Venerable Ajaan Sao’s Biography

ภาค ๑ จากปฐมวัย สู่ การบรรพชาเป็นสามเณร

ชาติภูมิถิ่นกําเนิด

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเกิดเมื่อวันพุธที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๒ ตรงกับวันพระขึ้น ๘ คํ่า เดือน ๑๒ ปีมะแม อยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ บ้านข่าโคม (ชื่อเดิม “บ้านท่าโคมคํา”) ตําบลหนองขอน (ปัจจุบันขึ้นกับตําบลปะอาว) อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเกิดในครอบครัวชาวนาสัมมาทิฐิที่มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาใน พระพุทธศาสนา และยินดีสนับสนุนให้ท่านออกบวชเป็นสามเณรตั้งแต่เป็นเด็ก บิดาของท่าน นามว่า ทา และมารดาของท่าน นามว่า โม่ โยมบิดามารดาตั้งนามอันเป็นมงคลให้ท่านว่า “เสาร์” ในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีการใช้นามสกุล ภายหลังมีญาติสืบสายกันมาในตระกูล อุปวัน และ พันธ์โสรี ตระกูลของท่านพระอาจารย์เสาร์ ในรุ่นต่อๆ มาได้ใช้สองนามสกุลนี้ ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๕ คน ตามลําดับดังนี้

๑. ท่านพระอาจารย์เสาร์

๒. นางสาวแบ (อยู่เป็นโสดตลอดชีวิต)

๓. แม่ดี

๔. แม่บุญ

๕. พ่อพา อุปวัน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมีธรรมมาเกิดโดยแท้ ท่านเกิดมาพบ พระพุทธศาสนา และได้ออกบวชปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น ท่านจึงได้มาถือกําเนิด ในแผ่นดินที่เหมาะสมและในกาลเวลาอันเหมาะสมยิ่ง คือ ท่านเกิดอยู่ในประเทศไทย อันเป็น ปฏิรูปเทสวาสะ คือ อยู่ในถิ่นที่ดี มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสม เพราะประเทศไทยได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็นดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นดินแดนพระพุทธศาสนา ผืนแผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง สงบสุขร่มเย็น ปลอดภัยจากภัยพิบัติรุนแรงทางธรรมชาติ และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติของป่าเขา ผืนป่า สัตว์ป่า ตลอดข้าว ปลา พืชพรรณ ธัญญาหาร สมดั่งคําโบราณ เมืองไทยในนํ้ามีปลา ในนามีข้าว ที่สําคัญประเทศไทยมีสถาบันหลัก คือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่มั่นคงเข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 

สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ได้รับการเคารพเทิดทูน เพราะชาติไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม ทรงปกครองดูแลทั้งราชอาณาจักรและศาสนจักร ทรงปกป้องรักษาผืนแผ่นดิน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม ทรงมีพระเมตตามหากรุณาธิคุณบําบัดทุกข์ บํารุงสุข ช่วยเหลืออาณาประชาราษฎร์ไม่ให้ประสบกับความทุกข์ยากลําบากเดือดเนื้อร้อนใจ และทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงเป็นพุทธมามกะ ทั้งทรงทํานุบํารุงรักษาพระพุทธศาสนา โดยทรงบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาสร้างวัดวาอาราม สร้างศาสนถาวรวัตถุ เช่น พระพุทธรูป พระอุโบสถ เจดีย์ ฯลฯ ไว้มากมาย ทั้งทรงส่งเสริมและสนับสนุนสมณชีพราหมณ์ ตลอดพสกนิกร ให้มีการบําเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญเมตตาภาวนา จนประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองภายใต้ร่มเงาแห่งธรรม แห่งพระพุทธศาสนา และได้ส่งผลให้ประเทศชาติเป็นปึกแผ่นมั่นคงร่มเย็นสงบสุขมา จวบจนปัจจุบัน

ส่วนกาลเวลาที่ท่านพระอาจารย์เสาร์มาเกิดนั้น ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและสําคัญมาก เพราะช่วงนั้นเข้าสู่ช่วงพุทธทํานายที่ว่า “กึ่งพุทธกาล พระพุทธศาสนาจะกลับมาเจริญรุ่งเรือง อีกหน” ซึ่งช่วงก่อนหน้าที่ท่านจะเกิดได้ไม่นาน ได้มีการฟื้นฟูการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย โดย พระวชิรญาโณ หรือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะทรงผนวชเป็นผู้ก่อตั้ง ธรรมยุติกนิกายขึ้นมา เพื่อจะให้พระภิกษุสามเณรได้เป็นสมณะที่แท้จริง ให้มีการประพฤติปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดและให้ใส่ใจการปฏิบัติธรรม โดยฝ่ายธรรมยุตได้เผยแผ่มายังจังหวัดอุบลราชธานี 

และในกาลต่อมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นอาจารย์และ ศิษย์ ก็จะมาทําหน้าที่อันสําคัญยิ่งนี้ ในการบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ การออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญสมถ – วิปัสสนากรรมฐานตามป่าตามเขาเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ตามพระพุทธโอวาทสําคัญในข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ ที่พระบวชใหม่ทุกองค์ต้องได้รับในขณะอุปสมบทโดยไม่มีการ ยกเว้น ท่านทั้งสองต้องยอมสละทุกสิ่งทุกอย่าง ยอมสละแม้กระทั่งชีวิต บําเพ็ญเพียรภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด จนได้วิมุตติธรรมอันเลิศเลอมาครองใจ ทั้งนี้เพื่อให้บรรดาพุทธบริษัท ให้สังคมไทยหันกลับมาเชื่อมั่นในมรรค ผล นิพพานว่ายังไม่ครึ ไม่ล้าสมัย แต่หากยังมีอยู่จริง สมดังบทธรรม อันสําคัญและเป็นอมตะ ซึ่งท้าทายผู้ปฏิบัติธรรมให้มีการพิสูจน์สัจธรรมนี้ตลอดมาและตลอดไป คือ ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ตราบนั้นพระอรหันต์จะไม่สูญสิ้นไปจากโลก

ชีวิตฆราวาสในวัยเด็ก

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด ชีวิตฆราวาสในวัยเด็ก ท่านเป็นเด็กน้อยที่หน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดู ผิวพรรณดี มีความประพฤติเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านเป็นคนพูดน้อย จิตใจดี ท่านใจดี มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และมี เชาวน์ปัญญามาตั้งแต่เด็ก ด้วยรูปลักษณะดี นิสัยดี และสติปัญญาดีเหล่านี้ ล้วนเป็นไปตามที่ท่าน ได้เคยสั่งสมอํานาจวาสนาบารมีธรรมมาตามหลักธรรม ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา คือ ได้บําเพ็ญ ความดีมาแต่ชาติปางก่อน ด้วยคุณสมบัติอันครบถ้วนดังกล่าว อีกทั้งท่านเป็นบุตรชายคนแรกของครอบครัว ท่านจึงเป็นที่รัก เป็นที่โปรดปรานของพ่อแม่และญาติพี่น้อง และเป็นที่รักของน้องๆ ตลอดเพื่อนฝูงทั้งหลาย

ในวัยเด็ก ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านใช้ชีวิตเยี่ยงเด็กทั่วไปในชนบททางภาคอีสาน คือ เป็นเด็กเลี้ยงควาย เที่ยววิ่งเล่นตามท้องไร่ท้องนา เล่นนํ้า จับปู จับปลา สนุกสนานตามประสาเด็ก ท่านช่วยพ่อแม่ทําไร่ทํานา เลี้ยงวัวควายไปตามกําลัง โดยเฉพาะท่านเป็นบุตรชายคนโต ท่านจึง เป็นแรงงานสําคัญของครอบครัวมาตั้งแต่เยาว์วัย

ครูบาอาจารย์ที่เป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ส่วนใหญ่ต้องมาเกิดเป็นลูกชาวนาในชนบท ในถิ่นทุรกันดาร คนในสังคมส่วนใหญ่พากันสงสัย ทําไมท่านไม่เกิดเป็นลูกคนรวย มีฐานะ มีชาติตระกูล ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“เวลาเขาพูดว่า ทําไมครูบาอาจารย์เราเกิดเป็นลูกชาวนา ไปเกิดบ้านนอกคอกนา ถ้าเกิดเป็นลูกเศรษฐี มันก็ไม่ได้บวชสิ ต้องเกิดเป็นลูกชาวนา เพราะชาวนาเขาสนใจในเรื่องศาสนา มันมีโอกาสได้บวชไง แล้วบวชขึ้นมามันปูพื้นฐาน แต่เขามองแต่ความทุกข์ยาก ยากจนในชาติปัจจุบัน 

เขาไม่มองว่าพันธุกรรมที่จิตที่มันสร้างมา ว่าหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่มั่นท่านสร้างมา ท่านเป็นจักรพรรดิ เป็นมหาอํามาตย์ ท่านเป็นมาเยอะ คนไม่เห็น คนไม่รู้ ถ้าไม่มีตรงนั้น ไม่มีอะไร จิตใจ ไม่เป็นอย่างนี้ หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่เสาร์

หลวงปู่เสาร์ ดูผู้อุปัฏฐากสิ ราชนิกุลทั้งนั้นเลยนะ หลวงปู่เสาร์ ดูสิ เจ้าคุณอุบาลีฯ เห็นไหม ใครอุปัฏฐาก ราชนิกุลทั้งนั้น พวกในวังทั้งนั้นเลย แล้วถ้าไม่มีบารมี เขาจะเคารพนับถือไหม ?”

“นี่ทําไมครูบาอาจารย์เราสังเกตได้ไหม อาจารย์มหาบัว หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ทุกองค์เลย ทําไมไปเกิดในภาคอีสาน แล้วไปเกิดอยู่เป็นลูกชาวนา เพราะอะไร ? เพราะเกิดในประเทศ อันสมควรไง พอเกิดในเมือง เขาก็ส่งเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก ก็เป็นดอกเตอร์ เป็นผู้บริหารไง ก็บวชไม่ได้ ไปเกิดชายทุ่งชายป่านู่นน่ะ ไปเกิดที่พ่อแม่ศรัทธาในศาสนา เกิดมาก็บวชตั้งแต่เณร เห็นไหม ? นี่เราไปดูว่าการเกิด แล้วเกิดในกองสมบัติมากๆ อันนั้นมีวาสนา แต่ไม่ได้บอกว่าไปเกิด ในประเทศอันสมควร เกิดในพ่อแม่ที่เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่ในหลักของศาสนา เกิดมาก็พาลูกเข้าวัด นี่ปูพื้นฐานไว้แล้ว ลูกไปเห็นพระก็อยากศึกษา นี่บุญบารมี ไปเกิดในประเทศอันสมควรที่จะได้มาประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ไง จะได้ไปหาโมกขธรรมไง

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ในวัยเด็ก พอเติบใหญ่เจริญวัย ท่านมีรูปร่างสูงใหญ่งดงามมาก มีหน้าตาผิวพรรณดีมาก และมีจิตใจที่อ่อนโยนงดงามมาก ท่านเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต มีนิสัย ขยันขันแข็ง มีความรับผิดชอบ เอาจริงเอาจังในหน้าที่การงานทั้งปวง และรักความสัจ ความจริง เป็นคนจริงใจ พูดน้อยและพูดจาไพเราะ ทั้งมีกิริยามารยาทที่เรียบร้อยงามตา หากใครได้ประสบ พบเห็นท่าน ก็แลดูงามตางามใจไปหมด หากใครได้รู้จักสัมผัสเข้าใกล้ท่านแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่นใจ ยิ่งหากใครได้สนิทสนมคุ้นเคยอยู่ร่วมใกล้ชิดท่านแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกเย็นกายเย็นใจไปหมด และยิ่งรู้สึก นึกรักชอบพอ อยากคบเป็นเพื่อนเป็นฝูง อยากคบค้าสมาคมเป็นเพื่อนแท้ เพื่อนตาย ไว้เป็นที่ พึ่งพาอาศัยกัน และไว้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในยามทุกข์ยากลําบาก

ด้วยการบําเพ็ญบารมีธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ ตามที่ท่านได้เคยตั้งความปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามานานแสนนาน ทําให้ท่านมีความพึงพอใจ และมีความศรัทธาเลื่อมใสใน พระบวรพุทธศาสนาเป็นอันมาก เมื่อท่านมองเห็นผ้าเหลือง สีแห่งผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัย พระอรหันต์ เป็นสีแห่งความงดงามและสงบสุข เห็นสมณะเป็นเพศที่สูงส่ง เป็นเพศผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เป็นเพศแห่งความสะอาด สว่าง สงบและเยือกเย็น ทั้งเป็นเพศที่มีจิตใจเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ไม่เบียดเบียนชีวิตของเพื่อนมนุษย์ สัตว์โลก ผู้ร่วมเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน ท่านจึงมีความสนใจอยากบวชเรียนในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก มีการกล่าวกันว่า ในอดีตชาติ ที่ล่วงผ่านมา ท่านเคยเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ ที่เคยเสียสละเลือดเนื้อชีวิตปกป้องและกอบกู้เอกราช กอบกู้ชาติไทย เพื่อถวายแผ่นดินเป็นพุทธบูชามา ท่านเคยรักษาศีล ปฏิบัติธรรม เคยบําเพ็ญสมถ – วิปัสสนากรรมฐานมา และเคยออกบวชเป็นพระภิกษุประพฤติปฏิบัติธรรมมา

การศึกษาในฆราวาสวัยเด็ก

สมัยของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ในวัยเด็กยังไม่มีโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียน อย่างในสมัยปัจจุบันนี้ เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร ท่านเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนขึ้นภายในวัดทางภาคอีสาน และเป็นกําลังสําคัญ ในการวางรากฐานการศึกษาขึ้นในเมืองอุบลราชธานีและตามหัวเมืองต่างๆ จนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากรัชกาลที่ ๕ ได้กราบอาราธนานิมนต์เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ 

การศึกษาในสมัยก่อนยังไม่เจริญ กุลบุตรผู้มีความสนใจใคร่ต่อการศึกษา ต้องการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้จะต้องอาศัยวัดเท่านั้น โดยพระภิกษุเป็นผู้สอนหนังสือ วัดจึงถือว่าเป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ เป็นแหล่งรวมสรรพวิชาความรู้ เป็นที่ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการด้านต่างๆ และเป็นแหล่งเนื้อนาบุญ เป็นที่อยู่ของคนดี คนมีบุญ ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองในสมัยนั้น จึงนิยมส่ง บุตรหลานอันเป็นที่รักของตน ให้เข้าวัดและบวชเรียน เพื่อพระภิกษุจะได้อบรมให้เป็นคนสุก เป็นคนดี และยังเป็นพระ เป็นญาคู ครูผู้สอนธรรมะ เป็นมหาเปรียญ ผู้เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง หรือเมื่อสึกออกมาเป็นบัณฑิต หรือ ทิด เป็นนักปราชญ์ ผู้มีวิชาความรู้ เข้ารับราชการเป็น เจ้าคนนายคนต่อไป ฉะนั้น บรรดาข้าราชการส่วนใหญ่ในสมัยก่อน ที่เข้ารับราชการจนเจริญก้าวหน้า และมีตําแหน่งใหญ่โต จึงเป็นผู้ผ่านการบวชเรียน หรือเป็นผู้ที่สอบได้นักธรรมและ มหาเปรียญมาก่อน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมีธรรมมากล้น ท่านได้อยู่ในสภาพแวดล้อม อันเหมาะอันควรเช่นนั้น ท่านจึงมีความใฝ่ฝันที่จะออกบวชเรียนตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก เพื่อศึกษาวิชาความรู้ไว้ติดตัว เพื่อความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ซึ่งการบวชเรียนนี้เป็นแรงบันดาลใจของเด็กหนุ่ม ผู้ใฝ่ในทางดีตามยุคสมัยนั้น

อุบลราชธานีเมืองนักปราชญ์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเป็นชาวอุบลราชธานีโดยกําเนิด ในสมัยก่อน คนทางภาคอีสาน หากใครเกิดเป็นชาวอุบลฯ จึงเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง เพราะเมือง อุบลราชธานี หรือ เมืองดอกบัว เป็นเมืองนักปราชญ์ เป็นแดนตักสิลา ศูนย์กลางการศึกษา ในภาคอีสาน 

บรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์วงกรรมฐานองค์สําคัญๆ หลายองค์ ท่านเกิดที่เมืองอุบลราชธานี เช่น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์ชา สุภทฺโท ฯลฯ 

อาจกล่าวได้ว่า บรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ในสมัยกึ่งพุทธกาล ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังและมีคุณธรรม ส่วนใหญ่ท่านเป็นชาวอุบลราชธานี แม้หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดเลย หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดสกลนคร และต่างก็ เป็นเพชรนํ้าหนึ่ง และครูบาอาจารย์วงกรรมฐานอีกหลายต่อหลายองค์ ในสมัยเป็นพระภิกษุหนุ่มต่างก็เคยรอนแรมเดินทางไกลมาศึกษาและมาปฏิบัติธรรมที่เมืองอุบลราชธานี 

รวมทั้งพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองแห่งยุคหลายองค์ ท่านก็เกิดที่เมืองอุบลราชธานี เช่น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)  ฯลฯ

ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้กล่าวคําเปรียบเทียบเมืองไว้อย่างคล้องจองว่า 

อุบลเมืองนักปราชญ์ โคราชเมืองนักมวย เชียงใหม่เมืองคนบุญ ลําพูนเมืองคนสวย

โดยได้มีการบันทึกไว้ว่า “จังหวัดอุบลราชธานี เป็นแดนแห่งนักปราชญ์ ราชบัณฑิต อันยิ่งใหญ่” และอีกตอนหนึ่งว่า “อุบลราชธานีในอดีต จึงเป็นแดนของนักปราชญ์ทางศาสนามากมาย” ทั้งได้มีการเขียนถึงค่านิยมของคนเมืองอุบลฯ ไว้ว่า “เกิดเป็นชายต้องบวช จะต้อง ให้เกลี้ยงให้หล่อน (หมดจด)” ดังนั้น ไม่ว่าไปทางไหนของเมืองอุบลฯ จึงตระการแพรวพราว ไปด้วยวัดวาอาราม มีภิกษุสามเณรในพุทธศาสนาอย่างมากมาย เป็นค่านิยมของสังคมในสมัยนั้น

ส่วน บ้านข่าโคม อันเป็นบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์เสาร์ ตั้งอยู่ตําบลหนองขอน (ปัจจุบันขึ้นกับตําบลปะอาว) อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากตัวจังหวัด มากนัก บ้านข่าโคม หมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทห่างไกลความเจริญทางภาคอีสาน ได้เป็นที่รู้จักของบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายเป็นอย่างดี โดยในบั้นปลายชีวิตของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้ธุดงค์กลับมาสร้างวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม อันเป็นบ้านเกิดของท่าน และวัดแห่งนี้ได้มีการบูรณะพัฒนาเรื่อยมา ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษารอยมือ รอยเท้า และเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกน้อมถวายแด่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรในสมัยกึ่งพุทธกาล และเป็นจอมปราชญ์แห่งเมืองอุบลฯ 

นอกจากนี้ สถานที่สําคัญๆ ในจังหวัดอุบลราชธานีหลายแห่ง ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ เคยอยู่จําพรรษาปฏิบัติธรรม เช่น วัดเลียบ วัดบูรพา วัดดอนธาตุ ฯลฯ ได้มีการจัดสร้าง เจดีย์พิพิธภัณฑ์ บรรจุพระธาตุท่านพระอาจารย์เสาร์ เพื่อเป็นการน้อมถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่ท่านพระอาจารย์เสาร์ พระอรหันตสาวกผู้ยิ่งใหญ่มีเมตตาธรรม ใจดีเป็นเลิศแห่งยุคกึ่งพุทธกาล ไว้ให้พุทธบริษัทตลอดอนุชนรุ่นหลังได้มากราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจ เป็นบุญกุศลติดตามตัว และได้มาศึกษาเกียรติประวัติอันงดงามเลิศเลอทรงคุณค่า เพื่อประโยชน์ในการดําเนินตามรอยปฏิปทาอันอุกฤษฏ์ยิ่งยวดของท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่ท่านยอมเสียสละชีวิตออกบวชปฏิบัติธรรม สมดังบทธรรม พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละชีวิตเพื่อรักษาธรรม ทั้งนี้เพื่อดําเนินตามรอยพระบาทและเพื่อปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝากไว้เป็นมรดกธรรม และเป็นคติธรรมอันลํ้าเลิศแก่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งชาวอุบลฯ และชาวไทยทั่วประเทศไปอีกตราบนานเท่านาน

พ.ศ. ๒๔๑๗ บรรพชาเป็นสามเณร

การโกนผมออกบวชเป็นเรื่องยาก การบวชแล้วปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องยากกว่า และการ บรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์เป็นเรื่องยากที่สุด แต่สําหรับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านสร้างวาสนาบารมีธรรมมาเต็มเปี่ยมถึงพร้อมแล้ว การออกบวชเป็นเรื่องง่ายสําหรับท่าน แต่ในการประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อความพ้นทุกข์แล้ว เป็นเรื่องยากยิ่งสําหรับท่าน เพราะสมัยนั้นยังไม่มี ครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงทางภาคปฏิบัติคอยแนะนําสั่งสอน ท่านต้องออกประพฤติปฏิบัติ ออกค้นคว้าแสวงหาโมกขธรรมด้วยตนเอง และด้วยท่านเป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ท่านจึงต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส ซึ่งท่านต้องสมบุกสมบันอย่างมาก ท่านต้องใช้ขันติ ความอดทนอดกลั้นต่อสู้กับอุปสรรคประการทั้งปวง ทั้งภายนอกและภายในอย่างสูงมาก และท่านต้องพึ่งธรรม พึ่งตนเอง ซึ่งต้องใช้สติปัญญาตลอดความพากเพียรพยายามอย่างสูงสุด

ในการออกบวชของท่านพระอาจารย์เสาร์ โดยท่านมีจิตใจฝักใฝ่โน้มเอียงไปทางด้าน การบวชเรียนมาตั้งแต่วัยเด็ก และโยมบิดามารดาก็ยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ขณะที่ท่านเติบใหญ่มีอายุได้ ๑๒ ปี โยมบิดามารดาจึงนําท่านไปฝากเป็นศิษย์วัด เพื่อเตรียมตัวรอบวชเป็นสามเณร ณ วัดใต้ ตําบลในเมือง อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นวัดสังกัด ฝ่ายมหานิกาย (ปัจจุบันเรียกว่า วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ หรือ วัดใต้) โดยมี ท่านพระอาจารย์ บุญศรี เป็นเจ้าอาวาส

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้มาเป็นเด็กวัดอยู่ประมาณ ๓ ปี ท่านเป็นเด็กวัดที่เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังและปรนนิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์อย่างขยันขันแข็ง เช่น ล้างบาตร ถ้วยชามเทล้างกระโถน ต้มนํ้าร้อนชงนํ้าชา ฯลฯ ท่านเป็นคนพูดจริงทําจริง ไม่เหลาะแหละเหลวไหล และ ไม่นิ่งนอนใจ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๗ ขณะท่านมีอายุได้ ๑๕ ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร 

เมื่อท่านเป็นสามเณร ท่านเป็นสามเณรที่มีสง่าราศี มีรูปร่างสูงใหญ่และงดงามกว่าสามเณรด้วยกัน ท่านน่ารัก น่าเอ็นดูมาก และท่านมีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ขยันขันแข็ง ตั้งใจทํากิจการของวัดเป็นอย่างดี เช่น การดูแลปัดกวาดลานวัด การทําความสะอาดห้องนํ้า กุฏิ ศาลา เสนาสนะ ฯลฯ ทั้งการท่องบ่นสาธยายมนต์ เรียนมูลน้อย มูลใหญ่ มูลกัจจายน์ ศึกษาทั้งการอ่านการเขียนอักษรไทน้อย ไทใหญ่ อักษรขอม และหนังสือไทย ตามธรรมเนียมการศึกษาในยุคนั้น จนชํานาญคล่องแคล่วทุกอย่าง

มีการบันทึกไว้ว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเมตตาเล่าประวัติชีวิตครั้งเป็นสามเณรให้ ลูกศิษย์ลูกหาฟังเพื่อเป็นคติธรรมเสมอ ซึ่งแสดงถึงความวิริยะ อุตสาหะ และการปรนนิบัติรับใช้ ครูบาอาจารย์ของท่านว่า

สมัยท่านเป็นสามเณรใหญ่ หากมีกิจนิมนต์พระไปฉันนอกวัดแล้ว ท่านจะต้องเป็นคนพิเศษได้ติดตามครูบาอาจารย์ไปด้วยเสมอ เพราะท่านเป็นสามเณรใหญ่ที่ครูบาอาจารย์รักใคร่และไว้เนื้อ เชื่อใจเป็นอันมาก ไปไหนมาไหนจะต้องเอาท่านติดตามไปด้วยเสมอๆ เพื่อไว้คอยปรนนิบัติรับใช้ ครูบาอาจารย์

กิจการงานของครูบาอาจารย์ทุกอย่าง ท่านจะรับภาระไว้เองทั้งหมด โดยไม่เห็นแก่ความ เหน็ดเหนื่อย หรือความยากลําบากใจใดๆ ทั้งสิ้น เป็นต้นว่า บาตรของพระทุกองค์ ท่านจะรับภาระคนเดียว สะพายที่คอแล้วห้อยไว้ทั้งหน้าทั้งหลังจนรอบตัว คือ สามเณรองค์เดียวหอบหิ้วบาตรถึง ๖ ลูก พร้อมทั้งสองมือถือกล้วย อ้อย ที่ชาวบ้านเขาเอามาถวาย อันเป็นประเพณีของชาวอีสาน

ท่านเล่าว่า ในสมัยเป็นสามเณร ท่านฉันอาหารได้มาก เมื่อไปฉันตามบ้าน ญาติโยมจะคอยตักเติมอาหารให้ท่านบ่อยๆ เขาเติมมากเท่าไร ท่านก็ยิ่งฉันเพื่อฉลองศรัทธาเขาได้มากเท่านั้น จนชาวบ้านสงสัยว่า ท่านฉันได้เยอะอย่างนี้แล้ว ท่านจะเอาท้องที่ไหนไปใส่ไหว แต่ชาวบ้านก็ดีใจ ที่เห็นเณรฉันได้มากและฉันได้อย่างเอร็ดอร่อย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้บวชเป็นสามเณรในฝ่ายมหานิกาย ติดต่อกันนานถึง ๕ พรรษา ซึ่งในระยะนั้นการปฏิบัติธรรมยังไม่ได้รับความสนใจ และสังคมไทยในสมัยนั้น ผู้คน ส่วนใหญ่แล้ว ไม่เชื่อว่ามรรค ผล นิพพานยังมีอยู่จริง โดยต่างพากันเข้าใจว่า มรรค ผล นิพพาน หมดเขตหมดสมัยไปนานแล้ว ปฏิบัติไปไม่เกิดประโยชน์อะไร ต้องมาเสียเวลาบ้าง อาจเป็นบ้าวิกลจริตบ้าง เป็นต้น และยังพากันหันมาเชื่อผี นับถือผี อีกทั้งพระเณรในสมัยนั้นการประพฤติปฏิบัติก็ย่อหย่อนเหินห่างจากหลักพระธรรมวินัย จึงเป็นที่มาของการตั้งวงศ์ธรรมยุตขึ้นมา 

ดังนั้น เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ สมัยยังเป็นสามเณรในฝ่ายมหานิกาย จึงได้แต่ศึกษา เล่าเรียนทางด้านปริยัติเพียงอย่างเดียว ได้แต่ทําวัตร ไหว้พระสวดมนต์ โดยไม่มีใครพาทางด้านปฏิบัติ พาท่านเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา 

ภาค ๒ อุปสมบทเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย

พ.ศ. ๒๔๒๒ อุปสมบทเป็นพระในคณะมหานิกาย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรได้ ๕ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๒๒ เมื่อท่านมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ครบเกณฑ์ที่จะบวชเป็นพระภิกษุได้ตามพระวินัยบัญญัติ ท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกาย ที่วัดใต้ ตําบลในเมือง อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นวัดที่เป็นสามเณรนั่นเอง พระอุปัชฌาย์ให้นามฉายาของท่านไว้เป็นมงคลว่า “กนฺตสีโล” แปลว่า “ผู้มีศีลเป็นที่น่ายินดี” และองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน  ได้แปลไว้ว่า “ความรักศีล กันตสีโล อย่างหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ท่านรักศีล ศีลเป็นที่รัก”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านยังคงเป็นพระบ้าน เป็นพระภิกษุหนุ่ม รูปงาม มีหน้าตา ผิวพรรณดี และมีรูปร่างสูงใหญ่งดงามมาก ท่านงดงามทั้งกาย วาจา ใจ ท่านจึงเป็นพระที่รักยิ่งของครูบาอาจารย์ ตลอดพระเณรภายในวัด

ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์เสาร์อุปสมบทเป็นพระภิกษุ วัดในฝ่ายธรรมยุตยังไม่แพร่หลายมากนักในจังหวัดอุบลราชธานี แม้ในกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางฝ่ายธรรมยุต รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงก็ยังไม่แพร่หลาย แม้พระภิกษุในฝ่ายธรรมยุตเอง ก็ยังมีจํานวน ไม่มากนัก เสมือนกับจะรอจนกว่าท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อาจารย์และศิษย์ มาใช้ชีวิตของพระธุดงคกรรมฐาน หรือเป็นพระป่า ออกบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร และออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นยอมรับในมรรค ผล นิพพานว่ามีจริง ให้กลับคืน สู่สังคมไทย และหากเมื่อใดมีผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาออกบวชประพฤติปฏิบัติตามแนวปฏิปทาของ สองพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน เมื่อนั้นแล้ว จํานวนวัดธรรมยุตและจํานวนพระธรรมยุต ก็จะเพิ่มจํานวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการเพิ่มทั้งในด้านเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อเป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกาย แม้ในใจท่านได้ตั้งความปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และท่านได้บําเพ็ญบารมีมานานไม่น้อยกว่าแสนกัป สิ่งเหล่านี้ได้ฝังลึกอยู่ในใจท่านตลอดมาก็ตาม แต่ขณะเป็นพระภิกษุ ท่านก็ยังไม่ได้มุ่งออกแสวงหาโมกขธรรม และใจยังคิดอยากสึกออกมาเป็นฆราวาส เพื่อมาสร้างฐานะ มามีครอบครัว ใช้ชีวิตทางโลกเหมือนคนทั่วๆ ไป ท่านยังคงรอเหตุการณ์สําคัญๆ ประดุจธรรมมาดลบันดาลใจ เพื่อทําให้ท่านเกิด ความสังเวชสลดใจ และกระตุ้นเตือนใจลึกๆ ของท่าน ให้ออกเที่ยวธุดงค์แสวงหาโมกขธรรม โดย ในระหว่างรอนี้ ท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดใต้

พรรษา ๑ – ๑๐ พ.ศ. ๒๔๒๒ – ๒๔๓๒ จําพรรษาวัดใต้

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้อยู่จําพรรษาที่วัดใต้ นานติดต่อกันถึง ๑๐ พรรษา โดยตลอดช่วง ๑๐ พรรษาแรกแห่งเพศบรรพชิต ท่านยังไม่มีครูบาอาจารย์สอนทางภาคปฏิบัติ อีกทั้งการถือธุดงควัตรของพระภิกษุสงฆ์และการปฏิบัติกรรมฐาน ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ของพระภิกษุสามเณร ตลอดพุทธบริษัททั่วไปในสมัยนั้น ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่และยังไม่ แพร่หลายมากนัก ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจึงมีจํานวนน้อยมากและยังอยู่ในวงจํากัด ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงได้ศึกษาเล่าเรียนแต่ทางด้านปริยัติ จนท่านได้เป็น “ญาคู” คือ เป็นครูสอนในหมู่คณะ สืบต่อมา ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกท่านว่า “ญาคูเสาร์”

ทําเนียบสมณศักดิ์ของชาวเมืองเวียงจันทน์โบราณ โดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน  ติสฺโส)  วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร

ธรรมเนียมการจัดสมณศักดิ์ของวัฒนธรรมล้านช้าง แบ่งออกเป็น ๘ ชั้น คือ สําเร็จ ซา คู ฝ่าย ด้าน หลักคํา ลูกแก้ว ยอดแก้ว

ธรรมเนียมการจัดสมณศักดิ์ของหัวเมืองอีสานโบราณ แบ่งออกเป็น ๖ ชั้น คือ สําเร็จ ซา คู ฝ่าย ด้าน หลักคํา สมณศักดิ์ชั้นลูกแก้ว ยอดแก้ว นั้นไม่มีในหัวเมืองอีสาน เพราะเป็น สมณศักดิ์ เทียบเท่าชั้น รองสังฆราชา และสังฆราชา

สมณศักดิ์ฝ่ายปริยัติ

สําเร็จ ผู้เรียนสําเร็จตามหลักสูตรเบื้องต้น (นวกภูมิ)

ซา ผู้เรียนสําเร็จตามหลักสูตรเบื้องสูง (มัชฌิมภูมิ)

คู ผู้จบการศึกษาทั้งสองระดับแล้ว ทําหน้าที่เป็น ครูอาจารย์ (เถรภูมิ)

สมณศักดิ์ฝ่ายปกครอง

ฝ่าย ปกครองในหมวด

ด้าน ปกครองในแขวง

หลักคํา ประมุขสงฆ์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ หรือ ญาคูเสาร์ ก่อนออกประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านยังไม่ได้เป็น ศาสนทายาทธรรมขององค์พระบรมศาสดาอย่างสมบูรณ์แท้จริง เพราะพระพุทธศาสนาจะสมบูรณ์เมื่อมีครบทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ในการเรียนปริยัติ เรียนแล้วต้องปฏิบัติ จึงเกิดผล คือ ปฏิเวธ ในขณะนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านได้ทําหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้วยการสืบทอดทางด้านปริยัติ โดยการเป็นครูผู้สอนพระภิกษุ สามเณรในวัดใต้ 

วัดใต้

วัดใต้ หรือ วัดใต้เทิง ปัจจุบันมีชื่อว่า วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เพราะเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปเก่าแก่และสําคัญของประเทศไทย นามว่า “พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ” เดิมเป็นวัดฝ่าย มหานิกาย ต่อมาในสมัยท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระภิกษุ สามเณรทั้งวัดได้ญัตติเป็น ธรรมยุตตามท่านพระอาจารย์เสาร์ วัดใต้ จึงเป็นวัดฝ่ายธรรมยุตตั้งแต่บัดนั้นมา 

วัดใต้ สร้างเป็นวัดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๒๒ เป็นวัดโบราณเก่าแก่มากคู่กับเมืองอุบลราชธานี วัดตั้งอยู่บนที่สูงริมฝั่งแม่นํ้ามูลตอนใต้ ทางทิศตะวันออกของเมืองอุบลราชธานี เป็นบริเวณแถบที่อยู่ทางท้ายเมือง วัดใต้เดิมมี ๒ วัด คือ วัดใต้เทิง (เทิง คือ ที่สูง ข้างบน) กับ วัดใต้ท่า (ท่า คือ ทางลงแม่นํ้า) 

เดิมทีนั้นที่ริมฝั่งแม่นํ้ามูลที่ลาดลงไปจนจรดแม่นํ้ามูลนั้นเป็นที่ตั้งของวัดใต้เช่นกัน มีชื่อ เรียกขานกันว่า วัดใต้ท่า เดิมพระมหาราชครู เจ้าหอแก้ววัดหลวง ผู้เป็น “หลักคําเมืองอุบลฯ” (ตําแหน่งประมุขสงฆ์เดิมของทางอีสาน) มาปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่ป่าบริเวณนี้เป็นประจํา ครั้นมีพระสงฆ์ตามไปอยู่ปฏิบัติมากขึ้น จึงได้สร้างเพิ่มขึ้นเป็นวัด เรียกว่า วัดใต้ท่า ต่อมาถูกยุบร้างไป เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙

วัดใต้ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๑๗ พ.ศ. ๒๔๔๑ ผู้ขอวิสุงคามสีมา คือ ท้าวสิทธิสาร กับ เพื้ยเมืองแสน (ตามใบพระราชทานวิสุงคามสีมา อักษรไทยและอักษรขอม) ต่อมาเมื่อสร้างอุโบสถหลังใหม่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๒

ประวัติวัดใต้ มีการบันทึกไว้ว่า “วัดใต้ท่า กับ วัดใต้เทิง ด้วยสองวัดนี้ตั้งอยู่ติดกัน ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ซึ่งเป็นผู้ปกครองสังฆมณฑลในสมัยนั้น จึงได้ยุบวัดใต้ท่าที่ร้างไปให้รวมกับวัดใต้เทิง แล้วโอนมอบที่ดินวัดใต้ท่าให้เป็นศาสนสมบัติกลางใน กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ และต่อมาที่ดินบริเวณนั้น ก็ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็น โรงไฟฟ้าของเมืองอุบลฯ ส่วนวัดใต้เทิงนั้นยังคงอยู่และเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบันนี้ เรียกขานกัน ว่า วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ”

วัดใต้ หรือปัจจุบัน คือ วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เป็นวัดบูรพาจารย์ทางฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในอดีตมาพํานักปฏิบัติสมถกรรมฐาน เช่น ท่านพระอาจารย์สีทา ชยเสโน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) เป็นต้น ซึ่งบูรพาจารย์ทุกท่านได้ทํา คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นศาสนทายาทธรรมเผยแผ่สัจธรรมในพระพุทธศาสนา จนเป็นที่รู้จักเลื่องลือในพระเกียรติคุณของบูรพาจารย์มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ญาคูเสาร์เตรียมตัวลาสิกขา

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล หรือ ญาคูเสาร์ ในขณะนั้นบวชได้สิบพรรษา และพํานัก อยู่ที่วัดใต้ตลอดมา ด้วยชีวิตสมณเพศ การเรียนปริยัติอันเป็นความจํา สัจธรรมจึงไม่อาจเกิดขึ้น ในใจได้ ต่างกับภาคปฏิบัติ รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบไม่มี  เมื่อปฏิบัติธรรมตามความจริง สัจธรรมจึงเกิดขึ้นในใจได้ ตั้งแต่สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม และถึงที่สุด คือ วิมุตติธรรม ท่านพระอาจารย์เสาร์ขณะยังไม่ได้ปฏิบัติธรรม ท่านจึงไม่ได้รับรส แห่งธรรมและยังไม่ได้รับความสุขจากความสงบของจิต จิตของท่านยังเป็นจิตปุถุชน ความศรัทธา ในการดํารงสมณเพศจึงยังไม่ฝังแน่นลึก ยังไม่เป็นอจลศรัทธา ท่านย่อมมีความคิดหวั่นไหวไปตามกระแสโลกอันเชี่ยวกราก ท่านจึงเกิดมีความคิดจะลาสิกขาไปใช้ชีวิตฆราวาส 

ท่านมีความเชี่ยวชาญในการดํารงชีวิตทางลํานํ้ามาตั้งแต่เยาว์วัย เพราะบ้านข่าโคมอันเป็นบ้านเกิดของท่านนั้น เป็นวิถีชีวิตทางนํ้า โดยใช้เส้นทางสัญจรทางลํานํ้าเซบาย ลํานํ้าชี ลํานํ้ามูล ท่านจึงคิดวางแผนที่จะสึกออกไปเป็นพ่อค้าวาณิชไปทางนํ้า เหมือนเช่นลุงของท่านที่ประกอบอาชีพค้าขายทางนํ้า จนประสบความสําเร็จมีฐานะรํ่ารวย มีกิจการเดินเรืออันใหญ่โต โดยท่าน คิดวางแผนล่องเรือค้าขายสินค้าไปตามลํานํ้ามูล ลัดเลาะไปตามลํานํ้าชี เรื่อยไปจนจรดแม่นํ้าโขง ลงไปทางเมืองโขง เมืองจําปาศักดิ์ เมืองสีทันดร ทางฝั่งลาว แวะขายสินค้าและซื้อสินค้าท้องถิ่น ไปเรื่อยๆ โดยเอาสินค้าจากบ้านนี้ไปขายบ้านนั้น เอาสินค้าจากบ้านนั้นไปขายบ้านโน้น เมื่อได้ เงินทองพอสมควรแล้ว จึงจะหวนกลับมาปลูกบ้านสร้างเรือน เพื่อเตรียมแต่งงานมีครอบครัว และจะสร้างหลักฐานให้มั่นคง ด้วยการทําอาชีพ ทําไร่ ทํานา ค้าขาย หาเลี้ยงครอบครัว ใช้ชีวิตไปตาม วิถีทางโลกต่อไป

ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านใช้ชีวิตสมณเพศเป็นพระในฝ่ายมหานิกายที่วัดใต้นานติดต่อกันถึง ๑๐ ปี เมื่อท่านเป็นพระแล้ว ท่านก็ใช้ชีวิตเหมือนพระบ้านทั่วๆ ไปในสมัยนั้น คือ มีการฉันเช้า ฉันเพล ไหว้พระสวดมนต์ มีการรับกิจนิมนต์ฉันตามบ้าน มีการแข่งเรือยาวตามประเพณี ฯลฯ ด้วยในระยะนั้น ท่านยังไม่มีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงทางธรรม ที่คอยเมตตาอบรมสั่งสอนแนวการปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน และไม่มีผู้แนะนําสั่งสอนแนวทางปฏิบัติอันถูกต้องตามหลัก พระธรรมวินัย ท่านจึงสะสมวัตถุข้าวของและเงินทองไว้เป็นจํานวนมาก กุฏิของท่านจึงเต็มไปด้วยสิ่งของเครื่องใช้ ผ้าไหมแพรพรรณต่างๆ ที่พร้อมจะนํามาเป็นสินค้าเพื่อประกอบอาชีพภายหลัง ลาสิกขาแล้ว โดยท่านมั่นใจว่า ได้สะสมสิ่งของมากพอสมควรแล้ว เงินทองก็มีมากพอสมควรแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็คือเรือบรรทุกสินค้าขึ้นล่องไปตามลํานํ้า หากได้เรือเมื่อไร ท่านก็พร้อมที่จะ ลาสิกขาออกไปประกอบอาชีพตามความฝันที่วาดเอาไว้

ญาคูเสาร์ขุดเรือคู่ใจ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ หรือ ญาคูเสาร์ ในขณะที่ท่านอยากหาเรือบรรทุกสินค้าไว้ประกอบอาชีพเมื่อสึกออกไป ก็เป็นจังหวะโอกาสเหมาะพอดี ท่านได้ข่าวว่ามีขอนซุงใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในดง แต่ขอนซุงที่ว่านั้นเป็นขอนที่มีอาถรรพ์เหมือนมีเจ้าของ ไม่มีใครสามารถไปเอาออกมาจากดงได้ มีผู้พยายามหลายคน แต่ไม่มีใครประสบความสําเร็จ และต่างต้องประสบเหตุร้ายอาเพศต่างๆ นานา เช่น ตายอย่างน่าอเนจอนาถบ้าง เจ็บป่วยล้มตายบ้าง ที่ไม่ตายก็ป่วยไข้บ้าง หรือเป็นบ้าวิกลจริตบ้าง จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้องขอนซุงใหญ่ต้นนั้นเลย ปล่อยให้นอนอยู่กับดินที่ กลางดงนั้นอยู่นาน เหมือนกําลังรอเจ้าของ

เมื่อท่านทราบข่าวก็เดินทางไปดู ท่านเห็นว่าเป็นขอนซุงใหญ่ที่งดงามและเนื้อไม้ดีมาก เหมาะที่จะขุดเรือไว้เป็นเรือบรรทุกสินค้ามากและไว้เป็นพาหนะคู่ใจของท่าน ท่านจึงนําขอนซุง ใหญ่ต้นนั้นออกมาจากดง ท่านคงเป็นเจ้าของขอนซุงใหญ่ต้นนี้ จึงไม่มีเหตุร้ายอาเพศเกิดขึ้นกับ ท่านแต่อย่างใด ท่านเริ่มลงมือขุดจนกระทั่งสําเร็จเป็นเรือที่ใหญ่และงดงาม ท่านมีความพึงพอใจในเรือลํานั้นมาก ได้นํามาผูกไว้ที่ท่านํ้าตรงหน้ากุฏิของท่านนั่นเอง ทุกวันคืนท่านจะมองเห็นเรือลําสวยงามนั้นลอยอยู่หน้ากุฏิ ส่ายขึ้นลงไปตามแรงกระเพื่อมของนํ้า เหมือนกับเร่งวันเร่งคืนให้เจ้าของรีบลาสิกขา เพื่อใช้พาหนะคู่ใจขึ้นล่องไปตามแม่นํ้าสู่สถานที่ต่างๆ ดังใจฝัน

กล่าวกันว่าเรือลํานั้นมักจะมีเหตุการณ์ประหลาดๆ ให้พบเห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พอถึงวันพระ ตอนกลางคืนเรือจะลอยออกไปกลางลําแม่นํ้าได้เองทั้งๆ ที่ผูกเอาไว้ จนกระทั่งเช้า เรือก็กลับมาได้เอง นอกจากนี้ก็มีเหตุการณ์ประหลาดอื่นๆ เป็นที่น่าอัศจรรย์ จนไม่มีใครกล้าที่จะขึ้นไปนั่งเรือลํานั้น

ความฝันอย่างแรงกล้าที่ท่านจะสึกออกไปเป็นฆราวาสมีครอบครัว โดยใช้ชีวิตทางโลก อย่างมีความสุขเหมือนกับฆราวาสทั่วๆ ไป ใกล้เป็นความจริงเข้ามาทุกขณะ เพราะท่านมีความพร้อมทุกอย่างแล้ว เพียงแต่รอวันเวลาสึกที่แน่นอนเท่านั้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านคาดหมายไว้ ทําให้ท่านพิจารณาไม่สึก

พิจารณาไม่สึก เหตุเพราะโยมแม่ถึงแก่กรรม

บรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญๆ หลายๆ ท่าน ล้วนอยากสึกหาลาเพศไปมีครอบครัว มาแล้ว เช่น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์ เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ แต่เพราะเหตุแห่งการสร้างอํานาจวาสนาบารมีที่ท่านได้บําเพ็ญมาด้วยดีแต่ อดีตชาติ เพื่อความพ้นทุกข์นั้นเต็มเปี่ยมแล้ว จึงเป็นปัจจัยทําให้เกิดปัญญาพิจารณาใคร่ครวญ จนเกิดความสังเวชสลดใจ เป็นเหตุไม่ได้สึก และได้ครองสมณเพศบําเพ็ญสมณธรรมอยู่จนจบสิ้นพรหมจรรย์พ้นจากทุกข์ ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็เช่นเดียวกัน 

โดยในช่วงที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ รอวันที่จะลาสิกขาอย่างกระวนกระวายใจนั้น บังเอิญ โยมแม่ของท่านได้เสียชีวิตลง ท่านจึงเดินทางไปบ้านข่าโคมอันเป็นบ้านเกิด เพื่อประกอบพิธี เผาศพให้โยมแม่ ในช่วงนั้นท่านเศร้าโศกเสียใจและอาลัยอาวรณ์โยมแม่ของท่านมาก เมื่อท่านจัดงานศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็กลับมาพํานักที่วัดใต้ เหมือนเดิม

ในเวลาเย็นท่านมักนั่งอยู่องค์เดียวเงียบๆ บนกุฏิที่พักของท่าน ทอดสายตาไปทางลํานํ้ามูลที่อยู่เบื้องหน้า มันเป็นฤดูนํ้าหลากกระแสนํ้าไหลค่อนข้างเชี่ยว พัดพาเอาโคลนตมสีขุ่นแดงมาตามแรงไหลของมัน เหล่านกกากําลังบินกลับรวงรังแข่งกับพระอาทิตย์ที่ใกล้จะลับขอบฟ้า ลมเย็นพัด มาเรื่อยๆ กําลังสบาย สายตาของท่านจับอยู่ที่ลําเรือที่ท่านภาคภูมิใจ และเป็นเรือแห่งความหวังของท่าน มันถูกล่ามเชือกไว้ที่ตีนท่า มันเคลื่อนไหวโคลงตัวไปมาตามแรงคลื่น รอการปลดปล่อย เพื่อนําพาเจ้าของออกไปแสวงหาความรํ่ารวยตามที่ท่านคาดฝันเอาไว้ แม้ดูท่านจะนั่งสงบนิ่ง แต่ภายในจิตใจกําลังครุ่นคิดและสับสนพอประมาณ

ท่านเล่าว่า ท่านหวนคิดไปถึงโยมแม่ที่เพิ่งจะลาจากไป โยมแม่เป็นคนขยันขันแข็ง ทํามา หากินไม่เคยได้หยุดพัก ทํางานหนักมาตลอดชีวิต อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาจนจัดได้ว่าเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ แต่เมื่อถึงคราวที่โยมแม่ตายลง สมบัติทั้งหลายที่สะสมไว้ตลอดชีวิต ไม่สามารถนําติดตัวไปได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เสื้อผ้าติดกายก็ถูกไฟเผามอดไหม้เป็นเถ้าถ่านจน หมดสิ้น เห็นแล้วชวนให้น่าสลดสังเวชเป็นอย่างยิ่ง

ท่านคิดทบทวนไปมา มันสมควรแล้วหรือ เมื่อครั้งโยมแม่ยังมีชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กจนถึง วัยชรา ท่านสู้เหน็ดสู้เหนื่อยทุกอย่างเพื่อสร้างฐานะให้ครอบครัว แล้วท่านได้อะไรที่เป็นแก่นสารของชีวิตที่พอจะนับได้ว่าเกิดมาแล้วไม่ขาดทุน

ท่านได้ย้อนมานึกถึงตัวท่านเองว่า “ตัวเรานี้ก็เช่นกัน เมื่อเราสึกออกไปค้าขาย เราจะต้องเสี่ยงกับความไม่แน่นอนหลายอย่าง 

ประการแรก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะได้กําไรหรือขาดทุน 

ประการที่สอง จะต้องเสี่ยงภัยกับโจรผู้ร้าย จะถูกปล้นถูกลักขโมยเอาเมื่อไรก็ได้ และ

ประการที่สาม อาจต้องเสี่ยงกับอุบัติเหตุ เรืออาจจะจมอาจจะควํ่าเพราะโดนคลื่นโดนพายุ เราต้องล่มจมเพราะภัยธรรมชาติก็ได้

ถ้ามองในแง่ดี ถ้าหากการค้าของเรามีกําไร สะสมเงินทองได้มากพอ นําไปสร้างบ้านเรือน แล้วแต่งเมียอยู่กินด้วยกัน มีความสุขเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับมีลูกที่น่ารัก สร้างฐานะได้มั่นคง ก็นับว่าดีไป แต่ถ้าเงินทองเราหมดลง ก็ต้องดิ้นรนขวนขวายต่อไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ดูแต่โยมแม่ ของเรา ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยตลอดชีวิต เวลาท่านตาย ไม่เห็นท่านเอาอะไรไปได้บ้าง สมบัติ พัสถานต่างๆ เราไม่สามารถเอาเป็นที่พึ่งที่ยึดได้…” 

ตัดสินใจขอบวชเพื่อถวายพรหมจรรย์ตลอดชีวิต

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล คิดทบทวนอยู่นานด้วยการถามตอบตัวเองกลับไปกลับมา เรือคู่ใจที่ผูกไว้ที่ท่านํ้าก็ดูกระสับกระส่ายคล้ายจะเร่งเอาคําตอบจากเจ้าของว่า “จะเอาอย่างไรแน่ ทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว เหลือเพียงการตัดสินใจว่า ท่านจะสึกหรือไม่สึก เรารอท่านอยู่อย่างนี้มา นานพอสมควรแล้ว ขอให้ท่านรีบตัดสินใจไวๆ”

ใกล้จะถึงเที่ยงคืน ท่านก็เกิดความคิดสุดท้ายขึ้นมาว่า “การสึกออกไปใช้ชีวิตฆราวาส เราจะต้องดิ้นรนขวนขวายหาทรัพย์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น เมื่อตายไปก็ไม่สามารถนําติดตัวไปได้ ดูตัวอย่างโยมแม่ของเราซิ ท่านแสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ

ถ้าเช่นนั้นเราจะสึกหาลาเพศออกไป มันจะได้ประโยชน์และมีความหมายอย่างไรเล่า สู้อยู่ในเพศพรหมจรรย์อย่างนี้น่าจะดีกว่า นอกจากเป็นเพศที่ถือว่าสูงส่ง ไม่ได้ประกอบกรรมทําชั่วแล้วยังสามารถประกอบมรรคผลนิพพานให้เกิดให้มีขึ้นได้ อย่างน้อยก็เป็นอุปนิสัยปัจจัยติดตามตนไป ได้อยู่มิใช่หรือ อย่ากระนั้นเลย เราไม่สึกดีกว่า !”

ความดําริของท่านพระอาจารย์เสาร์ สมดังคติธรรมที่พระพุทธองค์แสดงไว้ว่า “ฆราวาส ใช้ทั้งชีวิต เพื่อประกอบอาชีพหาเงินหาทองด้วยความทุกข์ยากมายังชีพและเลี้ยงครอบครัว เพื่อแสวงหาความสุขภายนอกเพียงน้อยนิด สุดท้ายสมบัติข้าวของเงินทองไม่อาจนําติดตัวไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว เปรียบดัง การลงทุนวิดนํ้าทั้งทะเล เพื่อให้ได้ปลาเพียงตัวเดียว หากฆราวาสได้หันมาประพฤติปฏิบัติธรรม ด้วยการหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนาแล้ว จะเกิดความสุขและเกิดอริยทรัพย์ขึ้นภายในใจ ซึ่งสามารถนําติดตัวไปได้”

เมื่อท่านได้พิจารณาเห็นความทุกข์ยากที่ไม่สิ้นสุดของการใช้ชีวิตเยี่ยงฆราวาส และเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิตเช่นนั้นแล้ว ท่านจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า 

“ข้าพเจ้าตัดสินใจขอบวชเพื่อถวายพรหมจรรย์ตลอดชั่วชีวิต”

สละเรือคู่ใจและเงินทองข้าวของที่สะสมไว้แจกทานจนหมด

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อท่านตัดสินใจได้เด็ดขาดแน่วแน่ว่าจะไม่ลาสิกขาแล้ว ภายในจิตใจก็เกิดความเชื่อมั่นและเข้มแข็งขึ้นมาอย่างประหลาด ท่านมั่นใจว่า ท่านจะดํารงชีวิต สมณเพศบําเพ็ญสมณธรรมจนหลุดพ้นได้ในปัจจุบันชาติ ท่านตัดสินใจสละเรือคู่ใจที่ท่านลงมือ ขุดเอง รีบก้าวลงจากกุฏิ เดินตรงไปยังท่านํ้า จัดการแก้เชือกเรือที่ผูกไว้กับเสาหลัก แล้วหยุดยืนอธิษฐานจิตครู่หนึ่ง จากนั้นท่านก็ผลักหัวเรือออกไปในทิศทางที่นํ้าไหล เรือลํานั้นพุ่งออกไปตาม แรงผลัก ลอยเคว้งคว้างกลางกระแสนํ้า แล้วล่องลอยไปเรื่อยๆ ตามความแรงของกระแสนํ้า โดยไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน ดูราวกับแล้วแต่บุญแต่กรรมจะพัดพาไป 

พอเรือลํางามลอยลับไปจนสุดสายตาแล้ว ท่านรู้สึกโล่งอกโล่งใจขึ้นมาทันที มีความสุขใจ สบายใจ และมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คล้ายกับได้ปลดปล่อยเครื่องพันธนาการบางอย่าง ให้ออกไปจากชีวิตนั้น การตัดใจสละสิ่งของที่รักมีความสุขเช่นนี้ ท่านเดินขึ้นกุฏิด้วยความสุขใจ คืนนั้นท่านได้หลับไปอย่างมีความสุขและความสบายใจชนิดที่ไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน 

พอรุ่งเช้า ท่านได้ประกาศบอกข่าวให้หมู่คณะและญาติมิตรได้ทราบโดยทั่วกันว่า บัดนี้ท่านเลิกล้มความตั้งใจที่จะลาสิกขาแล้ว ผู้ที่ทราบข่าวต่างก็อนุโมทนาสาธุไปตามๆ กัน นอกจากนี้ท่านยังได้บอกข่าวไปทางหมู่ญาติอย่างเปิดเผยว่า บรรดาข้าวของเครื่องใช้ไม้สอย เสื้อผ้าแพรพรรณ ตลอดจนเงินทองที่ท่านอุตส่าห์เก็บสะสมมานานปี ท่านจะสละแจกทานให้จนหมดสิ้น ใครอยากได้อะไรก็ขอให้มารับเอาไป เมื่อญาติได้ทราบข่าว ต่างก็พากันมารับเอาสิ่งของที่ท่านสละเป็นทาน เหล่านั้น แจกทานอยู่หลายวันจึงหมด เพราะของสะสมไว้มากจริงๆ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เมตตาเล่าให้บรรดาพระศิษย์ฟังว่า ท่านไม่ได้นึกอาลัยอาวรณ์ ในข้าวของเหล่านั้นเลย กลับโล่งเบาสบาย และเลิกการสะสมมาจนตราบเท่าชีวิต ภายหลังที่ท่านออกธุดงคกรรมฐานแล้ว ท่านบอกว่า แม้แต่ชีวิตของท่านเอง ก็สละถวายพระศาสนาอย่างหมดสิ้น ไม่มีความห่วงอาลัยในสิ่งใดเลย

กล่าวถึงเรือลํางามของท่าน ทราบต่อมาในภายหลังว่ามีชาวบ้านเขาจับได้ คนผู้นั้นเขารู้ ข่าวคราวความอาถรรพ์ของเรือลํานั้นดี จึงได้ทําพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้อย่างถูกต้อง หลังจากนั้น ไม่ช้านานนักเขากลายเป็นคนมั่งมีขึ้นมาทันตาเห็น

ส่วนท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านตั้งใจบวชถือพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ท่านต้องการ ประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น ในขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๓๐ ปี ยังเป็นพระภิกษุหนุ่ม แม้สมบัติทางโลกที่ท่านสะสมไว้มากมาย ท่านได้สละออกหมดแล้ว เป็นความสุขใจก็ตาม แต่สมบัติ ทางธรรม หรือธรรมสมบัติ อันได้แก่ สมาธิธรรม ปัญญาธรรม และวิมุตติธรรม ซึ่งเป็นความสุขยิ่ง ถึงบรมสุขนั้น ยังไม่เกิดในใจท่านเลยแม้แต่น้อย และการดําเนินชีวิตสมณเพศให้ถูกต้องตามหลักสมณะแท้ขององค์พระบรมศาสดา ท่านก็ยังไม่มีครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอน ยิ่งภาคปฏิบัติด้วยแล้ว ยิ่งจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ ท่านจึงจําเป็นต้องออกเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนทางภาคปฏิบัติ ซึ่งในระยะนั้นก็เป็นจังหวะโอกาสอันเหมาะสมพอดี เพราะวงศ์ธรรมยุตได้กําเนิด ขึ้นแล้วในจังหวัดอุบลราชธานี การปฏิบัติตนของพระให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยมีพระผู้พาดําเนินแล้ว ทั้งมีการสอนภาคปฏิบัติแล้ว เริ่มมีพุทธบริษัทสนใจการปฏิบัติธรรมมากขึ้นแล้ว และพระพุทธศาสนาก็จะกลับมาเจริญรุ่งเรืองแล้ว

กึ่งพุทธกาล พระพุทธศาสนาจะเจริญอีกครั้ง

ครั้งพุทธกาล เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงดํารงพระชนม์ พระองค์ทรงสั่งสอนพุทธบริษัทด้วยพระองค์เอง พระอริยบุคคลจึงเกิดขึ้นมากมาย โดยพระอรหันตสาวกได้ช่วยกันแบ่งเบาพุทธภาระ ในการออกประกาศพระพุทธศาสนาเผยแผ่ธรรมไปทั่วชมพูทวีป ทําให้ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ซึ่งกาลต่อมาก็เสื่อมลง และจะกลับมาเจริญอีกครั้ง โดยพระองค์ทรงพุทธพยากรณ์ตรัสไว้ล่วงหน้าว่า “กึ่งพุทธกาล พระพุทธศาสนาจะเจริญอีกครั้ง”  และเมื่อพระองค์ก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสืบต่อไปในภายภาคหน้า ทรงมอบพระธรรมวินัยไว้แทนพระองค์ ถือเป็นมรดกธรรมอันลํ้าค่าให้พุทธบริษัทจะได้ดําเนินรอยตามหลักสวากขาตธรรม

ครั้งกึ่งพุทธกาล พระพุทธศาสนาซึ่งก่อนหน้าถูกทําลายทั้งจากภายนอก คือ จากต่าง ศาสนา และจากภายในเอง คือ พระภิกษุสงฆ์เริ่มย่อหย่อนในพระธรรมวินัย ไม่เคร่งครัด และ ไม่สนใจการออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา พระภิกษุสงฆ์ใช้ชีวิตอยู่กันตามประสาปุถุชน เป็นแต่ตามหน้าที่ เหมือนข้าราชการคนหนึ่ง เหมือนมนุษย์ห่มผ้าเหลือง 

ครั้นแล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ในคราวทรงผนวช ได้กลับมาฟื้นฟูพระพุทธศาสนา โดยการกําเนิดธรรมยุติกนิกายขึ้นในสยามประเทศ และในกาลต่อมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาเพื่อบําเพ็ญสมถ – วิปัสสนากรรมฐาน และ ได้วางข้อวัตรปฏิบัติ ได้กําเนิดกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร ออกประกาศ พระพุทธศาสนา เผยแผ่ธรรมไปทั่วประเทศและต่างประเทศ จนพระพุทธศาสนากลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง สมดังคําพระพุทธพยากรณ์

โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก กึ่งกลางพระพุทธศาสนานี้ ศาสนาจะเจริญ อีกหนหนึ่ง ศาสนาจะเจริญขึ้นมา จะเจริญในหัวใจของครูบาอาจารย์ไง เจริญในหัวใจของ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น แล้ววางเป็นปฏิปทาเครื่องดําเนินของเรามา

ถ้าทํานองของเราดี เราต้องฝึกฝนเรา เห็นไหม การกิน การเดิน การอยู่ของเรา จะต้องให้มีวัตรปฏิบัติ สิ่งที่มีวัตรปฏิบัติ เวลํ่าเวลาต้องให้ตรงกับเวลา ถ้าเราตรงกับเวลานะ เราตั้งเวลาของเราแล้วเราทําได้ตามเวลาของเรา นี่ทํานองจะเกิดขึ้นไง สิ่งที่ทํานองเกิดขึ้นเหมือนกับตัวโน้ต เราเล่นตามตัวโน้ต นี้ก็เหมือนกัน วัตรปฏิบัติ ตามในพระไตรปิฎก ภิกษุหัวคํ่านี้ให้เดินจงกรมถึง ๔ ทุ่ม ๔ ทุ่มนอนถึงตีสอง ตีสองลุกขึ้นต้องเดินจงกรมถึงสว่าง การนอนอย่างนี้ พระไตรปิฎก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็วางไว้

แล้วครูบาอาจารย์เราก็ทําสิ่งนี้มาถึงที่สุด จนถือเนสัชชิก จนถึงว่าให้มันเข้มข้นขึ้นมาเป็นธุดงควัตรไง สิ่งที่เป็นธุดงควัตรเพื่อจะดัดแปลงตนขึ้นมา นี่เป็นทํานองทั้งนั้น ถ้าเราเก็บสงวน ทํานองของเราขึ้นมา สงวนรักษาสิ่งนี้ของเรา 

ธรรมเจริญในหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ซึ้งมาก เพราะจะเกิดขึ้นมา ธรรมอันนี้ เกิดขึ้นมาจากวัตรปฏิบัติสิ่งนี้ ถ้าวัตรปฏิบัติสิ่งนี้เกิดขึ้นมา เราเห็นคุณค่าไง เก็บเล็กผสมน้อยนะ”

กําเนิดวงศ์ธรรมยุตในภาคอีสาน

ถึงแม้ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล กับศิษย์ของท่านคือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จะได้ชื่อว่าเป็นปฐมปรมาจารย์สายพระกรรมฐานก็จริง แต่ทั้งสองพระองค์มิได้เป็นผู้เริ่มต้นของคณะธรรมยุตในภาคอีสาน ในสมัยของท่านพระอาจารย์เสาร์นั้น คณะสงฆ์ธรรมยุตได้ลงหลัก ปักฐานในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็นกําเนิดวงศ์ธรรมยุตครั้งแรกในภาคอีสาน

หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้เขียนหนังสือชื่อ “วงศ์ธรรมยุตในภาคอีสาน” ท่านเริ่มต้นดังนี้ 

“การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภาคอีสานนั้น เผยแผ่โดยการปฏิบัติกรรมฐาน ที่ว่า เผยแผ่ เพราะกรรมฐานนั้น มีคนรับรองและนับถือกันมาก แท้จริงพระพุทธศาสนานี้มีปริยัติและปฏิบัติเป็นพื้นฐาน ถ้าหากปริยัติและปฏิบัติเป็นไปโดยเสมอภาคกัน ศาสนาย่อมเจริญรุ่งเรือง มายุคหลังๆ นั้น ศาสนาได้เสื่อมโทรมลงมาก

รัชกาลที่ ๔ ท่านได้ทรงผนวชแล้วไปศึกษาปริยัติจนเข้าใจแจ่มแจ้งว่า พระเราปฏิบัติอยู่นี้ ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จึงได้ริเริ่มตั้งวงศ์ธรรมยุตขึ้น แล้วท่านก็นําศึกษาและปฏิบัติควบคู่ กันไป จนเป็นเหตุให้คนนับถือขึ้นมาก แม้ตัวท่านเองก็เคยเสด็จเที่ยวรุกขมูล ส่วนปริยัติท่านก็ ศึกษาจนถึงได้ประโยค ๕

วงศ์ธรรมยุตสายภาคอีสาน คือ ท่านพนฺธุโล (ดี) ก็เป็นสหธรรมิกของพระองค์ท่าน องค์หนึ่ง แต่น่าเสียดายไม่ทราบว่าท่านมีภูมิลําเนาอยู่ไหน ประวัติความเป็นมาของท่านอย่างไร จึงได้มาอยู่วัดสุปัฏน์ อุบลราชธานี นี้

ข้าพเจ้ามีโอกาสศึกษาหาประวัติของท่าน ได้ทราบว่าก่อนที่จะมาอุบลราชธานีนี้ เจ้าเมือง อุบลฯ ได้ลงไปราชการในกรุงเทพฯ ไปเห็นเข้า เกิดศรัทธาเลื่อมใสในคณะธรรมยุตจึงได้ขออนุมัติจากพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ ๔ ขอให้ได้โปรดให้วงศ์ธรรมยุตไปตั้งที่เมืองอุบลฯ

ตอนนั้นรัชกาลที่ ๔ สึกออกไปเสวยราชย์แล้ว ยังเหลือแต่สหธรรมิกของท่าน จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พระพนฺธุโล (ดี) ขึ้นมาอยู่เมืองอุบลฯ ตามคําขอร้องของเจ้าเมืองอุบลฯ แล้วทรงพระราชดํารัสว่า “จงรักษาให้ดีนะ อย่าให้มีอันตราย” เจ้าเมืองรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม แล้วก็อาราธนานําขึ้นมาเมืองอุบลฯ ตั้งวงศ์ธรรมยุตขึ้นที่วัดสุปัฏน์ ตําบลในเมือง วัดสุปัฏน์ นี้ เดิมทีเข้าใจว่าเป็นป่า แล้วมาตั้งวัดลงที่นั่น เพราะลักษณะก็คล้ายๆ กับเป็นวัดป่า ข้าพเจ้าไม่ได้ ถามคนเฒ่าคนแก่ว่าวัดตั้งมาได้อย่างไร 

เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้ก็เป็นเรื่องคนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟัง เมื่อตั้งวงศ์ธรรมยุตแล้ว ก็ไม่ทราบอีกด้วยว่าท่านพระราชทานให้เป็นอุปัชฌาย์มาด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบ”

การตั้งวัดธรรมยุตครั้งแรกในจังหวัดอุบลราชธานี หรือวัดธรรมยุตวัดแรกของภาคอีสานนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะตั้งรากฐานของคณะธรรมยุตในภาคอีสาน ในปีแรกที่พระองค์ทรงครองราชย์ คือ ปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ พระพรหมราชวงศา (กุทอง สุวรรณกูฏ) เจ้าเมืองอุบลราชธานี อาราธนา ท่านพนฺธุโล (ดี) ซึ่งเป็นชาวอุบลฯ และเป็นปูราณสหธรรมิกในพระองค์ พร้อมด้วย ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ให้มาสร้างวัดธรรมยุตขึ้นในอุบลฯ

ท่านพนฺธุโล (ดี) และคณะ จึงได้ทําการก่อสร้างวัดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๓๙๕ การก่อสร้างวัดเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๙๖ ตรงกับ ร.ศ. ๗๒ พระราชทานนามว่า วัดสุปัฏน์ แปลว่า วัดหรืออาศรมของพระฤๅษีที่ชื่อดี ภายหลังพระราชทานเปลี่ยนชื่อเป็น วัดสุปัฏนาราม แปลว่า ท่านํ้าดี เพราะวัดตั้งอยู่ในทําเลจอดเรือที่ดี 

วัดสุปัฏนาราม จึงเป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกของภาคอีสาน มีท่านพนฺธุโล (ดี) เป็น เจ้าอาวาสองค์แรก

เกี่ยวกับข้อวัตรปฏิบัติของท่านพนฺธุโล (ดี) นั้น หลวงปู่เทสก์ ท่านบันทึกไว้ดังนี้

“ท่านเป็นองค์แรกที่มาตั้งวงศ์ธรรมยุตที่เมืองอุบลฯ ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตรงตาม ธรรมวินัยโดยแท้ ท่านไม่ได้เที่ยวรุกขมูล แต่ธุดงควัตร ท่านก็รักษาไว้ได้ตามสมควรแก่ภาวะ สถานที่ คือ อยู่วัดเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ไหว้พระสวดมนต์ แล้วนั่งสมาธิกันอีกที นั้นเป็นวิธี นั่งหมู่ แต่อยู่กุฏิแล้วก็ทําเฉพาะตนเอง ท่านบริหารหมู่คณะพร้อมทั้งการปฏิบัติไปด้วย

การตีระฆังของวัดธรรมยุต ซึ่งตี ๔ แล้วจะต้องตีทุกวัน เป็นระเบียบของท่านที่ตั้งไว้แต่โน้น ธรรมยุตภาคอีสาน จึงต้องรักษาสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ หมายความว่า ตี ๔ จะต้องลุกขึ้นมา ทําวัตรสวดมนต์พร้อมๆ กันทุกองค์ พอหลังจากนั้นแล้วก็นั่งสมาธิภาวนา ต่อนั้นไปใครจะท่องบ่นสวดมนต์อะไรก็ตามใจ

การตั้งวงศ์ธรรมยุตเมืองอุบลฯ นี้ มีอุปสรรคมาก เพราะพระท้องถิ่นไม่เคยปฏิบัติตาม ธรรมวินัย เห็นธรรมยุตปฏิบัติเข้าก็หาว่าเป็นป่าเถื่อนและเป็นสัตว์จําพวกหนึ่งเท่านั้น แต่อาศัย ท่านวางอุเบกขา เห็นว่าทําหน้าที่พุทธศาสนาที่ดีแล้ว สิ่งภายนอกก็วางเฉยลงได้ ใครจะว่าอะไร ทําอะไรก็ตามใจ นานหนักเข้าก็ค่อยดีขึ้น เพราะคนด้วยกัน พูดภาษาปรับปรุงความเข้าใจกันได้

ท่านพนฺธุโล (ดี) นี้ เมื่อขึ้นไปเมืองอุบลฯ แล้วได้เผยแพร่วงศ์ธรรมยุตแต่เฉพาะในเมืองได้ ไม่กี่วัด พอหมดอายุ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) สืบต่อมา”

ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๑ ในเมืองอุบลราชธานี ท่านเป็นหลานของ ท่านพนฺธุโล (ดี) และเป็นพระอาจารย์สายธรรมยุตองค์แรกของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อตอนที่ท่านพนฺธุโล (ดี) ได้นําพระหลานชาย คือ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เข้าถวายตัวเป็นศิษย์ของพระองค์ท่าน รัชกาลที่ ๔ เมื่อทรงผนวช และเป็นองค์อุปัชฌาย์ พระองค์ท่านได้ใช้เทียนส่องดูหน้าท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เป็นเวลานาน พระองค์ท่านคงตรวจดูบุคลิกลักษณะ ซึ่งท่านเป็นพระหนุ่ม ร่างใหญ่ ใบหน้าคมคาย เป็นที่สบอัธยาศัย พระองค์ตรัสว่า “เออ ! ขรัวดี คนอย่างนี้ทําไมไม่เอามาเยอะๆ” ท่านพนฺธุโล (ดี) กราบทูลว่า “หายากพระเจ้าข้า”

ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) จึงได้เป็นศิษย์ หรือ สัทธิวิหาริกรุ่นแรกในพระองค์ท่านรัชกาลที่ ๔ เมื่อตอนเปลี่ยนญัตติกับคณะธรรมยุต พระองค์ท่านทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ มี สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ต่างได้อยู่ศึกษาปริยัติธรรม ปฏิบัติสมาธิภาวนา และศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีในสํานักอุปัชฌาย์จารย์

ภาค ๓ สู่พระป่า จุดเริ่มต้นของพระกรรมฐานภาคอีสาน

เข้าเป็นศิษย์ท่านเทวธมฺมี (ม้าว)

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล หลังจากที่ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่า จะขอบวชตลอดชีวิต โดยได้สละข้าวของเงินทองที่เคยสะสมมาแจกทานจนหมดสิ้นแล้ว ท่านก็ได้พยายาม คิดทบทวนดูจิตใจของท่านเองว่า เราบวชเรียนปริยัติมาก็มากกว่าสิบปีแล้ว จนสามารถท่องจํา พระวินัยได้เกือบหมด และเราเองก็เป็นครูสอน แต่เหตุไฉนจิตใจของเราจึงยังมืดมนอนธการ อย่างนี้หนอ ที่เราดําเนินมาตั้งแต่ต้นนั้นเห็นจะไม่ถูกทางอย่างแน่นอน เราจําเป็นจะต้องหาหนทางเดินใหม่ ท่านพยายามมองหาผู้รู้เพื่อชี้แนะทางเดินที่ถูกต้อง ในสมัยนั้นทราบข่าวว่า ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ที่วัดศรีทอง ในเมืองอุบลฯ เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงต่อพระธรรมวินัย และตรงต่อมรรค ผล นิพพาน

เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์พิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบแล้ว ท่านจึงละทิ้งทิฏฐิความเป็น “ญาคู” ของท่าน มุ่งตรงไปยังวัดศรีทอง ที่พํานักของท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ทันที เพื่อกราบถวาย ตัวเป็นศิษย์และขอรับฟังธรรม 

เมื่อไปถึงวัดศรีทอง ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ได้เมตตาเทศน์อบรมสั่งสอนให้ละเลิกการกระทําที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และที่ไม่ใช่หนทางของพระพุทธเจ้าที่ทรงพาดําเนินมา เป็นต้นว่า การเซ่นสรวงบูชา พาเขาแต่งเสียเคราะห์เสียคาย ผูกดวง ดูดวง หาฤกษ์หายาม วันจมวันฟู เวลาดีเวลาร้าย เครื่องรางของขลัง คงกระพันชาตรี การกระทําเหล่านี้ นอกจากเป็นการกระทํานอกลู่ นอกทางห่างไกลจากมรรค ผล นิพพานแล้ว ยังเป็นการมอมเมาให้ประชาชนออกนอกรีตนอกรอยของพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้แล้ว ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ยังแนะนําให้เลิกละเครื่องเกี่ยวข้องในประเพณี บางอย่างอันเป็นทางเครื่องติดโลกโลกีย์ เครื่องสั่งสมกิเลสให้พอกพูน ซึ่งพระสงฆ์ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว ได้แก่ การเล่นบั้งไฟ เล่นกลองแข่ง กลองเส็ง เล่นเรือแข่ง เป็นต้น ผู้ที่ต้องการเข้าถึง มรรค ผล นิพพาน จะต้องเลิกราสิ่งดังกล่าวข้างต้นโดยเด็ดขาด และหันเข้ามาประพฤติปฏิบัติตาม พระธรรมวินัยที่แท้จริง ได้แก่ การเจริญศีล สมาธิ และปัญญา ให้เต็มรอบบริบูรณ์ ซึ่งเป็นของที่ ไม่วิปริตแปรผันอันพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกได้พาดําเนินมาแล้วด้วยดี

ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ได้สอนต่อไปว่า พระ คือ ผู้ประเสริฐ ผู้สละเพศจากคฤหัสถ์แล้ว จะต้องไม่เป็นผู้ขวนขวายเพื่อลาภ ยศ สุข สรรเสริญ เพราะอันนั้นมันคือเหล็กแดงของร้อนโดยแท้ นั้นเป็นเรื่องของฆราวาสญาติโยมเขาทํากัน พระเราจะต้องรู้ จะต้องทําความเข้าใจ ด้วยพระเรา เป็นที่สักการะ เป็นเนื้อนาบุญของโลก สมณะ คือ ผู้สงบ ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ความทนทุกข์ ทรมาน ความเจ็บ ความตาย ความโศกเศร้าโศกาอาดูร ให้เบื่อหน่ายให้เห็นภัยในวัตถุเหล่านี้ พยายามทําให้หมดให้สิ้น อย่าไปยึดไปถือ แม้ยังไม่หมดไม่สิ้น ก็จะเป็นอุปนิสัยติดตามตัวต่อไป ในภายภาคหน้า

การปฏิบัติของผู้เดินทางในเส้นทางศีล สมาธิ ปัญญา คือ การปฏิบัติที่กาย วาจา ใจ ของเรานี้เอง เป็นหนทางของพระอริยเจ้าสาวกผู้ยึดมั่นในธุดงควัตร ๑๓ คือ กุลบุตรของ พระตถาคตโดยแท้ ผู้พิจารณาไปนอกเหนือจากอริยสัจ คือ ผู้หลงทางเพราะมีดวงตาอันมืดบอด 

ในขณะที่ท่านพระอาจารย์เสาร์น้อมกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ของ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ขณะนั้นท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่แล้ว อายุ ๗๑ ปี ส่วน ท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นพระภิกษุหนุ่ม อายุได้ ๓๐ ปี ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พิจารณาตามคําสอนของท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ที่แสดง อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมาตามหลักพระธรรมวินัย ก็เห็นจริงไปตามกระแสแห่งธรรมที่ท่านแสดง และคําสอนนั้นแตกต่างกับที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ดําเนินมาโดยตลอดชีวิตสมณเพศ ทําให้ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในคําสอนเป็นอันมาก และท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ได้แนะนําการปฏิบัติธรรม การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ท่านจึงรับมาลงมือปฏิบัติในทันที โดยไม่มีข้อสงสัยในคําสอนและวิธีการปฏิบัติแต่อย่างใด 

หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้เล่าถึง ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ดังนี้

ท่านเทวธมฺมี องค์นี้ ข้าพเจ้าเป็นเณรไปอยู่เมืองอุบลฯ มีคนเฒ่าคนหนึ่ง เขาตั้งให้แก เป็นสังฆการี แต่อาตมาก็จําชื่อแกไม่ได้ แกเล่าให้ฟังว่า ท่านเทวธมฺมีองค์นี้ ปฏิบัติเคร่งครัด ในกรรมฐานยิ่งนัก ไปบิณฑบาตก็เอาตาลปัตรกันหน้าไป ท่านเกิดโรคหูเป็นหนอง แมลงวันขี้ใส่ เลยเกิดเป็นตัวหนอนขึ้น หนอนไชหูท่าน เขาจะควักออก ก็ไม่ให้เอาออก หนอนไชอยู่จนมรณภาพ การมรณภาพ ท่านก็นั่งขัดสมาธิสิ้นลมหายใจในอิริยาบถนั้นเอง”

วัดศรีทอง 

วัดศรีทอง หรือ วัดศรีอุบลรัตนาราม อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีความสําคัญต่อท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เพราะท่านเริ่มเข้าสู่คณะธรรมยุตโดยเข้ามารับการอบรมธรรม และทําญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุตที่วัดนี้

วัดศรีทอง สร้างโดย พระอุปฮาด (โท) ต้นตระกูล ณ อุบล ผู้เป็นบิดาของพระอุบลเดช ประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) กรมการเมืองอุบลราชธานี พระอุปฮาด (โท) ได้มีจิตศรัทธายกที่สวน เนื้อที่ ๓๐ ไร่เศษ สร้างขึ้นเป็นวัด เมื่อปีเถาะ รัตนโกสินทร์ศก ๗๔ ตรงกับปี พ.ศ. ๒๓๙๘ เป็นปีที่ ๕ แห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

หลังจากที่ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ได้รับอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาส วัดศรีทองก็ได้กลายเป็นวัดธรรมยุตวัดที่สองของภาคอีสาน ชื่อของ วัดศรีทอง ตั้งตามนิมิตมงคลที่เห็นเป็นแสงสว่าง พวยพุ่งขึ้นเป็นสีเหลืองทองอร่ามกระจ่างไปทั่วบริเวณสวนแห่งนี้ ในยามราตรีของวันประกอบพิธี ถวายที่ดินยกให้เป็นที่สร้างวัดในพระพุทธศาสนา 

หลังจากมาเป็นเจ้าอาวาสได้ ๒ ปี ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ก็ได้สร้างพระอุโบสถขึ้น และ ผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ และได้ให้ ญาท่านสีทา ชยเสโน (ผู้มีคุณธรรม คนทางเมืองอุบลฯ จะเรียก ญาท่าน) เป็นช่างดําเนินการสร้างหอพระแก้ว เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วบุษราคัม ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถในปัจจุบันนี้

พระแก้วบุษราคัมองค์นี้ ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอุบลฯ มาแต่โบราณกาล เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ชาวเมืองอุบลราชธานีต่างพร้อมใจกันประกอบพิธีสมโภช เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ากราบนมัสการและถวายนํ้าสรงขอพรเป็นประจําทุกปี

หลังจากวัดศรีทองเป็นวัดธรรมยุตแล้วก็มีการขยายเพิ่มจํานวนวัดและภิกษุสามเณรมากขึ้นโดยลําดับ จนกระทั่งภาคอีสานมีวัดและพระเณรในคณะธรรมยุตมากกว่าทุกภาคในประเทศไทย

หลังจาก ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) มาปกครองวัดศรีทองแล้วประชาชนได้หลั่งไหลไปฟังเทศน์ ปฏิบัติธรรม รับพระไตรสรณคมน์จากท่านเจ้าอาวาสจนแน่นขนัดทุกวัน ท่านเป็นพระเถระที่มี ศักดิ์ใหญ่ เป็นที่เคารพยําเกรงของบรรดาเหล่าพระภิกษุสามเณร ข้าราชการ ตลอดจนประชาชน ทั้งหลายในสมัยนั้น

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เล่าเรื่องมหัศจรรย์ที่วัดศรีทองให้ลูกศิษย์ฟัง และได้รับการถ่ายทอดต่อจาก ท่านพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส ศิษย์อุปัฏฐากใกล้ชิดว่า ครั้งหนึ่งเวลาเย็น ซึ่งเป็นวันพระ ภายในอุโบสถวัดศรีทอง จะมีแสงขาวนวลสว่างไสวด้วยรัศมีขึ้นมาเอง และบอกว่า ท่านเทวธมฺมี (ม้าว)  เคยเล่าว่า เป็นเพราะเทวดาพากันมานมัสการบูชาพระแก้วบุษราคัม นั่นเอง

พาหมู่คณะเข้ารับการอบรมธรรม

ในระยะแรกๆ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ไปรับฟังโอวาทธรรมจาก ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เพียงองค์เดียว แล้วน้อมนํามาพิจารณาประพฤติปฏิบัติจนเห็นจริงตามกระแสแห่งธรรมที่ได้ สดับรับฟังมา และท่านได้เริ่มต้นเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ตามวิธีการที่ได้รับการอบรมมาอย่างเอาจริงเอาจัง ท่านได้รับความสงบ ความเย็นใจ และเห็นว่าเป็นแนวทางที่ตรงกับจริตของท่าน จึงทําให้ท่านมีความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมมากยิ่งขึ้น

ต่อมาท่านก็ได้ชักชวนสหธรรมิกที่ใกล้ชิด คือ ท่านพระอาจารย์หนู ฐิิตปญฺโญ (ภายหลัง ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระปัญญาพิศาลเถร เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร) และหมู่คณะที่พํานักอยู่วัดใต้ด้วยกัน ไปฟังเทศน์ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ที่ วัดศรีทองด้วยเป็นจํานวนมาก

หลังจากที่ท่านและพระภิกษุสามเณรได้รับการอบรมธรรมจาก ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) แล้ว การประพฤติปฏิบัตินอกหนทางพระศาสนาที่เคยทํามาแบบเก่า ก็พากันเลิกหมด หันเข้ามา ประพฤติปฏิบัติด้วยการเดินจงกรม ทําสมาธิภาวนา พยายามรักษาศีลให้บริสุทธิ์ เลิกการฉันเพล โดยฉันหนเดียวเป็นวัตร เป็นการปฏิบัติแนวใหม่เพื่อมุ่งต่อมรรค ผล นิพพานอย่างจริงจังมากขึ้น โดยที่ท่านและพระภิกษุสามเณรไม่เคยได้รับรู้ในเรื่องเหล่านี้มาก่อนเลย

การประพฤติปฏิบัติตนใหม่ของท่านและพรรคพวกนี้ ทําให้ญาติโยมและพระภิกษุบางพวกเกิดความไม่พอใจ โดยเฉพาะเมื่อท่านเลิกเล่นเรือแข่ง (การแข่งเรือ) ทําให้ญาติโยมส่วนมาก ไม่พอใจ พากันนินทาว่าร้ายท่านต่างๆ นานา หาว่าท่านทําลายประเพณีอันดีงามที่ทําสืบทอดกัน มานาน โดยเฉพาะเรือแข่งของวัดใต้นั้นมีชื่อเสียงมาก เสียงนินทาว่าร้ายต่างๆ มีมากระทบท่านมากมาย แต่ท่านก็นิ่งเฉยเสีย ไม่ปริปากโต้ตอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่ท่านก็ไม่ได้ขัดขวางการกระทําของ คนอื่น แต่จะให้ลงมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงพาพระเณรและประชาชนลงแข่งเรือในนามของวัดใต้นั้น ท่านไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วย

เมื่อเห็นท่านเดินจงกรม นั่งสมาธิอย่างเอาจริงเอาจัง ก็โดนเพื่อนพระด้วยกัน แม้กระทั่ง พระผู้ใหญ่บางท่าน ต่างพูดเยาะเย้ยเสียดสีท่านว่า “ถ้าญาคูเสาร์ไปสวรรค์นิพพานจริงๆ ก็ขอห้อยขอแขวนหางด้วยเด้อ” โดยนัยแห่งคําพูด หมายถึงว่า ถ้าหากหมาสามารถไปนิพพานได้ ก็จะขอเกาะหางตามไปด้วย แทนที่ท่านจะโกรธ ท่านกลับนิ่งเฉยเสีย ทําให้เห็นว่าคําพูดเหล่านั้นไม่มี ความหมายใดๆ สําหรับท่าน ท่านเพียงพูดว่า เขามีปากให้เขาพูดไป สิ่งเหล่านี้ใครทําใครได้

จากปฏิปทาของท่าน แสดงให้เห็นถึงขันติ ความอดทนอย่างยอดเยี่ยมตลอดชีวิตของท่าน ไม่ว่าจะต่อสู้กับสภาพความทุกข์ลําบากในป่าเขาลําเนาไพร การต่อสู้กับกิเลสต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกๆ ต้องต่อสู้กับปากคนและการขัดขวางของคนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งท่านสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างด้วยความอดทนและความสงบเย็นของท่าน

พ.ศ. ๒๔๓๓ ญัตติเป็นพระธรรมยุต

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ในขณะเป็นพระสังกัดในคณะมหานิกาย ท่านเห็นว่า การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในสมัยนั้นยังลุ่มๆ ดอนๆ ย่อหย่อนอยู่มาก ไม่เคร่งครัดเหมือนพระในฝ่ายธรรมยุต และไม่ได้ปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน อย่างแท้จริง ท่านจึงต้องการญัตติใหม่มาสังกัดธรรมยุติกนิกาย

แม้การปฏิบัติธรรมในแนวใหม่ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านจะได้รับความสงบเย็นและก้าวหน้าไปด้วยดี แต่ก็ยังมีอุปสรรคขวางกั้นทําให้ไม่มีความสะดวกเท่าที่ควร ทั้งนี้เพราะเป็นพระในสังกัดคนละนิกาย ถึงแม้ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) จะยอมรับท่านเป็นศิษย์และให้การอบรมสั่งสอนอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่เนื่องจากอยู่สังกัดคนละนิกาย จึงไม่สามารถเข้าอุโบสถร่วมสังฆกรรมกันได้ นอกจากนี้ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่และก็เข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว การจะ เข้าไปปรนนิบัติดูแลเพื่อตอบแทนพระคุณท่านก็ไม่สะดวกนัก เพราะไม่สามารถไปหยิบจับ หรือ แตะต้องของใช้ของฉันของท่านได้ ถ้าถูกจับต้องแล้วจะต้องประเคนใหม่เหมือนกับฆราวาสทั่วไป

อุปสรรคที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การพูดจาว่าร้ายและการขัดขวางจากพระในสังกัดนิกายเดิมของท่าน ที่บรรดาพระเหล่านั้น ไม่เห็นด้วยกับการฉันหนเดียว การฉันในบาตร รวมทั้งการมือไวปากไวของพระเณรทั้งหลายที่เคยชินมาแต่เดิม ต้องมีการพลั้งเผลอบ่อยๆ เพราะขาดการสํารวมระวังอย่างจริงจัง ทําให้ต้องล่วงละเมิดวินัยของพระอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีอะไรที่มาเป็นกรอบบังคับ ทําให้ความเกียจคร้านเข้ามาครอบงํา ไม่สามารถประกอบความเพียรอย่าง เต็มที่ได้ พระที่ไม่เห็นด้วยต่างพากันเป็นปรปักษ์กับท่าน แทนที่จะพากันเป็นปรปักษ์ศัตรูคู่อาฆาตกับกิเลสที่อยู่ในใจของตน ซึ่งถือเป็นงานหลักของนักบวชในพระพุทธศาสนา

ด้วยอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง ในที่สุดในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดใต้ พร้อมด้วย ท่านพระอาจารย์หนู ฐิิตปญฺโญ เพื่อนสหธรรมิก และพระเณรในวัดใต้ทั้งหมด ได้พร้อมใจกันทําทัฬหีกรรมญัตติเป็นธรรมยุตกันทั้งวัด นับเป็น การบวชครั้งที่ ๒ ณ อุโบสถวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) โดยมี ท่านพระครูทา โชติปาโล เป็นพระอุปัชฌาย์ และ เจ้าอธิการสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูคํา เป็น พระอนุสาวนาจารย์

ด้วยเหตุนี้ วัดใต้ จึงได้กลายเป็นวัดธรรมยุตตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พระโอวาทที่พระอุปัชฌาย์ต้องสอนให้พระบวชใหม่ทุกองค์ หรือพระที่ญัตติเป็นธรรมยุต คือ “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้รับในครั้งนี้ กับ การครองผ้ากาสาวพัสตร์แบบพระธรรมยุตโดยใช้สีกรักหรือสีแก่นขนุนเข้ม ย่อมทําให้ท่านเกิดความปีติซาบซึ้งใจเป็นอันมาก และเป็นการเร่งกระตุ้นเตือนใจให้ท่านเปลี่ยนจากวิถี “ชีวิตพระบ้าน” มาใช้ “ชีวิตพระป่า” หรือ พระธุดงคกรรมฐาน ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา 

กล่าวถึง ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์หนู เป็นชาวอุบลราชธานีโดยกําเนิด และต่างได้ออกบวชตั้งแต่เป็นสามเณร ท่านพระอาจารย์เสาร์มีอายุแก่กว่าท่านพระอาจารย์หนู ๖ ปี ท่านทั้งสองเมื่อได้รู้จักกันแล้ว ได้เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่รักใคร่สนิทสนมกันมาก เพราะมีนิสัยคล้ายคลึงกันมาก ท่านพระอาจารย์หนูท่านเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ชอบวิเวก ไม่ชอบคลุกคลีด้วย หมู่คณะจนเกินไป เคร่งครัดหนักแน่นในพระธรรมวินัย เป็นคนพูดน้อย ถ้าจะพูดอะไรกับใครๆ ก็ พูดตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม มีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารีแก่ทุกคน ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พระภิกษุ สามเณรและคนทั่วไป

เมื่อท่านทั้งสองญัตติเป็นธรรมยุตพร้อมกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็มุ่งบําเพ็ญภาวนาเพื่อความหลุดพ้นด้วยกัน และต่างก็ได้ฝากชีวิตให้กันและกัน โดยท่านทั้งสองให้คํามั่นสัญญากันว่า หากใครตายก่อน จะดูแลเผาศพให้กัน ท่านทั้งสองได้รู้จักกันตั้งแต่เป็นพระภิกษุหนุ่ม เคยจําพรรษาร่วมกัน ได้ไปมาหาสู่กันเป็นประจํา ไปสนทนาธรรมกัน ไปศึกษาธรรมด้วยกัน ไปเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาด้วยกัน เมื่อเข้าสู่วัยชราภาพก็ไปเยี่ยมเยียนดูแลซึ่งกันและกัน

ภายหลังท่านพระอาจารย์หนูได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้บวชครูบาอาจารย์วงกรรมฐานองค์สําคัญๆ หลายองค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นที่ได้รับการเคารพเทิดทูนเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ได้แก่ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ และ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร คราวท่านทั้งสองญัตติ เป็นพระในฝ่ายธรรมยุตพร้อมกัน

พรรษา ๑๑ – ๑๒ พ.ศ. ๒๔๓๓ – ๒๔๓๔ จําพรรษาวัดใต้ เร่งความเพียรอย่างเต็มที่

เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และพระเณรในวัดใต้ ประกอบพิธีญัตติกรรมเป็นพระในสังกัดธรรมยุติกนิกายเรียบร้อยแล้ว ความกังวลใจต่างๆ ที่เนื่องมาจากคําพูดกระทบกระเทียบ เปรียบเปรยจากหมู่พวกในนิกายเดิมก็ลดลงไป สามารถปฏิบัติตามแนวทางธรรมยุตได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยเกรงอกเกรงใจ หรือกล้าๆ กลัวๆ ต่อไปอีก

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ – ๒๔๓๔ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมีอายุ ๓๑ – ๓๒ ปี ในระยะนี้สุขภาพร่างกายของท่านสมบูรณ์แข็งแรง เหมาะกับการบําเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ท่านยังอยู่ จําพรรษาที่วัดใต้ ติดต่อกันอีก ๒ พรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๑๑ – ๑๒ หากนับหลังจากญัตติเป็นธรรมยุต เป็นพรรษาที่ ๑ – ๒ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ศึกษาปฏิบัติธรรมกับ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ได้ไม่นาน ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ท่านก็ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ ขณะมีสิริอายุได้ ๗๒ ปี เป็นไปตามที่ท่านบอกอายุขัยของท่านกับบรรดาศิษย์ไว้ล่วงหน้า เป็นมรณานุสติเครื่องเตือนใจให้ ท่านพระอาจารย์เสาร์เร่งประกอบความเพียรได้เป็นอย่างดี และท่านต้องยึดหลักธรรมสําคัญบทนี้ “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน โดยศึกษาพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ฯลฯ และ ฝึกฝนปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง ดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยึดธรรมบทนี้จนได้ชัยชนะกิเลสมาแล้ว โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้ 

“พระพุทธเจ้า ผู้บริสุทธิ์ ผู้กล้าหาญชาญชัย ได้ทําหน้าที่การรบกับกิเลสตัณหาทุกประเภทด้วยพระองค์เอง ไม่มีใครที่ช่วยเหลือพระองค์แม้แต่รายหนึ่ง นอกจากเขาให้ทานไปตามธรรมดา ที่เรียกว่าพอเป็นเสบียงกรัง ที่ได้อาศัยยังชีวิตให้เป็นไปในวันหนึ่งๆ เพื่อรบสงครามภายในระหว่างกิเลสกับธรรมะ พระพุทธเจ้าสามารถรบสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ด้วยความกล้าหาญชาญชัย เอาเป็นเอาตายจริงๆ ผลปรากฏว่า ข้าศึก คือ กิเลสทั้งมวลตายเรียบ พระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา นั่นแหละคือผลอันยิ่งยวด ไม่มีสิ่งใดเท่าเทียมเสมอได้ ถ้าเรียกว่าสมบัติ ก็คือ โลกุตรสมบัติ หรือ นิพพานสมบัติ นี้เกิดขึ้นมาจากความกล้าหาญของพระพุทธเจ้าล้วนๆ ไม่มีใครช่วยแบ่งหนักแบ่งเบาแม้แต่น้อยเลย เป็น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ของพระองค์โดยแท้

เราผู้เป็นศิษย์ของพระตถาคต ปรากฏว่าเป็นผู้สําคัญคนหนึ่ง ได้มาบวชในพระพุทธศาสนาแล้วยังไม่แล้ว ยังได้ออกแนวรบ คือ การปฏิบัติที่เป็นหลักสําคัญมาก การรบของเรานั้นไม่ได้ หมายถึงการรบปัจจามิตรภายนอกใดๆ แต่เป็นการรบกับเรื่องของตัวเราเองที่เป็นกิเลสอยู่ภายใน และเกี่ยวกับสิ่งภายนอกที่ผ่านไปมา และคละเคล้ากันอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ ทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส เครื่องสัมผัส ทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านเข้ามา สติปัญญาซึ่งเป็นศาสตราอาวุธ อันสําคัญที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้กับเรานั้น เราได้ถือแนบสนิทกับตัวหรือไม่ โปรดได้นํามาพิจารณาและสํานึกตัวอยู่ตลอดเวลา อย่าได้ลดละ นี้คือหน้าที่ของพระผู้ก้าวเข้าสู่สงครามภายใน คือ กิเลส กับ ธรรม ซึ่งอยู่ในใจเราเอง”

โดยในตลอดทั้ง ๒ พรรษานี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์และพระเณรต่างพากันรีบเร่งประกอบความพากเพียรกันอย่างไม่นิ่งนอนใจ เพราะชีวิตนี้มีค่ามากและสั้นยิ่งนัก เวลาที่ผ่านไปทุกขณะ เป็นเวลาแห่งชีวิต คนเราจะตายในวินาทีใดก็ได้ ท่านจึงไม่ประมาท ท่านตั้งตัวเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับความเกียจคร้าน โดยไม่เห็นแก่หลับแก่นอน ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง ไม่เห็นแก่ความทุกข์ยากลําบากไม่เห็นแก่ลาภสักการะ และไม่เห็นแก่สิ่งสรรเสริญเยินยอต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นเหมือนหนามแหลมคมที่คอยทิ่มแทงสรรพสัตว์ให้ได้รับความเจ็บปวดแสบสาหัสสากรรจ์ มานานจนนับภพนับชาติไม่ถ้วน

ท่านยึดมั่นในหลักธุดงควัตร ๑๓ โดยถือเป็นเกราะเพื่อป้องกันความหลง ความเผลอไผล ในการดําเนินบนเส้นทางแห่งศีล สมาธิ ปัญญา โดยมีการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เป็นพาหนะนําไปสู่หลักชัย คือ มรรค ผล นิพพาน อันเป็นแดนเกษมที่ชาวพุทธทั้งหลายปรารถนาเป็นที่สุด โดยท่านพระอาจารย์เสาร์บริกรรมภาวนาด้วยบท “พุทโธ” เป็นบทธรรมประจําใจ

ในประวัติท่านพระอาจารย์เสาร์ นับตั้งแต่ท่านเริ่มปฏิบัติธรรม ท่านทําอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ว่าท่านจะไปที่ใด อยู่ที่ใด จิตใจท่านมิได้เหินห่างคลาดเคลื่อนไปจากความเพียร นับแต่ไปบิณฑบาต ปัดตาด กวาดลานวัด ขัดกระโถน เย็บผ้า ย้อมผ้า เดินไปเดินมาในวัดและนอกวัด ตลอดจนการขบฉัน ยืน เดิน นั่ง นอน ทุกอิริยาบถ จะตั้งสติกําหนดอยู่กับความเพียรทุกขณะไม่ให้คลาดเคลื่อน ไม่ยอมให้อารมณ์ภายนอกมากระทบจิตใจให้วอกแวกแส่ส่ายไปตามอารมณ์นั้น หรือ ไม่ยอมให้จิตปรุงแต่งไปตามอารมณ์ จิตของท่านก็ได้รับความสงบเย็นเพิ่มขึ้นเป็นลําดับ

เน้นความเงียบสงัดและไม่เอาเรื่องพิธีกรรม 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อท่านพาพระเณรดําเนินตามพระภิกษุในฝ่ายธรรมยุต ที่ท่านศึกษามา นอกจากพระเณรจะต้องปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดแล้ว ในการปฏิบัติธรรมก็เป็นสิ่งสําคัญที่จะต้องทําเป็นกิจวัตรประจําวัน ดังนั้น วัดอันเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมต้องวิเวกเงียบสงัด ปราศจากสิ่งรบกวน และต้องเลิกพิธีกรรมต่างๆ ที่เคยทํากันมานาน ซึ่งท่านให้ความสําคัญกับเรื่องเหล่านี้มาก

ท่านเข้มงวดกวดขันเกี่ยวกับเสียงรบกวนและความจุ้นจ้านวุ่นวายต่างๆ ท่านไม่ยอมให้เกิด ให้มีในวัดที่ท่านปกครองอยู่ เป็นต้นว่า เสียงไก่ ซึ่งสมัยนั้นคนมักนิยมเอาไปปล่อยในวัด โดยเชื่อกันว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ เสียกรรม หรือ โผดสัตว์ ปล่อยสัตว์ เพื่อเป็นการต่ออายุ และทําให้ตนเองหมดเคราะห์หมดโศก นอกจากนี้ก็ความเชื่อเรื่องพิธีกรรมต่างๆ เช่น การต่อหลักปีคํ้าโพธิ์ (เอาไม้ไปคํ้าต้นโพธิ์) คํ้าไฮ การเซ่นสรวงบูชา เหล่านี้เป็นพิธีกรรมที่นิยมทํากันมาแต่บรรพกาล เรื่องต่างๆ เหล่านี้ ท่านสอนไม่ให้เชื่อและไม่ให้ทํากัน ซึ่งไม่ใช่แนวทางตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นการงมงายที่ปฏิบัติต่อๆ กันมา

ท่านจะไม่อนุญาตให้ใครเอาไก่มาปล่อยในวัดเป็นอันขาด ท่านจะแนะนําให้ไปปล่อยที่อื่น แต่ญาติโยมก็ยังขัดขืนดื้อดึงเอาไปแอบปล่อยหลังวัด พอท่านได้ยินเสียงไก่ขันหรือส่งเสียง ท่านก็ จะสั่งให้ลูกศิษย์ตามไปจับ แล้วเอาไปปล่อยที่อื่นไกลๆ เพราะท่านไม่ชอบเสียงและความจุ้นจ้าน ของมัน เนื่องจากรบกวนการประพฤติธรรมของบรรดาพระเณร นอกจากจะเป็นไก่ป่าจริงๆ ซึ่งมันพากันมาอาศัยอยู่ตามบริเวณวัด มันอยู่อย่างธรรมชาติจริงๆ ไม่จุ้นจ้านเหมือนไก่บ้าน ซึ่งอาจติดนิสัยบ้านมาจากคนก็ได้

อุปนิสัยที่ชอบความวิเวก ไม่ระคนด้วยหมู่คณะนี้ ท่านเริ่มดําเนินอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มอธิษฐานจิตเพื่อขอบวชตลอดชีวิต ต่อมาถึง การได้ฟังเทศน์จาก ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) การเข้าพิธีญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุต จากนั้นมาท่านมุ่งหน้าสู่ปฏิปทาแนวทางดําเนินใหม่ เพื่อบําเพ็ญเพียรมุ่งสู่ความหลุดพ้นและหมดกิเลสอย่างแท้จริง 

สลดสังเวชในกามกิเลส

วัดใต้ ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พํานักจําพรรษาและเป็นสถานที่แห่งแรกที่ท่านเริ่มต้นการบําเพ็ญเพียร เป็นวัดที่อยู่นอกเมือง ยังเป็นสถานที่เงียบสงบพอที่จะประกอบความเพียรได้ดีอยู่ ต่อมาหมู่คณะก็มีมากขึ้น อารมณ์กิเลสก็มีมากเป็นเงาตามตัว ท่านจึงต้องย้ายที่ใหม่เพื่อ การบําเพ็ญเพียร ดังนั้น ทุกๆ วันหลังจากทําภัตกิจในตอนเช้าเสร็จ ท่านจะถือโอกาสหลีกเร้นจากหมู่คณะ ไปหาที่บําเพ็ญเพียรตามลําพังองค์เดียว เที่ยวไปตามป่าละเมาะด้านหน้าของวัดใต้

ท่านเล่าให้ศิษย์ฟังว่า สถานที่ท่านไปภาวนาตามลําพังนั้น ถือว่าห่างไกลจากพระ ห่างไกลจากผู้คนแล้ว ก็ยังมีพวกหนุ่มสาวแอบไปพลอดรักกัน แอบกระทํากามกิจให้ท่านได้รู้ได้เห็นอยู่อีก แสดงถึงกิเลสตัณหาและเครื่องยั่วยวนใจนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง จึงขึ้นอยู่ที่ตัวเราว่า จะมีจิตใจ หนักแน่นมั่นคงเพียงใด

ท่านเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งหลังจากฉันภัตตาหารในตอนเช้าเสร็จแล้ว ท่านก็หลีกเร้นออกไปทําความเพียรดังที่เคยทํามาเป็นประจําทุกวัน หลังจากเดินจงกรมพอประมาณแล้ว ท่านก็เข้าที่ นั่งสมาธิภาวนาสงบนิ่งอยู่ ตรงที่ท่านนั่งนั้นเป็นจอมปลวกสูงใหญ่ (ทางภาคอีสานเรียก โพนใหญ่) ท่านนั่งสมาธิไปจนถึงเวลาบ่ายคล้อย ก็เกิดได้ยินเสียงชายหญิงกระซิบกระซาบในเชิงพลอดรักกัน ในบริเวณนั้น ตอนแรกท่านคิดว่าเป็นเสียงที่เกิดในนิมิต ท่านก็สงบนิ่งฟังอยู่ 

สักพักหนึ่ง ท่านลืมตาขึ้นดู ก็เห็นภาพปรากฏขึ้นจริงต่อหน้าต่อตา คือ มีหนุ่มสาวคู่หนึ่ง น่าจะเป็นหนุ่มสาวที่เอาวัวควายมาเลี้ยง แล้วแอบมาพลอดรักกัน และได้กระทํากามกิจกันอยู่ที่ ตีนจอมปลวกนั้น พวกเขาไม่รู้สึกละอายใจแก่สิ่งใด คิดว่าคงไม่มีใครรู้เห็นการกระทําของพวกเขา ท่านคงไม่อยากให้พวกเขาต้องอับอาย จึงหลับตานั่งสมาธิภาวนาสงบนิ่งต่อไป โดยที่พวกเขาคงไม่รู้ว่ามีคนอื่นอยู่แถวนั้นด้วย

ท่านเล่าว่า ทั้งภาพ ทั้งเสียง และการกระทําที่ท่านพบเห็นนั้น ชวนให้ปลงสังเวชเป็น อย่างยิ่ง ที่เห็นมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายยังหมกมุ่นอยู่ ข้องอยู่ จมอยู่ ในกิเลสวัฏฏะ ไม่อาจ ข้ามพ้นได้ ต้องมืดมนอนธการในสังสารวัฏอยู่รํ่าไป 

เมื่อท่านพิจารณาจนถ้วนถี่แล้ว ด้วยวาสนาบารมีธรรมอันเต็มเปี่ยมของท่าน ท่านบอกว่า ท่านเกิดความเบื่อหน่ายในการที่ต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่รํ่าไป ทําให้ท่านตั้งความปรารถนาขึ้นว่า ถ้ายังไม่หลุดพ้น ถ้าหากยังต้องเกิดอีก จะขอเว้นจากเรื่องเพศตรงข้ามทุกภพทุกชาติไป ขอบวชอุทิศพรหมจรรย์ถวายในพระพุทธศาสนาเพื่อให้พ้นกลมายาโลกเหล่านี้ตลอดไป

ท่านพระอาจารย์เสาร์ออกธุดงคกรรมฐาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นพระภิกษุหนุ่มผู้มีความเพียรเป็นเลิศ มีความสงบเสงี่ยม อ่อนน้อมถ่อมตน กิริยามารยาทเรียบร้อยนุ่มนวล สุขุม พูดน้อย อัธยาศัยน้อมไปในสมาธิวิปัสสนา และพอใจแนะนําสั่งสอนผู้อื่นในทางนั้นด้วย จึงเป็นผู้ใส่ใจในธุดงควัตร หนักในพระธรรมวินัย ชอบวิเวกและไม่ติดถิ่นที่อยู่ ท่านได้รับความสงบใจในการปฏิบัติเป็นอย่างมาก เพราะการปฏิบัติสมาธิเป็นชื่อแห่งความเพียร เป็นข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ซึ่งไม่มีข้อปฏิบัติอื่นดียิ่งไปกว่า ท่านมีความรู้ ความเข้าใจขึ้นโดยลําดับแห่งองค์ภาวนา 

ต่อมาท่านมีความปรารภขึ้นมาว่า การที่ท่านปฏิบัติภาวนาอยู่ที่วัดใต้นี้ ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ทางที่ดีควรออกไปอยู่ป่าดงหาสถานที่สงบจากผู้คน จิตใจคงจะสงบลงกว่าเป็นแน่แท้ ดังนั้น ท่านได้ออกธุดงค์มุ่งสู่ป่าทันทีในวันรุ่งขึ้น ความปรารถนาของท่านก็เพื่อภาวนา และ พิจารณาสมาธิธรรม ถ้าแม้นเป็นไปจริงดังความตั้งใจแล้ว เมื่อกลับเข้าสู่วัด ท่านจะนําความรู้ที่เกิดจากจิตใจเหล่านั้นมาเผยแพร่ฝึกสอนศิษย์ที่หวังซึ่งความพ้นทุกข์ต่อไป 

ภายหลังจากท่านไปอยู่ป่าดง ฝึกจิตใจเจริญศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในท่ามกลางสิงสาราสัตว์ในหุบเขาถํ้าลึกเป็นเวลาอันสมควร ท่านจึงได้ออกมาเปิดสํานักปฏิบัติธรรมในวัดเลียบ อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในสมัยก่อนนั้น มีพระสงฆ์และฆราวาสที่สนใจปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง ไม่มากนัก แต่ถึงกระนั้นท่านก็มิได้ลดละพยายาม ท่านตั้งอกตั้งใจในการสอนอบรมผู้สนใจในธรรม ให้เกิดความรู้แจ้งแก่ผู้ปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักยืนยันว่า การเจริญศีล สมาธิ ปัญญานี้ เป็นความสงบ และสามารถทําตนให้พ้นทุกข์ได้จริง 

อนึ่ง พระโอวาทอันเอกอุที่องค์พระบรมศาสดาทรงได้ประทานไว้สําหรับกุลบุตรผู้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา เพื่อแสวงธรรม เพื่อความพ้นทุกข์ ซึ่งพระอุปัชฌาย์ทุกท่านจะต้องสอนพระโอวาทสําคัญข้อนี้กับพระผู้บวชใหม่ทุกรูปโดยมิได้ยกเว้น ถือเป็นหน้าที่โดยตรง ของพระอุปัชฌาย์ ถ้าไม่ได้สอนพระโอวาทข้อนี้ถือว่าผิดและปลดจากอุปัชฌาย์ได้ คือ “รุกฺขมูล– เสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย” เมื่อบรรพชาอุปสมบทแล้ว โปรดได้อาศัยอยู่ตามโคนต้นไม้ ร่มไม้ ชายป่า ชายเขา ในถํ้า เงื้อมผา และทําความอุตส่าห์ พยายามอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อได้ออกรุกขมูลตามป่าตามเขาและถือธุดงควัตรแล้ว จากนั้น เป็นต้นมา ท่านได้ดําเนินชีวิตตามพระโอวาท “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” อย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต แม้ท่านอยู่ในวัยชราภาพมากแล้วและใกล้ถึงมรณกาล ท่านยังออกเที่ยวรุกขมูลตามป่าตามเขา นับเป็นคติตัวอย่างอันเลิศเลอแก่พระกรรมฐานรุ่นต่อๆ มาจะได้ดําเนินตาม 

มูลเหตุการออกธุดงคกรรมฐาน

มูลเหตุการออกธุดงคกรรมฐานของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เนื่องจากนิสัยวาสนาทางธรรมของท่านที่ได้บําเพ็ญบารมีมาแล้วแต่อดีตชาติ และได้รับการอบรมธุดงควัตร การปฏิบัติภาวนาจาก ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ทั้งท่านเองก็ชอบอ่านชอบศึกษาพุทธประวัติเรื่องราวของพระพุทธเจ้าจากคัมภีร์ใบลานต่างๆ โดยเฉพาะตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารเสด็จออกบวช นําสัตว์โลกออกธุดงคกรรมฐานตามป่าตามเขาเป็นพระป่าพระองค์แรก เพื่อมุ่งแสวงหาโมกขธรรมความหลุดพ้น ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และทรงเผยแผ่ธรรมโปรดเวไนยสัตว์ พระองค์ทรงเป็นต้นสกุลแห่งพระธุดงคกรรมฐานหรือพระป่า ท่านจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะดําเนินตามรอยองค์พระบรมศาสดา โดยการออกเที่ยวธุดงคกรรมฐาน เพื่อบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร และเพื่อ แสวงหาโมกขธรรม

ในสมัยนั้นยังไม่มีพระป่า หรือ พระธุดงค์ มีแต่พระบ้าน การออกเที่ยวธุดงค์ของพระป่า จึงเป็นเรื่องใหม่และแปลกประหลาด ผู้คนในสังคมก็ไม่ยอมรับพระธุดงค์ซึ่งห่มจีวรสีกรักถือกลดสะพายบาตรลูกใหญ่ๆ ทั้งถูกต่อต้านขับไล่จากพระฝ่ายปกครอง ท่านได้ออกธุดงค์บําเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์ตามป่าตามเขาอันเงียบสงัดน่าสะพรึงกลัว สถานที่ดังกล่าวห่างไกลผู้คนสัญจรไปมา เต็มไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้าย และภัยอันตรายต่างๆ นานา ท่านได้สละเป็นสละตายอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ต่อชีวิต เป็นพระที่ไม่ติดสถานที่ ไม่ติดญาติโยม และไม่หลงติดในลาภสักการะ ท่านนับเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสที่มุ่งแสวงหาความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์

ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เป็นปฏิปทาอดอยากเดนตาย ยอมรับใน การต่อสู้กับความทุกข์ยากประการทั้งปวง ท่านเป็น “นักรบธรรมเดนตาย” ที่ทุ่มเทเสียสละ อดทน อดกลั้น กล้าหาญ ไม่หวาดหวั่นต่อภัยอันตรายทั้งปวง ท่านยอมเผชิญแม้กระทั่งความตาย

เมื่อท่านศึกษาภาคปฏิบัติแล้ว ท่านให้ความสนใจการปฏิบัติสมถ – วิปัสสนากรรมฐาน โดยถ่ายเดียว ท่านประพฤติปฏิบัติมาด้วยบุญญาธิการของท่าน ท่านเป็นพระบุพพาจารย์ของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านออกเดินธุดงคกรรมฐาน ปักกลดอยู่ในป่า ในดง ในถํ้า ในเขา เป็นองค์แรกของภาคอีสาน ซึ่งสหธรรมิกคู่หูของท่านก็คือ พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ เป็นคนเมืองอุบลฯ ท่านเคยออกเดินธุดงค์ร่วมกัน และท่านได้ฝึกฝนการปฏิบัติธรรม การออกเที่ยวธุดงค์ให้กับท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานที่ได้ร่วมบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร จนวงกรรมฐานได้รับการยอมรับและมีการปฏิบัติตาม แนวปฏิปทานี้กันอย่างแพร่หลาย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน ที่มีชีวิตสมบุกสมบันมากมาโดยตลอด นับตั้งแต่ออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานตามป่าตามเขา ท่านยอมสละชีวิตเพื่อธรรม สถานที่ไหนเปล่าเปลี่ยว ทุรกันดารห่างไกล อดอยากขาดแคลนในปัจจัย ๔ เต็มไปด้วยความ ทุกข์ยากลําบาก เต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับมหัศจรรย์ และเต็มไปด้วยภัยอันตรายจากคนป่า สัตว์ป่า สัตว์ร้าย ไข้ป่า อันอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และสถานที่ไหนวังเวงเฮี้ยนแรง มีภูต ผี ปีศาจ วิญญาณร้าย เต็มไปด้วยอาถรรพ์ น่าหวาดหวั่นสะพรึงกลัว เป็นสถานที่โลกทั้งหลายไม่ต้องการ แต่ท่านกลับพึงพอใจในสถานที่เช่นนั้น

ปฏิปทาในการปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นปฏิปทาที่เอกอุเป็นเลิศ มีความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เฉียบคม เป็นประเภท เอาตายเข้าว่า โดยไม่ยอมจํานนต่อกิเลสทั้งปวง ในการฝึกฝนอบรมทรมานกิเลส เพื่อให้ธรรมก้าวหน้า ท่านต้องทุ่มเทเอาชีวิตเข้าแลก ต้องอดทนต่อสู้กับความทุกข์ยากลําบาก ไม่ว่าจากการอดนอน ผ่อนอาหาร อดอาหาร การถือเนสัชชิก ล้วนแล้วเป็น สิ่งที่ท่านดําเนินอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดมาโดยตลอด 

เมื่อท่านมาบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ท่านได้ถือปฏิบัติในธุดงควัตรอย่างเข้มข้นมาโดยตลอดเช่นกัน และท่านใช้ชีวิตสมณเพศเป็นแบบอย่าง ด้วยการอยู่ตามป่าตามเขา อยู่ตามเสนาสนะป่า มาตลอดชีวิต เมื่อท่านอาพาธล้มป่วย ท่านก็ไม่แสดงความอ่อนแอปวกเปียกออกมาให้ใครเห็น ท่านเน้นพึ่งธรรมโอสถ รักษาโรค รักษาใจมาโดยตลอด 

ท่านมีวัตรปฏิบัติประจําองค์ เด่นอยู่ข้อหนึ่ง ถือเป็นปฏิปทาอันสําคัญ คือ เมื่อออกพรรษา ท่านจะพาศิษย์ออกธุดงค์แสวงหาที่วิเวกปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาเป็นเวลาหลายเดือน ส่วนใหญ่มักไปที่ประเทศลาว แล้วกลับมาจําพรรษาที่เมืองไทย จนแม้ชราภาพมากแล้ว ก่อนจะมรณภาพเพียง ๑ เดือน ท่านก็ยังอุตส่าห์ลําบากตรากตรําเดินทางไกล ออกธุดงค์ไปประเทศลาว เพื่อทําบุญอุทิศถวายแด่พระอุปัชฌาย์ ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์ สมกับเป็นชายชาติอาชาไนย เป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานอย่างแท้จริง

อุปนิสัยแท้จริงท่านชอบความสงบและพูดน้อย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเป็นผู้ชอบความสงบอย่างแท้จริง อุปนิสัยของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ตามปกติท่านเป็นพระที่พูดน้อย และไม่ชอบเทศน์ แต่ปฏิบัติให้ลูกศิษย์ ดูเป็นตัวอย่าง ตามบันทึกของครูบาอาจารย์ ได้กล่าวถึงอุปนิสัยของท่านไว้ดังนี้ 

อุปนิสัยที่แท้จริงของพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นผู้สันโดษชอบความสงบ ไม่ระคนด้วย หมู่คณะ ไม่ชอบความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ตลอดเวลาการบําเพ็ญสมณธรรม ถ้าที่ไหนมีความวุ่นวาย จุ้นจ้าน ท่านก็จะปลีกตัวออกหนีทันที อุปนิสัยของท่านเช่นนี้ จะเห็นได้จากการเที่ยวเพื่อบําเพ็ญเพียรและเผยแผ่สัจธรรมของท่าน ท่านจะท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ที่ห่างไกลผู้คน

พอไปถึงสถานที่ที่สงบสงัด เหมาะสม ตั้งหลักลงที่ไหนที่นั้นจะต้องกลายเป็นวัดเป็นสํานักปฏิบัติธรรมทันที สถานที่ที่ท่านเคยพักบําเพ็ญเพียรจึงเกิดเป็นวัดป่าเป็นร้อยๆ แห่งในภาคอีสานและทางฝั่งประเทศลาว

การเที่ยวไป แม้จะไปเป็นหมู่คณะ แต่จะเงียบสงบเหมือนกับไม่มีพระ ไม่มีคนในที่นั้นเลย

ญาติโยมคนเฒ่าคนแก่ในสถานที่ต่างๆ ที่ท่านเคยจาริกผ่านไปเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เมื่อท่านเดินทางมาถึงที่ปักกลดพัก มีพระเณรติดตามท่านมามากทีเดียว กระทั่งพระธุดงค์จรก็จะเที่ยวมา กราบนมัสการฟังโอวาทจากท่านมิได้ขาด ทั้งๆ ที่มาเป็นจํานวนมากๆ อย่างนั้น ก็ดูเหมือนว่าไม่มีพระอยู่เลย ในวัดเงียบสงัด ไม่มีการจับกลุ่มพูดคุย ไม่มีพระเณรเดินเพ่นพ่านให้เห็น ไม่มีการ หยอกล้อ แม้เสียงกระแอมไอก็ไม่มี ต่างองค์ต่างบําเพ็ญเพียรทางจิต นั่งสมาธิภาวนาหรือเดินจงกรมในที่ของตนโดยมิได้ประมาท

เมื่อเข้าไปภายในวัด จะเห็นเพียงท่านกับศิษย์อุปัฏฐากของท่านเท่านั้น พระนอกนั้นจะเข้าหาที่สงัดวิเวก ตั้งหน้าบําเพ็ญเพียรดูจิตดูใจของตน ไม่ได้มาชุมนุมพูดจากัน วัดทั้งวัดเหมือนกับ เป็นวัดร้าง จะเห็นมีพระเณรก็ในเวลาเช้าขณะพระจะออกมาบิณฑบาต แล้วมารวมฉันภัตตาหาร จะเห็นอีกครั้งก็ตอนเวลาเย็น ขณะพระจะออกมาปัดกวาดตาด ตักนํ้าเข็นนํ้าใส่โอ่งใส่ตุ่มทุกแห่ง

ในเวลาที่พระมารวมกันเช่นนี้ จึงจะเห็นพระเณรมากันเต็มไปหมด แม้กระนั้นก็ตาม ท่านจะพูดกันเท่าที่จําเป็น และพูดเพียงเบาๆ พอได้ยินระหว่างคู่สนทนาเท่านั้น ทุกท่านทุกองค์ ต่างพากันสํารวมปิดประตูทวารทั้งหมด (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อย่างเต็มที่ ทําทุกอย่าง ด้วยความสงบเสงี่ยม ระวังกาย ระวังใจ ไม่ให้เผลอสติออกนอกกายนอกใจตน อันเป็นการ ปฏิบัติภาวนาทุกอิริยาบถและทุกช่วงลมหายใจเข้าออก

พระป่าท่านพยายามฝึกกันถึงขนาดนั้นจริงๆ เพราะท่านเห็นภัยในความเอิกเกริกเฮฮา สาไถยต่างๆ เพราะอย่างนี้เองพระธุดงคกรรมฐานท่านจึงพากันได้ดิบได้ดีในทางธรรม เป็นที่เคารพศรัทธาแก่หมู่ชนทั่วไป

บรรดาพระลูกศิษย์ที่ติดตามปฏิบัติธรรมกับท่านในสมัยนั้น ก็ได้แก่พระบูรพาจารย์สายธุดงคกรรมฐานในยุคต่อมานั้นเอง ซึ่งรวมทั้ง ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม สืบมาจนถึง องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นต้น

อุปนิสัยท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นคนพูดน้อย องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้ 

“ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นคนไม่ชอบพูด ไม่ชอบเทศน์ ไม่ค่อยมีความรู้แปลกๆ ต่างๆ กวนใจเหมือนท่านพระอาจารย์มั่น เวลาจําเป็นต้องเทศน์ท่านก็เทศน์เพียงประโยคหนึ่ง หรือสองประโยคเท่านั้น แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปเสีย ประโยคธรรมที่ท่านเทศน์ซึ่งพอจับใจความได้ว่า “ให้พากันละบาปและบําเพ็ญบุญ อย่าให้เสียชีวิตลมหายใจไปเปล่าที่ได้มีวาสนามาเกิดเป็นมนุษย์” และ “เราเกิดเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านําเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์ของเราจะตํ่าลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย  อย่าพากันทํา” แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปกุฎีโดยไม่สนใจกับใครต่อไปอีก 

ปรกตินิสัยของท่านเป็นคนไม่ชอบพูด พูดน้อยที่สุด ทั้งวันไม่พูดอะไรกับใครเกิน ๒ – ๓ ประโยค เวลานั่ง (นั่งสมาธิ) ก็ทนทานนั่งอยู่ได้เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง เดิน (เดินจงกรม) ก็ทํานองเดียวกัน แต่ลักษณะท่าทางของท่านมีความสง่าผ่าเผย น่าเคารพเลื่อมใสมาก มองเห็นท่านแล้วเย็นตาเย็นใจไปหลายวัน ประชาชนและพระเณรเคารพเลื่อมใสท่านมาก ท่านมีลูกศิษย์มากมายเหมือนท่านพระอาจารย์มั่น”

ภาค ๔ ได้ศิษย์เอกองค์สําคัญ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ศิษย์เอกชื่อ “มั่น”

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๔๓๔ – ๒๔๓๕ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้ออกธุดงค์มาพักภาวนาที่กุดเม็ก ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านคําบง อําเภอโขงเจียม (ปัจจุบันขึ้นกับอําเภอศรีเมืองใหม่) จังหวัดอุบลราชธานี ออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตร ซึ่งบ้านคําบงนี้เป็นบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต โดยกุดเม็กเป็นสถานที่สําคัญที่พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานทั้งสองได้พบกันเป็นครั้งแรก

คําว่า “กุดเม็ก” มาจากคําว่า กุด คือ ลํานํ้าที่ปลายขาดห้วง เรียก ปลายกุด และ เม็ก คือ ต้นเม็ก หรือต้นเสม็ด หรือที่เรียกว่า ผักเม็ก ยอดสีนํ้าตาลอ่อน มีรสฝาด เอามาจิ้มกับนํ้าพริก หรือกินกับลาบ กุดเม็กเป็นป่าร่มรื่นอยู่ติดกับลําห้วยยางที่ไหลลงมาจากภูหล่น มีนํ้าอุดมสมบูรณ์ตลอดปี แม้ปัจจุบันนี้ชาวบ้านคําบงและหมู่บ้านใกล้เคียง ยังได้อาศัยนํ้าที่นี่ดื่มกินยามขาดแคลน ในหน้าแล้ง 

สมัยที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมาพักบําเพ็ญเพียรอยู่นั้น กุดเม็กยังมีสภาพเป็นป่ารกชัฏไปตลอดแนวของลําห้วยยาง ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่า พอถึงตอนกลางคืน แถวนั้นดูแสนเปลี่ยวยิ่งนัก ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปหาท่านคนเดียว ต้องไปกันหลายๆ คน 

ครูบาอาจารย์ได้ให้ข้อสังเกตว่า “ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านชอบไปพักที่เป็นสัปปายะ ใกล้ๆ ลําห้วยลํานํ้าเสมอ เช่น ที่กุดนํ้าใส เขตอําเภอพิบูลมังสาหาร มีส่วนคล้ายคลึงมากกับสถานที่ กุดเม็ก คือ อยู่ใกล้ลําห้วยเหมือนกัน ยิ่งเป็นวัดดอนธาตุ บ้านทรายมูล อําเภอพิบูลมังสาหาร ที่ท่านเคยอยู่จําพรรษานั้นเป็นเกาะดอน ตั้งอยู่กลางลํานํ้ามูลเลยทีเดียว อากาศร่มรื่นเย็นสบายดี” 

ในระยะที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เดินธุดงค์มาพักภาวนาที่กุดเม็ก ก็เป็นระยะเดียวกับที่ ท่านพระอาจารย์มั่นอยากจะกลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุอีกครั้ง เป็นดังธรรมดลบันดาลให้ ท่านทั้งสองได้พบกัน ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเคยบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๕ ปี ซึ่งตรงกับ ปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ ที่โบสถ์วัดบ้านคําบง โดยมี ญาท่านโครต บ้านตุงลุงกลาง ซึ่งอยู่ห่างจาก บ้านคําบง ประมาณ ๓ กิโลเมตร เป็นบรรพชาจารย์ของท่าน โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน บันทึกไว้ดังนี้

“พออายุได้ ๑๕ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ในสํานักวัดบ้านคําบง มีความสนใจและ รักชอบในการศึกษาธรรมะ เรียนสูตรต่างๆ ในสํานักอาจารย์ได้อย่างรวดเร็ว มีความประพฤติและอัธยาศัยเรียบร้อย ไม่เป็นที่หนักใจหมู่คณะและครูอาจารย์ที่ให้ความอนุเคราะห์

เมื่อบวชได้ ๒ ปี ท่านจําต้องสึกออกไปตามคําขอร้องของบิดาที่มีความจําเป็นต่อท่าน แม้สึกออกไปแล้ว ท่านก็ยังมีความมั่นใจที่จะบวชอีก เพราะมีความรักในเพศนักบวชมาประจํานิสัย เวลาสึกออกไปเป็นฆราวาสแล้ว ใจท่านยังประหวัดถึงเพศนักบวชมิได้หลงลืมและจืดจาง ทั้งยัง ปักใจว่าจะกลับมาบวชอีกในไม่ช้า ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะอํานาจศรัทธาที่มีกําลังแรงกล้าประจํานิสัยมาดั้งเดิมก็เป็นได้”

เมื่อวัยหนุ่มท่านพระอาจารย์มั่น นอกจากจะมีความขยันขันแข็งในการงานแล้ว ท่านยัง เป็นหมอลําฝีปากดีของหมู่บ้านด้วย ซึ่งเล่ากันว่าท่านสามารถลําเดินนิทานพื้นเมืองอีสานได้ไพเราะจับใจผู้ฟังมาก ถึงกับผู้เฒ่าผู้แก่นั่งฟังด้วยนํ้าตาซึมไปเลย แม้ท่านจะเป็นหมอลําฝีปากดี แต่จิตใจของท่านโน้มเอียงมาทางธรรม มีความปรารถนาออกบวชเป็นพระภิกษุอย่างแรงกล้า เมื่อท่านพบกับท่านพระอาจารย์เสาร์ในครั้งแรกที่กุดเม็ก ด้วยอํานาจแห่งสายบุญสายกรรมที่ท่านทั้งสองเคย ร่วมทุกข์ร่วมสุข และเคยร่วมสร้างวาสนาบารมีธรรมกันมาแต่อดีตชาติยาวนานหลายภพหลายชาตินับไม่ถ้วน ทําให้ท่านเกิดความเคารพรักท่านพระอาจารย์เสาร์ขึ้นมาทันที โดยมาปวารณาตัวเป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิดและมาฝึกหัดปฏิบัติภาวนา ส่วนท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ให้ความเมตตารักท่านทันทีเช่นเดียวกันและสอนการภาวนาให้ ซึ่งเป็นการเข้ากันโดยธาตุ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ว่า 

“มันอยู่ที่วาสนาของคนนะ เขาเรียกว่า ธาตุ เข้ากันโดยธาตุ ลูกศิษย์พระสารีบุตรเป็น ปัญญาทั้งหมด เป็นพุทธจริต เป็นผู้มีปัญญา ลูกศิษย์ของพระโมคคัลลานะชอบฤทธิ์ ถ้าใครชอบฤทธิ์ ไปอยู่กับพระโมคคัลลานะจะสอนทางฤทธิ์ เขาจะเข้ากันโดยธาตุ ลูกศิษย์เทวทัตลามกทั้งหมด”

โดยมีผู้เล่าว่า “หลวงปู่มั่น ในวัยหนุ่มตอนเป็นฆราวาส ท่านพบกับหลวงปู่เสาร์ครั้งแรก ที่กุดเม็ก และได้มอบตัวเป็นศิษย์ ท่านเทียวเข้าเทียวออกเป็นประจํา ท่านคอยล้างบาตร เช็ดบาตร ต้มนํ้าร้อนนํ้าอุ่น ประเคนสิ่งของ บางคืนก็ไม่กลับเข้าไปนอนที่บ้าน อยู่ฝึกสมาธิกัมมัฏฐาน และ เพื่ออุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่เสาร์ผู้เป็นอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ท่านเห็นความตั้งใจใฝ่ธรรมและเห็นนิสัย ทางธรรมของหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านจึงได้ชวนหลวงปู่มั่นไปบวช โดยพูดว่า “โตไปบวชกับเฮาเนอ” (เจ้าไปบวชกับเรานะ) หลวงปู่มั่นเมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดีเป็นอันมาก เพราะตรงกับความตั้งใจของท่านอยู่แล้ว ท่านจึงตอบรับคําชวนทันที และไม่นานหลวงปู่เสาร์ได้ขอเอาหลวงปู่มั่นไปบวชจากโยมพ่อแม่ของท่าน ณ สถานที่กุดเม็กนี้เอง และโยมพ่อแม่ของท่านก็ยินดีอนุญาต”

ในปัจจุบัน กุดเม็ก นี้ยังเป็นป่าอันร่มรื่น เพราะชาวบ้านคําบงได้เห็นความสําคัญของ สถานที่แห่งนี้ เพราะเป็นมงคลสถานอันสําคัญของสองพระบูรพาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานแห่งยุค กึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์เสาร์ เคยธุดงค์มาปฏิบัติธรรม ท่านได้พบกับท่านพระอาจารย์มั่นเป็นครั้งแรกและได้มาเป็นศิษย์เอก จึงได้ร่วมกันอนุรักษ์สถานที่แห่งนี้ไว้ 

การไปธุดงค์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ที่กุดเม็กในครั้งนั้น ท่านมีอายุราว ๓๒ ปี ท่านได้ พบกับท่านพระอาจารย์มั่นเป็นครั้งแรก ในขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่น ท่านยังเป็นฆราวาสอยู่ใน วัยหนุ่ม อายุราว ๒๑ ปี มีอายุครบบวชเป็นพระภิกษุ เป็นจุดเริ่มต้นที่สําคัญ โดยในกาลต่อมา ท่านทั้งสองจะได้ร่วมกันสละเป็นสละตาย และยอมสละชีวิตบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาแสวงหาโมกขธรรมร่วมกัน และต่างก็ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ได้มาเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ร่วมกันวางข้อวัตรปฏิบัติ และได้สร้างกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน สร้างคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ให้กับสถาบันหลักของประเทศ คือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างใหญ่หลวงอเนกอนันต์ โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ได้กลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้งตามพุทธทํานาย จนกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มีชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ โด่งดังเป็นที่ยอมรับไป ทั่วประเทศและทั่วโลก และประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ ให้เป็น “ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านบําเพ็ญภาวนาที่กุดเม็กระยะหนึ่ง จากนั้นพอใกล้เข้าพรรษาท่านก็เดินธุดงค์กลับมาวัดใต้ อันเป็นวัดที่ท่านอยู่จําพรรษามาโดยตลอด ๑๗ ปี ตั้งแต่เป็นสามเณร แต่เมื่อท่านมุ่งทางภาคปฏิบัติอันเป็นงานทางธรรมแล้ว เพราะธรรมเกิดในสถานที่วิเวกเงียบสงัด ท่านจึงต้องการอยู่ในสถานที่วิเวกเงียบสงัดตามลําพังองค์เดียว ท่านได้ปลีกวิเวกแยกจากหมู่คณะออกมาพักบําเพ็ญภาวนาที่วัดเลียบ อันเป็นวัดร้าง

พรรษา ๑๓ – ๑๗ พ.ศ. ๒๔๓๕ – ๒๔๓๙ จําพรรษาวัดเลียบ และเป็นเจ้าอาวาส

วัดเลียบ อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บริเวณป่าละเมาะด้านหน้าวัดใต้ หรือ ในปัจจุบัน คือ วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านได้ออกมา ปฏิบัติธรรมที่วัดเลียบแล้ว ด้วยหมู่คณะให้ความเคารพรักในตัวท่านมาก ต่อมาก็ตามท่านออกมา ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ต่างเห็นว่าสถานที่นี้เป็นที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ท่านจึงได้พาหมู่คณะมาบูรณะและสร้างเป็นวัดธรรมยุตขึ้นมา โดยท่านรับเป็นเจ้าอาวาส บรรดาพระที่มาบําเพ็ญภาวนานั้น ได้พากันปลูกกระต๊อบหลังเล็กๆ แยกย้ายกันอยู่ตามจุดต่างๆ ที่ ถูกกับอัธยาศัยของแต่ละองค์ ต่อมาก็สร้างศาลาหอฉันขึ้นเป็นการชั่วคราว 

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ พอเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้อยู่จําพรรษาและเป็น เจ้าอาวาสที่วัดเลียบ ท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดแห่งนี้ต่อเนื่องกันถึงปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ติดต่อกันนาน ๕ พรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๑๓ – ๑๗ ของท่าน โดยท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านได้เปิดเป็นสํานักปฏิบัติธรรมกรรมฐาน โดยเน้นการสอน “พุทโธ” หรือ พุทธานุสติ

ต่อมาทางเจ้าเมืองได้ตัดถนนผ่านด้านหน้าวัดใต้ ที่ดินในบริเวณนั้นจึงกลายเป็นวัด ๒ วัด ตั้งอยู่คนละฟากถนน คือ ฟากหนึ่งเป็นวัดใต้ที่อยู่เดิม และอีกฟากหนึ่งก็เป็นวัดเลียบ ทั้งสองวัด ได้มีการพัฒนามาเป็นลําดับจนเป็นวัดที่มีความมั่นคงและสวยงามในปัจจุบัน 

วัดใต้ กับ วัดเลียบ จึงเป็นเสมือนวัดพี่วัดน้องที่มีถนนคั่นกลางมาตราบเท่าทุกวันนี้

สําหรับประวัติความเป็นมาของวัดเลียบ ตามที่ปรากฏในประวัติวัด ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มีดังนี้เมื่อจุลศักราช ๑๒๑๐ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๙๑ ปีวอก เอกศก เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๐ คํ่า วันพฤหัสบดี ได้ตั้งวัดเลียบมีเนื้อที่ ๙ ไร่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา มีสมภารอยู่นับได้ ๑๐ รูป และมี พระอาจารย์ทิพย์เสนา แก่นทิพย์ ฉายา ทิพฺพเสโน เป็นหัวหน้าปกครองคณะสงฆ์ ต่อมาท่านได้มรณภาพลง สํานักสงฆ์แห่งนี้จึงร้างไป ต่อมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้มาเป็นสมภาร เมื่อจุลศักราช ๑๒๕๔ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๕ ปีมะโรง เบญจศก เดือน ๕ ขึ้น ๑ คํ่า วันอังคาร 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ พร้อมภิกษุสามเณร ตลอดจนฆราวาสมี พระอุบลการประชานิตย์ (บุญชู พรหมวงศานนท์) พระสุรพลชยากร (อุ่น วนะรมย์) ท้าวกรมช้าง (ทองจัน) สังฆการีจาร ปัจฌา สังฆการีจารเกษ และทายกทายิกา ได้พร้อมใจกันมาบูรณปฏิสังขรณ์วัด โดยขยาย พื้นที่วัดออกทางด้านบูรพา กว้าง ๑๑ วา ยาว ๖๔ วา ๒ ศอก และด้านอุดร กว้าง ๑๘ วา ๒ ศอก ยาว ๕๓ วา และได้สร้างรั้วรอบวัด ในวัดมีเสนาสนะและถาวรวัตถุ ดังนี้ พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดหน้าตัก ๑.๙๙ เมตร สูง ๒.๙๙ เมตร ๑ องค์ พัทธสีมา ๑ รูป หอแจก ๑ หลัง หอฉัน ๑ หลัง กุฏิ ๔ หลัง โป่งหล่อด้วยทองสําริด ๑ ลูก ตู้พระไตรปิฎกลายรดนํ้า ๑ หลัง ธรรมาสน์ ๒ หลัง และยังได้ปลูกต้นไม้ในบริเวณวัด ได้แก่ มะพร้าว ๒๑๐ ต้น หมาก ๖๐ ต้น มะม่วง ๔๐๐ ต้น หมากมี้ (ขนุน) ๓๒๘ ต้น มะปราง ๒๕ ต้น” 

วัดเลียบ นับเป็นวัดร้างแห่งแรกที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้มาพัฒนาบูรณะและสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้นมา และในกาลต่อมา เมื่อท่านออกบุกเบิกธุดงค์ตามป่าตามเขา ตามสถานที่ ต่างๆ ทางภาคอีสาน แล้วไปพบรอยพระพุทธบาท วัดร้าง หรือโบสถ์ร้าง เจดีย์ร้าง หากสถานที่ใดเป็นที่สัปปายะวิเวกเงียบสงัด เหมาะเป็นสถานที่บําเพ็ญภาวนา หรือภายหน้าจะเป็นสถานที่สําคัญทางพระพุทธศาสนา ท่านมักจะพาพระ เณร ญาติโยมบุกเบิกฟื้นฟูบูรณะ โดยพาเก็บเรียงซาก ปรักหักพัง พาถากถาง ทําความสะอาดสถานที่รกร้างให้สะอาดงามตา ทําให้ทวยเทพเทวดา พญานาค ที่มาสักการะ หรือรักษาสถานที่นั้นมากราบ มาแสดงตนอนุโมทนาสาธุการ

ปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ตามท่านพระอาจารย์มั่นออกบวช 

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อท่านมาพักปฏิบัติธรรมที่วัดเลียบ ได้ไม่นานนัก ด้วยท่านมีความตั้งใจให้ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ในขณะเป็นฆราวาสได้ออก บวชเป็นพระในฝ่ายธรรมยุต ตามที่ท่านได้ขออนุญาตกับโยมพ่อโยมแม่ของท่านพระอาจารย์มั่นไว้ ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงได้มอบหมายให้ลูกศิษย์เดินทางไปบ้านคําบง อําเภอโขงเจียม เพื่อไปติดตามท่านพระอาจารย์มั่นให้มาพบท่าน เพื่อจะได้ฝึกฝนอบรมและเตรียมตัวเป็นนาค เพื่อรับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุต่อไป ท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้เดินทางมากราบถวายตัวเป็นศิษย์วัดอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดเลียบแห่งนี้ ตั้งแต่สมัยครั้งยังเป็นป่า ที่พักสงฆ์ยังเป็นเพียงกุฏิกระต๊อบหลังเล็กๆ อยู่

ณ วัดเลียบแห่งนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ในขณะเป็นผ้าขาว ก่อนบวช ท่านทั้งสองได้ปั้นพระพุทธรูปสําคัญร่วมกันเป็นองค์แรก เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ที่มีพุทธลักษณะอันสมบูรณ์ และงดงามมาก แสดงถึงความรู้ ความสามารถทางด้าน ประติมากรรมของพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองได้เป็นอย่างดี ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านลงมือปั้น พระพุทธรูปนี้ด้วยองค์ท่านเอง ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นขณะเป็นผ้าขาวถือนาค ท่านเป็นคนตําปูน ผสมปูน 

พระพุทธรูปนี้เมื่อสร้างเสร็จ ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ถวายพระนามอันเป็นสิริมงคลไว้ว่า “พระพุทธจอมเมือง” โดยมีนัยความหมายเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อแสดงความกตัญญู กตเวทีต่อพระผู้ให้กําเนิดวงศ์ธรรมยุต จอม คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทรงเป็นพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย และในขณะทรง ผนวช ทรงเป็นพระผู้ให้กําเนิดวงศ์ธรรมยุตขึ้นในประเทศไทย โดยได้อัญเชิญ “พระพุทธจอมเมือง” มาประดิษฐาน เพื่อเป็นพระประธานในศาลาการเปรียญ (หอแจก) 

พระพุทธจอมเมือง ที่สองพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ที่เป็นอาจารย์และศิษย์กัน และเป็นพระอรหันตพุทธสาวกองค์สําคัญในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา จากนํ้าพักนํ้าแรง จากจิตใจแห่งความกตัญญู กตเวทีและเทิดทูนบูชาองค์พระบรมศาสดา เพื่อเป็นอนุสรณ์ เป็นมรดกธรรมฝากไว้ในพระพุทธศาสนา มีคุณค่าความงดงามทางด้านพุทธศิลป์และ ทางด้านจิตใจต่อบรรดาพุทธบริษัท และเหล่าศิษยานุศิษย์เป็นอันมาก ปัจจุบัน ได้มีการจําลอง “พระพุทธจอมเมือง” ไปหล่อเป็นพระประธานประดิษฐาน ณ ศาลาปฏิบัติธรรม วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม อันเป็นบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์เสาร์

นอกจากนี้ ท่านทั้งสองกับพระ เณร ญาติโยม ได้ปลูกต้นไม้ภายในวัดไว้มากมาย จนแลดูเป็นธรรมชาติอันร่มรื่นเขียวขจีเหมาะกับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และได้ขุดบ่อนํ้าไว้สําหรับอุปโภค และบริโภคภายในวัด โดยท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ในสมัยเป็นฆราวาส ก่อนบวช ท่านเป็นผู้ลงมือขุดบ่อด้วยตนเอง ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๖๕) บ่อนํ้าแห่งนี้มีอายุมากถึง ๑๓๐ ปี นํ้าในบ่อไม่เคยเหือดแห้ง ยังมีนํ้าไว้ใช้จวบจนปัจจุบันนี้ โดยทางวัดได้พัฒนาบูรณะบ่อนํ้าแห่งนี้ไว้ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายแด่ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง

ท่านพระอาจารย์มั่นเกือบจะไม่ได้บวช

ครูบาอาจารย์บันทึกคําบอกเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้ 

ท่านอาจารย์ใหญ่ที่อยู่เมืองอุบลฯ (หมายถึงท่านพระอาจารย์เสาร์) สั่งลงมาว่า “ให้นํา ผู้ชื่อมั่นขึ้นไปบวช” ท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น)  จึงได้ขึ้นไปพร้อมกับคณะญาติพี่น้องของท่าน

ท่านผู้เล่า ยํ้าเป็นภาษาอีสานว่า หั่งสิแม่นตัวของเป็นอาจารย์ของเพิ่น เพิ่นถือเป็นอาจารย์ เพิ่นสั่งมาอีกว่า ให้เอาผู้ลําหม่วนๆ นั่นเลอขึ้นมาบวช”

ท่านพระอาจารย์ ท่านบอกว่า ให้เอาคนที่ลําสนุกๆ (เก่งๆ) นั่นแหละขึ้นมาบวชกับท่าน

เล่ากันว่า ท่านพระอาจารย์มั่นสมัยฆราวาสวัยหนุ่ม ท่านเคยเป็นหมอลํา ลําเดินนิทาน พื้นเมืองอีสานได้ไพเราะและกินใจมาก ผู้เฒ่าผู้แก่ฟังแล้วถึงกับนํ้าตาไหล และการเป็นหมอลํา ที่เก่งนี้เองเป็นสาเหตุที่ทําให้ท่านเกือบไม่ได้บวชในครั้งนั้น เรื่องมีอยู่ว่า ในตอนกลางคืนก่อน วันที่ท่านจะบวช ก็มีมหรสพ คือ มีหมอลําในงานบวชนั้น บังเอิญหมอลําชายไม่มา ผู้เฒ่าผู้แก่และเพื่อนๆ ได้รบเร้าท่าน ให้ขึ้นไปลําแทน ท่านทนรบเร้านั้นไม่ได้ จึงขึ้นไปลําเพื่อสนองตอบคํา เรียกร้องนั้น

ด้วยเหตุการณ์คืนนั้นเอง ท่านถูกพระอุปัชฌาย์ดุเอาจนจะไม่ยอมทําการอุปสมบทให้ และดุพวกญาติโยมที่ยุให้ท่านขึ้นไปลําด้วย จนพระอาจารย์ของท่านต้องได้เข้าไปขอขมาโทษแทน พระอุปัชฌาย์จึงยอมทําการอุปสมบทให้

ครูบาอาจารย์ท่านระมัดระวังในการบันทึกเรื่องนี้มาก ท่านบอกว่า ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ อายุ ๙๐ – ๑๐๐ ปีกว่า เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง โดยใช้สรรพนามว่า “อาจารย์ของท่าน” เช่น อาจารย์ของท่าน ได้เข้าไปขอโทษแทน หรือ อาจารย์ของท่านสั่งลงมาจากเมืองอุบลฯ ให้เอาผู้ชื่อว่ามั่นขึ้นไปบวช ฯลฯ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เล่าเรื่องนี้ไม่ได้ยืนยัน และครูบาอาจารย์ผู้บันทึก ท่านก็ไม่กล้าชี้ชัดว่าเป็น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านว่าผู้เขียนเกรงว่าจะเป็นการล่วงเกินพระบูรพาจารย์ เพราะ ผู้เล่าประวัติก็ไม่ได้ยืนยันชัดเจน…

นี่คือ ความเคารพและความระมัดระวังของพระกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อะไรที่ท่านไม่แน่ใจ แม้เพียงเล็กน้อย ท่านก็จะไม่ฝืนทํา

พระอาจารย์ของท่าน ตามที่กล่าวข้างต้นน่าจะเป็น ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล นั้นเอง ท่านรักลูกศิษย์ของท่านมากถึงกับยอมขอขมาแทนลูกศิษย์ จึงได้บวชสมความตั้งใจ

และยังมีคําถามคาใจที่ครูบาอาจารย์ได้ถามผู้เฒ่าผู้แก่ว่า ใครเป็นครูอาจารย์แต่งกลอนให้ ท่านพระอาจารย์มั่น สมัยฆราวาสเป็นหมอลํา?” ได้รับคําตอบว่า ท่านเรียนและค้นคว้าด้วย ตัวท่านเอง เพราะเรื่องนิทานต่างๆ มีอยู่ในหนังสือใบลานและสมุดข่อยอยู่ในสมัยนั้น เช่น นิทานเรื่อง กําพร้าไก่แก้ว ขุนทึง (ขุนเทือง) จําปาสี่ต้น ท้าวสุริวงศ์ ท้าวกํ่ากาดํา ซึ่งเป็นนิทานพื้นเมืองอีสานที่นิยมกันอยู่ในสมัยนั้น

ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ท่านพระอาจารย์มั่นออกบวช 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเมตตาท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ศิษย์รักมาก ท่านได้ฝึกหัดข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ การไหว้พระสวดมนต์ การปฏิบัติภาวนาตามแนวทางของพระ ในฝ่ายธรรมยุตให้กับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเป็นนาคอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อท่านฝึกหัดท่องขานนาคได้คล่องแคล่วแล้ว จึงได้เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุตต่อไป โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน บันทึกไว้ดังนี้

“พออายุได้ ๒๒ ปี ท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น) มีศรัทธาอยากบวชเป็นกําลัง จึงได้ลา บิดามารดา ท่านทั้งสองก็อนุญาตตามใจไม่ขัดศรัทธา เพราะมีความประสงค์จะให้ลูกของตนบวช อยู่แล้ว พร้อมทั้งมีศรัทธาจัดแจงบริขารในการบวชให้ลูกอย่างสมบูรณ์ ท่านได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเลียบ ในตัวเมืองอุบล มีท่านพระอริยกวี เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระครูสีทา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพระครูประจักษ์อุบลคุณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๖ พระอุปัชฌายะให้นามฉายาว่า ภูริทัตโต 

เมื่ออุปสมบทแล้วได้มาอยู่ในสํานักวิปัสสนากับท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล วัดเลียบ เมืองอุบล เมื่อท่านเริ่มปฏิบัติวิปัสสนาใหม่ๆ ในสํานักพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล วัดเลียบ อุบลราชธานี ท่านบริกรรมภาวนาด้วยบท “พุทโธ”  ประจํานิสัยที่ชอบกว่าบรรดาบทธรรมอื่นๆ”

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ เมื่อใกล้เข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น อาจารย์และศิษย์รักทั้งสองได้อยู่จําพรรษาและได้ปฏิบัติภาวนาร่วมกันที่วัดเลียบ เมืองอุบล เป็นพรรษาแรก อันเป็นจุดเริ่มต้นในทางพระพุทธศาสนาของท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่พระธุดงคกรรมฐานในยุคปัจจุบัน

การปฏิบัติภาวนาในระยะแรกของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น นั้น ในสมัยนั้นยังไม่มีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงในสัจธรรมคอยแนะนําอบรมสั่งสอน และการปฏิบัติก็ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก ด้วยท่านพระอาจารย์เสาร์ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และ ท่านพระอาจารย์มั่นปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า จึงต้องปฏิบัติค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งท่านทั้งสอง เริ่มต้นด้วยการปฏิบัติสมถกรรมฐาน หรือการทําความสงบใจก่อน อันเป็นพื้นฐานสําคัญของการปฏิบัติ โดยใช้คําบริกรรม “พุทโธ” และใช้เป็นบทธรรมประจําใจเรื่อยมา การบริกรรมพุทโธนี้ จัดเป็นพุทธานุสติ เป็นหนึ่งในกรรมฐาน ๔๐ ห้อง ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเมตตาประทานไว้ให้กับบรรดาพุทธบริษัทที่สนใจการปฏิบัติธรรม 

หลวงปู่เสาร์พาหลวงปู่มั่นทําทัฬหีกรรมบวชซํ้า 

การบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานนั้น เครื่องบริขารจะต้องครบตามพุทธบัญญัติ มิฉะนั้น พระอุปัชฌาย์จะไม่บวชให้ เช่น กรณีท่านพระอาจารย์จวน เมื่อออกบวช ขาดผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น เป็นต้น เพราะหากบวชไปแล้วเครื่องบริขารไม่ครบ ไม่ถูกต้อง จะเกิดบริขารวิบัติ ซึ่งเมื่อปฏิบัติภาวนาไปแล้วจะเป็นไปโดยยาก ดังเช่นกรณีของหลวงปู่มั่น เครื่องบริขารวิบัติ หลวงปู่เสาร์พา หลวงปู่มั่นทําทัฬหีกรรมบวชซํ้า  ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ขณะบวชโดยสมมุติเห็นไหม อุปัชฌาย์กับอาจารย์เวลาสวด วิบัติ ๔ สิ่งนี้เป็นวิบัติ บวชแล้วเป็นสงฆ์ไหม เป็น เป็นสงฆ์นะ เพราะอะไร เพราะบวชแล้วโดยเจ้าตัวไม่รู้ เจ้าตัว เข้าสังฆกรรม เข้าร่วมทําทุกๆ อย่างเลย แต่จะขาดต่อเมื่อเรารู้ไง แล้วถ้าเราสงสัยในอุปัชฌาย์ สงสัยในอาจารย์ เห็นไหม วิบัติ ๔ อุปัชฌาย์วิบัติ กรรมวาจาวิบัติ อักขรวิบัติ สีมาวิบัติ เห็นไหม  สิ่งที่เป็นความวิบัติ ดูหลวงปู่มั่นสิ ในประวัติหลวงปู่มั่นเห็นไหม หลวงปู่มั่นบวชแล้ว สมัยโบราณ เรื่องบริขารหาได้ยาก ก็บวชโดยใช้ผ้าสังฆาฯ (สังฆาฏิ) ชั้นเดียว

พอบวชไปแล้ว เพราะหลวงปู่มั่นยังไม่ได้ออกไปปฏิบัติ หลวงปู่มั่นบวชเป็นเณร ๒ พรรษา แล้วสึกไปช่วยพ่อแม่ทํามาหากิน แล้วหลวงปู่เสาร์ไปเอามาบวชใหม่ ขณะที่หลวงปู่มั่นบวชใหม่ ขณะที่เป็นคฤหัสถ์ หลวงปู่มั่นก็ยังไม่รู้อะไร เพราะสมัยนั้นสมัยที่บวชใหม่ก็ยังไม่ได้ภาวนาเลย เวลาบวชแล้ว เห็นไหม แล้วแต่ว่าสังคมสงฆ์จะทําให้ สงฆ์ทําให้ก็จัดบริขารให้ แล้วบวชให้ แต่บวชออกมาแล้วเห็นไหม นอนฝัน ฝันว่าตัวเองไม่ได้บวช ตัวเองบวชได้แค่เณร

เณรเพราะอะไร เณรเพราะสังฆาฯ มันชั้นเดียว เห็นไหม อักขรวิบัติ อุปัชฌาย์วิบัติ กรรมวาจาวิบัติ สีมาวิบัติ บริขารวิบัติ มันวิบัติ ๖ มันวิบัติ ๔ แล้ววิบัติ ๖ เห็นไหม ? ฝันว่า ตัวเองยังเป็นเณรอยู่ จนไปปรึกษาอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ยอมรับว่าจัดบริขารให้ไม่สมประกอบ ถึงได้ทําทัฬหีกรรมบวชซํ้า บวชซํ้าอีกหนหนึ่งเห็นไหม ? หลวงปู่มั่นเวลานอนแล้ว ฝันอีกเห็นไหม ? พุทธภูมิ ภูมิของหลวงปู่มั่น ปรารถนาเป็นพุทธภูมิ เพราะสร้างบุญญาธิการมามาก”

แม้ผ้าไตรจีวร อันประกอบด้วย สังฆาฏิ สําหรับพาดบ่าหรือทาบไหล่ (สําหรับธรรมยุต ใช้ผ้า ๒ ชั้น) จีวร สําหรับห่ม และ สบง สําหรับนุ่ง จะต้องตัดเย็บย้อมให้ถูกต้องทั้งขนาดและสี สําหรับขนาดขึ้นอยู่กับความอ้วน สูงใหญ่ สีจีวรที่ใช้กันในวงพระธุดงคกรรมฐานนั้นจะออกเป็น สีเหลืองแกมแดง (สีเหลืองหม่น) หรือไม่ก็สีวัวโทน ซึ่งเป็นสีที่ถูกต้อง และตรงตามปฏิปทาที่พ่อแม่–ครูอาจารย์พาปฏิบัติมาแต่เดิม

ปี พ.ศ. ๒๔๓๕ – ๒๔๓๗ พัฒนาวัดเลียบ 

ในระยะแรกที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พาพระเณรมาบุกเบิกภาวนาที่วัดเลียบนั้น เนื่องจากเป็นวัดร้าง จึงมีงานที่จะต้องบูรณปฏิสังขรณ์ และสร้างเสนาสนะที่จําเป็นอีกมากมาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงพาพระเณรก่อสร้างในสิ่งที่จําเป็น เช่น กุฏิ ศาลา ฯลฯ โดยท่านเน้น พัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอันสะอาด สงบร่มรื่น เงียบสงัด ไม่หรูหรา แต่แลดูเป็นธรรมชาติและเป็นระเบียบงามตา ชวนให้ภาวนา ซึ่งเป็นไปตามแนววัดป่ากรรมฐานในครั้งพุทธกาล

ภายหลังจากสร้างศาลาการเปรียญ (หอแจก) เพื่อเป็นที่ฉันภัตตาหารร่วมกันของพระเณร เป็นที่บําเพ็ญบุญ ใส่บาตร ฟังธรรม และปฏิบัติธรรมของศรัทธาสาธุชนแล้ว

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ อันเป็นปีที่ท่านพระอาจารย์มั่น ได้มากราบถวายตัวเป็นศิษย์แล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ทําการก่อสร้างอุโบสถ (สิมไม้) กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ซึ่งเป็นอุโบสถไม้ทั้งหลัง หลังคามุงสังกะสี มีเฉลียงโดยรอบ และได้อัญเชิญ “พระพุทธจอมเมือง” มาประดิษฐานเป็นพระประธาน ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่น ขณะก่อนบวช นอกจากท่านได้มาฝึกหัด ปฏิบัติธรรมแล้ว ยังได้ช่วยงานบุกเบิกพัฒนาสร้างวัดเลียบ ได้มีส่วนในการสร้างอุโบสถไม้ด้วย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ นอกจากมีความสามารถทางด้านประติมากรรมแล้ว ท่านยังมี ความสามารถในการแกะสลักพระพุทธรูป โดยในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ – ๒๔๓๗ ท่านได้ทําการแกะสลักพระพุทธรูป เป็นพระพุทธรูปไม้ปางสมาธิ ศิลปะรัตนโกสินทร์อิทธิพลลาว มาประดิษฐานในสิมไม้ (อุโบสถไม้) และในช่วงเวลาเดียวกัน ท่านก็ได้แกะสลักพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ศิลปะรัตนโกสินทร์อิทธิพลลาวด้วยอีกองค์หนึ่ง

ในระยะบุกเบิกพัฒนาวัดเลียบ เป็นสํานักปฏิบัติธรรมในสังกัดฝ่ายธรรมยุต กล่าวได้ว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพาพระเณรทํางานหนัก ทั้งงานภายในและภายนอกอย่างขยันขันแข็ง โดยท่านพาบําเพ็ญภาวนาควบคู่กับการทํางานบูรณะและก่อสร้างที่จําเป็น วัดเลียบในสมัยของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น จึงได้ชื่อว่า “เป็นต้นธารแห่งการปฏิบัติธรรมสายวิปัสสนากรรมฐาน” และวัดแห่งนี้ได้มั่นคงเจริญรุ่งเรืองมาโดยลําดับจวบจนปัจจุบันนี้ 

วัดเลียบได้รับการพัฒนาเป็นวัดธรรมยุต สืบทอดแนวปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น โดยการนําของเจ้าอาวาสรูปต่อๆ มาโดยลําดับ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๖ สิมไม้ (อุโบสถไม้) ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้สร้างไว้ชํารุดทรุดโทรมมากจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ พระโพธิญาณมุนี (สุธีร์ ภทฺทิโย) เจ้าอาวาสในขณะนั้นจึงได้รื้อถอนลง และสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้นทดแทน ด้วยทุนทรัพย์จากผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้าง และได้อัญเชิญ “พระพุทธจอมเมือง” ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ร่วมกันปั้นไว้ มาประดิษฐานเป็นพระประธาน 

ท่านไปภาวนาที่วัดร้างและอธิษฐานจิตให้เป็นวัดที่สมบูรณ์ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อท่านออกประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านย่อม ปรารถนาความพ้นทุกข์เหมือนกับบรรดานักปฏิบัติทั้งหลาย ด้วยท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมีธรรม เต็มเปี่ยมล้นแล้วในชาตินี้ กิริยาอาการของท่าน อุปนิสัยของท่าน ตลอดจิตใจของท่าน จึงเข้ากับหลักธรรมคําสอนได้เป็นอย่างดี โดยท่านมีนิสัยมักน้อยสันโดษ ชอบสถานที่วิเวกเงียบสงัด ชอบความสงบ ชอบประกอบความเพียร ไม่ชอบคลุกคลีกับหมู่คณะหรือญาติโยม ท่านเป็นพระที่ พูดน้อยและพูดแต่ทางธรรม ซึ่งเป็นอุปนิสัยเด่นประจําองค์ท่าน และเป็นไปตามหลักสัลเลขธรรม ๑๐ ประการ ที่องค์พระบรมศาสดาทรงเมตตาประทานไว้ 

สัลเลขธรรม ธรรมอันเป็นเครื่องขัดเกลาชําระกิเลสเพื่อความหลุดพ้น มี ๑๐ ประการ ได้แก่ อัปปิจฉตา (ความมักน้อย), สันตุฏฐี (สันโดษ), วิเวกตา (ความสงัดวิเวกทางกายและทางใจ), วิริยารัมภา (การประกอบความเพียร), อสังสัคคณิกา (ความไม่คลุกคลีมั่วสุมกับใครๆ ทั้งนั้น), ศีล, สมาธิ, ปัญญา, วิมุตติ (ความหลุดพ้น), วิมุตติญาณทัสสนะ (ความรู้เห็นอันแจ้งชัดในความหลุดพ้น)

ด้วยอุปนิสัยเด่นของท่านพระอาจารย์เสาร์นี้เอง ในเวลาต่อมา ที่วัดเลียบมีศิษย์มากเข้า มีพระเณรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ท่านจึงได้แสวงหาที่วิเวกแห่งใหม่ และท่านไปพบสถานที่แห่งหนึ่ง อยู่ด้านตะวันออกของตัวเมือง ห่างจากวัดเลียบ ประมาณ ๑ กิโลเมตร สถานที่ตรงนั้นเป็นวัดร้างเก่าแก่ ร้างมานานหลายปี มีโบสถ์หลังเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสภาพที่ชํารุดทรุดโทรมมากแล้ว แต่พออาศัยเป็นที่บําเพ็ญเพียรได้ หากมีการซ่อมแซมทําความสะอาดขึ้น 

ในบริเวณวัดร้างแห่งนั้นมีต้นหนามคอมขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด เป็นวัดร้างที่วิเวกเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดที่จะย่างกรายเข้าไปในสถานที่แห่งนั้น ท่านจึงหลบจากหมู่คณะออกมาใช้สถานที่นั้นเป็นที่นั่งสมาธิภาวนาและเดินจงกรม ท่านแสวงหาความวิเวกในเวลาหลังฉันจังหันเช้าแล้ว พอเย็นลง ท่านก็เดินกลับไปประกอบกิจวัตรและพักผ่อนที่วัดเลียบตามปกติ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านจะหลบพระเณรผู้คนไปบําเพ็ญเพียรในโบสถ์ที่วัดร้างแห่งนั้นทุกวัน ท่านมุ่งหวังที่จะให้วัดร้างแห่งนั้นถูกสร้างขึ้นมาเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อีกแห่งหนึ่ง ท่านเล่าว่า ทุกวันในตอนเช้าเวลาท่านไปถึง และตอนเย็นเวลาท่านจะกลับวัดเลียบ ท่านจะกราบพระประธาน ในโบสถ์ ทําวัตรสวดมนต์และอธิษฐานจิต ขอให้ผู้มีฤทธิ์ดลบันดาลให้สถานที่แห่งนี้ได้เป็นวัดที่สมบูรณ์ภายในอนาคตอันใกล้นั้น ด้วยจิตของท่านตั้งมั่นเป็นกุศลจิตเช่นนั้นเป็นประจํา เทพยดา ณ สถานที่นั้นย่อมล่วงรู้ได้และดลบันดาลให้มีผู้มาบําเพ็ญภาวนาและสร้างเป็นวัดขึ้นมา ซึ่งในเวลา ต่อมาไม่นานนัก วัดร้างแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นวัดที่สมบูรณ์ขึ้นมา ชื่อว่า “วัดบูรพาราม” 

ปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขอพระราชทานวิสุงคามสีมา วัดเลียบ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้จําพรรษาที่วัดเลียบ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ ต่อมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ พร้อมด้วยท้าวสิทธิสาร และ เพี้ยเมืองจัน ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามพระราชโองการที่ ๘๗/๓๐๓ วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ ตรงกับ ร.ศ. ๑๑๕ อันเป็นปีที่ ๒๙ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีขนาดด้านยาว ๗ วา ด้านกว้าง ๕ วา 

อุโบสถหลังเดิมมีขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ก่อสร้างด้วยไม้ หลังคามุงด้วย สังกะสี ควบคุมการก่อสร้างโดยท่านพระอาจารย์เสาร์ และได้ผูกพัทธสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธาน นามว่า “พระพุทธจอมเมือง” ซึ่งเป็นฝีมืองานปั้นของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านได้ลงมือก่อสร้างพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน หน้าตักกว้าง ๑.๙๙ เมตร สูงจากฐานถึงยอดเกศ ๒.๙๙ เมตร 

ต่อมาอุโบสถไม้หลังเดิมได้ชํารุดทรุดโทรม ทางวัดจึงได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ และอัญเชิญ “พระพุทธจอมเมือง” มาประดิษฐานเป็นพระประธาน พร้อมรูปเหมือนท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งศิษยานุศิษย์ได้จัดสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์

ด้วยวัดเลียบ เป็นสถานที่มงคลสําคัญของท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ในกาลต่อมา ทางวัดได้จัดสร้างเจดีย์วิหารอนุสรณ์สถานพระครูวิเวกพุทธกิจ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ เจดีย์วิหารอนุสรณ์สถานท่านพระอาจารย์มั่น โดยสร้างไว้เคียงคู่กัน องค์เจดีย์ทรงจตุรมุข ลักษณะคล้ายคลึงกัน มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก ส่วนความสูงขององค์เจดีย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ จะสูงกว่าองค์เจดีย์ของท่านพระอาจารย์มั่นเล็กน้อย ภายในเจดีย์วิหารฯ ท่านพระอาจารย์เสาร์ นอกจากเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนท่านพระอาจารย์เสาร์แล้ว ยังได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุ พระพุทธรูป และแสดงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ของท่านอีกด้วย ส่วนภายใน เจดีย์วิหารฯ ท่านพระอาจารย์มั่น นอกจากเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ก็ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุ พระพุทธรูป และแสดงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ของท่านด้วยเช่นกัน

การสร้างเจดีย์วิหารอนุสรณ์สถาน เพื่อเป็นอนุสรณ์รําลึกถึงสองพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน ให้พุทธบริษัทได้มากราบไหว้บูชาคุณงามความดี ได้น้อมระลึกถึงข้อวัตรปฏิบัติตลอดปฏิปทา และได้ยึดถือเป็นแนวทางการปฏิบัติตามรอยแห่งองค์ท่านสืบไป ซึ่งวัดเลียบนี้ถือเป็น วัดสําคัญแห่งแรกที่ท่านทั้งสองได้อยู่และจําพรรษาบําเพ็ญสมณธรรมร่วมกัน ต่อมาได้ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาภาคอีสานและฝั่งประเทศลาวร่วมกัน 

ดังนั้น ในการออกแบบเจดีย์วิหารอนุสรณ์สถานสองพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน จึงสมบูรณ์ งดงาม ทุกอย่างมีความหมายมากและสอดคล้องกับประวัติของท่านทั้งสอง โดยเฉพาะความเชื่อมโยง ๓ สถาบันหลัก เป็นต้นว่า พญาครุฑแบกยอดเจดีย์ อันหมายถึง สถาบัน พระมหากษัตริย์อุปถัมภ์คํ้าชูพระพุทธศาสนา เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับที่ครูบาอาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า ท่านทั้งสองเคยเป็นอดีตพระบูรพกษัตริยาธิราชเจ้า ทรงเป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ ทรงเสียสละ เลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปกป้องและกอบกู้เอกราชชาติไทย ถวายไว้เป็นแผ่นดินพระพุทธศาสนา เป็นพุทธบูชา 

ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ท่านให้คําแนะนําท่านพระอาจารย์มั่นก่อนจะลาสิกขา 

ในราวปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นพระบวชใหม่ เป็นภิกษุหนุ่ม อายุพรรษาราว ๔ พรรษา ขณะนั้นท่านพํานักปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ที่ วัดเลียบ เมืองอุบลฯ ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นภิกษุหนุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นปฏิบัติภาวนา จิตใจของท่านคงจะยัง โลดแล่นคึกคะนองตามธรรมชาติของคนวัยหนุ่มโดยทั่วไป จิตใจยังไม่สนิทแนบแน่นในทางธรรม ท่านเกิดคิดอยากจะลาสิกขาไปครองเพศฆราวาสเป็นกําลัง สุดที่จะหักห้ามชนะจิตใจตนเองไว้ได้ ท่านจึงตัดสินใจเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องใช้สําหรับฆราวาสไว้พร้อม รอโอกาสจังหวะเหมาะ จึงได้ จัดขันดอกไม้ธูปเทียนตามประเพณีเข้าไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์เสาร์ แสดงความประสงค์ จะขอลาสิกขา

จะเป็นด้วยวาสนาบารมีธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น ที่จําเป็นจะต้องได้บําเพ็ญตนเป็นพุทธสาวกที่ออกค้นคว้าแสวงหาสัจธรรมจนพบ และจะต้องเป็นศาสนทายาทธรรมเผยแผ่ประกาศสัจธรรม สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้อย่างยิ่งใหญ่ไพศาล หรือด้วย การที่ท่านพระอาจารย์เสาร์จะสามารถหยั่งรู้จิตใจและอนาคตของศิษย์ ว่าจะต้องมาบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร มาเป็นต้นสกุลแห่งพระธุดงคกรรมฐาน ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ร่วมกัน หรือด้วยองค์ประกอบทั้งสองประการ ซึ่งล้วนเป็นไปได้ด้วยกัน 

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นเข้าไปกราบเรียนแสดงความประสงค์จะขอลาสิกขา ปรากฏว่าท่านพระอาจารย์เสาร์ ผู้เป็นพระอาจารย์มิได้กล่าวคําทัดทานศิษย์รักองค์นี้เลยแม้แต่น้อย แต่ท่านกลับพูดให้ข้อคิดคติธรรม และให้อุบายธรรมสั้นๆ ที่แยบคายลํ้าลึกตามแบบฉบับของจอมปราชญ์ ด้วยนํ้าเสียงสงบเย็นตามอุปนิสัยของท่านว่า

“ถ้าท่านจะลาสิกขาก็สึกได้ ไม่ห้าม ไม่หวง แต่ผมจะขอร้องและแนะนําท่านสักอย่างว่า

การที่เราได้เกิดเป็นมนุษย์มีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนาเช่นนี้ เป็นของยากเหลือเกิน

ฉะนั้น เมื่อเราได้ลาภอันประเสริฐที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเกิดเป็นลูกผู้ชายได้บวชครองผ้ากาสายะของพระพุทธองค์อันบริสุทธิ์เช่นนี้แล้ว ขออย่าได้ละโอกาสอันดีงามนี้ให้ล่วงเลยไปโดยปราศจากประโยชน์เลย การได้มาบวช มาประพฤติธรรม เป็นบารมีของเรา เราอาจจะยังไม่ถึงพร้อม จึงยังไม่สามารถทําให้บรรลุถึงมรรค ผล นิพพานได้ แต่ก็ช่วยอบรมบ่มนิสัยในทางที่ดีงามให้แก่เราได้พอสมควร 

ในโอกาสที่ท่านจะสึกหาลาเพศออกไปนี้ ผมอยากขอร้องให้ท่านบําเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่ สัก ๗ วัน เพื่อเป็นการสร้างสมบารมีให้เกิดเป็นอุปนิสัยติดตามตนไป ไม่ว่าจะไปทําอะไร จะได้มี ชีวิตที่รุ่งเรืองสดใส ในช่วง ๗ วันก่อนสึกนี้ ขอให้ท่านปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ขยันเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีให้เต็มที่ ระมัดระวังปิดประตูทวารทั้งหมดให้เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ใช้ความเพียรให้เต็มที่ เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายของท่านที่จะทํา ถ้าออกไปครองเพศฆราวาสแล้วไม่สามารถประกอบความเพียรเช่นนี้ได้ ด้วยการครองเพศฆราวาสนั้นมันวุ่นวาย ต้องต่อสู้ดิ้นรนจะหยุดนิ่งไม่ได้ โอกาสทําความเพียรของฆราวาสจึงยากแสนยาก ไม่เหมือนอยู่ในเพศบรรพชิตเช่นนี้

ในช่วง ๗ วันสุดท้ายของการเป็นพระนี้ จึงขอให้ท่านเร่งทําความเพียรให้เต็มที่เถิด ถือธุดงควัตร ๑๓ ให้เคร่งครัดที่สุด ฉันเอกาเป็นวัตร ถือเนสัชชิก ไม่นอนทอดกายตลอดวันคืน และ การเข้าเยี่ยมป่าช้า เป็นต้น ขอให้ท่านทําตามคําขอร้องของผมอย่างเคร่งครัด เมื่อครบ ๗ วันแล้วเราค่อยมาพูดเรื่องการลาสึกกันใหม่”

ด้วยท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมีประสบการณ์ในเรื่องตัดสินใจไม่ลาสิกขาและจะอยู่ถือพรหมจรรย์บําเพ็ญธรรมตลอดชีวิตเพื่อความพ้นทุกข์มาก่อนหน้า ข้อคิดคติธรรมและอุบายธรรมของท่าน แม้เพียงสั้นๆ แต่เนื้อหากลับเป็นแก่น เป็นสาระสําคัญที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งธรรม ซึ่งจะเข้าไปกระตุ้นเตือนจิตใจท่านพระอาจารย์มั่น พุทธสาวกที่จิตใจฝังลึกด้วยวาสนาบารมีธรรมอันเปี่ยมล้นสูงลํ้าออกมาให้ปรากฏ

ท่านพระอาจารย์มั่นเปลี่ยนใจไม่สึก

เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล แนะนําท่านพระอาจารย์มั่น ลูกศิษย์ของท่านแล้วท่านพระอาจารย์มั่น ท่านมีความดีใจมาก เพราะความหวังที่จะได้สึกออกมาเป็นฆราวาสลอยมาอยู่ แค่เอื้อม แค่ ๗ วันเท่านั้นเอง ท่านจึงได้ตกลงรับปากกับท่านพระอาจารย์เสาร์อย่างแข็งขัน คือ ทําความเพียรให้เต็มที่เพื่อแลกกับการสึก 

จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นก็กราบลา กลับไปเร่งทําความเพียรอย่างเต็มที่ หวังแต่เพียงเพื่อให้เป็นอุปนิสัยปัจจัยต่อไปทั้งในภพนี้และภพหน้า ตามคําที่ท่านพระอาจารย์เสาร์บอก ส่วนท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็เร่งทําความเพียรของท่านอย่างไม่หยุดหย่อน คือ ทุกวันหลังฉันภัตตาหาร ท่านจะปลีกจากหมู่คณะไปบําเพ็ญเพียรที่โบสถ์วัดร้างจนถึงเวลาเย็นจึงกลับวัดตามปกติ

เมื่อครบกําหนด ๗ วันตามสัญญา ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็เรียกหาท่านพระอาจารย์มั่น ให้เข้ามาพบ แล้วก็ถามความสมัครใจว่าจะสึกหรือไม่ ถ้าต้องการจะสึกก็จะสึกให้ พร้อมกันนั้น ท่านก็พูดในเชิงปรารภธรรมเช่นเดิมอีกว่า “สมณะ หรือ นักบวชที่แท้จริง ต้องเป็นผู้ขวนขวาย หาที่สงบ เพื่อประกอบความเพียรชําระจิตใจของตน เพื่อทําให้ถึงที่สุดแห่งความทุกข์ แล้ว ท่านก็บอกความประสงค์ของท่านว่า ท่านจะออกธุดงค์แสวงวิเวกไปทางภูหล่น ที่นั่นมีภูเขายาว เป็นเทือกโอบล้อมอยู่ มีถํ้าอยู่หลายแห่ง เป็นที่สงบสงัดเหมาะแก่การบําเพ็ญภาวนา

ท่านพระอาจารย์เสาร์บอกว่า ท่านจะอยู่ที่ภูหล่นสักระยะหนึ่ง ต่อจากนั้นก็จะออกวิเวก ไปเรื่อยๆ ไม่มีที่กําหนดหมาย สุดแต่ความพอใจและสมควรแก่สถานการณ์ ท่านพระอาจารย์มั่นรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่พระอาจารย์ของท่านบอกความประสงค์เช่นนั้น ประกอบกับช่วง ๗ วันที่ท่านเร่งประกอบความเพียรอย่างเต็มที่ ถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด เกิดความมั่นใจในทางธรรมขึ้นมาก

ด้วยวาสนาบารมีธรรมอันเปี่ยมล้นของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งตั้งความปรารถนาพุทธภูมิมาคอยสนับสนุนให้ท่านมุ่งสู่ทางธรรม สู่เส้นทางพ้นทุกข์อย่างเต็มที่ ทําให้ผ่านอุปสรรคเบื้องต้นนี้ได้อย่างไม่ยากนัก โดยท่านใช้สติปัญญาพิจารณาใคร่ครวญถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต และหาแก่นสารแท้จริงไม่ได้ ไปหลงยึดถือเอาสิ่งไม่เป็นแก่นสารมาเป็นสาระ จึงได้พากันจมอยู่ในกองทุกข์ พากันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอยู่รํ่าไปและไม่มีที่สิ้นสุด พิจารณาไปแล้วชวนให้ใจสลดสังเวชในภพชาติเป็นยิ่งนัก เมื่อท่านพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนรอบคอบแล้ว จึงล้มเลิก ความคิดที่จะลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาส ด้วยท่านเป็นชายชาติอาชาไนย องอาจ กล้าหาญ มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ท่านจึงตัดสินใจด้วยตนเองอย่างแน่วแน่ว่า “จะขออยู่ปฏิบัติธรรมใน เพศบรรพชิตอย่างมอบกายถวายชีวิต โดยไม่ขอสึกอีกต่อไป” และท่านได้นําเรื่องนี้กราบเรียน ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ยินดังนั้นก็เกิดความรู้สึกยินดีเป็นอันมาก 

ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ขออนุญาตท่านพระอาจารย์เสาร์ ขอธุดงค์ติดตามไปปฏิบัติธรรม ที่ภูหล่นด้วย ท่านก็เมตตาอนุญาตและเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งจากบ้านเกิด มาหลายปี จะได้ถือโอกาสแวะเยี่ยมโยมพ่อโยมแม่ที่บ้านคําบงด้วย เพราะภูหล่น และ บ้านคําบง อันเป็นบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์มั่น ตั้งอยู่ตําบลสงยาง อําเภอศรีเมืองใหม่ และอยู่ห่างกันเพียง ๕ กิโลเมตร 

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ทั้งอาจารย์และศิษย์ คือ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระ–อาจารย์มั่น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเดียวกันแล้ว คือ จะอยู่ในเพศพรหมจรรย์ตลอดชีวิต เพื่อปฏิบัติธรรมจนกว่าจะพ้นทุกข์ ก็เที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอย่าง ไม่อาลัยอาวรณ์ในชีวิต ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“พรหมจรรย์นี้เพื่อพรหมจรรย์ ถ้าพรหมจรรย์เพื่อการยอมรับของเขา พรหมจรรย์เพื่อให้ คนนับหน้าถือตา พรหมจรรย์เพื่อจะสั่งสอนคนอื่น พรหมจรรย์นั้นไร้สาระ มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่พรหมจรรย์เพื่อพรหมจรรย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านพรหมจรรย์เพื่อพรหมจรรย์ของท่าน เวลาพรหมจรรย์ของท่าน ท่านประพฤติปฏิบัติของท่านจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ของท่าน”

โดยในระยะต้นแห่งการปฏิบัติธรรม ท่านทั้งสองเที่ยวธุดงค์ไปด้วยกันในหลายถิ่นหลายที่ ทั้งภาคอีสานและฝั่งประเทศลาว จนได้รับการเทิดทูนบูชายกย่องอย่างสูงสุด โดยถวายให้ ท่านทั้งสองเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน เป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร และเป็น ต้นสกุลของพระธุดงคกรรมฐานสมัยกึ่งพุทธกาลอย่างแท้จริง

ต้นสกุลกรรมฐานสมัยกึ่งพุทธกาล

ครูบาอาจารย์ เทศน์ไว้ดังนี้

“ต้นสกุลแท้ๆ คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ในป่านะ ตรัสรู้ในป่าเห็นไหม ต้นสกุลของเรา คือ ศาสดา แล้ววางธรรมและวินัยมา ๒,๐๐๐ กว่าปีเห็นไหม แล้วหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เป็นผู้รื้อค้นขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง กว่าจะรื้อค้นขึ้นมาอีกรอบหนึ่งเนี่ย ธรรมวินัยมีเห็นไหมเนี่ย เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดกับพระอานนท์นะ “อานนท์ ธรรมและวินัยนี้จะ เป็นศาสดาของเธอนะ” แล้วเวลาสร้างสมบุญญาธิการมาเห็นไหม เนี่ย ธรรมและวินัยนี้เป็น ศาสดาของเธอ 

เรากึ่งพุทธกาลก็มีธรรมวินัย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นก็มีธรรมวินัย แต่ขณะหลวงปู่มั่นค้นคว้าอยู่นะ ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังมาก รื้อค้นเนี่ย ธรรมวินัย พระไตรปิฎกเปิดยิ่งอ่านยังไง ก็งง ขนาดนั้นน่ะ รื้อค้นขนาดไหนเห็นไหม ขนาดตรวจสอบ หลวงปู่มั่นท่านไปค้นคว้าของท่าน เองนะ ครูบาอาจารย์ท่านเล่าต่อกันมาว่า หลวงปู่มั่นก็สร้างสมบุญญาธิการมา เป็นพระโพธิสัตว์ เหมือนกัน เนี่ย เวลาจิตสงบเข้าไป ไปเห็นกาย เห็นอะไรก็แล้วแต่ พอถึงแล้วมันเป็นทางตันหมด ทางตันหมด เพราะอะไร เพราะว่าเนี่ยพระโพธิสัตว์ สิ่งที่เป็นพระพุทธวิสัยมันขวางกั้นอยู่เห็นไหม ถึงต้องสละ สละสิ่งนั้นมาแล้ว มารื้อค้นขึ้นมาเนี่ย รื้อค้นเข้าไปถึงใจของตัว 

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ถึงเข้าไปถึงใจของตัว พอเข้าถึงใจของตัว เห็นไหม เนี่ยต้นสกุล ต้นสกุลอีกรอบหนึ่งกึ่งพุทธกาลนะ 

ในพระไตรปิฎกว่า กึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง กึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญ อีกหนหนึ่ง เห็นไหม มันเจริญที่ไหน มันเจริญที่ไหน เห็นไหม ดูสิ ก่อนพุทธกาลเขาทําสังคายนา สังคายนาธรรมวินัย สังคายนาทางวิชาการไง แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น สังคายนาในหัวใจของหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นมารื้อค้นในใจหลวงปู่มั่นนะ รื้อค้นขึ้นมาเห็นไหม เพราะรื้อค้นขึ้นมาเป็นความจริง เป็นความจริงเนี่ยต้นสกุล ต้นสกุลของกรรมฐาน เนี่ยสกุลกรรมฐานน่ะเกิดจากตรงนี้”

ท่านออกประพฤติปฏิบัติ สังคมไม่ยอมรับ 

ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“เริ่มตั้งแต่พระจอมเกล้าฯ เข้ามารื้อฟื้นนะ คนยอมรับไม่ได้นะ ในสมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ออกประพฤติปฏิบัติ เขารับกันไม่ได้หรอก ไอ้พระห่มผ้าสีดําๆ เขารับกันไม่ได้หรอก เขาห่มกันสีของตลาดไง สีของโลกๆ ไป 

ดูสิ เวลาหลวงตาท่านถามหลวงปู่มั่นว่า ในสมัยพุทธกาลหลวงปู่มั่นพิจารณาแล้วใช้ผ้าสีอะไร ใช้ผ้าสีขนุนอย่างแก่ ใช้ผ้าสีขนุนอย่างกลาง ใช้ผ้าสีขนุนอย่างอ่อน แก่นขนุนทั้งนั้น สีเหลืองทองๆ อย่างนี้มีไหม? ไม่มี หลวงปู่มั่นบอกไม่มีเลย แต่โลกถือกันว่าเป็นสภาวะแบบนั้น 

แล้วเวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ออกประพฤติปฏิบัติกัน พระห่มผ้าสีดําๆ เขาเห็นเป็นสิ่งแปลกประหลาด สิ่งมหัศจรรย์นะ เขาดูถูกเหยียดหยามนะ ดูถูกเหยียดหยามด้วยความรู้สึกของเขาไง แต่ความจริงครูบาอาจารย์ของเราจะเข้าไปถึงจุดยืนไง เห็นไหม มีจุดยืนของเรา ธรรมและวินัย เห็นไหม ย้อมผ้าด้วยนํ้าฝาด ย้อมผ้าด้วยสีแก่นขนุน นี่ท่านมีจุดยืน

สภาวะของเรา จุดยืนของเรา เราจะเข้าไปหาหัวใจของเรา เราจะต้องซื่อตรงกับตัวเราเอง ไม่ใช่เอาส่วนโลกมาเป็นประมาณ ถ้าส่วนโลกมาเป็นประมาณ เขาไม่มีจุดยืน เรื่องของเขา สังคม เป็นเรื่องของเขา เราไม่แบกโลกหรอก โลก คือ โลก

ท่านพระอาจารย์เสาร์ปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ชอบสวดมนต์อ้อนวอนขอ

ครูบาอาจารย์ เทศน์ไว้ดังนี้

หลวงปู่เสาร์เป็นคนสอนหลวงปู่มั่น เอาหลวงปู่มั่นออกมาบวช สุดท้ายแล้วหลวงปู่มั่นกลับไปเอาหลวงปู่เสาร์ สมัยนั้นทางอุบลฯ เขาจะสวดมนต์ไง ขอให้ธรรมมาสถิตที่ตา ขอให้ธรรม มาสถิตที่ใจ คือขอเอาก่อน คือสวดมนต์เยอะ คือทําพิธีกรรมมาก แล้วก่อนจะภาวนานี่ก็กลัวไง พวกเรานี่นะ สมัยก่อนเขาถือผีถือสางกันนะ ทั้งๆ ที่ถือพุทธนี่แหละ แต่พุทธเชิงผี อ้อนวอนเอา ก็กลัว กลัวผีจะมาสิง กลัวทําแล้วมันจะธรรมะแตก ก็ต้องขึงสายสิญจน์ ปักสายสิญจน์นะ…

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เล่าว่า ประเพณีการปฏิบัติกัมมัฏฐานทางจังหวัดอุบลฯ ก่อนปฏิบัติ จะปักเสา แล้วขึงสายสิญจน์ล้อมรอบทางจงกรมและที่นั่งสมาธิ จากนั้นก็จะสวดมนต์อ้อนวอนขอ ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านเริ่มปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ท่านยังไม่เข้าใจ ท่านก็ดําเนินเช่นนั้น โดยสวดมนต์อ้อนวอน “ขอให้ธรรมมาสถิตที่ตา ขอให้ธรรมมาสถิตที่ใจ” การสวดมนต์แต่ละครั้ง จะยาวนานถึง ๓ – ๔ ชั่วโมง ท่านจะติดการสวดมนต์อ้อนวอนขอทุกครั้ง ท่านติดพิธีเช่นนี้อยู่ หลายปี ภายหลังท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้มาแก้ไขให้ 

โดยตอนเริ่มต้นการปฏิบัติ ท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นครูฝึกฝน ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านสอนข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ สอนการทําสมถกรรมฐาน เมื่อท่านพระอาจารย์มั่น ท่านปฏิบัติธรรม ไปแล้วเกิดติดขัด ไปถามท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านแก้ให้ไม่ได้ เพราะท่านพระอาจารย์มั่น สร้างสมบารมีมามาก จึงมีปัญญามาก ท่านต้องแก้ไขเอง

เมื่อท่านอาจารย์มั่นแก้ไขตัวท่านเสร็จแล้ว ท่านก็กลับไปแก้ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเห็นว่า พิธีที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ทําจนติดนั้น โดยการสวดมนต์อ้อนวอนขอ เป็นการปฏิบัติอย่าง อ่อนๆ ซึ่งไม่ตรงแน่วต่อธรรม ควรลงมือปฏิบัติธรรมโดยกําหนดพุทโธไปเลย จิตใจมันเข้มแข็งกว่า ปฏิบัติได้เต็มที่กว่า แก้ไขกันอยู่ ๓ ปี ในที่สุดท่านพระอาจารย์เสาร์จึงยอมวางทิฏฐิอันนี้ลง…

ภาคปฏิบัติ ภาคความจริง ถ้าความจริง มันเป็นความจริงขึ้นมา เวลาเป็นความจริงๆ มันเป็นความจริงอย่างนี้ไง ถ้าความเป็นจริงอย่างนี้ เวลาความจริงเห็นไหม ถ้าสัจจะเป็น ความจริง มันแก้กิเลส”

ภาค ๕ สองพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร

ประสบการณ์เดนตาย มาเป็นประวัติอันทรงคุณค่า 

องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้ 

ความสมบุกสมบัน ความลําบากลําบน รวมอยู่กับท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์เสาร์ ในสมัยปัจจุบันใครจะลําบากลําบนยิ่งกว่าท่านทั้งสององค์นี้ ไม่มี เราพูดได้อย่างเต็มปาก กว่าจะ ได้อรรถได้ธรรมมาอบรมสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ได้ประพฤติปฏิบัติจนเกิดความรู้ ถ่ายทอดจากท่านมาเรื่อยๆ กลายมาเป็นครู เป็นอาจารย์ที่เคารพนับถือของประชาชน พระ เณรนั้น ท่านรอดตายมาแล้ว ทั้งท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น และคณะลูกศิษย์ท่าน ตลอดที่รองๆ กันลงมาในบรรดาลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นซึ่งเป็นผู้ใหญ่มีจํานวนมาก ก็เพราะท่านตั้งจิตตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามหลักความจริงที่ท่านอาจารย์มั่น ท่านสอนด้วยความจริงใจจริงๆ…

ธรรมไม่ค่อยเกิดในสถานที่สมบูรณ์พูลผลด้วยปัจจัย ๔ จําให้ดี ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านพาดําเนินมาอย่างนี้ อย่าง ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นต้น ในสมัยปัจจุบันนี้ ท่านหาอยู่แต่ที่อดๆ อยากๆ ขาดๆ แคลนๆ โดยไม่สนใจกับสิ่งเหล่านั้นว่าจะมาเป็นอุปสรรคอะไรเลย แต่มุ่งเพื่อการประกอบความพากเพียรด้วยความสะดวกสบายของท่านต่างหาก

ท่านจึงหาอยู่ในที่เช่นนั้น อดอยากขาดแคลน ท่านไม่สนใจ ขอให้ธรรมสมบูรณ์ภายในใจ การประกอบความเพียรไม่ขาดวรรคขาดตอน เป็นที่สะดวกสบาย นั้นเป็นที่ต้องการสําหรับท่าน นักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ แม้ท่านพ้นทุกข์ไปแล้ว ท่านก็ถือเป็นอัธยาศัยอีกด้วย ท่านไม่กังวลกับจตุปัจจัยไทยทานทั้งหลาย เพียงอาศัยไปวันหนึ่งๆ ท่านได้อยู่สะดวกสบายในระหว่างขันธ์กับจิต ในสถานที่ที่เหมาะสมเช่นนั้นเท่านั้น ท่านเป็นที่พอใจจนถึงอายุขัยของท่าน จําให้ดี” 

ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ไปบุกเบิกธุดงค์นั้น ล้วนเป็นป่าเปลี่ยวๆ ลึกๆ สภาพป่าก็เป็นดงหนาป่าทึบ เต็มไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้าย ไข้ป่า ภูตผีวิญญาณร้าย และเต็มไปด้วยภพภูมิอันลึกลับน่าหวาดหวั่นสะพรึงกลัว แต่เพราะธรรมอยู่ฟากตาย และเพราะธรรมเกิดในสถานที่อดอยากขาดแคลน พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองกล้าหาญ ทรหดอดทน และ สมบุกสมบันมาก สมเป็น “ชายชาติอาชาไนย” และสมเป็น “นักรบธรรมเดนตาย” ท่านต้อง บุกบั่นฝ่าฟัน ยอมสละเป็นสละตาย ถึงขั้นยอมสละชีวิต บุกป่าฝ่าดง ซึ่งเต็มไปด้วยดงเสือร้ายและ โขลงช้างป่า จนได้เข้าไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้น อันเป็น “มหาวิทยาลัยป่า”  ในทางพระพุทธศาสนา 

ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“เวลาสมัยครูบาอาจารย์ สมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านทุกข์ยากมาก คําว่า “ทุกข์ยากมากนั้น” เพราะสมัยนั้นประชาชนยังน้อย ทางภาคอีสาน ภาคต่างๆ ป่าเขานี่ เต็มไปหมด สัตว์ป่านี่เต็มไปหมด แล้วเราค้นคว้าหาความจริงในหัวใจของเรา เวลามันเป็นความจริงความจังขึ้นมา ไปอย่างนั้น ทุกข์ไหม ถ้ามองทางโลก ทุกข์ทั้งนั้น คนบ้าหรือต้องมาทรมานตน อย่างนี้ คนบ้าใช่ไหมที่เข้ามาเพื่อความทุกข์ยากนั้น

ครูบาอาจารย์ท่านทําเป็นแบบอย่าง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านทําเป็นแบบอย่าง นี่มีคุณธรรมจริงๆ มีคุณธรรมแล้ว เห็นไหม เวลาปัจจัยเครื่องอาศัย กินพอเป็นขี้ กินพอให้ลําไส้ กระเพาะไม่โดนนํ้าย่อยกัด แล้วเครื่องใช้จีวรปัจจัย ๔ ต่างๆ ก็ใช้แบ่งปันกันอยู่ในหมู่สงฆ์ แล้วมี ความสุขๆ วิมุตติสุข สุขจริงๆ สุขจริงๆ”

พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ท่านใช้ชีวิตพระธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขาราวกับเศษคน แต่ หัวใจท่านสูงส่งยิ่งใหญ่มาก เพราะสัจธรรมนี้เลอเลิศลํ้าค่ามาก แม้พระพุทธเจ้าทรงกราบได้แต่ สัจธรรมนี้เท่านั้น ซึ่งไม่เว้นมนุษย์ที่ต้องการพึ่งสัจธรรม แม้แต่เทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ นาค ครุฑ ต่างล้วนต้องการพึ่งสัจธรรม ท่านจึงต้องการค้นคว้าหาสัจธรรมที่มีอยู่ให้พบ ให้จงได้ และนําสัจธรรมนี้ออกมาเผยแผ่ให้กับทุกดวงจิตในวัฏสงสาร ซึ่งยังต้องเวียนว่ายตายเกิดและเต็มไปด้วยกองทุกข์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งนี้เพื่อจะได้รักษา สืบทอด “สัจธรรม” อันเป็นมรดกธรรมลํ้าค่าของพระพุทธศาสนานี้ไว้ตราบนานเท่านาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ล้วนมีประสบการณ์เผชิญเปรต ผี มาขอ ส่วนบุญ ตลอดเทวดา อินทร์ พรหม มากราบ มาขอฟังสัจธรรมกัน และท่านต้องผ่านประสบการณ์อันโชกโชนในป่าลึก ซึ่งมีภัยรอบตัวมามากมาย และต้องผ่านความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัสสากรรจ์มามากมาย บางครั้งอยู่กลางป่าลึก ท่านเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นไข้ป่า ปราศจากหยูกยา แทบเป็นแทบตายเกือบถึงขั้นเสียชีวิตก็มี แต่ท่านก็รอดชีวิตมาได้ราวอัศจรรย์ปาฏิหาริย์ จนท่าน สมความปรารถนาได้ธรรมอันเลิศเลอมาครองใจ และได้ออกจากป่ากันมา นําธรรมนี้มาสั่งสอนอบรมเหล่าศิษย์

ชีวิตพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง เป็นชีวิตสมณะแท้ และเป็นชีวิตแบบอย่างอันสมบูรณ์งดงามที่สุด หาได้ยากยิ่งในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล เป็นประวัติอันทรงคุณค่ามาก ยากที่ผู้ใดจะ กระทําตามได้ เพราะทางพ้นทุกข์ อันเป็นทางสายเอก มีแนวอริยปฏิปทานี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น ดังที่พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ได้ดําเนินตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดามาโดยตลอด ประวัติชีวิตสมณะของท่านทั้งสอง จึงเป็นคติธรรมอันเลิศเลอลํ้าค่าให้กับบรรดาศิษย์ที่ต้องการแสวงหาโมกขธรรมได้ยึดถือดําเนินตามต่อไป 

พรรษา ๑๘ – ๑๙ พ.ศ. ๒๔๔๐ – ๒๔๔๑ จําพรรษาบําเพ็ญเพียรที่ภูหล่น 

ประวัติท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในช่วงเริ่มต้นออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมทุกข์ยากลําบากมาก ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“เรียนมานี่เสียหายไหม ไม่ หลวงตาท่านพูดบ่อย ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เพราะทางวงการวิชาการเขาบอกว่า ศาสนาต่อไปนี้จะเจริญมาก เจริญที่ไหน เจริญที่ในวงการวิชาการเข้มแข็ง ฝ่ายการศึกษาเขาบอกว่า ต่อไปนี้ศาสนาพุทธจะเจริญมากเลย เจริญที่ไหน เจริญเพราะว่าทางนี้ ทางวิชาการเข้มแข็ง ถ้าทางวิชาการเข้มแข็งแล้ว เดี๋ยวภาคปฏิบัติก็จะเข้มแข็ง เพราะภาคปฏิบัติ ก็ต้องไปจากภาควิชาการ ถ้าภาควิชาการเข้มแข็ง เดี๋ยวภาคปฏิบัติจะเข้มแข็ง เขาก็ดีใจของเขา

เรานะ เราย้อนกลับไปดูหลวงปู่มั่น เรา เวลาเราศึกษา เราชอบศึกษา เราชอบ ประวัติศาสตร์มาก เราชอบศึกษาว่าหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเริ่มต้นอย่างใด ไปอ่านประวัติตั้งแต่เริ่มเด็กๆ นะ หลวงปู่เสาร์ท่านบวชมาแล้วท่านเป็นมหานิกายมา ๑๐ ปี แล้วท่านมีเรืออยู่ ลําหนึ่งที่ผูกอยู่ที่แม่นํ้ามูล ท่านมองเรือตลอดว่า ถ้าท่านสึกไป ท่านจะเอาเรือนี้ไปทําการค้า อย่างไรๆ มันยังสองจิตสองใจอยู่ไง แต่ถึงที่สุดแล้วท่านตัดสินใจได้ ท่านปล่อยเรือนั้นไป ตัดเชือก เรือนั้นให้ไปตามนํ้า

แล้วท่านก็มาญัตติเป็นธรรมยุต ท่านเป็นพระผู้ใหญ่แล้วนะ ท่านมาญัตติเป็นธรรมยุตเพื่อจะเอาจริงเอาจัง แล้วพอท่านมีหลักมีเกณฑ์แล้ว ท่านก็ไปเอาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่น มาบวชเป็นสามเณรแล้วสึกไป หลวงปู่เสาร์ท่านก็ไปเลียบไปเคียงมาจนหลวงปู่มั่นมาบวชอีก บวชเสร็จแล้วหลวงปู่มั่นกับหลวงปู่เสาร์ออกธุดงค์กัน

อ่านหนังสือประวัติว่า เวลาหลวงปู่มั่นพรรษาแรกออกไปธุดงค์ แล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน เยี่ยมเรือน เพื่อนฝูงของหลวงปู่มั่นท่านมาคุยมาเยี่ยมเยียนหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ท่านเห็นว่า มันชักไม่ปกติแล้ว มันชักผิดปกติแล้ว ท่านออกอุบายพาหลวงปู่มั่นเข้าป่าเข้าเขาไป ท่านออกอุบายพาหลวงปู่มั่นไปธุดงค์ ไปค้นหาตัวตนของท่าน ทุกข์ยากมาก

หลวงตาท่านฟังเรื่องหลวงปู่มั่นนะ บอกว่าหลวงปู่มั่นเวลาอะไรไปสัมผัสใจของท่าน ท่านจะ เล่าว่า ท่านเคยทุกข์เคยยาก เคยเป็นอะไรมา หลวงปู่มั่นท่านเล่าประสบการณ์ของท่าน แต่หลวงตา บอกว่า ท่านหันหน้าเข้าข้างฝาแล้วร้องไห้ สงสารหลวงปู่มั่นไง

หลวงปู่มั่น ท่านเล่าของท่านไป เวลาท่านเล่าถึงทําความลําบากของท่าน คนเล่าก็เล่าเรื่องปกติ เพราะท่านประสบมาใช่ไหม ท่านเล่าเรื่องประสบการณ์ของท่าน แต่หลวงตาท่านบอกว่า ท่านหันหน้าเข้าข้างฝา หันหน้าเข้าข้างกุฏิแล้วนํ้าตาไหล คือสงสารแทนคนเล่า คนเล่าท่านเล่าปกติ แต่คนฟังมันสะเทือนใจ นี่ภาคปฏิบัติ กว่าจะได้มานะ กว่าจะได้มา ถ้าเราเห็นว่าครูบาอาจารย์ ถ้าเป็นความจริงนะ”

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้พาศิษย์ของท่าน คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งยังเป็นพระนวกะ บวชได้ ๔ พรรษา ออกเดินธุดงค์จากวัดเลียบ ในเมืองอุบลราชธานี ไปปฏิบัติภาวนาที่ภูหล่น ซึ่งอยู่ในเขตอําเภอโขงเจียม (ปัจจุบันอยู่ในเขต อําเภอศรีเมืองใหม่) จังหวัดอุบลราชธานี ท่านได้พาท่านพระอาจารย์มั่นแวะเยี่ยมบ้านเกิดของ ลูกศิษย์ ที่บ้านคําบง เพื่อให้โอกาสลูกศิษย์ได้เยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง

เมื่อ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น เดินทางไปถึงบ้านคําบง บรรดา เพื่อนฝูงญาติมิตรของท่านพระอาจารย์มั่นและพี่น้องชาวบ้านคําบง ต่างพากันมากราบเยี่ยมเยียน ทักทาย โอภาปราศรัย และให้การอุปัฏฐากต้อนรับเป็นอย่างดี ท่านทั้งสองพักอยู่ที่บ้านคําบง ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ท่านพระอาจารย์เสาร์เห็นว่าเริ่มชักไม่ปกติแล้ว ถ้าพักอยู่นานจะทําให้ศิษย์ ของท่านฟุ้งซ่านมากขึ้น ท่านจึงออกอุบายพาท่านพระอาจารย์มั่นเข้าป่าเข้าเขา ไปธุดงค์เร่งทํา ความเพียร ท่านขอให้ชาวบ้านคําบง ช่วยนําทางไปยังบ้านภูหล่น เพื่อสํารวจหาสถานที่เหมาะสม ในการภาวนาบนภูหล่นต่อไป

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้มาพักปักกลดที่ภูหล่นและออกสํารวจ ดูภูเขาหลายลูก ในที่สุดก็ได้กําหนดเอาสถานที่บนหลังเขาภูหล่นเป็นที่พักบําเพ็ญเพียร โดยจะอยู่ประจําสักระยะเวลาหนึ่งที่นานพอสมควร

ภูหล่นเป็นภูเขาที่ไม่สูงนัก ขึ้นลงก็พอดี ไม่ถึงกับลําบาก ที่โคจรบิณฑบาตก็อยู่ไม่ไกล อีกทั้งบริเวณภูหล่นนั้นมีสภาพเป็นผืนป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อากาศดี เหมาะกับการทําความเพียรอบรมสมาธิภาวนา ครูบาอาจารย์เล่าว่า ภูหล่น ในสมัยนั้นมีสัตว์ป่าชุกชุมมากและมีแทบทุกชนิด ตอนรุ่งเช้าเสียงนกร้องแข่งกับเสียงไก่ป่าขันกันเซ็งแซ่ พอตกตอนกลางคืน บางคืนเดือนมืด ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ได้ยินเสียงสัตว์ป่านานาชนิด และเสียงเสือร้องคํารามก้องป่า บางคืนเงียบสงัดน่ากลัวมาก ต้องเข้าที่ภาวนาทั้งคืนไม่ได้หลับนอนเลย

ภูหล่น ถือเป็นสถานที่สําคัญที่ท่านพระอาจารย์เสาร์พาท่านพระอาจารย์มั่น ออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานเป็นครั้งแรกในชีวิตสมณเพศ โดยท่านพระอาจารย์ทั้งสองต่างอาศัยถํ้าบนเขา ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก เป็นที่ภาวนาหลบแดด หลบฝน และหลบสัตว์ป่า 

ครูบาอาจารย์ได้บันทึกไว้ดังนี้

“หลวงปู่มั่น ท่านชอบอากาศบริเวณหลังเขา (หมายถึงบนสันเขา) ท่านนั่งสมาธิ ได้รับ ความสงบติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน จนได้เกิดนิมิตและอุคคหนิมิตหลายสิ่งหลายอย่าง  ทําให้เกิดปีติดื่มดํ่าเปี่ยมล้น อย่างที่ไม่เคยประสบความสุขสงบอันลึกลํ้าเช่นครั้งนี้จากที่ไหนมาก่อน จิตใจค่อยถ่ายถอนจากความฟุ้งซ่าน ท่านได้เข้าไปเรียนให้ท่านพระอาจารย์เสาร์ทราบถึงเรื่องที่ เกิดขึ้นในการปฏิบัติที่ได้รับความรู้แปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้น

ท่านพระอาจารย์เสาร์กล่าวว่า ท่านมาบําเพ็ญอบรมสมาธิบนสถานที่แห่งนี้เพียงเวลา ไม่นาน ท่านก็ได้กําลังใจที่ตั้งมั่นในสมาธิ และได้รับผล คือ เกิดปีติ ความเย็นอกเย็นใจในสถานที่ แห่งนี้ ให้ท่านพยายามรักษาความบริสุทธิ์ และกําลังสมาธิที่เกิดขึ้นนั้น อย่าให้เสื่อม เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับญาติโยม ผมจะรับหน้าที่แทนเอง”

การมาปฏิบัติธรรมที่ภูหล่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้อบรมแนะนําการปฏิบัติกัมมัฏฐานแก่ท่านพระอาจารย์มั่น จนรู้แน่ชัดว่า มีกําลังสมาธิพอแก่การบําเพ็ญเพียรโดยลําพังได้

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้อยู่จําพรรษาที่ภูหล่น ต่างฝ่ายต่างเร่งทําความเพียรภาวนา และด้วยภูหล่นเป็นสถานที่วิเวก เงียบสงัดสัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ จึงได้อยู่จําพรรษาติดต่อกันเป็นพรรษาที่ ๒ ท่านทั้งสองถือเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ผู้บุกเบิกวัดภูหล่น จนเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมั่นคงมาตราบจนปัจจุบันนี้

คําบอกเล่าจากหลวงปู่โทน กนฺตสีโล

หลวงปู่โทน กนฺตสีโล ท่านเป็นศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ขณะที่เล่าเรื่องภูหล่นนั้น ท่านอายุได้ ๙๓ ปี ท่านขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่ภูหล่นครั้งสุดท้าย เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ท่านขึ้นมากราบทําวัตร สักการะ ณ สถานที่ของพ่อแม่ครูอาจารย์ ซึ่งท่านเคยมาปฏิบัติธรรมด้วย หลังจากท่านกลับลงจากภูหล่น ได้ ๕ – ๖ เดือน ก็เกิดอาพาธ และมรณภาพ

ส่วนภูหล่น ต่อมาภายหลังได้เป็นสํานักสงฆ์และเป็นวัดภูหล่น โดยมี พระครูกมลภาวนากร (สีทน กมโล) เป็นเจ้าอาวาส และเป็นผู้บูรณะพัฒนาขึ้นมา เป็นสถานที่ที่เหมาะในการบําเพ็ญภาวนาในปัจจุบัน โดยได้รับการอุปถัมภ์จากหลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม วัดป่าสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร และพระครูพิบูลธรรมภาณ  วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

หลวงปู่โทน ท่านเล่าถึงสมัยที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่นมาปฏิบัติภาวนาที่ภูหล่น ไว้ดังนี้ 

“ตอนกลางคืน หมีมันไล่กัดกันขึ้นมาที่บนหลังภูหล่น กัดกันเอาเป็นเอาตาย ไม่ยอมไปที่อื่น และคืนหนึ่งเสือมันขึ้นมาหมอบอยู่ข้างๆ ต้นกระบก หัวทางเดินจงกรมของท่านอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่เสาร์) แต่ตอนกลางคืนที่มันมา ไม่เห็นมันนะ ตอนเช้ามาแล้วจึงเห็นรอยของมันหมอบอยู่ใกล้ๆ ท่านหลวงปู่เสาร์ ท่านได้เล่าเรื่องนี้ให้โยมชาวบ้านที่ขึ้นมาในตอนเช้าฟัง และให้ชาวบ้าน ขึ้นมาช่วยขนหินขนดินก่อเป็นถํ้า มีประตูเข้าออกเปิดปิดได้ โดยเอาดินโคลนผสมกับเศษหินเล็กๆ และฟางข้าวทําอยู่หลายวันจึงแล้วเสร็จ”

ท่านพระครูกมลฯ ถามว่า “หลวงปู่ทั้งสองท่านได้ทําด้วยหรือถํ้านี้?”

หลวงปู่โทน “ก็ท่านอาจารย์ใหญ่นั่นแหละ เป็นผู้บอกแนะวิธีทํายกหินเฝือดิน (ฉาบดินโคลน) ช่วยกันทําทั้งพระทั้งโยมนั่นแหละ ทําเสร็จยังไม่นาน ดินโคลนที่ฉาบทาผนังถํ้าบางแห่งยัง ไม่แห้งสนิทดี เสือมันขึ้นมาตอนกลางคืน คืนนั้นครึ้มฟ้าครึ้มฝนและลมด้วย มันมาเดินวนเวียนอยู่ที่บริเวณรอบๆ ถํ้า”

ท่านพระครูกมลฯ “มีผู้อยู่ในถํ้านั้นไหม?”

หลวงปู่โทน “ก็ท่านอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่เสาร์) ท่านอยู่ข้างใน มัน (เสือ) เดินวนเวียน ไปมาเหมือนจะหาทางเข้า และมันได้เอาเท้าตะปบที่ข้างประตูด้านซ้าย ซึ่งยังเป็นรอยติดอยู่ที่ถํ้าข้างประตูมาจนถึงทุกวันนี้”

ท่านเป็นบุพพาจารย์ของท่านพระอาจารย์มั่น

องค์หลวงตาพระมหาบัว  บันทึกไว้ดังนี้

“เวลาท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น) ออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานทางภาคอีสานตามจังหวัดต่างๆ ในระยะต้นวัย ท่านมักจะไปกับท่านพระอาจารย์เสาร์เสมอ แม้ความรู้ทางภายในจะมี แตกต่างกันบ้างตามนิสัย แต่ก็ชอบไปด้วยกัน

ในบางครั้ง แม้มีความอบอุ่นว่า ตนมีครูอาจารย์คอยให้ความร่มเย็นอยู่ก็ตาม เวลา ไปเที่ยวธุดงค์ในที่ต่างๆ กับท่านพระอาจารย์เสาร์ผู้เป็นบุพพาจารย์ แต่เวลาเกิดข้อข้องใจขึ้นมา ไปกราบเรียนถามท่าน ท่านก็ตอบว่า ผมไม่เคยเป็นอย่างท่าน เพราะจิตท่านเป็นจิตที่ผาดโผนมาก เวลาเกิดอะไรขึ้นมาแต่ละครั้ง มันไม่พอดี เดี๋ยวจะเหาะขึ้นบนฟ้าบ้าง เดี๋ยวจะดําดินลงไปใต้พื้น พิภพบ้าง เดี๋ยวจะดํานํ้าลงไปใต้ก้นมหาสมุทรบ้าง เดี๋ยวจะโดดขึ้นไปเดินจงกรมอยู่บนอากาศบ้าง ใครจะไปตามแก้ทัน ขอให้ท่านใช้ความพิจารณาและค่อยดําเนินไปอย่างนั้นแหละ แล้วท่านก็ไม่ให้อุบายอะไรพอเป็นหลักยึดเลย ตัวเองต้องมาแก้ตัวเอง กว่าจะผ่านไปได้แต่ละครั้งแทบเอาตัว ไม่รอดก็มี

ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าให้ฟังว่า ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ว่าให้ท่านว่า “จิตท่านเป็นจิตที่โลดโผนมาก” รู้อะไรขึ้นมาแต่ละครั้งมันไม่พอดีเลย เดี๋ยวจะเหาะเหินเดินฟ้า เดี๋ยวจะดําดิน เดี๋ยวจะดํานํ้าข้ามทะเล นั้นท่านว่าเป็นความจริงดังที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ตําหนิ เพราะจิตท่านเป็น เช่นนั้นจริงๆ เวลารวมสงบลงแต่ละครั้ง แม้แต่ขั้นเริ่มแรกบําเพ็ญยังออกเที่ยวรู้เห็นอะไรต่างๆ ทั้งที่ท่านไม่เคยคาดฝันว่าจะเป็นได้เช่นนั้น เช่น ออกรู้เห็นคนตายต่อหน้าและเพ่งพิจารณาจนคนตาย นั้นกลายเป็นวงแก้ว และเกิดความรู้ความเห็นแตกแขนงออกไปไม่มีสิ้นสุด ดังที่เขียนไว้ในเบื้องต้น เวลาปฏิบัติที่เข้าใจว่าถูกทางแล้ว ขณะที่จิตรวมสงบตัวลงก็ยังอดจะออกรู้สิ่งต่างๆ มิได้ บางทีตัวเหาะลอยขึ้นไปบนอากาศ และเที่ยวชมสวรรค์วิมาน กว่าจะลงมาก็กินเวลาหลายชั่วโมง และมุดลงไปใต้ดินค้นดูนรกหลุมต่างๆ และปลงธรรมสังเวชกับพวกสัตว์นรกที่มีกรรมต่างๆ กัน เสวยวิบากทุกข์ของตนๆ อยู่ จนลืมเวลํ่าเวลาไปก็มี เพราะเวลานั้นยังไม่แน่ว่าจะเป็นความจริงเพียงไร 

เรื่องทํานองนี้ท่านว่าจะพิจารณาต่อเมื่อจิตมีความชํานาญแล้ว จึงจะรู้เหตุผล ผิด ถูก ดี ชั่ว ได้อย่างชัดเจนและอย่างแม่นยํา พอเผลอนิดขณะที่จิตรวมลงและพักอยู่ ก็มีทางออกไปรู้กับ สิ่งภายนอกอีกจนได้ แม้เวลามีความชํานาญและรู้วิธีปฏิบัติได้ดีพอควรแล้ว ถ้าปล่อยให้ออกรู้ สิ่งต่างๆ จิตย่อมจะออกรู้อย่างรวดเร็ว

ระยะเริ่มแรกที่ท่านยังไม่เข้าใจและชํานาญต่อการเข้าการออกของจิต ซึ่งมีนิสัยชอบออกรู้สิ่งต่างๆ นั้น ท่านเล่าว่า เวลาบังคับจิตให้พิจารณาลงในร่างกายส่วนล่าง แทนที่จิตจะรู้ลงไปตามร่างกายส่วนต่างๆ จนถึงพื้นเท้า แต่จิตกลับพุ่งตัวเลยร่างกายส่วนตํ่าลงไปใต้ดินและทะลุดินลงไป ใต้พื้นพิภพ ดังท่านพระอาจารย์เสาร์ว่าให้จริงๆ พอรีบฉุดย้อนคืนมาสู่กายก็กลับพุ่งขึ้นไปบนอากาศ แล้วเดินจงกรมไป – มาอยู่บนอากาศอย่างสบาย ไม่สนใจว่าจะลงมาสู่ร่างกายเลย ต้องใช้สติบังคับอย่างเข้มแข็งถึงจะยอมลงมาเข้าสู่ร่างกายและทํางานตามคําสั่ง 

การรวมสงบตัวลงในระยะนั้นก็รวมลงอย่างรวดเร็วเหมือนคนตกเหวตกบ่อจนสติตามไม่ทัน และอยู่ได้เพียงขณะเดียวก็ถอนออกมาขั้นอุปจาระแล้วออกรู้สิ่งต่างๆ ไม่มีประมาณ รู้สึกรําคาญ ต่อความรู้ความเห็นของจิตประเภทนี้อย่างมากมาย ถ้าจะบังคับไม่ให้ออกและไม่ให้รู้ก็ไม่มีอุบายปัญญาจะบังคับได้ เพราะจิตมีความรวดเร็วเกินกว่าสติปัญญาจะตามรู้ทัน จึงทําให้หนักใจและกระวนกระวายในบางครั้ง แบบคิดไม่ออก บอกใครไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องภายใน ต้องใช้การทดสอบด้วยสติปัญญาอย่างเข้มงวดกวดขัน กว่าจะรู้วิธีปฏิบัติต่อจิตดวงผาดโผนในการออกรู้สิ่งต่างๆ ไม่มีประมาณนี้ก็นับว่าเป็นทุกข์เอาการอยู่ แต่เวลารู้วิธีปฏิบัติรักษาแล้ว รู้สึกว่าคล่องแคล่วว่องไวและ ได้ผลกว้างขวาง ทั้งรวดเร็วทันใจต่อภายในภายนอก เวลามีสติปัญญารู้เท่าทันจนกลมกลืนเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว จิตดวงนี้จึงกลายเป็นแก้วสารพัดนึกขึ้นมาเพราะทันกับเหตุการณ์ที่เกิดกับตนไม่มีขอบเขต”

ท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งสมาธิตัวลอย

องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้

“ท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น) เล่าว่า นิสัยของท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นไปอย่างเรียบๆ และเยือกเย็นน่าเลื่อมใสมาก ที่มีแปลกอยู่บ้างก็เวลาท่านเข้าที่นั่งสมาธิ ตัวของท่านชอบลอยขึ้นเสมอ บางครั้งตัวท่านลอยขึ้นไปจนผิดสังเกตเวลาท่านนั่งสมาธิอยู่ ท่านเองเกิดความแปลกใจ ในขณะนั้นว่า “ตัวเราถ้าจะลอยขึ้นจากพื้นแน่ๆ” เลยลืมตาขึ้นดูตัวเอง ขณะนั้นจิตท่านถอน ออกจากสมาธิพอดี เพราะพะวักพะวงกับเรื่องตัวลอย ท่านเลยตกลงมาก้นกระแทกกับพื้นอย่างแรง ต้องเจ็บเอวอยู่หลายวัน ความจริงตัวท่านลอยขึ้นจากพื้นจริงๆ สูงประมาณ ๑ เมตร ขณะที่ ท่านลืมตาดูตัวเองนั้น จิตได้ถอนออกจากสมาธิ จึงไม่มีสติพอยับยั้งไว้บ้าง จึงทําให้ท่านตกลงสู่พื้นอย่างแรง เช่นเดียวกับสิ่งต่างๆ ตกลงจากที่สูง 

ในคราวต่อไปเวลาท่านนั่งสมาธิ พอรู้สึกว่า ตัวท่านลอยขึ้นจากพื้น ท่านพยายามทําสติ ให้อยู่ในองค์ของสมาธิแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นดูตัวเอง ก็เห็นประจักษ์ตาว่า ตัวท่านลอยขึ้นจริงๆ แต่มิได้ตกลงสู่พื้นเหมือนคราวแรก เพราะท่านมิได้ปราศจากสติและคอยประคองใจให้อยู่ใน องค์สมาธิ ท่านจึงรู้เรื่องของท่านได้ดี ท่านเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนอยู่มาก แม้จะเห็นด้วยตาแล้ว ท่านยังไม่แน่ใจ ต้องเอาวัตถุชิ้นเล็กๆ ขึ้นไปเหน็บไว้บนหญ้าหลังกุฎี แล้วกลับมาทําสมาธิอีก 

พอจิตสงบและตัวเริ่มลอยขึ้นไปอีกท่านพยายามประคองจิตให้มั่นอยู่ในสมาธิ เพื่อตัวจะได้ลอยขึ้นไปจนถึงวัตถุเครื่องหมายที่ท่านนําขึ้นไปเหน็บไว้ แล้วค่อยๆ เอื้อมมือจับด้วยความมีสติ แล้วนําวัตถุนั้นลงมาโดยทางสมาธิภาวนา คือพอหยิบได้วัตถุนั้นแล้ว ท่านก็ค่อยๆ ถอนจิตออกจากสมาธิ เพื่อกายจะได้ค่อยๆ ลงมาจนถึงพื้นอย่างปลอดภัย แต่ไม่ถึงกับให้จิตถอนออกจากสมาธิ จริงๆ เมื่อได้ทดลองจนเป็นที่แน่ใจแล้ว ท่านจึงเชื่อตัวเองว่า ตัวท่านลอยขึ้นได้จริงในเวลาเข้าสมาธิในบางครั้ง แต่มิได้ลอยขึ้นเสมอไป นี้เป็นจริตนิสัยแห่งจิตของท่านพระอาจารย์เสาร์ รู้สึกผิดกับนิสัยของท่านพระอาจารย์มั่นอยู่มากในปฏิปทาทางใจ

จิตของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นไปอย่างเรียบๆ สงบเย็นโดยสมํ่าเสมอ นับแต่ขั้นเริ่มแรกจนถึงสุดท้ายปลายแดนแห่งปฏิปทาของท่าน ไม่ค่อยล่อแหลมต่ออันตราย และไม่ค่อยมีอุบาย ต่างๆ และความรู้แปลกๆ เหมือนจิตท่านพระอาจารย์มั่น”

เรื่องท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งสมาธิตัวลอยขึ้นนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เมตตาเล่าให้หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฟังที่เสนาสนะป่าช้าโนนนิเวศน์ อ.เมือง จ.อุดรธานี คราวจําพรรษาร่วมกัน ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ โดย หลวงปู่เจี๊ยะ นํามาเล่าไว้ดังนี้

“คืนหนึ่งไปนั่งภาวนากัน ท่านอาจารย์มั่นท่านเล่าให้ฟัง ท่านอาจารย์เสาร์ก็ลอยขึ้นมา สูงขึ้นมาสักสองศอกได้ เราก็หัวเราะกัน ตกดังตึ้ง พอลอยขึ้นไปหน่อย แล้วลงดังตึ้ง ตูดซ้น ไปหน่อยๆ ตัวใหญ่ๆ น่ะลอย ลอยขึ้น ท่านอาจารย์มั่นท่านเล่าให้ฟัง ท่านมาขโมยเล่าให้ท่านฟัง แล้วก็ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง ท่านก็ว่า ท่านอาจารย์เสาร์ท่านลอยขึ้นมา แล้วก็ รูปร่างใหญ่ สวย ลักษณะสวย ท่านอาจารย์เสาร์ใจดี๊ ใจดีจริงๆ”

ถ้าไม่มีหลวงปู่เสาร์ก็จะไม่มีหลวงปู่มั่น

ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“หลวงปู่เสาร์ ท่านเป็นอาจารย์หลวงปู่มั่นนะ ถ้าไม่มีหลวงปู่เสาร์ไปเอาหลวงปู่มั่นมา ออกบวชแล้ว ถ้าเอาหลวงปู่มั่นมาบวชแล้ว หลวงปู่เสาร์ท่านไม่ช่วยดูแลให้หลวงปู่มั่นทําความสงบของใจได้ เพราะจิตของท่านคึกคะนอง จิตของท่านมีกําลังมหาศาลแล้ว มันไปรู้ไปเห็นเรื่องมหัศจรรย์ทั้งนั้น แล้วไม่มีใครเอาจิตดวงนี้อยู่ได้ นี่ถ้าไม่มีหลวงปู่เสาร์ก็จะไม่มีหลวงปู่มั่น

นี้เอาหลวงปู่มั่นมาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่านไป ท่านไปรู้เห็นของท่านมา จิตท่านคึกคะนอง จิตท่านรู้ของท่านมหัศจรรย์ มาถามหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์แก้ไม่ได้ อ้าว ! แก้ไม่ได้แล้ว ที่บอกว่าฝึกให้หลวงปู่มั่นจิตสงบเข้ามาแล้วเป็นอาจารย์หลวงปู่มั่น เป็นได้อย่างไร

เป็นได้เริ่มต้นที่หลวงปู่มั่นท่านยังเป็นปุถุชน หลวงปู่มั่นท่านยังเป็นฆราวาส ท่านบวชเป็นเณรแล้วสึกออกไป หลวงปู่เสาร์ไปเฝ้าไปดูไปแลเอาหลวงปู่มั่นกลับมาบวช บวชเสร็จแล้วต้องพยายามพาหลวงปู่มั่นเข้าไปธุดงค์ในป่าในเขา ให้หลวงปู่มั่นพยายามฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา นี่เป็นอาจารย์เริ่มต้นที่เอาหลวงปู่มั่นขึ้นมาปฏิบัติ แต่หลวงปู่มั่นพอท่านปฏิบัติขึ้นไปแล้วจิตของท่าน คึกคะนอง จิตของท่านมีความรู้มหัศจรรย์ หลวงปู่เสาร์ท่านแก้ไม่ได้ “ผมไม่มีปัญญาจะแก้” หลวงปู่มั่นท่านต้องทําของท่านเอง นี้เป็นผลของการปฏิบัติ นี้เป็นผลของการที่ผู้ปฏิบัติไปแล้ว จะรู้จากภายใน ถ้ารู้จากภายใน

ฉะนั้น อํานาจวาสนาของคนมันไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน แต่ว่าเป็นศิษย์เป็นอาจารย์กัน ในการเกื้อกูลกัน ในการดูแลกัน ในการรักษากัน มันเคารพบูชานะ เพราะว่าท่านดูแลเรา 

คนเรานะ ถ้าไม่มีพื้นฐาน ไม่มีกําลังสามารถสร้างตัวเองขึ้นมาได้ เราจะเจริญเติบโตขึ้นมา ได้อย่างไร แต่นี้เพราะเรามีครูอาจารย์ท่านวางพื้นฐานให้เรา ท่านพยายามให้เราเติบโตขึ้นมา ท่านมีคุณไหม? มีคุณ แต่นี้อํานาจวาสนาของท่าน ท่านแก้ไม่ได้ เพราะจิตหลวงปู่มั่นท่านมีกําลัง ท่านจิตคึกคะนอง เพราะมีอํานาจวาสนามา ท่านต้องทําของท่านขึ้นไป พอทําขึ้นไปเสร็จแล้ว พอท่านรู้ท่านเห็นสิ่งใดขึ้นมา ท่านก็พยายามมาดึงแก้หลวงปู่เสาร์ไปด้วย

นี่จิตคึกจิตคะนอง จิตที่ราบเรียบต่างๆ มันมีเทคนิคของมัน ถ้าเรามีครูบาอาจารย์ ตามความเป็นจริง เราจะรู้ ครูบาอาจารย์ท่านจะคอยชี้นํา คอยจะบอกเรา”

สองพระปรมาจารย์ใหญ่ผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร

องค์หลวงตาพระมหาบัว  บันทึกไว้ดังนี้

พระอาจารย์มั่น ท่านเป็นผู้เทิดทูนศาสนธรรมไว้ได้ทั้งทางปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธธรรม เต็มภูมิที่สมัยสาวกหายาก เฉพาะอย่างยิ่งธุดงควัตร ๑๓ ข้อที่แทบจะขาดความสนใจในวง พุทธบริษัทอยู่เสมอมา ไม่ค่อยมีผู้ฟื้นฟูขึ้นมาปฏิบัติกันให้เป็นเนื้อเป็นหนังบ้างเหมือนธรรมอื่นๆ ที่ธุดงค์เหล่านี้ปรากฏเด่นในสายตา และเกิดความสนใจปฏิบัติกันในวงพระธุดงค์ทั้งหลาย สมัยปัจจุบันก็เพราะท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น เป็นผู้พาดําเนินอย่างเอาจริงตลอดมาในภาคอีสาน 

ธุดงค์ทั้ง ๑๓ ข้อนี้ท่านอาจารย์ทั้งสองเคยปฏิบัติมาแทบทุกข้อตามสถานที่และโอกาส เป็นแต่เพียงไม่ได้ปฏิบัติเป็นประจําเหมือนธุดงค์ข้อที่ระบุไว้ในประวัติท่าน ซึ่งเขียนผ่านมาแล้วเท่านั้น คือ ป่าช้าท่านก็เคยอยู่มาจนจําเจ อัพโภกาสท่านก็เคยอยู่มา โคนไม้ท่านก็เคยอยู่มา จนเคยชิน ที่ได้เห็นพระธุดงค์ทางภาคอีสานซึ่งเป็นสายของท่านอาจารย์ทั้งสองปฏิบัติกันมาก็ล้วนดําเนินตามที่ท่านพาดําเนินให้เห็นร่องรอยมาแล้วทั้งนั้น 

ท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น ท่านฉลาดแหลมคมมาก รู้ความสําคัญของธุดงค์ ทั้ง ๑๓ ข้อว่าเป็นเครื่องมือปิดช่องทางออกแห่งกิเลสของพระธุดงค์ได้ดีมาก เพราะถ้าไม่มีธุดงค์เหล่านี้ช่วยปิดช่องไว้บ้าง กิเลสของพระธุดงค์ที่สักแต่ชื่อก็รู้สึกจะเพ่นพ่านเอามาก และอาจจะทําความรําคาญแก่ประสาทของผู้อื่นพอดู แต่พระธุดงค์ที่มีธรรมเหล่านี้ช่วยบ้างก็พอทําให้เบาใจ แก่ตัวเองและผู้อื่นจะทนดูได้ไม่แสลงตาแสลงใจจนเกินไป ธุดงค์แต่ละข้อรู้สึกเป็นธรรมกระซิบใจ ได้ดี ไม่เผลอตัวไปมากและไม่เผลอตัว พอจิตคิดไปในทางผิดซึ่งเป็นข้าศึกกับธุดงค์ข้อใด ใจกลับ รู้สึกได้ในธุดงค์ข้อนั้นทันทีแล้วทําความระวังและแก้ไขตนต่อไป 

ธุดงค์ เป็นธรรมละเอียดลออมาก และมีความหมายอย่างเต็มตัวทุกข้อไป ทั้งสามารถ แก้กิเลสในหัวใจของสัตว์ได้โดยสิ้นเชิงด้วยธุดงค์ข้อนั้นๆ อย่างไม่มีปัญหา ขอแต่ผู้ปฏิบัติคิดให้ถึงความจริงของธุดงค์ข้อนั้นๆ แล้วนํามาปฏิบัติต่อตนเองด้วยดีเท่านั้น จะเห็นว่ากิเลสทุกประเภท อยู่ในข่ายของธุดงค์เหล่านั้นจะเป็นธรรมปราบปรามให้สิ้นซากไปทั้งสิ้น ไม่มีกิเลสตัวใดจะเหนืออํานาจธุดงค์ไปได้ เท่าที่กิเลสไม่ค่อยกลัวเรานัก ก็เพราะเรากลัวธุดงค์จะทําความลําบากให้แก่ตน ที่ปฏิบัติตาม 

ส่วนกิเลสจะทําความลําบากแก่เราเพียงไร เมื่อไม่มีธุดงคธรรมเป็นเครื่องปราบปรามนั้น รู้สึกจะเป็นช่องโหว่ของคน จึงเป็นช่องทางให้เผลอตัวไปตําหนิธุดงค์ว่าปฏิบัติยากเสียบ้าง หรือ บางหัวใจอาจคิดไปว่า ธุดงค์ล้าสมัยเสียบ้างก็ไม่อาจทราบได้ ในขณะที่ความคิดกลับเป็นข้าศึก แก่ตน กิเลสจึงได้รับความนิยมนับถืออยู่อย่างลึกลับ โดยผู้ชมเชยก็ไม่อาจทราบได้ แต่ผลของมัน ที่เกิดจากการส่งเสริมชมเชยผลิตออกมาให้โลกได้รับเสวยนั้น เป็นสิ่งเปิดเผยอยู่ตลอดเวลาแทบพูดได้ว่าเป็น  อกาลิโก 

การปฏิบัติตามธุดงค์ไม่ว่าข้อใด ย่อมเป็นความสง่างามน่าดู ทั้งเป็นผู้เลี้ยงง่าย กินง่าย นอนง่าย เครื่องใช้สอยของผู้มีธุดงค์อยู่ในใจบ้างย่อมถือเป็นความสบายไปตลอดสาย เป็นผู้เบากายเบาใจไม่พะรุงพะรังทั้งทางอารมณ์และเครื่องเป็นอยู่ต่างๆ 

ธุดงค์เหล่านี้ แม้ฆราวาสจะเลือกนําไปใช้ในบางข้อ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนก็ย่อมได้ เช่นเดียวกับพระ เพราะกิเลสของฆราวาสกับกิเลสของพระ มันเป็นประเภทเดียวกัน ธุดงค์เป็นธรรมแก้กิเลสจึงควรนําไปปฏิบัติเพื่อแก้กิเลสได้เช่นเดียวกัน ตามฐานะและเพศของตนจะอํานวย ธุดงค์เป็นคุณธรรมที่สูงอย่างลึกลับ ยากที่เราจะทราบได้ตามความจริงของธุดงค์แต่ละข้อ

ผู้เขียนเอง (ท่านอาจารย์พระมหาบัว) ก็ตะเกียกตะกายเขียนไปแบบป่าๆ ตามนิสัย อย่างนั่นแล ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในธุดงค์เท่าที่ควรอะไรเลย แต่หัวใจมีก็เขียนสุ่มๆ ไป อย่างนั้นเอง จึงขออภัยด้วย คุณสมบัติของธุดงค์ทั้งหลายไม่อาจพรรณนาให้จบสิ้นลงได้ เพราะ เป็นธรรมที่ละเอียดสุขุมมาก ทั้งสามารถทําให้ผู้รักใคร่ใฝ่ใจปฏิบัติในธุดงค์สําเร็จได้คุณธรรม ตั้งแต่ ขั้นตํ่าจนถึงขั้นอริยชนได้ไม่นอกไปจากธุดงค์เหล่านี้เลย ท่านอาจารย์มั่นเป็นอาจารย์ผู้นําบรรดาศิษย์พาดําเนินมาตลอดสายจนถึงวาระสุดท้าย หมดกําลังแล้ว จึงปล่อยวางพร้อมกับสังขารที่ ติดแนบกับองค์ท่าน

ฉะนั้น ธุดงควัตร จึงเป็นธรรมจําเป็นสําหรับผู้มุ่งชําระกิเลสทุกประเภทภายในใจให้สิ้นไป จะทอดธุระว่าธุดงค์ไม่ใช่ธรรมจําเป็นเสียมิได้ แต่จะไม่ขออธิบายคุณสมบัติของธุดงค์แต่ละข้อว่า มีคุณค่าและความจําเป็นแก่เราอย่างไรบ้าง กรุณาท่านผู้สนใจพิจารณาตีแผ่เอาเอง อาจได้ความละเอียดและเกิดประโยชน์แก่ตัวท่านเองมากกว่าผู้อื่นอธิบายให้ฟังเสียอีก ผู้เขียนเคยพิจารณา และเห็นผลมาบ้างตามภาษา นับแต่เริ่มออกปฏิบัติจนทุกวันนี้เท่าที่สามารถ เพราะเห็นว่าเป็น ธรรมจําเป็นประจําตัวตลอดมาและตลอดไป ท่านผู้มุ่งต่อความสิ้นกิเลสทั้งประเภทที่หยาบโลน และประเภทที่ละเอียดสุด จึงไม่ควรมองข้ามธุดงค์ไปโดยเห็นว่าไม่สามารถถอดถอนกิเลสได้”

หมายเหตุ ธุดงควัตรมีด้วยกัน ๑๓ ข้อ หรือ ธุดงค์ ๑๓ โปรดหาอ่านรายละเอียดได้ จากหนังสือปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐาน สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะ โดยท่านอาจารย์ พระมหาบัว ญาณสัมปันโน

วัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ช่วงที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พา ท่านพระอาจารย์มั่น ศิษย์เอก ของท่าน ออกแสวงวิเวกไปภาวนาที่บ้านภูหล่น เมื่อท่านออกเที่ยวธุดงค์ไปทางภูหล่นได้เพียง ๗ วัน ท่านพระอาจารย์สีทา ชยเสโน พระกรรมวาจาจารย์ของท่านทั้งสอง ก็ได้มาใช้สถานที่ ที่วัดร้างแห่งนั้นเป็นที่บําเพ็ญเพียรเพราะเห็นว่าเป็นที่สงบดี ท่านพระอาจารย์สีทาเห็นโบสถ์ร้างแห่งนั้นก็เกิดศรัทธา อยากจะบูรณะสถานที่นั้นขึ้นเป็นวัดอีกครั้งหนึ่ง จากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกวัน ที่ท่านไปบําเพ็ญเพียรที่วัดแห่งนั้น ท่านจะเอาศิษย์วัดติดตามไปด้วย ให้เอามีด พร้า จอบ เสียม ไปถางพงไม้ต่างๆ ที่ขึ้นเป็นป่ารกทึบ ทําความสะอาดและซ่อมแซมโบสถ์เพื่อให้สภาพดูดีขึ้น

ท่านพระอาจารย์สีทา พาเด็กออกไปถากถางทุกวัน ทําวันละนิดละหน่อย ส่วนตัวของท่าน ก็ใช้เวลาตลอดทั้งวันบําเพ็ญเพียรโดยการเดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิภาวนาบ้าง ตามแบบฉบับของ พระกรรมฐาน อยู่มาวันหนึ่งเวลาบ่ายคล้อยมากแล้ว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิ–ประสงค์ เจ้าเมืองอุบลราชธานีในสมัยนั้น ได้ขี่ช้างออกตรวจรอบเมืองมาพร้อมด้วยทหาร พอถึง บริเวณวัดร้างนั้นท่านเจ้าเมืองได้ยินเสียงคนตัดไม้หักร้างถางพง ณ สถานที่นั้น ด้วยความสงสัย จึงใช้ให้ทหารเข้าไปดูแล้วกลับมารายงานว่า ญาคูสีทา ท่านให้เด็กถางป่ารอบโบสถ์ร้าง

ท่านเจ้าเมืองใช้ให้ทหารวิ่งเข้าไปถามพระท่านอีกว่า ท่านญาคูจะอยู่เองหรือ?

ทหารได้กลับมารายงานท่านเจ้าเมืองตามคําของท่านพระอาจารย์สีทาว่าถ้ามีคนศรัทธาสร้างวัดให้ก็จะอยู่ ถ้าไม่มีใครสร้างให้ก็จะไม่อยู่เมื่อทราบความดังนั้น ท่านเจ้าเมืองก็ไม่ได้พูดอะไร ท่านเดินทางกลับเข้าเมือง  ตกเย็นท่านพระอาจารย์สีทาก็พาเด็กเดินทางกลับวัดตามปกติ

พอรุ่งขึ้นเช้าวันใหม่ ท่านเจ้าเมืองก็สั่งให้เบิกนักโทษจากเรือนจําทั้งหมด ให้ไปถากถางและทําความสะอาดบริเวณวัดร้างจนเตียนโล่ง เหลือไว้เฉพาะต้นไม้ใหญ่ จากนั้นมาก็เริ่มต้นสร้างวัด ขึ้นมาใหม่ ชื่อว่า วัดบูรพาราม  และเป็นวัดที่มั่นคงเป็นปึกแผ่นมาจนทุกวันนี้

เป็นความอัศจรรย์ การอธิษฐานจิตของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล สัมฤทธิ์ผล สมดังความปรารถนาของท่านในเวลาไม่นานนัก และต่อมาท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านก็ได้ไปช่วยท่านพระอาจารย์สีทา สร้างสิมหรืออุโบสถขนาดเล็ก เพื่อเป็นที่ทําสังฆกรรม 

ซึ่งวัดใต้ วัดเลียบ วัดบูรพาราม วัดทั้งสามนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันมากนัก ในระยะแรกของ การออกบวชและปฏิบัติธรรม ท่านพระอาจารย์เสาร์ จะเกี่ยวข้องกับ ๓ วัดนี้มาก ท่านจะไปๆ มาๆ เป็นประจํา

วัดบูรพาราม ถือเป็นวัดต้นกําเนิดของสายวิปัสสนากรรมฐานแบบอีสานวัดหนึ่ง ด้วยว่ามี ท่านพระอาจารย์สีทา ชยเสโน ผู้เป็นพระอาจารย์ของพระสงฆ์สายนี้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อยู่เป็นประจํา จนมีอาจารย์และลูกศิษย์สืบทอดกันมาหลายรุ่น ได้แก่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ ฝั้น อาจาโร ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เป็นต้น 

ปัจจุบัน ทางวัดได้บูรณะสิมเก่า และได้สร้างรูปหล่อเหมือนครูบาอาจารย์วงกรรมฐาน ชาวอุบลฯ รวม ๕ องค์ เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐาน ได้แก่ ท่านพระอาจารย์สีทา ชยเสโน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เพื่อให้พุทธบริษัทได้มากราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล 

พรรษา ๒๐ พ.ศ. ๒๔๔๒ ออกธุดงค์ไปทางฝั่งลาวและอยู่จําพรรษา 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พักและจําพรรษาบําเพ็ญเพียรอยู่ที่ภูหล่นด้วยกันได้ราว ๒ ปี ท่านเห็นว่าลูกศิษย์ของท่านได้ฝึกทําความเพียรจนจิต มีกําลังกล้าแข็งพอสมควรแล้ว เพื่อประโยชน์ในการบําเพ็ญภาวนา ไม่ให้ติดญาติโยม สถานที่ ฯลฯ และที่สําคัญ เพื่อเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงแนะนํา ท่านจึงพาออกธุดงค์ต่อไป 

ด้วยประเทศลาว ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา ผู้คนมีจิตใจโอบอ้อมอารี และมีป่าเขาธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีสถานที่วิเวกเงียบสงัด เป็นที่สัปปายะมากเหมาะกับการบําเพ็ญเพียร ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงได้พาท่านพระอาจารย์มั่นออกธุดงค์ข้ามแม่นํ้าโขงไปทาง ฝั่งประเทศลาว นับเป็นครั้งแรกของท่านทั้งสองที่ออกเที่ยวธุดงค์ในต่างแดนร่วมกัน

การออกธุดงค์ครั้งนั้นอยู่ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๔๒ – ๒๔๔๓ ไปด้วยกัน ๓ องค์ มี ท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งเข้าสู่วัยกลางคน ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นพระภิกษุหนุ่ม อายุพรรษาประมาณ ๖ พรรษา และสามเณรติดตามไปด้วยอีก ๑ รูป ทั้ง ๓ องค์พากันเดินลัดเลาะไปตามป่าตามเขาอันแสนทุรกันดาร ภายนอกท่านไปกันแบบคนอนาถา ไม่มีราคํ่าราคา ร่างกายก็เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส และต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายไปตลอดการธุดงค์ ทั้งภัยจาก สัตว์ป่าสัตว์ร้าย ภูต ผี วิญญาณร้าย ไข้ป่า และเดินหลงป่าอดข้าวอดนํ้าตาย ฯลฯ แต่ภายในจิตใจท่านกลับไม่ได้หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย เพราะท่านพร้อมยอมสละชีวิตเพื่อธรรมกันแล้ว ดังนั้น จิตใจท่านจึงมีแต่ความมุ่งหวังในมรรค ผล นิพพานอย่างเปี่ยมล้น 

การเดินธุดงค์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และสามเณร เป็นการธุดงค์ที่สะอาดบริสุทธิ์ มุ่งแสวงหาโมกขธรรมอย่างแท้จริง เป็นต้นแบบการธุดงค์ให้กับบรรดาพระศิษย์ ที่ต้องการมรรค ผล นิพพาน เพราะคณะธุดงค์ต้องมีศีลบริสุทธิ์ ต้องเหน็ดเหนื่อย ต้องทรหดอดทน สมบุกสมบันมาก เดินธุดงค์ก็เดินไปอย่างมีสติ และมีการภาวนาพุทโธไปตลอด พอตกเย็นใกล้คํ่า ที่ไหน ก็หาที่ปักกลดพักภาวนาที่นั่น พอตอนเช้าก็ออกโคจรบิณฑบาต ฉันจังหันเช้าเสร็จก็ออก เดินธุดงค์ต่อไป อาหารบิณฑบาต ฉันยังชีพเพื่อปฏิบัติธรรม ก็ตามมีตามได้ และเป็นอาหารป่า ทั้งเป็นไปตามยถากรรม หากไม่มีบ้านเรือนผู้คนให้พอได้อาศัยบิณฑบาต ก็ต้องทนอดทนหิวไปเป็นวันๆ เมื่อไปสถานที่ไหนเป็นที่สัปปายะภาวนาดีก็จะอยู่หลายวัน 

เมื่อธุดงค์อยู่ในป่าไม่มีพระพุทธรูปให้กราบไหว้ พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองก็กราบไหว้ พระรัตนตรัยด้วยหัวใจ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“แม้แต่ไม่มีพระพุทธรูปนะ เวลาตั้งแต่สมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราธุดงค์อยู่ในป่า มันไม่มีอะไรเลย มันมีแต่ต้นไม้ ภูเขาเลากาเท่านั้นแหละ แต่ในเมื่อจิตใจเราระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง นี่ครูบาอาจารย์ของเรานะ ท่านสมมุติขึ้นมาว่า พระพุทธเจ้านั่งอยู่ตรงหน้า ดวงตาของเรานี้คือเทียน นิ้วของเราคือธูป ธูป เทียนหัวใจบูชา กราบไหว้บูชาที่ไหนก็ได้” 

การธุดงค์ฝั่งประเทศลาวในครั้งนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านพาคณะเดินธุดงค์ขึ้นไปทางทิศเหนือ เดินขึ้นไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง นอกจากท่านจะแสวงหาที่วิเวกเพื่อบําเพ็ญเพียรแล้ว ยังมีความตั้งใจที่จะเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์กรรมฐานที่รู้จริง พอที่จะช่วยแนะนําการภาวนา ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับในครั้งพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงออกค้นคว้าแสวงหา โมกขธรรมในเบื้องต้น พระองค์เสด็จไปศึกษาปฏิบัติกับคณาจารย์สําคัญๆ ที่มีชื่อเสียง แต่สุดท้ายก็ไม่มีผู้รู้จริงที่จะคอยชี้แนะได้ ด้วยพระองค์ทรงเป็นสยัมภู ทรงต้องค้นคว้าสัจธรรมด้วยพระองค์เอง จนตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็เช่นเดียวกัน ท่านทั้งสองต้องค้นคว้าสัจธรรมด้วยตนเอง จนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวก ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านพยายามขวนขวายของท่านๆ ท่านไปแสวงหาที่ไหน ก็แล้วแต่ เพราะคนที่มีอํานาจวาสนา มันจะมีจุดยืนนะ เวลามีจุดยืน มันจะเทียบเคียงกับคําสั่งสอนของเขา พฤติกรรมของเขา การกระทําของเขา มันมีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามันไม่มีอยู่จริง เราทิ้ง สละจากที่นั้นไป ไปหาที่ใหม่ๆ หาที่ไหนมีคนรู้แจ้ง คนรู้แจ้งมันหามาจากไหน มันหาไม่ได้ เห็นไหม ท่านถึงพยายามประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามข้อวัตร แล้วพยายามค้นคว้าขึ้นมา”

หลังจากเที่ยวเสาะหาอยู่ระยะหนึ่ง ก็ไม่พบว่าจะมีใครที่สามารถให้ความรู้ด้านกรรมฐาน ได้ดีกว่าแนวทางที่ตัวท่านเองกับลูกศิษย์กําลังปฏิบัติอยู่ ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงตัดสินใจพาคณะเดินธุดงค์กลับมาทางฝั่งไทย ทั้ง ๓ องค์เดินย้อนกลับลงมาทางแขวงคําม่วน ตลอดเส้นทางเป็นธรรมชาติของป่าดงดิบ มีต้นไม้สูงใหญ่ และมีภูเขาเพิงผาสลับซับซ้อน แสนทุกข์ยากลําบาก แต่เป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญเพียรอย่างยิ่ง

ท่านพระอาจารย์เสาร์พาศิษย์เดินธุดงค์ลงมาถึงเขตเมืองท่าแขก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจังหวัดนครพนมของไทย ระยะนั้นเป็นช่วงใกล้จะเข้าพรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ท่านและคณะ จึงได้พักบําเพ็ญสมณธรรมและจําพรรษาอยู่ที่ถํ้าแห่งหนึ่ง อยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านชาวป่า เรียกว่า บ้านถํ้า ภูมิประเทศแถบนั้นเป็นธรรมชาติของป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด มีทั้งช้าง เสือ หมี และผีร้ายนานาประการ ตลอดจนไข้มาลาเรียก็ชุกชุม แต่เป็นที่สงบสงัดวิเวก เหมาะแก่การบําเพ็ญเพียรเป็นอย่างยิ่ง

ธรรมโอสถ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดชีวิตบรรพชิตมีแต่การออกเดินธุดงค์และอยู่ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกลผู้คน ท่านย่อมประสบความเจ็บไข้ ได้ป่วยเป็นธรรมดา ตามประวัติในระยะต้นของการออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม ท่านพระอาจารย์ทั้งสองมักไปด้วยกันเสมอ บางครั้งก็เข้าไปในป่าดงพงลึกที่เต็มไปด้วยไข้ป่า ท่านก็ประสบความเจ็บไข้ ได้ป่วยเป็นไข้ป่า ซึ่งการจะหาหยูกยามารักษาก็แสนยากลําบาก ท่านก็อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขดูแล ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทุกครั้งที่เป็นไข้ป่าเมื่อเกิดอาการหนาวสั่น เมื่อหาหยูกยาไม่ได้ ก็ต้องพึ่งการภาวนา พึ่งธรรมโอสถ เพื่อระงับทุกครั้งไป

พระธุดงคกรรมฐานสายนี้แทบทุกองค์ที่ออกธุดงค์ตามป่าตามเขา เมื่อดําเนินตามปฏิปทาท่านพระอาจารย์ทั้งสอง ก็ประสบความเจ็บไข้ได้ป่วยแทบทุกองค์ และท่านก็ระงับไข้ ระงับเวทนาด้วยการภาวนา ด้วยการพึ่งธรรมโอสถทุกครั้งไป แม้กระนั้นก็ยังมีบางองค์เป็นไข้ป่าถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งทําให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์เกิดความหดหู่และสะเทือนใจเป็นยิ่งนัก 

พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านยอมทุกข์ลําบากตรากตรําใช้ชีวิตตามป่าตามเขา เจ็บไข้ได้ป่วย เสี่ยงภยันตรายต่างๆ แม้ชีวิตท่านก็ยอมสละเพื่อ แลกกับธรรมอัศจรรย์ เมื่อได้ธรรมอัศจรรย์นั้นมา ก็ออกเผยแผ่ให้พุทธบริษัทได้รู้ได้เห็นตาม

เรื่องธรรมโอสถรักษาใจระงับโรคภัย องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศนาธรรมไว้ดังนี้ 

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าธรรมโอสถ ธรรมโอสถเป็นยังไง นี่พระพุทธเจ้าทรงทํามาแล้ว จนประกาศออกเป็นศาสนธรรมให้เราทั้งหลายได้ทราบทั่วกันตลอดมาว่า สกฺกตฺวา ธมฺมรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ ปริฬาหูปสมนํ ธมฺมเตเชน โสตฺถินา นั่นท่านบอกว่า ธรรมโอสถนี้เป็นยาระงับ ดับโรคภัยได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังดับกิเลสอีก ไม่ใช่ดับแต่เพียงโรคภัย คนใจไม่วุ่นวาย ใจมีอรรถมีธรรมนี้ถึงโรคจะเกิดขึ้นภายในร่างกายก็ไม่ค่อยเป็นทุกข์มากนัก นี่สําคัญ

โรคเกิดขึ้นภายในร่างกาย มันเข้าไปกระเทือนถึงใจได้อย่างง่าย เพราะใจเปิดรับอยู่ ตลอดเวลาในอารมณ์ที่ไม่ดี เช่น เจ็บนั้นปวดนี้ก็มาสร้างอารมณ์ขึ้นเสีย สร้างอารมณ์ การสร้างอารมณ์ขึ้นนั่นแหละ คือ การสร้างโรคประเภทหนึ่งขึ้นเป็นความวุ่นวายภายในจิตใจ เลยกลายเป็น โรคสองชั้นไปนี่ไม่ดี มันเจ็บท้องปวดศีรษะ เจ็บตรงไหนก็เอาพุทโธ นึกพุทโธเข้าไปใส่ในนั้นซิ

หมอก็อาศัยเรื่องหมอ พึ่งหมอก็พึ่ง พึ่งตัวเองก็พึ่ง พึ่งพุทโธก็พึ่ง ถ้าพึ่งพุทโธได้ดีแล้ว ข้างนอกก็เป็นผิวเผิน อย่างโรคภัยไข้เจ็บ มันจะเจ็บปวดหนักมากน้อยเพียงไร ก็เป็นอยู่เพียงภายในร่างกายเท่านั้น ไม่สามารถเข้าแทรกภายในจิตใจ ใจก็สบาย นี่ท่านเรียกว่า ธรรมโอสถ รักษาใจ ไม่ให้สิ่งนั้นเข้ามายุ่งเหยิงวุ่นวายก็ไม่เป็นทุกข์มาก พระกรรมฐานท่านส่วนมากต่อมาก ท่านปฏิบัติอย่างนั้น แต่เวลามาพูดออกสังคม สังคมไม่ยอมรับ เพราะสังคมไม่เคยทํา สังคมไม่เคยรู้ ธรรมพระพุทธเจ้าข้อที่ว่า สกฺกตฺวา ธมฺมรตนํ เรียกว่า ธรรมโอสถ นั้นก็เลยเป็นโมฆะไป 

สําหรับชาวพุทธเรานี้ ใช้ไม่ได้เลย เราอยากให้นําธรรมนี้ไปปฏิบัติต่อจิตใจของชาวพุทธเราบ้าง จะเห็นคุณค่าแห่งธรรมโอสถที่เด่นขึ้นภายในจิตใจ เด่นจริงๆ ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยหนักมากขนาดไหน จิตใจยิ้มได้ๆ เพราะใจไม่เป็นทุกข์ ใจไม่เป็นโรคใจมีธรรมรักษา นี่มันต่างกันอย่างนั้นนะ นี่เราเอะอะก็มีแต่วิ่งหาหมอๆ สุดท้ายลมหายใจอยู่กับหมอหมด เรามีจมูกแต่ไม่มีลมหายใจ อันนี้อ่อนแอมาก ที่ว่าอ่อนแอมาก”

ท่านพระอาจารย์เสาร์และศิษย์ป่วยเป็นไข้มาลาเรีย

ในระหว่างพรรษานั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ และสามเณรได้จับไข้มาลาเรีย มีอาการ หนักบ้าง เบาบ้าง ก็ไม่ถึงกับร้ายแรงจริง… วันหนึ่งมีคณะอุบาสก อุบาสิกาได้นําผ้ามาบังสุกุล ท่านพระอาจารย์เสาร์ต้องการจะตัดจีวร เรา (ท่านพระอาจารย์มั่น) ก็ต้องจัดทําทุกอย่างกว่าจะเย็บเสร็จ เพราะต้องเย็บด้วยมือ ใช้เวลาถึง ๗ วันจึงเสร็จ

ท่านพระอาจารย์มั่น เล่าว่า …(จีวร) ยังไม่เสร็จดีเลย ไข้มันเกิดมาจับเอาเราเข้าให้แล้ว ทําให้เราต้องเกิดความวิตกกังวลขึ้นมา นึกในใจว่า เณรก็ไข้ อาจารย์ก็ไข้ เราก็กลับจะมาไข้เสียอีก ถ้าต่างคนต่างหนัก ใครเล่าจะดูแลรักษากัน ถ้าเกิดล้มตายกันเข้า ใครจะเอาใครไปทิ้ง ไปเผากันเล่า เจ้ากรรมเอ๋ย ! อยู่ด้วยกันสามองค์ก็เจ็บป่วยไปตามๆ กัน ยิ่งกว่านั้นอาจารย์ของเรานั่นแหละ จะร้อนใจมาก เราได้คิดมานะขึ้นมาในใจว่า บัดนี้ เราไม่มีทางเลือกทางอื่นแล้วที่จะมาระงับเวทนา นี้ได้ เพราะยาจะฉันแก้ไข้ก็ไม่มีเลย มีแต่กําลังอานุภาพแห่งภาวนานี้เท่านั้น

เรามาอยู่สถานที่นี้ก็เพื่อจะอบรมตนในทางเจริญกรรมฐานภาวนา เราจะมาคิดแส่ส่ายไปทางอื่นหาควรไม่ เราต้องเอาธรรมเป็นที่พึ่งจึงจะถูก แม้จะตายก็ขอให้ตายด้วยการภาวนา ไม่ต้องท้อถอยอ่อนแอจะต้องเป็นผู้กล้าหาญจึงจะจัดว่าเป็นนักพรตได้

แล้วเราก็ตัดสินใจปฏิบัติบูชาพระพุทธศาสนาด้วยข้อปฏิบัตินั้น

แล้ว ท่านพระอาจารย์มั่น ก็กําหนดบริกรรมว่า พุทโธๆๆ ไป จนใจเริ่มสงบเย็น ซึ่งท่าน บอกว่าในขณะนั้นท่านยังไม่สันทัดในการเจริญกรรมฐานเท่าไร

ครั้นบริกรรม พุทโธๆๆ ก็นึกถึงคําสอนของอาจารย์ขึ้นมาว่า กายนี้เป็นที่อาศัยของจิต และเป็นทางเดินของจิต เปรียบเหมือนแผ่นดิน ย่อมมีทางน้อยใหญ่เป็นที่สัญจรของหมู่สัตว์ ทุกหมู่เหล่า กายนี้ก็เหมือนกัน ย่อมเป็นที่อยู่อาศัยของจิต และเป็นที่เที่ยวไปมาของจิตฉันนั้น ถ้าจิตมามัวยึดถือกายนี้ว่าเป็นตนอยู่เมื่อใด ย่อมได้รับความทุกข์ความเศร้าโศกเสียใจ มีความ เดือดร้อนวุ่นวายอยู่เป็นนิตย์…

ท่านพระอาจารย์มั่น เล่าต่อไปว่า เมื่อหมดหนทาง เพราะไม่มีใครช่วยแล้ว เรานั่งสมาธิ เข้าที่อยู่โดยการเสียสละ กําหนดจิตแล้วทําความสงบ ทําให้เป็นหนึ่งแน่วแน่ ไม่ให้ออกนอกเป็นอารมณ์ได้เลย เพราะขณะนั้นทุกขเวทนากล้าจริงๆ พอกําหนดความเป็นหนึ่งนิ่งจริงๆ ครู่หนึ่ง ปรากฏว่าศีรษะลั่นเปรี๊ยะปร๊ะไปหมด จนเหงื่อไหลออกมาเหมือนรดนํ้า เมื่อออกจากสมาธิปรากฏว่าไข้ได้หายไปราวกับปลิดทิ้ง นี่เป็นระงับอาพาธด้วยธรรมโอสถเป็นครั้งแรกของเรา เราได้พยาบาลอาจารย์ของเราได้เต็มที่… การเดินทางในครั้งนี้นั้น ได้เป็นเช่นนี้หลายหน บางครั้งมาลาเรียขึ้นสมองแทบเอาชีวิตไม่รอด

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเห็นว่า การจะเดินธุดงค์ในถิ่นทุรกันดารเช่นนั้นต่อไปคงจะ ไม่เป็นผลดี พอออกพรรษาแล้วท่านก็พาศิษย์เดินทางกลับประเทศไทย

ป้างหย่อนเกิดจากแรงพยาบาทของหญิง

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล สมัยเป็นฆราวาสวัยหนุ่ม จิตของท่านยังเป็นปุถุชน ท่านก็มีความรัก โลภ โกรธหลงเหมือนกับปุถุชนทั่วๆ ไป เมื่อท่านสึกจากสามเณร ก่อนบวชเป็นพระภิกษุ ท่านเป็นชายหนุ่มรูปงามมาก มีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาผิวพรรณดี และมีนิสัยดี ท่านย่อมเป็นที่ หมายปองของบรรดาเพศตรงข้าม และท่านก็มีหญิงคนรัก แต่ด้วยวาสนาบารมีธรรม ท่านจึงรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้ แต่ด้วยแรงพยาบาทของหญิงคนรัก เมื่อท่านออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านจึงป่วยด้วยโรคป้างหย่อน โดย หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ท่านอาจารย์เสาร์ ได้เล่าเรื่องประวัติท่านอาจารย์มั่น ให้ผู้เขียน (หลวงปู่เทสก์) ฟังว่า ท่านมั่นเป็นลูกศิษย์ที่ดี พรรษาตั้ง ๑๐ กว่าแล้วยังตักนํ้าให้อาจารย์อาบอยู่ ด้านการภาวนา ก็เก่งมาก เราไม่เป็น ไม่เห็นสิ่งต่างๆ แต่ท่านมั่นก็เห็นและเป็นไปต่างๆ

เมื่อครั้งมาเที่ยวประเทศลาวครั้งแรก ท่านพูดน่าขบขันมาก บอกว่าท่าน (หลวงปู่เสาร์) ป่วยเป็นโรคป้างหย่อน คือ ม้ามหย่อน  นั่นเอง เจ็บไม่หายสักที

ภาวนาวันหนึ่ง เกิดรู้ขึ้นมาว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอิจฉาพยาบาทท่านอยู่ไม่หาย ตั้งแต่สมัยท่านยังหนุ่มสึกออกจากสามเณรไป เกิดชอบรักกัน เมื่อจะร่วมรัก ไปเห็นของสกปรกของผู้หญิง คนนั้น จึงไม่กล้าสําเร็จความใคร่ ผู้หญิงเลยอาย เกิดความพยาบาทอาฆาตจองเวร

ไม่ได้ดอก ถ้าไม่พาผมกลับไปเมืองอุบลฯ ไปให้เขาอโหสิให้เสียก่อนจึงจะหาย

เมื่อท่านกลับไปเมืองอุบลฯ แล้ว ได้เรียกผู้หญิงคนนั้นกับแม่เขามาหา ท่านอาจารย์เสาร์ ได้เล่าเรื่องความจริงให้เขาฟังทุกประการ ถ้าหากเป็นความจริงอย่างนั้น ก็ให้อโหสิกรรมกันเสีย การผูกกรรมทําเวรกัน เป็นกรรมอันยืดยาวมาก อันนี้ยังดีที่ยังไม่ได้ตายจากกัน อโหสิกรรม ให้กันเสียก็จะแล้วกันไป เมื่อพูดแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ยิ้มๆ ได้ขันนํ้าแล้วไปกรวดนํ้าที่ตีนบันได เป็นอันว่าอโหสิกรรมกันหมดเท่านั้น”

ภาค ๖ ธุดงค์พบพระธาตุพนม – ได้ศิษย์องค์สําคัญชาวนครพนม

พรรษา ๒๑ พ.ศ. ๒๔๔๓ จําพรรษาที่พระธาตุพนม จ.นครพนม

เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ก็พาท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตและสามเณร รอนแรมตามฝั่งโขงเรื่อยลงมา อาศัยบิณฑบาตตามหมู่บ้าน ซึ่งมีเป็นหย่อมๆ ของ ชนเผ่าต่างๆ ได้แก่ ชาวภูไท ไทดํา ลาวโซ่ง เป็นต้น ซึ่งชนแต่ละเผ่านี้ล้วนแต่นับถือพระสงฆ์องคเจ้า ชอบทําบุญ ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พาศิษย์ เดินมาจนถึงปากเซบั้งไฟ จึงพากันนั่งเรือข้ามมา ฝั่งขวา คือ ประเทศไทย ขึ้นฝั่งที่ท่านํ้าหน้าวัดพระธาตุพนม และหยุดพักที่ วัดพระธาตุพนม

ท่านพระอาจารย์มั่น พูดถึงตัวท่านเองในขณะนั้นว่า “…แต่ขณะนี้ตัวของเราเอง ก็ยังมอง ไม่เห็นธรรมของจริง ยังหาที่พึ่งแก่ตนเองยังไม่ได้ จะไปสอนผู้อื่นก็เห็นจะทําให้ตัวของเราเนิ่นช้า จึงไม่แสดงธรรมอะไร นอกจากเดินทางไป พักบําเพ็ญสมณธรรมไปตามแต่จะได้”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น กับ สามเณร ได้พักอยู่ที่นั่นเพื่อบําเพ็ญ สมณธรรม จากบันทึกของครูบาอาจารย์ได้กล่าวถึง ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) ได้ร่วมคณะธุดงค์ในครั้งนั้นด้วย ดังนี้

“สมัยหนึ่งท่านรวมกันอยู่ มีท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร และ ท่านพระอาจารย์มั่น ออกปฏิบัติธรรมร่วมกันเที่ยวบําเพ็ญไปตามฝั่งแม่นํ้าโขง พอจวน เข้าพรรษาในปีนั้น ท่านหวนกลับมาฝั่งไทย ข้ามแม่นํ้าโขงมาทางฝั่งจังหวัดนครพนม เข้าพักที่ พระธาตุพนม ประมาณปี ๒๔๔๓ พระธาตุพนมสมัยนั้นยังไม่สูงเหมือนสมัยนี้…”

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร ท่านพระอาจารย์มั่น ได้อธิษฐานอยู่จําพรรษาที่พระธาตุพนม ซึ่งขณะนั้นยังเป็นวัดร้าง

“ปี พ.ศ. ๒๔๔๔ พระครูวิโรจน์รัตโนบล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี วัดทุ่งศรีเมือง ได้ไปบูรณะพระธาตุพนม ท่านเล่าว่า สมัยนั้นพระธาตุพนมรกทึบ มีต้นไม้ เครือเถาวัลย์ขึ้นเป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะต้นยางใหญ่นั้นใหญ่จนคนโอบไม่หุ้ม ตรงบริเวณฐานและส่วนกลางของ พระธาตุ จะมองไม่เห็นองค์พระธาตุเลย ไม่มีคนกล้าไปแตะต้องถากถางได้ เพราะกลัวอาถรรพ์ ต่างๆ นานา ซึ่งเป็นอํานาจลึกลับเร้นลับที่คนไม่สามารถเข้าไปที่นั่น”

บันทึกของครูบาอาจารย์ ได้กล่าวถึงคณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ ไว้ว่า 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ปกติวิสัยท่านชอบกุฏินํ้า ถ้ามีสระ ท่านจะให้ทํายื่นไปในสระนํ้า แล้วทําสะพานเข้าไป ถ้าริมนํ้าท่านจะให้ทําใกล้นํ้าที่สุด อยู่ที่พระธาตุพนมก็เหมือนกัน ตรงบริเวณพระธาตุพนมมีสระนํ้าอยู่สระหนึ่ง นํ้าใสมาก มีดอกบัวบานสะพรั่งและจอกแหน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงให้ทํากุฏินํ้าให้ท่าน ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น และท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร ทําที่พักกุฏิริมรอบพระธาตุพนม ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ผู้เขียนไปไหว้พระธาตุพนมยังเห็นกุฏิพระอาจารย์เสาร์ในสระข้างโรงเรียน”

แสงประหลาดที่พระธาตุพนม

พระธาตุพนม ตั้งอยู่ใน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ในสมัยก่อน ประชาชนแถวนั้นคงไม่รู้ถึงความสําคัญ จึงไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก เมื่อคณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้มาพํานักจําพรรษาจึงได้เปิดเผยความลี้ลับมหัศจรรย์และความศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนและทางบ้านเมืองจึงได้ตื่นตัว ต่อมาก็ได้มีการบูรณะขึ้นมาจนกลายเป็นปูชนียวัตถุที่สําคัญของภาคอีสาน และของประเทศไทยในปัจจุบัน จึงนับได้ว่าการมาพํานักของท่านพระอาจารย์เสาร์ พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) ท่านพระอาจารย์มั่น และคณะ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ จึงถือเป็นคุณมหาศาลที่ทําให้ชนรุ่นหลังได้ พระธาตุพนม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อการสักการะกราบไหว้มาจวบจนทุกวันนี้

ท่านพระอาจารย์มั่นได้เล่าเรื่องพระธาตุพนมให้พระศิษย์ฟัง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ดังนี้

ท่านเล่าไปเคี้ยวหมากไปอย่างอารมณ์ดีว่า ขณะนั้นพระธาตุพนมไม่มีใครเหลียวแลดอก มีแต่เถาวัลย์นานาชนิดปกคลุมจนมิดเหลือแต่ยอด ต้นไม้รกรุงรังไปหมด ทั้งสามศิษย์อาจารย์ก็ พากันพักอยู่ที่นั่นเพื่อบําเพ็ญสมณธรรม 

ขณะที่ท่านอยู่กันนั้น พอตกเวลากลางคืนประมาณ ๔ – ๕ ทุ่ม จะปรากฏมีแสงเขียว วงกลมเท่ากับลูกมะพร้าว และมีรัศมีสว่างเป็นทางผุดออกจากยอดพระเจดีย์ แล้วก็ลอยห่างออกไปจนสุดสายตา และเมื่อถึงเวลาก่อนจะแจ้ง ตี ๓ – ๔ แสงนั้นจะลอยกลับเข้ามาจนถึงองค์พระเจดีย์ แล้วก็หายวับเข้าพระเจดีย์ไป ทั้ง ๓ องค์ ศิษย์อาจารย์ได้เห็นเป็นประจักษ์เช่นนั้นทุกๆ วัน ท่านอาจารย์เสาร์ จึงพูดว่า ที่พระเจดีย์นี้ต้องมีพระบรมสารีริกธาตุอย่างแน่นอน

องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“อย่างพระธาตุพนม ท่านก็ทําไว้เป็นหลักเกณฑ์ นั่นก็คือ องค์ศาสดา…

เจดีย์สร้างไว้เป็นที่ระลึกกราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจของเราที่เป็นชาวพุทธนะ อันสําคัญๆ มักจะมีอะไรหุ้มห่อเอาไว้ลึกๆ ภายใน เช่น อย่างพระธาตุพนมก็มีองค์ศาสดาอยู่ข้างใน แล้วก่อเจดีย์รอบ เรียกว่า พระธาตุพนม ของดีๆ ของเลิศของประเสริฐอยู่ข้างใน มีสิ่งสําคัญอยู่ในเจดีย์พระธาตุพนม” 

ครูบาอาจารย์ มีการบันทึกเล่าถึงเหตุการณ์เดียวกัน ดังนี้

นับแต่วันแรกของการอธิษฐานเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้เห็นแสงฉัพพรรณรังสี พวยพุ่งออกมาจากองค์พระธาตุในระยะหัวคํ่า ครั้นพอจวนสว่างก็ปรากฏแสงสีต่างๆ ลอยพวยพุ่งเข้าองค์พระธาตุเหมือนเดิม ปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์นั้น ปรากฏขึ้นโดยตลอดจน ออกพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเชื่อแน่ว่า พระธาตุนี้บรรจุพระอุรังคธาตุของ พระพุทธเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย”

เรื่องแสงประหลาดลอยออกจากพระธาตุฯ มีผู้รู้เห็นกันมากมาย เรื่องนี้มีการเล่าขานสู่กันฟังในหมู่ลูกหลานชาวเมืองพนม (ชาวธาตุพนม) ว่า ตกมื้อสันวันดี ยามคํ่าคืนกะสิมีแสง คือ ลูกไฟลอยจากพระธาตุให้ไทบ้าน ไทเมืองพนมได้เห็นกันทั่ว

แสงประหลาดที่พระธาตุพนม ก็คือ พระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์เสด็จไปเสด็จมา ให้ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะได้เห็นเป็นประจํานั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางพระพุทธศาสนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงพุทธปาฏิหาริย์ให้ปรากฏนั้น ย่อมมีนัยความหมายอันลึกซึ้งเปี่ยมด้วยเหตุและผลในทางธรรม ก็เพราะทรงมีพระเมตตามหากรุณาธิคุณโปรดเวไนยสัตว์ เพื่อประโยชน์แก่บรรดาพุทธบริษัทจะได้มีจิตใจที่มั่นคงเลื่อมใสศรัทธาและปฏิบัติตามหลักธรรมคําสอนอันเป็น สวากขาตธรรม โดยเฉพาะผู้ที่จะมาเป็นศาสนทายาทธรรม ทําให้ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะเห็นแล้วยิ่งเกิดความเลื่อมใสศรัทธา และเกิดความเชื่อมั่นในมรรค ผล นิพพาน ฝังแน่น ลึกยิ่งๆ ขึ้น จนเป็นอจลศรัทธาที่ไม่อาจถอนได้ ต่างก็ยิ่งพากันเร่งขวนขวายทําความเพียรภาวนากัน อย่างยิ่งยวดต่อไป

ในพรรษานั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะ ต่างเร่งทําความเพียรควบคู่กับการบูรณะพระธาตุพนม การภาวนาต่างก็ก้าวหน้าตามลําดับ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พูดถึงการบําเพ็ญ สมณธรรมที่พระธาตุพนมในครั้งนั้นว่า “การพักอยู่ในบริเวณของพระธาตุพนมนี้ ทําให้จิตใจ เบิกบานมาก และทําให้เกิดอนุสรณ์รําลึกพระพุทธเจ้าได้อย่างดียิ่ง

เริ่มต้นบูรณะพระธาตุพนม

ตามคําบอกเล่าของท่านพระอาจารย์มั่น เกี่ยวกับการเริ่มต้นบูรณะพระธาตุพนม มีว่า 

ดังนั้น ท่าน (ท่านพระอาจารย์เสาร์) จึงได้ชักชวนญาติโยมทั้งหลายในละแวกนั้น ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน และส่วนมากก็เป็นชาวนา ได้มาช่วยกันถากถางทําความสะอาดบริเวณ องค์พระเจดีย์นั้น ได้พาญาติโยมทําอยู่เช่นนี้ ๓ เดือนเศษ จึงค่อยสะอาดเป็นที่เจริญหูเจริญตา มาตราบเท่าทุกวันนี้

เมื่อญาติโยมทําความสะอาดเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์ก็พาญาติโยมในละแวกนั้นทํามาฆบูชา ซึ่งขณะนั้นผู้คนแถวนั้นยังไม่รู้ถึงวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด ทําให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดศรัทธาเลื่อมใสอย่างจริงจัง จนได้ชักชวนกันมารักษาอุโบสถ ฝึกหัดกรรมฐานทําสมาธิกับ ท่านอาจารย์เสาร์ จนได้ประสบผลตามสมควร

ครูบาอาจารย์ บันทึกการบูรณะพระธาตุพนม ไว้ดังนี้

“ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงได้ป่าวประกาศให้ญาติโยมจังหวัดนครพนมได้ทราบว่า พระธาตุพนมนี้เป็นพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นพระธาตุที่บรรจุอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้า ขอให้ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายช่วยกันถากถาง ทําความสะอาดบริเวณพระธาตุ แล้วทําบุญอุทิศถวายกุศลแด่พระพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของเรา เมื่อชาวบ้านชาวเมืองได้รู้เช่นนั้นแล้ว ก็พากันบังเกิดปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เอิกเกริกโกลาหลกันเป็นการใหญ่

ครั้นถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็พาญาติโยมทั้งหลายทําบุญ อันมี ท่านพระอาจารย์มั่น และ ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร รวมอยู่ด้วย จนเป็นประเพณีสืบๆ ต่อกันมามิได้ขาด จนกระทั่งบัดนี้

ครูบาอาจารย์ได้อุปมาการค้นพบพระธาตุพนมของท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะไว้ดังนี้

เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๓ หลังจากที่ชาวเมืองนครพนมจมอยู่ในความมืดบอดเป็นเวลานาน ปล่อยให้พระธาตุเป็นป่ารกทึบ และแล้วท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และ ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร ได้นําเอาแสงสว่างดวงประทีปธรรมของพระพุทธองค์ ส่องทางให้ได้เห็นหนทางแห่งการปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องดําเนินต่อไป

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เล่าให้ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส ศิษย์อุปัฏฐากใกล้ชิดฟังว่า ทีแรกชาวเมืองได้ขอให้ท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นผู้บูรณะ แต่ท่านบอกว่า เราไม่ใช่เจ้าของ เดี๋ยวเจ้าของผู้ซ่อมแซมจะมาทําเอง

และ เจ้าของ ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพูดไว้ล่วงหน้าอย่างถูกต้องแม่นยํา ก็คือ พระครูวิโรจน์รัตโนบล หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ท่านพระครูดีโลด นั่นเอง เพราะท่านมีคุณสมบัติพิเศษ โอบอ้อมอารีจนได้นิมิตนามว่า “ท่านพระครูดีโลด” คือ อะไรก็ดีหมด 

บันทึกการบูรณะพระธาตุพนม

บันทึกการบูรณะพระธาตุพนม หลังจากท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และศิษย์มาพัก จําพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ แล้ว ก็ได้มีการบูรณะพระธาตุพนมอย่างจริงจังขึ้นในต้นปี พ.ศ. ๒๔๔๔ (การบูรณะครั้งที่ ๕) มีดังนี้ 

ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๔๓ มีพระเถระนักปฏิบัติชาวเมืองอุบลฯ ๓ รูป เดินธุดงค์มาจําพรรษา อยู่วัดสระพัง (ตะพัง) ซึ่งเป็นสระโบราณใหญ่อยู่บริเวณนอกกําแพงวัด ทางด้านหรดีองค์พระธาตุ–พนม คือ พระอาจารย์เสาร์ ๑ พระอาจารย์หนู ๑ พระอาจารย์มั่น ๑

ท่านและคณะได้มานมัสการพระบรมธาตุ และพิจารณาดูแล้ว มีความเลื่อมใส เห็นว่า พระธาตุพนมเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุอันแท้จริง แต่เป็นที่น่าสลดใจ เมื่อเห็นองค์พระธาตุ เศร้าหมองรกร้างตามบริเวณทั่วไป

ทั้งพระวิหารหลวง ซึ่งพระเจ้าโพธิศาล (พ.ศ. ๒๐๗๓ – ๒๑๐๓) แห่งนครหลวงพระบาง ได้สร้างไว้ (ตามประวัติพระธาตุพนมบูรณะครั้งที่ ๒) ก็พังทลายกลายเป็นกองอิฐปูนอยู่ภายในกําแพงพระธาตุ ถ้าได้ผู้สามารถเป็นหัวหน้าบูรณะจะเป็นมหากุศลสาธารณะแก่พระพุทธศาสนาและบ้านเมืองมิใช่น้อย จึงแต่งตั้งให้หัวหน้าเฒ่าแก่ชาวบ้านธาตุพนมเดินทางลงไปเมืองอุบลฯ ให้อาราธนาเอาท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) วัดทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุบลฯ แต่เมื่อท่านดํารงสมณศักดิ์เป็นพระครูอุดรพิทักษ์คณาเดช ขอให้ท่านขึ้นมาเป็นหัวหน้าซ่อมแซม พระบรมธาตุ ท่านก็ยินดีรับขึ้นมาตามความประสงค์ 

ท่านเป็นพระเถระผู้เชี่ยวชาญทางการฝีมือ ศิลปกรรม การก่อสร้าง แกะสลักทั้งไม้ อิฐ ปูน เป็นนักปกครองชั้นดี ทั้งเป็นนักปฏิบัติมีจิตตานุภาพและจิตวิทยาสูง เป็นที่นิยมของประชาชน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต มีศิษย์มากอยู่ ผู้ใดได้พบปะสนทนาด้วยแล้ว ต่างมีความเคารพรัก

เมื่อ ท่านพระครูวิโรจน์ฯ รับนิมนต์ เดินทางมาถึงแล้วได้ประชุมหารือทั้งชาววัดและ ชาวบ้าน ชั้นแรกชาวบ้านจะยอมให้ทําแต่เพียงทาปูนลานพระธาตุ ให้มีที่กราบไหว้เท่านั้น มิยอม ให้ซ่อมองค์พระธาตุ เพราะเกรงกลัวเภทภัยทั้งหลายซึ่งเคยเป็นมาแล้วแต่หนหลัง ท่านพระครู– วิโรจน์ฯ ไม่ยอม บอกว่าถ้ามิได้บูรณะพระธาตุแต่ยอดถึงดิน แต่ดินถึงยอดแล้วจะมิทํา ชาวบ้าน ไม่ตกลง เลิกประชุมกัน ครั้นต่อมาในวันนั้น มีอารักษ์เข้าสิงคน ขู่เข็ญผู้ขัดขวาง จะทําให้วิบัติ ชาวบ้านเกิดความกลัวจึงกลับมาวิงวอนให้ท่านพระครูวิโรจน์ฯ ทําตามใจชอบ

ท่านพระครูวิโรจน์ฯ ได้เริ่มบูรณะตั้งแต่เดือนอ้าย ขึ้น ๑๔ คํ่า จนถึงเดือน ๓ เพ็ญ ได้ฉลอง มีประชาชนหลั่งไหลมาจากจตุรทิศช่วยเหลือจนมืดฟ้ามัวดิน เป็นประวัติการณ์นับแต่หลังจาก บ้านเมืองเป็นจลาจลมา (เกิดศึกสงครามระหว่างไทยกับญวน ทําให้ผู้คนแตกตื่นอพยพหนีหายไปจํานวนมาก และช่วงนั้นเกิดกรณีกบฏผีบุญ ขึ้นที่มณฑลอุบล เมื่อสมัย ร.ศ. ๑๒๐ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๔๔ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ด้วย)

มีผู้ศรัทธาร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อบูรณะพระธาตุเป็นจํานวนมาก 

การบูรณะ ได้ชําระต้นโพธิ์เล็กที่เกาะจับอยู่ออก ขูดไคลนํ้าและกะเทาะสะทาย (ผิวปูนที่ฉาบไว้) ที่ชํารุดออก โบกปูน ทาสีใหม่ ประดับกระจกสีในที่บางแห่ง และลงรักปิดทองยอดตามที่ อันควร สิ้นทองเปลว ๓ แสนแผ่น หมดเงินหนัก ๓๐๐ บาท ทองคํา ๕๐ บาทเศษ แก้วเม็ด ๒๐๐ เม็ด แก้วประดับ ๑๒ หีบ หล่อระฆังโบราณด้วยทองแดง ๑ ลูก หนัก ๒ แสน (๒๔๐ กก.) ไว้ตีเป็นพุทธบูชา”

การทําบุญฉลองการบูรณะพระธาตุพนม

การบูรณะพระธาตุพนมในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ โดย พระครูวิโรจน์รัตโนบล หรือ พระครูดีโลด ตามที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้บอกไว้ล่วงหน้า เป็นการบูรณะครั้งที่ ๕ โดยได้เริ่มบูรณะตั้งแต่ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๔ คํ่า จนถึงเดือน ๓ เพ็ญ อันเป็นวันมาฆบูชา ได้ฉลอง มีประชาชนหลั่งไหลมาจากจตุรทิศจนมืดฟ้ามัวดิน ครูบาอาจารย์ได้บันทึกไว้ดังนี้

“ในงานมหามงคลวันนั้น ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู) เป็นผู้แสดงธรรม นํ้าเสียงของท่าน สํานวนภาษา อรรถาธิบาย อุปมาอุปไมย ความสงบ กิริยาท่าทาง ดําเนินไปเยี่ยง ผู้เห็นภัยด้วยความงดงามยิ่ง ไพเราะเพราะพริ้ง เป็นที่ชื่นชมโสมนัส เลื่อมใสศรัทธาประทับใจ ผู้ฟังเป็นอย่างมาก ข้อความที่ท่านยกขึ้นแสดงแต่ละอย่าง ก็ซึ้งสมบูรณ์ด้วยเหตุผลจนผู้ฟังบังเกิด ความเห็นคล้อยตามไปทุกอย่าง ไม่มีแม้เสียงเคลื่อนไหว แทบจะไม่หายใจ เงียบกริบ นั่งเป็น ระเบียบ ฟังอย่างเป็นสมาธิ ไม่มีเสียงกระแอมไอ แม้กระทั่งเขยื้อนตัว เป็นต้น

นํ้าเสียงของท่านเป็นกังวานชัดเจน ในสมัยนั้น ถึงไม่มีเครื่องขยายเสียง แต่กระแสเสียง ของท่าน แม้จะพูดธรรมดาก็ได้ยินโดยทั่ว เพราะความสงบเงียบนั่นเอง

นี่ล่ะหนอ เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมท่ามกลางพุทธบริษัทมากๆ ต้องกินเนื้อที่กว้างไกล สมัยพุทธกาลก็ไม่มีเครื่องขยายเสียง ทําไมคนจึงได้ยินโดยทั่วกัน ก็คงเป็นเหมือนเช่นครั้งท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร ท่านแสดงธรรมทั่วพระธาตุพนมนั่นเอง เพราะอาศัยความเงียบ ความสํารวมของผู้ฟัง นํ้าเสียงจึงแผ่ไปทั่วทุกอณูของสถานที่บริเวณอย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากปัจจุบันนี้เป็นไหนๆ 

การแสดงความเคารพ เป็นกิจเบื้องแรกในบวรพุทธศาสนา ผู้ที่ขาดความอ่อนน้อม แข็งกระด้าง ก็อย่าหวังเลยว่าจะทํามรรค ผล นิพพานให้เกิดขึ้นได้ ความเคารพนั้น แสดงออกได้ ๓ ทาง คือ กาย วาจา ใจ 

ก่อนฟังเทศน์ บริษัททั้งหลายสมาทานเอาไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งที่เคารพยึดถือ ต้องแสดงความเคารพอย่างสูงสุดหยุดนิ่ง 

เมื่อครูอาจารย์ขึ้นเทศน์อบรม ถึงจะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเถระ พระเถรเณรน้อย หรือเจ้าฟ้าเจ้าคุณก็ตาม เราจะต้องให้ความเคารพเสมอภาคกันหมด เพราะผู้เทศน์ผู้แสดงธรรมท่านเอาพระธรรมของพระพุทธเจ้ามาอบรมสั่งสอนเรา เมื่อเราแสดงออกซึ่งความไม่เคารพ คือ ไม่ตั้งใจสงบนิ่งด้วยกาย วาจา ใจ ซึ่งแสดงว่าเราไม่มีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม และ พระอริยสงฆ์ ที่เราอุตส่าห์สมาทานเอาเป็นสรณะแต่เบื้องแรก เมื่อเป็นเช่นนั้น การสมาทาน การฟังเทศน์ จะมีประโยชน์มีความหมายอะไร ไม่มีอานิสงส์แม้แต่น้อย สักแต่ว่าเป็นทุกขเวทนา เป็นบาปกรรมเปล่าๆ”

แม้ในบันทึกจะไม่ได้กล่าวถึงเนื้อหาของพระธรรมเทศนา ก็ได้บ่งบอกถึงบรรยากาศของการฟังเทศน์ของคนในสมัยนั้น ว่าเป็นไปด้วยความเคารพศรัทธา และความตั้งใจฟังอย่างแท้จริง

การแสดงธรรมในครั้งนั้น แม้ท่านพระอาจารย์เสาร์มีอายุพรรษาสูงสุด แต่ท่านไม่ได้เป็นองค์แสดงธรรม เพราะปรกติท่านมีนิสัยพูดน้อย เทศน์น้อย ท่านพระอาจารย์หนู เพื่อนสหธรรมิก จึงเป็นผู้แสดงธรรมแทน

หล่อพระพุทธรูปที่บ้านกุดเม็ก – พรรษา ๒๒ พ.ศ. ๒๔๔๔ จําพรรษาวัดเลียบ

หลังจากเสร็จงานทําบุญฉลององค์พระธาตุพนม ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพาท่านพระอาจารย์มั่น เดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานีอันเป็นบ้านเกิด โดยออกเดินธุดงค์จาริกแสวงหาความสงบตามป่าดงพงไพรต่อไป โดยมุ่งหวังเพื่อบรรลุธรรม แต่ก็ยังไม่สมหวังตามที่ได้ตั้งความปรารถนาไว้ 

ในระหว่างนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เดินทางไปที่บ้านคําบง อําเภอโขงเจียม (ปัจจุบันขึ้นกับอําเภอศรีเมืองใหม่) อันเป็นบ้านเกิดของหลวงปู่มั่นอีกครั้งหนึ่ง 

โดยคราวที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ออกเที่ยวธุดงค์ทางฝั่งลาว ท่านได้รับการถวายทองคําและได้ของเก่าแก่มาหลายอย่าง ด้วยท่านทั้งสองเคารพเทิดทูนบูชา องค์พระบรมศาสดาอย่างสุดชีวิตจิตใจ จึงได้ช่วยกันนํามาหล่อพระพุทธรูปเป็นองค์แทนอีกครั้ง ในครั้งนี้ท่านหล่อขึ้นด้วยกัน ๒ องค์ที่สํานักสงฆ์กุดเม็ก บ้านคําบง ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่าน หล่อพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านหล่อพระพุทธรูปองค์เล็ก โดยท่านทั้งสองได้ปั้นพระพุทธรูป พร้อมทําเตาหลอมและเททองหล่อพระด้วยองค์ท่านเองจนแล้วเสร็จ และที่ สํานักสงฆ์แห่งนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ขุดบ่อนํ้าไว้ใช้ ซึ่งตลอดทั้งปีจะมีนํ้าเต็มขอบบ่ออยู่เสมอ

พระพุทธรูป ๒ องค์นี้เป็นทองสัมฤทธิ์ เป็นปางสมาธิ มีขนาดหน้าตักราว ๗ กับ ๙ นิ้ว เป็นพระพุทธรูปที่หล่อตันทั้งองค์ จะมีกลวงเล็กน้อยตรงส่วนฐานของพระพุทธรูปเท่านั้น จึงมี นํ้าหนักมากจนเกือบยกไม่ขึ้น เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามสมส่วนมาก สําหรับสถานที่หล่อพระ ต่อมาชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานที่ศาลา สํานักสงฆ์กุดเม็ก เพื่อน้อมรําลึกถึงพระบูรพาจารย์ทั้งสอง และมีการสร้างหล่อรูปเหมือนของท่านทั้งสอง เพื่อไว้ กราบไหว้บูชา

ส่วนพระพุทธรูป ๒ องค์นี้ เมื่อหล่อเสร็จได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่โบสถ์วัดบ้านคําบง (ปัจจุบัน คือ วัดศรีบุญเรือง) ซึ่งโบสถ์หลังนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ร่วมกันสร้าง นับเป็นโบสถ์ขนาดเล็กที่มีสัดส่วนสวยงามมาก 

การสร้างพระพุทธรูปขนาดเล็กและโบสถ์ขนาดเล็กนี้ เสมือนท่านทั้งสองสร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร และออกเที่ยวธุดงค์ร่วมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันมาเป็นครั้งแรก ปัจจุบัน พระพุทธรูป ๒ องค์นี้ พุทธบริษัทบ้านคําบง ให้ความเคารพบูชาและหวงแหนมาก โดยทางวัดได้เก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย และได้อนุรักษ์โบสถ์แห่งนี้ไว้เป็นอย่างดีมาจวบจนทุกวันนี้ เพราะเป็นการรักษาผลงานศาสนถาวรวัตถุชิ้นสําคัญของสองพระอรหันตสาวกผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคกึ่งพุทธกาล ไว้เป็นมรดกอันลํ้าค่าให้ชาวพุทธทั้งหลายได้กราบสักการบูชาและเป็นอนุสติเตือนใจให้ปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน สืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ภายหลังหล่อพระพุทธรูปและสร้างโบสถ์ขนาดเล็กแล้วเสร็จ ท่านทั้งสองก็ได้เดินธุดงค์กลับวัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หลังจากธุดงค์จากไปนาน ๕ ปี พอใกล้ เข้าพรรษา ก็ได้อยู่จําพรรษาปฏิบัติธรรมร่วมกัน นับเป็นพรรษาที่ ๒๒ ของท่านพระอาจารย์เสาร์ และนับเป็นพรรษาที่ ๘ ของท่านพระอาจารย์มั่น

กรณีกบฏผีบุญ

เหตุการณ์เรื่องกบฏผีบุญหรือกบฏผู้มีบุญเกิดขึ้นที่มณฑลอุบล เมื่อสมัย ร.ศ. ๑๒๐ (พ.ศ. ๒๔๔๔) ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ 

จากการกวาดล้างจับกุมพวกผีบุญไปทั่วมณฑลอีสานอย่างเด็ดขาด ด้วยความที่หัวหน้า ผู้ก่อการ คือ องค์มั่น พร้อมสมุนสนิทได้หลบหนีไปได้ จึงถูกตามล่าอย่างหนัก บังเอิญอีกที่มีชื่อไป ซํ้ากับ ท่านพระอาจารย์มั่น แถมยังเป็นคนแถบถิ่น แขวง เขต เมืองเดียวกันอีก ทั้งยังเคยมี ความสามารถเฉพาะตัวเป็นหมอลํากลอนคล้ายกันอีกด้วย แม้แต่การนุ่งห่มก็ยังพ้องจองกันอีกด้วย คือ ผีบุญองค์มั่น (และผีบุญระดับหัวหน้า) จะแต่งกายต่างไปจากคนอื่นๆ คือ

“นุ่งห่มผ้าขาวจีน ห่มครองอย่างพระหรือสามเณร” และผีบุญที่เป็นพระสงฆ์ก็มีหลายองค์เสียด้วย ซํ้ายังเป็นความบังเอิญอีกที่ “พระมั่น” ไม่ได้อยู่ที่เมืองอุบลฯ ดูเหมือนว่าจะหลบหนีไป เสียอีกด้วย ก็เพราะช่วงนั้น (ปี พ.ศ. ๒๔๔๕) คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ที่มี “พระมั่น” ติดตามไปด้วยได้ออกเดินธุดงค์มาทางถิ่นนครพนมและฝั่งซ้ายแม่นํ้าโขงด้วย

ครูบาอาจารย์ในรุ่นต่อๆ มา จึงได้มีเรื่องเล่าถึงการตามล่าผีบุญองค์มั่นที่มาเกี่ยวข้องกับ ท่านพระอาจารย์มั่นอย่างบังเอิญ

หลังจากการจบสิ้นของกรณีกบฏผีบุญ หรือกบฏผู้มีบุญแล้วไม่นานนัก อีก ๒ เดือนต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๕ ให้เป็นกิจจะลักษณะในรูปของ กฎหมายเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังทรงโปรดให้จัดพิมพ์หนังสือพระไตรปิฎกขึ้นเป็นครั้งแรกอีกด้วย

พรรษา ๒๓ พ.ศ. ๒๔๔๕ เจ้าเมืองอาราธนาอยู่โปรดชาวนครพนม

หลังจากที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้อบรมแนะนําการปฏิบัติกัมมัฏฐานแก่ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พอสมควรแล้ว จนรู้ชัดว่า กําลังสมาธิอันแน่วแน่ได้เกิดขึ้นแล้วในองค์ท่าน และสามารถอยู่บําเพ็ญความเพียรโดยลําพังองค์เดียวได้ ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงได้ แยกจากไปแสวงหาสถานที่วิเวกแห่งอื่นต่อไป โดยในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเลียบ กับสหธรรมิก คือ ท่านพระอาจารย์หนู ฐิิตปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดใต้ ได้ออก ธุดงค์ไปจังหวัดนครพนม ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้กลับไปภาวนาและจําพรรษาอยู่ที่ภูหล่นประมาณ ๕ ปี ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ท่านพระอาจารย์มั่นได้แสดงธรรมเทศนาอบรม โยมมารดา จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในการปฏิบัติธรรม จึงออกประพฤติศีลพรหมจรรย์ติดตามท่านไป หลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้ย้อนกลับมา ณ สถานที่ภูหล่นอีกเลย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์หนู เมื่อธุดงค์ไปถึงจังหวัดนครพนม ก็ได้พักปักกลดอยู่ใต้ต้นโพธิ์สุดเขตเมืองนครพนม ทางด้านทิศใต้ เข้าใจว่าจะเป็นแถวบริเวณโรงฆ่าสัตว์เทศบาลจังหวัดนครพนมในปัจจุบัน ได้มีประชาชนชาวบ้านจํานวนมากเลื่อมใสศรัทธา ได้ไปกราบนมัสการ สนทนาธรรม และรับการอบรมการปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ 

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ นี้เอง ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์หนู ได้อยู่ภาวนาและ จําพรรษาร่วมกันที่จังหวัดนครพนม เพื่อโปรดพุทธบริษัท พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ เจ้าเมืองนครพนม ได้ทราบเรื่อง จึงไปกราบนมัสการและสนทนาธรรมด้วย การกราบพบปะสนทนากัน ในครั้งนั้น พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ได้ชี้แจงความเป็นมาของตน ว่าเคยเป็นศิษย์ของ สมเด็จ–พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ พร้อมทั้งได้เล่าถึงพฤติกรรมของพระภิกษุสามเณรในจังหวัดนครพนมให้ท่านทราบ และขอให้ช่วยหาทางแก้ไขด้วย ด้วยท่านเจ้าเมืองให้ความเลื่อมใสศรัทธาท่านทั้งสองมาก ซึ่งขณะนั้นจังหวัดนครพนมยังไม่มีพระฝ่ายธรรมยุต จึงได้กราบเรียนท่านให้พํานักโดยตั้งวัดธรรมยุตขึ้นในจังหวัดนครพนมด้วย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงแนะนําให้เสาะหาคัดเลือกพระภิกษุสามเณร ผู้เฉลียวฉลาด มีความประพฤติดี และสมัครใจที่จะทําทัฬหีกรรม ญัตติเป็นพระภิกษุสามเณรในคณะสงฆ์ฝ่าย ธรรมยุติกนิกาย เพื่อไปอยู่ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติในสํานักของพระอาจารย์ทั้งสองให้มีความหนักแน่นมั่นคงในพระธรรมวินัยแล้ว จึงส่งกลับมาอยู่นครพนมตามเดิม จะได้ช่วยกันแก้ไขความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรในจังหวัดนครพนมให้ดีขึ้น

พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคําแนะนําของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงได้ให้คนของท่านออกสืบเสาะเลือกเฟ้นหาพระภิกษุตามที่ท่านพระอาจารย์เสาร์บอก ใช้เวลาหลายวัน ในที่สุดได้คัดเลือกพระภิกษุมา ๔ รูป ได้แก่

พระจันทร์ เขมิโย พระสา อธิคโม พระหอม จนฺทสาโร และ พระสังข์ รกฺขิตธมฺโม กับสามเณรอีก ๑ รูปที่ติดตามพระจันทร์ เขมิโย จากท่าอุเทน ชื่อ สามเณรจูม จันทรวงศ์ 

เวลานั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์หนู ยังพักรออยู่ที่พระธาตุพนม ท่านข้าหลวงได้นําพระภิกษุและสามเณรทั้ง ๕ รูปเข้าถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อให้ท่านทั้งสองช่วยรับเอาเป็นธุระแนะนําสั่งสอนและฝึกอบรมต่อไป พระคุณเจ้าทั้งสองก็รับไปด้วยความยินดี

ในกาลต่อมาพระเณรทั้ง ๕ รูปจากนครพนมที่เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ปรากฏว่ามีชื่อเสียงเป็นที่เคารพและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง ๒ องค์ คือ 

พระจันทร์ เขมิโย ภายหลังมีสมณศักดิ์เป็น พระเทพสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดศรีเทพ–ประดิษฐาราม ประชาชนชาวนครพนมเรียกว่า “ท่านเจ้าคุณปู่” เพราะเป็นพระธรรมยุตองค์แรกของจังหวัดนครพนม กับ 

สามเณรจูม จันทรวงศ์ ภายหลังมีสมณศักดิ์เป็น พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีบทบาทสําคัญยิ่งในวงศ์พระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของ หลวงปู่เกิ่ง อธิมุตฺตโก หลวงปู่สีลา อิสฺสโร หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์หนู พักอบรมคณะศิษย์ชาวนครพนม คือ พระจันทร์และคณะ อยู่ที่พระธาตุพนมเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว จึงได้พากันเดินทางธุดงค์กลับจังหวัดอุบลราชธานี รอนแรมผ่านป่าดงดิบผืนใหญ่ชื่อ ดงบัง ที่แสนลําเค็ญ แล้วเข้าเขตอํานาจเจริญ ใช้เวลาร่วมเดือนจึงลุถึงวัดเลียบ ในตัวเมืองอุบลราชธานี

พาพระเณรศิษย์จากนครพนมออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม

ท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) หรือที่ชาวนครพนมเรียกท่านว่า “ท่านเจ้าคุณปู่” ได้เล่าถึงการติดตามไปปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ที่จังหวัดอุบลราชธานี ดังนี้ 

ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์หนู (พระปัญญา พิศาลเถร) ก็ได้อําลาประชาชนชาวจังหวัดนครพนม เดินทางกลับสู่จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยพระภิกษุ ๔ รูป คือ พระภิกษุจันทร์ เขมิโย พระภิกษุสา พระภิกษุหอม พระภิกษุสังข์ และ สามเณรอีก ๓ รูป ในจํานวน ๓ รูปนี้ มี สามเณรจูม จันทรวงศ์ รวมอยู่ด้วย

คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้จาริกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ หยุดพักรอนแรมกลางป่ากลางดง ได้พบสัตว์ป่านานาชนิด มีเสือ ช้าง ละอง ละมั่ง ควายป่า เป็นต้น เมื่อเจอสัตว์ป่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็สั่งให้หมู่คณะนั่งลงกับพื้นดิน แล้วกําหนดจิตแผ่เมตตาให้สัตว์เหล่านั้น พระภิกษุ สามเณรทุกรูปก็แคล้วคลาดปลอดภัย 

ท่านเจ้าคุณปู่ เล่าว่า “การธุดงค์ไปกับท่านพระอาจารย์เสาร์ในครั้งนั้น ทําให้การฝึกฝนด้านกรรมฐานของท่าน นับว่าก้าวรุดหน้าไปกว่าเดิมมาก ทั้งนี้เพราะท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ได้พยายามถ่ายทอดความรู้และอบรม ท่านอย่างเคร่งครัดยิ่ง ตอนนั้นพอเราธุดงค์ถึงสถานที่อันวิเวกเหมาะสมแก่การปฏิบัติแห่งไหน ท่านพระอาจารย์เสาร์จะหยุดพักและพาพวกเราเร่งบําเพ็ญเพียรอบรมจิตอย่างหนักทันที ท่านให้พยายามกําจัดมหาโจรภายใน อันหมายถึง ตัวกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง ให้เบาบางลงไปให้ได้ และให้ทําจนหมดสิ้นไปจากจิตใจตามกําลังความสามารถ

การปฏิบัติกรรมฐานภายในป่านั้น หลักสําคัญประการแรก ผู้ปฏิบัติจะต้องทําตนให้บริสุทธิ์ด้วยศีล เพราะในป่าเขาลําเนาไพรมีเทพารักษ์ สัตว์ร้ายนานาชนิด ดังนั้น ต้องคอยตรวจสอบศีล ของเราอยู่เสมอ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์เมื่อไรแล้ว ก็มักจะมีอันเป็นไปในทางไม่ดีเสมอ และเมื่อมีศีล บริสุทธิ์แล้ว ก็ต้องรักษาจิตของเราให้บริสุทธิ์ด้วย ระวังอย่าให้จิตเอนเอียงไปหารากเหง้าแห่งกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ หลังจากนั้น เมื่อศีลและจิตบริสุทธิ์ ก็ต้องตรวจความเห็นของตนว่า มีความบริสุทธิ์หรือไม่ ความเห็นของเราตรงต่อคุณธรรมจริงหรือไม่ เมื่อเราอุทิศชีวิตของตนต่อ พระรัตนตรัยอย่างแท้จริงแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นแก่ชีวิตเราบ้าง

ควรยึดมั่นเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ยอมสละทุกอย่างเพื่อพระรัตนตรัย แม้ชีวิตของเรา ก็ต้องยอมเสียสละ จึงจะสามารถรู้แจ้งเห็นจริงในชีวิต สามารถหยั่งจิตลงในคุณแห่งพระรัตนตรัยอย่างมั่นคงไม่หวั่นไหว จนถึงคุณอันสูงสุดในพระศาสนา จึงจะประสบตัววิปัสสนาอย่างแท้จริง

สําหรับการเจริญกรรมฐานนั้น หากยังไม่พบตัววิปัสสนาแล้ว จะไม่สามารถพบกับความสุขอย่างแท้จริงได้ การเข้าถึงพระพุทธเจ้า ประการแรกก็คือ การไม่ทําความชั่วทุกอย่าง อันได้แก่ การรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์ การทําความดี มีความดี มีความเฉลียวฉลาดให้พร้อมอยู่เสมอ ก็คือการเข้าถึงพระศาสนาด้วยการบําเพ็ญสมาธิ และการเข้าถึงพระศาสนาด้วยการทําจิตของตน ให้ผ่องแผ้ว

ท่านเจ้าคุณปู่ เล่าถึงการเดินทางในครั้งนั้นว่า คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เดินทางมาทางพระธาตุพนม ไปมุกดาหาร อํานาจเจริญ แล้วเข้าสู่ตัวเมืองอุบลราชธานี ต้องใช้เวลาอยู่ หลายสัปดาห์จึงเดินทางถึงเมืองอุบลราชธานี จากนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ได้นําคณะพระเณร เข้าไปพํานักอยู่ที่วัดเลียบ ซึ่งเป็นสํานักของท่าน และ ณ สถานที่นั้นเอง ท่านเจ้าคุณปู่ก็ได้พบกับ ท่านพระอาจารย์มั่น ดังนั้น นอกจากท่านจะได้ศึกษาธรรมจากท่านพระอาจารย์เสาร์แล้ว ท่านยังได้มีโอกาสร่วมศึกษาหาความรู้และปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นอีกระยะหนึ่งด้วย 

พรรษา ๒๔ – ๒๙ พ.ศ. ๒๔๔๖ – ๒๔๕๑ จําพรรษาวัดเลียบ ในฐานะพระผู้ใหญ่

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เป็นเจ้าอาวาสวัดเลียบ ในเมืองอุบลฯ ประมาณ ๑๐ ปี เริ่มจากปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๕ เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๔๖ พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) สมัยเป็นพระภิกษุจันทร์ และคณะมี พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) สมัยเป็นสามเณรจูม ได้ติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์จากจังหวัดนครพนม มาอยู่รับการศึกษาอบรมที่วัดเลียบ เป็นเวลา ๓ ปี ก่อนจะกลับไปตั้งวัดธรรมยุตแห่งแรกที่จังหวัดนครพนม 

จากปี พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นต้นไป ท่านพระอาจารย์เสาร์พักจําพรรษาอยู่ที่วัดเลียบ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เป็นเวลานานถึง ๖ ปี ขณะนั้นท่านมีอายุระหว่าง ๔๔ – ๔๙ ปี ท่านไม่ได้อยู่ในฐานะ เจ้าอาวาส แต่อยู่ในฐานะพระผู้ใหญ่และเป็นประธานสงฆ์ โดยในช่วงนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านไปๆ มาๆ ระหว่าง วัดเลียบ กับ วัดบูรพาราม ในเมืองอุบลฯ ซึ่งทั้งสองวัดนี้อยู่ไม่ห่างไกลกัน และตามปรกติช่วงออกพรรษา ในหน้าแล้งของทุกปี ท่านจะพาคณะศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ตามป่าตามเขาทางภาคอีสาน และข้ามไปทางฝั่งลาวเสมอ พอใกล้จะเข้าพรรษาก็กลับมาจําพรรษาที่วัดเลียบ

โดยตลอดระยะเวลา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านให้การอบรมสั่งสอนพระเณรที่วัดเลียบ รวมทั้งพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) ขณะเป็นพระภิกษุจันทร์ และคณะที่ติดตามมาจากจังหวัดนครพนมอย่างเข้มงวดกวดขัน ทั้งท่านพาดําเนินตามแนวทางพระธรรมยุตและปฏิบัติ ภาวนาตามแนวทางพระธุดงคกรรมฐาน ด้วยการสร้างพระให้เป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และให้เป็นศาสนทายาทธรรมเป็นเรื่องยากมาก ไม่เหมือนกับการสร้างศาสนวัตถุ ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านเมตตาอบรมสั่งสอนอย่างอดทนเอาใจใส่ โดยการสอนของท่านนั้น ท่านจะเน้นการประพฤติปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังให้ดูเป็นตัวอย่าง อันเป็นการสอนโดยไม่ต้องสอน แต่สอนโดยการกระทํา พอออกพรรษาแล้วในหน้าแล้ง ท่านก็พาออกเที่ยวธุดงค์อย่างสมบุกสมบัน กล้าหาญ ทรหดอดทน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายให้พระเณรดู จนพระเณรทั้งหลายที่มาอยู่ศึกษาอบรมและปฏิบัติตามแล้ว ต่างก็มีหลักมีเกณฑ์กันขึ้นมา

ในระยะที่พระภิกษุจันทร์และคณะพํานักอยู่ที่วัดเลียบ นอกจากท่านจะต้องศึกษาอบรม กับท่านพระอาจารย์เสาร์แล้ว ท่านก็เป็นพระพี่เลี้ยงให้กับคณะ ท่านอบรมอักขรฐานกรณ์และ คําขอญัตติเพื่อทําทัฬหีกรรมเป็นพระธรรมยุติกนิกายต่อไป เมื่อทุกองค์ท่องบทสวดต่างๆ ได้อย่าง คล่องแคล่วแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็นําคณะพระภิกษุจันทร์ ไปประกอบพิธีทัฬหีกรรม ญัตติ เป็นพระภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุติกนิกายโดยสมบูรณ์

พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) เล่าว่า ท่านพํานักอยู่ที่วัดเลียบ จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๖ ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงนําท่านและคณะไปญัตติเป็นธรรมยุตที่พระอุโบสถ วัดศรีอุบลรัตนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยมี พระสังฆรักขิโต (พูน) วัดศรีอุบลรัตนาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) วัดใต้ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ้ย ญาณาสโย) วัดสุปัฏนาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับ ฉายาเดิม คือ เขมิโย

หลังจากญัตติเป็นธรรมยุตแล้ว ท่านก็กลับมาพํานักที่วัดเลียบ ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ สําหรับการศึกษาด้านปริยัติธรรม ท่านก็สนใจศึกษาอย่างเอาจริงเอาจัง พยายามศึกษาพระปริยัติธรรมแผนใหม่ ได้แก่ วิชาธรรมะ วิชาวินัย วิชาพุทธประวัติ และวิชา อธิบายกระทู้ธรรม ซึ่งท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้นํามาเผยแพร่ที่อุบลฯ 

ส่วนการปฏิบัติกรรมฐาน ท่านได้ฝึกอบรมในสํานักของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ–อาจารย์หนู (พระปัญญาพิศาลเถร) และ ท่านพระอาจารย์มั่น จนมีความรู้ทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติอย่างแท้จริง มีจิตใจมั่นคงแนบแน่นต่อธรรมะอย่างไม่สั่นคลอนและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเย้ายวน

ท่านพูดถึงการศึกษาด้านปริยัติของท่าน ในสมัยที่พํานักอยู่ที่วัดเลียบ เมืองอุบลฯ ว่า นอกจากการปฏิบัติกรรมฐานอย่างครํ่าเคร่งแล้ว ท่านยังได้ศึกษาหลักพระพุทธศาสนาแผนใหม่ด้วย คือ ศึกษาวิชาวินัย วิชาธรรม วิชาพุทธประวัติ และวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม ตลอดจน การศึกษาทบทวนบทบาลีไวยากรณ์แบบเก่าจากคัมภีร์มูลกัจจายน์ตามที่เคยศึกษามาก่อนด้วย 

ท่านว่า “บาลีไวยากรณ์ที่แต่งขึ้นใหม่ มีความเข้าใจได้ง่ายกว่าแบบเก่า เมื่ออาตมาได้ศึกษาคัมภีร์ต่างๆ แล้ว จึงได้ศึกษาพระวินัยอันเป็นข้อปฏิบัติโดยตรงของพระสงฆ์จากคัมภีร์จุลวรรค ศึกษาบทสวดมนต์และขัดตํานาน บทสวดมนต์ต่างๆ ศึกษาแบบแผนพิธีกรรมต่างๆ ของคณะ ธรรมยุตในแต่ละสํานักวัดต่างๆ”

ท่านอยู่พํานักรํ่าเรียนทั้งปริยัติและปฏิบัติที่วัดเลียบ เมืองอุบลฯ กับท่านพระอาจารย์เสาร์ อยู่ ๓ ปีเต็มๆ นอกจากอยู่เรียนในสํานักแล้ว บางโอกาสก็ยังได้ออกธุดงค์แสวงความวิเวกติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปบําเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขาแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดสกลนคร และท่านพูดว่า “แต่ในระยะหลัง อาตมาไม่ค่อยอยากไปพบท่านพระอาจารย์มั่นหรอก เพราะพออาตมาจะไปทีไร ท่านจะทราบล่วงหน้าทุกที แล้วท่านก็จัดสถานที่พักให้ยกใหญ่มโหฬารมาก ทั้งที่ท่านอยู่ในป่า ในเขา สร้างความยุ่งยากลําบากให้แก่ท่านเปล่าๆ ท่านพูดกับอาตมาเสมอว่า อาตมาเป็นเจ้าคุณ”

ต่อมาภายหลัง ท่านก็ได้เป็นเจ้าคุณจริงๆ ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นออกปากปรารภไว้ ซึ่งเรื่องการรู้ใจคนและการทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางในหมู่พระกรรมฐานด้วยกันมาช้านานแล้ว

พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) บําเพ็ญคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ เมื่อพระภิกษุจันทร์ เขมิโย ของชาวจังหวัดนครพนม มาอยู่ศึกษาอบรมในสํานักของพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล จนเวลาล่วงเข้าปีที่ ๔ พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ข้าหลวงประจําเมืองนครพนมได้ทําหนังสือไปนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ พร้อมทั้งอีกฉบับ ส่งไปกราบทูล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (พระองค์เจ้าชายชุมพลสมโภช ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๓๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ข้าหลวงต่างพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ ประจํามณฑลอุบลฯ “เพื่อขอนิมนต์ตัวพระภิกษุจันทร์ เขมิโย และคณะกลับไปตั้งสํานักคณะธรรมยุติกนิกายขึ้นที่เมืองนครพนม”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงนําพระภิกษุจันทร์ เข้าพบกรมหลวงสรรพสิทธิฯ พระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุจันทร์ยังหนุ่มน้อยเช่นนั้น จึงรับสั่งด้วยความห่วงใยว่า “พระอย่างคุณน่ะหรือ จะนําคณะธรรมยุตไปตั้งที่จังหวัดนครพนม รูปร่างเล็ก ยังหนุ่มแน่น ประสบการณ์ยังอ่อน หาพอที่จะรักษาตัวและหมู่คณะได้ ไม่น่าจะไปตายเพราะผู้หญิง ฉันเกรงว่าจะนําวงศ์ธรรมยุตไปทําเสื่อมเสียซะมากกว่า… ”

ท่านเจ้าคุณปู่ เล่าว่า ตอนนั้นท่านเป็นพระวัยหนุ่มแน่น เมื่อถูกท่านเจ้าเมืองสบประมาทเช่นนั้น ท่านถึงกับตัวสั่นระคนไปด้วยความน้อยใจ เสียใจ จนถึงกลั้นนํ้าตาไว้ไม่อยู่ ถ้าไม่มี ครูบาอาจารย์ไปด้วย ท่านอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปในบัดนั้นเลย และด้วยคําพูดอันรุนแรงของท่านเจ้าเมืองในครั้งนั้น ทําให้ท่านเจ้าคุณปู่ยิ่งมีความมุมานะ มีใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเพื่อที่จะลบ คําสบประมาทนั้นให้จงได้ และเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งที่ทําให้ ท่านเจ้าคุณปู่ได้ขยันศึกษาหาความรู้ บําเพ็ญสมณธรรมคํ้าตน จนครองเพศบรรพชิตได้ดิบได้ดีสืบต่อมา 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ฟังดังนั้น จึงถวายพระพรเล่าถึงปฏิปทาจรรยามารยาท และ ความเป็นผู้หนักแน่นในพระธรรมวินัยของพระภิกษุจันทร์ ผู้เป็นศิษย์ ให้ทราบทุกประการ

หลังจากได้ฟังคําบอกเล่าจากท่านพระอาจารย์เสาร์แล้ว กรมหลวงสรรพสิทธิฯ ก็ทรงอนุญาตให้พระภิกษุจันทร์พร้อมด้วยคณะ เดินทางไปจังหวัดนครพนม พร้อมกับทรงออกหนังสือรับรองเป็นการอํานวยความสะดวกในการเดินทางให้หนึ่งฉบับ มีใจความว่า “ให้นายอําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเส้นทางที่เดินผ่าน ให้จัดคนตามส่งตลอดทาง พร้อมทั้งให้จัดที่พักอาศัย และภัตตาหารถวายด้วย” พระภิกษุจันทร์พร้อมด้วยคณะได้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครพนม ผ่านป่าดงเข้าหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทาง ครั้นประชาชนทราบข่าว ก็พากันไปกราบไหว้ แสดงความชื่นชมโสมนัส ท่านได้แสดงธรรมโปรดประชาชนมาเป็นระยะๆ

การเดินทางไปสมัยนั้นเป็นไปด้วยความยากลําบาก เพราะไม่มีถนน รถยนต์ก็ไม่มี คงมีแต่ทางเดินเท้ากับทางเกวียน ซึ่งพวกพ่อค้าใช้เป็นเส้นทางติดต่อค้าขาย คณะของพระภิกษุจันทร์ ใช้เวลาเดินทางจากอุบลฯ ถึงนครพนม เป็นเวลา ๒๑ วัน ท่านเจ้าเมืองนครพนมได้จัดขบวน ออกไปต้อนรับแห่แหนเข้าเมือง แล้วนิมนต์ให้พํานักอยู่ ณ วัดศรีขุนเมือง ซึ่งเป็นวัดโบราณที่รกร้างมานาน ไม่มีพระสงฆ์อยู่พักจําพรรษา เสนาสนะและพระอุโบสถก็ทรุดโทรม พระภิกษุจันทร์ ได้มาบูรณะ เป็นที่พํานักของพระสงฆ์ธรรมยุตที่ขึ้นมาตั้ง ณ จังหวัดนครพนมเป็นครั้งแรก ภายหลังต่อมาวัดนี้ได้รับการขนานนามใหม่ว่า “วัดศรีเทพประดิษฐาราม” นับเป็นวัดธรรรมยุต วัดแรก ในจังหวัดนครพนม

ปี พ.ศ. ๒๔๕๑ พระภิกษุจันทร์ พร้อมด้วยคณะอีก ๓ รูป คือ พระสาร พระจูม พนฺธุโล (ภายหลังเป็น พระธรรมเจดีย์) และ สามเณรจันทร์ ได้เข้ามาศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพมหานคร ในสํานักของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทราวาส ตั้งแต่ครั้งยังเป็น พระเทพกวี หลังจากเล่าเรียนอยู่ ๖ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ พระภิกษุจันทร์จึงได้กลับมาประจําอยู่ ณ วัดศรีเทพประดิษฐาราม ท่านได้บําเพ็ญคุณประโยชน์ในพระพุทธศาสนาไว้มากมาย โดยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสุดท้ายที่ พระเทพสิทธาจารย์

พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) บําเพ็ญคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา

ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น จะให้ความสําคัญทางด้านวิปัสสนาธุระ แต่ท่านทั้งสองก็สนับสนุนการศึกษาด้านปริยัติเหมือนกัน เพราะด้านปริยัติ กับด้านปฏิบัติเกี่ยวเนื่องกัน จะขาดเสียอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ ในกรณีของ พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) หรือ ท่านเจ้าคุณปู่ แห่งจังหวัดนครพนม ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง และในกรณีของ พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) แห่งจังหวัดอุดรธานี ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ สมัยเป็นสามเณรจูมได้ติดตามท่านเจ้าคุณปู่ ไปรับการศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น ที่จังหวัดอุบลราชธานี ถึง ๓ ปี ก่อนจะกลับมาร่วมตั้งวัดธรรมยุตแห่งแรกในจังหวัดนครพนม คือ วัดศรีขุนเมือง และภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วัดศรีเทพประดิษฐาราม สามเณรจูมนอกจากศึกษาด้านปริยัติขั้นต้นในจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ยังได้เคยติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ออกปฏิบัติธรรมตามป่าเขา ในช่วงออกพรรษาหลายครั้ง จึงได้รับการฝึกหัดด้านวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างดี

ท่านพระอาจารย์เสาร์คงจะมองเห็นอุปนิสัยและมองการณ์ไกล จึงสนับสนุนสามเณรจูม ให้ก้าวหน้าในด้านปริยัติ ซึ่งต่อมาสามเณรจูมก็ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม ที่วัดเทพศิรินทราวาส จนได้เป็นพระมหาเปรียญ แล้วกลับมาบริหารและจัดการศึกษาแก่คณะสงฆ์ในภาคอีสาน นับเป็นการปกครองและจรรโลงหมู่คณะและทะนุบํารุงพระพุทธศาสนาให้เจริญ ขึ้นเป็นอย่างมาก

ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ให้การบวชแก่พระสายธรรมยุต และ ให้การญัตติเป็นธรรมยุตแก่ครูบาอาจารย์พระป่าลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ที่เคยเป็นมหานิกายมาก่อน ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เป็นที่เคารพนับถือของพระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และประชาชนทั่วไป อย่างกว้างขวาง แม้แต่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็ให้ความเชื่อถือลูกศิษย์องค์นี้มาก

ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ แม้ท่านจะมีภาระในด้านการปกครองสงฆ์ และด้านการศึกษาของพระสงฆ์อย่างมากมาย ท่านก็ไม่เคยละทิ้งด้านการปฏิบัติภาวนาตามที่พระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองได้เคยพาดําเนินมา ซึ่งท่านเองก็ปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลายและสนับสนุนพระกรรมฐานอย่างเต็มที่ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่เดินทางไปอาราธนาท่านพระอาจารย์มั่นที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้กลับมาโปรดลูกศิษย์ทางภาคอีสาน หลังจากท่านพระอาจารย์มั่นไปอยู่ทางภาคเหนือติดต่อกันนานถึง ๑๑ ปี จึงกล่าวได้ว่า การที่พระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่นได้แพร่ขยายไปอย่างกว้างขวางนั้น ส่วนหนึ่งก็ด้วยการสนับสนุนของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) นี้เอง

ศิษย์กราบลาอาจารย์ออกแสวงหาโมกขธรรม 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ต่างออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา เพื่อแสวงหาโมกขธรรมทางภาคอีสาน และข้ามไปฝั่งประเทศลาว เพื่อเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ ผู้รู้จริง ท่านทั้งสองออกธุดงค์ร่วมปฏิบัติธรรมกันมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ – ๒๔๔๙ นานนับสิบปี ทั้งธรรมอันเลอเลิศลํ้าค่าที่พึงปรารถนาและครูบาอาจารย์ที่จะมาอบรมสั่งสอนก็ยังไม่พบพาน แต่ด้วยปณิธานความมุ่งมั่นเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแรงกล้า จึงไม่มีความคิด หรืออุปสรรคใดๆ ที่จะมาบั่นทอนทําให้จิตใจของท่านอ่อนแอท้อถอยแต่ประการใด ด้วยท่านทั้งสองเป็นชายชาติอาชาไนย เป็นเลือดนักสู้เข้มข้น ยอมตายเสียดีกว่ายอมแพ้ จิตใจของท่านจึงมีแต่ความฮึกเหิม แน่วแน่ ที่จะบุกบั่นฝ่าฟันปฏิบัติและเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อความพ้นทุกข์ต่อไป 

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ออกพรรษา ในหน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์มั่น ได้กราบนมัสการลา ท่านพระอาจารย์เสาร์ เข้ากรุงเทพฯ ท่านได้พาพระบุญมั่น มนฺตาสโย (ต่อมาท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม รูปที่ ๖) ไปเที่ยวธุดงค์ภาวนาทางภาคเหนือและประเทศพม่า ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านจําพรรษาที่เมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า หลังจากออกพรรษาแล้ว ท่านเดินธุดงค์มาส่งพระบุญมั่นและเข้าพักที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ จากนั้นท่านได้ธุดงค์ไปภาวนาที่ถํ้าผาบิ้ง อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ ท่านได้เดินทางมา กราบท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดเลียบ และได้ย้อนกลับไปจําพรรษา ที่วัดปทุมวนาราม เพื่อศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส 

ส่วนท่านพระอาจารย์เสาร์ ในระยะนี้ท่านยังอยู่จําพรรษาที่วัดเลียบ และออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาทางภาคอีสานและฝั่งประเทศลาว ท่านทั้งสองต่างฝ่ายต่างเร่งทําความเพียร อย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดเพื่อมรรค ผล นิพพาน จนถึงขั้นสลบไปไม่ตายก็ฟื้นก็มี เช่นเดียวกับครั้ง พระพุทธองค์ทรงออกแสวงหาโมกขธรรม ทรงบําเพ็ญทุกรกิริยา ทรงสลบถึง ๓ หน 

แม้ในระยะนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ เริ่มมีลูกศิษย์ลูกหามาศึกษาอบรมกับท่านมากขึ้น ท่านก็ยังปฏิบัติภาวนาอย่างเข้มข้น และยังออกเที่ยวธุดงค์ ท่านยังต้องออกค้นคว้าปฏิบัติธรรมด้วยตนเองต่อไป ด้วยภาคปฏิบัติไม่เหมือนกับภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติต้องปฏิบัติแล้วรู้ตามความเป็นจริงจึงแก้กิเลสได้ ต่างกับภาคปริยัติ รู้ด้วยการเรียนจดจําไม่อาจแก้กิเลสได้ เพราะพระพุทธศาสนา จะครบถ้วนสมบูรณ์ต้องมีทั้งภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติ และภาคปฏิเวธ โดยภาคปฏิบัติเป็น ภาคสําคัญที่สุด ถือเป็นแก่น เป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านเรียนปริยัติจนได้มาเป็นครูสอนปริยัติ ท่านถึงออกปฏิบัติ ท่านจึงย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านปรารถนาตามรอยองค์พระบรมศาสดาอย่างแท้จริง ท่านจึงทุ่มเทเสียสละ ยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา เพื่อมรรค ผล นิพพานแต่การขวนขวายปฏิบัติธรรมด้วยตนเองนั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะในธรรมทุกขั้นติดและหลงได้เพราะการแก้จิตนี้แก้ได้ยาก และเพราะท่านยังไม่มีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงคอยเมตตาชี้แนะ ท่านจึงจําเป็นต้องออกเสาะแสวงหา ซึ่งในเวลาต่อมาไม่นาน ท่านก็ได้ไปศึกษา ไปฟังธรรมกับท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่ วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร

ภาค ๗ ศึกษาธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

ครูบาอาจารย์สําคัญมาก

ครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงจําเป็นและสําคัญมาก เพราะท่านจะช่วยให้บรรดาลูกศิษย์ปฏิบัติธรรมได้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ทั้งช่วยให้เกิดความก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องปฏิบัติแบบผิดๆ พลาดๆ ไม่ต้องเสียเวลา และอาจหลงทาง ดังครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระ– สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงปฏิบัติค้นคว้าด้วยพระองค์เอง และครั้งกึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่น  ที่ต้องบุกเบิกค้นคว้ากันเอง 

ในครั้งพุทธกาล เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารสละราชสมบัติเสด็จออกบวช ทรงออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ในสถานที่เปลี่ยวๆ วิเวกเงียบสงัด ทั้งเต็มไปด้วยภยันตราย ต่างๆ รอบด้าน เพื่อบําเพ็ญเพียร เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ ทั้งพระองค์ก็เสาะหาครูบาอาจารย์ แม้ในสมัยนั้นจะมีเจ้าลัทธิต่างๆ มากมาย แต่ไม่มีใครเป็นพระอรหันต์ พระองค์ทรงเป็นสยัมภู ไม่มีใครสอนพระองค์ได้ ทั้งไม่มีตํารา ไม่มีภาคปริยัติไว้ศึกษาเล่าเรียน การปฏิบัติธรรมพระองค์ ต้องทรงค้นคว้าทดลองโดยลําพังพระองค์เองอยู่ถึง ๖ ปี จึงเข้าถึงอริยสัจและได้ตรัสรู้ธรรมเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นบรมครูสอนโลกทั้งสาม

ในครั้งกึ่งพุทธกาลก็เช่นกัน ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาในประเทศทั่วทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งประเทศ ใกล้เคียง เช่น ลาว เขมร พม่า ซึ่งแต่ละประเทศที่เดินธุดงค์ไปต่างก็มีพระไตรปิฎก มีการศึกษา ปริยัติ ซึ่งพอเข้าใจสุตมยปัญญา จินตามยปัญญา แต่ไม่มีภาคปฏิบัติ ไม่มีการภาวนา จึงไม่อาจ เข้าใจภาวนามยปัญญา อันเป็นปัญญาที่ทําลายฆ่ากิเลสที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ

การเดินธุดงค์ของท่านทั้งสององค์ในครั้งนั้น เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลําบากและ ภยันตราย นอกจากจะแสวงหาสถานที่สงัดวิเวกสําหรับบําเพ็ญเพียรแล้ว ก็ยังมุ่งเสาะแสวงหา ครูบาอาจารย์ที่จะให้การอบรมสั่งสอนชี้แนะด้านธรรมปฏิบัติ แต่ก็ไม่พบครูบาอาจารย์ผู้รู้จริง เห็นจริง ทั้งการปฏิบัติและการรักษาพระธรรมวินัยของพระที่ไปพบ ก็ไม่ได้เอาจริงเอาจัง ไม่ได้ มุ่งมั่นเท่ากับท่านทั้งสององค์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น จึงต้องค้นคว้าทดลองกันเอง แต่ด้วยสมัย กึ่งพุทธกาลนั้นยังมีพระไตรปิฎก มีคัมภีร์ตําราเรียนภาคปริยัติมากมาย ที่องค์สมเด็จพระสัมมา– สัมพุทธเจ้าทรงประทานพระธรรมวินัยไว้ให้ศึกษาเป็นแบบแปลนแผนผัง แนวทางในการปฏิบัติ ทั้งมีครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านปริยัติ โดยเฉพาะในเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร พระเถระผู้ใหญ่ที่ได้รับการยกย่องยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า มีความเก่งเป็นเลิศในด้านปริยัติ ในขณะนั้น ก็คือ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส ซึ่งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นอกจากจะเก่งด้านปริยัติแล้ว ท่านยังเป็นพระนักปฏิบัติที่ออกเที่ยวธุดงค์ อีกด้วย โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้ 

“หลวงปู่มั่นเคารพท่านมากนะ เคารพท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พูดคําไหนๆ แย็บออกรู้ทันที ท่านพูดด้วยความเคารพเลื่อมใส ด้วยความเทิดทูนจริงๆ คือ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านหนัก ทั้งปฏิบัติด้วย ทั้งปริยัติด้วย ท่านเป็นแบบฉบับได้ เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านปริยัติ นํากรรมฐาน คือหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ แต่ก่อนนะ ทางด้านปริยัติ ทีนี้กรรมฐานท่านก็ออกเที่ยว” 

ทายาทธรรม จุดเริ่มต้นของพระธุดงคกรรมฐานในสายภาคอีสาน

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ หลังจากท่านพระอาจารย์มั่น กราบลาท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่ วัดเลียบ เมืองอุบลฯ แล้ว ท่านก็ออกเดินทางเข้าสู่ภาคกลาง กรุงเทพฯ เพื่อกราบนมัสการ ฟังธรรม ปรึกษาธรรม และขออุบายธรรมจาก ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส โดยท่านพระอาจารย์มั่นเข้าพักที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นได้รับคําชี้แนะก็เกิดความกระจ่างเข้าใจมากขึ้น และเมื่อนําไปปฏิบัติก็เกิดความก้าวหน้า จนได้บรรลุธรรมขั้นพระโสดาบัน ระหว่างทางเดินไปศึกษาอบรมกับ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ที่วัดบรมนิวาส ท่านจึงได้แนะนําท่านพระอาจารย์เสาร์เข้ากราบฟังธรรมจาก ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ซึ่งกาลต่อมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์หนู สหธรรมิก ต่างก็ได้เข้าฟังธรรมและศึกษาธรรมจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ครูบาอาจารย์บันทึกไว้ดังนี้

“ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ท่านมีลูกศิษย์สําคัญสององค์ องค์หนึ่งคือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมหาเถร) เป็นผู้ทําหน้าที่ในฝ่ายคันถธุระ ซึ่งเน้นการศึกษาเล่าเรียนปริยัติ และการปกครอง ส่วนอีกองค์หนึ่งคือ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เป็นผู้ทําหน้าที่ในฝ่ายวิปัสสนาธุระ โดยเน้นการปฏิบัติ

พระธุดงค์ในภาคอีสานที่ออกเดินธุดงค์ไปตามหัวเมืองน้อย เมืองใหญ่ ตามป่าตามชนบทเป็นองค์แรกเท่าที่รู้มา คือ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล หลังจากที่ท่านญัตติเป็นธรรมยุตแล้วประมาณ ๒ – ๓ พรรษา ท่านก็ได้ออกธุดงค์และก็มาได้ลูกศิษย์องค์สําคัญ คือ ท่านพระอาจารย์ มั่น ภูริทตฺโต โดยพระอาจารย์มั่น ได้บวชในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ และเป็นกําลังสําคัญ 

หากจะเปรียบเทียบครูผู้สอนหนังสือ ท่านพระอาจารย์เสาร์สอนได้เฉพาะแต่ระดับประถมและมัธยม แต่ท่านพระอาจารย์มั่นสอนถึงระดับมหาวิทยาลัยจนถึงปริญญาเอก ทีแรกท่านพระ–อาจารย์มั่นมาเรียนกรรมฐานกับท่านพระอาจารย์เสาร์ แต่บุญบารมีของท่านพระอาจารย์มั่นนั้น บุญวาสนาของท่านมีปัญญามาก ไหวพริบปฏิภาณก็รวดเร็ว การปฏิบัติธรรมจึงก้าวหน้าได้ดีกว่า แล้วผลสุดท้าย ในขั้นสมถกรรมฐานท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นครูสอนท่านพระอาจารย์มั่น แต่ในขั้นวิปัสสนากรรมฐานท่านพระอาจารย์มั่นได้ย้อนกลับมาสอนท่านพระอาจารย์เสาร์ 

อาจารย์กลับเป็นลูกศิษย์ ลูกศิษย์กลับเป็นอาจารย์ แต่ท่านก็ยังมีความเคารพต่อกันอย่างสุดซึ้ง ซึ่งหาความเคารพของพระภิกษุสามเณรปัจจุบันนี้มีต่อครูบาอาจารย์นั้น จะเปรียบ– เทียบอย่างท่านพระอาจารย์มั่นไม่ได้เลย แม้ว่าท่านจะเก่งกว่าอาจารย์ในทางภูมิจิต ภูมิธรรม ท่านก็ไม่เคยลบหลู่ดูหมิ่นอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่าน ท่านเคารพปรนนิบัติอยู่จนกระทั่งมรณภาพตายจากกันไป อันนี้คือ จุดเริ่มของพระธุดงคกรรมฐานในสายภาคอีสาน”

พรรษา ๓๐ – ๓๓ พ.ศ. ๒๔๕๒ – ๒๔๕๕ สันนิษฐานจําพรรษาที่วัดเลียบ

ประวัติของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๕๒ – ๒๔๕๕ เป็นช่วงเวลาประมาณ ๔ ปี ไม่สามารถหาหลักฐานได้ชัดเจน สันนิษฐานว่า ท่านยังคงจําพรรษาอยู่ที่วัดเลียบ เมืองอุบลฯ ในฐานะพระผู้ใหญ่ ซึ่งระหว่างนี้ ท่านก็ยังไปมาระหว่างวัดเลียบ กับ วัดบูรพาราม ด้วยในสมัยนั้นพระผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน ยังมีน้อยมาก ท่านจึงมัก แวะเวียนไปกราบนมัสการเยี่ยมเยียนและสนทนาธรรมกับ ท่านพระอาจารย์สีทา ชยเสโน โดย หลวงปู่บุญมี โชติปาโล ท่านเป็นหลานชายท่านพระอาจารย์สีทา และต่อมาได้น้อมกราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเล่าว่า 

“ตอนเป็นฆราวาสวัยเด็ก โยมมารดาได้พาท่านไปฝากกับหลวงปู่สีทา ชยเสโน ทําให้ท่านได้มีโอกาสกราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งเป็นอาจารย์ ทั้งสองได้แวะเวียนมากราบหลวงปู่สีทา ชยเสโน ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาเถระในสมัยนั้น”

ท่านพระอาจารย์สีทา ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๖ เป็นชาวอุบลฯ ท่านออกบวชตั้งแต่เป็นสามเณร พออายุครบบวช ท่านได้อุปสมบทเป็นพระธรรมยุตที่วัดศรีทอง โดย ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นครูบาอาจารย์ นอกจากท่านเป็นผู้มีฝีมือทางด้านช่าง สร้างวิหาร กุฏิ ศาลา งานแกะสลักไม้ และหล่อพระพุทธรูปแล้ว ท่านยังเอาใจใส่ในวิปัสสนาธุระเป็นอย่างมาก ท่านมีศิษย์ที่สําคัญๆ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ สําเร็จราชการมณฑลอีสาน 

ท่านพระอาจารย์สีทา เป็นพระธุดงคกรรมฐานที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและธุดงควัตร ที่ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาในยุคนั้น ท่านเป็นพระกรรมวาจาจารย์ (พระคู่สวด) ให้ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อคราวญัตติเป็นธรรมยุต และเป็นพระกรรมวาจาจารย์ให้ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เมื่อคราวออกบวช ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น จึงให้ความเคารพท่านพระอาจารย์สีทาเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ครั้งหนึ่งท่านไปธุดงค์ฝั่งลาว ไปพบเสือมานั่งเฝ้าท่านอยู่ข้างทางเดินจงกรม ท่านจึงได้นําเรื่องนี้มาเล่าให้ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นฟัง โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ท่านอาจารย์สีทา ท่านมาเล่าให้ฟัง ทําไมมันผิดสังเกต มองไปที่ไหนได้ แต่เสือมันไม่ได้หมอบนะ ถ้าหมอบมันมีท่าจะตะครุบ จะตะปบ จะกินได้ แต่นี้มันนั่งแบบหมานั่ง นั่งชัน ท่านเดินไปมองไป โอ้โหย ! มันนั่งอยู่นี่ มันมานั่งอยู่ตั้งแต่เมื่อไร ท่านก็เดินจงกรม ไม่กลัวนะ ท่านว่าอย่างนั้น ไม่กลัวแต่ขนลุก ก็เดินไปอย่างนั้นแหละ มันก็นั่งอยู่นั้นเฉย นี่ก็เดินไปเดินมา 

พอนานเข้าพอสมควรแล้ว ท่านก็คิดในใจ คิดว่า เอ๊อ ! จะมานั่งเฝ้ากันหาอะไร อยากไป หาอยู่หากินที่ไหนก็ไปซี ทางนี้ก็จะทําภาวนาหาประโยชน์แก่ตน นั้นจะไปทําอะไรๆ ก็แล้วแต่ อยากจะไปไหนก็ไปซี มานั่งเฝ้ากันหาอะไร เสียงคํารามขึ้นเลย เฮ่อๆๆ ขึ้นเลย เหมือนกับเทวดา บันดาล หรือเทวดาสังหรณ์มาเป็นเสือก็ได้ หรือจิตนั้นมีเทวดาคอยกระซิบอยู่ก็ได้ พอเราคิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมา เสือนี่คํารามขึ้นทันทีเลย พอว่าอย่างนั้น ท่านก็พลิกแก้ความคิดเสียใหม่ว่า เอ้อ ! ถ้าไม่อยากไปจะมานั่งเฝ้ารักษายามให้ก็ดีอยู่ไม่ว่าอะไร นั่งอยู่นั้นก็นั่งเถอะ ทางนี้ก็จะเดินจงกรม เสียงเงียบเลยนะ แล้วนั่งอยู่นั้นจนกระทั่งเดินจงกรมกลับมาแล้ว วันหลังไม่มาอีกเลย นี่เห็นไหม ภาวนาท่านสู้จนขนาดนั้น ท่านไม่ได้หนีนี่นะ เอาจนได้”

เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ ไปสนทนาธรรมกับ ท่านพระอาจารย์สีทา จะเป็นไปตามหลัก สัลเลขธรรม ต่างฝ่ายต่างเล่าเรื่องที่ไปภาวนาตามป่าตามเขา ไปผจญเรื่องแปลกประหลาดอัศจรรย์ ไปที่ไหนภาวนาดี มีสัตว์ป่า มีเสือ ช้าง หรือมีภูมิเทวดามาช่วยทรมาน ท่านมักจะนํามาเล่าสู่กันฟัง ทําให้รื่นเริงเพลิดเพลินในธรรม และนํามาเป็นอุบายในการฝึกจิตทรมานใจได้เป็นอย่างดี 

พอออกพรรษา ในหน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็ออกเดินธุดงค์ภาวนาตามป่า ตามเขาทางภาคอีสาน และฝั่งลาวตามที่ท่านชื่นชอบ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านก็กลับมาจําพรรษาที่วัดเลียบ ท่านทําเช่นนี้เป็นประจําทุกปี จนปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ออกพรรษาแล้ว ท่านเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม ขออุบายธรรมกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่วัดบรมนิวาส 

ส่วนในระยะนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านศึกษาธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และต่อมาท่านก็ธุดงค์ไปถํ้าสาริกา จังหวัดนครนายก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว  บันทึกไว้ดังนี้

“พระอาจารย์มั่น ท่านได้เที่ยวจาริกไปตามจังหวัดต่างๆ มีนครพนม เป็นต้น ทางภาค อีสาน นานพอควร สมัยออกปฏิบัติเบื้องต้น จนจิตมีกําลังพอต้านทานอารมณ์ภายในที่เคย ผาดโผนมาประจําใจและอารมณ์ภายนอกได้บ้างแล้ว ก็เที่ยวจาริกลงไปทางภาคกลาง จําพรรษาที่ วัดปทุมวัน (วัดปทุมวนาราม) พระนครฯ ระยะที่จําพรรษาอยู่วัดปทุมวัน ก็ได้พยายามมาศึกษาอบรมอุบายปัญญาเพิ่มเติมกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจันโท ที่วัดบรมนิวาส มิได้ขาด

พอออกพรรษาแล้ว ท่านก็ออกเที่ยวจาริกไปทางจังหวัดลพบุรี พักอยู่ถํ้าไผ่ขวาง เขาพระงามบ้าง ถํ้าสิงโตบ้าง ขณะที่พักอยู่ได้มีโอกาสเร่งความเพียรเต็มกําลัง ไม่ขาดวรรค ขาดตอน ใจรู้สึกมีความอาจหาญต่อตนเองและสิ่งเกี่ยวข้องต่างๆ ไม่พรั่นพรึงอย่างง่ายดาย สมาธิ ก็มั่นคง อุบายปัญญาก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ มองเห็นสิ่งต่างๆ เป็นอรรถเป็นธรรมไปโดยลําดับ เวลามี โอกาสก็เข้าไปกราบนมัสการและเล่าธัมมะถวาย และเรียนถามปัญหาข้อข้องใจเกี่ยวกับอุบายปัญญากับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ วัดบรมนิวาส ท่านก็ได้อธิบายวิธีพิจารณาปัญญาเพิ่มเติม ให้จน เป็นที่พอใจ แล้วกราบลาท่านไปเที่ยววิเวกทางถํ้าสาริกา เขาใหญ่ จังหวัดนครนายก”

พรรษา ๓๔ พ.ศ. ๒๔๕๖ จําพรรษาวัดปทุมวนาราม

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์หนู ฐิิตปญฺโญ เพื่อนสหธรรมมิก ได้เดินทางมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้กราบเรียนแนะนําไว้ ท่านทั้งสองอยู่ศึกษาอบรมจนใกล้เข้าพรรษา พอเข้าพรรษาแล้วท่านทั้งสองได้มา จําพรรษาที่วัดปทุมวนาราม ๑ พรรษา 

เหตุที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อฟังธรรมท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เนื่องมาจากท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้เข้าฟังธรรมปรึกษาธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และนําไปปฏิบัติจนได้ผลเป็นที่พึงพอใจแล้ว ท่านมีความประสงค์อยากให้พระอาจารย์เสาร์ ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน ได้มีโอกาสเข้าฟังธรรม ปรึกษาธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บ้าง ท่านจึงได้กราบนิมนต์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ทราบชื่อเสียงกิตติศัพท์ของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นอย่างดี ท่านจึงได้ตอบรับและเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และได้ฟังธรรมจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บนศาลาอุรุพงษ์ ซึ่งกาลต่อมาพระกรรมฐานศิษย์สายหลวงปู่มั่น ในยุคต้นๆ จะเดินทางมาพักและเข้ากราบฟังธรรมเยี่ยมเยียนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เสมอ อาทิเช่น หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่มหาปิ่น ปญฺญาพโล หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ฯลฯ

ในพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ฟังธรรม ศึกษาธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และท่านเร่งความเพียรอย่างหนักตลอดพรรษา แม้ท่านจะเร่งความเพียรภาวนาเพียงไรก็ตาม แต่ด้วยท่านยังไม่ได้ลาพระปัจเจกพุทธภูมิ คือ ความปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ดังนั้น การปฏิบัติภาวนาของท่านจึงยังไม่เข้าสู่อริยธรรม มรรค ผล นิพพาน จึงยังไม่เกิดขึ้นในใจท่าน ท่านยังต้องรอ ครูบาอาจารย์มาแก้ความปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าต่อไป

พระพรหมมุนี (บู่ สุจิณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ท่านได้เล่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งพระบูรพาจารย์ใหญ่ ทั้งสาม ต่างเป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี ต่างสนิทสนมคุ้นเคยกัน และต่างให้ความเคารพนับถือ ยกย่องภูมิธรรมของกันและกัน โดยท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ให้ความเคารพนับถือท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในฐานะอาจารย์ 

ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านมาอยู่จําพรรษาปฏิบัติธรรมที่ถํ้าสาริกา จังหวัดนครนายก ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ และท่านก็ได้อยู่จําพรรษาเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๖ รวม ๓ พรรษา ท่านเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ เพื่อจะได้นําธรรมมาสั่งสอนหมู่คณะ และแก้ความปรารถนาพระปัจเจกพุทธภูมิของท่านพระอาจารย์เสาร์ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้ 

“นครนายกที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นไปอยู่จําพรรษา ๓ พรรษานะที่ถํ้าสาริกา ท่านไปจําพรรษาอยู่นั่น ๓ พรรษา มันเป็นป่าธรรมชาติ เวลาท่านเล่าให้ฟัง โฮ้ ! อัศจรรย์นะ อัศจรรย์ที่ท่านอุตส่าห์พยายามบึกบึน อยู่ต้นไม้ใหญ่ๆ ทั้งนั้น… 

ท่านอยู่นั้นได้ ๓ ปี อยู่บ้านกล้วย ข้างๆ ตีนเขาบ้านกล้วย ว่าบ้านกล้วย เราก็จําได้ เดี๋ยวนี้บ้านมันลุกลามไปทุกแห่งทุกหน เราจําได้ ไปทีแรกมันมีบ้านกล้วยโดยเฉพาะ ทีนี้นานมาๆ เดี๋ยวนี้มันขยับขยายออกไป เลยบ้านกล้วยจะไม่ปรากฏ บ้านอื่นทับหมดเลย เขาสร้างใหม่ๆ ดาดาษ ไปตามข้างถนน ไปทีแรกมันมีบ้านกล้วยเล็กๆ บ้านเดียว อย่างนั้นล่ะพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา โอ๋ย ! สมบุกสมบันมากทีเดียว” 

ในปี ๒๔๕๖ พอออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเดินทางกลับวัดเลียบ และธุดงค์ไปทางอําเภอคําชะอี จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดมุกดาหาร) 

ทําไมท่านพระอาจารย์ทั้ง ๓ รูป ไม่พักที่วัดบรมนิวาส

ท่านพระอาจารย์หนู ฐิิตปญฺโญ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นศิษย์วัดไหน และสาเหตุที่ท่านพระอาจารย์หนู ฐิิตปญฺโญ ได้รับอาราธนา มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดปทุมวนาราม?

เรื่องนี้ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตาเล่าไว้หลายครั้งหลายคราวและหลายปี ว่าการศึกษา พระปริยัติธรรมและอบรมกัมมัฏฐานระยะที่ ๒ ของพระอาจารย์ทั้ง ๓ รูปนั้น ท่านได้มาศึกษาที่กรุงเทพมหานคร โดยมีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส เป็นพระอาจารย์ แต่ทําไมท่านพระอาจารย์ทั้ง ๓ รูป ไม่พักที่วัดบรมนิวาส แต่มาพักที่วัดปทุมวนาราม หรือวัดสระปทุม ปทุมวัน ทั้งนี้เพราะทั้ง ๓ รูปมีความผูกพันกับวัดปทุมวนาราม

วัดปทุมวนาราม นี้เป็นพระอารามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ผู้ทรงเป็นต้นวงศ์คณะธรรมยุต ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๐ พร้อมทั้งได้ทรงอาราธนาเจ้าอธิการกํ่า จากวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของพระองค์ สมัยที่ทรงผนวช มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดปทุมวนาราม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวิปัสสนาที่ พระครูปทุมธรรมธาดา มีพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวิหารจํานวนหนึ่ง เป็นพระอนุจรมาจําพรรษาด้วย

พระอารามแห่งนี้อยู่ภายนอกพระนคร สถานที่เงียบสงบ เหมาะแก่การปฏิบัติกัมมัฏฐาน เจ้าอาวาสรูปแรกและรูปต่อๆ มา มีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดยโสธร มีเฉพาะท่านเจ้าอาวาสรูปที่ ๖ คือ พระธรรมปาโมกข์ (บุญมั่น มนฺตาสโย) เท่านั้นที่เป็นชาวกรุงเทพมหานคร

ก่อนอุปสมบท พระธรรมปาโมกข์ ท่านเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า–เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ท่านเป็นนักเรียนของโรงเรียนพระตําหนักสวนกุหลาบรุ่นแรก ท่านออกบวช ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๕๐) พระเดชพระคุณมีชื่อคล้ายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และท่านได้ติดตาม พระอาจารย์มั่นออกธุดงค์ที่ภาคเหนือ และประเทศพม่า

ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส ได้ออกไปเรียนวิปัสสนาอยู่กับท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม และได้เข้ามาจําพรรษาที่วัดปทุมวนารามใน พ.ศ. ๒๔๓๙

ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม รูปที่ ๓ เมื่อก่อนพระคุณท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับพระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระครูธรรมวิโรจน์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสต้น ไปยังวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ทรงพบท่านพระครูธรรมวิโรจน์ (สิงห์) ทรงเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติ เพราะพระคุณท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ปฏิบัติกัมมัฏฐาน จึงทรงอาราธนาให้มาเป็น เจ้าอาวาสที่วัดปทุมวนาราม เพราะท่านพระครูปทุมธรรมธาดา (สิงห์ อคฺคธมฺโม) เจ้าอาวาส รูปที่ ๒ มรณภาพ วัดยังว่างเจ้าอาวาส ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ฝ่ายวิปัสสนาที่ พระปัญญาพิศาลเถร พร้อมทั้งพระราชทานพัดงาสาน เป็นพัดยศสมณศักดิ์

พัดงาสานนี้ พระราชทานเฉพาะพระราชาคณะเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ซึ่งได้รับพระราชทานมี ๔ รูป คือ

๑. พระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสรูปที่ ๓

๒. พระวิสุทธิญาณเถร (ผิว) เจ้าอาวาสรูปที่ ๔

๓. พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) เจ้าอาวาสรูปที่ ๕

๔. พระธรรมปาโมกข์ (พระปัญญาพิศาลเถร บุญมั่น มนฺตาสโย) เจ้าอาวาสรูปที่ ๖

หลังจากที่ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (บุญมั่น มนฺตาสโย) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นราชในราชทินนามเดิม จึงคืนพัดยศงาสานเล่มนั้นไปที่กรมการศาสนา หลังจาก นั้นมา พัดงาสานก็ไม่ได้อยู่ที่วัดปทุมวนารามอีกเลย

พระอาจารย์ทั้ง ๓ จึงถือว่าเคยอยู่สํานักวัดปทุมวนาราม แม้แต่บทนิพนธ์ขันธะวิมุตติสมังคีธรรมะ ที่ท่านพระอาจารย์มั่นเขียนขึ้น ก็ยังใช้คําว่า “พระภูริทัตโต (หมั่น) วัดสระประทุมวัน เป็น ผู้แต่ง” สมุดเล่มนี้ปรากฏอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต วัดป่าสุทธาวาส จังหวัด สกลนคร

ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า ในฤดูแล้งปีหนึ่ง ได้พากันจาริกไปธุดงค์แถวจังหวัดนครนายก วันหนึ่งเวลาว่าง ท่านพระอาจารย์หนู ฐิิตปญฺโญ ได้เล่าความฝันให้เพื่อน สหธรรมิกที่ออกธุดงค์ด้วยกันฟังว่า

“ท่านฝันว่าได้ลอยข้ามทุ่งกว้างมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก แล้วลอยตํ่าลงๆ จนถึงพื้นดิน ได้มี บุรุษ ๔ คน แต่งตัวคล้ายมหาดเล็กสมัยโบราณ บนศีรษะใส่กระโจมแหลมๆ เหมือนคนแต่งเป็นเทวดาเวลามีขบวนแห่ขบวนใหญ่ๆ ได้นําเสลี่ยงเข้ามาหา แล้วยื่นหนังสือพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวาย เสร็จแล้วนิมนต์ท่านขึ้นเสลี่ยงตั้งขบวนแห่แหนท่านเข้าเฝ้าถวายพระพร”

ท่านตื่นพอดี

หลังจากนั้นไม่นานก็เป็นจริงเหมือนตามฝัน ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิญาณเถร (ผิว) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามรูปที่ ๔ มรณภาพ จึงมีพระบรมราชโองการ อาราธนา พระอาจารย์หนู ฐิิตปญฺโญ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามรูปที่ ๕ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูปทุมธรรมธาดา พระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวิปัสสนา แล้วได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวิปัสสนาในโอกาสต่อมา โดยพระราชทานพัดยศงาสานเป็นพัดยศสมณศักดิ์

ท่านพระอาจารย์มั่นได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงที่สําคัญๆ ในสมัยนั้น เมื่อเจ้าอาวาสว่างลง หลังจากที่เลือกสรรผู้ที่จะมาดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาสได้แล้ว ต้องเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชฯ จะทรงพิจารณา ถ้ามีความเหมาะสมด้วยประการใดแล้ว จึงนําเข้าเฝ้าถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วัดปทุมวนารามก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิญาณเถร (ผิว) มรณภาพลง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ วัดราชบพิธฯ ได้ถวายพระพรสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าว่า วัดปทุมวนารามเป็นพระอารามที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระกัมมัฏฐาน และผู้คนที่อยู่ในบริเวณรอบวัดก็อพยพมาจากล้านช้าง ผู้ที่เป็นเจ้าอาวาสก็มาจากพระกัมมัฏฐานและมาจากมณฑลอุบลราชธานี ในครั้งนี้ก็เห็นสมควรที่จะอาราธนา พระอาจารย์หนู ฐิิตปญฺโญ ซึ่งเป็น ชาวอุบลราชธานี มาเป็นเจ้าอาวาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นดีด้วย จึงได้มีพระบรม– ราชโองการอาราธนา พระอาจารย์หนู มาเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๕ ดังกล่าว

พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) เป็นสหธรรมิกที่รักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดียิ่งกับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ฯลฯ

ภาค ๘ ท่านพระอาจารย์มั่นระลึกถึงท่านพระอาจารย์เสาร์

พรรษา ๓๕ – ๓๖ พ.ศ. ๒๔๕๗ – ๒๔๕๘ จําพรรษาวัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และคณะพระเณร ๖ – ๗ รูป เป็น พระธุดงคกรรมฐานคณะแรกที่เดินธุดงค์มาพักปักกลดอยู่หมู่บ้านห้วยทราย อ.คําชะอี จ.นครพนม (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดมุกดาหาร) โดยมาอยู่ที่ดอนหนองน่อง และได้อยู่จําพรรษาที่วัดหนองน่อง (ปัจจุบัน คือ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม) ถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๘ เป็นเวลา ๒ พรรษา

คนบ้านห้วยทรายแต่ก่อนก็นับถือผี ผีฟ้า ผีแถน ผีเมืองแมนเบื้องบน ถือผีบรรพบุรุษ ผีปู่ ผีย่า มีการฟ้อนรําเซ่นไหว้บวงสรวงผี ไปเอาผีเสื้อบ้านทรงเมืองมาแต่บ้านนาคํามาไว้อยู่ดงหอผี ใกล้ลําห้วยทรายไปทางทิศเหนือของบ้าน

สมัยนั้นศาสนาพุทธก็มีอยู่ หากแต่ไม่ลึกซึ้งอะไร เพราะเป็นวัดบ้าน พระบ้าน ไม่เคร่งครัด ในพระธรรมวินัย กินข้าวเย็น เสาะหาล่าเนื้อ ทําบั้งไฟ ไปตามเรื่อง 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ มาก่อนท่านพระอาจารย์มั่น ๒ ปี ท่านพระอาจารย์เสาร์ มาอยู่ วัดหนองน่อง มีศรัทธาญาติโยมไม่มาก ได้ตามไปถวายจังหัน พระเณรนับได้ ๗ องค์ รวมทั้ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ มาอยู่บ้านห้วยทรายใหม่ๆ ก็สอนได้ไม่กี่คน ไม่กี่บ้านหลังคาเรือน ที่ทําบุญใส่บาตร ได้เรือนปู่ เรือนย่า ได้เรือนบ่าวตาซ้น ได้เรือนบ่าวเพชร ได้เรือนบ่าวพรหมา ๕ – ๖ หลังคาเรือน ต่างได้พากันเลิกนับถือผี หันมารับพระไตรสรณคมน์จากท่านพระอาจารย์เสาร์

เมื่อท่านมาอยู่ใหม่ๆ ใครๆ ก็กลัวกัน ไม่ว่าผู้ใหญ่และเด็กน้อย เมื่อเห็นพระธุดงค์ต่างวิ่งหนีวิ่งหลบกันจ้าละหวั่น เพราะไม่เคยเห็นพระธุดงค์ห่มจีวรสีคลํ้าๆ สะพายบาตร แบกกลด เดินดง เดินป่ามาก่อน บ่าวทิดซ้อมไปถามท่านว่า “ไปอย่างใด มาอย่างใด ต้องการอะไร เป็นเจ้านาย หรือเป็นกบฏผีบุญ”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ตอบว่า “เป็นพระภิกษุลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เดินธุดงค์มาพัก ปลีกวิเวกเสาะหาที่เจริญภาวนา ไม่ต้องการอิหยัง (อะไร) ตอนเช้าขอบิณฑบาตเท่านั้น”

๓ – ๔ วันแรก คณะของท่านก็ปักกลดพักไปตามยถากรรมตามอัธยาศัยของท่าน หลายวันต่อมาคนในบ้านห้วยทรายก็พากันออกไปดูว่า ท่านทําอะไรกัน อยู่กันอย่างไร แอบไปเฝ้าสังเกตดู อยู่หลายวัน เมื่อไปเห็นแล้วต่างตกใจ องค์ที่นั่งหลับตานิ่งเฉยอยู่ก็มี องค์ที่เดินกลับไปกลับมาก็มี องค์ที่ยืนนิ่งเฉยอยู่ก็มี มีเข้าไปถามท่านว่า “ต้องการอยากได้อะไรอีกไหม” ท่านว่า “นี่ก็ใกล้ เข้าพรรษาอยู่ประจําที่แล้ว หากได้ห้างร้านที่พักเป็นเพิงพออยู่ได้ก็ดี”

ทีนี้ก็ตื่นเต้นกันใหญ่ ต่างได้ช่วยกันทําที่พักห้างร้าน โดยมุงหญ้า ฝาหญ้า พื้นสับฟาก เสาไม้ ตีเปลือก ทําทางจงกรม ทําร้านนํ้า ทําถาน ทําที่ดื่มนํ้า หาอุแอ่งหม้อนํ้าไปให้ใช้ ขาดเหลืออะไร ก็หาไปถวาย จนท่านพระอาจารย์เสาร์บอกว่า พอแล้วๆ อย่าเอามาอีกจากนั้นมาพวกคนเฒ่าคนแก่ คนในหมู่บ้าน ต่างก็ตื่นเต้นยินดีพอใจกับพระธุดงคกรรมฐานมากขึ้นเป็นลําดับ ต่างก็พากันไปศึกษาเรียนรู้ในข้อวัตรอุปัฏฐากการบํารุงดูแลคณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ และเมื่อได้ฟังธรรม ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์สั่งสอน ก็ได้พากันเลิกนับถือผีมากขึ้น แต่ก็ยังไม่หมด 

สมัยนั้นคนเฒ่าคนแก่เรียกพระธุดงค์ว่า พระอัสดง หรือพระหัสดง ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ว่า “ดีแล้ว ธุดงค์ก็ดี อัสดงก็ดี หัสดงก็ดี แปลว่า ผู้ทําความดับอยู่เสมอ ดับทุกข์อยู่เสมอ”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านบําเพ็ญภาวนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๓ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๘ เป็นเวลานานถึง ๒๕ ปี ท่านทําสมาธิหรือบําเพ็ญสมถกรรมฐาน อันเป็นพื้นฐานที่สําคัญของการปฏิบัติ จนสมาธิของท่านแน่นหนามั่นคงและมีความชํานาญมากแล้ว เป็น “สัมมาสมาธิ” ที่จะรอก้าวออกทางด้านปัญญา เพื่อยกขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐาน เป็น “ภาวนามยปัญญา” ที่จะขุดค้นและทําลายกิเลสอวิชชาให้หมดสิ้นไปจากใจ อีกไม่นานท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นศิษย์เอก ก็จะมาแก้ความปรารถนาพระปัจเจกพุทธภูมิของท่านที่ฝังลึกมานานแสนนาน

ส่วนท่านพระอาจารย์หนู สหธรรมิกของท่านพระอาจารย์เสาร์ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ท่านได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร และในปีถัดมา ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านได้บวชครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐานไว้หลายองค์ 

ท่านพระอาจารย์มั่นระลึกถึงท่านพระอาจารย์เสาร์

ภายหลังจากที่ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พิจารณาใคร่ครวญสิ่งต่างๆ ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ ทําให้การปฏิบัติของท่านเนิ่นช้า จึงทราบว่าท่านได้ตั้งความปรารถนาพุทธภูมิ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเอาไว้จึงเกิดความอาลัยอาวรณ์ในบารมีที่ท่านได้บําเพ็ญมาแล้วอย่างมากมายมหาศาล และเมื่อท่านได้พิจารณาแล้วว่า ความเป็นพระพุทธเจ้า กับ ความเป็นพระอรหันตสาวก ถึงแม้อํานาจวาสนาในการทําประโยชน์จะต่างกัน แต่ก็มีจิตสะอาดบริสุทธิ์เป็นบรมสุขถึงซึ่งพระนิพพานได้เหมือนกัน และไม่ต้องแบกกองทุกข์ เวียน ว่าย ตาย เกิด ต่อไปอีกนานแสนนาน ท่านจึงได้ อธิษฐานจิตงดความปรารถนาพุทธภูมินั้นเสีย และตั้งใจแน่วแน่ที่จะขอปฏิบัติให้บรรลุธรรม ในปัจจุบันชาติ ทําให้การปฏิบัติของท่านก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว 

ท่านพระอาจารย์มั่น ขณะจําพรรษาที่ถํ้าสาริกา ๓ พรรษา ท่านเร่งความเพียรอย่างหนัก พอต้นปี พ.ศ. ๒๔๕๗ เข้าสู่พรรษา ๒๒ ท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นสกิทาคามี และต่อมาไม่นานก็บรรลุอริยธรรมขั้นอนาคามี ที่ถํ้าสาริกา ดังที่ท่านเคยบอกหมู่พระศิษย์ว่า “มีพระภิกษหนุ่ม องค์หนึ่ง (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท) ปฏิบัติธรรม ๓ ปี เท่ากับเราที่ถํ้าสาริกา ๒๒ ปี” หลวงปู่เจี๊ยะปฏิบัติธรรม ๓ ปี บรรลุธรรมเท่ากับท่านอาจารย์มั่นในขั้นพระสกิทาคามี 

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นบรรลุอริยธรรมขั้นอนาคามี ที่ถํ้าสาริกา จังหวัดนครนายก ท่านได้ระลึกถึงท่านพระอาจารย์เสาร์ บุพพาจารย์ของท่าน ก็ทราบว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ตั้งความปรารถนาปัจเจกพุทธภูมิ ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงไม่สามารถที่จะยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ทําจิตให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจึงตั้งใจไว้ว่า จะต้องหาโอกาสไปกราบอาราธนาให้ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ละวางความปรารถนาปัจเจกพุทธภูมินั้นเสีย เพื่อบําเพ็ญเป็นพระอรหันต์ให้สําเร็จในชาตินี้ให้ได้ นี่คือ ความกตัญญูส่วนหนึ่งของท่าน

คืนหนึ่งท่านพิจารณาธรรมรู้เห็นสิ่งต่างๆ ภายนอกภายในมากมาย ยิ่งทําให้ท่านหวนระลึกถึงหมู่คณะภาคอีสาน อยากให้รู้เห็นธรรมตามท่าน และ คืนหนึ่งก่อนจากถํ้าสาริกา ท่านส่งจิต มาหาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ซึ่งขณะนั้นท่านกําลังพิจารณาปัจจยาการ คือ อวิชชา เมื่อมากราบเรียนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านก็ชมท่านพระอาจารย์มั่นและยอมรับเป็นจริงตามนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่นกลับมาจําพรรษาที่ วัดปทุมวนาราม ๑ พรรษา และ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ท่านได้เดินทางกลับภาคอีสาน เพื่อแก้ความปรารถนาปัจเจกพุทธภูมิของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และถวายธรรมคําแนะนําแก่ครูบาอาจารย์ ทั้งโปรดหมู่คณะ รวมทั้งโปรดโยมมารดาให้ได้รู้ธรรมเห็นธรรมต่อไป

(รายละเอียด โปรดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน หัวข้อ ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาสงสารคิดถึงหมู่คณะ และหัวข้อ ท่านพระอาจารย์มั่นกําหนดจิตดูท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ)

ท่านพระอาจารย์มั่นกลับภาคอีสานสอนหมู่คณะและโยมมารดา 

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ท่านพระอาจารย์มั่น อายุ ๔๕ ปี อายุพรรษา ๒๓ ได้เดินทางกลับ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อกราบเยี่ยมเยียนท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดเลียบ แต่ก็ไม่ได้พบกัน เพราะในขณะนั้นท่านพาพระเณรไปธุดงค์และจําพรรษาที่วัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย อําเภอ คําชะอี ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจึงไปกราบเยี่ยมเยียน ท่านพระอาจารย์สีทา ชยเสโน พระกรรมวาจาจารย์และเป็นครูบาอาจารย์ของท่าน เพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณ โดยไปเล่าความจริงแห่งการปฏิบัติธรรมที่ถํ้าสาริกา ไปให้สติ และไปถวายธรรมะแก่ท่านพระอาจารย์สีทา ซึ่งพํานัก อยู่ที่วัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ ทําให้การปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์สีทา ก้าวหน้าไปได้อย่าง น่าพอใจ ท่านพระอาจารย์สีทาได้กล่าวชื่นชมในความเฉลียวฉลาดและความกตัญญูของศิษย์

โดยปีนี้ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พักจําพรรษาที่วัดบูรพาราม มีช่วงหนึ่งขณะที่ท่านกําลังพิจารณาว่า “ใครหนอจะเป็นผู้ควรแก่การสั่งสอน” ก็พอดีกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เข้าไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์

ขณะที่ท่านพระอาจารย์สิงห์เดินเข้าไปหานั้น ท่านเห็นท่านพระอาจารย์มั่นเดินจงกรมอยู่ ท่านจึงนั่งสมาธิรออยู่ที่โคนต้นมะม่วง เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นเหลือบเห็นท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านจึงเรียกขึ้นไปบนกุฏิแล้วพูดทักทายเป็นประโยคแรกว่า “เราได้รอเธอมานานแล้ว อยากพบและต้องการชักชวนให้มาปฏิบัติธรรมด้วยกัน” เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ได้ฟังดังนั้นรู้สึกอบอุ่นและปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก ท่านก็ตอบขึ้นทันทีว่า “กระผมอยากมาปฏิบัติธรรมกับท่านพระ–อาจารย์มานานแล้ว”

แล้ว ท่านพระอาจารย์มั่น ก็สอนให้ท่านพิจารณากายคตาสติกัมมัฏฐานข้อ “ปัปผาสัง” ให้เป็นบทบริกรรม เมื่อท่านได้ฝึกกรรมฐานอย่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นสอน วันหนึ่งขณะที่ ท่านกําลังสอนนักเรียนโรงเรียนสร่างโศกเกษมศิลป์ ท่านพิจารณากรรมฐานข้อนี้แล้วเพ่งไปที่นักเรียนในชั้นนั้นทั้งหมด ปรากฏว่าทุกคนกลายเป็นโครงกระดูก คราวนั้นท่านเกิดสลดจิตเป็น อย่างมาก ตั้งแต่นั้นมาท่านลาออกจากการเป็นครูและติดตามท่านพระอาจารย์มั่นธุดงค์ไปทุกหนทุกแห่ง

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม (วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา) จึงเป็นศิษย์รุ่นแรกที่ได้ติดตามปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น และได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้รับความเมตตาไว้วางใจ และได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ปกครองดูแลพระภิกษุ สามเณร สายกรรมฐานแทน เมื่อครั้งท่านพระอาจารย์มั่นไปอยู่บําเพ็ญเพียรทางภาคเหนือนานถึง ๑๑ ปี โดยท่านได้รับการยกย่องเป็น แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระ–อาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น 

หลังจากนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น ก็เดินทางไปบ้านคําบง บ้านเกิดเพื่อโปรดโยมมารดา ยังความปลื้มปีติให้โยมมารดายิ่งนัก ท่านได้เล่าเรื่องการเดินธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ทั้งในฝั่งลาว พม่า และตามป่าเขาในประเทศไทย ตลอดจนผลการปฏิบัติภาวนาให้โยมมารดาฟัง รวมทั้งเทศน์โปรดชี้แนะแนวทางปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ยังความปลาบปลื้มและเลื่อมใสศรัทธาแก่โยมมารดายิ่งนัก โยมมารดาของท่านเกิดความศรัทธาแรงกล้า ต่อมาได้ออกบวชชีจนตลอดชีวิต โดย ท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นผู้บวชให้ 

ท่านย้ายจากบ้านห้วยทราย หลวงปู่มั่นก็เมตตามาโปรดต่อ 

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ พอออกพรรษาแล้ว ในหน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพาพระเณรย้ายจากบ้านห้วยทรายไปพักภาวนาที่ถํ้าบ้านกลาง ต.คําบก อ.คําชะอี จ.นครพนม (ปัจจุบันขึ้นกับ จ.มุกดาหาร) ท่านพระอาจารย์มั่นก็เมตตามาโปรดต่อ ครูบาอาจารย์เล่าไว้ดังนี้

“สํานักวัดป่าของพระธุดงคกรรมฐานของบ้านห้วยทรายนี้ จะว่าไปแล้วก็ วัดหนองน่อง เกิดทีแรกสุด เพราะเริ่มแรก เพิ่น (ท่าน) ครูอาจารย์เสาร์ (กนฺตสีโล) มาอยู่ ๒ ปี แล้วย้ายไป บ้านกลาง เพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) มาอยู่ต่อ แต่ไปอยู่วัดหนองแวง เพราะต้องการไปใช้ นํ้าในห้วยทราย และอีกอย่างวัดหนองแวงก็ใกล้ดงหอ ใกล้ป่าช้าหนองหัวงัว เป็นบริเวณใกล้เคียง ติดต่อกัน ไม่ใกล้ ไม่ไกล สงบสงัดวิเวกดี เพราะผู้คนเขาไม่ไปใกล้ กลัวผีป่าช้า

ปีนั้นอายุได้ ๗ ปี เพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) มาจากจังหวัดอุบลราชธานี ผ่านมาอํานาจเจริญ ผ่านมาเมืองยโสธร เพิ่นมาถึงบ้านห้วยทรายตกหน้าแล้ง เก็บเกี่ยวข้าวพอดีแล้วเสร็จ เดือนอ้าย เดือนยี่ หลังจากนั้น พระธุดงค์ก็ทยอยกันมามากจน ๓๐ – ๔๐ รูป เห็นจะได้ พระเณร มากขนาดนั้น เราเข้าไปในเขตวัด เงียบสงบไม่มีเสียงคนคุยกันเลย

เพิ่นครูอาจารย์เสาร์ (กนฺตสีโล) ย้ายไปอยู่ถํ้าบ้านกลางในตอนเช้า พอตอนคํ่า เพิ่นครู–อาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ก็พาพระเณรมาถึงบ้านห้วยทราย เพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) มาอยู่ บ้านห้วยทรายครั้งแรก มาอยู่วัดหนองแวง ทางทิศเหนือของบ้านห้วยทราย พากันออกไปต้อนรับ เราเป็นเด็กน้อยก็ออกไปดู คนใหญ่ก็ถากถางพออยู่ได้ไปก่อน เป็นที่ที่เฉพาะองค์ ตัดตอข้าว เอาเฟือง (ฟาง) ไปปูให้ที่เฉพาะเพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) คนใหญ่เขาหามแคร่ไปให้เพิ่นนอน

การเคลื่อนไหวไปมา ความนิ่งสงบของเพิ่นงดงามมาก คนเฒ่าผู้หญิงก็หาหมากพลูบุหรี่ ไปถวาย หานํ้าอ้อยก้อนไปถวาย จนมืดจนคํ่าแล้วจึงพากันกลับบ้าน ทําอย่างนั้นจนได้เสนาสนะครบทุกองค์ทุกรูป

กลับจากวัด เราก็เอาผ้าห่มมาห่มเฉวียงบ่าอย่างพระเณรเพิ่นห่มผ้า แม่ออกก็ว่าให้ “เดี๋ยว จะเป็นบาปเด้อ ขี้กลากจะขึ้นหน้า อย่าไปเลียนแบบพระเณรครูบาอาจารย์มันบาปเด้อ”

เพิ่นครูอาจารย์เสาร์ (กนฺตสีโล) อัญญาท่านใหญ่ มาอยู่บ้านห้วยทราย วัดหนองน่อง เทศน์ให้พ่อออกแม่ออกว่า “ให้สํานึกตน ดูตนเอง อย่าดูผู้อื่น” การเดินจงกรมของเพิ่น ก็เดิน ทุกวัน ถึงเวลาแล้วก็เดิน ฝนตกก็ตากฝนเดิน แดดออกก็เดิน เดินแต่ละช่วงก็หลายชั่วโมง ปฏิปทาของเพิ่น แบบอย่างของเพิ่นนี้ พ่อออกก็ถือเอาปฏิบัติตามแบบอย่างตอนอยู่ภูเก้า จนล้มคาทางจงกรม

เมืองอีสานชาวบ้านบํารุงใส่ใจพระเณรดีกว่าทางอื่นทิศอื่น 

เพิ่นครูอาจารย์เสาร์ (กนฺตสีโล) เพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) พากันมาอยู่จําพรรษา บ้านห้วยทราย ก็ว่าคนชาวผู้ไท (ภูไท) จิตใจอ่อนน้อมดี ใส่ใจดูแลพระเณรดี สอนง่าย เข้าใจง่าย ภาวนาก็เป็นเร็ว คนละเอียดก็ละเอียดได้ ส่วนผู้ใดหยาบแล้วก็ไม่ยอมรับ จนได้รับโทษบาปกรรมเป็นผู้สยบก็มี

คนผู้ไทเป็นคนมีจิตใจอ่อนโยน จิตใจดี มุ่งบําเพ็ญในการบุญการกุศลดีมาก ก็เป็นเพราะบุญของพวกเราชาวบ้านแถบถิ่นนี้ที่จะได้ทําบุญให้ทาน ฝึกหัดในนิสัยปัจจัยเป็นข้อยข้าของพระศาสนา ถ้าหากเพิ่น (ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น) ไม่มาเทศน์โปรดสอนเอา ก็คงยังจะ ไหว้ผีไหว้สากันอยู่ อาจเป็นได้ บาปกรรมหม้อละฮก (นรก) ไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิด”

ท่านพระอาจารย์เสาร์พักบําเพ็ญเพียรถํ้าภูผากูด 

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ หลังจากพักภาวนาที่ถํ้าบ้านกลางพอสมควรแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้พาพระเณรธุดงค์ไปบําเพ็ญเพียรอยู่ที่ ถํ้าจําปา ภูผากูด หรือสํานักสงฆ์ถํ้าภูผากูด บ้านนาคันแท ตําบลหนองสูง อําเภอหนองสูง จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดมุกดาหาร) ท่านพระอาจารย์มั่นเมื่อทราบข่าว ท่านได้กราบลาท่านพระอาจารย์สีทา เพื่อออกธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ 

ท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินเท้าเปล่า เช่น พระธุดงค์ทั้งหลาย ท่านเล่าว่า ทางรถยนต์ไม่มีรถยนต์วิ่ง นับเป็นเวลาเดือนๆ ก็ไม่เห็นสักคันหนึ่ง ตามทางที่ท่านไปก็เป็นดงดิบ ล้วนแต่ต้นไม้ ใหญ่ๆ เช่น ต้นตะเคียน ต้นยาง ต้นประดู่ ต้นตะแบก และสารพัดไม้นั้นเป็นไม้ใหญ่ บางต้น ๙ อ้อม ๑๐ อ้อม แลดูไม่เห็นพระอาทิตย์ทีเดียว เป็นป่าเปลี่ยวจริงๆ ขณะที่เดินธุดงค์เห็นว่าที่ไหนเหมาะก็แวะพักทําความเพียรกันเป็นเวลา ๕ วัน หรือ ๗ วัน

ขณะที่ ท่านพระอาจารย์มั่น กําลังเดินธุดงค์ระหว่างทางยังไม่ถึงถํ้าภูผากูดนั้น ท่านได้ คิดถึงท่านอาจารย์ของท่านมาก และวันหนึ่งหลังจากการพักผ่อนเดินทาง ซึ่งเร่งเดินเป็นวันๆ มาแล้วอย่างเหน็ดเหนื่อย ท่านได้พิจารณาถึงท่านพระอาจารย์เสาร์ ผู้เป็นอาจารย์ของท่าน และ ได้ระลึกถึงที่ท่านได้ทราบด้วยญาณภายในเมื่อคราวที่ท่านอยู่ที่ถํ้าสาริกาว่า ท่านอาจารย์ของท่านปรารถนาพระปัจเจกพุทธเจ้า ถ้าหากว่าท่านยังมีจิตกังวลในการปรารถนาเช่นนั้น การทําความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ก็จะสําเร็จไปไม่ได้ ถ้าเราไปพบท่านอาจารย์ของเรา เราก็จะต้องถวายคําแนะนํา ให้ท่านอธิษฐานเลิกความปรารถนาเช่นนั้นเสีย เพื่อให้ท่านปฏิบัติได้ก้าวหน้าต่อไปจนบรรลุ หมดความสงสัยในพระธรรม สําเร็จคุณธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา สมดังใจปรารถนา

ท่านก็ได้ธุดงค์เรื่อยๆ ไปจนใกล้จะถึงถํ้าภูผากูด โดยรอบบริเวณภูเขาอันเป็นถํ้าแห่งนี้นั้น เป็นภูมิประเทศที่เป็นป่าไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้มะค่า แต่ไม่เป็นดงทึบเหมือนกับดงอื่นๆ จึงทําให้บริเวณนั้นมีอากาศปลอดโปร่งดี ถํ้าแห่งภูเขาแถวนั้นก็ไม่อับชื้น ทั่วบริเวณจึงเป็นสถานที่ที่จะพึงอาศัยเป็นเวลาแรมปีได้

ถ้าเป็นดงดิบมองไม่เห็นพระอาทิตย์แล้ว จะอยู่กันนานไม่ได้ เพราะจะทําให้สุขภาพเสีย โดยที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านได้เลือกอยู่สถานที่แห่งนี้นานหลายปี และท่านก็ยังมีสุขภาพดี เป็นปรกติเหมือนกับอยู่ในวัดธรรมดา นับว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์มีความรู้ความชํานาญในการ อยู่ป่าอย่างยิ่ง

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านว่า “เราได้เดินมองพิเคราะห์ดูแล้วเป็นที่เหมาะสมจริงๆ เพราะมีธารนํ้าเล็กๆ ไหลไม่ขาด อยู่ที่ตรงกลางทางที่จะขึ้นถํ้าพอดี”

คําว่า ภูผากูด คือ มีผักกูดขึ้นอยู่ตามตลิ่งธารนํ้านั้นมาก เมื่อผักกูดขึ้น ผักที่จะขึ้นตาม ผักกูดมาก็เช่น ผักหนาม ผักเต่าเกียด

ในคราวนั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ทราบว่าท่านพระอาจารย์มั่น เดินธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็ออกธุดงค์ตามท่านพระอาจารย์มั่นไปติดๆ แต่พอก่อนจะถึง ถํ้าภูผากูด ท่านเกิดอาพาธล้มเจ็บเป็นไข้ จึงได้เดินทางกลับมารักษาตัวอยู่ที่จังหวัดอุบลฯ เมื่อท่านหายป่วยแล้ว ก็ได้ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปเพื่อหวังในการศึกษาธรรมปฏิบัติอีก โดยมิได้ มีการย่นย่อท้อถอยแต่ประการใด

พรรษา ๓๗ พ.ศ. ๒๔๕๙ จําพรรษาถํ้าภูผากูด 

ระหว่างที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พักบําเพ็ญเพียรอยู่ที่ถํ้าภูผากูด ท่านก็ทราบ ด้วยญาณและรู้ถึงวาระจิตของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ศิษย์เอกของท่านว่า กําลังเดินทางติดตามหาท่านอยู่ และใกล้จะถึงภูผากูดแล้ว

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางเข้ามาถึง ก็ได้เห็นท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งรอรับอยู่แล้ว หลังจัดวางบริขารเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปกราบท่านพระอาจารย์เสาร์ทันที ทั้งอาจารย์และศิษย์ได้สนทนาปราศรัย ไต่ถามทุกข์สุขของกันและกัน สมกับที่ได้จากกันเป็นเวลานานหลายปี จากนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ให้ท่านพระอาจารย์มั่นเข้าที่พักที่เตรียมไว้ให้ และนิมนต์ให้พักจําพรรษา อยู่ด้วยกัน

ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จึงได้พักจําพรรษาอยู่ด้วยกันที่ถํ้าภูผากูด ซึ่งตลอดพรรษา ทั้งสองพระองค์ก็ได้ปรึกษาสนทนาธรรมกันตามหลักสัลเลขธรรมอยู่เสมอๆ ซึ่ง องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้กล่าวถึง ความสําคัญของการสนทนาธรรมไว้ดังนี้

“การสนทนาธรรมของพระกรรมฐาน ที่มีนัยแห่งธรรมและปัญหาต่างๆ กันตามภูมิและ นิสัยของแต่ละท่าน พอสรุปได้ว่า 

ความหายสงสัยปัญหาภายในใจเกิดจากการวินิจฉัยได้เอง หนึ่ง

เกิดจากการสนทนากันหรือมีครูอาจารย์เป็นคู่สนทนาด้วย หนึ่ง 

เกิดจากการฟัง ขณะท่านแสดงธรรมอบรม หนึ่ง 

การสนทนาธรรมระหว่างกรรมฐานด้วยกันเป็นไปอย่างเงียบๆ ถ้าเทียบกับสภากรรมฐาน ก็คือสภาหนูเราดีๆ นี่เอง มิใช่สภาแมวอะไรเลย แต่การสนทนาธรรมกันท่านถือเป็นสําคัญและเป็น คู่เคียงกับการปฏิบัติ ฉะนั้น พระกรรมฐานจึงมีการสนทนากันอยู่เสมอจนปัจจุบันทุกวันนี้”

ในปีนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น มีอายุพรรษาได้ ๒๓ ท่านได้ปฏิบัติต่อท่านพระอาจารย์เสาร์ เหมือนกับท่านเป็นพระใหม่ คือปฏิบัติตั้งแต่การล้างบาตร ขัดกระโถน ซักจีวร ปูที่นอน ตักนํ้า ถวายนํ้าสรง ถูหลังให้ แม้กระทั่งบีบนวด แม้ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านจะห้ามปรามก็ตาม ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็ยังปฏิบัติต่อครูอาจารย์ของท่านด้วยความอ่อนน้อมทุกประการ

การที่ ท่านพระอาจารย์มั่น ปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ของท่าน จึงเป็นแบบอย่างของพ่อแม่ครูอาจารย์สายพระกรรมฐาน ที่แสดงถึงความกตัญญูรู้คุณต่อพระผู้เป็นครูบาอาจารย์ เป็นการแสดงออกของธรรม ทางฝ่าย ท่านพระอาจารย์เสาร์ แม้ท่านจะเป็นอาจารย์ ท่านก็ยอมรับฟัง ข้อแนะนําจากศิษย์ด้วยความตั้งอกตั้งใจ ไม่มีทิฏฐิถือตนเองว่าเป็นครูเป็นอาจารย์เลย

คุณธรรมของบุพพาจารย์ทั้งสององค์นี้นับว่าประเสริฐยิ่ง และถือเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติระหว่างครูบาอาจารย์กับศิษย์ในสายกรรมฐานสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ไปจําพรรษาภูผากูด ทําให้ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงพากันเลื่อมใสศรัทธาพระธุดงคกรรมฐานเป็นอันมาก ยายกง แสนสุข ชาวบ้านวังไฮ ตําบลภูวง อําเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เล่าว่า หลวงปู่เสาร์ท่านได้มาสร้างวัดถํ้าจําปาฯ บ้านนาคันแท ตําบลหนองสูง อําเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร (สํานักสงฆ์ถํ้าภูผากูด ต่อมา ตั้งชื่อเป็นสิริมงคลว่า วัดถํ้าจําปากันตสีลาวาส หรือวัดถํ้าจําปาฯ เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่หลวงปู่เสาร์ได้ธุดงค์มาบุกเบิกสร้างเป็นวัด) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านวังไฮมากนัก บางครั้งหลวงปู่เสาร์ท่านก็ลงมา บิณฑบาตที่บ้านวังไฮ และฉันอยู่ศาลาตีนภู แล้วจึงกลับขึ้นภู บางปีก็มีหลวงปู่มั่นมาจําพรรษาด้วย แต่ก่อนบ้านวังไฮยังไม่มีวัดป่า บางวันญาติโยมก็ขึ้นไปถวายจังหันที่ศาลาตีนภู ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก บ้านวังไฮมากนัก

โยมมารดาท่านพระอาจารย์มั่นติดตามมาจําพรรษาที่ถํ้าภูผากูด

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ พรรษานี้ โยมมารดาของท่านพระอาจารย์มั่นได้มาพักจําพรรษาอยู่ในสถานที่นี้ด้วย โดยอุตส่าห์เดินทางออกจากจังหวัดอุบลฯ ด้วยความล้มลุกคลุกคลานไปตามวิบากสังขารของคนแก่คนเฒ่า เพื่อติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น พระลูกชาย มาจนถึงถํ้าจําปาบนภูผากูด 

เป็นที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง พระเณรมากมายหลายรูปอยู่ด้วย แต่ท่านพระอาจารย์มั่น มิให้ใครสะพายบาตรให้ ท่านสะพายบาตรเอง ขาออกไปจากวัด ขากลับเข้าวัด แต่ขากลับเข้าวัด นั้น มีแต่พ่อออกที่ขอโอกาสสะพายบาตรให้ท่านได้ คงจะเป็นเพราะว่าพ่อออกเป็นผู้เอาใจใส่จริงและทําจริง ทําอย่างเคารพนับถือและทําอย่างถูกต้อง อีกอย่างก็เพราะพ่อออกเป็นโยมของ ท่านพระอาจารย์เสาร์มาก่อน ท่านพระอาจารย์มั่นจึงอนุโลมให้ ก็ได้จังหวะโอกาสที่สะพายบาตร อุ้มบาตรให้ท่านตอนกลับวัดนี้แหละ โยมแม่ออกก็ต้องไปดักระหว่างทางเอาหมกเอาห่อที่จัดปรุงเป็นพิเศษเพื่อจะเฉพาะท่านพระอาจารย์มั่นองค์เดียว ก็ได้ใส่บาตรเป็นพิเศษตอนนี้เอง

พอไปถึงวัด ศาลาที่ฉันก็ประเคนบาตรถวาย แล้วท่านก็จะดูอาหารในบาตรว่ามีอะไรบ้าง หากมากก็แบ่งพระเณร แต่อาหารบิณฑบาตที่ได้มาท่านจะแบ่งให้โยมมารดาของท่านทุกวันก่อนแล้วจึงแบ่งไว้ในส่วนของท่าน เหลือก็แบ่งพระเณร แบ่งอาหารเรียบร้อยแล้ว พร้อมแล้วก็ลงมือฉัน

ทีนี้แม่ออกรู้ว่าท่านพระอาจารย์มั่น ต้องแบ่งอาหารให้โยมมารดาและแบ่งให้พระเณรอีก แม่ออก (คุณแม่ชีมะแง้) จึงทําอาหารเพิ่มไปอีก แล้วรีบไปจัดถวายโยมมารดาของท่านเสียก่อน ทําอย่างนั้นทุกวันสมํ่าเสมอ พอท่านพระอาจารย์มั่น จะแบ่งอาหารให้โยมมารดา โยมมารดาก็ว่า “แม่แดงเขาจัดมาให้ผู้ข้าฯ ได้กินแล้วเด้อ บ่ต้องห่วงดอก” 

โยมมารดาของท่านพระอาจารย์มั่นบวชชี

โยมมารดาของท่านพระอาจารย์มั่นมาอยู่วัดหนองน่อง ก็นานหลายเดือน ต่อมาได้บวช เป็นแม่ชีที่วัดหนองน่อง โดยท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เป็นผู้บวชและสอนธรรมให้แก่ คุณแม่ชีจันทร์ แก่นแก้ว จนการปฏิบัติธรรมรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

แต่ท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นพระลูกชายบอกสอนไม่ได้หรอก คนเฒ่าไม่ยอมฟังคํา หากวันไหนที่ท่านพระอาจารย์มั่นสอนธรรมะ บอกอุบายให้กับคนเฒ่า เป็นอันว่าต้องอ้างเหตุ อ้างผลกันอยู่เสมอ แต่พอท่านพระอาจารย์เสาร์บอกสอนอุบายธรรมไม่กี่คําหรอก คนเฒ่าก็เอาไปแก้ไขตัวเองภายในของตัวเอง นั่งภาวนาจนสว่างไสวไปทั่วถํ้า แจ้งสว่างไปทั้งหมดในถํ้าที่คนเฒ่า นั่งภาวนาอยู่ เหตุเพราะว่าคุณแม่ชีคนเฒ่า เคยเป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์มาหลายภพหลายชาติ บอกว่าอันใด สอนอันใดก็เชื่อฟังหมด แต่กับพระลูกชายของตัวเอง กลับไม่ยอมลงให้กัน

อันนี้แหละเป็นเหตุที่ท่านพระอาจารย์มั่นหาอุบายเอาคนเฒ่า แล้วมาฝากให้ท่านพระ–อาจารย์เสาร์ช่วยแก้ไข จนคนเฒ่าได้ธรรมะ จนคนเฒ่าว่า “อยู่นี่ก็ดีอยู่ดอก แต่จิตใจอยากไปอยู่กับอัญญาท่านเสาร์ อัญญาครูจะว่าอย่างได๋” ผู้เฒ่าปรารภเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่น 

ท่านพระอาจารย์มั่น ก็ว่า “แล้วแต่ครูบาอาจารย์ ท่านว่าอย่างได๋ ก็จะเอาอย่างนั้น” แล้วท่านพระอาจารย์มั่นก็ข้ามภูเขาไปกับบ่าวตาซ้นกับพ่อออก ไปกราบเรียนปรึกษากับท่านพระ–อาจารย์เสาร์ อยู่ถํ้าจําปา ภูผากูด ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ตกลงรับให้อยู่ด้วย ชาวบ้านนาคันแท ก็ช่วยกันจัดทําที่พักให้คุณแม่ชีผู้เฒ่า ให้อยู่กุฏิไม้ทางหางถํ้า ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้กําหนดให้ โยมแม่ชีจันทร์พักอยู่ที่เงื้อมผาแถบนั้น ซึ่งต่อมาเรียกว่า ถํ้าแม่ขาว เป็นที่ปฏิบัติธรรม

คุณแม่ชีจันทร์ โยมมารดาของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านมีจิตใจที่มั่นคงเด็ดขาด แม้จะอยู่ ในวัยที่สังขารร่วงโรยก็ตาม แต่จิตใจของท่านหาได้เสื่อมถอยไปตามสังขารไม่ กลับมีความแจ่มใส เบิกบานเป็นอย่างยิ่ง ถ้าแม้จิตใจไม่แน่วแน่จริง คงไม่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคนําพาสังขารของท่านผ่านป่าผ่านดงที่เต็มไปด้วยสัตว์อันตรายต่างๆ จําพวกช้าง เสือ หมี งู ตะขาบป่า มาได้แน่ ด้วยจิตใจที่แจ่มใส มั่นคง สงบเยือกเย็นนี้ เป็นผลดีในการภาวนาของคุณแม่ชีจันทร์เป็นอย่างมาก การปฏิบัติของท่านได้ผลเป็นอย่างมาก 

ณ ภูผากูด แห่งนี้ คุณแม่ชีจันทร์ ท่านได้เร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ทําให้ผลการปฏิบัติรุดหน้าอย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นวาสนาบารมีของ คุณแม่ชีจันทร์ที่มี ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น จําพรรษาอยู่ร่วมกัน คอยให้ การแนะนําและอุบายธรรมที่สุดวิเศษในพรรษานั้น

ภาค ๙ ลาพระปัจเจกพุทธภูมิ เร่งความเพียร

ขอให้ท่านพระอาจารย์เสาร์งดความปรารถนาปัจเจกพุทธภูมิ

เมื่อได้อยู่จําพรรษาร่วมกันแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เล่าผลแห่งการภาวนาที่ถํ้าสาริกา ถวายท่านพระอาจารย์เสาร์ อาจารย์ของท่าน ท่านพยายามหาโอกาสที่จะให้สติและถวายธรรมะแก่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ให้เลิกความปรารถนาปัจเจกพุทธภูมิเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า อยู่มา วันหนึ่ง เมื่อได้โอกาสเหมาะ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้กราบเรียนถาม ท่านพระอาจารย์เสาร์ ว่า “ท่านอาจารย์ได้พิจารณาอริยสัจธรรมหรือไม่?”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “เราก็พิจารณาเหมือนกัน”

ท่านพระอาจารย์มั่น “แล้วได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง?”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “ได้ผลเหมือนกัน แต่ไม่ชัดเจน”

ท่านพระอาจารย์มั่น ถามรุกต่อไปว่า “เพราะเหตุไรบ้างครับ?”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “เราได้พยายามอยู่ คือพยายามคิดถึงความแก่ ความตาย แต่ว่า บางคราวมันก็ไม่แจ่มแจ้ง”

ท่านพระอาจารย์มั่น ก็ถามต่อไปว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านอาจารย์คงมีอะไรเป็นเครื่องห่วงหรือกระมัง?”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “เราก็พยายามพิจารณาเหมือนกัน แต่ก็หาสิ่งขัดข้องไม่ได้” แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า “ความจริง ความสว่างของดวงจิตนั้น ก็เป็นปรกติดีอยู่ แม้มันจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง มันก็เรื่องธรรมดาของสมาธิ แต่ว่าเมื่อจิตพิจารณาทีไร รู้สึกว่ามันไม่ก้าวไป…”

ท่านพระอาจารย์มั่น เห็นสบโอกาส จึงกราบเรียนไปว่า “กระผมคิดว่า คงมีอะไรสักอย่างเป็นเครื่องห่วง”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงย้อนถามลูกศิษย์กลับไปว่า “แล้วเธอรู้ไหมว่า เรามีอะไรเป็นเครื่องห่วง?”

ท่านพระอาจารย์มั่น จึงได้เรียนตอบตามความรู้ที่ท่านได้ทราบเมื่อคราวอยู่ถํ้าสาริกา ในทันทีว่า “ท่านอาจารย์ห่วงเรื่องการปรารถนาปัจเจกพุทธภูมิกระมัง?”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเห็นด้วย จึงพูดว่า “แน่ทีเดียว ในจิตของเราตั้งอยู่ว่า จะขอให้ รู้ธรรมเองโดยมิต้องให้ใครมาแนะหรือบอกให้ และมันก็ตั้งอยู่ในใจของเรามาตลอด”

ท่านพระอาจารย์มั่น จึงได้ถวายความเห็นว่า “ขอให้ท่านอาจารย์อย่าเป็นห่วงเลย ขอให้พิจารณาอริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์เสียแต่ชาตินี้เถิด เพราะกระผมเองก็ปรารถนาพระโพธิญาณและกระผมก็ได้ละความปรารถนานั้นแล้ว เนื่องด้วยว่าการท่องเที่ยวในสังสารวัฏนี้มันนานเหลือเกิน”

ในวันนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ต้องประหลาดใจที่ศิษย์ของท่านได้ล่วงรู้ถึงความจริง อันปรากฏอยู่ในใจของท่าน ซึ่งท่านไม่เคยปริปากบอกใครเลย ฉะนั้น จึงทําให้ท่านรู้สึกว่า ท่านพระอาจารย์มั่นนี้ ต้องมีความดีความจริงชัดเจนในใจอย่างแน่นอน ในวันนั้นก็ได้คุยกันเพียงเท่านี้แล้วก็เลิกกันไป

ครูบาอาจารย์ เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

“อย่างเช่นหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นก็ไปแก้ เพราะถ้าหลวงปู่มั่นไม่แก้ เพราะหลวงปู่เสาร์ปรารถนามาเป็นพระปัจเจก มันก็จะไปต่อ มันก็จะไปต่อ หลวงปู่มั่นไปแก้ เห็นไหม

แก้ การเดินจงกรม การนั่งสมาธิภาวนา ไม่ต้องอ้อนวอน ไม่ต้องขึงสายสิญจน์ ไม่ต้อง บอกว่า ธรรมมาสถิตที่ตา ธรรมมาสถิตที่ใจ สวดมนต์ ๕ ชั่วโมง เดินจงกรม มันเสียเวลา ให้เป็นปัจจุบันธรรม ให้เป็นปัจจุบันธรรมเพราะอะไร เพราะหลวงปู่มั่นได้ลาโพธิสัตว์ของหลวงปู่มั่นก่อน แล้วหลวงปู่มั่นได้ปฏิบัติผ่านโสดาบัน สกิทาฯ อนาคาฯ ขึ้นไปแล้ว เพราะยังไม่ได้ขึ้นเชียงใหม่ๆ ตอนนั้นได้อนาคาฯ ออกจากถํ้าสาริกาไป

ออกจากถํ้าสาริกาไป ตัวเองมีรากฐานๆ รากฐานเพราะอะไร เพราะตัวเองลาโพธิสัตว์ แล้วตัวเองพิจารณาขึ้นมา แก้ไขของตัวเองได้แล้ว ไปแก้หลวงปู่เสาร์ แล้วไปแก้เจ้าคุณอุบาลีฯ พระโพธิสัตว์เยอะ แต่ผู้ที่ได้โพธิสัตว์ กับผู้ที่ทําได้ ผู้ที่ทําได้ ทําได้ ทําแล้ว เห็นผลแล้ว ถึงจะไป บอกได้”

พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านลาพระปัจเจกพุทธภูมิและได้บรรลุพระโสดาบัน

ตามคําบอกเล่าของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต กล่าวถึง ท่านพระอาจารย์เสาร์ งดความปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ดังนี้

“วันหนึ่งขณะท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งอยู่ในที่สงัดเพียงลําพัง ท่านได้พิจารณาใคร่ครวญตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้ถวายคําแนะนํา ท่านเห็นว่าการปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ทําให้เป็นอุปสรรคเนิ่นช้าต่อการบําเพ็ญเพียรเพื่อพระนิพพาน ต้องเวียน ว่าย ตาย เกิด ทนทุกข์ทรมานอีกยาวไกล ท่านจึงอธิษฐานของดความปรารถนานั้น และท่านได้พิจารณาถึงอริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์ และได้เริ่มเห็นธรรมตามความเป็นจริง

เมื่อได้รับการอธิบายจาก ท่านพระอาจารย์มั่น ซํ้าอีกว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ควรจะเจริญ ให้มาก จนกว่าจะพอแก่ความต้องการ”

จวนจะใกล้ถึงวันปวารณาออกพรรษา ท่านก็ทราบชัดถึงความเป็นจริงในอริยธรรมขั้นต้น ทุกประการ จิตท่านได้พาดกระแสเข้าสู่พระนิพพาน จึงได้บอกกับท่านพระอาจารย์มั่นว่า “เราได้เลิกความปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว และเราก็ได้เริ่มเห็นธรรมตามความเป็นจริงแล้ว” ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อได้ยินดังนั้นก็เกิดปีติเป็นอย่างมาก และได้ทราบทางวาระจิตว่า “ท่านพระอาจารย์เสาร์จะต้องพบวิมุตติธรรมแน่แล้วในอัตภาพนี้””

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านปฏิบัติธรรมตามความเป็นจริง ตั้งแต่ขั้นเริ่มล้มลุกคลุกคลาน โดยท่านใช้ “พุทโธ” เป็นคําบริกรรมประจําใจตลอดมา ตั้งแต่ราวต้นปี พ.ศ. ๒๔๓๓ นับจาก วันถวายตัวเป็นศิษย์ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านก็ปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริง เอาจังต่อเนื่องยาวนานถึง ๒๖ ปี ก่อนออกพรรษาปีนี้ ขณะท่านอายุได้ ๕๗ ปี จิตของท่านก็ยก ขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นภาวนามยปัญญาทําลายสังโยชน์เบื้องต้น ๓ ข้อ ได้บรรลุธรรมขั้นพระโสดาบัน หลังจากที่ท่านพระอาจารย์มั่นแก้ความปรารถนาปัจเจกพุทธภูมิและถวายธรรมะแก่ท่านได้ไม่นาน ท่านย่อมชื่นชมภูมิใจในภูมิจิตภูมิธรรมและในความกตัญญูของท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นศิษย์รักเป็นอันมาก 

องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น) เล่าว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ เดิมท่านปรารถนาเป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า เวลาออกบําเพ็ญพอเร่งความเพียรเข้ามากๆ ใจรู้สึกประหวัดๆ ถึงความปรารถนาเดิม เพื่อความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แสดงออกเป็นเชิงอาลัยเสียดายยังไม่อยากไปนิพพาน ท่านเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อความเพียรเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ท่านเลยอธิษฐานของดจากความปรารถนานั้น และขอประมวลมาเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ในชาตินี้ ไม่ขอเกิดมารับความทุกข์ทรมานในภพชาติต่างๆ อีกต่อไป 

พอท่านปล่อยวางความปรารถนาเดิมแล้ว การบําเพ็ญเพียรรู้สึกสะดวกแลเห็นผลไป โดยลําดับ ไม่มีอารมณ์เครื่องเกาะเกี่ยวเหมือนแต่ก่อน สุดท้ายท่านก็บรรลุถึงแดนแห่งความเกษมดังใจหมาย แต่การแนะนําสั่งสอนผู้อื่น ท่านไม่ค่อยมีความรู้แตกฉานกว้างขวางนัก ทั้งนี้ อาจจะเป็นไปตามภูมินิสัยเดิมของท่านที่มุ่งเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งตรัสรู้เองชอบ แต่ไม่สนใจ สั่งสอนใครก็ได้ อีกประการหนึ่ง ที่ท่านกลับความปรารถนาได้สําเร็จตามใจนั้น คงอยู่ในขั้น พอแก้ไขได้ ซึ่งยังไม่สมบูรณ์เต็มภูมิแท้

แม้ท่านพระอาจารย์มั่นเอง ตามท่านเล่าว่า ท่านก็เคยปรารถนาพุทธภูมิมาแล้วเช่นเดียวกัน ท่านเพิ่งมากลับความปรารถนาเมื่อออกบําเพ็ญธุดงคกรรมฐานนี่เอง โดยเห็นว่าเนิ่นนานเกินไปกว่าจะได้สําเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาตามความปรารถนา จําต้องท่องเที่ยวเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ในวัฏสงสารหลายกัปหลายกัลป์ ไม่ชนะจะแบกขนทนความทุกข์ทรมานไม่มีวันจบสิ้นนี้ได้ เวลาเร่งความเพียรมากๆ จิตท่านมีประหวัด ประหวัดในความหลัง แสดงเป็นความอาลัยเสียดายความเป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่อยากนิพพานในชาตินี้เหมือนท่านพระอาจารย์เสาร์ พออธิษฐานของดจาก ความปรารถนาเดิมเท่านั้น รู้สึกเบาใจหายห่วง และบําเพ็ญธรรมได้รับความสะดวกไปโดยลําดับ ไม่ขัดข้องเหมือนแต่ก่อน และปรากฏว่า ท่านผ่านความปรารถนาเดิมไปได้อย่างราบรื่นชื่นใจ เข้าใจว่าภูมิแห่งความปรารถนาเดิมคงยังไม่แก่กล้าพอ จึงมีทางแยกตัวผ่านไปได้”

และต่อมาองค์หลวงตาพระมหาบัว  เทศน์ไว้ดังนี้

“หลวงปู่เสาร์อายุพรรษาแก่กว่าท่าน ๑๔ พรรษา เป็นอาจารย์ของท่าน ของหลวงปู่มั่นเรา จึงเรียกว่า หลวงปู่เสาร์ – หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ท่านไม่ค่อยได้สอนใครล่ะ นั่งที่ไหนเป็นเหมือนหัวตอ นิสัยไม่ค่อยชอบพูดกับใคร เทศน์ ท่านก็ไม่เทศน์ ท่านนั่งตรงไหน ร่มไม้ร่มไหนๆ กี่ชั่วโมงก็อยู่ได้ จึงสมชื่อว่าแต่ก่อนท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ท่านกลับเสีย นิสัยเดิมจึงยังมี ไม่ชอบพูดอะไรๆ กับใคร”

พ.ศ. ๒๔๖๐ ผ้าขาวชอบได้กราบสองพระปรมาจารย์ใหญ่ที่วัดเลียบ อุบลฯ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นอาจารย์และศิษย์ที่เคารพบูชาและรักใคร่ สนิทสนมกันมาก ในระยะที่ท่านทั้งสองลูกศิษย์ลูกหายังไม่มาก ท่านมักไปไหนมาไหนด้วยกัน โดยตลอด ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านระลึกถึงศิษย์ที่เคยอบรมและปฏิบัติธรรมร่วมกันมา ท่านทั้งสองได้เดินธุดงค์จากถํ้าภูผากูด มาทางเมืองอุบลฯ และกลับมาพํานักที่วัดเลียบ อันเป็นสํานักปฏิบัติธรรมแห่งแรกที่ท่านพระอาจารย์เสาร์สร้างขึ้น โดยมี ท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้อยู่ช่วยบุกเบิกสร้างด้วย ในระยะนี้บรรดาศิษย์ที่ทราบข่าวก็เดินธุดงค์มากราบฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ขอโอวาทธรรมกับท่านทั้งสอง

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ในขณะวัยหนุ่มเป็นตาผ้าขาว ท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์ติดตาม ท่านพระอาจารย์พา อริยวํโส ผู้เป็นอาจารย์และมีศักดิ์เป็นลุง มากราบท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ครั้งแรก ที่วัดเลียบ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ท่านพระอาจารย์พาท่านเป็น พระศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พาผ้าขาวชอบเดินเท้าธุดงค์รอนแรมจากบ้านหนองบัวบาน จังหวัดอุดรธานี ไปไกลถึงจังหวัดอุบลราชธานี รวมระยะทางหลายร้อย กิโลเมตร นับเป็นการเดินทางไกลครั้งแรกของหลวงปู่ชอบ เป็นการฝึกฝนความทรหดอดทน เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นพระธุดงค์ให้ท่านได้เป็นอย่างดี โดยในระยะ ๔ ปีนี้ ได้ไปจําพรรษา ตามวัดต่างๆ ในเขตจังหวัดอุบลราชธานีและยโสธร 

หลวงปู่ชอบท่านเล่าว่า “เราได้เห็นได้กราบ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ครั้งแรกที่วัดเลียบ อุบลราชธานี ตอนเป็นตาผ้าขาวอายุ ๑๖ ปี” 

การได้เห็นและได้เข้ากราบท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่แห่งยุคในครั้งนั้นพร้อมกัน นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ทําให้ท่านเกิดความปลื้มปีติและ เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก เป็นทัสนานุตริยะ คือ การเห็นสมณะแท้ การได้เข้ากราบอย่างใกล้ชิดเป็นมงคลอันประเสริฐและเป็นบุญวาสนาอย่างที่สุด ไม่อาจลืมเลือนได้ในชีวิตของหลวงปู่ชอบ เมื่อท่านออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานแล้ว จะได้อยู่ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติ ออกเที่ยวธุดงค์ และดําเนินตามข้อวัตรปฏิบัติปฏิปทาพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองอย่างมอบกายถวายชีวิตต่อไป

ผจญอุปสรรคขัดขวางทั้งจากฝ่ายเดียวกันและฝ่ายตรงข้าม

ในครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงถูกโลกธรรม ๘ มากระทบอย่างหนัก อย่างไม่มีใครในโลกเสมอเหมือน โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ในบรรดาโลกแห่งมนุษย์เราที่เกิดมานี้ มีใครต้องการโลกธรรม อย่าไปหวั่นไหว อย่าถือใครเป็นครูเป็นอาจารย์ อย่าถือใครเป็นหลักเป็นเกณฑ์ภายในจิตใจ อย่าถือสิ่งใดให้หนักยิ่งกว่าธรรม ถือเราตถาคตเป็นแบบเป็นฉบับ ตถาคตได้เคยกระทบกระทั่งมาอย่างแสนสาหัสแล้ว และได้ผ่านมาด้วยสติปัญญาของเราเอง 

ท่านว่าอย่างนี้ ให้ถือเราเป็นแบบเป็นฉบับ ผู้เรียนมากเรียนน้อย ย่อมได้รับความ กระทบกระเทือนจากโลกธรรม คนโง่ คนฉลาด ได้รับความกระทบกระเทือนมาตามๆ กันหมด แต่สําคัญผู้ที่มีความฉลาดหาอุบายแก้ไข โดยยกเอาตถาคตเป็นกฎเป็นเกณฑ์ ว่าตถาคตเคยผ่านมาแล้วอย่างไร ได้พิจารณาเรื่องโลกธรรมนี้อย่างไร ให้มองดูเราเหมือนกับมองดูธงชัยชนะ 

นี่ล่ะเป็นหลักใหญ่ที่ท่านสอนไว้ในโลกธรรม ๘ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ ได้มาเสียไป มันก็เป็นอย่างนั้น จึงเรียกว่า โลกธรรม หมุนไปเวียนมาไม่เห็นมีจีรังถาวรอะไรเลย”

ในชีวิตสมณเพศของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็ถูกโลกธรรม ๘ มากระทบอย่างหนักหนาแสนสาหัสเช่นเดียวกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร และมุ่งปฏิบัติจิตตภาวนา ค้นคว้าแสวงหาโมกขธรรม เพื่อความพ้นทุกข์ จนทําให้พระพุทธศาสนากลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง จึงต้องผจญมาร ผจญอุปสรรคขัดขวางมาตลอดเวลา การดําเนินของท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ จึงมิได้ราบรื่นโดยตลอด 

มาร หรือ อุปสรรคจากภายนอก หรือจากบุคคลอื่นนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการ ไม่เห็นด้วยกับปฏิปทาการดําเนินของท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ เพราะแตกต่างจากพระทั่วไป ในสมัยนั้นที่เคยปฏิบัติกันมาจนเป็นประเพณี เช่น 

อาหารการขบฉัน ก็ฉันเพียงมื้อเดียว และต้องฉันแบบอดๆ อยากๆ ไม่มีรสชาติ

เครื่องนุ่งห่มชนิดดีๆ มีราคาแพงที่ญาติโยมนํามาถวายก็ไม่ใช้ กลับไปใช้ผ้าบังสุกุล และใช้ ผ้าเพียง ๓ ผืน 

วัด หรือ กุฏิที่เคยอยู่ เคยหลับนอนสบายๆ ก็ไม่อยู่ กลับไปทรมานตนตามป่าตามเขา ตามถํ้าเงื้อมผา ตามโคนต้นไม้ และ ตามป่าช้า ในสถานที่เปลี่ยวๆ ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยภยันตราย จากสัตว์ป่าสัตว์ร้าย เช่น เสือ หมี ช้าง งู ฯลฯ และเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว ซึ่งอาจทําให้ ล้มป่วย เป็นบ้าวิกลจริต และเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

ยารักษาโรค ท่านก็ไม่ได้หวังพึ่งหยูกยา เจ็บไข้ได้ป่วยในป่า ท่านก็พึ่งธรรมโอสถ

เพราะธรรมเกิดในที่อดอยากขาดแคลนในปัจจัย ๔ ท่านจึงยินดีอยู่แบบทุกข์ยากลําบาก ไม่มีความสะดวกสบายทางร่างกาย ก็เพื่อความสะดวกในการบําเพ็ญสมณธรรม ท่านจึงมุ่งดําเนินตามรอยองค์พระบรมศาสดา เพื่อความสุขทางด้านจิตใจ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี 

ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ ย่อมมีเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิบัติของท่าน ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบอย่างเห็นได้ชัด ระหว่าง การปฏิบัติที่เคร่งครัด เข้มงวดในหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ และการบําเพ็ญภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง กับ การปฏิบัติที่ย่อหย่อน ไม่เคร่งครัด ละเมิดพระวินัย และไม่สนใจการบําเพ็ญภาวนา รวมทั้งการเปรียบเทียบระหว่าง การละ การวาง การไม่สะสม กับ การสะสมทรัพย์สมบัติเยี่ยงฆราวาสเขา นิยมกัน เหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอน

การปฏิบัติของท่านพระอาจารย์ทั้งสองและบรรดาพระศิษย์ มีปฏิปักษ์ หรือฝ่ายตรงข้ามคอยขัดขวางอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นพระคนละนิกาย หรือพระเจ้าถิ่น ท่านย่อมเกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอน เพราะอยู่ดีๆ ก็มีพระธุดงค์จากต่างถิ่นไปปักกลดสั่งสอนประชาชน ตามแนวทางใหม่ เหมือนไปแย่งศรัทธาญาติโยม ไปแย่งลาภสักการะ 

อีกกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ขัดขวาง ถึงกับลอบทําร้าย ต้องการเอาชีวิตกันเลย ก็มีกลุ่มที่เสีย ผลประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มหมอผี นักไสยศาสตร์ หรือกลุ่มที่หากินกับประชาชนด้วยเล่ห์กลต่างๆ 

ท่านพระอาจารย์ทั้งสองและบรรดาพระศิษย์ ท่านยึดมั่นตามแนวทางองค์พระบรมศาสดา ท่านใช้สติปัญญา ขันติ ความอดทนหนักแน่น ใจเย็น ด้วยกําลังสมาธิ และด้วยกระแสเมตตา จึงได้ผ่านอุปสรรคขัดขวางเหล่านั้นมาแล้วทั้งสิ้น ชนิดที่เรียกว่า เดนตายมาแล้ว จึงได้ธรรมมาสั่งสอนประชาชน 

นอกจากประสบปัญหาและอุปสรรคจากพระเจ้าถิ่นต่างนิกายและกลุ่มหมอผีแล้ว ยังพบอุปสรรคสําคัญจากพระในนิกายเดียวกัน และเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีอํานาจในการบริหารคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายด้วย

เรื่องปัญหาที่พระกรรมฐานในสมัยนั้นได้ประสบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดทั้งความยุ่งยากต่อหมู่คณะพระกรรมฐาน แต่กลับเป็นผลดีในแง่การเผยแผ่ธรรมะตามแนวทางที่ถูกต้องได้แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว ทั้งการสร้างวัดป่าขึ้นในสถานที่ต่างๆ ที่พระกรรมฐานได้ธุดงค์ไปพัก และทั้งทางด้านการปฏิบัติธรรมของประชาชนตามทางที่พระกรรมฐานได้ธุดงค์ไปโปรด

ท่านพระอาจารย์ทั้งสองไม่รับตําแหน่งเป็นพระปกครอง

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) วัดบรมนิวาส แม้ท่านจะเป็นพระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาอย่างมหาศาล จัดการศึกษาแก่พระและแก่ประชาชนอย่างได้ผลดียิ่ง จัดการปกครองคณะสงฆ์ได้อย่างเรียบร้อยดีงาม ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมายเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ ในระยะต้นนั้น ขณะท่านเป็นเจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี และเป็นเจ้าอาวาสวัดสุปัฏนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองรูปหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการเป็น พระธุดงคกรรมฐาน ออกธุดงค์ปฏิบัติตามป่าตามเขา และไม่เห็นด้วยกับการศึกษาธรรมด้วยการ นั่งสมาธิภาวนา ท่านว่า เป็นพระขี้เกียจ ไม่ศึกษาเล่าเรียน ถึงกับมีเรื่องต้องขับไล่ไสส่งมาแล้ว หลายครั้งหลายหน ท่านจึงพยายามขัดขวาง ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น แทบทุกวิถีทาง

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พํานักที่วัดเลียบระยะหนึ่ง ก็มีเหตุต้องจากวัดเลียบ เพราะพระเถระผู้ใหญ่ทางฝ่ายปกครอง และทางการจะแต่งตั้งให้ท่าน เป็นพระครูและเป็นพระอุปัชฌาย์ แต่ท่านทั้งสองไม่อยากรับตําแหน่ง ท่านมุ่งทางภาคปฏิบัติ และปรารถนาความพ้นทุกข์ จึงต้องหาสถานที่วิเวกเงียบสงัด เพื่อปฏิบัติภาวนาและหลบซ่อนตัว โดยพากันออกเดินธุดงค์กลับมาทางอําเภอคําชะอี ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านกลับไปพํานักและอยู่จําพรรษาที่ถํ้าภูผากูด ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไปพํานักที่วัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย และไปจําพรรษาที่บ้านดงปอ จังหวัดอุดรธานี ครูบาอาจารย์เล่าว่า

“ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น นี้เป็นผู้รู้จักเหตุผลทุกอันทุกอย่าง ท่านพระอาจารย์ทั้งสองไปอยู่ตรงไหนสถานที่ใดก็ตาม หากท่านพิจารณาแล้วว่าจะได้ประโยชน์ ทั้งในขณะนั้นและต่อไปภายภาคหน้า ทั้งประโยชน์ของผู้คน ประโยชน์ของพระศาสนา ในแถวถิ่น ที่ท่านปักกลดธุดงค์ผ่านไปแล้ว เป็นอันต้องอยู่ตั้งวัดป่า สร้างสํานักสงฆ์ เพื่อให้เป็นหลักเป็นฐาน แก่ผู้คนในถิ่นนั้นเสมอ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านชอบที่จะอยู่ตามดงดอน ชายป่าเชิงเขา ภูเขา เงื้อมถํ้า โขดหิน ที่ห่างไกลจากผู้คนออกไปสักหน่อย อุปนิสัยมักหลบเร้นปลีกตัว อยู่ไม่คลุกคลี

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านชอบอยู่ชายทุ่ง มีลมพัดผ่านไปมาอากาศดี ไม่ชอบที่สูง หรือที่อับทึบ อับอากาศ หากอยู่ภูเขาสูงก็เลือกที่ลมโกรก

ท่านพระอาจารย์มั่นมาอยู่บ้านห้วยทราย ก็ได้อาศัยอยู่ใกล้ท่านพระอาจารย์เสาร์ แต่ ไม่รบกวนความวิเวกของใคร ไปมาหาสู่กันก็ไปเป็นปรกติของลูกศิษย์กับครู ไปในฐานะความเคารพนับถือบูชาอย่างเกรงใจ

เหตุที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มาอยู่แถบถิ่นนี้ก็เพราะต้องการมาหลบซ่อนตัวจากเจ้านายทางการเมืองอุบลฯ เพราะฝ่ายปกครองทางสงฆ์และทางบ้านเมืองเขาต้องการ ที่จะแต่งตั้งท่านให้เป็นพระเจ้าพระนาย เป็นพระทําหน้าที่ปกครอง แต่ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง ไม่ต้องการตําแหน่งใดๆ ท่านต้องการปฏิบัติภาวนาเพื่อความหลุดพ้นโดยถ่ายเดียว เลยหลบมาอยู่บ้านห้วยทราย บ้านกลาง บ้านนาคันแท บ้านขุมขี้ยาง 

ทางการฝ่ายปกครองพระสงฆ์ จะให้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น รับตําแหน่งเป็นพระปกครอง ทําหน้าที่ปกครองควบคุมพระเณร ในการศึกษาเล่าเรียน การตั้งโรงเรียนสอนบาลีไวยากรณ์ โรงเรียนทางโลก ท่านพระอาจารย์ทั้งสองพิจารณาว่า เป็นภาระ เป็นกังวล เป็นธุระ เป็นกิจที่ท่านไม่คุ้นเคยท่านก็เลยพากันหลบหนีมาอยู่บ้านห้วยทราย มาหลบซ่อนตัวอยู่แถวนี้

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านไปหลบตัวอยู่ถํ้าบ้านกลาง ไปอยู่ถํ้าจําปา ไปอยู่บ้าน– ขุมขี้ยาง ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านหลบตัวอยู่วัดหนองแวง อยู่วัดหนองน่อง หลบไปหลบมา ขึ้นเหนือทางอุดรฯ หนองคาย เมืองเลย เขารู้ว่าอยู่ทางนั้น ท่านก็หนีลงมาอยู่ทางนี้ แต่สุดท้าย ทางการมี ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กับ สมเด็จอ้วน ติสฺโส สังฆนายกแต่งตั้งให้เป็นพระครู ให้เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่การแต่งตั้งนี้ก็แต่งตั้งเพื่อเชิดชูคุณธรรมเอาไว้อีกเรื่องหนึ่งต่างหาก 

ท่านพระอาจารย์เสาร์  ได้เป็นพระครูวิเวกพุทธกิจ

ท่านพระอาจารย์มั่น  ได้เป็นพระครูวินัยธร

ต่อมาท่านพระอาจารย์เสาร์หลบทางการ หนีการติดตามของลูกศิษย์ลูกหาพระเณรไปอยู่ทางนครจําปาศักดิ์ เมืองลาว สี่พันดอนสโมสรพวกนาคราช

ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น หนีเข้ากรุงเทพฯ ไปขอให้ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ช่วยเหลือไม่ต้องการจะเป็นพระเจ้านาย ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เลยตั้งให้เป็นพระครูวินัยธรอยู่ วัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่ ทิ้งใบตราตั้งให้เฝ้าวัด ตัวท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้โอกาสหนีเข้าป่ารอดตัวไปได้ 

นี่ล่ะครูบาอาจารย์พระกรรมฐานโบราณ ท่านหลบหนีไม่อยากได้ตําแหน่ง ไม่อยากได้ผู้คน ไม่อยากได้ลาภสักการะ แต่ในสมัยนี้พระสมัยใหม่ต้องซื้อ ต้องวิ่งเต้นกัน หารํ่าหารวย อยากได้ยศ อยากได้ตําแหน่ง โลกธรรมมันเข้ามาแทนที่ในใจของพระยุคสมัยนี้”

พรรษา ๓๘ – ๓๙ พ.ศ. ๒๔๖๐ – ๒๔๖๑ จําพรรษาถํ้าภูผากูด 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านทั้งสองไม่รับตําแหน่งจากฝ่ายปกครองทางสงฆ์แล้ว ท่านจึงเดินธุดงค์จากวัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ย้อนกลับมาทาง อ.คําชะอี จ.มุกดาหาร อีกครั้ง ด้วยสภาพภูมิประเทศในแถบบริเวณนี้เต็มไปด้วยป่าเขา ทุรกันดารห่างไกลจากผู้คน และมีผืนป่าธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เป็นที่วิเวกเงียบสงัดสัปปายะเหมาะกับ การบําเพ็ญภาวนา ทั้งมีถํ้ามากมายพอได้อาศัยพักภาวนา และสะดวกในการหลบซ่อนจากการติดตาม สันนิษฐานว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ – ๒๔๖๑ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้อยู่จําพรรษาที่ ภูผากูด ต่อเนื่องอีก ๒ พรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๓๘ – ๓๙ ของท่าน 

ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ภายหลังจากที่คุณแม่ชีจันทร์ โยมมารดาได้ออกบวชเป็นชีและมีที่พักบําเพ็ญเพียรที่ภูผากูด ภายในสํานักของท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ทําให้ท่านมีความสบายใจหายห่วง โดยมั่นใจว่า โยมมารดาต้องพอใจในสํานักของพระอาจารย์เสาร์ ได้เป็นอย่างดี จากนั้นท่านก็กราบลาท่านพระอาจารย์เสาร์ หลบหนีการติดตามจากฝ่ายปกครองทางสงฆ์ ออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญภาวนาในอริยธรรมขั้นสุดท้าย และอบรมเผยแผ่ธรรมปฏิบัติให้แก่ประชาชนไปตามสถานที่ต่างๆ ต่อไป ดังนี้

พ.ศ. ๒๔๖๐ จําพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านดงปอ ห้วยหลวง อําเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี

พ.ศ. ๒๔๖๑ จําพรรษาที่ ถํ้าผาบิ้ง อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

พ.ศ. ๒๔๖๒ จําพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านค้อ อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

พ.ศ. ๒๔๖๓ จําพรรษาที่ เสนาสนะป่า อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

จนกระทั่งปี พ.. ๒๔๖๔ จึงย้อนกลับมาเยี่ยมท่านพระอาจารย์เสาร์ และโยมแม่ชีมารดา ที่ถํ้าภูผากูดอีกครั้ง พอถึงฤดูเข้าพรรษา โดยท่านพระอาจารย์มั่นและคณะได้พักจําพรรษาที่ บ้านห้วยทราย ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับภูผากูด นั่นเอง

ในระหว่างที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพักและจําพรรษาอยู่ที่ภูผากูด ท่านได้เร่งทํา ความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดต่อเนื่อง เพื่ออริยธรรมขั้นสูงต่อไป คือ ขณะนั้นท่านบําเพ็ญในขั้นของพระสกิทาคามี พอออกพรรษา ในหน้าแล้ง ท่านก็พาพระเณรออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาทางภาคอีสาน และฝั่งประเทศลาวที่ท่านชื่นชอบ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านก็ธุดงค์กลับมาจําพรรษา ที่ภูผากูด

ท่านอยู่ที่ไหนนานๆ จะสร้างเป็นวัด – สาเหตุที่จากภูผากูด

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านมีฝีมืองานด้านช่าง ด้านก่อสร้าง ด้านแกะสลักและปั้นพระพุทธรูป ท่านชอบปั้นพระพุทธรูป ท่านอยู่จําพรรษาที่ไหนนานๆ ท่านจะสร้างเป็นวัด และสาเหตุที่ท่านต้องจากภูผากูด ครูบาอาจารย์เล่าไว้ดังนี้

ท่านพระอาจารย์เสาร์ หากอยู่ที่ไหนนานๆ ก็จะสร้างวัด สร้างหอไตร สร้างปั้น พระพุทธรูป มาอยู่ถํ้าจําปาก็ปั้นพระพุทธรูป สร้างศาลาแปงถํ้า ทีแรกก็อยู่แปงถํ้า ต่อมาก็สร้างศาลา ศาลาแล้วก็มาปั้นพระ มาอยู่ถํ้าจําปาเสาะหาภาวนาอยู่แถบนี้ตั้งหลายปี 

ท่านพระอาจารย์มั่นก็เอาโยมมารดาของท่าน มาให้ท่านพระอาจารย์เสาร์สอนให้จนได้ธรรมะ ก็อยู่ถํ้าจําปา บ้านนาคันแทนี้ล่ะ

คนหลายบ้าน บ้านอ้อมแอ้มแถวนี้ หลายหมู่บ้านไปช่วยท่านพระอาจารย์เสาร์สร้าง พ่อออก แม่ออก หมู่หลายคน ก็ไปช่วยขนดินขนทราย ได้อีตาครูโรงเรียนคนหนึ่งเขียนหนังสือไว้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ห้ามไว้ก็ไม่ฟังความ เพราะท่านมาหลบอยู่แถวถิ่นนี้ก็ต้องการหลบหนีฝ่ายปกครองทางคณะสงฆ์ ท่านก็หนีไปแล้วก็กลับมาใหม่ มาจําพรรษาถํ้าจําปา (บ้านนาคันแท อําเภอหนองสูง มุกดาหาร) ถํ้าบ้านกลาง (อําเภอคําชะอี มุกดาหาร) วัดหนองน่อง (บ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี) และบ้านขุมขี้ยาง (อําเภอกุฉินารายณ์ กาฬสินธุ์)”

ในกาลต่อมา วัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย และ สํานักสงฆ์ถํ้าภูผากูด บ้านนาคันแท ที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พาพระเณรบุกเบิกธุดงค์มาปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาแถบอําเภอคําชะอี อําเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ได้กลายเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมาโดยลําดับ จนเป็นวัดถาวรทางพระพุทธศาสนาจวบจนปัจจุบันนี้ วัดหนองน่อง คือ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม ส่วนสํานักสงฆ์ ถํ้าภูผากูด คือ วัดถํ้าจําปากันตสีลาวาส ถํ้าบ้านกลาง คือ วัดถํ้าหลวงปู่เสาร์ 

ด้วยภูเขาป่าไม้ในแถบนี้อุดมสมบูรณ์ เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะเหมาะแก่การบําเพ็ญภาวนา ครูบาอาจารย์ศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในรุ่นต่อมา ได้เดินธุดงค์มาบุกเบิกสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นมากมาย ที่ชาวพุทธในละแวกนี้รู้จักกันเป็นอย่างดี คือ วัดบรรพตคีรี หรือภูจ้อก้อ อําเภอหนองสูง ซึ่งหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ได้เดินธุดงค์มาบุกเบิก วัดป่าภูกะโล้น อําเภอคําชะอี ซึ่งท่านพระอาจารย์แสน ฐานงฺกโร ศิษย์หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้เดินธุดงค์มาบุกเบิก ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นเพราะท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นเดิน ธุดงค์มาบุกเบิกปูทางเอาไว้ทั้งสิ้น พุทธบริษัทในแถบนี้จึงให้ความเคารพศรัทธาพระธุดงคกรรมฐานเป็นอันมาก

พรรษา ๔๐ พ.ศ. ๒๔๖๒ จําพรรษาที่ถํ้าบ้านกลาง

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อกลับมาจําพรรษาที่ถํ้าภูผากูด ในระยะนั้นฝ่าย ปกครองต้องการตามตัวท่านให้มารับตําแหน่ง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ในหน้าแล้ง ท่านจึงออกธุดงค์ ออกจากถํ้าภูผากูดและไม่ได้กลับมาจําพรรษา โดยในปีนี้ พอใกล้เข้าพรรษา สันนิษฐานว่า ท่านได้พาพระเณรเดินธุดงค์มาจําพรรษาที่ถํ้าบ้านกลาง ต.คําบก อ.คําชะอี จ.มุกดาหาร นับเป็นพรรษาที่ ๔๐ อายุครบ ๖๐ ปี

ถํ้าบ้านกลาง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากถํ้าภูผากูด เป็นถํ้าอยู่ในภูเขา สมัยที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมาพักและจําพรรษายังเป็นสํานักสงฆ์ มีแต่เสนาสนะป่าชั่วคราว ปัจจุบัน พระศิษย์ในรุ่น ต่อๆ มา ได้พัฒนาสร้างเป็นวัดถาวรขึ้นมา เพื่อเป็นอนุสรณ์และเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งครั้งหนึ่ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ พระอรหันตพุทธสาวก พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน เคยมาอยู่บําเพ็ญภาวนาและจําพรรษา โดยถวายนามอันเป็นมงคลไว้ว่า “วัดป่าถํ้าหลวงปู่เสาร์”

ในสมัยที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้พาพระเณรเดินธุดงค์มาบุกเบิกตามป่าตามเขาในแถบอําเภอคําชะอี อําเภอหนองสูง อย่างต่อเนื่อง ทําให้สํานักปฏิบัติธรรม ในแถบนี้เกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง อีกทั้งญาติโยมในแถบนี้ก็เป็นชาวภูไทที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อมาเห็น มาสัมผัสรับใช้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ก็ได้เห็นความเคร่งครัดใน พระธรรมวินัย ธุดงควัตร และได้เห็นปฏิปทา ข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองที่ดําเนินเพื่อความหลุดพ้นแล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใสศรัทธาพระธุดงคกรรมฐานมากยิ่งๆ ขึ้น พอนานวันๆ ไป จากเดิมที่เคยมีความสงสัยว่า ท่านเป็นกบฏผีบุญที่หนีมาหลบซ่อนตัวบ้าง เป็นพระธุดงค์ซึ่งเป็น สิ่งแปลกปลอมในสมัยนั้นบ้าง เมื่อเห็นแล้วก็พากันตกใจตื่นกลัว ทิ้งกระบุงตะกร้าวิ่งหลบหนีกันอย่างจ้าละหวั่นบ้าง เด็กๆ ตกใจกลัววิ่งหนีร้องไห้กันบ้าง เหล่านี้ก็ค่อยๆ เลือนจางและหายไป ในที่สุด

พระพุทธศาสนาจึงได้กลับมาเจริญงอกงามในแถบนี้ โดยเฉพาะชาวบ้านห้วยทราย บ้าน– นาคันแท บ้านกลาง ตลอดชาวบ้านในละแวกนั้น หันกลับมานับถือพระรัตนตรัย เลิกนับถือผีกันมากมาย และได้พากันเข้าวัด บําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนากันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในวันพระ ต่างก็พากันมาถืออุโบสถศีลที่วัด ส่วนผู้ชายพออายุครบบวช พ่อแม่ก็ยินดีสนับสนุนให้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน จนเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ที่ออกบวชและอยู่ศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์จนเป็นครูบาอาจารย์ก็มี หลวงปู่กงแก้ว ขนฺติโก หลวงปู่ลาด (ไม่ทราบฉายา) ที่เป็นอุบาสกก็มีพ่อบ่าวซ้น โยมบิดาคุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า 

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล เล่าว่า “สมัยครั้งเป็นสามเณร ก่อนเดินทางไปกราบหลวงปู่เสาร์ ท่านได้พบท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก ที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน จ.นครพนม เกิดความเลื่อมใสในปฏิปทามารยาทอันงดงามของท่าน จะเดิน จะยืน จะนั่ง ท่านจะมีอาการสํารวมอยู่ทุกเวลา เมื่อได้พบเห็นแล้ว ทําให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในองค์ท่านเป็นอย่างมาก (ภายหลังท่านมาอยู่ที่ วัดกลางสนาม อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ สิริรวมอายุ ๗๕ ปี)” 

ได้พระศิษย์องค์สําคัญ – พรรษา ๔๑ พ.ศ. ๒๔๖๓ จําพรรษาบ้านขุมขี้ยาง

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ออกเดินธุดงค์ไปปักกลด ณ สถานที่ใดก็ตาม จะมีพุทธบริษัทให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทา และพระในฝ่ายมหานิกายเมื่อทราบข่าวท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองอยู่ ณ สถานที่ใด ก็จะเดินทางติดตามมาฟังธรรม มากราบถวายตัว เป็นศิษย์ เพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม และขอญัตติเป็นธรรมยุตกันมากมาย 

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ในหน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพาพระเณรเดิน ธุดงค์มายัง จ.สกลนคร ท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้พาพระเณรมาสมทบ ในปีนี้ท่านพระอาจารย์ใหญ่ ทั้งสองได้ศิษย์องค์สําคัญในฝ่ายมหานิกายอีกองค์ คือ ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ได้เดินทางมากราบถวายตัวเป็นศิษย์ 

ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ ท่านเป็นคนบ้านสามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ท่านบวช เป็นพระในฝ่ายมหานิกาย ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ขณะอายุท่านได้ ๒๖ ปี ที่ วัดโพธิ์ชัย บ้านเกิด โดยมี ท่านพระอาจารย์คาร คนฺธีโญ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก เป็น พระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า กนฺตสีโล หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้ศึกษาทางปริยัติธรรม แตกฉานในการสวดพระปาฏิโมกข์ จากนั้นท่านจึงออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม สาเหตุคือ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ขณะท่านบวชได้ ๖ พรรษา ท่านอยากลาสิกขา ท่านจึงได้ออกธุดงค์ไปตามป่าตามเขา หาสถานที่วิเวก เพื่อหาอุบายที่จะทําให้ความรู้สึกอยากลาสิกขาหายไป 

ท่านธุดงค์มาจนถึงภูพาน จึงได้หยุดเพื่อปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ทําความเพียรตามวิธีที่ได้ เคยศึกษาตํารามา ช่วงสองวันแรก ตื่นเช้ามาก็ออกบิณฑบาตกับชาวบ้านที่อยู่ตามกระท่อมตีนเขา พอได้ฉัน แล้วทําความเพียรก็ยิ่งทุกข์ เพราะความอยากลาสิกขายิ่งมีมาก จึงได้ตั้งสัจจะเอาชีวิต เป็นเดิมพันแล้วมุ่งทําความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิอยู่ ๖ – ๗ วัน ไม่ไปบิณฑบาต อาการอยาก ลาสิกขาจึงค่อยทุเลาลง แต่ยังไม่หาย ชาวบ้านเห็นท่านหายไปหลายวัน จึงขึ้นมาดู เห็นท่าน เดินจงกรมอยู่ จึงกลับลงไปเอาภัตตาหารขึ้นไปถวาย และได้พูดถึงท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่เคยธุดงค์ผ่านมาทางนี้ว่า ท่านทั้งสองนี้เป็นพระปฏิบัติเอาจริงเอาจังมาก ปฏิปทาน่าเลื่อมใส ชาวบ้านให้ความเคารพท่านมาก 

ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ ซึ่งในขณะนั้นกําลังเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์อยู่ เมื่อได้ยิน ดังนั้นก็สนใจ จึงสอบถามถึงสถานที่พักของท่านทั้งสอง จนทราบว่าพํานักอยู่แถบจังหวัดสกลนคร นครพนม ท่านจึงออกเดินธุดงค์จากภูพาน เพื่อติดตามมากราบขอฝากตัวเป็นศิษย์และกราบขอฟังอุบายธรรม จนได้มาทันท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองที่สกลนคร

ซึ่งในระยะนี้ มีพระในฝ่ายมหานิกายออกเดินธุดงค์มากราบถวายตัวเป็นศิษย์กันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่จะมาเป็นศิษย์องค์สําคัญและเป็นศาสนทายาทธรรมก็มี ท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และท่านพระอาจารย์กว่า สุมโน ซึ่งท่านทั้งสามเป็นญาติกัน และต่อมาเป็นกําลังสําคัญของกองทัพธรรมฯ 

ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ เป็นพระศิษย์ฝ่ายมหานิกายของท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่ไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต ถือเป็นศิษย์ต้น หรือศิษย์อาวุโส ท่านสนิทสนม คุ้นเคยกับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นอย่างดี มีอุปัชฌาย์ในฝ่ายมหานิกายองค์เดียวกัน และเป็น ชาว อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ด้วยกัน 

ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ ท่านเป็นพระศิษย์สําคัญองค์หนึ่งที่ให้ความเคารพเทิดทูนบูชา ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างสุดชีวิตจิตใจ ยอมมอบกายถวายชีวิต ท่านตั้งใจมาศึกษาแล้วนํามาปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ท่านได้มีโอกาสศึกษาปฏิบัติธรรม และได้ธุดงค์กับท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองขณะอยู่ทางภาคอีสาน ในคราวท่านพระอาจารย์มั่นพัก จําพรรษาทางภาคเหนือ ท่านก็ได้เดินธุดงค์ขึ้นภาคเหนือ เพื่อศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น และในบั้นปลายชีวิตของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้ติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์

ถ้าดูบุคลิกภายนอกแล้ว ท่านเป็นพระที่ไม่ค่อยสงบเสงี่ยมเท่าไรนัก และมักสร้างวีรกรรมแปลกๆ แต่เรื่องพระธรรมวินัยท่านเคร่งครัดและละเอียดเป็นอย่างยิ่ง ท่านเคร่งครัดธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ เป็นพระผู้มักน้อย ถือสันโดษ มีจิตใจเด็ดเดี่ยวมั่นคง ไม่ยึดติดถิ่น ไม่ติดวัด รักการธุดงค์ ท่านมีบทบาทมากในการเผยแผ่พระธรรมกรรมฐาน และมีกิตติศัพท์ในการแก้พวกที่มี ความเห็นผิด หรือพวกมิจฉาทิฏฐิที่คอยขัดขวางต่อต้านแนวทางของพระธุดงคกรรมฐาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ให้ความเชื่อถือและเมตตาไว้วางใจ ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์มาก ถึงกับมอบหมายให้ท่านเป็นผู้คอยตรวจตราควบคุมดูแลพระเณรที่ปฏิบัติร่วมกันในสํานักท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่น ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง จากพระธรรมวินัย พระเณรบางพวกจึงไม่ชอบท่าน ไม่กล้าเผชิญหน้าท่าน นอกจากนี้ท่านยังเป็น ผู้เตือนสติพระเณร ผู้กําลังพลั้งเผลอต่อพระธรรมวินัย ซึ่งผลตามมาจะเป็นความเศร้าหมองของ พระเณรเอง

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ หลังจาก ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้รับ ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์เป็นศิษย์แล้ว ท่านก็ได้แยกย้ายกันเดินธุดงค์ต่อไป พอใกล้เข้าพรรษา สันนิษฐานได้ว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์พาพระเณรอยู่จําพรรษาที่บ้านขุมขี้ยาง อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ นับเป็นพรรษาที่ ๔๑ ของท่าน ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นได้ไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่าท่าบ่อ จ.หนองคาย

ส่วนท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ เมื่อได้เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองแล้ว ท่านก็เที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรม เพื่อความพ้นทุกข์ต่อไป ครูบาอาจารย์เล่าว่า

“หลังจากครูบาอาจารย์เฒ่า (ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์) เย็บจีวรเสร็จแล้ว ได้ออกธุดงค์ไปในที่ต่างๆ บางครั้งติดขัดเรื่องการภาวนา ก็อาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมาบ้าง เมื่อมีโอกาสจึงไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น บ้าง ท่านมักปลีกวิเวกภาวนาไปในที่ต่างๆ ตามป่าตามถํ้ารูปเดียว ท่านไม่ชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ จึงเป็นเหตุให้พระเณรส่วนใหญ่ไม่รู้จักท่าน นานๆ ท่านจึงจะเข้ากราบฟังอุบายธรรมจากท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ทีหนึ่ง และถึงไปก็อยู่ไม่นาน พอได้ฟังอุบายธรรมก็ไปต่อ บางครั้งไม่พักค้างคืน” 

ท่านเคยมาพักภาวนาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน

ในปี พ.. ๒๔๖๓ ออกพรรษาแล้ว ในระยะนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านยังพา พระเณรธุดงค์ภาวนาอยู่ตามป่าตามเขาแถบจังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร สันนิษฐานว่า ท่านได้ธุดงค์ทางบ้านนามน ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ ด้วยเป็นสถานที่สัปปายะ ท่านได้พาพระเณร พักภาวนาอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็พาเดินธุดงค์ไปนมัสการพระธาตุพนม หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ท่านเล่าว่า

“ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเคยพาพระเณรเดินรุกขมูลมาปักกลดพักภาวนาที่บ้านนามน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ก่อนเดินรุกขมูลไปนมัสการพระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ต่อมา ท่านพระอาจารย์มั่น ก็เดินรุกขมูลไปนมัสการพระธาตุพนม อ.ธาตุพนม และท่านก็เดิน ตามรอยท่านพระอาจารย์เสาร์มาพักที่บ้านนามนเช่นกัน…

ท่านพระอาจารย์มั่นท่านไปตามญาณ อย่างท่านพระอาจารย์เสาร์เดินธุดงค์มาพักก่อน ท่านพระอาจารย์มั่นเดินธุดงค์มาทีหลัง ท่านรู้นะ ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านแวะพักที่ไหน ท่านพระอาจารย์มั่นก็พักที่นั่น เพราะในอดีตชาติเคยเป็นพ่อค้าวาณิชย์ด้วยกัน

ท่านพระอาจารย์เสาร์นี่เป็นหัวหน้าใหญ่ เป็นนายฮ้อย ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นรอง ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ก็เป็นรองลงมาอีก แต่ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์นี้ ท่านปฏิบัติอย่างไร ถึงไปพักอยู่นาน พักในอสัญญีพรหมนานเป็นกัป (ตามที่หลวงปู่อ่อนเล่า) จึงได้กลับมาเกิด กลับมาเกิดก็ได้พบกันอีก นี่ล้วนแต่เคยสร้างบารมีร่วมกันมาทั้งสามองค์ ทั้งท่านพระ– อาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์”

ในกาลต่อมา บริเวณที่พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองมาพักภาวนา ได้สร้างเป็นเสนาสนะป่า และต่อมาได้สร้างเป็นวัดป่าตามแนวปฏิปทาท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น โดยมี เจ้าอาวาสดูแลรักษาพัฒนาวัดเรื่อยมา จนเป็นวัดที่เจริญมั่นคง และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ สัปปายะอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร ปัจจุบันมีชื่อว่า วัดป่านาคนิมิตต์ ครูบาอาจารย์ เล่าว่า 

“เดิมวัดแห่งนี้ หลวงปู่เสาร์ท่านได้รุกขมูลผ่านมาก่อน ต่อมาหลวงปู่มั่นท่านได้รุกขมูลมาตามเส้นทางของหลวงปู่เสาร์ และแวะพักภาวนาที่นี่ หลวงปู่มั่นเห็นว่าสถานที่แห่งนี้สัปปายะ ท่านจึงปรารภกับญาติโยมว่า “คิดจะสร้างเป็นวัด” ชาวบ้านจึงได้มีการยกที่ดินถวายท่าน และ สร้างเสนาสนะแบบชั่วคราวพอได้อยู่อาศัย แล้วท่านจึงเดินธุดงค์ต่อไปทางภาคเหนือ ๑๒ ปี 

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านจึงกลับมาที่นี่เป็นครั้งที่ ๒ และท่านได้อยู่จําพรรษา ในครั้งนี้ชาวบ้านนามนได้สร้างกุฏิถวายองค์ท่าน รุ่งเช้าของวันที่ได้เริ่มต้นก่อสร้าง ปรากฏรอยกลมๆ หลวงปู่มั่นได้ชี้บอกโยมว่า “นั่นแหละ พญานาคทํารอยไว้ให้แล้ว” ชาวบ้านไปดูเป็นรอยพญานาค จึงนํารอยนั้นเป็นหมายในการขุดหลุมตั้งเสากุฏิ ต่อมาเมื่อจะสร้างศาลาก็ปรากฏรอยนี้อีก จึงได้ลงเสาศาลาในรอยนั้นเช่นกัน ท่านจึงพูดกับญาติโยมว่า “วัดนี้ชื่อว่า วัดป่านาคนิมิตต์” แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดป่าบ้านนามน ตามชื่อหมู่บ้านนั้น ต่อมาเมื่อได้ จดทะเบียนชื่อวัด จึงได้ใช้มงคลนามที่หลวงปู่มั่นมอบให้นี้เป็นชื่อวัด”

ต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๔ เยือนนครพนม แล้วธุดงค์ไปฝั่งลาว 

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ หน้าแล้ง หลังจากที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พาพระเณร นมัสการพระธาตุพนมแล้ว ท่านได้พาเดินธุดงค์ต่อไปทางจังหวัดนครพนม ได้แวะเยี่ยมเยียน พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) หรือหลวงปู่จันทร์ ศิษย์ของท่าน ที่วัดศรีเทพประดิษฐาราม บริเวณวัดยังมีสภาพเป็นป่า ซึ่งเหมาะแก่การบําเพ็ญภาวนา 

หลวงปู่จันทร์ หลังจากที่ท่านได้อยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดเลียบ ท่านได้บุกเบิกวัดธรรมยุตเป็นแห่งแรกในจังหวัดนครพนม ท่านดํารงอยู่ในสมณเพศอย่างมั่นคงมาโดยตลอด ท่านเอาใจใส่ทะนุบํารุงพระพุทธศาสนา ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ในรัชกาลที่ ๖ ท่านได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสีลสัมบัน ท่านเป็นทั้งนักปกครอง และนักปฏิบัติที่ใฝ่ทางด้านวิปัสสนาธุระ ชอบออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้พักที่วัดศรีเทพประดิษฐารามนั้นอยู่ระยะหนึ่ง ต่อจากนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พาพระเณรออกธุดงค์ข้ามแม่นํ้าโขงไปยังฝั่งประเทศลาว หลวงปู่จันทร์ ได้ติดตามไปด้วย คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ออกธุดงค์ไปทางเมืองท่าแขก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจังหวัดนครพนม แถบนั้นมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน และเป็นป่าดงดิบ มีถํ้าเงื้อมผาอยู่มากมาย เป็นที่สัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญเพียรเป็นอย่างยิ่ง ท่านพระอาจารย์เสาร์พาเดินธุดงค์กัมมัฏฐาน และอบรมการปฏิบัติธรรมแก่ประชาชนทางฝั่งประเทศลาว เที่ยวไปยังเมืองมหาชัย เมืองปากเซ เมืองคําม่วน เมืองวัง เมืองอ่างคํา เป็นต้น

เมื่อ ๒๐ ปีก่อนนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เคยพาท่านพระอาจารย์มั่นมาธุดงค์ใน แถบถิ่นนี้ จนพากันล้มป่วยด้วยไข้มาลาเรียจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว การธุดงค์มาในครั้งนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านคุ้นและชํานาญภูมิประเทศมากขึ้น จึงไม่ค่อยลําบากลําบนเหมือนกับครั้งแรก เมื่อท่านเดินธุดงค์ผ่านไปถึงหมู่บ้านใด ก็จะชี้แจงแสดงธรรมอบรมให้ชาวบ้านตั้งมั่นอยู่ในศีลห้า และยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอาศัย รวมทั้งสอนให้รู้จักสวดมนต์ รู้จักภาวนา

การเที่ยวธุดงค์ที่เมืองท่าแขก ประเทศลาว ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เคยเมตตาช่วยชาวบ้านถํ้า หายจากโรคฝีดาษได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้ 

“ปฏิปทาเครื่องดําเนินและการอบรมสั่งสอน ท่านพระอาจารย์มั่นรู้สึกว่าราบรื่นสมํ่าเสมอ ไม่ค่อยมีเรื่องกระเทือนฝั่งดังที่เคยปรากฏมา ท่านไปที่ไหนชุ่มเย็นราบเรียบในที่นั้น พระ – เณร มีความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ญาติโยมพอทราบข่าวว่า ท่านไปที่ไหนต่างมีความยิ้มแย้มแจ่มใส พากันหลั่งไหลไปกราบไหว้บูชาด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างฝังจิตฝังใจ ไม่มีเวลาจืดจางตลอดมา ดังชาวบ้านถํ้า ที่ท่าแขก ฝั่งแม่นํ้าโขงแห่งประเทศลาว ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์เคยไปพัก 

ก่อนหน้าที่ท่านไปเล็กน้อย ชาวบ้านนั้นเกิดโรคฝีดาษกันเกือบทั้งบ้าน พอเห็นท่านไป เขาดีอกดีใจกันมากแทบตัวลอย พร้อมกันวิ่งออกมาต้อนรับและวิงวอนขอให้ท่านเป็นที่พึ่ง ท่านก็ ให้เขาพากันมารับพระไตรสรณาคมน์ คือ ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะแทนถือผี เพราะแต่ก่อนเขาพากันนับถือผีกันทั้งบ้าน ท่านแนะนําวิธีปฏิบัติให้เขา เช่น ตอนเช้า ตอนเย็น เวลาจะหลับนอนให้พากันไหว้พระสวดมนต์ก่อน และให้พากันทําวัตรสวดมนต์ทุกๆ เช้า – เย็น เขาก็ทําตาม ส่วนท่านเองก็ทําพิธีอะไรๆ อันเป็นการภายในช่วยเขา 

เป็นที่น่าประหลาดและอัศจรรย์ทันตาเห็น คนที่ล้มตายกันวันละหลายๆ ศพเรื่อยมาเพราะโรคนั้น กลับไม่มีใครตายอีกเลยนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา แม้ที่กําลังเป็นกันอยู่ก็กลับหายไปอย่างรวดเร็ว และไม่มีการกําเริบอีกต่อไปราวกับปาฏิหาริย์ ชาวบ้านเกิดความอัศจรรย์ไม่เคยเห็น และไม่คาดฝันว่าจะเป็นได้ถึงเพียงนั้น ยิ่งเกิดความเชื่อเลื่อมใสกันทั้งบ้านตลอดลูกหลานติดต่อ สืบเนื่องกันมากระทั่งทุกวันนี้ แม้พระที่เป็นสมภารองค์ปัจจุบันประจําหมู่บ้านนั้นก็เกิดศรัทธาเคารพเลื่อมใสท่านพระอาจารย์ทั้งสองมากมาจนบัดนี้ พูดถึงท่านพระอาจารย์ทั้งสองทีไร ต้องยกมือไหว้ก่อนแล้วค่อยพูดเรื่องของท่านพระอาจารย์ทั้งสองต่อไป ที่เป็นทั้งนี้ก็เพราะอํานาจธรรมในใจท่านแผ่กระจายออกไปให้เป็นความสุขเย็นใจแก่โลก” 

พรรษา ๔๒ พ.ศ. ๒๔๖๔ จําพรรษาถํ้าภูผากูด – ท่านพระอาจารย์มั่นกราบทําวัตร

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะเที่ยวธุดงค์ทางฝั่งลาวระยะหนึ่ง พอใกล้เข้าพรรษา ท่านจึงเดินธุดงค์กลับมาฝั่งไทย และกลับมาพักจําพรรษาที่ถํ้าภูผากูด หรือวัดถํ้าจําปาฯ อําเภอหนองสูง อีก ๑ พรรษา 

โดยช่วงก่อนเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ซึ่งเพิ่งกราบถวายตัวเป็น ศิษย์ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ก็ได้ติดตามมากราบฟังธรรมท่านพระอาจารย์เสาร์ที่วัดถํ้าจําปา และกราบฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดหนองน่อง จากนั้นท่านก็เดินธุดงค์ต่อไป และในกาล ต่อมาท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ก็ได้มาสร้างวัดป่าวังไฮ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดถํ้าจําปา หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดภูจ้อก้อ ท่านเคยเล่าว่า “ท่านเคยมาพักที่วัดนี้อยู่ครั้งหนึ่ง เป็นวัดของครูบาอาจารย์ทองรัตน์ท่านสร้างไว้”

โดยในพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พักจําพรรษาที่วัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากภูผากูด ไปมาหาสู่กันและสนทนาธรรมกันได้สะดวก โดย ครูบาอาจารย์เล่าไว้ดังนี้

“ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ธุดงค์มาจากอําเภอท่าบ่อ ศรีสงคราม สามผง ดงพะเนาว์ มาถึงบ้านห้วยทราย เข้าหน้าหนาวเดือนยี่เดือนเจียงปีนั้น อากาศก็อุบัติ หนาวจัด หนาวกว่าปีอื่นๆ ท่านมาปักหลักอยู่เทศน์สอนคนบ้านห้วยทรายอย่างจริงจัง นับแต่ หน้าหนาว เข้าหน้าร้อน พ้นหน้าร้อนจนเข้าพรรษา อยู่จําพรรษาที่วัดหนองน่อง 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ อยู่จําพรรษาที่ถํ้าจําปา อยู่คนละฟากภูผากูด

ท่านพระอาจารย์เสาร์ อยู่ถํ้าจําปา บ้านนาคันแท ท่านพระอาจารย์มั่นก็พาหมู่พระเณร ญาติโยมหลายคนด้วยกัน เดินลัดตัดภูผากูดจากบ้านห้วยทราย บ้านบาก ไปสู่ถํ้าจําปาเพื่อไป ทําวัตรเข้าพรรษาสัมมาขมาคารวะท่านพระอาจารย์เสาร์ 

ปีนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ อยู่จําพรรษากับพระ ๕ รูป สามเณรมหาปาน บ้านหนองสูง ครูอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก ก็อยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ รวมทั้งหมด ๓ องค์ แต่วัดหนองน่อง ทั้งพระเณร ๓๐ รูป เห็นจะได้ เพราะอยู่เต็มไปหมดทั่วดอนป่าแถวนั้น ทําห้างร้านพัก ทางจงกรม ถานถ่ายหนักถ่ายเบา ทางเดินไปมา ร้านนํ้า ที่ล้างบาตร เดือนกว่าจึงแล้วเสร็จครบพระครบเณร เป็นกุฏิที่พักทําด้วยไม้ไผ่และไม้ลําน้อยมุงหญ้าคา พื้นสับฟาก ฝาแถบตอง

การไปทําวัตรขมาคารวะในสมัยปัจจุบัน จนเป็นอริยประเพณีของพระกรรมฐาน ก็ได้ แบบอย่างมาจากสมัยท่านพระอาจารย์มั่นพาคณะกราบทําวัตรท่านพระอาจารย์เสาร์ พอท่านพระอาจารย์เสาร์ให้พรแล้ว ท่านก็ให้ธรรมะ แต่ท่านก็ให้โอวาทเพียงสั้นๆ ว่า

“การเจริญภาวนาให้ผลยิ่งกว่าการรักษาศีล การให้ทาน และการเจริญเมตตา เพราะการภาวนาทําให้มีสติ ไม่หลงทาง ไม่หลงโลก ศีล ทาน เมตตา มีภาวนาเป็นยอดดังนี้”

“การเจริญภาวนาเป็นทางของสุคติ หากยังไม่ได้ไม่ถึงก็เป็นอุปนิสัยของมรรคผล นั่งสมาธิ เดินจงกรม ปฏิบัติเจ้าของ”

“ธมฺโม จ วินโย จ สุสํวุโต ให้ตั้งใจปฏิบัติพระธรรมพระวินัยกว้างแคบตามความสามารถของตน”

ในพรรษานี้ท่านพระอาจารย์มั่น ได้แก้ความเห็นผิดของชาวบ้านที่พากันนับถือผี โดยการแนะนําให้ถึงพระไตรสรณคมน์เป็นประการสําคัญ และท่านได้เริ่มต้นวางระเบียบการบวชตาผ้าขาวก่อนที่จะทําการบรรพชาอุปสมบท ระเบียบนี้จึงได้มีขึ้นในคณะกัมมัฏฐานจวบจนปัจจุบันนี้”

สาเหตุการบวชตาผ้าขาวก่อนบรรพชาอุปสมบท ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ดูสิ เวลาฆราวาสเขาจะมาบวชเห็นไหม สามเณรกว่าจะบวชได้ ถ้าไล่กาได้ไง ถ้าไล่กา กามันมากินข้าวตากแห้ง มันเข้ามาวุ่นวาย ถ้าเด็กไล่กาได้นั้นบวชเณรได้ แต่เวลาจะบวชพระ เห็นไหม ต้องอายุ ๒๐ ถ้าอายุ ๒๐ บวชขึ้นมานี่เห็นไหม บรรลุนิติภาวะ บรรลุนิติภาวะนี่มี ความเข้าใจ มีสติปัญญาแบ่งแยกผิดถูกได้ ดีชั่วแบ่งแยกได้ ถ้าแบ่งแยกดีชั่วได้เห็นไหม

เวลาบวชเข้ามายกเข้าหมู่มาแล้ว เวลาจะมาเป็นปะขาว เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นนะ ท่านให้เป็นปะขาวนี่ ๓ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๔ ปีเพราะอะไร เพราะว่าต้องฝึกหัดนิสัย ถ้าฝึกหัดนิสัย หลวงตาท่านบอก เวลาเป็นปะขาว เวลาเราดูแลเขานี่มันสั่งสอนง่าย” 

ชาวบ้านห้วยทรายนิมนต์ท่านพระอาจารย์ทั้งสองเทศน์โปรด

ศรัทธาญาติโยมคนเฒ่าชาวบ้านห้วยทราย ได้ขอให้ท่านพระอาจารย์เสาร์เทศน์โปรด แต่ขอฟังนิทานก้อมๆ หรือเทศนาสั้นๆ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็รู้ว่าชาวบ้านต้องการอยากได้หวย อยากได้เลข พอท่าน ฉันจังหันเสร็จแล้ว พอดีวันนั้นเป็นวันพระ ท่านก็ขึ้นธรรมาสน์แล้วก็ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วเทศน์เพียงสั้นๆ ว่า “ขันติ – อด ขันติ – ทน เป็นไฟเผาบาปให้มอดไหม้ไปได้” จบแล้วท่านก็นั่งสํารวมอยู่ พักใหญ่ๆ พักหนึ่ง แล้วก็ลงธรรมาสน์กลับกุฏิไป

ท่านพระอาจารย์มั่นก็เหมือนกัน ช่วงที่ท่านมาอยู่ด้วย ท่านก็เทศน์โปรดผู้คนชาวบ้านแถบนี้ ยิ่งเทศนาสั้นกว่าท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็เพราะศรัทธาญาติโยมพวกที่จะฟังเลขฟังหวย นั้นล่ะตัวการ ขอฟังเทศน์ของท่านพระอาจารย์มั่น เวลาท่านเทศน์ ท่านมิได้ตั้งนะโม แต่จะยก บาทพระคาถาขึ้นหรือไม่ก็เทศนาไปเลย อธิบายไปเลย วันนั้นท่านพระอาจารย์มั่นเทศนาแค่ ๒ คํา คือ “อดทน” แล้วก็หยุดเลิกไปเฉยๆ จนต่อมาไม่มีใครกล้าขอฟังเทศนากัณฑ์ก้อมๆ อีกต่อไป

การเทศนาโดยมากครูบาอาจารย์ยุคสมัยก่อน ท่านจะเทศนาว่าการชี้แจงความอรรถกถา ไปเลย มิได้เอ้ออ้าอย่างสมัยนี้ มิได้เทศนายกยอกันอย่างสมัยนี้

ท่านพระอาจารย์มั่นมาอยู่ด้วยใหม่ๆ พ่อออกจนคํ่าจนมืดจึงได้เข้าบ้าน ตอนเช้าก็ไปพร้อมพระเณรบิณฑบาตกลับวัด ท่านพระอาจารย์เสาร์มาอยู่ก่อน ๒ ปี ต่อมาท่านพระอาจารย์มั่นมาอยู่ได้ปีเดียว แล้วก็ขึ้นทางเมืองเลย อุดรฯ ได้ ๔ ปี ก็มาอยู่อีกได้ปีกว่า จากนั้นก็เทียวไปเทียวมา อยู่หลายรอบหลายปี

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมักอยู่ที่ไกลๆ ผู้คนสิงสาราสัตว์ อยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถํ้า

ท่านพระอาจารย์มั่น  ท่านไม่ถูกกันกับอากาศอับ อากาศชื้น ท่านชอบให้ลมเป่า อยู่ชายป่า ชายเขา ชายทุ่งนา มีลมโกรกสบายๆ 

“สิ่งใดที่เฮาเฮ็ด (เราทํา) มันมีนํ้าหนักกว่าคําเว้า (คําพูด)”

คํานี้เป็นคําของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมักจะพูดจะสอนแบบนี้อยู่เสมอๆ ท่านมิได้พูดเฉยๆ แต่ท่านจะทําให้ดูอย่างจริงจัง เช่นว่า ฝนตกก็กางกลดเดินจงกรม หรือเดินจงกรมตากฝน ก็ทํา ลงนั่งภาวนาในนํ้าก็ทํา หน้าแล้งก็ออกไปนั่งอยู่ที่โล่งแจ้งกลางแปลงนาอากาศร้อนๆ ท่านก็ทํา โดยเอาผ้าอาบนํ้าคลุมหัวตากแดด เดินจงกรมทําความเพียรอย่างไม่หยุดหย่อนจนล้มทรุดลงกับทางจงกรมก็เคย หากแม้มีใครจะเดินจงกรมแข่งกับท่าน วันนั้นท่านจะเดินจงกรมไม่หยุด จนกว่า อีกฝ่ายหยุดนั่นแหละ ท่านจึงจะหยุด ท่านจะไม่ยอมให้ใครชนะท่าน 

การทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ของท่านเช่นนี้ พ่อออกเล่าให้ฟังว่า “ไม่มีใครเด็ดขาดเท่า อัญญาท่านเสาร์หรอก ปฏิปทายิ่งยวดยอดสุดเลย”

ท่านพระอาจารย์เสาร์สอนชาวบ้านห้วยทรายเลิกนับถือผี

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เป็นครูบาอาจารย์ของพ่อออกแม่ออก เป็นพระธุดงค์ องค์แรก ที่มาอยู่บ้านห้วยทราย ท่านมาสอนให้ชาวบ้านทิ้งผีหอผีหิ้ง ทิ้งผีฟ้าผีแถน สอนให้ไหว้พระสวดมนต์ ถือไตรสรณคมน์ สอนให้ทําสมาธิ สอนให้เจริญเมตตาแก่สรรพสัตว์น้อยใหญ่ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน

ท่านมาอยู่ใหม่ๆ คนชาวบ้านไม่อยากให้ท่านอยู่ เพราะผีหอผีหิ้งไม่อยู่บ้านอยู่เรือน ผู้ถือผีก็ต่างพากันเดือดร้อนวุ่นวายไม่เป็นที่ชอบอกสบายใจ และชาวบ้านผู้ไม่พอใจว่าท่าน “พระอัสดง ไม่ให้อยู่ ให้เข้าป่าหากินหัวเผือกหัวมัน กินหมากไม้ยอดไม้ใบไม้อยู่ป่าโน่น อย่ามาอยู่กับมนุษย์” ท่านก็ไม่ว่าอะไร นานเข้าปีสองปี ผู้คนเคารพนับถือมากขึ้น ผู้อยู่ใกล้ชิดกับท่านมาก่อนก็ได้รับผลอัศจรรย์หลายอย่าง จนทิ้งผีกันหมดทั้งหมู่บ้าน

ท่านจะไม่เทศนาสอนให้ยืดยาว แต่จะบอกเพียงแค่ว่า “อย่าไปทําอย่างนั้น อันนั้นมันเป็นบาป หรืออันนี้ต้องทําอย่างนี้” โดยมากท่านจะทําให้ดู พูดบอกสอนก็พอแต่ให้เข้าใจ

ท่านเป็นคนร่างใหญ่ ฉันจังหันได้มาก ชอบฉันแกงหน่อไม้ แกงขนุน หมากไม่เคี้ยว ยาไม่สูบ เสาะหายาหม้อ ยาสมุนไพรมาต้มฉัน มักฉันนํ้าอ้อยต้ม นํ้าผึ้ง กล้วยทะนีออง ฉันได้เป็นหวีๆ ฉันได้ ทุกวัน เป็นผู้สันโดษมักน้อย ชอบสอนเด็กน้อย แต่ก็เป็นอุบายสอนคนผู้ใหญ่มีอายุด้วยเช่นกัน

แม่ออกได้ทอผ้าไหมถวาย นิมนต์ให้ท่านเย็บเป็นผ้าครองจนครบชุด ท่านก็ชมให้กําลังใจว่า

“คนผู้ไททอผ้าไหมได้งาม ทอผ้าฝ้ายได้อ่อนนุ่มดี เอาใจใส่ดูแลพระสงฆ์องค์เณรดีมาก”

พ่อออกได้เรียนวิชาฟอกหนังกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ด้วยพ่อออกแม่ออกให้ความเคารพนับถือบูชาท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นมาก จึงได้เข้าไปอุปัฏฐากรับใช้อย่างใกล้ชิดเป็นประจําทุกวัน ซึ่งต่อมาท่านพระอาจารย์เสาร์ได้เมตตาสอนวิชาฟอกหนังให้กับพ่อออก ซึ่งหนังเมื่อฟอกแล้วจะนุ่มทําให้นั่งสบาย 

ชาวบ้านห้วยทรายเกิดศรัทธาบวช และสร้างสํานักชี

พ่อออกแม่ออก ญาติพี่น้องหลายผู้หลายคน พวกที่พอใจกับหมู่พระธุดงค์ พระกรรมฐาน ได้เป็นกําลังอุปัฏฐากบํารุงดูแลพระเณรเป็นยุคๆ เป็นรุ่นๆ ตลอดมา ตามลําดับของบ้านห้วยทราย (ปัจจุบัน คือ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม)  ดังนี้

แต่แรกรุ่นของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล 

รุ่นของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

รุ่นของท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน  ลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ 

รุ่นของท่านพระอาจารย์บัญชี  ลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ 

รุ่นของท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น 

จนที่สุดฝ่ายศรัทธาอุบาสก อุบาสิกา เกิดความศรัทธาแรงกล้าออกบวชเป็นพระ เป็นแม่ชีแม่ขาว ตั้งสํานักชีอยู่ในสวนใกล้บ้าน แม่ออกกับย่าเฒ่าพากันมาอยู่ก่อนแล้ว คุณย่าแก้ว เสียงลํ้า (คุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า พระอรหันตสาวิกา แห่งสํานักชีบ้านห้วยทราย ต.คําชะอี อ.คําชะอี จ.มุกดาหาร) จึงได้มาอยู่ จนที่สุดเป็นสํานักชีปฏิบัติศาสนาสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้

การดูแลเอาใจใส่บํารุงพระเณรด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ของวัด เช่น ผ้า ไม้ขีดไฟ เทียนไข ข้าว นํ้า จังหัน พริก เกลือ นํ้าอ้อย นํ้าตาล ขาดเขินอะไรก็ต้องหามาถวาย หากพอจะหา มาได้ ไม่ให้พระเณรได้เอ่ยปากถามหา ถ้าปีใดพระเณรมาอยู่มาก ปีนั้นก็ต้องใช้จ่ายเงินมากหน่อย

ห้างร้าน กุฏิ ที่พัก ทางเดิน ทางเดินจงกรม ร้านนํ้า ที่ไปที่มาจากนั้นก็ดูแลเรื่องดินลุ่ม ดินโนน หญ้าสดหญ้าเขียว เครือเขาเถาวัลย์ รากไม้ ตามทางเดิน มด ปลวก ต้องช่วยกันดูแล

ชาวบ้านห้วยทรายได้บอกสอนต่อๆ กันมา ช่วยกันหลายมือหลายตา ทําให้วัดวาสะอาดสะอ้าน ให้พระเณรครูบาอาจารย์ท่านได้อาวาสที่อยู่อันสัปปายะ อยู่สบาย บางรุ่นพระเณรมีมากจํานวน ๖๐ – ๗๐ รูป เข้าๆ ออกๆ หมู่ละ ๒ รูปบ้าง หมู่ละ ๓ – ๔ รูปบ้าง

ท่านพระอาจารย์ทั้งสองรักและเคารพกันมาก

องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้ 

“ทราบว่า ท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์นี้รักและเคารพกันมาก ในระยะวัยต้นไปที่ไหนท่านชอบไปด้วยกัน อยู่ด้วยกัน ทั้งในและนอกพรรษา พอมาถึงวัยกลางผ่านไป เวลาพัก จําพรรษามักแยกกันอยู่ แต่ไม่ห่างไกลกันนัก พอไปมาหาสู่กันได้สะดวก มีน้อยครั้งที่จําพรรษา ร่วมกัน ทั้งนี้อาจเกี่ยวกับบรรดาศิษย์ซึ่งต่างฝ่ายก็มีมากด้วยกันและต่างก็เพิ่มจํานวนมากขึ้นทุกที ถ้าจําพรรษาร่วมกันจะเป็นความลําบากในการจัดที่พักอาศัย จําต้องแยกกันอยู่เพื่อเบาภาระ ในการจัดที่พักอาศัยไปบ้าง 

ทั้งสองพระอาจารย์ขณะที่แยกกันอยู่จําพรรษาหรือนอกพรรษา รู้สึกคิดถึงและเป็นห่วง กันมาก เวลามีพระที่เป็นลูกศิษย์ของแต่ละฝ่ายมากราบนมัสการ จะมากราบนมัสการท่านพระ–อาจารย์เสาร์ หรือมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ต่างจะต้องถามถึงความสุขทุกข์ของกันและกันก่อนเรื่องอื่นๆ จากนั้นก็บอกกับพระที่มากราบว่า “คิดถึงท่านพระอาจารย์…” และฝากความเคารพคิดถึงไปกับพระลูกศิษย์ที่มากราบเยี่ยมตามสมควรแก่ “อาวุโสภันเต” ทุกๆ ครั้งที่พระมากราบพระอาจารย์ทั้งสองแต่ละองค์

ท่านมีความเคารพในคุณธรรมของกันและกันมาก ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ หรืออยู่ไกล เวลา พระอาจารย์ทั้งสององค์ใดองค์หนึ่งพูดปรารภถึงกันและกันให้บรรดาลูกศิษย์ฟัง จะมีแต่คําที่เต็มไปด้วยความเคารพและความยกยอสรรเสริญโดยถ่ายเดียว ไม่เคยมีคําแม้เชิงตําหนิแฝง ขึ้นมาบ้างเลย”

ถํ้าภูผากูด ในปัจจุบัน

ที่พักสงฆ์ ถํ้าภูผากูด ตั้งอยู่บ้านนาคันแท ต.หนองสูง อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร ปัจจุบันได้เป็นวัดและตั้งชื่อใหม่ว่า วัดถํ้าจําปากันตสีลาวาส เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงท่านพระอาจารย์เสาร์ที่ได้ธุดงค์มาอยู่จําพรรษาปฏิบัติธรรมนานหลายพรรษา 

ภูผากูด เป็นภูเขาขนาดกลางลูกหนึ่งในหมู่เทือกเขาแถบนี้ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากในหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว ๕ กิโลเมตรเท่านั้น โดยแยกเข้าทางบ้านนาคันแท เดินลัดตัดทุ่งนาไปถึงเชิงเขาเขตวัด ภายในวัดค่อนข้างร่มรื่นและเงียบสงบมาก ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นชะง่อนเพิงผา ล้อมรอบไปด้วยป่าโปร่งที่มีลําธารไหลผ่าน นับเป็นอีกหนึ่งวัดป่าที่เหมาะสมแก่การฝึกจิต หรือการวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างมาก

มองขึ้นไปตามไหล่เขาจะเห็นจุดที่เป็นเพิงผานี้อยู่สูงขึ้นไปพอประมาณ มีทางบันไดวกวน ขึ้นไปถึงข้างบน ซึ่งมีลานตรงกลางโล่งๆ เป็นหลืบใต้ชะง่อนเพิงผา อากาศถ่ายเทได้ดี มีชื่อเรียกว่า ถํ้าจําปา  ถัดไปมีศาลาไม้ยกพื้นสูงเพียงเอว สร้างขึ้นใต้เพิงผานี้ชื่อ ศาลาธรรมสภามังคลา

ห่างออกไปทางขวามือ เดินตามบันได ซึ่งราวบันไดทั้งสองข้างเป็นรูปปั้นพญานาค จะเป็นถํ้าลักษณะเดียวกันแต่เล็กกว่า เรียก ถํ้าแม่ขาว (แม่ขาว คือแม่ชี) เคยเป็นที่พักปฏิบัติธรรมของ คุณแม่ชีจันทร์  ผู้เป็นโยมมารดาของท่านพระอาจารย์มั่น

ส่วนถัดไปทางซ้ายมือ จะมี พระศรีสุพลพุทธวิเวก เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ประดิษฐานบนแท่นหินและหันหลังพิงหน้าผา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พร้อมคณะศรัทธาญาติโยม ได้สร้างไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ลุมาปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ในวาระครบ ๘๙ ปี คณะสงฆ์พร้อมทายกทายิกาได้พร้อมใจกันบูรณะขึ้นรูปใหม่ครอบองค์เดิม ตลอดจนได้ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ ตํ่าลงมาตรงแท่นข้างซ้าย มี รอยพระพุทธบาทจําลอง อยู่ด้วย เลยไปอีกเป็นเนินขวางทางเดิน ต้องปีนบันไดขึ้นไปใต้เพิงผา เป็นที่นั่งภาวนาพิจารณาธรรม ถัดไปมีชะง่อนเพิงผา มีรูปเหมือน ท่านพระอาจารย์เสาร์ในอิริยาบถนั่งสมาธิ แกะสลักจากหิน ประดิษฐานอยู่ใต้ชะง่อนเพิงผา

สภาพป่าเป็นป่าโปร่ง ไม่เป็นดงทึบมากนัก มีป่าไผ่ ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้มะค่า อยู่

ด้วยความรอบรู้ชํานาญชีวิตป่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้หาสถานที่พอเหมาะสม ถํ้าที่พัก ก็อยู่ไม่สูงจนเกินไป ป่าก็โปร่งดี ไม่ทึบอับชื้น ข้างล่างมีลําธารนํ้าไหลผ่าน

สมัยก่อนนั้น พ่อแม่ครูอาจารย์เล่าว่า แถวนี้เต็มไปด้วยเสือ ส่งเสียงหยอกล้อกันเพ่นพ่าน ทําให้พระภิกษุสามเณรต้องขยันหมั่นเพียรเร่งภาวนาจิตอย่างยิ่งยวด ซึ่งสถานที่แห่งนี้เองเป็นที่ที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์  ได้เลือกพํานักอยู่ท่ามกลางแมกไม้ สัตว์ป่า อย่างสงบยาวนานหลายปี

ภาค ๑๐ สร้างเครือข่ายวงกรรมฐานมหาศาล

พรรษา ๔๓ พ.ศ. ๒๔๖๕ จําพรรษาที่ เสนาสนะป่าหนองบาก จ.สกลนคร 

การออกธุดงค์ตามป่าตามเขา ตามสถานที่ต่างๆ ทางภาคอีสาน ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้สร้างคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ให้กับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างยิ่งใหญ่จนไม่อาจประมาณได้ ท่านทั้งสองได้สร้างเครือข่ายวงกรรมฐานมหาศาล วัดป่ากรรมฐาน ในฝ่ายธรรมยุต เกิดขึ้นมากมายแทบทุกหมู่บ้าน ตําบล อําเภอในภาคอีสาน และ ทําให้ผู้คนเลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัย ไหว้พระสวดมนต์และปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง รายที่เลื่อมใสศรัทธาออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา จนเป็นพระอริยสงฆ์ เป็นเนื้อนาบุญของพุทธบริษัทก็มีจํานวนมากมาย ทําให้แผ่นดินไทยร่มเย็นสงบสุข เป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง พระพุทธศาสนาได้กลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้ง 

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ หลังออกพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พาพระเณรเดินธุดงค์จาก ถํ้าภูผากูด อําเภอคําชะอี เข้าสู่จังหวัดสกลนคร และในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และคณะได้เดินธุดงค์มาที่บ้านสามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก วัดโพธิ์ชัย ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ฝ่ายมหานิกาย ได้เห็นปฏิปทา จริยาวัตรอันสํารวมงดงามของ ท่านพระอาจารย์เสาร์แล้วเกิดเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านเป็นอย่างมาก จึงประสงค์จะมอบตัวเป็นศิษย์ของท่าน แต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ บอกว่า ให้ไปพบกับท่านพระอาจารย์มั่นก่อนตัดสินใจ ท่านพระอาจารย์เสาร์พาพระเณรพักบ้านสามผงระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็พาเดินธุดงค์มุ่งเข้าสู่ป่าเขาในแถบอําเภอสว่างแดนดิน โดยท่านเข้าพักที่บ้านหนองดินดํา ตําบลตาลโกน 

ต่อมา ท่านพระอาจารย์เกิ่ง ท่านได้ชวนท่านพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร สหธรรมิก เดินทางไปกราบท่านพระอาจารย์มั่น ที่บ้านหนองลาด ตามที่ท่านพระอาจารย์เสาร์บอกไว้ 

ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ได้พาพระเณรเดินธุดงค์จากวัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย เข้าพักที่บ้านตาลเนิ้ง ตําบลตาลเนิ้ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกันมากนัก ด้วยในระยะนี้ ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ คุณธรรมของท่านพระอาจารย์ทั้งสองโด่งดังเลื่องลือมาก จนมีบรรดาพระศิษย์ที่มุ่งออกปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น ออกเดินธุดงค์ไปตามป่าตามเขา ไปตามหมู่บ้านในถิ่นทุรกันดาร เพื่อติดตามหาท่านทั้งสอง ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ต้องอดทนต่อการเดินทางไกล ต่อความเหน็ดเหนื่อย ทุกข์ยากลําบาก ตลอดอุปสรรคทั้งปวง ดังนี้

“หลังออกพรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ แล้ว คณะของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่ จําพรรษาอยู่ในป่าท่าคันโทแถบเทือกเขาภูพาน อําเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ ต่างก็แยกย้าย กันเดินธุดงค์ต่อไป เพื่อติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านพระอาจารย์ดูลย์ อตุโล ได้ร่วมเดินธุดงค์ไปกับท่านพระอาจารย์สิงห์ แต่ภายหลังก็ได้แยกทางกัน โดยต่างมุ่งหน้าออกติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นตามความประสงค์

หลังจากแยกจากท่านพระอาจารย์ดูลย์แล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ ได้จาริกตามลําพัง เพื่อติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์ดูลย์เองก็ได้จาริกตามลําพังเช่นกัน มาจนถึง บ้านม่วงไข่ ตําบลพังโคน จังหวัดสกลนคร แล้วจึงได้ไปพักอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ได้ไปพบท่านอาญาครูดี ท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน และท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร คณะของท่านอาญาครูดี จึงได้ศึกษาธรรมเบื้องต้นกับท่านพระอาจารย์ดูลย์อยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง และเนื่องจากต่างก็มี ความประสงค์จะติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นด้วยกันอยู่แล้ว ดังนั้น ท่านพระอาจารย์ทั้ง ๔ จึงได้ร่วมกันเดินธุดงค์ติดตาม โดยท่านพระอาจารย์ดูลย์รับหน้าที่เป็นผู้นําทาง

เมื่อธุดงค์ติดตามไปถึงตําบลบ้านคําบก อําเภอหนองสูง (ปัจจุบัน อําเภอคําชะอี) จังหวัดนครพนม จึงทราบว่า ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่บ้านห้วยทราย และกําลังเดินธุดงค์ต่อไปยังอําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านพระอาจารย์ทั้ง ๔ จึงรีบติดตามไปอย่างเร่งรีบ จนกระทั่งถึง บ้านตาลเนิ้ง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และได้สอบถามชาวบ้านที่นั่น ก็ได้ความว่า มีพระธุดงค์เป็นจํานวนมาก มาชุมนุมกันอยู่ในป่าใกล้ๆ กับหมู่บ้าน ท่านรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยมั่นใจว่าต้องเป็นท่านพระอาจารย์มั่นอย่างแน่นอน จึงรีบเดินทางไปยังป่าแห่งนั้นทันที และ เมื่อไปถึงก็เป็นความจริงดังที่ท่านมั่นใจ

ขณะนั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ซึ่งได้ธุดงค์แยกกันกับท่านพระอาจารย์ดูลย์ มาพบ ท่านพระอาจารย์มั่นก่อน และพักแยกกับท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่บ้านหนองหวาย ในวันนั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์เข้ามาฟังธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ขณะที่ท่านพระอาจารย์ดูลย์มาถึงก็เห็นท่านและพระรูปอื่นๆ นั่งแวดล้อมท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ด้วยอาการสงบ 

ในขณะนั้นเป็นปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ท่านพระอาจารย์ทั้ง ๔ ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมอยู่กับ ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นเวลา ๓ วัน จากนั้นจึงได้ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่ บ้านหนองดินดํา แล้วไปหาท่านพระอาจารย์สิงห์ ที่บ้านหนองหวาย ตําบลเดียวกัน ได้ศึกษา ปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านอีก ๗ วัน จากนั้นก็ได้กลับไปอยู่บ้านตาลเนิ้ง และได้ไปรับฟังธรรมจาก ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่เสมอๆ” 

ในปี พ.. ๒๔๖๕ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พาพระเณร กลุ่มใหญ่เดินธุดงค์มาทางอําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร พอใกล้เข้าพรรษา ก็ได้ธุดงค์มาพักที่ป่าริมหนองนํ้าบาก  บ้านหนองบาก ตําบลหนองลาด อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ พร้อมด้วยพระเณรได้พักจําพรรษาอยู่ ณ เสนาสนะป่าหนองบาก ๑ พรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๔๓ ของท่าน ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ในพรรษานี้ท่านพร้อมด้วย พระเณรจํานวนมากได้จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านหนองลาด ตําบลหนองลาด อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ในตลอดพรรษาท่านทั้งสองต่างเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด และการได้ จําพรรษาอยู่ในสถานที่ใกล้กันนั้น ทําให้ท่านทั้งสองได้สนทนา “ธรรมสากัจฉา” กันได้สะดวก โดยท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้ปรึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่นเป็นประจํา 

ตรงบริเวณที่คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์พักจําพรรษา คือ ชายป่าริมหนองนํ้าบาก ทางตะวันตกท้ายบ้านหนองลาดนั้น ต่อมาได้กลายเป็นวัด เรียกว่า วัดป่าหนองบาก ในเวลาต่อมา เมื่อการศึกษาได้ขยายตัวเข้ามาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันใช้สถานที่วัดนั้น สร้างเป็นโรงเรียนประชาบาลขึ้น ปัจจุบัน คือ โรงเรียนบ้านหนองลาดวิทยาคาร ส่วน วัดป่าหนองบาก เดิม ได้ขยับออกไปสร้างใหม่ในป่าทางทิศเหนือ ห่างจากที่เดิมราว ๒ กิโลเมตร ให้ชื่อว่า วัดป่าราษฎร์–สามัคคี 

ตามบันทึกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองลาด ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ มีดังนี้

“ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น พร้อมด้วยพระศิษย์รุ่นแรกของ ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง และผู้เข้ามาฝึกหัดใหม่รวมกันจํานวนมาก จําพรรษาอยู่ที่เสนาสนะป่า บ้านหนองบาก กับ เสนาสนะป่าบ้านหนองลาด นับเป็นเวลา ๗ ปี ที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้เริ่มแนะนําการปฏิบัติธรรมที่ง่ายๆ และได้ผลจริงจังจนถึงปีนี้ และได้มีผู้ที่ได้รับธรรมชั้นสูงจากท่าน จนสามารถสอนธรรมกรรมฐานแทนท่านได้ก็มากองค์

มาในปีนี้ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ใคร่จะได้ปรับปรุงแผนการให้ได้ผลดีขึ้น ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ จึงได้มีการร่วมประชุมบรรดาสานุศิษย์ทั้งหลายให้มาจําพรรษา ณ ที่นี้ แม้ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง จะได้ปรึกษาหารือเกี่ยวกับธรรมปฏิบัติกันเป็นประจําก็ตาม แต่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้มอบให้ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นผู้วางแผนงาน ตลอดถึงแนะนํา ธรรมปฏิบัติเพื่อให้พระทุกองค์ได้ยึดเป็นแนวทางการปฏิบัติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ทางฝ่ายบรรพชิต ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ยืนยันถึงการที่ได้ปฏิบัติมาและแนะนํามาก่อนแล้วนั้น เป็นทางดําเนินถูกต้องแล้ว ว่าแต่ใครๆ อย่าไปแหวกแนวเข้าก็แล้วกัน เพราะเมื่อดําเนินมาเป็นเวลา ๗ ปีนี้ เกิดผลสมความตั้งใจแล้ว คือ การปฏิบัติตามอริยสัจธรรม โดยเฉพาะท่านยํ้าถึงการพิจารณากายนี้เป็นหลักประกันที่สําคัญยิ่ง 

ท่านได้ยกตัวอย่างมากมาย นับแต่พระบรมศาสดา และพระสาวกทั้งหลาย ซึ่งผู้ที่จะผ่านเข้าสู่อริยสัจนั้น จะไม่พิจารณากายไม่มีเลย ข้อนี้ท่านยืนยันอย่างแน่วแน่ การที่ท่านยํ้าลงในข้อการพิจารณาโดยอุบายต่างๆ นั้น เพราะกลัวศิษย์จะพากันเข้าใจผิดว่า เป็นการพิจารณาที่ไม่ถูก อาจจะเข้าใจไขว้เขว แล้วจะเป็นการเสียผลเป็นอย่างยิ่ง”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ และครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่ได้รับการยกย่องเทิดทูนเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านก็พิจารณากาย ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ว่า

“เวลาภาวนาไปนี่ ไม่มีใครเหมือนใครเลย ไม่มี ถ้าใครเหมือนใคร วิทยานิพนธ์นั้นซ้อนแล้ว ได้ลอกวิทยานิพนธ์นั้นมาแล้ว เขาไม่ให้ผ่านหรอก วิทยานิพนธ์ซ้อนไม่ได้ ถ้าซ้อนมานี่กรรมการ ไม่ให้ผ่านเด็ดขาด แต่เวลามันปฏิบัติขึ้นมา พิจารณากายเหมือนกัน ทําไมมันไม่เหมือนกันล่ะ 

ครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่คําดี หลวงปู่เจี๊ยะ นี่พิจารณากาย เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันซักคน เพราะถ้ามันเทียบเคียงขึ้นมาแล้วเหมือนกัน ถ้าเหมือนกันคือสัญญา เหมือนกับวิทยานิพนธ์ได้ลอกเลียนเขามา เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นี่ไงเวลาการ กระทํา มันถึงว่าจริตนิสัยคนแตกต่างกันอย่างใด” 

นอกจากนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นได้วางรากฐานการปฏิบัติธรรมให้กับศิษยานุศิษย์ โดย เตือนสติให้พากเพียรอย่างจริงจัง เพื่อผลที่ได้รับนั้นสมจริงตามที่ปฏิบัติ และให้รักษาข้อวัตรปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพาดําเนินมา

ท่านพระอาจารย์ทั้งสองเทศน์สอนฆราวาสเลิกนับถือผี

องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้

“แต่ก่อนที่ท่านพระอาจารย์มั่นและพระอาจารย์เสาร์ยังไม่ได้ผ่านไปอบรมสั่งสอน พอให้ รู้เรื่องดีเรื่องชั่ว เรื่องผีเรื่องคน เรื่องบุญเรื่องบาปบ้าง ภาคอีสานทั้งภาคเป็นภาคที่นับถือผีอย่าง เป็นชีวิตจิตใจจริงๆ จะทํานา ทําสวน ปลูกบ้านสร้างเรือนอะไรๆ แทบทั้งนั้น ต้องลงเลขลงยาม หาวันดี เดือนดี ปีดี หาฤกษ์งามยามดี และเซ่นสรวงวิงวอนผีให้เห็นดีเห็นชอบก่อนถึงจะ ลงมือทําอะไรลงไปได้ ไม่เช่นนั้นหากมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น เช่น ไอบ้าง จามบ้าง ตามธรรมดาธาตุขันธ์ แม้แต่สุนัขก็ยังมีได้เป็นได้ แต่เป็นต้องหาว่าผิดผีเข้าแล้ว ต้องไปเชิญหมอมาทํานายทายทักให้ ในทันทีทันใด 

หมอสมัยนั้นก็เก่งจริง เก่งกว่าหมอสมัยนี้เป็นไหนๆ เป็นต้องทายเปาะออกมาว่า ผิดผี ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้างทันที เมื่อไปบวงสรวงแล้วจะหาย หวัดก็หาย จามก็หาย ไอก็หาย แม้ผู้เป็นจะยังไอยังจามฟิกๆ แฟกๆ อยู่ก็ตาม ถ้าหมอสมัยนั้นว่า หายแล้วก็หายไปตามและสบายใจไปเลย ทั้งที่ไอและจามฟิกๆ อยู่นั่นแล 

ฉะนั้น จึงกล้าเขียนว่า หมอสมัยนั้นเก่งจริง และคนไข้สมัยนั้นเก่งจริง หมอบอกอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น ไม่ต้องสนใจหาหยูกหายามารักษากัน เอาหมอกับผีมาเป็นยารักษาเป็นหายเรียบ ไปเลย แต่พอท่านอาจารย์ทั้งสองผ่านไปและอบรมสั่งสอนอย่างมีเหตุผล เรื่องบ้าผีแลบ้าหมอ ทายผีก็ค่อยจางลงจนแทบไม่มีเลย แม้หมอเสียเองก็ยอมรับพระไตรสรณาคมน์ คือ ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แทนการถือผีไหว้ผีต่างๆ แต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ทุกวันนี้แทบจะไม่มีใครทํากันก็ว่าได้ เวลาเที่ยวไปตามหมู่บ้านต่างๆ ทางภาคอีสานไม่ค่อยโดนและเหยียบผีและเหยียบเครื่องสังเวยผีเหมือนแต่ก่อน นอกจากเขาจะพากันไปทําอยู่ใต้ดิน ซึ่งสุดวิสัยที่จะไปเที่ยวซอกแซกเห็น จึงนับว่าภาคอีสานมีวาสนาอยู่บ้าง ไม่พากันกอดคอกันตาย กับผีไปตลอดชาติ ยังมีพุทธ ธรรม สงฆ์ กราบไหว้บูชาแทนผีบ้างในกาลต่อมา ชาวอีสานที่ได้รับ ความเมตตาอนุเคราะห์จากท่านพระอาจารย์ทั้งสองคงไม่ลืมบุญคุณท่าน เพราะเป็นผู้มีพระคุณแก่คนภาคนั้นจนสุดที่จะพรรณนา ทั้งนี้เขียนตามประวัติที่ท่านเล่าให้ฟัง ส่วนจะผิดหรือถูก ผู้เขียน ก็ทราบไม่ได้ในระยะนั้น อาจยังไม่เกิดหรือยังเป็นเด็กอยู่มากที่พ่อ – แม่พานับถือผีเป็นชีวิตจิตใจเหมือนคนทั่วไปก็ได้ จึงขออภัยด้วย

สมัยโน้นไม่ว่าการอบรมฆราวาส หรือพระ – เณร ท่านได้ทุ่มเทกําลังและความสามารถ ทุกด้านเพื่อให้คนเป็นคนจริงๆ ท่านเที่ยวไปบางหมู่บ้าน มีนักปราชญ์บัณฑิตประจําหมู่บ้านมาถามปัญหากับท่านก็มี ความว่าผีมีจริงไหมบ้าง ว่ามนุษย์เกิดมาจากไหนบ้าง ว่าอะไรทําให้ผู้หญิงกับผู้ชายเกิดรักชอบกันเอง โดยไม่มีโรงรํ่าโรงเรียนสอนให้รักชอบกันบ้าง ว่าสัตว์ชนิดเดียวกันตัวผู้ กับตัวเมีย ทําไมจึงเกิดรักชอบกันเองบ้าง ว่ามนุษย์และสัตว์ไปเรียนความรักชอบซึ่งกันและกัน มาจากไหน จึงได้เกิดรักชอบกันขึ้นมาบ้าง แต่ผู้เขียนก็จําได้บ้างเล็กน้อยไม่ละเอียดทั่วถึง จึงนํา มาลงไว้เท่าที่จําได้ จะถูกหรือผิดประการใดนั้นขึ้นอยู่กับผู้เขียนเอง เพราะเป็นผู้จดจําผิดพลาดคลาดเคลื่อนมาตามนิสัยที่เคยเป็นมาประจํา แม้แต่จําคําที่ตนเคยพูดและเรื่องของตัวที่เคยเป็นมา ก็ยังมีผิดพลาดได้เสมอมาอย่างแก้ไม่ตก จึงไม่สามารถจดจําคําของท่านทุกคําด้วยความถูกต้องได้”

พระศิษย์ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง สอนให้เลิกนับถือผี 

ท่านพระอาจารย์มั่น อธิบายว่า อันที่จริงการนับถืองมงายนี้ เกิดจากการไม่เข้าใจถ่องแท้ ในพระพุทธศาสนา หรือขาดการศึกษาที่แท้จริงในพระพุทธศาสนานั่นเอง ยิ่งชาวชนบทห่างไกลความเจริญแล้ว ก็ยิ่งมีแต่ความเชื่อกับสิ่งงมงายเหล่านี้อย่างเป็นลํ่าเป็นสัน จึงเป็นสิ่งที่แก้ยาก ถอนยากทีเดียว ไม่ต้องพูดถึงชาวชนบทจะพากันงมงายหรอก แม้แต่ชาวเมืองหลวงอย่างในกรุงเทพฯ ก็ตาม ยังพากันหลงงมงายในสิ่งเหล่านั้นมาก เช่น ศรัทธาเจ้าพ่อนั้น เจ้าพ่อนี้ บางแห่ง พากันสร้างเป็นเทวสถาน แล้วพากันกราบไหว้บูชาถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปก็มีมากมาย

ในเรื่องเหล่านั้น พระเถระบางองค์ถือว่าไม่สําคัญ แต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ–อาจารย์มั่น ท่านถือว่าเป็นเรื่องสําคัญลําดับแรก สําหรับผู้นับถือพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว เพราะการจะเข้าถึงซึ่งความบริสุทธิ์ ถึงความเป็นพระอริยะในขั้นแรก คือ พระโสดาบัน ก็จะต้องแก้ไขความเชื่อถืองมงายเหล่านี้ในตนเองให้หมดไป ไม่เช่นนั้นจะเข้าไม่ถึงสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ได้เลย

เพราะท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านต้องการสอนคนให้พ้นทุกข์จริงๆ สอนคนให้เป็นอริยะกันจริงๆ จึงสอนให้เลิกเชื่อสิ่งงมงายเหล่านี้โดยสิ้นเชิง โดยให้เดินตามรอย พระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดาอย่างแท้จริง ไม่มีสิ่งอื่นมาแอบแฝงแปลกปลอม

ในปีที่จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านหนองบาก กับ เสนาสนะป่าบ้านหนองลาดนี้ ท่านพระ–อาจารย์ทั้งสององค์ ได้แนะนําแก่พระภิกษุที่ถือได้ว่าเป็นศิษย์ชั้นหัวหน้าแทบทั้งนั้น จึงปรากฏว่าหลังจากที่ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ปลีกจากหมู่คณะออกธุดงค์ไปเชียงใหม่ และมอบศิษย์ทั้งหลายให้แก่ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม บรรดาศิษย์เหล่านั้น ซึ่งล้วนแต่เป็นศิษย์ชั้นหัวกะทิ จึงเป็นกําลังให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ ในการปราบความเชื่อเรื่องการนับถือภูตผีได้เป็นอย่างดี ประชาชนภาคอีสานพากันเลิกนับถือผี หันมานับถือพระไตรสรณาคมน์ มีการไหว้พระสวดมนต์ รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนากันอย่างได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบจังหวัดอุบลฯ นครพนม สกลนคร อุดรฯ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม นครราชสีมา ฯลฯ ตามที่คณาจารย์ เหล่านั้นผ่านไปเผยแผ่ธรรมปฏิบัติ ซึ่งชาวชนบทไม่เคยได้รับทราบคําสอนเช่นนี้มาก่อนเลย

คําถามที่ว่า ทําไมสมัยนี้ ผีไม่ดุเหมือนสมัยก่อนๆ ครูบาอาจารย์ตอบว่า เพราะพระป่ากองทัพธรรมสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ไปช่วยปลดปล่อยวิญญาณให้ได้ไปผุดไปเกิด และให้เลิกมิจฉาทิฏฐิต่างๆ รวมทั้งสั่งสอนประชาชนให้เลิกนับถือผี หันมาถือ พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง 

พรรษา ๔๔ พ.ศ. ๒๔๖๖ จําพรรษาที่บ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ออกพรรษา ในหน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พาพระเณรออกเดินธุดงค์จากอําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร มาทางจังหวัดอุดรธานี ซึ่งแถบนี้ เต็มไปด้วยป่าเขา มีสถานที่วิเวกเงียบสงัด เป็นที่สัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา และมีวิญญาณดุร้าย ครูบาอาจารย์เล่าว่า “เมืองอุดรฯ เมื่อก่อนนั้นมีผีดุมาก สมัยหนึ่งกลางวันแสกๆ มีควายตู้ (ควายตัวผู้เขาสั้น) ตัวหนึ่งวิ่งผ่านกลางเมืองอุดรฯ สมัยนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านไปทรมานเอา เป็นควายตู้วิ่งไปวิ่งมาหายไปเลย เฮี้ยนไม่เบา”

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ออกจากเมืองอุดรฯ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พาพระเณรบุกเบิกธุดงค์มาทางอําเภอบ้านผือ และก่อนเข้าพรรษา ท่านทั้งสองพักปฏิบัติธรรมร่วมกัน ที่เสนาสนะป่าบ้านค้อ อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน คือ วัดป่าสาระวารี) ในพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ได้อยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่าแห่งนี้ นับเป็นพรรษาที่ ๔๔ ขณะอายุ ๖๔ ปี ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไปจําพรรษาที่วัดป่ามหาชัย บ้านหนองบัวลําภู อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู)

เมื่อท่านทั้งสองธุดงค์ไปอยู่ ณ สถานที่ใดก็ตาม ซึ่งก็ล้วนเป็นป่าเป็นเขา เป็นธรรมชาติของผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้าย ปราศจากผู้คนพลุกพล่าน เป็นสถานที่วิเวก เงียบสงัด สัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น เมื่อบรรดาศิษย์ทราบข่าว แม้ต้องทุกข์ยากลําบากทางกายเพียงใด ก็ไม่มีใครหวั่นไหวหรือย่อท้ออ่อนแอ ต่างก็มุ่งเดินธุดงค์ติดตามมาอย่างไม่ลดละ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองและพระศิษย์ต่างมุ่งแสวงหาโมกขธรรมกันอย่างแท้จริง เหมือนเช่นพระสงฆ์สาวกในครั้งพุทธกาล 

และสถานที่ใดก็ตามที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น บุกเบิกธุดงค์ไปบําเพ็ญภาวนา ณ สถานที่เหล่านั้นล้วนเป็นรอยมือรอยเท้าของพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองที่ได้ฝากไว้ในพระพุทธศาสนา จึงเป็นธรรมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นสิริมงคล และเป็นอนุสรณ์ให้จดจําระลึกถึง อีกตราบนานเท่านาน ซึ่งในกาลต่อมาก็ได้สร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้นมา ดังที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ มีวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่เป็นวัดถาวรเจริญรุ่งเรือง ในทางพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากมายตามจังหวัดต่างๆ พื้นที่ในเขตจังหวัดอุดรธานีก็เช่นเดียวกัน 

ยิ่งสถานที่ใดเป็นป่าเป็นเขา ยิ่งลึก ยิ่งห่างไกลทุรกันดาร เช่น ป่าเขาในแถบ อ.บ้านผือ อ.นายูง อ.นํ้าโสม อ.หนองวัวซอ ฯลฯ รวมทั้งสถานที่สําคัญทางพระพุทธศาสนาอันเป็นวัดร้าง เจดีย์ร้าง บรรดาพระธุดงคกรรมฐานก็จะช่วยกันดูแล อนุรักษ์ รักษาวัดป่าและผืนป่าได้เป็น อย่างดี สภาพผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ตามวัดป่าต่างๆ จึงยังคงให้เห็นตราบเท่าทุกวันนี้ รวมทั้งการ บูรณปฏิสังขรณ์วัดร้าง เจดีย์ร้างขึ้นมา ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองได้บุกเบิกธุดงค์ฝากไว้แทบทั้งสิ้น

พ.ศ. ๒๔๖๖ หลวงปู่อ่อนถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง

การรับลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะพิจารณาและสังเกตก่อนจะรับเป็นลูกศิษย์ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ดูสิ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมะสะเด็ดนํ้า ธรรมะพูดออกมาจาก ความจริง มันมีแต่ความเมตตา มีแต่ความจริงจัง มันมีแต่เริ่มต้น เห็นไหม เริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุดเป็นคุณธรรม เป็นความเที่ยงตรง ซื่อสัตย์ ซื่อตรงต่อสัจธรรม ครูบาอาจารย์ของเราก็เป็น แบบนั้น

ถ้าครูบาอาจารย์ของเราเป็นแบบนั้น เห็นไหม ดูสิ เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านจะรับลูกศิษย์ของท่านเห็นไหม ใครจะไปศึกษา ใครจะไปอะไร ต้องไปให้ท่านดูก่อน ต้องให้ท่านสังเกตจริตนิสัย สังเกตจริตนิสัยว่าเข้ากันได้ไหม ปฏิบัติได้จริงไหม เริ่มต้นได้ไหม ถ้าเริ่มต้นได้ ท่ามกลางมันก็มี ที่สุดมันก็ได้

ถ้าเริ่มต้นมันไม่ได้ เริ่มต้นไม่เปิดรับ เริ่มไม่ได้อะไรต่างๆ ท่านไม่ให้อยู่ด้วยนะ หลวงปู่มั่นท่านไม่รับเลย ท่านไม่ให้อยู่ด้วยเลย เพราะอะไร เพราะสิ่งนี้มันเป็นความเหลือขอไง ของเหลือขอมันมีประโยชน์ไหม “นํ้าประสานทองก้นเบ้า” เวลาเขาหลอมเหล็กหล่อเหล็ก ส่วนที่เหลือเห็นไหม ส่วนที่เหลือมันเป็นเศษ มันเป็นประโยชน์สิ่งใด ท่านสังเกตของท่าน ท่านดูแลของท่าน

เพราะเราเกิดกึ่งพุทธกาล เรามีครูบาอาจารย์ของเรา ครูบาอาจารย์ธรรมะสะเด็ดนํ้า เขาดู เขาคัด เขาเลือก สิ่งใดควรและสิ่งใดไม่ควร ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นสาธารณะ ทุกคนจะมีสิทธิ ทุกคน จะทําได้หมด ทํานะทําได้จริงๆ แต่ทําแล้วมันเป็นจริงไหมล่ะ ธรรมไม่เป็นจริงเห็นไหม ถ้าธรรม เป็นจริง เขาคัดเขาเลือกของเขา เพราะมันไม่ใช่ธรรมะเศษเหลือ

มันเป็นธรรมะจริงๆ สิ่งที่เศษเหลือทิ้งนั่นน่ะ สิ่งนั้นมันไม่เป็นประโยชน์ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ เราเป็นประโยชน์ไหม นี่ไง สิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านเป็นธรรมสะเด็ดนํ้า ท่านรู้ ท่านเห็นของท่าน ท่านพิจารณาของท่าน”

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ กราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์ใหญ่ ทั้งสอง ดังนี้

“ถึงเดือน ๑๒ ปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ท่าน (หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ) ได้ลาโยมพ่อโยมแม่ทั้งสอง ออกเดินธุดงคกรรมฐาน เดือน ๓ ไปถึง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย พักอยู่วัดป่ากับท่านอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ (ท่านเป็นศิษย์อาวุโสของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น) เรียนข้อปฏิบัติกรรมฐานกับท่าน พอเข้าใจในข้อปฏิบัติแล้ว ปฏิบัติอยู่ไปถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๖ จึงได้ไปพบท่านพระ–อาจารย์หลวงพ่อใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พร้อมท่านพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่มั่น ภูริทตฺโต อยู่ที่ วัดป่าบ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

ได้กราบเท้าท่านหลวงพ่อทั้งสอง ถวายตัวเป็นศิษย์ และขอญัตติเป็นพระธรรมยุตด้วย ท่านหลวงพ่อใหญ่มั่นรับไว้แต่ให้เป็นศิษย์ ญัตติ ท่านไม่อนุญาต ท่านพูดว่า “ให้ปฏิบัติอยู่กับ พวกผมไปปีหนึ่งก่อน ให้ผมได้พิจารณาดูจิตของท่านว่า จะพอปฏิบัติเป็นไปไหม”

พอได้ปฏิบัติอาศัยท่านหลวงพ่อทั้งสองไปจนเต็มปีหนึ่งแล้ว ก็ขอถวายตัวเป็นศิษย์ท่าน– พระอาจารย์หลวงพ่อทั้งสอง พร้อมทั้งถวายตัวของตนให้เป็นเหมือนตัวของท่านหลวงพ่อทั้งสอง นั้นด้วยทีเดียว

“เมื่อท่านต้องการไปธุระสิ่งใด ขอตัวเกล้าทําแทนหรือไปแทน เกล้าทําหรือไป ผิดถูกประการใด ขอให้ท่านหลวงพ่อตักเตือนดุด่า เฆี่ยนตี เอาแต่สุดจะมีพระกรุณาแก่เกล้าประการใด หากเกล้าขืนดื้อตามคําบอกก็ดี หรือไม่ไปตามคําบอกให้ไปก็ดี ขอให้ไล่เกล้าหนีจากสํานักเลย ด้วยความที่เกล้ารู้และได้ยิน เกล้าจําได้มากอยู่แล้ว แต่เกล้ายังไม่ได้ทําด้วยแล้ว แล้วเลยไม่รู้อัน จะทํา เกล้ากลัวแต่จะผิดอยู่อย่างนั้นรํ่าไป”

และทั้งขอญัตติเป็นพระธรรมยุตกับท่านหลวงพ่อทั้งสองอีกด้วย ท่านหลวงพ่อทั้งสองได้มีความกรุณารับคําขอร้องทุกอย่าง ท่านหลวงพ่อใหญ่อาจารย์มั่น ท่านได้ตอบว่า “เออ ! ดีมาก ทีเดียว ที่ท่านต้องการอยากมาให้ผมทั้งสองสอนนี้ ผมจะสอนให้ท่านรู้และทําเป็นทุกอย่างเท่าที่ ผมรู้ ไม่สู้ใครมาขอถวายตัวเป็นศิษย์ ให้ผมทั้งสองสอนเหมือนท่านสักองค์เลย” 

ท่านหลวงพ่อใหญ่อาจารย์เสาร์ถามว่า “ท่านได้ท่องปาติโมกข์และนวโกวาทแล้วหรือ” เรียนตอบท่านว่า “เกล้าเป็นเณรอยู่กับพระอาจารย์สมุห์สี วัดจอมศรี อ.กุมภวาปี มาแล้ว ๓ ปี ได้แต่ฟังพระวินัยตามหนังสือบุพพสิกขาและมหาขันธ์ วินัยมุข จําได้วินัยมาบ้างเท่านั้น การท่องปาติโมกข์และนวโกวาท เกล้ายังไม่ได้ท่องเลย”

ท่านหลวงพ่อใหญ่อาจารย์เสาร์ เลยเอาหนังสือ ๒ อย่างมอบให้ ไปท่องนวโกวาทอยู่ ๔ วันจบ ปาติโมกข์ท่องอยู่ ๗ วันจบ แล้วจึงเอาหนังสือไปถวายคืน

กฎบังคับผู้ที่จะอยู่ร่วมสํานักกับท่านพระอาจารย์ทั้งสอง 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งสองยอมรับนับถือพระบาทสมเด็จ–พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ดังเมื่อครั้งท่านทั้งสองปั้นพระพุทธรูปองค์แรกที่วัดเลียบ ท่านพระอาจารย์เสาร์ถวายพระนามพระพุทธรูปว่า “พระพุทธจอมเมือง” 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ยอมรับนับถือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า–เจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นกรณีพิเศษ แบบแผนขนบธรรมเนียม บทสวดพระปริตรและปาฐะต่างๆ รวมทั้งพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ของทั้งสองพระองค์นี้ ไม่ว่าจะเป็นปาฐะและคาถาต่างๆ ท่านจําได้หมด ทั้งบาลี ทั้งแปล อธิบายสลับกับพระธรรมเทศนาได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง จะเป็นโมกขุปายคาถา และจตุรารักขกัมมัฏฐานก็ดี นับเป็นธรรมเทศนาประจําทีเดียว รวมทั้งขนบธรรมเนียมต่างๆ ท่านพระอาจารย์มั่นมักอ้างว่า “แบบพระจอมฯ แบบพระจอมฯ” ทํานองนี้เสมอๆ

เพราะเหตุนี้ ท่านจึงมีกฎบังคับไว้ว่า ผู้จะอยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์ทั้งสอง ต้องท่องนวโกวาท ๗ ตํานาน ๑๒ ตํานาน และปาฏิโมกข์ให้ได้ อย่างช้าให้เวลา ๓ ปี ถ้าไม่ได้ ไม่ให้อยู่ร่วมสํานัก ส่วนหนังสืออ่านประกอบนั้น วินัยมุข เล่ม ๑, ๒, ๓ และพุทธประวัติ เล่ม ๑, ๒, ๓ นอกจากนี้ห้ามอ่าน ถึงขนาดนั้น ท่านว่า หากได้อย่างว่าจะอยู่ในศาสนาก็พอจะรักษาตัวได้ ถึงจะไม่ได้ศึกษามาก ก็รักษาตนคุ้มแล้ว

ตัวอย่างเช่น ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ เป็นพระมหานิกาย มาขอศึกษาข้อปฏิบัติและขอญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุต ท่านพระอาจารย์มั่นว่า ให้ท่องปาฏิโมกข์ให้ได้ จึงจะญัตติให้ ท่านพระอาจารย์กงมาอ่านหนังสือไม่ออก เพราะไม่ได้เข้าโรงเรียน จึงเรียนปาฏิโมกข์ปากต่อปาก คําต่อคํา และหัดอ่านพร้อมกันไปด้วย ใช้เวลาถึง ๓ ปีจึงสวดได้ และอ่านหนังสือออก จึงได้มา ญัตติที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี โดย ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑

รูปที่สอง คือ ท่านพระอาจารย์ชอบ ฐานสโม ท่านท่องปาฏิโมกข์ ๘ ปี จึงสวดได้ 

และอีกรูปหนึ่ง คือ ท่านพระอาจารย์คําพอง ติสฺโส ก็อ่านหนังสือไม่ออก เพราะไม่ได้ เข้าโรงเรียน แต่ธรรมเทศนาของท่านไพเราะมาก 

ท่านทั้ง ๓ รูปนี้เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น มีผู้ถวายนามว่า “วีรบุรุษ” เหมือนครั้งพุทธกาล พระจักขุบาลเป็นวีรบุรุษในยุคนั้น

แม้ในเรื่องมังสวิรัติ ๑๐ อย่าง ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า ทําไมพระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม ท่านอธิบายให้ฟังว่า เนื้อมนุษย์ไม่เป็นค่านิยม ผู้รู้ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ทรงติเตียน เพราะความเป็นมนุษย์มีค่ามาก เกิดกินกันขึ้น มหันตภัยก็เกิดขึ้นแก่โลกไม่สิ้นสุด

สัตว์นอกจากนี้เป็นสัตว์อันตราย สมัยก่อนมีมาก พระออกธุดงค์บริโภคเนื้อสัตว์อันตรายเหล่านี้ กลิ่นของสัตว์จะออกจากร่างกายผู้บริโภค เช่น ฉันเนื้องู กลิ่นงูก็ออก งูได้กลิ่นก็จะเลื้อย มาหา นึกว่าพวกเดียวกัน พอมาถึงไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็ฉกกัดเอาเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ตั้งใจ เจริญสมณธรรมเลยไม่ได้อะไร ตายเสียก่อน พระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม

ต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองพํานักที่บ้านค้อ 

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านยังพํานักอยู่ที่ เสนาสนะป่าบ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเดินธุดงค์จากวัดป่ามหาชัย มาพํานักปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านทั้งสองเตรียมออกธุดงค์ไปทาง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ในระยะนี้ก็มีบรรดาศิษย์ได้ธุดงค์ติดตามมา ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม  ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ได้พาพระเณร มีหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ท่านเพิ่งอุปสมบท ได้ ๑ พรรษา ได้ร่วมเดินธุดงค์จากวัดสุทัศนาราม ในเมืองอุบลฯ มากราบท่านทั้งสอง 

พระราชนิโรธรังสี (เทสก์ เทสฺรํสี)  ได้บันทึกเหตุการณ์ต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ไว้ดังนี้ 

ท่านอาจารย์สิงห์ ได้พาพวกเราออกเดินทางไปนมัสการกราบท่านอาจารย์มั่น ที่ บ้านค้อ อําเภอบ้านผือ ขณะนั้นพระอาจารย์เสาร์ก็อยู่พร้อม เป็นอันว่าเรา (หลวงปู่เทสก์) ได้พบท่านอาจารย์ทั้งสองแลได้กราบนมัสการท่านเป็นครั้งแรกในชีวิต

ตกกลางคืน ท่านอาจารย์มั่นได้เทศนาอบรมพวกเราด้วยความเต็มอกเต็มใจในการที่ได้เห็นพวกเราเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะแล้วได้เห็นพระมหาปิ่น ผู้ซึ่งได้เคยปฏิญาณตนไว้ก่อนจะไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ เมื่อท่านได้ฟังพระธรรมเทศนาของท่านอาจารย์มั่นพร้อมกันกับพระอาจารย์สิงห์ที่เมืองอุบลฯ ว่า ผมไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ก่อน จึงจะออกปฏิบัติตามท่านอาจารย์มั่น ภายหลัง ส่วนตัวของเรานั้น ท่านคงได้ทราบจากท่านอาจารย์สิงห์เล่าให้ฟัง นอกจากนี้แล้วท่าน คงไม่ทราบ คืนวันนั้นเสร็จจากการอบรมแล้ว ท่านก็สนทนาธรรมสากัจฉากันตามสมควร จบด้วยการพยากรณ์พระมหาปิ่นแลตัวของเราในด้านความสามารถต่างๆ นานา…”

นอกจากมีคณะของท่านพระอาจารย์สิงห์แล้ว ก็มี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ ขณะเป็นพระภิกษุหนุ่ม ต่างบวช เพื่อมรรค ผล นิพพาน ต่างองค์ต่างออกธุดงค์เดินทางไกล เพื่อติดตามมาฟังธรรม ปฏิบัติธรรม กับท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองที่เสนาสนะป่าบ้านค้อแห่งนี้ โดยเฉพาะตั้งใจจะมาศึกษาธรรมกับ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งในกาลต่อมา แต่ละองค์ได้มาเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญ ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง”  ของวงกรรมฐาน 

โดยต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เมตตาอนุญาตให้ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้ญัตติเป็นธรรมยุต พร้อมกับหลวงปู่อุ่น ธมฺมธโร (วัดทิพยรัฐนิมิตร บ้านจิก อ.เมือง จ.อุดรธานี) หลวงปู่อ่อนท่านเล่าว่า

“ท่านหลวงพ่อทั้งสองก็ได้อนุญาตให้ญัตติเป็นพระธรรมยุต ตอนนั้นอายุได้ ๒๔ ปี พรรษามหานิกายได้ ๔ พรรษา ท่านหลวงพ่อใหญ่อาจารย์เสาร์ ท่านเป็นผู้ศรัทธาจัดหาเครื่องบริขาร ทุกอย่างให้ญัตติเลย ท่านหลวงพ่ออาจารย์ใหญ่มั่น ท่านสั่งให้ไปหาพระอาจารย์อุ่น มาให้ท่านแล้ว ให้ไปญัตติพร้อมกันเสียเลย

เมื่อพระอาจารย์อุ่นมากราบเท้าท่านแล้ว พระหลวงพ่ออาจารย์ใหญ่มั่นท่านศรัทธามอบเครื่องบริขารของท่านให้ครูบาอุ่น เมื่อต่างพากันได้บริขารสมบูรณ์แล้ว ได้ลาท่านหลวงพ่อทั้งสอง เดินทางมาวัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี กราบเท้า ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พนฺธุโล) ตั้งแต่เมื่อครั้งท่านได้รับสมณศักดิ์ที่พระครูชิโนวาทธํารง ขอญัตติกับท่าน เมื่อเดือน ๓ ขึ้น ๑ คํ่า ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ โดยมีท่านหลวงพ่อพระครูอดิสัยคุณาธาร (คํา อรโก) เจ้าคณะ จังหวัดเลย เป็นพระกรรมวาจาจารย์องค์เดียว ญัตติแล้วได้พากันลาอุปัชฌาย์กลับมากราบเท้า ท่านหลวงพ่อทั้งสองที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ศึกษาและฝึกหัดข้อปฏิบัติกับท่านไป จนได้เกิด ความรู้ ความฉลาด ตามวาสนาของตนจนตลอดพรรษา”

พํานักที่วัดพระบาทบัวบก พ.ศ. ๒๔๖๗

ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ต่างพาคณะศิษย์ธุดงค์มาภาวนาและเผยแผ่ธรรมทาง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี และ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พาคณะศิษย์ธุดงค์จากเสนาสนะป่า บ้านค้อ แวะมาพํานักที่วัดพระบาทบัวบก อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ในระยะนั้นท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ได้พาคณะเดินธุดงค์มาวัดพระบาทบัวบก โดยมี หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ร่วมติดตามมา ได้มากราบฟังธรรมท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ดังนี้ 

“ท่าน (หลวงปู่หลุย) ได้อยู่กับพระอุปัชฌาย์พอสมควร แล้วก็ได้เดินทางจาก จ.เลย กลับไปอยู่กับท่านอาจารย์บุญ ที่ อ.หนองวัวซอ อีก และได้ติดตามท่านพระอาจารย์บุญไปยัง วัดพระบาทบัวบก ณ ที่นี้เอง ที่หลวงปู่หลุยได้พบกับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และได้อยู่ปฏิบัติรับฟังโอวาทจากท่านพระอาจารย์เสาร์ โดยมีท่านพระอาจารย์บุญเป็นพระพี่เลี้ยงผู้ชี้แนะ ในข้อที่ท่านไม่เข้าใจอีกชั้นหนึ่งด้วย

จากนั้นท่านพระอาจารย์บุญ ก็ได้พาหมู่คณะศิษย์ พร้อมด้วยหลวงปู่หลุย ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ที่ท่าบ่อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย (ปัจจุบัน ท่าบ่อเป็นอําเภอ) คณะของท่านพระอาจารย์บุญ ได้อยู่อบรมรับฟังโอวาทและฝึกปฏิบัติธรรมกับ ท่านพระอาจารย์มั่น จนกระทั่งจวนเข้าพรรษา จึงได้พากันกลับมาจําพรรษาที่วัดพระบาทบัวบก”

หลวงปู่ตื้อ ขณะพักปฏิบัติธรรมที่วัดพระบาทบัวบกกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ–อาจารย์มั่น ท่านได้สร้างวีรกรรม โดยท่านพระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม หลานหลวงปู่ตื้อ เล่าไว้ดังนี้

“คราวเมื่อไปอยู่พระบาทบัวบก หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่บุญ หลวงปู่คํา เป็น พระผู้ใหญ่ คืนวันหนึ่งเจอหลวงปู่มั่นเทศน์ “การภาวนานั้นอย่าเอาจิตออกนอกขันธ์ ให้รวมจิตสบายๆ รู้จิตให้เห็นจิต ถ้าเอาจิตออกนอกขันธ์ไปดูนั้นดูนี้ เดี๋ยวระวังเป็นบ้านะ เหตุนั้นอย่าให้ออก อย่าให้ถอนจิตออกจากขันธ์ ถอนออกไปแล้วจิตจะเป็นบ้า” หลวงปู่มั่นเทศน์ไว้อย่างนั้น…

หลวงปู่ตื้อไม่เชื่อ ขอทดลองก่อน คืนนั้นท่านถอดจิตไปพรหมโลก พอเช้ามา หลวงปู่มั่น จึงดุว่า “ตื้อ เจ้านี้มันดื้อเนาะ ข่อย (ผม) บอก บ่ (ไม่) ให้เอาจิตออกขันธ์ เมื่อคืนนี้เทศน์ เจ้าก็ยัง เอาออกขันธ์อีก ว้า เจ้านี่เจ้าดื้อเนาะ เจ้าไปเมื่อคืนนี้ เจ้าได้ธรรมมาว่าจั่งได๋ (อย่างไร) มาเล่าให้ ข่อยฟังแหน่ (หน่อย)” ก็เลยเล่าให้ฟัง “กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ” ผู้เทศน์นี้ท่านบอก “เขาเล่าลือกันเป็นอรหันต์” “อันนี้เป็นกามาวจรภูมิ เป็นพรหมโลก กามาวจรํ ก็ยังติดอยู่ในกาม อยู่ กุสลํ คือ กามาวจรภูมิ ไม่ใช่โลกุตรภูมิ””

ท่านพระอาจารย์บุญ ท่านเป็นหลานของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น และเป็นพระกรรมวาจาจารย์ของ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ในคราวญัตติเป็นธรรมยุตพร้อมกัน เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ พัทธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมี ท่านเจ้าคุณ– อุบาลีฯ เป็นประธานสงฆ์ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) สมัยเป็น พระครูชิโนวาท– ธํารง เป็นพระอุปัชฌาย์ โดย หลวงปู่หลุย เป็นนาคขวา หลวงปู่ขาว เป็นนาคซ้าย

กล่าวถึง ท่านพระอาจารย์บุญ ท่านได้มรณภาพก่อนวัยอันควร เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ขณะจําพรรษาอยู่ที่วัดป่ามหาชัย ขณะมีอายุเพียง ๔๔ ปี พรรษา ๒๔ สาเหตุเพราะท่านไม่ค่อย เดินจงกรม และท่านอาพาธป่วยด้วยโรคปอด คือ วัณโรค เป็นไปตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้ทํานายไว้ว่า “ท่านบุญเป็นวัณโรค ต้องเดินจงกรมให้เก่งไม่งั้นชีวิตจะสั้น” หลวงปู่ขาว ได้เล่าถึงการมรณภาพของท่านพระอาจารย์บุญไว้ว่า “อาจารย์บุญ ท่านจะนอนเอานิพพาน แล้วท่านได้จริงๆ เพราะท่านมีความสุขุมคัมภีรภาพมากเวลาท่านมรณภาพ”

การด่วนมรณภาพจากไปของท่านพระอาจารย์บุญ เป็นคติหนึ่งที่ทําให้ครูบาอาจารย์นิยมการเดินจงกรม ซึ่งการเดินจงกรมเป็นการทําความเพียรภาวนาที่พระธุดงคกรรมฐานนิยมปฏิบัติกันมาแต่ครั้งพุทธกาล มาสมัยกึ่งพุทธกาล หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านก็นิยม การเดินจงกรมเป็นกิจวัตรประจําวัน ในบรรดาครูบาอาจารย์ศิษย์สายหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย และหลวงปู่ขาว ล้วนชอบและถนัดการเดินจงกรม จึงทําให้ท่านทั้งสามมีอายุยืน การเดินจงกรมมีประโยชน์มาก ครูบาอาจารย์ที่ชอบเดินจงกรม แม้ท่านอยู่ในวัยชราภาพจะต้องเกาะราวเดินและจะต้องมีพระศิษย์ช่วยพยุงก็ตาม ท่านก็ยังเดินจงกรม ท่านจึงมีอายุยืน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพักบําเพ็ญภาวนาที่วัดพระบาทบัวบกระยะหนึ่ง จากนั้นท่านพาคณะมาทาง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ด้วยท่านชอบพักตามวัดร้าง ซึ่งเป็นสถานที่เงียบสงัด ท่านจึง ได้มาพักที่วัดนํ้าโมง อันเป็นวัดร้าง 

ธรรมปีติ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านมาโปรดทาง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี และ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ท่านทั้งสองเน้นสอนธรรมพระไตรสรณาคมน์ แต่ในระยะนั้นมีการสอนธรรมปีติ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ จึงได้กราบเรียนถามการสอนธรรมปีติกับท่านพระอาจารย์มั่น ดังนี้

ในโอกาสการประชุมวันหนึ่ง ได้ขอโอกาสกราบเรียนเรื่องการปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์ใหญ่หลวงพ่อมั่นว่า “ตามที่ได้เคยเห็นอาจารย์ต่างๆ สอนกันมามีหลายแบบ มีการสอนธรรม ๔๐ ห้อง สอนธรรม มีข้ออาราธนาพระไตรสรณคมน์ อาราธนาพระไตรลักษณ์ สอนธรรมปีติ ครูผู้เข้าสอน เขาว่าเป็นธรรมพระอรหันต์ ดังนี้เป็นต้น ธรรมที่เขาสอนกันทั้งหลายนั้นเป็นธรรม อันพ้นทุกข์กันทั้งหมดหรือประการใด”

พระอาจารย์ใหญ่จึงย้อนถามว่า “ท่านเห็นเขาสอนกันมาเป็นอย่างไรเล่า”

เรียนท่านว่า “ธรรมอื่นเกล้าเห็นว่า คนนิยมกันว่าดีเป็นบุญใหญ่กันไปเท่านั้น ไม่เห็นมี แปลกอะไร เห็นมีแปลกอยู่ก็แต่ธรรมปีติ ที่ครูผู้สอนเขาว่า เป็นธรรมพระอรหันต์ นี้แหละ เขาเรียนกัน มีเกิดเป็นบ้า มีตัวสั่นเซ็น บางคนมีกระโดดโลดเต้นตึงๆ ตังๆ ปากพูดดู้ดี้ๆ พูดไปทั่ว ต่างๆ นานา ปฏิบัตินานไปมีคนเขาว่าเป็นบ้ากันไปก็มี

ก่อนจะเข้าเรียนกับครู เขาเตือนกัน ให้พวกลูกศิษย์ที่จะเข้าเรียนนั้นให้แต่งเครื่องธูปเทียน ให้ได้คนละมากๆ และกําหนดนํ้าหนักของขี้ผึ้งด้วย เพื่อจุดบูชาและเพื่อยกครูด้วย แล้วครูสอนเขาสอนให้พวกศิษย์ภาวนาบริกรรม อะระหัง นี้คําหนึ่ง แล้วแนะให้พวกศิษย์ของเขาค้นหา วัตร ๖ กก ๕ สีมา ๘ พ่อนอกแม่นอก พ่อในแม่ใน อุปัชฌาย์อาจารย์สวดขวาซ้ายนอก อุปัชฌาย์อาจารย์สวดขวาซ้ายใน เป็นต้น นี้เขาว่าเป็นธรรมอะไรขอรับ ปฏิบัติไปหรือผู้ปฏิบัติจะเป็นการพ้นทุกข์ หรือไม่”

พระอาจารย์ใหญ่ท่านได้ยกคําถามข้อนี้ขึ้นเป็นอุเทศ เป็นหลักฐานในการเทศนาของท่านว่า “เรื่องธรรมของท่านถามดังนี้ พระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กันตสีโลเถระ ท่านได้เรียนจากครูต่างๆ มามาก ผมได้ออกปฏิบัติมาพบกับท่าน ผมรู้ ผมมาแก้ท่านเอาอยู่ ๓ ปี พระอาจารย์ท่าน จึงตกลงเห็นด้วย ผมจึงได้เลิกสอนธรรมต่างๆ มาเวลานี้ จึงได้สอนกันแต่ให้ถึงไตรสรณคมน์กันเท่านั้น ตามแบบเดิมของพระองค์ สอนกันสืบมาอยู่เท่านี้ 

เพราะธรรมอื่น พวกอาจารย์สอนกันมานั้น สอนกันเพื่อเป็นการหลอกลวง คนผู้หวังเพื่อ เป็นทางหากินของอาจารย์ผู้สอนกันทั้งนั้น และแบบของพระองค์สอนพวกลูกศิษย์ที่เป็นสาวก เข้าบวชในพระศาสนาของท่าน ก็มีแต่ท่านสอนให้ถึงพระไตรสรณคมน์กันเท่านั้น เช่น หมู่พวกเราบวชกันมา ก็มีแต่ขอถึงพระไตรสรณคมน์กันเท่านั้น ก็เป็นอันว่า เป็นผู้ควรแก่ปฏิบัติ พระธรรมวินัย ให้สมบูรณ์พ้นทุกข์กันได้แน่นอน

ธรรมปีติที่ท่านว่า มีอาจารย์เขาสอนกันนั้น ครูผู้เขาสอนกันเป็นต้นมานั้น เขาอยู่จังหวัดสุรินทร์ เขาเป็นคฤหัสถ์ สอนกันเป็นบ้าตั้งมากๆ เมื่อลูกศิษย์เป็นบ้าแล้ว อาจารย์เลยไม่รู้จักแก้ไข ลูกศิษย์ให้หายได้เลย ธรรมปีติจะไปเรียนไปขึ้น ขออาราธนาเอาเองได้อย่างไร เพราะปีติ มันเกิดจากภาวนา จิตรวมลงเป็นสมาธิต่างหาก เมื่อไม่รวมแล้ว ใครจะไปขอร้องอาราธนา ให้ปีติมันเกิดขึ้นสักเท่าไร ปีติมันก็ไม่เกิดขึ้นมาให้ดอก”

สุดท้ายท่านอาจารย์ว่า “ท่าน ถ้าหากว่าหมู่ผู้ปฏิบัติอยู่กับผม ไม่ต้องให้กลัวเรื่องมันจะเกิดเป็นบ้ากันเลย ถ้าหมู่เป็น ผมรับรอง แก้ให้หมู่หายได้ แต่หมู่เชื่อผมเตือน มันจึงจะหาย ก็เราภาวนาจิตรวม เกิดมีความสบายปลอดโปร่งดีอยู่ และเกิดความรู้เห็นอะไร ใจก็รู้ชัดแจ่มแจ้งเหมือนลืมตาเห็นรูป ใจก็รู้รูปแจ้งชัดอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นบ้าอะไรกัน เหตุนั้นจึงให้หมู่ปฏิบัติไปเถิด ใจจะได้ เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์จริงแน่ทีเดียว อันใจเป็นบ้านั้น เมื่อปฏิบัติไป ใจมันเกิดไม่สบาย มีอาการกระวนกระวาย เป็นเครื่องบอกว่าตัวเกิดเป็นบ้าขึ้นมาเช่นนั้นได้

ตัวเองก็ต้องรู้ตัวเองว่าเป็นบ้า ตัวก็ต้องละการปฏิบัตินั้นเสีย มาจบอยู่กับภาวนา เอาจิต จดจ่ออยู่กับคําภาวนา บริกรรมภาวนานั้นไปไม่นาน ความกระวนกระวายจะเกิดเป็นบ้านั้น มันก็ จะหายไป ใจมันก็สบายขึ้นมา มันจะมีอะไรมาเกิดให้เราเป็นบ้าอีก เมื่อมันยังไม่หายอยู่ ก็ให้ยกเอาคําวิปัสสนาขึ้นมาตัดมันว่า

สพฺเพ สงฺขารา สพฺเพ สญฺญา อนิจฺจา

สพฺเพ สงฺขารา สพฺเพ สญฺญา ทุกฺขา

สพฺเพ สงฺขารา สพฺเพ สญฺญา อนตฺตา

๓ คํานี้ จับเอาคําใดคําหนึ่งขึ้นมาภาวนา หรือจะเอาหมดทั้งสามคํานี้ภาวนาไปเลยก็ได้ จับเอาคําภาวนาขึ้นมาตัดลม อาการเป็นบ้าจะขาดหายไปเลย ความจะเป็นบ้าอยู่ในใจมันตั้งอยู่ ไม่ได้ดอก”

ท่านได้เทศนาไปมาก ฟังได้หลักทางปฏิบัติอย่างสําคัญใหญ่หลวงเลย แล้วท่านอาจารย์ก็ สั่งเลิกประชุมกัน

ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองสอนแต่ธรรมพระไตรสรณคมน์

วันหลังเมื่อฉันบิณฑบาต ก็ได้เห็นพ่อออกลุงอาจารย์อ่อนสี ผู้เป็นครูสอนธรรมะให้แม่ออกและแม่ออกพร้อมด้วยพวกญาติอีกมาก เดินตามกันออกมาเพื่อถวายจังหัน ทั้งอยากมาฟังการสนทนาธรรมของอาจารย์อ่อนสี นักปราชญ์ใหญ่จะได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่อ่อน

เมื่อฉันบิณฑบาตเสร็จ พ่อออกลุงก็ได้ทําการปราศรัย ถามข่าวคราวว่า ไปเที่ยวถึงไหน ได้พบพระอาจารย์ไหนบ้าง ได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ทั้งหลาย ท่านสอนได้ความมาว่า อย่างไร นิมนต์เล่าให้พวกญาติฟังบ้างเถิด พวกญาติบางผู้ก็จะได้มีใจสว่างขึ้นบ้าง ท่านพี่ก็ได้ ปราศรัยกับพ่อออกลุงไปบ้างบางประการ สุดท้ายท่านพี่ก็ได้สรรเสริญพระอาจารย์ใหญ่มั่นได้สอนธรรมพระไตรสรณคมน์ ให้ญาติโยมทาง อ.ท่าบ่อ และ อ.บ้านผือ ได้ปฏิบัติกันเป็นที่น่า เลื่อมใส เวลาท่านพี่พูดเรื่องพระไตรสรณคมน์อยู่ พิจารณาดูพ่อออกลุงแกได้ยิน แกทําหน้าเป็นอาการเฉยๆ พอท่านพี่พูดจบความ พ่อออกลุงแกจึงพูดขึ้นว่า 

“ธรรมพระไตรสรณคมน์ กับ ธรรมพระอรหันต์ ที่พ่อออกลุงสอนหมู่อยู่นี้ก็ดีเหมือนกัน เป็นธรรมอันเดียวกันนั่นแหละ ก็ธรรมพระไตรสรณคมน์เป็นธรรมพระพุทธเจ้า ธรรมปีติเป็นธรรม พระอรหันต์ เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้านั่นเอง จะไม่ใช่ธรรมอันเดียวกันอย่างไรเล่า เมื่อคํ่าวันนี้แม่เฒ่าไปพูดว่า อยากออกจากธรรมปีติ อยากมาขึ้นอยู่กับธรรมพระไตรสรณคมน์กับพวกลูก คือพวกคุณหลานนี้ ลุงก็ไม่ว่า เพราะเป็นธรรมอันเดียวกัน ดีเหมือนกัน ความจริงมันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดอก ถ้าปฏิบัติไม่ได้แล้ว ธรรมใดไม่ดีทั้งนั้นแหละ ถ้าปฏิบัติดีอยู่แล้ว ธรรมใดก็ดีหมด นั่นแหละ”

นี่เป็นจุดเริ่มต้นพูดกัน ท่านพี่กับพ่อออกลุงพูดกันเรื่องธรรมปีติและธรรมพระไตรสรณคมน์ ตั้งแต่ฉันจังหันเสร็จไปจนถึง ๔ โมงเช้า แม่ออกเห็นจะรําคาญใจจึงพูดขึ้นว่า “สําหรับคุณลูกผู้ใหญ่ให้หยุดพูดเสียก่อน ให้คุณลูกผู้น้อยพูดกับพ่อออกลุงดูที” ท่านพี่จึงหยุดพูด

หลวงปู่อ่อนจึงได้พูดขึ้นว่า “เออ ! พ่อออกลุง อย่าได้เสียใจเลย เวลานี้เป็นเวลาสนทนาธรรมกัน ขอให้พ่อออกลุง ถือว่าอาตมาทั้งสองนี้เป็นหลานของพ่อออกจริงก็แล้วกัน หลานทั้งสองเกิดทีหลัง ความรู้ ความฉลาดไม่เท่าพ่อออกลุงอยู่ดีล่ะ จึงจําเป็นหลานทั้งสองขออภัยในเรื่องที่พูดกันต่อไปนี้แต่ต้นเสียก่อน”

หลวงปู่อ่อน จึงเริ่มพูดต่อไปว่า “ธรรมปีติที่พ่อออกลุงว่าเป็นธรรมอันเดียวกันกับธรรม พระไตรสรณคมน์นั้นถูก แต่เป็นธรรมเกิดแฝงธรรมพระไตรสรณคมน์ ทั้งไม่ใช่ธรรมปีติเป็นธรรมพระอรหันต์ ธรรมพระไตรสรณคมน์เป็นธรรมพระพุทธเจ้า เหมือนพ่อออกลุงว่านั้น พระพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ ก็ได้ตรัสรู้ธรรมพระไตรสรณคมน์ แล้วท่านนําเอาธรรมพระไตรสรณคมน์ไปสอนพวก ปัญจวัคคีย์

เมื่อพระองค์เทศนาธรรมจักรจบลงแล้ว พระอัญญาโกญฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ได้สําเร็จพระโสดา แต่พวกสี่องค์นั้นเพียงแต่ได้ความเลื่อมใส ได้ถึงพระไตรสรณคมน์เท่านั้น นี่เป็นหลักบอกว่าพระองค์ตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ตามพระไตรสรณคมน์ ท่านจึงนําความรู้ของท่านไปเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ก็เทศนาให้ปัญจวัคคีย์ถึงไตรสรณคมน์ เป็นต้นมา

ดังพระองค์ทรงอนุญาตให้อัครสาวกทั้งสอง รับกุลบุตรเข้าบวชในลัทธิศาสนาของพระองค์ พระองค์อนุญาตให้อัครสาวกสอนธรรมพระไตรสรณคมน์ให้แก่กุลบุตรให้ถึงแล้ว ก็ให้เข้าหมู่ พระสงฆ์ขึ้นได้ในศาสนาของพระองค์ดังนี้เป็นต้นไป ไม่เห็นพระองค์ทรงอนุญาตให้อัครสาวกสอนธรรมปีติทางไหนเลย

หรือพระองค์อนุญาตให้พุทธสาวกอื่น รับกุลบุตรเข้าบวชในศาสนาของพระองค์ มีอนุญาตให้พระมหากัสสปะ เป็นต้น ก็ทรงอนุญาตให้ปฏิญาณถึงพระไตรสรณคมน์ก่อน แล้วจึงขอบรรพชาเป็นสามเณรและพระอุปัชฌาย์สอนกรรมฐานให้ เสร็จแล้วก็ไปนุ่งผ้าห่มผ้ากาสาวะเข้าครองศีล เป็นการปฏิบัติในความอยู่เป็นสามเณรไปดังนี้ เป็นต้น ไม่เห็นพระองค์ให้ขอถึงธรรมปีติกันที่ไหน อีกเล่าพ่อออกลุง”

พ่อออกลุงแกพูดขึ้นว่า “คุณหลานพูดมานั้นถูก แต่เหตุใดธรรมที่พระองค์บัญญัติไว้ให้ คนขึ้นคนเรียนเป็นแบบเป็นแผน คือมีมากเข้าเป็นธรรม ๔๐ ห้อง ก็คือ มีธรรมพระไตรลักษณญาณ ธรรมปีติ ๕ อนุตตริยะ ๖ ธรรมวิปัสสนาญาณ ๙ อย่างนี้ พ่อออกลุงก็คือว่ามีอยู่ คุณหลานเห็น จะต้องเรียนไปไม่ถึงดอกกระมัง แกก็พูดไปในเรื่องธรรมที่กล่าวมา นั่นเป็นสิ่งเป็นอัน ใครเรียน ธรรมวิเศษ มีฤทธิ์มีเดชไปอย่างนั้น ดังธรรมปีติ ๕ ผู้ว่าเรียนก็เกิดรู้เห็นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้นนะคุณหลาน อย่าไปว่าแต่ธรรมพระไตรสรณคมน์ดีวิเศษหลาย แหม ! คุณหลานข้า มองดูคนทั้งหลายที่เขามาฟัง เขาเพลินจนเขาอยากปีบอยากโฮเป็นส่วนมาก”

พ่อออกลุงแกอธิบายของแกไปจนชั่วโมงกว่าโน้นแหละ จึงได้ขัดกับพ่อออกลุงขี้นว่า 

“พ่อออกลุงว่า ธรรมของพระองค์มีมากนั้นก็จริงล่ะ ไม่ใช่มีเท่าพ่อออกลุงว่าเลย หลาน ได้ยินท่านผู้รู้พูดให้ฟังมาว่า ธรรมของพระองค์มีมากตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์โน้น แต่หลานก็ยัง ไม่รู้ดอกว่า ธรรมอะไรต่ออะไรรวมกันบ้าง จึงพอ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่ว่าหลานได้ศึกษา กับพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่นมา ท่านสอนหลานว่า ธรรมทั้งหลายตลอด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น พระองค์แจกออกไปจากพระไตรสรณคมน์สามนี้ทั้งนั้น พระไตรสรณคมน์ สามนี้เป็นที่รวมไว้ซึ่งธรรมทั้งหลายหมด 

พระอาจารย์ทั้งสอง ท่านสอนให้หลานเข้าใจมาเช่นนี้ หลานจึงว่า ธรรมพระไตรสรณคมน์เป็นหลักฐานเป็นธรรมอันมีสาระแก่นสารกว่าธรรมทั้งหลายอื่น

เพราะการขึ้นเรียนธรรมทั้งหลายนั้น ท่านอาจารย์ใหญ่เสาร์ท่านได้ประกาศลูกศิษย์ ของท่าน มีอาตมาองค์หนึ่งได้ยินว่า ท่านได้เรียนธรรมทั้งหลาย ได้ยกเครื่องบูชาเรียนกับครูมามาก ธรรม ๔๐ ห้อง และธรรมทั้งหลาย ดังพ่อออกลุงพูดไปเมื่อตะกี้นี้ พระอาจารย์ใหญ่เสาร์ก็ได้เรียนยกครูด้วยเครื่องบูชามากับครูของท่านมาหมดแล้ว แต่พระอาจารย์ทั้งสอง คือพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ และพระอาจารย์ใหญ่มั่น ได้มาพิจารณาดูกัน พระอาจารย์มั่นท่านรู้ว่า ธรรมอื่นไม่เป็นของจําเป็นจะแต่งเครื่องบูชาขึ้นกับอาจารย์ ให้อาจารย์สอนเลย

เพราะเป็นธรรมอุบายอันพระองค์รับเอาสาวกด้วย เอหิ ภิกขุ ให้เข้ามาอยู่ในสํานักของพระองค์แล้ว ท่านแนะอุบายกรรมฐานให้สาวกลูกศิษย์ของท่านนําไปปฏิบัติกัน ให้จิตเป็นสมาธิสมาบัติกันขึ้นเท่านั้น ขึ้นกับอาจารย์ อาจารย์สอนให้ศิษย์ ไม่มีอาราธนาอย่างธรรมปีติ ธรรม พระไตรสรณคมน์ ธรรมสารพัดธรรม ธรรมจะไปขอเอาได้ง่ายๆ ความพ้นทุกข์ มันไม่อดแหละ เช่น ธรรมปีติจะเกิดขึ้นในบุคคลได้ก็ต้องอาศัยคนนั้นตั้งใจปฏิบัติธรรม คุณพระไตรสรณคมน์ให้จิตรวมเป็นสมาธิลงได้เสียก่อน ปีติ ๕ อันใดอันหนึ่ง ก็จะเกิดขึ้นในจิตของบุคคลผู้รวมอยู่นั้นขึ้นมาได้ 

เมื่อใครทําจิตยังไม่รวมเป็นสมาธิได้แล้ว จะไปอาราธนาขอเรียกเอาปีติใดให้มันเกิดจนตายเท่าใดชาติ ปีติมันก็ไม่เกิดขึ้นมาให้ดอก อันธรรมปีตินี้ ก็หากมีแบบว่าให้บุคคลขึ้นกันเรียนกัน แต่ไม่เห็นมีบอกคําภาวนากันว่าอย่างไร คําสอนให้ผู้ขึ้นธรรมปีติ ภาวนาก็ว่า อะระหังๆ หรือว่าสัมมาอะระหัง ในพุทธานุสติเอาคุณพระพุทธเจ้าเป็นหลักจําอยู่จึงว่า ธรรมใดจะนอกเหนือไปจากธรรมพระไตรสรณคมน์นี้ ไม่มีเลย แบบของพระองค์และพระสาวกของพระองค์ท่านสอนกันมา ก็มีแต่สอนให้ถึงพระไตรสรณคมน์กันเท่านั้นก็พอแล้ว

ธรรมอื่นเป็นแต่แนะสอนให้ลูกศิษย์ของท่านไปเลย อันแบบขึ้นกันเรียนกันมานี้แบบเดิมของพระองค์สอน ไม่เห็นมีในผูกในมัดใดเลย เห็นจะเป็นด้วยอาจารย์ต้องการสอนศิษย์เพื่อเป็น อาชีพกับลูกศิษย์ เพื่อเป็นการเลี้ยงตัวใช้สอยสิ่งในตัวให้ง่ายกันนั้นเสียโดยมาก จึงตั้งแบบสอนให้มีขึ้นกันกับพระอาจารย์มานั้น พระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองสอนอาตมาให้รู้มาว่าดังนี้แหละ พ่อออกลุง พ่อออกลุงจะว่าอย่างไรก็ขอให้ว่าไปเลย”

เวลาพูดและอธิบายธรรมอยู่นั้น มองดูหน้าพ่อออกลุงหน้าตายมาแต่นานแล้ว เมื่อแกจะพูดต่อไป ดูเหมือนมีตัวสะเดิด (สะดุ้ง) ตื่นนอนหลับทั้งแรงเลย

แกพูดกับหมู่ขึ้นว่า “หมู่ทั้งหลาย คุณหลานได้พูดอธิบายธรรมมานี้ เป็นธรรมมีแบบแผน เป็นธรรมมีหลักฐาน เป็นของพวกเราผู้หวังความพ้นทุกข์ ควรจดจําเอาไว้ปฏิบัติแท้ทีเดียว”

แกพูดกับแม่ออกว่า “แม่เฒ่านี้มีบุญมาก ลูกของแม่เฒ่าคนนี้เป็นลูกอันประเสริฐทีเดียว  ได้ไปเที่ยวแสวงหาธรรมของดีอันประเสริฐ มาโปรดสอนพ่อแม่และพวกญาติใครๆ ให้เข้าใจ สิ้นความสงสัย ความข้องใจ ได้ปฏิบัติเอาตนให้พ้นทุกข์ด้วย แม่เฒ่าจะออกจากธรรมปีติทั้ง ๕  ของลุงไปขึ้นอยู่กับธรรมพระไตรสรณคมน์ คุณลูกของเฒ่าก็ดีแล้ว ส่วนลุงเวลาต่อไปจึงจะขึ้น ธรรมพระไตรสรณคมน์ภายหลังดอก”

หลวงปู่อ่อนจึงว่า “นั่นแหละพ่อออกลุง พระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองท่านได้เรียนธรรมปฏิบัติมามาก ท่านได้พิจารณาตรองดูเห็นว่า ธรรมอื่นไม่จําเป็นจะขึ้นจะเรียนกัน มีพิธีการยกครู ยกทะลาย ให้เป็นการลําบากชักช้าแก่การปฏิบัติดําเนินใจเข้าสู่วิปัสสนาธรรมชั้นสูง ครั้นผู้ปฏิบัติเอาตนให้พ้นทุกข์เสียเปล่าดอก ท่านจึงได้หยุดพิธีการสอนธรรมทั้งหลายนั้นเสีย ท่านจึงมาสอนแต่ธรรมพระไตรสรณคมน์กันอยู่เท่านั้น 

อันธรรมพระไตรสรณคมน์นี้คือ พุทฺโธ  ธมฺโม  สงฺโฆ

คําพวกเราว่า ใจรู้ สว่าง ดังนี้ คําพระพุทธเจ้าว่า ธมฺโม

คําพวกเราว่า ใจรู้ สว่าง คําพระพุทธเจ้าว่า สงฺโฆ

คําพวกเราว่า ใจรู้ข้อปฏิบัติดี รู้ปฏิบัติเอาตนพ้นทุกข์ จึงว่าใจดวงเดียวมีพร้อมบริบูรณ์ทั้ง ๓ รัตนะ ให้ผู้ขอถึงไตรสรณคมน์แล้วให้ปฏิบัติเอาตนของตน คือ ให้เอาใจรู้ของตนนั้น รักษา กายวาจาของตนให้เป็นศีล เอาใจรู้ของตนนั้นระลึกคําภาวนาขึ้น เข้าใจรู้ จับจดจ่ออยู่กับคําภาวนานั้น จนใจรู้นั้นรวมอยู่เป็นหนึ่ง เกิดเป็นแสงสว่างขึ้นมาได้

หลวงปู่อ่อนกล่าวถึงหลวงปู่เสาร์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านไม่พูด ไม่เทศน์ ถ้าท่านเทศน์ ท่านเทศน์นิดเดียว เอา ! ฟังเทศน์ พากันตั้งใจฟังเทศน์ กายสุจริต วาจาสุจริต มโนสุจริต พากันตั้งใจรักษากาย ให้บริสุทธิ์ รักษาวาจาให้บริสุทธิ์ รักษาใจให้บริสุทธิ์ เอวังฯ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ มีลูกศิษย์ของท่านมากมาย ท่านนําหมู่คณะเดินธุดงค์เพื่อทรมานกิเลส ฝึกความเพียร ลูกศิษย์พระกรรมฐานจึงมาก สามเณรที่อยู่กับท่าน จะบวชเป็นพระภิกษุ ต้องท่องปาฏิโมกข์ให้ได้เสียก่อน ถ้าท่องไม่ได้จะไม่อนุญาตให้บวช

ท่านพูดคําไหนคํานั้น มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ พูดคําสัตย์จริง ท่านพูดน้อย กับลูกศิษย์ลูกหา ท่านไม่พูดมาก ท่านจะมาตรวจดูข้อวัตรว่า นํ้าในโอ่งมีไหม? ฟืนมีไหม? แล้วท่านก็เข้าทางจงกรม ทําความเพียรปฏิบัติให้ลูกศิษย์ดู

คําสอนของท่านนั้นคือ ความเพียร ธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ สอน “พุทโธ” คําเดียว แต่ความเพียรของท่านเป็นการพ้นทุกข์ ความเพียรของท่านเป็นธรรมเทศนา

ความเพียรของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นยอด เมื่อท่านฉันเสร็จท่านเดินไปที่กุฏิ เอากานํ้า สะพายย่ามไปทางจงกรม จนถึงเวลาทําข้อวัตร

ท่านอาจารย์เสาร์นั้น ท่านจะไม่นั่งในที่นอน ท่านจะไม่นอนในที่นั่งสมาธิ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเป็นผู้ริเริ่มการถือ ธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ และออกธุดงค์เพื่อคิดค้นธรรมะจากการปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจัง จนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง

การประพฤติตามจรรยาแห่งพระวินัยแล้วนับว่าท่านปฏิบัติอย่างเคร่งครัดยิ่ง ไม่ยอมให้ตัวท่านเองและศิษย์ล่วงละเมิดวินัยแม้แต่เรื่องเล็กน้อย ท่านจึงมีความบริสุทธิ์งดงาม ตลอดประวัติชีวิตของท่าน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านจะใช้สิ่งของต่างๆ อย่างประหยัดมัธยัสถ์ เช่น ผ้าที่ญาติโยมนํามาถวายท่าน ท่านจะไม่ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ผ้าที่ท่านใช้ ท่านจะเย็บปะชุนแล้วปะชุนอีก ท่านจะนําผ้าที่ญาติโยมถวายนั้นมาปูนอนที่นอนก่อน เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับบรรดาพระเณรที่ไปขอท่าน เพื่อนํามาตัดเย็บฟอกย้อมผ้านุ่งห่มต่างๆ 

พรรษา ๔๕ พ.ศ. ๒๔๖๗ จําพรรษาวัดพระงาม อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย 

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ก่อนเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พร้อมพระเณรลูกศิษย์ที่ติดตามได้ธุดงค์ประกาศธรรมในเขต อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี และ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ในปีนี้พอเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้พักจําพรรษาที่ วัดนํ้าโมง บ้านนํ้าโมง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย นับเป็นพรรษาที่ ๔๕ ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไปพักจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี 

วัดนํ้าโมง เป็นวัดเก่าแก่และเป็นวัดร้าง มีพระพุทธรูปเก่าสร้างในสมัยอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งได้ชํารุดทรุดโทรมไปมาก มีสภาพเป็นป่าเป็นดง มีธรรมชาติอันร่มรื่น เป็นที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะ เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ธุดงค์ มาบุกเบิกช่วยกันบูรณะวัดและซ่อมแซมพระพุทธรูปเก่าให้สวยงามดังเดิม เมื่อชาวบ้านชาวเมือง ได้ไปเห็นพระพุทธรูป ต่างก็กล่าวชื่นชมว่า งามแท้ ภายหลังจึงพากันเรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดพระงาม และปัจจุบันเรียกชื่อว่า วัดพระงามศรีมงคล 

วัดพระงามศรีมงคล ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ธุดงค์มาบุกเบิก ในกาลต่อมา ท่านพระอาจารย์อ่อนสี สุเมโธ ซึ่งเป็นพระศิษย์ ท่านได้มาเป็นเจ้าอาวาส ได้พัฒนาวัดมาโดยลําดับ จนเป็นวัดที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองอีกแห่งหนึ่งใน อ.ท่าบ่อ สําหรับพระพุทธรูปเก่าที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองได้ร่วมกันบูรณะซ่อมแซมใหม่องค์นี้ ได้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็น พระประธานในพระอุโบสถของวัดมาจนทุกวันนี้

ในเขต อ.ท่าบ่อ เดิมมีสภาพพื้นที่เป็นป่าเป็นดง เป็นที่วิเวกเงียบสงัดสัปปายะเหมาะกับ การบําเพ็ญสมณธรรมอีกแห่งหนึ่งของพระธุดงค์ พระเถระทั้งหลายที่น้อมกราบถวายตัวเป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง อาทิเช่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ท่านพระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ท่านพระอาจารย์กว่า สุมโน ฯลฯ ท่านเหล่านี้มีความตั้งใจแน่วแน่ ที่จะอยู่ปฏิบัติตามแนวทางที่ได้รับฟังโอวาทมาอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เป็นนักรบธรรมเดนตาย ซึ่งต่างองค์ต่างได้รับผลทางใจเป็นอย่างสูง ตามภูมิจิตภูมิธรรมของแต่ละองค์ และต่อมาก็เป็น กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานที่ออกเผยแผ่ธรรมไปทั่วประเทศไทย

ตามปรกติ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พอออกพรรษาในหน้าแล้ง ท่านจะออกบุกเบิกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ตามสถานที่ใหม่ๆ แต่หากมีงานสําคัญๆ ทางพระพุทธศาสนา เป็นงานของหมู่คณะ ท่านทั้งสองก็เมตตาไปร่วมงาน ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ท่านรับอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ท่านไปร่วมงานผูกพัทธสีมา พระอุโบสถ วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี 

หลวงปู่ขาวออกธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองจนพบ

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านออกบวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกายมาได้ ๖ พรรษา ท่านตั้งใจออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ซึ่งในสมัยนั้นเต็มไปด้วย อุปสรรคต่างๆ ขวางกั้น แต่ใจของท่านก็ไม่ย่อท้ออ่อนแอหรือยอมแพ้ เป็นคนใจเด็ดกัดเพชรแหลกเป็นผุยผง ใจของท่านจึงเข้ากับใจของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นได้เป็นอย่างดี 

หลวงปู่ขาว ก่อนออกติดตามท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ท่านได้ยินว่า สมัยนั้นหาพระ ที่จะปฏิบัติพระธรรมวินัยโดยถูกต้อง เกือบหาไม่ได้ แต่ก็ได้ยินข่าวแว่วๆ ว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นเท่านั้นที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แต่ก็ไม่รู้ข่าวคราวของ ท่านทั้งสองอยู่แห่งหนตําบลใด ท่านดําริอยู่ในใจหาอุบายที่จะออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม ตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา ท่านไม่ได้จําวัด (นอน) กับหมู่คณะ กลางคืนลงไปจําวัดอยู่ในโบสถ์ ในระยะนี้ท่านฝึกหัดนั่งสมาธิและเดินจงกรมเอง โดยท่านเทศน์ไว้ดังนี้ 

“นั่งภาวนามันก็ไม่สงบสงัดให้ เลยเข้าไปอยู่ในโบสถ์ นั่งทําสมาธิ พระกรรมฐานท่านเฮ็ด (ทํา) ยังไงหนอ อาจารย์มั่น อาจารย์สิงห์ ก็ไปอยู่อุดรฯ ออกเดินจงกรม เดินจงกรมหลายๆ นี่เฮ็ด ยังไง เดินจงกรมก็คิดเอา เดินปิดตาไป เดินไปๆ มันจะล้ม แล้วมันก็ล้มลง หมาเห่าว้อ หมามันตื่น”

ในสมัยนั้นชื่อเสียงกิตติศัพท์ กิตติคุณของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวาง หลวงปู่ขาวท่านมีความมุ่งมั่นปรารถนาต่อมรรคผลนิพพานมาก เมื่อท่านทราบข่าวจึงมีความสนใจเป็นอย่างยิ่ง พลางตั้งปณิธานไว้ว่า เราจะต้องเดินทางไปหา ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองให้พบและกราบถวายตัวเป็นศิษย์ให้จงได้ พอทราบข่าวว่าท่านทั้งสองพักอยู่ที่เสนาสนะป่าท่าบ่อ จ.หนองคาย จึงออกติดตาม 

ช่วงที่หลวงปู่ขาวธุดงค์ไปหาท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองนั้น อยู่ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ในเวลานั้นการคมนาคมไม่สะดวก รถราไม่มีให้เห็นแม้แต่รูปร่าง ท่านต้องเดินด้วย เท้าเปล่าๆ จากวัดบ่อชะเนง อ.อํานาจเจริญ จ.อุบลราชธานี ไปวัดที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ซึ่งมีระยะทางไกลมากหลายร้อยกิโลเมตร ท่านสู้อุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงไปตามลําดับ จนลุถึงพระธาตุพนม จ.นครพนม โดยหลวงปู่ขาวเทศน์ถึงสาเหตุหนึ่งที่สนับสนุนการออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมของท่าน

เมื่อออกจากพระธาตุพนมแล้ว ท่านก็ได้เดินธุดงค์วิเวกป่าเขาลําเนาไพรตามลําดับเรื่อยไป เพื่อสืบเสาะหา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จนบรรลุ ถึงเขต อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ท่านได้หยุดพํานักอยู่กับหลวงพ่อแดง ซึ่งเป็นพระผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในละแวกนั้น ท่านตั้งใจจะศึกษาหาความรู้ในด้านพระธรรมวินัยให้แตกฉานยิ่งขึ้น แต่กระนั้น ก็ไม่เป็นผลดังใจมุ่งหวัง เพราะหลวงพ่อแดงท่านเป็นนักปฏิบัติในทางอภินิหาร มีการก่อสร้าง ทางวัตถุสถานเป็นส่วนมาก ซึ่งขัดกับที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพระธุดงคกรรมฐาน ผู้มุ่งอรรถ มุ่งธรรม จะต้องไม่ยุ่งกับวัตถุสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย ยิ่งกว่าสติปัญญา ศรัทธา ความเพียร 

หลวงปู่ขาว ท่านจึงได้กราบลาหลวงพ่อแดง แล้วก็ออกเดินธุดงค์ต่อไปยัง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย เพราะได้ทราบข่าวว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น พํานักอยู่ ณ เสนาสนะป่าท่าบ่อ พอไปถึงวัดศรีชมภูองค์ตื้อ อ.ท่าบ่อ ท่านได้ไปอธิษฐานกับพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ที่ชาวไทยและชาวลาวให้ความเคารพบูชามาก โดยท่านตอกยํ้าอีกว่า 

“ขอให้ได้บวชแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วได้บวชอีกจนตายไปทุกชาติ จนกว่าจะ พ้นทุกข์ อย่าให้ข้าพเจ้าได้สึก อย่าให้มีความกําหนัดยินดีในกามทั้งหลาย นั่นแหละ เกิดมา บ่ (ไม่) ทุกข์ ไม่มี”

เมื่อหลวงปู่ขาวเดินทางไปถึงเสนาสนะป่าท่าบ่อแล้ว จึงได้ทราบว่าท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองรับอาราธนานิมนต์ไปงานผูกพัทธสีมาที่วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี ท่านจึงได้หยุด พักรอคอยท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองอยู่ ณ ที่นั้นเอง

กําหนดการงานผูกพัทธสีมา วัดโพธิสมภรณ์ ระหว่างวันที่ ๖ – ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ โดยมี พระศาสนโสภณ (เจริญ ญาณวโร) เจ้าคณะรองคณะธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทรา–วาส กรุงเทพมหานคร เป็นประธานในการผูกพัทธสีมา และมีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) พระเทพเมธี (อ้วน ติสฺโส) เจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี พระมหาจูม พนฺธุโล เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๕๒ รูป ร่วมในพิธีอยู่ด้วย 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เดินทางไปร่วมงานสําคัญในครั้งนี้อยู่นานหลายวัน ทําให้พุทธบริษัทที่มาในงานได้มีโอกาสได้ยิน ได้เห็น ได้สัมผัสถึงปฏิปทาอันเคร่งครัด ตลอดจริยาวัตรอันสํารวมงดงามยิ่งของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ซึ่งเป็น “สมณะแท้” ในทางพระพุทธศาสนา ต่างก็เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก โดยท่านพระอาจารย์มั่นได้เป็นองค์แสดงธรรมในงานนี้ ก็ยิ่งทําให้พุทธบริษัทที่มาฟังธรรม ต่างเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในธรรมะจากภาคปฏิบัติของท่านเป็นอันมาก บางรายเพิ่งฟังธรรมท่านเป็นครั้งแรก ถึงกับได้ปวารณาตัวเป็นศิษย์ตั้งแต่บัดนั้น 

มีครูบาอาจารย์เคยเปรียบไว้ว่า ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ประดุจ พระอาทิตย์ กับ พระจันทร์ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเมตตาเยือกเย็นและใจดีมาก ประดุจพระจันทร์คืนวันเพ็ญ ส่องสว่างขาวนวลงามตา แลดูเย็นตาเย็นใจ ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งเมตตา ทั้งน่ากลัว น่าเกรงขาม ประดุจพระอาทิตย์ที่ส่องสว่างร้อนแรงแต่ไม่แผดเผา และให้ความอบอุ่นยังประโยชน์ให้กับสิ่งมีชีวิตบนโลกดําเนินชีวิตได้ 

ส่วน พระมหาจูม ต่อมา คือ พระธรรมเจดีย์ ซึ่งเคยเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร และได้เข้าเรียนปริยัติที่วัดเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ ในงานนี้ท่านได้สัมผัส รับใช้ใกล้ชิดท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ทําให้ท่านยิ่งให้ความเคารพเทิดทูนบูชา และให้ความสนใจเลื่อมใสการปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานมากยิ่งขึ้น และในเวลาต่อมา ท่านก็ได้รับความไว้วางใจ จากท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ให้เป็นพระอุปัชฌาย์ในการอุปสมบทและญัตติเป็นธรรมยุต เป็นพระธุดงคกรรมฐานให้กับบรรดาเหล่าศิษย์ที่เข้ามากราบขออนุญาตอุปสมบทและขอญัตติ จนท่านได้รับการยกย่องเป็นพระอุปัชฌาย์แห่งยุคที่ได้บวชพระกรรมฐาน “เพชรนํ้าหนึ่ง” มากที่สุด

ในงานนี้ พระเทพเมธี (อ้วน ติสฺโส) ท่านไม่เห็นด้วยกับแนวทางการออกเที่ยวธุดงค์ ปฏิบัติตามป่าตามเขาของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระฝ่ายปกครอง เน้นทางด้านปริยัติ ท่านเคยตั้งท่านทั้งสองให้เป็นเจ้าอาวาสทางฝ่ายปกครอง หวังให้ตั้งสํานักเรียนปริยัติ แต่ท่านหนีออกจากอุบลฯ กัน ท่านจึงยังไม่เลิกทิฏฐิที่จะเอาชนะให้ได้ ครูบาอาจารย์เล่าว่า 

“พระเทพเมธี (อ้วน ติสฺโส) ท่านพาพระมหาเปรียญจากกรุงเทพฯ ๒ – ๓ รูป ไปสนทนาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ในครั้งนั้นต้องการจะให้พระเปรียญที่คงแก่เรียนนั้น ไปไล่ต้อนให้ ท่านพระอาจารย์มั่นจนมุมให้จงได้ พระมหาเปรียญเหล่านั้นไม่มีใครกราบท่านพระอาจารย์มั่น ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกัน คงจะถือว่าพวกท่านเป็นพระของพระเทพเมธี (อ้วน ติสฺโส) หรือถือตัวว่าเป็นพระมหาเปรียญผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ส่วนพระป่าที่เอาแต่นั่งหลับตาไม่น่าจะรู้ธรรมะ ได้แตกฉานลึกซึ้งเท่า 

เริ่มสนทนาก็ไต่ถามทุกข์สุข ทําความคุ้นเคยกันพอสมควรแล้ว พระมหาเปรียญกลุ่มนั้นก็ ตั้งปัญหาธรรมถามท่านพระอาจารย์มั่น หวังจะให้ท่านพระอาจารย์มั่นตกหลุมพราง จะได้เป็น หลักฐานกล่าวได้ว่า ท่านพระอาจารย์มั่นและศิษย์ประพฤติปฏิบัติตนออกนอกรีตนอกรอยของพระพุทธศาสนา แต่ในที่สุดพระมหาเปรียญกลุ่มนั้นถึงกับตกตะลึงจํานนต่อคําตอบจากภาคปฏิบัติอันละเอียดฉะฉาน ถูกต้องแม่นยํา และเต็มไปด้วยเหตุผลของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งอ่านในตําราจนจบก็ไม่สามารถจะหาได้ จึงไม่มีใครกล้าถามต่อไปอีก”

ส่วนเสนาสนะป่าท่าบ่อในขณะนั้นก็มี ท่านพระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร เป็นผู้ทําหน้าที่ดูแล อยู่ต่อมาอีกหลายวัน ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็เดินทางกลับมาจากวัดโพธิสมภรณ์ หลวงปู่ขาว จึงได้เข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นครั้งแรก ท่านบอกว่า “ท่านมั่นไม่ได้กลับมาด้วยดอก เพราะถูกเทศาอุดรฯ นิมนต์ไว้” ต่อมาไม่นานท่านพระอาจารย์มั่นก็กลับมาเสนาสนะป่า ท่าบ่อ หลวงปู่ขาวจึงได้เข้ากราบนมัสการเป็นครั้งแรกและได้น้อมถวายตัวเป็นศิษย์ และต่อมา ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านก็ได้ญัตติเป็นธรรมยุตพร้อมกับหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร

พรรษา ๔๖ พ.ศ. ๒๔๖๘ จําพรรษาวัดพระงาม อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย 

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพาพระเณรออกเที่ยวธุดงค์ ตามป่าตามเขาในแถบนี้ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านและคณะศิษย์ได้ธุดงค์กลับมาอยู่จําพรรษาที่ วัดพระงาม แห่งนี้ เป็นพรรษาที่ ๒ คือ นับเป็นพรรษาที่ ๔๖ ขณะมีอายุได้ ๖๖ ปี แม้ท่านเข้าสู่ วัยชรา แต่สุขภาพ ธาตุขันธ์โดยรวมของท่านยังสมบูรณ์แข็งแรงดี ท่านยังทําความเพียรอย่างหนัก

ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น และคณะ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ออกพรรษาแล้ว ได้ธุดงค์ออกจากบ้านค้อ ไปทางบ้านนาหมี บ้านนายูง จ.อุดรธานี และ บ้านผาแดง แก้งไก่ จ.หนองคาย ครั้นพัก วิเวกอยู่ที่ผาแดง แก้งไก่ พอสมควรแล้วก็ได้ออกธุดงค์ไปทาง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย และในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านได้พาพระเณรมาจําพรรษาที่เสนาสนะป่าท่าบ่อ จ.หนองคาย

เสนาสนะป่าท่าบ่อ เดิมเคยเป็นวัดร้าง มีสภาพเป็นป่าเป็นดง และตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจาก วัดพระงาม ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ พาพระเณรอยู่จําพรรษา ในบรรดาพระศิษย์รุ่นอาวุโสของ ท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่น ส่วนใหญ่เคยเดินทางมากราบฟังธรรม ศึกษาธรรม และอยู่จําพรรษา ในกาลต่อมา ท่านพระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ ท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี ได้มาพัฒนาเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองอีกแห่งในอําเภอท่าบ่อ ซึ่งปัจจุบัน คือ วัดอรัญญวาสี 

ในระยะที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ พักอยู่ที่วัดพระงามแห่งนี้ ได้มีเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของชาวไทยทั้งชาติ คือ การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ หลังจากเสด็จครองราชย์บําเพ็ญประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองมาเป็นระยะเวลาได้เพียง ๑๕ ปี

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พาพระเณรธุดงค์ออกจาก วัดพระงาม แล้วจาริกขึ้นเหนือตามฝั่งแม่นํ้าโขง จนถึง อ.เชียงคาน จ.เลย ลงมาใต้ไปถึงภูฟ้า ภูหลวง แล้ววกมาทางตะวันออกเข้าเขตจังหวัดอุดรธานี

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในระยะที่ท่านพาพระเณรบุกเบิกธุดงค์และ จําพรรษาอยู่ตามป่าตามเขา ในเขตจังหวัดสกลนคร อุดรธานี หนองคาย เลย และฝั่งลาว ต่อมา เกิดเป็นเครือข่ายมหาศาล วัดป่ากรรมฐานเพิ่มขึ้นจํานวนมากมาย โดยเฉพาะวัดในฝ่ายธรรมยุต และมีผู้เลื่อมใสศรัทธาในแนวปฏิปทา ข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ได้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน หรือพระป่ากันมากมาย ซึ่งอีกไม่นานก็จะขยายไปทั่วทั้งภาคอีสาน และมีญาติโยมเลื่อมใสศรัทธาขวนขวายมาทําบุญ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้ 

“หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านอยู่ในป่าในเขา เห็นไหม คนจะไปหาท่าน ต้องซื้อถนน เข้าไปนะ คนจะไปทําบุญกับครูบาอาจารย์ท่านต้องขวนขวายเข้าไป เขาขวนขวายด้วยเจตนา ของเขา ด้วยกลิ่นของศีล กลิ่นของธรรม ของครูบาอาจารย์ แล้วมีความเชื่อถือๆ ไม่ใช่การประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่การโฆษณา มันเป็นสัจจะ เห็นไหม มันเป็นประชาสัมพันธ์ทางข้อเท็จจริง ปากต่อปากๆ คนเขาเชื่อถือกันๆ เขาขวนขวายกันไปๆ นี่เป็นความจริงนะ ต่อหน้า คือ สัจธรรม ต่อหน้าไง…

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านไม่เคยโฆษณาตัวท่านเอง ให้ชาวพุทธเรานับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้แก้วสารพัดนึก ให้เป็นสัจจะให้เป็นความจริง พระพุทธศาสนาเป็นศาสนา ที่เรียบง่าย เป็นศาสนาที่ไม่กวนบ้านกวนเมือง เป็นศาสนาที่คํ้าจุนสังคมให้ร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีการแห่แหนเป็นกระต่ายตื่นตูม ไม่มี”

ภาค ๑๑ ท่านได้ศิษย์องค์สําคัญ – กําเนิดกองทัพธรรมฯ

ท่านได้ศิษย์องค์สําคัญ

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล อายุท่านได้ ๖๖ ปี ท่านเมตตารับ หลวงปู่หล้า ขนฺติโก ซึ่งเพิ่งออกบวชในปีนี้ เป็นพระศิษย์ติดตาม ท่านทั้งสองได้อยู่จําพรรษาและ ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติภาวนาตามป่าตามเขาทั้งภาคอีสานและฝั่งลาวด้วยกัน บางปีแยกย้ายกัน จําพรรษา บางปีก็แยกย้ายกันธุดงค์ หลวงปู่หล้าท่านได้ติดตามอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ อย่างใกล้ชิดนานถึง ๙ พรรษา จึงได้กราบลา กลับไปบ้านห้วยหัดเพื่อไปโปรดญาติพี่น้อง 

หลวงปู่หล้า ขนฺติโก วัดป่าขันติยานุสรณ์ บ้านนาเก็น ต.หนองแวง อ.นํ้าโสม จ.อุดรธานี ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘ เป็นชาวเวียงจันทน์ ประเทศลาว แต่ท่านใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่ง ไทย โดยได้ย้ายมาตั้งรกรากมีครอบครัว ที่บ้านห้วยหัด ปัจจุบัน คือ บ้านพระบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ภายหลังภรรยาของท่านเสียชีวิต และลูกสาว ๒ คน ก็ได้เสียชีวิตตาม ท่านเศร้าโศกเสียใจมาก จนแทบตั้งสติไม่ได้ ท่านไปปล้นร้านทองในอําเภอ เพื่อจะนําเงินมาเลี้ยงครอบครัว แต่ไม่ได้อะไรติดมือออกมา จากนั้นท่านก็หลบหนีออกจากหมู่บ้าน โดยยกลูกชายคนโตให้ น้องภรรยานําไปเลี้ยง ท่านได้เดินทางรอนแรมไปยังสถานที่ต่างๆ จนได้มาพบ มากราบถวายตัว เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น

หลวงปู่หล้า ท่านมาเป็นผ้าขาวติดตามปรนนิบัติรับใช้และศึกษาข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ กับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มาระยะหนึ่ง จากนั้นท่านทั้งสองก็เมตตาอนุญาต ให้ออกบวช ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านได้ออกอุปสมบทที่วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี ขณะมี อายุได้ ๔๐ ปี โดยมี ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เมื่อครั้งยังดํารงสมณศักดิ์ที่ “พระครูชิโนวาทธํารง” เป็นพระอุปัชฌาย์ ด้วยความที่ท่านเป็นคนพื้นเพที่ได้อพยพมาจากฝั่งเวียงจันทน์ ประกอบกับการไม่ได้เข้าเรียนหนังสือในสมัยก่อน จึงไม่มีความรู้เรื่องตัวหนังสือ อ่านและเขียนก็ไม่ได้ สมัยก่อนหัดเรียน โดยการท่องจํา สอนปากต่อปาก เมื่อบวชแล้ว ท่านได้อยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมและได้อุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์  เป็นต้นมา 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ปรกติท่านพูดน้อย เทศน์น้อย การสอนของท่าน ท่านจะเน้นการปฏิบัติให้ดูแทนการสอน หลวงปู่หล้า เมื่อท่านบวชแล้ว ท่านมุ่งตรงต่อมรรคผลนิพพาน ท่านจึงดําเนินตามท่านพระอาจารย์เสาร์อย่างศิษย์มีครู ดังนั้น ปฏิปทาในการปฏิบัติของท่าน จึงเป็นไป อย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดเพื่อตามรอยท่านพระอาจารย์เสาร์ ในระยะนั้นท่านนับเป็นศิษย์โปรดใกล้ชิดของท่านพระอาจารย์เสาร์ 

กิตติศัพท์กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน

ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าชําระล้างกิเลส เห็นไหม รวงข้าว เวลาข้าวมันออกรวง มันแก่ มันน้อมลงตํ่า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไม่เคยไปทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เคยไปโชว์ใครเลยว่าแนวทางไหนดี ท่านเก็บเนื้อเก็บตัวของท่าน ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ ขจรขจายไปทั่วโลก คนที่จะประพฤติปฏิบัติต้องแสวงหา ต้องพยายามขวนขวายไปหาท่าน”

ในกลางปี พ.ศ. ๒๔๖๙ มีเหตุการณ์สําคัญที่ทําให้กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับความศรัทธาอย่างสูง

เหตุการณ์ที่ว่านี้เป็นเพราะพระเถระที่ชาวบ้านศรัทธามาก ๓ องค์ได้ขอญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต ติดตามปฏิบัติธรรมไปกับ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้แก่ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก ท่านพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร และ ท่านอาญาครูดี

พระเถระองค์แรก คือ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก อายุพรรษา ๑๙ ท่านเป็น พระเถราจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนแถบลุ่มแม่นํ้าสงคราม ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย บ้านสามผง ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นเจ้าสํานักเรียนนักธรรมและบาลี และเป็นครูใหญ่ท่านแรกของโรงเรียนประถมศึกษาแห่งตําบล สามผง ที่ตั้งอยู่ในวัดนี้ด้วย

พระเถระองค์ที่สอง เป็นสหธรรมิกกับองค์แรก ได้แก่ ท่านพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร เป็นชาวสกลนคร อายุพรรษา ๑๗ พํานักอยู่ที่ วัดโพธิ์ชัย (คนละแห่งกับพระอาจารย์เกิ่ง) ต.วาใหญ่ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร

พระเถระทั้งสององค์ เมื่อได้ยินกิตติศัพท์ทางธรรมของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็มีความสนใจ พอทราบว่าท่านพระอาจารย์มั่นมาพักที่บ้านหนองลาด อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ท่านพระอาจารย์เกิ่งจึงได้ชวนท่านพระอาจารย์สีลา พร้อมพระเณรลูกวัด ไปฟังเทศน์และสนทนาไต่ถามปัญหาข้ออรรถข้อธรรมที่สงสัยค้างคาใจต่างๆ พร้อมทั้งสังเกต ข้อวัตรของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด จนเกิดความอัศจรรย์ใจในข้ออรรถข้อธรรมและ จริยาวัตรของท่าน ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส 

ท่านพระอาจารย์เกิ่ง ได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น ให้ไปโปรดญาติโยม และพัก จําพรรษาที่บ้านสามผง ถิ่นที่พํานักของท่าน พร้อมทั้งขอถวายตัวเป็นศิษย์อยู่ปฏิบัติธรรมใกล้ชิด จนเกิดผลประจักษ์ทางใจอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสรับรู้มาก่อน ในที่สุดท่านพระอาจารย์เกิ่งก็ได้ ตัดสินใจสละตําแหน่งและลาภยศต่างๆ ทั้งหมด แล้วขอญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุต ลูกศิษย์ พระเณรก็ขอญัตติตามหมดทั้งวัด รวมทั้งคณะของท่านอาจารย์สีลา ก็ขอญัตติตามด้วยในภายหลัง

จํานวนพระภิกษุสามเณรที่ญัตติใหม่เป็นธรรมยุตที่บ้านสามผงในครั้งนั้นมีประมาณ ๒๐ รูป รวมทั้งสามเณรสิม วงศ์เข็มมา (พระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร วัดถํ้าผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่) ซึ่งการญัตติในครั้งนี้มี พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เมื่อครั้งดํารงสมณศักดิ์เป็น พระครูชิโนวาทธํารง วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี มาเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็น พระอนุสาวนาจารย์ โดยมี ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นั่งหัตถบาสรวมอยู่ในองค์สงฆ์นั้นด้วย เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ตรงกับวันขึ้น ๑๐ คํ่า เดือน ๗ เวลา ๑๓.๒๔ น. ณ อุทกุกเขปสีมา หรือโบสถ์นํ้า หนองสามผง สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะ สําหรับการขอญัตติใหม่ของ ท่านพระอาจารย์เกิ่งและคณะ 

พระเถระองค์ที่สาม ที่มาขอญัตติเป็นพระธรรมยุตในช่วงนั้นด้วย คือ ท่านอาญาครูดี หลังจากพิธีญัตติกรรมครั้งนั้นเพียงไม่กี่วัน ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านอาญาครูดี เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย หรือวัดม่วงไข่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร อายุพรรษาราว ๒๐ ท่านเป็น ครูบาอาจารย์ของท่านพระอาจารย์ฝั้น สมัยเป็นมหานิกาย ก็เดินทางมาขอญัตติเป็นพระธรรมยุตอีกรูปหนึ่ง ทําพิธี ณ โบสถ์นํ้าแห่งเดียวกันนี้ 

ในพรรษานั้นจึงเป็น การประกาศธรรมชนิดพลิกแผ่นดินที่บ้านสามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ทําให้ชื่อเสียงของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น พร้อมทั้งกิตติศัพท์ของกองทัพธรรมพระกรรมฐาน ลือเลื่องกระเดื่องไกล เป็นที่อัศจรรย์รํ่าลือของผู้คน ในแถบนั้น ถึงกับว่า ท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ เป็นพระผู้วิเศษที่ทําให้พระดังถึงสามองค์ยินยอมถวายตัวเป็นศิษย์ได้

ซึ่งก่อนหน้า ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล สหธรรมิกของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้พักจําพรรษาที่วัดม่วงไข่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ก็เกิดเหตุการณ์พลิกแผ่นดินบ้านม่วงไข่ กล่าวคือ พอออกพรรษา ปรากฏว่าบรรดาพระภิกษุสามเณร วัดม่วงไข่ ทุกรูป นับตั้งแต่เจ้าอาวาส คือ ท่านอาญาครูดี ท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้พากันสละ ละทิ้งวัด ออกจาริกธุดงค์ติดตามหลวงปู่ดูลย์ แล้วไปเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น และต่อมาก็ได้ญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุตทั้งหมด

อุทกุกเขปสีมา หมายถึง เขตชุมนุมทําสังฆกรรมที่กําหนดลงในแม่นํ้า หรือทะเล ชาตสระ (ที่ขังนํ้าเกิดเองตามธรรมชาติ เช่น บึง หนอง ทะเลสาบ) โดยพระภิกษุประชุมกันบนเรือ หรือบนแพ ซึ่งผูกกับหลักในนํ้า หรือทอดสมออยู่ห่างจากตลิ่งกว่าชั่ววิดนํ้าสาด (ห้ามผูกโยงเรือหรือแพนั้นกับหลักหรือต้นไม้บนตลิ่ง และห้ามทําในเรือหรือแพที่กําลังลอยหรือเดิน)

หลวงปู่มี ญาณมุนี ปฏิบัติแบบพระสมบูรณ์แบบ

หลวงปู่มี ญาณมุนี กับ หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล เป็นสหธรรมิกที่สนิทกันมาก และ เคยเดินธุดงค์เข้าไปในประเทศพม่าด้วยกัน หลวงปู่มี เมื่อท่านอายุครบบวช ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ท่านออกบวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย

ภายหลังจากท่านศึกษาเล่าเรียนทางธรรมและบาลีไวยากรณ์ (มูลกัจจายน์) วัดในกรุงเทพฯ จนกระทั่งแตกฉานสามารถแปลภาษาบาลีได้ รวมทั้งมีความเข้าใจในอรรถธรรมบาลีเป็นอย่างดี ท่านเป็นผู้มีนิสัยสมถะ ยินดีมักน้อยสันโดษ ไม่ทะเยอทะยานต่อลาภยศ และชอบบําเพ็ญสมถ – วิปัสสนากรรมฐานเป็นประจํา ราวปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ขณะหลวงปู่มี เป็นภิกษุหนุ่มวัย ๓๒ ปี ท่านได้เดินธุดงค์มากราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่บ้านสามผง และท่านได้ออกธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองไปสถานที่ต่างๆ เป็นเวลาหลายปี แต่ ไม่ได้รับอนุญาตให้ญัตติ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ถึงหลวงปู่มี ไว้ดังนี้ 

อาจารย์มีนี้เป็นคนสูงเนิน เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมาอยู่ทางนี้ ตั้งแต่ท่านศึกษาปฏิบัติอยู่ทางสามผง หนุ่มน้อยทางนี้ล่ะอยู่หลายองค์ พร้อมๆ กันกับหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่มีคือองค์นี้ล่ะ ท่านอยู่สูงเนิน อันนี้ก็สําคัญเพชรนํ้าหนึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นเรา คราวนั้นมีหลายองค์อยู่ เราจําไม่ได้หมดล่ะ คือรุ่นราวคราวเดียวกันก็คือหลวงปู่มี หลวงปู่อะไรน้า โอ้ ! หลายองค์ เราจํา ไม่ได้ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งหมด…

อาจารย์มี นี้องค์หนึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น อัฐิกลายเป็นพระธาตุ นั่นล่ะ ขอให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเถอะ หลวงปู่มีนี้หลวงปู่มั่นไม่ให้ญัตตินะ หลายองค์ที่เคารพเลื่อมใสท่านถวายตัวเป็น ลูกศิษย์ของท่านไปขอญัตติกับท่าน ไม่ต้องญัตติ ท่านว่าอย่างนั้น ท่านสั่งเองอย่างเด็ดขาดเลยนะ เพราะฉะนั้นหลวงปู่มีที่วัดสูงเนิน ท่านจึงไม่ได้ญัตติ ท่านสั่งเองนะ เอาเด็ดขาดเสียด้วยนะ อันนั้น ตั้งขึ้นไปเป็นพิธีก็ยอมรับแล้ว สังคมยอมรับด้วยกันแล้วนี่นะ พระมหานิกาย – พระธรรมยุต ต่างก็เป็นพระที่สังคมยอมรับแล้ว ลูกศิษย์ตถาคตเหมือนกันแล้ว มาญัตติหาอะไร ท่านพูดตรงๆ อย่างนี้ล่ะ ท่านตัดขาด ถ้าไม่อย่างนั้นท่านเหล่านี้ ท่านญัตติหมดแล้ว หลวงปู่มั่นท่านห้ามขาดเลย ไม่ให้ญัตติ ญัตติไปหาอะไร ญัตติมาแล้วก็เป็นพระสมบูรณ์แบบ สังคมยอมรับกันแล้ว นี่เป็นสมมุติ สังคมยอมรับกันแล้ว บอกอย่างนั้นเลย ห้ามไม่ให้ญัตติ 

หลายองค์ที่ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน ตอนท่านอยู่ทางสามผง ทางไหนนะ หลวงปู่มั่นเรา ลูกศิษย์ลูกหาของท่านเยอะนะฝ่ายมหานิกาย ท่านไม่ให้ญัตติ ญัตติหาอะไร เป็นสมบูรณ์แบบ แล้ว พระสมบูรณ์แบบแล้ว ไปไหนท่านก็รู้ว่าเป็นพระสมบูรณ์แบบ สังคมยอมรับแล้ว ท่านว่า อย่างนั้น มรรคผลนิพพานท่านไม่มีนิกายนั้น นิกายนี้ ขอให้ปฏิบัติดีก็แล้วกัน เอาธรรมวินัย เป็นทางเดินนะ ตามเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยธรรมด้วยวินัย นี่ล่ะพระแท้อยู่ตรงนี้นะ ไม่ได้อยู่ที่ธรรมยุต – มหานิกายอะไร ท่านว่า เมื่อมันมีมาแล้วก็มีไปตามประเพณี ยังไม่มีก็ไม่ต้องญัตติ ท่านว่านะ เพราะอย่างนั้นอาจารย์มีจึงไม่ได้ญัตตินะ อัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุนะนั่น เห็นไหมล่ะลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ท่านอยู่ของท่านทางสามผงทางนู้น เยอะลูกศิษย์ของท่านเยอะ” 

ศิษย์ฝ่ายมหานิกายองค์สําคัญมาขอญัตติ

พระในฝ่ายมหานิกายมาขอญัตติเป็นพระธรรมยุตในช่วงนั้นมีมากมาย องค์ที่มีชื่อเสียง โด่งดังอีกองค์หนึ่ง ก็คือ ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน พระชื่อดังจากบ้านกุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับ จ.ยโสธร) ท่านมีนิสัยใจคอหนักแน่น ชาวบ้านตั้งฉายาท่านว่า “อาจารย์ดีผีย่าน (กลัว)” เพราะท่านมีอิทธิฤทธิ์ เก่งกล้าคาถาอาคมในการปราบผีและคุณไสยต่างๆ อีกทั้งเทศนาโวหารก็เฉียบคม ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล ลูกศิษย์ลูกหาก็มาก 

ท่านพระอาจารย์ดี ท่านเป็นศิษย์อาวุโสองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ดั้นด้นบุกป่าดงออกเสาะหาของดีของขลังมาถึงบ้านสามผง ได้รู้กิตติศัพท์เกี่ยวกับท่านพระอาจารย์มั่นจึงเข้าไปกราบขอฟังธรรมและปฏิบัติธรรมด้วย จนประจักษ์ผลทางใจอย่างน่าอัศจรรย์ ในที่สุดก็ขอสละตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านกุดแห่ ซึ่งในสมัยนั้นเป็นวัด ที่โด่งดังและเจริญที่สุดในถิ่นนั้น มีศาลาโรงธรรมที่มีเสาใหญ่ที่สุด ท่านสร้างหอไตรที่มีลวดลาย วิจิตรสวยงาม ทั้งประดิษฐ์ธรรมาสน์แบบไทยเดิม สร้างกุฏิใหญ่ ๒ หลัง ท่านมีความชํานาญ ในทางด้านช่างและยาสมุนไพรมาก 

ท่านได้ญัตติเป็นธรรมยุต เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ที่วัดสร่างโศก หรือวัดศรีธรรมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร โดยท่านพระอาจารย์มั่น และพระอาจารย์ที่ติดตามอีกหลายรูปร่วมนั่งหัตถบาส จากนั้น ท่านได้มาเป็นกําลังสําคัญช่วยเผยแผ่ธรรมในกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานตลอดภาคอีสาน และฝั่งซ้ายแม่นํ้าโขง ต่อมาท่านได้เป็นศิษย์อุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ในบั้นปลายชีวิต จวบจนวาระสุดท้าย โดยท่านได้ถวายงานก่อสร้างวัดภูเขาแก้ว วัดดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี สร้างพระพุทธไสยาสน์ วัดดอนธาตุ และได้รับมอบหมายจากท่านพระอาจารย์เสาร์ให้เป็นองค์แสดงธรรมโปรดพระ เณร ญาติโยม ผลงานชิ้นสําคัญของท่าน คือ สร้างเมรุประชุม เพลิงถวายแด่ท่านพระอาจารย์เสาร์ 

ส่วน หลวงปู่พับพา หรือ หลวงปู่พา และ หลวงปู่แก้ว สุทฺโธ เป็นพระมหาเถระฝ่าย มหานิกายที่ไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต ต่างเป็นพระโพธิสัตว์สร้างบารมีปรารถนาพุทธภูมิ ท่านทั้งสองเป็นสหธรรมิกกัน ต่างเป็นชาวอีสานโดยกําเนิด หลวงปู่พาเป็นคนภูไท บ้านม่วงไข่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร และเป็นญาติของท่านอาญาครูดี หลวงปู่แก้วเปนชาว อ.นาแก จ.นครพนม

ท่านทั้งสองเป็นพระศิษย์หลวงปู่มั่น ตั้งแต่สมัยที่หลวงปู่มั่นอยู่ทางสามผงดงพะเนาว์ เข้าศึกษาธรรมะกับหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น แล้วต่างพากันธุดงค์เลาะนํ้าโขงขึ้นเรื่อยๆ จนถึง เชียงแสน แล้ววกลงมาอยู่ถํ้าตับเต่า อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ หลวงปู่มั่นแนะนําหลวงปู่พาว่า “ถํ้าตับเต่าเป็นดินแดนวิเวกธรรมของพระอริยเจ้าทั้งหลาย มาหลายชั่วหลายกาลมาแล้ว และเป็นสถานที่ของท่าน ให้เสาะหาภาวนา” หลวงปู่พาชอบสถานที่มงคลแห่งนี้ ท่านก็เลยอยู่ตลอด ส่วนหลวงปู่แก้วท่านชอบเที่ยวธุดงค์ไปตามป่าตามเขาทางภาคอีสาน และเคยธุดงค์ขึ้นภาคเหนือกับหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ภายหลังท่านไปดอยโมคคัลลาน์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ท่านได้สร้างเป็นวัด และตั้งชื่อว่า วัดดอยโมคคัลลาน์ ในบั้นปลายท่านได้กลับมาวัดดอยโมคคัลลาน์

ครูบาศรีวิชัยท่านเป็นอีกองค์หนึ่งที่ปรารถนาพุทธภูมิ ได้แนะนําหลวงปู่ทั้งสองว่า “หากจะอยู่เมืองเหนือสบายๆ ก็ให้เอาอย่างท่าน” การนุ่งห่มอะไรก็เอาระเบียบของเมืองเหนือ แต่ให้ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน หลวงปู่ทั้งสองจึงใช้ชีวิตความเป็นอยู่แบบพระทางเหนือ แต่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานแบบพระทางอีสาน

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร และพระศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อีกหลายองค์ ต่างได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่พา หลวงปู่แก้ว สมัยเที่ยวธุดงค์ทาง ภาคเหนือ ท่านเคยไปกราบและพักภาวนาอยู่กับท่านทั้งสอง

พรรษา ๔๗ พ.ศ. ๒๔๖๙ จําพรรษาเสนาสนะป่าบ้านดงยาง

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ก่อนเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านธุดงค์มาจังหวัดอุดรธานี พอเข้าพรรษา ท่านและคณะพักจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านดงยาง อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ศิษย์อาวุโสองค์อื่นๆ แยกพักจําพรรษาในที่ต่างๆ มีดังนี้

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และคณะศิษย์ ส่วนหนึ่งได้ไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่า บ้านสามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ใกล้กับวัดโพธิ์ชัย ตามคํากราบอาราธนานิมนต์ของ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก และ ท่านพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล และ ท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านอากาศ ต.อากาศ อ.วานรนิวาส (ปัจจุบันเป็น อ.อากาศอํานวย) จ.สกลนคร ท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ท่านพระอาจารย์กว่า สุมโน จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้าง ท่านพระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านข่า ใกล้บ้านสามผง

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ปฏิปทาการสอนของท่านนั้น ด้วยท่านไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยเทศน์ ท่านไม่ถนัดการเทศน์ แต่ท่านเน้นสอนโดยการกระทําให้ดูเป็นแบบอย่าง การสอนโดยไม่ต้องสอน แต่เน้นการกระทํา เป็นการสอนที่ประเสริฐ ดังประโยคที่ท่านพูดเป็นประจํา

“สิ่งใดที่เฮาเฮ็ด (เราทํา) มันมีนํ้าหนักกว่าคําเว้า (คําพูด)”

หนึ่งการกระทําที่ทําได้จริง ย่อมมีคุณค่ามากกว่าคําพูดมากมายที่พูดแล้วแต่ทําไม่ได้จริง ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านทําได้จริง ปฏิปทาในการปฏิบัติธรรมของท่าน ก็เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ จนท่านได้มาเป็นอาจารย์ผู้รู้จริง หลวงปู่หล้าเมื่อท่านได้เห็นปฏิปทานั้นแล้ว ท่านก็ได้ยึดถือปฏิบัติตามแนวปฏิปทานี้เรื่อยมา

ในพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ หลวงปู่หล้า ขนฺติโก อาจารย์และศิษย์ ต่างเร่งทําความเพียรภาวนากันอย่างหนักตลอดทั้งพรรษา หลวงปู่หล้าขณะเป็นพระภิกษุบวชใหม่ ท่านมีวาสนาบารมีธรรมมาก จึงได้ติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ พระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรในยุคกึ่งพุทธกาลอย่างใกล้ชิด การได้เป็นพระอุปัฏฐากได้อยู่ร่วมกัน ได้รับใช้สัมผัสใกล้ชิดตลอด ย่อมได้ เห็นแบบอย่างการกระทําอันเลิศเลองดงาม ด้วยหลวงปู่หล้าท่านก็เป็นปราชญ์ที่มีปัญญาองค์หนึ่ง ท่านย่อมรู้ซึ้งถึงคุณค่าและได้น้อมนํามาปฏิบัติตาม ซึ่งได้ทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ส่วนรวม ในการที่จะร่วมสืบทอดพระธรรมวินัย ธุดงควัตร เพื่อสืบสานรักษาพระพุทธศาสนาได้อย่างยิ่งใหญ่ไพศาลสืบต่อไป 

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พาพระเณรรวมทั้ง หลวงปู่หล้าเข้าร่วมประชุมสงฆ์ที่เสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้าง 

ประชุมสงฆ์ครั้งสําคัญที่เสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้าง

ในระยะนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ฝึกฝนอบรมลูกศิษย์สายธุดงคกรรมฐานจํานวนมากมายพอสมควร ที่ติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์เอง ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น และติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ก็มีกลุ่มละหลายสิบองค์ ที่แยกย้ายกระจัดกระจายไปบําเพ็ญเพียรในที่ต่างๆ ก็มีมาก เกือบทั่วภาคอีสาน และกระจายไปทางฝั่งประเทศลาว จะเห็นได้ว่า ในขณะนั้นเป็นห้วงเวลาที่สําคัญยิ่งครั้งหนึ่งที่กองทัพธรรมฯ อันยิ่งใหญ่นี้ มีบรรดาลูกศิษย์ที่เป็นสายบุญสายกรรมและล้วนเป็นผู้ที่มีวาสนาบารมีได้น้อมตัว เข้ามาศึกษาแนวทางปฏิบัติ เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า ได้ขอญัตติเป็นธรรมยุต และ ขอออกติดตามไปปฏิบัติธรรมกับท่านพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองเป็นจํานวนมาก 

ภายหลังจากออกพรรษาแล้วในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งเป็นปีที่ท่านพระอาจารย์เสาร์มีอายุพรรษานับได้ ๔๗ และท่านพระอาจารย์มั่นล่วงได้ ๓๓ พรรษากาลพอดี พระปรมาจารย์ใหญ่ ทั้งสองเล็งเห็นการณ์ไกล จึงได้เรียกประชุมบรรดาพระศิษย์ทุกองค์ ซึ่งอยู่พํานักปฏิบัติธรรม ตามรอยทางของท่านทั้งสอง ทั้งใกล้และไกล ให้มาเข้าร่วมประชุมและรับฟังโอวาทธรรมโดย พร้อมเพรียงกันที่เสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้าง อ.ท่าอุเทน ปัจจุบันขึ้นกับ อ.นาหว้า จ.นครพนม ซึ่งสมัยนั้นในบริเวณละแวกนี้เป็นถิ่นทุรกันดาร ยังมีหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยป่าดงพงทึบ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้ายอยู่มาก เป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับบําเพ็ญภาวนา 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นพร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรประมาณ ๗๐ รูป ได้มาประชุมพร้อมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ พระศิษย์ที่มาร่วมประชุมสําคัญในครั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุหนุ่ม พรรษายังไม่มาก ภายหน้าล้วนเป็นพระสําคัญๆ ที่เข้าร่วมกองทัพธรรมฯ และกาลต่อมามีหลายองค์เป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของวงกรรมฐาน ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในการประชุมครั้งนี้ท่านพระอาจารย์เกิ่ง ท่านพระอาจารย์สีลา พร้อมด้วยพระเณรซึ่งเพิ่งญัตติ รวมทั้งหลวงปู่หล้า ขนฺติโก หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ขณะเป็นภิกษุหนุ่มฝ่ายมหานิกาย เพิ่งออกบวชและเพิ่งมากราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นได้ไม่นาน ก็ได้ติดตามมาเข้าร่วมประชุม

การประชุมครั้งสําคัญที่เสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้างในครั้งนี้ ท่านพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองได้วางกฎระเบียบการปฏิบัติเกี่ยวกับการออกธุดงค์อยู่ป่า เกี่ยวกับการตั้งสํานักปฏิบัติ และเกี่ยวกับแนวทางในการอบรมสั่งสอนการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติจิต วัตถุประสงค์สําคัญ เพื่อจะได้เป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ ในหมู่คณะพระธุดงคกรรมฐานด้วยกัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในนามของ “กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น” 

พระฝ่ายมหานิกายที่เพิ่งมากราบถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ก็ได้มีโอกาสกราบท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่เสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้าง รวมทั้ง หลวงปู่ กงมา หลวงปู่สาม 

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ  บันทึกเหตุการณ์ไว้ดังนี้

“เมื่อออกพรรษาแล้ว พระอาจารย์มั่นท่านได้นัดพระภิกษุ สามเณรของท่านซึ่งกระจายอยู่จําพรรษา อยู่ตามป่าใกล้หมู่บ้านข้างเคียงแถบนั้น จํานวนประมาณ ๗๐ รูป ให้ไปร่วมประชุมที่สํานักพระอาจารย์ฝั้นอยู่จําพรรษา บ้านดอนแดง อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

เมื่อพระภิกษุ สามเณร อันเป็นศิษยานุศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นประมาณ ๗๐ รูป เดินทางมาถึงหมดทุกรูปแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะมหาเถระ จึงได้เปิดประชุมที่ศาลา โรงฉัน เรื่องที่ท่านพระอาจารย์มั่น ได้หยิบยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมครั้งนั้นก็คือ นอกจากท่านให้โอวาทตักเตือนสั่งสอนเพื่อให้ศิษยานุศิษย์มีกําลังใจ ท่านแสดงธรรมปลุกใจให้ลูกศิษย์ลุกขึ้นต่อสู้ กับกิเลสที่ครอบงําจิตใจให้อ่อนแอ ง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจขี้คร้าน ฟุ้งซ่าน เถลไถล ไม่มีความอดทนพยายามบําเพ็ญเพียรภาวนา 

แล้วท่านได้ปรารภในที่ประชุมว่า ในเขตท้องที่ ๔ – ๕ จังหวัด คือ จังหวัดเลย สกลนคร อุดรธานี นครพนม หนองคาย พวกเราก็ได้ออกเดินธุดงค์ทําความเพียรบําเพ็ญภาวนา วกไป เวียนมาอยู่ในป่าภูเขาแถบนี้ ก็เป็นเวลาหลายปีแล้ว ปีนี้พวกเราควรไปทางไหนดี ส่วนผมจําต้องพา คุณโยมแม่ให้ไปอยู่กับน้องสาวที่เมืองอุบลฯ เพราะท่านชราภาพมาก อายุ ๗๘ ปีแล้ว จะพา ทุลักทุเลอยู่ดงอยู่ป่าคงจะไปไม่ไหว ท่านพระอาจารย์สิงห์ และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ต่างก็รับรองจะพาคุณโยมแม่ของท่านพระอาจารย์มั่นไปส่งถึงเมืองอุบลฯ แต่ต้องไปด้วยเกวียน เพราะเดินเท้าไปไม่ไหว ท่านชราภาพมากจึงไม่มีกําลังพอ 

ที่ประชุมตกลงตามท่านพระอาจารย์มั่น ติดตามไปเที่ยวธุดงคกรรมฐานตามท้องที่จังหวัดอุบลราชธานีหมดด้วยกันทุกองค์ หลังจากเลิกประชุมแล้ว ก็ได้แยกออกเดินธุดงค์ไปเป็นหมู่ๆ ถ้าใครองค์ใดไปพบสถานที่เหมาะดีสบาย มีความสงัด จะพักอยู่ปฏิบัติฝึกหัดเพื่อให้ได้กําลังใจ เพิ่มยิ่งๆ ขึ้นอีกก็อยู่ได้ แต่ให้มีจุดหมายไปพบกันที่เมืองอุบลฯ”

กองทัพธรรมฯ ท่านมุ่งมั่นฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน

พระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในสมัยยุคต้นๆ หรือกองทัพธรรมฯ ท่านจะดําเนินตามแนวปฏิปทาของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองที่วางไว้อย่าง เคารพบูชา และจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คือ ท่านจะมุ่งมั่นฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน จึงจะอบรมสั่งสอนผู้อื่น กล่าวคือ หากท่านประพฤติปฏิบัติธรรมไปแล้ว ยังไม่บรรลุอริยธรรม ขั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์ ท่านก็ไม่ยอมคลุกคลีเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ท่านจะไม่ให้หวยให้เบอร์แก่ ญาติโยม และท่านก็จะไม่ก่อสร้าง ไม่ทํางานภายนอก หรืองานทางโลกใดๆ ท่านจะเที่ยวธุดงค์ภาวนาปักกลดไปตามป่าตามเขา พออาศัยอาหารบิณฑบาตจากชาวป่าชาวเขา เมื่อมีชาวบ้าน มาเลื่อมใสศรัทธา ก็จะมาสร้างเสนาสนะป่าขึ้นอย่างชั่วคราว ให้ท่านพอได้พักอาศัยหลบแดด หลบฝน โดยท่านจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเร่งบําเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดต่อไป 

เมื่อท่านบําเพ็ญธรรมจนประสบผลสําเร็จสมตามความปรารถนาเป็นศาสนทายาท สืบทอดพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านก็ยังคงบําเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อเป็นวิหารธรรมของท่านอย่างไม่ลดละ ไปตลอดชีวิตจวบจนท่านละจากโลกนี้ไป เพื่อรักษาธาตุขันธ์ เพื่อบําเพ็ญประโยชน์แก่โลก โดยท่านจะรับภาระหน้าที่อบรมสั่งสอนหมู่คณะในวงกรรมฐาน เพื่อทดแทนบุญคุณของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อสร้างศาสนทายาทให้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ทั้งท่านเมตตาสงเคราะห์สั่งสอนสัตว์โลกโดยเทศนาธรรมโปรดมนุษย์ เทพยดา อินทร์ พรหม และทั้งเป็นเนื้อนาบุญของ พุทธบริษัทจะได้บําเพ็ญบุญกับท่าน ตลอดจนท่านได้แผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บรรดาสรรพสัตว์ทั่วทั้งสามโลกธาตุเป็นปรกติประจําวัน

การฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน และการบําเพ็ญประโยชน์แก่โลกมากน้อยของท่าน แต่ละองค์นั้น เป็นไปตามนิสัยวาสนาบารมีที่ท่านได้บําเพ็ญมาในอดีตชาติ ถือเป็นการดําเนินตามแนวอริยวิถีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ปฏิบัติสืบทอดมาอย่างงดงาม 

กําเนิดวัดป่ากรรมฐาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านออกประพฤติปฏิบัติตามป่าตามเขา ในถิ่นทุรกันดารแสนยากลําบากห่างไกลผู้คนชุมชน แม้การคมนาคมทั้งทางนํ้าและทางบกไปไม่ถึง แม้ไม่มีถนนหนทาง ท่านก็สมบุกสมบันเดินเท้าธุดงค์รุกเข้าไปในป่าในเขาด้วยกําลังปลีแข้งของท่าน เพื่อมุ่งบําเพ็ญสมณธรรม ณ สถานที่ใดที่ท่านธุดงค์ไป สถานที่นั้นจะเป็นสถานที่มงคล ซึ่งกาล ต่อมาจะตั้งเป็นสํานักสงฆ์และพัฒนาเป็นวัดป่ากรรมฐาน 

ฉะนั้น ในสมัยท่านพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่นและพ่อแม่ครูอาจารย์กองทัพธรรมฯ ในขณะที่ท่านยังดํารงธาตุขันธ์มีชีวิตอยู่นั้น วัดป่ากรรมฐาน ซึ่งมีสภาพธรรมชาติเป็นผืนป่า อันอุดมสมบูรณ์ จึงเกิดขึ้นมากมาย วัดป่ากรรมฐานในสมัยนั้น จึงเป็นสถานที่สัปปายะเอื้ออํานวยเหมาะกับการปฏิบัติธรรม ตามหลักสัปปายะ เช่น ครูบาอาจารย์ หมู่คณะ อาวาส อากาศ อาหาร เป็นต้น ล้วนสัปปายะ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง และพ่อแม่ครูอาจารย์ศิษย์ รุ่นแรกๆ ยังดํารงธาตุขันธ์อยู่ ท่านเป็นครูบาอาจารย์สัปปายะที่รู้จริงเห็นจริง หาได้ยากยิ่ง และสําคัญที่สุด ดังนั้น พระป่าในวงปฏิบัติจึงต้องการเสาะแสวงหาอย่างที่สุด เพราะครูบาอาจารย์ จะเป็นผู้สั่งสอนชี้นําในธรรมทุกขั้น นับแต่สมาธิธรรม ปัญญาธรรม จนถึงที่สุด คือ ขั้นวิมุตติธรรม ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ถ้าครูบาอาจารย์ของเราไม่ได้รู้จริง จะไม่สามารถสอนได้จริง เพราะครูบาอาจารย์ ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นเป็นผู้รื้อค้นมานะ ถึงได้จรรโลงศาสนา ศาสนาที่เข้าไปถึงธรรม เห็นไหม ถึงธรรมเพราะอะไร เพราะผู้ที่รู้ธรรม ครูบาอาจารย์เรารู้ธรรม เคารพธรรมมาก

เคารพธรรมเพราะอะไร เพราะปฏิปทาเครื่องดําเนิน สิ่งที่เป็นเครื่องดําเนิน มรรคญาณ อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ กลั่นออกมาจากมรรค แล้วปฏิปทาใครจะสงวน ใครจะรักษาล่ะ ศาสนาเจริญ เจริญตรงนี้ เจริญตรงที่ครูบาอาจารย์ของเรา ครูบาอาจารย์รื้อค้นสิ่งนี้มาแล้ววางไว้”

พระภิกษุที่มุ่งบําเพ็ญเพียรเพื่อความหลุดพ้นในสมัยนั้น บ้างก็บวชถวายตัวเป็นศิษย์ บ้างก็ ได้ญัตติเป็นธรรมยุต ล้วนจะต้องเคร่งครัดในพระธรรมวินัย จะต้องเป็นพระธุดงคกรรมฐานถือ ธุดงควัตร ยึดหลักสัลเลขธรรม มุ่งรักษาข้อวัตรปฏิบัติ และจะต้องทําหน้าที่ของพระอย่างแท้จริง กล่าวคือ มุ่งปฏิบัติภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ตามหลักพละ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา และการดําเนินชีวิตแบบพระป่าจะต้องดําเนินตามหลักอปัณณกปฏิปทา โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว  เทศน์ไว้ดังนี้

อปัณณกปฏิปทา การปฏิบัติไม่ผิด แปลแล้วนะ พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอนว่า ในปฐมยามเดินจงกรม หรือจะนั่งสมาธิก็ได้ มัชฌิมยามพัก นี่หมายถึงว่าการปฏิบัติเป็นศูนย์กลางสมํ่าเสมอ ในมัชฌิมยามก็พักเสีย การพักนั้นทําความเข้าใจเอาไว้กับตัวเอง กําหนดว่าเมื่อรู้สึก แล้วจะรีบตื่น นั่นฟังซิ พอรู้สึกแล้วจะรีบตื่น นอนตะแคงข้างขวา ท่านบอกไว้เรียบร้อย นี่ล่ะ อปัณณกปฏิปทา

เวลาจะนอนให้ทําความกําหนดกับตัวเองเอาไว้ว่า พอรู้สึกตัวแล้วจะตื่น หรือกําหนดจะตื่นในระยะไหน ให้ทําความรู้สึกตัวเองเอาไว้ อย่านอนแบบจม พอรู้สึกคือปัจฉิมยามตื่น แล้วก็เดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิบ้าง ท่านสอนไว้อย่างนั้น มัชฌิมยามเป็นเวลาพักนอน นอนตะแคงข้างขวา ขาซ้ายทับขาขวา ทําความกําหนดในใจไว้ว่า เมื่อรู้สึกตัวเมื่อไรแล้วจะรีบตื่น นี่ล่ะในสูตรนี้ท่าน แสดงไว้ชัดเจน พอปัจฉิมยามก็เป็นเวลาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา มัชฌิมยามเป็นเวลาพัก พัก ๔ ชั่วโมงพอเหมาะพอดีท่านว่า

นี่เรียกว่าความเพียร กลางวันหากจะพักก็ให้พักได้ ปิดประตู อย่าให้ใครเห็นกิริยามารยาทในการหลับนอนของพระ มี บอกไว้อย่างนั้น นอนในที่ลับ ไม่ให้นอนในที่เปิดเผย กิริยาของพระ นี่เหมือนกันกับกิริยาของเสือ และกิริยาของราชสีห์ ราชสีห์กับเสือระมัดระวังตัวมาก พระผู้แก้ กิเลส ก็ให้มีสติสตังระมัดระวังตัวอยู่เสมอเช่นนั้น นี่ล่ะธรรมท่านสอนไว้ ฟังเอาซิ”

พระธุดงคกรรมฐาน หรือ พระป่า ทุกองค์จะต้องยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรมที่ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองวางไว้อย่างเข้มงวดเคร่งครัดทุกประการ ซึ่งพระศิษย์ในรุ่นต่อๆ มาที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติจนทรงอริยธรรมขั้นต่างๆ นับแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ต่างก็ได้ตรวจสอบซึ่งกันและกัน จนได้รับการยอมรับเคารพบูชาจาก วงกรรมฐานด้วยกัน ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์แต่ละองค์นั้น ก็ได้สืบทอดสร้างวัดป่ากรรมฐานตามแนวทางปฏิปทาของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ฉะนั้น วัดป่ากรรมฐาน จึงเกิดขึ้นมากมายและขยายไปทั่วทุกภาคของประเทศ รวมทั้งต่างประเทศ 

ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองสร้างเครือข่าย สร้างธรรมยุตให้เข้มแข็งขึ้นมา

บรรดาครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” ที่อยู่ในยุคทองแห่งภาคปฏิบัติของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์สัปปายะ และอยู่ในยุคสมัยที่ประเทศไทยยังมีป่าเขาธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีสถานที่สัปปายะมากมาย เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาของสมณะผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ดังนั้น จึงเหมาะสมและคู่ควรอย่างยิ่งกับการมาถือกําเนิดของบรรดาผู้มีอํานาจวาสนาบารมีธรรม จะได้ออกบวชประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลนิพพาน และเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดํารงอยู่ตราบ ๕,๐๐๐ พระวัสสา 

ในครั้งกึ่งพุทธกาล ช่วงยุคทอง หรือยุคเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา เป็นเพราะผลงานของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองได้ร่วมกันบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร และได้ร่วมกันสร้างเครือข่าย สร้างธรรมยุตให้เข้มแข็งขึ้นมา โดยครูบาอาจารย์ เทศน์ไว้ดังนี้

“เราก็คนภาคกลางนะ ขึ้นไปอีสานครั้งแรกๆ น่ะ มันน้อยใจ ทําไมภาคกลาง พระมันไม่ เป็นอย่างนี้วะ ทําไมพระปฏิบัติมันไม่มีนะ ก็ไปศึกษา ศึกษาปั๊บ อ๋อ ! ภาคกลางเกิดจากวัดบวรฯ วัดบวรฯ นี้เป็นธรรมยุตก่อน แล้วมันก็เผยแผ่มาตามแม่นํ้าแม่กลอง แม่นํ้าเจ้าพระยา แม่นํ้า บางปะกง

ที่ไหนมีแหล่งมีแม่นํ้า สมัยก่อนการคมนาคม แม่นํ้า ทางรถไฟ จะมีธรรมยุต ที่ไหนไม่มี จะไม่มีธรรมยุต เพราะว่าอะไร เพราะอํานาจรัฐ ไปด้วยอํานาจรัฐไง เพราะธรรมยุตเกาะอํานาจรัฐกระจายไป ทีนี้พอไปทางอุดงอุดรฯ มันไม่มี เพราะธรรมยุตนี่มันไปมีอยู่ที่อุบลฯ เพราะอุบลฯ มีทางรถไฟ วัดสุปัฏน์ฯ วัดเลียบ นี่เป็นธรรมยุตมาก่อน หลวงปู่มั่นท่านบวชที่นั่นไง บวชที่นั่นปั๊บ หลวงปู่มั่นเผยแผ่ไป แถวสกลนครนี่ไม่มี

หลวงปู่ฝั้นนี่เป็นมหานิกายมาก่อน หลวงปู่ขาวนี่เป็นมหานิกายมาก่อน ท่านเหล่านี้เป็นมหานิกายหมด ญัตติหมด พอญัตติเปลี่ยนวัดสร้างวัดขึ้นมา สร้างวัดโดยภาคปฏิบัติ เวลาสร้างวัด ก็สร้างวัดป่าอย่างนี้เลย แต่ของพวกเรามันสร้างเป็นวัดบ้านกันหมด ถึงไปดูประเพณีวัฒนธรรมนะ ไปดูประเพณีนะ อ๋อๆ แต่ก่อนไปนะ มันน้อยใจ นึกว่าพระคือพระไง แล้วก็คิดว่าพระนี่ก็ต้องมา จากทิศจากแหล่งเดียวกัน มันไม่ใช่

มหานิกายมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า ธรรมยุตมาเกิดสมัยพระจอมเกล้าฯ นี่เอง ฉะนั้น ก่อนหน้านั้นไม่มีธรรมยุต ไม่มี มีสมัยพระจอมเกล้าฯ ฉะนั้น มันชั่วอายุ ๒๐๐ ปี สองร้อยกว่าปี ธรรมยุตเพิ่งฉลอง ๒๐๐ ปี เมื่อเร็วๆ นี้เอง ฉะนั้น เวลา ๒๐๐ ปี กับเวลาเมืองไทยมี ๗๐๐ ปี ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ฉะนั้น พื้นฐานเดิมมันเป็นมหานิกายหมดไง

มหานิกายก็เหมือนกับบวชวัดบ้าน ประเพณีกันหมดไง แล้วเพิ่งมา มาเกิดตรงนี้ เพิ่งมา เกิดตรงนี้ เพิ่งมาเป็น ทีนี้พอเป็นอย่างนั้นปั๊บ มันก็เลยแบบว่าความน้อยใจก็หายไป คือมันเป็นประวัติศาสตร์ มันเป็นข้อมูล มันเป็นเรื่องจริงของสังคมไง สังคมมันเปลี่ยนแปลงไป ทีนี้ทางฝ่าย ภาคอีสานเพราะหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ทั้งนั้นล่ะ เมื่อก่อนธรรมยุตน้อยมากนะ

แล้วย้อนกลับมาเรื่องสังฆราช เพราะเมื่อก่อนธรรมยุตมันมีแค่หยิบมือเดียว แต่เพราะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาบอกว่า หลวงปู่มั่นไปธุดงค์ที่ไหน ไปปักกลดที่ไหน ที่นั่นเป็น วัดหมดในภาคอีสาน หลวงปู่มั่นเคยปักกลดที่ไหน ที่นั่นจะเป็นวัด เป็นวัด เป็นวัด หลวงปู่มั่นสร้างเครือข่ายมหาศาลเลย

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น สร้างเครือข่าย สร้างธรรมยุตให้เข้มแข็งขึ้นมา จากเมื่อก่อน มีแค่หยิบมือเดียวนะ เดี๋ยวนี้จํานวนวัดสูสี แล้วคุณภาพของพระอีกด้วย ฉะนั้น พอคุณภาพ ของพระ คนทําบุญ ใครไม่อยากทําบุญแล้วได้ผลตอบแทนที่ดี ฉะนั้น มันก็เลยมีการขีดวง มีการอะไรที่ออกมาเป็นน่ะ มันมาจากตรงนั้นด้วย”

อาราธนาพักที่เสนาสนะป่าบ้านบาก ชานเมืองสกลนคร

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๙ เมื่อเสร็จจากการประชุมคณะศิษย์ที่เสนาสนะป่าบ้านดอนแดง–คอกช้าง แล้ว บรรดาพระอาจารย์ที่เป็นศิษย์แต่ละองค์ ต่างก็แยกย้ายออกธุดงค์แสวงวิเวกและประกาศธรรมตามที่ต่างๆ ตามอัธยาศัย ส่วน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น และพระเณรกลุ่มใหญ่ได้เดินธุดงค์มุ่งสู่เมืองสกลนคร โดยปีนี้ท่านพระอาจารย์มั่นท่านปรารภว่า “กําลังเรายังไม่พอ” โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้

“ท่านว่าที่ใดมีป่ามีเขามาก ท่านพระอาจารย์มั่นชอบพักอยู่ที่นั้นนาน ไปๆ มาๆ อยู่ตาม แถบเขานั้นๆ เมื่อท่านพักอยู่นครพนมและอบรมหมู่คณะนานพอสมควรแล้ว ทําให้คิดถึงตัวเอง มากขึ้น โดยคํานึงถึงความรู้สึกที่เคยโผล่ขึ้นเสมอว่า กําลังเรายังไม่พอ ดังนี้ ถ้าจะฝืนอยู่กับ หมู่คณะไปทํานองนี้ความเพียรก็ล่าช้า ท่านว่าเท่าที่สังเกตดู นับแต่กลับมาจากภาคกลางมาอบรมสั่งสอนหมู่คณะอยู่ทางภาคอีสาน รู้สึกว่าภูมิจิตใจไม่ค่อยก้าวไปรวดเร็วเหมือนอยู่องค์เดียว จะต้องเร่งความเพียรอีกสักพัก จนบรรลุถึงความพึงใจแล้วนั่นแหละ ถึงจะหมดความกังวลห่วงใยตัวเอง

ประกอบกับระยะนั้น ท่านรับโยมมารดามาบวชเป็นอุบาสิกาอบรมอยู่ด้วยประมาณ ๖ ปี จะไปมาทางใดไม่ค่อยสะดวก ทําให้เป็นอารมณ์ห่วงใยอยู่เสมอ เลยทําให้ท่านตัดสินใจจะเอา โยมมารดาไปส่งที่จังหวัดอุบลราชธานี มารดาท่านก็เห็นดีด้วย ไม่ขัดอัธยาศัย จากนั้นท่านก็เริ่มพามารดาออกเดินทางจากนครพนม โดยเดินตัดตรงไปภูเขาแถบหนองสูง คําชะอี ออกไปอําเภอ เลิงนกทา จังหวัดอุบลฯ” 

ขณะท่านทั้งสองเดินธุดงค์จากเสนาสนะป่าบ้านดอนแดงคอกช้าง จ.นครพนม มาถึงเมืองสกลนคร มีโยมสามคนพี่น้องที่เคยได้กราบและเลื่อมใสศรัทธาท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์มาก่อน คือ คุณแม่นุ่ม คุณแม่นิล ชุวานนท์ และคุณแม่ลูกอินทน์ วัฒนสุชาติ ขณะนั้นมารดาของคุณแม่ ทั้งสามได้ถึงแก่กรรม และอยู่ระหว่างจัดงานศพ พอทราบข่าวว่า ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง พร้อมด้วยศิษย์จํานวนมากกําลังมุ่งหน้ามาทางสกลนคร จึงได้พากันไปอาราธนานิมนต์ให้มาพักที่ เสนาสนะป่าบ้านบาก ซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองสกลนคร เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะ เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ซึ่งในกาลต่อมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้สร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้นมา ชื่อ วัดป่าสุทธาวาส 

ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง พร้อมด้วยคณะศิษย์ ได้รับนิมนต์อยู่ร่วมงานศพ เพื่อปลงธรรมสังเวช และพักปักกลดอยู่ที่เสนาสนะป่าแห่งนั้น เป็นการฉลองศรัทธาของโยมสามพี่น้องและ ชาวเมืองไทสกล ยังความปลาบปลื้มใจแก่ชาวเมืองสกลนคร ต่างได้พากันมาศึกษาธรรมปฏิบัติ จนบังเกิดผลทางใจ และเป็นนิสสัยปัจจัยสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน

ในระหว่างนั้น บิดาของพระพินิจบํารุงราษฎร์ กรมการเมืองสกลนคร ได้ถึงแก่กรรม เจ้าภาพได้กราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง พร้อมด้วยสานุศิษย์ในการบําเพ็ญกุศลให้ผู้ตาย

ในงานทําบุญบําเพ็ญกุศลครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ท่านพระอาจารย์ทั้งสองอนุโลมให้ พระรับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารในบ้านเรือน เพราะเมื่อก่อนนี้ คณะพระกรรมฐานได้ถือธุดงควัตร ในข้อนี้อย่างเข้มงวดกวดขันจริงๆ ไม่ยอมอนุญาตให้รับนิมนต์ไปฉันในบ้าน

ครั้งนี้ จึงเป็นการผ่อนอนุโลมเป็นครั้งแรก และยินยอมให้รับนิมนต์เพื่อฉลองศรัทธา ญาติโยมได้ตั้งแต่นั้นมา

หลังจากเสร็จสิ้นงานทั้ง ๒ งานนี้แล้ว ท่านพระอาจารย์มั่น และคณะศิษย์ได้กราบลา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็พาโยมมารดา คือ คุณแม่ชีจันทร์ กลับไปพํานักที่อุบลราชธานี บ้านเกิดต่อไป ส่วนท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะศิษย์ ยังพํานักที่เสนาสนะป่าแห่งนั้น เพื่ออยู่โปรดศรัทธาชาวสกลนครต่ออีกระยะหนึ่ง จากนั้นก็เดินธุดงค์ลงมาทาง อ.มุกดาหาร จ.นครพนม (ปัจจุบัน คือ อ.เมือง จ.มุกดาหาร)

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปู่กินรีกราบถวายตัวเป็นศิษย์ 

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ขณะท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พํานักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านบาก จังหวัดสกลนคร ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านได้พา หลวงปู่กินรี จนฺทิโย ขณะเป็นภิกษุหนุ่ม เพิ่งออกบวชได้ ๔ พรรษา เดินธุดงค์มากราบ ถวายตัวเป็นพระศิษย์ เพื่อศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง

หลวงปู่กินรี ท่านเป็นพระศิษย์สําคัญในฝ่ายมหานิกายอีกรูปหนึ่งที่ไม่ได้รับการญัตติเป็นธรรมยุต ท่านชอบอยู่คนเดียว แม้อยู่ร่วมกันหลายคนในวัด ท่านก็เสมือนอยู่คนเดียว และให้โอกาสผู้อื่นอยู่คนเดียวเหมือนกับท่าน แม้การสวดมนต์ทําวัตร ท่านยังให้ทําคนเดียว อนุญาตทําร่วมกัน เพียงสัปดาห์ละครั้ง โดยท่านให้เหตุผลว่า “ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ไม่เคยทําอย่างนี้”

ตามประวัติหลวงปู่กินรี ท่านเคยอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ นานถึง ๖ ปี อยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ๒ ปี และอยู่กับท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ ๔ ปี หลังจากนั้นท่านได้กราบคารวะบูรพาจารย์ทั้งสามอยู่เนืองนิจ 

หลวงปู่กินรี ท่านได้ยึดมั่นถือปฏิบัติตามปฏิปทาพระบูรพาจารย์ใหญ่ทั้งสามอย่างเคร่งครัดคือ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ ท่านชอบเที่ยวธุดงค์ไปตามป่าตามเขา ท่านเคยเที่ยวธุดงค์ไปถึงประเทศอินเดียและพม่า ท่านเป็นพระที่มักน้อยสันโดษ ชอบอยู่อย่างสมถะเรียบง่าย ไม่เปิดเผยตน เก็บตัว ไม่ชอบคนหมู่มาก ไม่มักมาก ไม่ต้องการความมีชื่อเสียง พูดน้อย ไม่ชอบเทศน์ ถ้าไม่นิมนต์ให้เทศน์ 

หลวงปู่กินรี ท่านได้กล่าวกับท่านพระอาจารย์ชา สุภทฺโท ศิษย์ของท่านว่า จะประกาศประดิษฐานพระพุทธศาสนาเชิงปฏิบัติธรรมขยายไปยังทวีปต่างๆ ทั่วโลก แต่ชีวิตบั้นปลายของหลวงปู่กินรีทุกสิ่งทุกอย่างปรกติ คือ พูดน้อย เก็บตัวอยู่เรียบง่ายสงบระงับ ท่านอยู่อย่างสงบๆ เหมือนพระผู้เฒ่าไม่มีอะไรดี หยุดการเดินทาง หยุดการธุดงค์ มีนานๆ ครั้งท่านจะไปเยี่ยมเยียน ท่านพระอาจารย์ชา ผู้เป็นศิษย์ที่วัดหนองป่าพง 

ด้วยลักษณะนิสัยของท่านที่ต้องการอยู่ตามลําพัง อยู่คนเดียว ไม่เปิดเผยตัวเอง จึงไม่มีผู้ใดที่จะเคยได้ยินคําพูดที่จะเป็นไปในทางโอ้อวดการมีดี การอวดคุณธรรมวิเศษจากหลวงปู่กินรี ท่านเป็นพระสุปฏิปันโน เป็นสมณะแท้ที่สงบเสงี่ยมเจียมตน จึงไม่อุดมด้วยศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ภายหลังท่านชราภาพมากแล้ว ท่านพระอาจารย์ชาจึงส่งพระลูกศิษย์ ๒ รูปมาอุปัฏฐากดูแลท่าน

เรื่องการลงอุโบสถร่วมกันของธรรมยุต – มหานิกาย

ครูบาอาจารย์ บันทึกไว้ว่า

“เรื่องระหว่าง ธรรมยุต กับ มหานิกาย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ทําให้ผู้ไม่เข้าใจ ในเรื่องนี้ดีพอ ต้องไขว้เขวไปด้วย จนเกิดเรื่องเกิดราวกันมานับไม่ถ้วน ในสมัยครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์  ก็มีเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ไม่น้อย

เมื่อคราวที่ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ได้ศึกษาข้อวัตรกับหลวงปู่เสาร์ – หลวงปู่มั่นเป็นเวลาพอสมควร จนครูบาอาจารย์เฒ่าท่านได้ลิ้มรสอมฤตธรรมแล้ว จึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะ ในตอนแรกท่านได้ไปกราบขออธิบายธรรมจากหลวงปู่ใหญ่ทั้งสองเป็นเวลาสั้นๆ แต่ไม่ถึงกับทํา สังฆกรรมร่วมกัน มีอยู่วันหนึ่งท่านได้ไปกราบหลวงปู่มั่นเมื่อใกล้วันอุโบสถ พระเณรในวัดเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ บางรูปก็ว่าครูบาอาจารย์เฒ่าไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต ไม่น่า ให้ร่วมสังฆกรรมด้วย บางรูปก็ว่าในเมื่อข้อวัตรปฏิบัติเหมือนกัน แถมยังเป็นลูกศิษย์พ่อแม่ครูบา–อาจารย์เดียวกัน ควรที่จะให้ร่วมสังฆกรรมด้วย

ก่อนถึงวันลงอุโบสถ หลวงปู่มั่นไม่รู้ท่านได้ยินมาจากใคร ว่าพระเณรกําลังกังวลในเรื่องนี้มาก กลัวว่าเมื่อร่วมสังฆกรรมแล้วจะไม่เกิดผลดีต่อคณะสงฆ์ทั้งสองฝ่าย เพราะเหตุเคลือบแคลงสงสัยในสังฆกรรมนั้น หลวงปู่มั่นจึงได้หาอุบายเพื่อให้พระเณรหายสงสัย หลวงปู่มั่นจึงถาม ครูบาอาจารย์เฒ่าในท่ามกลางสงฆ์ที่นั่งรวมกันฉันนํ้าปานะว่า

“ท่านทองรัตน์สงสัยในสังฆกรรมอยู่บ้อ (ไหม)”

ครูบาอาจารย์เฒ่ากราบเรียนพร้อมกับพนมมือ

“โดยข้าน้อย ข้าน้อยบ่สงสัยหรอกข้าน้อย” (ขอรับกระผม กระผมไม่สงสัยหรอกขอรับ)

“เออ ! บ่ (ไม่) สงสัยกะ (ก็) ดีแล้ว ให้มาลงอุโปนํากันเด้อ” (อุโบสถร่วมกันนะ) 

หลวงปู่มั่นพูด ด้วยว่าครูบาอาจารย์เฒ่าก็ไม่อยากให้ครูบาอาจารย์ต้องลําบากใจ จึงพูดไปว่า

“โดยข้าน้อย บ่เป็นหยังดอก ข้าน้อย ข้าน้อยขอโอกาสไปลงทางหน้าพู้นดอกข้าน้อย”

ครูบาอาจารย์เฒ่าตอบพร้อมกับพนมมือรับ

และต่อๆ มา เมื่อมีพระมหานิกายที่ไปกราบขอศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เสาร์ – หลวงปู่มั่น ที่ยังไม่ญัตติเป็นธรรมยุต หรือไม่ประสงค์จะญัตติกรรมใหม่ ท่านก็บอกให้ไปศึกษากับครูบาอาจารย์ทองรัตน์ตลอด และหากมีพระสงฆ์ที่ไปขอศึกษาประพฤติปฏิบัติกับหลวงปู่เสาร์ – หลวงปู่มั่นที่ไม่ได้ญัตติ และจะไปขอญัตติใหม่ ท่านก็ไม่ญัตติให้ โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพากันมาญัตติหมด จะทําให้พระสงฆ์เกิดการแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่ามากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งหลวงปู่เสาร์ – หลวงปู่มั่น ท่านพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะคืนนิกายทั้งสองนั้นให้เป็นอันเดียวกัน”

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านชวนหลวงปู่ชอบออกเที่ยวธุดงค์

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และคณะศิษย์พากันเดินธุดงค์มาทาง ริมแม่นํ้าโขง แวะมาพักที่วัดศรีมงคลเหนือ อ.มุกดาหาร จ.นครพนม (ปัจจุบัน ขึ้นกับ อ.เมือง จ.มุกดาหาร) ท่านได้พบกับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ขณะเป็นภิกษุหนุ่ม และท่านได้เมตตาชักชวนหลวงปู่ชอบออกเที่ยวธุดงค์แถบลุ่มแม่นํ้าโขงทางฝั่งลาว ในขณะนั้นหลวงปู่ชอบเอง ท่านก็ยังไม่เคยเที่ยววิเวกที่ไหนไกลๆ อย่างจริงจังมาก่อน มาในคราวนี้ ท่านจึงตอบรับและขอโอกาสออกธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ทันที

นับเป็นวาสนาบารมีธรรมของหลวงปู่ชอบ ขณะเป็นพระธุดงคกรรมฐานหนุ่มอายุ ๒๕ ปี อยู่ในวัยเบญจเพส บวชได้เพียง ๒ พรรษา ได้มาเป็นพระศิษย์อยู่ศึกษาอบรมและได้ร่วมออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุค และ เป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรอย่างใกล้ชิด ขณะนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ อายุของท่านเพิ่งจะครบ ๖๗ ปีบริบูรณ์ได้ไม่นาน สุขภาพ ธาตุขันธ์ของท่านก็ยังสมบูรณ์แข็งแรง แต่จิตใจของท่านนั้นกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่า ท่านยังพาคณะศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา ปีนป่ายขึ้นเขาลงเขา ปักกลดพักค้างภาวนาตามป่าตามถํ้า เงื้อมผา ที่ท่านรักชื่นชอบได้อย่างสะดวกคล่องแคล่ว แม้ท่านจะเข้าสู่วัยชราภาพแล้วก็ตาม แต่ความทรหดอดทน สมบุกสมบัน ไม่แพ้พระภิกษุหนุ่มแม้แต่น้อย 

ปฏิปทาการธุดงค์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ล้วนเป็นปฏิปทาแบบอย่างอันเลิศเลองดงาม ซึ่งหลวงปู่ชอบท่านได้ยึดถือแล้วน้อมนํามาปฏิบัติ โดยในกาลต่อมาเมื่อหลวงปู่ชอบท่านเข้าสู่วัยชราภาพ แม้ในวัย ๗๐ ปี ท่านยังพาคณะศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา

เรื่องราวประสบการณ์การเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรม เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามป่าตามเขาอย่างโชกโชน ทรหดอดทน และสมบุกสมบันของหลวงปู่ชอบเพื่อตามรอยพระบาทองค์พระบรมศาสดา ตั้งแต่ที่ท่านได้ออกติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะศิษย์จนบรรลุธรรมพ้นทุกข์ แล้วประสบเหตุการณ์พิสดารอัศจรรย์สุดลี้ลับมากมาย ล้วนเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงแสดงไว้แล้ว ซึ่งไม่อาจจะทราบและพิสูจน์ได้จากการศึกษาเล่าเรียนทางภาคปริยัติ แต่หากสามารถทราบและพิสูจน์ได้จากจิตตภาวนา หรือภาคปฏิบัติเท่านั้น ดังที่องค์พระบรมศาสดาทรงปฏิบัติมาและทรงรู้ทรงเห็นมา แล้วบรรดาพระอรหันตสาวกได้ปฏิบัติตามและได้รู้ได้เห็นเป็นประจักษ์พยานมา ซึ่งหลวงปู่ชอบท่านได้ปฏิบัติพิสูจน์และประสบเหตุการณ์มาเป็นอีกหนึ่งประจักษ์พยาน มีดังต่อไปนี้

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านพาศิษย์เที่ยววิเวกภูเขาควาย ทางฝั่งลาว

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พาคณะศิษย์ติดตามเดินทางออกจากวัดศรีมงคลเหนือ เที่ยววิเวกแถบลุ่มแม่นํ้าโขงในครั้งนั้นมี ๔ รูป คือ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่คําหล้า ขนฺติโก พระอ้าย และสามเณรหล้า การธุดงค์ในครั้งนั้น หลวงปู่ชอบได้มีโอกาสติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ธุดงค์เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย นอกจากท่านได้ธุดงค์ในต่างแดนเป็นครั้งแรกแล้ว ท่านยัง ได้รู้จักกับหลวงปู่คําหล้า หรือหลวงปู่หล้า วัดป่านาเก็น อ.นํ้าโสม จ.อุดรธานี …

หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่คําหล้า เป็นสหธรรมิกกัน ทั้งสององค์เป็นพระธุดงคกรรมฐานที่ฉายแววแห่ง “ศากยบุตรพุทธชิโนรส” มาตั้งแต่เป็นพระภิกษุหนุ่ม ต่างมีนิสัยอํานาจวาสนาคล้ายคลึงกัน เป็นนักรบธรรมเดนตาย เด็ดเดี่ยว องอาจกล้าหาญ มักน้อยสันโดษ เคร่งครัดใน พระธรรมวินัย ธุดงควัตร และข้อวัตรปฏิบัติ ชอบเที่ยวธุดงค์ปักกลดภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดเพียงองค์เดียวตามลําพังในป่าเขาเปลี่ยวๆ ลึกๆ ซึ่งเต็มไปด้วยภัยอันตรายนานัปการ จากสัตว์ป่าสัตว์ร้าย เช่น เสือ ช้าง หมี งู ฯลฯ จากภัยธรรมชาติ ไฟป่า นํ้าป่า พายุฝน จากการพลัดตกเหว หลงป่า อดอาหาร จากไข้ป่ามาลาเรีย และจากสิ่งเร้นลับที่น่าหวาดหวั่นสะพรึงกลัว แต่เหมาะเป็นสถานที่ฝึกฝนอบรมทรมานจิตใจได้เป็นอย่างดี ทั้งสถานที่ท่านไปเที่ยวธุดงค์ก็อดอยากขาดแคลน ในปัจจัย ๔ อาหารก็พอได้อาศัยบิณฑบาตกับชาวป่าชาวเขาเพียงเพื่อประทังชีวิตไปวันหนึ่งๆ 

หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่คําหล้า เป็นผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์อย่างแรงกล้า จึงย่อมยินดีพอใจอาศัยในสถานที่เช่นนั้น เช่นเดียวกับบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลายในครั้งพุทธกาล ซึ่งท่านล้วนต้องประสบกับความทุกข์อย่างหนักหนาแสนสาหัสถึงมหันตทุกข์ แม้ว่าถึงคราวท่านต้องสละชีวิตเพื่อธรรม ก็ยอมสละได้ทันทีอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ ผลที่ได้รับจึงคุ้มค่ามาก คือ ได้ธรรมอันเลิศเลอ มาครองใจ ซึ่งท่านทั้งสองต่างก็สมปรารถนา ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกที่ ทรงอภิญญา มีความรู้ ความเชี่ยวชาญภายในเป็นเลิศ และต่างก็เป็นที่เคารพรักบูชาของบรรดา เหล่ากายทิพย์เหมือนกัน ในกาลต่อมาต่างก็ได้รับการยกย่องเทิดทูนเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” และเป็น “โพธิ์ธรรม” องค์สําคัญของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ พาคณะศิษย์เที่ยววิเวกในแถวเขตแม่นํ้าโขง จังหวัดมุกดาหาร จากนั้นท่านได้พาคณะศิษย์นั่งเรือข้ามแม่นํ้าโขงไปเที่ยววิเวกที่แขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว ท่านพาคณะศิษย์เดินหลงเข้าไปในเขตประเทศเวียดนาม เจ้าหน้าที่ทหารเวียดนามแจ้งให้ทราบว่า คณะของท่านล่วงลํ้าเข้ามาในเขตประเทศของเขา เขาจึงขอให้คณะของท่านเดินทางกลับไปยังประเทศลาว หลวงปู่ชอบท่านว่าวันนั้นสายมากแล้ว พระเณรแต่ละองค์ยังไม่มีใครได้ฉันข้าว ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงขอบิณฑบาตกับเจ้าหน้าที่ทหารเวียดนาม หลวงปู่ชอบท่านพูดแบบตลก ว่า “วันนั้นพวกเราพากันอังเกิม (กินข้าว) อยู่เมืองญวน” หลังฉันอาหารแล้วท่านได้พาคณะศิษย์เดินทางกลับมาประเทศลาว

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พาคณะศิษย์เดินธุดงค์ออกจากแขวงสะหวันนะเขต ไปทางเมืองเวียงจันทน์ โดยอาศัยนั่งเรือไฟขนสินค้าสลับกับการเดินเท้า ท่านพาคณะไปพักภาวนาที่ภูเขาควาย ซึ่งเป็นเทือกเขาใหญ่ไพศาลกินอาณาเขตตั้งแต่ตอนกลางประเทศลาว ยาวไปจนถึงพรมแดนประเทศจีน ภูเขาควายสมัยนั้นเป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ พรรณไม้ สัตว์ป่านานาชนิด จนนับไม่ถ้วน เป็นที่ลึกลับของภพภูมิต่างๆ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง สิ่งเหล่านี้ที่ภูเขาควายสมัยก่อน หลวงปู่ชอบท่านว่า มีหมด แต่สิ่งลึกลับที่ขึ้นชื่อลือชามากที่สุดในสมัยนั้น คือ ผีกองกอย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านจะพาลูกศิษย์ขึ้นไปภาวนาที่ภูเขาควาย ชาวบ้านไม่อยากให้คณะของท่านขึ้นไปที่นั่น เพราะเกรงจะเกิดอันตรายจากสัตว์ใหญ่ ไข้ป่า รวมทั้งภัยมืดจากสิ่งลี้ลับ แต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านไม่สนว่าจะมีผีสางคางเหลืองอะไรมารบกวน ท่านบอกชาวบ้านว่า “อาตมาจะพาลูกศิษย์ขึ้นไปพักภาวนาบนเขา ไม่ได้มีเจตนาจะขึ้นไปรบกวนผู้ที่เขาอาศัยอยู่ในนั่น” ท่านถามลูกศิษย์ว่า “พวกท่านกลัวผี กลัวเสือไหม ถ้าใครกลัวก็ไม่ต้องขึ้นไปกับเรา” ลูกศิษย์ ทุกองค์ต่างขอติดตามองค์ท่านขึ้นไป

คืนแรกที่พักอยู่บนภูเขาควาย ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะศิษย์ก็ได้เผชิญกับผีกองกอยหลวงปู่ชอบเล่าว่า เราเดินจงกรมอยู่ได้ยินเสียงสัตว์มันร้องทักกันเป็นทอดๆ เสียงมันจะแหลมเหมือนกับเสียงเด็กทารกร้องไห้ ทีแรกเราไม่ได้สนใจอะไรมากนัก คิดว่าเป็นเสียงสัตว์อย่างใด อย่างหนึ่งมันทักทายกันตามประสา เดินจงกรมอยู่อีกราวชั่วโมง เราก็เข้ากลดไหว้พระสวดมนต์ นั่งภาวนา นั่งภาวนาได้พักหนึ่งรู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ใกล้กลด ลืมตาขึ้นมาดูเห็นเงาตะคุ่มคล้ายลิงหรือชะนียืนอยู่นอกกลด พอเราขยับตัว พวกมันก็พากันวิ่งหนีหายเข้าไปในป่า เราคิดว่า นี่หรือ ที่เขาเรียกว่า ผีกองกอย พอพวกนี้หนีไปแล้ว เราคิดว่ามันคงไม่กล้ากลับมาอีก ที่ไหนได้พอคล้อยหลังไม่นาน พวกนี้มันก็พากันกลับมาอีกครั้ง เราจุดโคมไฟขึ้น พอพวกมันเห็นแสงไฟเท่านั้นแหละ พากันแตกฮือหนีออกไปยืนอยู่ห่างๆ ถึงรู้ว่าพวกนี้มันกลัวไฟ ลักษณะสัตว์พวกนี้ ตัวมันจะเล็กๆ เหมือนลิง แต่ขนตามตัวมันจะยาวกว่าลิง สีขนมันจะออกนํ้าตาลเข้ม มีนิ้วมือห้านิ้ว เล็บแหลมยาวทุกนิ้ว เขี้ยวมันยาวประมาณนิ้วชี้ของเรา

หลวงปู่ชอบ ท่านมีนิสัยท้าพิสูจน์ในสิ่งที่สงสัย ท่านจึงออกจากกลดเพื่อจะดูให้แน่ชัดว่าสัตว์พวกนี้มันคือตัวอะไรกันแน่ ท่านบอก แต่ไหนแต่ไร เราไม่กลัวในสิ่งลึกลับ ใจข่มใจอะไรก็สู้ ได้หมดทุกอย่าง ท่านพูดกับพวกนี้ว่า “หากจะมาเอาส่วนบุญก็ให้ตั้งใจ อย่าพากันเสียงดัง” ท่านแผ่เมตตาให้พวกนี้ ปรากฏว่า จิตท่านเกิดตื้อตันขึ้นมาเฉยๆ ถ้าจิตเป็นเช่นนี้ขณะแผ่เมตตา ผู้นั้นไม่มีวาสนาที่จะสงเคราะห์กันได้ หรือต้องมีกรรมหนักจนแสงธรรมส่องไม่ถึง เป็นผู้อาภัพ โปรดไม่ได้ 

หลวงปู่ชอบ ท่านพูดถึงผีกองกอยในเมืองไทยว่า เราเคยเห็นที่ภูหลวง ภูกระดึง เขาใหญ่ห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวร ทุกวันนี้ (พ.ศ. ๒๕๓๖) มันจะจางหายไปเกือบหมดแล้ว เท่าที่ ท่านรู้ ปัจจุบันพวกสัตว์ภูมินี้ยังมีเหลืออยู่ที่ ห้วยขาแข้ง กับ ภูเขาควาย 

พระพุทธเจ้าเสด็จมาแสดงธรรมโปรด

ขณะที่ท่านพระอาจารย์เสาร์พาคณะศิษย์เที่ยวธุดงค์บนภูเขาควายนั้น ก็มีเรื่องอัศจรรย์ปาฏิหาริย์มากมาย เพราะการถือธุดงควัตร ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาเพื่อแสวงหา โมกขธรรมนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องที่ใหญ่โตมาก มนุษย์บนโลกที่เกิดมานั้นมีจํานวนมากมายมหาศาลเป็นพันๆ หมื่นๆ ล้านคน แต่มีผู้ที่เสียสละโกนผมออกบวชมีจํานวนน้อยมาก และที่มีวาสนาบารมีธรรม ได้บวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ออกเที่ยวบําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขา เพื่อความพ้นทุกข์ ยิ่งมีจํานวนน้อยกว่านั้น จนแทบจะหาไม่ได้เลย จึงควรเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี ควรแก่การสรรเสริญให้กําลังใจ และควรแก่การเคารพเทิดทูนบูชาเป็นอันมาก 

แม้พระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จปรินิพพานไปนานเกือบ ๒,๕๐๐ ปี ก็ทรงพระเมตตามหากรุณา เสด็จมาเยี่ยมเยียนและทรงแสดงธรรมโปรดให้กําลังใจ ทรงสรรเสริญการถือธุดงควัตร ทั้งทรงแสดงยํ้า “ผู้ใดปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต” คือ ได้รู้ ได้เห็น ได้บรรลุ สัจธรรมตามพระพุทธองค์นั่นเอง รวมทั้งบรรดาพระอรหันตพุทธสาวกในครั้งพุทธกาลองค์สําคัญๆ ก็ยังเหาะมาเยี่ยมเยียนและแสดงธรรมโปรดให้กําลังใจ สรรเสริญการถือธุดงควัตร ทั้งยํ้ามรรคผลนิพพานขึ้นกับการปฏิบัติเช่นเดียวกับพระพุทธองค์ ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ นับแต่ท่านออกเที่ยวธุดงค์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ท่านย่อมประสบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ปาฏิหาริย์ทํานองนี้มามากมาย เพราะท่านเป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาในสมัยกึ่งพุทธกาล แต่ด้วยความที่ท่านพูดน้อย จึงไม่ได้นํามาเปิดเผย หากทราบในวงกรรมฐาน เมื่อท่านสนทนาธรรมสากัจฉากัน

การเรียนปริยัติ แม้เรียนจนจดจําพระไตรปิฎกได้หมด หากไม่ลงมือปฏิบัติอย่างเอาจริง เอาจังแล้ว ก็ไม่อาจถอดถอนกิเลสได้แม้แต่ตัวเดียว พระพุทธเจ้าจึงทรงสรรเสริญภาคปฏิบัติเป็นภาคสําคัญ แม้การบูชาพระองค์ก็ทรงเน้นการปฏิบัติบูชา การเรียนปริยัติแล้วต้องลงมือปฏิบัติ ต้องสละเป็นสละตาย กล้าสละชีวิตเข้าแลก จึงเกิดผล คือ ปฏิเวธ ดังที่ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ประสบด้วยองค์ท่านเอง ท่านเรียนปริยัติยังไม่เกิดอัศจรรย์เท่ากับลงมือปฏิบัติ เมื่อท่านฝึกหัด ภาวนาใหม่ๆ จิตท่านก็สงบ จิตออกรู้เห็นสิ่งต่างๆ จนเกิดความอัศจรรย์ใจ ยิ่งเมื่อท่านออกธุดงค์ตามป่าตามเขา มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์แล้ว ท่านยิ่งเกิดความรู้เห็นและยิ่งเกิดความอัศจรรย์ใจ ดังที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาเยี่ยมแสดงธรรมในนิมิตของท่านเป็นประจํา

หลวงปู่ชอบ ท่านเป็นภิกษุหนุ่มบวชได้ ๒ พรรษา ท่านยังได้ประสบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ปาฏิหาริย์นี้ด้วยตนเอง และในกาลต่อมาท่านได้เมตตานํามาเล่าอย่างเปิดเผยให้บรรดาพระลูก พระหลานฟัง เพื่อจะได้มีกําลังใจในการปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ (รายละเอียดโปรดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์ชอบ ฐานสโม ฉบับมูลนิธิพระสงบ หัวข้อ พระพุทธเจ้าแสดงนิมิตธรรม)

พบพวกข่าตองเหลือง (ผีตองเหลือง)

ท่านพระอาจารย์เสาร์ พาคณะศิษย์พักภาวนาอยู่บนภูเขาควายระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็ พาลงมาเที่ยววิเวกสถานที่โดยรอบภูเขาควาย และมาพักภาวนาที่ภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขต เทือกเขาเดียวกับภูเขาควาย ภูเขาลูกนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีชีวิตลึกลับแปลกประหลาด พวกนี้จะไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จะอาศัยอยู่ในป่า ไม่นุ่งห่มเสื้อผ้าอาภรณ์ ที่พักอาศัยก็จะเอาใบไม้มามุงบังพอกันแดด กันฝน กันนํ้าค้าง นํ้าหมอก พอใบไม้ใบตองที่ใช้ มุงหลังคาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก็จะพากันย้ายที่อยู่อาศัย ชาวลาวในสมัยนั้นเรียกว่า ข่าตองเหลือง 

หลวงปู่ชอบท่านว่า พวกนี้ คือ พวกเดียวกับผีตองเหลืองที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดน่าน ของไทย พวกนี้มีภาษาพูดเฉพาะตนเอง จะไม่พูดภาษาอื่น เวลาเขาพูด เราฟังไม่รู้เรื่องสักคํา พวกนี้จะนับถือผีป่า ภูเขา แม่นํ้า และหลีกเร้นซ่อนตัวไม่คบหากับชนกลุ่มอื่น เมื่อเห็นชาวเมือง พวกนี้จะกลัวและรีบวิ่งหนีหายเข้าไปในป่าลึก แต่ถ้าหนีไม่ทัน ก็จะออกมาสู้เพื่อปกป้องตัวเอง และครอบครัว พวกนี้จะไปเร็วมาเร็วมาก ทําให้ดูเร้นลับ คนเมืองจึงเรียกชื่อนําหน้าพวกนี้ว่า ผี เป็นที่มาของชื่อ ผีข่าตองเหลือง หรือ ผีตองเหลือง ตามที่ทราบกันในปัจจุบัน

ตอนคณะท่านพระอาจารย์เสาร์ธุดงค์ไปพบพวกข่าตองเหลือง พวกนั้นกําลังขุดหามันป่า รากไม้ นํามาเป็นอาหาร ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ยินเสียงคนคุยกันไม่ไกลจากจุดที่ท่านและ ลูกศิษย์นั่งพักอยู่ ท่านเข้าใจว่าเป็นชาวบ้านมาหาของป่า จึงบอก หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่คําหล้า ไปถามทาง ท่านทั้งสองจึงพากันเดินไปหา พอพบพวกนี้ก็ตกใจ เพราะไม่มีใครนุ่งห่มเสื้อผ้าอาภรณ์ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ทุกคนเปลือยกายล่อนจ้อนเหมือนกันหมด พวกนี้พอเขาเห็นพระ เขาตกใจ พากันวิ่งหนีเข้าไปในป่าลึก โดยทิ้งเผือกทิ้งมันไว้ให้ท่านทั้งสองดูต่างหน้า หลวงปู่คําหล้าท่านหัวเราะขึ้นมา หลวงปู่ชอบก็อดขําด้วยไม่ได้ พากันหัวเราะ เพราะตลกขบขันกับเหตุการณ์ที่พบเจอ 

พอหายขบขัน หลวงปู่คําหล้าบอกหลวงปู่ชอบว่า พวกที่วิ่งหนีเราไปนั้น คนลาวเรียกว่า ข่าตองเหลือง พวกนี้ไม่มีพิษภัยกับผู้ใดดอก ถ้าเห็นคนเมือง พวกนี้จะพากันหนี เพราะกลัวจะ ถูกทําร้าย และเขาถือเป็นการผิดผีอย่างร้ายแรง จะทําให้ผีป่า ผีบรรพบุรุษโกรธเคืองทําอันตราย ความเชื่อของพวกเขาเป็นแบบนี้ แล้วท่านทั้งสองก็กลับมากราบเรียนท่านพระอาจารย์เสาร์ว่า เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของพวกข่าตองเหลืองที่มาหาของป่าอยู่แถวนี้เขาคุยกัน ตอนนี้พวกเขาพากันวิ่งหนีเข้าไปในป่าลึกหมดแล้ว ไม่เหลือใครพอที่จะอาศัยถามทาง ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านว่า “พวกนี้น่าสงสาร ได้เกิดเป็นมนุษย์บนแผ่นดินสมบูรณ์ธรรม ก็ไม่รู้จักพระศาสนา สรณะที่ นับถือก็ไม่ใช่สรณะที่จะทําให้มีปัญญารู้แจ้งอริยสัจได้ ทําอะไรก็ทําไปตามความเชื่อที่มืดบอด เมื่อคนเราปัญญาตาในมืดบอดแล้ว การกระทําใดๆ ก็จะเป็นไปในทางที่ผิดทํานองคลองธรรม”

คนฆ่าเสือ เสือฆ่าคน

กว่าคณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ลงจากเขามาได้ก็มืดคํ่าแล้ว ท่านพาลูกศิษย์เดินเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ติดเชิงเขา ชื่อว่า บ้านหัวนา องค์ท่านถามหา ตาสีของหมู่บ้าน จะแจ้งตาสีบ้านหัวนา เพื่อจะขอพักค้างที่นี่ (คนลาวสมัยก่อน เรียกผู้ใหญ่บ้านว่า ตาสี เรียกกํานันว่า ตาแสง) ตาสีบ้านหัวนาเมื่อทราบเจตนา จึงให้ลูกบ้านนําคณะหลวงปู่เสาร์ไปพักที่วัดบ้านหัวนา วัดประจําหมู่บ้าน ซึ่งตอนนั้นเป็นวัดร้าง ไม่มีพระเณรอยู่ประจําวัด ชาวบ้านบอกพระเณรลาสิกขาไปหมด

คืนแรกที่คณะท่านพระอาจารย์เสาร์พักภาวนาอยู่วัดบ้านหัวนา มีเสือโคร่งใหญ่สองตัว ลงจากเขามากัดวัวชาวบ้าน แต่ยังไม่ทันคาบเอาไปกิน เจ้าของวัวตื่นขึ้นมาเห็น จึงจุดไฟตีเกราะเคาะไม้ปลุกเพื่อนบ้านให้ตื่นมาช่วยกันขับไล่เสือ เหตุการณ์คืนนั้นจึงดูวุ่นวายโกลาหลในหมู่บ้าน ตอนเช้าท่านพระอาจารย์เสาร์พาลูกศิษย์ออกไปบิณฑบาต พอผ่านบ้านเจ้าของวัว ท่านถามว่า “เมื่อคืนที่หมู่บ้านมีเหตุอะไร ถึงได้ตีเกราะเคาะไม้ เสียงดังอึกทึกครึกโครมไปจนถึงวัด” เจ้าของวัว กราบเรียนว่า “เมื่อคืนมีเสือมากัดวัวข้าน้อยตายตัวหนึ่ง ตอนนี้ซากวัวยังคาอยู่ในคอก” เจ้าของวัว จึงนิมนต์ท่านไปดู 

ด้วยประสบการณ์การธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขาของท่านพระอาจารย์เสาร์ มาอย่างยาวนาน ๓๐ กว่าปี ท่านจึงรู้จักนิสัยของสัตว์ของเสือเป็นอย่างดี ท่านบอกเจ้าของวัวไปว่า “ควรจะเอา ซากวัวไปทําประโยชน์อย่างอื่นเสีย หรือไม่ก็เอาไปฝังกลบดิน มิฉะนั้น เสือมันจะย้อนกลับมาเอาซากวัวที่มันกัดตายอีก มันจะเป็นเหตุให้เสือเข้ามารบกวนชาวบ้านอีก สัญชาตญาณเสือ เมื่อมันกัดสัตว์ตัวไหนตายแล้ว ถ้ายังไม่ได้กิน มันจะย้อนกลับมากินซากสัตว์ตัวนั้นอีกครั้ง จะเป็นเหตุทําให้เกิดเรื่องขึ้นมาอีก”

เจ้าของวัวบอกว่า “เมื่อเดือนก่อน เสือโคร่งสองตัวนี้เคยมาคาบวัวในหมู่บ้านไปกินมาแล้ว ตัวหนึ่ง ครั้งนี้พวกมันมากัดวัวข้าน้อยตาย ชาวบ้านจึงลงความเห็นกันจะเก็บซากวัวไว้เพื่อเป็น เหยื่อล่อเสือให้มันกลับมาอีก ข้าน้อยกับหมู่เพื่อนจะจัดการเสือสองตัวนี้ให้เด็ดขาด ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วชาวบ้านจะอยู่กันอย่างระแวง คนที่นี่จะเป็นอันตรายได้” ท่านพระอาจารย์เสาร์ห้ามชาวบ้านไม่ให้ก่อเวรกรรมต่อกัน แต่ชาวบ้านไม่ฟัง หลังบิณฑบาตเดินกลับที่พัก องค์ท่านพูดให้ลูกศิษย์ฟัง “เพราะความหิวบีบบังคับ เสือมันจึงพากันมากัดวัว เพื่อจะเอาไปกินเป็นอาหารยังชีพของตนเอง โดยที่มันไม่รู้ว่าวัวมีเจ้าของ เรื่องนี้จะเป็นเหตุนําไปสู่ความตายของสัตว์อื่นอีกแน่นอน คอยดูก็ แล้วกัน”

ในคืนต่อมา เสือโคร่งสองตัวนี้ได้พากันย้อนกลับมาบ้านหัวนาอีกครั้ง คราวนี้ตกอยู่ภายใต้สายตาของชาวบ้าน ขณะเสือสองตัวนี้กําลังกินซากวัวอยู่นั้น พวกนายพรานที่อยู่บนห้างได้ระดม ยิงลูกธนูหน้าไม้อาบพิษยางน่องเข้าใส่ เมื่อมันถูกยิง มันก็ผละจากซากวัวหนีหายไปในความมืด ชาวบ้านก็ไม่กล้าที่จะตาม เพราะกลัวจะได้รับอันตรายจากเสือสองตัวนี้ได้ ตอนเช้าพวกนายพรานพากันขึ้นเขาเข้าป่า พบเสือตัวหนึ่งนอนตายอยู่ มีนายพรานคนหนึ่งอยากได้หนังเสือ เขี้ยวเสือ มาทําเครื่องราง ขณะที่กําลังชําแหละซากเสืออยู่นั้น เสืออีกตัวหนึ่งกระโจนมากัดท้ายทอยจน ทําให้นายพรานคนนี้คอหัก เพื่อนๆ เมื่อเห็น ต่างพากันกระโดดหลบเขี้ยวเล็บเสือไปคนละทิศ ละทาง พอตั้งหลักได้ต่างก็ใช้อาวุธที่มีอยู่ในมือ รุมยิงรุมฟันแทงจนมันตาย แล้วก็เข้ามาช่วยคนที่ ถูกเสือกัด แต่เขาทนพิษจากคมเขี้ยวเสือไม่ได้ จึงสิ้นใจตายระหว่างนําออกจากป่า

ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านเล่าว่า “เราเที่ยววิเวกสามประเทศ ไทย ลาว พม่า เสือดุถึงขั้นทําร้ายคนจนถึงตาย เราก็เห็นเสือที่เมืองลาวนี่แหละ เสือพม่า เสือไทยเห็นแค่มันทําร้ายคนได้ บาดเจ็บเท่านั้น สัตว์สี่เท้าที่มีความพยาบาทสูง คือ เสือ สัตว์เลื้อยคลานที่มีโทสะสูง คือ งูจงอาง ไม่ว่าสัตว์มีเท้าหรือไม่มีเท้า มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่มีโทสะพยาบาทมากกว่าสัตว์ทุกชนิด มนุษย์มีปัญญามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น การคิดอ่านวางแผนโทสะพยาบาท จึงเหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ” ท่านว่า “มนุษย์เราถ้านําปัญญาไปใช้ในทางที่ถูกต้องดีงาม จะทําให้ตนเองและผู้อื่นได้ประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้ามนุษย์เรานําปัญญาไปใช้ในทางที่ผิดแล้วโลกทั้งใบก็บรรลัยกัลป์”

องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์พระกรรมฐานกับเสือ ไว้ดังนี้

“เรื่องอย่างนี้ เรื่องอรรถเรื่องธรรมนี้ใจสัตว์กับใจคน ใจธรรมมันมีอํานาจอยู่ในนั้นนะ ใจธรรมที่บําเพ็ญธรรมนี้ ใจสัตว์เขาก็มาตามภาษา แต่ใจธรรมมีอํานาจเหนือกว่า เพราะฉะนั้น สัตว์ถึงไม่ทําไมนะ มาก็ไม่ทําไม เรื่องพระกรรมฐานเที่ยวนี้เจออย่างนี้ล่ะมากต่อมากนะ แต่ก็ แบบเดียวกัน ไม่เคยทําไมเลยนะ เขามานั่งอยู่ที่หัวจงกรมก็มี ท่านก็เดินไป เขาก็อย่างนั้นเฉย แน่ะเขาไม่ทํานะ นั่งอยู่ข้างก็นั่งอย่างอาจารย์สีทานั่ง ก็ไม่เห็นมีอะไร ครูอาจารย์สมัยปัจจุบันนี้ ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่มั่นท่านเจอแทบทุกองค์ เจอเสืออย่างแบบนี้นะ บางทีมันมานั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ทางจงกรมบ้าง อะไรบ้าง ท่านก็ไม่มีอะไรกับมัน เฉย มันก็ไม่ทําอะไรท่านนะ

พอมาก็มาเล่าให้ท่านอาจารย์มั่นฟัง ท่านอาจารย์มั่น กับ อาจารย์สีทา รูปร่างพอๆ กัน แต่แก่พรรษากว่าท่านอาจารย์มั่นนิดหนึ่ง ท่านจึงเรียกว่า ครูบาสีทา ทีนี้เราไปเห็นที่ตรงนั้น ตรงอุบลฯ วัดอะไรนะที่มีรูปเหมือน วัดเลียบ หรือวัดบูรพา หรือวัดอะไรอยู่ที่อุบลฯ รูปครูบา–อาจารย์มาปั้นไว้นั้นเป็นแถวนะ แล้วเขาก็เขียนไว้ๆ บอกว่าอาจารย์สีทา เราก็ดูจริงๆ นี้องค์นี้ องค์อาจารย์สีทา เราไม่ลืม นี่ล่ะที่เสือมานั่งเฝ้าท่าน รูปร่างเล็กๆ แต่ไม่ทําอะไรนะ มาคืนเดียว นั้นล่ะ นอกจากนั้น ท่านก็เดินจงกรมธรรมดา ไม่มาอีกเลย คงเป็นเสือเทพบันดาล คิดดูซิอยู่เฉยๆ ก็ไม่เห็นว่าอะไร พอคิดขึ้นว่า จะไปหาอยู่หากินทางไหนก็ไปซี มานั่งเฝ้านั่งแหนกันทําไม เฮ่อ… ขึ้นเลย แสดงว่า เทพบันดาล

พระกรรมฐานส่วนมากจะเจอแต่อย่างนั้นล่ะ แต่ไม่ทําอะไรนะไม่ทํา เพราะฉะนั้นจึงไม่เคยได้ยินว่าเสือกินพระ เสือกินคน ไม่ได้ยินนะ พระกรรมฐานอยู่ป่าอยู่เขา มันก็มาธรรมดา แต่มัน ไม่มารบกวน มันมาธรรมดา”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ชีวิตการธุดงค์อย่างโชกโชนของท่านย่อมเผชิญกับเสือมามากมาย เช่นเดียวกับบรรดาพระศิษย์ในวงกรรมฐานทั้งหลาย ทั้งเสือเทพบันดาล และทั้งเสือจริง แต่ท่านก็แคล้วคลาดปลอดภัย รอดตายมาได้ทุกครั้ง เป็นเพราะอํานาจธรรมคุ้มครองรักษาท่านนั่นเอง

กลับมาเที่ยววิเวกฝั่งไทย – ฟื้นฟูพระพุทธบาทภูควายเงิน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านพาคณะศิษย์เดินทางมาเวียงจันทน์ เพื่อไปกราบธาตุหลวง หลวงปู่ชอบเล่าว่า “ธาตุหลวง หรือพระธาตุหลวง เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นพระธาตุ คู่บ้านคู่เมืองเวียงจันทน์และประเทศลาวมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ท่านพระอาจารย์เสาร์พาพักอยู่ไม่กี่วัน ก็พานั่งเรือข้ามฟากมาขึ้นฝั่งที่บ้านพรานพร้าว อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เที่ยววิเวก ฝั่งแม่นํ้าโขง ทวนขึ้นมาทางเขตเมืองเลย ถ้าสถานที่แห่งไหนสัปปายะ ท่านก็จะพาลูกศิษย์แวะ พักภาวนา พอพระเณรเริ่มคุ้นเคยผู้คนสถานที่ ซึ่งทําให้การภาวนาไม่ก้าวหน้าแล้ว ท่านก็จะพา เดินธุดงค์ไปเที่ยววิเวกยังที่แห่งอื่น” 

ปฏิปทาไม่ติดญาติโยม สถานที่ ลาภสักการะ เป็นปฏิปทาสําคัญข้อหนึ่งที่หลวงปู่ชอบได้เรียนรู้จากท่านพระอาจารย์เสาร์ และต่อมาหลวงปู่ชอบได้ถือปฏิปทานี้ตลอดมา 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพาคณะศิษย์พักภาวนาตามฝั่งแม่นํ้าโขงหลายแห่งสถานที่ ในบริเวณเขต อ.ปากชม เช่น บ้านสงาว บ้านปากชม บ้านคกไผ่ ฯลฯ จากนั้นท่านก็พาธุดงค์มา เที่ยววิเวกเขต อ.เชียงคาน และได้ผ่านมาถึงบ้านผาแบ่น ชาวบ้านกราบเรียนท่านว่า ที่ภูควายเงิน มีรอยพระพุทธบาทอยู่ที่นั่น ชาวบ้านเรียกว่า พระพุทธบาทภูควายเงิน สร้างขึ้นในสมัยใดและ ใครสร้างไม่ปรากฏหลักฐาน ชาวบ้านก็ไม่ทราบประวัติที่มา ได้แต่พูดกันไปตามคําบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่ตนเองได้ยินมา แต่ละคนที่หลวงปู่ชอบถาม เขาก็จะพูดเหมือนกันว่า ตั้งแต่เกิดมา ก็เห็นรอยพระพุทธบาทแห่งนี้แล้ว 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชาพระพุทธเจ้าอย่างสุดชีวิตจิตใจ เมื่อท่านธุดงค์ไป ณ สถานที่ใด พอได้ยินว่า ณ สถานที่นั้นเป็นวัดร้าง มีเจดีย์ร้าง พระพุทธรูป โบราณ รอยพระพุทธบาท ฯลฯ ถูกปล่อยรกร้าง ท่านจะพาพระ เณร ชาวบ้านทําความสะอาด ในบางแห่งท่านก็พาบูรณะซ่อมแซม เมื่อท่านพาพระเณรธุดงค์มาที่บ้านผาแบ่น พอได้ยินว่ามี รอยพระพุทธบาทบนภูควายเงินถูกปล่อยทิ้งไว้รกร้าง ไม่มีคนดูแล แม้ขณะนั้นท่านอายุได้ ๖๗ ปี เข้าสู่วัยชราภาพแล้ว ท่านยังอยากขึ้นไปดูแลทําความสะอาด และอยากจะพาลูกศิษย์ขึ้นไป ภาวนาที่ภูควายเงิน ท่านจึงขอให้ชาวบ้านพาขึ้นไป ชาวบ้านช่วยกันแบกบริขารของท่านและคณะ ต้องเกาะเกี่ยวเหนี่ยวเถาวัลย์ยันต้นไม้ขึ้นไป กว่าจะเดินขึ้นไปถึงรอยพระพุทธบาทภูควายเงิน ต้องใช้เวลานานพอสมควร และทําให้เหนื่อยหอบไปตามๆ กัน เพราะสมัยนั้นไม่มีถนนขึ้นไปบนเขา 

พอขึ้นไปถึง ท่านพระอาจารย์เสาร์เห็นว่ารอยพระพุทธบาทภูควายเงินมีเถาวัลย์พรรณไม้ ขึ้นปกคลุมหนาแน่นไปหมด จนดูไม่งามตา ก่อนที่ชาวบ้านจะลาท่านกลับลงไปนั้น ท่านบอกว่า พรุ่งนี้ให้พากันมาที่นี่อีก ให้ชวนกันมาหลายๆ คน ท่านและพระเณรจะพาชาวบ้านทําความสะอาด รอยพระพุทธบาท ชาวบ้านรับปากท่านแล้วก็ลาท่านกลับ 

ในคืนนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ขณะนั่งสมาธิภาวนา ท่านนิมิตเห็นเทวดานางหนึ่ง เธอมีรัศมีเปล่งประกายงดงาม ผิวพรรณดั่งฉาบทาด้วยทองคํา กิริยาท่าทางดูเรียบร้อยงามตายิ่งนัก เธอได้เข้ามากราบ เพื่อแสดงความเคารพ ท่านจึงกําหนดจิตถามไปว่า “เธอเป็นใคร มาทําอะไร ที่นี่” “ข้าพเจ้าชื่อว่า นางสุวรรณเทวา มีวิมานอยู่ชั้นดาวดึงส์ ข้าพเจ้ามาที่นี่ เพื่อพาบริวารมา กราบรอยพระพุทธบาท” “เธอมาหาอาตมาด้วยประสงค์อันใด” “ข้าพเจ้าประสงค์แค่เข้ามากราบ ท่านพระอาจารย์เท่านั้น ข้าพเจ้าได้ยินท่านพระอาจารย์บอกชาวบ้านให้พากันมาทําความสะอาดรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ ข้าพเจ้ามีความยินดีและขออนุโมทนาบุญด้วย” 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ถามต่อไปว่า “เมื่อเธอมาไหว้รอยพระพุทธบาทแห่งนี้อยู่เสมอ เธอรู้หรือไม่ว่าพระพุทธบาทแห่งนี้ใครเป็นผู้สร้าง” นางสุวรรณเทวาตอบว่า “รอยพระพุทธบาท ภูควายเงิน เจ้ามหาชีวิตผู้ครองนครเชียงทอง (หลวงพระบาง) เป็นผู้สั่งให้เจ้าผู้ครองนครจันทบูร (เวียงจันทน์) สร้างขึ้นมาเมื่อคราวพระพุทธศาสนาผ่านล่วง ๕๐๐ วัสสา เจ้าผู้ครองนครจันทบูร อยากสร้างพุทธสถานขึ้นมาในบริเวณโขงเขตนี้ จึงมีความดําริให้สร้างพระพุทธบาทจําลองไว้บน ภูควายเงิน เพื่อให้มนุษย์และเทวดาทั้งหลายได้กราบไหว้บูชา เพื่อระลึกนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า โดยมีปริศนาธรรมว่า “พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย หากอยากจะบรรลุมรรคผลนิพพาน เพื่อก้าวพ้นจากกองทุกข์นั้น ขอให้ท่านทั้งหลาย จงพากันเดินตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ให้พากันเดินตามรอยวัตรปฏิบัติที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนเอาไว้เถิด แล้วท่านทั้งหลายจะก้าวล่วงพ้นจากกองทุกข์ทั้งมวลได้” 

กาลเวลาล่วงเลยผ่านไป พระพุทธบาทภูควายเงินแห่งนี้จึงชํารุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ไม่มีผู้มีจิตศรัทธามาฟื้นฟูบูรณะและไม่มีผู้ใดมาดูแล จนกระทั่งคณะท่านพระอาจารย์ได้ขึ้นมาพักภาวนาบนนี้ เพื่อโปรดสัตว์โลกให้ได้พึ่งพาอาศัยบารมีธรรมจากท่าน จะเป็นความเมตตาอย่างยิ่ง หากท่านพระอาจารย์รับนิมนต์จําพรรษาอยู่ปฏิบัติธรรมที่รอยพระพุทธบาทภูควายเงินแห่งนี้”

ตอนนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ไม่อยากอยู่ที่ใดนาน ท่านจึงปฏิเสธไปว่า “ในกาลข้างหน้า จะมีผู้ที่เขามีวาสนาผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ เข้ามาฟื้นฟูบูรณะดูแล อาตมาเป็นเพียงผู้ผ่านมา พักภาวนาเท่านั้น และก็ยังมีสิ่งที่จะต้องทําให้กับตนเองอยู่หลายอย่าง จึงไม่อาจรับนิมนต์” นางสุวรรณเทวาก็ไม่ฝืน เมื่อสมควรแก่เวลาแล้ว เธอและบริวารจึงกราบลาท่าน ท่านได้พิจารณาเรื่องนี้ก็ทราบด้วยความรู้ภายในว่า กาลข้างหน้า สถานที่แห่งนี้จักมีผู้เข้ามาดูแลบูรณปฏิสังขรณ์พัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ปัจจุบัน พระพุทธบาทภูควายเงินได้เจริญรุ่งเรืองตามความรู้ภายในของท่านพระอาจารย์เสาร์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพาชาวบ้านบูรณะพระพุทธบาทภูควายเงิน จนดูสะอาดงามตา แล้วท่านพาลูกศิษย์พักอยู่ ๕ วัน จากนั้นท่านก็พาหลวงปู่ชอบและลูกศิษย์ลงจากพระพุทธบาท ภูควายเงิน เพื่อไปพักภาวนาที่วัดร้างแห่งหนึ่ง ตามที่ชาวบ้านผาแบ่นบอก วัดร้างแห่งนี้ชื่อว่า “วัดท่าแข้” อยู่ติดริมแม่นํ้าโขง อยู่ไม่ไกลจากพระพุทธบาทภูควายเงินและตัว อ.เชียงคาน มากนัก 

พ.ศ. ๒๔๗๐ พักภาวนาและฟื้นฟูวัดท่าแขก วัดร้างริมโขง

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพาคณะศิษย์ธุดงค์ไปพักภาวนาและพาบูรณะศาสนถาวรวัตถุ ตามวัดร้าง ตามสถานที่ต่างๆ ไม่เพียงแต่ชาวบ้านที่รู้ข่าวมาชื่นชมอนุโมทนาบุญ และมาร่วมบูรณะกับท่านแล้ว บรรดาเทวดา พญานาค กายทิพย์ เมื่อทราบข่าวต่างก็มาอนุโมทนาบุญกับท่าน การบุกเบิกธุดงค์ปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ไปตามวัดร้างต่างๆ มีประโยชน์มหาศาล นอกจากเป็นการทํางานทางธรรม อันเป็นประโยชน์ต่อตนเองแล้ว ยังเป็นการบุกเบิกฟื้นฟูวัดร้าง ไปในตัว เป็นการรักษาสมบัติพระพุทธศาสนาให้กลับมามั่นคงเจริญรุ่งเรือง เพื่อยังประโยชน์ให้กับศรัทธาสาธุชนในละแวกนั้นได้มีที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ อันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ท่านพระอาจารย์เสาร์ และคณะมาพักภาวนาที่วัดร้างริมโขง หลวงปู่ชอบ ท่านบอก แต่เดิมวัดแห่งนี้ชื่อว่า วัดท่าแข้ (“แข้” เป็นภาษาอีสาน แปลว่า จระเข้) เพราะสมัยก่อนจะมีจระเข้อาศัยอยู่อย่างชุกชุม และมักจะมานอนผึ่งแดดที่ลานหินริมแม่นํ้าโขงหน้าวัด พอสร้างวัดขึ้นมาแล้ว คนสมัยก่อนจึงเรียกว่า วัดท่าแข้ ปัจจุบันเรียกเพี้ยนเป็น วัดท่าแขก 

หลวงปู่ชอบท่านเล่าว่า “ตอนท่านอาจารย์เสาร์พาเรากับหมู่คณะมาพักอยู่ที่นี่ วัดท่าแขก ตอนนั้นเป็นวัดร้าง โบสถ์ เจดีย์ มีเถาวัลย์พันปกคลุมเต็มไปหมด สมัยนั้น อยู่นี่ป่าไม้ยังแน่นหนา มองเห็นแสงเดือน แสงตะวันพอรําไร เราจัดที่พักถวายให้ท่านอาจารย์เสาร์อยู่ทางปากห้วยตกโขง ทางเดียวกับต้นโพธิ์ใหญ่ทุกวันนี้แหละ เราพักอยู่ทางไปบ้านน้อย (ตรงรูปเหมือนหลวงปู่ชอบยืนถือไม้เท้าข้างอาคารเรียนอยู่วิทยานุสรณ์ในปัจจุบัน) 

ตอนท่านอาจารย์เสาร์ ท่านพามาวัดท่าแขก บ้านน้อย ยังไม่เป็นบ้าน มีแต่กระท่อม เถียงนาไม่มีผู้อาศัย เวลาบิณฑบาต องค์ท่านพาไปบิณฑบาตที่เมืองเชียงคาน องค์ท่านบอกบุญญาติโยม “ใครมีจอบ เสียม มีดพร้า ก็ให้มาช่วยกันตัดเครือไม้คลุมโบสถ์ คลุมเจดีย์วัดท่าแข้ ให้หน่อยนะ” องค์ท่านพาพระ เณร กับชาวบ้านร่วมกันทําความสะอาดเสนาสนะวัตถุในวัดท่าแขก ไทเชียงคานได้พากันมาช่วยอยู่หลายวันจึงแล้วเสร็จ ตัดเครือไม้คลุมโบสถ์ คลุมเจดีย์ออกจนเกลี้ยง จากนั้นองค์ท่านก็พาเก็บซากอิฐขึ้นมาเรียงใหม่เท่าที่ทําได้ 

ตอนรื้ออิฐพบพระพุทธรูปโบราณ ๓ องค์ เครื่องใช้ไม้สอย ถ้วยชามของลาวหลวงพระบางสมัยก่อนหลายอย่าง มีพระพุทธรูปทองคําสําริด ทําจากเงิน จากไม้ จากหินก็มี ส่วนมากจะเป็นพระพุทธรูปทําจากไม้ พระพุทธรูปเหล่านี้ถูกอิฐถูกดินทับไว้ องค์ท่านให้ลูกศิษย์เอาเศษอิฐมา ก่อเป็นแท่น เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณ ๓ องค์ ไทบ้านบางคน เห็นพระทองคํา พระเงิน ก็อยากเอาไป ท่านอาจารย์เสาร์ ท่านห้าม ไม่ให้ใครเอาไป ของเหล่านี้เป็นสมบัติ พระศาสนา เป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ถ้าใครเอาไปครอบครองโดยมิชอบแล้ว จะเกิดวิบัติกับตัวเองและครอบครัว ชาวบ้านกลัวเลยไม่กล้าเอาของพวกนี้ไป”

ท่านพระอาจารย์เสาร์พาพระเณรกับชาวเมืองเชียงคานบูรณะวัดร้างท่าแขก จนเป็นที่พอใจแล้ว จึงสั่งให้หยุดการบูรณะและให้พระเณรพากันทําความเพียรภาวนา หลวงปู่ชอบเล่าว่า “มีคืนหนึ่งเราภาวนาอยู่ ปรากฏมีแสงสีขาวพุ่งออกมาจากทางโบสถ์เก่าวัดท่าแขก มาลอยวนเวียนรอบกลดของเราแล้วหายไป เราพิจารณา จึงทราบว่าสถานที่แห่งนี้มีความผูกพันกับเรามาก่อน อดีตเราเคยได้มาร่วมสร้างวัดแห่งนี้ เมื่อชาติที่เราเกิดเป็นชาวลาวเมืองแก่นท้าวไชยบุรี แสงสีขาว ที่เห็นนั้นคือ ดวงจิตเทพเทวดา พญานาคที่พิทักษ์รักษาสมบัติพระศาสนาของวัดท่าแขก มาแสดง ให้เราเห็น”

เห็นพญานาคครั้งแรก และเรื่องเปรตลักของสงฆ์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ขณะออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรม ท่านย่อมมีประสบการณ์เรื่อง เปรต ผี เทวดา พญานาค มามากมาย จนเป็นเรื่องปรกติ เพราะกระแสแห่งเมตตาธรรม และการฟื้นฟูวัดร้าง ซึ่งมีภูมิเฝ้ารักษาสมบัติพระศาสนา ย่อมทําให้เทวดา พญานาคที่รักษาเกิดปีติยินดีและ มาแสดงตน มาอนุโมทนากับท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะศิษย์ ในครั้งที่ท่านพาคณะศิษย์มาพัก ที่วัดท่าแขกนี้ก็เช่นเดียวกัน หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ขณะเป็นภิกษุหนุ่ม ท่านเห็นพญานาคเป็น ครั้งแรก

หลวงปู่ชอบ ท่านเล่าว่า “เราเห็นพญานาคครั้งแรกด้วยตาเนื้อที่นํ้าโขง เมืองเชียงคาน ตรงปากห้วยตกโขงวัดท่าแขก เห็นประมาณสี่โมงเย็น ขณะสรงนํ้าอยู่ที่ท่านํ้าวัด ทีแรกนึกว่าเป็นขอนไม้ลอยมา แต่เมื่อดูอย่างถี่ถ้วน มันไม่ใช่ขอนไม้ มันมีลักษณะดําเลื่อมคล้ายงูใหญ่ยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร ถึงนํ้าโขงจะไหลเชี่ยว แต่มันกลับไม่เคลื่อนไหวไหลไปตามสายนํ้า มันหยุดนิ่งอยู่กับที่ แล้วเคลื่อนตัวไปในลักษณะขวางกับลํานํ้าโขง มุ่งตรงมายังท่านํ้าที่เราสรงนํ้า พอเข้ามาใกล้ราว ๒๐ กว่าวา ก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนไหวไปไหน บางครั้งมันก็จมลงไปในนํ้า แล้วลอยตัวขึ้นมา บนผิวนํ้า สลับกันแบบนี้อยู่หลายครั้ง เรานึกในใจว่า นี่หรือคือพญานาค เหมือนกับเขารู้ความคิดจิตใจเรา ทันใดนั้นก็มีนํ้าพุ่งขึ้นบนอากาศคล้ายกับนํ้าพุ แล้วก็ค่อยๆ จมหายลงไป”

กลางคืนขณะภาวนาอยู่ มีบุรุษผู้หนึ่งแต่งกายภูมิฐานเหมือนเจ้านายเมืองลาวสมัยโบราณ มาปรากฏให้หลวงปู่ชอบเห็นในนิมิต เขาบอกกับท่านว่า “เขาเป็นพญานาคเฝ้าสมบัติพระศาสนาอยู่วัดท่าแขกแห่งนี้ เขามาแสดงความยินดีที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ พาพระเณรและชาวบ้าน มาบูรณะวัด หลังจากวัดแห่งนี้ร้าง ก็ไม่มีพระเณรมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ จนเขาได้มาเห็น ท่านพระอาจารย์เสาร์พาพระเณรมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ เขาและบริวารปีติยินดี จึงขึ้นมาแสดงอนุโมทนา” หลวงปู่ชอบถามว่า “ใช่ท่านหรือไม่ที่มาแสดงตนให้อาตมาเห็นด้วยตาเนื้อเมื่อตอนบ่าย” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเอง เหตุที่ข้าพเจ้าขึ้นมาแสดงตนให้ท่านเห็นนั้น เพราะอยากให้ท่าน รู้ว่า ภพภูมินี้มีอยู่จริงตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ข้าพเจ้าจึงมาแสดงอนุโมทนาให้ท่านเห็น การพ่นนํ้าขึ้นอากาศเป็นกิริยาอย่างหนึ่งของพวกพญานาคเวลาอนุโมทนาบุญ”

หลวงปู่ชอบถาม “ท่านชื่ออะไร บ้านเมืองของท่านอยู่ที่ไหน” พญานาคตนนี้ตอบท่านว่า “ข้าพเจ้าชื่อ อิสโรนาคราช มีวิมานบาดาลอยู่ปากนํ้าเลยไหลตกโขง บ้านเมืองข้าพเจ้าอยู่ที่นี่” 

หลวงปู่ชอบเล่าว่า “เมืองอิสโรนาคราชนั้นใหญ่กว่า อ.เชียงคาน มาก เมืองเขาเริ่มจาก เขต อ.เชียงคาน จ.เลย ไปจนถึงเขต อ.นํ้าปาด จ.อุตรดิตถ์ อิสโรนาคราชมีอายุ ๑๒,๐๐๐ ปี บรรดาศักดิ์การปกครองของเขา มีตําแหน่งเทียบกับนายอําเภอ เรื่องอํานาจฤทธิ์เดชนั้น มนุษย์เราเทียบชั้นกับอิสโรนาคราชไม่ได้” 

เรื่องเปรตลักของสงฆ์ หลวงปู่ชอบ เล่าว่า “ตอนท่านอาจารย์เสาร์พามาพักวัดท่าแขก ท่านบอกว่า ท่านชอบ วัดนี้มีเปรตผู้ชายตนหนึ่งสูงผอมดําเหมือนถูกไฟไหม้ทั้งตัว ตัวสูงเท่าหลังคาโบสถ์ เก็บของบูดเน่าในวัดกิน เก็บมูตร เก็บคูถ ขี้หมาขี้แมวกินไปตามกรรมของมัน เปรตตนนี้ในอดีตเคยเป็นโยมวัดนี้มาก่อน ตอนเป็นคนมีนิสัยชอบลักขโมยของวัด ถือวิสาสะเอาของวัดไปกิน ไปใช้ โดยไม่แจ้งให้พระเณรทราบ อยากได้ อยากกินอะไร มันก็จะเอาไปโดยไม่ขออนุญาตพระเณร พอพระเณรถาม มันก็ปฏิเสธ ด้วยมานะทิฐิตนเอง มันออกปากท้าทายไม่กลัวบาป ไม่กลัวกรรม

เพราะความมืดบอดจิตใจ มันถึงทําแบบนี้ เข้าวัดแต่ตัว แต่ใจไม่มีข้อวัตรปฏิบัติ คิดว่า บาปบุญไม่มี มันจึงไม่เชื่อในเรื่องบาปกรรม ทําอะไรลงไปตามกิเลสในใจบงการ พวกจิตมืดบอด แบบนี้ยากแก่การโปรด ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้ากี่พระองค์มาตรัสรู้ มันถึงจะได้รู้เห็นเป็นธรรมกับเขา พอตายแล้วมาเกิดเป็นเปรต มีความหิวตลอดเวลา หิวเพราะบาปกรรมบีบบังคับ อาหารการกิน ก็ไม่มี หาเก็บของบูดของเน่ากิน เก็บขี้หมาขี้แมวกิน มาวัดท่าแขกทีไร ก็เห็นมันเดินเก็บกินอยู่ อย่างนั้น เห็นแล้วสังเวชใจ สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ทํากรรมมาแบบนี้ ผลจึงออกมาแบบนี้” 

ท่านอาจารย์เสาร์ว่า “เปรตตนนี้ เราโปรดไม่ได้ เพราะจิตมันมืดบอด ไม่มีด้านดีพอที่จะ รับบุญได้ เป็นโมฆบุรุษผู้บกพร่องในธรรม ของบูดเน่าที่เป็นอาหารมัน เกิดจากผลกรรมของเปรต ตนนี้ ของพวกนี้ไม่มีหมด หิวขึ้นมาเมื่อไหร่ กรรมจะบันดาลให้มูตรคูถเหล่านี้ผุดขึ้นมาให้มัน เห็นเอง สิ่งเหล่านี้จะหมดไปพร้อมกับกรรมของมันเท่านั้น ถ้าไม่หมดกรรม มันก็จะเป็นเปรต อยู่วัดนี้ไปอีกนาน”

พ.ศ. ๒๔๗๐ หลวงปู่ชอบกราบลาท่านพระอาจารย์เสาร์ไปโปรดโยมแม่ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พาคณะศิษย์ พักภาวนาที่วัดท่าแขก อ.เชียงคาน จ.เลย ประมาณครึ่งเดือน พอหลังวันอุโบสถหนึ่งวัน องค์ท่านพาออกจากวัดท่าแขก เดินเลาะแม่นํ้าโขง ไปทาง อ.ท่าลี่ แวะพักที่บ้านท่าดีหมี อ.เชียงคาน ตรงปากแม่นํ้าเหืองไหลลงแม่นํ้าโขง องค์ท่าน พาพักภาวนาอยู่ ๒ คืน จากนั้นจะพาข้ามแม่นํ้าเหือง ไปเที่ยววิเวกทางเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ประเทศลาว ส่วนหลวงปู่ชอบท่านตั้งใจจะกลับบ้านหนองบัวบาน เพื่อโปรดโยมแม่ให้พบธรรม จึงกราบเรียนท่านพระอาจารย์เสาร์ องค์ท่านก็ยินดีอนุโมทนาในเจตนาบุญอันเปี่ยมด้วยกตัญญูนั้น

หลวงปู่ชอบ กราบลา ท่านพระอาจารย์เสาร์ และอําลาหมู่คณะที่บ้านท่าดีหมี ท่านส่ง ท่านพระอาจารย์เสาร์และหมู่คณะข้ามไปฝั่งประเทศลาว จากนั้นมาหลวงปู่ชอบก็ไม่ได้พบกับ ท่านพระอาจารย์เสาร์อีกเลย ตราบจนท่านพระอาจารย์เสาร์ละขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน แม้ หลวงปู่ชอบได้ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมร่วมกับท่านพระอาจารย์เสาร์และหมู่คณะ ในระยะเวลา ไม่นานนัก ท่านย่อมเกิดความรู้สึกประทับใจในความเมตตาใจดีเป็นเลิศของท่านพระอาจารย์เสาร์ แม้จะเหน็ดเหนื่อยสมบุกสมบันมาเพียงไรก็ตาม แต่ท่านก็ได้รับประโยชน์อย่างมากมาย นับว่า คุ้มค่ามากต่อเส้นทางธรรมของท่าน 

เพราะปฏิปทาท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ องค์ท่านพาคณะศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์อย่างเด็ดเดี่ยว องอาจกล้าหาญ แม้องค์ท่านจะก้าวเข้าสู่ วัยชราภาพใกล้ ๗๐ ปีแล้วก็ตาม แต่การประกอบทําความพากเพียรขององค์ท่านกลับเป็นไปอย่างเข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง และไม่หยุดหย่อน เสมือนกับว่าองค์ท่านยังอยู่ในวัยหนุ่ม องค์ท่านเป็น พ่อแม่ครูอาจารย์ที่พูดน้อย เทศน์น้อย แต่เน้นสอนด้วยการกระทํา อันเป็นการสอนที่ประเสริฐ ที่สุด สมกับที่ได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชาเป็น “พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน” ในสมัยปัจจุบัน 

ด้วยหลวงปู่ชอบท่านเองก็ออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์ เมื่อท่านได้อยู่ร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์อย่างใกล้ชิด ท่านได้รับความเมตตาอบอุ่นอย่างสูงยิ่ง ท่านได้รับการฝึกฝนอบรมและได้ศึกษาเรียนรู้การธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาจากพระผู้มีคุณธรรมในใจ ทั้งเป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรในสมัยกึ่งพุทธกาลโดยตรง ทั้งได้แลเห็นปฏิปทาอันเคร่งครัดงดงาม ของท่านพระอาจารย์เสาร์และหมู่คณะที่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์แล้ว ท่านก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในครูบาอาจารย์และเพื่อนสหธรรมิก จึงทําให้ท่านเกิดกําลังใจในการออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม อันเป็นการเน้นยํ้าว่า ครูบาอาจารย์ภาคปฏิบัติที่มีคุณธรรมทั้งจําเป็นและสําคัญมาก ทั้งหาได้ยากยิ่ง ท่านจะได้รีบเร่งขวนขวายประกอบความพากเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ยิ่งๆ ขึ้นไป 

พ.ศ. ๒๔๗๐ พระกรรมฐานโดนพระเถระผู้ใหญ่ขับไล่

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เมื่อครั้งดํารงตําแหน่งเป็น พระโพธิวงศาจารย์ เจ้าคณะมณฑลและเจ้าคณะธรรมยุตในภาคอีสาน ทราบข่าวว่ามีคณะ พระกัมมัฏฐานของท่านพระอาจารย์มั่น เดินทางมาพักอยู่ที่บ้านหัวตะพาน จึงสั่งให้เจ้าคณะแขวง อําเภอม่วงสามสิบ กับเจ้าคณะแขวงอําเภออํานาจเจริญ พร้อมด้วยนายอําเภออํานาจเจริญ ไปทํา การขับไล่พระภิกษุคณะนี้ออกไปให้หมด ทั้งยังได้ประกาศด้วยว่า ถ้าผู้ใดใส่บาตรพระกัมมัฏฐานเหล่านี้จะจับใส่คุกให้หมดสิ้น แต่ชาวบ้านก็ไม่กลัว ยังคงใส่บาตรกันอยู่เป็นปกติ นายอําเภอ ทราบเรื่องจึงไปพบพระภิกษุคณะนี้อีกครั้งหนึ่ง แล้วแจ้งมาว่า ในนามของจังหวัด ทางจังหวัดสั่งให้มาขับไล่

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ซึ่งเป็นคนอุบลฯ ได้ตอบโต้ไปว่า ท่านเกิดที่นี่ ท่านก็ควรจะอยู่ที่นี่ได้ นายอําเภอไม่ยอม ท่านพระอาจารย์ฝั้นก็ได้ช่วยพูดขอร้องให้มีการผ่อนสั้นผ่อนยาวกันบ้าง แต่ นายอําเภอก็ไม่ยอมท่าเดียว จากนั้นก็จดชื่อพระกัมมัฏฐานไว้ทุกองค์ รวมทั้งท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ท่านพระอาจารย์อ่อน ท่านพระอาจารย์เกิ่ง ท่านพระอาจารย์สีลา ฯลฯ จนหมด แม้กระทั่งนามโยมบิดามารดา สถานที่เกิด วัดที่บวช ทั้งหมดมีพระภิกษุสามเณรกว่า ๕๐ รูป และพวกลูกศิษย์ผ้าขาวอีกมากร่วมร้อยคน นายอําเภอต้องใช้เวลาจดตั้งแต่กลางวันจนถึงสองยามจึงเสร็จ ตั้งหน้าตั้งตาจดจนกระทั่งไม่ได้กินข้าวเที่ยง เสร็จแล้วก็กลับไป

ทางฝ่ายพระทั้งหลายก็ประชุมปรึกษากันว่า ทําอย่างไรดีเรื่องนี้จึงจะสงบลงได้ ไม่ลุกลามออกไปเป็นเรื่องใหญ่ ท่านพระอาจารย์อ่อนและท่านพระอาจารย์ฝั้นรับเรื่องไปพิจารณาแก้ไข เสร็จจากการปรึกษาหารือกันแล้ว ท่านพระอาจารย์ฝั้นก็รีบเดินทางไปพบท่านพระอาจารย์มั่นที่บ้านหนองขอน ซึ่งอยู่ห่างออกไป ๕๐ เส้น ท่านพระอาจารย์มั่นทราบเรื่องแล้ว จึงมอบให้ ท่านพระอาจารย์ฝั้นนั่งพิจารณา พอกําหนดจิตเป็นสมาธิแล้วปรากฏเป็นนิมิตว่า 

แผ่นดินตรงนั้นขาด คือ แยกออกจากกันเป็นสองข้าง ข้างโน้นก็มาไม่ได้ ข้างนี้ก็ไปไม่ได้

พอดีสว่าง ท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงเล่านิมิตนี้ถวายให้ท่านพระอาจารย์มั่นฟัง

เช้าวันนั้นเอง ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น กับ ท่านพระอาจารย์อ่อน ได้ออกเดินทางไป จังหวัดอุบลฯ เพื่อพบกับเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะจังหวัดชี้แจงว่า ท่านไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย จากนั้นได้ให้นําจดหมายไปบอกนายอําเภอว่า ท่านไม่ได้เกี่ยวข้อง เรื่องยุ่งยากทั้งหลายจึงได้ยุติลง

ห้ามประชาชนไม่ให้ใส่บาตรพระกรรมฐาน 

ครูบาอาจารย์ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสสมหาเถระ เมื่อครั้งดํารงตําแหน่งเป็น พระโพธิ–วงศาจารย์ เป็นผู้หนึ่งที่แสดงตนอย่างเปิดเผยในการเป็นคู่ปรปักษ์กับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านได้ทําทุกวิถีทาง เพื่อที่จะขัดขวางกลั่นแกล้งท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ ในอันที่จะกําจัดพระธุดงคกรรมฐานให้หมดสิ้นไป จนถึงกับประกาศต่อประชาชนว่า ญาคูเสาร์ กับ ญาคูมั่น ห้ามไม่ให้ใส่บาตรให้กิน เพราะพวกนั้น คือ พวกเทวทัต 

แต่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ได้แต่นิ่งเฉยและไม่เคยคิดโต้ตอบแต่ประการใด เพราะท่านทราบดีว่า หากมีการโต้ตอบ มันย่อมไม่เป็นผลดี ยิ่งทําให้ฝ่ายนั้นเกิดความผูกโกรธและขัดขวาง กลั่นแกล้งมากยิ่งขึ้น และจะทําให้ใจของท่านขุ่นมัวอันจะส่งผลต่อการปฏิบัติธรรม ท่านได้รู้ได้ยิน ท่านก็เพียงแต่ยิ้ม ท่านก็ยังจาริกบําเพ็ญสมณธรรมและเผยแผ่แก่พุทธบริษัทขององค์พระบรม–ศาสดาไปเรื่อยๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน ด้วยพลังจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยขันติธรรม และความเมตตากตัญญูอย่างมาก 

เมื่อเจอหนักๆ เข้า ท่านก็พูดเพียงว่า “ท่าน (สมเด็จฯ) ว่าพวกเฮา (เรา) เป็นพวกเทวทัต เฮาบ่ (ไม่) ได้เป็น กะบ่เห็นสิเดือดฮ้อน (ก็ไม่เห็นจะเดือดร้อน) ท่านสั่งคนบ่ให้ใส่บาตรให้เฮากิน แต่กะยังมีคนใส่ให้อยู่ พอได้ฉัน กะบ่เห็นเดือดฮ้อนอีหยัง (อะไร) ท่านบ่เหนื่อยว่า กะซ่างท่าน” 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ยังคงพาพระเณรปฏิบัติบําเพ็ญภาวนา ปฏิบัติกิจสงฆ์ และพา ออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ไปตามปกติ ประชาชนก็ยังใส่บาตรกันตามปกติ ในที่สุดการสั่งห้ามประชาชนตักบาตรแก่พระป่าสายของท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ไม่บังเกิดผลอะไร

ให้ตามรื้อกุฏิที่พัก

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านจะย้ายสถานที่ในการบําเพ็ญเพียรไปเรื่อย 

ในตอนหลังเมื่อการบําเพ็ญทางจิตของท่านมีความแก่กล้ามั่นคง สามารถเป็นที่พึ่งของศิษย์ได้อย่างมั่นใจแล้ว ท่านมักจะพาคณะศิษย์ออกเดินทางรวมกันไปเป็นหมู่คณะ แล้วแยกย้ายกัน ปักกลดตามป่าช้า ดอนปู่ตา หรือบริเวณป่าที่ไม่ไกลหมู่บ้านนัก เพื่อจะได้อาศัยบิณฑบาตจาก ชาวบ้านยังชีพเพื่อบําเพ็ญภาวนาไปวันๆ เท่านั้น ไม่สะสมไว้วันต่อไป ท่านพาพระเณรรักษา พระวินัยข้อนี้อย่างเคร่งครัด คือ ฉันภัตตาหารวันละ ๑ มื้อ โดยออกบิณฑบาตมาฉันวันต่อวัน เท่านั้น วันไหนบิณฑบาตได้ก็ฉัน บิณฑบาตไม่ได้ก็อด หรือถ้าช่วงที่เร่งภาวนาก็งดออกบิณฑบาตและงดฉัน เป็นต้น 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ จะไม่พักที่ใดนานๆ บางแห่งก็อยู่คืนเดียว บางแห่งก็ ๒๓ วัน หรืออาจอยู่เป็นเดือน หรือจําพรรษาอยู่ตลอดพรรษา ตามประวัติช่วงการปฏิบัติและเผยแผ่ธรรม ท่านพระอาจารย์เสาร์จะไม่เคยพักประจําอยู่ที่ใดที่หนึ่งเกิน ๓ ปีเลย ครูบาอาจารย์บันทึกไว้ว่า 

เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ปักกลดลงที่ไหน ด้วยความศรัทธาของประชาชน ทําให้สถานที่แห่งนั้นกลายเป็นวัดเป็นสํานักปฏิบัติธรรมไปในที่สุด คือ มีสิ่งปลูกสร้างถาวรเกิดขึ้นจากแรงศรัทธาของประชาชน เช่น กุฏิ ศาลา โรงฉัน เป็นต้น ทั้งๆ ที่ท่านไม่เคยเอ่ยปากขอ สิ่งเหล่านี้คือ ปฏิปทา อันงดงามของท่านพระอาจารย์เสาร์ ของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งได้สืบทอดมาถึงลูกศิษย์พระป่าที่แท้จริงในปัจจุบัน คือ พระท่านจะไม่เอ่ยปากขออะไรจากใครให้เขาเดือดร้อนเป็นอันขาด เว้นแต่ญาติโยมเขาปวารณาหรือบังเกิดศรัทธาเลื่อมใสขึ้นมาเอง นั่นคือ การปลูกสร้างวัดวาอารามและเสนาสนะต่างๆ เป็นเรื่องของศรัทธาญาติโยมเขาจะดูแลกัน เป็นไปตามกําลังศรัทธา”

ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านไม่เคยพักประจําอยู่แห่งใดเกิน ๓ ปี แล้วท่านจะเดินทางไปที่แห่งใหม่ ที่ที่เหมาะต่อการบําเพ็ญเพียรของลูกศิษย์และพอประกาศเผยแผ่ประดิษฐานพระสัทธรรมขององค์พระบรมศาสดาได้ 

สาเหตุในการย้ายสถานที่ปฏิบัติธรรมอยู่บ่อยๆ นั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านให้เหตุผลบอกกับลูกศิษย์ว่า “เพื่อผลการภาวนา จะได้ไม่ติดวัตถุ ไม่ติดสถานที่ ไม่ติดญาติโยม และไม่ติด ลาภสักการะ แม้องค์พระศาสดาพระบรมครู ก็ไม่พํานักอยู่ประจําที่ใดที่หนึ่งเป็นการถาวร” 

เหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อคือ หลังจากที่ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะออกเดินทางไปที่ใหม่ สมเด็จฯ จะสั่งรื้อถอนกุฏิ ศาลา สํานักของท่านทิ้งทันทีอย่างไม่ให้เหลือซาก ให้คนกลั่นแกล้งจนพระอยู่ไม่ได้ เพราะท่านมีอํานาจมากในสมัยนั้น 

เมื่อสมเด็จฯ ให้คนรื้อกุฏิวิหาร ก็มีคนไปกราบเรียนนมัสการให้ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ทราบ แทนที่ท่านจะแสดงอาการบึ้งตึง ขึ้งเคียด หรือโกรธเคือง ตรงกันข้าม ท่านกลับหัวเราะเบาๆ อย่างไม่อนาทรร้อนใจ ท่านพูดด้วยสีหน้าสงบเย็นเป็นปกติว่า “เออ ! สมเด็จฯ ท่านรื้อก็ ช่างท่าน ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ใครทําใครได้ ของเหล่านั้นก็ไม่ใช่ของใคร เมื่อเราตายไปก็เอาอะไร ไปด้วยไม่ได้หรอก นอกจากบุญบาปเท่านั้น เพราะนั่นมันเป็นของภายนอก ไม่จิรังยั่งยืน 

จากปัญหาความยุ่งยากที่เกิดจากการไม่เห็นด้วยในการออกธุดงค์ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งนี้ เพราะสมเด็จฯ ท่านพยายามจัดระเบียบพระให้อยู่เป็นหลักแหล่ง มีสังกัดที่แน่นอนนี้เอง ท่านจึง ไม่เห็นด้วยกับพระธุดงค์เร่ร่อน 

บูรพาจารย์บางองค์ท่านหลบหลีกความรําคาญข้ามโขงไปอยู่ทางฝั่งลาวก็มี บางองค์ เช่น ท่านพระอาจารย์แสง ธมฺมธโร ท่านก็หนีความรําคาญใจจากวัดศรีทอง เมืองอุบลฯ ไปอยู่หนองบัวลําภู เพราะท่านโดนข้อหาว่าเป็น “ธรรมยุตเถื่อน” จนกระทั่งท่านเจ้าคุณพระอุบาลี– คุณูปมาจารย์ รับรองว่าท่านธมฺมธโร เป็นสายของท่าน และขึ้นต่อวัดศรีทอง

หลวงปู่เทสก์ เทสฺรสี  ให้ความเห็นในวงศ์ธรรมยุตในภาคอีสานเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า 

การบริหารคณะสงฆ์ในพุทธศาสนานี้ ถ้ามีแต่ปริยัติอย่างเดียวแล้วก็เป็นเช่นนี้แหละ เพราะปริยัติและปฏิบัติเป็นคู่กันไป ถ้ามีแต่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ไม่ครบทั้งสองก็จะเสื่อมทราม ลงอย่างนี้ ส่วนดีก็มีอยู่บ้าง คือ ถ้าท่านไม่เป็นอย่างนั้น ธรรมยุตก็ไม่ได้เผยแพร่ออกไป” 

จะเห็นว่าการที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และคณะศิษย์ไม่อยู่ประจําที่ สามารถเผยแผ่คําสอนไปได้กว้างไกล และเกิดวัดป่ากรรมฐานขึ้นมากมาย นับเป็นผลดีอย่างยิ่ง

พรรษา ๔๘ – ๔๙ พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๑ จําพรรษาเสนาสนะป่าบ้านสามผง 

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพาคณะศิษย์เที่ยวธุดงค์ทาง เมืองแก่นท้าว ไชยบุรี ฝั่งประเทศลาว ท่านพาพักภาวนาตามป่าตามเขา ตามสถานที่สัปปายะ เรื่อยมา พอใกล้เข้าพรรษา ท่านจึงเดินธุดงค์กลับมาฝั่งไทย แล้วมาพํานักที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม อันเป็นสํานักสงฆ์ที่ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก กราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นมาอยู่จําพรรษาในปีที่ผ่านมา ในปีนี้ท่านพระอาจารย์มั่นและคณะศิษย์หลังจากกราบลาท่านพระอาจารย์เสาร์แล้วก็ไปส่งโยมมารดาที่ จ.อุบลราชธานี ได้อยู่จําพรรษา ที่เสนาสนะป่าบ้านหนองขอน อ.อํานาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับ อ.หัวตะพาน จ.อํานาจเจริญ) 

การเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาของครูบาอาจารย์ในสมัยนั้น ไข้ป่ามาลาเรียเป็นโรคร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็ป่วยเป็นไข้ป่ามาลาเรีย ตั้งแต่ท่านกับ ท่านพระอาจารย์มั่นเริ่มออกเที่ยวธุดงค์ทางฝั่งลาว แต่ท่านก็ไม่เคยครั่นคร้ามหวั่นไหว ท่านยอมสละชีวิตเข้าแลกกับธรรม การกลับจากธุดงค์ภาวนาทางฝั่งลาวในครั้งนี้ ท่านก็เกิดอาพาธด้วยไข้ป่ามาลาเรียอีก หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้เล่าเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ คือ ท่านพระอาจารย์อว้าน เขมโก วัดป่านาคนิมิตต์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ว่า 

“ในระหว่างที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ เดินธุดงค์ไปทาง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม นั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นไข้มาลาเรียมาจากฝั่งลาว โยมได้ตามหมอฝรั่งมาฉีดยา ขณะบีบนวด ท่านอยู่ เส้นของท่านแข็งมาก กดเท่าไรก็ไม่เจ็บ และศิษย์ที่ติดตามออกธุดงค์กับท่าน อาพาธและ ได้มรณภาพลง ๒ องค์”

พระหลวงตาที่วัดโพธิ์ชัยได้เล่าถึงท่านพระอาจารย์เสาร์ว่า “หลังจากท่านพระอาจารย์มั่นกลับไปส่งโยมมารดาที่เมืองอุบลฯ แล้ว ไม่นานนักท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ธุดงค์มาถึง ลักษณะท่าทางท่านองอาจ ร่างสูงใหญ่ ผิวขาว ผมขาวโพลน ผิวหน้าสุกแดงปลั่งดั่งพริก มีพระสงฆ์ ทั้งพระเก่าและพระบวชใหม่เวียนมากราบคารวะรับฟังโอวาท เมื่อยามเช้าก็ติดตามท่านเป็นแถว ออกบิณฑบาต มีพระเณรไม่ตํ่ากว่า ๒๐ – ๓๐ รูป มีแม่ชีตามมาปฏิบัติอยู่ป่านอกเขตหน้าวัด ไม่ตํ่ากว่า ๑๐ รูป มีแม่ชีสาลิกา อายุราว ๖๐ ปี เป็นผู้นํา ส่วนหอไตรกลางนํ้านี้ ผู้สร้าง คือ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก โดยได้แบบมาจากหอไตรกลางนํ้า ที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน จุดประสงค์เพื่อสร้างเป็นหอสมุดให้ปลอดภัยจากปลวก หนู และแมลง”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ พักจําพรรษา เพื่อโปรดญาติโยมอยู่ที่นี่ ๒ ปี คือ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๑ นับเป็นพรรษาที่ ๔๘ – ๔๙ ขณะมีอายุ ๖๘ – ๖๙ ปี ท่านจะอยู่เฉพาะในพรรษา โดยตลอดทั้งพรรษา ท่านพาพระเณรทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ในระยะนี้หลวงปู่หล้า ขนฺติโก พระศิษย์องค์สําคัญ ก็ยังอยู่จําพรรษาเป็นพระอุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิด พอออกพรรษา ในหน้าแล้งท่านก็พาพระเณรออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา 

นับเป็นบุญวาสนาของญาติโยมชาวสามผง และชาวลุ่มนํ้าสงคราม อําเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ที่มีพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานทั้ง ๒ องค์ มาพํานักและอยู่จําพรรษา ติดต่อกันถึง ๓ พรรษา คือ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ท่านพระอาจารย์มั่น มาจําพรรษา ๑ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๑ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็มาอยู่ต่ออีก ๒ พรรษา และในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ในหน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้กลับมาพํานัก ก่อนลงไปจําพรรษาที่วัดปทุมวนาราม โดยหลวงปู่ชอบท่านได้เดินธุดงค์มากราบถวายตัวเป็นศิษย์ที่เสนาสนะป่าแห่งนี้ 

ขณะที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น พํานักจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านสามผงและในละแวกใกล้เคียงเป็นอันมาก นอกจากญาติโยมพากันเข้าวัด ทําบุญใส่บาตร ฟังธรรม เลิกนับถือผี หันมายึดมั่น นับถือพระรัตนตรัยกันอย่างจริงจัง และได้มาฝึกอบรมด้านธรรมปฏิบัติกันอย่างเต็มที่แล้ว ปรากฏว่ามีผู้ชายในแถบถิ่นนี้เกิดความเลื่อมใสศรัทธามาก เมื่ออายุครบบวชถึงกับพากันออกบวชเป็น พระธุดงคกรรมฐานติดตามพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองเป็นจํานวนมาก แม้พระในฝ่ายมหานิกาย ก็เลื่อมใสในปฏิปทา หลังจากมีการญัตติเป็นธรรมยุตครั้งใหญ่ไปก่อนหน้า ต่างก็ได้มากราบขออนุญาตจากท่านพระอาจารย์เสาร์ญัตติเป็นธรรมยุต เป็นพระธุดงคกรรมฐานเพิ่มขึ้นอีก 

ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านสามผงต่อพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง มีมาอย่าง ต่อเนื่องเพิ่มขึ้น และได้ส่งผลถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ปัจจุบัน เสนาสนะป่าบ้านสามผง คือ วัดโพธิ์ชัย บริเวณที่ท่านพระอาจารย์มั่นเคยอยู่จําพรรษา ทางวัดได้สร้างเป็นอาคารหอพระไตรปิฎก ขนาด ๒ ชั้น เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนครูบาอาจารย์ และ เก็บรักษาพระไตรปิฏก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เมตตามาเป็นองค์ประธานวางศิลาฤกษ์ ส่วนหนองนํ้าบ้านสามผงอันเป็นสถานที่ญัตติธรรมยุตครั้งใหญ่ ได้มีการปรับปรุงบูรณะไว้เป็นอนุสรณ์ 

ในระยะที่ท่านพระอาจารย์เสาร์จําพรรษาอยู่เสนาสนะป่าบ้านสามผง สันนิษฐานได้ว่า ท่านพาพระเณรเที่ยวธุดงค์ภาวนาที่ ภูลังกา และ ภูวัว เพราะเป็นสถานที่สัปปายะและอยู่ ไม่ห่างไกลมากนัก พอใกล้เข้าพรรษา ท่านจึงย้อนกลับมาจําพรรษา 

ธุดงค์ภูลังกา ภูวัว

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมีนิสัยรักชื่นชอบการเที่ยวธุดงค์ในสถานที่เปล่าเปลี่ยววิเวก เงียบสงัด เป็นชีวิตจิตใจ ตามสถานที่สําคัญๆ วัดร้าง เจดีย์ร้าง และตามป่าตามเขาต่างๆ ในแถบ ภาคอีสานและฝั่งประเทศลาว ท่านล้วนเคยเดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่าบุกเบิกไปภาวนามาแล้วแทบ ทั้งสิ้น ยิ่งสถานที่ไหนที่มีคนรํ่าลือว่าเป็นที่น่าหวาดสะพรึงกลัว เต็มไปด้วยภัยอันตรายทั้งจาก สัตว์ป่า สัตว์ร้าย ไข้ป่า และภูตผีวิญญาณ ตลอดมีภูมิเจ้าป่าเจ้าเขาเข็ดขวงเฮี้ยนแรง เมื่อเข้าไป ในสถานที่นั้นต้องเสี่ยงเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องทนอดทนหิว ต้องเสี่ยงกับชีวิต อาจถึงแก่ความตาย แต่ท่านไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย ท่านกลับชื่นชอบไปในสถานที่นั้นๆ เพราะเมื่อท่านบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาแล้ว ชีวิตทั้งชีวิตของท่าน ท่านไม่เคยอาลัยอาวรณ์ ท่านยอมสละชีวิตเพื่อแลกกับธรรม คือ วิมุตติธรรม ที่ท่านปรารถนามาโดยตลอด 

เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์มาพักจําพรรษาในแถบจังหวัดนครพนม ท่านเคยพาพระเณรธุดงค์บุกเบิกไปภูลังกา อ.บ้านแพง จ.นครพนม ปัจจุบันขึ้นกับ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ภูลังกา ในสมัยนั้นทุรกันดารมาก ห่างไกลบ้านเรือนผู้คน มีสภาพเป็นดงหนาป่าทึบพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีสัตว์ป่า สัตว์ร้าย เช่น เสือ ช้าง หมี ฯลฯ ชุกชุมมาก เสือก็มีเป็นฝูง ช้างก็เป็นช้างป่ามีเป็นโขลงๆ บนภูลังกามีเสือเป็นฝูงๆ คอยเดินติดตามพระธุดงค์ก็เคยมี และเป็นสถานที่ลี้ลับอาถรรพ์ศักดิ์สิทธิ์ มีเรื่องราวเหตุการณ์แปลกประหลาดอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย

การเดินขึ้นลงภูลังกาซึ่งค่อนข้างสูงชัน เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่เมื่อขึ้นไปบนเขา จะมีทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงามมาก เป็นวิวแม่นํ้าโขงและป่าไม้อันเขียวขจี ลมบนนั้นก็ พัดเย็นสบาย ก็หายเหนื่อยเมื่อยล้า พระเณรที่ขึ้นไปอยู่บนภูลังกา ต้องเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และต้องตั้งใจปฏิบัติธรรมจึงอยู่บนนั้นได้ แต่ต้องได้รับความลําบากกันมาก เพราะขัดสนอาหารบิณฑบาต ระยะทางบิณฑบาตก็ไกล ก็ต้องทนอดทนหิวบ้าง และยังเจ็บไข้ได้ป่วย อาพาธด้วย โรคภัยไข้เจ็บ ไข้ป่าบ้าง แพ้อากาศบ้าง นับเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เปล่าเปลี่ยววิเวกเงียบสงัด เป็นที่ สัปปายะมาก เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์ และถือเป็น “มหาวิทยาลัยป่า” ในทางพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่ฝึกจิตทรมานใจได้เป็นอย่างดี ครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐาน องค์สําคัญๆ จึงนิยมเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรม เช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านพระอาจารย์วัง ฐิติสาโร ฯลฯ

โดยกาลต่อมาท่านพระอาจารย์วัง ฐิติสาโร ซึ่งเป็นพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่นได้มาบุกเบิกสร้างเป็นวัดขึ้นมา ชื่อ วัดถํ้าชัยมงคล ปัจจุบัน ได้มีการ สร้างเจดีย์หลวงปู่เสาร์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงครั้งหนึ่ง ท่านเคยพาพระเณรบุกเบิกธุดงค์ขึ้นมาปฏิบัติธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ 

เจดีย์หลวงปู่เสาร์ ตั้งอยู่บนยอดภูลังกา ในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา เป็นเจดีย์ที่มี สีทองเหลืองอร่าม ตั้งอยู่ติดริมหน้าผา รอบๆ เจดีย์หลวงปู่เสาร์ จะมีเจดีย์เล็กๆ รายล้อมอีก ๔ องค์ ด้านหน้าเจดีย์มีรูปหล่อหลวงปู่เสาร์ประดิษฐาน และบริเวณข้างๆ เจดีย์ มีองค์พระพุทธรูป สีขาวขนาดใหญ่ ประดิษฐานหันหน้าออกไปที่ริมหน้าผา

และสถานที่สําคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นประดุจ “มหาวิทยาลัยป่า” ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น สองพระปรมาจารย์ใหญ่ เคยเที่ยวธุดงค์บุกเบิกมาปฏิบัติธรรม คือ ภูวัว อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย (ปัจจุบันขึ้นกับ อ.เซกา จ.บึงกาฬ) ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากภูลังกามากนัก ก็เป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยววิเวกเงียบสงัด เป็นที่สัปปายะมากเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา และ เต็มไปด้วยภัยอันตราย เช่นเดียวกับภูลังกา จึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานนิยมเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรม

ภูวัว เป็นเทือกเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อน แผ่ตัวไปในทิศที่ขนานกับแม่นํ้าโขง ยาวนับ หลายสิบกิโลเมตรติดต่อกันเป็นอาณาบริเวณกว้างขวาง มีพรมแดนใกล้กับแขวงบริคําไชยและ ภูควายฝั่งลาว หลังเขาเป็นพื้นที่ราบมีบริเวณกว้าง มีนํ้าตกและแอ่งนํ้า ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม ในฤดูแล้งชาวบ้านแถบนั้นมักต้อนวัวขึ้นไปเลี้ยงและปล่อยไว้บนหลังเขา พอถึงฤดูฝนจึงขึ้นไปต้อนกลับลงมา ภูวัว ในสมัยก่อนก็เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์น้อยใหญ่ เนื่องจากที่นี่เป็นเขตป่าหนาทึบ จึงยังคงมีสัตว์ป่าดุร้ายอาศัยอยู่จํานวนมาก เช่น ช้างป่า เสือ หมีควาย งูชนิดต่างๆ และ จระเข้ เป็นต้น ส่วนสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ก็ยังมีกระทิง เก้ง เลียงผา กวาง หมาใน สุนัขจิ้งจอก หมูป่า กระต่าย บ่าง อีเห็น นกเงือก ลิง หมี นกยูง เป็นต้น เมื่อถึงเวลากลางคืนเงียบๆ จะได้ยินเสียงสัตว์ป่าเหล่านี้ ร้องกันระงมเซ็งแซ่ ฟังดูวิเวกยิ่งนัก 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อได้มาบุกเบิกธุดงค์ปฏิบัติธรรมที่ภูวัวแล้ว ก็ได้แนะนําให้บรรดาศิษย์มาปฏิบัติธรรม จนเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่วงกรรมฐานทราบเป็นอย่างดี ศิษย์องค์สําคัญๆ ที่เดินตามรอยธรรมมาปฏิบัติธรรม ณ สถานที่แห่งนี้ เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต ท่านพระอาจารย์วัง ฐิติสาโร ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ หลวงปู่ลี กุสลธโร เป็นต้น ด้วยครูบาอาจารย์ท่าน เห็นเป็นที่สัปปายะรื่นรมย์ในธรรม ร่มเย็นสงบสงัด และมีพลาญหินอันกว้างใหญ่ ลําห้วยซึ่งมีนํ้าตลอดทั้งปี เฉพาะบนหลังถํ้าหลังเขา มีนํ้าซับเล็กๆ ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีนํ้าซับไหลรินตลอดทั้งปี ไม่เคยหมด ภายหลังหลวงปู่ฝั้น ท่านมาสร้างพระพุทธรูป อันเป็นที่มาของชื่อ วัดถํ้าพระภูวัว

ภาค ๑๒ อาจารย์ – ศิษย์แยกกันบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหัก 

สองพระปรมาจารย์ใหญ่แห่งยุคกึ่งพุทธกาล

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดชีวิตสมณเพศของท่านทั้งสอง ท่านใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ตามป่าตามเขาในสถานที่วิเวกเงียบสงัดมาโดยตลอด และอยู่ในเสนาสนะป่ากุฏิหลังเล็กๆ มาโดยตลอด หากเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านก็ยิ่งเข้าป่าลึกๆ ใช้ธรรมโอสถรักษา แม้ท่านเคยมาจําพรรษาที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร สมัยนั้นก็อยู่นอกเมือง เป็นที่วิเวกเงียบสงัด ไม่มี ผู้คนพลุกพล่าน 

ท่านทั้งสองพาพระเณรบุกเบิกธุดงค์และจําพรรษาอยู่ตามป่าตามเขา ในเขตจังหวัดต่างๆ ทางภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และทางฝั่งประเทศลาว ทําให้วัดป่ากรรมฐานมีจํานวน เพิ่มขึ้นมากมาย โดยเฉพาะวัดในฝ่ายธรรมยุต และมีผู้เลื่อมใสศรัทธาในแนวปฏิปทา ข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง จากทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมทั้งชาวลาว ได้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานกันมากมาย 

การเพิ่มจํานวนอย่างมากมาย ในระยะเวลาอันรวดเร็วของทั้งวัดป่ากรรมฐาน และ พระธุดงคกรรมฐาน เป็นการเพิ่มจํานวนทั้งด้านปริมาณและด้านคุณภาพ เพราะวัดป่าเป็นวัดที่ วิเวกเงียบสงัด เป็นวัดป่าที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกับในสมัยครั้งพุทธกาลที่ พระพุทธองค์ทรงพาดําเนิน ส่วนพระธุดงคกรรมฐานก็เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร และ มุ่งปฏิบัติภาวนาเพื่อมรรค ผล นิพพาน เป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติธรรมตามพระโอวาทและเป็น เช่นเดียวกับพระสงฆ์สาวกในสมัยครั้งพุทธกาล 

ดังนั้น ในยุคที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พาดําเนิน ทั้งบุกเบิกฟื้นฟู ธุดงควัตร และปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค ผล นิพพาน จึงถือเป็นยุคทองแห่งสังคมนักปฏิบัติอย่าง แท้จริง ซึ่งก็อีกไม่นานนักท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองก็จะสมประสงค์ ได้ค้นพบสัจธรรม คือ ได้วิมุตติธรรมอันเลิศเลอลํ้าค่ามาครองใจ แล้วจะได้นํามาอบรมสั่งสอนบรรดาพระศิษย์ให้ปฏิบัติเพื่อสัจธรรมต่อไป

ในยุคกึ่งพุทธกาลนี้ ก็มีบรรดาพระศิษย์ที่มีอํานาจวาสนาบารมีธรรมมาเกิดในประเทศไทยมากมาย และก็เป็นสายบุญสายกรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เกิดมาแล้วได้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน บวชเพื่อปรารถนาความพ้นทุกข์ และได้ออกธุดงค์ติดตามมา น้อมกราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ เพื่อขอเข้ารับการศึกษาอบรมจากท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง องค์แล้วองค์เล่า 

ซึ่งในกาลต่อมา บรรดาพระศิษย์ก็ได้บรรลุอริยธรรมเป็นพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์กันมากมาย ทั้งมีการก่อสร้างเจดีย์ตามหลัก ถูปารหบุคคลไปทั่วประเทศ จึงเป็นที่ยอมรับกันจากชาวพุทธทั่วโลกว่า ประเทศไทย สมเป็น ดินแดนพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ซึ่งไม่มีที่ใดในโลกจะสมบูรณ์ครบถ้วนทั้งภาคปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และก็ไม่มีที่ใดในโลกจะมีพระอริยบุคคลมากเท่ากับประเทศไทย ซึ่งล้วนเป็นผลงานสําคัญของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง จนท่านได้การยกย่องเทิดทูนบูชาเป็น “พระปรมาจารย์ใหญ่ ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุคกึ่งพุทธกาล” 

และในกาลต่อมา องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้ประกาศยกย่อง ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถร เป็นบุคคลสําคัญของโลก สาขาสันติภาพ ปี ๒๕๖๓ – ๒๕๖๔ ในวาระครบรอบ ๑๕๐ ปีชาตกาล (๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓) และในคราวเดียวกัน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสําคัญของโลก สาขาสันติภาพ ปี ๒๕๖๓ – ๒๕๖๔ ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ (๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕)

ท่านเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดเพื่อความพ้นทุกข์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นนักรบธรรมเดนตายที่ผจญภัยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามป่าดงพงไพร มาตลอดชีวิตแห่งการธุดงค์ แต่ท่านก็แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทุกครั้งไป สาเหตุสําคัญเป็นเพราะท่านได้รักษาพระธรรมวินัย หรือถือศีลอย่างเคร่งครัดบริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อย การปฏิบัติธรรมนับแต่ด้านสมาธิธรรม จนถึงด้านพิจารณาทางด้านปัญญาธรรม เพื่อถอดถอนกิเลสออกจากใจก็เป็นไปอย่างรวดเร็วก้าวหน้า ทําให้เกิดอํานาจศีล อํานาจธรรมที่คอยปกป้องคุ้มครองรักษาท่านในขณะออกธุดงคกรรมฐานได้เป็นอย่างดี สมดังบทธรรม “ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริํ” ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

นับตั้งแต่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ลาปัจเจกพุทธเจ้า ในเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จนถึง ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๗๑ อันเป็นปีที่ท่านพระอาจารย์มั่น เข้ากรุงเทพมหานคร ไปจําพรรษา ที่วัดปทุมวนาราม และเดินทางขึ้นภาคเหนือบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหัก เนื่องจากท่านปรารภว่า “กําลังเรายังไม่พอ” นับเป็นเวลายาวนานถึง ๑๒ ปี พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองได้พักจําพรรษาด้วยกันบ้าง ได้จําพรรษาในที่ไม่ห่างไกลกันบ้าง ได้เดินทางไปมาหาสู่กันบ้าง และได้ฝากความ ระลึกคิดถึงกันบ้าง 

ตลอดระยะเวลานี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งตามปรกติท่านเป็นพระที่พูดน้อย เทศน์น้อย และไม่คลุกคลีกับหมู่คณะ เมื่อท่านเข้าสู่หนทางแห่งมรรค ผล นิพพานแล้ว ท่านยิ่งใช้เวลาที่มีอยู่ เร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดและต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ พระนิพพานบรมสุข ในชาติปัจจุบันนี้ให้จงได้ ท่านได้ปรึกษาสนทนาธรรมสากัจฉากับท่านพระอาจารย์มั่นเสมอๆ และท่านพระอาจารย์มั่นได้ถวายคําแนะนําแก่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ผู้เป็นอาจารย์เสมอๆ และเพราะธรรมฝ่ายเหตุ ท่านสร้างมาอย่างดี ทั้งปฏิปทาในการทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดและต่อเนื่อง ทั้งวาสนาบารมีธรรมของท่านก็เต็มเปี่ยมล้นแล้วคอยเกื้อหนุน 

ฉะนั้น จึงมั่นใจได้ว่า ในระยะนี้การปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก ทําให้ธรรมฝ่ายผล คือ ภูมิจิตภูมิธรรมของท่านจากขั้นเริ่มต้น คือ ขั้นของ พระโสดาบัน ที่ถํ้าภูผากูด เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จวบจนปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นระยะเวลายาวนานถึง ๑๒ ปี ภูมิจิตภูมิธรรมของท่านต้องเลื่อนขึ้นสู่ขั้นของพระสกิทาคามี พระอนาคามีอย่างแน่นอน ตามลําดับ และใกล้จะเลื่อนขึ้นสู่ขั้นสุดท้าย คือ ขั้นของพระอรหันต์ อันเป็นขั้นแตกหักระหว่าง ธรรมกับกิเลสบนหัวใจต่อไป

ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ธุดงค์พักป่าช้าผีดิบดงโคกกิ่ว สร้างสํานักสงฆ์โพนแก้ว จ.นครพนม 

ล่วงเข้าปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านพระอาจารย์เสาร์ มีอายุย่างเข้า ๗๐ ปี แม้ท่านจะเข้าสู่ วัยชราแล้วก็ตาม ท่านก็ยังมีสุขภาพดี ธาตุขันธ์ร่างกายยังสมบูรณ์แข็งแรงดี นั่งสมาธิภาวนาได้นาน และเดินจงกรมได้นาน ท่านยังบําเพ็ญภาวนาสมํ่าเสมอ ไม่เคยท้อถอยในการปฏิบัติธรรม และ สั่งสอนธรรมแก่มวลศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ด้วยนํ้าใจเมตตาเต็มเปี่ยม แม้ท่านจะพูดน้อย แต่ละวันพูดเพียง ๒ – ๓ ประโยค แต่ท่านเน้นสอนโดยการกระทํา สอนโดยองค์ท่านเองลงมือ ปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง

ท่านพระอาจารย์เสาร์ หลังจากจําพรรษาโปรดญาติโยมที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง ได้ ๒ พรรษาแล้ว ท่านก็พาคณะออกเดินธุดงค์ลงใต้ มาตามลํานํ้าโขง ผ่านมาทางอําเภอท่าอุเทน ต่อมาถึงตัวจังหวัดนครพนม มีพระภิกษุ สามเณร และอุบาสก อุบาสิกากลุ่มใหญ่พอสมควร หลวงปู่บุญมา มหายโส และอีกหลายองค์ ที่เป็นมหานิกาย ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์อนุญาตให้ญัตติเป็นธรรมยุต ก็ได้ติดตามธุดงค์มาด้วย คณะเดินธุดงค์มาถึงป่าช้าดงโคกกิ่ว ซึ่งอยู่นอกตัวเมืองนครพนม ห่างไกลชุมชน เป็นที่สัปปายะ จึงปักกลดพักภาวนาที่บริเวณนี้ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นดงหนาป่าทึบ เป็นที่เนินสูง มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น ที่ป่าแห่งนี้ ชาวบ้านถือกันว่าเป็น ป่าช้าผีดิบ ใช้เป็นที่ฝังศพนักโทษ และเป็นแดนประหารนักโทษ รํ่าลือว่าผีดุมาก ชาวบ้านไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาในป่าบริเวณนี้

การปักกลดของพระธุดงคกรรมฐาน ตามปรกติท่านจะกระจายอยู่ห่างๆ กัน ไม่ให้มีเสียงมา กระทบกัน เพื่อความสะดวกสบายในการปฏิบัติธรรม ซึ่งต้องการความวิเวกเงียบสงัด เมื่อชาวเมืองนครพนมเห็นพระธุดงค์มาพักปักกลดกันจํานวนมาก และเห็นปฏิปทาอันน่าเคารพเลื่อมใสศรัทธา จึงได้พากันออกมาช่วยสร้างเสนาสนะป่าชั่วคราวถวาย โดยสร้างศาลาหลังเล็กๆ ไว้สําหรับเป็นที่ ฉันจังหันเช้า กุฏิเป็นกระต๊อบหลังเล็กๆ ปูพื้นด้วยฟากไม้ไผ่ ฝาขัดแตะ กรุด้วยใบตองตึง ใบพลวงหรือใบชาด หลังคามุงด้วยหญ้าคา ซึ่งวัสดุเหล่านี้หาได้ในป่าบริเวณนั้น พอให้ได้อาศัยกันแดด กันฝน กันสัตว์เลื้อยคลาน สร้างจนครบทุกรูป ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพาพระเณรปฏิบัติธรรมอย่างเข้มแข็งเอาจริงเอาจัง เสมือนไม่ได้หลับได้นอนกัน พระมหานิกายที่เพิ่งมีโอกาสได้ธุดงค์ติดตาม ต่างได้สัมผัสแนวปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ต่างผาสุกเย็นใจในธรรมไปตามๆ กัน 

จากนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ได้นํา หลวงปู่บุญมา มหายโส คนบ้านสามผง กับพระองค์อื่นๆ ที่ยังเป็นพระมหานิกายมาญัตติเป็นพระธรรมยุต กับพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) ที่วัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จ.นครพนม และเปลี่ยนจาก นามเดิมที่ชื่อ กุมาร เป็นชื่อ บุญมา ฉายา มหายโส ซึ่งในกาลต่อมา หลวงปู่บุญมาท่านได้สืบทอดแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน นี้อย่างเคร่งครัด ท่านพาพระเณรปฏิบัติธรรมจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ขณะที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ นําคณะศิษย์มาพักปฏิบัติธรรม ท่านได้สังเกตเห็นรั้วกําแพงทางทิศใต้มีเนินอิฐ จึงสันนิษฐานว่า บริเวณนี้อาจเป็นโบสถ์และวัดเก่า

ต่อมาก็มีโยมใจบุญ ชื่อ โยมแก้ว เป็นเจ้าของสวนที่อยู่ใกล้ๆ กับบริเวณป่าช้าผีดิบดงโคกกิ่ว ได้มาเห็น และได้สัมผัสปฏิปทาของคณะพระธุดงคกรรมฐานแล้ว เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นอันมาก จึงได้กราบน้อมถวายที่สวนประมาณ ๒๗ ไร่ พร้อมทั้งกระท่อมเฝ้าสวนแก่ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะ ด้วยสถานที่โยมแก้วถวายนั้น เป็นที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก เหมาะกับการสร้างเป็นที่วัดป่าอีกแห่งในจังหวัดนครพนม ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงได้จัดตั้งเป็นสํานักสงฆ์โพนแก้วขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๒

ท่านพระอาจารย์เสาร์ถ่ายภาพเป็นครั้งแรก 

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านปลีกออกจากหมู่คณะ ขึ้นไปอยู่เชียงใหม่ โดยก่อนไปท่านได้มอบภาระให้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ดูแลปกครอง พระเณรสายกรรมฐานแทนท่าน ในช่วงนั้นครูบาอาจารย์ที่เป็นเสาหลักของพระธุดงคกรรมฐาน ที่พาหมู่คณะออกเผยแผ่ธรรมในภาคอีสานก็มีเพียง ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์เสาร์พาพระเณรพํานักอยู่ที่สํานักสงฆ์โพนแก้ว อ.เมือง จ.นครพนม ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์พาหมู่คณะกองทัพธรรมฯ พํานักอยู่ที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมี หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี รวมอยู่ในคณะด้วย 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งมีอายุพรรษากาลสูงสุด เป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานที่พระ เณร ศรัทธาญาติโยม ให้ความเคารพเทิดทูนบูชา แต่ยังไม่มีภาพถ่ายของท่านไว้กราบไหว้บูชาการถ่ายภาพท่านพระอาจารย์เสาร์หาโอกาสได้ยากยิ่ง ตามหาท่านได้ยาก เพราะท่านจะออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขามาโดยตลอด แม้วัยในขณะนั้นย่างเข้า ๗๐ ปี ท่านยังออกเที่ยวธุดงค์ รวมทั้ง คนในสมัยนั้น รุ่นปู่ ย่า ตา ทวด ยังเกรงกลัวการถ่ายภาพกัน บางท่านก็มีความเชื่อว่าถ่ายภาพแล้วจะทําให้อายุสั้นก็มี อีกทั้งกล้องถ่ายภาพสมัยนั้นก็หาได้ยาก เป็นของทันสมัยและมีราคาแพง

การบันทึกภาพถ่าย ท่านพระอาจารย์เสาร์ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ในอิริยาบถท่านั่งสมาธิภาวนา ความเป็นมา คือ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลังออกพรรษาหลวงปู่เทสก์ ได้ติดตามมาหา ท่านพระอาจารย์เสาร์ที่ จ.นครพนม จากอัตตโนประวัติหลวงปู่เทสก์ ท่านบันทึกไว้ ดังนี้ 

“ออกพรรษาแล้ว เรา (หลวงปู่เทสก์) จึงได้ย้อนกลับไปหาพี่ชายของเรา (พระเกตุ) และพระอาจารย์เสาร์ที่นครพนม เพราะเราห่างจากหมู่เพื่อนและครูบาอาจารย์มาสองปีแล้ว ตั้งแต่ ท่านอาจารย์เสาร์และท่านอาจารย์มั่น พร้อมทั้งหมู่คณะจากท่าบ่อไปในแถบนี้ ยังเหลือ พระคณะนี้เฉพาะเราองค์เดียว… 

เราเป็นห่วงคิดถึงครูบาอาจารย์ เพราะเราหนีจากอาจารย์มาได้ ๒ ปี (พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๑) จึงได้ลาท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์) ไปนครพนม เพื่อเยี่ยมพระอาจารย์เสาร์

ท่านอาจารย์เสาร์ ตามปกติท่านไม่ค่อยเทศนา ถึงจะเทศน์ก็เป็นธรรมสากัจฉา ปีนี้เรา ไปอยู่ด้วยก็เป็นกําลังของท่านองค์หนึ่ง คือเดิมมีท่านอาจารย์ทุมอยู่แล้ว เราไปอยู่ด้วยอีกรูปหนึ่ง จึงเป็นสองรูปด้วยกัน และเราก็ได้ช่วยอบรมญาติโยมอีกแรงหนึ่ง

ปีนี้เราได้ขออาราธนาให้ท่านถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ทีแรกท่านก็ไม่อยากถ่าย พอเรา อ้อนวอน อ้างถึงเหตุผลความจําเป็นเพื่อให้บรรดาศิษยานุศิษย์และลูกหลานยุคต่อไปได้มีโอกาสกราบไหว้เคารพบูชา ท่านถึงได้ยอม นับเป็นประวัติการณ์ เพราะแต่ก่อนมาท่านไม่ถ่ายภาพเลย แต่กระนั้นเรายังเกรงท่านจะเปลี่ยนใจ ต้องรีบให้ข้ามไปตามช่างภาพมาจากฝั่งลาวมาถ่ายให้ เราดีใจมาก ถ่ายภาพท่านได้แล้ว ได้แจกท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ และท่านพระครูสีลสัมบัน  (ภายหลังได้เลื่อนเป็นเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์)

ภาพท่านอาจารย์เสาร์ที่เราจัดถ่ายครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นภาพของท่านครั้งเดียวที่มีโอกาสถ่ายไว้ได้…”

หลวงปู่เทสก์ ได้พูดถึงการถ่ายภาพของท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยว่า “แม้ท่านอาจารย์มั่น ก็เช่นเดียวกัน การถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก เป็นเรื่องที่ท่านปฏิเสธเสมอ อาราธนาอ้อนวอนบ่อยๆ ท่านก็ว่า ซื้อขนมให้หมากินดีกว่า แต่เมื่อเราอ้อนวอนชี้แจงหนักเข้า สุดท้ายท่านก็ใจอ่อน ทําให้ เป็นบุญของคนรุ่นหลังๆ ได้มีโอกาสมีภาพของท่านไว้กราบไหว้สักการะ”

ในกาลต่อมา เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ เข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว และท่านมีลูกศิษย์ ลูกหาเพิ่มขึ้นมากมาย ท่านก็เมตตาอนุญาตถ่ายภาพของท่านไว้ให้กราบไหว้บูชา เป็นที่ระลึก เพื่อเป็นขวัญตาขวัญใจ และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ภาพถ่ายของท่านพระอาจารย์เสาร์มีไม่มากนักเพราะท่านไม่ค่อยชอบให้ถ่ายภาพ โดยส่วนใหญ่ในขณะถ่ายภาพ ท่านจะชอบอยู่ในอิริยาบถ นั่งสมาธิภาวนา ดังนั้น ภาพท่านพระอาจารย์เสาร์ที่ปรากฏในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จึงมีแต่ภาพท่าน นั่งสมาธิภาวนา ซึ่งตามปรกติ ท่านเน้นสอนศิษย์ โดยการกระทําให้ดูมาโดยตลอด ภาพถ่ายนี้ จึงเป็นภาพสิริมงคล เป็นเสมือนองค์แทนท่าน และเป็นอนุสติให้ระลึกถึงท่านที่มุ่งสอนพุทธบริษัทให้พากันบําเพ็ญภาวนา “พุทโธ”

หน้าแล้งปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ภาวนาที่ถํ้าเสือฝั่งประเทศลาว 

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ในหน้าแล้งก่อนเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้พา คณะศิษย์ออกธุดงค์ข้ามแม่นํ้าโขงไปบําเพ็ญเพียรทางฝั่งประเทศลาว โดยท่านได้มอบหมายให้ หลวงปู่บุญมา มหายโส พระลูกศิษย์ที่ติดตามมาจากบ้านสามผง อยู่เป็นผู้ดูแลสํานักสงฆ์โพนแก้วจนกว่าท่านจะข้ามโขงกลับมา

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ข้ามไปทางเมืองท่าแขก ไปบําเพ็ญเพียรแถบป่าเขาที่สลับ ซับซ้อน อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนลาวประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ท่านมีความคุ้นเคยกับภูมิประเทศ แถบนั้นเป็นอย่างดี เคยไปธุดงค์แสวงวิเวกหลายครั้ง

หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี บันทึกการธุดงค์ฝั่งลาวไปภาวนาที่ถํ้าเสือของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ในครั้งนี้ ไว้ดังนี้ 

“ออกพรรษา (ปี พ.ศ. ๒๔๗๑) แล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เที่ยวไปฟากโขงฝั่งโน้น ไปพักอยู่ถํ้าส้มป่อย ซึ่งถํ้านี้เมื่อท่านออกวิเวกครั้งแรก ท่านได้มาอยู่พร้อมกับท่านอาจารย์มั่น เป็นถํ้าใหญ่มีหลายซอกหลายถํ้าติดกัน มีตู้พระไตรปิฎกอยู่ในนั้นด้วย แต่ไม่มีหนังสือ 

เราได้ตามท่านไป แต่ท่านไม่ได้อยู่เสียแล้ว ท่านเข้าไปในถํ้าเสือ ซึ่งเดินไปอีกไกลจึงจะถึง ทางเข้าไปเป็นเขาวงกต มีภูเขาสลับซับซ้อนกันเป็นคู่ๆ ถํ้าที่ท่านอยู่มีเสือมาออกลูกทางใต้ถํ้า เขาจึงเรียก ถํ้าเสือ ทางบนขึ้นไปสูงราวเส้นหนึ่ง เป็นถํ้ายาวไปทะลุฟากโน้น ชาวบ้านบอกว่า จุดไต้ไปหมด ๕ เล่ม จึงทะลุออกฟากโน้น ท่านอยู่ปากถํ้านี้ มีพระเณร ๒ – ๓ รูปไปด้วย มีตาแก่คนหนึ่งตามไปปฏิบัติท่าน ตาแก่คนนี้แกสุมไฟนอนอยู่ปากถํ้า กลางคืนวันหนึ่งได้ยินเสียงดังฮือๆ แกลุก ขึ้นมาก็ไม่เห็นมีอะไร แกสงสัย รุ่งเช้าเดินไปดูที่ตรงได้ยินเสียงนั้น ปรากฏว่าเห็นรอยเสือมายืนอยู่ตรงนั้น เข้าใจว่ามันจะเข้าไปในถํ้า พอเห็นคนนอนอยู่ มันเลยกลับ

ถํ้านี้ราบเกลี้ยงสองข้างเป็นเหมือนหิ้งตู้รถไฟ มีนํ้าย้อยอยู่ข้างใน พระไปตักเอานํ้าที่นั้น มาฉัน ไม่ต้องกรอง สะอาด ไม่มีตัวสัตว์ พระพาเราไป จุดเทียนไขหมดราวครึ่งเล่ม สบายมาก ไม่มีอึดอัดใจ ห่างไกลจากหมู่บ้านราว ๑ กิโลเมตร เราอยู่ด้วยท่านสองคืนแล้วเดินทางกลับ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง เราได้ข่าวว่า พวกคอมมิวนิสต์ขนครัวไปซุกอยู่ในนั้น อเมริกา รู้เข้าเอาลูกระเบิดไปทิ้งใส่ถํ้า ลูกระเบิดถล่มปากถํ้าเป็นเหตุให้พวกคอมมิวนิสต์ตายอยู่ ณ ที่นั้น เป็นอันมาก ไม่มีใครไปรื้อออก น่าสลดสังเวชชีวิตคนเรานี้ หาค่าไม่ได้เสียเลย” 

ครูบาอาจารย์เทศน์เหตุที่เสือไม่กัดท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ไว้ดังนี้

“ดูพระในสมัยพุทธกาล ขณะที่เสือกินถึงข้อเท้ายังไม่สําเร็จ กินถึงหัวเข่า เห็นไหม เวลาสําเร็จ สําเร็จท่ามกลางปากเสือ เสือกินอยู่ วิปัสสนาไปตลอด ถึงที่สุดอยู่ในธรรมและวินัยของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระในสมัยพุทธกาลก็ทําอย่างนั้น แต่น้อยองค์นัก เพราะอะไร เพราะในสมัยปัจจุบันนี้นะ ตั้งแต่หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์พาออกประพฤติปฏิบัติ ยังไม่เคยได้ยินว่าเสือกัดพระเลย แม้ครูบาอาจารย์ไปเจอเสือมหาศาลเลย

เพราะศีลบริสุทธิ์ ๑

เพราะมีอํานาจวาสนา ๑

เสือไม่เคยทําลายพระ พระที่ออกประพฤติปฏิบัติ แต่กลัว ยอมรับว่ากลัว ทุกคนกลัวทั้งนั้นน่ะ เพราะกลัวคือกิเลส ทุกคนมีกิเลสในหัวใจ เห็นไหม สิ่งสภาวะแบบนี้มี”

พรรษา ๕๐ พ.ศ. ๒๔๗๒ จําพรรษาสํานักสงฆ์โพนแก้ว จ.นครพนม 

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านพระอาจารย์เสาร์ หลังกลับจากฝั่งลาว ท่านพักที่สํานักสงฆ์ โพนแก้ว และในปีนั้นเอง พอใกล้เข้าพรรษา ท่านได้พาคณะศิษย์อยู่จําพรรษา เป็นการฉลอง ศรัทธาของโยมแก้วและลูกหลานที่เป็นเจ้าของที่ดิน นับเป็นพรรษาที่ ๕๐ ของท่าน

ส่วน หลวงปู่เทสก์ ท่านเพิ่งออกบวชได้ ๖ พรรษา และท่านเคยอยู่ศึกษาอบรมกับ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองมาแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ เป็นพรรษาที่ ๗ ของท่าน ท่านได้บันทึกไว้เป็นคติธรรม ทําให้เห็นคุณค่าชาติบ้านเมืองที่สงบมั่นคงและเห็นคุณค่าการมีครูบาอาจารย์ ดังนี้ 

“จวนเข้าพรรษา ท่านอาจารย์เสาร์ ได้ให้เราไปจําพรรษาที่บ้านนาทราย พระอาจารย์ภูมี ไปจําพรรษาที่บ้านนาขี้ริ้น เพื่อฉลองศรัทธาญาติโยม พรรษานี้สุขภาพของเราไม่ดีเลย แต่เราก็ ไม่ท้อถอยในการทําความเพียรภาวนากัมมัฏฐาน จนถึงขนาดพลีชีพเพื่อบูชาพระรัตนตรัยเอาเลย มันให้คํานึงถึงอนาคตภัยทั้งส่วนตัวและพุทธศาสนาว่า บรรพชาเพศของเราจะอยู่ตลอดไปได้ หรือไม่หนอ บางทีบ้านเมืองเกิดจลาจล ประเทศชาติถูกข้าศึกรุกราน เราอาจถูกเกณฑ์ไปเป็น ทหาร หรือมิฉะนั้นชาติบ้านเมืองตกไปเป็นขี้ข้าของชาติอื่น เราจะบวชอยู่ได้อย่างไร ถึงแม้จะอยู่ไป ก็ไม่สะดวกแก่การปฏิบัติธรรมวินัย เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะทําอย่างไร

อนึ่ง เวลานี้ครูบาอาจารย์ของเราก็ยังมีหลายท่านหลายรูปอยู่ เมื่อท่านเหล่านั้นแก่เฒ่าชราร่วงโรยไปหมดแล้ว ใครหนอจะเป็นผู้นําหมู่นําคณะในทางปฏิบัติศีลธรรมเล่า แสงแห่งพระธรรม คําสอนของพระพุทธเจ้าก็มีแต่จะหรี่ลงทุกที เมื่อคิดไปๆ ก็ทําให้ใจเศร้าสลดสังเวชทั้งตัวเองแล พุทธศาสนา คล้ายๆ กับว่ากาลนั้นจะมาถึงเข้าในวันสองวันข้างหน้า ทําให้ใจว้าเหว่ยิ่งขึ้นทุกที พอมาถึงจุดนี้ เราหวนระลึกย้อนกลับเข้ามาหาตัวว่า 

ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังปกติดีอยู่ ครูบาอาจารย์ผู้นําก็ยังมีอยู่พร้อม และเราก็ได้อบรมมาพอสมควรแล้ว เมื่อมีโอกาสเช่นนี้ เราจะต้องรีบเร่งทําความเพียรภาวนา จนให้เข้าใจในธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้าจนพึ่งตนเองได้ หากจะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นข้างหน้า ไม่ว่า จะเป็นส่วนตัว หรือพระพุทธศาสนา เราก็จะได้ไม่เสียที 

พอได้อุบายอันนี้ขึ้นมา มันทําให้ใจกล้าปรารภความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว ทั้งๆ ที่ในพรรษาเรานั่งไม่ได้ ต้องใช้อิริยาบถเดินเป็นส่วนใหญ่” 

สํานักสงฆ์โพนแก้ว ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ธุดงค์บุกเบิกมาสร้างและอยู่จําพรรษา ต่อมาเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมาตามลําดับ โดยได้รับการยกฐานะเป็นวัดที่สมบูรณ์ ชื่อ วัดโพนแก้ว ได้รับพระราชทานเขตวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ แล้วได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดอรัญญิกาวาส มาจนปัจจุบันนี้

ส่วนสาเหตุที่ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะ เดินธุดงค์มาถึงจังหวัดนครพนม แล้วไม่ไป พักที่ วัดศรีเทพประดิษฐาราม ของ ท่านเจ้าคุณหลวงปู่จันทร์ เขมิโย ซึ่งเป็นลูกศิษย์องค์สําคัญ ของท่าน และก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสํานักสงฆ์โพนแก้ว สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เล่าว่า ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๕ – ๒๔๗๙ ท่านเข้าเรียนพระปริยัติธรรมที่ วัดศรีเทพฯ สมเด็จฯ ท่านให้ความเห็นว่า ช่วงนั้นวัดศรีเทพฯ เป็นสํานักเรียนพระปริยัติ ไม่มีสภาพเป็นป่าที่ห่างไกลชุมชนเหมือนเมื่อก่อน จึงไม่เหมาะกับพระธุดงค์ที่แสวงหาความวิเวกเงียบสงัด ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงไม่พาคณะไปพักด้วยเหตุนี้ก็ได้

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นคู่อาจารย์และศิษย์ที่สูงลํ้าด้วยอํานาจวาสนาบารมีธรรม ด้วยท่านทั้งสองเคยตั้งความปรารถนา “พระปัจเจกพุทธภูมิ” และ “พุทธภูมิ” กันมา ดังนั้น ท่านทั้งสองจึงต้องออกค้นคว้าแสวงหาโมกขธรรม เพื่อบรรลุธรรมด้วยตนเอง

นับตั้งแต่ ท่านพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ออกบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร เที่ยวธุดงค์ ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขามายาวนาน ๓๐ กว่าปี พอมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ซึ่งถือเป็นปีสําคัญ ของวงกรรมฐาน เพราะพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองต่างบําเพ็ญธรรมในขั้นแตกหัก อันเป็นคราวสิ้นสุดยุติภพชาติที่แสนยาวนานและเต็มไปด้วยกองทุกข์ ซึ่งต่อมาอีกไม่นาน ท่านพระอาจารย์มั่นก็จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

ท่านพระอาจารย์มั่นบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ 

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านบรรลุพระอนาคามีที่ถํ้าสาริกา และกลับไปโปรด หมู่คณะทางภาคอีสาน ท่านทราบดีว่า ท่านยังไม่บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ และ ท่านได้บําเพ็ญธรรมในขั้นนี้มานานถึง ๑๒ ปี โดยท่านปรารภไว้เสมอว่า “กําลังเรายังไม่พอ” ท่านต้องการอยู่องค์เดียวตามลําพัง เพื่อบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหัก หรือธรรมขั้นสุดท้าย ท่านจึง กราบลาท่านพระอาจารย์เสาร์ และได้ปลีกตัวจากหมู่คณะมาจําพรรษาที่วัดปทุมวนาราม จากนั้นในต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ช่วงหน้าแล้ง ท่านรับอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เดินทางขึ้นภาคเหนือ และในเวลาต่อมาไม่นาน ท่านก็ได้บรรลุอริยธรรม ขั้นสูงสุดในป่าเขาแถบจังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นพระอรหันตสาวกองค์แรกในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกจากคําบอกเล่าของท่านพระอาจารย์มั่น ไว้ดังนี้

“ท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น) พักอยู่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ พอสมควรแล้ว ก็กราบลาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เพื่อไปเที่ยวแสวงหาที่วิเวกตามอําเภอต่างๆ ที่มีป่ามีเขามาก ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็อนุญาตตามอัธยาศัย ท่านเริ่มออกเที่ยวครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ ทราบว่าท่านไปเที่ยวองค์เดียว จึงเป็นโอกาสอันเหมาะอย่างยิ่ง ที่ช่วยให้ท่านมีตนเป็นผู้เดียวในการ บําเพ็ญเพียรอย่างสมใจที่หิวกระหายมานาน นับแต่สมัยที่อยู่เกลื่อนกล่นกับหมู่คณะมาหลายปี เพิ่งได้มีเวลาเป็นของตนในคราวนั้น ทราบว่าท่านเที่ยววิเวกไปทางอําเภอแม่ริม เชียงดาว เป็นต้น เข้าไปพักในป่าในเขาตามนิสัยทั้งหน้าแล้งหน้าฝน ….

ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า ปฏิบัติมาถึงขั้นนี้ มีความเพลิดเพลินจนลืมเวลํ่าเวลา ลืมวัน ลืมคืน ลืมพักผ่อนหลับนอน ลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จิตตั้งท่าแต่จะสู้กิเลสทุกประเภทด้วยความเพียร เพื่อถอดถอนมันพร้อมทั้งราก โดยไม่มีความสะทกสะท้านหวั่นเกรงอะไรเลย นับแต่ออกจากวัดเจดีย์หลวงไปบําเพ็ญโดยลําพังองค์เดียวด้วยเวลาเป็นของตนทุกๆ ระยะ ไม่ปล่อยให้วันคืนผ่านไปเปล่า ไม่นานนักเลยก็ไปถึงบึงใหญ่ชื่อ “หนองอ้อ” และ “อ้อนี่เอง”

ในเวลาไม่นานนัก นับแต่ท่านออกรีบเร่งตักตวงความเพียรด้วยมหาสติ มหาปัญญา ซึ่งเป็นสติปัญญาธรรมจักรหมุนรอบตัวและรอบสิ่งเกี่ยวข้องไม่มีประมาณตลอดเวลา ในคืนวันหนึ่งเวลาดึกสงัด ท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ชายภูเขาที่มีหินพลาญกว้างขวางและเตียนโล่ง อากาศก็ ปลอดโปร่งดี ท่านว่า ท่านนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวเพียงต้นเดียว มีใบดกหนาร่มเย็นดี ซึ่งในตอนกลางวันท่านก็เคยอาศัยนั่งภาวนาที่นั้นบ้างในบางวัน แต่ผู้เขียน (องค์หลวงตา พระมหาบัว) จําชื่อต้นไม้และที่อยู่ไม่ได้ว่า เป็นตําบล อําเภอและชายเขาอะไร 

เพราะขณะฟังท่านเล่าก็มีแต่ความเพลิดเพลินในธรรมท่าน จนลืมคิดเรื่องอื่นๆ ไปเสียหมด หลังจากฟังท่านผ่านไปแล้ว ก็นําธรรมที่ท่านเล่าให้ฟังไปบริกรรมครุ่นคิดแต่ความอัศจรรย์แห่ง ธรรมนั้นถ่ายเดียวว่า ตัวเรานี้จะเกิดมาเสียชาติ และจะนําวาสนาแห่งความเป็นมนุษย์นี้ไปทิ้งลง ในตมในโคลนที่ไหนหนอ จะมีวาสนาบารมีพอมีวันโผล่หน้าขึ้นมาเห็นธรรมดวงเลิศดังท่านบ้าง หรือเปล่าก็ทราบไม่ได้ ดังนี้ จึงลืมไปเสียสิ้น มิได้สนใจว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องราวกับท่าน ในวาระต่อไป ดังได้นําประวัติท่านมาลงอยู่ขณะนี้”

จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ขณะมีอายุประมาณ ๖๐ ปี ๓๖ พรรษา 

ท่านพระอาจารย์มั่น ในขณะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ขณะจิตของท่านยิ่งใหญ่มหัศจรรย์มาก (รายละเอียดอ่านได้จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ โดย ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฉบับมูลนิธิพระสงบ ในหัวข้อ หลวงปู่มั่นบรรลุธรรมอัศจรรย์ และ หัวข้อ พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์เสด็จมาอนุโมทนา)

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านอยู่ภาคเหนือบําเพ็ญภาวนาเพื่อวิหารธรรม จากนั้นท่านได้แก้ความปรารถนาพุทธภูมิของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่วัดเจดีย์หลวง จนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านลาพุทธภูมิและได้บําเพ็ญสมถะพิจารณาวิปัสสนา และได้บรรลุธรรม โดยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้มรณภาพในอิริยาบถนั่งสมาธิที่ วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พระศิษย์องค์หนึ่งของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านได้เทศน์ยืนยันการบรรลุธรรมของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ไว้ว่า “ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นิพพานที่วัดบรมนิวาส” 

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ประเภท “ปฏิสัมภิทานุศาสน์” ทรงอภิญญา คุณวิเศษ ถึงพร้อมด้วยอํานาจวาสนาบารมีธรรมที่จะมาสืบทอดพระพุทธศาสนา ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้งในสมัยกึ่งพุทธกาล ซึ่งในเวลาต่อมาไม่นาน ก็มีบรรดาพระศิษย์ออกเดินธุดงค์ติดตามมาขอศึกษาปฏิบัติธรรม ท่านพํานักจําพรรษาอยู่ภาคเหนือยาวนานถึง ๑๑ ปี เพื่ออบรมสั่งสอนพระศิษย์ให้ก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรม เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา และ สืบทอดแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานขององค์พระบรมศาสดา ทั้งเมตตาโปรดสงเคราะห์บรรดาพุทธบริษัท ชาวป่าชาวเขา ตลอดเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม พญานาค ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ก่อนเข้าพรรษา ท่านจึงได้เดินทางกลับภาคอีสาน

ในระยะที่ ท่านพระอาจารย์มั่น อยู่ทางภาคเหนือ ท่านย่อมระลึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของท่านพระอาจารย์เสาร์ ผู้เป็นพระบุพพาจารย์ของท่าน ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็เช่นเดียวกัน ท่านย่อมระลึกถึงบุญคุณอันไม่มีประมาณของท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นศิษย์ ผู้ทํา ให้ท่านละปัจเจกพุทธภูมิ จนท่านเข้าสู่เส้นทางอริยสัจธรรม และใกล้จะบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุด คือ วิมุตติธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวกองค์สําคัญในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล 

ด้วยในการปฏิบัติธรรมยากอยู่ ๒ คราว คือ คราวเริ่มต้น บรรลุพระโสดาบัน และ คราวสิ้นสุด บรรลุพระอรหันต์ โดยในระยะนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างหนัก อย่างสุดกําลังสติปัญญา ความสามารถ และต้องเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ต่อเนื่องไม่ลดละ ซึ่งท่านต้องใช้ภาวนามยปัญญาออกค้นคว้าพิจารณาทําลายกิเลสอวิชชาอันเป็นจอมกษัตริย์วัฏจักรวัฏจิต ด้วยหลักสมถ – วิปัสสนากรรมฐาน ด้วยตนเองต่อไป

พรรษา ๕๑ พ.ศ. ๒๔๗๓ จําพรรษาที่บ้านม่วงสุม ฝั่งลาว – บรรลุธรรมอัศจรรย์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ตามปรกตินิสัย การธุดงค์ในต่างแดน ท่านชื่นชอบเที่ยวธุดงค์ทางฝั่งลาว นับตั้งแต่ท่านเริ่มพาท่านพระอาจารย์มั่นออกธุดงค์ใหม่ๆ ท่านก็พามาทางฝั่งลาว ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็ออกธุดงค์กลับข้ามมาทางฝั่งลาวอีกครั้ง ส่วนหลวงปู่เทสก์ท่านตามไปสมทบกับกองทัพธรรมฯ ที่ จ.ขอนแก่น โดย หลวงปู่เทสก์ บันทึกไว้ดังนี้

“ออกพรรษา (ปี พ.ศ. ๒๔๗๒) แล้วได้ทราบข่าวว่า คณะท่านพระอาจารย์สิงห์และ พระมหาปิ่น กลับจากอุบลฯ ไปถึงขอนแก่นแล้ว เรา (หลวงปู่เทสก์) จึงได้ไปลาท่านอาจารย์เสาร์ แล้วออกเดินทางไปเพื่อนมัสการท่านทั้งสอง พอดีในปีนั้นทางราชการได้ประกาศไม่ให้ประชาชนนับถือภูต ผี ปีศาจ ให้พากันปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย ทางจังหวัดจึงได้ระดมคณะของ ท่านอาจารย์สิงห์ให้ช่วยปราบผี เมื่อเราไปถึงก็เลยเข้าขบวนกับท่านบ้าง”

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ กองทัพธรรมฯ ได้เผยแผ่ธรรมะ จนได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจาก พุทธบริษัทชาวจังหวัดขอนแก่น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทําให้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ซึ่งเคยไม่เห็นด้วยกับพระป่าที่ออกธุดงค์ปฏิบัติตามป่าตามเขา โดยใช้อํานาจฝ่ายปกครองคอย กีดกัน ขัดขวาง กลั่นแกล้ง วงกรรมฐานมาโดยตลอด จนพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองต้องออกจากเมืองอุบลฯ ออกเที่ยวธุดงค์ไปตามป่าตามเขาในแถบจังหวัดต่างๆ ทางภาคอีสาน รวมทั้งฝั่ง ประเทศลาว สมเด็จฯ ท่านกลับมาให้การยอมรับและส่งเสริมแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น

แม้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) หรือใครก็ตาม จะไม่เห็นด้วย หรือเห็นด้วยกับ การออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาก็ตาม ก็ไม่อาจทําให้จิตใจท่านพระอาจารย์เสาร์ เปลี่ยนแปลงล้มเลิกความตั้งใจนี้ไปได้ ท่านก็ยังคงยึดมั่นยืนหยัดในปณิธาน ในอุดมการณ์ที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่ท่านตั้งไว้ตั้งแต่ญัตติเป็นธรรมยุต คือ การเป็นพระธุดงคกรรมฐานออกธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาแสวงหาโมกขธรรม และการใช้ชีวิตอยู่รุกขมูล อยู่ตามป่าตามเขาตลอดชีวิต เพื่อตามรอยพระบาทและพระโอวาทแห่งองค์พระบรมศาสดา 

ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ท่านพระอาจารย์เสาร์ อายุ ๗๑ ปี ท่านยังพาคณะศิษย์ออก เที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาทางฝั่งประเทศลาว ซึ่งมีสภาพป่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เมื่อท่านพาคณะศิษย์ออกจากถํ้าจากป่าเขาเมืองท่าแขก แขวงคําม่วนแล้ว ท่านได้พาเดินธุดงค์ลงไปทางใต้ ไปไหว้พระธาตุเมืองเก่า หรือพระธาตุศรีโคดตะบอง อันเป็นปูชนียสถานที่มีความสําคัญยิ่งแห่งหนึ่ง ในพระราชอาณาจักรลาว ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองท่าแขก จากนั้นก็เดินธุดงค์ต่อไปยังบ้านม่วงสุม เมืองบัวละพา แขวงคําม่วน ซึ่งอยู่ถัดไป 

บ้านม่วงสุม เป็นหมู่บ้านชนเผ่าภูไท เป็นหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ไม่กี่หลังคาเรือน อาชีพทําไร่ทํานา แต่มีจิตใจเลื่อมใสพระพุทธศาสนา เลื่อมใสพระธุดงค์ ภูมิประเทศบริเวณนั้นทุรกันดารมาก มีสภาพเป็นธรรมชาติของป่าเขานํ้าตก ป่าก็มีสภาพเป็นป่าดงหนาทึบ มีนํ้าตกไหลลงมาจากบนเขา และมีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เห็นว่าสถานที่บริเวณนั้นมีป่าเขาที่วิเวกเงียบสงัด เป็นที่สัปปายะ เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา และอยู่ไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านมากนัก พออาศัยโคจรบิณฑบาตได้ ท่านจึงพาคณะศิษย์พักจําพรรษาอยู่ที่นี่ตลอดพรรษากาล นับเป็นพรรษาที่ ๕๑ ของท่าน ในพรรษานี้ จิตของท่านเป็นธรรมจักรหมุนเป็นอัตโนมัติคอยขุดค้นฆ่ากิเลสโดยถ่ายเดียว ท่าน ปลีกแยกจากหมู่คณะมาจําพรรษา ท่านมีโอกาสบําเพ็ญภาวนาเร่งความเพียรขั้นแตกหัก หรือขั้นสุดท้ายของท่านได้อย่างเต็มที่

ตามปรกติปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะฝึกฝนสอนตนเองก่อนจึงสอนผู้อื่น ในระยะที่ท่านเร่งความเพียร ท่านจะมุ่งแต่งานทางธรรมอันเป็นงานภายใน ท่านจะไม่ก่อสร้าง หรือทํางานภายนอกที่จะทําให้การภาวนาเนิ่นช้า ในพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ จึงพอสันนิษฐานได้ว่า 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ในวัย ๗๑ ปี พรรษา ๕๑ ท่านได้บรรลุธรรมขั้นสุดท้ายเป็น พระอรหันตพุทธสาวก ต่อจากท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นศิษย์ นับตั้งแต่ท่านถือธุดงควัตร และออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ตามความเป็นจริง จากขั้นล้มลุกคลุกคลานมา โดยเริ่มต้นจากการภาวนา “พุทโธ” ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๓ นี้ รวมระยะเวลายาวนานถึง ๔๐ ปี ในปีนี้เหตุปัจจัยต่างๆ ของท่านทุกอย่างถึงพร้อมแล้ว สุขภาพ ธาตุขันธ์ร่างกายของท่านก็สมบูรณ์แข็งแรง จิตใจของท่านก็เข้มแข็ง การบําเพ็ญสมถ – วิปัสสนากรรมฐาน คือ สัมมาสมาธิ กับ ภาวนามยปัญญาของท่านก็เชี่ยวชาญชํานาญเป็นเลิศแล้ว ปัญญาของท่านก็เป็นปัญญาอัตโนมัติ เป็นปัญญาญาณอันละเอียดแหลมคมซึมซาบทําลายกิเลสอวิชชาตลอดเวลาเว้นแต่หลับนอนแล้ว สถานที่บําเพ็ญภาวนาก็เป็นป่าเป็นเขาอันวิเวกเงียบสงัดสัปปายะ ฯลฯ เหตุปัจจัย ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามแนวทางที่องค์พระบรมศาสดาทรงเมตตาประทานไว้ทุกประการ

ในที่สุดท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็ได้ทําลายกิเลสอวิชชาลงจากใจอย่างราบคาบสิ้นเชิง ท่านได้บรรลุวิมุตติธรรมเสวยวิมุตติสุขเป็นพระอรหันตพุทธสาวกองค์สําคัญในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล อีกองค์หนึ่ง ในป่าเขาแถบบ้านม่วงสุม เมืองบัวละพา แขวงคําม่วน ประเทศลาว สมกับที่ท่านได้ ลาพระปัจเจกพุทธภูมิ และได้ตั้งความปรารถนาพ้นทุกข์ให้ได้ในปัจจุบันชาติ 

เหตุการณ์ในขณะที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้บรรลุธรรมนั้น ย่อมเป็นเรื่องราวที่ใหญ่โตและอัศจรรย์มาก บรรดาพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายในครั้งพุทธกาลและในกาลก่อน ย่อมทรงทราบและทราบได้ ทั้งทรงชื่นชมอนุโมทนาสาธุการ รวมทั้งท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็น ศิษย์ก็ย่อมทราบได้และปีติยินดีอนุโมทนาสาธุการกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ผู้เป็นพระบุพพาจารย์ ตลอดบรรดากายทิพย์ เทพยดา อินทร์ พรหม พญานาค ย่อมรับรู้ได้และส่งข่าวกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ด้วยการเปล่งอนุโมทนาสาธุการยินดีกับท่านกันจนสะเทือนเลือนลั่นทั้งโลกธาตุ เพราะท่านเป็น พระธุดงคกรรมฐานองค์สําคัญในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ที่ได้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรและยอมสละชีวิตออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาค้นคว้าแสวงหาโมกขธรรมเป็นองค์แรก 

ท่านทั้งสองมีธรรมวินัยเป็นศาสดา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะปรินิพพาน ทรงตรัสกับพระอานนท์ “พระธรรมและวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต” และ “ตราบใดมีผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ตราบนั้นพระอรหันต์จะไม่สูญสิ้นจากโลก” พุทธดํารัสนี้ยังคงกึกก้อง ท้าทาย และทันสมัยอยู่เสมอ ดัง ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านปฏิบัติธรรมจนพ้นทุกข์ด้วยกัน ก็ยึดหลักธรรมวินัยนี้เป็นศาสดา โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านประพฤติปฏิบัติมาด้วยกันนะ หลวงปู่เสาร์ท่านไปเอาหลวงปู่มั่นออกมาบวช แล้วก็พาหลวงปู่มั่นออกธุดงค์ เวลาสิ่งใดแก้ไข หลวงปู่เสาร์ท่านแก้ หลวงปู่มั่นมาตลอด ถึงที่สุดแล้วหลวงปู่มั่นท่านก็พยายามประพฤติปฏิบัติของท่าน หลวงปู่มั่น มาถามหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์บอกว่า “เราไม่รู้ ต้องค้นคว้าเอง ต้องหาเอง” หลวงปู่เสาร์ ท่านก็สอนประสาที่ท่านรู้ ท่านทําเป็นตัวอย่าง หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่านไป ถึงที่สุดแล้ว หลวงปู่มั่นท่านผ่านเป็นขั้นเป็นตอนมา ท่านก็มาปรึกษาหลวงปู่เสาร์ มาแก้หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์ก็ฟังท่าน เชื่อท่าน 

นี่เราจะบอกว่า ถ้าผู้นําที่เป็นคุณ คือจิตใจเขาสิ้นสุดแห่งทุกข์แล้ว เขาจะชี้นําเราได้ทั้งนั้น เลย แต่พวกเราเวลาบวชแล้วเป็นนักปฏิบัติมา ผู้นําของเราถ้าเป็นสุภาพบุรุษ ถ้ายังไม่ถึงธรรมนะ เราก็คบกัน ดูแลกัน เป็นหมู่เป็นคณะกัน เราเคารพธรรมวินัย เวลาเราประพฤติปฏิบัติกัน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เวลาท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็ธรรมวินัยนี้แหละ เอาธรรมวินัยนี้เป็นศาสดา ปรึกษากัน ดูแลกัน นี่ไงถ้าเราเป็นสุภาพบุรุษ เราเป็นหมู่เป็นคณะกัน ถ้าจิตใจเรา ไม่เป็นธรรม เราก็รู้อยู่ว่าไม่เป็นธรรม แต่ในเมื่อเราอยู่ด้วยกัน เราเคารพธรรมวินัย อาวุโส ภันเต เราก็จะเคารพกัน เราปรึกษากันเพื่อประโยชน์กับการประพฤติปฏิบัติ 

ถ้าจิตใจที่มันเป็นธรรม ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปสงสัยเลย เพราะเราปฏิบัติสิ่งใดไป ท่านจะบอกมา ท่านบอกเราตลอด จิตใจที่สูงกว่ามันดึงจิตใจที่ตํ่ากว่า ท่านจะพูดตลอด ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลนั้นเป็นอย่างไร ถ้าศีลเราไม่ปกติ ท่านจะบอกเลย มันมี ของมันอยู่แล้ว ถ้าบอก เราก็พยายามของเรา ถ้าใจเป็นธรรม เช่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านปรึกษากัน ท่านพยายามหาทางออกมาด้วยกัน ถึงที่สุดแล้วจะพากันไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ ถ้าจิตใจมันเป็นธรรม 

เราเป็นชาวพุทธ เราเลือกนับถือพระพุทธศาสนา เรามีครูบาอาจารย์ เรามีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น มีครูบาอาจารย์ของเราที่ทําตามความเป็นจริงมา แล้วครูบาอาจารย์เราสอนอย่างนั้นหรือ ครูบาอาจารย์ของเรานะ ท่านกระเหม็ดกระแหม่ ท่านเก็บหอมรอมริบทําจริงทําจังขึ้นมา ทําความสงบของใจ พอใจมันสงบแล้วนะ เราออกหัดฝึกใช้ปัญญา ปัญญาไม่หัดฝึกฝนไม่มี ถ้าเป็นสมาธิ จิตมีความสงบแล้วจะเกิดปัญญาเอง ไม่มี แต่ความเป็นจริงมันต้องลงทุนลงแรงไง เพราะความเป็นจริงมันต้องลงทุนด้วยนํ้าพักนํ้าแรง มันไม่มีใครทําให้ใครได้”

หลังจากท่านพระอาจารย์เสาร์บรรลุธรรมแล้ว ด้วยท่านมีนิสัยพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านจึงไม่ค่อยเทศน์อบรมสั่งสอน เทศน์ก็ไม่กี่คํา ไม่กี่ประโยค แต่ท่านได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยเน้นการกระทํา ด้วยการนั่งสมาธิภาวนา เพื่อเป็นวิหารธรรมครองธาตุขันธ์ และเพื่อเป็นแบบอย่าง ให้กับบรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย และด้วยการสร้างศาสนถาวรวัตถุฝากไว้เป็นมรดกธรรม โดยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ท่านก็เริ่มสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นมากมายหลายแห่งในภาคอีสาน ทั้งเป็นที่พึ่งของเทวดา อินทร์ พรหม มากราบฟังธรรม ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ว่า 

“เทวดา อินทร์ พรหม มาฟังเทศน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลามาฟังเทศน์ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านมาเทศน์เรื่องอะไร เรื่องอริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เพราะเกิดเป็นเทวดามันก็เกิดตายเหมือนกัน มันก็มีความทุกข์เหมือนกัน เป็นพรหมมันก็เกิดตายเหมือนกัน เกิดเป็นมนุษย์มันก็เกิดตายเหมือนกัน การเกิดตายในสถานะนั้นคือภพนั้น…..

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเป็นคนเหมือนกัน ทําไมเทวดา อินทร์ พรหม มาฟังเทศน์ ท่านล่ะ เทวดา อินทร์ พรหมนี่เขารู้ได้นะ ว่าหัวใจดวงใดมันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มากน้อยแค่ไหน” 

กล่าวถึง การบุกเบิกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาทางฝั่งประเทศลาวของท่านพระ–อาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มีประโยชน์มากมายมหาศาล นอกจากเป็นการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาแล้ว บรรดาพระศิษย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่อ่อนสี สุเมโธ ฯลฯ ก็นิยมมาเที่ยวธุดงค์กัน ทั้งทําให้ พุทธบริษัทชาวลาว เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาและในปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน โดยกาลต่อมาก็มีชาวลาวได้ออกบวชเป็นพระธุดงค์และได้ออกติดตามท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง แม้พระมหากษัตริย์ประเทศลาวก็เคยทรงนิมนต์ฉันที่พระราชวังและอาราธนาให้อยู่จําพรรษาก็มี

หลังออกพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ไม่นาน ท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ได้พาคณะศิษย์ธุดงค์ข้ามโขงกลับมาฝั่งไทย แล้วไปพักที่วัดโพนแก้ว อ.เมือง จ.นครพนม ที่ท่านมอบหมายให้พระศิษย์ คือ หลวงปู่บุญมา มหายโส เป็นผู้ดูแลเฝ้าวัด จากนั้นท่านก็ทําหน้าที่สร้างศาสนทายาทธรรมและ ศาสนถาวรวัตถุธรรม

ภาค ๑๓ สร้างศาสนทายาทธรรม และ ศาสนถาวรวัตถุธรรม

การสร้างศาสนทายาทธรรมนี้แสนยาก

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านทั้งสองต่างได้บรรลุธรรมเป็น พระอรหันตพุทธสาวกแล้ว หลังจากนั้นการบําเพ็ญภาวนาของท่านทั้งสองเป็นไปเพื่อวิหารธรรม ครองจิต ครองขันธ์ เพื่อสงเคราะห์เกื้อกูลพุทธบริษัท และท่านได้ทําหน้าที่สําคัญ คือ การสร้าง ศาสนทายาทธรรมสืบทอดพระพุทธศาสนา ซึ่งกว่าจะได้มาแต่ละองค์นี้แสนยาก ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้ 

เพราะตอนนั้นนะเริ่มต้นจาก หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เรายังไม่มีบุคลากรของเรา จํานวนของพระของเราที่เป็นหลักเป็นชัยยังไม่มี ฉะนั้น ท่านต้องฝึกของจริงให้ได้ก่อน ฉะนั้น ท่านก็ฝึกหลวงปู่ฝั้น เอาหลวงปู่ฝั้นกับหลวงปู่อ่อนไป พอรับเสร็จแล้วนะ เข้าไปในป่า เพราะ หลวงปู่ฝั้นกับหลวงปู่มั่นท่านเหินห่างกันไปพักหนึ่ง พอหลวงปู่ฝั้นกับหลวงปู่อ่อนเข้าไปในป่านะ พอไปอยู่ด้วยกันแล้ว โอ้โฮ ! เคี่ยวนะ “พระเจ้าชู้ พระเจ้าชู้”

อย่างพวกเรานี่เรามีลูกมีหลาน เราก็อยากให้เป็นคนดีใช่ไหม เรื่องของใคร เรื่องของตระกูลเราใช่ไหม เรื่องของครอบครัวเราใช่ไหม แล้วหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านทําเพื่อใคร ท่านสร้างบุคลากรก็เหมือนสร้างลูกสร้างหลาน แล้วสร้างมาเพื่อใคร มันไม่ใช่สร้างมาเพื่อตัวใครทั้งนั้นเลย สร้างมาเพื่อสาธารณประโยชน์ แล้วเวลาท่านทําของท่านจริงๆ เวลาพูดถึงหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ เราถึงบอกว่ามันไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน ไม่มีอะไรเป็นของใครเลย ท่านทํา เพื่อสาธารณะทั้งหมดเลย แล้วไม่ได้ทําธรรมดาด้วย ทั้งเคี่ยว ทั้งเข็ญ การเคี่ยวเข็ญกิเลสนะ…

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น มีหลวงตา มีพระอริยบุคคลในสายกรรมฐานเรา ท่านจะรู้ว่าอะไรเป็นอริยสัจ อะไรไม่เป็นอริยสัจ ถ้าอะไรไม่เป็นอริยสัจปั๊บ นั่นล่ะเหยื่อ โมฆบุรุษตายเพราะเหยื่อ ตายเพราะลาภ พอจิตมันสงบไปรู้ไปเห็นอะไร มันนึกว่าผลประโยชน์ของมันไง นั่นล่ะตัวตาย ไอ้ตัวที่ออกไปรู้นั่นล่ะ ตัวมันจะชักออกไปตาย ออกไปตาย ตายอย่างไร? ตายจากมรรค จากผลไง ถ้ามันออกไป ตายจากมรรค จากผล มันมีของมันอยู่ แต่มันไม่ใช่อริยสัจ ถ้าไม่ใช่อริยสัจแล้ว ถ้าคนมีหลักมีเกณฑ์เขาถึงเรื่องนั้น ใครก็รู้ได้ แล้วเขาวางไว้แล้ว วางไว้ เขาไม่สนใจหรอก…

ครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เวลาท่านปรารถนาอยากจะมีศาสนทายาท กว่าจะได้มาแต่ละองค์สององค์แสนยาก แสนยากนะ การปฏิบัตินี่แสนยาก สิ่งที่ได้ๆ มา มันก็ ได้มาแค่เป็นบอกว่า เห็นช่องเห็นทาง แบบว่าเห็นร่มเห็นเงาแล้วก็วูบหายไป ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น พระปฏิบัติ เวลามานะ อู้ฮู ! มีร่องมีรอย น่าจะเป็น น่าจะได้ ถึงเวลาก็แวบหายไป เป็นอย่างนี้ เยอะมาก

ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ท่านทํามาๆ ท่านถึงพยายามหาช่องทางให้ ป้องกันให้นะ ใครปฏิบัติ ได้นี่ กันไว้เลยนะ อย่าให้ใครเข้าไปคลุกคลี ให้เขาลุยเต็มที่เพื่อปฏิบัติของเขา กว่าเขาจะรอดไป แต่ละองค์ๆ นี่ เพราะครูบาอาจารย์อยู่ในวงการอย่างนี้ ฉะนั้น เวลาปฏิบัติกัน เวลาครูบาอาจารย์ชักนําแต่ละองค์ เพราะอยู่ด้วยกันมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี มันจะชักนํากันขึ้นมา”

ผู้มีสัตย์ท่านวางข้อวัตรปฏิบัติ 

ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“เวลาผู้ที่มีความจริง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านพูดแสดงธรรมออกมา มันมีความจริงในใจนั้นออกมาไง ถ้าไม่มีความจริงในใจนั้นออกมา เห็นไหม เราฟังแล้ว มันมีความสัตย์ ผู้มีสัตย์ ผู้มีสัจจะนะ พูดคําไหนคํานั้น 

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอกนามกิํ พูดคําหนึ่งไม่มีสอง คําพูดขององค์สมเด็จ–พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์สิ่งใด ต้องเป็นแบบนั้น สิ่งที่เป็นความจริง ถ้าไม่เป็นประโยชน์ ท่านจะไม่พูดเลย สิ่งที่เป็นจริงแล้ว ต้องมีประโยชน์กับบุคคลฟังด้วย ท่านถึงจะพูดออกมานี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอกนามกิํ หนึ่งเดียวเท่านั้น พูดหนึ่งเดียวไม่มีสอง พูดชัดเจน ถูกต้องดีงามไปหมดเลย

นี่เหมือนกัน เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านพูดก็มีสัจธรรม ในนํ้าเสียงของท่าน นี่ไง ผู้มีสัตย์ๆ ผู้มีสัตย์ มีสัจจะ อริยสัจจะในใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ในใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงของท่านมาฉะนั้น ท่านวางข้อวัตรมาด้วยความเมตตานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยนี้ไว้จะรื้อสัตว์ขนสัตว์

หลวงปู่เสาร์ท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านสละหมด ท่านเป็นมหานิกาย แล้วท่านมาญัตติเป็นธรรมยุต แล้วเวลาท่านก็ออกค้นคว้าของท่าน แล้วท่านยังปกป้อง ยังไปเอาหลวงปู่มั่นท่านมา แล้วออกไปธุดงค์ด้วยกัน ออกไปค้นคว้าด้วยกัน ออกไปปฏิบัติด้วยกัน ท่านก็ทิ้งสถานะทางสังคมของท่านทั้งนั้นแหละ เพื่อมารื้อค้นความจริงของท่าน แล้วท่านก็เป็นแบบอย่างอยู่ในป่าอยู่ในเขา มาตลอด อยู่ในป่าในเขามาตลอดเพื่อยืนยันสิ่งใด? เพื่อยืนยันว่า ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดมีคุณค่า สิ่งสถานะยศถาบรรดาศักดิ์ อํานาจวาสนา เรื่องลาภสักการะไม่มีคุณค่า ไม่มีคุณค่า ไม่มีคุณค่ากับความจริง ไม่มีคุณค่ากับอริยสัจ ไม่มีคุณค่ากับสัจจะความจริงในใจดวงนี้ 

ถ้าจิตมันทําความสงบของใจเข้ามาได้ มันจะอยู่ป่าอยู่เขา มันจะอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ขนาดไหน มันก็มีความสุขของมัน

นี่ก็เหมือนกัน จิตที่มันเสวยอารมณ์ๆ มันเร็วมากๆ นี่เป็นธรรมชาติของมัน นี้โดยธรรมชาติของมัน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านออกธุดงค์ไปเพื่อไปค้นหาใจของตัว ศึกษาธรรมของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา เป็นภาคปริยัติ แล้วเวลาปฏิบัติขึ้นมา หลวงปู่เสาร์ท่านพา หลวงปู่มั่นออกธุดงค์ ออกธุดงค์เข้าป่าเข้าเขาเพื่อไปฝึกหัด ฝึกหัดค้นหาเพื่อดูแลใจของตัว เวลาฝึกหัดจนสําเร็จแล้ว เห็นไหม จิตนี้เป็นนักท่องเที่ยว จิตนี้เป็นนักท่องเที่ยว เพราะท่านรู้เท่ารู้ทัน รู้จบแล้ว หลวงปู่มั่นน่ะ แล้วทําอย่างไรมันถึงจะรู้เท่ารู้ทันล่ะ

แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านฉลาด ท่านพยายามออกอุบาย ท่านพยายามสั่งสอน พวกเรา ท่านพยายามให้มีข้อวัตรปฏิบัติ ให้จิตมันเกาะนี้ไว้ ถ้าจิตมันไปคิดของมันเอง มันปฏิบัติ ของมันเอง มันก็ว่า มันทําแล้วสมบูรณ์แบบทั้งนั้นแหละ แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านพยายามของท่านนะ

หลวงปู่มั่น เห็นไหม “พระที่พรรษามากไม่ต้องขึ้นมา ให้พระปฏิบัติใหม่มันขึ้นมา มันจะได้มีข้อวัตรติดหัวมันไป” นี่มันติดหัวอะไรล่ะ? ติดหัวใจไง ถ้าติดหัวใจ เห็นไหม ปฏิบัติอย่างไร ถึงเวลาแล้วทําอย่างไร เวลาออกบิณฑบาต บิณฑบาตมาแล้วขบฉันอย่างไร ขบฉันแล้วเก็บล้างอย่างไร เอาเก็บล้างแล้ว กลับไปกุฏิไปร้านแล้ว เราภาวนาต่อเนื่องอย่างไร ถึงเวลาแล้ว เวลาฉัน นํ้าร้อนแล้ว เราจะทําข้อวัตรต่อเนื่องอย่างไร เตรียมตัวไว้เวลาคํ่าแล้วสวดมนต์ทําวัตรแล้วจะนั่นเพราะมันทําแล้ว 

ถ้าไม่มีสัจจะมันเหลวไหล “ทําแล้วก็ไม่เห็นมันได้อะไรขึ้นมา ทําแล้วปฏิบัติมาตั้งหลายปีแล้วก็ล้มลุกคลุกคลาน” เห็นไหม ถ้าไม่มีข้อวัตร มารมันยิ่งชอบ มารมันยิ่งพาลงเหวลงบ่อ ไปเลย แต่ถ้ามันมีข้อวัตร ถึงมารมันจะดึงไปอย่างไร ข้อวัตรที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ให้ติดหัว มันไป มันยังรักษาตัวมันรอด ถ้ามารมันจะดึงไปไง มันจะมักง่าย มันจะทําสับปลับ มันจะเอา แต่ใจ มันจะทําแต่ความพอใจของตัว อะไรถ้ามันถูกใจ อันนั้นถูกต้อง อะไรที่มันไม่ถูกใจ มันปฏิเสธหมดเลย”

พรรษา ๕๒ – ๕๔ พ.ศ. ๒๔๗๔ – ๒๔๗๖ จําพรรษาวัดอ้อมแก้ว 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเคารพเทิดทูนบูชาองค์พระบรมศาสดาอย่างสุดชีวิตจิตใจ แม้ชีวิตของท่านก็ยอมสละได้ ดังที่ ท่านยอมสละชีวิตตั้งแต่ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ออกธุดงค์ปฏิบัติตามป่าตามเขา ท่านผ่านวิกฤติภัยอันตรายต่างๆ รอดชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน ในขณะที่ท่านยังไม่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พระภายในใจท่านยังไม่เป็นสมณะเต็มองค์ ในระยะแรกของการออกปฏิบัติธรรม ท่านมีนิสัยชอบอ่านหนังสือพุทธประวัติ เพื่อเป็นแนวทาง เป็นกําลังใจในการออกปฏิบัติ ทั้งชอบปั้นและแกะสลักพระพุทธรูป อันเป็นการสร้างพระภายนอกไว้กราบไหว้บูชา เพื่อเป็นการแสดงออกซึ่งความเคารพเทิดทูนบูชา 

เมื่อท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว พระภายในใจท่านก็เป็นสมณะเต็มองค์แล้ว บทธรรมสําคัญ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ ได้ประกาศขึ้นในใจท่าน อันหมายถึง การประพฤติพรหมจรรย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว งานที่ควรทํา คือ งานฆ่ากิเลสได้ทําเรียบร้อยแล้ว งานอื่นที่จะทํา ให้ยิ่งกว่างานฆ่ากิเลสไม่มี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านก็แสดงมหากตัญญู มหากตเวที ตอบแทน พระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบรมศาสดา โดยสนองพุทธภาระด้วยการสร้างศาสนทายาทธรรมและศาสนถาวรวัตถุธรรม โดยการสร้างวัดป่ากรรมฐาน เพื่อรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนา ด้วยภาคปฏิบัติ และส่งเสริมการเรียนปริยัติ จวบจนท่านถึงแก่มรณกาล

ในระหว่างที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ พํานักอยู่วัดโพนแก้ว อ.เมือง จ.นครพนม ต่อมา วันหนึ่งท่านได้ปรารภกับหลวงปู่บุญมา มหายโส ว่า ท่านมีความประสงค์จะตั้งสํานักวัดป่าขึ้นอีกสองแห่ง คือ ที่อําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กับ ที่อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เพราะทั้งสองแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานปูชนียสถานที่สําคัญเก่าแก่ ที่อําเภอธาตุพนม เป็นที่ตั้งของ พระธาตุพนม และที่ตัวเมืองสกลนคร ก็เป็นที่ตั้งของ พระธาตุเชิงชุม ซึ่งพระธาตุทั้งสองแห่งนี้ มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุภายในองค์เจดีย์ เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล มีพุทธบริษัททั้งใกล้และไกลเดินทางมากราบไหว้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล 

ส่วนวัดป่ากรรมฐานที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านปรารภจะสร้างขึ้นสองแห่งนั้น ก็เพื่อให้มีสถานที่บําเพ็ญบุญ ใส่บาตร ฟังธรรม และมีสถานที่ปฏิบัติธรรมที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะ ตามแบบฉบับวัดในสมัยครั้งพุทธกาล เพื่อให้พุทธบริษัทได้ฟังธรรมจากพระธุดงคกรรมฐาน และ ได้มารักษาศีล ปฏิบัติบูชา อันเป็นการบูชาที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ 

นอกจากนี้ สถานที่สองแห่งนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเคยไปปักกลดพักภาวนาและเมตตาโปรดศรัทธาญาติโยมมาก่อน บรรดาศรัทธาญาติโยมพุทธบริษัทที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาต่อท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่นมีอยู่จํานวนไม่น้อย เพราะท่านพระอาจารย์ทั้งสองได้อบรมสั่งสอนไว้เป็นอย่างดีแล้ว 

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๓ นั้นเอง ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงออกธุดงค์ไปทางอําเภอ ธาตุพนม ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่นํ้าโขง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครพนมไปทางใต้กว่า ๕๐ กิโลเมตร หลังจากพาลูกศิษย์ไปนมัสการสักการะพระธาตุพนมแล้ว ท่านก็พาคณะไปพํานักปักกลดอยู่ที่ ป่าดอนอ้อมแก้ว อยู่ทางทิศใต้ขององค์พระธาตุพนม

ตามประวัติเล่าว่า “ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เป็นผู้นําในการบูรณะวัดเกาะแก้ว– อัมพวันขึ้นมาใหม่ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๓ แต่ก่อนเป็นที่พักสงฆ์เป็นวัดป่า เดิมชื่อว่า วัดอ้อมแก้ว ตามชื่อของเจ้าของที่ดินเดิม คือ หลวงปู่แก้ว (หลังจากลาเพศบรรพชิตไปสร้างครอบครัวแล้ว) ได้มีศรัทธากลับมาบวชอีก ตลอดจนอายุขัยที่วัดเดิมแห่งนี้ จากคําบอกเล่าของ ผู้เฒ่าผู้แก่เท่าที่ยังจดจําได้ ท่านพระอาจารย์เสาร์และเณรล่องเรือมาตามลําแม่นํ้าโขงขึ้นยังท่านํ้า หน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร โดยมีคุณยายทองอยู่ รัตนโกศล พ่อเฒ่าจารย์อุ่น จันทศ ได้กราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่เสาร์และคณะไปปักกลดพํานักใต้ป่าไม้ใกล้ลําห้วยแคน ถือได้ว่า เป็นที่มาของวัดเกาะแก้วอัมพวัน” 

บริเวณป่าดอนอ้อมแก้วแห่งนี้ เป็นผืนดินที่มีลักษณะคล้ายเกาะ เพราะมีนํ้าล้อมรอบอยู่ ทางตะวันตกมีนํ้าจากลําห้วยแคน ไหลผ่านลงลํานํ้ากํ่า แล้วลงแม่นํ้าโขงอีกทีที่ปากกํ่า ซึ่งอยู่ ไม่ไกลบริเวณนั้น ประชาชนชาวธาตุพนม ซึ่งเรียกว่า ชาวไทพนม นําโดย โยมทองอยู่ และ โยมแก้ว ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ได้ร่วมแรงร่วมใจพากันช่วยถากถางป่าต้นหนามคอมและกอไผ่หนาม จัดสร้างกุฏิกระต๊อบ และเสนาสนะที่จําเป็นสําหรับคณะพระธุดงค์ได้พักอาศัยพอกันแดดกันฝนได้ รวมทั้งอุปถัมภ์อุปัฏฐากให้คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์  ได้พักจําพรรษาอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น 

สํานักป่าดอนอ้อมแก้วแห่งนี้ จึงได้กลายเป็นวัดป่ากรรมฐาน ชื่อว่า วัดอ้อมแก้ว เพื่อเป็น การฉลองศรัทธาและเป็นเกียรติแก่โยมแก้วเจ้าของที่ ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๓ นั่นเอง และ ตามประวัติวัดเกาะแก้วอัมพวัน ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ – พ.ศ. ๒๔๗๖ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ คณะศิษย์ ได้พักจําพรรษาโปรดญาติโยมอยู่ที่วัดอ้อมแก้ว อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นเวลา ๓ พรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๕๒ – ๕๔ ของท่าน โดยท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก 

แม้ในระยะนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์จะชราภาพมีอายุมากแล้ว อยู่ในช่วง ๗๒ – ๗๔ ปี ซึ่งอยู่ในวัยที่ควรได้รับการพักผ่อน เพื่อถนอมธาตุขันธ์ แต่พอออกพรรษาแต่ละปี ในหน้าแล้ง ด้วยนิสัยชื่นชอบการเที่ยวธุดงค์อยู่ป่าอยู่เขาเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยความเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ ฝ่ายกรรมฐาน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่พึ่งพาอาศัยของพุทธบริษัท และด้วยความเมตตาที่จะ ฝึกฝนอบรมบรรดาเหล่าศิษย์ เพื่อเป็นศาสนทายาทธรรมสืบทอดพระพุทธศาสนาด้วยภาคปฏิบัติ ท่านจึงพาพระเณรออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรม หาประสบการณ์ตามป่าตามเขาด้วยองค์ท่านเอง ซึ่งในระยะเดียวกันท่านพระอาจารย์มั่น ท่านยังพักบําเพ็ญภาวนาเพื่อวิหารธรรมอยู่ทางภาคเหนือ และท่านได้เมตตาอบรมสั่งสอนบรรดาพระศิษย์ที่ออกติดตามท่านมาอย่างเข้มงวดกวดขัน 

พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองและบรรดาพระศิษย์ต่างมีเป้าหมายสูงสุดเดียวกัน คือ มรรคผลนิพพาน อาจารย์สอนเพื่อมรรคผลนิพพาน ศิษย์ก็ปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน ท่านทั้งสองจึงเน้นสอนภาคปฏิบัติ สอนข้อวัตรปฏิบัติ สอนตามแนวทางที่ท่านได้บุกเบิกกันมา ด้วยความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัสแทบเอาชีวิตไม่รอด จนได้ธรรมมาครองใจ โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้ 

“หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านดําเนินการมาก่อน ข้อวัตรปฏิบัติ คือ ถนนหนทาง ข้อวัตรปฏิบัติ คําสอนของท่านมันเป็นเหมือนถนนหนทางให้จิตมันก้าวเดินไป จิตมันก้าวเดินไป 

นี่เวลาธุดงค์ไป ธุดงค์ไปป่าไปเขา เราธุดงค์ไปด้วยชีวิตของเรา ด้วยความเป็นอยู่ของเรา ถ้าจิตใจเราก้าวเดินไปนะ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญานะ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล มันจะก้าวเดินของมันไปด้วยแนวทาง ด้วยถนนหนทางที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นที่ท่านได้บุกเบิกมา ท่านได้วางไว้นะ

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์ เห็นไหม “อานนท์ เธอปฏิบัติบูชาเถิด อย่าให้อามิสบูชาเลย

ปฏิบัติบูชาก็ถนนหนทาง ด้วยมรรคด้วยผลขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยธรรมด้วยวินัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สั่งได้สอนไว้ ด้วยบุกเบิกไว้ แล้วองค์สมเด็จพระ– สัมมาสัมพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ ท่านก็สั่งสอนและอบรมของท่าน เวลาท่านนิพพานไป ก็มีครูบาอาจารย์ของเราเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นมา ต่อเนื่องกันมา แต่ธรรมวินัยยังมีอยู่ๆ แต่ผู้รู้จริงยังไม่มี ถ้ามันมีอยู่ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ไม่ต้องลําบากขนาดนั้น แต่มันก็เป็นเรื่องผลของวัฏฏะๆ มันเป็นเวร เป็นกรรมไง…

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านปฏิบัติของท่านตามความเป็นจริงของท่าน ตามความ เป็นจริงตรงไหน ตามความเป็นจริงที่ว่า ท่านปฏิบัติของท่านสมความปรารถนาของท่านแล้ว ท่านมาวางหลักข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาแล้วให้ลูกศิษย์ลูกหาปฏิบัติตาม ลูกศิษย์ลูกหา เช่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว  นี่หลวงปู่ฝั้น  ครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติกันไป นี่มันหลอกกันไม่ได้ไง

อย่างเช่น ถ้าเราปฏิบัติไม่เป็น แล้วเราก็พยายามวางหลักเกณฑ์ของเรา แล้วรอให้คนอื่นปฏิบัติตาม แล้วพอปฏิบัติไปแล้ว นี่เวลาความเห็นภายใน เวลามาพูดมันเหมือนกันไหมล่ะ? ถ้าความพูดไม่เหมือนกันแสดงว่ามันขัดแย้งกัน แต่ถ้าเวลาปฏิบัติไปแล้ว ถ้าความเห็นภายใน มันเหมือนกัน มันเหมือนกัน มันเป็นทางเดียวกัน นี่ธรรมะทางเดียวกัน ถ้าทางเดียวกันมันก็ถูกต้อง 

ฉะนั้น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านปฏิบัติของท่านสมความปรารถนาของท่านแล้ว ท่านถึงได้วางข้อวัตรไว้ เช่น กําหนดพุทโธ ปัญญาอบรมสมาธิ อานาปานสติ ทําความสงบ ของใจเข้ามา ถ้าใจสงบแล้ว ถ้าออกฝึกหัดใช้ปัญญา ถ้าปัญญามันก้าวเดินไป ถ้ามันเป็น ก้าวเดินไปมันสํารอก มันคายกิเลสออกเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป

ฉะนั้น เวลาหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน เวลาท่านไปหาหลวงปู่มั่น เวลาท่านมีปัญหาในใจของท่าน หลวงปู่มั่นท่านแก้ให้ๆ พอแก้ให้ขึ้นมา พอมันมีปัญญาขึ้นมามันเหมือนกัน มันทันกันไง”

ในระยะที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ พักและจําพรรษาที่วัดอ้อมแก้วนี้ บรรดาลูกศิษย์ของท่านก็แยกย้ายกันพํานักปฏิบัติธรรมอยู่ทั่วไป ทั้งในจังหวัดนครพนม สกลนคร อุบลราชธานี และ จังหวัดใกล้เคียง โดยมีข่าวคราวติดต่อกันมิได้ขาด และในช่วงเข้าพรรษาก็จะหาโอกาสแวะเวียนกันมากราบทําวัตรคารวะองค์ท่าน ตามธรรมเนียมปฏิบัติอันงดงามของพระธุดงคกรรมฐานสายนี้ อยู่เสมอ โดยให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน และเสาหลักของวงกรรมฐาน เป็นพระผู้สูงลํ้าด้วยคุณธรรมอันสูงสุดและมากด้วยอายุพรรษากาล ทําให้วัดอ้อมแก้วในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางวัดป่ากรรมฐาน และเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของครูบาอาจารย์ในรุ่นต่อๆ มาตั้งแต่บัดนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์และพระศิษย์ได้รักษาพัฒนาวัดจนมั่นคงเจริญรุ่งเรือง มาตามลําดับ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดเกาะแก้วอัมพวัน” และได้มีการสร้างพระอุโบสถ หลังใหม่ โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒

หลวงปู่อวน ปคุโณ วัดจันทิยาวาส จ.นครพนม พระศิษย์หลวงปู่กินรี จนฺทิโย เล่าว่า สาเหตุของการดําริสร้างวัดเกาะแก้วอัมพวัน อาจจะเป็นเพราะว่าที่แห่งนี้อยู่ใกล้ชุมชน และเป็นศูนย์กลางที่ลูกศิษย์ลูกหาจะไปมาสะดวก ประกอบกับเมื่อมีการรวมกันแต่ละครั้ง จะมีพระภิกษุสามเณรรวมกันเป็นจํานวนมาก การขบฉันต้องอาศัยชุมชนบิณฑบาตเป็นหลัก บางทีถ้ามีญาติโยมมารวมกันมาก ท่านจะมีการเทศนาให้ญาติโยมทั้งหลายฟัง หลังจากร่วมประชุมกันเสร็จเป็นเวลาคํ่าคืน บางปีจะมีการเทศน์ตลอดคืน จะเปลี่ยนองค์เทศน์ไปเรื่อยๆ โดยมีท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นองค์เทศน์หลัก ถ้ารู้สึกว่าดึกหน่อย ญาติโยมเริ่มมีอาการง่วง ก็จะนิมนต์ครูบาจารย์เฒ่า (หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล) ขึ้นเทศน์ เพราะท่วงทํานองการเทศน์ของท่าน เสียงดัง ฟังชัด ท่านมีมุกทําให้ญาติโยมตื่นตัวได้ จะหมุนเวียนกันขึ้นเทศน์ โดยการเทศน์แต่ละองค์ จะเทศน์จากประสบการณ์ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมา

ท่านพ่อเมืองนครพนมสร้างถนนเข้าวัดและร่วมขุดสระนํ้า – หอพระไตรกลางนํ้า

ในระหว่างที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และคณะศิษย์มาพักจําพรรษาและเริ่มต้นก่อสร้าง วัดอ้อมแก้ว อําเภอธาตุพนมนี้ ได้มีศรัทธาญาติโยมชาวไทพนม มาถวายการอุปัฏฐากและฟังธรรมเป็นประจํา

แม้ที่ตั้งวัดจะเป็นป่ามีความวิเวกสงบสงัดเหมาะแก่การบําเพ็ญภาวนา แต่ทางเดินเข้าวัดก็เป็นไปด้วยความลําบาก คือ พอข้ามห้วยออกมาทางด้านหน้าวัด ก็ต้องเดินลัดเลาะผ่านป่าและ เดินไปตามคันนาของชาวบ้าน เวลาถึงฤดูฝน มีนํ้าเจิ่งนอง การสัญจรไปมาเต็มไปด้วยความลําบาก ทั้งฝ่ายพระที่ออกไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน และฝ่ายฆราวาสญาติโยมที่จะเดินทางไปทําบุญ ถวายภัตตาหารและฟังธรรม ทั้งพระและญาติโยมที่ศรัทธาในทางบุญก็ไม่ได้ย่นย่อท้อใจแต่ประการใด

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมีญาณทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า เป็นเหตุการณ์ที่ทําให้ทั้ง พระเณรลูกศิษย์และศรัทธาชาวไทพนมได้ประหลาดใจ เหตุการณ์หนึ่ง มีดังนี้

วันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ สั่งให้ลูกศิษย์เตรียมสถานที่และจัดนํ้าท่าไว้รอรับแขก สําคัญจะมาที่วัด ทุกคนต่างงุนงง เพราะไม่มีใครทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า ไม่มีใครกล้าถาม ได้แต่ จัดเตรียมการต้อนรับตามคําสั่งของท่าน หลังจากการตระเตรียมการต้อนรับเสร็จไม่นาน ปรากฏว่า ท่านพ่อเมืองนครพนม (ผู้ว่าราชการจังหวัด) และคณะ ได้ด้นดั้นฝ่าหนทางที่วิบากนั้นมาถึงวัดด้วยความทุลักทุเล 

ท่านพ่อเมืองได้พาคณะมานมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ เพราะได้เคยรู้จักและศรัทธาท่านมาก่อน การสนทนาในตอนหนึ่ง ท่านพ่อเมืองได้พูดถึงความลําบากในการเดินทางมาที่วัด ท่านก็นั่งฟังด้วยความสงบเย็น อันเป็นปกติของท่าน พอได้เวลาพอสมควร คณะท่านพ่อเมืองก็ได้กราบอําลา หลังจากนั้นไม่กี่วัน ท่านพ่อเมืองก็สั่งให้ทําการปรับปรุงถนนเข้าไปจนถึงวัด ทําให้ การสัญจรไปมาได้รับความสะดวกขึ้น (ปัจจุบันเป็นถนนคอนกรีตตลอดทั้งสาย) 

และต่อมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้ขุดสระนํ้าเพื่อเก็บกักนํ้าไว้ใช้ ตามประวัติ เล่าว่า แม้แต่ท่านพ่อเมืองนครพนม ในสมัยนั้นยังมาช่วยออกแรงขุดสระนํ้า สาเหตุเนื่องมาจาก ท่านพ่อเมืองนครพนม เมื่อไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ที่วัด และได้ปรารภกับท่านว่า พักนี้รู้สึกไม่ค่อยสบาย รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ สุขภาพก็ไม่ดี ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ได้แนะนํายาขนานเอกให้ คือ “จอบ” เพื่อให้เจ้าเมืองได้ออกกําลังกาย ให้ได้เหงื่อจากการขุดสระนํ้า 

ท่านพ่อเมืองนครพนมได้ทําตามคําแนะนําของท่านพระอาจารย์เสาร์ ลงมือขุดสระนํ้า ด้วยจอบ นอกจากทําให้สุขภาพของท่านดีขึ้นแล้ว ท่านยังได้อานิสงส์จากการถวายงานขุดสระนํ้า เมื่อเจ้าเมืองนครพนมยิ่งสัมผัสรับใช้ใกล้ชิดท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและคนในจังหวัดนครพนม ที่ได้ผู้ใหญ่ที่มีจิตใจเป็นธรรม เข้าวัดเขาวา มาปกครอง 

ภาพความประทับใจในครั้งอดีตยังไม่เลือนหายไป กล่าวคือ ภาพท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้นําพระสามเณรออกรับบิณฑบาตโปรดชาวไทพนมไปอย่างทั่วถึงทุกคุ้มบ้าน เป็นภาพที่ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจําของผู้เฒ่าผู้แก่ไทพนมมาจนบัดนี้ ไทพนมทั้งหลาย ต่างเคารพรักและเลื่อมใสในองค์ท่านมาก โดยเอ่ยขานนามถึงท่านว่า “ญาท่านเสาร์” ครูบาอาจารย์เล่าว่า

“ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งสองเป็นผู้มีคุณธรรมสูง คนเมือง อุบลฯ และทางอีสาน จึงเรียกด้วยความเคารพยกย่องบูชาว่า “ญาท่านเสาร์” “ญาท่านมั่น” ยกขึ้น “ญาท่าน” อุปมาเหมือนกับตําแหน่ง “พระยา”” 

ส่วนหอพระไตรกลางนํ้า ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นผู้สร้างถวายท่านในภายหลัง เมื่อครั้งที่ท่านได้มาพํานักที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน หอพระไตรมีลักษณะรูปทรง ๘ เหลี่ยม ทําด้วยไม้ทั้งหลัง ตั้งอยู่กลางสระนํ้า มองดูสวยงาม เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธา ปัจจุบัน เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกตลอดหนังสือธรรมะต่างๆ และเป็นที่ประดิษฐาน รูปเหมือนของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งหล่อด้วยเนื้อทองเหลืองสําริด เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงเมื่อครั้งท่านพระอาจารย์ทั้งสองได้มาพํานัก และเป็นที่สักการะกราบไหว้ของผู้มีจิตศรัทธา 

เหตุแห่งความเชื่อมโยงถึงสมเด็จพระมหาวีรวงศ์

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ขณะที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้พาคณะศิษย์พํานัก และจําพรรษาที่วัดอ้อมแก้ว อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ขณะนั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล และกองทัพธรรมฯ ก็ได้เผยแผ่ธรรมะตามแนวปฏิปทา พระธุดงคกรรมฐานอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น จนได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากพุทธบริษัทเป็นอันมาก จนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เห็นด้วยกับแนวทางเผยแผ่ธรรมะของกองทัพธรรม พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น

ความเกี่ยวข้องระหว่าง ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เป็นเหตุการณ์ที่เริ่มก่อตั้ง วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา เพื่อเป็นศูนย์กลางวัดกรรมฐาน และเป็นที่อบรมธรรมะให้กับพุทธบริษัท โดยสมเด็จฯ ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม  ดังนี้

ในเดือนถัดมา คือเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เมื่อครั้งดํารงสมณศักดิ์ พระพรหมมุนี เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ท่านได้บังเกิดมีความสังเวช สลดใจ โดยได้ทัศนาการเห็นท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ป่วยหนัก ระลึกถึงตัวเองว่า ไม่มีกัลยาณมิตรที่ดีทางฝ่ายวิปัสสนา จึงใคร่จะหาที่พึ่ง อันประเสริฐต่อไป ดังนั้น จึงตกลงใจต้องไปเอาท่านพระอาจารย์สิงห์ และ ท่านพระอาจารย์ มหาปิ่น ซึ่งกําลังออกเที่ยวธุดงค์ไปจังหวัดขอนแก่น มาเป็นกัลยาณมิตรที่ดีให้จงได้ 

เมื่อตกลงใจแล้วก็เดินทางไปโดยฐานะเป็นเจ้าคณะตรวจการ ครั้นไปถึงจังหวัดขอนแก่นแล้วถามได้ทราบความว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น กําลังออกไปเทศนาอบรมสั่งสอนประชาชนอยู่ทางอําเภอนํ้าพอง ก็โทรเลขถึงนายอําเภอให้ไปอาราธนานิมนต์ ท่านพระอาจารย์สิงห์และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น เอารถยนต์มาส่งถึงจังหวัดขอนแก่นในวันนั้น 

เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น มาถึงจังหวัดขอนแก่นแล้ว ท่านบอกว่าจะเอาไปอยู่ด้วยที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อปรึกษาหารือกันด้านวิปัสสนาและอบรมสมถ – วิปัสสนาแก่พุทธบริษัททั้งหลายด้วย เพราะได้เห็นท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ป่วยขาหักเสียแล้ว ท่านสลดใจมาก 

และในปีนี้เอง พ.ต.ต.หลวงชาญนิคม ได้ถวายที่ดินหลังสถานีรถไฟ จํานวน ๘๐ ไร่เศษ ให้สร้างเป็นวัด ซึ่งต่อมาก็คือ วัดป่าสาลวัน นั่นเอง ท่านพระอาจารย์สิงห์จึงได้เรียกลูกศิษย์ที่อยู่ทางขอนแก่นลงไป เมื่อคณะศิษยานุศิษย์มาถึงนครราชสีมา ก็ได้ออกเดินทางไปพักที่สวนของ คุณหลวงชาญนิคม รุ่งขึ้นจากวันที่มีการถวายที่ดิน ท่านพระอาจารย์สิงห์ และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมด้วยพระอุปัฏฐากในขณะนั้น คือ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม และ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ขณะเป็นภิกษุหนุ่ม เพื่อเข้ามาเยี่ยมอาการป่วยของ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)  ที่วัดบรมนิวาส

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ท่านเป็นผู้ตั้งนามให้ตามสถานที่ว่า “วัดป่าสาลวัน” เนื่องจากบริเวณที่สร้างวัดเป็นป่าไม้เต็งรัง เพราะคําว่า สาละ แปลว่า ต้นรัง วนะ แปลว่า ป่า ซึ่งต่อมา วัดป่าสาลวัน ได้เป็นวัดป่าศูนย์กลางของวงกรรมฐานอีกแห่งในจังหวัดนครราชสีมา 

พระบูรพาจารย์ใหญ่ทั้งสาม ท่านปฏิบัติแล้วสอบทานกัน

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต หลังจากบรรลุธรรมในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านได้แก้ ความปรารถนาพุทธภูมิของ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) จนสําเร็จ ซึ่งไม่นานท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็บําเพ็ญจนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวกอีกองค์หนึ่ง ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล บรรลุธรรม พระบูรพาจารย์ใหญ่ทั้งสาม ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติธรรมแล้ว ได้สอบทานกัน ปรึกษาธรรมกันตลอด โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“เจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านอยู่ในภาคปริยัติ เห็นไหม แล้วท่านปฏิบัติด้วย พอสอบทานกันมันก็เป็นมงคล มันเป็นมงคล ทําให้สังคมมีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมา ทําให้ผู้ปฏิบัติมีหลักขึ้นมา แล้วทําขึ้นมา จนสังคมยอมรับในภาคปฏิบัติว่ามรรคผลมันมีจริง พอมรรคผลมีจริง นี่จากปริยัติ ปฏิบัติ ถ้ามัน ต่างทําขึ้นมาให้เป็นความจริงระหว่างปริยัติ ปฏิบัติขึ้นมาต่างอันต่างจริง มันจะเป็นความจริงขึ้นมา แต่พอจริงขึ้นมาแล้วสังคมก็ยอมรับใช่ไหม? แล้วครูบาอาจารย์ท่านก็ได้รับรสของธรรม ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นี่มันจะมีคุณธรรมในหัวใจ 

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เรา เจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านได้รสของธรรม เห็นไหม ผู้ใดปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย ท่านได้รับรสของธรรม นั้นไป ท่านมีวิมุตติสุขประจําใจของท่าน ท่านหลุดพ้นของท่านไป แล้วท่านสั่งสอนลูกศิษย์ ลูกหาที่เรามาประพฤติปฏิบัติกันมันทําตามขึ้นมา  มันเป็นจริงขึ้นมา …

จากที่หลวงปู่เสาร์กับเจ้าคุณอุบาลีฯ ต่างฝ่ายต่างประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้ว สอบทานกันมาจนเป็นมงคลของสังคม เป็นมงคลของประเทศชาติ เป็นมงคลของโลก เพราะมันมีข้อมูล มันมีองค์ความรู้ มันมีความจริง  มันมีวิมุตติสุขตามความเป็นจริงของครูบาอาจารย์ของเรา

วิชชาเพราะอะไร? เพราะอยากจะดับอวิชชา อยากจะพ้นจากกิเลส แต่ว่าอวิชชามันคืออะไร? ที่มาที่ไปมันคืออะไร? แล้วมันอย่างไร? มันตาบอดคลําช้าง เวลาครูบาอาจารย์ของเรานี่นะจิตใจมืดบอด แต่พยายามทําขึ้นมาให้จิตใจใสสว่าง ทําให้เกิดปัญญาขึ้นมา ตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราตรวจสอบ ตรวจทานกันมาเพื่อให้เป็นความจริงขึ้นมา จากที่ดวงตา มืดบอดนะ พยายามทําขึ้นมา ให้เป็นความจริงขึ้นมา แล้วไม่ใช่ตาบอดคลําช้าง ตาใสๆ นี่แหละ”

พ.ศ. ๒๔๗๕ สมเด็จฯ คลายทิฏฐิและหันมาสนับสนุนวงกรรมฐาน

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เมื่อท่านได้สัมผัสใกล้ชิดวงกรรมฐานมากยิ่งขึ้น ท่านเห็นว่า การปฏิบัติรักษาพระธรรมวินัยของพระกรรมฐาน ก็ปฏิบัติรักษาด้วยความถูกต้อง ตรงแน่วไม่ล่วงละเมิด การถือธุดงควัตรก็ถือด้วยความเคร่งครัด และการปฏิบัติภาวนาก็ปฏิบัติกันอย่างเอาจริงเอาจัง รวมทั้งสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวางมากมาย ทําให้ท่านเกิดความเข้าใจทั้งชื่นชมวงกรรมฐาน จึงได้คลายทิฏฐิลง พร้อมเปลี่ยนใจมาเป็นผู้ให้การอุปถัมภ์คํ้าจุนพระธุดงคกรรมฐานอย่างเต็มที่ 

ครั้งหนึ่ง สมเด็จฯ ท่านได้มีโอกาสออกตรวจการคณะสงฆ์ตามหัวเมืองในมณฑลอีสาน ปรากฏว่าการออกตรวจการในครั้งนั้น ได้สร้างความประทับใจให้ท่านเป็นอย่างมาก สมเด็จฯ ท่านเห็นประจักษ์ด้วยตาของท่านเองว่า ทั่วภาคอีสานมีวัดป่าสังกัดคณะธรรมยุตเกิดขึ้นอย่างมากมาย นับจํานวนหลายร้อยวัด ทั้งๆ ที่พระเถระผู้ใหญ่ที่มีตําแหน่งฝ่ายปกครองขยายวัดธรรมยุตได้เพียง ๒ ๓ วัด และก็อยู่ในเมืองที่เจริญแล้วเป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถขยายออกไปตามอําเภอ ตําบล และหมู่บ้านรอบนอกได้ การที่วัดป่าเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ก็เกิดจากท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น  และบรรดาพระศิษย์ 

ยิ่งกว่านั้น สมเด็จฯ ยังพบว่า เมื่อท่านผ่านไปตามหมู่บ้านที่พระธุดงคกรรมฐานเคยจาริกปฏิบัติธรรม และที่มีวัดป่ากรรมฐานเกิดขึ้น ปรากฏว่าประชาชนในหมู่บ้าน มีกิริยามารยาทเรียบร้อย แสดงว่าได้รับการอบรมมาดี รู้จักปฏิบัติต่อพระสงฆ์องค์เจ้า รู้จักการปฏิบัติต้อนรับ รู้ของควรไม่ควร เข้าใจหลักพระพุทธศาสนา รู้จักสวดมนต์ไหว้พระ มีการรักษาศีล มีการปฏิบัติสมาธิภาวนา และมีความอ่อนน้อมถ่อมตนน่าชมเชย ต่างกันกับหมู่บ้านที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และบรรดาพระศิษย์ไม่เคยจาริกผ่านไป 

ความประทับใจครั้งนั้น สมเด็จฯ ถึงกับประกาศในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ว่า “การเผยแผ่พระพุทธศาสนาต้องให้พระกรรมฐานเป็นแนวหน้า หรือเรียกว่า กองทัพธรรมฯ แนวหน้า นับจากนั้นเป็นต้นมา สมเด็จฯ ก็เริ่มมีทัศนคติที่ดีต่อ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และคณะพระธุดงคกรรมฐาน คําเรียกแต่เดิมว่า ญาคูเสาร์ ญาคูมั่นก็เปลี่ยนไปเป็น “พระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น” ส่วนบรรดาลูกศิษย์ที่มีอาวุโส สมเด็จฯ ท่านก็เรียกว่า “อาจารย์สิงห์ ท่านลี (ธมฺมธโร) ท่านกงมา (จิรปุญฺโญ)” เป็นต้น 

เมื่อ สมเด็จฯ ท่านมีความรู้สึกที่ดีต่อพระธุดงคกรรมฐานแล้ว ท่านก็ให้ความสนับสนุนเป็น อย่างดี แม้แต่วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี สมเด็จฯ ท่านก็บัญชาให้สร้างเพื่อ ถวายท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ด้วยแห่งหนึ่ง และต่อมาท่านก็ได้หันมาสนใจการปฏิบัติภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ตราบจนสิ้นอายุขัย สมเด็จฯ ท่านสร้างความเจริญให้แก่พระพุทธศาสนา ทั้งด้านปริยัติธรรม และด้านการปฏิบัติภาวนา จนเกิดมีพระผู้ได้รับการศึกษาสูง และมีพระธุดงคกรรมฐานที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอย่างมากมายสืบต่อมาจนปัจจุบัน

กองทัพธรรมฯ สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยมหาศาล

การเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาของกองทัพธรรมฯ ศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นเรื่องแปลกใหม่ในสมัยนั้น และมีอุปสรรคมากมายถึงขั้นเสี่ยงต่อชีวิต เป็นบทพิสูจน์อันสําคัญของพระศิษย์ตถาคต ผู้จะก้าวมาเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสเป็นอย่างดีว่า พระธุดงคกรรมฐานจะเป็นผู้มีความอดทนอดกลั้น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ หรือไม่? และที่ สําคัญการถือปฏิบัติธุดงควัตร และการเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา เพื่อตามรอยพระบาทและดําเนินตามพระโอวาทขององค์พระบรมศาสดาเป็นความถูกต้องดีงามหรือไม่? 

ในที่สุดเหตุการณ์ขัดขวางกลั่นแกล้งต่างๆ ก็ถูกคลี่คลายยุติจบลงด้วยดี เพราะกองทัพธรรม พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อออกเผยแผ่ธรรมะ และ ได้บําเพ็ญเพียรจนบรรลุอริยธรรมขั้นต่างๆ จนขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตพุทธสาวกเช่นครั้งพุทธกาลจํานวนมากมาย ทั้งได้ทําคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติและพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือ 

ถ้าไม่มีท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และกองทัพธรรมฯ สังคมไทย ในสมัยนั้นก็ถือพุทธศาสนาเป็นประเพณีเฉยๆ ทําบุญกันเป็นประเพณี ศาสนาอยู่แต่ในวัด ศาสนา ไม่ออกไปในสังคม แต่ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองและบรรดาศิษย์ ท่านฝืนกระแสสังคม ทําให้คนเลิกนับถือผี หันมานับถือพระไตรสรณาคมน์ ทําคุณงามความดี รักษาศีล และปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง เพราะเชื่อในมรรคผลนิพพานว่ามีจริง อันเป็นการทํานุบํารุงและสืบทอดพระพุทธศาสนา ๒ ประการหลักที่สําคัญยิ่งใหญ่ คือ 

๑. ศาสนทายาทธรรม คือ ครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงเป็นพระอริยบุคคลเกิดขึ้นองค์แล้วองค์เล่า รวมทั้งผู้มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เพื่อแสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขา ตามรอยองค์พระบรมศาสดาเกิดขึ้นมากมาย 

๒. ศาสนถาวรวัตถุธรรม คือ วัดป่ากรรมฐาน โบสถ์ วิหาร เจดีย์ เกิดขึ้นมากมายทั่วทั้งประเทศ ส่งผลให้ผืนป่าธรรมชาติอันเป็นที่ตั้งของวัดป่า ได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นมรดกของชาติ ให้อนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป รวมทั้งวัดร้าง เจดีย์ร้าง และพระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสมบัติพระพุทธศาสนาแต่โบราณกาลได้รับการฟื้นฟูบูรณปฏิสังขรณ์มากมาย ทําให้พุทธบริษัทได้มีที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ ได้มากราบไหว้สักการบูชาเจดีย์ พระพุทธรูป และได้มาทําบุญ ใส่บาตร ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม 

กองทัพธรรมฯ ทําให้ชาติบ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข และพระพุทธศาสนากลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้ง ทําให้ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และกองทัพธรรมฯ จึงเป็นที่รู้จักและศรัทธาเคารพนับถือของประชาชนทั่วทั้งประเทศ 

ครูบาอาจารย์เทศน์กองทัพธรรมฯ สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยมหาศาล ไว้ดังนี้

“แล้วยิ่งสมัยปัจจุบันนี้ มันมีครูบาอาจารย์อยู่ไง อย่างเช่น ในกรรมฐานเรา มันมี หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เราศึกษามาเยอะนะ สมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น แล้วครูบาอาจารย์ รุ่นรองลงมา แล้วมันแบบกองทัพธรรมฯ พอกองทัพธรรมฯ มันสร้างประโยชน์กับประเทศไทย อย่างใด? มันสร้างประโยชน์กับประเทศไทยนะ อย่างเช่นเมื่อก่อนนะ เมืองไทยสมัยครูบาอาจารย์เรายังไม่มีถนน เราไปอีสานนะ เส้นทางสายอุดรฯ กับสกลฯ ยังเป็นลูกรังอยู่

สมัยโบราณนะ สมัยก่อนหน้านั้นนะ ทางอีสานนี่ถนนหนทางมันไม่มี แล้วพอจะไปทางไหนมันจะเป็นป่าไปหมดนะ พอเป็นป่าไป ชาวบ้านเขาไปทํากิน มันจะไปเจอสถานที่แรงๆ เจ็บไข้ ได้ป่วยกันเต็มไปหมดเลย แล้วครูบาอาจารย์เราเข้าไปนะ เขาจะนิมนต์ครูบาอาจารย์เข้าไป ที่ไหนนะ ถ้าเป็นที่แรง จะนิมนต์ครูบาอาจารย์ แล้วตอนนี้ใครไปสกลฯ นะ ไปแถวพวกบ้านโคกสิ เราไปมา เขาบอกว่า “หลวงปู่กงมาเป็นเศรษฐีที่ดิน หลวงปู่กงมาเป็นเศรษฐีที่ดิน

เราก็งงอยู่นะ ไปถามชาวบ้านว่า “ทําไมเป็นเศรษฐีที่ดินล่ะ?”

เขาบอกว่า “ตรงไหนนะ ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ก็ถวายหลวงปู่กงมา ตรงไหนอยู่ไม่ได้ก็ถวาย หลวงปู่กงมา” หลวงปู่กงมานี่ที่แถวนั้นเยอะมาก เป็นของหลวงปู่กงมาทั้งนั้นเลย เขาอยู่ไม่ได้ไง พออยู่แล้วมันเจ็บไข้ได้ป่วย จนตายนะ จนเขาหนีกัน เขาอยู่กันไม่ได้

นี่เราจะบอกว่า สมัยกองทัพธรรมฯ คนยังถือผี พอคนถือผี เขาก็ถือว่าถือผี กลัวผี แล้วผีนี่ ให้โทษ ให้คุณ ฉะนั้น เวลาเขาไปทํากินที่ไหน เขาจะนิมนต์พระ เขาต้องหาพระไปเป็นขวัญ เป็นกําลังใจ แล้วถ้าพระที่ไหนเป็นขวัญ เป็นกําลังใจ จะไปช่วยคุ้มครองดูแลเขา ดูแลเขา เห็นไหม ให้เขาเห็นว่า ถ้าเราถึงรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผีนี่เขาจะได้ส่วนบุญจากเรา เขาจะ ไม่ทําร้ายเรา นี่มันมีกรณีอย่างนี้ขึ้นมา กรณีกรรมฐานนี่นะได้ทําสิ่งนี้มา ได้เปลี่ยนสังคมไทย สังคมที่ถือพุทธแต่ถือผีด้วย ให้เปลี่ยนมาเป็นถือพุทธทั้งหมดนี่เยอะมาก สมัยที่กองทัพธรรมฯ ทําประโยชน์กับประเทศชาติไม่มีใครคิดอย่างนั้นไง ฉะนั้น พอทําอย่างนี้มา อันนั้นเป็น ข้อเท็จจริง เป็นเนื้อหาสาระ” 

เรื่องกัปปิยัง กะโรหิ กัปปิยะ ภันเต 

เรื่อง “กัปปิยัง กะโรหิ กัปปิยะ ภันเต” การกระทํานี้ ถ้าพูดถึง ทําโดยที่ว่าหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ท่านรื้อฟื้นมานะ อย่างเช่น ผ้านิสีทนะ การกัปปิต่างๆ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านฟื้นฟูมา การฟื้นฟูมาแสดงว่ามันมีอยู่ในปาฏิโมกข์ การสวดปาฏิโมกข์ เห็นไหม มันมีพืชคาม ภูตคาม “พืชคาม” ภิกษุพรากของเขียวเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ภูตคามมาคู่กัน “พืชคาม ภูตคาม” มาด้วยกัน พอมาด้วยกัน มันมีที่มาที่ไปก่อน ถ้ามีที่มาที่ไปนะ เหตุที่ว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติก่อน บัญญัติว่า “ภิกษุพรากของเขียวเป็นอาบัติปาจิตตีย์” พอภิกษุพรากของเขียว ทําของเขียวให้หลุดจากขั้ว นี่เป็นอาบัติปาจิตตีย์…

อย่างเช่น หลวงตาท่านจบมหา แล้วท่านไปอยู่กับหลวงปู่มั่น ที่ท่านไปอยู่กับหลวงปู่มั่นเพราะท่านสงสัยเหมือนกันว่า นิพพานจะมีหรือเปล่า ทั้งๆ ที่ศึกษามาเป็นมหานะ นิพพานก็ศึกษามาหมดล่ะ แล้วก็ไปปฏิบัติด้วย มันจะมีหรือเปล่า พอไปอยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านเล่าให้ฟังเอง บอกว่า เคารพหลวงปู่มั่นมาก เพราะมีอะไรสงสัยในใจ หลวงปู่มั่นเคลียร์ให้หมดเลย ชี้นําได้หมดเลย 

แต่เวลาอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นทําสิ่งใดนะ ท่านก็เชื่อว่าถูกแล้วแหละ แต่ปัญญาชน ใช่ไหม ก็ต้องเปิดพระไตรปิฎกตรวจสอบ ท่านทําอย่างนั้นจริงๆ นะ ท่านเล่าให้ฟัง แล้วท่านก็ไป เปิดพระไตรปิฎก คือเราไปเปิดกฎหมายไง เวลาเขาทํากันแล้วก็ไปเปิดอีกว่าถูกไหม หลวงตาท่านบอกว่า เพียะๆๆ  ไม่มีผิดเลย มันยิ่งทําให้ ยิ่งเคารพมากขึ้นไปๆ ท่านทําแล้วถูกต้อง 

นี่พูดถึงว่าถ้าเข้มข้น เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเป็นหลัก ใช่ไหม เริ่มต้นท่าน เป็นหลัก เป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นการฟื้นฟูมา แล้วพอลูกศิษย์มาแต่ละองค์ๆ มันก็จะเข้มข้น เข้มข้นเจือจาง แตกต่างกันไป นี่เพราะว่ามันเป็นบุคคลไง นี่ขอนิสัยกับครูบาอาจารย์ ถ้าขอนิสัย ครูบาอาจารย์มามันจะได้ประโยชน์ตรงนี้

ฉะนั้น เวลามาถามพระปฏิบัติ เพราะเราทํากันอยู่อย่างนี้ แล้วครูบาอาจารย์เป็นอย่างนี้ อย่างนี้เพราะเราขึ้นไปธุดงค์ใหม่ๆ นะ ไปอยู่ภาคอีสาน เราศึกษาเรื่องนี้มาก ศึกษาเรื่องสิ่งที่ว่า ได้มานี่ อย่างเช่น กัปปิ นี่หลวงปู่ฝั้นบอกกับสมเด็จมหาวีรวงศ์ เพราะกัปปิ แม้แต่พระผู้ใหญ่ ก็ไม่เห็นด้วย แต่เวลาหลวงปู่ฝั้นเวลาท่านพูด ท่านเปิดถึงพระไตรปิฎกเลยบอกว่า การกัปปินี่ ถึงที่สุดแล้วต้องกัปปิแม้แต่เม็ดพริกไทย เพราะเม็ดพริกไทย อยู่ในพระไตรปิฎกนะมันยังเกิดได้ แต่เม็ดพริกไทยนี่มันแข็ง มันทําให้แตกไม่ได้ ให้ใช้มีดปลายแหลมจิก นี่ในพระไตรปิฎกบอกไว้เลย สมัยหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ทํา สังคมยังแคบอยู่ สังคมอื่นยังบอกว่า เหมือนกับต้องการทําให้ลักษณะเด่น แต่ความจริงท่านไม่รู้หรอก พวกนี้ใจสะอาดบริสุทธิ์ จะทําตามวินัย แต่ในเมื่อสังคม ยังไม่ยอมรับ 

ฉะนั้น สิ่งที่มายอมรับจริงๆ คือสมัยหลวงปู่ฝั้นมาพูดให้ที่วัดป่าสาลวัน อยู่ที่วัดป่าสาลวัน สมเด็จมหาวีรวงศ์ หลวงปู่ฝั้นท่านเป็นคนพูด เหมือนกับเช่นที่หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าถึงหลวงปู่ลี (ท่านพ่อลี) วัดอโศการาม หลวงปู่ลี วัดอโศการาม ก็เหมือนกัน นี่เวลาสมเด็จฯ เพ่งไฟใส่เลย จนเป็นไข้ พอเป็นไข้แล้วหลวงปู่ลีก็บอกว่า ต้องพุทโธแล้วมันจะหาย เพราะครูบาอาจารย์สมัยนั้นท่านยังต่อต้านกรรมฐาน ว่าอย่างนั้นเถอะ แต่ใจท่านยังบอกว่า พระไม่มีการศึกษา มันจะรู้อะไร 

พระอย่างน้อยก็ต้องมีการศึกษา มันถึงจะรู้จริง นี่ครูบาอาจารย์ที่มีพาวเวอร์นะ จิตใจ ของท่านเป็นธรรมนะ หลวงปู่ฝั้นนี่มีฤทธิ์ หลวงปู่ลี วัดอโศการาม ก็มีฤทธิ์ เพราะท่านสําเร็จ ของท่าน ท่านมีคุณธรรมของท่าน ท่านถึงพยายามปรับสมดุล ปรับทัศนคติของสงฆ์ให้การกระทํา ว่าสิ่งนี้ ทําแล้วสงฆ์เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพราะสังคมใหญ่ สังคมใหญ่มันต้องปรับดุลอันนี้มา ไม่อย่างนั้นครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านปกครองอยู่ ท่านก็มีความเห็นอันหนึ่ง แล้วเราจะ ไปถึงก็ “กัปปิยะๆ” เหมือนเด็กๆ  แล้วไปทําอวดผู้ใหญ่ น่าเกลียดมาก

แต่ถ้าผู้ใหญ่ท่านเห็นด้วย เด็กทําแล้ว เด็กเป็นผู้อุปัฏฐากใช่ไหม เราเป็นผู้อุปัฏฐาก เราเป็นคนรับประเคน เราเป็นคนประเคนให้ครูบาอาจารย์ เราทําให้ท่าน ท่านก็ชื่นบาน ท่านก็แจ่มใส เราทําก็ด้วยความชื่นบาน โอ๊ย มันมีความสุขนะ 

กรณีอย่างนี้ เราเห็นมาตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทํา มันแบบว่า ทุกคนยังไม่ ไว้วางใจ แต่เพราะท่านทําจนเป็นกองทัพธรรม กองทัพธรรมตั้งแต่หลวงปู่สิงห์ ครูบาอาจารย์ จนมาถึงโคราชนี่ แล้ววัดป่าสาลวันได้ตั้งขึ้นมา หลวงปู่ฝั้นท่านได้มาอยู่ที่นั่น หลวงปู่ฝั้นท่านเป็น ผู้เริ่ม กัปปิยัง กะโรหิ กัปปิยะ ภันเต เรื่องแม้แต่เม็ดพริกไทย ใช้เหล็กแหลมจี้ให้สมเด็จ– มหาวีรวงศ์ดู เปิดพระไตรปิฎกให้ดูกันเลย 

เวลาครูบาอาจารย์ จิตใจท่านเปิด แล้วท่านฟังนะ ท่านเคารพนับถือกันนะ เช่น หลวงปู่ลี วัดอโศการาม ฉะนั้น หลวงปู่มั่นท่านถึงบอก ลูกศิษย์ของท่านองค์ไหนมีกําลัง องค์ไหนจะเป็นประโยชน์ท่านส่งเสริม แล้วท่านติดปัญญา ติดอาวุธปัญญาไว้ให้กับลูกศิษย์ลูกหาไว้ ให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพวกเรา 

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า “กัปปิยัง กะโรหิ กัปปิยะ ภันเต” สิ่งที่ว่าต้องกัปปิ ไม่ต้องกัปปิ กว่าจะเอาวินัยข้อนี้ขึ้นมาเป็นบรรทัดฐานให้ใช้กับสังคม ทั้งๆ ที่มันมีอยู่นี่แหละ แต่สังคมเลือนรางไป แล้ว ครูบาอาจารย์ท่านจะฟื้นฟูมานี่ มันทุกข์ยากขนาดนี้ กว่าจะได้มาแต่ละชิ้นแต่ละอัน หมายถึงว่า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านทํามาตั้งแต่ต้นนั้นแหละ แต่ทําไปแล้วมันไปขัดหูขัดตาคนเยอะมาก แล้วเวลาหลวงปู่ฝั้นไปพูดกับสมเด็จฯ สมเด็จฯ ท่านมีคําสั่งของท่าน ท่านไปสั่งเข้ามณฑล มันก็ จบหมดเลย มันก็สงบระงับ มันก็เป็นเรื่องคุณงามความดีของศาสนาเรา นี่ครูบาอาจารย์ของเราแสวงหามาอย่างนี้ ทํามาอย่างนี้เพื่อประโยชน์กับเราชาวพุทธ 

พ.ศ. ๒๔๗๖ ท่านรับกิจนิมนต์บุกเบิกสร้างวัดป่าแสนสําราญ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ยิ่งนานวัน ชื่อเสียง กิตติศัพท์ของท่าน ยิ่งโด่งดังเป็นที่ รู้จักกันในวงปฏิบัติอย่างกว้างขวาง การสร้างวัดป่ากรรมฐาน เพื่อเป็นศาสนถาวรวัตถุธรรม ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ราวปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ออกพรรษาแล้ว มีคณะศรัทธาญาติโยม จากอําเภอวารินชําราบ เดินทางกันมากราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ขอให้ท่านเมตตากลับไปโปรดชาวอุบลราชธานี และสร้างสํานักสงฆ์ขึ้นตรงบริเวณผืนป่า ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกล จากสถานีรถไฟอุบลราชธานี อันเป็นสถานที่ตั้งวัดป่าแสนสําราญ ในปัจจุบัน

โดยบริเวณนี้ มีพระธุดงค์หนุ่ม ท่านธุดงค์มาจากอําเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ มาพักรุกขมูลอยู่ โคนต้นไม้ แล้วก่อนไปท่านบอกกับเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟว่า “อาตมานี้มีอายุพรรษาน้อยและมี ความรู้น้อย ยังเป็นพระผู้น้อยอยู่ ไม่สามารถจะสร้างให้เป็นวัดได้ ขอให้ญาติโยมทั้งหลายไปกราบอาราธนาพระผู้มีความรู้ความสามารถและมีอายุพรรษามากๆ ทั้งสามารถเป็นเจ้าอาวาสได้ด้วย ให้มาจัดการก่อสร้างเป็นวัดเถิด จึงจะถาวรมั่นคงสืบๆ ไป” ต่อมาก็มีพระมหาเสาร์ นาควโร และพระมหาสมบูรณ์ จากวัดบรมนิวาส ธุดงค์มาบําเพ็ญสมณธรรมที่เสนาสนะป่าใกล้บ้านโพธิ์ ต.บุ่งหวาย อ.วารินชําราบ จ.อุบลราชธานี จึงได้พร้อมใจกันไปอาราธนาให้ท่านทั้งสองมาจัดการก่อสร้างให้เป็นสํานักสงฆ์ขึ้น แต่ท่านทั้งสองก็มาพักรุกขมูลบําเพ็ญสมณธรรมให้เท่านั้น 

ญาติโยมทั้งหลายปรารภที่จะให้เป็นวัดวาอารามสืบต่อไป จึงได้นําความขึ้นกราบเรียนต่อ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) สมัยเป็นพระพรหมมุนี ท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก และ ท่านเจ้าคุณพระศรีธรรมวงศาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ในสมัยนั้น เมื่อเห็นชอบแล้ว จึงอนุมัติให้พระมหาเสาร์ นาควโร  และพระมหาสมบูรณ์  ร่วมกันคิดอ่านดําเนินการก่อสร้างต่อไป

ท่านทั้งสองจึงมาคิดว่า เสนาสนะป่าที่จะตั้งเป็นสํานักสงฆ์ขึ้นได้ต้องมีพระกัมมัฏฐานมาอยู่ เป็นหลักเป็นฐาน จําเป็นที่จะต้องนิมนต์พระกัมมัฏฐานมาจากจังหวัดอื่นๆ จึงกราบรายงาน ท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก และท่านเจ้าคุณพระศรีธรรมวงศาจารย์ ให้คณะศรัทธาไปกราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ซึ่งเป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระมาจากจังหวัดนครพนม ให้กลับคืนมาอบรมสั่งสอนประชาชนพลเมืองในท้องที่จังหวัดอุบลราชธานี 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านรับนิมนต์แล้ว คณะศรัทธาชายหญิงเป็นจํานวนมากเมื่อได้ข่าวดีเป็นมงคลยิ่งนี้แล้ว จึงได้ร่วมแรงร่วมใจกันเริ่มลงมือก่อสร้างเป็นสํานักสงฆ์ขึ้นตั้งแต่วันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นต้นมา ท่านพระอาจารย์เสาร์พร้อมด้วยพระศิษย์ประมาณ ๓๐ รูป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระธุดงคกรรมฐาน ได้พากันเดินทางจากวัดอ้อมแก้ว จ.นครพนม มาพักภาวนา และได้สร้างเป็นสํานักสงฆ์ โดยท่านเรียกชื่อว่า “วัดสําราญ” ครูบาอาจารย์สมัยนั้นจึงเรียก สํานักสงฆ์แห่งนี้ว่า วัดสําราญ ท่านอยู่โปรดพุทธบริษัทชาวอุบลฯ ระยะหนึ่ง ซึ่งระยะนี้หลวงปู่ หลุย จนฺทสาโร ขณะเป็นภิกษุหนุ่มก็ได้เดินธุดงค์ติดตามมา จากนั้นท่านก็ได้มอบหมายให้ พระศิษย์ดูแลรักษาสํานักสงฆ์แห่งนี้ แล้วท่านก็พาคณะศิษย์ รวมทั้งหลวงปู่หลุยออกเดินธุดงค์ไปสกลนคร และกลับไปจําพรรษาที่วัดอ้อมแก้ว 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านมาบุกเบิกพัฒนาสร้างวัดสําราญ เป็นวัดป่ากรรมฐานแล้ว ท่านก็เมตตาส่งพระศิษย์มาพํานักและอยู่จําพรรษาที่วัดสําราญแห่งนี้เรื่อยมา โดยมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ฯลฯ ได้มาพํานักอยู่จําพรรษาปฏิบัติธรรม และ ช่วยกันดูแลรักษาพัฒนาวัดแห่งนี้จนเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมั่นคงมาตามลําดับ วัดสําราญ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดป่าแสนสําราญ โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๖ 

พ.ศ. ๒๔๗๖ หลวงปู่หลุยเดินธุดงค์กับท่านพระอาจารย์เสาร์

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ หน้าแล้ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ขณะอายุ ๗๔ ปี ท่านยัง เมตตาพาคณะศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ ซึ่งในครั้งนี้หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ขณะเป็นภิกษุหนุ่มวัย ๓๒ ปี ท่านได้ร่วมออกเดินธุดงค์ จากหนังสือประวัติหลวงปู่หลุย บันทึกไว้ดังนี้

“เมื่อออกพรรษาปี ๒๔๗๕ แล้ว หลวงปู่ (หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร) เห็นว่า กองทัพธรรมฯ มีกําลังแน่นหนาเพียงพอแล้ว หมู่เพื่อนสหธรรมิกที่อยู่ช่วยท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ก็มีอยู่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่ละท่าน แต่ละองค์ต่างมี อุบายธรรมช่วยตนเอง และอบรมญาติโยมได้อย่างมั่นคง ส่วนองค์ท่านเองนั้น แม้พวกญาติโยม จะพอใจในการมาฟังธรรม หรือปรับทุกข์ปรับร้อนในปัญหาการครองตนกับท่าน แต่ก็เป็นไปแบบทางโลกอยู่มาก ท่านเล่าว่า เมื่อหวนระลึกถึงตนแล้วก็คิดว่า ยังไม่มีภูมิธรรมที่จะทันหน้าทันตา หมู่เพื่อนได้ ด้วยความเพียรและอุบายยังอ่อนอยู่มาก ท่านจึงคิดจะไปปรารภความเพียรให้ยิ่งขึ้น ต่อไป

ท่านออกธุดงค์ต่อไปทางท่าอุเทน มุกดาหาร และนครพนม ไปพบท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ที่จังหวัดอุบลราชธานี เห็นเป็นโอกาสที่จะได้อยู่ศึกษาอุบายธรรมจากท่าน จึงอยู่ ปรนนิบัติรับใช้ ขณะนั้นท่านรู้สึกว่าตนยังขาดที่พึ่งอยู่มาก ตั้งแต่ท่านพระอาจารย์บุญ อาจารย์ องค์แรกของท่านมรณภาพไป ก็คิดจะหาครูบาอาจารย์องค์ใหม่ อย่างท่านพระอาจารย์มั่น ให้ท่านเมตตาสั่งสอนอบรม กระหนํ่าฟาดฟันกิเลสให้ แต่ท่านก็เดินธุดงค์หลบหลีกเร้นหมู่ศิษย์ ไปทางภาคเหนือโน้นแล้ว ได้อยู่ใกล้ชิดรับการอบรมจากท่านพระอาจารย์สิงห์ แต่ก็ยังไม่จุใจ มาได้โอกาสพบอาจารย์วิเศษอีกองค์หนึ่ง ท่านจึงยินดียิ่ง

ท่านพระอาจารย์เสาร์ พาท่านเดินธุดงค์รอนแรมมาจากอุบลฯ และมาพักอยู่ที่เขตจังหวัด สกลนคร แล้วจัดให้ท่านแยกไปทําความเพียรที่ถํ้าแห่งหนึ่งในเขตอําเภอกุดบาก

ท่านเล่าถึงถํ้านั้นว่า ชาวบ้านเรียกว่า ถํ้าโพนงาม อยู่บนภูเขา ตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้าน ๓ – ๔ หมู่บ้าน คือ บ้านโพนงาม บ้านหนองสะไน และบ้านโพนสวาง อยู่ในเขตตําบลผักคําภู ห่างจากหมู่บ้านไม่กี่กิโลเมตร แต่ในสมัยนั้นยังเป็นป่าเป็นดงพงทึบอยู่ ทางไม่กี่กิโลเมตรก็ดู แสนไกล ท่านพระอาจารย์เสาร์บอกท่านว่า ให้ไปภาวนาที่ในถํ้าบนเขาโน้น ท่านก็แบกกลดขึ้นภูเขาไป

ท่านเล่าว่า ขณะนั้น ท่านผ่านพรรษา ๘ มาแล้ว และถ้าหากจะนับทั้งพรรษาที่บวช มหานิกาย ๑ พรรษา และที่บวชธรรมยุตคราวแรก ๑ พรรษา โดยไม่มีความเชื่อมั่นว่าเป็นการบวช ที่ถูกต้อง จึงขอบวชธรรมยุตซํ้าอีก ก็จะกลายเป็นบวชถึง ๑๐ พรรษาแล้ว ได้ออกธุดงค์ทุกปี แต่ก็เป็นการไปอย่างที่เรียกว่า อยู่ในรัศมีใบบุญของครูอาจารย์ เช่น ๖ พรรษาแรกนั้น ท่านอาจารย์บุญ จะนําไปเกือบตลอด มาธุดงค์กับท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็ดูแลเช่นกัน ที่ได้ธุดงค์องค์เดียว ก็เป็นป่าเขาใกล้ๆ กับรัศมีครูบาอาจารย์ หรือเป็นป่าโปร่ง ไม่ลึกลับซับซ้อนน่ากลัวเท่าใดนัก

การถูกส่งมาถํ้าโพนงามครั้งนั้น จึงเท่ากับเป็นการสอบไล่ใหญ่ทีเดียว…

เมื่อท่านลงจากเขามาได้ข่าวว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์กลับไปทางนครพนมแล้ว ท่านพอใจความวิเวกที่นั้น จึงกลับขึ้นไปจําพรรษาอยู่ ณ ถํ้าโพนงามนั้นเอง เป็นพรรษาแรก ณ ที่นั้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๖”

สําหรับท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านตั้งใจสร้างวัดอ้อมแก้ว ให้เป็นวัดที่มั่นคงอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม ดังนั้น ในพรรษานี้ท่านเดินธุดงค์กลับไปจําพรรษาที่วัดอ้อมแก้ว ติดต่อกันเป็นพรรษาที่ ๓ 

ท่านได้ศิษย์องค์สําคัญชาวลาว

การเที่ยวธุดงค์ทางฝั่งลาวของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และบรรดา พระศิษย์ ทําให้พระมหานิกายฝั่งลาวได้ยินชื่อเสียง กิตติศัพท์ ได้เดินธุดงค์มากราบถวายตัวเป็นศิษย์หลายองค์ ในราวปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ก็มีหลวงปู่บุญมาก ฐิติปญฺโญ วัดภูมะโรง แขวงจําปาศักดิ์ ประเทศลาว ขณะเป็นภิกษุหนุ่มได้เดินทางมากราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์

หลวงปู่บุญมาก เกิดที่แขวงจําปาศักดิ์ ประเทศลาว (สมัยนั้นนครจําปาศักดิ์เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านได้อุปสมบทบวชเรียนในลาว ในพรรษาแรกที่ท่าน จําพรรษาที่วัดเมืองกาง ท่านทําความสะอาดหอไตร บังเอิญเจอหนังสือใบลานเก่าๆ เล่มหนึ่ง เมื่อนําไปศึกษาและปฏิบัติ จึงรู้ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องกสิณ เมื่อท่านศึกษาและปฏิบัติตาม ใบลานเป็นเวลา ๓ ปี เกิดรู้เห็นธรรม รู้เห็นไม่มีประมาณ พอนึกอยากไปสวรรค์ก็ได้ไป นึกอยาก เห็นนรกก็ได้เห็น จนทําให้คิดว่าตนเองเป็นบ้า เกิดข้อสงสัยในการปฏิบัติ ท่านจึงขอคําแนะนำจากครูอาจารย์หลายๆ ท่าน แต่ไม่มีท่านใดสร้างความกระจ่างแจ้งได้ 

บังเอิญท่านทราบข่าวจากพ่อค้าเรื่องครูบาอาจารย์ทางฝั่งไทย ว่ามีพระกรรมฐานอยู่ ๓ รูป ที่สามารถเหยียบแผ่นดินสะเทือน และมีชื่อเสียงด้านวิปัสสนากรรมฐาน คือ ท่านพระอาจารย์ เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านจึงเดินทางมา ฝากถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อขอศึกษาธรรม ท่านเคร่งในธุดงควัตร มักน้อยสันโดษและชอบออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในถิ่นทุรกันดาร ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีอภิญญา มีพลังจิตแก่กล้ามาก เล่ากันว่า ท่านใช้อํานาจจิตและเมตตาธรรมสยบเสือโคร่งใหญ่ลําตัวยาว ๘ ศอก กินคนมาแล้ว ๙ ศพมาเลี้ยงจนเชื่อง ต่อมาท่านเป็นหนึ่งในครูบาอาจารย์ที่มิได้ญัตติเป็นธรรมยุตและเป็นหนึ่งในแม่ทัพธรรมฝ่ายมหานิกาย ท่านมีลูกศิษย์ฝั่งไทยหลายรูป อาทิเช่น หลวงปู่สาย จารุวณฺโณ วัดป่าหนองยาว หลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม วัดป่าสนามชัย หลวงปู่ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง ฯลฯ

เมื่อครั้งที่ หลวงปู่ทองรัตน์ และ หลวงปู่บุญมาก พาหลวงปู่กิเข้าฝากถวายตัวเป็นศิษย์ กับท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์เสาร์กล่าวถึงศิษย์ทั้งสองของท่านว่า “ท่านสององค์นี้ มีวาสนาเอาตัวรอดได้”  อันหมายถึง บรรลุภูมิจิต ภูมิธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว 

หลวงปู่บุญมาก ท่านได้สืบทอดแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคร่งครัด ท่านได้สร้างศาสนวัตถุและศาสนบุคคลทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว คือ วัดภูพร้าว อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ปัจจุบันคือ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว และ วัดภูมะโรง แขวงจําปาศักดิ์ ประเทศลาว ทําให้พระพุทธศาสนายังคงอยู่ในดินแดนลาวใต้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานสําคัญในการเผยแผ่ธรรมะของพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง 

ท่านเป็นครูบาอาจารย์ของหลวงปู่คําพันธ์

เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล สร้างวัดอ้อมแก้ว อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จนเป็นวัด ที่มั่นคงสมตามที่ท่านได้ปรารภไว้แล้ว โดยท่านพาพระเณรจําพรรษาที่วัดแห่งนี้ครบ ๓ พรรษาแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ออกพรรษาแล้ว ท่านได้มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์ทอง อโสโก ศิษย์อาวุโส องค์หนึ่ง เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัด จากนั้นท่านก็พาคณะศิษย์ออกธุดงค์มาทางสกลนคร

ตามปรกติเมื่อออกพรรษาในหน้าแล้ง ท่านจะพาพระเณรออกเดินธุดงค์ เมื่อไปสถานที่ใด ที่วิเวกเงียบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ท่านก็จะพาพระเณรพักภาวนา ณ สถานที่นั้น และท่านจะอบรมธรรมะสอนให้แก่พระ เณร ไม่เลือกธรรมยุต หรือมหานิกาย ตลอดจนสงเคราะห์ประชาชนในด้านต่างๆ 

ในปีนี้พอออกพรรษา ท่านพาพระเณรออกเดินธุดงค์มาทาง อ.นาแก จ.นครพนม และมุ่งสู่จังหวัดสกลนคร ท่านได้ธุดงค์แวะมาพักภาวนาที่วัดโพนเมือง บ้านโพนดู่ อ.นาแก ณ สถานที่แห่งนี้ หลวงปู่คําพันธ์ โฆสปญฺโญ วัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม ครั้งสมัยเป็นสามเณร ท่านได้กราบศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ หลวงปู่คําพันธ์ ท่านเล่าว่า

“ในช่วงที่หลวงปู่ฯ (หลวงปู่คําพันธ์) เป็นสามเณร หลวงปู่เสาร์ได้เดินธุดงค์มายังอําเภอนาแก และได้อบรมพระ เณร ประชาชนที่วัดโพนเมือง บ้านโพนดู่ อําเภอนาแก พักอยู่หลาย อาทิตย์ หลวงปู่ฯ ท่านได้รับเมตตาชี้แนะแนวทางจากหลวงปู่เสาร์ด้วย หลวงปู่เสาร์ได้แนะนําให้กําหนดลมหายใจเข้าออก โดยท่านได้ให้ข้อคิดว่า ลมหายใจเข้าออกนั้น เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต อยู่ในร่างกายของเรา มันต้องทํางานตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืน นั่ง นอน หรือทําอะไรก็ตาม ถ้าไม่มี ลมหายใจเข้าออก เราก็จะตายทันที ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องมีสติ ตามกําหนดรู้ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี้ 

และหลวงปู่เสาร์ก็ได้เทศนาอบรมสั่งสอนธรรมะตลอดที่อยู่ในเขตอําเภอนาแก หลวงปู่ฯ ก็ได้ตามศึกษาข้ออรรถข้อธรรมของท่านโดยตลอด หลวงปู่เสาร์สอนเป็นกรณีพิเศษ หลวงปู่ฯ เป็น ผู้ที่มีความเพียรขยันขันแข็ง ในการปฏิบัติตามแนวคําสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คําสอนของหลวงปู่เสาร์ ท่านจะจดจําได้โดยตลอดและนําหลักการมาทดลองปฏิบัติพิจารณา สิ่งใดที่ติดขัด ท่านจะเดินทางไปกราบนมัสการถามหลวงปู่เสาร์ทันที 

เพราะหลวงปู่เสาร์จะต้องเดินธุดงค์ต่อไปที่จังหวัดสกลนคร และเดินทางธุดงค์ต่อไปเรื่อยๆ หลวงปู่เสาร์ท่านยังได้เมตตาแนะนําเพิ่มเติม บอกว่าสามเณรคําพันธ์ต้องตีกลองให้แตกนะ ซึ่งท่านหมายถึง ขันธ์ ๕ คือ กําหนดรู้ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่เป็นรูปธรรม นามธรรม ท่านให้ความรู้ความเข้าใจขันธ์ ๕ นี้ให้ดี ให้เข้าใจตามสภาพที่เป็นจริงว่า เป็นของไม่เที่ยง มีเกิด มีดับ เป็นธรรมดา 

หลวงปู่ฯ ท่านรับแนวทางในการปฏิบัติของหลวงปู่เสาร์ มาเป็นแนวปฏิบัติของท่าน เรื่อยมา และท่านก็ให้ความเคารพหลวงปู่เสาร์มาก ยอมรับหลวงปู่เสาร์เป็นครูบาอาจารย์ของท่าน และได้ฝึกปฏิบัติตามแนวทางของหลวงปู่เสาร์มาโดยตลอด เพราะวิธีการฝึกปฏิบัติไม่ขัดกับจริต ของท่าน ทําให้การปฏิบัติบําเพ็ญสมาธิภาวนาก้าวหน้าเป็นอันมาก และท่านปฏิบัติธรรมกรรมฐานโดยตลอด” 

หลวงปู่คําพันธ์ ภายหลังท่านได้พัฒนาสร้างวัดป่า เพื่อเป็นสถานที่อบรมกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นที่เคารพนับถือของพุทธบริษัททั่วไปทั้ง ใกล้และไกล ตลอดชีวิตสมณเพศท่านได้บําเพ็ญคุณประโยชน์ไว้มากมาย โดยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สุดท้ายเป็นพระราชาคณะที่ พระสุนทรธรรมากร

หลังจากที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพักภาวนาและให้การอบรมสั่งสอนพระ เณรประชาชนที่วัดโพนเมือง อําเภอนาแก จนทําให้พุทธบริษัทเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในท่านและในแนวปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานเป็นอันมาก เมื่อท่านพักพอสมควรแก่เวลาแล้ว ก็พาพระเณรมุ่งหน้าเดินธุดงค์มายังจังหวัดสกลนคร เข้าพักที่เสนาสนะป่าบ้านบาก 

พรรษา ๕๕ พ.ศ. ๒๔๗๗ สันนิษฐานจําพรรษาเสนาสนะป่าบ้านบาก

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น เคยพาพระศิษย์มาปักกลดพักภาวนาที่ เสนาสนะป่าบ้านบาก ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระธาตุเชิงชุม ท่านได้ปรารภจะสร้างที่นี่เป็นวัดศูนย์กลางวงกรรมฐานอีกแห่งหนึ่ง 

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ พรรษานี้ ไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้อยู่พัก จําพรรษา ณ ที่ใด แต่ช่วงหลังจากออกพรรษาแล้ว ในหน้าแล้งท่านคงพาพระเณรเดินธุดงค์ ไป – มา อยู่ระหว่าง อ.ธาตุพนม – จ.สกลนคร – จ.นครพนม โดยสันนิษฐานได้ว่า ในปีนี้พอใกล้ เข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพาพระเณรจําพรรษาและพัฒนาสร้างเสนาสนะป่าบ้านบาก ให้เป็นวัดที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองตามที่ท่านได้ปรารภไว้ เพราะตามปรกติเมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านมักจําพรรษาที่ใดไม่เกิน ๓ พรรษา

โดยปี พ.ศ. ๒๔๗๔ – ๒๔๗๖ ท่านได้จําพรรษาที่วัดอ้อมแก้ว หรือ วัดเกาะแก้วอัมพวัน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นเวลา ๓ พรรษาแล้ว และจากหลักฐานของวัดป่าสุทธาวาส เพราะ วัดป่าสุทธาวาส ทางสกลนครนั้น มีหลักฐานว่า ได้สร้างกุฏิพระแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๓ – ๒๔๗๕ (มีป้ายติดไว้ที่กุฏิ พ.ศ. ๒๔๗๕) โดยกุฏิชั่วคราวที่ปลูกสร้างในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๓ โดยในปีนั้น หลวงปู่หล้า ขนฺติโก ซึ่งเป็นพระศิษย์ของพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง พร้อมด้วยพระเณร ได้มาบุกเบิกอยู่จําพรรษา และเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก จากนั้นก็มีพระธุดงค์มาพักและอยู่จําพรรษากันต่อๆ มา 

และในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๔ – ๒๔๘๐ ได้มีการสร้างกุฏิถาวรขึ้นมา และสร้างศาลา โรงธรรมขึ้น ๑ หลัง ซึ่งสร้างเพื่อรองรับคณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ที่จะมาจําพรรษา และในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๔๗๙ ตามหลักฐานของวัดป่าสุทธาวาส ท่านได้มาอยู่จําพรรษาและเป็นเจ้าอาวาส

พรรษา ๕๖ – ๕๗ พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๔๗๙ จําพรรษาเสนาสนะป่าบ้านบาก 

ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๔๗๙ เป็นพรรษาที่ ๕๖ – ๕๗ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พักจําพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านบาก อ.เมือง จ.สกลนคร พอถึงช่วงออกพรรษา ท่านก็ออกธุดงค์เผยแผ่ธรรมไปตามที่ต่างๆ ไม่ได้อยู่ประจําที่ 

ด้วยพระธุดงค์ในสมัยนั้นออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา ส่วนใหญ่ท่านจะป่วยเป็นไข้ป่ามาลาเรีย ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงได้เอาต้นควินินมาปลูกไว้รักษาโรคไข้ป่ามาลาเรีย หลวงปู่ ทองพูล สิริกาโม ท่านเล่าว่า “ต้นควินินเอามาจากวัดป่าสุทธาวาส หลวงปู่เสาร์ท่านเอามาปลูกไว้ เป็นควินินพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ วัดทุกวัดต้องเอาควินินจากวัดป่าสุทธาวาส”

สถานที่ตั้ง วัดป่าสุทธาวาส ในปัจจุบัน แต่เดิมเป็นป่าอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ ตัวเมืองสกลนคร ชาวบ้านเรียกว่า “ดงบาก” ซึ่งก็คือ ป่าดงไม้กระบาก นั่นเอง มีสภาพเป็นป่าทึบเป็นแนวกว้าง พื้นที่เป็นดินทราย อยู่บนสันดอนแหลมมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ เป็นที่สงบร่มรื่นตลอดทั้งวัน แต่เดิมดงบากมีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ชุกชุม คํ่าเย็นลงระงม ไปด้วยเสียงจักจั่นเรไร และเสียงนกกลางคืน เป็นสถานที่วิเวกเหมาะอย่างยิ่งสําหรับการบําเพ็ญ ภาวนาของพระธุดงค์ที่สําคัญก็อยู่ไม่ห่างไกลจากชุมชนมากนัก พอออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ได้โดยไม่ลําบาก

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้เลือกเป็นที่พักบําเพ็ญเพียรในช่วงที่มาเผยแผ่ธรรมะให้กับชาวสกลนคร 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านธุดงค์มาปักกลดใต้ต้นกระบกใหญ่ กระบกใหญ่ ต้นนั้นหักโค่นไปแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ปรารภว่า “บริเวณป่าแห่งนี้มีสิ่งที่เป็นสิริมงคลหลายอย่าง น่าจะได้สร้างเป็นสํานักสงฆ์ขึ้น เพื่อพระธุดงค์ที่ปลีกวิเวกจะได้มาพักพิง และชาวบ้านก็จะได้มาทําบุญปฏิบัติธรรม รักษาศีล ภาวนา”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นคู่อาจารย์และศิษย์ ที่ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมสละเป็นสละตายออกธุดงค์ปฏิบัติร่วมกันมา ท่านทั้งสองจึงมีความเคารพรักผูกพันกันอย่างลึกซึ้งและต่างก็เทิดทูนบูชากันมาก ต่างมีบุญคุณอันใหญ่หลวงต่อกันและกันมาก เพราะเมื่อออกบําเพ็ญธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือสงเคราะห์ธรรมกันมาตลอด บุญคุณนี้ จึงไม่อาจตอบแทนกันได้หมด ด้วยต่างฝ่ายต่างก็เป็นพระอรหันตสาวกที่มีจิตใจกตัญญู กตเวที เป็น มหากตัญญู มหากตเวที ต่างฝ่ายต่างจึงต้องหาทางตอบแทนบุญคุณซึ่งกันและกัน 

การสร้างเสนาสนะป่าบ้านบาก ให้เป็นวัดป่าถาวรและศูนย์กลางวงกรรมฐานขึ้นมานั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านต้องมีความหมายและมีเหตุผลที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น เพราะท่านต้องทราบด้วยอนาคตังสญาณอันแจ่มชัดล่วงหน้าแล้วว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปในภายภาคหน้าจะเป็นสถานที่สําคัญของท่านพระอาจารย์มั่น จะเป็นสถานที่สําคัญประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล และจะเป็นสถานที่สําคัญของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น นัดมาประชุมรวมตัวกัน ทั้งเป็นสถานที่มงคลศักดิ์สิทธิ์ของพุทธบริษัทจากทั่วประเทศและต่างประเทศ พากันเดินทางมากราบไหว้สักการบูชา 

ที่ดงบากแห่งนี้ เป็นสถานที่ซึ่งท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสององค์ได้มาธุดงค์บําเพ็ญเพียร ต่อมาก็ได้สร้างเป็นสํานักสงฆ์ และพัฒนามาเป็นวัด โดยท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พาคณะศิษย์ มาพักที่เสนาสนะป่าบ้านบาก และได้สร้างเป็นวัดศูนย์กลางกรรมฐานเป็นแห่งที่สอง ปัจจุบัน คือ วัดป่าสุทธาวาส

โดยระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๒ ทางวัดได้ดําเนินการขออนุญาตตั้งวัดเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยตั้งชื่อว่า วัดสุทธาวาส และท่านขุนอุพัทธ์ระบิล ทําหนังสือยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เป็นที่สร้างวัด ซึ่งได้รับอนุญาตจากทางการ ตามใบอนุญาตเลขที่ ๑๓๑ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ สมัยท่านพระครูวิมลสกลเขตต์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุม เป็นเจ้าคณะแขวง และท่านขุนศรีประทุมวงศ์ เป็นนายอําเภอเมืองสกลนคร

วัดป่าสุทธาวาส จึงเป็นวัดธรรมยุตที่ถูกต้องแต่บัดนั้นเป็นต้นมา มีอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนา–กรรมฐานซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาพักจําพรรษาและอยู่ประจําติดต่อกันมาจนปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางพระกรรมฐาน ในสมัยนั้น และเป็นสถานที่ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้มาละขันธ์มรณภาพและถวาย เพลิงศพ ณ วัดแห่งนี้เอง นับเป็นสถานที่มงคลสําหรับชาวพุทธเป็นอย่างยิ่ง

วัดป่าสุทธาวาส ในปัจจุบันสภาพป่าหายไปหมดแล้ว กลายเป็นบ้านเรือนขึ้นอยู่ล้อมรอบ วัด ด้านหน้าวัดก็เป็นทางหลวงหมายเลข ๒๑๓ สกลนคร กาฬสินธุ์ และมีศูนย์ราชการย้ายออกมาตั้งอยู่คนละฝั่งถนนกับที่ตั้งวัด แต่ภายในวัดก็ยังสงบร่มรื่น และมีสิ่งสักการบูชาที่สําคัญ คือ พระอุโบสถ จัดสร้างบนเมรุที่ถวายเพลิงศพของท่านพระอาจารย์มั่น อาคารพิพิธภัณฑ์บริขาร พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ และ เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จันทสาโร ที่พระบาทสมเด็จ–พระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ประทานร่างต้นแบบด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง

วัดป่าสุทธาวาส เป็นสถานที่มงคลสําคัญอย่างยิ่งของวงพระกรรมฐาน นอกจากจะมี ศาสนวัตถุดังกล่าวแล้ว ยังเป็นที่ประดิษฐานอัฐิธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งได้กลายเป็นพระธาตุ อันงดงามมาก เป็นเครื่องระลึกยืนยันว่ามรรคผลนิพพานยังไม่ล้าสมัยและมีอยู่จริง แม้ในสมัยนี้พระกรรมฐานศิษย์สายนี้รุ่นหลังๆ ที่มุ่งในมรรคผลนิพพานอย่างจริงจัง เมื่อปฏิบัติธรรมไปแล้ว เกิดอุปสรรคขัดข้อง เกิดความลังเลสงสัย ก็ได้มากราบนมัสการชมพระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ยังก่อให้เกิดกําลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไป

สนับสนุนการเรียนปริยัติธรรม แต่ไม่สนับสนุนการตั้งสํานักเรียนในสํานักปฏิบัติ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านส่งเสริมให้พระเณรปฏิบัติธรรม เพราะภาคปฏิบัติทําให้ท่านบรรลุธรรม เรียนปริยัติมาแล้ว ให้วางไว้ก่อน แล้วให้ปฏิบัติตามความ เป็นจริงขึ้นมา ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ครูบาอาจารย์ของเรานี่ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นนะ ท่านรื้อค้นของท่านขึ้นมา

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็พบ ท่านก็ประสบกันมา ท่านก็ศึกษาของท่าน แต่การประพฤติปฏิบัติอันนี้ต่างหากล่ะ การประพฤติตามสัจจะความจริงเห็นไหม ท่านประพฤติปฏิบัติของท่านขึ้นมา จนปฏิบัติใจของท่าน เอาใจของท่านชําแรกออกจากอวิชชา ชําแรกจากอวิชชา พยายามประพฤติปฏิบัติเข้าไป เป็นขั้นเป็นตอนไปจนถึงที่สุดเห็นไหม ชําแรกออกจากอวิชชาขึ้นไป

แล้วท่านสั่งสอนพวกเรา เราเป็นชาวพุทธ เรามีครูมีอาจารย์ของเรา ท่านสอนเรานะ ท่านสอนเราให้เรามีความเชื่อมั่น ให้มีความมั่นคง แล้วให้กําหนดพุทโธๆๆ ไปเห็นไหม ให้กําหนด พุทโธๆๆ ไปนี่ สิ่งที่เรียนมาศึกษามา ปริยัติ ปริยัติศึกษามาแล้ววางไว้ก่อน แต่ถ้าเราศึกษาปริยัติ นี่นะ ในปัจจุบันเห็นไหม มีการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา 

นี่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น มีศักยภาพอะไร หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ทางวิชาการได้เรียน มาขนาดไหน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นจบ ๙ ประโยค ๑๐ ประโยคมาหรือเปล่า หลวงปู่มั่นเอาวิชาการมาจากไหน หลวงปู่มั่น เมื่อไม่มีความรู้ทางวิชาการนี่จะเอาอะไรประพฤติปฏิบัติ ก็เอาความจริงปฏิบัติไง ปฏิบัติต่อใจขององค์หลวงปู่มั่นไง”

จากกรณีของพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) กับกรณีของ พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) รวมทั้งกรณีครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ อีก แสดงให้เห็นว่าท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระ–อาจารย์มั่น ท่านสนับสนุนการเรียนด้านปริยัติธรรม เพื่อให้ลูกศิษย์ที่มีนิสัยชอบในทางนี้ได้เจริญ ก้าวหน้าทางด้านการปกครองและบริหารการศาสนา แต่ท่านทั้งสองไม่สนับสนุนให้ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมในสํานักปฏิบัติด้านวิปัสสนากรรมฐาน หรือในวัดป่าทั่วไป

ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ พร้อมด้วยบรรดาศิษย์ที่เป็นพระภิกษุและสามเณรพัก จําพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร นี้ ได้มีพระมหาเปรียญรูปหนึ่ง ชื่อ พระมหาปาน เดินทางมาจากวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาด้านธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์เสาร์ พระมหาปาน ได้เข้ากราบเรียนท่านพระอาจารย์เสาร์ เพื่อขอเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยที่ท่านมหาปาน รับจะเป็นครูสอนให้บรรดาพระเณรที่วัดป่าสุทธาวาส พระเณรก็แสดงความกระตือรือร้นที่จะเรียนปริยัติธรรมด้วย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเห็นว่าไม่ควรจะทัดทานในตอนนั้น จึงได้อนุญาตให้ทดลองทําดูว่าผลจะเป็นอย่างไร พร้อมทั้งกําชับพระเณรอย่าให้ละทิ้งการปฏิบัติภาวนาด้วย 

เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านยินยอมให้พระเณรเข้าเรียนหลักสูตรนักธรรมได้ตามความสมัครใจ ปรากฏว่ามีพระเณรสมัครใจเรียนเป็นจํานวนมาก การเรียนการสอนก็ดําเนินไปด้วยดี พอใจทั้งผู้สอนและผู้เรียน บรรดาพระเณรที่วัดป่าสุทธาวาส เมื่อก่อนนั้นต่างก็มุ่งมั่นที่จะเอาดี ด้านการปฏิบัติภาวนา และทํากันอย่างจริงจัง พอเริ่มเรียนด้านปริยัติ ในตอนแรกๆ ก็ตั้งใจเรียน และปฏิบัติข้อวัตรต่างๆ ควบคู่ไปด้วยกัน ดูคงเส้นคงวาเป็นปกติ พอเรียนไปได้หน่อย การนั่งสมาธิ การเดินจงกรมก็เริ่มลดน้อยลง ตั้งใจท่องบ่นบทเรียนเป็นส่วนใหญ่ 

พอถึงกลางพรรษา เรื่องการเดินจงกรมก็หายหมด ทางเดินจงกรมกลายเป็นทางมด ทางปลวกไปสิ้น การนั่งสมาธิก็ไม่มี หนักๆ เข้า วัตรปฏิบัติต่างๆ ในขันธวัตรแทบไม่มีเหลือเลย ทั้งๆ ที่ข้อวัตรเหล่านี้ถือเป็นชีวิตจิตใจของผู้มุ่งปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมอย่างแท้จริง และที่หนักกว่านั้น การสวดมนต์ทําวัตรก็ไปบ้าง ไม่ไปบ้าง ขาดๆ หายๆ ต่างก็หันไปเอาดีทางด้านหนังสือกันเสียหมด การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก็ดูหย่อน ขาดๆ เกินๆ ไม่เอาจริงเอาจังเหมือนแต่ก่อน

เพื่อไม่ให้การปฏิบัติหย่อนยานของพระกลายเป็นความเคยชินไป ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านจึงสั่งห้ามการเรียนการสอนด้านปริยัติในวัดป่าสุทธาวาส โดยเด็ดขาด ให้พระหันมาเอาดี ด้านการปฏิบัติภาวนาอย่างแท้จริง สําหรับพระเณรที่ใฝ่ใจศึกษาเล่าเรียนทางด้านพระปริยัติธรรม ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านจะสนับสนุนโดยส่งให้ไปเรียนตามสํานักต่างๆ เช่น สํานักปริยัติธรรมใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งลูกศิษย์ของท่านต่างก็เจริญก้าวหน้าเป็นพระมหาเปรียญ และมีสมณศักดิ์ ในระดับต่างๆ จํานวนมากมาย ครูบาอาจารย์ในสายนี้ที่ยึดมั่นในแนวปฏิบัติทํานองนี้จะถือปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันมา

ท่านหลบผู้ว่าฯ สกลนคร ไม่เทศน์ – ท่านมีวาจาศักดิ์สิทธิ์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมีคุณธรรม มีเมตตาธรรมอันชุ่มเย็นมาก เป็นพระที่ใจดีมาก ไม่ว่าท่านจะไปจําพรรษาหรือไปพํานัก ณ ที่ใดก็ตาม พุทธบริษัทใครได้มาพบเห็น ได้มากราบไหว้ ล้วนให้ความเคารพรักและเลื่อมใสศรัทธาท่านมาก แม้ท่านจะไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยเทศน์ก็ตาม เมื่อท่านจําพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ตลอดพุทธบริษัทชาวสกลนคร ก็ให้ความเคารพรักและเลื่อมใสศรัทธาท่านมาก คราวหนึ่งผู้ว่าฯ จะนิมนต์ให้ท่านเทศน์ ด้วยท่านไม่ใช่พระนักเทศน์ ท่านจึงหลบหน้าผู้ว่าฯ เรื่องนี้ หลวงปู่คําพอง ติสฺโส เล่าไว้ดังนี้

หลวงปู่เสาร์นั้นโดยส่วนมากก็เทศนาไม่เป็น อบรมสั่งสอนพระเณรไม่ได้ คือ นิสัยท่าน ไม่ให้ เห็นหลวงปู่เทสก์ท่านเล่าให้ฟังว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร จะออกไปฟังเทศน์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์พอได้ยินข่าวว่าผู้ว่าฯ จะไปฟังเทศน์นี่ กับเณรน้อยได้ถุงแล้วก็ออกโน่นแล้ว ไปทุ่งนา นั่งอยู่โน้น กลางทุ่งนาโน่น กลัวผู้ว่าฯ กลัวจะได้เทศน์ เทศน์ไม่เป็น ตับสั่นตับคลอน หมดล่ะ ไปอยู่แล้วทีนี้ก็ใช้ให้เณรเข้ามาดู “ไปเณรเข้าไปดู มาแล้วหรือยัง?” พอดีเณรเข้ามาสองทีสามที “มาแล้วหลวงพ่อ”

“เธอเข้าไปลองนะ ไปดูนะ ถ้าออก ถ้าจะออกหนีจากวัดแล้วมาบอกข้าฯ นะ” คือท่าน ไม่อยากจะเจอหน้า พูดกับเขาไม่เป็น กลัวเขา ไม่อยากจะพูด คือท่านมีบารมีแบบนั้น ก็เลย ไม่อยากจะพบ ไม่อยากจะเห็น 

เวลาท่านเข้าไปถาม พระเณรจะไปถามนี่ พอว่า “นั่งภาวนาทําไงหลวงพ่อ” “เอ้อ ! ทําไป” มีเท่านั้นล่ะ “ทําไป !” “ถ้ามันไปอยู่ มันต้องถึง” ท่านว่าอย่างนั้น ความหมายท่าน “ทําไป อย่าไปอยู่เฉยๆ ทําไป” “มันเห็นอย่างโน้นอย่างนี้ถูกไหม?” “ทําไป” ท่านว่าอย่างนั้น มีเท่านั้น “ทําไป” ไม่ได้บอกว่าแก้อย่างโน้นอย่างนี้ ไม่เอา “ทําไป”

โยมถาม : หนูเคยอ่านประวัติท่านบอกว่า คําพูดของท่านศักดิ์สิทธิ์ค่ะ 

หลวงปู่คําพอง : คือดูเหมือนท่าน (หลวงปู่เสาร์) พิจารณาดูแล้ว ท่านพิจารณาดูแล้ว จึงค่อยพูด แล้วพูดเท่านั้นล่ะ พูดเท่าที่เอาเท่านั้นแหละ เสียงว่าวันหนึ่งนั้นท่านประกาศว่า “มา” ว่าซั่น “จะเทศน์เมืองสกลฯ ซะหรอก” ว่าซั่นว่า (ว่างั้นนะ) “เทศน์เมืองสกลฯ ก่อนดอกปีนี้” มันจะเข้าพรรษา

โอ้ย ! คนในตลาดเมืองสกลฯ นั้น ทั้งเจ้าทั้งนาย ทั้งข้าราชการหลั่งกันมา มาฟังว่าท่านจะเทศน์ ก็พอดีท่านก็ขึ้นธรรมาสน์ไปอย่างดี พอขึ้นไปถึงแล้วท่านก็เลยว่า “อาตมาว่าจะขุดนํ้าบ่อ จะจ้างเขา นํ้าไม่มีกิน” ว่างั้น เขาก็เลยถามว่า “นํ้าบ่อเขาจะเอาเท่าไหร่ ค่า(จ้าง)” เขาบอกว่า เขาจะจ้างเท่านั้นบาท อะไรทํานองนี้

พอดีคนนั้นก็ “ดิฉันจะออกเท่านั้นบาท” คนนี้ก็ “ดิฉันจะออกเท่านี้บาท” ท่านก็นั่งนับอยู่บนธรรมาสน์ พอถึงพอ ท่านลงหนีมาเลย พอ พอค่านํ้าบ่อลงมาเลย เขาต่อว่าท่าน “หลวงปู่ทําไม ไม่เทศน์” “เอ้า ! ก็เทศน์แล้วนี่” เทศน์แล้ว คือท่านมีนิสัยอันหนึ่ง คือท่านเทศน์ไม่เป็น แต่ว่าโดยส่วนมากพระที่ไปปฏิบัติไปหาท่านน่ะ ไปดูเอาภาคปฏิบัติ คือไปสาธิตเอามาเลย ไปดูเวลา ท่านฉันยังไง เวลาท่านเดินจงกรมยังไง เวลาท่านทํา ทําอย่างไรนั้น ไปดูเอาตรงนั้น จะให้ ท่านเทศน์ ท่านไม่ค่อยจะเทศน์ คือไปเอา ไปสาธิตกันมาเลย โดยส่วนมากพระที่ไปตอนนั้น แต่เวลาท่านพูด ท่านต้องได้

ปีหนึ่ง เห็นท่านอาจารย์วันท่านว่า ไปอยู่ตอนเป็นเณร 

“ว้า !” ว่าซั่น “อด (อยากได้) คนแก่มาบวชบ้านเรานี่ จะเอาคนแก่มาบวชซัก ๕ คนน่ะ ปีนี้” แต่ว่าหลวงพ่อ (ท่านพระอาจารย์เสาร์) ท่านพูดว่า พอเขามาจังหันเช้าๆ นี่เท่านั้น “บวช ไหมล่ะ? คนนั้นน่ะบวชไหม คนนี้บวชไหม” บวชทั้ง ๕ คนเลย ได้ ๕ คนอีก คือดูเหมือนมันจะผ่านท่านไปแล้ว ท่านกําหนดแล้วว่าจะได้ ท่านจึงค่อยพูด ไม่ใช่สุ่มสามสุ่มสี่เหมือนกับเรา” 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพูดน้อยแต่มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ยังมีเรื่องเล่า ครั้งสมัยท่านเดิน ธุดงค์ไปในท้องถิ่นขอนแก่น ซึ่งเป็นปฐมฤกษ์ที่พระกัมมัฏฐานรุ่นแรกเหยียบย่างเข้าไปสู่ถิ่นนั้น  มีประชาชนแตกตื่นเลื่อมใสไปให้ทานทําบุญเป็นจํานวนมาก หลังจากให้ทานแล้วก็ใคร่อยากจะฟังธรรมเทศนาของท่าน ท่านจึงกล่าวธรรมเป็นคติโดยย่อว่า 

“การให้ทาน ใครๆ ก็ให้ทานมามากแล้ว มีผลานิสงส์มากเหมือนกัน แต่สู้บวชเป็นขาวเป็นชีรักษาศีลอุโบสถไม่ได้ มีอานิสงส์มากกว่าให้ทานนั่นเสียอีก ถ้าใครอยากได้บุญมากขึ้นสวรรค์ ไปนิพพานพ้นทุกข์ ก็ควรบวชเป็นขาวเป็นชีรักษาศีลอุโบสถเสียในวันนี้”

คติธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ สมดังธรรมคําสอนขององค์พระบรมศาสดา ดังนี้ 

ทําทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง 

มีศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทําความสงบของใจหนหนึ่ง 

มีจิตใจสงบร้อยหนพันหนไม่เท่ากับเกิดปัญญาญาณขึ้นมาหนหนึ่ง”

ปรากฏว่าในคํ่าวันนั้นเอง มีญาติโยมชายหญิงบวชขาวบวชชีพร้อมกันร่วมร้อย อย่างน่าอัศจรรย์ 

พ.ศ. ๒๔๗๘ สามเณรบุญจันทร์กราบหลวงปู่เสาร์ครั้งแรก

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ก่อนเข้าพรรษา สามเณรบุญจันทร์ ต่อมาคือ หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล วัดป่าสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.สกลนคร ได้กราบท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นครั้งแรก ดังนี้

เมื่อนมัสการพระธาตุพนมสมความตั้งใจแล้ว หลวงพ่อสิ้วได้พาออกเดินทางจากวัดเกาะ–แก้วอัมพวัน อําเภอพระธาตุพนม เลาะเลียบแม่นํ้าโขงจนถึงนครพนม พักที่ป่าช้าเมืองนครพนม เมื่อพักอยู่ป่าช้าเมืองนครพนมหายเหนื่อยแล้ว ได้เดินต่อ จากนครพนมรอนแรมผ่านอําเภอ กุสุมาลย์ เดินไป ภาวนาไป ไม่ได้ปล่อยจิตใจให้โลเลไปตามสัญญาอารมณ์ การเดินธุดงค์แบบนี้ ทําให้ได้กําลังทางจิตใจ คือ สติธรรมก็มีกําลัง ขันติธรรมก็มีกําลัง สมาธิธรรมก็มีกําลัง ปัญญาธรรม ก็มีกําลัง ธรรมเหล่านี้มีอยู่ที่ไหนเล่า ก็มีอยู่ที่ใจนั่นเอง

เมื่อเดินธุดงค์รอนแรมจากอําเภอกุสุมาลย์ ทะลุถึงเมืองสกลนคร ในขณะนั้นท่านพระ–อาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้พํานักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส เมืองสกลนคร เมื่อเดินทางถึงวัดป่า– สุทธาวาส ได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของอาคันตุกวัตร คือผู้เข้าไปสู่อาวาสต้องแสดงความเคารพ ไม่แสดงความแข็งกระด้าง ลดผ้าห่มเฉวียงบ่า วางบริขารไว้ในที่อันสมควร ดูว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นหัวหน้าในอาวาส ไม่ได้รับแขก เป็นโอกาสอันสมควร หลวงพ่อสิ้วจึงได้พาเข้ากราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ขอพักค้างคืนอยู่กับท่าน ท่านพระอาจารย์เสาร์ไม่ขัดข้อง อนุญาตให้พักได้ คือในขณะนั้นต่างนิกายกันกับท่าน

หลวงปู่บุญจันทร์เล่าว่า เมื่อได้ทัศนาและกราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ในครั้งแรก ได้เกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาจริยาวัตรของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นอย่างยิ่ง จึงได้คิดในใจว่า “เมื่ออายุของเราครบบวชพระได้ เราจะบวชในสังกัดธรรมยุติกนิกายแล้วจะติดตามไปปฏิบัติอยู่กับท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์” พักอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดป่าสุทธาวาสนี้ ๒ คืน เมื่อฉันบิณฑบาตและจัดแจงบริขารลงในบาตร เตรียมการเดินทางเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อสิ้ว จึงได้พาเข้ากราบนมัสการลาท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ในขณะนั้นท่านได้เตือนให้ ธรรมะว่า “ให้ตั้งใจให้ดี ตั้งสติให้ดีนะ” สามเณรบุญจันทร์พอได้ยินหลวงปู่เสาร์ให้โอวาทอย่างนั้น เกิดปีติเยือกเย็นซาบซ่านไปทั่วร่างกาย มีความเบากายเบาจิต คําที่ท่านเตือนให้โอวาทนั้นฝังอยู่ในจิตไม่ได้เลือนราง

พ.ศ. ๒๔๗๘ หลวงปู่บัวพา ศิษย์อุปัฏฐากรุ่นสุดท้าย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเป็นพระแท้พระจริง ในวัยหนุ่มท่านเป็นพระที่มี จิตใจเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งมาก ไปธุดงค์ก็ชอบไปองค์เดียว ไม่ให้ใครติดสอยห้อยตาม ท่านสมบุกสมบันมาตลอด พอมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่านเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว อายุ ๗๖ ปี ธาตุขันธ์เริ่มไม่อํานวย ไปไหนมาไหนก็เริ่มลําบาก จะทําอะไรด้วยตนเองก็ลําบาก ท่านถึงยอมให้มีพระอุปัฏฐากคอยปรนนิบัติดูแลใกล้ชิด แม้พระวินัยบางข้อก็มีการยกเว้นให้ภิกษุเฒ่ากระทําได้ เช่น การยืนปัสสาวะ เป็นต้น

ในปีนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กลับมาพํานักที่เสนาสนะป่าบ้านบาก หรือ วัดป่าสุทธาวาส เมืองสกลนคร อีกครั้งหนึ่ง โดยมีพระศิษย์อุปัฏฐากใกล้ชิด ด้วยระยะนี้ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ คุณธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต โด่งดังเลื่องลือ มาก จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางไปทั่วภาคอีสาน เมื่อมีพระมหานิกายมาฝึกฝนปฏิบัติธรรมตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน เกิดเลื่อมใสศรัทธาได้มาแปรญัตติเป็นธรรมยุตกันมากมาย รวมทั้งหลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส ขณะเป็นภิกษุหนุ่มฝ่ายมหานิกาย ท่านปฏิบัติธรรมไป จิตใจสงบร่มเย็นโดยลําดับ จึงหยุดเรียนปริยัติมุ่งมาปฏิบัติอย่างเดียว ท่านได้ออกติดตามครูบาอาจารย์ ผู้รู้จริง โดยน้อมจิตอธิษฐานถึงท่านพระอาจารย์เสาร์ว่า “ขอได้พบและเป็นศิษย์ติดตามปฏิบัติอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ด้วยเถิด” จากนั้นก็ออกเดินทางจาก อ.มหาชนะชัย จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบัน ขึ้นกับ จ.ยโสธร) มากราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ 

การเดินทางในสมัยนั้นลําบากมาก เพราะไม่มีถนน ไม่มีรถยนต์ ต้องเดินทางด้วยเท้าไปตามทางเกวียน ผ่านป่าดงดิบหนาทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่าสัตว์ร้าย ต้องข้ามภูเขาหลายลูก ในที่สุดท่านก็ได้มากราบท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่เสนาสนะป่าบ้านบาก จ.สกลนคร และขอมอบกายถวายชีวิตกราบถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อขออยู่ศึกษาอบรม เมื่อท่านฝึกปฏิบัติกรรมฐานไปได้ระยะหนึ่ง จิตใจก็รู้สึกสงบเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ท่านจึงตกลงใจว่า สมควรที่จะขอทําทัฬหีกรรมเป็น พระธรรมยุตได้แล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็เมตตาอนุญาตพร้อมกับสั่งการให้จัดเตรียมบริขารใหม่ เมื่อท่านญัตติแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ก็กลับมาจําพรรษากับท่านพระอาจารย์เสาร์ และต่อมา ก็ได้มาเป็นพระอุปัฏฐากรับใช้อย่างใกล้ชิดเรื่อยมา จวบจนวาระสุดท้ายของท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงถือได้ว่า หลวงปู่บัวพา เป็นศิษย์อุปัฏฐากรุ่นสุดท้าย

พ.ศ. ๒๔๗๙ บันทึกภาพพระครูวิเวกพุทธกิจ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ที่ท่านได้ออกบุกเบิกรุกขมูลเดินธุดงค์แสวงหาที่วิเวก เงียบสงัด เพื่อบําเพ็ญสมณธรรมตามป่าตามเขามาอย่างยาวนาน อันถือเป็นพุทธกิจ กิจของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ และถือเป็นงานสําคัญของพระ และท่านได้ทําคุณประโยชน์แก่ พระพุทธศาสนาตามหลักพุทธจริยา ๓ ประการได้อย่างยิ่งใหญ่ไพศาล อย่างชนิดจะหาพระองค์ใดในสมัยนั้นทําได้เสมอเหมือนท่านได้ยาก ดังนี้ 

อตฺตตฺถจริยา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร โดยการออก เดินธุดงค์บําเพ็ญเพียรตามป่าตามเขา ตามรอยพระศาสดา เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอย่างอุกฤษฏ์เดนตาย จนได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตขีณาสพ 

ญาตตฺถจริยา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน โดยการปฏิบัติให้ลูกศิษย์ลูกหาได้ดูเป็นคติแบบอย่างอันเลิศเลอ จนพุทธบริษัทที่ได้พบเห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใกล้ ได้สัมผัส ได้รับใช้ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ได้สละทางโลก ออกบวชเป็น พระภิกษุ สามเณร ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ตามรอยท่านพระอาจารย์เสาร์ จนเป็นครูบา–อาจารย์องค์สําคัญก็มากมาย ออกบวชเป็นแม่ชีปฏิบัติธรรมจนเกิดคุณธรรมก็มากมาย รวมทั้งอุบาสก อุบาสิกา เลิกนับถือผี หันมานับถือพระไตรสรณคมน์ และถืออุโบสถปฏิบัติธรรมก็มากมาย 

โลกตฺถจริยา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้สร้างเสนาสนะป่าและวัดป่ากรรมฐานมากมาย ทั้งสร้างพระพุทธรูป ศาลาการเปรียญ กุฏิกรรมฐาน ตลอดจนขุดสระนํ้าสาธารณะ อันเป็นต้นแบบของการก่อสร้างวัดป่าตามหลักธรรมคําสอนขององค์พระบรมศาสดา คือ สร้างแบบประหยัด เรียบง่าย ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย ควรแก่สมณสารูปที่มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นสําคัญ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านจึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ตําแหน่งชั้นพระครูที่ พระครูวิเวกพุทธกิจ สมกับพุทธจริยา ๓ ประการที่ท่านได้บําเพ็ญมา ตําแหน่งพระครูนี้ ท่านได้ตั้งแต่คราวเป็นเจ้าอาวาสวัดเลียบแล้ว มีหลักฐานปรากฏในตู้พระไตรปิฎกลายรดนํ้า จารึกเป็นอักษรธรรมไว้ว่า “พระครูเสาร์” จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ท่านก็ออกธุดงค์เพื่อความหลุดพ้น โดยไม่ได้ปรารถนาลาภ ยศ สมณศักดิ์ใดๆ 

ภายหลังมีการบันทึกภาพถ่ายท่านพระอาจารย์เสาร์ ในอิริยาบถนั่งสมาธิภาวนา พร้อมกับตาลปัตรพัดยศชั้นพระครู ไว้เป็นสังฆานุสติ เพื่อให้ศรัทธาสาธุชนได้กราบไหว้บูชา โดยท่านได้ เมตตาอนุญาตให้บันทึกภาพนี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ในคราวท่านมาเยี่ยมหลวงปู่จันทร์ เขมิโย ลูกศิษย์ของท่าน ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จ.นครพนม จากนั้นแล้วท่านก็พาพระเณรพร้อมด้วยหลวงปู่จันทร์เที่ยวธุดงค์ต่อไปยังฝั่งประเทศลาว ซึ่งในภาพถ่ายด้านหลังท่านมีตาลปัตรปักข้อความ “พ.ศ. ๒๔๗๙” และด้านล่างภาพระบุว่า “พระครูกนฺตสีโล เสาร์” และต่อมาเมื่อมีการสร้างวัดดอนธาตุ ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ตั้งชื่อวัด ก็มีชื่อสมณศักดิ์ของท่าน รวมอยู่ด้วย ดังนี้  วัดเกาะแก้วพระนอนคอนสวรรค์วิเวกพุทธกิจศาสนา” 

แม้ท่านพระอาจารย์เสาร์ จะมีสมณศักดิ์ที่ชั้นพระครู ซึ่งทางโลกเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ ท่านก็ไม่ได้ยินดีและไม่ได้ยึดติดตําแหน่ง ฉะนั้น ศิษย์พระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายฆราวาส จึงมักเรียกท่านด้วยความเคารพบูชาว่า พ่อแม่ครูอาจารย์เสาร์ หรือ ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ หรือ หลวงปู่เสาร์ หรือ ญาท่านเสาร์

พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านพระอาจารย์ดี และพระศิษย์ชาวลาวถวายตัวเป็นศิษย์ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านมีอายุมากขึ้น ชื่อเสียง กิตติศัพท์ของท่านก็ยิ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักของพุทธบริษัทมากยิ่งขึ้น ในระยะนี้บรรดาพระศิษย์องค์สําคัญ ได้เดินธุดงค์มากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์กันอย่างต่อเนื่อง 

ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน หลังจากเข้าร่วมกับกองทัพธรรมฯ เผยแผ่ธรรมะตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่จังหวัดขอนแก่น จนพระธุดงคกรรมฐานที่เคยถูกต่อต้านขับไล่ได้รับการยอมรับแล้ว สามารถขยายวัดป่ากรรมฐาน ได้อย่างมากมาย และพุทธบริษัทก็เลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาเป็นอันมาก จนได้ขยายผลมาที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งก็ประสบผลสําเร็จเช่นเดียวกัน ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านจึงเดินทางกลับมาถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดป่าสุทธาวาส จากนั้นท่านได้ออกธุดงค์ติดตามและถวายงาน รับใช้ท่านพระอาจารย์เสาร์อย่างใกล้ชิด จนกระทั่งวาระสุดท้ายของท่านพระอาจารย์เสาร์

จากนั้น หลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม ท่านเป็นชาวลาว เกิดที่บ้านหนองผํา นครจําปาศักดิ์ ประเทศลาว ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อมีอายุครบบวช ได้ออกบวชเป็นพระมหานิกาย ได้เดินธุดงค์มา กราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ซี่งในปีนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์จําพรรษาที่ วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร 

หลวงปู่กิ ท่านบวชแล้วมีความสนใจการปฏิบัติธรรมตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้อยู่ศึกษาอบรมกับหลวงปู่บุญมาก ฐิติปญฺโญ และได้ติดตามมากับคณะของหลวงปู่บุญมาก ๑๐ กว่ารูป เดินทางเข้ากราบคารวะ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กับ หลวงปู่ทองรัตน์ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ โดยออกเดินธุดงค์จากอุบลฯ ระหว่างทางที่ติดตามมาจนถึงอําเภอนาแก ได้พบกับหลวงปู่ทองรัตน์ กอปรกับย่างเข้าเดือน ๘ หน้าพรรษากาลพอดี จึงได้อยู่พักจําพรรษาที่วัดธาตุศรีคูณกับหลวงปู่ทองรัตน์

หลวงปู่ทองรัตน์ เคยเล่าให้หลวงปู่กิฟังว่า

“พระเณรบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาถ้าจะดี ต้องได้อยู่กับครูบาอาจารย์ เพราะ ครูบาอาจารย์ท่านจะเป็นคนสอดส่องดูแลพฤติกรรม อุปนิสัยของลูกศิษย์แต่ละคน ว่าควรจะบอกจะสอนในลักษณะใด เพราะมานะทิฐิของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ท่านเล่าว่า สมัยอยู่กับครูบาอาจารย์เสาร์ ครูบาอาจารย์มั่น แต่ก่อนทิฐิมานะของท่านนั้น ใครจะมีเท่าท่านได้ในโลกนี้ เพราะได้อาศัยครูบาอาจารย์ทั้งสองท่านเป็นคนขัดออกให้ กระทุ้ง ออกให้ บางครั้งครูบาอาจารย์ท่านดุ บางครั้งท่านพูดให้คิด บางครั้งให้ไปอยู่ที่ที่ไม่มีใครไป แต่ก็อาศัยความเคารพศรัทธาที่มีต่อครูบาอาจารย์ จึงได้อดทนอดกลั้น กระทําตามที่ท่านบอกท่านสอน ท่านบอกอย่าก็อย่า ท่านบอกไม่ก็ไม่ ถึงมันจะฝืน ก็ต้องทน ถ้าไม่ใช่ครูบาอาจารย์เสาร์ ครูบา–อาจารย์มั่น ท่านคงจะปล่อยทิ้งนานแล้ว”

พอออกพรรษาแล้ว ท่านได้ร่วมธุดงค์ติดตามไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่ วัดโพนแก้ว อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งในครั้งนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ เดินทางจากวัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร มาเป็นประธานในการฉลองศาลาการเปรียญของวัดโพนแก้ว เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ซึ่งเป็นช่วงหน้าหนาว หลวงปู่กิ ท่านเล่าว่า

“ครั้งแรก ท่านจะไปกราบคารวะท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดป่าสุทธาวาส พอดีทราบข่าวว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ มารับถวายศาลาหอแจก ที่วัดโพนแก้ว จึงติดตามไป

ปีนั้นหมอกลงหนาทึบแผ่ปกคลุมทั่วเมืองนครพนม อากาศหนาวเหน็บแทรกซอนผิวหนัง แผ่ซ่านความเย็นเฉียบเข้าไปทั่วทุกอณูขุมขนแห่งกายคตานี้ ยิ่งตอนเช้าเดินเหยียบนํ้าค้าง อันเย็นยะเยือกบนยอดหญ้า ฝ่าสายหมอก ลัดทุ่งไปบิณฑบาต ยิ่งหนาวเหน็บจนเท้าเป็นตะคริว ต้องอาศัยขออังฝ่าเท้าด้วยกองไฟจากชาวบ้านที่สุมฟืนผิงไฟไล่ความหนาวอยู่หน้าบ้าน จนพอค่อยยังชั่วจึงออกเดินบิณฑบาตต่อไปได้

กล่าวถึงศาลาการเปรียญหลังนี้ เป็นศาลาไม้พื้นฝากระดาน หลังคามุงแฝก ที่ชาวบ้านรวบรวมปัจจัยไปซื้อเรือนไม้เก่า มาปลูกสร้างศาลาเป็นที่พํานักฉันภัตตาหาร และประกอบ ศาสนกิจ เมื่อแล้วเสร็จ จึงพร้อมใจกันถวายเป็นสมบัติของสงฆ์ โดยมีท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นประธานสงฆ์

ในคราวนั้นมีลูกศิษย์จํานวนมากมาชุมนุมรวมกัน โดยพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) เมื่อครั้งดํารงสมณศักดิ์ที่ พระครูสารภาณมุนี เจ้าอาวาสวัดศรีเทพประดิษฐาราม และเจ้าคณะจังหวัดนครพนม ได้รับนิมนต์แสดงธรรม ท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาด้วยกัณฑ์เทศน์ที่ว่า โจรโต ปิติ ตสฺวา – บุญ โจรนําไปด้วยได้ยาก

ในปีนั้นเอง หลวงปู่กิ ท่านได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านได้ญัตติเป็นธรรมยุต ในระหว่างจําพรรษา ท่านได้มีโอกาสกราบนมัสการและอุปัฏฐากหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านจึงได้ธุดงค์กลับไปเผยแผ่ธรรมะตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานในประเทศลาว จนพุทธบริษัทให้ความเคารพศรัทธาเป็นอันมาก ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในลาว ท่านจึงธุดงค์กลับเมืองไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ญาติโยมชาวบ้านสนามชัยได้นิมนต์ท่านมาจําพรรษาที่วัดป่าสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ท่านได้อยู่จําพรรษาจนกระทั่งมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ นับเป็นอีกหนึ่งผลงาน การสร้างศาสนทายาทธรรมชาวลาวของท่านพระอาจารย์เสาร์

มอบหมายวัดโพนแก้วให้ลูกศิษย์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล หากมีผู้ถวายที่ดินสร้างวัด เมื่อท่านพิจารณารับแล้ว ท่านก็จะทําให้เป็นวัดที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองต่อไป เมื่อท่านสร้างวัดโพนแก้ว อ.เมือง จ.นครพนม ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ในช่วงบั้นปลายก่อนที่ท่านจะกลับไปจําพรรษาที่จังหวัดอุบลฯ บ้านเกิด ต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านได้เดินทางมาวัดโพนแก้ว มาเป็นประธานรับถวายศาลาหอแจก หรือ ศาลาการเปรียญ ในคืนวันหนึ่ง ท่านได้เรียกหลวงปู่บุญมา มหายโส ไปหาท่านที่กุฏิแล้วพูดปรารภว่า 

“เราได้ปฏิบัติพระศาสนาเที่ยวอบรมสั่งสอนพระภิกษุ สามเณร ประชาชน ให้รู้แจ้งเห็นจริง ในศีลธรรมมาด้วยความยากลําบากแสนเข็ญ ก็สู้อดทนมา บางบ้านเขาเอาปืนมายิง บางบ้านเขาว่าเป็นอีแร้ง เอาปืนไปยิงทุกหนทุกแห่ง เป็นอย่างนี้ก็สู้อดทนมาจนถึงบัดนี้ ขอให้ท่านพิจารณาดูเอา ให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมของพระบรมศาสดาจารย์ แล้วใช้วิริยะความเพียร อย่าท้อถอย อย่าได้ ละทิ้งวัดนี้ไปเทอญ” 

แล้วท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็มอบหมายให้หลวงปู่บุญมา มหายโส ปกครองรักษาวัดนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงปู่บุญมาท่านพนมมือเหนือศีรษะรับปฏิบัติตามโอวาทที่ได้รับมอบหมาย ไม่ละทิ้งวัดไปจนตลอดชีวิต เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ ให้โอวาทและมอบหมายวัดแล้ว ท่านก็บอกว่าจะเดินทางไปที่จังหวัดอุบลราชธานี แล้วจะเลยไปเมืองโขง เขตจําปาศักดิ์ จะไปพํานัก ณ ที่ เผาศพของพระอุปัชฌาย์ของท่าน และทําบุญอุทิศถวายพระอุปัชฌาย์ท่านด้วย 

นับตั้งแต่วันที่ หลวงปู่บุญมา ได้รับโอวาทและรับมอบหมายวัดโพนแก้วจากท่านพระ–อาจารย์เสาร์ เป็นต้นมา หลวงปู่บุญมาก็ตั้งใจรักษาพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด และปฏิบัติทางวิปัสสนากรรมฐาน ที่ครูอาจารย์สั่งสอนไม่ย่อหย่อน อบรมพระภิกษุสามเณรที่เข้ามาบวชอยู่ในวัดแห่งนี้โดยไม่ให้ว่างเว้น ตอนกลางวันให้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมและศึกษาชั้นสามัญที่วัดศรีเทพ–ประดิษฐาราม เวลากลางคืนให้ศึกษาอบรมสมถวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ให้อยู่ว่าง และท่านก็ให้การอบรมอุบาสก อุบาสิกา ให้รู้หลักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานขั้นพื้นฐานและขั้นสูงตามลําดับอุปนิสัยเป็นประจํามิได้ว่าง 

หลวงปู่บุญมา ท่านเป็นพระเถระศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์อีกรูปหนึ่งที่ชาวนครพนมให้ความเคารพนับถือ ท่านได้ทํานุบํารุงวัดให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นอย่างมาก ท่านได้ซ่อมแซมเสนาสนะ กุฏิที่ชํารุดทรุดโทรมให้มั่นคงถาวรขึ้น และได้สร้างโบสถ์ ศาลา กุฏิ ฯลฯ ภายหลังท่านมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะศิษย์ได้รวมใจสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่บุญมา พร้อมเก็บรักษาอัฐบริขาร ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รําลึก ภายในเจดีย์มีรูปเหมือนท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และหลวงปู่บุญมา ไว้กราบไหว้บูชา

พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านปรารภกลับจังหวัดอุบลฯ 

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล มีอายุได้ ๗๗ ปี อายุพรรษา ๕๗ เข้าสู่ปัจฉิมวัย ด้วยท่านชราภาพมากแล้ว และได้จากจังหวัดอุบลฯ อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนมานาน หลายปี อีกทั้งการขัดขวางกีดกันแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานจากพระผู้ใหญ่ผู้มีอํานาจบริหารการคณะสงฆ์ ก็คลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว เป็นกาลอันสมควรที่ท่านจะได้กลับไปพํานักเพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายที่จังหวัดอุบลฯ

หลังจากงานฉลอง ศาลาหอแจก วัดโพนแก้ว อ.เมือง จ.นครพนม เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ปรารภถึงการกลับไปจังหวัดอุบลฯ เพื่อวางหลักปักฐานพระพุทธศาสนาในจังหวัดอุบลฯ ให้มั่นคงแข็งแรงสืบต่อไป ท่ามกลางบรรดาศิษย์ที่มาชุมนุมกันเป็นจํานวนมาก บรรดาศิษย์อาวุโสในขณะนั้น เช่น พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) ท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ท่านพระอาจารย์กว่า สุมโน ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มี ญาณมุนี (ขณะนั้นท่านเพิ่งกลับจากธุดงค์ประเทศพม่า) ท่านพระอาจารย์บุญมาก ฐิติปญฺโญ เป็นต้น ต่างก็เห็นชอบด้วย และควรจะได้สอบถามไปทางจังหวัดอุบลฯ ก่อนว่า คณะสงฆ์ที่นั่น ยังยินดีให้การต้อนรับสนับสนุนการกลับบ้านเกิดของท่านหรือไม่

ทางคณะศิษย์ได้ทําหนังสือไปปรึกษาหารือกับเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาก็ได้รับ คําตอบจากท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน) วัดศรีทอง และ ท่านเจ้าคุณพระศรีธรรม–วงศาจารย์ วัดสุปัฏนาราม ว่าต่างมีความยินดี ขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์เสาร์ กลับจังหวัดอุบลฯ พร้อมที่จะให้การต้อนรับสนับสนุนอย่างเต็มที่

เมื่อทราบคําตอบจากจังหวัดอุบลฯ อย่างชัดเจนแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงได้นัดหมายให้คณะศิษย์ไปประชุมร่วมกันวางแผนการเดินทางกลับจังหวัดอุบลฯ และร่วมลงอุโบสถสามัคคี ในวันมาฆบูชาที่วัดอ้อมแก้ว อําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม อันเป็นวัดที่ท่านได้มาสร้างและเคยมาพํานักจําพรรษา

เมื่อใกล้ถึงวันมาฆบูชา วันเพ็ญเดือนสามในปีนั้น คือ พ.ศ. ๒๔๗๙ คณะศิษย์ทั้งหลาย ทั้งใกล้ทั้งไกลที่ทราบข่าวการนัดหมาย ต่างก็ทยอยกันเดินธุดงค์มาพร้อมกันที่วัดอ้อมแก้ว อําเภอธาตุพนม กันอย่างไม่ขาดสาย มีครูบาอาจารย์ พระ เณร มาร่วมชุมนุมกันมากมายหลายร้อยองค์ ทําให้บริเวณวัดอ้อมแก้วแคบลงไปถนัดใจ คณะศิษย์ทั้งหลายได้จัดประชุมคณะสงฆ์และร่วมลงอุโบสถสามัคคีในวันมาฆบูชา โดยมีท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นองค์ประธาน

การประชุมศิษย์ในวันมาฆบูชา ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ในครั้งนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ มอบหมายภาระให้ศิษย์อาวุโสแต่ละองค์ไปสร้างวัด หรือจําพรรษาในวัดต่างๆ ในแถบจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ท่านได้ตั้งใจเอาไว้ สําหรับตัวท่านเองก็จะไปโปรด ญาติโยมที่บ้านข่าโคม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน 

ในปีนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ เวลาเดินท่านต้องใช้ไม้เท้าพยุงกาย แต่ท่านก็ยังเดินเหินได้คล่องแคล่วสําหรับผู้สูงอายุในวัยนั้น ท่านได้ให้โอวาทธรรมแก่บรรดาศิษย์ที่มาร่วมประชุม ถือเป็นภารกิจสุดท้ายของท่านที่จังหวัดนครพนม เพราะหลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้กลับมาที่จังหวัดนครพนมอีกเลย และถือเป็นการให้โอวาทธรรมครั้งสุดท้ายแก่บรรดาคณะศิษย์ที่มีภารกิจไม่สามารถร่วม เดินทางติดตามท่านไปยังจังหวัดอุบลราชธานีได้ การประชุมในครั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นการประชุม พระธุดงคกรรมฐานครั้งใหญ่ที่สุดของจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น

พ.ศ. ๒๔๗๙ หลวงปู่หลุยจําพรรษากับท่านพระอาจารย์เสาร์

ประวัติหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร บันทึกไว้ดังนี้

“…ครั้งแรก ท่าน (หลวงปู่หลุย) คิดจะเดินทางกลับไปทางจังหวัดบ้านเกิด (จังหวัดเลย) เพราะมีนิมิตถึงโยมมารดาและตัวท่านก็ธุดงค์จากบ้านเกิดมาช้านาน อย่างไรก็ดี พอดีได้ทราบว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล อยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส ท่านจึงรีบไปกราบด้วยความเคารพ ทั้งนี้ เพื่อจะรายงานเรื่องการที่ท่านส่งให้ไปอยู่ ถํ้าโพนงาม แต่เมื่อปีก่อนโน้นให้ทราบด้วย

การได้มาอยู่ปรนนิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่อีกวาระหนึ่ง ทําให้ท่านคิดว่าเป็นโอกาส อันประเสริฐ เหมือนจู่ๆ ได้เห็นแก้ววิเศษลอยมาใกล้ตัว จะไม่เชิญแก้วดวงวิเศษไว้บูชาหรือจะ ปล่อยให้ลอยผ่านพ้นไปได้อย่างไร… โอกาสเช่นนี้มีไม่ได้ง่ายๆ สําหรับการกลับไปเยี่ยมบ้านนั้น น่าจะรอต่อไปได้ บ้านโยมมารดาก็คงอยู่ ณ ที่เก่า ไม่ได้ถอนเสาเรือนหายไปไหน อีกทั้งเราได้แผ่เมตตาให้มารดา ทําร่มมุ้งกลดแจกจ่ายพระเณร แม่ชี อุทิศกุศลให้มารดาตลอดเวลาอยู่แล้ว

ปี ๒๔๗๙ ท่านจึงได้อธิษฐานพรรษาอยู่ด้วยท่านพระอาจารย์เสาร์ ณ วัดป่าสุทธาวาส เนื่องจากท่านไม่มีนิสัยชอบเทศนาอบรมเอง หลวงปู่หลุยจึงรับหน้าที่เป็นผู้คอยดูแลอบรมพระเณรที่มาอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ ให้อยู่ในธรรมวินัยและอาจริยวัตร ข้อปฏิบัติอันดีงาม 

อาจริยวัตรที่ท่านฝึกปรือมาแต่สมัยอยู่กับท่านพระอาจารย์บุญ ได้ปฏิบัติรับใช้อาจารย์ องค์แรกของท่านมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเป็นเวลา ๖ – ๗ ปี มาครั้งนี้ท่านก็ใช้อย่างเต็มที่ แม้ท่านจะมีพรรษาสิบกว่าแล้ว แต่ท่านก็คงนอบน้อมถ่อมองค์ให้พระเณรรุ่นหลังได้เห็นเป็นตัวอย่าง ให้ตระหนักในวัตรเหล่านั้น

ต้องฉันทีหลังอาจารย์ ฉันให้เสร็จก่อนอาจารย์

นอนหลังอาจารย์ และ ตื่นก่อนอาจารย์ เป็นอาทิ

การอุปัฏฐากพิเศษที่พระเณรพยายามปฏิบัติเป็นกิจวัตร แต่ทําไม่ค่อยคล่องก็คือ การกดเอ็นท้องให้ท่านในเวลานวดเส้นตอนกลางคืน ท่านเป็นคนรูปร่างใหญ่ หนังท้องค่อนข้างหนาด้วยท่านมีอายุมากแล้ว อีกประการหนึ่ง ท่านก็เคยชินต่อการนวดแรงๆ มาแล้ว การกดเอ็นท้อง ของท่านจึงต้องใช้พละกําลังแข็งแรงมากเป็นพิเศษ

พระเณรผู้ปฏิบัติไม่ค่อยมีกําลังนิ้วมือแข็งแรงพอ จึงมาปรารภกัน หลวงปู่ (หลุย) ได้เข้าไปขออนุญาตนวดเอ็นท่าน และสุดท้ายก็ได้อุบายมาสอนกัน คือ ให้พยายามกําหนดภาวนาไปด้วย เมื่อจิตเป็นสมาธิ กําลังมือก็จะหนักหน่วง แข็งแรง…ใจสู่ใจ ผู้รับนวดก็จะสบายกาย ผู้นวดก็จะไม่เปลืองแรง…ดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย

หลวงปู่ (หลุย) บันทึกเรื่องเกี่ยวกับพระอาจารย์เสาร์ไว้หลายแห่ง หลายวาระ คงจะเป็นความประทับใจของท่านอย่างมากที่เคยเดินธุดงค์และจําพรรษากับพระอาจารย์เสาร์ ดังนี้

“แก้สัญญาวิปลาส (ความเห็นผิดจากธรรม) จนสําเร็จเป็นอัศจรรย์

ท่านอาจารย์เสาร์ มีเมตตาแก่สัตว์เป็นมหากรุณาอย่างยิ่ง วางเป็นกลาง เยือกเย็นที่สุด เมตตาของท่านสดใส เห็นปาฏิหาริย์ของท่าน สมัยขุนบํารุงบริจาคที่ดินและไม้ ทําสํานักแม่ขาวสาลิกา วัดสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร

แก้สัญญาวิปลาสท่านอาจารย์มั่นกับท่านเจ้าคุณหนู วัดสระปทุม ในสมัยนั้น จนสําเร็จ เป็นอัศจรรย์ เรียกว่าเป็นพ่อพระกรรมฐานภาคอีสาน นี้ท่านอาจารย์เสาร์เล่าให้ฟัง สมัยที่เรา (หลวงปู่หลุย) อยู่กับท่าน เดินธุดงค์ไปด้วย ท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจก กลับปรารถนาเป็น สาวกสําเร็จอรหันต์ในศาสนาสมณโคดมพุทธเจ้าของเรา ท่านอาจารย์มั่นเคารพท่านอาจารย์เสาร์มากที่สุด เพราะเป็นผ้าขาวของท่านมาแต่ก่อน ท่านมักเรียกท่านอาจารย์มั่นเป็นสรรพนามว่า “เจ้าๆ ข้อยๆ”

นิสัยท่านอาจารย์เสาร์ อนุโลมตามนิสัยบุคคลเสียโดยมาก และท่านรู้รับว่าดีอยู่เสมอ ดีเฉพาะกิเลสของผู้ศึกษา แต่ไม่ดีธรรมะที่จะให้สิ้นทุกข์ เฉพาะตัวของท่านอาจารย์มั่น หัดฝืนธรรมดา เพื่อดัดแปลงนิสัย ไม่อนุโลมไปตามกิเลส

นิสัยท่านพระอาจารย์เสาร์ ชอบก่อสร้าง ชอบปลูกพริก หมากไม้ (ไม้ผล) ลักษณะจิต เยือกเย็น มีพรหมวิหาร ทําจิตดุจแผ่นดิน มีเมตตาเป็นสาธารณะ เป็นคนพูดน้อย ยกจิตขึ้นสู่องค์เมตตาสุกใสรุ่งเรือง เป็นคนเอื้อเฟื้อในพระวินัย ทําความเพียรเป็นกลาง ไม่ยิ่งไม่หย่อน พิจารณา ถึงชั้นภูมิธรรมละเอียดมาก

ท่านบอกให้เราภาวนาเปลี่ยนอารมณ์แก้อาพาธได้ อยู่ข้างนอกวุ่นวาย เข้าไปหาท่าน จิตสงบดี เป็นอัศจรรย์ปาฏิหาริย์หลายอย่าง

จิตของท่านชอบสันโดษ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หมากไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ท่านแดดังเป็นอุปัชฌายะ เดินจงกรมเสมอไม่ละกาล นํ้าใจดี ไม่เคยโกรธขึ้งให้พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา

มักจะวางสังฆทานอุทิศให้สงฆ์สันนิบาต แก้วิปัสสนูแก่สานุศิษย์ได้ อํานาจวางจริตเฉยๆ เรื่อยๆ ชอบดูตําราเรื่องพุทธเจ้า

รูปร่างใหญ่ สันทัด เป็นมหานิกาย ๑๐ พรรษา จึงมาญัตติเป็นธรรมยุต ชอบรักเด็ก เป็นคนภูมิใหญ่กว้างขวาง ยินดีทั้งปริยัติ – ปฏิบัติ ลักษณะเป็นคนโบราณพร้อม ทั้งกาย วาจา ใจ เป็นโบราณทั้งสิ้น ไม่เห่อตามลาภ ยศ สรรเสริญ อาหารชอบเห็ด ผลไม้ต่างๆ ชอบนํ้าผึ้ง”

พ.ศ. ๒๔๗๙ เหตุการณ์เลือกพระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ 

ในปีนี้ครูบาอาจารย์พระเณรได้ประชุมกัน เพื่อที่จะจัดเวรอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ โดยพระทุกองค์ในวัดจะได้รับเวรปรนนิบัติรับใช้ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสมอกันทุกองค์ จัดเวรกัน วันละ ๓ องค์ คือ พระสองกับเณรหนึ่งองค์ ส่วนหลวงปู่บัวพานั้น ท่านตั้งใจจะอุปัฏฐากถวาย ตลอดไป จึงเข้าทําการอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ทุกวัน แม้วันที่ไม่ใช่เวรท่านก็ตาม ก็มาช่วยหมู่เพื่อนอยู่ทุกวัน จนท่านพระอาจารย์เสาร์จําหน้าท่านได้เป็นอย่างดี

วันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ถามหลวงปู่บัวพาว่า “เจ้าชื่อหยัง อยู่บ้านได๋ เมืองได๋?” หลวงปู่บัวพาได้กราบเรียนท่านพระอาจารย์เสาร์ให้ทราบความเป็นมาของท่านด้วยความเคารพ แล้วท่านพระอาจารย์เสาร์ก็พูดว่า “เฮามันคนเมืองอุบลฯ ทางเดียวกันน้อ”

หลังออกพรรษาในปีนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ปรารภกับลูกศิษย์ลูกหาว่า “โยมทาง เมืองอุบลฯ มานิมนต์ให้เฮาไปโปรดญาติโยมทางบ้านเก่าบ้าง หากจะไปกันหมดวัดก็คงไม่งาม คงจะต้องแบ่งกันไป เขาจะว่าพระกรรมฐานเราได้ พระกรรมฐานตอนอยู่ก็แย่งกันอยู่ เมื่อตอนไป ก็แย่งกันไป มันบ่ดีเด้อ”

ต่อมาท่านพระอาจารย์เสาร์ได้นัดประชุมเรื่องจะเดินทางไปเมืองอุบลฯ ก่อนเลิกประชุม ท่านได้คัดเลือกพระเณรที่จะติดตามท่านไปเมืองอุบลฯ หลวงปู่บัวพาเป็นพระบวชใหม่พรรษาสอง นั่งอยู่ท้ายสุด ได้อธิษฐานในใจว่า “นับถูกเราไหมหนอ? นับถูกเราไหมหนอ? ขอให้เราได้ติดตามไปกับท่านพระอาจารย์เสาร์ด้วยเถิด”

หลวงปู่บัวพา นั่งแบบใจหายใจควํ่า จนท่านพระอาจารย์เสาร์นับมาถึงองค์สุดท้าย ชี้มือ มาทางท่านแล้วพูดว่า “เจ้าผู้หนึ่งไปนําข้อย เรามันคนทางเดียวกัน บัดถ้าเจ็บป่วยไข้ ได้เบิ่งกัน” หลวงปู่บัวพาบอกว่า ท่านดีใจจนนํ้าตาไหล หมู่คณะที่มาประชุมหันมามองหลวงปู่บัวพาเป็นตาเดียว ที่เห็นท่านพระอาจารย์เสาร์เรียกชื่อท่านเป็นองค์สุดท้าย

การที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เลือกหลวงปู่บัวพา และพูดว่า “ถ้าป่วยไข้จะได้ดูแลกัน” เหมือนท่านจะทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า เพราะต่อมาภายหลังเวลาท่านอาพาธ หลวงปู่บัวพา จะอุปัฏฐากดูแลท่านไปตลอดจนท่านถึงมรณภาพ

ก่อนที่ท่านพระอาจารย์เสาร์จะเดินทางจากวัดป่าสุทธาวาส ไปจังหวัดอุบลราชธานีนั้น คณะได้แวะพักที่วัดอรัญญิกาวาส วัดศรีเทพประดิษฐาราม อ.เมือง จังหวัดนครพนม จากนั้นไปนมัสการพระธาตุพนม แวะวัดเกาะแก้วอัมพวัน อ.ธาตุพนม ซึ่งขณะนั้นพระอุปัฏฐากซึ่งเป็น ชาวขอนแก่น ได้กราบลาไปดูแลโยมมารดาที่กําลังป่วย ดังนั้น หลวงปู่บัวพาจึงรับหน้าที่เป็น พระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

หลวงปู่บัวพาทําหน้าที่อุปัฏฐากดุจเงาตามตัว 

การปฏิบัติอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์นั้น หลวงปู่บัวพาเล่าว่า ได้อยู่เฝ้าดูแลรับใช้อยู่ทั้งวันทั้งคืนดุจดังเงาตามตัวเลยก็ว่าได้ จนพระครูบาบางองค์จะเรียกท่านว่า พระอานนท์ เพราะ ทําหน้าที่อุปัฏฐากอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ตลอด การอยู่เฝ้าปฏิบัติอุปัฏฐากนั้นทําทุกอย่าง การอยู่กับองค์ท่านนั้นไม่เคยเหน็ดเหนื่อยท้อถอย ความขี้เกียจขี้คร้าน ความง่วงเหงาหาวนอน หดหู่รําคาญก็ไม่มีเลย นี่มันเป็นเรื่องแปลก มีแต่เกิดปีติเยือกเย็นใจ สุขใจอยากอยู่ใกล้เข้ารับใช้ อยู่ตลอดเวลา เช่น ตอนกลางวันคอยดูแลเฝ้ารับใช้อยู่จนกว่าองค์ท่านเข้าพักผ่อน เราค่อยไปทํากิจส่วนตัว พอตกตอนบ่ายก็ทําข้อวัตรส่วนรวม แล้วไปสรงนํ้าองค์ท่าน จากสรงนํ้าองค์ท่านแล้ว ตอนเย็นก็ถวายนวดเส้นองค์ท่าน ซึ่งองค์ท่านจะให้การอบรมสั่งสอนและให้อุบายธรรมไปในตัว นวดเส้นก็จนกว่าองค์ท่านบอกให้กลับกุฏิ หรือบางวันถวายนวดองค์ท่านจนหลับ 

มีอยู่บ้างบางวัน ขณะที่นวดเส้นอยู่จนดึก องค์ท่านหลับ เราก็เผลอหลับ พอองค์ท่านตื่น เรารู้สึกตัวก็นวดต่อ แล้วองค์ท่านบอกให้กลับ เราก็ค่อยมาทํากิจส่วนตัวอีก ตกดึกเรานอนรู้สึกตัวตื่นขึ้นไม่รู้ว่ากี่ทุ่ม กี่ยาม กี่โมงก็ไม่รู้ พอตื่นรู้สึกตัวปุ๊บ เราก็สะดุ้งรีบลุกขึ้นหอบเอาผ้าครองรีบไป กุฏิองค์ท่าน ไม่รู้ว่ากี่ทุ่มกี่ยาม เพราะไม่มีนาฬิกา เมื่อพักผ่อนตื่นขึ้นก็มา เมื่อมาถึงกุฏิขององค์ท่านก็ค่อยๆ ย่องๆ เข้าไปใกล้กุฏิเพื่อฟังรหัสเสียงว่า มีเสียงอะไรบ้าง องค์ท่านตื่นหรือยัง ถ้ายังเงียบอยู่ เราก็ถอยๆ ออกไปเดินจงกรมอยู่ข้างๆ กุฏิขององค์ท่าน คอยฟังเสียงว่าท่านตื่นหรือยัง 

ถ้าได้ยินเสียงว่าองค์ท่านตื่น ก็รีบเข้าไปถวายนํ้าล้างหน้า เตรียมนํ้าร้อนไว้ผสม ยาสีฟัน ผ้าเช็ดหน้า แล้วก็เก็บสิ่งของ เก็บที่นอน ปัดกวาดกุฏิ ส่วนองค์ท่านก็ลงเดินจงกรมจนถึงสว่าง ระหว่างนั้นจะเทกระโถนปัสสาวะขององค์ท่าน แล้วกลับลงมาที่ศาลา ปัดกวาดเช็ดถู มาทําธุระ ส่วนตัว แล้วเข้าไปคอยรับใช้ เตรียมบริขารบิณฑบาต ทั้งขององค์ท่าน และของเราเอง แล้วตาม องค์ท่านไปบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็จัดเตรียมถวายอาหารที่รับประเคนมาถวายองค์ท่าน

ส่วนข้อวัตร เช่น ทําวัตรเช้า ทําวัตรเย็นนั้น การลงทําวัตรสวดมนต์รวม เราไม่ได้มาทําวัตรร่วมกับหมู่คณะ เพราะเข้ารับใช้องค์ท่านอยู่อย่างใกล้ชิด ตอนเย็นต้องถวายนวดเส้นให้องค์ท่าน ทุกๆ วัน องค์ท่านไม่ค่อยพูด เราก็ไม่พูด นวดไป ภาวนาไป องค์ท่านภาวนาไป เราก็นวดไป ภาวนาไป บางวันจิตขององค์ท่านจะสงบ องค์ท่านก็จะบอกให้ถอยออก พอเราถอยออก องค์ท่าน ก็ลุกขึ้นนั่งภาวนา บางครั้งพอเราถอยออก องค์ท่านก็นอนนิ่งๆ สงบอยู่ เราก็ถอยออกมานั่งของเราเช่นกัน

วันหนึ่งขณะที่นวดเส้นให้องค์หลวงปู่เสาร์อยู่นั้น องค์ท่านได้บอกให้ถอยออกๆ เมื่อเรา ถอยออก องค์หลวงปู่ก็ลุกขึ้นมานั่งภาวนา เราก็ถอยออกมานั่งภาวนาเหมือนกัน เรานั่งหันหน้าไปทางองค์ท่าน จิตขององค์หลวงปู่สงบ จิตเราก็สงบลง ปรากฏแสงสว่างเห็นองค์หลวงปู่เสาร์เป็น ภูเขาหินแท่งทึบทั้งแท่ง ตั้งตระหง่านอยู่เฉพาะหน้า สูงตระหง่าน ตรงกลางเป็นช่องเป็นรูทะลุขึ้นไปเป็นปล่อง บนยอดเขาปรากฏเห็นองค์หลวงปู่เสาร์ขึ้นไปตามช่อง ผุดขึ้นมาจากช่องนั้น มายืนอยู่ บนภูเขาหิน อยู่บนยอดที่ผุดขึ้นมา ในมือถือคบเพลิงแกว่งรอบตัวอยู่บนยอดภูเขาหินนั้นจนเกิด แสงสว่างไสวไปหมด องค์ท่านแกว่งเร็วเท่าไร ก็ยิ่งสว่างจ้าขึ้นโดยลําดับ พอเราเห็นดังนั้น เราก็กําหนดจิตบอกให้องค์หลวงปู่วางคบเพลิงนั้นเสีย กําหนดจิตว่า

วางแหม้หลวงปู่ (วางเถอะหลวงปู่) วางคบเพลิงแหม้หลวงปู่ หลวงปู่ วางแหม้” 

พออยู่สักพักใหญ่ๆ หลวงปู่ก็วางทิ้งคบเพลิงนั้นลงหน้าผา องค์ท่านก็หายปั๊บเข้าไปใน ช่องหินนั้น จิตเราก็ถอนออกมาพอดี

การนวดเส้นถวายองค์หลวงปู่นั้น องค์ท่านภาวนาอยู่ตลอด เราก็ต้องภาวนาไปด้วย เพราะองค์หลวงปู่ท่านไม่พูดอะไร เราก็เป็นคนไม่ชอบพูดอยู่แล้ว เราทําหน้าที่อุปัฏฐากอยู่อย่างนี้ ตลอดมา จนถึงวาระสุดท้ายชีวิตขององค์หลวงปู่ ไม่ขาด และไม่ย่อท้อเบื่อหน่ายเลย มีแต่อยากจะทําให้ยิ่งๆ ขึ้นไป 

ภาค ๑๔ ปัจฉิมวัยเตรียมกลับอุบลฯ บ้านเกิด

จัดแบ่งคณะศิษย์และมอบภาระเผยแผ่พระพุทธศาสนา จ.อุบลราชธานี

ในครั้งพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศศาสนา ทรงมีพระปฐมวาจาในการส่ง พระสาวกออกประกาศศาสนา ดังนี้

“ดูกรพระภิกษุทั้งหลาย เราหลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ และของมนุษย์ แม้พวกเธอได้หลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวง ทั้งของทิพย์และของมนุษย์เช่นกัน พวกเธอจงเที่ยวไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ 

พวกเธออย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรมให้งามในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และ ในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะให้ครบถ้วนบริบูรณ์ สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลี คือ กิเลส ในจักษุเพียงเล็กน้อยมีอยู่ แต่เพราะโทษที่ยังไม่ได้สดับธรรม จึงต้องเสื่อมจากคุณที่พึงจะได้รับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้รู้ทั่วถึงธรรมมีอยู่ แม้เราก็จักไปยังตําบลอุรุเวลาเสนา–นิคม เพื่อแสดงธรรม”

จึงทําให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง และแผ่ขยายไปในชมพูทวีปอย่างรวดเร็ว ชาวชมพูทวีปพากันละทิ้งลัทธิเดิม แล้วหันมานับถือเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้น โดยลําดับและเผยแผ่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ในครั้งกึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อท่านปรารภจะไปพํานักที่บ้านเกิด จ.อุบลราชธานี คณะศิษย์ที่จะร่วมติดตามธุดงค์เดินทางไกลในครั้งนั้นมีไม่น้อยกว่า ๗๐ – ๘๐ รูป จัดเป็นคณะพระธุดงค์คณะใหญ่ หากพิจารณาไม่ดีไม่รอบคอบแล้ว ย่อมทําความแตกตื่นโกลาหล ให้แก่ประชาชนตามเส้นทางที่ผ่านไปไม่น้อย ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนรอบคอบแล้ว และได้พิจารณาดําเนินตามพระบรมศาสดา โดยยึดพระปฐมวาจาเมื่อครั้งพระองค์เริ่มประกาศพระศาสนา ท่านจึงสั่งให้คณะศิษย์แยกย้ายกันเดินธุดงค์เพื่อแสดงธรรมโปรดญาติโยมตามเส้นทางไป จ.อุบลราชธานี ด้วย ทําให้การเดินธุดงค์ทางไกลของคณะท่านในครั้งนั้นเป็นไปอย่างสะดวกราบรื่นและได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ตามที่ท่านได้พิจารณาไว้

ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้จัดแบ่งคณะศิษย์ที่จะออกติดตามไปจังหวัดอุบลราชธานีออกเป็น หลายกลุ่มหรือหลายคณะ ศิษย์ที่มีอาวุโสรับเป็นหัวหน้าแต่ละคณะ พร้อมทั้งกําหนดหมู่บ้านต่างๆ ที่แต่ละคณะจะไปพํานักเพื่อโปรดญาติโยมชาวเมืองอุบลฯ เช่น 

ให้ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล  ไปตั้งวัดจําพรรษาอยู่ที่บ้านชีทวน

ท่านพระอาจารย์บุญมาก ฐิติปญฺโญ ไปอยู่บ้านท่าศาลา

ให้ท่านพระอาจารย์ทอง อโสโก อยู่บ้านสวนงัว เพราะเคยอยู่มาก่อน

ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน  ให้ไปอยู่บ้านกุดแห่ เพราะเป็นบ้านเกิด

สําหรับท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านจะไปโปรดญาติโยมชาวบ้านข่าโคม บ้านเกิดของท่าน ซึ่งบ้านข่าโคมนี้ อยู่ไม่ไกลจากบ้านชีทวนที่มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ ศิษย์ฝ่าย มหานิกายไปอยู่ บ้านสองแห่งนี้มีลํานํ้าเซบายขวางกั้น อยู่ห่างกันราว ๘ กิโลเมตรเท่านั้น

การเดินทางกลับจังหวัดอุบลฯ ท่านพระอาจารย์มี ญาณมุนี และ ท่านพระอาจารย์ ทองรัตน์ กนฺตสีโล ได้ร่วมเดินธุดงค์กับคณะท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล บรรดาพระศิษย์ ได้ไปรวมตัวกันที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม แล้วแยกเป็นกลุ่ม เพื่อออกเผยแผ่ 

ก่อนออกเดินทางกลับจังหวัดอุบลฯ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้บอกท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ ที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน ว่าที่บ้านชีทวน ท่านเคยไปอยู่มาก่อน ที่นั่นเป็นหมู่บ้านสําคัญ แห่งหนึ่ง คนดีมีความรู้ก็มีมาก คนไม่ดีก็มีมากเหมือนกัน ปะปนกันอยู่ ครั้นจะให้ผู้อื่นไป ก็กลัว จะทนอยู่ไม่ได้ เมื่อไปถึงอุบลฯ ให้จําพรรษารวมกันทั้งธรรมยุตและมหานิกาย เมื่อเกิดปัญหาจะได้ช่วยกัน ส่วนท่านพระอาจารย์มี ญาณมุนี ให้ไปจําพรรษาอยู่กับท่าน เมื่อไปถึงอุบลฯ แล้วให้ไปรวมกันที่วัดบูรพารามก่อน

เรื่องของพระธรรมยุตและมหานิกาย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล กับ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เรื่องของนิกายไม่ใช่เรื่องสําคัญ ท่านให้ความสําคัญที่การปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เป็นเรื่องสําคัญมากกว่า และเป็นเรื่องที่พระภิกษุจะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีข้อยกเว้นหรือข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น 

เรื่องการขอญัตติเป็นธรรมยุตของพระศิษย์มหานิกายยุคต้นนั้น เพราะมีความเคารพในท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ แต่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นไม่ญัตติให้พระศิษย์ทุกองค์นั้น เพราะด้วย เหตุผลสองประการ คือ ประการแรก มรรคผลนิพพานไม่ได้อยู่ที่ญัตติหรือไม่ญัตติ มรรคผลนิพพานไม่ได้อยู่ที่ธรรมยุตหรือมหานิกาย แต่อยู่ที่หัวใจของผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยไม่ลดละความพากเพียร และประการที่สอง เพราะธรรมดาโลกเราถือคณะนั้น คณะนี้ เมื่อท่านเหล่านั้นมาญัตติเสียแล้ว บรรดาเพื่อนฝูงที่เป็นสายเดียวกันก็เข้าหากันลําบาก เพราะฉะนั้นท่านจึง ไม่ให้ญัตติ เพื่อจะเปิดทางให้เพื่อนฝูงทั้งหลายเข้ามาแล้วได้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง

ท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ ท่านเน้นเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา แยกออกจากกันไม่ได้ เป็นธรรมเครื่องหนุนกันไปตามลําดับ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้ 

“สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส ศีล อบรมกาย วาจา ใจของตนให้มี ความสงบร่มเย็นจนกลายเป็นสมาธิ ใจเป็นสมาธิขึ้นมาได้ เพราะใจไม่วอกแวกคลอนแคลนว่าได้ไปทําผิดศีลข้อไหนๆ ใจก็ไม่เป็นกังวล มาบําเพ็ญจิตตภาวนาก็มีความสงบร่มเย็นขึ้นมา เป็นสมาธิ ขึ้นมาได้ 

สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา สมาธิเป็นเครื่องหนุน เป็นเครื่อง หล่อเลี้ยงปัญญาให้มีกําลังแก่กล้า พิจารณาในสภาวธรรมทั้งหลาย ตั้งแต่กายของตนออกไปทั่ว แดนโลกธาตุ ขาดกระจัดกระจายไปจากความยึดมั่นถือมั่นขึ้นไปโดยลําดับลําดา 

มันหนุนกันเป็นอย่างนี้ไปนะ ศีลหนุนจิตให้เป็นสมาธิ สมาธิหนุนปัญญาให้มีความ เฉลียวฉลาดแก่กล้าสามารถ 

ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ ปัญญาเป็นเครื่องซักฟอกจิตใจให้มี ความผ่องใสจนกระทั่งถึงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบคือปัญญา นี่ให้นํามาใช้”

ในเรื่องศีลของสงฆ์ ท่านถือพระวินัย จากสิกขาบท ๒๒๗ ข้อ ในพระปาฏิโมกข์เป็น หลักใหญ่ ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ ไม่ให้ด่างพร้อย ไม่ล่วงละเมิด เพราะจะนําพาพระไปสู่ความบริสุทธิ์ สร้างความสามัคคีในหมู่สงฆ์ และถ้าศีลบริสุทธิ์แล้ว ในการภาวนาจิตก็สงบลงได้เร็ว

นอกเหนือจากสิกขาบท ๒๒๗ ข้อในพระปาฏิโมกข์แล้ว ท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ ก็ยังเน้นข้อวัตรปฏิบัติทั้งหลายที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ ซึ่งมี ๓ หมวด เรียกว่า ศีลอภิสมาจาร มีทั้ง ข้อห้ามและข้อทรงอนุญาต เป็นบทกํากับวิถีดําเนินของพระสงฆ์ ตั้งแต่เรื่องการรักษาความสะอาดของร่างกาย การแสดงความเคารพคารวะต่อกัน การรักษา การบริโภคใช้สอยปัจจัยและเครื่องบริขาร เรียกว่า ข้อวัตร ๑๔  หรือ กิจวัตร ๑๔  ของสงฆ์ ซึ่งแบ่งเป็น ๓ หมวด คือ

กิจวัตร  ว่าด้วยกิจที่ควรทํา เช่น อุปัชฌายวัตร สัทธิวิหาริกวัตร อาคันตุกวัตร

จริยาวัตร ว่าด้วยมารยาทอันควรประพฤติ เช่น ไม่ทิ้งขยะทางหน้าต่าง หรือไม่ทิ้งลงนอกฝานอกกําแพง ไม่จับวัตถุอนามาส

วิธีวัตร ว่าด้วยแบบอย่างที่พึงกระทํา เช่น วิธีเก็บบาตร วิธีพับจีวร วิธีเปิดปิดหน้าต่างตามฤดู วิธีเดินเป็นหมู่ 

อีกเรื่องที่ ท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ ท่านเน้นมากและส่งเสริมให้พระได้อธิษฐานปฏิบัติตามความเหมาะสม คือ ธุดงควัตร ๑๓ แม้ไม่บังคับให้พระถือปฏิบัติ แต่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ ไว้เพื่อให้พระใช้เป็นอุบายขัดเกลากิเลส ช่วยส่งเสริมความมักน้อยและสันโดษ

ธุดงควัตร ๑๓ ดูจะเป็นเรื่องที่ขาดความสนใจในวงพุทธบริษัทเสมอมา ไม่ค่อยเห็นมี ผู้ฟื้นฟูขึ้นมาปฏิบัติให้จริงจัง การที่ธุดงควัตรปรากฏเด่นชัดในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน ก็เพราะ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นผู้พาดําเนินอย่างจริงจัง ท่านพระอาจารย์ ทั้งสององค์ถือปฏิบัติทั้ง ๑๓ ข้อ ตามโอกาสอันควร

ธุดงควัตร ๗ ข้อ ที่ท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเป็นประจํา และเป็นแบบอย่างของพระสายปฏิบัติในปัจจุบัน ได้แก่ ถือผ้าบังสุกุลจีวร, เที่ยวบิณฑบาตมาฉัน เป็นประจํา, ถือฉันในบาตร, ถือฉันหนเดียว, รับเฉพาะอาหารที่ได้มาในบาตร ไม่รับอาหารที่ตามส่งภายหลัง, ถือการอยู่เสนาสนะป่า และถือผ้าไตรจีวรเป็นวัตร

แม้ธุดงควัตร จะไม่ใช่วินัยที่บังคับให้พระต้องปฏิบัติ แต่การปฏิบัติธุดงค์ไม่ว่าข้อใด ย่อมเป็นความสง่างามของพระ ทั้งเป็นผู้เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย เบากายเบาใจ ไม่พะรุงพะรังทั้งทางอารมณ์และเครื่องเป็นอยู่ต่างๆ เป็นอุบายการขจัดกิเลสตัณหาได้อย่างดี

ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเน้นให้พระภิกษุปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย และข้อวัตรต่างๆ ที่เป็นพุทธบัญญัติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของธรรมยุต หรือมหานิกาย แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนของพระแต่ละรูปแต่ละองค์ ว่าจะถือเคร่งครัด และปฏิบัติจริงจังเพียงใดต่างหาก แต่ที่พระธรรมยุต กับ มหานิกาย ไม่ทําสังฆกรรมร่วมกัน เช่น การลงพระอุโบสถ นั้นเป็นข้อห้ามของพระสงฆ์ที่เรียกว่า นานาสังวาส 

จะเห็นได้ว่าลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น มีทั้งที่สังกัด ฝ่ายธรรมยุต และสังกัดฝ่ายมหานิกาย ที่สังกัดฝ่ายมหานิกายรุ่นบูรพาจารย์ยุคต้น ได้แก่ ท่านพระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ วัดอรัญญวาสี อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ท่านพระอาจารย์ ทองรัตน์ กนฺตสีโล วัดป่าบ้านคุ้ม อ.สําโรง จ.อุบลราชธานี ท่านพระอาจารย์มี ญาณมุนี วัดป่า– สูงเนิน อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ท่านพระอาจารย์กินรี จนฺทิโย วัดกัณตะศิลาวาส อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ท่านพระอาจารย์ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง อ.วารินชําราบ จ.อุบลราชธานี และที่อยู่ในภาคเหนือก็เช่น หลวงปู่คําปัน สุภทฺโท วัดสันโป่ง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หลวงปู่คําแสน คุณาลงฺกาโร วัดดอนมูล อ.สันกําแพง จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

การเคลื่อนย้ายคณะพระกรรมฐานสู่อุบลฯ

ในการเคลื่อนย้ายคณะพระกรรมฐานด้วยการเดินธุดงค์นั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น ได้พิจารณาดําเนินตามพระบรมศาสดา โดยยึดพระปฐมวาจาเมื่อครั้ง พระองค์เริ่มประกาศพระศาสนา ดังนั้น การเดินธุดงค์ทางไกลของท่านพระอาจารย์ทั้งสองจึงได้ประกาศพระศาสนาไปด้วย ทําให้มีผู้สดับรับฟังธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใสออกบวชเป็นพระป่า สามเณร แม่ชี ประพฤติปฏิบัติธรรมกันมากมาย ส่วนสถานที่พํานักระหว่างเดินธุดงค์ ต่อมาได้ จัดสร้างเป็นวัดป่า เสนาสนะป่า โดยเฉพาะทางภาคอีสานเกิดขึ้นมากมาย จึงทําให้พระพุทธศาสนากลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งในสมัยท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น 

กรณีของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เมื่อครั้งที่ท่านได้พาสานุศิษย์ที่เป็นพระเณรราว ๗๐ – ๘๐ องค์ เดินธุดงค์จากคําชะอี ไปส่งโยมมารดาที่อุบลราชธานี แล้วปลีกตัวจากหมู่คณะไปบําเพ็ญเพียรขั้นแตกหักที่เชียงใหม่ เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๒ นั้น

ท่านพระอาจารย์มั่น ได้จัดแบ่งศิษย์ออกเป็นคณะย่อยๆ คณะละ ๕ – ๖ องค์ องค์อาวุโส เป็นหัวหน้าคณะ แล้วแยกย้ายทยอยกันออกเดินธุดงค์ เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนักแก่ชาวบ้านในการต้อนรับเลี้ยงดูพระ

ท่านพระอาจารย์มั่นเอง ออกเดินธุดงค์ภาวนากรุยทางเป็นคณะแรก แวะพักปักกลดอบรมสั่งสอนชาวบ้านตามรายทางเป็นระยะๆ ไปอย่างไม่รีบร้อน พอคณะแรกย้ายไป คณะใหม่ก็มาพักแทนที่ อบรมประชาชนอย่างต่อเนื่องกัน ทําเช่นนี้ต่อกันไปเรื่อยๆ และที่พักปักกลดนั้นก็กลายเป็นสํานักสงฆ์ กลายเป็นวัดป่าหรือวัดกรรมฐานขึ้นอีกมากมาย

การเดินธุดงค์โดยแยกกันนั้นเป็นอริยวิธีและมีประโยชน์อย่างมาก เพราะชาวบ้านก็ไม่ เดือดร้อน การบําเพ็ญภาวนาของพระเองก็ได้ผลดี การอบรมสั่งสอนชาวบ้านก็ได้ผลดี และเกิด เป็นวัดกรรมฐานขึ้นอีกมากมายสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้

การเคลื่อนย้ายคณะพระกรรมฐานโดยการเดินธุดงค์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ในครั้งนี้ ก็ทําเช่นเดียวกันกับท่านพระอาจารย์มั่น กล่าวคือ กองทัพพระกรรมฐานเดินธุดงค์เคลื่อนขบวน ออกจากธาตุพนมมุ่งหน้าลงใต้ จุดหมายปลายทางอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี ถิ่นของนักปราชญ์

ขบวนทัพพระกรรมฐานได้แยกย้ายทยอยกันออกเดินธุดงค์เป็นคณะย่อยๆ ด้วยเกรงว่า จะเป็นการลําบากแก่ชาวบ้านตามรายทางในการจัดหาภัตตาหารบิณฑบาต ทั้งยังได้เผยแผ่สั่งสอนอบรมธรรมให้แก่ชาวบ้านในเส้นทางอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อคณะแรกผ่านไปแล้ว คณะต่อๆ มา ก็ติดตามมาให้การสั่งสอนอบรมเพิ่มเติมซํ้าอีก ทําให้ชาวบ้านได้มีโอกาสรับฟังพระธรรมเทศนาจาก ครูบาอาจารย์หลายๆ ท่านอย่างต่อเนื่อง สํานักวัดป่าที่เกิดใหม่ก็มีครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน มาโปรด มาเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งเป็นผลดีทั้งแก่พระและแก่โยม และเกิดวัดกรรมฐาน ขึ้นอีกมากมาย

ท่านพระอาจารย์เสาร์เดินทางโดยรถยนต์

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ที่คณะพระกรรมฐานเดินธุดงค์เคลื่อนย้ายสู่จังหวัดอุบลราชธานีนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ในวัยชราภาพ อายุ ๗๗ ปี เวลาเดิน ท่านต้องใช้ไม้เท้าพยุงกาย ดังนั้น การธุดงค์เดินทางไกลด้วยเท้าจากนครพนม ถึงอุบลฯ ต้องผ่านป่าเขาเป็นระยะทางร่วม ๓๐๐ กิโลเมตร ย่อมเป็นการลําบากต่อธาตุขันธ์ของท่านพระอาจารย์เสาร์อย่างแน่นอน คณะศิษย์เป็นห่วง จึงกราบขออาราธนาให้ท่านเดินทางโดยรถยนต์ 

คณะท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เดินทางโดยรถยนต์โดยสารที่ศรัทธาญาติโยมจัดถวาย ค่ารถโดยสารให้ การเดินทางออกจากธาตุพนมต้องไปลงแพข้ามลํานํ้ากํ่า ที่บ้านต้อง (สมัยนั้น ยังไม่มีสะพานข้าม) ถนนหนทางก็ขรุขระเต็มไปด้วยหลุมด้วยบ่อในหน้าฝน พอถึงหน้าแล้งเช่นที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์เดินทางไปนี้ ก็คละคลุ้งตลบอบอวลไปด้วยฝุ่นแดงของลูกรังและควันดํา เสียงดังจากท่อไอเสียรถยนต์

กว่าจะถึงเมืองอุบลฯ ก็ต้องหยุดพักค้างคืนที่อําเภออํานาจเจริญ (ปัจจุบัน คือ จังหวัดอํานาจเจริญ) เสียก่อน ๑ คืน จึงได้ถึงที่หมาย พอก้าวลงจากรถก็ต้องพากันสลัดฝุ่นเป็นการใหญ่ เพราะฝุ่นแดงที่เกาะตามผ้าไตรจีวรและร่างกายนี้ ทําให้สกปรกมอมแมมไปตามๆ กัน

เมื่อถึงจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ไปพักที่สวนข้างทุ่งนาบ้านท่าวารี อําเภอเขื่องใน 

จุดพักครั้งแรกที่บ้านท่าวารี

ที่บ้านท่าวารี จุดพักครั้งแรกของคณะของท่านพระอาจารย์เสาร์นั้น เมื่อมาถึงท่านพาคณะปักกลดบําเพ็ญภาวนาอยู่ชายทุ่ง แล้วมีคณะญาติโยมได้ช่วยกันทําที่พักชั่วคราวถวาย มีผู้เลื่อมใสศรัทธามาสมาทานศีลเป็นอุบาสก อุบาสิกา ปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นจํานวนร่วมร้อยคน พอได้เวลาทําวัตรสวดมนต์ ท่านก็จะเคาะไม้ให้สัญญาณมารวมกัน กลางคืนท่านจะจัดให้มีการอบรมธรรม และพานั่งสมาธิภาวนาจนดึกดื่น บางคืนปฏิบัติภาวนาจนตลอดคืนก็มี ถึงตอนเช้าท่านก็พา พระเณรออกรับบิณฑบาตโปรดญาติโยมตามปกติและปฏิบัติกิจของสงฆ์เหมือนที่เคยทําเป็นประจํา

ท่านพระอาจารย์เสาร์พักอยู่ที่บ้านท่าวารี อยู่โปรดญาติโยมหลายเดือน จากนั้นท่านก็ พาพระเณรเดินทางต่อไปยังวัดบูรพาราม อ.เมือง จ.อุบลฯ ในระหว่างที่ท่านพักอยู่วัดบูรพาราม สามเณรพุธ ก็เดินทางมากราบถวายตัวเป็นศิษย์และต่อมาก็ได้มาปรนนิบัติรับใช้ท่าน ท่านพักรอ คณะศิษย์ที่เดินธุดงค์ติดตามมา เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว ท่านก็ให้ศิษย์แต่ละคณะแยกย้ายกันออกไปปฏิบัติธรรมและเผยแผ่ธรรมตามที่ได้มอบหมายตั้งแต่ครั้งก่อนออกเดินทาง ส่วนท่านได้รับนิมนต์ไปพักจําพรรษาที่บ้านข่าโคม บ้านเกิดของท่าน ตามความประสงค์ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจากนครพนม

สถานที่ต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานีที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ไปพํานักในช่วงปัจฉิมวัย ระหว่างปลายปี พ.ศ ๒๔๗๙ – ๒๔๘๔ ดังนี้ 

๑. บ้านท่าวารี อําเภอเขื่องใน

๒. บ้านชีทวน อําเภอเขื่องใน

๓. บ้านสวนงัว อําเภอม่วงสามสิบ

๔. บ้านข่าโคม อําเภอเมืองอุบลราชธานี

๕. บ้านปากกุดหวาย อําเภอวารินชําราบ

๖. บ้านโพธิ์มูล อําเภอวารินชําราบ

๗. บ้านท่าข้องเหล็ก อําเภอวารินชําราบ

๘. วัดบูรพาราม ในตัวเมืองอุบลราชธานี

๙. วัดภูเขาแก้ว อําเภอพิบูลมังสาหาร

๑๐. วัดดอนธาตุ อําเภอพิบูลมังสาหาร เป็นสถานที่สุดท้ายของท่าน

เหตุอัศจรรย์ที่บ้านข่าโคม – เจ้าจอมมารดาทับทิมถวายผ้าป่า 

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้เดินทางมาพักที่บ้านข่าโคม อันเป็นบ้านเกิดของท่าน ซึ่งอยู่ในเขตอําเภอเมืองอุบลราชธานี ในการเดินทางกลับมาบ้านเกิด ในครั้งนั้น ได้เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ปาฏิหาริย์ทางพระพุทธศาสนา ได้เกิดแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนถึง ๒๐ วินาที เทพยดาตลอดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สถานที่นั้น ย่อมรับรู้และเกิดความปีติยินดีในการ กลับมาถิ่นกําเนิดของท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงได้บันดาลให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้ สิ่งนั้นแสดง ให้เห็นถึงอภินิหารแห่งธรรมของท่าน พระผู้เป็นพระอรหันตพุทธสาวก

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมาพํานักที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม ได้ไม่นานนัก ท่านก็มี กิจจําเป็นที่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ท่านเดินทางจากวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม มาพักที่ศาลา หลังเล็กของวัดป่าแสนสําราญ อ.วารินชําราบ จ.อุบลราชธานี นี้ก่อนที่จะเดินทางไปกรุงเทพฯ ด้วยทางรถไฟ สถานีรถไฟอุบลราชธานีอยู่ใกล้กับวัดนี้ ท่านเมตตาอนุญาตให้ลูกศิษย์บันทึก ภาพถ่ายท่าน ในอิริยาบถนั่งสมาธิภาวนา เพื่อเป็นที่ระลึกไว้กราบไหว้บูชา 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในครั้งนั้น ท่านได้ไปเยี่ยมเยียนสนทนาธรรมกับท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) เพื่อนสหธรรมิก ที่วัดปทุมวนาราม ท่านพระอาจารย์เสาร์หากมีกิจจําเป็นที่จะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ท่านจะไปพักกับท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) ที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งสมัยนั้นมีสภาพเป็นชนบทอยู่นอกเมือง เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะ 

ด้วยท่านทั้งสองต่างปฏิบัติธรรม เพื่อหวังความหลุดพ้น หลังจากที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ออกธุดงค์ภาวนาจนบรรลุธรรมแล้วและเผยแผ่ธรรมทั่วภาคอีสาน ในระยะนี้จึงพอสันนิษฐานได้ว่า เมื่อต่างได้จากกันมานานหลายปี การพบกันในครั้งนี้ ต่างก็เข้าสู่วัยชราภาพแล้ว การสนทนาธรรมกันตามหลักสัลเลขธรรม ท่านพระอาจารย์เสาร์คงได้เปิดเผยธรรมธาตุอันสะอาดบริสุทธิ์ที่ท่านได้ บรรลุธรรมมา ให้กับท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) เพื่อนสหธรรมิกที่ท่าน สนิทสนิมคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เป็นภิกษุหนุ่ม ขณะเริ่มออกปฏิบัติธรรม และเคยออกเที่ยวธุดงค์ สละเป็นสละตายด้วยกันมา 

ข่าวท่านพระอาจารย์เสาร์เข้ากรุงเทพฯ ขณะนั้นเจ้าจอมมารดาทับทิม ในรัชกาลที่ ๕ ทรงประชวรอยู่ เมื่อทราบข่าวจึงได้ให้คนมากราบนิมนต์ท่านเข้าไปในวัง เพื่อเทศน์โปรดให้กําลังใจ เพราะทราบกิตติศัพท์ของท่านพระอาจารย์เสาร์จากท่านพระอาจารย์นาค โฆโส ที่เป็นลูกศิษย์ รูปหนึ่งของท่าน เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ไปเยี่ยมอาการ เจ้าจอมมารดาทับทิมเพียงได้เห็น ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็เกิดกําลังใจแล้ว เมื่อท่านให้โอวาทธรรมแม้เพียงสั้นๆ ก็ยิ่งเกิดกําลังใจเป็นอันมาก เจ้าจอมมารดาทับทิมเคารพเลื่อมใสท่านพระอาจารย์เสาร์มาก ต่อมาได้เป็นผู้อุปถัมภ์ วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม เรื่อยมาจวบจนอสัญกรรม

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้พักอยู่ที่วัดปทุมวนาราม ระยะหนึ่ง จากนั้นท่านจึงเดินทางกลับมาวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม มีผู้ติดตามในการกลับมาของท่านในครั้งนั้น คือ เจ้าจอมมารดาทับทิม และข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่นับสิบๆ คน โดยคณะเจ้าจอมมารดาทับทิมได้เดินทางจากกรุงเทพฯ พร้อมเครื่องไทยทานจํานวนมากมายเป็นประวัติการณ์ ซึ่งในสมัยนั้นการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลําบาก ต้องใช้ช้าง ม้า เป็นพาหนะ ในการเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงอุบลฯ โดยทางรถไฟ เมื่อมาถึงปลายทางที่อําเภอวารินชําราบแล้ว จึงได้ใช้เรือกลไฟจากหาดสวนยา ริมฝั่งนํ้ามูล บรรทุกผู้คนและสัมภาระต่างๆ เดินทางทวนแม่นํ้ามูล ขึ้นไปตามลํานํ้าเซบาย มาขึ้นบกที่ท่ากกโดน หรือ โฮงเฮือน (ท่านํ้านี้ทําเป็นโรงสําหรับเก็บเรือพาย เรือแข่ง) ชาวบ้านได้ใช้เกวียนเป็นพาหนะสําหรับ ขนย้ายสัมภาระต่างๆ เข้ามายังหมู่บ้านข่าโคมอีกทอดหนึ่ง

ภาพถ่ายท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งสมาธิภาวนา บันทึกภาพที่วัดป่าแสนสําราญ คณะ ลูกศิษย์ได้นํามาอัดถวายให้ท่านแจกในคราวงานพิธีทอดผ้าป่าที่วัดป่าหนองอ้อ โดยคณะตัวแทน เจ้าจอมมารดาทับทิม เป็นเจ้าภาพศรัทธา เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๔๘๐ 

สาเหตุที่ เจ้าจอมมารดาทับทิมมีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาและได้รู้จักกับท่านพระอาจารย์เสาร์ สืบเนื่องมาจาก ในเช้าวันหนึ่ง ที่กรุงเทพมหานคร มีสามเณรบุคลิกดี น่ารักน่าเลื่อมใส เพิ่งเดินทางไปจากอุบลฯ เดินบิณฑบาตเลยเข้าไปในเขตพระราชฐาน วังกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช โดย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงถูกกักตัวไว้สอบสวนตามธรรมเนียม สามเณรองค์นั้นไม่แสดงอาการหวาดกลัวต่อโทษทัณฑ์อันใด ยังคงนั่งสมาธิรอการสอบสวนด้วยอาการสงบเย็น

ความทราบถึงเจ้าจอมมารดาทับทิม เจ้าของพระตําหนัก สอบถามได้ความว่า ชื่อ สามเณรนาค เป็นลูกศิษย์ของ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ซึ่งมีพระอาจารย์ใหญ่ ชื่อ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต อยู่เมืองอุบลฯ สุดชายแดนไกลโน้น ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสในสามเณรนาค จึงได้รับ เป็นเจ้าภาพทําพิธีอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุต่อไป พร้อมเป็นโยมอุปัฏฐากมาตั้งแต่บัดนั้น

สามเณรนาค ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อเดือน ๕ ขึ้น ๕ คํ่า ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่ วัดบรมนิวาส โดยมี เจ้าจอมมารดาทับทิม โยมอุปัฏฐากเป็นเจ้าภาพบวชให้ท่าน โดยได้รับ นามฉายาว่า “โฆโส”

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๙ พระอาจารย์นาค โฆโส เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดและมา กราบท่านพระอาจารย์เสาร์ พร้อมทั้งพาคณะของเจ้าจอมมารดาทับทิม มาทอดผ้าป่าและถวาย เครื่องไทยทานครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ของเมืองอุบลฯ เมื่อครั้งนั้นด้วย

พรรษา ๕๘ – ๖๐ พ.ศ. ๒๔๘๐ – ๒๔๘๒ จําพรรษาวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านมาพักที่วัดป่าหนองอ้อ ก่อนเข้าพรรษาก็มีบรรดาคณะศิษย์เดินทางมากราบถวายตัวเป็นศิษย์ มาขอฟังโอวาทธรรมกันอย่างต่อเนื่อง พอเข้าพรรษาท่านพา พระเณรอธิษฐานจําพรรษาที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม เป็นการจําพรรษาที่วัดบ้านเกิดเป็นปีแรก และท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดแห่งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ – ๒๔๘๒ เป็นเวลา ๓ ปีติดต่อกัน นับเป็นพรรษาที่ ๕๘ – ๖๐ ขณะอายุ ๗๘ – ๘๐ ปี ท่านเข้าสู่ปัจฉิมวัย แต่ธรรมะไม่มีวัย ท่านยังคงเมตตาโปรดศรัทธาญาติโยมที่เป็นญาติพี่น้อง เป็นลูกหลาน ตลอดพุทธบริษัทจนเลื่อมใสศรัทธา 

แม้ท่านจะเป็นพระพูดน้อย เทศน์น้อยก็ตาม แต่ลักษณะ กิริยาของท่านทุกอย่างงดงาม นุ่มนวลมาก ท่านเจริญพรหมวิหารธรรมอยู่เป็นนิจ ดังท่านพระอาจารย์มั่นว่า “ท่านอาจารย์เสาร์หนักอยู่ในสมาธิและพรหมวิหารธรรม และท่านไม่ขาดการตรวจกายสังขารฯ” ถ้าจะเรียกให้ สมกับจริยาวัตรของท่านแล้ว จะกล่าวได้ว่า ท่านบริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ ล้นเปี่ยมตาม คุณธรรม ท่านเจริญเดินตามทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ทุกประการ คือ มีเมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา นําคณะศรัทธาทั้งหลายให้ได้เจริญ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ได้รู้เล่ห์เหลี่ยม ของกิเลสตัณหาที่เข้ามารบกวนรบเร้าจิตใจให้เตลิดไปต่างๆ เพราะท่านมีความเมตตาอันสูงสุดนี้

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นพระมหาเถระผู้เฒ่าที่งามทั้งภายนอกและภายใน มีรูปร่างสูงใหญ่งดงามมาก ทั้งใจดีมากๆ ใครได้มาเห็น ได้มาสัมผัส ได้มารับใช้ใกล้ชิดท่าน ย่อมสัมผัสรับรู้ได้ถึงกระแสเมตตาธรรมอันเยือกเย็น สะอาดบริสุทธิ์ ของท่าน และโอวาทธรรมอันสั้นๆ แต่มี ความหมายอันลึกซึ้งมาก ก็ยิ่งเกิดความประทับใจท่าน ยิ่งให้ความเคารพรักและเทิดทูนบูชาท่าน ขนาดหลานของท่านเอง ถึงกับเลื่อมใสศรัทธามากจนออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานติดตามท่านก็มี 

ในระยะที่ท่านพระอาจารย์มี ญาณมุนี อยู่ร่วมจําพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็จะ มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์มีเป็นองค์แสดงธรรม และท่านได้กล่าวชมกับพระศิษย์ว่า “ให้เทศน์ให้ได้เหมือนท่านอาจารย์มี” หากทราบว่าท่านพระอาจารย์มีแสดงธรรม ท่านก็จะไปฟัง 

ท่านพระอาจารย์มี เป็นพระศิษย์สําคัญอีกองค์หนึ่งที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านให้ความเมตตาไว้วางใจ เมื่อครั้งท่านเมตตามาแวะเยี่ยมเยียนท่านพระอาจารย์มี ที่วัดป่าสูงเนิน อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ท่านได้ถ่ายภาพร่วมกันในอิริยาบถนั่ง 

และ ณ วัดป่าหนองอ้อแห่งนี้เอง หลวงปู่บัวพา ท่านเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งนั่งเฝ้ารับใช้ ท่านพระอาจารย์เสาร์อยู่ เห็นท่านหัวเราะหึๆ ขึ้นมา จึงกราบเรียนถามท่านว่า “ขอโอกาส ครูบาจารย์ มีอีหยังนอขะน่อย (มีอะไรหรือครับ) จึงได้หัวเราะ?”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงเล่าให้ฟังว่า หนองนี้แหละ ในชีวิตของข้อยเคยทําบาปใหญ่ ครั้งหนึ่ง สมัยข้อยเป็นหนุ่ม ฝนตกหนัก ปลามันขึ้นจากหนองนี้มีแต่ตัวใหญ่ๆ ใครเขาไม่กล้ามาเอา เขากลัว เพราะผีมันดุ ตาปู่มันร้าย ใครมาทําอะไรในเขตของเขาเป็นอันไม่ได้ คนเขาถึงกลัว ข้อยกับพ่อเป็นคนไม่กลัว ได้พร้าอีโต้คนละดวง ข้องคนละใบ ฝนตกตอนกลางคืนมา สองคนกับพ่อ ข้อยก็ฟัน พ่อก็ฟัน ฟันเอาฟันเอาจนเต็มข้องไผ (ใคร) ข้องมัน

หลวงปู่บัวพา เลยกราบเรียนท่านว่า ทอนี่ (เท่านี้) หรือครูบาอาจารย์ บาปใหญ่ที่สุด ของชีวิต คนอื่นเขาทําจนนับไม่ถ้วน และไม่รู้ว่าเขาได้ทําบาปอะไรไว้บ้าง แล้วเขาพวกนั้นจะเป็นบาปขนาดไหน

หลวงปู่ทองรัตน์ได้รับความไว้วางใจไปโปรดบ้านชีทวน

ในบรรดาพระศิษย์ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเมตตาให้ความไว้วางใจหลวงปู่ทองรัตน์ กนตฺสีโล มาก หลวงปู่ทองรัตน์ท่านตั้งใจศึกษาเคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติ เป็นพระผู้มักน้อยสันโดษ มีใจเด็ดเดี่ยวมั่นคง ไม่ยึดติดถิ่น ไม่ติดวัด รักการธุดงค์ ท่านใช้บริขารบาตรใบเดียวตั้งแต่บวชจนถึงวันมรณภาพ 

โดยสถานที่ช่วงแรกของชีวิตนักบวช หลวงปู่ทองรัตน์ เที่ยวธุดงค์ทั่วทั้งแถบลุ่มนํ้าโขง ตอนกลางและตอนล่าง และเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในแถบจังหวัดนครพนม สกลนคร ท่านเป็นพระธุดงค์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น มีบางครั้งท่านได้มีโอกาสธุดงค์ไปกับสหธรรมิกร่วมครูบาอาจารย์องค์เดียวกัน เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พระครูญาณโสภิต (หลวงปู่มี ญาณมุนี) ท่านเคยธุดงค์ไปในประเทศลาว เขมร พม่า และอินเดีย พร้อมกับหลวงปู่กินรี จนฺทิโย ศิษย์องค์หนึ่งของท่าน และเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง คราวไปพม่า ท่านได้ธุดงค์ร่วมกับหลวงปู่มี ญาณมุนี

สําหรับในประเทศลาว หลวงปู่ทองรัตน์ ได้วางรากฐานแห่งการปฏิบัติพระกรรมฐานไว้ โดยเฉพาะที่วัดภูมะโรง นครจําปาศักดิ์ และมีศิษย์ที่อยู่สืบทอดมรดกธรรมต่อมา คือ หลวงปู่ บุญมาก ฐิติปญฺโญ และหลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม ซึ่งได้ติดตามปฏิบัติธรรมกับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น  ในเวลาต่อมา

หลวงปู่ทองรัตน์ ท่านเคารพนับถือ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองมาก และท่านได้รับการแนะนําอุบายธรรมที่ลํ้าลึกเสมอ ท่านมีความคุ้นเคยกับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม มาก เพราะเป็น ศิษย์อุปัชฌาย์เดียวกัน ท่านจึงพูดสัพยอกกันแรงๆ ท่านเคยบอกศิษย์ว่า “ญาท่านตื้อนี่ ต่อไป จะเป็นผู้มีชื่อเสียงหลาย (มาก) องค์หนึ่ง”  และก็เป็นจริงตามนั้น

หลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม เล่าสมัย หลวงปู่ทองรัตน์ ได้จําพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ พระเณรต่างทําความเพียรอย่างหนัก วันหนึ่งมีพระรูปหนึ่งเอะอะโวยวายขึ้นมาด้วยความดีใจคิดว่า ตัวท่านเองเหาะได้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ พูดบอกว่า “เอาแหม้ (เอาซิ) ทองรัตน์ เอาแหม้” หลวงปู่ทองรัตน์ เดินตรงไปยังพระองค์นั้น อัดกําปั้นใส่กกหูเต็มแรง พระองค์นั้นถึงกับล้มไปกอง ที่พื้น รู้สึกค่อยสร่างได้สติกลับคืนมา

คราวกลับมาอยู่เมืองอุบลฯ ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านเมตตาไว้วางใจให้หลวงปู่ทองรัตน์ ไปอยู่บ้านชีทวน พร้อมพูดกําชับว่า “ท่านทองรัตน์เท่านั้นถึงจะอยู่จําพรรษาที่บ้านชีทวนได้”

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ ไปถึงบ้านข่าโคม พ่อใหญ่พร้อมกับญาติโยมบ้านชีทวน เมื่อทราบว่าท่านพระอาจารย์เสาร์กลับมาพํานักที่บ้านข่าโคม จึงได้ร่วมกันนําผ้าไหม ไปถวายท่านพระอาจารย์เสาร์เพื่อบังสุกุลเย็บจีวร เมื่อทําพิธีเสร็จ ได้กราบอาราธนานิมนต์ท่านให้ไปจําพรรษาที่บ้านชีทวนอีกครั้งหนึ่ง เพราะแต่ก่อนท่านเคยธุดงค์ไปพํานักและสั่งสอนที่บ้านชีทวน จนญาติโยมส่วนใหญ่เข้าใจแนวทางการปฏิบัติ ต่อมาท่านได้ออกธุดงค์ไปตามทิศต่างๆ วัดนั้น จึงว่างจากพระกรรมฐานไปนาน 

ในสมัยก่อนการจะหาพระปฏิบัติกรรมฐานนี้ยากมาก บางหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านเห็น พระกรรมฐานต่างก็กลัวกัน หลบเข้าป่าไปคนละทิศละทาง เข้าไปบิณฑบาตในบางหมู่บ้านแทบจะไม่ได้ข้าวฉัน เพราะคนกลัวพระกรรมฐาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อเห็นญาติโยมยังให้ความศรัทธา ที่จะนําข้อประพฤติปฏิบัติไปใช้ เพื่อพัฒนาตนเอง จึงได้บอกญาติโยมไปว่า ถ้าจะให้ท่านไปจําพรรษาที่บ้านชีทวน ท่านไปไม่ได้ เพราะรับนิมนต์ญาติโยมทางบ้านข่าโคมไว้แล้ว ญาติโยมจากบ้านชีทวนพยายามอ้อนวอนให้ท่านจัดพระองค์ไหนไปอยู่ก็ได้ เพราะพวกเขาศรัทธาพระสายกรรมฐานที่เคยไปสอนชาวบ้านเอาไว้แล้ว

ญาติโยมที่มีศรัทธาเป็นทุนอยู่เดิมแล้ว ได้พยายามกราบอ้อนวอนทุกวิถีทางที่จะนิมนต์ พระกรรมฐานไปเป็นที่พึ่ง เป็นผู้นําทางด้านจิตวิญญาณ หรือท่านพระอาจารย์เสาร์อาจจะหยั่งดูความศรัทธาของญาติโยมก็ยากที่จะเดาได้ จึงไม่บอกรับง่ายๆ เมื่อทราบแน่ว่าความศรัทธาใน พระศาสนาของญาติโยมที่บ้านชีทวนยังแน่นแฟ้นดี จึงให้ความหวังกับพ่อใหญ่กัณหาและญาติโยมที่ไปด้วยกันว่า

“ถ้าจะเอาพระไปเดี๋ยวนี้ ยังไม่ได้ เพราะพระยังไม่มา”

ญาติโยมก็เห็นพระมีตั้งเยอะตั้งแยะ ทําไมหลวงปู่จึงบอกว่ายังไม่มา ญาติโยมกลัวว่าจะ ไม่ได้พระเณรไปจําพรรษา ซึ่งเหลือเวลาเพียง ๓ วันก็จะเข้าพรรษาแล้ว ได้กราบเรียนถามหลวงปู่ ไปว่า “หลวงปู่ขะน้อย (ครับ) พระอยู่ในวัดมีหลายองค์อยู่ แบ่งให้ไปก่อนบ่ได้บ้อ (ได้ไหม) ขะน้อย”

ท่านพระอาจารย์เสาร์บอกว่า “บ้านชีทวนเป็นบ้านเจ้าคัมภีร์ใหญ่ตั๋ว ถ้าให้พระมะเขมะขา (พระที่มีภูมิจิตภูมิธรรมไม่แก่กล้าพอ) ไปสิ (จะ) มีเรื่องกัน ถ้าสาก่อนจั๊กสองมื่อ (รอก่อนสัก สองวัน) เพิ่นจั่งสิมาฮอด (พระท่านจึงจะมาถึง)” 

ในช่วงนั้น หลวงปู่ทองรัตน์ ไม่ทราบว่าท่านไปเที่ยวธุดงค์ที่ไหน ญาติโยมเมื่อได้ยิน ท่านพระอาจารย์เสาร์รับปากว่าจะให้พระไปจําพรรษาด้วย แม้ว่าเป็นเวลาที่ใกล้จะเข้าพรรษา เต็มที ต่างพากันดีอกดีใจ และกราบลาท่านกลับบ้าน ทุกคนได้ตั้งความหวังและดีใจกันเป็นที่สุด ที่จะได้พระกรรมฐานไปจําพรรษาใกล้บ้าน เมื่อกลับถึงบ้าน ต่างก็จัดสถานที่ ซ่อมแซมกุฏิ ศาลา ทําความสะอาดวัดให้เป็นที่รื่นรมย์เหมาะแก่การพํานักของแขกสําคัญที่จะมาพักด้วย

เมื่อครบ ๒ วัน ญาติโยมบ้านชีทวนต่างมุ่งหน้าไปยังวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม พร้อมภัตตาหาร ต่างออกเดินทางแต่เช้ามืด เมื่อไปถึงและได้ถวายภัตตาหารแล้ว จึงได้กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์เสาร์ถึงพระที่จะรับไปจําพรรษาที่บ้านชีทวน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านชี้ไปที่หลวงปู่ทองรัตน์ ซึ่งนั่งคู่กับหลวงปู่กิว่า “นั่นเด (นั่นล่ะ) พระที่เพิ่น (ท่าน) จะไปอยู่กับพวกหมู่เจ้า” ญาติโยมรู้สึกพอใจ ที่ท่านเมตตาจัดพระให้ ถึงแม้ไม่ได้ท่านไปจําพรรษา ก็ยังดีกว่าไม่ได้พระ 

ในพรรษานี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงบอกให้ หลวงปู่ทองรัตน์ กับพระอีก ๓ องค์ไปอยู่ จําพรรษาบ้านชีทวน พร้อมกับชาวบ้านที่มารับ และบอกให้หลวงปู่กิ กับพระอาจารย์กอน และพระอาจารย์บัญชี ไปอยู่จําพรรษาบ้านโพนงาน ต.หนองบ่อ อ.เมือง จ.อุบลฯ

เหตุการณ์ที่บ้านชีทวน 

ทางด้านหลวงปู่ทองรัตน์ ท่านต้องเจอปัญหาที่บ้านชีทวนอย่างสาหัสสากรรจ์ที่สุด อย่างที่ท่านพระอาจารย์เสาร์บอกไว้ไม่ผิด ซึ่งชาวบ้านพูดภายหลังว่า “ปัญหาแต่ละอย่าง ถ้าไม่ใช่ ครูบาจารย์ทองรัตน์ คงจะอยู่ไม่ได้ เพราะมันหนักมากในการแก้ทิฏฐิคน”

ปัญหาแรก ชาวบ้านชีทวนแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายต่อต้านอย่างรุนแรงเป็นฝ่ายของอดีตพระมหาและผู้เคยบวชเรียนมีความรู้สูง กล่าวตําหนิ “พระป่าไปนั่งหลับหูหลับตาในป่าจะไปรู้เห็นอะไร แม้คนตาดีๆ ลืมตาดูมันยังไม่เห็น” อีกฝ่ายหนึ่งก็ศรัทธาพระป่า ก็พูดถึงฝ่ายแรกว่า “ช่างเขา เขาพูดอย่างนั้น เพราะเขาไม่เห็นด้วยกับเรา”

ท่านใช้สรรพนามแทนตัวท่านว่า ลูก พูดกับญาติโยมว่า พ่อ แม่ ทุกคน ท่านต้องการสอน ให้เขาพูดจาสุภาพ เพราะแม้แต่เด็กก็เรียกพ่อแม่ว่า อีพ่อ อีแม่ เรียกพี่ชาย บักนั่น บักนี่ 

พวกชาวบ้านชอบเอาครุใส่ปูใส่ปลามาใช้ตักนํ้าบ่อ กลิ่นคาวก็ติดอยู่ในนํ้า ท่านห้าม เขาก็ว่าท่านหวง พออธิบายว่า เมื่อพระตักนํ้ามาฉันก็ทําให้พระอาบัติ ชาวบ้านก็เข้าใจ 

ก่อนมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้กําชับว่า บ้านชีทวนเป็นบ้านที่มีการศึกษามาก เป็นมหา ก็เยอะ เรื่องที่จะไปพูดเฉยๆ โดยไม่มีอุบาย จึงยากที่คนเหล่านั้นจะเชื่อ เคยส่งพระไปอยู่แล้ว ต้องหันหลังกลับอย่างไม่เป็นท่า เพราะถูกลองภูมิ แม้แต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็เคยถูกลองดี มาแล้ว “ถ้าบ่แม่น (ไม่ใช่) ท่านทองรัตน์ บ่มีไผสิ (ไม่มีใครจะ) เอาอยู่”

หลวงปู่ทองรัตน์ ยังไปกราบท่านพระอาจารย์เสาร์ และขอรับอุบายจากท่านอยู่บ่อยๆ

ในระหว่างพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ให้พระลูกศิษย์ทั้งมหานิกายและธรรมยุต ที่ไป จําพรรษาในที่ต่างๆ ในละแวกนั้นมารวมลงอุโบสถด้วยกันที่ วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม ที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์พํานักอยู่ ต่อมาพระผู้ใหญ่ทางเมืองหลวงทราบเรื่องนี้ จึงได้แจ้งมายัง ท่านพระอาจารย์เสาร์ ห้ามไม่ให้พระทั้งสองนิกายลงอุโบสถทําสังฆกรรมรวมกัน ท่านจึงบอกว่า “ถ้าทางการเขาไม่ให้รวมกัน ก็ให้ลูกศิษย์แต่ละวัดทําอุโบสถกันเอง เมื่อมีงานจึงมาร่วมปรึกษาประชุมกัน”

หลวงปู่ทองรัตน์ พยายามสอนให้ชาวบ้านรู้จักการเสียสละทาน รู้จักใส่บาตรกัน บ้านไหน เคยใส่ ท่านก็ไปรอเขา บ้านไหนไม่เคยใส่บาตร ท่านก็พูดขอตรงๆ จนเขาใส่บาตรเอง ท่านจึง หยุดขอ แต่อาหารที่ขอมานั้น ท่านก็ไม่ได้ฉัน เพราะเป็นอาบัติ ซึ่งชาวบ้านกลุ่มต่อต้านก็หาว่าท่านเป็นพระขี้ขอบ้าง เป็นพระขี้ประจบบ้าง ทําตัวไม่เหมาะสมบ้าง แต่ท่านก็ไม่สนใจกับเสียงโจมตี เหล่านั้น

ท่านถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นานา มีชายคนหนึ่งเคยบวชได้เปรียญธรรม ๔ – ๕ ประโยค เอาค้อนใส่บาตรท่านบ้าง เอากบเป็นๆ ใส่บาตรท่านบ้าง เอาจดหมายกล่าวตําหนิท่านอย่างรุนแรงพร้อมขู่จะเอาลูกตะกั่วฝากบ้าง ท่านก็อดทนไม่ได้หวั่นไหวกับโลกธรรม ในที่สุดเขาก็คลุ้มคลั่งจนต้องมากราบขอขมาสํานึกผิดและได้มาติดตามรับใช้ท่าน

เรื่องการกลั่นแกล้งโจมตีลองดีมีมากมาย จนผู้เฒ่าผู้แก่ถามท่านว่า “ท่านถูกแกล้งถูกโจมตีทุกวัน ท่านไม่โกรธไม่แค้นเขาบ้างหรือ ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงจะหนีไปนานแล้ว” หลวงปู่ทองรัตน์ ได้ตอบว่า “ถ้าชาวบ้านชีทวนไม่ร้องไห้คิดถึงแล้ว ท่านจะไม่หนีไปไหน” 

ฝ่ายชาวบ้านที่กลั่นแกล้งโจมตีท่าน ต่างก็ประสบเหตุการณ์ที่ไม่ดีกันแทบทุกบ้านทุกคน ต่างพากันสํานึกและกลับมากราบขอขมาท่าน กลายมาเป็นฝ่ายสนับสนุนท่านเป็นอย่างดี

ส่วนการต่อต้านจากฝ่ายสงฆ์ ซึ่งก็หนักกว่าฝ่ายชาวบ้าน ทั้งกล่าวโจมตีและยุยงชาวบ้านให้เกลียดชังท่านต่างๆ นานา ได้ส่งพระมหารูปหนึ่ง ที่เคร่งและรู้เรื่องพระวินัยดีมาก ยอมตัวมาอยู่ เพื่อจับผิดท่านนานถึง ๓ ปี แต่หาข้อผิดของหลวงปู่ทองรัตน์ไม่ได้ แม้แต่อาบัติเล็กน้อยก็ไม่พบ

วันหนึ่งหลวงปู่เห็นพระมหารูปนั้นนั่งอยู่ใกล้ พอจะมองเห็นรางปัสสาวะได้ชัด หลวงปู่จึงไปนั่งปัสสาวะที่รางนั้น แล้วบ้วนนํ้าลายลงในราง ทางพระมหาลุกขึ้นมาต่อว่าทันที “ไหนท่านว่าเคร่งวินัย ทําไมถึงบ้วนนํ้าลายลงรางปัสสาวะ ไม่รู้หรือว่ามันผิดวินัย?”

หลวงปู่ทองรัตน์ ตอบกลับไปว่า “ผมสงสารท่านที่มาคอยจับผิดผมตั้ง ๓ ปี ถ้าท่านว่า ผมผิด แล้วท่านซ่อนอะไรไว้ใต้อาสนะที่นั่งของท่าน ท่านไม่รู้หรือว่าศัสตรานั้นมันคู่ควรกับสมณะหรือเปล่า?” ท่านมหาถึงกับหน้าถอดสี คิดไม่ถึงว่าหลวงปู่ทองรัตน์รู้ได้อย่างไรว่าตัวท่านซ่อนมีด ไว้ใต้อาสนะ

สุดท้ายมีการร้องเรียนกล่าวหาหลวงปู่ทองรัตน์ไปถึงพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองว่า ท่านทําตัวไม่เหมาะสม ประจบเอาใจและชอบขอของจากชาวบ้าน ทางสงฆ์ได้ส่งคณะกรรมการจากในเมืองมาสอบสวน สุดท้ายท่านก็อธิบายถึงเหตุผลและอุบายให้ฟังจนพระเถระเหล่านั้นพอใจ ไม่สามารถเอาผิดกับท่านได้

หลังจากหลวงปู่ทองรัตน์ เป็นที่เคารพรักของชาวบ้านชีทวนแล้ว ชาวบ้านหลายคนแสดงความจํานงถวายที่ดินและพร้อมใจกันสร้างวัดถวายท่าน แต่ท่านไม่อยากให้สร้างวัดให้ท่านอีก ท่านพูดว่า “ไม่ต้องสร้างวัดหรอกพ่อ นาของลูกมีแล้ว นาแปลงนี้ยังไงล่ะ !” พร้อมกับชี้ไปที่บาตรของท่าน ซึ่งตลอดชีวิตการเป็นพระของท่าน ท่านมีบาตรใบนี้ใบเดียวเท่านั้น

หลวงปู่ทองรัตน์ เข้มงวดกวดขันในการสอนพระเณรมาก อาบัติเล็กน้อย ท่านก็ไม่ละเว้น

ตลอดระยะเวลาที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กลับมาพํานักที่จังหวัดอุบลราชธานี ไม่ว่าจะพัก ที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม ที่วัดบูรพาราม ที่วัดภูเขาแก้ว และที่วัดดอนธาตุ ซึ่งเป็นวัดสุดท้าย หลวงปู่ทองรัตน์ จะแวะเวียนมากราบท่านพระอาจารย์เสาร์อยู่เสมอ และครั้งสุดท้ายได้ร่วมธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ไปเมืองลาว จนท่านพระอาจารย์เสาร์มรณภาพที่นั่น 

หลวงปู่ทองรัตน์รักและเคารพท่านพระอาจารย์เสาร์มาก นับแต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ สั่งว่า “อยู่วัดป่าบ้านชีทวน อย่าไปไหน” ท่านก็ไม่เคยออกจากวัดไปไหน นอกจากไปกราบเยี่ยมท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านบอกเหตุผลว่า “หลวงปู่สั่งให้อยู่วัด ถ้าเกิดท่านมาเยี่ยมแล้ว เราไม่อยู่เดี๋ยวจะไม่ดี” ท่านอยู่ที่บ้านชีทวนเป็นเวลาถึง ๖ ปี จึงแก้มิจฉาทิฏฐิของชาวบ้านได้สําเร็จ หลังจากนั้นท่านก็ได้ธุดงค์จากไปสร้างวัดป่าบ้านคุ้ม ท่ามกลางความศรัทธาอาลัยของชาวบ้าน แล้วท่านก็อยู่ที่วัดนั้นจนมรณภาพ

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล กราบถวายตัวเป็นศิษย์

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล  วัดป่าสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี เล่าว่า 

“โอวาทธรรมที่หลวงปู่เสาร์ได้เตือน “ให้ตั้งใจให้ดี ตั้งสติให้ดี” ในคราวเป็นสามเณร ไปกราบนมัสการท่านที่วัดป่าสุทธาวาสในคราวนั้น ยังเอิบอิ่มอยู่ในจิตใจ ด้วยเหตุนี้เมื่อได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วจึงได้คิดอยู่เสมอว่า อยากจะไปอยู่ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติและฟังธรรมจากท่านพระ–อาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล 

เมื่อออกพรรษา (ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๙) ปวารณาแล้วย่างเข้าฤดูหนาว ชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวนําขึ้นไปใส่ยุ้งใส่เล้าเสร็จแล้ว เป็นฤดูที่เหมาะแก่การเที่ยววิเวกธุดงค์หาความสงบตามสถานที่ต่างๆ พระอาจารย์พานและพระภิกษุบุญจันทร์พร้อมด้วยพระภิกษุ ๑ รูป สามเณร ๑ รูป รวมเป็น ๔ รูปด้วยกัน ได้พร้อมกันกราบลาพระอาจารย์สีโห เขมโก เพื่อเดินทางไปศึกษาอบรมกับ ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล

ท่านอาจารย์พานจึงได้พาออกเดินทางต่อไปยังอุบลราชธานี เพื่อจะได้นมัสการฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อเดินทางไปถึงบ้านท่าวารี ได้พักอยู่กับท่านอาจารย์ทอง ๑ คืน จึงออกเดินทางต่อไปบ้านข่าโคม (บ้านเกิดของพระอาจารย์เสาร์) เพื่อที่จะได้ฟังธรรมของท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ เพราะมีความหิวกระหายในการที่จะฟังธรรมเป็นอันมาก เมื่อ เดินทางถึงบ้านข่าโคมแล้ว ท่านอาจารย์พานจึงได้พาลูกศิษย์ที่เดินทางด้วยกัน เข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พร้อมทั้งถวายตัวเป็นศิษย์ ขอนิสัยจากท่าน และขอฟังธรรม จากท่านด้วย

หลวงปู่บุญจันทร์เล่าว่า “ในขณะนั้นท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ก็แก่ชรามากแล้ว ท่าน ไม่ค่อยแสดงธรรมอะไรมาก ท่านสั่งให้พิจารณาความตายให้มากๆ ไม่ว่าคนว่าสัตว์ เกิดมาแล้ว ก็ต้องตาย เพราะเกิดกับตายเป็นของคู่กัน จึงเป็นสิ่งที่ถูกกับจริตนิสัยของเรา เพราะปกติในคราวเป็นเด็กก็เคยพิจารณาความตายเป็นนิสัยมาอยู่แล้ว” 

เมื่อจวนจะเข้าพรรษา มีโยมจากบ้านวังถํ้ามาขอพระกับท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ ให้ไปอยู่จําพรรษาที่สํานักป่าบ้านวังถํ้า ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์จึงสั่งว่า ให้ท่านบุญ (ท่านมักเรียกหลวงปู่บุญจันทร์ว่า “ท่านบุญ”) ไปอยู่บ้านวังถํ้ากับท่านอาจารย์คําบง และก็มีท่านอาจารย์คํา สุมงฺคโล ด้วยองค์หนึ่ง สําหรับท่านอาจารย์พานนั้น ท่านอาจารย์ใหญ่เสาร์ได้จัดให้ไปจําพรรษาที่วัดป่าบ้านปะอาว จึงได้แยกกันกับท่านอาจารย์พาน 

ในพรรษานี้ได้ตั้งใจประกอบความเพียรด้วยความไม่ประมาท ได้ไปรับการอบรมฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ ที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม อยู่เนืองนิจ ซึ่งมีพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส เป็นผู้อุปัฏฐากท่านอาจารย์เสาร์

ในขณะนั้นจิตได้รับความสงบเยือกเย็น แต่การมีปัญญารู้เห็นอย่างอื่นยังไม่มี อยู่มาวันหนึ่งในขณะที่เดินจงกรมทําความเพียรอยู่แต่หัวคํ่า เดินไปมาจิตรวมลงเป็นหนึ่ง เกิดแสงสว่างขึ้น สว่างไสว ในขณะจิตนั้นจึงนึกขึ้นว่านี้แสงอะไร แสงสว่างนั้นจึงหายไป ในขณะนั้นจิตก็ยังสงบอยู่ และเดินจงกรมต่อไป”

พ.ศ. ๒๔๘๐ กฐินผ้าป่าชาววัง 

ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ตามปรกติแล้ว ท่านไม่รับกฐิน – ผ้าป่า  โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านไม่รับด้วย ผ้าป่าก็ไม่มี กฐินก็ไม่มี ท่านไม่รับใดๆ ทั้งสิ้น ท่านไม่เคยรับเรื่องอย่างนี้เลย ครูบาอาจารย์ที่ท่านสะอาดบริสุทธิ์ ท่านไม่ต้องการนะ แล้วไม่รับด้วย ไม่รับ หมายความว่า ปลั๊กไฟ ถ้าเต้าไฟไม่เสียบเข้าสู่ปลั๊กไฟ ไฟนั้นจะเดินไม่ได้ ภิกษุถ้าเรา ไม่รับ เราก็ตัดเลย ไม่ต้องให้มันมายุ่งกับเรา ตัดหมด ตัดหมดเลย เพื่ออะไร เพื่อไม่ให้เงินบาป เพื่อไม่ให้เป็นสิ่งที่สกปรกเข้ามาสกปรกโสโครกไง แต่ถ้าผู้รับ ผู้รับรับด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ รับเสร็จแล้ว ทําแล้ว ปฏิคาหก นี่บุญเป็นอย่างนี้ แล้วบุญเป็นอย่างนี้ แล้วความสะอาดบริสุทธิ์ มันหาได้ แล้วหาได้ที่ไหนล่ะ”

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเมตตาอนุโลมรับกฐินผ้าป่าชาววังเป็น ครั้งแรก คณะพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ที่ได้ติดตามไปเมืองอุบลฯ เพื่อศึกษาฟังธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้แยกย้ายกันไปจําพรรษาในบริเวณใกล้ๆ แถวนั้น เมื่อออกพรรษาแล้ว ต่างได้มารวมกันที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม อยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ เพื่อเตรียมตัวรับกฐินผ้าป่าทางวัง พระเณรพากันปักกลดพักภาวนาอยู่ตามร่มไม้ในป่าหนองปู่ตา หนองอ้อเต็มไปหมด ดูแล้วเป็นบรรยากาศที่หาดูได้ยากจริงๆ

กําหนดกฐินผ้าป่ามีขึ้นในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๒ ปีฉลู ร.ศ. ๑๕๖ อันเป็นวันสุดท้ายของกฐินกาล ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้มีกฐินผ้าป่าชาววังจัดมา ทอดถวายพระป่าเป็นครั้งแรก เจ้าจอมมารดาทับทิมได้มอบหมายให้พระโอรสนําคณะมาทอดกฐินและผ้าป่าบังสุกุลจํานวน ๗๐ กอง พร้อมทั้งกองบวชอีกกองหนึ่ง มีพระนาค โฆโส พระมหา สมบูรณ์ วัดบรมนิวาส  ร่วมขบวนมาด้วย

คณะเจ้าจอมมารดาทับทิม เมื่อได้มาเห็นบรรยากาศที่พระเณรปักกลดพักภาวนาอยู่ร่มไม้ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เคยรู้เคยเห็นมาก่อน จนพากันนํ้าตาร่วง นํ้าตาไหล เพราะบรรยากาศที่เห็นนั้นเป็นภาพที่ประทับใจของคนชาวกรุงมากทีเดียว

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นผู้มีนิสัยพูดน้อย เทศน์น้อย เป็นพระที่เยือกเย็น ใจดีมาก ทําให้คณะเจ้าจอมมารดาทับทิมเห็นแล้วเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาไปตามๆ กัน กฐินผ้าป่า ในครั้งนั้น เจ้าจอมมารดาทับทิมได้อุปถัมภ์การอุปสมบท สามเณรเพ็ง คําพิพาก หลานชายของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และมีศรัทธาสร้างสิมนํ้า (อุโบสถในนํ้า) ที่วัดป่าบ้านหนองอ้อ ถวายแด่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ด้วย

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านจึงได้เริ่มสร้างอุโบสถในนํ้า ก่อสร้าง โดยช่างคนพื้นบ้าน ในขณะนั้น วัดป่าหนองอ้อ มีภิกษุสามเณรจําพรรษาอยู่ถึง ๑๕๐ รูป แม่ชีประมาณ ๖๐ ท่าน ในครั้งกระโน้น หมู่บ้านข่าโคม มีความสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองด้วยร่มเงา ของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งวัดป่าและวัดบ้าน

ต่อมา ท่านเจ้าจอมมารดาทับทิม พระสรราชภักดี คุณนายอั๋น คุณนายชม พร้อมข้าหลวง ชั้นผู้ใหญ่และชาวบ้าน ได้ร่วมกันจัดสร้างกุฏิที่พักสงฆ์ที่ป่าดอนหอธรรม หรือป่าหนองอ้อ ให้ไว้ เป็นสํานักสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต ในกาลต่อมา ชาวบ้านเรียกว่า วัดป่าหนองอ้อ 

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล  เล่าเหตุการณ์กฐินปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ไว้ดังนี้

“ครั้นอยู่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านวังถํ้าครบไตรมาส ๓ เดือน แล้วจึงได้ปวารณาออกพรรษา ครั้นออกพรรษาแล้วได้มีการทอดกฐินและกรานกฐิน ท่านอาจารย์ใหญ่เสาร์ได้มาเป็นประธาน ในงานนี้ด้วย 

ต่อมาที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม ซึ่งเป็นที่ท่านอาจารย์ใหญ่เสาร์จําพรรษา ได้มีศรัทธาชาววังจากกรุงเทพมหานคร นําผ้ากฐินและผ้าบังสุกุล จํานวน ๗๐ ไตร มาทอดถวาย ครูบา– อาจารย์พระเณรที่อยู่ในละแวกนั้นได้มาร่วมช่วยกันตัดเย็บผ้ากฐิน 

ในจํานวนพระ ๗๐ รูป ที่จะรับผ้าไตรบังสุกุล ๗๐ ไตรนั้น ท่านอาจารย์ใหญ่เสาร์จึงได้ สั่งว่า “ให้ท่านบุญ (หลวงปู่บุญจันทร์) ด้วยองค์หนึ่งเป็นผู้ชักผ้าบังสุกุล” เมื่อครูบาอาจารย์ สั่งอย่างไรจึงได้ทําอย่างนั้น เมื่อศรัทธาญาติโยมทอดผ้ากฐินบังสุกุลเสร็จแล้ว ญาติโยมชาววังจึง ขอนิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์แสดงธรรมให้ฟัง เมื่อท่านขึ้นไปนั่งบนธรรมาสน์ พระภิกษุ สามเณร และญาติโยมต่างก็ตั้งอยู่ในความสงบคอยสดับรับฟังธรรม 

ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ เริ่มแสดงธรรม ท่านตั้งนะโม ๓ จบ เสร็จแล้วท่านก็ว่า “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้” จบแล้วท่านก็ลงจากธรรมาสน์ ท่านเป็น ผู้มีนิสัยพูดน้อยและเยือกเย็น

เมื่อเสร็จกิจของสงฆ์ในเรื่องกฐินแล้ว ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์จึงได้สั่งว่า “ให้ท่านบุญไปอยู่เป็นเพื่อนท่านอาจารย์อาดที่วัดสําราญ (วัดป่าแสนสําราญ) อําเภอวารินชําราบ” จึงได้ ไปตามคําสั่งของครูบาอาจารย์ เมื่อไปอยู่วัดสําราญกับท่านอาจารย์อาด ก็ได้ตั้งใจประกอบความพากเพียร ไม่ประมาท ทําอาจริยวัตร กิจวัตร ข้อวัตรกับครูบาอาจารย์ด้วยความเอาใจใส่ การประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่ว่าภายนอกภายใน เราเป็นผู้ทําเอง คนอื่นทําให้เราไม่ได้”

บันทึกภาพท่านพระอาจารย์เสาร์และพระศิษย์ 

ตามปกติ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านไม่ยอมให้บันทึกภาพถ่ายท่าน นอกจากโอกาสพิเศษจริงๆ ดังเหตุการณ์คราวที่ท่านจําพรรษา ณ สํานักวัดป่าข่าโคม หรือวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม ต.หนองขอน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 

ในงานกฐินผ้าป่าของทางพระราชวังใน ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ณ วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม มีพระศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มารวมตัวกันมาก 

ในโอกาสนี้ท่านพระอาจารย์เสาร์ และสานุศิษย์บรรพชิต จึงได้บันทึกภาพถ่ายหมู่ไว้เป็นที่ระลึกร่วมกัน นับเป็นภาพถ่ายประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งซึ่งหาดูได้ยาก เพราะการหาโอกาสถ่ายภาพเช่นนี้ยาก และมีไม่บ่อยครั้งนักที่ท่านจะอนุญาต ดังนั้น ภาพถ่ายของท่านพระอาจารย์เสาร์จึงมี น้อยมาก โดยเฉพาะภาพถ่ายหมู่เห็นจะมีภาพนี้เพียงภาพเดียว 

ในภาพท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านนั่งเป็นประธานบนโต๊ะเล็ก พระภิกษุ สามเณร นั่ง และยืนเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบนับได้ ๕๓ รูป ซึ่งมีพระเถระศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ด้วยกันหลายท่าน ได้เดินทางมาร่วมงานกฐินผ้าป่าของทางพระราชวัง และได้บันทึกภาพถ่ายร่วมกัน ได้แก่ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ท่านพระอาจารย์ ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ท่านพระอาจารย์ทอง อโสโก ท่านพระอาจารย์อุย ท่านพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส สามเณรหงส์ทอง ธนกัญญา (พระหงส์ทอง สหธมฺโม หลานพระอาจารย์ดี ฉนฺโน) สามเณรผาย สามเณรคําดี ฯลฯ

หนังสือและบทสวดมนต์ย่อแจกเป็นที่ระลึกงานทอดกฐิน

คราวครั้งรับกฐินจากในวังครั้งนั้น ฝ่ายสงฆ์ก็มีการเตรียมรับกฐินโดยท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ได้จัดพิมพ์หนังสือของท่าน ถวายให้ท่านพระ–อาจารย์เสาร์ไว้แจกในงานจํานวน ๕๐๐ เล่ม คือ หนังสือพระไตรสรณคมน์และสมาธิวิธี มอบให้ท่านพระอาจารย์เสาร์ตรวจดู และท่านก็ว่า “เออ ! ดี… นี่คือธรรมะของอาจารย์สิงห์” แล้วมอบให้ท่านพระอาจารย์สิงห์นําไปแจกญาติโยม แล้วยิ่งกว่านั้นท่านยังมีเมตตา เรียกพระลูกศิษย์ให้จดข้อความตามคําบอก ซึ่งท่านพระอาจารย์กิ ธมฺมุตฺตโม ได้จดบันทึกไว้ แล้วจัดพิมพ์เป็นแผ่นๆ สําหรับแจกในงานกฐินครั้งนั้นด้วยเช่นกัน คือ ทําวัตรเช้า ทําวัตรเย็นตามแบบเดิมของท่านพระ–อาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ซึ่งท่านนําพาคณะศิษยานุศิษย์สวดเป็นประจํา เป็นการทําวัตรแบบย่อ ใช้ได้ทั้งทําวัตรเช้า – ทําวัตรเย็น 

การทําวัตรย่อของท่านพระอาจารย์เสาร์ กราบพระ ๓ ครั้งแล้ว 

กล่าวบูชาพระรัตนตรัย อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ… 

ตั้งนะโม ๓ จบ 

กล่าวไตรสรณคมน์ พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ… 

จากนั้นกล่าวคําไหว้พระรัตนตรัย 

อิติปิโส ภควา…  หมอบกราบ (กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา…) 

สวากฺขาโต… หมอบกราบ (กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา…) 

สุปฏิปนฺโน… หมอบกราบ (กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา…) 

จากนั้นแผ่เมตตาตน อหํ สุขิโต โหมิ… และแผ่เมตตาสัตว์ สพฺเพ สตฺตา… 

ทําวัตรย่อเสร็จแล้ว จากนั้นก็เดินจงกรม หรือนั่งสมาธิภาวนาต่อไป

ท่านพระอาจารย์เสาร์ปรารภว่า เราไม่ใช่พระพหูสูต สวดแบบย่อก็เป็นการสมควรแล้ว ให้เน้นการปฏิบัติบําเพ็ญเพียรทางจิตเป็นส่วนมาก

เรื่องเล่าจากหลานของท่านพระอาจารย์เสาร์

พ่อใหญ่จารย์เพ็ง (หลานท่านพระอาจารย์เสาร์) เล่าว่า “ได้บวชเป็นสามเณรในสํานักของท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ หลังออกพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พาพระเณรกลับมาตุภูมิ 

ในคราวที่จัดทอดกฐินที่วัดป่าหนองอ้อ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้จัดพิธีบวชพระด้วย ผู้ที่บวช คือ สามเณรบุญเพ็ง คําพิพาก หลานของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พิธีอุปสมบทจัดขึ้น ณ สีมานํ้า (โบสถ์กลางนํ้า) วัดป่าหนองอ้อ มีท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน) วัดศรีทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านเจ้าคุณพระศรีธรรมวงศาจารย์ วัดสุปัฏนาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า นารโท พระภิกษุบุญเพ็ง นารโท ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ โดยท่านอยู่ครองสมณเพศระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๐ – ๒๔๙๐ จึงสึก 

หลังจากครูบาจารย์เสาร์ได้ออกปฏิบัติศาสนกิจตามจังหวัดต่างๆ แล้ว บั้นปลายชีวิตจึงได้กลับมาที่บ้านเกิด และมาตั้งวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม วัดป่าหนองอ้อเดิมเป็นดินหล่ม มีหนองนํ้าเป็นหย่อมเหมือนปัจจุบัน และเป็นป่าดอนเจ้าปู่ของบ้านข่าโคม อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี”

คุณตาบุญเพ็ง ได้เล่าเกี่ยวกับปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์ ว่า 

“องค์ท่านมีนํ้าใจดั่งมหานที แผ่บารมีกว้างไพศาล พระ เณร อีกทั้งพ่อขาว แม่ขาว ต่างหลั่งไหลไปรวมกันปฏิบัติธรรมกับท่าน เป็นจํานวนไม่น้อยกว่า ๒๐๐ รูป จนบางครั้งก็เกิน กําลังที่ชาวบ้านข่าโคมจะรับไหวในเรื่องภัตตาหาร ทําให้ขาดแคลนไปบ้าง บางวันองค์ท่านได้ขอบิณฑบาตภัตตาหารคําสุดท้ายของพระแต่ละรูป ไปแบ่งปันให้แม่ชีและศิษย์วัด

ท่านพระอาจารย์เสาร์เรียกฝน

จากคําบอกเล่าของ คุณตาบุญเพ็ง หลานชายของท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เล่าถึงความอัศจรรย์ขององค์ท่านในการเรียกฝนเพื่อบําบัดความแห้งแล้งช่วยชาวบ้านว่า ในปีนั้นที่บ้านข่าโคมเกิดฝนแล้ง พื้นดินท้องนาแห้งผาก ชาวบ้านพากันมากราบเรียนเพื่อขอฝนกับองค์ท่าน ด้วย ความเมตตาที่ท่านมีต่อชาวบ้าน เพราะเป็นญาติพี่น้องลูกหลานของท่านทั้งนั้น ท่านรับฟังคําขอจากชาวบ้านด้วยความสงบเย็นเป็นปกติ แล้วบอกให้นัดชาวบ้านมาทําพิธีรวมกันที่วัดป่าหนองอ้อ ในบ่ายวันเดียวกันนั้น

ทางวัดไม่ได้มีการตระเตรียมพิธีกรรมอันใดให้ยุ่งยากเลย ทุกอย่างดําเนินไปตามปรกติ พอชาวบ้านมาที่วัดพร้อมกันในตอนบ่ายตามที่นัดไว้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็เป็นองค์ประธาน ท่านได้ดําเนินตามแนวอริยวิธีที่พระบรมศาสดาได้ดําเนินมา โดยให้ชาวบ้านกราบพระ รับศีล แล้วพระสงฆ์ก็เจริญพระพุทธมนต์ เหมือนในงานมงคลทั่วไป

เหตุมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น กล่าวคือ ในเวลาไม่นานนัก ฝนได้เทลงมาห่าใหญ่ในท่ามกลางพิธีนั้น จนทุกคนเปียกชุ่มโชก ทั้งๆ ที่ก่อนเริ่มพิธีมีแต่แสงแดดแผดจ้าบนท้องฟ้าไม่แสดงเค้าว่า จะมีฝนตกเลย นี่แหละ คือ บุญญาภินิหารของพระอรหันตพุทธสาวก ท่านพระอาจารย์เสาร์

การเรียกฝนของท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่ท่านเมตตาให้ชาวบ้านข่าโคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนั้น เป็นแนวทางสอนธรรมะ โดยการกระทํา เมื่อชาวบ้านประสบเหตุการณ์อัศจรรย์ ด้วยตนเองแล้ว ต่างก็พากันรํ่าลือสรรเสริญถึงคุณธรรมและคุณวิเศษของท่านพระอาจารย์เสาร์ ตลอดความอัศจรรย์ปาฏิหาริย์ในทางพระพุทธศาสนา ก็ยิ่งทําให้ชาวบ้านเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านพระอาจารย์เสาร์และพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

การสอนศิษย์ที่สติไม่สมประกอบ

เรื่องนี้เล่าโดย คุณตาบุญเพ็ง เรื่องมีอยู่ว่า ลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ คนหนึ่งอยู่ที่วัดป่าหนองอ้อ แกชื่อ เถนดี เพราะเคยบวชพระมาก่อน แต่เป็นคนสติไม่สมประกอบ

ในตอนสายวันหนึ่ง เถนดี แกไปได้กบมาจากไหนก็ไม่ทราบ แกเอาไปต้มเตรียมทําอาหารถวายพระ ก็คงเป็นเจตนาดีของแกที่ต้องการอุปัฏฐากเลี้ยงดูพระ บังเอิญขณะนั้น หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส พระอุปัฏฐากของท่านพระอาจารย์เสาร์ เดินมาเห็น ได้สอบถาม แต่เถนดีไม่ตอบ กลับหลีกหนีเดินขึ้นกุฏิไปอย่างมีพิรุธ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ทราบเรื่องนี้ ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร พอถึงตอนเย็น ท่านก็เรียกเถนดี มาหา ท่านอบรมไม่ให้ทําปาณาติบาต อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แม้จะเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยเพียงไรก็ตาม เขาก็มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิต เขาก็มีความรู้สึกเจ็บปวดทรมานเหมือนกัน สอนแล้ว ท่านก็ใช้ให้เถนดี ไปหยิบไม้ค้อนสําหรับตีระฆังที่อยู่ใกล้ๆ มา แล้วบอกว่า “ลองเคาะหัวตัวเองดูซิ เจ็บไหม? …เจ็บหรือ… เออ ! นี่แหละ อย่าทําต่อไปอีกนะ” ท่านพระอาจารย์เสาร์สอนเถนดีเพียงเท่านั้น แล้วท่าน ไม่ได้พูดถึงอีกเลย

พ.ศ. ๒๔๘๐ มอบหมายให้พระศิษย์สร้างวัดภูเขาแก้ว 

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล กลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่จังหวัดอุบลราชธานี มาสร้างวัดป่าหนองอ้อ ได้ไม่นาน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ในขณะที่ดํารงสมณศักดิ์เป็น พระพรหมมุนี ดํารงตําแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส และเจ้าคณะมณฑลนครราชสีมาในขณะนั้น ตลอดระยะเวลาที่กองทัพธรรมฯ สร้างวัดป่ากรรมฐานทางภาคอีสาน ในเขตจังหวัด นครพนม สกลนคร อุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี ฯลฯ สมเด็จฯ ท่านเห็นประโยชน์ในการขยายวัดป่ากรรมฐานและประโยชน์การปฏิบัติภาวนา จึงได้ขอให้ท่านพระอาจารย์เสาร์พิจารณาสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นที่ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี 

ด้วยปรากฏว่าญาติพี่น้องของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ได้อพยพมาจาก บ้านแคนดอนมดแดง อ.ดอนมดแดง จ.อุบลราชธานี มาปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านโพธิ์ตาก อ.พิบูลมังสาหาร เป็นจํานวนมาก สมเด็จฯ ท่านอยากให้มีวัดป่ากรรมฐาน เพื่อช่วยอบรมสั่งสอนทางธรรมให้ญาติพี่น้องของท่าน ให้ได้รับแสงสว่าง หายมืดหายบอด และเพื่อโปรดญาติโยม ชาวบ้านทั้งหลายให้มีสถานที่เป็นศูนย์รวมยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ ในการบําเพ็ญบุญ ใส่บาตร ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมกับพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น 

ด้วยเหตุนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้จึงมอบหมายให้ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน และท่านอาจารย์เสงี่ยม (ไม่ทราบฉายา) พระศิษย์ไปบุกเบิกตั้งสํานักปฏิบัติธรรมกรรมฐานตามบัญชาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ท่านทั้งสองได้ออกเดินธุดงค์จากวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม มายังบ้านโพธิ์ตาก โดยพากันสํารวจและได้มาปักกลดภาวนาที่ป่าช้าภูดิน ซึ่งตั้งอยู่บนเนินสูง ก่อนเข้าสู่ตัวอําเภอพิบูลมังสาหาร สถานที่แห่งนี้เดิมมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีสภาพเป็นป่ารกชัฏ มีต้นไม้ใหญ่หนาแน่นขึ้นปกคลุม บรรยากาศวังเวงวิเวกเงียบสงัด เป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับการภาวนา และอยู่ไม่ห่างไกลจากบ้านโพธิ์ตาก ศรัทธาญาติโยมจึงพร้อมใจกันถวายที่ดินผืนนี้สร้าง วัดป่ากรรมฐานขึ้นมา 

ป่าช้าภูดิน แห่งนี้เล่าลือกันว่าเป็นสถานที่อาถรรพ์ร้ายแรง เพียงคืนแรกที่ท่านพระอาจารย์ทั้งสองไปปักกลดภาวนาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก็โดนภูมิเจ้าที่และวิญญาณในป่าช้ามาทดสอบลองดีกับ พระธุดงคกรรมฐาน กล่าวกันต่อมาว่า ท่านพระอาจารย์ทั้งสองไม่ได้หวาดหวั่นกลัวเกรงใดๆ เลยแม้แต่น้อย ท่านทั้งสองได้นําพาชาวบ้านญาติโยมละแวกนั้น ทําบุญทําทาน รักษาศีล ปฏิบัติสมาธิภาวนา และทําบุญอุทิศแก่บรรพชนผู้ล่วงลับ เจ้าที่เจ้าทาง และเทพเทวดาอารักษ์ ประกอบกับการสนับสนุนของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) และชาวอําเภอพิบูลมังสาหาร ได้ให้การ อุปถัมภ์สนับสนุน การสร้างวัดจึงดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย

ชาวบ้านเรียกวัดที่สร้างใหม่นี้ว่า วัดป่าภูดิน หรือ วัดป่าภูเขาแก้ว หรือวัดภูเขาแก้ว โดยมี ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและอยู่จําพรรษาที่วัดแห่งนี้เป็นเวลานาน หลายปี ปัจจุบัน คือ วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

วัดภูเขาแก้ว เป็นวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มี เจ้าอาวาสดูแลพัฒนาวัดมาตามลําดับ และได้เป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมั่นคงมาตราบจนปัจจุบันนี้ โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ 

สถานที่พํานักในจังหวัดอุบลราชธานี

ในการย้ายที่พํานัก เป็นวัตรปฏิบัติหนึ่งของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น มีประโยชน์มหาศาล ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ในเมื่อนกมันยังมีรวงมีรัง เราต้องมีอาวาสอาวาที่อยู่อาศัย กุฏิ กุฏัง เราก็ดูแลรักษา นี้ดูแลรักษามันก็เป็นเรื่องโลกๆ เห็นไหม เราถึงต้องปรึกษาหารือกัน สร้างวัดขึ้นมาวัดหนึ่งเห็นไหม ขอให้ภิกษุจากจตุรทิศที่ยังไม่ได้มา ขอให้มาเถิด ที่อยู่แล้ว ขอให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข 

ที่อยู่อาศัย ! รวงรังของนก นกมันย้ายถิ่น นกมันบินมาหลบอากาศ มันย้ายถิ่นของมัน มันก็ได้พักได้อาศัย ได้ที่อยู่ที่กิน นกมันย้ายถิ่น มันบินไป มันต้องมีที่พักของมัน มันต้องมีอาหาร ตามรายทางของมันไป เพื่อย้ายถิ่นไปถึงเป้าหมาย ถึงฤดูกาลมันก็ย้ายกลับ 

ภิกษุจากจตุรทิศ ภิกษุลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น  ของครูบาอาจารย์ก็ย้ายถิ่น

ในการปฏิบัติกันมาก็ย้ายถิ่น ย้ายมาตามที่เราสร้างที่อยู่ที่อาศัย อันนี้มันเป็นอาจริยวัตร อาคันตุกวัตร มันเป็นวัตรปฏิบัติของกรรมฐาน มันเป็นวัตรปฏิบัติของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ที่ท่านได้เป็นผู้บุกเบิกให้พวกเราได้ทํากัน ให้สังคมสงฆ์ได้อยู่ร่วมกัน ได้ธมฺมสากจฺฉา ได้สนทนาธรรม ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึก เพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ของสังคมสงฆ์”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านย้ายสถานที่พํานักมาตลอดชีวิตการธุดงค์ เพื่อประโยชน์พระพุทธศาสนา แม้ในชีวิตบั้นปลายวัยชราภาพมากแล้ว ท่านยังออกเดินธุดงค์โปรดสรรพสัตว์ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ท่านทําประโยชน์เพื่อลาวัฏฏะชาติสุดท้ายของท่านอย่างแท้จริง เมื่อท่านมาพํานักในเขตจังหวัดอุบลราชธานี จึงมีสถานที่พํานักมากมายหลายแห่ง ครูบาอาจารย์ เล่าไว้ดังนี้ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ จําพรรษาที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม เป็นเวลา ๓ ปี ระหว่าง ออกพรรษา ท่านพาพระเณรธุดงค์มาพักภาวนาบ้านปากกุดหวาย บ้านโพธิ์มูล บ้านท่าข้องเหล็ก อ.วารินชําราบ แล้วมาจําพรรษาที่วัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ และตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมกรรมฐานขึ้นที่นี่

จากบ้านข่าโคม ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้รับนิมนต์ญาติโยม บ้านปากกุดหวายที่เลื่อมใสศรัทธา ขอให้ท่านพระอาจารย์ใหญ่เมตตามาโปรดพวกตนบ้าง ท่านพา พระเณรมาพํานักภาวนาที่สํานักสงฆ์บ้านปากกุดหวาย บริเวณที่ท่านพักภาวนา ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาแม่นํ้ามูลเยื้องไปฝั่งนํ้าตรงข้ามเป็นบ้านคูเดื่อ มีสภาพเป็นผืนป่าอันร่มรื่นและมีทัศนียภาพเป็นโค้งนํ้ามูลที่ไหลโค้งงอดั่งตะขอ ก่อนที่จะไหลไปสู่ตัวเมืองอุบลฯ เป็นภาพทิวทัศน์ที่งดงามมาก 

สําหรับบริเวณที่พํานักของท่านพระอาจารย์เสาร์ ปัจจุบันเป็นวัดป่าพูนสินวนาราม (สาขาของวัดหนองป่าพง) หมู่ ๖ ต.หนองกินเพล อ.วารินชําราบ จ.อุบลราชธานี 

จากบ้านปากกุดหวาย เดินไปไม่ไกลนักก็ถึงบ้านโพธิ์มูล ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พา คณะมาพํานักที่ริมฝั่งแม่นํ้ามูล บริเวณนี้เป็นชายป่าริมนํ้า มีหนองนํ้าที่ใสสะอาดอยู่ติดกัน มีป่าไม้ ปกคลุมร่มรื่นอยู่ด้านหลังวัดบ้านโพธิ์มูล ปัจจุบันนี้”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ รับนิมนต์มาโปรดชาวบ้านปากกุดหวายและพํานักให้เป็นสิริมงคลสนองศรัทธาญาติโยมชาวโรงสีไฟบ้านปากกุดหวาย แต่เนื่องจากที่นั่นมีเสียงดังรบกวนจากขบวนรถไฟที่เข้าไปบรรทุกข้าว ท่านจึงได้ย้ายไปที่สัปปายะ บ้านโพธิ์มูล และ บ้านท่าข้องเหล็ก เป็นลําดับต่อมา 

บ้านท่าข้องเหล็ก ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์พาพระเณรมาปักกลดภาวนา ปัจจุบัน คือ วัดป่าเรไรยกาวาส ต.คํานํ้าแซบ อ.วารินชําราบ ที่นี่มีต้นกระท้อน ต้นมะพร้าวนํ้าหอม ที่สมัยก่อน ยังไม่มีปลูกกัน พึ่งมีมาพร้อมกับตอนที่กฐินจากในวังของเจ้าจอมมารดาทับทิม ยกขบวนมาทอดถวายท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม จึงได้นําพันธุ์ไม้แปลกใหม่มาถวาย และท่านได้ให้นํามาปลูกไว้ที่วัดนี้ด้วย

มีเหตุการณ์ที่น่าสลดใจในปีนั้น คือ เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ ผู้คนล้มตายเป็นจํานวนมาก เพราะการแพทย์และหยูกยาที่จะบําบัดรักษาในสมัยนั้นยังอัตคัดขาดแคลนอยู่เป็นอันมาก 

การระบาดของโรคร้ายครั้งนั้น ไม่มีเว้นแม้สมณชีพราหมณ์ต่างถูกโรคร้ายคุกคาม เป็นเหตุให้แม่ชีที่เป็นลูกศิษย์ในคณะติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ ต้องจบชีวิตลงที่นี่ถึง ๖ รูป ไม่เพียงแต่แม่ชี ๖ รูปเท่านั้น ยังมีพระภิกษุอีก ๒ รูป และสามเณรอีก ๑ รูป รวมทั้งหมด ๙ รูป ได้เสียชีวิตเพราะโรคห่า (อหิวาตกโรค) ระบาดครั้งใหญ่ ในครั้งนั้นด้วย และความตายนี้เป็นมรณานุสติ เตือนใจบรรดาศิษย์ไม่ควรประมาทว่าจะไม่มาถึงตัวเรา จะต้องมาถึงวันใดวันหนึ่งอย่างแน่นอน จึงควรพากันเร่งขวนขวายทําความเพียรภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์กัน

หลวงปู่บุญจันทร์กราบลาไปทําบุญอุทิศให้โยมมารดา

เมื่อออกจากวัดป่าเรไรยกาวาสแล้ว คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็เดินธุดงค์ไปพักที่ วัดบูรพาราม อ.เมือง ท่านพระอาจารย์บุญจันทร์ กมโล ได้มากราบลา ดังนี้

“หลวงปู่ (หลวงปู่บุญจันทร์) ได้อยู่กับท่านอาจารย์อาดก็เป็นเวลาน้อย เพราะจวนจะ กลับบ้านเกิดมาทําบุญอุทิศถึงโยมมารดาที่ได้ล่วงลับไปแล้ว จึงได้ปรารภให้ท่านอาจารย์อาดทราบ ท่านก็ไม่ขัดข้อง ต่อมาจึงได้จัดเตรียมบริขาร กล่าวมอบเสนาสนะแล้วกราบคารวะลาท่านอาจารย์อาด เดินทางจากวัดสําราญ (วัดป่าแสนสําราญ) อําเภอวารินชําราบ เข้ามาพักที่วัดเลียบ ในเมืองอุบลราชธานี พอดีท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ก็ได้มาพักที่นั้นด้วยพอดี จึงได้เข้ากราบนมัสการกราบเรียนให้ท่านทราบถึงการที่จะกลับร้อยเอ็ด เพื่อทําบุญอุทิศให้โยมมารดา ท่านก็อนุญาต และท่านได้เตือนสติว่า “ให้ตั้งใจให้ดี อย่าประมาท” พอท่านเตือนสติเท่านั้น เกิดปีติเป็นอย่างยิ่งในคําเตือนของท่าน น้อมรับโอวาทธรรมนํามาปฏิบัติตั้งอยู่ในความไม่ประมาทตลอดมา 

ได้พักอยู่วัดเลียบไม่นาน เมื่อได้กราบนมัสการลาท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ และท่านอนุญาต ทําการคารวะขอขมาโทษท่านตามธรรมเนียมของพระกัมมัฏฐานในสมัยนั้น เสร็จตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว พอตอนเช้าบิณฑบาตตามสมณวิสัย ฉันเสร็จแล้วจึงเตรียมบริขาร มอบเสนาสนะแก่พระในวัดแล้ว ออกเดินทางจากวัดเลียบลําพังองค์เดียว”

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ภายหลังท่านได้กราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เมื่อท่านมาบุกเบิกสร้างวัดป่าสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี ท่านสร้างตามแบบฉบับของวัดป่ากรรมฐาน ที่พักของพระเณร ปลูกเป็นกระท่อมมุงแฝกแอ้มฝาใบตองไว้เป็นจุดห่างกัน พอสมควร ศาลาสร้างหลังเล็กๆ สําหรับเป็นที่ฉัน ที่ประชุมทําวัตรสวดมนต์ และใช้เป็นสถานที่อบรมญาติโยม ได้มีผู้ศรัทธาทั้งหญิงทั้งชายพากันออกจากบ้านมารับการอบรมจากท่าน ท่านเป็น ผู้มีความเมตตา อดทนแนะนําพรํ่าสอนศรัทธาญาติโยมให้รู้จักบําเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญเมตตาภาวนา ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์เป็นจํานวนมาก 

หลวงปู่บุญจันทร์ ท่านดําเนินตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคารพเคร่งครัดมาโดยตลอด ตั้งแต่ออกบรรพชา อุปสมบท จนได้มาเป็นครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” องค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐาน 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ หลังจากหลวงปู่บุญจันทร์มากราบลา ท่านยังพํานักภาวนาที่ วัดเลียบ ในเมืองอุบลฯ อันเป็นวัดแห่งแรกที่ท่านเปิดสอนการปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน ท่านเมตตา อยู่โปรดคณะศิษย์และศรัทธาญาติโยมที่นี่อีกระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็พาพระเณรออกเดินธุดงค์ไปวัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร และไปสํารวจสร้างวัดดอนธาตุต่อไป

อีการักหลวงปู่เสาร์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ความเมตตาใจดีของท่าน แม้อีกายังรักท่าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านดอนพันชาด ต.สําโรง อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านเป็นผู้เล่าเรื่องนี้

“ก่อนที่หลวงปู่เสาร์ ท่านจะมาอยู่ดอนธาตุ (วัดดอนธาตุ) นี้ ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านเดินธุดงค์มาเรื่อยๆ พักตามบ้านนอกชนบทท้องนา ตามทุ่งลอมฟาง โรงนา โคนไม้ ฯลฯ คํ่าที่ไหนก็หาที่พัก ปักกลดที่นั่น บางทีก็มีพระติดตามรูปสองรูป ก่อนที่จะเข้ามาดอนธาตุ ท่านได้เข้าไปวิเวกพักที่ บ้านดอนพันชาด บริเวณต้นค้อใหญ่ ใบดกหนาให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี พระติดตามก็ปักกลด ในบริเวณใกล้ๆ กัน ต้นค้อใหญ่นี้อยู่ระหว่างบ้านดอนพันชาด กับโรงสีพงษ์พาณิชย์ อยู่กลางทุ่งนา

เมื่อท่านมาพักอยู่ที่นั่น ญาติโยมก็ทํากระท่อมน้อยๆ ให้ท่านพัก ตอนเช้าๆ ท่านก็จะออกเที่ยวบิณฑบาตที่หมู่บ้านดอนพันชาด พวกเจ๊กพวกจีนที่ทํามาค้าขายเป็นลูกจ้างอยู่แถวโรงสี ก็จะเข้ามาทําบุญในตอนเช้า 

ท่านว่า มีเรื่องน่าแปลก คือ กา อีกานี่มันแปลก ท่านเล่า ในบริเวณต้นค้อใหญ่จะมีอีกา อยู่ฝูงใหญ่ๆ ร้องกาๆ อยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านเขาไม่กล้าไปทําอะไรมันหรอก เพราะกลัว บางคน ก็ว่าเป็น กาตาปู่ ที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นค้อใหญ่ เป็นเจ้าที่ ใครไปฆ่าไม่ได้ ต้องเป็นไปต่างๆ นานา เมื่อหลวงปู่เสาร์ท่านเข้ามาพักที่นั้นแล้ว อยู่ ณ ที่นั้นได้ ๒ – ๓ วัน บิณฑบาตฉันเช้าเสร็จ เศษอาหารที่เหลือก้นบาตร ท่านนํามาเลี้ยงกา กาที่นั่นติดท่าน รักท่านมาก

เวลาออกบิณฑบาต ท่านก็จะเรียกว่า “กาหลงเอ๋ย… ไปเถอะ เราไปบิณฑบาตกัน ไปโปรดสัตว์ผู้มีทุกข์กัน ชาติสังขารนี้มันเป็นทุกข์ทั้งคนและสัตว์” กามันก็จะบินตามไปเป็นขบวน ท่านเดิน ส่วนกาบิน ดูสวยงามมาก ชาวบ้านต่างก็รู้ว่าท่านออกบิณฑบาต เพราะกาบิน นําหน้าและส่งเสียงร้องลั่น ร้องดัง กาๆ เป็นระยะๆ คนถิ่นแถวนั้นอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง ต่างนิยมชมชื่นเคารพเลื่อมใสท่านมาก แต่ก่อนชาวบ้านแถวนั้นนับถือกาตาปู่ ตอนหลังได้คลายความเชื่อ มาพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ แม้แต่ลูกเล็กเด็กแดงก็ออกมากราบไหว้เป็น ทิวแถว ในเวลาท่านไปบิณฑบาตโปรดสัตว์ในหมู่บ้าน

หลวงปู่เสาร์  ท่านมีเมตตามาก ดุใครไม่เป็น มีอุบายสอนคนแยบคายหลายอย่าง

ในระหว่างที่ท่านพักกรรมฐานอยู่ดอนพันชาด ท่านเป็นที่พึ่งของเทวดาและมนุษย์ตลอดจนสัตว์ทั้งหลาย เมตตาธรรมคํ้าจุนโลก ไม่มีประมาณ ท่านเล่าให้ฟัง น่าฟังมาก จําไม่ได้หมด มันนานมาแล้ว”

ภาค ๑๕ สร้างวัดดอนธาตุเป็นวัดสุดท้าย – วัดบูรพาราม ศูนย์กรรมฐาน

พ.ศ. ๒๔๘๑ สํารวจหาที่สร้างวัดบนเกาะในลํานํ้ามูล 

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้รับนิมนต์จากแม่ชีผุย ไปในงานฉลองศาลาวัดภูเขาแก้ว ที่คณะศรัทธาชาวเมืองพิบูลมังสาหารสร้างถวาย ท่านพาพระเณรพักภาวนาและอยู่เมตตาโปรดพุทธบริษัทที่วัดภูเขาแก้ว ซึ่งท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้สร้างเป็น วัดป่ากรรมฐานได้ไม่นาน

หลังจากงานฉลองศาลา ๔ – ๕ วัน ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ปรารภกับลูกศิษย์ว่า อันว่าลํานํ้ามูลตอนใต้เมืองพิบูลฯ นี้ องค์ท่านยังไม่เคยไปตามเกาะแก่งน้อยใหญ่ทั้งหลายนั้น จะมีผู้ใดอาสาพาไปสํารวจดูบ้าง ก็มีลูกศิษย์ฝ่ายฆราวาสผู้ขันอาสา ได้แก่ ขุนสิริสมานการ (อดีตนายอําเภอพิบูลมังสาหาร) พ่อใหญ่อาจารย์บับ พ่อใหญ่ครูคําดี พ่อใหญ่พุทธา เป็นต้น 

เมื่อถึงวันออกเดินทาง คณะศิษย์ได้จัดเตรียมเรือไว้หลายลํา คอยอยู่ท่านํ้าใต้แก่งสะพือ ลงไป ตอนเช้าหลังฉันจังหันเสร็จแล้ว ได้ออกเดินทาง ท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งรถสามล้อถีบ ซึ่งมารออยู่แล้ว คณะพระเณรที่ไปด้วย มี ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก ท่านพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส พระบุญเพ็ง นารโท สามเณรหงส์ทอง สามเณร คําผาย และสามเณรปุ่น เป็นต้น พากันเดินตามสามล้อท่านพระอาจารย์เสาร์ ไปลงเรือที่รอรับ อยู่ ๔ – ๕ ลํา มีทั้งเรือแจวและเรือพาย 

กองเรือของท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ออกจากท่านํ้าใต้แก่งสะพือ ล่องตามลํานํ้ามูลไปทาง ทิศตะวันออก สํารวจเกาะแก่งสถานที่ต่างๆ ในลํานํ้ามูล เพื่อสร้างวัดป่ากรรมฐาน ล่องไปถึง ดอนคําพวง แวะขึ้นไปเดินสํารวจดู แล้วต่อไปยังดอนธาตุ ดอนตาดไฮ ดอนเลี้ยว จนตะวันบ่ายคล้อยราว ๔ – ๕ โมงเย็น ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ฝนเริ่มตั้งเค้าจะตกหนัก จึงได้จอดเรือที่ศาลาท่านํ้าวัดบ้านหัวดอนของอุปัชฌาย์รัตน์ แล้วขนบาตรขนบริขารขึ้นไปพักที่ศาลาท่านํ้า เย็นวันนั้นลมฝน พัดกรรโชกแรงอื้ออึง จึงได้พากันเคลื่อนย้ายไปขอพักยังศาลาวัดบ้านหัวดอนที่อยู่ใกล้กัน ตอนนั้นอุปัชฌาย์รัตน์เจ้าอาวาสไม่อยู่ พระลูกวัดได้กราบนิมนต์ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะไปพักที่ ศาลาการเปรียญ แล้วส่งข่าวให้ผู้ใหญ่บ้านหัวดอน บ้านทรายมูล และชาวบ้านในละแวกนั้นทราบ 

พอถึงตอนคํ่า ผู้ใหญ่บ้านและบรรดาลูกบ้าน ต่างก็พากันมากราบท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นจํานวนมาก ในฐานะที่ท่านเป็นพระอาจารย์ของท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ซึ่งเป็นพระที่ ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธาอยู่แล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์พาคณะชาวบ้านสวดมนต์ไหว้พระ รับศีล แล้วท่านได้มอบให้ท่านพระอาจารย์ดีแสดงธรรมโปรดชาวบ้านจนดึกดื่น เป็นที่ซาบซึ้ง และสร้างความศรัทธาให้ชาวบ้านมาก เมื่อชาวบ้านทราบเรื่องราวและกิตติศัพท์ในทางธรรมของ ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะพระกรรมฐาน จึงได้พากันอาราธนานิมนต์ให้อยู่เผยแผ่ธรรมโปรดศรัทธาชาวบ้านในถิ่นแถบนั้น 

รุ่งเช้า ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พาพระเณรออกบิณฑบาตในหมู่บ้าน ชาวบ้านหัวดอน และบ้านทรายมูล ได้พากันมาถวายจังหันเป็นจํานวนมาก พอฉันจังหันแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ บอกพระเณรและชาวบ้านว่า ท่านพิจารณาแล้ว อยากเลือกดอนธาตุให้เป็นที่ตั้งวัด

สํารวจดอนธาตุ – ไหนธาตุอยู่ที่ไหน?

ดอนธาตุ สถานที่ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พิจารณาเลือกเป็นที่ตั้งวัดป่ากรรมฐานนั้น เป็นเกาะอยู่กลางแม่นํ้ามูล ตั้งอยู่ห่างจากตัวอําเภอพิบูลมังสาหารไปทางทิศตะวันออก ไปตาม ลําแม่นํ้ามูล ราว ๗ – ๘ กิโลเมตร อยู่ระหว่างบ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร และ บ้านคันไร่ ต.คันไร่ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี โดยที่เกาะดอนธาตุ ร่องนํ้าทิศเหนือแคบ จึงใกล้ชิด กับหมู่บ้านทรายมูล ทางราชการจึงให้อยู่ในความปกครองของหมู่บ้านทรายมูล เกาะมีสัณฐาน ทรงรีตามลํานํ้ามูล มีเนื้อที่ประมาณ ๑๓๐ ไร่ รกทึบไปด้วยต้นยางขนาดใหญ่ ต้นพอก (ละมุดป่า) อุดมไปด้วยเห็ดและสมุนไพรนานาชนิด ทั่วบริเวณเกาะดอนธาตุวิเวกเงียบสงัดเป็นที่สัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา 

มีชาวบ้านข้ามนํ้าไปทํานาปลูกข้าวในที่ลุ่มบางส่วนของเกาะ บ้างก็หาเก็บพืชผักสมุนไพร แม้ในปัจจุบันชาวบ้านก็ยังข้ามไปเก็บเห็ดที่มีขึ้นตามธรรมชาติในหน้าฝน

ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน เคยมาที่ดอนธาตุ เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ครั้งนั้นชาวบ้านระเว ต.ระเว อ.พิบูลมังสาหาร เกิดอาเพศ ชาวบ้านเจ็บป่วยกันมาก เกือบจะทุกบ้าน ผู้ใหญ่บ้านระเว ได้มานิมนต์ท่านพระอาจารย์ดี เดินทางข้ามลํานํ้ามูลไปทําพิธีปัดเป่าทางศาสนา และแต่งยาต้ม (ยาฮากไม้) “หม้อใหญ่” รักษาชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วยจนเป็นที่ปกติสุขทั่วทั้งหมู่บ้าน 

ดอนธาตุ ในอดีตเคยเป็นสถานที่สําคัญ มีพระธาตุเก่าแก่ และมีภูมิพญานาคเฝ้ารักษา จะต้องมีผู้มีวาสนาบารมีธรรมมาฟื้นฟูและพัฒนาเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านย่อมเห็นในนิมิต จึงสํารวจและสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐาน วัดสุดท้ายของท่านก่อนมรณภาพ

หลังจากฉันภัตตาหารเช้าวันนั้นแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะศิษย์ที่มาจากอําเภอพิบูลมังสาหาร พร้อมด้วยชาวบ้านในสองหมู่บ้าน ซึ่งมี พ่อใหญ่จอม พ่อใหญ่ยง พ่อใหญ่หมาจุ้ย (ท่านพระอาจารย์เสาร์เปลี่ยนชื่อให้เป็น มงคล) พ่อใหญ่เจียง พ่อใหญ่สี พ่อจารย์คูณ เป็นต้น ได้พากันยกขบวนนั่งเรือ พายทวนนํ้าไปเทียบฝั่งเกาะทางด้านท้ายดอนธาตุ ซึ่งบริเวณนั้นเป็นดิน ปนทราย มีหญ้าและต้นกระโดนขึ้นอยู่ริมนํ้า

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ใช้ไม้เท้าพยุงร่างขึ้นไปบนฝั่งแล้วพาคณะขึ้นไปเดินสํารวจดูบน เกาะ พวกชาวบ้านหนุ่มฉกรรจ์แผ้วถางบุกเบิกให้เป็นทาง คณะเดินลึกเข้าไปเกือบถึงกลางเกาะ พบที่โล่งกว้างแห่งหนึ่งเป็นชัยภูมิที่ดี ลักษณะเป็นป่าหญ้าโล่งไม่มีต้นไม้ใหญ่

ครูบาอาจารย์ได้บันทึกถึงเหตุการณ์ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ พาพระเณรไปพักภาวนาที่ ดอนธาตุ ในช่วงแรกที่ไปถึง ดังนี้ 

“เมื่อคณะญาติโยมนั่งลงแล้ว คําแรกที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ เอ่ยปากถาม คือ “ไหน ธาตุอยู่ที่ไหน?

พ่อใหญ่จอม พันธ์น้อย กราบเรียนว่า “ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นธาตุ ที่เรียกกันว่า ดอนธาตุ ก็เรียกตามบรรพบุรุษ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พาเรียกสืบต่อกันมาเท่านั้น ที่ปรากฏ ก็เห็นมีแต่ดินจี่ (อิฐ) ที่กระจัดกระจายแห่งละก้อนสองก้อนเท่านั้น ไม่สามารถยึดถือเอาเป็น หลักฐานได้ว่าตัวธาตุจริงๆ อยู่ที่ไหน”

ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ถามหา “ธาตุ” เป็นคําแรก กล่าวกันว่า ท่านเดินมาตามตํานาน เก่าแก่ หรืออาจมาตามสมาธินิมิตของท่านก็ไม่อาจทราบได้”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพาพระเณรที่ติดตามพักค้างคืน ณ ดอนธาตุในคืนวันนั้นเลย ท่านได้หยุดยืนพิจารณา แล้วเลือกเอาบริเวณนั้นเป็นที่พักปักกลด 

พ่อใหญ่จอม พันธ์น้อย พร้อมด้วยชาวบ้านทรายมูลได้พากันไปฟังเทศน์ ณ ใต้ต้นเดือยไก่ ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ พํานักปักกลดอยู่ พระเณร ๔ รูปที่ติดตามในครั้งนั้น มี ท่านพระอาจารย์ ดี ฉนฺโน ท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก ท่านพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส และสามเณร คําผาย (ท่านพระอาจารย์คําผาย วัดป่าบ้านชีทวน) แยกย้ายกันปักกลด

ต่อมาคณะชาวบ้านได้ช่วยกันแผ้วถางป่าหญ้า พร้อมสร้างกุฏิกระต๊อบชั่วคราว และศาลาหลังเล็กๆ สําหรับฉันและทําสังฆกรรมขึ้นถวายท่านพระอาจารย์เสาร์และพระเณร 

พ.ศ. ๒๔๘๑ สร้างวัดดอนธาตุเป็นวัดสุดท้าย 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านพักอยู่ที่เกาะดอนธาตุครั้งแรก เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้ไม่นาน พระเณรที่ทราบข่าว ต่างก็เดินธุดงค์ติดตามมา ทําให้พระเณรมีจํานวนเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ ต่างแยกย้ายกันปักกลดตามร่มไม้ทําความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนากันทั้งวันทั้งคืน 

พระเณรทั้งหมดเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและถือธุดงควัตร เช่น ออกบิณฑบาตเป็นวัตร ฉันภัตตาหารหนเดียวเป็นวัตร ฯลฯ ต่างองค์ต่างพิจารณาฉันในบาตรอย่างสงบสํารวม ไม่ค่อยมี การพูดคุยกัน ต่างองค์ต่างกําหนดดูจิตดูใจของตนเองทุกลมหายใจ ไม่ปล่อยเวลาให้ทิ้งเปล่าเลย ทุกเวลานาทีเป็นการบําเพ็ญเพียรทั้งสิ้น และต่างองค์ต่างดําเนินตามแบบอย่างครูบาอาจารย์ท่านพาดําเนินมา ยิ่งได้อยู่พํานักใต้ร่มบารมีของท่านพระอาจารย์เสาร์ด้วยแล้ว ยิ่งเผลอไม่ได้

ข้อวัตรปฏิบัติที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้เมตตาตักเตือนลูกศิษย์เสมอ เช่น 

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ควรรีบเร่งทุกเวลาอย่าชักช้าจะเสียการ จงตั้งใจพยายาม ฝึกจิต ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ให้ได้ทัน

งานของจิตนั้น ต้องถือว่าเป็นงานเร่งด่วน โดยมีความตายคืบคลานคุกคามเข้ามาอยู่ ทุกขณะ ถ้าเกิดเผลอสติเพียงนิดเดียว ความตายก็มาถึงตัวทันที

ปฏิปทาที่ท่านพระอาจารย์เสาร์พาดําเนิน ก่อให้เกิดกระแสความศรัทธา สร้างความตื่นตัวและสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้กับชาวบ้านทั้งหลายในตําบลทรายมูล ตําบลระเว ตําบลคันไร่ เป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็นการปฏิบัติบําเพ็ญเพียรอย่างเอาจริงเอาจังเช่นนี้มาก่อน ต่างพากันเลิกละความเชื่อ ความยึดถือใดๆ ที่งมงายผิดแผกไปจากหลักธรรมคําสอนขององค์สมเด็จพระ–สัมมาสัมพุทธเจ้า หันพากันมาประพฤติปฏิบัติตามแนวใหม่ โดยถือพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่ง ที่อาศัยอย่างเคร่งครัดและถูกต้องต่อไป

ชาวบ้านได้มาร่วมสวดมนต์ฟังธรรมทุกเย็น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้มอบหมายให้ ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็นผู้เทศน์อบรมธรรมให้แก่พระเณรและญาติโยม โดยเทศน์แนะนํา ให้ญาติโยมเลิกละเรื่องการเซ่นไหว้ภูต ผี ปีศาจ หันมานับถือพระไตรสรณคมน์ รู้จักทําบุญให้ทาน รักษาศีล และฝึกการปฏิบัติภาวนา

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ปรารภท่ามกลางสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกาและญาติโยม ณ ที่นั้นว่า ท่านอยากสร้างสถานที่นั้นให้เป็นวัด “เพราะทําเลเกาะแห่งนี้มีความเหมาะสมดีมากที่จะได้เป็นวัดป่าปฏิบัติธรรมสืบต่อไป

ศรัทธาญาติโยมต่างอนุโมทนาสาธุการ แล้วผู้ใหญ่บ้านพร้อมทั้งประชาชนต่างยินยอม พร้อมใจยกที่ดินบริเวณเกาะดอนธาตุถวายให้ท่านพระอาจารย์เสาร์ นําพาสร้างวัดป่ากรรมฐาน ต่อไป และกลายมาเป็นวัดดอนธาตุตราบเท่าทุกวันนี้

ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านได้มอบหมายให้ ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน รับหน้าที่ดูแล การสร้างวัดและเสนาสนะป่าที่จําเป็นภายในวัดดอนธาตุ พ่อใหญ่จอม พันธ์น้อย ได้ถวายบ้านเก่า หนึ่งหลัง พ่อใหญ่หมาจุ้ย ผลสิทธิ์ ถวายบ้านหนึ่งหลัง และชาวบ้านอีกหลายคนก็ร่วมถวาย จึงได้บ้านเก่าหลายหลัง แล้วชาวบ้านได้พากันมาช่วยปลูกสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นได้หลายหลัง 

พญานาครักษาวัดดอนธาตุ

พญานาค เป็นอีกภพภูมิหนึ่งในสังสารวัฏ ที่มีประวัติคู่กับโลกสงสารมาอย่างยาวนาน และ มีปรากฏในประวัติพระพุทธศาสนาในยุคพระสมณโคดมพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันในภัทรกัปนี้ พญานาคสัมมาทิฐิจะเฝ้ารักษาสมบัติพระศาสนา และจะมากราบฟังธรรมครูบาอาจารย์องค์ที่มีคุณธรรม ดังที่ปรากฏในประวัติของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และ ในบรรดาพระศิษย์ เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อท่านมาบูรณะพัฒนาสร้างวัดดอนธาตุ บรรดากายทิพย์ เช่น เทวดา พญานาคราชที่รักษาเกาะดอนธาตุย่อมเกิดความปีติยินดี ย่อมมาแสดงตน มากราบคารวะ ขอฟังธรรมท่านพระอาจารย์เสาร์ เช่นเดียวกับวัดร้างอันเป็นโบราณศาสนสถานที่ท่านเคยไปบูรณะฟื้นฟูมา ตามประวัติเล่าว่า พญานาคราชวัดดอนธาตุได้มาทดสอบท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ผู้ที่ ได้รับมอบหมายให้มาบุกเบิกสร้างวัด 

ตํานานที่เล่าขานเกี่ยวพันกับพญานาคราช ณ วัดดอนธาตุ ในครั้งนั้นท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้พาสามเณรหงส์ทองซึ่งเป็นหลานชายลงเรือ โดยขอให้ชาวบ้านพายไปส่งที่ดอนธาตุ ซึ่งเป็นเกาะอยู่กลางแม่นํ้ามูล และได้ปรากฏในวัดร้างบนเกาะนี้ พอคํ่ามืดลงท่านพระอาจารย์ดี นั่งสมาธิภาวนาในกลด ได้นิมิตเห็นภูต ผี ปีศาจ จึงทราบด้วยสมาธิรู้ว่า วัดร้างบนเกาะดอนธาตุนี้มี ผีดุจริงๆ จึงออกจากกลดมาบอกสามเณรหงส์ทองที่ปักกลดอยู่ห่างๆ ว่า “คืนนี้ห้ามนอนเด็ดขาด มีโอปปาติกะวิญญาณดุร้ายมากมาย ยังไม่รู้ว่าเป็นพวกไหน ให้เณรนั่งสมาธิภาวนาตลอดคืน ให้จิตยึดมั่นอยู่กับ “พุทโธ” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีอะไรเกิดขึ้นให้วางเฉย ห้ามลุกหนีออกจากกลด ให้นั่งบริกรรมภาวนาพุทโธสู้” 

ดึกสงัดเป็นเวลาตีหนึ่ง ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน นั่งเจริญสมาธิภาวนา ได้เกิดนิมิตเห็น งูใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยเข้ามาที่กลดแล้วหายไป ท่านพิจารณาดูนิมิตแล้วก็ไม่ประมาท ได้กําหนดสติเจริญสมาธิภาวนาต่อไป ทันใดรู้สึกว่า มีเสียงเคลื่อนไหวอยู่นอกกลด จากนั้นก็มีหัวงูขนาดใหญ่ หงอนใหญ่ มุดเข้ามาในกลด ทําให้ท่านสะดุ้งในจิต ท่านรู้ได้ทันทีว่า งูตัวนี้เป็นพญานาคราช มีอานุภาพมาก กล้าบุกเข้ามาในกลดของพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งตามปรกติแล้ว ภูต ผี ปีศาจและเทวดาทั้งหลาย จะไม่กล้ากลํ้ากรายเข้ามาในกลดของพระธุดงค์เลย เพราะเคารพและหวาดกลัวอํานาจของพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ 

งูใหญ่หรือพญานาคราชตนนั้น มีขนาดใหญ่โตมาก ใหญ่เท่าต้นหมาก ได้ใช้ลําตัวรัดร่าง ท่านพระอาจารย์ดีไว้จนแน่น อึดอัดหายใจไม่ออก แทบจะขาดใจตาย ท่านพยายามกําหนดสติ เจริญมรณานุสติ นึกถึงความตายเป็นอารมณ์กรรมฐาน และตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าเราทั้งสองคนเคยเบียดเบียนกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ก็ขอให้พญานาคราชกินเราเป็นอาหาร หากไม่เคยเบียดเบียนกันมาก่อน ก็ขออุทิศส่วนกุศลให้ โดยขอมอบชีวิตไว้กับคุณพระศรีรัตนตรัย และขอปฏิบัติธรรม เผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป 

พออธิษฐานจบลง ก็เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ งูใหญ่ได้คลายตัวออก แล้วถอยออกไปจากกลดอย่างเงียบๆ ก็รู้ได้ด้วยกระแสญาณว่า พญานาคราชผู้รักษาวัดร้างแห่งนี้มาทดลองใจดู เมื่อรู้ว่าท่านยอมถวายชีวิตให้กับพระศาสนา พญานาคราชมีความพึงพอใจมากและก็ไม่ทําอันตรายท่าน ด้วยเหตุนี้เอง ท่านพระอาจารย์ดีจึงได้บูรณะวัดร้างแห่งนี้ขึ้นเป็นวัดป่ากรรมฐาน ชื่อ วัดดอนธาตุ อย่างสะดวกราบรื่น และต่อมาท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ได้มอบหมายให้ท่านสร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นอีกหนึ่งองค์ 

รูปปั้นพญานาคราช ที่ตั้งอยู่บนวัดดอนธาตุ ซึ่งถูกสร้างขึ้นในภายหลัง และมีพระประธานอยู่ทางด้านหลัง เนื่องจากมีตํานานความเชื่อเก่าแก่ที่เล่าขานกันมาว่า บนเกาะนี้มีพญานาคราชเฝ้ารักษาสมบัติพระศาสนา นามว่า พระนางโสมาสีวิกาเทวะนาคเทวี และมีพระบรมสารีริกธาตุเสด็จ พระนางโสมาฯ ที่เห็นอยู่วัดดอนธาตุ มีพระวรกายสีขาว แล้วก็เป็นพญานาคราชเศียรเดียวที่มี ความดุดัน เป็นเหมือนราชินีเทวนาค บางตํานานเล่าว่า ที่วัดดอนธาตุ ในวันพระขึ้น ๑๕ คํ่า มีลูกไฟลอยขึ้นจากนํ้าบ้าง และบนเกาะจะมีลูกไฟดวงเล็กๆ จํานวนมาก เหมือนกับว่าเทวดามา กราบสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุบ้าง

พ.ศ. ๒๔๘๑ สร้างพระพุทธไสยาสน์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ขณะพํานักภาวนาอยู่ที่วัดดอนธาตุ ท่านได้แสดงอตีตังสญาณ ท่านมีญาณล่วงรู้เหตุการณ์ย้อนหลังในอดีต ท่านทราบว่า ในอดีต ณ สถานที่แห่งนี้ มีพระธาตุ หรือเจดีย์ ที่สร้างขึ้นเพื่ออัญเชิญพระอังคารธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ให้พุทธบริษัทได้กราบสักการบูชา แต่ปัจจุบันได้ชํารุดทรุดโทรมไปมากจนไม่อาจบูรณะซ่อมแซมได้ ท่านจึงดําริสร้างพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) ครอบพระธาตุนี้ไว้ 

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ พอถึงเทศกาลมาฆบูชา ชาวบ้านได้ช่วยกันขนหินทรายมาก่อเจดีย์ทรายถวายวัดดอนธาตุ ต่อมาหินทรายกองนั้นได้ถูกนํามาใช้สร้างพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ในขณะนั้นท่านมีท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ที่คอยติดตามใกล้ชิด และท่านได้ติดตามมาวัดดอนธาตุ ท่านพระอาจารย์เสาร์เห็นว่าท่านพระอาจารย์ดี มีฝีมือในทางปั้น ท่านจึงได้มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์ดี เป็นผู้ปั้นพระพุทธไสยาสน์ไว้ครอบ พระธาตุและให้พุทธบริษัทได้สักการบูชามาจวบจนทุกวันนี้ นอกจากนี้ท่านยังได้มอบหมายให้ ท่านพระอาจารย์ดีเป็นผู้เทศน์ให้การอบรมแก่พระเณรและฆราวาสญาติโยมแทนท่านเสมอ

ครูบาอาจารย์ ท่านได้บันทึกการสร้างพระพุทธไสยาสน์ในครั้งนั้นไว้ว่า “ท่านพระอาจารย์คําผาย (วัดป่าบ้านชีทวน) เล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นท่านยังเป็นสามเณรอยู่ เมื่อได้วัสดุก่อสร้างมา พร้อมแล้ว ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ ท่านกําหนดเอาตรงลานที่ใช้เป็นศาลาชั่วคราวเป็นที่สร้างพระพุทธไสยาสน์ แม้จะได้มีการคัดค้านจากลูกศิษย์ลูกหา ว่ามันใกล้ตลิ่งแม่นํ้ามาก กลัวว่าต่อไป อีกไม่นาน นํ้าจะกัดเซาะตลิ่งพัง แต่องค์ท่านไม่ยอม โดยให้เหตุผลว่า

“ตรงที่กําหนดจะสร้างพระนี่แหละ เป็นพระธาตุอังคาร (ธาตุเถ้าฝุ่นพระบรมศาสดา) แต่เดิมที่ทรุดลงไป ซึ่งพังทลายแล้วอย่างไม่เหลือซาก จึงได้ให้สร้างพระพุทธไสยาสน์ครอบ เอาไว้เป็นสัญลักษณ์สําหรับกราบไหว้ต่อไป” 

เมื่อเป็นความประสงค์ขององค์ท่านเช่นนั้น จึงไม่มีใครคัดค้านอีก”

ตลิ่งริมฝั่งแม่นํ้ามูล ตรงที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ก็ยังสมบูรณ์ดีอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ ไม่เห็นนํ้ากัดเซาะตลิ่งพังตามที่ลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านวิตกกันเลย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ยกย่องหนังสือจตุรารักขกัมมัฏฐาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ให้ความนิยมและยกย่องให้สานุศิษย์ได้ศึกษาแนวทางการปฏิบัติ จากหนังสือจตุรารักขกัมมัฏฐาน ของ สมเด็จพระวันรัต (พุทฺธสิริเถร ทับ)  มีใจความสรุปดังนี้

ให้มนุษย์เราทุกคน รู้จักระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คือ ให้เจริญพุทธานุสติ

ให้มนุษย์เราทุกคน เมื่อเกิดมาแล้วเข้าใจตนเองว่านับถือพระพุทธศาสนาแล้ว จงให้เจริญ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือพรหมวิหาร ๔ เป็นอนุสติ

ให้มนุษย์เราทุกคน จงรู้ว่าเมื่อเกิดมาแล้ว จงรู้กฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งหนี สิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้ คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงให้รู้ถึงความไม่เที่ยง มีความทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน เราเขา ฉะนั้น จงเจริญ อสุภานุสติ

ให้มนุษย์เราทุกคน จงพิจารณากองทุกข์ นับตั้งแต่เกิดมาจนวาระสุดท้าย คือ ความตาย เพราะทุกคนหนีความตายไปไม่ได้ จงให้เจริญ มรณานุสติ

ซึ่งธรรมทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติกัมมัฏฐานของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร พระอาจารย์ใหญ่แห่งสายวิปัสสนาธุระ ผู้ซึ่งมีอุปนิสัยส่วนตัว คือ พูดน้อย สุขุม สมถะ สันโดษ และชอบวิเวกจาริกแสวงหาสถานที่เจริญสมณธรรมตามป่าเขา ไม่ใคร่เทศนาธรรมนัก 

หนังสือ “จตุรารักขกัมมัฏฐาน” ซึ่งโดยทั่วไปเข้าใจว่าเรียบเรียงโดยท่านพระอาจารย์เสาร์ แต่แท้ที่จริงแล้วนิพนธ์โดย สมเด็จพระวันรัต (พุทฺธสิริเถร ทับ) เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ อ่านแล้วเกิดความพอใจที่จะเผยแผ่ธรรมในจตุรารักข์นี้ เพื่อให้ศิษย์บรรพชิตและฆราวาสผู้ใฝ่ธรรม ทราบหลักการปฏิบัติกัมมัฏฐาน ดังปรากฏในคํานําในการจัดพิมพ์หนังสือของหลวงแก้วกาญจน–เขตร์ (ม.ร.ว.คอย อรุณวงศ์) เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๒

“ขอท่านได้อ่านและวิจารณ์ข้อความในหนังสือนี้ด้วยความพินิจอย่างแท้จริง แล้วปฏิบัติตามโดยตั้งใจจริงก็คงสําเร็จผลตามประสงค์ ถ้าท่านขุดบ่อไม่ลึกสักหน่อย ท่านจะได้ดื่มนํ้าที่ใสสะอาดหรือ อากาศแม้ว่างเปล่า นกก็ยังบินได้ด้วยกําลังปีก” 

สมเด็จพระวันรัต (พุทฺธสิริเถร ทับ) ป.ธ.๙ (พ.ศ. ๒๓๔๙ – ๒๔๓๔) เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพฯ และเป็นหนึ่งในคณะพระมหาเถระทั้ง ๑๐ องค์ ที่ร่วมกับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อครั้งทรงดํารงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ ในรัชกาลที่ ๓ ที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ มีพระนามในพุทธศาสนาว่า “พระวชิรญาโณ” หรือ พระวชิรญาณเถระ ทรงก่อตั้งวงศ์ธรรมยุตขึ้นในประเทศไทย

สมเด็จพระวันรัต เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ท่านเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยและ การปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นอย่างยิ่ง มีความชํานาญและเข้าใจสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่าง ลึกซึ้ง หนังสือธรรมจํานวนมากที่ท่านนิพนธ์นั้น มีทั้งด้านปริยัติและการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เช่น หนังสือ จตุรารักขกัมมัฏฐาน เป็นต้น

ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก่อนออกบวช ก็ได้อ่านหนังสือจตุรารักขกัมมัฏฐาน ท่านเทศน์ไว้ดังนี้

“ระหว่างอายุ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๔๘๓) เมื่อได้อ่านหนังสือของท่านพระอาจารย์เสาร์  กนฺตสีโล เรื่องจตุรารักขกัมมัฏฐาน และท่านยํ้าเรื่องกรรมนี้ ก็เลยมีจิตศรัทธาเป็นเจ้าภาพสร้าง มหากฐินคนเดียว เพราะเลื่อมใสศรัทธาว่า การทําบุญย่อมได้บุญ การทําบาปย่อมได้บาป  บุญเมื่อทําแล้วย่อมเป็นที่พึ่งพาอาศัยของสัตว์ในโลกหน้า ข้าพเจ้าจึงมีศรัทธาสละเงินที่ได้รับระหว่างทํางานอยู่กรมทางหลวงแผ่นดิน ๔ ปีเก็บหอมรอมริบไว้เป็นเจ้าภาพสร้างมหากฐินคนเดียว และสร้างพระประธาน สร้างเสริมในวัดเจริญจิต บ้านโคกกลาง จนหมดเงิน เรียกว่า เป็นผู้มี ศรัทธาจริตมาก แต่ปัญญาก็อ่อนมากเช่นเดียวกัน”

ถูกต่อต้านใส่ร้ายจากกลุ่มไสยศาสตร์หมอผี

เรื่องการต่อต้าน ใส่ร้าย ขัดขวาง คุกคาม พระกรรมฐานมีมาตั้งแต่สมัยท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มาถึงยุคครูบาอาจารย์รุ่นหลังๆ ต่อมา ต่างก็เคย โดนเล่นงานทั้งนั้น ยิ่งมาถึงสมัยปัจจุบัน การต่อต้านยังคงรุนแรงและซับซ้อนมากกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะเรื่องการสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นใหม่แต่ละแห่ง ต้องผจญทั้งภัย ทั้งอํานาจ และการ ใส่ร้ายข่มขู่สารพัดรูปแบบ มีใช้ทั้งกฎหมาย เจ้าหน้าที่และองค์กรของรัฐ รวมทั้งใช้พลังมวลชน ถ้าไม่เข้มแข็งและบารมีไม่ถึงก็ไม่สามารถทนต่อการต่อต้านคุกคามเหล่านี้ได้

คณะกรรมฐานของท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ต้องผจญมารเหล่านี้เหมือนกัน ครูบาอาจารย์บันทึกไว้ว่า

“เป็นธรรมดาของโลก แม้พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสเรื่องโลกธรรม จะมีสิ่งตรงกันข้ามอยู่คู่กันเสมอ มีคนยกย่องสรรเสริญ ศรัทธา ก็ย่อมมีคนที่เกลียดชัง ขัดขวาง อยู่ด้วยเป็นธรรมดา คนที่ ต่อต้านการกระทําความดี ก็เปรียบประดุจเหล่าบัวที่ยังจมปลักอยู่ในโคลนตม ยังมืดบอดอยู่ใน กิเลสตัณหา เท้าข้างหนึ่งยังอยู่ที่ขอบกระทะทองแดงในขุมนรกอเวจี เพราะในดวงจิตของเขา เหล่านั้นร้อนรุ่มไปด้วยเพลิงอิจฉา ริษยา อาฆาต ต้องร้อนรุ่มกระวนกระวายเหมือนเหยียบอยู่ ปากห้อมแห่งขุมนรกที่กําลังเดือดพล่านอยู่ ทั้งที่เขาเหล่านั้นยังไม่ตาย

ในกลุ่มพวกมิจฉาทิฏฐิที่ตั้งตัวเป็นศัตรู คอยกีดกัน ขัดขวางและใส่ร้ายป้ายสีครูบาอาจารย์ต่างๆ นานานั้น

กลุ่มแรก ได้แก่ พวกเข้าจํ้าหมอผี ที่พวกเขาได้ป้อนความหลงงมงายให้กับประชาชน แล้วพากันกอบโกยตักตวงเอาจากความโง่เขลานั้น

การเผยแผ่ธรรมของคณะพระกรรมฐาน ได้ทําให้พวกเขาขาดลาภสักการะลงไป เพราะประชาชนหูตาสว่างขึ้นด้วยสัจธรรมที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้นํามาเผยแผ่ จึงพากันเป็นเดือด เป็นแค้นท่านพระอาจารย์เสาร์ถึงขั้นอยากจะกินเลือดกินเนื้อกันทีเดียว

พวกเข้าจํ้าหมอผี และหมอไสยศาสตร์ ได้พากันหาวิธีกลั่นแกล้งท่านพระอาจารย์เสาร์ ทุกวิถีทาง บ้างก็ออกข่าวให้เสื่อมเสียว่า พระกรรมฐานมีเมียได้ จะไปไหนก็เอาเมียไปด้วย ก็คือ พวกแม่ชีแม่ขาวนั่นเอง อย่าใส่บาตรให้พวกมันกิน สู้เราเอาข้าวโยนให้หมากินยังจะได้บุญมากกว่าใส่บาตรให้พระมีเมียพวกนี้กิน

สารพัดที่เขาเหล่านั้นจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาใส่ร้ายป้ายสี จนบางคนบางพวกหลงเชื่อ เพราะไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นพระกรรมฐานมาก่อน ต่างพากันหลงเชื่อ และทั้งเกลียด ทั้งกลัว พระกรรมฐาน ไม่ยอมเข้าวัด รวมทั้งร่วมมือขัดขวางขับไล่ต่างๆ นานา ส่วนพวกที่หูตาสว่างแล้ว ก็พากันสลดหดหู่ใจ กลัวบาปกรรมที่พวกเขาเหล่านั้นก่อขึ้นมา”

เมื่อชาวบ้านได้นําเรื่องเหล่านี้ไปเล่าให้ท่านพระอาจารย์เสาร์ฟัง ท่านก็ตอบด้วยนํ้าเสียงราบเรียบเป็นปกติว่า

“เออ ! กะช่างเขาดอก เขามีปากกะให้เขาเว้า (พูด) ไป เขาว่าเฮา (เรา) มีเมียเป็นแม่ขาว เฮาบ่ (ไม่) มี มันกะบ่เป็นหยังดอก (มันก็ไม่เป็นอะไรหรอก)”

บางครั้งมีผู้มากราบเรียนท่านว่า เขาบอกว่าจะเอาสากมอง (สากตําข้าวครกกระเดื่อง) เอาอุจจาระของเหม็นมาใส่บาตรให้ท่าน ท่านก็ตอบเพียงว่า “เออ ! เขาเว้าไปแนวนั้นแหละ แต่เขาบ่ใส่ดอก”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านไม่เคยตอบโต้การกระทําดังกล่าว และท่านสอนลูกศิษย์ไม่ให้ตอบโต้ใดๆ ให้พากันอดทน อดกลั้น และเร่งบําเพ็ญภาวนา สร้างพลังจิตให้แก่กล้า แล้วแผ่เมตตา แผ่บุญกุศลไปให้พวกเขาทุกวัน ถ้าเขามีบุญมีวาสนาพอ เขาก็จะได้คลายจากมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นได้ ซึ่งก็จะเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลด้วยกันทั้งสองฝ่าย

กุข่าวเรื่องอีแร้งหม่น

ในกลุ่มผู้ขัดขวางต่อต้าน ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์เห็นว่าน่าสงสารที่สุด ได้แก่ กลุ่มของ พระอุปัชฌาย์พรหมา แห่งบ้านระเว อยู่คนละฝั่งของแม่นํ้ามูล กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เปิดเผย ขัดขวางทั้งด้วยการพูดและการกระทํา

พระอุปัชฌาย์พรหมา เป็นพระผู้ใหญ่ มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธากว้างขวาง และมีลูกศิษย์ลูกหามาก บ้านเกิดของท่านอยู่ที่ บ้านทุ่งขุนน้อย – ทุ่งขุนใหญ่ ใกล้บ้านข่าโคม อันเป็นบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์เสาร์

ครั้งแรกที่ท่านพระอาจารย์เสาร์พาคณะศิษย์มาโปรดชาวบ้านตําบลทรายมูล และตําบล ระเวนั้น พระอุปัชฌาย์พรหมาได้ให้การต้อนรับขับสู้ด้วยดี แต่พอลับหลังท่านกลับเปลี่ยนเป็น ตรงกันข้าม คือ ให้ร้ายป้ายสีกลั่นแกล้ง ขัดขวาง ขับไล่ คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ด้วยอุบาย ต่างๆ นานา  ทั้งด้วยคําพูดและการกระทํา และเป็นการแสดงออกอย่างเปิดเผย

วันหนึ่ง พระอุปัชฌาย์พรหมาได้ข้ามฝั่งไปที่เกาะดอนธาตุ เห็นท่านพระอาจารย์เสาร์ นั่งผิงแดดอยู่ข้างศาลา พระอุปัชฌาย์พรหมารีบกลับเข้าไปในหมู่บ้าน เที่ยวบอกข่าวที่น่าตื่นเต้น กับชาวบ้านว่า “แห้งอีหม่นโตบั้กใหญ่ (อีแร้งสีหม่นตัวใหญ่) ลงมาผิงแดดอยู่ศาลาวัดดอนธาตุ ไผ (ใคร) อยากเห็นให้ฟ่าว (รีบ) ไปเบิ่งเด้อ (ดูนะ)”

ชาวบ้านต่างตื่นเต้น หอบลูกจูงหลานไปดู “แห้งอีหม่นโตบั้กใหญ่” กัน ต่างคนต่างผิดหวังและรู้ว่าถูกหลอก เพราะเห็นมีเพียงท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านนั่งหันหลังผิงแดดอยู่ริมศาลา ท่านเป็นพระร่างใหญ่ ผิวหนังออกสีแดง และมีเส้นเกศาสีขาวเต็มศีรษะ ชาวบ้านรู้ว่าถูกหลอก ได้พากันกราบขอขมาท่านแล้วเล่าเรื่องให้ท่านฟัง ท่านก็ฟังด้วยอาการสงบเย็น แล้วหัวเราะ หึ หึ ในลําคอแค่นั้น

พระอุปัชฌาย์พรหมาเป็นพระหุ่นยนต์

เมื่อตอนที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ดําริจะให้สร้างพระพุทธไสยาสน์ ที่วัดดอนธาตุไว้ให้ประชาชนได้สักการบูชานั้น เรื่องได้ทราบไปถึงพระอุปัชฌาย์พรหมา ท่านจึงคิดที่จะขัดขวาง ยับยั้งไม่ให้มีการก่อสร้าง

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมีอนาคตังสญาณ มีญาณรู้เหตุการณ์ในอนาคตที่แม่นยํา แจ่มชัด ปรกติหลังจากทําภัตกิจเสร็จแล้ว ท่านจะกลับขึ้นกุฏิเพื่อพักผ่อนเล็กน้อย ก่อนจะออกมาเดินจงกรม แต่ในเช้าวันนั้น ท่านกลับบอกให้พระเตรียมปูอาสนะไว้บนศาลาที่ฉัน บอกว่า “เดี๋ยวจะมีพระแขก (อาคันตุกะ)  มาฟังเทศน์” 

บรรดาพระเณรต่างงุนงง แต่ไม่มีใครกล้าซักถาม

ชั่วประเดี๋ยวก็มีเสียงเรือมาจอดที่ท่านํ้าของวัด แล้วพระอุปัชฌาย์พรหมา พร้อมพระติดตาม ๒ – ๓ รูป เดินตรงมาหาท่านพระอาจารย์เสาร์บนศาลา ท่านให้การต้อนรับ นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะที่เตรียมไว้แล้วบอก “เอ้า ! พากันกราบพระซะ”

พระอุปัชฌาย์พรหมา และพระติดตาม ก็นั่งคุกเข่าประนมมือ กราบพระประธาน ๓ ครั้ง แล้วประนมมืออยู่อย่างนั้น

ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พูดว่า “เออ ! กราบพระพุทธ กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ อันเป็นที่พึ่งที่นับถือของพวกเราทั้งหลาย” ต่อจากนั้นท่านก็พูดเป็นการอบรมไปอีกเล็กน้อย แล้วก็บอกท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ว่า “เอ้า ! อาจารย์ดี เทศน์ต่อ” 

ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน จึงลงมือเทศน์ พระเณร ณ ที่นั้นก็นั่งสมาธิภาวนาฟังเทศน์ ส่วนพระอุปัชฌาย์พรหมาและพระติดตามมาก็นั่งคุกเข่าประนมมือสงบนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น พระอาจารย์ดีแสดงธรรมเป็นเวลา ๓ ชั่วโมงเต็ม เมื่อเทศน์จบ ท่านพระอาจารย์เสาร์พูดกับคณะของพระอุปัชฌาย์พรหมาว่า “เอ้า ! กราบพระซะ แล้วพากันกลับไปได้”

คณะพระอาคันตุกะทําตาม แล้วลุกขึ้นเดินกลับไป ไม่ได้พูดอะไรเลยแม้แต่คําเดียว

กล่าวหาพระพุทธรูปนอนขวางฟ้าขวางฝน

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เมื่อการสร้างพระพุทธไสยาสน์ที่วัดดอนธาตุเสร็จแล้ว เป็นเวลาใกล้ จะเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์เดินทางกลับไปที่วัดบูรพาราม ในเมืองอุบลฯ แล้วกลับไป จําพรรษาที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม อีกครั้งหนึ่ง

ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน พร้อมพระเณรที่เหลือ กลับไปจําพรรษาที่วัดภูเขาแก้ว ในตัวอําเภอพิบูลมังสาหาร วัดเดิมของท่าน

ในปีนั้นเกิดดินฟ้าอากาศวิปริตแปรปรวน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก่อให้เกิดความ แห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง ประชาชน ชาวไร่ ชาวนาต่างเดือดร้อนกันมาก ฝ่ายพระอุปัชฌาย์พรหมาและบรรดาพวกมิจฉาทิฏฐิ จึงพากันฉวยโอกาสกล่าวร้ายโจมตีท่านพระอาจารย์เสาร์และบรรดาศิษย์กรรมฐานของท่าน ว่า

“ที่เกิดฝนแล้งก็เพราะท่านพระอาจารย์เสาร์มาสร้างพระนอนที่ดอนธาตุนี้แหละ พระนอน ขวางฟ้าขวางฝนอยู่ ทําให้ฝนไม่ตก…”

ประชาชนบางส่วนหลงเชื่อ จึงได้พากันยกพวกไปที่ดอนธาตุเพื่อทําลายพระพุทธรูป แต่คงไม่กล้าทําลายองค์พระทั้งหมด เพียงแต่มีผู้ขึ้นไปทุบจมูกพระให้เสียหายเอาเป็นเคล็ดว่าทําลายพระพุทธรูปที่นอนขวางฟ้าขวางฝนเรียบร้อยแล้ว ต่อไปฝนคงจะตกตามปกติ

ทว่าฝนฟ้าหาได้ตกตามที่ผู้นํากลุ่มได้บอกไว้ไม่ บางคนเกิดความสํานึกเสียใจ และกลัวบาปจากความโฉดเขลาเบาปัญญาของพวกเขาในครั้งนั้น

คําสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า “กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” บุคคลทํากรรมใดไว้ ผลกรรมย่อมตามสนองไม่ช้าก็เร็ว

หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีข่าวว่า พระอุปัชฌาย์พรหมานอนไหลตาย ลูกศิษย์ลูกหาเห็นท่าน ตื่นสายผิดสังเกต ได้พังประตูกุฏิเข้าไปดูปรากฏว่าท่านมรณภาพนอนตัวแข็งทื่อไปแล้ว นอกจากอุปัชฌาย์พรหมาบ้านระเวแล้ว ยังมีคนบ้านคันไร่อีกคนหนึ่งนอนไหลตายเช่นกัน และได้ข่าวว่า คนที่ไปทุบจมูกพระนอนนั้นโดนยิงตายใกล้ควายที่ถูกใครก็ไม่ทราบไปขโมยมาฆ่าชําแหละเนื้อ

เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทําให้ชาวบ้านในละแวกนั้นประจักษ์รับรู้กันเป็นอย่างดี เกิดการ วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธไสยาสน์ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ มอบให้ท่านพระอาจารย์ดีสร้างขึ้นที่วัดดอนธาตุ แม้สร้างจากปูนปั้นเพื่อเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า แต่เป็นวัตถุเคารพบูชาชั้นสูงสุด เทวดา อินทร์ พรหม พญานาค ครุฑ ยังเคารพและมาสักการบูชา ทําให้ชาวบ้านในละแวกตําบลระเว ตําบลทรายมูล ตําบลคันไร่ เรื่อยมาถึงตัวอําเภอพิบูลมังสาหาร ทราบข่าวนี้กัน ต่างเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธไสยาสน์ เชื่อในบาปบุญคุณโทษ และยิ่งเชื่อ ในเรื่องกรรม ผลของกรรม

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านทราบด้วยอนาคตังสญาณว่า พระอุปัชฌาย์พรหมาใกล้จะถึงคราวมรณภาพเพื่อชดใช้กรรม บาปกรรมที่พระอุปัชฌาย์พรหมากระทําต่อท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ และกรรมที่ยุยงให้คนทําลายพระพุทธรูปนั้นเป็นกรรมหนักและให้ผลเร็วมาก ตายไปแล้วก็ต้องตกนรกขุมลึก ย้อนหลังไปประมาณ ๑ เดือน ก่อนการมรณภาพของพระอุปัชฌาย์พรหมา ท่านพระอาจารย์เสาร์มักรําพึงให้ลูกศิษย์ได้ยินเสมอๆ ว่า 

“สงสารอุปัชฌาย์พรหมาแท้เด๊ !”

พ.ศ. ๒๔๘๒ สมโภชพระพุทธไสยาสน์

พอออกพรรษาปวารณาในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พร้อมด้วย คณะศิษย์ ประกอบด้วยพระ เณร ชี อุบาสก อุบาสิกา และผู้ติดตามจํานวนมากจากวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม สมทบกับคณะของท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน จากวัดภูเขาแก้ว ก็ได้เดินทางกลับมาที่ วัดดอนธาตุ เพื่อประกอบพิธีทําบุญสมโภชพระพุทธไสยาสน์ที่ได้สร้างไว้

ครั้งแรกที่ทุกคนเหยียบย่างขึ้นไปบนเกาะ เมื่อเห็นพระนอนโดนทุบจมูกทิ้ง ต่างก็รู้สึกสลดหดหู่ใจ ทําไมหนอเขาจึงกล้ากระทําเช่นนั้นได้ เขาไม่กลัวบาปหรือ? 

ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ผู้ปั้นได้พูดขึ้นว่า “โอ้ย ! พระนอนไปเฮ็ดอีหยัง (ทําอะไร) ให้เขา ย่าน (กลัว) เขาบาปหลายเด้ (มากนะ) !”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านดูสงบเย็นเป็นปกติ หัวเราะในลําคอ หึ ! หึ ! แล้วพูดยิ้มๆ ว่า “เห็นบ่ อาจารย์ดีเพิ่นเฮ็ดบ่งาม เขาจึงมาทุบถิ่ม คั่นว่าแปงใหม่งามแล้ว สิบ่มีไผมาทุบถิ่มดอก” (เห็นไหม อาจารย์ดี ทําพระไม่งาม เขาจึงมาทุบทิ้ง ถ้าทําใหม่งามแล้ว คงไม่มีใครมาทุบทิ้งหรอก)

ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้ทําการโบกปูนปั้นเสริมเติมต่อจนพระสมบูรณ์งดงามดังเดิม เสร็จแล้วจึงได้จัดพิธีสมโภชขึ้น มีชาวบ้านทั้งใกล้และไกลที่ทราบข่าวเดินทางมาร่วมงานนี้กันจํานวนมาก โดยท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งปรกเป็นองค์ประธาน นําคณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ มีการแสดงธรรมและปฏิบัติสมาธิภาวนา

พระพุทธไสยาสน์ที่วัดดอนธาตุ สร้างจากการดําริของท่านพระอาจารย์เสาร์ พระอรหันต์ ผู้เป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาแห่งยุคกึ่งพุทธกาล มีตํานานที่มาและมีการกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธไสยาสน์จึงเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจําวัดดอนธาตุ ให้ประชาชน ทั้งใกล้และไกลได้เดินทางมากราบไหว้สักการบูชาขอพรมาจวบจนทุกวันนี้

พ.ศ. ๒๔๘๓ เข้ากรุงเทพฯ เยี่ยมสหธรรมิกและฝากสามเณร

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร พร้อมด้วยท่านพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส พระอุปัฏฐาก และ สามเณรพุธ ได้มาพักที่วัดป่าแสนสําราญ อ.วารินชําราบ เตรียมตัวขึ้นรถไฟเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ที่สถานีรถไฟอุบลราชธานี เพื่อไปเยี่ยมเยียนท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม เพื่อนสหธรรมิกของท่าน พร้อมกันนี้ท่านได้เมตตานําสามเณรพุธไปฝากเรียนหนังสือกับท่านเจ้าคุณฯ ด้วย ซึ่งในขณะนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ชราภาพมากแล้ว อายุย่าง ๘๑ ปี ท่านต้องถือไม้เท้าไปด้วย

สามเณรพุธ ในกาลต่อมา คือ ท่านเจ้าคุณพระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย) ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ในปีนี้เอง ท่านได้เริ่มฝึกอบรมด้านปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจาก ท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นครั้งแรก และได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านพระอาจารย์เสาร์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พาท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) 

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านเล่าว่า 

“สมัยที่หลวงพ่อ (หลวงพ่อพุธ) เป็นเณรอยู่ใกล้ๆ ท่าน ถ้าวันไหนเราคิดว่าจะเดินจงกรม แข่งกับท่านอาจารย์ใหญ่ (ท่านพระอาจารย์เสาร์) วันนั้นท่านจะเดินจงกรมไม่หยุด จนกว่า เราหยุด นั่นแหละ ท่านจึงจะหยุด ท่านจะไม่ยอมให้เราชนะท่าน” 

การเดินทางไกลไปกลับอุบลฯ – กรุงเทพฯ ในสมัยท่านพระอาจารย์เสาร์นั้น เดินทางโดยรถไฟสะดวกรวดเร็วที่สุด ทุกครั้งที่ท่านเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ท่านจะเข้าพักที่วัดปทุมวนาราม ท่านจะออกเดินทางจากสถานีรถไฟอุบลฯ มาลงที่สถานีรถไฟหัวลําโพง จากนั้นจึงเดินทางต่อด้วยรถยนต์เข้าวัดปทุมวนาราม 

พรรษา ๖๑ พ.ศ. ๒๔๘๓ จําพรรษาวัดบูรพาราม ตั้งศูนย์กรรมฐาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ตั้งศูนย์กรรมฐานขึ้นในภาคอีสานหลายแห่ง ภายหลังท่านสร้าง วัดอ้อมแก้ว อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และ วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร และตั้ง ศูนย์กรรมฐานสําเร็จแล้ว ท่านก็ได้มาตั้งที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ หลังกลับจากกรุงเทพมหานคร ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพาพระเณรมาพักที่ วัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ และตั้งศูนย์กรรมฐานขึ้นอีกแห่ง ครูบาอาจารย์บันทึกไว้ว่า

“เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ เข้ามาพํานักในตัวเมืองอุบลฯ แล้ว ท่านได้ “ตั้งศูนย์ กรรมฐานขึ้นที่วัดบูรพาราม” ถึงวันเพ็ญเดือน ๓ มาฆบูชา พระสงฆ์ สามเณร ลูกศิษย์ลูกหา ทุกหนทุกแห่งได้มารวมกันที่ วัดบูรพาราม เพื่อรับฟังโอวาทข้อปฏิบัติปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ให้การปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน เป็นกองทัพธรรมฯ ที่สมบูรณ์ นําสัจธรรมของพระพุทธศาสนาออกเผยแผ่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทําให้ “วัดคณะธรรมยุตในเมืองอุบลฯ ได้เกิดขึ้นอีกมากมาย

การประชุมทุกวันเพ็ญเดือน ๓ เป็นประจํามิได้ขาด ถือเป็นการประชุมสันนิบาตของ คณะกรรมฐานก็ว่าได้ เป็นการแสดงความเคารพนับถือ กตัญญู กตเวทีต่อครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ อีกทางหนึ่งด้วย”

ในระยะหลายปีที่ผ่านมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม ติดต่อกันนานถึง ๓ พรรษาแล้ว ตามปฏิปทาท่านจะไม่จําพรรษาที่ไหนนานติดต่อกัน เกิน ๓ พรรษา ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงได้พาพระเณรจําพรรษาที่วัดบูรพาราม นับเป็นพรรษาที่ ๖๑ ขณะท่านมีอายุได้ ๘๑ ปี

ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ในระยะนี้เดินทางกลับมาภาคอีสานแล้ว ในปีนี้ท่านพาหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท มาพํานักและอยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่าโนนนิเวศน์ อ.เมือง จ.อุดรธานี 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น สองพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ท่านทั้งสองต่างให้ความเคารพรักผูกพันกัน ยกย่องกัน และเทิดทูนบูชากันมาก ตลอดระยะเวลาที่ ท่านพระอาจารย์มั่นแยกไปบําเพ็ญสมณธรรมอยู่ทางภาคเหนือ ท่านทั้งสองย่อมติดตามข่าวของกันและกัน ดังนั้น ข่าวของท่านพระอาจารย์มั่นกลับมาพํานักจําพรรษาอยู่ทางภาคอีสานแล้ว ข่าวนี้ท่านพระอาจารย์เสาร์ย่อมทราบดี และเช่นเดียวกันข่าวของท่านพระอาจารย์เสาร์พาพระเณร มาอยู่จําพรรษาที่วัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ ท่านพระอาจารย์มั่นก็ย่อมทราบดี เพราะในขณะนั้น ท่านทั้งสองต่างก็เป็นพระอรหันตพุทธสาวกองค์สําคัญ มีญาณหยั่งทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า และ พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วภาคอีสาน มีวัดป่ากรรมฐานครบทุกจังหวัด และแทบจะมีครบทุกอําเภอแล้ว

ภาคปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงสําคัญมาก 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นครูบาอาจารย์ผู้รู้จริง และได้รับการ ยกย่องเทิดทูนบูชาเป็น สองพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุคกึ่งพุทธกาล แต่ในการเทศนาอบรมสั่งสอนบรรดาพระศิษย์จะแตกต่างกัน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“หลวงปู่มั่นครองธรรมครองวินัยสมบูรณ์แบบด้วยภาคปฏิบัติ เป็นพระสมบูรณ์แบบทางภาคปฏิบัติ และเป็นพระที่สมบูรณ์แบบทางฝ่ายผล ได้แก่ มรรคผลนิพพาน คือ หลวงปู่มั่น นี่ล่ะเป็นอาจารย์ของบรรดาพระกรรมฐานทั้งหลาย สายของท่านเวลานี้กระจายอยู่ทั่วๆ ไป ที่ มากกว่าเพื่อนก็จะมีทางภาคอีสาน พระกรรมฐานมีมาก เพราะหลักใหญ่อยู่ที่นี่ แม่เหล็ก คือ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ที่มาเด่นเอามากก็คือหลวงปู่มั่น เด่นมากจริงๆ 

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านเป็นคู่กันมา ปฏิบัติธรรมด้วยกัน

หลวงปู่เสาร์นั้นท่านไม่ค่อยพูดแหละวันหนึ่งๆ นั่งอยู่ที่ไหนเหมือนหัวตอนะ ท่านเป็นนิสัยอย่างนั้น ท่านว่า ท่านปรารถนาปัจเจกภูมิ แต่ท่านก็เปลี่ยนมาเป็นสาวกภูมิ คือหลวงปู่เสาร์ ท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นท่านถึงไม่พูดอะไรๆ กับใคร นิสัยท่านเป็น แบบนั้นเลย ไม่ค่อยพูดอะไรกับใคร นั่งอยู่ที่ไหนเหมือนหัวตอ ท่านไม่ค่อยพูด การเทศนาว่าการ ท่านไม่เทศน์ รู้สึกว่าการพูดนี้มีน้อยมาก การเทศนาว่าการไม่ค่อยเทศน์

แต่หลวงปู่มั่นเรานี้ การเทศนาว่าการสําหรับพระแล้ว ยกให้เป็นเบอร์หนึ่งเลย เทศน์ถึงมรรคถึงผล ถึงพริกถึงขิง มรรคผลนิพพานทะลุเลยๆ การเทศน์นี้ไม่มี เท่าที่ผ่านมาแล้วนี้ ไม่เคยมี เห็นองค์ไหนที่จะแซงหน้าหลวงปู่มั่นไปได้เลย เท่าที่เราได้ผ่านมา ส่วนที่เราไม่รู้ไม่เห็นก็เป็น อีกอย่างหนึ่ง เท่าที่เราผ่านมาบรรดาครูอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ว่าทางฝ่ายปริยัติ ไม่ว่าทางฝ่ายปฏิบัติ หลวงปู่มั่นเป็นเยี่ยมในการเทศน์ ยกให้เยี่ยมเลยเทียว”

จากเดิมที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เริ่มออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมมา ด้วยกัน โดยไม่มีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริง ต้องค้นคว้าด้วยตนเอง การมีครูบาอาจารย์จึงสําคัญมาก ท่านพระอาจารย์มั่นเมื่อท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวกแล้ว ท่านได้ตอบเรื่องนี้กับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส)  วัดบรมนิวาส ก่อนจะเดินทางมาภาคอีสาน ดังนี้ 

“ความมีครูอาจารย์สั่งสอนโดยถูกต้องแม่นยําคอยให้อุบาย ทําให้ผู้ปฏิบัติตามดําเนินไป โดยสะดวกราบรื่นและถึงเร็ว ผิดกับการดําเนินไปแบบสุ่มเดาโดยลําพังตนเองอยู่มาก ทั้งนี้เกล้าฯ เห็นโทษในตัวเกล้าฯ เอง แต่ก็จําเป็น เพราะไม่มีอาจารย์คอยให้อุบายสั่งสอนในสมัยนั้น ทําไป แบบด้นเดาและล้มลุกคลุกคลาน ผิดมากกว่าถูก แต่สําคัญที่ความหมายมั่นปั้นมือเป็นเจตนาที่เด็ดเดี่ยวอาจหาญมาก ไม่ยอมลดละล่าถอย จึงพอมีทางทําให้สิ่งที่เคยขรุขระมาโดยลําดับ ค่อยๆ กลับกลายคลายตัวออกทีละเล็กละน้อย พอให้ความราบรื่นชื่นใจได้มีโอกาสคืบคลานและเดินได้เป็นลําดับมา พอได้ลืมตาดูโลกดูธรรมได้เต็มตาเต็มใจดังที่เรียนให้ทราบตลอดมา”

และในเวลาต่อมา ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็สลดใจพวกสอนอภิธรรม ดังนี้

“คนภาคกลางนี่เป็นพุทธปัญญา พุทธิปัญญา ไม่ใช่ศรัทธาจริต พุทธจริต 

ฉะนั้น ถ้าไม่มีเหตุผลจะไม่ฟัง พยายามรื้อค้นศึกษาเรื่องนี้มาก ศึกษาที่มาที่ไปทั้งหมด ทีนี้ศึกษานี่ก็เข้ามาตรงนี้แล้ว เข้าไปที่หลวงปู่มั่น จะไปหาหลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงตา จะคุยกับท่าน ถามปัญหาท่านเยอะมาก ว่าสมัยหลวงปู่มั่นทําอย่างไรๆ ท่านพูดมาถึงตรงนี้ไง ตรงที่ว่า ขณะที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านปฏิบัติขึ้นมาแล้ว ท่านวางกรรมฐาน เมื่อก่อนทุกคนคิดว่า มรรคผลมันหมดสมัย มันทํากันไม่ได้แล้ว ทุกคนไม่เชื่อหรอก แต่พอหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ท่านทํา แล้วได้ผล แล้วท่านอธิบายได้ แล้วคนปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วได้ผลจริง มันก็ฮือฮาขึ้นมา ตื่นตัวมาก ชาวพุทธตื่นตัวมาก

ทีนี้พอตื่นตัวมาก ทางนั้นเขาก็ไปเอาอภิธรรมเข้ามา เพราะเขาไม่มีทฤษฎีปฏิบัติประกบไง พอไปเอาอภิธรรมเข้ามา เขามันก็มีการต่อต้าน มีแรงเสียดสีพอสมควร แล้วทางฝ่ายปกครองเขาก็เอาตํารานี่ส่งไปให้หลวงปู่มั่นดู หลวงปู่เจี๊ยะเล่าให้ฟังเองนะว่า หลวงปู่มั่นพูดอย่างนี้ “เจี๊ยะเอ๋ย ! เจี๊ยะดูนี่หน่อย” “เขาก็ดูอย่างนี้ มันแค่สมาธิ” “เออ !”

หลวงปู่มั่นท่านก็สลดใจ แต่ท่านพูดวงใน เพราะมันพูดออกมาแล้ว มันเหมือนกับการ แข่งขัน แต่เป็นธรรมนะ ท่านบอกว่า คํานี้คําหลวงปู่มั่น ท่านบอก ท่านเสียใจมาก ว่าพุทโธนี่ ทําสมาธิเป็นพุทธภาษิต คําสอนกรรมฐานเรานี่ หลวงปู่มั่นเอามาเป็นกรรมฐาน ๔๐ ห้อง พุทโธนี่ มันเป็นกรรมฐาน ๔๐ ห้อง มันอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นพุทธภาษิต”

รากแก้วของกรรมฐาน

ภาคอีสานของประเทศไทย ถือเป็นดินแดนฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้งในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ สมัยนี้ชี้นิ้วเลย ไม่มีเคลื่อนคลาดจากพระธรรมวินัย เรียบตลอด เก็บหอมรอมริบได้หมดเลยพ่อแม่ครูจารย์มั่น พ่อแม่ครูจารย์เสาร์ เราไม่ได้ไปเห็นท่าน แต่กับ พ่อแม่ครูจารย์มั่น ตั้งแต่วันไปถึงปั๊บจนกระทั่งท่านนิพพานจาก ดูตลอด ดูจริงๆ สังเกตสังกา ทุกระยะๆ ความเคลื่อนไหวของท่าน

ที่ปรากฏชื่อลือนามก็คือ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ทางภาคอีสาน แม่นยําหลักธรรม หลักวินัย การประพฤติตัวไม่มีเคลื่อนคลาดเลย ปฏิบัติถูกต้องทุกอย่างทั้งธรรมทั้งวินัย ก็ได้อาศัยสองพระองค์นี้แหละที่เป็นรากฐานทางกรรมฐานเรา แล้วกระจายไปทั่วประเทศ ออกจาก สองพระองค์นี้ล่ะ มีทุกภาคกรรมฐานเรา ภาคเหนือมีมาก เพราะมีป่ามีเขาเยอะ ภาคใต้ก็มี แต่ดูว่าไม่ค่อยมากนัก ภาคเหนือล่ะมาก ภาคอีสานมาก พระกรรมฐานที่ท่านเที่ยวภาวนา ท่านอยู่ในป่าในเขา ใครรู้เมื่อไร ท่านสั่งสมอรรถธรรมเข้าสู่ใจตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอน…

พระกรรมฐานรู้สึกจะมากทางภาคอีสานและมากเรื่อยมา เพราะรากแก้วของกรรมฐาน ในสมัยปัจจุบันก็อยู่ที่ภาคอีสานเป็นพื้นฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เป็นรากฐานของกรรมฐาน มานาน เพราะฉะนั้นบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ต้องการอรรถธรรมจริง จึงต้องหมุนหาครูหาอาจารย์ ซึ่งเป็นที่แน่ใจได้ แล้วก็ไม่พ้นหลวงปู่ทั้งสององค์นี้ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น 

หลวงปู่เสาร์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ท่านไม่ค่อยเทศน์ เงียบแต่ว่าไม่เทศน์ ถ้าจะเทศน์ก็พูดเพียง ๒ – ๓ ประโยคแล้วหยุดเลย สําหรับหลวงปู่มั่นการเทศนาว่าการทุกสิ่งทุกอย่างอยู่นั้นหมดเลย ธรรมทุกขั้นอยู่นั้นหมด ออกจ้าๆ เลย จากนั้นมาบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ไปศึกษากับท่านทั้งสอง องค์นี้มา ก็กลายเป็นครูเป็นอาจารย์ของพระทั้งหลายต่อมาเรื่อยๆ ดังที่เราเห็น เช่น อาจารย์นั้น อาจารย์นี้ ออกจากเฉพาะอย่างยิ่งหลวงปู่มั่น ออกจากนี้ เรียกว่ามีอยู่ทั่วประเทศไทยทุกภาค บรรดาที่ได้รับจากครูบาอาจารย์ที่ท่านศึกษามาจากหลวงปู่มั่น ยกตัวอย่างเช่น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่คําดี  ฯลฯ เหล่านี้มีแต่ออกจากนี้ล้วนๆ เลย 

นี่เราพูดเพียงเอกเทศนะ ทีนี้แต่ละองค์ๆ นี้ลูกศิษย์มากน้อยเพียงไรมาศึกษาอบรม แล้วก็แตกกระจายออกไป ซึ่งก็มีอยู่ทุกภาคๆ เป็นรุ่นหลาน รุ่นลูกก็คือลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่าน รุ่นหลาน ก็เป็นลูกศิษย์ของลูกศิษย์ผู้ใหญ่อีกทีนึง แตกกระจายออกไป ถึงจะไม่ได้แบบฉบับของครู ของอาจารย์ ก็พอเป็นร่องเป็นรอยบ้างก็ยังดี เรียกว่า ฐานอนุโลม ดีกว่าไม่ได้ไปศึกษาอบรมมา”

พระธุดงค์ผู้มุ่งอรรถธรรมชอบแสวงหาครูบาอาจารย์เป็นนิสัย

องค์หลวงตาพระมหาบัว  บันทึกไว้ดังนี้ 

“การแสดงธรรมแก่ผู้มีภูมิจิตภูมิธรรมต่างกันและสูงขึ้นไปตามลําดับลําดาเช่นนั้น ท่านก็แสดงธรรมไปตามลําดับภูมิ นับแต่ภูมิสมาธิขึ้นไปหาภูมิปัญญาเป็นขั้นๆ จนถึงขั้นละเอียดสุด คือ วิมุตติหลุดพ้นแทบทุกครั้ง ผู้มีภูมิจิตนั่งฟังท่านอธิบายธรรมภาคต่างๆ ทําให้จิตเพลิดเพลินไปตามธรรมขั้นนั้นๆ จนลืมตัวและลืมเวลา ปกติท่านเทศน์สอนพระล้วนๆ ทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนา กว่าจะยุติก็กินเวลาไม่ตํ่ากว่าสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แต่ผู้ฟังมิได้สนใจกับเวลํ่าเวลายิ่งไปกว่า สนใจไปตามกระแสธรรมที่ท่านกําลังแสดงไปเป็นระยะๆ ในเวลานั้น ขณะฟังถ้าจิตของผู้ฟังอยู่ในระดับใดก็ได้กําลังเพิ่มระดับเดิมของตนขึ้นเป็นลําดับในทุกครั้งที่รับการสดับธรรม

ฉะนั้น การฟังธรรมทางภาคปฏิบัติ ด้วยความสํารวมระวังและทดสอบจิตไปตาม ขณะที่ฟัง จึงจัดเป็นความเพียรสําคัญภาคหนึ่ง ไม่ด้อยกว่าการทําความเพียรในอิริยาบถและความเพียรภาคอื่นๆ 

ท่านผู้แสดงก็มีความมุ่งหมายอยากให้ผู้ฟัง ได้รู้เห็นความจริงตามธรรมที่แสดงออกทุกระยะไปเช่นเดียวกัน และแสดงไปตามความคิดนึก ความแสดงออกของจิต ทั้งที่เป็นฝ่ายสมุทัยและ ฝ่ายมรรคของผู้ฟังจริงๆ เพื่อให้รู้ทั้งโทษและคุณที่ควรละและควรเจริญให้ยิ่งขึ้นไปในขณะที่นั่งฟังยิ่งกว่าขณะอื่นใดในเวลานั้น ผู้มีสติจดจ่อต่อจิต ซึ่งเป็นที่รวมของธรรมไม่ให้ส่งไปที่อื่น ย่อมได้รับความสงบตามขั้นสมาธิ และได้อุบายต่างๆ ตามขั้นของปัญญาที่สามารถไตร่ตรองตามธรรม ซึ่งท่านกําลังแสดงในขณะนั้น

ผู้ที่ควรผ่านไปได้ในขณะฟัง ก็ผ่านไปเป็นพักๆ ฟังคราวนี้ได้อุบายอย่างหนึ่งขึ้นมา ฟังคราวหน้าได้อุบายอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา อันเป็นการเพิ่มสติปัญญาด้วยการฟังอยู่เสมอ จิตย่อมเจริญก้าวหน้าทั้งทางสมาธิทุกขั้นและปัญญาทุกภูมิเป็นลําดับ จนสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยการปฏิบัติและการฟังที่ผู้แสดงเป็นผู้รู้จริงเห็นจริง และแสดงถูกต้องกับจุดความจริงที่กําลังเป็นไปใน ผู้ปฏิบัติที่มาอบรมศึกษา 

ฉะนั้น การฟัง สําหรับพระธุดงคกรรมฐาน จึงถือเป็นกิจจําเป็นทางภาคปฏิบัติ เช่นเดียวกับการปฏิบัติภาคอื่นๆ เสมอมา จะห่างเหินต่อการฟังย่อมไม่ได้ เมื่อครูอาจารย์ ผู้สามารถทางจิตใจมีอยู่ 

ด้วยเหตุนี้พระธุดงค์ผู้มุ่งอรรถธรรมอย่างแท้จริง จึงชอบแสวงหาครูอาจารย์ผู้คอยแนะนําทางจิตตภาวนาเป็นนิสัย และเคารพรักในอาจารย์มาก หวังพึ่งเป็นพึ่งตายด้วยจริงๆ ท่านให้อุบายแนะนําอย่างไรย่อมเข้าถึงใจจริงๆ และนําไปใคร่ครวญและปฏิบัติตามเต็มสติกําลังของตน ถ้ายังมีแง่สงสัยหรือมีข้อสงสัยที่เกิดจากการภาวนาในแง่ใดบ้าง ก็มาขอคําแนะนําจากท่านอีกแล้วนําไปปฏิบัติเป็นอาจิณ 

ฉะนั้น ครูอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในทางจิตตภาวนามีอยู่ ณ ที่ใด พระธุดงคกรรมฐานจึงมักไปรุมล้อมอยู่กับท่าน ณ ที่นั้น ดังท่านพระอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์เสาร์ เป็นตัวอย่าง ทั้งสององค์นี้นับว่ามีลูกศิษย์ที่เป็นพระธุดงค์จํานวนมากเป็นพิเศษในภาคอีสาน”

แนวการสอนกรรมฐานของสองพระปรมาจารย์ใหญ่

ในการภาวนา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านระลึกใช้คํา “พุทโธ” พุทธานุสติ เป็นคําบริกรรมประจําใจ เป็นอุบายธรรมน้อมนําเอาพระพุทธคุณเข้ามาเป็นอารมณ์จิต เพื่อให้เกิดความสงบ เป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น จากนั้นจึงค่อยพิจารณาธรรมอย่างอื่น เช่น การพิจารณากาย พิจารณาอสุภกรรมฐาน พิจารณาความตาย พิจารณากฎไตรลักษณ์ จนถึงพิจารณาอริยสัจสี่ต่อไป ดังนี้เป็นต้น เป็นการดําเนินจิตไปตามลําดับ จากสมถกรรมฐาน อุบายให้เกิดความสงบ แล้วจึงเดินจิตเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน อุบายให้เกิดปัญญาธรรมต่อไป

การปฏิบัติธรรม จึงจําเป็นต้องตั้งรากฐานเบื้องต้น ด้วยการทําความสงบใจก่อน หรือทํา “สัมมาสมาธิ” ให้ได้ก่อน จึงยกขึ้นสู่วิปัสสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานบริกรรม “พุทโธ” เป็นบทประจําใจจนได้ผลมาแล้ว และเมตตานํามาสั่งสอนอบรม บรรดาพระศิษย์ให้ภาวนา “พุทโธ” เมื่อพระศิษย์นํามาใช้บริกรรมก็ได้ผลเช่นเดียวกัน “พุทโธ” จึงเป็นยอดของบทบริกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในวงกรรมฐาน “พุทโธ” คือ พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นพุทธานุสติ หนึ่งในกรรมฐาน ๔๐ ห้อง ระลึก “พุทโธ” คําเดียวสั้นๆ แต่สะเทือนถึงพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“การปฏิบัติของพวกเรานะ เริ่มต้นมาจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น แล้วถ้ามันผิดพลาด ขึ้นมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านนิพพานไปแล้วเผากระดูกเป็นพระธาตุหมด ถ้าท่านมีอะไร ผิดพลาดตั้งแต่ท่าน ท่านบอกเราแล้ว

แล้วหลวงปู่มั่นก็สอน “พุทโธ” หลวงปู่เสาร์ก็สอน “พุทโธ” ครูบาอาจารย์ก็สอน “พุทโธ” ทั้งนั้นนะ มีอานาปานสติบ้าง มีคําบริกรรมแบบว่าสั้นบ้าง ยาวบ้าง มี แล้วแต่จริตนิสัย ของคน บางอย่างพุทโธมันสั้นเกินไปมันไม่ดี อย่างเช่น หลวงปู่อ่อนได้คําบริกรรมที่หลวงปู่มั่น เป็นคนให้เอง ให้ยาว ฉะนั้น ถึงบอกว่าคําบริกรรมจะว่าอะไร พุทโธ ธัมโม สังโฆ มรณานุสติ เทวตานุสติ ได้ทั้งนั้น แต่มันต้องมี ไม่มี ไม่งั้นไม่มีอะไรเกาะ…

หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ครูบาอาจารย์เราไม่เคยสอนเรื่องฌานเลย พระป่าไม่มีที่ไหน สอนเรื่องฌาน พระป่ามีแต่สอนเรื่องทําความสงบของใจ พระป่าตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ทุกองค์ ไม่มีองค์ไหนสอนเรื่องฌานสมาบัติเลย ไม่มี”

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านเล่าว่า

“เวลาท่านสอน สอนสมาธิ ถ้ามีใครถามว่า ส่วนใหญ่คนอีสานก็ถามแบบภาษาอีสาน “อยากปฏิบัติสมาธิเฮ็ดจั๋งได๋ (ทําอย่างไร) ญาท่าน (ท่านพระอาจารย์เสาร์)” “พุทโธสิ” “ภาวนา พุทโธแล้วมันจะได้อีหยัง (อะไร) ขึ้นมา” “อย่าถาม” “พุทโธแปลว่าจั๋งได๋ (อะไร)” “ถามไปหา สิแตกอีหยัง (เพื่ออะไร) ยั้งว่า (บอกว่า) ให้ภาวนาพุทโธ ข้าเจ้าให้พูดแค่นี้” แล้วก็ไม่มีคําอธิบาย

การสอนสมถกรรมฐาน ท่านพระอาจารย์เสาร์ จะสอนให้ภาวนา “พุทโธ” หากมีใคร ไปถามด้วยความสงสัย หรืออยากให้เป็นสมาธิเร็วๆ ท่านก็จะสอนเน้นยํ้าให้เร่งภาวนาพุทโธเท่านั้น โดยไม่อธิบายใดๆ อีก หากใครเชื่อและทําตามคําแนะนําของท่าน ตั้งใจภาวนาพุทโธจริงๆ ใจนึก พุทโธตลอดเวลา โดยไม่ต้องเลือกเวลาว่า เวลานี้เราจะภาวนาพุทโธ เวลานี้เราจะไม่ภาวนา พุทโธ ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธทุกลมหายใจ ไม่เฉพาะเวลานั่งภาวนาอย่างเดียว อิริยาบถอื่นๆ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทํา แม้กระทั่งการเข้าห้องนํ้าห้องส้วม ซึ่งบางคนก็จะไปข้องใจ ว่า ภาวนาพุทโธ ในห้องนํ้าห้องส้วม มันจะไม่เป็นบาปหรือ? 

ไม่เป็นบาป เพราะธรรมะเป็นอกาลิโก ไม่เลือกกาล เวลา สถานที่ หากใครเข้าห้องนํ้า ห้องส้วมแล้วภาวนาพุทโธ ยิ่งดี เพราะมันมีสิ่งปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก แสดงออกมาให้เราเห็น แล้วเราภาวนาพุทโธ เพราะ พุทโธ แปลว่า รู้ รู้ในสิ่งที่เราทําอะไรอยู่ในขณะนั้นว่า ร่างกาย เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลของเน่าของเหม็น ถ้าหากว่าใครตั้งใจภาวนาพุทโธอย่างเอาจริงเอาจังแล้ว ใจต้องสงบเป็นสมาธิอย่างแน่นอน”

พุทโธนี้สําคัญมาก แม้หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสั่งไว้ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“อันนี้เป็นคําสั่งของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านบอกเลยนะ 

“อย่าทิ้งพุทโธ อย่าทิ้งผู้รู้ ไม่เสีย”

คนปฏิบัติจําให้ดี คนที่ไปเห็นนิมิต คนที่ไปรู้สิ่งต่างๆ เพราะมันส่งออก มันถึงไปรู้ ถ้าส่งออกไปรู้เห็นสิ่งใดกลับมาที่พุทโธ อยู่กับพุทโธ อยู่กับผู้รู้ไม่เสีย ไม่เสีย ถ้าอยู่กับผู้รู้ อยู่กับ พุทโธ ไม่เสีย

ฉะนั้น เพียงคําเดียว คํานี้จําให้ดี จําให้ดี เพราะมันเป็นคําที่หลวงตาท่านไปร้องไห้ ครํ่าครวญอยู่ที่ปลายเท้าหลวงปู่มั่น ตอนหลวงปู่มั่นท่านนิพพาน เพราะหลวงตาท่านกําลังแสวงหาของท่านแล้วไม่มีทางออก นี่ไม่มีใครสั่งสอนได้ ก็ไปนั่งอยู่ที่นั่น 

สรุปเอาว่า ท่านระลึกว่า หลวงปู่มั่นท่านสั่งไว้ “ถ้าการปฏิบัติไป ถ้ามันมีอุปสรรคสิ่งใด ให้กลับมาที่พุทโธ ให้กลับมาที่ผู้รู้ จําตรงนี้ไว้”

ท่านถนอมรักษาข้อวัตรปฏิบัติ 

ในสมัยครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงวางธรรมวินัยไว้เป็นองค์แทน องค์พระบรมศาสดา ในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้วาง ข้อวัตรปฏิบัติไว้เป็นองค์แทนของท่านทั้งสอง เพื่อเป็นมรดกธรรมให้ผู้ที่ปรารถนาความพ้นทุกข์ พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ได้วางข้อวัตรปฏิบัติให้พระศิษย์ทั้งหลายได้สืบทอดกันมาเป็นรุ่นๆ 

นับจากศิษย์รุ่นใหญ่รุ่นแรกๆ เช่น หลวงปู่สิงห์ หลวงปู่สุวรรณ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น หลวงปู่มี หลวงปู่ทองรัตน์ หลวงปู่ดูลย์ ฯลฯ รุ่นอาวุโสถัดมา เช่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่หลุย หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ท่านพ่อลี ฯลฯ เรื่อยมาถึงศิษย์รุ่นกลาง เช่น หลวงปู่สิม หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ฯลฯ และเรื่อยมาถึงศิษย์รุ่นหลัง เช่น ท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ฯลฯ และเรื่อยมาจนถึงศิษย์รุ่นปัจจุบัน บรรดา ครูบาอาจารย์ต่างได้พากันสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติ จนเป็นระเบียบแบบแผนของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น โดยเฉพาะการเรียนรู้และฝึกทําข้อวัตรปฏิบัติกับพ่อแม่ครูอาจารย์จําเป็นและสําคัญมาก ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ในปัจจุบันนี้ เวลาสมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านบอก ทําข้อวัตรๆ ทําข้อวัตรนะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาเป็นสิ่งที่น่าเคารพบูชามาก น่าเคารพบูชาเพราะอะไร น่าเคารพบูชา ถ้าผู้ที่อุปัฏฐากเขาศึกษาจนเขาทําได้แล้วด้วยความชํานาญ อุปัฏฐากครูบาอาจารย์องค์ใด ครูบาอาจารย์องค์นั้นท่านจะสะดวกสบายของท่าน แต่ทําไมท่านผลักออกล่ะ ใครมาอุปัฏฐาก ๓ ปี ๔ ปี ท่านจะเปลี่ยนๆๆ ตลอดเวลา เปลี่ยนตลอดเวลาเพราะอะไร เพราะให้เขาวนเข้ามา

หลวงปู่มั่นท่านจะบอกเลย “ให้มันมีข้อวัตรปฏิบัติติดหัวมันไป ติดหัวมันไป ถ้ามันมี ข้อวัตรติดหัวมันไป มันจะเอาตัวรอดได้” นี่ท่านจะหมุนเวียนเข้ามา หมุนเวียนเข้ามาๆ เพื่อจะมาฝึกหัดๆ ฝึกหัดมันให้มีสติ มีปัญญา เพราะเราจะเข้าใกล้ครูบาอาจารย์ มันต้องมีสติ มันทําอะไร มันจะมีความผิดพลาด ถ้าความผิดพลาด มันฝึกหัดสติขึ้นมา ถ้าฝึกหัดสติ มันก็มีที่ยึด จิตมันก็มี ที่เกาะ ที่พึ่งอาศัย เห็นไหม…

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาท่านถึงได้ถนอมรักษาข้อวัตรปฏิบัตินี้มาก เพราะ ข้อวัตรปฏิบัตินี้เป็นการฝึกคนขึ้นมา คนมันจะดี มันจะเลว อยู่ที่การฝึกฝน จิตมันจะดี มันจะเลว อยู่ที่การกระทําของมัน มันต้องฝึกฝนของมันขึ้นมา ถ้ามันฝึกฝนของมันขึ้นมา มันจะได้รับปัจจัตตัง มันจะรู้ตามความเป็นจริงของมันขึ้นมา

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตา ครูบาอาจารย์ เวลาท่านถึงที่สุดนะ มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ เห็นไหม เราบอก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ ประเสริฐมาก มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ แต่สิ่งที่มหัศจรรย์นี้มันก็สามารถทําได้ด้วยข้อวัตรปฏิบัติ…

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกพระ ท่านต้องให้พระมาฝึกก่อน ฝึกข้อวัตรปฏิบัติ การฝึกข้อวัตรปฏิบัติ เขาเรียกว่า “เครื่องอยู่” ถ้าจิตมันไม่มีเครื่องอยู่ เราจะเอาธรรมะกัน เราปฏิบัติแล้ว เราจะเอาให้เป็นพระอรหันต์กัน แล้วเอาอะไรเป็นข้อพิสูจน์ความเป็นพระอรหันต์ เอาอะไรเข้าไปสู่ความสิ้นสุดแห่งทุกข์ล่ะ ก็เอาจินตนาการเอาความรู้ของตัว เหมือนกับเอาสีข้าง เข้าถู ถูไปเรื่อย สีข้างเลือดนี่สาดเลย แต่แล้วมันจะเข้าไปสู่ความจริงตรงไหนล่ะ 

แต่ถ้ามาฝึก เริ่มต้นจากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านมีหลักมีเกณฑ์ของท่าน เวลาเขามา จะเอามาฝึกก่อนให้รู้จักข้อวัตรปฏิบัติ ถ้ารู้จักข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา จิตใจมันอาศัยข้อวัตรปฏิบัตินี้ เข้าไปดัดแปลงตน ถ้าอาศัยข้อวัตรปฏิบัติเข้ามาดัดแปลงตน มันมีเครื่องอยู่แล้ว มันก็ไม่เร่ร่อน 

การฝึกฝน ถ้ามันไม่อยู่ในกรอบจะฝึกฝนอย่างไร ไม่มีข้อวัตรปฏิบัติจะฝึกฝนอย่างไร แล้วข้อวัตรปฏิบัตินี้ปล่อยมันหละหลวม ปล่อยให้มันเฉไฉให้มันมีอะไรต่างๆ ขึ้นไป มันจะมีการปฏิบัติอย่างไร ดูสิตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นขึ้นมา ดูหลวงตาสิ ท่านเข้มงวดขนาดไหน การเข้มงวด นี่คือการดูแลรักษาจิต แล้วถ้าเราไม่เข้มงวดไม่รักษาจิตของเรา มันจะไปรักษาอะไรล่ะ 

สมบัติในโลกนี้ มันมีคุณค่าอะไรที่จะให้รักษา มันก็มีจิตของเราที่จะให้รักษา ถ้ามีจิตให้ รักษา แล้วรักษาอย่างไร นี่ไงผู้นําที่เป็นคุณ ผู้นําที่เป็นคุณท่านให้เรารักษา ให้เราดูแล ดูสิ ทําโน่น ก็ผิด ทํานี่ก็ผิด พอทําอะไรไป ท่านตบมือทิ้งเลย ตบมือเราออกเลย นั่นมันร้อน นั่นมันไฟ นั่นมัน ไม่ดี”

ท่านบริหารข้อวัตรปฏิบัติ 

ธรรมวินัยมันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว แต่เวลาทําไปแล้วพวกเราเห็นว่า มันเป็นงานของคนใช้ มันเป็นงานของคนที่ไม่มีศักยภาพ เราเป็นคนที่มีศักยภาพ เราเป็นคนที่มีอํานาจวาสนา งานอย่างนี้เราทําทําไม แต่งานอย่างนี้เขาทําเพื่อหัวใจของเขา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทํา ของท่านนะ เวลาอยู่ป่าอยู่เขานะ อยู่บนเขาอยากได้นํ้าใช้ต้องเดินมาตีนเขา เอาไม้กระบอกตัด แล้วเอานํ้านั้นใส่ สรงนํ้าเสร็จแล้วแบกนํ้านั้นขึ้นไปอยู่บนเขาด้วย อยู่ในป่าในเขา เขาทํากันมา ทําเพื่ออะไรล่ะ บริหารข้อวัตรปฏิบัติ บริหารเพื่อให้หัวใจมันไม่เฉา ไม่หงุดหงิด ไม่น้อยเนื้อ ไม่ตํ่าใจ

สิ่งที่ทํา เห็นไหม สัตว์อาชาไนย ดูสิเวลาสัตว์ที่มันมีไหวพริบของมัน เห็นไหม มันเป็น หัวหน้าสัตว์ มันดูแลฝูงของมัน มันเป็นผู้นําของมัน แต่เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เป็นสัตว์อาชาไนย เป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้ที่ได้นําประพฤติปฏิบัติมา เวลานําประพฤติ ปฏิบัติมาทําเพื่ออะไร บริหารใจ บริหารในหัวใจมันไม่หงุดหงิด ไม่น้อยเนื้อตํ่าใจ มันทําด้วยความภูมิใจ ทําด้วยศากยบุตรพุทธชิโนรส ทําตามธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมวินัย ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางไว้ แล้วมีใครฟื้นฟู มีใครกระทําขึ้นมาให้มันเป็นความจริง ขึ้นมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านมาทําของท่านเป็นความจริงของท่านขึ้นมา แล้วท่านอธิบาย ได้หมด

หลวงปู่มั่นท่านอธิบายได้หมดทําเพื่ออะไร ข้อวัตรของเรา ท่านทําเพื่อตัวท่าน แล้วพระที่ปฏิบัติ พระที่อยากพ้นจากทุกข์ พระที่ต้องการกระทํา ท่านก็บอกเห็นไหม ให้มีข้อวัตรติดหัวมันไป ติดหัวไง ติดหัวคือว่าเหมือนกับนักกีฬา เวลาถึงเวลาของเขา เขาต้องซ้อมของเขา เขาต้องดูแล ทักษะของเขา เขาจะต้องบริหารของเขา เพื่อเป็นอาชีพของเขา อันนี้เป็นพระนะ เรามีข้อวัตรปฏิบัติของเรา มีข้อวัตรปฏิบัติที่เป็นสากลของกรรมฐาน พระกรรมฐานเขาจะมีข้อวัตร เขาจะรู้ของเขา เป็นธรรมเนียม เป็นประเพณี เป็นอริยประเพณีของกรรมฐาน

กรรมฐานเห็นไหม ดูสิ เวลาธุดงควัตร เขาไม่ถือก็ไม่เป็นอาบัติ เวลาพระอยู่ในศีลในธรรม ศีลเห็นไหม แต่เวลาธุดงควัตรแล้ว ถ้าไม่ทําธุดงควัตรก็ไม่เป็นอาบัติ แต่พระกรรมฐานถือ ถือธุดงค์เห็นไหม เพราะมันเป็นเครื่องขัดเกลาเห็นไหม ขัดเกลาข้อวัตรปฏิบัติ ขัดเกลาไม่ให้หงุดหงิด ไม่ให้หัวใจมันจนตรอก ให้มันเปิดโล่งของมัน แล้วเรามาฝึกหัด เรามาฝึกหัดเห็นไหม สิ่งนี้มันเป็นอาวุธ มันเป็นเครื่องมือที่ต่อสู้กับกิเลส แต่โลกเขามองว่า งานอย่างนี้เป็นงานของคนที่ไม่มีศักยภาพ พระเราทําทั้งนั้น พระเราทําสิ่งนี้ เพราะพระเราต้องการบริหารหัวใจ ไม่ได้บริหารงานที่เป็นศักยภาพหรือไม่เป็นศักยภาพของสังคมโลก

ท่านสอนโดยการกระทํา

ท่านพระอาจารย์เสาร์ อบรมสั่งสอนพระศิษย์โดยประพฤติปฏิบัติธรรมให้ดูเป็นเยี่ยงอย่าง ข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาของท่าน คือ คําสอนที่ดีที่สุด

ศิษยานุศิษย์ที่เข้ามารับการอบรมศึกษาธรรมจากท่านพระอาจารย์เสาร์ ศิษย์รุ่นผู้ใหญ่ รุ่นแรกๆ เช่น ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มี ญาณมุนี หลวงปู่หล้า ขนฺติโก ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ท่านพระอาจารย์กินรี จนฺทิโย ฯลฯ ล้วนสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติปฏิปทาของท่านได้เป็นอย่างดี ด้วยการรักษาพระวินัยและถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด มีความ เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ยินดีมักน้อยสันโดษ ไม่ชอบเปิดเผยตน ชอบอยู่ตามลําพังเพื่อทําความพากเพียรโดยไม่คลุกคลีตีโมงกัน แม้มีการพูดคุยสนทนากันก็ดําเนินตามหลักสัลเลขธรรม และชอบออกเดินธุดงค์ตามป่าเขาเพื่อจาริกแสวงหาที่สงัดวิเวกบําเพ็ญเพียร

พระคณาจารย์ที่เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ มีจํานวนมาก แต่ไม่เปิดเผยตัวเท่าที่ควร มี ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร เป็นศิษย์เอก บรรดาศิษยานุศิษย์ที่กราบถวายตัวเป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่นมาก่อน ในกาลต่อมาก็มากราบถวายตัวเป็นศิษย์เพื่ออบรมศึกษาธรรมกับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และในทํานองเดียวกันศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็มากราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น เพราะพระคณาจารย์ที่เป็นศิษย์เหล่านั้นต่างให้ความเคารพเทิดทูนบูชาท่านทั้งสองเป็นอย่างมาก ด้วยคุณธรรมและเป็นพระอาจารย์ใหญ่ จึงยกย่องเชิดชูท่านเป็น พระปรมาจารย์ใหญ่สายพระกัมมัฏฐาน

นอกจากปฏิปทาจริยาวัตรที่งดงามของท่านแล้ว ข้อสําคัญอีกประการหนึ่งคือ สถานที่ใด ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เที่ยวธุดงค์ไปพักชั่วคราว สถานที่แห่งนั้นมักจะกลายเป็นวัดถาวรและเจริญรุ่งเรืองตามมาภายหลัง เช่น พระธาตุพนม ซึ่งแต่ก่อนรกร้างเป็นดง เมื่อท่านเดินรุกขมูล เข้าไปพักอาศัยที่นั้นชั่วคราว ให้คนถากทางทําความสะอาดปัดกวาดอย่างดี ครั้นต่อมาภายหลัง ที่นั่นจึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเจริญรุ่งเรืองเป็นที่เลื่อมใสของชาวพุทธทั่วประเทศมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้

และในทํานองเดียวกัน ก็ยังมีสถานที่อื่นอีกหลายแห่งในจังหวัดทางภาคอีสาน รวมทั้งฝั่งประเทศลาวที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ธุดงค์ผ่านไปพักชั่วคราว แล้วกลายมาเป็นวัด ได้รับความเจริญรุ่งเรือง เหลือเป็นอนุสรณ์จนกระทั่งทุกวันนี้

ท่านสอนทําอะไรให้เป็นเวลา – สอนอุบายภาวนา

การสอนธรรมภาคปฏิบัติของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเริ่มสอนจากการทําอะไรให้เป็นเวลาเสียก่อน โดยที่ท่านเองจัดอยู่ในพระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นประเภท พระแท้ พระประเสริฐ ท่านจะประพฤติปฏิบัติให้พระศิษย์ดูเป็นเยี่ยงอย่าง แทนการสอนด้วยปาก ดังนั้น การสอนธรรม ท่านจึงไม่พูดมาก ไม่ชี้บอกว่าให้ทําอย่างนั้นอย่างนี้ 

ผู้ที่ไปอยู่ในสํานักท่านพระอาจารย์เสาร์ ในเบื้องต้นท่านจะสอนให้ทําวัตร นอน ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๓ นี้เป็นข้อแรกต้องทําให้ได้ก่อน โดยท่านให้เหตุผลว่า การนอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ฉันเป็นเวลา อาบนํ้าเข้าห้องนํ้าเป็นเวลา เป็นการสร้างนิสัยให้มีวินัยและเป็นอุบายสร้างพลังจิต ทําให้เรามีความจริงใจ และไม่ย่อหย่อนต่อข้อวัตรปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติตามได้แล้ว ท่านก็สอน อปัณณกปฏิปทา และ ธุดงควัตร การถือเนสัชชิกต่อไป

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ในช่วงที่ท่านเร่งความเพียร ท่านก็มีอุบายภาวนาของท่าน โดย ท่านได้พิจารณาเลือกที่เหมาะกับจริตของท่าน เช่น การอดนอน การอดอาหาร ผ่อนอาหาร การเดินจงกรมนานๆ การนั่งสมาธินานๆ การอยู่ป่าช้า การอยู่ในป่าเปลี่ยวเต็มไปด้วยภยันตรายจาก สัตว์ร้าย เป็นต้น ซึ่งอุบายภาวนาดังกล่าวล้วนอยู่ในหลักธรรมทั้งสิ้น เช่น การอดนอน การอยู่ป่า อยู่ในธุดงควัตร การอดอาหารอยู่ในบุพพสิกขา เป็นต้น ผู้ปฏิบัติจะเลือกใช้อุบายภาวนาใด จะต้องสังเกต และต้องเลือกให้เหมาะกับจริตของตนแต่ละรายๆ ไป

ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ด้วยการอดนอนผ่อนอาหารนั้น ครั้งหนึ่งมีญาติโยมเห็นท่านเดินจงกรมจนเป็นลมล้มทรุดลงบนทางเดินจงกรมก็เคย 

พระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ต่างก็ได้รับ การแนะนําอุบายภาวนาอันแยบคายแล้วนําไปปฏิบัติก็เกิดความก้าวหน้า จึงได้สืบทอดต่อๆ กันมา จวบจนกระทั่งปัจจุบัน รวมทั้งองค์หลวงตาพระมหาบัวได้เคยดําเนินมาแล้วก็ได้ผลดี และท่านได้เทศนาไว้ดังนี้

“เรื่องการปฏิบัติอย่าอ่อนข้อ ใครปฏิบัติยังไงการอดนอนผ่อนอาหาร ให้เป็นตามจริตนิสัยของแต่ละรายๆ ไป เช่น ผ่อนอาหาร ผ่อนเป็นยังไง ภาวนาเป็นยังไงผ่อนอาหาร อดอาหารภาวนาเป็นยังไง เราต้องสังเกตตัวเราเอง อันนี้คนอื่นคนใดไปบังคับไม่ได้ และอันนี้ก็เป็นคําบอกเล่า สําหรับผมเองเคยปฏิบัติมาอย่างนี้ การผ่อนอาหารในธรรมมีอยู่แล้ว 

การอดอาหารนี้ท่านมีบอกไว้สองแง่ คือถ้าอดเพื่อโอ้เพื่ออวดแล้วปรับอาบัติทุกอิริยาบถความเคลื่อนไหว ก็คือหมายความว่าไม่ให้อด แต่ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรมเพื่อความพากความเพียร อดเถิดเราตถาคตอนุญาต นี่มีแง่อยู่อย่างนี้ ถ้าอดเพื่อโอ้เพื่ออวดแล้วปรับอาบัติโทษตลอดเวลา ทุกความเคลื่อนไหว แต่ถ้าอดเพื่อประกอบความพากเพียรแล้วอดเถิด เราตถาคตอนุญาต นั่นท่านว่าอย่างนั้น 

เรื่องผ่อนอาหารก็เหมือนกัน ตามจริตนิสัยของเรา เราอดอาหารก็ดี ผ่อนอาหารก็ดี เราไม่ได้ตรัสรู้เพื่ออดอาหาร ผ่อนอาหารนะ ตรัสรู้ด้วยความเพียรของเรา อันนี้เป็นเครื่องหนุน ให้ประกอบความเพียรด้วยความสะดวกสบาย เราก็ประกอบความเพียรได้สะดวกๆ แก้กิเลสไปได้คล่องตัวๆ ถ้าไม่คํานึงถึงเรื่องการอยู่การกินนี้ เวลากินมากๆ มันทับนะ กินมาก นอนมาก ขี้เกียจมาก นั่น ราคะตัณหาก็เริ่มพองตัวขึ้นมาอยู่ในหัวใจนั้นแหละ มันไม่ได้ออกมาแสดงทางร่างกายนะมันยิบแย็บขึ้นภายในใจ สําหรับผู้จะฆ่ากิเลสตัวสําคัญเหล่านี้แล้ว ท่านจะถือเป็นเหตุอันร้ายแรงมาก มันยิบแย็บขึ้นมานี้จะสะดุ้งทันที แล้วรีบแก้กันทันทีๆ 

เพราะฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการบริโภค แล้วการประกอบความเพียรของเรา ก็สะดวก เราผ่อนอาหารไปได้พอดิบพอดีขนาดไหน เอา ยึดเอาเป็นหลัก ผู้อดอาหารก็ตามแต่ที่จะอดได้มากน้อย ให้พินิจพิจารณาตัวเอง อันนี้เป็นเรื่องอัธยาศัยของเรา ที่จะใช้ความเฉลียวฉลาดรอบคอบทั้งหลายปฏิบัติความเพียร ถ้าปฏิบัติไปเฉยๆ ทําไปเฉยๆ ไม่ได้นะ ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้คิด ด้วยสติปัญญาเสียก่อน เดินจงกรมก็เดินไปอย่างนั้นล่ะไม่ได้เรื่องได้ราว ไม่เห็นเหตุเห็นผลอะไร อย่างนั้นไม่ได้เรื่องนะ ต้องมีสติ ทุกอย่างต้องมีสติปัญญารอบตัวอยู่ตลอดเวลา ทดสอบบวกลบคูณหารในตัวของเราอยู่เสมอ ผู้นี้ล่ะผู้จะก้าวเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้ หลักธรรมหลักวินัยสมบูรณ์แบบ มรรคผลนิพพานสมบูรณ์แบบอยู่กับหลักธรรมหลักวินัย อย่าไปหามรรคผลนิพพาน ที่ไหน ให้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยธรรมด้วยวินัย อันนี้ล่ะถึงที่สุด”

การทําวัตรสวดมนต์

การทําวัตรสวดมนต์ของพระธุดงคกรรมฐานที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พาบําเพ็ญมา องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้ 

“กิจนี้คล้ายกับเป็นขนบธรรมเนียมที่ท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น พาบําเพ็ญมา คือ วันปกติธรรมดา ท่านไม่นัดให้มีการประชุมไหว้พระสวดมนต์เลย จะมีเฉพาะวันอุโบสถปาติโมกข์เท่านั้น ที่ท่านพาทําวัตรก่อนลงอุโบสถเป็นประจําทุกอุโบสถ วันธรรมดาแม้จะมีการประชุมอบรม พอถึงเวลาพระมารวมกันพร้อมแล้ว ท่านก็เริ่มธรรมบรรยายเป็นภาคปฏิบัติไปเลยทีเดียว ตอน ก่อนหรือหลังจากการอบรม ท่านที่มีข้อข้องใจก็เรียนถามท่านได้ตามอัธยาศัย พอถามปัญหาจบลง ท่านก็เริ่มชี้แจงให้ฟังจนเป็นที่เข้าใจ หลังจากการอบรมถ้าไม่มีปัญหาสอดแทรกขึ้นมา ต่างก็ พร้อมกันกราบเลิกประชุมและไปสถานที่อยู่ของตน

เท่าที่ทราบมาที่ท่านไม่นัดประชุมทําวัตรเช้าเย็นนั้น ท่านประสงค์ให้พระเณรทําวัตร และสวดมนต์ตามอัธยาศัยโดยลําพัง จะสวดมากน้อยหรือถนัดในสูตรใดและเวลาใด ก็ให้เป็นความสะดวกของแต่ละรายไป 

ดังนั้น การทําวัตรสวดมนต์ของท่าน จึงเป็นไปโดยลําพังแต่ละรายตามเวลาที่ต้องการ และเป็นภาวนาไปในตัว เพราะความระลึกอยู่ภายในอย่างเงียบ มิได้ออกเสียงดัง เช่น ทําด้วยกัน หลายคน บางองค์ท่านสวดมนต์เก่งเป็นชั่วโมงๆ ก็มี ท่านว่า ท่านเพลินไปกับบทธรรมที่สวดนั้นๆ กว่าจะจบสูตรที่สวดในคืนหนึ่งๆ จึงกินเวลานาน ท่านสวดตามความถนัดใจในสูตรต่างๆ ทั้งสูตรสั้น สูตรยาว

สมัยท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น ท่านชอบสวดมนต์มาก และสวดทีละนานๆ ขณะสวดจิตก็มิได้กังวลไปกับอะไร มีความเพลิดเพลินไปกับบทธรรมที่สวด จนจิตสงบเย็นไปในเวลานั้น ท่านอาจารย์เสาร์ เฉพาะท่านอาจารย์มั่นท่านสวดมนต์เก่งแต่ไหนแต่ไรมา จนกระทั่งหมดความสามารถที่จะสวดได้ในเวลาป่วยหนัก ขณะที่ท่านเริ่มสวด จะได้ยินเสียงพึมๆ เบาๆ เรื่อยไป ไม่ขาดวรรคขาดตอน จนจบการสวดซึ่งเป็นเวลานาน หลังจากนั้นก็นั่งสมาธิภาวนาต่อไปจนถึงเวลาพักจําวัด ซึ่งเป็นกิจประจําท่านจริงๆ

แต่ตกมาสมัยนี้ ซึ่งเป็นสมัยคนฉลาด พระกรรมฐานทั้งท่านและเรา ซึ่งออกมาจากคน ก็อาจจะฉลาดและเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นไปต่างๆ เช่น เปลี่ยนเป็นแบบสุกเอาเผากินก็ไม่มีใครทราบได้ ดังนั้น การไหว้พระสวดมนต์ อันเป็นสิริมงคลและความดีงามแก่ตนและผู้อื่นที่ครูอาจารย์พาดําเนินมา จึงอาจถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยเห็นเป็นของล่าช้าล้าสมัย และบั่นทอนความขี้เกียจอ่อนแอที่กําลังพอกพูนบนหัวใจให้น้อยลงได้ ซึ่งจะขาดความสุขประจํานิสัยที่เคยได้รับจากสิ่ง เหล่านั้นมาเป็นประจําก็เป็นได้ 

ส่วนท่านที่พยายามตะเกียกตะกายตามปฏิปทาที่ท่านพาดําเนินมา ก็ขอเทิดทูนไว้บน เศียรเกล้า สมความเมตตากรุณาที่ท่านได้อุตส่าห์อบรมสั่งสอนด้วยความเอ็นดูตลอดมา ทั้งนี้ พอทราบได้ในเวลามีท่านผู้ใดก็ตาม ประพฤติผิดพลาดทั้งภายใน ภายนอก ขณะที่มาอยู่อาศัย ใต้ร่มเงาแห่งความเมตตาของท่าน จะถูกดุด่าสั่งสอนไปตามกรณี ไม่ปล่อยให้หมักดองไว้จน กลายเป็นไอเสียไปนาน”

พระป่า – ธรรมะป่า

ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ถ้าเราปฏิบัติ เราเป็นพระป่า พระป่าเรามีครูบาอาจารย์ ทําไมเราถึงเป็นพระป่า 

พระป่า เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านอยู่ในป่าในเขามาตลอดเหมือนกัน 

หลวงปู่มั่นท่านอยู่ป่ามาตลอด ท่านศึกษามา ท่านปฏิบัติมาในป่า เพราะท่านเห็นคุณ ของป่า เห็นคุณของป่าเพราะอะไร เพราะท่านปฏิบัติอยู่ในป่ามันสะดวกสบาย สะดวกสบาย ในการปฏิบัติ แต่มันจะขาดแคลน มันจะไม่ได้ดั่งใจ เพราะอยู่ในป่าเหมือนสัตว์ป่า 

สัตว์ป่าเขาต้องหาอาหารของเขาเอง สัตว์ป่าเขาต้องดํารงชีวิตของเขาเอง แล้วเกิดทุกข์เภทภัยในป่า เขาก็ต้องดํารงชีวิตของเขา เขาต้องหลีกภัยของเขา เขามีอันตรายอยู่ตลอดเวลานะ ฉะนั้น ไม่มีใครคุ้มครอง ไม่มีใครดูแล 

ฉะนั้น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านอยู่ในป่าในเขาของท่าน มันก็มีภัยทั้งนั้น มันมี สัตว์ร้าย มีต่างๆ แต่อันนั้นมันเป็นเพราะเหตุใดล่ะ เพราะอะไร เพราะมีเป้าหมายใช่ไหม 

คนเราเกิดมามีอํานาจวาสนา ถ้าคนเราเกิดมามีอํานาจวาสนา เราออกมาประพฤติปฏิบัติ ออกบวชมาเป็นพระเป็นเจ้า เรามีเป้าหมายอะไร ถ้าเรามีเป้าหมายว่า เราอยากได้รสของธรรม “รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง” รสของโลกทุกคนมีสิทธิที่เสพเหมือนกันทั้งนั้น รสของโลกทุกคนก็มีโอกาสที่จะได้สัมผัสทั้งนั้น เพราะมันเป็นสมบัติสาธารณะ สิทธิ เห็นไหม กามคุณ ๕ 

คนเราเกิดมาในโลก กามคุณ ๕เพราะการดํารงเผ่าพันธุ์ ในเมื่อการดํารงเผ่าพันธุ์ กามคุณ ๕ ก็เป็นคุณในการสืบพันธุ์ ในการดํารงชีวิตของเขา มนุษย์กลัวว่า มนุษย์จะสูญพันธุ์ ไม่มีสูญพันธุ์ สัตว์ป่าสิมันจะสูญพันธุ์ สัตว์ป่าเพราะอะไร เพราะสัตว์ป่ามันต้องดํารงชีวิตของมัน โดยธรรมชาติของมัน 

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมะป่า ธรรมะป่าที่องค์สมเด็จพระ– สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ในป่า ตรัสรู้อยู่โคนต้นโพธิ์ ออกมาจากป่า แต่เวลาโลกมันเจริญขึ้นมา ดูสิ เวลาชุมชนมันเกิดขึ้นมา มันเกิดเมืองขึ้นมาต่างๆ เกิดการศึกษาขึ้นมา ศึกษาขึ้นมาแล้วต้องมี ทางวิชาการ วิชาการก็เพื่อจะมาปฏิบัตินะ ปริยัติต้องปฏิบัติ แต่ถ้าปริยัติเพื่อปริยัติ เพื่อความ เจริญรุ่งเรือง เรียนกัน ศึกษากัน สร้างมหาวิทยาลัยกัน 

มหาวิทยาลัยนาลันทา จนเขาเผาทิ้งหมดเลย จนเขาเผาทําลายหมดเพราะอะไร เพราะ มีการศึกษาแล้วไม่ออกประพฤติปฏิบัติ ไม่ออกอยู่ป่าอยู่เขาให้กระจายชุมชนออกไป เขาทําลายที่ไหน มันทําลายไม่ได้หมดหรอก แต่ถ้าไปรวมศูนย์เอาไว้ เผาทิ้งให้หมดเลย รวมศูนย์ขึ้นมาแล้ว ใครเข้ามาครอบงํา ใครเข้ามาชักนํา รวบอํานาจ รวบยอดได้ มันก็ใช้แต่นโยบายของเขา 

แต่ในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างนั้นเลย ธรรมขององค์สมเด็จ–พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะให้สงฆ์เป็นใหญ่ สงฆ์ ๔ องค์ขึ้นไป ไปอยู่ชุมชนไหนก็ได้ ถ้า ๔ องค์ ให้ทําสังฆกรรม ให้ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเข้าสู่ธรรม นี่ธรรมป่า 

ครูบาอาจารย์ของเราเวลาบวช เมื่อก่อนบวชในอุทกุกเขปสีมา สีมานํ้า ในเมื่อไม่มีที่ไหน ทําได้ทั้งนั้นน่ะ ทําได้เพราะเหมือนสัตว์ป่า สัตว์ป่ามันต้องดํารงเผ่าพันธุ์ของมัน มันต้องรักษาชีวิตของมัน รักษาหมู่คณะของมัน 

พระกรรมฐานครูบาอาจารย์ของเราตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านวางหลักเกณฑ์ของท่านไว้ เราบวชมา เรามีเป้าหมายอะไร ถ้าเราบวชมา เรามีเป้าหมายว่า เราจะพ้น จากทุกข์ เราถึงว่า เราพอใจที่เป็นพระป่า อยากเป็นพระป่า เพราะพระป่ามีครูบาอาจารย์ มีคนชี้นํา” 

ธรรมคําสอนของท่านพระอาจารย์เสาร์

โอวาทธรรมคําสอน ตลอดการเทศนาธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ แม้เพียงสั้นๆ แต่ลึกซึ้งและกินใจมาก นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอีก ดังนี้

“เกิดมาเป็นคน อย่าเอาคลองสัตว์ (แนวทางของสัตว์) มาประพฤติ เพราะเฮา (เรา) จะ ตกตํ่ากว่าสัตว์ไปอีก อย่าพากันทํา”

“อนึ่ง ยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ คือ ต้องตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์ คือ ศีล ๕ และ กุศลกรรม ๑๐ จึงจะได้เกิดเป็นมนุษย์”

“ชีวิตที่เป็นมานี้ ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะอันตรายชีวิตทั้งภายใน ภายนอก มีมากต่างๆ นานาและการที่ได้ฟังธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งขึ้นไปอีก เหตุนี้เราทั้งหลาย พึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้เลย”

“เกิดกับตายเป็นของคู่กัน อย่าลืมตาย”

“เออ ! พากันทําบุญนะ บาปมันเผาหัวเด้”

“ดีก็รู้อยู่แล้ว ชั่วก็รู้อยู่แล้ว จะเอาอิหยัง (อะไร) มาว่ามาสอนอีก”

“ดีกับชั่วมันมีอยู่ในโลกนี้ หนีไปจากโลกสงสารนี้แล้วกะ (ก็) ไม่มีดี ไม่มีชั่ว”

“เขาพูดว่าเราดี เราก็ไม่ดีเหมือนคําเขาพูด เขาพูดว่าเราชั่ว เราก็ไม่ชั่วเหมือนคําเขาพูด ถ้าเราไม่ยึด…เราไม่มี…จะเอาอะไรไปดีไปชั่ว”

“จะให้ทานมากหลายท่อใด๋ (เท่าใด) กะสู้บวชเป็นชีเป็นขาวรักษาศีลอุโบสถบ่ (ไม่) ได้”

“อย่าเฮ็ด (ทํา) ความชั่ว ให้ทําความดี นั่งสมาธิ เดินจงกรม ปฏิบัติเจ้าของ”

“การปฏิบัติเท่านั้นที่จะเห็นธรรม พูดไม่สําเร็จ คิดไม่สําเร็จ”

“วิปัสสนานี้มีอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหาร ภาวนาย่อมทําให้ผู้เจริญนั้นมีสติ ไม่หลงเมื่อทํากาลกิริยา มีสุคติภพ คือ มนุษย์และโลกสวรรค์เป็นไปในเบื้องหน้า หากยังไม่บรรลุผลทําให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี ก็ย่อมทําให้ผู้นั้นบรรลุมรรคผล ทําให้แจ้งซึ่ง พระนิพพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว” 

“รักษากายให้บริสุทธิ์ รักษาวาจาให้บริสุทธิ์ รักษาใจให้บริสุทธิ์ เด้อ หมู่เจ้าทั้งหลายทุกคน”

กายสุจิํ กายให้สะอาด วจีสุจิํ คําเว้าให้สะอาด มโนสุจิํ จิตใจให้สะอาด กายใจที่สะอาด จึงเหมาะแก่ธรรม”

“ให้ภาวนาพุทโธ พุทโธ”

“ให้ตั้งใจภาวนาพุทโธ พุทโธ อย่าคิดห่วงอิหยัง (อะไร)”

“ให้พากให้เพียรกับเจ้าของ”

“ให้เพียรอยู่กับพุทโธ”

“บ่อด บ่ได้อิหยังดอก บ่พากบ่เพียร สิเห็นหนทางบ่บุหล่ะ” (ไม่อดทน ไม่ได้ไม่รู้อะไรหรอก ไม่พากไม่เพียร จะเห็นหนทางหรือไม่ล่ะ)

“ขันติ อด ขันติ ทน เป็นไฟเผาบาปให้มอดไหม้ไปได้”

“พระธุดงคกรรมฐาน แปลว่า ผู้ทําความดับอยู่เสมอ ชําระล้างตนให้สะอาดอยู่เป็นนิจ”

“การเดินธุดงค์ มิใช่จรจัดไม่มีที่อยู่ โลกนี้เป็นที่อยู่ของสัตว์ทุกผู้เกิดมา”

“ไปเรื่อยๆ คํ่าไหนนอนนั่น พอใจที่ใดก็พักไป อยู่ไป เพื่อบําเพ็ญภาวนา”

“กินได้ นอนหลับ ขับถ่ายดี กะอยู่ดี”

“ปฏิบัติให้เบิ่งอยู่ทุกมื้อ เฮ็ดหยังคือ บ่เฮ็ดตาม” (ปฏิบัติให้ดูอยู่ทุกวัน มัวทําอะไรอยู่ ทําไมไม่ทําตาม)

งานถวายมุทิตาจิต อายุครบรอบ ๘๑ ปี – ท่านสั่งเตรียมโลงศพ

ขณะที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พํานักอยู่ที่วัดดอนธาตุ หรือที่ครูอาจารย์สมัยนั้นเรียกว่า วัดเกาะแก้วฯ นั้น ท่านมีอายุเข้า ๘๑ ปี อยู่ในวัยชราภาพมากแล้ว ท่านมีอาการอาพาธ อยู่บ่อยๆ ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านจะมีอายุครบรอบ ๘๑ ปี คณะศิษย์ได้ร่วมกันจัดงานทําบุญครบรอบ ๘๑ ปี เพื่อแสดงมุทิตาสักการะและพิธีสืบชะตา ถวายแด่ท่านพระอาจารย์เสาร์ โดยมี ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นประธานจัดงานสําคัญในครั้งนี้ที่วัดบูรพาราม ในเมืองอุบลราชธานี เมื่อวัน ๗ ๗ฯ ๑ คํ่า (อ่านว่าวันเสาร์ แรม ๗ คํ่า เดือนอ้าย) ปีมะโรง ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ มีกําหนดจัดงาน ๓ วัน

ในงานนี้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้ร่วมกับ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล เรียบเรียงหนังสือที่ระลึก เรื่องกติกาวิธีสัมมาปฏิบัติ ว่าด้วยข้อปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สําหรับสํานักชีกรรมฐาน ถวายมุทิตาจิตแด่ท่านพระอาจารย์เสาร์ เพื่อพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ในงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง ซึ่งเป็นพี่น้องกัน ก็ได้ร่วมกันแต่งหนังสือ แบบถึง พระไตรสรณคมน์ โดยถวายท่านพระอาจารย์เสาร์ให้พิจารณาตรวจทานด้วย

พระภิกษุที่ได้รับนิมนต์มาเจริญพระพุทธมนต์ในงานพิธีนี้ มีจํานวน ๘๑ รูป ครบเท่าอายุ โดยคณะศรัทธาญาติโยมได้จัดเตรียมผ้าจีวรครบ ๘๑ ชุด สําหรับท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ทอดถวายเป็นผ้าบังสุกุล นอกจากนี้ คณะพระลูกศิษย์ของท่าน ยังได้ช่วยกันตัดเย็บผ้าขาวเป็นจํานวน ๘๑ ผืน ให้ท่านได้แจกทานแด่แม่ชีที่มาในงานครั้งนี้ด้วย 

ในงานมุทิตาจิตอายุครบรอบ ๘๑ ปี ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล นี้ ไม่มีการเรี่ยไร และไม่มีมหรสพสมโภชใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่การทําบุญใส่บาตร ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม มีการแสดง พระธรรมเทศนา โดย ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน และพระลูกศิษย์ที่มีเทศนาโวหารเก่งๆ ทั้งหลาย ได้ผลัดเปลี่ยนกัน ขึ้นธรรมาสน์กล่าวธรรมกถาสะกดผู้ฟังที่มากันเต็มศาลาใหญ่วัดบูรพารามนั้น

งานมุทิตาจิต ๘๑ ปี ท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านพาดําเนินมาในครั้งนั้น เป็นงานบุญล้วนๆ และเป็นรูปแบบในการจัดงานบุญในวัดป่ากรรมฐานสืบทอดมาจนปัจจุบัน

และในงานนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้สั่งให้ศิษย์เตรียมต่อโลงไว้ให้ท่าน ลักษณะเป็น หีบไม้สักล้วนๆ ทรงสี่เหลี่ยม ที่ถูกส่งลงมาถวายจากทางวัดอ้อมแก้ว (วัดเกาะแก้วอัมพวัน) อําเภอ ธาตุพนม จังหวัดนครพนม ท่านได้ลงไปทดลองนอนในโลงดู เพื่อกะขนาดตรวจดูความเรียบร้อยด้วยองค์ท่านเอง แล้วมอบให้ลูกศิษย์เก็บรักษาไว้ที่วัดบูรพาราม เพื่อเตรียมไว้บรรจุร่างท่านตอน ละสังขาร โดยไม่มีใครคาดคิด โลงที่เตรียมไว้ล่วงหน้าได้ใช้บรรจุร่างของท่าน เมื่อท่านละสังขาร หลังจากนั้นอีกไม่นาน

สงครามอินโดจีน… ทิ้งระเบิดเมืองอุบลฯ

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ประเทศไทยเรียกร้องขอดินแดนที่ฝรั่งเศสยึดไปจากไทย เช่น จังหวัด ศรีโสภณ เสียมราฐ พระตะบอง และนครจําปาศักดิ์ ตั้งแต่เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ กลับคืน ฝรั่งเศส ไม่ยอมคืน ทําให้เกิดสงครามอินโดจีนขึ้นระหว่างไทยกับฝรั่งเศส กองทัพไทยสามารถเข้าไปยึด พื้นที่ที่เรียกร้องคืนมาได้ทั้งในกัมพูชาและลาว สงครามครั้งนั้น ยุติลงด้วยการช่วยประนีประนอมจากญี่ปุ่นที่เข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ยให้ประเทศสยามได้จังหวัดในอินโดจีนกลับคืนมา

เหตุการณ์สงครามอินโดจีนครั้งนั้น ตรงกับช่วงเวลาที่มีการทําบุญฉลองอายุ ๘๑ ปี ของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดบูรพาราม จังหวัดอุบลราชธานี พอดี

คุณตาบุญเพ็ง คุณยายสีฟอง เล่าให้ฟังว่า “วันนั้นเป็นวันทําบุญวันสุดท้าย ตอนเช้าขณะพระสงฆ์กําลังฉันจังหัน มีผู้มาแจ้งว่าให้พากันระมัดระวัง เตรียมพร้อมหลบภัยให้จงดี เครื่องบินฝรั่งเศสจะมาทิ้งระเบิดเมืองอุบลฯ เร็วๆ นี้ ผู้คนทั้งหลายเกิดแตกตื่น พากันหอบลูกจูงหลาน ขนข้าวของไปหาที่หลบภัยกันนอกเมืองอย่างโกลาหล ไม่นานนักเมืองอุบลฯ ก็เงียบสงัดราวกับ เมืองร้าง เหลือเพียงทหาร ตํารวจ คอยตรวจตราดูแลรักษาบ้านเรือนทรัพย์สินที่ถูกทิ้งไว้

บ้านไหนมีสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ชาย ก็จะแบ่งให้ไปนอนเฝ้าบ้าน คนที่มีความจําเป็นหรือใจกล้าหน่อยก็อยู่เฝ้าทรัพย์สินสิ่งของ นอกนั้นก็เป็นภาระหน้าที่ของตํารวจ คุ้มครองบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย เป็นที่อบอุ่นใจและที่พึ่งอาศัยของชาวเมืองอุบลฯ ได้อย่างยอดเยี่ยมและดียิ่ง 

ท่านข้าหลวงประจําจังหวัด ผู้ร่วมเป็นร่วมตายกับชาวเมืองอุบลฯ อย่างเข้มแข็งในครั้งนั้นคือ พ.ต.อ.พระกล้ากลางสมร (มงคล หงส์ไกร)

ครั้งนั้นมารดาพร้อมด้วยคุณยายของข้าพเจ้า (คุณตาบุญเพ็ง) ได้พากันทิ้งบ้านเรือนจาก คุ้มท่าตลาด ไปอพยพหลบภัยใช้ชีวิตอยู่บนเรือ จอดหลบอยู่ใต้พุ่มไม้ริมฝั่งปากมูลน้อย เหนือเมือง อุบลฯ แต่เพื่อนบ้านส่วนมากจะพากันหลบไปทางใต้ตามลํานํ้ามูล เสบียงอาหารที่นําไปก็มีข้าวสารกับเค็มสับปะรด (อาหารขึ้นชื่อของชาวอุบลฯ) แล้วไปหาขุดเอาหอยตามริมนํ้ามาประกอบอาหาร

ตอนกลางคืนต้องพรางไฟ อากาศหนาวเย็น ไม่นานก็ได้ยินเสียงเครื่องบิน หรือที่ผู้สูงอายุ รุ่นยายทวดเรียก “เฮือเหาะ” ส่งเสียงดังกระหึ่มมาจากต้นนํ้ามูล บินผ่านเข้าไปในตัวเมือง

เสียงระเบิดดัง ตูมๆ ! ก้องกังวานอยู่ห่างไป เข้าใจว่าอยู่แถวท้ายเมืองอุบลฯ

ครั้งนั้นผู้คนตื่นกลัวกันมาก เพราะไม่เคยผจญเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน แม้แต่พระเณร บางองค์ก็กลัวเฮือเหาะกัน ชนิดหอบบาตรหนีหายไปจากหมู่พวกจนมองตามแทบไม่ทันเลยก็มี 

ส่วนองค์ท่านหลวงปู่ผู้เฒ่า (ท่านพระอาจารย์เสาร์) นั้น อยู่เป็นประมุขประชาชน ในวัดบูรพารามนั่นเอง ครั้นตกคํ่า องค์ท่านได้เข้าไปพักในพระอุโบสถ (หลังเก่า) พระอุปัฏฐาก เข้าไปอยู่คอยรับใช้ (รวมทั้งคุณตาบุญเพ็ง ซึ่งยังเป็น พระบุญเพ็ง นารโท ด้วย) สักครู่หนึ่ง องค์ท่านก็บอกว่า “เอาล่ะ พอสมควรแก่เวลาแล้ว พากันไปพักผ่อนซะ” แล้วองค์ท่านก็ปิดประตูอุโบสถอยู่ภายในองค์เดียว พระลูกศิษย์ไม่วายเป็นห่วงองค์ท่าน ได้พากันพักนอนเฝ้าระแวดระวัง อยู่ภายนอกอุโบสถนั่นเอง

แล้วคืนนั้นเครื่องบินฝรั่งเศสก็บินมาทิ้งระเบิดจริงๆ ข่าวว่าลูกระเบิดลูกหนึ่งตกลงที่เล้าหมูในเมือง หมูบ้านนั้นตายเกลื่อน อีกลูกหนึ่งไปตกนอกเมือง ไม่มีใครเป็นอันตราย เครื่องบินฝรั่งเศสจะบินตามลํานํ้ามูลมาทิ้งระเบิดในตอนกลางคืนหลายครั้ง และไม่นานหลังจากนั้น ญี่ปุ่นก็เข้ามาไกล่เกลี่ย แล้วกองทัพของญี่ปุ่นก็ถือโอกาสขอเดินทัพผ่านไทย สงครามอินโดจีนก็สงบลง”

ท่านดําริสร้างวัดป่าเทพบูรมย์

หลวงพ่อกองแก้ว ธนปญฺโญ วัดป่าเทพบูรมย์ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ผู้เป็น ลูกศิษย์ของหลวงปู่บุญมาก ฐิติปญฺโญ และได้มีโอกาสไปอุปัฏฐากครูบาจารย์เฒ่า (หลวงปู่ ทองรัตน์ กนฺตสีโล)  อยู่บ่อยๆ ที่บ้านคุ้ม เล่าว่า 

หลวงปู่เสาร์ กับ ครูบาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ได้ดําริสร้างวัดป่าเทพบูรมย์ บ้านแก่งยาง ต.ดอนจิก อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี โดยได้เดินธุดงค์มาจากวัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม ได้หยุดพักมาเรื่อยๆ และเมื่อธุดงค์มาถึงห้วยยาง จึงได้หยุดพักที่ริมห้วยยาง 

ญาติโยมเมื่อได้ทราบว่า มีพระธุดงค์มาพักป่าใกล้หมู่บ้าน จึงได้นิมนต์ให้แก้อาถรรพ์ เพราะสถานที่ที่สร้างวัดในปัจจุบัน เดิมชาวบ้านเชื่อกันว่าเจ้าที่แรงมีอาถรรพ์ ใครไปทําอะไรใกล้สถานที่ดังกล่าวไม่ได้ หาปู หาปลาไม่ได้ บ้างก็เข้าสิงแล้วพูดออกปากชาวบ้าน บ้างก็ทําให้ล้มป่วย บางช่วงก็เกิดการตายติดกัน ๕ – ๖ ศพก็เคยมี เป็นเหตุให้หลวงปู่เสาร์ต้องสงเคราะห์ในกิจนี้ และญาติโยมได้ขอนิมนต์ให้คณะท่านได้จําพรรษาด้วย เพื่อชาวบ้านจะได้มีกําลังใจต่อไป แต่ หลวงปู่เสาร์ก็ยังไม่รับว่าจะจําพรรษา ท่านได้พาคณะออกเดินทางต่อไป 

ในขณะนั้นเป็นเวลาใกล้จะเข้าพรรษา หลวงปู่เสาร์ท่านจึงให้ญาติโยมพาไปหาสถานที่เหมาะสมในการจําพรรษา ญาติโยมได้พาไปหาสถานที่หลายแห่ง จนในที่สุดท่านจึงตกลงว่า จะจําพรรษาที่วัดดอนธาตุ ซึ่งเป็นเกาะอยู่กลางแม่นํ้ามูล เพราะเป็นสถานที่ที่เหมาะในการภาวนา หลวงปู่เสาร์ได้ให้ครูบาจารย์เฒ่าทองรัตน์ ครูบาจารย์บุญมาก พร้อมพระเณร กลับไปจําพรรษา ที่บ้านแก่งยาง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดดอนธาตุมากนัก”

วัดป่าเทพบูรมย์ บ้านแก่งยาง เป็นวัดป่าอีกแห่งหนึ่งที่มั่นคงเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน โดยมีหลวงปู่คําดี พระศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ท่านเป็นพระมหานิกายที่ไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต ชาวบ้านแก่งยางให้ความเคารพนับถือท่านมาก ต่อมาท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูพิพิธพัฒนาทร 

ในวัยเฒ่าชรา ท่านห่วงศิษย์มาก 

ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานเห็นไหม มารเอย เมื่อใดภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่สามารถกล่าวแก้คําจาบจ้วงของเจ้าลัทธิต่างๆ ได้คํากล่าวแก้ การจาบจ้วง การนินทา การทําลาย แล้วถ้ามันไม่มีหลักของใจ ไม่มีความจริงในหัวใจ จะเอาอะไร ไปแก้เขา ถ้าจะเอาไปแก้เขา เราไปแก้ตรงนั้นเห็นไหม

“มารเอย เมื่อใดภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีหลักมั่นคง อีก ๓ เดือนข้างหน้า เราจะปรินิพพาน” อีก ๓ เดือนข้างหน้านะ ตั้งแต่วันมาฆบูชาปลงอายุสังขารเลย อีก ๓ เดือน ข้างหน้าจะปรินิพพานเพราะอะไร เพราะลูกเรา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ศากยบุตรมันมีความเข้มแข็ง มันมีเกียรติในหัวใจของมัน มันมีความองอาจกล้าหาญที่มันจะกล่าวแก้คําจาบจ้วงของเจ้าลัทธิต่างๆ ได้ เห็นไหม อีก ๓ เดือน เราจะปรินิพพาน พอความมั่นคงของศากยบุตร พอความมั่นคงของศาสนาได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานเลย

แล้วครูบาอาจารย์เราสร้างสมขึ้นมา เวลาครูบาอาจารย์ท่าน เวลาเล่าสืบต่อๆ กันมานะ ว่าหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ท่านห่วงมาก ครูบาอาจารย์ของเราแต่ละองค์ เวลาท่านเฒ่าชรา ขึ้นมานะ ท่านจะห่วงเลย แล้วมันจะอยู่กันอย่างไร? มันจะทํากันอย่างไร? มันจะสู้กับกิเลส มันอย่างไร? มันจะยืนตัวของมันเองขึ้นมาได้ไหม?เพื่อให้เป็นเกียรติกับศาสนา อย่างน้อยเป็นเกียรติกับตัวเราเองก่อนนะ”

ท่านไปเยี่ยมศิษย์ที่วัดป่าศรีฐานใน

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ หลังออกพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเดินทางมาพํานักที่วัดป่าศรีฐานใน ต.ศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เพื่อเยี่ยมเยียนท่านพระอาจารย์บุญช่วย ธมฺมวโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน จึงถือเป็นโอกาสที่ชาวบ้านศรีฐานจะได้ฟังธรรม และได้ทําบุญถวาย พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานองค์สําคัญ ทั้งนี้รวมทั้งโยมบิดามารดาของเด็กชายพวง ลุล่วง กับ เด็กชายสรวง ลุล่วง ซึ่งเป็นน้องชาย 

หลวงปู่สรวง สิริปุญฺโญ เล่าว่า “สมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก มารดาของท่านมักพาไปทําบุญที่ วัดป่าศรีฐานในอยู่เสมอ วัดป่าศรีฐานในนี้ หลวงปู่บุญช่วย ธมฺมวโร ลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ เป็นผู้มาสร้างขึ้น ปีที่องค์หลวงปู่เสาร์พาพระสงฆ์มาวิเวกปักกลดในป่า ภายในวัดป่าศรีฐานในนั้น เป็นช่วงที่ท่านเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ (ตําแหน่งที่หลวงปู่เสาร์มาปักกลด ปัจจุบันอยู่ บริเวณกุฏิหลังเก่าของหลวงปู่สรวงนั่นเอง) 

สมัยก่อนวัดป่าศรีฐานใน เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงฝูงใหญ่ เพราะเป็นป่ามีต้นไม้หนาแน่น เวลามีคนมาทําบุญมันจะคอยมาแย่งอาหาร ดังนั้นเวลาจะไปวัดต้องมีเด็กผู้ชายติดตามไปด้วยเพื่อคอยไล่ลิง เพราะลิงจะกลัวผู้ชาย ท่านเลยได้ติดตามโยมแม่ไปถวายภัตตาหารหลวงปู่เสาร์ที่วัด เสมอๆ และเป็นโอกาสได้รับใช้ปรนนิบัติหลวงปู่เสาร์

หลวงปู่เสาร์สอนให้ท่านเช็ดเท้าถวายเวลากลับมาจากบิณฑบาต โดยบอกวิธีเช็ดให้ท่านฟังอย่างละเอียด ท่านยังบอกกับพระที่อุปัฏฐากท่านว่า “ให้เด็กมันทําบ้าง มันจะได้บุญกับเขา” ระหว่างนั้นหลวงปู่เสาร์ท่านได้พํานักอยู่ที่วัดป่าศรีฐานในเป็นเวลาร่วมเดือน จึงได้เดินทางกลับอุบลราชธานี นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งของท่านกับพี่ชาย (เด็กชายพวง) และชาวบ้านศรีฐานที่ได้มีโอกาสทําบุญสร้างกุศลกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์สําคัญในครั้งนี้ และท่านยังได้มีโอกาสล้างเท้าหลวงปู่เสาร์ ได้ประเคนอาหาร ล้างกระโถนให้ท่านและได้ข้าวก้นบาตรไปกินที่โรงเรียนอีกด้วย 

เมื่อหลวงปู่เสาร์ อําลาบ้านศรีฐาน ไปวัดดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี พี่ชายของท่าน คือ เด็กชายพวง ซึ่งตอนนั้นเรียนจบแล้ว ได้มีโอกาสติดตามหลวงปู่สอ สุมงฺคโล ไปกราบศึกษาธรรมกับหลวงปู่เสาร์ที่วัดดอนธาตุ”

ในเวลาต่อมาเด็กชายพวง เมื่ออายุครบบวช กับ เด็กชายสรวง น้องชาย ก็ได้ออกบวช เป็นพระธุดงคกรรมฐาน และได้เป็นพระเถระผู้ใหญ่ คือ พระเทพสังวรญาณ หรือ หลวงตาพวง สุขินฺทริโย กับ หลวงปู่สรวง สิริปุญฺโญ

วัดป่าบ้านศรีฐานใน ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้เมตตาไปโปรดนั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ได้ธุดงค์มาบ้านศรีฐาน และได้บุกเบิก สร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้นมา ซึ่งในกาลต่อมา บ้านศรีฐานเป็นหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ที่ชาวบ้านให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาและในปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน เป็นอันมาก เมื่อลูกหลานมีอายุครบบวช ได้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานสืบทอดกันมาจวบจนปัจจุบัน และที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จนได้มาเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญของวงกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นก็มีมากมายหลายองค์ เช่น หลวงปู่บุญสิงห์ สีหนาโท ท่านพระอาจารย์บุญช่วย ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์สอ สุมงฺคโล ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย ท่านพระอาจารย์ คําพอง ปญฺญาวุโธ ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม หลวงปู่จวน โชติธมฺโม หลวงปู่ทองสี กตปุญฺโญ ฯลฯ จึงถึอได้ว่า บ้านศรีฐาน เป็นถิ่นกําเนิดนักปราชญ์พระพุทธศาสนาอีกถิ่นหนึ่งของภาคอีสาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเมตตาพาพระเณรพักภาวนาโปรดพุทธบริษัทที่วัดป่าศรีฐานใน อยู่นานร่วมเดือน จากนั้นท่านก็เดินทางกลับอุบลราชธานี แวะเยี่ยมเยียนศิษย์ที่วัดบูรพาราม ในเมืองอุบลฯ และวัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร ฯลฯ และพอใกล้เข้าพรรษา ท่านได้กลับมาพักที่ วัดดอนธาตุ

พรรษา ๖๒ พ.ศ. ๒๔๘๔ จําพรรษาสุดท้ายที่วัดดอนธาตุ 

ในปัจฉิมวัยของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ๒๔๘๓ ท่านได้มาพัก เป็นครั้งคราวที่วัดดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ซึ่งท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้รับมอบหมายให้สร้างเสนาสนะต่างๆ ถวาย และในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านได้มาอยู่ จําพรรษาที่วัดดอนธาตุ ๑ พรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๖๒ อายุ ๘๒ ปี 

วัดดอนธาตุ จึงนับเป็นวัดป่ากรรมฐานแห่งสุดท้ายที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ สร้างและได้อยู่ จําพรรษา ก่อนที่ท่านจะมรณภาพในต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ในระยะนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ งดการเดินธุดงค์ไปไหนเป็นระยะทางไกลๆ นอกเขตอําเภอพิบูลมังสาหาร และอําเภอเมือง จังหวัด อุบลราชธานี ขณะนั้น ท่านมีอายุมากแล้ว การออกธุดงค์ไกลๆ ทําได้ไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ นับจากออกธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา ท่านยินดีและชอบอยู่ในเสนาสนะป่ามาโดยตลอด ท่านชอบปักกลดใต้โคนต้นไม้บ้าง แขวนกลดตามถํ้าเงื้อมผาบ้าง หากมีชาวป่าชาวเขามาเห็น มาเลื่อมใสศรัทธา ก็สร้างกุฏิกรรมฐานกระต๊อบหลังเล็กๆ ถวายท่านบ้าง ท่านชอบอยู่เช่นนั้นเป็นชีวิตจิตใจ 

คราวอยู่วัดดอนธาตุ แม้ท่านเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน และเป็น พระมหาเถระสูงลํ้าด้วยวัยวุฒิและคุณธรรม มีศรัทธาญาติโยมทุกชนชั้น ทุกฐานะมาเคารพนับถือมากมาย แต่ท่านก็ยินดีอยู่ในกุฏิกรรมฐานหลังเล็กๆ ซึ่งสร้างจากไม้ทั้งหลัง ท่านอาศัยพักภาวนาและจําวัดอยู่ในกุฏิกรรมฐานหลังเล็กๆ พอหลบแดดหลบฝน ท่านอยู่อย่างสมถะ มักน้อยสันโดษ ในท่ามกลางผืนป่าบนเกาะดอนธาตุที่แสนจะวิเวกเงียบสงัด ข้างกุฏิก็มีทางเดินจงกรม ท่านพา พระเณรใช้ชีวิตอยู่แบบธรรม 

แม้ท่านจะชราภาพและบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวกแล้วก็ตาม แต่ท่านยัง ชอบเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาทําความเพียร เพื่อวิหารธรรมเป็นปรกตินิสัย ท่านสอนศิษย์ ด้วยการกระทํา โดยประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง อันเป็นอริยปฏิบัติของบรรดาพระอริยเจ้า ทั้งหลาย เพื่อเป็นคติธรรมอันงดงามให้บรรดาพระศิษย์ได้ดําเนินตาม ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราบวชมาตั้งแต่เณร บวชมาตั้งแต่เด็ก ชีวิต ทั้งชีวิตอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ได้อย่างไร ฉันแต่น้อย ฉันแต่พอดํารงชีวิต ไม่ใช่ว่าอดอยากนะ ลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศไทย ลูกศิษย์ลูกหามหาศาล ท่านดํารงชีวิตของท่าน เพราะท่านมี วิหารธรรม ท่านมีความสุขแท้ในใจ ท่านมีคุณธรรม เราแสวงหาอย่างนั้น 

จิตใจของเรานี่แหละ จิตใจของท่านก็เป็นแบบเรานี่แหละ เพราะท่านบวชใหม่ก็เป็น แบบเรานี่แหละ เป็นปุถุชนเหมือนกัน แต่ท่านพัฒนาจิตใจของท่าน ท่านทําของท่านจนถึงที่สุด ของท่าน 

เราก็เป็นมนุษย์ เราเป็นชาวพุทธ เราเป็นเจ้าของศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับเรา เรามีมรดกตกทอดมาถึงเรา ถ้าเราขวนขวาย เรากระทํา เราก็มีสิทธิเหมือนกัน เราทําได้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าอย่าให้กิเลสมันปัดแข้งปัดขาไง กิเลสมันจะปัดแข้งปัดขาล้มลุก คลุกคลานตลอดเวลา ตั้งใจของเรา”

วัดป่ากรรมฐานที่สร้างขึ้นใหม่บนเกาะดอนธาตุนี้ ยังไม่มีชื่อเรียกเป็นทางการ วันหนึ่ง ในท่ามกลางศิษย์ที่เป็นพระเณร พ่อขาว แม่ชี และฆราวาสญาติโยมทั้งหลาย ที่อยู่พร้อมเพรียง ณ ที่นั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พูดขึ้นเชิงปรึกษาหารือว่า 

วัดนี้ พวกหมู่เจ้าสิ (จะ) ให้ชื่ออีหยัง (อะไร) เหอ?

ในที่ประชุมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แล้วแต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นผู้ตั้ง…”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงพูดขึ้นว่า ถ้าจังซั่น (อย่างนั้น) ข่อยสิให้ชื่อจังซี่ สิดีบ่ ฟังเด้อ (ข้าจะให้ชื่ออย่างนี้ จะดีไหม ฟังนะ) วัดเกาะแก้วพระนอนคอนสวรรค์วิเวกพุทธกิจศาสนา” 

บรรดาสานุศิษย์ ณ ที่นั้นต่างอนุโมทนาสาธุการ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ถามยํ้าความเห็นว่า พวกหมู่เจ้าเห็นดิบเห็นดีบ่ (ไหม) ถ้าเห็นดี กะให้เอากระดาษดินสอจดไว้เด้อ 

เป็นอันว่าวัดที่สร้างใหม่ ก็มีชื่ออันเป็นมงคลดังได้กล่าวมาแล้ว ครูบาอาจารย์ในยุคนั้นเรียกสั้นๆ ว่า วัดเกาะแก้ว ต่อมากรมการศาสนาได้เปลี่ยนชื่อให้เป็น “วัดดอนธาตุ” ตามชื่อสถานที่ ดอนธาตุดังที่ปรากฏในปัจจุบัน อันเป็นปัจฉิมสถาน คือ วัดสุดท้ายที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ นําสร้างและพํานักจําพรรษาในช่วงสุดท้ายของชีวิต

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้จาริกมาปักกลดกรรมฐานหาที่เหมาะสม เพื่อก่อสร้างวัดวิปัสสนากรรมฐานฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และได้ก่อสร้างวัดดอนธาตุ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นในปีนั้นเอง จากนั้นท่านพระอาจารย์ดี รับเป็น เจ้าอาวาส ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๓ และในปีถัดมา พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้มา จําพรรษาและเป็นเจ้าอาวาส จากนั้นมาก็มีเจ้าอาวาสปกครองดูแลพัฒนาวัดดอนธาตุตามลําดับ จนเป็นวัดเจริญรุ่งเรืองมั่นคงมาจนปัจจุบันนี้ โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๙ ตอนที่ ๑๔๓ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๕

วัดดอนธาตุ นอกจากได้ชื่อว่าเป็นสถานที่โบราณศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่วิเวกเงียบสงัดสัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาแล้ว ที่เกาะวัดดอนธาตุยังมีพืชที่เป็นยาสมุนไพรขึ้นมาก ท่านพระ–อาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์ดี เป็นผู้ริเริ่มยาพระกัมมัฏฐาน เป็นยาหม้อใหญ่ เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นโรคอะไร เจ็บตรงไหน ก็อธิษฐานจิตกินเอา จะกินขม กินฝาด กินเปรี้ยว กินแล้ว หายโรคหายภัย

สมัยนั้นคนเป็นอหิวาตกโรคกันมาก ชาวบ้านอาศัยยาวัดดอนธาตุรักษาเยียวยา และถอนพวกเวทย์มนต์คาถาได้ เวลาท่านพระอาจารย์เสาร์ทํานํ้ามนต์ ท่านไม่ได้พูดอะไร โยมเอานํ้ามาวางไว้ตรงหน้าท่านนั่ง ท่านนั่งพิจารณาเฉยๆ และบอกให้เอาไปๆ จิตท่านบริสุทธิ์เป็นอิสระ ท่านนั่งพิจารณา นํ้าจึงบริสุทธิ์

พระเณรที่พํานักกับท่านพระอาจารย์เสาร์ 

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ – ๒๔๘๕ เป็นช่วง ๓ ปีสุดท้ายของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านได้พํานักที่วัดดอนธาตุ โดยปี พ.ศ. ๒๔๘๓ จําพรรษาที่วัดบูรพาราม และในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้มาจําพรรษาที่วัดดอนธาตุ สําหรับพระเณร ลูกศิษย์ลูกหาที่พํานักอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ ในช่วง ๓ ปีนั้น และที่ไปมาอยู่สมํ่าเสมอมีดังนี้

ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส ท่านพระอาจารย์อุย บ้านหนองดินดํา ท่านพระอาจารย์ดํา บ้านดงหัวเปือย ท่านพระอาจารย์มี ญาณมุนี อําเภอสูงเนิน ท่านพระอาจารย์สี เมืองปักธงชัย ท่านพระอาจารย์น้อย บ้านท่าคันโท ท่านพระอาจารย์เหลี่ยม บ้านคันว้า จําปาศักดิ์ ท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก บ้านหนองสูง คําชะอี ท่านพระอาจารย์กิ ธมฺมุตฺตโม ท่านพระอาจารย์เสงี่ยม สามเณรหงส์ทอง ธนกัญญา (พระหงส์ทอง สหธมฺโม หลานท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน) สามเณรคําดี สามเณรผาย

ส่วนแม่ชีก็มี แม่ชีจันทร์ แม่ชีสาลิกา สกลนคร แม่ชีคํา บ้านโคกศรีโคกดอน สกลนคร เป็นต้น (พระเณรและแม่ชี) ท่านพากันปฏิบัติธุดงควัตรตามแบบอย่างครูอาจารย์พาดําเนินอย่างพร้อมเพรียงและเคร่งครัด เป็นที่เคารพและศรัทธาของชาวลุ่มนํ้ามูลตอนใต้ทั้งมวล

ท่านพระอาจารย์เสาร์ฉันเห็ดเบื่อ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านชอบฉันนํ้าผึ้ง และท่านชอบพวกหมากน้อย ย่านาง ลูกไข่หิน เป็นยาเย็นในการฉันด้วย นอกจากนี้ท่านชอบฉันเห็ด เรื่องนี้เป็นปฏิปทาที่แปลกอีกอย่างหนึ่งของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ เห็ดมันขึ้นตามวัด ท่านสั่งให้เณรไปเก็บเห็ด เณรก็ไปเก็บได้ประมาณ เต็มชามก๋วยเตี๋ยวหนึ่ง เอาใบตองมาห่อเห็ด แล้วนําไปหมกไฟให้สุก เสร็จแล้วก็ไปถวายท่าน ท่านก็ฉันจนหมด

ส่วนเณรที่นําเห็ดมาห่อหมกไฟ เณร ๕ ๖ องค์ ตักแจกกันคนละช้อนๆๆ ฉันอาหาร ยังไม่ทันอิ่ม ก็สลบเหมือดทั้ง ๖ องค์ 

ท่านก็ถาม “เณรเป็นอะไรๆ ถามมันดูซิว่า มันเป็นอะไร” 

เณรก็ฉันเห็ดเบื่อ (คือเห็ดเมา เห็ดมีพิษ)

รู้ว่าเห็ดเบื่อทําไมถึงฉันล่ะ?

ก็หลวงปู่ใหญ่ท่านพาฉัน

ข้าไม่ได้ฉันเห็ดเบื่อ ถ้าข้าฉันเห็ดเบื่อ ข้าก็เมาตายซิ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ฉันเป็นชามนั่งยิ้มเลย แต่เณรฉันคนละช้อน ฉันข้าวยังไม่อิ่ม สลบเหมือดไปเลย อันนี้จิตของเรานี่มันปรุงแต่ง จะให้มันแพ้หรือมันชนะก็ทําได้

ครูบาอาจารย์เล่าว่าหลวงปู่ใหญ่ ท่านชอบฉันเห็ด วัดดอนธาตุ อําเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายที่ท่านพระอาจารย์เสาร์พํานักอยู่ ตรงหน้ากุฏิของท่านเป็นทางเดินจงกรม และที่ขอบทางเดินจงกรมจะมีเห็ดเกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าฤดูไหนก็ตาม จํานวนไม่มาก พอเก็บถวายให้ท่านฉันองค์เดียวได้ ทุกวันแม่ชีจะเก็บเห็ดนั้นไปทําถวายท่าน ทุกคนในวัดรู้เรื่องนี้ดี เรียกกันว่า  เห็ดเทวดาถวาย แต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องนี้เลย

สละเลือดให้ทานปลิง

เรื่อง สละเลือดให้ทานปลิง นี้เป็นปฏิปทาที่แปลกเรื่องหนึ่งของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล องค์ท่านได้ปรารภว่า องค์ท่านนั้นยังไม่ได้ให้ทานเลือด ให้ทานยางในกาย จะขอพลีเลือด ในกายให้เป็นทาน 

ลูกศิษย์ได้ยินดังนั้น จึงไปจับเอาปลิงควาย เป็นปลิงพันธุ์ตัวใหญ่ใส่ไว้ในขวดมาถวาย ท่านก็จะนําปลิงควายมาเลี้ยงที่บ่อล้างเท้าก่อนขึ้นกุฏิ เอาจอกแหนมาวางลง เวลาท่านปวดแข้งปวดขา ตามธรรมดาของคนสูงวัยย่อมเกิดปวดชาตามขา ท่านก็เอาเท้าของท่านหย่อนลงในบ่อล้างเท้า ให้ปลิงดูดกินเลือดที่หัวแม่เท้าของท่าน ปลิงมันจะดูดกินเลือดจนอิ่มหนําสําราญแล้ว มันจะหลุดออกเองหลังจากดูดกินเลือดพอแล้ว จึงนําไปปล่อยลงแม่นํ้ามูลไป

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านบอกว่า “มันเป็นยาดูดเลือดออกจากตัว และก็เป็นบุญ เป็นกุศลให้เลือดเป็นทานกับปลิงด้วย”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ถูกผึ้งรุมต่อย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนพุทธบริษัทให้เชื่อใน “หลักกรรม” กรรมมี อํานาจมาก ดังบทธรรม “นตฺถิ กมฺมสมํ พลํ” ไม่มีอํานาจใดเหนืออํานาจกรรม และเป็นสัจธรรม ความจริงตลอดไป แม้พระอรหันต์ท่านยังต้องรับผลของกรรม โดย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้เล่าบุพกรรมของท่านที่ถูกฝูงผึ้งทั้งรังรุมต่อย ไว้ดังนี้

“บุพกรรมข้อย (ข้า) ตอนเป็นฆราวาสได้ไปหาปลาตอนนํ้าลงที่บ้านข่าโคม และไปฟันปลา แล้วร้อยปลาเป็นพวงๆ บุพกรรมที่ทําลายชีวิตปลา ฆ่าปลา กรรมนี้จึงมาโดนกับข้อย”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเคยบอกกับศรัทธาญาติโยมก่อนหน้าจะถูกผึ้งต่อยว่า “ข้อยสิ (ข้าจะ) ตายจากเพราะผึ้ง” ญาติโยมที่นํานํ้าผึ้งมาถวายท่านก็เลยไม่นํานํ้าผึ้งมาถวายท่านอีกเลยตั้งแต่นั้นมา ซึ่งต่อมาท่านก็โดนผึ้งต่อยจริงๆ นับแต่นั้นมาองค์ท่านก็มีอาการเจ็บไข้ไม่สบายเรื่อยมา ประกอบกับความชราของท่าน จึงได้มีอาการเจ็บป่วยของธาตุขันธ์อยู่เสมอ

สาเหตุที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ โดนผึ้งรุมต่อย ตอนบ่ายวันหนึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ นั่งสมาธิอยู่ใต้โคนต้นยางใหญ่ ขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งได้บินโฉบไปโฉบมาเพื่อหาเหยื่อ มันบินไปโฉบเอารวงผึ้งรังใหญ่ที่ทํารังสูงใต้กิ่งต้นยางใหญ่ข้างศาลา ซึ่งเป็นต้นที่ท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งอยู่พอดี รวงผึ้งทั้งรังก็ได้ขาดตกลงมาด้านข้างๆ กับที่ท่านนั่งสมาธิ ผึ้งฝูงใหญ่บินจู่โจมมารุมต่อยท่าน ที่นั่งอยู่ตรงนั้นพอดี 

ท่านพระอาจารย์เหลี่ยม ตะโกนขึ้นว่า “ผึ้งต่อยพระอาจารย์ๆ” 

พระ เณร ลูกศิษย์ เมื่อได้ยินเสียงตะโกน ก็วิ่งฝ่าฝูงผึ้งไปพยุงองค์ท่านเดินเข้าไปในศาลา องค์ท่านเดินไม่ค่อยไหว มันก็ยังตามมารุมต่อยอีก จนต้องนําองค์ท่านเข้าไปอยู่ในมุ้งกลดบนกุฏิ พวกฝูงผึ้งมันจึงพากันหนีไป ส่วนพวกที่โดนผึ้งรุมต่อยก็แยกย้ายกันหลบหนี กระโดดลงนํ้ามูล หนีรอดไปได้ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านถูกฝูงผึ้งรุมต่อยในครั้งนั้น เกือบตาย ท่านโดนพิษเหล็กในฝัง ทั่วตัว จนจับไข้อยู่ ๒ วัน จึงหาย อันเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้องค์ท่านมักเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านป่วยออดๆ แอดๆ มาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งนั้น

หลวงปู่เจี๊ยะไปอุปัฏฐากหลวงปู่เสาร์

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ท่านอาพาธหนัก ท่านมีจดหมายมานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น  หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า 

“ปีนั้นไปอยู่ที่โนนนิเวศน์ ท่านก็มีจดหมายมา มานิมนต์ให้ท่านอาจารย์มั่นไป ไปทีนี้ พอออกพรรษา อาตมา (หลวงปู่เจี๊ยะ) เข้าไปอยู่ในป่าหนองนํ้าเค็ม แล้วก็ออกพรรษาก็มา มาถึงท่านก็สั่งให้เก็บของ ทางสกลฯ เขามานิมนต์ ว่า “เอ้า ! เจี๊ยะเอ้ย เก็บของเว้ย” เราก็เก็บของ เก็บของเสร็จเรียบร้อย “ให้ท่านกับท่านเนียม แล้วก็มีอีกสามสี่องค์ขึ้นไปเยี่ยมครูอาจารย์เสาร์” เราก็ออกเดินทางมา ไปอยู่วัดสองวัน ก็ออกไปหาครูอาจารย์เสาร์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ อาพาธหนักในคราวนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้มอบหมาย ให้หลวงปู่เจี๊ยะเดินทางไปดูแลอุปัฏฐากอาการอาพาธของท่านพระอาจารย์เสาร์ และกราบเรียน ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งมา หลวงปู่เจี๊ยะจึงออกเดินทางโดยรถยนต์ไปยัง จ.อุบลราชธานี และ เดินเท้าไปพบกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

สาเหตุที่ หลวงปู่มั่นมอบหมายให้หลวงปู่เจี๊ยะไปอุปัฏฐากดูแลหลวงปู่เสาร์ ประการแรก คือ หลวงปู่เสาร์มีพระคุณต่อท่านมาก ถือเป็นบิดาทางธรรม โดยเป็นผู้พาท่านออกบวช เมื่อบวชแล้วได้ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เสาร์ ณ วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และหลวงปู่เสาร์เป็น ผู้พาท่านออกธุดงค์ตามป่าตามเขา บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรร่วมกัน หลวงปู่มั่นจึงให้ความเคารพเทิดทูนหลวงปู่เสาร์มาก และอีกประการหนึ่ง หลวงปู่มั่นท่านเมตตาไว้วางใจหลวงปู่เจี๊ยะมาก เพราะท่านทราบว่าหลวงปู่เจี๊ยะมีคุณธรรมในหัวใจแล้ว เป็นพระสกิทาคามี และหลวงปู่เจี๊ยะ เป็นพระคิลานุปัฏฐากท่านตอนอาพาธหนักได้อย่างดีเลิศ จนท่านหายป่วย ทั้งตลอดระยะเวลา ๒ – ๓ ปีที่ผ่านมา ก็ได้ทําหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิดได้อย่างสมบูรณ์แบบ ฉะนั้น หลวงปู่เจี๊ยะเมื่อรับหน้าที่นี้แล้ว จะต้องอุปัฏฐากดูแลหลวงปู่เสาร์ได้อย่างดีเลิศเช่นเดียวกัน

หลวงปู่เจี๊ยะ เมื่อถึงวัดดอนธาตุ ท่านได้เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่เสาร์ กราบเรียน ตามที่ท่านได้รับมอบหมายจากหลวงปู่มั่นมา หลวงปู่เสาร์เมื่อทราบดังนั้น ท่านรู้สึกดีใจ เพราะ หลวงปู่มั่นเป็นศิษย์เอกที่ท่านรักและเมตตามาก ท่านจึงให้ความเมตตาไว้วางใจหลวงปู่เจี๊ยะได้เข้าไปอุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิด และท่านย่อมไต่ถามหลวงปู่เจี๊ยะถึงหลวงปู่มั่น สารทุกข์สุกดิบ ธาตุขันธ์ ตลอดฝากความระลึกถึงกันและกัน เพราะท่านทั้งสองเคารพรักกันมาก ต่างได้จากกันมาเป็น เวลานานสิบกว่าปี และต่างก็เข้าสู่วัยชราภาพแล้ว

ขณะที่หลวงปู่เสาร์อาพาธนั้น ท่านชราภาพมากแล้ว อายุ ๘๒ ปี ส่วนหลวงปู่เจี๊ยะ อายุ ๒๕ ปี การเข้าไปทําข้อวัตรอุปัฏฐากดูแลครูบาอาจารย์ของพระกรรมฐานศิษย์สายหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น ที่นิยมกัน คือ การนวดเส้นถวาย เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะท่านไปอุปัฏฐากหลวงปู่เสาร์ ท่านก็ ได้ใช้วิธีนวดกํารักษาถวาย ซึ่งท่านเคยใช้การนวดกํานี้ได้ผลดีมาแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า

“เมื่อมาถึงวัดดอนธาตุได้ ๒ – ๓ วัน หลวงปู่เสาร์ ท่านอาการหนักขึ้นโดยลําดับ ท่านป่วยอยู่นั้นตั้งหลายเดือน จนกระทั่งพอเราขึ้นไป ท่านค่อยฟื้นแล้ว 

วัดดอนธาตุ เป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์มาสร้างเป็นองค์แรก แต่ก่อนบางส่วนในบริเวณที่วัด เป็นทุ่งนาชาวบ้าน เมื่อหลวงปู่เสาร์ท่านมาภาวนา ญาติโยมเกิดความเลื่อมใส จึงถวายเป็นที่วัด บริเวณเกาะกลางแม่นํ้ามูลนี้จึงเป็นที่วัดทั้งหมด เดิมเขาเรียกกันว่า ดอนทาก เพราะมีตัวทากเยอะ เป็นป่าดิบชื้น ชาวบ้านเข้ามาหาของป่า ถูกตัวทากกัด มีตัวทากยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ชาวบ้านจึง เรียกเพี้ยน จากดอนทากกลายเป็นดอนธาตุ อาจจะเป็นเพราะหลวงปู่เสาร์ท่านเข้ามาอยู่ด้วย เขาจึงเรียกว่า  ดอนธาตุ

ตอนที่เรา (พระเจี๊ยะ) มาหาหลวงปู่เสาร์ ท่านอยู่ที่นี่ ท่านไม่ค่อยเทศน์นักหรอก มีอยู่ ครั้งหนึ่งเมื่อเข้าหาท่าน ดูแลท่านเรื่องอาพาธ เมื่อท่านหายป่วย ร่างกายมีเรี่ยวแรง ญาติโยม ขอฟังเทศน์ท่านว่า “หลวงปู่เทศน์ให้ฟังหน่อย พวกข้าน้อย (ฉัน) อยากฟังธรรม” โยมที่มาถวายภัตตาหารเช้า เขานิมนต์ให้เทศน์หลังจากท่านฉันเช้าเสร็จ

“ข้อยเฮ็ดให้เบิ่ง ยังบ่เบิ่ง เทศน์ให้พวกหมู่เจ้าฟัง หมู่เจ้าสิฟังฤา” (ข้าปฏิบัติให้ดู ยังไม่ดู ไม่ปฏิบัติตาม เทศน์ให้พวกหมู่เจ้าฟัง หมู่เจ้าจะฟังหรือ?) 

เมื่อหลวงปู่เสาร์พูดเสร็จ ท่านก็จะสั่งให้ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ผู้เป็นลูกศิษย์ที่นั่งเป็นลําดับต่อจากท่านไปเป็นองค์เทศน์ ท่านปรกติเป็นพระพูดน้อยต่อยมาก ส่วนมากท่านทําให้ดู เพราะท่านมีคติว่า “เขาสิเชื่อความดีที่เฮาเฮ็ด หลายกว่าคําเว้าที่เฮาสอน” (เขาจะเชื่อในสิ่งที่ เราทํา มากกว่าจะเชื่อในสิ่งที่เราพูด)

เราอยู่ปฏิบัติท่านสัก ๓ เดือนได้ ท่านก็หาย หาย ท่านก็คิดถึงอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์เก่าที่เคยบวชเป็นนิกายแล้วมาญัตติ เพราะว่าอยากไปทําบุญหาอุปัชฌาย์ ก็เลยเตรียมข้าวเตรียมของเพื่อออกเดินทางกัน”

โปรดพระวัดป่าศรีฐานในจนออกติดตาม

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ก่อนเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์เสาร์ ไปเมตตาไปพักวัดป่าศรีฐานใน เพื่อเยี่ยมเยียนพระศิษย์และโปรดพุทธบริษัทในครั้งนั้น ทําให้พระ เณร และชาวบ้านศรีฐานให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก รวมทั้งท่านพระอาจารย์สอ สุมงฺคโล พระวัดป่าศรีฐานใน ท่านพระอาจารย์สอ ซึ่งท่านได้ทราบชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณของท่านพระอาจารย์เสาร์ พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน และทราบว่าท่านเป็นพระบุพพาจารย์องค์แรกของ ท่านพระอาจารย์มั่นจากท่านพระอาจารย์บุญช่วย ธมฺมวโร เมื่อได้เห็นปฏิปทา ตลอดจริยาวัตร อันงดงามของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า พอออกพรรษาแล้ว ท่านจึงตั้งใจเดินทางไปศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ที่วัดดอนธาตุ

ท่านพระอาจารย์สอ ท่านเป็นพระภิกษุหนุ่ม ขณะนั้นมีอายุเพียง ๒๖ ปี แม้จะบวชได้เพียง ๖ พรรษา แต่ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในพระวินัย มีความรู้แตกฉานทั้งทางด้านปริยัติและ มีวัตรปฏิบัติที่เข้มงวด เคารพครูบาอาจารย์ มีจิตใจแน่วแน่ในการปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้นและ ตั้งใจอบรมสั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา จนเป็นที่นับถือของคนทั่วไป

ในช่วงระหว่างที่ท่านพระอาจารย์สอ กําลังจะออกเดินทางเพื่อไปศึกษาปฏิบัติธรรมกับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านต้องการคนติดตามไปอุปัฏฐาก เพราะโดยปรกติแล้ว พระกรรมฐานสายนี้ไม่สามารถถือเงินได้ ท่านจึงได้เอ่ยปากขอกับโยมบิดามารดาของ ด.ช.พวง เพื่อให้ ด.ช.พวง ติดตามไปรับใช้ในช่วงที่จะธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากโยมบิดามารดา การออกธุดงค์ก็เริ่มต้นขึ้น โดยเดินทางจาก อ.คําเขื่อนแก้ว (ในสมัยนั้น) ไปยัง อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี โดยมีจุดหมายปลายทาง คือ การปฏิบัติธรรมร่วมกับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ

ในสมัยนั้นยังไม่มีรถประจําทาง ต้องอาศัยรถของกรมทางหลวงไปลงที่อําเภออํานาจเจริญ เพื่อขึ้นรถประจําทางไปยังตัวเมืองอุบลราชธานี แวะพํานักที่วัดบูรพารามในเมืองอุบลราชธานี หลังจากนั้นก็ลงเรือไฟต่อไปยัง อ.พิบูลมังสาหาร แวะพักที่วัดภูเขาแก้ว รุ่งเช้าข้ามลํานํ้ามูลไป วัดดอนธาตุ ใช้เวลาเดินทาง ๓ วัน กว่าจะถึงวัดของท่านพระอาจารย์เสาร์ ต้องผ่านเส้นทางที่ทุรกันดารเต็มไปด้วยอุปสรรคและความลําบาก 

เมื่อท่านพระอาจารย์สอเดินทางมาถึงวัดดอนธาตุ ซึ่งวัดนี้ตั้งอยู่บนเกาะกลางลํานํ้ามูล ใน อ.พิบูลมังสาหาร มีนํ้าล้อมรอบทุกทิศทาง ไม่มีสะพานข้าม การเดินทางจะต้องไปโดยเรือ เท่านั้น สภาพบริเวณวัดผืนป่า มีภูมิประเทศที่เป็นสัปปายะ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ท่านพระอาจารย์สอก็ได้พา ด.ช.พวง ไปกราบฝากตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ เพื่อเรียนรู้ ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ อันเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติในเวลาต่อมา

หลวงตาพวง เล่าให้ฟังว่า “หลวงปู่เสาร์มีอุปนิสัยไม่ค่อยพูด ชอบสันโดษ ท่านจะเทศน์ สั่งสอนเมื่อจําเป็น ในช่วงที่หลวงตาอยู่กับท่านนั้น สุขภาพของท่านไม่ค่อยแข็งแรง การอบรม สั่งสอนญาติโยม ตลอดจนพระเณรต่างๆ ท่านได้มอบให้ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านให้การอบรมสั่งสอนแทน”

ท่านพระอาจารย์สอ กับ ด.ช. พวง พักที่วัดดอนธาตุได้ไม่นาน ในเวลาต่อมาทั้งสองก็ได้ ออกติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ไปทําบุญอุทิศให้พระอุปัชฌาย์ของท่านที่นครจําปาศักดิ์ 

ภาค ๑๖ จากอาพาธหนัก สู่ การมรณภาพ

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ปรารภไปเมืองลาวทําบุญอุทิศให้พระอุปัชฌาย์

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ขณะนั้นแม้ท่านชราภาพ มากแล้ว มีอายุเริ่มย่างเข้า ๘๓ ปี เดินเหินก็ไม่ค่อยสะดวก อีกทั้งเพิ่งหายจากอาพาธจากฝูงผึ้ง รุมต่อย สุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรง แต่ด้วยความกตัญญูกตเวทีของท่านพระอาจารย์เสาร์ผู้เป็น พระอรหันต์ที่มีต่อครูบาอาจารย์นั้นยิ่งใหญ่มาก เป็นมหากตัญญู มหากตเวที ท่านจึงปรารภ จะข้ามไปฝั่งลาว เพื่อไปกราบอัฐิและบําเพ็ญกุศลอุทิศถวายให้กับท่านพระครูทา โชติปาโล ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน ในขณะญัตติเป็นธรรมยุต

ท่านพระครูทา โชติปาโล ท่านเป็นชาวเมืองโขง แขวงนครจําปาศักดิ์ ประเทศลาว ได้ไปบวชเรียนที่จังหวัดอุบลราชธานี จนได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อท่านพระครูทาญัตติให้ ท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นพระในฝ่ายธรรมยุตแล้ว ต่อมาในบั้นปลายชีวิต ท่านก็ได้เดินทางกลับไป จําพรรษาที่บ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ท่านทั้งสองจึงไม่ได้ติดต่อหรือไปมาหาสู่กัน เพราะเป็น ช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองในเวลานั้นไม่ปกติ ไม่สามารถข้ามฝั่งไปมาหาสู่กันได้เช่นเดิม 

ท่านพระครูทา ได้นําความเจริญทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน จนเกิดวัดธรรมยุตบนเกาะดอนโขงมากกว่า ๒๐ วัดสืบต่อมาจนปัจจุบันนี้ ท่านได้รับสมณศักดิ์ที่ พระครูสีทันดรคณาจารย์ เจ้าคณะใหญ่แห่งสีทันดร ซึ่งสืบสายวงศ์ธรรมยุตจาก ฝั่งไทยในครั้งสมัยรัชกาลที่ ๔ และท่านมรณภาพที่วัดดอนฮีธาตุ เมืองโขง แขวงนครจําปาศักดิ์ บ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ลูกศิษย์ลูกหาและญาติโยมได้พร้อมใจกันให้ก่อสถูปเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของท่าน ณ สถานที่แห่งนี้ 

เมื่อพระอุปัชฌาย์ได้ถึงแก่มรณภาพ ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ไม่มีโอกาสได้ไปทําบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับพระอุปัชฌาย์ของท่าน จนกระทั่งสถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นแล้ว ประเทศไทย ได้แขวงนครจําปาศักดิ์กลับมาเป็นของไทย มีข้าราชการตลอดจนทหารเข้าไปดูแล มีการคมนาคมไปมาหาสู่กันตลอด ท่านจึงมีโอกาสไป 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมีความตั้งใจที่จะไปทําบุญอุทิศส่วนกุศลเมื่อ ๑๒ ปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเที่ยวธุดงค์เผยแผ่ธรรมอยู่แถบจังหวัดสกลนคร นครพนม แต่ด้วยความที่ยัง ไม่พร้อม ท่านจึงได้รั้งรอเรื่อยมา และในระหว่างที่ท่านจําพรรษา อยู่ที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ – ๒๔๘๒ นั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้นิมิตเห็น ท่านพระครูทา โชติปาโล  พระอุปัชฌาย์ของท่านไปอยู่และได้มรณภาพลงที่วัดดอนฮีธาตุ ไปเกิดเป็นเปรตรบกวนลูกหลาน ทําให้ลูกหลานเดือดร้อน จึงคิดจะไปทําบุญอุทิศให้พระอุปัชฌาย์

บัดนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านชราภาพมากแล้ว และท่านย่อมทราบวันมรณกาล ของท่านล่วงหน้าเช่นเดียวกับบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งอีกไม่นาน ท่านก็จะใกล้ละสังขาร จะต้องหาทางไปทําบุญอุทิศถวายพระอุปัชฌาย์ของท่านให้จงได้ ท่านจึงเร่งเร้าให้คณะศิษย์หาทางให้ท่านได้ไปตามความประสงค์โดยรีบด่วน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านได้ปรึกษาแผนการเดินทางกับคณะศิษย์โดยกําหนดลงเรือจาก วัดดอนธาตุไปตามลํานํ้ามูล จนถึงบ้านด่านปากมูล แล้วล่องเรือไปตามนํ้าโขง จนถึงเมืองโขง  เป้าหมายสุดท้าย ในฝั่งประเทศลาว คณะศิษย์ต่างพากันตระหนกตกใจและคัดค้านท่านแทบจะ เป็นเสียงเดียวกัน พร้อมกับวิงวอนขอร้องไม่ให้องค์ท่านไป เพราะการเดินทางไปตามลํานํ้าโขงด้วย เรือแจว เรือพายที่มีในสมัยนั้น ต้องเสี่ยงอันตรายมาก ด้วยสภาพท้องนํ้าเต็มไปด้วยเกาะแก่ง น้อยใหญ่ มีทั้งนํ้าเชี่ยว นํ้าวน นํ้าเป็นพุเป็นขัน หากใครไม่มีความชํานาญในน่านนํ้าแถบนี้ โดยเฉพาะแล้ว ก็ยากที่จะไปรอดปลอดภัยได้ ชาวบ้านสมัยนั้นกล่าวกันว่า “ถ้าใครเดินทางโดย เรือแจว เรือพาย ไปแถวนั้นแล้ว เมียที่รออยู่ทางบ้านให้เตรียมตัวเป็นหม้ายได้เลย”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านยังคงยืนยันต้องไปให้ได้ก่อนที่ท่านจะละสังขาร และท่านยังกล่าวด้วยว่า “มันสิเป็นอิหยัง ยังบ่ถึงคราว” (มันจะเป็นอะไร ยังไม่ถึงคราว) ในครั้งนั้นยังหา ผู้ชํานาญทางนํ้าไม่ได้ การเดินทางของท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงต้องชะลอไปก่อน

แผนการเดินทางไปลาวสําเร็จดังใจหมาย

ในช่วงเวลานั้น นายฮกเที่ยง เศรษฐีใหญ่แห่งเมืองอุบลฯ ได้ถึงแก่กรรม ทางเจ้าภาพได้ มากราบนิมนต์ท่านพระอาจารย์เสาร์ พร้อมกับพระศิษย์อีก ๓ รูป ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ท่านพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส และ ท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก รวมเป็น ๔ รูป ขึ้นไปเมืองอุบลฯ เพื่อทําบุญอุทิศให้กับผู้ตาย

ในงานนี้เจ้าภาพได้ปวารณาถวายปัจจัยรูปละ ๑๐ บาท รวมพระ ๔ รูป เป็นเงิน ๔๐ บาท ถ้าเทียบค่าของเงินในสมัยนั้นมีมูลค่าไม่น้อยเลย เพราะการซื้อขายข้าวของในสมัยนั้นยังนับเป็นสตางค์กันอยู่ ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕ – ๑๐ สตางค์เป็นอย่างมาก ถ้าเทียบเงิน ๑๐ บาทก็มากกว่า ๑,๕๐๐ – ๒,๐๐๐ บาทในสมัยนี้เสียอีก

เมื่อกลับถึงวัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ แล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็บอกกับศิษย์ทั้งสามว่า “เราจะไปเมืองโขงทําบุญอุทิศถวายพระอุปัชฌาย์ ปัจจัยจํานวนนี้ เราขอนะ”

ท่านพระอาจารย์ทั้งสาม กราบเรียนว่า “ปัจจัยทั้งหมดนี้มอบถวายให้พ่อแม่ครูอาจารย์ ด้วยความเต็มใจ พ่อแม่ครูอาจารย์จะนําไปทําอะไรก็สุดแท้แต่ท่านเถิด”

ปัจจัยที่จะไปทําบุญอุทิศมีพร้อมแล้ว ส่วนปัญหาใหญ่ คือ เรื่องพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง ความดําริของท่านพระอาจารย์เสาร์ ทราบไปถึงแม่ชีผุย (มารดาของนายฮกเที่ยง) แม่ชีผุยได้ปวารณาขอเอารถยนต์ไปส่งคณะท่านพระอาจารย์เสาร์ จนถึงวัดอํามาตยาราม ในนครจําปาศักดิ์แล้วจึงต่อเรือกลไฟไป แทนการเดินทางด้วยเรือแจว เรือพาย ที่เสี่ยงอันตรายจนเกินไป เป็นอันว่าแผนการเดินทางของท่านพระอาจารย์เสาร์ที่จะไปทําบุญอุทิศแด่พระอุปัชฌาย์ของท่าน ก็สําเร็จ ดังใจหมาย

การธุดงค์ครั้งสุดท้าย

ตามปรกติท่านพระอาจารย์เสาร์ พอออกพรรษาแล้ว ท่านชอบพาพระเณรออกธุดงค์ลงไปทางใต้นครจําปาศักดิ์ หลี่ผี ปากเซ ฝั่งประเทศลาว แล้วก็ย้อนกลับมาพํานักและจําพรรษาที่ วัดดอนธาตุ 

การธุดงค์เดินทางไกลไปประเทศลาว ในครั้งสุดท้ายของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ถูกกําหนดขึ้นในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔

คณะแรก ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้มอบหมายให้เดินทางไปก่อนล่วงหน้า โดยให้ไปรอท่านอยู่ที่วัดภูจําปาศักดิ์ นครจําปาศักดิ์ ได้แก่ ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์บุญมาก ฐิติปญฺโญ และ ท่านพระอาจารย์กิ ธมฺมุตฺตโม เดินเท้าธุดงค์ไป บําเพ็ญเพียรไปด้วย 

คณะที่สอง เป็นคณะใหญ่ของท่านพระอาจารย์เสาร์ คณะศิษย์ผู้ร่วมเดินทางติดตาม ได้แก่ ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ท่านพระอาจารย์ทอง อโสโก ท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก ท่านพระอาจารย์สอ สุมงฺคโล ท่านพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส ท่านพระอาจารย์บุญมี พระละมัย สามเณรพรหมา พร้อมด้วยลูกศิษย์วัด ๕ คน รวมเป็น ๑๔ ชีวิต

พระเทพสังวรญาณ เล่าว่า ตอนนั้นท่านยังเป็น สังฆการี (ศิษย์วัด) อยู่ ชื่อ พวง ลุล่วง อายุ ๑๔ ปี จากบ้านศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เพื่อนฆราวาสที่ไปด้วยเท่าที่จําได้ มีชื่อ กร อายุ ๑๘ ปี ตัวโตกว่าเพื่อน ชื่อ บุญมี ไทรงาม อายุ ๑๕ ปี จากบ้านศรีฐาน ชื่อ อํานวย (พระครูโอภาส–ธรรมภาณ) และอีกคนชื่อ เจริญ จากบ้านท่าข้องเหล็ก เป็นศิษย์คอยอุปัฏฐากและผู้เก็บรักษาสะพายบาตรของท่านพระอาจารย์เสาร์

คณะที่สาม เดินธุดงค์ติดตามไปภายหลัง เป็นคณะของ ท่านพระอาจารย์เนียม สุวโจ ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโท ทั้งสองท่านเป็นพระที่ท่านพระอาจารย์มั่นส่งมาจากสกลนคร เพื่ออุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงต้องมีผู้นําทางไป คือ พระอาจารย์บุญเพ็ง นารโท หลานของท่านพระอาจารย์เสาร์ และยังมีพระอาจารย์แก้ว พระอาจารย์เนียม (หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเรียกว่า ครูบาแก้ว ครูบาเนียม) พร้อมสามเณรกับผ้าขาวผู้ติดตามด้วย  คณะที่สามนี้เดินทางด้วยเท้า 

การเดินทางไปลาวของท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะ

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ให้มีการจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างวัดป่า–เทพบูรมย์ ในวันวางศิลาฤกษ์ได้มีพระเณรมาร่วมงานเป็นจํานวนมาก โดยมีท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นประธาน และต่อมาท่านได้มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์บุญมาก ฐิติปญฺโญ มาสานต่อเจตนารมณ์ ทําการก่อสร้างให้เป็นรูปเป็นร่างต่อไป

หลังจากวางศิลาฤกษ์เสร็จ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พาคณะออกเดินทางต่อไปฝั่งลาว ตามแผนที่วางไว้ โดยรถยนต์ที่แม่ชีผุยจัดถวาย และมีคณะแม่ชีผุยร่วมเดินทางไปส่ง ถนนหนทาง สมัยนั้นยังไม่ดีนัก รถยนต์ต้องวิ่งไต่ตามตลิ่งริมแม่นํ้าโขง ส่วนอีกฝั่งจะเป็นภูเขาที่เรียกว่า ภูมะโรง หนทางเต็มไปด้วยความทุรกันดารยากลําบาก 

เมื่อรถวิ่งไปถึงบ้านเมืองเก่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ บอกให้ ท่านพระอาจารย์ทอง อโสโก ลงที่นั่น บอกว่า ท่านทองอยู่จุดนี้ให้เป็นด่านหน้า คอยส่งข่าว ฟังข่าวต่างๆ เมื่อเราไปอยู่ที่ใด ก็จะส่งข่าวมาบอก”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ มอบมีดโต้ให้ท่านพระอาจารย์ทอง ๑ เล่ม และท่านพระอาจารย์กงแก้วมอบสามเณรให้คอยติดตามและอุปัฏฐากด้วย ๑ รูป

จากนั้นคณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ออกเดินทางต่อไปจนถึงนครจําปาศักดิ์ ไปพักที่ วัดอํามาตยาราม เป็นวัดธรรมยุตวัดแรกของนครจําปาศักดิ์ ซึ่งเป็นวัดที่ท่านเจ้าคุณพระอุบาลี– คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) สมัยเป็นพระครูวิจิตรธรรมภาณี เคยมาอยู่จําพรรษา 

นัดศิษย์มารวมกันทําพิธีมาฆบูชา – เดินทางไกลถึงจุดหมาย 

เมื่อคณะท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เข้าพักที่วัดอํามาตยาราม ลูกศิษย์คณะแรก ที่เดินทางไปก่อนล่วงหน้า คือ ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ ท่านพระอาจารย์บุญมาก และ ท่านพระอาจารย์กิ ซึ่งท่านทั้งสามไปพักบําเพ็ญสมณธรรมรออยู่ที่วัดภูจําปาศักดิ์ พอทราบข่าว การเดินทางมาถึงของท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงได้พากันมากราบทําวัตรและถวายการอุปัฏฐาก ตามธรรมเนียมของพระสายกรรมฐาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้นัดหมายให้ส่งข่าวลูกศิษย์ทั้งหมดให้มารวมกันทําพิธีมาฆบูชา ซึ่งเป็นการนัดรวมลูกศิษย์เป็นประจําทุกปี ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านก็ได้นัดทําพิธีมาฆบูชาที่ วัดภูจําปาศักดิ์ ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ คณะศิษย์ต่างแยกย้ายไปบําเพ็ญ สมณธรรมตามอัธยาศัยของตน

เมื่อนัดหมายกับคณะศิษย์เรียบร้อยแล้ว ขณะนั้นเป็นปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงได้พาคณะศิษย์ติดตามเดินทางต่อไปยังเมืองโขง – ดอนฮีธาตุ ซึ่งยังอยู่ อีกไกล เพื่อทําบุญอุทิศถวายพระอุปัชฌาย์ของท่านตามที่ตั้งใจ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ยังได้กําชับคณะศิษย์ที่อยู่ที่นครจําปาศักดิ์ คอยสดับตรับฟังข่าว ขององค์ท่านอย่าให้คลาด ! รวมทั้งสั่งให้ท่านพระอาจารย์บุญมากจัดทําประทุนเรือแจวไปคอยรับท่านในตอนขากลับด้วย

คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์ ออกเดินทางไปเมืองโขง – ดอนฮีธาตุ ด้วยการโดยสาร เรือกลไฟ ล่องใต้ลงไป โดยใช้เวลาทั้งวันและพักค้างคืนที่วัดกลาง เมืองมูลปาโมกข์ หรือมีชื่อ ทางการของไทยว่า อําเภอวรรณไวทยากร (ดินแดนส่วนนั้นยังเป็นของประเทศไทยในสมัยนั้น)

เมืองมูลปาโมกข์ หรือ อําเภอวรรณไวทยากร นั้น อยู่ใกล้จะถึงเมืองโขง เป้าหมาย ปลายทางแล้ว ทางคณะออกเดินทางด้วยเรือพายเรือแจวต่อไปยังเมืองโขง – ดอนฮีธาตุ บ้านเกิดและที่ประดิษฐานสถูปเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของ พระครูสีทันดรคณาจารย์ หรือ ท่านพระครูทา โชติปาโล พระอุปัชฌาย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อเดินทางไปถึงก็พบเจดีย์เล็กๆ อันเป็นที่ เก็บอัฐิของอุปัชฌาย์ มีพื้นที่ประมาณ ๒๐ ตารางเมตร ตั้งอยู่กลางทุ่งนาห่างจากวัดประมาณ ๒๐๐  เมตร 

การธุดงค์เดินทางในครั้งนี้ นับเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและทรหดอดทนอย่างยิ่งสําหรับท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเดินทางถึงจุดหมายแล้ว ก่อนที่อีกไม่นานท่านเองก็จะต้องละสังขาร ท่านจะได้ทําบุญอุทิศให้พระอุปัชฌาย์สมดังความตั้งใจแล้ว พระอุปัชฌาย์ของท่านจะได้พ้นจาก ภูมิเปรต นับว่าท่านได้ตอบแทนบุญคุณของพระอุปัชฌาย์อย่างถึงที่สุดแล้ว ในใจของท่านย่อมเกิดความปีติยินดีอย่างที่สุด 

งานบําเพ็ญบุญอุทิศกุศลถวายพระอุปัชฌาย์

การทําบุญอุทิศกุศลนี้เป็นอริยประเพณีมีมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายัง ดํารงพระชนม์ เกิดเหตุการณ์สร้างความตระหนกตกใจให้พระเจ้าพิมพิสารตลอดข้าราชบริพาร โดยมีเปรตไปปรากฏตัวในพระราชวังส่งเสียงหวีดร้องโหยหวน เพราะความอดอยากหิวกระหาย ชวนให้ผู้ได้เห็นได้ยินเกิดความหวาดกลัว พระเจ้าพิมพิสารจึงไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อกราบทูลเรื่องราวในพระราชวัง พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่า เปรตนั้นอดีตชาติเคยเป็นพระญาติของ พระเจ้าพิมพิสาร ได้สร้างบาปสร้างกรรมอย่างหนัก จึงเสวยและชดใช้กรรมเกิดมาเป็นเปรตและ มาขอส่วนบุญ พระพุทธเจ้าทรงแนะนําให้ทําบุญอุทิศกุศลให้เปรต วาระแรกพระเจ้าพิมพิสาร ได้ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ เมื่อทําแล้วเปรตพระญาติก็ยังปรากฏตัวอีก ในสภาพเปลือยล่อนจ้อนไม่มีเครื่องนุ่งห่ม พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ถวายผ้าแด่พระภิกษุสงฆ์อีกเป็นวาระที่สอง โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประธานทั้งสองวาระ จากนั้นเปรตพระญาติก็ไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย

ท่านพระอาจารย์เสาร์ จัดงานบําเพ็ญบุญอุทิศครั้งใหญ่ในครั้งนี้ เพื่อถวายพระอุปัชฌาย์ที่มรณภาพแล้วเสวยกรรมเกิดเป็นเปรต ท่านได้บอกให้ลูกศิษย์ลูกหาของพระอุปัชฌาย์ พร้อมทั้งญาติโยมที่ศรัทธาในองค์ท่านได้ทราบ แล้วได้นิมนต์พระสงฆ์มาร่วมพิธีในครั้งนั้น จํานวน ๔๐ รูป ได้ถวายปัจจัยรูปละ ๑ บาท ครบจํานวน ๔๐ บาท ตามที่ท่านได้รับถวายจากงานศพของเศรษฐี ในเมืองอุบลฯ เมื่อคราวที่แล้ว ส่วนญาติโยมชาวเมืองโขง – ดอนฮีธาตุ ได้จัดเตรียมภัตตาหารถวายบิณฑบาตพระเณรที่มาร่วมงาน

การจัดบําเพ็ญกุศลครั้งนี้ได้สําเร็จเสร็จสิ้นด้วยดี ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้บําเพ็ญกุศลถวายพระอุปัชฌาย์ของท่าน สมดังความตั้งใจ ด้วยมหาบุญที่อุทิศให้ และด้วยอํานาจบารมีธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ พระอรหันตพุทธสาวก ที่ตั้งใจเดินทางมาเมตตาโปรดเป็นการเฉพาะ เจาะจง รวมทั้งคุณงามความดีของพระอุปัชฌาย์ที่ท่านได้บําเพ็ญมา ย่อมทําให้พ้นจากภพภูมิของเปรตอันสุดแสนทุกข์ยากลําบากทรมาน เลื่อนภพภูมิเป็นเทวดาบนสวรรค์อย่างแน่นอน

การที่ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ตรากตรําเดินทางไกลเพื่อไปจัดงานบําเพ็ญบุญ อุทิศกุศลถวายแด่ ท่านพระครูทา โชติปาโล พระอุปัชฌาย์ของท่าน ถือเป็นการสืบทอด อริยประเพณีอันดีงาม และเป็นการแสดงความกตัญญู กตเวที ของท่านผู้ทรงอริยธรรมในใจ เพราะในขณะที่ท่านเดินทางไกลนั้น ท่านมีอายุเริ่มย่างเข้า ๘๓ ปีแล้ว อยู่ในปัจฉิมวัย 

แม้ท่านเฒ่าชราภาพมากแล้ว สุขภาพร่างกายก็ไม่ค่อยดีแถมมีอาการอาพาธ การเดินเหิน ไปมาก็ยากลําบาก ต้องมีไม้เท้าและลูกศิษย์คอยช่วยพยุง ถึงท่านจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอ่อนเพลีย ก็ไม่แสดงอาการอ่อนแอให้เห็นเลย เพราะภูมิจิตภูมิธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ในขณะนั้น ก็ทรงอริยภูมิขั้นสูงสุดเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้ว ท่านเป็นพระอรหันตสาวกองค์หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งธรรม จิตใจท่านจึงเข้มแข็งเหนือกว่าธาตุขันธ์ร่างกาย และจิตใจพระอรหันต์ เป็นจิตมหากตัญญู มหากตเวที ดังนั้น การแสดงออกถึงความกตัญญู กตเวที จึงเหนือกว่าจิตใจของคนธรรมดาสามัญ

หากได้ศึกษาประวัติของท่านในช่วงนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว โดยนึกเป็นมโนภาพขึ้นมา นับตั้งแต่ท่านเริ่มออกเดินทาง จนเดินทางกลับแล้วเกิดอาพาธหนัก และอีกไม่กี่วัน ท่านก็จะ ละสังขาร ก็ยิ่งจะทําให้เกิดความซาบซึ้งใจในท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นที่สุด เพราะความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญและตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า “นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา” คนดี จะต้องมีเครื่องหมาย ๒ ประการ คือ กตัญญู แปลว่า รู้คุณ และกตเวที แปลว่า ตอบแทนคุณ ฉะนั้น ความกตัญญูกตเวทีของท่านพระอาจารย์เสาร์ที่แสดงออกต่อพระอุปัชฌาย์ จึงเป็นคติธรรมอันลํ้าเลิศดีงาม ทรงคุณค่า และหาได้ยากยิ่งในสมัยปัจจุบัน ควรค่าแก่บรรดาศิษยานุศิษย์และบรรดาพุทธบริษัทจะได้เจริญตามรอยท่านเป็นอย่างยิ่ง 

หลวงปู่เจี๊ยะไปลาวติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ 

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านเล่าว่า

“หลังจากหลวงปู่เสาร์ท่านหายจากอาพาธแล้ว ธาตุขันธ์กระปรี้กระเปร่า ท่านจึงเดินทางไปทําบุญอุทิศให้ท่านแดดัง ผู้เป็นอุปัชฌาย์ของท่านซึ่งอยู่ที่หลี่ผี ประเทศลาว 

หลวงปู่เสาร์เดินทางล่วงหน้าไปประเทศลาวก่อน เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) จึงเดินธุดงค์ติดตาม ไปทีหลัง ความจริงแล้วเราจะไม่ธุดงค์ติดตามท่านไปนครจําปาศักดิ์ ประเทศลาว ตั้งใจว่าจะกลับสกลนครไปหาท่านพระอาจารย์มั่น  ที่บ้านโคกสี (จ.สกลนคร) ก่อนเลยก็ได้ 

แต่เมื่อมานึกถึงคําสั่งของท่านพระอาจารย์มั่น ก็ให้หวนรู้สึกประหวัดๆ อยู่ในใจว่า “เจี๊ยะเอ้ย ! ดูแลท่านอาจารย์เสาร์แทนผมให้ดีนะ ถึงการป่วยอาพาธของท่านจะหายก็อย่าได้ ไว้วางใจเป็นอันขาด” 

เมื่อเป็นดังนี้ เราจึงจําเป็นต้องเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่เสาร์ไปประเทศลาว เพราะมี ความมั่นใจในความรู้พิเศษของท่านพระอาจารย์มั่นว่า “ท่านต้องทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าในเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่นอน จึงกําชับให้เราดูแลหลวงปู่เสาร์เป็นอย่างดี” 

ท่าน (หลวงปู่มั่น) เน้นว่า “อย่าได้ไว้วางใจ” เหมือนกับท่านบอกเป็นนัยๆ แต่ท่านไม่พูดตรงๆ จะเป็นการทํานายครูบาอาจารย์ ท่านอาจารย์มั่น ท่านเคารพรักหลวงปู่เสาร์มาก 

ขณะหลวงปู่เสาร์ เดินทางล่วงหน้าไปประเทศลาว นครจําปาศักดิ์ก่อนแล้ว ทางฝ่ายเรา พระเจี๊ยะ และ พระเพ็ง ผู้เป็นหลานของท่าน ครูบาแก้ว ครูบาเนียม และเณรกับผ้าขาว ก็ออกเดินทางด้วยเท้าจากดอนธาตุ มุ่งไปยัง เขตสุวรรณคีรี ริมแม่นํ้าโขง ซึ่งใกล้กับปากนํ้ามูล เชื่อมต่อกับแม่นํ้าโขง 

เราได้พาหมู่คณะพักค้างคืนที่บนภูเขาที่เขตสุวรรณคีรี ต่อมาได้มีผู้มานิมนต์ให้ไปพักอยู่ที่ใกล้ๆ กับแม่นํ้าโขง เป็นที่มีป่าใหญ่มาก มีสัตว์นานาชนิด เช่น ช้าง เสือ หมี และในนํ้ายังมี ปลาโลมานํ้าจืด เสียงร้องดังเหมือนเสียงวัว อีกทั้งสถานที่นั้นยังเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านเกรงกลัวมาก เพราะใครจะไปตัดไม้ไม่ได้ หากตัดต้นไม้ก็มีอันเป็นไป คือ เจ็บไข้ได้ป่วย 

ในป่านั้นมีไม้ยางใหญ่ๆ เขาทําเป็นตะท้าวดักเสือ เมื่อเสือผ่านลอดเข้ามา ตะท้าวก็จะหล่นมาทุบเสือตาย เราไม่รู้ไปยกเอาไม้ออก ต้นไม้ก็มาแทงเอาขา ต้องเอานํ้ามันมาทา เดินไม่ได้ตั้งนาน เจ็บปวดมาก ไม่รู้ว่าเขาทําดักเสือ 

เราพาหมู่คณะปฏิบัติพักอยู่ที่ป่าดงใหญ่นี้ไม่นานนัก ได้นําคณะธุดงค์ไปยังนครจําปาศักดิ์ตามคํานิมนต์ของโยมคําตัน 

ในระหว่างนั่งเรือไปนครจําปาศักดิ์ แล้วมุ่งตรงไปทางปากเซ ปากซัน ปีนั้นนํ้าเยอะ เชี่ยวกรากมาก ล่องเรือไปตามกระแสนํ้า เรือมันจึงแล่นเร็ว พอไปถึงตรงสะดือนํ้าใหญ่ บังคับเรือไว้ไม่อยู่ เรือหมุนติ้วๆ บึ้ดๆๆ งี้ ทีนี้เรือมันเล็ก มันหมุนตั้ง ๒๐ รอบมั้ง วื้อๆๆ ถ้าเป็นเรือใหญ่มันก็ หมุนสักเดี๋ยวก็ไปได้ แต่เราไปเรือพายเล็กๆ ถึงตรงสะดือนํ้าก็หมุนเคว้งคว้าง เราก็ตะโกนบอกสั่งให้พวกฝีพายช่วยกันงัดเรือออกไปอีกด้าน เราต้องใช้ไม้พายช่วยงัด จึงหลุดออกมาได้ ไม่งั้นตาย คนตายแยะตรงนี้ มันดูดลงไปตาย ถ้าเกิดล่มขึ้นมา เราอาจจะไม่ตาย เพราะเราว่ายนํ้าเก่ง แต่มันต้องเอาจีวรออก ถ้าเอาออกไม่ทันก็ตายเหมือนกัน มันเป็นสะดือนํ้า หมุนวนน่ากลัว 

เมื่อเรือเทียบฝั่ง เราได้พาพระเณรทั้งหมดไปพักยังวัดอํามาตย์ฯ (วัดอํามาตยาราม) นครจําปาศักดิ์ มุ่งเพื่อจะไปให้ทันหลวงปู่เสาร์ แต่คลาดกัน หลวงปู่เสาร์ได้ธุดงค์ไปที่หลี่ผีก่อน พักที่วัดอํามาตย์ฯ พอสมควรแล้ว ต่อจากนั้นได้ธุดงค์ต่อไปที่ห้วยสาหัว เขตนครจําปาศักดิ์ ห่าง ตัวเมือง ๑๐ กว่ากิโลเมตร พักอยู่ที่นี่ราว ๑ เดือน เป็นหมู่บ้านที่มีผู้อยู่อาศัยราว ๑๘ หลังคาเรือน 

เมื่อไปถึงวัดภูจําปาศักดิ์ได้พบกับคณะท่านอาจารย์ทองรัตน์ เราจึงได้ถามถึงหลวงปู่เสาร์ ได้รับคําตอบว่าท่านได้เลยไปเมืองโขงไปวัดดอนฮีธาตุแล้ว และท่านได้ฝากความไว้ว่า

“ถ้าพวกคุณเพ็งกับท่านเจี๊ยะมาถึงไม่ต้องตามไป ให้ท่านรออยู่วัดภูจําปาศักดิ์นี่ และได้ นัดว่าในวันมาฆบูชาให้พระเณรทุกรูปมาร่วมลงอุโบสถด้วยกันที่นี่”

เมื่อหลวงปู่บอกให้รอ คณะเราจึงได้ไปพักที่บ้านห้วยสาหัว เพราะที่นั่นมีที่พักพร้อมซึ่งอยู่ ไม่ไกลนัก ขณะนั้นหลวงปู่เสาร์ ท่านอาจารย์ดี ฉนฺโน พร้อมคณะศิษย์ไปทําบุญที่วัดดอนฮีธาตุ แล้วเดินทางไปชมนํ้าตกหลี่ผี แล้วจึงมาพักอยู่ภูหม้อออม ห่างจากที่ทําการจังหวัดนครจําปาศักดิ์ ประมาณ ๒ กิโลเมตร

ในการธุดงค์ครั้งนี้ เราพักอยู่กับพระเพ็งสององค์เพียงเท่านั้น ในขณะที่เข้าไปพักอยู่ที่ บ้านห้วยสาหัว อาหารการฉันก็เป็นอาหารพื้นบ้าน เรามาเพื่อธรรม สิ่งเหล่านี้จึงไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เราไปกินปูนา เขาเอามาต้ม ตัวเล็กๆ กินกับข้าวเหนียวรสมันหื่น กินไม่ลง ติดคอ 

อยู่ที่นั้นมีมันหัวใหญ่ๆ เท่าต้นเสากุฏิเรานี่ (ทํามือประกอบ) เวลาจะเอา ต้องเอานํ้ารด ให้ชุ่ม โน้มลําต้นไผ่ลงมาคล้อง แล้วดึง (เถามัน) ขึ้นมาทั้งต้น ต้องมัดหัวจุกมันแล้วดึงขึ้นมา ต้องค่อยๆ ไม่งั้นหักหมด มันยาว เวลารดนํ้า ดินมันก็อ่อน ค่อยๆ ดึงขึ้นมา ไม่งั้นหักหมด เราขุดธรรมดาไม่ได้ เพราะมันลึกหลายเมตรเลย ต้องใช้ต้นไม้ขนาดพอดีโน้มปลายลงมาแล้วค่อยๆ เอาเชือกผูกที่หัวมัน ด้วยแรงของไม้โน้มและดินที่อ่อนด้วยการรดนํ้าให้ชุ่ม หัวมันก็จะค่อยๆ โผล่ ขึ้นมาเรื่อยๆ จนสุด บางหัวนี่ยาวหลายเมตร มันขาวอร่อย กินเปล่าๆ ไม่มีนํ้าตาลนํ้าอ้อยจิ้ม ถ้ามีกะทิก็ยิ่งดีใหญ่ แต่สมัยนี้ไม่มี 

ปลาใหญ่ก็มีเยอะแยะ ร้องโอ้กๆ มันเล่นกันในนํ้าตอนกลางคืน เขาเรียกปลาโลมานํ้าจืด มันร้องเหมือนเสียงควายเลย ร้องโอ้กๆๆ เราลงไปเล่นในนํ้า อาบนํ้า โดนปลิงดูด เราไม่กลัวปลิง มันกัดก็จับปลดออก 

นั่งเรือไปค้างกลางทาง ๑ คืน เพราะเรือไม่มีใบ ขากลับเดินไปเที่ยว เจอเสือกับช้างป่า เราอยู่ในร่องลึก มันอยู่ข้างบน เราถามอะไร เขาบอกช้าง เราไม่รู้ ไม่งั้นเราจะไปดู เค้าจับช้าง ตัวเล็กๆ มา มันซน เราก็ไปแหย่ มันก็ไล่ขวิด เอาข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนให้มันกิน มันเอางวงรับ เข้าปาก หมดปึ้บ ขอเราอีก ทีหลังเราลุกไปไหน มันเดินตามเลย มันอดอยากมาก ไปมานาน มากแล้ว ๕๐ ปีแล้ว”

ธุดงค์ไปหลี่ผี และ คอนพะเพ็ง

ท่านพระอาจารย์เสาร์ หลังจากงานบําเพ็ญบุญอุทิศกุศลถวายแด่พระอุปัชฌาย์เสร็จแล้ว ท่านพาคณะศิษย์พักภาวนาและเมตตาโปรดญาติโยมที่วัดดอนฮีธาตุนานราวสัปดาห์ จากนั้นก็พาล่องเรือไป หลี่ผี และ คอนพะเพ็ง รวมทั้งพาไปชมเกาะแก่งน้อยใหญ่บริเวณสีทันดร ซึ่งมีสถานที่ วิเวกสัปปายะมากมาย 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พาคณะออกเดินทางต่อโดยนั่งเรือแจวขนาดนั่งได้ ๖ – คน มีฝีพายสองคนอยู่หัวเรือและท้ายเรือ ขนสัมภาระต่างๆ ลงเรือหลายลํา พาล่องแม่นํ้าโขงไปยัง แก่งหลี่ผี ไปชมเกาะแก่งต่างๆ บริเวณสีทันดร และเดินเท้าต่อจนถึงหลี่ผี จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังคอนพะเพ็ง โดยเดินเท้าย้อนกลับและนั่งเรือข้ามแม่นํ้าโขง จากนั้นก็เดินเท้าต่อจนถึงคอนพะเพ็ง 

หลี่ผี เป็นชื่อของนํ้าตกขนาดใหญ่อยู่กลางแม่นํ้าโขง มีลักษณะเหมือนภูเขาลูกหนึ่งขวางกั้นแม่นํ้าโขง แม่นํ้าทั้งสายไหลข้ามภูเขาไปด้านหลังตกลงเป็นนํ้าตกขนาดความสูง ๓๐ – ๔๐ เมตร  มีเกาะแก่งเป็นร้อยๆ แห่ง ที่แผ่นดินมีระดับสูงตํ่าแตกต่างกันหลายเมตร มีโขดเขาซอกผาเป็นเสมือนเขื่อนกั้นลํานํ้าโขงไว้ ทําให้นํ้าจากแม่นํ้าโขงทั้งสายไหลมาเอ่อล้นบริเวณแห่งนี้ แล้วไหลตกตามซอกผาหินลดระดับกัน กลายเป็นนํ้าตกใหญ่ที่สายนํ้าซ่านกระเซ็นเป็นฝอยฟอง เสียงดังกึกก้องไปไกล เมื่อเข้าไปใกล้เสียงน่าสะพรึงกลัวมาก บริเวณดังกล่าวเวลาพูดอะไรจะไม่ได้ยิน เพราะเสียงนํ้าตกดังมาก ถ้าหากจะพูดกัน ต้องพูดกันใกล้ๆ จึงจะได้ยิน

คําว่า หลี่ หรือ ลี่ เป็นชื่ออุปกรณ์ดักปลา คล้ายๆ กับไซ หรือลอบ ที่เรียกว่า หลี่ผี เพราะกระแสนํ้าแถวนั้นไหลเชี่ยวและอันตรายมาก ถ้ามีคนตกลงไปจะไม่รอด และศพจะถูกพัดไปตามกระแสนํ้า มักไปติดอยู่ที่หลี่ ที่ชาวบ้านดักไว้ จึงเรียกว่า หลี่ผี 

คอนพะเพ็ง เป็นนํ้าตกยิ่งใหญ่แห่งสุดท้ายในลํานํ้าโขงอยู่ใต้หลี่ผีลงไป มีความสวยงามมาก ได้รับการขนานนามว่าเป็น ไนแอการาแห่งเอเชีย ว่ากันว่านํ้าตกคอนพะเพ็ง สวยงามและยิ่งใหญ่กว่านํ้าตกหลี่ผีเสียอีก

ชาวบ้านเล่าต่อกันมาว่า ที่แก่งหลี่ผี และคอนพะเพ็งนี้ เมื่อมีอะไรพลัดตกลงไป แม้แต่ ขอนซุงต้นใหญ่ ก็จะแตกกระจายไม่มีเหลือ เพราะเป็นนํ้าตกที่สูงชันหลายชั้น บรรดาปลาน้อยใหญ่ไม่สามารถขึ้นมาข้างบนนํ้าตกได้ จึงพากันอยู่ใต้นํ้าตกเป็นจํานวนมาก พวกคนหาปลาจึงได้จับปลากันอย่างสนุกสนาน เพียงใช้ตาข่ายช้อนก็ได้ปลามากมาย

ท่านพระอาจารย์เสาร์อาการทรุดหนักที่ภูหม้อออม

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ขณะที่เดินรุกขมูลเที่ยวชมเกาะแก่งต่างๆ ที่หลี่ผีและคอนพะเพ็งท่านเริ่มป่วยเป็นไข้หวัด เพราะท่านถูกฝนซึ่งตกหนักในระยะนั้น ขณะนั้นสุขภาพไม่แข็งแรงอยู่แล้ว ก็เริ่มอาพาธมากขึ้นมีอาการเหน็ดเหนื่อย ฉันอาหารไม่ได้ ขณะที่พักภาวนาอยู่บ้านหัวดอนหลี่ผี ศิษย์ผู้ใหญ่คือ ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้อาราธนาท่านกลับมาพักที่ภูหม้อออม เพราะใกล้ จะถึงวันมาฆบูชา ตามที่ท่านนัดหมายแล้ว คณะลูกศิษย์จึงได้พาท่านกลับมายังอําเภอท่าเปลือย  ซึ่งมีแพทย์ไทยรวมทั้งอุปกรณ์การแพทย์ที่พร้อมกว่า 

สมัยที่ฝรั่งเศสปกครองนั้น ยังไม่มีถนนหนทางที่สะดวก และไม่สามารถเดินทางผ่านประเทศไทยได้ การคมนาคมติดต่อจะต้องขนของหรือสัมภาระโดยเรือใหญ่จากประเทศกัมพูชามาจอดที่ท่าเรือหลี่ผี แล้วจะต้องใช้รถไฟขนถ่ายสัมภาระต่อไปยังแขวงสุวรรณเขตหรือปากเซ มีรถไฟอยู่สองขบวนสําหรับส่งของ ส่วนรถยนต์ไม่ค่อยมี มีแต่สามล้อสําหรับโดยสาร

เมื่อถึงอําเภอท่าเปลือย ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ได้มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็นผู้ไปจัดหาสถานที่ปักกลดบริเวณเชิงเขาภูหม้อออม เพื่อจะให้คณะได้อาศัยรุกขมูล บําเพ็ญ เพียรภาวนาในบริเวณนี้ ครูบาอาจารย์ที่ติดตามไปในครั้งนั้นเล่าว่า “ขณะนั้นฝนตกชุก ที่พักก็ใช้ ใบไม้มามุงเป็นปะรํากั้นแดด แต่กั้นฝนไม่ได้ ไปอยู่สองสามวันแรกฝนตก นั่งทั้งคืนไม่ได้นอน แต่หลวงปู่เสาร์ก็พาพักอยู่เกือบหนึ่งเดือน”

พระสมัย ซึ่งเป็นหลานชายของท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้สวดพระปาฏิโมกข์ถวาย อาการไข้หวัดของท่านยังไม่ทุเลา แต่กลับเป็นมากขึ้น อาการของท่านดูทรุดหนัก

หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส ศิษย์ผู้อุปัฏฐากเห็นว่าอาการท่านพระอาจารย์เสาร์ดูน่าวิตก จึงได้นําเรื่องนี้ไปกราบเรียนปรึกษากับท่านพระอาจารย์ดี ซึ่งเป็นพระเถระในที่นั้น

“ครูบาจารย์… ครูบาจารย์ใหญ่จักเพิ่นเป็นจังได๋ (ไม่รู้ท่านเป็นอะไร) ผิดปกติต่างเก่า ต่างหลัง (ไม่เหมือนเดิม) ข้าน้อย”

เมื่อ ท่านพระอาจารย์ดี ได้รับคําบอกเล่าจากหลวงปู่บัวพาอย่างนั้น จึงรีบเข้าไปเยี่ยม ดูแลอาการของท่านพระอาจารย์เสาร์ทันที และเห็นว่าอาการของท่านทรุดหนักจริง จึงเข้าไป กราบและสนทนาด้วยความเป็นห่วง จึงกราบอาราธนาท่านเดินทางกลับเพื่อรักษาอาการ แต่ท่านแสดงความองอาจเด็ดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวต่อความเป็นความตาย ท่านตั้งใจลงอุโบสถวันมาฆบูชาให้เสร็จก่อน ดังนี้

ท่านพระอาจารย์ดี “ครูบาจารย์เป็นจังได๋ (อย่างไร) เดี๋ยวนี้ ฮั่นว่าบ่ซําบาย (เห็นว่า ไม่สบาย)?”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “หือ ! มันสิเป็นอิหยัง (มันจะเป็นอะไร) บ่เป็นหยังดอก (ไม่เป็น อะไรหรอก)”

ท่านพระอาจารย์ดี “บ่เป็นจังได๋ (ไม่เป็นอะไรได้ยังไง) สุขภาพครูบาจารย์ทรุดลงเรื่อยๆ คั่นว่าซั่น (ถ้าอย่างนั้น) ข้าน้อย (กระผม) ขอนิมนต์ ครูบาจารย์กลับไปรักษาตัวก่อน ข้าน้อย (ขอรับ)”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “กลับจังได๋ (ยังไง) สิ (จะ) พาเขาทําบุญมาฆะอยู่”

ท่านพระอาจารย์ดี “เรื่องทําบุญนั้น พวกข้าน้อยขอรับรองทุกอย่าง ขออย่าให้ครูบาจารย์ เป็นห่วง ข้าน้อย”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “หือ ! อยู่มันกะสิเป็นหยัง (ก็จะเป็นอะไร) ตายใสกะแล่วตั๊ว (ตายที่ไหนก็แล้วแต่) ฟืนอยู่นี่สิอึด (มีเยอะ) ซําบอเผาช้างเป็นโตกะไหม้ตั๊ว (มีมากจนเผาช้าง เป็นตัวก็ไหม้นี่)”

ท่านพระอาจารย์ดี “ครูบาอาจารย์เว้าจังซั่นกะแม่นอยู่ (พูดอย่างนั้นก็ถูกต้องอยู่) ข้าน้อย แต่ว่ากระดูกครูบาจารย์นั่นมีค่ามีคุณหลาย คั่น (ถ้า) ครูบาจารย์มรณภาพอยู่นี่ พวกญาติโยมกะสิ (ก็จะ) มาติเตียนพวกข้าน้อย ว่าพาครูบาจารย์มากวงมาไกล”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ “เออ ! คั่นจังซั่น (ถ้าอย่างนั้น) กะลงอุโบสถก่อน”

เป็นอันว่า ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ก็ต้องอับจนอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถจะกล่าวรบเร้านิมนต์ท่านต่อไปอีกได้ เพราะการลงอุโบสถในวันอุโบสถนั้น เป็นเรื่องจําเป็นของพระสงฆ์ที่ยึด พระธรรมวินัย จึงต้องยอมตามความต้องการของท่านพระอาจารย์เสาร์

แม้ท่านอาพาธหนักก็พาทําพิธีมาฆบูชาจนเสร็จ

ในคราวนั้นรัฐบาลไทยได้ตั้งที่ทําการจังหวัดนครจําปาศักดิ์ ที่บ้านทัพเปือย ปากเซลําเพา เมืองสี่พันดอน ครูบาจารย์เฒ่าทองรัตน์ พร้อมด้วยครูบาจารย์บุญมาก ครูบาจารย์กิ ฯลฯ ได้เดินทางถึงภูหม้อออมทีหลังคณะท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อไปถึง ครูบาจารย์ดีได้รีบมากระซิบแจ้งข่าวอาการอาพาธของท่านพระอาจารย์เสาร์ให้ครูบาจารย์เฒ่าทองรัตน์ทราบ ว่าอาการ ท่านพระอาจารย์เสาร์ขณะนี้น่าเป็นห่วง อ่อนเพลียมาก ถ้าเดินทางต่อไป กลัวจะเป็นอะไรไป กลางทาง นิมนต์ท่านกลับ ท่านก็ไม่เห็นด้วย และท่านพูดว่า “ท่านกินข้าวก่องเดียวชั้นบ่ (กระติบเดียวนั้นหรือ) ท่านดี ข่อย (ข้า) อยากให้ฮอด (ถึง) เมืองเขมรพู้น (นู่น)” 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จะเดินทางกลับแต่อย่างไร แต่ครูบาจารย์ดีเกรงว่า ถ้าท่านพระอาจารย์เสาร์อาพาธหนักและหากเป็นอะไรไปที่นี้ เกรงว่าศิษยานุศิษย์ที่ไม่ได้ไปด้วย จะพากันตําหนิท่าน ครูบาจารย์ดีจึงอยากให้ครูบาจารย์ทองรัตน์และครูบาจารย์บุญมากช่วยกันนิมนต์ท่านพระอาจารย์เสาร์กลับ

คณะศิษยานุศิษย์ปรึกษาหารือกันว่า จะพูดอย่างไรดี ท่านจึงจะเห็นด้วย ถ้าไม่ขึ้นถึงอุบลราชธานี ก็เลื่อนขึ้นไปดอนไซ หรือไปวัดป่าสาลวัน ซึ่งเป็นวัดครูบาจารย์บุญมากและ ครูบาจารย์กิสร้าง และเป็นบ้านเกิดครูบาจารย์กิด้วย หรือจะไปถึงวัดอํามาตยารามก็ยิ่งดี เมื่อ คณะศิษย์ตกลงกันแล้ว ก็พากันเข้าไปกราบท่านพระอาจารย์เสาร์ ครูบาจารย์เฒ่าทองรัตน์ได้พนมมือกราบเรียนท่านว่า

“ขอโอกาสขะน้อย (ขอรับ) ครูบาจารย์ อยู่ที่นี่มันกันดาร” 

“กันดารจังได๋ (อย่างไร)” 

“ก็คือว่า ข้าราชการก็เป็นคนใหม่ มาตั้งบ้านเมืองใหม่ ถ้าสิ (จะ) อาศัยข้าราชการกะบ่มี (ก็ไม่มี) ผู้คุ้นเคย ถ้าอาศัยคนพื้นเมือง ก็เป็นคนเขมร บางคนเว้า (พูด) ลาวก็บ่ (ไม่) ได้ ผู้เว้าลาวได้ ก็อาศัยเขาบ่ได้ เพราะเขามีความทุกข์ยาก ถ้าแม่นว่า (แม้นว่า) ป่วยหนักพักฮ้าย (อาการไม่ดี) ที่นี่ รถก็มาบ่ (ไม่) ถึง เรือมาก็คาแก่ง เหตุนี้จึงอยากนิมนต์ครูบาจารย์กลับขึ้นอุบลฯ หรือเลื่อนขึ้นไปดอนไซ หรือไปบ้านท่านกิ บ้านหนองผํา ดอนไซนี้ก็มีป่าที่สวยงามเหมาะสิเฮ็ด (จะทํา) วัดป่า เพราะมีบ้านหลายหมู่บ้าน ส่วนวัดป่าสาลวัน ภูมะโรงของท่านบุญมาก บ้านท่านกินั้น ก็เป็นวัดป่า ที่ร่มรื่น เหมาะสมกับคนเฒ่าคนแก่จะอยู่อย่างสะดวกสบาย หรือไปฮอด (ถึง) วัดอํามาตย์ฯ ก็ได้”

เมื่อ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ฟังคําอ้อนวอนของครูบาจารย์เฒ่าทองรัตน์และคณะศิษย์ แต่ท่านแสดงความองอาจเด็ดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวต่อความเป็นความตาย ท่านตั้งใจจะลงอุโบสถ วันมาฆบูชาให้เสร็จก่อน ท่านพิจารณาสักครู่จึงพูดขึ้นว่า “เออ ! คันซันไปก็ไปติ (ถ้าอย่างนั้นไปก็ไปสิ) นี่มันก็เถิง (ถึง) เดือนสามแล้ว ให้ท่านบุญมาก ท่านกิขึ้นไปสาก่อน (เสียก่อน) ไปจัดเฮือ (เรือ) มารับ แล้วข่อยสิ (ข้าจะ) ขึ้นไปตามหลัง แต่นัดกันให้ไปฮอด (ถึง) วัดภูทันเดือนสามเพ็ญ ถ้าไปถึงวัดภูแล้วให้บอกท่านเพ็ง และพระที่มาถ่าอยู่ (รออยู่) ที่วัดภู บ่ให้ถ่า (ไม่ต้องรอ) ให้ทํามาฆบูชาที่ปราสาทหินวัดภูไปเลย เพราะกลับเมือบ่ทัน (กลับไปไม่ทัน)”

ครูบาจารย์บุญมาก กับ ครูบาจารย์กิ รีบเดินทางเพื่อไปจัดหาเรือ ครูบาจารย์กิแวะดู สถานที่ที่ดอนไซ เพื่อเรียนคณะสงฆ์ให้ทราบว่าจะนําท่านพระอาจารย์เสาร์มาพักที่นี่สักระยะหนึ่ง ส่วนครูบาจารย์บุญมากขึ้นมาวัดป่าสาลวัน เพื่อจัดหาเรือ การจัดหาเรือก็ล่าช้ามาก เนื่องจาก เป็นเรือพ่วงและหาคนแจวเรืออีก ๔ คน จนถึงเดือนสามเพ็ญแล้ว ก็ยังล่องเรือไปรับท่านไม่ถึง

อาราธนานิมนต์ให้ไปถึงวัดอํามาตย์ฯ

เมื่อท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ไม่สามารถอาราธนานิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์เสาร์กลับไปพักรักษาตัวได้ โดยองค์ท่านกล่าวตัดบทว่า “ให้ลงพระอุโบสถเสร็จก่อน”

ท่านพระอาจารย์ดี มีความกังวลเรื่องสุขภาพของท่านพระอาจารย์เสาร์ในตอนนั้นเป็นอย่างมาก เกรงท่านจะเป็นอะไรอย่างปุบปับในเวลานั้น จึงได้อาราธนานิมนต์ว่า

“ขอโอกาสข้าน้อย คั่น (ถ้า) ครูบาจารย์ว่าจังซั่น (อย่างนั้น) พวกข้าน้อยกะบ่ขัด (ก็ไม่ขัด) เจตนารมณ์ แต่ว่าเป็นจังได๋กะดี (อย่างไรก็ดี) พวกข้าน้อยขออาราธนานิมนต์ให้ครูบาจารย์ไปถึง วัดอํามาตย์ฯ ก่อน ข้าน้อย”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านสงบนิ่งไม่พูดว่าอะไรเลย แสดงว่าท่านรับคําอาราธนานิมนต์ ท่านพักนิ่งอยู่ คณะศิษย์จึงได้ปล่อยให้ท่านนอนพักผ่อน ต่างองค์ต่างมีความกระวนกระวายใจ ในอาการป่วยของครูบาจารย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะต่างองค์ต่างก็ไม่รู้ว่าจะทําอย่างไรดี ต่างองค์ จึงต่างนิ่งเฉย เพียงเฝ้าคอยดูอาการของท่านพระอาจารย์เสาร์เท่านั้น

เมื่อได้เวลากราบเรียนถึงอาการของท่านทีไร ท่านพระอาจารย์เสาร์ก็บอกว่า “บ่เป็นหยัง” (ไม่เป็นไร) ทุกครั้งไป คณะศิษย์ต่างก็เฝ้าดูอาการของท่าน 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านจะพาคณะศิษย์ที่ติดตามทําพิธีมาฆบูชาในวันเพ็ญเดือนสาม ที่ภูหม้อออม แทนวัดภูจําปาศักดิ์ที่นัดไว้ทีแรก เพราะไปไม่ทัน 

เมื่อถึงวันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ร่วมลงอุโบสถกับคณะลูกศิษย์ตามปรกติ ทั้งๆ ที่ท่านอาพาธหนักอยู่ จนกระทั่งเสร็จการ ลงอุโบสถกรรม และเสร็จงานบุญมาฆบูชา หลังจากลงอุโบสถเสร็จ องค์ท่านเริ่มอาพาธหนัก ขึ้นเรื่อยๆ ท้องร่วงอย่างแรง จากนั้นคณะศิษย์ได้พาท่านเดินทางกลับ และต่อมาอีก ๓ วัน ท่านก็ ถึงแก่มรณภาพที่วัดอํามาตยาราม ตามคํากราบอาราธนาของพระศิษย์ 

วันแรม ๑ คํ่า เดือน ๓ คณะลูกศิษย์จึงได้ไปวานขอความช่วยเหลือจากข้าราชการ ตํารวจ ญาติโยม ช่วยกันนําท่านลงเรือ ถ่อเรือขึ้นมาถึงบ้านนาดี ปากเซลําเพา พักแรมที่นี่ พอรุ่งเช้าถ่อเรือต่อถึงเมืองมูลปาโมกข์มืดคํ่า พักแรมที่นี่ รุ่งเช้าก็ถ่อเรือต่อผ่านดอนนางคอย ทางด้านทิศตะวันออก 

คณะศิษย์ได้อาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์เสาร์เดินทางไปยังเมืองมูลปาโมกข์ (อําเภอวรรณไวทยากร) พักที่วัดกลาง ซึ่งมี ท่านญาคูบุปผา เจ้าอาวาส ให้การต้อนรับท่านพระอาจารย์เสาร์และคณะศิษย์พักที่วัดกลาง เมืองมูลปาโมกข์ เพื่อรอเรือกลไฟเดินทางกลับนครจําปาศักดิ์ ต่อไป ซึ่งไม่มีกําหนดการแน่นอนว่าจะออกเดินทางเมื่อใด

ยังพูดเย้าแหย่ลูกศิษย์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่ที่ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ศิษย์อาวุโสได้อาราธนานิมนต์ ท่านพระอาจารย์เสาร์ไว้ว่า ขออย่าให้ท่านเป็นอะไรไปก่อนเดินทางถึงวัดอํามาตยาราม อาการ ป่วยของท่านดูยังคงที่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงให้น่าวิตกไปมากกว่านั้น หนําซํ้าดูท่านยังสงบเย็น อารมณ์ดีเป็นปกติ แถมยังพูดจาเย้าแหย่หลวงปู่บัวพาอยู่เลย

เหตุการณ์มีอยู่ว่า วันหนึ่ง ญาติโยมได้มาทําบุญถวายสังฆทาน ได้นําข้าวปลาอาหารมา เลี้ยงพระเณร ซึ่งปกติอาหารหลักที่ขาดไม่ได้ก็คือ ข้าวปุ้น หรือ ขนมจีน นั่นเอง

วันนั้นชาวบ้านได้นําขนมจีนมาเลี้ยงพระเป็นจํานวนมากใส่มาเป็นกระบุงๆ

หลังจากชาวบ้านกล่าวพิธีถวายอาหารเป็นสังฆทานแล้ว พระท่านทําพิธีอปโลกนกรรมแล้ว

(อปโลกนกรรม หรือพูดสั้นๆ ว่า พิธีอปโลกน์ กล่าวคือ เวลาถวายสังฆทาน ซึ่งหมายถึง ถวายให้สงฆ์เป็นส่วนรวม ไม่ได้เจาะจงถวายแก่องค์ใดองค์หนึ่ง สังฆทาน ที่ญาติโยมถวายจึงเป็นสมบัติกลางของสงฆ์ ดังนั้น ก่อนจะเอาไปบริโภคหรือใช้สอย พระท่านจึงทําพิธีอปโลกน์ คือ ประกาศให้รู้ว่าของนี้เป็นของสงฆ์ เป็นของส่วนรวม อนุญาตให้พระเณรแต่ละองค์ได้แบ่งไปใช้สอยได้ตามความจําเป็น หมายถึง สงฆ์อนุญาตแล้ว ไม่เช่นนั้นจะเป็นการบาปฐานลักขโมย ยักยอก ของสงฆ์)

หลังจากญาติโยมประเคนของ และพระได้ทําพิธีอปโลกน์แล้ว จัดแจงแบ่งปันอาหารถวายครูอาจารย์และพระเณรเสร็จ ขนมจีนที่เหลือเป็นกระบุงๆ ก็นํามาตั้งไว้ข้างที่นั่งของหลวงปู่บัวพา ซึ่งท่านคิดไว้ในใจว่าวันนี้เราจะฉันขนมจีนให้เต็มอิ่มจุใจสักวัน เพราะมันมีมากมายเหลือเกิน จึงได้ลําเลียงทั้งกระบุงมาไว้ข้างๆ ท่าน

ตามปรกติ หลวงปู่บัวพาจะฉันทีหลังพระเณรองค์อื่นอยู่เสมอ เพราะต้องคอยอุปัฏฐากให้ครูอาจารย์ฉันเสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วท่านเองจึงได้ลงมือฉัน

ในวันนั้น หลวงปู่บัวพาฉันพร้อมกับคณะ โดยท่านฉันข้าวเพียงนิดเดียว ส่วนขนมจีน ท่านเติมแล้วเติมอีกตามความตั้งใจแต่แรก ด้วยว่าจะฉลองศรัทธาญาติโยมอย่างเต็มที่ สมกับที่เขาทํามามาก

ท่านพระอาจารย์เสาร์เห็นเช่นนั้น ท่านก็เลยหัวเราะ หึ หึ หึ แล้วก็พูดกับพระที่นั่งถัดๆ ไปว่า “เบิงพุ่นนา (ดูโน่นนา) ท่านบัวพานั่งฉันข้าวปุ้นสิเหมิด (จะหมด) กระบุงแล้วพุ้น (นู่น)”

พระเณรต่างก็พากันเหลียวมองมาทาง หลวงปู่บัวพา เห็นกระบุงขนมจีนตั้งอยู่ข้างท่าน หลายใบ ต่างก็ยิ้มและหัวเราะเพราะเห็นเป็นเรื่องขัน สร้างบรรยากาศแก่พระเณรและผู้ร่วมทําบุญในวันนั้น การหัวเราะในครั้งนี้นับเป็นครั้งสุดท้ายของท่านพระอาจารย์เสาร์

ละวางหมดทุกอย่าง

ในตอนเย็น ปรกติพระลูกศิษย์จะพากันเข้าอุปัฏฐากสรงนํ้าถูเหงื่อไคลถวายท่าน แต่วันนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์บอกว่า จะลงสรงนํ้าในแม่นํ้าโขงด้วยองค์ท่านเอง ลูกศิษย์ลูกหาก็ดูแลประคองท่านลงไปสรงนํ้าจนเสร็จเรียบร้อย ดูสุขภาพของท่านก็ยังแข็งแรงดีอยู่ ไม่น่าห่วงใย ประการใด

เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงปู่บัวพา ได้เข้าไปอุปัฏฐากรับใช้ตามปกติ ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้พูดขึ้นว่า “ฟ่าวเก็บของสา สิเอาหยังก็เอาสาตี้ ข่อยบ่เอาอีหยังอีก” (ให้รีบเก็บของได้แล้ว ต้องการอะไรก็เอาไปได้ เราไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว)

เมื่อได้ยินดังนั้น หลวงปู่บัวพาก็รีบเก็บเครื่องบริขารของท่านพระอาจารย์เสาร์ โดยที่ไม่ได้นึกเฉลียวใจว่า “คําพูดของพระอาจารย์ใหญ่เสาร์นั้นคือคําเทศนา คําสั่งเสียที่มีความหมายลึกซึ้ง บอกให้เห็นถึงการปล่อยวางความว่าง ไม่มีอะไรต้องยึดถืออยู่ในโลกธาตุ นับเป็นคําสอนที่แสดงถึงความสุดยอดของคําสอนทั้งปวง”

หลังจากนั้นแล้วท่านพระอาจารย์เสาร์ก็สงบนิ่ง ไม่พูดจาอะไรอีกต่อไป

เช้าวันนั้นมีญาติโยมมาทําบุญเป็นจํานวนมาก หากแต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านไม่ยอม ฉันอะไรเลย สร้างความวิตกกังวลให้กับศิษย์ผู้ติดตามเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อท่านไม่ยอมฉันอะไร ก็หมายความว่า อาการของท่านที่ดูอ่อนแรงอยู่แล้ว ก็จะต้องทรุดหนักลงไปอีกอย่างแน่นอน

ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ในฐานะศิษย์ที่มีอาวุโสสูงสุด ณ ที่นั้น ได้พยายามอ้อนวอนให้ท่านฉันอาหาร โดยยกเหตุผลต่างๆ นานา แต่ท่านพระอาจารย์เสาร์กลับนิ่งเฉยเสีย ไม่ยอมฉัน

เมื่อท่านพระอาจารย์ดี รบเร้าไปสักพัก ท่านจึงตัดความรําคาญโดยลุกขึ้นนั่ง จัดท่าทาง นั่งตามปรกติ ลูกศิษย์ลูกหาต่างดีอกดีใจ ยกสํารับกับข้าวมาตั้ง ถวายนํ้าล้างมือท่าน

ท่านพระอาจารย์ดี ได้ตักข้าวต้มที่เตรียมมาอย่างดีสําหรับองค์ท่านโดยเฉพาะ ป้อนถวายไปที่ปาก ท่านพระอาจารย์เสาร์อ้าปากรับข้าวต้ม แล้วอมไว้สักประเดี๋ยว ต่อจากนั้นท่านก็คายทิ้งลงกระโถนไป และไม่ยอมรับอะไรต่อไปอีก คณะศิษย์หมดปัญญาที่จะรบเร้าฝืนให้ท่านฉันอะไร ลงท้องได้อีกเลย ท่านพระอาจารย์เสาร์ไม่ยอมรับอะไรทั้งสิ้น ปล่อยวางหมดทุกอย่างตามที่ท่านบอกหลวงปู่บัวพา  เมื่อตอนเช้ามืดของวันนั้น

ลงเรือสู่นครจําปาศักดิ์ เคลื่อนสู่ความตายอย่างองอาจ

นับตั้งแต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านปล่อยวางในวันนั้นแล้ว ท่านก็ไม่ยอมฉันอะไรอีกเลย ทั้งอาหารและนํ้า ท่านปล่อยวางหมดทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ลั่นวาจาไว้ แม้ใกล้จะเป็นวาระสุดท้ายของท่าน ท่านยังคงเอาเรือนร่างของท่านแสดงไว้เป็นคติธรรมให้พุทธบริษัทได้เห็นคุณค่าความอัศจรรย์ของธรรมอันเลิศเลอให้ปรากฏ ท่านได้แสดงความองอาจเด็ดเดี่ยวและอดทนอย่างยิ่งยวดต่อการแบกรับและฝืนรักษาธาตุขันธ์ร่างกายที่พร้อมจะแตกดับทุกเมื่อ เพื่อจะกลับมาละสังขารที่ วัดอํามาตยาราม นครจําปาศักดิ์ ตามที่คณะศิษย์วิงวอนกราบอาราธนาไว้ เพราะว่าท่านเป็น พระอรหันตพุทธสาวก จิตของท่านเป็นวิมุตติที่เหนือสมมติ เหนือธรรมชาติแล้ว ท่านจึงฝืนต่อสู้กับความตายที่กําลังจะเกิดขึ้นเฉพาะหน้านี้ได้ ซึ่งการกระทําเช่นนี้ ปุถุชนคนทั่วไปย่อมไม่อาจจะกระทําได้ 

ในการเดินทางของท่านพระอาจารย์เสาร์จากเมืองมูลปาโมกข์ ไปยังนครจําปาศักดิ์ นั้นก็เป็นปัญหาหนักใจของคณะศิษย์มาก เพราะสมัยนั้นมีแต่ทางนํ้า และการเดินทางของชาวบ้านก็มี แต่เรือพาย เรือแจว เท่านั้น ระยะทางก็อยู่ไกลและทุรกันดาร ถ้าไปเรือพาย เรือแจวก็ต้องใช้เวลาหลายวัน มีทางเดียวที่จะไปได้ คือ ต้องรอเรือกลไฟของทางราชการที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง แต่ก็ ไม่อาจคาดคะเนได้ว่า เมื่อไรจะมีเรือกลไฟแล่นไปยังนครจําปาศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นก็ได้แต่รอคอยเพียงอย่างเดียว

ด้วยอํานาจบุญญาภินิหาร หรือด้วยเทพบันดาล หรือด้วยธรรมะจัดสรร ประการใดก็ สุดแล้วแต่ ในวันนั้น นายอําเภอเมืองนครจําปาศักดิ์ได้ให้คนมาบอกพระว่า ขอให้พระคุณเจ้า ทั้งหลายเตรียมตัวลงเรือแต่เช้ามืด เพราะเรือจะออกไปยังนครจําปาศักดิ์ ด้วยมีงานเร่งด่วน

การเดินทางในครั้งสุดท้ายของท่านพระอาจารย์เสาร์ ในเช้ามืดวันรุ่งขึ้น คือ วันแรม ๓ คํ่า เดือน ๓ เป็นวันเดียวกับ ครูบาจารย์บุญมาก ล่องเรือมาจะไปรับท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้ไปรับ ครูบาจารย์กิที่ดอนไซก่อน แล้วล่องเรือผ่านดอนนางคอยทางด้านทิศตะวันตก การผ่านเกาะ คนละทิศ เป็นสาเหตุให้เรือสองลําไม่เจอกัน คณะของท่านพระอาจารย์เสาร์จึงพร้อมออกเดินทาง แต่การเดินทางโดยเรือกลไฟจะมีเสียงดังมาก ควันคละคลุ้ง เกรงว่าท่านจะได้รับความกระทบ กระเทือน จึงนิมนต์ท่านลงเรือเล็กที่มีประทุน เอาเชือกล่ามติดกับเรือกลไฟไปอีกต่อหนึ่ง เพื่อจะบรรเทาเสียงดังและควันลงไปได้ ทั้งความกระเทือนก็น้อยลง

ท่านพระอาจารย์เสาร์นอนบนแคร่ไม้ไผ่ ในเรือประทุน ศิษย์ผู้ติดตามอุปัฏฐากบนเรือเล็กมี หลวงปู่บัวพา ท่านพระอาจารย์กงแก้ว และเด็กชายเจริญ ที่เหลือนอกนั้น ซึ่งมี ท่านพระ– อาจารย์ดี ท่านพระอาจารย์กอง ท่านพระอาจารย์สอ สามเณรสุบรรณ สามเณรอํานวย และ เด็กชายมี เด็กชายพวง ขึ้นโดยสารเรือกลไฟ

เมื่อได้เวลาออกเดินทาง เรือก็เปิด “โหวด” สัญญาณ ฟืนที่บรรจุเป็นเชื้อเพลิงก็ลุกโชน เสียงเครื่องเรือดังสนั่นหวั่นไหว สะเทือนไปทั่วทั้งลํา ควันจากท่อไอเสียก็พ่นเขม่าสีดําคละคลุ้ง ไปทั่วลํานํ้าโขง เรือกลไฟได้แล่นออกจากท่านํ้าเมืองมูลปาโมกข์ แล่นทวนกระแสนํ้าขึ้นไปทาง ทิศเหนือ ท่ามกลางแสงแดดที่แผดกล้าทั้งวัน แล่นผ่านเกาะแก่งน้อยใหญ่ของแม่นํ้าโขง เป้าหมายปลายทางอยู่ที่นครจําปาศักดิ์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ นอนสงบนิ่งในเรือประทุนลําเล็กที่ผูกล่ามอยู่กับเรือกลไฟลํานั้น ท่านไม่ได้พูดอะไรกับใคร เหมือนกับท่านอยู่ในสมาธิ หรือเข้าฌานตลอดการเดินทาง

เรือถึงปลายทาง

ตลอดการเดินทางทั้งวัน คณะศิษย์สังเกตเห็นว่า อาการอาพาธของท่านพระอาจารย์เสาร์เพียบลงอย่างมาก น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ยังนอนหลับตานิ่ง หายใจอ่อนๆ แสดงอาการสงบเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวท่าน เพราะใจที่ท่านอบรมมาเรียบร้อยและสมบูรณ์แบบแล้ว แม้ทุกขเวทนาต่างๆ มารุมเร้าร่างกายส่วนต่างๆ แต่จิตก็ไม่หวั่น ไม่เอนเอียง ท่านจึงไม่แสดงอาการทุรนทุรายให้ปรากฏแม้แต่น้อย เหมือนราวกับว่า ท่านยอมรับกับสภาพความแตกสลายของสังขารร่างกาย ย่อมเป็นไปตามกฎธรรมชาติ จิตของท่านจึงไม่กังวลและไม่มีอาการยื้อยุดฉุดรั้งไว้แต่ประการใด

ความกระวนกระวายใจทั้งหลายกลับบังเกิดในหมู่ศิษย์ ทั้งนี้เพราะความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงปู่ท่าน ไม่อยากให้ท่านจากไป แม้จะรับรู้ถึงความไม่เที่ยงของชีวิตอยู่เต็มอก แต่เมื่อต้องมาเผชิญกับความสูญเสียของครูบาอาจารย์ที่ตนรักและเคารพศรัทธาเป็นที่สุด ก็อดที่จะทุกข์ร้อนใจไปกับเหตุการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาไปไม่ได้

ในช่วงสุดท้ายของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านจะพูดน้อยที่สุด แม้เวลาญาติโยมกราบอาราธนาให้ท่านเทศน์ ท่านก็จะเทศน์แต่เพียงสั้นๆ ถึง กฎสามัญลักษณะ คือ ความเป็นทุกข์ ความเป็นของไม่เที่ยง และ ความไม่ใช่ตัวตนเราเขา

ท่านสอนไม่ให้เข้าไปยึดถือในสิ่งทั้งปวง ให้ละให้วาง แล้วท่านก็ทําตัวอย่างให้เห็นประจักษ์แก่ตาของศิษย์ทุกคนด้วย เพราะคําพูดแต่ละคําที่ออกจากปากท่านนั้น ไม่เคยพูดอย่างพล่อยๆ ท่านจะพูดแต่สัจธรรม คือของที่เป็นจริงทั้งนั้น ท่านรู้จริง เห็นจริง และก็ทําได้จริงด้วย

“แม้ร่างกายของท่านต้องเผชิญกับความแตกดับสูญสลาย แต่ทุกขเวทนาแม้น้อยนิดก็ ไม่สามารถครอบงําจิตใจของท่านได้”

ครูบาอาจารย์เล่าเหตุการณ์เดินทางกลับนครจําปาศักดิ์ว่า “วันนั้นรีบเดินทาง ข้าวปลาก็ ไม่ได้เตรียม เพราะลูกศิษย์คิดว่า ระหว่างทางคงจะมีที่ขายอาหาร แต่เรือกลไฟไม่ได้จอดพัก จึงมี แค่ข้าวเหนียวกับปลาแห้งถวายพระเณรองค์ละปั้น ใช้เวลาล่องเรือตลอดทั้งวัน จนกระทั่งประมาณ ๕ โมงเย็น จึงได้เดินทางถึงนครจําปาศักดิ์”

กล่าวถึงคณะพระเจี๊ยะ และ พระเพ็ง หลานของหลวงปู่เสาร์ ซึ่งได้รออยู่บ้านห้วยสาหัว ใกล้วัดภูจําปาศักดิ์หลายวัน ไม่เห็นคณะหลวงปู่เสาร์มา จึงได้กลับมาลงอุโบสถที่พิบูลมังสาหาร และได้ถามข่าวก็ไม่ทราบความ หลังจากลงอุโบสถเสร็จ วันรุ่งขึ้นได้มีรถจะไปเมืองมูลปาโมกข์ จึงได้ขึ้นรถไปลงจําปาศักดิ์ เพื่อรอรับคณะหลวงปู่เสาร์ที่วัดอํามาตยาราม ซึ่งมีพระอุปัชฌาย์เม้าเป็นเจ้าอาวาส ได้ทราบข่าวจากนายร้อยจํารัส ซึ่งเป็นคนอุบลฯ ไปรับราชการที่จําปาศักดิ์บอกว่า ตอนประมาณ ๕ โมงเย็น คณะหลวงปู่เสาร์จะมาถึง ท่านอาพาธหนักให้จัดสถานที่รอรับด้วย พระอุปัชฌาย์เม้าจึงให้คนถือจดหมายมาบอกให้ทราบ ให้พระเจี๊ยะกับพระเพ็งมารอรับ

ตกเย็น แสงแดดที่แผดกล้ามาทั้งวันก็เริ่มลดแสงลง ความร้อนระอุเริ่มถูกแทนที่ด้วยไอเย็นของลํานํ้าโขงที่พัดมาด้วยกระแสลมอ่อนๆ นําความชุ่มชื่นหายเหนื่อยให้กับผู้เดินทางได้ไม่น้อย ครั้นถึงเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น พระอาทิตย์จะลับฟ้า พระเจี๊ยะท่านได้ยินเสียงหวูดเรือกลไฟ แล่นผ่านขึ้นไปยังท่านํ้าหลวงแห่งนครจําปาศักดิ์ที่อยู่เหนือเลยขึ้นไปไม่ไกลนัก มองไปเห็นพระศิษย์อยู่บนเรือใหญ่และมีเรือพ่วงต่อท้าย ก็รู้ถึงการมาของท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ จึงได้ลงไป เตรียมพร้อมรอรับองค์ท่านอยู่ที่ท่านํ้าวัดอํามาตย์ฯ

คณะลูกศิษย์บนเรือกลไฟได้ปลดเชือกที่ผูกโยงเรือพ่วงออก แล้วปล่อยให้เรือพ่วงล่องลงมายังท่านํ้าวัดอํามาตย์ฯ ที่มีพระอุปัชฌาย์เม้า พระเจี๊ยะ และ พระเพ็ง คอยรับอยู่ ส่วน ท่านพระอาจารย์ดีลงท่าศาล ได้โทรเลขไปบอกลูกศิษย์ท่านทางอุบลฯ พอเรือมาถึงได้มองไปเห็น ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์นอนหลับตานิ่งไม่ไหวติง ต่างก็ตกใจ ! ตกตะลึง ! ไม่คาดคิดมาก่อนว่า อาการอาพาธขององค์ท่านนั้นหนักมากจะเข้าขั้นวิกฤติ ใบหู ริมฝีปากเหลืองซีด อิดโรยอย่างมาก จนเห็นได้ชัด หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าว่า “เวลาไปเห็นอยู่ในเรือนี่ก็คือตาล้มหมดแล้ว ไม่ไหวแล้ว ครูอาจารย์ท่าน (ท่านพระอาจารย์เสาร์) เขาจึงได้เอาเปลใส่หามขึ้นมาเข้าโบสถ์

ท่านลาขันธ์ต่อหน้าพระประธานในโบสถ์

เมื่อเรือจอดเทียบที่ท่าเรือวัดเรียบร้อยแล้ว ลูกศิษย์ลูกหาต่างกุลีกุจอหามแคร่ไม้ไผ่ลงไป ท่านํ้า เพื่อรับท่านพระอาจารย์เสาร์ขึ้นจากเรือ เรา (พระเจี๊ยะ) พร้อมกับพระเพ็งก็ลงไปรับท่าน ในเรือ ทั้งพระ ทั้งเณร ฆราวาสญาติโยมต่างพากันเตรียมพร้อม เพราะต่างรู้การมาของท่านพระ–อาจารย์เสาร์เป็นการล่วงหน้าแล้ว พระอาจารย์กงแก้วได้ลงเรือไปประคองด้านหลัง พระอาจารย์บัวพาประคองด้านหน้า พระอาจารย์เจี๊ยะ พระอาจารย์คํา พระเพ็ง ได้ช่วยกันประคอง คณะผู้ติดตามพร้อมคณะที่รอรับ รีบอุ้มท่านพระอาจารย์เสาร์ขึ้นนอนบนแคร่ไม้ไผ่ เมื่อวางท่านลง ท่านยังคงนอนหลับตาอยู่ ท่านมีอาการอ่อนเพลียและมีอาการเพียบมากแล้ว จึงได้ช่วยกันหาม แคร่นําท่านขึ้นจากเรืออย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ท่านได้รับความกระทบกระเทือน โดยมุ่งหน้าเข้า วัดอํามาตยาราม ตรงไปที่พระอุโบสถตามที่ทางวัดได้จัดเตรียมไว้รับท่าน พอไปถึงพระอุโบสถ ก็วางแคร่ลงบนพื้นเบื้องหน้าพระประธาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์นอนสงบนิ่งเฉย เหมือนอยู่ในสมาธิหรือเข้าฌาน โดยไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ท่านอยู่ในอาการนี้ตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง ดูประหนึ่งว่าอดทนรอเพื่อให้ถึงวัดอํามาตยาราม ตามที่ท่านพระอาจารย์ดีได้กราบอาราธนาไว้

เมื่อศิษย์พาท่านพระอาจารย์เสาร์เข้าพักภายในโบสถ์เรียบร้อยแล้ว พระอาจารย์บัวพา จึงได้พนมมือและกราบเรียนที่ข้างหูด้วยนํ้าเสียงอันอ่อนนุ่มว่า “ขอโอกาสข้าน้อย ครูบาจารย์ ถึงแล้วจําปาศักดิ์ อยู่ในโบสถ์วัดอํามาตย์ฯ แล้วข้าน้อย” ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ยินชัดเจน แล้วถามกลับว่า “หือ ! วัดอํามาตย์ฯ บ้อ (หรือ)?” ท่านพระอาจารย์บัวพาตอบว่า “โดยข้าน้อย” (ครับกระผม)

เป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่น่าเหลือเชื่อ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ให้ลูกศิษย์พยุงท่านให้ลุกขึ้นนั่งพับเพียบ ท่านแสดงความเป็นชายชาติอาชาไนย ท่านนั่งเหมือนกับไม่ได้เจ็บป่วย เป็นอะไรเลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อาการหนัก ท่านไม่มีเรี่ยวแรง เวลาจะนั่งหรือนอน ลูกศิษย์จะต้อง ช่วยประคับประคองทุกครั้ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านนั่งพับเพียบ ลําตัวก้มโน้มไปข้างหน้า ใช้มือ ยันกับพื้น มือข้างหนึ่งอยู่ระหว่างเข่าทั้งสองข้าง อีกมือหนึ่งยันออกไปด้านข้างเล็กน้อย สายตาจ้อง มองไปที่องค์พระประธาน อันเป็นองค์แทนองค์สมเด็จพระบรมศาสดา 

ด้วยท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นพระอรหันตพุทธสาวก จิตของท่านครองธรรมธาตุมานานแล้ว และย่อมเป็นจิตที่เปี่ยมมากล้นด้วยมหากตัญญู มหากตเวที ท่านจึงพยายามจับจ้องมองไปที่ องค์พระประธาน และพยายามก้มหน้าโน้มตัวลง ท่านมองด้วยความตื้นตันซาบซึ้งใจและสํานึกในพระคุณของพระรัตนตรัยอันไม่มีประมาณ เพื่อเป็นปัจฉิมทัสนานุตริยะและการแสดงความเคารพสูงสุดครั้งสุดท้าย ซึ่งในกาลเวลาอันสั้นๆ นี้ ท่านกําลังใกล้จะละทิ้งธาตุขันธ์อันแก่ชราทรุดโทรม และได้แบกมาเนิ่นนาน เพื่อจะเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน เข้าสู่มหาวิมุตติ มหานิพพาน ธรรมธาตุ อันบริสุทธิ์ ตามรอยบรรดาพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายในอดีตกาล 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเรียกหาผ้าสังฆาฏิมาพาดบ่า จากนั้นแล้วจึงก้มหน้าโน้มตัวลงแสดงท่ากราบพระประธาน ดูท่านจะไม่มีเรี่ยวแรง พระอาจารย์บัวพา พระอาจารย์กงแก้ว ซึ่งอยู่ใกล้ท่าน จึงเข้าไปช่วยพยุง พระเจี๊ยะ กับ พระเพ็ง ก็เข้าไปช่วยประคองท่านขึ้นเพื่อกราบ พระประธาน

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านอ่อนเพลียมาก ไม่สามารถกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ได้ เพียงแสดงอาการก้มลงกราบไปข้างหน้า ๓ ครั้ง เมื่อกราบครั้งที่สาม ร่างท่านก็แน่นิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ไหวติง เมื่อกราบลงครั้งที่สาม สังเกตเห็นท่านกราบนานผิดปรกติ จึงจับชีพจรดู จึงรู้ว่าชีพจร ไม่ทํางาน พระทั้งหลายที่อยู่ในพระอุโบสถก็ว่า “หลวงปู่เสาร์มรณภาพแล้วๆ” 

พระเจี๊ยะ ท่านเป็นพระภิกษุหนุ่มที่ท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาไว้วางใจส่งมาอุปัฏฐากดูแลท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นการเฉพาะ ขณะนั้นท่านเพิ่งออกบวชได้เพียง ๕ พรรษา แต่ท่านเป็นพระอริยบุคคล ขั้นพระสกิทาคามีแล้ว ท่านอยู่ในเหตุการณ์นาทีสําคัญนี้ จากประสบการณ์และญาณความรู้ภายในของท่าน ท่านย่อมทราบจิตของหลวงปู่เสาร์ในขณะนั้นเป็นอย่างดี ในท่ามกลางพระเถระผู้ใหญ่ พระ เณร ศรัทธาญาติโยมจํานวนมาก ด้วยท่านมีธรรมะในใจและเป็นพระจริง จึงแสดงความกล้าหาญออกมา โดยการตะโกนพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงอันดังและดุดันตามแบบฉบับกิริยาภายนอกของท่านว่า “ปู่ยังไม่มรณภาพ ตอนนี้ปู่เข้าสมาธิอยู่ ใครไม่รู้เรื่อง อย่าเข้ามายุ่ง”

ท่านพระอาจารย์บัวพามีความคิดว่า ถ้าประคององค์ท่านให้นอนลง ท่านคงจะอยู่ในอิริยาบถที่สบายมากกว่า จึงได้ขอความเห็นจากพระเณรที่อยู่ ณ ที่นั้น พระเณรต่างก็เห็นด้วย 

พระอาจารย์ดี พระอาจารย์สอ พระอาจารย์กงแก้ว ท่านพระอาจารย์บัวพา และ พระอาจารย์บุญเพ็ง รวม ๕ องค์ ได้เข้าพยุงกายท่านพระอาจารย์เสาร์ เพื่อจะโน้มให้ท่านลงนอน แต่แล้วทุกองค์ต่างเลิกล้มความตั้งใจ เพราะไม่สามารถทําให้ร่างของท่านขยับเขยื้อนได้ องค์ท่าน ไม่ไหวติงและหนักราวกับก้อนหินใหญ่ เพราะท่านมีอาการจะดับขันธ์อยู่แล้ว ขณะที่พยุงให้ท่านนอนลงนั้น สังเกตเห็นมีพระเณรนั่งร้องไห้อยู่หลายรูป พระเจี๊ยะจึงไล่พระเณรเหล่านั้นออกไป พระอาจารย์บัวพาได้สติก่อน จึงพูดว่า “พอแล้วๆ ไม่ต้องเอาท่านลงนอน ท่านคงต้องการจะไปในท่านี้” ศิษย์ทุกองค์จึงลงนั่งรอบองค์ท่าน เปิดช่องให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก

ท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งอยู่ในท่าก้มไปข้างหน้าอย่างนั้นประมาณ ๒๐ นาที มีเหงื่อผุด ตามตัวท่านจนผ้าจีวรเปียก แต่ไม่มีใครกล้าไปแตะต้ององค์ท่าน มีเพียงพระอาจารย์กงแก้ว คอยระวังอยู่ด้านหลัง เพราะกลัวท่านจะล้ม พระอาจารย์ดีรีบเอานํ้าพ่นให้เป็นละอองฝอยรอบ องค์ท่าน เพื่อจะให้ชุ่มชื้นขึ้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ยังคงนั่งในท่านั้นไม่ไหวติง ต่อมามีอาการหายใจเฮือกใหญ่ ๓ ครั้ง จนมองเห็นไหล่ทั้งสองยกขึ้น แล้วร่างท่านก็แน่นิ่งสงบไปเหมือนเดิม ลูกศิษย์ลูกหาเพ่งสังเกตไปที่จมูกของท่านจนแน่ชัดว่า ท่านหมดลมปราณเสียแล้ว 

ท่านมรณภาพในขณะพระเจี๊ยะเข้าประคอง จากนั้นจึงได้ประคองตัวท่านให้นอนลง คราวนี้ปรากฏว่าร่างท่านอ่อนลง เพียงโน้มองค์ท่านลงนิดเดียว ท่านก็นอนลงอย่างง่ายดาย ผิดกับเมื่อตอนแรกที่หนักเหมือนก้อนหินใหญ่ ไม่สามารถทําให้ขยับเขยื้อนได้ พระอาจารย์กงแก้ว พระอาจารย์สอ ซึ่งยังเป็นพระหนุ่ม อายุพรรษายังน้อย สุดจะกลั้นความรู้สึกได้ถึงกับปล่อยโฮ ออกมาอย่างแรง รู้สึกสลดสังเวชในการสูญเสียครูอาจารย์ที่ท่านเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล หรือ พระครูวิเวกพุทธกิจ พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ถึงแก่มรณกาลด้วยอาการสงบ ประกอบด้วยสติอันไพบูลย์ ในอิริยาบถนั่งกราบพระประธานครั้งที่ ๓ ภายในพระอุโบสถวัดอํามาตยาราม อําเภอวรรณไวทยากร จังหวัด นครจําปาศักดิ์ ประเทศไทย ในขณะนั้น (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของแขวงจําปาศักดิ์ ประเทศลาว) เมื่อวันแรม ๓ คํ่า เดือน ๓ ปีมะเมีย ตรงกับวันอังคารที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๕ เวลา ๑๗.๓๐ น. สิริรวมอายุ ๘๒ ปี ๙๓ วัน พรรษา ๖๒

วินาทีมรณกาลของหลวงปู่เสาร์ ท่านมรณภาพคามือหลวงปู่เจี๊ยะ ในอิริยาบถนั่งพับเพียบก้มกราบพระประธาน โดยกาลต่อมา หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าไว้ดังนี้

ท่านอาจารย์เสาร์อายุเกือบ ๙๐ มากกว่าหลวงปู่มั่น ผมก็ เวลาเสียนี่เข้าไปในโบสถ์ก็ จับแขนมือทิดเพ็งหลานท่าน (ตอนนั้นบวชเป็นพระ) ท่านก็หมอบกราบอย่างเนี่ย ท่านไม่เงย ผมจับแขนไว้ข้างนะ เพราะพยุงตัวไม่ได้ เงียบ ไม่เงย ผมก็ไปจับชีพจร เอ๊ะ ! ครูอาจารย์ เสียตัวนี่ (เสียชีวิต) เพราะชีพจรไม่เดิน ท่านนั่งพับเพียบอย่างเนี่ย ก็พยายาม

พระครู เออ ! ท่านบัวพา เนี่ย นั่งร้องไห้เหมือนโยมเลย นั่งคนสุดท้าย โบสถ์มันก็ไม่ค่อยกว้าง นั่งร้องไห้ซิกๆ ไอ้เราก็อยู่กับเขาเนี่ย แต่ท่านเพ็ง ทิดเพ็งมันสึกไปแล้ว มันอ่อนกว่าอาตมา

พอเราจับชีพจรท่าน ชีพจรไม่เดิน ครูบาอาจารย์เสียตัว ก็พยายามเอาขาเนี่ยออก เอาไม่ค่อยออก ท่านบัวพาก็นั่งร้องไห้ เราก็บอก “ขอโอกาสหมู่ทุกๆ องค์ครับ ครูบาอาจารย์ท่าน เสียตัว เพราะฉะนั้นให้ใครเงียบให้หมด เวลานี้อย่าให้มีเสียงทั้งหมด ถ้าใครไม่เชื่อฟัง ให้ออกไป ข้างนอกนะ” เราก็เผด็จการเลย เด็ดขาด มันก็เงียบซิ พยายามเอาขาเนี่ยขัด แล้วก็ให้ท่านนอน (ก้มตัวนอน) นอนลงไปก็ให้เอามือพนม พับ แล้วทีหลังก็ค่อยๆ ลงๆ คามืออาตมาเลย แต่ไม่ค่อยพูดให้ใครฟัง  ท่านไปเสียที่นครจําปาศักดิ์…

ท่านอาจารย์เสาร์เข้าโบสถ์ก็ขาดใจที่นั้น พอดียังไม่ทันได้ตายแบบหลวงตาเฟื่อง (โชติโก) หลวงตาเฟื่องตายฮ่องกง ครูอาจารย์เสาร์ท่านยังฝืนขึ้นมาตายเมืองไทย (สมัยนั้นนครจําปาศักดิ์ ขึ้นกับประเทศไทย) รูปร่างใหญ่ สูง ลักษณะสวย ครูอาจารย์เสาร์ คนรูปร่างใหญ่ สูง มีลักษณะ ผมขาว” 

ในกาลต่อมา หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าให้พระศิษย์ฟังว่า “หลวงปู่เสาร์ท่านนั่งพับเพียบ ก้มกราบพระประธานครั้งที่ ๓ แล้วมรณภาพในอิริยาบถนั้น ในขณะที่หลวงปู่เจี๊ยะเข้าประคอง หลวงปู่เสาร์ท่านมรณภาพคามือหลวงปู่เจี๊ยะ”

ตามปรกติท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเน้นสอนโดยการกระทําให้ดู นับแต่ท่านออกเที่ยวธุดงค์ ท่านดํารงชีวิตตามป่าตามเขาปฏิบัติธรรม ดําเนินตามพระโอวาท “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” มาโดยตลอด แม้คราวอาพาธหนักและมรณกาลนี้ ท่านยังแสดงออกให้เห็นเป็นวาระสุดท้าย เป็นการกระทําที่องอาจเด็ดเดี่ยวยิ่งใหญ่มาก ยากที่จะมีผู้ใดกระทําตามได้ ท่านได้ฝากคติธรรม อันลํ้าค่านี้ไว้ให้พุทธบริษัททั้งหลาย โดยเฉพาะบรรดาพระศิษย์และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์สําคัญนี้ ย่อมรู้สึกเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง และย่อมระลึกจดจํานํามาเล่าด้วยความยกย่องสรรเสริญใน ความองอาจเด็ดเดี่ยวของท่านว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์มรณภาพในอิริยาบถนั่งกราบพระประธาน ท่านตามเสด็จองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าสู่มหาวิมุตติ มหานิพพาน ด้วยอิริยาบถนิพพาน ซึ่งไม่เหมือนพระสงฆ์สาวกองค์ไหน และถือเป็นองค์เดียวในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล โดยกาลต่อมาองค์หลวงตาพระมหาบัวและบรรดาครูบาอาจารย์ก็ได้นํามาเทศน์ยกย่องสรรเสริญ

นับเป็นโอกาสวาสนาอํานวยของหลวงปู่เจี๊ยะ ที่ได้อุปัฏฐากดูแลและได้ถวายงานสําคัญ พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานของประเทศถึง ๒ องค์ ในครั้งนี้ท่านได้อยู่ช่วยงานศพท่านพระอาจารย์เสาร์ตามคําสั่งของหลวงปู่มั่นโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ท่านเล่าว่า

“เรา (พระเจี๊ยะ) จึงได้จัดเรื่องงานศพทุกอย่าง สุดความสามารถ ให้สมกับหน้าที่ที่ ท่านพระอาจารย์มั่นไว้วางใจและมอบหมาย จัดแจงทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่สมควรทํา ได้ส่ง โทรเลขไปบอกคุณวิชิตที่จังหวัดอุบลราชธานี และหาครกใหญ่ๆ มารองตําถ่าน เราถอดอังสะ เหน็บเตี่ยว หาไม้ใหญ่ๆ มา ยกตําๆ ตัวนี่ดําหมด ตําถ่านใส่โลงท่าน เราตําเองทั้งหมด ถ่านนี้ ใส่รองพื้นโลง เพื่อดูดนํ้าเหลืองไม่ให้เหม็น วางถ่านรองพื้นโลงเสร็จแล้ว เอาผ้าขาวปูทับอีกทีหนึ่ง ถ่านต้องเลือก อย่าเอาที่แตกๆ เวลาปูลงที่พื้นโลง ให้ถ่านสูงประมาณ ๑ คืบ ใช้ถ่านประมาณ ๒ กระสอบก็เพียงพอ

เมื่อตําถ่านเสร็จแล้ว ตัวดําหมดเลย เราลงโดดนํ้าโขงตูม ตูม เราเป็นคนแข็งแรง ทําอะไร คนอื่นทําไม่ทัน เมื่อเอาถ่านรอง ผ้าขาวปู ก็เอาศพท่านวางให้เรียบร้อย แล้วขอขมา ตั้งศพไว้ ระยะหนึ่งให้ชาวจําปาศักดิ์มาสักการบูชา เมื่อเห็นสมควรจึงนําศพท่านลงเรือกลับอุบลฯ ข้ามฝั่ง โขง แล้วต่อมาคุณวิชิต ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านกับพระเถระ มีพระอาจารย์ทอง เป็นต้น และญาติโยมชาวจังหวัดอุบลฯ จึงได้จัดขบวนรถยนต์ไปรับศพท่านกลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี

ส่วนเรา เมื่อนําศพหลวงปู่เสาร์ลงเรือกลับอุบลฯ แล้ว เราจึงเดินธุดงค์จากประเทศลาว เข้าทางจังหวัดอุบลราชธานี อํานาจเจริญ มาพักที่วัดพระอาจารย์ทอง อโสโก ศิษย์ผู้ใหญ่ของ หลวงปู่เสาร์ เดินต่อมาทางนครพนม สกลนคร เพื่อร่วมจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น และกราบเรียนเรื่องการมรณภาพของหลวงปู่เสาร์ให้ท่านพระอาจารย์มั่นทราบ

ข่าวการมรณภาพของท่านพระอาจารย์เสาร์

ข่าวการมรณภาพของพระครูวิเวกพุทธกิจ หรือท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้ แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว บริเวณวัดอํามาตยาราม แห่งนครจําปาศักดิ์ คับคั่งไปด้วยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้หลั่งไหลมากราบคารวะศพของท่านอย่างไม่ขาดสาย

ท่านพระครูนาคบุรีศรีคณาภิบาล (ม้าว) และเจ้าเมืองนครจําปาศักดิ์ ได้เป็นผู้นําในการ จัดบําเพ็ญกุศล ท่านอาจารย์กงแก้ว ได้ส่งโทรเลขไปยังเมืองอุบลฯ แจ้งข่าวให้ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และญาติโยมได้ทราบข่าวการมรณภาพของท่านพระอาจารย์เสาร์ และให้เตรียมไป รับศพท่านกลับเมืองอุบลฯ ต่อไป

กล่าวถึงคณะของ ท่านอาจารย์บุญมาก ฐิติปญฺโญ และท่านอาจารย์กิ ธมฺมุตฺตโม ได้ใช้ เรือแจวลงไปรับท่านพระอาจารย์เสาร์ที่เมืองมูลปาโมกข์ ในช่วงที่เรือแล่นสวนทางกัน คงจะเป็นจังหวะที่ต้องอ้อมเกาะคนละฟากกัน จึงทําให้คลาดกันไป ทางคณะจึงได้เดินทางไปถึงเมือง มูลปาโมกข์ เมื่อทราบว่าท่านพระอาจารย์เสาร์ลงเรือมานครจําปาศักดิ์แล้ว จึงเร่งรีบตามมา

ในระหว่างทางกลับ ได้สวนทางกับเรือกลไฟที่กลับจากไปส่งคณะท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่นครจําปาศักดิ์ เจ้าหน้าที่บนเรือตะโกนบอกให้ทราบว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้มรณภาพแล้ว ที่วัดอํามาตยาราม เมื่อเย็นวานนี้ ทางคณะพระอาจารย์ทองรัตน์ จึงได้รีบเร่งเดินทางมาที่ นครจําปาศักดิ์ เพื่อสักการะศพของท่านพระอาจารย์เสาร์ และจัดการสรงนํ้าศพท่าน รอคณะจากทางจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางมารับศพไปบําเพ็ญกุศลต่อไป

(วัดอํามาตยาราม วัดที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ถึงแก่มรณภาพ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เรียก วัดมหามาตยาราม  องค์หลวงตาพระมหาบัว เรียกวัดศิริอํามาตย์  เป็นวัดเดียวกัน) 

หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ถึง วาระแห่งมรณกาลของพระอาจารย์เสาร์

ครั้งพุทธกาล ท่านดําเนินถูกต้องตามหลักมัชฌิมา ผลที่ปรากฏจึงรู้สึกว่าเป็นที่เจริญใจ ทั้งท่านผู้ได้รับผล ทั้งพวกเราผู้ได้ยินได้ฟังตามประวัติของท่านตลอดมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ท่านที่มีความสนใจต่อหลักธรรม น้อมนําเอาการดําเนินและวิธีดําเนินของท่านมาปฏิบัติ ย่อมเป็นเหมือนตามเสด็จท่านอย่างใกล้ชิดติดกับองค์ของศาสดา ท่านถึงไหน เราก็พลอยถึงนั่นไปด้วย เพราะธรรมกับศาสดาเป็นอันเดียวกัน ไม่มีการแยกแยะไว้เลย ตรงกับบทธรรมว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา

สมัยปัจจุบันครูอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติดีจนปรากฏชื่อลือนามก็มี ๒ องค์ คือ พระอาจารย์เสาร์ และพระอาจารย์มั่น แต่เวลานี้ท่านมรณภาพเสียแล้ว พระอาจารย์ทั้งสององค์นี้ปรากฏว่าเป็นผู้เด็ดเดี่ยว อาจหาญในทางความเพียรมาก จนปรากฏเป็นคติตัวอย่างแก่บรรดาศิษย์รุ่นหลัง ได้ถือเป็นปฏิปทาอันดีตลอดมา

ท่านพระอาจารย์ทั้งสองนี้ ชอบแสวงหาที่สงัดวิเวก แต่เริ่มอุปสมบทตลอดมาจนถึงวาระสุดท้ายไม่เคยลดละ ผลความดีของท่านที่บําเพ็ญมาจึงแสดงออกให้โลกได้ทราบกิตติศัพท์ กิตติคุณฟุ้งขจรไปทุกหนทุกแห่งว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นพระสําคัญ ทั้งด้านปฏิบัติและความรู้ภายในใจ คุณสมบัติทั้งนี้ฟุ้งขจรมาให้ประชาชนได้ยินทั่วถึงกัน ในสมัยปัจจุบัน

เฉพาะองค์ของท่านพระอาจารย์มั่น ตามที่ได้ไปศึกษาอบรมและอาศัยอยู่กับท่านตามกาลอันควร รู้สึกว่า ปฏิปทา และความรู้ทางภายในของท่านเป็นที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก สมกับท่านเป็น ผู้ปรากฏชื่อลือนามในที่ทั่วๆ ไป ในความรู้สึกที่ไปเกี่ยวข้องกับท่านว่า ไม่มีอะไรจะสงสัยว่าท่าน อาจจะยังตกค้างอยู่ในภพใดภพหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร เช่นเดียวกับ สัตว์และสามัญชนทั่วๆ ไป เพราะปฏิปทาที่ท่านปฏิบัติมา และความรู้ที่เกิดจากปฏิปทานั้น ท่านไม่เคยปิดบังบรรดาศิษย์ผู้ไปอบรมศึกษาในวงใกล้ชิด ยังเมตตาเปิดเผยให้ฟังอย่างถึงใจไม่มีวัน ลบเลือนและจืดจาง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนใจบรรดาศิษย์ให้มีความอิ่มเอิบในผลที่ท่าน ได้รับและแสดงให้ฟัง แล้วน้อมนํามาเป็นเครื่องเชิดชูใจ เพื่อจะได้บําเพ็ญตามด้วยความขยัน หมั่นเพียร เผื่อผลจะพึงได้รับจะเป็นอย่างท่านบ้าง หรืออย่างน้อยก็เป็นคนประเภทศิษย์มีครู

พระอาจารย์ทั้งสองนี้รู้สึกว่าท่านชอบในความสงัดวิเวกประจํานิสัย ไม่ค่อยจะไปเกี่ยวข้องกับใครๆ แม้กับพระ ท่านก็ไม่ทําความเกี่ยวข้องและสนใจเท่าไรนัก คงจะคิดว่าการสั่งสอนก็เป็นภาระหนักและเป็นความกังวล ผู้รับฟังจะปฏิบัติตามก็คงจะเป็นความลําบาก ไม่กล้าทําตามท่านได้

แต่กิตติศัพท์กิตติคุณฟุ้งขจรออกมาจากความดีเด่นของท่านในเวลานั้น เป็นเหตุให้ทั้งพระและประชาชนมีความสนใจใคร่ต่อการอบรมศึกษากับท่านอย่างใกล้ชิด จึงต่างก็ไปอบรมศึกษา และขออยู่อาศัยกับท่าน ประกอบกับท่านผู้มีธรรมขนาดนั้นแล้ว ก็ย่อมปราศจากความเมตตาไม่ได้ จําต้องเมตตาสั่งสอนตามภูมิสติปัญญาความสามารถของผู้ไปศึกษาบําเพ็ญด้วย

จากนั้นมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น รู้สึกจะเป็นแหล่งใหญ่ของบรรดาศิษย์ ทั้งพระและประชาชนในภาคอีสานและภาคอื่นๆ ที่เข้าไปขออาศัยและศึกษาอบรม กับท่าน เพราะภูมิลําเนาเดิมของท่านพระอาจารย์ทั้งสองอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี ปรากฏว่า ท่านพระอาจารย์ทั้งสองนี้ มีลูกศิษย์มากมายทั้งนักบวชและประชาชนในภาคต่างๆ 

เมื่อถึงมรณกาลของท่าน ก็ไม่ทิ้งลวดลายของนักปฏิบัติ วาดภาพอันดีเด่นไว้แก่หูแก่ตา ของบรรดาศิษย์ผู้เข้าใกล้ชิดในเวลานั้นอย่างเปิดเผย คือขณะจะมรณภาพ ก็เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยเป็นที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก

ท่านพระอาจารย์เสาร์ พอมรณกาลจวนตัวเข้ามา จริงๆ ท่านตั้งใจจะมรณภาพที่ นครจําปาศักดิ์ ซึ่งเวลานั้นเป็นของฝรั่งเศส แต่บรรดาลูกศิษย์ทั้งพระและประชาชนจํานวนมาก ต่างก็ขออาราธนานิมนต์ท่านให้กลับมามรณภาพที่ฝั่งไทยเรา เมื่อคณะลูกศิษย์ที่มีจํานวนมากอาราธนาวิงวอน ท่านทนไม่ไหว ท่านจําต้องรับคํา

การทอดอาลัยในชีวิต ซึ่งปลงใจจะปล่อยวางสังขารลงที่นครจําปาศักดิ์ ก็ได้ถอดถอน ล้มเลิกไป จําต้องปฏิบัติตามความเห็นและเจตนาหวังดีของคนหมู่มาก ยอมรับปากคําและเตรียม ลงเรือข้ามฝั่งลําแม่นํ้าโขงมาฝั่งไทยเรา

พอมาถึงท่าวัดศิริอํามาตย์ เขาก็อาราธนาท่านขึ้นบนแคร่ แล้วหามท่านขึ้นไปสู่วัดนั้น พอก้าวขึ้นสู่วัดและปลงท่านลงที่ลานวัดเท่านั้น เขากราบเรียนท่านว่า บัดนี้มาถึงวัดศิริอํามาตย์ ในเขตเมืองไทยเราแล้ว ท่านอาจารย์

เวลานั้นท่านนอนหลับตาและพยายามพยุงธาตุขันธ์ของท่านมาตลอดทาง ท่านก็ลืมตาขึ้นแล้วถามว่า ถึงสถานที่แล้วหรือยัง? เขาก็กราบเรียนถวายท่านว่า ถึงที่แล้วครับ ท่านก็พูด ขึ้นมาว่า “ถ้าเช่นนั้นจงพยุงผมลุกขึ้นนั่ง ผมจะกราบพระ” (ในโบสถ์)

พอเขาพยุงท่านลุกขึ้นนั่งแล้ว ท่านก็ก้มกราบพระสามครั้ง พอจบครั้งที่สามแล้วเท่านั้น ท่านก็สิ้นในขณะนั้นเอง ไม่อยู่เป็นเวลานาน ขณะที่ท่านจะสิ้นก็สิ้นด้วยความสงบเรียบร้อย และ มีท่าทางอันองอาจกล้าหาญต่อมรณภัย มีลักษณะเหมือนม้าอาชาไนย ไม่มีความหวั่นไหวต่อ ความตาย ซึ่งสัตว์โลกทั้งหลายกลัวกันยิ่งนัก

แต่ท่านที่ปฏิบัติจนรู้ถึงหลักความจริงแล้ว ย่อมถือเป็นคติธรรมดาว่ามาแล้วต้องไป เกิดแล้วต้องตาย จะให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้” เพราะสติปัญญาที่ฝึกหัดอบรมมาจากหลักธรรม ทุกแขนงก็ฝึกหัดอบรมมาเพื่อรู้ตามหลักความจริงที่มีอยู่กับตัว ก็เมื่อการไปการมา การเกิดการตาย เป็นหลักความจริงประจําตัวแล้ว ต้องยอมรับหลักการด้วยปัญญา อันเป็นหลักความจริงฝ่ายพิสูจน์เช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นท่านที่เรียนและปฏิบัติรู้ถึงขั้นนั้นแล้ว จึงไม่มีความหวั่นไหวต่อการไปการมา การเกิดการตาย การสลายพลัดพรากจากสัตว์และสังขารทั้งของท่านและของผู้อื่น จึงสมนามว่าเรียนและปฏิบัติเพื่อ “สุคโต” ทั้งเป็นคติตัวอย่างอันดีแก่คนรุ่นหลังตลอดมาจนบัดนี้

นี่เป็นประวัติของท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วาดภาพอันดีและชัดเจนไว้แก่พวกเรา เพื่อยึดเป็นคติเครื่องสอนคนต่อไป ไม่อยากให้เป็นทํานองว่าเวลามามีความยิ้มแย้ม แต่เวลาไปก็มีความเศร้าโศก

เหตุแปลกและอัศจรรย์ขณะเดินทางไปรับศพท่านพระอาจารย์เสาร์

ข่าวการมรณภาพของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ก็แผ่กระจายออกไปเรื่อยๆ จนทางบ้านเมือง ญาติโยม พระเณร ชาวนครจําปาศักดิ์ขอตั้งศพท่านไว้บําเพ็ญบุญ และให้ประชาชนมา สักการะเป็นเวลา ๓ วัน ก่อนอัญเชิญศพกลับเมืองไทย ทางด้านจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อทาง ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล และคณะได้ทราบข่าวการมรณภาพของท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงได้นําหีบศพที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เตรียมไว้ล่วงหน้าที่วัดบูรพาราม คราวทําบุญอายุครบ ๘๑ ปี มุ่งหน้าเดินทางไปนครจําปาศักดิ์โดยด่วน โดยได้ใช้รถยนต์ของแม่ชีผุย ซึ่งเคยจัดบริการให้เมื่อครั้งคณะของท่านพระอาจารย์เสาร์เดินทางเข้ามาทาง ฝั่งลาว ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ

ขบวนรถนําหีบศพแล่นพ้นเขตอําเภอพิบูลมังสาหาร เข้าไปทางช่องเม็ก มุ่งหน้าสู่เมืองเก่านครจําปาศักดิ์ เพียงเข้าเขตประเทศลาว รถวิ่งอยู่ดีๆ ก็เกิดยางระเบิด พอเปลี่ยนยางเสร็จวิ่งไปได้สักครู่เครื่องยนต์ก็เกิดดับขึ้นเฉยๆ แก้ไขอย่างไรเครื่องก็ไม่ยอมติด ตะวันก็จวนจะมืดคํ่าลงทุกขณะ บริเวณนั้นก็เป็นป่าเปลี่ยวด้วย จนปัญญาที่สารถีจะแก้ไขให้รถยนต์วิ่งต่อไปได้

ท่านพระอาจารย์สิงห์ จึงพูดขึ้นว่า “หรือว่าพวกเราจะขัดความประสงค์ของท่านอาจารย์ เทวดาทั้งหลายจึงได้ขัดขวางการที่พวกเราจะไปเคลื่อนศพท่านกลับมาประเทศไทย” ท่านให้คนจัดหาดอกไม้ธูปเทียนถวายท่าน แล้วท่านก็ลงคุกเข่าอยู่ตรงข้างๆ รถ ผินหน้าไปทางนครจําปาศักดิ์ กล่าวคําขมาโทษครูบาอาจารย์ แล้วพูดเสียงดังๆ ป่าวประกาศให้เทวดาฟ้าดินทั้งหลายได้รับทราบ ทั่วกันว่า

“…ที่มานี้ก็มีความประสงค์อย่างแน่วแน่ที่จะไปรับศพของท่านพระอาจารย์เสาร์ กลับมาบําเพ็ญกุศลทางฝั่งไทย เพราะลูกศิษย์ลูกหาทางฝั่งนั้นมีมาก หากพวกเขาจะต้องเดินทางมา บําเพ็ญกุศลทางฝั่งนี้จะเป็นการลําบากวุ่นวาย ไม่สะดวกโดยประการทั้งปวง

ฉะนั้น ข้าพเจ้า พระอาจารย์สิงห์ จึงขอป่าวประกาศให้เทวดาฟ้าดิน ตลอดทั้งรุกขเทวดา อากาศเทวดา ภุมเทวดาทั้งหลายได้โปรดทราบโดยถ้วนทั่ว และขอศพท่านพระอาจารย์เสาร์ เพื่อไปบําเพ็ญกุศลทางฝั่งประเทศไทยเถิด”

พอท่านพระอาจารย์สิงห์กล่าวจบลง ท่านก็สั่งให้คนขับติดเครื่องทันที เป็นเรื่องที่แปลกและอัศจรรย์มาก ท่านพระอาจารย์สิงห์ยังไม่ลุกจากที่นั่ง สตาร์ตเครื่องเพียงครั้งเดียวเครื่องยนต์ ก็ติด รถยนต์จึงได้ออกแล่นมุ่งตรงไปยังนครจําปาศักดิ์ เพื่อไปรับศพท่านพระอาจารย์เสาร์ที่ วัดอํามาตยารามต่อไป

อัญเชิญศพกลับสู่เมืองอุบลฯ

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พร้อมคณะ ได้ขอศพท่านพระอาจารย์เสาร์กลับไปบําเพ็ญกุศลที่เมืองอุบลฯ เจ้าเมืองนครจําปาศักดิ์ พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้ตั้งศพบําเพ็ญกุศลถวายอย่างสมเกียรติแก่พระบูรพาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นเวลาพอสมควรแล้ว และเห็นว่าระยะเวลานั้นอยู่ในช่วงสงครามอินโดจีนของฝรั่งเศส หรือสงครามบูรพาอาคเนย์ ยังร้อนระอุอยู่ จะจัดงานศพครูบาอาจารย์ทางฝั่งลาวคงไม่สะดวกนัก จึงได้มอบศพท่านพระ– อาจารย์เสาร์ให้คณะของท่านพระอาจารย์สิงห์ ได้เคลื่อนย้ายจากวัดอํามาตยาราม นครจําปาศักดิ์ สู่จังหวัดอุบลราชธานีต่อไป

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น นอกจากได้พาคณะเดินทางไปรับศพ ท่านพระอาจารย์เสาร์แล้ว ยังเป็นกําลังสําคัญในการจัดงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดบูรพาราม ในเมืองอุบลฯ เมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖

เมื่อศพท่านพระอาจารย์เสาร์เดินทางถึงจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ได้ตั้งบําเพ็ญกุศลที่ วัดบูรพาราม เมื่อเป็นเวลาพอสมควรแล้วท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จึงสั่งให้บรรจุเก็บศพ ของท่านไว้ก่อน รอความพร้อมที่จะฌาปนกิจในปีต่อไป

บันทึกบรรยากาศและความรู้สึกของครูบาอาจารย์ที่มีต่อท่านพระอาจารย์เสาร์  มีดังนี้

“…ดวงประทีปอันเจิดจ้าได้พลันมาดับวูบลงจากดวงใจของบรรดาศิษยานุศิษย์ พุทธบริษัท ในขณะที่โลกซีกนี้กําลังร้อนระอุด้วยภัยสงคราม ประชาชนได้รับทุกข์ทรมานโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ ทั้งทางโลกและทางธรรม สุมไหม้อยู่ในดวงใจเป็นล้นพ้น ผู้คนต้องหลบหลีกภัยในหลุมเพลาะ หาเกราะที่กําบัง กลางคืนเงียบเหงาเศร้าสร้อย แสงไฟและเสียงพูดคุยกันแทบจะไม่มี ต่างมุดอยู่ในความมืดเพื่อหลบหลีกภัยจากสงคราม

ความว้าเหว่รันทดหดหู่ใจในการสูญเสียหลักใจในครั้งนั้น เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของคณะกรรมฐานเลยทีเดียว

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ผู้เป็นหลักชัยไม้เท้าของหมู่คณะ เป็นศูนย์รวมจิตใจของหมู่ บรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้ใคร่ในการปฏิบัติธรรม นับแต่ครูบาอาจารย์ไปถึงสามเณรน้อย ที่เคยได้เห็นท่านพระอาจารย์ทุกเมื่อเชื่อวัน เคยได้อุปัฏฐากรับใช้ ปฏิบัติถูขี้เหงื่อขี้ไคลยามสรงนํ้า เคยนวดเฟ้นบีบจับเส้นเอ็นถวาย เคยได้ฟังเทศน์อบรมสั่งสอนจากท่าน เมื่อท่านพระอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ไปที่ใด ในถํ้า ในเหว ป่าเปลี่ยว ป่าช้า ก็ช่างอบอุ่นใจเหลือเกิน แต่มาบัดนี้ ท่านพระอาจารย์ได้จากพวกเราไปแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันจะหวนกลับคืน มันช่างเป็นความเศร้าโศกาอาดูรเสียนี่กระไร

สิ่งหนึ่งสิ่งใด มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา สังขารดับสิ้นทั้งอินทรีย์ แต่ความดียังปรากฏอยู่คู่โลกา

ท่านจากไปเพียงสังขารร่างกายเท่านั้น คุณความดีอันเป็นพระคุณของท่านยังปรากฏอยู่ จนกระทั่งบัดนี้ ให้กุลบุตร กุลธิดา ลูกศิษย์ลูกหารุ่นหลังได้ถือเป็นเนติแบบอย่างสืบไป”

หลวงปู่บัวพาเล่าแนวปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์

นับตั้งแต่หลวงปู่บัวพา ได้เข้ามามอบกายถวายชีวิตตัวเป็นศิษย์ติดตามปฏิบัติอุปัฏฐาก ท่านพระอาจารย์เสาร์ มาเป็นเวลา ๖ ปีนี้ นับว่าเป็นช่วงที่ท่านพระอาจารย์เสาร์อยู่ในวัยชรา มากแล้ว ท่านจึงได้ติดตามปฏิบัติอุปัฏฐากอยู่อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะธุดงค์ไป ณ สถานที่ใด ทั้งใน เมืองอุบลฯ วัดบูรพาราม วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม วัดภูเขาแก้ว วัดดอนธาตุ หรือแม้แต่ธุดงค์ไป ประเทศลาว หลี่ผี ปากเซ และนครจําปาศักดิ์ รวมทั้งครั้งสุดท้ายที่วัดอํามาตยาราม จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเล่าปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์ไว้ดังนี้

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านถือตามแบบท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเคร่งครัดมาก ลูกศิษย์ทุกคนต้องถือเคร่งกับการ ปฏิบัติภาวนาแต่หัวคํ่ายันรุ่ง การประพฤติปฏิบัติบําเพ็ญภาวนา พูดคุยกันไม่ได้ เวลาปฏิบัติต้อง เอาจริง เมื่อถือธุดงคกรรมฐานอย่างเคร่งครัดแล้ว พอตี ๓ ตื่นนอนทันที ก่อน ๔ ทุ่มต้อง เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ศึกษาข้อวินัยกับท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านไม่นิยมให้คลุกคลีกับหมู่คณะ การหลับนอนให้เคร่งครัด หัดจนคล่องตัว ถ้าใครฝึกได้ ท่านก็จะแนะนําการสอนต่อไป”

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ไม่ค่อยจะพูดอะไรมาก อุบายธรรมนี้ก็เหมือนกัน ถามก็ตอบ ถ้าไม่ถามก็นั่งเฉยกันทั้งวัน หลวงปู่บัวพา จึงไม่ค่อยเทศน์ ไม่ค่อยพูดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ ไปด้วย หลวงปู่บัวพาจึงเป็นพระที่พูดน้อย สันโดษ มักน้อย ไม่ติดในลาภยศ ท่านถือแบบอย่างของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นแนวทางในการดําเนินตลอดมา

หลังจาก ท่านพระอาจารย์เสาร์ มรณภาพแล้ว อัฐบริขารของท่านได้แจกจ่ายลูกศิษย์ หมู่คณะองค์อื่นๆ ส่วนหลวงปู่บัวพาไม่รับอะไรเลย โดยท่านให้เหตุผลไว้ว่า “เฮา (เรา) ได้ตัว ท่านพระอาจารย์เสาร์แล้ว เฮาพอใจแล้ว” ท่านพอใจที่ได้อยู่อุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านก็ได้ดําเนินตามแนวทางปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์มาโดยตลอด

ในช่วงที่องค์หลวงปู่เสาร์มรณภาพใหม่ๆ นั้น หลวงปู่บัวพาท่านก็เกิดเจ็บหน้าอกขึ้นมา โดยไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอันใด จนหมู่พวกพากันพูดว่า “คราวนี้แหละ ท่านบัวพาอกจะแตกตาย ไปตามองค์หลวงปู่เสาร์ เหมือนม้ากัณฐกะอกแตกตายเพราะอาลัยในพระพุทธเจ้า”

ท่านพระอาจารย์หล้าสืบทอดปฏิปทาอย่างเคร่งครัด

ท่านพระอาจารย์หล้า ขนฺติโก (วัดป่าขันติยานุสรณ์ อ.บ้านผือ ปัจจุบัน อ.นํ้าโสม จ.อุดรธานี) ภายหลังติดตามอุปัฏฐากรับใช้ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล อยู่นาน ๙ พรรษา ราวปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ท่านได้กราบลาท่านพระอาจารย์เสาร์ออกเที่ยวธุดงค์ตามลําพังองค์เดียว และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ที่ถํ้าหลวงปู่หล้า อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ท่านได้สืบทอดข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด ดังนี้

บรรดาพระอรหันตขีณาสพทั้งหลายล้วนผ่านธุดงควัตร ซึ่งเป็นหัวใจของนักปฏิบัติผู้จะ เข้าถึงอริยธรรมขั้นต่างๆ นับแต่ขั้นพระโสดาบันถึงขั้นพระอรหันต์ และถือหลักธรรมต่างๆ ของ องค์พระบรมศาสดาอย่างเคร่งครัด เช่น สัลเลขธรรม ๑๐ ประการ เป็นต้น ดังนั้น ท่านพํานักอยู่ ณ สถานที่ใดก็ตาม จึงล้วนเป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยววิเวกเงียบสงัด อันเป็นไปตามอัธยาศัยของ บรรดาผู้ที่หลุดพ้นแล้ว และ ณ สถานที่นั้นย่อมเป็นธรรมสถานมงคล เป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึง ทั้งนี้การที่ท่านอยู่ ณ สถานที่เช่นนั้นก็เพื่อครองธาตุขันธ์ ครองบรมสุข ท่านอยู่อย่างผาสุกเย็นใจ มักน้อยสันโดษ เรียบง่าย โดยมีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ เพื่อเผยแผ่พุทธธรรม เพื่อสงเคราะห์โลก เป็นเนื้อนาบุญของโลก และ เพื่อให้ความร่มเย็นแก่บรรดาเหล่าทวยเทพ พุทธบริษัท และ สรรพสัตว์ทั้งหลาย

ไม่ว่าท่านจะหลบหลีกปลีกตัวซ่อนเร้นผู้คนไปอยู่ในที่ลุ่ม ที่ดอน ป่าช้า ป่ารกชัฏ ป่าเขา ดอยสูง หรืออยู่ตามถํ้าเงื้อมผา เหวลึก อันเป็นสถานที่ซึ่งการคมนาคมเข้าไม่ถึง แม้การเดินทาง เข้าถึงท่านผู้ทรงคุณธรรมเช่นนั้น จะยากลําบากห่างไกลเพียงไรก็ตาม แต่สําหรับผู้มีจิตศรัทธาเคารพเลื่อมใสแล้วไม่เป็นอุปสรรคเลย ดังเช่นกรณีของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ที่ยึดมั่นข้อวัตร ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานขององค์พระบรมศาสดาอย่างเคารพเคร่งครัด โดยเฉพาะการถือ ธุดงควัตรข้ออยู่ป่าเป็นวัตร ท่านทั้งสองได้ถืออย่างเคร่งครัดตลอดชีวิตตราบจนหมดลมหายใจ

ด้วยพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสองมีคุณธรรมสูงสุด และมีกิตติศัพท์ กิตติคุณ ชื่อเสียงอันโด่งดัง จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสังฆมณฑล จึงย่อมมีผู้มีจิตศรัทธาต่างรุมแย่งกันปวารณาน้อมถวายในปัจจัย ทั้ง ๔ อย่างเลือกสรรว่าดีที่สุด แม้ว่าราคาแพง ก็ยอมทุ่มเทถวาย เช่น เสนาสนะอันหรูหรา อาหารอันเลิศรส ผ้าไตรจีวรอันงดงาม ยารักษาโรคอันดีเลิศ แต่ท่านทั้งสองกลับใช้ชีวิตสมณเพศอย่างสมถะ อย่างมักน้อยสันโดษ ประหยัดมัธยัสถ์ เรียบง่าย จึงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางป่าดงพงไพร ยินดีอยู่อย่างยากลําบากแร้นแค้น อยู่อย่างคนไร้ค่าไม่มีราคา แต่หัวใจของท่านและคุณธรรมในใจท่านนั้นยิ่งใหญ่ไพศาลมาก

จึงมีพระศิษย์ให้ความเคารพอย่างสูงสุดและได้ออกเดินธุดงค์ติดตามท่านทั้งสอง เพื่อขอ เข้ารับการศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกันอย่างไม่ขาดสาย และมีศรัทธาญาติโยมต่างก็พากันไปกราบ ไปทําบุญกันมาก สมกับที่ท่านทั้งสองเป็นพระปรมาจารย์ผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรในยุคกึ่งพุทธกาล และสมกับเป็นคติตัวอย่างอันเลิศเลอลํ้าค่าที่หาได้ยากยิ่ง ดังนั้น พระศิษย์ที่เป็นศาสนทายาทธรรมของท่าน เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ฯลฯ จึงได้ก้าวดําเนินตามรอย เพื่อรักษาข้อวัตรปฏิปทา รักษาธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด 

กรณี ท่านพระอาจารย์หล้า ขนฺติโก ก็เช่นเดียวกัน ท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญ องค์หนึ่งประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านดํารงชีวิตสมณเพศครองสมณธรรมอยู่ในป่าเขา ตามรอยพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสองอย่างเคารพเคร่งครัด ด้วยคุณธรรมของท่าน ท่านจึงมีพระศิษย์ของพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสอง ไปขออยู่ศึกษาอบรมธรรมกับท่านเป็นระยะๆ 

โดยช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๓ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ก่อนการบรรลุธรรม ขั้นสูงสุดที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านก็ได้ไปศึกษาอบรมธรรมะกับท่านพระอาจารย์หล้า อยู่ราว ครึ่งเดือน ซึ่งองค์หลวงตาฯ ท่านได้กล่าวชื่นชมคุณธรรมของท่านพระอาจารย์หล้าเป็นอย่างมาก (รายละเอียดอ่านได้จากปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะ เรียบเรียงโดย  ท่านอาจารย์พระมหาบัว)

และต่อมาในปีเดียวกัน เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เดินธุดงค์ไปทางอําเภอบ้านผือ ท่านได้ไปศึกษาอบรมธรรมะกับท่านพระอาจารย์หล้า อยู่ประมาณ ๑ เดือน โดยท่านพระอาจารย์จวน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้

พระอาจารย์หล้าองค์นี้สําคัญมาก ท่านอยู่วิเวกองค์เดียว อาศัยพวกชาวป่าชาวดอย ชาวไร่ ๓ ครอบครัวที่อยู่บนหลังภูพาน ระหว่างอําเภอผือกับอําเภอเชียงคานต่อกัน แต่ก็ไปอยู่กับอําเภอผือ (บ้านผือ) นั่นเอง ท่านจําพรรษาวิเวกอยู่ที่นั้นหลายปี

ประวัติท่านอาจารย์หล้านี้ กําเนิดของท่านเกิดอยู่ประเทศลาว เวียงจันทน์ เป็นคนลาว แล้วท่านก็มีครอบครัว ต่อมาลูกเมียของท่านก็ถึงแก่อนิจกรรม คือ มรณภาพ ทีนี้ท่านก็คิดอยาก จะบวช เลยออกบวชมาบวชธรรมยุตที่ประเทศไทย ครั้นบวชแล้วก็เลยติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เมืองอุบลฯ ไป เป็นผู้อยู่ใกล้ชิดอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ประจํา อุปัฏฐากอาจารย์เสาร์อยู่ ๙ ปี คือ ๙ พรรษา เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์มรณภาพแล้ว พระอาจารย์หล้า ได้รับโอวาทคําตักเตือนจากพระอาจารย์เสาร์ ตามที่ท่านเล่าให้ฟังว่า “ท่านหล้า ท่านต้องไปอยู่องค์เดียว อย่าอยู่ปะปนกับหมู่นะ ให้ไปหาวิเวกภาวนาอยู่องค์เดียว” สําหรับนิสัยของท่านชอบอยู่องค์เดียว  นี้ท่านเล่าให้ฟัง ท่านอาจารย์หล้าเล่าให้ฟัง 

ฉะนั้น เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์มรณภาพแล้ว ท่านอาจารย์หล้าจึงหาหลบหลีกปลีกตัวอยู่เฉพาะองค์เดียวๆ ในสถานที่ต่างๆ แถวอําเภอผือบ้าง อําเภอหนองบัวฯ และอําเภอท่าบ่อบ้าง ระยะที่ข้าพเจ้าไปอาศัยนั้น ท่านอยู่หลังภูพาน อาศัยชาวไร่ ๓ ครอบครัวอยู่นั้น เมื่อข้าพเจ้า ไปอาศัยอยู่นั้นประมาณ ๑ เดือน ศึกษาธรรมะของท่าน ฟังเทศน์ของท่าน และท่านเล่าให้ฟังว่า ผมไม่เคยได้เรียนหนังสือไทยเลย เกิดมาไม่เคยเรียนหนังสือไทย เพราะผมอยู่ประเทศลาว

ข้าพเจ้าก็เลยถามว่า “ท่านอาจารย์ไม่ได้เรียนหนังสือไทย ทําไมอ่านได้ เขียนได้นี่?

ท่านก็เลยบอกว่า “ที่ผมอ่านหนังสือไทยได้ เขียนหนังสือไทยได้นั้น เวลาผมนั่งภาวนาไป จิตมันสงบ ปรากฏภาพนิมิตหนังสือไทยเขียนอยู่ในกระดานดําทุกครั้งๆ ผมก็เลยเรียนหนังสือไทย ในภาวนานั่นเอง ในกระดานดําที่ขณะนั่งภาวนานั่นเอง ทุกวันๆ ก็เลยอ่านได้ เขียนได้ จนบัดนี้ผมก็อ่านหนังสือไทยคล่อง เขียนได้ อ่านได้สบาย ไม่มีติดขัดเลย

นี่ท่านเล่าให้ฟัง เรื่องของท่านพระอาจารย์หล้า ผู้ฟังจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็สุดวิสัย เพราะ เรื่องเป็นมาแล้ว และก็เป็นจริงอีกด้วย”

ภาค ๑๗ งานฌาปนกิจ อัฐิเป็นพระธาตุ สร้างเจดีย์ถวาย

เผาศพสี่บูรพาจารย์เมืองอุบลฯ

กําหนดวันจัดงานฌาปนกิจศพหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖ ซึ่งเป็นเวลาอีก ๑๔ เดือนหลังจากการมรณภาพของท่าน ในช่วงวันที่ ๑๐ – ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖ นี้ เป็นช่วงเผาศพบูรพาจารย์แห่งเมืองอุบลฯ ถึง ๔ รูป คือ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล จัดงานฌาปนกิจ ที่วัดบูรพาราม ในวันที่ ๑๕ – ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖

พระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีทอง เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี จัดขึ้นที่วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) วันที่ ๑๐ – ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖

พระมหารัตน์ รฏฺฐปาโล อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศนาราม จัดขึ้นที่วัดศรีทอง (วัดศรีอุบล–รัตนาราม) วันที่ ๑๐ – ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖

พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง จัดขึ้นที่วัดทุ่ง– ศรีเมือง ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖

ทางด้านการเตรียมงานเผาศพของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล นั้น เมื่อใกล้จะถึง วันงาน ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ศิษย์อาวุโส ผู้มีฝีมือทางด้านศิลปะและงานก่อสร้าง ได้เป็น แม่งานจัดเตรียมสถานที่สร้างเมรุ โดยกําหนดเอาลานว่างตรงหน้าศาลาใหญ่ของวัดบูรพาราม เป็นที่จัดสร้างเมรุ

การสร้างเมรุเป็นฝีมือของลูกศิษย์ฝ่ายอรัญวาสี โดยทําเป็นรูปภูเขาจําลอง ใช้ไม้ไผ่สาน เป็นโครงสร้างปิดกระดาษหุ้มทับ แล้วทาสีให้เหมือนจริง ประดับตามซอกชั้นแซมด้วยต้นไม้ใบหญ้า ดูสมจริง จนมีผู้ไปนั่งไปยืนพิงเกือบเสียหายไปก็มี โดยเมรุของท่านพระอาจารย์เสาร์มิได้สร้าง เป็นเมรุยอดเหมือนกับบูรพาจารย์องค์อื่น เพราะท่านเป็นพระปฏิบัติวิปัสสนาธุระที่ชอบอยู่ตามป่า ตามเขา 

ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ศิษย์อาวุโสมากกว่าท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็น แม่งานในการจัดเตรียมงานทั้งหมดแทน ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ศิษย์ผู้มีอาวุโสมากที่สุด ที่กําลังเดินทางจากบ้านนาสีนวล จังหวัดสกลนคร มาเป็นประมุขประธานก่อนวันเผารวม ๓ วัน และอยู่ต่ออีก ๑ วันหลังวันงาน จึงได้เดินทางกลับจังหวัดสกลนคร โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“ท่าน (หลวงปู่มั่น) หาที่สบายๆ ในวิหารธรรมของท่านจริงๆ ไม่ยุ่งกับใคร พวกโซ่พวกข่าทั้งนั้นบ้านห้วยแคน แล้วย้อนกลับมาอยู่นาสีนวล วัดร้างของเขา ผม (องค์หลวงตาฯ) ไปเที่ยวภูเขากลับลงมาก็ไปหาท่านที่บ้านนาสีนวล แต่ก่อนเป็นดงหมด ตั้งแต่บ้านโคกนี่เป็นดงทั้งนั้นป่า ทั้งนั้น ออกจากนี้ท่านก็ไปเผาศพหลวงปู่เสาร์ ท่านอุตส่าห์เดินไปนะ เพราะไม่มีรถมีรา เดินจาก นาสีนวลไปถึงอําเภอนาแก จากนั้นก็ขึ้นรถไปธาตุพนม พอเผาศพเสร็จอย่างวันนี้ วันพรุ่งนี้ท่านก็ออกเลย ท่านกลับ จากนั้นแล้วก็มาอยู่วัดอ้อมแก้ว วัดอ้อมแก้วนี่หลวงปู่เสาร์นะเป็นผู้ไปสร้างไว้ จากนั้นก็มาฝั่งแดง มาจําพรรษาอยู่นามน มีแต่ที่สงัดๆ”

บรรยากาศการเผาตามคําบอกเล่าของผู้เฒ่าที่อยู่ในเหตุการณ์ มีดังนี้

“ระหว่างวันที่ ๑๐ – ๑๖ เมษายน ๒๔๘๖ เป็นช่วงงานเผาศพ ๔ พระอาจารย์ผู้อาวุโสแห่งเมืองอุบลฯ บนท้องฟ้าปรากฏประหนึ่งรูป ๔ พระอาจารย์ลอยอยู่เหนือเมืองอุบลฯ

วันเผานั้น เผาตอนเที่ยงคืน สัปเหร่อทําการถอดกระดูก พระ เณร ลูกศิษย์ทั้งหลายช่วยกันขัดล้างกระดูกแล้วห่อด้วยผ้าขาว ใส่หีบศพประชุมเพลิงด้วยไม้จันทน์ 

ในเช้าวันรุ่งขึ้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านเป็นผู้จัดแบ่งอัฐิพระอาจารย์ไปยังวัดต่างๆ ที่เห็นสมควร เช่น วัดดอนธาตุ วัดภูเขาแก้ว วัดป่าสาลวัน ส่วนที่เหลือและเถ้าอังคารได้มอบให้ วัดบูรพารามเก็บรักษา” 

ครูบาอาจารย์ได้บันทึกบรรยากาศการจัดงานศพของท่านพระอาจารย์เสาร์ ดังนี้

“ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้ทําพิธีฌาปนกิจศพท่าน โดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เป็นประธานในงาน พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และพระเถรานุเถระผู้ศิษย์ ร่วมกันจัดการฌาปนกิจศพท่านโดยพร้อมเพรียง ทั้งฝ่ายอาณาจักรและ ศาสนจักร เป็นการเชิดชูเกียรติประวัติของพระป่าผู้ใฝ่ธรรมปฏิบัติธุดงคกรรมฐาน ตามแบบ โบราณาจารย์แต่ปางก่อนเคยสอนสืบๆ มา นับเนื่องเป็นพระบูรพาจารย์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ควรแก่การยกย่องนับถือ เป็นปูชนียบุคคลโดยแท้”

วิหารวัดบูรพาราม เดิมสร้างเป็นศาลาการเปรียญขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ซึ่งบริเวณที่สร้างนี้เคยเป็นสถานที่สร้างเมรุเผาศพของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อเผาศพเสร็จแล้ว จึงได้สร้างศาลาการเปรียญขึ้น แต่ต่อมาได้เกิดไฟไหม้ พระครูอมรวิสุทธิ์ (แดง อมโร) จึงได้สร้างวิหารหลังใหญ่ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะนํารูปหล่อของบูรพาจารย์ ๕ องค์มาประดิษฐานไว้

ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ในงานประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์เสาร์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญของพระธุดงคกรรมฐาน ซึ่งได้รับการเคารพบูชาเทิดทูนอย่างสูงสุด ดังนั้น ในงานประชุมเพลิงศพท่าน จึงมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ไปร่วมงานเป็นจํานวนมาก จนวัดบูรพารามที่เคยกว้างใหญ่กลับเนืองแน่น เต็มไปด้วยคลื่นแห่งความศรัทธาของพระ เณร แม่ชี และมวลมหาชนที่หลั่งไหลเบียดเสียดกันมา จนหาทางเดินแทบไม่ได้ รวมทั้งมีพระมหาเถระผู้ใหญ่ตลอดจนสหธรรมิกของท่านได้ไปร่วมงาน เช่น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิิตปญฺโญ) ท่านพระอาจารย์มั่น  ฯลฯ

โดยท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร กับ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านทั้งสองต่างได้ให้คํามั่นสัญญาต่อกันว่า ถ้าใครมรณภาพก่อน องค์ที่มีชีวิตอยู่ให้ไปช่วยทําศพ ท่านพระอาจารย์เสาร์มรณภาพก่อน ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถรก็ได้ไปช่วยทําศพตามคํามั่นสัญญา

ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นเทิดทูนบูชาท่านพระอาจารย์เสาร์ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้

“ปฏิปทาที่พระอัสสชิกับพระสารีบุตรดําเนินมา จึงเป็นที่ประทับใจท่านที่หวังพึ่งผู้อื่น เพื่อเป็นเครื่องพยุงตลอดเวลาที่ยังหวังพึ่งผู้อื่นอยู่ และเทิดทูนคุณธรรมนั้นไว้บนเศียรเกล้าตลอดกาล ไม่มีวันเสื่อมคลายหายสูญไปเสีย ศาสนาก็เจริญ หัวใจคนผู้รักธรรมและเทิดทูนธรรมข้อนี้ก็สงบเย็น เห็นความสุขในปัจจุบันทันตา 

ท่านอาจารย์มั่นเองก็ปรากฏเด่นในทางนี้อยู่มาก เราพอทราบได้ตอนท่านพูดยกคุณ ท่านอาจารย์เสาร์ขึ้นเทิดทูนอยู่เสมอ โดยยกการแรกบวชและออกปฏิบัติทีแรกที่ได้อาศัยอยู่กับท่านเรื่อยมา ท่านอาจารย์เสาร์เป็นผู้ให้การอบรมทุกอย่าง เกี่ยวกับความเป็นอยู่และความประพฤติของนักบวช ตลอดการอบรมภาวนา พอมีความเข้าใจอะไรบ้างก็เพราะได้อาศัยท่านเป็นองค์แรก ที่ให้กําเนิดความเป็นพระและเป็นกรรมฐานเรื่อยมา”

ธรรมเนียมการประชุมเพลิงของพระธุดงคกรรมฐาน องค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ไว้ดังนี้ 

“พระพุทธเจ้าไม่หรูหราฟู่ฟ่าในเรื่องศพ เรื่องเมรุ ท่านให้หรูหราฟู่ฟ่าในศีล ในสมาธิ ในปัญญา ศรัทธา ความเพียร ในมรรคผลนิพพาน ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นี้เป็นความหรูหราฟู่ฟ่าตามแนวทางของศาสดาองค์เอกของเราพาดําเนินมา 

ให้เรามีความหรูหราในทางนี้ อย่าไปหาหรูหราแบบโลกๆ สงสารหาประมาณไม่ได้ พวกนี้ไม่มีประมาณนะ หรูหราฟู่ฟ่าไม่มีประมาณ โลกหาประมาณไม่ได้ แต่ธรรมมีประมาณ ให้เอาธรรมเป็นขอบเป็นเขต การเผาศพเผาเมรุกันก็เป็นธรรมดา ให้ทําพอเผากันได้เท่านั้น”

การประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงดําเนินตามแนวทางขององค์พระบรมศาสดา คือ สงบ สมถะ เรียบง่าย ไม่หรูหรา การบริจาคก็เป็นไปตามศรัทธาโดยห้ามโฆษณาเรี่ยไร อย่างเด็ดขาด และก่อนจุดเพลิง ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นองค์แสดงธรรม โดยมีใจความสําคัญ พอประมวลได้ว่า

“เมื่อสมัยท่านพระอาจารย์เสาร์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็เป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนเรา บัดนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้มรณภาพไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่เราพระอาจารย์มั่น จะเป็นอาจารย์อบรม สั่งสอนหมู่ในสายนี้ต่อไป ดังนั้น ท่านผู้ใดสมัครใจเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่น ต้องปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านอาจารย์มั่น ถ้าใครไม่สมัครใจหรือปฏิบัติตามไม่ได้ อย่ามายุ่งกับท่านอาจารย์มั่น เป็นอันขาด ทีนี้ถ้าเรา คือ อาจารย์มั่นตายไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่ท่านสิงห์นั่นแหละ พอจะเป็น ครูบาอาจารย์สั่งสอนหมู่ได้”

วงกรรมฐาน เขาเคารพบูชากันด้วยหัวใจ

ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“ดูสิ หลวงปู่มั่น เวลาท่านบวชแล้ว ท่านก็สึกไป บวชเป็นเณรก่อนแล้วสึกไป หลวงปู่เสาร์ ท่านไปรอเลยนะ แล้วท่านก็เอามาบวชใหม่ แล้วหลวงปู่เสาร์ท่านก็พาออกปฏิบัติไปทั่วด้วยกันนะเวลาหลวงปู่มั่น ใจท่านตกใหม่ๆ ใจท่านตกเหมือนกัน พอใจท่านตก หลวงปู่เสาร์ท่านก็หาอุบาย พาออกวิเวก พาออกเที่ยวในป่าในเขาไป หลวงปู่เสาร์ท่านก็ดูแลของท่าน 

เวลาหลวงปู่เสาร์ท่านนิพพาน เจ็บไข้ได้ป่วย ข่าวนี้มาถึงท่าน ท่านส่งหลวงปู่เจี๊ยะไปรับที่นครจําปาศักดิ์ แล้วพอหลวงปู่เสาร์ท่านบอก ท่านจะละขันธ์ หลวงปู่เจี๊ยะท่านเล่าให้ฟัง ท่านบอกไม่ได้ ที่นี่นครจําปาศักดิ์นี้ไม่ใช่ดินแดนสยาม ครูบาอาจารย์ควรกลับไปสิ้นที่ดินแดนสยาม หลวงปู่ เจี๊ยะท่านเป็นคนตะลอนเอามากันเอง ข้ามขึ้นมาที่วัดอํามาตย์ฯ เอามาเสียที่วัดอํามาตย์ฯ

นี่หลวงปู่มั่นท่านส่งหลวงปู่เจี๊ยะไปรับหลวงปู่เสาร์กลับมาเมืองไทย แล้วพอหลวงปู่เสาร์ท่านเสียแล้ว หลวงปู่มั่น งานศพของแม่ท่าน งานศพแม่ของหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นไม่ได้ไป หลวงปู่มั่นบอกว่า ในเมื่อผู้ที่เสียชีวิตแล้ว จิตมันก็พ้นไปแล้ว แต่เวลาศพของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไปเผาศพหลวงปู่เสาร์

นี่ครูบาอาจารย์ท่านสร้างบุญกุศลมาร่วมกัน เริ่มต้นตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ไปเอาหลวงปู่มั่น ออกบวช แล้วพาออกวิเวก พาออก เวลามีทุกข์มียากพาออกไป พยายามค้นคว้ากัน พอหลวงปู่มั่นท่านมีหลักมีเกณฑ์แล้ว ท่านกลับมาแก้ไขการภาวนาของหลวงปู่เสาร์จนสิ้นสุดไปด้วยกัน เพราะเป็นพยานต่อกัน 

เวลาหลวงปู่เสาร์ท่านเสีย หลวงปู่มั่นท่านให้หลวงปู่เจี๊ยะไปรับตั้งแต่ที่นครจําปาศักดิ์ กลับมา พอเวลาทําศพ หลวงปู่มั่นท่านบอกให้หลวงตา บอกมหา มหารอที่นี่ก่อนนะ จะไปเผาศพท่านอาจารย์ ไปเผาศพหลวงปู่เสาร์ หลวงตาท่านเดินไปรับตั้งแต่นครพนมกลับมาด้วยกัน

นี่ความสัมพันธ์ การเคารพบูชากันในวงกรรมฐาน เขาเคารพบูชากันด้วยหัวใจ เขาเคารพบูชากันด้วยความเป็นจริงในใจ” 

หลังเผาศพท่านพระอาจารย์เสาร์ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ขอโทษวงกรรมฐาน

องค์หลวงตาพระมหาบัว  เทศน์ไว้ดังนี้ 

“ท่านอาจารย์ลี (ธมฺมธโร) เรานี่ล่ะ ทรมานสมเด็จมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) วัดบรมนิวาส ได้ นอกนั้นไม่ได้ นี่ก็เป็นบ้ายศเหมือนกัน เราพูดตรงๆ อย่างนี้ล่ะ ภาษาธรรมต้องพูดอย่างนี้ เป็นบ้ายศไล่กรรมฐานออกจากป่าจากเขา แต่ก็ดีตอนท้ายนะ ท่านรู้เนื้อรู้ตัวตอนไปเผาศพหลวงปู่เสาร์ พอไปเผาศพหลวงปู่เสาร์เสร็จแล้ว ตอนนั้นไปพบกับหลวงปู่มั่นเรา หลวงปู่มั่นเรา เข้าไปกราบท่าน “เออ ! ท่านมั่น ผมต้องขอโทษวงกรรมฐานเรามากๆ นะ ตอนนั้นผมกําลังเป็น บ้ายศ” นี่ก็ดีอย่างหนึ่ง

เป็นบ้ายศไล่พระกรรมฐานออกจากป่า ก็เท่ากับไล่พระพุทธเจ้าออกจากป่า ตัวเท่าอึ่ง ไปไล่ราชสีห์ออกจากป่า ท่านว่าอย่างนั้น เราขอโทษเธอนะ วงกรรมฐานทั้งหมด เราเป็นบ้ายศ ท่านก็ฟัง แล้วพอดีเจ้าคุณอุปัชฌาย์เรา (ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ จูม พนฺธุโล) ซึ่งเป็นตัวแสบกัน กับสมเด็จมหาวีรวงศ์ ตัวแสบ ขมิ้นกับปูนไม่ถูกกัน ทางนี้เป็นบ้ายศ ทางสมเด็จมหาวีรวงศ์ ทางนี้เป็นลูกศิษย์พ่อแม่ครูจารย์มั่น  เรียกว่าเหมือนขมิ้นกับปูนเข้ากันไม่ได้เลย

ทางนั้นไปขอโทษท่านอาจารย์มั่น ไปเผาศพหลวงปู่เสาร์ มาก็ผมขอโทษในวงกรรมฐาน เราทั้งหลาย ตอนนั้นผมเป็นบ้ายศ ท่านก็ดีอย่างหนึ่ง ว่าผมเป็นบ้ายศ พอเจ้าคุณอุปัชฌาย์เรานี่ล่ะ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ไปฟังอยู่ด้วยกันซี ท่านรู้สึกว่า ท่านดีใจจนนํ้าตาท่านร่วงนะ ท่านพอใจ ที่สมเด็จมหาวีรวงศ์ไปขอโทษวงกรรมฐาน แต่ก่อนท่านไม่ได้เรียกธรรมดา ท่านว่า “บักอ้วน” ว่าอย่างนั้น ท่านดูถูกกรรมฐานซึ่งเป็นเหมือนพ่อเหมือนแม่ท่าน เฉพาะอย่างยิ่งหลวงปู่มั่นท่านเคารพสุดหัวใจเลย แล้วทางนู้นไปดูถูกกรรมฐาน

พอไปขอโทษวันนั้น ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านนั่งฟังอยู่นั้น ท่านนํ้าตาคลอเลย ท่านพอใจ เอาล่ะที่นี่วงกรรมฐานเราจะอยู่เย็นเป็นสุข พวกเทวทัตยอมตัวแล้ว ท่านบอกเทวทัต ยอมตัวแล้ว น่าฟังนะ เจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเรา แล้วทางนั้นก็เป็นบ้ายศ ไล่กรรมฐานอยู่ตามบ้านโคกบ้านค้อที่ไหน เราทราบได้ดี ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เรานี้นํ้าตาคลอแล้วนํ้าตาร่วง ไปฟังกรรมฐานครูบาอาจารย์ของท่าน เช่น ท่านอาจารย์มั่น เป็นต้น ถูกบ้ายศไล่ว่างั้น ทีนี้พอทางนู้นขอโทษแล้ว ท่านก็นํ้าตาคลอเหมือนกัน เอ้อ ! เอาล่ะที่นี่กรรมฐานเราจะอยู่เย็น เป็นสุข พวกเทวทัตลงแล้ว ท่านว่าอย่างนั้น

นี่ล่ะยศมันทําคนให้เป็นบ้า ให้ฟังเอานะ เราได้เป็นคติเครื่องเตือนใจมา ผู้ใหญ่ยศมากเท่าไรยิ่งเป็นบ้าหนักเข้าไปๆ ยกตัวอย่าง เช่น สมเด็จมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) วัดบรมนิวาส ขู่เข็ญ พระกรรมฐาน ขับไล่พระกรรมฐาน พูดจังๆ อย่างนี้ล่ะ ภาษาธรรม ร้อนมากอยู่นะตอนนั้น พอท่านลงเท่านั้นแหละก็เย็นไปหมดกรรมฐาน ท่านขอโทษวงกรรมฐาน ชัดเจนก็ตอนไปเผาศพหลวงปู่เสาร์เรา ขอโทษหลวงปู่มั่นเราต่อหน้าพระสงฆ์มากๆ จนนํ้าตาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ เรานี้นํ้าตาคลอ ออกจากนั้นก็นํ้าตาร่วงเลย 

นี่ล่ะคนเราถ้าเป็นบ้ายศ ไม่ว่าพระ ไม่ว่าฆราวาส ใครเป็นบ้ายศเสียทั้งนั้นแหละ บ้ายศ คือ กิเลสพวกส้วมพวกถาน พอกเข้าเป็นดินเหนียวติดหัวก็ว่าตัวมีหงอนเสีย หงอนดินเหนียวเลยเป็นบ้ายศไป ใช้ไม่ได้เลย ฟังแล้วออกทั่วประเทศ ไม่มีใครพูดได้ เราพูดได้ชัดเจน ไม่มีสะทกสะท้าน สามแดนโลกธาตุไม่มี ใหญ่ขนาดไหน เทวบุตรเทวดาใหญ่มาเถอะ ว่าอย่างนั้นเลย ไม่มีอะไรเหนือธรรม ธรรมจ้าครอบโลกธาตุจะว่าอะไร” 

ท่านพระอาจารย์ทั้งสองเคารพรักและผูกพันกันมาก

มีการกล่าวกันว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งสองมีความเคารพรักและผูกพันกันมาก ในวัยที่ยังแข็งแรงและลูกศิษย์ยังไม่มาก มักธุดงค์ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ซึ่งความสัมพันธ์อันงดงามแน่นแฟ้นนี้ไม่ได้เพียงแต่ภพชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น แต่มีมาอย่างยาวนานแสนนาน หลายภพหลายชาติ 

สมัยที่หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เคยอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับท่านพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้ยินท่านพระอาจารย์มั่นปรารภ ที่จะสร้างพระใหญ่ เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ยินดังนั้น ท่านจึงบอกว่า จะสร้างศาลาใหญ่ เพื่อประดิษฐานพระใหญ่องค์นั้น 

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ หลวงปู่อ่อน ท่านจึงได้เริ่มสร้างวัดป่านิโครธาราม ขึ้นที่ บ้านหนองบัวบาน ต.หมากหญ้า อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี โดยได้ปลูกกุฏิ ศาลาการเปรียญ และเพื่อเป็นการรําลึกถึงพระคุณ และเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ท่านจึงได้สร้างพระประธานขนาดใหญ่ ปางเชียงแสน เททองหล่อด้วยโลหะ พร้อมถวายพระนาม ว่า “พระพุทธะนิโครธา ภิญญาณสิริสันติประชานิมิตร์มุนินทร์” พร้อมกับสร้างพระอุโบสถ ขนาดใหญ่ ๒ ชั้น เพื่อประดิษฐานพระประธาน เพื่อน้อมถวายแด่ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง 

ปัจจุบัน พระประธาน ตระหง่านงามเด่นเป็นสง่าภายในพระอุโบสถ ซึ่งในสมัยนั้น พระอุโบสถก็ดี พระประธานก็ดี นับว่าใหญ่ที่สุดในภาคอีสานและทั้งสวยงามที่สุด กาลต่อมาได้มีการสร้างรูปเหมือนท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น  เพื่อประดิษฐานในพระอุโบสถ

แม้ภายหลังท่านทั้งสองนิพพานไปแล้วก็ตาม ก็มักไปด้วยกันเสมอๆ โดยท่านทั้งสองมักเมตตาไปเยี่ยมเยียน และไปให้กําลังใจพระศิษย์องค์ที่เป็นศาสนทายาทธรรมของท่าน ที่ทําประโยชน์เพื่อบํารุงรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาด้วยกันเสมอๆ ซึ่งพระศิษย์ก็จะทราบเหตุการณ์นี้ล่วงหน้า 

เรื่องทํานองนี้เป็นเรื่องอัศจรรย์ปาฏิหาริย์ในทางพระพุทธศาสนา ดังเช่น เหตุการณ์ในคืน วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๓ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หนึ่งในศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญ ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ขณะนั้นท่านมีอายุย่าง ๙๐ ปี ท่านและ คณะศิษย์ไปพักอยู่ที่วัดถํ้ายาภูลังกา อําเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม อันเป็นวัดร้าง ท่านบอกกับคณะศิษย์ว่า “เรามีธุระภายในที่ภูลังกาและคืนนี้จะพักที่นั่น” ในคืนวันนี้ เวลา ๓ ทุ่มกว่า หลังจากพระเณรไหว้พระสวดมนต์เสร็จ หลวงปู่ชอบพักในศาลาห้องพัก ท่านบอก “ท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์ขาว (หลวงปู่ขาว อนาลโย) เทพเทวดา พญานาคจะมาเยี่ยมเรา” และกลางดึกในคืนวันนั้น ท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์ขาวก็มาเยี่ยมท่าน จากนั้นเทพเทวดา พญานาคก็มากราบเยี่ยมและฟังธรรมท่าน

แม้ท่านทั้งสองนิพพานไปแล้วก็ไปด้วยกัน องค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้ 

“เรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่นแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นหลายแห่งนะ แสดงอย่างนี้ล่ะ แสดงอย่างที่ ท่านแสดงมา เหรียญท่านก็เป็นฤทธิ์เป็นเดชอยู่นะ เหรียญรุ่นแรกๆ เลยล่ะ เขาทําอยู่สกลนคร เราจําได้ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์นี่แหละทํา พวก ต.ช.ด. ได้เหรียญแล้วเอาติดคอไป คืนวันนั้น เพราะรักสงวนท่านมาก เลยเอาท่านไว้ใต้ที่นอนแล้วก็นอนทับ กลัวใครจะมาคว้าเอาไปเสีย ปลดออกจากคอแล้วก็วางไว้ใต้ที่นอน ว่าหมอนก็ไม่ใช่หมอน พวก ต.ช.ด.นอนอยู่ในป่า เอาใส่ไว้ใต้ที่นอน

พอนอนหลับไปก็ฝันถึง ท่านอาจารย์เสาร์ กับ ท่านอาจารย์มั่น เดินมาด้วยกัน เพราะ ท่านติดกันมาแต่ไหนแต่ไร มาว่าพวกนี้เอาเรามาทิ้งไว้ในป่าในเขาไม่นําพา พวกเราหนีนะไม่อยู่กับ พวกนี้ ว่างั้นแล้ว เขามองตามหลังเห็นท่านเดินไปสององค์ เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาคว้าหาเหรียญก็ ไม่เห็น เหรียญหายไป อย่างนั้นก็เป็น แปลกอยู่นะความฝันน่ะ พอความฝันผ่านไปแล้วก็ตื่นรู้สึกตัว ก็ค้นที่เอาไว้ใต้ที่นอนเลย หายเงียบจริงๆ ไม่ได้เลย ร้องไห้โฮตํารวจคนนั้น ไม่ได้จริงๆ นะหายเลย ค้นจนแหลกก็ไม่มี นั่นดูซิ เหรียญหายไปไหน”

ในกาลต่อมา เมื่อมีครูบาอาจารย์ที่จะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมวงกรรมฐาน แม้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น นิพพานไปนานแล้วก็ตาม แต่พระปรมาจารย์ใหญ่ ทั้งสองก็ยังเมตตามาเยี่ยมเยียนให้กําลังใจด้วยกัน และมอบหมายให้ครูบาอาจารย์องค์นั้นเป็น ศาสนทายาทธรรมสืบทอดพระพุทธศาสนาและวงกรรมฐานต่อไป

พระธาตุท่านพระอาจารย์เสาร์

อัฐิของท่านพระอาจารย์เสาร์ที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้เป็นผู้จัดแบ่งถวาย ไปตามวัดต่างๆ ต่อมาภายหลังได้กลายเป็นพระธาตุ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวได้เทศน์เรื่องอัฐิกลายเป็นพระธาตุไว้ดังนี้

“ในตําราท่านแสดงบอกแล้ว ไม่เห็นผิด ท่านบอกไว้อย่างตายตัวเลย อัฐิที่จะกลายเป็น พระธาตุได้ต้องเป็นอัฐิของพระอรหันต์เท่านั้น นอกนั้นเป็นไม่ได้นะ มันเป็นเครื่องบังคับอยู่ในตัว ถ้าเห็นอัฐิกลายเป็นพระธาตุ เออ ! ใช่แล้วเลย คือ เห็นหยาบๆ ส่วนธาตุขันธ์

ส่วนภายในนี้ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ท่านรู้กันหมดนั่นแหละ ครูบาอาจารย์องค์ไหน เป็นอย่างไรถึงขั้นใดภูมิใด หรือหลุดพ้นไปแล้ว ท่านรู้กันได้ดี เพราะท่านคุยสนทนากันตลอด การเทศนาว่าการแนวทางของความพ้นทุกข์ แสดงบอกโดยลําดับจนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ ลูกศิษย์ลูกหาเชื่อแล้วเชื่อครูบาอาจารย์ตั้งแต่ยังไม่ตาย เชื่อแล้วว่าท่านเป็นพระประเภทใด เช่น ถึงที่สุดก็เชื่อแล้วว่าท่านถึงที่สุด ที่ว่าเป็นอัฐินี้มันมาประกาศส่วนหยาบๆ ต่างหากนะ ส่วนที่เป็นอยู่ภายใน บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านรู้กันหมดนั้นแหละ”

ปัจจุบัน พุทธบริษัทสามารถไปกราบไหว้บูชาพระธาตุของท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ที่

วัดดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี โดยประดิษฐานภายในเจดีย์พิพิธภัณฑ์ ในตู้แสดงอัฐิธาตุ ซึ่งทําด้วยกระจกใสรูปทรงปิระมิดยอดทองเหลืองชุบทอง ตั้งอยู่หน้ารูปหล่อ ท่านพระอาจารย์เสาร์ในท่านั่ง โดยฝ่ามือทั้งสองวางบนเข่าทั้งสองข้าง

วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี โดยประดิษฐานภายในพระอุโบสถ ในบุษบก

วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยประดิษฐานภายในเจดีย์วิหารอนุสรณ์สถาน พระครูวิเวกพุทธกิจ ท่านพระอาจารย์เสาร์

วัดเกาะแก้วอัมพวัน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม โดยประดิษฐานภายในหอพระไตรปิฎก กลางนํ้า ในผอบแก้วทรงปิระมิด หน้ารูปหล่อท่านพระอาจารย์เสาร์ในท่านั่งสมาธิ

วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยประดิษฐานบนศาลาการเปรียญ ภายใน พระบุษบกทองคําบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 

ฯลฯ

พระธาตุหลวงปู่เสาร์งดงามมากดุจอัญมณีและมีหลายสัณฐาน เป็นเพชรแก้วใส เป็นพลอยสีแดง เป็นแซฟไฟร์สีฟ้า เป็นนิลดํา เป็นดั่งขาวงาช้าง สีนํ้าตาล ฯลฯ

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านตอบคําถามพระที่สงสัยอัฐิท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นพระธาตุ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้

“พอพูดอย่างนี้ เราไม่ลืมนะ ตอนเย็นๆ พ่อแม่ครูจารย์มั่นเทศน์ธรรมะอย่างเด็ดทีเดียว เอาอย่างเปรี้ยงๆ เลย ที่จะว่าเปรี้ยงๆ ก็คือว่า มีพระองค์หนึ่งพูดขึ้นมาถึงเรื่องอัฐิของหลวงปู่เสาร์กลายเป็นพระธาตุ ท่านก็ว่า ถ้าอัฐิหลวงปู่เสาร์ไม่กลายเป็นพระธาตุแล้ว พวกเรามันก็เป็น ขอนซุงล่ะซี ฟังซิน่ะ หลวงปู่เสาร์คือว่าท่านแน่แล้ว หลวงปู่เสาร์เป็นพระอรหันต์พูดง่ายๆ แล้วอัฐิกลายเป็นพระธาตุ พระมาเล่าให้ฟังว่า อัฐิหลวงปู่เสาร์เป็นพระธาตุ ท่านก็เลยพูดอย่างนี้ เออ ! ถ้าอัฐิหลวงปู่เสาร์ไม่เป็นพระธาตุแล้ว พวกเราปฏิบัติมานี้ก็เท่ากับขอนซุงล่ะซี ไม่มีความหมาย ถ้าธรรมยังมีความหมายอยู่ พวกเราปฏิบัติก็จะเป็นไปได้อย่างนั้น ความหมายว่างั้น…

จากนั้นแล้วมีอีกองค์หนึ่งว่า อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุแล้ว ส่วนที่เป็นผุยเป็นผงที่ยัง ไม่เป็นพระธาตุ มีพระเอาไปตําบดละเอียด แล้วเอาไปทํารูปเหมือนท่านจําหน่ายขาย ท่านก็ เปรี้ยงขึ้นเลยตรงนี้ สะเทือนใจท่านมาก ท่านก็ เหอๆ ขึ้นเลย คือเอาอัฐิของท่านไปทําเป็นพระผงพระอะไรอย่างนี้ขาย ท่านขึ้นแรงนะ เหอๆ ชี้นิ้วเลย เหอ ! พวกนี้ปฏิบัติแบบไหน มันปฏิบัติ แบบหมา ว่าอย่างนั้นนะ หาแทะกระดูก นี่จะปฏิบัติแบบไหน ว่าอย่างนั้นนะ ชี้พระที่นั่งอยู่ ตามนั้น เหอๆ ขึ้นเลยใส่เปรี้ยงๆ เพราะเต็มยศแล้ว สุดท้าย พูดแล้วสาธุ ท่านยกมือขึ้นเลย แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม ทูลถามท่านหาอะไร ของอันเดียวกัน รู้อย่าง เดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน แล้วถามท่านหาอะไร

เราก็ฟังท่านที่ว่า ถามท่านหาอะไร เวลามันเป็นขึ้นมานี้ก็เข้าอันเดียวกันเลย ไม่ได้คุย ไม่ได้สวมรอย อ๋อ ! เท่านั้นพอ ทูลถามพระพุทธเจ้าหาอะไร อะไรเป็นพระพุทธเจ้า อินเดียหรือเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าปรินิพพานอยู่ที่เมืองอินเดียนั้นหรือเป็นพระพุทธเจ้า นั้นพระรูปพระโฉมร่างกายของท่าน อยู่ที่ไหน ตายได้ เผาได้ ฝังได้ทั้งนั้น ธรรมชาติที่เป็นพุทธะแท้คืออะไร อันที่ ท่านรู้ท่านเห็นจริงๆ นั่นล่ะ พุทธะแท้ ศาสดาองค์แท้จริงคืออันนั้นเอง เพราะฉะนั้นท่านเป็น ในตัวของท่านเต็มยศแล้ว ท่านจึงไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า จะถามท่านหาอะไร ก็อันเดียวกัน อย่างเดียวกัน  ความหมายว่างั้น”

สองพระปรมาจารย์ใหญ่เป็นพระอรหันต์ในสมัยปัจจุบัน – อัฐิแปรเป็นพระธาตุ

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น แม้พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ก็ไม่เคยเปิดเผยภูมิจิตภูมิธรรมของท่าน และก็ไม่มีเหตุการณ์จําเป็น หรือเหตุการณ์สําคัญที่ทําให้ท่านต้องนํามาเปิดเผยสู่สาธารณชนทั่วไป แต่ย่อมเป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีในบรรดาพระศิษย์ทั้งหลาย ดังที่มีพระศิษย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” หลายองค์ นํามา เปิดเผย เป็นต้นว่า หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เทศน์ไว้ดังนี้

“สําหรับผู้ที่พ้นไปแล้ว เหมือนกับหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น นั่น ท่านข้ามพ้นไปได้แล้ว เข้าสู่ศาลาพันห้อง คือ เข้าสู่กายานคร แล้วให้พิจารณาจนรู้จัก หมดสัญญา สังขาร วิญญาณ รู้แล้วจะได้หมดทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เช่นนี้ จิตมันก็เลยเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ห่างเหินไปจากโลภ โกรธ หลง นั่นแหละจึงว่า ศาลาพันห้อง ถึงบรมสุขที่ว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ มันมีความสุข

อย่างหลวงปู่มั่น ท่านถึงศาลาพันห้องแล้ว ท่านไม่อดไม่อยาก คนเอาของไปให้ท่าน ทรัพย์สินต่างๆ ท่านไม่เอาไว้ดอก ดูตอนท่านหมดลม จนถึงวันเผา ได้ยินเท่าไร ๕ – ๖ ล้าน นั่น ไม่ใช่น้อยๆ คนไปบริจาค ทําบุญสุนทานกับท่าน นั่นแหละ คนถึงศาลาพันห้อง ห้องกายมันก็ ไม่มีสุด ห้องวาจามันก็เต็มแล้ว ห้องจิตใจมันก็บ่ (ไม่) มีโลภ บ่มีโกรธ บ่มีหลง นั้นแหละ จึงว่า ศาลาพันห้อง…”

องค์หลวงตาพระมหาบัว  ญาณสมฺปนฺโน เทศน์ไว้ดังนี้

“พระอรหันต์ที่สิ้นกิเลสหายากมาก สมัยทุกวันนี้จะมีหรือไม่มีก็ไม่รู้ แต่แน่ใจมี หากไม่มากเท่านั้น มีนี้ส่วนมากจะหาได้ในป่าในเขา ในตลาดลาดเลกระดูกหมูกระดูกวัวนี้ไม่มี มีตั้งแต่ ส่วนมากอยู่ในป่าในเขา ท่านภาวนาของท่านๆ ในสมัยปัจจุบันนี้ก็หลวงปู่มั่นอยู่ในป่าในเขา หลวงปู่เสาร์ก็เช่นเดียวกัน เป็นอาจารย์ของพวกเราทั้งหลาย เรียกว่า ปรมาจารย์ เป็นอาจารย์ ชั้นเยี่ยมในสมัยปัจจุบัน ท่านก็อยู่ในป่าในเขา สําเร็จอยู่ในป่าในเขา ออกมาเป็นสรณะ ในปัจจุบันของพวกเรา ก็คือ ท่านทั้งสองพระองค์นี้ล่ะ ท่านอาจารย์เสาร์ – ท่านอาจารย์มั่น เป็นพระอรหันต์ในสมัยปัจจุบัน…

เวลาท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพแล้ว ก็ยังแสดงความแปลกประหลาดไว้ในอัฐิของท่านพระอาจารย์ทั้งสองอีกวาระหนึ่ง คืออัฐิของท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ดี ของท่านพระอาจารย์มั่นก็ดี ที่ถูกเผาจนเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว ยังเหลือเพียงชิ้นเล็กชิ้นน้อย เมื่อพระและประชาชนผู้เลื่อมใสในท่านได้รับแจกอัฐิของท่าน นําไปเป็นที่เคารพบูชาและเก็บไว้ในสถานที่ต่างๆ ได้กลายเป็นพระธาตุขึ้นมา เช่นเดียวกับพระธาตุของพระอรหันต์ในครั้งโน้น คือแปรรูปจากอัฐิขึ้นมาเป็นเม็ดๆ คล้ายกับเม็ดข้าวโพด ทั้งขนาดและลักษณะเกลี้ยงเกลา คล้ายคลึงกับเม็ดข้าวโพดเป็นส่วนมาก หากจะเล็กหรือโตกว่าก็ไม่มีจํานวนมากนัก และยังมีการขยายตัวจากเม็ดเล็กๆ ขึ้นไปถึงขนาดเม็ดข้าวโพด

ทั้งนี้ เราจะทราบได้ตอนเก็บรักษาไว้นานๆ จะเป็นเพราะเหตุใด ก็สันนิษฐานยากอยู่ เมื่อได้เห็นอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุเช่นนั้น ก็ยิ่งแสดงเป็นสักขีพยานให้เห็นชัดในวาระสุดท้าย มากขึ้น จากการได้รับโอวาทของท่านมาอย่างถึงจิตถึงใจแล้ว นับว่าได้เห็นความแปลกประหลาดและอัศจรรย์จากท่านพระอาจารย์มั่น  ๓ กาล คือ 

กาลที่ท่านยังมีชีวิตอยู่สั่งสอนธรรมเป็นของอัศจรรย์ 

กาลมรณภาพของท่านเป็นของอัศจรรย์ 

และวาระสุดท้ายได้เห็นอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุอย่างอัศจรรย์ทั้งสามกาล”

ปัญหาเรื่องอัฐิท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น กลายเป็นพระธาตุ

องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้

“ปัญหาเรื่องอัฐิท่านพระอาจารย์มั่น พระอาจารย์เสาร์ กลายเป็นพระธาตุ ปรากฏว่า จะกระจายไปในที่ต่างๆ จนทําให้เกิดความสงสัยกันก็มีในระยะอัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุใหม่ๆ บางท่านก็มาถามว่า อัฐิของพระอรหันต์ก็ดี ของสามัญชนก็ดี ต่างก็เป็นธาตุดินชนิดเดียวกัน ส่วนอัฐิของสามัญชนทําไมจึงกลายเป็นพระธาตุไม่ได้ เฉพาะอัฐิของพระอรหันต์ทําไมจึงกลายเป็นพระธาตุได้ ทั้งสองนี้มีความแปลกต่างกันอย่างไรบ้าง ก็ได้อธิบายให้ฟังเท่าที่สามารถแต่เพียง โดยย่อว่า เรื่องอัฐินั้นปัญหาส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับใจเป็นสําคัญ 

คําว่า จิต แม้เป็นจิตเช่นเดียวกันแต่มีอํานาจและคุณสมบัติต่างกันอยู่มาก คือจิตของ พระอรหันต์ท่านเป็นอริยจิต เป็นจิตที่บริสุทธิ์ ส่วนจิตของสามัญชนเป็นเพียงสามัญจิต เป็นจิตที่มีกิเลสโสมมต่างๆ เมื่อจิตผู้เป็นเจ้าของเข้าครองอยู่ในร่างใด และจิตเป็นจิตประเภทใด ร่างนั้น อาจกลายไปตามสภาพของจิตผู้เป็นใหญ่พาให้เป็นไป เช่น จิตพระอรหันต์เป็นจิตที่บริสุทธิ์ อาจมีอํานาจซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นธาตุที่บริสุทธิ์ไปตามส่วนของตน อัฐิท่านจึงกลายเป็นพระธาตุได้ แต่อัฐิของสามัญชนทั่วๆ ไป แม้จะเป็นธาตุดินเช่นเดียวกัน แต่จิตผู้เป็นเจ้าของเต็มไปด้วยกิเลสและไม่มีอํานาจซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นของบริสุทธิ์ได้ อัฐิจึงกลายเป็นธาตุขันธ์ที่บริสุทธิ์ไปไม่ได้ จําต้องเป็นสามัญธาตุไปตามจิตของคนมีกิเลสอยู่โดยดี หรือจะเรียกไปตามภูมิของจิต ภูมิของธาตุ ว่าอริยจิต อริยธาตุ และสามัญจิต สามัญธาตุก็คงไม่ผิด เพราะคุณสมบัติของจิตของธาตุระหว่างพระอรหันต์กับสามัญชนต่างกัน อัฐิจําต้องต่างกันอยู่โดยดี

ผู้สําเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมานั้น ทุกองค์เวลานิพพานแล้วอัฐิต้องกลายเป็นพระธาตุ ด้วยกันทั้งสิ้นดังนี้ ข้อนี้ผู้เขียนยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้อย่างนั้นทุกๆ องค์ เฉพาะจิตท่านที่สําเร็จ พระอรหัตตภูมิเป็นจิตที่บริสุทธิ์เต็มภูมินับแต่ขณะที่สําเร็จ ส่วนร่างกายที่เกี่ยวโยงไปถึงอัฐิ เวลา ถูกเผาแล้วจะกลายเป็นพระธาตุได้เช่นเดียวกันทุกองค์หรือไม่ ยังเป็นปัญหาอยู่บ้าง ระหว่าง กาลเวลาที่บรรลุถึงวันท่านนิพพานมีเวลาสั้นยาวต่างกัน 

องค์ที่บรรลุแล้วมีเวลาทรงขันธ์อยู่นาน เวลานิพพานแล้ว อัฐิย่อมมีทางกลายเป็น พระธาตุได้โดยไม่มีปัญหา เพราะระยะเวลาที่ทรงขันธ์อยู่ จิตที่บริสุทธิ์ก็ย่อมทรงขันธ์เช่นเดียวกับความสืบต่อแห่งชีวิตด้วยการทํางานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย มี ลมหายใจ เป็นต้น และ มีการเข้าสมาธิสมาบัติประจําอิริยาบถ ซึ่งเป็นการซักฟอกธาตุขันธ์ให้บริสุทธิ์ไปตามส่วนของตน โดยลําดับด้วยในขณะเดียวกัน เวลานิพพานแล้ว อัฐิจึงกลายเป็นพระธาตุดังที่เห็นๆ กันอยู่ 

ส่วนองค์ที่บรรลุแล้วมิได้ทรงขันธ์อยู่นานเท่าที่ควรแล้วนิพพานไปเสียนั้น อัฐิท่านจะกลายเป็นพระธาตุได้เหมือนพระอรหันต์ทั้งหลายที่มีโอกาสอยู่นานหรือไม่ เป็นความไม่สนิทใจเพราะจิตไม่มีเวลาอยู่กับธาตุขันธ์นานและมิได้ซักฟอกด้วยสมาธิสมาบัติดังกล่าวมา 

ท่านที่เป็นทันธาภิญญา คือรู้ได้ช้าค่อยเป็นค่อยไป เช่น บําเพ็ญไปถึงขั้นอนาคามีผลแล้วติดอยู่นานจนกว่าจะก้าวขึ้นขั้นอรหัตตภูมิได้ คือ ต้องพิจารณาท่องเที่ยวไปมาอยู่ระหว่าง อรหัตต– มรรค กับ อรหัตตผล จนกว่าจิตจะชํานิชํานาญและมีกําลังเต็มที่จึงผ่านไปได้ ในขณะที่กําลังพิจารณาอยู่ในขั้นอรหัตตมรรคเพื่ออรหัตตผล ก็เป็นอุบายวิธีซักฟอกธาตุขันธ์ไปในตัวด้วย เวลานิพพานแล้วอัฐิอาจกลายเป็นพระธาตุได้ ส่วนท่านที่เป็นขิปปาภิญญา คือ รู้ได้เร็วและนิพพาน ไปเร็วหลังจากบรรลุแล้ว ท่านเหล่านี้ไม่แน่ใจว่า อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุได้หรือประการใด เพราะจิตที่บริสุทธิ์ไม่มีเวลาทรงและซักฟอกธาตุขันธ์อยู่นานเท่าที่ควร 

ส่วนสามัญจิตของสามัญชนทั่วๆ ไปนั้น ไม่อยู่ในข่ายที่อัฐิจะควรแปรเป็นพระธาตุได้ด้วยกรณีใดๆ จึงขอกล่าวเท่าที่กล่าวผ่านมาแล้ว”

ความสมบุกสมบันของสองพระปรมาจารย์ใหญ่

องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ ณ วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร ดังนี้ 

“วันนี้ (๒๙ ม.ค. ๒๕๔๔) เป็นวันระลึกที่เลิศเลอของพี่น้องชาวพุทธเราในเมืองไทย มีพี่น้องชาวจังหวัดสกลนคร เป็นต้น เป็นที่ไหลรวมแห่งศรัทธาทั้งหลายมาสู่จังหวัดสกลนคร โดยระลึกถึงบุญคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพื้นฐาน ลําดับรองลงมาเฉพาะในงานนี้ก็คือ ระลึกถึงบุญถึงคุณของท่านหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ซึ่งเป็นพระอันเลิศเลอ ถ้าสมัยพุทธกาล ท่านก็เรียกว่า ท่านทั้งสองพระองค์นี้คือ พระอรหันต์ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นแล 

ท่านได้อุตส่าห์บุกเบิกเพิกถอนสิ่งที่เป็นข้าศึกต่ออรรถต่อธรรม ต่อธุดงค์ข้อวัตรปฏิบัติจารีตประเพณีที่พระพุทธเจ้าทรงพาดําเนินมา ซึ่งถูกปกคลุมหุ้มห่อด้วยความมืดมิดปิดกําบังของกิเลส ทั้งหลาย ให้ค่อยเบิกกว้างออกไปๆ ท่านเป็นผู้ทรงข้อวัตรปฏิบัติ ซึ่งข้อวัตรปฏิบัตินี้มีมาดั้งเดิม ท่านจดจารึกในคัมภีร์ใบลานมาตลอดว่าพระธุดงคกรรมฐาน

ธุดงค์ๆ ก็แปลว่า เครื่องกําจัดกิเลสนั้นเอง กรรมฐาน แปลว่า ฐานที่ตั้งแห่งงาน อันชอบธรรมอย่างยิ่งทางพระพุทธศาสนา เมื่อรวมแล้วเรียกว่า พระธรรมกรรมฐาน 

หลวงปู่เสาร์ และ หลวงปู่มั่น ทั้งสององค์นี้ เป็นผู้อุตส่าห์พยายามบุกเบิกเพิกถอน ขวากหนามที่เป็นอุปสรรคต่อการดําเนินธุดงควัตร เพราะแต่ก่อนในสมัยนั้นไม่มีใครสนใจกับธุดงค์ข้อวัตร พระกรรมฐานประหนึ่งว่า แทบไม่มีในเมืองไทย แต่ครั้นแล้วก็มีท่านทั้งสองพระองค์ คือ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ นี้แล ได้นําคัมภีร์ที่ทรงแสดงไว้แล้วในพระไตรปิฎกต่างๆ ออกมาประพฤติปฏิบัติให้เปิดเผยจนเป็นที่รํ่าลือ และทางชั่วก็กีดขวางเข้ามา บางครั้งถูกขับไล่ไสส่งหาว่าเป็น พระจรจัด พระขัดขวางต่อบ้านต่อเมือง ถูกขับไล่ไสส่งจากฝ่ายปกครองตามสถานที่นั้นๆ เรื่อยมา 

ท่านก็ไม่หวั่นไหวในการประพฤติปฏิบัติ ดําเนินตามข้อวัตรปฏิบัติที่มีแล้วในคัมภีร์เรื่อยมา ค่อยบุกเบิกเพิกถอนไปเรื่อยๆ การบําเพ็ญธรรมของท่านก็ปรากฏขึ้นภายในจิตใจเป็นลําดับลําดา เป็นกําลังใจที่ท่านจะอุตส่าห์พยายามเพิกถอนกิเลสตัณหาภายในจิตใจ แล้วก็เป็นไปพร้อมๆ กันกับการแนะนําสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเรื่อยมา กรรมฐานจึงค่อยเบิกกว้างออกไปๆ จนกระทั่ง มาถึงสมัยปัจจุบันนี้ รู้สึกว่าไปที่ไหนพระกัมมัฏฐานเรา ซึ่งเป็นทางดําเนินมาดั้งเดิม ก็ได้เปิดกว้างกระจายออกไปทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศไทยของเรา ทั้งนี้ก็ขึ้นไปจากทั้งสองพระองค์นี้แลเป็นผู้บุกเบิกในเบื้องต้น ท่านจึงได้รับความลําบากลําบนมากทีเดียว

ตามที่ท่านเล่าให้ฟัง เรานํ้าตาร่วงๆ เวลาท่านเล่าถึงความทุกข์ ความทรมาน ทั้งถูกขับไล่ ไสส่งจากที่ต่างๆ ฝ่ายปกครองมักจะเป็นอยู่เสมอ เวลาท่านเล่า ท่านไม่ได้เล่าด้วยความโกรธ ความแค้นอะไร เวลาเรื่องไปสัมผัส ท่านก็เล่าให้ฟังธรรมดาๆ ท่านไม่มีลักษณะท่าทางว่าจะ โกรธเคืองหรือเคียดแค้นให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่ขับไล่ท่าน แต่ท่านพูดถึงเรื่องความทุกข์ ความทรมาน ของท่านที่สมบุกสมบันมาตลอดต่างหาก สําหรับเราผู้ฟังท่านพูดแล้ว เกิดสลดสังเวช สงสารท่านเป็นกําลัง นํ้าตาร่วง โดยไม่ให้ท่านทราบแหละ กลืนนํ้าตาเข้าภายใน รู้สึกว่าเราก็มีกิเลสเหมือนกัน ท่านไม่เคียดแค้น เราก็เคียดแค้นอยู่ภายในใจถึงผู้ที่มาขับไล่ไสส่ง โดยหาเหตุผลหลักเกณฑ์อะไร ไม่ได้เลยนั้น 

ท่านเล่ามาทีไรนี้ อดสลดสังเวชนํ้าตาร่วงไม่ได้ เพราะความทุกข์ ความสมบุกสมบัน ของท่านเรื่อยมา ความรู้ความเห็นที่เป็นขึ้นภายในจิตของท่าน ท่านก็เล่าไปพร้อมๆ กัน ไปอยู่ ที่นั่น เกิดความรู้ความเห็นอย่างนั้น ไปที่นั่น เกิดความรู้ความเห็นอย่างนั้น นับตั้งแต่ธรรมภายในใจ พวกสมาธิ พวกปัญญา จนกระทั่งวิมุตติหลุดพ้น แล้วแตกกระจายออกรอบด้านของจิตนั้นเกี่ยวกับเรื่องเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ตลอดนรกอเวจีกระจายไปหมด ท่านรู้ตลอดทั่วถึงเต็มกําลังของท่านนั้นแล

เวลาเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง จึงเป็นที่ปลื้มอก ปลื้มใจ เป็นสดๆ ร้อนๆ ไม่ลืมมาจนกระทั่ง ถึงวันนี้ จึงได้นําเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังจากท่าน ซึ่งเล่าตลอดมาตามเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเข้าไป สัมผัสแล้ว ท่านก็นําออกมาเล่าให้ฟัง จึงได้นําเรื่องความจริงจังและความรู้จริงเห็นจริงของท่านมาเล่าให้พี่น้องชาวไทยเราทราบ ให้พึงทราบกันว่า สิ่งที่ท่านกล่าวถึงนั้นเป็นวิสัยของใจ ที่เกิดขึ้นจากจิตตภาวนา”

พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองเริ่มต้นด้วยเอาชีวิตของท่านแลกมา

ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้

“เราเกิดมาท่ามกลางตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านใช้ชีวิตของท่าน เวลาไปอ่านประวัติ ไปศึกษาประวัติของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นนะ คนไม่เป็น คนไม่รู้ 

หลวงปู่เสาร์ ท่านละล้าละลังอยู่ก่อนที่จะเริ่มประพฤติปฏิบัติขึ้นมา “จะไปไหนดี จะไป ไหนดี” ตามประวัตินั้นนะ สุดท้ายแล้วมาญัตติ ตอนญัตติขึ้นมาชาวบ้านเขาก็แอนตี้นะ เพราะ อะไร เพราะว่าสมัยนั้นที่วัดของท่าน มันเป็นที่เก็บประเพณีวัฒนธรรมของสังคม มีตะโพน มีต่างๆ เป็นที่ศึกษาของสังคมเขา พอญัตติแล้ว ท่านสละทิ้งหมด จนเขาแอนตี้นะ สุดท้ายท่านก็ออกวิเวก 

เวลากว่าจะแสวงหานะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านกว่าจะแสวงหา ออกปฏิบัติครั้งแรกพระห่มผ้าดําๆ สมัยก่อนโบราณ ดูสิ ผ้าสีเหลืองทองที่เขาห่มกันอยู่นะ แล้วของเราออกสีกรัก ในประวัติหลวงปู่มั่นเห็นไหม ไปที่ไหนชาวบ้านทิ้งลูกทิ้งหลานวิ่งหนีเลย พระมาน่ะ กลัวขนาดนั้น สังคมไม่เคยเห็น สังคมไม่เคยมี 

พอสังคมไม่เคยเห็น สังคมไม่เคยมี แล้วคนที่ประพฤติปฏิบัติจะเอาที่ไหนล่ะ ถ้าสังคมที่เขาไม่เคยเห็น ไม่เคยมี เขาจะให้การจุนเจือไหม เขาจะไว้เนื้อเชื่อใจไหม แล้วหนึ่งสังคมเขาก็ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ เราเอง เราก็ไม่มีหลักมีเกณฑ์ เพราะยังเริ่มต้นปฏิบัติใหม่ 

แล้วออกแสวงหา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ปรึกษาหารือกันมาตลอด อาจารย์ปรึกษา ลูกศิษย์ ลูกศิษย์ปรึกษาอาจารย์ จนหลวงปู่เสาร์บอกเลย บอกว่า “หลวงปู่มั่นท่านมีปัญญา มากกว่าเรา เราแก้ไม่ได้หรอก ให้ท่านแก้ตัวเอง”

สุดท้ายหลวงปู่มั่นท่านก็ต้องค้นคว้า ต้องแสวงหาของท่านขึ้นมาเอง ท่านใช้ชีวิตของท่านพิสูจน์นะ แล้วคนที่พิสูจน์อย่างนี้ได้ต้องเป็นคนที่มีวุฒิภาวะ คนที่สร้างบุญกุศลมาถึงจะมีความ เข้มแข็งของใจ ถึงจะมีบารมีธรรม 

ของเรานะ ครูบาอาจารย์ท่านชี้นํา ชี้โดยตรงอยู่แล้ว เรายังเอาคําสอนคําสั่งของท่าน เอาเทศนาของท่านมาตีความ มาบิดเบือนกันนะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น มีแต่พระไตรปิฎก แล้วพยายามค้นคว้าขึ้นมาแล้วเป็นความจริงขึ้นมา แต่นี่ครูบาอาจารย์ของเราแล้วส่งต่อๆ กันมา 

นี่ข้อวัตรปฏิบัติ เราอยู่กับสังคม เราอยู่เป็นหมู่คณะกัน หมู่คณะเขาเป็นอย่างนั้น เราจะ เป็นอย่างนั้นไหม เราจะทําตัวเราเป็นอย่างนั้นไหม ถ้าเราไม่ทําตัวเป็นอย่างนั้น เราต้องเริ่มกลับมา ตั้งสติ ทําสมาธิเกิดปัญญาขึ้นมา ให้ชําระกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของเรานี่ 

ถ้าเรากลับมาชําระกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของเรานี้ แบบที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านบอกว่า “ให้อยู่ป่าอยู่เขา ให้อยู่ในที่สงบสงัด เพราะกิเลสมันไม่ชอบ กิเลสมันชอบที่สะดวกสบาย กิเลสมันชอบสิ่งที่มีแต่พอกพูนตัณหาความทะยานอยาก”

แล้วเวลาท่านพูดออกมา ท่านพูดออกมาอย่างนี้ บอกว่า “ต่อไปมันจะมีแต่ตัวอักษรเท่านั้น มันมีแต่ตัวหนังสือ แล้วการปฏิบัติจะไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น แล้วทําไม่ได้ ก็จะต้องไปลูบๆ คลําๆ เริ่มต้นกันใหม่” 

แต่สิ่งที่เราทํากันอยู่นี้ ใครเป็นคนเริ่มต้นมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านเริ่มต้นของ ท่านมา ท่านพยายามต่อสู้มา การต่อสู้นะ อิทธิพลของอํานาจรัฐ ทําไม่ได้ เพราะพระเขาไม่เคย ทํากัน แม้แต่ฉันมื้อเดียวก็ทําไม่ได้ เขาฉัน ๒ มื้อกัน จนหลวงปู่มั่นต้องหนีจากอุบลฯ มาจากอํานาจ การปกครอง หนีมาตลอด หนีออกมา หนึ่งหนีออกมาแล้วยังจะต้องประพฤติปฏิบัติ หนีอิทธิพล หนีอํานาจการปกครอง แล้วเข้าป่าเข้าเขาไป แล้วเขาตามมาว่า “อย่าใส่บาตรๆ” เพราะอะไร เพราะเขาถือกันว่าเป็นการอวดดีไง 

นี่ไงสังคม ถ้าไม่มีผู้นํามา กว่าเราจะต่อสู้ เราจะทําของเรามา มันไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่เรา คิดหรอก สิ่งที่เราได้มา มันได้มาจากนํ้าพักนํ้าแรงของครูบาอาจารย์เรา ครูบาอาจารย์ของเราใช้ชีวิตแลกมา  แลกสิ่งที่กว่าจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเป็นความจริงขึ้นมา จนสังคมเขายอมรับ” 

ปฏิปทาของจอมปราชญ์

องค์หลวงตาพระมหาบัว  เทศน์ไว้ดังนี้

“ปฏิปทาของผู้บํารุงธรรม ของผู้รักษาธรรม ผู้ขุดค้นธรรมจะให้เกิดขึ้น ต้องเป็นปฏิปทาที่ อดอยากขาดแคลน เป็นปฏิปทาที่ยอมรับในเรื่องความทุกข์ในการต่อสู้ทั้งหลาย ความไม่ยอมรับในความทุกข์ความลําบากบ้างเลย แต่จะเอาความวิเศษเลิศโลกขึ้นมานั้น ไม่มีทาง นอกจากถูกหลอกจากกิเลสซึ่งเป็นตัวเลวทราม โดยเสกสรรปั้นยอตนเองหรือหลอกลวงสัตว์โลกว่าจะดี จะประเสริฐเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติแม้สมัยปัจจุบันนี้ ท่านผู้ปรากฏชื่อลือนามดังเราทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาเรื่อยมา 

เฉพาะอย่างยิ่งอย่างท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น หรือหลวงปู่ขาว เหล่านี้เป็นต้น ปฏิปทาของท่านเฉียบขาด สมกับว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ อยู่ในหัวใจท่านอย่างแท้จริง การดําเนินทุกแง่ทุกมุมเป็นแบบ เป็นฉบับ เป็นสิ่งที่กิเลสขยะแขยงและหมอบราบไปโดยลําดับ ลําดา ไม่เป็นปฏิปทาที่กิเลสหัวเราะเยาะ เหมือนอย่างพวกเราทั้งหลายดําเนินอยู่ นี่มันเป็นปฏิปทาที่กิเลสทั้งหลายหัวเราะนะ อย่าเข้าใจว่าเคร่งครัด อย่าเข้าใจว่าตนปฏิบัติดี กิเลสจะหมอบราบ นอกจากกิเลสหัวเราะเท่านั้น

พยายามทําใจให้เหนือกิเลส เราจะทราบเรื่องแง่งอนและกลมายาของกิเลสว่า แหลมคมขนาดไหนจะทราบไปโดยลําดับ ถ้าหากปฏิปทาที่กิเลสตกแต่งให้แล้ว ก็คือปฏิปทาของกิเลสนั่นแล มันจะผลิตแต่ความสําคัญขึ้นมาให้เรา หลอกเป็นสองชั้นสามชั้น ว่าเราได้เดินจงกรม เรานั่งสมาธิ เราภาวนา วันหนึ่งๆ ได้เท่านั้นนาที ได้เท่านี้ชั่วโมง เราฉันข้าวมื้อเดียว เราบิณฑบาตตามกิจวัตร ทีนี้เราไม่ทราบว่า กิเลสสวมรอยเข้าไปโดยลําดับลําดา ทุกระยะ ทุกก้าว ทุกความเคลื่อนไหว ของเรานี่ซิ มันจึงได้แต่รางวัลของกิเลส นอนจมอยู่ในกิเลสตลอดเวลาหาทางฟื้นทางตื่นตัวไม่ได้

เพราะปฏิปทานี้เป็นเรื่องของกิเลสโดยที่เราไม่รู้สึก เพราะเรียนวิชาไม่ทันมัน กลมายา ไม่ทันมัน หลักวิชาเรามีสติปัญญา เป็นต้น ไม่ทันกลมายาของกิเลส แล้วจะไปรู้ความแหลมคมของกิเลส จะหลบหลีกปลีกตัวและต่อสู้กิเลสให้พ่ายแพ้ หรือให้หมอบราบไปได้ยังไง นี้ควรนําไปคิด ให้มากนักปฏิบัติ ปฏิปทาที่ดําเนินอยู่อย่างนี้เป็นอยู่อย่างนี้ มันจะได้เรื่องหรือไม่ได้เรื่อง เพราะเป็นปฏิปทาของหมูขึ้นเขียง คือ เหลือเฟือ ไม่ว่าการอยู่ การกิน การใช้ การสอย การหลับ การนอน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพระปฏิบัติ เป็นสิ่งที่เหลือเฟือ เป็นสิ่งที่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ลืมเนื้อ ลืมตัวไปเสียหมด นี่คือปฏิปทาจะขึ้นเขียงเหมือนหมู ไม่ใช่ปฏิปทาจะสับจะฟันกิเลสให้แหลกแตกกระจายไปจากหัวใจเลย

ครูบาอาจารย์องค์ใดที่มาแนะนําสั่งสอนพวกเราจนได้เป็นคติตัวอย่างมาทุกวันนี้ ถ้าท่าน ทั้งหลายไม่ทราบก็ได้เล่าให้ฟังเรื่อยมาดังที่เคยเล่านี้แล เล่ามาเพื่ออะไร ถ้าไม่เพื่อเป็นคติ คือเป็นปฏิปทาที่กิเลสหมอบราบ เป็นปฏิปทาที่กิเลสขยะแขยง เป็นปฏิปทาที่กิเลสกลัว ไม่ใช่เป็นปฏิปทา ที่กิเลสหัวเราะดังที่เราทั้งหลายปฏิบัติ โดยสําคัญตนว่าเคร่งว่าครัดอยู่เวลานี้ นี้แลคือปฏิปทา ที่กิเลสหัวเราะ”

ท่านใช้ชีวิตเป็นแบบอย่าง

ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต  เทศน์ไว้ดังนี้

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราบวชมาตั้งแต่เณร บวชมาตั้งแต่เด็ก ชีวิต ทั้งชีวิตอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ได้อย่างไร ฉันแต่น้อย ฉันแต่พอดํารงชีวิต ไม่ใช่ว่าอดอยากนะ ลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศไทย ลูกศิษย์ลูกหามหาศาล ท่านดํารงชีวิตของท่าน เพราะท่านมี วิหารธรรม ท่านมีความสุขแท้ในใจ ท่านมีคุณธรรม เราแสวงหาอย่างนั้น 

จิตใจของเรานี่แหละ จิตใจของท่านก็เป็นแบบเรานี่แหละ เพราะท่านบวชใหม่ก็เป็น แบบเรานี่แหละ เป็นปุถุชนเหมือนกัน แต่ท่านพัฒนาจิตใจของท่าน ท่านทําของท่านจนถึงที่สุด ของท่าน…

ธรรมเหนือโลกๆ ธรรมโอสถที่มันมีคุณค่า แล้วทําไมมันติดกันเรื่องอย่างนี้ ทําไมมันติดกันเรื่องปัจจัยเครื่องอาศัยเท่านั้นเอง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านถึงปัดทิ้งหมดไง ท่านปัดทิ้งเลย ตัวท่านเองไม่ใช่ว่าทุกข์นิยม ไม่ใช่ว่าต้องแสดงว่าตัวเองทุกข์ยากอย่างนั้น แต่ความเป็นหัวหน้า ในเมื่อพระบวชเข้ามา พระเข้ามาศึกษา พระเข้ามา กิเลสทั้งนั้น ทุกคนก็ต้องหวังความเป็นอยู่ที่พอทนได้ ทีนี้ท่านเป็นหัวหน้าใช่ไหม ท่านถึงได้ปฏิเสธๆ ไง เพราะเป็นแบบอย่างไม่ให้คนใช้ชีวิต แบบนั้น ถ้าใช้ชีวิตแบบกิเลสมันนําหน้า ถ้าใช้ชีวิตแบบธรรมนะ ประหยัดมัธยัสถ์ 

คําว่า “ประหยัดมัธยัสถ์” ไม่ใช่ว่าไม่มี ท่านชื่อเสียงระดับนั้น ชื่อเสียงหลวงปู่มั่น คับประเทศ มันมีอะไรบ้างที่ท่านจะเอาแล้วไม่ได้ ทําไมท่านไม่เอา ไม่เอาเลย

หลวงตาบอกว่า ตอนหลวงปู่มั่นท่านเสีย ในวัดมีเงินอยู่ไม่กี่ร้อยบาท ตอนหลวงปู่มั่นเสีย เพราะว่าหลวงปู่มั่นเสียแล้ว มันต้องมีการทําศพใช่ไหม ในวัดไม่มีเงินเลย เพราะอะไร เพราะท่านไม่เอา นั่นเป็นแบบอย่าง ความเป็นแบบอย่างไง 

สิ่งที่เวลาท่านเป็นแบบอย่าง แล้วสิ่งที่เรามาติดกันเรื่องปัจจัยเครื่องอาศัย ความที่เป็น อาศัย ทีนี้คําว่า “อาศัย” เราก็ทําให้มันสมควรกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัย ภิกษุเป็นผู้ไม่มีเรือน อารามิก ออกจากเหย้าออกจากเรือนก็ต้องอยู่วัดอยู่วา ถ้าอยู่วัดอยู่วา วัดวาเป็นสมบัติสาธารณะ เป็นที่พึ่งอาศัยของบริษัท ๔ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มันก็ต้องมีที่หลบแดดหลบฝน มีที่พอจะอาศัย ซุกหัวนอนเพื่อที่จะประพฤติปฏิบัติ เราทําตรงนั้น

แล้วถ้าพระที่เป็นพระ เขาจะมีข้อวัตรของเขา ข้อวัตร กิจของสงฆ์ ๑๐ อย่าง กวาดลานเจดีย์ ล้างส้วม ข้อวัตร เดี๋ยวนี้พระมันจ้างคนมาทํา แล้วมันบอกว่าหน้าที่ของพระก็จะสวดมนต์อย่างเดียว

พระ หน้าที่ของพระนะ กิจของสงฆ์ไปเปิดดูนวโกวาทสิ มันมีอะไรบ้าง การเก็บ การกวาด การดูแล การรักษา นี่กิจของสงฆ์ เพราะมันดูแลรักษาที่พึ่งอาศัย ถ้าที่พึ่งอาศัยมันสะอาด ที่พึ่ง ที่อาศัยมันน่ารื่นรมย์ มันก็จะภาวนารักษาหัวใจของเรามาได้ ที่พึ่งที่อาศัยมันสกปรก แล้วหัวใจ ข้างในมันจะสะอาดได้อย่างไรล่ะ

หัวใจมันสะอาด เพราะมันสะอาดจากหัวใจ เพราะหัวใจมันรับผิดชอบ หัวใจมันถึงได้มี ความรับผิดชอบ ถึงได้ทําความสะอาด พอข้างนอกมันสะอาดแล้ว เราก็จะนั่งสมาธิ เราจะเดินจงกรม เราจะภาวนาของเรา มันก็ปลอดโปร่ง เพราะมันปลอดโปร่ง ถ้าข้างนอกมันสะอาดแล้ว สัปปายะ สถานที่เป็นสัปปายะ อาจารย์เป็นสัปปายะ หมู่คณะเป็นสัปปายะ แล้วหัวใจเป็นสัปปายะไหม ถ้าหัวใจเป็นสัปปายะมันจะย้อนกลับมา

เพราะมันสะอาดแล้ว มันไม่มีอะไรทํา มันจบแล้ว มันก็ต้องมาทําหัวใจ ถ้าทําหัวใจ หัวใจมันสะอาดได้อย่างไร หัวใจมันก็ต้องปัดด้วยสติ ปัดด้วยคําบริกรรม พุทโธๆ มันจะกลับมาทําหัวใจสะอาด ถ้าหัวใจสะอาดแล้ว มันมหัศจรรย์แล้ว เพราะอะไรล่ะ เพราะเรามีศรัทธา มีความเชื่อ มีความมั่นคง พอมีความมั่นคง มันก็จะประพฤติปฏิบัติ ไม่ใช่เหลวๆ ไหลๆ ไง แล้วบอกว่า เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ศาสนาประเสริฐมากๆ แล้วมันประเสริฐตรงไหนล่ะมันประเสริฐตรงไหนล่ะ

มันก็ไปประเสริฐเห็นแต่วัตถุข้าวของมันประเสริฐไง ศาสนวัตถุ ศาสนพิธี ศาสนธรรม ศาสนบุคคล แล้วเราจะเอาอะไรล่ะ เราจะเอาอะไร เราจะเอาศาสนธรรมคําสั่งสอนขององค์สมเด็จ–พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้ามาสถิตในใจของเรา เราจะเอาตรงนั้น เราจะเอาธรรมเป็นที่พึ่ง แต่มัน ก็ต้องอาศัยหมู่ชน อาศัยกัน คําว่า “อาศัยกัน” โลกเกิดมามันจะปลีกแยกไปไม่ได้ ถ้าปลีกแยกแล้ว เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาแล้วก็กลับมาเผยแผ่ธรรม

นี่ก็เหมือนกัน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็ทําตัวแบบนั้น ถ้าทําตัวแบบนั้น คิดเข้ามา ที่นี่ เข้ามาถึงอํานาจวาสนาของเรา เข้ามาถึงว่า ควรมีคุณธรรมในใจของเรา เราได้ทําแล้ว เราได้ เสียสละแล้ว เสียสละทานเพื่อบุญกุศลของใจ แล้วถ้ามันจะพัฒนาขึ้นก็ขอให้มีสติมีปัญญาขึ้นมา เราจะมีคุณธรรมในหัวใจนะ ถ้ามีคุณธรรมในหัวใจ มันจะเข้าใจว่า ทําบุญทิ้งเหวทําอย่างไร ทําบุญทิ้งเหว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านทําทิ้งเหวหมดเลย ท่านทําบุญเพื่อศาสนทายาท ท่านทําบุญเพื่อชนรุ่นหลัง”

ท่านพระอาจารย์มั่นปรารภถึงท่านพระอาจารย์เสาร์

องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้

“เมื่อกล่าวมาถึงความเปลี่ยนแปลงของการปฏิบัติ ซึ่งชักจะออกนอกลู่นอกทางที่ท่านพาดําเนินมา ทําให้ระลึกได้ในโอวาทอันเกี่ยวกับความเผ็ดร้อน ที่ออกมาจากความสะเทือนใจ ท่านพระอาจารย์มั่น คราวที่พักอยู่วัดหนองผือ สกลนคร คือ เย็นวันหนึ่ง หลังจากปัดกวาดลานวัดและสรงนํ้าเสร็จแล้ว มีพระทยอยกันขึ้นไปกุฎีท่านหลายองค์ ท่านเองก็ได้ปรารภธรรมในแง่ต่างๆ ให้ฟัง วันนั้นท่านปรารภถึงท่านอาจารย์เสาร์ที่เป็นอาจารย์ให้พวกเราฟังอย่างถึงใจว่า 

ท่านอาจารย์เสาร์ เป็นอาจารย์ที่มีเมตตามหานิยม เป็นหลักใจแก่โลกมาก ผิดอาจารย์ ทั้งหลายอยู่มาก เป็นผู้เด่นในวงคณะ ใครเข้าไปใกล้ชิดเป็นต้องสนิทรักใคร่เลื่อมใสในองค์ท่าน ทันที แต่การให้โอวาทสั่งสอนประชาชนพระเณรนั้น ท่านไม่ค่อยสั่งสอนพิสดารกว้างขวางเหมือน ผู้อื่น พูดเพียงประโยคสองประโยคเท่านั้นก็หยุด แล้วนั่งตัวตรงและเฉยอยู่ราวกับพระพุทธรูป ไม่มีการไหวติงอวัยวะส่วนใดเลย

แต่คนติดใจในโอวาทและองค์ท่านชนิดฟังและเห็นแล้วไม่จืดจาง กลับมาแล้วยังคิดอยากเห็นอยากฟังท่านไม่มีวันอิ่มพอ ใครๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารักเลื่อมใสท่านมาก แต่น่าเสียดาย บรรดาพระเณรที่เป็นลูกศิษย์ท่านมักไม่เข้มแข็ง และมีหลักเกณฑ์ทางภายในภายนอก สมกับได้อาจารย์ดีวิเศษเป็นผู้อบรม ทั้งนี้คงเป็นเพราะความลืมตัวนอนใจและหยิ่งในตัวมากกว่า ทั้งที่ไม่มีอะไรที่ควรหยิ่งและภูมิใจ เมื่อเห็นท่านใจดีมีเมตตา ไม่ค่อยดุด่าจํ้าจี้จํ้าไชเหมือนอาจารย์ทั้งหลาย แม้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนต่อหน้า ซึ่งควรจะดุด่าว่ากล่าวบ้าง พอผู้ผิดได้มีสติระวังตัวต่อไป ไม่ลืมตนก้นด้านจนชินชา และเป็นคนใจด้านสันดานจม

พอท่านอาจารย์มั่นหยุดการให้โอวาทชั่วคราว เห็นได้โอกาสพระองค์หนึ่งก็เรียนถามขึ้นอย่างดื้อๆ ชนิดไม่มีความแยบคายอะไรเลย คล้ายนิสัยของผู้เขียนที่มีติดสันดานมาจนบัดนี้ว่า ท่านอาจารย์เสาร์ ท่านสิ้นกิเลสอาสวะแล้วดังคําเล่าลือจริงไหมครับผม? 

องค์ท่านเองซึ่งสนใจพยายามอบรมสั่งสอนพระเณรให้ฉลาดแหลมคมอยู่แล้ว พอได้ยินคําถามชนิดไม่น่าจะมีใครกล้าหาญแบบนั้นถามขึ้น ท่านเองก็ยิ้มนิดและหยุดไปชั่วคราว แล้วมองไปยัง พระองค์ซื่อๆ ที่น่าสงสาร ซึ่งมีเจตนาบริสุทธิ์นั้นด้วยอาการยิ้ม แฝงไปด้วยความเห็นใจและสงสารเธอที่ซื่อและโง่เขลาเกินกว่าจะตําหนิติโทษใดๆ แล้วพูดเป็นเชิงอนุโลมในลักษณะโง่ๆ ไปด้วย เพื่อต้อนรับความโง่ ความซื่อของเธอองค์นั้น เช่นเดียวกับม้าอาชาไนยปฏิบัติตัวต่อยายแก่ผู้เลี้ยงดูตน ฉะนั้น ว่าท่านสิ้นสุดวิมุตตินิพพานไปนานแล้ว ตั้งแต่ท่านเองยังไม่เกิดโน่น ท่านยังจะหลง บ้าสงสัยมาถามอะไรอยู่อีก

การศึกษาไต่ถามอะไร ก็ไม่มีอุบายแยบคายบ้างเลยสักนิด พอเป็นเครื่องหมายของคน มีสติปัญญา เพื่อแก้กิเลสความโง่เขลาของตนบ้าง ฉะนั้น จิตใจจึงสนุกนอนจมอยู่กับความโง่ ตลอดเวลา การภาวนาก็มีแต่ความโง่เขลาโงกง่วงนั่งทับอยู่บนศีรษะไม่มีเวลาสร่าง ชะโงกหน้า ชะโงกหลังราวกับลิงชะโงกดูคน คนโง่หรือฉลาดเพียงแสดงอาการออกมาก็พอทราบได้ เฉพาะท่านรู้สึกจะโง่เอาเสียจนน่าทุเรศ ธรรมจะไม่อาจแทรกลงสู่ดวงใจได้ในเวลาฟังการอบรม 

ผู้ให้การอบรมเองก็คงจะระอาเช่นกัน ถ้าเป็นนิสัยปัญญาอยู่บ้าง นอกจากจะเป็นอาจารย์ด้วยการเสกสรรตัวเอาเองเพราะบวชนาน นั่นอาจไม่มีทางทราบได้ กระทั่งตัวเองเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นท่านก็อบรมสั่งสอนต่อไป ด้วยความเอ็นดูสงสารพระองค์นั้น ราวกับการเรียนถามแบบ โง่ๆ นั้น แฝงอยู่ด้วยอุบายความฉลาด อาราธนาท่านให้แสดงธรรมให้ฟัง ฉะนั้น 

ใจความแห่งธรรมที่แสดงในขณะนั้น แทนที่จะเป็นธรรมเผ็ดร้อน ดังที่เคยเป็นมา แต่กลับเป็นธรรมที่เต็มไปด้วยเมตตา แสดงด้วยความอ่อนหวาน อ่อนโยน ซาบซึ้งจับใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนพ่อแม่อบรมเด็กเล็กด้วยความรักสงสาร จนทําให้เด็กเห็นโทษใจอ่อนนํ้าตาไหลคลอไปได้ เนื้อธรรมที่แสดงนั้นผู้เขียนจําได้เพียงเล็กน้อย จึงขออภัยหากผิดพลาด เพราะเจ้าโมหะอันเดียว พาให้เป็น มีใจความว่า 

หมู่คณะก็นับว่าโง่เขลาขึ้นทุกวัน แทนที่จะฉลาดตามอุบายที่อบรมสั่งสอน แต่ผมเองก็ นับวันแก่ลงทุกวัน การทําประโยชน์แก่หมู่คณะก็นับวันด้อยลงทุกวัน ความเมื่อยหิวอ่อนเพลียก็ นับวันเพลียลงทุกวัน สังขารร่างกายก็นับวันร่วงโรยลงทุกวัน เพียงดูลมหายใจไปเป็นวันๆ เท่านั้น อาหารต่างๆ ที่เคยมีคุณแก่ร่างกายมาดั้งเดิม ธาตุมันกลับเห็นเป็นโทษไม่อยากรับอยากฉัน และกลับเบื่อหน่ายคลายความยินดีต่อสิ่งเยียวยาทั้งหลายไปทุกวันเวลา วันเวลาของการตายก็คืบคลานเข้ามาทุกที ไม่มีการหยุดพักเพื่อให้การผ่อนคลายแก่ธาตุขันธ์บ้างเลย ลมหายใจที่เคยสูดเข้าสูดออกสบายโดยอัตโนมัติ ก็แสดงอาการฝืดเคืองขึ้นมาทุกเวลานาที ราวกับจะไปจากเราอยู่ทุกขณะที่ได้โอกาส 

แต่เวลามองดูผลจากการอบรม ที่ควรจะเกิดตามเจตนาที่อบรมสั่งสอนหมู่คณะ แต่กลับ มองเห็นแต่สิ่งที่ไม่เคยคาดหมาย บ้างก็เป็นความขี้เกียจมักง่ายอ่อนแอ บ้างก็เป็นความซึมเซา เหงาหงอยไม่ร่าเริงในความเพียร บ้างก็เป็นความเคลื่อนคลาดจากหลักปฏิบัติที่พาดําเนินมา บ้างก็เห็นแต่ความโง่เขลาเบาความคิดอ่านไตร่ตรอง ดังที่ถามเรื่องท่านอาจารย์เสาร์เมื่อครู่นี้เอง ซึ่งมิใช่ทางเดินของผู้มาอบรมศึกษาหาความพ้นทุกข์ตามทางศาสดาที่พาดําเนิน เพราะเป็นความโง่เขลาอย่างน่าทุเรศเหลือจะทนฟังได้ จึงวิตกกังวลกับหมู่คณะอยู่ไม่วาย เวลาผมตายไปจะไม่มีผู้เป็น หลักฐานทางจิตใจและปฏิปทาเครื่องดําเนินสืบต่อไป กลัวจะเป็นดังที่กล่าวมานั้น

จึงขอวิงวอนหมู่คณะที่มาศึกษาอบรมด้วยสะดุดใจในความมาอยู่ร่วมกัน ซึ่งมิใช่เป็นของเที่ยงถาวร พอจะพากันนอนใจ วันเวลาล่วงไป ตัวเราแต่ละคนก็มีทางจะล่วงไปเช่นเดียวกัน  ผู้ประมาทก็จะไม่มีของดีใดๆ ติดตัวไป เวลาที่ผ่านไปนั้น สิ่งที่ต้องติดตัวไปอย่างแยกไม่ออก ก็คือความเหลวไหลที่เคยติดอยู่ในนิสัยสันดานเดิม 

ผลแห่งความประมาท ก็คือ ความจนตรอกพอกพูนทุกข์ไม่มีประมาณ อยู่ที่ใด ไปที่ใด  ก็มีแต่มารคอยรังควานกวนใจให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนต่างๆ ไม่มีสถานที่และเวลาปลงวางลงได้  ทุกกาล สถานที่ของคนประมาท มีแต่ทุกข์ติดแนบกับตัวยิ่งกว่าเงา เพราะโทษแห่งการตั้งตัว เป็นมารแก่ตัวเองโดยมิได้สํานึกว่า ความประมาทเป็นตัวภัยตัวมารคอยล้างผลาญตัวเอง ส่วน ผู้ไม่ประมาท ย่อมได้ของดีไปประดับและเชิดชูตน ผล คือ ความสุขกายสบายใจไปตลอด กาลสถานที่ ไม่มีภัยมีเวร ไม่มีเคราะห์เข็ญเวรภัยคอยเบียดเบียนราวี ทุกสิ่งที่เป็นผลก็เป็น มิตรมงคลแก่ตนโดยตลอด

ผมพยายามเต็มความสามารถทุกวิถีทาง ในการให้อุบายสั่งสอนท่านทั้งหลาย เพื่อสร้างความเป็นมิตรแก่ตน ด้วยความไม่ประมาทในหน้าที่ของนักบวชและนักปฏิบัติ เพราะทราบอยู่ เสมอว่า ไม่นานร่างของผมก็จะจากท่านทั้งหลายไปตามทางสมมุติที่โลกให้นามกัน เวลามีชีวิตอยู่ การสั่งสอนก็ได้พยายามเลือกเฟ้นอรรถธรรมที่ควรแก่ฐานะ และเพศแห่งนักบวชมาแสดงอย่าง เต็มภูมิ มิได้ปิดบังซ่อนเร้นส่วนใดไว้แม้แต่น้อย ดังนั้น การเห็นหรือได้ยินสิ่งไม่ดีในวงคณะ มีความประมาทนอนใจ เป็นต้น จึงขัดกับความมุ่งหมายของตนที่มีแก่บรรดาศิษย์มาอย่างสนิทใจ ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากให้ท่านผู้ใดสนใจใคร่ประพฤติ เพราะขึ้นชื่อว่าความประมาทแล้ว ไม่ว่าประมาทในสถานใด ย่อมทําคนให้เสียได้ทุกกรณี จึงเป็นสิ่งไม่ควรสนใจใคร่คิดกับความ ไม่ดีนั้นๆ  เลย

ขอนิมนต์ทุกท่าน จงเห็นใจผู้ให้การอบรมสั่งสอนที่ได้ตั้งหน้าทําหน้าที่อย่างเต็มภูมิด้วยความเต็มใจและเมตตา จงพยายามฝึกทรมานตนด้วยหลักธรรมที่พรํ่าสอนตลอดมา อย่าให้เป็นลักษณะของทัพพีหรือช้อนระคนอยู่กับแกง แต่ไม่รู้รสของแกงว่าเป็นอย่างไรบ้างเลย แต่ให้เป็น แบบลิ้นกับรสอาหารชนิดต่างๆ  ที่สัมผัสกัน  ซึ่งทราบรสของอาหารนั้นๆ ทันที 

ผมประสงค์อยากเห็น อยากทราบใจท่านทั้งหลาย กับธรรมประเภทต่างๆ ที่แสดงให้ฟังเสมอมาว่า เข้าถึงกันมากน้อยไปโดยลําดับที่แสดง ทั้งภาคปฏิบัติ ทั้งความรู้ชนิดต่างๆ ที่เกิดจากภาคปฏิบัติ และความรู้ที่เกิดขึ้นรับกันในขณะฟัง อันเป็นการปฏิบัติภาคพิเศษ ว่ามีความกลมกลืนกันไปโดยสมํ่าเสมอ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งลดด้อยถอยลง อันเป็นการขาดวรรคขาดตอนจากเหตุ ซึ่งจะยังผลประเภทนั้นๆ ให้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะเหตุคือการทําเกิดอุปสรรค ผลจึงพลอยเป็นอุปสรรคไปด้วย เพื่อความราบรื่นสมํ่าเสมอแห่งผลที่พึงหวัง จึงกรุณาบําเพ็ญเหตุด้วยความสนใจ ผลไม่เป็นสิ่งพึงบังคับเหมือนเหตุ แต่จะเกิดขึ้นมาเองดังนี้”

เรื่องหมากัดแทะกระดูกครูอาจารย์ไปขายกิน

องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้

“พอท่านแสดงธรรมเพื่อสงเคราะห์พระที่น่าสงสารจบลง ตอนนี้ขออภัยเรียนตามเหตุผลหลักธรรมที่ท่านแสดงในขณะนั้น เพื่อเป็นข้อคิดสําหรับชาวพุทธเรา หากไม่นําลงก็น่าจะขาด ความหนักเบาแห่งธรรมที่ท่านแสดงในเวลานั้นไป ซึ่งเป็นเนื้อธรรมที่น่าเสียดายสําหรับท่านผู้หวังเทิดทูนศาสนธรรมและครูบาอาจารย์ คือ หลังจากท่านแสดงจบลง มีพระอีกองค์หนึ่งกราบเรียนเรื่องอัฐิท่านอาจารย์เสาร์ว่า มีพระบางพวกที่เป็นลูกศิษย์ท่านเอง จังหวัด… นําอัฐิท่านมาบด ให้ละเอียดผสมกับผงชนิดต่างๆ ที่ถือกันว่าขลังๆ แล้วปั้นเป็นองค์พระเล็กๆ จําหน่ายกัน เป็นจํานวนมาก องค์ละราคาแพงๆ ด้วย มีผู้เช่าไปบูชากันมาก โดยไม่สนใจกับราคาค่างวด ว่าแพง หรือไม่แพงเลย กระผมเห็นแล้วอดสลดสังเวชใจไม่ได้

เพียงเท่านี้เอง ท่านก็อุทานขึ้นทันทีว่า โอ้โฮ ! พากันเป็นถึงขนาดนั้นเทียวหรือนี่ พระจําพวกทําลายพระศาสนา ทําลายครูอาจารย์ พากันเป็นหมากัดแทะกันกระทั่งกระดูกท่านกินยิ่งกว่าหมาเสียอีก นี่คือพวกสิ้นคิดและหมดทางหากิน จึงพากันกัดแทะกันกระทั่งกระดูกอาจารย์ของตน หมามันยังรู้จักเจ้าของไม่ยอมกัดแทะ แต่นี่มันยิ่งกว่าหมา จึงไม่รู้จักเจ้าของ กัดแทะกิน เรียบไปเลย พวกนี้พวกหมดยางอายถึงได้กัดแทะกระดูกครูอาจารย์ไปขายกิน

เฮ้อ ! พร้อมทั้งชี้นิ้วส่ายไปมารอบๆ บริเวณที่พระนั่งอยู่ด้วยเสียงเผ็ดร้อนว่า พวกที่มาอยู่ กับผมเวลานี้ พากันมาอยู่แบบพระหรือมาอยู่แบบหมากันแน่ รีบตอบเดี๋ยวนี้ ถ้ามาอยู่แบบพระ ก็สนใจในธรรมและตั้งใจปฏิบัติ ถ้ามาอยู่แบบหมาดังที่เป็นมาแล้วก็ต้องรอคอยแย่งกระดูกกันไป กัดแทะ ด้วยการจําหน่ายขายกระดูกผมกินดังพวกสิ้นคิดนั้น นั้นคือพวกปฏิบัติแบบหมา มิใช่ แบบพระ คอยแทะทั้งเป็นแทะทั้งตายไม่มีวันอิ่มพอและอายบาปบ้างเลย พวกจิตใจตํ่าทราม คอยทําลายศาสนา ทําลายครูอาจารย์อย่างไม่อาย มีใครบ้างที่เก่งๆ อยู่ที่นี่ ซึ่งคอยจะกัดแทะ เนื้อหนังและกระดูกผมไปขายในเวลาเป็นและเวลาตายไป รีบบอกมา จะได้เสริมชื่อเสริมนาม ให้สูงส่งเสียแต่ที่ผมยังไม่ตายว่า “คณะพ่อค้าขายกระดูกครูอาจารย์กิน”

พระพวกนี้นอกจากทําแบบหมาคอยแทะกระดูกแล้ว ยังมีกโลบายขายครูอาจารย์กินได้หลายทางอีกด้วย ไปที่ไหนชอบอวดตัวว่าเป็นลูกศิษย์อาจารย์นั้น อาจารย์นี้ ซึ่งมีคนเคารพเลื่อมใสมาก เพื่อเป็นทางประกาศตัวและประจบหากิน พวกนี้คือพวกเชือดเนื้อเฉือนหนังแทะกระดูก ครูอาจารย์ขายกินชนิดไม่มีวันอิ่มพอ กินจนตายขายจนหมดตัว ทั้งขายกินอย่างไม่อาย และ ขายกินไปตลอดชาติและประกาศโฆษณาขายยิ่งกว่าพ่อค้าเสียอีก ไปที่ไหนประกาศขายที่นั่น ปากไม่อยู่เป็นสุข เพราะหนอนคือความทะยานอยากเข้าบ่อนไช จนประชาชน พระ เณรที่รักศีล รักธรรม รักข้อปฏิบัติเบื่อเอือมระอาไปตามๆ กัน ไม่อยากเข้าหน้าคบค้าสมาคม แม้เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกัน แล้วยังมีใครอีกบ้างที่อยู่กับผมเวลานี้ ซึ่งกําลังเรียนวิชาหมาแทะกระดูก และปฏิบัติแบบหมาคอยกัดแทะกระดูกทั้งเวลาเป็นอยู่และเวลาตายไปของผม

ท่านพูดยํ้าแล้วยํ้าเล่าจนผู้ฟังตัวชาไปตามๆ กัน แม้เช่นนั้นก็ยังไม่ยุติเอาง่ายๆ ยังมีเหน็บๆ แนมๆ เฉียดหน้าเฉียดหลัง เฉียดใกล้เฉียดไกลอยู่นั่นเอง จนผู้นั่งฟังตั้งตัวไม่ติด กระวนกระวาย อยู่ภายใน ทั้งร้อนทั้งหนาว ทั้งจะปวดหนักปวดเบา ทั้งอยากมุดลงพื้นดิน ทั้งจะเป็นลมสลบไป ในขณะนั้น เพราะความกลัวและความอับอายชนิดไม่มีที่ปลงวาง ราวกับตัวเองก็เป็นหมาตัวกัดแทะเก่งๆ ตัวหนึ่ง แม้ไม่ได้เป็นดังท่านว่า 

จากนั้นท่านก็บรรยายเรื่องพระที่มีจิตใจตํ่าทราม หมดรัศมีแห่งธรรมภายในใจ หมดความ หวังในธรรม หมดความพากเพียรทางใจ หมดความสนใจฝักใฝ่ในธรรม เปลี่ยนความรู้ความเห็น จากภายในออกสู่ภายนอก เพราะจิตใจกลับกลายคลายจากธรรมไปสู่โลกโดยสิ้นเชิงแล้ว อาศัยโลกามิสเป็นอารมณ์ และเรือนอยู่ของใจเป็นเครื่องประดับเกียรติ พูดประจบประแจงหว่านล้อม ด้วยอุบายต่างๆ ให้ประชาชนที่มีนิสัยเชื่อพระมาแต่บรรพบุรุษหลงเชื่อตาม และกวาดต้อนมาเป็นบริษัทบริวารมากเพื่อประดับเกียรติว่า ตัวมีโวหารปฏิภาณดี ฉลาดแหลมคม มีอํานาจวาสนามาก มีผู้คนเคารพนับถือมาก  มีลูกศิษย์บริษัทบริวารมาก 

นับวันลืมตัว จะพองตัวมั่วสุม จนหมดความสํานึกโดยสิ้นเชิง วันคืนกาลเวลาผ่านไปด้วยความเขย่าก่อกวนต่างๆ ไม่มีประมาณ โดยการชักชวนผู้นั้นให้ผลิตสิ่งนั้น ชักชวนผู้นี้ให้สร้างสิ่งนี้ ว่าดีมีอานิสงส์มาก ทั้งที่ตนกําลังเตรียมโดดลงนรกหลุมก่อกวนวุ่นวายอยู่ทุกขณะอยู่แล้ว ไม่อาจดํารงตัวให้อยู่ด้วยความสงบสุขได้แม้ชั่วขณะหนึ่ง เพราะหัวใจแตก ดีแตก และเพราะหัวใจที่ เต็มไปด้วยความพอกพูนส่งเสริมกิเลสประเภทโลกามิสตลอดเวลานาทีพาให้รบเร้าก่อกวน ให้พาออกเที่ยวชักชวนก่อกวนประชาชนพุทธบริษัทด้วยวิธีการต่างๆ มีเรี่ยไรบ้าง พาผลิต พาสร้าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชนิดขลังๆ  ราคาแพงๆ  บ้าง ร้อยแปดจนเราตามไม่ทัน

อุบายของพระจําพวกนี้ นับว่าพิสดารเกินคาด แต่ทางแห่งความสงบสุขทางใจทั้งตนและ ผู้อื่นนั้นไม่ยอมสนใจ แม้มาอยู่กับครูบาอาจารย์ก็มาอยู่พอเป็นปากเป็นทาง พอเป็นพิธีว่าตนมาศึกษากับครูอาจารย์องค์สําคัญ เวลาออกไปจะได้ประกาศตนอย่างเต็มยศของนักปฏิบัติประเภทจอมโฆษณาอวดตัวว่าเก่งพอตัวแล้ว จนออกรัศมีสีแสงแพรวพราว เพราะไปอยู่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิด ผู้โปรดท่านอาจารย์องค์สําคัญ เพิ่งออกมาจากสํานักท่านอย่างสดๆ ร้อนๆ ยังไม่ได้ทดลองฝีมือความเก่งกล้าสามารถของตนบ้างเลย เพิ่งฟิตตัวมาใหม่ๆ กําลังคันฟัน ใครอยากให้ทดลองฝีมือ รีบเข้ามารับการอบรม ให้สมศักดิ์ศรีของวิชาที่เพิ่งได้รับประสิทธิ์ประสาทมาใหม่ๆ จะได้มรรคได้ผลรวดเร็วสมความปรารถนาที่กระหายมานาน ไม่แกล้งอวดตัวว่าเก่ง แต่วิชาเป็นอย่างนั้นจริงๆ ดังนี้ 

คนเราที่เป็นลูกชาวพุทธ เลือดเนื้อชาวพุทธอยู่แล้ว ไม่เชื่อพระ ก็จะไปเชื่อใครที่พอจะ ลงใจได้ ก็จําต้องเชื่อพระ แต่ไปเจอเอาพระประเภทกัดแทะกระดูกเนื้อหนังครูอาจารย์และประชาชนเข้า ก็พลอยล่มจมไปด้วยที่น่าสงสาร

นี่แลผมวิตกเหลือเกินว่า เรื่องมันจะเป็นไปทํานองนี้แน่นอน เพราะความตํ่าทรามแห่งจิตใจของพระปฏิบัติประเภทกาฝาก ที่คอยทําลายวงคณะและจิตใจพุทธบริษัทให้ฉิบหายล่มจมไปด้วยไม่มีประมาณ เพียงท่านอาจารย์เสาร์ท่านมรณภาพผ่านไปไม่กี่ปีเลย คณะลูกศิษย์ของท่านเอง ก็เป็นตัวบุ้งตัวหนอนพากันทําลายเสียเองด้วยวิธีการต่างๆ ผมจึงเชื่อไม่ได้ว่าคณะลูกศิษย์ประเภทกาฝากที่มาอาศัยผมมาเป็นยุคๆ คราวๆ จะทําอย่างนั้นหรือยิ่งกว่านั้นไม่ได้ 

ส่วนพระประเภทศิษย์มีครูก็จะอยู่ลําบาก และพลอยเสียไปด้วยตามโลกวัชชะ คือ โลก ติเตียนนินทา เพราะความเกี่ยวเนื่องกัน การกระทําด้วยความตํ่าทรามทางจิตใจเช่นนี้ จะไม่มีวันรู้สึกสํานึกตัวได้เลยตลอดวันตาย จึงน่าวิตกกับท่านผู้ปฏิบัติดีซึ่งมีอยู่จํานวนมาก จะพลอยได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วยพระจําพวกประพฤติตัวเป็นมูตรเป็นคูถ เที่ยวฉาบทาให้เปรอะเปื้อนและส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปตามๆ กัน

ผมเคยพูดเสมอด้วยความวิตกเป็นห่วงวงคณะ ที่ทําให้วิตกมากก็จําพวกคอยทําลายตัวเองและหมู่คณะให้เสื่อมเสียไปด้วยนั่นแล เพราะพวกนี้มิใช่ผู้จะคอยรับฟังเหตุผลดีชั่วของครูอาจารย์หรือของใคร ด้วยความสนใจใฝ่ธรรมนักเลย แม้ขณะอยู่กับครูอาจารย์ ก็ยังมีการแสดงลวดลาย แห่งนิสัยของผู้จะก้าวไปเพื่อความตํ่าทรามให้เห็นอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เวลาออกไปจากครูอาจารย์แล้วจะแสดงลวดลายให้เต็มฝีไม้ลายมือเพียงไรนั้น ผมไม่สงสัย อย่าเข้าใจว่าผมจะไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องหยาบๆ ที่ไม่จําต้องทําความพยายามสังเกตถึงจะทราบได้ แม้ไม่พยายามก็พอทราบได้ และทราบอยู่ทุกอาการเคลื่อนไหวทั้งภายในภายนอกนั่นแล เป็นแต่ไม่พูดเท่านั้น 

ขณะที่อยู่กับครูอาจารย์ หรือเวลาครูอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ก็พยายามซ่อนเล็บเก็บเขี้ยว ไว้บ้าง พอเป็นกิริยาให้โลกงามตา ไม่ผาดโผนโยนตัวจนเกินไป แต่เวลาครูอาจารย์ตายจากไปแล้วนั่นแล เป็นโอกาสที่พระจําพวกกาฝากนี้ จะแสดงลวดลายของตัวในแง่ต่างๆ อย่างเต็มฝีมือ เพราะไม่มีที่เกรงขามพอให้เกิดความกระดากอายบ้าง

คนเราเมื่อหมดความสนใจในธรรมเสียอย่างเดียว ย่อมทําความชั่วได้ทุกอย่างโดยไม่มีความกระดากอายอะไรทั้งสิ้น จําพวกนี้แลที่จะทําความเสียแก่วงคณะและพระศาสนาได้มาก โดยอาศัย ผ้ากาสาวพัสตร์ เครื่องบริขารของพระธุดงคกรรมฐานเป็นเครื่องมือหากินและทําลายไปในตัว ผมกลัวนักกลัวหนา เพราะเป็นประเภทที่ชินชาและต้านทานยา คือ ธรรมเก่ง ไม่มีจําพวกไหน เก่งเท่าบรรดานักบวชที่หมดหิริโอตตัปปธรรมภายในใจ ผมไม่ชมพระที่ทําตัวไม่น่าชมเชย ไม่ตําหนิพระที่ไม่ควรตําหนิ และผมชมเชยพระที่ปฏิบัติดีเป็นที่น่ายกย่องชมเชย ตําหนิพระที่น่าตําหนิ เพราะพระที่มาปฏิญาณตนว่าเป็นลูกศิษย์ของผมทั้งเก่าและใหม่ มีทั้งประเภทชั่วที่น่าตําหนิ และประเภทดีที่น่าชมเชย สับปนกันมาตามยุคตามสมัยเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ผู้ชั่วก็มี ผู้ดีก็มาก

ท่านที่ยังมีความหวังเป็นสมบัติอันพึงได้รับอยู่ ก็ขอนิมนต์คิดให้ถึงใจบรรดาธรรมที่แสดงเหล่านี้ ผู้ที่จะสร้างความหมดหวังแก่ตนต่อไปไม่ยอมเห็นโทษ ก็ไม่ควรอยู่ให้หนักพระศาสนาและ ครูอาจารย์ตลอดวงคณะ จงไปสร้างเสียคนเดียวให้เป็นที่พอใจ ตายแล้วจะไม่ได้สร้าง และเสวยผลแห่งกรรมที่ตนรักชอบยิ่งนักนั้นแต่ผู้เดียว ไม่มีใครไปแย่งชิงกวนใจ คงจะสนุกอยู่คนเดียว เพราะวิบากประเภทนี้โลกผู้ดีขยะแขยงและหวาดกลัวกันมาก ไม่มีใครหาญไปแย่งชิงแน่นอน 

การอบรมสั่งสอนแต่ต้นถึงปัจจุบัน จนผมแก่ขนาดนี้ซึ่งไม่นานก็จะตาย นับว่าสอนอย่างหมดไส้หมดพุง ทั้งภายนอกภายในไม่มีอะไรเหลือหลออยู่พอเป็นเชื้อผสมยาได้อีกแล้ว ใครยัง เห็นว่าไม่สมใจก็ควรผลิตขึ้นเอง แต่ระวังอย่าให้กลายเป็นยาพิษเผาผลาญตนและวงคณะ ดังที่ เห็นๆ และได้ยินอยู่เวลานี้ก็แล้วกัน ผมอนุโมทนาด้วย

พอท่านแสดงธรรมประเภทอสนีบาต (ฟ้าผ่า) จบลง พระที่นั่งฟังอยู่ด้วยกันหลายองค์ เวลานั้น ไม่มีองค์ใดกล้ากระดุกกระดิกกายบ้างเลย คงนั่งตัวแข็งเงียบไปตามๆ กัน พอเห็นอาการของพระกลัวมากและน่าสงสาร ท่านจึงเริ่มธรรมประเภทปลอบโยนขึ้นใหม่อย่างแผ่วเบา ราวกับไม่ใช่องค์เดียวกันเป็นผู้แสดงว่า 

ที่พูดเช่นนั้นก็เพื่อบําราบปราบปรามโรคชนิดร้ายแรงเอาไว้ มิฉะนั้นก็จะลุกลามเข้ามาใน วงคณะ ให้กลายเป็นโรคระบาดสาดกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง คนดีก็จะอยู่ไม่ได้ กลายเป็น ไฟเผาโลกไปตามๆ กัน ท่านที่มุ่งมาด้วยความสนใจใคร่ธรรมก็น่าเห็นใจ แต่การแสดงธรรมต่อ โลกสมมุตินั้น มิได้มีห้องเก็บเสียงและแบ่งสัดแบ่งส่วนเฉพาะบุคคลนั้นๆ จะควรรับฟังหรือไม่ควร เมื่อแสดงออกแล้วจําต้องได้ยินทั่วกัน โดยไม่นิยมว่าใครผิด ใครถูก ใครดี ใครชั่วประการใด

แต่ข้อพิสูจน์ตัวเองในขณะฟังก็มีอยู่ว่า ตนมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือยังคงที่ดีงาม อยู่ประการใดบ้าง ย่อมเป็นเครื่องวัดความผิดถูกไปในตัว ธรรมที่ได้ยินได้ฟังก็เป็นแสงสว่างช่วยให้มองเห็นทางผิดทางถูกในการปฏิบัติ ทั้งปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดี สมกับความตั้งใจมา อบรมศึกษาหาความรู้ความฉลาดใส่ตน เพราะผู้สนใจในธรรมอย่างแท้จริงยังมีอยู่มาก แต่ยัง ไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติก็ยังมี ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังเพื่อเป็นแนวไว้บ้าง เห็นใครทําผิดพลาดประการใด ก็ทําตาม โดยขาดความคิดอ่านไตร่ตรองก็อาจมี ซึ่งเป็นทางเสียหายได้โดยไม่ตั้งใจว่าจะทําผิด ยิ่งไปเจอเอาจําพวกปลาฉลามใหญ่ ดังที่กล่าวมาด้วยแล้ว ก็จะถูกกลืนเอาอย่างง่ายและน่าเสียดาย เนื่องจากมีการศึกษาน้อยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 

หลังจากนั้น ท่านก็พูดคุยธรรมดา ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระทั้งหลายจึงพอมีลมหายใจ คืนมาบ้าง ไม่เหมือนถูกขังดัดสันดานในตุ่มที่ปิดฝาไว้อย่างมิด ไม่มีลมพอหายใจ และถูกเผาด้วย ตปธรรมเมื่อครู่ก่อนนั้น

พอได้เวลา ต่างกราบท่านลงมา และต่างองค์ต่างแสดงความยิ้มแย้มต่อกันตามประสาของนักโทษที่ถูกปล่อยตัว และแอบสนทนากันที่สภาหนู (ที่ลับหลัง) ตามเคย บางองค์ท่านจะโมโห อยู่บ้าง ปล่อยโพล่งออกมาทันทีพอได้ความว่า ท่านอุตริไปพูดขึ้นทําไม คําอื่น เรื่องอื่นที่ควรพูด กว่านั้นไม่มีบ้างหรือ เห็นไหมล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง มีผู้สลบบ้างหรือเปล่าเมื่อกี้นี้ โดนจังๆ เข้า แบบนั้น ทําไมไม่ถามล่ามผู้เคยแปลเขาบ้างล่ะ (ท่านที่เคยรู้นิสัยท่าน) อวดดี เมื่อเจอของดีเข้าแล้วเข็ดบ้างไหม ถ้ายังไม่พอ วันหลังหาเรื่องไปเรียนท่านใหม่ เลือกเอาที่จังๆ กว่าวันนี้นะ ผมน่ะ ไม่ขึ้นแน่วันหลัง ปล่อยให้คนดีคนเก่งรับตะบองใหญ่คนเดียว ก็ผมไม่นึกว่า ท่านจะใช้ไม้ตายแบบนี้นี่นา จึงได้เรียนแบบซื่อๆ เซ่อๆ อย่างนี้ องค์ที่ถูกรุมให้เหตุผล ใครว่าท่านดุด่า ผู้นั้นก็ไม่เห็น ความผิดของตนล่ะซินะ ผมยังอยากให้ท่านลงหนักยิ่งกว่านี้อีก 

วันนี้จิตผมหมอบราบเลยราวกับคนตายแล้ว สมนํ้าหน้าจิตตัวคะนองวิ่งรอบโลกเหลือเกินวันนี้ ผมภาวนาคนเดียว จิตมันดื้อกระโดดโลดเต้นไม่ยอมสงบเอาเลย เหมือนจับลิงทั้งฝูงเข้ากรง นั่นแล แต่วันนี้พอโดนธรรมท่านหนักๆ เข้า จิตไม่มีทางออก เพราะถูกท่านตีต้อนด้วยธรรม เลยหมอบสงบลงได้อย่างง่ายดาย แหม ! ดีจริงวันนี้ ผมขออนุโมทนาด้วยท่านที่หาญอาราธนาท่านแบบนี้ วันหลังจะมีใครได้เรื่องแปลกๆ และเผ็ดๆ ร้อนๆ ไปเล่าถวายท่านอีก เผื่อลิง (จิต) ผมจะได้อยู่สงบสุขบ้าง ขณะท่านสับเขกอย่างแรง วันนี้ดีเหลือเกิน นับแต่ฟังเทศน์ท่านมาก็มีวันนี้เป็น วันสําคัญสําหรับผม อีกองค์หนึ่งพูดขึ้นด้วยความพอใจ

บรรดาพระทั้งที่นั่งฟังอยู่บนกุฎีท่าน ทั้งที่แตกตื่นกันมาแอบฟังอยู่ตามข้างๆ และใต้ถุนกุฎีท่านเป็นจํานวนมาก ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย หลายองค์กลัวท่านจนแทบลืมหายใจ หลายองค์ ที่ชอบฟังเทศน์ชนิดเผ็ดร้อน หลายองค์ที่ฟังแล้ว จิตได้รับความสงบอย่างแน่วแน่ในขณะนั้น หลายองค์ แต่โดยมากเพิ่งมาอยู่กับท่านใหม่ๆ ทั้งกลัวทั้งอายอยากมุดดินลงในขณะนั้น จิตร้อน เป็นไฟไม่มีความสุขเลย ทั้งที่ไม่มีความผิดที่เคยทํามาพอประสานกับธรรมท่านบ้างเลย 

เฉพาะผู้เขียนความรู้สึกเป็นไปได้ร้อยแปดยิ่งกว่าบ้ามารวมกันอยู่ในหัวใจ สิ่งที่ถึงใจและ ฝังใจมากจนไม่มีวันลืม ก็คือตอนท่านว่า พากันมาเรียนและปฏิบัติแบบหมาหรือแบบไหนกันแน่ นั่นแล ความจริงก็เพราะตนไม่อยากเป็นหมานั่นเอง ทั้งที่ตัวเองขโมยเป็นหมาไปแล้วด้วยความ ไม่รอบคอบ แต่ยังไม่ทราบว่า ตนได้กลายเป็นหมาไปแล้วอย่างสมบูรณ์แต่ขณะแรกที่ท่านเทศน์ เรื่องหมากัดแทะกระดูก โดยนึกอวดตัวอยู่ภายในว่า ตนมิได้มาปฏิบัติเพื่อเป็นหมา แต่ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอย่างสมบูรณ์แบบต่างหาก และไม่ได้มาปฏิบัติเพื่อแย่งอัฐิท่านแต่อย่างใด ปฏิบัติเพื่อธรรม คือ มรรคผลนิพพานต่างหาก

สร้างเจดีย์ท่านพระอาจารย์เสาร์

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นพระอรหันตพุทธสาวก ซึ่งสมควรแก่การสร้างเจดีย์ไว้ กราบไหว้บูชา องค์หลวงตาพระมหาบัว  เทศน์หลักเกณฑ์การก่อเจดีย์ไว้ดังนี้ 

“ในครั้งพุทธกาลท่านแสดงไว้ ๔ ประเภท ถ้าพี่น้องทั้งหลายยังไม่เคยทราบก็กรุณาทราบ ในเวลานี้ ผู้ที่จะควรก่อเจดีย์กราบไหว้บูชาของสัตวโลกว่างั้นเลยนะ ก็คือ พระพุทธเจ้า ๑ คําว่าพระพุทธเจ้า หมายถึง ทุกพระองค์เลย พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ พระอรหันต์ ๑ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ ทั้ง ๔ พระองค์นี้สมควรแก่การสร้างเจดีย์สําหรับจิตใจประชาชนให้กราบไหว้บูชา

สถานที่ก่อท่านก็แนะไว้ เป็นสถานที่ชุมนุมชน เช่น ถนนสามแพร่ง สี่แพร่ง หรือที่ชุมนุมชน เขามาจะได้กราบไหว้บูชา พอเห็นเจดีย์ปั๊บ จิตเขาจะพุ่งถึงองค์วิเศษคือองค์ศาสดา จากนั้น รองลงมาก็พระปัจเจกพุทธเจ้า ที่สามก็คือพระอรหันต์ท่าน จิตใจของประชาชนจะมุ่งจุดสูงมาก ทีเดียว จากนั้นก็พระเจ้าจักรพรรดิ คําว่าพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นผู้ทรงบุญญานุภาพ บุญญาบารมีกว้างขวาง เพราะฉะนั้นจึงควรได้รับการชมเชยจากพระพุทธเจ้า ไม่ปรากฏว่าพระองค์ใดจะคัดค้านนะ เป็นผู้สมควรก่อเจดีย์ให้เช่นเดียวกันกับทั้งสามพระองค์นั้น”

ในกาลต่อมาบรรดาศิษยานุศิษย์ได้น้อมใจกันสร้างเจดีย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้เป็นที่สักการบูชาและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ให้ดําเนินชีวิตตามแนวทางคําสั่งสอนของพระบูรพาจารย์ โดยได้มีการก่อสร้างเจดีย์ไว้หลายแห่ง ซึ่งล้วนเป็นสถานที่สําคัญเกี่ยวกับองค์ท่าน ได้แก่ 

วัดดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี อันเป็นวัดสุดท้ายที่ท่านสร้างและอยู่ จําพรรษาเป็นพรรษาสุดท้าย 

วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี อันเป็นสถานที่ท่านบุกเบิกมาภาวนาและเป็นที่ประชุมเพลิงศพท่าน ซึ่งต่อมาได้สร้างเจดีย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ครอบเมรุไว้เป็นอนุสรณ์

วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี อันเป็นสํานักปฏิบัติธรรมแห่งแรกที่ท่านเปิดสอน สมถกรรมฐาน และที่

วัดถํ้าชัยมงคล ภูลังกา อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ อันเป็นสถานที่ท่านเคยพาพระเณรบุกเบิก ธุดงค์ขึ้นมาภาวนา

ฯลฯ

การสร้างเจดีย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อมีการประชุม ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายพระ และศรัทธาญาติโยม ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าควรสร้าง

เจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ณ วัดดอนธาตุ

สําหรับที่วัดดอนธาตุ อดีตเจ้าอาวาสได้ไปกราบเรียนปรึกษาหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร ท่านได้อนุโมทนาเป็นปัจจัยก้นถุงในการก่อสร้างเป็นเงิน ๙๒๐ บาท และได้เอ่ยถึงหลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ว่าเคยเป็นเณรน้อยติดสอยปรนนิบัติท่านพระอาจารย์เสาร์ หลวงพ่อพุธเห็นด้วยกับการก่อสร้างพระเจดีย์และแนะนําให้ไปกราบเรียนพระครูพิบูลธรรมภาณ เจ้าคณะอําเภอ ให้ดําเนินการออกหนังสือแจ้งเจ้าคณะจังหวัด และพระเถระผู้ใหญ่

เจดีย์พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ปู่เสาร์ เพื่อบรรจุอัฐิธาตุ อัฐบริขาร ของใช้ และรูปเหมือน ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้รับการออกแบบให้มีโครงสร้างที่มั่นคงถาวร เป็นโครงสร้างคอนกรีต เสริมเหล็ก ขนาดฐานเจดีย์ ๑๖.๐๐ x ๑๖.๐๐ ตารางเมตร ความสูงถึงยอดฉัตร ๓๓.๐๐ เมตร 

ส่วนบน เป็นที่ประดิษฐานรูปพระอาจารย์เสาร์ และห้องพิพิธภัณฑ์ทรงสี่เหลี่ยม ขนาด ๙.๕๐ x ๙.๕๐ ตารางเมตร สอบเข้าและย่อมุม มีซุ้มประตู ๓ ด้าน ต่อเนื่องกับบันไดขึ้นและลง ส่วนด้านหลังเป็นซุ้มตัน ประดิษฐานรูปหล่อพระอาจารย์เสาร์บนแท่น เพดานรูปทรงกลม

ข้างนอกเป็นลานพื้นคอนกรีตกว้าง โดยรอบฐานส่วนล่างเป็นห้องอเนกประสงค์ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ด้านนอกฐานประดับด้วยหินทรายสีเข้มเข้ากับธรรมชาติ

เหนือส่วนองค์เจดีย์ มีปล้องไฉนปิดทองเป็นข้อรูปแปดเหลี่ยม หมายถึง มรรค ๘ ซ้อนกัน ๓ ข้อ หมายถึง ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์ดี ถัดขึ้นไป เป็นบัลลังก์ ย่อมุมรูปดอกบัวปิดทอง อันเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นดอกไม้ประจําพระบวรพุทธศาสนา

สัณฐานเจดีย์ รูปทรงเป็นรูปกรวย เอกลักษณ์สถาปัตยกรรมอีสาน ทรงแปดเหลี่ยม หมายถึง มรรคมีองค์แปด อันได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ต่อด้วยยอดเจดีย์ หมายถึง นิพพาน เป็นรูป กรวยกลมแหลมประดับปิดด้วยทองอร่ามตา เป็นยอดสูงสุดแลลิ่วสู่ฟากฟ้า เหนือสุดมีฉัตรทอง ปรกองค์พระเจดีย์อันสูงส่ง ควรแก่การสักการบูชา

งานสร้างพระเจดีย์ได้เริ่มอย่างเป็นรูปธรรมในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ และได้ทําพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งในระหว่างทําพิธีอยู่นั้น ได้มีเหตุอันน่าอัศจรรย์ประจักษ์แก่ ผู้ที่อยู่ร่วมพิธี กล่าวคือ มีฟ้าร้องครืนๆ และท้ายสุดมีเสียงฟ้าฟาดเปรี้ยง และมีฝนเทลงมาดุจ นํ้ามนต์ประพรมจากสวรรค์ เสมือนเทพยดาฟ้าดินได้รับรู้กับงานมหากุศลครั้งนี้

งานก่อสร้างบนเกาะนี้เต็มไปด้วยความยากลําบาก ในการขนถ่ายวัสดุ เครื่องจักรเครื่องมือ อีกทั้งฝนตกนํ้าท่วมในช่วงหน้าฝน แต่ด้วยพลังแห่งความเลื่อมใสศรัทธาและพลังใจมุ่งมั่นที่จะสร้างถวายท่านพระอาจารย์เสาร์ งานก่อสร้างจึงได้รุดหน้าจนแล้วเสร็จเสมือนดั่งเนรมิต โดยมีพิธี ยกฉัตรเจดีย์เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ และมีพิธีสมโภชเจดีย์ พร้อมบรรจุพระธาตุ ท่านพระอาจารย์เสาร์ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน  ได้เมตตาเป็นองค์ประธาน พร้อมแสดงพระธรรมเทศนาและรับผ้าป่าช่วยชาติ

พระเจดีย์ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ใหญ่ ที่ยังรักษาสภาพป่าไม้ธรรมชาติเดิมไว้ ฐานพระเจดีย์เป็นกําแพงหินทรายโดยรอบยกสูง ปูหญ้าและจัดสวนตกแต่ง 

เบื้องหน้าพระเจดีย์ทางซ้าย มีกุฏิที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เคยอยู่จําพรรษา เป็นกุฏิไม้เล็กๆ ขนาดห้อง ๒.๕๐ x .๐๐ ตารางเมตร ยกใต้ถุนสูง ๑.๒๐ เมตร มีเพียง ๑ ห้อง และมีระเบียง หน้าห้องยาวตลอด ทางขึ้นเป็นบันไดไม้พาด ๓ ขั้นก้าวห่างๆ ผนังกั้นเป็นผนังไม้ซ้อนทับเกล็ด หลังคามุงด้วยแผ่นไม้ ผ่าเป็นแผ่นยาว ๐.๔๐ เมตร ซ้อนทับกัน มีลักษณะง่ายๆ สมถะ

ถัดมาเป็นแท่นหินที่นั่งกรรมฐานของท่านพระอาจารย์เสาร์ เบื้องหน้าเป็นทางเดินจงกรม ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เคยใช้เดินจงกรม และมีทางเดินจงกรมที่หน้าบันไดกุฏิด้วย ทําให้เห็นถึงปฏิปทาของท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่มุ่งมั่นปฏิบัติสมาธิภาวนา

โดยรอบพระเจดีย์ เป็นลานกว้างใช้ปฏิบัติศาสนกิจ เช่น เวียนเทียน และมีทางเชื่อมศาลา กับเจดีย์เป็นลานคอนกรีต ที่ยังเก็บรักษาต้นไม้ที่มีอยู่ไว้ จึงมีต้นไม้ใหญ่ผุดขึ้นในลานดูร่มรื่น และ ให้บรรยากาศของวัดป่า ด้านขวามีป้ายชื่อ “เจดีย์พิพิธภัณฑ์ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระปรมาจารย์สายพระกรรมฐาน” ทําด้วยหินทรายสีขาวขนาด ๒.๘๐ เมตร สูง ๑.๒๐ เมตร

องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านก็ให้ความเคารพเทิดทูนท่านพระอาจารย์เสาร์มาก บริเวณโต๊ะหมู่บูชา ณ ศาลาวัดป่าบ้านตาด ชั้นบน ได้อัญเชิญพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ชื่น สุจิตฺโต) และภาพท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ใส่กรอบติดที่ผนังศาลาด้านหลังองค์พระประธาน ไว้ให้ พุทธบริษัทได้กราบไหว้บูชา

องค์หลวงตาฯ เทศน์ในงานสมโภชเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์เสาร์

“วันนี้เป็นวันมหามงคลแก่พี่น้องเราชาวพุทธเราทั้งหลาย ซึ่งมาสู่สถานที่นี่เป็นจํานวนมาก วันนี้เป็นวันบรรจุพระอัฐิธาตุของหลวงปู่เสาร์ของเรา ซึ่งเป็นพระในขั้น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ที่โลกกราบไหว้มานมนาน วันนี้จึงขอเชิญชวนพี่น้องทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาเทิดทูนคุณธรรมอันลํ้าเลิศของหลวงปู่เสาร์ของเราอย่างถึงใจด้วยกันทุกคนๆ ในขณะก่อนเทศน์นี้ก็ได้ขึ้นไปกราบบูชาพระธาตุ คือ พระอัฐิธาตุของท่านที่กลายเป็นพระธาตุล้วนๆ แล้วอย่างถึงใจ แล้วกลับลงมาประกาศธรรม อันเลิศเลอขององค์ท่านที่ได้ปฏิบัติมาให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วถึงกัน

พระพุทธศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เมื่อมีผู้ปฏิบัติตามท่านอยู่ ดังในหลักธรรมท่านแสดงไว้ว่า “พระธรรมและพระวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของท่านทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราตายไปแล้ว” นี่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าไม่ล้มหายตายจากพวกเราทั้งหลาย ไปแบบที่ว่าโลกทั้งหลายตายไป ด้วยร่างหมดสภาพแห่งความทรงอยู่ แต่สําหรับพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกท่านนั้น พระสรีระก็ล่วงลับดับสลายไปเช่นเดียวกับโลกทั่วๆ ไป แต่หลักธรรม อันยิ่งใหญ่ที่โลกได้กราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจตลอดมานั้น คือ “พระวิสุทธิจิต วิสุทธิธรรม” ได้แก่ พระจิตที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย นี้เป็นธรรมอันเลิศเลอ ดังพระพุทธเจ้าท่านทรงแยกออกมาแสดงแก่ภิกษุบริษัทว่า “พระธรรมและพระวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย เมื่อเราตายไปแล้ว”

พระพุทธศาสนาของเรา ประกาศท้าทายไว้ด้วยหลักความจริง ดังที่เราทั้งหลายได้ ปฏิบัติตลอดมา ผู้ปฏิบัติตามหลักความจริงที่ท่านสอนไว้โดยถูกต้องแล้ว ก็สําเร็จเป็นมรรค เป็นผลขึ้นมา ดังที่หลวงปู่เสาร์ของพวกเราทั้งหลายที่ได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจตลอดมานั้นแล อัฐิของท่านได้กลายเป็นพระธาตุล้วนๆ น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่ได้กราบไหว้บูชา เพิ่งเสร็จลงมาเมื่อสักครู่นี้ นี่ล่ะผลอันประจักษ์ในทางธาตุขันธ์ซึ่งเป็นส่วนหยาบ ได้แก่ ส่วนร่างกายของพระอรหันต์ท่าน

พระอรหันต์ท่าน จิตเป็น วิสุทธิจิต วิสุทธิธรรม เป็นนิพพานทั้งเป็น นี่ธาตุขันธ์ของท่านที่เป็นเรือนร่าง เป็นที่อยู่ของจิตที่บริสุทธิ์ในเวลาท่านยังครองขันธ์อยู่นั้น ธาตุขันธ์อันนี้ได้แปรสภาพ หรือถูกกลั่นกรองจากใจของท่านที่บริสุทธิ์ มาเป็นธาตุขันธ์ส่วนละเอียด ผิดกับธาตุขันธ์ส่วนบุคคลทั่วๆ ไป กลายเป็นธาตุขันธ์ที่บริสุทธิ์ล้วนๆ คือแปรสภาพเป็นพระธาตุล้วนๆ ขึ้นมา ดังบรรดา สกลกายของสัตว์โลกทั่วๆ ไป ใครตายไปแล้ว ก็เป็นดิน เป็นธาตุ เป็นขันธ์ เป็นไปธรรมดา แต่ไม่ได้กลายเป็นของแปลกประหลาดอัศจรรย์ เหมือนอย่างพระสรีระของพระพุทธเจ้าและ พระอรหันต์ท่าน ซึ่งเวลาธาตุขันธ์แปรสภาพลงไปแล้ว ยังกลายเป็นพระธาตุที่อัศจรรย์ขึ้นมา อันเป็นการตีตราแห่งความเป็นพระอรหันต์สุดยอด ให้พวกเราทั้งหลายได้เห็นจากสกลกาย คือ พระธาตุของท่าน ได้แปรขึ้นมาให้เห็นประจักษ์อยู่เวลานี้

นี้แลเป็นเครื่องยืนยันว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ล้วนๆ แล้ว ในสายตาของคนที่ยอมรับในส่วนร่างกายที่กลายเป็นพระธาตุขึ้นมา บรรดาพระธาตุจากร่างกายที่แปรขึ้นมานั้นต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ไม่มีผู้อื่นผู้ใดจะสามารถแปรร่างกายของตนที่ตายไปแล้วให้เป็นพระธาตุขึ้นมาได้ เช่น พระธาตุของพระอรหันต์ ดังที่เห็นชัดๆ อยู่เวลานี้ คือ พระธาตุของหลวงปู่เสาร์ของเรา นี่เป็นเครื่องประกาศมาจากใจบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นเป็น อัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุล้วนๆ แล้วเวลานี้ นี่เรียกว่า สักขีพยานส่วนหยาบในส่วนร่างกายที่กลายเป็นพระธาตุ แปลกจากปุถุชนทั้งหลาย ดังที่เห็นอยู่นี้แล

จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายมีความปลื้มปีติต่ออรรถต่อธรรม ต่อคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงสั่งสอนโลกด้วยความเมตตาสุดส่วน แล้วนําไปประพฤติปฏิบัติ ไหว้พระสวดมนต์ ระลึกถึง คุณงามความดี ทาน ศีล ภาวนา ของตน และระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เป็นประจําในจิตใจของเรา แม้จะมีการงานใดๆ ที่ต้องวิ่งเต้นขวนขวายจัดทํากัน แต่งานของจิตที่ระลึกเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อบุญเพื่อกุศล เพื่อเป็นมหามงคลแก่ตนนี้ ก็ไม่มีอะไรมากีดขวางได้ ระลึกได้ ทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน เว้นแต่หลับเท่านั้นสุดวิสัย นอกจากนั้นเราระลึกถึงบุญถึงคุณ ถึงประโยชน์มากน้อยได้ด้วยกัน เช่นเดียวกับกิเลสมันถืออํานาจ เอาความคิดความปรุงของเรานี้ ไประลึกถึงบาป ถึงโทษถึงกรรม ระลึกถึงความเพลิดความเพลิน ความรื่นเริงบันเทิง เพื่อสั่งสมผลประโยชน์ให้แก่มันแล้วเพื่อขนทุกข์เข้าสู่หัวใจสัตว์โลก มันก็ทําได้ทุกเวลาในหัวใจดวงเดียวกันนี้

วันนี้เราทั้งหลายก็ได้เข้ามากราบไหว้บูชา บรรจุพระอัฐิธาตุของหลวงปู่เสาร์ ซึ่งเป็นสาวกอันเลิศเลอในสมัยปัจจุบัน อันนี้สมใจของพวกเราแล้ว แล้วกลับไปบ้านไปเรือนแล้วก็ขอให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และองค์สรณะปัจจุบัน คือ หลวงปู่เสาร์ นี้ไว้ภายในจิตใจ สิริมงคลจะเกิดมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วหน้ากันนะ

วันนี้เป็นวันมงคลอย่างยิ่ง เราได้ยินแต่ชื่อแต่นาม หลวงตาบัวเองไม่เคยเห็นหลวงปู่เสาร์เลย เกิดมาได้ยินแต่วันท่านมรณภาพ นั้นเราก็บวชเป็นพระ อายุพรรษาก็เพียง ๘ พรรษา ท่านมรณภาพ เผาศพท่านก็ไม่ได้ไป พ่อแม่ครูอาจารย์ (หลวงปู่มั่น) ให้เฝ้าวัด ท่านเป็นผู้ไปเผาศพหลวงปู่เสาร์เรา เราอยู่นั้นเสีย จนกระทั่งบัดนี้ก็ไม่เคย ก็ท่านได้ล่วงลับไปแล้ว

วันนี้ได้มากราบไหว้ท่านอย่างถึงใจ ทั้งรูปที่ถ่าย รูปปั้น ตลอดถึงพระธาตุของท่าน ได้กราบท่านอย่างถึงใจในวันนี้ แล้วเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเอง เรามานี้มาด้วยความพออกพอใจ แล้วปัจจัยไทยทานที่พี่น้องทั้งหลายจะบริจาคในวันนี้ ได้ปรึกษากันแล้วตั้งแต่สมภารเจ้าวัดมา คือจะให้ ปฏิบัติอย่างไร เรามานี้ เรามาพร้อมที่จะสนับสนุนวัดนี้ มีองค์ท่านหลวงปู่เสาร์เป็นประธาน ซึ่งเป็นเครื่องดึงดูดจิตใจของโลกและดึงดูดจิตใจของเราอย่างเต็มหัวใจ ได้ปรึกษากันว่าจะทําอย่างไรดี เราพร้อมแล้วที่จะถวายปัจจัยทุกอย่างที่ทางวัดนี้ต้องการ”

อวสานแห่งธรรมประวัติ

ธรรมประวัติอันเลอเลิศงดงามและทรงคุณค่าของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล หรือ พระครูวิเวกพุทธกิจ พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุคกึ่งพุทธกาล ได้ดําเนินมาตั้งแต่ต้นจวบจนอวสานแห่งธรรมประวัติ ล้วนเป็นเรื่องราวชีวิตแบบอย่างของสมณะแท้ที่ควรแก่การเคารพเทิดทูนกราบไหว้บูชา ควรยกย่องเชิดชู และควรศึกษาน้อมนํามาเป็นคติธรรมอันลํ้าค่า เพราะเป็นธรรมประวัติของพระอรหันตพุทธสาวกที่หาได้ยากยิ่งอีกองค์หนึ่ง ซึ่งยากที่จะบังเกิดขึ้นได้ในโลก จึงควรแก่การจารึก จดจํา เพื่อประดับไว้เป็นเกียรติประวัติในพระพุทธศาสนา และเป็น คติเครื่องเตือนใจให้พุทธบริษัทที่ปรารถนาความหลุดพ้นจากสังสารวัฏอันไม่มีต้น ไม่มีปลาย และยืดยาวจนหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ทั้งเต็มไปด้วยกองทุกข์และคราบนํ้าตา จะได้ศึกษา ได้ดําเนินตาม หลักธรรมคําสอนและปฏิปทาอันเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์

การที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ออกปฏิบัติธรรมตามป่า ตามเขา ตามรอยแห่งองค์พระบรมศาสดา ตามพระโอวาทที่ว่า “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” เมื่อบวชแล้วให้อยู่ในป่าในเขาบําเพ็ญสมณธรรมตลอดชีวิตเถิด จนทําให้พุทธบริษัทที่เคยต่อต้านขับไล่หันมาเคารพยอมรับนั้นเป็นเรื่องแสนยาก แต่การฝึกฝนทรมานจิตใจตนเอง การเอาชนะจิตใจตนเองนั้น กลับเป็นเรื่องแสนยากยิ่งกว่า และในการปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม เพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อเป้าหมายอันสูงสุด คือ การบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุด เป็นพระอรหันตพุทธสาวกด้วยตนเอง โดยมีเพียงหลักพระธรรมวินัย แต่ไม่มีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงให้การสั่งสอนอบรมนั้น กลับเป็นเรื่อง แสนยากที่สุด 

กว่าจะเป็นท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านต้องเอาชีวิตเข้าแลก ตั้งแต่เป็นพระภิกษุหนุ่ม ต้องสละทั้งชีวิต ออกเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ออกประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขาอย่างสมบุกสมบัน ไม่อาลัยอาวรณ์ในชีวิต และยอมรับกับความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส เพื่อพิสูจน์บทธรรม “ตราบใดมีผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ตราบนั้น พระอรหันต์จะไม่สูญสิ้นจากโลก” และ “ธรรมวินัยที่เราตรัสไว้ดีแล้ว จะเป็นองค์แทนเราตถาคต” ท่านจึงเคารพและเคร่งครัดยึดมั่นในหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านมีปณิธานอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มั่นคง และมีสติปัญญา ศรัทธา ความเพียร ขันติ พรหมวิหารธรรม ฯลฯ ท่านจึงได้ผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคต่างๆ มานานัปการ จนมีประสบการณ์ชีวิตทางธรรมมากมายมหาศาล และท่านก็รอดชีวิตมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับอัศจรรย์ปาฏิหาริย์ สมดังบทธรรม “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” และด้วยการปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดต่อเนื่อง ซึ่งต้องมีสัจจะและต้องยึดถือบทธรรม “บุคคลจะล่วงจากทุกข์ได้เพราะความเพียร” ในที่สุดท่านก็ได้บรรลุอริยสัจ เข้าถึงสัจธรรม เป็นผู้เห็นธรรม เห็นตถาคต 

จากนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ได้ทําหน้าที่ศาสนทายาทธรรม บําเพ็ญคุณูปการที่เป็น คุณประโยชน์ ชนิดปิดทองหลังพระ โดยท่านได้ฝากผลงานสําคัญๆ ไว้ในพระพุทธศาสนาและประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ อันเป็นการทําความดีครั้งสําคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อลาวัฏฏะ ด้วยการสร้างศาสนทายาทธรรมและศาสนถาวรวัตถุธรรม คือ ครูบาอาจารย์และวัดป่ากรรมฐาน ไว้มากมาย ซึ่งตลอดชีวิตแห่งการเที่ยวธุดงค์ ท่านจาริกไปเพื่อปฏิบัติธรรมและสั่งสอนธรรมะ ให้ประชาชนเลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัยและปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง ท่านและ ท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดพระศิษย์ได้ช่วยกันกําราบปราบผี ไปแก้สถานที่อาถรรพ์เฮี้ยนแรง ซึ่งทําให้ชาวบ้านเจ็บไข้ได้ป่วยและทําอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยการเจริญเมตตาภาวนาและเทศนาธรรมโปรดตามแนวอริยพุทธวิธี จนชาวบ้านสามารถเข้าไปจับจองทํามาหากิน และอยู่กันอย่างปลอดภัยสงบสุข

ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระผู้ให้กําเนิดกองทัพธรรม พระธุดงคกรรมฐาน และเป็นผู้วาง “ข้อวัตรปฏิบัติ” ไว้ให้บรรดาพระศิษย์ได้ก้าวเดินเพื่อให้ถึง สัจธรรม จนเป็นยุคทอง เป็นสังคมแห่งการปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน และทําให้สังคมชาวพุทธ เกิดความเชื่อมั่นว่า มรรคผลนิพพานยังไม่ครึ ไม่ล้าสมัย แต่ยังมีอยู่จริง พุทธบริษัทจึงพากันให้ทาน รักษาศีล และเจริญเมตตาภาวนา ตามหลักธรรมคําสอนกันอย่างจริงจัง จนประเทศชาติมั่นคงร่มเย็นเป็นสุข และพระพุทธศาสนาได้กลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้งในสมัยกึ่งพุทธกาล

แม้ธรรมคําสอนท่านพระอาจารย์เสาร์มีไม่มาก เพราะท่านเป็นพระที่พูดน้อย เทศน์น้อย แต่การกระทําของท่านนั้นกลับยิ่งใหญ่มาก โดยท่านเมตตาสอนด้วยการกระทําให้ดูเป็นแบบอย่าง อันเป็นการสอนที่ประเสริฐสุด ท่านเอาชีวิต เอาการกระทําของท่านสอนมาโดยตลอด ท่านสอนจวบจนนาทีสุดท้ายแห่งมรณกาล ซึ่งแม้ปัจจุบันยังไม่มีใครเหมือนและยากที่จะกระทําตามได้ คือ วินาทีแห่งมรณกาล ท่านแสดงลวดลายของจอมปราชญ์ ความเป็นชายชาติอาชาไนยที่ไม่หวั่นไหวต่อมรณภัยที่กําลังเผชิญ ด้วยอิริยาบถก้มกราบพระประธานครั้งที่สามแล้วก็ถึงแก่มรณภาพ 

ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านสมกับเป็นพระอรหันตพุทธสาวกแห่งองค์พระบรมศาสดา ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานผู้เลิศเลอยิ่งใหญ่เกรียงไกรแห่งยุคกึ่งพุทธกาล เป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟู ธุดงควัตร เป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน เป็น “ปูชนียอริยบุคคล” ที่ควรแก่การเคารพเทิดทูนบูชาอย่างแท้จริง และเป็น “ถูปารหบุคคล” ที่ควรแก่การสร้างเจดีย์ไว้ให้พุทธบริษัทตลอดเทวดา อินทร์ พรหม นาค ครุฑ ทั้งหลายได้กราบไหว้สักการบูชาเป็นขวัญตา ขวัญใจ ไปตลอดอนันตกาล

ธรรมประวัติของท่านพระอาจารย์เสาร์นั้นยิ่งใหญ่มาก ถือเป็นประวัติศาสตร์สําคัญของพระพุทธศาสนา ของชาติไทย และของมวลมนุษยชาติ ซึ่งบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ตลอดอนุชน คนรุ่นหลังต้องสํานึก ระลึก และต้องจดจําถึงพระคุณขององค์ท่านอันมากมายจนมิอาจประมาณได้ จะได้ช่วยกันสืบทอด รักษา และเผยแผ่แนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ อันเป็นมรดกธรรมสําคัญลํ้าค่านี้ไว้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และเพื่อความเจริญรุ่งเรือง วัฒนาสถาพรของพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่ชาติไทยอีกตราบนานเท่านาน