่างนี้ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อัศจรรย์ในธรรมที่ท่านแสดงจริงๆ ท่านอาจารย์กงมา ท่านก็สั่งให้พระที่ไปกับท่าน โกนผมให้มหาโจรอุง ให้บวชเป็นตาผ้าขาวติดตามท่านไป เดี๋ยวนี้หัวหน้าโจรได้กลายเป็นผู้ทรงศีลไปเสียแล้ว เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น มันเป็นไปได้หรือ พวกโจรทั้งคณะมายอมแพ้ท่านอาจารย์ แต่มันก็เป็นไปแล้ว ธรรมนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ

ธรรม คือ สัจธรรมความจริงนี้อัศจรรย์และมีอานุภาพมากมาแต่กาลไหนๆ ในครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทรมานองคุลมาล มหาโจรผู้มีชื่อเสียงโด่งดังฆ่าคนมามากมาย ๙๙๙ คน ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ จนหยุดฆ่าคน องค์พระบรมศาสดาทรงพิจารณาด้วยพระญาณแล้วว่า องคุลิมาลได้สร้างวาสนาบารมีธรรมมาเต็มเปี่ยมพร้อมที่จะพ้นทุกข์ จึงทรงให้ออกบวชเป็นพุทธสาวก และองคุลิมาลก็ได้บําเพ็ญสมณธรรมจนสําเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอสีติมหาสาวกที่มีชื่อเสียง

ความอัศจรรย์ในครั้งนั้น ได้ปรากฏขึ้นอีกในครั้งกึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์กงมา พุทธสาวก ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ได้แสดงธรรมโปรดมหาโจรอุงและบริวาร จนยอมทุกสิ่งทุกอย่าง และยอมสละความเป็นโจร ด้วยอนุสาสนีปาฏิหาริย์ โดยอาศัยวาทะแห่งพระสัทธรรมโน้มน้าวจิตใจ และความจริงแห่งการปฏิบัติในพระธรรมวินัยและธุดงควัตรที่เคร่งครัดของท่าน ตลอดถึงจริยวัตรและมรรยาทที่น่าเคารพเลื่อมใส ทําให้มหาโจรอุงได้ยอมเข้ามาถือบวช ท่านสอนคนที่จะต้องฆ่าคนอีกมาก ให้หยุดจากการกระทําบาปกรรมเช่นนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่เพราะมหาโจรอุงได้ฆ่าคนมามากต่อมาก ท่านพระอาจารย์กงมาจึงให้บวชเป็นเพียงตาผ้าขาว นุ่งขาวห่มขาวสมาทานศีล ๘ พาออกธุดงค์ฝึกหัดปฏิบัติภาวนาตามป่าตามเขา

หลังจากบวชให้ตาผ้าขาวอุงแล้ว ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านก็ได้เมตตาอบรมสั่งสอนธรรมปฏิบัติให้กับตาผ้าขาวอุงอย่างเต็มที่ ตาผ้าขาวอุงก็ตั้งใจปฏิบัติตามอย่างเต็มที่เช่นกัน ท่านพาพระ เณร ตาผ้าขาวอุง พักภาวนาอยู่ที่นั่นพอสมควรแล้ว จากนั้นท่านก็พาออกธุดงค์ตามป่าตามเขาต่อไป และได้ไปไกลถึงถํ้าเขาภูคา จังหวัดนครสวรรค์

ธุดงค์อยู่ในถํ้าเขาภูคา จ.นครสวรรค์

การสนทนาธรรมตามหลักสัลเลขธรรมของครูบาอาจารย์กองทัพธรรมฯ นอกจากท่านจะสนทนาถึงความก้าวหน้าในการบําเพ็ญธรรมของท่านแล้ว ท่านยังสนทนาถึงสถานที่บําเพ็ญธรรม ถํ้าเขาภูคา เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งท่านธุดงค์บุกเบิกแล้วก็นําไปเล่าสู่กันฟัง

ภายหลังจากที่หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ได้พาพระเณรเที่ยวธุดงค์หาวิเวกไปตามป่าตามเขา ตามถํ้า ท่านพาไปจนถึงจังหวัดนครสวรรค์ ไปที่สถานีรถไฟหัวหวาย เดินเข้าไปจนถึงถํ้าแห่งหนึ่ง ชื่อว่า ถํ้าเขาภูคา อยู่ในเขตตําบลหัวหวาย อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

ถํ้าเขาภูคานี้อยู่ในภูเขาที่ไม่ใหญ่นัก บนยอดเขามีรอยพระพุทธบาท กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแผ่นดิน มีขนาดกว้าง ๘๒ ซม. ยาว ๒ ม. ลึก ๒๑ ซม. ลักษณะเหมือนรอยเท้ายุบลงไปอยู่ในก้อนหิน ถํ้าเขาภูคาเป็นถํ้าที่ใหญ่โตกว้างขวางมาก และเป็นถํ้าขึ้นไม่ใช่ถํ้าลง มีปล่องหลายปล่อง แสงแดดส่องถึง ทําให้ภายในถํ้าตอนกลางวันจะสว่างไม่มืด อากาศถ่ายเทดี และมีซอกเป็นที่น่าปฏิบัติธรรมอยู่มากมายหลายแห่ง รอบๆ ถํ้ามีบรรยากาศธรรมชาติของผืนป่าอันร่มรื่น เงียบสงัด สัปปายะมาก และมีหมู่บ้านเล็กๆ พออาศัยบิณฑบาต เหมาะเป็นที่ปฏิบัติภาวนา

ถํ้าเขาภูคาแห่งนี้เป็นสถานที่มงคลศักดิ์สิทธิ์ และเคยเป็นสถานที่บําเพ็ญสมณธรรมมาแต่โบราณกาล ตามประวัติมีพระอมตะเถระของชาวไทย ตลอดครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรม เช่น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) หลวงปู่สงฆ์ พฺรหฺมสโร หลวงปู่บุดดา ถาวโร หลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ฯลฯ และมีเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่เล่าสืบต่อกันมา คือ ช่างทําทางรถไฟสายเหนือ มองเห็นภูเขาแห่งนี้ จะมาระเบิดหินไปใช้ในงานก่อสร้าง พยายามระเบิดเท่าไรก็ไม่สําเร็จ ไม่สามารถได้หินแม้แต่ก้อนเดียว เป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดอัศจรรย์มาก เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงทราบจึงมีรับสั่งให้หยุดระเบิดหิน

และที่ถํ้าเขาภูคาแห่งนี้ มีเรื่องเล่ากันว่า หลวงปู่สงฆ์ขณะปฏิบัติภาวนาเกิดนิมิตเห็นพระพุทธรูปผุดบนดอกบัว อันหมายถึง พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หลวงปู่บุดดาก็เกิดนิมิตเห็นพระในถํ้าหลายองค์กําลังออกบิณฑบาต ฯลฯ ซึ่งต่อมาก็ได้สร้างพระพุทธรูปและพระตามนิมิตที่เห็น ในกาลต่อมาได้มีการพัฒนาสร้างเป็นวัดถาวร ชื่อว่า วัดเขาภูคาจุฬามณี หรือ วัดถํ้าเขาภูคา

หลวงปู่กงมา ท่านพาคณะอยู่ ณ ที่ถํ้าเขาภูคาแห่งนี้เป็นเวลาหลายเดือน เพราะเป็นที่วิเวกเงียบสงัดดี ท่านได้พาชาวบ้านใกล้ๆ นั้นขุดดินทําทางเดินจงกรมในถํ้าได้หลายทาง แต่ขณะที่ขุดดินทําทางเดินจงกรม ได้พบเบ้าหลอมทองเก่าแก่ ตุ้มหู ต่างหู เป็นทองคําและกะโหลกศีรษะ อะไรต่างๆ มากมาย เป็นของโบราณ อันเป็นที่มาของชื่อ เขาโภคา อันหมายถึง ภูเขาอันเป็นโภคสมบัติของแผ่นดิน ต่อมาเรียกกันว่า เขาภูคา

ณ ที่ถํ้าเขาภูคาแห่งนี้ หลวงปู่กงมา ได้แนะนําพรํ่าสอนเรื่องการปฏิบัติภาวนาให้แก่พระ เณร ตาผ้าขาวอุงอย่างเต็มที่ และพระ เณร ตาผ้าขาวอุงเองก็ปรารภความเพียรอย่างเต็มกําลัง ปรากฏว่า ต่างได้ผลเป็นที่พอใจ นอกจากนี้ท่านยังส่งเสริมพระ เณร ฝึกหัดท่องปาฏิโมกข์ให้ได้ มีสามเณรที่ติดตามมา ใช้เวลาเพียง ๑๕ วันเท่านั้น ก็สามารถท่องได้ในขณะที่อยู่ในถํ้านั้นเอง

ด้วยถํ้าเขาภูคาเป็นสถานที่มงคลศักดิ์สิทธิ์และสัปปายะมาก หลวงปู่กงมาท่านจึงตั้งใจพาพระเณรอยู่จําพรรษา แต่พอจวนจะเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้โทรเลขไปเรียกให้หลวงปู่กงมากลับ คณะธุดงค์จึงเดินทางกลับนครราชสีมา และได้กลับมาพํานักอยู่ที่วัดป่าสว่างอารมณ์ บ้านใหม่สําโรง

ตาผ้าขาวอุงตายในท่านั่งสมาธิภาวนา

มหาโจรอุง ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นตาผ้าขาวอุงไปแล้วนั้น ก็ได้ติดตามหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ มาอยู่ร่วมจําพรรษาที่วัดป่าสว่างอารมณ์ ผ้าขาวอุงตั้งใจจะปฏิบัติกัมมัฏฐานอย่างเต็มที่ เต็มความ สามารถ และก็เป็นผล ทําให้จิตใจของเขาได้รับความสงบและเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง การประกอบความเพียรของผ้าขาวอุงนั้นก็ทําอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด บางครั้งนั่งสมาธิตลอดคืนยังรุ่ง บางครั้งเมื่อสมาธิได้ผล ก็จะอดอาหาร ๒ วัน ๓ วัน เป็นการทรมานตน

มีพระถามว่า ตอนเป็นมหาโจรได้ฆ่าคนไปแล้วกี่ศพ

ผ้าขาวอุงตอบว่า ๙ ศพ

นับว่าเป็นบาปกรรมอย่างมหันต์ แต่อาศัยธรรมของท่านพระอาจารย์กงมา ที่ได้เมตตาพรํ่าสอนอยู่เนืองนิตย์ ทําให้เขาได้รับผลจากคําสอนเป็นอย่างยิ่ง

พระถามเขาเรื่องการปล้นฆ่าทีไร เป็นได้เรื่องทุกที

ผ้าขาวอุงตอบว่า เมื่อได้เล่าเรื่องความหลัง ในเวลาบําเพ็ญสมาธิภาวนาจะแลเห็นในนิมิตว่า มีตํารวจนับไม่ถ้วนมารุมล้อมจะฆ่าเอาเสียให้ได้ มันเป็นนิมิตที่คอยมาหลอกหลอนตัวเองอยู่เสมอ

ผ้าขาวอุงได้เล่าความหลังต่อไปว่า มีคราวหนึ่งเขาจับผมได้ เขาประชาทัณฑ์จนผมสลบไป พวกเขานึกว่าผมตายแล้ว จึงหามเอาผมไปโยนทิ้งในป่าแห่งหนึ่ง พอกลางดึกนํ้าค้างตกถูกหัวผม ผมได้รู้สึกตัวและได้ฟื้นขึ้นมา พวกชาวบ้านพอรู้ว่าผมฟื้นไม่ตาย พวกเขายิ่งกลัวกันใหญ่ อกสั่นขวัญแขวน ผมเองมารู้สึกตัวตอนฟื้นชีพว่า คนเราเกิดแล้วต้องตายแน่ เรามาประพฤติตัวเป็นมหาโจรอยู่เช่นนี้ ก็คงจะได้รับบาปกรรมอันใหญ่หลวงต่อไปเป็นแน่ แต่แม้จะคิดได้เช่นนี้ก็ตาม สัญชาตญาณของความเป็นโจรของผมก็ยังไม่หมดสิ้นไป ต้องคุมสมัครพรรคพวกเข้าปล้นสะดมชาวบ้านเขาเหมือนเดิม แต่คราวนี้ผมได้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ฆ่าใครอีกต่อไป

เหมือนกับบุญแต่ปางก่อนมาช่วยผม อีกไม่ช้าไม่นานนัก ก็พอดีมาพบกับท่านพระอาจารย์กงมา พร้อมกับเมื่อมองเห็นท่านครั้งแรกก็อัศจรรย์ใจแล้วครับ ทําให้เกิดความเลื่อมใสในองค์ท่านตั้งแต่ยังไม่ฟังธรรมจากท่าน อาจถึงคราวหมดบาปหมดกรรมแล้ว พอได้ฟังธรรมจากท่านเท่านั้น ก็เกิดความสลดใจอย่างไม่น่าเชื่อ จิตของผมเหมือนกับถูกชโลมด้วยนํ้าอมฤต กลายเป็นจิตที่ให้อภัยทุกสิ่งทุกอย่าง และได้ละตัวออกจากพวกมหาโจรทั้งหลาย

ผมเองก็พยายามเกลี้ยกล่อมลูกน้องให้ตามผมมาบวช แต่มันไม่ตามมา ผมก็เลยปล่อย แต่ในที่สุดลูกน้องของผมทั้งหมดมันก็เลิกเป็นโจร เข้ามาอยู่ในบ้าน ทํามาหากินตามปรกติ ผมเองจึงได้ออกบวชเป็นตาผ้าขาว ผมรู้ตัวผมดีว่าทําบาปทํากรรมไว้มาก ผมจึงขอสละชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งยวด

ตาผ้าขาวอุงได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์กงมา เป็นเวลาหลายปี เป็นผู้เคร่งครัดอยู่ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง จนวาระสุดท้ายของชีวิต ในวันหนึ่งตาผ้าขาวอุงนั่งสมาธิภาวนาอยู่ภายในกลด เป็นเวลา ๒ วันไม่ออกมา ตามธรรมดาจะออกมารับประทานอาหารพร้อมพระเณร ในวันนั้นไม่ออกมา พระเณรต่างพากันสงสัย แต่บางครั้งตาผ้าขาวอุงจะอดอาหารถึง ๕–๗ วัน ก็มี จึงทําให้ไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก แม้ว่าจะไม่ออกจากกลดตั้งหลายวัน วันนี้พระเณรนึกสงสัยมากกว่าทุกวัน จึงพากันเข้าไปเพื่อจะเปิดกลดดูว่า ตาผ้าขาวอุงกําลังทําอะไรอยู่ข้างใน แต่โดยส่วนมากท่านพระอาจารย์กงมาท่านห้าม เพราะเป็นเวลาที่เขานั่งสมาธิอยู่ เราไปทําให้เสียสมาธิของคนอื่น จึงทําให้เกิดความลังเลที่จะเปิดกลดของตาผ้าขาวอุง

ครั้นเมื่อเห็นว่า ไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานผิดปรกติ พระเณรจึงตัดสินใจเปิดกลด เมื่อเปิดกลดแล้วทุกๆ คนที่เห็นก็ต้องตกตะลึง เพราะตาผ้าขาวอุงไม่มีลมหายใจเสียแล้ว แต่ว่ายังคงนั่งสมาธิอยู่ตามปรกติไม่ล้ม พระเณรจับตัวดูเย็นหมด แข็งทื่อเป็นท่อนไม้ แต่ว่าคราวนั้นอยู่กันในป่า เป็นวัดป่า เรื่องก็ไม่เป็นข่าวโกลาหล ซึ่งถ้าเป็นอย่างปัจจุบันนี้ เข้าใจว่าจะเป็นข่าวอึกทึกครึกโครมอย่างมหาศาลทีเดียว น่ากลัวว่า พวกที่นับถือเรื่องโชคลาง จะพากันแตกตื่นไปหากันใหญ่ แต่ว่าขณะนั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในที่สุดท่านพระอาจารย์กงมาก็ได้พาพระ เณร ญาติโยมทําการฌาปนกิจศพตาผ้าขาวอุงตามมีตามได้ จนกระทั่งเหลืออยู่แต่เถ้าถ่านเท่านั้น

ผ้าขาวอุงสมกับเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์กงมา แม้เคยกระทําผิดมหันต์เป็นมหาโจรปล้นฆ่าคนตายมาก่อน เมื่อได้ฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์กงมา ก็สํานึกผิด กลับตัวกลับใจเป็นคนดี แล้วออกบวชเป็นตาผ้าขาว ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ปฏิบัติไม่นานก็สามารถทําสมาธิธรรมได้ และได้ทิ้งลวดลายคราวมรณกาล ด้วยอิริยาบถท่านั่งสมาธิภาวนา ได้อย่างองอาจกล้าหาญ สมเกียรติ สมศักดิ์ศรีนักปฏิบัติที่เป็นศิษย์พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น นับเป็นเกียรติประวัติที่ปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญและเป็นคติธรรมอันงดงามลํ้าค่าให้คนที่เคยกระทําผิดได้เป็นอย่างดี

ส่วน ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านนับเป็นยอดธรรมกถึกเอก คือ เป็นเลิศด้านเทศนาธรรมอีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านฉายแววนี้มาตั้งแต่ยังเป็นพระภิกษุหนุ่มอายุพรรษาไม่มาก ดังการเทศนาธรรมของท่านที่เมตตาโปรดมหาโจรอุงและบริวารจนสําเร็จในครั้งนั้น สาเหตุเป็นเพราะอํานาจแห่งสายบุญสายกรรมที่เคยเป็นอาจารย์และศิษย์กันมานาน อีกทั้งเนื้อหาสาระการแสดงธรรมอันเป็นแก่นแท้ของชีวิต จึงทําให้มหาโจรอุงและบริวารกลับตัวกลับใจ ยอมกราบถวายตัวเป็นศิษย์ได้อย่างง่ายดาย ท่านพระอาจารย์กงมาได้มาเป็นอาจารย์ของมหาโจรอุงและบริวาร ทําให้ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ตลอดคุณธรรมของท่าน เป็นที่เลื่องลือกล่าวขานกันมากขึ้น ส่งผลให้พระ เณร ญาติโยมในหมู่บ้านใหม่สําโรงและบริเวณใกล้เคียง ยิ่งให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านมากยิ่งๆ ขึ้น

ท่านฝากผลงานที่จังหวัดนครราชสีมาก่อนไปจันทบุรี

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลังจากจําพรรษาที่วัดป่าสว่างอารมณ์ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมานานติดต่อกันเป็นเวลา ๓ ปี ท่านก็เตรียมเดินทางไปเผยแผ่ธรรมที่จังหวัดจันทบุรี ในตลอดระยะเวลาที่ท่านอยู่จําพรรษาที่วัดป่าสว่างอารมณ์ ท่านได้เมตตาอบรมสั่งสอนธรรมปฏิบัติให้กับชาวบ้านอย่างเต็มที่ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

เมื่อชาวบ้านได้เข้าวัด ได้มาสัมผัสรับใช้หลวงปู่กงมาอย่างใกล้ชิดมากขึ้นแล้ว ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในแนวปฏิปทาที่ท่านเมตตานํามาเผยแผ่นั้น ก็ยิ่งแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ทําให้ชาวบ้านเชื่อฟังท่านมาก ได้พากันเลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัย ไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติภาวนากันอย่างจริงจัง และได้ร่วมใจกันบํารุงพัฒนาวัดแห่งนี้กัน จนเป็นวัดที่มั่นคงในพระพุทธศาสนาอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ในช่วงระยะที่กองทัพธรรมฯ ได้เผยแผ่ธรรม

วัดป่าสว่างอารมณ์ ถือเป็นวัดป่ากรรมฐานแห่งแรกที่หลวงปู่กงมาสร้างขึ้นมา ท่านได้ฝากรอยมือรอยเท้าไว้ ต่อมาได้เป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมาตราบจนทุกวันนี้ โดยมีศาสนถาวรวัตถุเกิดขึ้นมากมาย เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลา กุฏิ ฯลฯ โดยหลวงปู่กงมาได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชาเป็นบูรพาจารย์ของวัด ปัจจุบันทางวัดได้อนุรักษ์ดูแลผืนป่า สระนํ้าโบราณ ตลอดเสนาสนะป่า เช่น ศาลาไม้หลังเก่ามุงหลังคาสังกะสี กุฏิกรรมฐานหลังเล็กๆ ที่หลวงปู่กงมาเคยมาอยู่จําพรรษา ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ เป็นมรดกธรรมอันลํ้าค่าให้อนุชนคนรุ่นหลังได้กราบไหว้บูชา และได้เห็นแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่หลวงปู่กงมาได้ดําเนินตามอย่างเคร่งครัด พร้อมกับมีการจารึกข้อความบนแผ่นหินขนาดใหญ่ว่า

“สถานที่พระมหาเถระ ได้แก่ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ได้มาปักกลดอยู่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เพื่อช่วยกันสร้างสถานที่แห่งนี้เป็นวัดป่าสว่าง-อารมณ์”

หลวงปู่กงมา ท่านนับเป็นครูบาอาจารย์กองทัพธรรมฯ องค์สําคัญองค์หนึ่ง ที่บําเพ็ญคุณประโยชน์ให้สังคมไทยอย่างยิ่งใหญ่อเนกอนันต์ โดยเฉพาะการเข้าร่วมฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งในยุคกึ่งพุทธกาล ด้วยธรรมะภาคปฏิบัติ แต่ท่านกลับใช้ชีวิตอยู่ป่าอยู่กับธรรม อยู่อย่างสมถะ เรียบง่าย มักน้อยสันโดษ ในกุฏิกรรมฐานหลังเล็กๆ ท่ามกลางป่า พร้อมทางเดินจงกรม บําเพ็ญสมณธรรมตลอดชีวิต ตามพระพุทธโอวาท รุกฺขมูลเสนาสนํ ขององค์พระบรมศาสดา ตามรอยท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้อย่างชัดเจนและครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด

กล่าวถึง ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่กงมา ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ขณะที่หลวงปู่กงมาอยู่จําพรรษาที่วัดป่าสว่างอารมณ์ โปรดชาวบ้านใหม่สําโรง เป็นพรรษาสุดท้ายนั้น ในพรรษาเดียวกันนี้ ท่านพ่อลี ท่านรับอาราธนานิมนต์ขุนอํานาจอํานวยกิจ (วงษ์ จินดาเวช) ไปจําพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี

สาเหตุที่ หลวงปู่กงมา ไปเผยแผ่ธรรมที่จังหวัดจันทบุรี มีดังนี้

“ทางฝ่ายท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้เดินธุดงค์ไปจนถึงจังหวัดจันทบุรี และได้อยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่าช้าคลองกุ้ง ตําบลตลาด อําเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ท่านพระอาจารย์ลี ได้ทําประโยชน์แก่ชาวจันทบุรีมากมาย ท่านได้เผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น จนเป็นที่นิยมเลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก มีพุทธศาสนิกชนตั้งใจมาฟังพระธรรมเทศนาของท่านกันจํานวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีหมู่พวกที่อิจฉาริษยาคอยใส่ร้ายกลั่นแกล้งอยู่เช่นกัน

ต่อมาขุนภูมิประศาสน์ นายอําเภอท่าใหม่ ต้องการนิมนต์ท่านพระอาจารย์ลี ให้ไปอยู่บ้านนายายอาม เพื่อเป็นการช่วยทางบ้านเมืองปราบปรามโจรผู้ร้าย ท่านพระอาจารย์ลีจึงได้ตกลงรับปากว่าจะหาพระให้ เพราะเริ่มแรกทีเดียวท่านมาอยู่จันทบุรีเพียงองค์เดียว ไม่มีใครช่วยในด้านการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติ แล้วท่านก็ได้มีจดหมายไปนมัสการท่านพระอาจารย์สิงห์ ขอให้ท่านจัดส่งพระมาช่วย เพราะประชาชนทางภาคตะวันออก มีความสนใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง แต่ขาดผู้นําพาที่มีหลักจิตหลักใจ พร้อมกันนั้นก็มีจดหมายถึงท่านพระอาจารย์กงมา สหธรรมิกของท่าน ขอให้ไปช่วยในการเผยแผ่ธรรมดังกล่าว

หลังจากท่านพระอาจารย์กงมา ได้รับจดหมายแล้ว ก็นําไปปรึกษาท่านพระอาจารย์สิงห์ ก็ได้รับอนุมัติให้ไปจังหวัดจันทบุรี เพื่อประกาศธรรมคําสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ประชาชนผู้หลงได้ตื่นจากความมืด คือ กิเลส”

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่กงมา ท่านก็ได้ลาญาติโยมบ้านใหม่สําโรง ท่ามกลางความอาลัยอาวรณ์ของญาติโยมที่ไม่อยากให้ท่านจากไปที่อื่น จากนั้นท่านพร้อมด้วยพระเณรก็เดินทางไปช่วยงานพระศาสนา โดยร่วมกับ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ออกเผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในแถบจังหวัดจันทบุรี ท่านทั้งสองได้ร่วมกันบุกเบิกวงกรรมฐานด้วยความทุ่มเทเสียสละ เอาจริงเอาจัง จนสามารถปักหลักฐานอันมั่นคงในจังหวัดจันทบุรี และในจังหวัดทางภาคตะวันออก

ภาค ๖ เผยแผ่ธรรมที่จันทบุรี

ไปจันทบุรีตามคําอาราธนาของพระอาจารย์ลี

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๘ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ พร้อมด้วยคณะพระเณรรวม ๕ รูป ออกธุดงค์ไปภาคตะวันออก ท่านพาคณะเข้าพักที่กรุงเทพฯ ก่อน ในสมัยก่อนนั้น ครูบาอาจารย์เมื่อเดินทางจากภาคอีสานเข้ากรุงเทพมหานคร ท่านจะเดินทางโดยรถไฟ ซึ่งเป็นเส้นทางสะดวก รวดเร็วที่สุด จากจังหวัดนครราชสีมาเข้ากรุงเทพฯ สองข้างทางเป็นดงใหญ่มีเนื้อที่กว้างขวางมาก มีดงพญาเย็นเป็นที่เลื่องลือ ครูบาอาจารย์กองทัพธรรมฯ สมัยเผยแผ่ธรรมที่จังหวัดนครราชสีมา เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ฯลฯ จึงนิยมไปธุดงค์ภาวนากัน โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“แต่ก่อนจากโคราชไปนู้นที่ว่าเข้าเมืองใหญ่ (กรุงเทพฯ) มันดงจริงๆ นะ ไม่ใช่ดงธรรมดา คือ ดงธรรมชาติ คือแต่ก่อนที่ป่ายังอยู่นั้น เรามาไม่มีรถยนต์มาล่ะ มาทางรถไฟ เราตั้งนาฬิกาดูจากปากทาง ทางแก่งคอยนะ ออกมาจนถึงพ้นดงเป็นปรกติ ๓ ชั่วโมงรถไฟ แต่ก่อนมีแต่ทางรถไฟ รถยนต์มาไม่ได้ ไม่มีทางรถยนต์ ทางรถยนต์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ทะลุเรียบหมดเลย แต่ก่อนไม่มีนะ มีแต่ทางรถไฟ รถยนต์ไปไม่ได้ ทีนี้รถยนต์ก็ไปได้ รถไฟไปได้ สะดวกหมด ตั้งนาฬิกาดูตั้งแต่เริ่มเข้าดง–ออกดง เรียกว่า ดงใหญ่ ดงพญาเย็นนะ ดูเหมือน ๓ ชั่วโมงรถไฟ เราไปรถไฟนะ ๓ ชั่วโมง มันเป็นดงใหญ่ ดงใหญ่ข้ามไปสระบุรี มันดงใหญ่จริงๆ

ตั้งแต่เราเรียนหนังสือ เป็นดงทั้งหมด ที่มันโล่งอยู่ทุกวันนี้ ไม่เคยเห็น ก็อย่าเข้าใจว่าที่นั่นเตียนโล่งมาแต่ก่อน มันเป็นดงทั้งหมด ไม้ไผ่ลําเท่ากระโถน ไม้ไผ่ป่า เรานั่งรถไฟไปนี่ อยู่สองฟากทาง ต้นลําไผ่อยากว่าเท่านี้ มันใหญ่ มันไม่มีใครไปแตะต้องนะ คือ ดงจริงๆ มีแต่รถไฟผ่านไป รถยนต์ไม่มี เราลองตั้งนาฬิกาดู ดูเหมือน ๓ ชั่วโมง เข้าป่า–ออกป่า เป็นเวลา ๓ ชั่วโมง เดี๋ยวนี้มันไม่มีล่ะ ที่ว่าดงว่าป่าอย่างที่เราเห็นล่ะ คือไปไหน มันโล่งไปหมดเลย ที่โล่งเป็นสถานที่ของการทําอยู่ทํากินของคน เต็มไปหมดล่ะ ดงใหญ่ๆ มันดงคน เวลาไปจริงๆ มันไม่ใช่ดงหนาป่าทึบ มันดงคน

ท่านอาจารย์ฝั้น ท่านไปพักอยู่ที่นั่นล่ะ แต่ก่อนไม่มีบ้านคนนะ ไม่มี ท่านไปภาวนาสะดวกสบายอยู่ที่นั่น อาศัยเขาไม่กี่หลังคาเรือนล่ะ ท่านไปภาวนา ตอนท่านพักอยู่โคราช ท่านเที่ยวไปทางนู้นล่ะ เวลาเข้าไปบิณฑบาต บ้านเขาเล็กๆ เขาอยู่อย่างนั้นล่ะ ไม่นึกว่าจะมีอะไรๆ พอเวลาเข้าไปในบ้านเขา บ้านเขาเป็นหลังเล็กๆ เขามาอยู่ คนไม่มี แต่ก่อนดงนั้นน่ะ พอออกมาเห็นเหลืองอร่ามอยู่กลางหินดาน มองดูเอ๊ ! มันอะไรน้า มันนอนอยู่ คนเวลาไป มันยังไม่มา… เสือ เสือโคร่งใหญ่นะ พอกลับออกมานี้ มองอยู่ตามหินดาน มันนอนอยู่ นอนผิงแดด ท่านอนอยู่เหมือนวัว มองไปเหลืองๆ ใกล้เข้าไปๆ มันนอนอยู่ ท่านไป.. โธ่ ! นี่มันเสือนะนี่น่ะ ท่านเลยทําท่าขึ้น มึงมาอยู่อะไรที่นี่ วิ่งปึ๋งเข้าป่าเลย เสือโคร่งใหญ่นะ มันมีแต่ดงทั้งนั้นนะ”

การเดินทางไปจังหวัดจันทบุรีในครั้งนี้ หลวงปู่กงมา ท่านโดยสารรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ก่อน ตามปรกติ หากท่านมีกิจธุระจําเป็นจะต้องเข้ากรุงเทพฯ ท่านจะเข้าพักที่วัดสระปทุม อันเป็นวัดที่พระอุปัชฌาย์ของท่าน คือ ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เป็นเจ้าอาวาส หลวงปู่กงมาท่านเป็นพระกตัญญู ท่านจะเข้ากราบนมัสการพระอุปัชฌาย์ของท่าน และขณะนั้นวัดก็ตั้งอยู่นอกเมือง วิเวกเงียบสงัด เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ท่านพาคณะพักอยู่พอสมควร จากนั้นก็เดินทางต่อไป ซึ่งสมัยนั้นการไปจังหวัดจันทบุรี โดยทางทะเลสะดวกรวดเร็วที่สุด โดยต้องไปขึ้นเรือโดยสารที่ท่านํ้าราชวงศ์ ขณะนั้นก็มีโยมเลื่อมใสศรัทธาในหลวงปู่กงมามาก ได้ถวายค่าโดยสารเรือไปจันทบุรีองค์ละ ๕ บาท การเดินทางครั้งนั้นได้โดยสารเรือทะเลมา ชื่อเรือภาณุรังสี

การเดินทางไปจันทบุรีโดยทางทะเลของหลวงปู่กงมานั้น นับเป็นครั้งแรกที่ท่านเห็นทะเล เพราะท่านเติบใหญ่จนออกบวชเป็นพระ เป็นครูบาอาจารย์ ท่านใช้ชีวิตอยู่ตามป่าตามเขาทางภาคอีสานมาโดยตลอด การเดินทางในครั้งนี้ ระยะทางค่อนข้างไกล ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ วันเต็มๆ ต้องพากันพักค้างแรมบนเรือกัน ท่านเดินทางไปด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเผยแผ่ธรรมปฏิบัติ เพื่อยังประโยชน์ให้พุทธบริษัทได้เข้าถึงธรรมะพระพุทธองค์ และ บําเพ็ญสมณธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ควบคู่กัน ด้วยในระยะนี้ ท่านเป็นพระอริยบุคคลแล้ว ดังนั้น เมื่อโดยสารอยู่บนเรือเดินทะเล ได้เห็นท้องทะเลอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ท่านย่อมพิจารณาเป็นอรรถเป็นธรรม ดังนี้

เรือเดินทะเลลําใหญ่ อันเป็นยานนาวาล่องลอยเคลื่อนฝ่าคลื่นลมในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไม่เห็นแผ่นดิน ไม่เห็นบ้านเรือนผู้คน ต้องมีเสบียง นํ้ามัน และเข็มทิศ เพื่อพาไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง คือ ชายฝั่งจังหวัดจันทบุรี ซึ่งต้องฝ่าอุปสรรคต่างๆ เช่น ลม ฝน พายุ เกลียวคลื่นขนาดใหญ่ ตลอดจนหินโสโครก ฯลฯ พร้อมที่จะทําให้เรืออับปางจมลงในทะเล ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางได้ อุปมาดั่งที่ท่านพยายามพากเพียรปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์อย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ต้องมี ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมนาวาเคลื่อนไปในทะเลแห่งโอฆสงสาร หรือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ซึ่งไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย จึงจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยสั่งสอนชี้แนะ ประดุจดั่งเข็มทิศ เพื่อพาไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง คือ ให้ถึงฝั่งพระนิพพาน ซึ่งต้องฝ่าอุปสรรค คือ ภัยนักบวช ๔ อย่าง ได้แก่ ภัยเพราะคลื่น (อดทนต่อคําสอนไม่ได้) ภัยเพราะจระเข้ (อดทนต่อความหิวไม่ได้) ภัยเพราะวังนํ้าวน (ละกามคุณ ๕ ไม่ได้) และภัยเพราะปลาร้าย (ละมาตุคามไม่ได้) พร้อมที่จะทําให้สึกออกไปใช้ชีวิตฆราวาสจมลงในโอฆสงสาร ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางได้

หลวงปู่กงมา เมื่อท่านพิจารณาไปๆ ท่านก็ยิ่งสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณอันมากล้นและไม่มีประมาณขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา ที่พระองค์ทรงประทานพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ให้บรรดาพุทธบริษัทได้ดําเนินตามรอยพระบาท เพื่อความพ้นทุกข์ และยิ่งสํานึกในพระคุณของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร และวางข้อวัตรปฏิบัติไว้ให้บรรดาพระศิษย์ได้ดําเนินตาม เมื่อท่านพิจารณาไปแล้ว ท่านก็ยิ่งเกิดกําลังใจจะเร่งทําความเพียร เพื่อให้ถึงซึ่งฝั่งพระนิพพาน และยิ่งเกิดแรงบันดาลใจอยากให้ถึงจันทบุรีโดยเร็วพลัน เพื่อจะนําธรรมปฏิบัติที่ท่านได้รู้ ได้เห็นมาบ้างแล้ว ออกเผยแผ่สู่ชาวจังหวัดจันทบุรีต่อไป

ท่านอบรมสั่งสอนคนขาดศีลธรรมให้กลายเป็นคนดี

เมื่อหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ได้มาถึงจังหวัดจันทบุรี ก็ได้มาพักกับท่านพ่อลี ธมฺมธโร ที่เสนาสนะป่าช้าคลองกุ้ง อันเป็นวัดป่ากรรมฐาน วัดแรกของจังหวัดจันทบุรี ที่ท่านพ่อลีได้มาริเริ่มก่อสร้างขึ้น พักอยู่ไม่นาน หลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี พร้อมด้วยพระเณรเดินทางไปตั้งสํานักขึ้นที่บ้านนายายอาม ตามคํากราบนิมนต์ของ ขุนภูมิประศาสน์ นายอําเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ขณะนั้นไม่มีทางรถยนต์ ต้องเดินไป หมู่บ้านดังกล่าวโจรผู้ร้ายชุกชุม เป็นที่ซุ่มซ่อนของพวกโจรผู้ร้าย พวกที่เล่นคุณไสยก็มาก อีกทั้งคนที่อยู่อาศัยก็ล้วนแต่ขาดศีลธรรม ไม่มีนํ้าใจไมตรีแก่ผู้ใด ขโมยได้ก็ขโมย ฆ่าได้ก็ฆ่า นายอําเภอยังไม่สามารถปราบโจรให้สําเร็จ

พักอยู่ได้สักระยะหนึ่ง ท่านพ่อลีได้ขอกลับก่อน คงเหลือหลวงปู่กงมาและพระเณรเพียง๓ รูป หลวงปู่กงมาท่านต้องพักอยู่ ณ ที่แห่งนี้หลายเดือน ได้พยายามอบรมสั่งสอนศีลธรรมให้เกิดความละอายเกรงกลัวต่อบาป ให้พากันเกรงกลัวบาปกรรม ความชั่วเสียหายที่จะนําตนไปสู่ขุมนรก จนในที่สุดหมู่บ้านที่เคยรุ่มร้อนไปด้วยไฟราคะ โทสะ โมหะ กลับกลายเป็นรมณียสถานอันชุ่มเย็น ชาวบ้านหลับตื่นและอยู่เป็นสุขด้วยธรรมขององค์พระบรมศาสดาแผ่มาปกคลุมจิตใจ รู้จักบาปบุญคุณโทษ ผู้คนมีศีลธรรม ไม่มีการเบียดเบียนกันอย่างแต่ก่อน มีความรักสมัครสมาน ช่วยเหลือเจือจานซึ่งกันและกัน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ด้วยหมู่บ้านนายายอามแห่งนี้ ในสมัยนั้นเป็นหมู่บ้านที่อัตคัดขาดแคลนมาก จะหาแม้เพียงเสียมขุดหลุมปักเสากุฏิก็หาไม่ได้ ท่านพ่อลี ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ในอัตตโนประวัติของท่าน ดังนี้

“เมื่อได้ส่งพระไปจัดตั้งสํานักเรียบร้อยแล้ว ก็ได้พาญาติโยมไปเยี่ยม อาทิ คุณนายหงส์ ภริยาหลวงอนุทัยฯ คุณนายกิมลั้ง ภริยาขุนอํานาจอํานวยกิจ (วงษ์ จินดาเวช) เป็นหัวหน้าคณะญาติโยม พอไปถึงสํานักที่พักตําบลนายายอาม ได้เห็นภาวะความเป็นอยู่ของชาวบ้านและพระเณรที่ได้ส่งไป อยู่ในฐานะอัตคัดขาดแคลน คุณนายกิมลั้งทําท่าทางโฉงฉางแล้วพูดเอ็ดขึ้นว่า พาเอาพระมาอดๆ อยากๆ ตกระกําลําบาก ขอพวกท่านอย่าอยู่กันเลย กลับไปอยู่จังหวัดจันทบุรีเสียเถิด พระอาจารย์กงมา ซึ่งเป็นหัวหน้าอยู่ที่สํานักพอได้ยินเช่นนี้ก็ใจเสีย คิดกลับจันทบุรีจริงๆ ในที่สุดสํานักนี้ก็เลยร้างไม่มีพระอยู่จําพรรษาต่อไป”

คุณนายกิมลั้ง พร้อมทั้งอุบาสก อุบาสิกาอีกหลายท่าน ได้กราบอาราธนานิมนต์ท่านพระ-อาจารย์กงมา กลับไปอยู่วัดป่าคลองกุ้ง ในเมืองจันทบุรี ท่านก็รับปาก

ครั้นเมื่อถึงเวลาจะเดินทางกลับ ก็เกิดความโกลาหล ชาวบ้านนายายอามเมื่อทราบข่าว ถึงกับแสดงอาการเสียดายและเสียใจ ไม่อยากให้ท่านพระอาจารย์กงมาจากไป ต่างจูงลูกจูงหลานพากันร้องห่มร้องไห้เป็นการใหญ่ เหมือนเด็กน้อยที่พลัดหลงจากบิดามารดา ร้องไห้นํ้าตานอง มีอาการปางตาย ชาวบ้านนายายอามก็มีกิริยาอาการเป็นดังนี้เช่นกัน เนื่องจากเขาได้รับธรรมจากท่านมาก ทั้งสอนทําวัตรเช้า ทําวัตรคํ่า โดยการต่อเอากับปาก ทั้งพาหัดทําสมาธิ ท่านต้องปลอบใจพวกเขาอยู่พักใหญ่ บอกความจําเป็นที่ท่านต้องจากไป ให้พวกเขาเห็นถึงความสําคัญเกี่ยวกับการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติ พร้อมทั้งชี้กฎแห่งพระไตรลักษณ์ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา จนพวกเขาคลายความอาลัยโศกเศร้า เมื่อเข้าอกเข้าใจท่านดีแล้ว จึงไม่เหนี่ยวรั้งท่านเอาไว้ แต่ก็หวังว่าสักวันหนึ่งท่านจะเมตตากลับมาโปรดพวกเขาอีก จากนั้นท่านพระอาจารย์กงมาจึงได้พาพระเณรเดินธุดงค์กลับมาพักอยู่ที่วัดป่าคลองกุ้งอีกครั้ง

ท่านเห็นพระกินดีอยู่ดีแล้วร้องไห้สังเวช

ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พาดําเนินเป็นปฏิปทาที่ทุกข์ยากลําบากเพื่อธรรม ท่านจะอยู่ในสถานที่อดอยากขาดแคลนปัจจัย ๔ แต่เป็นสถานที่เกิดของธรรม หลวงปู่กงมาท่านเคยอยู่ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นในสถานที่อดอยากขาดแคลนมาก่อน ท่านย่อมเห็นท่านพระอาจารย์มั่นฉันอาหารประเภทใดมา และท่านก็ฉันอาหารประเภทนั้นมา เมื่อท่านธุดงค์มาจังหวัดจันทบุรี เห็นพระฉันอาหารทะเลดีๆ กินดีอยู่ดี ท่านถึงกับร้องไห้ โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“เวลาครูบาอาจารย์ประพฤติปฏิบัติ หลวงปู่กงมาท่านไปเที่ยวเมืองจันท์ ท่านไปเห็นความอุดมสมบูรณ์ ท่านร้องไห้เลย ศาสนาหมดแล้ว ศาสนาหมดแล้วนะ เพราะอยู่ดีกินดีไง ถ้าอยู่ดีกินดี ดูสิ หลวงปู่กงมาท่านเห็นพระอยู่กันด้วยความอุดมสมบูรณ์นะ ท่านร้องไห้ นํ้าตาท่านไหล เพราะอะไร เพราะครูบาอาจารย์ของเรา เวลาท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความจริงของท่าน ท่านไม่มาสนใจเรื่องอย่างนี้ ท่านไม่มาสนใจปัจจัยเครื่องอาศัย ท่านสนใจแต่ศีล สมาธิ ปัญญา สนใจในจิตใจของท่าน แล้วเวลาสนใจในจิตใจของท่าน เวลาท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมาด้วยความขาดแคลน ด้วยความอดๆ อยากๆ แต่หัวใจมันแช่มชื่น หัวใจมันแจ่มใส หัวใจมันผ่องใสไง แล้วท่านได้มาอย่างนั้นไง 

เวลาครูบาอาจารย์ท่านประพฤติปฏิบัตินะ ลุ่มๆ ดอนๆ ขาดแคลนทั้งนั้นน่ะ พอขาดแคลน กิเลสมันดิ้นรน ดิ้นรนก็ได้เห็นตัวมันไง ดิ้นรนก็จับมันสิ แต่ถ้าทํามาอย่างนั้น นี่ครูบาอาจารย์ท่านปฏิปทาทุกข์ยาก เวลาทุกข์ยากขึ้นมา แต่ธรรมะมันเจริญ ธรรมะมันแจ่มใส ธรรมะมันมีคุณธรรมในหัวใจ

เวลาหลวงปู่กงมาท่านกลับมา ไปเห็นไง ท่านไปเห็น ครูบาอาจารย์เล่าต่อๆ กันมา เวลาท่านมาก็ได้ข่าวว่า ท่านพ่อลีมาสร้างวัดทางนี้ ท่านก็วิเวกมา ธุดงค์มา จนต้องมาสร้างวัดสร้างวา แต่พอมาเห็นพระอุดมสมบูรณ์ นํ้าตาไหล นี่หมด ธรรมทายาท สมณะที่จะประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันอยู่สุขอยู่สบายเกินไปไง

ฉะนั้น เวลาแสวงหาที่อยู่อาศัย นี่ครูบาอาจารย์ของเรานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ-เจ้าวางไว้ สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ อาจารย์เป็นสัปปายะ อาหารเป็นสัปปายะ อาหารเป็นสัปปายะนะ ที่ไหนพอดํารงชีพได้ นั่นเป็นสัปปายะ สัปปายะเพราะมันปลอดโปร่ง มันเบาไง กินแต่ข้าวเปล่าๆ ฉันแต่ข้าวเปล่าๆ ข้าวอย่างใดก็ได้ มีอาหารพอดํารงชีพได้ แต่เราฝักใฝ่ในการประพฤติปฏิบัติไง ขออย่างเดียว ขอให้ดํารงชีพได้

อาหารเป็นสัปปายะ ถ้าไปอยู่ที่ไหนสุขสมบูรณ์เกินไปนะ หลวงปู่กงมาไปเยี่ยมวัด ไปเห็นบางวัด เห็นไหม โอ้โห ! อาหารทะเลทั้งนั้นเลย ฮู ! ของมันเต็มเลย ท่านร้องไห้เลยน่ะ นี่ในหมู่คณะที่เล่าต่อๆ กันมา ว่าท่านร้องไห้เลย ถามว่า หลวงปู่ ทําไมถึงนํ้าตาไหลล่ะ

กรรมฐานมันจะตายกันหมดแล้วล่ะ อยู่ดีกินดีอย่างนี้ตายหมด เวลาครูบาอาจารย์เราท่านเป็นธรรมๆ ท่านเห็นแล้ว ท่านสังเวชอย่างนี้ ตายกันหมดนี่ อยู่กันอย่างนี้ตายหมด กินสะดวกกินสบาย อยู่กันสุขสมบูรณ์อย่างนี้ตายหมด ท่านนํ้าตาไหลเลยล่ะ ท่านนํ้าตาไหล เพราะท่านบอกว่า หมดกัน วงปฏิบัติเราจะไม่เหลือแล้วล่ะ ในเมื่อถ้ามันติดอาหาร ติดที่อยู่อย่างนี้ มันจะไปไหนกันไม่รอดหรอก นี่ดูสิ ท่านเสียใจขนาดนั้นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน อาหารเป็นสัปปายะ เห็นไหม เราก็พออยู่พอกินของเรา สิ่งใดที่มันพอดํารงชีพได้ แต่เห็นไหม คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก นี่ไง มันเป็นไง คับที่ๆ ที่เป็นสัปปายะ ถ้าเป็นสัปปายะ ป่าเขาเป็นสัปปายะ ทุกอย่างเป็นสงบสงัด ดูสิ สถานที่ในป่าที่ลึกๆ น่ะ ไม่มีใครเคยไปน่ะ เห็นไหม ธรรมชาติมันอุดมสมบูรณ์ อากาศแจ่มใส โอ๊ย ! มันน่ารื่นเริง แต่มันก็ไม่มีใครพัฒนา ใครไปไม่ได้ ไอ้ผู้ที่ใครจะไปก็ไปลําบาก เห็นไหม เราอยู่ป่าอยู่เขา ที่มันกว้างขวาง ที่มันเป็นที่น่ารื่นรมย์ มันเป็นที่สงบสงัด เห็นไหม นี่สัปปายะ ๔ สถานที่เป็นสัปปายะ

หลวงปู่กงมาท่านสิ้นกิเลสนะ ท่านทําของท่านมานะ นี่สัจจะความจริงไง ท่านรู้จักกิเลสมันดี ลองได้ยั่วยวนทุกเช้าๆ เรียบร้อย ไปไหนไม่รอด

แต่ถ้าเป็นจริงๆ ขึ้นมาไง ครูบาอาจารย์ท่านเห็น ท่านรู้เลย เพราะคนที่สู้กับกิเลสไม่รู้จักกิเลสไง เห็นพระอยู่ร่มเย็นเป็นสุข อยู่สุขสบายนะ ร้องไห้เลย หมดแล้วล่ะกรรมฐาน มันก็อยู่แค่ฐานส้วมนั่นน่ะ มันจะเอาจริงเอาจังที่ไหนขึ้นมา

แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาเห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ทัศนคติมุมมอง มุมมองของพระอรหันต์ มุมมองของครูบาอาจารย์อย่างหนึ่ง มุมมองของสังคม มุมมองของโลกก็อย่างหนึ่ง มุมมองของโลกอยากส่งเสริม อยากเชิดชู แต่เชิดชูให้จมปลักอยู่นั่นไง

แต่ถ้าเป็นมุมมองของครูบาอาจารย์นะ มันยิ่งอดยิ่งอยาก ช่างมัน ช่างมัน เดี๋ยวมันจะดี แล้วเดี๋ยวมันจะเจริญงอกงามขึ้นมา แล้วถ้างอกงามขึ้นมานะ ศากยบุตรพุทธชิโนรสเป็นบุตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นชาติเป็นตระกูลของหลวงปู่มั่น พยายามฝึกฝนขึ้นมาให้เรามีกําลังใจขึ้นมา ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเป็นสมบัติในใจของเรา”

ชาวบ้านหนองบัวกราบนิมนต์ท่านมาสร้างวัด

ในขณะนั้นชาวจังหวัดจันทบุรีโดยทั่วไป ต่างก็มีความประสงค์ที่จะให้คณาจารย์กรรมฐาน เดินทางมาเผยแผ่พระธรรมคําสอนในถิ่นของตนๆ ยิ่งนับวันชาวจันทบุรี ยิ่งให้ความสนใจฝักใฝ่ในวัตรปฏิบัติแบบพระป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านหนองบัว อําเภอเมืองนั้น มีความกระหายใคร่ได้เห็น ได้ฟังธรรมพระกรรมฐานเป็นอย่างยิ่ง นับว่าเป็นหมู่บ้านที่มีความศรัทธาแรงกล้ามาก ได้เคยพยายามนิมนต์ท่านพระอาจารย์ลี ให้มาอยู่หลายครั้งหลายหน ถึงท่านพระอาจารย์ลีไม่มาอยู่เอง ก็ขอให้ท่านหาพระที่มีหลักจิตหลักใจที่ดีมาอยู่ และมาสร้างวัดอบรมสั่งสอนญาติโยมทางบ้านหนองบัวนี้ให้ด้วย เพื่อจะได้มีสถานที่บําเพ็ญบุญและปฏิบัติธรรม

คุณนายหงส์ ภรรยานายอําเภอเมืองจันทบุรี (หลวงอนุทัยธาดา) ในคราวติดตามท่านพ่อลีไปเยี่ยมท่านพ่อกงมา ที่บ้านนายายอาม ก็เคยเป็นหัวหน้าคณะไปกราบนิมนต์ เพื่อให้ไปอยู่บ้านหนองบัว เพราะรู้สึกว่าชาวบ้านหนองบัวในสมัยนั้นยังมัวเมาในอบายมุขกันมาก (ชาวจันทบุรีในสมัยนั้นนิยมเรียกครูบาอาจารย์ที่ตนเคารพนับถือด้วยคํานําหน้าชื่อว่า ท่านพ่อ)

แม้สมัยหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เป็นฆราวาสก่อนบวช ในวัยหนุ่มท่านก็เคยเป็นนักพนันตัวยงมาก่อน ท่านเทศน์ไว้ว่า “โยมทุกคนอยู่ในนี้ ซนสู้อาตมาไม่ได้หรอกนะ พระเจ้าพระสงฆ์สู้ไม่ได้ การพนันนี่เป็นทุกอย่าง กบ หัวก้อย โปปา โปปั่น โปกํา ไพ่เจ๊ก ไพ่ไทย ไพ่อะไรเป็นหมดนะ ซนที่หนึ่งเลย…”

กอปรกับมีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการศึกษาทางด้านปริยัติธรรม รู้จักข้อปฏิบัติอยู่บ้าง ได้มองหาพระภิกษุสามเณรรูปใดที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามหลักธรรมพระวินัย เพื่อจะได้กราบนิมนต์ไปอบรมสั่งสอนญาติโยมในหมู่บ้านของตนเอง พอได้ข่าวว่า ท่านพระอาจารย์กงมา ผู้เป็นศิษย์ของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้มาพักอยู่ที่วัดป่าคลองกุ้ง จึงได้แต่งตั้งตัวแทน ๖ คน ไปนิมนต์ในวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ ตัวแทนได้เดินทางไปนิมนต์ให้ท่านมาจําพรรษาที่บ้านหนองบัว เมื่อได้พบกับท่านพระอาจารย์กงมาก็เข้าไปนิมนต์ ท่านพระอาจารย์กงมาจึงพูดขึ้นว่า

“ให้พวกโยมอธิษฐานดูเสียก่อน ถ้าดีก็มารับ ถ้าไม่ดีก็อย่ามา ให้พากันกลับไปเสียก่อนให้ไปเสี่ยงความฝัน ถ้าฝันดีค่อยมารับ ถ้าฝันไม่ดีก็อย่ามา”

ในขณะนั้นนั่นเอง นายหลวนก็พูดขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ กระผมฝันดีมาแล้ว ฝันก่อนจะมาเมื่อคืนนี้ คือฝันว่าได้ช้างเผือกสองเชือกแม่ลูก รูปร่างสวยงามมาก ขณะที่ฝันนั้น ผมดีใจมาก พยายามลูบคลําช้างเผือกสองเชือกนั้นอย่างเอ็นดูรักใคร่ แต่เมื่อเอามือลูบคลําเข้าแล้วช้างเผือกสองแม่ลูกเลยกลับกลายเป็นไก่ขาวไป” นายหลวนพูดต่อไปว่า “ผมนึกว่า ผมจะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ เสียแน่แล้ว แต่ว่าหาใช่เช่นนั้นไม่ คือผมจะได้ท่านอาจารย์ไปสอนธรรมให้พวกกระผมนั่นเอง ซึ่งพวกกระผมดีใจกว่าถูกลอตเตอรี่เสียอีก”

ท่านพระอาจารย์กงมาได้สดับเช่นนั้น ท่านนั่งนิ่งพิจารณาว่า “เออ ! ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้น เราก็ตอบตกลงที่จะไปบ้านหนองบัว วันพุธขึ้น ๕ คํ่า เดือน ๕ (ตรงกับวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙) ให้มารับ”

เมื่อถึงวันที่กําหนดให้มารับ ชาวบ้านหนองบัว ซึ่งมีนายสิงห์ นายแดง นายซี่ และนายเสี่ยน รวม ๔ คน ก็ได้เดินทางไปรับท่านพระอาจารย์กงมา กับ สามเณรติดตาม คณะที่เดินทางไปรับมีความปีติอิ่มเอิบใจเป็นอย่างยิ่ง การไปบ้านหนองบัวนั้นต้องไปทางเรือแจวใช้เวลา ๒ ชั่วโมง โดยเดินทางถึงบ้านหนองบัว เวลาบ่ายสี่โมงตรง เมื่อมาถึงแล้วก็พากันเดินเท้าเข้าพักที่ป่าช้าผีดิบ อันมีสภาพเป็นป่าเปลี่ยววิเวกเงียบสงัดวังเวง ตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลหมู่บ้าน ผู้คนไม่กล้าผ่านไปมา (วัดทรายงามในปัจจุบัน) ซึ่งที่แห่งนั้นก็มีชาวบ้านญาติโยมออกมารอต้อนรับและได้กุลีกุจอพากันจัดที่พักถวาย โดยทําเป็นกระท่อมพอได้อยู่อาศัยหลบแดดหลบฝน

พอตกเย็นๆ ก็พากันออกจากบ้านมาไหว้พระสวดมนต์ ฟังเทศน์ที่ป่าช้ากันเป็นจํานวนมาก เมื่อท่านพระอาจารย์กงมาแสดงธรรมจบ ทุกคนพากันเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง หลังจากชาวบ้านญาติโยมได้ฟังธรรมะ อันเป็นธรรมะป่าจากพระป่า ซึ่งไม่เคยฟังธรรมะแบบนี้มาก่อน แล้วก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ชาวบ้านหนองบัวเกิดความเลื่อมใสเป็นทวีคูณ เมื่อได้เห็นจริยาวัตรอันงดงาม ไม่ว่าอยู่ในเสนาสนะป่าก็ดี การสะพายบาตรออกบิณฑบาตในหมู่บ้านก็ดี ล้วนเต็มไปด้วยอาการสํารวมระวัง ซึ่งอาการเช่นนี้ชาวบ้านไม่เคยเห็นมาก่อน ต่างก็ชื่นชมจริยาวัตรของท่าน จึงบอกกันปากต่อปาก และได้พากันออกจากบ้านมาป่าช้าที่ท่านพักกันทุกวัน ซึ่งนับวันก็มีจํานวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้มาเห็นข้อวัตรปฏิบัติ ก็ยิ่งเลื่อมใสศรัทธา จึงพากันป่าวประกาศ จนหลั่งไหลกันมา

อยู่มาพอสมควร ท่านพระอาจารย์กงมา เมื่อท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า ทุกอย่างมีความพร้อมแล้ว สมควรที่จะสร้างเป็นวัด ท่านจึงนัดหมายให้มีการประชุมพระสงฆ์และชาวบ้านถึงการสร้างวัด เพื่อให้มีวัดประจําหมู่บ้าน ไว้เป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นศูนย์กลางพัฒนาจิตใจด้วยธรรมปฏิบัติตามแนวปฏิปทาท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ยังก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี และความร่มเย็นเป็นสุขของคนในชุมชน ในการประชุมครั้งนี้ท่านยังได้นิมนต์พระในเขตใกล้เคียง และเชิญเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองที่เกี่ยวข้อง เพื่อบอกกล่าวถึงการสร้างวัด ซึ่งทุกฝ่ายก็เห็นดีเห็นงามด้วย ไม่มีใครขัดข้อง

การสร้างวัดทรายงามนี้ ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านสร้างตามแนววัดป่ากรรมฐาน คือ เน้นเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอันวิเวกเงียบสงัด สะอาด มีระเบียบ ฯลฯ กุฏิแต่ละหลังมีทางเดินจงกรม เมื่อเริ่มสร้างวัด ท่านก็ยินดีในเสนาสนะป่าตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ท่านพาพระเณรอาศัยกุฏิกระต๊อบ ศาลาชั่วคราว ท่านไม่เน้นการพัฒนาทางด้านวัตถุ ยิ่งกว่าการพัฒนาทางด้านจิตใจ ท่านจึงเน้นการสร้างคนเป็นสําคัญ หมายความว่า ท่านได้สร้างคุณธรรมให้แก่คนในละแวกนั้นอย่างเต็มที่ เพราะตั้งแต่ท่านมาถึงบ้านหนองบัววันแรก ท่านก็เมตตาแสดงธรรมโปรดญาติโยมแล้ว และท่านก็ได้เปิดการแสดงธรรมทุกวัน ก็มีชาวบ้านญาติโยมสนใจเข้าวัดมาฟังธรรมทุกวันมิได้ขาด สมกับที่เขาต้องการพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นมาโปรดจริงๆ

นอกจากแสดงธรรมแล้ว ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านก็เมตตานําไหว้พระสวดมนต์และนําบําเพ็ญสมาธิภาวนา จนปรากฏว่า มีผู้ได้รับธรรมจนเกิดปีติภายในกันมาก ในระยะ ๓ เดือนแรก ท่านอาจารย์กงมาได้แสดงธรรมปฏิบัติอย่างวิจิตรพิสดาร โดยให้ชาวบ้านนั่งภาวนาฟังธรรมไปด้วย ซึ่งแนวทางนี้ ถือเป็นอันดับหนึ่งของภาคปฏิบัติ ท่านสอนตามที่ท่านเคยได้รับการศึกษาอบรมมาจากท่านพระอาจารย์มั่น ทําให้ชาวบ้านเพลิดเพลินในธรรมนั้น และเกิดความเลื่อมใสศรัทธาสนใจการปฏิบัติภาวนาเป็นอันมาก เมื่อใกล้เข้าพรรษาในปีนี้ ก็ได้ช่วยกันสร้างศาลาการเปรียญ เพื่อรองรับศรัทธาญาติโยมซึ่งนับวันจะมีจํานวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และได้สร้างกุฏิกรรมฐานอย่างรวดเร็ว พอกับพระ ๕ รูป สามเณร ๑ รูป ที่จะอยู่จําพรรษาในปีนั้น

พ.ศ. ๒๔๗๙–๒๔๘๓ จําพรรษา ๙–๑๓ ที่วัดทรายงาม

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ เมื่อเข้าพรรษา หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพาพระเณรอยู่จําพรรษาที่วัดทรายงาม เป็นปีแรก นับเป็นพรรษาที่ ๙ ของท่าน ขณะอายุได้ ๓๖ ปี

ป่าช้าผีดิบ ที่หลวงปู่กงมาเดินทางมาพักครั้งแรกนั้น ตั้งอยู่ที่บ้านหนองบัว ตําบลหนองบัว อําเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๗ กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันออก และอยู่ห่างจากทะเลประมาณ ๗ กิโลเมตร มีทรายขาว อากาศดี ได้เริ่มก่อตั้งเป็นวัดป่ากรรมฐาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ โดยหลวงปู่กงมาเป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด นับเป็นวัดป่ากรรมฐานในฝ่ายธรรมยุตแห่งที่สองที่ท่านสร้างขึ้น และนับเป็นแห่งที่สองในจังหวัดจันทบุรี โดยแห่งแรก คือ วัดป่าคลองกุ้ง ที่ท่านพ่อลี ได้ก่อตั้งขึ้นในก่อนหน้าไม่นาน ซึ่งทั้งสองวัดนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกัน จึงไปมาหาสู่สนทนาและปรึกษาธรรมกันได้ไม่ยาก

สาเหตุที่หลวงปู่กงมา ตั้งชื่อวัดว่า วัดทรายงาม ก็เพราะในสมัยนั้นสภาพพื้นที่ในบริเวณวัดเป็นทรายขาวคล้ายดั่งสําลีแลดูสะอาดงดงามมาก จึงอาศัยเครื่องหมายนี้ ตั้งเป็นชื่อของวัดเช่นเดียวกับชื่อวัดป่าคลองกุ้ง ที่ท่านพ่อลีเดินธุดงค์มาปักกลดภาวนาเป็นครั้งแรกก็มีสภาพเป็นป่าช้าผีดิบ อันเป็นป่าเปลี่ยววิเวกเงียบสงัดวังเวง ตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลหมู่บ้าน ผู้คนไม่กล้าผ่านไปมา สาเหตุที่ท่านพ่อลีตั้งชื่อวัดว่า วัดป่าคลองกุ้ง ก็เพราะในสมัยนั้นสภาพพื้นที่ในบริเวณวัดมีคลองทอดยาว อุดมสมบูรณ์ไปด้วยกุ้งและปลาก็มีชุกชุมมาก โดยวัดทั้งสองแห่งนี้ได้ใช้ชื่อวัดที่ท่านทั้งสองตั้งไว้เป็นมงคลนาม และได้ใช้เรื่อยมาตราบจนปัจจุบันนี้

วัดทรายงาม ได้เป็นวัดที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองอีกแห่งหนึ่ง ในจังหวัดจันทบุรี ที่กองทัพธรรมฯ ได้สร้างขึ้น โดยหลวงปู่กงมา ท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดแห่งนี้ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๙–๒๔๘๓ นานติดต่อกันถึง ๕ พรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๙–๑๓ ขณะท่านมีอายุได้ ๓๖–๔๐ ปี เป็นพระเถระเข้าสู่วัยกลางคน ธาตุขันธ์ สุขภาพกําลังวังชาของท่านสมบูรณ์แข็งแรงมาก ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอาวาสได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน โดยปกครองดูแลวัด ดูแลพระ เณร ญาติโยมด้วยความเป็นธรรม ทั้งเข้มงวดกวดขันให้ปฏิบัติภาวนากันอย่างแข็งขัน

ในตลอดระยะเวลาที่หลวงปู่กงมาอยู่จําพรรษา ท่านจะเน้นการพัฒนาทางด้านจิตใจเป็นสําคัญ ท่านจะอบรมธรรมะให้กับพระ เณร ศรัทธาญาติโยม และนําปฏิบัติภาวนากัน โดยท่านจะเน้นการถือเนสัชชิก ในวันพระ วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา หากลูกศิษย์องค์ใดเร่งความเพียร ปฏิบัติภาวนาอย่างอุกฤษฏ์เข้มข้น เช่น ถือเนสัชชิกตลอดทั้งพรรษา ๓ เดือน ท่านก็ยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แม้ท่านเองก็ปฏิบัติภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ไม่ค่อยได้พักผ่อนนอนหลับ ปฏิปทาตลอดการกระทําของท่านนั้นเป็นไปตามหลักธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง และเป็นแบบอย่างอันเลอเลิศให้กับบรรดาพระ เณร ศรัทธาญาติโยมได้เป็นอย่างดี

ส่วนการพัฒนาทางด้านวัตถุ ท่านจะดูแลรักษาให้เป็นเสนาสนะป่าตามแนววัดป่ากรรมฐานที่ครูบาอาจารย์วางไว้ โดยรักษาผืนป่า รักษาความวิเวกเงียบสงัดของสถานที่ กุฏิของพระเณร ท่านก็สร้างตามแบบฉบับของกุฏิกรรมฐาน ให้พอได้อยู่อาศัย ได้ปฏิบัติภาวนากัน โดยมีทางเดินจงกรมให้กุฏิแต่ละหลัง สําหรับฆราวาส ท่านก็สร้างศาลาอเนกประสงค์ ที่พัก ห้องนํ้า ฯลฯ ไว้เพื่อรองรับศรัทธาญาติโยมให้ได้มาบําเพ็ญบุญ บําเพ็ญภาวนากัน

หลวงปู่กงมา ท่านล้วนก่อสร้างแต่สิ่งจําเป็น เพื่อประโยชน์ในการภาวนาเท่านั้น ดังนั้น ศาสนถาวรวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ฯลฯ ได้สร้างขึ้นในภายหลัง ในสมัยท่านจึงยังไม่ปรากฏให้เห็น เพราะท่านไม่มุ่งงานก่อสร้างอันเป็นงานภายนอก และเป็นข้าศึกต่อการภาวนา ท่านจึงมุ่งเน้นแต่งานปฏิบัติภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์อันเป็นงานภายใน ซึ่งถือเป็นงานสําคัญของพระผู้ออกบวชในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพื่อเป็นการสืบทอด รักษาปฏิปทาที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เมตตาวางไว้ให้พระศิษย์ทั้งหลายอย่างเคร่งครัด

ตลอดระยะเวลา ๕ ปี แม้หลวงปู่กงมา ท่านมาสร้างและพํานักจําพรรษาที่วัดทรายงาม แล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังให้ความดูแลเอาใจใส่บรรดาศิษย์และศรัทธาญาติโยมทางวัดบ้านใหม่สําโรง (วัดป่าสว่างอารมณ์) อําเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา หากมีเวลา ท่านก็เมตตาแวะไปเยี่ยมเยียน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านเคยเล่าถึงคราวที่ได้ติดตามหลวงปู่กงมา มาวัดบ้านใหม่สําโรง ดังนี้

“เมื่อท่าน (หลวงปู่มั่น) พูดอย่างนั้น เรา (พระเจี๊ยะ) ก็ยินดีเป็นที่ยิ่ง ที่จะได้กลับทางภาคอีสาน ซึ่งไม่เคยไปมาก่อน ถึงไปก็แค่ครั้งเดียว ที่วัดบ้านใหม่สําโรง อําเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา วัดท่านอาจารย์กงมาไปสร้าง ไปเพียงเดี๋ยวเดียว ๒–๓ คืน ไปกินข้าวเหนียว ขี้ไม่ออก ขี้แข็ง โอ๊ย ! เกือบแย่ เพราะไม่เคยกิน มาอีสานครั้งเดียว ตอนอยู่ที่วัดทรายงามกับท่านอาจารย์กงมา ถึงมาก็ไม่รู้ว่า ไปทางไหน มาทางไหน”

ตามปรกติพอออกพรรษาแล้ว ในหน้าแล้งทุกปี หลวงปู่กงมาท่านจะพาพระเณรออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาในเขตจังหวัดจันทบุรี ซึ่งสมัยนั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติของป่าเขา วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก มีต้นไม้ใหญ่เป็นดงหนาป่าทึบ อากาศเย็นสบาย มีทั้งดงมาลาเรีย มีทั้งทะเล นํ้าตก และมีสัตว์ป่า สัตว์ร้าย เช่น เสือ ช้างป่า หมี ฯลฯ ชุกชุมมาก บ้านเรือนผู้คนก็มีไม่มากและตั้งอยู่ห่างไกลกันมาก พอได้อาศัยโคจรบิณฑบาตเลี้ยงชีพเพื่อบําเพ็ญภาวนา นับเป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งอดอยากขาดแคลน แต่เป็นสถานที่เกิดของธรรม และถือเป็น “มหาวิทยาลัยป่า” อีกแห่งหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา เมื่อครูบาอาจารย์วงกรรมฐานทราบข่าวจึงนิยมเดินทางมาปฏิบัติธรรมกัน จนจังหวัดจันทบุรีได้รับการยกย่องจากองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ให้เป็นเมืองกรรมฐาน

เมืองจันทบุรีเป็นเมืองกรรมฐาน

ในการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ไปยังทั่วทุกถิ่นแดนไทยของกองทัพธรรมฯ มีประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงเป็นอเนกอนันต์ ทําให้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาสนใจการปฏิบัติธรรมและมีผู้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานสู่ทางสายเอกแห่งความพ้นทุกข์ ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ตามรอยแห่งองค์พระบรมศาสดากันมากมาย ในระยะนี้ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ กับ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เป็นผู้นํา ได้เผยแผ่มาภาคตะวันออก ทางจังหวัดจันทบุรี และต่อมาครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ก็ได้ติดตามมา จนวงกรรมฐานปักหลักฐานที่เมืองจันท์สําเร็จ และได้รับการยกย่องเป็นเมืองกรรมฐาน โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เทศน์ไว้ดังนี้

“เมืองจันทบุรีนี้เป็นเมืองกรรมฐาน ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นจึงมีมากที่ออกมาสั่งสอนประชาชน อย่างท่านอาจารย์กงมา ท่านพ่อลี มีแต่ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นทั้งนั้น มาตั้งรากตั้งฐานเป็นกรรมฐานก็คือ ท่านอาจารย์ลีเรา ท่านมาอยู่ที่จันท์ เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นเรา ท่านอาจารย์กงมาไปอยู่หนองบัว ทรายงาม แถวนี้ก็มา แล้วท่านก็ไปอยู่หนองบัว ทรายงาม ๕ ปีหรือไง…

พระกรรมฐานเรามีมากอยู่ที่จันท์แห่งหนึ่ง ที่จันท์นี้ ต้นเหตุก็ไปจากท่านอาจารย์ลีเรา ไปที่นั่น เขาค่อยรู้เรื่องรู้ราวแล้ว ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ไปไล่เลี่ยกันไปแถวนั้น เลยกลายเป็นตั้งหลักกรรมฐานขึ้นที่จันท์ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ วัดกรรมฐานจึงมีมากอยู่เสมอ เพราะสถานที่ทําเลเหมาะๆๆ มันเป็นป่าเป็นเขา แล้วก็ไปที่นั่นมีแต่ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ นะ ที่จันท์ ท่านอาจารย์ลี ท่านอาจารย์กงมา ท่านอาจารย์จันทร์ (เขมปตฺโต) แล้วท่านอาจารย์มหาทองสุก (สุจิตฺโต) เหล่านี้มีแต่พระดีๆ ทั้งนั้นไป…

ที่จันท์ยังได้ครูบาอาจารย์เป็นหลักเป็นเกณฑ์ ตั้งเนื้อตั้งตัวทางด้านจิตใจได้ เพราะครูอาจารย์เหล่านี้ มีแต่องค์สําคัญๆ เสียด้วยนะไปน่ะ วัดป่าจึงมีมากที่จันท์ ที่ไหนๆ มักจะมีวัดป่าแทบทั้งนั้น แล้วประกอบกับภูเขามากด้วย ป่ามาก พระกรรมฐานมีมาก เนื่องจากครูบาอาจารย์ไปแนะนําสั่งสอนให้เข้าอกเข้าใจเรื่องอรรถเรื่องธรรม กระจายออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบัน จันท์เป็นวัดที่มีพระกรรมฐานมากตลอดมานะ

ที่จันท์มีสถานที่วิเวกสงัดมากทีเดียว เพราะเป็นป่าเป็นเขา พระผู้ปฏิบัติเพื่อตักตวงเอามรรค ผล นิพพาน ต้องเป็นผู้เช่นนั้น อยู่ในป่าในเขา เป็นที่สงบงบเงียบ ดังพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทให้ตั้งแต่บวชเสร็จทีแรก ประทานพระโอวาทให้เลย พอบวชแล้วก็ขึ้น รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย แล้วก็เรื่อย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูล คือร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถํ้า เงื้อมผา ซึ่งเป็นสถานที่เหมาะสมกับการบําเพ็ญเพียร ไม่มีใครรบกวน แล้วจงทําความอุตส่าห์พยายามอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด ฟังว่าตลอดชีวิตนะ ไม่ใช่ธรรมดา”

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ กับ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ได้เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ และได้ธุดงค์มาทางภาคตะวันออก เมื่อมาสร้างวัดป่ากรรมฐานที่ จ.จันทบุรี ก็ได้เป็นพระอาจารย์องค์แรกของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ซึ่งกาลต่อมาท่านทั้งสามได้รับการยกย่องจากองค์หลวงตาพระมหาบัวเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และผลจากการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติโปรดพุทธบริษัททางภาคตะวันออกของกองทัพธรรมฯ สายท่านพระอาจารย์มั่น จึงทําให้มีวัดป่ากรรมฐานเกิดขึ้นมากมาย โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“วัดกรรมฐานที่จังหวัดจันทบุรี ก็รู้สึกจะมีมากเป็นพิเศษ ก็เพราะท่านพ่อลีเป็นผู้ไปประสิทธิ์ประสาทอรรถธรรมให้ หลังจากนั้นก็ท่านอาจารย์กงมา ท่านอาจารย์จันทร์ ไปบําเพ็ญสมณธรรมและโปรดพี่น้องชาวจันท์ตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมา ท่านพ่อลีจึงได้มาสร้างวัดที่นี่ จึงเป็นวัดที่เป็นรากฐานสําคัญในปัจจุบันนี้ เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมานมนาน ไม่ค่อยเอนเอียงกับโลกามิสสิ่งหลอกลวงทั้งหลายเหมือนที่อื่นๆ ซึ่งมักมีอยู่เสมอ ดังที่รู้ๆ เห็นๆ กันมา”

นอกจากมีวัดป่ากรรมฐานฝ่ายธรรมยุตเกิดขึ้นมากมายแล้ว ลูกหลานชาวจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เมื่อมีอายุครบบวช บิดามารดาและครอบครัวก็ยินดีสนับสนุนให้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน หรือพระป่ากันมากมาย ซึ่งผู้ออกบวชเป็นพระป่าได้นั้นจะต้องมีวาสนาบารมีธรรมมาก โดยกาลต่อมาต่างก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่เป็นชาวจังหวัดจันทบุรีขึ้นมาหลายองค์ เช่น ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่ถวิล จิณฺณธมฺโม ฯลฯ

อัศจรรย์ไก่ขาว

สําหรับเรื่องไก่ขาว ที่นายหลวนเป็นคนฝันนั้น เป็นความฝันที่เป็นสิริมงคลมาก และกําลังจะเกิดขึ้นจริงในหมู่บ้านหนองบัว แกจดจําความฝันนี้ได้อย่างแม่นยํา โดยฝันว่า แกได้ช้างเผือก ๒ เชือกแม่ลูกที่สง่างดงามและน่ารักมาก เมื่อลูบคลําด้วยความรักทะนุถนอมแล้วกลับกลายเป็นไก่ขาวไป เรื่องความฝันในทํานองนี้ เสมือนว่าจะบอกเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งก็จะเป็นความจริงขึ้นมาในไม่ช้านี้ นับเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์มาก และได้เล่าขานกันต่อๆ มา

เรื่องไก่ขาวตัวนี้ก็เช่นกัน มันบังเอิญไปตรงกับความฝันของนายหลวน ทําให้ชาวบ้าน ทั้งพระ ทั้งเณรพากันแตกตื่น เหมือนกับทุกคนจะบอกว่า มันเป็นเรื่องที่แปลกดี

ไก่ขาวตัวนี้เป็นไก่ของเจ๊กเบ๊ บ้านเจ๊กเบ๊นั้นอยู่ห่างจากป่าช้าที่ท่านพระอาจารย์กงมาพักระยะทาง ๑ ทุ่งนา และต้องข้ามไปอีก ๑ ดอน (ประมาณ ๑ กม.) ในบ้านเจ๊กเบ๊นั้นมีไก่เยอะแยะ คืนวันที่ท่านพระอาจารย์กงมา มาถึงป่าช้าผีดิบ ก็เป็นวันเดียวกันกับที่เจ้าของไก่จะจับมันไปต้มยํามาเลี้ยงพระในตอนเช้า เจ๊กเบ๊เข้าไปไล่ตะลุมบอนจับมันในเล้า ตัวไหนก็ไม่เอา กะจะเอาตัวนี้ มันอ้วนพีดีนัก เล้ามันสูงจับยังไงก็ไม่ได้ มันหนีตายสุดฤทธิ์ ในที่สุดเจ๊กเบ๊หมดความพยายาม คิดไว้ในใจว่าพรุ่งนี้จะเอาใหม่ คือจะฆ่าด้วยวิธีใหม่ กลางคืนฆ่ายาก จะพยายามฆ่ากลางวันแสกๆ ด้วยการยิง เป็นต้น พอคิดอย่างนี้เสร็จก็เข้านอน เพราะความเหนื่อยล้าที่ไล่ฆ่าไก่ขาวไม่ได้

พอวันรุ่งขึ้นวันใหม่ ไก่ขาวตัวนั้นก็ได้ขันแต่เช้ากว่าเพื่อน เหมือนจะระบายอะไรบางอย่างที่อัดอั้นตันใจออกมา ที่เขาเลี้ยงมาก็เพื่อฆ่า เขาเลี้ยงดีอย่างไร ก็เพื่อฆ่าแกงเท่านั้น สัตว์อื่นที่อยู่ไม่ไกลนัก เช่น หมู ตอนเล็กๆ นั้น เขาก็เลี้ยงดีเหมือนกันกับเรา แต่พอโตขึ้นอ้วนๆ หายไปทุกที สงสัยไปตาย คิดอย่างนี้ไก่ขาวก็จิตใจไม่ดี เดินกระวนกระวายระมัดระวังภัยในวันนี้เป็นพิเศษ เพราะเมื่อคืนนี้รอดมาได้ วันนี้อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น คิดๆ เสร็จก็คุ้ยเขี่ยหาอาหารกินตั้งแต่เช้ามืด เพื่อตุนเอาแรง พร้อมๆ กับความไม่มั่นใจในการลอบหนีออกจากบ้าน

พอได้เวลาอรุณรุ่ง มองเห็นพอสลัวๆ ไก่ขาวก็รีบขัน กระโจนพุ่งโบยบินออกจากเล้า บินร่อนไปจับกิ่งไม้ ขันไปเรื่อยๆ แต่มันไม่ไปที่อื่น มันดันตรงมาที่ชายวัด ที่ท่านพระอาจารย์กงมาอยู่พอดิบพอดี เจ้าของคือเจ๊กเบ๊ ก็ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด พยายามไล่จับและไล่กลับ ไล่มันกลับไปที่บ้านตัวเองได้ถึง ๓ ครั้ง ๓ หน ครั้งที่ ๓ นี้มันสําคัญมาก ที่จะต้องบันทึกไว้ในประวัติของไก่ขาวตัวนี้ มันหนีมาแล้ว มันบุกตะลุยแหวกผู้คนมาถึงกุฏิท่านพระอาจารย์กงมา เจ๊กเบ๊ก็ไม่กล้าเข้าไปตาม มันรู้ว่าเป็นที่ปลอดภัยของมัน มันก็อยู่ที่นั่น ไม่ไปที่ไหน เข้าไปอยู่ใกล้ๆ ท่านอาจารย์ หากินอยู่ที่นั่น นอนอยู่ที่นั่น คนทั้งหลายก็มาดูมันด้วยความเอ็นดู

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์กงมา ย้ายไปนอนกุฏิอื่น เจ้าไก่ขาวมันก็ตามไปอยู่ด้วย ท่านย้ายไปหลังไหนวันไหน มันก็ย้ายตามไปหลังนั้นวันนั้นเหมือนกัน เป็นเช่นนี้ตลอด ท่านอาจารย์สอนให้มันขึ้นไปนอนบนต้นไม้ต้นไหน มันก็ขึ้นต้นนั้น บอกให้หยุด… มันก็หยุด ! บอกให้เดิน… มันก็เดิน ! มันทําให้ท่านรักสงสาร เหมือนมันรู้ภาษาท่านพูด เมื่อท่านอาจารย์อ่านหนังสือวินัย เจ้าไก่ขาวก็ไปอยู่ข้าง นั่งอยู่ข้างๆ นอนอยู่ข้างๆ อย่างน่าอิจฉา มันเหลือบตามองบ้าง ดูบ้าง ดูหนังสือที่ท่านจับอ่านอยู่นั้น คนทั้งหลายก็เฮฮากันมาดู ต่างก็พูดว่า “ไก่ขาวตัวนี้มันเป็นอะไร”

ครั้นต่อมาไม่นาน คนทั้งหลายก็หยอกล้อเล่นกับมันต่างๆ นานา เพราะมันน่ารักตัวใหญ่ เป็นไก่โอกเชื่องๆ มันก็ชักจะรําคาญ จึงเกิดการเตะตีคนขึ้น เป็นอันว่าใครมากวนมัน มันเตะเลย เมื่อเป็นเช่นนั้น เด็กน้อยเด็กเล็กมาวัด มาเล่นกับมัน มันเตะหมด ไม่มีใครกล้าทําอะไรมัน เพราะมันเป็นไก่ของท่านพระอาจารย์กงมาไปแล้ว มันเตะคนก็อันตราย เพราะเดือยมันยาวๆ ทายกทายิกาทั้งหลายภายในวัด จึงพากันคิดจะตัดเดือยมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่คน แต่เรื่องนี้เจ้าไก่ขาวมันคงคิดว่าเกิดอันตรายแก่มัน ในที่สุดมันถูกตัดเดือย มันโมโห โกรธเป็นวรรคเป็นเวร โกรธจัดเหลือกําลัง วิ่งไปขันไปทั่วบริเวณวัด มันแหกปากร้องจนน่ารําคาญ แต่ไม่ทําลายสิ่งของ ขี้ก็เป็นที่เป็นทางดี ไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน แต่มันไม่ยอมเล่นกับใครๆ อีกต่อไป

เมื่อคนเล่นกับมันมากเข้า มันจึงไม่มาถิ่นแถวที่คนอยู่อีกต่อไป มันหนีไปอยู่ ไปหากินอยู่ตัวเดียวตามลําพังที่ศาลามุงกระเบื้องไกลๆ คนก็ตามไปกวน ไปล้อเล่นกับมันอีก ในที่สุดไก่ขาวมันรําคาญคนมากเข้า จึงตัดสินใจเดินกลับบ้านเจ๊กเบ๊ด้วยความเศร้าสร้อยเหงาหงอย มันเดินคอตก มันเดินไป มองดูก็รู้ว่ามันคอตก เป็นไก่ขาวเศร้าขาดความอบอุ่น มันเสียความรู้สึกที่ดีๆ กับคนมาวัด แล้วก็ไม่เดินทางกลับมาวัดอีกเลย มันคงคิดได้ว่า “ถึงแม้เราจะอยู่ที่ใด เขาก็คงไม่คิดว่าเราเป็นคนดอก เขาคงเห็นเราเป็นไก่ ตายไปเกิดใหม่ดีกว่า มนุษย์นี้นอกจากจะยุ่งกับตัวเองก็ยังไม่พอ ยังมายุ่งมาเล่นกับเราซึ่งเป็นไก่อีก ไม่มีสัตว์ประเภทใดที่จะทําให้มนุษย์พอใจในการละเล่น มนุษย์นี้เป็นเหมือนสัตว์ที่เป็นโรคประสาท เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย ถ้าชอบก็ชม ถ้าชังก็แช่ง ขนาดเราเป็นไก่ ยังอดทนไม่ได้ แล้วมนุษย์เล่า ! จะอดทนกันและกันได้อย่างไร?”

เรื่องราวของไก่ขาวตัวนี้ ทําให้ชาวบ้านหนองบัวให้ความสนใจกันมาก สําหรับญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์กงมา เปลี่ยนแปลงไปมาก บางรายเลิกคิดจะฆ่าสัตว์ตลอดชีวิต บางรายตั้งสัจจะอธิษฐานจะรักษาศีลตลอดชีวิต บางรายก็สํานึกผิด เสียใจในสิ่งที่ตนได้กระทํากับไก่ไว้ แต่สําหรับบางรายมาดูๆ แล้วก็ไป ไม่ได้คิดอะไร เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกง เรื่องราวไก่ขาวยังมีต่อไป แต่กลัวจะยืดยาวเกินไป จึงขอยุติเพียงแค่นี้

สําหรับความฝันของนายหลวนแม่นยํามาก ได้กลายเป็นความจริงขึ้นมา น่าอัศจรรย์มาก ฝันว่า ได้ช้างเผือก ๒ เชือกแม่ลูก ก็หมายถึง ได้ท่านพระอาจารย์กงมา กับสามเณรติดตามมา เมื่อลูบคลําไปมา ช้างเผือก ๒ เชือกกลับกลายเป็นไก่ขาว และในที่สุดไก่ขาวตัวนั้นก็มาจริงๆ และเรื่องไก่ขาวนั้นยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันต่อไปว่า “ชะรอยจะมีบุคคลผู้มีบุญวาสนาเข้ามาบวช มาเกิดที่วัดทรายงาม จนกลายเป็นพระที่บริสุทธิ์สะอาดเหมือนดั่งขนของไก่ขาว และมีจิตใจอาจหาญในธรรมเหมือนไก่ขาวที่ไม่กลัวความตาย ไก่ขาวนี้น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี และไก่ขาวตัวนี้อาจจะกลายเป็นช้างเผือกตัวขาวปลอดในวงการพระพุทธศาสนา”

ต่อมาไม่นาน เรื่องช้างเผือกกลับกลายเป็นไก่ขาวที่วิพากษ์วิจารณ์กัน ก็เป็นจริงขึ้นมาอีก มีฆราวาสคนหนุ่มชาวบ้านหนองบัวออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานรายแรกของหมู่บ้าน เป็นผู้มีวาสนาบารมีธรรมที่จะพ้นทุกข์ ได้มากราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์กงมา พระภิกษุหนุ่มองค์นี้ แม้ท่านตั้งใจจะบวชตามประเพณี บวชแล้วจะสึกออกไปแต่งงาน แต่ในที่สุด พอบวชไปๆนานวัน ท่านกลับมีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังในการประพฤติปฏิบัติธรรมขึ้นมา จึงตั้งใจบวชไม่สึก และท่านปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด จนได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ในขณะที่เป็นพระภิกษุหนุ่ม พรรษา ๑๒ เท่านั้น และท่านได้มาเป็นครูบาอาจารย์ โดยได้รับการยกย่องเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” องค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านองค์นี้ ก็คือ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ผู้ได้นามธรรมสมัญญาจากท่านพระ-อาจารย์มั่น และ องค์หลวงตาพระมหาบัว ว่าเป็น “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”

ศิษย์รูปแรกที่บวชแล้วเข้ามาอยู่ที่วัดทรายงาม

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านเล่าเรื่องนี้ว่า

“เรื่องช้างเผือกกลายเป็นไก่ขาว บางคนเขาก็ว่า “ท่านอาจารย์กงมาต้องมาได้ลูกศิษย์ดีที่นี่” แต่มันก็แปลกตรงที่ว่า ในขณะที่ท่านอาจารย์กงมามาสอนธรรมะที่ป่าช้าผีดิบ (วัดทรายงามปัจจุบัน) นั้น ตอนนั้นเราก็ไม่รู้เรื่องอะไร เป็นหนุ่มๆ อยู่ รักสนุกทางโลกอยู่ แต่กลับกลายเป็นว่าภิกษุที่เข้ามาบวชรูปแรก ถ้าจะนับในบรรดาพระทั้งหลายแล้ว เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) เป็นองค์แรกที่บวชแล้วเข้ามาอยู่วัดทรายงาม มันประจวบเหมาะบันดลบันดาลใจให้บวชในขณะนั้น ทั้งที่อะไรๆ ก็ไม่ค่อยอํานวย ไก่ขาวกลับกลายเป็นช้างเผือกที่วัดทรายงาม จึงเกี่ยวข้องกับเรา ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เราออกบวชแล้ว คนหนองบัว ออกบวชกันตามๆ มามาก เช่น ท่านถวิล (พระอาจารย์ถวิล จิณฺณธมฺโม) ฯลฯ”

องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ชมพระจากบ้านหนองบัว ไว้ดังนี้

ท่านอาจารย์เจี๊ยะ บวชตั้งแต่สมัยท่านอาจารย์กงมาไปสร้างวัดทรายงาม พอบวชแล้วท่านก็อยู่ที่นั่นได้ไม่กี่ปี ก็ไปหาหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่ ออกจากเชียงใหม่ หลวงปู่มั่นก็ถูกนิมนต์ไปอุดรฯ ท่านอาจารย์เจี๊ยะก็ติดตามหลวงปู่มั่นไปอุดรฯ หลวงปู่มั่นไปสกลนคร ท่านก็ติดตามไปสกลนคร เราจึงพบท่านทีแรกที่สกลนคร ท่านอาจารย์เจี๊ยะ ท่านไม่ค่อยเรียนอะไรมากมายนะ พอบวชแล้วก็ออกปฏิบัติเลยเชียว เล่าเรียนธรรมดาไม่ใช่เพื่อสอบอะไร พ่อท่านเป็นคนจีน แม่ท่านเป็นคนไทยอยู่ที่หนองบัว…

หนองบัว ทรายงามนี้มีคนออกบวชเยอะ ถ้าจะเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศไทยแล้ว ตําบลอื่นๆ สู้หนองบัว ทรายงาม ไม่ได้ ออกบวชมาก แล้วท่านเหล่านี้ยังสามารถเป็นหลักปฏิบัติได้ คือหลักทางข้อปฏิบัติทางจิตใจอันเป็นส่วนภายใน แล้วคนถิ่นแถวนี้ฉลาดด้วยนะ ฉลาดมาก คือครูบาอาจารย์องค์ไหนที่โลกเขาเห็นว่าสําคัญๆ พระทางจันทบุรีไปถึงก่อนแล้ว เราจึงสังเกต เอ ! คนจันท์ฯ ฉลาดไม่เล่นๆ นะ”

การสอนของหลวงปู่กงมาแก่พระ เณร ศรัทธาญาติโยม เป็นไปตามพระโอวาทปาฏิโมกข์ หรือ หลักคําสอนอันสําคัญและถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสแก่พระอรหันตพุทธสาวก ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ หรือที่เรียกกันว่า วันมาฆบูชา โดยหลวงปู่เจี๊ยะ เทศน์เล่าไว้ดังนี้

“ท่านอาจารย์กงมา ท่านสอนคนให้ละชั่ว ทําดี ทําจิตให้บริสุทธิ์ แต่ละวันจะมีคนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนที่ติดเหล้าก็มาตั้งสัจจะเลิกเหล้า รักษาศีล มีผู้ชายคนหนึ่งแกติดเหล้างอมแงม เมาแล้วเอะอะโวยวาย เตะลูกเมียเหมือนลูกฟุตบอล ชอบด่าพ่อด่าแม่คน เหมือนด่าหมาด่าแมว คือ แกพูดได้แบบสบายปาก ไม่กริ่งเกรงผู้ใดทั้งนั้น แกได้มาวัด ได้มาฟังเทศน์ เกิดความเลื่อมใส ปฏิญาณตนกับท่านอาจารย์ว่าจะไม่กินเหล้าอีกต่อไป หลังจากนั้นมามีคนพยายามจะเอาเหล้าไปให้แกกิน แกก็ไม่กิน พยายามหลอกแกให้กิน แกก็ไม่กิน พอแกป่วยหนักใกล้จะตาย แกสั่งภรรยาไว้ว่า “ยาอันใดที่เขาเอาเหล้าผสมทํา อย่าเอามาให้ข้ากินเป็นอันขาด แม้แต่หยดเดียวก็อย่าเอามา”

เมื่อท่านอาจารย์กงมามาอยู่ที่นั่น มีผู้คนศรัทธาเป็นอันมาก โยมพ่อโยมแม่เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) ก็เป็นหนึ่งในจํานวนคนทั้งหลายนั้น ก็อยากให้ลูกบวชเพื่อทดแทนบุญคุณ อันเป็นประเพณีที่เขาเชื่อถือมาแต่โบราณ เมื่อบวชเสร็จ สึกก็จะได้แต่งการแต่งงาน โยมพ่อโยมแม่ก็เอาไปฝากกับท่านเป็นนาค พอตกเดือนกรกฎาฯ ก็ได้บวชพร้อมกับไอ้อ๊อด ตอนนั้นเป็นนาคอยู่ ๒ คนกับไอ้อ๊อด อ๊อดมันเป็นคนเรียบร้อย ไม่เกเรเหมือนเรา คนทั้งหลายคิดว่า คงจะบวชได้นาน ที่ไหนได้กลับสึกไปก่อนเรา”

ท่านเป็นพระบุพพาจารย์องค์แรกของหลวงปู่เจี๊ยะ

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านถือเป็นพระบุพพาจารย์องค์แรกของ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท และวัดทรายงามก็ถือเป็นวัดป่าแห่งแรกที่หลวงปู่เจี๊ยะฝึกหัดกัมมัฏฐาน โดยหลวงปู่กงมาท่านฝึกหลวงปู่เจี๊ยะตั้งแต่เป็นตาปะขาวจนออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน หลวงปู่เจี๊ยะท่านเริ่มฝึกหัดปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังตอนเป็นนาคก่อนบวช แม้ท่านเป็นนาคแล้วก็ตาม กิริยาภายนอกและนิสัยวาสนาของท่าน ซึ่งดูไม่เรียบร้อยสวยงามก็ได้ติดตัวท่านมาจนไม่อาจแก้ไขได้ แต่ด้วยภายในของท่านมีจิตใจอันงดงาม และมีนิสัยวาสนาทางธรรมอันเป็นสาวกบารมีญาณที่จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวกในชาตินี้ ก็ได้ติดตัวท่านมาเช่นกัน ในขณะที่ท่านนั่งสมาธิฟังธรรมหลวงปู่กงมา จิตของท่านสงบรวมเกิดเป็นสมาธิขึ้นมา ทําให้ท่านเกิดอจลศรัทธา มีความมุ่งมั่นที่จะภาวนาเพื่อธรรมขั้นสูงต่อไป ท่านเล่าว่า

“การเตรียมตัวอุปสมบทต้องไปเป็นผ้าขาว รักษาศีลประพฤติธรรม เรียนรู้วัตรปฏิบัติที่จะพึงกระทําต่อวัดและครูบาอาจารย์ จนท่านเห็นว่าสมควรก่อน ท่านถึงจะให้บวช ถ้าปฏิบัติไม่ได้ ทําไม่ได้ ท่านก็ยังไม่ให้บวช ธรรมเนียมพระป่ากรรมฐานท่านเคร่งครัดนักเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้ามาจากไหน จะมาบวชได้ง่ายๆ ต้องได้รับการฝึกอบรมเสียก่อนถึงจะบวชเป็นพระได้

แม้แต่ตัวเราเองก็เช่นกัน ต้องเป็นตาปะขาว รับใช้ติดตามครูบาอาจารย์อยู่ตั้งหลายเดือน ในระหว่างนั้นต้องหัดขานนาค ออกเสียงอักขระฐานกรณ์ที่เป็นภาษามคธให้ถูกต้อง เสียงฑีฆะรัสสะ เสียงออกนาสิก เสียงโฆสะ อโฆสะ ฯลฯ และต้องฝึกกราบ ต้องหัดภาวนา เรียนกรรมฐาน ฟังเทศน์ฟังธรรมจากท่านอาจารย์กงมาเป็นประจําทุกเช้าเย็น ก่อนที่ยังไม่ได้โกนศีรษะ ด้วยความซุกซนอันเป็นแบบฉบับส่วนตัว ก็ได้แอบหนีมาเยี่ยมบ้านเหมือนกัน แต่เมื่อโกนศีรษะ รับศีลเป็นตาปะขาวเต็มตัวแล้ว ก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย จนกระทั่งได้บวช

ครั้งหนึ่งตอนที่มาเข้านาคได้ไม่นานนัก อยู่ระหว่างการฝึกขานนาค ท่องบทสวดต่างๆ คืนหนึ่ง ฟังเทศน์ท่านอาจารย์กงมา ท่านเทศน์ตามปรกติทุกๆ วัน ท่านก็แสดงธรรมของท่านไปเรื่อย เราก็ฟังเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ท่านสอนให้ภาวนา “พุทโธ” โดยให้ว่าเร็วๆ ในใจ เราก็ภาวนาพุทโธอยู่อย่างนั้น นั่งเข้าสมาธิฟังเทศน์อยู่อย่างนั้น อันนี้มันก็เป็นเหตุที่แปลกอยู่นะ

พอเรานั่งภาวนา ฟังไปๆ จิตมันอยู่กับคําบริกรรม หูก็ได้ยินเสียงเทศน์ไป คือจิตก็ทําหน้าที่ของมัน หูก็ทําหน้าที่ของมัน มันเกิดเป็นสมาธิ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันเป็นสมาธิ มันรวมจนกระทั่งว่าไม่มีตัว ไม่มีตน ตัวตนหายหมด แล้วก็ปรากฏเป็นภาพนิมิต ที่ตัวเองนี้มาปรากฏหมอบลงไปฟุบกับกองทรายที่เป็นทรายขาวอยู่ในบริเวณวัดนั้นอย่างชัดเจน ตัวนี้อ่อนไปหมด ปรากฏว่าในขณะนั้น เราปรากฏว่าตัวเองไม่มีตัวตน จนกระทั่งท่านแสดงธรรมจบลง เราถึงรู้สึกตัว ตอนนั้นท่านแสดงธรรมนานมาก ทีหนึ่งเป็นชั่วโมงๆ ขึ้นไป เมื่อจิตถอนออกมา ออกจากที่ภาวนาก็คลานเข้าไปถามท่านว่า “ท่านอาจารย์ครับ เมื่อตะกี้ทําไมผมนั่งฟังเทศน์ท่านอาจารย์ ผมไม่มีตัว ตัวผมหายไปไหน แต่สักประเดี๋ยวตัวผมนี่ ไป ไปหมอบอยู่ที่ ที่กองทรายนั่นน่ะ ทําไมมันถึงเป็นอย่างนั้นครับ”

คําถามนี้เราถามท่าน เพราะก็อธิบายไม่ถูก และไม่รู้จะถามท่านอย่างไร เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเป็นเช่นนี้ ที่กล้าถามท่าน เพราะความตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ ที่ชีวิตหนึ่งชีวิตนี้ เราได้เห็นอย่างนั้น ท่านก็บอกว่า “ไม่เป็นไร เออ ! ทําไป ทําไป ดีแล้วนะ” ท่านว่าอย่างนั้น เราก็ภูมิใจว่าเราทําถูกต้อง การมีครูบาอาจารย์ดี ท่านรู้จริง ผ่านการปฏิบัติมา สอนแบบมีหลักเกณฑ์ไม่สุ่มเดาจึงเป็นเรื่องสําคัญมาก อาจารย์เป็นบัณฑิต ท่านก็ย่อมสอนในแนวทางเจริญเพื่อความเป็นบัณฑิต แต่ถ้าอาจารย์โง่เขลาสอนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มันก็เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด อาจารย์ก็ตาบอด แล้วจะมาสอนลูกศิษย์ที่ตาบอดอยู่แล้วให้ตาดี อันนี้มันเป็นไปได้ยากยิ่งนัก

นี่แหละขั้นต้นแห่งการเข้ามาสู่วัด เป็นขั้นต้นที่จะเข้ามาบวช เริ่มแรกจิตมันเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นการปูพื้นฐานทางด้านจิตใจ ให้ฝักใฝ่ในคุณธรรมที่สูงๆ ขึ้นไป อันเป็นการเลื่อนขั้นของจิตให้สูงขึ้น เพราะจิตมนุษย์มีหลายขั้นหลายตอน จิตหยาบ จิตละเอียด และอาศัยบุญวาสนาเป็นเครื่องหนุนส่งอยู่เบื้องหลัง เมื่อเรามีบุญ เคยสร้างบุญมาแต่ชาติปางก่อน ประกอบกับเกิดมาเจอพุทธศาสนา อันเป็นประเทศที่สมควรแก่การปฏิบัติธรรม ยิ่งประการสุดท้าย ถ้าเราตั้งตนไว้ชอบแล้ว การภาวนาก็เป็นเรื่องที่เราทุกคนสามารถทําได้…

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านได้ผ่านบททดสอบการเป็นผ้าขาว อันเป็นด่านสําคัญในการออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานอยู่หลายเดือน โดยตลอดระยะเวลาที่เป็นผ้าขาว ท่านให้ความเคารพเชื่อฟัง มีความนอบน้อมและได้ฝึกหัดปฏิบัติทุกอย่างตามที่ครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอน จนได้นิสัยสมควรแก่การบวชแล้ว หลวงปู่กงมาจึงอนุญาตให้ท่านอุปสมบทต่อไป

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ซึ่งได้บวชเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ เวลา ๑๖.๑๙ น. ณ พัทธสีมาวัดจันทนาราม อําเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เมื่อบวชที่วัดจันทนาราม เสร็จแล้ว ก็กลับมาจําพรรษากับหลวงปู่กงมา ที่วัดทรายงาม

การบวชของหลวงปู่เจี๊ยะและการเผยแผ่ธรรมในสมัยนั้น

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านเทศน์เล่าไว้ดังนี้

“การบวชนั้น มาทุกวันนี้เราถือเป็นประเพณีกันเสียแล้ว บวชเพียง ๓ เดือน ๒ เดือน ๑๕ วัน ๑ เดือน อย่างนี้มันคล้ายๆ กลายเป็นประเพณี ไม่ใช่บวชหนีโลกหนีสงสารอย่างนี้ ถ้านึกถึงการบวชที่จริง แม้แต่เราเองแท้ๆ ก็บวชตามประเพณีเหมือนกัน เป็นอย่างนั้น นึกว่าครบอายุแล้วสมัย ๒๐ ปีนั้น งานกําลังเยอะ จึงบอกโยม (โยมพ่อโยมแม่) ว่า อย่าเพิ่งบวชเถอะ ปีนี้งานเราเยอะ ต้องรอถึงอายุ ๒๑ ปี ก็ได้เข้ามาบวช บวชก็บวชไปอย่างนั้น นะโม ตัสสะ ฯลฯ อะไรๆ ก็ว่าไม่ค่อยจะเป็น สวดมนต์ไหว้พระก็ไม่เป็นสักบท เข้ามาด้วยความเป็นคนดิบ เหมือนไม้สดเข้าไปในเตาไม่ได้ลิดกิ่งลิดก้านเข้าไปอย่างนั้น อีเหละเขละขละนานาประการต่างๆ ก็ได้มาอยู่เบื้องต้นกับท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเป็นอาจารย์ผู้ปกครอง ส่วนท่านพ่อลี ธมฺมธโร ของเรา ในสมัยที่เข้าไปบรรพชาอุปสมบท ท่านเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เป็นคู่สวด

ความจริงตั้งใจบวช เดือน ๑๒ ก็จะสึก เป็นอย่างนั้น มันมีความหมายอยู่สําหรับพระหนุ่ม คนหนุ่ม เป็นเช่นนั้น เกือบๆ จะไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงเข้าเป็นเช่นนั้น ชีวิตในวัยหนุ่มก็ย่อมเป็นเช่นนั้น พออายุครบบวชก็มีความปรารถนาจะบวช แต่ก็ติดเรื่องเกณฑ์ทหาร จึงรอเกณฑ์ทหารเสียก่อน หลังจากเกณฑ์ทหารที่จันท์ไม่ถูก เพราะได้ประเภทดี ๒ คัดออกไว้ก่อน เขารับสมัครทหารใหม่ ๔๐ กว่าคน มีคนมาสมัครครบจํานวน เราจึงรอดตัวไม่ต้องเป็นทหาร เมื่อเกณฑ์ทหารเสร็จแล้วก็ยังไม่ได้บวชอีก หลังจากเกณฑ์ทหาร ๑ ปีถึงได้บวช มีความคิดไว้ในใจว่า บวชเสร็จสึกออกมาค่อยแต่งงานกับคนที่เรารัก พอบวชไปแล้วสมาธิมันเกิด มันไม่สนใจทางโลกอีกเลย

การอุปสมบทในครั้งนี้ เราเป็นผู้มีจิตศรัทธาขึ้นมาเอง อยากบวชด้วย เบื่อด้วย เบื่อพี่สาวมัน เราทํางานแทบตาย ขอเงินก็ไม่ค่อยจะให้ มีเท่าไหร่เก็บเรียบ จึงเป็นเหตุให้บวชอยู่อันหนึ่งเหมือนกัน การบวชไม่มีใครบังคับชักชวนแต่อย่างใด เพียงเพราะคิดในใจว่า สมควรแก่เวลาและอายุที่จะทดแทนบุญคุณของท่านผู้มีคุณทั้งหลายได้แล้ว อีกทั้งในขณะนั้น พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ก็จาริกธุดงค์มาประกาศเทศนาธรรมให้คนทั้งหลายละชั่ว สร้างความดี ในจังหวัดจันทบุรี และก็เดินทางมาที่บ้านหนองบัว ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเรา ซึ่งในสมัยนั้นพระกรรมฐานแถบทางภาคตะวันออกยังไม่ค่อยมี ก็มีท่านพ่อลี ธมฺมธโร และพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ นี่แหละเป็นผู้นํามาเผยแพร่ ชาวพุทธทางภาคตะวันออกถึงได้ทราบเรื่องราวของพระกรรมฐานและการภาวนา…

ทีนี้มันก็อย่างว่า มันอยู่ที่ได้กัลยาณมิตรเหมือนกัน กัลยาณมิตรเป็นสิ่งสําคัญที่สุด ครูบาอาจารย์ที่จะพาประพฤติปฏิบัติ เรื่องศาสนาเป็นเรื่องที่ชาวโลก โลกสงสารมองไม่รู้ว่า พระพุทธศาสนานี่มีความซึ้งขนาดไหน เข้าใจแต่ว่าพระนี่บวชก็บวชอย่างธรรมดา ไม่มีความหมายอะไรเลย แต่ก่อนที่ยังไม่บวชก็เข้าใจว่า เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน โยมเขาให้บวช ก็บวชๆ ไปอย่างนั้นล่ะ บวชออกมาแล้วก็จะมาหาเมียเท่านั้น แล้วก็มีเรื่องเท่านั้นแหละโลก

ทีนี้ถึงว่ากัลยาณมิตรเป็นสิ่งที่สําคัญ ครูบาอาจารย์ที่ท่านตั้งใจประพฤติปฏิบัติพาให้อยู่ในหลักธรรมวินัยนี่เป็นสิ่งที่หายาก ก็ได้บารมีท่านอาจารย์ลีน่ะ เป็นผู้ที่เข้ามาในเมืองจันท์คุณอํานาจ (ขุนอํานาจอํานวยกิจ) เป็นคนไปชักจูงท่านอาจารย์ลีมา ไปได้ท่านอาจารย์ลีมาแล้วก็ มาทางบ้านโยมอาตมาก็ไปติดต่อเอาท่านอาจารย์กงมามา

ธรรมะทีนี้มันมีหลักการพระพุทธศาสนา คือ มีหลักการเดียว ต้องการให้ภาวนานี่ ทีนี้มา เมื่อมาหลังๆ ประมาณสักหลาย ๑๐ ปีมาแล้ว ถ้าย้อนหลังไปก็ประมาณร่วม ๗๐ ๘๐ ปี การที่บุคคลที่จะมาสอนกันให้ทําสมาธินี้ไม่มี ขาดคราว หมายถึง ทางบ้านอาตมาก็ยังไม่มี ก็มีโยมยายกับพวกคนเฒ่าแก่เขาไปภาวนากันบ้างเหมือนกัน แต่ว่าไปภาวนาก็อย่างนั้นแหละ ภาวนาไม่รู้เรื่อง แล้วก็มีท่านอาจารย์กงมาท่านมานี่ เข้ามาอยู่ที่บ้านอาตมาได้สักปีกว่าๆ หรือสองปีนี่แหละ อาตมาก็เข้าไปบวช ไปบวชก็สึกหมด บวชตั้งหลาย ๑๐ องค์เหมือนกันก็สึกเกลี้ยง เกลี้ยงไม่มีเหลือ สึกออกไปหมด เข้ามาสอน สอนแนวทางที่ดีที่ชอบ ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติทําสมาธิ”

ท่านสอนพระเณรตามที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมา

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระอริยบุคคลแล้ว แม้ในระยะนี้ท่านยังไม่ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ก็ตาม แต่การปฏิบัติของท่านนั้นเป็นไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน ฉะนั้น การสอนธรรมปฏิบัติให้พระ เณร ท่านจึงสอนการปฏิบัติให้ถึงซึ่งมรรค ผล นิพพาน ท่านจะสอนอย่างเข้มข้น การสอนหลักๆ ของท่านนั้น คือ “ศีล สมาธิ ปัญญา”

ด้วยชาวจันทบุรีมีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาพระธุดงคกรรมฐานเป็นอันมาก ได้ถวายความสะดวกสบายแก่พระเณรในทุกด้าน เบื้องต้นหลวงปู่กงมาท่านจึงสั่งสอนพระเณรให้เป็นผู้เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย กินง่าย และให้รักษาพระธรรมวินัยด้วยความเคร่งครัด ตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ตามที่ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนมา ดังที่ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เทศน์ไว้ดังนี้

“เราได้รับความสะดวกทุกด้าน ผู้เป็นนักบวชซึ่งเป็นแนวหน้าของญาติโยม ทําไมจะทําใจอ่อนแอ ให้พิจารณาดู เราได้รับความสะดวกทุกด้านแล้วเวลานี้ การไปการมาก็สะดวก เขากราบเขาไหว้ ไปที่ไหนไม่อดอยากขาดแคลน มีแต่ผู้นําของทานมาถวายให้ขบให้ฉัน ให้อยู่ให้พัก ให้ใช้สอยด้วยความสะดวก สะดวกจนลืมตัว นี่ถ้าสะดวกจนลืมตัวแล้วผิดเพศของพระ เพราะเพศของพระไม่ใช่เพศที่ลืมตัว แต่เป็นเพศที่รู้เท่ารู้ทันทุกสิ่งทุกอย่าง ของจะมีมาก อาหารจะมีมากก็ไม่ดีใจ จะมีน้อยก็ไม่เสียใจ อาหารจะดีหรือไม่ดีเพ่งถึงเจตนาของผู้ให้ทาน เขาให้ทานอย่างสุดอกสุดใจ สุดใจที่เขาดีเต็มที่แล้ว นั่นล่ะให้เรารับประทานด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะใจที่เขาให้ทานนั้นเป็นใจที่บริสุทธิ์ ถือเอานี้เป็นสําคัญ

เราอย่าถือด้วยอํานาจกิเลสตัณหา ว่าอาหารประเภทนี้พอใจ อาหารประเภทนี้ไม่พอใจ อาหารประเภทนี้ดี อาหารประเภทนี้ไม่ดี ฉันลงไปแล้วเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นความกระวนกระวาย นี้ไม่ใช่ทางของพระ เป็นทางของนักสั่งสมความโลภ ความโกรธ ความหลง นักสั่งสมกิเลส ไม่ใช่เป็นผู้ที่มาแก้ไขกิเลสภายในจิตใจ ไม่ใช่เป็นผู้เลี้ยงง่ายให้เหมาะสมกับเพศของพระ เพราะเพศของพระเป็นเพศที่เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย ไปง่าย กินง่าย นอนง่าย ไม่ต้องทําความกังวล ไม่ต้องทําความรบกวนใครๆ ทั้งนั้น เขาให้อะไรรับด้วยความบริสุทธิ์ใจ

อย่างพระพุทธเจ้าของเรา เป็นต้น ไม่เคยตําหนิผลทานของเขา วัตถุทานของเขาจะเป็นประเภทใดๆ แม้ที่สุดนางปุณณทาสี จี่ข้าวแป้ง เขาเรียก ข้าวแป้งจี่ แล้วเหน็บพกมานี้จะนําไปรับประทานเวลาเขาไปตักนํ้า เห็นพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเชื่อความเลื่อมใส อยากจะให้ทาน คิดหาอะไรก็ไม่ได้ มีแต่ข้าวแป้งจี่นี้จะทํายังไง ก็กลัวพระองค์จะรังเกียจ พระพุทธเจ้าชําเลืองดูพระอานนท์ ให้พระอานนท์นําบาตรมาถวายทันที แล้วเข้ารับขนมแป้งจี่ของนางปุณณทาสีทันที

เมื่อรับมาแล้วนางปุณณทาสีนั้นก็คิดว่า เท่าที่พระพุทธเจ้าท่านรับของเรานี้ ท่านก็รับพอไม่ให้เสียใจเราเท่านั้น ออกจากนี้แล้ว ท่านจะไปฉันบ้านเศรษฐีกุฎุมพี บ้านนางวิสาขา บ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านไหนๆ ก็ไม่รู้ เพราะสิ่งที่เราถวายไปนี้เป็นของที่เลว เป็นของที่ตํ่าช้าสมกับฐานะของเรา

พอพระพุทธเจ้าท่านทราบอย่างนั้น และทั้งๆ ที่พระองค์ก็ทรงปลงพระทัยอยู่แล้วว่าจะสงเคราะห์นางปุณณทาสี เพราะเห็นแก่นํ้าใจของเขาเป็นนํ้าใจที่มีคุณค่ายิ่ง แม้วัตถุทานนั้นจะไม่เป็นของที่มีคุณค่าอะไรนักก็ตาม แต่นํ้าใจเป็นของที่มีคุณค่ามากที่สุด เนื่องจากเขาให้ทานด้วยนํ้าใจที่บริสุทธิ์และเต็มใจอย่างเต็มที่ พระองค์ท่านก็ทรงประทับลงในที่นั้น แล้วฉันขนมของนางปุณณทาสีเสียวันนั้น ไม่ต้องเสวยอะไรอีกต่อไปในวันนั้น เป็นอันว่าสิ้นวาระในวันหนึ่งไปด้วยการเสวยขนมแป้งจี่ของนางปุณณทาสีนั้น เช่นเดียวกับเราที่ได้รับฉันจังหันทุกวันนี้ ผ่านไปวันหนึ่งๆ มื้อหนึ่งต่อวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน นี่ล่ะทางเดินของพระพุทธเจ้า ท่านเดินอย่างนี้

ขอให้เราทุกๆ ท่านซึ่งเป็นนักปฏิบัติ จงทําตัวของเรา ทําใจของเราให้เป็นเช่นทางเดินที่พระพุทธเจ้าพาเดินเช่นนี้ เราจะเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าที่มีครู จิตใจจะเป็นใจที่มีครู ใจไม่เลยเถิด ไม่เลยแดน ไม่เลยหลักธรรมวินัย จะเป็นใจที่ดี เป็นใจของพระ เป็นเพศของพระ นั่งก็จะสบายเหมือนพระ นอนจะสบายเหมือนพระ เดินสบายเหมือนพระ ฉันจะสบายเหมือนพระ คิดอ่านเรื่องอะไรๆ เป็นเรื่องของพระ ไม่มีโลกเข้ามาเคลือบแฝง จะเป็นผู้ที่เย็น

พระ แปลว่า ประเสริฐ การยืน การเดิน การนั่ง การนอนของพระล้วนแล้วตั้งแต่เป็นของประเสริฐ เพราะใจของพระเป็นใจที่ประเสริฐ ความประพฤติของพระเป็นความประพฤติที่ถูกต้องตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ที่เป็นหลักธรรมอันประเสริฐ หลักวินัยอันประเสริฐ เราเป็นนักบวชเราต้องคิดเช่นนั้น เป็นผู้สะดวกสบาย เรื่องทิฐิมานะไม่นําเข้ามาเกี่ยวข้องให้เป็นข้าศึกต่อธรรมะ”

ส่วนในการปฏิบัติภาวนา ท่านก็สอนให้ทําสมาธิ หรือการทําความสงบใจก่อน หรือทํา “สัมมาสมาธิ” ก่อน ซึ่งเป็นบาทฐานสําคัญ เพื่อยกขึ้นสู่วิปัสสนา โดยการพิจารณากาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์มั่นมา และท่านได้น้อมนํามาปฏิบัติอยู่เป็นประจํานับตั้งแต่วันถวายตัวเป็นศิษย์ ส่วนธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดอุบายภาวนาต่างๆ ท่านก็สอนตามที่ท่านได้รับการอบรมมาและท่านได้ปฏิบัติจนชํานิชํานาญ เป็นต้นว่า สอนให้ถือเนสัชชิก สอนให้อยู่ป่าช้า สอนการอยู่ป่า สอนการอดนอนผ่อนอาหาร อดอาหาร สอนให้พิจารณาซากอสุภะ สอนให้พิจารณาอาหาร หรือ อาหาเรปฏิกูลสัญญา สอนให้ปฏิสังขาโยฯ ฯลฯ

นอกจากนี้ หลวงปู่กงมา ท่านสอนการพิจารณาสิ่งปฏิกูล การน้อมข้าวเป็นตัวหนอน โดย หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เทศน์ไว้ดังนี้

“ผม เราว่าสวย เพราะมันดํา มันได้ดัดได้แต่งอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเมื่อมันถึงวัยเข้าแล้วทําไมมันถึงขาว มันร่วงหล่นหลุดลงไป แม้ตกไปในภาชนะที่เรากําลังรับประทานอยู่อย่างนี้ ก็เป็นของปฏิกูลโสโครก พิจารณาอย่างนี้นะ แก้ม พอมันแดงมันสวย มันสวยสดงดงามอย่างใด ก็น้อมตัดเข้ามา มาพิจารณาอย่างนี้ ตรงไหนมันสวย ตรงไหนมันงาม เอามาแกง เอามานั่นเข้าแล้ว ถ่ายออกมามันเหม็น เน่าไปหมด นี่ พิจารณาอย่างนี้

พอพิจารณาอย่างนี้มามากเข้าๆ ใจนั้นก็เกิดความเบื่อหน่าย เกิดนิพพิทา ท่านแสดงอย่างนั้น เกิดความเบื่อหน่าย เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ยักย้ายถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา แม้เราบริโภคเข้าไป ของว่าดีๆ อย่างนี้ พอรุ่งเช้าถ่ายออกมาก็เหม็น เป็นของปฏิกูลแล้ว เพราะฉะนั้นอาจารย์ท่านจึงสอน เวลาที่ก่อนจะฉันจังหัน อาตมานี่แหละ ท่านอาจารย์กงมาพูดกับท่านอาจารย์นี่ สอนให้น้อมเอาข้าวอันนั้นน่ะ เป็นตัวหนอนในส้วม น้อมเข้ามาอยู่ในบาตรของเรา ให้พิจารณาให้เป็นหนอนอย่างนั้น ใจให้ปลง…”

แนวทางการสอนศิษย์ของหลวงปู่กงมา ด้วยท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่มีคุณธรรมและมีภูมิจิตภูมิธรรม ท่านจึงไม่สอนเพียงแค่ศีล สมาธิ แต่ท่านปรารถนาสอนศิษย์ให้มีภูมิจิตภูมิธรรมเหมือนกับท่าน หรือเหนือกว่าท่าน ฉะนั้น การสอนของท่าน จึงสอนอย่างศิษย์มีครู โดยยึดมั่นในแนวทางการสอนตามที่องค์พระบรมศาสดาทรงเมตตาประทานไว้ ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้สืบทอดกันมา คือ การปฏิบัติให้ถึงซึ่งมรรค ผล นิพพาน และการสอนก็สอนให้ถึงซึ่งมรรค ผล นิพพาน เพราะเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

แม้พระสารีบุตรสอนศิษย์จนได้บรรลุพระอนาคามี พระพุทธเจ้ายังทรงตําหนิพระสารีบุตร ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“พระพุทธเจ้าสอนเรื่องทาน เรื่องศีล แล้วก็เรื่องของการภาวนา ทาน ศีล ภาวนา มีศีลถึงมีภาวนา พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสวรรค์ เรื่องพรหมโลก แล้วก็เรื่องนิพพาน คือว่าสิ้นสุดออกไปจากสวรรค์ จากพรหมโลก

ขนาดว่าพระสารีบุตรไปเทศน์สอนอนาถฯ แล้วไปบอกพระพุทธเจ้าว่า เทศน์เรื่องขันธ์ ๕ นี่ การละขันธ์ ๕ นี่ พระพุทธเจ้าตําหนิพระสารีบุตรเลยว่าสอนเรื่องตํ่าๆ ไง สอนเรื่องยังติดอยู่ ขนาดละขันธ์ ๕ นี่เป็นอนาคามีไปแล้วนะ พระพุทธเจ้ายังบอกว่า สอนแต่เรื่องตํ่าทราม ไม่สอนให้หลุดพ้นไปเลย อยู่ในพระไตรปิฎก”

เมื่อพระเณรปฏิบัติตามก็ได้รับผล คือ อริยภูมิ เช่นเดียวกับท่าน ดัง หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ขณะออกบวชได้อยู่จําพรรษาศึกษาฟังธรรมกับหลวงปู่กงมาติดต่อกัน ๓ พรรษา เมื่อท่านปฏิบัติตามที่หลวงปู่กงมาสั่งสอนได้ไม่นาน ท่านก็สามารถทําสมาธิได้อย่างแน่นหนามั่นคง จากการบริกรรม “พุทโธ” จากนั้นท่านได้ยกจิตขึ้นสู่การพิจารณาทางด้านปัญญา อันเป็นการปฏิบัติตามหลักสมถ–วิปัสสนากรรมฐานที่องค์พระบรมศาสดาทรงประทานไว้ โดยใช้เวลาเพียง ๓ ปี เท่านั้น ท่านพิจารณากายจนได้บรรลุธรรมขั้นพระโสดาบัน และเมื่อพิจารณากายซํ้าอีก ท่านก็ได้บรรลุธรรมขั้นพระสกิทาคามี

สองวัดแข่งกันภาวนา

ในสมัยที่บุกเบิกวงกรรมฐานในจังหวัดจันทบุรี หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ สร้างวัดทรายงาม ส่วนท่านพ่อลี ธมฺมธโร สร้างวัดป่าคลองกุ้ง เพื่อเป็นวัดป่ากรรมฐานอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน ท่านทั้งสองอบรมสั่งสอนพระ เณร และศรัทธาญาติโยมอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย ท่านสอนด้วยเจตนาอันสะอาดบริสุทธิ์ โดยไม่มีสิ่งอื่นใดเจือปนแอบแฝง ท่านสอนตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเข้มงวดและเคร่งครัด ท่านไม่ได้สอนเพื่อหวังลาภสักการะ ยศ ตําแหน่งสมณศักดิ์ หรือสรรเสริญใดๆ นับเป็นครูบาอาจารย์สัปปายะที่มุ่งสอนการภาวนา ที่ควรแก่การเคารพกราบไหว้บูชา จนมีคนเลื่อมใสศรัทธามาปฏิบัติภาวนาที่วัดทั้งสองกันมาก

การสอนของ หลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ท่านสอนการภาวนาพุทโธ สอนการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เพิ่งบวชได้พรรษาแรกก็ได้รับการอบรมกับหลวงปู่กงมาที่วัดทรายงาม ท่านเล่าเหตุการณ์ไว้ดังนี้

“เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) มาเป็นพระ เป็นนักบวชแล้วทําไม ทําไมมาขี้เกียจอย่างนี้ สิ้นท่าอย่างนี้ พระแบบเรานี้ จะต่างอะไรกับฆราวาสหัวดําๆ ที่ขี้เกียจ ขี้คร้านทํามาหาเลี้ยงชีพ เราทําแบบนี้มันสมควรแล้วหรือที่ญาติโยมเขากราบไหว้บูชาว่าเป็นพระผู้ทรงเพศอันประเสริฐ ใครๆ เห็น เขาก็หลีกทางให้ มีอะไรเขาก็หามาให้กิน เอาข้าวมาให้เรากิน เออ ! แล้วทําไมโยมมานั่งสมาธิตั้ง ๓๐–๔๐ ที่วัดน่ะ คนแก่ๆ เขาตั้ง ๕๐–๖๐ เขามานั่งภาวนา ในที่สุดแล้วเราก็ด่าเจ้าของ มันก็ด่าตัวเองในใจ คือด่าตัวเองในใจดังๆ “ไอ้ห่ามึง ! แล้วมึงเป็นพระอย่างไงวะ ให้เขากราบไหว้ พ่อมึง ! ขี้เกียจ นั่งภาวนาสู้ญาติโยมแก่ๆ ไม่ได้ แต่ก่อนมึงแบกข้าว ๔ เกวียน ๕ เกวียน๖ เกวียนนี่ แพล็บเดียวเสร็จ ทีนี้กินข้าวชาวบ้านแล้วมามัวเป็นท่าแบบไหน นั่งภาวนาสู้โยมไม่ได้ แล้วมึงจะมาบวชทําไม”

เมื่อตําหนิกาย วาจา ใจ ของตนที่ไม่เอาไหนได้อย่างนั้น มันก็มีความฮึดฮัดที่จะต่อสู้ หาทางต่อสู้กับฝ่ายตํ่าที่ทําให้ขี้เกียจอ่อนแอไม่เอาไหน นั่งภาวนา “พุทโธ” เอาจริงเอาจัง ให้รู้เช่นเห็นชาติตนว่า ก่อนบวชที่ว่าตัวเองแน่ๆ ไม่ยอมถอยให้ใครๆ มาบัดนี้จะมาถอยให้กิเลสแบบง่ายๆ หมดทางต่อสู้ แบบนี้ถ้าจะเรียก ก็เรียกได้ว่า นักเลงกระจอกงอกง่อย เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ สมควรล่ะหรือที่เราจะมาภูมิใจ กับการเป็นคนจริงแบบปลอมๆ ที่แท้ก็เก่งแต่การโอ้อวดเท่านั้น แต่ความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้นเลย

“เอาล่ะวะ” มันคิดขึ้นมาภายใน “เป็นไงเป็นกัน ตายเป็นตาย อยู่เป็นอยู่ พระพุทธเจ้าทําอย่างไร เราจะทําอย่างนั้น พระสาวกท่านปฏิบัติเคร่งอย่างไร เราจะเคร่งครัดอย่างนั้น” นี่ใจมันเริ่มสอนใจตนเองขึ้นมาแล้วทีนี้ นั่นแหละ แต่นั้นมามันก็เลยเอา เอาทีนี้ก็เลยเอาใหญ่เลย ไม่รอ ขึ้นพืดๆ ไปเลย ถึงว่าฉะนั้น พระพุทธศาสนานี่ ถ้าบุคคลใดทําจริงลงไป แล้วก็มีครูบาอาจารย์ที่แนะนําที่ถูกต้องแล้ว มันต้องเป็นไป หนีไปไม่พ้น

นอกจากจะนั่งภาวนา “พุทโธ” อย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ลดละความพากเพียรพยายามแล้ว ยังมีการเดินจงกรม พยายามเดินจงกรมอย่างที่ท่านอาจารย์กงมาท่านสอน เดินเข้า เดินเข้า ทุกๆ วัน ทุกๆ คืน ใจมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ความหลงใหลใฝ่ฝันทางโลกมันก็เริ่มจืดจางลง จิตมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ใจมันก็สงบ บางทีเดิน ๓–๔ ชั่วโมง ทางจงกรมแหลก แดดเปรี้ยงๆ ไม่มีถอย ไม่เลือกกาลเวลา ทางจงกรมที่เราเดิน ยาวเส้นหนึ่ง (๒๐ วา) นี้แหละ พรรษาที่หนึ่งทําอย่างนี้อยู่ตลอด

ฉะนั้น การสร้างความดี ใครว่าไม่ต้องลงทุนลงแรง คนนั้นแหละพูดแบบโง่ๆ เพราะมันไม่เคยสร้างคุณงามความดี การสละชีวิตเพื่อความดีอันเป็นเลิศอย่างนี้ เรียกว่า ไม่ลงทุนลงแรงหรือ? อย่างนี้ต่างหาก เรียกว่า ลงทั้งทุน ลงทั้งแรง แบบไม่ออมมือ แบบไม่ให้กําลังเหลือ…”

ในระยะนั้นที่วัดทรายงาม กับ วัดป่าคลองกุ้ง หลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี แม้ท่านทั้งสองอยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์ แต่ต่างก็ไม่ทิ้งลวดลายของศิษย์มีครู ต่างได้พาพระ เณร ตลอดศรัทธาญาติโยมสองวัดนี้แข่งกันภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ เอาจริงเอาจังกัน จนเป็นที่เลื่องลือกันมากในจังหวัดจันทบุรี โดยครูบาอาจารย์ เทศน์ไว้ดังนี้

“วัดป่าคลองกุ้ง หลวงปู่ลี วัดอโศการาม เป็นผู้เป็นหัวหน้า วัดทรายงาม หลวงปู่กงมาเป็นหัวหน้า สองวัดนี้ภาวนาแข่งกัน ตอนที่หลวงปู่กงมากับหลวงปู่ลีไปอยู่ที่เมืองจันท์นะ คนเข้าไปภาวนาเยอะมาก วัดหนึ่งอดอาหาร วัดหนึ่งอดนอน นี่หลวงปู่เจี๊ยะเล่าให้ฟัง

โอ้ย ! แข่งกันทําความดี เพราะว่าลูกศิษย์หลวงปู่มั่นด้วยกัน หลวงปู่กงมาอยู่วัดทรายงาม หลวงปู่ลีอยู่วัดป่าคลองกุ้ง อดนอนกับอดอาหาร คนละวัด เพราะความถนัดของแต่ละองค์ไม่เหมือนกัน แข่งกัน หลวงปู่เจี๊ยะอยู่กับหลวงปู่กงมา หลวงปู่เจี๊ยะก็ได้มาเยอะ หลวงปู่กงมาอดนอน เพราะหลวงปู่เจี๊ยะเล่าให้ฟัง หลวงปู่เจี๊ยะท่านถือเนสัชชิก ท่านบอกว่า กลางคืนง่วงฉิบหายเลย หลวงปู่เจี๊ยะทําเอง กลางคืนบางทีเดินจงกรม มันง่วงฉิบหายเลย ไม่มีใครเห็นนะ เราก็ไปยืน ไปพิงเสาไว้สักพักหนึ่ง หลวงปู่เจี๊ยะเล่า เราก็ไปยืนพิงเสาไว้สักพักหนึ่ง เฮ้อ ! สดชื่นขึ้นก็ออกมาใหม่ หลวงปู่เจี๊ยะเนี่ย

หลวงปู่กงมาอดนอน วัดทรายงามอดนอน วัดป่าคลองกุ้งอดอาหาร สองวัดแข่งกัน เนี่ย หลวงปู่เจี๊ยะเล่า หลวงปู่เจี๊ยะเล่าให้ฟังเยอะ เนี่ย ครูบาอาจารย์ที่ดีพาลูกศิษย์ลูกหาไปในทางที่ดีๆ แล้วได้ประสบความสําเร็จมาเยอะ คือว่ามีลูกศิษย์ลูกหาสืบทอดศาสนากันมา เป็นศาสนทายาทให้พวกเราได้มีครูบาอาจารย์ไว้กราบไหว้”

เกือบจะเป็นวิปัสสนู–บางคนนั่งสมาธิไม่ได้ ของขึ้น

การเผยแผ่แนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นของหลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ในภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี ในสมัยที่หลวงปู่เจี๊ยะอยู่จําพรรษาที่วัดทรายงาม ปรากฏว่าได้ผลดีมาก มีญาติโยมชาวจันทบุรีเลื่อมใสศรัทธากันมากขึ้น เมื่อถึงวันพระ วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา จะมาร่วมทําวัตรสวดมนต์ ฟังธรรม นั่งสมาธิภาวนาที่วัดกันมาก ในระยะที่หลวงปู่เจี๊ยะออกปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ท่านเกือบจะเป็นวิปัสสนู โดยท่านเล่าว่า

“เราเกือบจะเป็นวิปัสสนู มันฟุ้งซ่าน เห็นคน พอใจสงบปั๊บ ไปมองดูคน เขามาอยู่ในโลกทําไมมันได้อะไร ใจจะออกไปสอนเขาท่าเดียวนะ ทีหลังไปเปิดตํารา อ๋อ ! ที่เรียกว่า อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น มันเป็นสมาธิเหมือนกัน แต่มันเป็นวิปัสสนูแล้ว มันเอาไม่อยู่หรอก เอายาก อย่างที่พระอาจารย์กงมาท่านบอก มีเด็กมาอยู่ที่นี่ด้วยเป็นวิปัสสนู ก็บอกให้เอาไปขัง อย่าให้ออกไปพูด ถ้าคนไปคุย ยิ่งไปกันใหญ่ ฟุ้งซ่านตัวสั่น กําลังเป็นวิปัสสนูคนนี้ คนแก้ไม่เป็น ยิ่งไปคุยล่ะ ฟุ้งตายเลย มีก๋งสอน (ก๋งชื่อว่าสอน) กําลังภาวนาดี คนแก่อายุ ๘๐ ปี มีพระไปอยู่ด้วยองค์หนึ่ง เป็นมหานิกายไปคุยกับแกทุกวัน ยิ่งคุยธรรมะนั่นแหละ ยิ่งฟุ้งใหญ่ จะเหาะเดินเหินฟ้าอยู่เรื่อยๆ เราจึงบอกว่า มาหามาคุยกับก๋งไม่ได้นะ ก๋งกําลังเป็นวิปัสสนู จะเสีย แกก็ไม่ฟัง เพราะเป็นมหานิกาย ถ้าไม่เป็นมหานิกายจะถูกเตะ เล่นจนก๋งสอนเสียคนเลย ก๋งท่องทั้งวันว่า “ฉันอยู่ในห้อง ฉันไม่ต้องกลัวใครๆ” สุดท้ายเป็นบ้าเลย ทีหลังต้องล่ามโซ่ไว้

ทีแรกเรานึกว่า “ยันตระ” มันเป็นแบบนี้ เอ ! ทําไมยันตระไม่ไปหาหลวงตาบัวนี่ อ้าว !ทีหลังมีคนไปฟังเทศน์ เทศน์เป็นเสียเมื่อไหร่ล่ะ ก็เทศน์แต่ศีล ๕ กลับไปศีล ๕ ก็เทศน์อยู่อย่างนั้น แล้วมันศีล ๕ อยู่ยังไงทั้งวันทั้งคืน ถ้าเทศน์เฉพาะศีล ๕ วนไปวนมาอย่างนี้ ไม่เรียกว่าเป็นวิปัสสนู วิปัสสนู คือ การหลงในองค์วิปัสสนา เทศน์อย่างนี้เรียกว่า โรคจิต โรคประสาท เราก็ถามเขาคนที่ไปหาว่า ยันตระมันสอนภาวนายังไง เขาบอกว่า ไม่ได้ไปภาวนาหรอก ไปดูรูปหล่อ “โอ้โฮ ! ไอ้มนุษย์เรานี่ มันถึงขนาดนั้นเลยรึ ว่า “ยันตระรูปหล่อ” เราดูไม่เห็นหล่อห่าอะไรเลย ตัวสูงก็ว่าหล่อ เชอะ ! พวกบ้า”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านรู้จริงเห็นจริงในธรรม ท่านจึงทราบเรื่องราวของยันตระเป็นอย่างดี และท่านให้ข้อคิดคติธรรม ไม่ให้หลงใหลไปกับรูปลักษณ์ภายนอก เพราะสมัยก่อน ยันตระ คือ พระภิกษุหนุ่มชื่อดังมาก มีรูปงาม พุทธบริษัทหลงใหลไปนับถือกันมาก ภายหลังพบว่าเคยเสพเมถุน จนต้องโทษปาราชิก สึกออกจากความเป็นพระไปนุ่งห่มผ้าเขียว ไม่โกนผม หนวด เครา แต่ก็ยังมีผู้หลงใหลไปนับถือ และต่อมาได้ลี้ภัยหนีไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา

นอกจากมีรายที่เกิดวิปัสสนูแล้ว ยังมีรายที่นั่งภาวนาไม่ได้ ของขึ้น หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า

“เมื่อทําวัตรสวดมนต์เสร็จ พระอาจารย์กงมาท่านจะเทศน์ธรรมะทุกๆ วัน พวกเราก็เข้าที่นั่งสมาธิ บางคนนั่งภาวนาไม่ได้ ไม่รู้เป็นอะไร เป็นอย่างนั้นจริงๆ พอนั่งเดี๋ยวเดียวของขึ้น ศาลากระพือหมดเลย ทําไมไม่รู้ นั่งไม่ได้ กระโดดขึ้นมาเลย พระอาจารย์กงมาว่า “นั้นๆ เอาแล้ว เป็นอีกแล้ว” แปลก ! นั่งสมาธิไม่ได้ มันขึ้น (บางคน)”

นอกจากนี้ หลวงปู่กงมาท่านยังได้แนะนําแก้อาการปีติของหลวงปู่เจี๊ยะ

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า “ท่านอาจารย์กงมาท่านแก้จิตให้ว่า “ท่านเจี๊ยะ จิตที่ท่านเป็นอยู่เวลานี้เป็นเพียงปีติที่เกิดขึ้นภายในจิตอย่างแรงกล้า ขอให้ท่านกลับไปภาวนาพุทโธต่อใหม่ ถ้าท่านปฏิบัติตามนี้ สิ่งที่มันเกิดขึ้นภายในจิตท่านก็จะหายไปเอง หลังจากนั้นให้ท่านพยายามพิจารณากายโดยการตีให้แตกด้วยอริยสัจ” เมื่อปฏิบัติตามคําสอนของท่านอาจารย์กงมา ปีติก็หายไปตามที่ท่านบอกจริงๆ ยิ่งมาพิจารณากายนี้แล้ว ยิ่งมารู้เห็นสิ่งที่ไม่เคยคาดนึกมาก่อน…”

(รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโท ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ ธรรมปีติ)

อุบายวิธีแก้ความง่วงเหงา

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านถนัดการอดนอน ถือเนสัชชิก เมื่อศิษย์ฝึกหัดปฏิบัติตาม ย่อมมีอาการง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการปฏิบัติภาวนา เพราะการนั่งหลับในขณะปฏิบัติภาวนา เมื่อเป็นแล้วแก้ไขได้ยาก หากเป็นนานเป็นปีๆ ก็ยิ่งแก้ไขได้ยากมากๆ ทําให้การปฏิบัติภาวนาไม่ก้าวหน้า ภาวนาแล้วไม่ได้ผลอะไร ท่านจึงแนะนําอุบายวิธีแก้ความง่วงเหงาให้

ดังในสมัยครั้งพุทธกาล แม้พระมหาโมคคัลลานะ ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้วก็ตาม ก็ยังมีอาการง่วงเหงาเข้าครอบงํา พระพุทธองค์จึงทรงสอนอุบายวิธีแก้ความง่วงเหงาให้พระมหาโมคคัลลานะ ดังนี้

“พระมหาโมคคัลลานะ เมื่ออุปสมบทได้ ๗ วัน ได้ไปทําความเพียรอยู่ที่ป่าใกล้บ้านกัลป์ลาวาลมุตตาคาม แขวงมคธ ถูกถีนมิทธารมณ์ คือ ความง่วงเหงาเข้าครอบงํา ไม่สามารถจะทําความเพียรได้ ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ สวนเภสกลาวัน ซึ่งเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่เนื้อ ใกล้เมืองสุงสุมารคิรี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นภัคคะ ทรงทราบด้วยพระญาณว่า พระโมคคัลลานะง่วงอยู่ จึงทรงทําปาฏิหาริย์ให้เห็นปรากฏ ประหนึ่งว่า เสด็จประทับอยู่ตรงหน้า ทรงแสดงอุบายสําหรับระงับความง่วงแก่เธอตามลําดับ ดังนี้

โมคคัลลานะ เมื่อเธอไม่มีสัญญา (การกําหนดรู้) อย่างไรอยู่ ความง่วงย่อมครอบงําได้ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างใดแล้ว เกิดความง่วงขึ้น เธอจงทําไว้ในใจซึ่งสัญญาอย่างนั้นให้มาก ก็จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงได้

ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรตรึกตรองถึงธรรมที่ได้เรียนมาแล้ว ได้ฟังมาแล้วให้มาก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรสาธยายธรรมที่ได้เรียน ได้ฟังมาแล้วให้มาก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรยอนช่วงหูทั้งสองข้าง และลูบตัวด้วยฝ่ามือ จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

ถ้ายังละไม่ได้ เธอจงลุกขึ้นแล้วลูบนัยน์ตา ลูบหน้าด้วยนํ้า เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาว จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรทําไว้ในใจถึงอาโลกสัญญา ถือกําหนดความสว่างไว้ในใจเหมือนกัน ทั้งกลางวันและกลางคืน ทําใจให้เปิด ให้สว่าง จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรเดินจงกรมสํารวมอินทรีย์ มีจิตใจไม่คิดไปภายนอก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรสําเร็จสีหไสยาสน์ นอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าให้เหลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่าจะลุกขึ้นเป็นนิตย์ เมื่อตื่นแล้วควรรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจะไม่ประกอบความสุขในการนอนและการเคลิ้มหลับอีก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้

พระพุทธองค์ตรัสสอนอุบายเพื่อบรรเทาความง่วงโดยลําดับ จนที่สุดถ้ายังไม่หายง่วง ก็ให้นอน แต่ให้นอนอย่างมีสติ”

อุบายวิธีแก้ความง่วงเหงา ในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นจะดําเนินตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ นอกจากนี้ท่านยังแนะนําให้ใช้อุบายวิธีในการอยู่ป่าช้าผีดิบ หรือป่าเปลี่ยวๆ ที่น่าหวาดกลัว เพื่อให้จิตตื่นกลัวไม่กล้านอนบ้าง การนั่งสมาธิภาวนาบนหน้าผาสูงชันบ้าง และ อุบายวิธีที่ใช้ได้ผลดี คือ การผ่อนอาหาร การอดอาหาร อุบายวิธีการเหล่านี้ หลวงปู่กงมาท่านได้เคยฝึกอบรมมาจนได้ผลดีมาแล้ว และได้นํามาแนะนําสั่งสอนบรรดาพระ เณร ตลอดศรัทธาญาติโยมที่มาฝึกหัดภาวนา

ภาค ๗ สมเด็จฯ ทรงสอบสวนแล้วชมกรรมฐาน

แข่งภาวนาจนถูกร้องเรียน สมเด็จฯ เสด็จสอบสวนเอง

อุบายวิธีภาวนาด้วยการอดนอน อดอาหาร ผ่อนอาหาร เพื่อช่วยในการบําเพ็ญภาวนา พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต เพราะช่วยให้การภาวนาดี พระศิษย์สายหลวงปู่มั่น จึงนิยมปฏิบัติกัน เมื่อแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานเผยแผ่มาทางจันทบุรี โดยท่านพ่อลี ธมฺมธโร บุกเบิกสร้างวัดป่าคลองกุ้ง ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ก่อนหน้าหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ บุกเบิกสร้างวัดทรายงามไม่นาน ท่านทั้งสองก็ได้พาดําเนินตามอุบายวิธีนี้ จนถูกร้องเรียนถึงสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“สมัยนั้น วัดป่าคลองกุ้ง กับ วัดทรายงาม แข่งกันสร้างความดีด้วยการภาวนา พระวัดป่าคลองกุ้ง พากันอดข้าวเพื่อภาวนาสมาธิ ส่วนวัดทรายงาม พระพากันไม่นอน ทําสมาธิภาวนากันทั้งคืน ทั้งสองวัด ครูบาอาจารย์พยายามสอนให้เราเร่งทางจิต เมื่อก่อนเราเอาแบบนี้ มึงขี้เกียจ มึงนั่งภาวนาสู้คนแก่ไม่ได้ “ไอ้ห่า มึงแดกห่าชาวบ้านเขา” ว่าหยาบๆ เลย แล้วมึงเอาแต่ขี้เกียจหรือ ขึ้นผางเท่านั้นเอง นี่เราเอาอย่างนั้น เพราะเราหยาบ ต้องด่ามันหยาบๆ ไอ้ขี้เกียจ ไอ้สันดาน แน่ะอย่างนี้ มันก็อยู่สิ ดังไหม ดังทั้งจันทบุรีเลย ทําสมาธิล่อกันทั้งคืนๆ ๓–๔ ปี ดังขึ้นเลย

หลวงตาหล่ายเป็นพระวัดป่าคลองกุ้ง อดข้าวเกือบตาย ขี้ไม่ออก ตดไม่ได้ ทรมานสังขารน่าดู ต้องมาให้หมอสวน เพราะแกอดข้าวเป็นเดือนๆ ท่านพ่อลีก็เหมือนกัน อดข้าวทีหนึ่งๆ เป็นเดือน ตอนนั้นเรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) ก็อดนอน ไม่นอนกลางคืน จิตสงบดี ปัญญาก็ว่องไว ปัญญานี้เป็นปัญญาทางธรรม ตอนนั้นเราภาวนาดีแล้ว ภาวนาเป็นแล้ว ได้หลักใจแล้ว เรียกว่าได้ธรรมสมบัติภายในแล้ว ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง แม้แต่ท่านอาจารย์กงมา เราก็ไม่ได้เล่า คนอื่นเขาก็ไม่ทราบ เพราะคนโดยมากที่หนองบัวเขาเห็นว่า เราเป็นพระดื้อ ถึงพูดให้ฟังก็คงไม่มีคนเชื่อเรา

สาเหตุที่ท่านอาจารย์กงมาและญาติโยมไม่เชื่อว่าเราภาวนาเป็นนั้น เพราะว่าก่อนเราบวช มันทั้งดื้อ ทั้งซุกซน ใครเขาจะไปเชื่อ แม้เราเอง แต่ก่อนเราก็ไม่เคยเชื่อว่าตัวเองจะมาบวช และอยู่เป็นพระได้นานขนาดนี้

เมื่อพระทั้งสองวัดอดอาหาร อดนอน ปฏิบัติเอาเป็นเอาตาย ถวายชีวิตแด่พระศาสนา พระที่ไม่ปฏิบัติ ทําไม่ได้ก็ว่า เป็นการปฏิบัติอัตตกิลมถานุโยค ทําตนให้ลําบากเปล่า เคร่งเกินไปเดี๋ยวก็ขาด ไม่เดินตามทางสายกลาง จึงนําเรื่องนี้ไปกราบทูล สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ชื่น) พระองค์ท่านจึงเสด็จมาที่วัดทรายงาม เพื่อมาพิสูจน์ความจริง”

และอยู่ต่อมา เมื่อมีญาติโยมเลื่อมใสศรัทธาเพิ่มมากขึ้น ได้มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่หวังดีต่อวัด กล่าวให้ร้ายเพื่อให้เกิดการแตกแยก เพราะไม่เคยเห็นพระเณรที่ปฏิบัติแบบนี้ คือ “ฉันมื้อเดียว และยังฉันในบาตร ไม่เชื่อว่าจะทําได้ มาหลอกลวงประชาชนหรือเปล่า ขนาดฉัน ๒ มื้อ ยังอยู่กันไม่ค่อยได้ ฉันมื้อเดียวจะอยู่ได้อย่างไร” จนถึงกับส่งคนมาคอยจับผิดว่าจะทําได้จริงไหม บอกว่าฉันมื้อเดียว ตอนเย็นแอบไปฉันอะไรอีกหรือเปล่า ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีคนชอบก็มีคนชัง แต่เรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่แค่ท้องถิ่น มีคนนําเรื่องนี้ไปกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ชื่น) อีก แต่พระองค์ท่านไม่เชื่อตามที่มีคนกล่าวให้ร้าย จึงได้เสด็จมาพิสูจน์ด้วยพระองค์เอง

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) ขณะเสด็จวัดทรายงามในครั้งนั้น ทรงดํารงสมณศักดิ์ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ และเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต มีหน้าที่รับผิดชอบกับเรื่องที่ร้องเรียนดังกล่าวโดยตรง (ต่อมาสมเด็จฯ ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘) แต่แทนที่พระองค์จะทรงบัญชาการให้พระในตําแหน่งรองๆ ลงไป หรือพระสังฆาธิการในพื้นที่ดูแลเรื่องนี้ พระองค์กลับเสด็จไปสืบสวนหาข้อเท็จจริงด้วยพระองค์เอง ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีทางรถยนต์ จึงเสด็จโดยสารเรือไฟไปจันทบุรี และทรงพํานักกับท่านพระอาจารย์กงมา ที่วัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรี รวม ๒ ครั้ง ๒ ครา โดยพระองค์ได้เสด็จครั้งแรก เมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๑ และเสด็จครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๒

ในการเสด็จครั้งแรกนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้าก็ได้ประจักษ์การปฏิบัติธรรมแบบอุกฤษฏ์ยิ่งยวดด้วยการอดนอนของท่านพระอาจารย์กงมา กับการอดอาหารของท่านพ่อลี นั้น เป็นไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน ไม่ได้เป็นไปเพื่อโอ้อวด เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ หรือ เพื่อการหลอกลวงแต่ประการใด และการอดอาหาร พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ในบุพพสิกขา ส่วนการอดนอน การฉันในบาตรมื้อเดียว ทรงบัญญัติไว้ในธุดงค์ ๑๓ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ใครจะไปคิดว่าการอดอาหารนี้เป็นการฆ่ากิเลส ไม่ใช่เป็นการฆ่ากิเลส ดังพระพุทธเจ้าท่านอดพระกระยาหาร แต่นั้นท่านไม่ได้เกี่ยวกับภาวนา ท่านอดพระกระยาหารเพื่อจะตรัสรู้ด้วยการอดอาหารก็ผิด อันนี้การอดอาหารเป็นเครื่องเสริมในการภาวนา การภาวนา เป็นทางตรัสรู้ เป็นทางบรรลุธรรม สิ้นสุดแห่งทุกข์ได้ไม่สงสัยเป็นอันดับหนึ่งเลย เอกด้วยนะ ทีนี้การประกอบความเพียร เราต้องหาสิ่งที่หนุน อะไรที่เหมาะสมๆ เราต้องเล็ง ดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในธุดงค์ ๑๓ นี้เป็นเครื่องหนุนความเพียรของเราทั้งนั้น ทางไหนดี ให้เลือกเอาในธุดงค์ ๑๓ ข้อ ให้เลือก อันไหนถูกจริตของตน ก็เน้นหนักในข้อนั้นๆ อย่างนี้ เช่น เนสัชชิก อดนอน เป็นต้น

คําว่า อดนอน นั้น คือ ไม่นอน แต่ภาวนาอิริยาบถ ๓ ยืน เดิน นั่ง ไม่นอน เป็นยังไงความเพียรดีไหม สติดีไหม ปัญญาดีไหม การฆ่ากิเลสต้องขึ้นอยู่กับสติ ปัญญา ถ้ามันหนุนดีขึ้นก็เอา อันนี้ดี แล้วค่อยๆ เร่งอันนี้มากเข้าๆ กว่าอย่างอื่นๆ ถ้าอดหลายวันเท่าไร การประกอบความเพียร มันยิ่งเบาหวิวๆ ทางจิตใจมันคล่องตัวๆ เรียกว่า ถูกต้อง แต่การอดอาหารนี้ไม่มีในธุดงค์ ๑๓ แต่มีในบุพพสิกขา เกี่ยวกับเรื่องธรรม เรื่องวินัย ที่อยู่รวมกันในบุพพสิกขาเล่มเดียวกัน ไปมีอยู่ทางนู้น ในธุดงค์ ๑๓ ไม่มี

บุพพสิกขานั้นบอกว่า การอดอาหาร ถ้าอดเพื่อโอ้เพื่ออวดแล้ว ท่านปรับโทษทุกความเคลื่อนไหวเลย คือ อดอาหารเพื่อโอ้เพื่ออวดเป็นโลก เป็นกิเลสตัณหาไปอย่างงั้น อดเท่าไรเคลื่อนไหวไปไหน ปรับอาบัติตลอดเลย เรียกว่า ไม่ให้อดเด็ดขาด พูดง่ายๆ ว่างั้นเถอะ ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อจิตตภาวนา อดเถิด เราตถาคตอนุญาต นี้อันหนึ่ง อันหนึ่งเวลาพระสาวกเข้ามาเฝ้านี้ บางองค์ท่านก็พูดถึงเรื่องท่านฉันแต่น้อย เอ้อ ! ฉันแต่น้อยแหละดี ตถาคตถ้ามีเวลาว่างๆ ตถาคตไม่ได้ฉันมากนะ มันคล่องแคล่วในธาตุในขันธ์ พอดิบพอดี

สําหรับเรื่องอดอาหารนั้น ท่านบอกไว้อย่างนั้นเลย ว่าอดเถิด ตถาคตอนุญาต ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรม ถ้าอดเพื่อโอ้เพื่ออวดแล้ว ปรับอาบัติตลอดเวลา ความเคลื่อนไหวไปไหน ปรับตลอด คือหมายความว่า อย่าอดเป็นอันขาด ถ้าไม่อยากคอขาด ปรับอาบัติก็เหมือนเราตัดคอ ตัดทีนี้ไม่ขาด ตัดสองหนสามหน มันก็คอขาด ปรับอาบัติตลอดก็ขาดล่ะซี การอดอาหารในธุดงควัตรนี้ไม่มี แต่มีการอดนอนที่พระทั้งหลาย ท่านมักจะทํา อิริยาบถ ๓ ยืน เดิน นั่ง ความเพียรดี”

การเสด็จสอบสวนหาข้อเท็จจริงทั้งสองวัดของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าในครั้งนั้น เสด็จด้วยพระองค์เอง เมื่อได้มาพูดคุยสนทนาธรรมกับ ท่านพระอาจารย์กงมา กับ ท่านพ่อลี แล้ว เห็นข้อปฏิบัติที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อการหลอกลวงแต่อย่างใด แต่กลับเป็นการดียิ่ง ทั้งมีประโยชน์มหาศาล ในการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติที่ท่านทั้งสองได้ทําให้ชาวบ้านในถิ่นนั้น ได้รู้จักหลักธรรมคําสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้นําพาประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปตามคําสั่งสอนที่หาผู้ปฏิบัติได้ยากแล้ว ในเวลาไม่นาน ท่านทั้งสองก็ทําให้ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาและพากันปฏิบัติภาวนาตามมากมาย พระองค์ท่านทรงพึงพอพระทัยเป็นอันมาก และถึงกับทรงกล่าวชื่นชมการปฏิบัติภาวนาอันอุกฤษฏ์ยิ่งยวดของท่านพระอาจารย์กงมา กับ ท่านพ่อลี พร้อมทั้งทรงกล่าวชื่นชมอีกว่า ท่านทั้งสอง “เป็นพระหายาก”

ในขณะที่สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์เสด็จสอบสวนนั้น หลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นพระภิกษุหนุ่มออกบวชได้เพียง ๒–๓ พรรษา ด้วยท่านมีนิสัยตรงไปตรงมาและรักความเป็นธรรม ท่านเห็นพระปรีชาชาญฉลาด พระจริยาวัตร และพระปฏิปทาอันงดงามของสมเด็จฯ ซึ่งพระองค์ทรงให้ความเมตตาเป็นธรรม โดยการสอบสวนยึดถือความถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ทั้งทรงให้การสนับสนุนวงกรรมฐานในการถือธุดงควัตร การธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา หลวงปู่เจี๊ยะจึงให้ความเคารพเทิดทูนสมเด็จฯ เป็นอันมาก และต่อมาก็ได้มีโอกาสเกี่ยวข้องกับสมเด็จฯ ในงานสําคัญๆ หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า

“ในขณะที่ท่านมาพักวัดทรายงามนั้น เราก็เป็นคนจัดอาสนะ ดูแลเรื่องเครื่องใช้ต่างๆ ของท่าน จึงคุ้นกับท่าน และพระองค์ท่านก็คุ้นกับโยมแม่ พระองค์เสด็จไปเอง เพื่อไปตรวจสอบเรื่องพระที่อดข้าวและอดนอนว่าทํากันอย่างไร เหมาะสมกับพระธรรมวินัยและมัชฌิมาปฏิปทาอันเป็นทางสายกลางหรือไม่ เมื่อพระองค์เสด็จมาคราวนั้น ทางโยมของเรา (โยมบิดา โยมมารดา) จึงคุ้นเคยกับท่านเป็นอย่างดี เพราะทุกๆ ปี โยมที่บ้านได้เอาทุเรียนถวายท่านที่วัดบวรฯ เป็นประจํา”

สําหรับการเสด็จครั้งที่ ๒ ท่านพระอาจารย์กงมาถูกกล่าวหาผิดพระวินัยหลายข้อ ได้เสด็จสอบสวนด้วยพระองค์เอง และทรงอยู่ปฏิบัติภาวนาที่วัดทรายงาม ทั้งออกธุดงค์ตามป่าตามเขาในจังหวัดจันทบุรี อยู่นานถึง ๒๘ วัน จึงได้เสด็จกลับ ทั้งนี้โดยที่ท่านพระอาจารย์กงมาไม่ทราบวัตถุประสงค์การเสด็จมาเยือนของพระองค์ท่านเลย

จริยาของนักปกครอง กับ ผู้ถูกฟ้องร้องว่าผิดพระวินัย

ในบรรดาสมเด็จพระสังฆราชสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระองค์เดียวเท่านั้นที่เคยลาสิกขาไปอยู่ในเพศฆราวาส ทั้งๆ ที่เป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่แล้ว ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ผู้แต่งปฐมสมโพธิ ที่นักเรียนชั้นนักธรรมตรีทั้งหลายคุ้นเคยอย่างดี

แต่ยังมีอีกพระองค์หนึ่งที่เกือบจะลาสิกขา โดยได้ทูลลาออกจากตําแหน่งพระราชาคณะแล้ว หากแต่รั้งรออยู่พักใหญ่จนเปลี่ยนพระทัย ภายหลังจึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์กลับคืนตามเดิม พระองค์นั้นก็คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ซึ่งต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า และได้ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ (อุปัชฌาย์) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล-อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นนักปกครองชั้นเลิศ ทรงเป็นผู้ที่ใส่ใจในการคณะสงฆ์ยิ่ง แม้จะทรงสมณศักดิ์ชั้นสูงและเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ทั้งสูงด้วยวัยวุฒิ แต่ก็ไม่ทรงถือพระองค์เลยแม้แต่น้อย เหตุการณ์หนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระจริยาของนักปกครองดังกล่าว ก็คือ ตอนที่พระองค์ทรงได้รับการทูลฟ้องร้องว่า ที่จังหวัดจันทบุรี มีพระป่าในสังกัดธรรมยุตรูปหนึ่งประพฤติตนไม่ถูกต้องตามพระวินัย พระรูปนั้นก็คือ ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

ท่านพระอาจารย์กงมา ผู้ถูกฟ้องร้องว่าผิดพระวินัย ท่านเป็นพระอริยบุคคลแล้ว ท่านจึงไม่สะทกสะท้านหรือหวั่นไหวไปกับเหตุการณ์ที่ถูกฟ้องร้องนั้นเลยแม้แต่น้อย เปรียบดั่ง ต้นเสาไม้ขนาดใหญ่และยาวที่ฝังลึกจมดินอย่างแน่นหนามั่นคงแล้ว ย่อมไม่สั่นไหวโอนเอนหรือโยกคลอน เพราะแรงลมพายุที่กระหนํ่าอย่างฉับพลันและรุนแรง ฉันใด จิตใจของครูบาอาจารย์ที่มีคุณธรรมที่ฝังลึกยึดมั่นและเคร่งครัดในพระธรรมวินัยแล้ว ย่อมไม่สะทกสะท้านหรือหวั่นไหวไปกับโลกธรรม เพราะคําฟ้องร้องกล่าวหาเข้ามาถาโถมโจมตี ฉันนั้น

ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านสอนธรรมให้ชาวบ้านหนองบัวรู้จักการให้ทาน รักษาศีล และเจริญเมตตาภาวนา โดยเฉพาะการภาวนาปฏิบัติบูชา การสอนของท่านเป็นไปตามที่องค์สมเด็จ-พระบรมศาสดาก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพานใต้ต้นสาละ ทรงสรรเสริญการปฏิบัติบูชาไว้ดังนี้

“ครั้งนั้นต้นสาละทั้งคู่ก็ผลิดอกออกผลโดยมิใช่ฤดูกาล ตั้งแต่โคนต้นจนถึงยอด บานสะพรั่งและร่วงหล่นลงมา แม้แต่ “ดอกมณฑารพ” ซึ่งเป็นดอกไม้เมืองสวรรค์ก็ตกลงมาจากอากาศเพื่อสักการบูชาพระตถาคตเจ้าเป็นที่น่าอัศจรรย์ แม้แต่จุณจันทน์สุคนธชาติของทิพย์ก็ตกลงมาจากอากาศเพื่อบูชาพระตถาคตเจ้า ดนตรีสังคีต ซึ่งเทพเจ้าบรรเลง ก็บันลือลั่นในอากาศ เพื่อจะบูชาพระตถาคตเจ้า ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกพระอานนท์มาแล้วตรัสว่า

“อานนท์ ตถาคตหาเป็นผู้อันบริษัทสักการบูชาด้วยสักการะพิเศษเพียงเท่านี้ก็หามิได้ อานนท์ บริษัททั้ง ๔ ผู้ใดก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติตามธรรม สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ผู้นั้นชื่อว่า เคารพสักการบูชาพระตถาคตด้วยการบูชาอย่างยิ่ง”

โดยสรุปแล้วพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงให้รู้ว่า ในพระพุทธศาสนามีการบูชาอยู่ ๒ อย่าง คือ

๑. อามิสบูชา การบูชาด้วยอามิส คือ วัตถุสิ่งของ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน เป็นต้น

๒. ปฏิบัติบูชา การบูชาด้วยการปฏิบัติตามคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ในการบูชาทั้ง ๒ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญการปฏิบัติบูชา ว่าเป็นการบูชาอย่างยิ่ง เพราะสามารถทําให้พระพุทธศาสนาเจริญยั่งยืนได้ตลอดกาลนาน”

ท่านพระอาจารย์กงมา นอกจากท่านใช้ความพยายามแนะนําสั่งสอนชาวบ้านหนองบัว จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาและได้ถวายปัจจัยจํานวนมาก ซึ่งท่านก็นําปัจจัยจํานวนนั้นมาพัฒนาวัด โดยสร้างกุฏิกรรมฐาน ศาลาการเปรียญอันมั่นคงถาวรขึ้นภายในวัดทรายงามแล้ว ท่านก็ยังหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า ให้ชาวบ้านหนองบัวหมั่นภาวนาปฏิบัติบูชา เพื่อให้ธรรมปฏิบัติเจริญรุ่งเรืองงอกงามในจิตใจของชาวบ้าน ซึ่งล้วนเป็นไปตามพระพุทธประสงค์ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา และเป็นไปตามความประสงค์ที่แท้จริงของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น

ในเวลาต่อมา ความมุ่งมั่นแนะนําธรรมปฏิบัติของท่านนั้น ก็ค่อยๆ ปรากฏ คือ มีผลการภาวนาก้าวหน้าไปมาก ทั้งผลของท่านพระอาจารย์กงมาเอง ทั้งผลของศิษย์ผู้รับการฝึกอบรม สาเหตุประการสําคัญก็เพราะ การสอนอย่างเอาจริงเอาจัง และ การปฏิบัติบูชาให้ดูเป็นแบบอย่างของท่านพระอาจารย์กงมา อันเป็นการสอนที่เป็นเลิศยิ่งกว่าการสอนใดๆ ซึ่งบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลายได้พาดําเนินมาแล้ว คือ ท่านสอนเช่นไร ท่านก็กระทําเช่นนั้น และท่านก็ปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดเอาจริงเอาจังมาก จนท่านสามารถครองใจชาวบ้านหนองบัวได้

การเผยแผ่ธรรมปฏิบัติให้แพร่หลายในจังหวัดจันทบุรี กว่าจะได้ผลตอบรับอันดียิ่งจนทําให้ชื่อเสียง กิตติศัพท์ แห่งการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบของท่านพระอาจารย์กงมา ท่านพ่อลี สมัยนั้นโด่งดังมาก แม้ว่าท่านทั้งสองต้องเหน็ดเหนื่อยเสียสละ ต้องอุตสาหะพากเพียร และต้องอดทนต่อการสอนเป็นอย่างมาก แต่พวกถือมานะทิฏฐิ ซึ่งใจเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ไม่เห็นด้วยก็ยังมีอยู่ และยังไม่ยอมลดละความพยายามที่จะจับผิดท่านทั้งสอง เกี่ยวกับพระวินัย ตลอดข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ให้จงได้ จึงร่วมกับพระภิกษุที่คงแก่เรียนและทรงสมณศักดิ์บางองค์ ได้นําเรื่องต่างๆ ไปกราบทูลฟ้อง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ หลายครั้งหลายหน แต่ก็ไม่สามารถทําให้ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านพ่อลี เกิดความหวั่นไหวต่อโลกธรรม ๘ เพราะท่านทั้งสองเคารพเคร่งครัดและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย โดยครูบาอาจารย์เล่าว่า

“โลกธรรม ๘ สิ่งนี้เป็นธรรมะเก่าแก่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า สิ่งนี้มีอยู่โดยดั้งเดิม สัตว์ มนุษย์ โลกต่างๆ มันมีอยู่แล้ว การติฉินนินทา เห็นไหม การสรรเสริญ การเยินยอ มันก็มีอยู่โดยมีกิเลสในหัวใจของสัตว์โลก เป็นสภาวะแบบนั้น สิ่งนี้แต่ใครเข้าไปรู้จริง สิ่งที่รู้จริง เห็นไหม ความเป็นรู้จริง ความรู้จริง คือว่าการรักษาสิ่งนี้ สิ่งที่ว่าให้มันเป็นประโยชน์ไง

เวลาครูบาอาจารย์เรายึดธรรมวินัย ถ้าธรรมวินัยจะปกป้องสิ่งนี้ แต่เขาเห็นเป็นของเล็กน้อยไง เห็นเป็นของเล็กน้อย เพราะมุมมองมันต่างกัน มุมมองต่างกัน ที่มาต่างกัน ความเห็นต่างกัน ความเห็นต่างกัน เห็นไหม มุมมองของพวกเรา พยายามหามุมมองเข้าไปถึง เพราะยึดธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนึ่ง แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์ไว้หนึ่ง เห็นไหม พระอานนท์เวลาเข้าถึงธรรม จะรักษาสิ่งนี้ จะรักษาสิ่งนี้ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้ “กึ่งพุทธกาล ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง”

ความเจริญอีกหนหนึ่ง เห็นไหม ดูสิในประวัติหลวงปู่เจี๊ยะบอกอาจารย์กงมา มาเผยแผ่ธรรมอยู่ที่ทางจันทบุรี แถวจันทบุรีสมัยก่อนนั้น เขาจะเป็นนักปราชญ์นะ ใครไปธุดงค์จันทบุรี พระออกไปธุดงค์จันทบุรี เขาจะมีลองของเลยล่ะ กฐินสองคืออะไร กฐินหนึ่งคืออะไร พรรษาหน้า พรรษาหลัง เพราะอะไร

เขาศึกษาปริยัติไว้มาก เพราะอะไร เพราะเขาเป็นคหบดี เขาเป็นคหบดี แล้วเขามีฐานะ พอมีฐานะ เขาจะหาที่พึ่งของเขา เขาก็ศึกษาธรรมโดยภาคปริยัติไง เขาจะมีความรู้อย่างนี้มาก เวลาอาจารย์กงมา เห็นไหม หลวงปู่ลีวัดอโศการามไปเผยแผ่ธรรมทางนี้ ไปออกบิณฑบาต เขาก็บอก ธรรมยุตนี่ต้องอุ้มบาตร มาสะพายบาตรอย่างนี้ได้อย่างไร ฟ้องสมเด็จพระสังฆราชนะ”

สมเด็จฯ ท่านคงรําคาญ หรือต้องการจะทราบความจริงของคณะพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร เพราะสมเด็จฯ ก็ได้ทราบกิตติศัพท์ กิตติคุณนี้มานานแล้ว แต่ยังไม่เคยทราบข้อเท็จจริง หากจะปรักปรําเอาความผิดตามที่ชาวบ้านหนองบัวบางพวกและพระทรงสมณศักดิ์บางรูปกล่าวหา ก็จะเกิดความเสียหาย เสียผู้ใหญ่และอาจจะเสียการปกครองได้

ด้วยสมเด็จฯ ทรงเป็นนักปกครองที่ยึดมั่นในหลักพระธรรมวินัย ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและคุณธรรม อีกทั้งทรงมีพระวิสัยทัศน์เล็งเห็นการณ์ไกลว่า พระที่ปฏิบัตินั้นหายาก และที่จะมีความสามารถก็หายาก หากไม่ทราบข้อเท็จจริง เกิดทํางานผิดพลาด ก็จะเสียโอกาสทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายผู้ปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนาได้ หากทํางานถูกต้อง อาจจะเป็นกําลังที่ยิ่งใหญ่ต่อไปในภายหน้า เมื่อสมเด็จฯ ได้คิดเช่นนี้แล้ว พระองค์จึงทรงละความลําบาก แม้จะต้องทรงลําบากเพียงใดก็ตาม ก็มิทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยากลําบากนั้นเลย ได้เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดจันทบุรี พร้อมกับพระมหาศาสนโสภณ (ป.ธ. ๙)

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เสด็จมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยพระองค์เอง โดยมิได้มีใครทราบมาก่อน ทางจังหวัดจันทบุรีและวัดต่างๆ ในเมือง ต่างก็ได้ทําพิธีต้อนรับกันเป็นการใหญ่ท่านพระอาจารย์กงมา แม้ทราบข่าวว่าสมเด็จฯ เสด็จ ท่านก็เฉยๆ เพราะไม่นึกว่าสมเด็จฯ จะเสด็จมาที่วัดทรายงาม แม้สมเด็จฯ เอง ก็มิได้ทรงปรารภว่าจะเสด็จมาวัดทรายงามแต่อย่างใด คงปล่อยให้ข้าราชการ พระทรงสมณศักดิ์ต้อนรับกันจ้าละหวั่นอยู่ที่ตัวเมืองจันทบุรี อยู่ๆ วันหนึ่งสมเด็จฯ ก็ตรัสว่า “เราจะไปวัดทรายงามเดี๋ยวนี้” ทําเอาข้าราชการ พระทรงสมณศักดิ์ตกใจ จะจัดเรือถวายให้ สมเด็จฯ ก็ไม่เอา ทรงรับสั่งว่าจะเดินไปเดี๋ยวนี้ แล้วก็เสด็จไปโดยให้คนนําทาง

ในตอนบ่ายวันนั้น มีคนนําข่าวนี้ไปบอกกับท่านพระอาจารย์กงมาอย่างเร่งรีบ สมเด็จฯเสด็จเร็วเหมือนกัน คนส่งข่าวไม่ถึงชั่วโมง ก็เสด็จถึงวัดทรายงาม แบบที่ท่านพระอาจารย์กงมาไม่ทันได้ตั้งตัว สมเด็จฯ เสด็จถึงเสียแล้ว ท่านพระอาจารย์กงมา พร้อมพระเณร ๑๐ กว่ารูป ฆราวาส ๔–๕ คน เดินออกไปรับเสด็จทันกันตรงทุ่งนา ห่างจากวัดไม่ถึง ๑๐ เส้น สมเด็จฯ ทรงดุเอาว่า “ออกมารับทําไม” แล้วทรงรับสั่งว่า “เราจะพักที่นี่ไม่มีกําหนด” ท่านพระอาจารย์กงมาและพระเณรพากันสงสัย แม้ข้าราชการ พระทรงสมณศักดิ์เอง ต่างก็พากันสงสัย แล้วท่านพระ-อาจารย์กงมาก็สั่งให้จัดกุฏิถวายให้พระองค์ท่านพักตามพระอัธยาศัย แล้วก็มอบหมายให้พระเจี๊ยะ (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท) และสามเณรเป็นผู้อุปัฏฐากดูแลอย่างใกล้ชิด

ข้อกล่าวหาท่านพระอาจารย์กงมา

ผู้ไปกราบทูลฟ้อง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เกี่ยวกับท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ กระทําผิดพระวินัยในครั้งนั้นมีด้วยกัน ๕ ข้อ คือ

๑. ท่านพระอาจารย์กงมา พาพระเณรสะพายบาตรออกบิณฑบาตเหมือนพระมหานิกาย เป็นการแตกคอกออกจากธรรมเนียมพระธรรมยุต

๒. ท่านพระอาจารย์กงมา เมื่อโยมถวายสังฆทานต้องอุปโลกน์ มิฉะนั้นจะไม่ฉัน เป็นการงมงาย เพราะเขาถวายพระภิกษุสงฆ์แล้วไม่ต้องอุปโลกน์

๓. ท่านพระอาจารย์กงมา เทศนาแปลหนังสือไม่เป็น ผิดๆ ถูกๆ ซึ่งเป็นการไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นํา

๔. ท่านพระอาจารย์กงมา ทําอุโบสถไม่มีพัทธสีมา

๕. ท่านพระอาจารย์กงมา ไปธุดงค์ ทํานํ้ามนต์ ยาเสน่ห์ ของขลัง แนะนําแต่ทางโลกีย์ซึ่งผิดระเบียบพระธุดงค์

การสอบสวนของสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นี้สุขุมมาก พระองค์ทรงไม่เป็นคนหูเบา การเสด็จไปประทับอยู่วัดทรายงามในครั้งนั้น พระองค์ทรงไปในสภาพพระธรรมดา มิให้ใครหรือพระรูปใดรู้ว่า พระองค์มาสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ ที่มีคนไปทูลฟ้อง และทรงกระทําวัตรปฏิบัติเช่นเดียวกับที่ท่านพระอาจารย์กงมาพาพระเณรทําทุกประการ เช่น การฉันในบาตรหนเดียว การทําวัตรสวดมนต์ที่ศาลา ฯลฯ

เวลาสนทนากัน ทรงมิให้ใช้คําราชาศัพท์ ให้ทําทุกอย่างเป็นกันเอง แล้วทรงพูดว่า “เรามาเยี่ยม “กงมา” และประสงค์จะมาเรียนกรรมฐานด้วย ให้ “กงมา” ช่วยสอน” ท่านพระอาจารย์กงมา กําลังสงสัยการเสด็จวัดทรายงามอยู่แล้ว เมื่อฟังดังนั้นแล้วก็ยิ่งสงสัยหนัก ท่านบอกพระเณรว่า “นี่เราจะสอนหนังสือสังฆราชแล้วหรือ” พระเณรก็พากันสงสัยว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้าควรจะสั่งท่านพระอาจารย์ให้เข้าไปอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ กรุงเทพฯ แล้วสอนกรรมฐานให้ก็ได้ ทําไมจะต้องเสด็จมาถึงวัดทรายงาม แต่ก็นับว่าเป็นเกียรติแก่ท่านพระอาจารย์อย่างใหญ่หลวงนัก ภายหลังถึงทราบว่า สมเด็จฯ เสด็จมาสอบสวนข้อเท็จจริงตามที่มีผู้กล่าวหาท่านพระอาจารย์กงมา

เช้าวันแรกสมเด็จพระสังฆราชเจ้าตื่นบรรทมแต่เช้า ทรงถือบาตรออกจากกุฏิมารอพระที่วัดทรายงามจะออกบิณฑบาต และทุกๆ องค์ก็ออกบิณฑบาตเป็นปรกติ เดินตามกันเป็นแถว แล้วทุกองค์ก็หยุด เมื่อเห็นสมเด็จฯ ยืนอยู่ข้างหน้า แล้วสมเด็จฯ ก็เดินออกมาตรวจดูพระเณรทุกๆ รูปที่กําลังสะพายบาตร เอาบาตรไว้ข้างหน้าคลุมผ้าอย่างมีปริมณฑลดูรัดกุมกระฉับกระเฉงมากกว่า และเป็นการถนอมรักษาบาตร ทรงเห็นว่าทําถูกต้องตามหลักธรรมวินัย ไม่ทรงเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย จากนั้นก็ตรัสว่า “เออ ! พวกเธอทําไมถึงไม่ได้จับบาตรเหมือนพระธรรมยุตทั่วไป แต่สะพายบาตรอย่างนี้มันก็เหมือนกับอุ้มนั่นเอง ไม่ผิดหรอก เรียบร้อยดี” ซึ่งเรื่องนี้ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านไม่รู้เสียด้วยซํ้าว่า มีคนไปทูลฟ้อง ท่านยังพาพระเณรสะพายบาตรออกบิณฑบาตตามปกติ ข้อกล่าวหาข้อแรกนี้เป็นอันยุติไป

อีกสองสามวันผ่านไป สมเด็จพระสังฆราชเจ้าบอกว่า “เฮ้ย ! เณร หูกันดังอู้ยังกะรถไฟ” สามเณรไม่เข้าใจก็มาถามท่านพระอาจารย์กงมาว่า สมเด็จฯ บอกว่า “หูท่านดังอู้ยังกะรถไฟ” ท่านพระอาจารย์บอกว่า “นั่นแหละ สมเด็จฯ ลมขึ้น คงจะลมขึ้น เพราะฉันหนเดียวเหมือนกับพวกเรา เนื่องจากท่านไม่เคย” “เณรพรุ่งนี้นําอาหารเพลไปถวายท่านนะ” ท่านพระอาจารย์กําชับ ในวันรุ่งขึ้นหลังจากเสวยภัตตาหารเช้าแล้ว เณรก็ให้โยมจัดภัตตาหารเพลนําเข้าไปถวายสมเด็จฯ ทรงเห็นพร้อมกับบอกว่า “เอากลับไป เราอยู่ที่ไหน ก็ต้องทําตามระเบียบเขาที่นั่น ถึงจะถูก” พร้อมกับบอกว่า “เฮ้ย ! ท้องกันไม่ใช่ท้องอิฐนี่” แม้วันต่อมาก็ให้โยมทําภัตตาหารเพลไปถวาย พระองค์ไม่ทรงฉันและสําทับว่า “อย่าทํามาอีก”

วันหลังต่อมา มีโยมอาราธนาไปฉันในบ้านกันหมดวัด สมเด็จฯ ก็ทรงรับอาราธนา เมื่อเขาจัดสํารับเสร็จ โยมก็ถวายเป็นสังฆทาน ท่านพระอาจารย์กงมา ลุกขึ้นขอโอกาสทําพิธีอุปโลกน์ สมเด็จฯ ก็ทรงอนุญาต หลังจากเสวยเสร็จ เสด็จกลับวัดแล้ว ทรงปรารภว่า “กงมาทําถูก” อันที่จริงการถวายสังฆทานนั้น เขาอุทิศสงฆ์ มิได้หมายความว่า พระสงฆ์ที่อยู่ต่อหน้าเขาเท่านั้น เขาหมายถึง หมู่สงฆ์ มีอริยสงฆ์ เป็นต้น การอุปโลกน์ก็ทําเพื่อขอจากหมู่สงฆ์นั้นเป็นพิธีโบราณกาล “กงมาทําถูก” พระองค์ทรงยํ้าอีกครั้ง และข้อกล่าวหาข้อนี้ก็เป็นอันยุติไปอีก

หลังจากสมเด็จฯ ประทับอยู่ ๕ วัน ท่านพระอาจารย์กงมา ได้ขอโอกาสป่าวร้องชาวบ้านให้มาฟังธรรมเทศนาของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์ทรงให้โอกาสแล้ว ท่านพระอาจารย์ก็ได้ให้คนป่าวร้องประชาชนให้มาฟังเทศน์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อชาวบ้านหนองบัวได้ฟังคําป่าวร้องเช่นนี้แล้วก็เกิดความสนใจ เพราะมิเคยฟังเทศน์สมเด็จฯ เลยตั้งแต่เกิดมา จึงพากันมาเต็มแน่นขนัดจนล้นศาลา ต้องลงไปนั่งกับพื้นดินข้างศาลากันมากมาย ถือเป็นประวัติการณ์ของพุทธบริษัทชาวจันทบุรีในยุคนั้น

เมื่อประชาชนพร้อมแล้ว ท่านพระอาจารย์กงมาก็ได้ไปทูลอาราธนาให้สมเด็จฯ ลงมาประทานพระธรรมเทศนา สมเด็จฯ ท่านอ้างว่า “ไม่สบาย ให้กงมาเทศน์ และห้ามองค์อื่นเทศน์โดยเด็ดขาด” ท่านพระอาจารย์เองก็สุดที่จะขัดรับสั่ง จําเป็นต้องกลับมาแสดงพระธรรมเทศนาแทนสมเด็จฯ ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดมาก่อน สมเด็จฯ ทรงให้พระเณรที่ปฏิบัติท่านอยู่ และพระทุกๆ องค์ที่มากับท่านให้ไปฟังเทศน์ที่ศาลาให้หมด เหลือท่านไว้องค์เดียว

วันนี้ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านแสดงธรรมจากภาคปฏิบัติได้อย่างแจ่มแจ้ง วิจิตรพิสดาร การแปลหนังสือ ท่านก็แปลได้อย่างฉะฉาน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เรียนปริยัติมาก่อน และท่านยังได้แสดงอุบายธรรมอันละเอียดลึกซึ้งจริงๆ มีใจความตอนหนึ่งว่า

การปฏิบัติจิตนี้ ถ้ายังหลงปริยัติอยู่ จิตจะไม่เป็นสมาธิ เพราะปริยัติเหมือนตัวหนังสือ แต่สมาธิเหมือนของจริง ท่านเปรียบว่า กวาง คือ ก-ว-า-ง กับตัวกวางจริงนั้นมันผิดกันไกลนัก เพราะกวางจริงมันมีเขา มีขา มีตัว ฉะนั้น ถ้าจะมาหลงอยู่ที่ตัว ก-ว-า-ง อย่างเดียว ก็รู้กวางตัวจริงไม่ได้ เช่น คนจะทําฌานให้เกิดขึ้น เขารู้ว่าปฐมฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ถ้าผู้บําเพ็ญสมาธิจะมานั่งท่องวิตก นี่วิจาร นั่นปีติ โน่นสุข นี่เอกัคคตา ถ้ามัวมานั่งนับอยู่อย่างนี้ตลอดชาติก็ไม่ได้ฌาน แต่ผู้บําเพ็ญสมาธิจะต้องมาบริกรรมพุทโธๆ จนจิตตัดอารมณ์ภายนอกได้แล้ว ไม่นึกคิดไปทางอื่น แน่วแน่อยู่ที่พุทโธอันเดียว เลิกคิดไปตามอารมณ์ภายนอกต่างๆ แล้วจิตนี้ก็จะเป็นฌาน ที่ว่า ฌานมีองค์ ๕ ก็ต่อเมื่อจิตละจากปริยัติ คือ องค์ ๕ ของฌานที่จํามาแล้ว ที่เป็นฌานก็เพราะความเป็นหนึ่งของจิต

ในขณะที่ท่านพระอาจารย์กงมาแสดงธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงประทับนั่งฟังเทศน์อยู่กับดินทรายอย่างใจจดใจจ่อ รุ่งเช้าสมเด็จฯ ตื่นบรรทมแต่เช้า เสด็จมาที่ลานวัดพร้อมกับท่านมหาปลอด ป.ธ. ๙ มีพระฐานันดรศักดิ์และพระอื่นยืนเรียงรายอยู่ ทรงรับสั่งขึ้นมาลอยๆ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ว่า “เฮ้ย ! กงมาเทศน์เก่งมาก เก่งกว่าเปรียญ ๙ ประโยคเสียอีก เทศน์อย่างนี้ เปรียญ ๙ ประโยคสู้ไม่ได้” ท่านพระอาจารย์กงมาก็เพิ่งทราบว่าสมเด็จฯ ทรงฟังเทศน์เมื่อวานด้วย ท่านตะลึงและบอกว่า “เราแพ้รู้สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสียแล้ว”

ในที่สุดข้อกล่าวหา ท่านพระอาจารย์กงมา เทศน์ผิดแปลกจากคําสอนของพระพุทธองค์ ก็เป็นอันยุติอีก สําหรับวิธีการสอบสวนของพระองค์เป็นที่กล่าวขานสืบมาจนทุกวันนี้

วันนี้พอดีเป็นวันอุโบสถ แม้พระฐานันดรศักดิ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะมาทูลอาราธนาให้พระองค์ไปลงอุโบสถที่วัดในเมือง พระองค์ก็ไม่เสด็จไป และทรงรับสั่งว่าจะทําปาฏิโมกข์ที่นี้ รู้สึกว่าวันนั้นเป็นวันครูบาสังข์สวดปาฏิโมกข์ ก่อนจะลงอุโบสถ สมเด็จฯ ทรงถามท่านพระ-อาจารย์กงมาว่า “กงมา เธอใช้สีมาอะไรกันลงอุโบสถ” ท่านพระอาจารย์ว่า “สัตตัพภันตรสีมา” คือไกลจากเขตบ้าน ๔๙ วา ทรงให้พระวัดจากเขตบ้านถึงอุปจารอุโบสถเกินกว่า ๔๙ วา ทรงรับสั่งว่า “กงมานี้มีความรู้” ข้อกล่าวหาทําอุโบสถไม่มีพัทธสีมาก็เป็นอันยุติไป

จากนั้นสมเด็จฯ ทรงอนุญาตให้พระสวดปาฏิโมกข์ต่อไป แต่ครูบาสังข์ไม่ซ้อมมาให้ดี สวดตะกุกตะกัก โดนสมเด็จพระสังฆราชเจ้าดุเอาเลยหลงใหญ่ ใช้เวลากว่าชั่วโมงจึงจบ

ภายหลังปรากฏว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงมีรับสั่งบอกไปยังท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ผู้ได้รับมอบหมายจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ให้ดูแลกองทัพธรรมฯ ให้ซ้อมปาฏิโมกข์ ท่านพระอาจารย์สิงห์จึงตั้งกรรมการซ้อมปาฏิโมกข์กันเป็นการใหญ่ ปรากฏว่าท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล จบเปรียญ ๕ ประโยคจากวัดบวรนิเวศฯ แล้วออกธุดงค์ เป็นผู้ชํานาญทางสวดปาฏิโมกข์ ท่านพระอาจารย์สิงห์จึงตั้งให้สอนปาฏิโมกข์ ฝึกปาฏิโมกข์ จนปรากฏว่า วงกรรมฐานมีพระสวดปาฏิโมกข์ได้อย่างชํานาญคล่องแคล่วเกิดขึ้นหลายองค์

ข้อกล่าวหาสุดท้ายที่บรรดาผู้เปี่ยมด้วยกิเลสไปทูลฟ้องอีกว่า “เวลาไปธุดงค์ อาจารย์กงมา เที่ยวตั้งตัวเป็นผู้วิเศษ แจกของขลังให้ประชาชน หลงไปในทางที่ผิด” การสอบสวนข้อกล่าวหานี้สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ในขณะดํารงสมณศักดิ์ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ และเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ถึงกับเสด็จออกธุดงค์ตามป่าตามเขาด้วยพระองค์เอง แม้ขณะนั้นพระองค์เข้าสู่วัยชรา มีพระชันษามากแล้วถึง ๖๗ พระชันษา ส่วนท่านพระอาจารย์กงมา อายุราว ๓๘ ปี

ท่านพาสมเด็จฯ ออกธุดงคกรรมฐาน

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงพํานักอยู่หลายวัน วันหนึ่งจึงชวนท่านพระอาจารย์กงมาจิรปุญฺโญ ไปเที่ยวธุดงค์ ทรงรับสั่งว่า “กงมา เธอเคยไปเที่ยวธุดงค์ที่ไหน พาเราไปหน่อยได้ไหม” และทรงรับสั่งต่อไปว่า “ไม่ให้ใครไปด้วย ให้ไปกันเพียง ๒ องค์เท่านั้น” ท่านพระอาจารย์กงมาสงสัย และเกิดความเคารพในสมเด็จฯ อย่างสูง คิดว่า “เอ ! อยู่ดีๆ ยังไง จึงจะให้เราพาไปธุดงค์ จะห้ามก็ไม่ดี ครั้นจะไปก็เป็นห่วงว่าจะต้องไปนอนกับดินใต้โคนไม้ อาหารจะไม่ดี แต่ว่าเมื่อพระองค์จะหัดตัดกิเลสก็จําเป็น ไปก็ไป” ท่านพระอาจารย์กงมาจึงจัดกลดมุ้งบริขารของพระธุดงค์ถวายสมเด็จฯ และบอกกับพระเณรว่า “วันนี้เป็นวันพิเศษแปลกประหลาด สมเด็จฯ ไปธุดงค์กับพวกเรา”

พอจัดบริขารถวายเสร็จแล้ว สมเด็จฯ ก็แบกกลดสะพายบาตรและย่าม เช่นเดียวกับท่านพระอาจารย์กงมา แม้ท่านพระอาจารย์กงมาจะไปขอแบกกลดแทน พระองค์ท่านก็ไม่ให้ ขอสะพายบาตรให้ก็ไม่ให้ ขอสะพายย่ามให้ก็ไม่ให้ และทรงรับสั่งว่า “เฮ้ย ! วันนี้กัน (สมเด็จฯ)เป็นพระธุดงค์ กงมา เธอเคยไปทางใด เธอจงพาเราไปทางนั้น” ว่าแล้วก็ให้ท่านพระอาจารย์กงมาเดินก่อน และทรงสําทับว่า “นี่กงมา เธออย่าพูดว่า กันเป็นสมเด็จฯ นะ ถ้าใครถามก็บอกว่า กันเป็นหลวงตาก็แล้วกัน” สมเด็จฯ ทรงถ่อมพระองค์มาก ทรงละหมดทุกอย่าง ไม่ถือพระองค์แม้แต่น้อย ทรงวางพระองค์เยี่ยงพระหลวงตาแก่ๆ ออกเดินธุดงค์ปฏิบัติภาวนาตามป่าตามเขาอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อหวังความหลุดพ้นจากกิเลส เช่นเดียวกับพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น แล้วการเดินธุดงค์ก็ได้เริ่มขึ้น สมเด็จฯ ทรงแบกกลดสะพายบาตรและย่าม ออกเดินตามหลังท่านพระอาจารย์กงมา ออกไปทางหลังวัดทรายงามมุ่งสู่ป่าดงทันที

เหตุการณ์ที่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เสด็จออกเดินธุดงค์ปฏิบัติภาวนาตามป่าตามเขากับท่านพระอาจารย์กงมา ตามรอยพระบาทองค์สมเด็จพระบรมศาสดา น่าเลื่อมใสประทับใจมากและหาได้ยากยิ่ง นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สําคัญทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล เป็นคติธรรมแบบอย่างอันเลิศเลองดงาม เป็นขวัญตา ขวัญใจ และเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่ได้สัมผัส ได้พบเห็นในครั้งนั้นยิ่งนัก ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ถูกจารึกไว้ให้พระฝ่ายปกครอง ตลอดพระ เณรรุ่นหลังได้ศึกษาและดําเนินตาม ทั้งนี้เพื่อให้เห็นความสําคัญพระพุทธโอวาท รุกฺขมูลเสนาสนํฯ และภาคปฏิบัติ อันเป็นภาคสําคัญที่สุดในการบํารุง รักษา สืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงเจริญรุ่งเรือง ซึ่งจะต้องมีครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง “ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ”

ท่านพระอาจารย์กงมาได้นําสมเด็จฯ ออกเที่ยวธุดงค์ เดินไปก็ภาวนาไป ตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ไปได้หลายกิโลเมตร พอใกล้คํ่าที่ไหน ก็จะปักกลดพักภาวนาที่นั่น พระองค์ทรงกางกลดไม่เป็น ท่านพระอาจารย์กงมาก็ไปช่วยกางถวาย แล้วเอาผ้าอาบนํ้าฝนปูแทนเสื่อ เอาตีนบาตรตั้งแล้วเอาผ้าทับถวายแทนหมอน พระองค์ทรงยืนดูอย่างพินิจพิเคราะห์ คืนนั้นทรงภาวนาและทรงบรรทมกับพื้นดินตามปกติ ตอนเช้าท่านพระอาจารย์ก็นําสมเด็จฯ ออกบิณฑบาตตามบ้าน ทรงกระทําเช่นนี้อยู่ทุกวัน ทรงมีพระวิริยะอดทนเป็นอันมาก สมกับที่มาฝึกเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เป็นศิษย์พระตถาคตอย่างแท้จริง

ท่านพระอาจารย์กงมาได้พาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ออกเดินธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ ตามที่ท่านเคยออกเดินธุดงค์มาแล้ว บัดนี้เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์เศษ ไม่ว่าท่านจะพักปักกลด ณ ที่แห่งใด เมื่อประชาชนทราบข่าว ก็จะมีญาติโยมที่สนใจในธรรมปฏิบัติมาเฝ้าห้อมล้อมมากบ้างน้อยบ้าง เพื่อขอฟังธรรมและประพฤติปฏิบัติกัมมัฏฐานกับท่านพระอาจารย์กงมาในทุกๆ แห่ง ญาติโยมมากันอย่างเคารพนอบน้อม กลับก็พากันกราบลาอย่างมีระเบียบ

การเสด็จออกธุดงค์กับท่านพระอาจารย์กงมาในครั้งนั้นด้วยพระองค์เอง ทําให้สมเด็จฯ ทรงเห็นความเป็นจริงทุกอย่าง ทรงเห็นการปฏิบัติธรรม ตลอดเห็นการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งล้วนเป็นไปตามหลักพระธรรมวินัยและธุดงควัตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระอาจารย์กงมาแม้เป็นพระภิกษุหนุ่ม พรรษาก็ไม่มาก แต่เป็นพระที่เคร่งครัดและมีสมณสารูปสํารวมงดงามยิ่งนัก ทั้งเด็ดเดี่ยวอาจหาญในการประพฤติปฏิบัติ สมกับที่ชาวบ้านให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธา และไม่ได้เป็นไปดั่งคํากล่าวหาของผู้ร้องเรียนแต่ประการใด ทําให้พระองค์ทรงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานและท่านพระอาจารย์กงมาเป็นอันมาก ทั้งทรงเกรงประชาชนจะทราบข่าวว่า พระองค์เสด็จออกธุดงค์ จนสมเด็จฯ ถึงกับทรงห้ามท่านพระอาจารย์กงมา “กงมา… อย่าเรียกเราเป็นสมเด็จฯ เลย อย่าบอกใครเป็นอันขาด เวลาพูด ก็พูดเหมือนกับพระธรรมดาด้วยกัน”

วันหนึ่งท่านพระอาจารย์กงมา ได้พา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เดินธุดงค์ไปพักปักกลดภาวนาอยู่ที่เชิงเขาสระบาป พอเที่ยงคืนก็เกิดพายุฝนกระหนํ่า ลมแรงมาก กลดที่นําเอาไปไม่สามารถจะป้องกันลมฝนได้ การปักกลดก็เป็นไปตามกฎของธุดงควัตร คือ อยู่พักห่างกันพอสมควร สมเด็จฯ ทรงเปียกหมด บริขารก็เปียกหมด พระองค์ต้องนั่งทนตากฝนหนาวสั่นอยู่เช่นนั้นตลอดทั้งคืน

คืนนั้น ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านก็นั่งตากฝน แต่บริขารไม่เปียก เพราะรู้วิธีเก็บรักษา พอรุ่งเช้าฝนหยุดตกแล้ว ท่านก็ได้ครองจีวรไปเข้าเฝ้าสมเด็จฯ เห็นสมเด็จฯ ทรงเปียกหนาวสั่น เพราะผ้าจีวรและบริขารเปียกหมด แต่กลับสดชื่นยิ้มแย้ม ไม่แสดงอาการอ่อนแอให้เห็นแต่อย่างใด พระองค์ทรงมีพระทัยที่เข้มแข็งน่าอัศจรรย์มาก สมเด็จฯ ทรงประทับในกุฏิใหญ่โตที่วัดบวรนิเวศฯ ได้อย่างสุขสบายโดยมีพระอุปัฏฐากดูแล แต่ทรงออกธุดงค์มานั่งทนทุกข์ทรมานหนาวสั่นในป่าในเขาโดยไม่มีใครดูแล

สมเด็จฯ เห็นท่านพระอาจารย์กงมาแล้ว เกิดความสงสัยว่า ทําไมไม่เห็นเปียกปอนจากฝนตก มีอะไรป้องกันหรือ ทั้งๆ ที่กลดก็มีเหมือนกัน แต่กันฝนไม่ได้ จึงตรัสถามว่า “กงมา ทําไมไม่เปียกล่ะ เราเปียกหมดเลย”

ท่านพระอาจารย์กงมา จึงทูลตอบไปว่า “เจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็เกล้ากระผมมีคาถาดีครับ”

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า จึงตรัสทวนคําว่า “เอ ! กงมามีคาถากันฝน เราจะต้องเรียนคาถานี้ให้จงได้”

ภายหลังที่กลับจากเดินธุดงค์ และได้กลับมาถึงวัดทรายงามเรียบร้อยแล้ว สมเด็จฯ น่าจะประชวร เพราะพระชันษามากแล้ว แต่พระองค์กลับกระปรี้กระเปร่า สบายและสดชื่น เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก แต่สมเด็จฯ ยังไม่หายสงสัยว่า ทําไมมีคาถากันฝน แต่ไม่ยักบอกพระองค์ท่าน ปล่อยให้พระองค์ท่านเปียก

วันหนึ่ง ขณะที่สามเณรเข้าไปนมัสการปฏิบัติปัดกวาดกุฏิที่ประทับแด่สมเด็จฯ พอดีพระองค์นึกได้ จึงถามสามเณรว่า “เณร ขอถามหน่อย คาถากันฝนว่ายังไง เธอรู้บ้างไหม?”

สามเณรพูดตอบว่า “พอรู้บ้างฝ่าบาท”

“เออ ! ว่าไปให้เราฟังที เราจะได้จําเอา”

“บาตร คือ คาถากันฝน”

“เฮ้ย ! บาตรเป็นคาถากันฝนได้ยังไง”

สามเณรก็ได้เล่าวิธีการคาถากันฝนถวายว่า “เมื่อเวลาฝนตก ต้องเก็บของทั้งหมดใส่ลงไปในบาตร ซึ่งพระธุดงค์กระทําเช่นนี้ทุกองค์ อันมีจีวร สังฆาฏิ เป็นต้น แล้วใช้ฝาบาตรปิดให้สนิทฝนก็ตกเข้าไปในบาตรไม่ได้ เวลาฝนหยุดก็เอาออกมาใช้ ผ้าไม่เปียก นี่ครับ คาถากันฝนครับ”

สมเด็จฯ ทรงอุทานว่า “อ้อ ! ไม่บอกกัน แท้ที่จริงเป็นอย่างนี้เอง นึกว่าจะเป็นคาถาอะไร เราเพิ่งจะได้คาถากันฝนกับเณรเดี๋ยวนี้เอง กงมาช่างไม่บอกกันได้” พระองค์ว่าแล้วก็ทรงพระสรวลเสียนาน แล้วก็ตรัสต่อไปว่า “การธุดงค์ของท่านกงมา และพระปฏิบัติกัมมัฏฐานนี้ได้ประโยชน์เหลือหลาย อย่างนี้ธุดงค์มากๆ ก็จะทําให้พระศาสนาเจริญยิ่ง”

กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้บําเพ็ญคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ให้กับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้อย่างยิ่งใหญ่อเนกอนันต์ ทําให้ชาติบ้านเมืองมั่นคงสงบสุข ประชาชนทํามาหากินและอยู่กันอย่างผาสุกร่มเย็นภายใต้ร่มเงาแห่งธรรมในพระพุทธศาสนา และร่มเงาแห่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาได้กลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้ง โดยกองทัพธรรมฯ ได้เผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นไปทั่วประเทศและต่างประเทศมากมาย สมดั่งพระพุทธทํานาย ในครั้งกึ่งพุทธกาล พระพุทธศาสนาจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกหน และเป็นดั่งที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงรับสั่งเอาไว้

สมเด็จฯ ทรงได้รับการยกย่องเป็นยอดนักปกครอง

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) เสด็จมาประทับอยู่ที่วัดทรายงาม อําเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นเวลานานกว่า ๑๕ วัน และเสด็จออกธุดงค์ตามป่าตามเขาในแถบจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ นานอีก ๑๐ กว่าวัน โดยไม่มีใครทราบสาเหตุการเสด็จ

เมื่อมาทราบในภายหลังว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสด็จมาเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริง ในเรื่องกล่าวหาร้องเรียนท่านพระอาจารย์กงมา ซึ่งมาถึงพระองค์มากมาย โดยมีพระประสงค์ต้องการทราบข้อเท็จจริงด้วยพระองค์เอง อันเป็นไปตามหลักกาลามสูตร คือ ต้องเชื่อโดยการพิสูจน์ และต้องให้ความเป็นธรรม โดยพิจารณาสอบสวนตามหลักพระธรรมวินัยแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหา เป็นการสอบสวนที่พระองค์ท่าน ต้องทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายและต้องใช้กําลังสติปัญญา ความสามารถ เป็นการแสดงออกถึงพระปรีชา ตลอดคุณธรรมของพระองค์ท่าน ถือเป็นคุณสมบัติสําคัญของยอดนักปกครอง ไม่ใช่ว่าเมื่อมีใครมาทูลฟ้องแล้วก็เชื่อตามนั้นไปเลย ซึ่งจะทําให้เสียประโยชน์ในการปกครองอย่างใหญ่หลวง ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงประสบความจริง ทั้งยังให้ความยุติธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้อย่างยอดเยี่ยม

การที่พระองค์ทรงกระทําเช่นนี้ นอกจากจะได้รู้ความเป็นจริงแล้ว การได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ยังมีผลดีต่อการปกครองคณะสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง และที่สําคัญได้เห็นแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งในระยะนั้นเป็นที่กล่าวขานเลื่องลือกันมาก นับเป็นการดําเนินการที่ถูกต้องชอบธรรมและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ผู้อยู่ภายใต้การปกครอง เช่น ท่านพระอาจารย์กงมา เมื่อทราบข้อเท็จจริงภายหลัง ก็ให้ความรัก ความเคารพเทิดทูนพระองค์ท่านสูงยิ่งขึ้น และก็ได้ทุ่มเทเสียสละทั้งกําลังกาย กําลังใจ สนองงานพระพุทธศาสนาเท่าที่พระองค์จะสั่งการมาอย่างสุดกําลังความสามารถ การกระทําของสมเด็จฯ ในครั้งนี้ได้ผลระยะยาวจริงๆ สมกับเป็นยอดนักปกครอง และด้วยพระจริยวัตรอันงดงามเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม ซึ่งแสดงออกทางพระพักตร์ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูพระอารมณ์ดีตลอดเวลา สมกับชื่อของพระองค์ท่าน “ชื่น” ก็สามารถครองใจท่านพระอาจารย์กงมาและพระเณร กล่าวคือ ท่านพระอาจารย์กงมาขณะจําพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี จะไปกราบคารวะสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ที่วัดบวรนิเวศฯ กรุงเทพฯ พร้อมกับนําผลไม้เมืองจันท์ไปน้อมถวายเป็นประจําทุกปี

ส่วนการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากพระเลขาฯ บ้าง จากพระผู้อยู่ใกล้ชิดบ้าง และจากพระผู้ประจบสอพลอบ้าง รู้ไม่จริง ไม่รอบคอบ และกลั่นแกล้ง ก็จะเพ็ดทูลบอกกล่าวฟ้องไป หากไปเชื่อและสั่งลงโทษ โดยไม่ได้สอบสวนหาข้อเท็จจริงด้วยตนเองก่อน ก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น พระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองก็จะได้รับการดูถูกดูแคลน เพราะเหตุแห่งความไม่รอบคอบนั้น ผู้อยู่ภายใต้การปกครองก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งๆ ที่ช่วยงานอย่างสูงสุด กลับไม่ได้รับการดูแล ก็เสียกําลังใจ และไม่ให้ความเคารพยําเกรงพระผู้ใหญ่ เพราะปกครองไม่ดี ถือว่าตัวเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็มองผู้น้อยไปในทางตํ่าเกินไป ทําให้เสียการปกครอง และเสียบุคลากรที่มีความสามารถช่วยงานพระพุทธศาสนา

หากพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองดําเนินตามแนวทางสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิร- ญาณวงศ์ ที่ทรงสอบสวนท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ พระพุทธศาสนาในประเทศไทยก็จะเจริญรุ่งเรือง เพราะผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครองเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันดี ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ทําเพื่อประโยชน์พระพุทธศาสนา โดยยึดธรรมเป็นใหญ่และยึดธรรมเป็นชีวิตจิตใจ

เป็นอันว่าข้อกล่าวหาร้องเรียนทุกๆ ข้อ ที่มีพวกฆราวาสและพระฐานันดรศักดิ์น่าเชื่อถือได้ทั้งนั้น มาเพ็ดทูลฟ้องต่อพระองค์ท่าน แต่พระองค์ก็ทรงแสวงหาความจริงด้วยการเสียสละอย่างสูงได้พบความจริงที่แน่แท้ด้วยความพยายามอย่างลึกซึ้งด้วยพระองค์เอง โดยการเข้าสัมผัสใกล้ชิดกับข้อเท็จจริงทุกๆ ข้อ แม้จะมีผู้มาเพ็ดทูลอย่างไรก็ไม่มีทางเชื่อต่อไปอีกแล้ว ได้ผลการปกครองและแก่พระพุทธศาสนาระยะยาวอย่างแท้จริง

เหตุการณ์ครั้งนี้ ทําให้ท่านพระอาจารย์กงมา เคารพและลงใจใน สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ โดยท่านได้มีคําสั่งกําชับกับพระเณรว่า ให้พระเณรรักและเคารพเทิดทูนสมเด็จพระสังฆราชเจ้าอย่างสูงสุด คําสั่งนี้ถึงแม้ท่านพระอาจารย์กงมามิได้สั่ง พระเณรที่อยู่ในเหตุการณ์ก็จารึกอยู่ในความทรงจํา และสามารถที่จะสละชีวิตถวายพระองค์ท่านด้วยความเต็มใจ ทรงให้ทําอะไร เพียงแต่กระซิบเท่านั้น ก็พร้อมที่จะพลีชีพถวายพระองค์ท่านโดยไม่ลังเล ส่วนพระเถระที่แสดงอํานาจบาตรใหญ่กับพระเณรนั้น อย่าว่าแต่สั่งงานอะไรให้ทํา นอกจากไม่ทําแล้วยังกราบไม่ลงอีก ด้วยเหตุนี้จึงใคร่ขออํานาจแห่งสัจธรรม จงดลบันดาลให้วงการพระพุทธศาสนาในทุกยุคทุกสมัย มีพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ เป็นพระมหาเถระผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมเช่นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มากๆ พระองค์ด้วยเถิด

หลังจากสอบสวนหาข้อเท็จจริงของสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ด้วยพระองค์เองในครั้งนั้น นับตั้งแต่นั้นมา พระองค์ทรงให้การสนับสนุนคุ้มครองพระธุดงคกรรมฐาน และทรงสรรเสริญท่านพระอาจารย์กงมา มาโดยตลอด และยังได้ทรงนําวัดทรายงามขึ้นทะเบียนเป็นวัดที่ถูกต้องด้วยพระองค์เอง ทั้งสนับสนุนการสร้างวัดป่ากรรมฐานแห่งใหม่ในจังหวัดจันทบุรี

ส่วนข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ที่ท่านพระอาจารย์กงมา กับ ท่านพ่อลี นํามาเผยแผ่ที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งถือเป็นสิ่งใหม่ในสมัยนั้น จนพระเจ้าถิ่นที่เคยประพฤติผิดพระวินัยด้วยความเคยชิน จะประพฤติตามได้ยาก และกลับมองเป็นสิ่งแปลกปลอม ก็เป็นเหมือนกับทุกจังหวัดที่กองทัพธรรมฯ ได้ไปเผยแผ่มา แม้จะถูกใส่ร้าย จนถึงขั้นฟ้องร้อง แต่ด้วยการปฏิบัติอันบริสุทธิ์ โดยยึดมั่นตามหลักพระธรรมวินัยและธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด อีกทั้งสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงให้ความเป็นธรรมและคอยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ จึงสามารถผ่านพ้นข้อกล่าวหาต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับจวบจนปัจจุบันนี้

พ.ศ. ๒๔๘๒ สร้างวัดเขาน้อยท่าแฉลบ

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ วันที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เสด็จเดินทางกลับกรุงเทพฯ หลังจากที่ได้เสด็จมาพิจารณาเรื่องที่มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติของท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ด้วยพระองค์เอง และได้ทรงทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ในการเสด็จเดินทางกลับโดยทางเรือ ทรงประทับเรือกลไฟ ซึ่งต้องไปลงเรือที่ท่าเทียบเรือ ท่าแฉลบ ในวันนั้นท่านพระอาจารย์กงมาพร้อมด้วยพระ เณร และพุทธบริษัทจํานวนมาก ได้ติดตามมาส่งเสด็จด้วย

ก่อนเรือกลไฟจะออกเดินทาง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งอยู่ใกล้ท่าเทียบเรือ ท่าแฉลบ ด้วยทรงเล็งเห็นว่า เหมาะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม สมเด็จฯ จึงได้มีรับสั่งกับท่านพระอาจารย์กงมาว่า “กงมา ทําไมไม่มาสร้างภูเขาลูกนี้ให้เป็นวัดเล่า” ท่านพระอาจารย์กงมาได้น้อมรับด้วยเศียรเกล้า ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของท่านที่มาทําหน้าที่เผยแผ่ธรรมปฏิบัติในจังหวัดจันทบุรี เมื่อท่านเที่ยวธุดงค์ภาวนาไป ณ สถานที่ใด หากสถานที่นั้นวิเวกเงียบสงัดสัปปายะ มีความเหมาะสมและมีความพร้อมแล้ว ท่านก็จะสร้างวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ไว้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระ เณร และศรัทธาญาติโยม

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ท่านพระอาจารย์กงมา ได้จําพรรษาที่วัดทรายงาม หลังจากออกพรรษาได้ไม่นาน ท่านพระอาจารย์กงมาได้น้อมเอารับสั่งนั้นมาเป็นนิมิตหมายในการสร้างวัดป่ากรรมฐาน ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ภูเขาลูกเล็กๆ ที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้ารับสั่งให้สร้างเป็นวัดขึ้นมานั้น ตั้งอยู่ในตําบลบางกะจะ อําเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เมื่อเริ่มสร้างวัดใหม่ๆ ท่านพระอาจารย์กงมาได้ตั้งชื่อนามวัดนี้ตามสภาพพื้นที่ไว้เป็นมงคลว่า “วัดเขาน้อยนาวาท่าแฉลบ” ต่อมาเรียกกันสั้นๆ ว่า “วัดเขาน้อยท่าแฉลบ” นับเป็นวัดป่าแห่งที่ ๒ ในจังหวัดจันทบุรี ที่ท่านพระอาจารย์กงมาได้มาบุกเบิกพัฒนาสร้างเป็นวัดป่าขึ้นมา

ในกาลต่อมา ก็มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ หลายองค์ได้เดินทางมาปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาในเขตจังหวัดจันทบุรี และได้มาแวะพักที่วัดเขาน้อยท่าแฉลบ

หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี เพื่อนสหธรรมิกอีกองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์กงมา ก็ได้เคยมาจําพรรษาที่วัดเขาน้อยท่าแฉลบ ท่านได้บันทึกความอัศจรรย์ของสถานที่แห่งนี้ไว้ดังนี้

“ภูเขาลูกนี้ ก่อนที่เราจะไปอยู่ เราได้ภาพนิมิตแล้วตั้งแต่อยู่วัดอรัญญวาสี อําเภอท่าบ่อ แต่เราก็ไม่ยักเชื่อว่ามันจะมีเช่นนั้น อนึ่ง ภูเขาลูกนี้มันไม่น่าจะวิเวกเลย เพราะเป็นภูเขาเล็กๆ อยู่กลางทุ่ง มีหมู่บ้านอยู่รอบเชิงเขา แต่เป็นที่แปลกใจมากๆ ไม่ว่าใครจะเป็นพระเป็นเณร หรือแม้แต่คฤหัสถ์ชาวบ้าน เมื่อมาอบรมภาวนา ณ ที่นั้นแล้ว จะได้รับผลเป็นที่น่าอัศจรรย์ทุกๆ คนไป ไม่มากก็น้อยตามกําลังของตนๆ”

แสดงธรรมกัณฑ์อานิสงส์

การเสด็จสอบสวนของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในครั้งนั้น ทําให้ชาวเมืองจันทบุรีรู้จักและเข้าใจพระธุดงคกรรมฐานหรือพระป่ามากยิ่งขึ้น ท่านพระอาจารย์กงมาจิรปุญฺโญ ก็ยิ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่า ท่านเป็นพระป่าที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร เป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเก่งเทศนาธรรม แม้วัดในจังหวัดจันทบุรี ขณะนั้นส่วนใหญ่เป็นฝ่ายมหานิกายก็ให้การยอมรับท่าน

ครั้งหนึ่งท่านพระอาจารย์กงมา ท่านมีกิจธุระจําเป็นที่จะต้องเข้าไปตัวเมืองจันทบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากวัดทรายงามราว ๔ กิโลเมตร ท่านเดินไปทํากิจธุระจําเป็นนั้นเสร็จแล้ว ท่านก็เดินกลับ ขากลับท่านได้แวะเข้าไปวัดเกาะตะเคียน ซึ่งเป็นวัดมหานิกาย ตั้งอยู่ห่างจากวัดทรายงามราว ๑ กิโลเมตรเศษ ขณะนั้นทางวัดมีการจัดงานเทศน์มหาชาติ และมีพระกําลังเทศน์มหาชาติกันอยู่ ท่านเจ้าอาวาสวัดเกาะตะเคียน ท่านเห็นท่านพระอาจารย์กงมาแวะมา ท่านทราบกิตติศัพท์เป็นอย่างดี จึงได้นิมนต์ท่านขึ้นแสดงธรรมกัณฑ์ “อานิสงส์” เพื่อโปรดพุทธบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทําสวนเงาะ สวนทุเรียน

พระธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์กงมา เทศน์กัณฑ์อานิสงส์ ณ วัดเกาะตะเคียน อ.เมือง จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๒

“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ณ บัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงพระธรรมเทศนาที่เป็นศาสนธรรมคําสอนขององค์สมเด็จ-พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอเป็นเครื่องประดับสติปัญญา เพิ่มพูนกุศลบุญราศีของท่านทานาธิบดีทั้งหลาย ที่ได้พากันมาประชุมกัน ณ ที่นี้ ฉะนั้น จึงขอให้ท่านทั้งหลายจงพากันมนสิการไว้ในใจให้ดี และเงี่ยโสตประสาทดุจภาชนะทองรองรับเอาซึ่งอมฤตรสวารี ดังที่อาตมาจะได้แสดงต่อไปนี้

วันนี้เจ้าภาพได้ให้อาตมาแสดงกัณฑ์ “อานิสงส์” ของเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก พระเวสสันดรท่านให้ทาน ท่านทําบุญ ท่านสร้างบารมี ท่านกันความชั่ว ความอิจฉาพยาบาทท่านกันการประพฤติผิดศีล จึงชื่อว่า “กัน”

เมื่อมีกันก็มีอานิสงส์ อานิสงส์ หมายถึง ผล ผลก็เหมือนผลไม้ เมื่อต้นลํามันดี ผลก็มีเต็มที่ เช่น ผลเงาะ ผลทุเรียน เจ้าของสวนปลูกต้นเงาะ ต้นทุเรียนขึ้นแล้ว ในที่สุดก็ได้อานิสงส์ คือผลของทุเรียนฉันใด คําว่า “กัน” ก็คือ การกันความขี้เกียจขี้คร้าน กันความตระหนี่เหนียวแน่น กันความโลภ กันความโกรธ กันความหลง กันอารมณ์สัญญา กันความรัก ความชัง

ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ สัจจะ ขันติ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา กันความฆ่าสัตว์ ขโมยของเขา การประพฤติกาเมสุมิจฉาจาร (ผิดสามีภรรยาผู้อื่น) การพูดปด หลอกลวง การดื่มสุราเมรัย กันสิ่งที่เป็นภัยแก่สมาธิ กันความวิปลาสต่างๆ อันเกิดขึ้นจากนิมิตต่างๆ กันทิฏฐิมานะอันเกิดขึ้นจากความหลงถือตัวถือตนว่าได้สําเร็จมรรคผล ได้ชั้นนั้นชั้นนี้ กันความพยาบาทอาฆาตจองเวร ในที่สุดด้วยการกันความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ครั้นเมื่อกันได้แล้ว “อานิสงส์” ก็เกิดขึ้น เกิดผลเป็นความดี ความสงบ ความสุข ความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นผลที่ทุกๆ คนในโลกนี้ต้องการ

ดังตัวอย่างหนึ่งเราพากันเห็น เช่น พระโพธิสัตว์ ผู้จะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อท่านกันความตระหนี่ กลับกลายเป็น ทานบารมี

ท่านกันความโหดร้ายอันขาดเมตตากรุณา กลับกลายเป็น ศีลบารมี

ท่านกันความมัวเมาในกามคุณทั้งหลาย กลับกลายเป็น เนกขัมมบารมี

ท่านกันความโง่เขลางมงายไปตามสิ่งที่ไร้เหตุผล นับถือกันมาแต่บรรพบุรุษ โดยเชื่อสิ่งที่หาเหตุผลมิได้ อันเป็นทางเข้าหาทุกข์ กลับกลายเป็น ปัญญาบารมี

ท่านกันความเกียจคร้านมักง่ายในการดําเนินวิถีทาง เข้าสู่ความสงบสุขที่แท้จริง กลับกลายเป็น วิริยบารมี

ท่านกันความโลเลไม่แน่นอน ซึ่งทําให้การปฏิบัติไขว้เขวอันขาดความจริง จนไม่สามารถจะจดว่าการปฏิบัติให้มั่นคงได้ กลับกลายเป็น สัจจบารมี

ท่านกันความเหลาะแหละ ความหวั่นไหวง่ายๆ เสียความหนักแน่นในการต่อสู้ เพื่อให้ถึงซึ่งฝั่งแห่งสันติธรรม กลับกลายเป็น ขันติบารมี

ท่านกันความอ่อนแอแห่งการต่อสู้เพื่อบรรลุความจริง ให้กลับกลายเป็น อธิษฐานบารมี

ท่านกันความเหี้ยมเกรียมของใจที่พยาบาทมาดร้าย อันเป็นภัยต่อการแสวงหาธรรมเป็นเครื่องดําเนินสู่ความจริง กลับกลายเป็น เมตตาบารมี

ท่านกันความห่วงใยอาลัยในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในการจะแก้แต่ผู้อื่น จนเกิดความผิดพลาดในการจะดําเนินตนของตน กลับกลายเป็น อุเบกขาบารมี

เมื่อท่าน “กัน” ได้อย่างนี้แล้ว กลับกลายเป็น “อานิสงส์” คือ เป็นผลอันนับเนื่องมาจากเหตุอันพอเพียงแก่ความต้องการ ในเมื่อพระพุทธองค์ได้มาอุบัติบังเกิดขึ้นในโลก บรรพชาแล้วมาบําเพ็ญเพียรจนได้บรรลุพระอรหันต์ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดย “อานิสงส์” แห่งบารมี ๑๐ ประการ คือ

ทานบารมี ท่านมีการบริจาคเสียสละเฉลี่ยความสุขของท่านไปให้ผู้อื่นโดยมิหวงแหน นี้เป็นอานิสงส์ ๑

ศีลบารมี ท่านมีการรักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อย มิให้ล่วงละเมิดในสิ่งที่ก่อความเดือดร้อนแก่ตนและผู้อื่น นี้เป็นอานิสงส์ ๑

เนกขัมมะ ท่านมีการเสียสละในกามคุณ มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่ให้กายและใจเกี่ยวข้องพัวพัน เสียสละออกจากบ้านเรือนโดยเด็ดขาด นี้เป็นอานิสงส์ ๑

ปัญญาบารมี ท่านมีความรู้และใช้ความรู้นั้นให้เกิดประโยชน์ โดยพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน อันเป็นความจริงที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ นี้เป็นอานิสงส์ ๑

วิริยบารมี ท่านมีความเพียร แม้จะมีความลําบากมากมายสักเพียงใด ก็ไม่มีความย่อท้อแต่อย่างใด นี้เป็นอานิสงส์ ๑

สัจจบารมี ท่านมีความแน่วแน่ในการดําเนินหนทาง ไม่ละทิ้งแม้จะพบอุปสรรค ไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะใหญ่หลวงสักเพียงใดก็ตาม นี้เป็นอานิสงส์ ๑

ขันติบารมี ท่านมีความอดทนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะได้รับความกระทบกระเทือนทั้งทางกายและทางใจ ท่านมิได้มีความหวั่นไหว มุ่งมั่นปฏิบัติดัดกาย วาจา ใจของท่านทุกกรณีไม่ว่าลําบากยากเข็ญใจสักเพียงใดก็ตาม นี้เป็นอานิสงส์ ๑

อธิษฐานบารมี ท่านมีความตั้งใจอย่างมั่นคง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน โดยที่ท่านมุ่งหวัง โมกขธรรม คือ ธรรมเป็นเครื่องพ้นจากทุกข์ ท่านก็ได้ตั้งใจมั่นคงในธรรมนั้นจนถึงที่สุด นี้เป็นอานิสงส์ ๑

เมตตาบารมี ท่านมีเมตตาหาประมาณมิได้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีการผูกพยาบาทอาฆาตผู้ใด ปล่อยวางจิตใจให้มีแต่ความเยือกเย็น โดยมิได้มีความขัดข้องให้เป็นเครื่องเศร้าหมอง นี้เป็นอานิสงส์ ๑

อุเบกขาบารมี ท่านมีพระทัยวางจากความเป็นห่วงใยอาลัยในเรื่องของผู้อื่นใด อันจะทําให้เกิดความฟุ้งซ่านรําคาญ ผู้ใดทั้งหลายที่เกิดมาจะมีความสุข ความทุกข์ ก็เพราะเหตุแห่งผู้นั้นวางพระทัยเฉยเพื่อดําเนินจิตเข้าสู่ความปลอดโปร่ง นี้เป็นอานิสงส์ ๑

อานิสงส์เหล่านี้เกิดจาก “กัน” ซึ่งสามารถเป็นแนวทางให้พระองค์ได้สําเร็จพระอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้า จนเป็นพระบรมศาสดาของพวกเราทั้งหลาย

พวกเราได้ฟังเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ยกเอาพระพุทธองค์มาเป็นตัวอย่าง คือ ชาตินั้นพระองค์ได้บําเพ็ญทานบารมีอย่างยอด พวกเราพากันต้องการอานิสงส์มากๆ จึงให้อาตมาเทศน์กัณฑ์อานิสงส์ พวกเราต้องการอานิสงส์ ต้องพากันทําให้ถูกต้อง คือ ต้อง “กัน” จึงได้อานิสงส์ ถ้าไม่ “กัน” ก็ไม่ได้อานิสงส์

พอฟังเทศน์มหาชาติเสร็จแล้วว่าได้อานิสงส์เลย “ไม่ใช่” เราพากันฟังแต่ไม่เอาใจใส่ พากันกินเหล้าเมายาเฮฮากันไป ไม่เป็นอานิสงส์แน่ๆ เพราะว่าผู้จะมีอานิสงส์อย่างจริง ต้องพากัน “กัน” ความชั่วทั้งหลายที่มีอยู่ในตัวของเรากันอย่างจริงจัง ถ้าไม่ “กัน” ก็มีแต่จะต้องได้รับความหายนะต่างๆ เช่น ไม่ “กันความโลภ” ก็จะมีแต่โลภเอาของผู้อื่น ไม่รู้ว่าลูกใครเมียใคร เกิดความเสียหายถึงต้องฆ่าฟันวิวาทกัน หรือไม่ “กันความโกรธ” ก็จะมีแต่พยาบาทอาฆาตจองเวร รบราฆ่าฟันกันไม่มีที่สิ้นสุด หรือไม่ “กันความหลง” ก็จะทําให้มัวเมาเอาแต่การเล่น การเที่ยวเตร่เป็นนักเลงพนัน นักเลงหญิง นักเลงสุรา เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ญาติโยมทั้งหลายที่ให้อาตมาเทศน์อานิสงส์ในวันนี้ ก็ขอให้พากันนําธรรมที่อาตมาได้เทศน์แล้วไปพิจารณาถึง “กัน” อานิสงส์ เมื่อได้ใคร่ครวญพิจารณาเห็นดีเห็นชอบประการใดแล้ว จงประพฤติปฏิบัติไปตาม ก็จะประสบความสุข ความเจริญ งอกงามในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกทิพาราตรีกาล ดังได้แสดงมา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้”

เทศน์กัณฑ์ “อานิสงส์” ท่านพระอาจารย์กงมาท่านได้แสดงธรรมไว้เป็นที่น่าคิด สํานวนเทศนาโวหารธรรมก็จับใจไพเราะ พระศิษย์ได้บันทึกไว้และต่อมาก็ได้นําเนื้อความไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก ต.ตองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านบอกว่า “เป็นพระธรรมเทศนาที่แสดงได้ไพเราะมาก ยากที่ผู้ใดจะแสดงได้เช่นนี้”

หลวงปู่เจี๊ยะลาหลวงปู่กงมาออกติดตามหลวงปู่มั่น

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ กับ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เป็นพระศิษย์องค์สําคัญของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และต่างมีปฏิปทาเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ ท่านทั้งสองมักกล่าวยกย่องสรรเสริญกิตติศัพท์ กิตติคุณ ตลอดแนวปฏิปทาการปฏิบัติอันเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดของหลวงปู่มั่น ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ และเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งเป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรในสมัยกึ่งพุทธกาลร่วมกับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พร้อมทั้งกล่าวยกย่องสรรเสริญคุณธรรมหลวงปู่มั่นว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีปรจิตตวิชาอันรวดเร็วให้หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ตลอดพระ เณร และญาติโยมฟังอยู่เสมอๆ

เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะฟังแล้ว ท่านย่อมเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า ในชีวิตนี้จะต้องหาโอกาสเที่ยวธุดงค์ขึ้นภาคเหนือ เพื่อออกติดตามหาและกราบน้อมกายถวายชีวิตฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นให้จงได้

ในตลอดระยะเวลา ๓ พรรษา ที่หลวงปู่เจี๊ยะ ได้อยู่ร่วมจําพรรษากับหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ผู้เป็นครูบาอาจารย์องค์แรก หลวงปู่เจี๊ยะอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่กงมา จนได้บรรลุธรรมขั้นพระโสดาบัน และ ขั้นพระสกิทาคามี ตามลําดับ โดยไม่ยอมเล่าให้ใครฟัง นอกจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เพียงองค์เดียว จากนั้นปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ออกพรรษาแล้ว ท่านก็ได้กราบลาหลวงปู่กงมา ขึ้นภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อจะเล่าธรรมที่ท่านได้บรรลุถวายท่านพระอาจารย์มั่น

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า

“สาเหตุที่ต้องเดินทางไปหาท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ในใจจริงๆ แล้ว เราคิดว่า เราภาวนาดีพอตัว ถ้าจะพูดหรือสนทนากับใคร คิดว่าในเรื่องจิตนี้คงไม่จบโดยง่าย อาจจะมีข้อขัดแย้งกันอีกนานาประการ เราเอาท่านเป็นเกณฑ์เลย เพราะองค์อื่นๆ ที่มาสอนธรรมอยู่ ณ เวลานี้ ก็ล้วนเป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้น ดังนั้น เราไปหาจุดใหญ่เลย จะต้องดีกว่าแน่นอน เมื่อแน่ใจในตนเอง โดยไม่ปริปากบอกใคร เพราะถ้าบอก เขาก็จะพากันห้ามปราม กลัวเราจะอยู่กับท่านไม่ได้

แม้แต่พระอาจารย์กงมา เราก็ไม่ได้บอกเรื่องภายในจิตนี้ เราคิดว่า ถ้าบอกเล่าถวายท่าน ท่านก็คงไม่เชื่อ เพราะเราบวชยังไม่นาน อีกทั้งสมัยนั้นมันดื้อมาก ดื้อมากขนาดไม่มีใครจะเชื่อว่า เราภาวนาดีได้ จึงตั้งใจไว้ว่า “จะมาเล่าให้ท่านพระอาจารย์มั่นฟัง ตั้งแต่วันที่ภาวนาจนจิตรวมครั้งใหญ่แล้ว”

ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ตอนหลวงปู่เจี๊ยะท่านอยู่วัดทรายงามอยู่กับหลวงปู่กงมา ท่านปฏิบัติอย่างไร ท่านเล่าให้ฟังหมด ท่านปฏิบัติอย่างไร ท่านรู้อย่างไร ท่านรู้เห็นอย่างใด แต่นี้ความรู้เห็น อํานาจวาสนาของคนไง อํานาจวาสนาของคน หมายถึงว่า นิสัยกิริยาของท่านเป็นแบบนั้น ถ้านิสัยกิริยาของท่านเป็นแบบนั้น

เวลาคนที่มีภูมินะ คนที่มีภูมิ โดยธรรมชาติของชาวพุทธก็บอกว่า ผู้ที่มีภูมิ ผู้ที่มีอริยภูมิต้องเป็นผู้ที่ละกิเลส เป็นผู้ที่สงบเสงี่ยม เป็นผู้ที่มีมารยาทสังคม เป็นผู้ที่ดีงามไปทั้งหมดเลย

แต่กิริยาของท่านเป็นแบบนั้น แต่ท่านมีภูมิ ท่านมีภูมิ ท่านไม่แสดงออกมาเลย แต่ภูมิในใจของท่านเต็มหัวใจ ถ้าเต็มหัวใจ ท่านพูดให้ฟังเอง ท่านพูดให้เราฟังประจํา บอกว่า สิ่งที่ท่านรู้ท่านเห็นไม่พูดให้ใครฟัง จะพูดองค์เดียวเท่านั้น คือ หลวงปู่มั่น ท่านถึงขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง…

ในใจของท่านมันมีภูมิ มันมีความรู้จริงขนาดไหน แล้วความรู้จริงของท่าน หลวงปู่กงมาท่านก็เป็นความจริง แต่ทําไมท่านไม่ปรึกษาหลวงปู่กงมาล่ะ

ปรึกษาหลวงปู่กงมา ก็หลวงปู่กงมาเป็นคนเทศน์ เป็นคนสอน แล้วท่านเป็นคนประพฤติปฏิบัติ ทีนี้ปฏิบัติขึ้นมาแล้ว มันอยากก้าวหน้าๆ อยากคนที่พูดแล้วมันถึงใจ ถ้ามันถึงใจขึ้นไป ท่านถึงปฏิญาณ ท่านพูดกับเราเอง ท่านบอกว่า ต้องหลวงปู่มั่นองค์เดียว จะเล่าก็ต่อเมื่อหลวงปู่มั่นเท่านั้น ไม่พูดให้ใครฟัง จะเล่าก็ต้องหลวงปู่มั่นเท่านั้น ท่านถึงขึ้นไปหาหลวงปู่มั่น”

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าเหตุการณ์ในตอนนี้ว่า “เพราะเรามันมีเรื่องในหัวใจ ก็ลาท่านอาจารย์กงมา …มันดื้ออยู่แล้ว เราเตรียมของไว้เสร็จก็ไปลาท่านอาจารย์กงมา ท่านก็เป็นอาจารย์ฝึกสอน แต่ท่านอาจารย์ลีของเรานี่เป็นอนุสาวนาจารย์สวด แล้วก็เหมือนอาจารย์ เพราะไปมาอยู่ตลอดเวลา พอไปลาท่านอาจารย์กงมา ท่านอาจารย์กงมาท่านก็ยังดูถูกเราว่า “ท่านเจี๊ยะ พระอย่างท่านจะไปอยู่กับท่านอาจารย์มั่นได้ยังไง”

พระอาจารย์กงมาท่านพูดแบบเป็นจริงเป็นจัง ไอ้เรามันก็แบบอย่างว่านั่นแหละ อันไหนเป็นความจริงแล้วไม่ถอย ก็เรียนตอบสวนผางท่านไปทันทีเลยว่า “อ้าว ! คนเหมือนกัน ทําไมจะอยู่ไม่ได้ท่านอาจารย์ (หลวงปู่กงมา) หลวงปู่มั่นเป็นคน ผมก็เป็นคน ทําไมผมจะไปอยู่กับหลวงปู่มั่นไม่ได้ ถ้าท่านเป็นพระดี ผมไปหาของดี มันจะผิดตรงไหน ก็คนไม่ดีนั่นแหละ ต้องให้คนดีๆ สอน ถ้าคนอยู่กับคนไม่ได้แล้ว คนจะอยู่กับใคร” อา ! เงียบ ทางนั้นเงียบเลย

“ครูอาจารย์ที่นี่ก็ดี ผมไม่ได้ประมาทในคุณธรรมแม้นิด แต่ที่นี่มันใกล้บ้าน ใกล้พ่อแม่ญาติพี่น้อง มีอะไรก็เรียกหาเรียกใช้ได้ง่ายๆ มันสะดวกเกี่ยวกับเรื่องทางโลก แต่ไม่สะดวกในทางการประพฤติธรรม แม้แต่โยมแม่ทราบว่าจะไป เหตุเพียงแค่นี้ก็ร้องห่มร้องไห้กันแล้ว ภาระกังวลนี่แหละ มันจึงเป็นเหมือนนิวรณ์คอยกางกั้น การไปไกลๆ จากบ้าน ถ้าเกิดความลําบาก อย่างน้อยธรรมชาติมันคงช่วยดัดนิสัยผมได้บ้าง ผมก็คิดอย่างนี้”

เมื่อเราพูดขึ้นอย่างนั้น พระอาจารย์กงมาจึงพูดขึ้นว่า “ถ้างั้นผมไม่รับรอง” ไม่รับรองผมก็ไปเลย “ท่านเจี๊ยะ ถ้าท่านได้อะไรดีๆ ก็นํามาสอนผู้เฒ่าบ้างเน้อ” เมื่อท่านอาจารย์พูดแบบนั้น เราก็ เอ๊ะ ! ทําไมผู้เฒ่าพูดอย่างนี้เน้อ ยิ่งทําให้อยากไปใหญ่ จึงกราบเรียนท่านอย่างนี้ว่า “ถึงใครๆ จะไม่ให้ไป ผมก็จะไป ท่านอาจารย์มั่นจะเป็นคนตัดสินเองว่า จะอยู่กับท่านได้หรือไม่ได้” ตอนนั้นเรามั่นใจในตนเต็มที่เหมือนกัน เราก็หนีเลยมาอยู่กับท่านพ่อลีนี่ เออ ! ไปแล้ว จะไปอยู่ไปหาท่านอาจารย์มั่น

หลังจากกราบลาท่านอาจารย์กงมาแล้ว จึงไปบอกลาโยมพ่อโยมแม่ และพี่สาว ตลอดจนญาติๆ โยมพ่อโยมแม่ร้องไห้โฮกันใหญ่ ก็เราอยู่บ้านไม่เคยลําบาก ฮิ พ่อแม่ไม่เคยบังคับให้ทํางาน งานทั้งหมด เรายินดีทําเอง โยมแม่ก็พูดขึ้นว่า “กินก็เป็นคนกินยาก จะไปได้ยังไง? ลูก” โยมแม่พูดขึ้นพร้อมทั้งนํ้าตา เพราะในบรรดาลูกๆ พ่อแม่รักเราที่สุด “ก็มันกินยากฮิ จึงต้องไป ไปแก้ให้มันกินง่ายๆ โอ๊ย ! ไม่ต้องเป็นห่วง อาตมาไม่ตายหรอกนะโยม” เราพูดปลอบๆ ให้ท่านทั้งสองสบายใจ กลัวท่านจะคิดมาก

วงกรรมฐานปักหลักฐานในเมืองจันท์จนแน่นหนามั่นคง

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลังจากพา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ชื่น สุจิตฺโต) ออกธุดงค์ที่จังหวัดจันทบุรีแล้ว พระองค์ท่านทรงให้ความเลื่อมใสศรัทธาปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นอันมาก ต่อมาไม่นาน ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ พระองค์ท่านได้ขึ้นตรวจการคณะสงฆ์ทางภาคเหนือ และได้ประทับที่วัดเจดีย์หลวง พอใกล้ถึงวันมาฆบูชา วันเพ็ญเดือน ๓ ทรงได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มาร่วมทําพิธีมาฆบูชา และได้อาราธนานิมต์ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นองค์แสดงธรรม

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ท่านเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุค การได้พบกันในครั้งนั้น บังเกิดเป็นผลดีอย่างยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง โดยวงกรรมฐานได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริม และสนับสนุนจากพระองค์ท่านยิ่งๆ ขึ้น อีกทั้งพระองค์เองก็สนพระทัยการปฏิบัติกรรมฐาน

หลังพิธีมาฆบูชา ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเริ่มอาพาธหนักด้วยโรคไข้ป่ามาลาเรียขึ้นสมองจนหมอวินิจฉัยว่าไม่น่าจะรอดชีวิตได้ ท่านรักษาด้วยธรรมโอสถอยู่นานราว ๓ เดือน จนอาการหายเป็นปรกติ โดยระหว่างนี้มีหลวงปู่เจี๊ยะเป็นพระคิลานุปัฏฐากคอยปรนนิบัติดูแลอย่างใกล้ชิด จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นก็เดินทางกลับภาคอีสาน โดยหลวงปู่เจี๊ยะได้รับความเมตตาไว้วางใจจากท่านพระอาจารย์มั่นให้เป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิด

ด้วยในระยะนี้ วัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากมาย เฉพาะที่จังหวัดจันทบุรี หลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ได้บุกเบิกสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นอีกหลายสิบแห่ง โดยมีท่านพระอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต กับ ท่านพระ-อาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต ท่านทั้งสองเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น มีอายุพรรษารุ่นราวคราวเดียวกับหลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ได้เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ เผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และได้ช่วยงานหลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี สร้างวัดป่ากรรมฐานที่จังหวัดจันทบุรี ดังนี้

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านพระอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต ก็ได้เดินทางมาจันทบุรี และได้จําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์กงมา ที่วัดทรายงาม ท่านทั้งสองเคยจําพรรษาร่วมกันมาก่อน ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่วัดป่าศรัทธารวม และในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ที่วัดป่าสว่างอารมณ์ จึงสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และไม่นานท่านทั้งสองก็ได้ร่วมกันสร้างวัดที่บ้านยางระหง (ปัจจุบัน คือ วัดธรรมหรรษาราม) ตําบลเขาบายศรี อําเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี โดยในปี พ.ศ. ๒๔๘๒–๒๔๘๓ ท่านพระอาจารย์จันทร์ ได้จําพรรษาที่วัดบ้านยางระหง ติดต่อกัน ๒ พรรษา จากนั้นท่านได้เดินทางกลับภาคอีสาน ออกธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อขอศึกษาธรรม

ถัดมาไม่นาน ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ก่อนเข้าพรรษา ขณะที่หลวงปู่กงมา เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เข้าพักที่วัดสระปทุม ก็ได้พบกับท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต ซึ่งเพิ่งเดินทางลงมาจากภาคเหนือ เมื่อทั้งสองสนทนาธรรมกัน หลวงปู่กงมาจึงได้ทราบว่า ท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางกลับภาคอีสานแล้ว หลวงปู่กงมาจึงได้ชวนท่านมาจันทบุรี จําพรรษาร่วมกันที่วัดทรายงาม ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก ท่านคิดว่ายังไม่เคยไป เลยตัดสินใจไปจันทบุรี เมื่อไปถึงจันทบุรี ท่านก็ไปเที่ยวธุดงค์ทั่วไปๆ เพราะโดยปกติท่านไม่ชอบอยู่เฉย ท่านได้ไปช่วยท่านพระอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต สร้างวัดที่บ้านยางระหง

ส่วนการอุปสมบทเป็นพระธุดงคกรรมฐานก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ก่อนเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์กงมาได้ทําการอุปสมบทพระภิกษุ ณ วัดทรายงาม ซึ่งขณะนั้นท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานครท่านเมตตาเดินทางมาจังหวัดจันทบุรีเพื่อเยี่ยมท่านพระอาจารย์กงมา ซึ่งเป็นสัทธิงวิหาริกของท่าน (ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านพระอาจารย์กงมา) ที่วัดทรายงาม ท่านพระอาจารย์กงมาจึงกราบอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยมีท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต เป็นพระอนุสาวนาจารย์

พ.ศ. ๒๔๘๔ จําพรรษา ๑๔ ที่วัดเขาน้อยท่าแฉลบ

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อทราบข่าวท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นบุพพาจารย์ของท่าน กลับมาจําพรรษาทางภาคอีสานแล้ว ท่านตั้งใจออกติดตาม แต่ท่านต้องทําตามคําสัตย์ที่ให้ไว้กับ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งได้รับสั่งให้ท่านสร้างวัดเขาน้อย-ท่าแฉลบ ให้เป็นวัดป่ากรรมฐานอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี ท่านจึงอยู่จันทบุรี ต่ออีกระยะหนึ่ง

หลวงปู่กงมา หลังจากที่มาบุกเบิกพัฒนาสร้างวัดเขาน้อยท่าแฉลบ ท่านสร้างเสนาสนะป่าที่จําเป็น เช่น ศาลา กุฏิกรรมฐานพร้อมทางเดินจงกรม ท่านสร้างพอได้อยู่อาศัยปฏิบัติธรรม และได้วางรากฐานไว้จนเป็นวัดป่าที่มั่นคงเจริญรุ่งเรือง โดยในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ พอเข้าพรรษา ท่านได้มาอยู่จําพรรษา ณ สถานที่แห่งนี้ นับเป็นการจําพรรษาสุดท้ายที่จังหวัดจันทบุรี ก่อนที่ท่านจะออกธุดงค์กลับภาคอีสาน เพื่อติดตามท่านพระอาจารย์มั่น นับเป็นพรรษาที่ ๑๔ ขณะอายุท่านได้ ๔๑ ปี พอออกพรรษาแล้ว ท่านก็กลับไปพักวัดทรายงาม

ในปีนี้ ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต ท่านรับเป็นเจ้าอาวาสวัดทรายงาม และได้อยู่จําพรรษาต่อจากหลวงปู่กงมา ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เมื่อหลวงปู่กงมาเดินธุดงค์กลับภาคอีสาน ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก ได้อยู่จําพรรษาที่วัดทรายงาม ต่ออีก ๑ พรรษา จากนั้นท่านได้เดินทางกลับภาคอีสาน ออกธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อขอศึกษาธรรม เช่นเดียวกับท่านพระอาจารย์จันทร์ กับ หลวงปู่กงมา

ในสมัยที่ หลวงปู่กงมา ท่านมาสร้างวัดเขาน้อยท่าแฉลบ ตามพระดําริของ สมเด็จ-พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มีประโยชน์เป็นอันมาก เพราะเมื่อครูบาอาจารย์ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางมาธุดงค์ในจังหวัดจันทบุรี ได้ใช้เป็นที่พัก มีครูบาอาจารย์หลายรูปได้เคยมาพักอาศัยในช่วงระยะสั้นๆ ส่วนหนึ่งก็มาเพื่อรอโดยสารเรือกลไฟเดินทางกลับกรุงเทพฯ เนื่องจากยังไม่มีเส้นทางรถยนต์ และเรือกลไฟก็ไม่ได้แล่นโดยสารทุกวัน เช่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท รวมทั้งครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ

วัดเขาน้อยท่าแฉลบ หลังจากที่หลวงปู่กงมาเดินทางกลับภาคอีสานแล้ว ก็มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญมาพักจําพรรษาปฏิบัติธรรม และพัฒนาวัดต่อเนื่องมาตามลําดับ โดยเฉพาะในปี พ.ศ. ๒๔๙๑–๒๔๙๒ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้มาจําพรรษา พร้อมกับหลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร ติดต่อกัน ๒ พรรษา จนได้ข่าวอาพาธของหลวงปู่มั่น จึงได้ออกจากวัดเขาน้อยท่าแฉลบไปเยี่ยมอาการไข้ของหลวงปู่มั่น จนหลวงปู่มั่นมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๙๒

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้มีการสร้างพระเจดีย์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์ให้สาธุชนสักการบูชา และต่อมาได้เก็บรักษาอัฐบริขารและหนังสือธรรมะของหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี (พระราชนิโรธรังสี) และในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้มีการสร้างพระอุโบสถ โดยมีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เป็นประธานพิธีสงฆ์ ภายในพระอุโบสถ มีกระจกสีแกะลายเกี่ยวกับภาพพุทธประวัติ และภาพสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี หลวงปู่เหรียญ หลวงปู่จันทร์โสม และท่านอื่นๆ ที่สวยสดงดงามมาก

วัดเขาน้อยท่าแฉลบ เป็นวัดป่ากรรมฐานที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี มาจวบจนปัจจุบันนี้ โดยมีชื่อเป็นทางการว่า “วัดวิเวการาม”

คุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ให้กับจังหวัดจันทบุรี

ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ และ ท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร ได้ร่วมกันบําเพ็ญคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ให้กับจังหวัดจันทบุรี ทั้งพัฒนาในด้านวัตถุ และ ด้านจิตใจ ไว้อย่างมากมายเป็นอเนกอนันต์

โดยตลอดระยะเวลา ๖ ปี ที่ท่านพระอาจารย์กงมา ได้อยู่จําพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี ท่านได้บําเพ็ญคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติและพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการแนะนําสั่งสอนธรรมะตามหลักอนุปุพพิกถา ๕ ได้แก่ ทาน ศีล สวรรค์ โทษแห่งกาม อานิสงส์แห่งการออกจากกาม ให้กับประชาชนทั่วไป ตลอดสอนธรรมปฏิบัติให้ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ที่สนใจ ด้วยการเทศนาธรรม ด้วยการพาภาวนา และด้วยการปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดให้เห็นเป็นแบบอย่าง

จังหวัดจันทบุรี ในขณะนั้น ท่านพระอาจารย์กงมา และ ท่านพระอาจารย์ลี หรือที่ชาวเมืองจันท์ได้พากันขนานนามท่านทั้งสองด้วยความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างสูงสุดว่า “ท่านพ่อกงมา” และ “ท่านพ่อลี” ทั้งยกย่องเป็น “ปูชนียอริยบุคคล” โดยภายหลังเมื่อท่านทั้งสองมรณภาพแล้ว ได้มีการสร้างทั้งเจดีย์ พิพิธภัณฑ์ วิหาร และรูปเหมือนของท่านเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้กราบไหว้สักการบูชามากมาย เพราะท่านทั้งสองได้ช่วยกันเผยแผ่ธรรมปฏิบัติและบําเพ็ญประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ โดยฝากผลงานด้านศาสนถาวรวัตถุไว้มากมายและได้ปรากฏจนถึงปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็วมาก จากการออกเดินธุดงค์ปักกลดภาวนาตามป่าตามเขา ตามรอยองค์พระบรมศาสดาและครูบาอาจารย์ของท่านทั้งสองนั่นเอง กล่าวได้ว่าขยายออกไปแทบทุกอําเภอ และหลายๆ ตําบล ดังนี้

วัดป่าคลองกุ้ง ตําบลตลาด อําเภอเมือง

วัดทรายงาม ตําบลหนองบัว อําเภอเมือง

วัดวิเวการาม (เขาน้อยท่าแฉลบ) ตําบลบางกะจะ อําเภอเมือง

วัดเขาแก้ว ตําบลท่าช้าง อําเภอเมือง

วัดเขากระแจะ ตําบลแสลง อําเภอเมือง

วัดดํารงธรรมาราม ตําบลขลุง อําเภอขลุง

วัดมณีคีรีวงศ์ (วัดกงษีไร่) ตําบลซึ้ง อําเภอขลุง

วัดสถาพรพัฒนาราม (วัดบนเขา) ตําบลหนองชิ่ม อําเภอแหลมสิงห์

วัดธรรมหรรษาราม (ยางระหง) ตําบลเขาบายศรี อําเภอท่าใหม่

ฯลฯ

นี่คือผลงานทางด้านศาสนถาวรวัตถุของท่านพระอาจารย์กงมา และท่านพ่อลี

ส่วนทางด้านธรรมะ อันเป็นด้านจิตใจ ที่สําคัญ คือ การหยั่งรากและปักฐานแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ให้เกิดขึ้นในจังหวัดจันทบุรี จนมั่นคงตราบเท่าทุกวันนี้ กล่าวคือ มีผู้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานที่เคารพยึดมั่นในหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และขยันหมั่นเพียรในการไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติภาวนาเพื่อมรรค ผล นิพพาน ทําให้เกิดพระแท้ที่มีคุณภาพไปเป็นสมภารให้แก่วัดต่างๆ ซึ่งกําเนิดมาจากวัดทรายงาม หนองบัว ที่เคยได้รับการศึกษาอบรมจากหลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ไปเป็นสมภาร มีพระครูสุทธิธรรมรังษี (เจี๊ยะ จุนฺโท) พระครูอรัญญาภิรัต (ถวิล จิณฺณธมฺโม) พระครูญาณวิโรจน์ (ปทุม ธนปาโล) ท่านพระอาจารย์สันติ์ สนฺติธมฺโม พระมหาเข้ม จิตฺตธมฺโม ฯลฯ

ส่วนฝ่ายอุบาสก อุบาสิกา ก็ซาบซึ้งในรสพระธรรม หันมานับถือพระรัตนตรัย เชื่อมั่นและปฏิบัติภาวนาเพื่อมรรค ผล นิพพาน ทั้งได้สืบทอดมาจนถึงลูกหลาน ซึ่งต่างก็ได้พากันเข้าวัด ฟังธรรม และปฏิบัติธรรมจนมีหลักใจ โดยได้รับผลสืบต่อมาจากบิดามารดา จนปรากฏว่าทุกๆ วัด ที่เกิดขึ้นจากการดําเนินงานของศิษย์ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง ยังมีการปฏิบัติธรรมกันเป็นอย่างดี สําหรับครอบครัวที่ศรัทธาแรงกล้า ฝ่ายชายเมื่อมีอายุครบอุปสมบท ก็ส่งเสริมให้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ฝ่ายหญิงก็สนับสนุนให้เข้าวัดนุ่งขาวห่มขาว รักษาศีล ภาวนากัน

เรื่องหลวงตาสง่าสมัยฆราวาสเคยตกนรกทั้งเป็น

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ คราวที่ท่านไปธุดงค์ทางอําเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ท่านได้กํานันสง่าเป็นลูกศิษย์ กํานันคนนี้เป็นคนที่ชอบกินเหล้า เที่ยวผู้หญิง ผลกรรมทําให้กํานันตกนรกทั้งเป็นจนกลัว ต้องออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน โดยหลวงปู่กงมาท่านจัดการบวชให้ จนเป็นพระหลวงตาสง่าที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เรื่องนี้เป็นคติธรรมที่หลวงปู่กงมามักนํามาสอนพุทธบริษัท ดังนี้

สมัยหลวงปู่กงมายังมีชีวิตอยู่ท่านเล่าถึงบ่อย ลูกศิษย์ท่านคนนี้ เขาชื่อ กํานันสง่า เกิดอยู่บ้านหนองสิ้ว อําเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี กํานันสง่ากินเหล้าก็เก่ง เที่ยวผู้หญิงก็เก่ง ตอนบ่ายตอนเย็นนั่นแหละ ตัดฟืนผ่าไม้ สมัยก่อนใช้ฟืน ผ่าฟืนขึ้นบ้าน อยู่ๆ ก็ทิ้งพร้าทิ้งขวานวิ่งขึ้นเกาะต้นเสา ร้องโก้กๆ โวยวายอยู่นั่นแหละ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรล่ะ คน ๓ คนมาแกะออกจากต้นเสาไม่ยอมหลุดนะ กอดแน่น จนกระทั่งหมดกําลังเขานั่นแหละ แล้วก็หามขึ้นไปนอนบนบ้าน

เขาก็กลิ้งจากตรงนี้ถึงตรงโน้น กลิ้งจากตรงโน้นมาถึงตรงนี้ กลิ้งร้องครวญครางอยู่นั่นแหละ แทบตาย เหนื่อย คอแห้ง พูดก็จะไม่ออกเสียงล่ะ แล้วก็หิวนํ้า ขอนํ้ากิน เขาก็เอานํ้าให้กิน พอชุ่มคอแล้วมีแรงขึ้น เขาจึงได้ถามว่า “เนี่ย กลิ้งทําไมล่ะ เป็นยังไงล่ะจึงกลิ้ง” “ไม่กลิ้งยังไงล่ะ เขาเอานํ้ากรด นํ้าทองแดง มากรอกใส่ปาก มันแสบมันร้อนเหมือนจะตายนี่” นํ้ากรด นํ้าทองแดงนะ เขาเอากรอกใส่ปาก อันนี้ก็เห็นแหละ เขาเห็นคนเดียว

“แล้วขึ้นต้นเสาล่ะ เป็นยังไงจึงขึ้น”

“เอ้า ! ไม่ขึ้นได้ไงล่ะ หมามันจะไล่กัดกิน จะขึ้นไปก็ขึ้นไม่ได้ มันไม่ใช่ต้นเสานะ กลายเป็นต้นงิ้ว หนามงิ้ว หนามมันแข็ง มันเสียบเอา จะลงก็ลงไม่ได้ หมามันจะกัดกิน จะขึ้นมันก็ขึ้นไปไม่ได้ จําเป็นก็ร้องอยู่อย่างนั้นแหละอันนี้”

จากคนดีๆ ก็ล้มป่วยนอนป่วยอยู่ ๗ วัน ร้อนหมดทั้งตัว หนังลอกหมด หลวงปู่กงมาท่านว่า ตกนรกทั้งเป็นจริงๆ ตกนรกทั้งเป็นนะนี่ คนยังไม่ได้ตาย จากคนดีๆ อยู่แล้วล้มป่วยลงเป็นอย่างนั้น เขาเห็นหมด แล้วก็เข็ดหลาบ กลัว เห็นแล้วกลัวแล้วทีนี้ ไม่ได้ๆ อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องไปบวชๆ ลูกเมียก็จะเอาไปบวชทั้งหมด

หลวงปู่กงมาท่านห้าม “ลูกเมียเขายังไม่เห็น เห็นเฉพาะเรา ก็บวชเฉพาะเรานั่นแหละก่อน ลูกเมียเขาเห็นเมื่อไหร่แล้วค่อยเอาเขาเข้ามาบวช”

หลวงตาสง่าเห็นชัดแล้ว เมื่อก่อนเขาไม่เชื่อ เขาเห็นแล้ว กลัวแล้วทีนี้ อยู่ไม่ได้ต้องไปบวช เลยตกลงบวชเฉพาะตัวเอง เมียเขาไม่เห็น เขาก็ไม่บวชแหละ เขาก็เอาผัวใหม่ เอาผัวใหม่ก็ให้เขาเอา ตอนเขาเอาผัวใหม่ก็ให้หลวงตาสง่านั่นแหละรดนํ้ามนต์ให้

พอเราบวชให้แล้ว มีหมู่มาจากจันทบุรีนู้นมาเยี่ยม เราถามข่าวดู หลวงตาสง่าเป็นยังไง “โอ้ ! เป็นผู้ปฏิบัติดี เคร่งครัดในข้อวัตรในพระธรรมวินัยนะ กิจไหนเป็นของควรทํา ก็ทําอยู่นั่นแหละ ไม่มีใครทํา กิจไหนเป็นของควรหลีกเว้น ก็หลีกเว้นเอาล่ะ” ตอนที่เราถามข่าวดูน่ะ หลวงตาสง่าตายแล้ว แต่ประวัติหลวงตาสง่ากลับเป็นผู้ปฏิบัติดีเคร่งครัดอะไรทุกอย่าง

สมัยก่อนหลวงปู่กงมาท่านเล่าให้ฟังบ่อยถึงลูกศิษย์คนนี้ จึงว่ามันจริงๆ ตกนรกทั้งเป็นน่ะ คนไหนเห็นแล้วก็เชื่อล่ะเรื่องนี้ เมื่อก่อนไม่เชื่อ กินเหล้าเก่ง เขาเอานํ้ากรด นํ้าทองแดงมากรอกใส่ปาก มันแสบ มันร้อนขนาดไหนล่ะ นํ้ากรด นํ้าทองแดงน่ะมันร้อน กรอกใส่ปากคนธรรมดามันก็เปื่อยหมด กรรมที่เที่ยวผู้หญิงก็ได้ไปปีนต้นงิ้วล่ะ นี่แหละกรรมหนักเบาต่างกัน ท่านว่าต้นเล็กต้นใหญ่ หนามสั้น หนามยาว ต่างกันตามกรรม เสาบ้านตัวเองกลายเป็นต้นงิ้ว

สัตว์นรกมียังไงล่ะ ศึกษาดู แล้วใจของเรามีไหมอย่างนั้น ถ้ามีนั่นแหละ นรกเกิดมีขึ้นแล้ว เวลาตายก็ไปสู่นรก ใจเปรตมียังไงล่ะ ใจเปรต เราก็ศึกษาดูใจของเรานี่แหละ ในใจของเรามีไหมล่ะอย่างนั้น ถ้ามีแสดงว่าภูมิของเปรตก็มีอยู่ในใจของเรา ตายแล้วก็จะไปสู่ภพของเปรตนั่นแหละ ใจสัตว์เดรัจฉานเขามียังไงล่ะ ศึกษาดูสัตว์เดรัจฉานเขาชอบยังไงล่ะ แล้วในใจของเราล่ะเป็นยังไง ชอบอย่างสัตว์เดรัจฉานไหม ถ้ามี เวลาตาย เราก็จะไปเป็นอย่างนั้นแหละ

ศึกษาดูไป เห็นภายนอกค่อยน้อมเข้ามาดูภายในของเรา ภายนอกมีอยู่ยังไง ภายในของเราก็มีอย่างเดียวกัน ไม่มีอะไรแตกต่างกัน นี่แหละข้อปฏิบัติ

อย่างหลวงตาสง่า ท่านพ้นไปแล้วนะ ท่านรู้เห็นแล้ว เข็ดหลาบแล้ว ถึงสละเพศของตัวเองเป็นทาน ไม่เอาแล้ว เอาแต่สมณเพศ นักบวชผู้มีศีล ไม่มีใครรู้ใครเห็น เขารู้เขาเห็นของเขา เขาสละเป็นทานได้ เข็ดหลาบแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ไปไหนมาไหนเลยทําแต่ความดี นี่ผู้พบเห็นก็มีโอกาสพ้นจากกรรมไปได้

นี่แหละนรกจะว่าอยู่ที่ไหนล่ะ มันไม่ใช่อยู่ที่ใจของเราหรือ สวรรค์ก็อยู่ที่ไหนล่ะ ไม่อยู่ที่หัวใจของเราหรือ อะไรก็มีอยู่ที่ใจทั้งหมด ออกจากใจทั้งหมดนั่นแหละ

มีร่างกายมนุษย์ แต่จิตใจกลายเป็นสัตว์นรกไปแล้วก็มี

มีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตใจนั้นเป็นเปรตก็มี

มีร่างกายมนุษย์ แต่จิตใจนั้นเป็นสัตว์เดรัจฉานไปแล้วก็มี

มีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตใจนั้นเป็นเทพ เทวดา อินทร์ พรหมไปแล้วก็มี

อะไรๆ ก็อยู่ที่ใจเราทั้งหมดนั่นแหละ

ท่านกลับภาคอีสาน เพื่อศึกษาธรรมขั้นสูง

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ตลอดระยะเวลา ๖ ปี ที่ท่านจําพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี ท่านได้บําเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นและเพื่อส่วนรวมไว้มากมายดังได้กล่าวมาแล้ว แต่การบําเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนตน คือ สอนตนเองให้ได้ก่อน จึงสอนผู้อื่น ท่านยังสอนตนเองได้ไม่สมบูรณ์ ยังไม่เสร็จกิจงานภายในตามที่ท่านได้ตั้งความปรารถนามาตั้งแต่ออกบวช เพราะเนื่องด้วยในระยะนั้นท่านมีภาระความรับผิดชอบมากมายรอบด้าน ท่านจึงไม่มีโอกาสบําเพ็ญภาวนาเร่งทําความพากเพียรได้อย่างเต็มที่

แม้ว่า หลวงปู่กงมา ท่านเป็นพระอริยบุคคลขั้นต้นแล้วก็ตาม ซึ่งก็เหมือนกับผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย คือ เมื่อบรรลุอริยธรรมขั้นต้นแล้ว ก็ต้องการบรรลุอริยธรรมขั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นสูงสุด คือ ขั้นของพระอรหันต์ แต่การบําเพ็ญธรรมขั้นสูงในแต่ละขั้นๆ นั้นกลับเป็นเรื่องยาก ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมล้วนติดและหลงได้ด้วยกันทุกราย จําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงคอยชี้แนะ จึงเข้าสู่เส้นทางแห่งอริยมรรค อริยผล และบรรลุถึงจุดหมาย คือ วิมุตติธรรม ได้อย่างรวดเร็วกว่าการศึกษาค้นคว้า ปฏิบัติด้วยลําพังตนเองเป็นไหนๆ

หลวงปู่กงมา ท่านจึงจําเป็นต้องเดินทางจากเมืองจันท์ จากวัด จากพระ เณร ตลอดศรัทธาญาติโยมทั้งหลายที่ให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านมาก เมื่อเดินทางถึงภาคอีสานแล้วจะออกธุดงค์ติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นบุพพาจารย์องค์แรกของท่าน เพื่อจะได้ศึกษาธรรมขั้นสูงต่อไป และเพื่อจะได้เร่งทําความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ ให้ใจดวงนี้ได้ครองวิมุตติธรรมอันเลิศเลอ แล้วนําวิมุตติธรรมนั้นกลับมาเมืองจันท์โปรดพุทธบริษัทต่อไป เพื่อให้สมกับบทสวดสังฆคุณที่ว่า อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า

ส่วนวัดป่ากรรมฐาน ที่หลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ร่วมกันสร้างมากมายหลายแห่งในจังหวัดจันทบุรี ก็มีครูบาอาจารย์จากภาคอีสานเดินทางมาพักจําพรรษา เพื่อมาดูแลพัฒนารักษาวัดกัน และอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทชาวเมืองจันท์อย่างต่อเนื่อง จนเป็นวัดป่าที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองตราบจนปัจจุบันนี้

สําหรับวัดทรายงาม อันเป็นวัดป่าแห่งแรกที่หลวงปู่กงมาสร้างร่วมกับท่านพ่อลี และเป็นวัดที่หลวงปู่กงมาได้อยู่จําพรรษา นานติดต่อกันถึง ๕ พรรษา ก็ได้มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก พระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล) ฯลฯ ตลอดพระศิษย์ของหลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี ได้มาปกครองวัดตามลําดับ

วัดทรายงามได้รับการพัฒนาเรื่อยมา โดยมีผู้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินถวายทั้งส่วนที่เป็นเนินเขาและป่าธรรมชาติ เพื่อขยายบริเวณวัดให้กว้างมากขึ้นและเป็นการอนุรักษ์ป่าธรรมชาติ เนื่องจากชาวบ้านเริ่มตักหน้าดินขายและตัดไม้ทําลายป่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ พระครูญาณวิโรจน์ (ปทุม ธนปาโล) เป็นเจ้าอาวาส ได้สร้างเจดีย์ไว้บนยอดเขาเพื่อบรรจุพระธาตุของครูบาอาจารย์ และเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจําลอง ในส่วนที่เป็นพื้นที่ราบบางส่วนได้ให้ทางราชการขุดสระนํ้า เพื่อให้ประชาชนได้ใช้รดนํ้าต้นไม้ในฤดูแล้ง และเป็นสถานที่สงบร่มรื่น สัปปายะ เหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติศีลธรรมอีกด้วย

สิ่งก่อสร้างถวายในวัด มีโบสถ์ ๑ หลัง ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง ศาลาบําเพ็ญกุศลพร้อมเมรุ ๑ หลัง ศาลาอเนกประสงค์ ๑ หลัง โรงพยาบาลแพทย์แผนโบราณ ๑ หลัง (ปัจจุบันยกให้เป็นสถานีอนามัยชั้นหนึ่งของอําเภอเมือง) มีกุฏิพระจํานวน ๓๓ หลัง บ้านพักชีพราหมณ์๑๐ หลัง เสนาสนะส่วนใหญ่สร้างในสมัย พระครูญาณวิโรจน์ (ปทุม ธนปาโล) เป็นเจ้าอาวาส

เจ้าอาวาสองค์ต่อๆ มา ท่านก็ได้พัฒนา ปรับปรุง ซ่อมแซม และสร้างเสนาสนะต่างๆ ภายในวัดเรื่อยมา โดยรักษาสภาพบริเวณวัดและสภาพผืนป่าให้สมกับเป็นวัดป่ากรรมฐานที่มีความสะอาดสะอ้าน ร่มรื่น วิเวกเงียบสงัด เป็นที่สัปปายะเหมาะกับการปฏิบัติธรรม ทั้งนี้เพื่อสืบทอดเจตนาการสร้างวัดป่าของหลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี เมื่อขึ้นไปสักการะเจดีย์บนยอดเขา ซึ่งทางวัดให้แม่ชี ญาติโยม ได้ใช้เป็นที่ไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม จะเห็นทัศนียภาพธรรมชาติอันร่มรื่นงดงาม

ปัจจุบัน วัดทรายงาม เป็นวัดป่ากรรมฐานที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี และชื่อวัดยังคงใช้ชื่อเดิมตามที่หลวงปู่กงมาตั้งไว้ โดยทางวัดได้อนุรักษ์กุฏิเก่าของหลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี ฯลฯ ไว้เป็นอนุสรณ์ และได้สร้างรูปหล่อโลหะของท่านทั้งสองไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา ทั้งได้อนุรักษ์สระนํ้าเก่าที่ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร นําชาวบ้านขุด

หลวงปู่กงมา ท่านได้บุกเบิกพัฒนาสร้างวัดทรายงาม และ วัดเขาน้อยท่าแฉลบ ตลอดสร้างวัดป่ากรรมฐานอื่นๆ เพื่อเป็นสถานที่พัก ที่ปฏิบัติธรรมร่วมกับท่านพ่อลีไว้มากมายนั้น ก็เพื่อโปรดพุทธบริษัทชาวจันทบุรีที่สนใจธรรมปฏิบัติ ซึ่งนับวันจะยิ่งให้ความเลื่อมใสศรัทธาแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น กันมากขึ้น และเพื่อรองรับหมู่คณะวงกรรมฐานที่เดินทางมาธุดงค์ปฏิบัติธรรมที่จังหวัดจันทบุรี

ซึ่งกาลต่อมาก็มีครูบาอาจารย์เดินทางมาจันทบุรีกันมากมาย จนองค์หลวงตาพระมหาบัวถึงกับเทศน์ยกย่องให้ “เมืองจันท์เป็นเมืองกรรมฐาน” พร้อมทั้งยกย่อง “ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต และ ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต เป็นผู้บุกเบิกวงกรรมฐานในจังหวัดจันทบุรี” ผลงานสําคัญนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผลงานของหลวงปู่กงมา ก่อนออกธุดงค์กลับภาคอีสาน เพื่อติดตามท่านพระอาจารย์มั่น

ภาค ๘ ธุดงค์กลับภาคอีสานติดตามท่านพระอาจารย์มั่น

ท่านกลับภาคอีสาน ศิษย์พากันอาลัย

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านจะคอยติดตามฟังข่าวท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร มาโดยตลอด ในระยะที่ท่านทราบข่าวท่านพระอาจารย์มั่นกลับภาคอีสานแล้ว ท่านก็ยิ่งให้ความสนใจติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต-พุทธสาวกองค์แรกในครั้งกึ่งพุทธกาล จากนั้นท่านพักและจําพรรษาตามป่าตามเขาทางภาคเหนือ รวมเป็นเวลานานติดต่อกันถึง ๑๑ พรรษา จึงได้เดินทางกลับภาคอีสานพร้อมกับหลวงปู่เจี๊ยะ ซึ่งขณะนั้นเป็นพระอุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิด โดยปี พ.ศ. ๒๔๘๓–๒๔๘๔ ท่านพระอาจารย์มั่นและหลวงปู่เจี๊ยะได้มาพักจําพรรษาที่วัดป่าโนนนิเวศน์ อ.เมือง จ.อุดรธานี ตามคํากราบอาราธนาของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นเวลาติดต่อกัน ๒ พรรษา ท่านพักเฉพาะในพรรษาเท่านั้น พอออกพรรษาในหน้าแล้ง ท่านก็ออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา ตามอุปนิสัยที่ชื่นชอบและรักการธุดงค์เป็นชีวิตจิตใจ

หลวงปู่กงมา เมื่อทราบข่าวนี้แล้ว ท่านจึงตัดสินใจเดินทางกลับภาคอีสาน โดยมิได้รอช้า ความคิดคํานึงถึงวัดป่ากรรมฐานที่ท่านได้บุกเบิกพัฒนาสร้างไว้หลายแห่ง ซึ่งสร้างจากทุนทรัพย์ที่ญาติโยมศรัทธานํามาบริจาคกันมากมาย และทั้งญาติโยมที่ท่านอบรมสั่งสอนมาด้วยตนเอง จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาได้มาอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านที่วัดเป็นเวลานานปี เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าจะต้องผูกพันและยากที่จะสลัดตัดใจได้ เป็นต้นว่า เสนาสนะป่า ตลอดศาสนถาวรวัตถุอันน่ารื่นรมย์และแสนสะดวกสบาย อันจะทําให้ติดถิ่นสถานที่ ตลอดญาติโยมที่ให้ความรัก ความเคารพเลื่อมใสท่านมาก อันจะทําให้ติดญาติโยม ติดลาภสักการะ

แต่เมื่อถึงคราวจําเป็นที่จะต้องพลัดพรากจากกันจริงๆ เพื่อไปกราบนมัสการและศึกษาธรรมขั้นสูงกับท่านพระอาจารย์มั่น และถือโอกาสกลับไปโปรดครอบครัว ญาติพี่น้อง ตลอดมิตรสหายและลูกน้องของท่านในคราวเดียวกันแล้ว นับเป็นโอกาสพิเศษและหาได้ยากยิ่ง แม้ท่านจะผูกพันมากสักเพียงใดก็ตาม ก็จําเป็นที่จะพลัดพรากจากกันอยู่โดยดี เพราะธรรมเพื่อความพ้นทุกข์นั้น เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่าน และก็เป็นความปรารถนาสูงสุดของท่านนับตั้งแต่ออกบวช ท่านจึงไม่ได้คิดเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นอุปสรรคคอยขัดขวาง หรือมาเป็นอุปาทานให้คอยยึดมั่นเลย

ด้วยหลวงปู่กงมาท่านสร้างวัดทรายงามจนเป็นวัดที่มั่นคงแล้ว จึงควรมีพระ เณร อยู่ช่วยท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต ดูแลรักษาวัด ท่านจึงให้มีพระติดตาม เพื่อร่วมเดินทางไปกับท่านเพียงองค์เดียว โดยออกธุดงค์เดินทางไกลจากวัดทรายงาม อําเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี สู่จุดหมายปลายทาง คือ จังหวัดสกลนคร

ชีวิตพระธุดงคกรรมฐาน หรือ พระป่า เป็นชีวิตที่ยิ่งใหญ่และต้องมีวาสนาบารมีธรรมมาก ท่านมีสมบัติภายนอก คือ เครื่องรบที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมอบให้ นั้นคือ อัฐบริขาร แต่มีธรรมสมบัติ คือ สมาธิสมบัติ ปัญญาสมบัติ และ นิพพานสมบัติ อันเป็นสมบัติภายในที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งทรงให้ฝึกฝนและค้นคว้าจากใจ โดยทรงประทานพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ฯลฯ ให้เป็นแนวทางก้าวเดินเพื่อให้ถึงจุดหมาย และให้ออกรุกขมูลใช้ชีวิตตามป่าตามเขาบําเพ็ญสมณธรรม โดยอาศัยป่าเขาที่สงบสงัด น่ากลัว เป็นสนามรบ เป็นที่ฝึกสติ ฝึกจิตให้แก่กล้า

หลวงปู่กงมา ท่านใช้ชีวิตพระป่ามาโดยตลอด ท่านจึงสะสมแต่ธรรมสมบัติภายในใจ ส่วนสมบัติภายนอกใดๆ ท่านไม่เคยสะสมเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น การออกเดินธุดงค์ของท่านจึงมีเพียงอัฐบริขารเป็นสัมภาระติดตัวเท่านั้น เป็นความปลอดโปร่งโล่งใจ ไม่มีอะไรให้กังวล และก็ไม่มีอะไรให้สะทกสะท้านหวาดกลัว

หลวงปู่กงมา ท่านเริ่มออกเดินทาง ในวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกับที่ท่านมาป่าช้าผีดิบ บ้านหนองบัว ในครั้งแรก คือ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ หลวงปู่กงมาเดินทางกลับภาคอีสานในครั้งนั้น ญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งให้ความรัก ความเคารพผูกพันกับท่านมาก ต่างก็พากันอาลัยอาวรณ์และเสียดาย ร้องไห้เศร้าโศกเป็นการใหญ่ เนื่องจากขณะที่อยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลานานเกือบจะครบ ๖ ปี ท่านได้บําเพ็ญคุณประโยชน์ทั้งทางด้านวัตถุและทางด้านจิตใจไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ ท่านเป็นบุพพาจารย์องค์แรกที่สั่งสอนธรรมปฏิบัติ อันเป็นอริยทรัพย์ให้กับญาติโยม ประดุจชี้ขุมทรัพย์อันเลิศเลอสูงสุดลํ้าค่าให้อย่างไม่มีผู้ใดสั่งสอนมาก่อน

แม้ญาติโยมจะพากันอาลัยและเสียดายท่านเป็นอันมากก็ตาม และพากันวิงวอนให้ท่านอยู่วัดทรายงาม เพื่อเมตตาอบรมสั่งสอนพวกเขาต่อไป ท่านก็ได้บอกเหตุผลความจําเป็นให้ญาติโยมทราบจนเป็นที่เข้าใจ โดยท่านก็ไม่ได้คํานึงคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ให้เป็นความห่วง เป็นความกังวลเท่าใดนัก อันเป็นปฏิปทาสําคัญของพระป่าที่มุ่งต่อมรรค ผล นิพพาน ซึ่งจะต้องไม่ติดถิ่นสถานที่ ไม่ติดความสะดวกสบาย ไม่ติดญาติโยม และไม่ติดในลาภสักการะ ท่านบอกกับพระติดตามว่า “เราไม่ต้องกังวล เรารีบเดินทางไปเถิด”

เดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่นอย่างทรหดอดทน

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้แบกกลด สะพายบาตรและย่าม เริ่มเดินธุดงค์ออกจากวัดทรายงาม อําเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ในวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ เวลา ๑๐.๒๐ น. เป้าหมายปลายทาง คือ จังหวัดสกลนคร ท่านเดินมุ่งหน้าสู่ชายแดนประเทศเขมร วันแรกของการเดินธุดงค์ถึงอําเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ระยะทาง ๓๐ กว่ากิโลเมตร พอดีใกล้คํ่า จึงได้ปักกลดพักแรมและภาวนาอยู่ ๑ คืน

หลวงปู่กงมา เดินธุดงค์ออกจากวัดทรายงามวันแรก ท่านได้ปล่อยวางภาระงานภายนอกต่างๆ หมดแล้ว แม้ร่างกายท่านจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินธุดงค์ทางไกลมาตลอดทั้งวัน แต่จิตใจท่านนั้นกลับรู้สึกเบาจิตเบาใจ ในขณะที่พระติดตามกําลังถวายการนวดเส้นแก่ท่านในคํ่าคืนวันนั้น ท่านพูดด้วยความเบิกบานใจว่า “เราตัวเปล่าๆ หมดภาระ สบายจริงๆ”

เมื่อท่านอยู่ที่วัดทรายงาม ดูสะดวกสบายไปหมด มีญาติโยมคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี มีกุฏิที่นอน หมอน มุ้ง มีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ และมีนํ้าหวาน นํ้าอ้อย นํ้าตาล นํ้าอัดลม ทุกอย่าง แต่เวลานี้ท่านไม่มีใครคอยดูแล ไม่มีที่นอน ต้องนอนบนดิน ไม่มีนํ้าหวาน นํ้าอ้อย แม้แต่นํ้าตาลสักก้อนเดียวก็ไม่มี สาเหตุที่ท่านว่า สบายจริงๆ

หลวงปู่กงมา ท่านให้เหตุผลอย่างพระอริยบุคคล ผู้มีประสบการณ์ธุดงค์มาอย่างโชกโชนแล้วว่า “เหล่านั้น มันเป็นอาหารภายนอก บัดนี้เรามาได้อาหารภายในต่อการถอดถอนละอุปาทาน ไม่ต้องไปเป็นสมภารให้มันหนักอึ้ง เราแม้จะนอนกับดิน กินกับหญ้า แต่อิ่มด้วยธรรมปีติแล้ว”

แม้หลวงปู่กงมาเดินทางกลับภาคอีสานแล้ว แต่จังหวัดจันทบุรีในขณะนั้นก็ยังมีท่านพ่อลี ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก ฯลฯ อยู่เป็นเสาหลัก เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ชาวเมืองจันท์ อีกทั้งญาติโยมที่หลวงปู่กงมาท่านรับเป็นภาระอบรมสั่งสอนมานานหลายปี ต่างให้ความเลื่อมใสศรัทธาและปฏิบัติตามหลักธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนาจนได้หลักใจกันแล้วมากมาย ท่านถึงพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคําว่า “เราตัวเปล่าๆ หมดภาระแล้ว สบายจริงๆ”

การเดินธุดงค์ทางไกล เพื่อออกติดตามท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนั้นของหลวงปู่กงมา เต็มไปด้วยความมุ่งหมาย และมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเป็นการปลดเปลื้องปลิโพธ หรือภาระความกังวลจากเครื่องผูกพันและหน่วงเหนี่ยวต่างๆ ที่ทําให้ใจพะวักพะวน เป็นต้นว่า ความกังวลเกี่ยวกับวัดหรือที่อยู่ หรือ “อาวาสปลิโพธ” ความกังวลเกี่ยวกับตระกูลญาติหรืออุปัฏฐาก หรือ “กุลปลิโพธ” ความกังวลเกี่ยวกับลาภ หรือ “ลาภปลิโพธ” ความกังวลเกี่ยวกับคณะศิษย์หรือหมู่ชนที่ตนต้องรับผิดชอบ หรือ “คณปลิโพธ” ฯลฯ นับเป็นคติตัวอย่างหนึ่งของการเป็นพระสงฆ์สาวกที่มุ่งปรารถนาต่อธรรมขั้นสูง และต่อพระนิพพาน ซึ่งจะต้องปลดเปลื้องปลิโพธ หรือภาระความกังวลต่างๆ เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป ทั้งนี้เพื่อให้จิตใจโล่งปลอดโปร่งและสะดวกในการบําเพ็ญสมณธรรมให้เจริญก้าวหน้า

หลวงปู่กงมา นับตั้งแต่ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ท่านได้ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขามาแล้วมากมาย แม้ท่านเคยเดินธุดงค์อยู่ตลอดเวลาอันยาวนานก็ตาม แต่ก็ไม่เหมือนครั้งนี้ แม้การเดินทางกลับภาคอีสานเพื่อออกติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ท่านสามารถเลือกเส้นทางสะดวกและรวดเร็วกว่า เป็นต้นว่า นั่งเรือกลไฟจากจังหวัดจันทบุรีเข้ากรุงเทพฯ แล้วเดินทางต่อด้วยรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดอุดรธานี แล้วเดินทางต่อด้วยรถยนต์ไปจังหวัดสกลนคร ท่านกลับไม่เลือกเส้นทางนี้ แต่กลับไปเลือกเดินธุดงค์ทางไกลอันเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากลําบาก

การเดินธุดงค์ทางไกลของหลวงปู่กงมาในครั้งนี้ เป็นการธุดงค์ที่แสนจะสมบุกสมบันทรหดอดทน ถือเป็นการธุดงค์มหาวิบาก และถือเป็นครั้งสําคัญยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของท่าน เนื่องจากทั้งระยะทางไกลแสนไกล ทั้งต้องบุกป่าฝ่าดงซึ่งเต็มไปด้วยพิษไข้ป่า สัตว์ป่า สัตว์ร้ายชุกชุมมาก เช่น ช้าง เสือ หมี งูพิษ ฯลฯ ทั้งต้องปีนขึ้นเขาลงเขา ทั้งธุดงค์ไปในต่างแดนโดยไม่รู้จักภาษาเขา ท่านจึงต้องประสบกับความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัสด้วยประการต่างๆ นานาบางครั้งก็ฉันข้าวเปล่าๆ บางครั้งก็ต้องฉันนํ้าเพื่อประทังชีวิต บางครั้งก็อาพาธเป็นไข้จับสั่น ฯลฯ ซึ่งการเดินธุดงค์ในครั้งนี้ ต้องผ่านดงหนาป่าทึบ ต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว หากเผลอสติพลาดไปเหยียบงูพิษก็จะถูกฉกกัดและอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ สมัยนั้นชาวสวนชาวไร่เมืองจันท์มักเสียชีวิตด้วยพิษไข้ป่าและงูพิษ เพราะพื้นที่เป็นดินปนทราย งูชอบอยู่อาศัยมาก บางทีงูก็ไปขดตัวอยู่ใต้ใบไม้แห้งที่หล่นกองทับถมกัน

ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะมุ่งเน้นภาคปฏิบัติอันเป็นงานภายในเป็นสําคัญ พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองเองก็ไม่ชอบและไม่ส่งเสริมการก่อการสร้าง และไม่ให้พระเณรเกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างใดๆ อันเป็นงานภายนอก และเป็นอุปสรรคในการภาวนา ท่านจึงสั่งสอนเน้นให้พระศิษย์อยู่ป่าอยู่เขาในที่วิเวกเงียบสงัดตามพระโอวาทข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ ท่านไม่ให้อยู่ในเมือง หรือในที่ชุมนุมชน ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยผู้คนส่งเสียงดังอึกทึกครึกโครม และเน้นให้มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ฯลฯ โดยไม่ให้คลุกคลีตีโมงกัน

ท่านพระอาจารย์มั่นเอง แม้ชราภาพมากแล้ว ท่านก็ประพฤติให้พระศิษย์ดูเป็นคติชีวิตแบบอย่างอันงดงาม โดยใช้ชีวิตสมณเพศอยู่ตามป่าตามเขาบําเพ็ญสมณธรรมด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนามาโดยตลอด ซึ่งถือเป็นกิจวัตรสําคัญประจําวัน ท่านบําเพ็ญตลอดมาไม่เคยขาดแม้เพียงวันเดียว เมื่อพระศิษย์กลับมาจากธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา หรือจากท่านไปนานแล้วมากราบคารวะท่าน ท่านก็จะเมตตาเอ่ยถามพระศิษย์เสมอๆ โดยท่านจะตั้งคําถามเกี่ยวกับการภาวนาล้วนๆ เป็นต้นว่า “เป็นยังไง ไปพักที่ไหนมา ได้กําลังทางจิตใจอย่างไร?“เป็นยังไงจิตใจ ภาวนาอะไร?” “การภาวนาไปถึงไหนบ้าง?” ท่านจะพูดคุยสนทนาธรรมและตรวจสอบธรรมกันตามหลัก มงคล ๓๘ ประการ ในข้อที่ว่า ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ และตามหลักสัลเลขธรรมที่องค์พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้ พร้อมทั้งตอบปัญหาธรรม และให้อุบายวิธีภาวนาแก่บรรดาพระศิษย์จนเข้าอกเข้าใจแล้วก็น้อมนําไปปฏิบัติต่อไป

หลวงปู่กงมาหลังจากที่จากท่านพระอาจารย์มั่นไปนานถึง ๑๕ ปี การเดินธุดงค์ทางไกลเพื่อเข้ากราบนมัสการและขออยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมขั้นสูงในครั้งนี้ ท่านมีอายุได้ ๔๒ ปีแล้ว สาเหตุประการสําคัญที่ท่านพิจารณาเลือกเดินธุดงค์ทางไกล มีด้วยกัน ๒ ประการ คือ

ประการแรก ท่านต้องการฝึกฝนทรมานกิเลสตัวของท่าน ทั้งเร่งปฏิบัติภาวนาไปด้วย เมื่อพบสถานที่ใดวิเวกเงียบสงัด ภาวนาดี ท่านก็จะพักภาวนาอยู่ ณ สถานที่นั้นหลายวัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มพูนกําลังของจิตและกําลังของสติปัญญา

และประการถัดมา เพื่อไปพบท่านพระอาจารย์มั่น อันเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริง เมื่อพบท่านแล้ว เมื่อท่านเอ่ยถามการภาวนาจะกราบเรียนถวายท่านได้อย่างไม่เก้อเขิน

จากอําเภอมะขาม หลวงปู่กงมา ท่านเดินด้วยเท้า ไปตามทางเกวียนบ้าง ทางเท้าบ้าง ธุดงค์ไปตามป่าตามเขา ตามทุ่งหญ้าบ้าง แดดร้อนจ้ามาก เมื่อเดินออกจากทุ่งหญ้า ท่านรู้สึกจะเหน็ดเหนื่อยมาก เพราะเดินมาตลอดโดยไม่ได้พักฉันนํ้า จึงพากันแวะที่ร่มไม้แห่งหนึ่ง เพื่อพักฉันนํ้า หลังจากท่านได้ฉันนํ้าแล้ว ท่านบ่นออกมาว่า “แหม ! ร่างกายนี้มันคอยจะหาเรื่องอยู่เรื่อยทีเดียว หาเรื่องจะให้กลับไปนอนเตียงที่วัด และไปไหนมาไหนก็มีรถยนต์ เรือไฟ แต่เราจะไม่ยอมเชื่อมัน แม้จะลําบากเท่าไร ก็ทรมานมันต่อไป”

การเดินธุดงค์ทางไกล ให้ถึงจุดหมายได้รวดเร็ว ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานนิยมใช้กันมาก คือ ในระหว่างเดินธุดงค์ ท่านจะไม่ฉันนํ้ากัน เป็นวิธีการหนึ่งที่ทําให้เดินได้ทนและได้ไกล ทั้งเป็นการฝึกฝนให้ศิษย์มีความเข้มแข็งอดทน เพราะหากฉันนํ้ามากๆ นํ้าก็จะลงฝ่าเท้า เมื่อเดินไปๆ จะทําให้ฝ่าเท้าพองและแตกเป็นแผล ทําให้เดินไม่ได้นาน ท่านจะฉันนํ้าตอนหยุดพักเหนื่อยราว ๒ ครั้ง เช่น ออกเดินทางตั้งแต่เช้า จะหยุดพักหนึ่งชั่วโมงในตอนบ่ายโมง และเมื่อถึงจุดพักตอนเย็นคํ่าใกล้มืดเท่านั้น ซึ่งจะต้องทนหิวนํ้าจนนํ้าลายเหนียวถ่มนํ้าลายไม่ออก และหากใครเดินช้าหรืออ่อนแอ ท่านก็จะไม่รอเลย

หลวงปู่กงมา ในระหว่างเดินธุดงค์ทางไกล ท่านก็ไม่ฉันนํ้า ทั้งเป็นการฝึกพระติดตามให้มีความเข้มแข็งอดทน พอท่านหยุดพักฉันนํ้า พอหายเหนื่อย ท่านก็พาเดินธุดงค์ต่อไป พอเป็นเวลาใกล้คํ่าแล้ว เห็นหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่ง มีประมาณ ๕ หลังคาเรือนด้วยกัน พอได้พักและอาศัยบิณฑบาตในตอนเช้า ท่านได้พาแวะพักที่นั้น โดยยึดโรงฟางที่เขาเก็บเอาไว้เลี้ยงโค–กระบือเป็นที่พัก แม้จะเป็นการเดินทางตลอดทั้งวันที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ควรพักผ่อนนอนเอากําลัง แต่ท่านก็ยังพานั่งสมาธิอยู่ตลอดเวลา ท่านบอกว่า “เหนื่อยก็จริง แต่พอนั่งสมาธิแล้วก็หายเหนื่อย”

วิธีการปฏิบัติเช่นนี้ของหลวงปู่กงมา เป็นที่ทราบกันดีในวงกรรมฐาน ซึ่งครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ท่านปฏิบัติกันเป็นประจําและก็ได้ผลดี เมื่อท่านพาพระศิษย์ฝึกฝนเดินธุดงค์ทางไกล เมื่อถึงที่พักแล้ว ท่านจะไม่พักผ่อน หรือไม่ล้มตัวลงนอนทันที บางองค์ท่านก็จะนั่งสมาธิ บางองค์ท่านก็จะลงเดินจงกรม ทําจิตให้สงบก่อนแล้วจึงพักผ่อนหลับนอนต่อไป อันเป็นการพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งได้ประกอบความเพียรไปพร้อมๆ กัน โดยท่านมักจะเตือนพระศิษย์เสมอๆ ว่า “อย่าเพิ่งนอนเลย ให้ทําจิตให้สงบก่อน ถ้านอนเลย มันจะนอนมาก ถ้าได้พักจิตให้สงบก่อนแล้ว นอนหลับนิดเดียวก็อิ่ม และก็จะหายเหนื่อย”

ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ก็มีชาวบ้านมาหาท่านอยู่ ๒–๓ คน ตื่นเช้ามาเขาพากันมาถวายอาหารบิณฑบาต ฉันเสร็จแล้วก็เก็บบริขารออกเดินธุดงค์กันต่อไป ถึงกิ่งอําเภอพญากําพุช (ปัจจุบันขึ้นกับเขตอําเภอโป่งนํ้าร้อน) อันเป็นกิ่งอําเภอที่ห่างไกลและแสนจะทุรกันดาร รถยนต์มาไม่ได้ เดินมาถึงที่นี่ก็คํ่าแล้ว ก็แวะพักอยู่รุกขมูลที่ใต้โคนต้นไม้ ซึ่งเป็นสถานที่สงบสงัดสะดวกแก่การทําความเพียร พระติดตามได้กวาดใบไม้แล้วกางกลดถวายท่านและของตน โดยเอาผ้าอาบนํ้าปูทับใบไม้ เป็นที่นอนอันเรียบง่าย หมอนก็ใช้ตีนบาตรหนุนนอนตามมีตามได้ และก็คอยนั่งเฝ้าปฏิบัติท่านตลอดเวลา ท่านก็ให้โอวาทธรรมสั้นๆ เช่นเคย โดยบอกว่า

“อันการที่จะหาเรื่องกังวลใส่ตัวเองนั้น มันไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง และควรจะพิจารณาในเมื่อเห็นหญิงสาว ให้เห็นเป็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียด และพึงพิจารณามิให้มันเข้ามาอยู่ในใจว่าเป็นของสวยงาม ทั้งตัวเราและตัวเขา”

หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันภาวนาแล้วพักผ่อน เป็นแบบอย่างการใช้ชีวิตพระป่าที่แสนจะเรียบง่าย กินง่าย อยู่ง่าย นอนง่าย ไปง่าย ทนแดด ทนร้อน ทนฝน ทนหนาว ทนได้ทุกสภาพอากาศ แต่ในการประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว กลับเป็นผู้เห็นภัยในวัฏสงสารอย่างแท้จริง เป็นตามที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเคยดําเนินมา และท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นได้เป็นผู้สืบทอดแนวอริยปฏิปทานี้มา

พักกันจนใกล้สว่าง พอมองเห็นก็ออกเดินบิณฑบาตในหมู่บ้าน ซึ่งก็มีแต่ชาวเขมรทั้งนั้น พอเขาเห็นหลวงปู่กงมาพาพระเข้าไปบิณฑบาต เขาตะโกนกันทั่วไปว่า “ลูกสงฆ์โม๊กเฮย” ไม่รู้ว่าที่เขาพูดนั้นหมายความว่าอะไร ภายหลังจึงรู้ว่าเขาให้พากันมาใส่บาตรพระ ไม่นานก็ปรากฏว่า มีคนมาใส่บาตรกันเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครใส่กับข้าวเลย กลับจากบิณฑบาตแล้วมีคนนํากับข้าวมาคนเดียว เป็นแกงถ้วยเล็กๆ มาถวาย ข้าวนั้นเป็นข้าวเจ้าแต่เหนียวหอม เป็นข้าวที่อร่อยมาก ท่านก็เลยเอาแกงถ้วยนั้นมาแบ่งกันฉันไปกับข้าว พอเป็นยาปนมัต การฉันก็ฉันพอประทังชีวิต เพื่อให้มีกําลังในการเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรม

พักกับสมภารผู้อารีแต่ไม่รู้วินัย

ฉันเสร็จแล้ว หลวงปู่กงมาท่านก็พาเดินธุดงค์ต่อ เดินไปทั้งวัน นั่งพักบ้าง เดินบ้าง ตอนนี้ท่านก็ค่อยแข็งแรงขึ้น เดินขึ้นไปจนถึงบ้านโอลําเจียก (ปัจจุบัน อยู่ในเขตตําบลคลองใหญ่ อําเภอโป่งนํ้าร้อน จังหวัดจันทบุรี)

ด้วยระยะนี้ในจังหวัดจันทบุรี หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ กับ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านทั้งสองเป็นครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณอันโด่งดังมาก และการออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็เป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างกว้างขวางดีแล้ว เมื่อมาถึงบ้านโอลําเจียก มีพระสมภารวัดในบ้านนั้นทราบข่าว เพราะท่านทราบกิตติศัพท์หลวงปู่กงมาว่า “ท่านอาจารย์กงมา เป็นครูบาอาจารย์ที่มีคุณธรรมและมีชื่อเสียงมาก” จึงได้มานิมนต์ขอให้ท่านไปพักในวัดของท่าน แม้หลวงปู่กงมาท่านไม่อยากจะไปก็ตาม แต่ท่านสมภารก็พยายามอ้อนวอนอยู่นาน ท่านจึงได้ตกลงเข้าไปพักในวัดนั้น ท่านสมภารให้การต้อนรับอย่างเต็มอกเต็มใจ ได้จัดแจงตกแต่งที่หลับที่นอนให้เป็นอย่างดี

พอคํ่าลง พระติดตามก็เข้าปฏิบัติท่านตามปรกติ หลวงปู่กงมาท่านออกธุดงค์ในครั้งนี้ ท่านยินดีอยู่แบบรุกขมูล หรือการอยู่ป่า โดยปักกลดพักตามป่าตามเขา ตามป่าช้า หรือชายป่าห่างหมู่บ้านมากกว่าที่จะมาพักอยู่ตามวัด ตามกุฏิอันสะดวกสบาย ท่านจึงได้ปรารภขึ้นว่า “ดูเถิด เราจะหนีวัด ยังไงถึงเข้ามาวัดอีก เพราะฉลองศรัทธานี้แหละ มันทําให้ธุดงค์ต้องเสียหาย”

ด้วยสมภารที่วัดนี้ให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่กงมาเป็นอันมาก ท่านตั้งใจปีนเก็บผลมะพร้าวด้วยตนเอง เพื่อนํามาถวายหลวงปู่กงมา พอรุ่งเช้าสมภารองค์นี้ก็ปีนขึ้นไปอยู่บนยอดต้นมะพร้าว กําลังปลิดผลมะพร้าวอ่อนหย่อนลงมากองพะเนิน และสมภารก็ลงมาเฉาะมะพร้าวเอง แล้วให้พระนําไปถวาย ด้วยหลวงปู่กงมาท่านทราบพระวินัยเป็นอย่างดี เมื่อท่านเห็นดังนั้นแล้วก็ทําอาการขยะแขยง ไม่อยากฉัน เพราะสมภารกระทําผิดพระวินัย

การฉันเช้าในวันนั้น หลวงปู่กงมาพยายามข่มใจฉันนํ้ามะพร้าวอ่อน เพื่อรักษานํ้าใจของท่านสมภาร สมภารท่านเห็นแล้วก็ดีใจและต้องการจะนิมนต์หลวงปู่กงมาให้พักอยู่ที่วัดแห่งนี้อีกหลายๆ วัน แต่ท่านก็บอกว่า มันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของการออกเดินธุดงค์ หลังจากฉันเช้าเสร็จแล้ว ท่านก็ลาสมภารนั้น สมภารรู้สึกอาลัยอาวรณ์ท่านมาก แต่ท่านก็จําเป็นต้องออกเดินธุดงค์เพื่อติดตามท่านพระอาจารย์มั่นต่อไป

เมื่อก้าวพ้นออกจากวัดนั้นแล้ว หลวงปู่กงมา ท่านจึงพูดขึ้นว่า “ดูเถอะ พระท้องถิ่นนี้ช่างไม่รู้วินัยกันเลย ศรัทธาดีแท้ๆ เลื่อมใสแท้ๆ แต่ทําผิด ดูซิขึ้นต้นมะพร้าว ยังปลิดมะพร้าวเอง ผิดวินัยทั้งนั้น แต่ไม่รู้จะบอกเขาอย่างไร เราก็เป็นพระแขกก็ต้องปล่อยตามเรื่องไป”

พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะเคารพรักษาพระวินัย หรือ ศีล ๒๒๗ อย่างเคร่งครัด หลวงปู่กงมา นับตั้งแต่ออกบวช ท่านเคารพเคร่งครัดรักษาศีลให้บริสุทธิ์มาโดยตลอด และท่านก็นํามาสั่งสอนพระเณร การที่สมภารผิดวินัยนั้น เป็นไปตามที่พระวินัยบัญญัติ คือ ห้ามภิกษุพรากของเขียว เป็นอาบัติปาจิตตีย์ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ในขณะแรกที่เราไปบําเพ็ญนี้ ธรรมในใจของเรา เรายังไม่มีหลักธรรม เช่น ความสงบของใจ สมาธิของใจก็ไม่มี แต่ศีลบริสุทธิ์อบอุ่น ไปคนเดียวนี้ระมัดระวังมากทีเดียว ถ้าผิดพลาดประการใดไม่มีที่จะประกาศโทษของตนที่ผิดพลาดต่อศีลข้อนั้นๆ ให้เพื่อนฝูงฟัง โทษนั้นจะไม่ลดตามที่วินัยท่านว่า เมื่อต้องอาบัติแล้ว ต้องไปแสดงโทษตนเองให้เพื่อนฝูงฟัง องค์ใดองค์หนึ่งอย่างนั้นนะ บอกว่าได้ผิดพลาดทําอันนั้นอย่างนั้นๆ มาแสดงโทษ ท่านว่า แสดงอาบัติ

ทีนี้ไปคนเดียวไม่มีที่แสดงอาบัติ ไม่มีที่แสดงโทษ ยิ่งระมัดระวังเต็มเหนี่ยวเลย สมมุติว่าเป็นโทษขึ้นมานี้ ยังไม่ได้พบพระเพื่อนฝูงหรือองค์ใดก็ตาม พอแสดงโทษให้ท่านรู้เรื่องรู้ราว โทษนั้นจะ ๑) ระงับ ๒) ลดลงไป จะไม่กําเริบ ท่านบอก เรื่องราวจะผ่านไปหมด เรื่องทุกข์ทั้งหลายจะระงับเพียงเท่านั้น ถ้าไม่ได้แสดงอาบัติต่อพระสงฆ์ที่อยู่ร่วมกันแล้ว เกิดว่าตายในเวลานั้นเป็นยังไง นี่ที่มันเดือดร้อนตรงนี้ซิ จึงต้องระมัดระวัง

ยกตัวอย่างเช่น พระองค์หนึ่งในครั้งศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสปะ ท่านก็นั่งเรือไป เรือพาไปริมฝั่ง แล้วมือคะนองยังไงไม่ทราบ ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจ เอื้อมมือไปจับใบตะไคร้นํ้า พอไปจับเรือมันวิ่งปึ๊ดนี้ขาดติดมือ โอ๊ย ! ตกใจที่นี่ แล้วกันจับอันนี้ขาดติดมือมาแล้วนี้ ท่านห้ามไม่ให้พรากของเขียว พรากของเขียว เช่น ตัดไม้ดายหญ้าอย่างนี้ห้าม ตามพระวินัยมีอย่างนั้น อันนี้ท่านทําอย่างนี้ ท่านก็เดือดร้อน มิหนําซํ้ามันก็เสริมไปกับโรคภายใน จะเป็นโรคท้อง หรือโรคอะไร เราก็จําไม่ได้ ป่วยหนัก เข้ามาหาผู้แสดงอาบัติไม่ได้ ตาย ตายไปเป็นพญานาค เห็นไหม นี่ล่ะเรายกออกมาย่อๆ

นี่ล่ะอํานาจแห่งจับกอตะไคร้นํ้า ใบตะไคร้นํ้าขาด ไม่ได้แสดงอาบัติ ตายเสียเวลานั้น ทั้งที่กําลังเดือดร้อนด้วยโทษอันนี้อยู่ ไปเป็นพญานาคนี้ ก็พูดเพียงเท่านี้ เอามาเป็นคติตัวอย่าง เพียงเท่านี้เป็นได้ เห็นไหม จึงต้องระมัดระวังเต็มเหนี่ยว ถ้าไปอยู่องค์เดียวระมัดระวังเต็มที่ เพราะเมื่อเป็นอาบัติแล้วจะแสดงต่อผู้ใดไม่ได้ เราต้องเป็นตัวของตัวเราเต็มตัวเลย นี่ก็รักษามา”

ธุดงค์บ่อไพลิน เขตเขมร

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อออกจากวัดสมภารผู้อารีนั้นแล้ว ในวันนี้ท่านมีความตั้งใจจะเดินธุดงค์ให้ถึงบ่อไพลิน อันเป็นดินแดนประเทศเขมร ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของประเทศไทย อันเป็นผลมาจากสงครามอินโดจีน จึงเดินทางเข้าไปเขมรโดยไม่ต้องมีพาสปอร์ต ระยะทางจากบ้านโอลําเจียกไปถึงบ่อไพลิน ประมาณ ๓๐–๔๐ กิโลเมตร หรือราว ๑,๐๐๐ เส้น ท่านบอกว่า วันนี้เราจะต้องเดินให้ถึงบ่อไพลิน เพราะช่วงนี้ระยะทางไกลมาก แม้เหน็ดเหนื่อยก็ต้องพยายาม ถึงจะได้รับความเหน็ดเหนื่อยมาหลายวันแล้ว ก็ต้องยอมเหน็ดเหนื่อยกันต่อไป

ตามสถานที่ต่างๆ ที่เดินธุดงค์ไปในขณะนั้น ยังปรากฏร่องรอยของสงครามอินโดจีนให้เห็นเป็นระยะๆ เป็นต้นว่า มีสนามเพลาะลวดหนามอยู่เรียงราย มีหลุมเพลาะและบังเกอร์ ฯลฯ หลวงปู่กงมาท่านพาเดินตลอดทั้งวัน ตกตอนเย็นประมาณ ๑๘.๐๐ น. ก็ถึงหมู่บ้านขุดพลอย ยังไม่ถึงบ่อไพลิน แต่อยู่ในเขตอําเภอไพลิน มาถึงก็เป็นเวลาใกล้พลบคํ่าแล้ว ก็แวะเข้าพักในวัดร้าง ทุกๆ วัดในแถบนี้เป็นวัดแบบพม่า หมู่บ้านนี้เป็นที่อยู่อาศัยของพวกกุหล่าหรือไทยใหญ่

เมื่อสงครามอินโดจีน พวกกุหล่าเหล่านี้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย โดยอยู่ทางจังหวัดจันทบุรี เป็นส่วนมาก แต่ที่นี่มีหมู่บ้านเล็กน้อย ตามวัดต่างๆ เวลานั้นไม่มีพระอยู่จําพรรษาแม้สักองค์เดียว จึงเป็นวัดร้างไปหมด ต้นมะพร้าวภายในวัดก็ถูกพวกทหารตัดเอามาทําหลุมเพลาะ เพื่อใช้ในสงคราม พวกทหารฝรั่งเศสอาศัยตามวัดต่างๆ เป็นที่พัก แต่ขณะนั้นไม่มีทหารฝรั่งเศสพักเสียแล้ว เพราะฝรั่งเศสแพ้สงครามกลับประเทศไป

หลวงปู่กงมา ท่านจึงพาพักอยู่ที่วัดร้างแห่งนี้ ๑ คืน ภายในวัดร้างและบนกุฏิ ข้าวของเสียหายมาก เหลือแต่ความอ้างว้าง และพวกค้างคาวมาอยู่จับกันเต็มไปหมด มีแต่ขี้ค้างคาว ต้องเข้าปัดกวาดทําความสะอาดกันหลายชั่วโมงจึงจะเข้าพักได้ พวกชาวบ้านพอทราบว่า มีพระมาพักก็ดีใจ เพราะไม่มีพระให้ได้ทําบุญมานานแล้ว พระของเขาได้หนีกลับไปประเทศพม่าหมด

ตอนเช้า หลวงปู่กงมาก็พาไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ทุกคนออกมาใส่บาตรกันอย่างอุ่นหนา-ฝาคั่ง เขาเรียกพระว่า “เจ้าบุญ” เรียกสามเณรว่า “เจ้าสร้าง” พระเรียกโยมผู้ชายว่า “ตะก้า” ส่วนโยมผู้หญิง “ตะก้าม้า” เทศน์เขาว่า “ฮอติยา” วันนี้พวกเขาพากันดีใจมากที่ได้พบพระมาบิณฑบาต ในตอนกลางวันเขาพากันมาทําความสะอาดลานวัดจนเป็นที่น่าดู แต่หลวงปู่กงมาก็อยู่ให้เขาเพียง ๒ วันเท่านั้น แล้วก็เดินทางไปบ่อไพลินใช้เวลาเพียง ๑ ชั่วโมง คณะญาติโยมชาวกุหล่าก็ขอให้พักอยู่อีก หลวงปู่กงมาท่านก็ไม่ขัดข้อง แต่ก็เหมือนเดิม วัดใหญ่ๆ เป็นวัดร้าง ไม่มีแม้พระสักองค์เดียว ท่านก็พาพักอยู่นี้อีก โดยพวกกุหล่าทั้งหลายได้พากันมาช่วยทําความสะอาดสถานที่ ขนขี้ค้างคาวกันเป็นเวลาตั้งหลายชั่วโมงเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็พักในวัดนี้ ท่านพาพักอยู่ที่นี้เป็นเวลา ๑๐ วัน ตามคําเรียกร้องของชาวกุหล่า

ในขณะที่พักอยู่วัดร้างนี้ หลวงปู่กงมาได้ถามประวัติว่า ตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่จะมาอยู่ที่นี้นั้น แต่เดิมอยู่ที่ไหนมาก่อน พวกชาวกุหล่าจึงได้เล่าประวัติของชาวกุหล่าที่มาตั้งรกรากอยู่เมืองไพลินให้ท่านฟัง

ประวัติบ่อไพลิน

ไพลิน เป็นชื่อพลอยมีสีนํ้าเงิน ไพลินเป็นอัญมณีที่มาจากธรรมชาติ มีค่ามากเทียบเท่ามรกตสีเขียว

พวกกุหล่าเขาเล่าให้ท่านฟังว่า ครั้งแรกพวกเขานําเอาผ้ามาขาย แต่เดิมเป็นที่อยู่ของชาวเขมร เขาเอาผ้ามาขายเป็นเวลาหลายปี มีหลายพวกด้วยกันจนเป็นที่ชินหูว่า กุหล่าขายผ้า เหมือนแขกขายผ้าบ้านเรา ในวันหนึ่งมีคณะกุหล่าขายผ้า นําเอาผ้าไปขายแล้ว ก็ขอพักอยู่กับบ้านของชาวเขมร ชาวเขมรได้เอาหมากพลูบุหรี่มาเลี้ยงเป็นการต้อนรับ

ขณะนั้นชาวกุหล่าได้เหลือบไปเห็นหินเป็นก้อนๆ สีเขียววางอยู่ในเชี่ยนหมาก จึงหยิบมาดู ก็รู้ได้ทันทีว่า เป็นพลอยที่มีค่ามาก จึงพูดกับชาวเขมรว่า “อันหินอย่างนี้มีที่ไหนบ้าง” ชาวเขมรบอกว่า “มีถมไป” กุหล่าจึงบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น ก็ขอให้หามาให้ที เราจะให้ผ้าทั้งหมดที่เอามา” เขมรดีใจใหญ่ ไปขนพลอยไพลินมาแลกกับผ้า จนกุหล่ามีเงินเท่าไร ก็ให้รางวัลเขมรหมด ได้พลอยไพลินจํานวนมากกลับบ้าน แล้วขายพลอยเหล่านั้นหมดจนได้เป็นเศรษฐี อยู่ที่มะละแหม่งจนปัจจุบันนี้ ครั้นชาวกุหล่ารู้เหตุเช่นนี้ ก็มาเป็นการใหญ่ มาขุดพลอยจนรํ่ารวยหมู่แล้วหมู่เล่า แล้วก็กลับไป แล้วหมู่ใหม่ก็มาจนถึงปัจจุบัน จึงพากันมาตั้งรกรากอยู่กันอย่างหนาแน่น นี้เป็นประวัติของหมู่บ้านนี้

เท่าที่ได้สังเกตดู ชาวกุหล่าเป็นคนมีฐานะดีทั้งนั้น ส่วนชาวเขมรฐานะตํ่าต้อยมาก เมื่อเขาเล่าประวัติจบ ตอนคํ่า หลวงปู่กงมา จึงได้พูดกับพระติดตามว่า

“ดูเอาเถิด คนฉลาดและคนไม่ฉลาดต่างกันอย่างนี้ แม้แต่ผู้ที่จะปฏิบัติพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน ชาวบ้านกุหล่านี้เป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี เปรียบเหมือนความดีของพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่ในตัวของเราทุกคน แต่ไม่รู้จักหาวิธีทําให้มีประโยชน์เกิดขึ้นโดยขาดปัญญา เช่นเดียวกับพวกเขมรที่เอาพลอยอย่างดีแลกแต่เสื้อผ้าเท่านั้นเอง คนมีปัญญาก็สามารถปฏิบัติตัวของเราให้เห็นอรรถเห็นธรรมได้ ตัวเธอจงเข้าใจเถอะ ถ้าทําตัวโง่ก็มีของดีเสียเปล่า ไม่ได้ประโยชน์อะไร นั่งเฝ้า นอนเฝ้าศาสนา แต่ไม่ได้ประโยชน์อะไร ส่วนผู้มีปัญญาย่อมหาประโยชน์จากตัวของเราได้ เหมือนเรื่องประวัติบ่อไพลิน ชาวเขมรกับชาวกุหล่านั่นเอง เธอจงเปรียบเทียบเอาเองเถิด”

หลวงปู่กงมา ท่านยกเปรียบเทียบได้อย่างละเอียดลึกซึ้งและชัดเจนมาก ฟังแล้วรู้สึกซาบซึ้งในข้อเปรียบเทียบนี้เป็นอันมาก

พักวัดร้าง สอนธรรมปฏิบัติให้ชาวกุหล่า (ไทยใหญ่)

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเดินธุดงค์ในเขตแดนเขมร ซึ่งค่อนข้างทุรกันดาร และระยะทางไกล นับเป็นการธุดงค์ครั้งพิเศษครั้งหนึ่งในชีวิตของท่าน ซึ่งได้ทั้งความวิเวก ได้ทั้งทัศนศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความอดทนเป็นพิเศษ เพราะเมืองไพลินเป็นเมืองอยู่ในหุบเขา มีแนวเขาล้อมรอบ มีทัศนียภาพงดงาม แต่ก็เต็มไปด้วยไข้ป่ามาลาเรีย

ขณะที่พวกเราธุดงค์รอนแรมมาจากจังหวัดจันทบุรี จนถึงบ่อไพลิน อันเป็นที่อยู่ของชาวกุหล่า (ไทยใหญ่) ก็ทําให้อ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อยพอสมควร หลวงปู่กงมาจึงพักอยู่หลายวัน ประกอบกับชาวกุหล่ากําลังว้าเหว่ เพราะไม่มีพระสงฆ์อยู่เลยแม้แต่วัดเดียว วัดก็เป็นวัดร้างไปหมด เมื่อหลวงปู่กงมาได้เข้ามาพัก เขาก็มาทําบุญกันมาก ไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน เขาก็พากันออกมาใส่บาตร ธรรมเนียมที่นี่ เมื่อเขาใส่บาตรแล้วจะไม่ให้เหลือ คดข้าวมาเท่าไร ต้องใส่ให้หมด พอบาตรเต็มแล้วปิดฝาบาตร เขาไม่ยอม เพราะเขาถือว่า ถ้าเหลือกลับไป จะนําไปรับประทานไม่ได้ จะเป็นบาป และตายแล้วจะไปเป็นเปรต เป็นธรรมเนียมที่น่าสนใจ

เวลานั้นวัดร้างที่หลวงปู่กงมาท่านพักอยู่ สกปรกรกรุงรังมาก พวกกุหล่าเขาได้มาช่วยกันทําความสะอาดทั้งภายในและลานวัด จนสะอาดสะอ้าน ดูแล้วรู้สึกว่า เขาเลื่อมใสศรัทธากันจริงๆ และชาวกุหล่าก็มากราบนิมนต์ให้หลวงปู่กงมาอยู่เป็นประจําต่อไป โดยให้หัวหน้าชาวบ้านมากราบนิมนต์อ้อนวอนท่านอยู่ทุกๆ วัน และต่อมาก็พากันมากราบนิมนต์อ้อนวอนท่าน

เมื่อพวกกุหล่ามาอ้อนวอนรบเร้าท่านมากเข้าๆ ในคํ่าวันหนึ่ง หลวงปู่กงมาท่านก็ได้ปรารภกับพระติดตามในขณะเข้าไปถวายการนวดเส้นไว้อย่างน่าฟังและเปี่ยมไปด้วยความเมตตาว่า

“เราพยายามหนีความขัดข้องวุ่นวายจากความเป็นสมภารวัดทรายงามมาแล้ว เราจะมาห่วงใยที่นี่อีกหรือ มันเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง การเป็นสมภารนั้นภาระความรับผิดชอบหนักมาก และทําให้ผลการปฏิบัติธรรมเป็นไปอย่างเนิ่นช้า เพื่อให้ธรรมก้าวหน้ารวดเร็วยิ่งขึ้น เราควรรีบหนีจากที่นี่ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว พวกเขามีความเลื่อมใสศรัทธาจริงๆ ดูอ่อนน้อมเคารพเชื่อฟัง และสนใจการปฏิบัติธรรมกันมาก เราแนะนําอย่างไร พวกเขาก็ทําตามอย่างไม่ขัดข้อง และเราก็ผ่านมาทางนี้แล้ว โอกาสที่จะย้อนกลับมาก็เป็นไปได้ยากมาก เราควรจะทําหน้าที่เผยแผ่ธรรมปฏิบัติของกองทัพธรรมฯ อนุเคราะห์โปรดพวกเขาไปอีกสักระยะหนึ่ง หากพวกเขาปฏิบัติได้ผลดี ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาและต่อพระพุทธศาสนา”

หลวงปู่กงมา ท่านเมตตาอยู่สอนการปฏิบัติภาวนาให้พวกกุหล่าทั้งหญิงและชาย เป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์ใจว่า พวกกุหล่าเหล่านี้ทําจิตได้ง่ายมาก อยู่เพียง ๒ สัปดาห์เท่านั้น จิตรวมกันได้ทุกคน พวกเขามีความสุขใจเป็นอันมาก นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบไม่มี ไม่ว่าชาติไหน ภาษาใด หากได้ฝึกหัดปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงอย่างเอาจริงเอาจัง ผลก็จะเป็นเช่นเดียวกัน เมื่อถึงวันที่ท่านต้องอําลาจากพวกเขาไป พวกเขาก็เกิดความโศกเศร้าอาลัยเป็นอันมาก เพราะไม่เคยมีใครมาอบรมสั่งสอนพวกเขาจนได้รับผลเช่นนี้มาก่อน ท่านให้ความอบอุ่นร่มเย็นและนําความสุขมาให้ จึงไม่อยากให้ท่านจากไป ถึงกับร้องห่มร้องไห้วิงวอนขอร้องให้ท่านอยู่กับพวกเขาต่อไป พวกเขาตั้งใจจะปรนนิบัติดูแลท่านเป็นอย่างดี

ภาพความโศกเศร้าอาลัย หยดนํ้าตาอันใสบริสุทธิ์ของพวกกุหล่า ชาวพุทธผู้มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในหลวงปู่กงมาได้หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาอย่างไม่มีใครอายกัน เป็นภาพบรรยากาศที่ติดตาตรึงใจท่านอย่างยิ่ง แสดงออกถึงความพลัดพรากจากสิ่งที่ตนเคารพรักอย่างแท้จริง เป็นนํ้าตาแห่งความโศกเศร้าอาลัยและความผูกพันรักท่านรวมอยู่ในนั้นทั้งหมด ท่านเองก็เมตตาสงสารพวกเขาเหมือนกัน

แม้หลวงปู่กงมาท่านเมตตาสงสารพวกเขาอย่างไร แต่ความตั้งใจและความจําเป็นที่จะอยู่ศึกษาธรรมขั้นสูงกับท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อความพ้นทุกข์นั้นมีมากกว่า และเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่กว่า ท่านจึงจําเป็นต้องจากพวกเขาไป ก่อนจากท่านก็เมตตาให้โอวาทธรรม ให้พวกเขาคลายความโศกเศร้าอาลัย ทั้งสอนยํ้าให้เขายึดมั่นในพระรัตนตรัย และให้พากันตั้งใจปฏิบัติธรรมกันต่อไป นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทําให้หลวงปู่กงมาจดจําได้อย่างฝังใจ แม้ว่ามันจะผ่านล่วงเลยมานานหลายสิบปี ท่านย่อมไม่มีวันลืมเลือนเหตุการณ์นี้ไปได้

เข้าเมืองเขมร พักวัดไม่รู้ภาษา

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อท่านออกจากเมืองไพลินแล้ว ท่านได้เดินธุดงค์ต่อมาจนถึงชานเมืองพระตะบอง ที่นี่เป็นหมู่บ้านใหญ่พอสมควร และคราวนี้ก็ธุดงค์ถึงเมืองเขมรจริงๆ แล้ว เพราะที่นั่นพูดภาษาไทยกันไม่รู้เรื่อง ด้วยความจําเป็น หลวงปู่กงมาท่านจึงไปขอพักที่วัดแห่งหนึ่ง เข้าไปหาสมภารในวัดนั้น เมื่อไปกราบท่าน ต่างก็มองตากันไป มองตากันมา เพราะต่างพูดจาสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

หลวงปู่กงมา ท่านบอกว่า “ขอพักสัก ๒–๓ คืนเถิด”

สมภารท่านก็พยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ แล้วท่านก็สั่งให้คนเอานํ้าชามาเลี้ยงแล้วก็นั่งต่อไป แม้หลวงปู่กงมาจะพยายามพูดว่า “ขอพักที่นี่สัก ๒–๓ คืน” ตั้ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง สมภารท่านก็ยิ่งให้คนเอานํ้าชามาเลี้ยงเป็นการใหญ่ เป็นเรื่องไมตรีจิตของการต้อนรับที่ชวนให้ขบขัน แต่เป็นความอึดอัดในเรื่องภาษาและเป็นครั้งแรกของท่าน เขาก็อึดอัด เราก็อัดอัด นั่งจนแข้งขาเหน็ดเหนื่อยอ่อนใจ เพราะไม่เข้าใจภาษาของกันและกัน ทําให้รู้สึกเกรงใจสมภารเขามากทีเดียว

ตั้งแต่เช้าถึงบ่ายโมง ถึง ๔ โมงเย็น ก็ยังพูดจาสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ก็พอดีครูโรงเรียนของวัด ไปจากประเทศไทย สอนหนังสือไทยที่นั่น ครูโรงเรียนเขารู้ว่า มีพระเดินทางมาจากประเทศไทย พอโรงเรียนเลิก เขาก็รีบมาหา หลวงปู่กงมาท่านพูดให้ครูคนนั้นรู้เรื่องว่า ท่านจะขอพักอยู่ที่วัดนี้สัก ๒–๓ คืน เพียง ๕ นาทีเท่านั้นเอง สมภารท่านก็ทราบเจตนาของหลวงปู่กงมา ท่านจึงให้คนไปจัดห้องพักรับรองให้เป็นอย่างดี

หลวงปู่กงมาท่านพาพักอยู่ในวัดนี้แล้ว ในตอนเช้าท่านก็พาออกบิณฑบาตโปรดชาวเขมร มีชาวเขมรมาใส่บาตร เขาไม่เคยเห็นบาตรของพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งเป็นบาตรใหญ่และสวยงามอย่างนี้มาก่อน ต่างก็พากันมาขอดูบาตรและจับดูกันเป็นการใหญ่ แล้วพูดว่า “ละอ้อละออ” แปลว่า สวยจริง

ที่วัดแห่งนี้ หลวงปู่กงมาท่านให้ความคุ้นเคยกับพระเณรเขมรในวัดนั้นอย่างเป็นกันเอง แม้จะไม่รู้จักภาษาของกันและกันก็ตาม แต่ใจนั้นก็เป็นใจของพระภิกษุ ใจของสามเณร และก็เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสเหมือนกัน ทําให้เกิดวิสาสะและเข้ากันได้เป็นอย่างดี

พักวัดธรรมยุตในเขมร–บิณฑบาตชาวเขมร

วงธรรมยุติกนิกายในประเทศกัมพูชา (เขมร) ได้สืบทอดมาจากประเทศไทยเช่นเดียวกับประเทศลาว สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) พระมหากษัตริย์ประเทศกัมพูชา ได้กราบขอพระราชทานวงศ์ธรรมยุติกนิกายไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศกัมพูชา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระมหาปาน พร้อมด้วย พระอมราภิรักขิต (เกิด) และ พระสงฆ์ ๘ รูป อุบาสก ๔ คน เดินทางไปสืบทอดพระพุทธศาสนายังประเทศกัมพูชา

ในราวเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ระยะที่หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเดินธุดงค์เข้าประเทศเขมร ยังมีวัดธรรมยุตที่สืบทอดมาจากประเทศไทย ซึ่งเคร่งครัดรักษาพระธรรมวินัย หลังจากที่หลวงปู่กงมา ท่านพักอยู่ที่วัดชานเมืองพระตะบองได้ ๒–๓ วัน ท่านก็พาเดินธุดงค์เข้าไปในเมืองพระตะบอง ไปพักอยู่วัดธรรมยุตของประเทศเขมร

ตอนเข้าไปในวัดนั้น หลวงปู่กงมาท่านพาขึ้นรถ ๓ ล้อเข้าไป พระในวัดนั้นพากันมองตาแข็ง เพราะพระธรรมยุตที่เมืองเขมรเขาไม่ขึ้น ๓ ล้อ เขาจึงไม่ต้อนรับ หลวงปู่กงมาบอกเขาว่า ท่านเป็นพระธรรมยุต เขาไม่เชื่อ เพราะเขาเห็นท่านขึ้นรถ ๓ ล้อเข้าไป พอเข้าไปพักอยู่ที่ศาลา เขาให้โยมเอาเงินมาถวาย เพื่อมาทดสอบว่า ท่านเป็นพระธรรมยุตจริงหรือไม่ เพราะพระธรรมยุตท่านจะไม่จับเงิน ซึ่งตามพระวินัย ห้ามพระภิกษุจับเงิน หลวงปู่กงมานับตั้งแต่ท่านมากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเคารพเคร่งครัดในพระวินัยข้อนี้มาก ท่านจึงไม่เคยจับเงิน

เพราะตามปรกติ พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะไม่จับเงินกันอยู่แล้ว แม้แต่สามเณรก็ไม่จับเงิน และท่านจะไม่สะสมเงินทอง อันเป็นทรัพย์สมบัติภายนอก แต่ท่านจะสะสมทรัพย์สมบัติภายใน หรืออริยทรัพย์ หรือธรรมสมบัติอันเป็นไปเพื่อมรรค ผล นิพพานกัน โดยพระวินัยได้บัญญัติไว้ว่า “อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองเงิน หรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้ก็ดี เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์” เป็นมูลบัญญัติ หรือต้นบัญญัติ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ตอนแรก ห้ามไว้อย่างเข้มงวดกวดขัน ครั้นต่อมาภายหลัง จึงมีอนุบัญญัติ ผ่อนปรนลงมา ทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้มีไวยาวัจกรรับเงินแทนพระได้ เรียกว่า “เมณฑกานุญาต”

พระพุทธเจ้าทรงห้ามพระไม่ให้เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินทองอย่างเด็ดขาด โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“นี่ฟังเอา พระพุทธเจ้าท่านตัดขาดขนาดนั้น เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาเกี่ยวข้องกับการบําเพ็ญสมณธรรมเลย เศรษฐี กุฎุมพี พระราชามหากษัตริย์ออกบวชแล้วไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว ออกเข้าป่าๆ บําเพ็ญสมณธรรม สําเร็จแล้วองค์นี้เป็นโสดาฯ องค์นี้สกิทาฯ องค์นั้นอนาคาฯ องค์นี้อรหันต์ ออกมาเป็นสรณะของโลกเรื่อยมา ด้วยความไม่กังวลห่วงใยกับสิ่งใดเลย มีแต่อรรถแต่ธรรมเต็มหัวใจเท่านั้น ท่านดําเนินมาอย่างนั้นนี่นะ”

เมื่อโยมเขาเอาเงินมาถวาย หลวงปู่กงมาท่านจึงไม่รับเงินนั้นอย่างแข็งขัน เขาจึงพากันสงสัยใหญ่ แต่พออยู่มาอยู่ไปอีกหลายวัน ก็เริ่มเป็นที่เข้าอกเข้าใจกันดี และยอมรับว่าเป็นพระธรรมยุตด้วยกันแล้ว สมภารวัดซึ่งอาพาธเป็นอัมพาตได้นั่งรถเข็นมาสนทนาด้วย ไปอยู่ที่วัดธรรมยุตในเขมร เขาไม่ได้มาดูแลกัน ได้แต่ฉันข้าวเปล่าๆ ที่บิณฑบาตมาหลายวัน ก็พอดีมีคนไทยที่เป็นพ่อค้าและเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่รู้จักกับหลวงปู่กงมาที่ประเทศไทยไปหา และได้อุปการะด้วยอาหาร จึงได้มีกับข้าวมาฉัน

จากเมืองพระตะบอง ท่านก็พาเดินธุดงค์มุ่งจะออกจากประเทศเขมร เข้าไปทางอําเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดสระแก้ว) แต่ต้องผ่านเมืองมงคลบุรีและเมืองศรีโสภณตามลําดับ แล้วก็พักอยู่เมืองศรีโสภณ ที่นั่นได้คณะตํารวจที่ไปจากประเทศไทยและชาวพุทธเขมรอุปถัมภ์ข้าวปลาอาหารบิณฑบาต ทําให้ได้รับความสะดวกสบายกว่าขณะที่พักอยู่วัดธรรมยุตในเมืองพระตะบอง

การเดินธุดงค์เข้าไปประเทศเขมรของหลวงปู่กงมาในครั้งนี้ เป็นการเข้าไปชมวัดธรรมยุต ชมขนบธรรมเนียมประเพณีชาวพุทธและชมทัศนียภาพในประเทศเขมรมากกว่า เพราะเมืองต่างๆ ที่เข้าไปพักชั่วคราวในระยะเวลาสั้นๆ นั้น เป็นเส้นทางที่จําเป็นต้องผ่านเพื่อเข้ามายังประเทศไทย จึงมิได้ถือเป็นการเดินธุดงค์เท่าไรนัก และในขณะนั้นประเทศไทยก็เพิ่งจะได้รับดินแดนบางส่วนในประเทศเขมรมาครอบครองเป็นการชั่วคราว อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามอินโดจีน

ส่วนการบิณฑบาตกับคนเขมร องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“พูดอย่างนี้ก็มาคิดถึงเรื่องท่านอาจารย์กงมา ท่านเคยมาจําพรรษาที่อยู่ที่จันทบุรี พอออกพรรษาแล้ว ท่านจะไปหาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นที่สกลนคร เดินตัดเขาไปเลยนะ ตั้งแต่จันทบุรีตัดเข้าไปทางโป่งนํ้าร้อน (อําเภอโป่งนํ้าร้อน จังหวัดจันทบุรี) แต่ก่อนไม่มีทางนะ ท่านเดินบุกป่าฝ่าดงไปเรื่อย บ้านคนในป่าในเขา ส่วนมากมีแต่พวกเขมร ท่านว่าอย่างงั้นนะ

ครั้นไปเช้า เขาก็ว่ามาเช้าเกินไปเลยหุงข้าวไม่ทัน ทีนี้วันหลังไปสายๆ เขาก็ว่ามาสายไป กินหมดแล้ว ท่านเล่าให้ฟัง กับเรื่องพระสีวลี นี่ไปที่ไหน ไม่มีคําว่าเช้าเกินไป สายเกินไป ไปที่ไหนเกลื่อนตั้งแต่เครื่องสักการบูชา แต่ท่านอาจารย์กงมา ท่านไม่ใช่พระอดอยากขาดแคลนนะ ท่านไปเจออย่างนั้น เราก็เอาเรื่องนั้นมาเล่าเฉยๆ ไม่ใช่ท่านอดอย่างนั้นตลอดไปน่ะ ไปบิณฑบาตกับพวกเขมรเขา”

เข้าเขตแดนไทย นอนค่ายทหารเก่าญี่ปุ่นอยู่กับกลิ่นอุจจาระ–พักวัดร้าง

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อออกจากเขตแดนประเทศเขมร เริ่มการเดินธุดงค์แสวงหาที่สงบสงัดเพื่อจะได้บําเพ็ญกัมมัฏฐานกันต่อไป ท่านพาเดินธุดงค์เข้าสู่เขตแดนประเทศไทย โดยเข้าทางอําเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี เดินไปได้ไกลพอสมควร พอใกล้พลบคํ่า ก็ไปพบศาลาร้างมีอยู่ ๒–๓ หลัง อยู่ข้างๆ ป่า ท่านก็ตกลงใจจะยึดเอาที่นี่เป็นที่พัก โดยถือเป็นสุญญาคาร เป็นเรือนร้างที่สงบสงัด พอได้อาศัยพักภาวนาชั่วคราว พอเข้าไปถึงศาลาก็ได้กลิ่นเหม็นไม่สู้ดี ท่านก็พาขึ้นไปข้างบนศาลา ก็ได้เห็นอุจจาระ สันนิษฐานได้ว่าเป็นอุจจาระทหารญี่ปุ่นถ่ายทิ้งไว้ เพราะเป็นค่ายทหารเก่าของญี่ปุ่นที่เพิ่งจะออกจากไป ต้องช่วยกันทําความสะอาด ล้างอุจจาระเหล่านั้นจนหมดแล้ว จึงได้พักภาวนาอยู่ที่นี่

คํ่าคืนวันนี้ ในขณะที่หลวงปู่กงมาพักให้พระติดตามนวดเส้นถวายอยู่นั้น ท่านก็พูดสอนธรรมะให้ฟังเป็นปรกติ ซึ่งการนวดเส้นถวายครูบาอาจารย์นั้นมีประโยชน์มาก และเป็นที่นิยมในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ควรจะทําเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากเราไม่กลัวครูบาอาจารย์จนเกินไปแล้ว ในขณะนวดเส้นถวายนั้น เราก็จะได้ใกล้ชิดท่าน เมื่อท่านเมตตาไว้วางใจแล้ว ก็จะได้มีโอกาสฟังประสบการณ์เที่ยวธุดงค์อันสมบุกสมบัน ได้ฟังเรื่องราวลึกลับพิสดารของเทวดา พญานาค เปรต ผี ฯลฯ ได้ฟังเรื่องธรรมะปาฏิหาริย์ในทางพระพุทธศาสนา ตลอดได้ฟังธรรมะอัศจรรย์ที่ท่านได้บรรลุธรรมมา ล้วนแล้วแต่เป็นคติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับพระศิษย์ได้เป็นอย่างดี ทั้งได้มีโอกาสกราบเรียนถามปัญหาธรรม และได้รับคําแนะนําพิเศษจากท่าน ส่วนครูบาอาจารย์ท่านก็จะได้มีธาตุขันธ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง ฯลฯ

แม้ในคํ่าคืนวันนี้ก็เช่นเดียวกัน การเข้าพักในสถานที่มีกลิ่นเหม็นของอุจจาระเช่นนี้ ทําให้ได้ข้อคิดคติธรรมที่ว่า ธรรมดาของสกปรก นํามาพิจารณาเป็นธรรมได้ อย่าไปดูถูก ของดีย่อมมาจากของสกปรก ดังดอกบัวปทุมชาติอันสวยสดงดงาม ก็ล้วนเกิดมาแต่โคลนตม เมื่อหลุดพ้นจากสิ่งปฏิกูล รอดพ้นจากปลาและเต่า ก็มีประโยชน์มากมาย นํามากราบไหว้บูชาพระ นํามาบริโภคได้ ฯลฯ อุปมาดั่ง บรรดาพระอริยบุคคล ถ้าไม่ได้รับรสของสกปรก ไม่ได้ผ่านการพิจารณาอสุภะ ซากศพ ตลอดสิ่งปฏิกูลพึงน่ารังเกียจต่างๆ มาแล้ว ท่านจะมาเป็นพระอริยบุคคลไม่ได้เลย และเมื่อท่านเป็นพระอริยบุคคลแล้ว โดยเฉพาะเป็นพระอรหันตพุทธสาวกแล้ว ท่านก็ได้บําเพ็ญประโยชน์ให้กับโลกมากมายมหาศาล ซึ่งล้วนเป็นไปตามนิสัยวาสนาบารมีธรรมของท่าน

หลวงปู่กงมา ท่านได้กล่าวสอนธรรมะในคืนนี้ว่า

“… เรานอนบนกองอุจจาระเวลานี้ ยังไม่เท่าอยู่ในท้องเรา แล้วเราก็ต้องน้อมเข้ามาเป็นธรรมส่วนตัวของเราว่า อย่าหลงสวยหลงงาม เพราะเขาทั้งหลายโง่ เอานํ้าอบมาประอุจจาระกันอยู่ทุกวันนี้มิใช่หรือ … ถ้าตัวเขาหอมแล้วจะเอานํ้าอบมาประตัวเขาทําไม นี่แหละคนเราถึงว่าเป็นโมหะ จงรู้ให้ดี”

เมื่อพักอยู่ในค่ายทหารเก่าของญี่ปุ่นที่อําเภออรัญประเทศ นอนอยู่กับกลิ่นอุจจาระของญี่ปุ่น แต่หลวงปู่กงมาท่านไม่ได้รังเกียจ แต่ท่านกลับพิจารณาเป็นธรรมแล้วนํามาสอนศิษย์ พักอยู่ ๑ คืน รุ่งเช้าบิณฑบาตในตลาด ได้ข้าวกับขนมถ้วย ๒–๓ อัน ฉันพอประทังชีวิต แล้วก็เดินธุดงค์กันต่อไป ใช้เวลา ๓ ชั่วโมงเศษ ก็เดินถึงบ้านหนองแวง (ปัจจุบัน ขึ้นกับ ตําบลหนองแวง อําเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว) ได้พบวัดร้างอยู่วัดหนึ่ง หลวงปู่กงมาท่านเห็นว่าสงบสงัดดี ตามปรกติท่านก็ชอบพักตามวัดร้างบ้าง พักตามป่าช้าบ้าง พักตามโคนต้นไม้ในป่าเปลี่ยวๆ บ้าง ฯลฯ ท่านก็เลยพาพักภาวนาอยู่ที่วัดร้างแห่งนี้

ญาติโยมทั้งหลายพอทราบข่าว ก็พากันนําอาหารมาถวาย ซึ่งในละแวกนี้ส่วนใหญ่ก็ได้นํ้าพริกมาฉันกับข้าว แต่ก็สะดวกสบายใจดี เพราะตามปรกติหลวงปู่กงมาท่านฉันเพื่อธรรม ไม่ได้ฉันเพื่อกิเลส ท่านจึงไม่ให้ความสําคัญในเรื่องอาหาร ความเอร็ดอร่อย ติดในรสชาติ ยิ่งไปกว่าธรรม ท่านพาพักอยู่วัดร้างแห่งนี้ได้ ๓ วัน ก็พากันเดินธุดงค์ต่อไป

กรองนํ้าปลักควายมาฉัน

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ออกธุดงค์ทางไกลในครั้งนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลําบากทางร่างกาย แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความเบิกบานใจ แตกต่างกับขณะที่อยู่วัดทรายงามอย่างสิ้นเชิง อยู่ที่วัดทุกอย่างอุดมสมบูรณ์ไปหมด ข้าวปลาอาหารอย่างดี อาหารก็เป็นอาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา สดๆ ใหม่ๆ ผลหมากรากไม้ก็เป็นผลไม้อย่างดี เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด ฯลฯ นํ้าก็นํ้าอ้อย นํ้าหวาน นํ้าผลไม้อย่างดี พอออกมาธุดงค์ทางไกล มีแต่ฉันข้าวเปล่าๆ บ้าง ฉันข้าวกับนํ้าพริกบ้าง ฉันข้าวกับนํ้าอ้อยงบบ้าง ไม่มีกับข้าวดีๆ ให้ฉัน แม้นํ้าที่จะฉันก็ต้องกรองจากแหล่งนํ้าธรรมชาติมาฉัน แม้กระทั่งนํ้าปลักควายก็ต้องไปกรองมาฉัน

หลวงปู่กงมา พอออกจากวัดร้างที่บ้านหนองแวงแล้ว ท่านมีความตั้งใจที่จะมุ่งหน้าเดินตัดตรงขึ้นจังหวัดนครราชสีมา ในวันนี้ถือเป็นการเดินธุดงค์ที่มีระยะทางไกลมากถึง ๔๘ กิโลเมตร และเส้นทางทุรกันดารมาก ต้องใช้เวลาเดินนานถึง ๑๐ ชั่วโมง จะหาแหล่งนํ้าระหว่างทางก็ไม่มี หลวงปู่กงมาท่านมักสอนว่า ถ้าจะให้เดินทน อย่าฉันนํ้า พระติดตามก็เชื่อ แต่ด้วยความกระหายนํ้ามาก จนคอแห้งผาก เนื่องจากระยะทางเดินนั้นร้อนอบอ้าว ไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่ และเป็นทางหินกรวดตลอด จึงต้องฉันนํ้าในกระติกที่สะพายไป

พอเดินธุดงค์ไปได้ไม่ถึงครึ่งวัน เป็นดั่งที่หลวงปู่กงมาสอน ปรากฏว่า พระติดตามเท้าหนักไปหมด เดินอืดลง ซึ่งแต่ก่อนทุกครั้งเดินได้อย่างสบายมาก หลวงปู่กงมาท่านได้หันมามองพระติดตามซึ่งกําลังคิดอยู่ในใจว่า อยากจะพัก ไม่อยากจะเดินต่อไป เหมือนท่านทราบความในใจ ท่านจึงพาแวะพักที่ใต้โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง แล้วท่านก็ถามหานํ้าฉัน “นํ้าอยู่ไหน” “กระผมฉันหมดแล้วครับ” “นั่นน่ะสิ เห็นหน้าตาบอกว่าล้า เพราะนํ้ากระติกนี้เอง” หลวงปู่กงมาท่านพูด “แล้วเราเวลานี้กําลังหิวจะทําอย่างไร”

พระติดตามจึงรีบออกไปเดินหาแหล่งนํ้าธรรมชาติตามบริเวณนั้นโดยทั่ว ก็ได้พบหนองนํ้าเล็กๆ แห่งหนึ่งเป็นปลักควาย ขี้ควายเต็มทั้งหนอง แต่มันนอนก้นหมด นํ้าข้างบนใสดี จึงรีบกลับมากราบเรียนท่านว่า “นํ้ามีแต่เป็นปลักควาย มีขี้ควายนอนก้นเต็มไปหมด”

ท่านบอกว่า “ไม่เป็นอะไร เอามาฉันเถอะ”

พระติดตามคิดในใจว่า ท่านอาจารย์คงหิวกระหายนํ้าเอามากๆ ทีเดียว จึงฉันนํ้าปลักควาย แล้วก็นําเอาธมกรก* ไปกรองนํ้ามาถวายท่าน ด้วยความกลัวขี้ควายที่เป็นตะกอนจะฟุ้งลอยขึ้นมา จึงค่อยๆ บรรจงกรองนํ้าที่หนองปลักควายนั้น

ธมกรก นี้เป็นหนึ่งในเครื่องอัฐบริขาร การเดินธุดงค์ตามป่าตามเขา ธมกรก หรือกระบอกกรองนํ้าของพระสงฆ์นั้น สําหรับกรองนํ้า โดยเฉพาะกรองตัวสัตว์เล็กๆ จําเป็นมาก และจะขาดเสียไม่ได้ ในสมัยท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาในจังหวัดทางภาคกลาง ท่านพระอาจารย์เภา พุทธสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถํ้าตะโก ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ท่านเคารพศรัทธาท่านพระอาจารย์มั่นมาก จะขอติดตามไปด้วย แต่ท่านไม่มีธมกรก ท่านพระอาจารย์มั่นว่า ขาดธมกรกนี้เป็นอาบัติ จึงไม่อนุญาตให้ท่านติดตามไป แม้ท่านจะขอใช้ผ้าจีวรกรองนํ้าแทนธมกรกก็ตาม ท่านพระอาจารย์มั่นก็ไม่อนุญาต

พอได้นํ้านั้นแล้ว ก็รีบนํามาถวายท่าน รู้สึกว่ามีกลิ่นตุุๆ แต่หลวงปู่กงมาท่านก็ฉันของท่านได้อย่างสบายๆ “หอมดี” ท่านว่า “รู้ไหมว่า ขี้ควายมันเป็นยาเย็น ดับกระหายได้ดี” ท่านพูดเสริมขึ้นอีก พระติดตามจึงลองฉัน หลังจากฉันนํ้าปลักควายแล้ว ก็หายหิวนํ้าจริงๆ พอเดินกลับมา หลวงปู่กงมาเห็นเข้า ท่านก็หัวเราะ จากนั้นท่านก็ได้พาเดินธุดงค์ต่อไป เพราะระยะทางนั้นอีกไกล วันนี้ต้องเดินให้ได้ ๔๘ กิโลเมตร

บิณฑบาตฉันข้าวเปล่าๆ

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพาเดินธุดงค์ถึงบ้านตาดโตน บ้านนี้เป็นชาวเขมรตํ่า ถึงที่นั่นประมาณ ๒ ทุ่ม เดินทางไกลมาตลอดทั้งวัน รู้สึกว่าท่านจะเหน็ดเหนื่อยมาก พระติดตามรีบจัดที่กางกลดถวายท่าน ซึ่งท่านอยู่รุกขมูลใต้โคนต้นไม้อันเป็นป่าโปร่ง ใช้ผ้าอาบนํ้าปูนอนกับพื้นดิน ตีนบาตรเป็นหมอน เสร็จเรียบร้อยภายในเวลาไม่นานนัก ใกล้ๆ บริเวณนั้นมีนํ้าที่เขาขุดเป็นบ่อไว้ ก็รีบไปตักนํ้าเพื่อถวายให้ท่านสรงนํ้า แต่ไม่มีภาชนะจะนํามา จึงต้องอาราธนาท่านไปข้างบ่อนํ้า แล้วก็ตักนํ้าถวายท่าน

พอหลวงปู่กงมาสรงนํ้าเสร็จแล้ว แทนที่ท่านจะพักผ่อน ท่านกลับพานั่งสมาธิภาวนาต่อไป ท่านบอกว่า เหนื่อยๆ นั่งสมาธิดี ก็จริงอย่างท่านว่า พอนั่งจิตก็รวมเลย เพราะเหนื่อยมาก ถ้าจิตไม่รวมคงจะแย่หน่อยทีเดียว หลังจากนั่งสมาธิภาวนาแล้วแทนที่จะพักผ่อนหลับนอนกัน ท่านกลับแสดงธรรมอบรมต่อไปอีก มีใจความสําคัญว่า

“การที่เราต้องการอยากจะพ้นทุกข์ เราต้องเข้าหาทุกข์ ถ้าเรากลัวทุกข์ เราก็พ้นทุกข์ไม่ได้ การที่เราจะเข้าหาทุกข์อย่างขณะนี้แหละ นอนดิน เดินไกล เราก็จะพอมองเห็น และเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วก็พิจารณากาย เพราะกายคือตัวทุกข์ เพราะคนเราจะหลงก็เพราะมีกาย หลงกายซึ่งกันและกันนี่เอง กายคนเรา ถ้าลอกหนังออกเสียแล้ว ใครเล่าจะหลงกัน ก็เกลียดเท่านั้นเอง เวลาจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็ให้พิจารณาอย่างนี้ จะทําให้รู้แจ้งเห็นจริงเป็นสัจธรรมได้”

หลวงปู่กงมา ท่านฝึกฝนทรมานตนมามากต่อมากแล้ว ทั้งการอดนอน การอดอาหาร ผ่อนอาหาร การนั่งสมาธิภาวนานานๆ การเดินจงกรมนานๆ การธุดงค์เดินทางไกล การอยู่ป่าดงเปลี่ยวๆ องค์เดียวตามลําพัง การอยู่ป่าช้า ฯลฯ ในคืนวันนั้น ท่านจึงได้ฝึกทรมานพระติดตามหลังจากจําวัดตื่นเช้าขึ้นมา ชาวบ้านจึงพากันมาเห็น ต่างก็ส่งเสียงกันดังสนั่น ได้เวลาหลวงปู่กงมาก็พาออกบิณฑบาต ชาวบ้านเขาก็ใส่บาตรให้แต่ข้าวเปล่าๆ และมีนํ้าอ้อยงบ ๔–๕ ก้อน เขาคงพากันเข้าใจว่า พระธุดงค์ไม่ฉันของคาว มีเนื้อสัตว์ เป็นต้น

กลับจากบิณฑบาต นั่งฉันกันใต้โคนต้นไม้ ไม่มีใครมาดูแล หรือส่งอาหารเพิ่มเติม ก็ได้ฉันข้าวเปล่าๆ กับนํ้าอ้อยงบ เดินทางไกลมาแสนจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แทนที่จะได้พักผ่อน กลับต้องภาวนาเร่งความเพียร การพักผ่อนนอนหลับก็ไม่มาก เช้าขึ้นมายังได้ฉันข้าวเปล่าๆ กับนํ้าอ้อยงบอีก แม้ว่าจะเป็นความลําบากทางด้านร่างกาย แต่กลับเป็นความสุขทางด้านจิตใจ

ธุดงค์ข้ามดงพญาเย็นเป็นไข้จับสั่น

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพาพักที่บ้านตาดโตนเพียงคืนเดียว พอฉันเช้าเสร็จท่านก็พาออกเดินธุดงค์ต่อไป พอไปถึงด่านตรวจโคกระบือก่อนข้ามดงพญาเย็น เจ้าหน้าที่ประจําด่านเขามาถามท่านว่า “ท่านอาจารย์จะไปไหนครับ” หลวงปู่กงมาบอกว่า “จะไปนครราชสีมา” เขาบอกว่า “วันนี้ข้ามไม่ไหวหรอกครับ ขึ้นภูเขานี้หนทางคง ๙๐๐ เส้น (๓๕ กม.) และขึ้นสูงด้วย ขอนิมนต์พักอยู่ที่นี่ก่อนเถอะครับ” ท่านเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทนอยู่แล้ว จึงรับอาราธนานิมนต์ เขาจัดบ้านว่างเปล่าให้ห้องหนึ่ง เป็นกระท่อมมุงหญ้าคา ฝาไม้ไผ่ ให้ท่านได้พักกันตามสบาย ท่านก็เมตตาพักอยู่ที่ด่านนั้น ๒ วัน ซึ่งเป็นประโยชน์ด้วยกัน ๒ ประการ คือ

ประการแรก ได้พักเพื่อเอาแรงเตรียมข้ามดงพญาเย็น และ

ประการที่สอง ได้โปรดพวกเจ้าหน้าที่ประจําด่านให้ได้ทําบุญใส่บาตร ฟังธรรม และท่านยังเมตตาสอนให้พวกเขาฝึกหัดภาวนา “พุทโธ” กัน

เมื่อหลังจากพักเอาแรง ๒ วัน ท่านก็ได้พาเดินธุดงค์ต่อไป คราวนี้ขึ้นเทือกเขาดงพญาเย็น ซึ่งทั้งสูงชัน ทั้งระยะทางไกล และทั้งต้องเดินข้ามเขาในวันเดียว พอบิณฑบาตฉันเช้าเสร็จ เวลา ๐๘.๐๐ น. ท่านก็เริ่มออกเดินธุดงค์ ในขณะที่เดินขึ้นเขาลงเขา หลวงปู่กงมาท่านจะกําหนดจิตตภาวนาไปตลอด เพื่อทําความเพียรไปในขณะเดิน และเพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย ท่านได้แนะนําให้พระติดตามกําหนดจิต ไม่ปล่อยจิตให้ฟุ้งซ่านเป็นอันขาด พอทําตามท่าน ก็พอบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยลงได้บ้าง

การเดินธุดงค์ขึ้นเขาลงเขาในคราวนี้ ด้วยอาศัยกําลังปลีแข้งและด้วยหัวใจอันเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น นับเป็นประสบการณ์ครั้งสําคัญในชีวิตพระป่าของหลวงปู่กงมา ในขณะเดินท่านก็ภาวนาไป พิจารณาธรรมไปโดยตลอด ก็ได้รับความรู้ ความจริงมากมาย หลวงปู่กงมาแม้ขณะนั้นท่านเข้าสู่วัยกลางคน อายุได้ ๔๒ ปีแล้วก็ตาม แต่ท่านแข็งแกร่งทั้งด้านร่างกายและด้านจิตใจ โดยเฉพาะด้านจิตใจ ท่านได้แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้แห่งความทรหดอดทน ความสมบุกสมบัน ความเป็นยอดนักสู้ไว้อย่างชัดเจน อันเป็นคุณสมบัติหนึ่งของผู้ที่จะบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์

หลวงปู่กงมาเและพระติดตาม ต่างก็ได้รับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหงื่อไหลไคลย้อยไปตามๆ กัน การขึ้นเขาลงเขาสูงชันและระยะทางไกล ทั้งเต็มไปด้วยสัตว์ป่าสัตว์ร้ายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดาย การก้าวขาแต่ละข้างต้องใช้พละกําลังขาทั้งสองข้าง ซึ่งยิ่งเดินนานน่องก็ยิ่งตึง ยิ่งปวด ยิ่งล้า ฝ่าเท้าทั้งสองก็ยิ่งปวดแสบปวดร้อนจนฝ่าเท้าบวมและแตกได้ บ่าทั้งสองก็เช่นเดียวกันต้องทนสะพายบาตร แบกกลด ซึ่งยิ่งนานก็ยิ่งหนัก ยิ่งปวดแสบปวดร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนบ่าบวมและแตกได้ แม้เหน็ดเหนื่อยจนคอแห้งกระหายนํ้ามากๆ ก็ต้องอดทนอย่างยิ่ง เพราะจะฉันนํ้ามากไม่ได้ ต้องฉันนํ้าจิบๆ พอแค่ทาคอ

หลวงปู่กงมาท่านต้องใช้กําลังใจ กําลังกาย ต้องใช้สติปัญญา และต้องใช้ความทรหดอดทนต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อยเจ็บปวดเมื่อยล้าเป็นอันมาก บางครั้งก็เหน็ดเหนื่อยหอบจนหายใจแทบไม่ทัน จะนั่งพักนานก็ไม่ได้ เพราะถ้าหากข้ามไม่พ้นเขา ก็จะติดอยู่ในเทือกเขาดงพญาเย็น ซึ่งเป็นดงหนาป่าทึบและเต็มไปด้วยอันตรายจากสัตว์ป่าสัตว์ร้าย เช่น ช้าง เสือ หมี ฯลฯ ออกหากินกันในยามคํ่าคืน และแม้ท่านจะเหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตายในบางครั้ง ความเพียรพยายามข้ามภูเขาของท่านนั้น ก็ได้ประสบความสําเร็จในเวลาราว ๑ ทุ่มเศษของวันนั้น พอตะวันตกดินก็ข้ามพ้นภูเขาพอดี ใช้เวลาเดินขึ้นเขาลงเขาตลอดทั้งวันรวมเวลานานราว ๑๑ ชั่วโมงเศษ เมื่อถึงจุดหมายแล้วก็โล่งอกโล่งใจ ความเหน็ดเหนื่อยทั้งปวงก็เหมือนกับหายราวเป็นปลิดทิ้ง

หลวงปู่กงมา ท่านอดทนอดกลั้นต่อการธุดงค์วิบากครั้งนี้เป็นอันมาก แม้ท่านไม่สบายก็ไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใดๆ ออกมาให้ปรากฏ แต่พอลงเขามาเท่านั้น ท่านก็จับไข้ไม่สบายทันที หากท่านอยู่วัดทรายงามเจ็บไข้ได้ป่วยยังหาหยูกยารักษาได้ไม่ยาก และมีลูกศิษย์ลูกหาพาไปโรงพยาบาล ทั้งมีธรรมโอสถในการรักษา แต่พอออกธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขา ไม่มียาติดตัวมา ท่านต้องใช้ธรรมโอสถในการรักษาไข้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว

รักษาไข้จับสั่นด้วยธรรมโอสถแล้วเดินธุดงค์ต่อ

ในวันรุ่งขึ้น หลวงปู่กงมาก็อาการไข้กําเริบมากขึ้น ท่านมีพระติดตามคอยพยาบาลดูแล โดยหาสถานที่รักษาอาการอย่างดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ พอเดินไประยะหนึ่งก็พบหมู่บ้านเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง จึงรีบไปเที่ยวหาฟางมา ซึ่งมีอยู่ข้างบ้าน ขอฟางจากญาติโยมเขานํามาปูลาดลงแล้วเอาผ้าอาบนํ้าปูเพื่อไม่ให้ถูกดินแข็ง กางกลดถวายท่านแล้วก็นั่งเฝ้าดู ท่านกําลังจับไข้สั่นไปหมด หมดหนทางไม่ทราบจะทําอย่างไร หยูกยาก็มิได้เตรียมกันมาเลย ก็ได้แต่นั่งดูท่านจับไข้สั่นอย่างรันทดใจ บางครั้งต้องกดร่างกายท่านไว้ เพราะการจับไข้ครั้งนี้เป็นเอามาก แต่ท่านกลับบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก เราจะใช้การพิจารณาภายในด้วยตัวเอง” ท่านใช้ธรรมโอสถในการรักษา

หลวงปู่กงมาท่านนั่งสมาธิภาวนา กําหนดจิตพิจารณาอาการไข้เพียงพักเดียวเท่านั้น ก็มีเหงื่อเม็ดโป้งๆ ไหลผุดออกมาตามใบหน้าและร่างกายจนผ้าเปียกปอนไปหมด จากอาการไข้จับสั่นอย่างรุนแรงก็สงบลง อาการไข้ของท่านแม้ยังไม่หายขาด ก็ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะใช้ธรรมโอสถในการรักษาโรคภัย ตามที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเมตตาประทานไว้ ตั้งแต่หลวงปู่กงมาออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา หากท่านเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านจะใช้ธรรมโอสถรักษาเป็นประจํา ธรรมโอสถนี้มีประโยชน์มหาศาล ดังที่องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ พุทโธรักษาใจ ไว้ดังนี้

“การเจ็บไข้ได้ป่วย พวกเรามีแต่พึ่งหมออย่างเดียว ไม่เป็นตัวของตัวเลยนี่ ใช้ไม่ได้ ถ้ามีธรรมแทรกเข้าภายในจิตใจแล้วจะเป็นตัวของตัวด้วย อาศัยคนอื่นด้วย นี่อาศัยคนอื่นเป็นกําลัง ตัวของตัวไม่มีลมหายใจ จมูกมี แต่ไม่มีลมหายใจ ใช้ไม่ได้นะ กําลังใจเป็นสําคัญมาก ทางด้านจิตโรคภัยไข้เจ็บนี้ใจไม่ได้เป็นโรคเป็นภัย แต่กลับกลายเป็นโรคภัยไข้เจ็บมากยิ่งกว่าทางร่างกายเสียอีก เพราะใจยุ่งวุ่นวาย เจ็บท้อง ปวดศีรษะ เจ็บนั้นปวดนี้เล็กๆ น้อยๆ ใจก็ไปเป็นอารมณ์เกาะเกี่ยวอยู่กับอาการไม่ดีนั้นๆ แล้วก็สร้างโรคขึ้นมา โรคเสียใจ โรคเป็นทุกข์ เกิดขึ้นมาที่ใจ เลยกลายเป็นโรคสองชั้นไป นี่แหละเพราะไม่เป็นตัวของตัว เพราะไม่มีธรรมในใจ เอะอะก็วิ่งแต่หมอ ช่วยตัวเองไม่ได้ คนไทยเรามากต่อมากเป็นอย่างนั้นนะ

ทีนี้เวลาพระกรรมฐานท่านมาสอน ก็จะเชื่อท่านไม่ได้อีกแหละ มันลําบากนะจะสอน สอนก็เชื่อไม่ลง เพราะไม่เคยรู้เคยเห็น ไม่เคยเป็น ไม่เคยทํา ก็ไม่รู้ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ธรรมโอสถ ธรรมโอสถเป็นยังไง นี่พระพุทธเจ้าทรงทํามาแล้วจนประกาศออกเป็นศาสนธรรมให้เราทั้งหลายได้ทราบทั่วกันตลอดมาว่า สกฺกตฺวา ธมฺมรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ ปริฬาหูปสมนํ ธมฺมเตเชน โสตฺถินา นั่น ท่านบอกว่า ธรรมโอสถนี้เป็นยาระงับดับโรคภัยได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังดับกิเลสอีก ไม่ใช่ดับแต่เพียงโรคภัย คนใจไม่วุ่นวาย ใจมีอรรถมีธรรมนี้ ถึงโรคจะเกิดขึ้นภายในร่างกาย ก็ไม่ค่อยเป็นทุกข์มากนัก นี่สําคัญ”

หลวงปู่กงมา เมื่อท่านใช้ธรรมโอสถรักษาจนอาการดีขึ้นบ้างแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ท่านก็พาเดินธุดงค์กันต่อไป ทั้งๆ ที่ท่านก็ยังมีอาการงงๆ อยู่ แต่ท่านมีกําลังใจที่สูงมาก ท่านทําเหมือนกับว่าไม่เจ็บป่วย ไม่เป็นอะไรเลย พอเดินถึงที่ราบสูงแล้ว ท่านก็พาเดินธุดงค์ไปตามทุ่งบ้าง ป่าบ้าง ก็เป็นป่าไม้ไม่ใหญ่อะไรนัก เป็นทุ่งก็ไม่กว้างเท่าไร

ในวันนี้ใช้เวลาเดิน ๘ ชั่วโมงก็ถึงบ้านกุดโบสถ์ (ตําบลกุดโบสถ์ อําเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา) ในบริเวณนี้มีแต่ทุ่งนาทั้งนั้น มีวัดอยู่วัดหนึ่งกลางทุ่งนา เมื่อไม่เห็นต้นไม้ที่จะพออยู่รุกขมูลกัน หลวงปู่กงมาท่านก็พาเข้าวัดนั้น ชื่อ วัดกุดโบสถ์ เห็นมีพระอยู่ ๒ องค์ ในวัดสงบสงัดดี ก็เลยขอพักอยู่ที่นี่ ๑ คืน ท่านยังไม่หายดีเท่าที่ควร แต่ก็พอค่อยยังชั่ว ทั้งๆ ที่เดินตากแดดมาตลอดทั้งวัน แต่ใบหน้าและแววตาของท่านกลับบ่งบอกถึงจิตใจท่านมีแต่ความเด็ดเดี่ยว องอาจกล้าหาญ ไม่หวั่นเกรงกับความเป็นความตาย และไม่เกรงกลัวโรคภัยใดๆ ทั้งสิ้น แม้ท่านอาพาธเป็นไข้ แต่ท่านก็ทําเหมือนไม่เป็นอะไร ท่านไม่เคยแสดงความอ่อนแอปวกเปียกออกมาให้ใครเห็นแม้แต่น้อย สมกับเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งเป็นนักรบธรรมเดนตายที่ได้รับการฝึกฝนอบรมจากท่านพระอาจารย์มั่นมาเป็นอย่างดี

หลวงปู่กงมา ท่านมักปรารภธรรม ในคํ่าคืนวันนี้ก็เช่นกัน พระติดตามได้จัดการกางกลดปูที่นอนตามมีตามได้ แล้วก็ถวายการนวดให้ท่านตามปรกติ การนวดคืนนี้ต้องนวดนานเป็นพิเศษ เพราะท่านยังมีอาการไข้ ในคืนวันนี้ท่านปรารภธรรมไว้ว่า

“ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น มันทําจิตของคนให้หดหู่ ย่อท้อต่อกิจการของตนที่กําลังเร่งทํา อันเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อทุกขเวทนาเกิดขึ้นครั้งนี้ ก็เป็นการลองดีกับผู้ได้บําเพ็ญความเพียรมาแล้วในอดีตอย่างเข้มแข็ง การต่อสู้ทุกขเวทนาครั้งนี้ เราจึงได้เห็นคุณค่าของการบําเพ็ญความเพียรมาแล้วในอดีตว่า ได้เป็นเครื่องหนุนกําลังอย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีกําลังความเพียรมาก แต่ก็ไม่วายที่จะมีบางขณะของจิต ที่ทําให้เกิดท้อๆ ขึ้นมา แต่นั่นมันเป็นเพียงขณะจิต หรือเรียกจิตตุปบาท จึงไม่มีความสําคัญแก่เราเลย”

คืนนั้น หลวงปู่กงมา ท่านปรารภธรรม ทั้งๆ ที่ท่านไม่ค่อยสบาย ท่านมิได้มีความทุกข์ทางด้านจิตใจเลย แม้จะมีโรคภัยเบียดเบียนทางร่างกายก็ตาม

ผจญภัยในถํ้าวัวแดง

พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านสนทนาธรรมตามหลักสัลเลขธรรม นอกจากท่านสนทนาแลกเปลี่ยนภูมิจิตภูมิธรรมเพื่อตรวจสอบกันแล้ว ยังได้คุยถึงสถานที่บําเพ็ญสมณธรรม ซึ่งล้วนเป็นป่าเขา ถํ้า เงื้อมผา สถานที่เปล่าเปลี่ยวที่น่าหวาดกลัวชนิดโลกไม่พึงปรารถนา แต่เป็นที่พึงปรารถนาของธรรม ของผู้ต้องการหลุดพ้น เมื่อองค์ไหนไปภาวนาที่วัดร้างใด ป่าใด ถํ้าใด ฯลฯ อันเป็นสถานที่โบราณศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับ มีเปรต ผี วิญญาณร้ายตลอดกายทิพย์ เต็มไปด้วยเรื่องราวอาถรรพ์ชวนให้หวาดกลัวขนพองสยองเกล้า แต่ช่วยทรมานจิตใจ ช่วยให้การภาวนาดี ท่านก็จะนํามาเปิดเผยเล่าสู่กันฟัง

จังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีป่าเขา สถานที่โบราณศักดิ์สิทธิ์มาก ครูบาอาจารย์กองทัพธรรมฯ สมัยธุดงค์มาบุกเบิกต่างได้แยกย้ายกันธุดงค์ ป่าเขาที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมไปธุดงค์กันมาก คือ เขาใหญ่ ดงพญาเย็น และมีวัดร้าง ปราสาทหิน ถํ้าเร้นลับมากมาย เช่น ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมวัน ปราสาทเมืองเก่า ถํ้าซับมืด ถํ้าวัวแดง ฯลฯ

ถํ้าวัวแดง เป็นถํ้าหนึ่งที่หลวงปู่กงมาธุดงค์ไปพักภาวนา หลังจากที่หลวงปู่กงมา พักอยู่ที่วัดกุดโบสถ์ อําเภอเสิงสาง ในเช้าวันรุ่งขึ้น ท่านก็ได้บอกพระติดตามว่า “วันนี้เราจะต้องเดินทางไปถํ้าวัวแดง” ซึ่งเป็นโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์ มีพระธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมกัน และเป็นสถานที่ต้องผ่านก่อนเข้าจังหวัดนครราชสีมา

ถํ้าวัวแดง ตั้งอยู่ที่เขาลูกช้าง ตําบลเฉลียง อําเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ลักษณะถํ้าเป็นเพิงผาหินทรายแดงตื้นๆ กว้าง ๓ เมตร ยาว ๔ เมตร สูง ๒ เมตร เป็นศิลปะแบบขอม เกิดขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖–๑๘ รุ่นราวคราวเดียวกับปราสาทหินพิมายและปราสาทนครวัดในกัมพูชา คาดว่าเคยมีชุมชนโบราณอาศัยอยู่ในแถบนั้น ภายในผนังถํ้ามีภาพแกะสลักนูนสูงรูปพระศิวะอุ้มพระอุมาประทับบนหลังโคนนทิ มีฤาษี ๑ ตน และเทวดา ๑ องค์ ถวายความเคารพอยู่หน้าโค ส่วนท้ายขบวนมีเทพบริวาร ๒ องค์ ถือพัดโบก และฤาษียืนประนมมือ ๓ ตน ต่อมามีการสร้างวัดขึ้นในสถานที่แห่งนี้ บนยอดเขามีรอยพระพุทธบาท

คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ถํ้าวัวแดงมีความศักดิ์สิทธิ์มากและมีลายแทงที่นี่ด้วย คนเดินทางผ่านจะทําความเคารพ แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ก็พากันเกรงขามถํ้าแห่งนี้ ไม่ค่อยจะมีใครมากลํ้ากรายกัน สําหรับผู้เรียนวิชาอาคมไสยศาสตร์ ถ้าจะให้เก่งจริงต้องมาผจญกับความศักดิ์สิทธิ์ของถํ้าวัวแดงเสียก่อน

หลวงปู่กงมา ท่านตั้งใจเดินธุดงค์ให้ถึงถํ้าวัวแดงภายในวันเดียว แม้มีระยะทางไกลเกือบ ๔๐ กม. ก็ตาม ออกจากวัดกุดโบสถ์ ท่านก็พาเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงต่อไป เดินลึกเข้าไป ก็เป็นดงหนาป่าทึบ เป็นภูเขา และเป็นดงเสือ เห็นรอยเท้าเสือเต็มไปหมด แต่ก็ไม่ได้ผจญกับเสือ เจอแต่รอยเท้าของมันเดินยํ่าขึ้นเขาไป ท่านก็พาเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้มีความหวั่นกลัวใดๆ ราว ๕ โมงเย็น ก็ยังเดินอยู่บนเขาลูกหนึ่งไปอีกลูกหนึ่ง พอใกล้พลบคํ่าก็เดินธุดงค์ถึงถํ้าวัวแดง ท่านก็สงสัยถํ้าแห่งนี้ ทําไมจึงมีสิ่งก่อสร้างไว้หลายอย่าง มีทั้งศาลา กุฏิที่พัก แต่ไม่มีพระภิกษุสามเณร ไม่มีใครอยู่เลย

ท่านเดินขึ้นบนศาลาก่อนเป็นลําดับแรก เพื่อหาที่วางบริขารซึ่งแบกหนักมาตลอดทั้งวัน และหาสถานที่พักผ่อนภาวนา เพราะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินธุดงค์ทางไกล เหงื่อไหลไคลย้อยจนผ้าจีวรชุ่มเปียกไปหมด พระติดตามกางกลดจัดปูที่นอนถวายท่าน จากนั้นก็รีบแสวงหาแหล่งนํ้า ลงเดินไปคนเดียวเที่ยวดูโดยรอบ ก็ไม่เห็นมีวี่แววว่าจะมีแหล่งนํ้า เวลาก็ชักจะดึกเข้าทุกทีๆ จนต้องเดินไปอีกมุมหนึ่งของบริเวณ มองเห็นแต่ตุ่มนํ้าตั้งอยู่ ๔–๕ ใบ เข้าไปเปิดดู ก็มีนํ้าเต็มโอ่งหมดทุกใบ ทั้งดีใจ ทั้งอดสงสัยว่าใครหนอตักนํ้ามาไว้ที่นี่ เหมือนกับรู้ว่าจะมีใครมาพัก จึงรีบกลับไปที่ศาลา นิมนต์ท่านมาที่ตุ่มนํ้าเพื่อสรงนํ้าคลายเหนื่อย ท่านไปสรงนํ้าและสั่งให้พระติดตามไปหาที่วิเวกเหมาะสม ให้อยู่ห่างๆ กัน เพื่อสะดวกในทําความเพียรภาวนา

ในการออกธุดงค์ เมื่อถึงที่พัก หลวงปู่กงมา แทนที่ท่านจะรีบพักผ่อนจําวัด ท่านกลับเร่งทําความเพียรภาวนาเป็นประจํา เหมือนกับท่านไม่ได้หลับได้นอนเลย ตอนเช้าพระติดตามจะต้องไปอุปัฏฐากอันเป็นกิจวัตรประจําวัน โดยไปคอยดูว่า ท่านจะลุกขึ้นออกจากสมาธิแล้วหรือยัง เมื่อท่านออกแล้วจะต้องเข้าไปถวายนํ้าล้างหน้า ไม้สีฟัน เก็บที่นอน นําบาตรมาเพื่อการบิณฑบาต แต่เช้าวันนั้นปรากฏว่า ท่านลุกไม่ขึ้น ท่านยอกไปหมดทั้งตัว และพอเวลาผ่านไปสัก ๒๐ นาที ท่านก็พยายามจะลุกขึ้น จนสามารถพยุงตัวลุกขึ้นมาได้ ทั้งๆ ที่ท่านยังมีอาการยอก แต่ก็สู้อดสู้ทนพาออกบิณฑบาต ท่านบอกด้วยความเป็นห่วงว่า “ไปเถิด ถ้าเราไม่ไป เธอจะไปคนเดียวได้ยังไง บ้านห่างจากนี้อีกไกล ต้องผ่านดง เดี๋ยวเกิดหลงเข้าป่าเข้าดงไปจะลําบาก”

หลวงปู่กงมา ท่านทราบถึงภูมิประเทศเป็นอย่างดีว่า สถานที่ตรงไหนจะมีหมู่บ้านตั้งอยู่ จากประสบการณ์ ความชํานาญและความช่างสังเกตของท่านที่ออกเที่ยวธุดงค์มานาน ท่านพาเดินลัดเลาะออกบิณฑบาต แม้ในขณะนั้นมองดูตามสองข้างทางก็เป็นดงหนาป่าทึบ ไม่มีวี่แววว่าจะมีหมู่บ้านแต่อย่างไร มีแต่รอยสัตว์ป่าต่างๆ ผ่านทางเดินเป็นระยะๆ แม้ท่านจะยอก แต่ท่านเดินเหมือนกับไม่เป็นไร ท่านมีความเพียร มีความอดทนเป็นเลิศจริงๆ ท่านพาเดินบิณฑบาตบุกป่าฝ่าดงนั้นด้วยความสงบนิ่งและด้วยความชํานาญยิ่ง ในที่สุดก็ใกล้ถึงหมู่บ้าน ท่านชี้ไปข้างหน้าว่า โน้นยังไงหมู่บ้าน มองไปข้างหน้ามีทุ่งนากว้างพอสมควร เมื่อเดินข้ามทุ่งนาไปแล้วก็ถึงหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านค่อนข้างใหญ่ ท่านใช้เวลาเดินจากถํ้าวัวแดงมาหมู่บ้าน ก็ราวหนึ่งชั่วโมงเศษ

ชาวบ้านพอเห็นหลวงปู่กงมาพาพระเข้ามาบิณฑบาตในหมู่บ้านตอนเช้า พวกเขาพากันดีอกดีใจเป็นการใหญ่ เพราะในหมู่บ้านนี้ไม่มีวัด และนานๆ จะมีพระมาอยู่ปฏิบัติธรรมที่ถํ้าวัวแดง ชาวบ้านพากันป่าวร้องด้วยความดีใจกันสักพักเดียวเท่านั้น พวกเขาก็พากันถือข้าวมาใส่บาตรกันเต็มไปหมด เขาถามว่า

“ท่านอาจารย์มาแต่เมื่อไร? พวกผมไม่ทราบกันเลย”

“มาถึงคํ่าวานนี้” หลวงปู่กงมาตอบ

โยมบอกว่า “เมื่อวันก่อนก็มีพระมาคณะหนึ่งเพิ่งจะกลับไป”

ชาวบ้านที่นี่เขามีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาพระธุดงคกรรมฐานมาก เขาจะมาเฝ้าปรนนิบัติดูแลรับใช้พระธุดงค์ที่มาปฏิบัติธรรมที่ถํ้าวัวแดง นํ้าที่เต็มโอ่งทุกใบ ก็เพราะชาวบ้านเขามาช่วยกันตักนํ้าถวายไว้ให้พระใช้

หลังจากรับบิณฑบาตเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เดินกลับไปที่ถํ้าวัวแดง โดยพวกญาติโยมนําอาหารตามมาด้วยประมาณ ๖–๗ คน มีอาหารตามมีตามได้ ในระหว่างทางหลวงปู่กงมาให้พวกญาติโยมเก็บผักป่าตามรายทางไปด้วย มียอดกระโดน ยอดแต้ว ผักแพว ฯลฯ ครั้นถึงที่พักแล้ว ญาติโยมก็จัดอาหารถวาย ปรากฏว่า มีนํ้าพริกมาถวายจริงๆ ท่านคงทายใจเขาถูก จึงให้เขาเก็บผักตามมา กับข้าวมื้อนั้นก็มีเป็นแกงป่านํ้าดําๆ และอื่นๆ เพียงพอเหลือเฟือต่อการขบฉัน ท่านเมตตาฉันอาหารป่า อาหารพื้นบ้าน ฉลองศรัทธาให้ญาติโยมได้ปลื้มอกปลื้มใจไปตามๆ กัน

หลังจากฉันเช้าเสร็จ หลวงปู่กงมาท่านมีอาการยอกเอวหนักขึ้นกว่าเดิม ท่านบอกว่า “ไปต่อไม่ไหวแล้ว ยอกแบบนี้เหมือนเข็มแทงเรา จะต้องพักอยู่ที่นี่จนกว่าจะหายยอก”

หลวงปู่กงมา ท่านได้ยินเรื่องราวถํ้าวัวแดงอันเป็นถํ้าโบราณศักดิ์สิทธิ์มานานแล้ว ด้วยถํ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาไม่สูงมากนัก บริเวณโดยรอบเป็นป่าเป็นดงต้นไม้ใหญ่หนาแน่น สัตว์ป่าสัตว์ร้ายพวกเสือก็ยังชุกชุมมากที่สุด เพราะเป็นแหล่งอาศัยของเสือโดยเฉพาะ และถํ้าก็อยู่ห่างไกลหมู่บ้าน นับเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก ท่านจึงได้อยู่พักปฏิบัติธรรมพร้อมกับรักษาอาการยอก ท่านได้เข้าไปชมถํ้านั้น เมื่อพิจารณามองดูโดยรอบๆ ถํ้าวัวแดง แต่เดิมพื้นถํ้าคงราบเรียบเสมอกัน นั่ง นอน เดิน ได้สะดวกสบาย แต่มีพวกขุดหาสมบัติตามลายแทง พากันมาเจาะพื้นถํ้า เพื่อขุดค้นหาสมบัติ จนพื้นถํ้าเป็นรูพรุนเป็นหลุมเต็มไปหมด แม้แต่บริเวณอันเป็นหินก้อนใหญ่ๆ ขนาดเท่ากับบ้าน เขาก็เจาะกันจนทะลุ ผนังถํ้าด้านใน มีภาพแกะสลักเทพเจ้าฮินดู เทวดา และฤาษี เป็นไปตามคําบอกเล่า

ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า พวกคนที่มาขุดเจาะ มาทําลายถํ้านั้น โดยมากกลับไปตายกันเสียเป็นส่วนใหญ่ คนที่มาฝึกวิชาอาคมต่างๆ เป็นจํานวนมากที่ต้องมาตายลง ณ ที่แห่งนี้ แล้วยังเป็นเหตุแห่งความตายอีก กล่าวคือ สัตว์ป่า จําพวกเสือ งู มากัดกินให้ล้มตาย ไข้มาลาเรียก็ได้คร่าชีวิตของคนที่มาอยู่อาศัยได้ตายลงไปอีกส่วนหนึ่ง ภัยที่น่าขนพองสยองเกล้า ก็คือ สิ่งที่ไม่ปรากฏตัว เป็นความลึกลับในถํ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ถ้าไม่ทําให้ตาย ก็ต้องทําให้เกิดวิปลาสแปรปรวนทางจิตใจ ด้วยความตกใจกลัวสุดขีด

แม้ในสมัยที่หลวงปู่กงมา ท่านไปอยู่พักบําเพ็ญสมณธรรมที่ถํ้าวัวแดงนี้ ก็ยังปรากฏว่า เป็นสถานที่น่าสะพรึงกลัวอยู่ พวกเสือก็ชุกชุมมาก มันจะเดินสวนกันไปมาให้ได้เห็นเป็นประจํา ในเช้าวันหนึ่ง หลวงปู่กงมาพาออกเดินบิณฑบาต ก็ได้มีเสือโคร่ง ๓ ตัว เดินสวนทางผ่านในครั้งแรกท่านเล่าว่า “ดูๆ แล้ว มันน่าหวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันเดินระยะใกล้ๆ กับเรานี่เอง ออกเดินบิณฑบาตก็ต้องเจอเสือกันแทบทุกวัน พออยู่ไปๆ นานวัน ก็เคยชินทําให้หายกลัว เพราะรู้ว่าเสือมันไม่ทําอะไรเรา ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไปหากิน ไม่เบียดเบียนกันก็สงบดี”

ต่อมาหลวงปู่กงมา ท่านต้องการพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ถํ้านั้นด้วยตนเอง โดยเข้าไปพักภาวนาแผ่เมตตาในถํ้านั้น แม้ชาวบ้านที่นี่จะพากันห้ามปรามด้วยความกังวลห่วงใย เกรงว่าท่านจะได้รับภัยอันตรายก็ตาม แต่ด้วยความเป็นพระธุดงคกรรมฐานมีเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง เมื่อไปปฏิบัติธรรมในสถานที่ใด ท่านก็มีแต่แผ่เมตตาจิตอันไม่มีประมาณให้บรรดาสรรพสัตว์ ตลอดภพภูมิต่างๆ ในสถานที่นั้น ให้ได้รับความอบอุ่นร่มเย็นเป็นสุข เป็นเครื่องผูกมิตรไมตรีจิต ทั้งประกาศเจตนารมณ์ให้เหล่าภพภูมิในสถานที่นั้น ได้ทราบว่า เป็นพระสงฆ์สาวกศิษย์พระตถาคตเจ้า เพียงมาอาศัยสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นเท่านั้น ไม่ได้มาแสวงหาทรัพย์สมบัติทางโลกใดๆ

เมื่อหลวงปู่กงมาอยู่ปฏิบัติธรรมในถํ้าวัวแดง การไหว้พระสวดมนต์ เจริญเมตตาภาวนาของท่านนั้น ภพภูมิเทวดาย่อมได้รับกระแสแห่งเมตตาจิต เมตตาธรรมอันชุ่มเย็นฉํ่าจนได้รับความอบอุ่นร่มเย็นเป็นสุขไปตามๆ กัน และย่อมแสดงให้ท่านได้รับรู้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นเดียวกับพวกชาวบ้านที่เข้ามาบํารุงอุปัฏฐากได้แสดงออกทางใบหน้าอันอิ่มเอิบยิ้มแย้มมีความสุข

ประสบการณ์ในเรื่องเทวดานี้ นับเป็นเรื่องปรกติของบรรดาครูบาอาจารย์วงกรรมฐาน เพราะสิ่งนี้มีอยู่แล้ว บรรดาพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ทรงรู้เห็นและรู้เห็นกันมา และได้ยืนยันกันตลอดมาและตลอดไป โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ตามหลักความจริงที่มีอยู่เป็นอยู่อย่างไร พระองค์ไม่ทรงลบล้าง เช่น พวกเปรต พวกผีมีพระองค์ก็บอกว่ามี เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหมมี พระองค์ทรงรู้ทรงเห็นประจักษ์พระทัยแล้วก็บอกว่ามี นรกมี มีกี่หลุม พระองค์ก็บอกไว้หมด อันนี้เป็นที่เสวยกรรมของสัตว์ที่มีหนักเบาต่างๆ กัน สวรรค์มีกี่ขั้นกี่ภูมิ พระองค์ก็ทรงแสดงไว้เรียบร้อยแล้วทุกอย่างไม่ทรงลบล้าง จนกระทั่งนิพพาน พระองค์ก็ทรงแสดงไว้

พระพุทธเจ้าก็ดี สาวกก็ดี ที่ทรงแสดงว่า บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี เหล่านี้ พระองค์ทรงแสดงมาตามหลักประเพณีของพระพุทธเจ้าผู้ทรงธรรมรู้แจ้งแทงทะลุ เรียกว่า โลกวิทู ท่านรู้ขึ้นมาจากการบําเพ็ญในหลักธรรมชาติที่ถูกต้องกับธรรมขึ้นมาต่างหาก ไม่ใช่ไปประดิษฐ์ขึ้นมา นรกไม่มีก็บอกว่ามี สวรรค์ไม่มีก็บอกว่ามี

นรกก็ดี สวรรค์ก็ดี พวกเปรต พวกผี พรหมโลกก็ดี นิพพานก็ดี ธรรมชาติเหล่านี้มีมาดั้งเดิม ไม่มีใครสามารถอาจเอื้อมที่จะบอกได้ ยืนยันได้ว่า ไปพบไปเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยความด้นเดาเกาหมัด อย่างนี้ไม่มี มีแต่ผู้บําเพ็ญธรรม เมื่อถูกแนวทางตามความเป็นจริงที่จะควรรู้ ควรเห็นสิ่งที่มีอยู่ดั้งเดิมนั้นแล้ว ต้องรู้ต้องเห็นตามนิสัยวาสนาของตน”

ภายในถํ้าวัวแดงแห่งนี้ คนโบราณเกรงกลัวมาก มีเสียงประหลาดน่ากลัวเกิดขึ้นอยู่เสมอ หลวงปู่กงมาท่านได้เล่าประสบการณ์ในครั้งนั้นว่า

“ในถํ้าวัวแดง บางวันได้ยินแต่เสียง แต่ไม่เห็นตัว มีเสียงต่างๆ กัน บางครั้งจะได้ยินเป็นเสียงคนขู่ตะคอกให้ท่านและพวกหนีไป บางครั้งก็มีเสียงเหมือนพิณพาทย์ลาดตะโพนขับกล่อมด้วยสําเนียงไพเราะเยือกเย็น บางครั้งก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนทําลายประสาทจากเสียงนี้ ดุจดังพวกเปรต เสียงน่ากลัวและแปลกประหลาดทั้งหลายเกิดขึ้นนี้สําคัญ เหมือนมีอํานาจทําลายจิตใจของเรา ฉะนั้น ต้องทําจิตให้เป็นสมาธิแน่วแน่ ถืออารมณ์เดียว ไม่แส่ส่ายไปมา จึงจะไม่เกิดความหวาดเสียวขึ้น ถ้าจิตไม่แน่วแน่แล้ว จะเกิดความกลัวสุดขีด ถึงกับเป็นบ้าเสียจริตไปได้ เพราะเคยมีพระปฏิบัติที่กําลังจิตไม่แก่กล้าเข้ามาอยู่ พวกนี้เล่นงานท่านจนเป็นบ้าไปหลายองค์”

หลวงปู่กงมาท่านยังคงพักปฏิบัติธรรมและรักษาอาการยอกที่ถํ้าวัวแดง ท่านได้เร่งบําเพ็ญภาวนาอย่างหนัก จนบังเกิดความสงบระงับและอาการก็ดีขึ้นเป็นอันมาก ครั้นต่อมาพระติดตามก็ได้ขออนุญาตท่าน เข้าไปพักในถํ้าวัวแดงตามลําพัง ก็ได้รับประสบการณ์เรื่องเทวดาในถํ้านั้นเช่นเดียวกับท่าน

เทวดาถํ้าวัวแดงเตือนให้พระทําความเพียร

ครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไปธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ท่านล้วนมีประสบการณ์เกี่ยวกับเทวดากันมากมาย เป็นต้นว่า เทวดาแปลงร่างเป็นเสือโคร่งใหญ่มานั่งเฝ้าในขณะที่ท่านเดินจงกรมบ้าง เทวดามากราบขอฟังธรรมจากท่านบ้าง เทวดามาอนุโมทนาสาธุการในขณะที่ท่านไหว้พระสวดมนต์บ้าง ในขณะที่ท่านบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์บ้าง เทวดามาเตือนพระบางรายให้เร่งภาวนาทําความเพียรบ้าง การรู้เห็น การสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ล้วนเกิดจากจิตตภาวนาเป็นสําคัญ

ดังในคํ่าคืนวันนั้น ขณะที่พระติดตามเข้าไปปฏิบัติธรรมในถํ้าวัวแดง หลังจากที่ได้ทําวัตรสวดมนต์และบําเพ็ญภาวนาแล้ว กําลังจะจําวัดพักผ่อนนอนหลับ ก็ได้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์แปลกประหลาดขึ้นในถํ้านั้น ในตอนกลางดึก คือ ในถํ้าเกิดเสียงดังลั่นกึกก้องสนั่นหวั่นไหว ราวกับหินทั้งถํ้านั้นเคลื่อนตัวจะทรุดพังทลายลงมาให้ได้ แต่พอลุกขึ้นนั่ง เพื่อจะฟังให้ชัดแล้ว เสียงนั้นก็พลันหายไป พอจะหลับก็เกิดเสียงดังเช่นนั้นขึ้นมาอีก เป็นอยู่หลายครั้งหลายครา จึงทําให้ใจหายรู้สึกว่ากําลังจะโดนทดสอบ แต่ก็ไม่ยอมกลัว ทําใจกล้าขึ้นมา เสียงนั้นมันคอยจะมาหลอกหลอนเอาตอนจะเคลิ้มหลับทุกที ขณะที่ตื่นจริงๆ ทําไมจึงไม่ปรากฏเสียงนั้น ต้องมีเหตุอะไรเป็นแน่แท้ เลยตั้งใจว่า คํ่าคืนนี้จะไม่นอน จะนั่งสมาธิภาวนาตลอดเวลาจนสว่าง

ขณะที่ตั้งใจจะนั่งสมาธิภาวนาตลอดสว่าง ทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นนั้น ก็พลันหายไปหมด และกลับปรากฏในสมาธิแทน เห็นเป็นเหมือนกับเทวบุตรเทวดา เป็นคนที่รู้สึกจะแปลกกว่าคนธรรมดาทั่วไป ก็เลยเข้าใจเอาว่า คงเป็นพวกเทวบุตรเทวดา ต่างพากันมานั่งล้อมรอบอยู่ตามบริเวณนั้น และมีการเดินกันไปมา ในขณะนั้นรู้สึกว่า มีความสุขสบายดี นั่งสมาธิภาวนาจนไม่ทราบว่าสว่างตั้งแต่เมื่อไร จึงนําเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมาเล่าถวายหลวงปู่กงมา ท่านก็หัวเราะแล้วพูดว่า“นั่นแหละ เธออยากประมาท พวกเทพเจ้าเขาก็มาเตือนซิ” และท่านได้สําทับว่า “เธออย่าประมาท จงพยายามเร่งความเพียรอย่างเต็มความสามารถ”

แล้วหลวงปู่กงมาก็พาเร่งทําความเพียรกันอย่างเต็มความสามารถ ท่านพักปฏิบัติธรรมพร้อมกับรักษาอาการยอกเป็นเวลาเดือนหนึ่ง อาการยอกก็ค่อยทุเลาลงเป็นลําดับ จนหายเป็นปรกติ ท่านก็บอกว่า “แม้ว่าเราหายแล้ว ก็จะต้องอยู่ทําความเพียรในที่นี่ต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง”

ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาอย่างสมบุกสมบัน ท่านยินดีอยู่ฝึกฝนทรมานในสถานที่ทุรกันดารห่างไกลและอดอยากขาดแคลนในปัจจัย ๔ อันเป็นสถานที่เกิดของธรรม ท่านใช้ชีวิตเยี่ยงนักรบธรรมเดนตายอยู่อย่างทรหดอดทน ยอมทุกข์ยากลําบาก ยอมแม้กระทั่งสละชีวิต เพื่อบําเพ็ญสมณธรรม และท่านก็จะไม่ติดถิ่น ติดญาติโยม ติดลาภสักการะใดๆ ฯลฯ และในที่สุดท่านก็ได้ธรรมอันเลิศเลอมาครองใจ

หลวงปู่กงมา ท่านได้สืบทอดแนวปฏิปทานี้อย่างเอาจริงเอาจัง แม้จะต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากมากเท่าใด ก็จะได้รับความสุขมากเท่านั้น เพราะทุกข์นั้นเป็นของมีค่า บุคคลใดได้เห็นทุกข์ บุคคลนั้นย่อมหาเหตุแห่งการพ้นทุกข์ และบุคคลนั้นย่อมมีโอกาสพ้นทุกข์ได้นั่นเอง

ในวันหนึ่งขณะที่หลวงปู่กงมาท่านอาการสบายดีแล้ว ท่านได้กล่าวถึงเหตุผลความจําเป็นในการออกธุดงค์ว่า

“การอยู่ในที่เดียวจําเจ เช่น อยู่ที่วัดทรายงาม มันก็ทําให้เรามีจิตใจอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง และทําให้เกิดความเคยชิน เป็นการทําให้ย่อหย่อนต่อความเพียรพยายามในการบําเพ็ญภาวนา ยิ่งกว่านั้น ถ้าเป็นครูอาจารย์ ก็จะเพิ่มภาระที่จะสั่งสอน และกิจการที่จะต้องเกี่ยวข้องอีกมาก การที่เราได้ออกวิเวกอยู่ตามป่าเขาลําเนาไพรนั้น มันเป็นสิ่งทําให้จิตใจแข็งแกร่งขึ้น มีความกระตือรือร้นขึ้นมาเองตามธรรมชาติ”

หลวงปู่กงมา ท่านพักอยู่ที่ถํ้าวัวแดงนานถึงเดือนเศษ นับเป็นการพักแรมนานที่สุดของการธุดงค์เดินทางไกลในครั้งนี้ ตลอดเวลาก็มีญาติโยมเลื่อมใสศรัทธานําอาหารตามที่เขาหามาได้มาถวายโดยตลอด จากนั้นท่านก็บอกลาญาติโยมออกเดินธุดงค์ เพื่อติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ต่อไป เพราะเวลานี้ข่าวว่าท่านอยู่จังหวัดสกลนคร

ติดตามพระอาจารย์มั่นไปถึงจังหวัดสกลนคร

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเดินธุดงค์ตามป่าตามเขา เพื่อติดตามท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยเท้าจากจังหวัดจันทบุรีจนถึงจังหวัดนครราชสีมา ในสมัยนั้นถือว่า ระยะทางไกลมาก ป่าก็เป็นป่าใหญ่และเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก เหมาะเป็นสถานที่บําเพ็ญภาวนา

จากถํ้าวัวแดง อําเภอครบุรี หลวงปู่กงมาพาเดินธุดงค์ต่อไป คราวนี้ไม่ได้เป็นป่าใหญ่ แต่เป็นทุ่งนาและมีป่าไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดงเป็นระยะๆ ไป ไม่มีอะไรจะทําให้เกิดความหวาดกลัวเหมือนเส้นทางที่ผ่านมา เพราะท่านได้มุ่งตรง เพื่อตัดทางให้ถึงท่านพระอาจารย์มั่น ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จึงไม่มุ่งเข้าหาป่าใหญ่ ท่านเดินลัดเข้าหาตัวอําเภอกระโทก (ปัจจุบัน อําเภอโชคชัย) ระยะทาง ๓๐ กว่ากิโลเมตร เพียงวันเดียวก็เดินถึง ท่านพาเข้าพักอยู่ที่เสนาสนะป่าช้าบ้องชี (ปัจจุบัน คือ วัดป่าธรรมิการาม) อ.กระโทก จ.นครราชสีมา อันเป็นวัดซึ่ง ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เพื่อนสหธรรมิกของท่านไปสร้างไว้ เปลี่ยนจากธุดงค์ตามป่าตามเขา จากนอนกับพื้นดินพื้นหญ้ามีเศษใบไม้มาปูนอน มาอยู่ในเสนาสนะป่าช้าที่เงียบสงัด นอนบนกุฏิที่ทางวัดจัดไว้ให้ ทําให้บรรยากาศทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปมาก

การพักที่วัดป่าแห่งนี้ หลวงปู่กงมาก็ได้พบกับหมู่คณะอีกครั้ง หลังจากที่ไปอยู่จันทบุรีนานหลายปี ต่างก็ได้พูดคุยสนทนาธรรมกันตามหลักสัลเลขธรรม จึงไม่มีเรื่องของโลกเจือปนแม้แต่น้อย ท่านได้ไต่ถามกันถึง การภาวนาได้ผลเป็นอย่างไร ไปธุดงค์ที่ไหนกันมา สถานที่สัปปายะเหมาะกับการภาวนาไหม ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นการต้อนรับปฏิสันถารกันในหมู่คณะพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งมุ่งต่ออรรถต่อธรรมกันอย่างแท้จริง

ในขณะนั้นอยู่ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่สอง อยู่ในภาวะอดอยากขาดแคลน ผู้คนพากันหนีภัยสงครามกัน การเดินทางไปไหนมาไหนจะต้องให้ความระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ และขณะที่มาถึงนครราชสีมานั้น ก็เป็นเวลาที่กองกําลังทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกําลังทิ้งระเบิดสถานีรถไฟจังหวัดนครราชสีมา

หลังจากที่ได้พบปะสนทนาธรรมกับหมู่คณะที่จากกันไปนาน จนเป็นที่เพลิดเพลินในธรรมกันแล้ว วันต่อมา หลวงปู่กงมาท่านก็พาออกเดินธุดงค์จากเสนาสนะป่าช้าบ้องชี อําเภอกระโทก เข้าสู่ตัวเมืองนครราชสีมา ระยะทางราว ๔๐ กิโลเมตร เข้าพักที่วัดป่าสาลวัน อันเป็นศูนย์กลางของวงกรรมฐานในจังหวัดนี้ ขณะนั้นวัดแทบเป็นวัดร้าง เพราะมีพระภิกษุสามเณรไม่กี่องค์ เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ จึงได้ถูกลูกหลง มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดแล้วพลาดตกใส่ในวัดหลายลูก พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ จึงต้องพากันอพยพย้ายไปอยู่ที่ปลอดภัยกัน

หลวงปู่กงมา ท่านได้ปรารภธรรมขึ้นมาว่า

“นี่แหละ ดูเอาเถิด เมื่อสงครามเกิดขึ้น ก่อความทุกข์ยากให้แก่คนทุกชั้น แม้กระทั่งพวกเราฝ่ายพระเจ้าพระสงฆ์ ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงคราม ก็ยังพลอยลําบากไปกับเขาด้วย ชื่อว่าสงครามนี้ไม่ดีเลย แต่มนุษย์ก็ชอบทําสงครามกันทุกยุคทุกสมัย”

พอตอนเช้า หลวงปู่กงมาท่านพาเดินบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านที่เคยไปแต่ก่อนๆ รู้สึกเงียบเหงามาก เหมือนเมืองร้าง เพราะญาติโยมในเมืองพากันอพยพหนีภัยสงครามโลกไปอยู่ตามสถานที่อื่นๆ ที่ปลอดภัย ยังกลับกันไม่หมด มองไปทางไหนเห็นแต่หลุมลูกระเบิดเต็มไปหมด บางหลุมก็เก่า มีนํ้าฝนท่วมขังจนเกิดผักบุ้งเต็มหลุม มีอยู่ภาพหนึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชวนแก่การจดจําได้เป็นอย่างดี เป็นภาพภัยจากสงครามที่เห็นแล้วรู้สึกน่าหวาดเสียวและสะเทือนใจมาก คือ

มีคน ๒ คน ถูกสะเก็ดระเบิดเลือดอาบแดงไปหมดทั้งตัว เขาทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ได้พากันวิ่งกระเสือกกระสนเข้ามาในวัดนี้อย่างรวดเร็ว โดยมีเลือดไหลหยดแดงฉานไปตลอดตามทาง การวิ่งของเขานั้น เหมือนเขาเคยมาวัดนี้แล้ว เขาจึงวิ่งอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยไม่เหลียวซ้ายแลขวา เขาวิ่งมุ่งตรงขึ้นศาลาการเปรียญ ตรงเข้ากราบพระประธานด้วยร่างอันท่วมเลือดนั้น แล้วสิ้นใจตายที่ตรงนั้นเอง เขาเป็นผู้มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนา แม้วาระสุดท้ายของชีวิต เขายังมีสติ เขาแสดงออกถึงจิตใจที่ยึดมั่นในพระรัตนตรัย เขาขอกราบพระประธานก่อนตาย เป็นภาพที่น่าสลดสังเวชและน่าชื่นชมเป็นอันมาก

ขึ้นชื่อว่า สงครามแล้วไม่เคยปรานีต่อผู้ใด ทําให้มีผู้ประสบเคราะห์กรรมมากมาย อดอยากไร้ที่อยู่อาศัย และถึงแก่ความตายก็มากราย พิจารณาไปๆ ก็ยิ่งนึกถึงความตายเป็นทวีคูณ หวนให้นึกถึงท่านพระอาจารย์มั่น จะต้องรีบออกเดินทางไปกราบท่าน ไปศึกษาธรรมขั้นสูง และรีบเร่งขวนขวายปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ให้จงได้

หลังฉันเช้าเสร็จแล้ว หลวงปู่กงมาท่านบอกว่า ท่านจะรีบเดินทางต่อไป เพื่อติดตามท่านพระอาจารย์มั่นให้พบตามความตั้งใจให้จงได้ ท่านจึงรีบไปสถานีรถไฟเพื่อสืบดูว่า มีรถไฟเดินทางไปจังหวัดอุดรฯ หรือไม่ เพื่อเป็นการช่วยย่นระยะทางและย่นระยะเวลาไปจังหวัดสกลนคร เพราะถ้าหากเดินธุดงค์ไปเรื่อยๆ จะต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือนๆ และเวลานี้ก็จวนใกล้เข้าพรรษาแล้ว อาจจะไม่ทันกาล

เมื่อทราบว่ามีรถไฟวิ่งไปอุดรฯ เป็นบางวัน หลวงปู่กงมาท่านก็รอคอยวันนั้น และพากันเดินทางโดยรถไฟ ซึ่งสภาพรถไฟในขณะนั้นก็แย่มาก เพราะรถไฟถูกลูกระเบิดเสียหายไปมาก แต่ก็พอวิ่งได้ มีผู้คนเบียดเสียดเดินทางกันแน่นมาก ต้องทนเอา แม้จะต้องยืนบ้าง นั่งบ้าง ไปเพียงวันเดียวก็ถึงจังหวัดอุดรธานี ได้ตรงเข้าไปพักที่วัดป่าบ้านจิก ซึ่งอยู่ในเมืองอุดรธานี (ปัจจุบัน คือ วัดทิพยรัฐนิมิตร) อันเป็นวัดที่ท่านพระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร เพื่อนสหธรรมิกของท่าน ได้มาเป็นเจ้าอาวาส

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่จังหวัดอุดรฯ นี้ สงบเงียบเหมือนกับไม่มีสงคราม ผู้คนอยู่กันอย่างปรกติ มิได้อพยพหนีภัยแต่อย่างใด เมื่อมาถึงวัดป่าบ้านจิกนี้ก็พอดี ได้พบและรู้จักกับคุณนายทิพย์ ภรรยาพันตํารวจโทพระยงพลพ่าย ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดป่าบ้านจิก

วัดป่าบ้านจิกนี้ก็เป็นวัดป่าเช่นเดียวกับวัดป่าทั้งหลาย คือ มีกุฏิอยู่ห่างๆ กัน พระภิกษุสามเณรอยู่กันองค์ละหลัง พร้อมมีทางเดินจงกรมอยู่ข้างกุฏิ เพื่อความสะดวกสบายต่อการบําเพ็ญสมณธรรม และมีศาลาการเปรียญสําหรับใช้เป็นที่ประชุมพระภิกษุสามเณร และใช้เป็นที่อบรมสั่งสอนธรรมปฏิบัติกัน ฯลฯ

วันหนึ่ง คุณนายทิพย์และคณะอุบาสิกาหลายคน ได้เข้ามาสนทนาธรรมกับหลวงปู่กงมา ต่างก็ได้ถามถึงเรื่องการปฏิบัติทางด้านจิตใจหลายอย่าง ท่านก็ได้อธิบายไปตามความรู้ความเห็นของท่าน แต่คุณนายทิพย์ยังไม่พอใจ เพราะเธอแก่ปริยัติมาก เมื่อพูดถึงวิธีการเข้าฌานว่าจะเข้าอย่างไร ขอให้ท่านอาจารย์เข้าให้พวกดิฉันดูบ้างซี

หลวงปู่กงมา ท่านถูกไม้นี้เข้า ท่านจึงหาวิธีแก้ลําด้วยหนามยอกเอาหนามบ่ง ท่านตอบด้วยไหวพริบปฏิภาณอันรวดเร็วของท่านว่า “จะเข้าฌานให้ดูก็ได้ ! ให้คุณนายจัดหามะม่วงอกร่องกับข้าวเหนียวมูนมาให้มากหน่อย ไม่ว่าแต่อาตมาดอก เข้าฌานได้ทุกคน ถ้ารับประทานมันให้อิ่ม เข้าฌานมันจะยากอะไร”

คณะของคุณนายทิพย์ฟังแล้วก็ชอบใจกันเป็นการใหญ่

หลวงปู่กงมา ท่านตอบเช่นนี้เพราะแนวทางการสอนปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น จะเน้นการสอนสมถ–วิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวทางขององค์พระบรมศาสดา ไม่ได้เน้นสอนเรื่องฌาน การปฏิบัติธรรม ต้องทําความสงบใจก่อน หรือทําสมถะ ทําสัมมาสมาธิก่อน จากนั้นให้ยกขึ้นสู่พิจารณาทางด้านปัญญา หรือวิปัสสนา ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องฌานไว้ดังนี้

“ถ้าเป็นฌาน เอาชานอ้อยหรือชานหมากล่ะ? ฌานก็คือฌาน เรื่องฌาน เรื่องแฌน หลวงตาท่านพูดว่า “ฌานๆ แฌนๆ อย่ามาพูดกับเรานะ” เพราะเรื่องฌาน เรื่องสมาบัติ พอพูดไปแล้ว ทุกคนต้องการฤทธิ์ ต้องการเดช โดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ทุกคนอยากจะเป็นผู้วิเศษ ทุกคนอยากจะรู้อะไรเป็นสิ่งที่เป็นความลึกลับมหัศจรรย์ สิ่งที่โลกรู้ไม่ได้ เราอยากจะรู้ได้ ก็ต้องอาศัยฌานโลกีย์ พอฌานโลกีย์เป็นฌานๆ เป็นฌานมันก็ไม่เข้าสู่มรรค ไม่เข้าสู่อริยสัจ

ฉะนั้น ในกรรมฐานเราเรื่องฌานๆ ไม่เอามาเกี่ยวข้องเลย มันไม่เกี่ยวข้องเลย แต่นี้ในสังคมโลก เห็นไหม พวกเกจิอาจารย์เขาต้องทําสมาบัติของเขา เพื่อมาทําของขลังของเขา โลกเขาต้องการอย่างนั้น ของขลัง ของฤทธิ์ ของเดช แล้วคนก็ชอบกันอย่างนั้น มันไปเข้ากับกิเลส เพราะกิเลสมันชอบอยู่แล้วใช่ไหม? พอคนมาพูดเรื่องอย่างนี้ปั๊บ มันก็ไปตรงกับกิเลสของคน คนมันก็ตื่นเต้นกันไป แต่เวลาทําสัมมาสมาธิ โอ้โฮ ! ไม่เอา สมาธินะลงทุนลงแรงไปแล้วไม่ได้อะไรเลย ไม่เป็นผู้วิเศษ ไม่มีใครมานับหน้าถือตาเลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย มันจะทําไปทําไม?

อ้าว ! ก็ทําเพื่อความสุขสงบระงับ ทําเพื่อจิตมั่นคงของเราไง นี่ธรรมะสอนที่นี่ไง สอนเข้ามาสู่ตัวเราไง ไม่ได้สอนเพื่อสังคมไง ไอ้นี่จะทําเพื่อสังคม จิตนี้เป็นสมาธิหรือเป็นฌาน สมาธิก็สมาธิ ฌานมันเป็นการส่งออก”

เมื่อหลวงปู่กงมา ท่านพักอยู่ที่วัดป่าบ้านจิก อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ได้ประมาณ ๑ สัปดาห์ ท่านก็เดินทางต่อไปยังจังหวัดสกลนครอันเป็นจุดหมายปลายทาง และเป็นจุดประสงค์สําคัญในการออกเดินธุดงค์อันแสนทรหดอดทนและทุรกันดารในครั้งนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งในขณะที่หลวงปู่กงมาออกเดินธุดงค์ติดตามนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นพร้อมด้วยพระเณรได้พักที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร

หลวงปู่มั่นพักที่เสนาสนะป่าบ้านโคกโปรดหลวงปู่กงมา

ตามปรกติ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านพักและอยู่จําพรรษา ณ สถานที่ใด ย่อมเต็มไปด้วยเหตุและผล ซึ่งล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งท่านย่อมพิจารณาจากธรรมภายในอย่างละเอียดรอบคอบ ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นประโยชน์ต่อ ณ สถานที่นั้น ทั้งต่อบรรดามนุษย์พุทธบริษัท และบรรดาทวยเทพ เทวดา เหล่ากายทิพย์ทั้งหลาย เป็นดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาสถานที่ประทับจําพรรษา และคล้ายดั่งพระญาณหยั่งทราบที่ทรงเล็งญาณดูสัตว์โลก ผู้ใดสมควรได้รับธรรม พระองค์ท่านก็จะเมตตาไปโปรด

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางจากเสนาสนะป่า-โนนนิเวศน์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มาพักที่วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ตามคํากราบอาราธนาของคุณแม่นุ่ม คุณแม่นิล ชุวานนท์ จากนั้นได้มาพํานักและจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ตรงที่ท่านพาพระเณรมาจําพรรษานั้นเป็นบริเวณวัดร้างชายป่า ใกล้บ้านโคก อันเป็นบ้านเกิด บ้านเดิมของหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ (สําหรับสถานที่ตั้งเสนาสนะป่าบ้านโคกในครั้งนั้น ปัจจุบัน คือ ที่ว่าการอําเภอโคกศรีสุพรรณ)

โดยตลอดระยะนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น มี หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิด และเป็นผู้ที่ได้รับความเมตตาไว้วางใจให้เดินทางไปวัดดอนธาตุ อําเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อไปเฝ้าปรนนิบัติดูแลท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ในคราวอาพาธหนักครั้งสุดท้ายจวบจนมรณภาพ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๕

ท่านพระอาจารย์มั่น มาพักและจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคกในครั้งนั้น ท่านมีเจตนามาเมตตาโปรดหลวงปู่กงมา และครอบครัวญาติพี่น้องชาวบ้านโคกเป็นการเฉพาะ เพราะท่านย่อมทราบด้วยญาณภายในของท่านว่า หลวงปู่กงมาได้บําเพ็ญประโยชน์เผยแผ่ธรรมปฏิบัติที่จันทบุรีไว้มากมายแล้ว และบัดนี้ก็พร้อมแล้วที่จะกลับมาบําเพ็ญประโยชน์ตนเพื่อความพ้นทุกข์ และพร้อมที่จะก้าวมาเป็นอีกหนึ่งศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญของท่าน

โดยปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ก่อนเข้าพรรษา ในระหว่างที่หลวงปู่กงมาเดินทางมายังเสนาสนะป่า-บ้านโคก ได้มีพวกญาติโยมมาร่วมสร้างเสนาสนะ เพื่อภิกษุผู้อยู่จําพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่น จึงได้มอบหมายให้หลวงปู่เจี๊ยะ ไปควบคุมการก่อสร้างเสนาสนะจนแล้วเสร็จ และท่านทราบด้วยอนาคตังสญาณอันแจ่มชัดราวกับตาเห็นว่า หลวงปู่กงมาจะเดินทางมาพักจําพรรษาร่วมกับท่านที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ท่านจึงสั่งให้สร้างกุฏิกรรมฐานไว้คอยล่วงหน้า หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม หลานของหลวงปู่กงมา ก่อนบวชท่านอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ท่านเล่าไว้ดังนี้

“ในช่วงวัยเด็ก หลวงปู่อุ่นช่วยครอบครัวเลี้ยงวัวควาย ทําไร่ไถนา ทํามาหากินตามปกติ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ หลวงปู่มีอายุย่างเข้า ๒๐ ปี ซึ่งในเวลานั้น ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินทางจาก จ.อุดรธานี มาพํานักอยู่ที่วัดร้างชายป่าใกล้บ้านโคก จ.สกลนคร ท่านได้สั่งให้ปลูกกุฏิไว้คอยท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ครั้นต่อมาไม่นานท่านพระอาจารย์กงมา ซึ่งจากบ้านเกิดไปเผยแผ่ธรรมปฏิบัติที่จังหวัดจันทบุรี เป็นเวลาหลายปี ก็เดินทางกลับมาบ้านโคก สมกับคําพยากรณ์ของท่านพระอาจารย์มั่น”

ใกล้พบท่านพระอาจารย์มั่น

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อไปถึงจังหวัดสกลนครก็เข้าพักที่วัดป่าสุทธาวาส ซึ่งสมัยนั้นเป็นศูนย์กลางวงกรรมฐานของจังหวัดสกลนคร มีพระศิษย์เดินธุดงค์มาพักและคอยฟังข่าวคราวครูบาอาจารย์ เมื่อเข้าไปพักได้ไม่นานนัก ท่านก็ได้ทราบข่าวดีอันเป็นมงคลชีวิตสูงสุดแก่ท่านและญาติพี่น้องของท่านว่า ท่านพระอาจารย์มั่นพร้อมด้วยพระเณรมาพํานักที่เสนาสนะป่าบ้านโคก อันเป็นบ้านเกิดของท่าน

ตามปรกติในการออกธุดงค์ติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นให้พบนั้นเป็นเรื่องยาก การขออยู่ร่วมสํานักเพื่อฟังธรรม ศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านกลับยากยิ่งกว่า การขอจําพรรษาและการได้อุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิดท่านนั้นกลับยากที่สุด ฉะนั้น ข่าวมงคลสําคัญเช่นนี้ ไม่ว่าเป็นพระศิษย์องค์ใดก็ตาม หรือจะเป็นศรัทธาญาติโยมคนใดก็ตาม ย่อมบังเกิดความปีติดีใจ ตื่นเต้น และซาบซึ้งใจเป็นที่สุด

เพราะว่าท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุคที่มีชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ตลอดคุณธรรมอันเลื่องลือโด่งดังมาก ท่านเป็นครูบาอาจารย์จอมปราชญ์องค์เลิศเลอแห่งยุคกึ่งพุทธกาล ได้มาเมตตาพํานักโปรดถึงถิ่นฐาน หลวงปู่กงมาเอง ท่านย่อมเกิดความปีติดีใจ ตื่นเต้น และซาบซึ้งใจในความเมตตาของท่านพระอาจารย์มั่น ที่ได้มาพํานักและจําพรรษาที่บ้านเกิดของท่าน นับเป็นวาสนาของท่านจริงๆ อีกทั้งท่านได้จากครอบครัว ญาติพี่น้อง ตลอดมิตรสหายและลูกน้องไปนานมาก ในพรรษานี้ ท่านจึงตั้งใจจะขออยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อศึกษาธรรมขั้นสูงและโปรดครอบครัว ญาติพี่น้องของท่าน

หลวงปู่กงมา เมื่อท่านมาถึงวัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ใกล้จะถึงเสนาสนะป่าบ้านโคกอยู่แล้ว แทนที่ท่านจะรีบเร่งเดินทางไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่นในทันที เหมือนเช่นคราวแรกที่ท่านรีบดั้นด้นเดินทางไปกราบนมัสการถวายตัวเป็นพระศิษย์ แต่ท่านกลับพักรอ

ด้วยหลวงปู่กงมาท่านมีนิสัยของนักปราชญ์ มีความเฉลียวฉลาดละเอียดรอบคอบ จึงพอสันนิษฐานสาเหตุได้ว่า ท่านได้จากท่านพระอาจารย์มั่นไปนานราว ๑๕ ปี การไปกราบนมัสการในครั้งนี้ ท่านจึงหยุดพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมความพร้อมในทุกสิ่งทุกอย่าง โดยการพิจารณาใคร่ครวญและทบทวนสิ่งต่างๆ เป็นต้นว่า ท่านพระอาจารย์มั่นท่านจากหมู่คณะไปบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหักอยู่ทางภาคเหนือยาวนานเกือบ ๑๒ ปี ท่านต้องบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์สมประสงค์แล้วเป็นแน่แท้ ท่านต้องถามผลการภาวนาของเราเป็นอย่างไร สิ่งที่ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาอบรมสั่งสอนและพาท่านดําเนินมา กับสิ่งที่เราได้ดําเนินมาเป็นอย่างไร และการเข้าร่วมกองทัพธรรมฯ เผยแผ่ธรรมตามสถานที่ต่างๆ ได้ผลเป็นอย่างไร ฯลฯ

วัดป่าสุทธาวาส ที่หลวงปู่กงมามาพักนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ผู้เป็นบุพพาจารย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ได้มาบุกเบิกสร้างไว้และได้มาอยู่จําพรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ สมัยนั้นเป็นผืนป่าอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ๒ กิโลเมตร เป็นวัดป่าที่วิเวกเงียบสงัดมาก เหมาะเป็นสถานที่บําเพ็ญภาวนา แต่บัดนี้ก็มีบ้านเรือนผู้คนตลอดจนถึงที่ทําการของรัฐบาล เช่น ศาลากลางจังหวัดก็มาตั้งอยู่ใกล้ๆ จึงทําให้วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดกลางเมืองไปในปัจจุบัน

ในระหว่างพักรอ หลวงปู่กงมาท่านได้เล่าสรรเสริญท่านพระอาจารย์มั่น ครูบาอาจารย์ของท่าน ดังนี้

๑. ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านปฏิบัติตัวของท่านเป็นตัวอย่างแก่ศิษย์อย่างเยี่ยมยอด

๒. ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเทศนาธรรมปฏิบัติเป็นเลิศกว่าใครๆ

๓. ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านรู้วาระจิต พระเณรจะนึกจะคิดอะไร ท่านทราบหมด

๔. ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเข้มงวดกวดขันพระเณรมาก ท่านดุมาก ถ้าหากทําผิดโดยไม่มีเหตุผลอันควร และมีเจตนาทําให้เสียหาย ท่านจะขับไล่ทันที

นอกจากนี้ หลวงปู่กงมา ท่านมักเอ่ยรําพึงด้วยความปีติดีใจและซาบซึ้งใจเช่นนี้เสมอๆ ว่า “ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาพักที่บ้านเกิดของเรา โดยเราไม่ได้เป็นผู้กราบอาราธนานิมนต์ นับเป็นความโชคดีและเป็นวาสนาของเราอย่างยิ่ง เท่ากับว่าเราได้กลับมาโปรดครอบครัวและญาติพี่น้องของเราพร้อมกับท่านอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรมอันสูงสุด ถ้าหากเราไม่กลับมาบ้านเกิดของเรา เราจะเป็นคนเสียหายและน่าผิดหวังเป็นอันมาก ทั้งจะพลาดโอกาสที่สําคัญลํ้าค่าอย่างยิ่งในชีวิต นับเป็นเรื่องที่ดีและประจวบเหมาะอย่างยิ่ง ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นจะต้องเมตตารักเรามาก จึงมาสงเคราะห์ มารอโปรดเราที่บ้านเกิด ความเหน็ดเหนื่อยที่เราต้องตรากตรําเดินทางไกลมาอย่างทุกข์ยากลําบากแสนสาหัสเช่นนี้ กลับมีผลคุ้มค่าอย่างที่สุดยิ่งในชีวิตของเรา และทําให้เราหายเหน็ดเหนื่อยแทบปลิดทิ้งไปเลย”

หลวงปู่กงมาท่านพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาสได้ ๕ วัน เมื่อพร้อมแล้วท่านก็เดินทางไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ท่านว่า หนทางจากวัดป่าสุทธาวาสนี้ไปที่บ้านโคก ต. ตองโขบ อ. เมือง สกลนคร เป็นหนทางไกลถึง ๕๐๐ เส้น หรือ ๒๐ กม. ต้องเดินเท้าไปอย่างเดียว เพราะไม่มีทางรถยนต์

หลวงปู่กงมา ท่านย่อมคิดว่าการที่จะได้พบท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนี้ เป็นสิ่งวิเศษเหลือที่จะพรรณนา บุญคุณของท่านนั้นยิ่งใหญ่เปี่ยมล้นและฝังแน่นในใจเราจนมิอาจลืมเลือนได้ ท่านมีพระคุณกับเรามาก ตั้งแต่เราออกบวชปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ก็ได้ท่านเมตตาสงเคราะห์ จนเราได้อยู่ครองชีวิตสมณเพศมายาวนานถึง ๑๔ พรรษาแล้ว มาในครั้งนี้ท่านก็เมตตาสงเคราะห์เราถึงถิ่นฐานบ้านเกิดอีก ท่านมาโปรดสั่งสอนธรรมขั้นสูงให้เรา คิดไปก็เกิดความซาบซึ้งตื้นตันใจไป วันเวลาที่เรารอคอยฟังข่าวท่านและรอคอยพบท่านนั้นยาวนานมากเกือบ ๑๕ ปี เรายอมออกธุดงค์เดินทางไกลจากจันทบุรีมาก็เป็นเวลา ๓ เดือนเศษ บัดนี้ อยากจะพบเห็นหน้าท่านและกราบนมัสการแทบเท้าท่านพระอาจารย์มั่นโดยเร็วพลันให้สมกับความตั้งใจ

ในเช้าวันออกเดินทาง หลังฉันเช้าเก็บบริขารเสร็จ หลวงปู่กงมาท่านก็พาออกเดินทาง ซึ่งจะต้องใช้เวลาเดินราว ๕ ชั่วโมงจึงถึงที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ ขณะที่เดินไปก็มิได้พูดจากัน ต่างฝ่ายต่างก้มหน้าเดิน เดินไปก็กําหนดจิตตภาวนาไปอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า มีแต่จิตใจจดจ่อระลึกถึงแต่ท่านพระอาจารย์มั่น อยากจะไปถึงที่พัก ไปกราบนมัสการฟังธรรม ศึกษาธรรมกับท่านให้จงได้ อุปมาดั่งในสมัยครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อยังทรงดํารงพระชนม์ เมื่อถึงกาลออกพรรษา จะมีพระสงฆ์สาวกจากทั่วทุกสารทิศเดินธุดงค์มาเข้าเฝ้าเพื่อรับฟังพระธรรมเทศนา และกราบทูลถามปัญหาธรรม ซึ่งก็ได้รับพระเมตตามหากรุณาสงเคราะห์ธรรมจากพระพุทธองค์

บัดนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุคกึ่งพุทธกาล เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ และเป็นดั่งโรงงานใหญ่ผลิตพระอรหันต์ ท่านพระอาจารย์มั่นพํานักอยู่ ณ สถานที่ใด ซึ่งสถานที่นั้น ย่อมหมายถึง เสนาสนะป่าที่อยู่ตามป่าตามเขาในถิ่นทุรกันดารและห่างไกลชุมชนบ้านเรือนผู้คน อันเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะ เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาเพื่อวิหารธรรม และเพื่อสั่งสอนอบรมบรรดาสานุศิษย์

เมื่อพระศิษย์ที่มุ่งมั่นต่อมรรค ผล นิพพาน ทราบข่าว ด้วยความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านพระอาจารย์มั่น และด้วยจิตนี้แก้ได้ยาก จึงเชื่อมั่นว่า ท่านจะต้องแก้จิตได้ แม้จะต้องทุกข์ยากลําบากในการเดินทาง ก็ยังพากันดั้นด้นเดินทางไกลมาจากทั่วสารทิศเข้ามากราบนมัสการ ฟังธรรม ศึกษาธรรม และกราบเรียนถามปัญหาธรรมกับท่านเสมอๆ ในรายพระศิษย์รุ่นอาวุโสก็มากราบคารวะเยี่ยมเยียน ในรายพระที่บวชใหม่ก็เข้ามากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ เช่นในขณะที่หลวงปู่กงมากําลังเดินทางมา ก็มีพระภิกษุสามเณรมาจากสถานที่ต่างๆ ก่อนหน้าท่านก็มี กําลังจะตามมาภายหลังท่านก็มี พากันมาเป็นระยะๆ อย่างไม่ขาดสาย

ภาค ๙ จําพรรษาศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น

พบท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านห่างเหินจากท่านพระอาจารย์มั่นมาเป็นเวลานานราว ๑๕ ปี ซึ่งสําหรับท่านแล้วเสมือนว่า จากท่านมายาวนานมาก เมื่อท่านเดินเข้าไปใกล้เสนาสนะป่าบ้านโคกทุกขณะ จิตใจของท่านยิ่งมีอาการปีติดีใจ อิ่มเอิบเบิกบานใจอย่างยิ่ง ท่านคงคิดรําพึงในใจว่า เราใกล้จะได้พบท่านพระอาจารย์มั่น พ่อแม่ครูอาจารย์องค์เลิศเลอที่เราเคารพเทิดทูนบูชาสูงสุดเสมอมา เราไม่ได้กราบฟังธรรมท่านมานานมากแล้ว ยิ่งจะเข้าใกล้ท่านเท่าไร ก็ยิ่งเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างน่าแปลกประหลาดเท่านั้น และยิ่งเกิดความกระหายใคร่อยากฟังพระธรรมเทศนาจากท่านมากล้นเป็นทวีคูณ

เมื่อเดินทางถึงบ้านโคก หลวงปู่กงมาถึงกับเปล่งอุทานออกมาด้วยความดีใจว่า “ถึงแล้วบ้านโคก โน่นไง บ้านโคก อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเรา และนี่ไงทางเข้าไปเสนาสนะป่า-บ้านโคกที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่”

ขณะที่หลวงปู่กงมาจะมากราบท่านพระอาจารย์มั่น ในก่อนหน้าไม่นาน เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้มากราบและน้อมมอบกายถวายชีวิต หวังพึ่งเป็นพึ่งตาย ฝากตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นท่านทราบด้วยญาณหยั่งทราบล่วงหน้าเช่นเดียวกับการมาของหลวงปู่กงมา และทราบด้วยว่า องค์หลวงตาฯ บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว จะมาทําประโยชน์ให้กับประเทศชาติ พระศาสนาอย่างใหญ่หลวง ซึ่งต่อมาก็เป็นจริงดังที่ทราบกัน เหมือนในครั้งพุทธกาล อุปติสสะ (พระสารีบุตร) กับ โกลิตะ (พระโมคคัลลานะ) ขณะเป็นปริพาชกพาบริวารมาเข้าเฝ้า ขณะนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดพระภิกษุ เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นตรงเข้ามาแต่ไกล จึงรับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย โน่น ! คู่อัครสาวกของตถาคตมาแล้ว พาบริวารของเธอมาให้ตถาคตด้วย” ซึ่งต่อมาท่านทั้งสองได้บรรลุธรรมเป็นคู่พระอัครสาวกทําประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาอย่างอเนกอนันต์

องค์หลวงตาฯ ท่านได้เทศน์เส้นทางจากบ้านโคกไปเสนาสนะป่าบ้านโคก ตลอดศาลาและกุฏิที่พักของท่านพระอาจารย์มั่น ไว้ดังนี้

พอไปก็ไปพักอยู่สุทธาวาส (วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร) ๒ คืน พอฉันจังหันแล้วสายๆ ก็ออกเดินทาง ไปถึงบ้านโคกมืดแล้ว บุกไปอย่างนั้นล่ะกลางคืนมืด ถนนไม่ต้องถามล่ะ ไม่มี ไปตามทางล้อทางเกวียนธรรมดา พอไปถึง เราไปถามชาวบ้านเขา เขาก็บอก ไปถึงบ้านโคกมันมืดแล้ว “วัดป่าบ้านโคกอยู่ที่ไหน แล้วท่านอาจารย์มั่นท่านอยู่ที่นี่ใช่ไหม” “อยู่ ท่านพึ่งย้ายมาจากบ้านนามน ท่านจะมาพักจําพรรษาที่นี่ในปีนี้” “ไหนวัด ไปทางไหน” เขาก็เลยพาไป “ไป ผมจะพาไป” เพราะทางเข้าไปวัดของท่านอาจารย์มั่นเป็นทางด่านนะ มันไม่ได้เป็นทางล้อ ทางเกวียนอะไร ทางเป็นด่าน พอคนเดินไปพ้นตัวไปเท่านั้นแหละ ชาวบ้านเขาบอก ออกไปนี้พอไปถึงกลางบ้าน เขาบอกให้มานี่ เขาก็ชี้ทาง

“นี่ล่ะทางเส้นนี้ไปวัด ให้จับทางสายนี้นะ นี่แหละต้นทาง ให้เดินตามทางนี้ อย่าปลีกทางนี้ มันเป็นทางแคบๆ เพราะท่านพึ่งมาอยู่ใหม่ ทางก็แคบๆ บุกไปอย่างนั้นแหละ ให้ตามทางนี้ อย่าปล่อยทางนี้แล้วจะเข้าถึงวัดเลย” พอเขาบอกอย่างนี้แล้ว เราก็ไป ไปทั้งมืดๆ ไปพอซุ่มซ่ามๆ เข้าไปในวัด จากนั้นก็ดูนั้นดูนี้มืดๆ จนไปเห็นศาลาหลังหนึ่ง ทําให้สงสัยนะ “เอ๊ ! นี่ ถ้าเป็นศาลาครูอาจารย์ขนาดนี้มันก็ดูว่าเล็กไปสักหน่อย” หมายถึง ศาลากรรมฐานนะ ถ้าว่าเป็นกุฏิก็จะใหญ่ไป กําลังดูอยู่อย่างนั้นแล้วก็เดินเซ่อซ่าๆ เข้าไป ท่านอาจารย์มั่นกําลังเดินจงกรมอยู่นี่น่า มันก็ไม่เห็น เอ้อ ! ท่านเดินจงกรมอยู่ข้างศาลา ท่านกั้นห้องศาลาพักอยู่นั่น พักจําวัดอยู่ที่ห้องศาลาเล็กๆนั่นนะ เราก็เดินซุ่มซ่ามๆ มองนั้นมองนี้ไป ก็เราไม่เห็นนี่ มันกลางคืนแล้ว ท่านก็ยืนอยู่ใกล้ๆ นี้”

หลวงปู่กงมา ท่านเดินตามทางเป็นด่านแคบๆ นั้น จนถึงวัด ในขณะที่ท่านกําลังก้าวย่างเข้าสู่เขตวัดนั้น ก็ทําให้เกิดอาการปีติดีใจและซาบซึ้งใจขึ้นมาอีก เป็นความรู้สึกที่ยากจะพรรณนาออกมาได้หมด อีกทั้งมีความเชื่อมั่นและมั่นใจอย่างยิ่งว่า ท่านพระอาจารย์มั่นต้องทราบด้วยญาณอันแจ่มชัดของท่านเป็นแน่แท้ว่า เราเดินทางไกลมากราบคารวะเยี่ยมเยียน เพื่อขออยู่ศึกษาธรรมขั้นสูงและจําพรรษากับท่าน

เมื่อเข้าไปในบริเวณวัด ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา ๕ โมงเย็นแล้ว หลวงปู่กงมาท่านเดินมุ่งหน้าตรงเข้าไปศาลาหลังเล็กๆ ท่านก็เห็นท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นพระบุพพาจารย์องค์แรก นั่งอยู่ที่ศาลาหลังเล็กๆ นั้น เหมือนกับกําลังรอคอยหลวงปู่กงมาผู้เป็นศิษย์อยู่ ต่างฝ่ายต่างแสดงอาการตอบรับการพบกันในครั้งนั้นอย่างงดงามที่สุด สมกับความสัมพันธ์ฉันท์อาจารย์–ศิษย์รักกันมานาน และสมกับที่ได้จากกันมานานราว ๑๕ ปี ความเมตตา ความผูกพัน และความเคารพเทิดทูนบูชาทุกอย่างรวมอยู่ในนั้นทั้งหมด

หลวงปู่กงมา เมื่อเห็นท่านพระอาจารย์มั่นเมตตามานั่งรอคอย ท่านก็รู้สึกปลาบปลื้มปีติดีใจอย่างที่สุด แม้ท่านมีกิริยาอาการสํารวมระวังเพียงใดก็ตาม แต่ก็ได้แสดงออกทางใบหน้าและแววตาอันยิ้มแย้มแจ่มใส พออกพอใจ ให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นท่านพอเห็นหลวงปู่กงมาเดินเข้ามาหาเท่านั้น ท่านก็แสดงกิริยาอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัด โดยได้ชี้มือมายังหลวงปู่กงมา พร้อมทั้งสั่งพระศิษย์รูปหนึ่งและสามเณร ให้รีบมารับเครื่องบริขารที่หลวงปู่กงมากําลังแบกกลด สะพายบาตรอยู่

การปลูกกุฏิไว้คอยล่วงหน้าก็ดี กิริยาอาการต้อนรับของท่านพระอาจารย์มั่นที่แสดงออกต่อหลวงปู่กงมาผู้เป็นศิษย์รักก็ดี มีปรากฏให้เห็นไม่บ่อยครั้งนัก เพราะว่าท่านพระอาจารย์มั่นจะกระทําเช่นนี้กับบรรดาพระศิษย์องค์สําคัญๆ เท่านั้น แต่กับบรรดาพระภิกษุสามเณรทั่วๆ ไปที่เดินทางไกลมาขอกราบนมัสการ ฟังธรรมแล้ว ท่านจะไม่แสดงออกให้เห็นเลย เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ที่ทรงคุณวิเศษ มีญาณหยั่งทราบอันแจ่มชัดราวกับเรดาร์ ทั้งล่วงรู้วาระจิตและเจตนาของบรรดาพระเณรทั้งหลายที่เข้ามาหาท่านได้เป็นอย่างดี ท่านจึงทราบเจตนาความมุ่งมั่นในการออกบวชปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน ทั้งทราบด้วยอตีตังสญาณ ล่วงรู้เหตุการณ์ในอดีตชาติของหลวงปู่กงมาและบรรดาพระศิษย์องค์สําคัญๆ ว่าล้วนเคยเป็นสายบุญสายกรรม เคยบําเพ็ญวาสนาบารมีธรรมร่วมกับท่านมานับภพชาติไม่ถ้วน

ท่านพระอาจารย์มั่น ได้สั่งพระเณรให้นําบริขารไปเก็บที่กุฏิที่จัดเตรียมไว้ให้หลวงปู่กงมา ซึ่งกุฏิหลังนี้ท่านเป็นผู้สั่งให้ปลูกไว้คอยล่วงหน้าแล้ว จากนั้นหลวงปู่กงมาได้ขึ้นไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่นบนศาลาหลังเล็กซึ่งมุงด้วยหญ้าคา

การพบกันในครั้งนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น เข้าสู่วัยชราภาพแล้ว อายุท่านย่าง ๗๓ ปี ส่วนหลวงปู่กงมา เข้าสู่วัยกลางคน อายุท่านย่าง ๔๒ ปี ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเอ่ยทักทายหลวงปู่กงมา ด้วยความเมตตาและน่าซาบซึ้งใจ เป็นประโยคแรกว่า

“เออ ! ท่านกงมาเหนื่อยแท้บ่ (เหนื่อยมากไหม)”

หลวงปู่กงมา ท่านกราบเรียนว่า “ไม่เหนื่อยเท่าไร พอทนได้ขอรับ”

พอสนทนาธรรมกันได้สักพัก ท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้ให้หลวงปู่กงมาไปสรงนํ้า โดยมีพระภิกษุสามเณรได้จัดเตรียมนํ้าร้อนนํ้าเย็นไว้คอยพร้อมแล้ว

ข้อวัตรปฏิบัติในสํานักของท่านพระอาจารย์มั่น

ในครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางพระธรรมวินัยไว้ โดยตรัสกับพระอานนท์ ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จปรินิพพานดังนี้ “ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้ด้วยดี นั่นแหละ จักเป็นพระศาสดาของพวกท่านสืบแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว”

ในครั้งกึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น วางข้อวัตรปฏิบัติไว้ให้พระเณร ข้อวัตรปฏิบัติสําคัญและมีประโยชน์มาก เพราะเป็นเครื่องอยู่ของพระเณร เป็นเครื่องผ่อนคลายในการปฏิบัติธรรมของพระเณร และในการทําข้อวัตรปฏิบัติ เช่น การปรนนิบัติดูแลครูบาอาจารย์ การทําความสะอาดเสนาสนะ กุฏิ ศาลา ห้องนํ้า การปัดกวาดลานวัด ฯลฯ ล้วนเป็นบุญกุศลและมีอานิสงส์ช่วยให้พระเณรเจริญในธรรมปฏิบัติ

หลวงปู่กงมา ท่านย่อมตระหนักทราบถึงความสําคัญของข้อวัตรปฏิบัติที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น วางไว้ ตั้งแต่เมื่อครั้งท่านน้อมกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ การที่ท่านกลับมาอยู่ในสํานักของท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนี้ ซึ่งเป็นบั้นปลายชีวิตของท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่กงมาท่านก็พบว่า ท่านพระอาจารย์มั่นยิ่งเข้าสู่วัยชรา ท่านก็ยิ่งให้ความเมตตาห่วงใยพระเณรเป็นอันมาก ท่านจึงเข้มงวดกวดขันพระเณรให้รักษาข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ท่านมักกล่าวว่า “ให้ข้อวัตรปฏิบัติติดหัวพระเณร” โดยครูบาอาจารย์เทศน์ความสําคัญของข้อวัตรปฏิบัติไว้ดังนี้

“เราต้องพึ่งพาอาศัยในธรรมวินัย ถ้าเราอยู่ในหมู่คณะ ธรรมวินัยนี้เหมือนกับดอกไม้ ดอกไม้ถ้ามีด้ายร้อยเป็นพวงมาลัย นี่ก็เหมือนกัน ข้อวัตรปฏิบัติเรานี่เหมือนดอกไม้ อย่าทิ้งนะ ข้อวัตรปฏิบัติมันจะบอกถึงนิสัย ถึงความรักหรือไม่รักในธรรมวินัย ถ้ารักในธรรมวินัย สิ่งนี้มันเป็นเครื่องวัด ดูข้าราชการเขาสิ เขายังมีกฎระเบียบของเขา ถ้าทําผิดกฎระเบียบ เป็นอันว่าผิดในการประพฤติปฏิบัติของเขา ของเราก็ต้องมีธรรมวินัย ธรรมวินัยของเรานี้ต้องพยายามรักษาไว้ รักษาไว้นะ เพราะอะไร เพราะจิตบางที มันแบบตกตะกอนไง มันมีเจริญ มีเสื่อม ถ้าเราเสื่อม มันจะไม่ยอมทํา มันเบื่อของมัน

ถ้าเบื่อของมัน ข้อวัตรนี่มันจะชําระตรงนี้ได้ เหมือนคนเราเวลาตื่นนอนขึ้นมา มันง่วงเหงาหาวนอน ดูคนมันง่วงนอน อย่างเช่น คนขับรถ เห็นไหม ถ้าหลับในจะประสบอุบัติเหตุนะ จิตก็เหมือนกัน เวลามันหลับใน มันไม่ต้องการทําสิ่งใดเลย ข้อวัตรปฏิบัติมันจะช่วยได้ ข้อวัตรปฏิบัตินี่มันจะช่วยให้เราไม่นอนจมไง มันทําให้เราเคลื่อนไหวตลอดเวลา จิตที่มีการเคลื่อนไหวไป มันจะไม่กดถ่วงตัวเองนะ ข้อวัตรปฏิบัติมีประโยชน์มาก มีประโยชน์ต่อการดํารงชีวิตของเรา

เวลาหลวงปู่มั่นท่านอยู่กับลูกศิษย์ลูกหา ท่านบอกเลย เดี๋ยวมันจะไม่มีข้อวัตรติดหัวมันเห็นไหม ให้มันมีข้อวัตรติดหัวมัน ฝึกนะ เพราะในสมัยนั้นผู้ที่เป็นมือเป็นเท้าของหลวงปู่มั่นยังน้อยอยู่ หลวงปู่มั่นต้องฝึกพระเอง องค์หนึ่งอยู่ ๓–๔ ปีแล้วออกไป เปลี่ยนมา เปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนมาเพื่อให้สิ่งนี้เป็นสายเลือดของเรา เป็นสายเลือดของกรรมฐาน เอาข้อวัตรปฏิบัตินี้คอยควบคุมอย่าให้ใจมันหดหู่ ถ้าใจมันจะหดหู่ มันจะไม่ยอม มันจะจํานนกับกิเลสนะ

ข้อวัตรปฏิบัติก็เป็นการขวนขวายเหมือนการต่อลมหายใจ ออกซิเจน ให้ลมหายใจกับผู้ป่วย จิตมันป่วย จิตมันไม่สู้ ก็เอาข้อวัตรปฏิบัตินี้เป็นที่อาศัยไป อย่าทิ้งข้อวัตร รักษาไป จะเบื่อหน่าย จะจําเจอย่างไรก็ทํา ยิ่งการจําเจ ดูสิ นักกีฬา เวลานักกีฬาเขาต้องฝึกซ้อม การฝึกซ้อมเขาทําจําเจมาก เขาฝึกซ้อมขึ้นมาเพื่อสติของเขา เพื่อความเห็นของเขา เราเป็นนักบวช เราจะพ้นจากกิเลสนะ เราจะชําระกิเลส เราจะสู้กับตัวเราเอง

ฉะนั้น สิ่งนี้มันเป็นการฝึกซ้อมเรา ข้อวัตรปฏิบัตินี้ให้ฝึกซ้อม ถึงเวลาให้ทํา ให้หัวใจเหมือนนํ้าที่มีออกซิเจน มันจะเหมือนนํ้าที่ไม่เสีย”

ข้อวัตรปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรที่อยู่ในสํานักของท่านพระอาจารย์มั่น ต้องฝึกฝนเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องทําอย่างมีสติปัญญา และต้องทําด้วยความตั้งใจ สามัคคีพร้อมเพรียงกัน ทุกอย่างในสํานักซึ่งเป็นวัดป่าต้องเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ต่างกับวัดบ้านหรือวัดที่อยู่ในเมือง แม้ว่าวัดป่าที่นี่จะอยู่ในป่าในดง ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญก็ตาม แต่กุฏิ ศาลา ห้องนํ้า ซึ่งปลูกสร้างด้วยความจําเป็น เพื่อประโยชน์ใช้สอยเป็นสําคัญ แม้ดูไม่หรูหราฟู่ฟ่า แต่กลับดูแลทําความสะอาดกันเป็นอย่างดี สมเป็นวัดป่ากรรมฐานเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง

แม้แต่ลานวัดก็สะอาดสะอ้านงามตา ไม่มีเศษใบไม้ปล่อยให้รกรุงรัง แม้จะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น แต่ใต้ต้นไม้ที่เป็นลานจะถูกกวาดเตียนเรียบ โอ่งนํ้าทุกแห่งถูกวางไว้อย่างมีระเบียบ และใส่นํ้าไว้เต็มทุกโอ่ง โอ่งกระทั่งฝาปิดโอ่งจะถูกขัดล้างทําความสะอาดทั้งข้างในและข้างนอก แลดูสะอาดสะอ้าน ขันตักนํ้าแม้เป็นกระบวยซึ่งทําจากกะลามะพร้าว แต่ก็สะอาดงามตา รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างถูกเก็บถูกวางเป็นที่เป็นทางอย่างมีระเบียบ

หลังจากสรงนํ้าเสร็จแล้ว เข้าไปที่กุฏิที่ท่านพระอาจารย์มั่นจัดไว้ล่วงหน้า แม้จะเป็นกุฏิชั่วคราวมุงด้วยหญ้าคา แต่สะอาดสะอ้านมาก แม้แต่ผ้าเช็ดเท้ายังสะอาดและถูกพับไว้เป็นระเบียบ แทบไม่กล้าเหยียบเช็ดเท้าเลย เมื่อเข้าห้องแล้ว ในห้องยิ่งดูเป็นระเบียบ บริขารต่างๆ ถูกจัดวางไว้อย่างเรียบร้อย แม้กระทั่งบาตรตั้งแล้วก็เปิดฝา เพื่อไม่ให้อับและมีกลิ่นเหม็น ทั้งนี้เห็นจะเป็นเพราะพระเณรทั้งหลายต่างได้ถูกฝึกฝนอบรมข้อวัตรปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานไว้อย่างดียิ่ง แสดงให้เห็นถึงพระสงฆ์สาวกศิษย์พระตถาคตที่ยึดมั่นในอริยประเพณี ในอริยปฏิบัตินี้ยังมีอยู่ แม้กระทั่งในป่าในเขา ในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญ

เมื่อกลับออกจากกุฏิ มองไปโดยทั่ววัด เห็นพระ–เณรทุกรูป ต่างก็เข้าทางจงกรมอยู่ตามกุฏิของตน เพราะกุฏิทุกหลังจะมีทางเดินจงกรม ขณะนั้นบรรยากาศโดยทั่วบริเวณเงียบสงบมาก สมกับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ต่างองค์ต่างก็มุ่งปฏิบัติภาวนาเพื่อมรรค ผล นิพพานกันโดยแท้ แม้มองไปที่กุฏิท่านพระอาจารย์มั่น ก็เห็นท่านกําลังเดินจงกรมอยู่เช่นเดียวกัน หลวงปู่กงมาท่านก็เลยเข้าทางจงกรมต่อไป แม้ในวันนั้นจะเดินทางไกลมา ๒๐ กว่ากิโลเมตรแล้ว แทนที่จะพักผ่อน แต่เมื่อเห็นพระเณรทุกๆ องค์ต่างพากันเข้าทางจงกรมหมดแล้ว ก็ต้องเข้าทางจงกรมกับเขาต่อไป ในขณะนั้นจิตใจมีแต่ความอิ่มเอิบจนเกิดเป็นปีติขึ้นมา เพราะการได้มาพบท่านพระอาจารย์มั่นนี้สมกับความตั้งใจแล้ว จึงไม่เห็นแก่ธาตุขันธ์ร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

หลังจากเดินจงกรมเสร็จ พอท่านพระอาจารย์มั่น ท่านขึ้นกุฏิ พระเณรก็หยุดเดินจงกรม คอยสังเกตดูว่าท่านจะเข้าห้องเลย หรือท่านจะนั่งอยู่ข้างนอก ถ้าหากท่านนั่งอยู่ข้างนอก พระเณรทั้งหลายก็จะรีบตามขึ้นไป เพื่อจะได้ฟังธรรมจากท่าน

วันนั้นท่านพระอาจารย์มั่นได้มานั่งข้างนอกห้อง พระเณรทั้งหลายก็ทยอยกันขึ้นไปที่กุฏิของท่าน หลวงปู่กงมาก็เดินตามขึ้นไป เป็นอันว่าการเดินทางไกล แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็ไม่ได้ไปคํานึงถึง เพราะความกระหายอยากฟังธรรมท่านมีมากกว่า ธรรมของท่านมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อพระเณรเป็นอันมาก หลวงปู่กงมาท่านจึงขึ้นไปเพื่อฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ให้สมกับความตั้งใจที่รอคอยมานานแสนนาน

เมื่อทุกๆ องค์นั่งอยู่ในความสงบ ต่างก็ดูเหมือนจะพยายามสํารวมกาย สํารวมใจกันอย่างเต็มที่ เพราะเท่าที่สังเกตดู ทุกๆ ท่านอยู่ในลักษณะเตรียมพร้อมที่จะรับธรรมโดยอาการสงบเสงี่ยม สํารวมระวัง แม้กระทั่งการเดิน การนั่ง ทุกอิริยาบถ ดูเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ดูแล้วน่าเลื่อมใสจริงๆ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านมีความหนักแน่นในธรรมวินัย ในธุดงควัตร และมีจิตอันแก่กล้าทรงพลังน่าเกรงขาม แต่ท่านกลับมีกิริยามรรยาทที่อ่อนน้อมนุ่มนวล ท่านทักทายปราศรัยกับหลวงปู่กงมาอย่างเป็นกันเอง ท่านคุยด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส คล้ายกับท่านทั้งสองได้คุ้นเคยกันมานานนับเป็นสิบๆ ปี

หลังจากท่านพระอาจารย์มั่นถามหลวงปู่กงมา ถึงสารทุกข์สุกดิบและการเดินทางไกลแล้ว ก็ไม่พูดอะไรอีกต่อไป ท่านหันไปทางพระเณรทั้งหลายแล้ว ท่านก็เริ่มแสดงธรรม ตั้งแต่ ๒๐.๐๐ น. โดยประมาณ ถึง ๒๔.๐๐ น. เป็นการแสดงธรรมในเนื้อความแห่งธัมมจักกัปปวัตตนสูตรได้อย่างละเอียด ลึกซึ้ง พิสดารมาก และที่สําคัญธรรมนั้นเป็นไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน ในการแสดงธรรมตลอดเวลา ๔ ชั่วโมงเต็ม สําหรับท่านซึ่งชราภาพแล้ว เป็นเวลาที่มิใช่น้อยเลย แต่ท่านกลับเทศน์อยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีการหยุดพักเลย ท่านตั้งใจเมตตาสงเคราะห์ธรรมแก่พระเณรอย่างถึงที่สุด

แม้หลวงปู่กงมา เพิ่งเดินทางไกลมาอย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็มิได้คํานึงถึงเลยแม้แต่น้อย ท่านว่า “ให้เอาธรรมเป็นใหญ่ ร่างกายช่างมัน ทรมานมัน” จึงเป็นการถูกทรมานอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ แต่การทรมานในครั้งนี้ก็เป็นความเต็มใจด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ท่านพระอาจารย์มั่นผู้ทรมาน แม้ท่านจะชราภาพแล้ว ท่านก็เทศน์อย่างไม่ยอมท้อถอยโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ส่วนหลวงปู่กงมาผู้ถูกทรมานพร้อมกับพระเณรที่นั่งฟังอีกหลายองค์ เป็นต้นว่า องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ฯลฯ ทุกองค์ต่างก็ตั้งใจนั่งฟังธรรมนั้นด้วยอาการอันสงบจนจบ

แม้หลวงปู่กงมาท่านจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามามาก ท่านก็นั่งฟังโดยไม่ยอมย่อท้อเช่นกัน จึงเข้ากันได้เป็นอย่างดี ในคืนวันนั้น นอกจากท่านได้ฟังธรรมสมกับความตั้งใจที่รอคอยมานานแสนนานแล้ว ท่านยังได้ต่อสู้ทรมานกิเลสอย่างได้ผลคุ้มค่าที่สุดอีก ธรรมะที่ท่านพระอาจารย์มั่นแสดงนี้ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ เหมือนมรรค ผล นิพพานนี้อยู่ชั่วเอื้อมๆ จริงๆ หลวงปู่กงมา องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ฯลฯ ท่านต่างนั่งฟังธรรมนั้นตลอด ๔ ชั่วโมงเต็ม โดยไม่มีอาการขยับเขยื้อน หรือแสดงอาการปวดเมื่อยร่างกายใดๆ ออกมาให้เห็นเลย

หลวงปู่กงมาจากท่านพระอาจารย์มั่น มานานราว ๑๕ ปี การได้มาฟังพระธรรมเทศนาในครั้งนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ประเภทปฏิสัมภิทานุศาสน์ ทรงอภิญญา ๖ ถึงพร้อมด้วยคุณวิเศษในทางพระพุทธศาสนามากมาย

ธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนี้ ด้วยกําลังของท่านเพียงพอแล้ว ธรรมจึงเป็นธรรมอันวิมุตติหลุดพ้นของท่านผู้สิ้นกิเลสแล้ว ธรรมนั้นได้ออกจากใจอันบริสุทธิ์ของท่าน ไหลพุ่งออกมาตลอดการแสดงธรรม ระลอกแล้ว ระลอกเล่า ไม่มีติดมีขัด และไม่มีอัดมีอั้น เปรียบได้ดั่งนํ้าอมตธรรมที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ตักออกมาเท่าไรก็ไม่มีวันหมด แตกต่างกับธรรมในครั้งก่อนๆ ที่หลวงปู่กงมาเคยได้ยินได้ฟังมา คุ้มค่าอย่างยิ่งกับการธุดงค์เดินทางไกลกลับมาอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมขั้นสูงกับท่าน และที่เคยสยบในภูมิจิตภูมิธรรมของท่านชนิดหมอบราบคาบแก้วอยู่แล้ว ก็ยิ่งสยบหมอบราบอย่างสุดชีวิตจิตใจ ทั้งทําให้ความเชื่อมั่นและมั่นใจที่ตนเองจะได้รู้ธรรมเห็นธรรมตามท่าน ก็ยิ่งเต็มเปี่ยมล้นหัวใจ

ท่านเป็นหนึ่งในศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญ

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านมีความปรารถนาที่จะบํารุงรักษา เผยแผ่ และสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงเจริญรุ่งเรือง ด้วยภาคปฏิบัติอันเป็นภาคสําคัญ ท่านจึงมุ่งเน้นสร้างศาสนทายาทธรรมเป็นสําคัญ แต่ในการสร้างศาสนทายาทธรรม หรือการปลูกโพธิ์ธรรม เพื่อมาทําหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องยากแสนยาก

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้เห็นแววของหลวงปู่กงมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นภิกษุหนุ่มเข้ามาน้อมกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ ท่านจึงมีความตั้งใจอบรมสั่งสอนธรรมขั้นสูงให้หลวงปู่กงมาเพื่อเป็นศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของท่าน ส่วนหลวงปู่กงมาท่านก็มีความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ โดยท่านมีวาสนาบารมีธรรม มีความเพียร มีความพร้อม และมีคุณสมบัติครบถ้วนในทุกๆ ด้านที่จะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมเช่นเดียวกัน จึงเป็นความต้องการที่สอดคล้องตรงกัน

นับตั้งแต่ท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นภาคเหนือ บําเพ็ญธรรมขั้นแตกหัก จนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ยังอยู่ทางภาคเหนือต่อไป เพื่อเมตตาโปรดบรรดาพระศิษย์ที่ออกติดตามท่าน ซึ่งพระศิษย์เหล่านี้แต่ละองค์ล้วนเป็นนักรบธรรมเดนตาย ยอมสละชีพเพื่อธรรม ท่านสั่งสอนอบรมพระศิษย์จนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หลายองค์ตามลําดับ ดังนี้ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ฯลฯ

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางกลับภาคอีสาน ท่านยังเน้นสร้างศาสนทายาทธรรมต่อไป ในคราวนี้ท่านตั้งใจเมตตามาโปรดบรรดาพระศิษย์ทางภาคอีสานเป็นการเฉพาะ และท่านก็ได้สร้างศาสนทายาทธรรมไว้มากมาย มากกว่าเมื่อครั้งอยู่ทางภาคเหนือ เป็นต้นว่า หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่คําดี ปภาโส หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่เขียน ฐิตสีโล หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต ฯลฯ

ซึ่งในกาลต่อมา บรรดาพระศิษย์เหล่านี้ ต่างก็ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต-พุทธสาวก ต่างได้สืบทอดพระพุทธศาสนาและสืบทอดปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน บําเพ็ญคุณประโยชน์ให้กับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างยิ่งใหญ่อเนกอนันต์ และต่างก็ได้ช่วยกันสร้างศาสนทายาทธรรมสืบทอดเป็นมรดกธรรมไว้มากมาย จนองค์หลวงตาพระมหาบัวได้ถวายนามธรรมสมัญญาอันสูงสุดแด่ ท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา-กรรมฐานว่า “โรงงานใหญ่ผลิตพระเพชรนํ้าหนึ่ง (พระอรหันต์)” ดังนี้

“ในสมัยปัจจุบัน ก็ยกนิ้วเลยว่า หลวงปู่มั่นที่เป็นโรงงานใหญ่ผลิตพระเพชรนํ้าหนึ่ง(พระอรหันต์) ออกมามากทีเดียว…

ถึงได้พูดถึงเรื่องหลวงปู่มั่นว่า “โรงงานอันใหญ่หลวง” เป็นนํ้าที่สะอาดสุดยอดชะล้างสัตว์ทั้งหลายที่จมอยู่ในกองมูตรกองคูถมากี่กัปกี่กัลป์ นี่คือโรงงานอันใหญ่หลวงมากทีเดียว ที่เป็นนํ้าที่สะอาด โรงงานใหญ่ โรงงานนํ้าที่สะอาด คือ ธรรมอันเลิศเลอมาชะล้างสัตว์ทั้งหลาย จึงเรียกว่า โรงงานใหญ่ ท่านผลิตลูกศิษย์ลูกหามามากขนาดไหน

เราก็ยังไม่เคยเห็นในชีวิตของเรานี้ ที่จะผลิตได้อย่างท่านนะ แม้ท่านเงียบนะ ใครรู้ท่านเมื่อไรว่า ท่านเป็นยังไงน่ะ อยู่ในป่าในเขาๆ อยู่ที่ไหน ท่านอยู่กับใครเมื่อไร แต่หมู่เพื่อนก็เกาะตลอด มาอบรม ท่านไล่หนีไปๆ อยู่อย่างนั้นนะ เราสืบทราบตลอด อยู่กับท่านทีละองค์บ้าง สององค์บ้าง อยู่อย่างนั้น เดี๋ยวท่านก็ไล่หนีอีกแล้ว ท่านอยู่องค์เดียว แน่ะ ฟังซิ

หลวงปู่กงมา ท่านกลับมาบ้านเกิดในครั้งนี้ ท่านได้พบทั้งพ่อแม่ในทางโลก คือ พ่อแม่แท้ๆ ของท่าน และกราบพบพ่อแม่ในทางธรรม คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างสูงสุด เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ คือ เป็นทั้งพ่อ ทั้งแม่ และทั้งครูอาจารย์ในองค์เดียวกัน กล่าวได้ว่า ในวงกรรมฐานแล้ว หลวงปู่กงมาท่านนับเป็นอีกหนึ่งศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญที่ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาเป่ากระหม่อมมา หรือปลุกปั้นสร้างท่านขึ้นมากับมือของท่านเอง และท่านนับเป็นศิษย์ก้นกุฏิอีกองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น

โดยจากนี้เป็นต้นไปจวบจนวันท่านพระอาจารย์มั่นถึงแก่มรณภาพ เป็นเวลานานราว ๘ ปี เป็นบั้นปลายชีวิตของท่านพระอาจารย์มั่นที่ท่านเมตตาให้พระเณรอยู่ร่วมจําพรรษากับท่าน โดยตลอดระยะเวลานี้ หลวงปู่กงมาท่านได้อยู่ร่วมจําพรรษาและได้อยู่ภายใต้ร่มเงารัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น ได้ศึกษาธรรมขั้นสูงอย่างใกล้ชิด ในที่สุดหลวงปู่กงมาท่านได้เร่งบําเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด จนได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวก เป็นครูบาอาจารย์ที่วงกรรมฐานให้ความเคารพเทิดทูนบูชา และองค์หลวงตาพระมหาบัวได้กล่าวยกย่องเทิดทูนบูชาท่านเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” และเป็นหนึ่งใน “โพธิ์ธรรม” ของท่านพระอาจารย์มั่น

พบสหธรรมิก–ศิษย์อาจารย์เหมือนพ่อกับลูก

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ก่อนเข้าพรรษา เมื่อหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ มาถึงเสนาสนะป่าบ้านโคก ท่านยังได้พบกับองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กับ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท

การพบกันของ หลวงปู่กงมา กับ องค์หลวงตาพระมหาบัว นับเป็นการพบกันเป็นครั้งแรก ท่านทั้งสองคบกันตามหลักการคบมิตรในมงคล ๓๘ ในข้อที่ว่า อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ คือ การไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาบุคคลผู้ที่ควรบูชา เป็นมงคลอันสูงสุด เมื่อได้รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้ว ต่างก็ให้ความเคารพนับถือซึ่งกันและกันเป็นอันมาก เพราะต่างฝ่ายต่างออกบวชเพื่อมุ่งต่อความหลุดพ้นเหมือนกัน การออกธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ก็เพื่อหวังให้ท่านเป็นครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนเหมือนกัน ต่างมีจิตใจเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดเป็น “นักรบธรรมเดนตาย” เหมือนกัน ท่านทั้งสองได้เป็นเพื่อนสหธรรมิกต่างวัย มีพรรษาและอายุห่างกันไม่มาก ในขณะนั้นหลวงปู่กงมา ท่านอายุได้ ๔๓ ปี พรรษา ๑๔ ส่วนองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านอายุได้ ๒๙ ปี พรรษา ๘

ด้วยหลวงปู่กงมา ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ และเด็ดเดี่ยวเอาจริงเอาจังในการประพฤติปฏิบัติเป็นอันมาก ในปีนี้ขณะที่พํานักด้วยกัน หลวงปู่กงมาท่านมีพรรษารองลงมาจากท่านพระอาจารย์มั่น และท่านพระอาจารย์มั่นก็เมตตาให้ความไว้วางใจหลวงปู่กงมามาก ส่วนองค์หลวงตาพระมหาบัวท่านเพิ่งมากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระ-อาจารย์มั่น และเพิ่งออกปฏิบัติภาวนาอย่างเอาจริงเอาจังเป็นพรรษาแรก ตามสัจจะที่ท่านตั้งไว้ คือ เรียนปริยัติได้เปรียญธรรม ๓ ประโยคแล้วจะออกปฏิบัติ ท่านจึงให้ความเคารพและให้การยอมรับหลวงปู่กงมามาก หลวงปู่กงมาท่านนับเป็นครูบาอาจารย์ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่งที่องค์หลวงตาฯ ท่านจะมาพูดคุยสนทนาและปรึกษาธรรมด้วย แม้ภายหลังยังได้นํา “นิมิต ๙ ปี สําเร็จ” อันเป็นนิมิตสําคัญของท่านมาเปิดเผยกับหลวงปู่กงมา

และที่เสนาสนะป่าบ้านโคกนี้เอง หลวงปู่กงมาท่านก็ได้พบกับหลวงปู่เจี๊ยะ ผู้เป็นพระศิษย์ ซึ่งเคยอยู่จําพรรษาร่วมกันที่วัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรี นานติดต่อกัน ๓ พรรษา หลังจากที่ท่านทั้งสองได้จากกันไปนานเกือบ ๓ ปี เมื่อพบกันในครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างย่อมดีใจ ได้สนทนาไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของกันและกัน และการอยู่ร่วมกันที่นี่ หลวงปู่กงมาท่านก็ได้สังเกตเห็นว่า ท่านพระอาจารย์มั่นให้ความเมตตาหลวงปู่เจี๊ยะมาก ท่านรักเหมือนลูก (รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ ศิษย์อาจารย์เหมือนพ่อกับลูก)

โปรดญาติพี่น้องบ้านโคก หลานชายออกบวช

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เดินทางไกลกลับมาบ้านโคกอันเป็นบ้านเกิดของท่านในครั้งนี้ เพื่อจะมาขออยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก นอกจากท่านตั้งใจจะศึกษาธรรมขั้นสูงกับท่านพระอาจารย์มั่น และเร่งบําเพ็ญภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดเพื่อให้รู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว ท่านยังตั้งใจพยายามแนะนําชาวบ้านโคก อันเป็นครอบครัว ญาติพี่น้องตลอดมิตรสหายของท่านให้เลื่อมใสศรัทธาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา โดยให้พากันเข้าวัด บําเพ็ญทาน รักษาศีล ฟังธรรม และปฏิบัติภาวนาให้สําเร็จ ดังที่ท่านได้เผยแผ่จนประสบผลสําเร็จมาแล้วที่วัดป่าสว่างอารมณ์ อําเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา กับที่วัดทรายงาม และวัดต่างๆ ในจังหวัดจันทบุรี

หลวงปู่กงมา ท่านจากบ้านเกิดไปนานมาก นับตั้งแต่ท่านกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น แล้วออกธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆ ทางภาคอีสาน จังหวัดจันทบุรี และธุดงค์เข้าประเทศเขมร เป็นเวลานานถึง ๑๖–๑๗ ปี ที่ท่านไม่ได้กลับบ้านเกิด การกลับมาในครั้งนี้ ครอบครัว ญาติพี่น้อง ตลอดมิตรสหายที่รู้จักคุ้นเคยของท่าน เมื่อได้มากราบ ได้สัมผัส ได้สนทนาพูดคุยกับท่านแล้ว ต่างรู้สึกแปลกประหลาดใจไปตามๆ กัน ท่านเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนจากเดิมเป็นคนละคน

หลวงปู่กงมา จากคนเดิมก่อนบวช ท่านเต็มไปด้วยความเศร้าโศกทุกข์ใจ ใบหน้าก็ดูหดหู่หม่นหมองอิดโรยไม่มีความสุข แต่บัดนี้ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานห่มผ้าสีกรักคลํ้าๆ แต่แลดูงดงาม มีสง่าราศี ผิวพรรณผ่องใส ใบหน้าท่านก็อิ่มเอิบมีความสุข กิริยาอาการความเคลื่อนไหวทุกอย่างแลดูสํารวม น่าเคารพเลื่อมใสเป็นอันมาก เมื่อได้สนทนาพูดคุยกับท่านแล้ว จึงทราบว่าสาเหตุเป็นเพราะธรรมะพระพุทธเจ้านั้นอัศจรรย์มาก ทําให้ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ตามหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ฯลฯ เปลี่ยนแปลงได้ถึงเพียงนี้

และหลวงปู่กงมา ท่านก็ได้เล่าถึงชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ตลอดคุณธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นให้ครอบครัว ญาติพี่น้อง ตลอดมิตรสหายของท่านฟัง จนต่างให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธา และท่านได้พยายามแนะนําสั่งสอน ให้พากันเลื่อมใสในธรรม บรรดาญาติมิตรเดิมของท่านก็พากันเลื่อมใสศรัทธา พากันเข้าวัดทําบุญ รักษาศีล และสนใจปฏิบัติธรรมกันมากขึ้นเป็นลําดับ ซึ่งในที่สุดก็ได้มาช่วยหลวงปู่กงมาสร้างวัดป่าวิสุทธิธรรม เป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้นที่บ้านโคกจนสําเร็จ และได้เป็นวัดที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองมาตราบจนทุกวันนี้

การกลับมาบ้านเกิดของหลวงปู่กงมา นั้นคุ้มค่ามาก นอกจากท่านได้ศึกษาปฏิบัติธรรมขั้นสูงกับท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด และนับเป็นการจําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพรรษาแรกแล้ว ท่านยังได้โปรดญาติพี่น้องของท่านจนสําเร็จอีกด้วย คือ ท่านได้นํา นายอุ่น ผาใต้ ลูกชายพี่สาวและเป็นหลานชายแท้ๆ ของท่านมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น และได้ออกบวชเป็นสามเณร

โดยท่านพระอาจารย์มั่น ปรารภว่า “อยากให้นายอุ่น ผาใต้ บวช” หลวงปู่กงมา และนายอุ่นหลานชายของท่านได้ยินดังนั้นแล้วก็เกิดความปีติยินดี เมื่อพี่สาวของท่านทราบดังนั้นแล้ว ก็ยินดีอนุญาตและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งการออกบวชในครั้งนี้มี ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นผู้สอนการครองผ้าให้ โดยได้ทําการบรรพชาเป็นสามเณรในศาลาเสนาสนะป่าบ้านโคก เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ มีท่านพระอาจารย์มั่น เป็นพระอุปัชฌาย์ นับว่าหลวงปู่อุ่นเป็นสามเณรองค์สุดท้ายที่ท่านพระอาจารย์มั่นให้การบรรพชา เพราะหลังจากนั้นท่านพระอาจารย์มั่น ปรารภว่า ท่านชราภาพแล้ว จึงยกให้ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นผู้ทําการบรรพชาและอุปสมบทต่อไป

เมื่อเข้าพรรษา สามเณรอุ่น ผาใต้ จึงได้พํานักจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และหลวงปู่กงมา ผู้เป็นน้าชาย ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก

พ.ศ. ๒๔๘๕ จําพรรษา ๑๕ ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก–เทพบันดาล

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เมื่อเข้าพรรษา หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้จําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่น ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เป็นพรรษาแรก นับเป็นพรรษาที่ ๑๕ โดยมีพระ ๙ รูป เณร ๒ รูป อยู่ร่วมจําพรรษา ได้แก่ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านพระอาจารย์สิงห์ จากบ้านหนองหลวง จ.สกลนคร ท่านพระอาจารย์พา ท่านพระอาจารย์ทองปาน จาก จ.อุบลราชธานี ท่านพระอาจารย์สวัสดิ์ สามเณรอุ่น และสามเณรอี๊ด เป็นต้น

ในพรรษานี้ หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านอยู่ในฐานะพระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิดติดต่อกันเป็นพรรษาที่ ๓ และในช่วงนั้นก็เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ้าหายาก องค์หลวงตา-พระมหาบัว เทศน์เหตุการณ์ในวันเข้าพรรษา ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ไว้ดังนี้

“หลวงปู่มั่นนี่ทําให้เราคิดไม่รู้กี่ครั้งกี่หนล่ะ เหมือนว่าเทพคอยแทรกอยู่ตลอด คอยรับทราบความเคลื่อนไหวของท่านภายในจิตใจนี่ อย่างไปอยู่กับท่านทีแรก ผ่านวิสาขบูชาแล้วเราก็ไป ทีนี้วันเข้าพรรษานั้นเลยล่ะ ปีนั้นผ้าหายากนี่ พ.ศ. ๒๔๘๕ สงครามญี่ปุ่นกําลัง… พวกผ้าไม่มี อดอยาก ปีนั้นก็มีพระ ๙ เณร ๒ อยู่จําพรรษาบ้านโคกนามนด้วยกัน ปีนั้นเป็นปีแรกที่เราจําพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น

ทีนี้ก็แจกผ้า พระก็กลัวท่านจะเอามาแจกหมด ความหมาย ผ้าที่เขาเอามาถวายแล้วกองเอาไว้นั้นนะ พระท่านก็เลยแยกจากนั้นไป เอาไปไว้ในห้องท่านผืนหนึ่งเป็นผ้าอาบนํ้า ผ้าขาวนี่ล่ะพอดีท่านเข้าไปข้างใน ท่านก็ไปเห็น ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แจก กําลังจะแจกแล้ว ฉันจังหันเสร็จแล้วก็จะแจกผ้า ท่านเข้าไปในห้องของท่าน ซึ่งก็คือศาลากั้นห้องไว้ “ใครเอาผ้ามาวางไว้นี้” ท่านว่างั้น “เอามาวางไว้ทําไม เรากําลังจะแจกพระอยู่นี่” พอว่างั้นแล้วก็เข้าไปทําธุระของท่าน เสร็จแล้วท่านก็ออกมา แล้วก็แจกๆ จนหมด เพราะผ้านี้มีไม่ครบพระนะ ดูเหมือนขาดอยู่ผืนเดียว ท่านก็เลยไปคว้าของท่านมา ถ้าเอาผืนของท่านมาแล้วก็จะพอ แต่มันขาดท่าน พระทั้งหลายก็พูดขึ้น

ท่านอาจารย์กงมา วัดดอยธรรมเจดีย์นี้เอง “ก็อันนั้นสําหรับแจกท่านอาจารย์ต่างหากนี่เอามาทําไม” ท่านอาจารย์กงมา ท่านเป็นคนตรงไปตรงมา พูดอาจหาญมากนะ “ขาดก็ขาดไปซิจะเป็นอะไรไป ขอให้ครูบาอาจารย์ได้เถอะ องค์ไหนก็เป็นที่พอใจ” ท่านว่างั้นนะ “องค์ไหนไม่มีความเดือดร้อนเสียใจ ได้ไม่ได้ไม่สําคัญ ขอให้ครูบาอาจารย์ได้เถอะ” ท่าน (หลวงปู่มั่น) ก็พูดมีเหตุผลนี่ “โอ๊ย ! เรามันเป็นผู้ใหญ่ เมื่อไรมันก็ได้” ท่านว่าอย่างนี้นะ แน่ะฟังซิ ผู้ใหญ่ตอบ “ก็เราเป็นผู้ใหญ่ ผู้น้อยมันไม่ค่อยได้นะ ผู้ใหญ่ได้อยู่เรื่อยๆ อะไรๆ ก็ได้ ใครเอามาๆ ก็ให้แต่ผู้ใหญ่แหละ” ท่านไม่ยอมเอากลับมา “เอาล่ะ บุญมีหากได้เองแหละ” ท่านว่างี้ คําพูดนี้เราก็จับปุ๊บไว้เลยนะ บุญมีหากได้เองแหละ…”

ในที่สุดโยมอุปัฏฐากของหลวงปู่มั่น ก็จ้างคนขี้ยาสูบฝิ่นสะพายผ้าด้ายดิบอย่างดีจํานวน ๑๑ ผืน เดินจากสกลนคร เข้ามาถวายหลวงปู่มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านโคกนามน ระยะทางไกลถึง ๒๓ กิโลเมตร เหมือนกับเทพบันดาล ดังนี้

“เวลาเอาผ้าเข้าไป แกก็เล่าเรื่องให้ฟัง เพราะคํ่าแล้วนี่นะ เขาสั่งว่าไปนี้ให้รีบเอาไปถวายท่านเลยนะ ไม่ให้รอ เจ้าของทานเขาสั่งมา พอไปถึงแล้วรีบเอาไปถวายท่านเสียก่อน แกจึงได้ไป กําลังเริ่มจะมืด เราจึงถามว่าไปสกลฯ เมื่อไร ผมไปเมื่อเช้านี้ แล้วทําไมจึงได้ผ้ามา แกเลยเล่าเรื่องให้ฟัง นี่เหตุที่เราจะรู้ ก็เหมือนกับว่าเทวดาบันดลบันดาลนะ แปลกอยู่ หลายอย่างเราไม่เอามาพูดมากล่ะ เอาแต่ว่าเทพบันดลบันดาล เทพเนรมิตแค่นี้ก็พอแล้วแหละ เรื่องเหล่านี้เคยมีมาดั้งเดิมไม่ใช่มีมาเมื่อวานนี้หรือวานซืนนี้ อะไรก็ตามถ้าครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ พูดอะไรแปลกๆ”

ในการจําพรรษาปีนี้ ขณะนั้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยังไม่สงบลง ยังอยู่ในภาวะสงคราม จึงทําให้ผ้าจีวรตลอดข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ขาดแคลนมาก แม้กระทั่งสบู่ก็หาได้ยาก ไม้ขีดไฟก็ไม่มีใช้ ต้องใช้เหล็กไฟตะบันไฟ เวลาจะจุดบุหรี่กันแต่ละครั้งก็ต้องตีเหล็กไฟเอา แม้จีวรก็ต้องใช้ผ้าที่ชาวบ้านทอกันเอง ซึ่งหนามาก แต่ว่าท่านพระอาจารย์มั่นท่านเป็นเนื้อนาบุญ และเป็นผู้ที่มีบุญญาภินิหารมาก แม้เป็นเทวดา อินทร์ พรหม พญานาค ฯลฯ ท่านก็สั่งสอนได้ ดังนั้น สิ่งของแม้จะหายากก็ตาม แต่ก็ยังพอมีใช้ ไม่ถึงกับขาดแคลนนัก

เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจมากๆ ทั้งๆ ที่ท่านพระอาจารย์มั่นเองก็ไม่ได้ทําอะไรให้เป็นของขลัง เพื่อโอ้อวด ตลอดทั้งไม่ได้โฆษณาอะไรเลย ท่านพาพระเณรดํารงชีวิตสมณเพศบําเพ็ญสมณธรรมตามหลักธรรมวินัย ธุดงควัตร ฯลฯ เมื่อท่านพักอยู่ที่ไหน ด้วยชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ตลอดคุณธรรมของท่าน ญาติโยมที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาท่าน จึงทราบข่าวของท่านอย่างกว้างขวางและรวดเร็วมาก แม้ในครั้งนี้ท่านพาพระเณรมาพักที่บ้านโคก อันเป็นบ้านเกิดของหลวงปู่กงมา ซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมืองสกลนคร ราว ๒๐ กว่ากิโลเมตร ต่างก็ยังอุตส่าห์เดินทางเข้ามาถวายข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่จําเป็นและเป็นไปตามอัตภาพ ซึ่งเป็นเหมือนดั่งเทพบันดาลจึงทําให้ไม่อดอยากขาดแคลนในปัจจัย ๔

ท่านได้ฟังธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน

ในพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพาพระเณรจําพรรษาด้วยความผาสุกทั้งทางด้านร่างกายและทางด้านจิตใจ ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วยตลอดพรรษา ในระหว่างเข้าพรรษา ท่านเมตตาแสดงธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน โปรดบรรดาพระเณรล้วนๆ ซึ่งตรงกับความปรารถนาของหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ และพระเณรที่อยู่จําพรรษา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวได้อยู่ฝึกฝนฟังธรรมภาคปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพรรษาแรก ท่านเทศน์เล่าถึงความรู้สึกในครั้งนั้นว่า

ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตารับเราไว้แบบท่อนซุงทั้งท่อน ไม่เป็นท่าเป็นทางอะไรเลย อยู่กับท่านแบบทัพพีไม่รู้รสแกง คิดแล้วน่าอับอายขายหน้าที่พระซุงทั้งท่อนไปอยู่กับท่านผู้ฉลาดปราดเปรื่องเลื่องลือระบือทั่วทั้งจักรวาลเบื้องบนเบื้องล่าง

หลวงปู่มั่นเทศน์นี้มีนํ้าหนักมากทีเดียว คือ ผู้ฟังนี้เพลินตลอด ไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดแต่อย่างใดเลยว่า ท่านเทศน์นานไปอย่างนี้ ไม่มี ทั้งๆ ที่ท่านเทศน์ ในสมัยที่เราไปอยู่กับท่านนี้ ท่านเทศน์ถึง ๔ ชั่วโมง แล้วก็ลดลงมา ๓ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง แล้วหยุดเทศน์ ท่านเทศน์เรียกว่าไหลไปเลยนะ ไม่มีอึ๊ๆ อ๊ะๆ อะไรไม่มี เพราะธรรมะเต็มหัวใจ พอไขก๊อกเท่านั้น มันก็ไหลออกมาเลยเรื่อยๆ ผู้ฟังก็เพลินๆ เพลินเป็นลําดับลําดานะ ที่จะว่าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการฟังเทศน์นี้ดูอาการของพระทั้งหลายรู้สึกจะไม่มี องค์ไหนก็จดจ่อต่อการฟังเทศน์ของท่าน เช่นอย่างในพรรษา ๗ วัน ท่านประชุมเทศน์ทีหนึ่ง พอถึงวันเทศน์นั้นอากัปกิริยาหน้าตาของพระทั้งหลายนี้รู้สึกยิ้มแย้มแจ่มใสว่าจะได้ฟังเทศน์วันนี้ แม้องค์ท่านเองก็รู้สึกเพลิดเพลินไปด้วย ในการแสดงธรรมแก่พระเณรแต่ละครั้ง ท่านแสดงอย่างถึงเหตุถึงผลและถึงใจผู้ฟังซึ่งมุ่งมั่นต่ออรรถธรรมจริงๆ

ขณะที่ฟังท่านแสดง ทําให้จิตประหวัดถึงครั้งพุทธกาล ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุบริษัทโดยเฉพาะ เป็นที่แน่ใจว่า พระองค์ทรงหยิบยกเอาแต่ธรรมมหาสมบัติ คือ มรรค ผล นิพพานออกแสดงล้วนๆ ไม่มีธรรมอื่นแอบแฝงอยู่ในขณะนั้นเลย

การฟังธรรมที่ท่านแสดงทางภาคปฏิบัติ เช่น แสดงเรื่องสมาธิ และปัญญาขั้นใดก็ตาม จิตรู้สึกว่าคล้อยตามไปโดยลําดับ เคลิบเคลิ้มเพลิดเพลินอะไรพูดไม่ถูก ซึ้งจนลืมเวลํ่าเวลา มีแต่ความรู้สึกกับธรรมที่สัมผัสกัน เกิดความเข้าใจทุกขณะๆ ที่ท่านแสดงไป ซึ่งเป็นการซักฟอกจิตใจไปในตัวและกล่อมจิตให้สงบเย็นไปด้วย ถ้าจิตกําลังอยู่ในขั้นจะควรสงบ ธรรมก็กล่อมให้มีความสงบ จิตกําลังก้าวทางด้านปัญญา ก็เหมือนกับธรรมนั้นขัดเกลาซักฟอก บุกเบิกทางเดินให้จิตก้าวไปตามด้วยความสะดวก

เวลาฟังเทศน์ จึงเหมือนกับเอานํ้าที่สะอาดมาชะล้างสิ่งสกปรกที่อยู่ภายในจิตใจให้ผ่องใสขึ้นโดยลําดับ เห็นผลประจักษ์ในขณะฟัง จิตยิ่งมีความรักความชอบในการฟัง และมีความจดจ่อต่อเนื่องกันไปไม่ขาดวรรคขาดตอน กระทั่งฟังเทศน์จบลง จิตยังอยากได้ยินได้ฟังอยู่โดยสมํ่าเสมอทุกวันเสียด้วย นอกจากนั้นยังอยากจะฟังคําอธิบายธรรมในแง่ต่างๆ ไปตามโอกาสที่ท่านว่างอีกด้วย

กรุณาคิดดู จิตดวงเดียวนี่แหละ ขนาดที่ฟังไม่รู้เรื่องก็มี นี่เคยเป็นมาแล้ว จึงขอเรียนเรื่องความโง่ของตนให้ท่านทั้งหลายฟัง ขณะที่ไปหาท่านอาจารย์มั่นทีแรก ได้ฟังท่านเทศน์เรื่องสมาธิเรื่องปัญญา ไม่ว่าขั้นไหนไม่รู้เรื่องเลย เหมือนกับร้องเพลงให้ควายฟังนั่นแล แต่ดีอย่างหนึ่งที่ไม่เคยตําหนิติเตียนท่านว่า ท่านเทศน์ไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ย้อนกลับมาตําหนิเจ้าของว่า นี่เห็นไหม ท่านอาจารย์มั่นชื่อเสียงท่านโด่งดัง กิตติศัพท์ กิตติคุณท่านลือกระฉ่อนไปทั่วโลกมาเป็นเวลานานตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก เรามีความพอใจที่จะได้พบ ได้เห็น ได้ฟังโอวาทของท่าน ทีนี้เราได้มาฟังแล้วไม่เข้าใจ เราอย่าเข้าใจว่า เราฉลาดเลย นี่เราโง่แค่ไหน รู้หรือยังทีนี้

เราเคยฟังเทศน์ทางด้านปริยัติ ฟังจนกระทั่งเทศน์ของสมเด็จ เราเข้าใจไปหมด แต่เวลามาฟังเทศน์ท่านอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นองค์ประเสริฐทั้งภาคปฏิบัติและจิตใจ แต่ไม่เข้าใจ เราเชื่อแล้วว่าท่านเป็นพระประเสริฐที่ปรากฏชื่อเสียงมานานถึงขนาดนั้น เรายังไม่เข้าใจ นี่เห็นแล้วหรือยัง ความโง่ของเรา เราหาบ “ความโง่” เต็มตัวมาหาท่าน ความฉลาดนิดหนึ่งไม่มี จึงไม่สามารถเข้าใจอรรถธรรมของท่านที่แสดงอย่างลึกซึ้ง ดังที่พระทั้งหลายซึ่งอยู่กับท่านมานานแล้ว เล่าให้ฟังว่า “แหม ! วันนี้ท่านแสดงธรรมลึกซึ้งมาก ฟังแล้วซาบซึ้งบอกไม่ถูก” ดังนี้ แต่เรามันลึกซึ้งที่ไหน มันไม่ซึ้ง จึงไม่เข้าใจ นี่เราโง่ไหม? ทราบหรือยังว่าตัวโง่ อันเป็นคําตําหนิเจ้าของ ดีอย่างหนึ่งที่ไม่ไปตําหนิท่าน แล้วกอบโกยเอาบาปกรรมเข้ามาทับเข้าไปอีก ทั้งๆ ที่ก็หนักอยู่แล้ว

ครั้นฟังท่านไปนานๆ เราก็ปฏิบัติไปทุกวี่ทุกวันทุกเวลา ฟังเทศน์ท่านค่อยเข้าใจ จิตค่อยได้รับความสงบเย็นเข้าไปๆ เป็นลําดับ ทีนี้รู้สึกว่าเริ่มค่อยซึ้ง เพราะฟังธรรมเทศนาของท่านก็เข้าใจ พูดถึงเรื่องสมาธิแล้ว “แจ๋ว” ภายในจิตใจ จากนั้นก็เริ่มเข้าใจโดยลําดับๆ ซาบซึ้งโดยลําดับๆ เลยกลายเป็น คนหูสูงไป ! สูงยังไง? คือนอกจากท่านแล้ว ไม่อยากฟังเทศน์ของใครเลย เพราะเทศน์ไม่ถูกจุดที่ต้องการ เทศน์ไม่ถูกจุดของกิเลสที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ นั่น ! เทศน์ไม่ถูกจุดของสติปัญญา ซึ่งเป็นธรรมแก้กิเลส เทศน์ไม่ถูกจุดแห่งมรรค ผล นิพพาน นั่น ! เพราะความซึ้ง ความเชื่อ เหตุที่จะเชื่อจะซึ้ง ก็เพราะเห็นเหตุเห็นผล ปรากฏภายในใจของตนในขณะที่ฟังโดยลําดับๆ นั้นแล”

ในพรรษานี้ หลวงปู่กงมา ท่านก็ได้รับประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลเช่นเดียวกับองค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ และบรรดาพระเณรทั้งหลาย เพราะการได้ยินได้ฟังธรรมภาคปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน ที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้นํามาแสดงนั้น เป็นธรรมขั้นสูงที่ลึกซึ้ง หาฟังได้ยาก ฟังแล้วก็ซาบซึ้งใจ และทําให้เกิดแรงบันดาลใจในการปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพานอย่างยิ่ง ท่านจึงเร่งทําความเพียรภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด เมื่อติดขัดหรือหากมีข้อสงสัย มีปัญหาธรรม ก็เข้ากราบเรียนถามปัญหาธรรมขั้นสูงจากท่านโดยไม่ต้องเสียเวลาในการพิจารณาค้นคว้าด้วยลําพังตนเอง ท่านก็ให้ความเมตตาสงเคราะห์ธรรมและให้อุบายธรรมที่ทรงคุณค่าและเป็นประโยชน์เสมอๆ

ฉะนั้น ในตลอดระยะเวลา ๓ เดือนที่หลวงปู่กงมาได้อยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น นับเป็นโอกาสวาสนาอํานวยที่หาได้ยากยิ่ง เป็นความอบอุ่นใจ สุขใจอย่างที่สุดที่มีผู้รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาอบรมสั่งสอน คอยชี้นํา และคอยเข้มงวดกวดขันอย่างใกล้ชิด ทั้งการปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง กอปรกับท่านก็ไม่มีภาระความรับผิดชอบมากมาย เหมือนเช่นเมื่อครั้งจําพรรษาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ทําให้ท่านมีอิสระและมีเวลาเป็นของตนเองมากขึ้น สามารถที่จะรีบเร่งขวนขวายบําเพ็ญภาวนาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่ต้องเห็นแก่การพักผ่อนนอนหลับ และไม่ต้องกังวลกับการเจ็บไข้ได้ป่วยที่อาจจะเกิดขึ้น

ดังนั้น การบําเพ็ญเพียรภาวนาในตลอดพรรษา ๓ เดือนนี้ หลวงปู่กงมาท่านจะเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ด้วยการถือเนสัชชิก ถืออิริยาบถ ๓ คือ เดิน ยืน นั่ง ไม่นอนตามที่ท่านถนัดตลอดทั้งพรรษา ทําให้ท่านได้รับความก้าวหน้าทางธรรมปฏิบัติเป็นอันมาก การเลื่อนภูมิจิตภูมิธรรมของท่านก็เป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ครูบาอาจารย์ทางภาคปฏิบัติสําคัญมาก

การปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน ในธรรมทุกขั้น ในทุกอริยภูมิ ล้วนติดและหลงได้ด้วยกัน จึงจําเป็นต้องพึ่งครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงทางภาคปฏิบัติสั่งสอนชี้แนะ ซึ่งมีน้อยมากและก็หาได้ยากมาก เวลาที่หลวงปู่กงมาได้อยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่นจึงทรงคุณค่ามาก และดูเหมือนว่าเวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก ก็ยิ่งทําให้ท่านเห็นความสําคัญของครูบาอาจารย์ดังที่ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“เรื่องกรรมฐานนี่สําคัญอยู่ที่ครูอาจารย์เป็นผู้นํา นี่สําคัญมาก นําผิดๆ ถูกๆ ไปมากต่อมากนะ ไม่ค่อยจะนําไปตามแถวทางที่พระพุทธเจ้าสอน นําเคลือบๆ แฝงๆ ออกไปนอกลู่นอกทาง สุดท้ายก็กิเลสลากไป เลยกลายเป็นกิเลสนําไปเสียไม่รู้

ครูอาจารย์สําคัญมาก ที่คอยให้คําแนะนําตักเตือนสั่งสอนทางด้านจิตตภาวนา ส่วนคัมภีร์วินัย เราก็เห็นทุกคน ปฏิบัติตามนั้นแล้วก็ไม่มีข้อสงสัย แต่เรื่องของใจนี้ละเอียดลออมาก จึงต้องอาศัยครูอาจารย์แนะ ครูอาจารย์ถ้าไม่ชํานิชํานาญ ไม่เชี่ยวชาญทางด้านจิตใจมาแล้วก็สอนผิดๆ พลาดๆ ไปอีก จึงว่าสําคัญสําหรับครูอาจารย์ที่จะแนะจะบอก

เพราะจิตนี่พิสดารมากนะ เวลาเราภาวนาเข้าไป แต่ไม่พิสดารกว้างขวางไปเสียทุกองค์นะ หากกว้างขวาง ถ้าพูดถึงเรื่องกว้างขวาง แต่องค์ที่เลิศเลอเข้าไปอีกยังมี ผู้เด่นกว่ากันยังมี จึงบอกว่ามันเป็นไปตามรายๆ ผู้กว้างขวางลึกซึ้งมากก็มี ผู้หย่อนลงมากว่านั้นก็มี แต่ยังไงก็ต้องแสดงความกว้างขวางของตนจนได้แหละ อํานาจของจิต เวลาภาวนาเข้าไป สิ่งไม่รู้ มันรู้มันเห็นนี่ แล้วเห็นสิ่งนี้จะปฏิบัติยังไง ถ้ามีครูมีอาจารย์ท่านแนะ เป็นอย่างนั้น แนะให้ปฏิบัติอย่างนั้น นั่นผ่านไปได้ๆ

นี่เมื่อได้รับการอบรมจากครูบาอาจารย์ พร้อมกับความเพียรของเราหนุนอยู่เรื่อยๆ ก็ค่อยแก่กล้าขึ้นไป สอนเข้าไป เด็ดเข้าไป ผู้ที่ควรจะหลุดพ้นก็ใส่ตูมเลยให้ออกเลย อย่าอยู่ว่างั้นเลย มันหลายขั้นการสอน นี่เราก็ได้ปฏิบัติตัวของเรามาอย่างนั้น จึงยกหลวงปู่มั่นเป็นอาจารย์ชั้นเอกในสมัยปัจจุบัน เท่าที่เราผ่านมาในครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เรายังไม่เห็นองค์ไหนที่จะแซงหน้าหลวงปู่มั่นไปได้เลย ทางภาคปฏิบัติ ไม่ว่าวินัย ไม่ว่าธรรม ไม่ว่าข้อวัตรปฏิบัติ ไม่มีเคลื่อนคลาด เพราะเราเรียนแล้วถึงไปนี่ ท่านปฏิบัติออกในแง่ใดมุมใดนี้ เข้ากันได้กับหลักธรรม หลักวินัยข้อใดๆ ก็เราเรียนมาหมดแล้ว มันวิ่งถึงกันๆ หาที่ค้านท่านไม่ได้เลย”

ปฏิปทาพ่อแม่ครูจารย์มั่นพาดําเนินมา ท่านดําเนินตามธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ สัลเลขธรรม ๑๐ และวางข้อวัตรปฏิบัติ ฯลฯ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ทุกประการ ท่านว่า “สมัยปัจจุบันนี้ หลวงปู่มั่นเป็นองค์ที่หนึ่งเลยล่ะ พูดถึงว่าทรงอริยประเพณีของพระพุทธเจ้าของสาวกทั้งหลายมาได้ด้วยปฏิปทา ทั้งความรู้ความเห็นภายในใจ มีหลวงปู่มั่นที่เด่นมากที่สุด”

หลวงปู่กงมา ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่ถือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน เด่นชัด และเคร่งครัดที่สุด นับตั้งแต่ท่านมาอยู่ศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์มั่นตราบจนวันมรณภาพ ท่านสมกับเป็นศาสนทายาทธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น จนวงกรรมฐานให้การยอมรับและยกย่องอย่างสูงสุด และต่อมาเมื่อท่านสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นในจังหวัดสกลนคร ท่านก็ได้นําปฏิปทานี้มาอบรมสั่งสอนบรรดาพระศิษย์ให้ช่วยกันรักษาและสืบทอดไว้เป็นมรดกธรรมกันต่อไป

หลวงปู่มั่นดําเนินตามหลักธรรมชาติ

ในขณะที่ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพาดําเนินตามหลักธรรมชาติ มีสภาพความเป็นอยู่อย่างผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร และมีการดําเนินเป็นไปเพื่อมรรค ผล นิพพานอย่างแท้จริง โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว ซึ่งได้จําพรรษาร่วมกัน เทศน์ไว้ดังนี้

“สําหรับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ดูไม่ได้อยู่กุฏิถาวรที่ไหนนะ อย่างนั้นล่ะ กั้นห้องศาลาอยู่พ่อแม่ครูจารย์มั่น แต่ก่อนเราก็ไม่ได้พิจารณานัก ไปที่ไหน ท่านไปโดยหลักธรรมชาติๆ เราไม่รู้ว่าท่านดําเนินตามหลักธรรมชาติ คือ ร่างกายนี้มันก็ไม่ได้แน่นหนามั่นคงสดสวยงดงามอะไร ทีนี้สิ่งปลูกสร้างที่จะมาบรรจุอันนี้ให้อยู่ ก็ควรเป็นสภาพเดียวกัน นั่น ท่านคิดเรียบร้อยหมดแล้ว เรียกว่า หลักธรรมชาติ ไปอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นกุฏิกับกระต๊อบอยู่ พอ เป็นกระต๊อบๆ อยู่ สูงแค่นี้ ดูเหมือนประมาณสักสองเมตรล่ะมั้ง ทางจงกรมท่านอยู่ที่นั่น เวลากลางวี่กลางวันก็มีทางจงกรมอยู่ร่มไม้ ท่านทําไว้เหมาะ คือกลางวันก็เดินจงกรมอยู่ร่มไม้ พอกลางคืนท่านก็เดินจงกรมอยู่หน้ากระต๊อบของท่านอย่างนั้นเป็นประจํา

ท่านอยู่ที่ไหนแบบเดียวกัน ตั้งแต่เราได้ไปอยู่กับท่าน เรื่องของท่านเป็นอย่างนั้นตลอดมา ถ้าสมมุติว่าไปอยู่ในวัดเก่าเขานี้ ท่านก็ไปกั้นห้อง เช่น หนองผือ เป็นวัดเก่าเขา ท่านก็ไปกั้นห้องที่ศาลาอยู่ เป็นอย่างนั้น ท่านสบายมาก ปล่อยตามสภาพของร่างกาย ร่างกายเรานี้แน่นหนามั่นคงและสดสวยงดงามที่ไหนไม่มี สิ่งที่จะมาให้อันนี้อาศัยก็ต้องเป็นสภาพเดียวกัน เหมาะ พอดีๆ แต่ก่อนเราไม่ได้คิดนัก หลังมานี้จึงได้คิด เลยซึ้งมากตามหลังท่านไป แต่เรื่องธรรมนี้หนาแน่นมั่นคงมากทีเดียว อะไรมาแตะไม่ได้ความพากเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนากับพระกับเณร มีงานเท่านั้นที่เด่นที่สุด งานเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ไม่ให้มีงานอะไรเลย

พระที่ไปอาศัยท่านอยู่ ก็เป็นร้านเล็กๆ เท่ากับเตียงนั่นแหละ แคร่เล็กๆ อยู่ อยู่อย่างเห็นภัย ไม่ได้อยู่แบบฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม อยู่แบบเห็นภัยทุกอย่าง พออาศัยไปๆ เท่านั้นเอง หลักใหญ่อยู่กับธรรม ธรรมเป็นสิ่งที่เลิศเลอภายในใจ ปฏิบัติได้เท่าไร ธรรมยิ่งเลิศเลอภายในใจ ทีนี้ธรรมเลิศเลอภายในใจ สิ่งเหล่านั้นเหลวไหลหมด อันนี้เพียงไปอาศัยเขาเล็กน้อยเท่านั้นๆ เพราะธรรมชาตินี่เลิศเลออยู่ภายในหัวใจ ท่านอยู่ที่ไหน ท่านจึงอยู่แบบนั้น สมัยปัจจุบันก็คือแบบฉบับตายตัวและถูกต้องแม่นยําตามตํารับตํารานี้คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่ผิดเลย ตรงแน่ว

ตอนกลางคืนตั้งแต่ท่านยังหนุ่มน้อยอยู่ กลางคืนท่านก็ลงเดินจงกรมของท่าน พอแก่มาแล้วนี่ ท่านจะลงเดินเฉพาะตอนเช้า–ตอนเย็น ตอนกลางคืนท่านไม่ลง กลางคืนจะไม่มีใครยุ่งท่าน ตกคํ่า หากว่าจะมีธุระอะไร พระก็ไปเสียบ้างเล็กน้อย ส่วนมากท่านไม่ประชุมนะ ถ้าขึ้นทางจงกรมแล้วก็เข้าห้องพักของท่าน แล้วสวดมนต์ โถ ! ไม่ใช่เล่น สวดนาน ท่านสวดมนต์ พวกมหาสมงสมัย พวกธัมมจักฯ อนัตตฯ ท่านได้หมด

เวลาไปอยู่สํานักท่าน ดูพระเณรองค์ใด ตอนนั้นดูมีพระอยู่กับท่าน ๘ องค์นะ ตอนเราไปมีอาจารย์เจี๊ยะนี่ล่ะองค์หนึ่งอยู่ที่นั่น ดูพระองค์ไหนนี้เหมือนผ้าพับไว้ๆ จนไปยกพระทั้งหลายนี้ แล้วก็มาเหยียบตัวเอง โธ้ ! พระทั้งหลายเหล่านี้ ท่านคงจะเป็นพระอรหันต์ด้วยกันหมดแล้วมังจะเป็นลิงตัวเดียวแต่เราที่มาอยู่นี่เท่านี้ล่ะมัง พออยู่ไปๆ นี่คือความเรียบร้อย เข้าใจไหม ทุกสิ่งทุกอย่างมีสติสตังระมัดระวังตลอดเวลา ไปด้วยความปลื้มปีติ นั่นล่ะ ดูพระเณรทั้งหลายเหมือนผ้าพับไว้ แล้วทําให้คิดไปอีกว่า เอ๊ ! พระที่ท่านมาเหล่านี้ไม่ใช่ท่านเป็นพระอรหันต์หมดทุกองค์แล้วเหรอ จะเป็นพระเซ่อๆ ซ่าๆ มีแต่เราคนเดียวเท่านี้เหรอ ครั้นอยู่ต่อไป สนทนาธรรมะก็ค่อยรู้เรื่องๆ ของกันและกันไป”

อนึ่ง ในพรรษานี้ มีท่านพระอาจารย์มั่นเพียงองค์เดียวที่เป็นพระอรหันต์ ในขณะนั้นหลวงปู่กงมา หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเป็นพระอริยบุคคลแล้ว แต่ยังไม่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ส่วนองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเพิ่งเริ่มออกปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังเป็นพรรษาแรก ระยะนี้จิตของท่านเจริญแล้วเสื่อม ท่านกําลังแก้อาการจิตเสื่อม และต่อมาท่านก็แก้จนสําเร็จ ด้วยการบริกรรม “พุทโธ” ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นให้คําแนะนํา

ด้วยหลวงปู่กงมา องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านทั้งสามเป็นศิษย์ที่มีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพานเป็นอันมาก ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นท่านย่อมทราบด้วยญาณหยั่งทราบ จึงให้ความเมตตาและไว้วางใจศิษย์ทั้งสามองค์นี้มากเป็นพิเศษ แต่เวลาคุยธรรมะ ท่านจะไม่ไว้เลย ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ว่า “แต่พอหันมาธรรมะ ท่านใส่เปรี้ยง ! เปรี้ยง ! เลยนะ ท่านจะไม่ไว้เลย ถ้าพูดเรื่องธรรมะ มันจะมาถนอมกันไม่ได้ จะคลาดเคลื่อนจากความจริงไม่ได้เลย พูดถึงธรรมะต้องใส่กันสุดขีดเลย สุดขีดเพราะมันสะเทือนหัวใจ ถ้าไม่สะเทือนหัวใจ มันไม่สะเทือนกิเลส ไม่สะเทือนกิเลส มันก็ไม่เป็นการชําระกิเลส”

หลวงปู่เจี๊ยะกล่าวชมกัลยาณมิตร

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านถือเป็นครูบาอาจารย์องค์แรกของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ในพรรษานี้ท่านทั้งสองได้มาจําพรรษาร่วมกันอีกครั้ง เดิมทีหลวงปู่กงมาท่านเป็นห่วงหลวงปู่เจี๊ยะ เพราะด้วยกิริยาภายนอกอันบ๊งเบ๊ง พูดจาเสียงดัง ตลอดนิสัยขวานผ่าซากของหลวงปู่เจี๊ยะ เมื่อขึ้นภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว จะอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นได้อย่างไร แต่เมื่อท่านเห็นหลวงปู่เจี๊ยะได้เป็นพระอุปัฏฐากดูแลรับใช้ท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด และได้ทําหน้าที่อย่างสมบูรณ์หมดจดแล้ว ด้วยความมีคุณธรรมของท่าน ด้วยความเป็นอาจารย์ และเป็นกัลยาณมิตรที่ดีของหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านย่อมเกิดความรู้สึกดีใจและชื่นชมยินดีในตัวหลวงปู่เจี๊ยะผู้เป็นลูกศิษย์เป็นอย่างยิ่ง

หลวงปู่กงมาท่านเคยอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นมาก่อนหลายปี ท่านจึงทราบดีว่า พระองค์ใดก็ตามที่ได้รับความเมตตาไว้วางใจจากท่านพระอาจารย์มั่น ให้เข้าไปอุปัฏฐากดูแลใกล้ชิดนั้นเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก พระองค์นั้นต้องเป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติดีจริงๆ ต้องเป็นพระที่ให้ความเคารพเชื่อฟัง และต้องอุปัฏฐากท่านอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทั้งไม่เอาท่านไปแอบอ้างเพื่อแสวงหาลาภ ยศ ชื่อเสียง ผลประโยชน์ ฯลฯ และที่สําคัญต้องลงใจยอมมอบกายถวายชีวิตต่อท่าน

การที่ท่านทั้งสองได้อยู่จําพรรษาด้วยกัน เป็นอาจารย์และศิษย์ที่เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน ได้ศึกษาอบรมฟังธรรมภาคปฏิบัติจากท่านพระอาจารย์มั่นตลอดพรรษานี้ด้วยกัน ด้วยท่านทั้งสองเมื่อออกบวชแล้ว ต่างมุ่งหวังมรรค ผล นิพพาน ทําให้ต่างพากันเร่งทําความเพียรภาวนากันอย่างหนัก ซึ่งในกาลต่อมาต่างก็ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ได้มาเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญ เป็นศาสนทายาทธรรมและเป็นพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นที่ได้รับการยกย่องเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของวงกรรมฐาน

ด้วยการคบบัณฑิต หรือการคบกัลยาณมิตร เป็นเรื่องสําคัญมาก หลวงปู่เจี๊ยะ เทศน์ถึงกัลยาณมิตรของท่าน ไว้ดังนี้

“นี่แหละ เรื่องการทําบุญร่วมกันในชาติปางก่อน จึงเป็นอย่างนี้ คนเราจึงไม่เหมือนกัน เราจะไปเปลี่ยนไม่ได้ ใครเป็นลูกศิษย์ใคร อาจารย์ใคร ก็เลือกเอาเอง ถ้าอาจารย์ไม่เป็นบัณฑิต ก็ให้รีบตีตัวออกห่าง เพราะถ้าคบอาจารย์ที่เป็นคนลามก เป็นคนเลว ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนคบกับงูพิษ ท่านเปรียบไว้เหมือนงูที่ตกลงไปจมอยู่ในหลุมคูถ กัดไม่ได้ก็จริง แต่มันอาจทําคนที่เข้าไปช่วยยกมันขึ้นจากหลุมคูถ ให้เปื้อนด้วยคูถได้ด้วยการดิ้นของมัน ยิ่งเป็นงูตัวใหญ่ๆ ยิ่งสกปรกเยอะ

ฉะนั้น จึงให้แสวงหาอาจารย์ที่เป็นบัณฑิต เป็นกัลยาณมิตร เช่น อย่างเรานี้ก็ได้ท่านพ่อลี ท่านอาจารย์กงมา และท่านพระอาจารย์มั่น เป็นกัลยาณมิตร จึงก้าวเข้าถึงกัลยาณมิตรใหญ่ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ภายในใจ”

พระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่น

เหตุการณ์สําคัญในพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์มั่นเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว ท่านจําเป็นต้องมีพระอุปัฏฐาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของพระเณรที่มีอายุพรรษาน้อยๆ เพื่อจะได้ปรนนิบัติดูแล และได้ฝึกหัดเรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติ ดังที่ท่านพระอาจารย์มั่นมักกล่าวไว้เสมอว่า “ให้มีข้อวัตรติดหัวมัน” ส่วนหลวงปู่กงมาท่านมีอายุพรรษามาก เป็นพระผู้ใหญ่แล้ว ท่านจึงไม่ได้มาทําหน้าที่พระอุปัฏฐาก ท่านจะคอยช่วยกํากับดูแลพระเณรและความสงบเรียบร้อยภายในวัด

สําหรับพระศิษย์ที่ได้รับความเมตตาไว้วางใจจากท่านพระอาจารย์มั่น ให้มาทําหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากต่อจากหลวงปู่เจี๊ยะ คือ องค์หลวงตาพระมหาบัว ซึ่งในวงกรรมฐานรับทราบกันเป็นอย่างดี โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“หลวงปู่มั่นท่านมีหลวงปู่เจี๊ยะอุปัฏฐากมา หลวงปู่เจี๊ยะขออุปัฏฐากมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่เชียงใหม่ จากนั้นหลวงปู่เจี๊ยะก็มาอุปัฏฐากอยู่ที่บ้านโคก ทีนี้หลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นคนภาคกลาง พอจะทําสิ่งใดไป พระที่อยู่ด้วยกันก็ไม่ค่อยให้เกียรติ พอไม่ค่อยให้เกียรติ การอุปัฏฐากมันก็มีการติดขัด หลวงตาท่านเล่าให้ฟัง และหลวงปู่เจี๊ยะท่านก็เล่าให้เราฟังเอง พอหลวงตาท่านเห็นสภาพแบบนั้น หลวงตาก็เข้าไปคุยกับหลวงปู่เจี๊ยะ “เจี๊ยะ เจี๊ยะสอนเรา สอนเรื่องการอุปัฏฐากให้เรา” เสร็จแล้วหลวงตาท่านก็รับต่อจากหลวงปู่เจี๊ยะมา พอรับต่อจากหลวงปู่เจี๊ยะมา ท่านก็ทําได้สมศักดิ์ศรีของผู้อุปัฏฐาก ฉะนั้น หลวงตาท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น เห็นไหม หลวงตาท่านเป็นผู้อุปัฏฐาก เป็นผู้ดูแล…

หลวงปู่เจี๊ยะ กับ หลวงตา ท่านอุปัฏฐากส่งต่อเนื่องกันมา หลวงปู่เจี๊ยะอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นมาตั้งแต่เชียงใหม่ ตั้งแต่ป่วย ตั้งแต่เข้าโรงพยาบาล แล้วหลวงปู่เจี๊ยะเป็นผู้อุปัฏฐากมา แล้วก็มาที่วัดป่าโนนนิเวศน์ มา ๒ ปี ๓ ปี สุดท้ายแล้ว เวลาหลวงตาท่านเข้าไปหาหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านไปฝึกกับหลวงปู่เจี๊ยะ เพราะหลวงตาท่านเล่าเอง “เจี๊ยะสอนเรา เจี๊ยะสอนเรา”

สุดท้ายแล้วหลวงตาท่านก็เข้าไปรับอุปัฏฐากเป็นตัวเป็นตนน่ะ

องค์อื่นที่ว่าอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ใครก็อุปัฏฐากหลวงปู่มั่นได้ เพราะอะไร เพราะว่าคนที่เป็นตัวเป็นตน คือ หลวงปู่เจี๊ยะ กับ หลวงตา ท่านเป็นผู้อุปัฏฐาก ท่านเป็นผู้ควบคุม ท่านเป็นหัวหน้า

หลวงตาท่านบอกว่า ท่านจะมายืนดูเลยว่า ใครเป็นคนขึ้นไปเอาบาตรลงมา ใครเป็นคนเอาจีวรลงมา ท่านมาคุม ก็เป็นทีมงานน่ะ ทีมงานที่อุปัฏฐาก ทีมงานพระเล็กๆ พระน้อยๆ ก็เข้าไปฝึกหัดๆ แต่มันไปฝึกหัดๆ โดยการควบคุมของหลวงปู่เจี๊ยะ ควบคุมโดยหลวงตา”

ท่านให้หลานบวชพระเพื่อศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อท่านนํานายอุ่น ผาใต้ หลานชายของท่าน มาบวชเป็นสามเณรแล้ว ท่านก็คอยดูแลเอาใจใส่สามเณรอุ่นหลานชายเป็นอย่างดียิ่ง ท่านเมตตาอบรมสั่งสอนสามเณรอุ่น เป็นต้นว่า การได้อยู่ร่วมสํานักท่านพระอาจารย์มั่นนี้ นับเป็นโอกาสอันงดงามที่สุดในชีวิตพรหมจรรย์ของเณร เณรได้สั่งสมบุญวาสนาบารมีธรรมมามากแล้ว ให้ตั้งใจปรนนิบัติรับใช้และให้เคารพเชื่อฟังท่านพระอาจารย์มั่นและครูบาอาจารย์ เณรจะได้รับอานิสงส์มหาศาล ในขณะที่ปฏิบัติกิจวัตร ให้มีสติ ให้ระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดัง ให้ตั้งใจทําด้วยความสะอาด รอบคอบ ให้ตื่นก่อน นอนทีหลัง และให้ตั้งใจทําความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาอย่าได้ขาด

ด้วยความที่หลวงปู่อุ่น ขณะที่เป็นฆราวาส กําลังเข้าวัยหนุ่มอายุย่าง ๒๐ ปี ท่านไม่เคยศึกษาธรรมะ และไม่เคยบวชเรียนมาก่อน การบวชเป็นสามเณรในปีแรกและได้จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจึงยังภาวนาไม่เป็น เวลาบ่ายมักจะหิว เวลาท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์อบรมพระเณร ท่านก็ตั้งใจฟังด้วยความเคารพและเรียบร้อย แม้จะไม่เข้าใจนัก แต่ท่านก็ตั้งใจทําความเพียร พยายามเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา “พุทโธ” ตามแบบที่ท่านพระอาจารย์มั่นอบรมสั่งสอนมาเป็นประจํา และด้วยสามเณรอุ่นมีนิสัยขยันขันแข็ง อดทน มีความรับผิดชอบ ได้ดูแลปรนนิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์โดยความเคารพนอบน้อมและไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งมีกิริยามรรยาทเรียบร้อย สุภาพอ่อนน้อม ว่านอนสอนง่าย เรียกใช้ง่าย และให้ความเคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์เป็นอย่างดี

ด้วยความประพฤติดี ปฏิบัติดี อย่างเสมอต้นเสมอปลายของสามเณรอุ่น จึงเป็นที่ชื่นชมของครูบาอาจารย์มาก โดยเฉพาะหลวงปู่กงมา ท่านเมตตาชื่นชมสามเณรอุ่นมาก ความปรารถนาที่ท่านอยากให้สามเณรอุ่นหลานชายของท่าน ได้บวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา เพื่อแสวงหาโมกขธรรมเช่นเดียวกับท่าน ใกล้จะสมประสงค์แล้ว ซึ่งต่อมาไม่นานนัก สามเณรอุ่นก็ได้รับการอนุญาตจากท่านพระอาจารย์มั่น ให้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ทั้งได้รับความเมตตาให้อยู่ปรนนิบัติรับใช้และศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านอย่างใกล้ชิด

โดยปี พ.ศ. ๒๔๘๕ หลังจากออกพรรษา ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)เมื่อครั้งยังดํารงสมณศักดิ์ที่ พระเทพกวี เดินทางจาก จ.อุดรธานี มากราบท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านโคก และได้เป็นพระอุปัชฌาย์ ทําพิธีอุปสมบทให้ สามเณรอุ่น ผาใต้ ณ อุทกุกเขปสีมา (สิมนํ้า) กลางหนองบัวซึ่งอยู่ใกล้บ้านโคก เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยมี หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระมหาพิมพ์ ธมฺมทีโป เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยท่านได้รับนามฉายาว่า “กลฺยาณธมฺโม” อันมีความหมายเป็นมงคลว่า “ผู้มีธรรมอันเจริญ ผู้มีธรรมอันงาม”

สําเร็จญัตติกรรม เมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น. ทั้งนี้ อุทกุกเขปสีมา (สิมนํ้า) นี้ได้สร้างขึ้นมีขนาดเล็กๆ แคบๆ คล้ายเถียงนา มี ๔ เสา ปูไม้กระดานอยู่กลางนํ้า ต้องทําสะพานเดินเข้าไป

การบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานของหลวงปู่อุ่นในครั้งนี้ สําเร็จลุล่วงด้วยดี หลวงปู่กงมาท่านย่อมเกิดความปีติปลาบปลื้มใจเป็นอันมาก และท่านก็ต้องการให้หลวงปู่อุ่นเจริญรอยตามท่าน คือ เมื่อออกบวชแล้วได้ศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นอย่างโดยตรงใกล้ชิด เพราะจะได้ศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดแนวทางการปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์จากท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุคกึ่งพุทธกาล เพื่อจะได้รู้ธรรมเห็นธรรมตามท่านพระอาจารย์มั่น

เพราะในการปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน จะต้องรักษาพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ตลอดวิธีปฏิบัติ จึงจําเป็นต้องศึกษากับครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงทางภาคปฏิบัติ แม้ท่านอาจารย์พระมหาบัว ซึ่งอยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่นร่วมกับหลวงปู่กงมา ในพรรษาที่ผ่านมา ท่านศึกษาปริยัติจนจบเปรียญธรรม ๓ ประโยค เป็นพระมหาเปรียญ ท่านเทศน์ไว้ว่า

เรื่องครูอาจารย์เป็นสิ่งสําคัญมากในการที่จะดําเนินในข้อวัตรปฏิบัติ การศึกษาเล่าเรียนมาจากตํารับตําราก็ยอมรับว่าได้ศึกษามาด้วยกัน แต่เมื่อไม่มีผู้พาดําเนินก็ต้องเก้อๆ เขินๆ สงสัยสนเท่ห์ หาหลักหาเกณฑ์ยึดไม่ได้ เลยกลายเป็นโลเลไป ทั้งๆ ที่ก็เรียนมา หลักธรรม หลักวินัยข้อไหนๆ ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนเข้าใจหมด แต่เวลาจะนํามาปฏิบัติ เมื่อไม่มีผู้นําผู้พาดําเนิน ก็ไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะพอเหมาะพอควร…

ธุดงค์ข้อใดๆ แม้เรียนมาตามปริยัติสมบูรณ์แล้ว ไม่มีผู้นําปฏิบัติก็ไม่เข้าใจ”

และท่านเทศน์ความสําคัญของครูบาอาจารย์ผู้พาดําเนิน ไว้ดังนี้

“ในบรรดาโอวาทที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้นั้น เราทั้งหลายก็เรียน แต่ความจําได้โดยไม่มีผู้พาดําเนิน กับความมีครูมีอาจารย์ผู้พาดําเนินนั้น เป็นสิ่งที่ผิดแปลกกันอยู่มาก เพราะฉะนั้นท่านจึงมีไว้ทั้ง ปริยัติ คือ การศึกษาเล่าเรียนวิธีการดําเนิน และการดําเนิน คือ ภาคปฏิบัติตามศาสนธรรมที่เราได้ศึกษาเล่าเรียนมา ผลก็แสดงออกเป็นปฏิเวธธรรม คือ รู้ไปโดยลําดับลําดาจากภาคปฏิบัติของตนจนถึงขั้นรู้แจ้งแทงตลอด นี่ท่านแสดงไว้โดยสมบูรณ์

แม้เช่นนั้นก็ยังต้องอาศัยผู้พาดําเนิน เพราะเพียงจําได้วิธีการต่างๆ ที่ท่านประกาศสอนไว้ หรือมีในคัมภีร์ใบลานตามหนังสือต่างๆ ถ้าไม่มีผู้พาดําเนิน ก็ไม่ทราบจะหยิบยกเอาอันใดมาก้าวมาเดิน มาดําเนิน มาปฏิบัติ นี่สิ่งที่ขัดข้องแก่ผู้ดําเนิน ขัดข้องอย่างนี้ เพราะหลักของธรรมแท้ที่พระพุทธเจ้าได้นํามาประกาศสอนโลกทั้งหลายนี้ ไม่ว่าธรรมขั้นใด ตั้งแต่ธรรมพื้นๆ จนกระทั่งถึงธรรมอันสุดยอด เป็นธรรมที่เกิดจากภาคปฏิบัติของพระพุทธเจ้าล้วนๆ ไม่ได้ทรงศึกษาสําเหนียกจากผู้หนึ่งผู้ใด หรืออาจารย์ใดๆ เลย

เพราะฉะนั้น การที่ผู้ปฏิบัติตาม ที่จะให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของตนโดยถ่ายเดียวนั้น จึงเป็นการลําบากเมื่อปราศจากครูอาจารย์ผู้พาดําเนิน ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้า ก็คือ พระองค์เองเป็นผู้ประกาศธรรมสอนสาวก ตั้งแต่ปฐมสาวก มีเบญจวัคคีย์ทั้งห้า เป็นต้น จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย ถึงปัจฉิมสาวกมีสุภัททะเป็นที่สุด ในคืนพระองค์จะปรินิพพาน ได้บรรลุธรรมเป็นปัจฉิมสาวกอรหันต์ขึ้นมา ล้วนแล้วแต่แสดงภาคปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ และพาดําเนินด้วยพระองค์เองอีกด้วย

อันดับต่อมา ก็คือ พระสาวกที่ได้สดับจากพระพุทธเจ้าและดําเนินตามพระองค์ จนได้ผลเป็นที่พอใจแล้ว ก็เป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นคติตัวอย่างพาดําเนิน ทั้งการแสดงวิธีการ ทั้งการพาดําเนิน เช่น พาเดินจงกรม พานั่งสมาธิภาวนาให้เห็น และแสดงธรรมวิธีการปฏิบัติจิตตภาวนาเป็นอย่างไร จนกระทั่งถึงธุดงค์ ๑๓ ข้อ นั่นล้วนแล้วแต่เป็นภาคปฏิบัติและมีผู้พาดําเนินมาด้วยแล้วทั้งนั้น เบื้องต้นก็พระพุทธเจ้าทรงพาดําเนิน ถัดมา ก็คือ พระสาวกทั้งหลาย

ธุดงค์ ๑๓ ข้อคืออะไร นั่นแหละ คือ แนวทางที่จะกําจัดปัดเป่าสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อธรรมทั้งหลายซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจของเรา ให้หมดสิ้นไปโดยลําดับ ด้วยการปฏิบัติต่อธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เพราะฉะนั้นธรรมทั้งหลาย มีธุดงควัตร เป็นต้น จึงเป็นธรรมจําเป็นสําหรับเราทั้งหลายที่จะพึงปฏิบัติ เพื่อกําจัดสิ่งที่เป็นภัยต่อจิตใจให้หมดสิ้นไปโดยลําดับ ด้วยธุดงควัตรเหล่านี้ และยังต้องมีผู้พาดําเนินให้เห็นเป็นคติตัวอย่างมาเป็นลําดับลําดาจนกระทั่งปัจจุบันนี้”

หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม แม้ออกบวชแล้ว ท่านไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนทางด้านปริยัติ แต่การอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดระยะเวลา ๓ ปีนับตั้งแต่เป็นสามเณร และต่อมาท่านก็ได้ศึกษาปฏิบัติธรรม ได้ออกธุดงค์กับหลวงปู่กงมาอย่างใกล้ชิด ท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด อย่างเอาจริงเอาจังตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน จนท่านได้มาเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐาน เป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านโคกและพุทธบริษัททั่วไป ท่านนับเป็นหนึ่งในศาสนทายาทธรรมที่ท่านพระอาจารย์มั่นและหลวงปู่กงมาได้เมตตาสร้างไว้ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาและปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน

ภาค ๑๐ สร้างวัดป่าวิสุทธิธรรม

สร้างวัดป่าวิสุทธิธรรม

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ระหว่างที่ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ด้วยความเมตตาและคิดถึงญาติพี่น้องของท่านว่า ควรจะปฏิบัติธรรมกันให้มากๆ จะได้เป็นทางพ้นทุกข์ ท่านต้องการให้มีหลักฐานมั่นคงทั้งฝ่ายพระและฝ่ายฆราวาส ท่านจึงพยายามวางรากฐานให้มีวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่มั่นคงถาวรขึ้นในแถบหมู่บ้านโคกนี้ เพื่อสนองกับความต้องการของญาติพี่น้อง และเพื่อให้สมกับที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตามาพักและอยู่จําพรรษา ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านจึงได้สร้างวัดป่าแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากวัดเก่า คือ เสนาสนะป่าบ้านโคก ประมาณ ๑ กิโลเมตร เนื่องจากวัดเก่านั้นอยู่ใกล้ทางสัญจรไปมาของผู้คน จึงไม่ค่อยเงียบสงบ

และหลวงปู่กงมาท่านก็ได้สมความมุ่งหวัง เมื่อท่านมาบุกเบิกอยู่ที่ใหม่นี้ ชาวบ้านพอทราบข่าวว่า ท่านจะสร้างวัดป่า จึงพร้อมใจกันถวายที่ดินให้ท่านสร้างวัด ท่านได้จัดการที่ดินซึ่งมีบริเวณกว้างขวางหลาย ๑๐ ไร่ ให้เป็นวัดป่าขึ้นมา ทั้งได้จัดการก่อสร้างกุฏิ ศาลาให้ใหญ่โตและมั่นคงถาวรขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับพระ เณร และชาวบ้าน ตลอดพุทธบริษัทที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาที่เดินทางมาบําเพ็ญบุญกับท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านได้ตั้งชื่อวัดป่าแห่งใหม่นี้ว่า “วัดป่าวิสุทธิธรรม” เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ท่านพระอาจารย์มั่น พระผู้ทรงวิสุทธิจิต วิสุทธิธรรม ท่านได้มาพักจําพรรษา ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก เพื่อโปรดท่านและพระ เณร ตลอดญาติพี่น้องของท่าน ซึ่งในขณะเดียวกันท่านก็ได้หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม หลานชายของท่านออกบวช ซึ่งท่านตั้งใจให้พระหลานชายองค์นี้เป็นผู้นําทางฝ่ายพระพาญาติพี่น้องปฏิบัติธรรมกัน

หลวงปู่กงมา ท่านเคารพเทิดทูนบูชาและกตัญญูต่อท่านพระอาจารย์มั่นมาก การสร้างวัดป่าแห่งใหม่ ท่านได้กล่าวเหตุผลไว้ว่า “เราจะต้องทําที่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่บําเพ็ญสมถ–วิปัสสนากรรมฐาน เป็นการถาวรแก่ละแวกบ้านของเรา ให้สมกับท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นปรมาจารย์ได้มาพักอยู่ในสถานที่แห่งนี้” พระศิษย์ก็กราบเรียนถามท่านว่า “จะไม่เป็นการรบกวนความสงบของท่านพระอาจารย์มั่นไปหรือ เพราะว่าท่านไม่ต้องการจะก่อสร้างที่ถาวรจะเป็นกังวล” หลวงปู่กงมาท่านตอบว่า “ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก แม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านอนาถ-บิณฑิกเศรษฐีก็ยังสร้างคันธกุฎีถวาย ราคาตั้งหลายล้าน”

ต่อมาหลวงปู่กงมาท่านก็ได้มอบหมายให้หลวงปู่อุ่นเป็นเจ้าอาวาสดูแลปกครองวัด และคอยอบรมสั่งสอนธรรมให้กับชาวบ้านโคก เท่ากับว่าหลวงปู่กงมาได้สร้างทั้งศาสนทายาทธรรม และ ศาสนถาวรวัตถุธรรมขึ้นพร้อมๆ กันในหมู่บ้าน จึงนับได้ว่าท่านได้บําเพ็ญญาตัตถประโยชน์ คือ สงเคราะห์ญาติ โดยการสงเคราะห์ครอบครัว ญาติพี่น้อง ตลอดมิตรสหายชาวบ้านโคกของท่าน ทั้งทางด้านวัตถุและทางด้านจิตใจได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งการบําเพ็ญประโยชน์ของท่านนั้นยิ่งใหญ่มาก เป็นพระคุณที่ไม่อาจจะลืมเลือนได้ และก็ได้ถูกจารึกจดจําในใจบรรดาญาติพี่น้องของท่านมาตราบจนทุกวันนี้

๘ ปี ภายใต้รัศมีธรรมของหลวงปู่มั่น

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จําพรรษาอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านโคกกับหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ๑ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ พอหน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์มั่นพร้อมด้วยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ ก็ไปพักและจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์เนียม สหธรรมิกของหลวงปู่กงมา ปัจจุบัน คือ วัดป่านาคนิมิตต์ ๑ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ท่านได้กลับมาจําพรรษาที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก กับหลวงปู่กงมา อีก ๑ พรรษา จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๘–๒๔๙๒ ท่านได้ไปพักและจําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นครั้งสุดท้าย นานติดต่อกัน ๕ พรรษา จวบจนมรณภาพ รวมแล้วท่านอยู่จําพรรษาและเที่ยวธุดงค์ในเขตจังหวัดสกลนครนานติดต่อกันถึง ๘ ปี

ส่วนหลวงปู่กงมา ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๖–๒๔๘๙ ท่านได้อยู่จําพรรษาโปรดญาติพี่น้องของท่าน ณ วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคกนี้ จากนั้นท่านก็ไปสร้างวัดดอยธรรมเจดีย์ และได้อยู่จําพรรษา ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร เมื่อออกพรรษาแล้วท่านก็เดินไปกราบฟังธรรม กราบเรียนถามปัญหาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นได้ตลอด และออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา ตามวัดร้าง โบราณสถานเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ในเขตจังหวัดสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งเท่ากับว่าท่านอยู่ภายในรัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นมาโดยตลอด ๘ ปี เช่นเดียวกับองค์หลวงตาพระมหาบัว ที่ได้มาอยู่ศึกษาธรรม ได้จําพรรษา ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในเขตจังหวัดสกลนคร กาฬสินธุ์ ฯลฯ และได้รับหน้าที่พระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิดต่อจากหลวงปู่เจี๊ยะ รวมแล้วเป็นระยะเวลานาน ๘ ปี เหมือนกัน

ด้วยการปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว ได้แก่ คราวเริ่มต้น คือ คราวบรรลุพระโสดาบัน และ คราวสิ้นสุด คือ คราวบรรลุพระอรหันต์

ในคราวเริ่มต้น เมื่อ หลวงปู่กงมา ท่านได้กราบนมัสการและศึกษาธรรมกับท่านพระ-อาจารย์มั่น ท่านปฏิบัติจนได้บรรลุพระโสดาบัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๙

ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๕–๒๔๙๒ ตลอดระยะเวลา ๘ ปีที่หลวงปู่กงมา ท่านอยู่ภายในรัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น เป็นช่วงเวลาสําคัญที่สุดของท่านที่จะได้มีโอกาสตักตวงมรรค ผล นิพพาน คือ ได้ศึกษาธรรมขั้นสูงจากท่านพระอาจารย์มั่น ท่านย่อมไม่ปล่อยโอกาสอันสําคัญนี้ให้ล่วงเลยไป ท่านจึงได้รีบเร่งขวนขวายปฏิบัติภาวนาตามป่าตามเขาอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับ องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ และหลวงปู่อุ่น หลานชายของท่าน ตลอดพระศิษย์ทั้งหลายที่มุ่งต่อมรรค ผล นิพพาน ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นเอง ท่านก็พร้อมที่จะสั่งสอนอบรมพระศิษย์ทั้งหลายอย่างเต็มที่เช่นกัน

โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ความสําคัญของการศึกษากับครูบาอาจารย์ ไว้ดังนี้

การเสาะแสวงหาครูอาจารย์เพื่อเป็นหลักยึดเป็นเรื่องสําคัญมาก แบบแผนตํารับตํารา แม้จะได้เรียนมาพอสมควร แต่ไม่มีผู้พาปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เราก็หาหลักยึดไม่ได้เหมือนกัน ข้อนี้เคยเห็นโทษของตัวที่เที่ยวเสาะแสวงหาครูอาจารย์ด้วยความลําบาก แม้จะได้เรียนมาบ้าง ก็ไม่สามารถจะยึดมาเป็นหลักและทรงตัวได้ ต้องอาศัยครูอาจารย์ที่ท่านมีความชํานาญทางด้านปฏิบัติทั้งภายนอกภายในมาแล้ว ช่วยชี้ช่องบอกทางและพาดําเนินให้เห็นเป็นตัวอย่าง ประจักษ์หู ประจักษ์ตา และประจักษ์ใจ

ท่านทํา ท่านพูดอะไร ก็ฟังชัดทั้งทางหู ดูเห็นชัดทางตา ไม่เป็นที่น่าสงสัย และยังได้ยินได้ฟังข้ออรรถข้อธรรมจากท่านที่เคยบําเพ็ญ และมีความเห็นมาก่อนเราเสมอ เวลาบําเพ็ญเพียรเกิดความรู้อะไรขึ้นมาซึ่งยังไม่แน่ใจ ไปกราบเรียนศึกษากับท่าน ท่านอธิบายให้ฟังอย่างชัดเจนจนหายสงสัย และมีแก่ใจที่จะปฏิบัติตามท่านอย่างสุดกําลัง ทั้งท่านก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวนํ้าใจของผู้ไปศึกษา ให้มีความกล้าหาญร่าเริงต่อความเพียรอยู่ตลอดเวลาไม่จืดจางด้วย ความรู้ความเห็นที่ปรากฏขึ้นจากความเพียรก็ทําให้ผู้บําเพ็ญดูดดื่ม และเพลิดเพลินทั้งกลางวันกลางคืนตามประโยคของความเพียร ถ้ามีข้อข้องใจที่ตนไม่สามารถแก้ได้ ก็ไปกราบเรียนศึกษากับท่านตามโอกาสอันควร

เพราะความรู้ที่เกิดขึ้นจากจิตตภาวนาเป็นของสําคัญมาก ที่จะต้องศึกษาจากครูอาจารย์เป็นระยะๆ เพื่อท่านจะได้อธิบายแก้ไขให้อยู่เสมอ เราจะเป็นไปได้โดยสะดวกและรวดเร็วไม่เนิ่นช้า เพราะการบําเพ็ญทางใจ ถ้าปราศจากครูอาจารย์ผู้คอยแนะนําเสมอ อย่างน้อยก็ทําความเนิ่นช้าให้แก่เรา มากกว่านั้นก็ทําให้ผิดทางโดยเจ้าตัวไม่รู้ เมื่อมีท่านที่มีความรู้ผ่านไปแล้วและนําเรา ย่อมเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ผิดตรงไหน ท่านก็ช่วยชี้แจงให้ถูกต้อง เราก็ได้ดําเนินตามทันที ไม่ต้องทําให้เสียเวลาไปนานๆ

เพราะฉะนั้น การแสวงหาครูอาจารย์จึงเป็นสิ่งจําเป็นและสําคัญมาก สําหรับผู้มุ่งต่อธรรมเป็นขั้นๆ ขึ้นไป จนถึงธรรมอันสูงสุด ซึ่งควรจะรู้ภายในใจของผู้บําเพ็ญเพียรไม่ถอยหลัง และเกี่ยวเนื่องกับอาจารย์ผู้จะคอยให้อุบายวิธีทุกระยะไป”

และในที่สุดก็ถึงในคราวสิ้นสุด โดยปี พ.ศ. ๒๔๙๒–๒๔๙๓ หลวงปู่กงมา องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ต่างก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน และต่างก็เป็นศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญของท่านพระอาจารย์มั่น สืบทอดพระพุทธศาสนาและปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน รวมทั้ง หลวงปู่อุ่น และบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์อีกจํานวนมากมายหลายองค์ เช่น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต ฯลฯ ท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวกในเวลาต่อมา

ซึ่งล้วนเป็นไปตามความปรารถนาของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้บําเพ็ญประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด และมีประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ ด้วยการเน้นสร้างแต่ศาสนทายาทธรรม ซึ่งเป็นการสร้างที่ยากที่สุด ยากยิ่งกว่าการสร้างศาสนถาวรวัตถุใดๆ และเมื่อสร้างสําเร็จสมความปรารถนาแล้วก็มีประโยชน์มากที่สุด เพราะศาสนทายาทธรรมสามารถเทศนาแสดงธรรม และเผยแผ่ธรรมปฏิบัติ ตลอดปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานให้กับบรรดาพุทธบริษัท เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนารวมทั้งประเทศชาติให้มั่นคงยั่งยืนสถาพรสืบต่อไป

ชีวิตการธุดงค์อันเดนตายและสมบุกสมบัน

การเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาของหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ในระยะตลอด ๘ ปี ภายใต้รัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น เป็นระยะเดียวกับที่ท่านอาจารย์พระมหาบัวและบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายออกเที่ยวธุดงค์กัน โดยท่านจะปฏิบัติตามโอวาทธรรมคําสอนของท่านพระอาจารย์มั่นกันอย่างเคร่งครัด ท่านจะอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน คือ อยู่ในป่าในเขา ในสถานที่อดอยากขาดแคลน อันเป็นสถานที่เกิดของธรรม ซึ่งท่านจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกธรรม ท่านเป็นนักรบธรรมเดนตาย ต้องสมบุกสมบันและต้องทรหดอดทนต่อความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส ในเวลาต่อมาองค์หลวงตาฯ นําประสบการณ์ความเคร่งครัดในการปฏิบัตินี้มาเทศน์อบรมพระ ดังนี้

“คําว่า “เคร่งครัด” นั้น เขาพูดกัน นี่เขาไม่เคยเห็น ที่เคร่งครัดยิ่งกว่านี้ เขาไม่เคยเห็น หรือยิ่งกว่านี้ เขาไม่เคยเห็น เขาจึงพูดอย่างนั้น เป็นคําชมเชย เป็นความพอใจของเขามีจํานวนมาก เราอาจจะลืมเนื้อลืมตัวไปก็ได้ เคร่งครัดเหมือนอย่างเขาว่า และลืมตัว ทั้งๆ ที่ไม่ได้เคร่งครัด นําหมู่นําคณะมาทุกวันนี้ อย่าเข้าใจว่าเคร่งครัด ผมยังเคยพูดให้หมู่เพื่อนฟังเสมอว่า ผมหย่อนยานจนเต็มที่แล้ว หย่อนยานกับหมู่กับคณะ มันหากมีความหย่อนยาน อนุโลมไปโดยนั้นแหละ ดูเอา มันไม่ได้บอกว่า ผมหย่อนยานให้อย่างนั้นอย่างนี้ มันก็อนุโลมให้ โดยนัย โดยนัยยะๆ อยู่เรื่อยๆ กิเลสมีแต่อ่อนไป อ่อนไปๆ ปวกเปียกไป ครูบาอาจารย์ท่านพาดําเนินมา ท่านไม่ได้เป็นอย่างนี้ อ้าว ! ไม่ได้เป็นเพราะเหตุไร เอ้า ! ว่ามา จะเล่าให้ฟัง

สถานที่อยู่ ท่านก็ไม่ได้หรูๆ หราๆ อยู่ตามแคร่ ตามกระต๊อบเล็กๆ พอหลวมตัว อยู่ในป่าบิณฑบาตกับพวกอยู่ตามป่าตามเขา ตามบ้านนอกขอบคาเมไปอย่างนั้น อาหารก็ตามประเภทที่เขาให้ บางทีก็ได้แต่ข้าวเปล่าๆ มาฉัน ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งหลายได้อ่านแล้ว ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ไปกับท่าน อยู่กับท่าน นําโอวาทท่านไปปฏิบัติก็คล้ายคลึงกันนั่นแหละ นั่นล่ะ ต้องอย่างนั้นล่ะ ท่านเคร่ง ดูเอา อยู่ด้วยความอดอยากขาดแคลน อะไรไม่ได้หรูหรา อาหารการขบฉัน อดมื้ออิ่มมื้อ บางทีไม่ฉันด้วยความสมัครใจเอง บางทีก็มีแต่ข้าวเปล่าๆ ห่อพริกมาห่อหนึ่ง บางทีเขาก็ตําปลาร้า ปลาร้าใส่พริก ใส่อะไรให้ ปลาร้าเป็นปลาร้าดิบๆ สดๆ ซิ มันไม่สุก เอามาก็ฉันไม่ได้ ฉันได้แต่ข้าวเปล่าๆ แต่การภาวนานี้เด็ด จิตนี่เด็ดดวงเหลือเกิน

อยู่ป่าไม่ได้หรูๆ หราๆ คนเรา กอฟืนกอไฟอะไร ไม่มีอะไร ชาไม่มี มีรากไม้ ถ้าอยากจะต้ม ก็ต้มรากไม้ นอกนั้นไม่มี ต้มเอานํ้าเฉยๆ ไม่มีที่จะต้ม บางทีก็เอาใบไม้ เช่น ใบแดง ใบอะไรเอามาขางไฟ อังไฟกรอบแล้วก็ทิ้งลงในกานํ้า กานํ้าร้อน ฉัน ถ้าหากท่านจะฉันนะ แต่ส่วนมากท่านไม่ค่อยสนใจแหละ คิดดูสิ ท่านอยู่ของท่านก็อยู่อย่างนั้นแหละ กระต๊อบกระแต๊บไป อะไรไม่มีหรูหรา การบิณฑบาตก็อย่างว่า สถานที่อยู่ เสนาสนะก็อย่างที่ว่านี้ บิณฑบาตก็อย่างนั้นแหละ กับชาวป่าชาวเขา ชาวบ้านชาวเมืองเขาก็ไม่รู้เรื่องอะไร ข้าวเปล่าๆ ใส่มาแล้วก็แล้ว ฉันกันไป แต่ความเพียรไม่ถอย ข้อวัตรปฏิบัติเด็ด

เรื่องยาแก้ไข้ไม่ต้องถามว่ามีหรือไม่มี ไม่มีอะไรติดย่ามเลย เอาหัวชนฝาเลยล่ะ เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ไข้ก็ไข้ หายก็หาย ไม่หายก็ตาย อย่างนี้ผมก็เคยเหมือนกัน ยาไม่มีติดย่ามเลย นี่แต่ก่อนไม่มียา ส่วนมากก็ควินิน เข้ามาในเมืองก็ควินิน เป็นโรคอะไรๆ มีแต่ควินิน ใส่ลงไปมันก็ไม่ได้เรื่องสิ มันไม่ได้ไข้อันเดียวกัน ไม่มีอะไรติดย่าม ยาแก้ท้อง แก้อะไร ไม่มี

นํ้าชากาแฟอย่าไปถาม นํ้าอ้อย นํ้าตาลอย่าไปถาม นํ้าส้ม นํ้าหวาน โคคาโคล่าอย่าไปถาม อย่างที่เราเห็นนี่โกโก้กาแฟอย่าไปถาม แม้แต่จะหาถ่ายรูปมันก็ไม่มี นั่นเป็นอย่างนั้น การปฏิบัติพอฉันแล้วหายเงียบเลย ฉันจิ๊บๆ แจ๊บๆ ไม่มี หายเงียบ นั่น เคร่งจริง นั่นล่ะ รู้สึกท่านปฏิบัติแต่ก่อน ท่านปฏิบัติอย่างนั้น นี่เอามาเล่าให้ฟังเป็นเอกเทศ

เด็ดด้วยในป่าในเขา เสือชุมมาก พวกสัตว์พวกเสือมีเยอะ เพราะไปไหนไม่มีบ้านผู้บ้านคน มันเป็นป่าจริงๆ ไม่เหมือนทุกวันนี้ซึ่งมีแต่ป่าคน ไปไหนมีแต่คน เรียกว่า ป่าคน เต็มไปหมด หาดงหาป่าไม้จริงๆ ไม่มีเดี๋ยวนี้ ถูกทําลายไปหมด ทําไร่ ทํานา ทําสวน ปลูกบ้าน อย่างที่เราเห็นกัน สัตว์อะไรๆ ก็เอาไปกินหมด ไม่มีอะไรเหลือ สัตว์บกก็ฉิบหาย สัตว์นํ้าก็ตาย ฉิบหายไปตามๆ กัน ป่าไม้ก็หมด

คําว่า “เสือ” จะไม่เห็นทุกวันนี้ เพราะเราไปดูในสวนสัตว์แล้วไม่มี เสือ หมี อย่างนี้เป็นต้น แต่ก่อนเต็มไปด้วยสัตว์เหล่านี้ นั่นล่ะ อยู่อย่างกล้าหาญ เด็ดๆ เดี่ยวๆ เป็นก็เป็น ตายก็ตาย บางทีนั่งคุยธรรมะกันอยู่ เสือก็คอยเดินตามหลังมา เห็นมันตามหลังไป คอยจะเข้าบ้าน ตามมา เดือนหงายๆ มาก็คาบคน มองไปเห็น นี่ท่านก็เล่าให้ฟัง เสือโคร่งใหญ่นะ มันไม่ได้กลัวคน เพราะเสือมีมากต่อมากนี่

นอนบ้าง ไม่นอนบ้าง เวลาบางทีทั้งคืนไม่นอนก็มี นั่นล่ะ ความเพียรท่านเด็ด

เราไม่เคยเห็น เขาไม่เคยเห็น ชาวบ้านเขาก็ว่าวัดป่าบ้านตาดปฏิบัติอย่างนี้ เขาเข้าใจว่าวัดป่าบ้านตาดปฏิบัติเคร่งครัด เมื่อเทียบกันแล้ว เรื่องที่กล่าวมานี้ มันเป็นคนละโลกแล้ว เวลานี้วัดป่าบ้านตาดกับการดําเนินอย่างที่อธิบายมาของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย มันผิดกันคนละโลก

เพราะฉะนั้น พวกเราทั้งหลายอย่าลืมตัว อย่าดีใจ ที่เขาชมว่า วัดป่าบ้านตาดปฏิบัติเคร่งครัด เราก้าวเข้ามาสู่วัดนี้ เราก็เคร่งครัด อย่าลืมตัวไป นี่ผมหย่อนยานที่สุดแล้วกับหมู่กับคณะ หย่อนยานจนบางทีรู้สึกหนักใจ ถ้าผมหย่อนยานยิ่งกว่านี้แล้ว ผมก็อยู่กับหมู่เพื่อนไม่ได้ ผมต้องหลีกหนีไปอยู่คนเดียว จะไม่เป็นภาระ ไม่เป็นกังวล จะไม่มีอะไรหนักใจ เพราะการรู้ การเห็น ความระเกะระกะของหมู่เพื่อน อยู่คนเดียว อยู่อย่างนี้ล่ะ มันก็สบาย”

พ.ศ. ๒๔๘๖ จําพรรษา ๑๖ ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่กงมา ท่านยังคงพํานักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ในระหว่างนี้หลวงปู่กงมา ท่านเริ่มหาที่สร้างวัดใหม่ พอปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ผ่านหน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์มั่นได้ไปพักที่เสนาสนะป่าบ้านนามน เหตุการณ์สําคัญในตอนนี้ หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าไว้ดังนี้

“หลังจากได้อยู่ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่น เป็นเวลา ๓ ปี ๔ แล้งแล้ว ผ่านฤดูแล้งปี ๒๔๘๖ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านปรารภจะไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน เราเห็นว่า ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากขึ้นแล้ว ท่านอาจารย์มหาบัวก็เป็นที่ตายใจ ท่านเก่งฉลาด เป็นที่ตายใจในเรื่องเกี่ยวกับท่านพระอาจารย์มั่นได้เป็นอย่างดีเยี่ยม เรื่องข้อวัตรปฏิบัติที่เราเคยทํามาเป็นเวลานาน สมควรกับท่านอาจารย์มหา เพราะท่านมีวิชาความรู้ กล้าสู้หน้าไม่อายใคร และจะเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่หมู่คณะต่อไปในอนาคต เหมือนดั่งนิมิตที่ท่านพระอาจารย์มั่นทํานายไว้ที่ดอยคํา บ้านแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ว่า

“ท่านองค์นี้ ลักษณะเหมือนท่านเจี๊ยะ แต่มิใช่ท่านเจี๊ยะ จะทําประโยชน์ให้หมู่คณะ ท่านนิมิตเห็นพระหนุ่ม ๒ รูป นั่งช้าง ๒ เชือก ติดตามท่านซึ่งนั่งสง่างามบนช้างตัวขาวปลอด จ่าโขลงเป็นช้างใหญ่ พระหนุ่มสองรูปนี้จะสําเร็จก่อนและหลังท่านนิพพานไม่นานนัก และจะทําประโยชน์ใหญ่ให้พระศาสนา”

เมื่อคิดดังนี้จึงดําริว่า สมควรที่หมู่ผู้ที่ไม่เคยมาจะได้ช่องเข้าศึกษาปฏิบัติ ในขณะนั้นพระเณรที่ติดตามและลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นมีมากขึ้นโดยลําดับ ชื่อเสียงเรื่องคุณธรรมของท่านเป็นที่เลื่องลือขจรไปทั่วทุกทิศ เราจึงเข้าไปกราบลาท่าน และปลีกตัวอยู่องค์เดียวเพื่อเร่งความเพียร”

หลังจากนั้นหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านก็มากราบลาหลวงปู่กงมา ไปอยู่จําพรรษาตามลําพังที่เสนาสนะป่านาสีนวล ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร อันเป็นวัดร้าง อยู่ใกล้เทือกเขาภูพาน ซึ่งก็อยู่ภายในรัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น และในบางโอกาสท่านก็มาพักกับหลวงปู่กงมาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ส่วนองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้รับหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด

ส่วน หลวงปู่กงมา หลังจากบวชหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม เป็นภิกษุแล้ว ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านได้พามาสร้างวัดป่าวิสุทธิธรรม เมื่อมาอยู่ที่วัดใหม่แห่งนี้ ครั้งนั้นมีพระภิกษุสามเณรอยู่ ๓–๔ รูป กับผ้าขาวคนหนึ่ง พอเข้าพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ หลวงปู่กงมากับพระหลานชายก็ได้อยู่จําพรรษาร่วมกัน นับเป็นพรรษาที่ ๑๖ โดยมี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ กับ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส พระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ ขณะพรรษา ๙ ได้มาอยู่ร่วมจําพรรษา

หลวงปู่บัวพา ภายหลังจากงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้ติดตามมากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านนามน ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตาแนะนําท่านให้มาพํานักกับหลวงปู่กงมา ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก นอกจากท่านได้ศึกษาธรรม ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์สัปปายะ จนได้รับความรู้ความเข้าใจในหลักปฏิบัติเพิ่มมากขึ้นแล้ว การได้มาอยู่ร่วมสํานักกับหลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา หลวงปู่อุ่น ซึ่งล้วนมุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ถือเป็นหมู่คณะสัปปายะ ทําให้ท่านสะดวกเพลิดเพลินในการภาวนาและผลการภาวนาของท่านก็ก้าวหน้าเป็นอันมาก

หลวงปู่กงมา เมื่อท่านมาสร้างและจําพรรษาที่วัดป่าแห่งนี้ ซึ่งสัปปายะกว่าที่เดิม ท่านได้เร่งทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด และได้โปรดสงเคราะห์ชาวบ้านญาติพี่น้องของท่านอย่างต่อเนื่อง ทั้งสะดวกในการเดินไปฟังธรรม กราบเรียนถามปัญหาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น

ตลอดพรรษาไปภาวนาฟังธรรมหลวงปู่มั่นทุก ๓ วัน

การฟังธรรมมีอานิสงส์ ๕ ประการ ๑. จะได้ยินได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ๒. สิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจชัด จะได้เข้าใจชัด ๓. จะทําความเห็นให้ถูกต้องได้ ๔. จะบรรเทาความสงสัยเสียได้ ๕. จิตผู้ฟังย่อมสงบผ่องใส ซึ่งข้อที่ห้าเป็นข้อที่สําคัญมาก ในครั้งพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม พระสงฆ์สาวกบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ต่อหน้าพระพักตร์ก็มี ฟังแล้วน้อมนําไปปฏิบัติบรรลุธรรมในที่พักของตนก็มี

การฟังธรรมมีอานิสงส์มากดังกล่าว หลวงปู่กงมา และบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ปรารถนาความพ้นทุกข์ จึงตั้งใจไปนั่งภาวนาฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น เพราะถือเป็นภาคปฏิบัติอันดับหนึ่งแห่งการปฏิบัติทั้งหลาย โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ท่านที่ถือการฟังธรรมเป็นเนื้อเป็นหนังจริงๆ คือ ท่านนักปฏิบัติ ซึ่งเคยฟังการอบรมจากครูอาจารย์มา และฟังธรรมด้านปฏิบัติ ไม่ใช่ฟังธรรมทั่วๆ ไป เพราะขณะที่นั่งฟังนั้นเป็นภาคปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ยิ่งกว่าการปฏิบัติโดยลําพังตนเอง เพราะเกี่ยวกับธรรมะที่ท่านแสดงเข้าไปสัมผัสภายในใจเป็นลําดับๆ ใจรับทราบ และทราบทั้งความหมายด้วยไปในตัว จิตที่รับกระแสแห่งธรรมที่ท่านแสดงไปไม่ขาดวรรคขาดตอนนั้น ย่อมทําให้จิตลืมความคิดต่างๆ ซึ่งเคยคิดโดยปกติของจิต จนกลายเป็นความเพลินต่อธรรม และเป็นความสงบลงไปได้

แม้ผู้ที่ยังไม่เคยฟังการอบรมเลย เวลานั่งภาวนาฟังก็เกิดความสงบได้ สําหรับผู้ที่เคยอยู่แล้วนั้นก็เป็นอีกแง่หนึ่ง การนั่งปฏิบัติกรรมฐานในขณะฟังธรรม จึงเป็นภาคปฏิบัติอันดับหนึ่งของการปฏิบัติทั้งหลาย เพราะเราไม่ได้ปรุงได้แต่ง ท่านปรุงท่านแต่งให้เสร็จ เนื้ออรรถเนื้อธรรมท่านแสดงเข้าไปสัมผัส ซึมซาบถึงจิตใจให้เกิดความซาบซึ้ง ให้เกิดความสงบเย็นใจลงโดยลําดับ

ถ้าจิตเกี่ยวกับสมาธิ ก็สงบได้อย่างรวดเร็ว และง่ายกว่าที่เราบังคับบัญชาโดยลําพังที่ภาวนาเพียงคนเดียว

ถ้าเป็นด้านปัญญา ท่านอธิบายไปในแง่ใด ปัญญาก็ตามท่าน คือขยับตามท่านเรื่อยๆ เพลินไปตามนั้น เหมือนกับท่านพาบุกเบิกและท่านบุกเบิกให้ เราก็ติดต้อยตามหลังท่านไป

เพราะฉะนั้น ครั้งพุทธกาล เวลาพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม พุทธบริษัทจึงสําเร็จมรรคผลกันมาก การแสดงธรรม จึงเป็นพื้นฐานมาโดยลําดับ จนถึงพระปฏิบัติในสมัยปัจจุบันที่เกี่ยวกับการฟังเทศน์”

ดังนั้น ในระหว่างพรรษานี้ ทุกๆ ๓ วัน หลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา หลวงปู่บัวพา และ หลวงปู่อุ่น ทั้ง ๔ องค์จึงพร้อมใจกันเดินไปเสนาสนะป่าบ้านนามน เพื่อไปรับการอบรมฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น โดยไปกันตลอดพรรษามิได้ขาด และเมื่อถึงวันพระใหญ่ก็ไปรวมกันลงอุโบสถสามัคคีและรับโอวาทธรรมจากท่าน ขณะนั้นบรรดาพระศิษย์ที่จําพรรษาอยู่ในแถบนั้นก็เดินมาร่วม เช่น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ ลงอุโบสถและฟังธรรมเสร็จแล้วก็กราบลาท่านเดินกลับวัด เพราะสองวัดนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก ประมาณ ๔ กิโลเมตร

ระยะนั้นเป็นฤดูฝน หลวงปู่อุ่นท่านเล่าว่า “ลําบากมาก ต้องเดินตามคันนา เพราะยังไม่มีถนนเหมือนทุกวันนี้ บางครั้งไปเจอแอ่งนํ้าใหญ่ขวางอยู่ ก็ต้องเดินลุยนํ้าไป” ท่านว่า “ทุกองค์ที่ไปล้วนยินดีที่จะลําบาก เพราะปรารถนาจะฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ แม้จะไม่ได้จําพรรษากับท่านก็ตาม แต่ก็ตั้งใจปรารภความเพียรอย่างยิ่ง”

ครั้งหนึ่ง ในขณะที่ท่านทั้งสี่องค์ไปรับการอบรมฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่นตามปกติ ท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวขึ้นว่า “คนมีนิสัยมาหาเราเมื่อคืนนี้ อุ่นนี่แหละ” ซึ่งหมายความว่า ในคืนที่ผ่านมา ท่านพระอาจารย์มั่นนิมิตถึงหลวงปู่อุ่นว่า “เคยบวชมาหลายภพหลายชาติแล้ว” หลวงปู่อุ่นท่านว่า เมื่อฟังแล้วดีใจปานแผ่นดินสูงขึ้นศอกหนึ่ง เกิดความอัศจรรย์ใจขึ้นมาว่า ครูบาอาจารย์รู้วาระจิตของท่าน เมื่อกลับมาวัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก จึงตั้งใจเดินจงกรมภาวนา ทั้งๆ ที่ฝนกําลังตก ใจหนึ่งก็คิดว่าหยุดดีกว่า ฝนตกผ้ามันเปียก ใจหนึ่งก็คิดว่าเปียกก็ตากให้แห้งได้ สุดท้ายท่านก็เดินต่อไป ท่านว่า มองกิเลสมันสู้กันภายใน มันกลัวว่าเราจะหนีจากมัน

และอีกครั้งหนึ่ง ท่านพระอาจารย์มั่นถามว่า “ถึงพุทธัง สรณัง คัจฉามิ แล้วหรือยัง” ซึ่งคําถามนั้นลึกซึ้งและมีความหมายมาก แต่หลวงปู่อุ่นตอบท่านว่า “ถึงแล้ว” ด้วยความคิดว่า ตอนบวชต้องว่า นโม แล้วก็ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ก่อนจึงค่อยว่าศีล

การไปฟังธรรมทุกๆ ๓ วันในตลอดพรรษานี้ เหมือนได้จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่กงมา ท่านได้รับประโยชน์จากการฟังธรรมขั้นสูงเป็นอันมาก เพราะจิตที่สูงกว่าย่อมดึงจิตที่ตํ่ากว่าได้ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านปฏิบัติผ่านอุปสรรคต่างๆ มาหมดแล้ว และท่านย่อมทราบด้วยญาณอันแจ่มชัดว่า ศิษย์องค์ไหนติดขัดตรงไหน ท่านก็เมตตาเทศน์แก้ให้ตรงนั้น ประดุจหมอที่รักษาคนไข้ ได้จ่ายยาถูกกับโรคของคนไข้ อาการป่วยไข้ก็จะหายเร็ว ทําให้การบําเพ็ญธรรมของหลวงปู่กงมาในพรรษานั้นก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก และท่านย่อมปลาบปลื้มใจกับหลวงปู่อุ่นพระหลานชายซึ่งเพิ่งออกบวชได้พรรษาแรกเท่านั้น แต่ได้รับความเมตตาจากท่านพระอาจารย์มั่นเป็นอันมาก

ในพรรษานี้ องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านอยู่ร่วมจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเทศน์เหตุการณ์ในครั้งนั้นไว้ดังนี้

“การฟังเทศน์ทางภาคปฏิบัติ คือ นั่งฟังอยู่ในขณะที่ท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น) กําลังแสดงธรรมนั้น มันเป็นความเพลิดเพลินภายในจิตใจของผู้ฟังแต่ละท่านๆ ที่ต่างองค์หรือต่างคนต่างสนใจ จึงไม่มีกําหนด ไม่สําคัญกับเวลํ่าเวลาว่า ท่านเทศน์นานหรือไม่นาน ๒–๓–๔ ชั่วโมงก็ไม่ได้คํานึงถึง มีแต่สติกับความรู้กับธรรม ที่สัมผัสในขณะที่ท่านเทศน์เท่านั้น มีเท่านั้น เรื่องเวลํ่าเวลาไม่สนใจ

แม้ที่สุดร่างกาย ไม่ทราบว่า มันเจ็บมันปวดหรือไม่ ก็มันไม่ปรากฏนี่ มีแต่ความรู้เด่นในขณะที่ฟัง ท่านว่าอะไร ความรู้ก็ทราบความหมายไปโดยลําดับๆ ความทราบความหมายแห่งธรรมทั้งหลายนั้นแล เป็นความเพลิดเพลินของจิตในขณะฟัง นอกจากนั้นจุดใดที่เรากําลังสงสัย เวลาท่านเทศน์ไปในจุดนั้น ก็เกิดความเข้าใจขึ้นมา นี่เรียกว่า ได้ผลจากการฟังธรรมเป็นพิเศษ นอกจากได้ผลเป็นความสงบเย็นใจ หรือได้ผลเป็นความคล่องแคล่วของจิตที่ขยับตามท่านด้วยปัญญา ยังได้ผลในขณะที่เรายังสงสัยอยู่ด้วย พอท่านแสดงผ่านไป เราก็เข้าใจและผ่านไปได้จากจุดนั้น จากนั้นก็ออกไปบําเพ็ญอยู่โดยลําพังตนเอง”

ในพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์มั่น มาพักและจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน อันเป็นสถานที่ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์เคยธุดงค์มาบุกเบิกปักกลดภาวนา และเมตตาโปรดญาติโยมบ้านนามน ทําให้ชาวบ้านเคารพเลื่อมใสศรัทธาปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานเป็นอันมาก ในครั้งนี้ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตามาโปรดอีกครั้ง ท่านจะเดินธุดงค์ตามรอยท่านพระอาจารย์เสาร์มา ท่านพระอาจารย์เสาร์พักที่ไหน ท่านพระอาจารย์มั่นก็พักที่นั่น ก็ยิ่งเพิ่มพูนศรัทธาให้กับชาวบ้านแน่นหนามั่นคงยิ่งๆ ขึ้น ด้วยเป็นสถานที่สัปปายะ ท่านจึงปรารภกับชาวบ้าน ดําริจะสร้างเป็นวัดป่าขึ้นมา เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นจากวัดนี้ไป ก็มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ มาเมตตาโปรดอย่างต่อเนื่อง จนเป็นวัดป่าที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองอีกแห่งหนึ่งในอําเภอโคกศรีสุพรรณ ควบคู่กับวัดป่าวิสุทธิธรรม ของหลวงปู่กงมา มาจวบจนปัจจุบันนี้ โดยต่อมาได้ตั้งชื่อวัดว่า วัดป่านาคนิมิตต์

สาเหตุที่ได้ชื่อว่า วัดป่านาคนิมิตต์ เนื่องจากพญานาคได้กลิ่นของศีล กลิ่นของธรรม ทั้งได้สัมผัสกระแสแห่งเมตตาจิต และกระแสแห่งอริยสัจธรรม ของท่านพระอาจารย์มั่นแล้วเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา จึงมากราบฟังธรรม ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นได้แสดงธรรมโปรด และก่อนพญานาคจะกราบลาลงจากกุฏิ ท่านให้พญานาคทํารอยไว้เป็นนิมิตต์หลักฐาน และเพื่อเป็นประจักษ์พยานในเรื่องภพภูมิกายทิพย์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ให้พระเณรได้ดูกัน ซึ่งจะพิสูจน์รู้เห็นได้จากจิตตภาวนาเท่านั้น อันเป็นอุบายหนึ่งที่ให้พระเณรรีบเร่งขวนขวายปฏิบัติภาวนากัน

ในพรรษานี้ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่กงมา หลวงปู่บัวพา หลวงปู่อุ่น รวมทั้งหลวงปู่เจี๊ยะ เมื่อไปกราบฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่นเป็นประจํา ย่อมได้ยินเรื่องนี้จากท่านพระอาจารย์มั่นเช่นเดียวกับพระเณรที่อยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน หลวงปู่เจี๊ยะได้ไปดูรอยพญานาคนี้ ท่านว่า “รอยมันเหมือนรอยงู แต่มันใหญ่กว่า รอยงูเลื้อยไป แต่มันใหญ่กว่า รอยใหญ่”

พากราบทําวัตรและพาศิษย์ออกธุดงค์เสมอ

การกราบทําวัตรคารวะเยี่ยมเยียนกันของพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มีมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล ปฏิปทาข้อนี้เป็นอริยประเพณี อริยปฏิบัติ ที่พระธุดงคกรรมฐานได้ดําเนินสืบทอดต่อๆ กันมาจนปัจจุบันนี้ ท่านทําด้วยความเคารพเทิดทูนบูชาในครูบาอาจารย์กันจริงๆ เมื่ออาจารย์และศิษย์ได้พบกันแล้ว ท่านก็ ธมฺมสากจฺฉา หรือสนทนาธรรมกันตามหลักของสัลเลขธรรม เพื่อความหลุดพ้นเป็นสําคัญ

หลวงปู่กงมาท่านก็ได้ดําเนินตามปฏิปทาข้อนี้อีกข้อหนึ่งอย่างเด่นชัด เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจะพาหลวงปู่อุ่น ไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนท่านพระอาจารย์มั่นเสมอ จากนั้นท่านก็จะเที่ยวธุดงค์ตามสถานที่ต่างๆ ในเขตจังหวัดสกลนคร และเขตจังหวัดใกล้เคียง

ด้วยจังหวัดสกลนคร มีสภาพพื้นที่เป็นป่าเขาถํ้าเงื้อมผามาก และมีสัตว์ป่าสัตว์ร้าย เช่น เสือ ช้าง หมี ฯลฯ ชุกชุมมาก ทั้งมีวัดร้าง โบราณสถานศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่มากมายหลายแห่ง ซึ่งล้วนเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะ เหมาะกับการบําเพ็ญเพียรภาวนา และที่สําคัญในขณะนั้นมีท่านพระอาจารย์มั่นอยู่จําพรรษานานติดต่อกันถึง ๘ ปี ครูบาอาจารย์ทราบข่าวจึงนิยมเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมกัน

เมื่อออกพรรษา ในหน้าแล้ง หลวงปู่กงมาท่านมักพาพระเณรไปธุดงค์ตามป่าตามเขาที่เปล่าเปลี่ยวเงียบสงัดเสมอๆ สถานที่ท่านพาไปนั้นน่าหวาดกลัว มีภูตผีวิญญาณ มีเสียงเสือกระหึ่ม เป็นต้น เมื่อเกิดความกลัว ท่านย่อมสอนพระเณรให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ให้แนบแน่น ตามที่ท่านได้รับการสั่งสอนอบรมมาจากท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านดําเนินตามจนได้ผลดีมาแล้ว ดังที่ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“นี่เป็นสักขีพยานมาจากที่ว่า อนุสฺสเรถ สมฺพุทฺธํ ภยํ ตุมฺหาก โน สิยา ตั้งแต่ อรญฺเญรุกฺขมูเล วา ไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ หรือเรือนว่าง สุญฺญาคาเรว ภิกฺขโว ก็ตาม อยู่ที่ไหนก็ตามที่เป็นสถานที่น่ากลัว ให้พึงระลึกถึงพระพุทธเจ้า หรือพระธรรม หรือพระสงฆ์ คําว่า “ระลึก” ไม่ใช่ระลึกเฉยๆ ระลึกเอาจนติดแนบ เป็นกับตายอยู่กับพุทธ หรือเป็นกับตายอยู่กับธรรม หรือเป็นกับตายอยู่กับสงฆ์ ไม่ยอมจิตให้พรากจากนี้เลย จิตก็เป็นพลังขึ้นมาๆ

เมื่อเป็นพลังขึ้นมาแล้วความกลัวหายหมด เพราะจิตไม่ได้ส่ายแส่ไปข้างนอก เนื่องจากสติกํากับบังคับให้อยู่กับบทธรรม คือ พุทโธ ธัมโม หรือสังโฆ บทใดบทหนึ่งนั้นก็เป็นการสร้างพลังขึ้นมา เมื่อจิตมีความสงบตัวอยู่กับนั้นแล้ว แม้จะคิดออกไปเรื่องเสือก็หายเงียบ ไม่มีเสือเลย มีก็ไม่กลัว นั่นมันเปลี่ยนเอาในขณะนั้นแหละ ในขณะที่เราฝึกทรมานมัน ทั้งที่มันกลัวจนตัวสั่น นี่ได้ทํามาแล้ว เห็นผลมาแล้วอย่างนี้ จึงกล้าไปอยู่ตามป่าตามเขาซิ กลัวเท่าไรยิ่งไป เพราะเราเคยได้กําลังจากที่กล่าวนี้มีเสือ เป็นต้น”

ในช่วงที่ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม อยู่ปฏิบัติภาวนากับหลวงปู่กงมานั้น ท่านเล่าว่า“ท่านกลัวท่านพระอาจารย์กงมามาก แม้จะเป็นหลานแท้ๆ แต่ก็ไม่เคยได้รับการยกเว้นเป็นพิเศษ เวลาไปธุดงค์ด้วยกัน ท่านพระอาจารย์กงมามักบ่นว่า “กัมมัฏฐานอะไรไม่อดไม่ทน” หลวงปู่อุ่นทั้งสะพายบาตรของท่านและของท่านพระอาจารย์กงมาด้วย เวลาเดินก็เหนื่อย อยากจะพัก กลับถูกดุว่าไม่อดทน”

หลวงปู่อุ่นเปรียบให้ฟังว่า “ท่านพระอาจารย์กงมาเทศน์อย่างดุเดือดเผ็ดร้อน เหมือนพริกที่สุกมีสีแดง ครั้งหนึ่งท่านไปธุดงค์ด้วยกัน กลางคืนแล้วหลวงปู่อุ่นเกิดความกลัวมาก ขนาดที่เรียกว่า เกิดมาไม่เคยกลัวขนาดนี้ ท่านจึงลุกขึ้นนั่งภาวนา สักพักก็มีเสือมา ท่านเคยได้ยินผ้าขาวบอกว่า เสือมักคาบเอาสุนัขมากิน คราวนี้มันลากเอาสุนัขผ่านกุฏิท่านไป ได้ยินเสียงกระทบกับฝาดังปัง ท่านเกิดความกลัวอย่างสุดขีด เลยนั่งสมาธิอยู่ในมุ้งนานเป็นชั่วโมง ท่านว่ายังดีที่เข้ามุ้งไปแล้ว หากยังไม่เข้ามุ้ง อาจจะวิ่งลงไปหาท่านพระอาจารย์กงมาก็ได้ เมื่อนั่งไปนานจนหายกลัวแล้วจึงนอน รุ่งเช้าขึ้นมาท่านจึงไปดูตรงที่เสือมันลากมา กลับไม่มีร่องรอยอะไรเลย ทั้งที่เมื่อคืนตอนมันลากได้ยินเสียงดังครากๆ”

การออกเที่ยวธุดงค์ หลวงปู่กงมา ท่านพาพระศิษย์ตามรอยธุดงค์ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นต้นว่า ธุดงค์ไปภาวนาที่ถํ้าผาแด่นบ้าง ซึ่งถํ้านี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน ขึ้นอยู่กับเขตบ้านดงน้อย ตําบลดงมะไฟ อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร มีระยะทางไกลมาก ห่างจากบ้านดงน้อยไปประมาณ ๗ กิโลเมตร และเต็มไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้าย

ธุดงค์ไปภาวนาที่ถํ้าบ้านไผ่บ้าง ซึ่งถํ้านี้ตั้งอยู่ตําบลดงมะไฟ อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ถํ้าบ้านไผ่แห่งนี้ นับเนื่องแต่การมาพักปฏิบัติภาวนาและอบรมสั่งสอนชาวบ้านของท่านพระ-อาจารย์มั่น ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๖๙ เป็นองค์ปฐม แล้วตามด้วยครูบาอาจารย์ศิษย์องค์สําคัญๆ อีกหลายรูป เช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต เป็นต้น จึงเป็นเหตุให้สถานที่แห่งนี้ เป็นที่รู้จักกว้างขวางในหมู่พระธุดงคกรรมฐานว่า เป็นสถานที่อันวิเวกเงียบสงัด สัปปายะ เหมาะแก่การบําเพ็ญภาวนา ทําให้มีพระธุดงค์มาพักเพื่อปฏิบัติธรรมและจําพรรษาอยู่เสมอ หลวงปู่ฝั้นท่านได้ปลูก “ต้นลั่นทม” เป็นอนุสรณ์ไว้ที่หน้าถํ้า ต่อมาพระศิษย์หลวงปู่ฝั้น ท่านได้มาบุกเบิกพัฒนาเป็นวัดป่าหนองไผ่

ท่านธุดงค์ไปภาวนาทางภูผาเหล็ก ถํ้าเป็ด ถํ้าพวง อําเภอส่องดาวบ้าง ไปทางถํ้าคําไฮ บ้านลาดกระเฌอ อําเภอเมืองบ้าง ไปทางถํ้าเจ้าผู้ข้า อําเภอพรรณานิคมบ้าง และไปทางอําเภอโคกศรีสุพรรณบ้าง ฯลฯ สถานที่ท่านธุดงค์ไปภาวนา ล้วนแล้วแต่มีสภาพเป็นป่าเขาถํ้าเงื้อมผา เป็นธรรมชาติของผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ และมีสัตว์ป่าสัตว์ร้ายชุกชุม เช่น เสือ ช้าง หมี ฯลฯ เสือก็ชุกชุมมาก ไปที่ไหนมีแต่เสือ ทั้งเป็นสถานที่ทุรกันดาร ห่างไกลหมู่บ้านผู้คน วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก ได้ชื่อว่าเป็น “มหาวิทยาลัยป่า” ในทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ท่านธุดงค์ไปเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ในชีวิต แม้ชีวิตท่านก็ยอมสละเพื่อธรรม ตามที่ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากท่านพระอาจารย์มั่น

คุณค่าการอยู่ป่า องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“การอยู่ในป่า ผู้ไม่เคยอยู่ในป่าก็ไม่เห็นคุณค่าของป่า ของการอยู่ในป่า แต่การอยู่ในป่ากับการอยู่ในแดนบ้าน วัดป่า กับ วัดบ้าน สถานที่ไกลบ้านไกลเมือง กับ อยู่ใกล้บ้านใกล้เมืองนั้น สิ่งเกี่ยวข้องก่อกวนนั้นต่างกันอยู่มาก

อยู่ในบ้าน แดนบ้าน จิตใจมีแต่เรื่องกําเริบเสิบสาน ที่จะเป็นไปเพื่อการสั่งสมกิเลสให้มากมูนโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีช่องทางที่ธรรมจะล่วงไหลหรือจะเกิดขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องเสาะแสวงหาสถานที่ที่เหมาะสม คือ การอยู่ในป่า ป่าเป็นป่าหลักธรรมชาติ ไม่ใช่ป่าผู้ป่าคนป่าสมบัติเงินทอง ป่าเครื่องส่งเสริมกิเลส เช่น ป่ารูป ป่าเสียง ป่ากลิ่น ป่ารส ป่าเครื่องสัมผัสรบกวนต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นป่าที่เป็นฟืนเป็นไฟ ป่าเหล่านี้ย่อมไม่มีในป่าไม้ในภูเขาอันแท้จริงมีแต่ป่าโดยหลักธรรมชาติ คือ ป่าไม้เป็นที่ร่มรื่นชื่นใจ มองดูทัศนียภาพต่างๆ เป็นเครื่องปลุกใจเพื่ออรรถเพื่อธรรมอยู่ตลอดเวลา

ผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมย่อมมีความรื่นเริงบันเทิงในทัศนียภาพที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังสิ่งเหล่านั้น เมื่อน้อมเข้ามาสู่ใจ ใจก็ไม่ได้ส่ายแส่เร่ร่อนไปหาสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟซึ่งเคยเผาตัวมาแล้ว แต่มีเรื่องธรรมเท่านั้นเป็นเครื่องรื่นเริงของใจ

ผู้บําเพ็ญอยู่ในป่าจะเป็นจิตขั้นใดภูมิใดก็ตาม ย่อมได้รับความสะดวกสบายในการบําเพ็ญทั่วหน้ากัน หรือทุกๆ รายไป ท่านจึงสอนให้กายวิเวก คือ อยู่ในป่า ป่าเช่นนั้นแหละ เป็นป่าที่ไม่ได้ระมัดระวังสิ่งที่เป็นภัยต่อจิตใจมาก เหมือนป่าทั้งหลายที่กล่าวผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ ซึ่งมีแต่ฟืนแต่ไฟทั้งนั้น

การอยู่ในป่าเป็นนิสัย จิตใจย่อมได้ฝึกอบรมตนเป็นนิสัยเช่นเดียวกัน การฝึกอบรมและการอยู่จนเป็นนิสัยในสถานที่เป็นมงคลเช่นนั้น ย่อมจะยังอรรถธรรมให้เกิดให้มีขึ้นภายในจิตใจของตน เพราะธรรมมักไม่เกิดในสถานที่ที่เป็นอันตราย เมื่อจิตใจหรือสติปัญญายังไม่สามารถที่จะปัดออกได้ทันเหตุทันการณ์ จึงต้องเสาะแสวงหาที่เหมาะสม คือป่าคือเขาลําเนาไพรต่างๆ อันเป็นเครื่องปลุกประสาทให้ตื่นตัวอยู่เสมอ

ผู้ที่อยู่ในป่า ยิ่งเป็นป่าที่มีภัยรอบด้านด้วยแล้ว ย่อมจะตื่นตัวอยู่ทั้งวันทั้งคืน สติติดแนบอยู่กับตัว การที่สติติดแนบอยู่กับตัวก็เท่ากับการรักษาใจตัวหรือใจของเรา ให้มีความแคล้วคลาดปลอดภัยอยู่โดยสมํ่าเสมอนั้นแล เมื่ออยู่ไปนานเท่าไรก็ย่อมมีความเคยชิน มีความรื่นเริงบันเทิงกับสถานที่เช่นนั้นมากขึ้น พร้อมทั้งผลที่เกิดขึ้นจากการบําเพ็ญด้วยความสะดวกในสถานที่เช่นนั้น ได้แก่ ความสงบเย็นใจ ความแยบคายของใจ”

หลวงปู่มั่นเทศน์ปลุกจิตปลุกใจสอนพระไม่ให้กลัวตาย

เพราะธรรมอยู่ฟากตายและธรรมเกิดในที่อดอยากขาดแคลน ด้วยปฏิปทาอันเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดที่องค์พระบรมศาสดาทรงดําเนินมา และบรรดาพระอรหันตพุทธสาวกในครั้งพุทธกาล จนถึงท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ดําเนินมา ซึ่งล้วนต้องสมบุกสมบัน ต้องทรหดอดทนต่อสู้กับความทุกข์ยากลําบากแทบล้มแทบตาย และต้องยอมสละชีวิตเข้าแลกธรรม จึงได้ตรัสรู้ธรรมและบรรลุธรรมกันมา โดยปฏิปทานี้ได้รับการยกย่องเทิดทูนว่าเป็น “ปฏิปทาของจอมปราชญ์” ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมที่ดําเนินตามปฏิปทานี้จะต้องบรรลุธรรมได้ช้าหรือเร็วเช่นเดียวกัน

ในระยะที่หลวงปู่กงมา ไปภาวนาฟังธรรมและศึกษาธรรมขั้นสูงกับท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยท่านพระอาจารย์มั่นเป็นครูบาอาจารย์ที่เข้มงวดกวดขันพระเณรมาก ท่านจึงสอนพระเณรให้รีบเร่งขวนขวายทําความเพียรเพื่อมรรค ผล นิพพาน ให้ปฏิบัติธรรมกันอย่างเอาจริงเอาจัง ท่านไม่ให้ปฏิบัติธรรมกันแบบเล่นๆ โดยท่านจะเทศน์ปลุกจิตปลุกใจพระเณรให้องอาจกล้าหาญ ให้ไปอยู่ในดงหนาป่าทึบ ในดงเสือ อันเป็นสถานที่ฝึกจิตทรมานใจได้เป็นอย่างดียิ่ง เพราะปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่น ท่านประกอบความเพียรในสถานที่เช่นนั้นอย่างทรหดอดทน สมบุกสมบัน แทบเป็นแทบตายมา จนท่านได้ธรรมอันเลิศเลอมาครองใจ

การอยู่ท่ามกลางดงเสือ เสียงเสือกระหึ่มๆ รอบทิศ ความกลัวเสือ กลัวตาย จะช่วยให้จิตไม่แส่ส่าย จิตจะตั้งมั่นอยู่กับคําบริกรรมพุทโธอย่างแนบแน่น สติอยู่กับตัว ก็ไม่กลัวเสือ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาในป่า จิตใจก็สงบระงับลงสู่สมาธิได้ แม้ถึงคราวตาย เสือมากินเรา ก็ยอมตาย เป็นกับตายก็มอบชีวิตให้กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นท่านจะเทศน์ปลุกจิตปลุกใจสอนพระไม่ให้กลัวตาย โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวซึ่งท่านอยู่ในเหตุการณ์ ท่านเทศน์ไว้ดังนี้

“วัดใด ถ้าครูบาอาจารย์มีความเข้มงวดกวดขันกับพระเณร ดูพระเณรวัดนั้นก็น่าดู ถ้าวัดไหน อาจารย์ใจดี ไม่ค่อยจะอะไรกับพระกับเณร ก็เพ่นๆ พ่านๆ ดูแล้วก็ไม่น่าดู หรืออาจจะขึ้นอยู่กับหัวหน้านั้นอีกด้วย ใครก็พิจารณาไม่ออก เราไม่กล้าไปวินิจฉัย

อย่างวัดท่านพระอาจารย์มั่นอย่างนี้ ใครเข้าไปก็เข้าไป เป็นระเบียบเดียวกันหมด เพราะท่านเข้มงวดกวดขัน ตาก็เป็นครู มองไปไหนมันก็เหมือนอย่างที่เขาเขียนจดหมายมานั่นล่ะ มันก็ผ่านหัวใจเป็นอย่างนั้น เพราะตาผู้มีความเฉลียวฉลาดแหลมคม มีความหมายไปด้วย กิริยาที่แสดงออกทุกแง่ทุกมุม มีความหมายไปหมด เพราะออกมาจากใจแห่งความหมาย ใจเป็นธรรมชาติที่มีความหมายอย่างยิ่ง ยิ่งใจเป็นธรรมทั้งดวงด้วยแล้ว การแสดงออกจะต้องมีความหมายไปทั้งนั้นเรื่องที่จะเป็นโมฆะแสดงออกเฉยๆ นี้ รู้สึกจะไม่มี พูดธรรมะแต่ละคําแต่ละประโยคเป็นคติ จะพูดทีเล่นทีจริง มีธรรมะสอดแทรกมาด้วยทั้งนั้น

ถ้าผู้สนใจจะฟังอรรถฟังธรรมจากท่าน จะได้ฟังอยู่ทุกระยะที่เคลื่อนไหวของท่าน นอกจากจะแบบที่ว่า ไปก็ไป อยู่ก็อยู่ไปอย่างนั้น ไม่ค่อยสนใจในเหตุในผล ในแง่ต่างๆ ที่ท่านแสดงออก เลยถือเป็นธรรมดาเสีย บางทีท่านพูดทีเล่นทีจริง ก็เลยทําให้สนุกสนานรื่นเริงไปเสีย โดยไม่คิดหาเหตุหาผล พอจะเป็นประโยชน์แก่ตนเลย อันนี้มีจํานวนมาก

การแสดงเกี่ยวกับเรื่องความพากเพียร ท่านรู้สึกว่าเข้มข้นมาก ขณะที่แสดงบอกอุบายให้พระไปอยู่ในที่เช่นนั้นๆ “ตาย” ท่านว่า นั่น ฟังสิ ที่ว่าน่ากลัวนั่นแหละ กิเลสตัวพาให้น่ากลัว มันจะได้หมอบเสียบ้าง จะกลัวไปไหน คนในโลกนี้ป่าช้าเต็มตัว นั่น ฟังสิ ท่านว่า ไปอยู่สถานที่ใดที่จะไม่ตาย ถึงเวลาแล้วมันตายด้วยกันทั้งนั้น แต่ธรรมไม่เคยปรากฏ นี่ๆ มันตายล่มจมไปเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์ เพราะความโง่พาให้ตาย นั่น

ตายด้วยความฉลาด ตายด้วยอรรถด้วยธรรม พระพุทธเจ้าท่านชมเชยสรรเสริญมาก จึงสอนพระว่า รุกฺขมูลเสนาสนํฯ ไปหาอยู่ในร่มไม้ชายเขา ที่ไหนที่จะเป็นที่บําเพ็ญได้รับความสะดวกสบาย ให้ไปสู่สถานที่นั้น นั่น ฟังสิ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนพระไปให้ตายนี่นา สอนพระไปให้ฆ่ากิเลสให้ตายในสถานที่เหมาะสมเช่นนั้น พระพุทธเจ้าก็เคยทรงบําเพ็ญมาแล้วอย่างนั้น จึงได้นําเหตุผลที่เคยประพฤติปฏิบัติมา แล้วได้ผลมาแล้ว มาสั่งสอนบรรดาสาวกทั้งหลาย ทําไมเราจะกลัวแต่ตาย แล้วหนีพ้นไหมล่ะ ความตาย นั่น

เวลาท่านเด็ด ท่านเด็ดจริงๆ ไปนี่ ไปสถานที่ไหน ที่กลัวมากๆ นั่นแหละ เป็นที่กิเลสกลัวจะได้หมอบ ถ้าเป็นนักต่อสู้ ถ้าคนขี้ขลาดหวาดกลัวแล้วไปที่ไหน ก็จะไปสั่นเทาๆ ไม่ได้เรื่องอะไรเลย แม้จะอยู่กับหมู่กับคณะ ไม่เกิดประโยชน์อะไร คนประเภทนั้น เข้าในป่าก็เป็นแบบนั้น อยู่กับหมู่กับคณะก็เป็นแบบนี้ ก็เป็นแบบเก่านั่นแหละ แบบไม่เป็นท่า นั่น ฟังสิ เวลาท่านพูด น่าฟัง แล้วผู้ที่มุ่งต่ออรรถต่อธรรมด้วยแล้ว ใจมันต้องสั่นริกๆๆ ทีเดียว พอได้ยินท่านปลุกประสาท ปลุกจิตปลุกใจ มันจะเหาะเหินเดินฟ้าทั้งๆ ที่ไม่มีปีก คือ จิตมันห้าวหาญ มันเด็ดเดี่ยวภายในจิต แล้วไปก็นั้นล่ะ อันนั้นล่ะเป็นคติไปด้วย ยิ่งไปสู่สถานที่น่ากลัวดังที่ท่านว่าแล้ว อันนี้ขึ้นล่ะ

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไม่ได้สอนเรามาเพื่อความตายนะ ท่านสอนมาเพื่อธรรม ท่านสอนมาวิธีใด จะเป็นจะตายให้มุ่งต่ออรรถต่อธรรม เอาเถอะความตายนี้มอบไว้ในคติธรรมดา ธรรมจะเกิดด้วยวิธีใด ให้เข้มแข็ง ให้พินิจพิจารณาขุดค้นขึ้นมาให้รู้ให้เห็นภายในจิตใจ จิตมันก็ห้าวหาญ เสือกระหึ่มๆ อ้าว ! เสือก็เสือ เสือก็ตายเหมือนเรา เราก็ตายเหมือนเสือ เสือกินเราแล้ว เสือก็จะตาย เราตายในวันนี้ เสือตายในวันหน้า แน่ะ มันอาจหาญนะ ความอาจหาญเลยไม่กลัว ทั้งๆ ที่เสือก็เป็นสัตว์อันตราย แต่มันไม่ถือเป็นอันตรายในขณะนั้น เพราะธรรมข้อเหล่านี้แล เป็นเครื่องปลุกจิตปลุกใจให้เกิดความกล้าหาญ เดินจงกรมได้อย่างสะดวกสบาย แต่จิตไม่ได้ส่งออกนะ ต้องจิตเป็นธรรมเท่านั้น

เราเคยพิจารณาในธรรมแง่ใด ก็พิจารณาในธรรมแง่นั้น ถ้าจิตอยู่ในวงสมาธิ กําหนดให้เข้าสู่สมาธิ สมาธิที่เดินไปได้มาได้ธรรมดามี คือให้เป็นความสงบอยู่ภายในจิตใจ ไม่ส่งออกไปข้างนอก หาสัตว์หาเสือที่ไหน แล้วจิตก็แน่นเหมือนหินทีเดียว มันเข้ามาฐานมันแล้ว ทั้งๆ ที่คิดได้อ่านได้ก็ตาม มันก็ไม่กลัว เดินจงกรมได้อย่างสบาย ไปที่ไหน ไปได้หมด เมื่อสละความตายเสียเท่านั้น ในขณะเช่นนั้นเหมือนกับว่าเป็นผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่ง ไม่มีคุณค่าราคาในส่วนร่างกายนี่เลย อะไรจะมาเอาไป ก็เอาไปเถอะ แต่เรื่องธรรมถือเป็นคุณค่าอย่างยิ่งเหนือจิตใจ จิตมีความมุ่งมั่นต่อสิ่งนั้นเท่านั้น

อยู่ไหนก็อยู่ได้ นั่งอยู่ไหนก็สบายไปหมด เสือกระหึ่มๆ ก็ไม่สนใจ ไม่กลัว เสือก็สัตว์โลกอันเดียวกัน เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น แน่ะ มันลงนี่หมดเสีย นี่จิตมันก็ยิ่งตั้งท่าตั้งทาง อาจหาญรื่นเริงในอรรถในธรรม สติสตังอยู่กับตัว เย็น อบอุ่นก็ถูก เย็นก็ถูก เหมือนครู เหมือนอาจารย์ หรือเหมือนพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนหัวใจ ไปที่ไหนก็อบอุ่นหมด นี่คือธรรมอยู่ภายในใจก็เป็นเช่นนั้น”

หลวงปู่กงมา ท่านเป็นพระที่องอาจกล้าหาญมาก ตามปรกติท่านก็ออกธุดงค์ภาวนาอยู่ในดงหนาป่าทึบ มีสัตว์ป่าสัตว์ร้าย เช่น เสือ ช้าง หมี ชุกชุมมาตั้งแต่พรรษาแรกๆ เมื่อท่านได้ฟังเทศน์ปลุกจิตปลุกใจจากท่านพระอาจารย์มั่นเช่นนี้แล้ว ในกาลต่อมาท่านได้ดําเนินตามรอยปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเข้าไปบําเพ็ญภาวนาอยู่ในถํ้าเสือ ซึ่งในวงกรรมฐาน มีครูบาอาจารย์หลายองค์ที่ไปบําเพ็ญภาวนาอยู่ในถํ้าเสือ เช่น หลวงปู่กินรี จนฺทิโย หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ฯลฯ

พ.ศ. ๒๔๘๗ จําพรรษา ๑๗ ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ เมื่อพระทราบข่าว ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พํานักจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เมื่อออกพรรษาแล้ว ต่างก็เดินทางมากราบนมัสการฟังธรรมและถวายตัวเป็นพระศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่นให้ความเมตตาไว้วางใจหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ มาก ท่านจะแนะนําให้พระไปพักอยู่กับหลวงปู่กงมา โดยในระยะนี้ หลวงปู่คําพอง ติสฺโส กับ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ซึ่งเพิ่งออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานได้ไม่นาน ได้เดินทางมากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้แนะนําให้ทั้งสองไปพํานักกับหลวงปู่กงมา ณ วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกัน และคํ่าลงให้เดินมารับการอบรมธรรมปฏิบัติ หลวงปู่คําพองได้พักอยู่กับหลวงปู่กงมาและมาฟังการอบรมธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นอยู่นาน ๓ เดือน ก็กราบลาไปคัดเลือกทหาร

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ออกพรรษาแล้ว หลวงปู่กงมา ท่านได้เตรียมเสนาสนะป่าต่างๆ ที่จําเป็นและเหมาะสมในการฟังธรรมและปฏิบัติธรรมภายในวัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก เช่น กุฏิของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งมีระเบียงโดยรอบสําหรับพระเณรนั่งฟังธรรม กุฏิของพระเณรที่มาอยู่จําพรรษา ซึ่งกุฏิทุกหลังจะมีทางเดินจงกรม และศาลาโรงธรรมที่ฉันภัตตาหารรวม เมื่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้ไปกราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นมาพํานักและอยู่จําพรรษา

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านย่อมทราบเจตนาอันบริสุทธิ์และทราบความกตัญญูกตเวทีของหลวงปู่กงมาที่ตั้งใจสร้างวัดป่าแห่งนี้ขึ้นเพื่อถวายท่านเป็นอย่างดี และท่านย่อมทราบด้วยญาณหยั่งทราบอันแจ่มชัดของท่านว่า สถานที่แห่งนี้เป็นมงคล ในภายภาคหน้าจะเป็นวัดป่ากรรมฐานที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองอีกแห่งหนึ่ง และกุฏิที่ท่านพัก ทางจงกรมที่ท่านเดิน ตลอดศาลาที่ท่านใช้ฉัน ใช้ลงอุโบสถสามัคคี ใช้แสดงธรรม ฯลฯ จะเป็นอนุสรณ์มงคลสถานสําคัญ ให้พุทธบริษัทได้เดินทางมากราบไหว้สักการบูชาระลึกถึงท่านและได้มาศึกษาในปฏิปทาของท่านอีกแห่งหนึ่ง

และท่านพระอาจารย์มั่นย่อมทราบว่า หลวงปู่กงมา หลวงปู่อุ่น ทั้งสององค์นี้จะต้องก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมของท่าน จะมาเป็นผู้บํารุงรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนา โดยเผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน อีกทั้งเป็นการเพิ่มพูนความศรัทธาของญาติโยมชาวบ้านโคกให้แน่นหนามั่นคงยิ่งๆ ขึ้น ท่านพระอาจารย์มั่นท่านจึงเมตตากลับมาพํานักและอยู่จําพรรษาโปรดที่บ้านโคกอีกครั้ง

ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ท่านพระอาจารย์มั่นได้มาพํานักที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก กับหลวงปู่กงมา ระหว่างนี้ก็มีท่านอาจารย์พระมหาบัว เป็นพระอุปัฏฐากติดตามมา และมีบรรดาพระศิษย์เดินทางมากราบคารวะเยี่ยมเยียนฟังธรรมกันอย่างไม่ขาดสาย รวมทั้งมีพระภิกษุหนุ่มเดินทางมากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ก็หลายองค์ เช่น หลวงปู่หลอด ปโมทิโต หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ฯลฯ

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะเน้นสอนให้พระศิษย์ออกธุดงค์ตามป่าตามเขา หลวงปู่หลอดท่านเล่าว่า

หลวงปู่มั่น ท่านต้องการให้ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมจากท่านแล้ว ออกธุดงค์แสวงหาวิเวก เพื่อพิสูจน์หลักการที่ได้รับจากการอบรมว่า เมื่อได้นําไปปฏิบัติในสนามรบจริงๆ แล้วจะเกิดผลเช่นไร โดยท่านได้สอนอุบายวิธีพิชิตศึกให้เป็นแบบอย่างและแนวทางการดําเนินให้แล้ว เหลือแต่เราที่จะต้องน้อมนําเอาคําสอนนั้นมาใช้ในชีวิตจริง ในสนามรบจริง ให้ได้ตามคําสอนเท่านั้น ท่านว่า สนามรบที่สําคัญที่สุดนั้นอยู่ภายในกายในใจเรานี่เอง หากว่าเรารบชนะข้าศึกภายในได้ ข้าศึกภายนอกนั้นก็ไม่ยาก เพราะข้าศึกภายนอกนั้นจะมองเห็นตัวตนได้ง่ายกว่าข้าศึกภายใน

อาตมาและพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส ก็ตกลงกันว่าจะออกวิเวกร่วมกัน จึงได้เข้าไปกราบขออนุญาต ลาหลวงปู่มั่นเพื่อออกธุดงค์แสวงหาประสบการณ์ ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านได้กล่าวอบรมก่อนไปว่า “ไม่เคยมีใครบรรลุธรรมด้วยการอยู่ไป กินไป นอนไปตามใจชอบ โดยไม่มีการฝึกจิตทรมานใจ ใครจะไปวิเวกก็ไปได้”

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ พอเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่น ได้อยู่จําพรรษาวัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก โดยหลวงปู่กงมาท่านได้อยู่ร่วมจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น เป็นพรรษาที่ ๒ และนับเป็นพรรษาที่ ๑๗ ของท่าน ในพรรษานี้มีพระเณรได้มาอยู่ร่วมจําพรรษาด้วยกันหลายองค์ ได้แก่ ท่านพระอาจารย์เนตร สีลกนฺโต หลวงปู่หลอด ปโมทิโต หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ท่านพระอาจารย์คําดี (ไม่ทราบฉายา น้องชายหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) ท่านพระอาจารย์บุญมา (ไม่ทราบฉายา) ท่านพระอาจารย์มนู (ไม่ทราบฉายา) เณรดี และ เณรจันได ฯลฯ

ส่วนท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านไม่ได้อยู่ร่วมจําพรรษาด้วย ท่านได้กราบลาท่านพระอาจารย์มั่นไปเที่ยวกรรมฐานที่ศรีสงคราม ภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกา และจําพรรษาที่ เสนาสนะป่ายางบ้านท่าบ่อสงคราม ต.ท่าบ่อสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม

วัดป่าวิสุทธิธรรมเป็นวัดศูนย์กลางของพระธุดงคกรรมฐาน

หลวงปู่กงมา ท่านสร้างวัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก แห่งนี้ขึ้นมา ในสมัยนั้นถือเป็นศูนย์กลางของพระธุดงคกรรมฐาน ครูบาอาจารย์แทบทุกองค์ ล้วนเคยมาศึกษาธรรม ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นที่นี่ และมีบรรดาพระศิษย์ที่กระจายอยู่รอบๆ วัดป่าแห่งนี้ เช่น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต เสนาสนะป่าบ้านห้วยหีบ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เสนาสนะป่าบ้านนาสีนวล ฯลฯ พอถึงวันพระใหญ่ก็มารวมกันทําอุโบสถ-สามัคคี รับฟังโอวาทธรรมจากท่านแล้วก็พากันเดินกลับวัด ระยะนี้มีบรรดาพระศิษย์เข้าๆ ออกๆ ที่วัดป่าแห่งนี้เป็นประจํา รวมทั้ง หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ก็ได้มากราบคารวะเยี่ยมเยียน ฟังธรรม และท่านก็ได้พบปะพูดคุยสนทนาธรรมกับหลวงปู่กงมา

หลวงปู่กงมา กับ หลวงปู่พรหม ท่านทั้งสองมีประวัติคล้ายคลึงกันมาก ตอนเป็นฆราวาสก็เป็นนายฮ้อยไปค้าขายที่ภาคกลางเหมือนกัน มีภรรยาคลอดลูกออกมาก็ตายทั้งกลมเหมือนกัน ท่านตั้งใจออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์เหมือนกัน ก่อนจะออกบวชได้แจกจ่ายทรัพย์สมบัติเหมือนกัน และได้บวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานในฝ่ายธรรมยุต โดยได้รับนามฉายา จิรปุญฺโญ เหมือนกันอีก ภายหลังกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ก็มุ่งออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาแสวงหาโมกขธรรม เป็น “นักรบธรรมเดนตาย” เหมือนกัน มีปฏิปทาในการปฏิบัติเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดเอาตายเข้าว่าเหมือนกัน ชอบถือเนสัชชิกอดนอนเหมือนกัน และในที่สุดต่างก็ได้บรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวก เป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” เหมือนกัน

ด้วยบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นในสมัยนั้น ท่านถือเป็นครอบครัวกรรมฐานเดียวกันจริงๆ ท่านย่อมทราบภูมิจิตภูมิธรรมของกันและกัน หลวงปู่กงมา ท่านย่อมได้ยินชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณของหลวงปู่พรหม ว่าเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นองค์แรกที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อครั้งที่หลวงปู่พรหมท่านเพิ่งเดินทางกลับมาจากภาคเหนือ มากราบท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านนามน ท่านพระอาจารย์มั่นได้ถามพร้อมทั้งกล่าวยกย่องหลวงปู่พรหม ท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์นั้น

ท่านพระอาจารย์มั่นถาม หลวงปู่พรหม ขึ้นว่า “ท่านพรหมมาแต่ไกล เป็นอย่างไรบ้าง การพิจารณากาย การภาวนาก็ดี เป็นอย่างไร?”

หลวงปู่พรหมกราบเรียนว่า “เกล้าฯ ไม่มีอกถังกถีแล้ว” (สิ้นสงสัยหมดแล้ว)

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้กล่าวยกย่องชมเชยหลวงปู่พรหมต่อหน้าพระเณรทั้งหลายว่า “ท่านพรหมเป็นผู้มีสติ ทุกคนควรเอาอย่าง”

ผู้มีสติ ในที่นี้หมายถึง สติวิปุละ คือ พระอรหันต์ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ท่านเป็นผู้มีสติวิปุละ คือ ไพบูลย์ด้วยสติ ความจริงก็คือ ท่านบริสุทธิ์แล้วนั่นเอง ผู้มีสติอันไพบูลย์ ความบริสุทธิ์แล้วนี้คือ ความพ้นจากสมมุติโดยประการทั้งปวง …

ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นสิ่งสําคัญยิ่งกว่าการแก้กิเลส ซึ่งเป็นมหาภัยอยู่ที่ใจ ออกจากใจ อันนี้เป็นสําคัญมากทีเดียว สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา มีแต่ท่านผู้ที่ทรงสติไว้เรียบร้อย จนกลายเป็นสติวิปุละ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสติ อยู่ที่ไหน สติติดอยู่กับตัวเอง สุดท้ายเป็นสติหลักธรรมชาติ ตั้งไม่ตั้งก็เป็นอยู่อย่างนั้น”

หลวงปู่พรหม บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านบรรลุธรรมไปก่อนหน้าหลวงปู่กงมา เมื่อหลวงปู่กงมาทราบ ท่านย่อมยินดีและมีกําลังใจในการเร่งขวนขวายปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์เป็นอันมาก เพราะในขณะนั้นท่านมีประจักษ์พยานทั้งท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ และหลวงปู่พรหม ผู้เป็นสหธรรมิก

ในขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านอยู่พํานักและจําพรรษาที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก ท่านได้ใช้ศาลาโรงธรรมที่หลวงปู่กงมาสร้างขึ้น เป็นสถานที่แสดงธรรมเทศนาอบรมศิษยานุศิษย์และพุทธบริษัท รวมทั้งเป็นที่ประชุมสงฆ์ เพื่อวางระเบียบแบบแผนของคณะกัมมัฏฐานให้ถูกต้อง

ข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

ข้อวัตรปฏิบัติในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ในขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่น พํานักและจําพรรษากับ หลวงปู่กงมา ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก โดยหลวงปู่กงมาได้มาทําหน้าที่ควบคุมดูแลอุปัฏฐากแทนหลวงปู่เจี๊ยะ กับ องค์หลวงตาพระมหาบัว ซึ่งขณะนั้นท่านทั้งสองไม่ได้อยู่ร่วมจําพรรษา หลวงปู่หลอด ปโมทิโต ซึ่งปีนั้นท่านได้อยู่ร่วมจําพรรษา ได้บันทึกไว้ดังนี้

“อาตมาตื่นจากจําวัดประมาณตี ๓ ตี ๔ แล้วก็ทําวัตรสวดมนต์ การทําวัตรของที่นี่ ท่านให้ทําใครทํามัน โมงเช้าก็ออกบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตก็เตรียมจัดอาหารถวายหลวงปู่มั่น ราวๆ ๘ โมงกว่าก็ฉันอาหาร ฉันเสร็จต่างคนต่างประกอบกิจ กิจใครกิจมัน แล้วจึงแยกย้ายกันไปภาวนา ประมาณบ่าย ๓ โมง ก็กวาดลานวัด ถูศาลา ตักนํ้าใส่ตุ่ม และเตรียมทําอาจริยวัตร ก็คือ สรงนํ้าหลวงปู่มั่น นั่นแหละ จากนั้นประมาณ ๒ ทุ่ม หลวงปู่มั่นก็อบรมพระภิกษุสามเณรจนถึงเที่ยงคืนทุกวัน วันไหนท่านอาพาธ ท่านจึงเว้นไป

ส่วนข้อวัตรประจําองค์ท่าน ที่หลวงปู่มั่นยึดถือปฏิบัติ คือ ท่านถือธุดงควัตร ฉันหนเดียว ฉันในบาตรตลอด บิณฑบาตไม่ขาด นอกจากท่านอาพาธถึงขั้นไปไหนไม่ได้จึงเว้น จากนั้นก็ล้างบาตร เมื่อเสร็จท่านจึงกลับกุฏิ เที่ยงวันท่านถึงได้พักผ่อน บ่าย ๓ โมงจึงออกมา ๕ โมงเย็นสรงนํ้า ๒ ทุ่มเทศน์อบรมพระภิกษุสามเณร

ขณะนั้นก็มีพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ (ตอนนั้นท่านพํานักอยู่ที่วัดป่าบ้านนามน ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่นี่มากนัก) และพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ทั้ง ๒ ท่านนี้ปฏิบัติหลวงปู่มั่นอยู่ ซึ่งพระอาจารย์กงมาเป็นผู้อํานวยความสะดวกให้กับภิกษุสามเณรที่เข้ามาพํานักที่บ้านโคก เป็นผู้เฝ้าดูแลจัดวาระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ดูว่าพระองค์ไหนปฏิบัติหลวงปู่มั่นตอนเช้าหรือตอนเย็น ท่านเป็นผู้จัดวาระเองทั้งหมด บางทีท่านไม่สบายก็นวด

ส่วนอาตมานั้น หลวงปู่มั่นท่านบอกว่า อาตมานี้รูปธรรม นามธรรม คือ ไปนวดท่านแล้ว ท่านไม่สบาย โดยท่านบอกว่า มือของอาตมาร้อนเกินไป ให้องค์อื่นมานวดแทน และให้อาตมาไปทําข้อวัตรอย่างอื่น ตอนนั้นอาตมาจึงได้รับหน้าที่เทกระโถน ดูแลปัดกวาดกุฏิ ทําความสะอาดศาลา นําบาตรท่านมาวาง ปฏิบัติอยู่อย่างนั้นในช่วงที่มาพักอยู่กับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านโคก”

ส่วนการอบรมสั่งสอนญาติโยมชาวบ้านโคกนั้น หลวงปู่หลอดได้เล่าว่า “ในวันพระก็มีญาติโยมเข้าไปวัด แต่หลวงปู่มั่นท่านไม่ค่อยเทศน์ ถึงแม้จะเทศน์ ชาวบ้านก็ไม่รู้เรื่อง นอกจากให้ระลึก “พุทโธ” ท่านยํ้าอย่างนี้ โดยมากท่านสอนแต่พระ โยมนี้ท่านให้เอาไว้ก่อน เพราะพระนั้นเป็นหลักสําคัญของพระพุทธศาสนา ท่านจะสอนอย่างจริงๆ จังๆ เลย” 

ข้อวัตรปฏิบัติที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาดําเนินในขณะที่ท่านจําพรรษาที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคกนี้ หลวงปู่กงมา หลวงปู่อุ่น ท่านได้สืบทอดรักษาไว้อย่างเคร่งครัด และท่านได้พาพระเณรดําเนินเรื่อยมา

ท่านเคารพเทิดทูนบูชาและติดครูอาจารย์

การที่ หลวงปู่กงมา ได้อยู่จําพรรษา ศึกษาธรรม ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม และได้อุปัฏฐากดูแลรับใช้ เพื่อสนองพระคุณท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นพระอรหันต์องค์สําคัญในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ในบ้านเกิดของตนอย่างใกล้ชิด ถือเป็นโอกาสทองอันสําคัญลํ้าค่าและเป็นสิริมงคล มหามงคลอย่างยิ่ง ทั้งได้อานิสงส์อันยิ่งใหญ่ไพบูลย์จนไม่อาจประมาณได้ หลวงปู่กงมาท่านย่อมไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไป ดังนั้น ในตลอดทั้งพรรษา ท่านจึงเร่งปฏิบัติภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด และได้ตั้งใจทุ่มเทเอาใจใส่ถวายการอุปัฏฐากรับใช้ท่านพระอาจารย์มั่นอย่างดีเลิศ โดยไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ให้สมกับที่ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาอยู่จําพรรษาโปรดท่านและญาติพี่น้องที่บ้านเกิดของท่าน เป็นวาระที่ ๒

ในพรรษานี้หลวงปู่กงมาท่านได้ฟังธรรมภาคปฏิบัติจากท่านพระอาจารย์มั่นตลอดพรรษา ซึ่งท่านเทศน์ถึงมรรค ผล นิพพาน เหมือนดั่งนิพพานอยู่ชั่วเอื้อม หลวงปู่กงมาท่านได้ฟัง ได้ตักตวงมรรค ผล นิพพานได้อย่างเต็มที่ ในตลอด ๓ พรรษา นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๕–๒๔๘๗ ที่หลวงปู่กงมาท่านได้ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด ท่านได้รับประโยชน์มหาศาล ดังนั้น ผลการปฏิบัติภาวนาของท่าน จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก และภูมิจิตภูมิธรรมของท่านก็เลื่อนสูงขึ้น สาเหตุเพราะนอกจากท่านได้ฟังธรรมขั้นสูงแล้ว เมื่อท่านมีปัญหาธรรมก็สามารถจะเข้ากราบเรียนถามและขอความเมตตาชี้แนะจากท่านพระอาจารย์มั่นได้โดยตรง และได้ทุกเมื่อ ซึ่งท่านก็ได้รับการอนุเคราะห์ธรรมทุกครั้งไป ท่านจึงเคารพเทิดทูนบูชาและติดในท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงมาก ดังที่องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เรื่องพระกรรมฐานติดครูอาจารย์ ไว้ดังนี้

“การปฏิบัติจิตตภาวนา ต้องอาศัยครูอาจารย์ที่มีความชํานิชํานาญทางนี้มาแล้ว จึงจะสอนถูกต้องแม่นยําและเป็นไปเพื่อความราบรื่นดีงาม ไม่ให้เกิดความสงสัยขัดข้องในปฏิปทาเครื่องดําเนินของตน ภาคปฏิบัติจึงเป็นสําคัญมาก ทางด้านปริยัติเราเรียนโดยลําพังก็ได้ อ่านก็เข้าใจ แต่ภาคปฏิบัตินี้ แม้เราเรียนมาแล้วทางด้านปริยัติ จะนํามาเป็นเครื่องดําเนินด้วยความสนิทใจหายสงสัยไปโดยลําดับอย่างนั้นไม่ได้ เพราะการเรียนมานั้นเป็นการจดจํา ย่อมไม่พ้นจากความวาดภาพ คิดคาดคะเน ด้นเดาไปสุ่มสี่สุ่มห้า ซึ่งไม่ใช่หลักความจริงไปได้ แต่การปฏิบัตินี้เพื่อหลักความจริงโดยถ่ายเดียว…

การที่ผู้แนะนําสั่งสอนได้รู้ได้เห็นมาประจักษ์ใจทุกขั้นทุกภูมิของธรรมนั้น จึงไม่มีปัญหาในการแนะนําสั่งสอนบรรดาผู้มาศึกษา ผู้สั่งสอนไม่มีอัดมีอั้น ไม่มีสงสัย สอนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย พูดได้ พูดได้เต็มอรรถเต็มธรรม เต็มขั้นเต็มภูมิของธรรมขั้นนั้นๆ ทะลุปรุโปร่งไปหมด ผู้ฟังก็ฟังได้อย่างเต็มใจ โล่งใจ หายสงสัย แม้ตนจะยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็หายสงสัยในธรรมที่ท่านสั่งสอนนั้นๆ เป็นที่แน่ใจ เพราะเข้าใจไปโดยลําดับจากการได้ยินได้ฟังท่านอธิบายในธรรมขั้นต่างๆ

พระกรรมฐานจึงต้องติดครูติดอาจารย์ เพราะการอบรมสั่งสอนเป็นลักษณะถอดออกจากใจดวงหนึ่งสู่ใจอีกดวงหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้นําบทนั้นบาทนี้มาพรํ่ามาสอนกันแบบสุ่มสี่-สุ่มห้า สอนเฉพาะจุดสําคัญๆ ของผู้มาศึกษาอบรม ที่ควรจะได้รับในเวลานั้นเท่านั้น

ครั้งพุทธกาลท่านสอนกันอย่างนั้น ๑. พระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทด้วยพระองค์เอง ๒. พระสาวกที่เป็นครูเป็นอาจารย์ของพุทธบริษัท ท่านสอนด้วยความแน่ใจของท่าน ออกมาจากใจจริง การสอนก็เป็นที่มั่นใจ เป็นที่แน่ใจสําหรับพุทธบริษัทผู้มาศึกษา เพราะฉะนั้น ผลจึงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือได้ผลมาก ต่างกันกับสมัยปัจจุบันนี้จนเทียบกันไม่ได้

เทศน์ถึงโทษก็ให้เห็นอย่างถึงใจตามหลักความจริงไม่ผิดเพี้ยน เพราะท่านได้รู้โทษเห็นโทษมาอย่างประจักษ์ใจจริงๆ เทศน์เรื่องคุณ ท่านก็เทศน์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถึงบุญถึงคุณจริงๆ อย่างถึงใจทั้งผู้เทศน์และผู้ฟัง เพราะท่านได้เห็นคุณมาอย่างถึงใจ การเทศน์ให้เห็นทั้งโทษทั้งคุณอย่างถึงใจนี้ จึงเป็นการเพิ่มกําลังใจของผู้มาศึกษาให้มีแก่ใจ และความก้าวหน้าในทางความเพียร เมื่อมีกําลังใจ เพราะความเชื่อในโทษในคุณนั้นๆ แล้ว ความอุตส่าห์พยายาม ความพากความเพียร ความอดความทนนั้นมันเกี่ยวโยงกัน ย่อมเป็นไปเอง หนุนกันไปเอง”

เหตุการณ์สําคัญในพรรษา

เหตุการณ์สําคัญในพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์มั่น เข้มงวดกวดขันพระเณรให้ปฏิบัติภาวนากันอย่างเข้มข้น หลวงปู่อุ่น ท่านเล่าว่า

“พรรษาที่ ๒ นี้ หลวงปู่อุ่นพยายามเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาตามที่ท่านพระอาจารย์มั่น สั่งสอนอย่างยิ่ง เพราะท่านยังไม่เคยประสบผลจากการภาวนาเลย วันหนึ่งท่านนั่งภาวนาอยู่ในกลดใต้ต้นค้อในวัดนั้น เดิมเวลานั่งภาวนาจะมีความเจ็บปวดแข้งขามาก มาวันนั้นท่านอธิษฐานลงไปว่า จะเจ็บก็ให้มันเจ็บไป ท่านปล่อยวางได้แล้ว ปรากฏว่า จิตสงบรวมปึ๊บลงเป็นสมาธิ สงบ สว่าง นํ้าตาไหลออกมา จนท่านพระอาจารย์กงมาเดินผ่านมา จิตจึงถอนออก ท่านว่า นี้เป็นครั้งแรกที่ท่านภาวนาแล้วจิตสงบ

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่อุ่น ได้ฟังท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ว่า “พระของเรานี้ไม่มีความอดทน มันไม่ใช่บุรุษ” ท่านได้ฟังแล้ว จึงเกิดความมุ่งมั่นในการทําความเพียร ท่านคิดว่า “เราก็เป็นบุรุษ เป็นชายเต็มตัว วันนี้เราจะไม่นอน” จากนั้นก็นั่งสมาธิ ปรากฏว่า คืนนั้นจิตรวมถึง ๓ ครั้ง เมื่อจิตถอนออกมา เป็นเวลาใกล้รุ่งเช้าแล้ว”

หลวงปู่อุ่นท่านเล่าว่า “ท่านพระอาจารย์มั่นญาณความรู้แจ่มชัดมาก พระเณรรูปไหนไม่สวดมนต์ไหว้พระ ไม่ขยันภาวนา ท่านทราบหมด แม้ท่านจะอยู่ที่กุฏิ โรงครัว โรงนํ้าร้อน เก็บสิ่งของเรียบร้อยหรือไม่ ท่านก็รู้หมดเช่นกัน หากสิ่งใดไม่ถูกต้องแล้ว ท่านจะกล่าวตักเตือน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเหตุให้หลวงปู่อุ่นเกรงกลัวท่านพระอาจารย์มั่นมาก ต้องคอยระมัดระวังทั้งกาย ทั้งจิต ท่านจึงไม่เคยถูกท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ดุเอาหนักๆ หลวงปู่อุ่นท่านว่า แค่ท่านส่งสายตามา เหมือนกับมีดเฉือนเข้าไปข้างใน พอท่านพระอาจารย์มั่นถามว่า “เป็นอย่างไรนั่งภาวนา” แค่นี้มันบาดหัวใจอย่างที่สุด

ท่านพระอาจารย์มั่นเคยเทศน์ให้พระเณรฟังว่า “เป็นอย่างไรภาวนา มีแต่กินแล้วนอน ไม่อดทน ตอนเราอยู่ถํ้าสาริกา นครนายก ป่วยเป็นไข้ป่าเกือบมรณภาพ ฉันเข้าไปแล้วไม่ย่อย ออกมาเป็นเมล็ดเหมือนเดิม พระอื่นที่เคยไปอยู่ก่อน ล้วนมรณภาพหมดทุกองค์ และยังมีนิมิตปีศาจถือกระบองใหญ่จะมาทุบตี เราจึงว่า เรามาเจริญสมณธรรม จะมาฆ่าก็ฆ่าเลย สุดท้ายปีศาจนั้นก็ยอมเข้ามากราบไหว้ เราทํามาไม่ใช่ทําเล่นๆ ทํามาสละความตาย พวกท่านทําอย่างนี้ กินแล้วก็นอน มันได้ผลอะไร ทําเล่นๆ ไปเท่านั้น เสียเวลาเปล่าๆ”

ความที่หลวงปู่อุ่นกลัวท่านพระอาจารย์มั่น จิตจึงมีกําลังใจในการภาวนา ทําให้การภาวนาก้าวหน้าขึ้นโดยลําดับ ฟังเทศน์ท่านเริ่มเข้าใจ”

หลวงปู่อุ่นกล่าวว่า “ถ้าเป็นเหมือนอย่างทุกวันนี้ ท่านเทศน์อย่างไร จะเข้าใจหมด ยิ่งให้ท่านดุด่ายิ่งชอบ เกิดความแจ้งสว่างขึ้นมา เอาค้อน ๘ ปอนด์มาทุบหัวกิเลสลงไป ถ้ามันมีเหตุอะไร ก็พิจารณาดูว่า มันมาจากไหน ไม่สํารวมในศีล หรือเราพูดมากไป พิจารณาดูเหตุมัน มันก็หยุดไปเอง เดี๋ยวนี้มันไม่ดื้อแล้ว แต่ก่อนมันดื้อด้านไม่ฟังเรา จะมานั่งสมาธิ มันก็บอกว่า เดี๋ยวเป็นเหน็บชา เวลาเดินจงกรม มันก็กระซิบว่า เดินเร็วไม่ได้ เดี๋ยวเสียเส้น เป็นเหน็บชาเดินไม่ได้ เดี๋ยวสึกออกไปไม่มีใครแต่งงานด้วย เวลานั่งสมาธิมันก็ว่า นี่ไม่ใช่สมัยบรรลุมรรคผล พอไปถามครูบาอาจารย์ ท่านบอกว่า ไม่มีกาล ไม่มีเวลา เป็นอกาลิโก สมัยใดก็บรรลุธรรมได้”

หลวงปู่อุ่น ท่านปรารภให้ฟังตอนหนึ่งว่า “พระปฏิบัติทุกวันนี้ ดูแล้วมันห่างไกลกันกับสมัยหลวงปู่มั่น พูดแล้วจะหาว่าตําหนิ มีแต่ทําเล่นๆ สมัยครูบาอาจารย์ท่านเข้มงวดกวดขันกันจริงๆ”

พรรษานี้ ท่านพระอาจารย์หลอด ปโมทิโต เกิดไข้ป่ากําเริบ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านไม่ให้กินยา ท่านให้ภาวนารักษาตัว ท่านเทศน์ว่า “อย่าไปยึดถือ” ในที่สุดท่านพระอาจารย์หลอดก็หายได้ด้วยกําลังของการเจริญภาวนา กุฏิที่พระอาจารย์หลอดพํานักจําพรรษาตั้งอยู่ใกล้เมรุวัดในปัจจุบัน (ขณะนี้กุฏินั้นได้ผุพังไปตามกาลเวลาแล้ว)

ตอนคํ่าเวลาฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์มั่น จะขึ้นไปฟังบนกุฏิท่าน เพราะพระเณรมีไม่มาก กุฏิท่านมีระเบียง ส่วนศาลา ท่านใช้ฉันภัตตาหาร และเทศน์อบรมในบางครั้ง

อนึ่ง วัดป่าวิสุทธิธรรม ตลอดกุฏิ ศาลาที่ท่านพระอาจารย์มั่นเคยพํานักและเคยใช้ ก็เป็นไปตามญาณหยั่งทราบของท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านไปจําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ หลวงปู่กงมา หลวงปู่อุ่น ได้ดูแลรักษาวัด และได้อนุรักษ์กุฏิ ศาลา ดังกล่าวไว้เป็นอนุสรณ์ และปัจจุบันทางวัดป่าวิสุทธิธรรม ก็ยังคงอนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีของท่าน

หน้าแล้งปี พ.ศ. ๒๔๘๘ หลวงปู่มั่นไปหนองผือ–หลวงปู่ฝั้นมาเยี่ยมท่าน

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเมตตาอยู่รับกฐิน โดยชาวบ้านโคกซึ่งเป็นญาติพี่น้องของหลวงปู่กงมา ได้มาถวายกฐินที่วัดป่าวิสุทธิธรรมเป็นครั้งแรก ภายหลังรับกฐินแล้ว คณะศรัทธาญาติโยมบ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้เดินทางมากราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก ขอให้ท่านเมตตาไปพักจําพรรษาโปรดชาวบ้านหนองผือบ้าง ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาแล้วจึงรับนิมนต์ และได้เดินธุดงค์ตามไปในภายหลัง

ราวต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๘ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นออกจากวัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก แล้ว ท่านมาพักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยหีบ ซึ่งทั้งสองแห่งนี้อยู่ห่างไกลกันราว ๑๐ กิโลเมตร ท่านพักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยหีบนาน ๓ เดือนเศษ ระหว่างนี้หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ก็ได้มาพักอยู่กับท่านด้วย โดยในระยะนี้หลวงปู่กงมาท่านได้มากราบนมัสการฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่น และได้ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในแถบนี้

หลังจากท่านพระอาจารย์มั่นพักวิเวกที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยหีบ ท่านก็เดินเท้าไปพักที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยแคนระยะหนึ่ง ราวเดือนเมษายน ก็เดินเท้าไป ใช้เวลา ๒–๓ วันจึงถึงบ้านหนองผือ โดยหลวงปู่กงมาท่านให้หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ขณะเป็นภิกษุหนุ่มตามไปส่ง หลวงปู่อุ่นท่านเล่าว่า

“ท่านสะพายทั้งบาตรบริขารของตนเองและของท่านพระอาจารย์มั่นด้วย พะรุงพะรังเหมือนอย่างไทครัว (คนอพยพ) แต่ท่านพระอาจารย์มั่นก็ไม่ได้ดุแต่อย่างใด ท่านพระอาจารย์มั่นเดินถือไม้เท้านําไปก่อน ท่านเดินตามหลัง เดินขึ้นภูพานทางบ้านห้วยแคน แล้วเดินธุดงค์บนภูพาน ปักกลดพักระหว่างทาง ใช้เวลา ๒–๓ วันก็ไปจนถึงวัดป่าบ้านหนองผือ ท่านพักได้ ๒–๓ วันแล้ว ก็เดินธุดงค์กลับมาพักอยู่ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก กับท่านพระอาจารย์กงมา ไม่ได้ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นอีก แต่ในปีถัดๆ มา เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์กงมาก็จะไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนและรับการอบรมชี้แนะธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ก็จะพาท่านกับผ้าขาวติดตามไปด้วย โดยนํางบนํ้าอ้อยก้อนใหญ่ๆ ไปถวายท่านพระอาจารย์มั่นเสมอๆ”

ส่วนหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ได้จากท่านพระอาจารย์มั่นไปนานหลายปี ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ หน้าแล้ง ท่านทราบข่าวว่า ในพรรษาที่ผ่านมา ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพักจําพรรษาอยู่กับหลวงปู่กงมา ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก ท่านพร้อมด้วยคณะศิษย์จึงเดินทางมากราบฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่น และได้ไปทันท่านที่วัดป่าบ้านห้วยแคน ได้พักเพื่อรับการชี้แนะธรรมขั้นสูงกับท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ ๓ คืน จึงได้กราบลาท่านแล้วย้อนกลับมาเยี่ยมเยียน มาพักกับหลวงปู่กงมา ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก ท่านทั้งสองเคยจําพรรษาและออกเที่ยวธุดงค์ร่วมกัน ได้จากกันมานานหลายปี ต่างฝ่ายต่างเป็นพระอริยบุคคลแล้ว ได้พูดคุยสนทนาธรรมกันอย่างรื่นเริงเพลิดเพลินในธรรมของกันและกัน หลวงปู่ฝั้นท่านพักอยู่ราว ๔–๕ คืน ก็ลาหลวงปู่กงมา ออกเดินทางไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส และไปจําพรรษาที่วัดป่าธาตุนาเวง ซึ่งอยู่ในตัวเมืองสกลนคร ต่อมาท่านได้ตั้งชื่อวัดใหม่ว่า วัดป่าภูธรพิทักษ์

ด้วยหลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ต่างเป็นชาวสกลนคร หลวงปู่ฝั้นเมื่อกลับมาสกลนครอยู่ภายในรัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นในคราวนี้ ท่านก็ได้อยู่พักจําพรรษาและสร้างวัดป่าในเขตจังหวัดสกลนคร โดยไม่ได้ไปจําพรรษา ณ ที่ไหนอีกเลย เช่นเดียวกับหลวงปู่กงมา ซึ่งปรกติท่านทั้งสองจะอยู่จําพรรษาในช่วงเข้าพรรษา แต่พอออกพรรษาแล้ว ในหน้าแล้ง ต่างก็พาศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในแถบจังหวัดสกลนครและจังหวัดใกล้เคียงทางภาคอีสาน ตามที่ท่านชื่นชอบกัน

สาเหตุที่หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา อยู่จําพรรษาที่จังหวัดสกลนคร

ประการแรก ก็เพื่อเร่งทําความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ เพราะสะดวกในการเดินธุดงค์ไปกราบฟังธรรม และขอความเมตตาจากท่านพระอาจารย์มั่นช่วยโปรดสงเคราะห์ชี้แนะธรรมขั้นสูง ทั้งสะดวกในการไปปรนนิบัติดูแลในยามท่านอาพาธ

ประการที่สอง ก็เพื่อดูแลรักษาวัดป่าที่ท่านสร้างให้เป็นปึกแผ่นแน่นหนามั่นคง ให้พระเณรได้มีสถานที่จําพรรษาปฏิบัติธรรม และชาวบ้านซึ่งเป็นครอบครัวญาติพี่น้องของท่าน ได้มีสถานที่บําเพ็ญบุญ ให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม ปฏิบัติภาวนากัน

หลวงปู่ฝั้น นอกจากมีหลวงปู่อ่อนเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทสนมคุ้นเคยและรู้ใจกันแล้ว ท่านยังมีหลวงปู่กงมาอีกองค์หนึ่ง ท่านทั้งสองจึงมักไปมาหาสู่กันเป็นประจํา บางครั้งก็ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาร่วมกัน ซึ่งทั้งสองต่างมีประสบการณ์ความชํานาญในเรื่องเสือที่คล้ายคลึงกันมาก แม้ไปสร้างวัดก็ไปสร้างในถิ่นที่อยู่ของเสือ และกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไปอยู่ในถํ้าเสือเหมือนกัน บางครั้งก็ไปกราบคารวะฟังธรรม และไปอยู่เฝ้าปรนนิบัติอาการอาพาธของท่านพระอาจารย์มั่นร่วมกัน เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นถึงแก่มรณภาพก็ได้อยู่ช่วยงานถวายเพลิงศพร่วมกัน บางโอกาสก็กลับไปโปรดชาวจังหวัดจันทบุรีร่วมกัน ฯลฯ ความสัมพันธ์ของท่านทั้งสองเป็นกัลยาณมิตรที่ดีงดงาม แนบแน่นต่อกันมาก และได้เกื้อกูลช่วยเหลือกันมาโดยตลอด นับตั้งแต่เป็นพระภิกษุหนุ่ม จนเป็นพระเถระผู้ใหญ่เข้าสู่วัยชรา และความสัมพันธ์ก็เป็นเช่นนี้จวบจนวันถึงแก่มรณภาพ

พ.ศ. ๒๔๘๘–๒๔๘๙ จําพรรษา ๑๘–๑๙ ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘–๒๔๘๙ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านปักหลักจําพรรษาปฏิบัติภาวนาที่วัดป่าวิสุทธิธรรม ต่อเนื่องอีก ๒ พรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๑๘–๑๙ รวมแล้วท่านจําพรรษาที่บ้านโคก อันเป็นบ้านเกิดของท่านนานติดต่อกันถึง ๕ พรรษา จนวัดป่าวิสุทธิธรรมเป็นปึกแผ่นแน่นหนามั่นคง และธรรมะของท่านก็ก้าวหน้าแน่นหนามั่นคงยิ่งๆ ขึ้นเช่นกัน ท่านได้รู้ได้เห็นธรรมตามลําดับ ภูมิจิตภูมิธรรมของท่านในระยะนี้ต้องเลื่อนสูงขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งความพากเพียรภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์ของท่านนั้น ก็ยิ่งเพิ่มทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม พระหลานชายและเป็นพระศิษย์ของท่าน ก็เร่งปฏิบัติภาวนาจนเกิดอจลศรัทธา ไม่คลอนแคลนในสมณเพศอีกต่อไป หลวงปู่อุ่น ท่านเล่าว่า

“พรรษาที่ ๓–๔ พ.ศ. ๒๔๘๘–๒๔๘๙ หลวงปู่อุ่นจําพรรษากับท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ที่วัดป่าวิสุทธิธรรมอีกครั้ง ในระยะที่ท่านกําลังหนุ่มมีอายุพรรษายังน้อยนี้ ท่านมักอยากสึกอยู่หลายครั้ง ท่านพยายามแก้ไขตนเองอย่างสุดกําลังความสามารถ จนครั้งหนึ่งความอยากสึกมันรุนแรงมาก รู้สึกกระวนกระวายใจจนนั่งสมาธิก็ไม่ได้ เดินจงกรมก็ไม่ได้ นอนก็ไม่ได้ ไม่รู้จะทําอย่างไร เลยลงไปเดินตามป่าภายในวัด คิดไปว่า มันจะไหวไหมนี่ ถ้าไม่ไหวจริงๆ จะไปหาท่านพระอาจารย์กงมาที่กุฏิ ให้ท่านช่วยแก้ให้ สุดท้ายเอาผ้าปูนั่งสมาธิกลางวัดเลย ปรากฏว่าจิตสงบรวมลงเป็นสมาธิอย่างรวดเร็ว จิตที่เคยฟุ้งซ่านกลับหยุด มีแต่ความเยือกเย็นใจ เป็นอันว่ารอดพ้นมาได้ ท่านว่าครั้งนี้เกือบตาย เหลืออยู่สายใยเดียว (คือเกือบต้องสึก)

เช้าวันรุ่งขึ้น จึงเข้าไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์กงมา ถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ท่านบอกว่า “เออ ! ถ้าแก้ไม่ได้ จะพาไปหาท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ” หลวงปู่อุ่นว่า “ท่านกลัวท่านพระอาจารย์มั่นมาก แค่นึกภาพว่า ท่านมองมาก็กลัวแล้ว อย่าว่าแต่ไปหาเลย” ท่านพระอาจารย์กงมายังเตือนอีกว่า “ความอยากสึกนี้มันยังจะมาอีกให้ระวัง” หลวงปู่ก็คิดว่า แค่นี้ยังจะเอาไม่ไหว มันยังจะมาอีกหนักกว่านี้ตายแน่เลยเรา

ครั้นต่อมา ความอยากสึกนี้ก็เกิดขึ้นจริงๆ แต่ไม่หนักเท่าคราวก่อน หลวงปู่จึงใช้สติปัญญาพิจารณาทบทวนดูว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทําให้จิตของท่านฟุ้งซ่านอยากสึก? จะเป็นเพราะเราบิณฑบาตไม่สํารวม ไปติดรูปผู้หญิงตอนไปบิณฑบาตหรือ? หรือฉันอาหารแล้วไม่พิจารณา? พยายามพิจารณาทบทวน ช่วงนี้ท่านเริ่มมีปัญญาบ้างแล้ว รู้จักพิจารณาอสุภะ อสุภัง ตามที่ครูบาอาจารย์เคยสอนไว้ จนความรู้สึกนั้นเบาบางลงไป ท่านว่า เหมือนท่านผ่านการทดสอบของกิเลส (ในคราวแรก) มาได้แล้ว ต่อมาจึงสามารถเอาชนะได้

ความจริงหลวงปู่อุ่นท่านตั้งใจแล้วว่า “ถ้าบวชแล้ว ๕ พรรษา ยังภาวนาไม่เป็นจะสึก เพราะครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ถ้าตั้งใจทําความเพียรจริงๆ แล้ว ๕ พรรษา ต้องภาวนาเป็น สติสัมปชัญญะต้องรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอด ถ้าทําไม่ได้ก็ให้สึกไป” ช่วงพรรษาแรกๆ นี้หลวงปู่อุ่นจึงเร่งความเพียรอย่างหนักจนภาวนาเป็นและอยู่ในสมณเพศมาจนถึงปัจจุบัน”

ซึ่งเรื่องนี้เป็นคติเตือนใจให้กับพระบวชใหม่ที่เห็นภัยในวัฏสงสาร ออกบวชเพื่อปรารถนาความพ้นทุกข์ ควรออกบวชอยู่ศึกษาธรรมในสํานักครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติดี รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม เช่น หลวงปู่อุ่นออกบวชอยู่ศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น และ หลวงปู่กงมา เป็นต้น เมื่อมีปัญหาอะไรที่ทําให้อยากสึก ท่านก็เมตตาช่วยแก้ไข และเมื่อมีปัญหาในการภาวนา ท่านก็เมตตาช่วยชี้แนะ ฯลฯ

ส่วนศรัทธาญาติโยม ซึ่งเป็นญาติพี่น้องของหลวงปู่กงมา ยิ่งนานวันก็ยิ่งให้ความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาและปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานมากยิ่งๆ ขึ้น ต่างพากันเข้าวัดเข้าวาและรู้วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับพระเณร และต่างก็ให้ความเคารพเทิดทูนบูชาหลวงปู่กงมาเป็นพระบุพพาจารย์องค์แรกของวัด ทั้งมีความภาคภูมิใจว่า บ้านโคก มีวัดป่าวิสุทธิธรรมเป็นวัดป่าประจําหมู่บ้าน ครั้งหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่นและบรรดาพระศิษย์ ซึ่งต่อมาเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เคยมาพักและอยู่จําพรรษาเมตตาโปรดพวกเขา จนหมู่บ้านร่มเย็นเป็นสุข ชาวบ้านรักในศีล รักในธรรม และมีความสามัคคีรักใคร่ปรองดองกัน ฯลฯ

การมาจําพรรษาที่บ้านโคกของท่านพระอาจารย์มั่นและพระศิษย์ ๒ พรรษา และของหลวงปู่กงมา ติดต่อกัน ๕ พรรษา เพื่อโปรดญาติพี่น้องของท่าน ในตลอดระยะเวลานี้ การเผยแผ่ธรรมปฏิบัติได้ประสบความสําเร็จเป็นอย่างดียิ่งดังที่กล่าวมา จนประวัติของท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่กงมา ท่านอาจารย์พระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ฯลฯ ได้ถูกจารึกจดจําอยู่คู่กับหมู่บ้านแห่งนี้ ภาพท่านพระอาจารย์มั่นพาพระเณรออกเดินบิณฑบาตโปรดคนในหมู่บ้าน ภาพท่านและพระเณรนั่งฉันในบาตรรวมกันที่ศาลา ภาพท่านให้พร ภาพพระเณรเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ตลอดภาพบรรยากาศอันเงียบสงัดร่มรื่นภายในวัด ฯลฯ ล้วนเป็นภาพที่น่าประทับใจและควรแก่การจดจํายิ่ง โดยคนเฒ่าคนแก่ได้เล่าสืบทอดให้ลูกหลานฟังต่อๆ กันมาจวบจนปัจจุบันนี้

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ธุดงค์กับหลวงปู่ฝั้น และเฝ้าดูแลอาพาธหลวงปู่มั่น

ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพาดําเนินตามรอยองค์พระบรมศาสดา ท่านจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ตามป่าตามเขา ตามพระพุทธโอวาทข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ ในช่วงเข้าพรรษาตลอดระยะเวลา ๓ เดือน ท่านจะพักอยู่ประจําที่ในวัด หรือในสถานที่ที่ท่านปวารณาอยู่จําพรรษา ซึ่งก็เป็นเสนาสนะป่าที่สัปปายะตั้งอยู่ตามป่าตามเขาอันวิเวกเงียบสงัด พอออกพรรษาแล้ว ในหน้าแล้ง ท่านจะออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาในที่เปล่าเปลี่ยว ท่านจะไม่คลุกคลีกับพระ เณร ญาติโยม ในสมัยที่ท่านทั้งสองยังธาตุขันธ์แข็งแรง ท่านมักจะธุดงค์ไปองค์เดียวตามลําพัง เป็นการธุดงค์เพื่อถอดถอนกิเลสอย่างแท้จริง

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้ดําเนินตามปฏิปทาข้อนี้เรื่อยมา แม้ในระยะนี้ท่านอายุ ๔๕ ปี อยู่ในวัยกลางคนแล้วก็ตาม ออกพรรษาแล้ว ในหน้าแล้ง ท่านมักจะพาศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์เป็นประจํา ซึ่งสถานที่ไปธุดงค์นั้นมักเป็นป่าเขาถํ้าเงื้อมผา วัดร้าง หรือโบราณสถานเก่าแก่ อันเป็นที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะ ห่างไกลบ้านเรือนผู้คน พออาศัยหมู่บ้านเล็กๆ ได้ออกบิณฑบาต

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ออกพรรษา พอเสร็จฤดูกาลรับกฐินแล้ว เข้าสู่หน้าแล้ง หลวงปู่กงมา หลังกลับจากกราบคารวะเยี่ยมเยียนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเตรียมออกธุดงค์ ซึ่งก็เป็นระยะเดียวกับที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านพาคณะศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ไปในเขตเทือกเขาภูพาน แล้วเลยไปพักในถํ้าบนเขาภูพานใกล้ๆ กับบ้านนาสีนวล ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ ก่อนเป็นวัดดอยธรรมเจดีย์ในปัจจุบัน ท่านและพระศิษย์พักวิเวกอยู่ที่บ้านนาสีนวล ได้ประมาณเดือนเศษก็ลงมา แล้วไปพักที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก กับหลวงปู่กงมา

หลวงปู่ฝั้นได้ชวนหลวงปู่กงมา เพื่อนสหธรรมิกร่วมเดินธุดงค์ไปด้วยกัน หลวงปู่ทั้งสองพร้อมคณะศิษย์ได้เดินทางไปพักที่วัดป่าร้างแห่งหนึ่ง อยู่ใกล้กับบ้านหนองมะเกลือ ตําบลดงชน อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร พักอยู่ที่นี่อีกประมาณเดือนเศษ ต่อจากนั้นก็ย้ายไปพักที่ป่าไผ่ วัดพระธาตุดุม บ้านธาตุดุม ตําบลธาตุเชิงชุม ซึ่งอยู่ห่างตัวเมืองสกลนคร ราว ๔–๕ กิโลเมตร ภายในวัดมีโบราณสถานเก่าแก่เป็นอารยธรรมขอม เดิมมีพระปรางค์ก่ออิฐศิลาแลง ๓ หลัง ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ปัจจุบันเหลือองค์เดียว สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖–๑๗ สมัยเดียวกับพระธาตุนารายณ์เจงเวง

หลวงปู่ฝั้น และ หลวงปู่กงมา พาพระเณรพักภาวนาอยู่ที่วัดพระธาตุดุม ราวครึ่งเดือน ก็ทราบข่าวว่า ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ล้มป่วยอาพาธอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม ท่านทั้งสองจึงรีบรุดเดินทางไปกราบเยี่ยมเยียนและอยู่เฝ้าปรนนิบัติดูแลอาการท่านราว ๒ สัปดาห์ ซึ่งขณะนั้นก็มีองค์หลวงตาพระมหาบัวเป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าอาการของท่านพระอาจารย์มั่นทุเลาลงมากแล้ว ก็ได้พากันกราบนมัสการลา แล้วเดินทางกลับไปพักที่ป่าไผ่ วัดพระธาตุดุม อีกระยะหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงได้ย้ายไปพักวิเวกที่วัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในตัวเมืองสกลนคร คือ วัดสระแก้ว

วัดสระแก้ว นี้ได้ร้างพระเณรมาหลายปีแล้ว บริเวณวัดจึงกลายเป็นป่ารกรุงรัง สถานที่ของวัดสระแก้ว ที่เป็นวัดร้างแห่งนี้ ก็คือ สถานที่ที่เป็นโรงพยาบาลจังหวัดสกลนครในปัจจุบัน

ในระยะแรกที่หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา พร้อมด้วยศิษย์ที่เป็นพระและเณร ได้เข้าไปพักที่วัดสระแก้ว ภายในวัดมีกุฏิร้างที่ใกล้จะพังอยู่ ๒ หลัง หันหน้าเข้าหากัน ระหว่างกลางเป็นชานโล่ง ปูพื้นติดต่อถึงกัน หลวงปู่ทั้งสองได้เข้าพักองค์ละหลัง ส่วนพระภิกษุและสามเณรที่ติดตามได้ไปพักรวมกันที่กุฏิอีกหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่คนละด้านกับที่หลวงปู่ทั้งสองท่านพักอยู่ นอกจากนี้ยังมีกุฏิอีกหลังหนึ่ง ได้จัดไว้สําหรับเป็นที่ฉันจังหันรวม

หลวงปู่กงมาพักอยู่กับคณะของหลวงปู่ฝั้นระยะหนึ่งแล้ว ท่านก็ได้ขอแยกเดินทางกลับไปวัดของท่าน คือ วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก หลังจากนั้นหลวงปู่ฝั้นท่านก็ย้ายลงมาพักรุกขมูลอยู่ใต้ต้นไม้ริมสระนํ้า มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกิดขึ้น คือ ท่านเห็นขวดโหลจมอยู่ในเลนก้นสระ ๒ ใบ สระมีสาหร่ายขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด มองไม่เห็น แต่ท่านกลับมองเห็นได้อย่างน่าอัศจรรย์ พองมขึ้นมาตามที่ท่านชี้บอก ก็พบว่าเป็นขวดโหลบรรจุอัฐิ จากนั้นท่านกลับไปวัดป่าธาตุนาเวง ไปโปรดตํารวจให้เลิกนับถือผี (รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ พบโหลบรรจุอัฐิของโยม และ หัวข้อ สอนตํารวจให้เลิกเชื่อถือผีสาง)

ในระยะนี้มีผู้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานกันมาก แม้หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ท่านไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ แต่ท่านทั้งสองได้รับหน้าที่เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ก่อนเข้าพรรษา เมื่อท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชกุลบุตรลูกหลานที่มีอายุครบ ๒๐ ปี เป็นพระธุดงคกรรมฐาน หลวงปู่ฝั้นเป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงปู่กงมาเป็นพระอนุสาวนาจารย์

สหธรรมิกมรณภาพ

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ก่อนเข้าพรรษา มีพระถึงแก่มรณภาพในวัดป่าบ้านหนองผือ ทั้งก่อนและในเข้าพรรษา ๒ องค์ คือ ท่านพระอาจารย์เนียม โชติโก กับ ท่านพระอาจารย์สอ สุมงฺคโล การเผาศพตามปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อมรณภาพวันไหนก็เผาวันนั้น รายละเอียดเรื่องนี้องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้บันทึกยกเป็นคติสอนผู้ที่มีชีวิตอยู่ (รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ ท่านเป็นร่มเงาเมตตาอนุเคราะห์แก่บรรดาศิษย์)

ท่านพระอาจารย์เนียม โชติโก เป็นชาวบ้านนามน ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ซึ่งบ้านท่านอยู่ใกล้กับบ้านโคก ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ สมัยนั้นทั้งสองบ้านนี้ขึ้นกับ อ.เมือง จ.สกลนคร องค์หลวงตาพระมหาบัว กับ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต เรียกว่า “บ้านโคกนามน” กล่าวได้ว่า ท่านทั้งสองเป็นคนบ้านเดียวกัน เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ฆราวาส ออกบวชในเวลาใกล้เคียงกัน มีอายุพรรษาเท่ากัน เป็นสหธรรมิกที่สนิทสนมกันและมีความคล้ายคลึงกันมาก ต่างไม่ได้เรียนหนังสือมาก่อน เมื่อบวชแล้วก็มุ่งทางปฏิบัติกรรมฐานอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเคร่งครัดเหมือนกัน และเทศนาธรรมเก่งเหมือนกัน โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ว่า

“ท่านองค์นี้ (ท่านพระอาจารย์เนียม) บวชเพื่อปฏิบัติโดยเฉพาะ และปฏิบัติอยู่กับท่านอาจารย์ (หลวงปู่มั่น) แบบเข้าๆ ออกๆ เรื่อยมาแต่สมัยท่านอยู่เชียงใหม่ และติดตามท่านจากเชียงใหม่มาอุดรฯ สกลนคร แล้วมามรณภาพที่วัดหนองผือ ทางด้านจิตตภาวนาท่านดีมาก ทางสมาธิ ส่วนทางปัญญากําลังเร่งรัด โดยมีท่านอาจารย์เป็นผู้คอยให้นัยเสมอมา ท่านมีนิสัยเคร่งครัดเด็ดเดี่ยวมาก เทศน์ก็เก่งและจับใจไพเราะมาก ทั้งที่ไม่ได้หนังสือสักตัว เทศน์มีปฏิภาณไหวพริบปัญญาฉลาด สามารถยกข้อเปรียบเทียบมาสาธกให้ผู้ฟังเข้าใจได้อย่างง่ายๆ”

ในระยะที่หลวงปู่กงมาธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นมาจังหวัดสกลนคร หลวงปู่เสาร์ท่านอาพาธหนัก ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาไว้วางใจท่านพระอาจารย์เนียมมาก ท่านสั่งให้ท่านพระอาจารย์เนียม กับ หลวงปู่เจี๊ยะ ไปอุปัฏฐากดูแลหลวงปู่เสาร์ที่วัดดอนธาตุ จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั้นท่านพระอาจารย์เนียมมีอายุล่วงได้ ๓๓ ปีแล้ว หลังจากนั้นอีก ๕ ปี ท่านก็ถึงแก่มรณภาพ ที่วัดป่าภูริทัตตถิราวาส บ้านหนองผือนาใน โดยท่านพระอาจารย์มั่นให้ความเมตตาจัดการเผาศพแบบพระธุดงคกรรมฐานขึ้นในวัดด้วยองค์ท่านเอง ซึ่งหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ได้เขียนถึงท่านพระอาจารย์เนียมไว้ในหนังสือชีวประวัติพระหล้า เขมปตฺโต ดังนี้

“ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ นั้นเอง เป็นเดือนพฤษภาคม แรม ๗ คํ่า เวลาเช้าบิณฑบาตมาถึงวัดแล้ว กําลังเตรียมจะแต่งบาตรฉัน พระอาจารย์เนียมมีพรรษาล่วงไป ๑๘ พรรษา องค์ท่านป่วยมานานประมาณ ๑ เดือนกว่า องค์ท่านตั้งเตียงพักอยู่โรงจงกรมเก่าของหลวงปู่มั่นใกล้กับศาลาฉันอาหารประมาณ ๗–๘ วา ได้สิ้นลมปราณไปแบบสุภาพ ไม่มีสกลกายกระดิกหรือเคลื่อนไหวอันใด ปรากฏเห็นแต่ลมเบาไป หมดไปเท่านั้น งามมาก น่าเคารพมาก น่าเลื่อมใสมาก ไม่อั๊ก ไม่แอ็ก ไม่ยักคิ้ว ยักสบปาก ยักจมูก หลับตาสุภาพอยู่ ผู้เขียนได้เห็นกับตา พิจารณากับใจ พระอาจารย์มหาบัวก็ได้เห็นด้วย”

และเขียนต่อไปว่า “หลวงปู่มั่นปรารภว่า “เออ ! ท่านเนียมก็ไปแล้วในส่วนสิ้นลมปราณ เธอเล่ากับเราบ่อยๆ ว่า รู้จักวิธีภาวนาแห่งสมมุติแล้ว”… พร้อมปรารภว่า “พวกเรานี้มันขี้โง่พากันเกิดมาตายเล่น เผากันเล่นอยู่” พอตกตอนพลบคํ่าองค์หลวงปู่กล่าวว่า “พากันเห็นอาจารย์ไหม ไฟเผาอยู่นั่น รีบจงกรมภาวนาเข้า เดี๋ยวจะตายเปล่า”… และหลวงปู่มั่นปรารภเปิดเผยต่อพระเณรในยุคนั้น ขณะนั้นว่า “ท่านเนียมเป็นพระโสดาบันแล้ว ไปเกิดชั้น ๖ อาภัสสรา (พรหมโลกชั้น ๖)””

ปฏิปทาใดๆ ที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาดําเนิน หลวงปู่กงมาท่านจะเคารพและถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ปฏิปทาการเผาศพแบบพระธุดงคกรรมฐานที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาดําเนิน เช่น งานเผาศพท่านพระอาจารย์เนียม เป็นไปตามธรรมล้วนๆ โดยไม่มีโลกเจือปนแม้แต่น้อย คือ ท่านไม่ให้เก็บศพไว้นาน ไม่ให้เอาศพมาหาเงินหาทอง และไม่ให้พระเณรมาคลุกคลีเสียเวลาภาวนา ทั้งสั่งสอนตอกยํ้าให้พระเณรรีบเร่งภาวนา ซึ่งการเผาศพจะเป็นไปอย่างประหยัด ไม่หรูหราฟู่ฟ่า เน้นความสงบ เรียบง่าย งดงามตามแบบฉบับของพระธุดงคกรรมฐาน หลวงปู่กงมาท่านก็ได้พาพระเณรดําเนินตามปฏิปทานี้อย่างเคร่งครัดเรื่อยมา และในเวลาต่อมาบรรดาพระศิษย์ของท่านก็ได้ดําเนินตามอย่างเคร่งครัดสืบต่อๆ กันมา

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านพระอาจารย์จวนมากราบฟังธรรม

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านจําพรรษาที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านก็ไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ จากนั้นท่านเดินธุดงค์ออกมาพักที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยหีบ กับ ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต ท่านทั้งสองได้พักปฏิบัติธรรมร่วมกันไม่นาน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เมื่อครั้งท่านเป็นพระหนุ่มพรรษาน้อย ท่านก็ธุดงค์ผ่านมาพัก มาฟังธรรมกับท่านทั้งสอง

ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก กับ หลวงปู่กงมา ท่านทั้งสองอายุพรรษา ๑๙ แล้ว ส่วนท่านพระอาจารย์จวน เพิ่งจะอายุพรรษา ๔ ท่านทั้งสองต่างเป็นพระเถระแล้ว เมื่อมีภิกษุหนุ่มออกบวชเป็นพระธุดงค์ มุ่งจาริกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ท่านย่อมยินดีและให้การส่งเสริมอย่างเต็มที่ เมื่อท่านพระอาจารย์จวนมาอยู่ร่วมและขอฟังธรรม ท่านทั้งสองย่อมทราบว่า ท่านพระอาจารย์จวน ท่านออกบวชปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน ท่านเป็นภิกษุหนุ่มที่มีอํานาจวาสนาบารมีธรรมมาก มีนิสัยเด็ดเดี่ยว การปฏิบัติก็เอาจริงเอาจังมาก จึงให้ความเมตตาเอ็นดูมาก และได้เมตตาแสดงธรรมโปรด ทั้งให้กําลังใจท่านพระอาจารย์จวนเป็นอันมาก

โดยในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านพระอาจารย์จวน ท่านได้อยู่จําพรรษาและศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ พอหน้าแล้งท่านก็ออกเที่ยวธุดงค์ และท่านได้มาพบพระศิษย์รุ่นอาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่นถึง ๓ องค์ คือ ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก หลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี ซึ่งท่านทั้งสามมีอายุและพรรษาใกล้เคียงกัน และมีพระอุปัชฌาย์องค์เดียวกัน คือ ท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) โดยท่านพระอาจารย์จวน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“นี้ในระยะนั้น ต่อแต่นั้นข้าพเจ้าก็เดินธุดงค์ไปตามแถวภูพาน จังหวัดสกลนคร ไปพบกับท่านพระอาจารย์มหาทองสุก ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธาวาสในสมัยนั้น และได้ไปฟังธรรมท่านอาจารย์กงมา ซึ่งกําลังอยู่ที่บ้านห้วยหีบ พักอยู่กับท่านอาจารย์มหาทองสุกและท่านพระ-อาจารย์กงมา ฟังเทศน์ฟังธรรมท่านพอประมาณแล้วก็รํ่าลาเลิกกัน ข้าพเจ้าก็เที่ยวไปตามแถวภูพาน เที่ยวลงไปทางเมืองอุบลราชธานี แล้วจะไปเที่ยวภาคเหนือ คือจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางไปสู่เมืองอุบลฯ อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลฯ ซึ่งเป็นสถานีรถไฟ จุดที่จะไปขึ้นรถไฟที่หัวสถานีอําเภอวารินชําราบ เผอิญได้ไปพบกับท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร ท่านพักอยู่ที่วัดป่า-วารินฯ เลยเข้าไปนมัสการสนทนาธรรมะกับท่านพอสมควรในคืนวันนั้น แล้วรุ่งเช้าก็ขึ้นรถไฟสายอุบลฯ ไปเชียงใหม่”

ส่วน หลวงปู่กงมา ท่านพักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยหีบระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็กราบลาท่านพระอาจารย์มหาทองสุก ออกธุดงค์เพื่อหาสถานที่ปฏิบัติธรรมและอยู่จําพรรษาต่อไป ไม่นานท่านก็ได้มาพบสถานที่สําคัญของท่าน ซึ่งต่อมา คือ วัดดอยธรรมเจดีย์

หลวงปู่กงมาเป็นเศรษฐีที่ดิน

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่มีทั้งพลังจิตอันแก่กล้าทรงพลังและกระแสแห่งเมตตาจิตอันนุ่มนวลชุ่มเย็น ทั้งมีพระธรรมเทศนาอันโน้มน้าวจิตใจ ทําให้คล้อยตาม คล้ายคลึงกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ซึ่งท่านได้นํามาปราบและโปรดเปรต ผี วิญญาณร้ายที่หวงสถานที่ ท่านประสบความสําเร็จในการปราบและโปรดเปรต ผี วิญญาณร้ายได้มากมายทุกแห่ง ท่านมีชื่อเสียงขึ้นชื่อลือชาในด้านนี้มาก จนได้รับการยกย่องเป็น “อาจารย์กงมาผีย่าน (กลัว)” อีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐาน เช่นเดียวกับหลวงปู่ดี ฉนฺโน หรือ “อาจารย์ดีผีย่าน”

ในช่วงที่หลวงปู่ฝั้นเมตตาสงเคราะห์ให้ประชาชนเลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัยกันอย่างจริงจัง หลวงปู่กงมา ในตลอดระยะ ๕ ปีที่ท่านอยู่จําพรรษาที่บ้านโคก อันเป็นบ้านเกิดของท่าน ท่านก็ได้เมตตาสงเคราะห์เช่นเดียวกับหลวงปู่ฝั้น ท่านทั้งสองนับเป็นครูบาอาจารย์ในกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน ที่ได้บําเพ็ญประโยชน์ตรงนี้ให้กับสังคมไทยอย่างมหาศาล โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“กองทัพธรรมฯ ตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่สิงห์ หลวงพ่อมหาปิ่น ที่เคลื่อนมาจากอุบลฯ เพราะว่าครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ท่านเกิดที่อุบลฯ แล้วท่านฝึกฝนมาจากอุบลฯ เพราะอุบลฯ เป็นเมืองของนักปราชญ์แต่ยังไม่มีผู้ที่รู้จริง พอประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้ว เข้าป่าเข้าเขามาตั้งแต่นครพนม เข้ามาทางมุกดาหาร เข้ามาทางสกลฯ เข้ามาอย่างนี้ เข้ามาฝึกฝนเอาในป่า

พอฝึกฝนเอาในป่า แล้วเราเป็นเมืองของนักปราชญ์ใช่ไหม ทางวิชาการนี้เราสมบูรณ์แน่นแฟ้นอยู่แล้ว แต่ความเป็นจริงมันยังไม่เกิดขึ้น พอความเป็นจริงมันเกิดขึ้นมา พอประพฤติปฏิบัติขึ้นมา หลวงปู่มั่นท่านมีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมา ท่านไปแก้หลวงปู่เสาร์ด้วย แล้วท่านไปฝึกลูกศิษย์ลูกหาขึ้นมาจนเป็น “กองทัพธรรมฯ”

พอกองทัพธรรมฯ นี้เคลื่อนมาทางอุดรฯ เคลื่อนมาทางสกลฯ มาทางขอนแก่น แล้วสมัยโบราณพวกนี้เขาถือผี คําว่า ถือผี คือทําอะไร ต้องให้เคารพผีก่อน พอเคารพผีก่อน แล้วกองทัพธรรมฯ นี้บอกว่า ให้ถือรัตนตรัย ให้เชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

สมัยโบราณนะ สมัยก่อนนี้อีสานทั้งอีสานมันเป็นป่าหมด พอเป็นป่าหมด ทีนี้ไข้ป่ามันแรง พอใครเข้าไปจับจองที่แล้ว มันจะเกิดไข้ป่า ไปตายกันเยอะมาก พอยิ่งเข้าไปเจอไข้ป่า ไปเจอที่เฮี้ยนๆ ที่แรงๆ นี่จะกลัวมาก แล้วก็จะหนีออกมา เห็นไหม

พอหนีออกมาแล้วนี่ หลวงปู่กงมา… เราไปทางสกลฯ เขาบอกว่า หลวงปู่กงมานี้เป็นเศรษฐีที่ดิน เราก็แปลกใจว่า เป็นเศรษฐีที่ดินได้อย่างไร ชาวบ้านเขาไปจับที่ดินกันสมัยโบราณ พอที่มันแรง พอเจ็บไข้ได้ป่วยกัน ก็ยกที่ให้หลวงปู่กงมา ยกให้หลวงปู่กงมา ที่ของหลวงปู่กงมาเยอะไปหมดเลยนะ แล้วเวลาหลวงปู่กงมาท่านไปที่ไหน พอที่มันแรงๆ ขึ้นมา พอหลวงปู่กงมาไปอยู่ปั๊บ ที่มันก็สงบร่มเย็นลง พอสงบร่มเย็นลงก็ทํามาหากินได้ เพราะทีแรกเขาทํามาหากินไม่ได้เลย

นี่อย่างที่บอก เห็นไหม เขาถึงกลัว เขาถึงถือผีกัน ถือผี เคารพบูชาผีกัน แต่เวลาครูบาอาจารย์ท่านมาแก้ คือ ให้เชื่อมั่นในรัตนตรัย เชื่อมั่นในพระธรรม ในคําสั่งสอน ในสัจจะความจริง… ก็เหมือนกับที่ทางโลกเขาบอกว่า เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์เป็นอย่างนี้ มันเป็นไข้เพราะเหตุใด ก็หาเหตุหาผล แต่มันมีเรื่องกรรม มันหาเหตุหาผลไม่ได้ทั้งหมดใช่ไหม วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ทั้งหมด แต่ให้ถือธรรม ! ถือธรรม ถือเวรถือกรรม ถือความเป็นจริง นี่คือ “กองทัพธรรมฯ”…

สมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น แล้วครูบาอาจารย์รุ่นรองลงมา แล้วมันแบบกองทัพธรรมฯพอกองทัพธรรมฯ มันสร้างประโยชน์กับประเทศไทยอย่างใด? มันสร้างประโยชน์กับประเทศไทยนะ อย่างเช่นเมื่อก่อนนะ เมืองไทยสมัยครูบาอาจารย์เรายังไม่มีถนน เราไปอีสานนะ เส้นทางสายอุดรฯ กับสกลฯ ยังเป็นลูกรังอยู่

สมัยโบราณนะ สมัยก่อนหน้านั้นนะ ทางอีสานนี่ถนนหนทางมันไม่มี แล้วพอจะไปทางไหนมันจะเป็นป่าไปหมดนะ พอเป็นป่าไป ชาวบ้านเขาไปทํากิน มันจะไปเจอสถานที่แรงๆ เจ็บไข้ได้ป่วยกันเต็มไปหมดเลย แล้วครูบาอาจารย์เราเข้าไปนะ เขาจะนิมนต์ครูบาอาจารย์เข้าไป ที่ไหนนะ ถ้าเป็นที่แรง จะนิมนต์ครูบาอาจารย์ แล้วตอนนี้ใครไปสกลฯ นะ ไปแถวพวกบ้านโคกสิ เราไปมา เขาบอกว่า “หลวงปู่กงมาเป็นเศรษฐีที่ดิน หลวงปู่กงมาเป็นเศรษฐีที่ดิน”…

นี่เราจะบอกว่า สมัยกองทัพธรรมฯ คนยังถือผี พอคนถือผี เขาก็ถือว่าถือผี กลัวผี แล้วผีนี่ให้โทษ ให้คุณ ฉะนั้น เวลาเขาไปทํากินที่ไหน เขาจะนิมนต์พระ เขาต้องหาพระไปเป็นขวัญเป็นกําลังใจ แล้วถ้าพระที่ไหนเป็นขวัญ เป็นกําลังใจ จะไปช่วยคุ้มครองดูแลเขา ดูแลเขา เห็นไหม ให้เขาเห็นว่า ถ้าเราถึงรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผีนี่เขาจะได้ส่วนบุญจากเรา เขาจะไม่ทําร้ายเรา นี่มันมีกรณีอย่างนี้ขึ้นมา กรณีกรรมฐานนี่นะได้ทําสิ่งนี้มา ได้เปลี่ยนสังคมไทย สังคมที่ถือพุทธแต่ถือผีด้วย ให้เปลี่ยนมาเป็นถือพุทธทั้งหมดนี่เยอะมาก สมัยที่กองทัพธรรมฯทําประโยชน์กับประเทศชาติไม่มีใครคิดอย่างนั้นไง…

นี่ไงสิ่งที่ทํามา เขาทําประโยชน์กับสังคมนะ ความร่มเย็นเป็นสุขของสังคม”

หลวงปู่กงมา เมื่อท่านได้รับการถวายที่ดินจํานวนมาก ท่านได้มาสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้นหลายแห่งในจังหวัดสกลนคร และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งเข้ามาดูแลเสนาสนะป่าบ้านนามน (วัดป่านาคนิมิตต์) ต่อจากท่านพระอาจารย์มั่น จากนั้นหลวงปู่กงมาท่านไปอยู่ภาวนาและสร้างวัดดอยธรรมเจดีย์ ครูบาอาจารย์เล่าไว้ดังนี้

“พอหลวงปู่มั่นไป หลวงปู่กงมานั่นแหละเป็นผู้ดูแลตรงนี้น่ะ วัดป่าบ้านนามนอยู่ในความดูแลของท่าน เมื่อก่อนอาณาเขตวัดนี้ มันกว้างขวางแหละ แต่พอหลวงปู่มั่นไปอยู่ที่วัดป่าบ้าน-หนองผือแล้ว ชาวบ้านก็รุกลํ้าเข้ามาเอาเกือบหมดนะ เขาเหลือไว้เพียง ๕ ไร่ เมื่อก่อนส้วมก็ตั้งอยู่ในวัด ต่อมากลายเป็นว่าส้วมวัดไปตั้งอยู่กลางไร่ของเขา ทีนี้เวลาพระจะไปส้วม ก็จะต้องขึ้นบันได ลงบันไดข้ามรั้วไปเข้าส้วมนะ

หลวงปู่กงมาก็ดี เมื่อก่อนก็เคยมาพูดกับเขา เมื่อก่อนนั้นน่ะ มันตั้งอยู่ภายในเขตของวัด โอ้ย ! เขามาต่อว่าท่านใหญ่เลย เขาถึงขนาดว่า ท่านเป็นผ้าเหลืองห่มตอ นู้นแหละ นั่นแหละหลวงปู่กงมาท่านจึงสละที่ตรงนี้ ท่านว่า “เขาอยากได้ก็ให้เขาไปซะ พวกเรามาอยู่บนนี้ดีกว่า (วัดดอยธรรมเจดีย์)” ท่านก็เลยขึ้นไปอยู่วัดดอยฯ “ภูเขามันมีแต่ก้อนหิน ไม่มีใครอยากได้ดอก” ท่านว่า หลวงปู่กงมาก็เลยทิ้งไป”

ภาค ๑๑ สร้างวัดดอยธรรมเจดีย์

บุกเบิกสร้างวัดดอยธรรมเจดีย์

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพักจําพรรษาอยู่ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก หากรวมกับเสนาสนะป่าบ้านโคก ก็เป็นเวลานานติดต่อกัน ๕ พรรษาแล้ว เมื่อท่านเห็นว่า การอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ญาติพี่น้องคนรู้จักมากเกินไป การบําเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้นก็ทําได้ยาก ถึงทําได้ก็ไม่เต็มที่มากนัก และนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๕–๒๔๘๙ ขณะที่ท่านอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมขั้นสูงกับท่านพระอาจารย์มั่น นานติดต่อกัน ๔–๕ ปี มาถึงระยะนี้ จิตของท่าน ธรรมของท่านเป็นอัตโนมัติแล้ว ท่านต้องการปลีกวิเวกเร่งทําความเพียรภาวนาเพื่อความหลุดพ้น ท่านจึงออกเที่ยวธุดงค์ขึ้นไปเทือกเขาภูพาน ไปดูสถานที่ภาวนาบนภูเขา

ซึ่งสมัยก่อนนั้นเทือกเขาภูพานมีสภาพเป็นป่าจริงๆ ป่านี้ต้นไม้ใหญ่หนาแน่นทึบไปหมด ในป่าทึบจึงเต็มไปด้วยไข้ป่ามาลาเรียบ้าง สัตว์ป่า สัตว์ร้ายต่างๆ บ้าง ช้าง เสือ หมี งู นี้มีชุกชุมมาก หลวงปู่กงมาท่านได้ไปพักวิเวกภาวนาตามสถานที่อันสงบสงัดตามเชิงเขาบ้าง ตามถํ้าบ้าง ฯลฯ ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลังจากท่านไปพักที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยหีบแล้ว ท่านก็เลยไปพักในถํ้าบนเขาภูพานใกล้ๆ กับบ้านนาสีนวล ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ ท่านก็ได้พบสถานที่เหมาะสมแห่งหนึ่งในเทือกเขาภูพาน คือ ท่านได้พบถํ้า และมีนํ้าผุดพอได้อาศัย ทั้งพออาศัยหมู่บ้านเล็กๆ โคจรบิณฑบาต ท่านจึงได้ขึ้นไปบนเขาอันชุกชุมไปด้วยเสือ โดยปักกลดพักภาวนาบริเวณปากถํ้าเสือ

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากวัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก ราว ๗–๘ กิโลเมตร และตั้งอยู่ห่างจากบ้านนาสีนวล ราว ๔ กิโลเมตร ซึ่งขณะนั้นมีสภาพเป็นดงหนาป่าทึบที่เต็มไปด้วยเสือร้ายและสัตว์ป่านานาชนิด เป็นที่เปล่าเปลี่ยว วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก อากาศก็ดีมาก ทําเลสถานที่ภาวนาก็กว้างขวางมาก และห่างไกลหมู่บ้าน ไม่มีผู้คนมารบกวน เหมาะเป็นที่บําเพ็ญเพียรภาวนาอย่างยิ่ง และถือเป็น “มหาวิทยาลัยป่า” ในทางพระพุทธศาสนาอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาไม่นานหลวงปู่กงมาท่านได้สร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้น เมื่อมาสร้างวัดทีแรกก็เป็นทางเสือผ่าน ผ่านไปผ่านมา เพราะเป็นดงป่าดงเสือ จึงมีเสือเต็มไปหมด

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ในหน้าแล้ง หลวงปู่กงมาท่านจึงเริ่มพาคณะศิษย์ขึ้นไปปักกลดภาวนาและพักค้างบนเขา ท่านพาพระเณรประพฤติปฏิบัติในทางด้านจิตใจเป็นสําคัญ ด้วยการเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา เพราะเป็นงานของพระ เป็นหน้าที่ของพระ และท่านได้ถือปฏิบัติพระธรรมวินัย แม้จะเป็นภายนอก ท่านก็ได้รักษาอย่างเคร่งครัด การปฏิบัติธุดงควัตรก็เป็นไปอย่างเข้มข้น ท่านทําเป็นกิจวัตรปรกติ ไม่เคยอนุโลม ไม่ว่าจะไปอยู่ ณ สถานที่ใด เช่น การบิณฑบาตเป็นวัตร การฉันในบาตรหนเดียวเป็นวัตร เป็นต้น

ส่วนการปฏิบัติภายในทางด้านจิตใจ ท่านได้บําเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ท่านทําให้ดูเป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ อันเป็นการสอนที่ไม่ต้องสอน เมื่อพระเณรองค์ใดอยู่กับท่าน ซึ่งท่านต้องแนะนําสั่งสอน ท่านก็พยายามเทศน์อบรมปลุกจิตปลุกใจพระเณร เช่นเดียวกับที่ท่านได้รับการอบรมจากท่านพระอาจารย์มั่นมา เพื่อมิให้พระเณรเกิดความเหนื่อยหน่ายต่อข้อปฏิบัติ ท่านจะกระทําเช่นนี้ตลอดเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านอยู่ด้วยการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง และปรารภความเพียรอยู่เป็นประจําเสมอๆ ในสมัยนั้น ท่านถือเป็นครูบาอาจารย์องค์เลิศเลอ องค์สําคัญที่หาได้ยากอีกองค์หนึ่ง สมกับที่ท่านจะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมและเป็นเสาหลักวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น

พอเข้าสู่ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ หลวงปู่กงมาท่านก็เริ่มสร้างสถานที่ค้นพบใหม่แห่งนี้ เป็นวัดป่ากรรมฐาน แรกเริ่มเดิมทีเรียกชื่อวัดแห่งนี้ว่า “วัดดอย” ในเวลาต่อมา จึงได้ตั้งชื่อวัดเป็น “วัดดอยธรรมเจดีย์” ตามชื่อของ “ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)” โดยหลวงปู่กงมาท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก และเป็นบูรพาจารย์ของวัด

ปักกลดภาวนาอยู่ปากถํ้าเสือ

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเคารพยึดมั่นและทําตามคําสอนของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเทศน์สอนให้พระไปภาวนาอยู่ในดงเสือ ท่านก็เข้าไปอยู่ในดงเสืออย่างองอาจกล้าหาญ โดยท่านยึดมั่นในบทธรรม ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริํ ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม และบทธรรม น ทุคฺคติํ คจฺฉติ ธมฺมจารี ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมไม่ตกไปในที่ชั่ว ธรรมทั้งสองบทนี้ จึงไม่ต้องมีต้นมีปลาย คือ ยังคงเส้นคงวาอยู่ตลอดกาล

ถํ้าที่หลวงปู่กงมาไปพบที่วัดดอยธรรมเจดีย์นั้น ชื่อว่า ถํ้าเสือ ถํ้านี้เป็นที่อยู่อาศัยของเสือ ซึ่งสมัยนั้นมีอยู่ชุกชุมมาก ท่านเล่าไว้ว่า “ภายในถํ้าเสือ พวกมันอยู่กันเป็นครอบครัวเลยทีเดียว ท่านเคยเห็นมันออกมาจากถํ้า บางครั้งก็ ๔ ตัว บางคราว ๕–๖ ตัว ก็มี เวลามันออกไปจากถํ้าก็หมายความว่า มันต้องลงไปจับวัวของชาวบ้านมากินเสมอๆ มันสามารถล้มวัวแล้วลากเอามาได้ เพราะมันช่วยกัน”

เมื่อหลวงปู่กงมาท่านไปถึงก็ได้ปักกลดลง ณ ปากถํ้าเสือ แล้วท่านก็เอ่ยกับพวกเสือโคร่งให้รับรู้ว่า “พวกเจ้าจงไปอยู่ที่อื่นเถิด เราจะมาขอใช้สถานที่แห่งนี้บําเพ็ญภาวนาธรรม และเราก็ได้ปักกลดอยู่ที่นี่แล้ว” พอท่านพูดจบก็นั่งหลับตาบําเพ็ญภาวนาเจริญสมถ–วิปัสสนากรรมฐานต่อไป พวกเสือโคร่งที่อยู่ในถํ้านั้น ได้ยินท่านพูดประกาศให้รู้อย่างนั้นแล้ว มันก็มาร้องคํารามครวญครางอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านก็ยังนั่งหลับตาบําเพ็ญภาวนาสงบนิ่งอยู่อย่างนั้น โดยไม่มีความสะทกสะท้านและไม่มีความหวาดกลัวใดๆ

แม้เสือโคร่งมาร้องคํารามกระหึ่มข่มขู่อยู่ใกล้ๆ เพื่อขับไล่ท่าน และมันก็พยายามเข้าถึงตัวท่านให้ได้ แต่ด้วยหลวงปู่กงมาท่านเป็นพระอริยบุคคล และด้วยอํานาจแห่งธรรมที่ท่านได้บําเพ็ญมาอย่างยาวนาน แม้ว่ากาลเวลาได้ล่วงเลยมานานเกือบ ๒,๕๐๐ ปี ธรรมย่อมเป็นธรรม เป็น อกาลิโก ไม่มีกาลเวลามาแต่กาลไหนๆ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ธรรมจึงได้แสดงความอัศจรรย์ปาฏิหาริย์ทางพระพุทธศาสนาให้ปรากฏ คือ เสือมันไม่สามารถเข้าถึงตัวท่านได้ จึงไม่อาจทําร้ายหรือทําอันตรายใดๆ กับท่านได้ ราวกับท่านมีรัศมีเป็นกําแพงเกราะแก้วคุ้มครองป้องกัน เสือก็ได้แต่ยืนร้องคํารามข่มขู่ใกล้กับตัวท่านอยู่อย่างนั้นเอง ซึ่งคล้ายกับประวัติของหลวงปู่ชอบฐานสโม ขณะท่านเดินธุดงค์กลางป่ากลางดึก มีเสือโคร่งใหญ่ ๒ ตัว ล้อมหน้าล้อมหลังพร้อมจะตะปบขยํ้าท่านกินเป็นอาหาร แต่พอท่านกําหนด “พุทโธ” จิตเข้าสู่อัปปนาสมาธิเท่านั้น เสือก็เข้าไม่ถึงตัวท่าน จึงจับท่านกินเป็นอาหารไม่ได้

หลวงปู่กงมา ท่านเล่าว่า “มันร้องคํารามครวญครางอยู่เช่นนั้นตลอด ๗ วัน เพราะมันหวงถํ้าของมัน” ท่านปฏิบัติธรรมเจริญสมถ–วิปัสสนากรรมฐานอยู่ปากถํ้าเสือนั้น จนในที่สุดเสือโคร่งที่เคยอาศัยอยู่ ณ ถํ้าแห่งนี้ ต้องหลีกทางให้ท่านอยู่ปฏิบัติ เพราะสู้อํานาจเมตตาธรรมของท่านไม่ได้ พวกเสือโคร่งเหล่านั้นก็ยอมสละถํ้าของมัน ลงไปอาศัยอยู่เชิงเขาต่อไป ส่วนท่านได้พาคณะศิษย์บําเพ็ญภาวนาอยู่บนเขานั้น จนจิตได้รับความสงบระงับเยือกเย็นไปตามๆ กัน และไม่นานท่านก็ได้ย้ายเข้าไปพักภาวนาอยู่ในถํ้าเสือนั้น ซึ่งบริเวณถํ้าเสือภายหลังได้สร้างเป็นโบสถ์

ต่อมาไม่นานพระศิษย์ของท่านก็ได้นําสามเณรสนธิ์ไปฝากไว้ เพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้และปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่กงมา บนถํ้าเสือเทือกเขาภูพาน และก็เกิดเหตุการณ์เจอเสือโคร่งคาบซากวัวมากินบนเขาอีก ดังนี้

อยู่มาคืนหนึ่ง เสือโคร่งเข้าหมู่บ้านก็ไปลักกัดกินวัวชาวบ้าน คืนถัดมา ผู้ใหญ่อ้อมซึ่งเป็นคนบ้านนาสีนวล มีความโกรธเสือโคร่งที่ไปลักกัดกินวัวของแกไปตัวหนึ่ง แต่มันกินไม่หมด แกรู้ว่า มันจะต้องกลับมากินซากวัวอีก ด้วยความโกรธ แกตั้งใจฆ่าเสือตัวนั้น จึงนําหน้าไม้ติดยางน่องมาคอยดักยิงเสือ ในยามดึกสงัดของคืนนั้น แกปีนขึ้นไปบนยอดไม้รอดักยิงเสือ ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกันกับหลวงปู่กงมาท่านกําลังนั่งบําเพ็ญภาวนาอยู่ในถํ้าเสือ

ที่ผู้ใหญ่อ้อมคาดคิดไว้ถูกต้อง ยามดึกสงัด เสือโคร่งตัวดังกล่าวก็ออกมากินซากวัวตัวนั้นจริงๆ พอผู้ใหญ่อ้อมเห็นเสือเท่านั้น ก็เกิดความตกใจสุดขีด กลัวจนตัวสั่น มือไม้สั่น หน้าไม้ที่จับไว้ก็หลุดมือตกลงมายังพื้นดิน แกกลัวมาก นั่งกอดคบไม้เนื้อตัวสั่นเทาไปหมด ยิ่งดึกก็ยิ่งกลัว ก็ยิ่งหาที่พึ่ง อะไรๆ ก็ไม่ดีเท่ากับเอาเสียงเข้ามาเป็นเพื่อน แกจึงตะโกนส่งเสียงร้องโหวกเหวกดังขึ้นมา เพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนเสือโคร่งตัวนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินซากวัว ท่ามกลางความมืดอย่างเพลิดเพลิน โดยมันไม่สนใจเสียงร้องตะโกนของแก

เสียงที่ผู้ใหญ่อ้อมร้องตะโกนขึ้นอย่างสุดเสียงในชีวิตที่เกิดมาได้ผลมาก เพราะเสียงนั้นได้ยินไปถึงหลวงปู่กงมา ที่กําลังเจริญสมาธิภาวนาอยู่ในถํ้าเสือ ท่านเข้าใจว่า คนชาวป่าชาวดงจะหลงทางร้องเรียกขอความช่วยเหลือ ท่านพร้อมด้วยสามเณรสนธิ์รีบออกจากถํ้าตามเสียงนั้นไป สามเณรสนธิ์คว้าตะเกียงรั้วติดมือไปด้วย เมื่อเดินใกล้ต้นเสียงที่ร้องตะโกน จนถึงที่เสือกําลังนอนฉีกกัดกินซากวัวอย่างเพลิดเพลินอยู่ แต่หลวงปู่กงมาและสามเณรสนธิ์ก็ยังไม่เห็นเสือที่กําลังนอนอยู่ใกล้ๆ เท้าของท่าน ผู้ใหญ่อ้อมอยู่บนต้นไม้มองเห็นดังนั้น ก็รีบร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “พระอาจารย์ นั่นเสืออยู่ข้างหน้าท่าน”

พอผู้ใหญ่อ้อมพูดขาดคํา สามเณรสนธิ์ก็เหลือบไปเห็นเสือนอนอยู่ตรงนั้นจริงๆ ทันทีที่เห็นสามเณรสนธิ์ก็เกิดความกลัวขึ้นมาและออกวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต วิ่งตรงไปยังกุฏิที่สร้างไว้ชั่วคราวตรงปากถํ้าเสือนั้น ทางที่วิ่งไปนั้น ปรกติบนเขาก็มีก้อนหินน้อยใหญ่ดูรกและระเกะระกะไปหมด ระหว่างทางก็ยังมีต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไป อีกทั้งมีเหวลึกลงไปอีก แต่สามเณรสนธิ์ก็สามารถวิ่งถึงกุฏิได้อย่างรวดเร็ว วิ่งจนตะเกียงหลุดหายไป เหลือแต่หูตะเกียงที่ยังกําติดมือไว้แน่น แล้วก็เข้ากุฏิปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา แล้วนอนตัวสั่นกลัวเสือไปตลอดทั้งคืน ส่วนหลวงปู่กงมา เมื่อท่านมองเห็นเสือ ท่านก็เอาไม้เท้าแตะสะกิดเสือให้รู้สึกตัว แล้วเสือก็กระโดดเผ่นหนีไป คืนนั้นผู้ใหญ่อ้อม เพราะความกลัวเสือ ก็ไม่กล้าเดินกลับบ้าน ต้องไปขอนอนไม่ไกลจากท่าน

สมัยที่หลวงปู่กงมาอยู่จําพรรษาบนเทือกเขาภูพาน สมัยนั้นเสือชุกชุมมาก แต่ละตัวก็ใหญ่โตน่าเกรงขามมาก หลวงปู่กงมาและลูกศิษย์อยู่จําพรรษาไปนานๆ เข้า สามารถอยู่คลุกคลีกับเสือโคร่งทุกตัว เสือบางตัวจะรู้เวลาการประพฤติปฏิบัติของท่านด้วยซํ้าไป

เวลาที่ท่านกําลังบําเพ็ญสมณธรรม เสือบางพวกจะลงไปอยู่เชิงเขา บางพวกก็ขึ้นไปอยู่บนยอดเขาสูงและไม่เคยที่จะมาส่งเสียงดังรบกวน ในขณะที่ท่านเจริญสมถ–วิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาธรรม ลักษณะคล้ายเป็นผู้อารักขาดูแลความปลอดภัยให้ท่าน จนเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ลูกศิษย์ลูกหาของท่าน และแก่ผู้เดินทางไปพบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

เวลาเช้าของทุกๆ วัน หลวงปู่กงมา ท่านจะเดินลงจากเขา เพื่อเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ ๖–๗ กิโลเมตร บรรดาเสือโคร่งลายพาดกลอนทั้งหลาย มันจะพากันเดินตามหลัง ติดสอยห้อยตามไปส่งท่านถึงชายป่า ก่อนจะถึงทางเข้าหมู่บ้าน แล้วมันก็จะนอนหมอบรอท่านอยู่ตรงนั้น เมื่อท่านกลับจากบิณฑบาต พอมาถึงชายป่า มันก็จะพากันเดินตามหลังท่านมา บางตัวก็หยอกล้อกันตามประสาสัตว์ตลอดทางจนถึงถํ้า มันจะทําอยู่อย่างนั้นทุกวัน บางวันก็ ๔ ตัว บางวันก็ ๕ ตัว มีเรื่องเล่าจากผู้ใกล้ชิดว่า

“เสือโคร่งลายพาดกลอนนี้ ดูกิริยามันแล้วเหมือนรู้ภาษาคน เพราะเมื่อหลวงปู่กงมาได้อาหารจากบิณฑบาตแล้ว ท่านก็จะนั่งฉันอยู่ต่อหน้ามัน พวกเสือเหล่านั้นมันจะนอนหมอบเฝ้าเลย พอท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านจะปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนเล็กๆ โยนให้มันกิน มันจะหมอบกินอย่างเรียบร้อย ดูแล้วเหมือนท่านเลี้ยงสุนัขไว้ฉะนั้น พอมันกินเสร็จ เห็นว่าท่านล้างบาตร มันก็จะพากันเดินหายไปในราวป่า”

นี่เป็นเพราะอํานาจกระแสจิต และ พรหมวิหารธรรม ที่หลวงปู่กงมาเจริญอยู่เป็นนิจ พวกเสือจึงเชื่อง มานั่งหมอบ นอนหมอบ เดินตามรับตามส่งท่าน ฯลฯ เพราะสัญชาตญาณสัตว์ย่อมเกรงกลัวภัยเหมือนมนุษย์เช่นกัน และความร่มเย็นสันติสุขนั้น ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ ย่อมมีความต้องการเหมือนกันหมด เสือมันจึงรู้ว่า เพศของพระเป็นเพศที่ให้ความร่มเย็น ไม่เป็นภัยกับมัน โดย องค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ สัตว์ป่าสนิทกับพระกรรมฐาน ดังนี้

“เข้าไปในป่า ส่วนมากสัตว์นี้มักจะคอยอาศัยกับพระกับวัดนะ สัตว์ประเภทไหนไม่พ้นที่จะเข้ามาแอบอาศัยพระจนได้ เราทราบไหมว่า สัตว์เหล่านี้ทําไมจึงมามีความสนิทสนมกับพระ พิจารณาซิ อย่าดูผิวเผินซิ มีสิ่งที่ฝังใจสัตว์ คือ สัตว์จําได้โดยหลักธรรมชาติของมันเอง พระไปอยู่ที่ไหน ไม่ว่าสัตว์ประเภทใดจะมาแอบๆ แอบอยู่ข้างๆ แต่กิริยากลัวไม่ให้จับดีๆ เขาเร้นอยู่ตามข้างๆ อยู่ข้างนอกไม่ได้ ถูกเขาทําลาย วิ่งเข้ามาแอบ

ยิ่งพระกรรมฐานด้วยแล้ว ทราบนิสัยของสัตว์ป่าได้ดี ไปที่ไหน มันก็แอบเข้ามาๆ เป็นเองของสัตว์นะ คือเขาเคยกับพุทธศาสนามาเป็นกัปเป็นกัลป์จะว่าไง เพราะพระพุทธเจ้าตรัสรู้มาเรื่อยๆ แล้วสัตว์เหล่านี้เวียนเกิดเวียนตาย เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ มาเกิดเป็นมนุษย์ได้บวชในพระพุทธศาสนามาไม่รู้กี่ครั้งนะ พอมองเห็นผ้าเหลือง มันจะซึ้งภายในใจๆ เพราะมันเคย”

เหตุการณ์ พ.ศ. ๒๔๙๐ เสือวัดดอยธรรมเจดีย์

องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“วัดดอยธรรมเจดีย์สร้างระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๐–๙๑ ในย่านนี้ ท่านอาจารย์กงมาท่านสร้าง สร้างไม่นาน หลวงปู่มั่นเราก็ล่วงไป บริเวณกว้างขวางมาก ท่านเริ่มสร้างวัด เราก็เริ่มไปอาศัยท่านตั้งแต่ต้นเลย คือ อาศัยท่าน หมายถึงว่า เป็นทางผ่านเข้ามาสกลฯ ลงมาจากภูเขา ก็มาพักที่วัดดอยฯ แล้วก็ลงไปทางสกลนคร ผ่านไปผ่านมาอยู่เรื่อยๆ บางทีก็ขึ้นมานั่น ผ่านขึ้นเขา วัดนี้เราจึงได้เคยไปอาศัยอยู่ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมา ไปๆ มาๆ อยู่นั้น แต่ก่อนเต็มไปด้วยเสือนะที่นั่น คือป่าสัตว์ ป่าเสือ ป่าเนื้อ มีอยู่ทั่วๆ ไป

เวลาท่านไปสร้างวัดใหม่ๆ ฝนตกชุกมาก ทีนี้เห็ดออกเกลื่อนอยู่ตามข้างๆ วัด ในวัดนอกวัด เห็ดเต็ม ท่านเดินอยู่ในวัด ท่านก็เห็น เลยเรียกเณรมา “เณร นี่เห็ดมันเกลื่อนอยู่ในวัดนี่ นอกวัดมันยิ่งจะมากกว่านี้ ไป พากันไปหาหาบเห็ดสักหน่อยว่ะ โยมเขายังหาบเก่งนัก” ว่างั้นแล้วท่านก็ออกไป คือมันไม่มีเขตวัด มันก็ลามปามเป็นดงไปหมด พอออกไปเดินผ่านๆ เสือมันมานอนหมกตัวอยู่หน้าวัด จอมปลวกก็ไม่ใหญ่โตนัก มีพวกหญ้าคา หญ้าอะไรปกคลุมอยู่นั้น เสือมันอยู่จอมปลวกเล็กๆ มันขบขันดี ท่านพาเณรไปหาเก็บเห็ดล่ะซี เสือมันอยู่นั้น พาเณรไปเดินซุ่มซ่ามๆ เสือมันก็ เฮ่อๆ ขึ้นตรงนั้นข้างๆ มันอยู่ในป่า คือเป็นหญ้าคา เป็นอะไรจอมปลวกนั้นน่ะ เสือมันแอบอยู่นั้น คนเดินเพ่นพ่านๆ ไป มันก็ เฮ่อ ขึ้นทันที มันคําราม

“มึงอยู่นี่เหรอ มึงอย่าร้องดังนักซี กูก็กลัวเหมือนกัน ดูขนแข้งกูยังปลิวไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้” ท่านพูดสบายนะ ขนแข้งกูมันปลิวไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้ มึงอย่าร้องเสียงดังนักนะ กูก็กลัวเหมือนกัน มันร้องสองหนสามหน ท่านก็เดินฉากไป มันก็เลยอยู่นั่นนะ ท่านก็ไม่เห็นมีความรู้สึกกลัวอะไรนะ ท่านพูดเล่นกับเสือได้สบาย “มึงอย่าร้องดังนักซี กูก็กลัวเหมือนกัน ดูขนหน้าแข้งกูมันปลิวไปหมดแล้ว” นี่หมายถึงว่า เสืออยู่ข้างวัด ก็มันเป็นดงไปหมด ไม่ทราบว่าเขตวัดแค่ไหน มันไม่มีเขตแดน ท่านไปปักกลดลงที่นั่น พึ่งเริ่มจะสร้างอะไรเล็กๆ น้อยๆ เสือมันอยู่มันทําเลหากินของเขา ถ้าเขาไม่ขึ้นบนเขา เขาก็ออก บางทีไปนอนอยู่ในถํ้า ท่านไปสร้างวัดที่นั่น ถํ้าก็อยู่กลางวัดอีกด้วย เสือไปหากิน มันไม่อยากเข้าป่าลึก มันก็อยู่ตามแถวนั้น เพราะมันเป็นดงเป็นป่าเหมือนกันหมด

วันนั้นก็พอดีตอนตี ๔ เณรนี่มันตายแล้วนะ ชื่อ เณรแจ็ค มันไปนอนอยู่ในถํ้านั้น กางมุ้งนอนอยู่นั้น ถํ้าที่เสือมันเคยมานอน มันเอากระดูกวัว กระดูกอะไรมากินอยู่ในนั้นก็มี เห็นกระดูกเกลื่อนอยู่นั้น ทีนี้เณรก็ไปนอนอยู่ในถํ้านั้นแหละ ประมาณสักตี ๔ เขาขึ้นมา เขาจะมานอนพักกลางวัน เพราะทําเลนั้นไม่มีใครเข้าไป ถ้าเข้าไป เขาคํารามขึ้น มันก็เปิงไปหมดนั่นแหละ ใครจะไม่กลัวเสือ ตั้งแต่ท่านอาจารย์กงมาท่านยังบอก “ขนหน้าแข้งกูปลิวไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้ มึงอย่าร้องดังนักซี” นี่เห็นไหมล่ะ จิตเวลามันจําเป็น มันเป็นอย่างนี้นะ จะเป็นบางราย เณรกําลังเริ่มภาวนาดูว่าสักประมาณตี ๓ กว่าๆ เสือเข้ามา มุ้งอยู่นี้ เสือมันก็ไม่รู้ว่าคนอยู่ที่นั่น มันก็เข้ามาในถํ้า ถํ้ามันมีหินเป็นก้อนๆ คือเป็นที่หลบซ่อนมันดีๆ นั่นแหละ เป็นก้อนๆ เป็นซอก คนก็นอนอยู่นี้

เณรกําลังนั่งภาวนา ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรนะ ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นอะไร เสือก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน ต่างคนต่างไม่รู้กัน เสือก็เข้ามาข้างมุ้ง คนอยู่ในมุ้งนั่งอยู่ ข้างมุ้งข้างนอกกับข้างในมันก็ติดกันอยู่ใช่ไหม ทางนี้กําลังเริ่มนั่งภาวนา ฟังเสียงหายใจฟูดฟาดๆ มันไม่ระวัง มันจะมานอน เสียงหายใจมันเสียงฟูดฟาดๆ เอ๊ ! มันเสียงอะไรน้า ยังไม่รู้นะเณรน่ะ มันก็มาติดมุ้งนั่นแหละ มันอยู่ข้างนอก คนอยู่ข้างใน เพราะมันเป็นก้อนหิน มันแคบๆ มันก็แอบเข้ามา คนก็อยู่ร่องนี้ มันก็แอบมานี้ เพราะมันเคยมานอน เสียงหายใจฟูดฟาดๆ ข้างๆ มุ้ง เณรก็ยังไม่รู้ว่า มันอะไรน้า เอ๊ ! มันเสียงอะไร เสียงฟูดฟาดๆ มานี่

ทีนี้พอระลึกรู้ว่าเป็นเสือเท่านั้นนะ เข้าใจแล้วว่าเป็นเสือแล้ว ทีนี้พุทโธผึงลงเลยจิตนะ ลงขณะนั้นเลยแต่ตี ๔ นั่นแหละ ทีนี้ก็เลยหายไปเลย เรื่องเสือ เรื่องสัตว์อะไร หายหมดเลย จนกระทั่งจิตถอนขึ้นมาเป็นเวลาพระกําลังจะออกบิณฑบาตพอดี พระเลยถามหาเณร เณรมันไปยังไงวันนี้น่ะ หายเงียบไปเลยไม่เห็น เณรไปไหน จนพระจะบิณฑบาต

คือธรรมดาเณรจะทําข้อวัตรปฏิบัติอยู่แล้ว แต่วันนั้นจิตมันรวม พึ่งถอนขึ้นมา พอรู้สึกตัวว่าเสืออยู่ทางนี้ กําหนดแล้วก็โดดออกจากมุ้งวิ่ง “เสือ เสือ เสือ” ลงไป พระกําลังยุ่งหาเณรอยู่ เณรมันไปยังไงต่อยังไงกัน กําลังวุ่นหาเณร สักเดี๋ยวเณรก็วิ่งลงไป “เสือ เสือ เสือ” “มันเสืออะไรเณรนี่” “โหย ! เสืออยู่ในถํ้า” “นึกว่าเณรไปไหน หายเงียบไป ไม่เห็นมา” เณรก็เลยเล่าให้ฟัง “จิตผมรวมใหญ่” ว่างั้นนะ “ตั้งแต่ได้ยินเสียงเสือ มันหายใจฟูดฟาดๆ พอรู้ว่าเสือ ก็พุทโธๆๆ แล้วปึ๋งทีเดียวเลยลงเลย นี่พึ่งถอนขึ้นมา ถอนมาก็โดดจากมุ้งมาเลย เสืออยู่ในถํ้านะ” ว่างั้น

ทีนี้พระก็เลยตั้งตัวใหม่ กําลังจะออกบิณฑบาต ไหน มันอยู่ไหน ต่างองค์ก็ต่างไป แต่ต้องรักษานะ พระไม่ใช่จะโผล่เข้าไปทีเดียว เพราะเสือเวลาจนตรอก มันกัดคนง่ายนะ ตะปบนี้เร็วที่สุด คือ เสือ ถ้าเวลาจนตรอก ไม่มีอะไรจะเร็วยิ่งกว่าเสือแหละ ถ้ามันไม่จนตรอกไม่เป็นไร ชั่วระยะเพียงเท่านี้ผึงเดียวโดดหนีเลย เช่น เราไปเจออยู่ในป่านะ ทางข้อศอกนี้เราโผล่ มันโผล่มานะถ้าเป็นป่านะ มันผึงเดียวเข้าป่าเลย ถ้าหากว่ามันจนตรอกไม่ได้นะ เช่น เราไปเจออยู่กลางโคกกลางทุ่งไม่ได้ ต้องตะปบคนซะก่อน ให้คนเสียท่าแล้วมันค่อยไป อันนี้ก็เหมือนกัน ถํ้านี้ก็เป็นถํ้าที่ว่าเสือจนตรอกนั่นเอง ต้องเดินฉากตรงโน้น เดินฉากตรงนี้ ไปดูมัน มีหรือไม่มี มันอยู่นั้นหรือไม่อยู่ ถ้ามันอยู่นั้นก็จะเห็น เพราะถํ้ามันแคบๆ ใครก็ตาสอดเข้ามา องค์นั้นไปทางนั้น องค์นี้ไปทางนี้ สอดไปส่ายมาไม่เห็น ก็เฉียดใกล้เข้าไปๆ จนกระทั่งถึงถํ้า เสือไปแล้ว

คือมันรู้ว่าเป็นคนอยู่ในมุ้ง เสือก็รู้ว่าคนอยู่ในมุ้ง มันจะมานอนที่นั่น มันก็เลยหนีไปเลย หนีตอนนั้น ตอนจิตเณรรวม พอพุทโธๆๆ ผึงทีเดียวลง แล้วก็หายเงียบไปเลย เสือมันก็ไปของมันไม่อยู่นะ มันหนีไปเลย แล้วเข้าไปดู อู๋ย ! รอยเสืออยู่ตีนมุ้ง ตีนมุ้งอยู่ข้างใน นั่น เห็นไหมเสือ นี่ล่ะจิตเวลามันจําเป็น เป็นอย่างงั้น ลงผึงเลย นี้เป็นบางรายนะ ลงอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ท่านมีนิสัยอย่างนั้น ท่านจึงชอบเรียนลัด ไปหาที่กลัวๆ พอเจอปั๊บ จิตจะย้อนเข้าไปทางในปึ๋งแล้วรวมเลย ทีนี้หายหมด เรื่องภายนอกไม่มี ดับไปหมดเลย ถ้าจิตได้ลงขนาดนั้นแล้ว ต้องดับหมด ไม่มีอะไรเหลือ พอจิตถอนขึ้นมาระลึกรู้ได้ว่าเสืออยู่นี้ เตรียมท่าเตรียมทางแล้วโดดออกนี้ปึ๋งไปเลย เสือหนีไปแต่เมื่อไรไม่รู้ นี่วัดดอยธรรมเจดีย์

ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยมาอีกนะ พอมันรู้ว่ามีคนอยู่ที่นั่นแล้ว มันก็เลยไม่มาอีก ไม่มาอยู่ในถํ้า แต่การเดินฉากไปฉากมา มันมาเรื่อยๆ มันมาในบริเวณวัด เพราะเป็นทําเลเที่ยวของเขา เขาเที่ยวผ่านไปผ่านมา เขามาตามประสาเขา จะได้ยินเสียงบาทย่างเท้าเขานี่ จะเป็นบทเป็นบาทเหมือนคน เสียงเสือหนึ่ง เสียงคนหนึ่ง เสียงนกยูงหนึ่ง จะเดินเป็นบทเป็นบาท เป็นก้าวๆ มา สวบๆ นกยูงก็เหมือนกัน คนก็เหมือนกัน ถ้าเดินธรรมดานี้ คนเดินเป็นก้าวๆ ในป่าจะเดินสวบๆ เสือก็แบบเดียวกัน นี่หมายถึง มันไม่รู้ มันไปตามประสาของมัน มันไม่ระวัง เสือก้าวเดินบาทย่างเท้า มันเหมือนเสียงคนเดินสวบๆ”

พระศิษย์เข้าศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่นโดยมิได้นัดหมาย

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต บันทึกไว้ดังนี้

“วัดป่าบ้านหนองผือยุคนั้น จะว่าชุมทางของพระเณรผู้ปฏิบัติก็ได้ ไม่ผู้คนจะว่าชุมทางของผู้ปฏิบัตินั้น ก็คือใจอันประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้ไม่ผิดอีก แต่ถ้าไม่เขียน ผู้อื่นและผู้ฟังก็คอยแต่จะแซงอยู่ เขียนซะอย่าให้แซง จะเสียเวลา

ปี ๒๔๙๐ นั้นเอง ในฤดูแล้ง วันนั้นเป็นวันบังเอิญก็ว่าได้ มีพระผู้ใหญ่อันเป็นเถระต่างทิศต่างจังหวัด เข้าไปศึกษาหารือธรรมะกับหลวงปู่ในสํานักพร้อมกันในวันเดียว ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ อุดรฯ พระอาจารย์สิงห์ นครราชสีมา และท่านพระครูอะไรลืมชื่อไป ท่านเจ้าคุณอริยเวที (เขียน ป.ธ. ๙) กาฬสินธุ์ หลวงปู่อ่อน อยู่วัดป่าหนองโดก อ.พรรณานิคม หลวงปู่ฝั้น อยู่วัดป่า-ธาตุนาเวง อ.เมืองสกลนคร พระอาจารย์มหาทองสุก อยู่วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนครมีพระอาจารย์กงมา วัดดอยธรรมเจดีย์ แต่ยังมิได้ใส่ชื่อวัด เพราะไปตั้งใหม่ บางวัน บางวาระก็อยู่พักวัดป่าบ้านโคก

วันที่พระผู้ใหญ่มาเยี่ยมหลายองค์ โดยมิได้นัดหมายเช่นนั้น พอถึงหนึ่งทุ่มก็จุดตะเกียงเจ้าพายุ ตีระฆังลงไปรวมกันที่ศาลาอุโบสถ (ไม่ใช่ศาลาโรงฉันดอก เพราะมันคับแคบเกินไป) ครั้นกราบไหว้พร้อมกันเสร็จสิ้นแล้ว ต่างก็นั่งพับเพียบเงียบสงัดอยู่ ๒–๓ นาที หลวงปู่มั่นมีสันติวิธี ปรารภขึ้นเย็นๆ ว่า

“เออ ! วันนี้เหมาะสม ผมจะได้ศึกษากับพวกท่าน จะผิดถูกประการใด ขอให้พวกท่านปรารภได้ ไม่ให้เกรงใจ ผมได้ศึกษาน้อย เรียนน้อย”

แล้วองค์ท่านเสนอว่า

“พระบรมศาสดา บัญญัติอนุศาสน์ ๘ อย่าง เป็นข้อเว้นเรื่องใหญ่ อันเป็น ปู่ ย่า ตา ทวด ของความผิด คือ ปาราชิก ๔ แล้วอีก ๔ ประเภทในฝ่ายปัจจัย ให้ปฏิบัติจนถึงวันสิ้นลมปราณ เพราะเป็นปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต เรียกนิสัยก็มี ๔ อย่าง

เที่ยวบิณฑบาตหนึ่ง อยู่โคนไม้หนึ่ง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลหนึ่ง และก็เภสัชดองนํ้ามูตรเน่าหนึ่ง

ด้านบิณฑบาต พระองค์ได้ทอดสะพานไว้แล้วจนสิ้นลมปราณ แต่พวกเราไม่ค่อยจะไปบิณฑบาตกัน กลับเห็นว่ามีลาภ แล้วก็คอยให้เขาเอามาส่งและบังสุกุล พวกเราก็ไม่อยากแสวงเสียเลย อยู่ที่สงัดกายวิเวก พวกเราก็ไม่อยากแสวงเลย สิ่งเหล่านี้ พวกเราได้นึกคิดอย่างไรบ้าง พวกเราถูกตามอนุศาสน์แล้ว หรือหากว่าบกพร่องอยู่บ้าง”

ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ยิ้มอยู่โดยเคารพ มิใช่ยิ้มแย้ม ส่วนท่านเจ้าคุณอริยเวที ป.ธ. ๙ กราบเรียนว่า “ไม่มีสิ่งจะแซงพระอาจารย์ได้ดอก พวกกระผมจําได้ ท่องได้เฉยๆ ขอรับผม”

ในสมัยนั้น ผู้เขียนอายุสามสิบปีกว่าล่วงไป ได้สังเกตพฤติการณ์ของพระเถระในที่ประชุมทุกๆ องค์ ตลอดพระภิกษุหนุ่ม สามเณรน้อย ใช้มารยาทเคารพรักหลวงปู่มั่นเหมือนบิดามารดาบังเกิดเกล้า ไม่มีท่านองค์ใดจะจับผิดจับถูกในทางแง่ร้ายอันใดเลยแห่งหลวงปู่มั่น การประชุมถึงจิตถึงใจ จึงจําได้ไม่ลืม คล้ายกับว่าเวลาร่างกายร้อนเข้าพักร่มไม้สูงๆ โตๆ มีกิ่งก้านสาขา อากาศโปร่งข้างล่าง ลมมาพัดพอเย็นๆ ดี ไม่ค่อยแรง เรียกว่า ประชุมเย็น มิใช่ประชุมร้อน

แล้วองค์หลวงปู่ก็ปรารภต่อไปอีกว่า

“พระบรมศาสดาทรงพระมหากรุณา ทรงสั่งและทรงสอนเป็นชั้นที่หนึ่ง คือ ภิกษุ จึงมีคําออกหน้าว่า ภิกฺขเว เกือบทุกวรรคทุกตอน ถ้า ภิกฺขเว ไม่ศึกษาปฏิบัติ แล้วจะให้ใครปฏิบัติศึกษาเล่า ส่วนพระองค์ทรงพระกรุณา ทรงสั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา เทวดา มาร พรหมก็ดี ว่าในพระบาลีน้อยกว่าภิกษุทั้งหลาย นางภิกษุณีก็ดี สามเณรก็ดี สามเณรีก็ดี นางสิกขมานาก็ดีในพระบาลีเห็นมีน้อยกว่าภิกษุ ผมผู้นั่งหลับตาได้ความอย่างนี้ ตามประสาผู้เฒ่า”

แล้วองค์ท่านหลวงปู่ก็ปรารภสมาธิ “สมาธิ” แปลว่า ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่เพ่งอยู่อันเดียวเป็นหลัก แต่เมื่อหมดกําลังก็ถอนออกมา ส่วนญาณพิเศษ ว่าหลุด ว่าพ้น ยังไม่ปรากฏ เป็นเพียงพักอารมณ์อันหยาบเฉยๆ เรียกว่า จิตใจพักงานอันหยาบของอารมณ์ แต่จะติดอยู่แต่เพียงรสของสมาธิไม่ได้ เพราะรสของสมาธิเป็นรสขนาดกลาง ต้องพิจารณาใช้สติปัญญาลงสู่ธาตุขันธ์ ในส่วนรูปขันธ์ นามขันธ์ ให้เสมอภาคเหมือนหน้ากลอง ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ปัจจุบันใดๆ ทั้งสิ้น ลงสู่ไตรลักษณ์เสมอหน้ากลองอีกเรื่อยๆ ติดต่ออยู่ไม่ขาดสาย ย่นย่อลงมาเป็นหลักอันเดียวในปัจจุบัน ทรงอยู่ซึ่งหน้าสติ ซึ่งหน้าปัญญา

ตราบใด “นิพพิทาญาณ” ยังไม่ปรากฏแก่สันดานอันประณีต ก็พิจารณาติดต่ออยู่ไม่ขาดวรรค ไม่ขาดตอนอยู่อย่างนั้น มีทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่นเลย แต่นานๆ จึงจะพิจารณาคราวหนึ่ง ขาดๆ วิ่นๆ นั้น ผู้มีนิสัยหยาบก็พอประทังไปเท่านั้น ไม่สามารถจะถึงนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายคลายหลงคลายเมาได้ง่าย กลายเป็นหมันไปอีก

สมถกรรมฐานทุกประเภท นับแต่หนังหุ้มอยู่โดยรอบเป็นต้นไปก็ดี หรือล้านๆ นัยก็ดีแลก็ต้องปลงปัญญาลงสู่ไตรลักษณ์ทั้งนั้น เพราะไตรลักษณ์เป็นที่ชุมทางของสมถะ และสมถะคล้ายกับเป็นเมืองขึ้นของไตรลักษณ์แบบตรงๆ อยู่แล้ว ไตรลักษณ์เป็นเมืองขึ้นของนิพพิทาญาณความเบื่อหน่าย ความเบื่อหน่ายเป็นเมืองขึ้นของวิมุตติ วิสุทธิ นิพพาน พระโสดาบันเปิดประตูเข้านิพพานได้แล้ว แต่ยังไม่ถึงศูนย์กลางพระนิพพาน ยังไม่ได้เที่ยวรอบในพระนิพพาน

จริงอยู่ พระนิพพานไม่มีประตูรูป ประตูนาม ศูนย์ขอบ ศูนย์กลางไปๆ มาๆ อยู่ๆ อะไรเป็นเพียงอุทาหรณ์เทียบเฉยๆ เพราะคําพูดก็เป็นวจีสังขาร พระนิพพานมิใช่คําพูดและนึกคิด หรือรสสิ่งต่างๆ มีรสเกลือ เป็นต้น ซึ่งเป็นรสหยาบๆ ในโลกของโลกลิ้น โลกผัสสะกระทบจึงจะรู้จักเค็ม เว้นไว้แต่ชิวหาประสาทพิการ แม้ชิวหาประสาทจะพิการก็ตาม รสของเกลือเค็ม ตามธรรมชาติของความจริง ก็เค็มอยู่อย่างนั้นแล ฉันใดก็ดี ความนึกคิดและคําพูดก็ดี จะไม่นึกคิดพระนิพพานอยู่ก็ตาม พระนิพพานก็เป็นธรรมชาติอันไม่ตายอยู่นั้นแล ลิ้นพิการเปรียบเหมือนยังไม่รู้รสนิพพาน

องค์ท่านเปรียบเทียบอีก สีมา พัทธสีมา ที่คณะสงฆ์ทํากรรมถูกต้อง ไม่เป็นสีมาวิบัติ คณะสงฆ์ ๔ รูปขึ้นไปก็สวดถอนได้ แต่โลกุตตรธรรมนี้ละเอียดไปกว่านั้น นับแต่พระโสดาบันขึ้นไปหาพระอรหันต์ แม้พระบรมศาสดาทุกๆ พระองค์ อริยสงฆ์ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นทั้งหมดจะพร้อมกันมาสวดถอนจิตใจของพระโสดาบันก็ดี ให้เป็นปุถุชนคนหนาย่อมเป็นไปไม่ได้

เหตุนั้นพระอริยเจ้าทั้งหลาย จึงยอมเคารพธรรมอย่างแจบจม ไม่จืดจาง

ไม่ใช่ว่าพระอริยเจ้าทั้งหลายไม่ถือมั่นแล้ว จะไม่เคารพธรรม ยิ่งเคารพมากกว่าปุถุชนคนหนาไม่มีประมาณได้ ไม่ใช่ว่าถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นได้แล้วก็เลยเถิดไป ไม่มีข้อวัตรเคารพธรรม เรียกว่า พระอริยเจ้าเลยเขตแดน กลายเป็นพระอริยะของพระเทวทัต แต่ท่าน (พระเทวทัต) ก็เห็นความผิดของท่านแล้ว แต่เห็นความผิด รู้ตัวจวนคํ่า เลยไม่มีเวลาขอขมาโทษพระองค์ ได้ขอแต่ลับหลัง เพียงไหล่ขึ้นมาหาคอหาหัว โดยน้อมถวาย ถึงกระนั้นก็ยังจะได้เป็นพระปัจเจกในอนาคต เพราะได้สร้างบารมีมาได้สองอสงไขยแล้วยังเหลือแสนมหากัป แต่ยังเป็นโลกีย์อยู่ จึงสามารถประพฤติล่วงอนันตริยกรรมได้

หลวงปู่มั่นประชุมคณะสงฆ์วันนั้นถึงหกทุ่มนับทั้งปกิณกะสารพัด”

หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นว่า “เปรียบเสมือนท่านแต่ละองค์ได้พักอยู่ตามวัดที่อยู่โดยรอบวัดป่าบ้านหนองผือ ต่างองค์ต่างทําหน้าที่ดุจนายทวารบาลที่รักษาพระราชาซึ่งอยู่กลางพระนคร ต่างองค์ต่างมาเยี่ยมมากราบท่านพระอาจารย์มั่นโดยมิได้นัดหมายกันเช่นนั้น ทําให้ได้ระลึกถึงวันมาฆบูชาที่วันนั้นพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ มากราบสมเด็จ-พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือน ๓ โดยมิได้นัดหมายกันเช่นกัน”

หลวงปู่เล่าว่า วันนั้นท่านจําได้ไม่ลืม แต่ทําให้รําลึกอยู่ตลอดว่า นี่เองคือวิธีของ “ปราชญ์” ท่านเล่าว่า หลวงปู่มั่นได้กล่าวอารัมภกถาขึ้นในทํานองนี้ว่า

“เออ ! วันนี้เป็นการสมควรแล้วที่ผมจะได้ศึกษากับพวกท่าน จะผิดถูกประการใด อยากให้พวกท่านปรารภได้ เตือนได้ ไม่ต้องเกรงใจ เพราะผมได้ศึกษาน้อย เรียนน้อย…”

หลวงปู่เล่าว่า ท่านได้ยินคําเช่นนั้น ท่านรู้สึกนํ้าตาแทบจะปริ่มออกมา… ไหลเลื่อนออกมาจากขอบตา ทั้งซาบซึ้งและตื้นตันใจเป็นที่สุด ดูหรือท่านเป็นครูบาอาจารย์ เคยขู่เข็ญ กําราบ คําราม ดัดนิสัยศิษย์มาต่างๆ ศิษย์ทุกคนสยบยอมรับแทบบารมีท่าน แทบเท้าท่าน เคารพทั้งถือเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นครูอาจารย์ ท่านสั่งให้ไปตายก็ตายได้ ท่านจะฆ่าก็ยอมทุกอย่าง ท่านตีก็ไม่หลบ ท่านทุบก็ไม่หนี แต่แทนที่ท่านจะเริ่มต้นว่า วันนี้จะสอนเช่นนั้น… เช่นนั้น เราได้เห็นเป็นอย่างนั้น… อย่างนั้น ท่านกลับกล่าวอย่างแสนที่จะสงบเยือกเย็น เป็นทํานองยกย่องศิษย์ ในขณะเดียวกันก็แสนจะถ่อมองค์ว่า ท่านนั้นได้ ศึกษาน้อย เรียนน้อย ขอให้ท่านได้ศึกษากับพวกศิษย์บ้าง ขอว่าถ้าผิดถูกประการใด ขอให้พวกท่านปรารภได้ไม่ต้องเกรงใจ

“นี่แหละปราชญ์แท้..!” เป็นความที่หลวงปู่หลุยยกนํามาให้ลูกศิษย์ได้ฟังเสมอ ท่านเล่าต่อไปว่า “วันนั้นธรรมก็แสนจะวิจิตรบรรจงมาก ซาบซึ้งมาก แต่สิ่งที่ประทับใจมากที่สุด ติดมาจนกระทั่งถึงทุกวันนั้น คือ การพูดอย่างอ่อนน้อมถ่อมองค์ของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านไม่เคยลืมเลย”

บรรดาครูบาอาจารย์ที่อยู่ในเหตุการณ์สําคัญในคืนวันนั้น ต่างเป็นพระศิษย์ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อมรรค ผล นิพพาน เมื่อได้สัมผัสรับใช้ใกล้ชิดท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นอาจารย์ ย่อมรับทราบเหมือนกันว่า แม้ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพระผู้ทรงมรรค ผล นิพพาน ทรงอรรถทรงธรรม ทรงอภิญญาคุณวิเศษ ทั้งทรงพระธรรมวินัย ทรงธุดงควัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล แต่ท่านกลับเป็นพระที่ถ่อมองค์มากที่สุด ตลอดการได้ฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่นในคืนวันนั้น ต่างย่อมซาบซึ้งใจและประทับใจไปตามๆ กัน จนไม่อาจลบเลือนได้จากจิตใจ

หลวงปู่กงมา ท่านก็เป็นเช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ท่านย่อมซาบซึ้งตื้นตันใจและประทับใจ ทั้งจดจําเหตุการณ์ในคืนวันนั้น ตลอดพระธรรมเทศนาได้อย่างแม่นยําฝังลึกในจิตในใจไปตลอดอนันตกาล ซึ่งปรกติท่านก็อ่อนน้อมถ่อมองค์เป็นประจํานิสัยอยู่แล้ว อันเป็นนิสัยของผู้มีธรรมทั้งหลาย เมื่ออยู่ในเหตุการณ์ตรงหน้าเช่นนั้น ก็ยากที่จะกลั้นนํ้าตาไว้ได้ ท่านก็ยิ่งให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์มั่นอย่างลงใจเป็นที่สุด โดยท่านได้นําเหตุการณ์สําคัญนี้มาเล่าให้บรรดาพระศิษย์ทั้งหลายฟังเป็นคติธรรม เพื่อให้เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาและภาคภูมิใจที่ได้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น

พ.ศ. ๒๔๙๐–๒๕๐๕ จําพรรษา ๒๐–๓๕ ที่วัดดอยธรรมเจดีย์

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เมื่อใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้พาพระเณรมาอยู่จําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นพรรษาแรก และท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดแห่งนี้จวบจนปี พ.ศ. ๒๕๐๕ อันเป็นพรรษาสุดท้ายแห่งชีวิตสมณเพศ นับเป็นการจําพรรษาที่ติดต่อกันยาวนานที่สุดนานถึง ๑๖ พรรษา ในขณะที่ท่านมีอายุ ๔๗–๖๒ ปี

หลวงปู่กงมา ท่านมาบุกเบิกปักกลดภาวนาที่วัดดอยธรรมเจดีย์แล้ว ท่านพิจารณาเห็นว่า สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก เมื่อท่านพาพระเณรมาจําพรรษา จึงได้พัฒนาสร้างเป็นวัด สําหรับเป็นที่ปฏิบัติธรรมและเป็นที่เผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนววัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างจริงจัง

โดยมูลเหตุเจตนาเดิมในการสร้างวัดขึ้นทีแรกนั้น ด้วยหลวงปู่กงมาท่านเป็นพระที่มีความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ นอกจากท่านตั้งใจใช้เป็นสถานที่บําเพ็ญธรรมขั้นสุดท้ายแล้ว ท่านยังตั้งใจสร้างน้อมถวายท่านพระอาจารย์มั่นด้วย เพื่อตอบแทนพระคุณอันไม่มีประมาณของท่านที่เมตตาอบรมสั่งสอนทางธรรมมาโดยตลอด เพราะสถานที่แห่งนี้มีความสัปปายะในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอากาศดีมาก เป็นอุตุสัปปายะ ซึ่งจะช่วยอํานวยให้ธาตุขันธ์ของท่านสมบูรณ์แข็งแรง จะได้อยู่ครองธาตุครองขันธ์ด้วยวิหารธรรม เพื่อโปรดบรรดาศิษยานุศิษย์ ตลอดพุทธบริษัทได้ตราบนานเท่านาน เมื่อสร้างเสนาสนะป่าภายในวัดเสร็จแล้ว หลวงปู่กงมาท่านตั้งใจจะเดินทางไปกราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นมาพักและอยู่จําพรรษา ทั้งจะได้ปรนนิบัติดูแลเหมือนดังเช่นคราวที่ท่านเมตตามาอยู่จําพรรษาที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก

บรรดาครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม หลวงปู่ถวิล จิณฺณธมฺโม หลวงปู่คําพอง ติสฺโส หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป ฯลฯ ล้วนเคยเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมกันที่วัดป่าแห่งนี้ และต่อมาพระธุดงคกรรมฐานในรุ่นหลังที่มุ่งมั่นต่อมรรค ผล นิพพาน ต่างได้ยินชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ตลอดคุณธรรมของหลวงปู่กงมา และสถานที่อันกว้างขวาง วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก จึงได้เดินธุดงค์มาศึกษาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าแห่งนี้กันมาก โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านก็ได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าแห่งนี้ตั้งแต่ระยะสร้างวัดใหม่ๆ ท่านเทศน์ชมไว้ดังนี้

“วัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวัดที่ระลึกถึงวันตาย สําหรับเราเองไม่มีลืม วัดนี้เป็นวัดที่วิเวกสงัดมากที่สุดในประวัติชีวิตของเรา กลับไปฝัง (ฝังกิเลสอวิชชา บรรลุธรรมสูงสุดเป็นพระอรหันต์) ตรงที่วัดดอยธรรมเจดีย์นั่นแหละ ไม่ลืมเลย จนกระทั่งวันตาย เราก็ไม่ลืม สถานที่นั้น ไม่ทราบเป็นอะไรก็ไม่รู้แหละ มันหนักเป็นอย่างนั้นอยู่ในหัวใจนี้แหละ เคยพักอยู่นั้นหลายครั้งหลายหน นู้น เคยไปตั้งแต่สมัยท่านอาจารย์กงมาท่านมาสร้างวัดใหม่ๆ…

วัดดอยธรรมเจดีย์ วัดนี้พระมากอยู่นะ ธรรมดาพระมาก ทุกวันนี้ก็ยังมาก เพราะสถานที่อํานวย เหมาะสมมาก วัดดอยธรรมเจดีย์ บริเวณนั้นกว้างขวางมาก ดูเหมือนเป็นพันๆ ไร่ ดียังเป็นป่าเป็นเขา นั่นแหละ ทําเลของพระกรรมฐานท่านอยู่ ท่านอยู่อย่างนั้นแล้วก่อกําแพงรอบ พระอยู่สบาย…

วัดดอยธรรมเจดีย์นี้บิณฑบาตไปทางบ้านนาสีนวล คือ แต่ก่อนไม่มีทาง เขาไปสร้างวัดใหม่ ท่านอาจารย์กงมา ท่านก็คิดดี วัดดอยธรรมเจดีย์นี้เป็นวัดที่เหมาะสมมากสําหรับภาวนา เราเคยไปพักเสมอวัดดอยธรรมเจดีย์ ไปแต่ก่อนมันคล่องตัว ไปนี้ปั๊บขึ้นเลย ขึ้นบนหลังเขาเลย แล้วมีกุฏิมีอะไรที่พักอยู่ข้างบน แต่ก่อนศาลาไม่มี ไปก็ขึ้นเลย เรามันสะดวกในการไปการมาแต่ก่อน ไม่เหมือนทุกวันนี้ พอไปก็ปั๊บขึ้นเลยไปเดินจงกรม อากาศเงียบๆ แล้วมันโล่งหมดข้างบน เพราะมันอยู่บนเขา ไปอยู่บนเขา บนหินดาน เป็นทางจงกรมเรียบๆ เดินจงกรมบนหินดาน เพลินนะ อากาศช่วย ดี เพลิน วัดดอยธรรมเจดีย์…

อากาศตอนกลางคืนนี้แหม ! ละเอียดมากทีเดียว เดินจงกรมอยู่บนหลังเขาวัดดอยธรรม-เจดีย์ มาทีไร เราไม่อยู่แหละข้างล่าง ไม่เคยอยู่ ปั๊บขึ้นบนหลังเขาเลย หลังเขาที่โล่งๆ จริงๆ สูงกว่าเพื่อนแถวนั้น มองไปที่ไหน โล่งไปหมดเลย นั่นล่ะ ไปอยู่ที่นั่นๆ ทุกวันนี้ไปไม่ได้แล้ว เพราะปีนขึ้นไม่ได้

วัดดอยธรรมเจดีย์นี้เป็นวัดที่เราอยู่เป็นประจํานะ เวลาจะขึ้นไปบนภูเขานู้น ก็ไปพักนั่นเสียก่อน ขึ้นไปภูเขา ลงมาก็มาพักที่นั่น เพราะความสงบสงัดพอๆ กัน …

อากาศมันสะอาดมาก อากาศดีที่นั่น เรามักจะไปพักอยู่แต่ที่นั่นล่ะ วัดดอยธรรมเจดีย์ ไปอยู่เสมอ มันสะดวกสบาย วัดนั้นเลยเป็นวัดดอยธรรมเจดีย์จนกระทั่งทุกวันนี้ สงัดดี อยู่ที่ไหนได้หมด เป็นวัดสําคัญที่เราอยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ วัดดอยธรรมเจดีย์นี้เป็นที่ระลึกไม่ลืมเลย”

วัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่องค์หลวงตาพระมหาบัว ยกย่องให้เป็น “มหาวิทยาลัยป่า” และเป็น “มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งภาคปฏิบัติ” เพราะมีสถานที่เป็นธรรมชาติของป่าโปร่งภูเขาหินอันกว้างใหญ่ไพศาล อากาศดี และร่มรื่นมาก มีบรรยากาศวิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก เหมาะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และมีข้อวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดตามแบบฉบับปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งหลวงปู่กงมาท่านได้สืบทอดมาจากท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น

พระเณรเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดการปฏิบัติธรรม และมีการดูแลรักษาสถานที่ให้สะอาดสะอ้าน ร่มรื่น วิเวกเงียบสงัด สมกับเป็นวัดป่าตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งล้วนเป็นผลงานการสร้างศาสนทายาทธรรมและศาสนถาวรวัตถุชิ้นสําคัญของหลวงปู่กงมา ซึ่งท่านได้เมตตามาบุกเบิกพัฒนา และวางรากฐาน แนวทางปฏิบัติ ตลอดกําหนดกติกาการอยู่ร่วมกันของพระเณรไว้ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด จนเป็นวัดป่ากรรมฐานที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองมาตามลําดับจวบจนทุกวันนี้

ปัจจุบัน วัดมีเนื้อที่ประมาณ ๙๐๐ ไร่ ทางวัดได้ดูแลอนุรักษ์ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์นี้ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ถือเป็นวัดป่าที่มีชื่อเสียงมากอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของวงกรรมฐาน ตลอดบรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ในช่วงหน้าร้อน อากาศค่อนข้างร้อน ซึ่งหน้าที่อากาศดี เย็นสบาย จะเป็นในช่วงหน้าฝน หรือในช่วงปลายฝนต้นหนาว เพราะมีลําธารนํ้าไหล บรรยากาศในช่วงนี้จึงเหมาะกับการปฏิบัติภาวนามากที่สุด ส่วนในช่วงหน้าหนาวก็จะหนาวมากแบบภาคอีสานตอนบน

ตลอดระยะเวลาที่หลวงปู่กงมา อยู่จําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์นั้น ท่านได้บําเพ็ญคุณประโยชน์ไว้มากมาย ท่านเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยว และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ของพระ เณร ตลอดศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย โดยเมตตาสงเคราะห์ธรรม สงเคราะห์โลก ช่วยเหลือประชาชนทั้งใกล้และไกล ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า ด้วยการสอนธรรมเน้นให้พากันดําเนินชีวิตตามหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนา

หลวงปู่กงมา ท่านได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับอําเภอโคกศรีสุพรรณ ถนนหนทาง สาธารณูปโภค ตลอดความเป็นอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะความสงบร่มเย็นเป็นสุขของคนในอําเภอ มีวัด มีครูบาอาจารย์เป็นหลักชัย เช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เมื่อท่านไปอยู่จําพรรษา ณ สถานที่แห่งใด แม้จะอยู่ในถิ่นชนบทที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญแค่ไหนก็ตาม และแทบไม่มีผู้คนรู้จัก แต่ท่านกลับนําความเจริญต่างๆ ทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจสู่ ณ สถานที่แห่งนั้น และทําให้ผู้คนรู้จักมากมาย ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งล้วนแล้วเป็นเพราะอํานาจวาสนาบารมีธรรมและคุณธรรมของท่านนั่นเอง เป็นเครื่องดึงดูดจิตใจ ดังนั้น แม้คําขวัญประจําอําเภอโคกศรีสุพรรณ ยังยกย่องโดยขึ้นต้นด้วยวัดดอย (วัดดอยธรรมเจดีย์) ดังนี้

“วัดดอยเด่นเป็นสง่า งามโสภาสาวภูไท ถิ่นผ้าไหมเนื้อดี กล้าไม้มีศรีบ้านด่าน ทิวภูพานตระหง่านลํ้า วัฒนธรรมนําประชา”

นอกจากนี้ที่ตามป่าตามเขาอันเป็นสถานที่อาถรรพ์เฮี้ยนแรง ทั้งแถบบ้านโคก และแถบจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งญาติโยมมาถวายให้ท่าน หรือในหน้าแล้งที่ท่านออกธุดงค์ไปพบ ท่านก็ได้บําเพ็ญประโยชน์ด้วยการสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐาน สําหรับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระ เณร และศรัทธาญาติโยม ทั้งดูแลอนุรักษ์ผืนป่าไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ป่าเขาในบางแห่งมีเนื้อที่มากและก็เป็นแหล่งต้นนํ้า ทั้งส่วนของทางวัดและส่วนของทางราชการ รวมแล้วมีพื้นที่นับหมื่นไร่ ซึ่งทางราชการให้ทางวัดช่วยดูแล ท่านก็ได้รักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง เพื่อจะได้มีนํ้ากินนํ้าใช้ตลอดไป ซึ่งพระศิษย์ของท่านก็ได้สืบทอดปณิธานนี้อย่างแน่วแน่จวบจนทุกวันนี้

วัดดอยธรรมเจดีย์ในระยะบุกเบิก

วัดดอยธรรมเจดีย์ ที่นี่แต่ก่อนเป็นดงหนาป่าทึบ เป็นป่าที่ไม่ใคร่จะมีผู้คนผ่านไปผ่านมา เพราะแต่ก่อนคนยังน้อย เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมูป่า มีอยู่มากเป็นฝูงๆ ในบริเวณตามซอกหิน ใต้เพิกหินเป็นที่อาศัยของหมูป่า เสือก็มีในบริเวณแถวนี้ เรียก ถํ้าเสือ เอาสัตว์มากินตามประสาของสัตว์ป่า มีกระดูกวัวบ้าง กระดูกควายบ้าง เต็มอยู่บริเวณที่เสือมันนอน เสือกับหมูอยู่ใกล้กัน มีพระมาอยู่แล้วถึง ๔ ปี ปีที่ ๔ ปีที่ ๕ เสือจึงหายไป

ปีที่ ๑ ปีที่ ๒ บางทีเดือนหงายๆ อย่างนี้ เห็นเสือเดินผ่าน พูดถึงถนนหนทางเข้ามาก็ไม่มี มีก็ลักษณะเป็นทางเดินหรือทางล้อ ทางเกวียน แต่ก็คดเคี้ยว เรียกว่า เดินไปตามป่า สมัยก่อนในบริเวณริมทางที่รถแล่นเข้ามานี่ เวลาชาวนาเขามาทํานา ตอนกลางคืนนี่ ถ้าหากว่าเขามีสัตว์เลี้ยง จะมีสุนัข หรือว่ามีหมู มีไก่ จะต้องเอามาไว้บนกระต๊อบหรือบนกระท่อมนานั้น ถ้าหากว่าเอาไว้ข้างล่าง เสือมันชอบเอาไปกิน นี่เป็นอย่างนี้ จึงว่าบริเวณนี้เป็นบริเวณป่า เป็นสถานที่สงบวิเวกมาก ป่ารกมาก ท่านพระอาจารย์กงมาเห็นว่า ป่านี้มันสงบวิเวกดี จึงพาบรรดาสานุศิษย์พักบําเพ็ญภาวนาอยู่ ณ สถานที่นี้

ครูบาอาจารย์เล่าประวัติสมัยไปอยู่กับหลวงปู่กงมาไว้ว่า

“สมัยไปอยู่กับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ กับ ท่านพระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านให้เราไปอยู่หน้าถํ้าเสือ เราก็ไม่รู้ว่าเป็นเสือแม่ลูกอ่อน จะทําอย่างไร เราไปปักกลดขวางทางเข้าออก มันก็หวงลูกของมัน แผ่ฤทธิ์ใหญ่ กระโดดข้ามกลดของเรา เราเลยนึกถึงคําครูบาอาจารย์เคยสอน แล้วอธิษฐานว่า “เรามาบําเพ็ญภาวนา ไม่ได้มาเบียดเบียนอะไรเธอ แต่ถ้าเราเคยพยาบาทอาฆาต ก็ขอให้เธอจับเราเป็นอาหารเลย เราขออุทิศส่วนกุศลให้เธอ ต่อไปภายหน้าเธอจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาบวชบําเพ็ญกุศลอยู่กับเรา” มันก็ไม่มีอะไร มันเป็นเสือเทวดา เสือภูมินั้นแหละ มาลองใจเรา”

ทีแรกมาอยู่กัน จําพรรษาก็จําตามซอกหินบ้าง ตามใต้เพิงหินบ้าง ไม่มีการทํากุฏิอะไร ที่เป็นกุฏิก็เพียงแต่ว่า มีฟากมาปู แล้วก็มีไม้ไผ่มาสานเป็นตาๆ แต่ละตาห่างกันประมาณ ๑๐ เซนติเมตร แล้วก็เอาใบไม้มาสอดเป็นฝากั้น หลังคาก็เรียกว่ามีการมุงบ้าง เพราะเพิงหินเพิกหินมันไม่กว้าง ก็มุงซีกหนึ่งบ้าง มุงส่วนที่ฝนจะสาด นี่อยู่กันอย่างนั้น ๒ ปี ๓ ปี

เริ่มทํากุฏิ ปีที่ ๔ มีการทํากุฏิเพิ่มขึ้น ๔ หลัง ทํากุฏิสมัยนั้น ไม้ที่ตายแล้วในบริเวณนี้มีมาก ก็ไปให้ชาวบ้านเขาเลื่อย เลื่อยมาก็มาทําพื้น ทําฝา แต่ส่วนมากก็ใช้ฝาใบไม้ ส่วนหลังคานั้นก็ใช้หญ้าบ้าง เรียกว่าหญ้าคาหรือแฝกนี่ แล้วต่อมาก็เปลี่ยนเป็นหลังคามุงไม้ หลังคามุงไม้นี่ใช้ทน ถ้าหากว่าไม้ดีๆ ๒๐ ปีใช้ได้ หลังคามุงสังกะสีก็เริ่มมีต่อๆ กันมา การทําที่อยู่ที่อาศัยส่วนมาก ก็ทํากันเอง พูดถึงที่อยู่ที่อาศัย ถึงเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก นี่คือพยายามระวังเรื่องการสร้างที่อยู่ที่อาศัย หรือกุฏิที่พัก พยายามจะยับยั้ง ทําเพียงแต่ว่าพอได้อยู่ ได้อาศัยกัน ปริมาณก็ไม่ให้มากเกินไป แล้วก็คําที่เรียกว่า มุ่งเพื่อความสวยงามไม่ให้มี

ในระยะนี้ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ไม่ได้ไปอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เพราะหลวงปู่กงมาให้อยู่ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม แต่ท่านก็ไปช่วยงานก่อสร้างทุกวัน เช้าเดินไป เย็นเดินกลับ ประมาณ๑ ทุ่ม หรือ ๒ ทุ่มก็กลับถึงวัด

พูดถึงการบิณฑบาต องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านเล่าว่า

“ท่านอาจารย์กงมา ท่านไปอยู่ใหม่ๆ มันไม่มีคน แต่ก่อนคนไม่มี บิณฑบาตก็ไม่มากดูเหมือนจะ ๒๐ หลังคาเรือนเท่านั้น ไม่มาก บิณฑบาตบ้านเดียว ที่อื่นมันไกล ทางไม่มีแต่ก่อน ไป ๒ ชั่วโมง ๒๕ นาที จากนี้ไปบ้านนาสีนวล ทั้งไปทั้งกลับ ไกลอยู่นะ เราลืมๆ ตอนนี้นะ ชักลืมๆ เสีย ไกลอยู่ ดูเหมือน ๒ ชั่วโมง ๒๕ นาที ไปบิณฑบาต พอสว่างแล้วก็ไปเลย ไกล ทางมันไม่สะดวกแต่ก่อน ไปตามป่าตามเขา ไปอย่างนั้น ไม่มีทางสะดวกแต่ก่อน ไปบิณฑบาตไกล ที่นั่นสงัดดี…”

พูดถึงอาหารการขบฉัน ไปบิณฑบาตได้มายังไง ก็ฉันกันอย่างนั้น อาหารที่ไปบิณฑบาตมาได้ บางทีเขาห่อพริก บางที่เขาห่อเกลือ พริกบางทีก็มีแต่พริก เกลือบางทีก็มีแต่เกลือ บางทีก็ตําพริกกับเกลือใส่กัน จําพวกหอม กระเทียม นํ้าปลา ไม่มีดอก คนทางนี้ระหว่างนั้นยังไม่รู้จักนํ้าปลาด้วย ถ้าหากว่านํ้าปลาก็ปลาร้า กะปินี่ก็ยังไม่รู้จัก พูดถึงแกง แกงของเขาก็นี่ล่ะ ฤดูหน่อไม้ก็แกงหน่อไม้ แกงเห็ด เดือน ๓ เดือน ๔ ก็แกงผักหวาน แกงหน่อไม้ แกงเห็ด ๓ อย่างอันนี้ล่ะเป็นอาหารหลักของชาวบ้านเขา

พูดถึงนํ้าใช้นํ้าฉัน ในสมัยนั้นนํ้ายังไม่สะดวก ถังนํ้าฝนก็ไม่มี นํ้าบ่อก็ไม่มี จะต้องไปตักไปหามมาไกลๆ หลังจากฉันจังหันแล้วต้องไปหามนํ้าที่ห้วยเม็กซึ่งอยู่ภายในวัด เป็นสายนํ้าตื้นๆ ไหลอยู่บนเขา มันเป็นบ่อเหมือนนํ้าผุด นํ้าไหลออกตลอดไม่เคยแห้ง ระยะหามนํ้าที่ห้วยเม็กนี่ไกล ห่างจากที่พักไม่ตํ่ากว่า ๑ กิโลเมตร ถังพลาสติกอะไรก็ไม่มี ต้องใช้ไม้ไผ่มาสานแล้วก็เคลือบนํ้ามันยางผสมชันจากต้นจิกเอามาตําทาเคลือบเป็นตะกร้า ตักนํ้าแล้วก็หามมาเทใส่ตุ่มไว้ตามกุฏิ หรือบางทีก็ไปสรงนํ้าที่ห้วยเม็กเลย

การภาวนา สมัยก่อนการปฏิบัติ มักจะได้ผล มักจะได้อุบาย มีอุบาย มักจะได้เรื่องได้ราว มักจะมีเหตุมีผลมาเล่าสู่กันฟัง วันหนึ่งภาวนาเป็นอย่างไร วันนี้ภาวนาเป็นอย่างไร ได้ผลเป็นอย่างไร จิตใจสงบเป็นอย่างไร พิจารณาแยบคายเป็นอย่างไร พิจารณาร่างกายเป็นอย่างไร มีเรื่องมาเล่า มาสนทนาสู่กันฟัง พระก็มีเรื่องสนทนามาเล่าให้พระ ให้อาจารย์ฟัง นี่สมัยก่อนมันเป็นอย่างนี้ จึงว่ายุคนี้สมัยนี้มันเปลี่ยนไป ความเจริญที่มาเกี่ยวข้องทางตาทางหูนี่ ความเจริญทางโลกที่กิเลสเขาสร้างขึ้น เพื่อที่จะเป็นเครื่องล่อคนโง่ เป็นเครื่องล่อผู้ปฏิบัติธรรมที่มัวเมาให้ติดให้ข้องอยู่

ความตื่นตัวในการประกอบความเพียร จึงว่าให้พากันเข้าใจ พอใจในการอดบ้าง หิวบ้าง อย่าพอใจทําตัวเหมือนกับหมู อิ่มเท่าไหร่ยิ่งพอใจ แล้วก็นอน ครูบาอาจารย์ท่านชอบพูดถึงเสมอ “อย่าพอใจในการทําตัวเหมือนหมู ให้ทําตัวเหมือนนกกระทาอยู่ในตุ้ม” คือ อยู่ในกรงนี่ หมูมันกินแล้ว มันนอน พอตื่นขึ้นมา มันก็หากิน นกกระทาไม่เป็นอย่างนั้น ถึงกรงมันจะดี และอาหารนํ้า สะดวกสบาย แต่นกกระทาหาช่องที่จะออกจากกรงนั้นเสมอ เรียกว่ากระโดดไปเต้นมา กระโดดไปเต้นมาอยู่ในตุ้ม อยู่ในกรงนั้น เพื่อหาช่องออก

นี่ตามธรรมดาตุ้มหรือกรงนั้น มันจะต้องมีช่องเล็กช่องน้อย มันพยายามที่จะเอาจะงอยปากนั้นออกอยู่เสมอ ให้ทําตัวเหมือนนกกระทา อย่าทําตัวเหมือนหมู พอใจนอนอยู่ในคอก พอใจนอนอยู่ในห้องขัง อันนี้ท่านเทศน์ให้ฟังอยู่เสมอ ก็เรียกว่า เป็นธรรมเทศนาธรรมดา แต่ถ้าหากเรามาพิจารณาแล้ว นี่ เราก็ต้องแก้ เราอย่าให้เป็นหมู ผลของการที่เราแก้เราได้นี่ มีประโยชน์ในการปฏิบัติของเราอย่างมากมายทีเดียว

พูดถึงเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องใช้ไม้สอยแต่ก่อน บางทีแก้วทั้งวัดนับกันจริงๆ จะมีไม่กี่ลูกนี่ ส่วนมากบางทีก็ใช้กะลามะพร้าวกัน บางองค์ท่านก็ทําเป็นหูเจาะรู เอาไม้ทําเป็นหูหิ้ว เรียกว่ามีหูข้างๆ อะไรอย่างนั้น บางทีก็ใช้บั้งไม้ไผ่อะไรเหล่านี้ กระโถนส่วนมากเป็นกระโถนดิน หรือว่าบั้งไม้ไผ่มาทําเป็นกระโถนกัน กระโถนเคลือบอย่างนี้ มีแต่ของท่านอาจารย์จริงๆ ข้างบนโบสถ์นี่ ท่านใช้กระโถนอลูมิเนียมเก่าๆ เป็นประจํา ข้างล่างที่ศาลานั้น ก็มีกระโถนเคลือบอันหนึ่งสําหรับท่านอาจารย์ ลูกศิษย์ลูกหาส่วนมากก็กระโถนดิน ดินก็ไม่ใช่ดินเผาอย่างที่ว่าสะอาดสะอ้านหรือว่าแข็งแกร่งเหมือนกับเดี๋ยวนี้ นอกจากนี้ก็ใช้กระโถนบั้งไม้ไผ่บ้าง กระบอกไม้ไผ่ ไม้ไผ่สีสุก ไม้ไผ่บ้าน นี่ล่ะมาตัดเข้า ใช้กันอยู่อย่างนั้น

เครื่องนุ่งเครื่องห่มนี่ สมัยนั้นผ้าผ่อนท่อนสไบหายากมาก บางทีต้องเอาผ้าพื้นบ้าน เอามาตัดเป็นผ้าสบง ผ้าจีวรกัน ผ้าพื้นบ้านก็ชาวบ้านนี่ล่ะปลูกฝ้ายทําไร่กัน เอามาเข็น เอามาปั่นเป็นเส้นแล้วก็ทอเป็นผ้า ถ้าหากว่าฤดูหนาวนี่อุ่นดีมาก ฤดูร้อนนี่หนักสักหน่อย มันหนา เส้นมันใหญ่ถึงว่าระยะหลังๆ นี้ก็ยังนิยมเอามาทําผ้าอาบนํ้ากัน เอามาเช็ดบาตร เพราะเส้นมันใหญ่ มันซับนํ้าซึมนํ้าดี เครื่องนุ่งเครื่องห่ม พูดกันถึงเรื่องผ้าจีวร ผ้าสบง ผ้าสังฆาฏิ นี่ ถ้าหากเทียบกับเดี๋ยวนี้ รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้นี่ มันสนุกสนานกันมาก ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าเขา ไม่ว่าเรา อันนี้ก็เรียกว่า มันเป็นไปเอง มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการแสวงหา เกิดขึ้นด้วยศรัทธาญาติโยมเขา ก็เรียกว่า ฉลองศรัทธาเขาไป แต่ให้เป็นธรรมเป็นวินัยก็แล้วกัน

ที่มาชื่อวัดดอยธรรมเจดีย์

ในคราวที่ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) แห่งวัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครในขณะนั้น ภายหลังเสร็จงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินทางมาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เพื่อมาเยี่ยมเยียนหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งท่านเพิ่งมาสร้างวัดป่ากรรมฐานในแถบนี้ขึ้น ที่มาของชื่อวัดแห่งนี้ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ท่าน (หลวงปู่กงมา) นิมนต์พ่อแม่ครูจารย์มั่นมาพักที่นี่ ปีสร้างวัดขึ้นมาแล้ว แต่ก่อนไม่มีชื่อวัด วัดดอยเฉยๆ ชื่อนี้เป็นชื่อวัดดอยธรรมเจดีย์นี้ เป็นนิมิตที่ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านพาผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร แล้วก็มาเลย มาถามที่นี่ “เป็นชื่อว่าอะไรวัด” “ยังไม่มีชื่อ มีแต่ชื่อ วัดดอย เฉยๆ” “โอ้ ! พอดีเลย” ผู้ว่าฯ คนนั้นแหละที่มากับเจ้าคุณธรรมเจดีย์ว่า “เอ้า ! พอดีมาแล้ว ตัวหลักฐานพยานใหญ่ก็มาแล้ว นี่เจ้าคุณธรรมเจดีย์ ให้เอาวัดนี้เป็นนามของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์นะ” ว่างั้น ชื่อจึงเป็นวัดดอยธรรมเจดีย์ตั้งแต่บัดนั้นมา

เรา (องค์หลวงตาพระมหาบัว) ก็อยู่ที่นั่น ผู้ว่าฯ สกลนครขึ้นมาด้วย เลยให้นามนั้นว่า “วัดดอยธรรมเจดีย์” ท่านตอนนั้นสมณศักดิ์ท่านเป็น พระธรรมเจดีย์ เจ้าคุณธรรมเจดีย์ เลยเอาชื่อเจ้าคุณนั้นมาใส่วัดนี้เสีย วัดนี้เลยกลายเป็นวัดดอยธรรมเจดีย์ เข้าใจไหมล่ะ มากันกับผู้ว่าสกลฯ ขึ้นมาเลย ท่านก็มา เราก็มา ท่านตั้งชื่อให้กัน ตั้งแต่วันนั้นมาก็เรียกวัดดอยธรรมเจดีย์เรื่อยมา ให้รู้ไว้ เรื่องนั้นล่ะเป็นอย่างนั้น”

พระเณรเรานิสัยไม่เหมือนกัน เด่นคนละทาง

ในระยะที่ท่านพระอาจารย์มั่น จําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ทุรกันดารห่างไกลและเป็นช่วงใกล้สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปัจจัย ๔ จึงเป็นไปอย่างอัตคัดขาดแคลน บรรดาพระศิษย์จะพากันเดินธุดงค์เข้าไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนฟังธรรม และระยะนี้ท่านพระ-อาจารย์มั่นเข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว พระศิษย์ต่างเอาใจใส่ เป็นห่วงเป็นใยในธาตุขันธ์ อะไรที่พอหามาถวาย ท่านก็จะนําเข้าไปถวาย ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่จําเป็น เช่น ข้าวปลาอาหารแห้ง ผ้า มีดโกน ไม้เจีย ยา ฯลฯ ในขณะนั้น หลวงปู่กงมา ท่านจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ พอออกพรรษาแล้ว ท่านก็จะมากราบคารวะเยี่ยมเยียนฟังธรรมเป็นประจํา พร้อมกับนําผ้ามาถวาย

เมื่อมีบรรดาพระศิษย์อาวุโสประเภทเพชรนํ้าหนึ่ง เป็นต้นว่า หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ ได้เดินทางไกลมากราบคารวะเยี่ยมเยียน และมาฟังธรรม สนทนาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นกันอย่างไม่ขาดสาย ท่านพระอาจารย์มั่นจะมอบหมายให้องค์หลวงตาพระมหาบัวไปจัดกุฏิถวาย และองค์หลวงตาฯ ในฐานะพระอุปัฏฐากใกล้ชิดก็จะไปนั่งฟังการสนทนาธรรมทุกครั้งไป ดังนี้

“ตามธรรมดาเรา (องค์หลวงตาฯ) นี้ มีครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ๆ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านไปเยี่ยมท่าน เราจะไม่ละสายตาเลย จะคอยจ้องดู ครูบาอาจารย์องค์นี้ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน เป็นผู้ใหญ่ๆ องค์นี้มา ท่านจะปฏิบัติปฏิสันถารต้อนรับอย่างไร ทั้งภายนอกภายใน ภายใน คือ ธรรมภายในใจ ภายนอกกิริยาอาการต่างๆ ภายในเป็นเรื่องธรรมภายในใจโดยเฉพาะ ท่านใช้กิริยายังไงๆ เราจะฟังหมดแหละ องค์นี้มาจะปฏิบัติยังไงๆ เราจะไม่ให้พลาดสายตาเลย จะคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ตรงตามที่เราสังเกตไว้ด้วยนะ เราโง่ก็ตาม แต่เราก็สังเกต องค์นี้มาปฏิสันถารต้อนรับอย่างนี้ องค์นั้นมาปฏิสันถารต้อนรับอย่างนั้นๆ ไม่เคยซํ้ากันนะ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ไปหาท่านแต่ละครั้งละคราว เราจะสังเกตอยู่ตลอดเวลา การปฏิสันถารจะไม่เหมือนกัน”

ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

หลวงตาท่านเล่าให้ฟังบ่อย ท่านไปคุยกับครูบาอาจารย์มาเยอะมาก เพราะหลวงตาท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นมานาน ท่านอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นอยู่ ครูบาอาจารย์เข้ามาก็จะสนิทคุ้นเคยกับท่านมาก ท่านจะไปคุยกับใครได้ง่าย ที่บอกว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นเพชรนํ้าหนึ่งนั้น ท่านไปคุยมาหมดแล้วล่ะ นั่นมันลงอันเดียวกันหมด ถ้าของจริงต้องลงอันเดียวกันหมด อริยสัจมีหนึ่งเดียว

หลวงปู่พรหมไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาวไปหาหลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้นไปหาหลวงปู่มั่น ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นทุกองค์ที่ไปหาหลวงปู่มั่น ไปพูดถึงธรรมะกันนี้ หลวงตาท่านนั่งฟังมาหมดเลย ท่านถึงได้เก็บประสบการณ์ของท่านมหาศาลเลยแล้วท่านมีการศึกษาว่า ท่านเป็นมหาด้วย แล้วเป็นนักปราชญ์ เป็นผู้มีสติปัญญามาก

ถ้าวันใดเห็นครูบาอาจารย์ออกจากป่ามากราบหลวงปู่มั่น หลวงตาท่านรู้แล้วว่า ผู้ที่มากราบหลวงปู่มั่น ประเพณีของกรรมฐานนี่ไปออกทําวิจัยมา ไปออกค้นคว้ามา ออกธุดงค์มา จะต้องมีประสบการณ์ จะต้องมีมุมมอง จิตมันต้องมีสิ่งใดมา จะมารายงานครูบาอาจารย์ หลวงตาท่านบอกเลยนะ ถ้าวันไหนมีครูบาอาจารย์มา ท่านไม่ไปไหนหรอก ท่านเมียงๆ มองๆ อยู่ทางนั้นน่ะ พอถ้าอาจารย์ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่น ท่านก็เข้าไปแอบฟังด้วย เข้าไปนั่งฟังด้วย ไปฟังด้วยเพราะว่าสิ่งนี้เขาไปกระทําของเขามา

เราจะบอกว่า สิ่งที่ในวงกรรมฐาน เวลาเขามาพูด เขาไม่ไปพูดกันเอง เขามาพูดกับผู้รู้จริง เขามาเปิดอกกับหลวงปู่มั่น หลวงตา ครูบาอาจารย์เราท่านก็เปิดอกกับหลวงปู่มั่นแล้วเวลาหลวงปู่มั่นท่านตรวจสอบกับตัวท่าน ท่านตรวจสอบกับหลวงปู่เสาร์ ท่านตรวจสอบกับเจ้าคุณอุบาลีฯ นี่แล้วความที่มั่นคงที่สุด คือปัจจัตตัง คือสันทิฏฐิโกในหัวใจของหลวงปู่มั่น”

และด้วยสาเหตุนี้เอง องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านถึงทราบคุณธรรมของครูบาอาจารย์แต่ละองค์ รวมทั้งทราบภูมิจิตภูมิธรรมของหลวงปู่กงมา ซึ่งภายหลังองค์หลวงตาฯ ได้นํานิมิต ๙ ปีสําเร็จของท่าน เมื่อท่านยังไม่สําเร็จหรือยังไม่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตามนิมิต ท่านจึงสงสัยนิมิตนั้น ด้วยความเชื่อมั่นและสนิทสนมคุ้นเคยกับหลวงปู่กงมามาก ท่านจึงได้นํามาเปิดเผยให้หลวงปู่กงมาฟังเท่านั้น และหลวงปู่กงมาก็อธิบายให้ความกระจ่างในนิมิตนั้น และท่านก็ไปเร่งปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด

ด้วยในระยะนี้ บรรดาพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ทรงภูมิจิตภูมิธรรมกันมากมายหลายองค์ แต่ละองค์ก็เด่นกันไปคนละทาง ท่านเมตตานํามากล่าวชมให้พระเณรที่อยู่ร่วมสํานักฟัง เป็นต้นว่า หลวงปู่ชอบเด่นเรื่องเทวดา หลวงปู่ขาวเด่นเรื่องช้าง หลวงปู่ฝั้นเด่นเรื่องพลังจิต หลวงปู่กงมาเด่นเรื่องเสือ หลวงปู่ตื้อเด่นเรื่องฤทธิ์ ฯลฯ และกล่าวชมคุณธรรมของแต่ละองค์ ซึ่งระยะนั้นก็บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ตามท่านแล้วก็หลายองค์ เช่น หลวงปู่พรหม หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน ฯลฯ ตามลําดับ

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านกล่าวชมด้วยความปลื้มใจ ทั้งเมตตาและเอ็นดูบรรดาลูกศิษย์ ซึ่งล้วนจะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรม สืบทอดพระพุทธศาสนาและปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานต่อจากท่าน และล้วนเป็นลูกศิษย์ที่ท่านอบรมสั่งสอน เข้มงวดกวดขัน และเคี่ยวเข็ญมากับมือของท่านเอง ซึ่งพระเณรที่ฟังท่านกล่าวชมพระศิษย์รุ่นอาวุโสอยู่ในขณะนั้นๆ จะได้มีกําลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพานกัน

ด้วยในระยะนั้น หลวงปู่กงมา องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ภูมิจิตภูมิธรรมของท่านทั้งสามก็อยู่ในขั้นสูงแล้ว ซึ่งอีกไม่นานก็จะได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ในเวลาไล่เลี่ยกัน รวมทั้งบรรดาพระภิกษุหนุ่มที่มีอํานาจวาสนาบารมีธรรมเดินธุดงค์มากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์องค์แล้วองค์เล่า และต่อมาก็ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ตามท่านอีกมากมายหลายองค์ การเดินทางกลับมาพักและอยู่จําพรรษาทางภาคอีสานในบั้นปลายชีวิตของท่านพระอาจารย์มั่น จึงนับว่าได้ประโยชน์คุ้มค่ามาก ท่านได้สร้างศาสนทายาทธรรมไว้มากมาย มากกว่าเมื่อครั้งอยู่จําพรรษาทางภาคเหนือ

นอกจากนี้ท่านพระอาจารย์มั่น ยังเมตตากล่าวชมบรรดาพระศิษย์ที่มีนิสัยกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ ในยามที่ท่านอบรมสั่งสอนก็ตั้งอกตั้งใจนั่งภาวนาฟังธรรม ฟังแล้วก็ตั้งใจนําไปปฏิบัติกันอย่างเอาจริงเอาจัง ปฏิบัติแล้วก็เข้ามากราบเรียนปรึกษาถามปัญหาธรรมเสมอๆ ทําให้ท่านปลื้มใจและรื่นเริงเพลิดเพลินในธรรมเป็นอันมาก ทั้งยินดีที่จะให้คําชี้แนะและอนุเคราะห์ธรรมอธิบายจนพระศิษย์เกิดความเข้าใจ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ในยามท่านอาพาธก็คอยมาเฝ้าดูอาการและปรนนิบัติดูแลอย่างใกล้ชิด ในยามท่านปรกติก็คอยเอาใจใส่ดูแลท่านเป็นอย่างดี คอยหาสิ่งของมาถวายท่าน ซึ่งก็เด่นไปกันคนละทาง โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“เวลาท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น) จวนเข้าไปเท่าไร เรายิ่งติดแนบๆ ตลอดๆ หนีไปไหนไม่ได้เลย คอยดูคอยสังเกต คอยเตือนพระเตือนเณรให้ปฏิบัติต่อท่าน ให้เป็นความสงบร่มเย็นเฉพาะท่าน ไม่ให้มีอะไรมากระทบกระเทือน เราต้องเอาอย่างหนักทีเดียว เรื่องอาหารการฉันนี้ อะไรที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ของท่าน ก็เราเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ตลอด ท่านชอบฉันอะไรบ้าง เราสังเกตอยู่ตลอด อันไหนที่ท่านเมตตา ท่านฉัน เห็นว่าถูกกับธาตุกับขันธ์ท่าน เราจะไปหาสิ่งนั้นล่ะมา ฟาดมาเป็นเข่งๆ อะไรก็ดี อะไรถูกก็ตาม ต้องเอามาอย่างเต็มเหนี่ยว เพราะฉะนั้นจึงมาอุดรฯ หาอุบายมา ไม่มีอุบายไม่ได้นะ ต้องมีอุบายเต็มตัว ข้อแก้ตัวมาเต็มตัวเลย ท่านอนุญาตให้มา มาก็ไปกว้านหา ให้เขาไปหากว้านในตลาดใส่เข่งๆ เต็มที่แล้ว เอาล่ะทีนี้กลับ

พอกลับไปก็แบบนั้นล่ะ ไปต้องแบบหลบๆ ซ่อนๆ ตลอดนะ ไม่ใช่หนหนึ่งหนเดียว เอาเรื่อยไปเรื่อย ทีนี้ถ้าไปเที่ยวทางไหนก็อีกล่ะ ในป่าในเขา มีอะไรที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ท่าน ก็ไปหาเอามาอีก อยู่ในป่านู่นนะ ก็ไม่ได้นึกว่าท่านจะรู้ 

บทเวลาท่าน ใส่นี้ โอ๋ย ! ใส่นี้หงายหมาเลย ไม่ได้หงายธรรมดา ไม่มีท่าต่อสู้ สู้ท่านไม่ได้ ว่างั้นเถอะ เปรี้ยงทีเดียวหงายเลย ทีแรกท่านก็ทําท่าอุบายเสียก่อนนะ “พระเรานี้แต่ละองค์ๆ นิสัยไม่เหมือนกัน” ท่านว่าอย่างนี้ขึ้นก่อนนะ ตอนจะฉัน ท่านเอาตอนที่ปิดประตูตีหมา เพื่อมันจะได้ขี้ทะลักออก ปิดประตูตีแมว เราไม่อยากพูด เราพูดปิดประตูตีหมาเหมาะ เรานั่งอยู่นี้ ก็ท่านนั่งอยู่นั้นจะฉัน “พระเณรเรานี้นิสัยไม่เหมือนกัน องค์หนึ่งเด่นทางหนึ่งๆ” แล้วก็ยกขึ้น

ท่านกงมา ก็เด่นทางนั้น อันนั้นมาทีไร ต้องได้ผ้ามาเป็นไม้ๆ ทั้งๆ ที่ผ้าหายากนะ” สมัยนั้นสงครามโลก ผ้าหายาก ทางโน้นมาทีไร เอาผ้ามาเป็นไม้ๆ มาเลย ท่านหามาแต่ไหนก็ไม่รู้แหละ “อาจารย์สีลา บ้านวา อากาศอํานวย นี้เก่งทางมีดโกนทอง มาทีไรเป็นกําๆ เป็นมัดๆ มาเลย แจกพระเณรได้ทั่วทั้งวัด” องค์นั้นเก่งทางนั้นๆ เราก็ฟังไปอย่างนั้นแหละ องค์นั้นเด่นทางนั้นๆ เราก็มีแต่เพลินฟัง ทั้งอ้าปาก ไม่สนใจนะ

เปี๊ยะตรงนี้ถึงได้รู้ บทเวลาท่านจะเอาเรา ท่านไม่ได้ทําธรรมดานะ ทีแรกท่านก็พูดธรรมดาๆ องค์นี้เด่นทางนั้น องค์นั้นเด่นทางนั้นๆ พอหมดแล้วทีนี้ก็หันมาหาเรา ตัวยุ่งที่สุด คือตัวนี้ ชี้เลย นี่ยุ่งที่สุด ไปที่ไหนอะไรแหลกไปเลย ไปที่ไหนอะไรแหลกไปเลย คือเราไปหากว้านเอามา กูตาย เอาแล้วที่นี่ สู้ท่านได้ยังไง เรามีแต่เพลินฟังท่าน เวลาท่านจะฟาดเรานี้ เราไม่ได้ดู ท่านใส่เอาอย่างถนัด ตัวยุ่งที่สุด คือ ตัวนี้ ว่างั้นเลย ชี้นิ้วด้วยนะ โถ ! อะไรๆ ที่ไหน มันไปยุ่งเอาหมด ท่านรวมทีเดียวเลย อะไรอยู่ที่ไหน มันไปเห็นหมด ไปยุ่งหมด นั่นแหละ เราก็หมอบ ก็มันเป็นความจริง นึกว่าท่านจะไม่รู้ เห็นไหมล่ะ อย่างนั้นแล้วเวลาท่านตี”

เร่งทําความเพียรในขณะที่หลวงปู่มั่นยังมีชีวิตอยู่

ในระยะที่ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่พํานักและจําพรรษาประจําที่วัดป่าบ้านหนองผือ อันเป็นช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน โดยไม่ได้เที่ยวธุดงค์ไปไหนแล้ว ก็เป็นโอกาสสําคัญของพระเณรที่จะได้ศึกษาอบรม บรรดาพระศิษย์ ตลอดพระเณรที่ออกบวชเพื่อมรรค ผล นิพพาน จะเดินทางเข้าไปกราบนมัสการฟังธรรมและขออยู่จําพรรษาศึกษาธรรมกับท่านจํานวนมาก หลวงปู่กงมา ท่านเองก็ย่อมทราบดี ท่านยังเป็นพระเสขบุคคล ยังไม่พ้นทุกข์ ท่านยังต้องศึกษาและปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์ต่อไป ด้วยระยะนี้จิตและสติของท่านเป็นอัตโนมัติแล้ว ธรรมก็เป็นธรรมขั้นอัตโนมัติแล้วคอยหมุนฆ่ากิเลสโดยถ่ายเดียว แต่เมื่อติดปัญหาธรรมขั้นสูงแล้ว ก็ยากที่จะหาผู้ใดมาแก้หรือให้คําชี้แนะได้ ท่านจึงจําเป็นต้องพึ่งธรรมะจากท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์แต่ผู้เดียว ประดุจ ช้างประจําควาญกันจริงๆ

ในระยะนี้ หลวงปู่กงมา ท่านจะเดินธุดงค์เข้าไปกราบฟังธรรมและกราบเรียนถามปัญหาธรรมขั้นสูงกับ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ เป็นประจํา และท่านจะต้องได้ยินคําที่ท่านพระอาจารย์มั่นท่านมักปรารภไว้ ดังนี้ “การภาวนาสําคัญมากนะ ไม่มีใครแก้ได้อย่างง่ายๆ นี่เวลาภิกษุเฒ่ายังมีชีวิต เอ้า ! ใครขัดข้องตรงไหนการภาวนา ให้ถามมา เราจะแก้” 

และแม้ในระยะนี้ หลวงปู่กงมาท่านไม่ได้อยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น แต่ท่านก็ยังยึดถือปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด คําสอนอันเป็นอริยปฏิปทาข้อสําคัญของท่านพระอาจารย์มั่นที่เน้นยํ้าสานุศิษย์ คือ “สอนตนให้รู้เห็นธรรมก่อน แล้วจึงนําธรรมนั้นมาสั่งสอนโลก” คําสอนเหล่านี้ยังคงกึกก้องในใจของหลวงปู่กงมาตลอดเวลา

ดังนั้น เมื่อหลวงปู่กงมาท่านมาปักหลักอยู่จําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์เป็นการถาวรแล้ว ในช่วงเข้าพรรษา ท่านจึงต้องรีบเร่งขวนขวายทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดตลอดทั้งพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้ว พอหน้าแล้ง ท่านก็จะออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา ซึ่งท่านก็จะไปไม่ไกลมากนัก ท่านจะออกเที่ยวธุดงค์ภายในรัศมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น คือ ท่านจะไปไม่ไกลจากวัดป่าบ้านหนองผือมากนัก เมื่อติดขัดปัญหาธรรม ท่านก็จะไม่ปล่อยทิ้งไว้ให้เนิ่นนาน ท่านจะรีบเข้าไปกราบเรียนปรึกษาธรรม พร้อมขอคําชี้แนะจากท่านพระอาจารย์มั่นได้ในทันที และเมื่อท่านพระอาจารย์มั่นเกิดอาพาธขึ้นมา ท่านก็จะได้เข้าไปเฝ้าปรนนิบัติดูแล

องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เหตุการณ์ในระยะนี้ไว้ดังนี้

“การแนะนําสั่งสอนผู้มาอยู่อาศัยด้วยอบรมศึกษา ก็เป็นหลักเป็นเกณฑ์ เป็นที่แน่ใจได้ ตายใจได้ เมื่อยึดหลักที่ท่านแนะนําสั่งสอนไปปฏิบัติ ผู้นําจึงเป็นสําคัญมากทีเดียว

เราเห็นอย่างพ่อแม่ครูอาจารย์นี้แหม สําคัญมากนะ ท่านเป็นแม่เหล็กจริงๆ ท่านไปอยู่ที่ไหนพระเณรหลั่งไหลไป ถึงจะเข้าไปอยู่สํานักท่านไม่ได้ ก็ไปอยู่ตามบ้านเล็กบ้านน้อยแถวๆ ใกล้เคียงพอไปมาหาสู่ได้ เช่น วันปาฏิโมกข์ก็มาฟังปาฏิโมกข์และโอวาทของท่านที่นั่น เวลามีโอกาสมากราบเยี่ยมท่านแต่ละครั้งๆ ได้อุบายไป เพราะการอบรมสั่งสอนอันอบอุ่นของท่าน นี่ล่ะผู้มีหลักเกณฑ์ ยิ่งอย่างพ่อแม่ครูอาจารย์นี้เป็นผู้ที่บริสุทธิ์พุทโธเต็มที่แล้วอย่างนั้น ก็ยิ่งร่มเย็น นี่ท่านก็เคยพูด วันอุโบสถนั่นล่ะเป็นสําคัญ เพราะวันอุโบสถนั้นพระมามากนี่ บางที ๕๐–๖๐ พระต่างถิ่นต่างฐานแถวใกล้เคียงนั่นแหละ เณรก็ติดตามมาด้วย นอกจากพระแล้ว

เวลาให้โอวาท ท่านเตือน “อย่าได้นอนใจ การศึกษาอรรถธรรมทางด้านจิตใจนี้เป็นสิ่งสําคัญมาก สําคัญที่ผู้จะให้การอบรมศึกษาถูกต้องแม่นยําหรือไม่ เราก็เป็นห่วงหมู่เพื่อน การศึกษาทางด้านจิตใจนี้ไม่เหมือนทางด้านปริยัติ ต้องเอาของจริงมาพูดกัน เมื่อพูดสมาธิ จิตของผู้เทศน์ผู้แสดง ผู้เป็นหัวหน้าต้องเป็นสมาธิมาแล้ว พูดถึงเรื่องปัญญา ผู้แนะนําสั่งสอนเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงเสียทุกขั้นทุกภูมิแล้วจะเอาอะไรมาสงสัย จะเอาอะไรมาผิด พูดตรงไหนก็ถูกตรงนั้นๆ จึงเป็นที่ตายใจสําหรับผู้มาอบรมศึกษา” ท่านว่า

แล้วก็ย้อนมาหาองค์ของท่านเอง “นี่ผมก็แก่แล้ว ท่านทั้งหลายมาศึกษาก็เอาให้จริงให้จังนะ การแนะนําสั่งสอน หรือแก้ไขดัดแปลงทางด้านจิตตภาวนานี้เป็นของยากมาก ถ้าผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจจริงๆ จะสอนกันไม่ได้ ผู้ที่จะสอนสมถ–วิปัสสนา ต้องเป็นผู้เข้าใจสมถ–วิปัสสนามาเรียบร้อยแล้ว ไม่เหมือนปริยัติ” ท่านยํ้าแล้วยํ้าเล่าอยู่อย่างนั้น

บางครั้งถึงขนาดที่ว่า “ภิกษุเฒ่ายังไม่ตาย นี่ถ้าใครมีข้อข้องใจอะไร เอ้า ! ให้มาถาม แล้วให้รีบเร่งขวนขวายทางด้านจิตตภาวนา สงสัยตรงไหนให้มาถาม เวลาภิกษุเฒ่าตายแล้ว ยากนะผู้ที่จะแก้ไขทางด้านจิตใจนี่” นั่นเวลาท่านเน้นหนัก ท่านเน้นจริงๆ “นี่อายุไม่ได้นานนะ” บางทีออกมาเป็นตัวเลขเลย เราไม่ลืม เหมือนสดๆ ร้อนๆ เหมือนอัดเทปไว้

ถ้าเป็นโอวาทของพ่อแม่ครูบาอาจารย์แล้วเป็นอย่างนั้นนะ จิตใจผม เพราะฉะนั้นผมถึงกล้าเขียนประวัติของท่าน เท่าที่ผมได้ยินมาแล้ว เหมือนกับว่าไม่หลุด ไม่ตกไปไหนเลยอย่างนั้น เหมือนเทป เจ้าของเองก็แปลกในเจ้าของเหมือนกันว่าจําได้อย่างไร บอกถึงขนาดตัวเลขยังเหลืออีกเท่านั้นปี เท่านี้ปี “นี่ก็อายุเท่านั้นแล้วนะ ยังเหลืออีกกี่ปี ไม่เลย ๘๐ นะ นี่ก็ได้เท่านั้นปีแล้วนี่” แล้วก็นับไปๆ นับข้อมือ “นี่เห็นไหมนานเท่าไร นานอะไร เท่ากับสองสามวันเท่านั้นก็ตาย ยังจะมานอนใจอยู่เหรอ” ท่านว่า”

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านปรารภเตือนพระศิษย์เช่นนี้ ราวกับท่านปลงสังขาร อายุไม่เลย ๘๐ ปีนี้ คล้ายดั่งคราวพระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขารในวันมาฆบูชาเพ็ญเดือนสาม “ต่อแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน เราจักเสด็จดับขันธปรินิพพาน” ท่านทราบด้วยญาณหยั่งทราบอันแม่นยําแจ่มชัด ท่านพูดคําไหน เป็นสัจจะความจริงเสมอ และคํานั้นจะเป็นความจริงอย่างแน่นอน เปรียบดั่ง เอกนามกิํ หนึ่งไม่เป็นสอง คือ พระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้า ถ้าลงได้หยั่งทราบอะไรแล้วไม่มีสอง พระวาจาที่รับสั่งไปแล้ว เป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบทั้งนั้น ไม่มีผิด 

คําปรารภของท่านพระอาจารย์มั่นนี้ ท่านเมตตาเตือนบรรดาพระศิษย์ด้วยความเมตตาห่วงใยจริงๆ คําปรารภนี้ย่อมกระจายไปยังบรรดาพระศิษย์ในวงกรรมฐานอย่างกว้างขวางและรวดเร็วมาก และย่อมเป็นข่าวที่ใหญ่โตมาก บรรดาพระศิษย์ย่อมทราบกันเป็นอย่างดี และต้องเกิดความรู้สึกสะเทือนใจ ทั้งกระตุกจิตใจบรรดาพระศิษย์ที่มุ่งต่อมรรค ผล นิพพานอย่างแรง ทําให้ต้องยิ่งรีบเร่งขวนขวายปฏิบัติภาวนากัน

หลวงปู่กงมาท่านนับเป็นพระศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งที่ใกล้ชิดและก็ได้รับความเมตตาไว้วางใจจากท่านพระอาจารย์มั่นมาก ซึ่งท่านต้องได้ยินคําปรารภนี้เช่นกัน เมื่อท่านได้ยินแล้ว ท่านต้องเข้าใจนัยความหมายนี้เป็นอย่างดี และย่อมมีอาการความรู้สึกเช่นเดียวกับบรรดาพระศิษย์ทั้งหลาย เพราะท่านเคยอยู่ศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์มั่นมานานหลายปี และท่านเคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ตั้งแต่เข้ากราบถวายตัวเป็นศิษย์ครั้งแรก ท่านพระอาจารย์มั่นพูดพยากรณ์อะไรไว้ล่วงหน้า จะถูกต้องแม่นยําและเป็นจริงตามนั้นเสมอๆ

ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๑ เยี่ยมอาพาธหลวงปู่มั่น

ท่านพระอาจารย์มั่น เทศน์ให้โอวาทธรรมและปรารภเตือนอายุท่านไม่เลย ๘๐ ปี ทั้งยํ้าเตือนพระศิษย์ให้เร่งรีบภาวนากันได้ไม่นาน ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ช่วงหน้าแล้ง ท่านก็เริ่มอาพาธมีไข้สลับมีไอด้วย แม้ท่านชราภาพมากแล้วอายุใกล้จะ ๘๐ ปี และยังมีอาการอาพาธอยู่ แต่ท่านก็ยังมุ่งรักษาธุดงควัตรที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเมตตาประทานไว้อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อให้พระเณรดูเป็นคติแบบอย่างและดําเนินตามปฏิปทานี้ โดยทุกเช้าท่านจะออกไปบิณฑบาตในหมู่บ้านหนองผือ พอก่อนเข้าพรรษา ท่านก็เริ่มอาพาธหนัก ข่าวนี้ได้แพร่สะพัดออกไป บรรดาพระศิษย์เมื่อทราบข่าวนี้ จากญาณภายในบ้าง จากการบอกต่อๆ กันบ้าง ต่างก็เป็นห่วงเป็นใยรีบรุดเดินทางเข้าไปวัดป่าบ้านหนองผือ เพื่อกราบเยี่ยมเยียนและเฝ้าปรนนิบัติดูแลการอาพาธ

นับตั้งแต่หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เข้ากราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็ยอมมอบกายถวายชีวิตแล้ว แม้ชีวิตของท่านก็ยอมสละอุทิศถวายแด่ท่านพระอาจารย์มั่นได้ทุกเมื่อ ท่านมีท่านพระอาจารย์มั่นนั่งอยู่บนหัวใจตลอดมาและตลอดไป ซึ่งเป็นคุณธรรมของท่านและก็เป็นเช่นเดียวกับบรรดาพระศิษย์ที่มีคุณธรรมทั้งหลาย อันเป็นคติธรรมอันลํ้าเลิศของศิษย์ที่พึงกระทําต่อครูบาอาจารย์

เมื่อหลวงปู่กงมาท่านทราบข่าวนี้ แม้ว่าท่านอยู่ระหว่างเร่งทําความเพียรเพื่อธรรมขั้นสูงอย่างยิ่งยวด แต่ด้วยความกตัญญูกตเวที ด้วยความเคารพรักเทิดทูนบูชา และด้วยความเป็นห่วงเป็นใยต่อท่านพระอาจารย์มั่นอย่างที่สุด ท่านจึงรีบรุดเดินทางเข้าวัดป่าบ้านหนองผือ เพื่อไปกราบเยี่ยมเยียนอาการอาพาธของท่านพระอาจารย์มั่นในทันที ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับบรรดาพระศิษย์ที่มีคุณธรรมทั้งหลายที่ทราบข่าวนี้ ในขณะนั้นก็มีพระศิษย์ผู้ใหญ่ เช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร กับ ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต ท่านธุดงค์ไปภาวนาที่ภูวัว เมื่อทราบข่าวก็ได้รีบรุดกลับมาเยี่ยมเยียนอาการอาพาธด้วยทันที

หลวงปู่ฝั้น ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก หลวงปู่กงมา กับบรรดาพระศิษย์ที่ได้รับความเมตตาไว้วางใจของท่านพระอาจารย์มั่น ได้ร่วมกันเฝ้าดูแลอาการและช่วยกันพยาบาลอย่างใกล้ชิดอยู่ระยะหนึ่ง จนอาการท่านพระอาจารย์มั่นทุเลาลงแล้ว จากนั้นท่านก็กราบลาแยกย้ายกันกลับไปจําพรรษา โดยหลวงปู่กงมาท่านกลับไปจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ หลวงปู่ฝั้นท่านกลับไปจําพรรษาวัดป่าธาตุนาเวง ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก ท่านกลับไปจําพรรษาวัดป่า-สุทธาวาส

ในพรรษานั้น แม้เป็นช่วงฤดูฝน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ท่านได้กระทําสัตตาหะไปกราบเยี่ยมอาการท่านพระอาจารย์มั่น โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย และความยากลําบากในการเดินทางฝ่าแดด ฝ่าฝน และบุกโคลนตมเข้าไป ความกตัญญูกตเวทีของท่านทั้งสองเป็นที่ประทับใจของผู้ได้รู้ได้เห็นโดยทั่วกัน

พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านพระอาจารย์ถวิลและคณะจําพรรษากับหลวงปู่กงมา

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้รับลูกศิษย์ชาวเมืองจันทบุรี อีกรูปหนึ่ง ภายหลังจากที่หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เดินทางกลับไปจําพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี ได้ไม่นาน ท่านพระอาจารย์ถวิล จิณฺณธมฺโม พร้อมด้วยคณะ ซึ่งเป็นพระศิษย์ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ก็เดินธุดงค์จากจังหวัดจันทบุรี เพื่อมากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต โดยท่านพระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม ได้นําท่านพระอาจารย์ถวิลและคณะมากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์หลวงปู่กงมา และอยู่จําพรรษาร่วมกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ก่อน ๑ พรรษา

ท่านพระอาจารย์ถวิล ออกบวชในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ และอยู่จําพรรษากับท่านพ่อลี ธมฺมธโร เป็นพรรษาแรก ภายหลังจากออกพรรษาแล้ว บรรดาศิษย์ของท่านพ่อลี ได้ปรารภกันถึงกิตติศัพท์ของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และครั้นพอได้ยินชื่อเท่านั้นก็เกิดมีความรู้สึกศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง จึงเข้าไปกราบลาท่านพ่อลี เพื่อแจ้งความประสงค์ว่าจะไปกราบหลวงปู่มั่นที่สกลนคร แต่ท่านพ่อลี พูดเพียงประโยคเดียวว่า “ยังไม่ให้ไป”

ท่านพระอาจารย์ถวิล จึงต้องอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าคลองกุ้งต่อไป และเมื่อได้โอกาส ท่านและคณะอีก ๔ องค์ ก็ได้เข้าไปขออนุญาตอีกเป็นครั้งที่ ๒ ท่านพ่อลีพิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต จากนั้นท่านพ่อลีได้กล่าวอบรมเมตตาสั่งสอนแนวทางการดําเนินชีวิตในป่าดงพงไพร ที่เต็มไปด้วยอันตรายนานาชนิด โดยให้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง จากนั้นคณะธุดงค์ก็ได้เริ่มออกเดินทางผ่านทางระยอง–ชลบุรี–กรุงเทพฯ แต่ละแห่งพักอยู่ไม่เกิน ๒ วัน แล้วเดินทางมุ่งหน้าไปภาคอีสานด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ขอเพียงได้กราบเท้าหลวงปู่มั่น สักครั้งเดียวก็พอใจแล้ว

ท่านพระอาจารย์ถวิล กล่าวไว้ว่า การเดินธุดงคกรรมฐานต้องอาศัยสติ เดิน ยืน นั่ง นอน ต้องมีสติ มันจึงจะบังเกิดผลแห่งการภาวนา ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงโคราช ๑๗–๑๘ วัน เข้ารายงานตัวที่วัดป่าสาลวัน ซึ่งเป็นศูนย์พระกรรมฐานและได้พบพระผู้ใหญ่หลายๆ องค์ จากนั้นก็ออกเดินธุดงค์มุ่งหน้าไป จ.อุดรธานี พักอยู่ที่ จ.อุดรธานี ๒–๓ วัน ก็ไปต่อ แต่การเดินธุดงค์แบบไม่ค่อยจะรู้หนทาง จึงเป็นเหตุให้คณะธุดงค์ของท่านพระอาจารย์ถวิล เดินหลงป่าไปทะลุยัง อ.วานรนิวาส แถวๆ บ้านกุดแฮด

อนึ่ง เวลาก็จวนเจียนจะเข้าพรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ จึงต้องอยู่จําพรรษาที่ อ.วานรนิวาส เสีย ๑ พรรษา ในระหว่างที่จําพรรษาที่นั่น ก็ได้มีโอกาสพบกับท่านพระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม และในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านพระอาจารย์อุ่นได้นําคณะของท่านพระอาจารย์ถวิล มาอยู่จําพรรษากับหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ อีก ๑ พรรษา

หลวงปู่กงมา พอท่านทราบท่านพระอาจารย์ถวิล และคณะเป็นพระภิกษุหนุ่ม ที่เพิ่งออกบวชได้ไม่นาน เป็นศิษย์ท่านพ่อลี เพื่อนสหธรรมิกของท่าน และท่านพระอาจารย์ถวิลเป็นชาวจันทบุรี คนบ้านหนองบัว บ้านเกิดเดียวกับหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านจึงให้ความเมตตาและไว้วางใจมากเป็นพิเศษ ทั้งได้ไต่ถามถึงสารทุกข์สุกดิบของท่านพ่อลี ซึ่งทั้งสองได้จากกันมานานหลายปี และได้เล่าถึงหลวงปู่เจี๊ยะ พระศิษย์องค์หนึ่งของท่านด้วยความภาคภูมิใจ

ในพรรษานี้ หลวงปู่กงมา นอกจากท่านเร่งทําความเพียรภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดแล้ว ท่านยังเมตตาให้การอบรมสั่งสอนข้อวัตรปฏิบัติ ธุดงควัตร ตลอดปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน และพาปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจริงตลอดทั้งพรรษา โดยท่านพาพระเณรถือเนสัชชิกที่ท่านถนัดชื่นชอบ พร้อมทั้งได้กล่าวยกย่องเชิดชูและสรรเสริญคุณธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นให้ฟังเป็นประจํา จนท่านพระอาจารย์ถวิลและคณะซึ่งล้วนเป็นภิกษุหนุ่มฟังแล้ว ก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในท่านพระอาจารย์มั่นมากยิ่งๆ ขึ้น

หลวงปู่กงมา ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีและมีคุณธรรมสําคัญองค์หนึ่ง ท่านจะไม่หวงแหนหรือหน่วงเหนี่ยวรั้งลูกศิษย์ไว้กับท่าน แต่ท่านจะเมตตาส่งเสริม สนับสนุน และแนะนําลูกศิษย์ให้ได้รู้จักครูบาอาจารย์องค์สําคัญองค์อื่นๆ ที่ดีและมีคุณธรรม เพื่อให้ลูกศิษย์ได้รับความก้าวหน้าในทางธรรมมากยิ่งๆ ขึ้น ดังนั้น ในระยะที่ท่านพระอาจารย์มั่นยังดํารงธาตุขันธ์อยู่นั้น ท่านจึงเมตตาพาลูกศิษย์ไปกราบนมัสการ ฟังธรรม และกราบถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อขออยู่จําพรรษาศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือด้วยตนเองเป็นประจํา คุณธรรมในข้อนี้ของท่านเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่บรรดาพระเณรที่มาอยู่ศึกษาอบรมกับท่าน

ท่านพาคณะศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น

ในช่วงเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๑ หลวงปู่กงมา ท่านยังได้เมตตาอบรมสั่งสอนแนวทางประพฤติปฏิบัติตนในขณะที่อยู่ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติในสํานักของท่านพระอาจารย์มั่น ให้กับท่านพระอาจารย์ถวิลและคณะฟังอย่างละเอียด ทั้งพาทําข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ จนพากันเข้าอกเข้าใจกันดีแล้ว และรักษาข้อวัตรปฏิบัติได้อย่างคล่องแคล่วชํานาญแล้ว เมื่อออกพรรษาในปีนั้น ท่านก็ได้พาออกเดินธุดงค์ไปกราบเยี่ยมเยียนอาการของท่านพระอาจารย์มั่นอีกครั้งหนึ่ง ที่วัดป่า-บ้านหนองผือ พร้อมกับพาคณะของท่านพระอาจารย์ถวิลไปฝากกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์

หลวงปู่อว้าน เขมโก สมัยท่านเป็นเด็กได้ติดตามไปกับคณะในครั้งนั้นด้วย หลวงปู่กงมาท่านถือหลวงปู่อว้านเป็นลูกเป็นหลานของท่าน ภรรยาของหลวงปู่กงมาสมัยท่านยังเป็นฆราวาส เป็นน้องสาวพ่อของท่าน เมื่อหลวงปู่กงมามาอยู่ที่วัดบ้านโคก ทุกวันพระ โยมแม่ของท่านจะพาไปใส่บาตรเป็นประจํา เมื่อตอนเป็นเด็ก ท่านเคยถูกผีปอบเข้าสิง วันนั้นเป็นวันพระ หลวงปู่กงมายังอยู่ที่วัดบ้านโคก แต่วันนั้นโยมแม่ไม่ได้ไป คนที่ไป เขาก็ไปเล่าให้หลวงปู่กงมาฟังว่า ลูกป่วย ผีปอบเข้า หลวงปู่กงมาก็ไม่มีใครนิมนต์ ท่านมาเอง ท่านเมตตามาเยี่ยมถึงบ้าน

ในคราวไปกราบท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ หลวงปู่กงมาก็เมตตาพาท่านไปด้วย หลวงปู่อว้านท่านเล่าว่า

“อาตมาออกโรงเรียนแล้วก็ได้ติดตาม หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ไปกราบ ท่านพระ-อาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ที่วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) ไปพักที่นั่น ๓ คืน พักกับหลวงปู่กงมา

เราออกโรงเรียนแล้ว อายุ ๑๒–๑๓ ปีนี่แหละ หลวงปู่กงมาพาไปกราบหลวงปู่มั่น ท่านเอาเราไปด้วย มีโยม ๓ คน เราเป็นเด็กน้อย พระมี ๔ องค์บ้อ ไปแวะที่เมืองสกลฯ ก่อน เราก็ได้นมตราหมีหนึ่งกระป๋อง ซื้อที่ตลาดเมืองสกลฯ นู้น ตามบ้านนอกไม่มีขายแหละ

ตอนขาไป หลวงปู่กงมา พาไปพักกับ หลวงปู่อ่อน (ญาณสิริ) ที่วัดป่าบ้านม่วงไข่ (อ.พรรณานิคม) ฉันจังหันแล้วจึงได้เดินทางข้ามภูอ่างกบ ข้ามภูไปบ้านหนองผือ หลวงปู่กงมาท่านถามเราว่า “ได้อะไรล่ะ” “ได้นมตราหมีกระป๋องหนึ่ง” เราตอบท่านได้นมตราหมีกระป๋องหนึ่ง ไปถวายหลวงปู่มั่น พอไปถึงบ้านหนองผือ หลวงปู่มั่นท่านก็ถาม “เป็นลูกหลานใคร” หลวงปู่กงมากราบเรียนให้หลวงปู่มั่นฟัง

คืนแรกหลวงปู่มั่น ท่านเทศน์เรื่องหลวงพ่อถวิลทําปูนหุ้มต้นเสา ทําร่องนํ้ากันมดขึ้นกุฏิท่าน “มันไม่ดีๆ” ท่านตําหนิแล้วตําหนิเล่า เช้ามาหลวงปู่กงมาได้พาหมู่ไปทุบแล้วทําใหม่ หลวงพ่อถวิลก็มาช่วยหลวงปู่กงมาทํา หลวงพ่อถวิลทําเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ทําอย่างดี หลวงปู่มั่นท่านมองลงไปเห็นแล้วก็ว่า “ท่านถวิล มันเฮ็ดหยังคือไก่เขี่ยนี่ (มันทําอะไรเหมือนไก่เขี่ยนี่)” หลวงพ่อถวิลก็เงียบ แล้วย้ายไปทําเสาต้นอื่นอีก หลวงพ่อถวิลไปทําอยู่ด้านใด หลวงปู่มั่นก็จะตะโกนลงไปใส่อย่างนั้นตลอด “ท่านถวิล มันเฮ็ดหยังคือไก่เขี่ยนี่” ทุกด้านนั่นล่ะ ท่านส่องลงไปดู

นั่นแหละที่หลวงปู่มั่นท่านเทศน์ว่าอย่างนั้น ต้องดู ทําไมท่านเทศน์ว่าอย่างนั้นล่ะ การทําอะไรก็ดีเพื่อถวายหลวงปู่มั่นนั้น เราทําเพื่อความสวยความงาม เพื่ออวดอย่างนี้ไม่ได้นะ จะทําดีเท่าใดก็ตามไม่ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเราตั้งใจว่าทําอย่างนี้เพื่อความแข็งแรงทนทาน ตั้งอยู่ได้นาน อย่างนี้ทําได้ ถึงจะทําแบบเดียวกันก็ตาม แต่ถ้าเราทําเพื่อความสวยงาม เพื่ออวดอย่างนี้ไม่ได้นะ ท่านดุท่านตําหนิกิเลสของเรานู้น กิเลสมันอยากอวด หลวงพ่อถวิลท่านเป็นคนเมืองจันทบุรี ปูกระเบื้องก็เก่ง งานปูนก็เก่ง ที่วัดดอยฯ ก็เหมือนกัน มีแต่หลวงพ่อถวิลนี่แหละที่ทําเป็น นอกนั้นไม่มีใครทําเป็นล่ะ

หลวงปู่มั่นท่านมองดูจิตดูใจนู้น ทําอย่างนี้สวยงาม ใครล่ะเป็นช่าง คนมาเห็นก็จะถามหาช่าง “ใครเป็นช่าง ทําไมทําดีจริงๆ” ส่งจิตไปอย่างนั้นเพื่ออวดไม่ได้ล่ะกับหลวงปู่มั่น ทําอย่างนี้ทําเพื่อความแข็งแรงทนทานตั้งอยู่ได้นาน อย่างนี้ทําได้ แต่หากว่าเราทําเพื่ออวด เจตนาเพื่อจะอวดอย่างนั้นไม่ได้ล่ะ เราเป็นเด็กตอนไป หลวงปู่กงมาทําอะไร เราก็ช่วยท่านทํา ถึงจะเป็นเด็กก็ตาม หลวงปู่มั่นท่านตะโกนออกมาก็ได้ยินทุกคํานั่นแหละ

คืนที่สองมีพระมาจากกรุงเทพฯ พระรูปนั้นแก่แล้ว พรรษาก็มากแล้ว เจตนาของท่านอยากจะมาแสวงหามรรคหาผล ท่านว่า “เที่ยวมาสกลฯ หนองคาย นครพนม ถ้าไม่ได้มรรคจะกลับเข้ากรุงเทพฯ” ท่านก็ปฏิบัติเคร่ง ฉันวันเว้นวัน หลวงตาองค์นั้นพรรษาท่านก็มากแล้ว นั่งรองจากหลวงปู่มั่น องค์ที่ ๑ หรือที่ ๒ นี่แหละ หลวงปู่มั่นว่า “เที่ยวแสวงหามรรคหาผล หาจนกระดูกเข้าหม้อนู้น มันก็ไม่เห็นดอก มรรคผลมันไม่ได้อยู่ที่โน่นที่นี่ มัคโค มัคคะ แปลว่า หนทาง ถ้าจิตเดินถูกทาง ก็จะพบเห็นได้ทั้งมรรคทั้งผลนะ ถ้าเดินผิดทาง มันจะพบเห็นอีหยัง (อะไร) ล่ะนี่”

กลางคืนก็ดี หลวงตาองค์นั้นก็ถามเรื่องมรรคผลอีก หลวงปู่มั่นก็อธิบาย หลวงตาองค์นั้นก็ยังถามต่ออีก หลวงปู่มั่นใช้มือตบแผ่นกระดาน “ตึ้งๆ” เสียงดัง ดังก้องกังวาน เช้ามาหลวงตาองค์นั้นจึงกราบคารวะ หลวงปู่มั่นท่านรับขันธ์แล้วก็ให้โอวาท “ไปเที่ยวหามรรคหาผล หาจนกระดูกเข้าหม้อนู้น มันก็ไม่เห็นดอก มรรคผลมันไม่ได้อยู่ที่โน่นที่นี่”

หลวงตาท่านจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ไม่รู้จัก หลวงตานั่นพักอยู่ ๓ คืน

บรรดาพระที่อยู่ในวัด จะได้พูดได้คุยกันเฉพาะเวลาหามนํ้าไปเท่านั้น อยากพูดอะไรก็พูดในเวลาหามนํ้านี่แหละ หามนํ้านี่หลวงพ่อถวิลแข็งแรง หามไม้คาน ผู้เอา ๒ คุถังก็มี ๓ คุถังก็มี หามไปใส่โอ่ง หยอกกันนะ “โอ้ย ! หาบก๋วยเตี๋ยวขายหนักกว่านี้อีก” ท่านหยอกกันเท่านั้นแล้ว ตักนํ้าเสร็จแล้วสรงนํ้าก็เงียบกัน เหมือนกับไม่มีคนล่ะภายในวัด ต่างคนต่างสํารวม”

ท่านพระอาจารย์ถวิล มีอะไรๆ ที่พิเศษอยู่มาก แต่ท่านไม่พูด ไม่กล้าที่จะพูดอวดใคร ท่านว่า “เรื่องลี้ลับในพระศาสนานี้มีจริง ต้องปฏิบัติเองจึงจะรู้”

ภายหลังจากท่านพระอาจารย์ถวิล ได้มาอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ก็มีเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้น คือ ท่านทั้งสองเหมือนเป็นดังคู่ทดสอบพลังจิตซึ่งกันและกัน ซึ่งก็เป็นผลแห่งการปฏิบัติพระกรรมฐานนั่นเอง

วันหนึ่ง หลวงปู่ฝั้น ท่านนั่งสมาธิ ท่านนั่งไปอยู่ชั่วครู่ ก็มีอาการตัวลอยขึ้น ร่างกายทุกส่วนเหมือนไร้นํ้าหนัก ตัวท่านลอยขึ้นๆ จากพื้นประมาณหนึ่งเมตรเห็นจะได้ แล้วค่อยๆ วนเวียนไปรอบๆ ห้องปฏิบัติพระกรรมฐาน การลอยตัวได้ขณะที่นั่งสมาธิ ท่านพระอาจารย์ถวิล ก็ไม่น้อยหน้ากว่ากัน ท่านสามารถนั่งจนตัวลอยไปรอบๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์เลยทีเดียว …

ท่านพระอาจารย์ถวิล ท่านมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมตามรอยธรรมครูบาอาจารย์อย่างเอาจริงเอาจังมาก โดยยอมสละชีวิตเพื่อแลกกับธรรม ซึ่งในกาลต่อมาท่านก็ได้เป็นพระอริยบุคคล และได้ก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อีกองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นชาวจังหวัดจันทบุรีที่ท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี ได้เมตตาอบรมสั่งสอนมา และเมื่อท่านกลับจังหวัดจันทบุรี ท่านได้เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทสนมคุ้นเคยกับหลวงปู่เจี๊ยะเป็นอย่างดี

นายช่างเหล็ก

หลวงปู่อว้าน เขมโก ท่านเล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นต่อไปว่า

“เวลาคํ่า หลังจากหลวงปู่มั่นเลิกจากเดินจงกรมแล้ว ท่านก็ขึ้นกุฏิเข้าห้องทํากิจส่วนตัวของท่าน ทําวัตรสวดมนต์ของท่าน เสร็จแล้วท่านก็ออกมาจุดโคมนอกห้อง พอเห็นแสงไฟแล้ว หมู่พระก็ทยอยขึ้นไป พระบางองค์ก็เดินสํารวม บางองค์ก็นั่งสํารวม ส่งจิตไปนอกไม่ได้ ท่านรู้ท่านเห็น ถ้าส่งจิตไปนอก เอาล่ะทีนี้ ท่านก็จะเทศน์เอาหนักล่ะ “จิตบ่ (ไม่) ไปตามทาง เดินบ่ไปตามทาง มันจะพ้อ (เจอ) ดงเสือฮ้าย (ร้าย) ดงเสือฮ้ายเสือดุเป็นจั๋งใดล่ะ (อย่างไรล่ะ)” เน้นหนักอันนี้ ออกนอกจากที่ท่านสอนไม่ได้

หลวงปู่มั่น ท่านรู้บรรดาลูกศิษย์ที่มาปฏิบัติร่วมกับท่าน ท่านอุปมาเปรียบตัวของท่านเหมือนนายช่างเหล็ก นายช่างเหล็กน่ะรู้ว่า เหล็กนี้ดีหรือไม่ดี จะตียังไง หลวงปู่มั่นสอนลูกศิษย์ก็สอนอย่างนั้นแหละ ตีเหล็ก ถ้าไม่เผาไฟให้มันแดงมันร้อนก็ตีไม่ได้ ต้องเผาไฟให้มันร้อนมันแดงก่อน จึงเอามาตี เอาค้อน ๘ ปอนด์ตีแรงๆ แต่งให้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว เอาค้อนน้อยมาเคาะมาแต่งอีกให้มันสวยมันงาม แล้วก็ยังไม่พอ ก็ต้องเอามาขัดมาฝนให้มันเรียบแล้ว จึงเอาไปชุบ ชุบแล้วก็เอามาฝน เอามาลอง ถ้ายังแตกร้าวบิ่น ยังเบี้ยวอยู่ ก็ยังไม่ดี เอาไปชุบใหม่ ตีใหม่ เอาไปทดลองอีก ถ้ายังแตกยังเบี้ยวอีก เรียกว่า เหล็กนั้นไม่ดี ท่านก็ทิ้ง

บรรดาลูกศิษย์ก็เหมือนกัน ศิษย์หลวงปู่มั่นต้องผ่านการเข่น การตี การกรอง ถ้าไม่แตกไม่เบี้ยว เรียกว่าดี ความคิดของท่านนั้น ถ้ายังมีแตกอยู่ ชุบที่ไหนก็มีแต่แตกแต่เบี้ยว ท่านก็ทิ้ง ท่านไม่สอน ท่านเน้นควบคุมสติ ทุกอย่างต้องมีสติ ทุกอิริยาบถ สติควบคุมจิต จิตของเราเวลานี้มันคิดไปยังไง เอียงไปยังไงก็ให้รู้ ถ้าไม่รู้ มันแก้ไม่ทัน ถ้ารู้ เราก็แก้ทัน”

หลวงปู่กงมา ท่านฟังธรรม ปฏิบัติธรรม พักอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือได้ ๓ คืน เมื่อท่านเห็นว่าอาการของท่านพระอาจารย์มั่นดีขึ้นมากแล้ว และท่านพระอาจารย์ถวิลพร้อมด้วยคณะได้อยู่ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นโดยสะดวกราบรื่นแล้ว ทั้งได้กราบทําความรู้จักกับองค์หลวงตาพระมหาบัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านจึงกราบลาท่านพระอาจารย์มั่นกลับ ขากลับออกมานั้น ท่านพามาพักกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ ๑ คืน ตื่นเช้าบิณฑบาตฉันจังหันเสร็จแล้ว ท่านจึงได้กลับไปวัดดอยธรรมเจดีย์และได้ออกเที่ยวธุดงค์ต่อไป

ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตาอบรมสั่งสอนหลวงปู่กงมาอย่างเข้มงวดกวดขันมาโดยตลอด ประดุจดังนายช่างเหล็กหล่อหลอมตีมีด ขวาน ดาบอันคมกล้าและทนทาน นับตั้งแต่หลวงปู่กงมาเริ่มถวายตัวเป็นพระศิษย์ฝึกหัดปฏิบัติขั้นล้มลุกคลุกคลานมา ท่านอดทนต่อคําสั่งสอนอันดุเด็ดเผ็ดร้อนมาตลอด โดยท่านพากเพียร เอาจริงเอาจัง เอาชีวิตเข้าแลก ปฏิบัติตามความเป็นจริงด้วยความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างศิษย์มีครู จนเห็นผลมาตามลําดับ ท่านได้บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน จิตพาดพิงกระแสแห่งพระนิพพาน ได้บรรลุธรรมขั้นพระสกิทาคามี พระอนาคามี และบัดนี้ท่านเป็นพระอนาคามีเต็มภูมิแล้ว จิตของท่านเป็นมหาสติมหาปัญญาและมีความเพียรกล้าแล้ว ใกล้จะเข้าสู่พระนิพพานไปทุกขณะจิตแล้ว ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นก็ใกล้มรณภาพเข้าสู่พระนิพพาน

ภาค ๑๒ ท่านสู่พระนิพพาน เราสู่ธรรมขั้นสุดท้าย

ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๒ นิมนต์หลวงปู่มั่นไปพักวัดดอยฯ

องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“วัดดอยธรรมเจดีย์นี้ ก่อนพ่อแม่ครูจารย์มั่นจะมรณภาพไม่นานนะ ได้สักปีสองปีนี้มั้ง คือท่านอาจารย์กงมาท่านอยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านไปสร้างวัดใหม่ๆ แล้วท่านมากราบเยี่ยมพ่อแม่-ครูจารย์ ตอนนั้นท่านกําลังป่วยแล้วนะ ยังไม่เข้าพรรษา แต่ยังไม่หนัก ท่านป่วย เรายังไม่ลืมท่านมาพูดนะ ท่านอาจารย์กงมา เพราะนิสัยท่านตรงไปตรงมาและอาจหาญด้วยนะ เวลาท่านมาหาพ่อแม่ครูจารย์ มากราบเยี่ยมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นิมนต์พ่อแม่ครูจารย์ไปพักที่วัดดอยฯ

แต่ก่อนวัดดอยธรรมเจดีย์ยังไม่มีชื่อนะ ไปพักที่วัดดอยฯ ว่างั้น ที่นั่นสะดวกสบายทุกอย่าง ที่อยู่ก็โล่ง อยู่บนเขาเตี้ยๆ อยู่สะดวกสบาย เวลาจากหนองผือไปแล้วนี้ก็สะดวกไปตลอด ท่านพูดแบบเฉยนะ จากวัดหนองผือ คือ อยากนิมนต์ท่านไป ไปวัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านพูดจูงทางให้ เราขบขันจะตาย ท่านพูดอย่างสบายนะ “ไปนี้ พอท่านอาจารย์ออกจากนี้ก็เดินชมป่าไปเรื่อยๆ เก็บมะขามป้อมสมอ ฉันมะขามป้อมสมอไปตามทาง ฉันมะขามป้อมสมอไปตามทางไม่นานก็ถึงวัดดอยฯ แล้วอยู่สบายโล่ง โรคที่เป็นนี้หายหมด” นี่ที่มันขํานะ ท่านว่า “โรคที่เป็นเหล่านี้หายหมด”

ทีนี้กับคําที่เราได้ยินจากท่าน (หลวงปู่มั่น) เรามาจากอําเภอวาริชภูมิ แต่ก่อนไม่มีรถนะ ค้างคืนคืนหนึ่ง เรามาคนเดียว พอมาถึงปั๊บ “ท่านมหาไปอยู่ที่ไหน” ขึ้นเลยนะ “นี่ที่วิเวก” ท่านว่างั้น “วิเวกที่ไหน สงัดที่ไหน ใครมาสร้างความวุ่นวายที่ไหนในแถวนี้น่ะ มันเป็นที่วิเวกได้ทั้งนั้นๆ” ท่านว่า ท่านวิตกคิดถึงเรื่องท่านเริ่มป่วยแล้ว แต่ก่อนท่านบอกให้เราไป ครั้นไปแล้ว ไปหาวิเวกที่ไหน คือท่านไม่ให้ไปอีกล่ะที่นี่ ท่านเริ่มป่วย

พอพูดจบแล้ว ท่านก็ว่า “นี่ผมเริ่มป่วยตั้งแต่เมื่อวานซืนนี้แล้ว (วันเสาร์ที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๒) ป่วยคราวนี้เป็นเริ่มแรกเลยล่ะ ป่วยคราวนี้จะไม่หาย จะตายด้วยการป่วยคราวนี้” ท่านว่างั้นนะ พูดขึ้นเลยเชียว ตั้งแต่เริ่มว่า “ป่วยวานซืน” ท่านพูดมาเลย “ป่วยคราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา จะไม่มีวันหาย ยาจากเทวดามาก็ไม่หาย ถึงวาระของมันแล้ว มันจะค่อยเป็นค่อยไปของมันอย่างนี้ ไม่ตายง่ายนะ เป็นโรคทรมาน เขาเรียกว่า โรคคนแก่ จะเอายาเทวดามาใส่ก็ไม่หาย ตายโดยถ่ายเดียว”

กับที่ท่านอาจารย์กงมามาพูด หลังจากท่านพูดให้เราฟังแล้ว “ไปนี้ๆ ฉันขามป้อมสมอตามทางไป ไปถึงวัดดอยธรรมเจดีย์ โรคเหล่านี้หายหมดเลย” มันก็เข้ากันไม่ได้ใช่ไหม กับคําที่พูด “ยาเทวดามาใส่ก็ไม่หาย” แล้วหมากขามป้อมสมอตามนั้น มันเลิศกว่ายา กว่ายาเทวดามาจากไหน

ท่านพูดอย่างสบาย เราขบขันจะตาย แต่ไม่หัวนะ หัวอยู่ภายใน ท่านพ่อแม่ครูจารย์มั่นก็เฉย ทางนั้นก็พูดอย่างสบาย เราฟังขบขันดี ไปนี้หายหมด ท่านว่างั้น การเจ็บป่วยเหล่านี้หายหมด ท่านก็เฉย ใครจะไปรู้ยิ่งกว่าท่าน ก็ท่านบอกให้เราทราบแล้ว “เอายาเทวดามาใส่ก็ไม่หาย ตายถ่ายเดียว แต่ไม่ตายง่าย” เราก็นับดูที่ท่านว่า เริ่มป่วยตั้งแต่วันนั้นไปถึงมรณภาพ ๗ เดือน ก้าวเข้า ๘ เดือน ท่านก็ล่วง ก็ไม่ผิด นี่ท่านพูดไว้แล้วใช่ไหมอย่างนั้นแล้ว โอ้โห ! เหมือนกับฟ้าดินถล่มหัวใจเรานะ เพราะจิตมันจ่ออยู่กับท่านเท่านั้น เหมือนท่านเป็นแม่เหล็กคอยดึงคอยช่วยเรา จิตเราตอนนั้นก็ชุลมุนเอาเหลือประมาณ

ความหยั่งทราบของท่าน ญาณหยั่งทราบรู้ไปหมด เจ็บไข้ได้ป่วยที่ไหน ท่านก็เคยป่วยมา อย่างไปโรงพยาบาลอะไรเชียงใหม่ เขามาเอาท่านไป ท่านไม่ได้สนใจจะไปล่ะ แต่เขามาเอาท่านไปโรงพยาบาล หมอเขาไม่รับรอง เป็นโรคอะไรไม่ทราบ หมอเขาไม่รับรอง สมัยท่านอยู่เชียงใหม่นะ เขาไม่รับรองก็ตาม เรารับรองเราเอง ท่านว่า “เขาว่าหมอไม่รับรอง เรารับรองเราเอง เอาเรากลับ เอาเรามาทําไม กลับ” ท่านไม่ได้บอกว่าจะตายนะ ท่านรับรองท่านเอง ท่านไม่เห็นเป็นอะไร

แต่คราวนี้ท่านบอกว่า “จะตายโดยถ่ายเดียว เอายาเทวดามาใส่ก็ไม่หาย” กับคําพูดท่านอาจารย์กงมา “ฉันขามป้อมสมอไปตามทาง ไปถึงวัดดอยธรรมเจดีย์ หายหมดโรคอันนี้” มันก็เข้ากันไม่ได้ ไอ้เรายิ้มๆ เพราะเราทราบแล้ว กับคนหนึ่งพูดอย่างสบายไปเลย พูดตามนิสัยของท่าน พูดให้รื่นเริงตามทาง ไปนู้นรื่นเริงแล้วหายหมด มันก็ถูกความคิดอย่างนั้นใช่ไหม แต่ความจริงเป็นอย่างนี้”

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านอาพาธหนักครั้งสุดท้าย เมื่อหลวงปู่กงมากราบนิมนต์ท่านไปพักที่วัดดอยธรรมเจดีย์ในครั้งนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นจึงไม่ได้รับนิมนต์ดังกล่าว หลวงปู่กงมาท่านก็เดินทางกลับวัดดอยธรรมเจดีย์ แต่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยท่านพระอาจารย์มั่น ไม่นานท่านก็กลับมาวัดป่าบ้านหนองผืออีกครั้ง

อ้อนวอนขอหลวงปู่มั่นไม่ต้องออกบิณฑบาต

นับตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านอายุย่าง ๘๐ ปี เข้าสู่วัยชราภาพมากแล้วและท่านเริ่มป่วย ซึ่งการป่วยคราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายของท่าน ท่านแสดงความเป็นชายชาติอาชาไนย โดยดําเนินตามรอยองค์พระบรมศาสดาอย่างมุ่งมั่น ไม่แสดงความท้อถอยอ่อนแอใดๆ ให้ปรากฏ ท่านยังถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด ท่านออกบิณฑบาตเป็นวัตร บรรดาพระศิษย์ต่างพากันเป็นห่วงเป็นใย เดินทางมากราบอ้อนวอนขอไม่ให้ท่านออกบิณฑบาต

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ท่านเป็นหนึ่งในผู้ปรนนิบัติดูแลท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด ขณะนั้นท่านเป็นผู้รักษาไฟอั้งโล่ที่เอาไปตั้งไว้ที่สุดของทางจงกรม ท่านมีโอกาสกราบเรียนตามลําพัง ท่านได้กราบวิงวอนขอไม่ให้ท่านพระอาจารย์มั่นออกบิณฑบาต แต่ก็ไม่สําเร็จ โดยท่านได้บันทึกไว้ดังนี้

“ครั้นเป็นวันใหม่ ได้เวลาหมู่พระสงฆ์สามเณรไปรวมกันที่ศาลา รอคอยจะเตรียมตัวไปบิณฑบาต องค์หลวงปู่ (ท่านพระอาจารย์มั่น) เดินจงกรมกลับไปกลับมาอยู่ ได้นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นดินใกล้ๆ คอยดูแลองค์ท่านอยู่ เพราะเมื่อองค์ท่านป่วยทวีเข้า ก็ได้รักษาไฟอยู่ใกล้ เกรงจะล้มใส่ ยกมือประนมพร้อมทั้งคุกเข่าอยู่กับพื้นดินว่า

“ขอโอกาสกราบเรียนถวายพ่อแม่ครูบาอาจารย์ คณะสงฆ์พร้อมใจกันให้เกล้ากราบเท้าเรียนถวายพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ขอนิมนต์วิงวอนมิให้ไปบิณฑบาต เพราะชราภาพแล้ว เดินซัดไปเซมา คณะสงฆ์จะรับอาสาบิณฑบาตมาเลี้ยงดอกขอรับ”

ทีนี้องค์หลวงปู่ยืนกางขาออกนิดหน่อย กรุณากล่าวบรรจงพร้อมทั้งแยบคายว่า

“พวกเราเป็นขี้เท้าขี้เล็บของพระองค์เจ้า ไปบิณฑบาตแต่ละวัน มันได้ประโยชน์อยู่ เราก็ได้ข้อวัตร เขามาใส่บาตร เขาก็ได้จาควัตร ทานวัตรของเขา ข้าวก้อนใด อาหารกับอันใด ตกลงในบาตร ข้าวและกับอันนั้นเป็นของประเสริฐกว่ารับนิมนต์หรือเขาตามมาส่งในวัด ในมหาขันธ์และปฐมสมโพธิกถาได้กล่าวไว้ชัดแล้ว และผัวเดียวเมียเดียวกับลูกน้อยบางคน เขาก็ได้ใส่บาตร ไม่ได้มีเวลามาวัด และลูกเล็กเด็กน้อยมันตามแม่มันมาใส่บาตร มันก็ได้กราบไหว้ ก็เป็นบุญจิตบุญใจของมัน ก็เรียกว่า เราโปรดสัตว์อยู่ในตัวแล้ว ขึ้นธรรมาสน์จึงจะว่าโปรดสัตว์ มันก็ไม่ถูกล่ะ

อีกประการหนึ่งพระบรมศาสดาของพวกเรา ทรงฉันบิณฑบาตของนายจุนทะกัมมารบุตรแล้วก็ทรงเสด็จถึงเมืองกุสินาราในวันนั้น รุ่งเช้าก็ทรงสิ้นพระชนมายุ เรียกได้อย่างง่ายๆ ว่า พระองค์เสด็จบิณฑบาตจนถึงวันสิ้นลมปราณ ได้ทอดสะพานทอง สะพานเงิน สะพานอริยทรัพย์ไว้ให้พวกเราแล้ว ถ้าพวกเราไม่รับมรดกของพระองค์ท่าน ก็เรียกว่า ลืมตัวประมาท พวกเราก็ต้องพิจารณาคํานั้นให้ลึกซึ้ง”

ผู้เขียนเมื่อได้ฟังอย่างนั้น ในขณะนั้นนํ้าตาก็ไหลออกมา เพราะประทับใจและเต็มตื้นมากนักแล้ว ก็พอดีได้เวลาไปบิณฑบาต ไม่ว่าแต่เท่านี้”

ต่อมาบรรดาพระศิษย์ รวมทั้ง หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ก็พาคณะไปกราบอ้อนวอนขอท่านพระอาจารย์มั่นไม่ต้องไปบิณฑบาต โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

หลวงปู่มั่นท่านไม่เคยออกมาอยู่เมืองเลย หลวงปู่มั่นท่านถือธุดงควัตรตลอดชีวิต ท่านฉันมื้อเดียว จนขนาดหลวงปู่มั่นท่านชราภาพ พระทั้งหมดไปอ้อนวอน บอกว่าชราภาพแล้ว ไม่ต้องบิณฑบาตได้ไหม ขอ ขอหลวงปู่มั่นไม่ต้องบิณฑบาต ชราภาพขนาดนี้แล้ว รักขนาดนี้ อยากถนอมหลวงปู่มั่นไว้เป็นหลักชัย

“ไม่ได้ ไม่ได้” บิณฑบาตจนบิณฑบาตไม่ไหว เดินไม่ไหว เดินไม่ไหวแล้วทําอย่างไร ขอแค่ปากประตูวัดที่หนองผือ

หลวงตาท่านเล่านะ เวลาหลวงตาท่านเล่า น่าเศร้ามาก น่าเศร้า หมายความว่า ท่านมีหลัก หัวใจท่านเข้มแข็งมาก ทีนี้เพียงแต่ท่านจะต่อสู้กับวัยชราภาพของท่าน ต่อสู้กับโรคชรา ต่อสู้กับร่างกาย มันเป็นเรื่องสุดวิสัย เพราะโลกมันเป็นแบบนี้ คนเรามีความชราภาพเป็นธรรมดา แม้แต่หัวใจเป็นพระอรหันต์ หัวใจจะมีความสุขรื่นเริงขนาดไหน แต่มันก็ต้องอาศัยร่างกายนี้

ขอนะ มีพระ หลวงตาท่านเล่า อาจารย์กงมาแบ่งเป็นกลุ่มเป็นคณะมา หลวงปู่ฝั้นก็เป็นหมู่เป็นคณะมา ไปอ้อนวอนท่าน ไปขอท่าน บอกว่า ชราภาพแล้ว เฒ่าแล้ว ไม่ต้องบิณฑบาตได้ไหม “ไม่ได้” อย่างไรก็ไม่ได้ ท่านก็พยายามของท่าน บิณฑบาตของท่าน”

เมื่อหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ รวมทั้งองค์หลวงตาพระมหาบัว ตลอดบรรดาพระศิษย์มากราบอ้อนวอนขอท่านพระอาจารย์มั่นไม่ต้องไปบิณฑบาต ด้วยเหตุผลประการต่างๆ แต่ก็ไม่สําเร็จ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านก็ยังออกบิณฑบาต โดยระยะทางที่ไปบิณฑบาตก็สั้นลงๆ ตามอาการของธาตุขันธ์ที่ร่วงโรยไปตามลําดับ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ได้บันทึกต่อไปอย่างละเอียดไว้ดังนี้

“ครั้นล่วงเข้ามา เวลาวัน เดือน ปี ชีวีของสังขาร ก็เคลื่อนคล้อยลงทุกวินาที ไม่ว่าคนแก่คนหนุ่มปานกลาง สังขารที่มีวิญญาณแลไม่มีวิญญาณ มีหน้าที่แปรปรวนไปจากสภาพเดิมอยู่ทุกขณะลมปราณ แล้วองค์หลวงปู่ (ท่านพระอาจารย์มั่น) ป่วยลง

ชั้นที่หนึ่ง ไปบิณฑบาตได้รอบบ้าน

ชั้นที่สอง ไปบิณฑบาตริมบ้าน

ชั้นที่สาม ไปบิณฑบาตครึ่งทาง

ชั้นที่สี่ ไปบิณฑบาตประตูวัด

ชั้นที่ห้า ไปบิณฑบาตใกล้ศาลาฉัน แต่ไปฉันกับหมู่ที่โรงฉันอยู่ (หมายเหตุ ในระหว่างที่ไปไม่ถึงบ้าน โยมเขาจัดกันมาลัดใส่แต่เฉพาะองค์ท่านกับพระผู้ตามหลังองค์หนึ่งเท่านั้น คือ ครูบาวัน ส่วนนอกนั้นเข้าบ้านตามเคย มีหลวงตาทองอยู่และพระอาจารย์มหา (องค์หลวงตาพระมหาบัว)เป็นหัวหน้าพาเข้าบ้าน แต่ย่นเวลาเข้าเช้ากว่าเก่า เพราะ (จะ) ได้มาทันข้อวัตร)

ชั้นที่หก หลวงปู่บิณฑบาตที่ริมบันไดกุฏิองค์ท่าน

ชั้นที่เจ็ด องค์หลวงปู่ยืนบิณฑบาตที่บนระเบียงกุฏิ

ชั้นที่แปด หลวงปู่ตั้งบาตรไว้ที่ระเบียงอันนั่งฉัน ให้เข้าใจว่า ขณะที่บิณฑบาตที่บันไดและระเบียงขององค์หลวงปู่นั้น หลวงปู่ไม่ได้ไปฉันกับลูกๆ หลานๆ ในศาลาแล้ว จึงยอมฉันในถ้วยในชามและยอมซดช้อนสองสามกลืนบ้าง

นี้อย่างไรเล่า หลวงปู่มิได้ทําเพื่อถือรั้นถือขลังอันใดให้ส่งเสริมมานะทิฏฐิอันใดเลย ทําเพื่อทอดสะพานโต้งๆ ให้แก่ลูกๆ หลานๆ ผู้สุดท้ายยอมเป็นยอมตายต่อข้อวัตรส่วนนี้ไม่คลอนแคลน ผู้มีนิสัยอย่างนี้ก็จะได้สืบไว้ ผู้ไม่มีนิสัยอย่างนี้ ก็มีที่พูดอีกว่า ไปบิณฑบาตและไม่ไป มันก็ได้กินและฉันอยู่ จะไปทําไม เกรงจะไม่ได้ฉันหรือ ท่านผู้ชอบอย่างนี้จะว่าก็ว่าซะ ถูกไปคนละส่วนอยู่ ไม่ผิดดอก เพราะพระธรรมวินัยส่วนนี้ไม่บังคับ แล้วแต่ศรัทธาแต่ละรายของเจ้าตัว แต่เป็นเครื่องขัดเกลากิเลส บางท่านกล่าวตู่ธรรมวินัยว่า ธุดงควัตรเป็น อัตตกิลมถานุโยค

หลวงปู่มั่นเคยเทศน์ว่า

“ธุดงควัตรก็ดี คัมภีร์วิสุทธิมรรคก็ดี ย่นลงในพระปาฏิโมกข์แล้ว โมกขะโมกขัง แปลว่าข้ามพ้นจากความผิด ธุดงควัตรจัดเป็นมัชฌิมาปฏิปทาแบบขัดเกลากิเลส ถ้าพระไม่ปฏิบัติบ้างแล้ว จะให้ผีตัวใดมาศรัทธาปฏิบัติเล่า”

ธุดงควัตรสิบสามข้อนั้น ต้องได้คนละ ๑–๒–๓ ข้อ หรือ ๔ ข้ออยู่ เพราะเหตุว่าบางองค์ยินดีแต่เสนาสนะเดิม มิได้โยกย้ายไปทางอื่นเพราะสันโดษในเสนาสนะแล้ว ก็ได้ข้อที่ว่า ยถาสันถติกังคะ ผู้ฉันหนเดียวก็ได้เอกาสนิกังคะ เหล่านี้เป็นต้น ยากนักยากหนาผู้จะไม่มีธุดงค์เลยทีเดียว ไม่ข้อหนึ่งก็ได้ข้อหนึ่งกันอยู่อย่างนั้น…

ขณะที่องค์หลวงปู่ไปบิณฑบาตไม่ได้ ยอมฉันอยู่ที่ระเบียงกุฏินั้น พอถึงเวลาจงกรม องค์ท่านก็เดินจงกรมวนไปมารอบระเบียง เอาไม้เท้าคอยสักพื้นระเบียงป็อกแป็กๆ อยู่ สลดสังเวชและถึงใจมากนักหนาโลกาเอ๋ย !”

ท่านเพียบทางธาตุขันธ์ เราเพียบทางจิต

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่กงมา หลังจากมาอ้อนวอนขอท่านพระอาจารย์มั่นไม่ออกบิณฑบาต เมื่อขอไม่สําเร็จ ท่านก็กลับไปจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ แม้ในปีนี้ท่านไม่ได้อยู่ร่วมจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น แต่ท่านยังคอยติดตามฟังข่าวท่านพระอาจารย์มั่นด้วยความสนใจและด้วยความเป็นห่วงเป็นใยจริงๆ ท่านย่อมสอบถามและได้ยินจากบรรดาพระศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดท่านพระอาจารย์มั่น เช่น องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่หล้า ฯลฯ เล่าถึงอาการอาพาธความเป็นไปของธาตุขันธ์ ตลอดปฏิปทาการดําเนินของท่านพระอาจารย์มั่นในระยะนี้ให้ท่านฟังโดยตลอด เมื่อท่านฟังแล้วย่อมเกิดความซาบซึ้งในปฏิปทาดังกล่าวอย่างสุดซึ้ง และได้น้อมนํามาปฏิบัติตาม ทั้งได้นํามาเทศน์เล่าให้พระเณรฟังเป็นคติแบบอย่างด้วยความเทิดทูนบูชา

ในเข้าพรรษาปีนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเพียบทางธาตุขันธ์ ท่านใกล้จะปล่อยวางธาตุขันธ์ ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์ ๕ อันเป็นภาระหนักหน่วงเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว อาการอาพาธของท่านในพรรษานี้ เริ่มมีอาการหนักและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นไปดั่งที่ท่านได้บอกกับพระศิษย์ไว้ล่วงหน้า

ส่วนในระยะนี้ทั้ง หลวงปู่กงมา และ องค์หลวงตาพระมหาบัว ทรงภูมิจิตภูมิธรรมขั้นสูงเป็นพระอนาคามีเต็มภูมิแล้ว ท่านทั้งสองเพียบทางจิต และก็ใกล้จะบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวกด้วยกันแล้ว ฉะนั้น ในการบําเพ็ญภาวนา ความเพียรจึงเป็นอัตโนมัติแล้ว สติปัญญาก็เป็นมหาสติมหาปัญญาแล้ว ออกพิจารณาทางด้านปัญญาถอดถอนกิเลสโดยถ่ายเดียว จนต้องบังคับให้หลับด้วยคําบริกรรมพุทโธ โดยองค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้

“ธรรมะก็เป็นของกลาง ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นของกลาง เพราะฉะนั้นความวิมุตติหลุดพ้นที่เกิดขึ้นในจิต จึงเป็นของกลาง มีได้ด้วยกัน เมื่อสามารถปฏิบัติได้

นี่อธิบายย่อๆ ถึงเรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา ปัญญานั้นยังมีหลายขั้น ถึงสามขั้นสี่ขั้นเหมือนกัน จนกระทั่งถึงขั้นสุดท้าย ได้แก่ ปัญญาอย่างยอดเยี่ยม ท่านเรียกว่า มหาปัญญามหาสติ

คําว่า “มหาสติ” นั้นหมายถึง สติที่มีอยู่กับตัวเป็นประจํา ไม่มีการเผลอไปไหน เวลาใด อยู่สถานที่ใด ทํางานอะไรอยู่ ความพลั้งเผลอได้ปรากฏตัวขึ้นมาในขณะนั้นๆ อย่างนี้ไม่มีสําหรับท่านผู้มีมหาสติ จิตที่เป็นมหาสติจริงๆ มหาปัญญาก็เช่นเดียวกัน สามารถฉลาดรู้หมดในวิธีการที่จะแก้ตัวเอง แต่ไม่ได้หมายถึงว่า สามารถฉลาดรู้ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างว่า อันนั้นมีจํานวนเท่านั้น โลกนั้นมีเท่านั้น โลกนี้มีเท่านี้ อันนั้นเป็นประเภทหนึ่งต่างหาก สําหรับปัญญาในสถานที่นี้ หมายถึง ปัญญาจะถอดถอนสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ใจของตนเองออกให้หมดด้วยอํานาจของปัญญา ปัญญาจึงสามารถถอดถอนออกได้หมด เรียกว่า มหาปัญญา

คําว่า “มหาปัญญา” ก็คือ ทํางานอยู่ตลอดเวลา นอกจากจะยับยั้งไว้บ้างชั่วกาลเวลา ให้เข้าพักสู่ความสงบ คือ สมาธิ มีความสงบตัวอยู่โดยเฉพาะ ไม่ต้องคิดอ่านไตร่ตรองอะไร แม้คิดอ่านเรื่องแก้กิเลส เพราะการคิดอ่านนั้นเป็นการทํางานของใจ ทําให้ใจเหน็ดเหนื่อย ต้องมีการพักผ่อนให้สบายโดยทางสมาธิ พอถอนจากนั้นก็ทํางานไปโดยลําดับ เรียกว่า ปัญญาอัตโนมัติ หรือมหาปัญญา ทํางานอยู่เช่นนั้น

จิตที่ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญาแล้ว เป็นจิตที่มีความขยันหมั่นเพียรอย่างเอาเป็นเอาตายเข้าว่ากัน ไม่มีการถอยหลัง จะเป็นจะตายก็ขอคืบหน้าท่าเดียว สมมุติของโลกเรียกว่า ขอตายเอาดาบหน้า คือ ความเชื่อก็ชัดภายในใจ ความเห็นผลก็เห็นไปโดยประจักษ์ ความเห็นคุณแห่งการหลุดพ้นของตนไปโดยลําดับก็เห็นได้ชัด เมื่อเป็นเช่นนั้น ความมุ่งมั่นต่อความหลุดพ้นโดยสิ้นเชิงจึงมีอย่างเต็มใจ เมื่อความมุ่งมั่นมีอย่างเต็มใจอย่างนี้แล้ว ความขี้เกียจไม่มี หายไปหมด ไม่มีสิ่งใดเหลือ นอกจากว่าถึงจุดนั้นแล้ว ถึงจะยอมพักตัวเท่านั้น ถ้าไม่ถึงนั้นแล้ว ตายก็ยอมไปเลย นี่อํานาจของมหาสติ ของมหาปัญญา อํานาจของจิตที่มีความผ่องใสเข้าถึงขั้นจะเต็มที่ ต้องเป็นอย่างนี้”

ในตลอดพรรษานี้ หลวงปู่กงมาท่านได้เร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด และท่านต้องดําเนินตามหลักของสมถ–วิปัสสนากรรมฐาน ท่านทําสมถะ คือ สัมมาสมาธิ เพื่อพิจารณาทางด้านปัญญา คือ วิปัสสนา พิจารณาในสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริงมาโดยตลอด ท่านทําตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาเทศน์อบรมสั่งสอนมา โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เรื่องสมาธิ–ปัญญา ไว้ดังนี้

“นี่การพักในสมาธิ ในขณะที่พักให้มีความสงบ ความสงบนั้นแลเป็นพลังของจิต ที่จะหนุนทางด้านปัญญาได้อย่างคล่องแคล่ว เราต้องพักให้มีความสงบ ถ้าไม่สงบเลยมีแต่ปัญญาเดินท่าเดียว ก็เหมือนกับมีดไม่ได้ลับหิน ฟันตุ๊บๆ ตั๊บๆ ไม่ทราบว่า เอาสันลง เอาคมลง มีแต่ความอยากรู้อยากเห็น อยากเข้าใจ อยากถอนกิเลสโดยถ่ายเดียว โดยที่ปัญญาไม่ได้ลับจากการพักสงบ อันเป็นสิ่งที่หนุนหลังให้เป็นความสงบเย็นใจ ให้เป็นกําลังของใจ แล้วมันก็เหมือนกับมีดที่ไม่ได้ลับหินน่ะซี ฟันอะไรก็ไม่ค่อยขาดง่ายๆ เสียกําลังวังชาไปเปล่าๆ

เพราะฉะนั้นเพื่อความเหมาะสม ในขณะที่พักสงบจิตในเรือนสมาธิ ต้องให้พัก การพักผ่อนจึงเหมือนเอาหินลับปัญญานั่นเอง การพักธาตุขันธ์ คือ สกลกายก็มีกําลัง การพักจิต จิตก็มีกําลังด้วย พอมีกําลังแล้ว จิตออกคราวนี้ก็เหมือน “มีดได้ลับหินแล้ว” อารมณ์อันเก่านั้นแล ปัญญาอันเก่านั้นแล ผู้พิจารณาคนเก่านั้นแล แต่พอกําหนดพิจารณาลงไป มันขาดทะลุไปเลย คราวนี้เหมือนกับคนที่พักผ่อนนอนหลับ รับอาหารให้สบาย ลับมีดพร้าให้เรียบร้อยแล้ว ไปฟันไม้ท่อนนั้นแล คนๆ นั้น มีดก็เล่มนั้น แต่มันขาดได้อย่างง่ายดาย เพราะมีดก็คม คนก็มีกําลัง

นี่อารมณ์ก็อารมณ์อันนั้นแล ปัญญาก็ปัญญาอันนั้นแล ผู้ปฏิบัติคนนั้นแล แต่ได้ “ลับหิน”แล้ว กําลังของจิตก็มีแล้ว เป็นเครื่องหนุนปัญญา จึงแทงทะลุไปได้อย่างรวดเร็ว ผิดกับตอนไม่ได้พักในสมาธิเป็นไหนๆ

เพราะฉะนั้น เรื่องของสมาธิ กับ เรื่องของปัญญา จึงเป็นธรรมเกี่ยวเนื่องกัน เป็นแต่เพียงทํางานในวาระต่างๆ กันเท่านั้น วาระที่จะทําสมาธิก็ทําเสีย วาระนี้จะพิจารณาทางด้านปัญญาให้เต็มอรรถเต็มธรรม เต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มสติกําลัง พิจารณาลงไปให้เต็มเหตุเต็มผล เวลาจะพักก็พักให้เต็มที่เต็มฐานเหมือนกัน ให้เป็นคนละเวลา ไม่ให้ก้าวก่ายกัน แบบทั้งจะพิจารณาทางด้านปัญญา ทั้งเป็นห่วงสมาธิ เวลาเข้าสมาธิแล้วก็เป็นอารมณ์กับเรื่องปัญญา อย่างนี้ไม่ถูก จะปล่อยทางไหน จะทํางานอะไร ให้ทํางานนั้นจริงๆ ให้เป็นชิ้นเป็นอัน นี่ถูกต้องเหมาะสม สัมมาสมาธิ ก็เป็นอย่างนี้จริงๆ”

ในการบําเพ็ญสมถ–วิปัสสนากรรมฐานของหลวงปู่กงมาตลอดพรรษานี้ ด้วยอํานาจของมหาสติมหาปัญญา อันเป็นปัญญาละเอียดซึมซาบ และเป็นธรรมจักรคอยทําลายสังหารกิเลสอยู่ตลอดเวลา ก็ใกล้จะเข้าถึงตัวอวิชชาจอมกษัตริย์วัฏจักรวัฏจิต ตัวก่อภพก่อชาติ เพื่อที่จะได้ใช้ปัญญาวิปัสสนาทําลายสังหารให้สิ้นซากจากใจต่อไป

แม้ในระยะนี้ หลวงปู่กงมาท่านจะเพียบทางจิต ใกล้จะบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวกแล้วก็ตาม ประดุจดังดอกบัวชูช่อโผล่พ้นนํ้าแล้วพร้อมที่จะเบ่งบานต่อไป แต่ท่านก็กลับเป็นห่วงเป็นใยในอาการอาพาธหนักของท่านพระอาจารย์มั่นมากยิ่งกว่า เพราะว่าท่านพระอาจารย์มั่นถือเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ คือ เป็นทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งครูบาอาจารย์ทางธรรมในองค์เดียวกัน ท่านเมตตาไว้วางใจและอนุเคราะห์ธรรมแก่หลวงปู่กงมา ซึ่งเป็นศิษย์อีกองค์หนึ่งมากเป็นพิเศษ พระคุณของท่านนี้ไม่มีวันที่จะทดแทนได้หมด และก็จะฝังลึกในจิตในใจไปตลอดอนันตกาล

ในพรรษานั้นองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านก็เพียบทางจิตเช่นเดียวกับหลวงปู่กงมา ดังนี้

“มีคําหนึ่งสําคัญอยู่นะ ตอนนั้นท่านป่วยแล้วในพรรษา ท่านเพียบทางธาตุขันธ์ เรา (องค์หลวงตาฯ) ก็เพียบทางด้านจิตใจ อยู่ๆ พระเณรนวดเส้นให้ อยู่ ๒ องค์ นวดเส้นให้ ๒ องค์ อยู่ๆ ท่านพูดลักษณะเอะใจ “เวลาผมตายแล้ว พวกท่านจะอาศัยใครล่ะๆ” ว่าอย่างนั้นนะ แต่ตอนนั้นจิตของเรามันหมุนติ้วนะนั่น หมุนติ้วไม่มีวันมีคืน ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันโดยอัตโนมัติ “นี่เวลาผมตายแล้ว พวกท่านจะอาศัยใครล่ะ” พระก็นิ่ง ไม่กล้าพูดง่ายๆ นะ เพราะเราบอกหมดแล้ว

“เออ ! ให้อาศัยท่านมหานะ” ท่านแย็บออกมานะ “ท่านมหานี้สําคัญอยู่นะทั้งภายนอกภายใน” ภายในก็หมุนติ้วแก้กิเลสจะให้หลุดพ้น ภายนอก ข้อวัตรปฏิบัติ ศีลธรรมวินัยไม่ให้บกพร่อง ความหมายว่าอย่างนั้น ภายใน หมายถึง จิตใจ “ให้อาศัยท่านมหานะ ท่านมหาสําคัญอยู่นะทั้งภายในภายนอก” แต่กับเราท่านไม่พูดแหละเรื่องอย่างนี้ ทีนี้ท่านพูดให้ใครฟัง ต้องมาหาเราหมด เราก็นิ่งเฉย เหมือนไม่รู้ไม่ชี้”

ซึ่งในก่อนหน้า ท่านพระอาจารย์มั่น ได้กล่าวชมคุณธรรมของ หลวงปู่ขาว อนาลโย กับ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ โดยหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้

ครูอาจารย์มั่นว่าไว้สุดท้ายก่อนท่านจะลงไปภาคอีสานว่า “หมู่เอ๊ย ! ให้รู้จักท่านขาว ท่านพรหมไว้เน้อ เธอทั้งสองได้พิจารณาตัวเธอเองแล้ว อย่างเดียวกันกับที่ผมผู้เฒ่าได้พิจารณาดูตัวเอง เป็นไปอย่างเดียวกัน””

ซึ่งในขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นเพียบทางธาตุขันธ์ ท่านป่วยเป็นวัณโรค มีอาการไข้ไอเรื้อรังมาตลอด อาการหนักค่อนข้างน่าวิตก และอายุใกล้ครบ ๘๐ ปีบริบูรณ์ ใกล้จะเข้าสู่มรณกาล ดังที่ท่านพยากรณ์อายุของท่านไว้ล่วงหน้าว่า “อายุไม่เกิน ๘๐ ปี”

ข่าวการอาพาธของท่านได้แพร่กระจายออกไป ใครทราบข่าว ไม่ว่าพระภิกษุ สามเณร หรือฆราวาส ก็หลั่งไหลพากันมากราบเยี่ยมมิได้ขาดสาย อาการอาพาธของท่านพระอาจารย์มั่นเริ่มหนักขึ้นเป็นลําดับ พระภิกษุสามเณรในวัด ตลอดจนอุบาสก อุบาสิกา ไม่ได้พากันนิ่งนอนใจ จึงได้จัดเวรคอยดูแลท่านพระอาจารย์มั่นบนกุฏิของท่าน ๒ รูป และใต้ถุนกุฏิ ๒ รูปมิได้ขาด

ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่กงมาท่านจึงรีบเร่งเดินธุดงค์เข้าวัดป่าบ้านหนองผือทันที เพื่อไปทดแทนพระคุณในยามที่ท่านพระอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้เข้าไปเฝ้าปรนนิบัติดูแล คอยดูความเรียบร้อยของพระเณรภายในสํานัก และได้ปฏิบัติบูชา เร่งทําความเพียรภาวนาถวายท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อให้ได้บรรลุธรรมตามท่าน

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เฝ้าหลวงปู่มั่น–ดวงประทีปใกล้สิ้นแสง

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ปวารณาออกพรรษาได้ไม่กี่วัน ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านสั่งกับหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ซึ่งได้อยู่ปรนบัติท่านอย่างใกล้ชิดว่า

“ถ้าเราตายรีบพากันเผาโดยด่วนเน้อ”

“ถ้าเผาแล้ว จงส่งข่าวไปหาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์และญาติของเรา”

ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวสั้นๆ เบาๆ แล้วท่านก็นิ่งภาวนานอน

พอออกพรรษา ครูบาอาจารย์พระภิกษุสงฆ์ที่จําพรรษาอยู่ในที่ต่างๆ ก็ทยอยมากราบเยี่ยมอาการท่านพระอาจารย์มั่นกันมากขึ้นเป็นลําดับ พระอาจารย์กงมาเอง เมื่อได้ทราบข่าวก็รีบเดินทางมาเฝ้าดูอาการ เช่นเดียวกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่องค์อื่นๆ เช่น พระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต พระอาจารย์สีโห เขมโก พระอาจารย์กว่า สุมโน เป็นต้น

เมื่อพระศิษย์มากันพร้อมแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านสั่งอย่างเด็ดขาด “ต้องเอาเราไปตายที่วัดสุทธาวาส” โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“หลังจากท่านประกาศขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ที่วัดป่าหนองผือว่า เวลานี้เป็นกาลสุดท้ายของผมแล้วที่จะต้องตาย ซึ่งกําหนดไว้แล้ว ๘๐ ปี นี่เป็นคําพูดของท่านที่แสดงในท่ามกลางสงฆ์แห่งวัดป่าหนองผือ “นี่ถึงกาลเวลาแล้วที่ผมจะต้องตาย แต่การตายของผมนั้นจะไม่เหมือนคนทั่วๆ ไปตายกัน แต่จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อชีวิตจิตใจของสัตว์มากมาย เพราะฉะนั้นจึงขอให้นําผมออกไปตายที่วัดสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ซึ่งพอผ่อนหนักผ่อนเบากันได้บ้าง เนื่องจากจังหวัดเขามีตลาดจับจ่ายซื้อขายกันได้ทั่วๆ ไป”

นี่เป็นคําประกาศของท่านว่า “ผมไปคราวนี้ก็เรียกว่าไปตาย” ถึงวาระแล้ว อายุก็ย่างเข้ามา ๘๐ ปีนี้แล้ว นี่เป็นคําที่ท่านประกาศก้องในท่ามกลางสงฆ์ จึงไม่มีพระสงฆ์องค์ใดคัดค้านต้านทานท่านว่า ไม่ควรแต่ประการใด ต่างองค์ต่างเงียบสนิทด้วยความเศร้าโศกเสียใจอยู่ภายใน หลังจากนั้นมาไม่กี่วันก็ได้นําท่านออกมา โดยใส่แคร่นั้นล่ะหามมาดังที่เห็น ที่เราออกมาไว้ที่นี่”

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต บันทึกคราวนําท่านพระอาจารย์มั่นไปวัดป่าสุทธาวาส ไว้ดังนี้

“เมื่อองค์ท่านพระเถระเหล่านี้ ต่างก็มีศรัทธามารวมกันในยามออกพรรษาแล้ว ที่วัดป่า-บ้านหนองผือดังกล่าวแล้วในเรื่องหลวงปู่ องค์ท่านชราพาธเพิ่มทวีขึ้น ก็ประชุมปรึกษากัน ส่วนหลวงปู่กงมายืนยันทางเดียวด้วยนํ้าใสใจจริงว่า ควรนิมนต์หลวงปู่พักวิเวกวัดป่าบ้านม่วงไข่ก่อน ซํ้าๆ ซากๆ อยู่เป็นหลายครั้ง

ส่วนองค์หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น พระอาจารย์กู่ พระอาจารย์มหาทองสุกพระอาจารย์มหาบัว พระอาจารย์กว่า เหล่านี้ ตามพฤติการณ์ไม่ได้จํ้าจี้จํ้าไชกราบเท้าเรียน แล้วแต่องค์หลวงปู่จะสะดวก แต่ก็ไม่ขัดขวางหลวงปู่กงมาด้วยประการใดๆ อะไรนัก ตกลงองค์หลวงปู่มั่นก็รับไปแบบจําใจ…

ปรารภเรื่องหลวงปู่ต่อไป ขณะที่กําลังจะแวะผ่าน (นา) ข้าวเขานั้น พระมหาเถระได้พูดกันว่า “ไม่ควรเอาองค์หลวงปู่ไปพักม่วงไข่ เพราะเป็นวัดร้างมาหลายปี มีต้นไม้ทึบมาก อากาศไม่โปร่งและเดี๋ยวนี้ก็คํ่าแล้ว และองค์หลวงปู่เล่าอาการก็หนักเข้า เพราะจะอ่อนเพลียในการหามมา ข้ามป่าโคกดง ก๊อกแก๊กๆ” จึงตกลงแวะบ้านกุดก้อม (ดงภู่ก็ว่า) เป็นวัดป่าพระอาจารย์กู่ พอถึงที่นั้นก็หนึ่งทุ่มกว่าๆ โดยประมาณ อาการหลวงปู่ก็หนักขึ้นทวีมาก ต่อรุ่งเช้าจึงเบาลงบ้าง…”

การเคลื่อนขบวนอัญเชิญท่านพระอาจารย์มั่นออกจากวัดป่าบ้านหนองผือ อ.พรรณานิคม มาวัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร ไม่ได้แวะพักที่วัดป่าบ้านม่วงไข่ ตามที่หลวงปู่กงมากราบนิมนต์ ได้แวะพักระหว่างทางที่วัดป่ากลางโนนภู่ โดยมีบรรดาพระ เณร และญาติโยมจํานวนมากเดินตามมาส่ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอาลัยโศกเศร้า สะเทือนใจอย่างที่สุด ทําให้สลดสังเวช และซาบซึ้งประทับใจในความรักเทิดทูนบูชา ตลอดความกตัญญูกตเวทีของชาวบ้านหนองผือที่มีต่อท่านพระอาจารย์มั่นอย่างสุดซึ้ง เหตุการณ์สําคัญในครั้งนั้นประดุจ “วัดแตกสาแหรกขาด” (รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านอาจารย์พระมหาบัว ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ ท่านดับขันธ์นิพพาน ณ วัดสุทธาวาส)

ระหว่างที่พักอยู่วัดป่ากลางโนนภู่ มีพระเถระมาเพิ่มขึ้น เช่น ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) พระอาจารย์สีลา อิสฺสโร ฯลฯ รวมพระเณรทั้งหมด ๔๐ รูป และมาพักได้ ๓ คืน พระอาจารย์มหาบัวก็ตามมา ส่วนองค์หลวงปู่มั่นก็ป่วยหนักเข้าๆ

โดยในระหว่างนี้ พระอาจารย์มหาบัว ท่านทั้งเฝ้าปรนนิบัติดูแลท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งป่วยด้วยโรควัณโรคอย่างใกล้ชิดและถวายชีวิต โดยไม่กลัวโรควัณโรค ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเป็นโรคติดต่อที่รักษาไม่หาย ติดโรคนี้แล้วตายได้ และท่านทั้งเร่งความเพียรขั้นสุดท้ายอย่างยิ่งยวด เมื่อเกิดปัญหาธรรมก็ขึ้นไปกราบเรียนถามทันที เพราะท่านพระอาจารย์มั่น ท่านย่อมทราบดีว่า ผู้ที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ มาเป็นศาสนทายาทธรรมของท่าน จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาและประเทศชาติอย่างยิ่งใหญ่อเนกอนันต์ ท่านเห็นคุณค่าตรงนี้ ท่านจึงเห็นใจศิษย์มากยิ่งกว่าเห็นใจท่าน

ท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นอาจารย์ ปรารถนาให้พระอาจารย์มหาบัว ผู้เป็นลูกศิษย์ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตามท่าน โดยไม่ห่วงธาตุขันธ์อันใกล้จะแตกดับของท่านแม้แต่น้อย แม้ท่านนอนอาพาธหนักใกล้มรณภาพ และแม้ท่านจะต้องอดทนต่อความเหน็ดเหนื่อยต่อการตอบคําถามอย่างถึงที่สุด ท่านก็เมตตาลุกขึ้นตอบด้วยอาการจริงจังขึงขัง ตอบจนเข้าใจแล้ว ท่านก็ล้มตัวลงนอน

ซึ่งในระยะเดียวกันนั้น หลวงปู่กงมา ท่านก็เร่งความเพียรขั้นสุดท้ายอย่างยิ่งยวดเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างเร่งทําความเพียร ปฏิบัติบูชากัน เพื่อจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ให้ทันในขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นการบูชาคุณ บูชาธรรมของท่าน ดังเช่นในครั้งพุทธกาล พระปัจฉิมสาวก พระสุภัททะ ได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าในคืนวันปรินิพพาน และท่านก็ได้เร่งบําเพ็ญจนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก่อนพระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน

ในระยะนั้น จิตของหลวงปู่กงมา กับ จิตของพระอาจารย์มหาบัว เป็นจิตธรรมจักร หมุนติ้วตลอดเวลาเหมือนกัน โดย องค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ว่า

“เวลานั้นก็เป็นเวลาที่เราหมุนติ้วเต็มที่ เอ้า ! พูดให้เต็มยศเลยว่า เป็นจิตที่จะข้ามพ้นจากวัฏสงสารโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ต่างกันแต่เพียงว่าช้าหรือเร็ว นี่ได้ติดเครื่องขึ้น ๑๓๐–๑๔๐ แล้วเวลานั้น จิตของเราเป็นจิตธรรมจักร หมุนติ้วตลอดเวลา”

สําหรับท่านพ่อลี ธมฺมธโร เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่กงมา และ หลวงปู่เจี๊ยะ พระศิษย์ของท่าน ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ไปก่อนหน้าท่านไม่นาน ท่านพ่อลี บรรลุธรรมเมื่อออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ที่ถํ้าเขาฉกรรจ์ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว ส่วนหลวงปู่เจี๊ยะ บรรลุธรรมเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ที่เชิงเขาบายศรี อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

ท่านพระอาจารย์มั่น และบรรดาพระศิษย์ พักอยู่ที่วัดป่ากลางโนนภู่ เป็นเวลา ๑๐ วัน องค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้ “พอมาถึงวัดป่าบ้านภู่ อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนครแล้ว ก็พาท่านพักแรมค้างคืนอยู่ที่นั้นหลายคืน ท่านก็คอยเตือนเสมอว่า “ทําไมพาผมมาพักค้างคืนที่นี่ล่ะ ผมเคยบอกแล้วว่าจะไปจังหวัดสกลนคร ก็ที่นี่ไม่ใช่สกลนคร” ท่านว่า เมื่อจวนตัวเข้าจริงๆ ในสามคืนสุดท้าย ท่านไม่ค่อยจะพักนอน แต่คอยเตือนให้รีบพาท่านไปสกลนครเสมอ เฉพาะคืนสุดท้าย ไม่เพียงแต่ไม่หลับนอนเท่านั้น ยังต้องบังคับว่า “ให้รีบพาผมไปสกลนครในคืนวันนี้จงได้ อย่าขืนเอาผมไว้ที่นี่เป็นอันขาด” ท่านพูดยํ้าแล้วยํ้าเล่าอยู่ทํานองนั้น แม้ที่สุดท่านจะนั่งภาวนา ท่านก็สั่งว่า “ให้หันหน้าผมไปทางจังหวัดสกลนคร””

องค์หลวงตาฯ ในระยะนี้ท่านได้ทําหน้าที่พระอุปัฏฐากใกล้ชิด ท่านอยู่ในมุ้งคอยปรนนิบัติดูแลท่านพระอาจารย์มั่นโดยตลอด ภายหลังท่านจึงทราบ ท่านว่า “ท่านรั้งเอาไว้ แต่ท่านไม่บอก… เวลาท่านหลับไปปั๊บ พลิกปุ๊บอันเดียวไปเลย (ตาย) ท่านจึงไม่นอน คืนนั้นไม่นอน”

พอเช้าวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ บรรดาญาติโยมในจังหวัดสกลนคร กราบเท้าวิงวอนท่านไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร ท่านปรารภว่า “เออ ! หามศพตกป่าช้าหนอ ไม่มีวันได้หามคืน บัดนี้มาถูกเราแล้ว” ก่อนไป ท่านเมตตาเป็นห่วงการเดินทางของพระศิษย์ซึ่งมารวมกัน ๔๐ องค์ เขาก็กราบยืนยันจะวิ่งรับส่งจนหมด เช้าวันนั้นท่านฉันอาหารเหลวได้เพียง ๕- ๖ คํา แล้วแพทย์ก็ไปขอฉีดยาเพื่อระงับเวทนา ท่านก็ยอมให้ฉีดแบบฝืนๆ พอฉีดเสร็จ ก็เอาแคร่หามท่านออกมาถนน แล้วนําท่านขึ้นรถไปวัดป่าสุทธาวาส ท่านก็นอนนิ่งไม่กระดิกพลิกไหวตัวอะไรเลย ปรากฏแต่ลมหายใจเข้าออกแบบเบาๆ

สิ้นแล้วร่มโพธิ์แก้ว

พอไปถึงวัดป่าสุทธาวาสในเย็นวันนั้น พระก็ช่วยกันหามท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นกุฏิพิเศษหลังหนึ่ง เป็นกุฏิที่เขาสร้างถวายท่าน ตอนท่านอยู่อุดรฯ เขาสร้างกุฏิถวายท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็มารับท่านไป ท่านก็ไปดูและไปพักให้เขา พอวาระสุดท้ายก็ไปกุฏิหลังนั้น กุฏิมี ๒ ห้อง กั้นห้องหนึ่งเป็นห้องนอน กว้างประมาณ ๓ เมตร มีประตูเข้าห้องนอนสองทาง มีหน้าต่างพร้อม กุฏิมีระเบียงรอบทั้งสี่ด้านและมีลูกกรง ระเบียงโดยรอบสามด้าน กว้างประมาณ ๒.๕๐ เมตร ส่วนด้านหน้านั้นกว้างประมาณ ๕ เมตร แล้วก็เอาท่านเข้าห้องนอน ท่านนอนตะแคงข้างขวา

จากนั้นครูบาอาจารย์จากที่ต่างๆ ก็ทยอยเดินทางกันมาเป็นระยะๆ เช่น หลวงปู่สิงห์ หลวงปู่บุญหลาย หลวงปู่สาร พระอาจารย์เกิ่ง พระอาจารย์สิม ฯลฯ ตลอดพระหนุ่มเณรน้อยฝ่ายปฏิบัติหลั่งไหลเข้ามาวัดป่าสุทธาวาสเป็นลําดับ

พอตกเวลาประมาณ ๖ โมงเย็น หลวงปู่กงมา ท่านบอกพระอุปัฏฐากที่เฝ้าอยู่ ซึ่งอดนอนกันมานาน ให้ไปนอนพักที่ระเบียงตั้งแต่หัวคํ่า ส่วนองค์อื่นๆ ไปนอนพักที่กุฏิกันแล้ว ท่านกับหลวงปู่ฝั้นจะช่วยเฝ้าในห้องนอนท่านพระอาจารย์มั่น และท่านทราบว่า จิตขององค์หลวงตาพระมหาบัวเป็นจิตธรรมจักรหมุนติ้วตลอดเวลาแล้ว ท่านจึงได้ปรารภว่า

“ท่านมหาบัวพักรุกขมูลร่มไม้ในวัด เธอเร่งความเพียร เกรงหลวงปู่มั่นจะสิ้นลมก่อน”

พอถึง ๖ ทุ่ม เที่ยงคืน ท่านพระอาจารย์มั่นท่านตื่น องค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้

“ตั้งแต่ตอนจังหันแล้วฉีดยา ถึง ๖ ทุ่ม พิษยาจางไปแล้วท่านตื่น พอตื่นนอนทีนี้ ท่านไม่พูดอะไรเลย พอตื่นนอนแล้ว ท่านก็ดู ดูหมดทุกแห่งเลย ดูละเอียดลออมากนะ ดูว่าแน่ล่ะที่นี่เป็นสถานที่ที่เราจะตาย จากนั้นมาท่านก็ทําหน้าที่ไปเลย เหมือนว่าท่านกําหนดๆ เอาไว้ทุกอย่าง จอมปราชญ์”

ในคราวท่านพระอาจารย์มั่นมรณกาล หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต บันทึกไว้ดังนี้

“ประมาณตีหนึ่งกว่าๆ หลวงปู่กงมา มาดึงแขนกระซิบบอกว่า “พากันลุก พากันลุก พระอาจารย์ใหญ่ใกล้จะสิ้นลมแล้ว” กระซิบตอบองค์ท่านว่า “ข้าน้อยยังไม่หลับดอก” แล้วองค์ท่านบอกให้รีบด่วนไปนิมนต์ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ พระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์เทสก์ พระอาจารย์มหา (องค์หลวงตาพระมหาบัว) และ ครูบาวัน

ข้าพเจ้ารีบไปกุฏิท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก่อน ไปถึงแล้วกล่าวว่า “ขอกราบเท้าเรียนถวายพระเดชพระคุณ องค์หลวงปู่หนักมาก” “เออๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

แล้วไปปลุกพระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์เทสก์ “ขอโอกาสพ่อแม่ครูบาอาจารย์ องค์พระอาจารย์ใหญ่หนักเต็มทน” “เออ ! เราก็ไม่ค่อยหลับสนิทดอก”

แล้วไปปลุกพระอาจารย์มหาบัว พอเดินไปที่ใกล้ใต้ร่มไม้ องค์ท่านถามก่อนแล้วว่า “ใครๆ” ตอบว่า “กระผม พระอาจารย์ใหญ่เป็นมาก”

แล้วผ่านไปหาอาจารย์วัน พระสีหาไปบอกก่อน ท่านไปแล้ว แล้วก็รีบขึ้นไป เกรงไม่ทันเห็นใจหลวงปู่ แล้วท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ปรารภว่า

“พวกเราต้องอยู่ระเบียงนอกห้อง ปล่อยให้ลูกศิษย์องค์ท่านผู้โชกโชนปฏิบัติ มีสิทธิ์ปลงธรรมสังเวชอาจารย์ใหญ่ เพราะห้องก็แคบ ถ้าพวกเราชิงเข้าไปก็ไม่เป็นธรรม”

ตกลงอยู่ในห้องคอยจ้องดูลมออกเข้าของหลวงปู่ ๖ องค์ ๗ กับหลวงปู่ฝั้น

หลวงปู่ฝั้นนั่งห่างองค์หลวงปู่มั่นประมาณวาหนึ่งต่างหาก ผินหน้ามาทางองค์หลวงปู่ใหญ่ อยู่ข้างหลังพระอาจารย์กงมา หลวงปู่ฝั้นนั้นองค์ท่านนั่งขัดสมาธิภาวนาอยู่นิ่งๆ พวกที่เข้าคิวนั่งรอบกายขององค์หลวงปู่มั่น ห่างจากกายขององค์หลวงปู่มั่น ก็ประมาณฝ่ามือ พระอาจารย์กงมานั่งอยู่ทางขวาขององค์หลวงปู่ที่นอนคะแคงขวานิดหน่อย เพียงไหล่ขององค์หลวงปู่ พระอาจารย์มหาบัวนั่งอยู่เพียงบั้นเอวขององค์หลวงปู่ ข้าพเจ้า (หลวงปู่หล้า) นั่งอยู่ใต้ฝ่าเท้ากับท่านสีหา ครูบาทองคํานั่งอยู่เพียงหัวเข่าด้านหลังขององค์หลวงปู่ ครูบาวันนั่งอยู่เพียงบั้นเอวขึ้นไปหาอกขององค์หลวงปู่ ต่างก็นิ่งจ้องดูลมขององค์ท่านอยู่ ประมาณสัก ๒๐ นาที องค์ท่านก็สิ้นลมปราณไปเงียบๆ”

ท่านพระอาจารย์มั่น มรณภาพอย่างสงบในวันศุกร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลา ๐๒.๒๓ น. ยังความโศกเศร้าเสียใจของบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ นับเป็นการสูญเสียครั้งสําคัญครั้งหนึ่งของพุทธศาสนิกชนชาวไทย

หลวงปู่กงมา ท่านนับเป็นหนึ่งในเจ็ดครูบาอาจารย์ที่ได้รับเกียรติประวัติอันสูงสุดจากท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ให้เข้าไปอยู่ในห้องที่ท่านพระอาจารย์มั่นใช้เป็นสถานที่มรณภาพ ท่านคอยเฝ้าดูอาการในวาระสําคัญครั้งสุดท้ายของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด ดูด้วยจิตใจจดจ่อและอาลัยอย่างสุดซึ้ง ท่านได้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่นมรณกาลเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานโดยตลอด ซึ่งเป็นไปอย่างองอาจกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวเข้มแข็งและงดงามที่สุด สมเป็นแบบฉบับของชายชาติอาชาไนย นักรบธรรมที่ไม่เคยหวั่นไหวเกรงกลัวกับความตาย และสมกับท่านเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน พระอรหันต์แห่งยุคกึ่งพุทธกาล

เหตุการณ์อันทรงคุณค่าและสําคัญในครั้งนี้ ย่อมถูกจารึกอยู่ในความทรงจําและในจิตใจของหลวงปู่กงมาและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เป็นคติธรรมเครื่องเตือนใจและเป็นมรณานุสติที่ไม่อาจลบเลือนไปจากจิตใจ ตลอดธรรมคําสอนที่ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาเทศน์กระตุ้นเตือนให้ตั้งใจปฏิบัติบําเพ็ญ โดยนําร่างกายของท่านมาเตือน ทําให้บรรดาพระศิษย์ต่างยิ่งเร่งทําความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์กัน ซึ่งในกาลต่อมา ครูบาอาจารย์ที่อยู่ในห้องที่ท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพ ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ด้วยกันถึง ๔ องค์ ได้แก่ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต รวมทั้งพระศิษย์อีกหลายองค์ที่อยู่ในเหตุการณ์

หมดแล้วที่พึ่ง

การมรณภาพจากไปของท่านพระอาจารย์มั่น พระเณรว้าเหว่ขาดที่พึ่ง บรรดาพระศิษย์ซึ่งออกบวชเพื่อความหลุดพ้น ล้วนหวังพึ่งธรรมะในทุกขั้นจากท่าน โดยเฉพาะ หลวงปู่กงมา กับ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ขณะนั้นกําลังบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหักสุดท้าย เพราะเรื่องจิตนี้แก้ได้ยาก ตลอด ๘ ปี ที่ท่านพระอาจารย์มั่นพํานักและจําพรรษาอยู่ที่จังหวัดสกลนคร ท่านทั้งสองได้พึ่งธรรมะจากท่านมาโดยตลอด หากนับในบั้นปลายชีวิตของท่านพระอาจารย์มั่น ในยุคหนองผือ ก็นับได้ว่า หลวงปู่กงมา ท่านอาจารย์พระมหาบัว เป็นศิษย์ก้นกุฏิที่ได้รับความเมตตาไว้วางใจจากท่านมาก เช่นเดียวกับหลวงปู่หลุย หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่มหาทองสุก ฯลฯ เมื่อท่านมรณภาพจากไป ท่านทั้งสองก็ถึงกับหมดแล้วที่พึ่ง จึงต้องรู้สึกเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

ด้วยหลวงปู่กงมามีหัวอกเดียวกันกับท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านทั้งสองได้ศึกษาธรรมฟังธรรมด้วยกัน ในบางปีก็ได้อยู่จําพรรษาด้วยกัน จนวาระสุดท้ายท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพก็ได้นั่งเฝ้าดูด้วยกัน และระยะนั้นสติปัญญาก็เป็นมหาสติมหาปัญญา จิตก็เป็นธรรมจักรหมุนติ้วด้วยกัน ซึ่งความรู้สึกทางด้านจิตใจของหลวงปู่กงมาเมื่อหมดแล้วที่พึ่ง จึงย่อมคล้ายคลึงกันกับท่านอาจารย์พระมหาบัว ดังที่องค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์พรรณนาของท่าน (รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ หมดแล้วที่พึ่ง)

เมื่อสิ้นแล้วร่มโพธิ์แก้ว ซึ่งเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ที่เคยให้ร่มเงาและให้ความอบอุ่นร่มเย็นมานาน เหตุการณ์ในคืนวันนั้น บรรยากาศภายในวัดป่าสุทธาวาส ซึ่งเต็มไปด้วยความอาลัยโศกเศร้า ว้าเหว่หงอยเหงา และร้องไห้ครํ่าครวญนํ้าตานองกันเช่นนั้น หลวงปู่กงมาท่านย่อมนํ้าตาร่วงเช่นกัน ในคราวที่ท่านเห็นพระกรรมฐานฉันอาหารทะเลดีๆ อันผิดแปลกไปจากปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งยินดีมักน้อยสันโดษ และยินดีอยู่ตามป่าตามเขาในสถานที่อดอยากขาดแคลนปัจจัย ๔ อันเป็นสถานที่เกิดของธรรม ท่านยังเป็นห่วงพระมาก ถึงกับนํ้าตาร่วงมาแล้ว โดยท่านปรารภว่า “กรรมฐานมันจะตายกันหมดแล้วล่ะ อยู่ดีกินดีอย่างนี้ตายหมด”

มาในคราวนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น พระผู้วางข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ร่วมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ และเป็นผู้มีพระคุณสูงสุดชุบเลี้ยงทางธรรมแก่ท่านมาโดยตลอด โอบอุ้มท่านทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทั้งยกระดับจิตใจ จนท่านเป็นผู้มีคุณธรรมอันใกล้จะหลุดพ้นแล้วจากวัฏสงสาร ซึ่งเต็มไปด้วยกองทุกข์ทั้งไม่มีต้นและไม่มีปลาย เป็นผู้ที่ท่านเคารพเทิดทูนบูชาอย่างสุดชีวิตจิตใจ แม้ชีวิตก็ยอมสละตายแทนได้

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นได้ถึงแก่มรณภาพลง หลวงปู่กงมาท่านย่อมสลดสะเทือนใจจนสุดที่จะกลั้นนํ้าตาไว้ได้ นํ้าตาของท่านร่วง ปลงธรรมสังเวช ยิ่งหวนระลึกถึงพระคุณของท่าน นึกถึงความรักและความผูกพัน นึกถึงความเมตตา นึกถึงธรรมคําสอน ยิ่งนึกก็ยิ่งซาบซึ้งตื้นตันใจ นํ้าตาท่านก็ยิ่งร่วง เช่นเดียวกับบรรดาพระเณรปุถุชนทั้งหลาย แต่ต่างกันตรงที่ว่า นํ้าตาของท่านนั้นเป็นนํ้าตาแห่งธรรม แห่งพระอริยเจ้า จึงเป็นนํ้าตาอันทรงคุณค่า ไม่ใช่นํ้าตาอย่างที่โลกร้องไห้ครํ่าครวญกัน

และภายในจิตใจของหลวงปู่กงมา ท่านย่อมคล้ายดั่งที่องค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์พรรณนา “หมดแล้วที่พึ่ง” เอาไว้ ท่านคงรําพึง “หมดแล้วที่พึ่งๆ” ในใจท่าน ซึ่งท่านทั้งสองต้องน้อมนําธรรมอันสําคัญที่ท่านพระอาจารย์มั่นอบรมสั่งสอน และคอยยํ้าเตือนเอาไว้ก่อนท่านจะมรณภาพมาเป็นที่พึ่ง เพื่อมาปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ต่อไป ซึ่งหลวงปู่กงมา ท่านย่อมได้รับวิธีการสั่งสอน “อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ” จากท่านพระอาจารย์มั่นเช่นเดียวกับองค์หลวงตาพระมหาบัว ดังนี้

“วิธีการสั่งสอนของท่าน เวลามีชีวิตอยู่ ท่านสั่งสอนอย่างไร ต้องจับเอาเงื่อนนั้นแลมาเป็นครูสอนตน และท่านเคยยํ้าว่าอย่างไร อย่าหนีจากรากฐาน คือ ผู้รู้ภายในใจ ถ้าจิตมีความรู้แปลกๆ ซึ่งจะเกิดความเสียหาย ถ้าเราไม่สามารถพิจารณาความรู้ประเภทนั้นได้ ให้ย้อนจิตเข้าสู่ภายในเสีย อย่างไรก็ไม่เสียหาย ท่านสอนอย่างนี้ ก็จับเอาเงื่อนนั้นไว้ แล้วนําไปปฏิบัติต่อตนเองจนเต็มความสามารถ”

ครูบาอาจารย์เทศน์อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ ไว้ดังนี้

“อย่าทิ้งคําว่า “พุทโธ” หลวงปู่มั่นท่านสอนหลวงตาไว้ เวลาหลวงตาท่านประพฤติปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น พอหลวงปู่มั่นท่านแก่ชราภาพเต็มที่ ไปถามว่า ถ้าหลวงปู่มั่นไปแล้วจะทําอย่างไร

หลวงปู่มั่นท่านสั่งไว้เลย “ถ้าเราไม่อยู่แล้ว อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ”

ท่านสั่งเอาไว้เลยนะ “ห้ามทิ้งผู้รู้ ห้ามทิ้งพุทโธ แล้วจะไม่เสีย อย่างไรก็ไม่เสีย” เพราะอะไร เพราะเรากอดพุทโธไว้ พุทโธ คือ พุทธะ ผู้รู้ คือ ใจเรา ถ้าใจเราไม่ส่งออก ใจเราไม่หาเรื่อง ใจเราไม่ไปยึดสิ่งอื่น มันจะไม่เสียหาย ให้ระลึกถึงผู้รู้ของเราไว้ แล้วผู้รู้มันจะอยู่ได้อย่างไรล่ะ ถ้าไม่มีพุทโธ ผู้รู้ก็ความรู้สึกเรา แล้วความรู้สึกเรามันคงที่ไหม ทีนี้พุทธะ พุทธานุสติไง ถ้าให้กําหนดพุทโธ พุทโธมีค่าตรงนี้ไง อย่างเช่นเรา เราตกจากที่สูง เราไม่มีที่พึ่ง เรากอดพุทโธเลย เรากระโดดกอดพุทโธเลย พุทโธๆๆ ทําอะไรไม่ออก นึกถึงพุทโธ ทําอะไรไม่ได้ ให้นึกพุทโธไว้เลย พุทธานุสติกอดพุทโธไว้เลย เพราะพุทโธๆ คําบริกรรมนั้นน่ะ มันจะกลับมาสู่ผู้รู้ กลับมาสู่ความสงบนั้น”

ภายหลังท่านพระอาจารย์มั่น มรณภาพได้ ๗ วัน ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ได้จัดประชุมสงฆ์เพื่อเตรียมจัดงานถวายเพลิงศพ ซึ่งงานนี้จะเป็นงานที่ใหญ่โตมาก คาดว่าจะมีศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิต คือ พระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง และพระธุดงคกรรมฐาน สามเณร แม่ชี ทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ คือ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน มาร่วมงานครั้งสําคัญครั้งสุดท้ายกันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง เพื่อความสงบเรียบร้อย ความเป็นระเบียบงามตาในงาน และเพื่อให้สมเกียรติวงพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งมุ่งเน้นความสงบเรียบง่าย ประหยัด ไม่หรูหรา เป็นการบําเพ็ญบุญอย่างแท้จริง จึงต้องมีการเตรียมพร้อมรองรับงานในทุกๆ ด้าน

การประชุมคณะสงฆ์ครั้งสําคัญในครั้งนั้น มีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นประธานสงฆ์ นับเป็นการประชุมคณะสงฆ์ที่พระศิษย์หลวงปู่มั่นมาร่วมประชุมกันอย่างเนืองแน่น เช่น หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ฯลฯ

ที่ประชุมสงฆ์พร้อมใจกันกราบอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เป็นประธานจัดงานถวายเพลิงศพ โดยมีหลวงปู่ฝั้นเป็นหัวหน้างาน ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ได้แจกบริขารของท่านพระอาจารย์มั่นให้กับพระที่อุปัฏฐากดูแลและถวายพระเถระผู้ใหญ่ โดยท่านได้บาตร หลวงปู่กงมาท่านได้ไม้เท้า ฯลฯ

ในกาลต่อมา ได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นตรงบริเวณกุฏิที่ท่านมรณภาพ โดยหลวงปู่ฝั้น กับ ท่านอาจารย์พระมหาบัว เป็นประธานจัดสร้าง เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ท่านอาจารย์พระมหาบัวท่านได้รวบรวมบริขารต่างๆ ไว้ที่พิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นปูชนียสมบัติของกลางให้พุทธบริษัทได้กราบสักการะเยี่ยมชมต่อไป

บูชาองค์หลวงปู่มั่นด้วยการปฏิบัติ

ในระหว่างเตรียมงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น นับตั้งแต่วันมรณภาพ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ถึงวันถวายเพลิงศพ วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ นี้ ในระยะนี้ธรรมของทั้งหลวงปู่กงมา กับ ท่านอาจารย์พระมหาบัว เป็นธรรมอัตโนมัติแล้ว สติปัญญาของท่านทั้งสองก็เป็นมหาสติมหาปัญญา จิตก็เป็นจิตธรรมจักรหมุนทําลายกิเลสอวิชชา ใกล้จะหลุดพ้นโดยถ่ายเดียวแล้ว อยู่กับใครไม่ได้แล้ว จึงต้องการอยู่บําเพ็ญภาวนาในสถานที่สงบสงัดตามลําพังเพียงองค์เดียว

แม้ท่านทั้งสองให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์มั่นอย่างสูงสุดก็ตาม แต่การถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นนี้มีท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ เป็นประธานจัดงาน และมีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นหัวหน้างาน คอยรับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยในงานแล้ว ท่านทั้งสองจึงมุ่งเน้นการปฏิบัติบูชาด้วยข้อปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ โดยไม่ต้องเป็นห่วงกังวลกับงานแต่ประการใด และในขณะนั้น ในทุกอิริยาบถ ในทุกอาการความเคลื่อนไหวของหลวงปู่กงมา ไม่ว่าเดิน ยืน นั่ง ตลอดการบิณฑบาตขบฉัน ฯลฯ จิตเป็นธรรมจักรหมุนทําลายกิเลสโดยตลอดทั้งวัน เว้นแต่หลับ หรือพักในสมาธิ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เทศน์จิตในขั้นนี้ไว้ดังนี้

“ดูเหมือนเดือนสาม (วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ วันถวายเพลิงศพองค์หลวงปู่มั่น) จิตหมุนตลอดอยู่กับใครไม่ได้ จิตขั้นนั้นขั้นอยู่กับใครไม่ได้เลย คิดดูซิมาเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่น เคารพขนาดไหนเรา แต่เราเอาธัมมานุธัมมปฏิปันโน ผู้ใดปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาเราตถาคต เราเอาอันนี้บูชาท่าน ที่จะให้เกี่ยวข้องกับร่างกาย มาอุปถัมภ์อุปัฏฐากท่านในศพของท่าน เรามาไม่ได้ เราต้องบูชาท่านด้วยข้อปฏิบัติ

นี่ล่ะถึงกาลเวลาที่อยู่ไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้จริงๆ คือทางนี้มันก้าวของมันตลอดก้าวตลอด ที่จะให้ดึงลง มันไม่ลงแล้ว พุ่งๆ มาในงานศพท่านเพียง ๔ วัน ฟังซิ งานศพรวมพระเณรอะไร รวมกันหมดแล้ว ๔ วัน งานนี่อึกทึก พระเณรทํางานทําการอะไรเต็มวัด ประชาชนมาช่วย ตอนนั้นมีท่านอาจารย์ฝั้น ท่านเป็นหัวหน้างาน นั่นล่ะเรามา ทนเอานะนั่น มาก็ไปอยู่ในป่าลึกๆ จะออกมาเฉพาะเวลาจําเป็นๆ…

คิดดูเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่น อยู่ได้เพียง ๔ วันเท่านั้น ทน ธาตุขันธ์ส่วนหยาบ อุปถัมภ์อุปัฏฐากท่านส่วนหยาบ แต่อุปถัมภ์อุปัฏฐากท่านด้วยการปฏิบัติชําระจิตใจ อันนี้เยี่ยมกว่าทุกอย่างเราเอาอันนี้บูชาท่าน มาเผาศพท่านได้ ๔ วัน โดดผึงเลยเข้าป่า”

การปฏิบัติธรรมขั้นแตกหัก หรือขั้นสุดท้ายในระยะนี้ของหลวงปู่กงมา กับ ท่านอาจารย์พระมหาบัว เป็นธรรมขั้นละเอียดสุด ซึ่งจําเป็นต้องอยู่องค์เดียวตามป่าตามเขาในที่วิเวกสงบสงัด เพื่อใช้มหาสติมหาปัญญาอันละเอียดสุดส่วน ออกพิจารณาค้นคว้าและทําลายกิเลสอวิชชาให้ขาดสะบั้นลงจากใจ บรรดาครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ในวงกรรมฐานซึ่งผ่านพ้นไปก่อนหน้า ที่มาช่วยงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งในขณะนั้นได้เดินทางกันมาหลายองค์ เช่น หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ ต่างย่อมทราบและเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะแต่ละท่านล้วนเคยผ่านประสบการณ์นี้มาโดยตรง ท่านจึงยินดีและให้การสนับสนุนกันอย่างเต็มที่

วันถวายพระเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต บันทึกไว้ดังนี้

“ครั้นเวลาล่วงไปใกล้เดือน ๓ เพ็ญ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์และพระเถรานุเถระก็จะเตรียมถวายพระเพลิงองค์หลวงปู่ กะไว้ว่าพอถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว บรรดาพุทธบริษัทผู้ต้องการจะไป (นมัสการพระ) ธาตุพนมประจําปีของงานธาตุพนม ก็จะได้เตลิดไปให้ทัน (จะ) ได้ไม่เสียเที่ยวของผู้ต้องการไป จึงตกลงกันในวันข้างขึ้น ๑๓ คํ่า แห่งเดือน ๓ เป็นวันถวายพระเพลิง กะกันว่า ๓ ทุ่มจึงถวายพระเพลิง แต่มีผู้ขี้ดื้อไปลอบถวายพระเพลิงก่อน ๓ ทุ่ม เวลาคํ่ามืดแล้ว แต่ก็เป็นการแล้วไป ตื่นเช้าเก็บพระอัฐิธาตุในยามฉันเช้าเสร็จ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ได้ประกาศว่า “ท่านผู้ใดไปลอบเอาพระธาตุไปเป็นส่วนตัว ฝ่ายพระเณรต้องปรับปาราชิก”

เตาไฟนั้นทําเป็นรูปโบสถ์ พูนดินสูง ๑ เมตร เตาอยู่ศูนย์กลาง มีเปลวทั้ง ๔ ทิศเป็นรูโตทะลุออกมาทุกด้าน ไฟลุกโพลงโดยรวดเร็ว เก็บพระธาตุแล้วมาติกา บังสุกุล ถวายสิ่งของตามประเพณีนิยมกัน ก่อนถวายเพลิงก็เล่นกันวันยังคํ่าก็ว่าได้

เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก็เอาพระธาตุขึ้นไปบนระเบียงกุฏิ องค์ท่านถามข้าพเจ้าว่า “หล้า เธอจะเอาไหมอัฐิธาตุ”

กราบเรียนว่า “เกล้าไม่เอาดอก เพราะองค์หลวงปู่ เทศน์ซํ้าๆ ซากๆ ในเรื่องพระธาตุ อยู่บ้านหนองผือก่อนสิ้นลมปราณแล้ว”

พระอาจารย์มหา ครูบาวัน ครูบาทองคํา คุณสีหา ก็ไม่เอา หมู่คณะในวัดหนองผือก็ไม่เอา เพราะต่างก็จ้องกันว่า ใครจะเคารพคําสั่งขององค์หลวงปู่เพียงไร (เพราะกัณฑ์เทศน์เรื่องแย่งกระดูกกันเป็นภาพพจน์ให้สําเหนียกเป็นเจ้าหัวใจอยู่)…

ต่อไปกล่าวเรื่องท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ประชุมสงฆ์ว่า

“พวกฝ่ายปฏิบัติเอ๋ย ! วันสุดท้ายของฌาปนกิจพระอาจารย์ที่ไปจากพวกเรานี้ ต่อไปประจําปี พวกท่านจงมาประชุมกันที่นี้นะ” ดังนี้ …

ครั้นท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์สั่งคณะสงฆ์ ให้มาสังสรรค์กันวัดป่าสุทธาวาสปีละครั้ง เฉพาะฝ่ายพระธุดงค์แล้ว พระภิกษุสามเณรทั้งหลาย ผู้อยู่ไกลต่างทิศ ก็ทยอยกันลากลับสํานักของตนๆ และเตลิดไปวิเวกตามความประสงค์บ้างก็มีมาก

ส่วนท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่มหาบัวออกจาก (วัดป่า) สุทธาวาสเป็นหมวดหลัง”

หลังจากงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ณ วัดป่าสุทธาวาส เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ แล้วเสร็จ หลวงปู่กงมา ท่านอาจารย์พระมหาบัว ก็เดินทางกลับไปวัดดอยธรรมเจดีย์ ต่างฝ่ายต่างเร่งทําความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ และไม่นานท่านทั้งสองก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ในเวลาไล่เลี่ยกัน

(รายละเอียด งานศพท่านพระอาจารย์มั่น จนถึงวันถวายเพลิงศพ อ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ เหตุการณ์อัศจรรย์วันมรณภาพจนถึงวันถวายฌาปนกิจศพท่าน)

ภาค ๑๓ บรรลุธรรม–แก้นิมิตหลวงตา แก้ทิฐิคุณแม่ชีแก้ว

คุณค่าของครูบาอาจารย์ผู้ชี้แนะ

ในระยะที่ท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพและเตรียมงานถวายเพลิงศพ หลวงปู่กงมาท่านใกล้จะหลุดพ้นแล้ว สติปัญญาของท่านเป็นมหาสติมหาปัญญาแล้ว คอยทําลายฆ่ากิเลสอวิชชาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการปฏิบัติในคราวหลุดพ้นนี้เป็นคราวที่ยากของการปฏิบัติ หากเกิดปัญหาธรรมในขั้นสุดท้ายนี้ขึ้นมา เมื่อไม่มีครูบาอาจารย์ผู้ชี้แนะ การแก้ปัญหาธรรมด้วยตนเองนั้น จะแก้ได้ยากกว่าการมีครูบาอาจารย์คอยแก้ให้ ท่านต้องใช้สติปัญญาของท่านอย่างสุดกําลังความสามารถ เพื่อพิจารณาถอดถอนฆ่ากิเลสอวิชชาด้วยตัวของท่านเอง ซึ่งจะต้องใช้เวลานานกว่า หลวงปู่กงมาท่านจึงเห็นคุณค่าของครูบาอาจารย์ผู้ชี้แนะอย่างเต็มหัวใจ เช่นเดียวกับกรณีขององค์หลวงตาพระมหาบัว ซึ่งระยะนี้องค์หลวงตาฯ ท่านก็ใกล้จะหลุดพ้นเหมือนกัน ท่านได้เทศน์คุณค่าของครูบาอาจารย์ผู้ชี้แนะไว้ดังนี้

“เหตุที่จะได้เกี่ยวข้องกับหมู่กับเพื่อน เพราะเกาะติดๆ พรึบๆ นั่นก็เป็นปีที่เผาศพพ่อแม่-ครูจารย์มั่นด้วย เป็นเวลาพระว้าเหว่มากที่สุดด้วย พ่อแม่ครูจารย์มรณภาพไปนี้ ไหวไปหมด ในวงกรรมฐานสะเทือนไปหมดเลย เราก็เข็ดก็หลาบในการปราศจาก หรือในการที่ครูบาอาจารย์พลัดพรากจากไปแต่ละองค์ๆ เป็นอาจารย์ที่สําคัญๆ นี้ เป็นแม่เหล็กอันสําคัญมากทีเดียว…

เวลานี้เป็นเวลาที่เราได้รับการอบรมศึกษากับครูบาอาจารย์ จงดูให้ชัด ฟังให้ชัด แล้วนําสิ่งที่ฟังและที่เห็นแล้วนั้นเข้าไปจารึกไว้ในจิตใจ เพื่อเป็นภาคปฏิบัติต่อไป

อย่าให้เกิดความเคยชิน ว่ามาอยู่กับท่านเป็นเวลานานแล้ว เราเข้าอกเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านพาดําเนิน ถ้าเป็นความคิดเป็นเช่นนี้เรียกว่า เป็นความเข้าใจผิดโดยเจ้าตัวไม่รู้ เพราะสิ่งหยาบๆ ที่ท่านเคยสอนแล้ว เรายังมีความผิดพลาดให้เห็นต่อหน้าต่อตา ไหนเลยจะไปนอนใจ หรือสําคัญตนว่า ได้เข้าอกเข้าใจในข้อปฏิบัติที่ได้รับการศึกษาและได้ยินจากท่านแล้ว

ขนาดที่อยู่กับครูบาอาจารย์ รู้สึกว่าเป็นความสะดวก แม้จะมีภาระมากน้อยที่เกี่ยวกับทางวัด จะต้องจัดต้องทําด้วยความจําเป็นก็ทํา แต่ทางด้านจิตใจที่เราจะดําเนิน มีความรู้สึกอันหนึ่งที่ฝังอยู่ภายในใจว่าเป็นความอบอุ่น ไม่เป็นภาระอะไร เพราะเข้าใจเสียว่า เมื่อมีความผิดพลาดอันใด หรือไม่เข้าใจ ก็ศึกษาไต่ถามกับท่านได้ นี่เป็นความเบาใจของเรา

แต่เวลาจากครูบาอาจารย์ไปแล้ว หรือท่านจากเราไปแล้ว จะเป็นจากด้วยความเป็นหรือความตายก็ตาม นี่รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่หนักมาก เพราะจะมองหาใครที่จะมาคอยชี้ช่องบอกทางให้รู้ ไม่มี นี่อย่างผมเคยผ่านมาแล้ว จนรู้สึกว่า ฝังใจมาจนกระทั่งบัดนี้ เวลาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น มีความเย็นอกเย็นใจ เกิดข้อข้องใจเมื่อไร เราจะอยู่ที่ใกล้ที่ไกลไม่สําคัญ ไปหาท่านจนถึงที่ และได้รับความเบาใจมา

พอท่านมรณภาพไปแล้วเท่านั้น แม้ปัญหาเพียงข้อเดียว จะพยายามแก้ไขด้วยตนเองยังไม่สามารถได้ตามต้องการ ต้องทําให้เวลํ่าเวลาผ่านไปเสียตั้งหลายวัน หลายเดือนก็มี ในปัญหาบางข้อเป็นอย่างนั้น แล้วก็ทําความเนิ่นช้าให้แก่เรา นี่เราจึงได้ฝังลึกตัวว่า เวลาเราอยู่กับครูบาอาจารย์ เราอาจจะนอนใจ ไม่ได้รีบเร่ง ประหนึ่งว่า ปัญหาเช่นนี้จะไม่ปรากฏในใจเราเลย แต่พอได้ปรากฏขึ้นเท่านั้น และหาผู้แก้ไขไม่ได้ จึงมาเห็นโทษตัวเอง”

ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงปู่กงมาบรรลุธรรม

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ด้วยอํานาจวาสนาบารมีธรรมที่บําเพ็ญมาไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนกัปคอยสนับสนุนเกื้อหนุน ด้วยอํานาจแห่งมัชฌิมาปฏิปทาอันมีองค์ ๘ หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา และด้วยการบําเพ็ญภาวนาตามความเป็นจริง โดยมีท่านพระอาจารย์มั่นครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาสั่งสอนชี้แนะ การปฏิบัติภาวนาเริ่มตั้งแต่ขั้นล้มลุกคลุกคลาน จนทําความสงบใจ หรือ “สัมมาสมาธิ” ได้อย่างชํานาญคล่องแคล่ว แล้วออกพิจารณาทางด้านปัญญา ตามหลักสมถ–วิปัสสนากรรมฐาน ปัญญาก็เป็น “ภาวนามยปัญญา” ด้วยอํานาจแห่งสติปัญญา โดยมีความเพียรเป็นเครื่องหนุนนั้น จนเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ และเป็นมหาสติมหาปัญญา เป็นความเพียรกล้า ในที่สุดท่านก็ก้าวถึงงานบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหักหรือขั้นสุดท้าย

หลวงปู่กงมา ท่านกลับมาวัดดอยธรรมเจดีย์ไม่นาน ท่านก็ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ในราวต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลังจากเสร็จงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ในขณะพรรษา ๒๒ อายุย่าง ๕๐ ปี หากนับตั้งแต่ท่านเข้ากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านใช้เวลาบําเพ็ญธรรมประมาณ ๒๔ ปี

โดยองค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ว่า “องค์นี้ (หลวงปู่กงมา) เด็ดมากเหมือนกัน องค์นี้สําเร็จ (บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์) ผ่านไปก่อนเราอีก ท่านยังผ่านไปก่อนเรา ไล่เลี่ยกันนะ ผ่านไปก่อนเรา”

และองค์หลวงตาฯ เทศน์วันบรรลุธรรมของท่านไว้ดังนี้ “วันที่ ๑๕ พฤษภาฯ ๒๔๙๓ เราไม่ลืม นั่นล่ะ ปีฟ้าดินถล่ม กิเลสขาดสะบั้นลงจากใจ ใจนี้สว่างจ้าเลย นั่นเป็นเวลา ๙ ปีปฏิบัติ คือ จริงจังมาก ถ้าลงได้หมุนใส่อะไรแล้ว ต้องเอาให้จริง เอาให้ได้อย่างใจ นี่ก็จะเอานิพพานให้ได้อย่างใจ ฟาดเสีย ๙ ปี ฟ้าดินถล่มในวันที่ ๑๕ พฤษภาฯ ๒๔๙๓ หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มพอดี นั่นล่ะฟ้าดินถล่ม ควํ่าวัฏจักรได้ในคืนวันนั้น จิตนี้สว่างจ้าเลยเทียว”

การบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ย่อมเป็นเหตุการณ์พิเศษและน่าอัศจรรย์มาก เพราะในสังสารวัฏนี้เต็มไปด้วยความเกิด แก่ เจ็บ ตาย สัตว์โลกในสามแดนโลกธาตุมีมากมายมหาศาลจนไม่อาจนับจํานวนได้ และยากที่จะหลุดพ้นออกจากอํานาจของพญามาร คือ กิเลสอวิชชา อันเป็นจอมกษัตริย์วัฏจักรวัฏจิตไปได้ เป็นเวลานานแสนนาน จึงมีผู้มีอํานาจวาสนาบารมีธรรมมาบําเพ็ญธรรมและได้บรรลุธรรมเล็ดรอดหลุดออกไปได้ โดยเฉพาะในครั้งกึ่งพุทธกาล มีจํานวนไม่มาก ย่อมไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ธรรมดา ซึ่งนานๆ จึงจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง

การระลึกพุทโธคําเดียว สะเทือนถึงพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ดังนั้น ในวันบรรลุธรรมของหลวงปู่กงมา ท่านเป็นพุทโธเต็มองค์ เป็นพุทธ ธรรม สงฆ์เต็มทั้งองค์แล้ว ย่อมสะเทือนไปถึงพระนิพพาน ถึงบรรดาพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย และสะเทือนไปทั่วโลกธาตุ บรรดาเหล่ากายทิพย์ เทวดา อินทร์ พรหม พญานาค ก็ย่อมทราบเหตุการณ์สําคัญในวันดังกล่าว หลวงปู่กงมาพระสงฆ์สาวกของพระตถาคตเจ้า พระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ประกาศอานุภาพแห่งธรรมและปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานไว้ในพระพุทธศาสนาได้อย่างสมบูรณ์งดงามยิ่ง

เหตุการณ์ในวันนั้น หลวงปู่กงมาท่านย่อมเกิดความปลาบปลื้มปีติใจอย่างที่สุด สุขที่ได้รับเป็นบรมสุขอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ที่ได้ยินได้ฟังมากับการได้สัมผัสเข้าถึงในครั้งนี้เปรียบกันไม่ได้เลย แม้ท่านไม่ได้ศึกษาปริยัติ แต่ท่านอาศัยความพากเพียรออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขามาโดยตลอด เป็นเวลานานถึง ๒๔ ปี ท่านจึงได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

พุทธพจน์บทที่ว่า “วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ” บุคคลจะล่วงพ้นจากทุกข์ได้ เพราะความเพียร ท่านได้พิสูจน์แล้วและก็ได้ผลประจักษ์ใจแล้ว พุทธพจน์บทนี้ยังคงกึกก้องกังวาน เป็นสัจธรรมความจริงที่ท้าทายและทนต่อการพิสูจน์ของนักปฏิบัติเสมอ และธรรมอันสําคัญบทนี้ได้ปรากฏในใจท่านแล้ว เช่นเดียวกับบรรดาพระอรหันตพุทธสาวกทั้งหลาย คือ “วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ” การประพฤติพรหมจรรย์ คือ งานแก้กิเลส หรืองานควํ่าวัฏจักรวัฏจิตออกจากจิตใจ ได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว งานที่ควรทํา ได้ทําเสร็จเรียบร้อยแล้ว งานอื่นที่จะให้ยิ่งกว่านี้ไปอีกไม่มีแล้ว

หลวงปู่กงมา ท่านย่อมสํานึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา ที่ทรงเมตตาประทานพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ฯลฯ ให้ท่านได้ก้าวเดินตามรอย สํานึกในพระคุณอันไม่มีประมาณของท่านพระอาจารย์มั่นที่ได้เมตตาอบรมสั่งสอนท่านมา ทั้งได้วางข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานให้ท่านได้ดําเนินตาม สํานึกในบุญคุณของศรัทธาญาติโยมที่ให้ข้าวปลาอาหารท่านมา และสํานึกในบุญคุณของป่าเขาถํ้าเงื้อมผา อันเป็นสถานที่ท่านใช้บําเพ็ญธรรมมาโดยตลอด จนได้บรรลุธรรม

สําหรับสถานที่บรรลุธรรมของหลวงปู่กงมา สันนิษฐานว่า ในถํ้าเสือ วัดดอยธรรมเจดีย์ ซึ่งอยู่ในระยะบุกเบิกสร้างวัด และขณะนั้นยังมีเสือโคร่งอาศัยอยู่ในบริเวณวัด โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ว่า “เคยพักอยู่นั้นหลายครั้งหลายหน นู้นเคยไปตั้งแต่สมัยท่านอาจารย์กงมาท่านมาสร้างวัดใหม่ๆ ตรงนั้นมันจะมีถํ้าอันหนึ่ง ถํ้าเป็นถํ้าเสือมาอยู่บ่อยๆ เวลามันไปหากินจวนสว่างมันขึ้นป่าขึ้นเขาไม่ทัน มันก็เข้าตรงนั้นแหละ เข้าถํ้านั้นแหละ”

เมื่อหลวงปู่กงมา กับ องค์หลวงตาพระมหาบัว บรรลุธรรมในปีเดียวกัน ในเวลาไล่เลี่ยกันและที่วัดดอยธรรมเจดีย์ด้วยกัน ในเวลาต่อมาท่านทั้งสองย่อมสนทนาธรรมเปิดเผยโลกธาตุกัน องค์หลวงตาฯ ถึงทราบว่า หลวงปู่กงมาได้บรรลุธรรมก่อนท่านไม่นาน และในขณะบรรลุธรรมของหลวงปู่กงมา อุปมาเป็นดั่งที่ องค์หลวงตาฯ ท่านเทศน์ไว้ดังนี้

“การพิจารณาผู้รู้ที่เป็นตัวสังสารจักร เพื่อให้ท่านนักปฏิบัติได้เห็นจุดจบแห่งภพ หรือที่สุดของโลกอันแท้จริงลงได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่า รู้โลกแต่กลับมาหลงธรรมในตัวเอง ผลสุดท้ายเลยกลายเป็นหลงทั้งโลก หลงทั้งธรรม เพื่อความรู้โลกรู้ธรรมอย่างแท้จริง จงพิจารณาลงจุดผู้รู้ที่เด่นดวงจนเห็นว่า เป็นตัวโทษหาชิ้นดีไม่ได้ ด้วยปัญญาที่ทันสมัย ใจดวงนี้จะระเบิดเชื้อวัฏฏะออกให้ดูอย่างเต็มใจ พร้อมทั้งความเห็นภัยจนน่าใจหายในขณะนั้น

เช่นเดียวกับเราไม่รู้ ไปยึดเอาที่หลับนอนในถํ้าเสือ ซึ่งเขาอาศัยอยู่เป็นประจํา ได้ยินเสียงเสือกระหึ่มเข้าใจว่า เป็นเสียงฆ้องกลอง เลยเงี่ยหูฟังอย่างเพลินใจ แต่พอมีคนที่เขารู้ว่า ถํ้าเสือนอน และนี่คือเสียงเสือกระหึ่มด้วยความหึงหวงถํ้า เพียงได้ยินเขาบอกเล่าเท่านั้น ก็ตัวลอยออกมาด้วยความอกสั่นขวัญหายไปหมด โลดเต้นออกมาด้วยความกลัว จนไม่มีสติยับยั้งว่า ระยะทางที่วิ่งออกมามีอะไรขวางหน้าอยู่บ้าง ยังไม่ทันจะคิด เพราะชีวิตมีราคาสูงกว่า 

นี่เสืออวิชชากระหึ่ม ขณะจะสิ้นซากจากจิตก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน บรรดาท่านที่เคยผ่านเสืออวิชชามาแล้วอย่างโชกโชน จะไม่ให้ท่านกลัวอย่างไรเล่า ที่ยังเห็นว่าเสียงเสืออวิชชาเป็นเหมือนเสียงฆ้อง เสียงกลอง ก็คือพวกเราผู้กําลังเป็นอวิชชาอยู่เท่านั้น ท่านที่เป็นวิชชาแล้ว ได้ยินแต่ข่าวอวิชชาผลิตทุกข์ให้สัตว์ได้รับความทรมาน ท่านก็กลัว พออวิชชาถูกระเบิด คือ ปัญญาแตกกระจายออกแล้ว นั้นแล เราพ้นจากถํ้าเสือแล้ว ใครเล่าที่วิ่งออกมาจากถํ้าเสือจนตัวลอยแล้วยังจะพอใจไยดีกลับไปนอนฟังเสียงเพลงของเสือกระหึ่มในถํ้าเสืออีก 

บรรดาท่านผู้ผ่านถํ้าเสือ ออกถึงที่ปลอดภัยแล้ว ต้องออกอุทานในใจด้วยกันทุกรายว่า พ้นแล้วจากแดนแห่งความสมมุติ แดนแห่งความยุ่งเหยิง แดนแห่งความบกพร่อง แดนแห่งความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จิตที่เป็นสมมุติกับกิเลส ซึ่งเป็นตัวสมมุติด้วยกัน เกาะกันเข้ากลายเป็นก้อนสมมุติขึ้นมาพาให้สัตว์เวียนว่าย ธรรมชาติที่น่ากลัวนี้ เราพ้นไปเสียแล้ว

บัดนี้จิตของเราไม่ใช่จิตสมมุติ แต่กลายเป็นวิมุตติจิตขึ้นมาแล้ว ชื่อว่า การท่องเที่ยววกเวียนที่เคยเป็นมาได้ตัดสินกันแล้วในวันนี้ นับแต่ขณะนี้ไป เราจะไม่เป็นผู้ต้องหาขึ้นโรงขึ้นศาล เพื่อแก้คดีกล่าวหาจากอวิชชาอีกแล้ว อวิชชาผู้พาเกิดพาตายได้แยกทางกันกับเราแล้วในวันนี้ จิตของเราถึงแล้วซึ่งธรรมอันไม่ใช่วิสัยของอวิชชาจะตามยื้อแย่ง นี่อุทานของท่านที่หลุดลอยออกได้จากถํ้าเสือ

ข่าวของพระพุทธเจ้าและสาวกท่านดําเนินอย่างไร จึงถึงแดนแห่งความเกษม เราก็ดําเนินตามแนวทางของท่านเป็นลําดับมา จนถึงธรรมชาติที่รู้ๆ อันเป็นสหายของอวิชชา และถูกทําลายโดยสิ้นเชิงด้วยอํานาจของปัญญา จากนั้นไม่มีสมมุติใดๆ เข้าเคลือบแฝง แต่ธรรมชาติที่ไม่ใช่สมมุตินั้น ท่านให้นามแฝงว่า วิมุตติ เพื่อให้ลงกันได้กับโลกที่มีสมมุติ”

ในขณะที่หลวงปู่กงมา ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์นั้น กิเลสอวิชชาขาดจากใจด้วยอํานาจของมรรค ๘ หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยสมุจเฉทปหาน และมีขณะจิต คือ นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เป็น ปจฺจตฺตํ สนฺทิฏฺฐิโก ดังที่องค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้

“ในปฏิปทาทั้ง ๘ ประการนี้ ไม่เลือกว่านักบวชหรือฆราวาส ใครสนใจปฏิบัติให้บริบูรณ์ได้ ผล คือ วิมุตติ และ วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นสมบัติอันลํ้าค่าของผู้นั้น เพราะศีล สมาธิ ปัญญารวมอยู่ในมรรคนี้และเป็นเหมือนกุญแจไขวิมุตติทั้งสองให้ประจักษ์กับใจอย่างเปิดเผย

อนึ่ง ท่านนักปฏิบัติอย่าพึงเข้าใจว่า วิมุตติ กับ วิมุตติญาณทัสสนะ ทั้งสองนี้แยกกันไปอยู่ในที่ต่างแดน หรือแยกกันทําหน้าที่คนละขณะ ที่ถูกไม่ใช่อย่างนั้น เขาตัดไม้ให้ขาดด้วยขวานขณะไม้ขาดจากกัน ตาก็มองเห็น ใจก็รู้ว่าไม้ท่อนนี้ขาดแล้วด้วยขวาน เห็นด้วยตากับรู้ด้วยใจเกิดขึ้นในขณะเดียวกันฉันใด วิมุตติ และ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็ทําหน้าที่รู้เห็นกิเลสขาดจากใจด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ในขณะเดียวกันฉันนั้น จากนั้นแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรให้ยุ่งยากอีกต่อไป

เพราะปัญหายุ่งยาก ก็คือ ปัญหากิเลสกับใจเท่านั้นที่ใหญ่ยิ่งในไตรภพ เมื่อปล่อยใจอันเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดแล้ว กิเลสซึ่งเป็นสิ่งอาศัยอยู่กับใจก็หลุดลอยไปเอง ศีล สมาธิ ปัญญา และ วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ก็ปล่อยวางไว้ตามเป็นจริง เรียกว่า ต่างฝ่ายต่างจริงแล้วก็หมดคดีคู่ความลงเพียงเท่านี้”

หลวงปู่กงมา ท่านเป็นพระสงฆ์สาวกสมบูรณ์แบบแล้ว ท่านเอาชีวิตเข้าแลกธรรม จนได้ธรรมมาครองใจแล้ว บัดนี้ ท่านได้ก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ท่านจะมาบํารุงรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบต่อไป โดยการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติ และปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานอันเป็นมรดกธรรมลํ้าค่าที่องค์พระบรมศาสดาทรงเมตตาประทานไว้ ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานได้ร่วมกันบุกเบิกค้นคว้ามา และได้นํามาสั่งสอนอบรมบรรดาพระศิษย์

เมื่อหลวงปู่กงมาท่านได้บําเพ็ญประโยชน์ตนสมบูรณ์แล้ว โดยการดําเนินตามแนวปฏิปทาที่ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาอบรมสั่งสอนมาโดยตลอด ท่านก็จะได้บําเพ็ญประโยชน์โลกต่อไป อันเป็นอริยประเพณีของบรรดาพระอรหันตพุทธสาวกที่ได้สืบทอดต่อๆ กันมา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“แม้สาวกเมื่อได้สดับธรรมจากพระองค์เจ้าแล้วก็มุ่งหน้าต่อความเพียร แสวงหาที่สงัดเพื่อกําจัดกิเลสอาสวะออกจากใจ โดยไม่มุ่งโลกามิสใดๆ เป็นผู้เห็นภัยในความเกิดตายซํ้าๆ ซากๆ อยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก เพราะความเพียรกล้าซึ่งเกิดจากใจที่เห็นภัยในทุกข์มาจนเพียงพอแล้ว ประคองสติปัญญาให้เป็นไปในกายในจิตตลอดเวลาในอิริยาบถไม่ลดละ ก็สามารถถอดถอนกิเลสอาสวะออกจากใจได้ด้วยสมุจเฉทปหาน ถึงพระนิพพานทั้งเป็นในขณะนั้น นี้เรียกว่า สาวกทําประโยชน์ของตนโดยสมบูรณ์ แล้วจึงเริ่มทําประโยชน์เพื่อโลกเท่าที่ควร และเพื่อเป็นการช่วยพุทธภาระให้เบาลงไป

นี่คือแนวทางของพระพุทธเจ้าและสาวกทรงดําเนินมา มิได้ทรงทําในลักษณะขายก่อนซื้อ ถ้าหากจะทรงทําในลักษณะเช่นนั้นแล้ว อย่างไรก็ไม่เป็นศาสดาของโลกแน่ๆ แม้สาวกถ้าไม่ดําเนินตามที่พระพุทธองค์ดําเนินมา จะเป็นสาวกอรหันต์ขึ้นมาให้โลกกราบไหว้และถือเป็นสรณะที่สามก็ไม่ได้เหมือนกัน”

ท่านแก้นิมิตหลวงตา ๙ ปีสําเร็จ

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ภายหลังท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วไม่นาน ท่านได้บําเพ็ญประโยชน์ครั้งสําคัญ ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓ นั้นเอง ท่านอาจารย์พระมหาบัว แม้ขณะนั้นท่านเป็นพระอนาคามีเต็มภูมิแล้ว ท่านได้มาปรึกษานิมิต ๙ ปีสําเร็จ กับหลวงปู่กงมา ด้วยท่านทั้งสองต่างเป็นบัณฑิต ได้คบหากันตามหลักการคบบัณฑิต “อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา” จะได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งหลวงปู่กงมา นอกจากท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีปัญญามาก ท่านได้อธิบายแก้นิมิตนั้นได้อย่างชาญฉลาดและเฉียบคมมาก จนองค์หลวงตาฯ เข้าใจและเกิดกําลังใจเป็นอันมาก จากนั้นท่านได้เร่งภาวนาต่อจนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตามนิมิตอันแม่นยํานั้น โดยองค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้

“พูดถึงเรื่อง ๙ ปีนี้ เราก็เล่าให้ฟังนะภาวนา เก็บไว้ ๙ ปี มาขายโง่ให้หมู่เพื่อนฟัง เพื่อนฝูงก็เป็นนักภาวนาด้วยกัน วันนี้ผมจะขายโง่ให้ท่านฟังว่า ผมเก็บความรู้สึกนี้ เวลาภาวนาปรากฏว่าตาปะขาวเดินเข้ามาหา นั่งภาวนาอยู่ พอจิตสงบเข้าไปปั๊บตาปะขาวเดินเข้ามา เดินเข้าก็มานับข้อมือให้เห็น นับเป็นข้อๆ ถึง ๙ ข้อ พอถึง ๙ ข้อแล้วก็เงยหน้ามาดูเรา ทางนี้ก็รู้รับกันว่า ๙ ปีสําเร็จ ว่างั้นนะ ว่า ๙ ข้อมือนี้ ๙ ปีสําเร็จ ตอนนั้นพรรษาเราได้ ๗ พึ่งออกปฏิบัติ พอปฏิบัติก็ภาวนาเอาใหญ่เลย นี่ล่ะมาปรากฏในภาวนา ตาปะขาวมาหา มาหาก็มานับข้อมือให้ดู ถึง ๙ ข้อมือหันหน้ามองดูเรา ทางนี้รู้รับกันปั๊บว่า ๙ ปีสําเร็จ แต่ไม่ได้บอกว่าบวชมา ๙ ปี หรือปฏิบัติ ๙ ปีสําเร็จนะ ว่างั้น ซัดกัน

คิดว่าตั้งแต่วันบวชมาถึง ๙ ปีสําเร็จ พอถึง ๙ ปี ปีที่ ๙ แล้วแหม ! ไฟนรกเผาหัวอกจะตาย โอ๊ย ! มันจะ ๙ ปียังไง ยังงี้มีแต่ไฟนรก แล้วคิดไปอีกว่า หรือตั้งแต่วันปฏิบัติออกไป ๙ ปีสําเร็จนะ ทีนี้เลยแยกไปนั้น ทีแรก ๙ ปี ๙ พรรษาสําเร็จ แต่ได้ ๙ พรรษา จิตนี้เป็นไฟ มันจะสําเร็จได้ยังไง๙ พรรษา จิตเป็นไฟ เอา ! ถ้างั้นแยกไปเอาตั้งแต่ปฏิบัตินี้ ๙ ปีว่างั้นนะ ก็เลยแยกไปว่า คงเป็นออกปฏิบัติ ๙ ปีสําเร็จว่างั้นนะ แยกไปเป็นออกปฏิบัติ ๙ ปีสําเร็จ…

พอมาถึงพรรษา ๑๖ เอ้า ! สรุปเลย พอพรรษา ๑๖ ล่วงแล้วตอนนั้นปัญญาเป็นธรรมจักรอยู่นะ พรรษา ๑๖ ในพรรษามันเป็นธรรมจักรอยู่แล้วนี่ เร่งเต็มที่ ในขณะนั้นเรื่องความเพียรเป็นอัตโนมัติแล้วล่ะ สติปัญญาในขั้นนั้น จนกระทั่งออกพรรษา พอออกพรรษาปั๊บในวันนั้น (๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๒) มันไม่สําเร็จนี่ ทําไมเรื่องนิมิตที่มาบอกมาแสดงเหตุให้เราเห็นว่า ๙ ปีสําเร็จนั้น เราก็คาดมาแล้วหนหนึ่งมันผิด คาดหนที่สองนี้ก็ ๙ ปีในการออกปฏิบัติ ก็นี่ออกพรรษาแล้วในวันนี้ยังไม่เห็นสําเร็จเลย แม้จิตจะละเอียดขนาดไหน ก็ยังมีกิเลสอยู่ จะเรียกสําเร็จได้ยังไง

การภาวนามันรู้ในตัวนะ คือ มันรู้ จิตมันถึงระยะไหนๆ มันรู้ของมัน รู้เป็นลําดับ ละเอียดก็รู้ ยังไม่สิ้น (กิเลส) ก็รู้ รู้เป็นลําดับ ดังที่เราว่า ออกพรรษาปั๊บ มันยังไม่สิ้นก็รู้ แต่ออกพรรษาแล้ว เราหมดหวังแล้ว

คําว่าสําเร็จในนิมิตนั้น บอกสําเร็จถึงที่สุดของธรรมนะ ไม่ใช่จะสําเร็จธรรมดาขั้นนั้นขั้นนี้ เอ๊ ! ทําไม ทีนี้ชักไม่แน่ใจ ไม่ใช่ เลยมีเพื่อน คําว่า เพื่อน นี่หมายถึง ผู้ฝากความคิดจิตใจ พึ่งเป็นพึ่งตายกันจริงๆ ไม่ใช่ไปเล่าให้พระฟังสุ่มสี่สุ่มห้านะ โอ๋ย ! ไม่เล่า เฉยเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ ถ้าเป็นนักภาวนาด้วยกัน ถึงไหนถึงกัน เป็นอะไรเล่าสู่กันฟังนะ พระสุ่มสี่สุ่มห้าไม่รู้เรื่องอย่างนี้ ต้องผู้ปฏิบัติด้วยกัน เคยคุยกันมาแล้ว

คือการเล่าให้เพื่อนฝูงฟัง ต้องเล่าให้เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติด้วยกันจริงๆ จังๆ นะ ไม่ใช่ตาสีตาสาก็เล่า โอ๋ย ! ไม่ได้ จิตดวงนี้ไม่มีเลย ไม่ให้ใครรู้ง่ายๆ ล่ะ ถ้าผู้หวังพึ่งเป็นพึ่งตายจริงๆ ก็อย่างที่ว่าล่ะ เล่าให้ท่านฟัง (หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ) ท่านก็แก้ปุ๊บเลย ได้มีพวกเดียวกันล่ะ แต่ท่านก็ดี อุบายท่านดีอยู่นะ เรานั้นได้ยกบูชาอุบายของท่านจนกระทั่งป่านนี้ ผมไม่ลืมนะ

นิสัยผมไม่ค่อยลืมคุณใคร เรื่องเห็นบุญเห็นคุณคนนี้ ความกตัญญูนี้ เราชัดอยู่ในใจของเรา เนรคุณคนไม่เป็น เป็นนิสัยกตัญญูกตเวทีฝังใจจริงๆ ท่านองค์นี้ เราก็เล่าให้ท่าน คือเราไม่ลืมนะจุดไหนๆ ที่ภาวนาบอก เก็บมาได้ ๙ ปี อันนี้ไม่บอกใครเลย วันนั้นมันหมดหวังแล้วถึงจะเปิดออก ว่างั้นเลย นี่ผมจะเล่าให้ท่านฟังนะ “แหม ! ผมได้แบกอันนี้มาฝังไว้ภายในจิตนี้ได้ ๙ ปีแล้วนิมิตอันนี้ ผมจะเล่าเรื่องความเหลวไหลของผมให้ฟัง แต่ผมพูดเฉพาะท่านนะ ท่านอย่าไปพูดให้ใครฟัง ผมเก็บฝังไว้ในหัวใจนี่และเชื่อแน่ด้วย ผมมันก็เหลวไหลเสีย จนต้องมาเล่าเรื่องความเหลวไหลให้ฟัง ความโกหกของผมให้ฟัง”

“เอ้า ! เล่าซิเป็นไง” ก็เลยเล่าไปตามเรื่องนิมิต จนกระทั่งมาถึงพรรษา ๙ ที่ว่า ๙ ปีสําเร็จ “นี่ก็ออกพรรษาแล้วในวันนี้ เดี๋ยวนี้มันยังไม่สิ้นนี่จะทํายังไง มันยังมีอยู่ละเอียดๆ มันรู้อยู่ชัดๆ นี่ยังไม่สิ้น ก็แสดงว่านิมิตโกหกอย่างชะมัดเลย” “มันไม่ใช่อย่างนั้น” ท่านว่างั้นนะ ที่เราไม่ลืม

“คือคําว่า ๙ ปีสําเร็จนี้ ๙ ปีนี้ต้อง ๙ ปีตั้งแต่ออกพรรษานี้ไปชนพรรษาหน้าน่ะซี” ท่านว่าอย่างนี้นะ “นี้ยังเป็นโอกาสของ ๙ ปีอยู่ดีๆ เมื่อถึงเข้าพรรษาหน้าวันไหน (เข้าพรรษาวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๓) ก็วันนั้นล่ะ ถึงจะหมดเขตของ ๙ ปีนี้” “อย่างนั้นหรือ” “ก็อย่างนั้นแหละ มันยังไม่หมดๆ อายุของ ๙ ปีนี้นะ เมื่อหมดก็นู้นนะ วันเข้าพรรษาวันไหน พรรษาที่ ๑๐ เมื่อไรแล้วของการปฏิบัตินี้ เมื่อไรแล้วนั้นแหละ จึงจะหมดอายุอันนี้ ถ้าจะตําหนิก็ตําหนิได้ เวลานี้ยังไม่ควรตําหนิ ยังอยู่ในเกณฑ์” ว่าอย่างนั้นนะ “หือ ! ว่างั้นหรือ” เป็นเครื่องปลอบใจดี มีกําลังใจขึ้นอีก ทั้งๆ ที่ใจก็หมุนติ้วอยู่แล้วล่ะ มันก็มาเพิ่มกําลังใจอีก ฟาดเข้าอีก เอากันอย่างหนักเลย คราวนี้จิตก็ละเอียดอยู่นะ ฟาดกันเสียตั้งแต่นั้นล่ะมา ก็เป็นจริงๆ ถึงเดือนพฤษภาฯ มันก็ฟ้าดินถล่มล่ะ เดือนพฤษภาฯ วันที่ ๑๕ พ.ศ. ๒๔๙๓ นั่นล่ะก็ยุติกันลงได้ ไม่ถึงเดือนกรกฎาฯ ที่เข้าพรรษานะ

นิมิตแปลกดีนะ นิมิตอันนี้มีแปลกแต่ต้องได้ชม ถ้าลงนิมิตได้แสดงให้เห็นชัดๆ อย่างนั้น มันไม่ค่อยผิดค่อยพลาดเท่าไร

เราก็ไม่ลืมนะ นี่เพื่อนฝูงด้วยกันนะ ปรึกษาหารือกันทางจิตตภาวนา องค์นี้ (หลวงปู่กงมา) ท่านก็เก่ง ท่านก็สําเร็จเหมือนกัน

อย่างองค์ที่ว่านี้เหมือนกันจริงจัง ท่านองค์นี้จริงจัง จริงจังมากทีเดียว ก็เป็นคู่ปรึกษา หารือกันได้ล่ะ ว่าอะไรเป็นยังงั้น จิตใจเด็ดเดี่ยวเหมือนกัน อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุเหมือนกัน องค์นี้เด็ดมากเหมือนกัน องค์นี้สําเร็จ ผ่านไปก่อนเราอีก ท่านยังผ่านไปก่อนเรา ไล่เลี่ยกันนะ ผ่านไปก่อนเรา”

เรื่องแปลกประหลาดอัศจรรย์ที่วัดดอยธรรมเจดีย์

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓ หลังจากหลวงปู่กงมาท่านแก้นิมิตให้แล้ว ท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านได้อยู่ร่วมปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่กงมา ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เพื่อเร่งทําความเพียรอีกระยะหนึ่ง ได้เกิดเรื่องแปลกประหลาดอัศจรรย์ โดยท่านเทศน์เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๔ (วันครบรอบ ๕๑ ปีแห่งการบรรลุธรรมของท่าน) ไว้ดังนี้

“วันนี้ทําให้เราระลึกได้นะ ที่เรื่องแปลกที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร นี้ เรื่องแปลกมาอยู่ที่นั่น เรื่องแปลกประหลาดมาปรากฏที่วัดดอยธรรมเจดีย์ทั้งนั้น เช่น เวลาเกิดความอัศจรรย์ในใจตัวเอง มันสว่างจ้าไปหมดเลย ทั้งๆ ที่อวิชชายังครอบหัวมันอยู่ เพราะเรายังไม่เคยเห็นที่เหนือนั้น ตอนเช้าออกไปเดินจงกรมตั้งแต่สว่าง คือวันนั้นเป็นวันพระ เช่นวันนี้เป็นวันพระ ท่านอาจารย์กงมา ท่านอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาใส่บาตรที่วัดได้เลย โดยพระไม่ต้องออกบิณฑบาต คือเขามาขอร้องอย่างนั้น

พระท่านสมบุกสมบันตลอดมา บิณฑบาตตลอด พวกญาติโยมไม่มีได้แบ่งส่วนบ้างเลยวันพระวันเจ้า พระก็ต้องบิณฑบาตตลอด พวกประชาชนทั้งหลายเลยขอร้องว่า วันพระทุกวันพระเลย ขอให้ญาติโยมทั้งหลายได้มีโอกาสเข้ามาใส่บาตรพระบนวัดดอยธรรมเจดีย์ ทุกๆ วันพระไป เขาจะได้มีส่วนบุญส่วนกุศล ท่านอาจารย์กงมาท่านเห็นเหตุผลสมควร ท่านก็เลยอนุญาตให้

เพราะฉะนั้น วันพระ ทุกวันพระ เขาจึงมาใส่บาตรที่วัดดอยธรรมเจดีย์ โดยพระไม่ได้ไปล่ะวันนั้น ถึงเวลาก็รับบิณฑบาตที่บริเวณวัดเลย ไม่ต้องบิณฑบาตในหมู่บ้าน

ก็วันนั้นแหละ วันพระอีกเหมือนกัน คือวันนั้นเป็นวันจะบิณฑบาตภายในวัด ก็พอดีกับเราอดอาหาร วันนั้นเป็นวันที่จะฉันจังหัน อดอาหารมาแล้ว วันนั้นเป็นวันที่กําหนดจะฉันจังหัน พอสว่างเราก็ออกจากกุฏิ กุฏิกระต๊อบพูดง่ายๆ ลงไปเดินจงกรม ทางจงกรมมันทางเรียบดีนะ บนหลังเขา แต่มันอยู่ไหล่เขาอีกเล็กๆ นู่น ไกล เดินสะดวกๆ เพราะเราเคยไปเดินเสมอ

วันนั้นลงจากที่พักออกมาก็เดิน พูดให้มันเต็มหัวใจ เดินชมความสว่างไสวภายในใจ มันก็อดไม่ได้นะ นั่นล่ะ เวลาจิตใจของเรามันสว่าง เพียงขั้นนี้ก็เรียกว่า พออยู่พอกินจนเจ้าของตื่นเต้น ถึงขนาดออกอุทานขึ้นมาเลยว่า โถ ! จิตใจเรา ทําไมถึงสว่างไสวอัศจรรย์เอานักหนานา มองดูนี้จ้าหมดเลย มันว่างของมัน จ้า ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้พ้นนะ เห็นไหมล่ะ ขนาดนั้นล่ะจิตทรงอานุภาพความแปลกประหลาดอัศจรรย์ให้เจ้าของได้ชม

นี่ก็ไม่ลืมเหมือนกัน พอเราชมเชยความแปลกประหลาดอัศจรรย์ของจิตที่สว่างไสวเต็มภูมิของจิตในขั้นนั้น หยุดลงพับเท่านั้นแล้ว อันนี้เรียกว่า ธรรม คือ ธรรมเกิด กิเลสเกิด ในหัวใจของผู้บําเพ็ญ เกิดได้ทั้งสอง ถ้ากิเลสเกิดจะเป็นสิ่งขัดข้องกีดขวาง ถ้าธรรมเกิดเปิดโล่งออก หรือติดขัดตรงไหน ธรรมเกิดปั๊บ บอกอุบายปั๊บ แก้ปึ๋ง ทะลุ นี่เรียกว่า ธรรมเกิด วันนั้นก็รําพึงความอัศจรรย์นี่ว่า โถ ! จิตใจเราทําไมถึงอัศจรรย์เอานักหนา ภูเขาทั้งลูกนี้เหมือนไม่มีภูเขา ครอบไปด้วยความสว่างไสวหมดเลย อัศจรรย์

พอคํารําพึงนี้สงบเงียบลงไป สักประเดี๋ยวขึ้นแล้วนะ นี่เรียกว่า ธรรมเกิด เราไม่ลืมนะ ผุดขึ้นมานี้ “ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ” อู๋ย ! ธรรมนี้บอกจะแจ้งทีเดียว ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เวลาผ่านไปมันถึงมารู้ โถ ! ทําไมบอกชัดเจนถึงขนาดนั้น แล้วเรามันก็โง่ชะมัดทําให้ย้อนหลังไปคิดถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่น ถ้าสมมุติว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ นําธรรมที่ปรากฏขึ้นในจิตของเราไปเล่าถวายท่านปั๊บ ท่านจะเปรี้ยงลงขณะนั้นแล้วขาดสะบั้นลงเลยเรานะ มันจะผ่านได้ในขณะนั้นเลย คือจุดหรือต่อมนั้นเป็นไวพจน์ของกัน ใช้แทนกันได้ จะว่าจุดก็ได้ ต่อมก็ได้ของผู้รู้ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ตัวภพคือตัวนั้นเอง พูดง่ายๆ ว่าอย่างนี้แหละ แต่เราก็สิ่งไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น เลยงงไปนะ เอ๊ ! จุดอะไร ต่อมอะไร ไปอย่างนั้นนะ เลยงง

อันนี้ไปงงเป็นบ้าเสียเท่าไร ๓ เดือน เราไม่ลืมนะ จากวัดดอยธรรมเจดีย์นี้ เขาก็นิมนต์ลงไปงาน ๑๐๐ วันของพ่อแม่ครูจารย์มั่น (วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓) เราก็ต้องได้ลงไป เพราะเคารพมาก เขานิมนต์ลงไปในงาน ๑๐๐ วัน เราก็ต้องลงไปสกลนคร ไปงาน ๑๐๐ วันท่าน ออกจากนั้นแล้วบึ่งเลยหนีเลย ไม่ขึ้นมาวัดดอยฯ อีก ฟาดไปทางอําเภอบ้านผือ อําเภอศรีเชียงใหม่ไปนู้น ไปถํ้าผาดัก (อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี)

นี่ล่ะจึงได้แบกปัญหาข้อนี้ไปภูเขา ขึ้นไปทาง อ.บ้านผือ ศรีเชียงใหม่ ท่าบ่อ เข้าไปอยู่คนเดียวในป่าลึกๆ แล้วกลับมาอีก นี้เป็นตอนเดือน ๓ ที่ว่ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ เดือน ๓ พอเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นแล้วก็ขึ้นเขาอีก ปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ลงจากเขา แก้ปัญหาไม่ได้ ไปโน้นแล้วก็ตอนกลับมาอีก ตอนเดือน ๖ กลับมาอีก ปัญหามักจะมีอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ทําให้เราประจักษ์ใจหรือประทับใจตลอดนะ ถ้าได้เล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ฟังในเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านก็จะว่า ก็นั้นล่ะต่อมผู้รู้ คือผู้รู้ที่เด่นๆ อยู่นั้น นั้นล่ะคือตัวภพ ทีเดียวเท่านั้น มันจะเห็นโทษปั๊บ แล้วฟาดนี้ขาดสะบั้นในขณะนั้นเลย เราถึงเสียดาย

นี่ล่ะการขาดครูขาดอาจารย์ เป็นของเล่นเมื่อไร อย่างน้อยก็เนิ่นช้า จากนี้ไปถึงโน้นกลับมาก็เป็นเวลา ๓ เดือนถึงมาปล่อยกันลงได้ที่จุดนั้น ก็เป็นจุดเก่านั่นแหละ แบกไปโน้นก็ปลงไม่ได้ กลับมาถึง มาภูเขาลูกนี้อีก แปลกอยู่นะ”

การบรรลุธรรมขององค์หลวงตาพระมหาบัว ในคืนวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เวลาห้าทุ่ม บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านอาจารย์พระ-มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฉบับมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต หัวข้อ พ.ศ. ๒๔๙๓ นํ้าตาร่วงจากธรรมอัศจรรย์ (บรรลุอรหันต์)

ผู้นําภาคปฏิบัติ

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ กับ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เมื่อบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวกแล้ว ท่านทั้งสองอยู่บําเพ็ญภาวนาเพื่อวิหารธรรมครองธาตุครองขันธ์ตามอริยประเพณี อริยปฏิบัติของบรรดาพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่พึ่งที่อาศัยให้ความอบอุ่นร่มเย็นแก่บรรดาพระ เณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ตลอดศรัทธาประชาชนทั้งหลาย เพราะหลังจากที่ท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพลง วงกรรมฐานเหมือนบ้านแตกสาแหรกขาด พระเณรต่างแสวงหาครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่ง โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ไว้ดังนี้

“พอครูบาอาจารย์มรณภาพจากไป หลวงปู่มั่นมรณภาพ ลูกศิษย์ลูกหาแตกกระสานซ่านเซ็นกันไปหมดนะ พอท่านล่วงเท่านั้น แหม ! เหมือนกับบ้านแตกสาแหรกขาดเลยนะพระเณร แตกกันระเหระหน ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ท่านก็ไปอยู่ของท่านเสียแห่งหนึ่งๆ ไปเสีย ไม่ทราบจะวิ่งหาองค์ไหนๆ ตอนนั้นก็ดูว่า หลวงปู่ขาวก็อยู่ที่ทางหวายสะนอยไปทางโน้น หลวงปู่ฝั้นอยู่ทางไหนนะ ไม่ได้อยู่ด้วยกัน อยู่คนละทิศละทาง ตอนเสียใหม่ๆ 

โอ๊ย ! กว่าจะเกาะกันติดนี่หลายปี ๓ ปี ๔ ปี ตอนนั้นตอนได้เห็นโทษของการจากไปของครูบาอาจารย์ คือ หลวงปู่มั่น พอท่านมรณภาพ แตกกระจัดกระจาย หาเกาะครูบาอาจารย์ องค์นั้นก็อยู่นี้ เข้านี้ องค์นั้นไปนี้ ไม่ทราบจะองค์ไหนต่อองค์ไหน เกาะไม่ติดๆ ท่านล่วงไปแล้ว เราย้ายมาจําพรรษาหนองผือ (วัดป่าบ้านหนองผือ) ก็ปี ๒๔๙๓ นั้นแหละ

ทีแรกว่าจะไปจําพรรษาที่ถํ้าอําเภอวาริชภูมิ เพราะเคยไปแล้ว ไปก็ว่าจะไปตั้งกึ๊กตรงนั้นเลย เพราะจวนเข้าพรรษาแล้ว ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์ เดือน ๖ แรม ๑๕ คํ่าพอดี มาอยู่วัดสุทธาวาสสองคืน เที่ยวไปล่ะที่นี่ ไปเรื่อยไปตามป่าตามเขา ออกวาริชภูมิเพราะตั้งใจจําพรรษาที่นั่น เดินไปค่อนข้างตรงไป แต่มันไปตามป่าตามเขา

พอไปถึงนั้นแล้วอยู่สองสามคืน เขามาเล่าสภาพหนองผือให้ฟัง กระเทือนใจอย่างหนัก เพราะบ้านนี้เป็นบ้านที่เป็นคุณมาก บรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์มีชีวิตอยู่นี่พระเณรเหลืองอร่ามเต็มวัด เขาเลี้ยงดูได้หมด ทั้งๆ ที่ไม่มีตลาดร้านค้าอะไรเลยนะ เขาขวนขวายหามาด้วยกําลังของเขาเองหลายปี ๕ ปี ๖ ปี ที่หนองผือ ที่พระมากๆ นะ พอท่านมรณภาพไป พระเณรก็ต่างคนต่างแตกกระจัดกระจาย วัดหนองผือประหนึ่งว่าวัดร้างนะ”

ในระยะนั้นก็มีบรรดาพระเณรที่ออกบวชเพื่อมรรค ผล นิพพาน ได้ติดตามมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่กงมา กับ ท่านอาจารย์พระมหาบัว มากขึ้นตามลําดับ และท่านทั้งสองได้มาเป็นผู้นําภาคปฏิบัติพาพระเณรดําเนินตามแนวข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานอย่างเคร่งครัด โดยองค์หลวงตาฯ เทศน์ความสําคัญของผู้นําภาคปฏิบัติไว้ดังนี้

“ผู้นํานั้นต้องเป็นผู้สําคัญ จึงเรียกว่า ผู้นํา สําคัญทางฝ่ายปฏิบัติก็คือ สําคัญทางด้านจิตใจ เมื่อจิตใจสําคัญ การประพฤติปฏิบัติก็สําคัญ เพราะใจเป็นหลักใหญ่ของการปฏิบัติ

ถ้าใจมีหลักมีเกณฑ์ การปฏิบัติย่อมมีหลักมีเกณฑ์ แม้จะลดหย่อนผ่อนผันลงบ้างตามกาลตามเวลา ก็เป็นไปด้วยความนิ่มนวล ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ได้เป็นไปด้วยความขัดต่อเหตุต่อผลอรรถธรรม เช่น เป็นทิฐิมานะ หรือความหย่อนยาน ก็กลายเป็นกิเลสไปเสีย ทิฐิมานะเฉพาะความเคร่งก็กลายเป็นกิเลสไปเสียอย่างนั้น ไม่มีสําหรับจิตใจที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์แล้ว ย่อมลดหย่อนผ่อนผันลงได้ด้วยเหตุด้วยผล พอหมดเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความให้ลดหย่อนผ่อนผันนั้นแล้ว การปฏิบัติก็ดีดเข้าสู่ปกติของตน นั่นมันสําคัญอย่างนั้น

เราถือหลักใจเป็นสําคัญ ข้อปฏิบัติ ถ้าใจไม่มีหลัก ก็หาหลักเกณฑ์ไม่ได้ ถ้าใจเป็นหลักอยู่แล้ว การปฏิบัติย่อมเป็นหลักเป็นเกณฑ์สมํ่าเสมอ การแนะนําสั่งสอนผู้มาอยู่อาศัยด้วยอบรมศึกษา ก็เป็นหลักเป็นเกณฑ์ เป็นที่แน่ใจได้ ตายใจได้ เมื่อยึดหลักที่ท่านแนะนําสั่งสอนไปปฏิบัติ ผู้นําจึงเป็นสําคัญมากทีเดียว”

ในระยะที่ท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพไปได้ไม่นาน ก็มีบรรดาพระศิษย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง”ของท่านได้มาทําหน้าที่เป็นศาสนทายาทธรรมและเป็นผู้นําภาคปฏิบัติด้วยกันหลายองค์ เป็นต้นว่า หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงปู่กงมา หลังจากท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านได้พักจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์จวบจนวันท่านถึงแก่มรณภาพ เมื่องานภายในท่านเสร็จสิ้นแล้ว ท่านก็ได้มาพัฒนาสร้างวัดแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมตามแนววัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ไว้รองรับพระ เณร แม่ชี ตลอดอุบาสก อุบาสิกา โดยหลวงปู่กงมาท่านพาพระเณรดําเนินตามพระในครั้งพุทธกาล โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“พระท่านไปอยู่ในป่า นี่ล่ะตํารา แบบฉบับของท่าน พระท่านไปภาวนาในป่าตั้ง ๓๐–๔๐ องค์ในป่าใหญ่ พวกญาติโยมเขาไป เขามีนํ้าปานะ นํ้าอะไร เขาไปถวาย ไปไม่เห็นพระสักองค์ เดินซอกแซกไปมา เห็นพระองค์เดียวอยู่ในที่ชุมนุมที่รวม นอกนั้นไม่มี อ้าว ! พระไปไหนหมด ไม่มีพระ พระท่านอยู่ในป่า ท่านเดินจงกรมอยู่ในป่า นั่นเห็นไหมล่ะ ฟังซิ แล้วจะพบท่านได้ยังไง นี่พวกนํ้าปานะ นํ้าส้ม นํ้าหวานเอามามาก เพราะได้ทราบว่าวัดนี้มีพระมาก โอ๋ ! มากก็ไม่เป็นไร ถ้าอยากพบท่านก็ไปเคาะระฆัง หรือเคาะเครื่องสัญญาณ แล้วท่านก็จะมา

พอไปเคาะระฆังหรือเครื่องสัญญาณก็แล้วแต่เถอะ เคาะโป๊กๆ เดี๋ยวองค์นั้นก็มา องค์นี้มา มาจากทุกทิศทุกทาง มากิริยาเคร่งขรึม ดูลักษณะเหมือนจะกัดจะฉีก เห็นไหมล่ะ ทีนี้มาเขาก็ดูพระ องค์ไหนมานั่งปั๊บเงียบๆ นั่งๆ เงียบไม่พูดไม่จา มีแต่หัวหน้าที่คอยพูดคอยจากับเขาบ้างเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็จัดนํ้าปานะถวาย พอเสร็จแล้วก็ถาม พระเหล่านี้ท่านทะเลาะกันเหรอ พวกญาติโยมเขาถาม พระที่มาหลายๆ องค์ เห็นองค์ไหนมีแต่หน้าเคร่งขรึม ไม่มีหน้ายิ้มบ้างเลย ท่านทะเลาะกันเหรอ ท่านไม่ได้ทะเลาะ นิสัยของผู้ปฏิบัติธรรม ท่านปฏิบัติอย่างนี้ แบบไม่ให้ลืมตัว แบบไม่ลืมตัว คือ มีสติระมัดระวังตลอด นี่ล่ะตัวอย่าง ในคัมภีร์มี

พระตั้ง ๓๐ เวลามานั่งแล้วเคร่งขรึม เขาจัดนํ้าปานะอะไรถวาย ท่านก็ฉัน ฉันแล้วหายเงียบไปเลยๆ นั่นผู้มุ่งปฏิบัติธรรมแท้ ท่านเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เก้งๆ ก้างๆ โอ้เอ้ๆ ก็ได้ตํารามาเทียบๆ ผู้จะปฏิบัติก็ต้องดูตามตํารา ปฏิบัติอย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้นขึ้นมา เอาล่ะ เท่านั้นล่ะ

อาหารการขบฉัน เวลาท่านแยกออกไปๆ แจกจ่ายให้สมํ่าเสมอทั่วศาลานะ ความเสมอภาคนั่นล่ะเป็นธรรม มีมากมีน้อยไม่สําคัญยิ่งกว่าความเป็นธรรม มีน้อยให้เสมอ มีมากให้เสมอ อย่าเห็นแก่เราไม่ได้ ผิดธรรม ถ้าผิดธรรมนี้โลกแตก ผิดมากๆ โลกแตก”

ส่วนธรรมที่จะนํามาอบรมสั่งสอนผู้ที่มาศึกษาอบรม หลวงปู่กงมาท่านก็มีครบถ้วนสมบูรณ์พร้อมแล้ว ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่สมบูรณ์ทั้งภายในและภายนอก ภายใน คือ ธรรม จิตของท่านเป็นวิมุตติจิต วิมุตติธรรมแล้ว ภายนอก คือ ธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ท่านก็รักษาอย่างเคร่งครัดด้วยดีเสมอมา ท่านเก่งชํานาญในการแสดงธรรม มีอนุสาสนีปาฏิหาริย์ บันลือสีหนาทได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้ศึกษาปริยัติมา และมีคุณวิเศษ เช่น การล่วงรู้วาระจิต มีอํานาจจิตอันแก่กล้า ฯลฯ

เมื่อพระเณรมาศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่กงมา ด้วยท่านออกบวชปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพานมา และใจท่านก็ได้ครองมรรค ผล นิพพานแล้ว ฉะนั้น การสอนธรรมของท่าน จึงไม่ได้สอนเพียงสมาธิ แต่ท่านมุ่งเน้นสอนธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน ท่านจะสอนศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ตามพระประสงค์ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา และตามความมุ่งหมายของท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านจะเน้นสอนพระเณรให้เคร่งครัดรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ทั้งให้ขยันหมั่นเพียรบําเพ็ญภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ท่านจะพาพระเณรภาวนา โดยเฉพาะในวันพระ วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา ท่านจะเทศน์อบรม และพาพระเณรปฏิบัติอย่างยิ่งยวด โดยพาถือเนสัชชิก ภาวนากันตลอดทั้งคืน ครูบาอาจารย์เล่าว่า

“สมัยเป็นเด็กน้อยนี่ขึ้นไปวัดดอยฯ ประจํา นั่นแหละ ทุกวันสําคัญๆ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา ก็มีแต่ไปนั่งตลอดทั้งคืน หลวงปู่กงมาท่านพานั่ง ก่อนนั่งท่านพาไหว้พระสวดมนต์ สวดมนต์แล้ว ท่านก็เทศน์ให้ฟัง พอฟังเทศน์จบแล้วก็พากันนั่งต่อ ตอนที่ท่านตั้งวัดดอยฯ ใหม่ๆ วันวิสาขบูชาไปเวียนเทียน เราไป เราก็นุ่งกางเกงขาสั้น นั่งภาวนายามเดือนหกเพ็ญ วันวิสาขะน่ะ ยุงมันมาก…”

คุณแม่ชีแก้วมาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่กงมา

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลังจากแก้นิมิต ๙ ปีสําเร็จของ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน แล้ว ต่อมาคุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า ท่านได้มาศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่กงมาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ คุณแม่ชีแก้วท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นมานาน มีจิตโลดโผนพิสดารมาก องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์ไว้ดังนี้

แม่ชีแก้วนี่แกพิสดารมากนะ แม่ชีแก้วพิสดารมากทางด้านจิตใจ พูดให้ตรงไป เราไม่ได้ยกยอ อาจารย์ธรรมดานี้ไม่ลง บอกงั้นเลย คิดดูตั้งแต่หลวงปู่มั่นจะจากไป ตอนแกยังไม่ได้บวชนะ หลวงปู่มั่นจะจากไป บอกว่าให้หยุดภาวนา แต่นี้ต่อไปอย่าภาวนา พอแกไปเล่าให้ฟัง เราก็สะดุดใจกึ๊ก ต้องมีอะไร ท่านถึงได้ว่าอย่างงั้น พอแกแย้มเข้ามาจับได้ปั๊บ อ๋อ ! อันนี้เอง นี่ล่ะอันที่ถูกไล่ลงภูเขา ท่านไม่ให้ภาวนา ถ้าหากว่าไม่รอบคอบขั้นเป็นบ้าได้เลย คือ มันโผนขนาดนั้น ถ้าไปทางผิดเป็นบ้าได้ ถ้ามีสติสตังก็ประคองได้ มันไปทางนี้ มันก็ติดบ้าอีกแบบหนึ่ง เข้าใจไหม เพราะฉะนั้นจึงไปไล่บ้านี่ลงภูเขา”

ภายหลังท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพแล้ว คุณแม่ชีแก้วท่านก็หมดที่พึ่ง เมื่อท่านมาพึ่งหลวงปู่กงมาแล้ว แต่ใจไม่ยอมลงหลวงปู่กงมา ด้วยหลวงปู่กงมา ท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านล่วงรู้วาระจิตของคุณแม่ชีแก้ว ท่านได้ทรมานแก้จิตของคุณแม่ชีแก้วจนสําเร็จ ดังนี้

“คุณแม่ชีแก้วได้ตั้งเป็นสํานักแม่ชีขึ้นที่บ้านห้วยทราย ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ในระยะแรกนั้นลําบากมาก อัตคัดขาดแคลนไปหมด ต้องใช้กระบอกไม้ไผ่บ้านลําใหญ่เป็นกระโถน ถังตักนํ้าก็แตกรั่ว ไม่มีรองเท้า ต้องตัดกาบหมากมาใช้ มีดพร้า จอบ เสียมก็ไม่มี มีแต่มีดเล็กๆ ไว้ใช้ส่วนตัว ความทุกข์กายนี้ก็พอทนได้ แต่ความทุกข์ใจเพราะขาดครูบาอาจารย์นี้เป็นเรื่องทุกข์ใหญ่ เพราะขาดผู้ชี้ทางนั่นเอง

คุณแม่ชีแก้ว ท่านจึงได้แยกตัวไปเสาะหาครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นหลายองค์ ได้แก่ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ แล้วจึงกลับมาเป็นหลักให้แก่คณะแม่ชีรุ่นหลัง

คุณแม่ชีแก้วไปปฏิบัติอยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ กับหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ปฏิบัติอย่างไรภาวนาอย่างไร จิตก็ไม่ยอมลง เพราะถือความรู้ในตัวเองมากจนเต็มใจ

“นิพพานก็รู้แล้ว ทางไปก็รู้แล้ว ประตูนิพพานก็รู้แล้ว ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ คือ อัญญาท่านมั่นก็สอนไว้แล้วทุกอย่าง”

ทีนี้พอภาวนา ใจก็ไม่ยอมลงให้หลวงปู่กงมา ทําอย่างไร จิตใจก็ไม่อ่อนไม่ลง จิตไม่รวมแข็งกระด้างอยู่อย่างนั้น ก็ได้แต่นึกด่าตัวเองในใจว่า

“อีทิฐิ อีมานะ อีหยาบ อีดื้อ อีหม้อนะฮกเวจี (นรกอเวจี)”

นั่งภาวนาก็ด่า เดินจงกรมก็ด่า ปวดท้องบิดก็ปวด ฝนก็ตกกระหนํ่า เดินจงกรมตากฝนตลอดคืน จนค่อนแจ้งจึงทบทวนตรวจตราดูตนเองว่าเป็นอย่างไร จึงแข็งค้างอยู่ฟ้าแท้หนาจิตดวงนี้ มาคิดได้ว่า กิจของตนก็ประกอบอยู่แล้ว ข้าวปลาอาหารก็อาศัยอยู่กับครูบาอาจารย์ มันดื้อ มันอวดตัว มันประจานตัว มันไม่ยอมลงแก่ใครๆ อยู่นี้ เพราะมาถือตนรู้ ถือผู้รู้นี้หรือ

ทีนี้เลยตั้งจิตอธิษฐานขอสมาคารวะพ่อแม่ครูบาอาจารย์ (หลวงปู่กงมา) ไหว้พระสวดมนต์ เจริญเมตตา จิตจึงลั่นครึบ ตกวูบลงภายใน สงบนิ่งอยู่สักพัก แสงสว่างภายในจากจุดจ้อยก็สว่างมากขึ้น กว้างขึ้น ขยายกว้างจนแจ้งหมด แต่ก่อนมันไม่แจ้ง ไม่ชัดเจน หรุบหรู่ (มัว) อยู่ พอจิตยอมแล้ว สว่างแจ้งใส ใจก็ชัดเจน พิจารณาอะไร มันก็เหมาะก็ควร จิตอ่อน จิตเบา จิตควรแก่การงาน มีธรรมะอบรมอยู่ในใจ พิจารณาธรรมะอันใดก็ชัดเจนหมด ออกจากทางจงกรม เปลี่ยนเสื้อผ้า ทํากิจก็สบาย รู้ตลอดไป จนหลวงปู่กงมากลับมาจากบิณฑบาต

ทีนี้กิริยาของหลวงปู่กงมาก็เปลี่ยนไปด้วย แต่ก่อนหน้านี้กิริยาบูดบึ้ง มึนตึง ไม่ควรว่า ก็ว่าให้ ไม่ควรด่า ก็ด่าให้ ด่าก็ด่าตามคําที่คุณแม่นึกด่าตัวเองอยู่ภายในใจ และมักจะยกย่องคนนั้นคนนี้ แม่ชีรูปนั้นรูปนี้ว่าดี อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี ก็ถูก แต่เช้านี้กิริยาของหลวงปู่กงมา เปลี่ยนมาเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสแก้มปริอยู่ จัดแจงแบ่งปันอาหารบิณฑบาตด้วยองค์ท่านเอง แบ่งให้พระเณร แบ่งให้แม่ชี กิริยาใดๆ ก็นุ่มนวลอ่อนละมุนละไม

พอภายหลังจากฉันจังหันเสร็จแล้ว หลวงปู่กงมา ก็ประกาศว่าดังๆ คับศาลาว่า

“แม่แก้วเอ๋ย ! ถูกทางของเธอแล้ว ตั้งใจไปเถิด”

หลวงปู่กงมา พูดได้แค่นั้นก็ลงศาลาไป

ภายหลังลุถึงเวลาบ่าย หลวงปู่กงมาออกจากที่พักผ่อนแล้ว คุณแม่ชีแก้วก็จัดแต่งขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ ไปขอขมาคารวะองค์หลวงปู่กงมา แต่หลวงปู่กงมาก็ให้คารวะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก่อน แล้วมาคารวะพ่อแม่ครูบาอาจารย์ แล้วองค์หลวงปู่กงมาจึงรับการขอขมาคารวะจากคุณแม่ชีแก้วเป็นลําดับสุดท้าย แล้วหลวงปู่กงมาท่านจึงเล่าความฝันอันเป็นอุบายธรรมภาวนาให้คุณแม่ชีแก้วฟังว่า “เมื่อคืนอาตมาฝันว่า ควายอีตู้ชนหมูของอาตมา”

เหตุการณ์ในคืนวันนั้น คุณแม่ชีแก้วเล่าให้แม่ชีศิษย์ในสํานักฟังว่า

“พอจิตท่านยอมลงและสํานึกขอขมาหลวงปู่กงมาแล้ว ท่านปฏิบัติภาวนาไป จิตท่านก็รวมลง เกิดนิมิตอันอัศจรรย์ บนท้องฟ้าเกิดเสียงกัมปนาทดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว และปรากฏพระมหาเถระ ๔ องค์มีรัศมีกายสว่างไสวงดงามมาก พร้อมกล่าวชมว่า “แม่ชีแก้ว เธอสมกับเป็นแก้วแล้ว””

การที่คุณแม่ชีแก้วจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์นั้น หากจิตไม่ยอมลงในครูบาอาจารย์ ในหลวงปู่กงมา ซึ่งท่านเป็นพระอรหันต์ จะเป็นโทษกรรมหนัก และเป็นอุปสรรคกางกั้นไม่ให้เข้าสู่มรรค ผล นิพพานได้เลย การปรากฏพระมหาเถระทั้ง ๔ ในนิมิตนี้ ท่านมาแสดงความยินดีกับคุณแม่ชีแก้ว เพราะย่อมทราบดีว่า หลวงปู่กงมาท่านเป็นพระอรหันต์ และคุณแม่ชีแก้วเมื่อแก้จิตของตนเองได้แล้ว ไม่นานก็จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์อีกองค์หนึ่ง

คุณแม่ชีแก้ว เมื่อแก้ทิฐิมานะของตนเอง จนยอมลงและกราบขอขมาหลวงปู่กงมาแล้ว ท่านก็ได้อยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่กงมาอีกระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็กราบลาหลวงปู่กงมากลับสํานักแม่ชีบ้านห้วยทราย อ.คําชะอี จ.มุกดาหาร ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ เมื่อท่านอาจารย์-พระมหาบัว ได้มาจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย คุณแม่ชีแก้วก็ได้มาศึกษาปฏิบัติธรรม กับท่านอาจารย์พระมหาบัว เมื่อแก้จิตโลดโผนพิสดารของตนเองได้แล้ว ท่านได้เร่งบําเพ็ญภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด และในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านก็ได้บรรลุธรรมอย่างรวดเร็ว เป็นพระอรหันต-สาวิกาองค์สําคัญในครั้งกึ่งพุทธกาล โดยภายหลังท่านละสังขารแล้ว อัฐิของท่านได้แปรสภาพเป็นพระธาตุสวยงามมาก

ภาค ๑๔ เผยแผ่ธรรม สร้างศาสนทายาทธรรม และไปร่วมงานสําคัญๆ

การปฏิบัติธรรมไม่ให้กลัวตาย ให้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านมีนิสัยองอาจเด็ดเดี่ยว การปฏิบัติภาวนาของท่านก็เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด เพราะธรรมหรือพระนิพพานอยู่ฟากตาย ครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ทุกองค์ล้วนสมบุกสมบันเดนตายมาด้วยกัน หลวงปู่กงมาท่านปฏิบัติภาวนายอมสละตายมาตั้งแต่พรรษาแรกๆ ตามที่ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์มั่นมา และท่านได้ปฏิบัติเช่นนั้นมาโดยตลอดจนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านจึงได้นํามาสั่งสอนพระเณรอย่างผู้รู้จริงและมีประสบการณ์เดนตายมาอย่างโชกโชน โดยท่านมักสั่งสอนบรรดาพระ เณร และนักปฏิบัติภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์ ไม่ให้กลัวตาย ให้เอาชีวิตเข้าแลกธรรม

ซึ่งปฏิปทาเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดในการทําความเพียรของหลวงปู่กงมานี้ ครูบาอาจารย์ชื่นชมกันมากและได้เล่าสืบทอดกันมา โดยหลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านก็ได้นํามาเล่า ดังนี้

“ครูบาอาจารย์แต่เก่าแต่ก่อน โอ๊ย ! ท่านเร่งความพากความเพียรนะ ยกอย่างพ่อแม่-ครูจารย์กงมา (หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ) นี่ นั่งอยู่กลางแจ้งนะ นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ยุงกัดท่านก็ไม่สนใจเลยนี่ นั่งจนตลอดแจ้ง (ตลอดรุ่ง) มันอัศจรรย์ความเป็นทางในท่าน ยุงกัดท่านก็ไม่ยึดติดล่ะ ตลอดแจ้งเลย ฝึกปานนั้น ท่านทําขนาดนั้น เอาตั้งแต่หลับตา พอลืมตา ฟ้าก็พึ่งสาง ท่านว่า กําหนดดูอัตภาพร่างกายตัวเองนี้ ว่าจะนับกระดูก ในกระดูกมันเป็นข้อเป็นข้อนั้น นับได้ทั้งหมดเห็นหมด ในอัตภาพร่างกายท่านนี่ ท่านทํามันจนสว่างไสวเกิดความอัศจรรย์ นั่งอยู่กลางแจ้ง ยิ่งยุงมาลาเรียด้วย สมัยพ่อแม่ครูจารย์ใหญ่มั่นท่านพาอยู่นู้นล่ะ บ้านสามผง ดงน้อย แต่คราวสมัยท่านเข้าไปปฏิบัติใหม่ ท่านทําขนาดนั้นนะ”

ในคราวหลวงปู่แตงอ่อน กลฺยาณธมฺโม พระศิษย์รูปหนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ในยุคหนองผือ เมื่อท่านเป็นพระบวชใหม่ป่วยเป็นไข้มาลาเรีย ท่านได้รับคําสั่งสอนนี้จากหลวงปู่กงมา เหตุการณ์นี้เกิดในราว ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ โดย หลวงปู่แตงอ่อน เมตตาเล่าไว้ดังนี้

“เมื่อครั้งได้ญัตติเป็นพระในสังกัดธรรมยุติกนิกาย โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) สมัยนั้นสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวี วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ได้ตั้งใจศึกษาทางด้านปริยัติ จนสอบได้นักธรรมโท คิดว่าจะตั้งใจให้ได้นักธรรมเอก แต่ไม่ทันได้สอบ ได้อาพาธด้วยไข้มาลาเรียเสียก่อน โยมมารดาจึงขอนิมนต์ให้ลาสิกขาแล้วมารักษาตัว ด้วยองค์ท่านมีความแน่วแน่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ จึงได้บอกโยมมารดาว่า

“ถ้าจะตายก็ขอตายในผ้าเหลือง ไม่ลาสิกขา ถ้าจะตาย ลาสิกขาออกไปก็ตายเหมือนเดิม”

โยมมารดาจึงตอบไปว่า “ถ้าไม่ลาสิกขาก็ขอนิมนต์ไปรักษาที่บ้าน”

หลวงปู่แตงอ่อน ก็ได้พิจารณาว่า “เราอาพาธอยู่ เกรงว่าจะเป็นภาระให้หมู่คณะสงฆ์” จึงตัดสินใจกราบลาท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) มาจําพรรษากับ หลวงปู่สีลา อิสฺสโร ที่วัดป่าอิสระธรรม บ้านวาใหญ่ อําเภออากาศอํานวย จังหวัดสกลนคร ในระหว่างที่จําพรรษาที่นี่ ได้ตั้งใจเพียรภาวนา แต่พอจะนั่งสมาธิก็รู้สึกว่าหนาวสั่น ใจจะขาด เป็นอย่างนี้อยู่ทุกครั้ง

วันหนึ่งได้มีโอกาสไปลงปาฏิโมกข์ ที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร โดยมีหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นประธานสงฆ์ สวดเสร็จ พระได้กราบคารวะหลวงปู่กงมา เสร็จแล้วท่านได้พูดว่า “ใครมีปัญหาในการประพฤติปฏิบัติไหม”

หลวงปู่แตงอ่อน ท่านรอโอกาสนี้มานาน พอได้โอกาสจึงพูดขึ้นว่า

“ขอโอกาสครูบาอาจารย์” แล้วท่านก็เล่าอาการ และกราบเรียนถามวิธีปฏิบัติแก้ไขอาการกับหลวงปู่กงมา

หลวงปู่กงมา ท่านได้เมตตาตอบว่า

“การปฏิบัติธรรม ท่านไม่ได้ให้กลัวตาย ให้เอาชีวิตเป็นเดิมพัน จิตของท่านจะหลุดแล้ว เหมือนควั่นหมากแตงสุก พอหมากแตงมันสุก มันก็จะหลุดจากควั่นมัน ให้สู้ตาย ถ้ายังกลัวตายไม่ได้อะไรหรอก”

พอหลวงปู่แตงอ่อนกลับถึงกุฏิตอนเย็น ท่านได้ตั้งใจปฏิบัตินั่งสมาธิภาวนา โดยนึกในใจว่า “เอ้า ! มึงมา ตายเป็นตาย !” พอท่านภาวนาไปสักพักเดียว ได้เกิดอาการหนาวสั่นเป็นไข้ตามเคย แต่ท่านได้ต่อสู้และกําหนดจิต พอจิตสงบรวมเป็นสมาธิแล้ว ท่านได้เอาเตโชธาตุในร่างกายเผาพิษไข้มาลาเรียจนหายจากอาพาธและไม่เกิดอีก นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

หลวงปู่กงมา ท่านเน้นสอนการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ นอกจากท่านจะสอนพระเณรไม่ให้กลัวตาย ให้เอาชีวิตเป็นเดิมพันแล้ว ท่านจะสอนพระเณรให้เคร่งครัดในธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งต้องมีความขยันหมั่นเพียร ต้องมีความอดทน และต้องมีสติปัญญา เพราะผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีความอดทน มีสติตั้งมั่นตลอดเวลา และมีปัญญาไตร่ตรองทุกอิริยาบถ จะเป็นผู้เจริญก้าวหน้าทางธรรมไปโดยลําดับ และจะพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด

หน้าแล้งปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงปู่ฝั้นพาคณะพักวัดดอยธรรมเจดีย์

ในหน้าแล้งเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านได้พาคณะศิษย์ออกเดินธุดงค์ไปภูวัว ท่านได้แวะมาพักวัดดอยธรรมเจดีย์ ได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งท่านทั้งสองเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทสนมคุ้นเคยกันมาก ต่างไปมาหาสู่กันเป็นประจํา ซึ่งในบางครั้งหลวงปู่กงมา เมื่อท่านพาคณะศิษย์ออกธุดงค์ หรือมีกิจจําเป็นที่ต้องผ่านไปทางสกลนคร ท่านก็พาไปแวะพักกับหลวงปู่ฝั้นที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ อ.เมือง จ.สกลนคร

หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ต่างให้ความเคารพเทิดทูนบูชาในคุณธรรมของกันและกัน ในระยะนี้ภูมิจิตภูมิธรรมของหลวงปู่ฝั้นท่านเป็นพระอนาคามีแล้ว โดยภายหลังเสร็จงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นได้ไม่นาน หลวงปู่ฝั้นท่านได้เร่งความเพียร จนได้บรรลุธรรมขั้นของพระอนาคามีที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ โดยท่านเล่าให้ท่านอาจารย์พระมหาบัวฟังว่า “จิตมันรวมเข้าไปแล้ว มันมาอยู่นี้ ผ่องใสแจ๋วอยู่ในนี้ แสงใสแจ๋วนี่ก็จ้าออกจากความผ่องใส จิตสว่างไสว”

ตามปรกติแล้วพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ในสมัยนั้นครูบาอาจารย์ท่านออกบวชปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ท่านจะมุ่งต่ออรรถต่อธรรม ต่อมรรค ผล นิพพานเป็นสําคัญ ท่านจะไม่ได้มุ่งทางโลกทางสงสารใดๆ ฉะนั้น ในการพบปะพูดคุยสนทนากัน เมื่อเยี่ยมเยียนไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันแล้ว ท่านจะสนทนาแต่ทางธรรมอันเป็นไปตามหลักของสัลเลขธรรม คือ ธรรมอันเป็นเครื่องขัดเกลาชําระกิเลสเพื่อความหลุดพ้น

เมื่อหลวงปู่ฝั้นท่านพาคณะศิษย์มาแวะพักปฏิบัติภาวนาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านย่อมได้พูดคุยสนทนาธรรมขั้นสูงกับหลวงปู่กงมา เพราะเป็นครอบครัวกรรมฐานเดียวกัน ซึ่งท่านจะเปิดเผยภูมิจิตภูมิธรรมกันอย่างตรงไปตรงมาและตามความเป็นจริง และเพราะอริยสัจมีหนึ่งเดียว การบรรลุอริยธรรมในแต่ละขั้น ผลจะต้องเหมือนกัน ทําให้ท่านทั้งสองย่อมทราบภูมิจิตภูมิธรรมของกันและกันเป็นอย่างดี ซึ่งหลวงปู่ฝั้นท่านย่อมทราบดีว่า หลวงปู่กงมาได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว และหลวงปู่กงมาก็ย่อมทราบดีว่า หลวงปู่ฝั้นได้บรรลุธรรมเป็นพระอนาคามีแล้ว

หลวงปู่ฝั้นพักอยู่ ๒ คืน ท่านก็ลาหลวงปู่กงมาออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาเร่งทําความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ต่อไป การธุดงค์ของหลวงปู่ฝั้นก่อนไปภูวัวในครั้งนั้น หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป เล่าไว้ดังนี้

หลวงปู่ผ่าน ท่านติดตามหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ไปวัดป่าบ้านท่าควาย อําเภอเมือง จังหวัดนครพนม ครั้งนั้นมีพระอาจารย์คําพอง ติสฺโส หลวงตาจรัส และสามเณร ร่วมเดินทางไปด้วย

หลวงปู่ฝั้น ท่านพาเดินทางไปที่วัดดอยธรรมเจดีย์ของ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ อยู่ ๒ คืน จากนั้นโยมได้เอารถมารับไปพักที่วัดป่าบ้านท่าควาย เมื่อไปอยู่วัดป่าบ้านท่าควาย หลวงปู่ฝั้นกําลังเร่งความเพียร วันหนึ่งๆ จะฉันนมเพียง ๑ แก้ว พระเณรที่ตามไปด้วย รวมทั้งหลวงปู่ผ่านจึงพากันฉันวันเว้นวันบ้าง…”

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๓ กลับไปโปรดชาวจันทบุรี

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลังจากออกพรรษา หลวงปู่ฝั้น อาจาโร พร้อมด้วย หลวงปู่กงมาจิรปุญฺโญ ได้พาพระภิกษุสามเณรจํานวนหนึ่งออกธุดงค์ไปทางจังหวัดจันทบุรี โดยก่อนหน้าท่านพ่อลี ธมฺมธโร และ หลวงปู่กงมา ซึ่งญัตติเป็นธรรมยุตพร้อมกัน ท่านทั้งสองเป็นกําลังสําคัญได้ธุดงค์ไปบุกเบิกเผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น จนญาติโยมชาวจันทบุรีเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา และได้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานกันมากมาย องค์ที่มีชื่อเสียงและมีคุณธรรม เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในวงกรรมฐาน ได้แก่ ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่ถวิล จิณฺณธมฺโม ฯลฯ

การธุดงค์ครั้งนี้เดินทางโดยรถยนต์และรถไฟ โดยหลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ท่านรับอาราธนานิมนต์ไปในงานที่วัดดํารงธรรม อําเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี คณะของหลวงปู่ฝั้น กับ คณะของหลวงปู่กงมา ได้นั่งรถยนต์โดยสารจากจังหวัดสกลนคร ไปขึ้นรถไฟที่สถานีจังหวัดอุดรธานี เข้ากรุงเทพฯ แล้วนั่งรถยนต์โดยสารจากกรุงเทพฯ ไปจันทบุรีอีกต่อหนึ่ง

ครูบาอาจารย์เทศน์เหตุการณ์ในระหว่างเดินทางไว้ดังนี้

“ทีนี้การพิจารณากาย คําว่า สุภะ อสุภะนี้ เวลาครูบาอาจารย์ อย่างเช่น หลวงปู่กงมา คํานี้มันเป็นคําของหลวงปู่กงมา แล้วหลวงปู่ฝั้น แล้วครูบาอาจารย์เรามาเล่า ว่าหลวงปู่กงมานี้ท่านขึ้นรถเมล์แดงจากสกลฯ มาอุดรฯ ในสมัยก่อนรถมันแน่นไง แล้วท่านก็นั่งอยู่ แล้วไปเห็นพวกคนเขายืนที่ราว แต่จิตท่านสงบไง เห็นเวลาคนพูดกันนี้เห็นแต่กราม เห็นแต่กระดูกมันเคลื่อนไหว ไม่มีร่างกายไง

นั่นเพราะเป็นพระอรหันต์เว้ย หลวงปู่กงมาเป็นพระอรหันต์ ท่านก็เห็นด้วยคุณธรรมของท่าน… เห็นขากรรไกรงับๆ งับๆ เลย เป็นได้จริง แต่น้อยคนนักที่จะเป็นได้ มีพระเอาตรงนี้ไปหลอกกันเยอะว่า โอ๋ย ! เห็นโครงกระดูกๆ ไม่จริง เห็นโครงกระดูกจริงไหม จริง แต่คนที่เห็นจริง ต้องพื้นฐานสมาธิดีมาก ฉะนั้น พออย่างนี้แล้ว นี่เป็นสิ่งที่วงกรรมฐานเขาคุยกัน อย่างเช่นหลวงปู่เจี๊ยะพิจารณากาย… พิจารณากาย… พิจารณากาย… จนเป็นพระอรหันต์เลย”

ในระหว่างพักที่วัดดํารงธรรม ได้มีศรัทธาญาติโยมสนใจเข้าฟังธรรมและรับการอบรมเป็นจํานวนมาก ต่อมาได้รับนิมนต์ไปพักที่ สํานักสงฆ์บ้านกงษีไร่ ปัจจุบัน คือ วัดมณีคีรีวงศ์ ซึ่งสร้างขึ้นใหม่อยู่ลึกเข้าไปในป่า หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ท่านได้พักอยู่ที่สํานักสงฆ์แห่งนี้หลายคืน แล้วจึงกลับมาพักที่วัดดํารงธรรมอีก

ต่อมาอีกหลายวัน ก็มีโยมนิมนต์ท่านทั้งสองและคณะไปพักวิเวกบนเขาหนองชิ่ม อําเภอแหลมสิงห์ ปัจจุบัน คือ วัดสถาพรพัฒนาราม พักอยู่ที่นั่นได้ประมาณครึ่งเดือน ก็มีญาติโยมมานิมนต์ท่านและคณะไปพักที่สํานักสงฆ์ศรัทธาวราวาส (ป่าเงาะ) ข้างนํ้าตกพลิ้ว อําเภอแหลมสิงห์ อีกหลายวัน ที่นั่นมีญาติโยมเข้ารับการอบรมในข้อปฏิบัติกันเป็นจํานวนมาก เช่นเดียวกันกับที่อื่นๆ ต่อจากนั้นท่านได้รับนิมนต์ไปพักตามป่าตามสวนของญาติโยมในจันทบุรีอีกหลายแห่ง

สําหรับชาวจันทบุรีที่เคยเป็นลูกศิษย์เก่าของหลวงปู่กงมา ด้วยท่านจากพวกเขาไปนานถึง ๙ ปี เมื่อทราบข่าวว่า ท่านเดินทางกลับมาโปรดพวกเขาอีกครั้ง ต่างก็ดีอกดีใจ บอกข่าวกัน และได้เดินทางมากราบฟังธรรม แม้ในคราวก่อนหน้า ท่านยังไม่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) ยังทรงชื่นชมการแสดงธรรมของท่านมาแล้ว แต่การแสดงธรรมในคราวนี้ ด้วยจิตของท่านเป็นวิมุตติจิตครองวิมุตติธรรมแล้ว เนื้อหาสารธรรมที่ท่านนํามาแสดง จึงเป็นธรรมอันหลุดพ้น ซึ่งสมบูรณ์ทั้งอรรถและพยัญชนะ ทั้งเต็มไปด้วยเหตุผล ไพเราะเพราะพริ้ง ละเอียดลึกซึ้ง วิจิตรประณีต พิสดารและกว้างขวางกว่าคราวก่อนมากอย่างชนิดเทียบกันไม่ได้

สมดังเจตนาของท่านพระอาจารย์มั่นที่เมตตาอบรมสั่งสอนท่านมาเป็นศาสนทายาทธรรม และสมดังการประกาศพระพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาล ที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงรับสั่งกับพระอรหันตสาวกไว้ว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้ไปด้วยกัน ๒ รูป โดยทางเดียวกัน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในจักษุน้อยมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อมรอบ ผู้รู้ทั่วถึงซึ่งธรรมจักมี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรมฯ”

เมื่อบรรดาลูกศิษย์มากราบมาเห็นหลวงปู่กงมาในครั้งนี้ ซึ่งบัดนี้ ท่านเป็นสมณะที่ ๔ เป็นพระอรหันต์แล้ว ด้วยภายในใจท่านเป็นวิมุตติธรรม วิมุตติสุขแล้ว ย่อมฉายออกมาทางกายภายนอก ร่างกายผิวพรรณใบหน้าท่านอิ่มเอิบงดงามด้วยธรรม แลดูมีสง่าราศี มีความสุขยิ่ง กิริยาอาการความเคลื่อนไหวก็แลดูสํารวมงดงาม เห็นแล้วก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา และเมื่อได้มาฟังธรรมของท่านแล้ว ต่างย่อมเกิดความเพลิดเพลิน ปลาบปลื้มซาบซึ้งใจในธรรมเทศนา และยิ่งเชื่อมั่นในมรรค ผล นิพพานไปตามๆ กัน ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาต่อท่าน ซึ่งมีมากอยู่แล้วในใจ ก็ยิ่งทวีมากขึ้นกว่าเดิมจนเต็มเปี่ยมล้นใจ

หลวงปู่กงมา ท่านผู้ทรงวิมุตติธรรม เป็นสรณะหรือเป็นมงคลแก่ท่านเองแล้ว ยังเป็นมงคลแก่ผู้ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง เห็นท่านเป็นมงคล สมดังคําที่ว่า การเห็นสมณะเป็นทัสสนานุตริยะ คือ การเห็นที่สูงสุดเป็นมงคลอย่างยิ่ง และเมื่อทราบว่า ท่านกําลังบุกเบิกสร้างวัดดอยธรรมเจดีย์เพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ต่างก็ได้เดินทางไกลมากราบฟังธรรม ปฏิบัติธรรม และมาบําเพ็ญบุญกับท่านเป็นประจําทุกปี ส่วนรายที่เพิ่งออกบวชเมื่อได้ฟังธรรมนี้แล้วก็เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ในเวลาต่อมาก็ได้มากราบขออยู่จําพรรษาศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านที่วัดดอยธรรมเจดีย์

ตอนเดินทางกลับ หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา และคณะได้แวะตามสถานที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง เช่น วัดทรายงาม วัดป่าคลองกุ้ง ฯลฯ ครั้งสุดท้ายไปแวะที่ วัดเขาน้อยท่าแฉลบ ปัจจุบัน คือ วัดวิเวการาม เพื่อรอเรือกลับกรุงเทพฯ พักที่วัดนั้น ๙–๑๐ วัน จึงได้ลงเรือมาถึงกรุงเทพฯ ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น รวมเวลาที่ท่านพํานักอยู่ในจังหวัดจันทบุรี ในคราวนั้นเกือบ ๓ เดือน ในกรุงเทพฯ ท่านและคณะได้ไปพักที่วัดนรนาถสุนทริการาม เทเวศร์ ๓ คืน หลวงปู่ฝั้นท่านจึงพาคณะกลับยังวัดป่าธาตุนาเวง จังหวัดสกลนคร ส่วนหลวงปู่กงมา ท่านพาคณะกลับวัดดอยธรรมเจดีย์

การเดินทางกลับไปโปรดชาวจันทบุรีในครั้งนั้น จากนั้นเป็นต้นมา หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ได้มีกิจนิมนต์ต้องเดินทางไปจังหวัดจันทบุรีเป็นประจําเกือบทุกปี เนื่องจากท่านทั้งสองเป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวจันทบุรีให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธามาก จึงมีผู้มีจิตศรัทธาส่งผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน มาถวายท่านทุกฤดูกาล โดยเฉพาะรายของหลวงปู่ถวิล จิณฺณธมฺโม ซึ่งท่านเป็นศิษย์ของท่านพ่อลี ในขณะนั้นท่านเป็นพระบวชใหม่ได้ไม่กี่พรรษา ท่านเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในหลวงปู่ฝั้นมาก ในเวลาต่อมาท่านถึงกับเดินทางจากจังหวัดจันทบุรีมาภาคอีสาน มาขออยู่จําพรรษาเพื่อศึกษาอบรมปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฝั้นที่วัดป่าธาตุนาเวง

พ.ศ. ๒๔๙๔ ร่วมงานวันบูรพาจารย์ ภูริทัตตเถรานุสรณ์

ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ภายหลังกลับจากโปรดชาวจันทบุรี ท่านได้ไปเข้าร่วมงานประชุมใหญ่พระธุดงคกรรมฐาน เนื่องในงานรําลึกวันครบรอบถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันพุธที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นการจัดงานขึ้นเป็นปีแรก โดยจัดตามที่ประชุมสงฆ์ เมื่อวันสุดท้ายของการถวายเพลิงศพในปีที่ผ่านมา โดยมีท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นองค์ประธาน ดําริให้จัดงานนี้ขึ้นมา วัตถุประสงค์เพื่อให้บรรดาพระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่นได้มาประชุมพบปะกัน เพื่อระลึกถึงพระคุณของท่านพระอาจารย์มั่นที่มีต่อบรรดาสานุศิษย์

ในงานนี้มีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นผู้จัดงานนี้ขึ้น ในการจัดเตรียมงานสําคัญในครั้งนี้หลวงปู่ฝั้นได้ไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส เพื่อเตรียมงานก่อนงานเริ่มเป็นเวลาหลายวัน ซึ่งงานในปีแรกมีบรรดาครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เดินทางมาร่วมงานกันจํานวนมาก เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ลี กุสลธโร ฯลฯ

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ได้บันทึกถึงการจัดงานนี้ไว้ดังนี้

“แต่ก็ ๒ ปีแรก การประชุมก็เป็นไปอยู่ มีขอบเขตบ้าง ก็มีพระไปมาก ครั้นนานมาก็เบาเข้าเป็นลําดับ ทั้งนี้คงจะเป็นด้วยเหตุที่ทําบุญมหาชาติบ้าง พุทธาภิเษกบ้าง ซึ่งปีนเกลียวปฏิปทาขององค์หลวงปู่ที่ปฏิบัติมา บรรดาผู้รู้นอกรู้ในก็เลยไม่ดูดดื่ม บรรดาท่านผู้อยู่ใกล้หลบไม่ได้ก็มาแบบฝืนๆ บรรดาญาติโยมชุดเก่าที่รู้จักปฏิปทาขององค์หลวงปู่แท้ ก็พลอยเกิดสงสัยไปด้วย และสถานที่เล่าก็ไม่วิเวกเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นวิเวกบ้าน วิเวกเมืองไปหมด”

การจัดงานสําคัญนี้ขึ้นมา หรืองานถวายเพลิงศพครูบาอาจารย์ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น จะมีการกราบอาราธนานิมนต์ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่ทรงภูมิจิตภูมิธรรมขึ้นแสดงพระธรรมเทศนา หลวงปู่กงมาท่านเป็นครูบาอาจารย์สําคัญองค์หนึ่งที่ได้ขึ้นแสดงธรรมในงานดังกล่าว

ด้วยในระยะนี้หลวงปู่กงมา ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านมีธรรมในใจอันเป็นอมตธรรมที่ไม่มีวันเหือดแห้งแล้ว และเทศน์โดยไม่มีความสงสัยใดๆ แล้ว การแสดงธรรมของท่านจึงเป็นที่ยอมรับของวงกรรมฐานว่า ท่านเป็นยอดธรรมกถึกเทศน์เก่งองค์หนึ่ง และการแสดงธรรมย่อมเปิดเผยภูมิจิตภูมิธรรมของท่าน ท่านจึงได้รับการยอมรับจากครูบาอาจารย์ด้วยกันว่า ท่านมีภูมิจิตภูมิธรรมเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่กงมาจึงได้เมตตารับอาราธนานิมนต์แสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัทในงานสําคัญๆ ต่างๆ ของวงกรรมฐานเรื่อยมาตราบจนวันที่ท่านถึงแก่มรณภาพ เมื่อพระเณรได้ฟังธรรมแล้ว ก็เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ได้ติดตามมาศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านที่วัดดอยธรรมเจดีย์กันมากขึ้น

นอกจากนี้ การเริ่มก่อสร้างพระอุโบสถของวัดป่าสุทธาวาส ซึ่งเริ่มเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ โดยบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น โดยมีท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส ในขณะนั้น เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที และเพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายแด่องค์ท่าน ก็กําลังก่อสร้างอย่างรีบเร่ง โดยสร้างครอบบริเวณที่ใช้เป็นเมรุถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น พระอุโบสถหลังใหญ่นี้เด่นสง่างดงามมาก ได้สําเร็จลุล่วงด้วยดีในเวลาเพียงไม่กี่ปี และได้ทําพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ทั้งนี้ เนื่องจากเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของบรรดาคณะศิษย์หลวงปู่มั่น ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ โดยมีหลวงปู่ฝั้น ท่านเป็นกําลังสําคัญองค์หนึ่ง ท่านได้ส่งพระเณรมาช่วยงาน

การสร้างพระอุโบสถน้อมถวายแด่ท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่คําดี ปญฺโญภาโส บันทึกไว้ดังนี้

“ในขณะที่อยู่ทําความเพียรแต่ผู้เดียว ที่ถํ้าลาดกระเฌอ อยู่สักสองอาทิตย์ ตอนบ่ายๆวันหนึ่งก็ได้เห็นพระเดินมา มองไปก็จําได้ว่าเป็นท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ท่านมาพร้อมกับพระ ๑ รูป สามเณร ๒ รูป กับผ้าขาวอีก ๑ คน โดยมีโยมผาเป็นผู้นําทางมา เห็นครั้งแรกเข้าใจว่าท่านธุดงค์มาเพื่อบําเพ็ญภาวนา ก็ดีใจจะได้ศึกษาในอุบายวิธีและปฏิบัติไปด้วย แต่พอทราบจากท่าน โดยท่านบอกว่า ท่านได้รับมอบหมายให้เป็นผู้หาหินกรวด โดยคณะกรรมการสร้างโบสถ์ ที่วัดป่า-สุทธาวาส เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ต้องการหิน ๖๐ คิว

สมัยนั้นหินหายาก และมีบนภูเขาลูกนี้ แต่ต้องใช้คนขุดและสาดเอาดินออก เป็นอันว่าท่านมาช่วยให้เราสร้างบารมีด้วย ตกลงเราก็ร่วมเอาบุญกับท่าน โดยชักชวนบอกบุญกับญาติโยมที่มีบ้านอยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้น มาช่วยขุดแล้วสาดเอาดินออก เอาแต่หินลูกกรวด ทั้งพระ เณรและญาติโยมช่วยกันทําอยู่ในราว ๑ เดือน ได้หิน ๖๓ คิว

ก่อนจะบรรทุกหินไปวัดสุทธาวาส ได้จัดทําบุญฉลอง โดยนิมนต์ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา เทศน์ ๓ กัณฑ์ และ ส.ส.เตียง ศิริขันธ์ เอาหนังไปฉายให้เขาได้ชมกลางภูเขานั้นเอง รู้สึกว่าเขาปีติยินดีกันมาก เพราะได้ฟังเทศน์พระกรรมฐาน ๓ กัณฑ์ แล้วดูหนังฟรี เสร็จแล้วแผนกบรรทุกก็ขนไปที่วัดป่าสุทธาวาส เรากับคณะหลวงปู่อ่อนก็ธุดงค์ต่อไปที่อื่น จนถึงงานครบรอบประจําปีที่วัดป่าสุทธาวาส และในปี ๒๔๙๔ นี้ เรากับคณะหลวงปู่อ่อนก็ได้ร่วมงานด้วย เพื่ออนุสติถึงปฏิปทาครูบาอาจารย์ ถวายสักการะและรับฟังโอวาทจากพระเถรานุเถระ เสร็จจากงาน ก็เที่ยวธุดงค์ต่อไปจนถึงภูวัว อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย แล้วย้อนกลับตามลํานํ้าโขง ไปอําเภอนาแก ไปอยู่ถํ้าพระเวส ถํ้าโพธิ์ทอง ดอยธรรมเจดีย์ จนจวนเข้าพรรษา จึงกลับไปจําพรรษากับหลวงปู่ฝั้นที่วัดเดิม คือ วัดป่าธาตุนาเวง”

สําหรับการจัดงานวันที่ ๓๑ มกราคมของทุกปี ที่หลวงปู่ฝั้นท่านจัดขึ้นมาเป็นปีแรกนั้น ต่อมาได้ถือเป็น “วันบูรพาจารย์ ภูริทัตตเถรานุสรณ์” อันเป็นวันสําคัญของวงกรรมฐาน ครูบาอาจารย์ คณะพระกัมมัฏฐาน ตลอดศรัทธาญาติโยมจะเดินทางมาร่วมรําลึกอาจาริยบูชาคุณ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าสุทธาวาส ซึ่งเป็นปัจฉิมมงคลสถานที่ท่านพระอาจารย์มั่น เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานและเป็นสถานที่ถวายเพลิงศพ การจัดงานดังกล่าวได้ถือปฏิบัติกันเป็นประเพณี เรื่อยมาจวบจนปัจจุบันนี้

กลิ่นของศีลของธรรม พุทธบริษัทจึงหลั่งไหลกันมา

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อท่านได้ปักหลักจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์เป็นประจําทุกปีแล้ว ท่านได้เป็นเสาหลัก เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ และเป็นครูบาอาจารย์สัปปายะองค์สําคัญอีกองค์หนึ่ง ท่านอบรมสั่งสอนธรรมปฏิบัติให้กับบรรดาพุทธบริษัทโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ด้วยชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ตลอดคุณธรรมของท่าน อีกทั้งบรรยากาศของสถานที่อันวิเวกเงียบสงัดสัปปายะมาก ยิ่งนานวันก็ยิ่งโด่งดังขจรขจายไปทั่วทั้งจังหวัดสกลนคร และจังหวัดทางภาคอีสาน รวมทั้งกรุงเทพมหานคร จังหวัดทางภาคกลางและภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี ฯลฯ ได้มีภิกษุ สามเณร แม่ชี ทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทั้งที่ใกล้และที่ไกลได้เดินทางมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่าน ซึ่งนับวันจะมีแต่เพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปีเป็นลําดับ

โดยภูมิจิตภูมิธรรมและวาสนาบารมีธรรมของหลวงปู่กงมา ได้สมบูรณ์เพียบพร้อมแล้ว ท่านเป็นประดุจดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ ให้บรรดาพุทธบริษัทและเทวดา อินทร์ พรหม ตลอดเหล่ากายทิพย์ ได้มากราบไหว้บูชา และได้เข้ามาพึ่งพาอาศัยร่มเงาใหญ่แห่งธรรมนี้ โดยเป็นดั่งที่ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์กลิ่นของศีลของธรรม ไว้ดังนี้

“ให้สมชื่อสมนามว่าเป็นพระในแดนพุทธศาสนา คือ ให้เป็นผู้งามด้วยศีลด้วยธรรม ศีลอยู่กับพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ศีล คือ ธรรมเป็นภาคพื้น แล้วธรรมเป็นพื้นที่สองที่สามไปจนถึงธรรมขั้นละเอียดสูงสุดวิมุตติพระนิพพาน ไปจากศีลคือธรรมขั้นหยาบนี้แล…

จะไม่มีใครงามยิ่งกว่าสมณะผู้รักษาศีล รักษาธรรม ด้วยความบริสุทธิ์ใจ พระไปไหนเป็นที่กราบไหว้บูชา งามอยู่ลึกๆ ลับๆ งามลึกซึ้ง งามไปจนกระทั่งถึงเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม เขากราบไหว้บูชากันทั้งนั้น เพราะเป็นผู้งามด้วยศีลด้วยธรรม

ท่านจึงเรียกว่า สีลคนฺโธ อนุตฺตโร กลิ่นแห่งศีลนี้ทวนลมไปหมด สิ่งทั้งหลายไหลไปตามลม แต่กลิ่นของศีลของธรรมนี้ทวนลมรอบขอบเขตจักรวาล ขอให้เป็นผู้มีศีลจะเป็นผู้หอมหวนชวนชม ใครอยู่ทิศใต้ ทิศเหนือ ทิศใดก็ตาม ได้ยินแต่ชื่อแต่เสียง ว่าท่านผู้นั้นเป็นผู้ทรงศีลทรงธรรม เขายิ้มแย้มแจ่มใส ชื่นอกชื่นใจ หัวใจเบิกบาน นําความสุขเข้ามาสู่ตนจํานวนมากมาย” 

พระเถระที่ได้มาศึกษาอบรมกับหลวงปู่กงมาก็มีด้วยกันมากมายหลายองค์ พระภิกษุ สามเณรผู้อ่อนพรรษาก็มีอีกมากที่พากันมาศึกษาและปฏิบัติธรรม ด้วยธรรมเป็น “อกาลิโก” และ รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง เมื่อต่างนําคําสอนของท่านไปปฏิบัติก็ได้รับผลสมความมุ่งหมายมากน้อยไปแทบทุกองค์ สําหรับองค์ที่มีคุณธรรมมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักก็มี หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม หลานชายของท่าน หลวงปู่ถวิล จิณฺณธมฺโม หลวงปู่สัมมา ขนฺติปาโล ฯลฯ ส่วนแม่ชีก็มีมากมาย ที่มีคุณธรรมและมีชื่อเสียงมาก คือ คุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า

สําหรับอุบาสก อุบาสิกา ตั้งแต่จังหวัดสกลนครจรดจังหวัดนครพนม ทั้งบ้านใหญ่น้อยรอบภูเขานั้น ก็พากันเดินเท้ามาทําบุญและศึกษาธรรม ณ ที่วัดดอยธรรมเจดีย์กันอย่างเนืองแน่น บางรายก็เดินทางไกลหลายสิบกิโลเมตรก็มี จนบริเวณวัดอันเป็นภูเขากว้างขวางมาก มีทางเดินเป็นหินลาดสวยงาม เวลาประชาชนหลั่งไหลเดินขึ้นเขามาทําบุญดูคับแคบไปถนัดใจ ยิ่งเข้าสู่ปีสุดท้ายแห่งชีวิตของหลวงปู่กงมา ยิ่งมากนับเป็นประวัติการณ์ทีเดียว นอกจากนั้นคนทางไกล เช่น กรุงเทพฯ ระยอง จันทบุรี นครราชสีมา อุบลฯ เป็นต้น ก็หลั่งไหลกันมาบําเพ็ญบุญ ฟังธรรม และศึกษาธรรมปฏิบัติกันเป็นประจํา

แม้บรรดาสัตว์ป่าและสัตว์ทั้งหลายก็ได้รับกระแสแห่งเมตตาธรรมของหลวงปู่กงมา ตลอดพระ เณร และผู้มาปฏิบัติธรรม ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ย่อมรู้ว่า ในวัดเป็นสถานที่บําเพ็ญธรรมของผู้ทรงศีล เป็นที่ปลอดภัยต่อชีวิต จึงได้เข้ามาอาศัยในวัดมากมาย

เมื่อมีพุทธบริษัทหลั่งไหลกันมาวัดดอยธรรมเจดีย์ เพื่อศึกษาธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่กงมา ท่านได้สร้างเสนาสนะที่จําเป็น เช่น กุฏิกรรมฐานพร้อมทางเดินจงกรม ศาลา ห้องนํ้า ไว้รองรับอย่างเพียงพอ ทั้งสร้างทํานบนํ้าและสระไว้กักเก็บนํ้าไว้สําหรับใช้อุปโภคบริโภคในวัด ทุกอย่างสร้างเป็นระเบียบกลมกลืนกับสภาพภูมิประเทศของวัดอันเป็นป่าเขา มีผืนป่าธรรมชาติกว้างใหญ่สงบร่มรื่น ร่มเย็น และสะอาดสะอ้านมาก ตามแบบวัดป่ากรรมฐาน มีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ถํ้า เงื้อมผา พลาญหิน มีนก กระรอก กระแต ฯลฯ และมีต้นจันไดเกิดขึ้นตามที่ต่างๆ ราวกับมีใครมาประดับประดาตกแต่งแลดูงดงามมาก โดยเฉพาะบนเขา อากาศสะอาดบริสุทธิ์ดีมากและมีทัศนียภาพสวยงาม

หลวงปู่กงมา ท่านได้พาพระเณรอนุรักษ์สถานที่แห่งนี้ไว้เป็น “มหาวิทยาลัยป่า” สําหรับการปฏิบัติธรรม นับเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งหากใครได้มาปฏิบัติธรรมแล้ว จะเพลินตาเพลินใจและอยากจะอยู่นานๆ โดยบั้นปลายชีวิตท่านได้อนุญาตให้สร้างพระพุทธรูป พระพุทธไสยาสน์ และพระปางปาลิไลยก์ ให้พุทธบริษัทได้กราบไหว้บูชา พร้อมทั้งสร้างถนนระยะทางยาว ๖ กิโลเมตร เพื่ออํานวยความสะดวกในการเดินทางเข้าวัดจนสําเร็จ

วัดดอยธรรมเจดีย์ ถือเป็นวัดสําคัญที่หลวงปู่กงมาท่านอยู่จําพรรษาเป็นวัดสุดท้ายและอยู่ยาวนานที่สุด นานติดต่อกันถึง ๑๗ ปี จนบรรดาพุทธบริษัทรู้จักชื่อของ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ วัดดอยธรรมเจดีย์ เช่นเดียวกับ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด ฯลฯ มาตราบจนทุกวันนี้

โดยตลอดระยะเวลา ๑๗ ปี หลวงปู่กงมา ท่านได้พัฒนาทั้งทางด้านวัตถุและด้านจิตใจ ท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งที่ได้บําเพ็ญประโยชน์เป็นชาติสุดท้ายของท่าน อันเป็นการลาวัฏฏะ โดยบําเพ็ญจริยา ๓ คือ อตฺตตฺถจริยา ญาตตฺถจริยา โลกตฺถจริยา ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ทุกประการ ดังที่พระอรหันตพุทธสาวกทั้งหลายได้บําเพ็ญประโยชน์ตามอํานาจวาสนาบารมีมาจนเป็นอริยประเพณี

ที่สําคัญ คือ ท่านได้ฝากมรดกธรรม ทั้งธรรมคําสอน ทั้งการสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นไว้อย่างสมบูรณ์หมดจดงดงาม โดยท่านได้สร้างศาสนทายาทธรรมไว้หลายองค์ ทั้งวัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านได้พัฒนาสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่จําเป็นไว้พร้อม และได้รักษาผืนป่านับพันไร่ให้เป็นมรดกของแผ่นดิน พร้อมกับวางรากฐานข้อวัตรปฏิบัติไว้อย่างแน่นหนามั่นคงเป็นปึกแผ่นให้พระ เณร ตลอดพุทธบริษัทได้เข้ามาอาศัยปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ได้อย่างสะดวกสบาย จนเป็นที่ปฏิบัติธรรมที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของวงกรรมฐานจวบจนปัจจุบันนี้ พุทธบริษัทยังหลั่งไหลเดินทางกันมาบําเพ็ญบุญ ปฏิบัติธรรมกันอย่างไม่ขาดสาย

ท่านเมตตาสร้างศาสนทายาทธรรม

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเมตตาสร้างศาสนทายาทธรรม ท่านจะสนับสนุนกุลบุตรลูกหลานในการออกบวชเป็นพระเณรในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อเป็นการบํารุง รักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงเจริญรุ่งเรืองด้วยภาคปฏิบัติ โดยท่านจะมุ่งมั่นให้ความสําคัญการฝึกฝนอบรมศิษย์ ให้เป็นพระเณรที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน และเพื่อให้เป็นครูบาอาจารย์ที่ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงธุดงควัตร อันเป็นการสร้างบุคลากรพระเณรที่ดีมีคุณธรรมไว้ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการสร้างที่ลําบากเหน็ดเหนื่อยและยากยิ่งกว่าการสร้างวัตถุใดๆ ถือเป็นการดําเนินตามปฏิปทาและเป็นการตอบแทนพระคุณท่านพระอาจารย์มั่น ที่ได้เมตตาเป่ากระหม่อมปลุกปั้นสร้างท่านมากับมือ

ซึ่งในสมัยนั้น ในการออกบวชเป็นพระภิกษุ สามเณร ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น จะต้องฝึกเป็นผ้าขาวก่อน เพื่อดูนิสัยใจคอ ความประพฤติ ความอดทนขยันหมั่นเพียร ความเคารพเชื่อฟังในครูบาอาจารย์ ฯลฯ ผ้าขาวจะต้องเรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติ รวมทั้งศึกษาศีลธรรม การทําวัตรสวดมนต์ การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา การปรนนิบัติอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ การตัดเย็บ ซัก และย้อมผ้า การดูแลรักษาบาตร ฯลฯ และจะต้องซ้อมท่องขานนาคได้อย่างคล่องแคล่ว

เมื่อครูบาอาจารย์ท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ออกบวชเป็นผู้ที่ว่านอนสอนง่าย สมควรแก่การบวชแล้ว ท่านจึงอนุญาตให้บวชต่อไป พร้อมกับให้มีการจัดเตรียมบริขารเครื่องบวชให้ถูกต้องและครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักพระวินัย

ปฏิปทาในเรื่องนี้ หลวงปู่กงมาท่านได้ดําเนินมาอย่างเคร่งครัดและคุณธรรมในเรื่องนี้ท่านเด่นมาก แม้ท่านไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่เมื่อศิษย์มีความพร้อมที่จะบวชแล้ว ท่านก็เมตตาเป็นธุระให้ โดยในระยะแรก ท่านจะพาศิษย์บรรพชาอุปสมบทด้วยองค์ท่านเอง ท่านจะพาไปบวชที่วัดป่าสุทธาวาส ในเมืองสกลนครบ้าง บวชที่อุทกุกเขปสีมา หรือสิมนํ้า (อุโบสถนํ้า) ในเขตบ้านโคกบ้าง สมัยก่อนนั้นยังไม่มีพระอุโบสถ ส่วนมากแต่ละหมู่บ้านมีหนองนํ้าก็มักจะทําสิมนํ้าเอาไว้ที่หนองนํ้านั้น ฯลฯ สําหรับพระอุปัชฌาย์ก็นิมนต์ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) บ้าง ท่านพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต บ้าง ฯลฯ เมื่อบวชแล้ว ท่านก็พากลับมาพักปฏิบัติธรรมและจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์เช่นเดิม

หลวงปู่กงมา ท่านจะเข้มงวดกวดขันพระเณรบวชใหม่มาก ให้ขยันหมั่นเพียรในการทําข้อวัตรปฏิบัติ และมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ โดยท่านทั้งปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง ทั้งเมตตาอบรมสั่งสอน โดยธรรมเนียมวัดดอยธรรมเจดีย์สมัยนั้น ในวันพระ หลวงปู่กงมาจะประชุมพระ ทุกวันพระให้พากันภาวนาทั้งคืน ท่านพานั่งตลอดทั้งคืน

ด้วยการปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน พระผู้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งเป็นผู้ที่มีอํานาจวาสนาบารมีธรรมพร้อมที่จะพ้นทุกข์และมีความเพียรภาวนา นอกจากท่านจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงทางภาคปฏิบัติเป็นที่พึ่งคอยสั่งสอนชี้แนะแล้ว ป่าเขา ถํ้า เงื้อมผา อันเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสัปปายะตามพระพุทธโอวาท รุกฺขมูลเสนาสนํฯ เช่น มหาวิทยาลัยป่าในครั้งพุทธกาลก็มีความจําเป็นมาก

ดังนั้น หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว แม้ท่านผ่านวัยกลางคนมาแล้ว แต่ด้วยธาตุขันธ์ยังสมบูรณ์แข็งแรงดี ท่านยังออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในสถานที่เปล่าเปลี่ยวและแสนทุรกันดารที่ท่านชื่นชอบ ท่านบุกป่าฝ่าดง ปีนป่ายขึ้นเขาลงเขา เข้าถํ้า ได้อย่างสะดวกคล่องแคล่ว ป่าเขาแถบเทือกเขาภูพาน ในเขตจังหวัดสกลนคร จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดมุกดาหาร ในสมัยนั้นมีสภาพเป็นดงหนาป่าทึบ มีสัตวป่าสัตว์ร้ายชุกชุมมาก และมีภูเขาอันสูงชัน ทั้งอุดมสมบูรณ์ไปเป็นด้วยถํ้า เงื้อมผา พลาญหิน ท่านล้วนไปเที่ยวธุดงค์ภาวนาแผ่เมตตาให้เป็นสถานที่สงบร่มเย็นมาแล้ว

หลวงปู่กงมาท่านออกธุดงค์เช่นนี้ เพื่อดําเนินตามปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อครั้งที่ท่านพระอาจารย์มั่นบรรลุธรรมที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่แล้ว ท่านได้ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติภาวนาตามป่าตามเขาในสถานที่เปล่าเปลี่ยว วิเวกเงียบสงัด เพื่อวิหารธรรมครองธาตุครองขันธ์ และเพื่อเมตตาบรรดาเหล่าศิษย์ที่ขึ้นภาคเหนือ ออกติดตามมาศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับท่าน ได้มีสถานที่สัปปายะ เหมาะกับการปฏิบัติธรรม

หลวงปู่กงมาท่านจะส่งเสริมให้พระเณรออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา เพื่อฝึกจิตทรมานใจ ดังที่ท่านได้ปฏิบัติมาโดยตลอด จนได้วิมุตติธรรมมาครองใจ โดยก่อนจะออกธุดงค์ตามป่าตามเขา ท่านจะเน้นให้เคร่งครัดรักษาศีล รักษาหลักธรรมวินัยเป็นสําคัญ เพราะศีล คือ รั้วกั้น เพราะศีล คือ เกราะป้องกันภัยอันตราย มีศีลคอยคุ้มครอง ทําให้อบอุ่นใจ และท่านให้ตั้งใจขยันหมั่นเพียรปฏิบัติภาวนาอย่างเอาจริงเอาจังและต่อเนื่อง เมื่อไปอยู่ป่าอยู่เขาในสถานที่เปล่าเปลี่ยวน่ากลัว เกิดความหวาดกลัวจนขนพองสยองเกล้าขึ้นมา ท่านก็จะสอนให้นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และสอนให้เปลี่ยนสถานที่บําเพ็ญ ให้ไปอยู่ในที่น่ากลัว เพื่อผลในการปฏิบัติภาวนา ดังที่ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ในธชัคคสูตรก็เหมือนกัน อรญฺเญ รุกฺขมูเล วา สุญฺญาคาเรว ภิกฺขโว อยู่ในป่าในเขาให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าระลึกถึงพระพุทธเจ้าไม่สงบให้ระลึกพระธรรม ระลึกพระธรรมไม่สงบให้ระลึกถึงพระสงฆ์ สามรัตนะนี้รัตนะใดรัตนะหนึ่งที่เหมาะกับจริตของตน รัตนะนั้นแลจะเป็นที่พึ่ง จิตใจที่เคยว้าวุ่นขุ่นมัว กลัวนั้นกลัวนี้จะสงบลงท่านบอกไว้ในธชัคคสูตร ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เวลาเราไปอยู่ในป่าในเขาจริงๆ มองไปที่ไหนมันมีแต่สัตว์ร้ายตั้งแต่ก่อน ไม่ได้เหมือนทุกวันนี้นะ ป่าเป็นป่าสัตว์ ป่าเนื้อ ป่าเสือ ป่าช้าง เต็มไปหมด ดงเหล่านี้เต็มไปหมด เราไปอยู่กับธรรม หมุนจิตเข้าสู่ธรรม ไม่ให้ออก ทีนี้ไม่ให้ออก มันก็เห็นผลประจักษ์

เพราะฉะนั้น เวลาจิตมันรู้สึกจะมีขี้เกียจขี้คร้าน หรือความเพียรมันอ่อนลงๆ หาที่แล้วนะ เปลี่ยนใหม่ ขยับเข้าหาที่กลัวๆ พอหาที่กลัวแล้ว ความขี้เกียจมันหายหน้าไป มันกลัวตาย มันก็ต้องขยันใช่ไหม ขยันภาวนาล่ะซี แล้วได้ผลขึ้นมา”

โดยในแต่ละปี พอหน้าแล้ง หลวงปู่กงมาท่านจะเมตตาฝึกฝนพระศิษย์ พาออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา เมื่อพระศิษย์ไปธุดงค์ได้ด้วยตนเองแล้ว ก็จะกราบลาท่านออกเที่ยวธุดงค์กันเอง พอใกล้เข้าพรรษาก็จะกลับมาจําพรรษากับท่าน

หลวงปู่กงมา ท่านเมตตาพาบวชพระบวชเณรไว้มากมายหลายองค์ สําหรับองค์ที่อยู่ครองสมณเพศบําเพ็ญสมณธรรมอย่างมั่นคง โดยไม่สึก และได้มาเป็นครูบาอาจารย์ ได้แก่ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม หลวงปู่สัมมา ขนฺติปาโล หลวงปู่แสน ฐานงฺกโร หลวงปู่อว้าน เขมโก ฯลฯ ซึ่งท่านเหล่านี้ถือการปฏิบัติตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต โดยดําเนินตามแบบฉบับของหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ผู้เป็นบุพพาจารย์อย่างเคร่งครัด และได้นํามาอบรมสั่งสอนพระเณรต่อไป

ส่วนการอบรมสั่งสอนชาวบ้าน ครูบาอาจารย์เหล่านี้ท่านก็จะสอนให้รู้จักหลักธรรมคําสอนขององค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนให้รู้จักศีลธรรม ให้ไหว้พระสวดมนต์ การปฏิบัติจิตตภาวนา ตามแนวทางที่ได้รับการอบรมจากหลวงปู่กงมา โดยเฉพาะการสอนชาวบ้านให้เลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัยกันอย่างจริงๆ จังๆ

ในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านในแถบภาคอีสานส่วนใหญ่นิยมนับถือผี บวงสรวงศาลปู่ตา นับถือผีนาผีไร่ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยลง จะพากันล้มโค กระบือ ฆ่าเป็ด ไก่ สุกร เพื่อเลี้ยงเจ้าที่เจ้าทาง บนบานศาลกล่าว ไม่ให้ผีมารบกวนเบียดเบียน พากันไปทรงเจ้าเข้าผี ไหว้จอมปลวก ไหว้ต้นไม้ใหญ่ ไหว้ภูผาป่าเขาไปก็มีมาก เมื่อเทียบกับหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนาแล้วเป็นเรื่องที่ผิด

การที่ผู้ป่วยคนเดียวเจ็บไข้แล้วยังไม่พอ ยังมีจิตคิดไปเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ นานาให้พลอยรับกรรมตามไปด้วย ไปฆ่าเขาถือเป็นความผิด ถ้าชีวิตเรา เขามาฆ่า เราจะดีใจไหม ลองพิจารณาดูให้ดี มนุษย์นั้นจะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวเราทํา ไม่เกี่ยวกับผี ไม่เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศอะไรเลย เป็นเพราะกรรมที่ทําลงไปทั้งสิ้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ ทําดีย่อมได้ดี ทําชั่วย่อมได้ชั่ว”

โดยท่านได้นําหลักธรรมคําสอนต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา มาแนะนําสั่งสอนให้ชาวบ้านเลิกนับถือผี ให้มายอมรับนับถือพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ครั้นชาวบ้านเจ็บป่วยลง ท่านสอนให้สวดมนต์ทําสมาธิภาวนา อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แก่เจ้ากรรมนายเวร อย่าได้มีเวร อย่าได้มีภัย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่ให้ไปไหว้เจ้าเข้าผีเหมือนเดิม สอนให้บริกรรมภาวนา “พุทโธ” “ธัมโม” “สังโฆ” เอาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ที่กราบไหว้ ที่บูชา ที่เคารพนับถือ

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๔ โปรดชาวจันทบุรี

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร กับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ได้รับนิมนต์ไปร่วมงานที่วัดดํารงธรรม อําเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี อีกครั้งหนึ่ง เสร็จจากงานแล้ว ท่านทั้งสองได้ไปพักวิเวกภาวนาอยู่ในป่าข้างๆ นํ้าตกพลิ้ว อําเภอแหลมสิงห์ และตลอดระยะเวลาร่วม ๒ เดือนที่ท่านพักอยู่ในจังหวัดจันทบุรี ได้มีศรัทธาญาติโยมมากราบนิมนต์ไปพักในที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง

ตอนเดินทางกลับหลวงปู่ฝั้นได้แวะพักที่วัดป่าบ้านฉาง เป็นเวลา ๔–๕ วัน ในช่วงเวลานั้น ชาวสวนมะพร้าวแถวนั้นกําลังเดือดร้อนกับปัญหาด้วงมะพร้าวกันมาก บางสวนมะพร้าวถูกตัวด้วงกัดกินยอดมะพร้าวตายแทบเกลี้ยง บางแห่งถึงกับต้องตัดสินใจเผาทิ้งหมดทั้งสวนก็มี มีโยมเจ้าของสวนมะพร้าวกับภรรยาได้มากราบท่าน หวังจะพึ่งพาอาศัยท่าน เพราะหมดหนทางที่จะแก้ไขแล้ว จึงกราบเรียนท่าน และขอให้ท่านเมตตาทํานํ้ามนต์ให้ เพื่อขจัดปัดเป่าความเดือดร้อนจากด้วงกินยอดมะพร้าวของพวกเขาให้หมดสิ้นไป ท่านเมตตาสงเคราะห์ช่วยเหลือเขา โดยการทํานํ้ามนต์ให้ พร้อมหยิบไม้สีฟันของท่านให้ไปด้วย ๔–๕ อัน พร้อมทั้งกําชับให้เขาตั้งใจภาวนา “พุทโธ” ให้ดี แล้วให้เอาไม้สีฟันไปเหน็บที่มุมสวนทั้ง ๔ มุม กับให้เอานํ้ามนต์ไปพรมรอบๆ สวนด้วย

เมื่อโยมเจ้าของสวนมะพร้าวกับภรรยากลับไปสวนแล้ว ได้ทําตามที่หลวงปู่ฝั้นท่านเมตตาแนะนําทุกประการ อีก ๒ วันต่อมา ก็ได้กลับมาหาท่านอีก เมื่อกราบท่านแล้ว ก็ยกมือไหว้ท่วมหัว พร้อมกราบเรียนว่า ความเดือดร้อนทั้งปวงเหือดหายไปอย่างอัศจรรย์น่าเหลือเชื่อ บัดนี้ตัวด้วงทั้งหลายได้หายไปจากสวนของตนจนหมดสิ้นแล้ว ไม่ต้องเผาสวนทิ้งเหมือนกับเจ้าของสวนคนอื่นๆ

เรื่องทํานองนี้ หลวงปู่สุวัจน์ เล่าว่า “หลวงปู่ฝั้นเคยช่วยศิษย์ของท่านที่เป็นเจ้าของไร่นา เขาไปร้องไห้รําพันกับท่านว่า ทํานาแต่ละปีไม่ได้ผล นาล่มทุกปี พอถึงเวลาข้าวออกรวงก็จะมีพวกหนอน เพลี้ย ปู มากัดกินต้นข้าว รวงข้าว เสียหายหมด ขอให้ท่านช่วยเมตตาด้วย เขามาร้องไห้ฟูมฟายมากมาย ท่านก็เมตตาสงสารเขา ท่านไปที่นาของเขา ไปยืนกําหนดจิตที่คันนา ปรากฏว่าปีนั้นนาข้าวของเขาได้ผลดี นํ้าท่าบริบูรณ์ หนอน เพลี้ย ปู มันคลานหนีออกจากที่นาหมด”

ออกจากบ้านฉาง หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ท่านได้พาคณะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยแวะพักที่วัดเขาน้อยท่าแฉลบ เพื่อรอเรือโดยสารเข้ากรุงเทพฯ

ด้วยในระยะนี้ แม้ท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ให้ความอบอุ่นคุ้มครองพระเณรศิษย์ของท่านเรื่อยมา เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว บรรดาพระเณรวงกรรมฐานก็ยังได้รับการสนับสนุน คุ้มครองดูแลจากพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองอย่างดียิ่งและต่อเนื่อง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ชื่น สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศฯ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) วัดบรมนิวาส ล้วนทรงทราบและทราบถึงการบํารุงรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาของครูบาอาจารย์กองทัพธรรมฯ มีประโยชน์มากมายมหาศาล จึงทรงให้และให้การปกครองด้วยความเป็นธรรมและด้วยความเมตตา พร้อมสนับสนุนคุ้มครองดูแลตลอดมา

เมื่อครูบาอาจารย์วงกรรมฐาน ท่านมีกิจนิมนต์หรือกิจจําเป็นจะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยความเคารพเทิดทูนในสมเด็จพระสังฆราชเจ้าและสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ นอกจากท่านจะเข้าพักที่วัดสระปทุมแล้ว ท่านยังแวะเข้ากราบนมัสการเยี่ยมเยียนและเข้าพักที่สองวัดนี้เสมอๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง วงกรรมฐาน กับ ฝ่ายปกครอง ในสมัยนั้น ซึ่งต่างฝ่ายต่างบําเพ็ญประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติร่วมกันอย่างแท้จริง จึงเป็นไปอย่างแนบแน่น ราบรื่นดีงาม และช่วยเหลือสนับสนุนเกื้อกูลกันมาตลอด โดยฝ่ายปกครองที่ปกครองด้วยความเป็นธรรม มีความ สัมพันธ์เป็นดั่งพ่อแม่ของวงกรรมฐาน เป็นวาสนาบารมี เป็นเกียรติ และเป็นความสะดวกสบายในการปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมของวงกรรมฐาน

ดังนั้น เมื่อหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา และคณะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในครั้งนี้ จึงได้แวะกราบเยี่ยมเยียนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) และพักที่วัดบรมนิวาส ซึ่งท่านทั้งสองก็ได้พบกับท่านพ่อลี ธมฺมธโร ซึ่งท่านเพิ่งกลับจากจําพรรษาที่ภาคใต้ จังหวัดสงขลา สมเด็จฯ ท่านให้ความเมตตาท่านทั้งสามมากเป็นพิเศษ ในบั้นปลายสมเด็จฯ ท่านสนใจการปฏิบัติภาวนามาก มักจะให้ท่านทั้งสามแนะนําการปฏิบัติให้ เมื่อสมเด็จฯ ท่านนํามาปฏิบัติก็ได้รับความอัศจรรย์ในธรรมปฏิบัตินั้นเสมอๆ ก็ยิ่งเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน

ท่านทั้งสามมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน พรรษาก็ใกล้เคียงกันมาก และก็เป็นศิษย์โปรดของท่านพระอาจารย์มั่น ต่างได้รู้จักกันมาตั้งแต่เป็นภิกษุหนุ่ม ถือเป็นครอบครัวกรรมฐานเดียวกัน บัดนี้ ต่างล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว อายุ ๕๐ กว่าปี และเป็นพระอริยบุคคลแล้ว หลวงปู่กงมา กับ ท่านพ่อลี เป็นพระอรหันต์ ส่วนหลวงปู่ฝั้นท่านเป็นพระอนาคามี และต่อมาได้เป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศ จึงสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก ท่านทั้งสามได้พักอยู่ที่วัดบรมนิวาสด้วยกัน ได้พูดคุยสนทนาธรรมกันอย่างเพลิดเพลินรื่นเริงในธรรม พักจนถึงเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ก็เข้ากราบลาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ได้พาคณะเดินทางกลับจังหวัดสกลนคร ส่วนท่านพ่อลีท่านเดินทางขึ้นภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ และจําพรรษาที่ผาแด่น อําเภอแม่แตง

พ.ศ. ๒๔๙๕ รับภาระหนักเพราะเมตตา

ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๕ มีพระเณรได้มาอยู่ศึกษาธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ มีพระอยู่ ๖–๗ องค์ มีเณรอยู่ ๓ องค์ มีผ้าขาวบ้าง ๑ หรือ ๒ คน ในสมัยนั้นอาหารขบฉันไม่ได้มีอุดมสมบูรณ์ งบนํ้าอ้อยก้อนเดียว ต้องบิแบ่งกันฉัน ๓–๔ องค์ พวกนํ้าตาล นํ้าอ้อย โกโก้ กาแฟ นํ้าปานะ ไม่มีให้เห็น เพราะฉะนั้นเวลาฉันอะไร ท่านจะสอนให้พิจารณาปฏิสังขาโย ไม่ให้ติดในรสชาติของอาหาร

ในการอบรมสั่งสอนพระเณร หลวงปู่กงมา จะมีปฏิปทาคล้ายคลึงกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ในพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๕ นี้ มีพระเณรเพิ่มจํานวนมากขึ้น แม้ท่านทราบดีว่า จะต้องมีภาระหนักเพิ่มขึ้นไปด้วย ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยอดทนในการอบรมสั่งสอน และต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพระเณร ด้วยอํานาจความเมตตาของหลวงปู่กงมาที่มีต่อบรรดาพระเณร ซึ่งมีความจําเป็นต้องเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่ง ก็เหมือนดังเมื่อครั้งที่ท่านเป็นพระภิกษุหนุ่มออกธุดงค์ติดตามครูบาอาจารย์ ท่านก็ได้พบกับท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นก็ให้ความเมตตาอบรมสั่งสอนท่านมาโดยตลอด เมื่อท่านได้รู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว ก็หวังให้ท่านนําธรรมนั้นมาอบรมสั่งสอนพระเณรรุ่นหลัง เพื่อเป็นการบํารุงรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาและปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานให้มั่นคงและยั่งยืนสืบต่อไป ท่านจึงยินดีน้อมรับภาระอันหนักมากนั้นด้วยความเคารพเทิดทูนบูชาและเต็มใจยิ่ง

หลวงปู่กงมา ท่านเมตตาอบรมสั่งสอนทั้งศิษย์ภายใน คือ พระภิกษุ สามเณร ผ้าขาว และศิษย์ภายนอก คือ บรรดาญาติโยมที่เดินทางมาศึกษาธรรม ตลอดจนคณะอุบาสก อุบาสิกาที่ไปรักษาศีลอุโบสถเป็นประจําทุกวันพระ เพราะธรรมเป็นที่พึ่งได้จริง ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่” ดังนั้น ในแต่ละปี จึงมี พระ เณร และญาติโยมเดินทางมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านเพิ่มมากขึ้น

หลวงปู่กงมา ท่านได้บําเพ็ญตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่บรรดาศิษย์อย่างเคร่งครัดและเสมอต้นเสมอปลายตลอดทั้งพรรษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันพระ ท่านจะพาศิษย์ถือเนสัชชิก ท่านนําไหว้พระสวดมนต์และเทศน์อบรม จากนั้นท่านพานั่งสมาธิภาวนาตลอดทั้งคืน ปฏิปทาของท่านเป็นที่น่าเคารพเลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง มีชาวบ้านหลายคนมาบอกปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ รักษาศีล เลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเพิ่มมากขึ้น นับว่าท่านได้ยังประโยชน์แก่หมู่ชนเป็นอันมาก

การถือธุดงค์ในช่วงเข้าพรรษา หลวงปู่กงมาพาดําเนินตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นปรกติของวัดป่ากรรมฐานอยู่แล้ว ท่านพาพระเณรสมาทานธุดงค์กัน เป็นต้นว่า ออกบิณฑบาตทุกวัน เว้นแต่ไม่ฉัน ฉันเฉพาะอาหารที่ได้จากบิณฑบาต อาหารนํามาถวายทีหลังไม่รับ การฉันนั้น ฉันมื้อเดียว อาสนะเดียว ฯลฯ

ในตลอดเข้าพรรษา ๓ เดือน เป็นช่วงหน้าฝน บรรยากาศที่วัดดอยธรรมเจดีย์ อากาศดีมาก เย็นสบาย สถานที่ก็วิเวกเงียบสงัดสัปปายะมาก ที่สําคัญ คือ มีหลวงปู่กงมาเป็นครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงในธรรม เป็นครูบาอาจารย์สัปปายะคอยเมตตาอบรมสั่งสอน นอกจากนี้แล้วยังมี หมู่คณะสัปปายะ อาวาสสัปปายะ โคจรสัปปายะ โภชนสัปปายะ อุตุสัปปายะ ฯลฯ ซึ่งล้วนส่งเสริมการบําเพ็ญภาวนาเป็นอย่างดี ดังนั้น ในพรรษา พระเณรบางท่านก็สมาทานเนสัชชิก ไม่นอน ๓ วันบ้าง ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง บางท่านก็อดอาหาร ผ่อนอาหารบ้าง ต่างเร่งความเพียรภาวนากันอย่างเอาจริงเอาจัง เมื่อมีปัญหาธรรม ท่านก็เมตตาเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยได้ พระเณรจะเพลิดเพลินในการบําเพ็ญภาวนาเป็นอันมาก

กล่าวถึงเรื่องธุดงค์ ธุดงค์เป็นข้อปฏิบัติขั้นอุกฤษฏ์ ซึ่งเพิ่มจากพระวินัย เป็นการฝึกหัดจิตให้มีสัจจะ ให้มีความกล้า เป็นสัลเลขเครื่องขัดเกลากิเลส นักปฏิบัติจึงนิยมสมาทานตามความ สามารถที่จะปฏิบัติได้ ทําให้การปฏิบัติของแต่ละท่านได้อุบายและมีปัญหาธรรมะที่จะกราบเรียนถามอาจารย์อยู่เสมอ อาจารย์ก็มีโอกาสที่จะอธิบายขยายธรรมให้ศิษย์ได้รับฟังอย่างกว้างขวาง

ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๕ กิจนิมนต์ที่กรุงเทพฯ จันทบุรี

ในระยะนี้ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา มักเดินทางไปไหนด้วยกันเสมอ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านทั้งสองมีกิจนิมนต์เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เมื่อเสร็จกิจนิมนต์แล้ว ก็ได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดจันทบุรี เพื่อร่วมกันโปรดบรรดาพุทธบริษัท ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้มีหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม เป็นพระติดตาม ในครั้งนี้หลวงปู่ฝั้นได้แสดงอํานาจจิตอัศจรรย์ของท่านให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง โดย หลวงปู่กงมา เล่าไว้ดังนี้

“สมัยหนึ่งหลวงปู่ฝั้นได้ธุดงค์ไปยังจังหวัดจันทบุรี ท่านได้้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมในงานศพมีผู้มาฟังธรรมเป็นจํานวนมาก ในขณะที่ท่านแสดงธรรมอยู่นั้น มีคนกลุ่มหนึ่งไม่สนใจในธรรมที่ท่านแสดง เล่นหมากรุก เมาสุรา ส่งเสียงเอะอะโวยวายรบกวน ท่านจึงส่งกระแสจิตไปปราบพวกขี้เหล้าเหล่านั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง ขี้เหล้าเหล่านั้นหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว บางคน ยืนอ้าปาก บางคนถือหมากรุกในมือ บางคนคอพับ ไม่สามารถไหวติงได้ จนกระทั่งท่านแสดงธรรมให้พรจบลง เดินทางกลับ ขี้เหล้าเหล่านั้นจึงกลับมาสู่ภาวะความเป็นปกติได้”

หลวงปู่ฝั้น กับ หลวงปู่กงมา ท่านได้พาคณะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยแวะพักที่วัดเขาน้อยท่าแฉลบ ระหว่างรอเรือโดยสารเข้ากรุงเทพฯ หลวงปู่กงมาท่านบอกให้หลวงปู่อุ่นอยู่จําพรรษาที่วัดเขาน้อยท่าแฉลบ โดยท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า หลวงปู่อุ่นเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไว้วางใจได้ อายุพรรษา ๑๐ แล้ว จะเป็นหลักให้กับพระ เณร และศรัทธาญาติโยมได้เป็นอย่างดี จึงอยากให้อยู่จําพรรษาช่วยรักษาวัดที่ท่านสร้างขึ้นมาตามพระดําริของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ชื่น สุจิตฺโต) แต่หลวงปู่อุ่นท่านไม่สะดวก โดยท่านกราบเรียนให้เหตุผลว่า “ท่านไม่อยากอยู่ พูดภาษาภาคกลางไม่ได้” ท่านจึงไม่ได้จําพรรษา

กลับจากจันทบุรี หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ท่านได้แวะเข้าพักที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นท่านก็เดินทางกลับจังหวัดสกลนคร โดยมีคณะศิษย์จากกรุงเทพฯ บ้าง จากจังหวัดจันทบุรีบ้าง และจากจังหวัดอื่นบ้าง ติดตามไปรับการอบรมธรรมจากท่านทั้งสองกันหลายคน พร้อมทั้งคณะทายกทายิกา ที่เป็นลูกศิษย์ประจําอยู่ก่อน ก็ชักชวนคนรู้จักมาเข้ารับการอบรมด้วยเป็นจํานวนมาก เป็นเหตุให้ท่านทั้งสองต้องมีภาระในการรับแขกและอบรมสั่งสอนมากยิ่งขึ้น แต่ท่านก็ไม่เคยแสดงอาการท้อแท้ หรือเบื่อหน่ายให้ใครได้พบเห็น

ร่วมงานสําคัญของครูบาอาจารย์

ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๖ เมื่อหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ กลับมาพักที่วัดดอยธรรมเจดีย์ได้ไม่นาน ท่านก็เดินทางไปร่วมงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินโน และร่วมงานวันบูรพาจารย์ ภูริทัตตเถรานุสรณ์ ซึ่งในงานสําคัญๆ ของครูบาอาจารย์ อันเป็นงานของวงกรรมฐาน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมแล้ว ท่านมักเดินทางไปร่วมงาน ไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัทเสมอๆ

ท่านพระอาจารย์กู่ ท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นทั้งญาติใกล้ชิดสนิทสนม เป็นทั้งสหธรรมิกที่เคยร่วมธุดงค์กับหลวงปู่ฝั้น และท่านเป็นสหธรรมิกของหลวงปู่กงมา ทั้งสองเคยรับการอบรมธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นมาด้วยกัน มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเหมือนกัน

ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ท่านพระอาจารย์กู่ อาพาธหนักด้วยโรคฝีฝักบัวที่ต้นคอกําเริบและทราบว่าท่านใกล้จะมรณภาพ ท่านได้เทศน์สอนพระเณรไว้เสมอว่า “ถ้าเราทําความดีถึงที่แล้ว เรื่องของการตาย เราไม่ต้องหวาดหวั่นเลย ให้รีบร้อนเด็ดเดี่ยวปฏิบัติภาวนากัน” และท่านได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๖ ท่านได้ฝากคติธรรมอันเลิศเลอ นับเป็นเกียรติประวัติอันเลื่องลือและงดงามยิ่งของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และนับว่าสมเกียรติแก่ท่านผู้ได้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนามาโดยแท้

ในขณะที่ท่านพระอาจารย์กู่จะสิ้นลมปราณนั้น คงเหลือแต่ท่านพระอาจารย์กว่า สุมโนน้องชาย และพระ ๑ องค์ เณร ๑ องค์ ผู้เฝ้าปฏิบัติอย่างใกล้ชิด ได้เห็นท่านพระอาจารย์กู่นั่งสมาธิทําความสงบแน่นิ่งอยู่ เฉพาะส่วนภายใน โดยมิได้หวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อมรณภัย และสิ้นลมหายใจในอิริยาบถท่านั่งสมาธิอย่างสงบ ณ ถํ้าเจ้าผู้ข้า ภูพาน

เมื่อท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินโน ถึงแก่มรณภาพ ท่านพระอาจารย์กว่าจึงได้ร่วมกับชาวบ้านเชิญศพของท่านบรรจุหีบนํามาไว้ที่วัดป่ากลางโนนภู่ อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อจัดงานบําเพ็ญกุศลและฌาปนกิจศพถวายท่านพระอาจารย์กู่ มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ได้มาร่วมงานกันมากมาย เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป ฯลฯ

หลวงปู่กงมา ท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์มั่นมาก หลังเสร็จจากงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์กู่ ท่านได้เดินทางไปร่วมงานวันบูรพาจารย์ ภูริทัตตเถรานุสรณ์ หรือวันรําลึกวันคล้ายวันถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร ซึ่งการจัดงานสําคัญนี้ขึ้นในปีแรกๆ นั้น ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง หลวงปู่หล้า ฯลฯ ท่านให้ความสําคัญงานนี้มากและมักเดินทางไปร่วมงานเสมอๆ

ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ มักแวะพักวัดดอยธรรมเจดีย์

ด้วยวัดดอยธรรมเจดีย์ มีทําเลสถานที่ตั้งเป็นศูนย์กลางที่จะเดินทางต่อไปยัง จ.นครพนม จ.มุกดาหาร จ.บึงกาฬ ซึ่งสมัยนั้นในแถบ ๓ จังหวัดนี้ มีสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติของภูเขา ผืนป่า และสัตว์ป่า เป็นที่สัปปายะเหมาะเป็นสถานที่ธุดงค์ไปปฏิบัติภาวนา อีกทั้งเป็นวัดของครูบาอาจารย์ ซึ่งมี หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเป็นเจ้าอาวาส

ในสมัยที่ หลวงปู่กงมา ท่านอยู่พํานักและจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จึงมีบรรดาครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่คําพอง ติสฺโส ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป ฯลฯ ก่อนที่จะออกธุดงค์ต่อไปในจังหวัดดังกล่าว ได้พากันแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนสนทนาธรรม มากราบฟังธรรม และมาพักแรมปฏิบัติธรรมกันเป็นประจํา

ด้วยพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ในสมัยก่อนนั้นท่านมีเป้าหมายในการออกบวชเพื่อมรรค ผล นิพพานกัน ท่านจะให้ความเคารพบูชากันและสนิทสนมรักใคร่กันเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ ดังที่เรียกกันว่า “ครอบครัวกรรมฐาน” เมื่อท่านธุดงค์ไปไหน มีวัดครูบาอาจารย์อยู่ในละแวกนั้น ท่านจะแวะเข้าไปกราบคารวะฟังธรรม และขอพักค้างภาวนากัน ครูบาอาจารย์ท่านก็จะเมตตาต้อนรับให้การดูแลเป็นอย่างดี

เมื่อมีบรรดาครูบาอาจารย์ พระ เณรแวะมาวัดดอยธรรมเจดีย์ หลวงปู่กงมาท่านจึงยินดีให้การต้อนรับธรรมปฏิสันถารและดูแลกันอย่างเต็มที่ ดังเช่น

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ท่านแวะมาพัก ในประวัติหลวงปู่หล้า บันทึกไว้ดังนี้

“ก่อนไปวัดป่าบ้านห้วยทราย พักอยู่วัดโพธิสมภรณ์คืนหนึ่งแล้ว ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก็ส่งขึ้นรถยนต์มาลงสกลนคร พักอยู่ (วัดป่า) สุทธาวาส ๑ คืน ก็เดินทางด้วยฝีเท้ามาพักวัดป่า-บ้านโคก (วัดป่าวิสุทธิธรรม) กับท่านพระอาจารย์อุ่นหนึ่งคืน แล้วไปพักวัดดอยธรรมเจดีย์ประมาณ ๗ วัน เอาฟืนช่วยหลวงปู่กงมาอยู่บ้าง”

ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านอาจารย์พระมหาบัว และคณะมาพัก ในประวัติหลวงปู่คําพอง (น้อย) ปญฺญาวุโธ บันทึกไว้ดังนี้

“ท่านพระอาจารย์บุญช่วยพาสามเณรน้อย เดินทางไปวัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร เพื่อรําลึกวันคล้ายวันถวายเพลิงศพหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต สามเณรน้อยได้พบหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ครั้งแรก และท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ได้อยู่กับหลวงตาพระมหาบัวด้วย

สามเณรน้อยเห็นหลวงตาพระมหาบัวแล้วเกิดศรัทธา จึงขออนุญาตท่านพระอาจารย์บุญช่วย ติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและหลวงตาพระมหาบัว กลับไปวัดป่าบ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร ระหว่างทางที่เดินธุดงค์ได้ไปพักอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ได้มีโอกาสกราบ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นครั้งแรก”

เทพบันดาลแมวมาวัดดอยธรรมเจดีย์

เรื่องแมวกับพระนี้ทําให้เรา (องค์หลวงตาพระมหาบัว) สะดุดใจ ดูว่าได้เคยพูดบ้างแล้วเกี่ยวกับเรื่องแมวนะ มันเหมือนกับว่า เทวดาบันดาลใจสัตว์อะไรก็ไม่ทราบ ยกตัวอย่างขั้นต้นก็คือวัดดอยธรรมเจดีย์ ตั้งแต่สร้างวัด ไม่เคยมีแมวเลย ไม่มีไม่ปรากฏ…

อะไรก็ตาม ถ้าครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ พูดอะไรแปลกๆ อย่างท่านอาจารย์กงมา วัดดอยธรรมเจดีย์ ก็เห็นได้ชัดมาก คือหนูมากัดหมอนสามเหลี่ยมท่านแหลกหมด ท่านก็โว้กว้ากขึ้นบ้าง เพราะนิสัยท่านอาจารย์กงมา ก็ตามชื่อท่านแหละ ตรงไปตรงมา เห็นหนูมันมากัดหมอนท่านแหลกเหลวหมด เฮ้ย ! มันยังไงกันวะ ท่านเลยทําท่าขู่เฉยๆ ไม่ได้มีเจตนาอะไรนี่ ว่าหนูนี้ทําไมมาทําลายศาสนา ท่านว่างั้นนะ มาทําลายศาสนา มาหากัดหมอนของครูบาอาจารย์ท่านใช้อยู่นี่ มันหนูยังไง หือ แมวไปไหนนะ หนูมันพิลึกพิลั่นเวลานี้นะ มาทําลายศาสนา แมวมาช่วยหน่อย มาไล่หนูบ้าง ท่านไม่ได้บอกให้มากัดหนู แมวมันเป็นยังไง นี่หนูเพ่นพ่านมากเหลือเกิน ท่านว่า ตอนเช้าท่านก็ทําท่าขู่แล้วก็หายไปเลย ท่านบอกว่า พูดขู่เฉยๆ นี่

ธรรมดาหนูกับแมว มันเป็นข้าศึกกัน ท่านเลยเอาแมวมาขู่เล่น นี่มันแปลกตรงนี้นะ พอตกกลางคืนมาในวันนั้น ท่านก็นั่งภาวนาอยู่ตรงหมอนนั่นแหละ เพราะเย็บเสร็จแล้วก็เอาทําเป็นหมอนพิง จุดตะเกียงโคมรั้วหรี่ๆ วางไว้ข้างๆ ไม่ให้แสงไฟส่องตา นั่งภาวนาเหนื่อย ท่านก็ลืมตาขึ้น ที่ไหนได้แมวมานั่งอยู่ข้างๆ นี่ซิมันน่าแปลกประหลาด คือไม่เคยมีแมวเลย ไม่เคยเห็นแมวมาก่อนเลยตั้งแต่สร้างวัด

ท่านพูดตอนเช้านั้น ตกกลางคืน พอลืมตาขึ้น ที่ไหนได้แมวมันมานั่งอยู่นี่ อ้าว ! แมวมายังไงนี่ แมวก็วิ่งหนีเลย แปลกนะ จากนั้นมาแมวตัวนี้ทําให้เห็นเรื่อยๆ นะ ตั้งแต่วันนั้นล่ะ ไปเตาไฟก็เห็นรอยมันอยู่ในเตาไฟ นี่ล่ะเหตุที่ท่านจะดักเอานะ ท่านบอกให้พระเณรดักแมว เอาคอกเอาอะไรมาดัก เตาไฟเป็นเตาไฟต้มนํ้าร้อน ไม่ใช่เตาหุงต้มอาหารการกินอะไรแหละ เห็นรอยมันเหยียบขี้เถ้าอะไรอยู่แถวนั้น ก็เลยเอากับมาดักแล้วเอาอาหารใส่ในนั้น สุดท้ายมันก็ไปติดจริงๆ

พอติดก็เลยเอามาเลี้ยงไว้ เอาอาหารเอาอะไรๆ ให้กินเลยกลายเป็นแมววัดไป แล้วท่านเป็นผู้สอนมัน มึงอย่าไปกัดหนูนะ หนูก็เป็นลูกศิษย์กู มึงก็เป็นลูกศิษย์กู เป็นลูกศิษย์ทั้งสอง สูอย่ารังแกกันนะ ท่านสอนมัน ก็เอามาเลี้ยงไว้แล้วนี่จะทํายังไง ดักได้แล้ว เวลาให้มันกินก็สอนมัน มันก็ไม่ทําไมจริงๆ แต่หนูอย่าไปกัดหมอนนะ ท่านว่างั้น ถ้ากัดหมอนวันไหน ต้องเห็นหัวหนูอยู่นั้นด้วย มันสําคัญจริงๆ นะท่านว่า มันอะไรพูดไม่ถูก นี่เรื่องหนึ่งที่ท่านร้องหาแมว แล้วกลางคืนแมวก็มานี้อันหนึ่งนะ แล้วก็เลี้ยงไว้ไม่ให้มันกัดหนู แต่ถ้าหนูกัดหมอนวันไหน ตรงที่หมอนขาดนั้นน่ะ หัวหนูจะอยู่ที่นั่น คือแมวมันเอาตัวไปกินแล้วๆ มันเหลือหัวไว้ให้ มันคงจะมาบอกครูบาว่า นี่ไม่ให้กัดยังไง ก็หมอนขาดทั้งลูกนี่ ก็เอาแต่หัวมันมาไว้นี่ ความหมายว่างั้นนะ

ท่านบอก เป็นอย่างนั้นจริงๆ แปลกเหลือเกิน ถ้าหากหนูไม่กัดหมอน มันไม่ทําอะไร จะยั้วเยี้ยๆ ขนาดไหนก็ไม่เป็นไร มันก็อยู่อย่างนั้นล่ะ ไม่สนใจอะไร เราเป็นแต่เพียงปรามมันไว้ มึงอย่าไปยุ่งหนูนะ บางทีแมวนั่งอยู่กับคน หนูมันก็วิ่งผ่านไปผ่านมา ไฟมีอยู่อย่างนี้ แล้วแมวก็นั่งอยู่กับคน หนูก็วิ่งผ่านไปผ่านมา มึงอย่าไปยุ่งกับหนูนะ ท่านขู่ไว้เรื่อย ท่านว่างั้น มันก็ไม่ทําไม บทเวลามันกัดหมอนล่ะซี กัดวันไหนเป็นได้เรื่องวันนั้น เอาหัวหนูมาไว้นั้นเลยล่ะ ท่านว่างั้น มันแปลกจริงๆ นี้อันหนึ่ง

เราพูดจะว่าไปเข้าเนื้อเข้าตัว เราจะพูดตามหลักความจริง ไม่ว่าพูดอะไร เราเอาหลักความจริงมาพูดทั้งนั้น อันนี้เราก็อยู่ห้วยทราย ๔ ปีเหมือนกัน ปีจะออกจากห้วยทราย มันก็แบบเดียวกัน ห้องนี้เอาหมอนมัดแขวนลงมาเป็นพวงเต็มอยู่นี้นะ แล้วหนูมันเลยขึ้นกัดสายนั้นขาดลงมา แล้วกัดหมอนนี้แหลกหมดเลย อู๋ย ! นุ่นนี้เต็มหมดในห้อง…

มันมาบันดลบันดาลอย่างนั้นนะ มันแปลกอยู่ เหมือนกับเทวดาสังหรณ์ใจสัตว์ก็ไม่รู้นะนี่เราพูดตามความจริง ก็พระก็เห็นเป็นพยานอยู่ด้วย ก็อย่างนั้นแล้วเป็นยังไง พูดถึงแมวตอนเช้า ตอนบ่ายปัดกวาดก็ไปเห็น ก็ ๒ ชั่วโมงเท่านั้น เสียงร้องอ่าวๆ มาแล้ว ไม่เคยเห็นนะแมวตัวนั้นตั้งแต่สร้างวัด มาเห็นวันนั้นแหละ มันก็แปลกอยู่ เหมือนว่าจะมีเทวดาบันดลสังหรณ์ใจสัตว์ให้มา

เพราะเรื่องเหล่านี้ในชาดกก็มี ที่พระสารีบุตรท่านเจ็บท้อง แล้วพระโมคคัลลาน์ก็เลยถาม ว่า อาหารชนิดไหนที่ถูกกันท้องไม่กําเริบ ท่านบอกว่า อาหารอย่างนั้นๆ ท่านก็พูดอย่างนี้แล้ว เทวดาได้ยิน ทราบล่ะซิ เลยไปบันดลบันดาลจิตใจประชาชนให้เขาทําอาหารนั้นมาให้พระสารีบุตร นั่นก็มันมีอย่างนั้นนะ นี่ก็บอกชัดๆ ว่าเทวดาทราบ เทวดาบันดลใจเขา ให้เขาทําอาหารประเภทนั้นมาถวายพระสารีบุตร โรคท่านก็สงบไปเลย ว่างั้นนะ มันก็มีอย่างนั้น อันนี้ลักษณะมันคล้ายคลึงกัน อย่างท่านอาจารย์กงมา ท่านก็เหมือนกัน แล้วที่วัดเรานี้ก็เหมือนกัน แต่ก่อนก็ไม่เคยเห็นแมว ทางนู้น ก็ไม่เคยเห็นแมว มันก็มีมาอย่างนั้น นี้ก็ไม่เคยก็มีมาอย่างนี้

ทีนี้อย่างหลวงปู่ขาวก็อีกเหมือนกัน พูดเรื่องช้าง ช้างก็มา ท่านรําพึงถึงช้างใหญ่ตัวนั้น ช้างใหญ่ตัวนี้ มันหายไปนานแล้ว มันตายแล้วเหรอ ไม่เห็นมานานแล้ว หรือถูกเขายิงตายแล้วหรือไงนะ ท่านรําพึงตอนบ่าย ตอนกลางคืนมันก็มาหาท่าน นั่นเห็นไหมล่ะ …

มันผิดสังเกตแต่เสือนี่แหละ ท่านว่านะ หมาเดือน ๙ เดือน ๑๒ มันคึกคะนอง เสียงมันกัดกันอึกทึกในวัด ภาวนาไม่สะดวก เราก็เลยรําพึง เสือดงนี้ไม่มีเหรอ หมามันอึกทึกเหลือเกิน มาไล่หมาให้สักหน่อยน่ะ พอดีวันหลังมาเสือมาไล่หมาจริงๆ แต่มันผิดเจตนาเรา เราบอกให้ไล่เฉยๆ มันเอาไปกินเสียตัวหนึ่ง มันเลยเอาหมาไปกินเสียตัวหนึ่ง ตั้งแต่นั้นหมาไม่มาอีกเลย

ท่านว่า ไอ้เสือตัวนี้ดื้อ ไม่ฟังคําสอน ท่านพูดน่าฟัง พอพูดถึงเสือ เสือก็มา แต่บอกให้มาไล่หมา มันไม่ไล่ซิ มันเอาตัวหนึ่งไป ท่านว่า นี่พูดถึงเรื่องความบันดลบันดาล มันแปลกๆ อยู่นะ แปลกอยู่ มันเหมือนกับมีเทวดาคอยสังเกตดูลักษณะอย่างนั้น อย่างท่านอาจารย์กงมานี้ก็เป็น ท่านอาจารย์ขาวก็เป็น อย่างเรานี้ประสีประสาอะไร พูดมันก็เป็นให้เห็นชัดๆ เพียง ๒ ชั่วโมง ตั้งแต่สร้างวัดมาไม่เคยเห็นแมว ทําไมมาในระยะ ๒ ชั่วโมง แล้วก็มาเรื่อยๆ แหละ

พ.ศ. ๒๔๙๗ ให้หลวงปู่อุ่นไปภาวนาถํ้าผากง

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ให้ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม พระหลานชายไปอยู่ภาวนาบนภูพาน แถบถํ้าผากง ตําบลกกตูม อําเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ในปัจจุบัน ซึ่งสถานที่แห่งนี้ภาวนาดีมาก

หลวงปู่กงมา ท่านได้ธุดงค์มาบุกเบิกในเขตอําเภอดงหลวง ซึ่งมีสภาพเป็นภูเขา ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ และมีสัตว์ป่าสัตว์ร้ายชุกชุมมาก บนเขามีถํ้า เงื้อมผา เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัดสัปปายะมาก มีรุกขเทวดาอาศัยกันมาก สมัยนั้นเป็นหมู่บ้านเล็ก มีบ้านเรือนไม่กี่หลังคา ชาวบ้านทําไร่ ทํานา ฐานะยากจน เหมาะเป็นสถานที่ปลีกวิเวกซ่อนเร้น เพื่อบําเพ็ญภาวนาของบรรดาพระเณร ถํ้าที่สําคัญๆ ในบริเวณนี้ ได้แก่ ถํ้าพระผาป่อง ถํ้าผากง ซึ่งอยู่ในเขตตําบลกกตูมและตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันมากนัก ถํ้าทั้งสองแห่งนี้มีอาณาบริเวณเป็นภูเขา มีผืนป่ากว้างขวางมาก และเป็นสถานที่มงคล “ภาวนาดีมาก”

ที่ถํ้าพระผาป่อง ต้องเดินขึ้นเขาสูงชันมาก อันเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านขัวสูง บนยอดเขาวันดีคืนดี ในวันพระวันสําคัญ จะมีลูกไฟแสงสีสวยงามมาก ลอยจากเขาลูกนี้ไปเขาอีกลูกหนึ่งซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ลอยไปแล้วก็ลอยกลับ พระที่มาปฏิบัติธรรมและคนเฒ่าคนแก่เห็นเป็นประจํา บนเขามีถํ้า มีหน้าผา อากาศดี มีวิวทิวทัศน์ธรรมชาติป่าเขาเขียวขจีสวยงามมาก เหมาะเป็นที่ปฏิบัติภาวนา เมื่อหลวงปู่กงมาเดินธุดงค์มาบุกเบิกปฏิบัติธรรม ท่านได้พบพระพุทธรูปโบราณเก่าแก่หลายองค์อยู่ในถํ้า ท่านได้อัญเชิญกลับไปบูชา สถานที่แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นสถานที่พักของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ปัจจุบัน ได้พัฒนาเป็นวัด ชื่อ วัดถํ้าพระผาป่อง

ส่วนที่ถํ้าผากง ซึ่งไกลออกไปจากถํ้าพระผาป่องราว ๑๕ กิโลเมตร หลวงปู่กงมาท่านก็ได้เดินธุดงค์มาบุกเบิกปฏิบัติธรรม มีกุฏิของท่านอยู่บนหน้าผา สาเหตุที่ต้องอยู่บนหน้าผา เพราะด้านล่างมีโขลงช้างเดินอยู่บริเวณนั้น ยังมีร่องรอยช้างเอาหลังเปื้อนโคลนถูผนังถํ้าเป็นรอยค้างติดอยู่ และท่านก็ได้พบพระพุทธรูปโบราณชํารุดเช่นกัน หลวงปู่ผ่าน ปญฺญาปทีโป ท่านเคยเดินธุดงค์มาเมื่อสมัยยังเป็นภิกษุหนุ่ม ท่านเล่าว่า “ที่ถํ้าผากง ท่านพระอาจารย์กงมา ท่านเคยมาเอาพระพุทธรูปเศียรขาดอันเนื่องมาจากตกลงมากับพื้น ท่านเอาไปบูรณะต่อเศียร” บนถํ้าผากงมีผึ้งจํานวนมาก ต่อมาได้นํามาตั้งชื่อวัด หลวงปู่กงมาท่านเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมที่นี่ จนทหารห้ามเข้าพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าท่านอาจจะได้รับอันตราย เพราะทางราชการถือเป็นเขตพื้นที่สีแดง มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาหลบอาศัยกันมากเหมือนที่ถํ้าพระผาป่อง

ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้ได้พัฒนาสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานอีกแห่งหนึ่ง ชื่อ วัดป่าภูผาผึ้ง วัดมีพื้นที่ป่ากว้างใหญ่มาก พื้นที่ที่วัดซื้อไว้กับพื้นที่ที่ทางการให้ทางวัดดูแล รวมแล้วนับหมื่นไร่ สถานที่แห่งนี้วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก มีภูเขา ป่าไม้ ต้นนํ้า ร่มรื่นมาก และมีนํ้าอุดมสมบูรณ์ ทางวัดได้ดูแลรักษาอนุรักษ์ผืนป่าแห่งนี้ไว้เป็นมรดกของชาติ และได้ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยมีท่านพระอาจารย์กงมาเป็นบุพพาจารย์

หลวงปู่อุ่น ท่านเล่าว่า อยู่ที่ถํ้าผากง ภาวนาดีมาก จึงอยู่ติดต่อกัน ๗–๘ ปี จนกระทั่งท่านพระอาจารย์กงมามรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ จึงกลับมาวัดป่าวิสุทธิธรรม การอยู่ในที่นี้ปีแรกจําพรรษาบนยอดเขา ได้รับความลําบากมาก เพราะต้องบิณฑบาตไกลมาก จึงไม่ไปบิณฑบาตโดยเฉพาะในฤดูฝน ญาติโยมทาง อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ พากันเอาข้าวสาร พริก เกลือ งาคั่ว มาถวาย เพื่อให้ผ้าขาวนึ่งข้าวถวายพระ หลวงปู่อุ่นเล่าว่า การฉันปีนั้นต้องฉันพริกและงาคั่วตลอดพรรษา ไม่มีอาหารอย่างอื่น นํ้าปลาก็ไม่มี ปลาร้าก็ไม่มี นานเข้าก็ชินไปเอง ฉันเพื่อระงับความหิวเท่านั้น จะขึ้นลงภูก็ต้องเดินตามทางช้าง และต้องใช้ไม้เท้าด้วยเพื่อกันลื่นล้ม

การปฏิบัติปรารภความเพียร ณ สถานที่แห่งนี้ดีมาก วันหนึ่งเกิดนิมิตเห็นเทพมากราบแล้วบอกว่า อยากฟังสวดมนต์ เพราะอยู่นานแล้วยังไม่ได้ฟังสวดมนต์สักครั้ง แม้หลวงปู่จะไปนอนแล้ว เขาก็ยังตามไปบอกอีกว่า อยากฟังสวดมนต์ และยังเรียกชื่อท่านถูกด้วย หลวงปู่บอกว่า ได้ยินเสียงเรียกชื่อท่าน “อุ่น… อุ่น…” แต่ครั้นมองดูกลับไม่เห็นมีคน ท่านว่า เสียงเรียกชื่อนั้นไม่ได้เข้ามาทางเดินจงกรม แต่หลีกมาทางอื่น

ครั้นออกพรรษาแล้ว จึงย้ายลงมาอยู่เชิงเขา พอจะบิณฑบาตได้ หมู่บ้านที่ไปบิณฑบาตมีเพียง ๑๐ หลังคาเรือน ชาวบ้านก็ยากจน แต่ก็พอได้ข้าวมาบ้าง กุฏิที่ใหม่นี้เวลาฝนตกมักจะรั่วและยุงชุมมาก ต้องอยู่ในกลดตลอด ออกมาข้างนอกไม่ได้ แต่เป็นการบังคับให้นั่งสมาธิในกลดไปในตัว บริเวณที่อยู่ใหม่นี้ พระบอกว่า มีเทวดาอยู่ที่ยอดไม้ หลวงปู่ท่านไม่เชื่อ วันหนึ่งนั่งภาวนาจิตสงบ เกิดแสงสว่างจ้าขึ้นเหมือนกับแสงไฟนีออน ปรากฏเห็นผู้คนหลั่งไหลมาเป็นจํานวนมาก มีพระเณรรวมอยู่ด้วย พากันเดินลงไปสู่นรก จากนั้นก็เห็นปราสาทสว่างไสวงดงาม มีพรมปูพื้นอยู่ ทําให้ท่านนึกอยากเข้าไปนั่งบนพรมนั้น

ต่อมาท่านได้เล่านิมิตนี้ให้ท่านพระอาจารย์กงมาฟัง ท่านพระอาจารย์กงมาบอกท่านว่า “อย่าไปติดในรูปาวจรกุศล ไปเห็นนางฟ้าเทวดา อย่าไปติดมันเด้อ หยุด หยุด”

หลวงปู่กงมา ท่านได้บําเพ็ญประโยชน์สงเคราะห์ญาติอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ นอกจากท่านเอาใจใส่ดูแลทางธรรมแก่หลวงปู่อุ่น หลานชายท่านแล้วตั้งแต่วันออกบวช ทั้งเมตตาอบรมสั่งสอน ทั้งพาออกธุดงค์ ทั้งแนะนําสถานที่ปฏิบัติธรรมให้ ฯลฯ ส่วนโยมมารดาของหลวงปู่อุ่น ซึ่งเป็นโยมพี่สาวของท่าน ได้ป่วยเป็นอัมพาต หลวงปู่กงมาท่านก็เมตตาแวะมาเยี่ยมเยียนอาการ ท่านเอาใจใส่ดูแลจนโยมพี่สาวถึงแก่กรรม ท่านก็ดูแลจัดงานศพให้ โดยท่านนําศพของโยมพี่สาวไปฌาปนกิจที่วัดดอยธรรมเจดีย์

พ.ศ. ๒๔๙๘ ศิษย์กราบลาออกธุดงค์ ท่านกลับไปเยี่ยมจันทบุรี

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเมตตาสั่งสอนอบรมและพาพระศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์มาต่อเนื่องหลายปี จนพระศิษย์ซึ่งเป็นภิกษุหนุ่มมีประสบการณ์อยู่ป่าอยู่เขาแล้วเที่ยวธุดงค์ตามลําพังได้แล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ พอหน้าแล้ง พระศิษย์ได้พากันกราบลาท่านออกเที่ยวธุดงค์บนเทือกเขาภูพาน โดยมาพักปฏิบัติธรรมในบริเวณป่าเชิงเขาภูถํ้าโพรง บ้านสร้างแก้ว ต.สร้างค้อ อ.ภูพาน จ.สกลนคร ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นหมู่บ้านเล็ก มีประมาณ ๑๐ หลังคาเรือน และพื้นที่ก็เป็นป่าที่หนาแน่น มีสัตว์ป่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นช้าง เสือ กวาง หมูป่า และกาลต่อมาได้พัฒนาสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานเพื่อสืบทอดปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่น ชื่อ วัดป่าถํ้าโพรง วัดมีพื้นที่ ๑,๕๐๐ ไร่ บรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น เหมาะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอีกแห่งหนึ่ง

ส่วนหลวงปู่กงมา ในปีนี้ท่านกลับไปโปรดพระ เณร และญาติโยมที่จังหวัดจันทบุรี ไปพักที่วัดทรายงาม โดยในปีนี้ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพาคณะศิษย์ พระ เณร แม่ชี และโยมแม่ของท่าน เดินทางไปจังหวัดจันทบุรี ไปพักและจําพรรษาที่วัดสถานีทดลองเกษตร ซึ่งหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท สร้างถวาย ท่านเทศน์ไว้ดังนี้

“วัดทรายงามนี้เป็นเริ่มแรก ท่านอาจารย์มหาทองสุก กับท่านอาจารย์กงมา ไปอยู่ที่นั่น จําพรรษาที่นั่น ท่านอาจารย์กงมาท่านบอกว่า ท่านจําพรรษาอยู่ที่นั่น ๕ ปีที่วัดทรายงาม ท่านไปสร้างวัดที่นั่น วัดทรายงามมีพระมาบวชเยอะนะ ตอนนั้นมีท่านอาจารย์จันทร์ด้วย ท่านอาจารย์มหาทองสุก ท่านอาจารย์กงมา มีแต่พระองค์สําคัญด้วยนะไปสร้างวัด ไปอยู่ที่วัดทรายงาม จากนั้นท่านอาจารย์กงมาท่านก็มาอยู่บ้านโคก นาสีนวล สร้างวัดดอยฯ อาจารย์มหาทองสุกสุดท้ายท่านก็มาเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส แล้วเสียที่นั่น ท่านอาจารย์จันทร์สุดท้ายก็มาอยู่ที่วัดจันทาราม จ.หนองคาย ท่านก็มาเสียที่นั่น มีแต่พระองค์สําคัญนะเหล่านี้น่ะ

ที่ว่าวัดทรายงามนี้เป็นทรายขาวนะ โอ๋ย ! ขาวสวยงามมาก ตอนนั้นเป็นปี ๒๔๙๘ เราไปสร้างวัดที่สถานีทดลอง (ปัจจุบัน คือ วัดชากใหญ่) ท่านอาจารย์กงมาท่านกลับไปเยี่ยมที่จันท์เหมือนกัน ท่านไปพักที่วัดทรายงามนี่แหละ เราก็ไปสร้างวัดที่สถานีทดลอง พอทราบว่าท่านมา ก็ไปเยี่ยมท่านที่วัดทรายงาม เพราะฉะนั้นจึงได้ไปเห็นวัดนั้นเป็นครั้งแรก

ท่านก็เล่าเรื่องให้ฟังว่า ท่านอยู่ที่นี่ จําพรรษาที่นี้ ๕ ปี ท่านว่า ไปทราบเอาตอนนั้นแหละ ตอนท่านกลับไปเยี่ยมวัดทรายงาม เยี่ยมจันท์ คือท่านมาอยู่ทางนี้แล้ว นี่ตอนหลวงปู่มั่นมรณภาพแล้ว ท่านอาจารย์จันทร์ ท่านอาจารย์มหาทองสุก ท่านอาจารย์กงมา แล้วท่านอาจารย์ลีเรา แรกๆ ท่านอาจารย์ลีก็ไป แล้วถัดกันเรื่อยๆ ไป…

จึงว่าจันท์นี่มีพระองค์สําคัญๆ ไปตั้งฤกษ์ตั้งแถวเป็นปฐมฤกษ์ได้ดีมากทีเดียว ท่านอาจารย์ลี ท่านอาจารย์กงมา ท่านอาจารย์จันทร์ เหล่านี้มีแต่พระสําคัญๆ อาจารย์มหาทองสุกที่มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดสุทธาวาส จากนั้นผ่านไปผ่านมา เราก็ไปตอน ๒๔๙๘ จําพรรษาที่นั่น ๒๔๙๘ เริ่มแรกไปจันท์ ๒๔๙๕ ที่ขโมยหนีหมู่เพื่อนไปนะ”

หลวงปู่กงมา เมื่อท่านกลับจากจังหวัดจันทบุรี มากรุงเทพฯ ก็มีญาติโยมรับท่านไปพักที่วัดอโศการาม อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ในช่วงนั้น ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านเพิ่งได้รับการถวายที่ดินสร้างวัดอโศการาม เพื่อเตรียมรองรับงานใหญ่สําคัญ คือ งานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ หรืองานฉลองกึ่งพุทธกาล ซึ่งการก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยดี ท่านพ่อลีได้พาท่านและคณะไปเยี่ยมชมวัดต่างๆ ที่ท่านได้ไปบุกเบิกสร้างไว้ในจังหวัดลพบุรี และได้แวะกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ที่จังหวัดสระบุรีด้วย พักอยู่ที่วัดของท่านพ่อลีในจังหวัดลพบุรีได้ ๗–๘ วัน หลวงปู่กงมาท่านก็พาคณะเดินทางกลับไปจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์

พ.ศ. ๒๔๙๙ งานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระมหาวีรวงศ์

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ในบั้นปลายชีวิตท่านเห็นประโยชน์และความสําคัญ การเผยแผ่ธรรมปฏิบัติของกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ-อาจารย์มั่น ท่านจึงให้การส่งเสริมสนับสนุนวงกรรมฐานอย่างจริงจัง สมเด็จฯ ท่านรู้จักและให้ความเมตตาหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ตั้งแต่เมื่อครั้งติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระ-อาจารย์มหาปิ่น มาเผยแผ่ธรรมปฏิบัติที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้นมา และได้ช่วยสมเด็จฯ ท่านสร้างวัดป่าสาลวัน วัดป่าศรัทธารวม ในอําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

และภายหลังจากที่สมเด็จฯ ท่านมาขอขมาท่านพระอาจารย์มั่น ในงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์เสาร์ วงกรรมฐานได้รับความร่มเย็นเป็นอันมาก ต่อมาสมเด็จฯ ท่านก็ได้หันมาสนใจศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง โดยมีครูบาอาจารย์ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นหลายองค์คอยถวายธรรมะแนะนํา ดังนั้น ในระยะนี้จึงมีบรรดาครูบาอาจารย์เข้าไปพักที่วัดบรมนิวาสกันเป็นประจํา เช่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ท่านเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองที่มีบทบาทและอํานาจในการปกครองคณะสงฆ์มาก เมื่อสมเด็จฯ ท่านได้เห็นความสําคัญและสนับสนุนฝ่ายกรรมฐาน ความสัมพันธ์จึงเป็นไปอย่างราบรื่นดีงามและให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดียิ่ง ทําให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ได้ขยายผลในกรุงเทพมหานคร จังหวัดภาคกลาง และภาคต่างๆ อย่างกว้างขวางและรวดเร็วมาก

โดยในระยะก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นั้น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี ท่านอาจารย์พระมหาบัว ฯลฯ เมตตารับกิจนิมนต์มาโปรดญาติโยมชาวกรุงเทพฯ และภาคกลาง โดยเฉพาะท่านพ่อลี ท่านกําลังพาคณะศิษย์สร้างวัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เป็นวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก เพื่อเตรียมจัดงานสําคัญครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคกึ่งพุทธกาล คือ งานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ หรืองานฉลองกึ่งพุทธกาล โดยมีท่านพ่อเฟื่อง หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่ถวิล ฯลฯ เป็นกําลังหลักสําคัญ ซึ่งในขณะสร้างวัดเพื่อเตรียมจัดงานนี้ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ท่านอาจารย์พระมหาบัว ฯลฯ ท่านได้แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนให้กําลังใจและได้อยู่ช่วยงานนี้

เมื่อศรัทธาญาติโยมจากกรุงเทพมหานครและภาคกลาง ได้มากราบบําเพ็ญบุญ ฟังธรรมกับครูบาอาจารย์แล้วเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาเป็นอันมาก ทําให้พระป่าเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น และต่อมาได้มาเป็นกําลังสําคัญในการสนับสนุนทุนทรัพย์สร้างเสนาสนะที่จําเป็น ตลอดศาสนถาวรวัตถุตามวัดป่ากรรมฐานทางภาคอีสาน เช่น กุฏิ ศาลา ห้องนํ้าพระประธาน กําแพงล้อมผืนป่า โบสถ์ วิหารเจดีย์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ดังที่องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ชาติไทยของเราอยู่ได้ด้วยการเฉลี่ยเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันอย่างนี้เอง นั่นแหละ ทางโลกก็อาศัยกันแบบนี้ ทีนี้ทางธรรม ทุกวัดทุกวา วัดบ้านวัดป่า ได้อาศัยการสนับสนุนจากทางภาคกลางทั้งนั้น เราไปที่ใดเห็น เห็นที่ไหนบอกชัดเจนเลย ออกมาจากภาคกลาง อะไรหรูหราฟู่ฟ่าขนาดไหนก็ตาม นี่ดูซิอย่างกําแพงวัดป่าบ้านตาด มาจากไหน กําแพงวัดป่าบ้านตาดมาจากภาคกลาง”

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ท่านได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร โดยอาการสงบด้วยโรคชรา สิริรวมอายุได้ ๘๙ ปี นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบริหาร การปกครอง คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวจังหวัดอุบลราชธานี กําหนดการพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นงานใหญ่โตและสําคัญมากในสมัยนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เลื่อมใสศรัทธาเป็นเจ้าภาพพิมพ์พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ แจกเป็นที่ระลึกในงาน

ในระยะนี้จึงมีพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระ-อาจารย์มั่น พระเณร พุทธบริษัท ตลอดข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน เดินทางมากราบศพและร่วมงานพระราชทานเพลิงศพของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง ท่านพ่อลี เมื่อท่านทราบข่าวการมรณภาพของสมเด็จฯ ท่านรีบเดินทางมาเข้าร่วมประชุมและช่วยจัดการงานศพนี้ ส่วนหลวงปู่กงมาท่านก็ได้เดินทางมาร่วมช่วยงานศพนี้เช่นกัน

หลวงปู่กงมา เมื่อเสร็จจากงานศพ ท่านได้กลับไปพักและจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ อบรมสั่งสอนพระ เณร ญาติโยมต่อไป โดยก่อนเข้าพรรษาก็เริ่มมีพระ เณร มาพึ่งพาอาศัย ขออยู่จําพรรษาศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านมากขึ้น

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ครั้นพอออกพรรษาแล้ว ท่านพัฒนาวัดดอยธรรมเจดีย์ ด้วยการสร้างเสนาสนะที่จําเป็น เช่น กุฏิ ห้องนํ้า ยังขาดแคลนไม่เพียงพอต่อการรองรับพระ เณร ตลอดศรัทธาญาติโยมซึ่งนับวันจะมีจํานวนเพิ่มมากขึ้น ท่านจึงได้พาพระ เณร ญาติโยมในการบูรณะกับการก่อสร้างถาวรวัตถุที่จําเป็นเพิ่มขึ้นตามลําดับ

เฝ้าเยี่ยมอาพาธท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ เกิดอาพาธล้มป่วยลง เนื่องจากท่านเจ้าคุณฯ อุทิศชีวิตตรากตรําทํางานอย่างหนัก เพื่อพระพุทธศาสนาและเพื่อวงกรรมฐาน ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของครูบาอาจารย์องค์สําคัญหลายองค์ และท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือของวงพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ-อาจารย์มั่น เมื่อครูบาอาจารย์ทราบข่าวนี้แล้ว ท่านจึงได้รีบรุดเดินทางไปกราบเยี่ยมอาการอาพาธ

หลวงปู่กงมา ท่านให้ความเคารพท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์มาก เมื่อวัดโพธิสมภรณ์มีงาน ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก็จะอาราธนานิมนต์บรรดาครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่มีคุณธรรมไปเมตตาโปรดบรรดาพุทธบริษัทอยู่เป็นประจํา หลวงปู่กงมาท่านก็รับนิมนต์ไปร่วมงาน เมื่อท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์อาพาธ ท่านก็ไปเฝ้าเยี่ยมอาการ

ในสมัยนั้นครูบาอาจารย์เมื่อท่านมีกิจนิมนต์หรือผ่านไปจังหวัดอุดรธานี ท่านก็จะเข้าไปพักที่วัดโพธิสมภรณ์กันเป็นประจํา โดยมีการบันทึกภาพสําคัญของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ กับ บรรดาครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ในหลายวาระ ภาพหนึ่งที่พุทธบริษัทคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและได้นํามาใส่กรอบกราบไหว้บูชา คือ ภาพที่บันทึกร่วมกันที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในวัดโพธิสมภรณ์ ในภาพนั้นมีด้วยกัน ๙ องค์ คือ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา หลวงปู่จันทร์ ท่านอาจารย์พระมหาบัว หลวงปู่บัว หลวงปู่อ่อนสา

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล เล่าว่า “พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์นี้ ท่านส่งเสริมการปฏิบัติสายกัมมัฏฐานนี้มาก บางทีเราไปพักกับท่าน ตอนเช้าเวลาฉัน ท่านจะเตือนพระสายกัมมัฏฐานว่า พวกเจ้าเคยทําอย่างไรก็ให้ทําอย่างนั้น เคยฉันในบาตรก็ให้ฉันในบาตร อย่าไปทําอย่างพวกนักเรียนเขา นับว่าท่านช่วยส่งเสริมพระสายกัมมัฏฐานเป็นอย่างมากทีเดียว”

ในระยะนี้ จึงเป็นช่วงที่บรรดาครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน ได้มีโอกาสพบกันอยู่บ่อยครั้ง เพราะต่างองค์เมื่อทราบข่าวนี้แล้ว ต่างก็แวะเวียนไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนและเฝ้าดูแลอาการกันอยู่เสมอๆ เช่น หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านอาจารย์พระมหาบัวญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ฯลฯ ซึ่งครูบาอาจารย์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นพระศิษย์ผู้ประพฤติปฏิบัติตามข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคร่งครัด

หลวงปู่กงมา ท่านเฝ้าเยี่ยมอาการอาพาธท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์อยู่ระยะหนึ่ง เมื่ออาการของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ดีขึ้นแล้ว จากนั้นท่านก็กลับวัดดอยธรรมเจดีย์ ซึ่งระยะนั้นกําลังเข้าสู่ปีสําคัญทางพระพุทธศาสนา คือ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นปีฉลองกึ่งพุทธกาล และเป็นปีที่วงกรรมฐานรวมกันแน่นหนามั่นคงแล้ว บรรดาครูบาอาจารย์ศิษย์รุ่นอาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ด้วยกัน เป็นต้นว่า หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่พรหม หลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี ท่านอาจารย์พระมหาบัว ฯลฯ ท่านได้อยู่ประจําเป็นหลักเป็นแหล่ง เป็นเสาหลักที่พึ่งให้กับบรรดาพระเณรในวงกรรมฐานแล้ว โดยเฉพาะหลวงปู่กงมา ท่านอยู่พํานักและจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ บัดนี้ได้ผ่านมานาน ๑๐ ปี จํานวนพระเณรแต่ละปีที่มาขอพึ่งท่าน จึงได้เพิ่มมากขึ้นตามลําดับ

ในงานฉลองกึ่งพุทธกาลที่ใกล้จะถึงนี้ บรรดาครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านจะได้ร่วมกันประกาศเกียรติยศศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อันมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นต้นสกุล ให้พุทธบริษัททั้งประเทศได้ทราบ ได้เคารพเลื่อมใสศรัทธา และจะได้ร่วมกันบันลือสีหนาทแสดงธรรมอันเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ ให้โลกทั้งหลายได้ประจักษ์และรํ่าลือกันว่า มรรค ผล นิพพาน ไม่เคยหมดเขตหมดสมัย ยังครบถ้วนสมบูรณ์ และยังคอยท้าทายนักปฏิบัติอยู่เสมอ เป็นดังที่พระพุทธองค์ทรงตอบคําถามแก่ผู้กราบทูลถาม ก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า

“ผู้ใดมีความสนใจใคร่ต่อการปฏิบัติธรรมที่เราแสดงไว้ชอบแล้ว ผู้นั้นจะได้รับความเป็นธรรมอยู่ตลอดกาล ทั้งที่ตถาคตยังมีชีวิตอยู่ และตถาคตนิพพานไปแล้ว เพราะสวากขาตธรรมไม่นิยมกาล สถานที่ บุคคล แต่เป็นอกาลิโกอยู่ตลอดกาล ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมอยู่ตราบใด พระอรหันต์จะไม่สูญสิ้นจากโลกอยู่ตราบนั้น”

พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านร่วมช่วยงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ

ที่มาของการจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ หรืองานฉลองกึ่งพุทธกาล เกิดขึ้นเมื่อคืนวันวิสาขบูชา วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ได้ประกาศหลังแสดงพระธรรมเทศนาจบลงว่า “เราจะจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษในปี ๒๕๐๐ ที่วัดอโศการาม”

ท่านพ่อลี ยํ้าเหตุที่จะทํางานนี้ว่า ๑) ช่วยหมู่คณะ ๒) เพื่อเกียรติพระศาสนา ๓) เพื่อรักษาข้อปฏิบัติให้ไปสู่จุดหมาย คือ พระนิพพาน…

ท่านพ่อลี ท่านได้นิมนต์ครูบาอาจารย์สําคัญๆ ที่เป็นศิษย์เคยผ่านการฝึกฝนอบรมจากท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ให้มาร่วมประชุมงานประชุมกองทัพธรรมฯ ที่วัดอโศการาม ซึ่งท่านก็ได้นิมนต์หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา ฯลฯ สหธรรมิกที่สนิทสนมคุ้นเคยของท่านมาร่วมประชุม ในครั้งนั้นถือว่ามีพระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่นมาประชุมช่วยงานกันถึง ๘๐๐ รูป มากที่สุดในประเทศไทย โดยมี หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นองค์ประธานในที่ประชุม

การจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ มีกําหนดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๑–๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยจัดครอบคลุมช่วงวันวิสาขบูชา วันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๖ และวันอัฏฐมีบูชา หรือวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันแรม ๘ คํ่า เดือน ๖

ด้วยกําลังทรัพย์ที่มีตอนเริ่มแรกเพียง ๒๐๐ บาท แต่ท่านพ่อลี ได้นําคณะศรัทธาจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นได้อย่างยิ่งใหญ่ เกรียงไกร สมเกียรติ สมศักดิ์ศรียิ่งกว่าชาติใดๆ ในโลกที่นับถือศาสนาพุทธจัดงานเฉลิมฉลองในขณะนั้น เพราะในกึ่งพุทธกาล ชาติไทยมีพระอรหันต์มากที่สุดในโลก และเป็นงานที่ท่านพ่อลีซึ่งเป็นพระอรหันต์จัดขึ้นเอง และมีพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นที่เป็นพระอรหันต์เดินทางมาช่วยจัดงานนี้กันมากมาย เช่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่กงมา ท่านอาจารย์พระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ฯลฯ ยิ่งใกล้วันงาน คณะศรัทธายิ่งหลั่งไหลมาตามลําดับ

แม้จะต้องใช้เงินทุนทรัพย์จํานวนมากมายมหาศาล เพื่อจัดงานนี้ให้สําเร็จลุล่วง แต่ท่านพ่อลีกลับไม่อนุญาตให้ศิษย์ขอรับการสนับสนุนงบประมาณใดๆ จากทางราชการ แสดงให้เห็นถึงอํานาจบารมีธรรมของท่านพ่อลี ตลอดบรรดาครูบาอาจารย์วงกรรมฐานได้แผ่ไปทั่วทั้งประเทศโดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ คณะศิษย์และศรัทธาญาติโยมเมื่อทราบข่าว ต่างหลั่งไหลเดินทางกันมาช่วยงานและมาบริจาคเงินจัดงานนี้มากบ้าง น้อยบ้าง ตามกําลังทรัพย์ กําลังศรัทธา

พ่อแม่ครูอาจารย์นําโดยหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้นํากองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานจํานวนมากมาช่วยงาน ได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่สาม อกิญฺจโน หลวงปู่คําดี ปภาโส หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่ซามา อจุตฺโต ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่ถวิล จิณฺณธมฺโม ฯลฯ ขณะที่ฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ โดยสมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) ในขณะดํารงสมณศักดิ์ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ก็ได้นํากําลังมาสมทบ

การจัดงานสําคัญในครั้งนี้ มีการสร้างเสนาสนะ ศาลา และอาคารโรงครัวขนาดใหญ่ ฯลฯ พร้อมจัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดการจัดงานรวม ๑๙ วัน เกิดเหตุการณ์สําคัญและเหตุแปลกประหลาดอัศจรรย์หลายประการ เป็นต้นว่า พระธุดงค-กรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางมาร่วมงานกันมาก นับตั้งแต่งานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นเป็นต้นมา ในครั้งนี้ถือได้ว่าสูงสุดมากเป็นประวัติการณ์ มีผู้ออกบวชเป็นพระ เณร แม่ชี ตาปะขาว ฯลฯ รวมแล้ว ๒,๔๗๐ ท่าน นับว่าสูงที่สุด นับตั้งแต่มีการจัดงานบวชมา มีพุทธบริษัทจํานวนมากหลั่งไหลกันมาจากจังหวัดต่างๆ ถึง ๕๕ จังหวัด มีเงินบริจาคในงาน ๘ แสนกว่าบาท ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นยอดเงินที่สูงมาก ส่วนอาหาร นํ้าดื่ม ข้าวของเครื่องใช้ ธูป เทียน ดอกไม้ ฯลฯ ซึ่งต้องใช้จํานวนมหาศาล ก็มีคนหลั่งไหลนํามาบริจาคกันจนมากมายเพียงพอ ในงานฝนก็ไม่ตก แม้มีฟ้าร้องส่งเสียงดังครืนๆ และเมฆฝนก็ตั้งเค้าจะตกหนักก็ไม่ตก แต่หลังจากเสร็จงานแล้ว ในวันถัดมาได้เกิดฝนตกเทลงมาอย่างหนัก

งานฉลองกึ่งพุทธกาล ทุกอย่างล้วนจัดด้วยความตั้งใจและมีเจตนาอันสะอาดบริสุทธิ์ใจ ทั้งนี้เพื่อบํารุงรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาและปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน จึงบรรลุผลสําเร็จด้วยดีทุกประการ ซึ่งล้วนเกิดจากอํานาจแห่งพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ อํานาจแห่งครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ทั้งพระอริยบุคคลจํานวนมากที่มาในงาน และอํานาจแห่งความสามัคคีพร้อมเพรียง ความเสียสละอดทน ความขยันขันแข็งของหมู่คณะพระเณรศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดอํานาจแห่งเทวตานุภาพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย

หลวงปู่กงมา ท่านได้ช่วยงานท่านพ่อลี สหธรรมิกที่สนิทสนมคุ้นเคยของท่าน ตั้งแต่สมัยบุกเบิกเผยแผ่ธรรมปฏิบัติที่จันทบุรีร่วมกันมานานถึง ๖ ปี มาในครั้งนี้ท่านก็ได้มาเป็นกําลังหลักสําคัญอยู่ช่วยงานนี้โดยตลอดจนงานสําเร็จลุล่วงด้วยดี

ด้วยงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษหรืองานฉลองกึ่งพุทธกาลเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และสําคัญมาก ท่านพ่อลี ท่านถึงกับปฏิญาณตนไว้ว่า “พร้อมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน” เมื่อท่านมีหลวงปู่กงมามาช่วยงาน ซึ่งท่านทั้งสองรู้จักสนิทสนมกันมาตั้งแต่เป็นภิกษุหนุ่ม ได้ญัตติพร้อมกัน เคยจําพรรษา เคยออกธุดงค์ร่วมทุกข์ร่วมสุข เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย และเคยบุกเบิกเผยแผ่ธรรมปฏิบัติที่จังหวัดจันทบุรีมาด้วยกัน บัดนี้ต่างเป็นพระอรหันต์ด้วยกัน ด้วยหลวงปู่กงมาท่านได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ที่เป็นเลิศทางด้านปัญญาและด้านเทศนาธรรม นับว่าท่านพ่อลีได้ผู้ช่วยเป็นที่ปรึกษาที่ดี รู้ใจ วางใจและตายแทนกันได้ ท่านย่อมเกิดความอบอุ่นใจเป็นอันมาก และยิ่งมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ซึ่งเป็นครอบครัวกรรมฐานเดียวกัน ตลอดพระเณรในวงกรรมฐานมาช่วยงานกันอย่างล้นหลาม ท่านยิ่งเกิดความมั่นใจ เชื่อมั่น ทําให้เกิดกําลังใจอย่างใหญ่หลวงที่จะทํางานนี้ให้สําเร็จลุล่วง

โดยงานนี้ท่านพ่อลีก็ได้ท่านอาจารย์พระมหาบัวมาเป็นกําลังสําคัญหลักอีกองค์หนึ่งที่ได้อยู่ช่วยงานจนสําเร็จ และท่านได้ตั้งใจมอบตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดอโศการามให้ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ตั้งแต่ท่านอาจารย์ลีท่านอยู่ ท่านก็เมตตา พัวพันเกี่ยวข้องกับเราตลอด เวลามีงาน ท่านจะสั่งให้ไปตลอดเลย นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังจะให้เราเป็นเจ้าอาวาสอีก เราปัดทันทีเลย อ้าว ! ท่านพูดจริงๆ ตอนนั้นท่านอาจารย์กงมาก็อยู่ด้วยกัน ว่าจะให้มหาบัวมาเป็นเจ้าอาวาส จะมาเป็นเจ้าอาวาสยังไง ท่านอาจารย์จะไปไหน ไปไหนก็ไป ไม่ใช่คนตาย ท่านว่าอย่างนั้นนะ เราก็นึกในใจ เราก็ไม่ใช่คนตาย จะไปรับง่ายๆ เหรอ เราก็คิดเหมือนกันนี่นะ เอาจริงเอาจังนะท่านเจ้าคุณอาจารย์ลี ท่านจริงจัง พอท่านล่วงไปแล้วก็เจ้าคุณเทพฯ (พระเทพโมลี) นี่ล่ะมาเป็นเจ้าอาวาสต่อ”

หลังจากเสร็จงานนี้แล้ว หลวงปู่กงมาท่านก็ลาท่านพ่อลีและหมู่คณะ เดินทางกลับไปจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านได้เมตตาเล่าถึงความยิ่งใหญ่อลังการในการจัดงานฉลองกึ่งพุทธกาล ซึ่งยากที่จะมีผู้ใดมาเป็นผู้นําจัดงานนี้ได้ ทั้งกล่าวยกย่องชื่นชมสรรเสริญคุณธรรม และอํานาจวาสนาบารมีธรรม ตลอดความสามารถของท่านพ่อลี สหธรรมิกของท่าน ให้กับบรรดาพระ เณร ญาติโยมฟังอยู่เสมอๆ จะได้มีกําลังใจในการปฏิบัติธรรมและรักษาข้อวัตรปฏิบัติ เพื่อบํารุงรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาและปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานให้ยั่งยืนสืบต่อไป

ด้วยองค์พระบรมศาสดาทรงประทานพระศาสนาไว้ ๕,๐๐๐ ปี บัดนี้ล่วงมา ๒,๕๐๐ ปี หรือกึ่งพุทธกาลแล้ว ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ที่หลวงปู่กงมาได้พูดคุยสนทนาธรรมกัน ล้วนแล้วแต่เป็นนักรบธรรมเดนตาย เด็ดเดี่ยวพากเพียร แทบเป็นแทบตายด้วยกันมา ไม่มีองค์ไหนที่ปฏิบัติสะดวกสบายแล้วได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่กงมาท่านจึงนํามาเตือนพระ เณร และญาติโยมให้รีบเร่งขวนขวายปฏิบัติธรรมกัน ดังที่ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ถึงแค่ ๕,๐๐๐ ปี เรียกว่า หมด ตั้งแต่นี้ก็คิดดูซิ ๒,๕๐๐ ปี ที่มีศาสนา มีครูมีอาจารย์ มีวัดมีวาอยู่ มันก็เห็นต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ กิเลสมันเข้าตีตลาดๆ จนศาสนาจะไม่มีแล้วเวลานี้ ในศาสนา วัดวาที่เห็นก็เป็นมหาภัยอยู่ในนั้น เพราะกิเลสไม่อายใคร มันมีกําลังมากเท่าไร ยิ่งทําลายมากๆ นี่ล่ะในย่านกึ่งพุทธกาลก็เป็นอย่างนี้ และต่อไปนี้ก็ยิ่งจะร้อนมากๆ เข้าไป ธรรมนี่ลดลงๆๆ ในระยะนี้เราก็เห็นแล้วเวลานี้ จึงว่าใครจะฝึกหัดดัดแปลงตนเองก็ให้รีบเร่งเสียนะ ถ้าเชื่อธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ไปได้ไม่มากก็น้อย ไปเพื่อความสุข ความเจริญ ถ้าไม่เชื่อแล้วมีทางเดียว มีแต่จะจมท่าเดียวๆ ท่าอื่นไม่มี ถ้าเชื่อธรรมแล้วเหมือนมีที่ยึดที่เกาะ ไม่จมโดยถ่ายเดียว ยังมีที่ยึดที่เกาะเอาไว้”

ในปีนี้ พอถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม กับ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ก็ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ กับ พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ ตามลําดับ ซึ่งหลวงปู่กงมาท่านก็ย่อมแสดงมุทิตาจิตยินดีกับท่านพระอาจารย์สิงห์ และ ท่านพ่อลี ซึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พร้อมกันในครั้งนี้

พ.ศ. ๒๕๐๑ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าประชวรหนักและสิ้นพระชนม์

นอกจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ให้การสนับสนุนส่งเสริมวงกรรมฐานแล้ว ก็มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต) อีกพระองค์หนึ่ง พระองค์ท่านทรงรู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐานเป็นอย่างดี เพราะต่างเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส บํารุงรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง พระองค์จึงทรงให้ความคุ้มครอง สนับสนุน และส่งเสริมการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นมาโดยตลอด

ก่อนที่จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์ทรงเคยมาประทับแรมที่วัดทรายงามกับหลวงปู่กงมา และทรงเคยสะพายบาตรแบกกลดออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขากับหลวงปู่กงมา พระองค์ทรงเยี่ยมเยียนและทรงประทับแรมอยู่วัดครูบาอาจารย์ ทรงปกครองวงกรรมฐานด้วยความเป็นธรรมเสมอมา ทรงมีนํ้าพระทัยเมตตา และมีพระจริยาวัตรอันนุ่มนวลงดงามมาก ทรงเป็นถึงพระประมุขสงฆ์ และทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่กลับทรงไม่ถือพระองค์เลย วงกรรมฐานจึงให้การยอมรับ ให้ความเคารพเทิดทูนสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นี้มาก ต่างก็กราบไหว้บูชากันได้อย่างสนิทใจ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงให้ความเมตตาเป็นกันเองและทรงชื่นชมหลวงปู่กงมามาก หลวงปู่กงมาท่านก็ให้ความเคารพบูชาสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นี้มาก เมื่อมีโอกาสท่านก็เข้าเฝ้ากราบเยี่ยมเยียนสนทนาธรรม ซึ่งครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ในสมัยนั้น โดยเฉพาะองค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ในสมัยเป็นพระภิกษุหนุ่ม หากมีกิจธุระสําคัญจําเป็นจะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ก็จะเข้าพักกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้าที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นประจํา

จากจุดเริ่มต้นที่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสด็จสอบสวนหลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี ที่จังหวัดจันทบุรีด้วยพระองค์เอง ทรงเห็นข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานที่ครูบาอาจารย์พากันดําเนินอย่างเคร่งครัด และการปฏิบัติธรรมก็เอาจริงเอาจัง เป็นไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน ดังนั้น แม้ท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่มรณภาพไปแล้ว ก็ยังได้รับการคุ้มครองสนับสนุนด้วยดีจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า องค์พระประมุขสงฆ์ และจากสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ-บพิตร รัชกาลที่ ๙ ซึ่งในกาลเวลาต่อมา ทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะบรรดาครูบาอาจารย์เป็นอันมาก เสด็จกราบนมัสการเยี่ยมเยียนและสนทนาธรรมเป็นประจํา ทําให้วงกรรมฐานได้รับความร่มเย็นเป็นอันมาก และได้ปฏิบัติธรรมกันอย่างสะดวกสบาย

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ในบั้นปลายทรงชราภาพและประชวรหนัก ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ทรงมีพระอาการประชวรมาก มีพระโลหิตออกกับพระบังคนหนัก ต้องรีบนําเสด็จสู่ตึกสามัคคีพยาบาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๐๑ เริ่มปรากฏพระอาการเป็นอัมพาต แต่ต่อมาพระอาการค่อยดีขึ้นบ้าง แล้วก็กลับทรุดลง ครั้นในคืนวันที่ ๑๐ นับเป็นวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๑ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล-อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ประทับหน้าพระแท่นบรรทมในห้องประชวร สมเด็จ-พระสังฆราชเจ้าทรงสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา ๐๑.๐๘ น. มีพระชนมายุ ๘๕ พรรษา ๑๑ เดือน ๑๙ วัน

พระศพสมเด็จพระสังฆราชเจ้าตั้งบําเพ็ญพระราชกุศล ณ ตําหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร และได้รับพระราชทานเพลิงพระศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นพระองค์แรกที่ใช้พระเมรุถาวร และใช้เป็นพระเมรุและเมรุ ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ และงานพระราชทานเพลิงศพพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนบุคคลสําคัญจนถึงปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ระหว่าง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กับ วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เกี่ยวข้องกันอย่างงดงามแนบแน่นและเคารพบูชาผูกพันกันมายาวนาน หลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ และครูบาอาจารย์เมื่อทราบข่าวสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงพระประชวรหนัก ก็มาเข้าเยี่ยมเฝ้าพระอาการ เมื่อสิ้นพระชนม์ก็ได้เดินทางมากราบคารวะพระศพ และมาร่วมงานพระราชทานเพลิงพระศพ

สร้างพระพุทธรูปจนองค์หลวงตาฯ ท่านว่าให้

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเมตตาอนุญาตให้คณะศิษย์สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ โดยเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ สร้างพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ ปางประทับนั่งบนก้อนศิลา มีลิงถวายรวงผึ้งและช้างถวายกระบอกนํ้าอยู่ด้านข้างซ้ายและขวา ประดิษฐานบนเขา ๑ องค์ และถัดมาไม่นาน เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒ สร้างพระพุทธ-ไสยาสน์ หรือพระนอน ประดิษฐานบนยอดเขาถัดจากพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ขึ้นไป อีก ๑ องค์ พร้อมสร้างศาลาครอบ โดยถวายพระนามว่า “พระไตรโลกนาถ” พระพุทธรูปทั้ง ๒ องค์ สร้างได้อย่างงดงามมาก โดยเฉพาะพระพุทธไสยาสน์นั้นมีพระพักตร์และพุทธลักษณะที่งดงามมาก

หลวงปู่กงมา ท่านเป็นประธานควบคุมการก่อสร้างพระพุทธรูปในครั้งนี้ โดยมีพระ เณร ศรัทธาญาติโยม พร้อมด้วยราษฎรชาวบ้านชายและหญิง ผู้ใหญ่และเด็ก ให้กําลังแรงงาน ลากเข็น แบกหามไม้ ขนหิน ปูน กรวด ทราย ตักนํ้า ขึ้นเขา และบริจาคทรัพย์ช่วยกันสร้างจนเป็นผลสําเร็จ

หลวงปู่กงมา กับ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ต่างก็เป็นพระอรหันต์และเป็นพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นด้วยกัน ท่านทั้งสองเคารพเทิดทูนบูชากัน ด้วยความเคารพในปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยเจตนาจะสงวนไว้ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม แม้ท่านอาจารย์พระมหาบัวมีพรรษาอ่อนกว่าหลวงปู่กงมา ท่านก็กล้าว่าให้หลวงปู่กงมา กรณีพระอรหันต์ท่านว่าให้กัน ท่านว่าด้วยเหตุด้วยผล มีมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่าพระมหากัปปินะ ซึ่งเป็นพระอรหันตสาวก มีความปริวิตกว่า “เราควรไปทําอุโบสถ หรือไม่ควรไป ควรไปทําสังฆกรรม หรือไม่ควรไป โดยที่แท้เราเป็นผู้หมดจดแล้ว ด้วยความหมดจดอย่างยิ่ง” พระพุทธองค์ได้เสด็จมาตรัสเตือนด้วยพระองค์เอง “ถ้าพวกเธอไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ซึ่งอุโบสถ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าจักสักการะเคารพนับถือบูชา ซึ่งอุโบสถ”

ในการสร้างพระพุทธรูปเกลื่อนกลาดในวัดป่ากรรมฐาน อันเป็นสถานที่เหมาะสมควรแก่การเป็นที่ปฏิบัติธรรมของพระเณรก็เช่นเดียวกัน เพราะสถานที่ของวัดดอยธรรมเจดีย์เหมาะสมสัปปายะมาก เป็น “มหาวิทยาลัยป่า” ซึ่งหาได้ยากมาก จึงควรสงวนไว้เป็นที่ปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง และต่อไปภายหน้า ผืนป่าจะค่อยๆ ถูกทําลายให้น้อยลงและจะถูกผู้คนจับจองเป็นเจ้าของ ก็ยิ่งจะหาได้ยากมากๆ ดังนั้น ภายหลังท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านได้มาเห็นการสร้างพระพุทธรูปดังกล่าวในบริเวณวัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านก็ว่าให้หลวงปู่กงมา ดังนี้

“วัดดอยธรรมเจดีย์นี้เป็นวัดที่เราอยู่เป็นประจํานะ เวลาจะขึ้นไปบนภูเขานู้นก็ไปพักนั่นเสียก่อน ขึ้นไปภูเขาลงมาก็มาพักที่นั่น เพราะความสงบสงัดพอๆ กัน เราว่าให้ท่านอาจารย์กงมา ท่านจะออกช่องไหน เราว่าอย่างนั้นนะ “เราเคารพพระพุทธเจ้า แต่ไม่เคารพวัตถุต่างๆ ที่มาสร้างเกลื่อนกลาดอยู่ในสถานที่นี่ ไม่เหมาะสม สถานที่ทําความพากเพียร คนไปก็จะไปยั้วเยี้ยๆ ท่านอาจารย์มาสร้าง เพราะเหตุผลอะไร” ว่าอย่างนี้เลย “อ๋อ ! ผมสร้างไว้อย่างนั้นล่ะ คนมามากๆ ผมก็ขึ้นไปอยู่นู้นเสีย” ท่านแก้ไปอย่างนั้น “เหตุผลไม่พอ” เราบอกอย่างนั้นแหละ ว่าอย่างนั้น ท่านก็หยุดไปเลย บอกว่า เหตุผลนี้ยังไม่พอ จะขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ไม่ทราบแหละ นั่นล่ะ เหตุผลตรงนั้นมันไม่พอ ท่านแก้ตัวก็ได้นี่ ท่านอาจารย์กงมา ท่านตรงไปตรงมา ท่านก็เด็ดของท่านดี ท่านอาจารย์กงมา ท่านเด็ดดี”

เมื่อท่านอาจารย์พระมหาบัวว่าให้หลวงปู่กงมาแล้ว ท่านก็ยอมรับเหตุผล ซึ่งต่อมาหลวงปู่กงมาท่านก็ไม่อนุญาตให้สร้างพระพุทธรูปเพิ่มขึ้นอีกในบริเวณวัดดอยธรรมเจดีย์ โดยท่านสงวนไว้ให้เป็นที่สําหรับปฏิบัติธรรมของพระเณร และพระศิษย์ของท่านก็ได้ดําเนินตามมาโดยตลอด

พ.ศ. ๒๕๐๓ ท่านพาพระบวชใหม่เที่ยวธุดงค์–ผีบ้า ผีปอบชอบมาขออาศัย

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ หลวงปู่กงมา หลังจากท่านพาหลวงปู่อว้าน ซึ่งท่านถือเป็นหลานชายของท่านออกบวช ในหน้าแล้งท่านก็พาเที่ยวธุดงค์ หลวงปู่อว้าน ท่านเล่าว่า

“อยู่วัดดอยฯ แต่ก่อนไม่มีไฟฟ้าอะไรล่ะ ใช้ตะเกียงใช้โคมไฟเอา สมัยก่อนผ้าอาบนํ้าก็เป็นผ้าเช็ดตัวในผืนเดียวกันเลย ไม่มีอะไรแหละ สบู่อะไรๆ ก็ไม่ค่อยมีหรอก แต่ก่อนไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้ นํ้าก็ได้หาบเอา ทํางานหนักที่สุดก็ตอนอยู่วัดดอยฯ นั่นแหละ…

เดินธุดงค์ไปกับหลวงปู่กงมา ก็ไปทางบ้านเชียงสือ (อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร) ไปทางปลาปาก (อ.ปลาปาก จ.นครพนม) ไปธุดงค์กับหลวงปู่กงมา ไม่ไปนานดอก เวลาไปท่านมีแต่พาไปอยู่ที่มันน่ากลัว อยู่ที่ป่าๆ อยู่ริมแม่นํ้าหวัง ผีอยู่นั่น เขาเรียกว่า ผีกุดตาเขียว ที่ที่ชาวบ้านเขาไปพักน่ะ ต้นไม้ โอ้ย ! มันสูงมันงาม ไม้แดงสูงและตรง ใครๆ ก็มีแต่อยากได้ แต่ไม่มีใครกล้าเอา เพราะกลัวผี

มีต้นขามอยู่ที่จอมปลวก โพนปลวกใหญ่ เกลี้ยง งาม มีว่านยา (สมุนไพรที่ใช้เกี่ยวกับคุณไสย) อยู่ที่โคนต้น มีแต่ว่านยาเต็มไปหมด ชาวบ้านเขาเล่าว่า เวลากลางคืนมันเป็นแสงลอยออกมาจากในหมู่บ้าน แสงน่ะแสงสว่าง พอลอยถึงต้นขามนี้แสงก็หายเงียบ ตอนที่หลวงปู่กงมาพาไปก็มีคนที่เป็นผีปอบไปด้วย เขาก็ไม่กลัว เพราะมีวิชาเหมือนกัน เขาเลยใช้ไฟเผาที่โคนต้นขาม ทําให้มันหักโค่นลงมา ต้นว่านยาที่เต็มอยู่แถวๆ จอมปลวกก็เผาไฟทิ้งหมด แล้วหลวงปู่กงมาก็ให้ชาวบ้านเขามารับไตรสรณาคมน์ ให้เลิกนับถือผี

ทีนี้พวกผีปอบเข้าฝัน เขาฝันว่า พวกผีที่อยู่ในดอนปู่ตาที่เราพักอยู่กับหลวงปู่กงมาน่ะพากันกลัว แตกออกจากดอนปู่ตา พากันขี่พาหนะต่างๆ หนีไป พวกผีหมู่นี้เขาก็มีรถมีรา มีเรือ มีเครื่องบินเหมือนกัน ว่าอย่างนั้นนะ นั่นแหละ พวกชาวบ้านก็มักจะให้หลวงปู่กงมาไปพักในที่อย่างนั้นแหละ ที่น่ากลัวๆ น่ะ ที่ผีดุ ไปที่ไหนก็ดี หลวงปู่กงมานี่ผีกลัวผีย่าน (กลัว)

เรื่องผีบ้า ผีปอบชอบมาขออาศัย หลวงปู่อว้าน ท่านเล่าต่อไปว่า

“คนเป็นผีบ้า เป็นผีปอบ ส่วนมากแถวนี้เขาชอบมาหาหลวงปู่กงมานะ ผีบ้าก็มา คนที่ว่าเป็นปอบก็มา เขาอยู่บ้านตัวเองไม่ได้ ไม่เป็นตาอยู่ (ไม่น่าอยู่) พอมาหาท่านแล้วก็พออยู่ได้ มีคนหนึ่งเป็นปอบ อีกคนหนึ่งเป็นบ้า เวลาก่อนฉันจังหันชวนกันไปตัดต้นไม้ คนเป็นปอบนี่แบกเลื่อย คนเป็นบ้าน่ะถือเอาขวานกับพร้า ชวนกันไป คนที่เป็นปอบไปถึงขอนไม้แล้วก็วางเลื่อยนั่งสูบยา สูบบุหรี่ คนที่เป็นบ้าเดินตามมา พอเดินมาถึงก็มายืนเทียมข้างๆ แล้วทีนี้เอาขวานลงสับที่บ่าที่คอของคนที่เป็นปอบ เขาก็ล้มฟุบลงเลยทันที แล้วคนที่เป็นบ้าก็ยังเอาพร้าสับบริเวณท้ายทอยต่ออีก ฆ่าเขาแล้ว มันก็นั่งอยู่ตรงนี้แหละ ไม่รู้ว่าคิดยังไง แล้วตํารวจก็มาเอาตัวไป จากนั้นวัดดอยฯ ก็ไม่มีผีบ้าผีปอบมาขออาศัยอยู่อีกเลยทีนี้ เมื่อก่อนผีบ้าผีปอบชอบมาขออาศัยอยู่ด้วย”

ท่านสอนพระเน้นอสุภะ

หลวงปู่อว้าน ท่านเล่าว่า

“อยู่กับหลวงปู่กงมา เวลาท่านอบรมพระ ท่านก็จะยกอสุภะนั่นแหละมาเทศน์มาสอน เพราะอสุภะน่ะสําคัญ เป็นกรรมฐานที่อุปัชฌาย์ให้นํามาพิจารณาดู ให้มันรู้ มันเห็น ถ้าไม่รู้มันจะหลงในกรรมฐานว่าเป็นของสวยของงาม

จริตของเราก็ทางราคจริตนี่แหละ เราก็เอาปฏิกูลนี่แหละ มันจึงถูกกับคนราคจริต เอาปฏิกูลนี่แหละมาสอนใจ เอาปฏิกูลนี่แหละมาสอนจิตของเราให้มันรู้ มันเป็นที่ตายที่เกิดของเรา เราเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในกองปฏิกูลนี้มาจนนับไม่ถ้วนแล้ว ยังยินดีอยากจะเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในนี้อยู่อีกหรือล่ะ เอามาสอนจิต ให้จิตมันรู้ เพราะจิตมันหลง มันไม่รู้

ธรรมะอะไรก็ดี จริตนิสัยเราละเอียด หรือหยาบล่ะ ถ้านิสัยหยาบ ก็พิจารณาปฏิกูล มันจึงถูก จริตนิสัยละเอียดพิจารณาปฏิกูลไม่ถูก ก็ต้องหาให้มันถูกจริตนิสัยของเรา ท่านไม่ให้เลียนแบบกัน เพราะจริตนิสัยของคนเราไม่เท่ากัน ละเอียดบ้าง หยาบบ้าง หนักไปทางความโลภบ้าง ความโกรธบ้าง ความหลงบ้าง ฉะนั้น จะเลียนแบบกันก็ไม่ได้

ถ้าอยากรู้จริตนิสัยของคนอื่น เราก็ต้องรู้จริตนิสัยของเราก่อน จริตนิสัยของเรา มันชอบไปทางใดล่ะ ทางราคจริต โทสจริต หรือโมหจริต เราหนักไปทางใด มันหยาบหรือละเอียดล่ะ ต้องรู้ หากไม่รู้จริตนิสัยของเราแล้ว มันจะภาวนาอย่างไรล่ะ ก่อนอื่นต้องรู้จริตนิสัยของเราก่อน จึงจะหาธรรมะที่มันเหมาะกับจริตนิสัยของเราได้

การปฏิบัตินั้นเห็นอะไรก็ดี ให้น้อมเข้ามาดูภายในของเราเสมอ กรรมฐานมีหนังหุ้มห่ออยู่นี้ ข้างในมันมีอะไรล่ะ หนังหุ้มห่อ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ เป็นกรรมฐานทั้งหมด ภายในหนังหุ้มห่ออยู่น่ะ อย่างปฏิกูล ดูกรรมฐานน่ะ อย่าไปดูเป็นรูป ให้ดูเป็นธาตุ นั่นธาตุนํ้า ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม อย่างดูธาตุดิน เช่น เนื้อ หนัง เส้นเอ็น กระดูก นั่นธาตุดินทั้งหมด มีอะไรแตกต่างกันล่ะ ไม่ว่าคนว่าสัตว์ ไม่ว่าเราว่าเขา ธาตุดินเสมอกัน ทั้งหมดแหละ ธาตุนํ้าก็นํ้าเลือด นํ้าเหลือง นํ้าดี นํ้าเสลด ทั้งหมดนั่นแหละ ภายนอกมียังไง เราก็มีเหมือนกันกับภายนอกนั้นแหละ อะไรจะแตกต่างกัน มีเหมือนกันทั้งหมด

พอเห็นภายนอกเหมือนกับภายในแล้ว ทีนี้มันก็ไม่หลงล่ะ เมื่อก่อนเห็นว่าเป็นรูปแล้ว ก็พลิกดูให้เป็นธาตุ ธาตุดินก็ไม่เที่ยงอย่างเดียวกัน เป็นทุกข์อย่างเดียวกัน ปฏิกูลอย่างเดียวกัน ธาตุนํ้าก็ไม่เที่ยงอย่างเดียวกัน ปฏิกูลอย่างเดียวกัน ไม่มีอะไรแตกต่างกันล่ะทีนี้ มีแต่พลิกแพลงย้อนไปย้อนมาแหละการภาวนา ไม่ไปตามกระแส ให้พลิกหาเหตุ พลิกกลับคืนย้อนคืน ที่เราเข้าใจว่าเป็นรูปอย่างนั้นก็ดี มันไม่ใช่ว่าหลงหรือนั่น ให้ย้อนดูอีก เราจะไปตามกระแสไม่ได้ เดี๋ยวมันจะหลง ต้องทวนกลับมา

นี่แหละคําว่า “รู้” นั้น ต้องรู้แจ้งในเหตุในผลเท่านั้น เราจึงเชื่อได้ ถ้ายังไม่รู้ในเหตุในผลแล้ว นั่นก็ยังไม่ใช่ ต้องพลิกหาค้นคว้า หาเหตุหาผลล่ะทีนี้ ที่เข้าใจว่า ตัวเรารู้แล้วอย่างนี้ก็ต้องค้านไว้ก่อน ค้านเพื่อทบทวนหาเหตุ เราจะปฏิบัติไปตามกระแสอย่างนั้นมันไม่ได้

ธรรมะทุกอย่างให้ค้นหาที่กายที่ใจของเรานี่แหละ ค้นหาในเหตุในผลแล้วก็หายสงสัย รู้เห็นแล้วหายสงสัยแล้ว เราก็ไม่ได้ถามใครแหละ อย่างส่งจิตไปเที่ยวอสุภะที่ประเทศอินเดียก็ดี เราก็ไม่สงสัย ไม่ถามใคร ไม่มีใครรู้ด้วยกับเราแหละ ไม่มีใครสอน ไม่มีใครแนะนํา ทําเอาตามลําพัง เราหาเอาตามจริตนิสัยของเราเองนะ”

โอวาทธรรมหลวงปู่กงมา

หลวงปู่กงมา ท่านได้ถือคําสอนของท่านพระอาจารย์มั่นเป็นหลักปฏิบัติ ทั้งการทําสมาธิจนถึงวิปัสสนา อีกทั้งท่านได้สอนให้ลูกศิษย์และประชาชนของท่านให้รู้ซึ้งถึงความจริงว่า ชีวิตนั้นไม่แน่นอน จงทําวันนี้ให้ดีที่สุด และได้ยึดถือหลักอริยสัจ ๔ นั่นคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ในการแสดงธรรมของหลวงปู่กงมา ท่านจะเทศน์อย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน เพื่อปลุกจิตปลุกใจพระเณร ท่านปฏิบัติเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดอุกฤษฏ์เดนตายมาเช่นไร จนได้ผลประจักษ์ใจมาแล้ว คือ ท่านได้วิมุตติธรรมอันเลิศเลอมาครองใจ ท่านก็นํามาสอนเช่นนั้น และท่านมักนําอสุภะมาเทศน์สอนเสมอ ส่วนโอวาทธรรมที่ท่านสอนพระ เณร ศรัทธาญาติโยม มีดังนี้

“เกิดดับ เกิดแล้วไม่ดับไม่มี”

“จะทําจะพูดจะคิดสิ่งใด ก็จงทํา พูด คิดแต่ในทางที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นเถิด”

“เราจะกลัวเสือ หรือเราจะกลัวกิเลส กิเลสมันทําให้เราตายนับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่เสือตัวนี้ มันทําให้เราตายได้หนเดียว”

“ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ล้วนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกชีวิตเกิดมามีกรรมเป็นของๆ ตน”

“ความเมตตานี้ทําให้สัตว์ไม่อยากทําร้ายมนุษย์ แล้วทําอย่างไรถึงจะมีเมตตา ก็การให้อภัยเป็นทานนี่ไง ทําให้เกิดความเมตตา การให้อภัยไม่คิดอิจฉา ริษยา อาฆาตร้ายต่อผู้อื่น ใครทําไม่ดีกับเราก็พยายามปล่อยวางให้ได้ พยายามรักทุกคนให้เสมอกันให้ได้ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทําแบบนี้เรื่อยๆ ความเมตตาจะบังเกิดขึ้นเอง คราวนี้ไปที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะถ้าเราไม่คิดร้ายใคร ใครก็ไม่คิดร้ายเราเช่นกัน”

“การประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อความบริสุทธิ์ หรือ ไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน คนอื่นทําให้ไม่ได้ เราต้องปฏิบัติให้รู้ยิ่ง”

“เราต้องอาศัยในสิ่งเหล่านี้ เพื่อจิตเข้าสู่สมาธิ จิตสงบอยู่ในอารมณ์ มาเป็นพยานขององค์วิปัสสนา ให้เห็นชัดแจ้ง เป็นความสว่างของปัญญา ผู้บริสุทธิ์ได้ต้องอาศัยปัญญานี่เอง ทั้งนี้ วิปัสสนาปัญญา จึงต้องยึดเอาตัวสังขารเรานี้เป็นพยานในการปฏิบัติ จึงจะรู้แจ้ง อย่ามองไปนอกตัว เหตุอยู่ที่นี่”

“คําว่าทุกข์ แม้จะนิดเดียวก็ไม่เคยมีสัตว์โลกรายใดรัก ชอบ และปรารถนา ต่างก็กลัวและขยะแขยงกันมาแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แต่หากจะมีก็อาจได้พบเห็นในสมัยปัจจุบัน เพราะศีลธรรมที่เคยให้ความร่มเย็นแก่โลกตลอดมากําลังถูกตําหนิ ลบล้างด้วยความคิดของคนในปัจจุบัน โดยเห็นว่า ศีลธรรมที่ร่มเย็นเป็นของเก่าก่อน กลับครํ่าครึ ล้าสมัย ความสุขที่เคยได้รับเป็นสันดาน จนลืมทุกข์ทรมานแต่ก่อนเก่าไปสิ้น”

อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อนิจฺจํ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่สามารถจะอยู่ยงคงทนต่อไปได้ ย่อมดับย่อมสลายไปตามกาล พระพุทธองค์ตรัสว่า “ไม่เที่ยงแท้แน่นอนไปได้” ทุกฺขํ เมื่อมีสิ่งที่เกิดขึ้นมาในโลก แล้วเข้าไปยึดถือว่า เป็นตัวตนของเรา ของเขา ยามจากไป ยามดับไปสลายสิ้นสิ่งที่รักที่พอใจนั่นแหละ พระพุทธองค์ตรัสว่า “เป็นทุกข์อย่างยิ่ง” อนตฺตา ความจริงในโลกนี้ มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมันเอง ไม่มีใครไปต่อเสริมเติมแต่งได้ ถึงอย่างไรก็ยังเป็นธรรมชาติ แม้ร่างกายเรานี้จะยึดตัวตนว่าเป็นของเราของเขาไม่ได้ เพราะเขาเป็นเพียงธาตุ ธาตุหนึ่งที่ประชุมกันเข้าเท่านั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า “ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขาทั้งสิ้น”

พ.ศ. ๒๕๐๓ ร่วมประชุมใหญ่พระกรรมฐานที่วัดป่าสาลวัน

บรรดาครูบาอาจารย์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์มั่นมาโดยตรง ตั้งแต่ขณะท่านเป็นพระภิกษุหนุ่มออกเที่ยวธุดงค์ ท่านให้ความเคารพเคร่งครัดในพระธรรมวินัยนี้มาก มาบัดนี้ท่านล้วนมาเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญและมีลูกศิษย์ลูกหากันมากแล้ว หลวงปู่กงมาท่านก็เช่นกัน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ อายุท่านย่างเข้าสู่ ๖๐ ปีแล้ว พระเณรมาพักและอยู่จําพรรษากับท่านหลายสิบองค์ ท่านก็พาพระเณรเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานมาโดยตลอด

หลังจากงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นผ่านมานาน ๑๐ ปี บรรดาครูบาอาจารย์ที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังไม่มีการจัดประชุมใหญ่ เพื่อปรึกษาหารือกันในเรื่องการทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา ในเรื่องธรรมวินัย เพราะธรรมวินัยนี้สําคัญมาก ดังที่พระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพานได้ตรัสบอกกับพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้ด้วยดี นั่นแหละ จักเป็นพระศาสดาของพวกท่านสืบแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว”

ในต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงได้นัดหมายประชุมใหญ่กันที่วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา หลวงปู่กงมา ท่านได้รับนิมนต์ และท่านได้เดินทางเข้าร่วมประชุม ครูบาอาจารย์ได้บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ดังนี้

“เมื่อวันที่ ๑๘–๑๙–๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๓ ท่านเจ้าคุณฯ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม) ได้อาราธนาเจ้าคณะธรรมยุต ภาค ๓–๔–๕ พร้อมด้วยผู้ช่วย และเจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัด กับเรียกพระกรรมฐานซึ่งเป็นศิษยานุศิษย์ของท่าน และนิมนต์ครูบาอาจารย์ไปร่วมประชุมที่วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา ปรึกษาหารือกันหาทางทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระให้เจริญและแผ่ไพศาล

พระเทพบัณฑิต เจ้าคณะธรรมยุต ผู้ช่วย ภาค ๓–๔–๕ พร้อมกับเจ้าคณะจังหวัดธรรมยุต และผู้ช่วยหลายจังหวัด ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร (คันถธุระ) กับพระกรรมฐานชั้นอาจารย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จํานวน ๑๐๘ รูป ซึ่งเป็นฝ่ายวิปัสสนาธุระ ได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ตกลงให้ ท่านเจ้าคุณฯ เป็นหัวหน้าคณะพระกรรมฐานแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และให้วัดป่าสาลวันเป็นสํานักวิปัสสนาธุระ ศูนย์กลางการชุมนุมของคณะพระกรรมฐาน กับได้ปรึกษา หารือข้อปฏิบัติพระธรรมวินัยบางประการ ให้ถูกต้องตามแบบแผน เป็นระเบียบเดียวกัน

ท่านเจ้าคุณฯ ได้ตักเตือนให้ทุกคนในที่ประชุม เอาใจใส่ประพฤติปฏิบัติพระธรรมวินัยในส่วนตนเอง และให้เอาใจใส่อบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ตลอดถึงพุทธบริษัททั่วไป ให้ประพฤติปฏิบัติพระธรรมวินัยด้วย ทั้งนี้เพื่อความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรและแผ่ไพศาลของพระพุทธ- ศาสนาสืบไป”

หลวงปู่กงมา เมื่อท่านเสร็จจากการประชุมใหญ่ที่วัดป่าสาลวันแล้ว ท่านได้เมตตาไปเยี่ยมสงเคราะห์พระ เณร ศรัทธาญาติโยมลูกศิษย์ของท่านที่วัดป่าสว่างอารมณ์ อ.สีคิ้ว ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก และเป็นวัดป่ากรรมฐานแห่งแรกที่ท่านสร้างขึ้น ซึ่งเป็นปรกติของครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านสร้างวัดใดแล้ว พระเณรยังเคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทา ท่านก็จะให้ความเมตตา ท่านจะไม่ทอดทิ้งวัดนั้น เมื่อท่านผ่านมาทางนี้ ท่านมักจะหาโอกาสไปโปรดเยี่ยมเสมอๆ ท่านไปก็เพื่อเอาหัวใจของพระ เณร ให้มีกําลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม และไปเอาหัวใจของศรัทธาญาติโยม ให้มีกําลังใจในการหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา เหมือนดังเช่นวัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรี ที่ท่านเมตตาไปโปรดเป็นประจําแทบทุกปี

พ.ศ. ๒๕๐๓ หลวงปู่จันทาโปรดเปรตให้ไปเกิดที่สกลนคร อุดรธานี

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพไปแล้ว ครูบาอาจารย์ที่เป็นเสาหลักวงกรรมฐานทางภาคอีสานในเขตจังหวัดต่างๆ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะพระเณรในวงกรรมฐาน ดังนี้ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ฯลฯ ในเขตจังหวัดสกลนคร หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ ในเขตจังหวัดอุดรธานี (สมัยนั้น วัดถํ้ากลองเพล ขึ้นอยู่กับ อ.หนองบัวลําภู จ.อุดรธานี) หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่คําดี ปภาโส ฯลฯ ในเขตจังหวัดเลย

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ หลวงปู่จันทา ถาวโร พระศิษย์หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านไปจําพรรษาที่วัดป่าศรีสมพร อ.เมือง จ.นครพนม ท่านไปเผชิญหญิงเปรต ๓ ตน ส่งกลิ่นเหม็น มีร่างกายเปลือยเปล่าใหญ่โต ตัดผมทรงดอกกระทุ่มเหมือนคนโบราณในภาคอีสาน มีหนอนดําตัวใหญ่ขนาดนิ้วโป้งเจาะไชของลับเต็มไปหมด ร้องไห้ครํ่าครวญด้วยความเจ็บปวดทรมานมาก และยังไม่มีใครมาโปรดได้ หญิงเปรต ๓ ตนนี้มีบุพกรรม คือ สมัยเป็นมนุษย์ตั้งแต่สมัยตั้งเมืองนครพนม กระทําผิดศีลข้อกาเมสุมิจฉาจารเป็นประจํา หลวงปู่จันทาท่านได้เมตตาโปรดจนหญิงเปรต ๓ ตนนี้ พ้นจากกรรมแล้วได้มากราบลาท่านไปเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยท่านรู้จักครูบาอาจารย์ที่เป็นเสาหลักวงกรรมฐานในขณะนั้นเป็นอย่างดี ท่านจึงได้แนะนําให้ไปเกิดที่ จ.สกลนคร จ.อุดรธานี เพราะมีพระกรรมฐานมาก ดังนี้

“ท่านอาจารย์ พวกดิฉันพ้นบาปกรรมจากกําเนิดเป็นเปรตแล้ว เพราะว่าท่านมาโปรด หนอนเจาะของลับนั้นตายหมดแล้ว เพราะอํานาจของพระไตรสรณคมน์ และ ศีล ๕ สังหารล้างบาปเคราะห์เข็ญเวรร้ายได้หมด และอํานาจที่ไปอนุโมทนากุศลกับญาติทั้งหลายที่อุทิศให้ และท่านอาจารย์อุทิศให้ นั่นแหละ ก็พ้นทุกข์จากกําเนิดเป็นเปรตได้ รวมทั้งที่พวกข้าพเจ้าทั้งหลายได้น้อมเอาพระไตรสรณคมน์และศีล ๕ ไหว้พระสวดมนต์ ภาวนาเดินจงกรม อย่างที่ท่านสอนนั่นแหละ บาปทั้งหลายก็หมดไปสิ้นไป ไม่เหลือเศษอยู่ได้ เมื่อก่อนนี้ก็มีพระมาจําพรรษาอยู่ที่นี่เป็นร้อยๆ ก็ไม่มีใครโปรดได้ ไปหาแล้วก็เฉย ผลสุดท้ายเขย่าต้นไม้ถาม ก็วิ่งหนีขึ้นกุฏิไปเลย บางทีก็หันกลับมาด่าว่าและขว้างปาใส่อีก แต่สําหรับท่านอาจารย์มาหาแล้ว ก็คุยกันรู้เรื่องและโปรดสงเคราะห์ช่วยเหลือได้ ต่อแต่นี้ไป พวกดิฉันทั้ง ๓ จะขอลาไปเกิดยังเมืองมนุษย์”

อาตมาจึงว่า “พวกพระเหล่านั้นเขาไม่ใช่ญาติของโยม และก็ไม่เคยมีอุปการคุณต่อกันมาอีกทั้งจิตของเขาก็ไม่สงบลงสู่ภพเดียวกัน มันก็ไม่เห็นกันหรอก แต่อาตมากับพวกท่านเป็นญาติกันมาหลายภพหลายชาติแล้ว กรรมเก่าจึงบันดาลให้มาโปรดนะ และถ้าจะไปเกิดยังเมืองมนุษย์ ก็ขอให้ไปเกิดที่ จ.สกลนคร โน่น เพราะมีพระกรรมฐานมาก มี หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กงมาจิรปุญฺโญ และอีกหลายองค์ หรือไม่ก็ไปที่ จ.อุดรธานี ก็มีพระกรรมฐานมากเช่นกัน ขอให้ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ไปนะ อย่าได้ประมาท อํานาจของพุทโธ ธัมโม สังโฆ จะพาไปเกิดในตระกูลของนักปราชญ์ จะได้แนะนําพรํ่าสอนแต่ในทางที่ดี ไปเกิดเป็นมนุษย์แล้วขอให้เข็ดหลาบ และจดจําผลของความชั่วช้าลามกที่ทําให้มาเกิดเป็นเปรตนี้ไว้ให้ดี อย่าดื้อ อย่าด้าน อย่าล่วงประเวณีเล่นชู้นอกใจผัวอีกนะ”

เขาก็ว่า “เข็ดแล้ว กลัวแล้ว จะไม่ทําอีกต่อไป” จากนั้นก็กราบลาแล้วออกเดินทางไป

พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านพ่อลีอาพาธหนักและมรณภาพ

หลวงปู่กงมา ท่านทราบข่าวท่านพ่อลี สหธรรมิกของท่านอาพาธหนัก ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรุงเทพฯ ท่านพ่อลีอาพาธหนักครั้งสุดท้ายด้วยโรคหัวใจโต รักษาอาการที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๓–เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นเวลา๕ เดือนเศษ ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานเมื่อทราบข่าวต่างก็แวะเวียนเดินทางมาเยี่ยมดูอาการกัน หลวงปู่กงมาท่านได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนอาการท่านพ่อลีอยู่หลายครั้ง

และเมื่อท่านพ่อลี มีดําริทําบุญวันขึ้นปีใหม่ โดยจัดทอดผ้าป่าเพื่อมอบเงินสนับสนุนให้กับทางโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๔ โดยนิมนต์พระ ๑๐๘ รูป มาบิณฑบาต ครูบาอาจารย์ได้มาร่วมงานกันหลายองค์ โดยมี ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม มาเป็นประธานในงาน หลวงปู่กงมาท่านก็ได้เดินทางมาร่วมงานดังกล่าว

ต่อมาวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านพ่อลีก็เดินทางกลับวัดอโศการาม และได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๔ เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) สมัยดํารงสมณศักดิ์สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ทรงทราบข่าวได้เสด็จมาทันที และได้มีพระบัญชาให้เก็บศพไว้รอการถวายเพลิงที่ยิ่งใหญ่ สมเกียรติ สมศักดิ์ศรีต่อไป เพื่อให้สมกับคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ของท่านพ่อลีที่ได้บําเพ็ญประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาไว้อย่างอเนกอนันต์ สําหรับศพท่านพ่อลีได้บรรจุไว้ในโลงหีบทองทึบและอัญเชิญมาประดิษฐานที่ศาลาทรงธรรม โดยไม่มีการฌาปนกิจศพ ปัจจุบัน ได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วิหารสุทธิธรรมรังสี

หลวงปู่กงมา เมื่อทราบข่าวท่านพ่อลีถึงแก่มรณภาพ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ในสมัยนั้น ท่านก็ย่อมรู้สึกเสียดายเป็นธรรมดาเช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เพราะเป็นการสูญเสียเพื่อนสหธรรมิกที่ท่านรักใคร่สนิทสนมคุ้นเคยมากที่สุด และเพราะท่านพ่อลีอายุยังไม่มาก มาด่วนมรณภาพจากไป ในขณะที่ท่านมีอายุได้เพียง ๕๕ ปีเท่านั้น หากท่านยังดํารงชีวิตอยู่ ท่านจะบําเพ็ญคุณประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาและวงกรรมฐาน ตลอดประเทศชาติได้อย่างใหญ่หลวงและมากมายมหาศาล นับเป็นการสูญเสียครูบาอาจารย์ครั้งยิ่งใหญ่ ครั้งสําคัญอีกครั้งหนึ่งของพระพุทธศาสนาและวงกรรมฐาน

หลวงปู่กงมา ท่านได้เดินทางมาร่วมงานบําเพ็ญกุศลศพของท่านพ่อลี ท่านย่อมรําพึงปลงธรรมสังเวชและปรารภกับพระ เณร ด้วยความเสียดายต่อการจากไปของท่านพ่อลี จากนั้นท่านก็เดินทางไปร่วมงานผูกพัทธสีมาที่วัดป่าสาลวัน

พ.ศ. ๒๕๐๔ ร่วมประชุมใหญ่พระกรรมฐานที่วัดป่าสาลวัน–ขอพระไปจําพรรษา

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้มีการประชุมใหญ่พระคณะกรรมฐานอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสงานผูกพัทธสีมาพระอุโบสถวัดป่าสาลวัน หลวงปู่กงมาท่านรับนิมนต์และได้เดินทางไปร่วมงานสําคัญในครั้งนี้ ครูบาอาจารย์บันทึกไว้ดังนี้

“วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านเจ้าคุณฯ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม) ได้อาราธนาเจ้าคณะธรรมยุต ภาค ๓–๔–๕ เป็นประธานประชุมคณะพระกรรมฐานทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในภาคอื่นๆ ได้มาประชุมเป็นจํานวนมาก ประมาณ ๑๕๐ รูป ที่ประชุมได้ปรึกษาหารือข้อปัญหาทางพระวินัย และระเบียบการเดินธุดงค์ของพระคณะกรรมฐาน เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจจะมีขึ้น เนื่องจากการเดินธุดงค์ไปต่างถิ่น ห่างไกลครูบาอาจารย์

เสร็จการประชุมแล้วได้พร้อมเพรียงกันสวดถอดถอนและผูกพัทธสีมา ณ วันที่ ๗–๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๔”

ในปีนี้ หลวงปู่กงมา ท่านกลับไปจําพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านพาพระเณรรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานอย่างเคร่งครัดเรื่อยมา ท่านอบรมสั่งสอนพระเณรอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน พระเณรที่อยู่จําพรรษาร่วมกับท่าน จึงประดุจผ้าพับไว้ ทําให้พระเณรที่วัดได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นพระเณรที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติดี

นอกจากศรัทธาญาติโยมตามจังหวัดต่างๆ เดินทางมากราบอาราธนิมนต์หลวงปู่กงมาไปแสดงธรรมตามงานสําคัญต่างๆ แล้ว ยังมากราบขอพระจากท่านไปอยู่จําพรรษาที่วัดของเขา เพื่อโปรดพวกเขา โดยในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ก่อนเข้าพรรษา ชาวจังหวัดนครพนมซึ่งเคารพเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่กงมามาก ได้เดินทางมากราบขอพระจากท่าน ให้ไปอยู่จําพรรษาที่วัดป่าไตรรัตน์ ท่านพิจารณาแล้วก็เมตตาสงสารพวกเขา ซึ่งต้องการมีพระเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจริงๆ และทางวัดก็มีพระเณรอยู่จําพรรษามาก ท่านจึงจัดแบ่งพระเณรให้ไปอยู่จําพรรษา และชาวนครพนมก็ให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านอาจารย์พระมหาบัวมาก ในกลางพรรษาก็ได้กราบอาราธนานิมนต์ท่านมาเมตตาแสดงธรรมโปรดพวกเขาเป็นประจําทุกปี

ร่วมงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ กลางพรรษานี้ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านก็ได้ทราบข่าวการมรณภาพของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ซึ่งได้ละวางสังขาร เนื่องจากเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารเรื้อรัง ท่านมรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ณ วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา สิริรวมอายุ ๗๒ ปี ๕๒ พรรษา หลวงปู่กงมาท่านเพิ่งสูญเสียท่านพ่อลี ธมฺมธโร สหธรรมิกไปไม่นาน ท่านก็มาสูญเสียท่านพระอาจารย์สิงห์ ซึ่งท่านให้ความเคารพเทิดทูนเป็นครูบาอาจารย์

ท่านพระอาจารย์สิงห์ กับ ท่านพ่อลี ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ด้วยกัน และก็ได้ถึงแก่มรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ด้วยกัน ในเวลาห่างกันเพียงไม่กี่เดือน นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ครั้งสําคัญอีกครั้งหนึ่งของพระพุทธศาสนาและวงกรรมฐาน

หลวงปู่กงมา ท่านให้ความเคารพท่านพระอาจารย์สิงห์ นับตั้งแต่สมัยที่ท่านได้เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ และท่านเป็นครูบาอาจารย์สําคัญอีกองค์หนึ่งที่อยู่ในครอบครัวกรรมฐาน เมื่อมีงานสําคัญๆ ของวงกรรมฐาน ท่านมักเดินทางไปร่วม ไปช่วยงานเสมอๆ ท่านได้เดินทางไปกราบคารวะศพท่านพระอาจารย์สิงห์ เนื่องจากงานศพนี้จะเป็นงานใหญ่สําคัญของวงกรรมฐาน ท่านได้เข้าร่วมประชุมเตรียมจัดงานศพ ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ โดยมีกําหนดการในวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นวันพระราชทานเพลิงศพ

หลวงปู่กงมา กับ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ในงานสําคัญครั้งนี้ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าร่วมกันรับผิดชอบสร้างศาลาที่ประดิษฐานศพท่านพระอาจารย์สิงห์ และเป็นผู้ช่วยดําเนินงานก่อสร้างร่วมกับนายช่างผู้รับเหมาก่อสร้าง เพื่อเร่งสร้างให้แล้วเสร็จทันก่อนงานพระราชทานเพลิงที่จะมีขึ้น ศาลาหลังนี้มีชื่อว่า ศาลาญาณประทีป เป็นศาลาหลังใหญ่มีขนาด ๒ ชั้น กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๓๑ เมตร ได้วางศิลาฤกษ์และเริ่มก่อสร้างในคราวงานทําบุญครบรอบ ๕๐ วัน ได้สร้างเสร็จทันตามกําหนด และได้อัญเชิญโลงหีบศพท่านพระอาจารย์สิงห์ขึ้นประดิษฐานบนชั้น ๒ ให้พระ เณร ศรัทธาญาติโยมที่เดินทางมาได้กราบสักการบูชา

งานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์เป็นงานใหญ่มากในสมัยนั้น ครูบาอาจารย์ องค์สําคัญๆ ตลอดพระ เณร แม่ชี ศรัทธาญาติโยมเดินทางหลั่งไหลกันมาจนวัดป่าสาลวัน ซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างขวาง กลับดูเต็มแน่นขนัด หลวงปู่กงมาเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาองค์หนึ่งในงาน ท่านได้อยู่ช่วยงานสําคัญนี้จนงานแล้วเสร็จ และได้กลับไปจําพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่วัดดอยธรรมเจดีย์เป็นพรรษาสุดท้าย และหลังจากออกพรรษาไม่นาน ท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพ โดยท่านทราบวันมรณภาพล่วงหน้า

ภาค ๑๕ มรณภาพ

การหยั่งรู้วันมรณภาพของครูบาอาจารย์

วัฏฏะ การเวียนว่ายตายเกิดอันไม่มีต้นมีปลาย มีแต่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกเท่านั้นที่สามารถหยุดวัฏฏะนี้ได้ เป็น “วิวัฏฏะ” จากการบําเพ็ญจิตตภาวนา

องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเทศน์ถึงความเป็น–ความตายของพระอรหันต์ไว้ดังนี้

“เวลา “ธรรม” กับ “ใจ” เข้าเป็นอันเดียวกันแล้ว ความเป็น ความตาย มีนํ้าหนักเท่ากัน ที่ให้ความเป็นอยู่มีนํ้าหนักมากกว่า ก็เพราะประโยชน์แก่โลก ถ้าลําพังแล้วความเป็นกับความตายเสมอกัน”

พระอรหันต์ท่านรู้วันตายล่วงหน้าและท่านตายง่าย ดังที่ องค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้

“พระอรหันต์ท่านตายง่ายมาก ท่านครองขันธ์อยู่นี้ ท่านผ่านไปหมดแล้ว เพียงแต่รับผิดชอบในธาตุในขันธ์ เพื่อทําประโยชน์แก่โลกได้มากน้อยตามนิสัยวาสนาของท่าน ถึงวาระแล้วท่านก็ดีดผึงเลยไปเลย ท่านไม่ได้เป็นกังวลว่า ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน อดีต อนาคตท่านไม่มี อดีตเคยเป็นมายังไง ท่านไม่คํานึงไม่ยุ่ง ปัจจุบันบริสุทธิ์เต็มที่แล้วหมดเงื่อนสืบต่อ ภพหน้าภพหลังไม่มี ถึงวาระที่ท่านจะไปแล้ว ท่านพิจารณาเรียบร้อยแล้ว เข้าร่มไม้ร่มไหนดีดผึงไปเลย สบาย

พระอรหันต์ท่านตายง่าย ดูไม่ค่อยมีนะในประวัติ ก็มีอย่างพระอานนท์ พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ องค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็มีประวัติมา นอกนั้นไม่ปรากฏ”

ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงมีอนาคตังสญาณ หรือญาณหยั่งทราบอนาคต ทรงทราบวันปรินิพพานล่วงหน้าและตรัสกับพระอานนท์ว่า “อานนท์ อีก ๓ เดือนเราตถาคตจักปรินิพพาน” แม้พระอรหันตสาวกองค์อื่นๆ ท่านก็มีอนาคตังสญาณทราบวันนิพพานล่วงหน้าเช่นเดียวกัน เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะ พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ พระมหากัสสปะ พระอานนท์ ฯลฯ ซึ่งก็ล้วนเป็นความจริง

เพราะธรรมเป็น อกาลิโก ไม่มีกาลเวลา แม้พระสงฆ์สาวกในสมัยปัจจุบัน ท่านปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร และบําเพ็ญจิตตภาวนา ท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์และมีอนาคตังสญาณเช่นเดียวกับพระสงฆ์สาวกในครั้งพุทธกาล ดังเช่น ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้บอกกับท่านอาจารย์พระมหาบัว และพระเณรไว้ล่วงหน้าว่า “ผมจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่นาน อย่างไรก็ไม่เลย ๘๐ ปีนะ” และก็เป็นจริงตามนั้น ท่านมรณภาพเมื่อ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ อายุใกล้จะครบ ๘๐ ปี

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีคุณวิเศษอีกองค์หนึ่ง ท่านแสดงอนาคตังสญาณให้ประจักษ์แก่ลูกศิษย์ โดยได้พยากรณ์เรื่องการมรณภาพของตัวท่านเองให้ลูกศิษย์ฟังล่วงหน้านานแล้วว่า ท่านจะมรณภาพด้วยรถยนต์ และต่อมาก็เป็นเช่นนั้นจริง คือ ท่านประสบอุบัติเหตุรถยนต์ควํ่า ขณะเดินทางไปงานนิมนต์แห่งหนึ่งที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕

และมีครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” พระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นอีกหลายองค์ ซึ่งท่านล้วนมีอนาคตังสญาณ รู้วันมรณภาพล่วงหน้า เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่ลี กุสลธโร ฯลฯ

๑๑ ก.ค. ๒๕๐๕ ร่วมงานบําเพ็ญกุศลศพท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์

ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ท่านถือเป็นพระอุปัชฌาย์วงกรรมฐานแห่งยุค ท่านบวชให้พระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่นมากมาย และได้บวชพระประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” มากที่สุด องค์สําคัญๆ ที่ท่านบวชให้ เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ลี กุสลธโร ฯลฯ ซึ่งในกาลต่อมาล้วนเป็นพระประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง”

ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ เป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่เอาใจใส่ปกครองดูแลวงกรรมฐานเป็นอย่างดี ท่านมีความเมตตากรุณาต่อพระผู้น้อย ทั้งส่งเสริมภาคปฏิบัติให้พระเณรภาวนาได้สะดวก ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงของวงกรรมฐาน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านเริ่มอาพาธหนัก ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ท่านก็แวะไปเยี่ยมเยียนเฝ้าดูแลอาการ พอถึงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ก่อนเข้าพรรษาไม่กี่วัน ท่านก็ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร นับเป็นการสูญเสียอันใหญ่หลวงอีกครั้งหนึ่งของวงกรรมฐาน

ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านทราบว่า ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพระอริยบุคคล เป็นเนื้อนาบุญของพุทธบริษัท ท่านจะนิมนต์ไปในงานวัดโพธิสมภรณ์เป็นประจํา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“วัดโพธิฯ (วัดโพธิสมภรณ์) นี้ กรรมฐานเข้าไปค้างบ่อยๆ แหละ ตั้งแต่ท่าน (ท่านเจ้าคุณ- ธรรมเจดีย์) มีชีวิตอยู่ จากนั้นแล้วก็ไม่ได้ไป เราเองก็ไม่ได้ไป ไปก็ไปชั่วคราวไม่ได้ค้าง แต่ก่อนพระกรรมฐานผู้ใหญ่ๆ เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่อ่อน ใครต่อใครผู้ใหญ่ๆ แหละมา ยิ่งมีงานแล้วเอามาหมด กรรมฐาน มาท่านก็บอก “นี่ใครจะกราบจะไหว้ ก็มากราบมาไหว้เสีย พระเหล่านี้เป็นพระสําคัญทั้งนั้น นานๆ จะได้พบท่านทีหนึ่ง”

มีงานทีหนึ่ง พระกรรมฐาน ท่านเอามาหมด แล้วประชาชนเขาก็ได้ทําบุญให้ทานกับท่าน ท่านบอกตรงๆ เลย “เอ้า ! ให้พากันทําบุญให้ทานเสียนะ พบพระอย่างนี้มันพบยากนะ”ท่านพูดอย่างนี้แหละ เพราะท่านเป็นพระผู้ใหญ่ แล้วพระกรรมฐานมาค้างบ่อย ท่านไปเอามาจนได้ ไม่มีงาน ท่านก็ไปเอามา อย่างเรานี้ไปเรื่อย บางทีท่านมาเอาเอง ท่านมาเองเลย

คิดดูซิ ถ่ายรูปที่ต้นโพธิ์ทางทิศเหนือของวัด นั่นล่ะนั่งเป็นวงกลมถ่ายรูปเจ็ดแปดองค์หรือไง เราผอมๆ นั่นก็เราป่วยนะ เรากําลังป่วยอยู่นี้ ท่านมาเอาเอง เราบอกกําลังป่วยเป็นไข้ เออ ! ไม่เป็นไรแหละ ไปนู้นมันหายเอง แล้วเอาไปเลย เราจึงผอมๆ พระกรรมฐานมาอยู่ที่นั่นเรื่อยๆ แล้วชุ่มเย็นไปหมดนะทางภาคอีสาน วงกรรมฐาน ท่านไปเที่ยวซอกแซกทุกแห่ง วัดไหนสําคัญๆ ท่านไปหมด ท่านชอบวงกรรมฐานมากที่สุด ท่านปฏิบัติกรรมฐานมาเป็นประจําเลย ไปนั่งปั๊บนี่มีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรม เรื่องภาคปฏิบัติ ไม่มีเรื่องการปกคงปกครอง ปริยัติอะไรไม่มีเลย เรื่องโลกเรื่องสงสารไม่มี มีแต่ภาคปฏิบัติล้วนๆ

นั่งนี่สองสามชั่วโมงกว่าจะได้ลุก โธ้ ! เราเจ็บเอวเกือบตาย นั่นล่ะ ไปทีไร ฟังท่านนั่งคุยธรรมะ ท่านก็เพลินของท่าน เราดูอาการก็รู้ ท่านเพลินในธรรมทั้งหลาย ท่านพูดด้วยความเพลินในธรรม เมื่อเห็นครูบาอาจารย์มาหาท่าน ฝ่ายกรรมฐานมามากๆ ท่านยิ่งรื่นเริงมากนะ ดูอาการของท่านยิ้มแย้มแจ่มใสทุกอย่าง ท่านพอใจกับวงกรรมฐานมากทีเดียว ท่านเอาแต่องค์สําคัญๆ แหละมา แต่ท่านเป็นนิสัยอันหนึ่ง ท่านพูดสนุกสบายธรรมดา ท่านเรียก อีตานั่น อีตานี่ ท่านไม่เรียกธรรมดา ท่านพูดสบายในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์

ส่วนมากท่านเป็นอุปัชฌาย์ทั้งนั้นแหละ ว่าอีตานั่น อีตานี่ ท่านว่างั้น ท่านว่าสบายไปเลย เราผู้ฟังขบขันจะตาย แต่ท่านพูดแบบสบายไปเลย พูดในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ที่สนิทสนมกัน ท่านพูดแบบสบายไปเลย อีตานั้น อีตานี้ ไม่ได้ยินท่านว่าอีตาตั้งแต่เราหนึ่ง กับท่านอาจารย์ฝั้น ท่านอาจารย์ขาว สามองค์เราคอยฟัง อีตานั่น อีตานี่ ไม่เคยออก ท่านฝั้น ท่านขาว มหาบัว นอกนั้นอีตาทั้งนั้นแหละ ท่านเรียกอีตาติดปากท่านเป็นนิสัย พูดเหมือนเล่น หากไม่เป็นไรแหละท่านพูดของท่านเฉยๆ ไปอย่างนั้น เรียกแต่อีตานั่น อีตานี่”

ในสมัยที่ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์มีชีวิตอยู่ ก็ได้นิมนต์หลวงปู่กงมาไปงานที่วัดโพธิสมภรณ์ เป็นประจํา พอท่านถึงแก่มรณภาพ ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ รวมทั้งหลวงปู่กงมาท่านก็ได้เดินทางไปกราบคารวะศพ

ในการบําเพ็ญบุญกุศลศพของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ เพื่อรอการพระราชทานเพลิงศพในปีพ.ศ. ๒๕๐๖ เมื่อถึงวันครบรอบมรณภาพ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วันของท่าน และวันพระวันสําคัญ ทางวัดโพธิสมภรณ์จัดให้มีการทําวัตรสวดมนต์และแสดงพระธรรมเทศนา อันเป็นไปตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยกราบอาราธนานิมนต์ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ขึ้นแสดงธรรม ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่กงมาท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่มีอายุพรรษามากแล้ว และมีคุณธรรมสูงสุดเป็นที่ยอมรับกันแล้ว ทางวัดก็ได้กราบอาราธนานิมนต์ท่านเป็นองค์แสดงธรรมองค์หนึ่งในงานนี้

๒ ต.ค. ๒๕๐๕ คติธรรมที่ท่านให้แก่พระเณรวัดศรีโพนเมือง

ในบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่กงมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ในวัย ๖๑ ปี ท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมาก ลูกศิษย์ลูกหาก็มีมากขึ้น ท่านจึงมีกิจนิมนต์มากขึ้นตามไปด้วย ในระยะนี้การเดินทางของหลวงปู่กงมา ท่านไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์โดยตลอด เมื่อท่านรับกิจนิมนต์ไปแสดงธรรม หรือไปงานสําคัญต่างๆ ทําให้ท่านสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และการเดินทางด้วยรถยนต์นี้ก็เป็นสาเหตุทําให้ท่านประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่มรณภาพ

ก่อนจะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ หลวงปู่กงมาท่านนํารถยนต์ไปซ่อมแซมในเมืองสกลนคร เวลาประมาณบ่าย ๓ โมง ท่านเมตตาแวะไปโปรดให้คติธรรมแก่พระเณรที่วัดศรีโพนเมือง อ.เมือง จ.สกลนคร ตามปรกติเมื่อท่านไปวัดศรีโพนเมืองแล้ว ท่านมักจะเดินไปหาเจ้าอาวาสที่กุฏิเสมอ แต่ในครั้งนี้ท่านขึ้นรถ ๓ ล้อไปกับผ้าขาวน้อยผู้หนึ่ง เลยขึ้นไปบนศาลาใหญ่ พอพระเณรเห็นท่านเดินขึ้นศาลาไปแล้ว ก็รีบขึ้นศาลาไปต้อนรับและกราบไหว้ตามธรรมเนียมของพระหนุ่มเณรน้อยเห็นครูบาอาจารย์มาเมตตาโปรด

พอพระเณรกราบท่านแล้ว ท่านเลยถามว่า “รู้จักกัมมัฏฐานหรือยัง?” ถ้าจะตอบว่ารู้อยู่ ก็คิดว่าบางทีจิตใจของพวกพระเณรอาจจะไม่มั่นคงในศาสนาในอนาคตก็เป็นได้ พระจึงตอบท่านไปว่า “ยังไม่รู้ครับ” ท่านหัวเราะและถามว่า “พระไม่รู้จักกัมมัฏฐาน อุปัชฌาย์จะบวชให้หรือ” พระจึงระลึกได้ว่า ในขณะที่จะบรรพชาอุปสมบท อุปัชฌาย์ได้สอนปัญจกัมมัฏฐานก่อนจริง จึงตอบท่านว่า “รู้ครับ” ท่านจึงพูดว่า “เออ ! เมื่อรู้แล้วเป็นอย่างไร เห็นอะไรงามบ้าง สวยบ้าง มันล้วนแต่ของโสโครกน่าเกลียดมิใช่หรือ เมื่อรู้แล้วอย่าอยากสึก”

และท่านพูดว่า “ถ้าโยมไม่รู้สรณะพุทธะ พระไม่รู้กัมมัฏฐาน ศาสนาจะตั้งอยู่ไม่ได้เลย นี่ก็น่าคิดอยู่ เพราะว่าโยมไม่รู้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วทุกอย่างมันจะทุพพลภาพไปตามคนจริง และถ้าหากพระสงฆ์ยังพิจารณาร่างกายของตนเป็นของสวยของงามอยู่ ก็อาจทรงอยู่ในสิกขาวินัยไม่ได้ เพราะพิจารณากัมมัฏฐานไม่ลง ยังยินดีในรูป เสียง กลิ่น รสอยู่” เมื่อพระฟังแล้วพิจารณาตามก็เห็นจริงตามที่ท่านพูด

และท่านว่า “ขณะที่ถือเพศเป็นบรรพชิตพรหมจรรย์อยู่นี้ ท่านกลัวผู้หญิงเท่ากับเสือเก้าศอกหรือกว่านั้น เพราะเสือไม่สามารถจะทําลายเพศพรหมจรรย์ให้เสียได้ ถึงมันกัด มันก็กัดเฉยๆ ส่วนผู้หญิงนั้นจะต้องทําให้เราตายทั้งเพศพรหมจรรย์ด้วย”

และท่านเล่าอีกตอนหนึ่งว่า ท่านได้เคยสังเกตเห็นผู้หญิงบางคน ตอนเข้าไปสมาทานศีลต่อพระมา พอมาถึงบ้านแล้วบังเอิญฝนตกนํ้ามาก ปลาก็ขึ้น ก็เลยลืมศีลของตนที่ได้สมาทานมาแล้วนั้น ก็เลยถือเอาสะดุ้ง (ยอ) กับตะกร้าไปเลย พอถึงที่หมาย คือ ข้างสะพานริมถนนนั้นแหละ พอยออยู่ไม่นาน ก็พอดีเห็นท่านเดินไปธุระจะผ่านไปทางนั้นด้วย

พอโยมเห็นพระมาใกล้เข้าขนาดจํากันได้บ้าง ไม่ได้บ้างนี้แหละ ก็รีบยอสะดุ้งเพื่อจะได้รีบหนีไปเร็วๆ พอยอขึ้นสายสะดุ้งนั้นก็ขาด โยมผู้หญิงนั้นก็ตีลังกาหงายหลังเลย ท่านก็ถ้าจะไม่ดูหรือ ก็อยากเห็นอยู่ ถ้าจะดูหรือ ก็กลัวโยมผู้หญิงนั้นละอาย จึงทําเมินๆ สักหน่อย พอโยมนั้นลุกขึ้นได้แล้ว ก็พาสะดุ้งและตะกร้าวิ่งเข้าป่าไปทั้งเปียกปอนนั้นเลย เรื่องนี้น่าขบขันมาก

เรื่องการอธิษฐาน ท่านอธิษฐานให้ตายแล้วได้ผล ท่านว่า ท่านเคยอธิษฐานจิตยอมตาย จะนั่งภาวนาตลอดรุ่งโดยไม่ยอมลุก และท่านก็ทําสําเร็จ ได้บรรลุพระโสดาบันในคืนนั้น ท่านจึงว่า ท่านเคยได้กําลังเพราะแรงอธิษฐาน และทุกปีถึงฤดูหนาวที่หลังเท้าของท่านมักบวมและคันด้วย ท่านก็อธิษฐานให้ตายเหมือนกัน ถ้าหากมันอยากจะเป็นอย่างเท้า ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เป็นอีกเลย

เรื่องการฉีดยาแก้โรคต่างๆ แม้ท่านจะมีความเลื่อมใสอยู่กับแพทย์แผนปัจจุบันก็ตาม แต่ท่านก็ได้ปฏิญาณไว้แล้วว่าจะไม่ฉีดเป็นเด็ดขาด เพราะท่านคิดว่าถึงเวลาจะตายแล้ว แม้จะมีแพทย์สักเท่าไร มันก็คงตายอยู่นั่นเอง และท่านได้เห็นมรรยาทของแพทย์ผู้มีชื่อคนหนึ่งในจังหวัด ขณะที่ท่านป่วย โยมได้นิมนต์ให้ท่านไปฉีดก็เลยขัดไม่ได้ พอแพทย์ตรวจแล้วแทนที่จะขอโอกาสจากท่านสักนิดในการเป็นพระก็ไม่มี พอเข็มแทงเข้าแล้วถอดเข็มออก แพทย์นั้นก็ไปเลย จะพูดอย่างนั้นอย่างนี้ก็ไม่มี ท่านจึงคิดว่า เรานี้ก็โง่คนมามากแล้ว เท่านี้ก็มาให้เขาทํากับเราได้ ตั้งแต่นั้นมา ถ้าหากท่านยังพอรู้สึกอยู่ จะไม่ให้ใครฉีดเด็ดขาด ส่วนยาฉันนั้น ท่านจะไม่ปฏิเสธ

และเรื่องท่านรักษาพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด ตัวอย่างเช่น ท่านพาพระเณรออกบิณฑบาตทุกเช้า การฉันบิณฑบาต ถ้าญาติโยมผู้ใดศรัทธาต้องเอาขาทนียโภชนียะ (อาหารที่ควรเคี้ยวและอาหารที่ควรบริโภค) นั้นตักบาตรให้ท่าน แต่ของใดไม่ลงบาตรแล้ว ท่านจะหลีกเลี่ยงมาก เมื่อมีญาติโยมถวายเงิน ท่านจะไม่จับเงิน ท่านจะมอบให้ฆราวาสผู้ติดตามหรือไวยาวัจกรดูแลเงิน นับแต่วันบวชท่านสะสมแต่ธรรม ท่านจะไม่สะสมเงินทอง และถ้าของใด มีผู้ถวายเป็นสงฆ์โดยกล่าวคําว่า “สังฆัสสะ” แล้ว ถ้าไม่ได้อปโลกน์ ทําวินัยกรรมเสียก่อน ท่านจะไม่แตะต้องเป็นอันขาด ไม่ยอมกินของสงฆ์ ฯลฯ เพราะท่านเคร่งครัดรักษาพระวินัยและธุดงควัตร เมื่อท่านมีกิจจําเป็นที่จะเข้าไปพักในเมือง ท่านก็มักจะเลยไปพักในสถานที่วิเวกเงียบสงัด เช่น วัดป่านาคํา หรือวัดป่าภูธรพิทักษ์

เพราะศีลจะรู้ได้เมื่ออยู่ร่วม และเพราะธรรมจะรู้ได้เมื่อฟังธรรม สนทนาธรรม ดังนั้น พระเณรที่มาอยู่ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่กงมา จึงให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านมาก อย่างชนิดที่เรียกว่า “ลงใจ” ยอมมอบกายถวายชีวิตให้ท่านได้ เพราะท่านเป็นผู้รู้จริงเห็นจริงในธรรม ท่านมีปฏิปทาเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ท่านสอนอย่างผู้รู้จริง ตรงไปตรงมา และท่านสอนเช่นไร ท่านก็ปฏิบัติเช่นนั้นมา

๑๖ ต.ค. ๒๕๐๕ ปัจฉิมเทศนาของหลวงปู่กงมา

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเมตตาแสดงธรรมโปรดพระ เณร ญาติโยมตั้งแต่เป็นพระภิกษุหนุ่ม นับตั้งแต่ท่านบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านออกเที่ยวธุดงค์ไปในภาคอีสาน ภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี ฯลฯ ท่านก็เมตตาสอนชาวบ้านให้เลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัย ตลอดสอนธรรมปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านได้รับการศึกษาอบรมจากท่านพระอาจารย์มั่นมา

เมื่อหลวงปู่กงมาท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๓ จากนั้นเป็นต้นมา จนถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ นับเป็นเวลานานเกือบ ๑๓ ปี ท่านเมตตาเทศน์อบรมสั่งสอนพระเณรที่มาพักจําพรรษาวัดดอยธรรมเจดีย์ และศรัทธาญาติโยมที่มาบําเพ็ญบุญ มาถือศีล ปฏิบัติธรรมที่วัดอย่างเอาจริงเอาจัง รวมทั้งรับกิจนิมนต์แสดงพระธรรมเทศนาตามงานสําคัญต่างๆ ไว้มากมาย ธรรมที่ท่านแสดงล้วนเป็นธรรมแท้จากพระอรหันต์ ซึ่งเป็นไปเพื่อสวรรค์ พระนิพพาน เป็นธรรมที่ทรงคุณค่ามากและหาฟังได้ยาก แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้บันทึกเทศนาธรรมของท่านไว้ เนื่องจากสมัยนั้นทางวัดไม่มีไฟฟ้าใช้ และยังไม่มีเครื่องบันทึกเสียง จึงไม่มีการบันทึกเก็บไว้

ในเทศน์ครั้งสุดท้าย เป็นปัจฉิมเทศนา หลวงปู่กงมา ท่านเมตตารับกิจนิมนต์ไปแสดงพระธรรมเทศนาในงานฌาปนกิจศพ หลวงพ่อคํามา ญาณทีโป เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพเพียง ๑ วัน ได้มีการจดบันทึกไว้ พุทธบริษัทจึงได้มีโอกาสฟังเนื้อหาสํานวนโวหารธรรมอันไพเราะและมีความหมายลึกซึ้ง ดังนี้

“นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ๓ หน

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา ติ

ณ โอกาสนี้ อาตมาจักได้แสดงธรรมิกถา ศาสนธรรมคําสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นเครื่องเพิ่มพูนกุศลศรัทธา ปัญญาบารมีของพุทธบริษัททั้งหลาย ที่พร้อมเพรียงกันมาประชุมสโมสรในธรรมสภาภาคศาลามณฑลสถานที่นี้

เนื่องด้วยวันนี้ พวกพุทธบริษัททั้งหลายมาระลึกถึงบุญคุณของหลวงพ่อคํามา ผู้ถึงกาลกิริยาตายไปสู่โลกเบี้องหน้า และจะได้ทําการเผาในวันนี้ พวกเรามาระลึกถึงบุญคุณของท่าน ซึ่งเคยมีต่อพวกเรามา เช่น เคยเป็นครูบาอาจารย์แนะนําสั่งสอนพวกเราให้รู้ศีล รู้ธรรม และข้อวัตรปฏิบัติอื่นๆ ตามคําสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การสมาทานเอาซึ่งศีลเบญจเวรวิรัติทั้ง ๕ ประการ เราก็ได้พากันสมาทานสําเร็จเสร็จสิ้นไปแล้ว จนตลอดการถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสงฆ์องค์เจ้า ก็ได้สําเร็จเสร็จสิ้นไปด้วยความเรียบร้อยทุกอย่างทุกประการ ต่อแต่นี้ไปใคร่อยากจะฟังพระสัทธรรมเทศนา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองศรัทธาปสาทะ เพิ่มพูนกุศลเจตนาปัญญาบารมีต่อไป จึงได้นิมนต์ให้อาตมาเป็นผู้แสดง ดังอาตมาก็จักได้แสดงต่อไป

สําหรับความตายนี้เป็นของที่พวกเราหนีกันไม่พ้น เพราะมันเป็นสังขารที่ปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อมีเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องมีแก่ มีเจ็บ มีตาย ไปดังนี้ ความตายนี้แหละ เราจะต้องประสบด้วยกันทุกคน ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย อ่อนแก่ หรือปานกลาง ก็จะต้องตายกันทั้งนั้น เพราะบรรดาสัตว์โลกทั้งหลายมีความตายเป็นสมบัติรอคอยอยู่เบี้องหน้า ไม่มีผู้ใดเลยจะล่วงพ้นไปได้

แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งวิเศษและประเสริฐกว่าสรรพสัตว์ กว่าเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระองค์หาได้พ้นจากความตายไปไม่ แต่การตายของพระองค์เป็นการตายอันประเสริฐ เพราะพระองค์เป็นผู้หมดจากอาสวกิเลสทั้งน้อยใหญ่สิ้น จึงเรียกอาการตายของพระองค์ว่า นิพพาน ไม่มีการตายการเกิดอีกเหมือนอย่างปุถุชนธรรมดาสามัญ

ปุถุชนนั้นเมื่อสิ้นลมหายใจแล้ว เรียกว่า ตาย หรือมรณภาพ ถ้าเป็นคนชั้นสูงก็เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สวรรคต ที่แท้ก็เป็นตายอันเดียวกัน หมดลมหายใจอย่างเดียว เมื่อตายไปแล้วก็ไม่ได้ขนเอาข้าวของอันใดไปได้เลย ได้ติดตัวไปแต่เพียงไม้กระดานอันกว้างหนึ่งศอกกํามา และทางยาววาหนึ่งเท่านั้น กับบุญกุศลที่ตนได้ทําไว้แต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ และบาปที่ตนได้ทําเอาไว้แต่เมื่อยังเป็นมนุษย์เท่านั้น จึงสมกับอุเทศที่อาตมาได้ยกขึ้นตั้งไว้เบื้องต้นว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา ซึ่งแปลเป็นใจความแล้วคงได้ความว่า กุสลา ธมฺมา กุศลกรรมทั้งหลาย อันเป็นทางบุญ เรียกว่า กุศล อกุสลา ธมฺมา เป็นส่วนบาป เรียกว่า อกุศล คือ ทางชั่ว ทางไม่ดี อพฺยากตา ธมฺมา เป็นส่วนกลางๆ จะว่าดีก็ไม่ใช่ เป็นส่วนชั่วก็ไม่ใช่ เรียกว่า อัพยากฤต เท่านี้แหละที่จะติดตัวผู้ตายไปได้

ถ้าเราทําดีไว้แต่เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เมื่อเราตายไป ก็จะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ถ้าทําชั่วไว้ เป็นต้นว่า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ศีล ๕ ไม่เคยรักษา คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ไม่รู้ เมื่อตายไปแล้ว ผลกรรมนั้นก็จะตามไปสนองให้ได้รับความเดือดร้อน วิปฺปฏิสาร อยู่ในนรกอเวจีหลายกัปหลายกัลป์

ถ้าทําความดีไว้แล้ว พอตายลงไปก็มีผู้มาปลงอนิจจังสังเวช ทําบุญ ทํากุศลอุทิศให้อย่างหลวงพ่อคํามานี้ เพราะก่อนท่านตาย ท่านก็ได้สร้างคุณความดีให้แก่พุทธบริษัททั้งหลายไว้แล้ว แต่ถึงอย่างไรท่านก็ได้ตายไปแล้ว เพราะความตายมันไม่เลือกบุคคล สิ่งใดปัจจัยแต่ง สิ่งนั้นจะต้องเป็นไปตามปัจจัย ดังมีธรรมภาษิตที่พระเจ้าพระสงฆ์เคยใช้สวดมนต์เสมอว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ซึ่งแปลเป็นใจความแล้วก็คงได้ใจความว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ อุปฺปาทวยธมฺมิโน เมื่ออุบัติเกิดขึ้นแล้ว อุปฺปชฺชิตวา นิรุชฺฌนฺติ ย่อมดับไปดังนี้

คนตายนี้ก็มีดีอยู่อย่างหนึ่งเหมือนกัน จะได้ชักนําให้ผู้ยังมีชีวิตอยู่ได้กินได้ทาน ได้เข้าวัด เข้าวา ฟังเทศน์ฟังธรรม ซึ่งเรียกว่า เป็นบุญเป็นกุศล ประการหนึ่ง อันเรียกว่า คนตายจูงคนเป็น อย่างบางคนไม่เคยได้เข้าวัดเข้าวาสักทีเลย เห็นพระเห็นเจ้าเท่ากับเห็นอสรพิษอันร้ายกาจ แต่พอญาติพี่น้องของเขาตายลงไป เกิดมีคนใช้ให้เขาไปนิมนต์พระ นิมนต์เจ้ามา มาติกาบังสุกุล จะไม่ไป หรือก็ขัดไม่ได้ จําเป็นจะต้องได้ไป พอนิมนต์มาแล้ว ผู้อื่นก็ใช้ให้ประเคนหมากพลู บุหรี่ กระโถน กานํ้า ตลอดจนการตักบาตร ถวายอาหารแก่พระเจ้าพระสงฆ์ ทําให้เขาได้บุญ ได้กุศลไปในตัว นี่แหละจึงเรียกว่า คนตายจูงคนเป็นให้ได้กุศล

และผู้ตายบางคน เมื่อเขายังมีชีวิตเป็นผู้ไม่ประมาท ขยันขันแข็งในการทํามาหาเลี้ยงชีพของตน เป็นผู้เก็บหอมรอมริบ พอตายไปแล้วทิ้งมรดกให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้สืบได้ต่อ จนกลายเป็นผู้มีโภคสมบัติมากมูลก็มีอยู่เป็นอันมาก เช่น บางคนเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้หาเงินหาทองฝากคลัง ฝากประกันชีวิตไว้กับบริษัท พอเขาตายไปแล้ว ลูกหลานเขาได้เงินได้ทอง เพราะเขาก็มีอยู่เป็นจํานวนมาก บางรายมีเงินทองตั้งมากมายก่ายกองก็มี

แต่บางรายนั้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นคนเกียจคร้านอ่อนแอ ไม่ทําการทํางานอะไร เสาะแสวงหาแต่การกิน การเล่น อันจะพาตัวฉิบหาย เช่น เล่นการพนัน กินเหล้า กัดปลา ชนไก่ เป็นต้น เมื่อได้ก็กินจนหมด เมื่อไม่ได้ก็หากู้หายืม กู้ยืมไม่ได้ก็ลักบ้าง ขโมยบ้าง ก่อความทะเลาะวิวาทไว้กับเพื่อนกับฝูงทุกมุมเมือง เมื่อนานเข้าก็ถูกเขาจับเป็นขโมยบ้าง จับเล่นการพนันบ้าง หาว่าเป็นอันธพาลบ้าง เหล่านี้ จําเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นมรดกแต่พ่อแม่ตายาย ก็เอาไปจํานองจํานํา ก่อแต่ความเดือดร้อนให้แก่ตัวตลอดชีวิต พอตายลงไป หาเงินจะซื้อไม้มาทําศพก็ไม่มี จําเป็นพี่น้องจะต้องวิ่งเต้นไปหากู้ยืม ยอมเป็นลูกหนี้ของชาวบ้านชาวเมืองเขา ไม่ได้ก็เอาที่ดิน บ้าน ไร่ สวน นา ไปจํานองจํานํา ทําให้พี่น้องได้รับความอับอายขายหน้าเป็นอันมาก นี้เรียกว่า คนตายขายคนเป็น

ฉะนั้น พุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อยังมีชีวิตอยู่นี้ จงรีบพากันขวนขวายสร้างคุณงามความดีให้เกิดขึ้นในตนเองเสีย เพราะไม่รู้ว่าความตายมันจะมาถึงเราวันไหน เมื่อความตายมาถึงแล้ว เราก็ไม่มีเวลาได้สร้างคุณงามความดีไว้ได้ทันเลย เราทุกวันนี้ก็ตกอยู่ในวงล้อมของพญามัจจุราชแล้ว ดังมีธรรมภาษิตรับรองสมอ้างว่า ยถา ทณฺเฑน โคปาโล คาโว ปาเชติ โคจรํ เอวํ ชรา จ มจฺจุ จ อายุํ ปาเชนฺติ ปาณินํ ซึ่งแปลเป็นใจความแล้วได้ความว่า นายโคบาล (คนเลี้ยงโค) ย่อมต้อนฝูงโคไปสู่ที่หากินด้วยท่อนไม้ฉันใด ความแก่และความตาย ก็ต้อนชีวิตของสรรพสัตว์ฉันนั้น

เนื้อความในพระคาถานี้อธิบายว่า ธรรมดานายโคบาล ผู้ฉลาดย่อมต้อนฝูงโคของเขาไปยังที่ซึ่งอุดมไปด้วยนํ้าและหญ้า ตามวิสัยของผู้ฉลาดฉันใด ชีวิตคือความเป็นอยู่ของสรรพสัตว์ก็ฉันนั้น นับแต่คลอดออกจากครรภ์ของมารดาแล้ว ก็เดินทางไปสู่ความแก่ทุกวันทุกคืน จนเดือนเป็นปี และเป็นหลายๆ ปี เมื่อถึงสถานีของความแก่แล้ว สถานีแห่งความแก่ ก็ส่งไปสู่สถานแห่งความเจ็บ มีเจ็บหลังบ้าง เจ็บเอว เจ็บตา เจ็บแข้งเจ็บขาบ้าง แล้วสถานีนี้ก็ส่งไปยังสถานีแห่งความตาย มาสิ้นสุดเพียงสถานีของความตายนี้ทั้งนั้น นอกจากบุญกับบาปที่ตนได้กระทําไว้แต่ครั้งยังมีชีวิตอยู่ คนผู้อยู่ทางหลังจะให้หรือไม่ให้ก็หมดห่วงหมดกังวลเสียแล้ว

เพราะฉะนั้น พุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อมาทราบแจ้งชัดตามอรรถธรรม ดังอาตมาได้แสดงมานี้แล้ว จงอย่าได้ประมาทในชีวิตของตน เพราะเราไม่รู้ว่า ความตายนั้นจะมาถึงตัวเราเมื่อไร ไม่มีผู้ใดพยากรณ์ได้ถูก เราพยากรณ์ได้แต่วันเกิด อันบิดามารดาเป็นผู้บอกให้เท่านั้น ฉะนั้น จึงขอรีบสร้างคุณงามความดีของตนให้เกิดขึ้นในทวารทั้ง ๓ เสีย คือว่า กายทวาร วจีทวาร และมโนทวาร จะทํา จะพูด จะคิดสิ่งใดก็จงทํา พูด คิด แต่ในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นเถิด เมื่อประพฤติปฏิบัติเช่นนี้แล้ว บุญกุศลใดที่ยังไม่เกิดก็จะเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็จะเจริญภิญโญยิ่งๆ ขึ้นไป ขออย่าได้พากันประกอบกรรมอันชั่วช้าลามก ซึ่งจะเป็นทางพาให้เราไปตกนรกอบายภูมิ ซึ่งจะพาให้เราได้รับความเร่าร้อนหลายกัปหลายชาติ ถ้าท่านผู้ใดยังเห็นว่า ศีลของตนยังไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ รีบประกอบให้เกิดให้มีขึ้นเสียแต่บัดนี้

ศีล ๕ ประการดังนี้ ข้อหนึ่ง ปาณาติปาตา เวรมณี ข้าพเจ้าของดเว้นการพรากชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง ข้อสอง อทินนาทานา เวรมณี ข้าพเจ้าจักงดเว้นการลักฉ้อขโมยของคนอื่นเด็ดขาด ข้อสาม กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี ข้าพเจ้าจักงดเว้นการล่วงเกินกามประเวณีลูกเมียผู้อื่นเด็ดขาด ข้อสี่ มุสาวาทา เวรมณี ข้าพเจ้าจักไม่กล่าวเท็จกล่าวคําหยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ข้อห้า สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี ข้าพเจ้าจักไม่กินเครื่องดองของเมาใดๆ เช่น สุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเสียสติ

ดังนี้ก็นับได้ว่า เราตัดเวรออกจากตัวของเราได้สิ้นแล้ว และเราจะขอถึงซึ่งคุณพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่พํานัก ที่ระลึกที่นับถือว่า เป็นที่กําจัดภัยได้จริงดังนี้ ก็แสดงว่าเราเคารพนับถือในพระไตรสรณาคมน์โดยไม่มีความหวั่นไหว เมื่อเราเคารพนับถือเช่นนั้นแล้ว เราก็จะมีแต่ความสุขใจเย็นใจเท่านั้น เมื่อเรามีศีลบริบูรณ์แล้ว ถึงเราจะภาวนา จิตเราก็เป็นสมาธิได้เร็ว เมื่อจิตของเราเป็นสมาธิได้เร็วแล้ว เราจะเป็นผู้เบิกบานอยู่เสมอ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งเรียกว่า โลกสวรรค์

หากถ้าจะมีผู้ถามว่า สวรรค์นั้นอยู่ที่ไหน อาตมาขอตอบว่า สวรรค์อยู่ที่ตัวของคนเราทุกคน นรกก็อยู่ที่ตัวเรานี้ นิพพานก็อยู่ในตัวเรานี้ทั้งนั้น ด้านกว้างของสวรรค์ก็ศอกกํามา ด้านยาวก็วาหนึ่งดังนี้ สวรรค์นิพพานไม่ได้อยู่ที่อื่นดอก เมื่อเราประกอบแต่กรรมอันเป็นสุจริตแล้ว นรกมันก็หายไป เมื่อเราทําลายกิเลสน้อยใหญ่ซึ่งหมักดองอยู่ในสันดานของเราแล้ว นิพพานก็อยู่ที่ไหนอีก เมื่อเราเป็นผู้มีทาน มีศีล มีเจริญภาวนาฆ่าความโลภ ความโกรธ ความหลง ออกจากจิตสันดานเราได้แล้ว นรกมันก็อยู่ไม่ได้เท่านั้นเอง

ฉะนั้น พุทธบริษัททั้งหลายที่มาประชุมสโมสรในสถานที่นี้ จงได้พากันเคารพในคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ให้หนักแน่นอย่าหวั่นไหว ถ้าได้เห็นดอกไม้ของหอม ก็ขอให้คิดอยากมาบูชาคุณของพระรัตนตรัยแก้วทั้งสาม มันจึงจะได้บุญได้กุศล ถ้าเราได้กินอาหารอันมีรสเอร็ดอร่อยก็ให้คิดถึงวัดถึงวา ถึงบิดามารดา ว่าอยากให้ท่านได้กินดี มันจึงจะเป็นบุญเป็นกุศล

เมื่อมีความโกรธเกิดขึ้นก็อย่าได้แช่งได้ด่าให้ห่ามากิน ผีมากิน ให้พูดว่า โอย ! ท้าวขันเงินขันคํา (ทองคํา) กวบหัว (ทูนหัว) เจ้าเอ้ย ดังนี้ มันจึงจะบ่ (ไม่) ได้บาป อย่าไปป้อยแช่ง (สาปแช่ง) ให้ห่าให้ผีเป็นอันขาด เพราะพระพุทธองค์ พระองค์สอนไม่ให้เคารพนับถือผี พระองค์ตรัสสอนแต่ให้เคารพพระธรรมเท่านั้น เพราะผีมันเป็นของไม่ดี ดังมีคําพื้นบ้านพื้นเมืองเราพูดกันว่า หน้าคือผี ขี้ร้าย (ขี้เหร่) คือผี บ่จบ (ไม่งาม) คือผี ทุกข์ยากคือผี กํ่า (ดํา) คือผี หมองคือผี เมื่อเป็นของไม่ดีแล้ว มันก็คือผีทั้งนั้น เมื่อผีมันไม่ดี มันทุกข์มันยาก มันกํ่ามันหมองแล้ว ผัด (จะ) อยากได้ อยากเคารพนับถือมันไปหยัง (ไปทําไม)

เมื่อมันทุกข์มันยากแล้ว เราจะพึ่งพาอาศัยมันหยัง (อะไร) ได้ ลําพังเราข้ามฟากนํ้า นํ้าก็ยังจะข้ามไม่พ้นอยู่แล้ว ยังจะแบกเอาซากผีไปอีก มันจะไม่พาจมนํ้าตายทั้งคนทั้งผีหรือ อาตมาว่ามันคงไปไม่รอดทั้งคนทั้งผี เมื่อผีเป็นเช่นนี้แล้ว ควรแล้วหรือที่เราจะไปกราบไหว้บูชาเคารพนับถือ พึ่งพาอาศัยมันได้ มันก็มีแต่จะพาให้เราจมดิ่งไปสู่นรกอเวจีเท่านั้นเอง

ในธรรมเทศนาของอาตมาวันนี้ ขอบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จงพากันใช้ โยนิโสมนสิการ นําไปพินิจพิจารณาโดยแยบคาย เห็นว่าสิ่งใดไม่ดีก็พากันละเสีย เห็นว่าสิ่งใดดี ก็จงถือเอาเป็นข้อวัตรประพฤติปฏิบัติตาม ก็จะประสบแต่ความสุข ความเจริญ ทุกทิพาราตรีกาล รับประทานแสดงมาก็พอสมควรแก่กาลเวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้”

ท่านมรณภาพด้วยอุบัติเหตุรถยนต์

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ นับตั้งแต่ท่านบําเพ็ญประโยชน์ตนจนสมบูรณ์ ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ครองวิมุตติสุข อยู่ด้วยวิหารธรรม ท่านได้บําเพ็ญประโยชน์ญาติ และประโยชน์โลก โดยอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ เป็นดั่งดวงตาและดวงประทีปแห่งธรรมที่ส่องสว่างทางดําเนินชีวิตตามหลักธรรมคําสอนแห่งองค์พระบรมศาสดา ให้กับบรรดาพระ เณร ลูกศิษย์ลูกหา ตลอดศรัทธาสาธุชนทั้งใกล้และไกลที่ได้เข้ามาพึ่งอาศัย ได้รับความร่มเย็น อบอุ่นใจ เป็นสุข และได้เห็นทางดําเนินชีวิตตามที่ท่านเมตตาอบรมสั่งสอนและพาดําเนิน ทั้งทําให้ดูเป็นแบบอย่าง โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ซึ่งล้วนเป็นไปเพื่อมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และที่สุดเพื่อนิพพานสมบัติ หรือวิมุตติธรรม วิมุตติสุข อันเป็นสุขบรมสุขและเป็นนิรันดร์ ท่านบําเพ็ญประโยชน์เช่นนี้อย่างอเนกอนันต์ใหญ่หลวงที่สุดมาอย่างยาวนานราว ๑๒–๑๓ ปี นับตั้งแต่บรรลุธรรม

ด้วยชีวิตนี้ย่อมมีการพลัดพรากเป็นที่สุด เป็นสัจธรรมความจริงเสมอ ซึ่งทุกชีวิตไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ เกิดแล้วต้องดับเป็นธรรมดา ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่วันใดวันหนึ่ง ช้าหรือเร็ว ท่านก็ต้องพลัดพรากจากเรา หรือเราก็ต้องพลัดพรากจากท่าน คงเหลือแต่คุณงามความดีฝากเป็นคติธรรม เป็นอนุสรณ์ไว้ให้กับโลกได้ระลึกจดจํา และแล้ววันที่บรรดาศิษยานุศิษย์ไม่อยากได้ยิน โดยเฉพาะพระ เณร ผู้ฝากชีวิตไว้กับท่าน เพื่อหวังพึ่งธรรมอันพ้นทุกข์จากท่าน คือ วันที่ท่านถึงแก่มรณภาพก็ได้มาถึงเร็วอย่างไม่คาดคิด ทั้งๆ ที่ท่านบอกไว้ล่วงหน้า และท่านว่าจะมรณภาพด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

ในเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๕ พระศิษย์เข้าไปอุปัฏฐากบีบนวดเส้นถวายหลวงปู่กงมาเป็นประจําทุกคืน อันเป็นการถนอมธาตุขันธ์ที่พระศิษย์พึงกระทําต่อครูบาอาจารย์ เมื่อครูบาอาจารย์ท่านคุ้นเคยวางใจพระศิษย์ที่มาบีบนวดเส้น ท่านก็จะเมตตาเล่าถึงครูบาอาจารย์ของท่าน คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดเพื่อนสหธรรมิกที่มีคุณธรรม เช่น หลวงปู่ฝั้น ท่านพ่อลี ฯลฯ เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตการธุดงค์ เรื่องราวแปลกประหลาดอัศจรรย์ปาฏิหาริย์ทางพระพุทธศาสนา และพูดธรรมะให้พระศิษย์ฟัง พระศิษย์มีโอกาสก็จะได้กราบเรียนถามปัญหาธรรมกับท่าน ท่านก็จะเมตตาแนะนําแก้ไขพร้อมให้อุบายธรรม

ในวันที่ ๑๖ ตุลาคม .ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งเพิ่งจะออกพรรษาได้ไม่กี่วัน หลวงปู่กงมา ท่านรับกิจนิมนต์ไปแสดงธรรมในงานถวายเพลิงศพหลวงพ่อคํามา ญาณทีโป ในคืนนั้นพระศิษย์ก็เข้าไปบีบนวดเส้นถวายท่านเป็นปรกติ

ในวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เช้าวันนี้ หลวงปู่กงมา ท่านยังออกบิณฑบาต ฉันเช้า และเทศน์อบรมสั่งสอนพระ เณร ศรัทธาญาติโยมที่ศาลาวัดดอยธรรมเจดีย์เป็นปรกติ พอตอนสายท่านก็จะเดินทางไปโปรดพุทธบริษัทที่จังหวัดจันทบุรี ท่านกับคนขับรถไปรับพระศิษย์ที่จําพรรษาวัดป่าไตรรัตน์ อําเภอเมือง จังหวัดนครพนม จะให้ไปจังหวัดจันทบุรีกับท่าน ระหว่างทางยังไปไม่ถึงจังหวัดนครพนม ก็ประสบอุบัติเหตุ มีรถบรรทุกขับมาเฉี่ยวชนรถยนต์ท่านจนตกข้างทางแล้วพลิกควํ่า และท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพ จากนั้นก็อัญเชิญร่างท่านกลับมาไว้ที่วัดป่าสุทธาวาสก่อน และได้อัญเชิญศพบรรจุในโลงศพแล้ว ทําพิธีกราบขอขมาแล้ว จึงเคลื่อนศพท่านมาบําเพ็ญกุศลที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เพื่อรอการถวายเพลิงศพต่อไป

ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่กงมาด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ เป็นข่าวใหญ่มาก ได้สร้างความโศกเศร้าสะเทือนใจให้กับผู้ได้ยินได้ฟังเป็นอันมาก และข่าวนี้ได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วมาก เมื่อครูบาอาจารย์ พระ เณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ญาติโยมทราบข่าว ก็รีบเดินทางหลั่งไหลมาร่วมกราบคารวะศพกันอย่างเนืองแน่น หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น สหธรรมิกของท่านก็มาร่วม

หลวงปู่กงมา ท่านได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอุบัติเหตุรถควํ่า เมื่อวันพุธที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เวลา ๑๕.๐๐ น. ท่านมรณภาพด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุ ๖๑ ปี ๑๑ เดือน ๑๑ วัน ๓๕ พรรษา ท่านผู้เป็นดั่งดวงตาและดวงประทีปแห่งธรรมได้ดับลงแล้ว ย่อมนําความเศร้าโศกอาลัยมาสู่บรรดาศิษยานุศิษย์และชาวพุทธเป็นอันมาก นับเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของพระพุทธศาสนาและวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น

หลวงปู่กงมา ท่านมรณภาพถัดจากท่านพ่อลี คู่สหธรรมิกของท่านไม่นาน เพียง ๑ ปีเศษ ท่านด่วนจากไปด้วยวัยเพียง ๖๑ ปีเศษ ส่วนท่านพ่อลีด่วนจากไปด้วยวัยเพียง ๕๕ ปี อายุของท่านทั้งสองยังไม่มาก หากยังมีชีวิตอยู่จะบําเพ็ญประโยชน์ให้กับประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ได้อีกมากมายอเนกอนันต์

หลวงปู่กงมา ท่านจากไปเพียงสังขารร่างกาย แต่จิตใจท่านยังอยู่ เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่ไม่ตาย ท่านเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานแล้ว จิตของท่านเป็น “ธรรมธาตุ” ที่ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปแล้ว ตลอดชีวิตสมณเพศ ท่านได้บําเพ็ญประโยชน์ตามหลักจริยา ๓ ไว้อย่างใหญ่หลวงและครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ซึ่งยากที่จะหาผู้ใดบําเพ็ญได้เช่นท่าน โดยเฉพาะการบําเพ็ญประโยชน์ตน ซึ่งท่านยึดหลักธรรมการชนะตนมาโดยตลอด จนท่านก็ได้ชนะกิเลสภายในอย่างราบคาบ เป็นพระอรหันต์ผู้ประเสริฐสุด ดังธรรมบทที่ว่า

“โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงฺคาเม มานุเส ชิเน, เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ, ส เว สงฺคามชุตฺตโมฯ การชนะสงครามที่คูณด้วยล้าน ถึงขนาดนั้น ล้วนแต่เป็นการก่อเวรทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นของดีเลย การชนะตนนี่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นของประเสริฐสุด”

แม้หลวงปู่กงมาท่านจะมรณภาพจากไปก่อนวัยอันควร โดยท่านแสดง “สังขารไม่เที่ยง” ให้ประจักษ์แล้ว แต่คุณธรรม คุณงามความดี และผลงานทางธรรมของท่าน ทั้งศาสนทายาทธรรม และทั้งศาสนถาวรวัตถุธรรมในภาคตะวันออกและภาคอีสาน ตลอดธรรมะคําสอนของท่าน ล้วนมีประโยชน์และทรงคุณค่ามาก จะยังคงปรากฏอยู่ให้โลกได้จารึกจดจําอีกตราบนานเท่านาน

หลวงปู่กงมา ท่านเคยแนะนําสั่งสอนศิษย์ไว้แล้วว่า สังขารไม่เที่ยงแน่นอน จะเอาอะไรแน่นอนกับร่างกายสังขาร มันไม่เที่ยง แล้วแต่กรรมจะให้เป็นไป เพราะคนเราเกิดมาแล้วเหมือนผลไม้ออกลูกมาแล้ว เช่นกับผลมะม่วง เป็นต้น ก็จะมีแต่หล่นในที่สุด การหล่นของผลมะม่วงก็ต่างกัน บ้างก็หล่นเพราะแมลงเจาะ บ้างก็หล่นเพราะเน่า บ้างก็หล่นเพราะสุกงอม จะเอาแน่นอนก็ไม่ได้

คนเราเกิดขึ้นมาก็หล่น คือ ตาย อาจจะตายด้วยทํานองต่างกัน เนื่องจากกรรมวิบากเท่ากับเป็นผลกรรม จะตกแต่งเอาตามปรารถนาไม่ได้ เช่น คนดํา คนขาว คนบอด คนบ้า คนง่อย คนตํ่า คนสูง เป็นต้น แก้ไม่ได้ แม้แต่อายุกาลสิ้นไป ก็แล้วแต่กรรมที่จะจําแนกไป ไม่มีใครจะอยู่เหนือกรรมไปได้ เช่น คนอยู่เมืองไทยอาจจะไปตายต่างประเทศ คนต่างประเทศอาจจะมาตายในเมืองไทย สุดแล้วแต่กรรมวิบากอันเป็นผล นี้เป็นการกล่าวถึงสังขาร ถ้ามาบําเพ็ญจิตให้พ้นจากกิเลสได้แล้วก็พ้นจากกรรม เป็นอันหมดทุกข์ด้วยประการฉะนี้

พระอรหันต์ตายด้วยอุบัติเหตุเป็นเรื่องของกรรม

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระอรหันต์ แต่ทําไมท่านต้องมามรณภาพด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งในพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เรื่อง “อํานาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม” เคยกล่าวถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ไว้ดังนี้

“การที่อยู่ดีๆ ก็ถูกจี้ถูกปล้นจนถึงชีวิต เป็นการต้องตายจากผู้เป็นที่รัก สิ่งเป็นที่รักอย่างไม่รู้ตัว อย่างไม่อาจขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้ ผู้นับถือพระพุทธศาสนารู้ว่า นั่นเป็นผลของกรรมที่ต้องได้กระทําไว้แล้วในภพชาติใดภพชาติหนึ่ง ซึ่งปุถุชนคนไม่มีญาณพิเศษทั้งหลายหาอาจรู้ชัดไม่ ว่าได้มีการทํากรรมอันเป็นอกุศลเหตุนั้นตั้งแต่เมื่อใด จะส่งผลเมื่อใด แต่ผู้ปฏิบัติธรรมจนสามารถมีความรู้พิเศษจะรู้ได้ และบางทีก็ได้แสดงให้รู้ล่วงหน้า เช่นที่พระอาจารย์สําคัญองค์หนึ่ง (หลวงปู่กงมา) ท่านได้ปรารภให้ได้ยินเนืองๆ ว่า ในอดีตท่านเคยขับเกวียนทับเด็กตาย โดยจงใจเจตนา ดังนั้น ท่านจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น คือจะต้องถูกรถทับจนเสียชีวิตแน่ในภพชาตินี้

ท่านปรารภอยู่หลายปี และแล้ววันหนึ่งท่านก็เตรียมตัวออกเดินทางจากวัด (วัดดอยธรรม-เจดีย์) เมื่อถูกทักท้วงว่า รุ่งขึ้นจึงจะถึงวันที่ท่านได้รับอาราธนาไปในการทําบุญที่บ้านหนึ่ง ท่านก็ตอบง่ายๆ ตรงไปตรงมาว่า “ถึงเวลาวันนั้นแหละถูกแล้ว” ไม่มีผู้เข้าใจความหมายของท่าน และในวันนั้นเอง เมื่อออกไปพ้นวัดเพียงไม่นาน รถที่ท่านนั่งไปก็ควํ่าทับร่างของท่านมรณภาพทันที ท่านมรณภาพองค์เดียว คนอื่นทุกคนปลอดภัย

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ได้มีการทําศพท่าน ปรากฏว่า อัฐิของท่านที่ยังไม่ทันเย็นสนิทได้กลายเป็นมณีสีสวยงามต่างๆ กัน ที่รู้จักกันดีในบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายว่า นั่นคือพระธาตุ นั่นคือเครื่องหมายแสดงความไกลกิเลสสิ้นเชิงแล้ว พระอาจารย์องค์นี้ท่านไม่เพียงแสดงให้เห็นอํานาจของกรรม ที่ผู้ใดได้ทําแล้วจักต้องได้รับผล แม้จะปฏิบัติธรรมสูงสุดก็ยังหนีไม่พ้น ท่านยังแสดงให้เข้าใจด้วยว่า ทุกชีวิตผ่านภพชาติในอดีตมาแล้ว และต้องผ่านมามากมายด้วยกันทั้งนั้น”

ครูบาอาจารย์ ได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“เวลาเรื่องกรรมนี่ กรรมนี่มันเป็นเรื่องของสิ่งที่มันเป็นไป แล้วการจะแก้ การจะแก้นี่มันมี ดูอย่างพระโมคคัลลานะสิ พระโมคคัลลานะ เขาจะมาทุบตีนี่ เหาะหนีถึง ๓ หนนะ เหาะหนี เหาะหนี จะหนีไง ทั้งๆ ที่เป็นพระอรหันต์นะ สุดท้ายมาพิจารณาว่า นี่มันเป็นเพราะอะไรเขาถึงจะมาทุบตีเรา เป็นเพราะกรรมเก่า เป็นเพราะเคยทําลายแม่ไว้ แต่เวลาทําลายนี่ก็เป็นกรรมอันหนึ่ง

แต่ในปัจจุบันนี่ ปัจจุบันที่พระโมคคัลลานะมาประพฤติปฏิบัติ จนเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา เศษของกรรมมันมีไง สอุปาทิเสสนิพพาน ดูสิ ดูอย่างหลวงปู่กงมา ก็รถชนกันตาย ยิ่งหลวงปู่จวนอย่างนี้ อาจารย์สิงห์ทองอย่างนี้ มาเครื่องบินตกตาย พระอรหันต์นะ พวกเราเชื่อมั่นกันว่าเป็นพระอรหันต์นะ แล้วเวลาเผาแล้ว เป็นพระธาตุหมดเลย ทําไมมาเครื่องบินตกล่ะ

นี่เราจะบอกว่า มันคนละส่วนกันไง กรรมที่มันเกิดขึ้นมานี่ เห็นไหม กรรมที่มันเกิดขึ้นมาก็เป็นกรรมอันนั้น แล้วเราจะมาแก้ โดยความเข้าใจของเรา มันเป็นไปไม่ได้หรอก เราจะบอกว่า ที่เราทํามาแล้ว กรรม คือ สิ่งที่เราทํามาแล้วนี่ เราต้องมีกรรมดีมาเยอะมาก ถ้าไม่มีกรรมดีมาเยอะมาก เราไม่ได้มานั่งเป็นมนุษย์อยู่นี่

แล้วพอเรามีกรรมดีอยู่แล้ว สิ่งที่มันเป็นปัจจุบันนี่ เรามาพบพุทธศาสนา นี่งานของใจ การภาวนา คือ งานของใจนะ เวลาฝ่ายบริหารนี่นะ เวลาเขาบริหารมาก เขาเครียดมากเลย งานสมอง ผู้บริหารนี่งานสมองนะ แต่ภาคปฏิบัตินี่มันเป็นงานของใจ

ถ้างานของใจ นี่ใจมันแก้ใจ ถ้ามันจบกันที่ใจแล้ว ไอ้ข้างนอกนี่ มันเป็นเรื่องธรรมดาไง

ดูพระอรหันต์สิ นี่พระอรหันต์บางองค์นะ บางองค์เวลาตาย ตายเรียบง่ายก็มี ตายโดยอุบัติเหตุก็มีนี่ มันเศษของกรรมไง สอุปาทิเสสนิพพาน เศษส่วน คือ ร่างกายอันนี้”

ก่อนมรณภาพกล่าวปริศนาธรรมกับหลวงปู่อุ่น

ถึงปีที่ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ จะมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ก่อนเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์กงมาได้กล่าวกับหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ว่า “ที่เราทําความเพียรทุกวันนี้ ไม่ได้ต้องการอะไรหรอก เพียงอยากให้มันเห็นผู้ที่ไม่เกิดไม่ดับเท่านั้น”

หลวงปู่อุ่นเล่าว่า รู้สึกจนปัญญา ไม่เข้าใจว่า ผู้ไม่เกิดไม่ดับนั้นคืออะไร? ระยะนั้นท่านอยู่บนภูพาน ท่านจึงเร่งความเพียรอย่างหนัก ไม่ได้นอนตลอดพรรษา ครั้งแรกอดอาหารถึง ๕ วัน จิตใจนิ่งอยู่กับที่ ไม่ส่งออกนอก เพราะถ้าส่งออกไปจะเกิดความหิวอ่อนเพลียขึ้นมาแทน ท่านว่า จิตสงบ สว่างไสวอยู่ในอารมณ์เดียวตลอด (เอกัคคตารมณ์) ท่านคิดว่า ช่วงนี้ถ้าใครมาทําบุญด้วย คงจะได้บุญมาก เพราะตอนนั้นจิตบริสุทธิ์จริงๆ

ท่านจึงเข้าใจว่า “ผู้ไม่เกิดไม่ดับ คือ ตัวจิต หรือตัวผู้รู้” นั่นเอง สมดังที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เทศน์ว่า “อยู่ในท่ามกลาง ไม่มีตนมีตัว ไม่เกิดไม่ดับ”

ครั้นเข้าใจแล้ว ตั้งใจว่าเมื่อออกพรรษาแล้วจะไปกราบเรียนถามท่านพระอาจารย์กงมา แต่ระหว่างพรรษานั้น ท่านเกิดนิมิตเห็นเรือนหลังใหญ่ทุบลงไปเห็นคนตาย และไม่กี่วันต่อมา ท่านก็ได้รับทราบข่าวว่า “ท่านพระอาจารย์กงมามรณภาพแล้ว ลูกศิษย์ทุกรูปให้กลับเดี๋ยวนี้” จึงเป็นอันว่า หลวงปู่อุ่นไม่ทันได้กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์กงมาแต่อย่างใด

หลวงปู่อุ่น พระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นและหลวงปู่กงมา ท่านได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์อีกองค์หนึ่ง ภายหลังมรณภาพ อัฐิของท่านแปรสภาพเป็นพระธาตุ

ครอบครัวกรรมฐาน

ครูบาอาจารย์พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยเฉพาะองค์ที่มีคุณธรรม เช่น หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่กงมา ท่านพ่อลี หลวงปู่ตื้อ ท่านอาจารย์พระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ฯลฯ ท่านรักและเคารพบูชากันมาก ท่านเคารพกันด้วยคุณธรรม ท่านนอบน้อมกันด้วยอาวุโสภันเต ท่านเหล่านี้ล้วนเคยสร้างวาสนาบารมีธรรมร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่น จึงได้ติดตามมาถวายตัวเป็นพระศิษย์ ยิ่งองค์ที่จะเป็นพระอรหันต์ด้วยแล้ว ท่านจะต้องสร้างบุญญาธิการมานานแสนกัป

สมัยท่านพระอาจารย์มั่น ท่านฝึกฝนอบรมสั่งสอนพระศิษย์และสร้างสังคมพระกรรมฐานนักปฏิบัติขึ้นมา ซึ่งพระที่ได้ติดตามเข้าศึกษาอบรมอย่างใกล้ชิด ล้วนมุ่งต่อมรรค ผล นิพพาน เป็นเรื่องของธรรมล้วนๆ ไม่มีเรื่องของโลกและกิเลสเจือปน ครูบาอาจารย์พระศิษย์ของท่านธุดงค์ปฏิบัติภาวนาตามป่าตามเขาในที่อดอยากขาดแคลนมาด้วยกัน ทุกข์ยากลําบากเดนตายมาด้วยกัน ผลที่สุดท่านจึงเป็นพระผู้มีคุณธรรมในหัวใจ และก็ได้วิมุตติธรรมมาครองใจถ้วนหน้ากัน ท่านจึงเคารพบูชากัน รักใคร่ สนิทสนม จริงใจกัน และไว้วางใจกันมาก ถือเป็นครอบครัวกรรมฐาน เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ

ครอบครัวกรรมฐานที่ท่านพระอาจารย์มั่นสร้างขึ้นมาในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาลนั้น ก็ล้วนถือเป็นลูกท่านพระอาจารย์มั่น และเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส ซึ่งสร้างได้ยากมากๆ และก็หาได้ยากมากๆ แม้ในปัจจุบันนี้ก็ยากที่จะสร้างได้ เพราะต้องเป็นผู้มีบุญญาธิการ มีคุณธรรม และมีอํานาจวาสนาบารมีธรรมจริงๆ ถึงจะเข้ามาอยู่ในสังคม ในครอบครัวกรรมฐานนี้ได้ โดยท่านถือเสมือนเป็นพี่และเป็นน้องผู้มีพ่อองค์เดียวกันจริงๆ เป็นดั่งเช่นสมัยครั้งพุทธกาลที่องค์สมเด็จ-พระบรมศาสดาทรงสร้างขึ้นมาด้วยพระองค์เอง พระอรหันตสาวก และภิกษุบริษัทที่มุ่งต่อความหลุดพ้นในครั้งนั้น ล้วนมาจากชาติ ชั้น วรรณะที่แตกต่างกัน แต่เมื่อมาอยู่ในสํานักพระพุทธเจ้าแล้ว ต่างเป็นลูกตถาคต เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ

ครูบาอาจารย์ เทศน์ครอบครัวกรรมฐาน ไว้ดังนี้

“เราอยู่กับครูบาอาจารย์มา ศึกษามาตั้งแต่สมัยหลวงปู่มั่น เห็นไหม กรรมฐานนี่เขาจะถึงกัน กรรมฐานนี่ ถ้าใครมีปัญหา เขาจะแก้ไขกัน เขาจะคอยดูแลกัน คอยดูแลกันจนมันมั่นคงขึ้นมา แล้วที่หลวงปู่ฝั้นบอก ที่ว่า อปริหานิยธรรม ๗ การหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ มันมีอะไร มันจะแก้ไขกัน คือ มันเหมือนกับว่า เพื่อนตายไง คือจะบอกกัน จะชี้นํากัน จะชักนํากัน เพื่อนตาย มันเป็นเพื่อนตาย เป็นเพื่อนแท้ ไม่ใช่มิตรเทียม ฉะนั้น กรณีอย่างนั้นมันถึงจะมั่นคงมา ทีนี้พอมั่นคงมา หลวงตาท่านบอกว่า “ครอบครัวกรรมฐาน” ครอบครัวกรรมฐานเป็นครอบครัวใหญ่ ทีนี้ครอบครัวใหญ่ ความผิดถูกในครอบครัวนี่มันรู้กันอยู่แล้วแหละ

ท่าน (ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ จูม พนฺธุโล) เป็นอุปัชฌาย์ ท่านบวชให้ทั้งหมด ท่านถึงเอาลูกศิษย์ลูกหาของท่านมาคุยธรรมะกัน อย่างเช่น ให้หลวงปู่ขาวมาคุยกับหลวงตา ให้หลวงปู่ฝั้นมาคุย นี่ท่านเป็นคนจับให้คุยกันๆ คําว่าคุยกันนี่ ธมฺมสากจฺฉา คือ ตรวจสอบกันไง ตรวจสอบกันให้เป็นความจริงๆ ขึ้นมาไง ถ้ามันตรวจสอบกัน มันเป็นความจริงขึ้นมา มันก็เป็นความจริงขึ้นมา…

ในวงกรรมฐานเรานี่ ครูบาอาจารย์เราที่สิ้นกิเลสนี่ เวลาพูดมานี่เราเชื่อมั่นกัน หลวงตาถึงบอกไง ว่าในครอบครัวกรรมฐาน เขาจะรู้ว่า พระองค์ไหนนี่มีวุฒิภาวะขนาดไหน เพราะในครอบครัวเดียวกัน คุยกัน อยู่ด้วยกัน สัมผัสกัน เหมือนในครอบครัวเรานี่ เราจะรู้นิสัยใจคอของกัน”

การตรวจสอบคุณธรรมกัน การดูแลเอาใจใส่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันของครอบครัวกรรมฐานเป็นการสงเคราะห์กันทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ อันเป็นการแสดงออกของธรรม ถือเป็นคติแบบอย่างอันเลิศเลอลํ้าค่ายิ่งของพุทธบริษัท ซึ่งหาดูได้ยากยิ่งในสมัยปัจจุบัน เมื่อครูบาอาจารย์สนทนาธรรมกันแล้ว ท่านจึงทราบคุณธรรมของกันและกันเป็นอย่างดี ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นอาจารย์ย่อมตรวจสอบหลวงปู่กงมาผู้เป็นศิษย์ และหลวงปู่กงมาท่านย่อมตรวจสอบกับสหธรรมิก เช่น หลวงปู่ฝั้น ท่านพ่อลี ท่านอาจารย์พระมหาบัว ฯลฯ

ครูบาอาจารย์เหล่านี้ท่านมักเดินทางไปมาหาสู่กันเป็นประจํา ในช่วงเข้าพรรษาจะไปกราบทําวัตรคารวะกัน ซึ่งเป็นอริยประเพณีของพระกรรมฐานสายนี้ ท่านไปเยี่ยมเยียนสนทนาธรรมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ห่วงใยกัน ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี ทั้งในยามปรกติ ก็ช่วยงานสําคัญต่างๆ ทางพระพุทธศาสนาของกันและกัน ครูบาอาจารย์ท่านก็รับนิมนต์ไปร่วมงานของหมู่คณะ เช่น งานฉลองกึ่งพุทธกาล งานฉลองโบสถ์ วิหาร ศาลา ฯลฯ ในยามอาพาธ ท่านจะห่วงใยกันมาก ท่านจะไม่ทอดทิ้งกัน และท่านจะไปเฝ้าเยี่ยมดูแลอาการกัน ในยามมรณภาพ ก็ช่วยกันจัดงานศพ บําเพ็ญกุศลศพ หากมีงานถวายเพลิงศพครูบาอาจารย์ ยิ่งองค์ที่มีคุณูปการ หรือองค์ที่มีคุณธรรมด้วยแล้ว ท่านก็จะเดินทางมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง ยิ่งเป็นงานสําคัญใหญ่ๆ ด้วยแล้ว ท่านก็เดินทางมาช่วยเตรียมงานกันล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือนก็มี และบางองค์ก็ช่วยงานกันจนกว่างานจะแล้วเสร็จก็มี รวมทั้งสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์บรรจุอัฐิธาตุ ฯลฯ

หลวงปู่กงมา ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งที่ทําหน้าที่ของคนในครอบครัวกรรมฐานได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องดังประวัติที่กล่าวมา เมื่อมีงานสําคัญๆ ท่านจะเป็นครูบาอาจารย์องค์แรกๆ ที่ถูกอาราธนานิมนต์ไปเจริญพระพุทธมนต์ และเทศนาธรรมโปรดพุทธบริษัทที่มาร่วมงาน คุณธรรมในด้านนี้ของท่าน จึงเด่นเป็นที่ยอมรับกันอีกองค์หนึ่งในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น

ดังนั้น เมื่อมาถึงคราวที่ท่านถึงแก่มรณภาพ ซึ่งครูบาอาจารย์ในครอบครัวกรรมฐานย่อมทราบกันดีว่า หลวงปู่กงมาท่านเป็นศิษย์ก้นกุฏิองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญและมีชื่อเสียงแห่งยุค ในการจัดงานถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมาจะต้องเป็นงานที่ใหญ่โตมาก บรรดาครูบาอาจารย์ พระ เณร แม่ชี ตลอดศรัทธาสาธุชนที่เลื่อมใสศรัทธาและเคารพบูชาท่านทั้งใกล้และไกล จะต้องหลั่งไหลเดินทางมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง ซึ่งจะต้องมีการเตรียมงานถวายเพลิงศพให้สมบูรณ์ พร้อมเพรียง เรียบง่ายและงดงามตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ในงานนี้บรรดาครูบาอาจารย์ สหธรรมิก ศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้เสียสละอดทนมาช่วยเตรียมงานกันอย่างเต็มที่

ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ครอบครัวกรรมฐานจะต้องเตรียมงานใหญ่สําคัญด้วยกัน ๒ งาน คือ

งานถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ในวันอาทิตย์ที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ และงานพระราชทานเพลิงศพท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ในวันอาทิตยที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งในงานสําคัญครั้งสุดท้ายของพระอุปัชฌาย์และเพื่อนสหธรรมิก หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กว่า ท่านอาจารย์พระมหาบัว และครูบาอาจารย์องค์สําคัญ ท่านก็ได้เดินทางไปช่วยงาน ไปให้กําลังใจพระเณรทํางาน ฯลฯ

บรรยากาศงานถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา

เมื่ออัญเชิญศพหลวงปู่กงมามาบําเพ็ญกุศลที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ก็มีการจัดประชุมสงฆ์ เตรียมงานถวายเพลิงศพ ซึ่งบรรดาศิษยานุศิษย์ได้เข้าร่วมประชุม โดยกําหนดถวายเพลิงศพท่านในวันอาทิตย์ที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร

ตลอดระยะเวลาเตรียมงานถวายเพลิงศพราว ๔ เดือนเศษ ศิษยานุศิษย์ได้จัดสร้างเมรุถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา เตรียมกุฏิรับรองที่พักพระเถระผู้ใหญ่ ปะรําพิธี ปะรําที่พัก ศาลาที่ฉันชั่วคราว ฯลฯ เมื่อใกล้วันถวายเพลิงศพ ก็มีพระ เณร ก็ทยอยมาปักกลด ส่วนญาติโยมก็หาที่พักใต้ร่มไม้เพิงหิน ในอาณาบริเวณวัดซึ่งเป็นผืนป่าธรรมชาติกว้างขวาง

บรรยากาศก่อนวันงานถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา จากประวัติหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล บันทึกไว้ดังนี้

“ถึงวัดดอยธรรมเจดีย์ ถนนจากตีนเขาเข้าไปถึงศาลาวัดดอยธรรมเจดีย์นั้นเป็นก้อนหินขรุขระ รถวิ่งขลุกขลักๆ เข้าไปถึงศาลาการเปรียญซึ่งเป็นที่ตั้งศพของท่านพระอาจารย์กงมาจิรปุญฺโญ ทั้งพระทั้งโยมลงจากรถเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ (หลวงปู่บุญจันทร์) จึงพาขึ้นไปกราบนมัสการศพท่านพระอาจารย์กงมา ซึ่งยังตั้งอยู่บนศาลายังไม่เคลื่อนศพไปสู่เมรุ เพราะวันนั้นเป็นวันเริ่มงาน เมื่อกลับลงจากศาลา พระกรรมการแผนกต้อนรับพระนําหลวงปู่ไปพักที่กุฏิ พักร่วมกันกับท่านพระอาจารย์แว่น ธนปาโล (วัดถํ้าพระสบาย อ.แม่ทะ จ.ลําปาง ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) พระที่ติดตามและสังกะลี (เด็กวัด) พักที่ปะรําต้อนรับพระ ญาติโยมพักตามเพิงหินแถวใกล้ๆ ศาลา

ทั้งพระทั้งโยมได้เดินทางหลั่งไหลเข้ามาสู่วัดดอยธรรมเจดีย์ แม้พระและโยมจะมารวมกันมากๆ แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ ไม่พลุกพล่าน ไม่วุ่นวาย เหมือนสมัยทุกวันนี้ พระเณรกางกลดพักตามร่มไม้ลานหิน ตามปะรําที่จัดไว้ต้อนรับ กลางคืนแสงเทียนที่จุดไว้ตามที่พักของแต่ละองค์ ตามลานหิน ตามยอดเขา มองดูแล้วเป็นสิ่งที่ประทับใจไม่มีวันลืม ธรรมชาติช่างมีความเยือกเย็นสวยงามอย่างสงบๆ เวลากลางวัน ตอนตะวันบ่ายๆ มองไปเห็นครูบาอาจารย์ท่านนั่งสนทนาธรรม ถามข่าวคราวกันตามลานหินใต้ร่มไม้ นานๆ จะได้พบกันครั้งหนึ่ง มองดูแล้วทําให้เกิดความเลื่อมใสเยือกเย็นในจิตใจ

ในครั้งนั้นนํ้ากันดาร นํ้าอาบนํ้าใช้ไม่พอใช้ในวันงาน พระเณรท่านก็ทนเอา บางองค์ก็แค่เอาผ้าเช็ดเอาก็พอ บางองค์ท่านก็ไม่อาบไม่สรง ท่านก็ทนเอา ไม่มีพระเณรโวยวายอย่างนั้นอย่างนี้ การแย่งอาหาร แย่งปัจจัยไทยทาน ไม่มีเหมือนทุกวันนี้ ตอนเย็นทั้งพระทั้งโยมรวมประชุมกันทําวัตรเย็น สวดมนต์บนศาลาการเปรียญ ตอนเช้าพระเณรออกบิณฑบาตในหมู่บ้านด้วย บิณฑบาตกับญาติโยมแต่ละหมู่บ้านที่มาร่วมงานด้วย พระเณรรวมกันฉันบนศาลา เต็มไปด้วยครูบาอาจารย์และพระเล็กเณรน้อย

หลวงปู่ท่านนั่งปะปนอยู่กับพระเล็กเณรน้อย พอท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโรมาพบเข้า จึงพูดว่า “ไม่ได้ๆ ท่านอาจารย์บุญจันทร์มานั่งปนกับพระเล็กเณรน้อย” ท่านจึงย้ายเอาที่นั่งของหลวงปู่ขึ้นไปบนอาสน์สงฆ์”

ในวันถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา ด้วยท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญของวงกรรมฐาน จึงมีครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ พระ เณร แม่ชีในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดคลื่นศรัทธาสาธุชนจากทั่วสารทิศ ได้หลั่งไหลมาร่วมงานกันจํานวนมาก จนสถานที่ของวัดซึ่งกว้างใหญ่ แลดูคับแคบไปถนัดตา แต่บรรยากาศในงานก็ไม่อึกทึกครึกโครม และไม่โกลาหล กลับเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เรียบง่าย งดงามตามาก ตามแบบฉบับวงกรรมฐาน

เมื่อถึงเวลาถวายเพลิงศพ คณะศิษย์ได้เคลื่อนศพของท่านจากศาลาการเปรียญไปตั้งที่เมรุ ก่อนถึงพิธีถวายเพลิงศพ ได้มีครูบาอาจารย์ พระภิกษุ สามเณร ขึ้นรวมกันที่ปะรําพิธี จํานวนประมาณ ๕๐๐ รูป มีหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี เป็นประธานสงฆ์ และมีท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นองค์แสดงธรรม มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นมาร่วมงานกันมาก เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่ลี กุสลธโร ฯลฯ

ในงานมีเหตุการณ์สําคัญ ในขณะที่องค์หลวงตาพระมหาบัวแสดงธรรม ท่านได้สลบอยู่บนธรรมาสน์ โดยองค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้

“เรา (องค์หลวงตาฯ) เป็นโรคหัวใจมาตั้งแต่ปี ๐๖ (พ.ศ. ๒๕๐๖) มันตั้ง ๓๐–๔๐ ปีแล้วนะ เป็นอยู่บนธรรมาสน์วัดดอยธรรมเจดีย์นี้แหละ แปลกอยู่นะวัดดอยธรรมเจดีย์ มักจะมีเรื่องแปลกๆ สําหรับเราอยู่เสมอ โรคหัวใจไปสลบอยู่บนธรรมาสน์นี้แหละ แต่ก่อนพระไม่ได้มากเหมือนทุกวันนี้ เทศน์พระก็ โอ๋ย ! เป็นพัน ประชาชนแน่นหมด ศพท่านอาจารย์กงมาก็เป็นผู้มีกิตติศัพท์ กิตติคุณ ชื่อเสียงโด่งดัง เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นด้วย แล้วเป็นอาจารย์กรรมฐานองค์สําคัญองค์หนึ่งด้วย

เผาศพวันนั้น บรรดาประชาชนตลอดพระสงฆ์ ยกให้เราเป็นองค์เทศน์ แน่ะอย่างงั้นนะ ในระยะที่ยังหนุ่มยังน้อยเทศน์สอนพระล้วนๆ เกือบจะว่าล้วนๆ พระสงฆ์ทั้งหลายก็มุ่งต่อธรรมทางด้านธรรมปฏิบัติด้วย เราเทศน์ก็มุ่งอย่างเดียวกันด้วย เราเทศน์หนักไปทางพระ เพราะพระที่มานี้มีแต่พระกรรมฐานทั้งนั้น เราก็เทศน์หนักไปทางพระ

เทศน์วันนั้นก็ไปเข้าจังหวะธรรมปฏิบัติล้วนๆ ก้าวขึ้นมันก็เร่งล่ะซี สมาธิ ปัญญา วิชชา วิมุตติ อันนี้ต้องเร่ง เป็นธรรมชาติของมันเอง กึ๊กทันทีเลยนะ กําลังเร่งผึงๆๆ โห ! เป็นว่าวเชือกขาดบนอากาศหัวปักลงมาเลยเทียว คนฟังนี้เงียบไปหมด พอแว้วๆๆ แล้วหยุดกึ๊กหายเงียบเลย นั่นล่ะที่เราเป็นโรคหัวใจครั้งนั้นแหละ เป็นอยู่บนธรรมาสน์วัดดอยธรรมเจดีย์ ในท่ามกลางของประชาชนและพระเณรเป็นหมื่นๆ หยุดกึ๊กนี้เงียบไปเลย คนเต็มภูเขาก็คงจะงงกัน พระเต็มภูเขา ประชาชนก็เหมือนกันเต็ม หยุดกึ๊กเลย ตอนนั้นมันเหมือนกับตายนะ นั่งอยู่นั้นล่ะเหมือนกับตาย แต่มันมีความรู้สึกอยู่ในตัว ความรู้สึกนี่ล่ะที่ว่า ไม่ตาย

ถ้าธรรมดาเรียกว่า สลบ แต่เราไม่สลบ เป็นยังไงก็รู้กันอยู่นี้ อะไรหยุดงานหมดเหลือแต่ความรู้ เอ๊ ! มันยังไงกันนี่ เราก็ไม่เคยเป็นอย่างนี้ อันนี้ตัวสั่นขึ้นมาเลยในเวลานั้นนะ อยู่บนธรรมาสน์ กําลังเทศน์เร่งๆ หยุดกึ๊กทันที ทุกส่วนมันไปยันกันยังไงไม่ทราบ พูดไม่ได้เลย หยุดกึ๊กทันที เหลือแต่ความรู้รอบอยู่ตลอดนั้น นอกนั้นมันหยุดงานหมดแล้ว เราก็รําพึง เอ๊ ! มันอะไรกัน ทําไมถึงเป็นอย่างนี้ เราไม่เคยเป็นในชีวิตของเรา

โอ๋ย ! ไม่ใช่เล่นนะ ประมาณ ๑๐ นาทีมันหยุดกึ๊กอยู่งั้น ไม่เคลื่อนไม่ไหวในส่วนนี้หยุดทํางานหมดเลย เหลือแต่ความคิดความปรุงกับความรู้สึกรอบตัวอยู่ รําพึง มันเป็นอะไรอย่างนี้นะ พอคลี่คลายออกไปๆ มาดูตัวเจ้าของ ตัวสั่น มันสั่นไปหมดเลย โอ้โห ! ก็เลยรออยู่นั้นแหละ เทศน์ก็หยุดกึ๊ก คนแน่น เงียบหมดเลย ใครไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร พอเสียงแว้วๆๆ เร่งแล้วหยุดกึ๊กทันทีเลย เงียบเลย

พอมันคลี่คลายลง พอลงธรรมาสน์ได้ โอ้ ! นานอยู่นะจะร่วม ๓๐ นาทีกระมัง จึงค่อยลงธรรมาสน์ ไปกุฏิเลย ผู้ที่อยู่ไกลก็ไม่รู้เหตุการณ์แหละว่าเป็นอะไร แต่ผู้อยู่ใกล้เคียงรู้ เฉพาะพระก็รุมเข้ามาหาเรา ประคองกันไป ประคองนี่เดินตามนะ ไม่ได้มาจับเรา เราก็เดินของเราไป ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ มันเอาใหญ่เรื่อยมา นั่นล่ะโรคหัวใจกําเริบวันเผาศพท่านอาจารย์กงมาวันนั้น ตั้งแต่บัดนั้นมาเลยเป็นคนใหม่ พระใหม่ หยุดเทศน์เลย หยุดกึ๊ก รับแขกไม่ได้เลย เป็นแรงมากทีเดียว เราเป็นเองจึงชัดเจน เรื่องของเราเป็น เป็นอยู่บนธรรมาสน์ เวลานี้มันสงบเฉยๆ นะ ถ้าธรรมดาเหมือนไม่มี อยู่ธรรมดานี้เหมือนไม่มี เวลาเทศน์ไปๆ พอสมควรของมันแล้ว มันจะเตือน อันนี้ล่ะเตือนทุกวันนี้นะ”

ในวันถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา นายวัน คมนามูล ได้ถวายฉลากสิ่งของที่นํามาถวายพระเณร ให้พระเณรจับฉลาก องค์ไหนถูกอะไร ก็นําของถวาย เสร็จจากการมาติกาบังสุกุลและถวายสิ่งของแก่พระภิกษุสามเณรแล้ว ก็เป็นพิธีถวายเพลิงศพ

หลวงปู่เทสก์ เป็นองค์จุดเพลิงศพหลวงปู่กงมา ไฟได้โหมลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เมื่อเสร็จจากการถวายเพลิงศพ ตอนเช้าเก็บอัฐิเรียบร้อยแล้ว ฉันจังหันเช้าเสร็จ บรรดาครูบาอาจารย์ต่างลากันทยอยเดินทางกลับวัดของท่าน

สําหรับสถานที่ถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา ในกาลต่อมาคณะศิษย์ได้สร้างวิหารครอบไว้ หลังคาเป็นทรงมณฑปจตุรมุข ๓ ชั้นขนาดลดหลั่นกัน เรือนยอดเป็นเจดีย์ เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นอนุสรณ์แด่หลวงปู่กงมา พระผู้สร้างวัดดอยธรรมเจดีย์ ภายในวิหารได้อัญเชิญพระพุทธรูปปางลีลามาประดิษฐานไว้ให้พุทธบริษัทได้กราบไหว้บูชา

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จวัดดอยธรรมเจดีย์

งานถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เมื่อต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งมีบรรดาครูบาอาจารย์ พระ เณรวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดศรัทธาญาติโยมจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเดินทางมาร่วมงานกันมากที่สุด นับเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่สร้างวัดดอยธรรมเจดีย์ ถือเป็นงานใหญ่งานสําคัญครั้งนั้นของวงกรรมฐาน หลังเสร็จจากงานนั้นแล้ว ก็ไม่ค่อยมีคนขึ้นมาวัดดอยธรรมเจดีย์ วัดเลยเงียบ ทําให้พระเณรสะดวกสบายในการบําเพ็ญสมณธรรม

ด้วยกิตติศัพท์ กิตติคุณ ชื่อเสียง คุณธรรมของหลวงปู่กงมา แม้ว่าท่านเพิ่งจะมรณภาพจากไปแล้ว แต่ด้วยคุณงามความดีของท่านที่บําเพ็ญประโยชน์ตามหลักจริยา ๓ อย่างใหญ่หลวงฝากไว้เป็นมรดกให้กับประเทศชาติและพระพุทธศาสนาได้อย่างเด่นชัดและโด่งดังเลื่องลือจนเป็นที่ประจักษ์ ความนี้ทางสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงทราบ และต่อมาไม่นานได้เสด็จพระราชดําเนินเยือนวัด ในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๖ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดําเนินเยือนวัดดอยธรรมเจดีย์เป็นครั้งแรก

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงยึดมั่นในพระรัตนตรัย มีพระราชศรัทธาปสาทะในหลักพุทธธรรมคําสอนโดยแท้ ทรงถือปฏิบัติทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร และ สังคหวัตถุ อันเป็นหลักจริยธรรมในการปกครองประเทศอย่างสมํ่าเสมอ โดยทรงถือปฏิบัติตามพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน อันบังเกิดผลดีต่อประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และ อาณาประชาราษฎร์อย่างใหญ่หลวง

นับตั้งแต่ล้นเกล้าฯ สองพระองค์ เสด็จพระราชดําเนินกราบนมัสการและสนทนาธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร เป็นครั้งแรก ก็มีพระราชศรัทธาปสาทะในข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น มากยิ่งขึ้น โดยตลอดรัชกาล เมื่อเสด็จพระราชดําเนินแปรพระราชฐาน ณ พระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกๆ ปี เพื่อเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภาคอีสาน นอกจากนั้นเสด็จไปกราบนมัสการพ่อแม่ครูอาจารย์พระป่ากรรมฐานตามวัดต่างๆ เพื่อทรงสนทนาธรรม

ในคราวที่ล้นเกล้าฯ สองพระองค์เสด็จพระราชดําเนินเยือนวัดดอยธรรมเจดีย์เป็นครั้งแรก เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ ในสมัยนั้นทางวัดลําบากมาก ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อเสด็จถึงวัดตอนคํ่าๆ บรรยากาศเงียบสงัดและมืดมาก ต้องจุดตะเกียงเจ้าพายุให้แสงสว่าง โดยมีทหารติดตามคอยถือตะเกียงเจ้าพายุเดินนําส่องทางเสด็จ ในปีถัดมา จึงใช้ไฟฉายให้แสงสว่างและใช้ส่องนําทางเสด็จ เมื่อเจ้าอาวาส พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา ออกมาเฝ้ารับเสด็จ พระองค์ทรงให้ความเคารพพระภิกษุมาก ทรงไม่ถือพระองค์ ทรงประทับนั่งคุกเข่าพนมมือบนพลาญหินเพื่อทรงสนทนาธรรมกับเจ้าอาวาสอยู่เป็นเวลานาน ก่อนเจ้าอาวาสจะนําเสด็จขึ้นประทับนั่งบนศาลา นับเป็นเหตุการณ์สําคัญ เป็นสิริมหามงคลยิ่งกับทางวัดและบรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่กงมา ซึ่งพระ เณร อุบาสก อุบาสิกา ที่เข้าเฝ้ารับเสด็จในขณะนั้น ต่างปลาบปลื้มปีติประทับใจเป็นล้นพ้นและอยู่ในความทรงจําตลอดมา

หลวงปู่กงมา ท่านให้ความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันมาก ซึ่งเป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย เพราะพุทธศาสนจักรย่อมตั้งมั่นอยู่ได้นั้น ต้องตั้งอยู่บนราชอาณาจักรที่มั่นคงและต้องได้รับการสนับสนุน คุ้มครอง ปกป้องดูแล ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงสืบทอดรักษาปกป้องดูแลราชอาณาจักรและพุทธศาสนจักรมาอย่างยาวนาน และท่านย่อมยกย่องสรรเสริญชื่นชมคุณธรรม พระราชกรณียกิจ ตลอดพระราชจริยาวัตรอันงดงามของล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์วงกรรมฐานที่มีคุณธรรมทั้งหลาย

การเสด็จเยือนวัดดอยธรรมเจดีย์ของล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ในครั้งนั้น แม้หลวงปู่กงมาหากท่านอยู่ในเหตุการณ์รับเสด็จนี้ ท่านย่อมปลาบปลื้มใจเช่นเดียวกัน เพราะองค์พระประมุขสูงสุดของประเทศ ซึ่งเป็นพระผู้มากล้นด้วยบุญญาธิการ เป็นดั่งสมมติเทพที่พสกนิกรกราบไหว้เคารพบูชากันทั้งแผ่นดินได้เสด็จเยือนวัดดอยธรรมเจดีย์เป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งสมัยนั้นอยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลมาก และการเดินทาง เส้นทางคมนาคมก็ไม่สะดวก

ในระยะที่เสด็จพระราชดําเนินเยือนวัดดอยธรรมเจดีย์ ถือเป็นระยะแรกๆ ของการเสด็จกราบนมัสการ สนทนาและฟังธรรมจากครูบาอาจารย์องค์สําคัญทางภาคอีสาน เช่น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ฯลฯ เมื่อทอดพระเนตรเห็นสภาพบรรยากาศวัดป่ากรรมฐานอันเป็น “มหาวิทยาลัยป่า” ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น และเห็นข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่พระเณรถือปฏิบัติตามที่หลวงปู่กงมาพาดําเนินมาอย่างเคร่งครัด ทรงมีพระราชศรัทธาปสาทะเป็นอันมาก เมื่อมีโอกาสล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จพระราชดําเนินเยือนวัดดอยธรรมเจดีย์อีกเป็นระยะๆ

ท่านเป็นพระเพชรนํ้าหนึ่ง อัฐิท่านแปรเป็นพระธาตุ

องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ยกย่องเทิดทูนหลวงปู่กงมาเป็นพระเพชรนํ้าหนึ่ง ไว้ดังนี้

“ท่านอาจารย์กงมาก็เป็นพระเพชรนํ้าหนึ่งนี่ ก็เผาท่านตรงนั้นแหละนะ ที่วัดดอยธรรม-เจดีย์นี่ พระเพชรนํ้าหนึ่ง นั่น เห็นไหม ท่านอาจารย์กงมาก็เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเรานั่นแหละ ท่านเสียมาตั้งแต่ปีเท่าไหร่ ๒๕๐๕ …

แต่ก่อนหลวงปู่มั่นท่านอยู่วัดนี้ วัดเขาเรียกว่า ยาคูธง เป็นวัดร้าง หลวงปู่มั่นท่านไปอยู่ที่นั่น แล้วเราก็ไปแอบอยู่กับท่านน่ะ เริ่มแรกนะ พอหลังจากนั้นมาแล้วท่านอาจารย์กงมาท่านก็ไปสร้างวัดดอยธรรมเจดีย์ ไปทางโน้น ห่างกันมาก ก็เลยเป็นที่วัดที่วาขึ้นมา

วัดดอยธรรมเจดีย์เป็นวัดใหญ่ บรรจุพระได้ตั้ง ๗๐ กว่าองค์ มีท่านอาจารย์กงมาเป็นหัวหน้าและเป็นผู้สร้างวัดนั้นขั้นเริ่มแรก ท่านอาจารย์กงมาก็เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของหลวงปู่มั่น

นี่เราได้กราบไหว้บูชาท่านผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หายากทุกวันนี้ พระนะ หาพระดีนี่หายาก ขอให้พี่น้องทั้งหลายฟัง จําให้ดีนะ หาพระดีนี่หายาก หายากมากยิ่งกว่าหาคนดี หาคนดีนี่คือมันดีเป็นขั้นๆ ตามของฆราวาสญาติโยม คําว่าคนทั่วๆ ไป คําว่า “พระ” นี่เจาะจงสําหรับนักบวช พระหายาก ยิ่งหาพระปฏิบัติที่รู้จริงเห็นจริงในธรรมทั้งหลาย ถึงขั้นบรรลุธรรมนี้ยิ่งหายาก อย่างที่ว่าพระเพชรนํ้าหนึ่งนี่ นี้ตั้งแต่บริสุทธิ์ล้วนๆ ถึงเรียกว่า “เพชรนํ้าหนึ่ง”

ครั้งพุทธกาลเขาเรียกว่าพระอรหันต์นั่นเอง จะเป็นอะไรไป คือพระเพชรนํ้าหนึ่ง คือเป็นผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง เป็นพระอรหันต์ ถ้าครั้งพุทธกาลเรียกว่า เป็นพระอรหันต์ ท่านสําเร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นพระเพชรนํ้าหนึ่ง…

เพชรนํ้าหนึ่งๆ พอท่านล่วงไป อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุทั้งนั้นนะ คือ ถ้าลงอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้ว ตีตราเลย เป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะมีตําราบอกชัดเจน บอกบทจํากัดไว้ด้วยนะ อัฐิที่กลายเป็นพระธาตุนี้ มีอัฐิของพระอรหันต์เท่านั้น

ยกตัวอย่างอย่างเด่นๆ ก็อย่างหลวงปู่แหวน ฟังซิ หลวงปู่ขาว หลวงปู่คําดี หลวงปู่พรหม เหล่านี้มีแต่เพชรนํ้าหนึ่งทั้งนั้นนะ อัฐิเป็นพระธาตุๆ แล้วทั้งนั้นเลย ท่านอาจารย์กงมา องค์หนึ่งที่ปรากฏเด่นชัด หลวงปู่ตื้อองค์หนึ่ง หลวงปู่ตื้อนี้ พระธาตุท่านสวยงามมากจริงๆ หลวงปู่ตื้อนี่ก็บ้านข่า บ้านข่าใกล้กับบ้านสามผง นี่ก็ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเรา ไปอยู่ที่เชียงใหม่ นี้ล้วนแล้วตั้งแต่เพชรนํ้าหนึ่งนะ

ที่บอกมานี้ ไปอยู่ที่ไหนๆ ก็เป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ทั้งนั้นๆ เพราะฉะนั้นหลักใหญ่จึงสําคัญมากทีเดียว…”

ภายหลังถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมาแล้ว มีผู้ได้รับอัฐิธาตุหลวงปู่กงมาไปกราบไหว้บูชา ปรากฏว่าอัฐิธาตุได้แปรสภาพเป็นพระธาตุมากมายหลากสี หลากวรรณะ เป็นที่น่าอัศจรรย์มาก

พระธาตุหลวงปู่กงมาในส่วนที่แปรเป็นพระธาตุแล้ว บางองค์เป็นสีทอง บางองค์เป็นสีเขียวมรกต บางองค์เป็นสีเหลืองอ่อนๆ คล้ายสีดอกจําปา บางองค์เป็นสีขาว บางองค์เป็นสีนํ้าตาลอ่อน บางองค์เป็นสีนํ้าตาลเข้ม ฯลฯ และมีที่แปลกออกไป คือ ในพระธาตุองค์เดียวกัน หัวท้ายองค์พระธาตุเป็นแก้วใสประดุจเพชร ตรงกลางเป็นสีแดงเข้มประดุจพลอยงดงามมาก

นอกจากนี้พระธาตุหลวงปู่กงมาได้แสดงปาฏิหาริย์ เช่น เดิมมีญาติโยมได้รับมอบอัฐิท่านไปกราบไหว้บูชาที่บ้าน ต่อมาได้แปรเป็นพระธาตุ มีจํานวนสององค์เป็นสีดอกจําปา เมื่อมีจิตศรัทธาจะนําไปถวายวัด ก่อนไปได้เปิดออกดูก็ยังมีสภาพเดิม แต่เมื่อถึงวัด พอเจ้าอาวาสเปิดออกดู พระธาตุได้รวมเป็นองค์เดียว แต่มีขนาดใหญ่ขึ้นและเปลี่ยนสี เป็นสีมรกต เป็นต้น

องค์หลวงตาฯ ไปงานครบรอบมรณภาพหลวงปู่กงมาปีแรก

องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านให้ความเคารพหลวงปู่กงมาเป็นครูบาอาจารย์ สาเหตุที่ท่านไปงานครบรอบมรณภาพหลวงปู่กงมาปีแรก ปีต่อไปท่านก็ไม่ไป ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“หลวงตา ครูบาอาจารย์ของเรานะ ท่านสร้างสิ่งที่เป็นสมบัติกับสงฆ์ สมบัติกับศาสนา สร้างเสร็จแล้วคือเสร็จ พิธีเปิด พิธีปิดไม่มี พิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ พิธีเคารพถึงวันตาย

หลวงตาท่านพูดเอง หลวงปู่กงมาท่านเสียชีวิตปีแรกที่วัดดอยธรรมเจดีย์ หลวงตาท่านก็ไปงาน ไปงานครบรอบวันมรณภาพรถชนของหลวงปู่กงมา ท่านไปปีเดียว ถ้าปีที่ ๒ คราวนี้มีอีกบอกว่า มันเป็นเรื่องโลกๆ แล้ว ถ้าเราระลึกถึงกันด้วยคุณธรรม ด้วยความจริง ด้วยความดีงาม ระลึกถึงที่ไหนก็ได้ การกระทําของเรา นั่งสมาธิอะไรก็ได้ ไม่ต้องจัดกิจกรรมขึ้นมาเที่ยวล่อหลอกให้โยมควักตังค์เดินทางทั่วประเทศไทย ทัวร์บุญ ไม่มีหรอก หลวงตาท่านไม่ให้ทําหรอก

หลวงปู่กงมา ท่านไปปีแรก ท่านพูด เรานี่จําแม่นเลย ท่านบอกไปปีเดียว ปีที่ ๒ ท่านบอกว่า เป็นเรื่องโลกๆ แล้ว ท่านไม่เอา ท่านไม่เคยไปอีกเลย แล้วพอไม่ไปแล้ว เรื่องตอนที่ว่าจัดวันครบรอบวันมรณภาพของหลวงปู่กงมาก็จบไป ไม่เห็นมีเลย ไม่เห็นมี”

ท่านมรณภาพแล้วก็มาเยี่ยมศิษย์ในนิมิต

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ถึงแม้ท่านจะนิพพานไปแล้ว ท่านก็ได้เมตตามาเยี่ยมพระศิษย์ในสมาธินิมิต เพราะผู้หลุดพ้นจากวัฏสงสารย่อมมาเยี่ยมผู้อยู่ในวัฏสงสารได้ ดังที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาเยี่ยมอนุโมทนาท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ขณะที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในสมาธินิมิต โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้บันทึกในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ไว้ดังนี้

“… เราตถาคตทราบว่า เธอพ้นโทษจากอนันตรทุกข์ในที่คุมขังแห่งเรือนจําของวัฏฏทุกข์ จึงได้มาเยี่ยมอนุโมทนา ที่คุมขังแห่งนี้ใหญ่โตมโหฬารและแน่นหนามั่นคงมาก มีเครื่องยั่วยวนชวนให้เผลอตัว และติดอยู่รอบตัวไม่มีช่องว่าง จึงยากที่จะมีผู้แหวกว่ายออกมาได้ เพราะสัตว์ในโลกจํานวนมากไม่ค่อยมีผู้สนใจเกี่ยวกับทุกข์ที่เป็นอยู่กับตัวตลอดมาว่า เป็นสิ่งที่ทรมานและเสียดแทงร่างกายจิตใจเพียงใด พอจะคิดเสาะแสวงหาทางออกด้วยวิธีต่างๆ เหมือนคนเป็นโรคแต่มิได้สนใจกับยา ยาแม้มีมากจึงไม่มีประโยชน์สําหรับคนประเภทนั้น

ธรรมของเราตถาคตก็เช่นเดียวกับยา สัตว์โลกอาภัพ เพราะโรคกิเลสตัณหาภายในใจเบียดเบียนเสียดแทง ทําให้เป็นทุกข์แบบไม่มีจุดหมายว่า จะหายได้เมื่อไร สิ่งตายตัว ก็คือ โรคพรรค์นี้ ถ้าไม่รับยา คือ ธรรมะ จะไม่มีวันหายได้ ต้องฉุดลากสัตว์โลกให้ตายเกิดคละเคล้าไปกับความทุกข์กาย ทุกข์ใจ และเกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ตลอดอนันตกาล…”

แม้ครูบาอาจารย์ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาเพื่อมรรค ผล นิพพาน พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกก็เสด็จมาและมาโปรดเยี่ยมแสดงธรรมและให้กําลังใจ ดังที่บันทึกในประวัติหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม ฯลฯ

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพไปแล้ว ท่านก็เมตตามาเยี่ยมพระศิษย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ซึ่งเป็นศาสนทายาทธรรมของท่านที่จะบําเพ็ญประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาเป็นประจํา แม้ในปัจจุบัน ท่านก็ยังเมตตามาเยี่ยมครูบาอาจารย์องค์สําคัญที่เป็นศาสนทายาทธรรม ซึ่งบางครั้งท่านก็มาองค์เดียว บางครั้งท่านก็มาพร้อมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ฯลฯ ดังที่บันทึกในประวัติหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว ท่านอาจารย์พระมหาบัว ฯลฯ

หลวงปู่กงมา เมื่อท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสนทายาทธรรมสืบทอดพระพุทธศาสนา ท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพไปแล้ว ท่านก็ได้เมตตามาโปรดเยี่ยมหลวงปู่กงมาเช่นกัน และเมื่อหลวงปู่กงมามรณภาพไปแล้ว ท่านก็เมตตามาเยี่ยมพระศิษย์องค์ที่จะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรม

หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ท่านเล่าว่า “นับตั้งแต่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ มรณภาพแล้ว ก็ยังนิมิตเห็นท่านทั้งสองอยู่บ้าง หลวงปู่อุ่นท่านคิดว่า ท่านทั้งสองคงจะมาดูแล แต่ท่านไม่ได้มาสอนธรรมะ ไม่ได้พูดด้วย เห็นท่านแล้วก็กราบ แล้วท่านก็ไป ได้เห็นท่านอย่างเดียวก็ยังดี แต่หลวงปู่อุ่นท่านเตือนว่า ถ้ากําลังป่วยแล้วเห็นครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่มาเตือน ต้องระวัง อาการป่วยมักจะหนัก จะทําอะไร ก็ให้ระวัง อาจจะมีอุบัติเหตุ”

ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงตามหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร และออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาเพื่อมรรค ผล นิพพาน ตราบนั้นพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกยังเสด็จมาและมาเยี่ยมโปรดให้กําลังใจและอนุโมทนาอยู่ตราบนั้น

องค์หลวงตาฯ ยกย่องเทิดทูนบูชาท่านเป็นโพธิ์ธรรมของหลวงปู่มั่น

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระมหาเถระสําคัญองค์หนึ่ง เป็นพระศิษย์รุ่นอาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการยกย่องอย่างสูงสุดองค์หนึ่งในครั้งกึ่งพุทธกาลว่าเป็น “พระอรหันต์ที่เป็นเลิศในด้านปัญญาและเก่งด้านเทศนาธรรม” โดยในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๒–๒๕๑๓ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน รวบรวมข้อมูลทําหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ท่านได้ยกย่องเทิดทูนบูชาหลวงปู่กงมาว่าเป็นหนึ่งใน “โพธิ์ธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น” ดังนี้

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านมีความรู้ ความสามารถ ประสาทธรรมให้แก่คณะลูกศิษย์ฝ่ายพระเป็นต้นโพธิ์ต้นไทรขึ้นมาหลายองค์ ซึ่งเป็นประเภทที่ปลูกให้เจริญเติบโตขึ้นยากอย่างยิ่ง เพราะเป็นประเภทที่ชอบมีอันตรายรอบด้าน ครูอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ท่านยังมีอยู่หลายองค์ ที่ระบุนามมาบ้างแล้วตอนต้นก็มี คือ ท่านอาจารย์สิงห์ ท่านอาจารย์มหาปิ่น อุบลฯ ท่านอาจารย์เทสก์ ท่าบ่อ หนองคาย ท่านอาจารย์ฝั้น สกลนคร ท่านอาจารย์ขาว วัดถํ้ากลอง-เพล อุดรฯ ท่านอาจารย์พรหม บ้านดงเย็น อ.หนองหาร อุดรฯ แต่ท่านมรณภาพไปเมื่อเร็วๆ นี้ ท่านอาจารย์ลี วัดอโศการาม สมุทรปราการ ท่านอาจารย์ชอบ ท่านอาจารย์หลุย จังหวัดเลย ท่านอาจารย์อ่อน หนองบัวบาน ท่านอาจารย์สิม เชียงใหม่ ท่านอาจารย์ตื้อ เชียงใหม่ ท่านอาจารย์กงมา สกลนคร ที่หลงลืมจําไม่ได้ก็ยังมีอยู่มาก

ท่านอาจารย์เหล่านี้ ล้วนเป็นผู้มีคุณธรรมในลักษณะต่างๆ กัน องค์หนึ่งเด่นไปทางหนึ่งอีกองค์หนึ่งเด่นไปทางหนึ่ง รวมแล้วท่านเป็นผู้น่ากราบไหว้บูชาอย่างสนิทใจแทบทุกองค์ บางท่านมีชื่อเสียงโด่งดัง มีประชาชน พระ เณร รู้จักมาก บางท่านก็ชอบเก็บตัวและชอบอยู่ในที่สงัดตามอัธยาศัย บรรดาลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น บางท่านมีสมบัติมาก (คุณธรรม) แต่ไม่มีคนค่อยทราบกันก็มีอยู่หลายองค์ เพราะท่านชอบอยู่อย่างเงียบๆ ตามนิสัย นับว่าท่านสามารถปลูกพระ ให้เป็นต้น โพธิ์ธรรม ได้มากกว่าทุกอาจารย์ในภาคอีสาน โพธิ์ คือ ความรู้ความฉลาด ถ้าเป็นโพธิ์ของพระพุทธเจ้าก็เรียกว่า ตรัสรู้ แต่เป็นอาจารย์ก็ควรเรียกตามฐานะหรือตามวิสัยป่าของผู้เขียนว่า โพธิ์ธรรม ซึ่งรู้สึกถนัดใจ”

องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านจะไม่กล่าวชื่นชมใครง่ายๆ แต่บรรดาครูบาอาจารย์องค์ไหนเป็นโพธิ์ธรรม เป็นเพชรนํ้าหนึ่ง ท่านนํามาเทศน์ชื่นชมเสมอๆ พระอรหันต์ท่านเทศน์ชื่นชมพระอรหันต์ด้วยกันมีคุณค่ามาก เป็นคติตัวอย่างและเป็นกําลังใจให้กับนักปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ดังนี้

“ครูบาอาจารย์ทั้งหลายปัจจุบันนี้ ก็คือ หลวงปู่มั่นเราประสิทธิ์ประสาทลูกศิษย์ลูกหาผู้ใหญ่ๆ ที่เรากราบไหว้บูชาทุกวันมีตั้งแต่ลูกศิษย์ลูกหาหลวงปู่มั่นนะ ยกตัวอย่างย่อๆ เช่นอย่างหลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา หลวงปู่เหล่านี้มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น แล้วท่านเหล่านี้เป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ทั้งนั้น นั่นเห็นไหมล่ะ

ท่านสอน สอนสดๆ ร้อนๆ ทีนี้ผู้ต่อกันมาก็เรื่อยๆ อย่างที่เราปฏิบัติกันมาทุกวันนี้ มีครูมีอาจารย์สอนมาเรื่อยๆ อย่างนี้ล่ะ ปฏิบัติไปเถอะ ธรรมะเป็น อกาลิโก สดๆ ร้อนๆ ตลอดเวลาสําหรับผู้ปฏิบัติบําเพ็ญตาม ผู้ไปทางกิเลสก็เป็นสดๆ ร้อนๆ อกาลิโก ทําบาปเมื่อไรไม่ว่าที่ลับที่แจ้งเป็นบาปได้ด้วยกัน ทําความดีงามที่ไหนไม่ว่าที่ลับที่แจ้งเป็น อกาลิโก เป็นบุญได้ด้วยกันทั้งนั้นให้พากันตั้งใจปฏิบัติ”

เพชรนํ้าหนึ่งของพุทธศาสนาแห่งชาติไทย

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเมตตารับเป็นองค์ประธานสร้างพระธุตังคเจดีย์ ณ วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เมื่อสร้างแล้วเสร็จ องค์หลวงตาฯ ท่านมีดําริเห็นชอบให้สร้างรูปเหมือนพร้อมตู้แสดงพระธาตุของครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ซึ่งเป็นพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น เพื่ออัญเชิญประดิษฐานในพระธุตังคเจดีย์ ให้พุทธบริษัทได้กราบไหว้บูชา หลวงปู่กงมาท่านก็ได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชาอีกวาระหนึ่ง โดยองค์หลวงตาฯ ให้ความสําคัญพระธุตังคเจดีย์ ไว้ดังนี้

“วันนี้หลวงตาก็ได้อุตส่าห์พยายามมา ตั้งหน้าตั้งตามากราบไหว้บูชาท่าน ด้วยความเคารพนบน้อมจริงๆ เพราะครูบาอาจารย์ทั้งหลายเหล่านี้ เราเคารพท่านอย่างถึงใจ เมื่อถึงกาลเวลาที่จะอาราธนาท่านมาประดิษฐาน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมแล้ว เราพอใจ โดยการสร้างเจดีย์ (พระธุตังคเจดีย์) เรามาทันทีๆ เลย มาสร้างเพื่อให้เป็นสาระอันสําคัญ เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่โลกไปนานแสนนาน จึงได้อุตส่าห์พยายาม…” 

รายชื่อครูบาอาจารย์ที่องค์หลวงตาฯ เทศน์รับรองให้ประดิษฐานในพระธุตังคเจดีย์ มีดังนี้

“หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่คําดี ปภาโส หลวงปู่สาม อกิญฺจโน หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พระเทพโมลี (สํารอง คุณวุฑฺโฒ วัดอโศการาม) หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พระอริยเวที (หลวงปู่มหาเขียน ฐิตสีโล) หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงพ่อชา สุภทฺโท พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

ที่ออกมาเหล่านี้มีเพชรนํ้าหนึ่งถึง ๙๕% ส่วนที่ลดกันลงมานิดหน่อยๆ ยังมีอยู่ ๕% ที่กําลังจะก้าวจะเข้าถึงที่สุดก็พอดีมรณภาพไปเสีย นี่ล่ะเพชรนํ้าหนึ่งของพุทธศาสนาแห่งชาติไทยของเรา จากท่านผู้ปฏิบัติจริงๆ คุ้ยเขี่ยขุดค้นหาธาตุที่เลิศเลออยู่ใต้ดิน คือ กิเลสอยู่ข้างบน ของเลิศเลอนี้อยู่ข้างใต้ กิเลสเหยียบยํ่าไปมา ท่านคุ้ยเขี่ยขุดค้นขึ้นมาได้ปรากฏนาม ท่านเหล่านี้อัฐิกลายเป็นพระธาตุๆ ทั้งนั้นแหละ

อย่างท่านจวนที่ตกเครื่องบิน ท่านสิงห์ทองตกเครื่องบิน นี่อัฐิก็กลายเป็นพระธาตุ ที่ตกเครื่องบินห้าองค์หรืออย่างไรคราวนั้น อัฐิกลายเป็นพระธาตุสององค์ นี่ทราบกันอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ท่านยังไม่ตาย พอตายไปตกเครื่องบินลงมาก็ตาม ก็กลายเป็นพระธาตุเหมือนกันท่านสิงห์ทองหลวงปู่ผาง (จิตฺตคุตฺโต) องค์หนึ่ง อันนี้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ หลวงปู่ผาง เพชรนํ้าหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่อําเภอมัญจาคีรี เราระลึกได้ตะกี้นี้ลืมไปเสีย องค์ที่เป็นเพชรนํ้าหนึ่งแต่ยังไม่ปรากฏในรายชื่อนี้มี เราลืมไปเสียองค์ไหนบ้าง หลวงปู่ผางก็เป็นเพชรนํ้าหนึ่ง อัฐิกลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว ท่านสุวัจน์ (หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ) นี้องค์หนึ่ง ท่านสุวัจน์ที่วัดเขาน้อย บุรีรัมย์ นี้องค์หนึ่งแน่นอน

นี่ล่ะความเด่นดวงของพุทธศาสนาเรา จะเด่นขึ้นจากผู้ปฏิบัติ ค้นแร่แปรธาตุที่เลิศเลอขึ้นมาให้โลกได้ชม อย่างที่ออกรายนามเหล่านี้ประเภทเพชรนํ้าหนึ่งๆ ท่านรู้กันตั้งแต่ท่านยังไม่ตายนะ รู้กันก่อนแล้วๆ พอท่านตายปั๊บอัฐิก็กลายเป็นพระธาตุ ประกาศอย่างโจ่งแจ้งขึ้นมา ส่วนมากท่านจะทราบกันก่อนแล้วในวงกรรมฐานท่านทราบโดยเฉพาะนะ ท่านไม่ค่อยออกโฆษณา

วงกรรมฐานท่านจะรู้ท่านโดยเฉพาะ เหมือนในครัวเรือนของเรา รู้เรื่องกันในครัวเรือนได้ดี นี่วงกรรมฐานองค์ไหนเป็นอย่างไรๆ นี้ท่านรู้เรื่องกันได้ดีในวงของท่านเอง นี่พึ่งออกมาประกาศนะ

หลวงพ่อผาง (หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ) ดงเย็น และหลวงพ่อผาง (หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต) ขอนแก่น มัญจาคีรี ผางนี้ก็อัฐิกลายเป็นพระธาตุ คือเป็นพระวัดป่าบ้านตาดนั้นแหละ ท่านอยู่บ้านดงเย็น เวลาท่านจะเสีย ท่านออกมาจากวัดป่าบ้านตาด ท่านมาอยู่ที่บ้านดงเย็น เสียเงียบๆ เลย กลางคืนดึกสงัด เสียเงียบๆ เสร็จแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ท่านผางนี่”

พระธุตังคเจดีย์ ถือว่าเป็นเจดีย์หมู่ ๑๓ องค์ ๓ ชั้น แห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้สร้างตามแบบที่ท่านพ่อลี ธมฺมธโร กําหนดไว้ทุกประการ อันสื่อความหมายถึงธุดงควัตร ๑๓ อันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลสนําไปสู่มรรค ผล นิพพาน พระอรหันต์ทุกๆ องค์ล้วนต้องผ่านและถือธุดงควัตร อย่างเคร่งครัด ซึ่งในพระธุตังคเจดีย์จะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอรหันต์ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น รวม ๒๘ องค์ ตามที่องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านรับรอง

พระศิษย์สร้างสํานักปฏิบัติธรรมและฟื้นฟูป่าไม้

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ แม้ท่านมรณภาพจากไปแล้ว แต่บรรดาพระศิษย์ยังดูแลรักษารอยมือรอยเท้าของท่านไว้เป็นอย่างดี เช่น วัดทรายงาม วัดป่าวิสุทธิธรรม วัดป่านาคนิมิตต์ และวัดดอยธรรมเจดีย์ ทั้งดูแลรักษาสภาพวัด ทั้งดําเนินตามข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาอย่างเคร่งครัด

บรรดาพระศิษย์นอกจากจะเมตตาสงเคราะห์แก่ประชาชนทั่วไปแล้ว ท่านยังได้เมตตาสร้างวัดป่ากรรมฐาน เพื่อเป็นสํานักปฏิบัติธรรมกรรมฐานเจริญรอยตามพระบูรพาจารย์ มีหลวงปู่มั่นภูริทตฺโต และหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นต้น ให้พระเณรได้มีที่อยู่ศึกษาข้อวัตร ปฏิบัติธรรม และเพื่อฟื้นฟูปลูกป่า อนุรักษ์รักษาป่าไม้ ต้นนํ้าลําธาร และสัตว์ป่า รวมทั้งรักษาธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งนับวันจะถูกบุคคลต่างๆ ทําลายลงไป เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก และเป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับการปฏิบัติธรรม ไว้มากมายหลายแห่งหลายจังหวัด ดังนี้

วัดป่าดงชน ต.ดงชน อ.เมือง จ.สกลนคร

วัดป่าถํ้าโพรง ต.สร้างค้อ อ.ภูพาน จ.สกลนคร

วัดป่าภูกะโล้น ต.คําบก อ.คําชะอี จ.มุกดาหาร

วัดป่าภูผาผึ้ง ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

วัดสวนป่าริมธาร ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

วัดป่าค้อน้อย ต.ค้อใหญ่ อ.กุดบาก จ.มุกดาหาร

วัดป่าวังเพิ่ม–พระภาวนา ต.พญาเย็น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

วัดเขาคิชฌกูฏภาวนาราม ต.คลองพลู อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

ฯลฯ

หลวงปู่อุ่นรักษาวัดป่าวิสุทธิธรรม

หลังจากหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้ว นับตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม จึงมาพํานักจําพรรษาที่วัดป่าวิสุทธิธรรมโดยตลอด ส่วนฤดูแล้งก็ออกไปวิเวกตามป่าตามเขา จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้ไปพํานักจําพรรษาวัดป่าที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร มีพระภิกษุสามเณรร่วมจําพรรษา ๕๐–๖๐ รูป กุฏิอยู่ตามป่าสะแก ป่ามะขามเทศ จากนั้นหลวงปู่อุ่นท่านก็กลับมาพํานักจําพรรษาอยู่ที่วัดป่าวิสุทธิธรรม เรื่อยมาจนกระทั่ง มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ สิริอายุรวมได้ ๗๕ ปี ๑๑ เดือน ๖ วัน พรรษา ๕๕

ปัจจุบัน วัดป่าวิสุทธิธรรม มีเนื้อที่ ๒๕ ไร่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ในพรรษาของปี พ.ศ. ๒๕๓๗ มีพระภิกษุ ๓ รูป และสามเณร ๑ รูป

ในปัจจุบันทางวัดยังได้อนุรักษ์กุฏิและศาลาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่หลวงปู่กงมาสร้างขึ้น โดยกุฏิได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ บนกุฏิมีรูปภาพหลวงปู่มั่นประดิษฐาน และมีการอนุรักษ์ทางเดินจงกรมเก่าของหลวงปู่มั่น ส่วนศาลาหลวงปู่มั่น ได้ทําการบูรณะ โดยแปลงเป็นอุโบสถ แต่ยังได้รักษาสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด ภายในอุโบสถมีพระประธานปางนั่งสมาธิ พระอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้องขวาในอิริยาบถนั่งคุกเข่าพนมมือ รวมทั้งมีรูปภาพหลวงปู่มั่น หลวงปู่กงมาขนาดใหญ่ และรูปภาพหลวงปู่อุ่น ให้พุทธบริษัทได้กราบสักการบูชา ส่วนด้านล่างศาลา มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่มั่นและบริขาร

นอกจากนี้ทางวัดได้หล่อรูปเหมือนหลวงปู่กงมา เพื่อประดิษฐานในศาลาหอฉัน และบริเวณด้านหน้าศาลาหลวงปู่มั่น ได้สร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺมานุสรณ์ ภายในเจดีย์ประดิษฐานพระพุทธชินราชจําลอง รูปหล่อและรูปภาพของหลวงปู่อุ่น บริขารบางส่วนและอัฐิธาตุของหลวงปู่อุ่น ซึ่งแปรเป็นพระธาตุ มีลักษณะเป็นสีขาวมันคล้ายงาช้าง รวมทั้งได้อนุรักษ์ทางเดินจงกรมและสถานที่นั่งสมาธิภาวนาใต้ต้นค้อของหลวงปู่อุ่น ซึ่งท่านให้ก่ออิฐเป็นแท่นใต้ต้นค้อนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานว่าในพรรษาที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๗ จุดนี้เป็นจุดที่ท่านนั่งสมาธิแล้วประสบผลจากการภาวนา จิตรวมสงบลงเป็นสมาธิครั้งแรก

หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม เป็นผู้มีนิสัยรักสงบ พูดน้อย ทําความเพียรมาก ไม่คลุกคลีในญาติโยมและการก่อสร้างทั้งปวง ทั้งยังเป็นผู้ที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เมตตาไว้วางใจรูปหนึ่ง และท่านเป็นทั้งหลานชายแท้ๆ และเป็นศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญองค์หนึ่งของหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านจึงเป็นพระภิกษุผู้ควรแก่การเคารพบูชา ควรแก่ทักษิณาทาน สมเป็นพุทธชิโนรสอย่างแท้จริง

ลูกศิษย์พื้นฐานดี เพราะมีครูบาอาจารย์ดี

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ แม้ท่านมรณภาพไปนานแล้ว แต่บรรดาลูกศิษย์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านมา ได้รับการชื่นชมจากครูบาอาจารย์ โดย ประวัติหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร บันทึกไว้ดังนี้

“ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ หลวงปู่หลุยโปรดชาวภาคตะวันออก จําพรรษา ณ สวนบ้านอ่าง อ.มะขาม จ.จันทบุรี อันที่จริงแถบจังหวัดภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จันทบุรีนี้ เคยมีพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายกัมมัฏฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้มาโปรดญาติโยมทางนี้อยู่มากแล้ว เช่น พระคุณเจ้าหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี (พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์) ท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร (พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์) ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ เป็นอาทิ

ศรัทธาญาติโยมจึงเป็นผู้คุ้นเคยกับพระกัมมัฏฐาน เคยต่อการทัสสนานุตริยะ ได้เห็นพระ กราบไหว้พระ บังเกิดความชื่นอกชื่นใจ เลื่อมใส เชื่อฟัง นิสัยจึงน้อมมาทางธรรม เชื่อมั่นในธรรมอยู่แล้ว เมื่อได้มากราบหลวงปู่หลุย ท่านจึงชมพุทธบริษัททางภาคตะวันออกนี้ว่า เป็น “ช้างที่ฝึกแล้ว ว่าง่ายสอนง่าย”

บาปมี บุญมี อานิสงส์ของบุญมีอย่างจริงแท้ ท่านผู้ให้ที่พักในการบําเพ็ญเพียรภาวนาแก่พระภิกษุ สามเณร และญาติโยมผู้ประพฤติปฏิบัติ ย่อมได้รับอานิสงส์แห่งการนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างน้อยที่สุดที่เห็นโดยพลันก็ได้ทําให้การภาวนาของท่านก้าวหน้าไปอย่างน่าปลื้มใจ”

และครูบาอาจารย์เทศน์ชื่นชมไว้ดังนี้

“เพราะเราบวชใหม่ๆ เหมือนกัน ที่เรากลับมาสอนแม่ ก็ไปทางภาคอีสาน โอ้โฮ ! สมัยนั้นนะ เขาเข้มงวดมาก ถือศีล ๘ นี่นะ การละเล่นฟ้อนรําไม่มี การพนันนี่ไม่แตะ เรื่องเหล้ายาปลาปิ้งหมดสิทธิ์ ถ้าเป็นลูกศิษย์ที่มีครูบาอาจารย์นะ อย่างเช่น หลวงปู่กงมา สมัยเราไป หลวงปู่กงมา หลวงปู่ฝั้น ลูกศิษย์ อู้ฮู ! สุดยอด ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ศีล ๘ ไง ดูหนังดูละครไม่มี ที่ไหนเขามีหนังมีละครกัน มันเหมือนอยู่ในนวโกวาทเลย นักเลงกลางคืน ที่ไหนมีเสียงเพลง ไปที่นั่น ที่ไหนมีการมีงาน ไปที่นั่น

เวลาครูบาอาจารย์ เราถึงชื่นชมว่า สมัยหลวงปู่มั่น สมัยครูบาอาจารย์ของเรานะ ท่านเผยแผ่ธรรมไปนะ แล้วมันมีหลักมีเกณฑ์นะ แม้แต่ฆราวาส พระไปเขาอุปัฏฐาก กัปปิยัง กโรหิ พวกนํ้ามีตัวสัตว์ เขาทําให้เปี๊ยะ ! เพราะเขาก็ปรารถนาความจริงเหมือนกัน สมัยเราไปอีสานใหม่ๆ นะ โอ้โฮ ! โยมนี่ระเบียบเขาเพียะๆๆ เลย เพียะๆๆ นี่ใครสอน

มันต้องมีครูบาอาจารย์สอนใช่ไหม มีครูบาอาจารย์บอกใช่ไหม แล้วถ้ามีครูบาอาจารย์บอก เราเพิ่งไปจากภาคกลาง เขาเรียกว่าไอ้ไทยกรุงเทพฯ ไอ้พวกไทยกรุงเทพฯ ไอ้พวกกุมารทอง ผู้ดีไง อ่อนแอ ไอ้พวกไทยกรุงเทพฯ

คําว่า “ไทยกรุงเทพฯ” เพราะภาษาภาคอีสานไง ไทยสกลฯ ไทยเลย ไทยที่ไหน ไอ้พวกเรานี่ไอ้พวกไทยกรุงเทพฯ พูดภาษากลาง ข้าวเหนียวก็กินไม่เป็น ปลาร้าปลาแจ่วกินไม่ได้ แต่พวกฝรั่งมานะ โอ้โฮ ! เขาทําได้หมดเลย พวกฝรั่งมาจากยุโรป โอ้โฮ ! มันกินส้มตํา มันกินอะไรได้ทั้งนั้นเลย

เราไปอยู่อีสานใหม่ๆ เราขึ้นไป เพราะเราไปเห็นถึงว่าพื้นฐานเบสิกที่ครูบาอาจารย์ท่านทําไว้ โอ้โฮ ! สุดยอด คําว่า “สุดยอด” มันต้องมีตัวอย่าง มันต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดี ครูบาอาจารย์ที่วางรากฐานที่ดี เหมือนนักปกครองที่ดี สังคมก็ดีงาม ถ้านักปกครองคอร์รัปชัน เห็นแก่ตัว สังคมเหลวแหลกเพราะอะไร เพราะไอ้คนที่มันเอารัดเอาเปรียบมันมี แล้วตัวนั้นเป็นตัวอย่างที่เลว แล้วคนก็จะเอาอย่างนั้น

เราไปธุดงค์นะ เราขึ้นไปสมัย เราบวชปี ๒๕๒๑ หลวงปู่ฝั้นเสียปี ๒๕๒๐ ๒๕๒๑ เราขึ้นไปอยู่ภาคอีสานแล้ว ขึ้นไป โอ๋ย ! พื้นฐานเขาดีมาก พื้นฐานเขาดี เพราะครูบาอาจารย์เขาดี แล้วประชาชนมันน้อยด้วย สอนแล้วดีงามมากเลย”

ปัจฉิมบท

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระอรหันตพุทธสาวกองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล เป็นปูชนียอริยบุคคลของพระพุทธศาสนา ของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และของประเทศชาติ ตลอดชีวิตแห่งสมณเพศอันยาวนานร่วม ๔๐ ปี รวมขณะเป็นพระมหานิกาย ท่านได้ชื่อว่าเป็น “พระสมบูรณ์แบบ” เป็น “พระแท้ที่หายาก” เป็น สุปฏิปนฺโน อุชุปฏิปนฺโน ญายปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน ที่ควรแก่การกราบไหว้บูชา และเป็น อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ ที่เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า ตามบทสวดสังฆคุณอย่างแท้จริง

หลวงปู่กงมา ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานแท้ที่ดําเนินตามรอยองค์พระบรมศาสดาและท่านพระอาจารย์มั่น ได้อย่างเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เอาจริงเอาจัง ท่านออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา สละชีวิตเพื่อแสวงหาโมกขธรรม และท่านใช้ชีวิตพระป่า อยู่ป่าอยู่เขาตลอดชีวิตตามพระพุทธโอวาท “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” และตามปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่น ได้อย่างงดงามทั้งในเบื้องต้น นับตั้งแต่ท่านออกบวชและได้ถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ และท่านก็มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน ในท่ามกลาง ท่านได้เร่งความเพียรบําเพ็ญสมถ–วิปัสสนากรรมฐานตามความเป็นจริงอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาอบรมสั่งสอนท่านมา คือ ให้สละตาย ท่านก็ได้สัมมาสมาธิ ได้บรรลุธรรมเป็นขั้นๆ มาตามลําดับ ด้วยภาวนามยปัญญาและมีขณะจิต ซึ่งในที่สุด ท่านก็สมประสงค์ คือ บรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวก

เมื่อท่านก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ได้ทําหน้าที่พระอรหันตพุทธสาวก บําเพ็ญจริยา ๓ ไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยเฉพาะการแสดงพระธรรมเทศนาของท่าน ท่านนับเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งซึ่งบันลือสีหนาทแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งพาพระ เณร ดําเนินและสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ได้อย่างหมดจดงดงามที่สุด ซึ่งล้วนแล้วเป็นไปเพื่อมรรค ผล นิพพาน ตลอดคุณวิเศษทางพระพุทธศาสนาอย่างผู้รู้จริงเห็นจริงในอริยสัจธรรม

ธรรมประวัติของหลวงปู่กงมา พระอรหันตพุทธสาวกแห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ ได้ดําเนินมาตั้งแต่ต้นจนอวสานแห่งประวัติ เป็นชีวิตแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่เลอเลิศ ทรงคุณค่ามาก และหาได้ยากยิ่งในโลก สมควรที่จะจดจารึกไว้ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในครั้งกึ่งพุทธกาลให้ระลึกจดจําไปตลอดอนันตกาล และสมควรยกย่องเทิดทูนบูชาท่านเป็น “ปูชนียอริยบุคคล” ให้อนุชนพุทธบริษัทรุ่นหลัง ได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตา ขวัญใจ ทั้งได้ศึกษาเป็นคติแนวทางเพื่อนํามาประพฤติปฏิบัติ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนสถาพรของพระพุทธศาสนา และเพื่อร่วมกันสืบทอดรักษามรดกธรรมอันลํ้าค่า คือ “ธรรมะภาคปฏิบัติ” นี้ไว้ให้อยู่คู่ประเทศไทยและคู่โลกคู่สงสารสืบต่อไปตราบนานเท่านานเทอญ