ประวัติท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
ภาค ๑ ปฐมวัยก่อนบวช
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านมีนามเดิมว่า สิงห์ทอง นามสกุล ไชยเสนา
ท่านกําเนิดเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๒ คํ่า เดือน ๘ ปีชวด ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บ้านศรีฐาน ตําบลกระจาย อําเภอลุมพุก จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันอําเภอลุมพุก เปลี่ยนเป็นอําเภอคําเขื่อนแก้ว ขึ้นกับจังหวัดยโสธร และบ้านศรีฐานได้เป็นตําบล ชื่อว่า ตําบลศรีฐาน ขึ้นกับอําเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านบําเพ็ญบารมีเป็นสาวกภูมิ เป็นผู้มีนิสัยวาสนาอรหัตตคุณรุ่งเรืองอยู่ในดวงกมล เป็นผู้เปี่ยมล้นด้วยบุญญาธิการ ถึงพร้อมด้วยวาสนาบารมีธรรม พร้อมที่จะบรรลุวิมุตติธรรมในชาติปัจจุบัน หากได้รับการฝึกฝนอบรมจากครูบาอาจารย์ผู้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม และท่านพร้อมที่จะเปล่งบันลือสีหนาท โดยนําสวากขาตธรรมขององค์พระบรมศาสดา ออกเทศนาโปรดพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ท่านเปรียบประดุจดอกบัวขาวที่ใกล้จะพ้นนํ้าเพื่อชูช่อรอรับแสงตะวัน พร้อมที่จะเจริญเป็นดอกบัวตูมอันสดสวยงดงาม และพร้อมที่จะเบ่งบานด้วยกลีบบัวน้อยใหญ่แสดงความขาวบริสุทธิ์ ให้เหล่าหมู่ภมรได้ดอมดมกลิ่นกินเกสรและมวลหมู่ชนได้ยลทัศนาชื่นชม
ท่านได้ถือกําเนิดในตระกูลครอบครัวชาวนาที่มีสัมมาทิฏฐิ คือ บิดา – มารดา มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยต่างก็มีความยินดีพร้อมใจกันสนับสนุนให้ท่านได้ออกบวช ส่วนบ้านศรีฐาน อันเป็นนิวาสสถานถิ่นเกิดของท่านนั้น ก็เป็นอีกถิ่นหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง และเป็นถิ่นกําเนิดครูบาอาจารย์สายนักปราชญ์ทางศาสนา
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้ท่านได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ และด้วยวาสนาบารมีธรรมที่ท่านบําเพ็ญมาด้วยดี จึงได้เป็นพระธุดงคกรรมฐานออกเที่ยววิเวกธุดงค์ตามป่าตามเขา เพื่อบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน ตามรอยองค์พระบรมศาสดาและพ่อแม่ครูอาจารย์ในกาลต่อมา ด้วยท่านมีพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญ คือ องค์หลวงปู่มั่น และองค์หลวงตาพระมหาบัวคอยเมตตาอบรมชี้แนะ และด้วยการทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดเพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียวในชาติสุดท้ายของท่าน ท่านก็ประสบความสําเร็จถึงที่สุดแห่งทุกข์ บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นสมณะที่ ๔ เป็นพระอรหันต์ในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นพระธุดงคกรรมฐานอีกองค์หนึ่งในสายท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งได้รับการเคารพยกย่องเทิดทูนอย่างสูงสุดว่าเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” เป็นพระสาวกบารมีญาณประเภทสุกขวิปัสสโก เลิศด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ธุดงควัตร โดยเฉพาะด้านความเพียร จน องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กล่าวชื่นชม พร้อมทั้งเมตตามอบความไว้วางใจให้เป็นธรรมทายาท และเป็นผู้นําสืบทอดวงพระธุดงคกรรมฐานแทนท่าน
บิดาของท่านชื่อ นายบุญจันทร์ ไชยเสนา มารดาชื่อ นางอบมา ไชยเสนา
ท่านมีพี่น้องร่วมบิดา – มารดาเดียวกัน ๕ คน เป็นชาย ๓ คน เป็นหญิง ๒ คน
ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ พี่ชายของท่านคนหัวปีได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนพี่ชายคนรองก็ได้เสียชีวิตไปอีกในตอนที่มีครอบครัวและมีลูก ๓ คน แล้วยังเหลืออยู่แต่น้องสาวของท่าน ๒ คน ชื่อ นางกอง จันใด (เสียชีวิตแล้ว เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๒) และนางแก้ว ป้องกัน (ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่)
ประวัติบ้านศรีฐาน ถิ่นกําเนิดนักปราชญ์ทางศาสนา
ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
ครั้งเมื่อเมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว ได้เกิดสงครามภายในขึ้น มีการสู้รบเพื่อแย่งชิงอํานาจซึ่งกันและกัน สงครามได้ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้รักความสงบโดยรอบ ประชาชนผู้ประสบภัยสงครามจึงได้พากันอพยพข้ามฝั่งมาเป็นจํานวนมากสันนิษฐานว่าประชาชนกลุ่มนี้ อาจเป็นกลุ่มที่นําโดยเจ้าพระวอ เจ้าพระตา โดยได้ทําการต่อสู้กับกองทัพทหารบ้าง ถอยบ้าง จนมาถึงบริเวณหนองพลับ และได้เห็นพ้องกันว่า เป็นสถานที่ที่มีความปลอดภัย อีกทั้งมีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้สร้างหลักปักฐานจนกลายเป็นชุมชนขึ้นมาพร้อมกันนี้ก็ได้สร้าง “วัดดงศิลาเลข” ขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์รวมของชุมชน
ในขณะนั้นมีชาวบ้านที่อพยพมาในครั้งนั้น ชื่อ “ขุนศรี” ซึ่งมีฝืมือในการล่าสัตว์ โดยจะออกล่าสัตว์ตามสถานที่ต่างๆ เช่น หนองแสง หนองสระพัง หนองนา โดยเฉพาะที่หนองนานั้นมีสัตว์อยู่ชุกชุมเพราะเป็นสถานที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าที่อื่น ขุนศรีจึงได้สร้างที่พักใกล้บริเวณหนองนาเพื่อสะดวกในการล่าสัตว์ ต่อมาก็มีผู้คนได้อพยพตามขุนศรีมาเป็นจํานวนมากจนกลายเป็นหมู่บ้านใหม่ขึ้นมาชื่อ “บ้านศรีฐาน” โดยมีคําว่า “ศรี” มาจากชื่อของขุนศรี และคําว่า “ฐาน” มาจากถิ่นฐานที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงกลายเป็น “หมู่บ้านศรีฐาน” ในปัจจุบัน
สําหรับวัดที่ชาวบ้านได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์รวมนํ้าใจของชาวบ้านนั้น เดิมมีชื่อว่า“วัดศรีสะเกษ” ซึ่งด้านทิศเหนือของวัดเป็นป่าไม้แดงขึ้นหนาแน่น เป็นที่อาศัยของสัตว์ต่างๆ เช่นฝูงลิง กระรอก กระแต เป็นต้น ชาวบ้านเรียกบริเวณดังกล่าวว่า “ดอนปู่ตา”
ราวปีพุทธศักราช ๒๔๖๙ พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นําโดย ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล พร้อมด้วยคณะพระกรรมฐาน ได้ออกเที่ยวจาริกเพื่อบําเพ็ญสมณธรรมและเผยแผ่พระศาสนา กระทั่งได้มาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ ท่านทั้งสองเกิดความพอใจบริเวณดอนปู่ตาเห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสมต่อการภาวนา พร้อมทั้งยังได้เทศนาสั่งสอนชาวบ้านให้เลิกนับถือผี แล้วหันมาพึ่งคุณของพระรัตนตรัยแทน และให้เข้าใจวัตรปฏิบัติของพระกรรมฐาน ภายหลังประชาชนจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้น ทั้งยังได้พร้อมใจกันถวายดอนปู่ตาให้สร้างเป็นวัดขึ้นมา และได้เรียกกันว่า “วัดป่า”
ในขณะนั้นวัดศรีสะเกษซึ่งเป็นวัดเดิม ไม่มีพระอยู่จําพรรษา ชาวบ้านจึงเห็นควรว่าให้รวมวัดเดิมกับวัดป่าให้เป็นวัดเดียวกัน เพราะมีเขตติดต่อกัน เพื่อสะดวกต่อครูบาอาจารย์ ซึ่งวัดที่เกิดใหม่นี้ ชาวบ้านได้เรียกกันว่า “วัดป่าศรีฐานใน” จนมาถึงปัจจุบันนี้ วัดป่าศรีฐานในจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของศรัทธาญาติโยมชาวบ้านศรีฐาน และเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นมา
นับตั้งแต่คณะพระกรรมฐาน ซึ่งนําโดย ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้ให้การอบรมธรรมะแก่ชาวบ้านในครั้งนั้นเป็นต้นมา จากนั้นมีลูกหลานชาวบ้านศรีฐานออกบวชประพฤติปฏิบัติภาวนาสืบๆ กันมาเป็นจํานวนมากจวบจนถึงปัจจุบัน จึงอาจกล่าวได้ว่า “บ้านศรีฐาน”เป็นถิ่นกําเนิดนักปราชญ์โดยแท้ ครูบาอาจารย์ในสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่เป็นคนบ้านศรีฐาน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของสาธุชน อาทิ
ท่านพระอาจารย์สมุห์บุญสิงห์ สีหนาโท วัดป่าศรีฐานใน จังหวัดยโสธร
(เป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และเป็นพระอาจารย์รูปแรกของ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร)
ท่านพระอาจารย์บุญช่วย ธมฺมวโร วัดป่าศรีฐานใน จังหวัดยโสธร
(เป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล)
ท่านพระอาจารย์สอ สุมงฺคโล วัดป่าศรีฐานใน จังหวัดยโสธร
(เป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และเป็นพระน้าชายแท้ๆ ของ
หลวงปู่บุญมา สุชีโว โดยเป็นน้องชายของโยมมารดา)
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล จังหวัดสกลนคร
ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย วัดป่าหนองกอง จังหวัดอุดรธานี
ท่านพระอาจารย์พวง สุขินฺทริโย วัดศรีธรรมาราม จังหวัดยโสธร
(เป็นพระพี่ชายของท่านพระอาจารย์สรวง สิริปุญฺโญ)
ท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถํ้ากลองเพล จังหวัดหนองบัวลําภู
ท่านพระอาจารย์บุญมา สุชีโว วัดสามัคคีสิริมงคล จังหวัดหนองบัวลําภู
ท่านพระอาจารย์ทองดี วรธมฺโม วัดนิคมวนาราม จังหวัดยโสธร
ท่านพระอาจารย์สรวง สิริปุญฺโญ วัดป่าศรีฐานใน จังหวัดยโสธร
ท่านพระอาจารย์คําพอง ปญฺญาวุโธ วัดป่านานาชาติ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา
(เป็นญาติผู้พี่ผู้น้องและเป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร)
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม วัดป่าแก้วชุมพล จังหวัดสกลนคร
(เป็นญาติผู้พี่ผู้น้องและเป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร)
ท่านพระอาจารย์จวน โชติธมฺโม วัดนิคมวนาราม จังหวัดยโสธร
ท่านพระอาจารย์ทองสี กตปุญฺโญ วัดป่าสุทธิมงคล จังหวัดยโสธร
(เป็นพระน้าชายแท้ๆ ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์คําพอง และ
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า)
ท่านพระอาจารย์ประเสริฐ ปวฑฺฒโน วัดป่าสุทธิมงคล จังหวัดยโสธร
หลวงปู่เสาร์เคยไปพํานักที่วัดป่าศรีฐานใน
หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล พระปรมาจารย์ใหญ่สายพระกรรมฐาน พระผู้บุกเบิกธุดงควัตรในสมัยปัจจุบัน ท่านเคยมีโอกาสไปพํานักที่วัดป่าศรีฐานใน ตําบลศรีฐาน อําเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร โดยท่านได้เดินทางมาพํานักเพื่อเยี่ยมเยียนท่านพระอาจารย์บุญช่วย ธมฺมวโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน จึงเป็นโอกาสที่ชาวบ้านศรีฐานได้ฟังธรรม และทําบุญถวายพระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐานองค์สําคัญ
ท่านพระอาจารย์สรวง สิริปุญฺโญ ท่านได้เมตตาเล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นให้ฟังว่า “สมัยก่อนวัดป่าศรีฐานใน เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงลิงฝูงใหญ่ เพราะเป็นป่ามีต้นไม้หนาแน่น เวลามีคนมาทําบุญมันจะคอยมาแย่งอาหาร ดังนั้นเวลาจะไปวัดต้องมีเด็กผู้ชายติดตามไปด้วยเพื่อคอยไล่ลิง เพราะลิงจะกลัวผู้ชาย หลวงตาเลยได้ติดตามโยมแม่ไปวัดเสมอๆ จึงเป็นโอกาสได้รับใช้ปรนนิบัติหลวงปู่เสาร์”
ท่านพระอาจารย์สรวงเล่าต่อว่า “หลวงปู่เสาร์สอนให้ท่านเช็ดเท้าถวายเวลากลับมาจากบิณฑบาต โดยบอกวิธีเช็ดให้ท่านฟังอย่างละเอียด ท่านยังบอกกับพระที่อุปัฏฐากท่านว่า ให้เด็กมันทําบ้าง มันจะได้บุญกับเขา” ระหว่างนั้นหลวงปู่เสาร์ท่านได้พํานักอยู่ที่วัดป่าศรีฐานในเป็นเวลาร่วมเดือน จึงได้เดินทางกลับอุบลราชธานี นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของชาวบ้านศรีฐานที่ได้มีโอกาสทําบุญสร้างกุศลกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์สําคัญในครั้งนี้ และเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกหลานชาวบ้านศรีฐานได้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานในกาลต่อมา
สุบินนิมิตอันอุดมมงคล
ตามประวัติของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านเป็นอีกองค์หนึ่งที่มีสุบินนิมิตอันอุดมมงคลมาเกี่ยวข้องสัมผัสเช่นเดียวกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเหล่าบรรดาพระอรหันตสาวกเจ้าทั้งหลาย ดังองค์พระบรมศาสดาก่อนปฏิสนธิในพระครรภ์พระพุทธมารดา พระนางสิริมหามายาทรงสุบินนิมิตเห็นช้างเผือกชูงวงจับดอกบัว แล้วกระทําประทักษิณเวียนพระแท่นอันพระนางบรรทมถ้วน ๓ รอบ แล้วเหมือนดุจเข้าไปในพระครรภ์ของพระนาง ต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะก็ประสูติ และองค์พระบรมศาสดาก็เกิดพระพุทธนิมิตอัศจรรย์อีกมากมาย ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นถึงพระปณิธานที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้จะประสบความสําเร็จอย่างแน่นอน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก่อนที่ท่านจะปฏิสนธิในครรภ์โยมมารดา โยมมารดาก็ฝันดี และในขณะที่ท่านออกบวชแล้วตัดสินใจไม่สึกนั้น ท่านปรารถนาความหลุดพ้นแต่ถ่ายเดียว ท่านก็เกิดสุบินนิมิตอัศจรรย์สนับสนุนความปรารถนาของท่าน สุบินนิมิตอันอุดมมงคลของท่านนั้นแสดงให้เห็นว่าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนั้นเป็นผู้มีบุญญาวาสนาบารมีมาเกิด และท่านจะต้องประสบความสําเร็จบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้
ปฐมวัย – อุปนิสัย – การศึกษา
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกชีวิตปฐมวัยของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไว้ดังนี้
“โยมแม่ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เคยเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะปฏิสนธิ โยมแม่ของท่านฝันว่า มีคนเอาห่อของไปให้ แล้วบอกโยมแม่ของท่านว่า นี้เป็นของฝากของเทวดา ให้เก็บรักษาเอาไว้ เมื่อแก้ออกดูเป็นแว่น (กระจกเงาเล็กๆ) กับหวี ต่อมาโยมแม่ของท่านก็ตั้งครรภ์
เมื่อยังเป็นเด็ก ท่านได้ช่วยพ่อแม่ผู้มีอาชีพทํานา และช่วยในกิจการทุกอย่างเท่าที่จะช่วยได้ เมื่อท่านอายุครบพอเข้าโรงเรียนแล้ว ก็ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนประชาบาลจนจบชั้น ป.๒ ครั้นเรียนชั้น ป.๓ แล้วก็ไม่สอบ ท่านก็ได้ช่วยพ่อแม่ทํานาต่อไป”
โรงเรียนประชาบาลในสมัยนั้น ป.๔ เป็นชั้นเรียนสูงสุด
คุณหมออมรา มลิลา ซึ่งเป็นศิษย์ฆราวาสคนสําคัญของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้เมตตาเล่าชีวิตในวัยเด็กเล็ก และ ชีวิตในวัยเรียนของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้เพิ่มเติมดังนี้
“ท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นคนจริง สมัยวัยเด็กสัก ๒ ขวบ เมื่อเด็กๆ ความที่ท่านซนมาก เวลาที่ญาติผู้ใหญ่เขากินข้าวกัน ท่านก็จะไปทําจนกระทั่งเขากินข้าวไม่ได้ คุณโยมแม่ก็เลยเอาเชือกผูกขา แล้วก็ผูกกับเสาเอาไว้ ท่านก็โก่งจู๋ท่าน แล้วก็ฉี่จนกระทั่งมันเข้าไปในสํารับกับข้าว ท่านร้ายอย่างนั้น อันนี้คุณโยมแม่เล่า เพราะว่าตอนที่พยาบาลคุณโยมแม่ คุณโยมแม่ก็จะเล่าให้ฟังถึงว่า โอ๊ย ! ท่านซนยังไงบ้าง
เราต้องถือตามข้อเท็จจริง คือเราถืออย่างนี้ ตอนที่เขาเขียนประวัติหลวงปู่ชา สุภทฺโท กันน่ะ ที่ท่านพูดถึงที่สู้กับกามราคะ และที่ท่านบอกองคชาตท่านนั่นมาก ท่านต้องถลกผ้าสบงขึ้น แล้วพวกคนที่ทําหนังสือ ก็จะไม่ยอมใส่ตรงนั้น ท่านบอกว่า “ถ้าตัดทิ้งก็ไม่ต้องทํา ถ้าทําก็ต้องทําอย่างนี้” เพราะว่าท่านบอกว่า ลูกศิษย์ที่กําลังเผชิญอย่างนี้จะได้เข้าใจว่า พ่อแม่ครูอาจารย์เนี่ย ก็เป็นคนธรรมดาอย่างนี้ แล้วก็ผ่านมาเหมือนกัน จะได้มีกําลังใจ เพราะฉะนั้นเราถึงได้บอกว่า คนเราบางคนเนี่ย ใครๆ ก็ว่า อู๊ย ! มันบวชไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ แต่ก็ดูอย่างท่านอาจารย์สิงห์ทองสิ ก็จะได้เห็น ถ้าเผื่อ โอ้โห ! ท่านเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้นะ ทุกคนก็เลย โอ๊ย ! เราไม่มีวาสนา ไม่ใช่ว่าไปประมาทล่วงเกินแต่ว่า เราให้เห็นไงว่า คนคนหนึ่ง เวลามันพลิกนี่ มันพลิกยังไง”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าว่าท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ดังนี้
“อาจารย์นี่นะโง่เซ่อ เรียนจบแค่ประถม ๒ เท่านั้นแหละ สมัยนั้นประถม ๔ ก็เลิกเรียนแล้ว ท่านเอง ท่านขี้เกียจเรียน เรียนประถม ๓ ไปได้หน่อยหนึ่งก็ไม่สอบเสียเฉยๆ ท่านบอกว่า อาจารย์ไม่มีความรู้ จบแค่ประถม ๒ ไม่เหมือนลูกศิษย์มีปริญญา ไปเมืองนอกเมืองนา”
ชีวิตในวัยเด็กของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็เหมือนกับเด็กในชนบททางภาคอีสานทั่วๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่ครอบครัวมีอาชีพทํานา ท่านเป็นเด็กฉลาด ยิ้มแย้มแจ่มใส ร่าเริง กล้าหาญ อดทน ขยันขันแข็ง ทําอะไรเอาจริงเอาจัง เคารพเชื่อฟังบิดา – มารดา และเป็นคนมีนํ้าใจโอบอ้อมอารี ด้วยอุปนิสัยดังกล่าวของท่าน ท่านจึงเป็นที่รักใคร่ของบิดา – มารดา ตลอดจนญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูงมิตรสหาย แต่ท่านมีอุปนิสัยขี้ดื้อ (ซุกซน) ขี้เล่น ชอบสนุกสนาน ชอบหยอกล้อชอบตลก และชอบหัวเราะ ท่านชอบวิ่งเล่นสนุกสนานอยู่ตามท้องทุ่งนากับเพื่อนเด็กด้วยกันตามประสาเด็ก นิสัยเด่นอีกประการหนึ่งของท่าน ซึ่งได้ติดตัวท่านจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่และได้บวชออกปฏิบัติธรรมแล้วก็คือ ท่านเป็นคนไม่กลัวงู แต่กลัวคางคกจนฝังใจ
ในสมัยที่ท่านอยู่ในวัยเยาว์ยังเป็นเด็กเล็กเด็กน้อยอยู่ คนสมัยนั้นยังไม่ค่อยได้เข้าวัดเข้าวา รวมทั้งบิดา – มารดาของท่าน ท่านจึงไม่ได้เข้าวัด เพราะสมัยนั้นกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อยู่ในช่วงเริ่มต้นวางรากฐานเผยแผ่ธรรมะยังไม่เป็นที่ยอมรับรู้จัก และภาพพระธุดงคกรรมฐานห่มจีวรสีกรักคลํ้าๆ ออกเดินธุดงค์แบกกลดสะพายบาตร เป็นเรื่องแปลกใหม่ในสมัยนั้น ซึ่งแตกต่างกับสมัยนี้ที่วงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เจริญรุ่งเรืองจนเป็นที่ยอมรับรู้จัก และเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของบรรดาพุทธบริษัทอย่างกว้างขวาง เด็กสมัยนี้จึงมีโอกาสเข้าวัดเข้าวามากกว่า โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้เมตตาเทศน์เล่าชีวิตในวัยที่ท่านยังเป็นเด็กเล็กเด็กน้อยอยู่ ดังนี้
“เด็กเล็กเด็กน้อย พวกเจ้าก็เข้ามาวันนี้ ร้อยวันพันวันไม่ได้เข้าวัดเข้าวา อยากฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่ฤา เด็กน้อย
ให้หลวงปู่พูดอะไรให้ฟังล่ะ
พวกเจ้าก็ดีกว่าข้อย (เรา) อยู่ดอก ข้อยยังเล็กยังน้อยอยู่ โอ๊ย ! ไม่รู้อะไรเลย วิ่งเล่นอยู่ทุ่งนาโน่น เล่นตีขอกตีคลี เล่นซ่อนแอบ เล่นสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยู่โน่น แต่ก่อน ไม่เหมือนสมัยนี่ดอกคนสมัยนั่น วัดวาศาสนาไม่ค่อยได้เกี่ยวข้อง เข้าวัดเข้าวามาฟังครูบาอาจารย์ มาเห็นพระเจ้าพระสงฆ์ มันก็เป็นสิริมงคล ตาที่เห็นแล้วเลื่อมใส ทําให้ตานั่นไม่มีต้อมีฝ้า ไม่มีขุ่นมีมัว หูได้ยินเลื่อมใสก็ทําให้หูดิบหูดี ไม่หนวกไม่ตึง อานิสงส์ของการเห็น การได้ยิน ได้กราบได้ไหว้ ก็เป็นบุญเป็นกุศล พยายามทําความดีนั่นล่ะ”
ชีวิตในวัยหนุ่ม
ชีวิตในวัยหนุ่มก่อนออกบวชของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้ช่วยบิดา – มารดาทําไร่ไถนา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย และช่วยหากบ หาปลา ตามหนองนํ้า เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพประทังชีวิต อันเป็นวิถีชีวิตปกติของคนทางภาคอีสาน
ด้วยอุปนิสัยขี้ดื้อ ขี้เล่น ชอบสนุกสนาน ชอบหยอกล้อของท่าน มีเรื่องเล่าชวนขบขันมากมาย ครั้งหนึ่งท่านได้หยอกล้อแกล้งเพื่อนบ้านด้วยการจับงูสิงแล้วแอบเอาไปใส่ข้องปลาของเพื่อนบ้าน พอเพื่อนบ้านกลับไปถึงบ้านแล้วเปิดข้องปลา งูสิงได้โดดและเลื้อยออกมา ทําให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างตกใจร้องว้าย ส่วนเด็กต่างก็ร้องไห้ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อย่างนั้นล่ะท่านสิงห์ทองเป็นนิสัยชอบพูดเล่น ดื้อ ตั้งแต่เป็นเด็กก็ดื้อ เป็นนิสัยดื้อมาตั้งแต่เป็นเด็ก ทีนี้มาบวชแล้วก็ดื้อ
เวลาไปหาปลา ท่านเล่าให้ฟัง เวลาไปหาปลา ก็พวกบ้านเดียวกันไปลงปลาในหนองอะไรมารวมกัน ได้ปลามาแล้ว ทีนี้ท่านสิงห์ทองไม่กลัวงูล่ะซี ถ้าเป็นงูพิษ ท่านก็ไม่ทํา แต่นี้ไม่ใช่งูพิษงูสิง ท่านไปเห็นงูสิง ท่านก็จับปั๊บเลย ได้งูสิงมาแล้ว พอกลับไปบ้านแล้ว ก็ไปยืนดักข้างหน้าเป็นยังไงล่ะ “หมานบ่” เพิ่นว่าดี๊ (ท่านว่างั้น) หมานบ่ คือ รวยไหม “เอ๊ย ! บ่ได้ลองเบิ่ง (ไม่ได้ลองดู) เบิ่งข้องน่ะ” เพิ่นว่าดี๊ มันจับงูไปแล้ว ไปเปิดข้องอยู่ข้างหลังเขา แม่นบ่ล่ะ (ถูกไหมล่ะ) ผู้หญิง บ้านอยู่ใกล้กันด้วย ไปเจอคนอย่างนี้ (ท่านสิงห์ทอง) ด้วย “เบิ่ง.. เบิ่งข้องน่ะ” พอเบิ่งข้องมันเอางูใส่แล้ว
ทีนี้ไปบ้านเขาก็อยู่ทางนั้น บ้านนี้ก็อยู่ทางนี้ พอเขาขึ้นไปถึงบนบ้าน เด็กก็รุมมา พอเปิดข้อง งูโดดออกมา ฟังเสียงว้ายทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ เสียงเด็กร้องห่มร้องไห้ “บักห่ากินหัวมึงๆ” บ่มีหยัง (ไม่มีอะไร) ไม่ได้เรื่องได้ราว มันหยังๆ (มันอะไรๆ) “บักห่ากินหัวมึงๆ” ท่านสิงห์ทองปล่อยงูเด็กเขาแตกฮือๆ อย่างนั้นล่ะนิสัยมันดื้อ”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองในวัยหนุ่มก่อนออกบวช ท่านเป็นที่หมายปองของสาวๆ ดังนี้
“เมื่อท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) หนุ่มๆ พอที่จะมีครอบครัวได้ คล้ายๆ ว่าสาวเขาชอบท่านมาก นี่น้องสาวท่านเล่า เพราะตอนพยาบาลคุณโยมแม่ท่าน พอตอนไหนใครจะง่วงแม่แก้วเขาก็จะบอก จะฟังไหมๆ แม่แก้ว กับ แม่กอง แม่กองนี่คือแม่ของท่านหนูทับกับท่านลอง (ท่านพระอาจารย์หนูทับ กับ ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง) แม่แก้วนี่คือน้องอีกคน แล้วแม่แก้วนี่เขาช่างเล่ามาก ทีนี้เขาก็เล่าให้ฟังว่า เออ ! สาวก็ติดใจ แล้วทีนี้เวลาที่สาวเขาติดใจนี่ เขาก็จะบอกพ่อ แม่ พี่เขาเอาไว้ แล้วเขาก็จะชวนหนุ่มนี่เข้ามา ตอนแรกก็มา ที่คุยกันที่นั่นก่อน แล้วเขาก็จีบหมากจีบพลูให้ แล้วก็พาเข้าไปในห้อง แล้วก็ทีนี้ พออย่างนี้นี่ เขาก็จะให้ซิกแนล (สัญญาณ)ก็พี่ หรือพ่อ หรือใครก็รู้เข้า แล้วก็ต้องเคาะประตู แล้วก็ด้ายนี่ก็ต้องมาผูกข้อมือแต่งงาน
เขาเรียกว่า เสียผี ใช่ เสียผีๆ ทีนี้แกมาเล่าให้ฟังว่า ก็มีสาวคนหนึ่งเขาทํา จนกระทั่งท่านก็หลงเข้าไปในห้องเขาแล้ว เสร็จแล้วท่านนึกได้ยังไงก็ไม่รู้ ท่านกระโจนลงมาทางหน้าต่าง เขาก็ไม่ทัน เพราะกว่าพี่เขาจะมาเคาะประตู แล้วกว่าสาวจะเปิดนี่ ทางนี้ไปไหน… ลิ่ว !
กระโดดลงหน้าต่าง แต่สมัยก่อนเข้าใจว่า ไม่สูงมาก สมัยนั้นมีแต่ปีนหน้าต่างเข้าไปหากัน นี่กระโจนหน้าต่างหนีเลย เพราะฉะนั้นถึงได้บอกไง บอกว่า คุณโยมแม่ท่านบอกว่า
“ท่านสิงห์ทองเนี่ย ท่านรักษาความบริสุทธิ์ของท่านยิ่งกว่าผู้หญิงอีก”
เหตุการณ์ในครั้งนั้น แสดงถึงท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณมาก ท่านจึงหลุดรอดจากการมีครอบครัวได้อย่างหวุดหวิด”
ชีวิตในวัยหนุ่มก่อนบวช ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แม้ท่านมีอุปนิสัยชอบเล่น ชอบตลก ประจํานิสัย แต่เวลาทํางาน ท่านกลับมีความรับผิดชอบ มีความขยันขันแข็ง เอาจริงเอาจัง ตั้งใจทํางาน และทําอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ท่านจึงเป็นที่รักใคร่และไว้วางใจของบิดา – มารดา และบิดา – มารดาของท่าน ก็หวังในตัวท่านเป็นอย่างมากว่า ท่านจะได้ออกบวชเพื่อทดแทนคุณ เมื่อท่านมีอายุครบบวช อันเป็นประเพณีอันดีงามของลูกผู้ชายคนหนุ่มภาคอีสานในสมัยนั้น และได้สืบทอดจวบจนถึงสมัยปัจจุบันนี้
ด้วยนิสัยใจคอก่อนบวชของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ทําให้ญาติและเพื่อนฝูงของท่านต่างก็ไม่เชื่อว่าท่านจะบวชอยู่จนครบพรรษา จึงมีญาติและเพื่อนสนิทพูดในเชิงหยอกล้อท้าทายในสมัยท่านจะบวชว่า “ถ้ามึงบวชอยู่ได้พอพรรษาแล้ว ให้มึงมาขี้ใส่บ้านกูนะ ชอบที่ไหนให้ขี้ใส่เลย ให้เอาหมอนกูนั้นเช็ดก้น”
ภาค ๒ อุปสมบทเป็นพระธุดงคกรรมฐาน
อุปสมบท กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๗
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกการอุปสมบทของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไว้ดังนี้
“เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ช่วยบิดา มารดาทํานาจนอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ก่อนเข้าพรรษา ๗ วัน (วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ตรงกับวันขึ้น ๘ คํ่า เดือนแปดหลัง (๘๘) ปีวอก) ณ พัทธสีมาวัดป่าสําราญนิเวศ ตําบลบ้านบุ่ง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันขึ้นกับอําเภอเมือง จังหวัดอํานาจเจริญ โดยมี ท่านพระครูทัศนวิสุทธิ์ (พระมหาดุสิต เทวิโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์เดียวกันกับท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) อําเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ แต่พระอาจารย์สิงห์ทองบวชหลัง ๑ พรรษา”
พระอุปัชฌาย์ตั้งนามฉายาว่า ธมฺมวโร แปลว่า ผู้ประเสริฐในทางธรรม
ท่านพระอาจารย์จวน กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นสหธรรมิกที่มีความสนิทสนมรักใคร่กัน โดยคุณหมออมรา มลิลา ให้ความเห็นว่าท่านทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่ก่อนบวช ดังนี้
“จะต้องพบกันตั้งแต่ก่อนท่านบวชสิ เพราะว่าไม่อย่างนั้น ท่านจะบอกได้หรือว่า อุปัชฌาย์ให้ท่านอาจารย์จวน เป็น กุลเชฏฺโฐ ท่านอาจารย์สิงห์ทอง เป็น ธมฺมวโร คือท่านก็คงต้องรู้จักกัน พวกนี้เขาก็จะบอกว่า เขาเป็นนักปราชญ์ อุบลฯ เป็นคนฉลาด แล้วก็รวย และท่านอาจารย์จวนบวชก่อน ๑ พรรษา เมื่อท่านอาจารย์สิงห์ทองบวช ท่านอาจารย์จวนได้มานั่งหัตถบาส”
พรรษาแรก พ.ศ. ๒๔๘๗ จําพรรษา วัดป่าศรีฐานใน
ครั้นบวชแล้วได้มาจําพรรษา ณ วัดป่าศรีฐานใน ซึ่งเป็นวัดป่าของหมู่บ้านศรีฐาน โดยมี ท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ สีหนาโท ชาวบ้านศรีฐานนิยมเรียกว่า พระอาจารย์สมุห์บุญสิงห์ เป็นพระอาจารย์ผู้ให้การอบรมสั่งสอนด้านสมาธิภาวนา
อยู่ด้วยท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ สีหนาโท
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกการอยู่กับท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ ซึ่งเป็นพระอาจารย์รูปแรกของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้มาอยู่ในความดูแลของท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านว่า “การทําความเพียรไม่ให้ถือเอาเวลา ให้ถือเอาความสงบเป็นสําคัญ ให้ทําความเพียรไปจนกระทั่งจิตสงบลงรวมจึงหยุด” หมายความว่า ไม่ว่าจะเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิภาวนา จะเป็นเวลากี่ชั่วโมงก็ตาม ถ้าจิตยังไม่สงบแล้วห้ามเลิก คือ ท่านทําของท่านแบบนั้น ถ้าในกรณีจําเป็น เช่น จะต้องไปบิณฑบาต ฉันจังหัน เมื่อเสร็จกิจแล้วให้เข้าที่ภาวนาต่อจนกว่าจิตจะลงรวมได้ จึงจะหยุดพักผ่อน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เคยเล่าให้ข้าพเจ้า (ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม) ฟังว่ามีคราวหนึ่งท่านพาเดินทางไปธุระ เดินไปตลอดทั้งวัน เวลาพักก็พักในโบสถ์ด้วยกัน ท่านเตือนว่า อย่าเพิ่งนอนเลย ให้ทําจิตให้สงบก่อน ถ้านอนเลยมันจะนอนมาก ถ้าได้พักจิตให้สงบก่อนแล้วนอนหลับนิดเดียวก็อิ่ม ท่านเตือนอย่างนั้น แล้วต่างองค์ต่างก็ลงเดินจงกรม พอเหนื่อยก็เข้ามาพัก แต่ท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ ท่านยังไม่เข้าพัก ท่านยังเดินจงกรมอยู่ นั่งภาวนาไปพอสมควรแล้วก็ล้มตัวลงนอน เวลาตื่นขึ้นมามองเห็น ท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ ท่านนั่งสมาธิอยู่ เลยไม่ทราบว่าท่านนอนเมื่อไร ท่านทําให้เห็นเป็นตัวอย่าง อย่างนั้นเสมอๆ
ท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถํ้ากลองเพล ได้เคยเล่าให้ฟังครั้งสมัยที่ท่านยังเป็นสามเณรอยู่ว่า ท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ ได้ชวนไปภาวนาที่ป่าช้า (ป่าช้าบ้านศรีฐาน) ท่านพาเดินจงกรม ทีแรกก็คิดในใจว่า จะเดินแข่งกับท่านว่า คนแก่จะเดินเก่งขนาดไหน แต่พอเดินไปๆเจ้าหนุ่มน้อยเหนื่อย สู้ไม่ไหว ก็เลยขึ้นแคร่นอน พอตื่นขึ้นมายังมองเห็นท่านยังเดินอยู่ จนจะถึงเวลาปัดกวาด คือ ๔ – ๕ โมงเย็น ท่านจึงพากลับ บทเวลาท่านนั่ง ท่านก็นั่งได้ทั้งวันอีกแหละท่านเป็นคนที่ทําจริงทําจังเอามาก ภาวนาไม่เป็นมันก็อยู่ไม่ได้แหละ เพราะทําไม่ถอย
ทางเดินจงกรมของ ท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ มี ๓ เส้น แต่ละเส้นเดินจนเป็นร่องลึกต้องได้ถมกันอยู่บ่อยๆ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กล่าวว่า “ท่านอยู่ได้เพราะมีอาจารย์ผู้นําดี ท่านปฏิบัติดีให้เห็นเป็นตัวอย่าง” ทําให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง มีความมานะพยายามเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนาตามแบบฉบับของพระอาจารย์ของท่าน เวลากลางคืนเมื่อไปจับเส้นถวายท่าน ถ้าวันไหนจิตไม่สงบ ท่านจะพูดธรรมะในด้านอสุภกรรมฐานให้ฟัง ถ้าวันไหนภาวนาดี จิตสงบ ท่านพระอาจารย์จะนิ่ง ไม่พูดอะไร”
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เรื่องการทําความเพียร ไว้ดังนี้
“การทําความเพียร อย่าไปกําหนดเวลํ่าเวลาอิริยาบถต่างๆ ให้พึงทําอยู่ที่จิต คําว่าความเพียรอย่างแท้จริง ก็ได้แก่ สติ เป็นเครื่องประคับประคองรู้ตัวอยู่เสมอ เช่น ผู้ฝึกหัดใหม่เริ่มต้นด้วยคําบริกรรมภาวนา เช่น พุทโธๆ เป็นต้น ก็ให้จิตมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอยู่กับคําบริกรรมภาวนาของตนด้วยความมีสติ ผู้พิจารณาทางด้านปัญญา สติเป็นสิ่งที่บังคับหรือกํากับงาน ก็ให้เกี่ยวโยงกันไปกับปัญญา ให้เกี่ยวเนื่องกันอยู่เสมอในทางความเพียร”
พระกรรมฐานท่านพึ่งตัวเอง
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านบวชเป็นพระกรรมฐาน ซึ่งก็เหมือนกับพระกรรมฐานทั้งหลาย คือ ชีวิตพระกรรมฐานเปรียบประดุจพระกรรมกร ทุกสิ่งทุกอย่างมีความสําคัญและจําเป็นจะต้องพึ่งตัวเอง จะต้องช่วยเหลือตัวเองได้ โดยการฝึกหัดข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ทั้งงานภายนอกและงานภายในจากครูบาอาจารย์ โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เรานักปฏิบัติเป็นพระเป็นเณรกรรมฐาน ปกติพระกรรมฐาน เณรกรรมฐาน เป็นพระกรรมกร พึ่งตัวเอง ไม่ใช่พระขุนนาง ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่อย่างนั้นอยู่สงบสงัดสะดวกสบายไม่ได้ มัวยุ่งมัวเกี่ยวกับคนอื่น ไปที่ไหน อยู่ที่ใด ก็หาความสงบกาย สงบใจยาก
พระพุทธเจ้า หรือสาวกสมัยพุทธกาล ท่านพึ่งตัวเอง ศึกษาหลักธรรม บังคับบัญชาฝึกอบรมกายใจของตัว ท่านไปอยู่องค์หนึ่งองค์เดียวในป่า หรือไปอยู่กับพรรคพวกเพื่อนฝูงก็ดี จะต้องช่วยตัวเองได้ ข้อวัตรปฏิบัติน้อยใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างสนใจ ตลอดถึงการตัด การเย็บ การซัก การย้อมผ้าสบงจีวรเป็น เพราะหน้าที่ของพระของเณร ไม่มีสมบัติพัสถานอันอื่นที่จะไปซื้อ ไปหา ไปจ้างเขามาทําให้ ตลอดถึงบุตรภรรยาไม่มี จึงจําเป็นต้องพึ่งตัวเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างต้องฝึกหัดอบรมตัว สนใจในข้อวัตรปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างไป เพื่อจะได้เป็นประโยชน์แก่ตัวของตัว เมื่อเติบโตเป็นครูเป็นอาจารย์ก็จะมีการทําให้เขาดู สอนเขาได้ เพราะเราทําเป็น ถ้าเราทําไม่เป็น ทําไม่ได้ จะสอนเขาก็ไม่ทราบว่าจะเอาอะไรไปสอน
ฉะนั้น จึงควรสนใจในข้อวัตรต่างๆ ซึ่งเป็นทางที่ใช้ในศาสนา เย็บผ้า หรือซักย้อมจีวรเป็นต้น ส่วนข้อวัตรส่วนอื่น การปัดกวาดหรือตักนํ้าตักท่า ถ้าเราไปพึ่งพาอาศัยแต่คนอื่น คนอื่นก็อาจจะหนักใจ เพราะเหตุใด เพราะเราก็มีกําลังเรี่ยวแรงที่จะทําได้ แต่เราไม่ทํา อาศัยแต่คนอื่นเขาช่วย เขาทําให้ การใช้ การอยู่ การกิน การหลับ การนอน เราเองก็ใช้ ก็กิน ก็ดื่ม เหมือนอย่างกับคนอื่นเขา ก็เป็นเช่นนั้น มีแต่หน้าที่ใช้ หน้าที่กิน แต่ตัวเองไม่ทํา มันก็จะต้องหนักอกของคนอื่น
ถ้าไปอยู่ส่วนตัวเล่า ? เราก็ช่วยตัวเองไม่ได้ หากจะไปวิเวกสงบสบาย มันก็ลําบาก ผ้าผ่อนท่อนสไบบางทีก็อดอยาก ไปอยู่ตามป่าตามเขา ถ้าชอบที่วิเวกสงบสบาย เมื่อเกิดขาด เกิดไฟไหม้ หรือเสียหายอะไรนิดๆ หน่อยๆ มา จะปะเองก็ไม่เป็น ดูมันขาดอยู่ไปอย่างนี้ ซื้อผ้าใหม่เขามาบังสุกุลให้ มาถวายให้ ไม่ทราบจะตัดอย่างไร จะหาฆราวาสญาติโยมเขา เขาก็ไม่ใช่หน้าที่ เขามันใช้เสื้อผ้าที่เขาเคยนุ่งเคยห่ม เขาไม่เคยตัด ไม่เคยกะ
ฉะนั้น เราเป็นพระเป็นเณรจึงสนใจศึกษา เมื่อจําเป็นมาจะต้องพึ่งตัวเอง ศึกษาเอาไว้นี่เป็นเรื่องข้อวัตร ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องสนใจ จะต้องกระทํา ไม่ใช่จะพึ่งคนอื่นเรื่อยไป เมื่อหมดที่พึ่ง เราก็จะต้องตาย เพราะไม่มีที่พึ่งที่อาศัย เหมือนกันกับกาฝากอาศัยต้นไม้ต้นอื่นเขาดูดอาหารมาให้ ตัวเองก็เกาะอาศัยกินกับเขา เมื่อเขาตาย กาฝากก็อยู่ไม่ได้ก็จะต้องตายไปด้วย ทางศาสนาท่านไม่สอนแบบนั้น ท่านสอนให้พึ่งตัวเอง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
เราทุกคนบวชมาเป็นพระกรรมฐาน เป็นพระกรรมกร จึงควรสนใจแนะสอนตัวแล้วศึกษาฝึกปฏิบัติ เพื่อความสงบ เพื่อความสบายของตัวเอง เมื่อจําเป็นมาอาศัยตัวของตัวได้”
ท่านตั้งใจจะลาสิกขา
ความตั้งใจจะลาสิกขาก่อนจะบรรลุเป็นพระอรหันต์นั้น เคยมีตัวอย่างมาแต่ครั้งพุทธกาล ดังเรื่องของพระจูฬปันถก ซึ่งเป็นพระน้องชายของพระมหาปันถก ผู้สําเร็จเป็นพระอรหันต์ไปก่อนหน้า พระจูฬปันถกเมื่อแรกบวชท่านเป็นคนมีปัญญาทึบมาก เรียนคาถาบทสั้นๆ เพียงคาถาเดียว เรียนอยู่นาน ๔ เดือน ก็ยังไม่สามารถท่องจําได้ เพราะจากผลกรรมที่ท่านเคยทําไว้ในอดีตชาติ ท่านจึงถูกพระมหาปันถก พระพี่ชายของท่านแกล้งทรมานขับไล่ออกจากสํานัก และแกล้งไม่นิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหารที่บ้านหมอชีวกฯ ซึ่งพระองค์อื่นๆ ในวัดถูกนิมนต์ไปหมดจึงเป็นเหตุให้ท่านเกิดความน้อยเนื้อตํ่าใจในชีวิตและวาสนาของตนเอง จึงตัดสินใจที่จะลาสิกขา
ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็นเธอเดินมาจึงตรัสถามว่า
“จูฬปันถก นั้นเธอจะไปไหนแต่เช้าตรู่เช่นนี้ ?”
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระมหาปันถกได้ขับไล่ข้าพระพุทธเจ้าออกจากอาราม ดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าจะไปลาสิกขา พระเจ้าข้า”
“จูฬปันถก เธอมิได้บวชเพื่อพี่ชาย เธอบวชเพื่อตถาคตต่างหาก เมื่อพี่ชายขับไล่เธอเหตุไฉนเธอจึงไม่มาหาตถาคต การกลับไปอยู่ครองเรือนจะมีประโยชน์อะไร มาอยู่กับตถาคตจะประเสริฐกว่า”
พระบรมศาสดา พาเธอไปที่พระคันธกุฎี ประทานผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนเล็กๆ ให้เธอผืนหนึ่ง แล้วทรงแนะนําให้เธอบริกรรมด้วยคาถาว่า รโชหรณํ รโชหรณํ พร้อมกับใช้มือลูบคลําผ้าผืนนั้นไปด้วย เธอรับผ้ามาด้วยความเอิบอิ่มใจ แสวงหาที่สงบสงัดแล้วเริ่มปฏิบัติบริกรรมคาถา ลูบคลําผ้าที่พระพุทธองค์ประทานให้ เธอบริกรรมได้ไม่นาน ผ้าขาวที่สะอาดบริสุทธิ์ผืนนั้น ก็เริ่มมีสีคลํ้าเศร้าหมองเหมือนผ้าเช็ดมือ จึงคิดขึ้นว่า “ผ้าผืนนี้เดิมทีมีสีขาวบริสุทธิ์ แต่อาศัยการถูกต้องสัมผัสกับอัตภาพของเรา จึงกลายเป็นผ้าสกปรก เศร้าหมอง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” แล้วเจริญวิปัสสนากรรมฐานยกผ้าผืนนั้นขึ้นเปรียบเทียบกับอัตภาพร่างกายเป็นอารมณ์ ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ
ในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล พ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญๆ ก็เคยอยากจะลาสิกขามาแล้วทั้งนั้น เช่น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ แต่เพราะการสร้างอํานาจวาสนาบารมีที่ท่านได้บําเพ็ญมาอย่างเต็มเปี่ยมตั้งแต่อดีตชาติ เป็นเหตุปัจจัยสําคัญส่งผลเป็นดั่งธรรมบันดาลสนับสนุนให้ท่านไม่ลาสิกขา และธรรมนั้นได้ส่งเสริมท่านให้ครองสมณเพศบําเพ็ญสมณธรรมจนจบพรหมจรรย์พ้นจากทุกข์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เช่นเดียวกัน ท่านเป็นอีกองค์หนึ่ง ที่มีความตั้งใจบวชเพียงพรรษาเดียวแล้วจะสึก โดย ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“การภาวนาของ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ในพรรษาต้นๆ นั้นง่าย จิตของท่านสงบรวมลงได้ง่าย แม้กระทั่งทําวัตรไหว้พระสวดมนต์อยู่กับหมู่คณะ กําหนดไปตาม จิตของท่านก็สามารถสงบลง รวมได้เป็นบางครั้ง แต่ความตั้งใจของท่านนั้น ตั้งใจว่าจะลาสิกขา เกรงว่าถ้าทําความเพียรมากแล้วจะเป็นพระอรหันต์ จะไม่ได้สึก ครั้นเมื่อท่านตัดสินใจที่จะไม่สึกแน่นอนแล้วการภาวนากลับยาก ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน”
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาจารย์สิงห์ทองทีแรก ท่านกะบวชพรรษาเดียว ขนาดบวชพรรษาเดียวนะ ประวัติของท่านในหมู่คณะครูบาอาจารย์คุยมาเยอะมากว่า อาจารย์สิงห์ทองบวชพรรษาแรก ท่านก็บอกว่าจะบวชพรรษาเดียว แล้วญาติพี่น้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้
“ถ้าอาจารย์สิงห์ทองบวชได้นะ จะให้ขี้บนที่นอนในบ้าน” อาจารย์สิงห์ทองก็ท้าพนันบวชพรรษาเดียว พอบวชพรรษาเดียวนี่ ไปสวดมนต์ สวดมนต์ทีไรจิตสงบทุกทีเลย สวดมนต์จิตมันลงได้ง่ายๆ เลย เหมือนสมาธินะไม่ต้องทํา มันเป็นสมาธิเอง โอ้โฮ ! ถ้าอย่างนี้ก็ดีสิ
ท่านเล่าให้ฟังนะ ถ้าอย่างนี้ก็ดีสิ นี่ก็ “ตั้งสัจจะ” คนจริง ตั้งสัจจะว่าจะบวชตลอดชีวิตพอตั้งสัจจะว่าจะบวชตลอดชีวิต สวดมนต์เท่าไรจิตก็ไม่ลง ไม่ลงอีกเลย ทีแรกสวดมนต์นะ นี่ท่านเล่าเองนะ สวดมนต์นี่จิตมันลงเลย สมาธิทําไมมันง่ายอย่างนี้แล้วมันมีความสุขมาก ถ้ามีความสุขมากอย่างนี้นะ เราอยู่ได้ทั้งตลอดชีวิตเลย
ทั้งๆ ทีแรกจะบวชไม่ยอมบวชนะ บวชแล้วญาติพี่น้อง ท่านเป็นคนแบบคนเอาจริง เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง ทีนี้ญาติพี่น้องท่านไม่เชื่อว่าจะบวชได้ ญาติพี่น้องถึงบอกว่า “ถ้าบวชได้จะให้มาขี้บนที่นอน” แล้วท่านเป็นคนจริงนะ นี่หลวงตาเล่าให้ฟังเอง ท่านก็กลับไปขี้ในที่นอนของญาติเหมือนกัน กลับไปที่บ้านนั้นแล้วก็ไปขี้เลย ขี้ในบ้านนั้นเลย นี่เรื่องจริงของอาจารย์สิงห์ทองนะนี่ในวงการพระ เข้าไปขี้ในที่นั้นเลย ขี้ รับท้าคําพนันไง พนันว่าอยู่ได้พรรษาหนึ่ง ถ้าอยู่ครบพรรษาจะให้ขี้บนที่นอน ออกพรรษาแล้วก็ไปขี้ ขี้บนที่นอนเลย”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้เพิ่มเติมดังนี้
“ท่านอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อบวชจนอยู่ครบพรรษา ท่านได้ไปที่บ้านลุงของท่าน ซึ่งเป็นญาติกัน ท่านได้ทําตามคําท้าพนันของลุง คือ ถ้าเผื่อบวชครบพรรษา บนหมอนที่หนุนนี่ก็จะยอม ยอมให้ท่านสิงห์ทองไปอึใส่ ท่านเป็นคนจริงด้วย ท่านก็ไปทวงเขาบอกว่า “ครูบาครบพรรษาแล้ว จะให้ไปอึใส่ตรงไหน” ท่านได้อึใส่หมอนบนที่นอนของลุงจริงๆ โห ! ท่านอาจารย์ทําได้สารพัด”
เกิดสุบินนิมิต
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกสุบินนิมิตของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไว้ดังนี้
“ระหว่างที่ท่านจําพรรษาอยู่ที่วัดป่าศรีฐานในนั้น ท่านได้เกิดสุบินนิมิตปรากฏว่ามีพาหนะ ๓ ชนิด คือ ช้างเผือก ม้าขาว และวัวอุสุภราช ท่านมีความรู้สึกในความฝันว่า ท่านได้ขี่พาหนะทั้ง ๓ ตัวนั้น ท่านองค์เดียวแต่ขี่พาหนะได้ทั้ง ๓ ตัวในขณะเดียวกัน และได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงออกมาจากหมู่บ้านดังออกมายังศาลาที่วัด คล้ายกับว่าชาวบ้านจะมาทอดผ้าป่าหรือทําการกุศลชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่พอมาถึงปรากฏว่าไม่มีคน มีแต่ดอกไม้นานาชนิดลอยมาสูงระดับหน้าอกแล้วเวียนรอบศาลา ก็พอดีท่านรู้สึกตัวตื่นจากความฝัน นี่เป็นเหตุให้ท่านมีความมั่นใจว่า การบวชของท่านนั้นจะบรรลุผลอันพึงพอใจ
ในช่วงที่อยู่วัดป่าศรีฐานในนั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ได้ศึกษา คือ เรียนนักธรรมควบคู่กันไปกับการปฏิบัติภาวนาและท่านก็สอบได้นักธรรมชั้นโท”
ในช่วงพรรษาแรก พ.ศ. ๒๔๘๗ ป่วยเป็นฝีดาษ
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกการป่วยเป็นโรคฝีดาษของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งเป็นโรคร้ายและส่วนใหญ่จะต้องตาย ท่านได้นั่งสมาธิภาวนาสละตาย และต่อมาท่านได้รักษาจนหายและรอดตายตามคําทํานายของท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ ดังนี้
“ในช่วงระหว่างที่ท่านอยู่วัดป่าศรีฐานในนั้น มีชาวบ้านศรีฐานไปติดเชื้อฝีดาษมาจากที่อื่น และมาป่วยตายที่บ้านศรีฐาน ชาวบ้านยังไม่รู้จักก็พากันไปงานศพตามประเพณีของทางอีสานคนที่ไปงานศพนั้นติดเชื้อฝีดาษกันทุกคน ฟังว่าเชื้อนี้ไปจากเพชรบูรณ์ คนที่ตายคนแรกเป็นคนบ้านศรีฐาน ซึ่งเป็นทหารถูกส่งไปรบที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โรคนี้จึงระบาดไปทั่วหมู่บ้าน มีคนตายวันละ ๗ – ๘ คน ทุกวัน จนชาวบ้านส่วนใหญ่อพยพออกจากหมู่บ้านไปอยู่ตามทุ่งตามนา และภายในหมู่บ้านเงียบเหงาวังเวงมาก
เมื่อมีคนตายชาวบ้านก็มานิมนต์พระไปสวดมาติกาบังสุกุล ทําบุญให้กับคนตาย ระหว่างนี้วันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านฝันว่า ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย (วัดป่าหนองกอง อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี) สมัยท่านยังเป็นเด็ก เอาพุลูกเหล็ก (ไม้ซาง) มายิงท่าน ท่านห้ามว่า “อย่ายิงๆ” ก็ไม่ฟัง ก็เลยยิงท่านจริงๆ ท่านว่าเข้าไม่ลึกเท่าไร และท่านพระอาจารย์เพียรพูดว่า “ยิงแค่นี้จะเปื่อยไปทั้งตัวนะ” แล้วท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็หักพุลูกเหล็ก แล้วตีท่านพระอาจารย์เพียรจนเลือดอาบทั้งตัว
(ท่านพระอาจารย์เพียรนี้ ท่านเป็นญาติกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง คือ โยมแม่ของท่านพระอาจารย์เพียรเป็นพี่สาวของโยมพ่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง)
พอรู้สึกตัวตื่นขึ้น เมื่อได้โอกาสท่านก็เล่าความฝันนั้นถวายท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ และท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ ก็ทํานายความฝันนั้นได้อย่างแม่นยําว่า “ท่านจะต้องเป็นฝีดาษกับเขานะ แต่ไม่ตายดอก เพราะท่านได้ชนะเขา”
พอท่านทราบดังนั้น ท่านจึงได้หลบโรคร้ายนี้ไปพักอยู่ที่วัดป่าหนองไคร้ ตําบลหนองหิน อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร วันหนึ่งขณะที่ท่านเดินจงกรมอยู่ ปรากฏว่ามีความรู้สึกเหมือนแผ่นดินหมุนติ้ว จนท่านไม่สามารถยืนอยู่ได้ จึงล้มตัวลงแล้วค่อยพยุงตัวไปยังที่พัก แล้วปรากฏว่า ปวดหัวอย่างแรง ท่านจึงลุกขึ้นนั่งภาวนา โดยตั้งใจว่าถ้าความปวดนี้ไม่หายเมื่อใดจะไม่ยอมเลิก ตั้งใจสละชีวิตต่อสู้ทุกขเวทนา ถึงอย่างไรจะต้องพิจารณาให้รู้จักทุกขเวทนานี้ให้ได้ ท่านได้ต่อสู้ทุกขเวทนาจนจิตของท่านสงบ และปรากฏว่าทุกขเวทนาหายเงียบไปหมด พอทุกขเวทนาหายไปหมดแล้ว ท่านจึงออกจากสมาธิ แล้วล้มตัวลงนอน และได้กลิ่นตัวของตัวเองคล้ายๆ กับกลิ่นฝีดาษ จึงทราบว่าท่านได้ติดเชื้อฝีดาษแล้ว ครั้นต่อมาก็มีอาการไข้
เมื่อโยมพ่อของท่านได้ทราบข่าวการป่วยของท่าน โยมพ่อของท่านจึงไปรับท่านกลับมาอยู่ที่วัดป่าศรีฐานใน ท่านพยายามเดินมาจนถึงวัด เพราะสมัยก่อนยังไม่มีรถ ระยะทางก็ประมาณ ๓๐๐ เส้น (๑๒ กิโลเมตร) ต่อมาตุ่มก็เริ่มออก ตุ่มออกเต็มทั้งตัวจนกระทั่งฝ่ามือฝ่าเท้า ต่อมาพอตุ่มสุกแล้วก็เปื่อย โรคอันนี้เหม็นคาวมาก ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองถึงต้องนอนใบตองกล้วย เพราะออกแสบออกร้อนสารพัด
ขณะนั้น ท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถํ้ากลองเพล ยังเป็นสามเณรอยู่เป็นผู้อุปัฏฐากท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แต่ท่านพระอาจารย์บุญสิงห์สั่งให้พระเณรที่อุปัฏฐากรักษาว่า “อย่าเข้าไปในทิศใต้ลม ให้เข้าไปทางทิศเหนือลม ให้สังเกตดูลมเสียก่อน” ท่านกลัวว่าเชื้อโรคจะติดพระเณร
ในที่สุดท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็หายและรอดตายมาได้ โดยไม่มีรอยแผลเป็นเหมือนกับคนอื่นที่เคยเป็นโรคนี้ ซึ่งส่วนมากมักจะตายกัน ถ้าลงได้เป็นโรคอันนี้แล้ว ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสรอดชีวิตเพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น”
ออกรุกขมูลตามพระพุทธโอวาท
พระพุทธโอวาทอันเอกอุที่องค์พระบรมศาสดาเจ้าได้ทรงเมตตาประทานไว้ สําหรับกุลบุตรผู้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา เพื่อแสวงหาธรรม เพื่อความพ้นทุกข์ซึ่งพระอุปัชฌาย์ทุกท่านจะต้องสอนพระพุทธโอวาทสําคัญข้อนี้กับพระผู้บวชใหม่ทุกรูปโดยมิได้ยกเว้น ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของพระอุปัชฌาย์ ถ้าไม่ได้สอนพระโอวาทข้อนี้ถือว่าผิดและปลดจากอุปัชฌาย์ได้ คือ “รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย” เมื่อบรรพชาอุปสมบทแล้ว โปรดได้อาศัยอยู่ตามโคนต้นไม้ ร่มไม้ ชายป่า ชายเขา ในถํ้า เงื้อมผา และทําความอุตส่าห์พยายามอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิตเถิด
สมัยที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองออกบวชนั้น กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ปักหลักแน่นหนามั่นคงไปทั่วประเทศไทยแล้ว โดยเฉพาะทางภาคอีสาน และการธุดงค์ตามป่าตามเขาของพระธุดงคกรรมฐานก็เป็นที่ศรัทธาเป็นที่ยอมรับในสังคมชาวพุทธแล้ว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้ออกบวชในสังกัดคณะธรรมยุติกนิกาย และเป็นพระธุดงคกรรมฐานในสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระธุดงค–กรรมฐานอีกองค์หนึ่งที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและธุดงควัตร นับแต่ท่านยังเป็นพระหนุ่มมีอายุพรรษาเพียงพรรษาเดียว ท่านก็ได้ออกรุกขมูลเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ปฏิบัติตามพระพุทธโอวาท “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” และดําเนินรอยตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต สําหรับสถานที่ท่านพักและอยู่จําพรรษาล้วนเป็นวัดป่า เป็นเสนาสนะป่าที่เงียบสงัด ซึ่งเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา
ท่านผจญกับเปรต ผี เทวดา พญานาค และสัตว์ป่า
การออกธุดงคกรรมฐานของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนั้น ท่านก็ผจญกับพวกเปรต ผี พวกกายทิพย์ เทวดา พญานาค และ สัตว์ป่า เช่น เสือโคร่ง หมีป่า ช้างป่า งูพิษ เป็นต้น ชวนให้น่าหวาดกลัวชนิดขนพองสยองเกล้า เช่นเดียวกับที่พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านได้ผจญภัยมาท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย จนผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปด้วยดี โดยไม่มีภัยอันตรายใดๆ มากลํ้ากราย ซึ่งเป็นเพราะท่านรักษาศีลด้วยความบริสุทธิ์เคร่งครัด ไม่ยอมให้ศีลด่างพร้อย และเมื่อท่านเดินเท้าธุดงค์ ท่านก็กําหนดคําบริกรรม “พุทโธ” ประจําใจมีสติยึดมั่นกับ “พุทโธ” ไปตลอดทาง
การปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง นับแต่ด้านสมาธิธรรม จนถึงด้านพิจารณาทางด้านปัญญาธรรม เพื่อถอดถอนกิเลสออกจากใจ ก็เป็นไปอย่างรวดเร็วก้าวหน้า ทําให้เกิดเป็นอํานาจธรรมที่คอยปกป้องคุ้มครองรักษาท่านในขณะออกธุดงคกรรมฐานได้เป็นอย่างดี สมดังบทธรรม “ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริ ํ” ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ประวัติการธุดงคกรรมฐานอันกล้าหาญ ทรหด อดทน ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ขณะเป็นพระภิกษุหนุ่มพรรษาไม่มากออกแสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขา ตามป่าช้าป่ารกชัฏนั้นเป็นเกียรติประวัติอันงดงามและน่าทึ่งมาก ควรค่าแก่การจดจารึกเพื่อเป็นคติแบบอย่างให้กับพระธุดงคกรรมฐานในรุ่นต่อมาได้ศึกษาและน้อมไปปฏิบัติตาม
ท่านออกธุดงค์ตั้งแต่พรรษาต้นๆ
การออกธุดงค์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ทั้งๆ ที่ท่านถือนิสัยอยู่กับอุปัชฌาย์อาจารย์ ได้เพียงพรรษาเดียว ท่านก็กราบขออนุญาตครูบาอาจารย์ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมแล้ว ตามพระวินัยพระบวชใหม่ต้องถือนิสัยอยู่กับอุปัชฌาย์อาจารย์ ๕ พรรษา จึงออกธุดงค์ได้ ซึ่งในบุพพสิกขา พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ไม่เป็นอาบัติ ดังนี้
“อนึ่ง ภิกษุเป็นคนฉลาดองอาจ เป็นพหุสูต ทรงคุณเป็นต้นว่า รู้อาบัติและอนาบัติ รักษาตนเองและผู้อื่นได้ มีพรรษาแต่ ๑๐ ขึ้นไป จึงควรเป็นอุปัชฌาย์และอาจารย์ให้นิสัยแก่ภิกษุและสามเณรได้
อนึ่ง ภิกษุเป็นคนฉลาดองอาจ เป็นพหุสูต ทรงคุณเป็นต้นว่า รู้จักอาบัติและอนาบัติ รักษาตนเองได้ และมีพรรษาแต่ ๕ ขึ้นไป จึ่งเป็นนิสัยมุตก์ พ้นนิสัยได้
ถ้าไม่ฉลาด แม้มีพรรษาถึง ๑๐ ก็ไม่เป็นนิสัยมุตก์ พ้นจากนิสัยได้
ภิกษุยังไม่เป็นนิสัยมุตก์ จะไม่อาศัยอุปัชฌาย์อาจารย์ ถือนิสัยอยู่ได้แต่ภิกษุไข้ และภิกษุผู้อุปัฏฐากภิกษุไข้ ภิกษุไข้อ้อนวอนให้อยู่ และภิกษุเดินทาง และภิกษุอยู่ป่า กําหนดผาสุวิหาร คือ ได้สมถะและวิปัสสนาขึ้นใหม่เหล่านี้ เมื่อไม่มีผู้ให้นิสัย ไม่ถือนิสัยอยู่ควร เพราะพระองค์ทรงอนุญาต ไม่เป็นอาบัติ
ภิกษุนอกนั้น จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ควร แต่ภิกษุอยู่ป่าให้ผูกใจว่า กาลใดผู้ให้นิสัยที่สมควรมา เราจะอาศัยท่านนั้นอยู่ อาจารย์ผู้ให้นิสัย ถ้าให้นิสัยแก่ภิกษุเป็นอลัชชี ต้องอาบัติทุกกฏ และภิกษุหนุ่ม ถ้าถือนิสัยอยู่ในภิกษุที่เป็นอลัชชีเล่า ต้องอาบัติทุกกฏ
เพราะเหตุนั้น ทั้งอาจารย์และภิกษุหนุ่ม เมื่อยังไม่เคยให้นิสัยและเคยอยู่ด้วยกัน พึงหยุดคอยดูว่าจะเป็นสภาค (ถูก) กันหรือไม่เป็น สัก ๔ – ๕ วันก่อน ด้วยพระองค์ทรงอนุญาตไว้ดังนั้นไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุหนึ่ง ซึ่งหยุดคอยอยู่นั้น.”
โดยท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เทศน์เรื่องภิกษุหนุ่มถือนิสัยกับอุปัชฌาย์อาจารย์ ไม่ถึง ๕ พรรษา ออกเที่ยวธุดงค์ ไว้ดังนี้
“หลวงตาท่านบอกอยู่ เวลาออกธุดงค์ๆ มันธุดงค์ไปหาอะไร ธุดงค์ไปหาอะไร ก็ธุดงค์ไปหาหัวใจของตัวเองนี้แหละ เวลาธุดงค์ไป ธุดงค์ไป พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธคําบริกรรมก็เพื่อหาหัวใจของตัว ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เรามาวัดมาวา เรามาทําบุญกุศล เรามาวัดก็มาวัดหัวใจของเรา มาดูใจเรา มันขยันหรือมันขี้เกียจ มันเอาหรือมันไม่เอา เวลามันทุกข์มันยากข้างนอกมันก็อ้างไง โอ้โฮ ! ถ้าบวชแล้วจะเป็นพระอรหันต์เลยนะ ถ้าบวชแล้วจะไปให้พ้นทุกข์ไปเลยนะ เวลาบวชไปแล้วนะทําไป ๕ พรรษา ๑๐ พรรษา หมดแล้ว หมดไฟ
ฉะนั้น ในธรรมวินัยบอกว่า ต้องขอนิสัย ๕ พรรษาแล้วถึงออกจากนิสัยได้ เขาถึงได้ธุดงค์ แต่ในบุพพสิกขา บุพพสิกขาแปลมาจากบาลีบอกว่า ถ้าภิกษุบวชใหม่ ถ้าไปภาวนาที่ไหนถ้าจิตมันสงบดี จิตสงบได้ เราไม่มีครูบาอาจารย์ให้นิสัย เราก็ตั้งสัจจะไว้ว่า ถ้าเราเจอครูบาอาจารย์เมื่อไหร่เราจะขอนิสัยเมื่อนั้น ตอนนี้ยังไม่เจอก็ภาวนาไป มันจะตัดตรงนี้ได้ไง แบบว่าองค์สมเด็จ–พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบัญญัติไว้เหมือนกฎหมาย กฎหมายมันมีข้อยกเว้น ข้อยกเว้นเวลามีความจําเป็น มันมีข้อยกเว้น ยกเว้นไว้เพื่ออะไร ยกเว้นไว้เพื่อปฏิบัติธรรมนะ ยกเว้นไว้แต่เราเข้าศีล สมาธิ ปัญญานะ ไม่ใช่ยกเว้นเพื่อกิเลส”
ไปบอกลากํานันเหลา
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์ในช่วงนี้ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“ก่อนจะออกเดินทางจากบ้านศรีฐาน ท่านได้ไปบอกลากํานันเหลา กํานันเหลาคนนี้เคยพูดกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเอาไว้สมัยท่านจะบวชว่า
“ถ้ามึงบวชอยู่ได้พอพรรษาแล้ว ให้มึงมาขี้ใส่บ้านกูนะ ชอบที่ไหนให้ขี้ใส่เลย ให้เอาหมอนกูนั้นเช็ดก้น”
ท่านจําไม่ลืม เวลาท่านจะออกจากบ้านไปเที่ยววิเวก (ธุดงค์) ท่านจึงได้ไปลา พอขึ้นไปบ้านเขาก็ปูสาดปูเสื่อต้อนรับ พูดคุยหัวเราะกัน เพราะออกจะสนิทกันอยู่มาก ครั้นแล้วท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็มองโน้นมองนี้ แล้วพูดว่า “จะให้ขี้ใส่ตรงไหนล่ะ” กํานันเหลาร้อง “โอ๊ย ! ผมนึกว่าครูบาลืมแล้ว” หัวเราะกัน แล้วก็ขอขมาคารวะท่าน “อย่าให้โยมเป็นบาปเป็นกรรมเน้อ โยมไม่นึกว่าครูบาจะอยู่ได้” ได้เวลาพอสมควรแล้วท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ลากลับวัด
เหตุใดกํานันจึงพูดอย่างนี้กับท่าน เพราะท่านพระอาจารย์สิงห์ทองสมัยที่ยังไม่บวชเป็นคนขี้ดื้อ (ซน) ชอบเล่นสนุก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นนักเลงดอกนะ การลัก การขโมย การฆ่า การตีคนอื่นนั้นไม่ใช่ เพียงแต่นิสัยของท่านชอบเล่นสนุก
โยมแม่ของท่านเคยเล่าให้ฟัง แม้กระทั่งวันจะบวชพอโกนผมเสร็จแล้วยังไม่ถึงเวลาบวช ท่านก็ยังชวนหมู่ที่เป็นนาคด้วยกัน ชนกัน ว่าหัวโล้นชนกันเถอะ แล้วก็ไล่ชนกันกับหมู่ตามใต้ถุนศาลา แล้วทําเหมือนควายจะชนกัน พูด “แงะ แงะ” แล้วเบิดไล่ชนกัน โยมแม่ของท่านพูด“ช่างไม่อายชาวบ้านอื่นเขา” เพราะที่ไปบวชนั้นก็มีหลายหมู่บ้าน ท่านขี้ดื้อไปในลักษณะนี้แหละ”
พรรษา ๒ – ๓ พ.ศ. ๒๔๘๘ – ๒๔๘๙ จําพรรษาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ตามปกติพ่อแม่ครูอาจารย์จะไม่ติดถิ่น เมื่อท่านออกบวชเพื่อปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านจะทิ้งถิ่นเดิมและออกเที่ยวธุดงค์ไปจําพรรษาที่ไกลๆ เพื่อสะดวกต่อการภาวนา และไม่ต้องคลุกคลีกับครอบครัวตลอดญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง อันเป็นสัญญาอารมณ์ทําให้เกิดความฟุ้งซ่านกังวลใจ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็เช่นกัน เมื่อท่านบวชใหม่ๆ นั้น ท่านก็ออกเที่ยวเดินธุดงค์ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๘ – ๒๔๘๙ ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นช่วงที่อดอยากขาดแคลน โดยเฉพาะผ้าหายากมาก ท่านได้เทศน์เล่าประสบการณ์ในช่วงนี้ไว้เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ดังนี้
“เคยเดินธุดงค์ในสมัยก่อน ตอนที่ท่านอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ เคยไปจําพรรษาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีพระจําพรรษาด้วยกัน ๕ องค์ เณร ๑ องค์ และตาผ้าขาวอีกคน ผ้าอาบนํ้าฝนปีนั้นดูเหมือนมี ๓ ผืน แต่ผ้าเล็กๆ เขาทอเอง ผ้าฝ้าย ถ้าจะนุ่ง คนที่เป็นพระเป็นเณรก็นุ่งยาก ต้องต่อ๒ ผืนเป็นผืนเดียวกันถึงจะนุ่งได้ สมัยนั้นเป็นสมัยสงคราม ผ้าผ่อนท่อนสไบหายาก ตาผ้าขาวแกก็มีผ้าเพียงผืนเดียว สงสาร ก็เลยเสียสละให้
จากปีนั้นมากระทั่งปีนี้ ก็ไม่เคยมีในชีวิตการบวช ๓๐ กว่าปีมาแล้ว ก็เห็นปีนั้นแหละพอออกพรรษาก็ไม่มีผ้าอะไรอีก เขาให้ผ้าจํานําพรรษา ดูเหมือนเป็นผ้าสบงวาต* ๒ ผืน ทั้งวัด กฐินก็ไม่มี ผ้าป่าอะไรก็ไม่มี ก็เลยถวายครูอาจารย์ผู้ใหญ่ไป นี่ความอดอยากทุกข์ยากในสมัยที่เดินธุดงค์อยู่ ที่เคยประสบพบมาด้วยตัวเอง”
และจากพระธรรมเทศนาองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ถึงองค์หลวงปู่มั่นแจกผ้า ในช่วงอดอยากขาดแคลนไว้ดังนี้
“พูดถึงเรื่องธรรม พอมีปั๊บ มันจะวิ่งของมันออกกระจายออก ถ้าเรื่องกิเลสกวาดเข้ามาเลย เรื่องกิเลสจะกวาดเข้ามาทันทีๆ ถ้าเป็นเรื่องธรรมตีออกเลย กระจายออกข้างนอกเลย อันนี้ก็ทําให้คิดอีกแหละ พ่อแม่ครูจารย์ (หลวงปู่มั่น) ปีนั้นสงครามโลกนี่นะ พวกอะไรๆ อดอยากขาดแคลนทั้งนั้น เครื่องใช้ไม้สอย เฉพาะอย่างยิ่งเครื่องนุ่งห่ม พวกผ้าไม่มี โอ๊ย ! พวกญาติโยมเขามาขอผ้าในวัด เขาไม่มีผ้า
เวลามีคนมาถวายท่าน ท่านก็เอาไว้สําหรับแจก แจกพวกนี้ล่ะ พอมาแล้ว เขามาขอตามธรรมดาท่านจะไม่เก็บสิ่งของภายในห้องท่าน แต่เวลาท่านสงวนเพื่อแจกทานให้ประชาชน ท่านกลับสั่งว่าให้เอาเข้าไปไว้ในห้องท่าน คือท่านจะเป็นคนสั่งจ่ายเอง เราขนได้มาเท่าไรก็ขนเข้าไว้ในมุมห้องท่านนั่นล่ะ
พอญาติโยมมาแล้ว ท่านก็ว่า “เอ้อ ! เขามาแล้วทีนี้เอา ขนออกมาแจก” ท่านแจกพวกญาติโยมก็รุมเข้ามา คนนั้นก็อยากได้ คนนี้ก็อยากได้ ทางนี้ก็ขนออกมาแจกๆ ท่านก็เข้าในห้อง ทีนี้โยมเขาดูจะไม่ทันใจ เลยโดดเข้าไปในห้องกับท่าน พอท่านหันหน้าออกมานี่ “อู๊ย !นี่มาอะไร จะให้อยู่แล้ว” ท่านเสียงร้องลั่นเลยนะ “จะมาอะไร กําลังเอาออกไปให้ ไปออกไป” พวกโยมเขาวิ่งเข้าไปในห้องท่าน
นี่พูดถึงเรื่องการทาน หลวงปู่มั่นนี่ โอ๋ย ! ไม่มีอะไรเหลือเลย หมดๆๆ ไม่มีอะไรเหลือเลย นักเสียสละ นี่ก็เป็นฝ่ายปฏิบัติเรายกให้แล้ว ฝ่ายปริยัติเป็นอันดับสองก็สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) เห็นเท่านั้นล่ะเรา”
พรรษา ๔ พ.ศ. ๒๔๙๐ จําพรรษาในถํ้าแห่งหนึ่ง
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองบวชใหม่ๆ ท่านไปจําพรรษาในถํ้าแห่งหนึ่ง โดยการปักกลดในถํ้า กลางคืนเกิดฝนตกหนักนํ้าท่วมบริเวณที่ท่านปักกลดปูนอน จะย้ายกลดก็ไม่ได้ ท่านต้องทนนั่งบนบาตร ๔ – ๕ ชั่วโมง โดยไม่ได้หลับนอน อันเป็นการแสดงถึงความทรหดอดทนของท่านเป็นอย่างดี ดังนี้
“ท่านอาจารย์สิงห์ทอง เริ่มต้นเล่าเรื่องของท่านตอนบวชใหม่ๆ ใกล้จะเข้าพรรษา ชาวบ้านหมู่บ้านโน้น หมู่บ้านนี้ จะรุมกันมานิมนต์ให้ท่านอยู่จําพรรษาที่หมู่บ้านของเขา เพื่อจะได้มีพระธุดงค์พาปฏิบัติและเทศน์อบรมตลอดพรรษา คนเหล่านี้จะคอยดูว่าท่านชอบ ไม่ชอบอะไร แล้วพยายามสรรหาสิ่งที่ท่านชอบมาตระเตรียมไว้ ตอนแรกท่านก็ไม่เฉลียวใจ ก็ตกหลุมเขา ตรงไหนที่สะดวกสบายก็รับนิมนต์เข้าไปอยู่เลย
พอไปอยู่ ๒ – ๓ พรรษา เริ่มได้คิดว่า นี่เราบวชมาจะมาอนุรักษ์กิเลส หรือบวชมาทําให้ใจของเราเบาบริสุทธิ์ขึ้น พอออกพรรษาไปธุดงค์ ก็จะดูหมายตาไว้ ถํ้าไหน เขาไหน ที่มันเหมาะสม ใกล้เข้าพรรษาจะได้ไปอยู่จําพรรษาที่นั่น
พรรษานั้นท่านได้ถํ้าเป็นที่จะไปอยู่ แต่ความที่ท่านยังไม่ชํานาญ ก็ไม่รู้ว่าตรงไหนฝนตกแล้วนํ้าจะไหลผ่าน ตรงไหนจะแห้ง ปรากฏตรงที่ท่านไปเลือกปักกลดอยู่เป็นร่องนํ้า พอฝนตกหนักนํ้าก็เปียกตรงที่ท่านปูนอนชุ่มโชกหมด
พระธุดงค์นั้น เมื่อปักกลดแล้ว คืนนั้นจนกระทั่งรุ่งเช้าจะขยับเขยื้อนย้ายที่กลดไม่ได้ ท่านต้องอยู่ตรงนั้น จนรุ่งเช้าไปบิณฑบาตแล้วจึงมาขยับย้ายกลดได้ (ตามสัจจะ ย้ายไม่ได้ ต้องมีสัจจะ ถ้าไม่มีสัจจะแล้ว ปฏิบัติไม่ได้) คืนนั้นท่านก็นอนไม่ได้ เก็บข้าวของใส่เข้าไปในบาตร เพราะบาตรพระ นอกจากเป็นที่ใส่อาหารแล้ว ยังใช้เป็นกระเป๋าเดินทางได้ด้วย อะไรไม่อยากให้เปียกไม่อยากให้เลอะเทอะ ใส่เข้าไปในบาตร ท่านก็เอาของใส่เข้าไปในบาตรหมด มันจะได้ไม่เปียก นํ้าก็สูงขึ้นมาเรื่อยๆ ท่านเลยต้องขึ้นไปนั่งอยู่บนฝาบาตรเหมือนกับนกที่เกาะคอนอยู่
ฝนตกอยู่ ๔ – ๕ ชั่วโมง ใจของท่านก็ฟุ้งซ่านคิดสงสารตัวเอง ความจริงเราก็มีที่อยู่จะหมู่บ้านโน้นหมู่บ้านนี้ก็ได้ เรามาทรมานตัวเองทําไม คิดรํ่าไรไปพักใหญ่ก็ได้สติ นี่จะบวชมาสงสารกิเลส หรือบวชมาเพื่อทําคุณงามความดีกันแน่”
บางวันบิณฑบาตได้แต่ข้าวเหนียวปั้นเดียว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เล่าถึงสมัยที่ท่านยังเที่ยวธุดงค์ มีความอดอยากในเรื่องอาหาร แต่ไม่เป็นอุปสรรคทําให้ท่านท้อแท้ เพราะท่านตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน โดยคุณหมออมรา มลิลาได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์เคยเล่าให้ฟัง สมัยที่ท่านยังเที่ยวธุดงค์ไป บางวันบิณฑบาตได้แต่ข้าวเหนียวปั้นเดียวไม่มีอะไรเลย ท่านบอก แรกๆ กิเลสก็ทําให้ท้อแท้ แต่พอสติตามทัน ท่านก็บอกว่า เออดี วันนี้เรายังไม่ทันได้คิดว่าจะอดอาหาร ผ่อนอาหาร เทวดาก็มาทําให้เราผ่อนอาหาร ดีแล้ว เราจะได้เร่งความเพียร ใครจะไปรู้ คืนนี้เราอาจตายเสียก็ได้
ตกลงที่จะไปน้อยใจว่า โอ๊ย ! น่ากลัวเราคงบวชต่อไปไม่ไหวแล้ว ไม่ยั่งยืน เพราะได้ข้าววันละปั้นเดียว สึกเสียเป็นอย่างไร ท่านก็สรุปว่า เออ ! วันนี้เราผ่อนอาหาร เราจะได้เร่งความเพียร
อีกวันหนึ่ง ท่านก็คิดว่าบิณฑบาตพอเป็นพิธีเสียหน่อย ให้เขาได้บุญ แต่แล้วปรากฏว่าคนใส่บาตรกันล้นบาตรเลย ท่านก็บอก เออ ! ดีเหมือนกัน พรุ่งนี้อาจจะไม่มีชาวบ้านใส่บาตร เพราะฉะนั้น เรากินเตรียมเอาไว้ พรุ่งนี้จะได้ไม่หิว ถ้าบิณฑบาตแล้วไม่ได้อะไร คือ อยู่กับปัจจุบัน อะไรเกิดขึ้นมาดีทั้งนั้น ไม่ไปน้อยเนื้อตํ่าใจ”
พ.ศ. ๒๔๙๑ ออกธุดงค์ไปไหว้พระธาตุพนม
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ครั้นพรรษาที่ ๔ ล่วงไปแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ เดือน ๓ (เดือนกุมภาพันธ์) ท่านก็ได้ออกธุดงค์ โดยมุ่งหน้าจะไปไหว้ พระธาตุพนม มีพระเณรติดตามท่านไปด้วย ๓ องค์ ๔ กับองค์ท่าน เป็นสามเณร ๒ องค์ เป็นพระ ๒ องค์ และ ท่านพระอาจารย์พวง สุขินฺทริโย (สมณศักดิ์สุดท้ายที่ พระเทพสังวรญาณ วัดศรีธรรมาราม รองเจ้าคณะภาค ๑๐ ธรรมยุต) สมัยนั้นท่านยังเป็นสามเณรอยู่ ท่านก็ได้ติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปด้วย”
พระธาตุพนม เป็นพระธาตุที่มีความศักดิ์สิทธิ์และสําคัญมาก เป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองอีกพระธาตุหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งในสมัยก่อนรอบๆ พระธาตุพนม เป็นสถานที่เงียบสงัดและถูกปกคลุมไปด้วยป่าไม้ ครูบาอาจารย์จึงนิยมเดินธุดงค์ไปกราบไหว้บําเพ็ญภาวนากัน และคนภาคอีสานนิยมรวมตัวกันเดินทางไปกราบไหว้แสวงบุญจนเป็นประเพณี
ตามตํานานสร้างภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว โดยมี พระมหากัสสปะเป็นประธาน ต่อมากลายเป็นสถานที่รกร้าง โดยมีป่าไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น ในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เดินธุดงค์มาพบและอยู่ปฏิบัติภาวนาท่านทั้งสองได้เห็นความอัศจรรย์ของพระธาตุพนม โดยเห็นเป็นลําแสงสว่างสวยงามมาก จนเชื่อว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุในองค์พระธาตุพนมเสด็จไปมา ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ชักชวนญาติโยมมาถากถางปัดกวาดทําความสะอาดสถานที่ และต่อมา ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล(บุญรอด นนฺตโร) ได้เป็นประธานในการบูรณะ
ท่านออกเดินทางไปไหว้พระธาตุพนม
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและคณะพระเณรออกเดินธุดงค์ไปไหว้พระธาตุพนม ท่านได้ไปแวะพักที่ถํ้าแห่งหนึ่งและได้เผชิญกับงูใหญ่(พญานาค) ไว้ดังนี้
“สมัยก่อนชาวจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง หรืออาจจะกล่าวได้ว่าชาวอีสานส่วนใหญ่แทบทุกจังหวัด นิยมเดินทางไปนมัสการ พระธาตุพนม กันเป็นประจําทุกปี ส่วนใหญ่จะไปกันตอนเดือน ๓ เพ็ญ (วันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๓) เพราะมีงานในช่วงนี้ ทางวัดจัดงานไหว้พระธาตุเป็นประจําทุกปี สมัยก่อนที่ไปมาหาสู่กันสะดวก ทางฝั่งลาวก็ข้ามนํ้ามาร่วมกันเป็นจํานวนมากเหมือนกัน
การเดินทางจะเดินไปด้วยเท้า เพราะสมัยก่อนยังไม่มีรถมาก และถนนหนทางรถก็ไม่ค่อยมี ตอนหลังๆ มาหน่อยถึงจะมีรถไปรับ (รถรับเหมา) บางคน บางหมู่ ก็จะไม่ยอมขึ้นรถไป เขาพูดเขาชวนกันว่า เราเดินไปจึงจะได้บุญมาก ได้บุญทุกก้าวเดิน เห็นพวกโยมแม่เคยไปกัน ถ้าขึ้นรถไปกลัวจะไม่ได้บุญมาก การเดินทางก็เดินตามทางเกวียน เชื่อมระหว่างหมู่บ้าน คํ่าไหนนอนนั่น
อาหารและนํ้าก็อาศัยขอตามหมู่บ้านที่ผ่านไป แต่ชาวอีสานเดิมก็มีดีอยู่อย่าง คือ เวลามีแขกมาพัก ส่วนมากจะพักในวัดกัน พอตกกลางคืนถึงเวลากินข้าว ชาวบ้านจะพากันเอาข้าวเอาอาหารมาส่ง สุดแล้วแต่เขาจะมีอะไร มีนํ้าพริก หรือ ปลาร้า ผัก เหล่านี้เป็นต้น จะไม่ค่อยได้ซื้อกันเหมือนสมัยทุกวันนี้ พวกหนุ่มสาวก็ลงมาคุยกันก็มี เพราะไปแต่ละหมู่ แต่ละคณะก็มีทั้งหนุ่มทั้งแก่ ถ้าไปอย่างนี้สมัยก่อนจะต้องมีคนแก่ไปด้วย ถ้าไม่มีคนแก่ไปด้วย หญิงสาวจะไม่ยอมไปเด็ดขาด ต้องอาศัยคนแก่ในระหว่างทางที่เดินไป บางแห่งก็ร่มรื่นด้วยแมกไม้ ทุกคนดูจะมีความสุขที่จะได้ไปไหว้พระธาตุพนม และการเดินทางก็ปลอดภัยปราศจากอุบัติเหตุและโจรผู้ร้าย บางพวกก็เป่าแคนร้องรํากันไปเป็นที่สนุกสนานตลอดระยะทาง
สําหรับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนั้นก็ได้เดินทางไปเหมือนกัน พอไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อบ้านตากแดด อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร ท่านทราบว่ามีถํ้าที่ภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นภูเขาที่ไม่ใหญ่เท่าไรนัก ชื่อว่า “ภูทอก” มีถํ้า เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและหมู่ไปถึง ก็คิดอยากจะไปพักในถํ้า เพราะท่านยังไม่เคยเที่ยวในถํ้ามาก่อนเลย ถามชาวบ้าน ชาวบ้านเขาก็ห้ามว่า “ครูบาจะอยู่ได้หรือ ถํ้านี้เข็ดมากนะ (แรงมากนะ) เมื่อ ๒ – ๓ วัน ก็มีพระมาพักแต่อยู่ไม่ได้ หนีไปกลางคืนเลย ครูบาจะอยู่ได้หรือ” ชาวบ้านเขาห้าม แต่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็อยากจะลองพักดู เลยขอให้ชาวบ้านไปส่ง เมื่อเขาตามไปส่งถึงถํ้าแล้วเขาก็กลับ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและพระเณรที่ไปด้วยกัน ก็ทําข้อวัตร ปัดกวาด เสร็จแล้วก็สรงนํ้าสรงท่าเสร็จ เป็นเวลาจวนจะมืด ต่างองค์ต่างเดินจงกรม ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านเดินอยู่ที่ปากถํ้า พอมืดเข้ามาหน่อยก็ได้ยินเสียงดังลงมาจากหลังเขา คล้ายๆ กับเสียงลมพัดหนักๆ พอดีวันนั้นเป็นวัน ๑๔ คํ่า ไม่ทราบว่าข้างขึ้นหรือข้างแรมจําไม่ได้ เสียงนั้นก็ดังใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อย แต่เมื่อเสียงนั้นใกล้เข้ามา ปรากฏว่าไม่ใช่เสียงลมเสียแล้ว เป็นเสียงงู เหมือนงูเลื้อยมา เสียงท้องของงูกวาดกับหิน ปรากฏว่าจะตัวใหญ่มากทีเดียว ในความรู้สึกของท่านว่าเหมือนกันกับลากเสื่อหวาย ธรรมดาเสื่อหวายจะกว้างกว่าเสื่อธรรมดาประมาณเมตรห้าสิบหรือสองเมตร ท่านว่าถ้าเป็นงูก็จะตัวใหญ่ขนาดนั้นแหละ
ในภูเขาลูกนี้มีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ท่านอยู่ประจํามานานแล้ว แต่ท่านเป็นพระมหานิกาย (มหานิกายปฏิบัติ) ท่านได้ยินเสียงด้วย ท่านก็เลยตะโกนบอกว่า “ไม่เป็นไรดอก มาเยี่ยมเฉยๆ” แต่ด้วยเหตุที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไม่เคยประสบมาก่อน ท่านก็อดกลัวไม่ได้ ท่านว่าเมื่อเสียงยังดังอยู่ไกลหน่อย เดินจงกรมก็สุดทางข้างนั้นข้างนี้ เมื่อเสียงนั้นใกล้เข้ามาๆ เดินจงกรมไปได้ครึ่งทางเพราะกลัว พอใกล้เข้ามาจริงๆ ก็ก้าวขาไม่ออกเลย ท่านว่า นึกว่าจะสวดกรณีฯ (กรณีย–เมตตสูตร) ก็ได้แต่กรณีฯ กรณีฯ ขยายความไปไม่ได้
ท่านว่าคนเราเมื่อกลัวถึงที่แล้ว จิตจะไม่ปรุง จิตตั้งอยู่เหมือนกับเทียนอยู่ในโคมไฟ มันปรุงไม่ออก ท่านว่าจากนั้นเสียงก็ได้เงียบไป ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและพระเณรก็เข้าที่ของใครของมัน สําหรับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมีแคร่นอน แต่องค์อื่นนอนกับพื้น
พอขึ้นแคร่แล้วก็ทําวัตร ไหว้พระสวดมนต์ เสร็จแล้วก็นั่งภาวนา เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้วก็เลยนึกว่าวันพรุ่งนี้จะต้องเดินทางต่อ จะพักสักหน่อย ถ้าไม่พักนอนเลยก็จะเหนื่อยในการเดินทาง แล้วก็ล้มตัวลงนอน ภาวนาไปด้วย พอเคลิ้มจะหลับ ก็ได้ยินเสียงขู่ขึ้นมาจากใต้แคร่ ท่านก็รู้สึกตัวว่าเสียงที่ขู่ขึ้นมานั้นเป็นเสียงงู ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เลยปลุกพระเณรว่า “ลุกๆ งูจะกินหัวนะ”
ท่านเจ้าคุณพวง สุขินฺทริโย (สมัยนั้นยังเป็น สามเณรพวง ลุล่วง) ท่านว่ายังไม่หลับพอหมู่ลุกขึ้นนั่งหมดแล้วก็ขู่ขึ้นมาอีก ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เลยพูดว่า “เดี๋ยวนะ ผมจะใช้ไม้ขีดไฟ (ไฟแช็กรุ่นเก่า)” เพราะแต่ก่อนท่านไม่มีไฟฉาย มีแต่ไม้ขีดที่ใส่นํ้ามันก๊าด ท่านก็ขีดไม้ขีดจุดโคมแล้วยื่นแขนออกมาจากมุ้ง ท่านยังไม่ได้ลุกนะ แล้วเสียงก็ขู่ดังขึ้นมาอีกเป็น ๓ ครั้ง ส่องดูก็ไม่มีอะไร จากนั้นเสียงก็ดังลงไปข้างล่าง เหมือนกับป่าไม้ป่าไผ่แถวนั้นจะราบไปหมด ในความรู้สึกของท่าน ท่านนอนก็ไม่เป็นหลับเป็นตื่นเพราะกลัว
เวลารุ่งเช้าขึ้นมาป่าไม้ก็ปกติธรรมดา ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เลยพูดกับหมู่ว่า ถ้าเราจะเดินทางวันนี้เลยก็กลัวว่าเขาจะตําหนิว่าเรากลัว นอนได้คืนเดียวก็เผ่น ท่านว่าเราพักอีกสักคืนเถอะ ก็เลยได้ค้างที่ถํ้านั้น ๒ คืน แต่คืนหลังนี้เงียบไม่มีอะไร หลวงพ่อองค์ที่อยู่นั้น เล่าให้ท่านฟังว่า ในเดือนหนึ่งจะมีอยู่ ๔ ครั้ง คือ ขึ้น ๗ – ๘ คํ่า ๑๔ – ๑๕ คํ่า และแรม ๗ – ๘ คํ่า ๑๔ – ๑๕ คํ่า วันนอกนั้นก็ธรรมดา ไม่มีอะไร
ในบริเวณถํ้าแห่งนี้คนจะไปทําผิดศีลผิดธรรมไม่ได้ จะมีอันเป็นไปให้เห็น อย่างว่าไปฆ่านก หรือกบเขียด หรืออะไรในบริเวณนั้น ก้อนหินจะกระโดดปั๊บๆ ร้องเป็นเสียงนก เสียงกบ เสียงเขียด เวลาไปดูแล้วก็เป็นก้อนหิน ในบริเวณนั้นแต่ก่อนหลวงพ่อองค์นั้นว่า อดนํ้า กันดารนํ้าใช้นํ้าฉัน ท่านเลยจุดธูปเทียนอธิษฐานขอนํ้า ก็เลยปรากฏว่ามีนํ้าไหลออกมาจากแท่งหิน
วันหนึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า มีแม่ออกคนหนึ่งไปเก็บมะม่วงไข่ตามแถวนั้น หิวนํ้าก็เลยมากินนํ้า เลยคิดอยากจะอาบนํ้า เพราะร้อนก็เลยอาบนํ้า แต่เข้าใจว่าคงเปลือยกายอาบ เสร็จแล้วก็กลับบ้าน หลังจากนั้นปรากฏว่ามีกลิ่นเหม็นคลุ้งเหมือนกับซากวัวซากควายตาย และนํ้านั้นก็ได้แห้งไป จากนั้นหลวงพ่อก็ไม่มีนํ้าจะใช้จะฉัน จึงอธิษฐานขอใหม่ พร้อมกับว่าจะบอกไม่ให้เขาทําอย่างนั้นอีก นํ้านั้นจึงได้ไหลออกมาอีกตามเคย”
หนูเดินจงกรม
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเรื่องหนูเดินจงกรม เป็นคติให้กับหลวงพ่อองค์ที่อยู่ประจําที่ภูทอก ดังนี้
“หลวงพ่อพูดต่อไปว่า วันหนึ่งท่านพาชาวบ้านไปนวดดิน ท่านจะทําธาตุ (เจดีย์) นวดดินปั้นอิฐ พอกลับมาเหนื่อยเลยไม่ได้เดินจงกรม พอวันหลังก็พาชาวบ้านไปทําอีกเพราะยังไม่เสร็จแต่บังเอิญท่านลืมของใช้ ท่านจึงกลับมาเอาของ แต่ก่อนท่านคงจะพักอยู่ในถํ้า
พอมาถึงถํ้าแล้วมองเห็นผิดสังเกต คือ มองเห็นหนูเดินจงกรม ที่ถํ้านั้นข้างบนมีหินยื่นออกมาประมาณ ๑ คืบ หรือ ๑ ฟุต ยาวไปตามถํ้า หนูตัวนั้นเดินไปพอสุดทางด้านนั้นก็กลับคืน แล้วยืน ๒ ขา เอาขาหน้ากอดอก ยืนอยู่คล้ายกับกําหนดจิต พอสมควรแล้วเอาขาหน้าลงแล้วเดินไป พอถึงหัวท้ายข้างนั้นก็กลับหลังแล้วยืน ๒ ขา เอาขาหน้ากอดอก ยืนอยู่คล้ายกําหนดจิตอีก แล้วเดินกลับไปกลับมาอยู่นั้น หลวงพ่อท่านเห็นแล้วก็ระลึกได้ว่า นี่หนูมันเดินจงกรม คงจะเป็นเทวดาหรือเจ้าที่แสดงให้เห็น เพราะเมื่อวันก่อนนั้นท่านขาดเดินจงกรม ต่อมาหลังจากนั้นท่านจึงไม่เคยขาดการเดินจงกรม นั่งภาวนา ถึงจะเหน็ดเหนื่อยก็ต้องบังคับตนเองทําไม่เคยขาด”
ถึงพระธาตุพนม
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ โดยแสดงถึงปัญญาอันเฉลียวฉลาดของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อเดินทางมาถึงพระธาตุพนมแล้ว ก็ได้เข้าไปกราบนมัสการพระธาตุพนม เสร็จแล้วก็ได้ออกไปพักวิเวกแถวบ้านนํ้ากํ่าและหมู่บ้านริมโขงแถวนั้น หน้าเดือนกุมภาพันธ์ (เดือน ๓) นี้ มะขามหวานกําลังสุก
เขตเมืองมุกดาหาร เมืองธาตุพนมนั้นมีมะขามหวานมาก เขาเอามะขามหวานมาจังหัน เห็นว่าท่านชอบฉัน เขาก็เอามาไม่ขาด ต่างคนต่างเอามา และจะให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นคนตัดสินว่า ของใครจะหวานกว่ากัน เขาเอามาแข่งกัน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ถ้าจะบอกว่าของคนนั้นดี ของคนนี้ไม่ดีก็คงจะกลัวว่าเขาจะเสียใจและไม่เอาไปจังหันอีก ท่านก็เลยตอบเขาไปว่า มันก็หวานดีทุกต้นนะ หวานดีทุกต้นแหละ”
คุยกันเรื่องผีปอบ
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองฉันเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็เริ่มกินข้าวกัน และพูดคุยกันไปคุยกันไปถึงเรื่องผีปอบในหมู่บ้าน พอท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ยินเรื่องที่เขาคุยกันเรื่องผีปอบ ท่านก็พูดกับเขาว่า “อาตมาก็เป็นปอบเหมือนกันนะโยม” ชาวบ้านเขาก็งงและตกใจว่าพระอะไรจะเป็นปอบ เขาเลยถามว่า “ท่านเป็นปอบได้อย่างไร ?”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองตอบว่า “ปอบมะขามหวาน” ชาวบ้านก็พากันหัวเราะ ท่านว่ายิ่งหวานเท่าไร ยิ่งกินดี ปอบคนอื่นเขากินคน แต่ปอบของท่านอาจารย์กินมะขามหวาน”
บันทึกการเดินธุดงค์ไปพระธาตุพนม
การเดินเท้าธุดงค์ไปพระธาตุพนมของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและคณะพระเณร เป็นการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามป่าตามเขา เพราะสมัยนั้นป่าไม้อุดมสมบูรณ์และสัตว์ป่าชุกชุม การเดินธุดงค์จึงเต็มไปด้วยภยันตรายต่างๆ จากสัตว์ป่า ในขณะนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเพิ่งบวชได้เพียง ๔ พรรษา ยังเป็นพระหนุ่ม ท่านก็เป็นผู้นําพาหมู่คณะออกเดินธุดงค์ แสดงออกถึงความเป็นผู้นําที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความองอาจ เด็ดเดี่ยว กล้าหาญของท่าน ได้ฉายแววมาตั้งแต่ท่านยังหนุ่ม ซึ่งในขณะนั้นท่านพระอาจารย์พวง สุขินฺทริโย ท่านเป็นสามเณรอยู่ในคณะ โดยท่านพระอาจารย์พวงได้บันทึกการเดินธุดงค์ไว้ดังนี้
“ช่วงที่เป็นเณรพรรษาที่ ๒ พํานักอยู่วัดป่าศรีฐานใน ร่วมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้พาเดินธุดงค์ไปนมัสการพระธาตุพนม ที่จังหวัดนครพนม คณะเดินทางประกอบด้วยท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง พระเพ็ง (ปัจจุบันได้ลาสิกขาบท) สามเณรพวง และ สามเณรขุนคนบ้านบ่อชะเนง อําเภอหัวตะพาน จังหวัดอํานาจเจริญ
การเดินทางต้องเดินด้วยเท้า ผ่านดงบังอี่ อําเภอคําชะอี ผ่านภูเขาลําเนาไพรเต็มไปด้วยภยันตรายจากสิงสาราสัตว์ต่างๆ รอนแรมไปถึง ๖ คืนกว่าจะถึงพระธาตุพนม ระหว่างทางก็ต้องแวะพักค้างคืนตามสํานักสงฆ์หรือถํ้าในป่า
เมื่อเดินทางไปถึงบ้านตากแดด อําเภอคําชะอี จังหวัดอุบลราชธานี (ในขณะนั้น) เป็นเวลาคํ่าพอดี จําเป็นต้องหาที่พักเพื่อค้างแรม ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและคณะได้สอบถามชาวบ้านว่ามีวัดอยู่บริเวณนี้หรือไม่ ชาวบ้านก็บอกว่ามีสํานักสงฆ์อยู่ในถํ้าบนภูทอก มีหลวงตาอยู่กับเณรเพียง ๒ รูป พอจะไปพักอาศัยที่นั่นได้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงได้พาคณะไปขอพํานักที่สํานักสงฆ์บริเวณดังกล่าว หลวงตาเจ้าสํานักสงฆ์มิได้ขัดข้องประการใด จัดที่เสนาสนะให้คณะที่ร่วมเดินทางพักในถํ้าบนภูทอก ที่พักเป็นแคร่ไม้ไผ่ ห่างกันประมาณ ๓ – ๔ วา ตามจํานวนพระเณร
หลังจากที่เดินทางกันมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย ทําวัตรเย็นเสร็จแล้ว ก็เตรียมแยกย้ายกันจําวัดพักผ่อน เมื่อทุกรูปประจําเสนาสนะของตนเอง ก็ได้ยินเสียงงูใหญ่ (พญานาค) ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงเตือนให้ทุกคนไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้ พักอยู่ที่นั้น๒ คืน มิได้ยินเสียงเช่นนั้นอีกเลย
จากนั้นเดินทางต่ออีก ๒ วัน แวะพักที่บ้านดงมอญ อําเภอมุกดาหาร และบ้านต้นแหน อําเภอนาแก จังหวัดนครพนม รุ่งขึ้นถึงพระธาตุพนม พํานักที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน* อําเภอพระธาตุพนม อยู่ที่นั่นประมาณ ๑ สัปดาห์ จึงเดินทางกลับ เส้นทางที่ใช้ในการเดินทางกลับนั้นใช้เส้นทางเลียบตามฝั่งแม่นํ้าโขง คํ่าที่ไหนก็นอนที่นั่นจนกระทั่งถึงอําเภอมุกดาหาร มีรถประจําทางจึงโดยสารรถประจําทางมาจนถึงวัดป่าศรีฐานใน”
ภาค ๓ กราบหลวงปู่มั่นและหลวงตาพระมหาบัวครั้งแรก
ครูบาอาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติสําคัญมาก
พระพุทธศาสนาจะสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรืองมั่นคงได้นั้น จะต้องมีทั้งภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติ และ ภาคปฏิเวธ ซึ่งความรู้แจ้งเห็นจริงในพระสัทธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นจะเกิดจากภาคปฏิบัติเป็นสําคัญ
องค์พระบรมศาสดาทรงตําหนิการเรียนปริยัติเพียงอย่างเดียว ดังพระพุทธองค์ทรงตําหนิพระโปฐิละคณาจารย์ใหญ่ฝ่ายปริยัติ ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหาเคารพนับถือมากมายว่า “ใบลานเปล่าๆ” จนพระโปฐิละได้หันมาปฏิบัติจนบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์ พระพุทธองค์ทรงส่งเสริมการปฏิบัติจิตตภาวนา เพื่อความหลุดพ้น แม้พระพุทธองค์ใกล้จะปรินิพพานก็ตรัสให้บูชาพระองค์ด้วยการปฏิบัติบูชาแทนอามิสบูชา
การเรียนภาคปริยัติ ครูบาอาจารย์ผู้สอนมีมากมายและตํารับตําราภาคปริยัติก็มีมากมาย ซึ่งต่างกับภาคปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ผู้สอนที่รู้จริงเห็นจริงมีน้อยมากและหาได้ยากยิ่ง
ภาคปฏิบัติในด้านจิตตภาวนา การศึกษาค้นคว้าเรื่องของจิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกลับ ยาก และมหัศจรรย์มาก จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาอบรมสั่งสอนชี้แนะ และเป็นที่ปรารถนาของพระธุดงคกรรมฐานที่หวังความพ้นทุกข์ทั้งหลาย ซึ่งจะคอยติดตามเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์กัน ดังเช่นครั้งพุทธกาล องค์พระบรมศาสดา เสด็จออกธุดงค–กรรมฐานเป็นพระป่าองค์แรกของโลก ก็ทรงแสวงหาครูบาอาจารย์ ก่อนที่จะทรงพบว่าต้องค้นคว้าด้วยพระองค์เอง เพื่อตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นสัพพัญญู ครั้งกึ่งพุทธกาล หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ก็เดินธุดงค์แสวงหาครูบาอาจารย์ แต่ก็ไม่พบครูบาอาจารย์ที่รู้จริง แต่ด้วยบารมีของท่าน ทําให้ท่านต้องรื้อค้นขึ้นมา
ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ในภาคปฏิบัติจึงสําคัญมาก และเป็นที่เคารพบูชากันอย่างสุดหัวใจของเหล่าบรรดาพระศิษย์ทั้งหลาย แม้ชีวิตท่านก็ยอมสละ ยอมตายแทนกันได้ ครูบาอาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติในภาคอีสาน ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เริ่มออกธุดงคกรรมฐานนั้นที่มีกิตติศัพท์ชื่อเสียงโด่งดังมากและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺตมหาเถร พระปรมาจารย์ใหญ่กองทัพธรรมอีกองค์หนึ่ง ท่านเป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรและออกปฏิบัติกรรมฐานร่วมกับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร
เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านเริ่มออกปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ท่านก็เหมือนกับครูบา–อาจารย์ในสายพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลาย คือ การเสาะแสวงหาพ่อแม่ครูอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริง เพื่อคอยอบรมสั่งสอนชี้แนะ เนื่องจากเมื่อท่านตัดสินใจบวชไม่สึกแน่นอนแล้ว การปฏิบัติของท่านกลับยาก ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน จึงจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์คอยเมตตาอบรมชี้แนะ
การเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็เช่นเดียวกับกรณีขององค์หลวงตาพระมหาบัว โดยองค์หลวงตาได้เทศน์ถึงเรื่องที่ท่านได้เข้ากราบนมัสการฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นครั้งแรก เพื่อแก้ความสงสัยเรื่องมรรคผลนิพพานว่ามีอยู่จริงหรือไม่ หากมีอยู่จริงท่านจะกราบเป็นครูบาอาจารย์ และเอาชีวิตเข้าแลกเลย ดังนี้
“พอออกจากกรุงเทพฯ มาจําพรรษาโคราชแล้วก็ขึ้นมาหาท่านเลย โห ! ท่านเอาเรดาร์จับเอาเลย แม่นยํามาก พอเข้าไปนี้ “ท่านมาหาอะไร” ขึ้นเลยนะขึงขังตึงตัง นั่นท่านปลุกใจ ให้เป็นที่แน่ใจ ถ้าโลกทั้งหลายดูก็จะว่าท่านดุ นั่นล่ะพลังใจ พลังแห่งความเมตตา ท่านแสดงธรรมะให้เป็นกําลังใจของเรา ให้เป็นที่แน่ใจ ความสงสัยที่แบกมาๆ นั้นให้มันขาดสะบั้นลงในธรรมเทศนาของท่านวันนี้ พูดง่ายๆ ว่างั้น พอไปท่านก็ใส่เปรี้ยงๆ เลย
“หือ ! ท่านมาหาอะไร” ขึ้นเลย “ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ ต้นไม้ภูเขาไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส” ไล่ไปหมดเลย ไล่อันไหนก็ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส “มรรคผลนิพพานแท้ กิเลสแท้ อยู่ที่ใจ” นั่นท่านไล่เข้าในนี้ “เอา เปิดออกจากนี้ด้วยจิตตภาวนา พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยจิตตภาวนา สาวกทั้งหลายที่เป็นสรณะของพวกเราได้กราบไหว้บูชาทุกวันนี้ด้วยจิตตภาวนา เอาลงจุดนี้จะเจอทั้งกิเลส จะเจอทั้งธรรม” ท่านว่างั้น
โอ๋ย ! ใจนี้มันพองขึ้นเลย ก็เราหิวกระหายเรื่องมรรคผลนิพพาน ถ้ามีผู้มาบอกว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์นี้เราจะทุ่มเลย กราบครูบาอาจารย์องค์นั้นแล้วทุ่มเลย นี่ก็กราบพ่อแม่ครูจารย์อย่างสุดหัวใจ”
สําหรับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านทราบถึงกิตติศัพท์ กิตติคุณ ชื่อเสียงคุณธรรมอันโด่งดังเลื่องลือเกี่ยวกับปฏิปทาที่เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และจริยาวัตรอันงดงามของหลวงปู่มั่นเป็นอย่างดี จึงมีความปรารถนาแน่วแน่ที่จะเข้าไปกราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ ซึ่งในระยะนั้นหลวงปู่มั่น อยู่ในปัจฉิมวัยอายุใกล้จะครบ ๘๐ ปี สุขภาพเริ่มไม่ค่อยดี และป่วยเป็นโรคคนชราอันเป็นไปตามธรรมดาของสังขารร่างกาย และใกล้จะถึงกาลมรณภาพตามที่ท่านได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้า ท่านได้หยุดการเดินธุดงค์ โดยพักจําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ
ในระยะนี้หลวงปู่มั่นเป็นห่วงลูกศิษย์ลูกหามาก ท่านมักจะปรารภว่า ท่านจะมีอายุเพียง ๘๐ ปี ให้ศิษย์ต่างพากันเร่งรีบขวนขวายปฏิบัติภาวนา เมื่อเกิดปัญหาติดขัดแล้ว ท่านจะช่วยแก้ไขให้ เพราะเรื่องจิตแก้ยากหนา ผู้เฒ่าจะแก้ให้ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เวลาท่านจะตาย ท่านยังพูด เราไม่ลืม พูดชี้นิ้วด้วย “เอา ! ใครจะตั้งอกตั้งใจภาวนาให้ตั้งใจนะ” พูดอย่างเด็ด “มีอะไร เอ้า ! ถามมา ภิกษุเฒ่าจะแก้ การภาวนาสําคัญมากนะไม่มีใครแก้ได้อย่างง่ายๆ นี่เวลาภิกษุเฒ่ายังมีชีวิต เอ้า ! ใครขัดข้องตรงไหนการภาวนาให้ถามมา เราจะแก้” นั่นท่านบอก “นี่อายุเราไม่นานนะ ไม่เลย ๘๐” นั่นบอก บอกไว้ชัดเจนมาตลอด อายุ ๘๐ บางทีนับนิ้วด้วย นับข้อมือด้วย เวลานี้อายุเท่านั้นๆ
พอไปถึง ๘๐ “นั่นเห็นไหม มันนานเหรอ ยังพากันนอนใจอยู่เหรอ” พระเณรก็ตื่นเต้นล่ะซิทําความพากความเพียร พอถึงนั่นปั๊บ เริ่มไข้เท่านั้นนะ เริ่มไม่สบาย “เออ ! นี่ผมเริ่มป่วยแล้วนะ” เราสรุปเลยว่า “ป่วยคราวนี้จะไม่มียาอะไรรักษาเลย นี้เป็นครั้งสุดท้ายแห่งการป่วยของเรา นี่ก้าวเข้า ๘๐ นะ” ท่านบอกเลย “เอายาเทวดามาใส่ก็ไม่มีความหมาย มีแต่จะตายท่าเดียว แต่มันไม่ตายง่ายนะ โรคนี้เป็นโรคทรมาน เขาเรียกว่า โรคคนแก่” ท่านว่าเราไม่ลืมนะ แล้วก็ค่อยเป็นค่อยไป ๘ เดือน ตั้งแต่เริ่มป่วยมา ๘ เดือน ท่านจึงได้สิ้น เราไม่ลืมนะ
นี่ล่ะท่านพูดแม่นยําไหมล่ะ บอกไม่เลย ๘๐ บอกมาเรื่อยๆ บางทีนับข้อมือ นี่เท่านั้นๆพอถึง ๘๐ แน่ะ มันยืดยาวไหมล่ะ พอจะมานอนใจอยู่เหรอผู้มาศึกษาอบรม มันก็เตือนใจซิให้ได้เร่งความพากเพียร การภาวนาสําคัญนะ การแก้ทางด้านภาวนาสําคัญมาก ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ เป็นยังไง เอ้า ! เป็น เราจะพิจารณาตาม”
พ่อแม่ครูอาจารย์ที่นั่งอยู่บนหัวใจของท่าน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชา ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน โดยท่านยึดมั่นในพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้ง ๒ องค์นี้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ที่นั่งอยู่บนหัวใจของท่าน ท่านให้ทั้งความเคารพรัก ทั้งความกลัวเกรง และให้ความเชื่อฟังเป็นอย่างมาก ครูบาอาจารย์นอกจากนั้นแล้วท่านไม่กลัว เพราะพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้ง ๒ องค์นี้ เป็นผู้มีพระคุณต่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นอย่างมาก เป็นผู้ให้ร่มเงาอาศัยเป็นผู้ชุบเลี้ยงดูและเป็นผู้สั่งสอนชี้แนะทางธรรมแก่ท่าน นับแต่ท่านยังเป็นพระหนุ่มพรรษาไม่มาก จนท่านเป็นพระประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” และเป็นศาสนทายาท
พ่อแม่ครูอาจารย์ที่นั่งอยู่บนหัวใจของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นเช่นเดียวกับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เทศน์ไว้ดังนี้
“ท่าน (หลวงปู่เจี๊ยะ) มาพูดตรงๆ มาพูดกับเรา (องค์หลวงตา) ครูบาอาจารย์ที่มาอยู่บนหัวใจผมได้นี้มี ๒ องค์ ว่างั้นนะ พูดตรงๆ เลย คือ ท่านอาจารย์มั่น กับ ท่านอาจารย์(องค์หลวงตา) นอกนั้นผมไม่ค่อยนั่นใคร พูดตรงๆ เลย มาพูดต่อหน้า บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มานั่งอยู่บนหัวใจผมได้มี ๒ องค์ คือ ท่านอาจารย์มั่น กับ ท่านอาจารย์ นี่ เพราะฉะนั้นท่านถึงกลัวเราซิ กลัวนะ เราเคยใส่ท่านเปรี้ยงหาที่กราบไม่ได้ มากราบ จับขาเรากราบเลยนะเราใส่เปรี้ยงๆ ท่านผิดอะไรของท่าน เพราะท่านเคยอยู่กับหลวงปู่มั่นมาด้วยกัน ข้อวัตรปฏิบัติรู้ด้วยกัน ทีนี้ท่านไปผิดพลาดตรงไหนๆ เราไปว่า นิ่งเลย ปุ๊บปั๊บนิ่ง”
พบท่านพระอาจารย์มั่นครั้งแรก ปี พ.ศ. ๒๔๙๑
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้พบท่านพระอาจารย์มั่นครั้งแรกที่วัดป่าบ้านหนองผือท่านได้เข้ากราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อเข้ารับการอบรมธรรมปฏิบัติ และที่นั้นท่านก็ได้พบท่านอาจารย์พระมหาบัวครั้งแรก โดย ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์สําคัญตอนนี้ไว้ดังนี้
“ครั้งเมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้พักกับชาวบ้านแถวริมแม่นํ้าโขงพอสมควรแล้วท่านก็ได้เดินทางต่อไปทางจังหวัดสกลนคร โดยมุ่งหน้าจะไปกราบนมัสการและฟังคําอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เนื่องจากวัดป่าบ้านหนองผือนั้นเป็นวัดเล็ก แต่พระเณรมีมากที่ต้องการอบรมศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงไม่อาจจําพรรษาที่นั่นได้ จําเป็นต้องไปจําพรรษาอยู่ที่วัดใกล้ๆ เพราะกุฏิมีจํากัด
ในระยะนั้นเข้าใจว่า ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน คงอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือนั้น เมื่อพระที่อยู่เก่าออกวิเวกและมีกุฏิว่าง ท่านจึงได้มีโอกาสเข้ามาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น พอสมควรแก่เวลาแล้ว จึงได้กราบลาท่านพระอาจารย์มั่นออกวิเวก”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านไม่เคยอยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ดังนี้
“อย่างท่านจวน (ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ) ท่านสิงห์ทอง เหล่านี้ก็อยู่กับท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น) มาแล้วทั้งนั้น ท่านจวนก็เคยจําพรรษาด้วยกันที่หนองผือ ท่านสิงห์ทองไม่ได้จํา แต่อยู่ใกล้ๆ สองกิโล สามกิโล (๒ – ๓ กิโลเมตร) คือมันแน่น เข้าไม่ได้ ท่านรับพระไม่ได้มากนักนะ พระที่อยู่บริเวณรอบๆ นี้เต็มไปหมด
อย่างท่านสิงห์ทองไม่ได้เข้าไปจําพรรษากับท่านก็ตาม ถึงวันประชุมนี้ ก็มาประชุมฟังธรรมะแล้วก็กลับไปค้างที่วัดๆ ในพรรษาก็มาอยู่อย่างนี้ มันก็เหมือนกับอยู่ในวัดนั่นแหละท่านสิงห์ทองนี้องค์หนึ่ง ท่านหล้า (หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต) ก็มาอยู่หนองผือด้วยกัน”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าความปรารถนาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเมื่อพบหลวงปู่มั่นครั้งแรก ไว้ดังนี้
“รู้สึกไม่เคยพูด ปรารถนาพุทธภูมิ ไม่ได้พูด พอเจอท่านอาจารย์มั่นแล้วนี่ ท่านก็คิดว่านี่ อันนี้คือจุดหมายปลายทางที่ท่านจะต้องพ้นทุกข์ให้ได้”
เฝ้าสังเกตข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์มั่น
สาเหตุประการสําคัญที่ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นเลิศด้านข้อวัตรปฏิบัติ จนองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ไว้วางใจให้ท่านเป็นธรรมทายาท เป็นผู้นําวงกรรมฐาน เพื่อสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์มั่น กล่าวคือ ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมในสํานักของท่านพระอาจารย์มั่น แม้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นั้น ท่านได้เฝ้าสังเกตข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธาน้อมนํามาปฏิบัติตาม โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ถึงเรื่องนี้ไว้เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังนี้
“อย่างท่านอาจารย์มั่น ท่านคิดอย่างนั้น ท่านจึงปฏิบัติอย่างเด่น ไม่คิดเรื่องของกายว่าสําคัญเท่าเรื่องของใจ ถ้าหากคิดเรื่องความสุขทางกายเป็นเรื่องสําคัญกว่าเรื่องของใจแล้ว ท่านก็ไปไม่รอด จะไปติดจมอยู่ในโลก นี้ท่านไม่เคยอย่างนั้น
ประวัติของท่านก็บ่งบอกอยู่แล้ว ว่าท่านไปที่ไหน อยู่อย่างไร ตัวของท่านเคยเล่า ตัวเราเองผู้ไปได้ยินจากปากคําของท่าน ก็เคยนํามาพินิจพิจารณา “ท่านเป็นคนขยันหมั่นเพียรไม่ลืมตัว”
ท่านอาจารย์มั่น เวลาว่างกลางวันเงียบๆ เคยด้อมมองไปดูว่าท่านอยู่อย่างไร ท่านทําอะไร ท่านเคยปะผ้าของท่าน ไม่ว่าผ้าอาบ ผ้าอังสะ ผ้าของท่านมีการปะอย่างเต็มผืนน่ะ บางทีผ้าอังสะเนื้อเก่าหมดไป มีแต่ผ้าปะใหม่ติดอยู่ ท่านปะด้วยตัวของท่านเอง
นี้ก็เคยได้มาสอนตัวของตัว ของที่ไม่ควรทอดทิ้ง ควรที่จะปะเอาไว้ใช้สอยต่อไปก็ควรจะทํา ท่านอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระผู้หลักผู้ใหญ่ มีคนเลื่อมใสศรัทธาขนาดไหน เราทําไม ! ขาดนิดๆ หน่อยๆ ถึงกับปล่อยทิ้งไป เลยสนใจนํามาสอนตัว ข้อนี้ข้อหนึ่ง ซึ่งได้จากท่านมาประพฤติปฏิบัติ แต่ก็อย่างว่า คนโง่ได้ก็ได้นิดๆ หน่อยๆ ได้เป็นกาลเป็นเวลา ไม่ได้สมํ่าเสมอเหมือนท่าน
นอกจากนั้น การประพฤติปฏิบัติของท่าน เดินจงกรม ถ้าหากท่านลุกได้ เป็นไข้พอไปได้ มาได้นิดๆ หน่อยๆ ไม่ถึงกับลุกไม่ขึ้น ท่านไม่เคยขาดเดินจงกรม ไม่ว่าตอนเช้า ตอนเย็น ต้องเห็นท่านเดินจงกรมเป็นประจํา ท่านเดินเพื่ออะไร ? เพื่อละกิเลสหรือเพื่อบําเพ็ญคุณงามความดีอะไร ? ถ้าหากพินิจพิจารณาแล้ว ธรรมะที่ท่านสอนไป ไม่มีอะไรที่จะเหลือหลอเรื่องกิเลสตัณหา ท่านก็คงจะดึงจูงจมูกพวกเรา ซึ่งเป็นศิษยานุศิษย์ที่ไปพึ่งพาอาศัยอยู่กับท่าน ให้เห็นจําเอาไว้เพื่อปฏิบัตินําศาสนาต่อไป
นี้ข้อวัตรปฏิบัติประจําองค์ท่านเป็นอย่างนั้น ท่านขยันหมั่นเพียรทุกอย่าง การขบฉันการเป็นอยู่ของท่าน สมัยตอนก่อนท่านมรณภาพ ก็ถือว่าท่านชราภาพมากแล้ว ท่านไม่ได้เคลื่อนที่ไปที่ไหนเท่าไหร่ สิ่งของต่างๆ คนนํามาบังสุกุล บางวันก็ ๓ – ๔ พวก โดยมากกรุงเทพฯ ไม่ค่อยจะเห็นจะถึงหรอกตอนนั้นนะ ก็พวกอุดรฯ เวียงจันทน์ นครราชสีมา อุบลฯ สกลนคร ขอนแก่นแถวนี่ ถ้าออกพรรษาล่ะแล้วหลั่งไหลมา ไม่ว่าฆราวาสหรือพระมาอยู่แทบทุกวัน
พระเจ้าพระสงฆ์เข้ามาสดับรับฟังธรรมะจากท่าน ท่านก็แนะสอนไป แต่การแนะสอนของท่านอาจารย์มั่น ท่านก็จะต้องถามพื้นเพของจิตใจก่อน คือสมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ พระเจอกัน จะต้องถามถึงจิตใจ “ไปวิเวกที่ไหน เป็นอย่างไรด้านจิตใจ ได้ข้ออรรถข้อธรรมอะไร ไปอยู่ที่นั่นไปวิเวกดีไหม หรือมีอะไรรบกวนในการทําความเพียร” ท่านจะถามกันไปในทํานองนั้น
ไม่เหมือนทุกวันๆ นี้ พระจะพูดถึงอรรถธรรมทางละถอนกิเลสตัณหา หายาก ไม่ว่าพระอยู่ป่าอยู่ดง ไม่ว่าพระอยู่ในบ้านในเมือง มักพูดคุยกันไปในเรื่องนอก ไม่ได้พูดคุยกันในเรื่องภายในที่ชําระกาย ใจของตัว เลยถือเรื่องวัตถุเป็นเรื่องสําคัญกว่าเรื่องของจิตใจ ขาดแคลนนิดๆ หน่อยๆ ทุกข์ยากลําบาก ก็ไม่มีความอดความทน เลยหาความสงบสุขของใจไม่ได้ พออยู่ในที่สมบูรณ์ด้วยลาภสักการะ ความวิเวกภาวนามันไม่มี มีคนมาเพ่นพ่าน มีเสียงมารบกวน ทุกอย่างกาลเวลาที่จะเป็นของของตัวก็หายาก
นี้ท่านไปอยู่ป่า โดยมากยิ่งอยู่ในเขาลึกๆ อยู่คนเดียวก็ยอมเสียสละชีวิต อุทิศต่อศาสนาเพราะภัยรอบข้างมันมีอยู่ในที่อย่างนั้น มันมีพวกเสือ พวกช้าง พวกสัตว์ป่าต่างๆ ถ้าพลาดผิดไปก็กลัวจะเกิดวิบัติมีอะไรต่างๆ มาทําร้าย ฉะนั้น สติ – ปัญญา จะไม่ได้ออกห่างจากธรรมะ ทุกระยะทุกเวลา จะต้องคิดนึกตรึกพร้อมจิตใจของตัว ให้อยู่ในขอบเขตของธรรมะสมํ่าเสมอไป ท่านจึงชมเชยเรื่องวิเวก ว่าเป็นที่ฝึกหัดปฏิบัติจิตใจ ง่ายกว่าอยู่ในสถานที่ธรรมดา
นี้ท่านอาจารย์มั่น ท่านก็เคยมาแบบนั้น เรื่องสลดสังเวชจริงจังนั้นก็มีเรื่องหนึ่ง ซึ่งท่านเล่าด้วยปากของท่านเอง เราฟังแล้วอดสลดไม่ได้ สมัยนั้นคงจะเป็นสมัยสงคราม ตอนอินโดจีนหรือก่อนนั้นก็ไม่ทราบ ท่านว่าท่านไปวิเวกทางโน้นนะ ทางเหนือไปอยู่กับพวกมูเซอว่างั้น พวกมูเซอเราก็ไม่ทราบว่าเป็นชนเผ่าใด ก็คงเผ่ามูเซอ ก็ไม่เคยเห็นตัวของเขาว่าเป็นแบบไหน
ความเป็นอยู่ของท่านลําบากยากเย็นจริงๆ จังๆ ผ้าที่ท่านนุ่งห่มใช้สอย ก็มีเพียง ๓ ตัวเท่านั้น ผ้าของพระไม่เหมือนผ้าของฆราวาส ผ้า ๓ ตัว คือ สังฆาฏิ จีวร สบง นั้น ถ้าขาดห่างจากอนุวาตมาเพียง ๘ นิ้ว ขนาด ๗ เส้นเท่านั้น ถ้าไม่ชุนไม่ปะ ข้ามคืนไปก็ผิดพระวินัยของพระต้องได้ปะได้ชุนเอาไว้ นี้เป็นพระวินัยของพระ ไม่เหมือนฆราวาสจะขาดเท่าไหร่ช่างมัน เรานุ่งได้นุ่งไป หรือไม่อยากนุ่ง ไม่อยากปะ ก็ไม่มีโทษมีภัย
แต่ทางพระมีพระวินัยห้ามเอาไว้ ถ้าปล่อยให้ขาดข้ามวันข้ามคืนไป ก็ผิดทางพระวินัยเหตุนั้นท่านที่เคร่งครัดในทางพระวินัย ท่านก็เอาใจใส่ เห็นผ้าขาด ก็มาระลึกนึกถึงพระวินัย แล้วเราจะทําอย่างไร ผ้าจะปะมันก็ไม่มีผ้าอื่น เพราะคนที่ไปอยู่ด้วยเขา เขาก็ไม่เลื่อมใสศรัทธากับท่าน ท่านไปอยู่ในหมู่คนที่ไม่สนใจ เพราะถ้าคนที่สนใจ เขาจะไปหามาสู่ ความเป็นอยู่ของเราจะไม่วิเวกเพียงพอ นี้ความเป็นในจิตในใจของผู้ปฏิบัติเป็นอย่างนั้น
ถ้าไปอยู่ในที่ใดที่เขารู้จักมักคุ้น เลื่อมใสศรัทธา ความวิเวกจริงจังไม่ค่อยเพียงพอ ถ้าหากไปอยู่ในหมู่ชนที่เขาไม่เลื่อมใสอะไรกับเรา พออาศัยข้าวกับเขาได้ คือไปบิณฑบาต เขามีอะไร เขาก็ให้ไป บางวันก็อด บางวันก็อิ่ม บางวันก็มีพริกมีเกลือ บางวันก็มีแต่ข้าวเปล่าๆ อยู่ไปแบบนั้นเขาไม่สนใจอะไรที่จะมาฟังธรรมจําศีล มันสะดวกสบายในการประพฤติปฏิบัติ
ที่ท่านไปอยู่ก็ไปอยู่แบบนั้น พอผ้าขาดมา เข็มก็มีอยู่ ท่านบอก ก็เพราะกล่องเข็มนั้นเป็นอัฐบริขารของพระอันหนึ่ง ซึ่งไปสถานที่ใดก็ต้องติดตามตัวไป ถ้าไปวิเวกต้องมีกล่องเข็มประจําตัว พระไม่มีญาติมิตรที่ไหน อาศัยตัวเองทั้งนั้น เวลาขาด ผ้าขาดหรือจะได้ผ้าใหม่มาก็ต้องเย็บเองจะหาจักรเหมือนสมัยทุกวันนี้ มันไม่มี ถึงมีมันก็อยู่ในบ้านในเมือง นี้ท่านอยู่ป่า จะไปขอหยิบยืมจากใครมา เพราะชาวป่าเขาก็คงไม่เคยรู้จักว่า จักรเย็บผ้ามันเป็นอย่างไร
สมัยนั้นอาจเป็นไปได้ บ้านนอกตามแถวนี้ก็ดูหายากเหมือนกันจักร สมัยท่านประพฤติปฏิบัติเพราะท่านก็ล่วงลับดับขันธ์ไปหลายปีมาแล้ว ที่ท่านเล่าคงจะเป็นสมัยท่านปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ในป่า ก็เลยไม่คิดเห็นอะไรที่จะมาชุนมาปะ เพราะผ้าจะปะก็ไม่มี ด้ายจะชุนก็ไม่มี แต่จะปล่อยเอาไว้ เราก็จะเป็นอาบัติ ก็เลยไปหาไม้ไผ่มาจักตอกอ่อนๆ พอเย็บชุนเอาไว้
นี้ท่านพูดถึงเรื่องการปฏิบัติของท่าน ทุกข์ยากลําบากขนาดไหน เราสลดสังเวชใจ เพราะท่านบุกเบิกธรรมวินัย ประพฤติปฏิบัติศาสนามาด้วยความทุกข์ยากลําบากจริงจัง จึงมีธรรมะมาแนะสอนพวกเรา พวกเรามันท่วมเกินไป อะไรก็ไม่อดไม่อยาก ทับถม ไม่ว่าอาหารการขบฉัน ผ้านุ่ง ผ้าห่มต่างๆ มันก็เลยไม่เห็นทุกข์เห็นภัยในวัฏสงสาร ว่าพออยู่พอไป ไม่มีอะไรทุกข์ทน”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านเห็นผ้าผืนที่หลวงปู่มั่นจักตอก ไว้ดังนี้
“แต่ก่อนนั้น ไอ้ที่เอาตอกนั่นน่ะอยู่ในพิพิธภัณฑ์ (หลวงปู่มั่น) ตอนที่เราไปแรกๆ เนี่ยยังเห็นเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้เขาเอาผืนนั้นไปไหนแล้ว เสียดายมากเลย”
ท่านแอบใต้ถุนกุฏิท่านพระอาจารย์มั่น
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ที่ที่ท่านอาจารย์สิงห์ทองเข้าไปๆ เข้าไปนั่งใต้ถุนกุฏิท่านพระอาจารย์มั่นน่ะ ท่านเป็นคนเล่าเองๆ เพราะว่าเราก็อยากรู้ว่า ท่านทําอะไรบ้างไง แล้วทีนี้ท่านก็คงจะบอกว่า “เอ้อ !อาจารย์ก็เคยเหมือนกัน” เมื่อตอนที่ท่านไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ก็มีพระหนุ่มอายุไล่เลี่ยกันนี้ สององค์ก็ปรึกษากัน เอ ! ครูจารย์สวดมนต์นี้ พอสักทุ่มหนึ่งนี่ท่านก็จะเข้ากุฏิไปสวดมนต์พอสวดมนต์สักหน่อยหนึ่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็จะออกมาเดินจงกรม ๒ องค์ก็เลยบอกกันบอกว่า ก่อนท่านพระอาจารย์มั่นจะเข้ากุฏินี่ เราก็ไปอยู่ใต้ถุนกุฏิ ทีนี้ความที่ ๒ องค์ก็สูงด้วยกันพอเข้าไปใต้กุฏินี้ก็นั่งไม่ได้ พอนั่งแล้วหัวก็ชนพื้นกุฏิก็ต้องหมอบ หมอบอยู่ ๒ องค์ก็หมอบอยู่
ทีนี้ท่านพระอาจารย์มั่นสวด ท่านก็สวดออกเสียง แต่ ๒ องค์ฟังก็ไม่รู้ว่าบทไหนนะ คือ จับไม่ได้ว่าเป็นบทไหน ทีนี้ก็เสร็จ ท่านก็ไม่ออก ท่านก็อยู่อย่างนั้นน่ะเป็นชั่วโมงเลย จนกระทั่งเมื่อยขบกันมาก แล้วก็จะเงยหัวก็ไม่ได้ จะทําอะไรก็ไม่ได้ ท่านพระอาจารย์มั่นก็คงคิดว่าทรมานมันสาแก่ใจแล้ว ท่านก็ส่งเสียงออกมาว่า “เฮ้อ ! พอแก่แล้วเหนื่อยเหลือเกิน แทนที่มันจะดูใจมัน มันอยากจะมาดูใจครูบาอาจารย์ มันอยากจะมารู้ว่าครูบาอาจารย์ทําอะไร”
ท่านอาจารย์สิงห์ทองบอกว่า เพื่อนที่ไปซ่อนใต้กุฏินั้น เป็นเพื่อนท่านที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แล้วก็อยู่กับหลวงปู่มั่น แต่ไม่ใช่ท่านอาจารย์จวน”
ธรรมะเป็นยาสําหรับจิตของท่านพระอาจารย์มั่น
ในครั้งพุทธกาล เมื่อพระสงฆ์สาวกออกเที่ยววิเวกธุดงค์แสวงโมกขธรรมตามป่าตามเขา เมื่อกราบเข้าเฝ้าองค์พระบรมศาสดา พระพุทธองค์จะรับสั่งถามเสมอๆ ว่า “เธอทั้งหลายภาวนาเป็นอย่างไร ?” ในครั้งกึ่งพุทธกาลก็เช่นเดียวกัน เมื่อพระศิษย์ทุกองค์ที่เข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ก็จะถูกถามเสมอๆ ว่า “เป็นยังไงจิตใจ ภาวนาอะไร ?” โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ถึงเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สมัยท่านอาจารย์มั่นอยู่ไม่เป็นอย่างนี้ นักปฏิบัติเข้าไป “เป็นยังไงจิตใจ ภาวนาอะไร ?” ท่านต้องถามคํานี้ทุกองค์ไป ทุกพวกไป เหตุนั้นผู้ที่อยู่ในวัดกับท่าน ถ้าหากมัก (ชอบ) อยากจะฟังธรรมเนี่ย มาฟังทุกคืนทุกวัน ถึงท่านจะเหนื่อย จะไม่ค่อยสบาย ออดแอดอยู่ก็ตาม ถ้าหากไปพูดธรรมะขึ้นสะดุดใจของท่าน ท่านจะต้องเทศน์ให้ฟังทีเดียว ไม่เหมือนองค์อื่น ธรรมะเป็นยาสําหรับจิตของท่าน ท่านมีความปีติยินดี ถ้าลูกศิษย์ลูกหาไปเล่าธรรมะสู่ท่านฟัง เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเล่าเรื่องอื่น ท่านไม่ค่อยพูด เป็นอย่างนั้น สําหรับองค์ของท่าน”
ท่านพระอาจารย์มั่นมีชีวิตอยู่ส่งเสริมแต่งานภายใน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเทศน์เรื่องวงกรรมฐานสมัยที่ท่านพระอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ มุ่งเน้นทางด้านจิตใจ ไม่ส่งเสริมการก่อสร้าง ดังนี้
“คุยกันมาเรื่องกรรมฐาน เรื่องครูเรื่องอาจารย์สมัยใหม่กับสมัยเก่า ท่านเป็นครู เป็นอาจารย์ของเรา กรรมฐานสมัยนี้ก็เรียกว่าสมัยใหม่ก็ได้ เพราะสมัยเก่าเริ่มมีกรรมฐาน ตอนท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์เสาร์ ท่านยังมีชีวิตอยู่ กรรมฐานโดยส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมีการงานด้านนอก มุ่งหน้ามุ่งตาปฏิบัติ ไม่เคยมีการก่อสร้างวัตถุ ไปพักไปอาศัยที่ไหนก็อาศัยญาติโยมศรัทธาสร้างให้ กุฏิกระต๊อบเท่านั้น ที่พักที่อาศัย ศาลา ก็โดยมากมุงหญ้า มุงใบไม้ท่านอยู่แบบง่ายแบบสบาย ไม่วุ่นวายก่อกวนกัน ต่างท่านต่างองค์ต่างตั้งหน้าปฏิบัติภาวนาละกิเลส
แต่สมัยปัจจุบันเดี๋ยวนี้ วัดวาศาสนาด้านวัตถุรู้สึกก้าวหน้ารุ่งเรืองเจริญ ไปสถานที่ใดตําหูตําตาในสิ่งก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าท่านว่าเรา กุฏิวิหาร ที่พักที่อาศัย รู้สึกว่าใหญ่โตหรูหรามาก แต่ทางด้านจิตใจนั้น สมัยปัจจุบันรู้สึกว่าลําบาก พระ เณร ครูอาจารย์ไปพบปะกันในสถานที่ต่างๆ ไม่ค่อยจะพูดถึงธรรมะทางการปฏิบัติ มักอยากจะคุยถึงสร้างอันนั้นสร้างอันนี้ ได้จตุปัจจัยมาจากที่ไหน ทําอย่างไรมันจึงจะเสร็จ ไปกันแง่นั้นโดยส่วนใหญ่ อยากไปทั้ง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ไปเป็นไปแบบนั้น
สมัยก่อนตอนท่านอาจารย์มั่นยังอยู่ พระเจ้าพระสงฆ์ก็ถือท่านเป็นสําคัญ เพราะตัวของท่านอยู่สถานที่ใด ท่านก็อยู่อย่างสงบ ศาลา กุฏิที่อยู่ของท่านก็ไม่เห็นมีอะไรที่แตกต่างหรูหราใหญ่โตอะไร ท่านไม่เคยส่งเสริมในการก่อสร้างด้านวัตถุ ส่งเสริมในการประพฤติปฏิบัติ พระ เณรไปนมัสการกราบไหว้ท่าน ท่านจะต้องถามถึงจิตใจการภาวนาภายใน ทุกองค์จะต้องเตรียมไปเข้าไปหาท่าน คือคนที่ยังไม่มีหลักจิตใจภาวนาไม่เป็นไปก็กลัวท่านถาม แล้วก็เร่งทําความพากความเพียรจนรู้เห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นขึ้นในจิตในใจ เมื่อท่านถามจะได้ไปเล่าถวายท่าน ท่านถามทุกรายไป นอกจากนั้นพรรคพวกเพื่อนฝูงที่วิเวกในสมัยก่อนพอเจอกันก็ถาม
“เป็นยังไง ไปพักที่ไหนมา ได้กําลังทางจิตใจอย่างไร”
ก็เล่าสู่กันฟัง เป็นอย่างนั้น ไม่มีการถาม “สร้างอะไร เสร็จหรือยัง ได้ทุนมาจากไหน” ไม่มีการถามกัน นี่หมายถึง ระยะเวลาก็ยังไม่นานเท่าไหร่ ตอนท่านอาจารย์มั่นมานี้ก็ ๒๐ กว่าปียังไม่ถึง ๓๐ ปี ที่ท่านล่วงลับไป
ยิ่งสมัยพุทธกาลเล่า ก็ยิ่งไปกันใหญ่ การอยู่การอาศัย การปฏิบัติโดยส่วนใหญ่ผู้มาประพฤติปฏิบัตินั้น มุ่งมั่นในการละถอนกิเลสทางใจ ไม่ได้ติดในด้านวัตถุ เพราะพวกเหล่านั้นออกมาจากตระกูลใหญ่ๆ เป็นคนที่มีสมบัติเพียงพอมาแล้ว เบื่อหน่ายในสมบัติ เบื่อหน่ายในการครองฆราวาส ออกมาสู่บรรพชิตเพศ มุ่งหน้ามุ่งตาภาวนาละกิเลส
ตามพุทธประวัติหรืออนุพุทธประวัตินั้น ไม่มีสถานที่ใดที่พระเจ้าพระสงฆ์จะไปก่อสร้างขึ้น นอกจากญาติโยมซึ่งเป็นฆราวาสผู้มุ่งบุญหวังกุศลสร้างถวาย เช่น นางวิสาขาสร้างถวายก็หลังใหญ่หลังโต สิ้นเงินไปตั้งหลายโกฏิ ดูเหมือน ๒๗ โกฏิ ทั้งหมด ๒๗ โกฏิก็เป็น ๒๐๐ กว่าล้าน ถ้าเป็นสมัยปัจจุบัน นั่นก็ไม่มีใครอยู่ดูแล พระเจ้าพระสงฆ์ซึ่งเป็นพระอรหัตอรหันต์แล้วก็ตาม ท่านก็เผ่นหนี เพราะหนวกหู อยู่ไม่สบาย การก่อสร้างจึงได้ติดตามอาราธนาพระโมคคัลลานะได้องค์เดียวเท่านั้น มาพักมาอาศัยอยู่นั้น ตอนก่อสร้าง
นี่แสดงว่าการก่อสร้างสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ทรงบัญญัติเอาไว้ในพระวินัยหลายแห่ง ก่อสร้างที่อยู่ที่อาศัยถ้าหากเป็นเฉพาะส่วนตัวก็จํากัดเอาไว้ ถ้าทําใหญ่กว่านั้น ท่านก็ปรับอาบัติหนักเป็นถึงสังฆาทิเสส ข้อห้ามท่านเพราะไม่อยากจะให้ภิกษุเป็นนักก่อสร้างทางวัตถุ ให้ก่อสร้างทางใจ ทางวัตถุนั้นจะมีมากมายสวยงามขนาดไหน ถ้าหากใจผู้อยู่ผู้อาศัยไม่เป็นสุข ไม่สบายมีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องรบกวนแล้ว มันก็ไม่มีความหมายอะไร”
ท่านพระอาจารย์มั่นพาอยู่กุฏิกระต๊อบหลังเล็กๆ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ถึงท่านพระอาจารย์มั่นพาอยู่กุฏิกระต๊อบหลังเล็กๆ และวิเวกตามป่าตามเขา ไว้ดังนี้
“แต่ก่อนครูบาอาจารย์ อย่างท่านอาจารย์มั่นท่านเคยพาอยู่กุฏิ ที่อยู่อาศัยหลังเล็กๆ หลังคาก็มุงหญ้า ฝาก็ใบตอง พื้นโดยมากก็เป็นไม้ไผ่ เป็นฟาก ที่อยู่ที่อาศัยไม่ได้ใหญ่โตรโหฐานอะไร
ถ้าไปสร้างที่ไหน ถ้าได้ยินถึงหูของท่าน ท่านจะต้องรอพบหน้าผู้นั้น ท่านก็ถูกเตือนเป็นอย่างนั้น สมัยท่านยังอยู่ไม่มีบุคคลผู้ใดพัฒนาวัดวา พัฒนาด้านวัตถุ แต่สมัยปัจจุบันทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น สร้างแข่งกัน เดี๋ยวคนนั้นสร้าง เดี๋ยวคนนี้สร้าง หาเงินหาทองก่อสร้างกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย พระเจ้าพระสงฆ์ไม่ค่อยได้อยู่สะดวกสบาย การเดินจงกรมภาวนา หรือการทําธุระของศาสนาจริงจังไม่ค่อยมีแก่นักปฏิบัติ จริงอย่างนั้น ไปสถานที่วิเวกไม่ค่อยมี นอกจากไปหาในงานบุญนั่น – นี้
เพราะสมัยนี้ก็การวิเวกก็ไม่เหมือนก่อนเหมือนกัน จะเข้าป่า เข้าเขา เข้าถํ้าอย่างสมัยเก่าก่อน อย่างที่ท่านอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ เข้าไม่ได้อีกแหละ พวกบ้านก็จะว่าเป็นพระป่าไปเสีย พวกป่าก็จะว่านักสอบสืบไปเสีย เลยไม่สะดวกไม่สบาย ผลที่สุดอยู่กับวัด ข้อวัตรปฏิบัติที่จะตั้งหน้าตั้งตาอบรมศึกษาเรื่องของตนจริงจังก็ไม่ค่อยเกิดขึ้น”
กรรมฐานไม่ติดสถานที่
ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสาย ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านไปอยู่ ณ สถานที่ใด เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการภาวนา ฉะนั้น ท่านจะไม่ติดวัตถุ ไม่ติดสถานที่ ไม่ติดญาติโยม และไม่ติดลาภสักการะ การไม่พักประจําอยู่ในที่ใดนานๆ ในระยะที่ท่านยังออกเดินธุดงค์บําเพ็ญสมณธรรมตามป่าตามเขา เพราะเมื่ออยู่ที่ใดนานๆ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อความพากเพียรในการประพฤติปฏิบัติธรรม
ประการแรก จะทําให้คุ้นเคยกับสถานที่นั้นๆ ทําให้จิตไม่ตื่นกลัวเหมือนธุดงค์ไปยังสถานที่ใหม่ๆ ซึ่งมีบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ที่น่าหวาดกลัวแตกต่างกันออกไป สถานที่เช่นนั้นจะช่วยให้จิตตื่นกลัวไม่ประมาทนอนใจ อันเป็นการฝึกสติได้เป็นอย่างดี
ประการที่สอง จะทําให้คุ้นเคยกับญาติโยม ซึ่งจะทําให้เสียเวลาในการปฏิบัติธรรม เพราะญาติโยมจะเข้ามาหาพูดคุยสนทนา และอาจจะแวะเวียนมาเที่ยวส่งเสียงดัง มาทําลายความสงบของสถานที่ปฏิบัติ
ปฏิปทาการไม่พักประจําอยู่ในที่ใดนานๆ นั้น เป็นปฏิปทาที่เด่นและสําคัญข้อหนึ่ง ถือเป็นอริยปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลาย นับแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนพระอริยสงฆ์สาวก ในครั้งพุทธกาล ซึ่ง หลวงปู่เสาร์ และ หลวงปู่มั่น พระบูรพาจารย์ใหญ่ของพระธุดงคกรรมฐาน ได้บุกเบิกฟื้นฟูและเจริญรอยถือปฏิบัติตามปฏิปทาข้อนี้อย่างชัดเจนเด่นชัดตลอดอายุขัยของท่านทั้งสอง
ฉะนั้น บรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์สายหลวงปู่เสาร์ และ หลวงปู่มั่น ที่ยังออกธุดงค์แสวงหาโมกขธรรม ท่านจึงได้ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่ดําเนินตามปฏิปทาข้อนี้อย่างเด่นชัด ดังที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“แสลงตา แสลงหู ไม่ว่าอาหารทางกาย อาหารทางตา ไปใหม่ๆ พระเจ้าพระสงฆ์ล้วนจําสถานที่ไป ไม่อยู่เป็นที่ คือ สถานที่ไปใหม่ๆ แล้วก็กลัวกัน ว่าจะมีอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ตั้งใจทําความพากความเพียรตามหน้าที่ อยู่ไปมา ไปก็คุ้นเคยกับสถานที่ ย้ายที่ใหม่ ไปอย่างนั้นแต่ก่อน บางแห่งเจ็ดวันแปดวัน บางแห่งสองเดือนสามเดือน บางแห่งก็ปีสองปี ไปกันอยู่อย่างนั้นล่ะ กระวนกระวายอย่างนั้น ก็ดีอย่างคือ เราชอบไปเอง ถึงทุกข์ยากลําบากขนาดไหน มันก็ข่มจิตข่มใจเรา ไม่มีใครนิมนต์เราไป หรืออดอยากยากจนก็เราสมัครใจมาเอง มันข่มได้ ถ้าหากมีคนนิมนต์ไปมันอีกอย่างหนึ่ง แล้วทิฏฐิมานะ “พวกเขานิมนต์มา ทําไมไม่ปฏิบัติเรา ทําไมมาปล่อยให้ทิ้งอย่างนี้” มันมีทิฏฐิมานะขึ้น
เหตุนั้น กรรมฐานท่านจําพรรษาที่ไหน ที่ท่านไป สถานที่ใดท่านไปด้วยความสมัครใจมันสบาย มันข่มขี่กิเลสง่าย ไม่เหมือนไปด้วยคนอื่นนิมนต์ไป หรือพระผู้ใหญ่บังคับไป บางองค์ก็ไม่มีพระเจ้าพระสงฆ์รักษาวัด ก็เห็นองค์นั้นแหละสมควรแก่ไปได้ ก็บังคับกันไป บางทีท่านก็ไปอยู่ให้พอไม่ให้เสียพิธี เวลาขโมยหนี (แอบหนี) ไม่บอกผู้ใหญ่ ไปเลย อย่างนั้นนะกรรมฐาน ก็จะได้เอาผิดเอาถูกอะไรกับท่าน เอาไม่ได้ (หัวเราะ) จะไปปลดท่าน ท่านก็ไม่มียศอะไร ท่านก็เป็นพระร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าอย่างนั้นท่านก็ไม่เสียหายอะไร เพราะท่านรักษาใจของท่าน ไม่สะดวกสบายท่านไม่อยู่”
ท่านพระอาจารย์มั่นสอนศิษย์ไม่เหมือนกัน
คุณหมออมรา มลิลา กล่าวถึงท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเล่าเรื่องการสอนศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านสอนศิษย์ไม่เหมือนกัน ดังนี้
“ครูบาอาจารย์ ที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านเมตตา อดทนอดกลั้น ความจริงท่านไม่ต้องอดทนอดกลั้นหรอก ท่านรู้แล้วว่า คนนี้จะต้องใจเย็น จะต้องให้เวลา คนนั้นต้องเฆี่ยน หวดๆๆ เข้าไป เพราะรู้ว่ายิ่งเฆี่ยนยิ่งได้ดี เหมือนกับที่ท่านเล่าถึง สมัยของท่านพระอาจารย์มั่น บางองค์ ท่านอาจารย์จะขู่จะบังคับ รู้ว่ากลัวเสือก็ให้ไปปักกลดอยู่ตรงทางเสือผ่าน จะได้ดี แต่บางองค์ก็ไม่ให้ออกไปลําบากตรากตรํา ทะนุถนอมเอาไว้ใกล้องค์ท่าน เพราะรู้ว่าถ้าไปทําให้กลัว สติจะหลุดทําให้บ้าไปเลย จริตนิสัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน
คนบางคนจะปีนเขาก็ต้องเวียนขึ้นไปรอบแล้วรอบเล่าจนถึงยอด ท่านก็ปล่อยให้เดินไปจะเดินกี่ภพกี่ชาติก็เอา เพราะรู้ว่าต้องหาประสบการณ์ด้วยวิธีนี้ แต่บางคนชอบไต่หน้าผา เอาเชือกผูกแล้วสาวตัวขึ้นไป”
ท่านพระอาจารย์มั่นแนะสอนการอธิษฐานธุดงค์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้เทศน์ถึงหลวงปู่มั่นแนะสอนการอธิษฐานธุดงค์ อย่าถือเคร่งจนเกิดทิฏฐิมานะ ให้ทําเพื่อความเหมาะสม ดังนี้
“การอธิษฐานธุดงค์ถ้าเราถือเคร่งถึงกับว่า ถึงกาลถึงสมัยก็ไม่รับของใคร อย่างนั้นมันเกิดทิฏฐิมานะ เคยมีแบบอย่างมา ท่านอาจารย์มั่นท่านเคยเล่า แต่ก่อนเก่าท่านเคยอธิษฐานธุดงค์เอาไว้จนเกิดทิฏฐิ ทําให้คนเขามาทําบุญสุนทานเสียอกเสียใจร้องไห้ คือมาถวายพระหัวหน้าไม่รับ คนอื่นเขาก็ไม่รับ พระลูกวัด เมื่อเขาไม่เห็นพระเอาอะไรของเขา เขาก็เสียใจร้องไห้ วันหลังมา ต่อมาอีก มาไม่ทันอีกทํานองเก่า เขาก็ร้องไห้อีก ท่านก็เลยพิจารณาว่ามันผิด มันเกิดทิฏฐิมานะมันถือเคร่ง ถือขลังเกินไป ก็เขาตั้งใจอยู่จริงจัง แต่เขามาไม่ทัน บ้านเขาอยู่ห่างไกล เราก็ควรสงเคราะห์เขา
นี่เป็นเรื่องของท่านอาจารย์มั่น ที่ท่านเคยแนะสอน ทําเพื่อความเหมาะสม เพื่อธรรมวินัย ไม่ทําเพื่อทิฏฐิมานะ อันนี้ก็ ถ้าทางอื่นทางไกล เขามาไม่ทัน เราก็ต้องเมตตาสงเคราะห์เขาเป็นบางกาล บางเวลา แต่อย่าไปถือว่าใครมาก็จะเอาให้ มาเวลาไหน อันนั้นเป็นธุดงค์ไม่ได้มันเกินขอบเกินเขตไป”
ท่านพระอาจารย์มั่นสอนศิษย์ทําอะไรต้องมีความแน่ใจมั่นใจ
คุณหมออมรา มลิลา ได้ฟังจากท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์สิงห์ทอง เคยเล่าถึงท่านพระอาจารย์มั่น พระที่มีหน้าที่ปฏิบัติท่านจะต้องดูแลเก็บกลด และกางกลดให้ท่าน มุ้งกลดนั้นมีสัณฐานกลม พระที่มีหน้าที่อุปัฏฐากก็พยายามเล็งว่า ท่านพระอาจารย์มั่นเอาตรงนี้ไว้ตรงหัวนอน เมื่อทําเสร็จก็จัดเอาตรงนี้ไว้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาอธิบายเป็นข้อยืนยัน ท่านพระอาจารย์มั่นก็บ่นทุกวัน เด็กสมัยนี้มันไม่มีสติเลย เดี๋ยวก็เอาหัวกลดไปไว้ปลายเท้า หมุนไปหมุนมา ไม่เป็นท่า เดี๋ยวก็เอาปลายเท้ามาไว้ตรงหัวนอน วุ่นวายไปหมด พระที่ปฏิบัติก็พยายามหมายตําแหน่งเอาไว้ว่า ไม่ได้ขยับเขยื้อนของท่าน แต่ก็ยังถูกดุทุกวัน
ในที่สุดวันหนึ่งก็เลยตัดสินใจ เอาปากกามาจุดเอาไว้บนมุ้งกลด ตรงตําแหน่งหัวนอนท่านพระอาจารย์มั่น พอทําอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นไม่ดุอีกเลย
คือท่านจะสอนนั่นเองให้เวลาที่เราจะทําอะไร เราต้องมีความแน่ใจมั่นใจ ต้องรู้ชัดเจน ไม่ใช่ว่าเรารู้ของเรา แต่พอถูกซักถามเข้า เราก็ได้แต่ว่าเราจําเอาไว้ แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักฐานมายืนยันว่าที่จําไว้นั้นถูกต้องแน่นอนอย่างไร เหมือนผ้าจีวรของพระ ท่านก็ต้องทําเครื่องหมายที่เรียกว่าพินทุเอาไว้ จะได้รู้ เพราะจีวรทุกผืนหน้าตาเหมือนๆ กัน ทํานองเดียวกับผ้าถุงของเราผึ่งแล้วจะได้รู้ว่าผืนไหนของใคร”
ท่านพระอาจารย์มั่นสอนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ในระหว่างการกล่าวธรรมปฏิสันถาร เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้เล่าให้ฟังว่า ท่านพระอาจารย์มั่นเคยสอนท่านว่า “หนังสือตัวเล็กๆ มันเรียนง่าย เรียนแล้วก็หลง เรียนตัวใหญ่ คือ เรียนกาย เรียนใจของตัวเอง ถ้าได้ตัวนี้ล่ะ ไม่มีหลง”
ท่านอาจารย์สิงห์ทอง เล่าและกล่าวเน้นอีกด้วยว่า “จริงของท่าน ไม่รู้อันอื่น แต่ขอให้รู้ใจของตน ไม่มีอันอื่น ก็ขอให้มีอรรถมีธรรมประจําตัว มันประเสริฐวิเศษอยู่แล้ว ไม่ต้องหาอะไรมาเพิ่มเติม ไม่เห็นไม่รู้อะไรก็ไม่เป็นไร ขอให้เห็นให้เป็นในเรื่องของอรรถ เรื่องของธรรม เท่านั้นเป็นดี เท่านั้นเป็นพอ ฯลฯ”
ท่านพระอาจารย์มั่นสอนให้ท่านอยู่กับปัจจุบัน
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองโดนหลวงปู่มั่นดุไว้ดังนี้
“อู้หู้ ! ก็สร้างแคร่จนกระทั่งล้นวัด คืออย่างงี้ หลวงปู่มั่นจะสอนให้ท่านอยู่กับปัจจุบัน หลวงปู่มั่นก็ให้ท่านทําไอ้แคร่ไม้ไผ่ ไอ้ที่เป็นตั่งที่เรานอนนั่งอะไรกันนี่
แล้วเสร็จแล้วท่านพระอาจารย์มั่นก็บอก กว้างแค่นี้นะ ยาวแค่นี้นะ สูงแค่นี้นะ ท่านก็จด พอสร้างมา ท่านพระอาจารย์มั่นบอก “ไม่ใช่” ความที่ท่านดื้อ ท่านเถียงทุกวัน ท่านก็เอากระดาษมายืนยัน ท่านพระอาจารย์มั่นก็ขึ้นเสียง ในที่สุดจดใหม่แล้วก็ยังงี้ค่ะ ทําทีละแคร่ ทีละแคร่ไปจนกระทั่งแคร่นี่ แทบจะล้นวัด
วันหนึ่งท่านคงได้สติขึ้นมา พอท่านพระอาจารย์มั่น ว้าก ! ขึ้นมา ท่านก็ “ครับผม”ท่านอาจารย์มั่นก็บอกใหม่ ท่านก็ไปทําอีกแคร่ก็จบกันแค่นั้น ไม่ต้องทะเลาะกันอีก แล้วอะไรๆที่ท่านโดนท่านอาจารย์มั่นทํามานี่ค่ะ ท่านก็เอามาสอน…รุ่นน้องและรุ่นลูกศิษย์”
ท่านบอกลาสาว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เดิมทีท่านตั้งใจบวชเพียงพรรษาเดียว แล้วสุดท้ายท่านก็ไม่สึก เพราะว่าท่านเป็นหนุ่มเนื้อหอม มีสาวรอคอยอยู่ โดยคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ก็สาวที่เป็นพี่สะใภ้ท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) น่ะ เขาคอยท่าน ท่านอธิษฐานบวชตลอดชีวิตก่อนบอกลาสาว เพราะว่าตอนแรก ท่านก็ไม่ได้เอาจริงเอาจัง และท่านก็ไม่ได้สัญญาว่า ท่านจะสึกออกมาแต่งงาน แต่ว่าพอท่านตั้งใจ ท่านเจอท่านพระอาจารย์มั่นแล้วนี่ ท่านก็ตั้งใจแล้ว ว่าเป็นตายร้ายดีนี่ ท่านจะไปทางนี้ แล้วท่านก็กลับไปบ้าน และก็คงจะไปเยี่ยมโยมแม่โยมพ่อด้วย แล้วก็คงจะไปบอกด้วย ท่านจะไม่สึกแล้ว ไม่รู้ว่าพรรษาไหน
คือถ้าท่านสึก ว่าไปท่านก็คือ หนุ่มโสดสมัยนี้ ที่แหม ! มีสาวเต็มเลย แล้วท่านไปบอกเลิกเขา ท่านไปบอกเขาว่า ท่านตกลงปลงใจแล้วว่า “จะอยู่ในพระพุทธศาสนา ไม่สึก” เพราะฉะนั้นก็ให้เขานี่ คล้ายๆ กับว่าไปหาคู่ ไปอะไร ไม่ต้องมาคอยท่าน แล้วก็รู้สึกพี่ชายท่านก็คงจะชอบผู้หญิงคนนี้อยู่ด้วย เขาก็เลยแต่งงานกับพี่ชายท่าน”
ชีวประวัติตอนนี้ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองคล้ายคลึงกับของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ซึ่งหลวงปู่เจี๊ยะท่านเคยสัญญากับสาวคนรักไว้ก่อนบวชว่า “บวชเพียงหนึ่งพรรษา ก็จะสึกออกมาแต่งงานกัน” เมื่อจิตมิได้มีเยื่อใยในโลกเช่นนั้น อยู่มาวันหนึ่งขณะเดินออกบิณฑบาต ท่านเจอคนที่ท่านเคยรักมาใส่บาตร ท่านจึงบอกสาวคนที่ท่านรักนั้นไปว่า “แป้งเอ๊ย… ต่อแต่นี้ไป เราจะไม่สึกแล้วนะ” ถัดจากนั้นประวัติท่านทั้งสองต่างก็ได้ออกเที่ยวเดินธุดงค์แสวงหาครูบาอาจารย์ และแสวงหาโมกขธรรม ซึ่งในกาลต่อมาต่างก็ประสบธรรมปีติบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้ชมท่านทั้งสองว่าเป็น “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”
ภาค ๔ ดําเนินตามรอยพระบรมศาสดาและพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น
ท่านดําเนินตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระเมตตาประทานหลักศีล สมาธิ ปัญญา หรือหลักไตรสิกขา เพื่อให้เหล่าบรรดาพระสาวกได้ดําเนินตามจนกว่าจะถึงซึ่งวิมุตติธรรมความหลุดพ้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นอีกองค์หนึ่งที่ตลอดชีวิตบรรพชิตของท่าน ท่านได้ดําเนินตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเคร่งครัดสมํ่าเสมอ และต่อมาภายหลังท่านได้นํามาอบรมพระศิษย์ โดยท่านเน้นการรักษาศีลให้เคร่งครัดบริสุทธิ์ เพราะศีลเป็นเครื่องหนุนของสมาธิ และสมาธิเป็นเครื่องหนุนของปัญญา แยกออกจากกันไม่ได้ เป็นธรรมเครื่องหนุนกันไปตามลําดับ ดังพระธรรมเทศนาบางส่วนของ องค์หลวงตาพระมหาบัว ดังนี้
“สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส ศีล อบรมกาย วาจา ใจของตนให้มีความสงบร่มเย็นจนกลายเป็นสมาธิ ใจเป็นสมาธิขึ้นมาได้ เพราะใจไม่วอกแวกคลอนแคลนว่าได้ไปทําผิดศีลข้อไหนๆ ใจก็ไม่เป็นกังวล มาบําเพ็ญจิตตภาวนาก็มีความสงบร่มเย็นขึ้นมา เป็นสมาธิขึ้นมาได้
สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา สมาธิเป็นเครื่องหนุน เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงปัญญาให้มีกําลังแก่กล้า พิจารณาในสภาวธรรมทั้งหลาย ตั้งแต่กายของตนออกไปทั่วแดนโลกธาตุ ขาดกระจัดกระจายไปจากความยึดมั่นถือมั่นขึ้นไปโดยลําดับลําดา
มันหนุนกันเป็นอย่างนี้ไปนะ ศีลหนุนจิตให้เป็นสมาธิ สมาธิหนุนปัญญาให้มีความเฉลียวฉลาดแก่กล้าสามารถ
ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ ปัญญาเป็นเครื่องซักฟอกจิตใจให้มีความผ่องใสจนกระทั่งถึงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบคือปัญญา นี่ให้นํามาใช้”
ท่านดําเนินตามหลักอปัณณกปฏิปทา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลัก อปัณณกปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติไม่ผิด ไว้ให้พระสงฆ์สาวกดําเนินตาม ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ทุกองค์ ในยามปรกติท่านจะดําเนินตามหลักอปัณณกปฏิปทานี้อย่างเคร่งครัดนับแต่เริ่มออกธุดงค์ตามป่าตามเขาจนตลอดอายุขัยของท่าน ในยามที่ท่านเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์เต็มที่นั้น ท่านก็จะอดนอนถือเนสัชชิกโดยการไม่นอนคืนหนึ่ง หรือหลายคืน ตามที่บัญญัติไว้ในธุดงค์ ๑๓ และท่านจะอดอาหารหลายๆ วัน หรือเป็นเดือนๆ ตามที่บัญญัติไว้ในบุพพสิกขาที่พระพุทธองค์ทรงประทานอนุญาตไว้ การอดนอนหรืออดอาหารนั้นตามแต่จริตนิสัยของแต่ละองค์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ “เพชรนํ้าหนึ่ง” อีกองค์หนึ่งที่ได้ดําเนินตามหลักอปัณณกปฏิปทานี้ได้อย่างเคร่งครัดสมบูรณ์ และในระหว่างที่ท่านเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์นั้น ท่านก็อดนอนหรืออดอาหารแล้วแต่กรณี
ท่านถือปฏิปทาอดอยากเดนตาย
ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นปฏิปทาอดอยาก และเป็นปฏิปทาเดนตาย พร้อมที่จะต่อสู้เผชิญกับทุกข์ทั้งปวง แม้ชีวิตก็ยอมสละได้เพื่อแลกกับวิมุตติธรรม อันเป็นปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่บรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่งทั้งหลายยึดถือจนเป็นอริยปฏิปทา
เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้รับการอบรมสั่งสอนจาก พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น และองค์หลวงตาพระมหาบัว ผู้เป็นพระอาจารย์ใหญ่ของท่าน ท่านเป็นอีกองค์หนึ่งที่ได้ดําเนินตามอริยปฏิปทาข้ออดอยากเดนตายนี้อย่างเคารพเคร่งครัดและเด่นชัด โดยการออกเดินเท้าธุดงค์แสวงหาที่เงียบสงัดวิเวกตามป่าตามเขา เพื่อปักกลดบําเพ็ญสมณธรรม ซึ่งสถานที่ท่านธุดงค์ไปนั้นล้วนเป็นสถานที่ทุรกันดารเปล่าเปลี่ยวเงียบเหงาน่ากลัว ไม่มีถนนทางรถยนต์ และห่างไกลผู้คนสัญจรไปมา ฉะนั้น ปัจจัย ๔ จึงอัตคัดขาดตกบกพร่อง แต่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองกลับยินดีในสถานที่เช่นนั้น เพราะท่านจะได้เร่งบําเพ็ญภาวนาอย่างเต็มที่ อย่างไม่มีใครมารบกวน ดังที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเทศน์ถึงปฏิปทาความอดอยากเดนตายของท่านพระอาจารย์มั่นไว้ดังนี้
“สมัยท่านพระอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ “ท่านก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง เป็นพ่อเป็นแม่เป็นครูเป็นอาจารย์ที่สําคัญ” ที่กรรมฐานพวกเรา จะชูหัวขึ้นได้ โผล่หน้าออกมาได้ ก็เพราะอาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์ ท่านพาดําเนินมา ท่านก็เคยเล่าปฏิปทาความทุกข์ยากลําบาก ความอดกลั้นทนทาน ความพากความเพียรทุกด้านของท่านไว้ในประวัติของท่าน หรือตัวของท่านเอง เคยเล่าความทุกข์ยากลําบาก
เรื่องการนุ่ง การห่ม การอยู่ การไปของท่าน มีแต่เดินด้วยเท้าเท่านั้น ไม่เคยได้ขึ้นรถยนต์ รถไฟ ไปสถานที่ใด ไปบําเพ็ญสมณธรรมในสถานที่ใด ไปด้วยความทุกข์ยาก ความลําบาก ของนุ่งของห่มก็แสนอด แสนยาก แสนลําบาก ก็นั่นล่ะท่านว่า หมู่คณะเดี๋ยวนี้มันลืมตัว มันเกินเหตุเกินผล มันไม่เห็นทุกข์ เพราะมันอันใดก็เพียงพอเพียบพร้อมทุกอย่าง การปฏิบัติทางใจ เลยไม่ค่อยเป็นไป”
แม้ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านอยู่ในวัยชราภาพและเจ็บป่วยใกล้มรณภาพแล้ว ท่านก็อดทนยอมทุกข์ยากลําบากตรากตรํา โดยอยู่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นวัดป่าที่ตั้งอยู่ในป่าในเขา ห่างไกลและกันดาร รถยนต์เข้าไม่ถึง แต่ญาติโยมเคารพเลื่อมใสไปทําบุญกัน โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเทศน์ไว้ดังนี้
“แต่ส่วนฆราวาสญาติโยมผู้แสวงบุญ ก็เป็นธรรมดาที่จะไปบํารุงรักษา ที่ไหนเห็นว่าเนื้อนาบุญดี เห็นว่ามีข้อวัตรปฏิบัติสวยงาม เป็นที่น่าเลื่อมใส เป็นที่ได้บุญมาก ก็พากันดั้นด้นหา ถึงอยู่ไกลลําบากขนาดไหน ก็ดั้นด้นเข้าไป สมัยนั้นไม่มีรถเข้าไปดอกหนองผือ มีตั้งแต่เกวียนจ้างกันเข้าไปจากพรรณาฯ (อําเภอพรรณานิคม) รถเข้าไปไม่ได้ ก็ยังมีผู้ศรัทธาเข้าไปนมัสการไปกราบ ไปไหว้
นั่นคือผู้แสวงหาของดี ถึงจะเป็นที่ลําบากยากเย็นขนาดไหนก็ไป เพราะความพอใจ ไปแล้วเลื่อมใส ไปแล้วพอใจ ไปแล้วยินดี ท่านรับทานให้เรา นี่เป็นเรื่องพระพุทธเจ้าสอนไว้เหมือนกันในด้านการแสวงหาคุณงามความดี แสวงหาบุญหากุศลของญาติของโยมตลอดพระเจ้าพระสงฆ์”
ท่านลดทิฏฐิมานะยอมนุ่งผ้าปะ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เดิมทีท่านมีทิฏฐิมานะไม่ยอมนุ่งผ้าปะ เมื่อท่านไปเห็นท่านพระอาจารย์มั่นนุ่งผ้าผืนเก่า ซึ่งปะแล้วปะอีก และเห็นท่านพระอาจารย์มั่นปะผ้าที่ขาดด้วยมือของท่านเองแล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงลดทิฏฐิมานะลงได้ โดยยอมนุ่งผ้าปะตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เทศน์ไว้ดังนี้
“นี่เป็นเรื่องที่ได้ยินจากปากคําของท่านอาจารย์มั่นเอง เล่าสู่พระเจ้าพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติให้ฟัง นอกจากนั้นมาอยู่หนองผือ (วัดป่าบ้านหนองผือ) ยังถือปฏิปทาที่สําคัญของท่าน คือ การปะ การชุนผ้า ผ้าจีวร ผ้าอังสะ ผ้าสบง ผ้าสังฆาฯ ท่านปะชุนไป ๓๐ – ๔๐ แห่ง ผ้าอาบนํ้าเหมือนกัน จนไม่มีร่องรอยของผืนเก่า มีตั้งแต่ผืนที่เต็มไปด้วยที่ท่านปะชุน ทําไมท่านถึงทําอย่างนั้น ท่านก็ไม่ใช่ผู้ที่อดอยากยากจนแต่อย่างใด
ถึงสมัยระยะนั้นเป็นสมัยสงครามโลก ผ้าแพรหายากลําบาก ก็มีผู้ศรัทธามาจากโคราชบ้าง มาจากขอนแก่นบ้าง มาจากอุดรฯ เวียงจันทน์ อุบลฯ มาถวายผ้าแพร มีพอได้ใช้ได้สอย พอได้แจกหมู่คณะพระเจ้าพระสงฆ์ ความเมตตากรุณาในหมู่คณะ พระเจ้าพระสงฆ์มา ถ้าผ้าสังฆาฯ ขาด ท่านเห็น ไปบิณฑบาตรวมกัน ท่านต้องบอกให้เอาผ้าไปทําบังสุกุลองค์นั้นหน่อยนะว่า บอกอาจารย์วัน ถ้าผ้าจีวรขาด เหมือนกัน ท่านฉลาด
แต่ของท่านขาด ขาดจริงๆ จังๆ กลางวัน – กลางเวนแดดๆ ยามเงียบๆ ไปแอบมองดู ว่าท่านทําอะไรในขณะนั้น ท่านปะชุนผ้าของท่าน ปั๊บๆ อยู่นั่นล่ะ ท่านปะชุนด้วยมือของท่านเองนะ
นี่อาตมาก็เป็นคนทิฏฐิมานะ ไม่เคยนุ่งผ้าปะผ้าชุนมาแต่เก่าแต่ก่อน มาเห็นท่านทําอย่างนั้น ทุกวันนี้ใช้ผ้าขาดผ้าปะชุนได้ เพราะเหตุใด ? เพราะเรามันเปรียบเหมือนธุลีดินติดตีนท่านก็ไม่ได้ เราจะมีทิฏฐิมานะอย่างใด ก็เลยข่มทิฏฐิมานะลงได้ นี่เป็นคติของใจที่สอนเจ้าของได้อันหนึ่ง ซึ่งได้จากท่าน ถึงไม่มีทิฏฐิมานะกล้าหาญอย่างเก่า
นี่ท่านปฏิบัติมา ท่านปฏิบัติมาอย่างนั้น ความอดอยากยากจนทนทุกข์ ท่านก็ว่าผ่านมาทั้งนั้น ไม่ใช่สุกก่อนห่าม สุกก่อนเหิ่มอย่างเรา ท่านเอาใจใส่จริงๆ การประพฤติปฏิบัติของท่าน จิตใจของท่านจึงก้าวหน้า จิตใจของท่านจึงละเรื่องกิเลสตัณหาได้ จึงเป็นที่น่าบูชาเลื่อมใส”
ท่านอดทนต่อโอวาทคําสอนของครูบาอาจารย์
ตามบาลีว่า ภัยสําหรับกุลบุตรผู้บวชในธรรมวินัยนี้ อันเป็นเหตุให้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ไม่ยั่งยืน ต้องลาสิกขาไป หรือ อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่มี ๔ ประการ ดังนี้
๑. อูมิภัย (ภัยคลื่น คือ อดทนต่อคําสั่งสอนไม่ได้ เกิดความขึ้งเคียดคับใจ เบื่อหน่ายคําตักเตือนพรํ่าสอน)
๒. กุมภีลภัย (ภัยจระเข้ คือ เห็นแก่ปากแก่ท้อง ถูกจํากัดด้วยระเบียบวินัยเกี่ยวกับการบริโภค ทนไม่ได้)
๓. อาวฏภัย (ภัยนํ้าวน คือ ห่วงพะวงใฝ่ทะยานในกามสุข ตัดใจจากกามคุณไม่ได้)
๔. สุสุกาภัย (ภัยปลาร้าย หรือภัยฉลาม คือ เกิดความปรารถนาทางเพศ รักผู้หญิง)
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านยังเป็นพระบวชใหม่ ถึงแม้ท่านยังติดนิสัยชอบหยอก ชอบเล่น ชอบตลก แต่ท่านก็ผ่านพ้นภัยทั้ง ๔ นี้ได้ด้วยดี โดยเฉพาะท่านมีความอดทน เชื่อฟังต่อโอวาทคําสอนของครูบาอาจารย์ เมื่อท่านไปอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งกิตติศัพท์ในการอบรมสั่งสอนของท่านพระอาจารย์มั่นเป็นที่ทราบกันดีในหมู่พระศิษย์ว่า ท่านจะอบรมดุด่าว่ากล่าวตักเตือนทันทีเมื่อพระศิษย์กระทําผิด และมีพระศิษย์บางองค์ก็ถูกท่านขับไล่ออกจากสํานักเมื่อกระทําผิดอย่างร้ายแรง แต่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านกลับมีความอดทน มีความเคารพเชื่อฟัง ปฏิบัติตามโอวาทคําสอน และดําเนินตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นได้เป็นอย่างดี โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เทศน์เรื่องนี้ไว้เพื่อเป็นคติสอนใจผู้เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ ดังนี้
“ผู้ที่แสวงหาครูอาจารย์ ดีเด่นเป็นธรรม ถึงทุกข์ ถึงยาก ถึงลําบาก ท่านดุ ท่านด่า ท่านจะทําอาการกิริยาขับไล่อย่างใด แต่ความเลื่อมใส ความพอใจ ความยินดีในท่าน มีนั่น ก็อดเอาทนเอา เพราะเราอยากได้ของดี ไม่ยอมหนียอมไปง่ายๆ เพราะความดุของท่านนี่ถือว่าเป็นการเมตตาสงสารของท่าน ปกติคนรักกัน ถ้าหากเราคิดได้ ต้องมีการดุ การดุการด่ากัน คนที่ไม่รักกันจะทิ้งกัน ไม่สนใจกัน ถึงมันจะทุกข์จะยากลําบากอย่างใดก็ปล่อยมันไป
มันผิดก็เป็นเรื่องของมัน ไม่มีการเมตตาสงสารแนะสอนกัน คนที่รักกัน ต้องดุต้องด่าต้องว่าต้องกล่าวกัน เหมือนกันกับลูกของเรา อยู่ในครอบครัว นั่นล่ะ เป็นลูกในหัวอกของเราทําผิดให้นิดหน่อย เราก็ว่าให้ ด่าให้ กลัวมันไม่ดิบไม่ดี ไม่มีหน้ามีตา ไม่มีวิชาความรู้ฉลาดเฉลียวเหมือนคนอื่นเขา เป็นลูกผู้อื่นเขาจะผิดไปอย่างใด เราปล่อยได้วางได้
นี่หากครูบาอาจารย์ ท่านดุท่านด่า ท่านว่าท่านกล่าวอย่างนั้น ผู้ที่ระลึกนึกได้อย่างนี้ก็อดไปทนไป ไม่หนี ถ้าจะฆ่าจะตี ท่านฆ่าท่านตีไม่เป็นดอก พระ ทนเอาก็เลยได้ความรู้ความฉลาดจากครูบาอาจารย์
นี่พระผู้แสวงหาครูบาอาจารย์ หากไปกลัวให้ท่านดุ ท่านด่า กลัวกิเลสตัณหาของตัวทิฏฐิมานะของตัว มันตก มันเสีย (มันหายไป) นี่ ไม่ได้ดิบได้ดี ท่านจะดุปานใด ด่าปานใด ก็ช่างท่าน เป็นเรื่องของท่าน ส่วนเรื่องของเราที่ควรประพฤติปฏิบัติตามโอวาทของท่านอย่างใดประพฤติปฏิบัติไป นี่ฝ่ายภายใน ฝ่ายพระเจ้าพระสงฆ์”
ท่านเล่าประสบการณ์การธุดงค์บนเขาสูงชัน
การเที่ยวธุดงคกรรมฐานตามป่าตามเขาของพระธุดงค์สายท่านพระอาจารย์มั่นนั้น เป็นไปด้วยความยากลําบาก เพราะต้องปีนป่ายขึ้นเขาสูงชัน บางแห่งมีเหวลึกชวนหวาดเสียวน่ากลัว โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เทศน์เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในพระญัตติธรรมทั้งหมดเขตอําเภอนาแก วันนั้นเห็นอยากจะไปเที่ยวดูวัดท่านอาจารย์สนธิ์ ท่านไปอยู่ภูสวรรค์ จากนั้นขึ้นไปก็ราวๆ สักร้อยกว่าเส้นมั้ง เป็นภูเขา ได้ยินเขาว่าน่าอยู่น่าอาศัย เราก็อยากจะไป ท่านจําพรรษาอยู่นั้นนานแล้ว
ดูเหมือนเคยอยู่มาก่อนตั้งแต่ท่านอาจารย์มั่นยังไม่มรณภาพ อยู่นั้นอยู่องค์เดียว วันนั้นเผอิญท่านลงมา พวกชีอยู่นั้นก็ลงมา ไปเจอท่านที่กลางทางมั้ง ท่านก็บอกว่า ถ้าไปแล้วก็จะเข้ากุฏิให้เข้าทางโน้นทางนี้ คือมันมีที่เข้า ถ้าหากท่านไม่บอกก็หาที่เข้าไม่ได้ ถํ้ามันอยู่สูง ไปก็พอไปถึงก็เปลื้องจีวรออก เอาผ้าอาบห่อจีวร ห่อย่ามแล้วก็รัดเอว ขึ้น ขึ้นบันได บันไดมัน ๔๑ ขั้น แต่มันชัน สูง ! ขึ้นยาก ขึ้นไปก็ไปพักเล่นอยู่นั้นพอสมควร
ขาลง (หัวเราะ) ขาลงมันไม่เหมือนขาขึ้นน่ะ มันกลัว ! ย่ามกับผ้าจีวร ผ้าอาบโยนลงมาก่อน ลงมาแต่ตัว ท่านอาจารย์สนธิ์ที่ไปมรณภาพที่อําเภอแม่ทะ ลําปาง ให้ท่านลงไปก่อน ลงไปพอไปถึงบันไดขั้นใดก็กอดเพราะกลัวตก ท่านลงไปจนครึ่ง อาจารย์ (พระอาจารย์สิงห์ทอง) ถึงได้ลงตามหลังไป ก็เลย เลยท่านลงไปนะ คือไปถึงพื้นก่อนท่าน
เราไม่เคย ผู้ชายแท้ๆ นะ ไม่ใช่ผู้หญิง แล้วพวกผู้หญิงพวกชีอยู่นั้น เขาหาบนํ้าขึ้นสบายแต่เราผู้ชาย (หัวเราะ) ขึ้นตั้งหลายนาทีกว่าจะไปถึง ลงเหมือนกัน
ฮู้ ! ถ้าเขาไปเห็นเข้าหัวเราะใหญ่ มันไม่เคย ขึ้นลําบาก สูง ! ถํ้าอยู่สูง แต่เป็นถํ้าตํ่า คือถํ้าที่มันอยู่สูง แต่ถํ้ามันไอ้ มันอับๆ มันไม่สูง มันไม่เปิดเท่าไร คือพื้นของถํ้ากับตัวถํ้า บางแห่งก็๓ – ๔ เมตร บางแห่งก็ ๒ เมตรเศษๆ ก็เลยศีรษะไปนิดๆ หน่อยๆ แต่มันอยู่สูง แต่ว่าถํ้ามันตํ่ามันอยู่ติดกับยอดเขา แต่ขึ้นยาก – ลงยาก
เดี๋ยวนี้เขาไม่ให้อยู่ เขาไล่ท่านลงมาแล้ว หลายปีแล้ว พวกก่อการไปอยู่นั้น น่าเสียดาย สร้างเอาไว้หมด ถ้าหากทางรัฐบาลสร้างก็คงจะหมดหลายล้านเหมือนกัน เพราะท่านสร้างดี เป็นที่พักที่อาศัย ไม้ก็ล้วนแต่ไม้ตะเคียนทั้งนั้นนะ เอามาทํา หน้าถํ้าที่ท่านนั้นก็ พวกชีพวกนั้นก็ปลูกไอ้พวกกล้วย มะพร้าว มะนาว ส้ม หลายอย่าง เป็นสวนใหญ่โตอยู่นะ
เดินบิณฑบาตไม่ได้ ระยะทางมันห่างไกล เดินจากนั้นมาถึงหมู่บ้านมันสองร้อยกว่าเส้นมันขึ้นเขา – ลงเขา แล้วก็อาศัยพวกชีอยู่นั้นน่ะ ท่านก็อยู่องค์เดียว พวกชีเขาก็หุงหาอาหารไปถวายท่าน ดูเหมือนท่านจะอยู่แบบสะดวกสบาย บิณฑบาตก็ไม่ได้บิณฑบาต แล้วก็นํ้าก็พวกนั้นเขาหาบขึ้นไปให้ ใส่โอ่งใส่อ่างให้ท่านสรง คงจะบางวันก็คงจะไม่ได้ลงจากถํ้า
เราไปเห็นเข้า ถ้าไปนั่นแล้วก็อย่างว่า ลงได้ที ขึ้นได้ทีหนึ่งวันหนึ่ง เหนื่อย ขึ้นยาก มันสูง สูงมาก แต่ไม่สูงแบบภูทอก ภูทอกมันมีแต่ทางขึ้น แต่นั้นมันมีบันได บันไดก็กว้างสักราวเมตรเศษๆ แต่มันก็น่ากลัว ถ้าหากมันไม่สูง มันก็หรือสะดวกสบายขนาดนั้น ที่เห็นมันสูงก็เลยเสียว”
จิตลงรวมใหญ่ เพราะการปฏิบัติแบบตายเป็นตาย
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้เล่าถึงประสบการณ์การปฏิบัติแบบตายเป็นตาย โดยท่านได้น้อมอุบายธรรมขององค์หลวงตาพระมหาบัวมาปฏิบัติแล้วจิตลงรวมใหญ่ ซึ่งคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) เล่าถึงสมัยท่านว่า ท่านก็ถูกกิเลสเล่นงาน ปฏิบัติไปๆ พอจะได้ที่ ปวดท้องถ่าย จะต้องไปห้องส้วม ท่านอาจารย์ของท่าน (องค์หลวงตาพระมหาบัว) ก็ท้าว่า “สมัยเรายังตัวเล็กๆ อยู่บนตักแม่ เราก็อึใส่ตักแม่ ฉี่ใส่ตักแม่ แล้วมันเป็นไรไปล่ะ คราวนี้กําลังทําความเพียร จะอึราด จะฉี่ราด ก็ให้ราดไปบนอาสนะนั่นแหละ เสร็จแล้วเราก็เอามันไปซัก จะเป็นไรไปล่ะ”
ท่านกลับมาปฏิบัติ พอเป็นอย่างนั้นขึ้นมา ใจหนึ่งก็นึก คนเขาจะนินทาว่าพระไม่เรียบร้อย สกปรกเลอะเทอะ ครั้นนึกถึงท่านอาจารย์ใหญ่ (องค์หลวงตาพระมหาบัว) ประท้วงได้ ก็กัดฟันสู้ เอาเลย จะฉี่ราดอึราดออกมา ให้มันราดเลย จะอาเจียนก็ให้ออกมา เมื่อใจเอาจริงเด็ดขาดถึงจุดที่ว่า “เอาไง เอากัน ตายเป็นตาย” จิตเลยลงรวมใหญ่ ไม่อึราดฉี่ราด ไม่อาเจียน
ก่อนหน้านี้ท่านเสร็จกิเลสทุกที เลิกทําสมาธิ เพราะกิเลสซึ่งผ่องใสอย่างยิ่งกระซิบว่า“ถ้าไม่มีธาตุขันธ์แล้ว เราจะเอาเรือแพที่ไหนขี่ข้ามไปจนถึงฝั่งได้ ถ้าไม่มีขันธ์ ๕ เอาไว้ เวลามีอะไรมากระทบ เราก็ไม่รู้ กิเลสในใจเราก็ไม่มีทางกระฉอกขึ้นมา เพราะฉะนั้น เราต้องรักษาธาตุขันธ์นี้ไว้เป็นเรือแพขี่ข้าม เลยต้องถนอมขันธ์เอาไว้”
ครั้นถูกท่านอาจารย์ใหญ่ประท้วงอย่างนั้น ท่านก็ได้สติขึ้นมา
“เออ ! ให้มันรู้กันไป”
นั้นแหละ ท่านเล่าตรงที่คิดว่า ยังไงๆ คงตายแน่ ทั้งฉี่ทั้งอึ เหมือนคํากล่าวที่ว่า เวลาที่คนจวนเจียนจะหมดลม ทวารทั้งหมดจะเปิด ฉี่ราด อึราด มีนํ้าออกทางจมูก ทางปาก ท่านก็ตัดใจ เอาไงเอากัน ให้เป็นไปเลย อธิษฐานตาย กลับไม่ตาย กลายเป็นจิตลงรวม
ตรงนี้แหละ ถ้าเราเอาจริงอย่างนี้ เราก็เอาจิตอิสระกลับคืนมาได้ แต่ถ้าไม่เอาจริงจนถึงตรงนี้ เราก็เป็นเราอยู่อย่างนี้แหละ รู้ทั้งรู้ แต่เราก็คงเป็นเราอยู่อย่างนี้ เพราะรู้ด้วยสัญญา รู้เท่าไรก็เอาตัวไม่รอด จึงได้ว่าอิทธิพลของกิเลสนี่เหนียวแน่นจริงๆ”
อีกครั้งหนึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านถ่ายท้องอย่างหนักจนหมดแรง คิดว่าต้องตายในส้วม ท่านก็ใช้อุบายเดียวกัน คือ ตายเป็นตาย ท่านก็รอดตายมาได้ โดยคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ครั้งหนึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเข้าใจว่า ท่านเป็นอหิวาต์ ท่านถ่ายท้องเป็นนํ้าโกรกไม่ยอมหยุด จนลุกจากส้วมไม่ได้ คิดว่าคงตายตรงนั้นแล้ว เพราะมันถ่ายจนหมดเนื้อหมดตัว
เอ้า ! ตายเป็นตาย ท่านบอกไม่รู้ว่าจิตมันลงรวม หรือตัวเองสลบ หรือเป็นอะไรไป พอเซซังมาถึงกุฏิได้ ก็ล้มแผ่ไปเลย จนเช้าจึงรู้สึกว่า มีจุดสว่างอยู่ที่กลางอก แล้วค่อยสว่างออกไป มีแขนมีขา แล้วจึงมีตัวขยับเขยื้อนพลิกตะแคงได้ ค่อยๆ ลุกขึ้นได้ ท่านออกจากกุฏิมา เพราะคิดว่าเป็นเวลาไปบิณฑบาตแล้ว ท่านไม่ได้มองดูองค์ท่านเองว่า เล็กลงไปแค่ไหน รู้แต่ว่านํ้าคงออกไปจนหมดเนื้อหมดตัว เวลาเดินเหมือนลอยได้ พอหมู่เพื่อนเห็นก็ตกใจกันหมดว่า องค์ท่านจริงๆ หรือผีกันแน่ มันคงซีดซูบเหมือนโครงกระดูกหุ้มหนัง หมู่พวกบอกว่าตัวท่านเหลือไม่ถึงครึ่งของตัวจริงๆ นี่แหละ คนจริง ของจริง แต่ละองค์ท่านผ่านแบบนี้กันมาทั้งนั้น”
งูมารัดท่านขณะนั่งภาวนาจิตรวม
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองถูกงูรัดขณะนั่งภาวนาจิตรวม ไว้ดังนี้
“แต่ไม่มีโลดโผนอย่างหลวงตาที่เจออะไรๆ แต่ก็มีท่านจะเจองู ท่านจะเจองู ท่านธุดงค์ไป แล้วก็ไปอยู่ที่ถํ้า ถํ้าก็ดีเชียว ข้างหน้าก็มีพลาญหิน ท่านก็ออกมานั่งสมาธิ พอถอนออกจากสมาธิ เอ๊ะ ! อะไรมันรัดที่หน้าอกนะ พอขยับเข้างูมันพัน เพราะมันหนาว แล้วเสร็จแล้วหัวมันก็พอดีตรงหน้าผากท่านน่ะ พอท่านขยับ มันก็แผ่แม่เบี้ยฟ่อ ท่านก็บอก ท่านก็ต้องนั่งนิ่งอย่างนั้นน่ะแผ่เมตตาให้มันจนกระทั่งสักตี ๔ ตี ๕ มันเริ่มอุ่นขึ้น มันก็ค่อยๆ คลายจากท่านแล้วก็ไป มันคงบอกต้นไม้ต้นนี้ดี๊ดี
ท่านนั่งจนจิตรวมอยู่ก่อน แล้วพอออกจากจิตรวมจะลุกขึ้นเดินจงกรม ก็รู้สึกว่าอะไร ทําไมมันอย่างนี้ พอขยับเข้า ไอ้หัวงูมันก็… แผ่แม่เบี้ยฟ่อ (ต้องเป็นประเภทงูเห่า งูจงอาง) ตัวมันรัดท่านตั้งแต่เอวจนถึงหน้าอก ถ้าท่านเก่งถึงขั้นรู้ว่ามันคืองูอะไรได้ ก็เก่งเกินคนแล้ว เป็นเราคง… เพราะว่ามันสั่นน่ะ มันสั่นน่ะ ใช่ไหมพอมันสั่น อีงูมันก็ต้อง อีนี่อะไรวะ ต้นไม้อะไร… ท่านก็เลยต้องนิ่ง ! จนกระทั่งมันคลาย
แต่ท่านเล่า มันก็นึกว่าเราเป็นต้นไม้หรือก้อนหินอะไรอย่างนี้ วัดไหนๆ มันก็มีทั้งนั้นแหละ อย่างที่วัดป่าแก้วฯ คึกๆๆๆ เดี๋ยวงูก็หล่นตุ๊บ แล้วมันก็หล่นลงมา
งูรัดท่านอาจารย์ ถ้าคนที่ไม่มีสติอะไรๆ เนี่ย ป่านนี้ช็อกไปแล้ว บ้าไปแล้ว ท่านนั่งต่ออีก เป็นชั่วโมง ก็มันอุ่นขึ้น อากาศมันยังเย็นอยู่ใช่ไหมคะ ท่านตื่นรู้สึกตัวขึ้นมา ถอนจากสมาธิ แล้วมันรัดจนแน่น ท่านรู้สึกคล้ายๆ เอ๊ะ ! ทําไมมันถึงมีอะไรมาแน่นอยู่ตรงนี้ ตัวท่านอุ่น ตัวท่านอุ่นขึ้นงูมันคงหาอะไรที่จะอุ่นไม่ได้ แล้วมาเจออีต้นไม้อันนี้ เออ ! อุ่นดีแท้ เป็นช่วงกลางคืน ท่านออกมานั่งสมาธิ จะเดินจงกรม มันก็คงเป็นสักตี ๒ ตีอะไรอย่างนี้ โดยมากท่านจําวัดเสร็จออกมา ออกก็มานั่งสมาธิ พอนั่งได้ที่ก็กําลังจะเดิน แล้วก็เช้าจะได้ไปบิณฑบาต ก็เลยมีสหายมาช่วย”
ผจญงูเขียวภูมิเจ้าที่เฝ้าทรัพย์
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าประสบการณ์ธุดงค์ถํ้าแห่งหนึ่งของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ที่ได้พบงูเขียวภูมิเจ้าที่เฝ้าทรัพย์ ไว้ดังนี้
“ท่านไปอยู่ในถํ้า ชาวบ้านก็บอกว่าอย่าไปเลยถํ้านี้ ใครๆ ไปก็ตายทั้งนั้นนะ คือชาวบ้านเขาขอร้องว่าอย่าเข้าไปเลย ถึงพระก็เถอะ ก็ไปมรณภาพแล้ว เขาก็กลัวกันมาก ท่านก็บอกว่าเอาเถอะ ถ้าเผื่ออยู่ไม่ได้แล้ว ท่านจะออกไป แล้วพออยู่ท่านพบว่าภาวนาดี อะไรต่ออะไร” แล้วพอสักพักหนึ่งเนี่ย มันก็จะไอ้ไหเงินไหทอง มีอันโน้นไอ้นี่มายั่วท่าน ท่านก็รู้สึกว่าก็คงอย่างนี้เอง ที่คนได้ตาย แต่ท่านก็เห็นหัวกะโหลกหลายหัวอยู่ แต่ท่านก็ไม่ได้มามองว่ามันกี่องค์
ชาวบ้านถึงกลัว เขาบอกว่าอย่าเลย เพราะว่าหลายองค์แล้วที่เข้าไปแล้วก็หายไป แล้วก็ตายในถํ้า แต่ชาวบ้านเขาก็ไม่รู้ว่ามันมีไหเงินไหทอง มันมีอะไรอย่างนี้
แล้วถํ้ามันก็ดีมากเลย มีพลาญหินข้างนอก อะไรต่ออะไร แล้วท่านก็อธิษฐานว่า ถ้าท่านมีบุญบารมี ขอให้ท่านอยู่ได้ อยู่ได้นะ แล้วท่านก็ไปอยู่ ไปอยู่นี่ ท่านก็เห็นกะโหลก แล้วก็มีผ้าพระมีอะไรที่ตาย แล้วพอต่อมาท่านถึงรู้ พออยู่ไปสักพักหนึ่ง มันมีไหเงิน ไหทองนี่มาโผล่ให้ท่านเห็นนะ ท่านก็บอกว่าอ๋อ ! พวกนี้คงคิดจะไปเอาเขา แล้วก็มีเหล็กไหล มีอะไรโผล่มา แต่ท่านก็ไม่เอา ท่านก็รู้ว่าสมบัติพวกนี่มันมีนะ แล้วพอต่อมาก็ปรากฏว่า มันมีงู มันไม่ใช่งูเขียวหางไหม้ มันมีงูเขียวอะไรอันหนึ่ง ที่เขาบอกว่าพิษมันร้ายมากเลย
เป็นประเภทงูเขียวนี่ล่ะ คล้ายๆ อย่างนี่ ถ้าเผื่อว่ามันฉกอะไร ไอ้วัวที่ กระทิงที่แบบแข็งแรงนี่ ครั้งเดียวนี่ ล้มตายเลย แล้วปรากฏว่า มันมีลูกมัน ๕ ตัว แล้วก็ตัวมันก็เอาออกมาผึ่งแดด ที่ว่าพลาญหินให้ท่านรู้ ตัวมาด้วยก็มาผึ่งแดดอยู่กับลูกนี่ ให้รู้ว่ามันคงเฝ้าสมบัตินี่ และถ้าเผื่อใครบังอาจไปโลภ ศีลไม่บริสุทธิ์ มันก็ฉกตายเลย ถึงได้ตายกันอยู่ในถํ้าไง แล้วท่านบอกว่าชาวบ้านเขาก็งงกันมาก ว่าทําไมท่านถึงรอดอยู่ได้ ท่านบอกว่าถ้าศีลบริสุทธิ์ซะอย่างหนึ่ง เวลาเราธุดงค์ไป ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติ
เพราะว่าเขาบอกว่า มันจะร้ายยิ่งกว่างูเขียวหางไหม้อีก แล้วท่านถึงบอกว่าในป่าในเขาพวกนี้ เขามีเจ้าเฝ้าของเขา ถ้าเผื่อเราคล้ายๆ กับว่าไปโลภ หรือไปอะไรปุ๊บนี่ จะอันตราย
ถํ้าที่พบงูกับถํ้าที่ท่านไปปักกลด คนละถํ้ากัน ซึ่งทําให้เรารู้เลย เพราะอย่างประวัติของหลวงปู่คําคะนิง ที่พูดถึงอะไรที่ท่านจะเจอะประหลาดๆ อย่างนี้ เรื่องพญานาคในยุคหลวงปู่มั่นท่านก็มีมาแต่สมัยโน้น มันมีจริงๆๆ นะ เราว่าเมืองลับแลมันก็มี อะไรต่ออะไรที่พูดเนี่ยนะ ไม่ใช่เรื่องโกหก
ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเข้าไปอยู่เป็นอาทิตย์เลย เพราะว่าท่านบอกว่า ท่านชอบมากแล้วหลังจากที่ไอ้พวกนี้มันโผล่ แล้วท่านก็ไม่เอา แล้วท่านอะไรต่ออะไร ไอ้เจ้างูหางกระดิ่งมันก็มาผึ่ง เอาลูกเต้ามา…
แต่พอท่านปฏิบัติดี ศีลท่านเคร่งครัด เขาก็คงไม่มา แล้วเทพดีๆ เขาก็คงอนุโมทนา ทําให้ท่านถึงอยู่สบาย ลักษณะถํ้าใหญ่ เพราะว่าพลาญหินข้างหน้า ท่านบอกเดินจงกรมสบายมาก แสดงว่าสมัยก่อนนั้นเนี่ย ธรรมชาติพวกนี้มันยังเอื้อเฟื้อ”
ท่านนั่งสมาธิตัวลอย
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้เล่าเรื่องท่านนั่งสมาธิตัวลอยให้ ท่านพระอาจารย์บุญมา คมฺภีรธมฺโม ฟังเมื่อครั้งพบกันที่วัดพระธาตุฝุ่น อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยท่านเล่าว่า ท่านเคยได้ยินว่าท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล นั่งภาวนาที่ระเบียงกุฏิ (คงจะเป็นเวลากลางวัน) ท่านรู้สึกว่าตัวท่านลอยขึ้น ท่านเลยเอะใจ ถอนจิตออกโดยไม่ได้ระวัง จึงตกลงก้นกระแทกกับพื้น ท่านไม่มั่นใจว่าตัวท่านลอย จึงเอาวัตถุชิ้นเล็กๆ ไปเสียบไว้ที่หญ้ามุงหลังคาแล้วจึงนั่งภาวนาอีก ปรากฏว่าตัวลอยขึ้นไปอีก จึงหยิบวัตถุชิ้นที่เสียบไว้ที่หลังคา แต่คราวนี้ไม่เป็นไรก้นไม่กระแทกพื้น เพราะท่านประคองจิตไว้ ค่อยๆ ถอนจิตออกจนถึงพื้นกุฏิ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ตามปกติท่านมีนิสัยจะไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ จึงเกิดความสงสัยและได้ทดลองปฏิบัติดู ปรากฏว่า ตัวท่านลอยได้จริงๆ ท่านจึงเชื่อเรื่องท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งสมาธิตัวลอยอย่างสนิทใจ โดยครั้งหนึ่งท่านนั่งสมาธิภาวนาภายในมุ้งกลด (เข้าใจว่าคงเป็นเวลากลางคืน) พอจิตท่านสงบและตัวท่านลอยขึ้นจนศีรษะท่านชนกลด ลอยสูงได้ประมาณครึ่งเมตร ท่านเองเกิดความแปลกใจในขณะนั้นว่า ตัวท่านท่าจะลอยขึ้นจากพื้นแน่ๆ เลยลืมตาขึ้นดูตัวเอง ขณะนั้นจิตท่านถอนออกจากสมาธิพอดี เพราะพะวักพะวงกับเรื่องตัวลอย ท่านเลยตกลงมาก้นกระแทกกับพื้นอย่างแรง
ในคราวต่อไปเวลาท่านนั่งสมาธิ พอรู้สึกว่า ตัวท่านลอยขึ้นจากพื้น ท่านพยายามทําสติให้อยู่ในองค์ของสมาธิแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นดูตัวเอง ก็เห็นประจักษ์ตาว่า ตัวท่านลอยขึ้นจริงๆ ท่านได้ควบคุมสติและคอยประคองใจให้อยู่ในองค์สมาธิ จึงมิได้ตกลงสู่พื้นเหมือนคราวแรก
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านทดลองดู ๓ ครั้ง ท่านจึงมั่นใจว่าตัวท่านลอยได้จริงๆคิดว่าสมัยก่อน (ครั้งพุทธกาล) องค์ที่ชํานาญคงเหาะได้ ดังเช่น พระมหาโมคคัลลานะเถระ และ พระปิณโฑลภารทวาชเถระ ผู้ที่ท่านชํานาญในเรื่องนี้ ท่านเหาะได้จริงๆ
ความอดอยากขาดแคลนสมัยท่านบวชใหม่ๆ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์เล่าสมัยท่านบวชใหม่ๆ เป็นช่วงสงครามโลก อดอยากขาดแคลนมาก ดังนี้
“ครูบาอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติมา ก็ไม่ใช่คนโง่ คนฉลาดจึงนําศาสนามาได้ แต่ตัวของเรามันแค่ไหน แบบใด ต้องพิจารณา ผ้าอาบก็เหมือนกัน อาบแล้วก็ต้องผึ่งไว้ในกุฏิ หน้าฝนอย่างนี้ หน้าแล้งก็เหมือนกัน ต้องผึ่งในกุฏิ แล้วค่อยเก็บ ถ้ามันยังไม่แห้งก็ต้องผึ่งแล้วเก็บ นี่ฝนตกมาก็เปียกอยู่อย่างนั้น ไม่มีอะไร ควรจะใช้ได้เป็นเดือนเป็นปี ก็ไม่กี่วันก็เสียหายไป ก็ต้องคิดเรื่องเหล่านี้ เดี๋ยวนี้มันลืมหลงการรักษา การพินิจพิจารณา
เราเคยปฏิบัติมา เคยเล่าให้ฟัง ผ้าอาบก็อยู่นั้น ผ้าปูนอนก็อยู่นั้น ผ้าเช็ดบาตรก็อยู่นั้นผืนเดียวเท่านั้นแหละ มันอดมันอยาก ไม่มีใครมาถวายให้ เคย ผ้าสังฆาฏิปะ ๒ – ๓ หนไม่ได้พอมันเก่ามันแก่ สมัยสงครามอดอยาก เคยปฏิบัติมา ไม่เคย นํ้าอ้อย นํ้าตาลก็เหมือนกัน บางปีก็ไม่เคยได้ฉัน ฉันก็วันสองวันอย่างมาก นี่เคยมา มันเลยอยู่สะดวกสบาย
เดี๋ยวนี้มันท่วมเกินไป ไม่ได้คิดเรื่องต่างๆ นานา เลยหลง สบู่บางทีก็บวชใหม่ๆ ๒ ปี๓ ปีไม่ได้ใช้ ไม่เคยมี จนพรรษา ๕ ก็ถวายสบู่ก้อนหนึ่งก็ดี ก็เลยยังได้ใช้ เห็นคนมาขอทานก็เลยให้ไป ที่หนองผือ…นั่น ขนาดนั้น”
ท่านใช้ผ้ามหาบังสุกุลเพียงครั้งเดียวในชีวิต
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์เล่า ท่านใช้ผ้ามหาบังสุกุลเพียงครั้งเดียวในชีวิตการบวช เพราะสมัยนั้นอดอยากขาดแคลนผ้า ดังนี้
“บวชมาก็เคยมีทีหนึ่งที่ได้ผ้ามหาบังสุกุลมาเป็นผ้าอังสะ มาเป็นย่าม คือ กางเกงที่เขานุ่ง สมัยนั้นอดผ้า ผ้าห่มของเขาก็มีแต่ขี้เต็มอยู่นั้น ผ้านุ่งห่มของเขาก็เหมือนกัน คนๆ นี้เป็นคนประเทศลาวแต่มาอยู่ในเมืองไทย ญาติมิตรของเขาไม่มี พอป่วยหนักหลายปีเข้า คนที่ดูแลรักษาเขาก็ไม่ใคร่เอาใจใส่ ผลที่สุดแกตายไป เขาเอามาทิ้งที่วัด พอเขาเล่าให้ฟังก็เกิดเมตตาสงสารผ้าห่มของเขาเป็นผ้านวม คือ ข้างนอกเป็นผ้าห่ม ข้างในเป็นสําลี ทางภาคนี้เรียกว่า ผ้านวม เป็นผ้าสําหรับห่ม มีแต่ขี้ติดอยู่ กางเกงของเขาก็เป็นผ้าที่พอจะตัดย่ามได้ก็มีแต่ขี้เหมือนกัน เราใช้ย่ามใบนั้นอยู่หลายปี ผ้าห่มนั้นก็เอาไส้มันออกแล้วก็ซัก แบ่งตัดเป็นอังสะกันได้หลายตัว
นี่แหละในชีวิตการบวช ได้ใช้มหาบังสุกุลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นก็บังสุกุลธรรมดา ไม่ใช่ผ้ามหาบังสุกุลอย่างนั้น แต่จิตเวลาเรามานุ่งมาห่ม เวลาเราเอาไปซักฟอกนั้น จิตมันคิดว่าเราเอาของผี ของเน่า ของเหม็น ของปฏิกูล เอาของผีมาห่มผี ตัวของเราที่ยังไม่ตายก็เหมือนกันกับเขา เพียงแต่มันยังมีลมหายใจ จึงไปไหนมาไหนได้ แต่ความจริงเมื่อตายไปแล้วก็จะเหมือนกันกับเขา เราต้องพิจารณาจนปลงตก จึงนุ่งห่มได้ ไม่อย่างนั้นก็รังเกียจ ไม่อยากจะได้มานุ่งมาห่ม”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองใช้ผ้ามหาบังสุกุลเพียงครั้งเดียว ในช่วงสงครามโลก ไว้ดังนี้
“มันก็ไมใช่สงครามแล้ว มันก็มีผ้า มีอะไร เพราะตอนนั้นมันเป็นตอนสงคราม แล้วก็ท่านก็เห็นครูบาอาจารย์ใช้ อย่างท่านพ่อลีอย่างนี้ เออ แล้วก็ท่านพ่อลีนี้ก็เป็นคนสําอางมาก แล้วท่านก็ใช้ ท่านก็เอาบ้าง”
เรื่องเทวดาใส่บาตร
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แล้วเราเพิ่งรู้ว่า สิ่งที่เด็ดขาดของพระพุทธเจ้าเนี่ย คือตอนที่ท่านตัดผมท่าน เพราะว่าในสังคมอินเดียนี่ เขายังว่ากันตามวรรณะทั้งหลาย ถ้าเผื่อใครไม่มีผมนะ ต่อให้ท่านเป็นกษัตริย์ ไปขออยู่กับจัณฑาล มันก็ไม่ให้อยู่ เพราะถือเป็นตัวกาลกิณี เพราะฉะนั้นตรงที่ท่านตัดผม คือท่านบอกกับตนเองแล้วว่า ถ้าไม่รอดก็ตาย จัณฑาลยังไม่เอาท่านเลย เพราะมองตรงเนี่ย เราถึง… คือทุกคนไปตื่นเต้นตอนที่ท่านอธิษฐาน วันที่จะตรัสรู้ไงว่าจะนั่งแล้วจะไม่ลุกจนถึงเลือดจะแห้ง กระดูกมันจะเป็นผงอย่างไร มันยังไม่เท่าตรงนี้ ที่ท่านตัดผม
พระอินทร์ถึงได้เอามารับมวยผมไปเลยไง เพราะท่านอธิษฐานว่า ถ้าเผื่อท่านมีบุญ ว่าท่านจะได้ธรรมะนี่ ขอผมอย่าตกลงมาที่พื้นดิน พระอินทร์ โห ! พระทั้งหลายเข้านิโรธสมาบัติพระอินทร์ก็มาแล้ว พระอินทร์นะร้ายเชียว
เวลาท่านอาจารย์สิงห์ทองไปอยู่ป่า ก็มีเทวดาอะไรมาเกี่ยวข้อง เพราะว่าคราวหนึ่งท่านบอกว่า ท่านหลงๆๆๆ ท่านคงจะอดตายแน่ๆ แล้ว ซึ่งมันรู้สึกจะกว่าอาทิตย์แล้ว มันไม่เห็นหมู่บ้าน ไม่เห็นอะไรเลย ก็มีผู้ชายกลางคนนี่ นุ่งคล้ายๆ เป็นโจงกระเบนสีขาวและก็ใส่เสื้อคอกลมสีขาว และก็ถือข้าวมาขันเดียว และก็ใส่บาตรท่าน ท่านก็บอกว่าแต่กลิ่นมันหอม เพียงได้กลิ่นก็อิ่มเข้าไปตั้งเยอะแล้ว
พอใส่บาตรเสร็จเรียบร้อย ท่านก็วิ่งตามเลยนะ คือผู้ชายคนนี้ก็เดินค่อนข้างเร็ว ตามไป ตามไป เสร็จแล้วมันมีต้นไม้ ผู้ชายคนนี้ก็เดิน ต้นไม้ก็บัง ท่านวิ่งตามไป หาไม่เจอะแล้ว ท่านบอก ก็ต้องเป็นเทวดา แล้วเสร็จแล้วท่านก็บอกว่า อีข้าวมื้อนั้น มันไม่มีกับ ไม่มีอะไร มีแต่ข้าวเฉยๆ แต่พอกินเข้าไปแล้ว มันอิ่มและมันอยู่ แล้วก็จนกระทั่งออกไปเจอะหมู่บ้าน
ไม่ทราบว่าพรรษาไหน คือเวลาท่านเล่านี่ เรารู้สึกว่าฟังเหมือนฟังนิทาน เรานี่ตื่นเต้น เพราะฉะนั้นไม่เคยที่จะไปซักว่า ท่านอาจารย์พรรษาไหน ที่ไหน เมื่อไร ก็แบบหลวงตา วันหนึ่ง ท่านอยู่ดีๆ ก็ ท่านก็ยิ้ม เราไม่ห่วงโยมแม่เราแล้ว เราก็นั่ง ใกล้บรรยากาศกําลังจะฟังเทปท่านนะ ก็มีลูกศิษย์คนหนึ่งเข้ามา หลวงตาเจ้าคะ คุณโยมแม่นี่อนาคาหรืออรหันต์ เท่านั้นล่ะ ใครจะบ้าก็บ้าไป เราไม่บ้าด้วย เราก็มองท่านตาละห้อยเลย ท่านบอกมันพัดเลยไปแล้ว ทํายังไง มันก็ไม่กลับมานะ”
พรรษาที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๙๑ จําพรรษาที่วัดป่าบ้านนาหัวช้าง
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ในพรรษาที่ ๕ ท่านได้ไปจําพรรษาอยู่ที่บ้านนาหัวช้าง บ้านบะทอง อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมี ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นผู้นํา ปัจจุบัน วัดป่าบ้านนาหัวช้าง นั้นคือ วัดป่าอุดมสมพร”
จากนั้นท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ และ ท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ได้ธุดงค์ไปพักปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านหนองโดก อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์บุญมี ปริปุณฺโณ ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย ก็ได้อยู่ปฏิบัติธรรมในสํานักของท่านพระอาจารย์อ่อน จากประวัติหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้
“ในระยะนั้นเป็นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ใกล้จะถึงวันวิสาขบูชา ในขณะนั้นหลวงปู่บุญจันทร์ ท่านมีความสงสัยในอุบายธรรมที่ได้ปฏิบัติอยู่ คือ การพิจารณาในกายและพิจารณาในจิตเป็นอารมณ์ ค้นกายค้นจิต เพื่อให้รู้ตามเป็นจริง จะเป็นอุบายที่ถูกต้องหรือไม่หนอ มองไม่เห็นใครที่จะแก้ความสงสัยนี้ได้ มีแต่ท่านพระอาจารย์มั่นเท่านั้นที่จะแก้ความสงสัยนี้ได้
หลวงปู่จึงให้ลูกศิษย์คอยอยู่ที่สํานักป่าหนองเม้า บ้านจําปา ส่วนตัวท่านเดินทางไปที่บ้านไชยวาน อําเภอหนองหาน พักอยู่ไม่กี่วัน หลวงปู่จึงชวนเอาโยมพ่ออ่อน คําใสย์ ซึ่งเป็นโยมน้าบ่าวของท่าน เดินทางไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นด้วยกัน
เดินทางด้วยเท้าจากบ้านไชยวานไปถึงบ้านหนองผือ ต้องนั่งรถโดยสารไปลงที่อําเภอพรรณานิคม เดินเท้าต่อไปที่บ้านหนองโดก ถึงวัดป่าบ้านหนองโดกเป็นเวลาคํ่าพอดี พักค้างคืนที่วัดป่าบ้านหนองโดก ในขณะนั้น ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นั้น และได้พบท่านพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์บุญมี ปริปุณฺโณ ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย ที่วัดป่าบ้านหนองโดกนี้ ท่านพระอาจารย์กู่ท่านไม่อยากให้เข้าไปหาท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านบอกว่า “ไปรบกวนครูบาอาจารย์”
หลวงปู่คิดอยู่ในใจว่า “ไม่ได้ไปรบกวนครูบาอาจารย์ ต้องการจะกราบนมัสการให้ท่านแก้ความสงสัยให้เท่านั้น” หลวงปู่เล่าว่า “พักที่วัดป่าบ้านหนองโดก ๑ คืน เช้าฉันบิณฑบาตเสร็จแล้ว เดินทางด้วยเท้าเข้าไปบ้านหนองผือ พร้อมกันกับท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย” (ซึ่งการเข้าไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของหลวงปู่ แต่เป็นครั้งที่ ๒ ของท่านพระอาจารย์เพียร)”
ผีเปรตบ้านกุดเรือดํา
จากหนังสือประวัติหลวงปู่เพียร วิริโย ได้บันทึกช่วงนี้ไว้ดังนี้
“ถึงฤดูแล้ง ช่วงนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจําพรรษาที่วัดป่าบ้านโคกมะนาว โดยมีหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เป็นประธาน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้พาหลวงปู่เพียรออกเที่ยววิเวกตามสถานที่ต่างๆ จนถึงบ้านกุดเรือคํา เขตอําเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ที่นี่เองท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและท่านได้พบเปรต”
ซึ่ง ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเรื่องความกล้าหาญของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพูดสั่งสอนผีเปรตบ้านกุดเรือดํา ไว้ดังนี้
“ขอย้อนกลับมาพูดเรื่องผีเปรตอีกครั้ง ในปีหนึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ออกเที่ยววิเวกในหน้าแล้ง เมื่อท่านวิเวกไปถึงวัดกุดเรือดํา บ้านกุดเรือดํา ตําบลกุดเรือดํา อําเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ก็เป็นเวลาจวนจะมืด ท่านได้เข้าไปในวัดกุดเรือดํา พระเณรก็ต้อนรับจัดสถานที่ให้พัก ท่านเล่าว่ากุฏิว่างก็มีอยู่หลายหลัง แต่จัดให้ท่านและท่านพระอาจารย์เพียรพักที่ศาลาการเปรียญ สังเกตดูพระเณรรวมกันอยู่กุฏิละหลายองค์ ทั้งๆ ที่กุฏิว่างยังมี
เมื่อท่านสรงนํ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ครองผ้าไปกราบนมัสการท่านเจ้าอาวาส ซึ่งมีนามว่าพระอุปัชฌาย์เถื่อน หรือ พระครูอดุลสังฆกิจ (หลวงปู่มหาเถื่อน อุชุกโร) โดยให้ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย อยู่เฝ้าบริขาร ครั้นกราบท่านเจ้าอาวาสแล้วก็พูดคุยกันต่อจนเป็นเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม ท่านจึงกลับมาที่พักแล้วก็ทําวัตร ไหว้พระ สวดมนต์ ยังทําวัตรไม่ทันถึงไหนท่านได้ยินดังข้างนอก ก๊อกแก๊กๆ นึกว่าหมามันจะมาคาบรองเท้าหนี เพราะเป็นรองเท้าหนังท่านจึงหยุดออกไปเก็บรองเท้าเข้ามาไว้ข้างใน แล้วไหว้พระต่อ เสียงนั้นก็ยังดังอยู่ ดังเข้ามาในห้อง ทีนี้เมื่อไหว้พระเสร็จ ท่านก็ส่องไฟฉายไปดูเห็น ท่านพระอาจารย์เพียร นั่งภาวนาอยู่ จึงถามท่านพระอาจารย์เพียร ว่าเสียงอะไร ท่านพระอาจารย์เพียรตอบว่า มันดังอยู่นานแล้ว บางทีก็เข้าใจว่าตู้พระไตรปิฎกล้ม ท่านพระอาจารย์เพียรพูด…
ถ้าดับไฟ เสียงจะดังขึ้น ต่างองค์ก็ต่างส่องไฟฉายไปดู ก็ไม่เห็นพบอะไร เมื่อดูอยู่ชั้นล่างเสียงจะไปดังอยู่ชั้นบน เพราะศาลาเป็น ๒ ชั้น เมื่อตามขึ้นไปดูชั้นบน ก็จะมาดังอยู่ชั้นล่าง จนท่านทั้งสององค์แน่ใจว่า นี่คงจะเป็นเปรตแน่แล้ว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เลยพูดว่า ถ้าเป็นเปรตจริง ก็อย่ามารบกวน เพราะเดินทางมาเหนื่อย จะเป็นบาปเป็นกรรมหนักยิ่งกว่าเก่านะ ให้ได้พักบ้าง จากนั้นเสียงก็ได้เงียบไปตลอดคืน ไม่มีเสียงรบกวนอีก”
คนที่เป็นเปรต
คนที่เป็นเปรตนั้นเดิมเป็นทายกวัด เก็บปัจจัย (เงิน) ของวัด แล้วนําไปซื้อหวย (ซื้อเบอร์) ยังไม่ทันได้ใช้แทน และไม่ได้สั่งบอกลูกเมียเอาไว้ เมื่อตายไปแล้วจึงเป็นเปรต ชาวบ้านก็ไม่รู้แน่ว่าเป็นใครกันแน่ แต่สงสัยเพราะคนนี้ตายไปจึงมีเปรต ลูกเมียก็ทําบุญอุทิศให้แต่ก็ยังไม่หาย
ครั้นต่อมา มีคนเห็น คือ เห็นทายกวัดคนนั้นนั่งห้อยเท้าไกวขาอยู่ที่แห่งใดแห่งหนึ่งในวัดจึงได้แน่ใจว่าเป็นคนคนนี้แน่ๆ แล้วลูกเมียก็ตกใจ เที่ยวค้นหาหลักฐานที่เกี่ยวกับเงินของสงฆ์ที่แกเก็บรักษาเอาไว้ เสร็จแล้วก็ได้นําเงินมาแทน มามอบคืนสงฆ์ เปรตนั้นจึงได้หายไป
พรรษาที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๙๒ จําพรรษาที่วัดป่าบ้านโคกมะนาว ต่อสู้กับเวทนาใหญ่
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกการภาวนาต่อสู้กับทุกขเวทนาใหญ่ในพรรษาที่ ๖ ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“ในพรรษาที่ ๖ นั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้จําพรรษาอยู่กับ ท่านพระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร ที่วัดป่าบ้านโคกมะนาว อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ในช่วงนั้นท่านเล่าว่าการภาวนาเริ่มจะยาก คือว่า ผ่านทุกขเวทนาไม่ได้ ท่านนั่งภาวนาเป็นเวลานานพอสมควร มันจะเกิดทุกขเวทนาใหญ่ คือ ทุกขเวทนากล้ามาก ท่านได้ต่อสู้มาหลายครั้งหลายหน แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้
ท่านจึงได้กราบเรียนถึงประสบการณ์นี้ถวายท่านอาจารย์พระมหาบัวทราบ พอท่านอาจารย์พระมหาบัวทราบแล้ว ก็แนะนําวิธีการต่อสู้กับทุกขเวทนาให้ฟัง โดยให้ใช้สติปัญญาพิจารณาแยกธาตุขันธ์ ท่านได้นําอุบายที่ได้รับฟังมานั้นมาปฏิบัติด้วยการตั้งสัจจะว่า จะสู้กับเวทนานี้แบบสละชีวิต เพื่อให้รู้เห็นความจริงของทุกข์ ถึงแม้จะปวดหนักปวดเบาขนาดไหน ก็จะไม่ยอมลุกหนี จะปล่อยให้มันออกเลย
เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้อุบายจาก ท่านอาจารย์พระมหาบัว แล้ว ได้เวลาท่านก็เตรียมนั่งชนิดว่าแต่งตัวเต็มยศ คือ ห่มจีวร พาดสังฆาฏิ แล้วนั่งโดยตั้งใจเอาไว้ว่า “ถ้าผ่านทุกขเวทนานี้ไม่ได้แล้วจะไม่ยอมลุกจากที่เด็ดขาด…”
เวลาต่อสู้อยู่นั้นมันทุกข์มาก เจ็บปวดมาก ผิดกันกับทุกขเวทนาที่เคยผ่านมา ฉะนั้น ครูบา–อาจารย์ท่านจึงได้ตั้งชื่อนี้เอาไว้ว่า “ทุกขเวทนาใหญ่” ซึ่งไม่มีในตํารา ท่านว่ามันทุกข์จนเหงื่อหรืออะไร ภาษาอีสานเขานิยมว่า ยางตาย ออกเปียกหมดทั้งตัว
ท่านว่าเวลายกมือขึ้นดู เหงื่อ (ยางตาย) จะหยดปั๊บๆ ตามนิ้วมือ ท่านว่ามันทุกข์ขนาดนั้นนะ แต่ปรากฏว่าท่านก็ผ่านไปได้ จิตสงบลงรวมผิดปกติเป็นอัศจรรย์ ทําให้ท่านมีกําลังใจในการปฏิบัติมาก และจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าทุกขเวทนาใหญ่นั้นได้เกิดขึ้นอีกเลย
ท่านว่าจิตมันเปลี่ยนไปคนละอย่างกับสมัยที่ยังสู้มันไม่ได้ คือ เวลานั่งไปทุกขเวทนาทําท่าจะเกิดขึ้น จิตมันไม่กลัวเหมือนแต่ก่อน ท่านว่ากลับดีใจ ว่าเราจะได้กําลังใจอีกแล้ว เพราะการต่อสู้แบบนี้ท่านว่าได้กําลังใจคุ้มค่า จึงเกิดความดีใจ แต่เมื่อเรารับรู้มันแล้ว มันก็ไม่เกิด จะเกิดขึ้นก็ธรรมดา ไม่ใช่เวทนาใหญ่แบบนั้น”
ท่านอาจารย์พระมหาบัว ได้บันทึกการต่อสู้กับเวทนาใหญ่ ไว้ดังนี้
“ท่านที่ชอบทรมานทางอื่น เช่น การนั่งสมาธิภาวนานานเป็นเวลาหลายชั่วโมง ในบางโอกาสท่านก็ฝึกของท่านไปตามเหตุการณ์ การนั่งนานรู้สึกจะเป็นความทุกข์ทรมานมากกว่าวิธีอื่นๆ เพราะเกี่ยวกับทุกขเวทนาที่โหมกันมาในขณะนั้น ถ้าสติปัญญาไม่ทันกับทุกขเวทนาที่โหมกันมาอย่างหนักหน่วง แทบไม่มีปลงวางกายวางใจลงได้เวลานั้น ย่อมจะฝืนทนนั่งต่อไปมิได้ บัลลังก์สมาธิที่ขัดไว้ด้วยดีในเวลาปกติ น่าจะแตกจากกันในไม่กี่ชั่วโมงอย่างไม่เป็นขบวน เพราะความเจ็บปวดรวดร้าวเป็นไปทุกอวัยวะน้อยใหญ่ หลังมือ หลังเท้า ราวกับถูกไฟเผา ทําให้ร้อนกระวนกระวายทั้งกายทั้งใจ ส่วนภายในร่างกายเป็นเสมือนกระดูกทุกท่อนที่ต่อกัน จะแตกกระเด็นออกคนละชิ้นละอัน เพราะความเจ็บปวดระบมไปทั่วร่างกาย
นอกนั้นใจยังแสดงความระสํ่าระสายไปด้วย เพราะกลัวตัวจะตายในขณะนั้นจนได้ ทําให้หวั่นไปทั่วร่างกายและจิตใจ กลัวจะทนต่อไปไม่ไหว ทุกขเวทนาที่แสดงขึ้นในเวลานั้น ก่อนจะถึงเวทนาใหญ่ที่สําคัญกว่าเพื่อน มีถึงสามวาระ ล้วนแต่เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่นานๆ กว่าจะสงบลงลําพังตัวเอง โดยไม่มีการกําจัดต้านทานด้วยวิธีต่างๆ อย่างใด พอสงบลงไปสักพักก็เริ่มขึ้นมาอีก ทํานองนี้ถึงสามครั้ง แต่ละครั้งเวทนาเหล่านี้ต้องตั้งอยู่และซาบซ่านไปตามสรรพางค์ร่างกายน้อยใหญ่เป็นเวลานานค่อยสงบลง จนถึงวาระที่สี่ซึ่งเป็นวาระของทุกขเวทนาใหญ่ หรือกองทัพกองทุกข์ใหญ่เข้ามาถึง บัลลังก์ที่นั่งขัดสมาธิอยู่เวลานั้น นับแต่กองทัพกองทุกข์ใหญ่เข้าถึงตัวแล้วเท่านั้น ร่างกายทุกส่วนเป็นเหมือนกองเพลิงทั้งกองเอาเลย ข้างนอกกายเหมือนถูกไฟลน ข้างในกายเหมือนถูกทุบตีด้วยค้อนและทิ่มแทงด้วยเหล็กอันแหลมคม ปรากฏว่าระบมไปหมดทั้งร่างราวกับจะแตกทลายจากกันเป็นผุยผงไปคนละทิศละทางในขณะนั้น เพราะอํานาจความทุกข์ทรมานเผาผลาญอยู่รอบด้าน
ทุกขเวทนาใหญ่นี้นับแต่ขณะที่ก้าวเข้ามาถึงกายแล้ว ไม่มีเวลาขยับขยายตัวออก พอได้รับความผ่อนคลายทางกายบ้างเลย มีแต่บีบขยี้ทุบตีให้แหลกไปท่าเดียว ตอนนี้แม้จิตจะกําลังพิจารณากับธรรมแขนงใดอยู่ก็จําต้องถอยทัพกลับ ย้อนสติปัญญาและกําลังทุกด้านเข้ามาพิจารณาทัดทานกันอย่างเอาจริงเอาจัง มิฉะนั้นร่างกายจิตใจจะกลายเป็นทะเลไฟไปเสียหมด เพราะทุกขเวทนากล้าสาหัสกําลังเหยียบยํ่าทําลายกาย และยังเขย่าใจให้สั่นสะเทือนไปด้วยความกลัวตายว่าจะสู้ไม่ไหว เพราะกายทั้งร่างกลายเป็นไฟทั้งกองในตัวเรา ไม่มีส่วนใดอยู่เย็นใจได้โดยไม่ถูกความกระทบกระเทือนจากทุกขเวทนาประเภทนี้
นับแต่ขณะเริ่มนั่งจนถึงขั้นเวทนาใหญ่เกิดขึ้น ถ้าผู้ยังไม่เคยประสบมาก่อนก็น่าจะไม่ทราบว่าอันไหนเป็นเวทนาเล็ก อันไหนเป็นเวทนาใหญ่ กลัวจะเริ่มเหมาไปแต่เวทนาเล็กซึ่งเป็นเพียงลูกหลานของมันเท่านั้น ว่าเป็นเวทนาใหญ่ไปเสียหมด ทั้งที่เวทนาใหญ่ยังไม่ตื่นนอนก็เป็นได้ แต่ถ้าผู้เคยประสบมาแล้ว ก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นเวทนาอะไร เพราะเวทนาใหญ่จะเริ่มปรากฏตัวนับแต่ห้า หก ชั่วโมงล่วงไปแล้ว ก่อนหน้านี้มีแต่เวทนาเล็กซึ่งเปรียบกับลูกๆ หลานๆ เท่านั้นมาเยี่ยมหยอกเล่นพอให้รําคาญ
สําหรับผู้ยังไม่เคยนั่งนานและไม่เคยพบมาก่อน น่าจะเริ่มโดนทั้งลูกหลาน ทั้งปู่ย่าตายายของทุกขเวทนาแต่ขั้นแรก คือ สองสามชั่วโมงแรก และให้เกิดความทุกข์กระวนกระวายแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าสติปัญญาแก้ไขเหตุการณ์ไม่ทัน อาจจะทนนั่งต่อไปไม่ไหว ทั้งอาจจะรื้อบัลลังก์สมาธิเสียแต่ระยะนั่งได้เพียงสองสามชั่วโมงแรกก็ได้ ทั้งที่เวทนาใหญ่ยังไม่ปรากฏเลย แต่จะเหมาเอาว่าตนได้เผชิญกับเวทนาใหญ่จนทนไม่ไหวเสียแล้ว ความจริงยังไม่ถึงขั้นแตกหักกันเลย
เฉพาะผู้เคยนั่งสมาธิภาวนาและเคยมีความสงบจิตมาพอประมาณ ตลอดการนั่งก็ได้นานพอสมควร ราวสอง สาม สี่ชั่วโมงเป็นประจํา ความเพียรในเวลาหนึ่งๆ ย่อมทราบทุกขเวทนาต่างๆ ได้พอประมาณ ทุกขเวทนาเล็กที่เกิดขึ้น สอง สาม วาระแล้วสงบลงไปเองนั้น ถ้ายังไม่เคยเจอเวทนาใหญ่มาก่อน ก็น่าจะเรียกว่าเป็นเวทนาใหญ่ได้เหมือนกัน แต่พอเจอเวทนาใหญ่จริงๆ แล้ว เวทนาเหล่านั้นเลยกลายเป็นเรื่องเล็กไป เพราะความรุนแรงระหว่างเวทนาทั้งสองนี้ผิดกันอยู่มาก ราวช้างกับแมวนั่นแล เวทนาใหญ่เมื่อเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว อวัยวะส่วนต่างๆ ปรากฏว่าเจ็บปวดรวดร้าวและระบมไปหมด ราวกับจะแตกทลายลงเข้าในขณะนั้นจริงๆ ความออกร้อนตามหลังมือหลังเท้ารุนแรงมาก เหมือนมีคนมาก่อไฟหุงต้มแกงอะไรๆ ในที่นั้น กระดูกในอวัยวะส่วนต่างๆ เหมือนมีคนเอาค้อนมาทุบตีให้แตกให้หักไปในขณะนั้น เพราะความเจ็บปวดแสบร้อนสาหัสจนไม่มีที่ปลงวางร่างกายจิตใจลงได้เลย ปรากฏเป็นกองเพลิงไปทั้งร่าง
สิ่งที่จะสามารถต้านทานกันได้เวลานั้น มีแต่สติปัญญาศรัทธาความเพียร มีความอดความทนเป็นเครื่องหนุนหลัง ไม่ยอมถอยทัพกลับแพ้ข้าศึกที่กําลังโหมกันมาอย่างเต็มที่ ราวกับจะบดให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงไปในเวลานั้น ไม่ยอมปล่อยให้ชีวิตลมหายใจสืบต่อกันไปได้อีกเลย ขณะที่กําลังเข้าตาจนนั้น จิตจะหาทางออกด้วยวิธีอื่นใดไม่ได้ทั้งสิ้น นอกจากต้องปักหลักต่อสู้กันด้วยสติปัญญาอย่างถึงเป็นถึงตาย เพื่อความจริงในกายในจิตที่ควรรู้ควรเห็นจากความเพียรเท่านั้น… ”
การฝึกจิตทรมานใจของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
การฝึกจิตทรมานใจของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นไปตามที่ท่านได้รับการอบรมจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น และองค์หลวงตาพระมหาบัว โดยหนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต โดยท่านอาจารย์พระมหาบัว ได้บันทึกวิธีการฝึกทรมานตนของพระธุดงค์มีมากและต่างๆ กัน ไว้ดังนี้
“การฝึกจิตทรมานใจ ถ้าฝึกได้แล้วต้องเป็นแบบนี้ คือ อยู่ไหนก็สบาย ไม่รบกวนตัวเองด้วยเรื่องต่างๆ มีเรื่องกลัวเสือ กลัวผี เป็นต้น แต่เมื่อทรมานได้แล้ว แม้จิตไม่แสดงความกลัวเหมือนแต่ก่อนก็ตาม เมื่อเห็นว่าเป็นที่สะดวกใจเพราะสถานที่เช่นไร ท่านมักจะชอบอยู่ในสถานที่เช่นนั้นเป็นปกตินิสัยตลอดไป ไม่ค่อยผิดกับครั้งพุทธกาลที่พระสาวกท่านชอบอยู่ตามนิสัยอะไรนัก เช่น องค์ชอบอยู่ป่าอยู่เขา ท่านก็อยู่ของท่านไปเรื่อยๆ จนถึงอายุขัย
ส่วนท่านที่ทั้งฝึกทรมานตนด้วยการอยู่ป่าอยู่เขา และทรมานตนด้วยวิธีผ่อนอาหาร ท่านก็ผ่อนของท่านไปเรื่อยๆ คําว่า ผ่อน นั้นคือ ท่านฉันแต่น้อย มิได้ฉันตามความต้องการของธาตุหรือด้วยอํานาจตัณหาที่อาจมีแทรกขึ้นมาได้ในบางเวลา เช่น ฉันเพียง ๗๐% บ้าง ๖๐% บ้าง ๕๐% บ้าง ๔๐% บ้าง ตามที่เห็นควร หรืออาจเพิ่มขึ้นผ่อนลงบ้างในบางโอกาส ท่านพยายามผ่อนของท่านไปเรื่อย หรืออาจถือเป็นปฏิปทาคู่เคียงกันไปกับวิธีบําเพ็ญทั้งหลายเป็นเวลานาน เช่น เป็นเดือนๆ หรือหลายๆ เดือนก็ได้ ตามแต่สะดวกในการปฏิบัติจิตตภาวนาและธาตุขันธ์ให้พอเป็นไป ไม่เกิดโรคภัยและไม่เกิดความหิวโหยอ่อนเพลียจนเกินไป ท่านก็พยายามพยุงความเพียรของท่านไปจนกว่าธาตุขันธ์จะแสดงปฏิกิริยา หรือจิตใจดีขึ้นโดยไม่ต้องฝึกทรมานวิธีนี้เข้าช่วยก็ดําเนินไปได้ด้วยความราบรื่นสมํ่าเสมอ ท่านอาจงดการผ่อนอาหารไปก็ได้ ทั้งนี้ก็แล้วแต่กรณีไม่แน่นอนตายตัวนัก การผ่อนอาหาร ฉันแต่น้อย ทําให้ร่างกายทุกส่วนเบา กําลังก็ลดน้อยลงไม่ทับจิต การภาวนาก็สะดวกและสงบได้เร็วกว่าธรรมดาที่ไม่ได้ผ่อน (สําหรับรายที่ถูกกับจริต)
การอด ท่านมักจะอดแต่น้อยไปหามาก คือแรกก็อดเป็นการทดลองดูเพียง ๒ – ๓ วันบ้าง ๔ – ๕ วันบ้าง พอเห็นได้ว่าผลทางการภาวนาดี ก็ขยับขึ้นไปอีกเป็นครั้งละ ๖ – ๗ วันบ้าง๘ – ๙ วันบ้าง ในระหว่างที่กําลังอดก็ภาวนาไปและสังเกตจิตและธาตุขันธ์ไปด้วย ถ้าเห็นว่าทุกส่วนยังดีก็อดไปบ้าง ฉันบ้างสลับกันไป จนกลายเป็นอดครั้งละหลายๆ วันขึ้นไปเรื่อยๆ คือครั้งละ ๑๔ – ๑๕ วันบ้าง ๑๖ – ๑๗ วันบ้าง จนถึงเดือนก็มีในบางราย
ขณะที่กําลังอดอาหารนั้น ถ้าธาตุรู้สึกอ่อนเพลียมาก ท่านก็ฉันนมบ้างเป็นบางวัน ระหว่างที่อด สําหรับรายที่ถูกกับนิสัยย่อมได้ประโยชน์หลายอย่าง คือความง่วงเหงาหาวนอนนับแต่สองคืนล่วงไปแล้วไม่ค่อยมี ยิ่งหลายคืนล่วงไปเท่าไรความง่วงไม่มารบกวนเลย
ทุกๆ แขนงแห่งอุบายวิธีของการฝึกทรมานท่าน ล้วนเป็นวิธีที่ท่านเคยได้รับผลเป็นที่แน่ใจมาแล้ว”
กรณีการฝึกจิตทรมานใจของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์ว่าไว้ว่า ถ้าเราฝึกเรา อันนั้นเป็นธรรม แต่คนอื่นมาฝึกเรา ทรราชย์ ท่านเล่าถึงตอนช่วงหนึ่งที่ท่านธุดงค์ไป ท่านไปได้ที่พักอยู่บนเขาซึ่งเป็นหลืบ ข้างใต้มีเสือแม่ลูกอ่อนอยู่ถ้าเผลอง่วงตกลงไป แน่นอน เสือแม่ลูกอ่อนกินท่านแน่ เพราะฉะนั้น สติท่านจะคม และอากาศตรงนั้นดี แต่จากที่พักของท่าน กว่าจะเดินลงมาบิณฑบาตฉันจังหันเสร็จ หมดไปเกือบครึ่งค่อนวัน กว่าจะล้างเช็ดบาตร เก็บข้าวของกลับขึ้นไป แทบจะไม่เหลือเวลาภาวนา
ท่านเลยตัดสินใจไม่บิณฑบาต ไม่ฉันจังหันก็แล้วกัน สัก ๗ วัน หรือ ๑๐ วันค่อยลงมาที เวลาที่ท่านอดอย่างนี้ ท่านเล่าว่า จิตใจเบิกบาน มีกําลังท่านบอก เราฝึกเรา เราบังคับเราเป็นธรรม แต่ถ้าอยู่ดีๆ มีใครสั่งว่า ๑๐ วันค่อยกินข้าวที ไอ้นั่นทรราชย์
แม้กระทั่งนักโทษมหันตคุก หลวงยังเลี้ยงข้าววันละ ๓ มื้อ ลองสิ… เจ้าเป็นนักโทษอุกฤษฏ์ เพราะฉะนั้น ๑๐ วันค่อยกินข้าวที โอ้โฮ… มันคงฟ้องร้องกันลั่นสนั่นเลย ทรราชย์ชัดๆ อย่างนี้รังแกกันนี่นา
การฝึกฝนตัวเองต้องเกิดจากนํ้าใสใจสมัคร ปัญญาต้องเห็นคุณเห็นประโยชน์ที่เราทํา ที่เราประพฤติปฏิบัติ พยายามคุ้ยหาเหตุผล เอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ละเวลานาที เป็นเหมือนแบบทดสอบ แบบฝึกหัด ให้เราได้ปรับปรุงของเราได้”
ร่วมงานถวายเพลิงท่านพระอาจารย์มั่น
ท่านพระอาจารย์มั่น มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ และมีการจัดงานประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ที่วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ซึ่งมีพระศิษย์ไปร่วมช่วยงานจํานวนมาก รวมทั้งท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ก็ได้เดินทางไปช่วยงาน
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ วัดป่าบ้านปลวก อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสอีกองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“โยมผู้ชายซึ่งเป็นญาติของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เล่าว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เดินทางไปช่วยงานประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ที่ วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ท่านลงใจและนั่งอยู่บนหัวใจท่าน ท่านจึงให้ความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างสูงสุด ท่านอยู่ช่วยงานจนแล้วเสร็จ จากนั้นท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์เพื่อติดตามหาองค์หลวงตาพระมหาบัว เพื่อขอรับการอบรม”
ส่วนท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ซึ่งต่อมาเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่รักใคร่สนิทสนมของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็ได้ไปช่วยงานครั้งนี้ ดังนี้
“เมื่อเสร็จงานฌาปนกิจศพโยมมารดาและพี่ชายแล้ว ท่านพระอาจารย์จวนได้รีบเดินทางไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น แต่ไม่ทันเห็นใจ เพราะได้มรณภาพเสียก่อนแล้ว ได้แต่ไปช่วยงานฌาปนกิจศพของท่านพระอาจารย์มั่นอยู่เป็นเวลาเดือนเศษ”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องความรู้สึกของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองที่ได้ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น ไว้ดังนี้
“ตอนหลวงปู่มั่นมรณภาพนี่ ท่านอาจารย์สิงห์ทองท่านไม่ได้เล่าความรู้สึกของท่านที่มีต่อหลวงปู่มั่น ท่านบอกแต่เพียงว่า “ท่านดีใจที่ได้ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น” รู้สึกจะพรรษากว่าๆ หรือยังไง แล้วหลวงปู่มั่นก็สิ้น แล้วตอนนั้นท่านก็กระจุยกระเจิงไป แล้วท่านก็ตั้งใจแล้วว่ายังไงๆๆก็จะบวช แล้วก็จะปฏิบัติจนกระทั่งได้ธรรม ท่านตั้งซํ้าเข้าไปอีก จากเดิมที่ตั้งใจบวชไม่สึก
เพราะระหว่างที่อยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านก็คงได้ และก็ซาบซึ้ง เพราะว่าคล้ายๆ ท่านก็พูดเหมือนกับว่าท่านได้จําพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น แต่ไม่ได้อยู่ในวัด เพราะว่าวัดมันก็เยอะแยะมากมาย จนกุฏิไม่พอ แต่ก็มีช่วงหนึ่งท่านได้ไปอยู่ก็คือนอกพรรษาแล้ว เพราะอย่างหลวงปู่บุญเพ็ง กับ หลวงปู่บุญหนายังเป็นเณรอยู่ตอนนั้น มีท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นรุ่นเล็ก เล็กที่สุด รู้สึกท่านภูมิใจมาก”
หลังงานถวายเพลิงท่านพระอาจารย์มั่นวงกรรมฐานสั่นสะเทือน
การมรณภาพจากไปของท่านพระอาจารย์มั่น นับเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของพระพุทธศาสนา และประเทศชาติ โดยเฉพาะวงกรรมฐาน ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ที่ให้ร่มเงากับผู้เข้ามาอาศัย ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นเวลานานได้โค่นล้มลง ทําให้วงกรรมฐานสั่นสะเทือนอย่างมาก ต่างกระวนกระวายระสํ่าระสาย เพราะขาดที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ
ภายหลังงานประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น พระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นต่างก็พากันหาที่พึ่งที่ยึด อันเป็นการตอกยํ้าถึงการมีพ่อแม่ครูอาจารย์ในภาคปฏิบัตินั้นสําคัญมาก รวมทั้งท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งขณะนั้นท่านยังเป็นพระหนุ่มน้อย มีอายุ ๒๖ ปี พรรษาเพียง ๖ พรรษา ท่านเพิ่งเข้ามาอาศัยร่มเงาของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นได้เพียงปีสองปี ท่านจึงจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์คอยเมตตาชี้แนะให้การอบรมต่อไป
องค์หลวงตาพระมหาบัวก็เช่นกัน เพราะขณะนั้นงานภายในท่านหนักมาก จนท่านต้องอยู่บําเพ็ญด้วยการปฏิบัติบูชาตามลําพัง ท่านก็จําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงคอยชี้แนะ การจากไปของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ทําให้องค์หลวงตาท่านเหมือนขาดที่พึ่ง ไร้ที่ยึดเหนี่ยว ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ก่อนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ซึ่งพระอานนท์แม้อยู่ในวัยชราภาพและได้คุณธรรมขั้นโสดาบันแล้ว ท่านก็ยังร้องไห้ครํ่าครวญด้วยความโศกเศร้าอาลัย โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เขียนบรรยายพรรณนาเหตุการณ์ตอนนี้ในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ไว้อย่างซาบซึ้งใจ อันแสดงออกถึงความรัก ความเคารพเทิดทูนบูชา ความอาลัยอาวรณ์ของท่าน และความสําคัญของการมีพ่อแม่ครูอาจารย์ในภาคปฏิบัติสําคัญและจําเป็นมาก ดังนี้
“พอถวายเพลิงท่านอาจารย์มั่นผ่านไปแล้ว ปรากฏว่าพระเณรสายของท่านมีความกระวน กระวายระสํ่าระสายมากพอดู เพราะปราศจากที่พึ่งที่ยึดทางใจ ระเหเร่ร่อนไปทางทิศใต้ทิศเหนือเหมือนว่าวเชือกขาดอยู่บนอากาศฉะนั้น เพราะความร้อนรุ่มกลุ้มใจเหมือนพ่อแม่ตายจาก มีแต่ลูกกําพร้าตัวเล็กๆ ไม่มีความรู้ความสามารถปกครองตนได้ ฉะนั้น วงคณะปฏิบัติสายของท่านรู้สึกสั่นสะเทือนไปมากในระยะที่ผ่านไปใหม่ๆ กว่าจะจับกันเป็นกลุ่ม เป็นกอ เป็นหลัก เป็นฐานได้ก็นับว่าพอเห็นโทษแห่งความไม่มีครูอาจารย์มากพอดู
ฉะนั้น การผ่านไปของครูบาอาจารย์องค์มีคุณสมบัติสําคัญแต่ละองค์ มิใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นความสะเทือนในวงพระสงฆ์และผู้ปฏิบัตินั้นๆ มาก จนอาจพูดได้ว่า แผ่นดินถล่มไปพักหนึ่งถ้าคณะลูกศิษย์มีความสามารถตั้งตัวได้ด้วยข้อปฏิบัติ และทางจิตใจพอทรงตัวและทรงหมู่คณะไว้ได้ ไม่เดือดร้อนเหลวไหลในกาลต่อไป
การสูญเสียท่านผู้เป็นหัวหน้าที่ดี ไม่ว่าทางครอบครัว สังคม บริษัทห้างร้าน วงราชการงานแผ่นดินแผนกต่างๆ และคณะสงฆ์ ตลอดวงพระปฏิบัติทุกๆ แขนง ย่อมเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวงไปตามๆ กัน ผู้น้อยซึ่งหวังความเจริญก้าวหน้าทั้งปัจจุบันและอนาคต จึงไม่ควรนิ่งนอนใจในการเตรียมตัวเตรียมใจไว้ต้อนรับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะต้องประสบอยู่โดยดีในวันหรือเวลาหนึ่งแน่นอน ผู้เขียน (องค์หลวงตา) ได้เห็นโทษครั้งยิ่งใหญ่สมัยท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพผ่านไปเพียงองค์เดียวเท่านั้น แต่ในสายตาและความรู้สึกปรากฏว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องท่านมีความซบเซาเหงาหงอย และอยากจะพูดว่า ล้มละลายไปตามๆ กันมากมาย ทั้งนักบวชและฆราวาสจนไม่อาจประมาณได้ เช่นเดียวกับสิ่งก่อสร้างที่ส่วนมั่นคงได้ถูกทําลายลง ส่วนอื่นๆ ก็พลอยเสียหายไปด้วยฉะนั้น
ผู้เขียนได้รับความกระเทือนใจอย่างหนักมาแต่ครั้งนั้น จึงทําให้หวั่นวิตกต่ออนาคตของพระเณรในวงปฏิบัติที่ขาดครูอาจารย์ผู้ให้ความร่มเย็น ว่าเป็นทางไหลมาแห่งความเสื่อมเสียได้อย่างง่ายดาย ถ้าไม่รีบเร่งตักตวงเสียแต่ขณะนี้ที่กําลังมีครูอาจารย์คอยแนะนําสั่งสอนอยู่ เวลาท่านจากไป ตัวเราเองแม้ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ไม่มีหลักยึดก็เท่ากับตายทั้งเป็น
ผู้เขียนได้เคยเห็นโทษของตัวที่ไม่เป็นท่ามาแต่ครั้งนั้นแล้วว่าเหลวจริงๆ ด้วยมรสุมประดังกันเข้าพัดผันดวงใจ มรสุมลูกหนึ่งพัดมาว่าเราหมดที่พึ่งแล้ว ลูกหนึ่งพัดมาว่าต่อไปนี้เราจะพึ่งใคร ลูกหนึ่งพัดมาว่าท่านไปแล้วสบายหายห่วง ส่วนเรายังอยู่แต่ลมหายใจ แต่ใจเหมือนคนตายแล้ว เพราะขาดหลักยึดและขาดอย่างหมดหวัง เคว้งคว้างเกาะอะไรไม่ติดเลย ลูกหนึ่งพัดมาว่าอะไรๆ มันจะสุดจะสิ้นไปตามท่านเสียแล้ว ลูกหนึ่งว่าต่อไปนี้เราจะอยู่กับใคร พ่อก็จากไปเสียแล้ว ลูกหนึ่งว่าคราวนี้ถึงคราวล่มจมของเราเสียแล้วหรือ จึงพอจะตั้งไข่ พ่อก็มาตายจาก กรรมเราหนักเอาเสียจริงๆ คราวนี้
ลูกหนึ่งอุทานออกมาว่า โอ้โฮ เจ้ากรรมช่างทรมานคนอนาถาถึงขนาดนี้เชียวหนอ ลูกหนึ่งว่าตายจมแน่แล้วคราวนี้ซึ่งเป็นคราวหัวเลี้ยวหัวต่อเสียด้วย ระหว่างกิเลสกับธรรมกําลังรบกันอย่างเต็มกําลัง มีท่านอาจารย์เป็นผู้เมตตาช่วยอุบายการรบอยู่ทุกเวลา ต่อไปใครจะมีแก่ใจมาเมตตาช่วยเหลือเราอีก เราไม่เคยมีความทุกข์จนหาทางออกไม่ได้เหมือนคราวนี้ นี้เป็นคราวตกนรกหลุมความหมดหวังพัดผันหัวใจให้ขาดดิ้นสิ้นความหมาย ยังไม่ตายแต่ทําให้สิ้นความหวังเสียทุกอย่างในคราวนี้
ทั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดแก่ผู้เขียนในครั้งท่านอาจารย์มั่นมรณภาพลงไป ทําให้เข็ดหลาบกราบไหว้ ไม่อยากให้วงคณะปฏิบัติต้องประสบความทุกข์ทรมาน ดังที่เคยประสบมาแล้วทั้งที่ยังไม่มีหลักยึด พอจะพึ่งตัวเองได้ จึงได้พยายามเตือนหมู่คณะเสมอมา กลัวว่าจะนอนหลับทับสิทธิ์ที่ควรจะได้จะถึงจนเกินไป บทเวลาตะวันอัสดงคตแล้วจึงจะวิ่งหาที่พึ่งเพื่อหลบซ่อนผ่อนคลาย กลัวจะตายทั้งเป็น ดังที่เคยเห็นมาแล้ว ไม่ประสงค์จะให้หมู่คณะพบเห็นด้วยอีก จึงรีบช่วยตักเตือนให้พากันรีบเร่งความเพียรเวลาเดือนยังสว่างไสว ใจยังกําลังเอางาน สังขารก็กําลังอํานวย แม้เจ้าตัวประสงค์ความรํ่ารวยศีลธรรมตลอดมรรคผลนิพพานก็ยังพอทําได้ ไม่เป็นคนทุกข์ไร้เข็ญใจทั้งที่สมบัติมีอยู่เต็มโลกตลอดมา”
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ออกเดินธุดงค์ไปพระพุทธบาทบัวบกกับหมู่คณะ
พระพุทธบาทบัวบก อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นพุทธสถานที่สําคัญแห่งหนึ่งของชาวพุทธ สมัยก่อนสถานที่นั้นเป็นที่ร้าง ไม่ค่อยมีผู้คน เป็นธรรมชาติของป่าดงดิบ มีก้อนหินเนินเขา อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่า มีบรรยากาศเงียบสงัด วิเวกวังเวง และสถานที่นั้นเต็มไปด้วยภูต ผี วิญญาณ และเรื่องลี้ลับต่างๆ มากมาย ชวนให้น่าหวาดกลัวชนิดขนพองสยองเกล้าซึ่งบรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลายในอดีต นับแต่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่บุญ ปญฺญาวุโธ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ ท่านมักนิยมเดินธุดงค์ไปบําเพ็ญภาวนาเพื่อฝึกฝนทดสอบจิตใจ
ภายหลังเสร็จงานถวายเพลิงศพหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้ร่วมออกเดินเท้าธุดงค์ไปพระพุทธบาทบัวบกกับหมู่คณะ โดยมีท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ เป็นหัวหน้า โดยประวัติท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ได้บันทึกเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ดังนี้
“ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าสุทธาวาส พระเณรระสํ่าระสาย ขาดที่พึ่ง เรา (พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ) ท่านวัน ท่านจวน ท่านสิงห์ทองท่านคําพอง ท่านบุญเพ็ง ท่านประยูร (พรรษาน้อยกว่าพระอาจารย์สุวัจน์ทุกรูป) เดินทางไปเขตนํ้าโสม ที่พระพุทธบาทบัวบก ที่ชาวพุทธทั้งหลายเคารพบูชา สภาพที่ธุดงค์ไป เป็นป่าดงดิบมีสัตว์ป่ามากมาย บริเวณพระพุทธบาทบัวบกนั้นร้างแล้ว ป่าไม้ปกคลุมไปหมด ไม่มีชาวบ้านมากนัก การปฏิบัติจึงเป็นไปด้วยดี ละกิเลสภายในได้มากทีเดียว เพราะอยู่ในป่า ไม่เห็นอะไร มีแต่ธรรมชาติ ต้นไม้ ก้อนหิน เนินเขา ของอื่นที่จะส่งเสริมกิเลสไม่มี มันก็สบายนะ
อุปสรรคนี้สําคัญ นิมิตที่เกิดขึ้นนี้ ถ้าจิตใจของผู้ปฏิบัติแก่กล้ามากมั่นคงดีแล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใส่ใจ เพราะผู้ปฏิบัติต้องผ่านด่านเหล่านี้แน่นอน แต่ถ้าจิตใจไม่แก่กล้า จิตใจอ่อนไหวไม่มั่นคงแล้ว เมื่อเกิดภาพนิมิต หรือได้ยินด้วยหู รู้ด้วยใจ มันก็อาจผิดพลาดหวาดหวั่นไปได้เหมือนกัน ดังที่จะเล่าดังต่อไปนี้
สมัยหนึ่งพระอาจารย์สาม อกิญฺจโน (ซึ่งเป็นสหธรรมิกกับพระอาจารย์ขาว พระอาจารย์ฝั้น) เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พาพระเณรไปบําเพ็ญธรรมที่พระพุทธบาทบัวบก คืนหนึ่ง กําลังนั่งสมาธิในกระท่อม พอจิตสงบเป็นสมาธิ มีเสียงดังกึกก้อง คล้ายกับหินก้อนน้อยก้อนใหญ่กําลังถล่มทลายลงมา จนรู้สึกว่าแผ่นดินสั่นสะเทือนไปหมด จนกิ่งไม้ใหญ่ที่ถูกหินหล่นมาใส่ชนต้นไม้หักสะบั้น ทําท่าจะล้มลงมาทับให้ตาย แต่พระอาจารย์สามไม่หวั่นไหว ท่านกําหนดจิตส่งไปคุ้มครองทั้งพระเณรให้ปลอดภัย ด้วยอํานาจเฉพาะองค์ท่าน ในความสัตย์ความจริงที่มีอยู่ที่เรียกว่า สัจจกิริยา
คืนนั้นทั้งคืนที่หอนางอุสา บริเวณพระพุทธบาทบัวบก พระอาจารย์สามและคณะได้แผ่เมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ และมิได้พักผ่อน จนเกือบตีสี่ ได้เริ่มสวดมนต์ ภาวนาดูอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบ และพิจารณาความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต จนแจ้งในความจริง จิตใจอิ่มเอิบเป็นอย่างยิ่ง พอสว่างพระอาจารย์สามเดินตรวจดูที่พักของพระเณร ดูรอบๆ บริเวณ ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ ต้นไม้ที่ดังเหมือนหักสะบั้นแต่ก็เป็นปกติ ก้อนหินก็อยู่ปกติ พระอาจารย์สามไม่ได้หวั่นวิตกอะไร แต่พระเณรกลัวมาก หลังฉันจังหันแล้วได้รีบเดินไปกราบลาพระอาจารย์สามที่กุฏิทันที ปล่อยให้พระอาจารย์สามอยู่ลําพังเพียงองค์เดียว
คนโบราณเคยเล่าว่าที่พระพุทธบาทบัวบกนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองอยู่ ถ้าคืนวันเพ็ญจะมีงูเลื้อยออกมาจากพระพุทธบาทนี้ เขาว่าเป็น “พญานาค” เรื่องอัศจรรย์ของพระธาตุที่เกิดแสงสว่างลอยขึ้นไปบนอากาศขณะเดือนข้างแรม แสงสว่างนั้นจะค่อยๆ ลอยตัวเด่นขึ้นไปๆ และเด่นเฉยอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน และจากนั้นก็จะลอยตํ่าลงมาๆ เป็นแสงที่งามมาก เย็นตาเย็นใจแก่ผู้ที่ได้เห็น แล้วก็ดับไป ถ้าในสมัยนี้จะคิดว่า ทหารยิงลูกแฟล์ขึ้นไปสว่าง แต่ในสมัยก่อนไม่มีลูกแฟล์นะ และทหารก็ไม่มี
เราผู้ปฏิบัติ เมื่อมีความตั้งใจอันแน่วแน่ว่าจะดําเนินหนทางแห่งความดีแล้ว ก็ไม่ควรที่จะย่อท้อเกียจคร้าน บางคนไปพบความทุกข์ยากลําบากในป่า ได้ยินเสียงต่างๆ นานา ที่น่าขนพองสยองเกล้าเข้านิดหน่อย ก็ละความตั้งใจเดิม จนหมดสิ้น หนีแน่บไปเลย นี่เพราะจิตใจไม่แน่นอน ไม่มั่นคง ไม่มีที่พึ่งของตนเอง ด้วยเหตุนี้เพราะเป็นผู้ประมาท ใจจึงไม่ตั้งมั่น”
เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ออกเที่ยววิเวกบ้านหนองลาด
ราวเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้ออกธุดงค์เที่ยววิเวกไปพักที่วัดร้าง บ้านหนองลาด (อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร) และได้คติจากคนจับปลา ดังที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“ปีท่านพระอาจารย์มั่นท่านมรณภาพ ออกเที่ยววิเวก พองานศพเสร็จ ไปพักบ้านหนองลาด แต่จําวันเวลาไม่ได้ แต่เป็นฤดูที่ฟ้าตกฝนลง คงเป็นเดือนห้า (เมษายน) ปลายเดือนกบ – อึ่ง มันร้อง นํ้าเต็มบวก (สระหรือหนองนํ้าขนาดเล็ก) เต็มหนอง ผู้คนชาวบ้านเขามาจับกบจับอึ่งไปกิน เราก็เดินจงกรม
พอฝนตกแล้ว มันเดือนมันหงายอยู่บ้าง แต่กบ – อึ่ง มันก็ร้องทั่วทุ่งทั่วนา เขาไม่รู้จักว่า พระไปพักที่นั่น เป็นวัดร้าง ไม่เคยมีพระมานานแล้ว กุฎีวิหารพออาศัยได้ แต่กุฎีวิหารฝาแถบตอง มุงตอง (มุงหลังคาและฝาโดยใช้ใบตอง) มีพระไปจําพรรษาอยู่ในปีนั้น แต่ท่านหนีไปตั้งแต่ออกพรรษาแล้ว จนกระทั่งเดือนเมษาฯ มันก็หลายเดือน
ทางจงกรมที่เขาทําไว้ มันก็มีตั้งแต่ต้นไม้ หญ้ามันเกิด เลยไปเดินทางนอก ทางนอกมันก็มีป่า แต่มันแปน (สะอาด – ราบเรียบเสมอกันดี) เป็นทรายพอเดินได้สบาย เข้าไปเดินอยู่นั่น เขาก็จับกบจับเขียดมา ลําให้ฟัง “เดินไปหลายนับมื่อยุ่งมุงมาคือฮากไผ่ เดินไปหลายนับมื่อพ้อสิพอได้บ่อนจังได๋ (เดินไปมากนับวันยุ่งมุงมาเหมือนรากไผ่ เดินไปมากนับวันยิ่งไม่เจอ ไม่พอที่จะได้อะไร)”
นี้คําลํา*ของเขา เรากําลังพิจารณาทุกข์มันประทับใจ เหมือนกันกับพระพุทธเจ้ามาเทศน์ใส่หู นําคําลําของเขานั่นล่ะ มาพินิจพิจารณาประทับใจมาก เป็นไม่ลืมในคําลําของเขา แล้วความประทับใจที่เรารู้ เราเข้าใจ ในขณะที่เราพิจารณานั้น นี้แหละสิ่งที่เราเคยเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ถ้าหากใจของเราไม่สัมผัส มันก็ไม่เกิดสารประโยชน์อันใดให้
ถ้าหากใจของเราสัมผัสในอันนั้นชัดเจนแล้ว เราจะไม่มีวันลืมหลงในสิ่งที่เราได้สัมผัสนั้นไม่ว่าทางสุข ไม่ว่าทางทุกข์ มันประทับใจ ขนาดมันไม่สะดุดใจแล้ว เรื่อยๆ (เลื่อนลอย) อยู่อย่างนั้น นี้เรามันไม่สะดุดใจในความแก่ ความตาย ไม่สะดุดใจในทุกข์ในภัย มันจึงไม่เบื่อไม่หน่ายหากมันสะดุดใจแล้ว มันเบื่อมันหน่าย มันอยู่ไม่ได้ มันเห็นเป็นภัย เป็นกองไฟ ใครจะอยากวิ่งเข้าไปเหยียบไปกอด
สําหรับกองไฟ แมงเม่ามันบินเข้าไป มันไม่รู้จัก มันก็ปีกขาด ตายคากองไฟ เราก็เคยเห็นนี้คือมันไม่รู้จักว่าไฟมันร้อน นี้เราไม่รู้จักว่าทุกข์ มันเป็นเครื่องแผดเผากาย – ใจของเรา ทุกข์มันเกิดขึ้นมาจากอันใด จากสมุทัย คือ “ความอยาก” ความอยากนี้เป็นภัย ความอยากของใจนี่”
เที่ยววิเวกไปทางสว่างแดนดิน ส่องดาว วาริชภูมิ
เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ออกวิเวก โดยเดินทางไปทางอําเภอสว่างแดนดิน อําเภอส่องดาว และอําเภอวาริชภูมิ ท่านได้เคยไปพักอยู่กับ หลวงปู่ขาว อนาลโยซึ่งสมัยคราวนั้นท่านพักอยู่ที่หวายสนอย (ภูเหล็ก)
ท่านเล่าว่า ตอนพักอยู่กับหลวงปู่ขาวนั้น คงจะเป็นเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ท่านได้เล่าถึงความอดอยาก เพราะฝนแล้ง ชาวบ้านอดข้าวกัน ไปบิณฑบาตไม่พอฉัน ต้องอาศัยแม่ชีและสามเณรหาหัวมันและผัก เห็ด มาเสริม พอได้ทําความเพียร แต่ท่านเล่าว่า เวลาพักอยู่กับหลวงปู่ขาวที่หวายสนอย อําเภอส่องดาวนั้น ท่านว่าการภาวนาดีมาก นอนนิดเดียวก็อิ่ม จิตสงบละเอียดมาก ทั้งหลวงปู่ขาวท่านก็ทําความเพียร คือโดยมากท่านจะไม่ค่อยเทศน์ แต่ท่านทําให้เห็นเป็นตัวอย่าง ปกติท่านเป็นคนพูดน้อย แต่ทําความเพียรเดินจงกรม นั่งภาวนามาก
สมัยที่ท่านพักอยู่นั้นก็มีเรื่องที่ขบขันอยู่เรื่องหนึ่ง คือ พระเณรไปบิณฑบาต ท่านได้เห็นผักกระโดนอยู่ริมทาง ท่านจึงจําเอาไว้ว่า ขากลับจะให้เณรเก็บเอา พอบิณฑบาตกลับก็สังเกตมาตามทาง พอถึงพุ่มผักกระโดนก็ชี้บอกเณรว่า “นี่เณรเอาเลย”
ในพุ่มนั้น บังเอิญวันนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งเขาจะไปไร่ เห็นพระ เขาก็หลบเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มนั้น พอได้ยินเสียงพระพูดว่า “เณรเอาเลย” เขาก็ตกใจขยับตัว ท่านจึงได้เห็น เลยต่างคนต่างอาย ผักกระโดนก็ไม่เอา หัวเราะกันตามทาง องค์ที่พูดนั้นไม่ใช่พระอาจารย์สิงห์ทอง แต่เป็นท่านพระอาจารย์สม (ชาวจังหวัดอุบลราชธานี) ซึ่งท่านได้มรณภาพไปแล้ว
เรื่องเล่าสมัยอยู่กับหลวงปู่ขาว
สมัยที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไปอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย มีสามีภรรยาคู่หนึ่งพอสามีตายไป เพราะความห่วงหวงภรรยาจึงไปเกิดเป็นตุ๊กแกในบ้าน โดยคุณหมออมรา มลิลาได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่ท่านยังเที่ยวธุดงค์ไป ช่วงหนึ่งไปอยู่กับหลวงปู่ขาวก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคนมีฐานะดี สามีซึ่งอายุมากตายจากไป สามีห่วงหวงภรรยามาก ผู้หญิงสังเกตว่า พอสามีตายไปไม่นาน ไม่ว่าเขาจะไปไหนในบ้าน จะมีตุ๊กแกตัวหนึ่งตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง มีกระทั่งเข้าห้องนํ้า มันก็ตามเข้าไป เขาเงยขึ้นดูตุ๊กแกทีไร ก็พบมันมองเขา ตาไม่กระพริบทุกที
เขาถามหลวงปู่ขาวว่า เป็นไปได้หรือเปล่าว่าสามีไปเกิดเป็นตุ๊กแก หลวงปู่ขาวไม่ได้ตอบอะไรเขา แต่สอนให้เมตตาให้ตุ๊กแกไป อย่าเอาใจใส่ไปรําคาญหรือข้องติดอยู่กับมัน
ตกกลางคืน ท่านเทศน์พระเณรว่า เห็นหรือยังว่า จิตที่ไม่มีสติระวังรักษา มันไปห่วงหวงอะไรอยู่ก็กลับมาเกิดตรงนั้น คอยจะมาเข้าท้องเขาเป็นลูกก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้แต่งงานใหม่จะมาเกิดที่ไหนในละแวกนั้นก็ไม่ทันใจ ก็เลยเกิดเป็นตุ๊กแก ชาวบ้านที่ห่วงที่นาก็มาเกิดเป็นปูนา แล้วก็ถูกลูกหลานจับไปดองกิน ใจที่ไปห่วงผูกพันอยู่กับอะไรก็จะไปเกิดกับอย่างนั้น”
พรรษา ๗ พ.ศ. ๒๔๙๓ สันนิษฐานว่าจําพรรษากับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“พรรษาที่ ๗ ไม่ทราบว่าท่านจําพรรษาที่ไหน ที่ถํ้าเป็ด ท่านก็เคยพัก พักอยู่กับ ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ (วัดป่านิโครธาราม) บ้านหนองบัวบาน สมัยนั้นท่านอยู่ถํ้าเป็ด
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเล่าว่า ที่ถํ้าเป็ดนี้ภาวนาไม่ค่อยจะดี จะเป็นเพราะอากาศหรืออย่างไรไม่ทราบ ท่านว่าที่ถํ้าเป็ดนี้ง่วงนอนเก่ง นอนไม่รู้อิ่ม อาหารการฉันก็อดอยากเหมือนกัน ท่านว่ากล้วยนํ้าว้าใบเดียวกันแบ่งกัน ๔ องค์ ต้องอาศัยปลาร้าที่เตรียมไป ให้เณรเอาออกวันละนิดแบ่งกันฉัน แต่เวลาฉันแล้วง่วงนอนเก่ง”
ในพรรษานี้สันนิษฐานว่าท่านจําพรรษากับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ จังหวัดสกลนคร คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องหลวงปู่ฝั้นสอนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เกี่ยวกับอุบายสอนญาติโยมโดยใช้สีนวด (สีผึ้งทาปาก) ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ตั้งแต่สมัยท่านยังหนุ่มๆ ท่านเคยจําพรรษากับหลวงปู่ฝั้นด้วย ท่านอาจารย์สิงห์ทองน่ะ แล้วเล่าให้ฟังถึงว่า หลวงปู่ฝั้นเรานี้เนี่ยฉลาดอย่างไร คือชาวบ้านเนี่ย ไอ้เด็กๆ ที่มันมีร้านค้าของพ่อแม่ มันก็เอาสีผึ้ง ที่นั่นเขาเรียก “สีนวด” เอาสีนวดมา
หญิงสาว : “ปู่เสกให้หน่อยเจ้าค่ะ”
หลวงปู่ฝั้น : “อยากจะให้หนุ่มติดใจเหรอ ?”
หญิงสาว : “ไม่ใช่เจ้าค่ะ คนจะได้มาซื้อของ”
หลวงปู่ฝั้น : “เฮ้ย ! เราจะให้คนมาซื้อของเนี่ย เราต้องยิ้มแย้มแจ่มใส เขาจะรื้อ เขาจะค้นอะไร เราก็ต้องไม่ไปดุว่าเขา เราก็ต้องบริการอย่างดี” สอนข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ อย่างโน้น อย่างนี้ “จําได้ไหม ?”
หญิงสาว : “จําได้เจ้าค่ะ”
หลวงปู่ฝั้น : “ไหนว่าให้ปู่ฟังสิ” จนดีเรียบร้อย ตกลงนะ “ไม่ต้องไปเชื่อสีนวดนะ” มันก็กราบลา พอจะเดินไปถึงประตู “อ้าว ! หล้า (หลานสาว) ไหนล่ะๆ ไอ้สีนวดจะให้หลวงปู่เสก ?”ก็เอามาให้เสก พอกลับไปเรียบร้อย
ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็บอก : “ไหนครูจารย์ สอนมันดีๆ แล้ว เสร็จแล้วไปเอาสีนวดมาทําไม ?”
หลวงปู่ฝั้น : “อู๊ย ! พอสอนมันดีๆ เนี่ยนะ มันก็จําได้วันที่ ๑ วันที่ ๒ วันที่ ๓ พอถึงวันที่ ๔ มันก็ลืม มันก็ไปด่าเขาอีก แต่ถ้าเผื่อเรา สีนวดให้ไป พอมันสีตอนเช้า มันก็นึกถึงหลวงปู่ว่าอย่างนี้นะ กว่าสีนวดจะหมดตลับนี่ มันเข้าไปอยู่ในใจมันแล้ว”
ท่านคงจําพรรษาอยู่ด้วย ท่านก็ “อ้าว ! ปู่สอนมันดี ๆ มันรู้เรื่อง กราบลาเรียบร้อย เอ้า ! เอาสีนวดมา ปู่จะได้เสกให้” ท่านก็บอก “ถ้าเผื่อเสกให้มันแต่แรก มันก็ไม่ได้เรื่อง แต่ถ้าสอนมันอย่างนี้เนี่ย มันก็ได้เรื่อง แต่ถ้าไม่มีสีนวดด้วย ๓ วันมันก็ลืม แต่ถ้ามีสีนวดด้วย กว่าสีนวดจะหมดกระปุกน่ะ มันก็จําได้ขึ้นใจมันแล้ว”
แต่ที่จริงท่านก็จะสอนเราด้วย คืออย่าไปดูถูกดูหมิ่นครูบาอาจารย์ว่า คล้ายๆ กับว่าท่านพางมงาย ท่านมีเหตุผลของท่าน”
ไปรับโยมพ่อมาบวช
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง นอกจากท่านได้บวชทดแทนคุณบิดา – มารดาแล้ว ท่านยังได้พาโยมพ่อออกบวชปฏิบัติธรรม อันเป็นการตอบแทนคุณบิดาอย่างสูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนา โดยโยมพ่อของท่านได้ออกบวชเป็นพระและได้อยู่ปฏิบัติธรรมจนมรณภาพในสมณเพศ โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อพรรษาที่ ๗ ล่วงแล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็กลับบ้านศรีฐาน เพื่อเยี่ยมโยมพ่อโยมแม่ของท่าน และได้นําโยมพ่อของท่านไปด้วย ไปบวชเป็นตาปะขาว และฝากโยมพ่อของท่านไว้กับ ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ครั้นต่อมาโยมพ่อของท่านก็ได้บวชเป็นพระ”
ในช่วงนี้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านคอยพยายามฟังข่าวองค์หลวงตาพระมหาบัวว่า ขณะนี้องค์หลวงตาท่านไปวิเวกบําเพ็ญอยู่ที่ไหน เพื่อจะได้ออกเดินธุดงค์ติดตาม
ภาค ๕ ติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัว
ออกเดินธุดงค์ติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัว
เมื่อเสร็จงานประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านต้องการอยู่ตามลําพังเพียงองค์เดียว เพราะช่วงนั้นองค์หลวงตาท่านใกล้จะบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดแล้ว ท่านจึงออกเดินธุดงค์หนีจากหมู่คณะเข้าป่าเข้าเขาในเขตอําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จากนั้นองค์หลวงตา ท่านก็กลับมาวัดดอยธรรมเจดีย์ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร และได้บําเพ็ญจนบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ และในปีนั้นท่านได้กลับไปอยู่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ท่านได้จําพรรษาที่บ้านห้วยทราย
ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านทราบข่าวว่าองค์หลวงตาพระมหาบัวเดินธุดงค์เข้าเขตอําเภอบ้านผือ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงได้ออกติดตาม โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวได้เทศน์เหตุการณ์ช่วงนี้พร้อมทั้งชมท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเทศน์เก่ง ดังนี้
“พอพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพเกาะพรึบเลย โถ ! ตาย ยังไงกันนี่ เรากําลังหนักเสียด้วยตอนนั้น หนักภายใน จึงได้หลบ – หนี – หลีก หลบตะพึดตะพือล่ะตอนนั้น เกาะเท่าไรก็สลัดเกาะเท่าไรสลัดเลย มันเกาะไม่ถอยนี่ หลบโน้นหลีกนี้ หลบโน้นหลีกนี้
ยิ่งท่านสิงห์ทองนี่ยิ่งเกาะใหญ่ ตามเลยเทียว ได้ยินว่าเราไปทางอําเภอบ้านผือเข้าในเขาแล้วตามเข้าไปๆ ได้ยินแต่ข่าว ท่านไปนี้ๆ ไปโน้นๆ
พอพูดถึงเรื่องนี้ก็ไปโดนเอาตรงที่ว่า ท่านสิงห์ทองไปพักอยู่ที่นั่น เขาก็มาขอฟังเทศน์ท่านสิงห์ทองก็บอก “โอ๊ย ! อาตมาเทศน์ไม่เป็น กําลังเสาะแสวงหาครูอาจารย์อยู่นี้… อาจารย์มหาบัว ท่านมาพักอยู่ที่นี่ ท่านไปทางไหน” “ท่านไปทางโน้นๆ” เขาบอก “ท่านอาจารย์มหาบัวก็ว่าเทศน์ไม่เป็น ท่านไม่ยุ่งกับใครนะ ใครมาท่านไล่หนีหมดเลย” ท่านบอก “ท่านเทศน์ไม่เป็นๆ” บทเวลาวันที่ท่านจะไป พวกญาติโยมมามากต่อมาก ท่านทนไม่ไหว ท่านก็เทศน์ให้ฟัง โอ้โห !บทเวลาเทศน์วัวคู่ร้อยสู้ไม่ได้เลย
แต่ก่อนวัวคู่หนึ่ง ๑๐๐ บาทแล้วเรียกว่าเยี่ยมว่างั้นเถอะนะ มันไม่เคยมีแหละวัวคู่หนึ่งที่ซื้อถึง ๑๐๐ บาทนะ อย่างมากก็หกสิบ เจ็ดสิบ แปดสิบบาทเท่านั้นพอ อันนี้วัวคู่ร้อยสู้ไม่ได้ อันนี้ก็เหมือนกัน
โอ๊ย ! ไม่ใช่ อาตมาเทศน์ไม่เป็น นั่นแหละจะเป็นแบบอาจารย์มหาบัวแหละ เทศน์ไม่เป็น เวลาเทศน์แล้ววัวคู่ร้อยสู้ไม่ได้เลย ไหลไปเลยว่างั้น
นี่ล่ะตามเราไป สุดท้ายมาไม่ทัน จําพรรษาที่วัด อาจารย์บัวพา (วัดป่าพระสถิตย์) รึไงออกพรรษาแล้วยังตามเราไปโน้น… ห้วยทราย เราไปแบบหลบตลอด เพราะตอนนั้นตอนยุ่งมากมีมาขนาดไหนหลบขโมยหลบตะพึดตะพือนะ เหมือนบ้า ยังบอกถ้าหากว่าเรื่องขโมยหนีจากหมู่จากเพื่อนเราเป็นบาปเป็นกรรมตกนรกแล้ว โอ๊ย ! ใต้ก้นเทวทัตนั่น ขโมยหนีตลอดนี่ ใครรุมไปหาไม่ได้ ปั๊บ หนีกลางคืนนะ กลางคืนเงียบๆ นี่เตรียมของเสร็จแล้วเปิดหนีเลยเวลาหมู่เพื่อนนอนหลับหรือภาวนาก็ตาม ไปตอนกลางคืน… เงียบ หายเงียบไปเลยโผล่โน้น
กลางคืนบุกป่าไปก็ไป ก็มันไม่ได้มีคําว่ากล้าว่ากลัวนี่ มีแต่ใจกับธรรมอยู่ด้วยกันเท่านั้นมุ่งเท่านั้น อยู่คนเดียว เราดีดผึงๆ อยู่กับหมู่กับเพื่อน มันเหมือนกับเรือพ่วงอะไรทํานองนั้น รถพ่วงเรือพ่วงนั่นแหละ มันไม่สะดวกรู้กันอยู่ในหัวใจนี่ เพราะงั้นถึงดีดออกๆ อยู่เรื่อยซิ จนกระทั่งจะเข้าพรรษาหมู่เพื่อนถึงมาเกาะติดแหละ เข้าพรรษาหนองผือ ตอนนี้เกาะติด แต่เกาะ..เกาะพรึบมาตั้งแต่วันท่านมรณภาพ หากไม่ติดตอนนั้น เกาะเท่าไรขโมยเท่านั้น ขโมยๆ หลบอยู่เรื่อย เข้าป่าเข้าเขา เข้านี้ออกโน้นๆ มันก็ตามไม่ทันล่ะซิ
จวนๆ จะเข้าพรรษาถึงได้มา ย้อนเข้ามาจําพรรษาหนองผือ หมู่เพื่อนทราบก็พรึบเลยเทียว ดูได้ร่วมสามสิบปีมั้งจําพรรษาที่หนองผือ จากนั้นมาก็เกาะพรึบๆ เรื่อยมาแล้วก็ไม่ค่อยสลัดแหละ ไม่ค่อยสลัดมากอะไรนัก พอถึงระยะเข้าพรรษามาแล้ว แต่ตอนก่อนหน้าล่ะซิ เราก็จะตายเฉพาะเราอยู่แล้ว พระก็ยิ่งมาพันเรานี่ก็..จมนํ้าตายนี่นา
นี่เราพูดถึงเรื่องกําลังใจและพูดถึงเรื่องเกี่ยวข้องกับลูกศิษย์ลูกหา เราไม่เคยสนใจกับใครนอกจากธรรมเพื่อความหลุดพ้น ถ้าออกจากนั้นแล้วมันก็อยู่ไปคนเดียวอย่างนี้วันหนึ่งๆ ก็พอแล้ว ลมหายใจหมดไปแล้วก็พอแล้ว หาอะไรอีก แน่ะ มันก็ไปอย่างนั้นเสีย แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นซีผู้ที่เกาะน่ะมันพรึบๆ อยู่งั้น ก็อย่างเป็นอยู่เดี๋ยวนี้แหละ เห็นไหมล่ะ เต็มอยู่นี่ล่ะจะว่าไง
ก็… เหล่านี้แหละ พวกเกาะติด เคยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เป็นเณร กลัวแต่เราเท่านั้นล่ะท่านสิงห์ทองก็เหมือนกันกลัวอาจารย์มหาบัวองค์เดียว รองพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาแล้ว กลัวแต่อาจารย์มหาบัวองค์เดียวเท่านั้น นอกนั้นไม่มีกลัวใคร ท่านสิงห์ทองยิ่งเป็นพระขี้ดื้อ พูดตรงๆ เลย ไม่กลัวใคร กลัวแต่อาจารย์มหาบัวองค์เดียว”
สาเหตุที่หมู่พระกรรมฐานเกาะติดท่านอาจารย์พระมหาบัว
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ก่อนมรณภาพ นอกจากท่านจะกล่าวชื่นชมคุณธรรมของหลวงปู่ขาว อนาลโย แล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นยังกล่าวชื่นชมองค์หลวงตาพระมหาบัว
โดยท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวชมคุณธรรมของหลวงปู่ขาวให้บรรดาพระศิษย์ทั้งหลายฟังว่า “หมู่เอ๊ย ! ให้รู้จักท่านขาวไว้นะ ท่านขาวนี่เธอได้พิจารณาถึงที่สุดแล้ว” โดยองค์หลวงตาได้บันทึกเหตุการณ์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นมาเยี่ยมหลวงปู่ขาวในสมาธิภาวนา ดังนี้
“เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นนิพพานไปแล้ว ท่านได้มาเยี่ยมและแสดงสัมโมทนียธรรมให้หลวงปู่ขาวฟังทางนิมิตภาวนาเสมอๆ ตลอดพรรษา การทําข้อวัตรในบริเวณถํ้าที่พักจําพรรษา ตลอดการจัดบริขารต่างๆ ไม่ถูกต้องประการใด ท่านได้ตักเตือนอยู่เสมอ พรรษานั้นจึงเป็นเหมือนอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นตลอดเวลา ท่านมาแสดงประเพณีของพระธุดงค์ผู้มุ่งต่อความหลุดพ้นให้ฟังว่าธุดงควัตรต่างๆ ควรรักษาให้ถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ประทานไว้ อย่าให้เคลื่อนคลาด… และภายหน้าหลวงปู่ขาวจะเป็นอาจารย์ของคนจํานวนมาก”
ส่วนองค์หลวงตาพระมหาบัวนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวชมไว้ว่า “ท่านมหาเป็นผู้ฉลาดทั้งภายนอกภายใน ต่อไปจะเป็นที่พึ่งแก่หมู่คณะได้มาก” ยามที่ท่านพระอาจารย์มั่นนิพพานไปแล้ว ท่านจึงเป็นแม่ทัพใหญ่อีกองค์หนึ่ง เพื่อทดแทนสืบทอดมรดกมรรคปฏิปทาเหมือนยามที่ท่านพระอาจารย์มั่นยังปรากฏอยู่
ฉลาดภายนอก คือ ข้อวัตรปฏิบัติ องค์หลวงตาท่านดําเนินได้อย่างเข้มข้นและเคร่งครัด ส่วนภายใน คือ ด้านจิตใจ องค์หลวงตาท่านมีคุณธรรม มีภูมิจิตภูมิธรรมเป็นที่ยอมรับในวงกรรมฐาน เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นนิพพานไปไม่กี่เดือน องค์หลวงตาท่านได้เร่งความเพียรอย่างทุ่มเทสุดกําลังความสามารถ จนได้บรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์ประเภทปฏิสัมภิทาญาณองค์หลวงตาจึงเป็นศาสนทายาทของท่านพระอาจารย์มั่น และเป็นผู้ทําหน้าที่สืบทอดข้อวัตรปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์และชัดเจน ดังที่องค์หลวงตา ได้เทศน์ถึงปฏิปทาเดนตายของท่าน ไว้ดังนี้
“นี่ล่ะพระกรรมฐานท่านผู้ทรงอรรถทรงธรรมมาสั่งสอนพวกเรา ท่านเป็นอย่างนั้น การอยู่การกิน การใช้การสอย ที่อยู่หลับนอน ท่านไม่กังวล ล้มหัวลงที่ไหนนอนได้สบายๆ ร่มไม้ในป่าในเขา แต่สติกับจิต ความเพียรติดแนบกันตลอดๆ นั่นล่ะท่านทั้งหลายจําเอานะ ผู้มาประกอบความเพียรเพื่อมรรคผลนิพพาน ท่านผู้นี้จะได้นิพพานสมบัติเข้าครองหัวใจโดยไม่ต้องสงสัย
ถ้าเอาการอยู่ กิน ใช้สอย มาเป็นใหญ่กว่ามรรคผลนิพพานแล้ว ความเพียรด้อยๆ ให้ความเพียรเข้มแข็งในเรื่องมรรคเรื่องผลนั่นล่ะ การอยู่ กิน ใช้สอย ง่ายนิดเดียวๆ ไม่ได้มีอะไรยากเลย คือพอยังชีวิตให้เป็นไปๆ แต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมภายในใจนี้บกพร่องไม่ได้เลย นั่นล่ะผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมได้ธรรมมาสั่งสอนพวกเรา เรา (องค์หลวงตา) นี้ตัวเท่าหนู เหล่านี้ผ่านมาหมดแล้วทุกข์จนข้นแค้นแทบเป็นแทบตายอยู่ในป่าในเขา บิณฑบาตกับชาวบ้านเขาอยู่ในภูเขาสองสามหลังคาเรือน
ไปบ้านใหญ่ไม่ไป คือให้เขาทรมานช่วย ไปที่บ้านอดๆ อยากๆ ขาดแคลนนั้นแหละไปบิณฑบาตกับเขาได้มาเท่านี้พอ มานั่งหินดานหินลาดตรงไหน ฉันปุ๊บๆ นํ้าอยู่ตรงนั้น ธมกรกกรองนํ้ามีไว้พร้อมเสร็จ ฉันเสร็จแล้วปั๊บเข้าเลยความเพียร อาหารมีน้อยนั่นล่ะความเพียรดีสติติดต่อกัน ถ้าอาหารมีมากมักขี้เกียจอืดอาดเนือยนาย นอนก็มาก อาหารมีน้อยนี้ความเพียรดีทุกด้าน สําคัญที่อาหารนะ ถ้าอาหารมีมากแล้วอืดอาดเนือยนาย ขี้เกียจขี้คร้าน นอนมาก อาหารมีน้อยๆ พอยังชีวิตให้เป็นไป นั่งประกอบความเพียร นั่งสมาธิตัวตรงแน่วไม่มีโงกง่วง
คือเล็งใส่ธรรมตลอด อะไรธรรมจะเป็นความสะดวก มุ่งใส่นั้นๆ ส่วนธาตุส่วนขันธ์นี้กินเมื่อไรก็ได้ กินให้ตายในขณะที่กินอยู่นั้นก็ได้ มันล้นปากเหลือท้องเดี๋ยวท้องแตกตาย แต่นี้กําลังของร่างกายมาง่ายนิดเดียว เราคืบคลานมาจากภูเขาจะไปบิณฑบาตในบ้านเขา มาไม่ถึงหมู่บ้าน ไปนั่งเจ่าอยู่ตามทาง มันไปไม่ถึง เพราะอดอาหารหลายวัน แต่จิตใจนี้เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า จิตนี้สง่างามตลอด สติกับจิตนี้ไม่ได้ห่างจากกัน
บิณฑบาตมาแล้ว มันมีแอ่งนํ้าอยู่ตามเขา หินดานมีแอ่งนํ้า ธมกรกเราเตรียมมาพร้อมเอามาแขวนไว้ที่นั่น ที่พักเราก็มีนํ้ากาเดียว ๓ – ๔ วันก็ไม่หมด ถ้าไม่ฉันจังหันนํ้าไม่เปลือง ไม่ค่อยกินนะ ถ้าฉันจังหันแล้วนํ้าจะเปลือง นั่นล่ะท่านทํา พิจารณาเอานะท่านทั้งหลาย พอฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วล้างบาตรปุบปับๆๆ ในแอ่งนํ้าแอ่งหิน หินดานหินลาด เสร็จเรียบร้อยเช็ดบาตร สะพายบาตรเปล่าขึ้นเขา
ทีนี้แล้วแต่จะลงมานะ ไม่ใช่ว่าจะลงมาทุกวันๆ มันจะตายจริงๆ แล้วค่อยลงมา ลงมาพอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้นขึ้นล่ะ ขึ้นเขาขึ้นป่านั่งภาวนา ชมพวกสัตว์พวกเนื้อมีชนิดต่างๆ เต็มไปหมด ครั้งก่อนมีมากนะ ทุกวันนี้คงไม่มีแล้วสัตว์ประเภทที่ว่านี้ พวกเก้ง พวกกวาง พวกหมู พวกนกยูง พวกไก่ฟ้า ไก่ป่า เต็มอยู่บริเวณเราพัก เราอยู่อย่างนั้น เขาไม่กลัวเรา ดีไม่ดีเขามาแอบอาศัยเราพวกหมูป่าตัวใหญ่ๆ เขาเรียกหมูทอก หมูโทน มาหากินตามนั้น
เราก็อยู่ของเรา เขาก็อยู่ของเขา ภาวนาสบาย วันหนึ่งสติกับจิตไม่ให้พรากจากกัน เวลาอยู่ในป่าในเขา เวลาออกไปอยู่ดงอยู่ธรรมดา เอาอีกแบบหนึ่ง อยู่ในป่าในเขาจริงๆ เอาอีกแบบหนึ่งความเพียร สตินี่เป็นสําคัญ ท่านประกอบความพากเพียรภาวนา จิตใจนี่มันว้าวุ่นขุ่นมัวได้อารมณ์กิเลสตัณหาประเภทต่างๆ มาพอกพูนหัวใจ ธรรมเกิดไม่ได้ ทีนี้เวลาไปอยู่ในที่เช่นนั้นเป็นการชําระสะสางสิ่งเหล่านี้ออกจากใจ จิตใจค่อยสว่างไสวสงบร่มเย็น อยู่ที่ไหนทีนี้สบายหมดเลย ถ้าใจไม่ยุ่งเสียอย่างเดียวอยู่ไหนสบายหมด นั่นล่ะประกอบความพากเพียร เราทําอย่างนั้นไม่ขาดวรรคขาดตอน จิตนอกจากสงบแล้วยังมีความสง่างาม สงบร่มเย็นสง่างาม สว่างไสวอยู่อย่างนั้นล่ะ
เพราะฉะนั้น พระกรรมฐานท่านจึงไม่กลัวพวกสัตว์ร้าย มีเสือ เป็นต้น ไปอยู่กับเขาได้ดีเราเทียบจิตเขากับจิตเราเท่านั้นแหละ จิตเขาเป็นจิตสัตว์ จิตเราเป็นจิตคน จิตธรรม อํานาจของจิตที่มีธรรมกับอํานาจของจิตของสัตว์ทั่วๆ ไปนี้ต่างกันมาก อํานาจจิตที่มีธรรมนี้ พูดไม่ถูกแต่มันเป็นความอ่อนนิ่ม แล้วจะมากินมากัดเราได้อย่างไร จิตใจอ่อนนิ่มตลอดเวลา แล้วสัตว์ตัวไหนมันจะใจกล้าใจแข็งมากัดมากินผู้ที่มีจิตใจอ่อนนิ่มตลอดเวลาด้วยสมาธิธรรม ปัญญาธรรมล่ะ นั่นล่ะท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านเป็นอย่างนั้น สงบเย็น
กลางคืนเงียบๆ ได้ยินแต่เสียงนกยูง นกยูงกลางวี่กลางวันไม่เจอเขาแหละ เหมือนไม่มีนกยูง เราวันไหนออกบิณฑบาต ไม่ใช่ออกทุกวันนะ วันไหนออกบิณฑบาตเห็นเขาวิ่งตัดหน้ามีแต่เขาเห็นเราก่อน ไอ้เราที่จะเจอเขาหากินธรรมดาไม่มี มีแต่เขาวิ่งแล้ว เขาเจอเราแล้วเขาไป เป็นตัวเดียวก็มี เป็นฝูงก็มีนกยูง มีแต่เขาเห็นเราก่อนทั้งนั้น เราไม่ได้เห็นเขา เราก็ไปเงียบๆคนเดียว แต่เขามองเห็นเราก่อน เขาวิ่งผ่านหน้า ส่วนมากเขาไม่บินล่ะ
จิตอยู่กับธรรมนะ สติธรรมติดแนบ ติดแนบ นั่นล่ะผู้ที่จะตักตวงเอามรรคผลนิพพานคือผู้เช่นนั้นล่ะ ผู้กินแล้วนอน กอนแล้วนิน เป็นความสะดวกสบายในการอยู่ การกิน การหลับการนอน ฟุ่มเฟือยๆ ตลอด ผู้นี้คือหมูขึ้นเขียง ไม่รู้จักทุกข์ ผู้ที่จะทําจิตให้พ้นจากทุกข์ การฝึกทรมานยุ่งยากลําบากทุกอย่าง แต่จิตผ่องใสตลอดเวลา พระกรรมฐานเราให้ฝึกนะ ตั้งใจ เอานี้ไปเป็นคติเครื่องเตือนใจ นี้ได้ผ่านมาแล้ว ก่อนจะได้มาเป็นครูเป็นอาจารย์ ก็เรียกว่า รอดตายมา เดนตายๆ เพราะนิสัยเรามันเป็นนิสัยอย่างนี้มาดั้งเดิม นิสัยเด็ดเดี่ยวผาดโผนโจนทะยานว่าอะไรขาดสะบั้นไปเลยๆ
อันนี้ว่าทําความเพียรก็ขาดสะบั้นไปเลยอะไรมายุ่งไม่ได้ ความลําบากลําบนเข้ามายุ่งไม่ได้ ถ้าได้หมุนจิตเข้าตรงไหนแล้ว หมุนเข้าหาธรรม ธรรมเท่านั้นที่เป็นใหญ่ อันอื่นเป็นใหญ่ไม่ได้ ก็ดีอย่างหนึ่ง จิตประเภทนี้รู้สึกจะเด็ดเดี่ยวแล้วยังไม่แล้ว ยังผาดโผนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน สําหรับเรานะ แต่เหล่านี้เป็นผลดีทั้งนั้น ผาดโผนก็ผาดโผนทางที่ดี ไม่ใช่ผาดโผนทางกิเลส กิเลสหมอบถ้าจิตใจของเราเด็ดเดี่ยวผาดโผนโจนทะยานเพื่อฆ่ากิเลสแล้วกิเลสหมอบลงๆ ไม่อ่อนแอ
นั่นล่ะการปฏิบัติธรรมครั้งพุทธกาลท่านดาษดื่นทีเดียว องค์นี้สําเร็จพระโสดา องค์นั้นสําเร็จพระสกิทาคา องค์นั้นสําเร็จพระอนาคา องค์นั้นสําเร็จพระอรหันต์ ก็เพราะความเพียรของท่านหมุนติ้วๆ ตลอดเวลาจะไม่สําเร็จได้อย่างไร ธรรมมีอยู่ หาธรรมต้องเจอธรรมซี กิเลสมีอยู่หากิเลสก็เจอกิเลส นี่เราไปหาธรรม เราก็เสาะตั้งแต่ธรรม อะไรจะเป็นข้าศึกต่อธรรม ตัดออกปัดออก ให้พากันตั้งใจ”
ดังนั้น เมื่อเสร็จงานประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น พระศิษย์ส่วนหนึ่งจึงได้ออกติดตามหลวงปู่ขาว อีกส่วนหนึ่งพระเณรหมู่คณะหลายสิบรูปต่างพากันออกติดตามองค์หลวงตา เพื่อหวังพึ่งพิงและขอรับคําแนะนําข้ออรรถธรรม และข้อวัตรปฏิบัติจากท่าน ท่านก็ให้การเมตตาอนุเคราะห์ นอกนั้นได้แยกย้ายกันออกติดตามพระศิษย์อาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น เช่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ฝั้น เป็นต้น
วิเวกผ่านดงศรีชมภู
การเดินธุดงค์ออกติดตามองค์หลวงตาพระมหาบัวของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนั้น ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์สําคัญตอนนี้ ไว้ดังนี้
“สําหรับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ได้เดินทาง โดยมุ่งหน้าไปทางจังหวัดอุดรธานี และหนองคาย ในระหว่างทางที่จะไป มีความจําเป็นที่จะต้องผ่าน ดงศรีชมภู ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นดงหนาป่าทึบอยู่มาก และเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด พวกชาวบ้านริมดง เขาพากันห้ามไม่อยากให้ท่านเดินทางไป เพราะท่านไปองค์เดียว เขาเกรงว่าจะหลงทาง ไม่สามารถจะข้ามดงไปได้ในเวลาคํ่าคืน ถ้าค้างคืนในดงจะต้องตายแน่ เนื่องจากเสือ ช้าง หมี สัตว์ร้ายเหล่านี้ชุมมาก ท่านหาได้ฟังคําทักท้วงของชาวบ้านซึ่งหวังดีต่อท่านไม่ ด้วยท่านมีความเด็ดเดี่ยวอยู่ว่าตายเป็นตาย จะต้องข้ามดงศรีชมภูให้ได้ และให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อนตะวันตกดินด้วย
ท่านจึงตัดสินใจเดินเข้าดงศรีชมภูทั้งที่ไม่รู้จักทาง โดยสังเกตดวงพระอาทิตย์เป็นเข็มทิศในการเดินทางท่านได้บริกรรม “พุทโธ พุทโธ” ไปตลอดระยะทางที่ท่านเดินไปในดงนั้น ซึ่งเต็มไปด้วยรอยเท้าช้าง รอยเท้าเสือ และสัตว์ต่างๆ เต็มไปด้วยขี้ช้างและรอยสัตว์ปะปนกัน คล้ายกับสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้าน
ท่านเดินมุ่งหน้าไปและระมัดระวังจิตของท่านไม่ให้ส่งออกภายนอกเลย กําหนดความรู้ “พุทโธ” ติดแนบแน่นกับจิต เดินทั้งวันตั้งแต่ฉันจังหันเสร็จ ยามเมื่อหิวกระหายนํ้า ก็ได้อาศัยนํ้าตามหนองซึ่งสัตว์ป่าลงกิน ทั้งขี้ทั้งเยี่ยวใส่ พอฉันทาคอท่านว่า เพราะการเดินทางนั้น ไม่ได้เอานํ้าไปด้วย เอาไปแต่กระบอกกรองนํ้า ครูบาอาจารย์ท่านทําอย่างนั้น ถ้าจะเอานํ้าไปด้วยแล้ว ก็จะฉันแต่นํ้าเมื่อหิว แล้วการเดินทางจะไปไม่ได้ไกล นํ้าจะลงพื้น เท้าจะพองเดินไม่ได้
ฉะนั้น ครูบาอาจารย์สมัยก่อน ท่านจึงไม่เอานํ้าติดตัวไปด้วย และจะได้ลดนํ้าหนักในการเดินทาง เพราะแค่บริขารที่จําเป็นก็หนักพอแล้ว ผลที่สุดท่านก็ได้เดินทางผ่านดงศรีชมภูไปได้ในวันนั้นโดยปลอดภัยเมื่อเวลาพลบคํ่า สังเกตได้จากการเห็นหมู่บ้าน ซึ่งปลูกอาศัยอยู่ตามริมดงก็ทราบว่าถึงที่จุดมุ่งหมายปลายทางแล้ว”
พรรษา ๘ พ.ศ. ๒๔๙๔ จําพรรษาวัดดอย บ้านศรีเชียงใหม่
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านตั้งใจติดตามองค์หลวงตาพระมหาบัว แต่ก็ไม่ทันอีก ท่านจึงจําพรรษาที่วัดป่าพระสถิตย์ โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“แล้วท่านก็พักวิเวกอยู่ในเขตอําเภอผือ (ปัจจุบันเป็นอําเภอบ้านผือ) นั้น ตามถํ้าม่วงถํ้าจันฑคาด ถํ้าหีบ แถวนั้นพอสมควรแล้ว ก็เดินทางต่อไปตามอําเภอท่าบ่อ และบ้านศรีเชียงใหม่ (ปัจจุบันเป็นอําเภอศรีเชียงใหม่) ท่านได้จําพรรษาอยู่ที่วัดดอย บ้านศรีเชียงใหม่ (ปัจจุบัน คือวัดป่าพระสถิตย์ อําเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย)
ในพรรษานั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทองป่วยเป็นไข้ เป็นไข้หนัก และพระเณรก็เป็นไข้กันหลายองค์ แต่ท่านเล่าว่า มักจะได้กําลังใจเมื่อเวลาป่วยไข้ เพราะสมัยก่อนไม่ค่อยมีหมอ มีหมอก็หมอชาวบ้าน อาศัยยาต้มและยาฝน ซึ่งบางทีก็ไม่ค่อยจะหายง่าย และมีเณรองค์หนึ่งซึ่งจําพรรษาอยู่ด้วยกัน เณรองค์นั้นป่วยและหายก่อน
เวลาเดินได้ เณรนั้นก็เดินไปถามท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า “ครูบาเป็นอย่างไรยังไข้อยู่เหรอ” ท่านตอบเณรว่า “ยังไข้อยู่” แล้วท่านพระอาจารย์สิงห์ทองถามเณรว่า “เณรล่ะหายหรือยัง” เณรนั้นตอบว่า “หายพอเดินได้” เณรเลยพูดต่อไปว่า “โอ๊ย ! ถ้าเป็นอย่างนี้ ให้ผมเป็นอีกซักทีก็ได้ครูบา” ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็หัวเราะ เณรนั้นออกจะไม่ค่อยเต็มบาทเท่าไร
ตอนที่ไปเที่ยววิเวกด้วยกันก็มีเรื่องขบขันหลายอย่าง ที่พักจําพรรษาอยู่ด้วยกันในปีนั้นก็มี ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์สม และท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร มีหลายองค์ด้วยกัน (ปัจจุบันทุกองค์ได้มรณภาพไปหมดแล้ว)
เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ทราบข่าวว่า หลวงพ่อของท่านได้มรณภาพที่หมู่บ้านกุดสิม อําเภอบัวขาว (ปัจจุบันเป็นอําเภอกุฉินารายณ์) จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ อันเป็นพรรษาที่ ๘ ล่วงแล้ว ท่านจึงเดินทางกลับบ้านศรีฐาน เพื่อทําบุญให้กับหลวงพ่อของท่าน”
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านทําบุญให้หลวงพ่อและญาติบวชสามเณร
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองกลับถึงวัดป่าศรีฐานใน เพื่อทําบุญให้กับหลวงพ่อของท่าน เป็นช่วงที่ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า และ ท่านพระอาจารย์น้อย ซึ่งเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องของท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรพร้อมกัน โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ดังนี้
“วันหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ พระอาจารย์อุ่นกลับจากไปต้อนควายเข้าคอกแล้ว เมื่อขึ้นไปบนเรือนแล้วพบว่า โยมแม่ของท่านและโยมแม่ของพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร (ป้า) นั่งอยู่ที่ระเบียงบนเรือนรออยู่ก่อนแล้ว ท่านยังไม่ทันได้นั่งเลย โยมแม่ของท่านก็เอ่ยขึ้นว่า “ลูกบวชให้แม่หน่อยนะ บวชอุทิศกุศลถึงพ่อที่เสียไป” ท่านเองไม่เคยคิดที่จะบวชมาก่อนเลย แต่ด้วยความรักและเคารพโยมแม่และโยมป้า จึงไม่กล้าขัด ท่านจึงตอบไปว่า “บวชก็บวช” ตอบเสร็จท่านจึงไปล้างเท้า ในสมัยนั้นไม่มีรองเท้าใส่กัน เดินด้วยเท้าเปล่าลุยโคลนตมที่มีมูลวัวมูลควายปนด้วย
ขณะนั้นพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร กลับมาบ้านศรีฐาน เพื่อทําบุญอุทิศส่วนกุศลให้หลวงพ่อของท่านซึ่งมรณภาพเมื่อปีที่แล้ว เมื่อตอนเช้าวันนั้นโยมแม่ โยมป้าของพระอาจารย์อุ่น และโยมแม่ของพระอาจารย์น้อยได้ไปจังหันพระอาจารย์สิงห์ทองที่วัดป่าศรีฐานใน พอตอนเย็นโยมแม่ของท่านก็ขอให้ท่านบวช หลังจากทานข้าวมื้อคํ่าเสร็จเวลาประมาณ ๒ ทุ่มถึง ๓ ทุ่มโยมแม่จึงให้พี่เขยพาท่านไปฝากที่วัดป่าศรีฐานใน เมื่อไปถึงวัดก็พอดีพระเณรสวดมนต์ทําวัตรเย็นเสร็จ พระอาจารย์สิงห์ทองจึงพาพระอาจารย์อุ่นไปพักที่กุฏิของท่านด้วยเป็นเวลา ๓ คืน
ปกติแล้วพระอาจารย์น้อย (คําพอง ปญฺญาวุโธ) และพระอาจารย์อุ่นมักจะไปไหนด้วยกัน ในตอนบ่ายวันเดียวกันนั้น เมื่อพระอาจารย์น้อยกลับจากไปเลี้ยงควายมาถึงบ้าน โยมแม่ของท่านก็ได้เล่าให้ฟังว่า พระอาจารย์อุ่นไปเข้านาคที่วัดเพื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว เมื่อท่านได้ยินดังนั้นท่านจึงตัดสินใจว่า ท่านต้องบรรพชาสามเณรด้วยเช่นกัน โยมพ่อของพระอาจารย์น้อยจึงพาไปฝากเป็นนาคเพื่อจะได้บรรพชาเป็นสามเณรพร้อมกับสามเณรอุ่น แต่ปรากฏว่าพระอาจารย์บุญช่วย ธมฺมวโร เจ้าอาวาสวัดป่าศรีฐานใน ท่านไปหาไม้มาทําศาลาวัด หลังจากนั้นไม่นานโยมพ่อของพระอาจารย์น้อย จึงได้พาท่านมาฝากเข้านาคกับพระอาจารย์บุญช่วยอีก
พระอาจารย์น้อย จึงเป็นนาคคนสุดท้ายที่จะมาบวชสามเณรในคราวนี้ ในช่วงเวลาที่เข้านาคนี้ พระอาจารย์อุ่นเป็นนาคขวา ส่วนพระอาจารย์น้อยเป็นนาคซ้าย เมื่อปฏิบัติตนเป็นนาคได้เดือนเศษก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรพร้อมกัน ณ วัดป่าศรีฐานใน ในวันศุกร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ ตรงกับวันแรม ๘ คํ่า เดือน ๓ ปีเถาะ ซึ่งขณะนั้นพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโรก็พักอยู่ที่วัดนั้นด้วย
เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพักอยู่ที่วัดป่าศรีฐานใน นานพอสมควร จึงได้เดินทางออกวิเวกต่อไปทางอําเภอคําชะอี จังหวัดนครพนม เขตปัจจุบันเป็นจังหวัดมุกดาหาร”
พรรษาที่ ๙ – ๑๑ พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๔๙๗ จําพรรษาที่วัดป่าบ้านห้วยทราย
ความพยายามของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ในการออกติดตามองค์หลวงตาพระมหาบัว เป็นไปอย่างไม่ลดละท้อถอย เป็นการบ่งบอกถึงครูบาอาจารย์ในภาคปฏิบัติสําคัญและจําเป็นมาก เพราะที่ผ่านมาองค์หลวงตาเป็นผู้แนะนําอุบายธรรมสําคัญๆ ให้กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ได้น้อมนําไปปฏิบัติแล้วเกิดผลก้าวหน้าเป็นอันมาก ซึ่งในที่สุด ความพยายามของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ประสบความสําเร็จ โดยท่านได้พบองค์หลวงตาที่วัดป่าบ้านห้วยทรายและได้อยู่ร่วมจําพรรษา จากนั้นเป็นต้นมา ท่านก็ได้อยู่รับการอบรมจากองค์หลวงตาอย่างใกล้ชิด โดย ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกการจําพรรษาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ที่วัดป่าบ้านห้วยทราย ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๔๙๗ ไว้ดังนี้
“ในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๔๙๗ เป็นพรรษาที่ ๙ ถึงพรรษาที่ ๑๑ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้จําพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านห้วยทราย (วัดป่าวิเวกวัฒนาราม) ตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดมุกดาหาร โดยมี ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นผู้นําในยุคสมัยนั้น ท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านเข้มงวดกวดขันกับพระเณรที่ไปปฏิบัติกับท่านมาก
ยามคํ่าคืน ท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านจะลงเดินตรวจพระเณรในวัดโดยไม่ใช้ไฟฉายว่าพระเณรองค์ไหนทําความเพียรอยู่หรือเปล่า ถ้ามองเห็นจุดไฟอยู่ ท่านจะไม่เข้าไป ถ้าองค์ไหนดับไฟ ท่านจะเข้าไป เข้าไปจนถึงใต้ถุนกุฏิ แล้วฟังเสียงว่าจะนอนหลับหรือเปล่า หรือนั่งภาวนา เพราะคนที่นอนหลับส่วนมากเสียงหายใจจะแรงกว่าธรรมดาที่ไม่หลับ ถ้าหากว่าองค์ไหนนอนหลับก่อน ๔ ทุ่มแล้ว พอตอนเช้าประมาณตี ๔ ท่านจะเดินตรงไปที่กุฏิองค์นั้นแหละ และถ้ายังไม่ตื่น ตอนเช้าลงศาลาจะเตรียมบิณฑบาต ท่านจะเทศน์ว่าให้องค์นั้น ถ้าท่านได้เตือนถึง ๓ ครั้งแล้วไม่ดีขึ้น ท่านจะขับไล่ออกจากวัดให้ไปอยู่วัดอื่น โดยพูดว่า
“ผมสอนท่านไม่ได้แล้ว นิมนต์ออกไปจากวัดเสีย”
ฉะนั้น พระเณรยุคบ้านห้วยทราย ภายใต้การนําของท่านอาจารย์พระมหาบัว จึงมีความพากเพียรในด้านการทําสมาธิภาวนาเป็นอย่างมาก ต่างองค์ต่างลักกัน (ภาษากลางไม่ทราบ) คือ บางองค์เวลาหมู่เดินจงกรม จะขึ้นกุฏิแล้วไม่จุดไฟ ทําท่าเหมือนว่านอน แต่ความจริงนั่งภาวนา เวลาหมู่ขึ้นจากทางจงกรมหมดแล้ว จึงค่อยลงเดินก็มี”
โยมแม่ในอดีตชาติเกิดเป็นเขียดมาเตือนท่าน
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่อง โยมแม่อีกท่านหนึ่งในอดีตชาติของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ตายไปเกิดเป็นเขียด มาเตือนท่านให้เร่งภาวนา อย่าประมาท ไว้ดังนี้
“ท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ลงไปเทศน์อบรมพวกคุณหมออมรา พวกคุณหมอเพ็ญศรีที่บ้านแม่ชีเมื่อก่อน ตอนอยู่วัดป่าแก้วชุมพล อาตมา (ท่านพระอาจารย์สอน) ได้ถือย่าม ถืออะไรติดตามลงไปด้วย ท่านว่า ท่านไม่มีอะไรตอบแทนคุณหมออมราที่ช่วยดูแลโยมแม่ให้ท่าน ท่านก็เลยบอกว่า “เอ้า ! จะเล่าเรื่องที่บําเพ็ญให้ฟัง แล้วก็อนุโมทนาเอาบุญ” ว่างั้น ท่านบอก บอกให้คุณหมออมราว่า “อาจารย์ไม่มีอะไรให้นะ ที่มาดูแลโยมแม่นี่” ท่านก็บอกว่า “สมัยอาจารย์ไปภาวนาที่ห้วยทราย” ท่านพูด อาตมาได้ยิน เพราะว่าถือย่ามด้วยและลงไปกับท่าน กลางคืนนะ ท่านไปอบรมพวกโยมที่มาจากกรุงเทพฯ อาตมาได้ฟัง ได้ยินได้ฟัง
ท่านบอกว่า “อาจารย์ไปภาวนาอยู่ที่ป่าช้า ที่ห้วยทราย โยมแม่ในอดีตชาติของอาจารย์ เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี” ท่านว่า “วันหนึ่งขณะไปเดินจงกรมอยู่ที่ป่าช้า ฝนตกพรําๆ นะเดินจงกรมไป – มา พอเดินเสร็จแล้วก็มานั่งพัก พอมานั่งพักแล้วได้ยินเสียง ตรงนั้นมันมีบ่อนํ้าอยู่ใกล้ๆ แล้วก็เสียงมันก็ขึ้นมาว่า “ลูกเอ๊ย ! ลูกได้มาบวช ได้มาปฏิบัติ พยายามทําความเพียรให้เต็มที่นะ อย่าประมาท ดูแม่สิเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่นี่นะ เร่งปฏิบัติเข้า อย่าให้เป็นเหมือนอย่างกับแม่” ท่านมองไป มองเห็นเขียดตัวหนึ่ง มันกําลังร้องแล้วก็ทําปากแม็บๆ แล้วท่านก็พูดบอกว่า “เราน่ะอย่าไปนึกนะว่า เราวิเศษ เราเคยเป็นลูกเขียดมา ดูซิ”
แล้วทีนี้ท่านก็จะให้เราสํานึกว่า ไอ้การที่เรามาเป็นพระ หรือเป็นอะไรเนี่ย เราเคยเป็นแม้กระทั่งลูกเขียดเล็กๆ ขึ้นมา ถ้าเราไม่เร่งปฏิบัติ แล้วเราไม่ทําให้ดี เราไปเป็นหนี้ชาวบ้านที่เขาเอาปัจจัยไทยทานมาให้เรานะ เราอาจจะกลับไปเป็นเขียด หรือไปเป็นอะไรอีกก็ได้
ท่านเลยสลดใจเลย “โอ๊ย ! แม่เราเกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน” พูดให้คุณหมอพวกนั้นฟัง ภพชาตินี่มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ อย่าไปนึกนะเราเป็นคน เราจะต้องเป็นคนเสมอ ท่านว่าให้เร่งภาวนา ท่านก็เลยบอกว่า มันได้ความสังเวชสลดใจว่า โอ้โห ! เนอะ แล้วถ้าเป็นเราเนี่ยยังมาเถลไถล หรือว่าทําๆ เล่นๆ น่ะมันก็ไม่ไหว
โยมแม่ในชาติไหนก็ไม่รู้นะ มาปรากฏให้เห็นในป่าช้า เคยเป็นแม่ มันหลายภพหลายชาติ เพราะว่าการเวียนว่ายตายเกิดมันนานมาก ท่านพูดให้พวกคุณหมออนุโมทนาด้วยการบําเพ็ญเพียรของท่านไง คือมันสลับซับซ้อนมาก การเกิดการตายของสัตว์นะ ท่านก็เลยพูดให้พวกนั้นอนุโมทนาเขาจะได้บุญ เพราะว่าท่านไม่มีอะไรจะไปตอบแทนเขา เพราะว่าคุณหมออมราท่านดูแลโยมแม่ของท่าน ท่านป่วย แล้วคุณหมออมราได้ดูแลมา”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเสริมไว้ดังนี้
“ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านเพียงแต่เล่าเป็นอุทาหรณ์ว่า นี่นะเราน่ะ เพราะท่านชอบพูดอยู่เสมอว่า วัดเนี่ยมันก็มีกุฏิอยู่ไม่เท่าไร ถ้าเผื่อท่านให้เรา คุณญาณีกับเราแล้วก็เสียไปสองกุฏิคนอื่นที่เขาภาวนาดีกว่า เขามา เราก็ต้องบอกว่าขอโทษนะ กุฏิเต็ม แล้วก็ศิษย์ก็มานอนกระดิกตีนตากอากาศ แล้วก็คิดดูสิเรา ไอ้ที่เราจะทําเป็นบุญเป็นกุศลแผ่ไปให้เขา เขาก็หมดไปล่ะ เพราะมากระดิกตีนตากอากาศนะ แล้วถ้าเผื่อท่านไม่รับเรา ท่านรับเขา เขาทําเป็นบุญกุศลเยอะแยะเราเป็นหนี้ด้วยนะ ทําให้เจ้าของกุฏิน่ะเขาขาดทุน แทนที่เขาได้ของดีจากคนนั้น เราก็ไปเหมือนไปสิงอยู่ แล้วก็ไม่ทําให้ได้ ต่อไปเราอาจจะต้องไปเป็นวัวเป็นควายให้เขาไถนานะ”
ท่านเร่งความเพียรเต็มที่
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกการเร่งทําความเพียรของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สมัยที่ท่านอยู่วัดป่าบ้านห้วยทราย ไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นเหมือนกับว่าพระเณรในวัดนั้นจะไม่ค้างโลกกัน พอตื่นนอนขึ้นมา มองไปเห็นแต่แสงไฟ (แสงโคมไฟ) สว่างไสวตามกุฏิของพระเณร เหมือนกับไม่นอนกัน
สําหรับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง นั้น ท่านก็เร่งความเพียรเต็มที่จนทางจงกรมลึกเป็นร่อง พระเณรได้ถมทางจงกรมให้บ่อย ท่านเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งท่านเดินจงกรมอยู่ระยะนั้นเป็นหน้าหนาว อากาศหนาวมาก ท่านก็ห่มผ้า ๓ – ๔ ผืน เดินจงกรม พอเดินไปๆ ดึกเข้ามา ท่านก็ง่วงนอนมาก เพราะคราวนั้นท่านอดนอนมาได้ ๓ คืนแล้ว เดินไป ผ้าห่มที่อยู่นอกหลุดออกตกลง ท่านก็ไม่ทราบ พอเดินไปถึงหัวทางเดินจงกรม หันกลับมาเห็นผ้าห่มตนเองก็ตกใจ ท่านนึกว่าเสือหรืออะไรหนอ เพราะสมัยนั้นเสือยังมี เดือนก็ไม่สว่างเท่าไร ท่านจึงกระทืบเท้าดู มันก็นิ่ง เอ๊ะ !มันอะไรกันนา เลยค่อยๆ ขยับเท้าเข้าไปก้มดูใกล้ๆ แล้วเอาเท้าเขี่ยดู ที่ไหนได้ เป็นผ้าห่ม ท่านก็หัวเราะคนเดียวพักใหญ่ เลยหายง่วง”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนธุดงค์ท่านก็จะเจอเสือเหมือนกัน ท่านจะกลัวมาก และครั้งหนึ่งท่านเดินจงกรมอยู่ มันหนาว ท่านเป็นคนขี้หนาวมาก และท่านก็จะเอาผ้านี่คลุม ๓ ผืน ซ้อนกัน และเดินๆๆ ไป ผ้าห่มมันหล่น แล้วมันก็กองอยู่
พอทีนี้หันหลังกลับ ท่านก็ “หูย ! เสือ” ท่านบอก “ไอ้ที่เดินดีๆๆ นี่ ขามันอ่อนไปเลยแต่ไม่ได้ จะวิ่งก็เดี๋ยวชาวบ้านเขารู้ กรรมฐานขี้หมาอะไรกัน” ก็ค่อยๆ ตัดใจเดิน บอก “อู้ย !กว่าจะก้าวแต่ละก้าวนี่นะ มันแทบจะเรียกว่ายกภูเขาทั้งลูกไปด้วยเลย” พอเข้าไปใกล้ มันผ้าห่มเรานี่ ท่านบอก “แหม ! คราวนี้เดินตัวปลิวเลย ไปหยิบผ้าห่มมา” พอมันจะไปอยู่ตรงที่มันเป็นดงเสือไง แต่ไม่ถึงกับหลวงปู่ชอบที่เล่าบอกว่า เสือมาหน้ามาหลัง เลยยืนจิตรวม ถือตะเกียงอยู่อย่างนั้นเลย”
การเร่งความเพียรของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ด้วยการเดินจงกรมไม่หลับนอน ๓ คืนติดต่อกันนั้น เป็นเพราะจิตใจดึงดูดให้ทําความเพียร โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พระโสณะ ท่านประกอบความเพียรเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก เดินนานเท่าไร จนฝ่าเท้าแตก เรียกว่า พระโสณะ ผู้เด่นทางความเพียร บรรดาสาวกทั้งหลาย พระโสณะเป็นผู้เด่นทางความเพียร เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก การเดินจงกรมทําความเพียรด้วยจิตใจที่ดึงดูดมันเอาจริงเอาจังนะ ว่าเดินก็ไม่รู้เวลาหยุด ถ้านั่งภาวนาเหมือนกัน ควรที่จะเด่นจึงได้ยกยอว่าเด่นในทางนั้นทางนี้ อย่างพระโสณะท่านเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก เดินไม่หยุดไม่ถอย จิตใจเพลิน ไม่ใช่ท่านฝืนเดินนะ จิตใจเพลินทําความเพียรเลยไม่รู้จักหยุดจนฝ่าเท้าแตก คือเป็นไปด้วยจิตใจ จิตใจดึงดูดๆๆ
ทําอะไรถ้าทําด้วยจิตใจแล้ว มันไม่มีเวลํ่าเวลานะ มันดูดของมันเอง จิตดูดทําความเพียร อย่างพระโสณะท่านเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกก็เพลินเดิน เพลินที่จิตกับธรรมหมุนกันอยู่ภายใน ไม่ใช่เดินเฉยๆ เดินมีเครื่องดึงดูดอยู่ภายใน ลืมเวลํ่าเวลา ทําด้วยนํ้าใจ ใจเพลินในความเพียร คือเป็นด้วยหัวใจนะ จิตใจดึงดูดทางความเพียร ทางขาก็ก้าวเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งฝ่าเท้าแตกมันเพลินทางความเพียร อะไรก็ตามถ้าทําไปด้วยนํ้าใจจะมีกําลังมาก ลืมเวลํ่าเวลา ลืมเหน็ดลืมเหนื่อย เพลินเรื่อย ใจพาหมุนอยู่ภายใน ลงทางจงกรมแล้วไม่รู้จักหยุด คือมันเพลินอยู่ภายใน ไม่ใช่ถูไถไป มันเป็นความเพลินภายในใจดึงดูด เวลํ่าเวลาไม่คํานึงจนกระทั่งจะก้าวขาไม่ออกรู้ว่าเหนื่อย คือจิตใจมันเป็นอยู่ภายใน
พระโสณะที่เด่นทางความเพียร บรรดาสาวกทั้งหลายมีพระโสณะเด่นทางความเพียรเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก ถ้าทําด้วยใจ ใจพาให้เพลิน มันก็เดินเรื่อยๆ ถ้าใจพาเป็นพาไปแล้วมันมีกําลังทั้งนั้นล่ะ ถ้าทําด้วยความขี้เกียจถูไถไปมา ผลก็ไม่ค่อยได้มาก ส่วนความเพียรเป็นไปเองนี้หมุนตลอด เป็นผลไปตลอดเลย ความเพียรมันถึงเวลา… เวลาจิตกับธรรมหมุนกันนี้เพลินนะ เพลิน ลืมเวลํ่าเวลา เดินจงกรมนานเท่าไรลืมไป ถ้าว่านั่งก็เพลิน มันเป็นอยู่ที่ใจ
อย่างพระโสณะจนกระทั่งฝ่าเท้าแตก คือจิตพาเพลิน เพลินเดินเรื่อยๆ วันนี้ก็เดิน กลางคืนก็เดิน กลางวันก็เดิน เว้นแต่หลับ ทําทุกวัน สุดท้ายฝ่าเท้าก็แตก คือทําด้วยใจพาเพลิน ใจพาเพลินให้ทํา ถ้าบังคับใจให้ทํา มันไม่ถึงไหนล่ะ ถ้าทําไปด้วยความดึงดูดนี้มันดึงดูดจริงๆ มันเป็นอยู่กับผู้ทํานะ ผู้ทํามีใจดึงดูดอยู่ภายใน เดินก็ลืมเวลํ่าเวลา นั่งก็เหมือนกัน คือใจพาเพลินอยู่ภายในอะไรก็ตามถ้าใจพาเพลินแล้วได้ผลทั้งนั้นล่ะ ถ้าเราถูไถบังคับก็ดีอยู่ แต่สู้ความดึงดูดเองไม่ได้ ความดึงดูดของจิตหมุนไปเรื่อย อย่างนี้ลืมเวลํ่าเวลา ถ้าบังคับไม่ได้นาน สําหรับพระโสณะจนฝ่าเท้าแตก ท่านเดินจงกรมเดินจนฝ่าเท้าแตก”
ความเป็นอยู่สมัยบ้านห้วยทรายอดอยาก
การเป็นอยู่ของพระเณรสมัยนั้น อยู่กันอย่างประหยัด บิณฑบาตแบบ ธุดงควัตร คือ ชาวบ้านเขาจะหมกห่ออาหารใส่บาตรพร้อมกับข้าวเหนียว ไม่ได้นําอาหารตามมาส่งที่วัด แต่ว่าศรัทธาของชาวบ้านแถวนั้นเขาดีมาก ทั้งๆ ที่อดอยาก โดยเฉพาะแล้วเรื่องอาหารการกิน เขามีกบหรือเขียดตัวเดียวอย่างนี้ เขาก็แบ่งใส่บาตรได้ ๔ บาตร ๔ องค์ก็มี ในคราวที่อดอยาก มะเขือลูกเดียวอย่างนี้ เขาจะผ่าใส่บาตรได้ ๔ องค์ ทั้งนี้เนื่องจากทางภาคอีสานกันดารนํ้า โดยเฉพาะหน้าแล้ง บางแห่งไปกินนํ้าในสระ พร้อมทั้งไปตักเอาไกลด้วย เป็นระยะทาง ๒ – ๓ กิโลเมตรก็มี เพราะขุดบ่อไม่มีนํ้า ถึงจะมีบางแห่ง นํ้าก็เค็มกินไม่ได้ และสิ่งที่ตามมาด้วยก็คือความอดอยากเรื่องอาหารการกิน
ภาคอื่น บางคนมักจะว่าคนอีสานนี้กินไม่เลือก ก็เพราะเหตุว่าความที่มันหาไม่ได้นั้นเองมีอะไรเขาก็จับกินไป พวกนํ้าร้อน นํ้าชา โกโก้ กาแฟ และนํ้าตาล อย่างนี้ไม่ต้องถามหา แม้แต่ภาพยังไม่เคยเห็นเลย อาศัยเอาแก่นไม้ รากไม้ ใบไม้มาต้มฉัน นานๆ จะมีนํ้าอ้อยก้อนทีหนึ่ง แต่นํ้าอ้อยสมัยนั้นอร่อยมาก ก้อนเดียวแบ่งกันฉัน ๓ – ๔ องค์ ก็ยังพอ และอร่อยด้วย ไม่เหมือนนํ้าอ้อยสมัยทุกวันนี้
เรื่องอดีตชาติของหลวงตาพระมหาบัว – พระอาจารย์สิงห์ทอง – คุณแม่ชีแก้ว
เมื่อครั้งที่พระอาจารย์อุ่นหล้ายังเป็นสามเณรอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดนั้น ท่านเคยได้ยินพระในวัด (จําไม่ได้ว่าใคร) พูดกันว่า คุณแม่ชีแก้วเคยได้นิมิตว่า ในอดีตชาติท่านอาจารย์พระมหาบัวเคยเกิดในสมัยพุทธกาลเป็น ท้าวพันธุละเสนาบดี ทหารเอกของพระเจ้าปเสนทิโกศล ส่วนคุณแม่ชีแก้วได้เกิดเป็นนางมัลลิกา ภรรยาของท้าวพันธุละเสนาบดี มีลูกด้วยกันเป็นชายฝาแฝดทั้งหมด ๑๖ คู่ (๓๒ คน)
คุณแม่ชีแก้วเคยเล่าว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเคยเกิดเป็นลูกของท่านและได้ดื่มนํ้านมของท่านตั้งแต่อดีตชาติรวมกันแล้วมีปริมาณมากกว่านํ้าในหนองนํ้าบ้านหนองสูงเสียอีก
พระอาจารย์อุ่นหล้าเคยได้ยินคุณแม่ชีแก้วเล่าให้ฟังว่า ในอดีตชาติ โยมมารดาของพระอาจารย์สิงห์ทองเคยเกิดเป็นน้องสาวคุณแม่ แต่ในชาติปัจจุบันนี้โยมมารดาของพระอาจารย์สิงห์ทองมีอายุมากกว่าคุณแม่ชีแก้ว ด้วยเหตุนี้คุณแม่ชีแก้วจึงรักโยมมารดาของพระอาจารย์ สิงห์ทองมากตั้งแต่พบกันครั้งแรกที่วัดป่าบ้านตาด ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เลยทีเดียว
คุณแม่ชีแก้วเคยพูดกับคุณหมอเพ็ญศรีว่า พระอาจารย์อุ่นหล้าในอดีตชาติไม่เคยเกิดเป็นลูกคุณแม่ชีแก้วเลย แต่ถึงกระนั้นพระอาจารย์อุ่นหล้าก็รักและไปเยี่ยมคุณแม่ชีแก้วเป็นประจํามิได้ขาดเลย
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องอดีตชาติของคุณแม่ชีแก้วและท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไว้เพิ่มเติมดังนี้
“มีที่คุณแม่ชีแก้วเป็นไก่ และมีลูก ๒ ตัว เป็นไก่ เพราะว่า คุณแม่ชีแก้ว ท่านเล่าว่าท่านเคยเกิดเป็นไก่ และก็รู้สึกว่าท่านนี่… แต่ไม่รู้นะ เพราะว่าบางเล่มที่เขียนนี่ เหมือนอย่างกับว่า ลูกอีกหนึ่งนี่คือ ท่านอาจารย์ฟัก แต่เท่าที่จําได้ คือ หลวงปู่จาม ท่านอาจารย์สิงห์ทองนี่จะเป็นลูกชายคนโต หลวงปู่จามเป็นลูกชายคนเล็ก และคุณแม่ชีแก้วนี่จะบอกว่า ลูก ๒ คนนี้จะติดท้องท่านเสมอเลย คือ ชาติอื่นๆ บางองค์ก็พลัดพรากกันไป อย่างท่านอาจารย์ฟักก็เคยใช่ แต่หลวงปู่จาม และ ท่านอาจารย์สิงห์ทอง นี่จะคู่กันเลย หลวงปู่เพียรก็เคยเป็นลูก ระหว่างนั้นก็หลวงปู่เพียร หลวงปู่ฟัก อะไรต่ออะไร
คุณแม่ชีแก้ว จะพูดถึงคู่นี้ ตอนที่คุณแม่ชีแก้วนี่มาเป็นไก่ แล้วก็ที่จําได้ ท่านอาจารย์สิงห์ทองกับหลวงปู่จามนี่เป็นลูกไก่ คุณแม่ชีแก้วก็สอนลูกว่า ไอ้ที่เขาเอาข้าวมาโปรย อย่าตามนะ เพราะเขาจะหลอกให้เราหลง แล้วเขาก็จะจับเราไปฆ่า แล้วท่านสิงห์ทองก็ดื้อ ก็มันหิวนี่ เพราะฉะนั้นก็ไปกิน แล้วก็ถูกจับไปฆ่าจริงๆ”
นิมิตคุณแม่ชีแก้วก่อนองค์หลวงตาและคณะจําพรรษาบ้านห้วยทราย
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เดินทางธุดงค์นําพระสงฆ์สามเณร ได้แก่ หลวงปู่บุญเพ็ง หลวงปู่ลี สามเณรภูบาล ฯลฯ ไปจําพรรษาที่บ้านห้วยทราย และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง หลวงปู่เพียร ฯลฯ ได้มาอยู่จําพรรษา
ก่อนที่หลวงตาพระมหาบัว จะไปอยู่ที่วัดป่าบ้านห้วยทราย (วัดป่าวิเวกวัฒนาราม) นี้ ขณะที่คุณแม่ชีแก้วนั่งภาวนาได้เกิดนิมิตเห็นว่า มีเดือนตกลงมาที่วัดป่าบ้านห้วยทราย จากนั้นดวงดาวที่ล้อมรอบก็ตกลงมาด้วย คุณแม่ชีแก้วก็พยากรณ์ว่า จะมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญและพระสงฆ์ไม่ตํ่ากว่า ๑๐ รูป มาที่บ้านห้วยทราย
ต่อมาไม่นานหลวงตาพระมหาบัวก็ได้เดินทางมาที่บ้านห้วยทรายจริงๆ ดังนิมิตของท่าน ทําให้ท่านเกิดความปีติยินดีมาก เพราะจะได้พบพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาเป็นครูบา–อาจารย์สั่งสอนท่าน ดังที่หลวงปู่มั่นได้บอกไว้ ในเวลานั้นนับได้ว่าเป็นมงคลกาลอีกสมัยหนึ่งของชาวบ้านห้วยทราย
การจําพรรษาที่บ้านห้วยทรายนี้ ท่านหลวงตาพระมหาบัว และ สามเณรภูบาล ได้ไปจําพรรษาอยู่ในถํ้าบนภูเขา ห่างจากบ้านห้วยทรายไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑ กิโลเมตร ส่วนพระภิกษุท่านอื่นๆ ก็จําพรรษาอยู่ที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย นั่นเอง
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์ถึงเรื่องนิมิตของคุณแม่ชีแก้วไว้ดังนี้
“เราพูดตามความแก (คุณแม่ชีแก้ว) เก่ง เอ้อ ! ปีนี้จะมีครูบาอาจารย์เรามา คล้ายคลึงกับญาท่านมั่น (หลวงปู่มั่น) จะมาปีนี้ล่ะ พวกเราจะชุ่มเย็น ตั้งแต่ญาท่านมั่นออกไปแล้วนี้แห้งผากบรรดาพระเณรทั้งหลาย คราวนี้จะมีล่ะ นั่นเห็นไหม ปรากฏแล้ว
เวลาถามแก นานๆ ถึงถาม แกว่า “ดวงดาวเหาะลอยมาบนอากาศ ดวงใหญ่ดวงเล็กเหาะลอยล้อมรอบ มาลงห้วยทรายเราหมด ลงข้างๆ ลงนี้หมด …ดาว” ปีนี้จะมีครูอาจารย์ แน่ะแปลกอยู่นะแก ตั้งแต่ญาท่านมั่นไปแล้วจากนู้นมาหายเงียบ จะมีคราวนี้ล่ะไล่เลี่ยกัน แกพูดอย่างออกหน้าออกตา เพราะแกพูดด้วยความรู้ของแก มีปีนี้ล่ะ จากนั้นมาบรรดาประชาชนลูกศิษย์ลูกหา มีพระมาพักห้วยทรายทีไรหลั่งไหลออกไปดู ใช่ไหม “ไม่ใช่ๆ” บอก นี่เปิดอกให้ฟังเสียพอไป ใช่ไหม “ไม่ใช่ๆ” ที่พาเหาะลอยมาตามบนฟ้าสว่างจ้ามานั่น ตามบนฟ้าเต็มฟ้ามาเลยดวงใหญ่ดวงเล็กลงห้วยทรายนี้หมด ลงกระจายออกไปตามนี้หมด นั่นล่ะเวลาแกออกจากที่ของแกแล้วแกจะบอก
ปีนี้จะมีครูอาจารย์มาโปรด เหาะลอยมาจากบนฟ้าดวงสง่างาม ดวงใหญ่ดวงเล็กมารอบๆ มีครูบาอาจารย์องค์ไหนมา ไปดู เป็นยังไงใช่ไหม ไม่ใช่ๆ เรื่อย นี่ล่ะความรู้ภายในจะไปถามใครที่ไหน มันชัดอยู่ในหัวใจ ชัดยิ่งกว่าตาเนื้อเรา แม่นยําๆ องค์ไหนมา ไม่ใช่ๆ ทีนี้ก็พอดีหลวงตาบัว หนองแซง (หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ) ชื่อ บัว เหมือนกัน พอว่ามีพระองค์หนึ่งชื่อบัวมาเที่ยวนี้ โอ๊ย ! ต่างคนต่างเตรียมพร้อมออกไป เป็นหลวงตาบัวมาก่อนหน้านั้นสองวัน ชื่อบัว แต่ไม่ใช่ แน่ะเห็นไหม ยังไม่ใช่ยังว่าอีกนะ บัวชื่อเหมือนกันก็ตาม แต่ยังไม่ใช่
อีกสองวันเราก็โผล่ไปล่ะ คือหลวงตาบัวไปก่อนหน้าเรา พวกนี้พวกดักล่ะ เราไปไหนไม่ได้พวกดักตาม ตามธรรมดาเราไปคนเดียวๆ อันนี้ก็ดักตาม พอทราบว่าเราจะมาทางนี้แล้วดักหลวงตาบัวมา ชื่อน่ะใช่ แต่องค์นั้นไม่ใช่ ขบขันดีอยู่นะ นี้เปิดตามหลักความจริง พอดีเราไปหลังหลวงตาบัวสัก ๒ – ๓ วัน เพราะพวกนี้พวกดักเรา ทราบว่าเราจะไปทางห้วยทรายดักหน้าไปก่อน ว่าชื่อบัว ใช่ชื่อนั้นใช่ แต่ตัวยังไม่ใช่ว่าอีกล่ะ พอดีหลังจากนั้นสองวันเราก็ไป นี้ออกมาดูแกพูด
แกกับเราเวลาสนิทสนมกันแล้วแกก็พูดได้ แต่ก่อนแกไม่กล้าพูด พูดได้แต่ว่า พอญาท่าน(หลวงปู่มั่น) จะไป ท่านสั่งเสีย “ต่อไปนี้อย่าภาวนา” ท่านว่า คือจิตแกผาดโผนมาก แกมาภาวนารักษาไม่ได้จะเป็นบ้าได้ เข้าใจไหมล่ะ พอไปแกเล่าให้ฟัง เราเข้าใจทันที พอเล่าให้ฟังเข้าใจ จากนั้นแกก็เปิดเรื่องของแก อ๋อ ! นี่ล่ะที่พ่อแม่ครูจารย์ห้ามไม่ให้ภาวนา “จะเป็นบ้ากับโลกเขาก็แล้วแต่เถอะ” ท่านว่างั้นนะ “ถ้าเป็นเณร จะเอาไปด้วย” ท่านจะบวชเป็นเณรเอาไปด้วย ท่านว่า “แต่นี้มันเสียที่เป็นผู้หญิง เลยเอาไปไม่ได้ เอา อยู่ไป จะเป็นบ้ากับโลกเขาก็แล้วแต่เถอะ” ท่านว่าท่านก็ไป ท่านก็ทิ้งท้ายไว้อีก “ต่อไปจะมีผู้มาสอนอยู่นะ” ท่านว่า “ต่อไปนี้จะมีผู้มาสอนอยู่” แกก็เล่าหมด เราไปนั้น แกก็เล่า ใครมาสอน แกก็เล่าให้ฟัง
พอไปถึงนั้น นี่ที่มันสําคัญ องค์ใดมา ไปดูไม่ใช่ๆ คือแกทราบตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว คือเหาะลอยมาดวงดาวเต็มฟ้า ไฟสว่างไสวดวงใหญ่ดวงเล็ก มาลงห้วยทรายรอบๆ ห้วยทราย แกจึงบอกว่า คราวนี้จะมีครูอาจารย์มาโปรดพวกเรา ไล่เลี่ยกับหลวงปู่มั่น ก็พอดีเราไป นั่นล่ะเป็นอย่างนั้น ทีนี้พอไปถึงแล้ว ออกมาดู พอมาดูทีนี้พูดไม่ได้เลย ตอนคุ้นกันแล้วนะ นี่เราเปิด แกก็ตายไปแล้ว เราก็อยู่อย่างนี้ ไม่มีได้มีเสียอะไรต่อกัน ก็จะเปิดให้ฟัง พอมาเห็นทั้งจะปวดหนัก ทั้งจะปวดเบา แกว่า พอไปแล้ว เป็นยังไง องค์นี้ใช่ไหม ใช่องค์นี้แหละๆ ว่างั้นเลย ทั้งปวดหนักทั้งปวดเบา มันลง มันกลัว ทั้งกลัว ทั้งเคารพ จึงบอกทั้งปวดหนัก ทั้งปวดเบา พอเจอเข้ามันโดนปึ๋งเลย แต่คอยดูไป ท่านจะสอนพวกเราไหม ดูไป”
สายใยแห่งธรรม
สายใยแห่งการสร้างบารมีธรรม เพื่อความพ้นทุกข์ร่วมกันนั้น มีมาแต่อดีตกาลอันยาวไกล การบําเพ็ญบารมีอย่างต่อเนื่องร่วมกันอย่างยาวนานแสนนานจนกว่าจะพ้นทุกข์ ทั้งในสายโลหิต ทั้งในสายสัมพันธ์ฉันท์อาจารย์กับศิษย์ และฉันท์มิตรสหายธรรมนั้น ย่อมประสบความสุข – ทุกข์ ประสบความยากลําบากจากอุปสรรคต่างๆ ทําให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นความผูกพันอันลึกซึ้ง ซึ้งใจ และจริงใจ จนเป็นสายใยสายใจแห่งธรรมอันเหนียวแน่นบริสุทธิ์ ซึ่งมิอาจจะตัดขาดสายสัมพันธ์นั้นได้
ในครั้งพุทธกาล เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ออกผนวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานองค์แรกของโลก และได้ตรัสรู้วิมุตติธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นในโลก จากนั้นองค์พระบรมศาสดาได้เสด็จกลับมาเทศนาธรรมโปรดบริษัทบริวารทั้งหลายนับแต่พระปัญจวัคคีย์ ชฎิล ๓ พี่น้องและบริวาร ฯลฯ รวมทั้งโปรดพระราชบิดา พระราชชายา และ พระราชโอรส ตลอดพระประยูรญาติ จนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์จํานวนมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งล้วนเคยร่วมสร้างบารมีกับพระองค์มาในอดีตชาติ
ในครั้งกึ่งพุทธกาล ขอยกกรณี องค์หลวงตาพระมหาบัว คุณแม่ชีแก้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย ก็เช่นเดียวกัน ในอดีตชาติท่านเคยมีความสัมพันธ์ฉันท์ครอบครัวกันมา ในปัจจุบันชาติเมื่อองค์หลวงตาพระมหาบัวบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านได้เมตตาเทศนาธรรมโปรดคุณแม่ชีแก้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย จนบรรลุธรรมตามๆ กันมา นอกจากนี้องค์หลวงตาพระมหาบัว ยังได้สอนชี้แนะและให้อุบายธรรมกับพระศิษย์หลวงปู่มั่นอีกหลายองค์ จนท่านเหล่านั้นบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่คําดี ปภาโส หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เป็นต้น ซึ่งท่านเหล่านี้ย่อมเคยสร้างบารมีกับองค์หลวงตามาแล้วในอดีตชาติ
คุณแม่ชีแก้วบรรลุธรรมขั้นสูงสุด
การบรรลุธรรมของคุณแม่ชีแก้ว ซึ่งได้รับการอบรมสั่งสอนจากองค์หลวงตาพระมหาบัวจากประวัติคุณแม่ชีแก้ว ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์มั่นได้บอกไว้ล่วงหน้าถึง ๓๔ ปีว่า คุณแม่ชีแก้วจะได้พบครูบาอาจารย์องค์สําคัญมาสั่งสอนแนะอุบายการภาวนา ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ก็ได้พบท่านอาจารย์พระมหาบัว ซึ่งองค์ท่านรู้อาการของจิตที่โลดโผนพิสดารอย่างนั้น ถ้าหากได้รับคําแนะนําอุบายปฏิบัติอย่างถูกทาง ก็สามารถจะได้รู้ธรรมก้าวหน้าโดยรวดเร็ว องค์ท่านรู้ว่าจิตคล้ายคลึงกับจิตท่านพระอาจารย์มั่น ดังนั้น ถ้าหากได้ใช้ศักยภาพจิตของคุณแม่ชีแก้วที่พิเศษพิสดารนั้นเป็น ๒ แนว คือ ปล่อยไปตามยถากรรม กับ แนะนําช่วยเหลือ
คุณแม่ชีแก้วได้มุ่งมั่นทําความเพียรตามอุบายที่ลํ้าลึกนั้น สืบต่อเนื่องอย่างไม่ลดละ ซึ่งยังไม่เคยรู้สว่างจ้ามาก่อน เมื่อสอบถามผลการภาวนาในตอนนั้น ท่านตอบว่า “ได้แต่เฝ้าดูจิตใจอย่างนี้ ต่อไปภายภาคหน้าสุดแต่วาสนาบารมีจะเป็นไป ไม่คาดเดาจะเป็นจะได้ รู้แต่ว่าตั้งใจดูจิตดูใจของตนนี้เท่านั้น”
เช้ามืดวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๕ คุณแม่ชีแก้วอายุ ๕๑ ปี ได้ทําความเพียรเดินจงกรมต่อเนื่องตลอดคืน ด้วยความเหนื่อยอ่อนหัวใจ พักสักครู่แล้วจะได้ทําครัวเตรียมอาหารไปถวายพระสงฆ์ จึงทอดอาลัยเอนกายล้มตัวลงนอนบนแคร่ไม้ไผ่ข้างทางจงกรมใต้ต้นพะยอมใหญ่หัวทางจงกรมนั้น เมื่อกายสัมผัสพื้นก็ปรากฏเสียงครืนเหมือนฟ้าผ่าปานแคร่จะหัก บัดดลปรากฏแสงสว่างไสวจ้าขึ้น และมีเสียงดังเข้าที่จิตใจว่า “ภพชาติสิ้นแล้ว” นํ้าตาไหลพรากไม่มีประมาณประจักษ์แจ้งแก่ใจแล้วว่า เป็นชัยชนะเหนือวัฏสงสาร ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกเป็นอนันตกาล”
คําของคุณแม่ชีแก้ว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านมีความสัมพันธ์รักผูกพันฉันท์ครอบครัวกับองค์หลวงตาพระมหาบัว คุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า และหลวงปู่เพียร วิริโย จากประวัติหลวงปู่เพียร วิริโย ได้บันทึกเรื่องราวในอดีตชาติจากคําของคุณแม่ชีแก้วไว้ดังนี้
“สมัยที่หลวงปู่เพียรได้พักอบรมศึกษาอยู่กับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ที่วัดป่าศรีดอนเงินนั้น ท่านว่าจิตของท่านได้รวมลงสู่ฐานของสมาธิเป็นครั้งแรก
ออกพรรษาปีนั้น (พ.ศ. ๒๔๙๕) หลวงปู่เพียรต้องการจะกลับไปเยี่ยมบ้าน เพื่อทําบุญอุทิศให้กับโยมแม่ของท่าน พอดีท่านได้รับจดหมายจากท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งขณะนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทองศึกษาอบรมอยู่ที่บ้านห้วยทราย ใจความของจดหมายว่า “ให้หลวงปู่เข้าถวายตัวเป็นศิษย์ต่อองค์หลวงตาพระมหาบัว”
หลวงปู่เพียรจึงได้กราบลาหลวงปู่อ่อน และได้เดินทางไปยังหมู่บ้านท่าลาดเพื่อทําบุญอุทิศให้โยมแม่ของท่าน และท่านยังได้สอบถามโยมพี่สาวของท่านเกี่ยวกับเรื่องที่โยมแม่ท่านเสียชีวิต พร้อมกับเหตุการณ์ในวันประกอบพิธีศพ ซึ่งเรื่องราวต่างๆ ที่โยมพี่สาวเล่าให้ท่านฟังก็ตรงกับนิมิตที่มาปรากฏในสมาธิภาวนาของท่านเมื่อครั้งพักจําพรรษาที่ ๓ ที่วัดป่าหนองโดก(วัดป่าโสตถิผล) จังหวัดสกลนคร นั่นเอง
เมื่อเสร็จจากการทําบุญอุทิศให้กับโยมแม่แล้ว ท่านจึงได้เดินทางมายังสํานักวัดห้วยทราย เขตอําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร (สมัยนั้นขึ้นกับจังหวัดนครพนม) วันนั้นท่านได้เดินแวะเข้าไปที่สํานักชี ซึ่งมีคุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า เป็นเจ้าสํานัก
ในเช้าของวันนั้น ก่อนที่หลวงปู่เพียรจะไปถึง คุณแม่ชีแก้วได้พูดกับบรรดาแม่ชีในสํานักว่า “…วันนี้ลูกชายของเราจะมา…” พอตกถึงบ่ายวันนั้น หลวงปู่ก็ได้เดินทางเข้าไปสํานักชีแต่เพียงรูปเดียว
ในเรื่องนี้ หลวงปู่เพียร ท่านได้เล่าให้พระฟังถึงเรื่องที่คุณแม่ชีแก้วได้บอกกับหลวงปู่เพียรสมัยที่ศึกษาอบรมอยู่ที่บ้านห้วยทรายว่า “ท่าน (หลวงปู่เพียร) เคยเกิดเป็นลูกชายในอดีตชาติของคุณแม่ชีแก้ว โดยมีองค์หลวงตาพระมหาบัวเป็นพ่อ และมีท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นพี่ชายในชาตินั้น” (บันทึก ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒)”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเสริมไว้ว่า “ในชาตินั้นมีหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ ด้วย หลวงปู่จามนี่จะเป็นลูกคนเล็ก”
ยุคแรกของห้วยทรายเหมือนกับยุคหนองผือ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้อยู่จําพรรษากับองค์หลวงตาพระมหาบัว ที่วัดป่าบ้านห้วยทราย จากประวัติหลวงปู่เพียร วิริโย ได้บันทึกเหตุการณ์สําคัญยุคห้วยทรายไว้ดังนี้
“สมัยอยู่กับองค์หลวงตามหาบัวซึ่งเป็นองค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ของท่านนั้น ในยุคแรกของห้วยทราย ท่าน (หลวงปู่เพียร) เล่าว่า ปฏิปทาที่องค์หลวงตาพาดําเนินนั้น เป็นปฏิปทาที่เหมือนกับยุคหนองผือที่องค์หลวงปู่มั่นพาคณะดําเนินมาก
องค์หลวงตาท่านจะทําอะไรด้วยองค์ท่านเองตลอด เช่น ในช่วงเย็น พระที่มีหน้าที่ปฏิบัติจะนํากานํ้าร้อนไปวางไว้หน้าห้องสรง องค์ท่านจะสรงนํ้าเอง กุฏิขององค์หลวงตานั้นเป็นกุฏิเล็กๆ มุงด้วยแฝกเตี้ยๆ เวลาไปรับกระโถนตอนเช้า องค์ท่านจะส่งออกมาทางหน้าต่างซึ่งเป็นฝาขัดแตะ
ในพรรษาปี ๒๔๙๖ นี้ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ได้กลับขึ้นมาจากภาคใต้และได้มาร่วมจําพรรษาด้วย ซึ่งในปีนั้นมีพระทั้งหมด ๑๑ รูป สามเณร ๔ รูป ดังนี้ มีองค์หลวงตาพระมหาบัวเป็นหัวหน้า ท่านพระอาจารย์สม โกกนุทฺโท (วัดเวียงสวรรค์ จังหวัดลําปาง) ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร (วัดป่าแก้วชุมพล จังหวัดสกลนคร) หลวงพ่อนิล ญาณวีโร (วัดป่าประดู่ จังหวัดปราจีนบุรี ท่านเป็นพ่อของสามเณรบุญยัง) หลวงปู่เพียร วิริโย (วัดป่าหนองกอง จังหวัดอุดรธานี) ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม (วัดป่าประสิทธิ์สามัคคี จังหวัดสกลนคร) หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต (วัดถํ้ากลองเพล จังหวัดหนองบัวลําภู) ท่านพระอาจารย์สีหา (ภายหลังได้ลาสิกขาบท) หลวงปู่ลี กุสลธโร (วัดภูผาแดง จังหวัดอุดรธานี) ท่านพระอาจารย์สวาท (ภายหลังได้ลาสิกขาบท) สามเณรน้อย (ภายหลัง คือ ท่านพระอาจารย์น้อย ปญฺญาวุโธ วัดป่านานาชาติ สหรัฐอเมริกา) สามเณรน้อย สามเณรโส สามเณรบุญยัง (ต่อมาก็คือท่านพระอาจารย์บุญยัง ผลญาโณ วัดป่าบ้านบาก อําเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ)
ท่านเล่าว่า องค์หลวงตาไม่ได้ประชุมอบรมภาวนาทุกวัน แต่จะประชุมเป็นครั้งคราวไปถ้าวันใดจะมีประชุม องค์ท่านก็จะบอกล่วงหน้าก่อน สําหรับตัวท่านเองนั้นเล่าติดขัดในการปฏิบัติภาวนาก็ไม่เคยได้กราบเรียนถามองค์ท่านสักครั้ง แต่องค์ท่านจะทราบได้ ถึงเวลาองค์ท่านลงมาเทศน์อบรม องค์ท่านจะเทศน์อธิบายตรงที่ตัวท่านกําลังติดข้องโดยไม่ต้องกราบเรียน บางครั้งองค์หลวงตาท่านจะเมตตามาชี้แนะตัวท่านถึงกุฏิที่พักก็เคยมี
ท่านว่าได้นําเอาอุบายที่องค์หลวงตาเมตตาสอนนํามาพิจารณาเพราะเป็นธรรมแท้ ในการพิจารณาครั้งแรกๆ แม้จะเป็นการด้นเดา แต่ก็เป็นการพิจารณาอบรมโดยน้อมนําเข้ามาสู่ตน โดยได้ถือหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นพื้นฐานเพื่อให้เกิดความชํานาญ เพื่อให้เกิดปัญญา
ในส่วนของสมาธิ ท่านสอนว่าแม้ความสงบจะมีไม่มาก ก็สามารถทําให้เกิดปัญญาได้ แต่จะเป็นปัญญาอย่างหยาบและเมื่ออบรมให้จิตมีความสงบมากขึ้น มีกําลังสมาธิมากขึ้น การพิจารณาจะทําให้เกิดอุบายที่แยบคายและเกิดปัญญาอย่างกว้างขวางขึ้นเป็นลําดับ เรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆนั้น นักภาวนาจะต้องนํามาพิจารณาด้วยอุบายแห่งสติปัญญาเสมอ
ท่านว่าอุบายวิธีสั่งสอนของครูบาอาจารย์นั้นมีทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางอ้อมนั้นก็เพื่อ ให้เราได้ใช้ปัญญาค้นคิด ถ้าบอกหมดก็จะกลายเป็นสัญญาความจําไป ไม่ใช่ปัญญา จําเป็นอย่างยิ่งที่นักภาวนาจะต้องคิดค้นด้วยอุบายต่างๆ เอง เพื่อให้เกิดสติปัญญาเป็นสมบัติของตน” (บันทึก ๑๕ – ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕)
และจากหนังสือประวัติหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดภูจ้อก้อ จังหวัดมุกดาหาร ท่านได้บันทึกการจําพรรษาของท่าน ที่บ้านห้วยทราย ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งเป็นยุคที่องค์หลวงตาพระมหาบัว นําปฏิปทาหลวงปู่มั่นมาปฏิบัติอย่างเข้มข้นเหมือนยุคหนองผือ ดังนี้
“ย้อนคืนหลังมาปรารภ คุณเพ็ง คุณสีหาที่ได้เคยอยู่ด้วยกันในยุคหนองผือ พอข้าพเจ้า (หลวงปู่หล้า) มาพักวัดป่าสุทธาวาส คุณเพ็ง คุณสีหา พอได้รับทราบข่าวว่า ข้าพเจ้ามาถึงวัดป่าสุทธาวาสจะไปหาพระอาจารย์มหาบัว ขณะนั้นคุณเพ็งคงอยู่กับหลวงปู่ฝั้น คุณสีหาคงอยู่กับพระอาจารย์วัน ก็พากันชวนกันไปหาพระอาจารย์มหาบัว เพื่อจะได้จําพรรษารวมกับหมู่เก่าอีก เพราะเคยได้อยู่ร่วมกันมาแล้วในยุคหนองผือ รู้จักนิสัยใจคอกันแล้ว จะปฏิบัติสะดวก
สมัยนั้นเป็นเวลาฤดูเดือนพฤษภาคม ข้างแรม หลังวิสาขบูชา ๒๔๙๖ แล้ว พระอาจารย์มหา (พระอาจารย์มหาบัว) ได้ปรารภลับหลังกับหมู่ว่า
“ผมไปอยู่กับหลวงปู่มั่น เสนาสนะเต็มหมด องค์ท่านได้พาหมู่ทํากุฏิให้ผมอยู่ มาบัดนี้ผมจะได้ทํากุฏิให้ท่านหล้าอยู่ล่ะ ผมเป็นเวรกับองค์หลวงปู่ในตอนนี้อีกแล้ว ใช้เวรไปเสีย
แล้วได้รีบทํากุฏิมุงหญ้าปูฟากอีกหลังก็เสร็จไปโดยเร็ว ได้ให้พระอาจารย์สิงห์ทองไปอยู่ แล้วได้สับเปลี่ยนหลังอื่นให้ข้าพเจ้าไปอยู่ แต่อยู่ใกล้พระอาจารย์มหาทางทิศเหนือนั้น กุฏิที่ปลูกใหม่อยู่ใกล้พระอาจารย์มหาทางทิศใต้ สามเณรโสให้อยู่ข้างใกล้โรงไฟ ปีนั้นมีพระ ๑๑ รูป สามเณร ๔ องค์ คือ
๑. พระอาจารย์มหา ผู้เป็นหัวหน้า ๒. พระอาจารย์สม ๓. พระอาจารย์สิงห์ทอง๔. หลวงพ่อนิล ๕. ข้าพเจ้า (หลวงปู่หล้า) ๖. คุณเพียร ๗. คุณสุพัฒน์ ๘. คุณเพ็ง๙. คุณสีหา ๑๐. คุณลี (หลวงปู่ลี) ๑๑. คุณสวาท
เณร ๔ องค์ คือ ๑. เณรน้อย ๒. เณรน้อยอีก ๓. เณรบุญยัง ๔. เณรโส
ปฏิปทาของหลวงปู่มหาพาทําเหมือนสมัยยุคหนองผือ หลวงปู่มั่น เพราะสมัยห้วยทรายแขกโยมยังไม่มาก การบวชพระบวชเณร ถ้ามีขึ้น ก็เดินด้วยฝีเท้า ไปบวชมุกดาหาร ต้องนอนกลางทางคืนหนึ่ง (วัน) ที่สองไปนอนมุกฯ (มุกดาหาร) เช้าฉันเสร็จก็บรรพชาและอุปสมบท เสร็จแล้วออกเดินทางด้วยฝีเท้า นอนค้างคืนกลางทางอีก บิณฑบาตเช้าเสร็จ ฉันเสร็จ เดินทางต่อจึงถึงวัดป่าบ้านห้วยทราย
กองทุกข์เดินทั้งที่เป็นอย่างนี้ ทุกวันนี้ไปไหนๆ ก็มิได้เดินด้วยฝีเท้าพอ ๕, ๖, ๗, ๘ กิโลอะไรเลย แต่ด้านข้อวัตรปฏิบัติชุดเก่ากับชุดหลังนี้พร้อมทั้งจิตใจจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ของใครของมันตามธรรมชาติ จะตัดสินลําเอียงเข้าข้างตัวเลยก็ไม่ได้
และประวัติยุคห้วยทรายก็เป็นยุคที่พระอาจารย์มหา ตีและเข่นพระเณรโดยมิได้เลือกหน้าเหมือนกัน แต่อย่าลืมว่าสมัยบ้านห้วยทรายในยุคนั้น ในศาลาโรงฉันยังได้ใช้กระโถนกระบอกไม้ไผ่บ้านอยู่นะ แม้อยู่ตามกุฏิเป็นส่วนมากก็เหมือนกัน นํ้ามันก๊าดก็มีเพียงปีละ ๒ ปี๊บ ผ้าที่จะทําไตรจีวรก็เหลืออยู่หมดวัดเพียงปีละไม้สองไม้เท่านั้น มูลค่าในวัดทั้งหมดรวมกันในวัด บางทีก็ ๑๐๐ – ๒๐๐ เท่านั้น บิณฑบาตก็มีแต่หมกห่อตกลงในบาตรเป็นส่วนมาก ฉันในบาตรทั้งหวานทั้งคาวพร้อม ไม่ได้ขโมยนํ้าแกงใส่โจกแก้วเลย เว้นแต่นํ้ามะพร้าวเป็นบางคราวเท่านั้น นม โกโก้ กาแฟมาห่างๆ บุหรี่ขาวมาห่างๆ
ปรารภมาทําไม จะเอาไปพระนิพพานด้วยหรือ ?
ปรารภไว้เพื่อให้กุลบุตรสุดท้ายคํานึง จะได้ไม่ลืมตัว ในสมัยวัตถุนิยมหรูหรา เพราะเกรงกิเลสจะหรูหราขึ้น ด้านเสนาสนะก็กั้นใบตองและฟางเป็นส่วนมาก พระอาจารย์มหาก็ยังอยู่กุฏิฟากและมุงหญ้า ประตูหน้าต่างก็ทําเป็นงวง ฝาแถบตอง ผลักไปมา หรือเวิกออกแล้วก็คํ้าเอา
ด้านทําความเพียร มีเวลามากกว่าทุกวันนี้ คราวหนุ่มอยู่ หลวงปู่มหายิ่งประเปรียวกว่านี้มาก พวกลูกศิษย์ที่ได้ไปหุ้มหลวงปู่บ้านตาดในยุคปัจจุบันนั้น องค์ท่านอนุโลมที่สุด อย่าว่าองค์ท่านดุเลย เพราะวัตถุอะไรก็บริบูรณ์หมดแล้ว ล้างมือเปิบเอาเท่านั้น เพียงลงทุนรับแขกไปมาเท่านั้น ถ้าหากว่าแขกไม่มาหาครูบาอาจารย์ชุดเก่าแล้ว จะให้แขกไปหาผีที่ไหนอีกก็ไม่ได้
นํ้าห้วยหนองคลองบึงบาง ไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทร ก็มีทั้งนํ้าใสและนํ้าขุ่น ทั้งสกปรกและสะอาด ตลอดถึงหมู่สัตว์นํ้านานาอเนก ตลอดเพชรพลอยที่อยู่ในท้องมหาสมุทร ทองแดง ทองเหลือง ดีบุก ตะกั่ว ทองคํา เป็นต้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับท่านผู้มีวิชาปัญญาจะเลือกเอาได้ใช้ประโยชน์ จะไปเพ่งโทษทะเลและมหาสมุทรก็ไม่ได้อีกล่ะ”
ยุคบ้านห้วยทรายบางปีพระเณรป่วยเป็นไข้มาลาเรียเกือบหมดทั้งวัด
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้
“บางปีพระเณรป่วยเป็นไข้มาลาเรียเกือบหมดทั้งวัด ยังเหลือแต่ ท่านอาจารย์พระมหาบัว และพระอาจารย์ลี กุสลธโร (วัดป่าภูผาแดง อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดธานี) เป็นผู้ทํากิจวัตรประจําวัน เช่น ปัดกวาดลานวัด และ ตักนํ้าใช้ นํ้าฉัน
บางครั้ง ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็ป่วยหนัก จนชาวบ้านได้พากันออกมานอนเฝ้ารักษา แต่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเคยเล่าว่า “ได้กําลังใจดีในเวลาป่วย เพราะไม่มีที่พึ่ง จะพึ่งกายก็ไม่สบายป่วยไข้ ได้มีโอกาสพิจารณามาก เมื่อพิจารณากันไม่หยุดไม่ถอย มันก็รู้ก็เข้าใจในเรื่องของกายและจิต ครูบาอาจารย์สมัยก่อนได้กําลังใจเพราะการป่วยไข้นี้มีมากๆ เลย และกําลังใจท่านก็เข้มแข็งไม่เหมือนพระนักปฏิบัติทุกวันนี้ เอะอะก็หมอ เอะอะก็หมอ นิโรธของนักปฏิบัติก็เลยอยู่กับหมอ ไม่ได้อยู่กับธรรมะของพระพุทธเจ้า กําลังใจอ่อนแอเอามากๆ เลย เห็นแล้วบางทีก็หนหวย (รําคาญ)”
ท่านเล่าครูบาอาจารย์ป่วยไข้ชอบอยู่ตามลําพัง
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเคยอยู่อบรมธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่น เคยอยู่กับองค์หลวงตาพระมหาบัวเป็นเวลาหลายพรรษา และเคยอยู่กับครูบาอาจารย์ศิษย์อาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น ดังนั้น ท่านจึงทราบอัธยาศัยของครูบาอาจารย์ที่มีอรรถมีธรรมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเวลาที่ครูบาอาจารย์ป่วยไข้ ท่านจะรักษาด้วยธรรมโอสถ ท่านชอบอยู่ตามลําพัง ไม่ชอบให้ใครมาเกี่ยวข้อง ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ดําเนินตามปฏิปทาข้อนี้อย่างเด่นชัด โดยท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“รักษา อยากทําแบบไหน ก็ทําไป มันไม่ใช่ทํานองนั่น ธรรมของพระพุทธเจ้ามี บัญญัติไว้สําหรับคนไข้ บัญญัติไว้สําหรับคนพยาบาลดูแล ท่านกล่าวไว้ทุกแง่ทุกมุม พระพุทธเจ้าผู้รู้ผู้ฉลาด เราดูเราเห็น เรานั่นพิจารณาสอนตัวของเรานั่นล่ะ พิจารณาถูก ใจมันก็สบายหมด ไข้ป่วยก็หายเลย แต่ก่อนมันไม่ได้พิจารณาเรื่องทุกข์ ประจักษ์ในจิตในใจ
เมื่อมันไข้มันป่วยมา มันแสดงขึ้น มันได้พิจารณาง่าย มันอยู่ตื้น มองเห็นง่าย เวลาอยู่ดีสบาย มันอยู่ลึก มันมองเห็นยาก จิตมันไปเพลิดไปเพลิน ไปเกี่ยวไปข้องกับเรื่องอื่น ถ้าพิจารณาอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องสบายใจไป
ไข้นานๆ ก็ดีล่ะ จะได้พิจารณามันนานๆ จะได้ชํานิชํานาญในการพิจารณา จิตใจมันยังข้องติดคิดปรุงอันใด ก็จะได้แก้ไข กําหนดให้มันรู้
ไข้ไม่นาน มันหายง่าย ก็ดีล่ะ จะได้ทําข้อวัตรข้อวา ทําส่วนอื่นต่อไป คิดให้มันดีทุกอย่าง อย่าสิให้มันเสีย ถ้าคิดให้มันดี ใจมันดีแล้ว มันก็สบาย ถ้าคิดไม่ดี ใจไม่ดี ไม่สบายคนเรา ไม่สบายใจ มันรักษายาก อาศัยตั้งแต่ธรรมวินัย อาศัยตั้งแต่สติปัญญาเท่านั้น ไม่สบายกายยังมีหยูกมียารักษา ไม่สบายใจ มันไม่มียาจะไปรักษาให้ ถ้าเจ้าของไม่รักษาเจ้าของเอง
นี่ผู้เฒ่าเคยอบรมมาระยะหลายปีแล้ว ให้พินิจพิจารณา ให้มีความรู้ความสามารถในเรื่องนี้ มันก็จะพอจะพิจารณาไปได้
ปกติครูบาอาจารย์ หรือผู้มีอรรถมีธรรมไข้ ท่านชอบอยู่สงบ ไม่ชอบให้คนไปกังวลไม่ชอบให้คนไปเกี่ยวข้อง เพราะคิดแล้วเห็นแล้วเรื่องของแก่ ของเจ็บ ของตาย ไม่มีผู้ใดจะไปช่วยเหลือเกื้อหนุนได้ อยู่ผู้เดียวหลับหูหลับตาอยู่ พินิจพิจารณาอยู่ มันสบาย มันไม่มีเรื่องไปยั่วยุก่อกวนจิตใจให้คิดปรุงขึ้นไปแนวใหม่ ท่านถึงชอบที่สงบสงัด ชอบปฏิบัติอยู่โดดเดี่ยว ผู้คนมาเยี่ยมไข้ทีหลัง ดูมากหน้าหลายตา ผู้นั่นถามอย่างนั่น ผู้นี่ถามอย่างนี่ มันก็เสียเวลาในการภาวนา ในการพิจารณาเรื่องของตัว
อย่างท่านอาจารย์บ้านตาด (องค์หลวงตาพระมหาบัว) ท่านเคยสั่งไว้ ถ้าเราป่วยหนักอย่าเข้ามาจับต้องกายของเรานะ อย่าเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ใดมาเกี่ยวข้องไม่ได้ ท่านรักษาของท่าน ครั้นไปจับไปถูก ไปแตะไปต้องเนื้อตัวท่าน มันเป็นไปอีกอันหนึ่ง จิตมันจะไปคิดไปปรุงนําเรื่องนั่น (เรื่องที่ท่านป่วย) มันจะไม่พิจารณาสะดวกสบาย
เหมือนกันกับเราเดินไปขวากไปหนามล่ะ ถึงตีนเราดีอยู่ แต่ขวากหนามมันมี ก็ได้เหยาะได้ย่องไป นี่การพิจารณาภายใน การรักษาจิตรักษาใจของตัว ท่านถึงสอนให้หาสงบวิเวก หาทางพินิจพิจารณาให้มันแจ่มกระจ่างในจิตในใจ”
ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๔๙๗ นี้ หน้าแล้งบางปีออกเที่ยววิเวก
ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๔๙๗ นี้ พอดีตกหน้าแล้ง บางปีท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะออกไปเที่ยววิเวกตามที่ต่างๆ ตามภูเขาในแถบอําเภอหนองสูง และ อําเภอคําชะอี เช่น ภูผากูด ภูเก้า ภูจ้อก้อ ซึ่งสถานที่เหล่านั้นล้วนเป็นป่าเป็นเขา สภาพค่อนข้างกันดาร มีบรรยากาศวิเวกเงียบสงัด เป็นสถานที่สัปปายะ เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา และล้วนเป็นสถานที่ซึ่งพ่อแม่ครูอาจารย์เสาร์ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น และพระศิษย์ได้ไปบุกเบิกทั้งสิ้น
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้เดินธุดงค์ตามรอยเท้าพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสอง และธรรมสถานอันเป็นมงคลเหล่านั้น ต่อมาครูบาอาจารย์ได้เดินธุดงค์มาพักปฏิบัติธรรมและพัฒนาสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานจนเจริญถึงปัจจุบันนี้
ฝันเห็นผี
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเคยเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งว่า ท่านได้ไปพักอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองสูง (อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร) ปัจจุบันบ้านหนองสูงเป็นกิ่งอําเภอ และชื่อจริงของวัดก็ไม่ทราบ พักอยู่กับ ท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก มีชาวบ้านหนองแต้ ถ้าจําไม่ผิด เขาไปนิมนต์ให้ท่านไปดูที่ให้เขา (ไปเหยียบให้เขา) เพราะที่หัวนาของเขานั้นแรงมาก (เข็ดมาก) จะไปตัดไม้ตัดฟืนในบริเวณนั้นไม่ได้ จะต้องมีอันเป็นไปให้เห็นจนเป็นที่รู้จักกันว่าที่นั้นมันแรง
เขามานิมนต์ท่าน ท่านก็ไป แต่นี่ไม่ทราบว่าท่านไปกัน ๒ องค์ หรือองค์เดียว จําไม่ได้พอไปถึงแล้ว เขาก็พาท่านเข้าไปในที่แห่งนั้น ที่นั้นจะทําเป็นหอเล็กๆ ไว้ เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปถึงแล้ว ท่านก็ว่า “ไหนผี มันอยู่ตรงไหน” แล้วท่านก็ขี้ใส่นั้น ไม่ทราบว่าท่านปวดขี้มาเมื่อไร เสร็จแล้วออกมา ท่านว่า “ทําไปเลย มันไม่มีผีดอกน่า ไม่เห็นอะไรนี่” แล้วท่านก็กลับวัด พอกลับมาถึงวัด ถึงเวลาปัดกวาด ทําข้อวัตร ก็ทํา สรงนํ้าสรงท่า เดินจงกรม พอคํ่าดึกพอสมควรก็ขึ้นกุฏิไหว้พระสวดมนต์และนั่งภาวนา แล้วก็พักผ่อนหลับนอน
เมื่อท่านนอนหลับเคลิ้มไป แล้วฝันว่า เห็นมีคน ๒ คน เดินคุยกันมา เดินผ่านสนามบินนายเตียง สิริขันธ์ มา รูปร่างใหญ่สูงมาก ดํา ท่านว่ามองเห็นแต่ไกล เพราะสูงกว่าป่าไม้แถวนั้นสูงประมาณ ๑๐ เมตร แล้วเดินเข้าไปในวัด พูดกันว่า “ไหน มันอยู่ไหน” แล้วก็ตรงไปยังกุฏิท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กุฏิของท่านเพียงเข่าของคน ๒ คนเท่านั้น ระยะนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ว่า ท่านปรากฏว่าตนเองนอนอยู่และร่างของท่านก็ปรากฏว่าใหญ่ยาวออกเหมือนกันในความรู้สึกของท่านนั้นว่า จะไม่หนี จะสู้ แล้วคนหนึ่งก็ก้มลงส่องดูท่านพระอาจารย์สิงห์ทองแล้วพูดว่า “อ้าว ! หลานของเรา อย่าทําท่าน” แล้วพากันกลับ”
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ร่วมงานครบรอบวันถวายเพลิงศพหลวงปู่มั่น
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้ติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัว เดินทางไปร่วมงานครบรอบวันคล้ายวันถวายเพลิงศพหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่าสุทธาวาส โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“หลังจากออกพรรษาของปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ที่วัดศรีฐานในแล้ว สามเณรน้อยได้ติดตามไปเที่ยววิเวกกับท่านพระอาจารย์บุญช่วย ธมฺมวโร และได้มางานครบรอบวันคล้ายวันถวายเพลิงศพหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนสาม พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงได้พบท่านอาจารย์พระมหาบัวและท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งมาร่วมในงานนี้ สามเณรน้อยจึงได้ติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัวและท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไปวัดป่าบ้าน–ห้วยทราย หรือวัดป่าวิเวกวัฒนาราม (บ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร) โดยท่านอาจารย์พระมหาบัวได้นําเอาโยมคําตัน (หลวงปู่คําตัน ฐิตธมฺโม วัดป่าดานศรีสําราญ ตําบลศรีสําราญ อําเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ) เดินทางไปด้วยเพื่อไปบวชที่โน่น ท่านเดินเท้าจากวัดดอยธรรมเจดีย์ ไปยังบ้านห้วยทราย ใช้เวลาเดินทางหลายวัน เพราะแวะพักระหว่างทางจึงถึงวัดป่าบ้านห้วยทราย สามเณรน้อยจึงได้จําพรรษาที่วัดป่าบ้านห้วยทราย พร้อมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง โดยมีท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นหัวหน้า
ส่วนสามเณรอุ่นยังอยู่ที่วัดศรีฐานใน ต่อมาสามเณรอุ่นได้ขออนุญาตเจ้าอาวาสในขณะนั้นคือ ท่านพระอาจารย์คําสิงห์ โอภาโส ไปเที่ยววิเวกกับท่านพระอาจารย์สรวง สิริปุญฺโญ โดยได้มาพักที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร กับท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ
ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ได้กล่าวกับท่านพระอาจารย์สรวงว่า “สามเณรนี้เราขอนะ เราจะพาไปเที่ยววิเวกด้วย” สามเณรอุ่นจึงได้ติดตามและอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์สุวัจน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ภายหลังออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านพระอาจารย์บุญช่วย ธมฺมวโร (สามเณรอุ่นเป็นหลานของท่าน) ได้เดินทางมาที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ เพื่อจะมาพาสามเณรอุ่นไปเที่ยววิเวกด้วย แต่เนื่องด้วยสามเณรอุ่นมีหน้าที่อุปัฏฐากท่านพระอาจารย์สุวัจน์อยู่แล้ว สามเณรอุ่นจึงขอไม่ไปด้วย
ท่านพระอาจารย์บุญช่วย จึงสั่งท่านพระอาจารย์สุวัจน์ว่า “สามเณรอุ่นนี้เป็นหลานท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง หากพบท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเมื่อใด ขอให้ฝากสามเณรนี้กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองด้วย” ขณะนั้นสามเณรอุ่นมีอายุได้ ๑๕ ปี เป็นสามเณรพรรษาที่ ๓”
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๗ องค์หลวงตาและท่านได้มาเยี่ยมท่านพระอาจารย์สุวัจน์
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“วันหนึ่งหลังจากออกพรรษาของปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้ไม่นาน ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร เดินทางมาจากวัดป่าบ้านห้วยทราย(บ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร) มาพักอยู่ที่วัดน้อยจอมศรีหรือวัดเทพปัญญาราม (บ้านน้อยจอมศรี อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร) ได้มาเยี่ยมท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
ในขณะนั้นพระสงฆ์ในวัดกําลังลงอุโบสถอยู่ สามเณรอุ่นจึงได้จัดที่ให้ท่าน (องค์หลวงตา) พักกลางวันที่กุฏิของท่านพระอาจารย์สุวัจน์ ท่านได้สั่งสามเณรอุ่นว่า “ไปฟังซิว่าพระสวดปาฏิโมกข์ถึงไหนแล้ว จวนจบหรือยัง” สามเณรอุ่นจึงไปฟังพระสวดปาฏิโมกข์ที่ศาลาได้ยินแต่พระสวดลงท้ายด้วยคําว่า ปาจิตฺติยํๆ (ขณะนั้นสามเณรอุ่นบวชเณรได้ ๓ พรรษาและยังไม่ได้เรียนพระปาฏิโมกข์) จึงกลับมากราบเรียนท่านว่า “พระสวดถึงปาจิตตีย์ขอรับกระผม” แล้วท่านจึงนอนลงให้สามเณรอุ่นนวดเส้นถวาย ท่านได้ถามสามเณรอุ่นว่า “เณรนี่มาจากไหน ? บ้านอยู่ที่ไหน ?” สามเณรอุ่นตอบว่า “บ้านอยู่ที่ศรีฐานขอรับกระผม” ท่านจึงถามต่อว่า “ไม่ใช่เป็นหลานของท่านสิงห์ทองเหรอ ?” สามเณรอุ่นจึงตอบว่า “ใช่ขอรับกระผม” (ความจริงแล้วสามเณรอุ่นไม่ใช่หลานของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แต่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าท่านเป็นหลานของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง)
สามเณรอุ่นได้นวดเส้นถวายท่านจนพระลงอุโบสถเสร็จ ท่านพระอาจารย์สุวัจน์จึงได้มาพบท่าน ท่านได้สนทนาธรรมกันสักพักหนึ่ง ท่านอาจารย์พระมหาบัว และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จึงเดินเท้ากลับไปพักที่วัดเทพปัญญาราม เพราะในสมัยนั้นรถประจําทางมีน้อย”
ท่านฝากสามเณรอุ่นกับท่านพระอาจารย์สุวัจน์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กับ ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ ท่านทั้งสองมีอายุและพรรษาใกล้เคียงกัน เคยออกเดินธุดงค์และจําพรรษาร่วมกัน จึงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้พบสามเณรอุ่น ซึ่งเป็นญาติสนิทของท่าน อยู่อุปัฏฐากรับใช้ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ แล้ว จึงฝากสามเณรอุ่นให้อุปัฏฐากรับใช้ต่อไป โดยประวัติท่านพระอาจารย์สุวัจน์ ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๘ โยมมารดาถึงแก่กรรม เรา (ท่านพระอาจารย์สุวัจน์) ได้เดินทางไปแสดงความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้า พร้อมกับหมู่ญาติมิตร บําเพ็ญกุศลจนแล้วเสร็จ จากนั้นจึงได้เดินทางไปเขตอําเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ได้จําพรรษาที่นี่ด้วย
(ตอนที่อยู่จําพรรษาที่วัดป่าประสาทจอมพระ ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ได้เป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้านและต่างก็ให้ความเคารพเลื่อมใสท่านเป็นอย่างมาก ท่านได้พาญาติโยมปฏิบัติธรรมรักษาศีล)
ในปีนี้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ได้ฝากสามเณรอุ่น จากบ้านศรีฐาน จังหวัดยโสธร ไว้เป็นสามเณรอุปัฏฐากรับใช้เรา”
เมื่อสามเณรอุ่น ไปอุปัฏฐากรับใช้ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ และอยู่ในความดูแลของท่านพระอาจารย์สุวัจน์ นั้น สามเณรอุ่นเป็นสามเณรที่เรียบร้อยว่านอนสอนง่าย ก็ตั้งใจถวายการอุปัฏฐากรับใช้อย่างขยันขันแข็ง ท่านพระอาจารย์สุวัจน์เองก็ให้ความเอ็นดูเมตตารักใคร่ในตัวสามเณรอุ่น โดยท่านได้พาสามเณรอุ่นไปธุดงค์วิเวกทางภาคใต้ ๒ ครั้ง ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้อยู่จําพรรษา และเที่ยววิเวกอยู่ภาคใต้ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จึงได้เดินทางกลับมาร่วมฉลองงานกึ่งพุทธกาล ที่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ
สามเณรอุ่นได้อยู่อุปัฏฐากปรนนิบัติรับใช้ท่านพระอาจารย์สุวัจน์อย่างใกล้ชิด การได้ออกวิเวกธุดงค์ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์อันดีฉันท์อาจารย์กับศิษย์ที่แนบแน่นสนิทสนม ควรค่าแก่การระลึกจดจํากัน
ในกาลต่อมาเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙ หลวงปู่สุวัจน์ อยู่ในวัยชราภาพ ท่านประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะเดินทางไปจังหวัดสุรินทร์ เพื่อไปแสดงธรรมในวันพระ ท่านได้เข้ารับการรักษาอาการที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ท่านมีอาการหนัก เย็บถึงร้อยกว่าเข็ม ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้าเมื่อทราบข่าวนี้แล้ว จึงได้เดินทางไปเยี่ยมอาการหลวงปู่สุวัจน์ ภายในห้อง ICU ซึ่งขณะนั้นท่านได้นอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงคนไข้ เมื่อไปถึงก็จับมือท่าน กํามือท่านพร้อมกับกราบเรียนว่า “กระผมพระอุ่นมาถึงแล้วครับ” หลวงปู่สุวัจน์ขณะนั้นยังไม่สามารถพูดอะไรได้ ท่านตอบรับรู้การมาเยี่ยมโดยการกํามือท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า
ต่อมาคณะศิษย์ได้กราบอาราธนาหลวงปู่สุวัจน์มารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ ซึ่งหลวงปู่ได้รักษาอยู่เป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งขณะนั้นหมอเติ้ง (หมอแพทย์แผนจีน) ซึ่งเป็นหมอรักษาอาการอาพาธขององค์หลวงตา ได้เดินทางมาตรวจรักษาองค์หลวงตาที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี จนอาการองค์หลวงตาดีขึ้นตามลําดับ และต่อมาก็หายเป็นปกติ คณะศิษย์จึงอยากให้หมอเติ้งได้มาตรวจรักษาหลวงปู่สุวัจน์ด้วย
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ท่านทราบข่าวจึงได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที เสมือนลูกต้องการดูแลพ่อ โดยท่านและญาติโยมได้กราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่สุวัจน์มาพักรักษาตัวที่วัดป่าแก้วชุมพล ซึ่งมีความเหมาะสมกว่า เพื่อให้หมอเติ้งมารักษาหลวงปู่สุวัจน์ด้วย เพราะการเดินทางระหว่างวัดป่าบ้านตาดกับวัดป่าแก้วชุมพลไม่ไกลกันมากนัก หากเดินทางขึ้นลงกรุงเทพฯ – บุรีรัมย์ ก็มีปัญหาเรื่องเดินทางโดยรถทัวร์มันก็ลําบากเขา เดินทางโดยเครื่องบินก็มีปัญหา เพราะสมัยนั้นสัปดาห์หนึ่งมีเพียง ๒ – ๓ วัน
และเพื่อให้พระเณรที่วัดป่าแก้วชุมพล ซึ่งมีความพร้อม และมีความชํานาญในการอุปัฏฐากรักษาครูบาอาจารย์ เพราะเคยอุปัฏฐากรักษามาแล้วหลายองค์ จะได้เฝ้าดูแลอาการหลวงปู่สุวัจน์อย่างใกล้ชิด โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้าได้ทําห้องพยาบาลบริเวณชั้นล่างกุฏิของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งแต่เดิมใต้ถุนกุฏิเป็นพื้นโล่งๆ โดยดีดกุฏิให้สูงขึ้นกว่าเดิม ปูพื้นและกั้นผนังห้อง พร้อมติดเครื่องปรับอากาศ ฯลฯ จนเป็นห้องพยาบาลที่สะดวกต่อการอุปัฏฐากรักษาหลวงปู่สุวัจน์
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ท่านมีความเคารพรักบูชาและมีความเอาใจใส่ดูแลหลวงปู่สุวัจน์เป็นอย่างดี ท่านจะมาตรวจเยี่ยมพระเณรที่เข้าเวรอุปัฏฐากรักษาหลวงปู่สุวัจน์เป็นประจํา วันละ ๓ ครั้ง คือ หลังฉันจังหัน เที่ยงวัน และตอนบ่าย แม้ในยามคํ่า ยามดึกดื่นเที่ยงคืนตีหนึ่งก็มี ตีสี่ก็มี ท่านก็แวะมา เพื่อตรวจดูว่าพระเณรอุปัฏฐากดูแลดีหรือไม่ ? จนอาการอาพาธของหลวงปู่สุวัจน์ดีขึ้น มือเริ่มขยับหยิบจับของเองได้ ขาก็เริ่มมีความรู้สึก จากนั้นคณะศิษย์ก็พากันกราบอาราธนาหลวงปู่สุวัจน์กลับไปพักรักษาอาการที่วัดป่าเขาน้อย อําเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
พรรษาที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๔๙๘ จําพรรษาที่ใกล้สถานีทดลองเกษตรกรรม นํ้าตกพลิ้ว
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกการจําพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี ไว้ดังนี้
“ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ อันเป็นพรรษาที่ ๑๒ ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้ติดตาม ท่านอาจารย์พระมหาบัว ไปจังหวัดอุดรธานี เพื่อเยี่ยมโยมมารดาของท่านอาจารย์พระมหาบัว แล้วท่านอาจารย์พระมหาบัว ได้พาโยมมารดาของท่านไปพักจําพรรษาที่ใกล้สถานีทดลองเกษตรกรรม* นํ้าตกพลิ้ว อําเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาถวายใหม่
ท่านเล่าให้ฟังว่า ญาติโยมแถวนั้น ภาวนาเก่งกันหลายคน ท่านอยู่ภาคตะวันออกได้ปีเดียว เนื่องด้วยโยมมารดาของท่านอาจารย์พระมหาบัวไม่ค่อยสบาย อยากกลับบ้าน ท่านอาจารย์พระมหาบัวจึงได้พาโยมมารดาของท่านกลับจังหวัดอุดรธานี แล้วได้ส่งปัจจัยค่าเดินทางไปให้ท่านและหมู่ที่ยังเหลืออยู่ จึงได้เดินทางกลับอุดรธานี โดยนั่งเรือโดยสารมาลงที่กรุงเทพฯ และเดินทางต่อไปยังวัดป่าบ้านตาด ซึ่งสมัยนั้นจะเริ่มตั้งวัดในปี พ.ศ. ๒๔๙๙”
เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ติดตามองค์หลวงตาพระมหาบัวมาจําพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี ขณะนั้นท่านได้อริยธรรมขั้น ๓ แล้ว คือ ขั้นอนาคามีผล ซึ่งองค์หลวงตาพระมหาบัวได้เทศน์เรื่องนักภาวนาชาวจันทบุรีคุยเรื่องจิตกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง นักภาวนาท่านนั้นบอกว่า “จิตท่านผ่องใส แต่ยังไม่พ้นเหมือนท่านอาจารย์” โดยองค์หลวงตาได้เทศน์ไว้ดังนี้
“มีโยมคนหนึ่งที่แกนั่งภาวนา แกรู้จิตใจคนอื่น มานั่งคุยกัน แกพูดถึงเรื่องเวลาจิตใจแกหยาบโลน แกก็รู้สึกว่าโมโหให้ตัวเองเหมือนกัน ไม่พอใจกับจิตของแกที่เป็นอย่างนั้นต่อเขาที่มาชวนแกไปวัด นี่ล่ะเวลามันหยาบ หยาบอย่างนั้น พูดแล้วมีลักษณะโกรธให้ตัวเองนะ จิตดวงนี้ไม่ใช่เล่น เวลามันหยาบ มันหยาบจริงๆ เราอยู่บ้าน เขาเดินผ่านมานี้ เขาจะไปวัด เขาก็เลยชวนให้ไปวัดกับเขา เราก็บอกว่าเราไม่ได้ไป เพียงเท่านี้ก็ควรจะพอแล้ว อันนี้ยังโกรธยังแค้นให้เขา หือกูไม่ไป มึงมาชวนกูไปหาอะไร ทั้งโกรธทั้งเคียดแค้นให้เขา
ถ้าเป็นธรรมดาไปทําที่อื่น เคียดให้เขาแล้วตามฆ่าเขานะว่างั้น พอพูดแล้วรู้สึกว่าแกไม่พอใจในความเป็นของแก ทีนี้มาเทียบจิตเดี๋ยวนี้กับจิตอันนั้นแกว่ายังงั้น แล้วมันเข้ากันไม่ได้นะ หยาบโลนมาก โหดร้ายมาก เขาชวนไปวัด ว่างั้นนะ แล้วยังไปตามโกรธตามแค้นจะตามฆ่าเขามันอะไรขนาดนั้นจิตดวงนี้ แล้วก็พูดลักษณะโมโหให้ตัวเอง กับเวลานี้มันเข้ากันไม่ได้ว่างั้น นี่ล่ะทีนี้ก็มานั่งเล่าภาวนาให้ฟัง แกรู้นะจิตใครเป็นยังไงๆ แกก็พูดตรงไปตรงมา นิสัย โอ้ ! เคร่งขรึม นิสัยเด็ดเดี่ยวอาจหาญ เป็นมหาโจรได้ว่างั้นเถอะ ทีนี้พอคุยกันเราก็ฟัง
แกสั่งลูกเต้าแกแหละ เวลาแกจะออกจากบ้าน ถ้าเราไปสถานีทดลองเมื่อไร เราอยู่กี่วัน แกก็อยู่นั้นตลอด ไม่กลับบ้าน พอจะมาก็สั่งเสียลูกเต้า “สูอย่าเป็นห่วงกูนะ กูจะไปหาท่านอาจารย์ที่วัดสถานีทดลอง ถ้าท่านไม่กลับเมื่อไร กูอยู่นู้นเลย สูอย่ามาเป็นห่วงกูนะ” แล้วก็มาเลย เขาก็ไม่เป็นห่วงลูกเต้า นี่ล่ะแกเล่าเรื่องจิตของแกที่เป็นให้ฟัง มันรู้หมด จิตของใครมันก็รู้ แต่นิสัยแกเคร่งขรึม เด็ดเดี่ยวเฉียบขาด พูดภาษาของเราเรียกว่าน่ากลัว เป็นมหาโจรได้ว่างั้นเถอะ แกพูดเรื่องความจริงใจ ความจําเป็น ความจริงใจของแกที่มีในใจ แกพูดได้อย่างอาจหาญชาญชัย ไม่สะทกสะท้าน พูดอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ตามกําลังธรรมของแกที่รู้ที่เห็นนั่นล่ะ
ท่านสิงห์ทองก็นั่งอยู่นั้น แกนั่งอยู่นี้ แกเล่าการภาวนาให้เราฟัง ท่านสิงห์ทองคงจะคันปาก พระขี้ดื้อ ท่านก็นั่งฟังอยู่ด้วยกัน พอแกพูดจบลงแล้ว พูดถึงเรื่องจิตก็ทราบกันหมดแล้ว จิตของใครๆ แกก็รู้ ท่านสิงห์ทองก็เลยถามว่า “อาตมาล่ะ เวลานี้จิตของอาตมาเป็นยังไง ?” ว่างั้นนะ “จิตของอาตมาเป็นยังไง ?” “จิตของท่านไม่พ้น เป็นแต่เพียงผ่องใส ไม่เหมือนจิตท่านอาจารย์” เข้ามาเทียบทั้งสองเลยนะ “จิตของท่านยังไม่พ้น เป็นแต่เพียงผ่องใส ไม่เหมือนจิตท่านอาจารย์” แกพูด แกก็พูดเฉย ทางนี้หน้าแห้ง ขายหน้า คือแกเล่า แกเล่าเฉยนะ ทางนี้หน้าแห้งไปเลย อายเขาล่ะซิ จิตของท่านยังไม่พ้น เป็นแต่ผ่องใส ไม่เหมือนจิตท่านอาจารย์ แน่ะ แกชี้มาเลย”
จากประวัติคุณแม่ชีแก้ว บันทึกเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ดังนี้
“ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ท่านหลวงตาพระมหาบัว ได้ปรารภถึงโยมมารดาของท่าน หลวงตามีความประสงค์จะให้โยมมารดาของท่านบวช ก็ขอให้คุณแม่ชีแก้วเดินทางไปอุดรธานีพร้อมกับคณะพระสงฆ์ ๔ – ๕ รูป เช่น หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่เพียร หลวงปู่บุญเพ็ง หลวงปู่ลีเพราะเห็นว่า คุณแม่ชีแก้วเป็นผู้ที่เหมาะสมจะอบรมถ่ายทอดความรู้ธรรมะให้แก่มารดาของท่านได้ดี อีกทั้งเพราะเป็นหญิงด้วยกัน
คุณแม่ชีแก้วพร้อมคณะแม่ชี ได้แก่ แม่ชีน้อมและแม่ชีบุญ จึงได้เดินทางไปจังหวัดอุดรธานีตามความประสงค์ของท่านหลวงตาพระมหาบัว คุณแม่ชีแก้วได้แนะนําภาคปฏิบัติภาวนา จนโยมมารดาขององค์หลวงตามีความเลื่อมใสศรัทธาและได้ออกบวชตาม
ท่านหลวงตาพระมหาบัวได้ให้โยมมารดาของท่านบวชเป็นชีแล้ว ก็ได้พาคณะสงฆ์และแม่ชีไปจําพรรษาที่วัดสถานีทดลองเกษตรกรรม จังหวัดจันทบุรี เป็นเวลา ๑ พรรษา
ต่อมาโยมมารดาของท่านหลวงตาพระมหาบัวอยากกลับภูมิลําเนาเดิม เพราะความเป็นอยู่ที่จันทบุรีนั้นลําบากมาก ด้วยท่านไม่คุ้นเคยกับอาหารการกิน และท่านก็ชรามากแล้ว เห็นสมควรกลับภูมิลําเนาเดิม เพื่อให้ลูกหลานได้มีโอกาสดูแลพยาบาลในช่วงปัจฉิมวัยของท่าน ท่านหลวงตาพระมหาบัวจึงได้พาคณะกลับมาสร้างวัดป่าบ้านตาด ตําบลบ้านตาด อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙”
ท่านอัศจรรย์องค์หลวงตาในการดูลักษณะคน
ที่จันทบุรีแห่งนี้ ในพรรษานั้นเอง มีเรื่องหนึ่งทําให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง อัศจรรย์ความสามารถของท่าน (องค์หลวงตาพระมหาบัว) อย่างยิ่งในการดูลักษณะคน แม้เพียงเล็กน้อยแต่สามารถทราบถึงอุปนิสัยใจคอได้ถนัดชัดเจน คือขณะที่พระเณรกําลังทํางานร่วมกันอยู่ ท่านก็บอกให้ดูคนคนหนึ่ง แล้วจึงพูดขึ้นว่า “พวกท่านดูคนคนนี้เป็นยังไง มาใกล้ชิดติดพันอยู่กับวัดนี่น่ะ”
พระเณรทั้งหลายต่างพากันแปลกใจในคําถามของท่าน เพราะก็ไม่เห็นว่าชายผู้นี้จะมีอะไรผิดปกติไปกว่าคนอื่นๆ แต่อย่างใด ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงได้ตอบไปว่า “จะว่ายังไง ? ก็เป็นคนดีๆ นี่”
ท่านว่า “ใช่เหรอ ? ดูให้ดีนะ”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพูดอย่างมั่นใจว่า “จะดูให้ดีอะไร ก็ดูมาดีแล้ว”
“ให้พิจารณาเสียก่อนนะ” ท่านยํ้า
จากนั้นท่านก็ได้อธิบายในฉากหลังของชายผู้นั้นว่า “นี่เป็นนักเลงโตนะ สามารถฆ่าคน๕ คนได้โดยไม่รู้ตัว เพราะมีลักษณะทุกอย่างพร้อมหมดเลย”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองรู้สึกแปลกใจ และยังไม่เชื่อคําพูดของท่าน จึงได้แอบตามไปสืบประวัติเบื้องหลังของชายผู้นั้นอย่างจริงจัง ชนิดจะเอาให้รู้ความจริงให้ได้ เมื่อซักไซ้ไล่เลียงกันอย่างหมดไส้หมดพุงในจุดที่สงสัยแล้ว ผลปรากฏว่าเป็นจริงตามนั้นทุกประการ จึงกลับมาพูดกับท่านว่า “โอ๊ย ! อัศจรรย์ พ่อแม่ครูอาจารย์ดูคน ดูยังไง ทําไมพ่อแม่ครูอาจารย์อยู่ๆ ก็พูดขึ้น ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่มีอะไรกับพ่อแม่ครูอาจารย์ให้จับพิรุธได้เลย ทั้งๆ ที่เขาก็ดิบก็ดีมาตลอด ผมดูเขามาตลอด ยอมพ่อแม่ครูอาจารย์เลย”
ท่านเคยกล่าวถึงอุปนิสัยใจเด็ดของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองให้พระเณรที่วัดป่าบ้านตาดฟังว่า “ท่านสิงห์ทองนี้เด็ด ! เป็นคนไม่ยอมใครง่ายๆ และหากไม่ยอมแล้วจะสู้เลย หากยอมแล้วจะยอมจริงๆ”
เหตุการณ์ในครั้งนั้น จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มักถูกนํามาเล่าต่อๆ กันในวงลูกศิษย์พระเณรแม้ทุกวันนี้
คุณแม่ชีแก้วชมท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นคนฉลาด
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นคนฉลาด ความตอนนี้ปรากฏในประวัติของคุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า ดังนี้
“เมื่อท่านอาจารย์พระมหาบัวอยู่ห้วยทรายได้หลายปีก็นึกถึงโยมมารดา จะพาโยมมารดาออกบวช ขอให้คุณแม่ (คุณแม่ชีแก้ว) ไปอุดรฯ ด้วย เมื่อบวชโยมมารดาแล้วก็พากันไปสร้างวัดที่สถานีทดลอง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นที่ที่พี่น้องของท่านอาจารย์เจี๊ยะถวาย ต้องลําบากมากเพราะไม่มีปลาร้า จึงต้องปรุงอาหารด้วยนํ้าปลา ไปหาเห็ดตามป่ายาง งูก็ชุม โยมมารดาว่า“เห็ดดอกน้อย ตาข้อยบ่เห็นหู่ง (ตาเรามองไม่ค่อยเห็น)”
ท่าน (คุณแม่ชีแก้ว) ว่า ท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นคนฉลาด เดินบิณฑบาต ชาวบ้านใส่บาตรด้วยทุเรียนทั้งลูก เพราะสมัยนั้นทุเรียนเมืองจันท์ยังไม่พัฒนา บางพูเนื้อยังไม่หุ้มเม็ดซํ้า ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็หิ้วมา บ้านต่อมาถวายทุเรียนอีก ท่านก็วางลูกเดิมให้เขาหิ้วไปส่งที่วัดหิ้วลูกใหม่แทน ท่านสามารถถ่ายทุเรียนได้ตลอดทาง เมื่อถึงวัดมีติดมือมาแค่ลูกเดียว แต่มีชาวบ้านหิ้วทุเรียนมาเป็นแถว ต่างกับท่านอาจารย์เพียร ที่หิ้วมะรุมมะตุ้มไม่ยอมวางตลอดทาง”
อนึ่ง เรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองฉันทุเรียนเมืองจันท์แข่งกับหลวงปู่เพียร ปรากฏในหนังสือประวัติหลวงปู่เพียร วิริโย ดังนี้
“สมัยอยู่ที่เมืองจันท์นั้น ท่าน (หลวงปู่เพียร) มีความชอบในรสชาติของทุเรียนเมืองจันท์เป็นอย่างมาก บางครั้งก็ฉันทุเรียนแข่งกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็มี ท่านว่าบางครั้งฉันทุเรียนได้ถึง ๒๔ เม็ดก็เคยมี”
พรรษาที่ ๑๓ – ๑๔ พ.ศ. ๒๔๙๙ – ๒๕๐๐ จําพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ – ๒๕๐๐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้อยู่ร่วมจําพรรษากับท่านอาจารย์พระมหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด ติดต่อกัน ๒ พรรษา นับเป็นพรรษาที่ ๑๓ – ๑๔ของท่าน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองถือเป็นรุ่นบุกเบิกสร้างวัดป่าบ้านตาด จากประวัติหลวงปู่เพียร วิริโย ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้
“กลับจากจันทบุรี องค์หลวงตาได้พาโยมมารดามาพักที่บ้านตาดเพื่อรักษาตัว เนื่องด้วยระยะนั้นโยมมารดาขององค์ท่านไม่ค่อยสบายนัก ทั้งอายุก็มากแล้วจะเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ เหมือนก่อนไม่สะดวก จึงเป็นเหตุให้องค์ท่านได้สร้างวัดป่าบ้านตาดขึ้นมา
ในยุคแรกลูกศิษย์ที่ติดตามขึ้นมาจากจันทบุรีก็มี ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ตัวท่าน (หลวงปู่เพียร) หลวงปู่บุญเพ็ง คุณแม่ชีแก้ว สามเณรน้อย ต่อมาหลวงปู่ลีก็ตามมา
เสนาสนะยุคแรกนั้น ส่วนมากจะปูด้วยฟากไม้ไผ่ มุงด้วยฟางข้าวหรือหญ้าคา ท่านว่ากุฏิองค์หลวงตาสมัยนั้นเป็นกุฏิหลังเตี้ยๆ มุงด้วยหญ้าคา ปูด้วยฟากไม้ไผ่ ส่วนหน้าต่างนั้นเป็นฝาขัดแตะ ต้องใช้ไม้ยันไว้เวลาเปิดหน้าต่าง ท่านว่าองค์หลวงตานั้นไพรหญ้าคา (นําหญ้าคามาถักเป็นแผ่นเพื่อใช้มุงเป็นหลังคา) ตั้งแต่ฉันเสร็จจนถึงเวลาปัดกวาดได้ ๑๓ แผ่น ส่วนตัวท่านนั้น หลังจากทําข้อวัตรตอนเช้าเสร็จ ไพรหญ้าได้ ๑๘ แผ่น
ท่านว่าบ้านตาดยุคแรกขององค์หลวงตา เข้มงวดกวดขันกับพระเณรในเรื่องการภาวนาเป็นหลักเหมือนยุคห้วยทราย และยุคจันทบุรี ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าองค์ท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมกับแขกประชาชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวัดก็ยังมีน้อย”
เมื่อคุณแม่ชีแก้วบรรลุธรรมแล้ว ท่านได้ติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัวไปอยู่ที่อุดรธานีเพื่อช่วยเหลือบวชชีโยมแม่ของท่าน และได้ติดตามองค์ท่านต่อไปอยู่วัดสถานีทดลองเกษตรกรรม จังหวัดจันทบุรี ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ คุณแม่ชีแก้วได้ติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัว กลับไปอยู่อุดรธานี เพื่อช่วยเหลือในการสร้างวัดป่าบ้านตาด ระยะเวลานั้น อดอยากขาดแคลนทุกอย่างผ้าสบงจีวรได้บังสุกุลมาจากศพ ใช้หญ้าแห้งยัดผ้า ทําเป็นหมอนถวายพระ ท่านว่ามีความลําบากแร้นแค้นอดอยากขาดแคลนมาก สุดที่จะบรรยายได้
วัดป่าบ้านตาดแต่ก่อนเป็นป่าดงเต็มไปด้วยสัตว์ป่า
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เล่าถึงสภาพวัดป่าบ้านตาดแต่ก่อนเป็นป่าดงเต็มไปด้วยสัตว์ป่า เช่น เสือโคร่ง เสือดาว หมี หมูป่า เม่น เก้ง ฯลฯ พระเณรบางองค์ไม่รู้จักเสือ โดยท่านได้เทศน์ไว้ดังนี้
“วัดป่าบ้านตาดของเรานี่ เรามาสร้างวัดทีแรก ทีแรกมาพักอยู่ทางตะวันออกบ้านโน้นผู้เฒ่าเจ้าของนาไปนิมนต์มาให้มาพักทางนี้ เป็นที่ของแกอยู่ทางแถวนี้ นาแกก็ติดอยู่นั้น แกก็นิมนต์มาให้มาพักทางนี้ เนินบริเวณนี้เหมาะสมกว่าทางด้านตะวันออก “โอ๊ย ! มานี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาพักมาตั้งวัดตั้งวาอะไรนะ” “มาเฉยๆ มาเวลาไหนก็ตาม ขอให้พักที่นั่นดีกว่าที่นี่” แกว่าอย่างนั้นนะ จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ตามแต่อัธยาศัย แต่ความมุ่งหมายอยากจะให้ท่านอยู่ที่นี่ แล้วขอถวายที่เป็นวัดเลย เราก็เลยตกลงใจมาดู
เพราะที่นี้เราก็เคยรู้อยู่แล้วแต่ก่อน ก็เราเป็นลูกบ้านนี้จะไม่รู้ได้ยังไง แต่เราก็มาดูสภาพอีกทีหนึ่ง นั่นล่ะเรื่องราวมันนะ ผู้เฒ่านิมนต์ให้มา ว่าจะถวายหมด ว่างั้น เราไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่นะเรามาพักอยู่ทางตะวันออกบ้าน ทางโน้นก็เป็นดงแต่ก่อน เราก็เลยมาดู สุดท้ายก็เลยมาตั้งแคร่ขึ้นแถวนี้ โห ! พวกสัตว์ หมูป่าเป็นฝูงๆ เต็มวัด พวกหมูป่าล่ะมาก อีเก้งร้องโก้กๆ เก้กๆ อยู่ตามนี้เสือ เราจนจําได้ว่า แถวนี้มีเสืออยู่ ๓ ตัว คือมันผ่านมาในวัดนี่รอยมัน ขนาดรอยมันต่างกันตัวใหญ่ ตัวเล็กๆ ผ่านมานี้เห็นรอยมันชัดเจน
จําได้ว่าเป็นเสือผ่านเข้ามาในวัดนี้มี ๓ ตัว เสือโคร่ง เดี๋ยวขี้แตกนะพวกนี้ พูดว่าเสือโคร่งเท่านั้น ยังไม่ได้กินข้าวอย่าด่วนขี้ ให้ไปกินข้าวเสียก่อนค่อยขี้ทีหลัง พอว่าเสือล่ะ ป้าดแล้ว มันไปมาอยู่นี่ ส่วนเสือดาวไม่ต้องพูดล่ะ คือมันมาแอบกินหมา กินอะไรกับคน คนไปที่ไหน เสือดาวต้องไปแอบอยู่ที่นั่น มันเป็นนิสัย สัตว์เหล่านี้หากินกับคน คือกินหมากับคน มันมีทั่วๆ ไป อยู่ในคงในครัว เห็นรอยมันตอนเช้า พอเข้าไปเห็นรอยเสือมันเข้าไปนี้ มันไปตามกุฏิ กุฏิไหนๆ ซอกแซก เขาจะเข้าไปนะ คือเขาไปหาดูหมา พระเขาไม่ได้สนใจแหละ แต่ว่าคนอยู่ที่ไหน เขาเคยได้กินหมากับคน เขาจะเข้าใจว่ามีหมาอยู่ที่คนอยู่นั้น
เพราะฉะนั้นเรื่องจึงมาโดนเอาอีตาเพ็ง (ท่านอาจารย์บุญเพ็ง) วัดถํ้ากลองเพลเรานี่ มันเป็นดงเป็นป่าทั้งหมด ท่านนั่งภาวนาอยู่ ท่านสิงห์ทองกับท่านเพ็งคนบ้านเดียวกัน ท่านสิงห์ทองชอบหยอกเล่น นิสัยอย่างนั้น ทีนี้วันนั้นประมาณสัก ๓ ทุ่ม ท่านเพ็งนั่งภาวนาอยู่ ทีนี้เสือมันไปที่นั่น มันไปเห็นกองไฟอยู่ที่หน้ากุฏิเล็กๆ คือกองไฟนั้นกับหมามันชอบกัน เสือมันมาอยู่ที่กองไฟ มันให้สัญญาณหลอกดู ถ้ามีหมา หมาจะเห่า ถ้าหมาเห่าเป็นอันว่าอาหารว่างเกิดแล้ว ทางนั้นก็นั่งภาวนา ไอ้นี้ไปหมอบเรื่อย มันเอาหางมันตีดินตุ๊บๆ ตุ๊บๆ ท่านนั่งภาวนาอยู่ กําลังจะออกจากภาวนาว่าจะไปเดินจงกรม ท่านว่างั้น ท่านเพ็ง
เสียงตีดินตุ๊บๆ ตุ๊บๆ มันอะไร นึกโมโห ท่านสิงห์ทอง หยอกเล่นไม่มีเวลํ่าเวลา มันอะไรกัน กลางคํ่ากลางคืนก็มาหยอกมาเล่นมันยังไง มันเลยเด็กไปแล้ว คิดว่าเป็นท่านสิงห์ทอง แต่ไม่สนใจก็เฉยอยู่ เดี๋ยวตุ๊บๆ ตุ๊บๆ อีก ทางนั้นก็เฉย ยังนึกว่าเป็นท่านสิงห์ทองอยู่ตลอด พอออกจากที่แล้ว มันมายังไง้ มาหาหยอกกลางคํ่ากลางคืน ก็ปัดกวาดไว้หมด เดินไปไหนก็เห็นรอยใช่ไหมล่ะ ทีนี้ออกจากกุฏิมา เสียงมันดังอยู่ตรงนี้ก็ไป เห็นรอยเสือออกมา โถ ! นี่มันรอยเสือ ไม่ใช่ท่านสิงห์ทอง เสือมาอย่างนั้นล่ะ ออกจากนั้นมันก็ไป ทางนี้เลยกลัวใหญ่
ก็บ้านเดียวกันอีกล่ะ องค์หนึ่งไปอยู่ตรงนั้น ตอน ๕ โมงเย็นเดินจงกรมกลับไปกลับมาเสือมันมาหมอบอยู่หัวทางจงกรม คือมันมาหมอบดูหมานะ มันสังเกตดูหมา คนไม่เห็นมันมันหมอบอยู่หัวจงกรม ห่างกันวาเดียวก็ไม่ถึง สุดจงกรมเป็นพุ่มไม้ มันหมอบอยู่ตรงนี้คอยดูหมา พอเห็นไม่มีหมาแล้ว ท่านน้อยนี่เดินจงกรมอยู่ เป็นเณร เดินกลับไปกลับมา เห็นท่าว่าไม่มีหมาแล้วมันจะกลับออกไป ถ้าตอนคนไปซึ่งหน้ากับมันอยู่นี้ มันไม่กระดุกกระดิกนะ ตามันจะจับตาคนตลอด เสือจะต้องจับตาคน พอตาสบกันปั๊บ ปุ๊บมันไม่อยู่นะ ถ้าตายังไม่สบ ยังไม่ไป
ทีนี้พอทางนี้หันหลังจะกลับเดินจงกรมทางนี้ พอหันหลังมันก็เคลื่อนที่ออก จะออกไปทางโน้น ได้ยินเสียงไม้หักทับ ผิดสังเกตเลยมองไป เห็นดุ่มๆ ออกไป อู๊ย ! สัตว์อะไรน่ารักเหลือเกิน ท่านน้อยนี่นะ อู๊ย ! ทําไมน่ารักเหลือเกิน เหมือนแมว แต่ลายเป็นจํ้าๆ ดุ่มๆ ออกไป มันอะไรเห็นเลยชอบมัน โดดไปหามัน มันมองเห็นปั๊บโดดทีเดียวเข้าป่า วิ่งมาหาหมู่เพื่อน อู๊ย ! แมวใหญ่อยู่นี้ น่ารักมากแมวตัวนี้
มันแมวยังไง ไปบอกท่านสิงห์ทองซี ท่านสิงห์ทองรู้เสือมาก่อน ทางนี้ยังไม่รู้เรื่องว่าเป็นเสือ ไปก็ไปบอกท่านสิงห์ทอง ตัวตลกอยู่ด้วย “มันเป็นยังไง” “ก็ผมเดินจงกรมอยู่ มันอยู่หัวจงกรมนี้ พอผมพลิกกลับมานี้มันก็ดุ่มๆ ไปเหมือนแมวใหญ่ อู๊ย ! แมวใหญ่มี น่ารัก ผมเดินตามไป พอมันมองเห็นผม มันโดดเข้าป่าปึ๋งเลยไปเลย” “แมวใหญ่ยังไงว่าซิ” ก็เลยพูดให้ฟังมันเป็นอย่างนั้น “นั่นล่ะเสือจะกินหัว ยังไม่รู้อยู่เหรอ” “โฮ้ ! ยังงั้นหรือ” บ้าตัวนั้นขึ้นอีกแล้ว “เสือมันเป็นอย่างนี้หรือ” “ก็เป็นอย่างนั้นแล้ว ถ้าอยากดูก็ไปหามันซี ให้มันงับคอเอา” “โอ๊ย ! จ้างก็ไม่ไป” อย่างนั้นล่ะไม่รู้จักเสือ มันอยู่ทั่วไปตามนี้ หมีใหญ่ก็มา
นี่เราพูดถึงเรื่องในวัดนี้ สัตว์เต็มไปหมด มาสร้างวัดทีแรก พวกสัตว์นี้เชื่อง กับคนกับพระนี้รู้ทันทีนะ เขามาอยู่ในวัด วัดนี้ไม่มีกําแพงแต่ก่อน มันออกไปข้างนอกเขาฆ่ามัน สุดท้ายก็หมดหมูป่านี่เป็นฝูงๆ กลางวันหากินยั้วเยี้ยๆ เห็นตัวมันอยู่ มันไม่ได้สนใจกับคนนะ เราเดินจงกรมนี้เขามาเป็นฝูงๆ เขาเอาจมูกขุดหัวมันอะไรก็แล้วแต่ ขุดกินไป มองเห็นอยู่นี้ เขาไม่สนใจกับเรานั่นเห็นไหม เขาคุ้นมาก กับพระนี่คุ้นเร็ว สัตว์ตัวไหนเหมือนกัน เราเคยแล้วเห็นต่อหน้าต่อตาหมู่เพื่อนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันหมด พระไปอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นพระกรรมฐานไปอยู่ไหน เขาจะแอบเข้ามา มาเรื่อยๆ มาอยู่บริเวณวัด คือที่วัดเขารู้ว่าไม่มีคนมาเบียดเบียน มาทําลาย มันก็เข้ามาอยู่เรื่อยๆ เต็มไป พระไปอยู่ที่ไหนเขามาล่ะ ทีนี้พอพระหนีไปเขาก็หนีเลยนะ เขาไม่อยู่
ที่นี่หมีใหญ่ก็มา มาหาเรา ฟังเสียงโครกครากๆ อู๊ย ! เสียงดังนะ เสียงเป็นเสียงหมี พอมาเห็นกุฏิเรา มันก็เลยหลีกไปนี้ ออกมานี้มาเจอกุฏิพระอีก พระองค์หนึ่งตัวสั่นอยู่โน้น อยู่กระต๊อบเหมือนกัน เดือนหงายๆ มันออกมาตัวดําๆ พระนั่งตัวสั่นมองอยู่ในกุฏิ โอ๊ย ! ทําไมมันเกือบเท่าควาย มันอะไรน้าดําๆ อันนั้นก็ไม่รู้หมีเหมือนกัน แต่กลัวนะ มันมาอะไรที่นี่ มันออกมานี่ พอมันออกมาสุดถึงที่ที่เราปัดกวาด มันก็กลับไปทางโน้น หมีใหญ่ หมีก็มี เสือเยอะ เดี๋ยวนี้หมดนะที่ว่านี้หมด พวกหมูป่าเหล่านี้ สัตว์เหล่านี้บริเวณวัดนี้ออกไปข้างนอก เขาฆ่าหมดเลยไม่มีเลย เม่นมีน้อยเมื่อไร เป็นฝูงๆ อยู่ในวัดเรา หมด”
ยุคแรกบ้านตาด องค์หลวงตาพาทําข้อวัตรปฏิบัติ
การสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดํารงอยู่ครบถ้วน ๕,๐๐๐ ปี ในครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จ–พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางพระธรรมวินัยเพื่อให้พระสงฆ์สาวกดําเนินตาม ในครั้งกึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านวางข้อวัตรปฏิบัติให้พระศิษย์ดําเนินตาม ดังนั้นพระธรรมวินัย และ ข้อวัตรปฏิบัติ จึงสําคัญมาก เพราะเป็นสายทางการบําเพ็ญสู่ความหลุดพ้น เพื่อเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสจรรโลงรักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคง โดยองค์หลวงตาเทศน์ถึงบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่มั่น ท่านสั่งให้พระใหม่ขึ้นมาทําข้อวัตรปฏิบัติ ดังนี้
“เวลานี้หลวงปู่มั่นชื่อเสียงท่านก็ดังทั่วประเทศไทยแล้ว เวลาท่านอยู่ลําพังท่าน ท่านไม่ได้สนใจกับสิ่งเหล่านี้นะ ท่านผลิตแต่พระทั้งนั้นออก พระองค์สําคัญๆ ออกจากท่านทั้งนั้น นั่นล่ะโรงงานอันใหญ่โตสําหรับผลิตพระทั้งหลายออกจากนั้นหมด ครูอาจารย์ทั้งหลายที่ชื่อเสียงโด่งดังกระทั่งทุกวันนี้ มีองค์ไหนล่ะที่ไม่ใช่ลูกศิษย์ท่าน ลูกศิษย์ท่านทั้งนั้น ท่านเด่นในทางนี้ เป็นโรงงานใหญ่สําหรับผลิตพระออกทําประโยชน์ให้โลก เราจึงได้เทิดทูนตลอดเวลา
เวลาท่านจะสิ้นก็สวยงามมากนะ เวลาท่านจะสิ้นลม เราดูเรียกว่า ลืมตาหลับไม่ลงนะตาแห้งเลย คือดูไม่อิ่มไม่พอ ดูดูดดูดื่ม ยิ่งเวลาท่านจวนเท่าไร ยิ่งจ้อตลอดเลย อู๊ย ! สลดสังเวชนะเรา สดๆ ร้อนๆ เราอุปถัมภ์อุปัฏฐากท่าน เราก็ภูมิใจ ภูมิใจยังไง คือ เราสละชีวิตหมดแล้วทุกอย่าง
การอุปถัมภ์อุปัฏฐากท่าน ในเวลาธรรมดาก็มีพระมีเณรปฏิบัติดูแลท่านใกล้ชิดติดพันเราเป็นแต่เพียงว่าคอยดูแลอยู่ภายนอก ทีแรกก็เรานั่นแหละ ต่อมาก็อย่างที่ท่านพูด “พระที่มีอายุพรรษามากแล้วก็ถอยให้ผู้ที่มีอายุพรรษาน้อยๆ ได้ทําข้อวัตรปฏิบัติบ้าง เดี๋ยวจะไม่มีนิสัยติดหัวมันแหละพระนี่” ท่านว่างั้น ผู้ที่มีอายุพรรษาแล้วก็เพียงแต่อยู่ห่างๆ ก็ได้ คอยแนะคอยบอก จากนั้นมาเราก็ออก ก็ปล่อยให้พระเข้าไปในห้องในหับท่าน ปล่อยเข้าไปองค์ไหน เราเป็นคนสั่งเรียบร้อยแล้ว พิจารณาเรียบร้อยแล้วค่อยปล่อยให้เข้าไปๆ ทุกอย่าง
ข้อวัตรปฏิบัติบริขารท่าน ใครจับมาชิ้นไหน อย่าก้าวก่ายกัน ใครเคยได้ชิ้นนี้ เอาชิ้นนี้อย่าไปเอาชิ้นนั้น เราสั่งไว้หมดเลย เราคอยดูอยู่ห่างๆ ตลอด นี่เวลาธรรมดา เวลาท่านเจ็บไข้ได้ป่วย เราเข้าใกล้ชิดเข้าเรื่อยๆ จนกระทั่งท่านป่วยหนักนี้ เราห่างจากท่านไม่ได้เลยนะ ตลอดเวลา นี่เราก็ภูมิใจ ด้วยอํานาจแห่งความเทิดทูน ด้วยความรัก ความเลื่อมใสอะไรทุกอย่าง มารวมอยู่ในนี้หมดเลย ท่านจะเอาอะไรเท่านั้นเอง เรื่องเราไม่มีปัญหาเลย ติดแนบตลอดเวลานี่เราก็ภูมิใจนะได้อุปถัมภ์อุปัฏฐากพระองค์ลํ้าเลิศประเสริฐสุดในโลกสมัยปัจจุบัน ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง”
ในยุคแรกของวัดป่าบ้านตาดนั้น องค์หลวงตาท่านได้ดําเนินตามแนวทางการสร้างวัดป่ากรรมฐานตามที่พ่อแม่ครูอาจารย์เสาร์ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นวางไว้ทุกประการ เช่น พระทุกรูปที่มาเข้ารับการอบรมต้องถือธุดงควัตร เช่น บิณฑบาตเป็นวัตร ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร ฯลฯ สภาพวัดจะเป็นป่าที่ร่มรื่นเน้นความเงียบสงัดเพื่อให้เหมาะกับการปฏิบัติภาวนา มีกุฏิกระต๊อบหลังคามุงด้วยหญ้าแฝก พร้อมทางเดินจงกรม ไม่ให้ไฟฟ้าเข้าวัด ไม่มีสิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆ ไม่ให้รับกิจนิมนต์ใดๆ เว้นแต่กรณีจําเป็นเท่านั้น เพื่อสงวนให้พระได้ปฏิบัติภาวนากันอย่างเต็มที่ และเน้นความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่
องค์หลวงตาท่าน นอกจากจะเข้มงวดกวดขันให้พระเณรขยันหมั่นเพียรเร่งปฏิบัติภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนากันแล้ว ท่านยังเป็นผู้นําพาหมู่พระเณรทําข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ อย่างขยันขันแข็งเป็นปกติทุกวัน เช่น การปัดกวาดลานวัด รอบศาลา กุฏิที่พัก ทางจงกรม ทางเดิน การปัดกวาดเช็ดถูทําความสะอาดเสนาสนะ ศาลา การทําความสะอาดห้องนํ้า การคอน*นํ้าไว้ใช้ตามกุฏิ ตามห้องนํ้า ฯลฯ ฉะนั้น วัดท่านจึงเงียบสงัดและสะอาดสะอ้านน่าอยู่ตลอด
ในสมัยสร้างวัดป่าบ้านตาดใหม่ๆ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านได้ช่วยบุกเบิกรับใช้งานต่างๆ อย่างใกล้ชิด ท่านมีความเคารพรักบูชาองค์หลวงตา ท่านไม่อยากให้องค์หลวงตาทําข้อวัตรปฏิบัติ อยากให้องค์หลวงตาได้พักผ่อน โดยเหตุการณ์ตอนนี้ ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“ถ้าจิตใจมันสะอาด ถ้าจิตใจมันดี จิตใจนี้มันสะอาดมาเพราะอะไร หลวงตาเห็นไหมท่านบอกเลย เวลาโลกธาตุท่านหวั่นไหวหมดเลย เสวยวิมุตติสุขตลอดเวลา เอ้ ! เราจะไปสอนเขาได้อย่างไร สอนเขาได้อย่างไร เพราะของมันลึกลับมหัศจรรย์ขนาดนี้ พูดเหมือนกัน ถ้าไม่เหมือนกันนะ พูดเหมือนกันนี่แหละ ไม่เหมือนหรอก แล้วจะไปบอกมันได้อย่างไร บอกมัน มันบอกรู้แล้ว คอตกจะไปสอนได้อย่างไร
แล้วท่านทบทวนของท่านเห็นไหม อ๋อ ! เราปฏิบัติมาเพราะเหตุใด เราปฏิบัติมาก็ข้อวัตรปฏิบัตินี่ไง เรามาได้เพราะข้อวัตรปฏิบัติ ฉะนั้น ไอ้ข้อวัตรปฏิบัติที่พฤติกรรมที่การกระทํา มันจะดัดแปลงจิตใจของคน ทุกดวงใจโดยธรรมชาติขี้เกียจ ไม่ทํา อยากจะให้ทุกคนคอยบริการ
เราพูดอย่างนี้แล้ว เราคิดถึงหลวงตา เวลาเราไปสืบค้นไง แบบว่าตอนที่หลวงตาท่านยังอยู่บ้านตาดใหม่ๆ ท่านจะทําข้อวัตรด้วย แล้วสมัยนั้นยังไม่มีรถเข็น ท่านจะเอาปี๊บนํ้าใส่นํ้า แล้วเอาตะขอเกี่ยว แล้วเอาไม้นี่หามหน้าหลัง นี้อาจารย์สิงห์ทองท่านเป็นลูกศิษย์ ท่านก็อยากให้อาจารย์ได้พักผ่อน ไม่อยากให้อาจารย์ทํา นี้หลวงตาท่านเป็นหัวหน้า ท่านก็ทําด้วย ลูกศิษย์ทํา หัวหน้าก็ทําด้วย
นี้ อาจารย์สิงห์ทอง ท่านอยากจะให้พักผ่อน ไม่อยากให้ทํา นี่หาบเอาปี๊บนํ้า แล้วมันมีสายยูใช่ไหม แล้วก็เอาไม้ร้อยแบกหน้าแบกหลัง เพราะพระหาบไม่ได้ พระคอนได้ พระหาบเหมือนชาวบ้าน อาชีพที่ชาวบ้านเขาทํากันทํามาหากิน พระทําอย่างนั้นไม่ได้ พระพุทธเจ้าห้ามหมด เพราะเขาหาว่าพระเดี๋ยวไปทําแข่งขันกับโลก จะไปค้าขายแข่งกับเขา พระห้ามทําหมด
ฉะนั้น พระหาบไม่ได้ พระคอนเอา ก็หัวท้าย หลวงตาท่านอยู่หน้า อาจารย์สิงห์ทองท่านอยู่หลัง ท่านดันใหญ่เลย ท่านจะดันให้ล้ม ล้มแล้วบอกว่า ไม่ต้องทํา ไม่อยากให้ทํา แต่พูดอย่างไรท่านก็จะทํา แต่ด้วยความรักของลูกศิษย์นะ ทําเพราะรักนะ ทําเพราะรัก เพราะเคารพ อยากให้อาจารย์สอนเฉยๆ ไม่ต้องมาทําข้อวัตร แต่ท่านจะทํา อาจารย์สิงห์ทองก็พยายามๆ จะให้ท่านหยุดให้ได้ แต่พูดอย่างไร พูดกันก็ไม่ยอม (หัวเราะ)
เห็นไหม ผู้นําที่ดี สิ่งที่ดี ข้อวัตรที่ดี เข้าวัดไป เราจะเห็น ข้อวัตรปฏิบัติมันจะฟ้อง ใครมามันจะบอกหมด ถ้าใจเรามีหลักมีเกณฑ์นะ เราจะเข้าใจเลย อย่างเช่น ความสะอาด ความสะอาดก็ต้องมาจากการกระทําทั้งนั้นน่ะ มันจะสะอาดไปได้อย่างไร พระอยู่ในหลักในเกณฑ์ก็ต้องโดนช็อตบ่อยๆ มันก็ต้อง..ถ้าพระโดนช็อตนะ ไปวัดไหนนะ ก็มีแต่พระเดินกันเกลื่อนเลย เดินกันจีวรปลิวไปก็ปลิวมา นั่นเพราะอะไร เพราะหัวหน้าไม่คุม แต่ถ้าหัวหน้าดีนะ พระไม่ทําตัวกันอย่างนั้น”
งานฉลองกึ่งพุทธกาล ณ วัดอโศการาม
งานเฉลิมฉลองกึ่งพุทธกาล หรือ ๒๕ พุทธศตวรรษ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ วัดอโศการาม อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยการนําของ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านก็เป็นอีกองค์หนึ่งในกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่ได้เข้าร่วมงานสําคัญในครั้งนี้ ดังนี้
“คืนวันวิสาขบูชาที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีร์เมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) ท่านได้ประกาศหลังแสดงพระธรรมเทศนาจบลงว่า “เราจะจัดงานฉลอง๒๕ พุทธศตวรรษ ในปี ๒๕๐๐ ที่วัดอโศการาม…”
ท่านยํ้าเหตุที่จะทํางานนี้ว่า ๑. ช่วยหมู่คณะ ๒. เพื่อเกียรติยศศาสนา ๓. เพื่อรักษาข้อปฏิบัติให้ไปสู่จุดหมาย คือ พระนิพพาน
แผนงานเบื้องต้นของท่านในครั้งนั้นมี ๔ ประการ คือ
๑. สร้างพระ ๑ ล้านองค์ เพื่อแจกผู้มาร่วมงานและบรรจุลงเจดีย์
๒. สร้างพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย
๓. อุปสมบทพระภิกษุ ๘๐ รูป บรรพชาสามเณร ๘๐ รูป และ บวชนุ่งขาวถือศีล ๘อุบาสก ๘๐ คน อุบาสิกา ๘๐ คน ถ้ามีจํานวนเกินจากที่กําหนดไว้ยิ่งดี การบวชมีกําหนด ๗ วันเป็นอย่างตํ่า
๔. สร้างพระเจดีย์ไว้เป็นที่ระลึกในงานสําคัญนี้
ด้วยกําลังพร้อมทรัพย์ที่มีตอนเริ่มแรกเพียง ๒๐๐ บาท ท่านได้นําคณะศรัทธาจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นได้อย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร ยิ่งใกล้วันคณะศรัทธายิ่งหลั่งไหลมาตามลําดับ พ่อแม่ครู–อาจารย์นําโดยพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้นํากองทัพพระกรรมฐานจํานวนมากมาช่วยงาน อาทิ พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร พระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโมพระอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ พระอาจารย์สาม อกิญฺจโนพระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พระอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโทพระอาจารย์เฟื่อง โชติโก พระอาจารย์ถวิล จิณฺณธมฺโม พระอาจารย์วัน อุตฺตโมพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร พระอาจารย์พุธ ฐานิโย ฯลฯ ขณะที่ฝ่ายปกครองคณะสงฆ์โดยสมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) ก็ได้นํากําลังมาสมทบ”
ร่วมงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อมาถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ก็พาสามเณรอุ่นเดินทางไปที่วัดอโศการาม ซึ่งท่านพ่อลี ธมฺมธโร (พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์) ได้จัดงานฉลอง๒๕ พุทธศตวรรษ ณ วัดอโศการาม อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ คํ่าเดือน ๖ ปีระกา จนถึงวันเสาร์ที่ ๒๕ พฤษภาคมปีเดียวกัน ตรงกับวันแรม ๑๒ คํ่า เดือน ๖ ปีระกา ท่านพระอาจารย์สุวัจน์พาสามเณรอุ่นไปกราบท่านพ่อลี และเป็นครั้งแรกที่สามเณรอุ่นได้พบท่านพ่อลี และพักที่วัดอโศการาม
สามเณรอุ่นได้พบท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ซึ่งติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัว มาร่วมงานนี้ด้วยโดยไม่คาดฝัน ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ จึงถวายสามเณรอุ่นคืนให้กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ตามที่ท่านพระอาจารย์บุญช่วย ธมฺมวโร สั่งไว้เมื่อครั้งอยู่ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
ในช่วงระหว่างงานนั้น สามเณรอุ่นได้มีโอกาสไปที่วัดบางมด หรือ วัดพุทธบูชา สองครั้งโดยครั้งแรกไปกับท่านพระอาจารย์สุวัจน์ ครั้งที่สองไปกับท่านอาจารย์พระมหาบัว พร้อมกับโยมสม (ลูกชายของโยมพี่ชายของท่านอาจารย์พระมหาบัว) โดยนั่งเรือไปตามลําคลองเข้าไปแต่ถ้าเป็นช่วงเวลานํ้าลดจนนํ้าในคลองแห้งก็ต้องเดินเท้าเข้าไป
เมื่อเสร็จงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษแล้ว ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้เดินทางไปจังหวัดจันทบุรี ส่วนสามเณรอุ่นรออยู่ที่วัดอโศการาม หลังจากท่านอาจารย์พระมหาบัว และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไปจังหวัดจันทบุรีได้ไม่กี่วันก็กลับมารับสามเณรอุ่น ที่วัดอโศการาม แล้วก็เดินทางกลับวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี”
เดินทางกลับวัดป่าบ้านตาด
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สามเณรอุ่น และโยมสม ที่ติดตามมาอุปัฏฐากท่านอาจารย์พระมหาบัว ได้นั่งรถไฟกลับจังหวัดอุดรธานี ในขณะที่เดินทางนั้นทั้งท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และ สามเณรอุ่น ต่างก็ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่กันหมด แต่สามเณรอุ่นอาการแย่กว่าทุกรูป เพราะรู้สึกกลัวท่านอาจารย์พระมหาบัวเป็นอย่างยิ่ง ท่านนั่งรถไฟมาลงที่สถานีรถไฟบ้านคํากลิ้ง อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี แล้วก็เดินเท้าลุยโคลนไปตามเส้นทางเกวียนเข้าไปที่วัดป่าบ้านตาด พอไปถึงวัดป่าบ้านตาด สามเณรอุ่นก็ได้พบกับคุณยายแก้ว หรือ คุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า เป็นครั้งแรก คุณแม่ชีแก้วก็ทักขึ้นเลยว่า “โฮ้ !ได้ลูกชายมาอีกแล้ว”
สามเณรวัดป่าบ้านตาด ยุคแรก พ.ศ. ๒๕๐๐
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้มาก่อตั้งวัดป่าบ้านตาดในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ในยุคนั้นกุฏิพระเณรก็สร้างอย่างเรียบง่ายสมถะ เสากุฏิก็ใช้ไม้ขนาดเท่าท่อนแขน หลังคามุงด้วยหญ้าคา ฝานั้นใช้หญ้าคาบ้าง หรือ ฝาขัดแตะบ้าง ส่วนส้วมนั้นก็เป็นส้วมหลุม โดยขุดหลุมลงไปแล้วเอาไม้มาพาด ในปีแรกที่สร้างวัดป่าบ้านตาดนั้นมีสามเณรเพียงรูปเดียว คือ สามเณรน้อย(คําพอง ปญฺญาวุโธ) ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นี้จึงมีสามเณร ๒ รูปเท่านั้น คือ สามเณรน้อยและสามเณรอุ่น ทั้งนี้เพราะท่านอาจารย์พระมหาบัวไม่รับสามเณรไว้มาก แต่มีครั้งหนึ่งที่ท่านรับสามเณรเพิ่มอีก คือ สามเณรผอง
เนื่องจากเป็นยุคแรกของวัดป่าบ้านตาด ดังนั้น คณะศรัทธาญาติโยมจึงมีไม่มากนัก อาหารการขบฉันก็ไม่เพียงพอสําหรับพระเณร บางวันหลังฉันอาหารเช้าเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์พระมหาบัวก็จะบอกสามเณรน้อยและสามเณรอุ่นไปเก็บมะเขือที่ทางโรงครัวปลูกไว้ เพื่อเอามาฝากโยมจากในเมืองที่มาถวายอาหารเช้าที่วัด สามเณรทั้งสองนั้นเวลาไปเก็บมะเขือ ช่วงแรกก็เดิน แต่พอลับตาก็วิ่งกันเลย เพราะท่านอาจารย์พระมหาบัวไม่ชอบคนอืดอาด
ในยุคนั้นวัดป่าบ้านตาดยังเป็นดงเสือ ป่าก็เป็นป่าดงและมีต้นหมามุ่ยขึ้นเยอะ บางครั้งเสือมาเที่ยวหากินแถวทางจงกรมก็มี ส่วนคุณแม่ชีแก้วนั้นก็ปลูกต้นมะละกอและต้นมะเขือเพื่อเอามาทําซุปมะเขือถวายพระเณร ท่านอาจารย์พระมหาบัวท่านมีนิสัยละเอียดและดูแลเอาใจใส่พระเณรที่พักอยู่กับท่านมาก ถ้าวันไหนอาหารมีน้อย ท่านจะไม่เอาอาหาร จะเอาแต่นํ้าพริก อาหารที่พระเณรบิณฑบาตมาได้จะนํามารวมกันก่อนแล้วจึงแจกกัน”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๐ กลับบ้านศรีฐาน และออกเที่ยววิเวก
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ ดังนี้
“ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจําพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว ญาติทางบ้านศรีฐานได้เขียนจดหมายมาบอกว่าสามเณรน้อย สามเณรอุ่น จะต้องคัดเลือกทหารในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เมื่อเสร็จธุระ คือ รับกฐิน ทําธุระเกี่ยวกับการตัดเย็บจีวรเสร็จแล้ว ท่านก็ได้พาสามเณรน้อย สามเณรอุ่น ไปบ้าน เพราะเณรสององค์นี้เป็นลูกน้องสาวของโยมแม่ของท่าน ท่านจึงต้องได้เป็นภาระพาไป แต่เมื่อไปติดต่อแล้วกลับไม่ใช่ ต้องรับหมายเรียกเกณฑ์ทหารในปีถัดไป (พ.ศ. ๒๕๐๒) ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จึงขอทําเรื่องขอยกเว้นการเกณฑ์ทหารให้กับสามเณรทั้งสอง โดยทางราชการมีเงื่อนไขว่า เมื่อได้รับยกเว้นการเกณฑ์ทหารแล้วภายใน๓ ปีห้ามสึก หากสึกก่อนกําหนดจะถูกจับเป็นทหารเกณฑ์ทันที”
เที่ยววิเวกแถวภูวัด – ภูเก้า – ถํ้าโพธิ์ทอง
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ ดังนี้
“จากนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จึงพาสามเณรน้อยและสามเณรอุ่นไปเที่ยววิเวกแถวภูวัด บ้านดงมัน อําเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม (ปัจจุบัน จัดตั้งเป็นวัดภูวัดมุกดาวาสบ้านดงมัน ตําบลคําอาฮวน อําเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร) ภูวัดนี้อยู่ทางด้านทิศตะวันออกส่วนภูหินขันอยู่ทางทิศตะวันตก (ปัจจุบัน จัดตั้งเป็นวัดป่าภูหินขัน) ทั้งภูวัดและภูหินขันนี้อยู่ในเขตบ้านดงมันเช่นกัน โดยอาศัยไปบิณฑบาตที่บ้านดงมันกับบ้านโป่งโพน แต่ก็อัตคัดไม่ค่อยได้อาหารพอฉันเท่าไหร่นัก ท่านพักที่ภูวัดประมาณเกือบหนึ่งเดือน
วันหนึ่งหลังจากฉันอาหารเช้าเสร็จท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงพาสามเณรทั้งสองเดินทางไปภูเก้า ไปถึงภูเก้าเวลาประมาณบ่าย ๔ โมงกว่า (ภูเก้านี้อยู่ในเขตบ้านดงกลาง อําเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร) ซึ่งอยู่ใกล้กันกับวัดภูจ้อก้อของท่านพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต (วัดภูจ้อก้อ หรือวัดบรรพตคีรี ตําบลหนองสูง อําเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร) และท่านพระอาจารย์หล้าเคยไปกราบเยี่ยมท่านพระอาจารย์สิงห์ทองครั้งหนึ่งที่ภูเก้า
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพักที่ภูเก้าประมาณหนึ่งเดือน จึงเดินทางออกจากภูเก้า แล้วท่านก็พาสามเณรทั้งสองไปพักที่วัดป่าบ้านห้วยทราย (วัดป่าวิเวกวัฒนาราม) พักได้พอสมควรแล้ว ท่านจึงพาสามเณรทั้งสองมุ่งหน้าไปอําเภอธาตุพนม โดยไปพักระหว่างทางที่บ้านก้านเหลืองดงหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นหลังจากฉันอาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงรีบออกเดินทางไปถึงอําเภอธาตุพนม ไปถึงเวลาประมาณบ่าย ๔ โมง แล้วเข้าไปพักที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน (เป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล เคยมาพัก) พักอยู่ที่นี่หลายคืน
จากนั้นก็พาไปเที่ยววิเวกทางบ้านขามเฒ่า บ้านนาโดน เข้าไปพักกับท่านพระอาจารย์สม ที่วัดป่าบ้านนาโดน (ขณะนั้นท่านพระอาจารย์ศรี มหาวีโร กําลังสร้างศาลาวัดอยู่ที่บ้านขามเฒ่า ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก) ท่านพักที่บ้านนาโดนนานพอสมควร จากนั้นจึงเดินทางมาทางอําเภอนาแก โดยมีท่านพระอาจารย์สมร่วมเดินทางมาด้วย แล้วมาพักที่ ถํ้าญาภพปื๋อ หรือ ถํ้าตาฮด (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วัดถํ้าโพธิ์ทอง บ้านแก้งมะหับ ตําบลบ้านแก้ง อําเภอนาแก จังหวัดนครพนม)อยู่ใกล้กับถํ้าพระเวส ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองคิดจะพาหมู่คณะที่ไปด้วยกัน ไปพักภาวนาที่ถํ้าพระเวส แต่ภายหลังท่านทราบข่าวว่า มีพระมาพักภาวนาอยู่ก่อนแล้วจึงล้มเลิกความคิดนี้ไป
วันหนึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพาพระเณรที่อยู่ด้วยกันรวม ๔ องค์ ได้แก่ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์สม (ชาวอุบลราชธานี) พระอีกรูปหนึ่ง (จําชื่อไม่ได้) และสามเณรน้อย ไปเยี่ยมท่านพระอาจารย์สนธ์ ที่ ถํ้าสูง บ้านนาโสก ส่วนสามเณรอุ่นนั้น ท่านสั่งให้อยู่เฝ้าบริขารที่วัดถํ้าโพธิ์ทอง ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและคณะพักอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งเดือน
อนึ่ง ในช่วงเดินเที่ยววิเวกนั้นสามเณรอุ่นจะเป็นผู้รับภาระสะพายบาตร บริขาร กลด และกานํ้าของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะช่วยสะพายย่ามขององค์ท่านและย่ามของสามเณรอุ่น ในสมัยนั้นผ้าหายากขาดแคลน มีแต่ผ้าหนาๆ นิยมเรียกชื่อว่า “ผ้าปิรามิด” เอามาตัดเย็บเป็นจีวร ผ้าบริขารและมุ้ง ดังนั้น ผ้าไตรจีวรและผ้าบริขารสมัยนั้นจึงหนักมาก เมื่อออกเที่ยววิเวกจึงเอาไปแต่ผ้าไตรจีวรและผ้าบริขารจําเป็นที่สุดเท่านั้น
อนึ่ง ในสมัยนั้นเวลาเดินทางจะไม่ใส่รองเท้า ต้องเดินเท้าเปล่า เพราะรองเท้าทําด้วยยางนอกรถยนต์ รองเท้าจะกัดเท้า ทําให้เดินไม่ได้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะฝึกให้พระเณรที่ติดตามมีความเข้มแข็ง ท่านจะไม่ให้ฉันนํ้าเลยระหว่างเดินทาง เพราะนํ้าจะลงเท้าจะทําให้เท้าพอง เช่น ออกเดินทางแต่เช้าจะหยุดพักหนึ่งชั่วโมงเพื่อฉันนํ้าและพักเหนื่อยตอนบ่ายโมง และเมื่อถึงจุดพักตอนเย็นเท่านั้น หิวนํ้าจนนํ้าลายเหนียวถ่มนํ้าลายไม่ออก และหากใครช้าหรืออ่อนแอท่านจะไม่รอเลย จากนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและคณะจึงเดินเท้าจากถํ้าโพธิ์ทอง ไปที่พักที่วัดหินแซ อําเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ของท่านพระอาจารย์คํา
ในช่วงนั้นสามเณรอุ่นป่วยด้วยไข้มาลาเรีย บังเอิญวันนั้นมีงานศพในวัด ชาวบ้านได้มางานศพและส่งเสียงดัง สามเณรอุ่นทั้งป่วยและหนวกหูจึงนอนไม่หลับทั้งคืน พักที่นี่ได้สักระยะหนึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงพาออกเดินเที่ยววิเวกต่อไปทางบ้านคําอาฮวน ทั้งๆ ที่สามเณรอุ่นยังเป็นไข้มาลาเรีย ก็จําต้องฝืนเดินทางต่อไปพักที่วัดบ้านคําอาฮวน (วัดมหานิกาย) ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเห็นสามเณรอุ่นป่วยมาก จึงเอายาที่ท่านซื้อมาเมื่อครั้งพักที่วัดหินแซให้ฉันหนึ่งเม็ด ซื้อยามาราคาเม็ดละ ๗ บาท ถือว่ายาแพงมาก เพราะสมัยนั้นเงิน ๗ บาท สามารถซื้อเนื้อได้ถึง ๑ กิโลกรัม ปรากฏว่าสามเณรอุ่นก็หายป่วยจากไข้มาลาเรียเป็นปลิดทิ้ง
จากนั้นท่านพระอาจารย์จึงพาเณรทั้งสองเดินทางกลับไปยังบ้านห้วยทราย ซึ่งระยะนั้น ท่านพระอาจารย์ศรี มหาวีโร (วัดประชาคมวนาราม หรือวัดป่ากุง อําเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด) ท่านได้พาพระเณรลูกศิษย์ของท่านพักที่วัดป่าบ้านห้วยทรายอยู่ก่อนหน้าแล้ว ตอนนั้นท่านเร่งทําความเพียร กลางคืนท่านจะไม่นอนพัก แต่จะพักเวลากลางวันแทน”
พรรษาที่ ๑๕ – ๑๖ พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๒ จําพรรษาที่บ้านห้วยทราย
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ ดังนี้
“ก่อนหน้าที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะไปถึง มีชาวบ้านห้วยทรายคนหนึ่งชื่อว่า พ่อปัน เขาจะซื้อที่ เขาจึงมากราบเรียน ท่านพระอาจารย์ศรี มหาวีโร ว่าจะสมควรซื้อไหม เพราะที่แห่งนั้นมันแรงมาก (เข็ดมาก) มีนํ้าไหลซึมอยู่ตลอดทั้งหน้าแล้งหน้าฝน ท่านพระอาจารย์ศรีมหาวีโร เลยบอกว่า ถ้าเขาจะขายก็ซื้อเอาไว้เสีย แล้วอาตมาจะไปพักให้ดอก เพราะที่มันแรงยิ่งกว่านี้ก็เคยได้ไปพักให้เขาอยู่แล้ว พ่อปันก็เลยซื้อเอาที่แห่งนั้น แล้วก็ทําแคร่ร้านไว้ ๗ แห่ง เพราะพระเณรที่ไปกับท่านพระอาจารย์ศรีมีหลายองค์ เมื่อเขาทําเสร็จแล้วก็มานิมนต์ท่านให้ไปพักให้
ก็พอดี ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไปถึง ท่านพระอาจารย์ศรี มหาวีโร ก็เลยพูดว่า“เอา ! ครูบาไปพักให้เขาหน่อย” เพราะท่านพระอาจารย์ศรีอ่อนกว่า จึงเรียกว่า “ครูบา”ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า “ก็ใครบอกให้เขาทํา ก็ไปซี” แล้วเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมาท่านพระอาจารย์ศรีว่า “หมู่ผมมีหลายองค์ ให้ครูบานั้นแหละไป” ในที่สุดท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นผู้แพ้ เลยได้ไปพักในที่แห่งนั้น ที่แห่งนั้นอยู่ใกล้กับสํานักของ คุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า เวลาออกไปจากบ้านห้วยทรายจะมองเห็น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ไปกับสามเณรน้อยส่วนข้าพเจ้า (สามเณรอุ่นหล้า) ท่านไม่ให้ไปด้วย ให้ดูแลรักษาบริขารที่ไม่ได้เอาไปด้วย
เมื่อท่านไปถึงวันแรก พอจะคํ่า ท่านก็สรงนํ้า แล้วก็ลงเดินจงกรม พอเหนื่อยและดึกหน่อยท่านก็ขึ้นแคร่ขึ้นร้าน ไหว้พระสวดมนต์ เสร็จแล้วก็จะนั่งภาวนา ก่อนจะนั่งภาวนา ท่านได้นึกในใจว่า “ถ้าหากมีเจ้าที่เจ้าฐานอยู่นี้ ก็ขอให้ขยับขยายไปที่อื่นเสีย เพราะที่นี้ชาวบ้านเขาจะทํามาหากิน ทําทาน หรือว่าถ้าไม่ไปแล้ว ก็อย่าเบียดเบียนเขา” ท่านนึกอย่างนั้นแล้วก็นั่งภาวนามีแปลกผิดสังเกตอยู่ว่า นํ้าที่เคยไหลซึมอยู่นั้น ปรากฏว่าย่นเข้ามาทุกวัน คือ แห้งเข้ามาๆ จนวันที่ ๗ ยังเหลืออยู่แต่ปากบ่อเท่านั้น พอท่านพักอยู่ได้ครบ ๗ วัน แล้วท่านก็กลับวัด”
พญานาคอพยพหนีไปถํ้าม่วง
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเรื่องพญานาคอพยพหนีไปถํ้าม่วง เพราะท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนึกในใจขอให้พญานาคย้ายไปที่อื่น ดังนี้
“ต่อมาคุณแม่ชีเจียงซึ่งอยู่สํานักชีใกล้ที่แห่งนั้น เขาไปจังหันที่วัด แล้วถามท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า “ได้ปรากฏอะไรบ้าง” ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองตอบว่า “มันจะมีอะไร” คุณแม่ชีเจียงเลยพูดว่า “เขา (พญานาค) ไปลา ข้าน้อยถามเขาว่า จะไปไหน” เขาบอกว่า “จะไปอยู่ถํ้าม่วง” ทําไมจึงจะไป ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองบอก ท่านบอกว่าอย่างไร เขาก็พูดให้ฟัง คําพูดนั้นเป็นคําพูดเดียวกับที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนึก และคุณแม่ชีเจียงยังบอกให้แสดงรอยไว้ให้ดูด้วย
เวลาเช้าแม่ออกไปจังหัน ได้พาแม่ออกไปดูรอยคล้ายๆ กับรอยรถยนต์ คุณแม่ชีเจียงพูด ต่อมาคุณแม่ชีเจียงก็พูดอีกว่า มีเจ้าที่อยู่ภูหินขัน บ้านดงมัน อําเภอมุกดาหาร (จังหวัดมุกดาหาร ในปัจจุบัน) มาลาว่า “ผมจะไปเกิด ผมไปลาท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมา” คุณแม่ชีเจียงถามว่า “รู้จักท่านด้วยหรือ” เขาบอกว่า “รู้” เขาได้เคยไปปฏิบัติท่านอยู่ที่ภูวัด บ้านดงมัน เพราะภูเขาสองลูกนี้อยู่ใกล้กัน อยู่คนละฝั่งทาง “ผมอยู่ภูหินขันนี้มาได้ ๒ หมื่นปีแล้ว ผมจะไปเกิดแต่ไม่ทราบว่าจะไปเกิดที่ไหน และเกิดเป็นอะไร”
ความรู้ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองที่เกี่ยวกับด้านนี้ ตามที่เคยอยู่กับท่านมา เข้าใจเอาเองว่าความรู้ของท่านในด้านนี้ไม่มี บางคนอาจเข้าใจว่า ครูบาอาจารย์ที่ท่านภาวนาเป็นแล้วจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างไปนั้นไม่ใช่ จะเป็นได้เฉพาะบางรายเท่านั้นไม่ทั่วไป แต่ว่า อาสวักขยญาณ คือรู้ว่ากิเลสหมดไปนี้เหมือนกันหมด ส่วนความรู้ปลีกย่อยนี้ไม่เหมือนกัน ผู้ที่ได้ศึกษาตําราทางศาสนามากจะเข้าใจ แต่ผู้ที่ศึกษาน้อยอาจจะยังสงสัย จึงได้เขียนไว้ในที่นี้ด้วย พญานาคที่ว่านั้น เดี๋ยวนี้กลับมาที่เดิมแล้ว และมีนํ้าไหลซึมออกมาอีกเหมือนเดิม
จากนั้นท่านก็ได้เที่ยววิเวกต่อไปทางอําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลับมาอําเภอนาแก พักอยู่ที่ถํ้าตาฮด ปัจจุบันชื่อ “ถํ้าโพธิ์ทอง” บ้านแจ้งมะหับ พักอยู่นั้นได้ประมาณ ๑ เดือนมีเรื่องที่ขบขันอยู่เรื่องหนึ่ง คือเมื่อท่านพักอยู่นั้น ชาวบ้านยังไม่รู้จักท่าน เพราะไม่เคยอยู่มาก่อนเขาพากันถามถึงชื่อของท่าน ท่านก็บอกชื่อท่านว่า “ญาพ่อผักกระโดน”
คือปกติ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านจะชอบฉันผักเป็นพิเศษ และหน้านั้นผักกระโดนกําลังแตกยอด ท่านก็เลยบอกชื่อของท่านแบบนั้น ชาวบ้านพากันหัวเราะ พอพักที่นั้นพอสมควรแล้วก็เดินทางกลับบ้านห้วยทราย และจําพรรษาที่บ้านห้วยทรายในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยมีพระเณรจําพรรษาร่วมกัน ๘ รูป ดังนี้
๑. ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
๒. ท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต
๓. พระหนูเพียร (ภายหลังลาสิกขาและเสียชีวิตแล้ว)
๔. พระบุญเหลือ (มรณภาพแล้ว)
๕. สามเณรน้อย
๖. สามเณรอุ่น
๗. สามเณรวง (คนบ้านห้วยทราย ภายหลังลาสิกขา)
๘. สามเณรหาญ (คนบ้านห้วยทราย ภายหลังลาสิกขา)
และในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ สามเณรอุ่น ก็เรียนพระปาฏิโมกข์จบ โดยท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต เป็นผู้ทวนให้
เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านก็กลับบ้านศรีฐาน อีกประมาณเดือนธันวาคม พาสามเณรน้อย สามเณรอุ่น ไปรับใบหมายเรียกจะเข้าเกณฑ์ทหาร แต่เนื่องจากสามเณร ๒ องค์นี้สอบนักธรรมได้ คือทางการเขาอนุญาตให้ยกเว้นได้ ท่านจึงขอให้เขายกเว้นให้ เมื่อเสร็จธุระแล้วท่านก็ออกจากบ้านศรีฐานไปทางอําเภอมุกดาหาร (จังหวัดมุกดาหาร ในปัจจุบัน) ไปพักอยู่ที่ภูวัด เพราะว่าภูวัดนี้อากาศดี ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองชอบสถานที่แห่งนี้ มีเวลาผ่านไปทางนั้น ท่านจึงมักจะไปพักอยู่บ่อย เมื่อพักอยู่พอสมควรแล้วก็เดินทางต่อไปยังภูเก้า บ้านโคกกลาง สมัยก่อนขึ้นกับอําเภอคําชะอี แต่ทุกวันนี้คงขึ้นกับอําเภอหนองสูง
ครั้นพักอยู่ที่ภูเก้าพอสมควรแล้ว ก็เดินทางต่อไปยังบ้านห้วยทราย และได้ทําการบวชพระให้แก่สามเณรน้อย สามเณรอุ่น ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ท่านก็ได้จําพรรษาที่บ้านห้วยทรายอีก๑ พรรษา”
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกการอุปสมบทของท่านและสามเณรคําพอง ไว้ดังนี้
“เนื่องจากแถวอําเภอคําชะอี ไม่มีพระอุปัชฌาย์ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงได้พาสามเณรทั้งสองนั่งรถบรรทุกที่วิ่งรับซื้อข้าวชาวบ้าน เส้นทางที่รถวิ่งไปนั้นเป็นทางเกวียน ทางจึงเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยเดินทางออกจากบ้านห้วยทรายไปลงที่ตัวอําเภอมุกดาหาร (ปัจจุบันเป็นจังหวัดมุกดาหาร) เมื่อวันแรม ๑ คํ่า ท่านพาไปพักที่วัดศรีมงคลเหนือ ซึ่งเป็นวัดของพระอุปัชฌาย์ สามเณรอุ่นและสามเณรน้อยได้ญัตติสังกัดธรรมยุตพร้อมกัน โดยสามเณรน้อยเป็นนาคขวา ส่วนสามเณรอุ่นเป็นนาคซ้าย ณ วัดศรีมงคลเหนือ อําเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร (เดิมขึ้นกับจังหวัดนครพนม) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ ตรงกับวันแรม ๓ คํ่า เดือน ๓ ปีจอ โดยมี พระมุกดาหารโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านพระอาจารย์คําคมฺภีรธมฺโมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโรเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ชาวบ้านบ้านห้วยทรายเป็นเจ้าภาพ ภายหลังที่ญัตติเป็นพระแล้วพระอุ่นได้ขึ้นสวดพระปาฏิโมกข์เป็นครั้งแรกที่วัดป่าบ้านห้วยทราย โดยใช้เวลาสวดเพียง ๔๘ นาที
หลังจากบวชในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ แล้ว ช่วงนั้นเป็นหน้าร้อนประมาณเดือนเมษายน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพาพระน้อยและพระอุ่น ไปเที่ยววิเวกแถวภูวัด บ้านดงมัน พักอยู่ระยะหนึ่งก็ออกเดินจากภูวัดตั้งแต่หลังฉันจังหันเสร็จไปถึงภูเก้ามืดคํ่าพอดี จากนั้นก็เดินจากภูเก้ามาแวะพักกับท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก ที่ บ้านหนองสูง อําเภอคําชะอี ท่านใจดีมาก เวลาท่านดุเณรจะดุว่า “เสื่อไหม ? หมอนไหม ?” เมื่อพักกับท่านพระอาจารย์กงแก้วพอสมควรแล้วก็เดินทางกลับไปบ้านห้วยทราย และจําพรรษาที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม เป็นพรรษาที่ ๑ ส่วนพระน้อยไปจําพรรษาที่ถํ้าสูง ภูเก้า กับท่านพระอาจารย์อุทัย (ท่านเป็นชาวเวียงจันทน์ ลูกศิษย์หลวงปู่ฝั้นอาจาโร) พร้อมกับสามเณรเจริญ (หลานพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ)”
เรื่องชาวพุทธถือมงคลตื่นข่าว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้เล่าเรื่องชาวพุทธถือมงคลตื่นข่าว หลงเชื่ออะไร ก็หลงเชื่ออย่างไม่มีเหตุผล โดยไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง โดยในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๒มีพระอาจารย์องค์หนึ่งโจมตีพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ได้อวดคุณวิเศษ และออกอุบายหลอกลวงญาติโยม จนญาติโยมส่วนใหญ่พากันงมงายหลงเชื่ออย่างง่ายดาย แต่ญาติโยมที่รับการอบรมฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น จะไม่หลงเชื่อ เพราะมีสติปัญญา และมีความมั่นคง ไม่หวั่นไหว ดังนี้
“หลังๆ มาปีสองปี ท่านจัน บ้านตาด อาจารย์เนตร อาจารย์อ่อนสา พ่อบัว หลายองค์ ลงไปจากทางสามผง ทางนครพนม เที่ยววิเวกไปๆ คือสถานที่แถวนั้นมันเป็นภูเขา เราก็เห็นที่เหมาะดี พอจะอยู่จําพรรษา ผู้คนก็เอาใจใส่ ก็เป็นไปทุกอย่าง เลยไปสร้างวัด จะไปจําพรรษาเขาก็เลยมาไล่อีก ไล่ก็หนี ไล่ไปไล่มาก็หมดปัญหาเอง ท่านก็อยู่มาจําพรรษามาหลายปี ดูว่า๓ – ๔ ปีมั้ง เพราะท่านหนีมา ๒ ปี ๙๖ (พ.ศ. ๒๔๙๖) ออกจากห้วยทราย ๙๘ – ๙๙ (พ.ศ. ๒๔๙๘ – ๒๔๙๙)
ระยะ ๕๐๑ – ๕๐๒ (พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๒) นี่ล่ะ ก็มีหมอโด่งดังขึ้น มีพระอาจารย์ที่ดีๆ เด่นๆ จบมาจากวัดมหาธาตุฯ ประกาศดังลั่น เพื่อจะมาสอนธรรม มาอยู่คําชะอีองค์หนึ่ง ท่านก็เอากันใหญ่ โจมตีคณะพวกเรา ระยะนั้นผม (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) อยู่หนองสูงไม่เดือดร้อนวุ่นวายอะไรนี่น่า เขาโจมตีปากของเขาอยู่บ้านของเขา เขาไม่ได้มาไล่ถึงพระเรา
พอพระไปจําพรรษา ทางท่านเจ้าคุณมุกดาหาร ตอนนั้นท่านเป็นพระครูมุกดาหารโมลี ยังไม่เป็นเจ้าคุณ ท่านเป็นเจ้าคณะอําเภอคําชะอี นครพนม ท่านก็ขอคณะสงฆ์ให้ เพราะท่านทําเอง ท่านเดินเรื่องเอง เรื่องก็เสร็จออกมา ก็ไม่มีเรื่องที่จะไล่หนีได้นี่ ถ้าเป็นสํานักสงฆ์แล้ว ก็มีที่อยู่ ก็สะดวกสบาย แต่เขาก็หาเรื่องต่างๆ ก่อกวนวุ่นวาย อบรมญาติโยม
พวกที่หลงเชื่อก็ไป พวกที่ไม่หลงเชื่อที่เขาเคยเป็นศิษย์ท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์เสาร์มาก่อน แล้วเขาก็ไม่นั่นน่ะ ก็ตั้งมั่นพอสมควร ไม่หวั่นไหว เขาจะว่าอย่างไรก็เรื่องของเขา ถ้ามาว่าถึงปากเขา เราก็ค่อยพูดกัน เขาก็พูดกันไปอย่างนั้น ที่สุดแล้วเรื่องเจ้าของ เป็นบ้าหลงๆ อยู่น่ะ
เพราะครูอาจารย์ไม่เคยผ่านการปฏิบัติ การสอนที่ตั้งใจทําจริงมันเป็นจริงได้ พอเขาสนใจตั้งใจทําจริง จิตของเขาก็สงบ จิตมันก็ออก จิตออกส่งรู้สิ่งต่างๆ พอไปกราบเรียนอาจารย์ อาจารย์ก็พิจารณาให้ส่งจิตไปดูอันไหน ไปดูอันนี้ ผลที่สุดก็เลยเสียจริตไป เป็นมหา
นอกจากนั้นก็วันไหนเป็นวันสําคัญ เขาก็เอาเณรไปหมด ใช้เยอะ สิบขวบ สิบสองขวบมาเขียนจดพู่ให้เณร เล่าท่องจนคล่องปากพร้อมกันในที่ลับ แล้วก็ประกาศว่า “วันนั้นวันนี้พระศรีอาริย์จะมาหาเณร ทรงลงเทศน์สอน จะเอาขึ้นธรรมาสน์” ผู้คนเลยไปกัน ประกาศให้เขาไปฟัง เขาเทศน์ได้ดีนี่นะ ก็เพราะแกเขียนเอาไว้ให้เณรท่องได้คล่อง ฝึกซ้อมกันดีแล้วก็มาเทศน์คนอื่นไม่ทราบเรื่องก็ว่า เขาเป็นอย่างนั้นจริง จากนั้นก็นั่งภาวนา อยากจะอวดคุณวิเศษนะเอาบันไดไปพาดหลังกุฏิให้เณรขึ้นไปนั่งภาวนาอยู่นู้น ให้หันกุฏิสูงๆ เอาบันไดหนีไป หลอกกันใหญ่ “ว่าเณรนั่งภาวนาอยู่นี้หายไปไหนไม่ทราบ” ว่างั้น เอา ถามพระ หาไปหามาก็ฉายไฟไปดูก็นั่งอยู่บนหลังกุฏิบนหอไม้ ไปกันใหญ่นะ อุบายของเขา เขาจะทําให้คนนิยมชมชอบ ไปกันอย่างไม่มีฝั่งมีฝา ไม่คํานึงคํานวณถึงธรรมวินัยว่ามันจะเสียไปอย่างไร
เมื่อทําไปแบบนั้น คนก็เลื่อมใสศรัทธา หลั่งไหลไป ผลที่สุดเณรที่บวชอยู่ คนที่เหาะขึ้นไปเกาะหลังกุฏิก็ดี คนที่พระศรีอาริย์มาดลบันดาลใจให้ช่วยก็ดี มันก็อยู่ไม่ได้ กิเลสของมัน มันมีมันไม่ใช่มันดิบมันดีเพราะมันฝึกภาวนา มันสึกออกมา มันก็มาเล่าเรื่องต่างๆ ขายหน้ากันไปหมด โลกไม่ว่าทางฝ่ายฆราวาส ไม่ว่าทางศาสนา มันมีทุกสิ่งทุกอย่าง ทําให้พอดีพองาม โลกไม่จน คนมีปัญญาก็พอที่จะค้นคิดหา อะไรมันเป็นของดีของชั่ว จะไปเชื่อลมปากของคนเลยลอยลมก็เสียไป พิจารณาลึกซึ้ง สมัยนั้นไปกันใหญ่พอสมควร หลังๆ มา เสื่อมไปๆ ทุกวันนี้ รู้สึกเงียบหายไปพอสมควร ไม่ค่อยได้ยินเสียงอย่างว่า “ยุบหนอ พองหนอ” ไม่ค่อยได้ยิน ทางเชียงใหม่ก็ไม่รู้ไปกันใหญ่ ไปกันเต็มรถตู้ รถตู้ก็ไม่มีฝั่งมีฝาหรอก ก็ไปกันพวกคุณหญิงคุณนาย”
พรรษาที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๐๓ จําพรรษาวัดป่าบ้านตาด
เมื่อออกพรรษาแล้ว ก็เดินทางกลับมาทางจังหวัดอุดรธานีเข้าไปยังสํานักวัดป่าบ้านตาดและในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ นั้นก็ได้พักจําพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด
ในคืนวันแรกที่มาถึงวัดป่าบ้านตาด ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้พูดคุยสนทนาธรรมกับองค์หลวงตาพระมหาบัวสองต่อสอง อันเป็นไปตามหลัก สัลเลขธรรม ๑๐ ประการ และเป็นมงคลตามหลัก มงคล ๓๘ ประการ ในข้อที่ว่า ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมํคลมุตฺตมํ อาจารย์และศิษย์คุยกันอย่างเพลิดเพลินในธรรม ตั้งแต่ ๒ ทุ่ม ถึงตี ๔ โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เล่าผลการภาวนาถวาย ติดขัดตรงไหน องค์หลวงตาก็เมตตาชี้แนะแก้ไขให้ ดังพระธรรมเทศนาขององค์หลวงตา แสดงไว้ดังนี้
“พูดนี้เราก็ระลึกได้ที่ท่านสิงห์ทองท่านจากเราไป เที่ยวไปทางอําเภอมุกดาหาร (ปัจจุบันเป็นจังหวัดมุกดาหาร) ไปตั้ง ๒ ปีนะ มาอยู่ที่นี่ท่านไปเที่ยวทางโน้นตั้ง ๒ ปี ท่านกลับมา ศาลาหลังเล็กๆ คือ เพิ่งสร้างวัดใหม่ ก็มีศาลาเล็กๆ พอได้ฉันจังหัน พวกญาติโยมมีมา เขาก็อยู่ข้างล่าง อยู่แผ่นดิน ที่อยู่ข้างบนเป็นศาลาเล็กมีแต่พระอยู่
ท่านสิงห์ทองมาแล้ววันนั้นมาก็มาคุยกันสองต่อสอง ท่านก็มาเล่าเรื่องภาวนาให้ฟัง ตั้งแต่ต้นแต่จากกันไปจนกระทั่งถึงวันกลับมา ท่านก็นําเรื่องผลที่ท่านบําเพ็ญมามาเล่าให้ฟัง สองต่อสองนะ คุยกันไปตั้งแต่ ๒ ทุ่ม ฟาดเสียตี ๔ นั่นเห็นไหม มันรู้ตัวเมื่อไร ความเพลินในกันและกัน
ทางนั้นเล่าอะไรๆ ทางนี้ค่อยแก้ๆ ค่อยอธิบายๆ ให้ฟัง ท่านก็เล่าไปอะไรแก้กันไปโดยลําดับ เพลินต่อเพลิน ตั้งแต่ ๒ ทุ่มตอนคํ่านี่ถึงตี ๔ พอหมดเรื่องนั้นแล้ว ก็เลยมาถามดูนาฬิกาอ้าว ! นี่นาฬิกามันตี ๔ แล้ว คือในระยะเดือนมิถุนาฯ นั้น มันตี ๕ สว่างแล้ว มันตี ๔ แล้วนี่มันกําลังจะสว่าง เอา เลิกทันทีเลย นี่ก็ไม่มีปี่มีขลุ่ย เอา เลิกก็ลุกปึ๊บปั๊บไปเลย ไปต่างคนต่างไม่นึกว่าจะนอนหลับ เราก็ไม่นึกว่าเราจะไปนอนนะ ก็จะทําความเพียรหรือว่าเดินจงกรมไปตลอด เช้าเราก็ไปบิณฑบาตเท่านั้นล่ะ ความรู้สึกเป็นอย่างนั้น
ทีนี้พอไปถึงแล้วมันเหนื่อยพอ ได้ย่ามใบหนึ่งสะพายย่าม ทิ้งย่ามวางแล้วก็ยืดเส้นสักหน่อยเพราะมันปวดขบหมด นั่งตั้งแต่ ๒ ทุ่มจนกระทั่งตี ๔ ยืดเส้นแล้วถึงจะลงไปทางจงกรม นี่ก็ยืดเส้นทางนั้น ยืดเส้นทางนี้ ไปถูกเส้นไหนไม่รู้ฟาดเสียหลับเลย หลับจนกระทั่งท่านสิงห์ทองที่อยู่ด้วยกัน ท่านจากไปแล้ว ท่านก็ไปเดินจงกรมภาวนา ถึงเช้าท่านก็บิณฑบาตกลับมา ท่านสิงห์ทองบิณฑบาตกลับมาแล้วเรายังหลับครอกๆ อยู่ คือมันไม่รู้ตัวนะ ยืดเส้นว่างั้นเถอะน่ะ ก็จะลงทางจงกรม ยืดแล้วก็จะลงไปทางจงกรม ยืดไปท่านั้นท่านี้ ท่าไหนก็ไม่รู้นะหลับเลย หายเงียบเลย
ตอนเช้ายังหลับอยู่นะ ท่านสิงห์ทองขึ้นไปก็ไปสะกิดนิ้วเท้าเราปั๊บ ปุ๊บปั๊บลุกขึ้น “หือ !ไปบิณฑบาตแล้วเหรอ ?” เราว่างั้น “ถึงเวลาบิณฑบาตแล้วเหรอ ?” “ถึงไหน ไปบิณฑบาตกลับมาแล้ว นี่มาปลุกท่านอาจารย์” “อย่างนั้นเหรอ กูตาย” นี่ไม่ลืมนะ ถนัดทีเดียว ลงมาแล้วปล่อยย่ามแล้วดัดเส้นท่านั้นท่านี้จะลงไปเดินจงกรม ตอนเช้าก็ออกบิณฑบาตคิดว่างั้น ที่ไหนได้ดัดเส้นมันดัดใหญ่เลย จนกระทั่งพระบิณฑบาตกลับมา ท่านสิงห์ทองกลับมาแล้วก็ไปปลุก สะกิดนิ้วเท้านี่ “เหอ ! ไปบิณฑบาตแล้วเหรอ ?” “บิณฑ์อะไร บิณฑบาตกลับมาแล้ว” อย่างนั้นมันก็มี เป็นอย่างนั้นนะเพลินธรรมะของกันและกัน
เพราะเวลานั้นท่านกําลังเข้มข้นของท่านเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันถึงได้เพลินธรรมะพูดธรรมะภายในโดยเฉพาะ มันเข้มข้นๆ เพลินต่อกัน ทางนี้คอยแก้คอยปลดไปเรื่อยๆ ทางนั้นเล่าอะไรขัดตรงไหน แก้ให้ๆ เพราะทางนั้นกําลังมุ่ง กําลังชุลมุน ทางนี้เป็นคนคอยแก้ให้ๆเลยเพลิน ถึงตี ๔ ตั้งแต่ ๒ ทุ่มถึงตี ๔ ถึงได้ลุกจากกัน
อย่างนี้ล่ะเรื่องความเพลินในธรรมเป็นอย่างนั้น มันเพลินของมันจริงๆ ทางนั้นพูดออกมาขัดตรงไหนๆ มันจะรู้ทันทีๆ แล้วแก้ แก้ๆ ทางนั้นท่านก็ผ่านไป เล่าไปผ่านไปเรื่อยๆ
นี่พูดถึงเรื่องความเพลินในธรรมกับท่านสิงห์ทอง เราไม่ลืม จากกันไป ๒ ปี เอากันตั้งแต่๒ ทุ่มถึงตี ๔ ลุกแล้วว่าจะไปภาวนา ที่ไหนได้มันลงไปใหญ่เลย ภาวนาใหญ่เสีย จนกระทั่งท่านไปบิณฑบาตกลับมาไปปลุกมากินข้าว เป็นอย่างนั้นล่ะ เราไม่ลืมนะ ถ้ามันผิดปรกติเป็นอย่างนั้น นี่ล่ะการภาวนามันเพลินนะ ขอให้เอาดูซิน่ะ จิตนี้ถึงขั้นมันเข้มแข็งแล้วนี้ มันก็เหมือนกับกิเลสเข้มแข็ง มันจะคิดจะปรุงเรื่องอะไรมาเป็นกิเลสทั้งนั้นนําหน้าๆ มันลากมันดึงไปเรื่อยๆ มันไม่ให้คิดถึงอรรถถึงธรรมนะ กิเลสมีกําลังมากจะดึงไปทางกิเลสดึงลงๆๆ ไม่ได้คิดอยู่ไม่ได้ มันอยากคิดอยากปรุงอยากรู้อยากเห็น มีแต่ความอยากอันเป็นกิเลสทั้งนั้นๆ”
ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมํคลมุตฺตมํ
พระธุดงคกรรมฐาน หรือ พระป่า ทุกองค์จะต้องยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรมที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองวางไว้อย่างเข้มงวดเคร่งครัดทุกประการ ซึ่งพระศิษย์ในรุ่นต่อๆ มาที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติจนทรงอริยธรรมขั้นต่างๆ นับแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามีพระอนาคามี พระอรหันต์ ต่างก็ได้ตรวจสอบซึ่งกันและกัน จนได้รับการยอมรับเคารพบูชาจากวงกรรมฐานด้วยกัน โดยท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เรา เจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านได้รสของธรรม เห็นไหม ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย ท่านได้รับรสของธรรมนั้นไป ท่านมีวิมุตติสุขประจําใจของท่าน ท่านหลุดพ้นของท่านไป แล้วท่านสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาที่เรามาประพฤติปฏิบัติกันมันทําตามขึ้นมา มันเป็นจริงขึ้นมา
แต่เดี๋ยวนี้พวกเราเป็นคนอํานาจวาสนามันอ่อนแอไง นี่เวลาจะปฏิบัติกันก็ต้องศึกษาก่อนไง แล้วยิ่งปัญญาชนนะ ปัญญาชนมันชนดะนะ มันชนด้วยทิฏฐิมานะของมันนะ เวลามันศึกษามามันก็อ้างแต่ความรู้ของมันนะ นี่ชนดะไปหมดเลย ไอ้พวกที่ปฏิบัติหน่อมแน้ม ปฏิบัติโดยไม่มีวุฒิภาวะ มันก็บอกว่า อู๋ย ! กําหนดนี่ กําหนดปั๊บ ปัญญามันจะเกิดเลยนะ อู๋ย ! ปฏิบัติไปนะมันจะเกิดมรรค เกิดผล จากที่หลวงปู่เสาร์กับเจ้าคุณอุบาลีฯ ต่างฝ่ายต่างประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้ว สอบทานกันมาจนเป็นมงคลของสังคม เป็นมงคลของประเทศชาติ เป็นมงคลของโลก เพราะมันมีข้อมูล มันมีองค์ความรู้ มันมีความจริง มันมีวิมุตติสุขตามความเป็นจริงของครูบาอาจารย์ของเรา”
ธุดงค์เชียงใหม่กับสหธรรมิก
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จําพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด ครั้นออกพรรษา แล้ว ท่านก็ได้เดินทางไปยังวัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าหนองแซง) ตําบลหนองบัวบาน อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ของ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
ครั้นเมื่อพักวัดราษฎรสงเคราะห์ของ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ พอสมควรแล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เดินทางต่อไปยังวัดถํ้ากลองเพลของ หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะนั้นท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็พักอยู่ที่นั่น”
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มี อายุใกล้เคียงกัน พรรษาก็ใกล้เคียงกัน โดยอายุ ท่านพระอาจารย์จวน แก่กว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ๔ ปี และพรรษาก็มากกว่า ๑ ปี ต่างถูกอัธยาศัยใจคอซึ่งกันและกัน จึงมีความสนิทสนมรักใคร่ชอบพอกันเป็นพิเศษ เป็นคู่สหธรรมิก “เพชรนํ้าหนึ่ง” อีกคู่หนึ่งในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นเช่นเดียวกับคู่ของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม โดยท่านทั้งสองต่างมีพระอุปัชฌาย์องค์เดียวกันคือ ท่านพระครูทัศนวิสุทธิ์ (พระมหาดุสิต เทวิโร) และต่างก็มีพ่อแม่ครูอาจารย์องค์เดียวกัน คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยก่อนที่หลวงปู่มั่นจะมรณภาพ ท่านได้มอบหมายให้หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นผู้อบรมสั่งสอนและแนะนําอุบายการภาวนาให้กับท่านพระอาจารย์จวน ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ภายหลังเสร็จงานถวายเพลิงศพหลวงปู่มั่น ท่านได้ออกติดตามและอยู่ปฏิบัติธรรมกับ องค์หลวงตาพระมหาบัว อย่างใกล้ชิด
ท่านพระอาจารย์จวน กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านรู้จักกันแล้ว ท่านได้สนทนาพูดคุยถูกอัธยาศัยใจคอกันเป็นอย่างดี และต่างก็มีเป้าหมายสูงสุดเดียวกัน คือ บวชเพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อการบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ในกาลต่อมาท่านได้ไปธุดงค์ด้วยกันและไปมาหาสู่กัน เมื่อมีกิจนิมนต์ในงานสําคัญๆ จะเห็นท่านทั้งสองไปคู่กัน และนั่งเคียงคู่กัน พูดคุยเล่นหยอกล้อกันเสมอๆ เพราะท่านทั้งสองมีความสนิทสนมใกล้ชิดกันนั่นเอง และเมื่อถึงคราวมรณภาพ ท่านทั้งสองก็รับนิมนต์เข้ากรุงเทพฯ ด้วยกัน และมรณภาพพร้อมกัน เพราะอุบัติเหตุเครื่องบินตก ซึ่งต่อมาเมื่อมีการพระราชทานเพลิงศพ อัฐิท่านทั้งสองได้กลายเป็นพระธาตุด้วยกัน
วิเวกจังหวัดเชียงใหม่
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองออกเที่ยววิเวกจังหวัดเชียงใหม่ครั้งแรก ร่วมกับสหธรรมิก และมีเรื่องขบขัน ดังนี้
“เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพบท่านพระอาจารย์จวนแล้ว ก็เลยชวนกันไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ที่ไปด้วยกันมีท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย หลวงพ่อไท (ชาวอําเภอนครไท จังหวัดพิษณุโลก) และสามเณรอีก ๑ องค์ชื่อ สามเณรคําสี
ทีแรกท่านก็ได้นั่งรถ ต่อเมื่อหมดค่ารถแล้วก็เดิน ท่านพูดว่าการเดินทางคราวนี้ลําบากมาก เพราะขึ้นๆ ลงๆ ตามเขาระหว่างเมืองเลยต่อนครไทย เหน็ดเหนื่อยมาก ไม่เหมือนเดินตามที่ราบ และเดินทางจนถึงจังหวัดเชียงใหม่โดยนั่งรถบ้าง เดินบ้าง ส่วนพระอาจารย์อุ่นหล้าเห็นว่ามีครูบา–อาจารย์ไปเชียงใหม่ด้วยกันหลายองค์แล้ว จึงขอโอกาสท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไม่ไปกับคณะ
ก่อนไปเชียงใหม่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เป็นห่วงพระอุ่นหล้าว่าจะอดๆ อยากๆ และอยู่ไม่ได้ ท่านเลยเอาถุงใส่ด้าย ใส่เข็ม ใส่เศษผ้าให้พระอุ่นหล้าเพื่อใช้ปะชุนผ้า หากผ้าไตรและผ้าบริขารขาด
เมื่อถึงเชียงใหม่แล้วก็ได้ไปดูหลายแห่งและพักอยู่นานพอสมควร ท่านว่าทางเชียงใหม่นี้ไม่เป็นที่สบายของท่าน ท่านก็ได้เดินทางกลับอีสานอีกโดยนั่งรถไฟ ตอนที่นั่งรถไฟกลับท่านก็เล่าเรื่องขบขันให้ฟังว่า มีพระองค์หนึ่งมาคุยด้วย คุยไปหลายเรื่องหลายราว พระองค์นั้นพูดว่า ท่านได้ภาษาทุกภาษา ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองคงจะรําคาญ หรือท่านคิดจะหยอกเล่นก็ไม่ทราบ ก็พูดภาษาอันหนึ่งขึ้นมา สําเนียงเหมือนสําเนียงภาษาญวน แต่คําพูดนั่น องค์ท่านพระอาจารย์เองก็ไม่รู้จัก เป็นภาษาป่า พอตกประโยค ท่านพระอาจารย์จวนก็ขึ้นรับเลย สําเนียงคล้ายๆ กัน โดยที่ไม่ได้นัดกันเอาไว้ เมื่อพูดแล้วก็หน้าตาเฉย พระองค์นั้นมองหน้าเพราะท่านติดภาษาป่า ท่านว่า จ้างมันก็ไม่รู้ดอก แม้แต่เราคนพูดเองยังไม่รู้ ท่านว่า”
หลวงปู่บุญหนา ธมฺมทินฺโน ได้เมตตาเล่าเสริมเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง พอขึ้นไปจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ท่านเกิดโรคแพ้อากาศหนาว มีอาการผื่นขึ้นตามลําตัว และมีนํ้าเหลืองไหลออกมา หลังจากที่ได้พักวิเวกในเขตเชียงใหม่ได้นานพอสมควรแล้ว จึงได้พากันกลับภาคอีสานโดยทางรถไฟ จากนั้นได้พากันเข้าพักที่วัดป่าบ้านตาดกันทั้งหมด และได้พบกับหลวงปู่บุญมีที่นั่นด้วย พักได้ระยะหนึ่งเห็นพอสมควรแล้ว หลวงปู่เพียรก็ได้ติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเพื่อไปจําพรรษาที่ห้วยทราย” (บันทึกการสัมภาษณ์หลวงปู่บุญหนา เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒)
อนึ่ง ตามปกติของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านมีความเคารพบูชาในครูบาอาจารย์ที่มีคุณธรรมและมีความอาวุโสกว่า ดังนั้น เมื่อท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และคณะ ขึ้นวิเวกจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้พากันกราบนมัสการหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดป่าอรัญญวิเวก และสันนิษฐานว่าได้กราบนมัสการหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่วัดป่าอาจารย์ตื้อด้วย เพราะวัดป่าทั้งสองอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก
โดย หลวงปู่บุญหนา ธมฺมทินฺโน ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า
“ท่าน (หลวงปู่บุญหนา) ได้ไปเที่ยววิเวกแถบอําเภอพร้าว และในวันหนึ่งท่านได้เดินธุดงค์ลงมากราบนมัสการหลวงปู่แหวนที่วัดป่าอรัญญวิเวก อําเภอแม่แตง เมื่อถึงวัดในตอนบ่าย ท่านสังเกตเห็นมีกุฏิอยู่สองหลัง ไม่มีใครอยู่ แต่มีกลดแขวนไว้ จากนั้นไม่นาน ท่านก็ได้พบท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งเข้าใจว่าท่านทั้งสองคงเดินจงกรมภาวนาอยู่ในป่าภายในบริเวณวัด”
ภาค ๖ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองบรรลุธรรม
พรรษาที่ ๑๘ – ๑๙ พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ จําพรรษาวัดป่าบ้านห้วยทราย
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์กลับจากเชียงใหม่ ท่านได้กลับไปจําพรรษาที่บ้านห้วยทรายอีกครั้ง ดังนี้
“เมื่อกลับมาถึงอีสาน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ไปจําพรรษาที่บ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยมีพระอาจารย์เพียร วิริโย พระอาจารย์สรวง สิริปุญฺโญพระอาจารย์คําผอง กุสลธโร อยู่จําพรรษาด้วย ส่วนพระอาจารย์อุ่นหล้า และพระอาจารย์น้อย (คําพอง ปญฺญาวุโธ) จําพรรษาที่ถํ้ากลองเพล”
ย้อนไปปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้กลับวัดป่าบ้านตาด องค์หลวงตาท่านได้สอบทานธรรมะ พร้อมได้แนะนําแก้ไขส่วนที่ท่านติดขัด ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้กลับมาจําพรรษาที่ วัดป่าบ้านห้วยทราย ติดต่อกันอีก ๒ พรรษา โดยในช่วงนี้ท่านก็ได้เร่งความเพียรอย่างหนัก จนประสบความสําเร็จได้บรรลุธรรม
ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นห่วงพระอุ่นหล้า และ พระน้อย กลัวจะลาสิกขา โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ทางด้านท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง พร้อมคณะหลังจากไปเที่ยววิเวกทางจังหวัดเชียงใหม่ได้ไม่นานก็เดินทางกลับภาคอีสาน เพราะไม่ถูกจริตท่านที่ต้องยืนรอโยมมาใส่บาตร ในปีนี้ (พ.ศ. ๒๕๐๔) ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปจําพรรษาที่วัดป่าบ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร
เมื่ออยู่ห่างกันเป็นเวลานานหน่อย ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็อดเป็นห่วงพระอุ่นหล้าและพระน้อยไม่ได้ เพราะกลัวลาสิกขา ท่านได้เขียนจดหมายจากบ้านห้วยทรายมากราบเรียนถามท่านอาจารย์พระมหาบัว ณ วัดป่าบ้านตาดว่า “เด็กน้อยสองคนนี้ไปอยู่ที่ไหน” ส่วนพระอุ่นก็ไม่ทราบว่าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองกลับจากเชียงใหม่แล้วไปจําพรรษาที่ไหน ต่างฝ่ายต่างองค์ก็ไม่ทราบว่าอยู่จําพรรษาที่ไหน”
ท่านพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อบวชพรรษาแรก จิตของท่านสงบได้อย่างง่ายดาย แต่พอตั้งใจบวชไม่สึกเท่านั้น การปฏิบัติของท่านตั้งแต่นั้นมากลับยาก ท่านก็ไม่ยอมท้อถอย ท่านได้ออกเดินเท้าธุดงค์เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ และได้ออกบําเพ็ญตามดงหนาป่าทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่าสัตว์ร้าย อันเป็นสถานที่เงียบสงัดห่างไกลผู้คน เพื่อเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ทั้งการอดนอนหลายคืนติดต่อกัน ทั้งการผ่อนอาหารหลายๆ วันติดต่อกัน การทําความเพียรด้วยการนั่งสมาธิ ท่านก็เคยนั่งตลอดรุ่ง ส่วนการเดินจงกรม ท่านก็เดินจนทางเดินจงกรมเป็นร่องได้ถมกันอยู่บ่อยๆ ในที่สุดท่านก็รอดเป็นรอดตายมาและได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ สมกับความพากความเพียรอย่างแรงกล้าของท่าน และเป็นไปตามพุทธพจน์บทสําคัญที่ว่า “วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นผู้ที่มากด้วยวาสนาบารมี เพราะเมื่อท่านออกบวช ท่านก็ได้ครูบาอาจารย์เป็นตัวอย่างที่ดีในการประกอบความเพียร และเมื่อท่านมาอยู่ในสํานักของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเมตตาใกล้ชิด ท่านได้เห็นคุณธรรมตลอดข้อวัตรปฏิปทาอันเลิศเลองดงามของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งชื่อเสียงกิตติศัพท์อันเลื่องลือสมกับคํายกย่องเทิดทูน และท่านได้เห็นการประกอบความพากเพียรของพระเณรที่มุ่งมั่นเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น และต่อมาเมื่อท่านได้ติดตามอยู่ปฏิบัติธรรมกับองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เห็นการประกอบความเพียรอย่างเอาจริงเอาจังขององค์หลวงตา ได้เห็นความเอาใจใส่กวดขันพระเณรให้ประกอบความเพียร และองค์หลวงตาท่านมักเทศนาอบรมสั่งสอนพระ เณร และญาติโยม ในเรื่องการประกอบความเพียรให้ยึดดูพระพุทธเจ้าและพระสาวกในครั้งพุทธกาลเป็นตัวอย่างเสมอๆ ฉะนั้น ในการประกอบความเพียรของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านจึงยึดพุทธพจน์บทที่ว่า “วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ” เสมอมา จนท่านได้รับการยกย่องจากครูบาอาจารย์ โดยองค์หลวงตาได้เทศน์เรื่องท่านพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร ดังนี้
“พระพุทธเจ้าตรัสรู้เห็นไหม ทรงบําเพ็ญภาวนาสลบ ๓ หน พระพุทธเจ้าของเราเป็นพระเอก เป็นพระตัวอย่าง สลบถึง ๓ หน จึงได้มาเป็นศาสดาเอกของโลก นั่นแหละให้ดูเอา อย่าเอาผู้อ่อนแอท้อแท้เหลวไหลมาเป็นตัวอย่างนะ จะเป็นผู้คนเลวไปตามๆ กัน กลิ้งไปตามทาง ขามีไม่ใช้ กลิ้งไปเพราะความขี้เกียจขี้คร้าน อ่อนแอ อืดอาด ขามีไม่ใช้ อย่างนี้อย่าให้มีในเมืองไทยของเรา ให้มีความขยันหมั่นเพียร
การประกอบหน้าที่การงาน ความเป็นอยู่ทุกด้านทุกทางของเรา ให้ดูผู้เป็นหัวหน้าเป็นสําคัญ หัวหน้าใดเป็นผู้ดีพอเป็นคติตัวอย่างได้ให้ยึดมาเป็นหลักๆ อย่างเดียว เช่น อย่างท่านกล่าวว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฟังซิ นั่นหัวหน้า เลิศเลอขนาดไหนพระพุทธเจ้า เข้าถึงพระพุทธเจ้าเพราะอะไร “สลบ ๓ หนพระพุทธเจ้า” กว่าจะได้ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ขึ้นมาครองหัวใจ
แล้ว สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ล้วนแล้วแต่ท่านผู้รอดเป็นรอดตายมานะ กว่าจะได้มาเป็นสรณะของพวกเรา เราให้เป็นสรณะของตัวเองก็ต้องฟาดอย่างเดียวกัน อย่าไปถอย ให้มันจริงมันจังทุกอย่าง การกระทําอะไรเหลาะๆ แหละๆ ไม่ดี แต่การทําความชั่วนี้ไหลไปเลย ไหลเลย พวกนี้พวกจมในนรก นรกจะไม่มีเวลาว่าง แน่น เต็มไปด้วยคนขี้เกียจ คนชั่ว โลเลใช้ไม่ได้ ทําดี มีความขยันหมั่นเพียรซิ
มีผู้นําผู้จูงอยู่ตลอดเวลา พุทธศาสนาประกาศกังวานอยู่ด้วยพระพุทธเจ้า นั้นล่ะผู้นําแห่งไตรภพ ไม่ใช่ธรรมดา นําเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม ทั้งหมด ไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้านะแล้วยังมานํามนุษย์สัตว์ทั้งหลายต่อไปอีก นั่น ทําตัวจนกระทั่งได้เป็นผู้นําของโลก เป็นผู้นําของตัวได้แล้วจึงจะมาเป็นผู้นําของส่วนรวมได้ อันนี้เราก็เหมือนกัน ให้ดึงเจ้าของ ดึงใจ อย่าขี้เกียจอ่อนแอ ไม่ดีเรื่องความอ่อนแอ ท่านสอนว่าความขยันหมั่นเพียร วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนที่จะข้ามพ้นจากความขาดแคลนกันดาร พ้นความทุกข์ทั้งหลายได้ เพราะความพากเพียร เอาไปปฏิบัตินี้เป็นพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าเรา วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ พระพุทธเจ้าพ้นจากทุกข์ได้เป็นศาสดาของโลก เพราะธรรมข้อนี้ล่ะ ให้เอามาใช้พวกเรา”
สติปัญญากล้า การบรรลุธรรมของท่าน
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม บันทึกการบรรลุธรรมของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ตามที่ท่านเคยเล่าให้ฟังมา ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เคยเล่าให้ฟังว่า คราวที่สติปัญญามันกล้า มันกล้าจริงๆ พิจารณาอะไร เรื่องที่ใจติดข้อง หรือสงสัย มันเหมือนกับว่า ทิ้งเศษกระดาษใส่ไฟกองใหญ่ๆมันแว้บเดียว แว้บเดียว เท่านั้น มันหายสงสัย มันขาดไป ตกไป ใจจึงเพลินในการพิจารณาและค้นหาเรื่องที่ใจยังติดยังสงสัย เมื่อเจอแล้วพิจารณาเข้าไป มันขาดไปๆ ตกไปๆ จึงทําให้เพลินในการพิจารณาต่อไป
จิตของท่านก็ไหลเป็นนํ้าซับนํ้าซึม คือ ไม่มีเผลอเลย เว้นเสียแต่หลับ ก่อนจะหลับพิจารณาอะไร เมื่อตื่นขึ้นก็จับพิจารณาต่อไปได้เลย ครั้นต่อมา จิตของท่านก็ตกว่าง จิตว่างนี้ท่านว่ายังไม่ใช่นิพพานดอกนา บางคนอาจจะเข้าใจว่า จิตว่างนี้ คือ นิพพาน ท่านว่ายังไม่ใช่ เวลาผ่านไปแล้วค่อยรู้ ท่านว่าต้องย้อนจิตเข้ามารู้ตัวผู้ที่รู้ว่าว่างนั้นอีก แต่จิตของท่านพระอาจารย์นี้ไม่มีขณะเหมือนครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ เป็นชนิดที่เหี่ยวแห้งไปเลย (จิตชนิดนี้ในตําราก็คงมีบอก)
จากนั้นไป ท่านว่า มันไม่เหมือนแต่ก่อน คือ มันไม่ติดกับอะไร เหมือนกับทิ้งเมล็ดงาใส่ปลายเข็ม ท่านว่า มันไม่ติด ซึ่งแต่ก่อนที่ยังมีกิเลสอยู่ มันก็รู้ เมื่อมันหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วที่จะละจะบําเพ็ญ จะไม่ให้รู้ได้อย่างไร ท่านว่ามันรู้ แต่สมมุติทั่วไปของโลกที่ใช้กันก็ใช้ไปธรรมดา
บางคนอาจจะเข้าใจว่า ครูบาอาจารย์ว่าท่านหมดกิเลสแล้ว ทําไมจึงดุ และดุเก่งด้วยท่านว่าอันนั้นมันเป็นพลังของธรรม มันไม่ใช่กิเลส เราเคยเป็นมาเรารู้ ท่านว่าพวกเรานี้จิตยังไม่เป็นธรรม มันมีแต่พลังของกิเลส เมื่อเห็นท่านแสดงอาการอย่างนั้น ก็เข้าใจว่าจะเหมือนกันกับเรา ท่านว่าถ้าอยากรู้ให้ปฏิบัติ เมื่อจิตถึงที่สุดหมดความสงสัยในตัวแล้วจะรู้เอง”
จิตบริสุทธิ์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้เทศนาธรรมถึงความบริสุทธิ์เกิดจากการประพฤติปฏิบัติ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังนี้
“จิตใจที่รู้ที่เข้าใจในอรรถในธรรมจริงจัง ชําระสะอาดจริงจังแล้ว จะเป็นจิตใจที่บริสุทธิ์จะหลุดออกไปจากสมมุติอย่างที่เราไม่เคยคาดฝัน จิตสงบธรรมดา เราเคยทราบเคยเห็น ละเอียดขนาดไหน สงบขนาดไหน ได้ประจักษ์ในใจของผู้ประพฤติปฏิบัติ แต่จิตวิมุตตินั้น ท่านผู้ประพฤติปฏิบัติเมื่อเห็นเมื่อเป็นแล้ว จะไม่มีทางสงสัย จะไม่มีการเข้าการออกสําหรับความบริสุทธิ์วิมุตติของใจ อะไรที่จะติดข้องในโลกอีกมันไม่มี หมดการบําเพ็ญและการละ ทราบดีในจิตของผู้ประพฤติปฏิบัติ
เมื่อมันเป็นอย่างนั้น ความเป็นอยู่ของท่านจึงไม่มีการสงสัย ถึงจะพูดให้คนอื่นฟัง หรือจะไม่พูด นั่งเฉย ก็ไม่มีอะไรที่จะสงสัยในจิตในใจของท่าน ความบริสุทธิ์นั้นจะประจักษ์สมกับว่าสนฺทิฏฺฐิโก เห็นเอง ปจฺจตฺตํ เฉพาะตัว รู้เข้าใจเมื่อมันเป็นมันเห็นถึงที่สุดอย่างนั้น การเป็นอยู่ของท่านจึงไม่มีปัญหา จะตายไปในขณะนั้นหรือระยะใด จะมีการเสียใจว่าอันนั้นเรายังทําไม่ได้ยังทําไม่ถึง มันไม่มี อยู่ไปหมื่นปีก็ไม่มีคุณค่าอะไรอีก จิตใจอันนั้นเพิ่มเติมอีกไม่ได้ จะเอาไปทิ้งขว้างที่ไหนก็ไม่เสียหาย เป็นความบริสุทธิ์หมดจดอยู่ตั้งแต่เวลารู้ จนกระทั่งวันธาตุขันธ์แตกสลาย นี่คือความบริสุทธิ์ เกิดจากการประพฤติปฏิบัติ”
วิทยานิพนธ์ของท่านพระอาจารย์ “ปากกาหมดหมึก”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้เทศน์การบรรลุอริยธรรมขั้นพระอรหันต์ของท่าน เป็นประเภทสุกขวิปัสสโก เปรียบประดุจดังปากกาหมดหมึก ไว้เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังนี้
“เหมือนกันกับปากกาหรือดินสอของเรา “หมดหมึก” ถึงจะคิดนึกไปก็คิดได้ เหมือนกัน กับเราเขียนไป เขียนได้ แต่ทว่าหมึกไม่มี มันไม่ติดก็ได้ พอเขียนเสร็จ อ่านก็อ่านไม่ได้ เพราะเหตุใด ? เพราะไม่มีหมึกติดอยู่ ไม่รู้ว่าเขียนอะไร ถ้าเขียนไปมากๆ มันเป็นอย่างนั้น
ความคิดของท่าน ความปรุงของท่าน ที่ท่านเสร็จกิจในทางศาสนา ก็ทํานองเดียวกันท่านยังมีอยู่ รูป หมายถึง รูปกาย หรือรูปทั่วไปที่ท่านมองเห็น รูปกายของท่านก็ดี รูปทั่วไปในสถานที่ต่างๆ ก็ดี ยังมีอยู่ เสียง หรือ เวทนา ความสุข – ความทุกข์ ท่านก็ยังมีอยู่ สัญญา ความจําได้หมายรู้ก็ยังมีอยู่ สังขาร ความปรุงของใจก็มีอยู่ วิญญาณ ความทราบเรื่องต่างๆ นานาก็ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้าหรือสาวกยังมีอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีอุปาทาน สิ่งเหล่านี้เป็นขันธ์ธรรมดา ไม่มีอุปาทานเข้าไปยึด
เหมือนไม่มี “หมึก” ถึงนึกถึงคิดก็นึกคิดไป แต่ไม่มีอะไรที่จะยึดจะถือในสิ่งเหล่านั้น เพราะทราบตามเป็นจริงของมัน จิตที่เป็นวิมุตติบริสุทธิ์ไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้เมื่อยังมีจิต มีขันธ์อยู่ก็ต้องใช้มันไป แต่จะหลงใหลยึดถือนั้นเป็นไปไม่ได้ ท่านจึงบริสุทธิ์อยู่ตลอดกาล ตลอดสมัย
ท่านคิดอะไร พูดอะไร แทนที่จะดีใจ เสียใจ ไปตามคําพูดของตัว มันไม่เป็นไปอีกเพราะอันนี้เป็นเรื่องของขันธ์สืบใช้กันอยู่ในโลก สิ่งที่เหนือโลกคืออะไร ท่านทราบภายในของท่าน ท่านจึงไม่มีการชําระ ท่านจึงไม่มีการบําเพ็ญ เพราะสิ่งนั้นมันเหนือจากการจะชําระ เหนือจากการจะบําเพ็ญ
ที่จะเป็นไปอย่างนั้น ก็เพราะอาศัยความพากความเพียร เบื้องต้นก็รักษาศีล บําเพ็ญภาวนาละกิเลสเรื่อยไป จนจิตใจถึงความบริสุทธิ์แล้วมันเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าสมัยปัจจุบัน หรืออดีตที่ล่วงมาแล้ว หมื่นปี – แสนปี ผู้ที่ชําระจิตจะเป็นอย่างนี้ อนาคต คนที่หมดกิเลสก็เป็นเหมือนกัน คือไม่มีอะไรที่จะสงสัยว่าจะทําอย่างไรอีก นี่คือการเสร็จกิจในทางพระพุทธศาสนา อยู่หรือตายมีคุณค่าเท่าเดิม ไม่มีอะไรที่จะเสียหาย
ของเหล่านี้มันมีมาตั้งแต่กาลไหนสมัยใด ไม่ใช่ว่ามันเกิดขึ้นมีขึ้นวันนี้คืนนี้ แต่เรายังไม่เห็น ไม่เป็น ไม่ดีไม่เด่นอย่างนั้น เราก็สงสัย พอเกิดอะไรขึ้นมา ก็มักอยากถือว่า มันเป็นของใหม่ความจริงมันมีแต่ของเก่า ความเกิด ความตาย ก็มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ความดีใจ – เสียใจ มันก็มีมาแต่ไหนแต่ไร ความรู้แจ้งแทงตลอดนั้นมันก็มีอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้ปกปิดเอาไว้ เลยไม่มองเห็นเด่นชัดให้ ใจจึงติดจึงข้อง จึงยึดจึงถือ จึงลุ่มๆ ดอนๆ สุขๆ ทุกข์ๆ อยู่เรื่อยๆ”
ท่านเล่าสมัยอยู่บ้านห้วยทราย
ตามประวัติการจําพรรษาของ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง วัดป่าบ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร เป็นสถานที่หนึ่งที่ท่านได้จําพรรษาโดยไม่ติดต่อกัน นานถึง ๗ พรรษา ได้แก่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๔๙๗ รวม ๓ พรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๒ รวม ๒ พรรษา และปี พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ รวม ๒ พรรษา
สาเหตุที่ท่านจําพรรษาที่วัดป่าบ้านห้วยทรายนานถึง ๗ พรรษานั้น เพราะสมัยนั้นท่านยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้คน จึงไม่มีญาติโยมมารบกวน และบ้านห้วยทรายยังไม่มีถนนสําหรับทางรถยนต์ บ้านห้วยทรายจึงเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา โดยท่านได้เทศน์เล่าไว้ดังนี้
“เมื่อก่อนเราไปพักอยู่นั่น ๖ – ๗ พรรษา บ้านห้วยทราย ไปบ้านภูไท (บ้านห้วยทรายเป็นถิ่นที่อยู่ชาวภูไท) เส้นนี่ล่ะ ผู้เฒ่าผู้แก่รุ่นเก่ารุ่นก่อนก็ตายไปใกล้จะหมดแล้วล่ะ ผู้ที่เคยอุปัฏฐากอุปถัมภ์วัดวาสําหรับผู้เฒ่าฝ่ายฆราวาส ถามหาผู้นั้นตาย ถามหาผู้นี้ก็ตาย ตายไปเรื่อยๆ
เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยินเสียงเขาลํา เอิ๊กขึ้นๆ เหมือนแต่เก่า ตามทุ่งไร่ทุ่งนาไปป่าไปเขา ว่าแต่ออกจากบ้านลงเรือนได้ก็ลําเลย ลําแต่เรื่องเดิมๆ ดอก เสียงดังเอิ๊กขึ้นสุดแรง แล้วหยุด แล้วก็ดังเอิ๊กขึ้นอีก ใช่เสือกินคนหรือไม่วะ เราไปอยู่ใหม่ๆ มันมีเสือนะ แต่พอถามถึงได้รู้ว่าเป็นเสียงเขาลําโอ๊ ! ลําอย่างนี้หรือภูไท เทียบกับที่เขาลําอยู่ในวิทยุแล้ว น่าจะไม่ใช่พวกภูไทแท้ เป็นภูไทปลอม เพราะลําไม่เหมือนกับพวกนั่น ไม่รู้จักดอก ภาษาเขา
ผู้เฒ่าปฏิบัติพระเจ้าพระสงฆ์สมควรอยู่บ้านห้วยทราย แต่ว่าเลือกพระนะ พระที่พวกเขาใจไม่ค่อยเลื่อมใส พวกเขาก็ไม่เข้าไปใกล้ไปหา พระที่พวกเขาเลื่อมใสมีศรัทธานั่น โอ๊ย ! ทุ่มให้จริงๆ เด็กเล็กเด็กน้อยอายุ ๗ ปี ๘ ปี ก็ไปจําศีลนะ จําศีล ๘ ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย ถ้าเขาเข้าโรงเรียน เขาจะไปวัดตอนเช้า วันพระเขาจะถือศีล ๘ หมดเลย
หน้าแล้งผู้หญิงที่ไปถือศีลมีมาก หน้าฝนพอทําไร่ทํานา นี่ไม่ค่อยมีมากเท่าไร ถ้าหน้าแล้งนี่อู๊ย ! หลั่งไหลไป ยามเดือน ๓ เดือน ๔ ไปรักษาศีล ผู้หญิงก็มาก ผู้ชายก็มาก พวกผู้ชายก็นอนตามเถียงนา เด็กน้อยนอนในวัด เมื่อก่อนสะดวกสบายก็ที่ตรงนั้น แต่ก่อนมันทางรถไม่มี มันไม่มีเสียงรบกวนดอก เดินไปตั้งแต่มุกดาหาร กว่าจะถึงบ้านห้วยทราย คนที่เดินไม่เก่งจริง วันเดียวก็ไม่ถึง เพราะระยะทางมันไกล
อยู่ที่นั่น ทางนั่น ทางใหม่ ทางไม่ดี เขาทําทาง ทางมันไม่ค่อยดี ทางมัน ๔๑ หลัก (กิโลฯ) ๔๑ หรือ ๓๖ จากมุกดาหารไปหาห้วยทราย อยู่ที่นั่นมันสบาย มันไม่มีคนไปใกล้ไปหานะ เราอยู่๖ ปี ๗ ปี คนชาวตลาดไม่มีใครรู้จักเรานะ ไม่มีผู้ใดไปใกล้ไปกวน วัดก็สงบดีเมื่อก่อน ทั้งปีก็ไม่ค่อยมีคนมาขอข้าววัดกินดอก สบาย พระเจ้าพระสงฆ์ก็ไม่ไปหามาสู่ ปีหนึ่งก็มี ๒ ครั้ง ๓ ครั้งเท่านั้น พระเจ้าพระสงฆ์ท่านจะผ่านมา สมัยก่อนมันอยู่สงบ มีโอกาสเวลาจะได้ภาวนา ไม่ได้วุ่นวี่วุ่นวายกับเรื่องอาคันตุกะ ไม่ได้วุ่นวี่วุ่นวายกับคนอื่น ดูแต่หัวใจเจ้าของ (ตัวเอง) สะดวกสบายมาก เมื่อก่อนสะดวกสบาย
สวดมนต์ ทําบุญต่างๆ ก็ไม่ค่อยมี ถ้าจะมีนั่นก็คนตาย พระเจ้าพระสงฆ์แถวนั้นก็มีน้อย คณะธรรมยุตเรา ไม่ค่อยดึงกันไปที่นั่น ดึงกันไปที่นี่ ลากกันไปที่นั่น เหมือนพระแถวนี้ดอก เพราะท่านต่างองค์ต่างอยู่ พระไปหาภาวนา ไม่ใช่พระไปหาเงินหาทอง ก็เลยไม่เกี่ยวข้องวุ่นวายกัน นอกจากหน้าจะเข้าพรรษา หรือเข้าพรรษาใหม่ๆ ไปทําวัตรกันเท่านั้นล่ะ นอกจากนั้นก็ไม่มีเรื่องยุ่งเกี่ยว ผู้ใดอยู่บ้านไหนก็อยู่ที่นั่น อยู่สงบสบาย
อย่างละแวกที่เราอยู่นี่ พระเจ้าพระสงฆ์คณะเดียวกันมันมาก วัดนั่นเอาบุญอันนั้น วัดนี่มีงานอันนี้ เลยดึงกันไป ดึงกันมาอยู่นั่นล่ะ ก็เลยยุ่งเลยยาก ผู้ที่ชอบรับนิมนต์ก็เลยไม่ได้อยู่วัดอยู่วาให้ มีแต่ไปโน่นมานี่อยู่เรื่อย เพราะงานมันมาก อยู่ที่นั่น สบายนั่นแล้ว พูดถึงความเป็นอยู่สะดวกสบาย ไม่มีเรื่องนอกไปวุ่นวายเกี่ยวข้อง
ถ้ามีการมีงาน เขาพากันทําจริงๆ นะ บุญผะเหวด (บุญพระเวสสันดร) บุญต่างๆ ของเขาบุญบั้งไฟไม่ค่อยมีหรอก งานสําคัญของภูไทที่เขาถือว่าเป็นงานใหญ่งานสําคัญที่สุด คือ งานพรรษา งานบุญข้าวสาก งานบุญข้าวประดับดิน ถือเป็นงานสําคัญที่สุด ลูกมีเท่าใด ถ้ามันเดินเป็น ยืนเป็น ก็ให้มันใส่บาตรหมดเลยในบ้านหลังนั้น ถือว่าเป็นงานสําคัญ ส่วนงานกฐิน งานบุญอย่างอื่นไม่ค่อยถือเป็นสําคัญ ไม่มีผู้คนหลายหน้าหลายตา
งานข้าวสาก งานข้าวประดับดิน สองวันนี่เป็นงานสําคัญของเขาที่สุด เป็นงานที่เขาทําบุญรวมกัน ไม่ว่าผู้น้อยผู้ใหญ่ไปวัดไปวาตักบาตรทําบุญ ประเพณีของเขาถือกันทํานองนั้น แต่ละบ้านแต่ละอําเภอ มันก็ไม่เหมือนกัน ความนิยมชมชอบประเพณีของแต่ละบ้าน เขาเคยนิยมแบบไหน เขาก็นิยมกันมาแบบนั้น ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ความเป็นมาของเขา แต่มีคนสนใจภาวนามาก”
ชมชาวภูไทบ้านห้วยทรายสนใจด้านภาวนา
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ชมชาวภูไทบ้านห้วยทรายสนใจด้านภาวนา ไว้ดังนี้
“บ้านภูไทแถวนั้น ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายก็ถือว่าเขาสนใจด้านภาวนา มีคนมาพูดเรื่องภาวนาให้ฟังอยู่เรื่อย ความรู้ความเห็นที่จิตใจเขาเป็น แปลกจากแถวเรา แถวเรานี่ โอ๊ย ! หายากแท้ๆหาเพชรหาพลอยก็ยังพอหาได้ หาคนภาวนารู้สิ่งนั้น เห็นสิ่งนี้ หายาก หมดทั้งอําเภอก็ไม่ได้ยินปากหนึ่งเสียงหนึ่งขึ้นมาดอก เงียบเหมือนปลิงเข้าก้น นั่นเขาปฏิบัติอยู่นะ ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย
พวกเขามาหาครูบาอาจารย์ มาเล่าเรื่องภาวนา เรื่องอสุภะ เรื่องความรู้ ความเห็นต่างๆเขาพูดได้ เพราะเขาฝึก เขาปฏิบัติ นี่พวกเราเข้ามาวัดมาวา มันไม่ค่อยจะปฏิบัติกันน่ะ สังเกตดูถ้าไม่ปฏิบัติพอจะเห็น จะเป็นผลให้ ก็เลยไม่มีอะไรจะมาปรึกษาปรารภกับครูบาอาจารย์ ผู้เทศน์ผู้สอนมันก็ขี้เกียจ ถ้ามันไม่มีผู้ปฏิบัติผู้ทํา ผู้รู้ ผู้เห็นนั่น พูดไปมันก็ไม่เกิดประโยชน์ให้ ถ้าพูดไปแล้วมีผู้สนใจปฏิบัติไปทําไป ได้ความรู้ความเห็นจากการกระทําบําเพ็ญของตัวมาเล่าสู่ฟัง มันก็มีจิตมีใจ เอ๊ ! ยังมีผู้สนใจ มีผู้ทําอยู่นะ พูดไปก็ไม่เสียประโยชน์ ท่านก็อยากพูดอยากจา อยากแนะอยากสอน ก็อยากให้รู้ ให้ฉลาด ให้เข้าจิตเข้าใจ
นี่พูดไปก็แล้ว พอเอวังก็สาธุเอาเลย เลยไม่รู้จักเรื่องจักราวที่นําไปประพฤติปฏิบัติ ฟังมันไม่ฝังถึงจิต มันไม่ไปนึกไปคิดศึกษาอบรม มันก็เลยไม่เกิดประโยชน์ ฟังแล้วนําไปวิจัยวิจารณ์ไตร่ตรองแล้ว ก็ฝึกอบรมตัวของตัวให้มันรู้มันเห็นในอรรถในธรรม ที่ท่านแนะท่านสอนมันก็เกิด ประโยชน์ ถ้าไม่ทําอย่างนั้น มันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ฟังก็ได้แค่ฟังไปเท่านั้น”
วิเวกถํ้าจันทร์
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ นี้ ท่านจําพรรษาที่บ้านห้วยทราย เมื่อออกพรรษาได้เวลาพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้เดินทางมาอุดรธานีอีก เข้าไปที่วัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าหนองแซง) ของ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ครั้นพักอยู่ที่วัดราษฎรสงเคราะห์ได้นานพอสมควรแล้ว ท่านได้กราบลาหลวงปู่บัว ท่านพาข้าพเจ้า (พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม) ไปเที่ยววิเวกทางถํ้าจันทร์ อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันเป็นจังหวัดบึงกาฬ) ในระยะนั้นพวกทหารป่า ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) กําลังเริ่มระบาด พวกทหารคอยสอดส่องดูแลอยู่ทุกแห่ง ที่ถํ้าจันทร์แต่ก่อนนั้นยังคงเป็นดงหนาป่าทึบ เมื่อท่านพระอาจารย์จวนไปพักอยู่ที่นั้น ก็ได้มีชาวบ้านพากันอพยพเข้าไปปลูกบ้านบุกเบิกป่า ในระยะนั้นก็มีอยู่ประมาณ ๓๐ – ๔๐ ครอบครัว
วันหนึ่งพอทําข้อวัตรปัดกวาดเสร็จ ก็สรงนํ้าอาบนํ้ากันเสร็จแล้ว ก็รวมกันฉันนํ้าร้อนและพูดคุยกันไปหน่อย ข้าพเจ้า (พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม) จึงออกไปเก็บผ้าอาบนํ้าที่ตากปูไว้กับลานหิน มองเห็นเครื่องบินปีกตัดบินข้ามมาจากฝั่งลาว มองเห็นเครื่องบินลํานั้นเอียงปีกและบินผ่านเข้ามายังวัดถํ้าจันทร์ ข้าพเจ้าก็เลยกวักมือใส่เครื่องบินลํานั้น คงจะเป็นเครื่องบินลาดตระเวน พอเครื่องบินลํานั้นเห็นก็เลยบินวนบินเวียนอยู่นั่น เขาคงผิดสังเกต คงจะเข้าใจว่าเป็นทัพของพวก ผกค. จึงได้บินอย่างนั้น บินเวียนอยู่จนมืด ได้ประมาณทุ่มเศษๆ แล้วค่อยหนี
ท่านพระอาจารย์จวนก็ได้ใช้ไฟฉาย ๒ กระบอกส่องขึ้นเครื่องบินแล้วเต้นล้อ เครื่องบินยิ่งวนเวียนกันใหญ่ไปทางทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก คิดดูธรรมดาแล้ว มันก็บ้าทั้ง ๒ ทางนะ ทั้งทางอากาศและทางดิน พวกเราไม่กลัว เพราะพวกเราไม่มีอะไรนี่ ดีเขาไม่ยิงปืนลงมาใส่ ถ้าเขายิงปืนลงมาก็จะกลัวอยู่แหละ เพราะลูกปืนมันไม่ใช่ญาติพี่น้องของใคร”
ร่วมงานครบรอบวันเกิดหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ
หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เป็นหนึ่งในศิษย์อาวุโสองค์สําคัญประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยหลวงปู่พรหมท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นองค์แรกที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก่อนหมู่คณะ เมื่อถึงงานทําบุญครบรอบวันเกิด ๗๕ ปีของหลวงปู่พรหม เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๖ จึงมีพระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นไปร่วมงานสรงนํ้า เพื่อแสดงมุทิตาสักการะกันมาก รวมทั้งท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง พร้อมคณะก็ได้เดินทางไปร่วมงานนี้ โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อพักอยู่ที่ถํ้าจันทร์นานพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้พากันมาทางอําเภอสว่างแดนดินพร้อมทั้งท่านพระอาจารย์จวนและพระติดตามของท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์ขาน ฐานวโร พอดีเป็นงานสรงนํ้าทําบุญครบรอบวันเกิด ท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ วัดบ้านดงเย็น (วัดประสิทธิธรรม) ตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี”
ร่วมงานถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์จวน พร้อมด้วยพระติดตามได้เดินทางไปร่วมงานถวายเพลิงศพ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งกําหนดขึ้นเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อเสร็จงานทําบุญครบรอบวันเกิดท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ แล้ว ก็ได้เดินทางต่อไปยังวัดดอยธรรมเจดีย์ ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ไปในงานเผาศพของ ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ งานเสร็จแล้วท่านพระอาจารย์จวนและพระติดตาม(พระอาจารย์ขวัญ) ก็ได้เดินทางไปวิเวกแถวอําเภอนาแก ถํ้าตาฮด (ถํ้าโพธิ์ทอง) ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านกลับบ้านศรีฐาน”
บรรยากาศงานถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ
หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เป็นหนึ่งในศิษย์อาวุโสองค์สําคัญประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
ก่อนจะมรณภาพ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ได้พยากรณ์เรื่องการมรณภาพของตัวท่านเองให้ศิษย์ฟังล่วงหน้านานแล้วว่า ท่านจะมรณภาพด้วยรถ และก็เป็นเช่นนั้นจริง คือ ท่านประสบอุบัติเหตุรถควํ่าขณะเดินทางไปงานนิมนต์แห่งหนึ่งที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ สิริรวมอายุได้ ๖๑ ปี ๑๑ เดือน ๑๑ วัน
หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านได้มรณภาพด้วยอาการสงบ ได้นําความเศร้าโศกมาสู่บรรดาศิษยานุศิษย์และชาวพุทธเป็นอันมาก โดยกําหนดวันถวายเพลิงศพท่านขึ้นในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร
บรรยากาศในงานถวายเพลิงศพพระอาจารย์กงมา จากประวัติหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล บันทึกไว้ดังนี้
“ถึงวัดดอยธรรมเจดีย์ ถนนจากตีนเขาเข้าไปถึงศาลาวัดดอยธรรมเจดีย์นั้นเป็นก้อนหินขรุขระ รถวิ่งขลุกขลักๆ เข้าไปถึงศาลาการเปรียญซึ่งเป็นที่ตั้งศพของท่านพระอาจารย์กงมาจิรปุญฺโญ ทั้งพระทั้งโยมลงจากรถเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ (หลวงปู่บุญจันทร์) จึงพาขึ้นไปกราบนมัสการศพท่านพระอาจารย์กงมา ซึ่งยังตั้งอยู่บนศาลายังไม่เคลื่อนศพไปสู่เมรุ เพราะวันนั้นเป็นวันเริ่มงาน เมื่อกลับลงจากศาลา พระกรรมการแผนกต้อนรับพระนําหลวงปู่ไปพักที่กุฏิพักร่วมกันกับท่านพระอาจารย์แว่น ธนปาโล (วัดถํ้าพระสบาย อ.แม่ทะ จ.ลําปาง ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) พระที่ติดตามและสังกะลี (เด็กวัด) พักที่ปะรําต้อนรับพระ ญาติโยมพักตามเพิงหินแถวใกล้ๆ ศาลา
ทั้งพระทั้งโยมได้เดินทางหลั่งไหลเข้ามาสู่วัดดอยธรรมเจดีย์ แม้พระและโยมจะมารวมกันมากๆ แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ ไม่พลุกพล่าน ไม่วุ่นวาย เหมือนสมัยทุกวันนี้ พระเณรกางกลดพักตามร่มไม้ลานหิน ตามปะรําที่จัดไว้ต้อนรับ กลางคืนแสงเทียนที่จุดไว้ตามที่พักของแต่ละองค์ ตามลานหินตามยอดเขา มองดูแล้วเป็นสิ่งที่ประทับใจไม่มีวันลืม ธรรมชาติช่างมีความเยือกเย็นสวยงามอย่างสงบๆ เวลากลางวัน ตอนตะวันบ่ายๆ มองไปเห็นครูบาอาจารย์ท่านนั่งสนทนาธรรม ถามข่าวคราวกันตามลานหินใต้ร่มไม้ นานๆ จะได้พบกันครั้งหนึ่ง มองดูแล้วทําให้เกิดความเลื่อมใสเยือกเย็นในจิตใจ
ในครั้งนั้นนํ้ากันดาร นํ้าอาบนํ้าใช้ไม่พอใช้ในวันงาน พระเณรท่านก็ทนเอา บางองค์ก็แค่เอาผ้าเช็ดเอาก็พอ บางองค์ท่านก็ไม่อาบไม่สรง ท่านก็ทนเอา ไม่มีพระเณรโวยวายอย่างนั้นอย่างนี้ การแย่งอาหาร แย่งปัจจัยไทยทาน ไม่มีเหมือนทุกวันนี้ ตอนเย็นทั้งพระทั้งโยมรวมประชุมกันทําวัตรเย็น สวดมนต์ บนศาลาการเปรียญ ตอนเช้าพระเณรออกบิณฑบาตในหมู่บ้านด้วยบิณฑบาตกับญาติโยมแต่ละหมู่บ้านที่มาร่วมงานด้วย พระเณรรวมกันฉันบนศาลา เต็มไปด้วยครูบาอาจารย์และพระเล็กเณรน้อย
หลวงปู่ท่านนั่งปะปนอยู่กับพระเล็กเณรน้อย พอท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโรมาพบเข้า จึงพูดว่า “ไม่ได้ๆ ท่านอาจารย์บุญจันทร์มานั่งปนกับพระเล็กเณรน้อย” ท่านจึงย้ายเอาที่นั่งของหลวงปู่ขึ้นไปบนอาสน์สงฆ์
เมื่อถึงวันถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์กงมา คณะศิษย์ได้เคลื่อนศพของท่านจากศาลาการเปรียญไปตั้งที่เมรุ ก่อนถึงพิธีถวายเพลิงศพ ได้มีครูบาอาจารย์พระภิกษุสามเณรขึ้นรวมกันที่ปะรําพิธี จํานวนประมาณ ๕๐๐ รูป มีท่านหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี เป็นประธานสงฆ์
นายวัน คมนามูล ได้ถวายฉลากสิ่งของที่นํามาถวายพระ ให้พระเณรจับฉลาก องค์ไหนถูกอะไรก็นําของถวาย หลวงปู่จับฉลากถูกย่าม ๑ ใบ เสร็จจากการมาติกาบังสุกุลและถวายสิ่งของแก่พระภิกษุสามเณรแล้ว ก็เป็นพิธีถวายเพลิงศพ
หลวงปู่พาพักที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ๓ คืน เมื่อเสร็จจากการถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์กงมา ตอนเช้าเก็บอัฐิเรียบร้อยแล้ว ฉันจังหันเช้าเสร็จ หลวงปู่จึงพาเดินทางกลับมาพักที่วัดป่าบ้านห้วยทรายอีก”
ภายหลังถวายเพลิงศพแล้ว อัฐิธาตุของหลวงปู่กงมาได้แปรสภาพเป็นพระธาตุมากมายหลากสี หลากวรรณะ เป็นที่น่าอัศจรรย์
มีเหตุการณ์สําคัญในงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่กงมา คือ ในขณะที่ องค์หลวงตาพระมหาบัวแสดงธรรม ท่านได้สลบอยู่บนธรรมาสน์ โดยองค์หลวงตาได้เทศน์ไว้ดังนี้
“เรา (องค์หลวงตา) เป็นโรคหัวใจมาตั้งแต่ปี ๐๖ มันตั้ง ๓๐ – ๔๐ ปีแล้วนะ เป็นอยู่บนธรรมาสน์วัดดอยธรรมเจดีย์นี้แหละ แปลกอยู่นะวัดดอยธรรมเจดีย์ มักจะมีเรื่องแปลกๆ สําหรับเราอยู่เสมอ โรคหัวใจไปสลบอยู่บนธรรมาสน์นี้แหละ เทศน์พระก็ โอ๋ย ! เป็นพัน ประชาชนแน่นหมด ศพท่านอาจารย์กงมาก็เป็นผู้มีกิตติศัพท์กิตติคุณชื่อเสียงโด่งดัง เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เผาศพวันนั้นบรรดาประชาชนตลอดพระสงฆ์ ยกให้เราเป็นองค์เทศน์ แน่ะอย่างงั้นนะ
เทศน์วันนั้นก็ไปเข้าจังหวะธรรมปฏิบัติล้วนๆ ก้าวขึ้นมันก็เร่งล่ะซี สมาธิ ปัญญา วิชชา วิมุตติ อันนี้ต้องเร่ง เป็นธรรมชาติของมันเอง กึ๊กทันทีเลยนะ กําลังเร่งผึงๆๆ โห ! เป็นว่าวเชือกขาดบนอากาศหัวปักลงมาเลยเทียว คนฟังนี้เงียบไปหมด พอแว้วๆๆ แล้วหยุดกึ๊กหายเงียบเลย นั่นล่ะที่เราเป็นโรคหัวใจครั้งนั้นแหละ เป็นอยู่บนธรรมาสน์วัดดอยธรรมเจดีย์ ในท่ามกลางของประชาชนและพระเณรเป็นหมื่นๆ หยุดกึ๊กนี้เงียบไปเลย
ถ้าธรรมดาเรียกว่าสลบ แต่เราไม่สลบ เป็นยังไงก็รู้กันอยู่นี้ อะไรหยุดงานหมดเหลือแต่ความรู้ เอ๊ ! มันยังไงกันนี่เราก็ไม่เคยเป็นอย่างนี้ อันนี้ตัวสั่นขึ้นมาเลยในเวลานั้นนะ อยู่บนธรรมาสน์ กําลังเทศน์เร่งๆ หยุดกึ๊กทันที ทุกส่วนมันไปยันกันยังไงไม่ทราบ พูดไม่ได้เลย หยุดกึ๊กทันที เหลือแต่ความรู้รอบอยู่ตลอดนั้น นอกนั้นมันหยุดงานหมดแล้ว เราก็รําพึง เอ๊ ! มันอะไรกัน ทําไมถึงเป็นอย่างนี้ เราไม่เคยเป็นในชีวิตของเรา
โอ๋ย ! ไม่ใช่เล่นนะ ประมาณ ๑๐ นาทีมันหยุดกึ๊กอยู่งั้น ไม่เคลื่อนไม่ไหวในส่วนนี้หยุดทํางานหมดเลย เหลือแต่ความคิดความปรุงกับความรู้สึกรอบตัวอยู่ รําพึง มันเป็นอะไรอย่างนี้นะ พอคลี่คลายออกไปๆ มาดูตัวเจ้าของ ตัวสั่น มันสั่นไปหมดเลย โอ้โห ! ก็เลยรออยู่นั้นแหละ เทศน์ก็หยุดกึ๊ก คนแน่น เงียบหมดเลย ใครไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร พอเสียงแว้วๆๆ เร่งแล้วหยุดกึ๊กทันทีเลย เงียบเลย พอมันคลี่คลายลงพอลงธรรมาสน์ได้ โอ้ ! นานอยู่นะจะร่วม ๓๐ นาทีกระมังจึงค่อยลงธรรมาสน์ ไปกุฏิเลย ผู้ที่อยู่ไกลก็ไม่รู้เหตุการณ์แหละว่าเป็นอะไร แต่ผู้อยู่ใกล้เคียงรู้ เฉพาะพระก็รุมเข้ามาหาเรา ประคองกันไป ประคองนี่เดินตามนะ ไม่ได้มาจับเรา เราก็เดินของเราไป
ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ มันเอาใหญ่เรื่อยมา นั่นล่ะโรคหัวใจกําเริบวันเผาศพท่านอาจารย์กงมาวันนั้น ตั้งแต่นั้นมาแล้ว เวลานี้มันสงบเฉยๆ นะ ถ้าธรรมดาเหมือนไม่มี อยู่ธรรมดานี้เหมือนไม่มี เวลาเทศน์ไปๆ พอสมควรของมันแล้ว มันจะเตือน อันนี้ล่ะเตือนทุกวันนี้นะ”
พาโยมแม่ออกบวช
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็กลับบ้านศรีฐานอีกเพื่อเยี่ยมโยมแม่ของท่าน แม่บุปผา ซึ่งเป็นโยมแม่ของข้าพเจ้า (พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม) ตอนที่เอาพวกโยมแม่บวชนี้ ไปดึงเอามาเลยนะ กระทั่งพ่อของพวกโยมแม่ก็ไม่ได้ลา เพราะผู้เฒ่าไปทุ่งนายังไม่กลับ
ครั้นต่อมา ๒ – ๓ วัน ผู้เฒ่ามาตักบาตร ไม่เห็นลูกสาวมาตักบาตรด้วย ก็เลยถามหมู่ที่ตักบาตรอยู่ด้วยกัน “เอาอีอบมา อีบุปผาไปไหน ไม่เห็นมาตักบาตร ๒ – ๓ วันแล้ว” พวกหมู่ที่รู้จักกันก็หัวเราะ แล้วบอกว่า “ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเอาไปบวชแล้ว และไปแล้ว ไปทางสกลนคร อุดรธานีโน้นแหละ” ผู้เฒ่าก็เลยออกอุทานว่า “โอ๋ย ! มันจะบวช มันก็ไม่บอกกูสักคําน้อ” คิดแล้วก็น่าสงสารผู้เฒ่ามัวแต่ไปทุ่งนา หลานขโมยเอาลูกสาวหนีไปจ้อย
ในระยะนั้น อายุของโยมแม่ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ประมาณ ๖๖ – ๖๗ ปีแล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เดินทางไปจังหวัดอุดรธานี เข้าไปสู่วัดป่าบ้านตาด อยู่วัดป่าบ้านตาดกับท่านอาจารย์พระมหาบัวได้ประมาณ ๒ เดือน”
ในระยะนี้องค์หลวงตากับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้สนทนาธรรมกันอีก ซึ่งจากการสนทนาธรรมครั้งนั้น ทําให้ทราบว่าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้บรรลุธรรมแล้ว โดยองค์หลวงตา พระมหาบัว ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“เราก็คิดว่าจะได้อาศัยท่านสิงห์ทององค์หนึ่งนะ เพราะเราดูท่านสิงห์ทองดูเรียบร้อยแล้ว แน่ใจว่าไม่ผิดนะ ถ้าลงได้ดูจริงๆ แล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ผิดเลย อันนี้ก็ดูท่านสิงห์ทอง เอ้อ ! จะได้อาศัยท่านสิงห์ทอง เราก็เลยพูดเป็นปัญหา ไม่ได้บอกตรงๆ นะ ท่านสิงห์ทองนะ ผมจะมอบศพให้ท่าน เวลาผมตาย ให้ท่านมาเผาศพให้ผม แต่เวลาท่านตาย ผมจะเผาศพให้ท่าน มอบอยู่ลึกๆ แล้วนะ
เพราะดูอาการทุกอย่างท่านสิงห์ทองจะนําศาสนาไปได้กว้างขวางพอประมาณ แต่ท่านก็ตายเสียโดยตกเครื่องบิน ธรรมะของท่านก็แน่นหนามั่นคงแล้วตั้งแต่ไปอยู่ครั้งสุดท้ายนี่ ท่านก็คงมาพูดให้ฟังธรรมดา เรียกว่า สุกขวิปัสสโก คือ รู้อย่างละเอียด อย่างสงบเรียบ แล้วหมดไปเลย นี่เรียกว่าสุกขวิปัสสโก คือ รู้ไปอย่างเรียบๆๆ แล้วหมดเลย ท่านสิงห์ทองเป็นประเภทอย่างนั้นแหละ”
ท่านบรรลุธรรมที่บ้านห้วยทราย ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๕
จากเนื้อหาประวัติพอสรุปได้ว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้บรรลุธรรมที่บ้านห้วยทราย ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ ดังนี้
ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ที่จังหวัดจันทบุรี ท่านยังไม่บรรลุธรรม เพราะองค์หลวงตาพระมหาบัวท่านได้เทศน์ถึงนักภาวนาเมืองจันท์ได้ดูจิตของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองแล้วว่า “จิตของท่านไม่พ้นเป็นแต่เพียงผ่องใส ไม่เหมือนจิตท่านอาจารย์ (องค์หลวงตา)”
ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองกลับวัดป่าบ้านตาดในคืนแรก องค์หลวงตากับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สนทนาธรรมกันไป แก้กันไป อย่างเพลิดเพลิน ตั้งแต่สองทุ่มจนถึงตีสี่ แสดงว่าท่านยังไม่บรรลุธรรม
จากนั้นปี พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง หลังกลับจากธุดงค์เชียงใหม่ ท่านได้กลับไปจําพรรษาที่บ้านห้วยทรายอีก ๒ พรรษาติดต่อกัน เพราะว่าบ้านห้วยทรายเป็นสถานที่สัปปายะเงียบสงัด และชาวบ้านก็ไม่รู้จักท่าน จึงสะดวกในการบําเพ็ญเพียรขั้นแตกหัก
เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านก็ชื่นชมชาวภูไท บ้านห้วยทราย เป็นพิเศษ โดยเฉพาะสนใจการภาวนา จึงสรุปได้ว่าปี พ.ศ. ๒๕๐๕ อันเป็นพรรษาที่ ๑๘ นับจากการออกบวช งานภายในของท่านได้ยุติเสร็จสิ้นลง กิเลสอวิชชาได้ขาดสะบั้นหมดสิ้นจากใจที่บ้านห้วยทรายนี้เอง
เพราะต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านจึงเริ่มไปร่วมงานสําคัญของครูบาอาจารย์ต่างๆ และเพื่อทดแทนบุญคุณโยมแม่ของท่าน ท่านได้พาโยมแม่ออกบวช และได้กลับมาพักที่วัดป่าบ้านตาด ประมาณ ๒ เดือน ซึ่งองค์หลวงตาท่านได้ตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมทั้งรับรองท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า “ธรรมะของท่านก็แน่นหนามั่นคงแล้วตั้งแต่ไปอยู่ครั้งสุดท้ายนี่”
และเหตุผลอีกประการหนึ่ง คือ มีเหตุเป็นธรรมบันดาลให้ท่านแพ้อากาศและละอองเกสร ซึ่งก่อนหน้าท่านก็แพ้ แต่ไม่รุนแรงนัก เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านแพ้หนักกว่าเดิม รักษาอย่างไรก็ไม่หาย จนอยู่จําพรรษากับองค์หลวงตาที่วัดป่าบ้านตาดไม่ได้ เมื่อท่านออกจากวัดป่าบ้านตาด อาการแพ้ก็หายเป็นปกติ โดยไม่ต้องใช้ยาใดๆ จากนั้นท่านก็ไปจําพรรษาที่วัดป่าหนองแซง และวัดป่าแก้วชุมพล ตามลําดับ
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาให้ความเห็นการบรรลุธรรมของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองซึ่งสอดคล้องกัน ดังนี้
“ถ้ามาอยู่ที่บ้านตาดนี้สําเร็จแล้ว คิดว่าท่านสําเร็จตอนช่วงอะไร แถวๆๆ ตอนที่ท่านยังธุดงค์แถวห้วยทรายหรืออะไรนั่นแหละ”
ภาค ๗ องค์หลวงตาหวังท่านเป็นผู้นําภาคปฏิบัติภาวนา
องค์หลวงตาตรวจสอบและหวังให้ท่านเป็นผู้นําภาคปฏิบัติภาวนา
เมื่อครูบาอาจารย์องค์สําคัญต่างๆ ชราภาพ สังขารร่วงโรยลง และบางองค์ก็ได้ละขันธ์ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นอีกองค์หนึ่งที่องค์หลวงตาพระมหาบัว หวังให้ท่านเป็นผู้นําภาคปฏิบัติภาวนาแทนครูบาอาจารย์ โดยองค์หลวงตาได้สนทนาธรรมตรวจสอบคุณธรรมของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จนยอมรับและหวังให้ท่านเป็นผู้นําภาคปฏิบัติภาวนา ซึ่งองค์หลวงตาได้เทศน์ไว้ดังนี้
“ทางด้านจิตใจของท่านดี ดีมาก ท่านก็เล่าให้เราฟังทุกแง่ทุกมุม ตั้งแต่ขั้นสําคัญ มันก็มี๒ ขั้น กามราคะ กับ อวิชชา ท่านพูดถูกต้องทั้งสองเลย ถ้าท่านไม่เป็นจะพูดไม่ถูก นี่เราจับเอาตรงนี้
ธรรมะนี้ไม่มีในคัมภีร์ ท่านก็บอกไว้แต่ว่าอะไรในขั้นนั้นมีอย่างนั้นๆ สังโยชน์อย่างนั้นๆ เช่น โสดาละสังโยชน์ได้ ๓ อนาคาละสังโยชน์ได้ ๕ ท่านก็ว่าอย่างนั้น แต่วิธีละ ละอย่างไรๆ นั่นซิไม่รู้นี่ ถ้าไม่รู้แล้วจะพูดถูกได้ยังไง นี่ล่ะเคล็ดสําคัญๆ ที่นักปฏิบัติถามกัน พูดแล้วสาธุ เราไม่ได้ประมาท ไปหาค้นคัมภีร์ไหนก็ค้นเถอะน่ะ เคล็ดลับของธรรมประเภทเหล่านี้
นี่ล่ะที่ท่านว่าไว้ในตําราว่า
กัลยาณปุถุชนไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาของพระโสดาบันได้
พระโสดาบันไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาของพระสกิทาคาได้
พระสกิทาคาไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาของพระอนาคาได้
พระอนาคาไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาของพระอรหันต์ได้
จะแก้ได้ยังไง มันมีเคล็ดๆ อยู่นั้นประจําของผู้ปฏิบัตินั่น เมื่อปฏิบัติลงไปตรงไหนๆรู้ตรงนั้นๆ ในคัมภีร์ไหนไม่มี แต่มันรู้เลยนะว่า อันไหนเป็นของจริง นั่นจะว่ายังไง นั่นแหละผู้รู้อย่างนั้นเอามาพูดจึงพูดถูก แล้วทางนั้นก็รู้ ทางนี้ก็รู้ พูดกันปั๊บได้ความทันทีๆ เลย นั่น ไม่ใช่จะไปพูดแบบสุ่มเดาได้เมื่อไร หลักปฏิบัติต้องของจริง ต้องพูดออกมาได้อย่างจริงจังถูกต้องแม่นยํา
ความจําเป็นอย่างหนึ่ง ความจริงเป็นอย่างหนึ่ง ความจริงก็ประจักษ์ในเจ้าของผู้ปฏิบัตินั้นเรียกว่าความจริง เช่น อย่างกามราคะยังงี้ ท่านพูดได้ถูกต้อง ผมซักเอาจนแหลก เพราะเป็นลูกศิษย์ผมนี่ เอ้า ! เล่าให้ฟังชัดๆ ซิ ท่านก็เล่าของท่านไปถูกต้อง ไปถึงขั้นสุดท้ายท่านก็พูด แต่มันแปลกท่านบอก ท่านก็ยอมรับว่า ท่านไม่มีขณะ แต่สมมุติว่าถ้าผู้ไม่มีขณะกับผู้มีขณะ ผลเลยออกไปจากนั้นเหมือนกัน นี่ซิมันแปลกตรงนี้ ทําไมไปเหมือนกันได้ ผู้มีขณะเลยจากขณะนี้ไปแล้วก็เป็นอย่างนั้น ผู้ไม่มีขณะก็เป็นอย่างนั้น นี่ซิจึงทําให้เราพิจารณา เอ ! หรือว่าสุกขวิปัสสโก ท่านจะเป็นอย่างนี้กระมัง ทําให้เราคิด
แต่ส่วนมากต้องเป็นขณะถึงจะทราบกันได้ เช่น อย่างองค์นั้นสําเร็จอยู่ในเขาลูกนั้น อยู่ในป่านั้น อยู่ในทางจงกรมตรงนั้นๆ เวลาเท่านั้นเท่านี้ เช่น อย่างพระอานนท์ ก็อิริยาบถ ๔ จะว่ายืนว่าเดิน ว่านั่ง ว่านอน ไม่ได้ทั้งนั้น อยู่ในย่านกลาง ท่านกําลังเอนลงไปจะลงหมอน ท่านก็บรรลุธรรมเสียตอนนั้น คือจิตมันเป็นมัธยัสถ์ หมายถึงว่าปราศจากความมุ่ง ไม่ว่าท่านจะมุ่งบรรลุธรรมหรือตรัสรู้ตามที่ทรงพยากรณ์ไว้ ท่านเอานั้นมาเป็นอารมณ์ลืมวงปัจจุบันนี่เสีย เอานั้นมาเป็นอารมณ์มากกว่า พอปล่อยพับ จิตก็เข้าในวงปัจจุบันพับ รู้ทันทีเลย คือ ปล่อยอาลัย พูดง่ายๆพอปล่อยอาลัยแล้ว จิตก็อยู่ในวงมัธยัสถ์ หมายความว่า ศูนย์กลาง ไม่ยึดอะไร ไม่อะไรๆ ปั๊บลงตรงนั้นเลย ท่านว่าสําเร็จในอิริยาบถ ๔ แน่ะ เป็นขณะ
ถ้าหากว่าจะเป็นแบบเดียวกันหมด ทําไมท่านจึงพูดไว้ว่า สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ทําให้เราคิดน่ะตอนนี้ เพราะเอาท่านสิงห์ทองมาเป็นเหตุ แต่ก่อนผมก็ไม่คิดเพราะว่าซักกันกับท่านสิงห์ทอง ซักไปแล้วๆ ท่านไม่มีขณะ แต่ว่าเวลาพูดออกมาสุดท้ายของท่านตรงกันกับผู้มีขณะก็ตาม มันก็เป็นแบบเดียวกัน นี่ซิทําให้เราค้านไม่ได้ ความจริงของท่านที่พูดออกมา เรายอมรับ ก็มีแต่เพียงไม่มีขณะ ท่านก็บอกว่าไม่มีขณะ ค่อยหมดไปๆ เอาเลย
แล้วทีนี้หาอะไรก็ไม่ได้เรื่องได้ราว ถ้าเราพูดแบบเผินๆ ก็เป็นแบบนั้นล่ะ อะไรๆ ออกมามันก็เหมือน ถ้าว่าจะหลงอะไร มันก็เหมือนธรรมหลงเสีย จะว่าแกล้งหลง มันก็รู้ว่าแกล้งหลงเสีย สิ่งเหล่านี้เป็นความถูกต้องๆ ท่านพูดน่าฟังตรงนี้
ทําให้พิจารณาถึงท่านว่าพระอรหันต์มีหลายประเภท สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต อย่างสุกขวิปัสสโกนี้รู้อย่างแห้งแล้ง ไม่มีความรู้อะไรๆ ต่างหาก หรือไม่มีขณะ หรือค่อยๆ เหือดแห้งไปโดยลําดับๆ อย่างนั้นเราก็ไม่ทราบได้ ที่พอจะมาจับเงื่อนนี้มาพิจารณาก็ดังที่ท่านสิงห์ทองพูด นั่นเรายอมรับทั้งๆ ที่ท่านว่าไม่มีขณะก็ตาม แต่แล้วผลสุดท้ายก็ไม่มีอะไรที่จะค้านท่านได้
ได้พูดถึงเรื่องหมู่เพื่อนก็หวังท่านสิงห์ทององค์หนึ่งที่จะเป็นผู้นําของหมู่คณะ การแนะนําสั่งสอนจะถูกต้องแม่นยํา ในการประพฤติปฏิบัติและข้อวัตรปฏิบัติของท่านก็เก่งด้วยนะ ท่านก็ดี
นี่ยังจะมีที่ไหนเวลานี้ ผู้ที่อยู่นั่นก็แก่เฒ่าไปเสียมากๆ อย่างนี้เอาหลักเอาเกณฑ์ไม่ได้นี่จะพึ่งหลวงปู่คําดีก็ไปเสียแล้ว แน่ะ ท่านก็แก่อยู่แล้ว หลวงปู่ขาวก็ไปเสีย นั่นเป็นหลักใหญ่ที่สุดล่ะ หลวงปู่ฝั้นก็ไปเสีย นี่ล่ะหลักใหญ่จริงๆ ท่านเหล่านี้สอนไม่ผิด สอนธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนสุดยอด หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่คําดี หลวงปู่ขาว สอนไม่ผิด ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ นี่ท่านก็ไปเสียจะทําไง
อย่างหลวงปู่แหวน เวลานี้ใช้งานอะไรไม่ได้แล้ว เครื่องมือท่าน คือ ขันธ์ของท่าน ก็มีแต่นอนสูดลมหายใจเท่านั้น จะพึ่งท่านด้วยอุบายนั้นอุบายนี้เหมือนแต่ก่อน ก็พึ่งไม่ได้แล้วเวลานี้จะทําไง หมู่เพื่อนจึงควรตั้งอกตั้งใจ อย่าตื่นเต้นกับโลกกับสงสาร มีเรื่องเกิดกับตายเท่านั้นล่ะไม่มีอะไรมากยิ่งกว่านี้ ให้ดูเอาเถอะ เจริญมาเท่าไรก็เจริญเถอะ”
ปัญหานี้ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เรื่องที่ท่านตรวจสอบธรรมะกับครูบาอาจารย์ รวมทั้งท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แต่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไม่ได้บอกสถานที่ท่านบรรลุธรรม ซึ่งปัญหาที่ถามนี้ ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ และผู้ไม่รู้ก็ตอบไม่ได้ ดังนี้
“ทีนี้ท่าน (หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ) เพิ่งได้มาเปิดวันนั้น พูดง่ายๆ เก็บไว้อย่างนั้นแหละไม่ควรที่จะแสดงให้แก่ใครฟังก็ไม่ทราบจะแสดงหาอะไร ก็อยู่อย่างนั้นตลอด เวลาเราไปวันนั้นถึงไปกราบเรียนท่าน เปิดอย่างเต็มเหนี่ยว เราเป็นยังไง เราไม่ได้พูดแหละ แต่ท่านจะทราบในปัญหานี่ ปัญหานี้ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ว่างั้นเถอะน่ะ แล้วผู้ไม่รู้ก็ตอบไม่ได้อีกเหมือนกัน ปัญหาเราจะไปหาในคัมภีร์ไม่เจอนะ แต่ในความจริงนั้นอย่างนี้ด้วยกัน นี่เรียกว่าพระไตรปิฎกใน คัมภีร์ใน คัมภีร์นอก พระไตรปิฎกใน พระไตรปิฎกนอก พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านทรงพระไตรปิฎกในไว้เต็มหัวใจท่าน พระไตรปิฎกนอกก็จดจารึกออกไปจากพระไตรปิฎกในนี้ออกไป แล้วคําถามก็บอกแล้วถ้าไม่เข้าใจถามไม่ได้ ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ แล้วไม่รู้ก็ตอบไม่ได้อีก เพราะไม่มีในคัมภีร์ แต่มีในความจริงเต็มสัดเต็มส่วน ใครรู้แล้วพูดปั๊บถึงกันทันทีเลย
ท่านรื่นเริงบันเทิง เราก็หายสงสัยล่ะ เอ้อ เอาล่ะทีนี้พอใจ เพราะเราตั้งหน้าตั้งตาจะไปคุยกับท่านในธรรมะ ให้มันสิ้นสุดในหัวใจเราที่ยังไม่แน่ใจกับท่านเป็นยังไง วันนั้นเปิดทั้งสองเลยเทียว ท่านพอใจ รื่นเริง มีคุยเพียงหนเดียวเท่านั้นล่ะ นอกจากนั้นไม่ได้คุย ปฏิปทาที่ก้าวดําเนินมาของท่านเป็นยังไงๆ เราก็ไม่ถามไป เพราะไม่มีเวลาจะถาม ถามเฉพาะจุดสําคัญ ผลประโยชน์ที่ได้จากการบําเพ็ญเป็นยังไง ความหมายว่าอย่างนั้น จี้เข้าไปตรงนั้นเลย
นี่เชียงใหม่ก็ตั้ง ๕ องค์ของเล่นเหรอ ท่านอาจารย์คําดี นี้อยู่วัดถํ้าผาปู่ อยู่ที่นั่นเลยวัดถํ้าผาปู่ นอกนั้นเราก็ไม่ค่อยทราบแหละ ไม่ค่อยทราบว่าท่านเป็นอยู่ที่ไหนๆ อย่างท่านสิงห์ทองนี่ก็ไม่ทราบว่าเป็นอยู่ที่ไหน ท่านไม่ได้บอกสถานที่เป็น สําหรับแม่ชีแก้วนั้นรู้ชัดว่าเป็นอยู่ที่ห้วยทราย อันนี้รู้ชัด เป็นปีที่สองที่เราไปพักที่นั่น”
จิตเป็นวิมุตติ การเดินจงกรม นั่งสมาธิเป็นวิหารธรรม
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แม้ท่านบรรลุธรรม จิตเป็นวิมุตติแล้ว กิจวัตรประจําวันของท่านก็เหมือนพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลาย คือ การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เพื่อเป็นวิหารธรรม รักษาธาตุขันธ์ และเพื่อเป็นแบบอย่างอันดีงามให้กับพระศิษย์ โดยท่านเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อจิตพ้นจากโลกเป็นอย่างไร อันนั้นมันก็ไม่มีทางสงสัยอีกเหมือนกัน ว่าจิตนี้ไม่อยู่ในขอบเขตของสมมุติ ท่านจึงเรียกวิมุตติ จิตนี้ไม่อยู่ในวงของโลก เหนือโลก ท่านจึงเรียก โลกุตตระ ทราบทุกคนไป ถึงจะพูดให้รู้ให้เข้าใจไม่ได้ ท่านก็ทราบ วาระจิตของท่าน ในตัวของท่าน ในเมื่อท่านเป็นอย่างนั้น อยากอะไร มันก็ไม่มีอาการอยากของใจ ของจิต เพราะเหตุใด เพราะมันอิ่มพอ เมืองพอดีอยู่ที่จิตบริสุทธิ์ เมืองพอดีอยู่ที่วิมุตติ ถ้าหมดจากโลกไป เป็นจิตพอดีอยู่ทุกระยะทุกเวลา ไม่ต้องเข้า ไม่ต้องออก ไม่ต้องหาอะไรมาเพิ่มเติม มันสุขพอ พอเหมาะพอควรทุกสิ่งทุกอย่าง
เมื่อเห็นเด่นอยู่อย่างนั้น เรื่องการปฏิบัติไปข้างหน้า จะปฏิบัติหาอะไร จะได้อะไรอีกก็ทราบว่าไม่มีอะไร ความบริสุทธิ์ ความเป็นวิมุตติเพียงแค่นี้ จะปฏิบัติไปอีกกี่ร้อยปีพันปี จะให้มันดีเด่นขึ้นกว่านี้ ไม่มีอีก แล้วจิตส่วนนี้จะไปเสื่อมไปเสียกับเรื่องอะไรอีก ท่านจะทราบว่าไม่มีการเสื่อมการเสีย
แต่เหตุใดใยเล่า ท่านจึงเดินจงกรมภาวนา หาที่สงบนั่งเป็นวิหารธรรม สําหรับท่านที่จะอยู่ ในเมื่อมีธาตุมีขันธ์ก็ต้องรักษา ท่านรู้จักในตัวของท่านเอง อย่างพระพุทธเจ้า ท่านถึงวิมุตติ ถึงที่สุดของอรรถธรรม ท่านก็ยังมีการนั่งภาวนา เดินจงกรม ยังสรรเสริญที่วิเวก สมมุติมีอย่างไรท่านก็ใช้ไปตามเรื่องของสมมุติ ความบริสุทธิ์เป็นอย่างไร ประจักษ์ในพระทัยของพระองค์
พวกเราก็ไม่มีติดข้องอีกเหมือนกัน ถ้าหากปฏิบัติอย่างท่าน เห็นอย่างท่าน จะทราบว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร อรหัตอรหันต์เป็นอย่างไร ประทับในจิตในใจเอง ไม่ต้องไปตะโกนสงสัย ถ้าหากประพฤติปฏิบัติไปถึงจุดที่สุดจริงจัง หมดตัณหาทั่วไป”
ท่านได้รับความไว้วางใจจากท่านอาจารย์พระมหาบัว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้รับความไว้วางใจจากท่านอาจารย์พระมหาบัว เป็นอย่างมาก ท่านเปรียบเสมือนมือขวาของท่านอาจารย์พระมหาบัว
โดยท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านมักจะมอบหมายให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองทําหน้าที่สําคัญหลายๆ ประการแทน เช่น การช่วยดูแลหมู่พระที่อยู่ร่วมพํานักและจําพรรษา เป็นผู้นําหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ส่งโรงพยาบาลศิริราช เพื่อเข้ารับการรักษาคราวอาพาธหนัก และเป็นประธานฝ่ายบรรพชิตในการจัดงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เป็นต้น ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ทําหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์เรียบร้อยดี
ท่านอาจารย์พระมหาบัวไว้วางใจมาก โดยปรารภว่าหากท่านละขันธ์เมื่อใดขอมอบให้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นประธานดําเนินการจัดงานศพของท่าน นอกจากนั้น ท่านอาจารย์พระมหาบัวยังหวังจะให้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นหัวหน้าหมู่คณะพระกรรมฐานแทนตัวท่านด้วย โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แต่ก่อนเราก็หวังอาศัยท่านสิงห์ทองนี่องค์หนึ่ง เพราะได้พูดคุยธรรมะกันแล้วทางด้านจิตใจ เราก็แน่ใจแล้ว จนถึงพูดกันในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์เลย บอกนี่เวลาผมตายแล้วมอบศพให้ท่านสิงห์ทองนะ ถ้าท่านตาย ผมไปเผาศพท่านเอง ถ้าผมตายมอบศพให้ท่านนะ ไม่ได้มอบให้สุ่มสี่สุ่มห้ามันยุ่ง เอา เผาโยนลงตรงไหน โยนลงเลย บอกท่านสิงห์ทอง มันยุ่งจริงๆ คนตายแล้วนี่น่ะ มันจะก่อเหตุก่อเรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวายมากทีเดียวศพนี้ ให้ท่านเอาไปเลย ผมมอบให้ท่านแล้ว เผาเลย เวลาท่านตาย ผมก็จะเผาให้
มันก็จริงอย่างนั้น ท่านตาย ใครมายุ่งผมได้เมื่อไร ผมเอาได้เลยเห็นไหม อย่างท่านอุปคุต(ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม) ก็เป็นลูกศิษย์ของวัดนี้ ท่านสิงห์ทอง ท่านอุปคุต เป็นพระวัดนี้ ออกจากนี้ก็ไปอยู่ที่นั่น เคยอยู่ด้วยกันมาเท่าไรท่านสิงห์ทอง ท่านอุปคุต ติดสอยห้อยตามพึ่งเป็นพึ่งตายกันมานานแสนนานแล้ว ผมไม่ได้ลืมนะ ท่านสิงห์ทองมีคุณต่อผมมากมายอยู่ ท่านอุปคุต รองกันลงไป หมู่เพื่อนก็เหมือนกัน อย่างท่าน… อย่างนี้เหมือนกัน เคยมีบุญมีคุณต่อกันมาผมไม่ลืมอะไรที่มันฝังลึก
หัวใจเราไม่เหมือนหัวใจใคร หากฝังอะไร ฝังลึกจริงๆ ไม่ได้เหลาะแหละ นี่เวลาท่านตาย ผมก็เป็นคนจัดการทุกสิ่งทุกอย่างสงบเรียบร้อย จึงได้บอกท่านว่า เวลาผมตายก่อน ท่านเผานะ เผาผมเสีย ทําอะไร เอ้า ! ทําเลย อย่ารอให้เรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวายเข้ามาทําลายความสงบ ว่าอย่างนั้น ก็เพราะไว้ใจท่าน”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องทําศพองค์หลวงตา ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะชอบเย้าองค์หลวงตาทุกครั้งที่เจอ ไว้ดังนี้
“ตอนแรกสุดเลย ตอนที่องค์หลวงตาหัวใจไม่ดี (วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านเริ่มป่วยเป็นโรคหัวใจ สลบบนธรรมาสน์ในขณะเทศน์งานเผาศพหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ) ตอนที่คุณหมอเข้าไปอยู่วัดป่าบ้านตาด หลวงปู่กงมาสิ้นแล้ว องค์หลวงตาจะพูดเสมอว่า “เออ !ถัดจากเรา ถ้าเรามรณภาพไปเนี่ย ให้พระเณร พวกลูกศิษย์เราเนี่ย ตามท่านสิงห์ทอง” ท่านบอก“ท่านสิงห์ทองเป็นช้างเผือกของท่าน” และถัดมาถึงจะเป็นธรรมมี (หลวงปู่บุญมี ปริปุณฺโณ) ธรรมลี (หลวงปู่ลี กุสลธโร) ฯลฯ
ท่านอาจารย์ (องค์หลวงตา) ก็บอกว่า “ให้ท่านสิงห์ทองทําศพให้” แล้วท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็แหย่ “แน่นะ พ่อแม่ครูอาจารย์ ยกให้ผมนะ” องค์หลวงตาตอบรับ “เออ”ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็แหย่ต่อ “ผมจะเอาเสื่อ เอาสาดเนี่ย ห่อพ่อแม่ครูอาจารย์แล้วก็จะเอากลิ้งลงเหวไปเลยนะ” องค์หลวงตาตอบรับเหมือนเดิม “เออ” ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็แหย่ซํ้าเข้าไปอีก “พ่อแม่ครูอาจารย์ตกลงนะ” องค์หลวงตาบอก “โอ๊ย ! จะทําอะไรก็ทําไปเถอะ” เพราะตอนนั้นคล้ายๆ กับว่าท่านสิ้นไปแล้ว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็จะเย้าองค์หลวงตาอย่างงี้ทุกครั้งที่เจอ “เนี่ยนะ พ่อแม่ครูอาจารย์ไว้ใจผมนะ ผมจะไม่ให้มันมีคนยุ่งยากมากมายเลย ผมจะเอาสาดห่อศพพ่อแม่ครูอาจารย์แล้วก็กลิ้งลงเหวไปเลย” (คุณหมอหัวเราะ)”
ท่านให้ความเคารพบูชาท่านอาจารย์พระมหาบัว
งานใดๆ ในโลก ไม่มีงานใดจะยากและหนักเท่ากับงานภาวนาเพื่อถอดถอนกิเลส เพราะงานภาวนาเป็นงานที่รื้อภพรื้อชาติ เป็นงานทวนกระแสโลก และเป็นงานที่ต้องฝืน ต้องต่อสู้กับกิเลส ชนิดต้องทุ่มเทเสียสละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อเข้าแลกกับธรรม แม้กระนั้นก็ตามผู้ปฏิบัติธรรมทุกรายล้วนจะต้องมีอุปสรรคติดขัด ฉะนั้น จึงจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาอบรมชี้แนะแก้ไข
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เช่นเดียวกัน ท่านเห็นคุณค่าของการมีครูบาอาจารย์ เพราะกว่าที่ท่านจะได้บรรลุอริยธรรมในแต่ละขั้น นับแต่ขั้นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี จนถึงขั้นสูงสุด คือ พระอรหันต์นั้น ล้วนได้รับการอบรมสั่งสอนและได้รับคําชี้แนะแก้ไขจากท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านจึงให้ความรัก ความลงใจ และความเคารพเทิดทูนบูชาท่านอาจารย์พระมหาบัวเป็นอย่างมาก แม้ชีวิตท่านก็ยอมสละแทนได้
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เทศน์เล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองให้ความเคารพบูชาองค์หลวงตาไว้ดังนี้
“ดูอย่างเช่น อาจารย์สิงห์ทองอย่างนี้ หลวงตาท่านพูดเลย เพราะอาจารย์สิงห์ทองท่านไปคุยกับหลวงตาแล้ว หลวงตาบอกให้อาจารย์สิงห์ทองเทศน์ให้ฟัง ท่านไม่ยอมเทศน์เลย อาจารย์สิงห์ทองไม่เคยเทศน์ ไม่เคยพูดธรรมะให้หลวงตาฟังเลย เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าท่านถือว่า “อาจารย์ไง”
ความเคารพบูชา มันก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่หลวงตาท่านก็อยากจะแบบดูปฏิภาณลูกศิษย์เพื่อให้เป็นบุคลากรไปข้างหน้าไง แต่ท่านไม่เคยเทศน์เลยนะ เพราะหลวงตาพูดเองว่า “อาจารย์สิงห์ทองไม่เคยเทศน์ให้เราฟังเลย” คือไม่เคยพูดธรรมะให้ฟัง.. ไม่ยอม ทั้งๆ ที่เวลาถ้าพูดเรื่องอื่นเก่งไง ถ้าพูดเรื่องทางโลก อาจารย์สิงห์ทองนี่..
โยม : คุยเล่นกับพระอาจารย์ตลอด
หลวงพ่อ : ใช่.. ตลกมาก
แต่ เวลาธรรมะ หลวงตาพูดเอง เวลาให้พูดธรรมะ…ไม่.. มันเหมือนกับการเคารพไงมันเหมือนกับเราเคารพบูชาไง”
การเป็นพระผู้น้อยอยู่ในร่มเงาของครูบาอาจารย์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเล่าเมื่อครั้งสมัยท่านเป็นพระผู้น้อยอยู่ในร่มเงาของครูบา–อาจารย์ ท่านได้รับความสะดวกสบายทุกอย่าง การที่จะอบรมแนะสอนหมู่คณะ รับผิดชอบเรื่องของวัดของวาของหมู่ของคณะก็ไม่มี ทําให้มีโอกาสในการภาวนา ดังที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“ลูกศิษย์ลูกหา หรือครูบาอาจารย์องค์ใดที่ท่านตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติ เช่น ทําตามธรรมวินัย ลูกศิษย์ลูกหาภายในวัดของท่านก็น่าดู น่ากราบน่าไหว้ เพราะถ้าไม่ทําตามคําแนะนําพรํ่าสอนของท่าน ท่านก็ไล่หนี ไม่ให้อยู่ในสถานที่ของท่าน เหตุนั้นหมู่คณะจึงเป็นของสําคัญควรพวกเราทุกท่านจะเลือกเฟ้นจัดสรร กลั่นหาคนดีเป็นครูเป็นอาจารย์ของเรา อย่าไปกลัวท่านดุท่านด่า ท่านว่าท่านกล่าว ธรรมดาเหล็ก ถ้าหากเราไม่เผาไฟ หรือไม่ลงคะแนนเสียก่อน จะไปหล่อไปหลอมอะไร หรือจะไปทําเป็นมีดเป็นพร้าไม่ได้ เหล็กจะกล้าได้ก็ต้องผ่านเตาไฟเสียก่อนฉันใด
พวกเราทั้งหลายที่จะมีความกล้าหาญต่อต้านกับเรื่องกิเลสตัณหา ก็ต้องต่อสู้หรือพากเพียรพยายามอุตส่าห์บังคับกาย บังคับใจอยู่กับครูบาอาจารย์ที่ท่านดุด่าว่ากล่าว เป็นปรกติ ถ้าหากท่านมีเมตตาสงสาร ท่านจะดุด่าว่ากล่าวเรื่อยไป ถ้าหากท่านปล่อยทิ้ง วางทิ้ง ถือว่าเป็นคนอื่นท่านก็ไม่บอก ไม่สอน ไม่ดุไม่ด่า “ยิ่งท่านรักเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งดุเราใหญ่เท่านั้น” เพราะเราไปทําชั่วเสียหาย ท่านกลัวเราจะเป็นคนชั่วเสียหาย หรือกลัวเราจะทุกข์ยากลําบาก เช่น บิดา – มารดาของเรา ถ้าหากพูดอะไรสอนลูก ลูกไม่ทําตามหรือลูกฝ่าฝืน บิดา – มารดาย่อมมีการด่า การเฆี่ยน การตี เป็นธรรมดาฉันใด
ครูบาอาจารย์ที่ท่านดุด่า ว่ากล่าวพวกเราทั้งหลาย ก็ทํานองเดียวกัน ท่านมีความเมตตาสงสาร ท่านถือว่าเป็นศิษย์ของท่าน ท่านจึงดุด่าว่ากล่าว เราจะไปกลัวท่านดุด่าว่ากล่าวอย่างนั้น เราก็ไม่มีวิชาความรู้ จะเป็นคนดิบคนดีไปอีกไม่ได้ เหมือนกันกับเหล็กที่ไม่ผ่านเตาไฟไม่มีวันกล้า ไม่มีวันดีเป็นมีด เป็นพร้า เป็นขวานไปไม่ได้ ต้องผ่านเสียก่อน เพราะเราลงคะแนนไป ลงเพื่อจะให้เหล็กอันนั้นสําเร็จเป็นผลเป็นประโยชน์ หรือจะให้เขาตีให้มันเสียมันหาย
นี้ครูบาอาจารย์แนะนําพรํ่าสอนพวกเราทั้งหลาย ก็ทํานองเดียวกัน เหตุนั้นการที่ท่านดุด่าว่ากล่าว ถ้าหากเรามาระลึกได้ว่า ท่านมีความเมตตาสงสาร ท่านยังรักเรา ยังเมตตาเรา ท่านจึงบอกจึงสอน จึงดุจึงด่า ถ้าหากเราระลึกได้อย่างนี้ ก็มีความยินดีปลื้มใจ ในการรับโอวาทธรรมคําสั่งสอนของท่าน ถ้าหากเราคิดว่า อ้าว ! ท่านดุ ท่านด่า ท่านโกรธ ท่านไม่ชอบเรา เลยกลับไปติฉินนินทาก็เลยอยู่กับท่านไม่ได้ เมื่ออยู่กับท่านไม่ได้ คุณงามความดี ท่านก็ไม่ได้แนะให้ ไม่ได้สอนให้ ก็เลยเป็นคนเกเรเกะกะเสียหายไป
เหตุนั้นเรื่องการอยู่กับครูบาอาจารย์หรืออยู่กับท่านผู้ดิบผู้ดี เราจะต้องตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติตามโอวาทของท่านอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นเราจะดิบจะดีไปโดยลําพังตัวของเราเองเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะฝ่ายโลกหรือฝ่ายธรรมจะต้องอาศัยบุคคลผู้อื่นแนะนําพรํ่าสอน แนะหรือการบอกนําคือการกระทํา สอนทั้งสิ่งที่ผิด สอนทั้งสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิดท่านห้าม สิ่งที่ถูกท่านสอนให้กระทําบําเพ็ญตาม
ผู้ใดเป็นภาชนะสําคัญ สําหรับรับโอวาทของท่านอย่างนั้น จะเป็นคนมีสติ มีปัญญา มีวิชาความรู้ จะเป็นคนดิบคนดี สืบต่ออายุของพระพุทธศาสนา จะเป็นครูบาอาจารย์ที่น่ากราบน่าไหว้ น่าสักการบูชา เหตุนั้นเราเข้ามาบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา อย่าเป็นแบบที่ว่า “กาฝาก” ธรรมดากาฝาก ถ้าหากไปจับต้นไม้ต้นใด ก็อาศัยต้นไม้ต้นนั้นแหละ ยึดต้นไม้ต้นนั้นเป็นอาหาร กินกันไปอยู่อย่างนั้น ผลที่สุดเมื่อต้นไม้ตาย กาฝากก็ต้องตายไปด้วยกัน ไม่เป็นผลเป็นประโยชน์อะไร เหมือนเช่น ต้นโพธิ์ ต้นไทร ถ้าหากต้นของเขาตายไป เราก็ยังตั้งโด่อยู่ได้ยังดี
นี้คือการศึกษาธรรมะคําสั่งสอนจากครูบาอาจารย์ เราจะศึกษาได้ ก็ในสมัยเราเป็นผู้เล็กผู้น้อยอยู่ พอเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ผู้โตขึ้นมา ครูบาอาจารย์จะแนะนําพรํ่าสอนอะไรก็เกรงใจ กลัวลูกศิษย์ลูกหา ผู้เล็กเด็กแดงเขาจะดูถูกนินทา เหตุนั้นในระยะที่เรายังมีพรรษาน้อยอยู่ เรายังเป็นผู้เล็กเด็กแดงอยู่ เราจะต้องอุตส่าห์เข้าหาครู หาอาจารย์ที่ท่านมีชื่อเสียงเรียงนามในการประพฤติปฏิบัติ อย่าไปกลัวท่านดุ ท่านด่า อุตส่าห์พยายามตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติตามโอวาทของท่าน
เพราะการเป็นผู้น้อยอยู่ในร่มเงาของท่าน ได้รับความสะดวกสบายทุกสิ่งทุกอย่างการที่จะอบรมแนะสอนหมู่คณะ รับผิดชอบเรื่องของวัดของวาของหมู่ของคณะก็ไม่มี ญาติโยมมาจากทิศต่างๆ ก็เป็นหน้าที่ของครูบาอาจารย์ พวกเราที่เป็นผู้เล็กเด็กน้อยก็คอยแต่ท่ารับท่าคอยรับใช้ท่านเท่านั้น ไม่มีการที่จะนึกคิดปรุงแต่งไปเรื่องอื่น เหตุนั้นการประพฤติปฏิบัติของเราจึงเต็ม ทําได้เต็มที่เต็มฐาน ไม่เหมือนการเป็นผู้หลักผู้ใหญ่
ถ้าหากเราไม่ได้กําลังจิต กําลังใจ ในเมื่อเราเป็นผู้เล็กเด็กแดงอยู่อ้อมแขนของครูบาอาจารย์แล้ว เติบโตขึ้นมาธุระหน้าที่ทุกชิ้นทุกส่วน ทุกสิ่งทุกอย่างมากขึ้นลําบากขึ้น เราในสมัยเรายังเป็นลูกศิษย์ของท่านอยู่ ตอนเป็นลูกวัดอยู่ไม่ตั้งหน้าตั้งตา ไม่พยายามรักษา ไม่กระทําคุณงามความดี เมื่อเติบโตขึ้นมาหน้าที่การงานหรือเรื่องต่างๆ มากขึ้น
แต่ถ้าหากผู้ฉลาด พอศึกษาจากตํารับตําราหรือครูบาอาจารย์ได้เต็มที่เต็มฐานแล้ว แต่จิตใจของเรายังไม่เป็นไม่ไป ก็อุตส่าห์พยายามปลีกจากหมู่จากคณะ ไปหาภาวนาในสถานที่สงบสงัด ในที่คนไม่พลุกพล่าน ในสถานที่คนไม่เกี่ยวข้องกับเรา ส่วนอาหารการกินหรืออะไรทั่วไปเราไม่ถือเป็นสําคัญจากการปฏิบัติทางใจ ผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติอย่างนั้นก็เป็นไปได้ ถ้าสงสัยอะไรขัดข้องภายในใจก็รีบลงมาศึกษากับท่านอีก ท่านแนะให้สอนให้ ก็ไปปฏิบัติใหม่จนได้จนถึง ความบริสุทธิ์เป็นอย่างนี้ สมัยพุทธกาลเป็นอย่างนี้ จึงมีพระอริยบุคคลมาก”
สาเหตุที่ท่านอยู่วัดป่าบ้านตาดไม่ได้
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง มีความตั้งใจจะอยู่วัดป่าบ้านตาดกับองค์หลวงตาพระมหาบัวตลอดไป แต่ด้วยท่านแพ้อากาศที่วัดป่าบ้านตาด จึงต้องย้ายไปอยู่วัดอื่น โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ไว้ดังนี้
“อุตุสัปปายะ หมายถึง อากาศเป็นที่สะดวกสบาย นี้แต่ก่อนไม่ถือเป็นของสําคัญ เพราะเหตุไร ? เพราะไปสถานที่ใด อากาศหน้าหนาวมันก็หนาว หน้าร้อนมันก็ร้อนเป็นธรรมดา แต่ไปอยู่วัดบ้านตาดรู้สึกว่าอุตุสัปปายะ รู้จักถนัดชัดเจน เพราะไม่เคยเห็น ไม่เคยพบ ไปอยู่สถานที่อื่นอยู่ในถํ้าก็เคยอยู่ อยู่ในป่าในเขาลึกๆ ก็เคยอยู่ อยู่อาศัยสถานที่ใดไม่เคยมีอากาศที่จะเป็นพิษเป็นภัยแก่ร่างกาย ถึงเวลาไข้ก็ไข้ไปธรรมดา กินหยูกกินยา เวลาหายก็หายไป
แต่อยู่วัดบ้านตาดที่เคยอยู่มา ถ้าอยู่ไปนานขนาดนี้ยังไม่หนีจากวัดบ้านตาด ร่างกายอันนี้รู้สึกว่าจะต้องเอาไปฝังไปเผากันแล้ว เพราะเรื่องผิดอากาศ ท่านจึงว่า อุตุสัปปายะ คนที่ไม่เคยประสบพบเห็นก็สังเกตไม่ได้ เมื่อเราไปประสบด้วยตัวของเราเอง เห็นด้วยตัวของเราเอง จะฉีดยาหรือหายามาฉัน หายามาทา รักษาด้วยวิธีใดก็ตาม โรคภัยไม่มีวันหาย พอออกจากสถานที่นั้นไปสถานที่อื่น โดยไม่ต้องได้ฉีดยาหรือรักษาด้วยวิธีใด มันหายไปเอง ไม่รู้ว่ากรรมมันเป็นยังไง
ถ้าหากว่าอากาศถูกต้องกับธาตุขันธ์อย่างสถานที่อื่น ป่านนี้ก็ยังจะอยู่กับท่านอาจารย์ (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) ไม่หนีไปสถานที่อื่น เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าเราอยู่เป็นผู้น้อยมันสะดวกสบาย ไม่ได้คิดอ่านในการที่จะแนะสอนประชาชนและหมู่คณะ เพราะอยู่ใต้ร่มใต้เงาของท่านอาจารย์รู้สึกสะดวกสบายทุกสิ่งทุกอย่างไป ก็กรรมไม่อํานวยให้ จึงว่า อุตุสัปปายะ เป็นของสําคัญอย่างร้ายแรงเหมือนกัน”
สาเหตุประการสําคัญที่ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ออกจากวัดป่าบ้านตาด ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่า เพราะท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมากด้วยบารมีธรรม เลิศด้วยข้อวัตรปฏิบัติ และมีศักยภาพเป็นผู้นํา ในภายภาคหน้าท่านจะเป็นศาสนทายาทขององค์หลวงตาพระมหาบัว โดยเป็นกําลังสําคัญทางพระพุทธศาสนา และจะเป็นกําลังสําคัญของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น จึงเป็นเหตุให้ท่านอยู่วัดป่าบ้านตาดไม่ได้ เพราะท่านจะต้องแบ่งเบาสังฆภาระขององค์หลวงตา ในการเผยแผ่พระธรรมคําสอนขององค์สมเด็จพระสัมมา–สัมพุทธเจ้า
อาการแพ้อากาศของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองในขณะที่อยู่วัดป่าบ้านตาด จนอยู่ไม่ได้ ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“คือวัดป่าบ้านตาดนี้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไม่ถูกกับอากาศ ที่ท่านได้เคยอยู่มา ๓ ปี ปีแรกก็ไม่ค่อยเท่าไร พอปีที่ ๒ ที่ ๓ นี้แพ้มาก คือ คันตามตัวตามผิวหนังอ่อนๆ แล้วเป็นตุ่มขึ้นพองคล้ายๆ กับไฟไหม้ เสร็จแล้วก็เปื่อย ขอโทษ เวลาท่านไปบิณฑบาตต้องได้เอาผ้ามัดเอาไว้ เพราะกลัวนํ้าเหลืองติดผ้า มันเป็นที่ลูกอัณฑะด้วย จนจะเดินไม่ได้บางทีในช่วงนั้น
คุณหมออวย เกตุสิงห์ ก็ได้เข้าไปวัดป่าบ้านตาดแล้ว คุณหมออวยท่านสงสัยนํ้า เอานํ้าไปตรวจ ไปวิจัยก็ไม่พบอะไร ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเคยพูดว่า อุตุสัปปายะ อากาศไม่เป็นที่สบายมันเป็นอย่างนี้ ท่านเคยเล่าว่า ถ้าหากอากาศไม่ผิดกับท่านอย่างนี้ ท่านจะอยู่กับท่านอาจารย์พระมหาบัวไปตลอด เพราะการอยู่กับครูบาอาจารย์ ภาระธุระมันน้อยไม่เหมือนอยู่เฉพาะเรา เพราะภาระส่วนมากก็เป็นของครูบาอาจารย์ เรามีเพียงแต่คอยรับใช้ท่าน มันสะดวกสบายดีท่านเคยพูด
เมื่อท่านไปอีก (พาโยมแม่ไปวัดป่าบ้านตาด) ก็แสดงอาการขึ้นอีก โรคที่ว่า แต่เมื่อออกไปจากวัดป่าบ้านตาดแล้วก็หาย โดยที่ไม่ต้องฉันหยูกยาอะไร แต่อยู่วัดป่าบ้านตาดนั้น ทั้งฉันยาทั้งทายา มันก็ไม่หาย เมื่อเริ่มมีอาการเกิดขึ้นอย่างนั้นแล้ว ท่านก็กราบเรียน ท่านอาจารย์พระมหาบัว ว่าจะต้องได้พาโยมแม่ของท่านออกไปอยู่ที่อื่นแล้ว ท่านก็ปรึกษากันว่าจะพาไปอยู่ที่ไหน ก็เลยตกลงไปอยู่กับ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ วัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าหนองแซง)”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ดังนี้
“ท่านแพ้ดอกอะไรก็ไม่รู้ ต้นอะไรที่มันอยู่บ้านตาดนี่ พอถึงหน้าที่มันออกเกสรพวกนี่นะ ท่านจะเป็นอย่างนี้ และก็หนักขึ้นทุกที ทุกที ท่านบอกว่า อยู่เฉยๆ นี่นะ ท่านก็จะคล้ายๆ กับว่า คัน เห่อ ปากก็เหมือนกัน ฉันอะไรไม่ได้เลย มันจะเห่อแดงไปหมดเลย เออ ไม่ว่าใครจะให้ยาอะไรก็ไม่หาย แต่พอเดินออกจากบ้านตาดไป ไม่ต้องทําอะไรเลย มันก็แห้ง ท่านบอกว่า เรามันเป็นคนไม่มีวาสนา หลวงตาก็เลยบอกว่า ให้ไปอยู่กับหลวงปู่บัว ที่หนองแซง
แล้วตอนนั้นนี่ คุณโยมแม่ของท่านอยู่ที่บ้านตาด ท่านก็จะเอาคุณโยมแม่ไปด้วย หลวงตาก็บอก เรื่องอะไรกัน ไปให้แน่นอนเสียก่อนนะ แล้วค่อยเอาโยมแม่ เพราะฉะนั้น โยมแม่ ๒ โยมแม่นี่ถึงรักกันมากไงคะ (โยมแม่หลวงตา กับ โยมแม่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) โยมแม่ทั้ง ๒ ท่านเหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน
พรรษาที่ ๒๐ – ๒๑ พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๐๗ จําพรรษาวัดราษฎรสงเคราะห์
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้พาโยมแม่ของท่านไปพักอยู่กับ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ณ วัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าหนองแซง) ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๐๗ และได้อยู่ด้วยความสะดวกสบายทุกอย่าง ด้วยอาศัยบารมีของหลวงปู่บัว ซึ่งระยะนั้นก็มี คุณแม่ชีเทียบ เป็นหัวหน้าแม่ชีที่วัดราษฎรสงเคราะห์ ได้พักอยู่ที่วัดราษฎรสงเคราะห์นั้นเป็นเวลา ๒ ปี อันเป็นพรรษาที่ ๒๐ – ๒๑ ของท่านพระอาจารย์”
พรรษาที่ ๒๒ – ๓๗ พ.ศ. ๒๕๐๘ – ๒๕๒๓ สาเหตุที่จะได้มาอยู่วัดป่าแก้วชุมพล
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เล่าสาเหตุที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและโยมแม่จะได้ มาอยู่วัดป่าแก้วชุมพล ดังนี้
“ท่านสิงห์ทอง ตั้งแต่สมัยหลวงปู่มั่นอยู่หนองผือ ท่านก็อยู่ข้างๆ ทางห่างกันสองกิโลสามกิโล ก็มาฟังเทศน์ฟังธรรมตลอด เพราะภายในหนองผือ พระมากอยู่ไม่ได้ ก็ต้องอยู่ตามนั้น แล้วก็มาตั้งแต่นู้นตลอด จนกระทั่งท่านล่วงไป ก็ติดสอยห้อยตามเรามา มาอยู่ที่นี่ พอดีโยมแม่มาเยี่ยม มาหาเราที่นี่ แม่จะออกบวช จะมาหาลูกชายอยู่ที่นี่ ท่านสิงห์ทอง ก็พอดีจังหวะเดียวกันกับทางวัดป่าแก้วฯ เขาขาดหัวหน้า วุ่นวายกัน เขาทราบว่าท่านสิงห์ทองอยู่กับเรา เลยจะมาขอท่านสิงห์ทองไปอยู่วัดป่าแก้วชุมพล เวลานั้นเรากําลังจะหาความสะดวกให้ท่านสิงห์ทองพักกับแม่ ก็พอดีเขามานิมนต์ เป็นจังหวะเหมาะกันเลย แล้วท่านสิงห์ทองก็เต็มใจ เราก็ได้ช่องแล้วว่าท่านสิงห์ทองไป รับกันทันที ก็ให้ท่านสิงห์ทองไปอยู่วัดป่าแก้วฯ นั่นแหละเรื่องราว”
ซึ่งเรื่องนี้ ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ชาวบ้านในหมู่บ้านชุมพล บ้านขาม บ้านคําเจริญ ซึ่งชาวบ้าน ๒ – ๓ หมู่บ้านนี้ส่วนมากจะอพยพมาจากเขตจังหวัดอุบลราชธานี และชาวบ้าน ๒ – ๓ หมู่บ้านนี้ส่วนมากจะเป็นลูกๆ หลานๆ ของ หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่ง วัดถํ้ากลองเพล จังหวัดหนองบัวลําภู ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้ได้ติดตามปฏิบัติรับใช้ หลวงปู่ขาว มาโดยตลอด เช่น ปีที่ท่านจําพรรษาที่ภูค้อ อําเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ชาวบ้านเหล่านี้จะตามส่งเสียเรื่องเสบียงอาหารมาโดยตลอด เพราะที่ภูค้อนั้นไม่มีหมู่บ้านที่จะบิณฑบาต จะต้องอาศัยชาวบ้านเอาเสบียงไปส่ง โดยให้แม่ชีทําถวายท่าน และสมัยที่ท่านพักจําพรรษาอยู่ที่ภูวัว อําเภอบึงกาฬ (ปัจจุบันเป็นจังหวัดบึงกาฬ) จังหวัดหนองคาย เป็นต้น
“วัดป่าแก้วชุมพล” แห่งนี้เป็นวัดที่ หลวงปู่ขาว อนาลโย และ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร วัดถํ้าผาบิ้ง อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย นําพาริเริ่มสร้างขึ้น และท่านได้พักจําพรรษากับชาวบ้านเป็นเวลา ๒ ปี คือ ปีที่ตั้งวัดทีแรกเป็นปี พ.ศ. ๒๔๙๔ และ พ.ศ. ๒๕๐๐ เมื่อครั้งหลวงปู่ขาวท่านกลับมาจากภูวัว
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ นี้ ชาวบ้านได้ไปขอพระจากหลวงปู่ขาว เนื่องจากทางวัดป่าแก้วชุมพลนี้ขาดพระที่จะอยู่ประจําวัด หลวงปู่ขาว ท่านจึงได้แนะนําให้ไปนิมนต์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ที่วัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าบ้านหนองแซง) ชาวบ้านได้พยายามติดตามนิมนต์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอยู่หลายครั้งหลายหน ตั้ง ๖ – ๗ ครั้ง ผลที่สุดก็ประสบความสําเร็จ สาเหตุที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไม่รับนิมนต์ง่ายนั้น ก็เพราะท่านคิดว่าไม่ใช่ท่านองค์เดียว แต่มีโยมแม่ของท่านด้วย เกิดเมื่อไปแล้วโยมแม่ไม่สะดวกจะลําบาก เพราะอยู่กับหลวงปู่บัวนั้นสะดวกแล้ว
เมื่อท่านเห็นว่า ชาวบ้านชุมพลเขาเอาจริงเอาจังและรับสภาพทุกอย่าง จะไม่ให้ครูบา–อาจารย์และโยมแม่ขัดข้อง จึงได้รับนิมนต์ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงได้กราบนมัสการลา หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ แล้วพาโยมแม่และน้องสาวโยมแม่ของท่าน ซึ่งบวชเป็นแม่ชีด้วยกันไปวัดป่าแก้วชุมพล พร้อมกับข้าพเจ้า (พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม) จําได้ว่าเป็นปี พ.ศ. ๒๕๐๘ เดือนเมษายน อันเป็นพรรษาที่ ๒๒ ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง”
องค์หลวงตาอบรมการวางตัวของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านยอมรับในคุณธรรมและชื่นชมข้อวัตรปฏิปทาตลอดความเพียรของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง โดยหวังให้เป็นผู้นําวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นสืบต่อจากท่าน ซึ่งต่อไปภายหน้าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะทําประโยชน์ให้พระพุทธศาสนาอย่างมากมาย แต่ท่านก็เป็นห่วงเรื่องนิสัยขี้เล่นตลกขบขัน อันเป็นนิสัยดั้งเดิมของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จึงได้อบรมสั่งสอนท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไว้ดังนี้
“ท่านสิงห์ทองมีนิสัยอย่างนั้น ชอบตลกขบขัน เราได้สอนจริงๆ นะ สอนท่านสิงห์ทอง คือท่านสิงห์ทองนิสัยชอบเล่น ชอบพูดตลกขบขัน ชอบเล่นตลอดเวลา จนไม่มีสถานที่ เวลํ่าเวลา บุคคลใดไม่มี นิสัยชอบพูดเล่น
เราก็สอนท่านสิงห์ทอง ท่านนับวันจะเป็นผู้ใหญ่ไปทุกวันๆ การวางตัวของท่านเพื่อประโยชน์ส่วนรวมให้คิดให้ดี อย่างที่ท่านเป็นอยู่เวลานี้ มันเหมือนกับลิง เราก็บอกชัดๆ อย่างนี้ลิงร้อยตัวสู้ไม่ได้ ล้มระนาวไปหมด ท่านนิสัยหลุกหลิกยิ่งกว่าลิง การพูดเล่นอย่างนั้นอย่างนี้
เขามาหาเรา คนเคารพนับถือทั่วประเทศก็ดี ที่เคารพนับถือมากน้อยเพียงไรก็ดี เขามาหาเรา เขาไม่ได้มาด้วยที่ว่าเราเป็นคนชอบพูดตลกขบขัน พูดหยอกพูดเล่นเหมือนลิง เขามาหาครูบาอาจารย์ต่างหาก สถานที่กาลเวลาใดที่ควรจะใช้กิริยาอย่างไร ให้นํามาใช้ให้เหมาะสมกับสถานที่บุคคล เรายิ่งใหญ่ขึ้นไปทุกวันๆ โตขึ้นไปทุกวัน การวางตัวให้เหมาะสมกับความเป็นผู้ใหญ่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้น้อยที่เข้ามาศึกษาอบรมกับเรา
เวลานี้ กิริยาอย่างนี้ เป็นกิริยาของลิง ไม่มีใครจะมาล่ะ นอกจากลิงจะมาหาเราเท่านั้นลิงเขาก็เบื่อ เขาก็เป็นลิงอยู่แล้ว มาเจอลิงเข้าอีก เขาก็เบื่อ เขาไม่อยากมาล่ะ แล้วจะเป็นยังไง ให้พิจารณาดัดแปลงตนเองนะ เราจะโตขึ้นทุกวัน ใหญ่ขึ้นทุกวัน เป็นครูเป็นอาจารย์ การวางตัวการแนะนําสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เหมาะสม บอกทุกอย่าง
เวลาเราสอนจริงๆ ท่านสิงห์ทองจะหมอบนะ ไม่กล้ามาพูดเล่นได้นะ เพราะท่านสิงห์ทองกลัวเรามากอยู่ ก็พึ่งเป็นบ้าขึ้นตอนนี้ล่ะ เพราะต่างคนต่างใหญ่ขึ้นมาแล้วก็เลยไม่สนใจกัน แต่ก่อนท่านสิงห์ทองกลัวเรามาก เพราะเคยอยู่กับเรามานาน กลัวมากจริงๆ คนอื่นไม่กลัวง่ายๆ กับเรานี่กลัวมากท่านสิงห์ทอง
นี่ล่ะสอนให้รู้จักวิธีการปฏิบัติตัวเอง การวางตัวต่อสังคมทั่วๆ ไป สมกับว่าเราเป็นครูเป็นอาจารย์ที่เขามาหาแล้ว ให้เขาได้รับผลประโยชน์ออกไป อย่าได้เอาลิงเอาค่าง ที่ไหนมันก็มีอย่างนี้ ไม่เป็นประโยชน์ เขามาเคารพเรา ไม่มาเคารพด้วยกิริยาลิงอย่างนี้ สอนแล้วหมอบนะ นิ่ง พอออกจากเราไปแล้วเหมือนกับเราเอาโซ่พันคอลิง จับโซ่แล้วตีหัวลิง หมอบ พอวางโซ่แล้วก็เป็นอย่างงั้นอีก โอ๊ย ! มันไม่ได้เรื่องล่ะ เราก็เลยปล่อย ก็เลยเป็นไปตามนิสัย”
ท่านลดนิสัยเดิม
พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นทุกๆ องค์ นับแต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ เป็นต้น เมื่อท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวกแล้ว ท่านก็ละนิสัยเดิมของท่านไม่ได้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็เช่นเดียวกัน แม้ท่านจะบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ท่านก็ละนิสัยเดิมของท่านไม่ได้ ท่านก็ยังคงใช้กับบุคคลบางราย และใช้ในบางโอกาส โดยท่านได้แต่ลดนิสัยพูดหยอก พูดเล่น ชอบตลกของท่าน
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“เรื่องพูดตลกขําขัน ส่วนมากท่านไม่พูดให้พระฟังนะ พระในวัดนี่ไม่ค่อยได้ฟัง ถ้าหากองค์หลวงตามานี่ ท่านจะพูดติดตลกหน่อย กับพระนี่เคร่ง พระนี่ไม่ได้ ท่านไม่เล่นๆ ท่านไม่ยิ้มด้วยเลย ขนาดที่ว่าไปนวดเส้นนี่ ท่านผายลมนี่ยังหัวเราะไม่ได้ ทุกองค์ต้องขึงขังจริงจัง แต่ว่าหัวเราะไม่ได้ หัวเราะแล้วจะโดนเลย อาตมารู้นิสัยท่านมั้ง เส้นท่านตื้น”
ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแก้วชุมพล องค์ปัจจุบัน ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านมาจําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล อายุท่านได้ ๔๑ ปี ท่านเป็นพระผู้ใหญ่แล้ว ท่านได้น้อมนําคําสั่งสอนในการวางตัวกับผู้มาเกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ส่วนรวมขององค์หลวงตาพระมหาบัว มาปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง โดยท่านยอมลดนิสัยพูดหยอกพูดเล่น ชอบตลกขบขันของท่าน ท่านจะพูดเล่นกับญาติโยมบางรายเท่านั้น ส่วนกับพระเณรและญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมภายในวัดแล้ว ท่านจะไม่ยอมพูดเล่นด้วยเลย โดยเฉพาะกับพระเณร ท่านเอาจริงเอาจังมาก พระเณรจึงเคารพและเกรงกลัวท่านมาก”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองลดนิสัยเดิม ไว้ดังนี้
“เพราะว่าท่านจะต้องมาเป็นเจ้าอาวาสแล้ว คือนิสัยของท่านที่ท่านซนอย่างนี้ เพราะท่านบอก ท่านไม่อยากรับผิดชอบ ท่านจะได้ซนต่อไปได้ ทีนี้พอท่านมาเป็นอย่างนี้แล้ว ท่านก็ถอดปฏิปทาหลวงตาเปี๊ยบเลย โห ! แล้วท่านก็ไม่ยอมมีพระมากกว่า ตอนแรกนี่ ๑๐ องค์ เท่านั้น ต่อมายอมเป็น ๑๕ องค์ แล้วท่านบอกว่า “หลวงตาทํายังไง นี่ท่านทําอย่างนั้นหมดเลย ส่วนโยมถ้าท่านอาจารย์สิงห์ทองสนิท อย่างบางทีโยมของท่านที่มาจากเวียงจันทน์หรืออะไรอย่างเนี่ยค่ะ ท่านก็จะคุยเล่นกับเขา พูดภาษาลาว”
ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง พระศิษย์อาวุโสอีกท่านหนึ่งของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เมตตาเล่าถึงญาติคนนี้ไว้ว่า “ท่านอาจารย์ใหญ่ เคยเดินทางไปเยี่ยมญาติของท่านที่ฝั่งลาวเพราะความสนิทสนมคุ้นเคยกัน”
เรื่องการละนิสัยเดิมนั้น ตามตําราผู้จะดัดนิสัยวาสนาเดิมนั้น มีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ละได้หมด พระอรหันตสาวกทุกองค์ล้วนละไม่ได้ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เรื่องการละนิสัยวาสนาไว้ดังนี้
“ถ้าใครกิริยาเรียบร้อยนั้นเป็นอรหันต์ทั้งหมดนั่นนะ ถ้าวอกแวกๆ อย่างนี้ คึกคักอย่างนี้เขาว่าเป็นลิงกันหมด เข้าใจไหม แม้จะเป็นพระอรหันต์ นี่อรหันต์ลิง เขาจะว่าอย่างนั้นใช่ไหมล่ะความเหมาของโลก
มันอยู่ที่จิตใจ กิริยาอาการนี้เป็นนิสัยต่างหาก ใครเป็นนิสัยยังไง กิริยาอันนั้นมักเป็นอยู่เสมอ โดยไม่ต้องตั้งใจก็เป็น ผู้ที่สงบเงียบจนกระทั่งบรรดาพระสงฆ์ในวัดว่าท่านเป็นพระอรหันต์อย่างนี้ก็มี เช่น พระสันตกาย มีในครั้งพุทธกาล พระสันตกาย ไม่ว่าเหลือบซ้ายมองขวาเคลื่อนไหวไปมาที่ไหนเหมือนมีสติตลอดเวลา สวยงามตลอด พระสงฆ์ทั้งวัดดูแล้ว องค์ไหนก็จับตาจับใจ เลยสงสัยไปทูลถามพระพุทธเจ้า ก็พอดีมีสาเหตุเหมาะสม ว่าท่านสันตกายนี่ ท่านสําเร็จอรหันต์แล้วหรือ พระเณรทั้งวัดเลยเหมาว่าท่านเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น ดูอากัปกิริยาเคลื่อนไหวไปมา เหมือนผ้าพับไว้ตลอดเวลา
พระองค์ก็บอกว่า ยัง นั่นเห็นไหมล่ะ พอดีประชุมขึ้นมา ในคํ่าวันนั้นประชุม พระองค์ก็เลยแสดงถึงเรื่อง สนฺตกาโย สนฺตวาโจ สนฺตมโน สุสมาหิโต วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ, อุปสนฺโตติ วุจฺจติ. นี่ภาษิตที่พระองค์แสดง ในวันเทศน์เกี่ยวกับพระสันตกาย ผู้มีกายอันสงบ มีวาจาอันสงบ มีใจอันสงบ และผู้ที่บริสุทธิ์หลุดพ้นคายโลกามิสเสียได้แล้ว นั้นแลเราเรียกว่า นักปราชญ์ จอมปราชญ์ ท่านแสดงไว้ว่างั้น ที่แปลออกจากนี้ ท่านแสดงธรรมอันนี้ พระสงฆ์ได้สําเร็จมรรคผลนิพพานตั้งหลายองค์วันนั้นนะ พระสันตกายเองก็สําเร็จวันเดียวกัน แต่ก่อนท่านเป็นอรหันต์ดิบ ยังไม่เป็นอรหันต์สุก พอพระพุทธเจ้ามาเทศน์วันนั้น เลยกลายเป็นอรหันต์สุกขึ้นมา นี่แหละกิริยาต่างกัน
อย่างพระสารีบุตรท่านไปไหน ลอกแลกๆ เหมือนลิง จนกระทั่งบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลาย ทั้งๆ ที่รู้ท่านแล้วว่า ท่านเป็นพระอรหันต์นะ เวลาท่านมานี่ พอมองเห็น คลองอย่างนี้ ท่านโดดข้ามไปโน้น แล้วโดดข้ามกลับมา กลับไปกลับมาอยู่งั้น เอ๊ ! เป็นถึงอรหันต์แล้วยังไม่แล้ว ยังเป็นถึงอัครสาวก แล้วทําไมจึงมาแสดงตัวเหมือนลิง อย่างนี้ก็ไปทูลพระพุทธเจ้า ไปฟ้องพระพุทธเจ้า ว่าพระสารีบุตรทําไมก็ว่าเป็นพระอรหันต์ ทั้งเป็นอัครสาวก สิ้นกิเลสทุกอย่างแล้ว เวลากิริยาอาการแสดง ทําไมจึงเป็นเหมือนลิง เช่น อย่างโดดข้ามไปมาเป็นเรื่องตลกสนุกอยู่ในนั้นแล้วไป
อ๋อ ! พระสารีบุตรนี้ เธอเคยเป็นลิงมาหลายภพหลายชาติ นิสัยอันนั้นจึงติดมา ทีนี้พระทั้งหลายก็สงบ เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงตัดสินเอง อย่างพระสันตกายนี้ ท่านเคยเป็นราชสีห์มาตั้ง ๕๐๐ ชาติ ไม่สับปนกันเลย เป็นราชสีห์ ราชสีห์นี้มีกิริยาเหมือนแมว เหมือนมีสติสตังระมัดระวังตัวตลอดเวลา เพราะฉะนั้นความเคลื่อนไหวของราชสีห์กับแมว จึงเหมือนกัน ทีนี้พระสันตกายท่านเคยเป็นราชสีห์มาตั้ง ๕๐๐ ชาติ ไม่สับปนกันเลย ชาติอื่นๆ ไม่มี เป็นราชสีห์มาตลอด เพราะฉะนั้นนิสัยของเธอจึงสวยงามตลอดเวลา ตามนิสัยเหมือนราชสีห์ ท่านก็ยกมาอย่างนี้ล่ะ นิสัยอันนี้เป็นนิสัยดั้งเดิมที่ฝังจิต
ส่วนพระสารีบุตร ท่านก็บอกว่า เคยเป็นลิง สําเร็จอรหันต์แล้ว กิริยาที่เป็นนิสัยเดิมมันก็ออกมา โดดข้ามโน้นข้ามนี้ จนพระสงฆ์ทั้งหลายยกโทษ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วท่านทําไมจึงมาแสดงอย่างนั้น อ๋อ ! เรื่องกิริยานิสัยวาสนาไม่มีใครละได้ ละได้เฉพาะเราตถาคตองค์เดียว ส่วนนิสัยวาสนากิริยาที่เคยเป็นยังไงนั้น นั้นเป็นเรื่องนิสัยอันหนึ่ง กิเลสขาดไปแล้ว นิสัยอันนี้ยังละไม่ได้ต้องเป็นตามเดิม นั่นล่ะเป็นอย่างนั้น ผู้ที่ละนิสัยวาสนาได้ก็คือ พระพุทธเจ้าพระองค์เดียว ท่านจึงว่า ใครเคยเป็นกิริยายังไงก็เป็นอย่างนั้น เพราะนิสัยนี้ไม่ได้ตั้งใจก็เป็น หากเป็นอยู่ตามนิสัยของตนเองๆ จึงเรียกว่านิสัย คือมันติดกิริยาอาการ ติดอยู่ภายในจิตใจ แสดงออกมาตั้งใจ ไม่ตั้งใจ มันก็เป็นไปตามความเคยชินของมัน
ในครั้งพุทธกาลนั้นมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตัดสิน พระสงฆ์หายสงสัยทันที ถ้าลงพระพุทธเจ้ารับสั่งอะไร รื้อมาทั้งอดีตด้วย จะไม่ยอมรับได้ยังไง เช่น พระสันตกายนี้ก็บอกว่า เธอเคยเป็นราชสีห์ ที่ท่านแสดงไว้ในตําราเทียบก็นี่ล่ะ กับพระสันตกาย ราชสีห์เวลาจะนอนนี้ มีสติสตังกําหนดไว้เรียบร้อย อวัยวะส่วนไหน วางไว้ยังไงๆ กําหนดไว้ตายตัว ไว้อย่างนั้น ถ้าตื่นขึ้นมาอวัยวะนี้เคลื่อน เช่น ขานี้เคลื่อนไปทางนี้ ขานี้เคลื่อนไปทางนี้ หางเคลื่อนไปอย่างงั้น นอนใหม่ จนกระทั่งตื่นขึ้นมาอีกเรียบร้อยเหมือนเก่า ถึงจะออกไปหากิน ท่านว่า เป็นกิริยาอย่างนั้นระวังรักษาตัวตลอดอย่างนั้น ทีนี้นิสัยของพระสันตกายนี้ เธอก็ติดมาตั้งแต่เป็นราชสีห์ นั่นท่านแสดงไว้หมด ท่านรื้ออดีตมาพร้อมเลย เคยเป็นมายังไงๆ เพราะฉะนั้นนิสัยจึงไม่ได้เหมือนกัน”
ท่านหยุดการออกธุดงค์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านมาจําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพลแล้ว ท่านหยุดการออกเดินธุดงค์ ซึ่งก่อนหน้าท่านชอบการเดินธุดงค์ อันเป็นอริยประเพณีของพระธุดงคกรรมฐาน โดยท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล ได้เมตตาเล่าเหตุผลไว้ดังนี้
“ตอนหลวงพ่อ (หลวงพ่อจิตจําลอง) อยู่กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านไม่เคยพาออกเดินธุดงค์ ตั้งแต่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมาอยู่วัดป่าแก้วชุมพล ส่วนมากท่านจะอยู่แต่วัด ไม่ได้ไปไหน เพราะโยมมารดาของท่านมาอยู่ด้วย เลยไม่ได้ไปไหน”
ในระยะนี้โยมมารดาของท่านชราภาพมากแล้ว และท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านต้องรับภาระหน้าที่ต่างๆ ของวัด ซึ่งมีงานค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการอบรมพระเณร ตลอดจนอุบาสก อุบาสิกาที่มาปฏิบัติธรรมที่วัด ดังนั้น ท่านจึงหยุดการออกเดินธุดงค์
ภาค ๘ สายธรรมสัมพันธ์ของพระศิษย์หลวงปู่มั่น
ดูแลอาการอาพาธหลวงปู่ขาว อนาลโย ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๐
เมื่อคราวหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล อาพาธหนัก ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็ได้ไปเฝ้าอุปัฏฐากดูแลอาการอาพาธของหลวงปู่ขาว ร่วมกับครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ อย่างใกล้ชิด ดังในประวัติของหลวงปู่เพียร วิริโย ได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่เพียร เมื่อได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่ขาวได้อาพาธลง ซึ่งอาการเป็นที่น่าวิตกเป็นอย่างมาก ตั้งแต่กลางพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ครั้นพอออกพรรษาแล้ว ท่านจึงได้เดินทางมาจังหวัดอุดรธานีอีก เพื่อเข้าปฏิบัติดูแลอาพาธของหลวงปู่ขาว ร่วมกับครูบาอาจารย์อีกหลายรูป เช่น ท่านพระอาจารย์วัน ท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ เป็นต้น โดยมีนายแพทย์อวย เกตุสิงห์ จากโรงพยาบาลศิริราชเป็นเจ้าของไข้
ครูบาอาจารย์ฝ่ายปฏิบัติเมื่อทราบข่าวว่าหลวงปู่ขาวได้อาพาธอย่างหนัก ต่างจึงได้ทยอยเข้ามาพักที่วัดถํ้ากลองเพล เพื่อเยี่ยมเยียนอาการอาพาธของหลวงปู่ขาวมิได้ขาด มีหลวงปู่อ่อน หลวงปู่ฝั้น องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่บุญจันทร์ เป็นต้น จึงเป็นเหตุให้วัดถํ้ากลองเพลเต็มไปด้วยพระเณรตลอดเวลา
หลวงปู่อว้าน เขมโก เมตตาเล่าให้ฟัง “ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ไปกันมาก เพราะต่างก็เป็นห่วงสุขภาพของหลวงปู่ขาว คราวองค์หลวงตาพระมหาบัวท่านไปนั้น หลวงปู่เพียรได้ชวนหลวงปู่อว้านไปจับเส้นถวายองค์หลวงตาด้วยกัน จับเส้นจนองค์หลวงตาท่านหลับไป หลวงปู่เพียรจึงได้เอามุ้งกลดลงแล้วจึงได้พากันออกมา”
เมื่อพระภิกษุป่วยไข้ การที่พระภิกษุเฝ้าดูแลอาการอาพาธกันเองนั้น มีมาแต่ครั้งพุทธกาล โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลักธรรมวินัยก็มียืนยันอยู่แล้ว พระสงฆ์ที่ป่วย บรรดาพระทั้งวัดเป็นอุปัฏฐากทั้งนั้นนั่นเห็นไหมล่ะ ดูแลพระเจ้าพระสงฆ์ แม้พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงดูแลพระสงฆ์ที่เจ็บไข้ได้ป่วย เช่นพระปูติคัตตะ ยกมาซีแบบแผนมีอยู่ ป่วยเสียจนตัวเน่าเฟะ พระเจ้าพระสงฆ์ปฏิบัติอุปถัมภ์อุปัฏฐากจนทนไม่ได้ พระศาสดาเสด็จมาเองทีเดียวมาอุปถัมภ์อุปัฏฐากดูแล พระสงฆ์ก็แตกฮือเข้ามาอีก มาช่วยพระพุทธเจ้า
นี่ลําบากลําบนอะไร เห็นไหมศาสดาทําหน้าที่แทนทันทีเลย แทนพระสงฆ์ทั้งหลาย ทีแรกพระสงฆ์ทําไม่หวาดไม่ไหว คือ ปูติคัตตะ หมายถึงว่า กายเน่าหมดจนดูไม่ได้ จมูกจะหักว่างั้นเถอะ พระท่านต่างองค์ต่างก็แตกกระจัดกระจายออกไป พระพุทธเจ้าเสด็จมาทําหน้าที่เอง เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าไม่มีจมูกนะ ก็เหม็นเหมือนกันกับบรรดาพระทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงทําหน้าที่เอง พระองค์ไปหาใครมาใหญ่กว่าพระองค์อีกล่ะ ก็พระศาสดามาทรงทําหน้าที่เสียเอง เรื่องราวก็เป็นอย่างนั้น นี่ล่ะแบบแผนมีมา ท่านไม่เห็นมีความยุ่งยากอะไรนี่นะ
อย่างพระปูติคัตตะที่ว่านี้ เลยสําเร็จเป็นพระอรหันต์นะ พระพุทธเจ้าทรงอุปถัมภ์อุปัฏฐากดูแลรักษาทุกอย่างเลย ต้มนํ้าร้อนนํ้าอะไรทุกอย่าง ดูแลเหมือนอุปัฏฐากจริงๆ เลย ไม่ได้มีคําว่าศาสดานะเวลานั้น เป็นผู้รักษาคนไข้โดยเฉพาะ จนกระทั่งพระสงฆ์อยู่ไม่ได้ แตกเข้ามาดูแลรักษาพระองค์นั้น พระพุทธเจ้าเป็นผู้ดําเนินงานก่อน นั่นเห็นไหม ท่านประมาทใครเมื่อไรพระพุทธเจ้า”
หลวงปู่ขาวขุดบ่อนํ้าที่วัดป่าแก้วชุมพล
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้กลับไปจําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ที่วัดป่าแก้วชุมพล และท่านได้ขุดบ่อนํ้า ดังนี้
“แล้วบ่อนํ้าที่วัดป่าแก้วชุมพลเดิมไม่ใช่บ่อใหม่ที่ท่านขุด มันปีหนึ่งมันแล้ง แล้วหลวงปู่ขาวเนี่ย ก็ได้มาจําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพลใหม่อีกหนหนึ่ง แล้วก็ขุดบ่อนี้ให้ ขุดให้เป็นคล้ายๆ กับว่าสองช่วงตัวคน แล้วตั้งแต่นั้นเนี่ย ไม่เคยแล้ง ให้แล้งแค่ไหนๆ นํ้าที่นี่ก็จะใสแจ๋ว แล้วก็มีชาวบ้านก็มาเอาไปใช้ได้
แล้วประวัติหลวงปู่ขาวท่านไปมีนิมิตว่า สมัยหนึ่งท่านเป็นนกกระทา แล้วท่านก็บินมา แล้วก็หิวนํ้ามาก แล้วก็ได้นํ้าที่บ่อนํ้าเนี่ย ทําให้ท่านรอดชีวิต แล้วท่านก็มา มาขุดให้ แล้วตั้งแต่นั้นบอกว่านํ้าบ่อนี้เนี่ยจะใสอยู่เสมอเลย แล้วไม่เคยแล้ง แล้วก็ถ้าเผื่อใครๆ แล้งจนไม่มีนํ้าจะใช้ ชาวบ้านมาเอาเท่าไหร่ๆๆ ที่วัดใช้เท่าไหร่ๆ ก็ไม่เคยแล้ง
ปีที่หลวงปู่ขาวไปช่วยเรื่องนํ้า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็อยู่ที่วัดนั้นแล้ว หลวงปู่ขาวก็กลับไปจําพรรษา แล้วก็ท่านก็ให้กุฏิที่เป็นกุฏิเจ้าอาวาสให้หลวงปู่ขาวอยู่ แล้วท่านก็ไปอยู่กุฏิอื่น เพราะว่าท่านเล่าเองน่ะ ว่า “เนี่ยๆ หลวงปู่ขาวมาจําพรรษา”
ท่านพากราบครูบาอาจารย์เนื่องในวันมาฆบูชา ๒๐ ก.พ. ๒๕๑๓
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านมาจําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล ในบางโอกาสท่านมักจะพาคณะศิษย์เดินทางไปกราบไหว้บูชาและฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ดังที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้แสดงพระธรรมเทศนาเนื่องในวันมาฆบูชา วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๓ ดังนี้
“การเกิดขึ้นธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นของยากลําบากอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้น อุบัติขึ้นในโลกแต่ละองค์ แต่ละองค์ เป็นของยากแสนยาก และก็ไม่มีการอุบัติติดต่อกัน บางกัป บางกัลป์ บางกาล บางสมัย พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้มาอุบัติตรัสรู้ในโลก
เมื่อพระองค์ไม่ได้อุบัติขึ้น ธรรมคําสั่งสอนของพระองค์ก็ไม่มี ไม่มีบุคคลผู้ใดที่จะชี้แจงทางสุขทางทุกข์ให้ เหตุนั้นที่ว่าเป็นโชคลาภของพวกเราที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าพระองค์จะปรินิพพานนานไปขนาดนี้ ธรรมคําสั่งสอนของพระองค์ก็คงยังอยู่ ให้พวกเราได้ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาและประพฤติปฏิบัติตาม
แต่การศึกษาทางธรรมศึกษาทางตํารับตํารา โดยไม่ได้ตั้งหน้าประพฤติปฏิบัติจริงจัง ธรรมะนั้นก็ได้เพียงขั้นสัญญา คือ จดจําเท่านั้น จะเข้าไปถึงจิตถึงใจจริงจังยาก เหตุนั้นวันนี้ที่พวกเราได้มากราบมาไหว้ครูบาอาจารย์ที่ถํ้ากลองเพล หรือหนองแซง อาจารย์ทั้งสององค์นี้ (หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล และหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ วัดป่าหนองแซง) เป็นอาจารย์ที่หายาก
ภิกษุสามเณรมีมากในประเทศไทย แต่จะหาผู้ที่มีคุณธรรมอย่างครูบาอาจารย์ที่พวกเราได้กราบได้ไหว้เหมือนอย่างวันนี้ หายาก หมื่นองค์ แสนองค์ จะมีเพียงองค์สององค์เท่านั้น
เหตุนั้นที่พวกเราไปประสบพบเห็น ไปกราบไปไหว้ท่าน จึงนับว่าเป็นมงคลของตน ซึ่งสมกับมงคลที่ท่านว่า “สมณานญฺจ ทสฺสนํ” คือการที่พวกเราได้เห็นสมณะ ผู้ระงับดับกิเลสได้ เป็นมงคลแก่ตนของตน
บุคคลที่ไปเห็นเกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส มีความพอใจในการเห็นของตน การกราบการไหว้ของตน บุคคลนั้นจะมีตาสว่างไสว เพราะได้เห็นท่านผู้มีวิเศษ แล้วจะมีใจสว่างไสว เมื่อระลึกนึกได้ถึงการกราบการไหว้ การได้ดูได้เห็นท่าน จิตใจของเราจะเยือกเย็น เพราะเราได้เห็นท่านเยือกเย็นเป็นสุข
เหตุนั้นวันนี้จึงเป็นมงคลอันประเสริฐสําหรับพวกเรา ที่ได้ไปกราบ ไปไหว้ ไปพบปะเห็นท่าน จึงควรปลื้มอกปลื้มใจในการไปดูไปเห็นของตน บุคคลที่จะไปดูไปเห็น มีความเชื่อ ความเลื่อมใส ความพอใจอยากไปกราบไปไหว้ หายาก ไม่ใช่ว่าคนเข้าไปวัดไปวา จะไปหาครูบา–อาจารย์หรือไปดูการประพฤติปฏิบัติของท่าน หรือไปฟังธรรมคําสั่งสอนที่ท่านอุตส่าห์พยายามตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติมา อย่างนั้นทั่วไป โดยส่วนใหญ่ที่เขาเข้าไปวัดไปวาก็ไปทัศนาจร ไปดู ไปเล่น ไปเพลินต่างๆ
แต่นี้พวกเราไปหาครูบาอาจารย์วันนี้ ท่านก็โปรดเมตตาแนะสอนพวกเราอีกเหมือนกัน คําแนะนําสั่งสอนของท่าน คนที่อยู่ต่างชาติกันก็คงจะเข้าใจยากอีกเหมือนกัน วันนี้ท่านอาจารย์(หลวงปู่ขาว) ท่าน ท่านแนะนําพรํ่าสอน “ถึงปฏิปทาการประพฤติปฏิบัติของท่านหรือความอยู่เป็นสุขของท่าน” ท่านเล่ามาแต่ท่านเป็นเด็ก จนกระทั่งเข้ามาบวช
เมื่อบวชแล้วอุตส่าห์พยายามตั้งหน้าตั้งตา วิเวกแสวงหาที่ประกอบความพากความเพียร ท่านว่าแต่อายุยังหนุ่มยังอ่อน ไปสถานที่ใดก็พอไปได้ สะดวกกายสบายใจ แต่โรคภัยเบียดเบียนมาแต่ไหนแต่ไรมา ก็ยังเป็นเด็กเป็นเล็กก็โรคภัยเบียดเบียนมา ท่านมาบวชแล้ว ออกเดินธุดงค–กรรมฐาน ท่านว่า “ท่านเป็นโรคนิ่ว” มีความเจ็บปวด แต่ก่อนไม่มีรถ ไปสถานที่ใดก็ไป เดินไป ไม่มีรถนั่ง
บางครั้งบางหนโรคนิ่วมันรบกวน ไปปัสสาวะมีแต่เลือดออกมาแดงหมด ท่านว่า “ใจหักไป” แล้วก็สอนตัวว่า “กลัวตายหรือ เพียงแค่นี้ยังไม่พอ เพียงเลือดมันออกขนาดนี้ มันยังเพลิดยังเพลิน ยังติดยังข้อง ยังพอใจในโลกในสงสารอยู่ ให้มันหนักเข้าไปกว่านี้ดีกว่า” ท่านระลึกนึกอย่างนั้น แล้วตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติกันจริงๆ จังๆ ถึงโรคภัยไข้เจ็บจะเบียดเบียนขนาดไหน ท่านก็อุตส่าห์พยายามกระทําตามโอวาทของพระพุทธเจ้า มุ่งหน้ามุ่งตาอยากจะออกจากวัฏสงสาร มิใช่ว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น จะวิ่งหาหมอมาเยียวยาหรือจะอยู่เป็นที่เป็นฐานอย่างสะดวกสบาย ท่านไม่เอาอย่างนั้น
ท่านองค์นี้ตั้งแต่อายุของท่านยังอ่อน ท่านยังไป – มาสะดวกอยู่ ท่านไม่เคยจําพรรษาซํ้าที่จําปีนี้แล้วก็ออกพรรษา แล้วก็เดินธุดงค์ไปที่ใหม่ นานทีจึงวกวนมาจําสถานที่เก่า ท่านเคยทําอย่างนี้ตลอดมา แต่ที่ท่านไปจําประจําที่ก็คือที่ถํ้ากลองเพลนี่แหละ ไม่กี่ปีมา ที่ท่านอยู่เป็นที่เพราะอายุท่านแก่ ท่านอุตส่าห์พยายามกระทําคุณงามความดีอย่างจริงอย่างจัง
อาจารย์องค์นี้การแนะนําพรํ่าสอนด้วยปาก ไม่ค่อยมากเหมือนอาจารย์องค์อื่น แต่ท่านสอนพวกเราด้วยการกระทํา เฒ่าขนาดนี้ แก่ขนาดนี้น่ะ เดินจงกรมบางคืนตลอดคืน นั่งภาวนา สวดมนต์ไหว้พระ ๓ – ๔ ชั่วโมงก็ไม่หยุด อุตส่าห์พยายามทําจริงๆ จังๆ เป็นน่าอัศจรรย์ที่ท่านอุตส่าห์แนะนําทางกายของท่าน ชักจูงลูกศิษย์ลูกหาที่ไปพักพาอาศัย ทําจิตทําใจของท่านให้แข็งแรงไม่อ่อนแอ ทําอะไรทําจริงๆ จังๆ
การพูดธรรมะธัมโม ถ้าหากลูกศิษย์ลูกหาขัดข้องในการภาวนาทางจิตทางใจ ท่านก็บอก ท่านก็สอน แต่จะให้ท่านสอนเรื่อยๆ ไปอย่างอาจารย์องค์อื่น ท่านไม่ค่อยสอน ถ้าหากขัดข้องทางจิตทางใจ ท่านต้องสอน ท่านเป็นอย่างนี้ ปฏิปทาของท่าน “ถือการปฏิบัติเป็นของสําคัญ”
การสอน ท่านไม่ค่อยถือหนักแน่นสักเท่าไหร่ แต่ท่านก็ไม่ขาด วันพระทุกวันพระไปท่านจะต้องมาประชุมกับหมู่กับคณะ ถ้าท่านลุกเดินได้ ท่านก็ต้องมา หรือป่วยออดแอดขนาดพอมาได้ บางทีก็นั่งรถมา มาประชุมกับหมู่ นั่งฟังเทศน์ฟังธรรม โดยส่วนใหญ่ก็ให้พระลูกศิษย์วัดเทศน์ เมื่อท่านเทศน์ไป ข้องติดจิตใจของท่านในธรรมบทใดที่อธิบายไป พอพระลูกวัดลงจากธรรมาสน์ไปเท่านั้น ท่านก็เอ่ยธรรมะขึ้นต่อ สอนพวกภิกษุ สามเณร หรืออุบาสก อุบาสิกา ท่านไม่เคยขาดในการประชุมเป็นอย่างนี้
ท่านเป็นพวกผู้ดีวิเศษน่าบูชา ถึงอายุแก่ขนาดนั้นก็ยังนําพวกเราที่เป็นนักปฏิบัติให้ได้กราบได้ไหว้ อุตส่าห์อยู่ในสถานที่กันดารคืออยู่เขา ท่านไม่ได้อยู่ตามบ้านตามช่อง บุคคลที่นิมนต์ท่านเข้าไปบ้านไปช่อง ท่านไม่ค่อยเข้าไปเหมือนองค์อื่น ชอบอยู่ตามป่าตามเขาแต่ไหนแต่ไรมา เรียกว่า “ท่านวางปฏิปทาให้พวกเราที่เป็นศิษยานุศิษย์ ถือเอาแบบอย่างของท่าน” การอยู่ป่า การตั้งหน้าตั้งตาภาวนา อย่างท่านอาจารย์ที่เราได้ออกชื่อมานี้ เป็นของยาก”
ท่านเจ้าคุณสิงห์ทอง
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปกราบหลวงปู่ขาวที่วัดถํ้ากลองเพล โดยบอกกับเณรว่า “ท่านเจ้าคุณสิงห์ทองมา” ดังนี้
“แล้วท่านอาจารย์สิงห์ทองก็จะซน คราวหนึ่งท่านไปกราบหลวงปู่ขาว บังเอิญพระที่ดูแลหลวงปู่ขาวเนี่ย ไปไหนกันหมดก็ไม่รู้ ก็เป็นเณรที่ไม่รู้จักท่าน ก็บอกว่า “เข้ายังไม่ได้” เพราะว่าหลวงปู่ขาวยังคล้ายๆ มีซินแสมานวด หรือมาอะไร เณรก็ถามว่า “จะให้ไปกราบหลวงปู่ขาวว่าใครมา” ท่านก็บอก ไปกราบว่า “ท่านเจ้าคุณสิงห์ทองมา” พอหลวงปู่ขาวออกมา ท่านก็บอก “คารวะท่านเจ้าคุณ”
ท่านก็บอก “ก็ถ้าไม่กราบเรียนอย่างเนี่ยจะได้เจอหลวงปู่ขาวเหรอ” ท่านจะเล่นอย่างนี้ค่ะ กับทุกองค์ไปเลย โอ๊ย ! หลวงปู่ขาวกับท่านอาจารย์สิงห์ทองนี่ หัวเราะกันเอิ๊กๆ
ท่านเคารพสนิทสนมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปเยี่ยมหลวงปู่ฝั้นที่วัดป่าอุดมสมพร ไว้ดังนี้
“แต่ท่านอาจารย์สิงห์ทองนี่ ท่านจะไปเยี่ยมหลวงปู่ฝั้นอยู่เรื่อยๆ ท่านสนิทกับหลวงปู่ฝั้น ท่านก็ไปเยี่ยมหลวงปู่ฝั้น เพราะว่า ถึงหลวงปู่ฝั้นไม่อาพาธท่านก็ไป อย่างตอนที่เล่า ครั้งที่ท่านไป ท่านก็ไม่ได้คิดว่าจะไปค้าง หลวงปู่ฝั้นรู้แล้วว่าลูกศิษย์ที่สิงคโปร์ ที่เคยเล่าว่าพอกลางคืนตีสอง ท่านก็ไปจิกหัวเขาให้ลุกขึ้นมานั่งภาวนา เขาจะมาเยี่ยมน้องสาวเขาที่เป็นแม่ชีอยู่กับท่าน ท่านก็ให้ท่านอาจารย์สิงห์ทองค้าง แล้วคืนนั้นหลวงปู่ฝั้นก็ไม่เทศน์เอง ให้ท่านสิงห์ทองเทศน์ แล้วเขาก็จําได้ นั่นน่ะ เขาก็เลยตามท่านมาที่วัดได้
เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์สิงห์ทอง กับ หลวงปู่ฝั้น นี่ ท่านก็มีความสนิทสนม ไม่ใช่เท่ากับหลวงตา แต่ก็สนิทสนมกันมาก เพราะฉะนั้นมันก็เป็นของประหลาดๆ วัดก็ไม่ไกลกันมาก เพราะฉะนั้นท่านจะไปมา ไปมา อยู่อย่างนี้ และช่วงที่ท่านอาจารย์ฝั้นเจ็บท่านก็ไป แล้วก็ สสจ. (สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด) ที่สกลนคร พอท่านหลวงปู่ฝั้นท่านพิจารณาแล้ว แล้วท่านก็ขอลาจากโรงพยาบาลจุฬาฯ ที่จะมาละขันธ์ที่วัด ทางกระทรวงก็ให้ สสจ. คุณหมอนี่ไปดูแล แล้ว สสจ. ก็ไปหลวงปู่ฝั้น มาหาท่านอาจารย์สิงห์ทอง แถวนั้นมันจะคล้ายๆ เหมือนเป็นวงกลม
แล้วก็พอคุณหมอมา แล้วก็เจอว่าเราปฏิบัติอยู่ คุณหมอก็ในฐานะรุ่นพี่ ก็จะเล่าถวายท่านอาจารย์สิงห์ทอง แล้วก็เล่าให้เราฟังถึงว่าหลวงปู่ฝั้นเป็นยังไง คือคุณหมอนี่ไม่ได้ปฏิบัติเลยก็พวกหมอทั้งหลายพอสี่โมงเสร็จก็เฮฮา แล้วทีนี้หลวงปู่ฝั้นคงรู้ เพราะตอนหลังคุณหมอเป็นมะเร็งที่ตับ ก็จะบอกเขาตอนนั้นไข้จะสูงมากเลย บางที ๔๒ (องศาเซลเซียส) มันจะชัก ให้ยาให้อะไรก็ไม่ลด แล้วความดันก็สูงด้วย หลวงปู่ฝั้นก็จะบอกคุณหมอว่า “หลวงปู่จะเข้าที่นะ” เวลาท่านจะทําสมาธิ “หลวงปู่จะเข้าที่นะ” บางทีก็บอกชั่วโมงหนึ่ง บางทีก็ ๗ ชั่วโมง มากที่สุด ๗ ชั่วโมง ถ้าระหว่างที่บอกเอาไว้ อาการเป็นยังไง ไม่ต้องยุ่ง ไม่ต้องยุ่ง ปล่อยเอาไว้ แต่ถ้าเกินเวลาที่ท่านสั่งแล้วนะ คุณหมอจะทําอะไร ทําเต็มที่เลย
คุณหมอก็สังเกตว่าเวลาที่หลวงปู่ฝั้นบอกว่า “หลวงปู่เข้าที่” คุณหมอเขาแตะตัว ไอ้ไข้ที่ ๔๒ (องศาเซลเซียส) มันจะเย็นเกือบเท่ากับอุณหภูมิห้องเลย ซึ่งแต่พอครบชั่วโมงปุ๊บเหมือนติดเครื่อง มันก็จะค่อยๆ ความดันสูงขึ้นมา หายใจหอบอะไรอย่างนี้ ทางเขาก็สงสัย เหมือนอย่างกับว่า เวลาที่ท่านเข้าที่ ท่านไม่หอบ ท่านไม่หายใจ เขาก็เลยไปกราบเรียนว่า ระหว่างที่หลวงปู่เข้าที่นี่ ขอเขาวัดความดัน คือเขาพันไอ้เครื่องวัดความดันไว้ แล้วเขาขอเอาหูฟังไปฟังได้ไหมก็พบว่าท่านไม่หายใจ ท่านไม่หายใจเลย เอาสําลีวางตรงนี้ (ตรงจมูก) ตรงนี้ก็ไม่กระดุกกระดิกเลย
ซึ่งตรงนี้ค่ะ เวลาที่จิตรวม เราไม่หายใจทางปอด เราหายใจผ่านทางนี้ ซึ่งตอนนั้นเรารู้แล้วเพราะว่าท่านอาจารย์สิงห์ทองบอกว่า อย่าตกใจไปนะ แล้วมันทําเหมือนนิมิต อยู่ดีๆ ลมมันออกทางหนังศีรษะ ผมเรานี่เหมือนใครเอาไดเออร์ไปเป่า มันฟืบขึ้นมา แล้วมันหุบลงมา ฟืบขึ้นมามันออกตามตัว แล้วเสื้อแขนยาวเรานี่ มันก็จะเหมือนใครมาเป่า แขนเสื้อก็ฟู แล้วก็ยุบ ตรงนี้เรารู้แล้ว ทีนี้คุณหมอก็จะเล่าให้ฟัง ซึ่งมันก็ตื่นเต้นใช่ไหมคะ แล้วก็วัดความดัน ความดันหลวงปู่ซึ่งปกติสูง พอเป็นตอนที่ท่านเข้าที่มันเหมือนคนไข้ช็อก ตัวบนปกติเราจะ ๑๒๐/๘๐ ใช่ไหมคะตัวบนของหลวงปู่ ๕๐ บางทีไม่ถึง ๕๐ แล้วก็ตัวล่างวัดไม่ได้เลย มันก็จะราบไปจะหมดเลย เหมือนคนไข้ช็อกค่ะ แล้วหัวใจเต้นก็เหมือนอย่างกับที่จะต้องเปลี่ยนไอ้เพจเมกเกอร์ ตือตือตึ๊ด หยุดไปสัก๒ นาที ตื้บ แล้วก็อะไรอย่างนี้ เป็นเต้นระบําเลย
คล้ายว่าท่านเข้าฌานสมาบัติ แล้วก็คล้ายๆ มันทิ้งกาย มันก็ได้พัก นี่คุณหมอก็จะเล่าให้เราฟังหมดเลย ซึ่งมันก็ดีมากเลย เพราะว่าเราเองปฏิบัติอย่างไร มันก็ไม่ได้อย่างนั้น ก็ถึงได้บอกว่าหลวงปู่ฝั้นท่านเมตตาให้คุณหมอได้เห็นอย่างนี้ พอตอนที่คุณหมอเป็นมะเร็งก็ได้ปฏิบัติ ได้คล้ายๆ พักไปด้วย มันก็ไม่ทุรนทุรายมาก จําชื่อคุณหมอไม่ได้ เป็น สสจ. ตอนรุ่นนั้น เป็นนายแพทย์ใหญ่”
เรื่องหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล อาพาธหนัก (เม.ย. – ธ.ค. ๒๕๑๕)
มีตัวอย่างหนึ่งเป็นเรื่องราวของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ที่ท่านเอาใจใส่ดูแลกันในยามอาพาธหนัก มีความงดงามเป็นที่สุด นับเป็นคติอันเลิศเลอ โดยเรียบเรียงจากหนังสือประวัติและพระธรรมเทศนาของ พระครูศาสนูปกรณ์ (หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล) แสดงถึงนํ้าใจขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ที่เป็นธุระคอยให้คําปรึกษาและเอื้อเฟื้อต่อหมู่เพื่อนที่เคยปฏิบัติธรรมร่วมกันมา นั่นคือ หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล แห่งวัดป่าสันติกาวาส อําเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี ดังนี้
“หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล เป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร อีกองค์หนึ่ง มีพรรษาน้อยกว่าองค์หลวงตาพระมหาบัว เพียง ๒ พรรษาเท่านั้น แต่ท่านให้ความเคารพนับถือในธรรมแก่กันและกันเป็นอย่างสูง ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยากยิ่งในปัจจุบันนี้
ประวัติการอาพาธของหลวงปู่บุญจันทร์ เริ่มในพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๑๔ นี้ หลวงปู่เริ่มมีอาการอาพาธด้วยโรคปวดข้อสะโพกข้างขวา แต่อาการไม่รุนแรง ในพรรษานี้ หลวงปู่ได้ตั้งใจแสดงธรรม ให้พระเณรและญาติโยมฟังเป็นประจําทุกวัน วันละ ๒ ครั้ง คือ ตอนเย็น หลังจากทําข้อวัตรกิจวัตรเสร็จแล้ว เวลาประมาณ ๕ โมงเย็น ท่านจะลงศาลานําทําวัตรเย็น แล้วก็ขึ้นแสดงธรรม ตอนเช้าหลังจากกลับบิณฑบาต จัดเตรียมอาหารลงในบาตรเสร็จแล้ว ท่านก็ขึ้นแสดงธรรม จบแล้วจึงพาฉันอาหารบิณฑบาต ธรรมะที่ท่านแสดงนั้น ท่านแสดงในเรื่องมงคล๓๘ ประการ หรือที่เรียก มงคลทีปนี คือ การไม่คบค้าสมาคมกับคนพาลเป็นเบื้องต้น การไม่มีความเศร้าโศกเสียใจเป็นปริโยสาน ถือว่าเป็นอุดมมงคลอันสูงสุด
หลวงปู่ท่านได้แสดงธรรมอยู่จนตลอดไตรมาส ๓ เดือนจึงจบ และการปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนา ท่านก็ได้เข้มงวดกวดขัน ตักเตือนพระเณรไม่ให้ประมาท เมื่อออกพรรษาแล้วท่านก็ยังแสดงธรรมต่อไปอีกระยะหนึ่งท่านจึงหยุด การแสดงธรรมในพรรษานี้ เหมือนกับว่าท่านจงใจที่จะแสดงเป็นครั้งสุดท้าย แล้วท่านจะได้จากลูกศิษย์ลูกหาไปฉะนั้น อาการอาพาธด้วยโรคปวดข้อสะโพกข้างขวาของท่านก็ได้แสดงอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ หลวงปู่ท่านมีความอดทนมาก ท่านทําเหมือนไม่มีอะไร คือไม่ได้สนใจต่อโรคที่แสดงตัวกําเริบขึ้นทุกวันๆ
เมื่อถึงเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ หลวงปู่ให้รื้อศาลาหลังที่ ๒ ของวัดป่าสันติกาวาสที่หลวงปู่พาสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งชํารุดเพราะเป็นศาลาไม้ เมื่อรื้อเสร็จแล้วก็ให้ช่างอ้วยนายแก้ว เป็นช่างก่อสร้างหลังใหม่ ตกลงค่าแรงช่างยกโครงมุงหลังคาใส่ขางวางตงเสร็จ ราคา ๘,๐๐๐ บาท ช่างวางผังขุดหลุมเสาศาลา พวกชาวบ้านก็ช่วยกันทั้งแก่เฒ่าหนุ่มสาว บริจาคกําลังแรง ขุดหลุมเสาศาลาทั้ง ๕๑ หลุม เสร็จแล้วก็อัดก้นหลุมกันทรุดด้วยหินแม่รัง และเทคอนกรีตทับอีกครั้งหนึ่ง
ปลายเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ในขณะที่ขุดหลุมเสาศาลา หลวงปู่ท่านเดินดูงานท่านใช้เท้าขวาของท่านกวาดดินที่ขรุขระอยู่ปากหลุม ทําให้ท่านปวดที่สะโพก เดินไม่ได้ ต้องใช้รถสําหรับเข็นปี๊บนํ้าใส่ตุ่ม เอาเสื่อปูแล้วให้หลวงปู่นั่ง แล้วเข็นท่านกลับกุฏิกลางนํ้า นับแต่วันนั้นต้องเอารถเข็นหลวงปู่จากกุฏิ ลงมาฉันเช้าที่เพิงซึ่งใช้แทนศาลาชั่วคราว ฉันเสร็จก็ให้ท่านนั่งรถเข็นกลับกุฏิกลางนํ้า ท่านจะดูงานอะไรก็ให้เอารถเข็นนํ้านั้นแหละเข็นไป
หลวงปู่กําหนดให้ญาติโยมชาวบ้านมาช่วยกันยกเสาศาลา ในวันเพ็ญเดือน ๓ ซึ่งตรงกับวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ แต่วันขึ้น ๑๔ คํ่า เดือน ๓ ตรงกับวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ หลวงปู่พาทําวุฏฐานวิธียกเสาแรกก่อน ซึ่งมีคนไม่มากนักประมาณ ๑๐ กว่าคน พอถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ที่นัดหมาย มีชาวบ้านหญิงชายมาช่วยกันดึงเสาศาลายาว ๑๐ เมตรขึ้นตั้งมีประมาณ ๓๐๐ คน เสา ๕๑ ต้น ตั้งวันเดียวไม่เสร็จ วันที่สองครึ่งวันก็ตั้งเสาศาลาเสร็จ ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของช่างดําเนินต่อไป จนถึงเดือนพฤษภาคมจึงได้มุงหลังคาด้วยสังกะสี
อาการป่วยของหลวงปู่ทรุดลงเรื่อยๆ จากปวดที่สะโพกเดินไม่ได้ มีไข้แทรก คณะศิษย์กราบนิมนต์ไปให้หมอที่โรงพยาบาลตรวจ ท่านก็ไม่ยอมไป คณะศิษย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ หายาพื้นบ้านมาถวายการรักษา ท่านก็เมตตาฉันให้นิดๆ หน่อยๆ เพราะตัวท่านเองก็เก่งในด้านสมุนไพรอยู่แล้ว อาการทรุดลงเรื่อยๆ หลวงปู่เดินไม่ได้ ๓ เดือนผ่านไป พอเข้าเดือนที่ ๔ จากที่เอารถเข็นท่านจากกุฏิลงไปฉันเช้าที่ศาลาชั่วคราวได้ ท่านก็ลงไม่ได้ ฉันเช้าอยู่บนกุฏิ
พอปลายเดือนพฤษภาคม หลวงปู่มีไข้สูงและปวดขาขวาตลอด ตอนกลางคืนอากาศเย็นยิ่งปวดมาก จะสังเกตเห็นจากที่ท่านพลิกขาบ่อยๆ แต่ท่านก็ไม่ได้บ่นว่าอะไร หลวงปู่ท่านเป็นผู้มีสติและขันติเพียบพร้อม
ในระหว่างนี้ ท่านพระอาจารย์คํา สุมงฺคโล ที่เคยจําพรรษาร่วมกับหลวงปู่ที่อุบลฯขณะนั้น ท่านมาจําพรรษาที่บ้านคําเลาะ ไชยวาน ท่านได้มาเยี่ยมและสอนคาถาระงับการปวดแก่ผู้เขียน เพื่อใช้เป่าถวายหลวงปู่ ซึ่งเมื่อลองทําดูแล้ว ก็ดูเหมือนจะใช้ได้ สังเกตท่านนานๆ พลิกขาทีหนึ่ง แต่ดูอาการท่านแล้ว เหมือนกับท่านไม่ห่วงใยในสังขารที่กําลังแปรปรวนอยู่ ต่อมาอาการอาพาธกําเริบมากขึ้น จากที่ท่านนั่งได้ ก็กลายเป็นท่านต้องนอนโทรม และฉันข้าวต้มได้วันละช้อนสองช้อนเท่านั้น
ย่างเข้าเดือนที่ ๕ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕ เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโรวัดป่าแก้วชุมพล ได้ทราบข่าวว่าหลวงปู่ป่วยหนัก จนฉันข้าวแค่วันละช้อนสองช้อน ท่านจึงเดินทางจากวัดป่าแก้วชุมพลมาเยี่ยมหลวงปู่ เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕
พอท่านพระอาจารย์สิงห์ทองขึ้นไปถึงหลวงปู่ที่กุฏิ ท่านก็พูดเป็นเชิงเย้าเล่นกับหลวงปู่ตามนิสัยของท่านว่า “เอ้า ! ป่วยมานอนตายอยู่ที่นี้ทําไม”
หลวงปู่ตอบ “ไม่นอนตายยังไง คนเดินไม่ได้” ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพูดต่อ “ทําไมไม่ไปหาหมอ” หลวงปู่เงียบ แล้วท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ถามอาการป่วยของหลวงปู่ว่าเป็นอย่างไรต่ออย่างไรบ้าง หลวงปู่เล่าให้ฟัง แล้วท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงกราบขอนิมนต์หลวงปู่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพื่อให้หมอตรวจรักษา
หลวงปู่ตอบท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า “ถ้าจะให้ไปหาหมอ ให้ไปกราบเรียนพ่อแม่ครูบาอาจารย์บ้านตาดเสียก่อน ว่าท่านจะเห็นสมควรอย่างไร จึงค่อยปฏิบัติตาม”
เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้โอกาสอย่างนั้น จึงให้โยมขับรถสองแถวเล็กพาไปวัดป่าบ้านตาดในวันนั้น เพื่อกราบเรียนท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เล่าเรื่องป่วยของหลวงปู่ให้ท่านฟัง ท่านอาจารย์พระมหาบัวจึงสั่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า “ให้ไปบอกท่านบุญจันทร์ว่าเดี๋ยวนี้หมอเขามี ไปให้หมอเขาตรวจดูก่อน ถ้าเขารักษาได้ก็ให้หมอเขารักษาถ้าเขารักษาไม่ได้ค่อยกลับมาคอยวันตายที่วัด”
แล้วท่านอาจารย์พระมหาบัวก็พาท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเข้ามาในเมืองอุดรฯ ไปที่สนามบินจองตั๋วเครื่องบิน ๓ ที่นั่ง ให้หลวงปู่เดินทางไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ สั่งให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นผู้ติดตามไปที่โรงพยาบาลศิริราชด้วย และโยมผู้ชายอุปัฏฐากอีกหนึ่งคน เมื่อได้ที่นั่งเครื่องบินและวันเดินทางแน่นอนแล้ว ท่านอาจารย์พระมหาบัวจึงสั่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า จะให้รถไปรับวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕ มาค้างคืนที่วัดป่าบ้านตาด เช้าวันที่ ๑๓ ฉันเช้าเสร็จไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินอุดรธานี เครื่องออกเวลา ๑๑.๐๐ น.
เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองรับคําสั่งจากท่านอาจารย์พระมหาบัวแล้ว ท่านก็กลับมากราบเรียนให้หลวงปู่ทราบในเย็นวันนั้น แล้วท่านก็กลับไปวัดป่าแก้วชุมพล เมื่อหลวงปู่ได้ทราบคําสั่งของครูบาอาจารย์ก็ยอมปฏิบัติตาม
คุณบวร จันทรขันตี เป็นโยมอุปัฏฐากที่ถูกกําหนดตัวให้เป็นผู้ติดตามหลวงปู่ไปโรงพยาบาลศิริราชด้วย คุณบวรไม่ค่อยสันทัดในการอุปัฏฐากหลวงปู่ จึงพูดกับผู้เขียนว่า “ในวันเดินทาง ให้ครูบาไปส่งหลวงปู่ที่สนามบินด้วย ถ้าเครื่องบินว่างมีที่นั่ง ผมจะเป็นผู้ออกค่าตั๋วเครื่องบินให้” ในขณะนั้นผู้เขียนพึ่งบวชเป็นพระได้หนึ่งพรรษา
วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕ หลังจากฉันเช้าเสร็จ ได้เตรียมบริขารของหลวงปู่และของผู้เขียนไว้เรียบร้อย ญาติโยมเมื่อทราบว่า หลวงปู่จะจากไปรักษาการอาพาธที่กรุงเทพฯ ก็มาชุมนุมกันที่วัดเป็นจํานวนมาก ต่างมีความเป็นห่วงอาลัยในตัวหลวงปู่ ที่ท่านได้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่พึ่งพาอาศัย มาเป็นเวลานาน จะจากไปในที่อื่น บางคนก็โศกเศร้าเหงาหงอย กลัวว่าหลวงปู่จะไม่หายจากอาพาธ
บ่ายของวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕ รถแลนต์ของคุณแม่กุ๋ยกิม ร้านขายยาชวลิต เมืองอุดรธานี ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากของวัดป่าบ้านตาด ซึ่งมีนายบุญเป็นผู้ขับ ได้วิ่งเข้ามาจอดที่ศาลาวัดป่าสันติกาวาส โดยมี ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และพระอาจารย์เชอร์รี่ (พระฝรั่ง)นั่งมาด้วย ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองลงไปหาหลวงปู่ที่กุฏิกลางนํ้า ผู้เขียนและคุณบวรนําบริขารที่เตรียมไว้ขึ้นรถ นํารถเข็นไปรับหลวงปู่จากกุฏิ มาขึ้นรถที่ศาลา ญาติโยมพากันกราบส่งหลวงปู่ขึ้นรถ พวกโยมทั้งหญิงชายหนุ่มแก่เฒ่าชรา พากันกล่าวอวยพรขอให้หลวงปู่หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้กลับมาเป็นที่พึ่งของลูกศิษย์ลูกหาอีกต่อไป ผู้เขียนนั่งใกล้ๆ คอยประคองหลวงปู่ไปในรถ รถถึงวัดป่าบ้านตาดเป็นเวลาเย็น
เมื่อหลวงปู่ลงจากรถแลนต์แล้ว ได้นํารถเข็นนํ้าของวัดป่าบ้านตาดมารับให้หลวงปู่ขึ้นนั่ง ในขณะนั้น ท่านอาจารย์พระมหาบัวท่านอยู่บนศาลา หลวงปู่บอกว่าจะไปกราบท่านเสียก่อน เมื่อท่านทราบ ท่านจึงบอกว่า “ไม่ต้องมากราบหรอก รู้จักกันอยู่แล้ว ให้ไปที่พักเลย” ท่านจัดให้พักที่กุฏิใกล้ๆ ประตูทางเข้าวัด เข็นรถเข็นหลวงปู่ไปที่กุฏิ พยุงหลวงปู่ขึ้นพักที่กุฏิ ผู้เขียนก็พักอยู่กับหลวงปู่ โยมที่ติดตามไปท่านให้พักที่ศาลา
เป็นครั้งแรกและเป็นคืนเดียวเท่านั้นที่ผู้เขียนได้ค้างคืนที่วัดป่าบ้านตาด ตอนกลางคืนมีแต่เสียงจิ้งหรีดและแมลงอีร้องตามประสาของมัน ผู้เขียนมีความกลัวในท่านอาจารย์ใหญ่ (องค์หลวงตา) เป็นอย่างมาก ไม่รู้เป็นอะไร กลัวท่านแต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยชินชาเลย แต่ก็มีความเคารพในองค์ท่านอย่างซาบซึ้ง
วันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ให้จัดอาหารมาถวายหลวงปู่ที่กุฏิ โดยไม่ต้องลงไปตอนเช้าที่ศาลา คุณหญิงส่งศรี เกตุสิงห์ ได้นําสํารับอาหารมาถวาย หลวงปู่ฉันเสร็จ รถแลนต์ของคุณแม่กุ๋ยกิมเข้ามารับที่วัดป่าบ้านตาด ไปส่งที่สนามบินอุดรฯ คุณบวรติดต่อดูที่นั่งมีว่างอยู่ จึงซื้อตั๋วให้ผู้เขียนติดตามหลวงปู่ไปกรุงเทพฯ ด้วย เมื่อเช็คตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้วรออยู่ไม่นาน เครื่องบินแอฟโร ๒๒ ที่นั่งบินมาจากจังหวัดเลย มาลงสนามบินอุดรฯ พอเครื่องบินจอด เห็น หลวงปู่ซามา อาจุตฺโต วัดป่าบ้านไร่ม่วง (วัดป่าอัมพวัน) เมืองเลย เดินลงจากเครื่องบินมาถามท่าน ท่านบอกว่าจะไปกรุงเทพฯ ด้วยกัน แล้วท่านจะไปเยี่ยม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่โรงพยาบาลศิริราช
เมื่อได้เวลาเครื่องบินออก ผู้เขียนกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองช่วยกันพยุงหลวงปู่ขึ้นเครื่องบิน มีคุณบวร จันทรขันตี ติดตามไปด้วย ให้หลวงปู่นั่งเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนนั่งติดกับหลวงปู่ ขณะนั้นหลวงปู่ได้ถูกทุกขเวทนาเบียดเบียนเป็นกําลัง ท่านมีอาการสั่นไปทั้งตัว เพราะความเจ็บปวดที่ต้นขา และความเหนื่อยเป็นกําลัง หลวงปู่ท่านมีสติและขันติกล้า ท่านไม่พูดว่าอะไร นั่งเงียบ ผู้เขียนมองดูอาการของท่านแล้ว มีความสงสารท่านเป็นกําลัง พอดีนึกได้ว่าในย่ามมียากูลอนซานอยู่ ๑ หลอด จึงถามหลวงปู่ว่า หลวงปู่จะฉันหรือไม่ ท่านบอกว่า เอามาลองดู จึงได้เอาถวายให้ท่านฉัน ไม่นานอาการท่านก็ดีขึ้น
พอดีถึงเวลาเครื่องบินออกจากสนามบินอุดรฯ ทะยานขึ้นสู่อากาศเมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น.ไปลงพักรับผู้โดยสารที่ขอนแก่นอีก ๓๐ นาที ขึ้นจากขอนแก่นถึงท่าอากาศยานกรุงเทพฯ เวลา ๑๓.๓๐ น. ตอนลงจากเครื่องบินที่ดอนเมือง ผู้เขียนและท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพยุงหลวงปู่ลงจากเครื่องบินอย่างทุลักทุเล เพราะหลวงปู่นั่งทรมานอยู่ในเครื่องบินเป็นเวลา ๒ ชั่วโมงครึ่ง พยุงหลวงปู่เดินเข้าที่พักผู้โดยสารขาเข้า คุณหมอเจริญ วัฒนสุชาติ มาคอยรับที่ดอนเมืองเพราะท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านเมตตาเป็นธุระทุกอย่าง ทั้งเรื่องรถรับและเรื่องหมอที่โรงพยาบาลศิริราช
หลวงปู่และผู้ติดตาม คือ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ผู้เขียน และคุณบวร ขึ้นรถคุณหมอเจริญ วัฒนสุชาติ เรียบร้อยแล้ว คุณหมอขับรถพาไปแวะที่บ้านที่ถนนสุโขทัยก่อน เพราะคุณหมอยังไม่ได้ทานอาหารเที่ยง เมื่อคุณหมอทานอาหารเสร็จแล้ว จึงได้พาไปที่โรงพยาบาลศิริราช
เมื่อรถถึงโรงพยาบาลศิริราช จอดที่ประตูเข้าตึกผู้ป่วย ได้มี ศ.นพ.อุดม โปษะกฤษณะ และ ศ.นพ.โรจน์ สุวรรณสุทธิ มาคอยรับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ยื่นจดหมายให้อาจารย์หมอทั้งสอง ซึ่งเป็นจดหมายของท่านอาจารย์พระมหาบัว ฝากให้พระอาจารย์บุญจันทร์ที่อาพาธอยู่ในความดูแลของอาจารย์หมอทั้งสองด้วย อาจารย์หมอโรจน์ให้รถเข็นผู้ป่วยรับหลวงปู่แล้วนําไปที่ตึก ๗๒ ปี ชั้น ๖
หลวงปู่ชอบท่านได้พักรักษาโรคอัมพาตอยู่ตึก ๗๒ ปี ชั้น ๖ นี้ก่อนแล้ว อาจารย์หมอโรจน์ได้จัดให้หลวงปู่พักห้องติดกับหลวงปู่ชอบ เมื่อหลวงปู่ชอบได้ทราบว่า พระอาจารย์บุญจันทร์อาพาธมาพักห้องติดกับท่าน ท่านได้เมตตาให้พระอุปัฏฐากเอารถเข็นท่านเข้ามาเยี่ยมหลวงปู่ในห้อง เป็นภาพที่ประทับใจไม่มีวันลืม หลวงปู่ได้รู้จักกับหลวงปู่ชอบแต่วันนั้นมาจนตลอด ท่านมีความเคารพในหลวงปู่ชอบเป็นอันมาก
เมื่ออาจารย์หมอโรจน์มาส่งหลวงปู่เข้าห้องพักแล้ว อาจารย์หมอกลับออกไปให้พยาบาลเข้ามาแนะนําวิธีใช้อุปกรณ์ในห้องผู้ป่วย ส่วนท่านอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านดูว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงแยกไปพักที่วัดบวรนิเวศ
หลังจากหมอตรวจดูแล้วจึงทราบว่าหลวงปู่ป่วยเป็นโรควัณโรคในกระดูก (ทําให้กระดูกข้อสะโพกผุ) หมอบอกว่า
“โรคนี้เป็นโรคที่รักษาให้หายได้ ถ้ามาหาหมอช้ากว่านี้อีก ๒ เดือน กระดูกจะขาดต้องตัดขาขวาทิ้ง”
หลังการผ่าตัด หมอให้พักฟื้นอยู่จนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๑๕ เมื่อเห็นว่าหลวงปู่แข็งแรงขึ้นและแผลผ่าตัดก็หายแล้ว หมอจึงอนุญาตให้หลวงปู่กลับได้ ท่านอาจารย์พระมหาบัวทราบว่า หมออนุญาตให้ออกโรงพยาบาลได้ จึงไปเยี่ยมหลวงปู่ในห้องผู้ป่วยและปรารภว่า
“เราเป็นผู้ส่งท่านบุญจันทร์มารักษา และได้มอบให้หมอเป็นผู้ดูแลรักษา เราคอยฟังข่าวจากหมอเป็นระยะๆ อยู่ เราจึงไม่มารบกวน เมื่อทราบว่าอาการป่วยดีขึ้น และหมออนุญาตให้กลับได้แล้ว เราจึงมาเยี่ยมดู เราเป็นผู้ส่งท่านมา เราจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมด ทั้งค่าห้อง ค่ายา ให้ทางโรงพยาบาลคิดรวบรวมดูซิ เป็นราคาเท่าไร อาจารย์จะเป็นผู้จ่ายให้”
คุณหมอกราบเรียนว่า “สําหรับค่าหมอที่รักษา อาจารย์หมอนทีขอยกถวายทั้งหมดไม่คิดค่ารักษา สําหรับค่าห้อง ค่าอาหาร ที่เข้ารับการรักษาเป็นเวลา ๖ เดือน ทางโรงพยาบาลไม่คิดขอยกถวายทั้งหมด”
การที่หลวงปู่อาพาธในครั้งนี้ นับว่าเป็นการอาพาธครั้งใหญ่หลวง เกือบจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ว่าได้ แต่ด้วยบารมีแห่งเมตตาธรรมของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ คือ ท่านอาจารย์พระมหาบัวท่านได้ช่วยเหลือทั้งภายนอกและภายใน ภายนอก ท่านได้ช่วยเรื่องการติดต่อฝากฝังกับหมอให้ดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งการเดินทางไป – กลับ และค่ารักษาพยาบาล ภายใน คือ เรื่องธรรมที่หลวงปู่มีความเคารพในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ยอมไปรักษาตามคําสั่งของท่าน
หลวงปู่ได้เล่าให้ฟังหลังจากกลับมาถึงวัดแล้วว่า “การป่วยครั้งนี้ เราได้เตรียมปล่อยวางทั้งหมดแล้ว ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ครูจารย์บ้านตาดสั่งแล้ว เราไม่ไปเลย”
หลวงปู่ได้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ศิษย์ได้พึ่งพาอาศัย ต่อมาอีกเป็นเวลาถึง ๒๓ ปี จึงได้ละขันธ์ไป โดยในวาระสุดท้ายของหลวงปู่ ท่านอาจารย์พระหลวงตาได้เข้าเยี่ยมอาการอาพาธ หลวงปู่ ในยามอาพาธก่อนมรณภาพไม่นานนัก ท่านกล่าวกับหลวงปู่บุญจันทร์ว่า
“ได้ทราบว่าไม่สบาย เลยตั้งใจมาเยี่ยม ไม่ใช่มาทรมานคนป่วยนะ เป็นอย่างไรบ้าง”
หลวงปู่ยกมือขึ้นประนมแล้วกราบเรียนว่า
“ขอโอกาสพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หมอบอกว่าเป็นโรคไตรั่ว โรคนี้เป็นโรคที่รักษาไม่หายแต่หมอนิมนต์ให้เกล้ากระผมไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่เกล้ากระผมไม่ไป”
องค์หลวงตาจึงพูดขึ้นว่า
“ถ้ามันครึ่งต่อครึ่งก็ไม่ไปล่ะ โรงพยาบาลก็ที่คนตายนั่นแหละ เตียงไหนคนไม่ตายใส่ไม่มีแหละ ถ้าเราไปหาหมอ หมอเขาก็ทําตามหน้าที่ของเขา เราก็เหมือนกับท่อนไม้ท่อนซุงนั่นแหละ ไม่รู้ว่าเขาจะพลิกไปพลิกมาอย่างไร ทําไปอย่างไรบ้างตามเรื่องของเขา หมอเขาไม่มีธรรมอะไรล่ะ มันอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ปล่อยเท่านั้นล่ะ”
สักพักหนึ่งองค์หลวงตากล่าวกับหลวงปู่ว่า
“เอาล่ะนะ จะกลับล่ะ ไม่มีอะไรจะเตือนกันหรอกนะ กรรมฐานใหญ่เหมือนกัน”
จากนั้น ท่านหันไปพูดกับญาติโยมที่เข้ามากราบไหว้ท่านในขณะนั้นว่า
“ตั้งใจมาเยี่ยมอาจารย์บุญจันทร์ แต่ก่อนในคราวออกปฏิบัติ ท่านก็ออกปฏิบัติ เราก็ออกปฏิบัติ ได้เจอกัน ทุกข์ยากลําบากด้วยกัน เอาล่ะกลับล่ะ เยี่ยมคนป่วยไม่รบกวนนานหรอก”
วาระสุดท้ายขณะที่หลวงปู่ท่านจวนเจียนมรณภาพเต็มทีแล้ว เป็นเวลาเดียวกันกับที่องค์หลวงตาท่านเดินทางไปถึงพอดี ท่านไปอย่างรีบเร่งแล้วเข้าไปในห้องอาพาธของหลวงปู่ ท่านขยับไปยืนอยู่ใกล้ๆ ทางศีรษะแล้วท่านเอามือเปิดผ้าที่ปิดหน้าผากหลวงปู่ออกดู พร้อมกับพูดว่า
“วันนี้บวมมากกว่าวานนี้”
ในขณะนั้นหลวงปู่ได้หายใจเบาลง เหมือนกับจะขยิบตาเล็กน้อย แล้วหลวงปู่ก็หยุดหายใจ ละธาตุขันธ์ไปในที่สุด เมื่อเวลา ๑๐.๕๒ นาฬิกา ของวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๘ จากนั้นท่านจึงถอยไปนั่งเก้าอี้แล้วมองดูหลวงปู่ พร้อมกับพูดว่า
“เอ้า ! หยุดหายใจแล้ว”
ภายหลังต่อมา ท่านพูดถึงเรื่องนี้กับพระว่า
“ท่านบุญจันทร์คอยเรา พอเรามาถึงเข้าไปเยี่ยม ท่านก็ไปเลย”
และต่อมาองค์หลวงตาได้เมตตาเป็นประธานในงานประชุมเพลิงหลวงปู่…”
พ.ศ. ๒๕๑๗ รับนิมนต์หลวงปู่เจี๊ยะไปทําบุญฉลองพระอุโบสถวัดเขาแก้ว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ตามปกติแล้วท่านจะรับนิมนต์งานที่สําคัญและจําเป็นเท่านั้น ครั้งหนึ่งท่านรับนิมนต์งานฉลองพระอุโบสถของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ที่จังหวัดจันทบุรี เพราะท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมีความเคารพและมีความสัมพันธ์สนิทสนมคุ้นเคยกับหลวงปู่เจี๊ยะ โดยประวัติหลวงปู่เจี๊ยะได้บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านปฏิบัติพัฒนาวัดเขาแก้วจนเจริญรุ่งเรือง โดยสร้างเสนาสนะในวัดเขาแก้วบริบูรณ์ทุกอย่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ท่านจึงจัดงานทําบุญฉลองพระอุโบสถ โดยกราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม มาเป็นประธาน และพระกรรมฐานทั้งหลายก็มาร่วมงานนั้นเป็นจํานวนมาก เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ฯลฯ”
ครูบาอาจารย์ท่านเคารพรักกันมาก
ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะท่านเป็นพระสําคัญ แต่คนโดยส่วนมากไม่รู้ ดูจากภายนอกไม่เห็นความหมายดีเด่นอะไร แต่สิ่งที่ปรากฏเป็นระยะๆ อันเป็นสิ่งแปลกมาก ก็คือ พระอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย หลวงปู่ตื้อ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ ท่านพระอาจารย์วัน ท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง หลวงพ่อพุธ และสายพระป่าองค์สําคัญๆ อีกมากมาย มักจะเดินทางมาเยี่ยมและกราบเยี่ยมท่านเสมอ
โดยเฉพาะท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม มาเยี่ยมบ่อยเป็นพิเศษ มาแต่ละครั้งจะแสดงความเคารพนอบน้อมต่อท่านพระอาจารย์เจี๊ยะมาก ในช่วงระยะนั้นท่านพระอาจารย์วัน ท่านโด่งดังมาก เดินทางมาทีมีลูกศิษย์นั่งรถเบนซ์ติดตามเป็นแถว เมื่อท่านพระอาจารย์วันเข้ามาเจอท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านพระอาจารย์วันจะแสดงกิริยาประดุจเณรน้อยๆ คลานเข้าไปกราบท่านพระอาจารย์เจี๊ยะใกล้ๆ ถามอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกๆ ครั้งที่ถาม พูดจะยกมือพนมเสมอ ส่วนท่านพระอาจารย์เจี๊ยะก็สบายๆ ไม่คลุมจีวรใส่แต่อังสะนั่งสบายเฉยๆ
ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะถามท่านพระอาจารย์วันขึ้นว่า “วันโว้ย !…ทําไมถึงดังวะ !”
“มันถึงคราวมันครูบาอาจารย์” ท่านพระอาจารย์วันกราบเรียน แล้วก็เอามือนวดแข้งนวดขาให้ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ
มีอยู่คราวหนึ่งในงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เขานิมนต์พระมาสวดมนต์ฉันเช้า ๙ รูป ท่านพระอาจารย์วันเป็นหนึ่งใน ๙ รูปนั้น ท่านพระอาจารย์วันนั่งฉันในปะรําพิธีที่สูงกว่า มองเห็นท่านพระอาจารย์เจี๊ยะนั่งฉันปะปนกับพระหนุ่มเณรน้อยอยู่ด้านล่างพอฉันเสร็จท่านพระอาจารย์วันก็เข้ามาขอขมาต่อท่านพระอาจารย์เจี๊ยะว่า “ครูอาจารย์ เกล้าฯ ขอขมาที่นั่งสูงกว่า” ทําเอาพระเณรทั้งหลายตกใจกันใหญ่
อีกครั้งหนึ่งในงานฉลองพระใหญ่ วัดพระบาทภูพานคํา จังหวัดขอนแก่น ที่อดีตเจ้าอาวาสวัดอโศการามไปสร้างไว้ ท่านพระอาจารย์วันขึ้นนั่งบนแท่นใหญ่ในพิธี ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะนั่งข้างล่าง ท่านพระอาจารย์วันเห็น รีบกระโดดลงมาขอขมา ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า“วัน… ไปๆ ไม่เป็นไร”
พอตกดึกๆ สงัดจากผู้คน ท่านพระอาจารย์วัน ก็เดินเข้ามากราบสนทนาธรรมะกับท่านพระอาจารย์เจี๊ยะเป็นเวลาชั่วโมงๆ เมื่อท่านพระอาจารย์เจี๊ยะพูดธรรมะ ท่านพระอาจารย์วันจะนั่งนิ่งฟัง
ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ ถามว่า “วัน… ถึงไหน พิจารณาอย่างไร ?”
ท่านพระอาจารย์วัน กราบเรียนว่า “ถึงตรงนั้น พิจารณาอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น”
ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ ก็ขึงขังขึ้นมาทันทีว่า “มันต้องอย่างนั้นซิวัน เรื่องนิพพานกับเรื่อง…นี้ มันต้องพิจารณาอย่างนั้นนะ กามราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาต้องตีให้กระจุยกระจาย”ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะพูดซํ้าๆ อยู่อย่างนั้น ท่านพระอาจารย์วันนั่งนิ่งเงียบ
กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ก็เหมือนกัน เวลาที่ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะมีโอกาสเดินทางไปทางภาคอีสาน ท่านให้ลูกศิษย์ที่ติดตามหอบหิ้วหัวปลาแห้งไปฝากท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะจะพูดถึงท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเสมอว่า “ทอง !มันขี้เล่นว่ะ แต่มันเฉียบ มันหมดแล้วนะ (กิเลส) มันเฉียบ ! แต่มันขี้เล่นไปหน่อย เดี๋ยวเอาหัวปลาไปฝากมันหน่อยว่ะ มันชอบว่ะ”
สมัยก่อนครูบาอาจารย์ท่านเคารพรักกันมาก เห็นแล้วเข้ากันสนิทด้วยคุณธรรม ไม่เหมือนสมัยนี้แซงหน้าแซงหลัง
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านทราบว่าท่านพระอาจารย์เจี๊ยะชอบหิน ไปเที่ยวที่ไหนเห็นหินสวยๆ ตามป่าตามเขาก็จะพาท่านพระอาจารย์เจี๊ยะไปดู บางทีกําลังนั่งคุยกับญาติโยมอยู่เมื่อพูดเรื่องหิน ทิ้งญาติโยมไปกันเลย ไม่สนใจ
ท่านพระอาจารย์วัน ท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เคารพรักท่านพระอาจารย์เจี๊ยะมาก เมื่อมาหาท่านพระอาจารย์เจี๊ยะที่วัดเขาแก้ว จะคุยกันเฮๆ ไม่คุยกับใครอื่น เหมือนว่าไม่ได้เจอกันมานมนาน ทั้งๆ ที่เพิ่งจะพบกันมา
ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านอยู่จําพรรษา วัดเขาแก้ว จังหวัดจันทบุรี มีนักปฏิบัติธรรมแวะเวียนมาสนทนาธรรมกับท่านเสมอ ส่วนมากจะเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับพระกรรมฐานองค์สําคัญๆ เพราะเรื่องท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ คนธรรมดาทั่วไปจะไม่ทราบและมองท่านไม่ออก ฉะนั้น คนที่คลุกอยู่วงในเกี่ยวข้องกับพระกรรมฐานจริงๆ จึงจะรู้เรื่องและเบื้องหลังของท่าน ท่านเป็นพระถ่อมตัว อยู่แบบซอมซ่อ
พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นประธานงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ วัดป่าหนองแซง ตําบลหนองบัวบาน อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ท่านได้ละสังขารก่อนวันเข้าพรรษา
ก่อนวันที่หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ จะมรณภาพ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโนท่านได้เดินทางไปเยี่ยมอาการอาพาธหนักของหลวงปู่บัว โดยองค์หลวงตาพูดว่า “เอาล่ะ ทีนี้ไม่มาแล้วนะ จะมาก็โน่นแหละ ถึงวันนั้นแหละจึงจะมา” แล้วองค์หลวงตาก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไป
เมื่อครบ ๓ เดือนตามที่หลวงปู่บัวกําหนด ท่านก็ได้ละทิ้งสังขารจากลูกศิษย์ลูกหาไปอย่างไม่มีวันกลับ เหลือไว้แต่คุณธรรมความดี และความเด็ดเดี่ยวของท่านให้ลูกศิษย์ได้ระลึกถึง และจดจําเป็นตัวอย่างไว้สอนใจตนเอง
ลูกศิษย์ลูกหาได้ปรึกษากันในการจัดการศพของหลวงปู่บัว ต่างลงความเห็นกันว่าควรรอให้องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านมาพิจารณาตัดสิน องค์หลวงตาพระมหาบัวได้เดินทางกลับจากกรุงเทพฯ เพื่อมาดําเนินงานศพของหลวงปู่บัว ตามที่ได้พูดไว้ว่า “ถึงวันนั้นแหละจึงจะมา”โดยงานสําคัญครั้งนี้ องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านไว้วางใจท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมาก จึงได้มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปเป็นประธานฝ่ายบรรพชิต ในการดําเนินงานประชุมเพลิงศพของหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ โดยทําการถวายเพลิงศพหลังจากวันเข้าพรรษาแล้วไม่กี่วัน ณ วัดป่าหนองแซง อันเป็นไปตามคําสั่งขององค์หลวงตาพระมหาบัว ให้จัดประชุมเพลิงศพตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งได้ดําเนินตามอริยประเพณีนับแต่ครั้งพุทธกาล คือ ไม่ให้เก็บศพไว้นาน ไม่ให้โฆษณาเรี่ยไร ไม่ให้มีมหรสพการละเล่น และเมรุก็ให้ทําอย่างเรียบง่ายไม่หรูหรา ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ทําหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยทุกประการ
โดยได้จัดทําเมรุประชุมเพลิงศพหลวงปู่บัว บริเวณต้นหมากเลื่อม ซึ่งไม่ห่างจากกุฏิหลวงปู่มากนัก ต่อมาภายหลังอัฐิธาตุของหลวงปู่บัวได้แปรสภาพเป็นพระธาตุ ทางวัดได้ก่อสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์เพื่อบรรจุพระธาตุ รูปเหมือน พร้อมทั้งเครื่องอัฐบริขารของท่าน ไว้ภายในบริเวณวัด เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาได้กราบไหว้บูชา ได้ระลึกถึงคุณงามความดีของหลวงปู่ตลอดกาล
ในงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่บัว เป็นครั้งแรกที่ คุณหมออมรา มลิลา ได้ไปกราบขออนุญาต ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เพื่อไปปฏิบัติธรรมกับท่านที่วัดป่าแก้วชุมพล โดยคุณญาณี เป็นผู้พาไป พอเสร็จจากงานศพหลวงปู่บัว แล้วก็เข้าพรรษาปีนั้น เข้าพรรษาไปได้ ๓ – ๔ วันในวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ก็ได้ไปเริ่มต้นอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านร่วมงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร พระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และประเทศชาติ ทางวัดได้บรรจุศพหลวงปู่ฝั้นไว้เพื่อรอพิธีพระราชทานเพลิงศพ โดยมีหมายกําหนดการพระราชทานเพลิงศพขึ้นในวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ซี่งในระหว่างนี้จะมีครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐานเดินทางไปร่วมงานกันเป็นจํานวนมาก เพื่อช่วยกันตระเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพ อันเป็นการแสดงออกถึงพลังความสามัคคีธรรมของหมู่คณะที่มีความเคารพสนิทสนมกลมเกลียวกัน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นครูบาอาจารย์สําคัญอีกองค์หนึ่งที่ได้ไปร่วมงานศพหลวงปู่ฝั้น ในหลายวาระ และครั้งหนึ่งเมื่อคืนวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ทางวัดได้กราบอาราธนานิมนต์ให้ท่านเป็นองค์แสดงธรรม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งที่วงกรรมฐานให้การยอมรับในเรื่องคุณธรรม และเมื่อถึงวันงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็ได้ไปร่วมงานสําคัญในครั้งนี้จนเสร็จพิธี
อนึ่ง งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นงานใหญ่งานสําคัญระดับประเทศ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จในงานครั้งนี้ ส่วนพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายคันถธุระที่ไปร่วมงาน ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราชฯ (วัดราชบพิธฯ) สมเด็จพระญาณสังวร (วัดบวรนิเวศวิหาร) และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วัดราชผาติการาม) พระพุทธพจนวราภรณ์ (วัดราชบพิธฯ) พระพรหมมุนี (วัดนรนารถฯ) ฯลฯ ส่วนพระคณาจารย์รูปสําคัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ไปร่วมงานครั้งนี้มี หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม (สุรินทร์) หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม วัดสิริสาลวัน(หนองบัวลําภู) หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี วัดหินหมากเป้ง (หนองคาย) หลวงปู่อ่อน ญาณสิริวัดป่านิโครธาราม (อุดรธานี) พระอาจารย์สาม อกิญฺจโน วัดไตรวิเวก (สุรินทร์) หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถํ้าผาปล่อง (เชียงใหม่) หลวงปู่ซามา อาจุตฺโต วัดป่าอัมพวัน (เลย) พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด (อุดรธานี) หลวงปู่มหาเขียน ฐิตสีโล วัดป่ารังสีปาลิวัน (กาฬสินธุ์) พระอาจารย์วัน อุตฺตโม วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม (สกลนคร) พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐวัดเจติยาคิรีวิหาร (หนองคาย) พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล (สกลนคร) ฯลฯ เป็นต้น
โดยมีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และประชาชนนับแสนคนหลั่งไหลไปร่วมงานสําคัญในครั้งนี้ คณะกรรมการจัดงานศพได้สร้างโต๊ะยาวและนําไปวางรอบๆ เชิงเขาด้านหน้าของเมรุพระราชทานเพลิงศพ สําหรับให้ประชาชนวางดอกไม้จันทน์ เมื่อใกล้ถึงเวลาเสด็จฯ เจ้าหน้าที่ได้เริ่มเข้มงวดให้ประชาชนอยู่นอกเชือกกั้นตามแนวริมถนนรอบๆ เขา ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยต่างก็นั่งกับพื้นดินเพื่อรอเวลาพระราชทานเพลิงอยู่อย่างยัดเยียด แต่ก็โดยสงบ มิได้มีเหตุร้ายหรือเหตุกระทบกระทั่งใดๆ เกิดขึ้นเลย จากนั้นได้เปิดโอกาสให้ประชาชนนําดอกไม้จันทน์ไปวางสักการะบนโต๊ะยาวที่จัด เตรียมไว้ แม้กระนั้นก็ยังมีผู้คนอีกเป็นหมื่นๆ ที่ไม่ยอมออกไปวาง โดยหวังว่าจะได้มีโอกาสขึ้นไปวางให้ถึงจิตกาธานเลยทีเดียว
ในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้พาพระ เณร แม่ชีทั้งวัดไปร่วมงาน เหลือเพียงโยมแม่ของท่านและคุณหมออมราอยู่เฝ้าวัด โดยฉันจังหันเช้าเสร็จก็ออกเดินทางไปงาน
ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ คุณโยมแม่ของท่านล้มป่วย
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านพระอาจารย์อุ่น และหลวงพ่อจวน (คนบ้านศรีฐาน) ได้กราบลาท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเพื่อไปเที่ยววิเวกแถวถํ้าใหญ่พรหมวิหารอีกครั้งหนึ่ง
ในระหว่างจําพรรษาที่ถํ้าใหญ่พรหมวิหารนี้ โยมแม่ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งอยู่ที่วัดป่าแก้วชุมพลได้ล้มป่วยลงด้วยโรคชรา โดยมีคุณหมออมรา มลิลา เป็นผู้ดูแลรักษา ท่านพระอาจารย์อุ่นจึงต้องสัตตาหะมาเยี่ยมโยมแม่ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองตลอดพรรษา
เย็นวันหนึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์น้อย (คําพอง ปญฺญาวุโธ) และท่านพระอาจารย์อุ่นได้ไปเยี่ยมโยมแม่ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งนอนป่วยรักษาตัวอยู่ที่สถานีอนามัยอําเภอสว่างแดนดิน (สมัยนั้นยังไม่มีโรงพยาบาล) โดยมีคุณหมออมรา มลิลา เฝ้าดูแลอยู่ บังเอิญคืนวันนั้นมีโยมมาคลอดลูกที่สถานีอนามัยจะกลับบ้าน เจ้าหน้าที่อนามัยให้หญิงคนนั้นนั่งรถเข็น แกก็ไม่ยอมนั่งรถเข็น พอแกเดินไปได้สักพักแล้วก็เป็นลม
ท่านพระอาจารย์อุ่น จึงเดินไปดูโยมผู้หญิงที่เป็นลมนั้น แต่เดินไปได้สักพักก็รู้สึกว่าตัวเองจะเป็นลม จึงมองหาที่จะนอน ท่านพระอาจารย์อุ่นเคยเป็นลมบ่อยและทราบดีว่า หากท่านได้นอนพักสักพักก็จะหายเป็นลม แต่ไม่มีที่ให้ท่านนอนพัก ท่านจึงเดินไปที่ห้องของโยมแม่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แล้วไปนั่งที่เก้าอี้ริมหน้าต่าง พอนั่งไปสักพักก็เป็นลมตกเก้าอี้ คิ้วไปโดนแก้วนํ้าที่วางอยู่บนพื้นห้อง ทําให้คิ้วซ้ายแตกเป็นแผลยาวประมาณ ๓ ซม. ปัจจุบันยังปรากฏรอยแผลให้เห็นอยู่ ขณะนั้นคุณหมออมราก็อยู่ในห้องด้วย แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะเป็นผู้หญิง ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และ ท่านพระอาจารย์น้อย จึงช่วยกันยกท่านพระอาจารย์อุ่นไปนอนที่พื้น
ขณะนั้น ท่านพระอาจารย์อุ่นยังได้ยินเสียงท่านพระอาจารย์น้อยพูดกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอยู่ หลังจากนั้นท่านพระอาจารย์อุ่นหล้าก็เป็นลมสลบไปอีก สักพักหนึ่งเมื่ออาการปกติแล้วท่านจึงพากันกลับวัดป่าแก้วชุมพล หลังจากออกพรรษาของปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ที่ถํ้าใหญ่พรหมวิหารแล้ว ท่านพระอาจารย์อุ่นและหลวงพ่อจวนก็ได้กลับวัดป่าแก้วชุมพล”
หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่ลี นั่งเนสัชชิกโปรดคุณโยมแม่ของท่าน
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท กับ หลวงปู่ลี กุสลธโรนั่งเนสัชชิกโปรดโยมแม่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อคราวป่วย ดังนี้
“หลวงตาท่านพูดเสมอ เศรษฐีธรรม ธรรมลีนี่คล้ายกับว่าไม่เบาเลยนะ แล้วก็จะสําคัญอะไรต่ออะไรอย่างงี้ ซึ่งถ้าเผื่อดูหลวงตาพูดนี่ ท่านยกย่องของท่านมาก แล้วก็คล้ายๆ กับว่าไม่มีด่างพร้อยนะ แล้วก็ธรรมะเชื่อถือได้ ไม่มีเปลี่ยน ไม่มีแปลงแล้ว
กับท่านอาจารย์สิงห์ทองนี่ ท่านสนิทกันเหมือนเป็นพี่น้อง แต่ว่าจะมีอะไรเป็นพิเศษนี้ ไม่รู้ เพราะว่าท่านเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันที่ห้วยทราย แล้วก็ช่วงแรกๆ ตอนที่เราอยู่วัดป่าแก้วฯ ท่านก็ยังไปมาหาสู่กัน หลวงปู่ลีกับท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเล่นกัน หลวงปู่ลีนี่ท่านก็จะไปที่วัดป่าแก้วฯ บ่อย เพราะฉะนั้นก็จะคุยกันจุกจิกๆ แล้วก็ท่านจะไม่ค่อยพูด แต่แท้ที่จริงนะ ท่านพูดคํากลางไม่ค่อยเก่ง ไม่สันทัด แต่ถ้าเผื่อคุยเป็นอีสานนี่ อุ้ย ! ท่านคุย
แล้วตอนช่วงที่คุณโยมแม่เจ็บ หลวงปู่ลีจะมานั่ง นั่งเนสัชชิกอยู่ที่กุฏิคุณโยมแม่ให้ด้วย หลวงปู่เจี๊ยะก็ไปด้วย ต่างคนต่างไป “หลวงปู่เจี๊ยะกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็จะผูกพันกันมาก” แล้วก็ไปนั่ง แล้วเราก็ ตอนแรกเราก็เขิน เพราะว่ากุฏิคุณโยมแม่ มันเป็นกุฏิที่คุณเพาพงาทอดกฐินถวาย มันก็ยาวอย่างนี้ เราก็ไม่กั้น คล้ายๆ มาอยู่ทางริมด้านทางนี้ พอขึ้นบันไดมาปุ๊บ พวกพระ พวกอะไรมาก็จะอยู่ทางนี้ เหมือนรับแขกเลย ที่นอนคุณโยมแม่อยู่… เพราะคุณโยมแม่จะลุกไม่ขึ้น ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๑ ปีที่หลวงปู่ฝั้นเผา
เพราะว่าตอนนั้นเป็นช่วงที่คุณโยมแม่เจ็บมาเกือบปีล่ะ แล้วก็ทางวัดไปกันหมดเลย แล้วก็เราเฝ้าวัดอยู่คนเดียวน่ะ เราถึงจําได้ เสร็จแล้วก็พอคุณโยมแม่อยู่อย่างนี้ เราก็อยู่ทางขวาของท่านคือชิดหน้าต่าง แล้วก็แม่ป้ากอง แม่ป้าแก้วก็นอนกันตรงนี้ เพื่อว่าเวลายกคุณโยมแม่จะได้เหมือนกับว่าพยาบาลกับหมอช่วยกันอะไรอย่างนี้ ตอนแรกก็กางมุ้งเสร็จล่ะ แล้วเอ้อ มุ้งมันยุ่งยาก เราก็เลยเอามุ้งออก แล้วตอนแรกยังเป็นตะเกียง แต่คุณสุรีพันธุ์เอาไฟฟ้าเข้า เพราะว่าถ้าเผื่อที่วัดไม่ยอมเอาไฟฟ้านี่ หมู่บ้านก็จะไม่ได้ไฟฟ้า ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็ยอม แต่มันก็มีประโยชน์ ทําให้เราได้ตู้เย็น ซึ่งใส่ยาใส่อะไรต่ออะไร ไม่อย่างนั้น เราแย่เลย ยาคุณโยมแม่หลายอันมันต้องใส่นี่ก็เหมือนกับท่านรู้ล่วงหน้า
ทีนี้ก็เราก็อยู่กันอย่างนี่ พอหลวงปู่ลีหรือหลวงปู่เจี๊ยะมานั่งทั้งคืนตรงนี้ เราก็ไม่กล้านอนทีนี้มันก็ไม่ไหว เพราะว่าทั้งกลางวันด้วยและกลางคืนด้วย ในที่สุดเราก็ “ท่านอาจารย์คะ” แล้วเราก็นอน ท่านก็น่ารัก
แล้วหลวงปู่ลีนี่ ตอนหลังเพราะอยู่กับคุณโยมแม่ คุณโยมแม่ก็พูดคําอีสานเลย เอ้อ ! ไม่พูดคําไทยเลย เราก็ต้องพูดอีสาน เพราะเราต้องพูดกับคุณโยมแม่ ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็บอก“พูดเหมือนขมุพูด (ขมุ คือ ชื่อชนชาวเขาเผ่าหนึ่งในตระกูลมอญ – เขมร)” แต่คุณโยมแม่ท่านก็รู้เรื่อง แต่ตอนหลังหลวงปู่ลีท่านก็คุยด้วยๆ ฮู้ ! ก็สนิทกัน ท่านก็มาอะไรก็อะไร แล้วท่านก็เล่าเล่าถึง “ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองซนยังไง หลอกหลวงตายังไง อะไรต่ออะไร” แล้วเวลาเจอกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็คุยกัน “ธรรมลี ธรรมลี”
แต่ก่อนหน้านี้ท่านจะเรียก “ธรรมมี ธรรมลี …” แล้วท่านอาจารย์บุญมี ท่านยังจําได้ ตอนที่ท่านย้ายจากวัดของท่านที่บ้านผือ แล้วก็ไปอยู่ที่ทางศรีฐานที่เป็นวัดที่เก่าท่านนะ พอดีๆ เราไปอุบลฯ ตอนนั้นไปกราบท่าน ท่านจําได้ ท่านยังเล่าถึงท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอะไร แต่ทีนี้ท่านเป็นพาร์กินสัน พอพูดมากๆ แล้วมันไอ เราก็เลยนิมนต์ท่านบอกว่า ท่านพระอาจารย์พักเถอะ อะไรๆ แต่ท่านเมตตามากเลย แล้วท่านยังจําตรงโน้นตรงนี้ ตรงนั้น อะไรต่ออะไรเกี่ยวกับท่านสิงห์ทองอยู่กับหลวงตา มาอยู่กับท่านอาจารย์มั่น แล้วก็ตามหลวงตามาอะไรอย่างนี้
ท่านอาจารย์สิงห์ทองกับหลวงปู่ลี เหมือนพี่น้องกัน ถึงท่านอาจารย์บุญมีก็เหมือนกันแต่ท่านอาจารย์บุญมี ท่านไม่ค่อยพูด ท่านก็อะไรอย่างนี้ เมื่อสมัยที่หลวงปู่คูณยังอยู่ที่วัดนะท่านก็ไปมาหาสู่กัน แล้วก็มา มาที่วัดนี้
ตอนที่เฝ้าคุณโยมแม่นี้ ท่านอาจารย์สิงห์ทองไม่ได้เนสัชชิกด้วย มีเฉพาะหลวงปู่ลีกับหลวงปู่เจี๊ยะ คือท่านมา แทนที่ท่านจะไปค้างตามกุฏิพระ ท่านมาเยี่ยมคุณโยมแม่แล้วก็ท่านนั่งเนสัชชิกให้ หลวงปู่สิงห์ทองก็อยู่ที่กุฏิท่าน ท่านไม่สนน่ะ ใครจะมาก็มา ท่านไม่เคยที่จะมาท่านเดินมาแล้วก็ท่าน “ไง โยมแม่” อะไรอย่างนี้ ท่านก็แหย่เล่น
หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่บุญมี หลวงปู่ลี ก็สนิทกันหมดเลยกับท่านอาจารย์สิงห์ทอง
หลวงปู่ลีท่านคุยสนุก แต่เราต้องคุยเป็นภาษาอีสาน แล้วท่านก็จะคุย นั่นสิตั๋ว นี่สิตั๋วเพราะว่าท่านจะเก็บตัว และความที่ท่านไม่พูดภาษากลางไง คนจะไม่ค่อยรู้จักท่าน
การหยอกล้อก็เป็นเรื่องปกติของ ๒ องค์ ท่านอาจารย์สิงห์ทองท่านชอบกระเซ้าอยู่แล้วแล้วหลวงปู่ลีท่านก็มีอารมณ์ขัน ท่านขันกันเป็นคําเมือง
ตอนที่ท่านอาจารย์สิงห์ทองอยู่ หลวงปู่ลีไปที่วัดป่าแก้วฯ บ่อย แต่ท่านไป แล้วท่านก็อยู่กันแต่ทางโน้น แต่ที่เรารู้ตอนที่คุณโยมแม่เจ็บ ท่านมาหาคุณโยมแม่ด้วย คือท่านก็คงสนิทกับคุณโยมแม่ด้วย เราก็ถึงรู้ว่าท่านมา ท่านมาแล้ว ท่านก็ไม่ไปพักที่กุฏิทางโน้น ท่านมาเนสัชชิก ซึ่งก็ซาบซึ้งมาก หลวงปู่เจี๊ยะก็โอ้ย ! เมตตา เมตตามาก หลวงปู่ลีท่านมาเยี่ยมอาจจะอยู่วันสองวัน แล้วก็ไป แล้วก็มา แล้วก็ไปก็มาอย่างนี้ หลวงปู่เจี๊ยะก็ใช่ อยู่นานไม่เป็น”
ท่านเล่า “เรื่องทานของคุณโยมแม่นี่ยอดจริงๆ”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่ลี ท่านเนสัชชิกมาเฝ้าคุณโยมแม่ท่านซึ้งมากเลย ท่านมาคืนเดียว คือท่านโดยมาก ท่านจะวันหนึ่ง แล้วก็กลับไปอะไรอย่างนี้ หลวงปู่เจี๊ยะท่านก็คืนเดียวแล้วก็กลับไป แล้วก็…แต่หลวงปู่เจี๊ยะนี่ท่านกลับมาอีก แล้วก็มานั่ง นั่งอย่างนี้ให้ มาทีไรก็แทนที่จะไปอยู่กุฏิท่าน แต่ท่านก็มาบังเอิญอย่างนี้ ซึ่งก็ซาบซึ้งนะว่า “คล้ายๆ กับว่าท่านทําให้คุณโยมแม่จริงๆ” แล้วคุณโยมแม่ก็รับทราบด้วย
ถึงบอกไง บอกว่าคืออะไร คุณโยมแม่นี่เป็นคนเล่าว่า “ท่านใจดี ตั้งแต่สาวๆ ตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว ใครเขาไม่สบาย เป็นอะไรนี่ ท่านจะไปเยี่ยม ท่านทําอะไรให้เขาได้ ท่านจะทํา” แล้วที่เล่า บอกว่า ท่านตอนนั้นฉันได้แต่นํ้ามะพร้าว แล้วนํ้าอะไรท่านก็บอกว่าแล้วเสร็จแล้ว เตี่ยนี่เวลาไปที่ไหนก็จะไปหาซื้อมะพร้าวอ่อนมาให้ ก็ไปที่วัดหนึ่งทางหนองคาย ปรากฏว่าพอท่านเจ้าอาวาสถามบอก “ทําไม ?” ก็บอกว่าคุณโยมแม่ท่านอาจารย์สิงห์ทองป่วย อู้ ! ท่านให้เณรขึ้นไปตัดลงนะเอามาซะเต็มรถเลย
คุณแม่ชีเขาก็บอกว่า เอาใส่บาตรพระบ้างเถอะ เราก็หยิบเอาคือจะหยิบให้คุณโยมแม่ เราก็ไม่ได้เลือก แต่ทุกลูกนี่จะพอดีเลย นํ้านี่มันจะหวานแล้วก็เนื้อมันนุ่มเป็นวุ้นเชียว พออันที่เอาใส่บาตร มันมีแก่… หรือบางทีก็ยังไม่มีเนื้อ นํ้ามันก็ยังเปรี้ยวอะไรอย่างนี้ จนกระทั่งแม่ชีเขาบอกว่า คงไม่ได้เรื่องล่ะ พอบอกว่า คงไม่ได้เรื่องล่ะ ส่วนที่เหลืออยู่ เราหยิบลูกไหน มันก็เป็นอย่างนั้นอีก
ธรรมะจัดสรร นั่นแหละ ท่านอาจารย์สิงห์ทองท่านก็เล่าเองว่า “เรื่องทานของคุณโยมแม่นี่ยอดจริงๆ” แล้วที่เล่าไงบอกว่า เมื่อตอนที่คุณโยมแม่มรณภาพนะ พอดีกับที่เขาพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่เทสก์ แล้วเขาก็ยกดอกไม้ทั้งหมดมา อือ มหึมาพันลึก แล้วพระทั้งหลายก็แห่กันมาล้นหลามซะ คือมันแปลกจริงๆ”
ท่านพระอาจารย์บุญกู้สวดธาตุให้คุณโยมแม่ของท่าน
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์บุญกู้ อนุวฑฺฒโน ได้มาสวดธาตุให้โยมแม่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ดังนี้
“ท่านอาจารย์บุญกู้ ท่านเคยธุดงค์ไปแล้วไปอยู่กับท่านอาจารย์สิงห์ทองพรรษาหนึ่งแล้วท่านเป็นศิษย์ของท่านพ่อลี เพราะฉะนั้นท่านจะสวดธาตุเก่งมาก แล้วทีนี้เราก็ไม่รู้ว่าสวดธาตุ มันสวดยังไง ท่านก็ถามว่า เรานี่ คล้ายๆ กับว่าเชื่อเรื่องพวกนี้ไหม เพราะว่าท่านพ่อลีเชื่อว่าถ้าเกิดสวดธาตุแล้วเนี่ยคุณโยมแม่จะดีขึ้น
ทีนี้ท่านไป ๒ องค์ อีกองค์หนึ่งเนี่ยก็สวดได้ครึ่งเดียว ทีนี้ท่านก็บอกว่า “การสวดนี่เสียงจะต้องคล้ายๆ กับว่าคงเส้นคงวา เราก็ถึงจะได้พลังเต็มที่” แล้วท่านอาจารย์บุญกู้ท่านตกลงก็สวดอยู่องค์เดียว ครึ่งหลัง ต้องเป็น ๒ ชั่วโมงกว่า เราก็..โห ! เราก็กราบท่านด้วยความเคารพสุดชีพสุดแดนเลย ถ้าเรารู้ว่ามันหนักหนาอย่างนี้นี่ เราไม่ควรให้ท่านสวด แต่ท่านบอกว่า ท่านอยากสวด ท่านอยากทําอะไรตอบแทน แต่มันก็มหัศจรรย์จริงๆ ตอนนั้นคุณโยมแม่รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง วันรุ่งขึ้นลุกขึ้นฉันอาหารได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
ท่านอาจารย์บุญกู้นี่ ท่านจะเคารพท่านพ่อลีมากเลย แล้วเรื่องสวดมนต์นี่ท่านเก่งเป็นพิเศษเลย
หลังจากที่คุณโยมแม่หายดีขึ้นมาแล้ว คุณโยมแม่เจ็บตั้งแต่เข้าพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จนกระทั่งออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ไปอีกหลายเดือน ท่านต้องหัดเดินกันใหม่ แล้วท่านลอกคราบ แต่ก่อนนั้นพวกชาวบ้านเนี่ยฝ่าเท้าเขาจะแข็ง ท่านลอกหมดทั้งตัวเลย จนกระทั่งชาวบ้านมาถึงมาขอจับเท้า เหมือนเด็กที่คลอดใหม่”
ท่านไปกราบคารวะครูบาอาจารย์เพียงลําพังองค์เดียว
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตามปกติอย่างเข้าพรรษา พระอื่น วัดอื่นจะไปคารวะวัดโน่นวัดนี่ ไปเป็นขบวน ไม่ได้วัดป่าแก้วฯ พระเณรนี่ ไม่ได้กระดุกกระดิกเลยนะ เขียนจดหมายก็ไม่ได้ อะไรไม่ได้ทั้งนั้นแหละอยู่วัดป่าแก้วฯ นี่ต้องทําใจเลย
เคยไปกับท่านอาจารย์ใหญ่ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) สมัย ๒๕๒๐ ท่านชวนไปกราบหลวงปู่บุญจันทร์ที่วัดป่าไชยวาน ท่านบอกว่า “ท่านสอนไปกับเรานะ” ท่านจะเรียกเอาเลยนะ หลวงพ่อบุญกู้ วัดอโศการาม ปีนั้นก็อยู่ “ท่านบุญกู้องค์หนึ่ง ท่านสอนองค์หนึ่ง ไป”
ท่านจะไป ๒ วัด วัดถํ้ากลองเพล และก็วัดป่าบ้านตาด (กราบคารวะหลวงปู่ขาว อนาลโย และ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) มีอะไรก็รวบรวม มีไม้จิ้มฟัน มีอะไรเอามา การไปคารวะท่านไปลําพังเพียงองค์เดียว ไปกับคนขับรถ ไม่มีพระติดตาม ท่านไปทุกปี ช่วงในพรรษา ท่านบอก “เออ ! เราจะไปคารวะครูบาอาจารย์ มีอะไรก็เอามานะ” ไม้จิ้มฟัน ก็รวบรวมมา มีผ้ามีอะไรก็เอามา ท่านก็ทํา ว่าหาดอกไม้ หาอะไร ปฏิปทาจะต่างกับองค์อื่น ไปกันทั้งวัด ไปกันเยอะๆ แต่ท่านจะไปองค์เดียว ต่างมากๆ เลย”
องค์หลวงตาเมตตามาเยี่ยมท่านเสมอๆ
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“องค์หลวงตา ท่านเมตตามาวัดป่าแก้วฯ ทุกอาทิตย์ มาบ่อยมาก ท่านมาวัดบ้านต้าย (วัดป่าประสิทธิ์สามัคคี) กับ วัดป่าแก้วฯ มาเยี่ยมลูกศิษย์ของท่าน คือ หลวงพ่อสิงห์ทอง และ หลวงพ่อสุพัฒน์ ภายหลังทั้งสองท่านมรณภาพแล้ว องค์หลวงตาท่านก็มาด้วย แต่ว่าช่วงหลังจากนั้นมาก็ห่างออกไป ห่างๆ ไปเรื่อยๆ
ช่วงท่านมาวัดป่าแก้วฯ จะมาให้พระเณรนวดเส้น มาเทศน์อบรมพระนั้นล่ะ พอท่านมาจะได้ฟังเทศน์ ทุกองค์จะมารวมกันหมด ไม่มีใครจะไปกดแตรรถเข้าวัดป่าแก้วฯ นะ ไม่มีนะเมื่อก่อนน่ะ ถ้าได้ยินเสียงแตรรถ แป๊ดๆๆ พระทั้งวัดรู้เลยว่าองค์หลวงตามาล่ะ ทุกองค์ต้องออกมา เดินจงกรมอยู่ ทําอะไรๆ อยู่ ต้องงดไว้ก่อน ออกมาต้อนรับ หาเสื่อหาอะไรมาปูที่นวดเส้น พอเราทํายังไม่เสร็จ รถเข้ามาแล้วถึงแล้ว หลวงพ่อสิงห์ทองก็ออกมา ท่านรู้ ท่านได้ยินเสียงแตร ไม่มีใครกดหรอก กดไม่ได้ โดน ! มีองค์เดียวกดแตรได้
ขณะท่านเทศน์ก็ไม่มีเครื่องเสียง เทศน์เฉพาะวงพระ ไม่มีญาติโยม
ท่านมาจากบ้านตาด ถึงวัดป่าแก้วฯ ประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายสอง ส่วนมากโยมมากับท่านก็ไม่เกินสองสามคน กับคนขับรถ บางทีก็โยมผู้หญิงก็มาด้วย ลูกศิษย์ตามมาด้วย ท่านก็เอาพวกนํ้าตาลนํ้าอะไรมาติดรถ ติดอะไร จะไปสั่งนํ้าตาลไม่ได้นะ จะไปสั่งนํ้าตาลมาฉันนี่ ไม่ได้ ถ้ามีมาแบบนั้นได้ ท่านก็รู้ ท่านบอกว่าวัดป่าแก้วฯ นี่เหมือนบ้านตาด อย่าไปทําสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ท่านขู่เอาไว้เลย แล้วเครื่องมือก่อสร้าง ถ้ามีการก่อสร้าง ต้องเก็บ ท่านอาจารย์ (องค์หลวงตา) มาต้องเก็บให้เรียบร้อย หลวงพ่อสิงห์ทองบอกไว้ ต้องเก็บให้ดี ถ้าอยากทําต้องเก็บให้ดี อย่าเอาทิ้งทิ้งแบบนี้ไม่ได้ ท่านว่า ทุกองค์ก็ต้องทํา อะไรก็ต้องเก็บ
ช่วงที่อาตมา (ท่านพระอาจารย์สอน) อยู่กับหลวงพ่อสิงห์ทอง ๒ ปีนี้ ได้ฟังเทศน์องค์หลวงตาตลอด แล้วก็โดนดุก็หลายครั้ง หัวเราะไม่รู้จัก มาอยู่ใหม่ ครูบาอาจารย์เห็นไม่ว่าไม่บอก โห้ ! ท่านพูดเป็นภาษาอีสานพูดเรื่องที่ว่า โอ๊ย ! น่าหัวเราะ กับหลวงปู่คําผิวหลานท่านนะ เคยจําพรรษาที่วัดป่าแก้วฯ หัวเราะสององค์นี่ โอ๊ย ! โดนเลย ชี้หน้าเลย องค์หลวงตาชี้หน้า“สององค์มันยังไงวะ มันเป็นลิงหรือไง” ท่านว่า “ต่อหน้าครูบาอาจารย์ขนาดนี้แล้ว เวลามันอยู่องค์เดียว มันจะเป็นยังไง” โอ้โห ! ใส่เข้าแบบนี้หายไปเลยหัวเราะ หัวเราะหายเลย โอ้ ! วิธีการของท่าน
ท่านมาวัดป่าแก้วฯ บางครั้งท่านก็เมตตาลงไปเยี่ยมโยมแม่หลวงปู่สิงห์ทองถึงที่พักด้วย
องค์หลวงตามา บางทีมาท่านขึ้นไปกุฏิหลวงปู่สิงห์ทอง ขึ้นไปจริงๆ แล้วก็เดินทํา ฮึ่มๆๆ “เอ้ย ! ทําไมพักนอนเร็ว” ท่านว่างี้เลยนะ ท่านหยอก ท่านเล่นกันได้ ไม่มีใครจะมาทําแบบนั้นได้ หลวงปู่สิงห์ทองท่านรู้ พระเณรอยู่ในวัดไม่มีใครจะไปกล้าทํา ไม่มี มีองค์หลวงตาองค์เดียวท่านเดินของท่าน ออกมารู้เลย”
ท่านแวะกราบเยี่ยมองค์หลวงตา
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง พักจําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล ท่านจะไปวัดป่าบ้านตาด ปีละ ๒ ครั้ง คือ ไปงานกฐินสามัคคี และ ไปทําวัตรขอขมาในเทศกาลเข้าพรรษา นอกจากนั้นจะไปกรณีจําเป็นเท่านั้น เช่น ไปแจ้งข่าวอาการอาพาธท่านพระอาจารย์บุญจันทร์ เป็นต้น
การไปทําวัตรขอขมานั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะสั่งพระเณรรวบรวมวัตถุไทยทานต่างๆ เพื่อน้อมนําไปถวายองค์หลวงตา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วท่านจะไปลําพังเพียงองค์เดียว โดยไปกับคนขับรถ เพื่อเป็นการแสดงสัมมาคารวะต่อองค์หลวงตาพระมหาบัว ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของท่าน อันเป็นการแสดงออกของธรรม แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อองค์หลวงตา
สาเหตุประการหนึ่งที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปวัดป่าบ้านตาด เพียงปีละ ๒ ครั้งนั้น ท่านคงจะคิดว่ามันลําบาก สมัยก่อนนู้นยังไม่ค่อยมีรถ เนื่องจากสมัยก่อนการเดินทางยังไม่สะดวก เพราะหารถได้ยาก ทางนี้ไม่ค่อยมีรถที่จะไปนู้นไปนี้ สําหรับองค์หลวงตานั้นเป็นฝ่ายมาเยี่ยมเป็นประจํานั้น เพราะท่านหารถได้ง่ายกว่า องค์หลวงตาท่านชี้ยังไงก็ได้รถแถวนั้น”
การไปมาหาสู่กันฉันท์อาจารย์กับศิษย์นั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันลึกซึ้งและทําให้เกิดความซาบซึ้งใจยิ่งนักกับผู้ได้พบเห็น หรือแม้เพียงได้ยินเรื่องราว โดยเฉพาะพระ เณร แม่ชี ภายในวัดป่าแก้วชุมพลที่ได้พบเห็น ได้สัมผัส และได้รับการอบรมธรรมปฏิบัติ นับเป็นคติธรรมอันลํ้าเลิศยิ่งนักในวงกรรมฐาน
สูงสุดสู่สามัญ
ครั้งหนึ่งเมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปวัดป่าบ้านตาด ซึ่งพระใหม่ที่มาศึกษาอบรมกับองค์หลวงตาพระมหาบัว หลายๆ ท่านไม่เคยรู้จักท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งเป็นศิษย์อาวุโสองค์สําคัญรุ่นแรกๆ มีเรื่องเล่าดังนี้
วันหนึ่งพระใหม่เมื่อเห็นพระองค์หนึ่ง ในวัยกลางคน มาวัดป่าบ้านตาด มีลักษณะกิริยาท่าทางเด็ดเดี่ยว แววตามุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง แลดูองอาจ กล้าหาญ มีคุณธรรมสูงส่งน่าเคารพเลื่อมใส ส่วนการนุ่งการห่มก็ธรรมดาๆ แลดูงามตาสมกับชีวิตความเป็นพระธุดงคกรรมฐาน โดยจีวรที่ท่านครองก็ปะชุนแล้ว ปะชุนอีก แม้รองเท้าที่สวมใส่นั้นก็ธรรมดาๆ ราคาแสนถูก เป็นรองเท้าฟองนํ้าชนิดคีบสีนํ้าตาล ไหล่ของท่านก็สะพายย่ามใบน้อยสีกรัก ไม่มีอะไรที่แสดงออกถึงความหรูหราฟุ่มเฟือย แต่แสดงให้เห็นถึงความเป็นสมณะถึงพร้อมด้วยความเรียบง่าย สมถะ ประหยัด และยิ่งเห็นพระองค์นี้มีความคุ้นเคยกับองค์หลวงตาพระมหาบัว โดยองค์หลวงตาได้สนทนาธรรมพูดคุยด้วยความสนิทสนมรักใคร่และให้ความเมตตาไว้วางใจมาก ยิ่งทําให้พระใหม่ต่างก็พากันสนใจว่าพระองค์นี้เป็นใคร ? มาจากไหน ?
ต่อมาพระใหม่ในวัดป่าบ้านตาด จึงทราบว่าพระองค์นี้คือ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล พระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญองค์แรกๆ ขององค์หลวงตา พระองค์ที่องค์หลวงตาได้ธรรมสากัจฉา ได้ตรวจสอบแล้วเชื่อมั่นในคุณธรรมภายในชั้นสูงสุดและให้ความเมตตาไว้วางใจมาก โดยมอบหมายให้ท่านเป็นศาสนทายาท ให้เป็นผู้จัดงานศพ และที่สําคัญให้เป็นผู้นําวงกรรมฐานสืบทอดปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นต่อจากท่าน
สิ่งที่พระใหม่เห็นและรับทราบนั้น ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสในท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แสดงให้เห็นว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ภายในจิตใจของท่าน ได้บรรลุคุณธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ แต่ภายนอกแสดงให้เห็นว่าท่านไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ แสดงให้เห็นความธรรมดาสามัญ สมกับคําที่ว่า “สูงสุดสู่สามัญ”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเสริมช่วงนี้ว่า
“ท่านอาจารย์ภายในท่านมีคุณธรรม แต่ภายนอกดูไม่รู้เลย เวลาท่านอาจารย์พูดถึงนี่ อู๊ย ! คล้ายๆ กับว่าขี้เล่น แล้วก็ยั่วแหย่กันสารพัดสารพัน แล้วก็อย่างเวลาแต่ก่อนนั้น เวลาที่หลวงตารับนิมนต์มากรุงเทพฯ หรือไรเนี่ย ท่านจะให้ท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นพระติดตาม แล้วก็มีอยู่คราวหนึ่ง ไปที่ไหนอะไรเนี่ย ท่านสกล (ท่านพระอาจารย์สกล สนฺตธมฺโม) เล่าให้ฟัง บอกท่านเล่าให้ท่านสกลฟังว่า ท่านเข้าไปกอดหลวงตา ไปนอนกอดหลวงตา คล้ายๆ บอกว่า “ไม่ได้… กลัวผี” อะไรอย่างนี้ คือไม่มีใครกล้าเล่นกับหลวงตาอย่างนี้
ท่านอาจารย์สิงห์ทองเข้าไปกอด เข้าไปอ้อน ท่านรักเป็นพ่อลูกกัน ไม่ทราบเป็นเหตุการณ์ปีไหน แต่ท่านสกลเคยเล่าให้ฟังบอก ท่านอาจารย์สิงห์ทองเล่า”
พระอรหันต์ท่านหยอกเล่นกัน เพราะท่านรักกันมาก
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กับ ท่านพระอาจารย์จวน เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่รักกันมาก เวลาท่านเจอกัน ท่านจะหยอกเล่นกัน โดย ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“วงกรรมฐานนะ วงกรรมฐาน เห็นไหม ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมํคลมุตฺตมํ หลวงตาท่านบอกว่าในวงกรรมฐานเขารู้กันก่อน ในวงกรรมฐาน ในวงพระ ในวงผู้ที่ปฏิบัติเขาจะรู้กันก่อนว่าใครมีจริงและใครไม่มีจริง แล้วถ้าคนเขามีจริงกับมีจริง เขาจะถนอมรักษากัน เช่น หลวงปู่จวนกับอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ อาจารย์สิงห์ทองเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่จวนก็เป็นพระอรหันต์
เวลาท่านเจอกัน ท่านรักกันมาก เวลาท่านรักกันมาก ท่านจะเล่นกัน ท่านจะหยอกกันทุกคนเห็นแล้วตกใจ เวลาเล่นกันนะ อย่างเช่น หลวงปู่จวนหรืออาจารย์สิงห์ทองเป็นผู้แจกอาหารอยู่ นี่อาจารย์จวนหรือหลวงปู่จวนนั่งอยู่ ท่านใช้ปากคาบจีวรดึงไว้เลย ท่านเล่นกันท่านหยอกกันขณะที่แจกอาหารกัน นี้คือพระอรหันต์กับพระอรหันต์ท่านหยอกเล่นกัน เพราะ เพราะท่านรักกันมาก นี่ท่านรักกันมาก ท่านเล่นกัน ท่านสนิทชิดเชื้อกัน ท่านจะระลึกถึงกันตลอดเวลา นั้นคือว่าคนที่เป็นธรรมกับคนที่เป็นธรรม เขาจะรักกัน ลงกันในหัวใจอันลึกๆ นี่ท่านถนอมรักษากัน เขาจะรู้กันในวงของกรรมฐาน”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านแกล้งท่านพระอาจารย์จวนไว้ดังนี้
“ครั้งหนึ่งท่านไปธุดงค์กัน หรือไปอยู่ที่วัดไหนวัดหนึ่งน่ะ แล้วท่านอาจารย์จวนก็อยู่ชั้นล่าง กุฏิมันเป็นสองชั้น แล้วท่านอาจารย์สิงห์ทองก็อยู่ชั้นบน แล้วท่านก็เช็ดกุฏิท่าน เช็ดกุฏิท่านแทนที่ท่านจะเอานํ้าลงมาทิ้งทางบันได ท่านสาดทางหน้าต่าง เชื่อว่าท่านเจตนา
ท่านเห็นท่านอาจารย์จวนเดินอยู่ที่ถนนน่ะ ท่านสาดลงมา ท่านอาจารย์จวนก็เปียกหมดทั้งตัวเลยนะ แต่แทนที่ท่านอาจารย์จวนจะร้อง กลายเป็นท่านอาจารย์สิงห์ทองที่สาดลงมาแล้วก็ร้องโวยวาย ทุกคนก็นึกว่าตาย ท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นอะไร ท่านบอก “เฮ้อ !ท่านอาจารย์จวนเดินมา ทําให้ถูกนํ้าที่ท่านจะทิ้งน่ะ สาดลงมา” เป็นนํ้าเช็ดกุฏิน่ะๆ ท่านแกล้งแต่ท่านบอกว่า ท่านไม่เห็น”
“แล้วมีอีกตอนหนึ่ง คือปกติพอถึงวันเกิดหลวงปู่ขาวเนี่ย พระทั้งหลายก็จะไป แล้วทีนี้ก็ท่านอาจารย์จวนเนี่ยเป็นองค์อาวุโสที่สุด นั่งเป็นหัวแถวเลย ท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นองค์ที่ ๒ แล้วก็ตอนนั้นท่านหรั่ง (พระอาจารย์มนตรี คณาโสภโณ) ที่วัดถํ้าผาบิ้ง ท่านยังเป็นเณรอยู่ อันนี้ท่านหรั่งเล่าให้พวกเราฟัง ท่านหรั่ง ท่านก็ไม่เข้าใจว่าครูบาอาจารย์เราเนี่ย จริงๆ นะ บริสุทธิ์หมดแล้ว แต่วิธีท่านเล่นกันน่ะ ท่าน…ท่านไม่ได้สนน่ะว่าใครจะว่าไง ท่านอาจารย์จวนก็จัดบาตร ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็จัดบาตร ท่านอาจารย์จวนก็ชูปลาขึ้นมาอวดท่านสิงห์ทอง ท่านสิงห์ทองก็ค้นบ้าง แล้วก็เอาปลาของท่านมาอวด ปรากฏว่าปลาท่านตัวโตกว่าของท่านอาจารย์จวนท่านอาจารย์จวนก็แบมือขอ ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็เลียข้างนี้จบ พลิกเลียอีกข้างหนึ่งจนจบแล้วก็เอาไปใส่บาตรท่านอาจารย์จวน
แล้วเสร็จแล้ว ท่านหรั่งท่านก็บอกว่า เนี่ยท่านก็ ตอนนั้นท่านยังเป็นเณร ท่านก็บอกว่า โอ๊ย ! ถ้าเกิดท่านเป็นพระผู้ใหญ่แล้วเนี่ยนะ ท่านจะไม่มีวันประพฤติอย่างนี้ ดูซิทําอะไรน่าเกลียด แต่มันน่ารัก
แล้วปลาตัวนั้นท่านอาจารย์จวนก็ฉันด้วย ก็เล่นกันน่ะ แต่ท่านเลียจริงๆ เลียจริงๆ ถ้าเกิดเป็นของที่เหลืออย่างนั้นสิคะเป็นเดน แต่นี่มันเป็นการทําปลาชนิดหนึ่ง ก็ไม่รู้นะว่านํ้าลายติดไหม เพราะท่านหรั่งท่านอยู่ท้ายแถว แต่ท่านเล่า ท่านอาจจะทําท่าเลีย แต่ไม่ถึงกับโดน ไม่รู้นะ แต่ใจเราน่ะ เราคิดว่าท่านอาจารย์สิงห์ทองเลียจริงๆ เพราะความซนของท่านอาจารย์สิงห์ทอง”
ท่านกับหลวงปู่หล้าสนิทสนมกันมาก
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กับ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ท่านเคยอยู่จําพรรษาร่วมกันที่วัดป่าบ้านห้วยทราย โดยมีองค์หลวงตาพระมหาบัวเป็นผู้นํา ท่านทั้งสองเป็นเพื่อนสหธรรมิกกัน นับโดยอายุแล้ว หลวงปู่หล้าท่านมีอายุแก่กว่าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองถึง ๑๓ ปี แต่โดยพรรษา ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมีพรรษามากกว่าเล็กน้อย เนื่องจากหลวงปู่หล้าท่านไปมีครอบครัวและเมื่อภรรยาและลูกสาวเสียชีวิตในวัยเด็ก ท่านเห็นทุกข์เห็นภัยในวัฏสงสาร จึงตั้งใจออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว โดยออกบวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ขณะมีอายุได้ ๓๒ ปี ซึ่งนับเป็นการบวชครั้งที่ ๒ และต่อมาท่านก็ได้รับการญัตติเป็นพระในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๘ โดยมี ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์(จูม พนฺธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กับ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ท่านทั้งสองอยู่ในยุคห้วยทรายรุ่นบุกเบิก การปฏิบัติภาวนาจึงเป็นไปอย่างเข้มข้น มีความเพียรกล้า แม้ปัจจัย ๔ จะอดอยากขาดแคลนก็ไม่เป็นอุปสรรค เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยต่างก็ช่วยเหลือดูแลเกื้อกูลกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน จึงมีความสนิทสนมกันมาก แม้ภายหลังท่านทั้งสองจะแยกย้ายกันจําพรรษา โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมาอยู่ที่วัดป่าแก้วชุมพล ส่วนหลวงปู่หล้ามาอยู่ที่วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) ท่านทั้งสองก็ยังมีความผูกพันกัน ยังติดต่อกัน เขียนจดหมายถึงกัน
โดยคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กับ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต สนิทสนมกันมาก ที่หลวงปู่หล้า สําเร็จนี่ รู้สึกท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ช่วยด้วย เพราะหลวงปู่หล้านี่จะเขียนจดหมายถึงท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นประจํากันเลย เขียนก่อนที่คุณหมออมราจะไปที่วัดป่าแก้วชุมพล และในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ระหว่างที่คุณหมออมราอยู่ที่วัดป่าแก้วชุมพลแล้ว หลวงปู่หล้าก็ยังเขียนจดหมายมาถึงท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านยังติดต่อกัน
ในระหว่างที่คุณหมออมราอยู่ที่วัดป่าแก้วชุมพลก็เห็น บางทีท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็จะเอาจดหมายหลวงปู่หล้ามาโยน บอก “เฮ้อ ! ท่านหล้าเขียนตัวเล็ก อ่านไม่ออก อ่านให้ฟังหน่อย”
หลวงปู่หล้าเขียนจดหมายเล่ากัน คุยกัน อะไรกันอย่างนี้ บางทีก็อาจจะมีเหมือนกันที่คล้ายๆ เหมือนสนทนาธรรมกัน”
ภาค ๙ ท่านเป็นศาสนทายาทองค์สําคัญของวงกรรมฐาน
ท่านทําหน้าที่ศาสนทายาทได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน
พระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในสมัยยุคต้นๆ หรือกองทัพธรรม จะดําเนินตามแนวปฏิปทาของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองที่วางไว้อย่างเคารพบูชา และจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คือ ท่านจะมุ่งมั่นฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน จึงจะอบรมสั่งสอนผู้อื่น กล่าวคือ หากท่านประพฤติปฏิบัติธรรมไปแล้ว ยังไม่บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุด เป็นพระอรหันต์ ท่านก็ไม่ยอมคลุกคลีเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ท่านก็ยังเร่งรีบบําเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดต่อไป
เมื่อท่านประสบผลสําเร็จสมตามความปรารถนาเป็นศาสนทายาทสืบทอดพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านก็ยังคงบําเพ็ญเพียรภาวนาเป็นวิหารธรรมของท่านอย่างไม่ลดละไปตลอดชีวิตจวบจนท่านละจากโลกนี้ไป เพื่อรักษาธาตุขันธ์ เพื่อบําเพ็ญประโยชน์แก่โลก โดยท่านจะรับภาระหน้าที่อบรมสั่งสอนหมู่คณะในวงกรรมฐาน เพื่อทดแทนบุญคุณของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อสร้างศาสนทายาทให้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ทั้งท่านเมตตาสงเคราะห์สั่งสอนสัตว์โลกโดยเทศนาธรรมโปรดมนุษย์ เทพยดา อินทร์ พรหม และเป็นเนื้อนาบุญของพุทธบริษัทจะได้บําเพ็ญบุญกับท่าน ตลอดจนท่านได้แผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บรรดาสรรพสัตว์ทั่วทั้งสามแดนโลกธาตุเป็นปรกติประจําวัน
การฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน และการบําเพ็ญประโยชน์แก่โลกมากน้อยของท่านแต่ละองค์นั้น เป็นไปตามนิสัยวาสนาบารมีที่ท่านได้บําเพ็ญมาในอดีตชาติ ถือเป็นการดําเนินตามแนวอริยวิถีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ปฏิบัติสืบทอดมาอย่างงดงาม
ภายหลังจากที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้บําเพ็ญประโยชน์ตนจนสมบูรณ์ตามหลักปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ปักหลักอยู่จําพรรษา ณ วัดป่าแก้วชุมพล ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๘ จนถึงวันมรณภาพเครื่องบินตก เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นการอยู่จําพรรษาติดต่อกันยาวนานที่สุดนานถึง๑๕ ปี ตลอดระยะท่านได้ทําหน้าที่ศาสนทายาทสืบทอดพระพุทธศาสนา สืบทอดแนวทางปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ในด้านการสร้างพระ เพื่อเป็นพระธุดงคกรรมฐานที่มุ่งรักษาพระธรรมวินัย รักษาธุดงควัตรด้วยความเคร่งครัด และมุ่งบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน เพื่อเป็นศาสนทายาทสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนา นอกจากท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะปฏิบัติด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิให้พระเณรดูเป็นแบบอย่างแล้ว ท่านยังเอาใจใส่ดูแลพระเณรอย่างใกล้ชิด และท่านขยันเทศน์ ท่านได้เมตตาลงศาลาแทบทุกวันพระ เพื่อเทศน์อบรมสั่งสอนศิษย์ ดังที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“หลายปีหลายเดือนล่ะที่มาอยู่ด้วย ไม่เคยได้อยู่บ้านใดเมืองใดนานๆ ปานนี้ดอก สอนทุกกิทุกกี ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็แทบทุกวันพระ ที่อื่นก็อยู่ นอนแบะก้นอยู่อย่างสบายใจ ไม่มีผู้ใดเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันอะไรดอก วันพระวันเจ้าเขาก็ไปอยู่ตามเรื่องของเขา ผู้ที่สนใจสมาทานวิรัติศีลเขาก็ไปหานอนตามกระต๊อบในไร่ในนา ผู้ชาย – ผู้หญิงก็ไหลเข้าบ้าน แม่ขาว – แม่ชี หารักษาอยู่ตามเรื่องของเขา พระเจ้าพระสงฆ์ พระเณรเถรหนุ่มก็อยู่ตามเรื่องของพระของเณร เขาไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับวัดกับวา ต่างคนต่างอยู่
นี่อาจารย์ก็อุตส่าห์พยายาม ลงศาลงศาลาก็แทบทุกวันพระ ก็จะไม่เห็นอกเห็นใจกันบ้างเลยหรือ การแนะนําพรํ่าสอน ไม่เกี่ยวกับอาจารย์นะ เกี่ยวกับพวกเจ้า อยากให้รู้ให้ฉลาดอยากให้ดิบให้ดี ให้สอนเจ้าของด้วย อย่าคอยให้แต่ท่านสอน”
ในด้านการสร้างวัดป่ากรรมฐานตามปฏิปทาพ่อแม่ครูอาจารย์เสาร์ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้รักษาสภาพวัดป่าแก้วชุมพลตามแนวทางที่พ่อแม่ครูอาจารย์วางไว้ทุกประการ เช่น ความร่มรื่นเงียบสงัด ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของวัด อีกทั้งนิสัยของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านชอบแต่งานปฏิบัติภาวนาเท่านั้น ท่านไม่ชอบงานก่อสร้างทุกชนิด ฉะนั้น วัดป่าแก้วชุมพล จึงไม่มีโบสถ์ ไม่มีศาลาหรือกุฏิหรูๆ หราๆ มีเพียงเสนาสนะป่าเท่าที่จําเป็น เช่น ศาลาอเนกประสงค์ซึ่งเน้นประโยชน์ใช้สอย เรียบง่าย และไม่หรูหราสําหรับใช้เป็นสถานที่รวมของพระทุกรูปในวัด เพื่อฉันจังหันเช้า เพื่อลงอุโบสถทําสังฆกรรม ประชุมสงฆ์ เทศนาอบรมพระเณร และใช้สําหรับต้อนรับญาติโยมที่มาประกอบงานทําบุญ ฯลฯ กุฏิก็เป็นกุฏิกรรมฐานเล็กๆ ทําจากไม้ หรือเป็นกุฏิกระต๊อบหลังคามุงด้วยหญ้า ฝาก็ไม้ไผ่ขัดแตะ พื้นโดยมากก็เป็นไม้ไผ่เป็นฟาก กุฏิแต่ละหลังจะมีทางเดินจงกรม โดยจะตั้งอยู่ห่างกัน ซึ่งพระแต่ละองค์จะแยกกันอยู่ตามลําพังเพียงองค์เดียว เพื่อสะดวกในการทําความเพียร
นอกจากนี้ท่านยังส่งเสริมให้พระเณรออกเดินธุดงค์บําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขา เพื่อตามรอยองค์พระบรมศาสดา และพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลาย ดังที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“พระพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ในป่า ครูบาอาจารย์ที่จะเห็นอรรถเห็นธรรมมาแนะนําพรํ่าสอนพวกเรา ก็อาศัยการปฏิบัติในป่า ป่าจึงเป็นมหาวิทยาลัยสําหรับจิตใจของปุถุชนให้เป็นอริยะ ป่าเป็นของสําคัญอย่างนั้น
การแนะสอนของพระพุทธเจ้าหรืออุปัชฌาย์อาจารย์ ในเวลาเข้ามาบวชใหม่ๆ อุปัชฌายะท่านจึงสอน รุกขมูล คือ การอยู่ป่า แต่ป่าจะเป็นที่สําคัญ เป็นที่เกิดอัศจรรย์ ที่เกิดธรรมะได้ก็จะต้องอาศัยผู้ที่เข้าไปฝึกไปอบไปรมทางจิต ป่าจึงเรียกว่า “มหาวิทยาลัยสําหรับฝึกใจของปุถุชนให้เป็นอริยะ” เป็นมหาวิทยาลัยที่สําคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา
การฝึกจิตอบรมใจในป่า มันหมดความกังวลเกี่ยวข้องกับเรื่องใดๆ เพราะป่าไม่มีรูป เสียง เรื่องราวอะไรที่จะมาให้จิตให้ใจติดข้องง่ายๆ นอกจาก “กลัวตาย” คือ กลัวว่าเสือจะมา ช้างจะมา หรืองูจะมา หรือผีจะมาต่างๆ นานา เลยตั้งหน้าประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะเหตุของผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่มีอาวุธอะไรจะไปต่อสู้ศัตรูเหล่านั้น มีแต่อรรถแต่ธรรมอย่างเดียวเท่านั้น
ถ้ามันมาจริงๆ จังๆ การภาวนาของเราก็ยิ่งง่ายเข้าไป เพราะการบังคับใจ มันบังคับง่ายมีสิ่งภายนอกเข้ามาบังคับช่วย มันง่ายเข้าไป จะเพลินคิดไปนึกถึงเรื่องของโลก นึกคิดไปไม่ได้เพราะคนเรากลัวตายยิ่งกว่ากลัวส่วนอื่น เมื่อกลัวตายสุด จิตไม่มีที่พึ่งพาอาศัย จะวกเข้ามาหาธรรมของพระพุทธเจ้า การบริกรรมถี่ยิบเข้าไปไม่มีเวลาเปิด จิตที่จะไปคิดเรื่องไม่น่าจะมี มีแต่จะคิดเรื่องถึงคําบริกรรมของตน คือผู้ที่มีธรรมประจําตัวอยู่แล้ว ก็ระลึกถึงธรรม ซึ่งมีประจําใจอยู่ที่พึ่งพาอาศัย ถ้าหากเป็นพระจริงจังแล้ว สัตว์ส่วนใหญ่ไม่กล้ามาทําอันตราย”
สาเหตุที่ท่านบวชได้ตลอดชีวิตจนเป็นศาสนทายาท
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แม้ท่านจะมีอุปนิสัยขี้ดื้อ ขี้เล่น ชอบหยอกล้อ และชอบตลกแต่เมื่อท่านบวชเรียนแล้ว ท่านมีความเคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์เป็นอย่างดี โดยท่านเทศน์ถึงการดํารงอยู่ในสมณเพศของท่านได้อย่างยาวนานนั้น สาเหตุสําคัญประการหนึ่ง คือ ท่านเชื่อฟัง ปฏิบัติตาม และเดินตามหลังครูบาอาจารย์ และท่านชี้ให้เห็นโทษของการไม่เชื่อฟังครูบาอาจารย์ นอกจากตนเองจะเสียแล้ว ยังเสียถึงครูบาอาจารย์ ดังนี้
“ถ้าเชื่อฟังเคารพในบิดา – มารดา ปฏิบัติรักษาตัวให้สมกับเป็นลูก จิตใจของเด็กท่านก็เคยเป็นเด็กมาก่อนเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าคนที่เป็นพ่อ คนเป็นแม่ คนเป็นครูเป็นอาจารย์คน ถ้าหากไม่เคยศึกษาแล้วเกิดมาเป็นพ่อแม่ทีเดียว เป็นครูเป็นอาจารย์ทีเดียว ไม่ เคยเป็นเด็กเป็นเล็กมาก่อนทั้งนั้น เคยอยู่ในโอวาทคําแนะสอนของพ่อของแม่ ของครูของอาจารย์มาก่อน ท่านจึงมีความรู้ความฉลาด เป็นอยู่สุขสบายก็เพราะเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ที่มุ่งหวังแนะสอนเราด้วยความมุ่งดีหวังดีจริงๆ จังๆ ถ้าเราไม่เชื่อฟังเรื่องของเราโดยถ่ายเดียวแล้ว คนนั้นไปไม่รอด คนนั้นจะเดินธุเดินทอด เพราะเราจะยังไม่ได้รอบคอบเรื่องใหม่
อาจารย์ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ยินดีเต็มใจ พวกมีกิเลสศึกษาเล่าเรียน บิดา – มารดาส่งเสียให้ จะหมดเท่าไหร่ไม่ได้ว่า ขอให้ลูกได้ตั้งหน้าตั้งตาศึกษา อาจารย์เป็นคนบ้านนอกไม่ค่อยได้ศึกษาเล่าเรียนอะไร มาบวชก็ส่วนมากก็ไม่ได้ศึกษาตํารา “อยู่ตามป่าตามดงเรื่อยไป”
แต่ก็ดีใจอย่าง เฮ็ด (ทํา) เอา อยู่มาไม่ได้ตําหนิ ไม่ได้เสียใจในความประพฤติของตัว ทุกสิ่งทุกอย่างได้รักษาตามความสามารถที่ครูที่อาจารย์แนะสอน ถึงจะไม่ดีวิเศษอย่างครู อย่างอาจารย์ก็ตาม แต่เราก็มีความสุขความสบายพอสมควร ที่มันเป็นมาอย่างนี้ เราก็ทราบดี ว่าเราไม่ประพฤติไปตามใจของตัว เอาครู เอาอาจารย์ เป็นผู้ชักจูง เป็นผู้นําทาง คือเดินตามหลังของท่านตลอดมา ถ้าหากเราเชื่อเรื่องของใจตัวเอง มันก็อยู่ในศาสนามาไม่ได้ขนาดนี้ เพราะใจมันกลับกลอกหลอกหลอน บางทียินดี บางทียินร้าย มันเอาแน่นอนอะไรจริงจังไม่ได้
บวชก็เคยบวช ครูอาจารย์ที่สําคัญๆ อย่างท่านหลวงปู่ฝั้น ก็เคยมาอยู่กับท่าน ก่อนจะทําอะไรด้วยใจชอบของตัว ก็ให้เราระลึกนึกถึง “ว่าเรามีครูมีอาจารย์ที่ดี” มีคนนิยมชมชอบ ไม่ว่าแต่ในประเทศไทย ต่างประเทศเขาก็เคยได้มาศึกษา
ถ้าเราทําไปด้วยความอยากของเรา นอกจากไม่ได้เสียแต่เรา แต่เสียไปถึงครูถึงอาจารย์ ถึงท่านผู้บริสุทธิ์ ว่าจะเป็นบาปเป็นกรรม ให้สอนใจของตัวอย่างนั้น”
เรื่องมาบวช ไม่ใช่มาเล่น
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเทศน์สอนพระมาบวช ไม่ใช่มาเล่น เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ดังนี้
“การบิณฑบาต หน้าพรรษาสับเปลี่ยนกัน ไปทางหนองกุงสายหนึ่ง บ้านชุมพลสายหนึ่งก็คงจะ ๖ องค์อย่างเดิม เพราะพระเณรมี ๑๒ องค์ สับเปลี่ยนกันไป ในจําพวก ๖ องค์ก็ไป ๗ วัน พอถึงวันศีลแต่ละครั้งก็เปลี่ยนกันไป สับกันไป ให้เขาได้ทําบุญทั่วหน้าทั่วตากัน นี่หมายถึงไปบิณฑบาตสับเปลี่ยนหมู่บ้าน เพราะบิณฑบาตสองสาย
นอกจากนั้นการอธิษฐานที่จะตั้งมั่นในจิตในใจ ในพรรษาเป็นกาลเวลาพิเศษ ครูอาจารย์หรือพระเถระผู้ใหญ่เคยแนะสอน ในพรรษาเราไม่มีกิจธุระไปที่อื่น ก็ตั้งจิตตั้งใจทําความพากความเพียร ใครจะสมาทานเอาไว้ว่า ในพรรษานี้ ในวัน ๘ คํ่า ๑๕ คํ่า เราจะไม่นอน คือถือเนสัชชิก หมายถึง ถืออิริยาบถสาม มีการนั่ง การเดิน การยืนเท่านั้น งดอิริยาบถนอนอย่างนี้ก็ได้ เพราะจะได้ทําความพากความเพียรมากขึ้น หรือจะอธิษฐานอะไรซึ่งเป็นเรื่องที่จะกําจัดขับไล่กิเลสของตัว ทิฏฐิมานะของตัว ก็อธิษฐานเอา เพราะเรามาบวชไม่ใช่มาเล่น มาฝึกฝนจิตใจชําระความชั่วเสียต่างๆ
การพูดการคุยกันนั้นก็ควรระวังรักษา ตลอดถึงการพูดจาในที่ชุมชน ส่งเสียงอึกทึกคึกคะนองไม่สมควรแก่สมณะ คือ ผู้สงบ พูดกันแต่พอได้ยินเสียง อย่าไปพูดเลยขอบเลยเขตดังลั่น หัวเราะกันแบบชาวบ้าน พูดกันแบบขี้เหล้า เขาดูหมิ่นครูอาจารย์ ทําแบบนั้นไม่ถูก เราต้องคิดต้องนึกฝึกตัวของตัว”
หลักเกณฑ์การรับพระมาอยู่จําพรรษา
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องหลักเกณฑ์การรับพระมาอยู่จําพรรษาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“สมัยท่านพระอาจารย์ใหญ่ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) เริ่มมาอยู่จําพรรษาที่วัดป่าแก้ว–ชุมพล สมัยนั้นจะมีพระมาอยู่จําพรรษาประมาณ ๙ องค์ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๒๑ พระจะเริ่มมากขึ้น ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ – ๒๕๒๓ ก่อนมรณภาพนะ พระเริ่มมากขึ้น เมื่อก่อนนี้ไม่ได้ ไม่เกิน ๙ องค์
เพราะว่าถ้าอีก ๑๕ วัน จะมืดจะไปขอจําพรรษานี่ ไม่มีทางเลย ไม่รับเลย มีองค์หนึ่งเข้าไป ท่านมาจากไหนไม่ทราบ อีก ๑๕ วันจะเข้าพรรษา ก็เลยไป แล้วก็ไปบอกตัวอาตมาเองเป็นพระเล็ก เณรน้อย ท่านบอกว่า “ครูบาจะให้ผมอยู่ตรงไหน”
“เอ้า ! ไม่ได้นะครูบา ไม่ได้ ต้องไปกราบเรียนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ก่อน ยังจัดให้ไม่ได้หรอก” ท่านก็งง ท่านก็คงจะเคยไปอยู่วัดอื่นมามันสะดวกสบาย “วัดนี้ไม่ได้นะ ต้องไปกราบเรียนท่านอาจารย์ใหญ่ก่อน ถึงจะจัดได้ จะให้อยู่หรือไม่ให้อยู่ ถ้าตัวผมไปจัดก่อน ตาย”
คือปกตินี่ ถ้า ๑๕ วันไม่ต้องมา อยู่กี่วันก็ไม่ให้อยู่ ต้องก่อนเดือนหนึ่ง ท่านบอกว่า คนที่จะมา คนที่ไม่รู้จักนิสัยใจคอกัน จะมาอยู่ด้วยกัน ๓ เดือน ไม่ได้ ต้องมาศึกษาอุปนิสัยกันก่อนว่าเดือนหนึ่ง ถึงจะให้อยู่ได้ ก่อนเข้าพรรษาหนึ่งเดือนมาดูนิสัยใจคอครูบาอาจารย์ เพื่อที่จะรับนิสัย ท่านจะรับหรือไม่รับก็ต้องมาศึกษาก่อน
ถ้า ๑๕ วันจะมาก่อนเข้าพรรษานี่ ไม่มีทางได้อยู่หรอก ปีนั้นกุฏิว่างอยู่นะ พอไปกราบเรียนท่านนะ ไปกราบท่าน ท่านใส่เลย ไม่ได้จําพรรษานะพระองค์นั้นน่ะ ไม่ได้อยู่ ไปเลย”
ตามวัดป่ากรรมฐานที่ท่านมุ่งเรื่องการปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจังกันแล้ว จะไม่เน้นพิธีกรรมต่างๆ อันเป็นการรบกวนเวลาภาวนาของพระที่มุ่งต่อความหลุดพ้น ส่วนใหญ่จึงไม่มีการบวชพระในวัด เช่น วัดป่าบ้านตาด องค์หลวงตาท่านไม่เคยเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ใคร อันเป็นปฏิปทาที่องค์หลวงตายึดปฏิบัติมาตั้งแต่สร้างวัด ในสมัยท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ที่วัดป่าแก้วชุมพลก็เช่นเดียวกัน ท่านก็ดําเนินตามปฏิปทานี้ คือ ไม่มีการบวชพระ กุลบุตรที่มีอายุครบบวช หากจะขออยู่จําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล จะต้องขออนุญาตก่อน และจะต้องไปบวชวัดในสังกัดธรรมยุต แล้วมาขอนิสัย จึงจะอยู่ร่วมจําพรรษาได้
สอนการรักษาตัวตามหลักพระธรรมวินัย
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเทศน์สอนพระเรื่องการรักษาตัวตามหลักพระธรรมวินัย เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๒ ดังนี้
“เรื่องการรักษาตัว พระพุทธเจ้าบอกมาในพระวินัยทุกอย่าง การฉันก็บอก การถ่ายการเบาก็บอก ถ่มนํ้าลายท่านก็บอกไว้ในพระวินัยหมด นั่งนอนบอกละเอียดขนาดไหนในพระวินัย เราจะถือว่าเป็นของเล่น เมื่อไม่มีพระวินัยอยู่ในตัวแล้ว อะไรมันจะดีขึ้นได้ ไม่มีแผ่นดินจะไปปลูกฝังอะไรได้ล่ะ พระวินัยก็เหมือนแผ่นดิน เราต้องรักษาเอาไว้ สิ่งใดที่มีในพระวินัย สิ่งใดที่จะเป็นไปเพื่อความดีความงาม เราต้องรักษา ตําราของพระของเณรอยู่ในเรื่องพระวินัย พระวินัยเสียหายแล้ว จะพูดเก่งคุยเก่งสักขนาดไหนไปเถอะ จะพูดตลอดเดือนตลอดปีว่าเราเคยสร้างวิมานบนอากาศไม่ต้องสร้างบนดินเหมือนเขา ไปพูดที่ไหน เขาก็ไม่เชื่อ นี่เรื่องการปฏิบัติ เรื่องพระวินัยจึงเป็นเรื่องสําคัญ
พระธรรมก็ยิ่งละเอียดเข้าไป พากันตั้งใจพินิจพิจารณาตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ โอกาสเวลาที่จะอยู่ร่วมกันก็ไม่ใช่ว่ามันจะอยู่ร่วมกันเรื่อยไปได้ เราไม่หนีจากท่าน ท่านก็หนีจากเรา หรืออยากจะอยู่ร่วมกัน บางทีท่านก็ตายไปหายไป เวลาอย่างนั้นจะอยู่ร่วมกันมันก็ไม่ได้ เวลามีครูมีอาจารย์ที่พอจะศึกษาได้ การประพฤติปฏิบัติอะไรขัดข้องในใจ ท่านจะได้พูดได้แนะให้ เราต้องรีบกระทําบําเพ็ญเอาเสีย เมื่อเป็นผู้ใหญ่มา ภาระหน้าที่มันก็มาก เห็นไหมล่ะไม่มีโอกาสเวลาเป็นของๆ ตัวมีแต่พูดแต่คุยกับคนนั้นคนนี้อยู่อย่างนั้น มันสุขมันสบายที่ไหน นอกจากคนหลงต้องการอยากได้สิ่งของของเขาเท่านั้น คนไม่หลงมันไม่มีอะไรสุขสบายให้ อยู่หายใจเฉพาะตัวมันสบาย ไม่มีใครมาเกี่ยวข้องรบกวน สังขารไม่ได้คิดได้ปรุงมันสะดวก ยิ่งคิดยิ่งปรุงไปเท่าไรก็เหน็ดเหนื่อยไปเท่านั้น เป็นผู้ใหญ่มาภาระหน้าที่มันมีมาก เราจะมีโอกาสเวลาเดินจงกรมภาวนาดูจิตดูใจของตัวให้ทั่วถึงมันยาก สมัยที่เรายังอยู่ในร่มในเงาของครูของอาจารย์ให้รีบเร่งขวนขวายกระทําบําเพ็ญให้มันเป็นมันรู้ อย่าให้มันเป็นภาระในการละ การบําเพ็ญของใจ”
สอนธุดงควัตร
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเทศน์สอนพระให้ถือธุดงควัตร เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๒ ดังนี้
“ธุดงค์ ก็คือ การขัดเกลากิเลสออกจากกายจากใจของตัวเรา จะเอาแบบไหน ทําแบบไหนมันจึงจะเกิดผลกําไรให้ ถ้าเราไม่คํานึงคํานวณ ไม่คิดอธิษฐานจิตเอาไว้ บางทีมันก็เลอะเทอะเสียหายไป ตอนจําพรรษาเราจะหากําไรจากการประพฤติปฏิบัติ หรือจะทําแบบนั้นแบบนี้ ผูกจิตอธิษฐานใจเอาไว้ ถึงกาลถึงสมัยก็ทําไป เว้นไว้แต่จําเป็นมีความเจ็บไข้ หรืออะไรเกิดขึ้นที่เหลือวิสัย ถ้าไม่เหลือวิสัยต้องตั้งใจทําตามคําอธิษฐานของตน
การประพฤติปฏิบัตินั้น ความจริงในพรรษา นอกพรรษา มันก็ของเก่านั่นแหละ ถ้าเราทําแบบเก่า มันก็ของเก่า ถ้าเราทําดีนอกพรรษามันก็ดี ถ้าเราทําชั่วนอกพรรษามันก็ชั่ว ในพรรษามันก็ชั่ว แต่เราเห็นว่าหน้าพรรษาจะออกเดินเที่ยวรุกขมูลธุดงค์ไปที่อื่นไม่ได้ เพราะพระวินัยบังคับเอาไว้ เราจะตั้งใจทําความเพียรให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย สถานที่ทําความเพียร มันก็พอเป็นไป กลางวันกลางคืนก็มีความสงบสงัดภายในวัด ก็ให้รีบเร่งทําความเพียรไป ถ้าไม่รีบเร่งกระทําบําเพ็ญ ในพรรษาก็ไม่เอาถ่านให้ นอกพรรษาก็ไม่ได้เรื่องอะไร ผลที่สุดอยู่ไปก็เป็นโมฆะ ไม่เกิดสาระทางจิตทางใจ เพราะเหตุนั้นท่านจึงฝึกอบรมสอนตัวเอาไว้ อธิษฐานใจทําความดี”
ท่านสอนการอดนอนผ่อนอาหาร
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองสอนศิษย์ให้อดนอนผ่อนอาหาร ดังนี้
“ท่านถือเนสัชชิก ถืออิริยาบถ ๓ เพราะว่า ถ้าไม่อย่างงั้นท่านจะไปสั่งหลวงปู่คูณอย่างนั้นทําไม แต่เรื่องนี้อาจจะจริง เพราะเพื่อนเรา เขาเป็นคนที่ขี้ง่วงเหงาหาวนอนมาก แล้วพอพรรษาที่ ๒ ท่านบอกว่าให้เขากินข้าวได้วันพระวันเดียว คือหมายความว่า อาทิตย์หนึ่งกินข้าวได้วันเดียว เพราะฉะนั้นเขาก็พออดอาหารแล้ว มันก็ตื่นอยู่ เขาก็ปฏิบัติได้ดีมากเลย แล้วเดี๋ยวนี้ถึงเขาจะอายุมากกว่าเรา ๑ ปี ๒ ปีเนี่ย ถ้าเมื่อไหร่เขาพบว่าจิตเขาชักจะเตลิดเปิดเปิงเนี่ย เขาก็จะอดอาหารแบบที่ท่านอาจารย์แนะนํา แล้วเขาพบว่ามันได้จริงๆ
เพราะฉะนั้นมันก็เป็นไปได้ ไม่อย่างนั้นใครจะกล้า คือไอ้ที่บอกว่าไม่นอนเนี่ย มันก็คงนั่งหลับได้ แต่ว่า หมายความว่าไม่เอาหลังนาบพื้นตลอดพรรษา
อย่างท่านอาจารย์แบนเนี่ย ท่านจะนั่งเนสัชชิกกับลูกศิษย์ด้วยเลย เวลาที่วันพระ แต่ท่านอาจารย์สิงห์ทองไม่เคยทําให้เราเห็น ท่านจะบอกว่าต่างคนต่างก็ไปทําเอาเอง
(พระที่วัดป่าแก้วฯ เรื่องการอดอาหารมีแต่องค์เก่งๆ ทั้งนั้น)
คือก็คงได้กําลังใจจากท่านสกลนั่นแหละ เพราะว่าท่านเริ่มต้น ๑ เดือน ๓๑ วัน แล้วถ้าเผื่อเป็นเณร สมัยที่เราเข้าไปใหม่ๆ นะ ท่านจะบอกว่า คล้ายๆ กับว่า คือท่านจะไม่กําหนดว่าให้อดกี่วัน อดไป แล้วท่านก็จะบอก “เอ้า ! ถ้าเกิดไหวพรุ่งนี้อีกนะ” ก็มีเณรองค์หนึ่ง ซึ่งน่ารักมาก เคยอดได้ถึง ๒ อาทิตย์ หรืออะไรอย่างนี้ แล้วก็ท่านก็จะชมเชย แล้วก็ท่านก็จะมีช็อกโกแลตให้ อะไรอย่างนี้ กับเณรนี่มี คือท่านจะดูว่าให้อดอาหาร ให้เนสัชชิก แต่ว่ากับชาวบ้าน ท่านก็ไม่ได้พาทํา เหมือนอย่างกับที่วัดบางวัดที่เขาต้องนั่งให้ได้ ๖ ชั่วโมง กี่ชั่วโมงอะไร อย่างวัดท่านอาจารย์จันทร์เรียน ต้องนั่งให้ได้ แต่ท่านอาจารย์สิงห์ทองไม่ พอถึงวันพระ ท่านก็สวดมนต์ สวดมนต์เสร็จแล้ว ท่านก็เทศน์ เทศน์จบแล้วก็แยกย้ายกันไป”
ท่านสรรเสริญการอยู่ป่า
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านสรรเสริญการอยู่ป่า โดยเฉพาะป่าจริงๆ สงบสงัดจริงๆทางรถทางเกวียนเข้าไม่ถึง ต้องเดินด้วยเท้า โดยท่านได้เทศน์ไว้ดังนี้
“ท่านที่ฝึกฝนธรรมะ ท่านอยู่ป่าอยู่เขาแสนลําบาก แสนกันดาร อาหารการเป็นอยู่แต่ถ้าว่าจิตใจของท่านมีอาหารทิพย์ คือ มีธรรมะ ท่านอยู่ด้วยความสว่างไสว ท่านอยู่ด้วยความเยือกเย็น ด้านจิตใจของท่าน การหาธรรมะ ถ้าไปหาที่อื่นไม่เห็น ต้องหาในกายในจิตของตน
ถ้าใจเป็นธรรมะ ไปสถานที่ใดมีแต่ธรรมะ เพราะใจไม่อดอยากยากจน ใจจะพิจารณาแก้ไข จิตใจที่คิดปรุงลุ่มหลงหรือติดข้องกับสิ่งเหล่านั้น เพราะเหตุใดจิตใจจึงไปลุ่มหลงติดข้อง เราจะพิจารณามาภายใน ให้พิจารณาอยู่ทุกระยะ ทุกเวลา ไม่ว่าอยู่ป่าหรือสถานที่ใด การปฏิบัติ คือ การปฏิบัติใจของตัว มีสติเป็นเครื่องรักษา มีปัญญาเป็นเครื่องแนะสอนอยู่สมํ่าเสมอ ไปสถานที่ใดพิจารณาใจว่า เบิกบาน ผ่องใส หรือเศร้าหมองขุ่นมัวอย่างไร เพราะอารมณ์อะไรที่มาเกี่ยวข้องกับใจ ใจเลยเป็นแบบนี้หมั่นพินิจพิจารณา
ยิ่งเราชอบความสงบสงัด เราชอบป่า ก็ทราบแล้วว่าป่า มันไม่มีคนรักษา ไม่มีคนพัฒนาจึงเป็นป่า มันจะต้องลําบากรําคาญในการไป แต่เราก็ต้องฝ่าฝืน ป่าก็ทราบแล้วว่าไม่มีไฟสว่างไสว ไม่มีอาคารบ้านช่องอาศัยสะดวกสบาย ทุกสิ่งทุกอย่างมันฝ่าฝืนความเคยชินของเรา เพราะเป็นป่า
แต่พระพุทธเจ้าหรือบูรพาอาจารย์ผู้ฝึกสอนตัวเอง ท่านเคยได้ความรู้ ความฉลาดจากป่า ท่านจึงแนะนําพรํ่าสอนกุลบุตรผู้มุ่งหวังตั้งหน้าจะปฏิบัติ ให้ชอบป่า ให้ยินดีในที่สงบสงัด ถ้ามีทางรถเข้าไปถึง ที่นั่นก็ไม่ค่อยสงบสงัดเพียงพอ ที่ใดที่ยังไม่มีทางรถทางเกวียนเข้าไปถึง มีแต่ทางเท้าด้นดั้นเข้าไป ที่นั้นแหละเป็นที่ป่าจริงๆ สงบสงัดจริงๆ
สําหรับสถานที่สงบสงัดขนาดนั้น คนที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ประพฤติปฏิบัติไม่มี ตลอดถึงอาหาร การขบฉัน ไปบิณฑบาตบางวันก็แทบจะไม่มีข้าวในบาตร ไม่ต้องพูดถึงอาหาร ลําบากรําคาญทุกสิ่งทุกอย่างไป ถ้าใจไม่ชอบใจ ไม่ยินดีในอรรถในธรรม ไปแล้วจะต้องตําหนิ ไปแล้วจะต้องโทษว่าเขาไม่ดูแลรักษา ว่าไม่มีอะไรที่ทุกสิ่งจะตามใจสะดวกสบาย
แต่ป่ามันเป็นอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นไม่สมมุติว่าป่า มันก็ต้องลําบากรําคาญ ผู้ที่มุ่งหน้ามุ่งตาไปประพฤติปฏิบัติ ไม่ได้ตําหนิภายนอก ก็เราชอบ เรายินดีเข้าไป ไม่ใช่เขาบังคับบัญชา ไม่ใช่เขาเชิญเรามา เรามาเอง ถึงจะอดอยากทุกข์ยากยังไง เราก็เต็มใจ เราจึงมา จะให้ใครมารักษามาดูแล นอกจากตัวของตัวจะดูแลตัวของตัวเอง มานี้เพื่อประพฤติปฏิบัติ ท่านจะสอนตัวเองอย่างนั้น”
สอนพระให้ปฏิบัติจริงๆ จังๆ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้สืบทอดรักษาข้อวัตรปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน โดยเฉพาะการปฏิบัติภาวนา ท่านมุ่งสอนพระให้ปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ดังที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“การประพฤติปฏิบัติ อย่าไปผัดวันประกันพรุ่ง อุตส่าห์พยายามทํากันจริงๆ จังๆ เพราะการงานทุกสิ่งทุกอย่างไม่มี นอกจากเราจะแก้ไขและทําหน้าที่ของเรา ที่เรียกว่า พระคือผู้ประเสริฐ มันประเสริฐอย่างไร ถ้าหากมันยังมัวเมาเฝ้าฝันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของโลกเขาอยู่อย่างฆราวาสที่ไม่ได้บวชเป็นพระ เขาก็คิดได้ ปลงได้ อย่างคิดไปแง่ต่างๆ มุมต่างๆ ของเรื่องกิเลส
นี่เราเป็นพระเราประเสริฐ ทําไมจิตใจจึงไปมัวเมาเฝ้าฝัน จึงไปคิดเรื่องของตํ่าช้าลามกอย่างนั้น สอนใจของพวกเราท่านอยู่เรื่อยๆ ไป อย่าไปปล่อยใจให้เสียวัน เสียเวลา ฝึกอบรมอยู่ทุกกาล ทุกเวลาอย่างนี้ จิตใจจะไม่ดี จะไม่ก้าวหน้า ไม่มี ถ้าไม่ฝึกไม่อบรมเสียเลย ไม่ดัดไม่แปลงเสียเลย มันหยาบยังไงทําไปตามชอบใจ คิดไปตามชอบใจ มันก็ไม่มีกาลมีเวลาที่จะได้ดีไปได้ ผู้ที่ดีเด่นมา ล้วนแต่ท่านฝึกดัดแปลง อดทน กล้าหาญในการละชั่วบําเพ็ญดีเสมอมา มิใช่ว่าจะดีขึ้นเอง
เคยเห็นไหม เห็นสํารับอาหารอยู่ จะให้อิ่มเองเคยมีไหม นี่เราเข้ามาในสถานที่สงบสงัดโดยไม่มีเรื่องเสียงเรื่องราวอะไรมายุ่งเหยิงกับหูกับตาของเรา ควรที่เราจะต้องตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติเต็มที่เต็มฐาน มิใช่ว่าจะให้เข้าไปในสถานที่สงบสงัดแล้วจิตใจจะสงบสงัด แต่เรานําเรื่องต่าง ๆ มาจากอดีตที่เคยเห็นเคยได้ยินมาปรุงจิตปรุงใจคิดนึกอยู่อย่างนั้น”
สอนพระเน้นปฏิบัติมากกว่าปริยัติ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเน้นสอนพระให้ปฏิบัติภาวนามากกว่าการเรียนปริยัติ โดยยกกรณีหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เพียงยะถา สัพพี ก็ไม่ได้ แต่ตอบปัญหาธรรมภายในได้ ดังที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“พวกเรามันเรียนได้ ศึกษาได้ ก็หลงการศึกษาเล่าเรียนของตัวเองนั่นแหละ มันจึงยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา มันไม่มีอะไรที่จะชําระจิตใจได้ตํารับตํารา หากเราไม่ภาวนา เราไม่สังเกตภายใน ถ้าเราสังเกตภายใน ไม่ต้องไปเรียนมากอะไร
ครูอาจารย์สมัยปัจจุบันอย่าง หลวงปู่บัว เพียงยะถา สัพพี ก็ไม่ได้ แต่ก็มีผู้เลื่อมใสไปกราบไปไหว้ ไปสักการบูชา ผู้ที่มีจิตใจฝึกหัดปฏิบัติธรรมะ ไป ! ไปถามท่าน ถามถึงด้านภายใน ถามถึงด้านจิตใจที่ประพฤติปฏิบัติไป ท่านตอบให้ แก้ให้ สอนให้
เรื่องของใจเป็นอย่างไร มันไม่ค่อยผิดแผกแตกต่างกันการปฏิบัติ แต่ตํารับตํารานั้น มันเป็นอันหนึ่ง มันไม่เหมือนการปฏิบัติ เมื่อเห็น เมื่อเป็นในจิตในใจ มันเป็นสมมุติถูกต้องตามเรื่องของตําราหรือไม่ มันก็ไม่มีการสงสัย เพราะจิตใจของเราที่เคยข้องติดคิดปรุงต่างๆ มันเป็นอย่างไร ทราบมาทุกคน เมื่อปฏิบัติแก้ไขมันออกไปได้ด้วยอุบายอันใด สิ่งนั้นแหละจะได้นํามาพรํ่าสอนคนที่ข้องติดคิดปรุงเหมือนเรา ให้เขาเข้าใจ ไม่ต้องไปหยิบไปยกศัพท์นั้น คาถานี้มาตอบเขาเพราะความจริงมันเป็นอย่างไร พูดความจริงสู่กันฟัง”
สันทิฏฐิกธรรม
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้เทศน์ การฟังจากครูบาอาจารย์ ยังสู้การปฏิบัติภายในตัวไม่ได้ เช่นเดียวกับ กรณีพระปุถุชนไปกราบทูลฟ้องร้องพระพุทธเจ้าว่า พระสารีบุตรเป็นมิจฉาทิฏฐิ เห็นผิด แต่ก่อนเคยพึ่งพระศาสดา บัดนี้ไม่พึ่งอะไรแล้ว โดยพระสารีบุตรกราบทูลพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่าถูกต้องแล้ว ดังนี้
พระสารีบุตร : แต่ก่อนข้าพระองค์ได้พึ่งพระพุทธเจ้า เพื่อแนะนําสั่งสอนอย่างนั้นๆถึงจะก้าวไปได้ เดินไปได้ ต้องอาศัยธรรมบทนั้นๆ เป็นเครื่องแก้ เครื่องถอดเครื่องถอน จึงแก้จึงถอดถอนกิเลสทั้งหลายได้ บัดนี้ข้าพระองค์ได้ถอดถอนกิเลสให้สิ้นซากไปจากใจโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ คําแนะนําสั่งสอนของพระองค์ที่จะมาสั่งสอนเพื่อแก้อะไรๆ อีก ไม่มี นี่ล่ะข้าพระองค์จึงอยู่ด้วยความเป็นอิสระพ้นจากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่หวังพึ่งอะไรทั้งสิ้น เวลานี้ไม่พึ่งอะไรทั้งสิ้น เพราะความบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติที่พอตัวแล้ว
พระพุทธเจ้า : ถูกต้องแล้วสารีบุตร ต้องทําตนให้เป็นอย่างนั้น เราตถาคตก็เป็นแต่เพียงผู้ชี้บอก ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา การประกอบความพากเพียรเป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลายจะพึงทําเองและรู้เองเห็นเอง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นแต่เพียงผู้ชี้บอกแนวทางเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้ถอดถอนกิเลสทั้งหลายให้ผู้บําเพ็ญ
โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เทศน์เรื่องสันทิฏฐิกธรรมในงานศพท่านพระอาจารย์ฝั้นอาจาโร เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ดังนี้
“ยกตัวอย่างท่านอาจารย์ใหญ่ฝั้นของเรา ที่ท่านได้มาแนะนําพรํ่าสอนพวกพุทธบริษัทตัวของท่านเคยได้ประพฤติปฏิบัติ ทั้งแนะทั้งนําคือทุกสิ่งทุกส่วน ท่านเคยประพฤติปฏิบัติในตัวของท่านมาถูกต้องดีทุกอย่าง ท่านจึงเป็นแม่เหล็กสําคัญที่ดึงดูดผู้คนประชาชนทั่วไปให้เลื่อมใสศรัทธา เพราะท่านเป็นตัวอย่างในทางปฏิบัติไม่ว่าด้านกาย วาจา จิต
พวกเราที่มาแนะมาสอนกัน มันไม่เหมือนอย่างท่าน จึงเป็นที่น่าเสียดาย ท่านได้มามรณภาพจากไป เป็นที่พึ่งของใจของพุทธบริษัทได้อย่างดี ครูอาจารย์สมัยนี้จะหาเหมือนท่านไม่มี ! ถึงจะมีอรรถธรรมภายในใจบางท่านบางองค์ ท่านก็ไม่ชอบที่จะแนะจะสอนคนอื่น บางท่านบางองค์ก็สอน แต่ถ้าว่าธรรมะก็ไม่ถึงจิตถึงใจของบุคคล
ฉะนั้น การสอนคนเป็นของยากของลําบาก ไม่ใช่ของง่าย ตัวของเราเองเคยบวชเรียนเขียนอ่านมาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าท่านสอนเก่งแล้วจะชอบองค์ที่ท่านสอนเก่งทุกองค์ไป ไม่อย่างนั้นยิ่งเป็นเจ้ามานะทิฏฐิ อย่างตัวของผู้เทศน์ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) จะต้องดูทุกแง่ทุกมุม ดูคน ไม่ใช่ว่าเชื่อเพียงลมปากของคนเท่านั้น จะเชื่อเข้าถึงจิตถึงใจได้ ก็เพราะอาศัยข้อวัตรปฏิบัติ อาศัยความดีความเด่นของท่าน ไม่เพียงแต่มาพูดกันเปล่าๆ เพียงลมปาก ไม่ยอมเชื่อให้ นี้พูดถึงจิตใจคนที่ทิฏฐิหนักอย่างอาจารย์ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) เป็นอย่างนั้น ไม่ค่อยเชื่ออย่างงมงายง่ายดายเท่าใด
ฉะนั้น จึงเรียกครูเรียกอาจารย์ยากลําบาก ในการที่จะเคารพเลื่อมใส เพราะจิตใจของตัวมันเป็นคนทิฏฐิมานะ ถึงอย่างไรก็ดี การฟังจากครูจากอาจารย์ท่านผู้อื่นแนะสอนก็ สาธุ ยินดีเคารพเลื่อมใส แต่ถ้าว่าความจะประทับใจ จะให้เชื่อมั่นในตัวของเราเองนั้น ยังสู้การปฏิบัติภายในตัวไม่ได้
นี้ไม่ได้หมายถึงว่า ไม่เคารพธรรมวินัย เพราะสิ่งที่จํามาจากครูอาจารย์นั้น ย่อมรั่วไหลหรือหลงลืมง่าย หากเราทําไม่ได้ ไม่เห็น ไม่เป็นภายในเรา เชื่อก็เชื่อเพียงเบาๆ ไม่ถึงจิตถึงใจ ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าหากว่า เราฟังแล้ว อ่านแล้ว จําแล้ว ลงมือประพฤติปฏิบัติตามคําแนะนําพรํ่าสอนของครูอาจารย์ท่านนั้น ความรู้ ความเป็นความเห็นเกิดขึ้นภายใน เข้าใจสิ่งนั้นชัดเจนเห็นประจักษ์ในตัว นี้ไม่มีวันลืม ตั้งแต่วันรู้จนกระทั่งวันตาย เชื่อมั่นว่าไม่มีวันลืม ความเห็น ความเป็นอย่างนี้ นับว่าเป็นความเห็น ความเป็นที่พระพุทธเจ้าต้องการ ผู้ใดประพฤติปฏิบัติจิตใจของตนเห็นรู้ในอรรถธรรมจริงจัง จะต้องเชื่อมั่นเรียก “อจลศรัทธา” คือ ไม่ไหวหวั่น ไม่เอนเอียงไปตามเรื่องราวต่างๆ…”
สอนพระให้หมั่นไหว้พระสวดมนต์
การไหว้พระสวดมนต์ ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พระบูรพาใหญ่สายพระธุดงคกรรมฐานพาดําเนินมานั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็ได้ดําเนินตามและได้สั่งสอนพระให้หมั่นไหว้พระสวดมนต์ ดังที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“นี้ก็ทําเพราะเราตั้งหน้ามาทําความดีแล้ว ตั้งหน้ามาศึกษาหาความดีแล้ว เราก็ต้องทําของเราเอง สวดมนต์ก็เหมือนกัน ก็สวดมากสวดน้อยแค่ไหนก็เป็นหน้าที่ของทุกคน ทําวัตรจบลงไปก็สวดมนต์ต่อ ตอนเช้าก็เหมือนกัน เพราะพระเณรก็เป็นที่อาศัยของชาวบ้าน ถ้าหากเขามีกิจการงานเกิดขึ้น เราต้องท่องบ่นเอาไว้ เราไม่จดเอาไว้จําเอาไว้ เมื่อไปในงานเขา เขาให้ไปสวด มันก็สวดไม่ได้ สวดให้เขาไม่ได้ เขาก็จะว่าพระนี่มีแต่กินกับขี้เท่านั้น เพียงมาทํากิจธุระหน้าที่นิดๆ หน่อยๆ แค่นี้ก็ทําให้เราไม่ได้ เขาก็จะว่าไปแบบนั้น เขาไม่เกิดศรัทธาให้ เขาไม่เลื่อมใส เพราะชีวิตของพระก็อยู่แบบฆราวาส
เหตุนั้นการไหว้พระสวดมนต์ทําวัตรเช้า – เย็นทุกอย่าง เราจะต้องเอาใจใส่ จะต้องจดจําเอาไว้ เมื่อถึงคราวถึงสมัยที่เขาใช้ เราก็จะต้องทําให้เขาได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เหลือวิสัย เราจะต้องคิดสอนตัวอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นท่านไม่พาทํา เราก็อย่าคุยกัน อยากทําอะไรก็ทําไปตามเรื่องของตัว อยากหลับอยากนอน อยากจะเพลิดเพลินอย่างไรก็ทําเป็นไปตามเรื่อง นั่นไม่ใช่คนที่มาประพฤติปฏิบัติ คนที่มาอยู่ปฏิบัติมันจะต้องสอนตัว ฝึกตัวทุกสิ่งทุกอย่างลงไป อะไรที่จะเกิดคุณค่าสาระแก่ตัวของตัวรีบฝึกกระทําบําเพ็ญ”
การสวดมนต์ไหว้พระและการสวดปาฏิโมกข์
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าการสวดมนต์ไหว้พระและการสวดปาฏิโมกข์สมัยท่านอยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“สวดปาฏิโมกข์ พระที่อยู่ที่วัด ส่วนมากได้เกือบหมดนะ ท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) สวดปาฏิโมกข์ โอว ! เสียงดังฟังชัดมาก หลวงปู่สิงห์ทองเสียงดังมากเลยนะ ท่านบอกว่า “เออ ! วันนี้จะทวนปาฏิโมกข์หน่อย เอ้า ! ดูให้ดีนะ” ท่านว่า ช่วงตอนเช้านั้น สวดตอนเช้า ก่อนบิณฑบาต
ช่วงอยู่กับหลวงพ่อใหญ่สิงห์ทองนี่ พอตะวันมันจะขึ้น แสงเงินแสงทองนี่กําลังจะสว่าง เริ่มสวดเลย พอเสร็จปุ๊บก็ไปบิณฑบาตเลย ใช้เวลาสวดโดยประมาณ ๕๐ นาที องค์อื่นก็ช้ากว่านั้นไม่ได้ อาตมา (ท่านพระอาจารย์สอน) สวดยังโดนเลย ทีแรกก็สวดช้าๆ กลัวว่ามันจะกลืนอักขระอะไร ท่านก็ดุเอาเลย “มันมาแกะปาฏิโมกข์อยู่นี่แหละ” อาตมาก็เร่งเลย สปีดปึ๊บขึ้นมา เสียงมันเหมือน วืบ ! พอเสร็จแล้ว ท่านว่า “ไม่รู้มันว่าอะไรวะ” เสียงฟังไม่รู้เรื่อง มันคล้ายๆ กับแมลงอะไรที่มัน อื้อ ! แต่ทางอีสานเขาบอกว่า ตัวที่เขาเอามาชนกัน อยู่ทางเหนือ แมงคาม (ท่านสวดเร็วจนเสียงคล้ายกับแมงคาม (ภาษาอีสาน) เวลามันบิน ภาษากลางเรียกแมลงชนิดนี้ว่า กว่าง หรือ ด้วงกว่าง หรือ แมงกว่าง หรือ แมงกวาง เรียกได้หลายอย่าง) เขามาชนกันนะ มันบินดัง อื้อ ! ท่านบอกว่า อาตมานี่สวดเหมือนอย่างนั้นแหละ ฟังไม่รู้เรื่อง คือสวดช้าไม่ได้ ทีแรกก็ช้าอยู่“แกรกๆ” กลัวมันอักขรวิบัติ พอเราสวด แกรก “จะมาสวดแกรกๆ อยู่นี้เหรอ” แต่หลวงปู่อุ่นนี่สวดเพราะมาก
ก่อนสวดปาฏิโมกข์ จะทําวัตรย่อ วันปกติก็ทําของใครของมันที่กุฏิ รวมกันเฉพาะวันพระวันปาฏิโมกข์ ปาฏิโมกข์ก็ตอนเช้า ก็ทําวัตรเช้าย่อๆ เดือนละ ๒ ครั้ง พระวินัยเดือนละ ๒ ครั้งตอนเช้า”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระและการสวดปาฏิโมกข์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองดําเนินตามองค์หลวงตาพระมหาบัว ดังนี้
“เพราะระหว่างที่ท่านเทศน์ เราก็นั่งกันไป ใช่ไหมคะ แล้วทีนี้ถ้าเผื่อท่านเทศน์จบ บางองค์รวมอยู่ ท่านก็บอกไม่ต้องไปเรียกเขา ปล่อยเขา บางทีเขาก็จะนั่งอยู่ทั้งคืน แล้วก็เช้าก็ไปถึงเวลาไปบิณฑบาต ท่านจะถือว่า แล้วระหว่างสวดมนต์นี่ ถ้าใครจิตรวมเลย ก็ไม่ต้องหมอบกราบ ไม่ต้องอะไร ตามจังหวะ ก็นั่งไปเลย
คือท่านจะไม่สวดมนต์เก่งเหมือนอย่างวัดหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวนี่ท่านสวดมนต์เก่งๆๆๆ ของท่านหลวงตากับท่านอาจารย์สิงห์ทองนี่ ก็จะเฉพาะวันพระ ที่ชาวบ้านเข้ามาอุโบสถ ท่านก็พาเขาสวดด้วย พระเณรก็มา พอสวดเสร็จเรียบร้อยก็เทศน์ สวดไม่นาน ไม่เยอะมาก ท่านสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วจะมีบทอะไรอีกนิดหน่อยเท่านั้น ท่านถอดออกมาจากหลวงตา ท่านถอดของหลวงตามาทุกกระเบียดเลย
เรื่องปาฏิโมกข์นี่ ทุกองค์ต้องได้ เพราะว่าตั้งแต่สมัยอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นแล้วท่านจะจิ้มองค์ไหนให้ปาฏิโมกข์ แล้วท่านจับเวลา ทุกองค์นี่จะต้องหยุดเวลาเดียวกัน แล้วก็จบนี่ จะต้องเวลาเดียวกัน พอสวดพร้อมกันแล้วนี่ เหมือนองค์เดียวสวดเลย จะต้องเป็นอย่างนั้นเลย
แล้วท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็เอากับพระที่ในวัดเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นเลย ใช้เวลาเท่ากัน เพราะท่านจะนั่นเลย แล้วก็เว้นจังหวะหยุดยังไง มารวมกันนี่ เสียงจะต้องเหมือนกับเป็นองค์เดียวสวดเลย จะไม่แตกเสียงกันเลย สวดพร้อมกันทุกองค์ แต่ถ้าเผื่อนั่นนี่ ท่านจะให้สวดทีละองค์ท่านจะจิ้มใครก็ได้ คือเรียกว่า ต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ พอจิ้มก็ต้องว่าให้ได้”
สอนพระเรื่องการขบการฉัน
เรื่องการขบการฉันของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อรักษาธาตุขันธ์ในการประกอบความพากเพียร ไม่ให้ติดในรสชาติของอาหาร ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็ได้ปฏิบัติให้พระศิษย์ได้ดูเป็นแบบอย่าง และท่านได้นํามาสอนพระศิษย์ ดังที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“เรื่องการขบ การฉัน การอยู่ การกิน ก็ให้คิดดู เรื่องร่างกายของเราเป็นอยู่ด้วยของสกปรก เราดื่ม เรากินอะไรลงไปเริ่มแต่ของสกปรก ถ้าหากไปตกถูกที่นั่งที่นอนของเรา ถ้าไม่ล้างไม่เช็ดออก เพราะมันสกปรกถูกเนื้อถูกกายของเราเหมือนกัน เพราะเหตุใดเราถึงขบถึงฉันลงไปได้ ของสกปรกอย่างนั้น เพราะธาตุขันธ์มันเป็นของสกปรก อยู่กับของสกปรก
การขบ การฉัน การรับอาหาร อย่าไปคิดติดรสชาติต่างๆ ให้คิดว่าเราขบฉันเพื่อธาตุขันธ์เป็นอยู่ จะได้ทําความพากความเพียร มิใช่ว่าจะเอารสเอร็ดอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้อย่าไปติดสมมุติส่วนนั้น ให้คิดว่าเราทานอาหาร ฉันอาหารลงไปเพื่อบํารุงธาตุขันธ์ หรือเพื่อให้ธาตุขันธ์เป็นอยู่พอให้กําจัดเวทนาความหิวกระหายออกไป ถ้าหากเราไม่ขบ ไม่ฉัน ไม่อยู่ ไม่กินอย่างนั้น ร่างกายก็เพียบเพลียลงไป จะทําความเพียรให้ตลอดรอดฝั่งไม่ได้ อาศัยอาหารเพียงแต่เป็นของบํารุงธาตุขันธ์ชั่วกาล ชั่วเวลา พอได้ทําหน้าที่ประพฤติปฏิบัติเท่านั้น อย่าไปถือในรสอาหารมากไปกว่านั้น ถ้าไปถือมากไปกว่านั้น อาหารก็จะเกิดเป็นตัณหาขึ้น ทําจิตทําใจของเราให้โกรธให้เดือดร้อนในเมื่ออาหารไม่ถูกกับกิเลสตัณหาของตน แล้วทําใจของตัวให้คะนองเสียหายในเมื่อได้อาหารที่ดิบที่ดีมา
เหตุนั้นการพิจารณาอาหาร ให้พิจารณาเพียงว่าเป็นของขบฉัน หรือรับประทานไปเพื่อยังธาตุขันธ์เป็นอยู่ได้เพียงวันๆ เท่านั้น ถ้าถึงกับเป็นของเอร็ดอร่อย ของดิบของดีขนาดไหนก็ตาม อาหารจะต้องจากความสกปรกไปไม่ได้ ทิ้งเอาไว้ไม่นาน อาหารนั้นจะต้องบูดเน่าหรือเสียหายยิ่งเข้าไปในปากในคอของเรา เคี้ยวเข้าถูกกับมูลฟัน ไม่เคี้ยวมันสกปรกอย่างไร เราจะคายออกมาดูก็ได้ จะสามารถดื่มหรือกินเข้าไปอีกได้ไหม มันสกปรกขนาดนั้น
บางท่านบางองค์เป็นคนขี้ขลาดขี้กลัว อุตส่าห์ดั้นด้นไปอยู่ในป่าช้า ดงเสือ สละตายเพื่อภาวนา เมื่อสู้กันอย่างนั้น ทํากันอย่างนั้น มันยังไม่ได้ผล ยังไม่เห็นผล ตัดอาหารมาอีก สองวันสามวันมันจะตาย จึงค่อยให้มันขบมันฉัน เอากันอย่างนั้น ท่านทํากัน ทําจริงๆ จังๆ พวกเรามันอยากจะสุกก่อนห่าม มันสําคัญ พอทํากันไปนิดๆ หน่อยๆ ก็ถอยไปเสีย ผลประโยชน์จึงเกิดขึ้นหรือได้มาจึงนิดหน่อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตน”
ท่านจะโกรธมาก ถ้าใครมาสึกพระของท่าน
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าปฏิปทาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไม่ยอมให้ใครมาสึกพระ ไว้ดังนี้
“แล้วตอนที่ท่านจํารัสยังไม่สึก ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็ ด่าเพ้ยเลย ! เพราะว่าผู้หญิงคนนั้นเขาเป็นคล้ายๆ กับว่า ร้านขายทองหรืออะไรนี่ แล้วพ่อแม่เขาก็ไม่ชอบใจ เขาก็หาว่าพระนี่ทําอะไรก็ไม่เป็น แล้วก็พอตอนที่เขาจะเอาท่านจํารัส เขาก็ขับรถพาท่านจํารัสมาหาท่านอาจารย์สิงห์ทองหลายหน ท่านก็พยายามที่จะไม่ให้ท่านจํารัสสึก พอนั่นท่านก็ด่า
“อีปิ๊กอัพมันจะมาเอาพระเราไปสึก”
ท่านจํารัสนี่รู้สึกอยู่ในองค์ที่สนิทกันมากเลย แล้วก็ตอนนั้นก็รู้สึกคล้ายๆ กับว่ากรรมการที่จะรับเงินเจดีย์หลวงปู่ฝั้นด้วย เขาถึงได้ไปหาเรื่องไง ว่าท่านสึกไป แล้วก็คงจะเอาเงินทองตรงนี้ไปด้วย ท่านเป็นพระเถระแล้วสมัยนั้น แล้วก็ตอนหลังท่านก็มาบ่นกับท่านอุ่น กับอะไรที่บอกว่า โอ้ย ! ถ้ารู้อย่างนี้ไม่ยอมสึกไปหรอก คือพอสึกไปแล้ว มันก็เหมือนอย่างกับว่าตัวเองทําอะไรมันก็ทําไม่เป็น ไอ้โน่นก็ เอ๊ะ ! เดี๋ยวศีลจะไม่ดี อะไรอย่างนี้ พ่อตาก็คล้ายๆ ช่างไปเอามา เหมือนเลี้ยงเสียข้าวสุก คือก็เข้าใจ รู้สึกท่านจะบวชตั้งแต่เด็กเลย แล้วท่านก็สะอาดสะอ้าน
ท่านอาจารย์สิงห์ทองตอนนั้นก็ อู้ย ! ว่าผู้หญิง เพราะท่านจะโกรธมาก ถ้าหากใครมาสึกพระของท่าน เป็นปฏิปทาของท่าน”
ท่านเทศน์โทษของกามราคะ เมื่อมีสีกาจะมาสึกพระ
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องเมื่อมีสีกาจะมาสึกพระ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเทศน์โทษของกามราคะ ไว้ดังนี้
“ก็อย่างตอนหนึ่ง ก็มีหลวงปู่อะไรที่อายุมากแล้ว มาบวช ผู้หญิงที่เป็นภรรยาเขาเคยบวชชีแล้วเขาสึกมา แล้วก็มีลูก ๒ คน ยังไม่โต รู้สึก ๔ – ๕ ขวบ ทีนี้ตอนแรกเขาคงบอกว่าจะมาบวชพรรษาเดียว แต่พอบวชไปๆ เขาได้ธรรมะหรือยังไงนี่ เขาก็ทําท่าจะไม่สึก
พอผู้หญิงเขามา ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็เทศน์ถึงว่าสมัยพุทธกาลก็มี พ่อแม่คู่หนึ่งมีลูกชายอายุคล้ายๆ เริ่มจะเป็นหนุ่ม ก็มาฝากอาจารย์ทิศาปาโมกข์นี่ว่า ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอกว่าวิชาทางโลก แต่ถ้าเผื่อเป็นไปได้ลูกนี่จะบวชไม่สึกเลย ก็จะดีใจมาก
อาจารย์ก็รับเอาไว้ แล้วแทนที่จะให้ไปเรียนกับเพื่อนคนอื่นนี่ ก็บอกให้ลูกศิษย์คนนี้ดูแลแม่ตัว แม่ตัวอายุ ๑๐๐ แล้วว่าให้ไปคอยดูแลป้อนข้าว อาบนํ้า แล้วแม่จะคุยอะไรก็ให้ฟัง แล้วก็เออออห่อหมกไปทุกเรื่อง ก็ไม่มีการไปเถียงหรืออะไรเลย แล้วพอแม่นอนแล้วนี่ก็จะต้องมาเล่าให้อาจารย์ฟังว่าแม่คุยอะไรให้ฟังบ้าง
ก็ปรากฏว่าพอไอ้หนุ่มคนนี้ไปดูแลใกล้ชิด แม่ก็พูดเองเออเองว่า “เออ ! เจ้านี่มาติดใจฉันอย่างนี้ ยังไงๆ ลูกชายฉัน เขาก็ไม่ให้ฉันไปแต่งงานกับเจ้าหรอกนะ” พออีกสักอาทิตย์หนึ่งก็“ฉันเห็นใจเจ้าเหลือเกิน เพราะฉะนั้นไม่เป็นไร ฉันก็ต้องกําจัดลูกชายฉันออกไปเสียก่อน” ก็คล้ายๆ กับว่าบอกให้ไอ้หนุ่มนี้ เพราะแม่นี่ตาบอดแล้ว อายุ ๑๐๐ นึง หลังโก่ง ก็ให้ไอ้หนุ่มโยงเชือกจากเตียงนอนของแม่ไปจนกระทั่งถึงห้องลูกชาย เพราะจะได้เดินตามสายนั้นไป แล้วก็ฉันจะเป็นคนฆ่าลูกชายเอง เพื่อว่าเราจะได้อยู่ด้วยกันได้
ไอ้หนุ่มมันก็จะเป็นลมตาย มันก็บอกว่ามันเลิกแล้วล่ะ ไม่เอา
“เออ ! เอาหน่อยน่า” คือก็เพราะแม่อยากให้เห็นว่า ผู้หญิงนี่มันคล้ายๆ กับว่า มันอย่างนี้อย่าไปนั่นเลย จะได้บวช ก็ปรากฏว่า สองคนก็ช่วยกันตัดต้นกล้วยมาวางไว้บนเตียง เพราะว่าคืนนี้แม่จะมาฟันลูกชาย แล้วสองคนก็ไปแอบดู พอสักสี่ทุ่ม แม่ก็ก้าวตามนี่ แล้วก็เอามีดมาคลําดูก็คิดว่านี่ลูกชายนอนหลับ ก็ฟันเต็มแรง
ทีนี้ลูกชายรู้แล้วว่าแม่อายุขัยจะหมดตอนนี้ ก็เอาแม่ของตัวเป็นคล้ายๆ กับว่าอุปกรณ์ให้ไอ้หนุ่มคนนี้ได้เห็นไงว่า ไอ้ราคะตัณหามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุขัย พอฟันเสร็จ มันด้วยความที่เหนื่อยมาก หัวใจวายตาย ไอ้หนุ่มคนนั้นก็บอก ขอบวช ขอบวช ไม่ไหวแล้ว หนุ่มคนนั้นบวชเลย
นี่ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็เล่าวันที่เมียมา คล้ายๆ กับจะมาเร่งรัดให้ผัวสึก ให้ท่านอาจารย์นั่น ท่านอาจารย์ก็ไม่ให้พบกับผัว แล้วก็อะไรต่ออะไร แล้วก็ให้เขาพักอยู่ทางเรา (ฝั่งอุบาสิกา) แล้วลงมาที่ศาลาครัวแล้วก็เล่าเรื่องนี้ พวกเราฟังแล้วเราก็ โหย ! อะไรกันวะ มันถึงพรรค์นี้เชียวเหรอ แล้วตกลงหลวงปู่นั้นก็ไม่ได้สึก ไม่ได้สึกก็อยู่จนกระทั่งมรณภาพ ท่านอยู่ที่วัดป่าแก้วฯแล้วตอนหลังท่านก็ไปมีวัดของท่านหรืออย่างไร แล้วเข้าใจว่าท่านได้ตกกระแส ได้คุณธรรม อาจจะได้มากกว่านั้นด้วย แต่ท่านอาจารย์มองเห็น ชื่ออะไร ดูสิบทจะลืมชื่อขึ้นมา บวชตอนช่วงที่เรายังอยู่ที่วัด แต่จําไม่ได้ว่าปีไหน ท่านมรณภาพแล้ว ถามท่านหนูทับก็อาจจะรู้ หลวงปู่ท่านนี้แก่กว่าท่านสอน แก่เพราะว่าท่านอายุมากแล้วตอนที่ท่านมาบวช แล้วใครๆ ก็ไม่คิดว่าท่านจะปฏิบัติได้เท่าไหร่ ก็คิดว่าเป็นพระหลวงตาปรัมปรา ท่านอายุมากแล้ว ตอนบวชร่วม ๖๐ ได้ พอจะครบพรรษา เขาก็มาแล้ว เอาลูกมาด้วย ๒ คน ท่านอาจารย์ไม่ให้พบ
ท่านอาจารย์สิงห์ทองมีอุบายแก้สึก อย่างท่านสกลที่แม่มาร้องไห้ ท่านบอก “เอ้า ! ตอนเขามาบวช เขาก็ไม่ได้มาขออนุญาตเรา แล้วตอนนี้เขาก็ไม่ได้ดําริสึก แล้วอยู่ดีๆ จะให้พระอาจารย์ไปบังคับให้เขาสึกได้ยังไง พระสกลก็บวชมาตลอด
พูดตามจริงท่านอาจารย์สิงห์ทองท่านมี… ลูกศิษย์ท่านก็ไม่ธรรมดา โอ้ย ! ทั้งนั้นแหละ เราไม่เคยนึก ตอนที่อยู่ด้วยกัน เราก็เฉยๆ แต่พอตอนนี้มานั่งนึก โอ้โหย ! ท่านเจียระไนแต่ละองค์ออกมานี่ไม่ใช่เล่น ก็อย่างท่านสอน ท่านอะไร พวกนี้เราก็ว่าไม่ธรรมดา”
ท่านใช้สอยปัจจัยสี่อย่างประหยัดและมัธยัสถ์เสมอ
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“การใช้สอยปัจจัยสี่นั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านใช้สอยอย่างประหยัดและมัธยัสถ์เสมอ เช่น ผ้าต่างๆ ของท่านจะปะชุนแล้ว ปะชุนอีก ผ้าอาบนํ้าบางผืนเก่าจนขาดรุ่งริ่ง ท่านก็ไม่ยอมทิ้ง ยังใช้ผ้านุ่งอยู่ ทั้งที่ผ้าอาบนํ้ามีไม่อดในวัด เวลากลางคืนท่านจะจุดตะเกียงโป๊ะเล็กๆหรี่ลงเสียจนจะไม่มีแสง ท่านไม่ยอมใช้ของฟุ่มเฟือย เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ลูกศิษย์”
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ท่านได้เมตตาเล่าเรื่องความประหยัดและมัธยัสถ์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้เพิ่มเติมดังนี้
“ปีนั้นอยู่กับท่าน แล้วอาตมาก็เคยตีตาดไปที่บริเวณกุฏิท่าน หลวงพ่อสิงห์ทอง ท่านประหยัด แบบว่าทุกวันนี่ ผ้าเช็ดเท้า ผ้าอะไรของท่านนี่ จะว่าเป็นเรื่องตลกก็ จะว่ายังไง คือก่อนที่จะกวาดลานวัดน่ะ บางทีท่านจะสรงนํ้า สรงนํ้าท่านสรงเองนะ สรงที่กุฏิท่านน่ะ ปุ๊บปั๊บๆ รวดเร็วด้วย ท่านไม่ให้พระเณรไปช่วยสรงนะ ถ้าท่านป่วย ถึงจะได้สรงนํ้าให้ท่าน สรงนํ้าร้อน ถ้าไม่ป่วยท่านจะสรงนํ้าเย็น สรงองค์เดียวเลย ปุ๊บปั๊บๆ เดี๋ยวเดียวเสร็จ
ตอนนั้นอาตมาก็ตี ก่อนที่จะออกไปลานวัดน่ะ ก็ตีไปที่กุฏิตัวเองอยู่ ก็ตีไปที่หลวงพ่ออาจารย์ใหญ่ หลวงพ่อสิงห์ทอง เรียกท่านอาจารย์ใหญ่ ต้องออกไปนั่นตรงนั้น พอดีท่านก็เอาผ้า ผ้าเช็ดเท้านี่มันขาด ข้างหลังนี่ขาดหมดนะ เอามาเปลี่ยนให้ อาตมามองเห็นกระโปกท่าน ก็เลยอดขําไม่ได้ ท่านตีท่านเฉยนะ ท่านน่ะ แบบวางปล่อยวางอะไรของท่านน่ะ เรามองเห็น มันคนกิเลสเยอะ มัน… จากนั้นก็ขํา
พอเราหัวเราะเท่านั้น ท่านหันกลับมาตวาดใส่เราเลย “มันบ้าเหรอ” ว่างั้น “หัวเราะผ้าขาดมันยังหัวเราะ มันบ้า” อาตมากลัวๆ กลัวท่านมาก ก็เลยพอวุ๊บมา “หัวเราะอะไรวะ”แค่นั้นแหละก็เลยไม่อยู่แล้ว
ท่านเอาผ้าเช็ดเท้านั้น ท่านจะเปลี่ยน พอกวาดบริเวณหน้ากุฏิท่าน พอเหงื่อมันซึมๆ นี่ ท่านจะสรงนํ้า คือจะซักผ้าด้วย ผ้าเช็ดเท้าน่ะ มันขาด แต่ว่าท่านก็นุ่งทางหน้าปิดดีอยู่หรอก แต่ว่าทางข้างหลังผ้ามันขาด ท่านจะผลัดเปลี่ยนพอได้สรงนํ้า นี้ไม่ได้ออกไปข้างนอกนะ นุ่งอยู่เฉพาะบริเวณกุฏิท่านนะ คือพอกวาดบริเวณกุฏิเสร็จ ท่านไม่ออกไปข้างนอกหรอก มีพระเณรกวาดแต่ว่าวันนั้นอาตมา เข้าไปจะไปช่วยท่านกวาดนั่นแหละ กวาดบริเวณพอดีไปเห็นก็เลยขําไง ตามันเหลือบมองไปเห็น
โอ๊ย ! ท่านประหยัดนะ ท่านไม่ได้ใช้สุรุ่ยสุร่ายนะ ท่านใช้ให้เป็นตัวอย่าง ทําทุกอย่างให้ลูกศิษย์เอาไปเป็นตัวอย่าง พอข้างนอก ท่านไม่ได้เอาไปใช้หรอก ท่านพอกวาดตรงหน้ากุฏิท่านเสร็จ ท่านก็สรงนํ้า จะเอาผ้านั้นแหละสรงนํ้า ที่เอาผ้านั้นเปลี่ยนเก็บไว้ เพราะว่ากวาดบริเวณนั้นเสร็จ ท่านก็จะสรงนํ้าตรงนั้น แล้วก็เปลี่ยนแล้วก็ท่านจะซักแล้วผึ่งแดดเอาไว้ เอาไว้เช็ดเท้า”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนุ่งผ้าปะ ดังนี้
“แล้วก็เรื่องผ้าปะเนี่ย มันยังมีเหลืออยู่ เพราะว่าตอนหนึ่งที่เรา ปกติเนี่ยเราก็ไปอยู่แต่เฉพาะ ๓ เดือนที่เข้าพรรษา แล้วพอเสร็จแล้วก็กลับบ้าน ทีนี้พอปีที่คุณโยมแม่ (โยมแม่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) เจ็บเนี่ย ก็อยู่ตั้งแต่เข้าพรรษานี้ไปจนออกพรรษาอีก มันก็ปีกว่าๆ แล้วที่วัดเนี่ย บางทีเวลาฝนตกเนี่ยมันตก ๗ วัน ๗ คืน มันไม่แห้งเลย แล้วก็เสื้อเนี่ยค่ะ ถึงคุณแม่ชีจะเอาสุ่มไก่มาแล้วก็เอาไฟข้างล่าง มันก็ยังขึ้นรา
ทีนี้เราก็เป็น จริงๆ พอขึ้นราเสร็จ เรามาซักมาตากเนี่ยมันก็หอมแดดแล้ว แต่พอเห็นไอ้จุดดําๆ น่ะ เราก็ประสาทว่า ถ้าเราเหงื่อออกเดี๋ยวรามันจะมาขึ้นในตัวเรา ทีนี้เราก็ไปสรรหาผ้าสิว่าจะมีผ้าอะไรที่มันจะไม่ขึ้นรา ท่านอาจารย์สิงห์ทองท่านก็บอกว่า อีผ้าสาลูน่ะ ผ้าอ้อมเด็กน่ะมันไม่ขึ้นรา ซึ่งมันจริง มันไม่ขึ้นราจริงๆ แต่มันเปื่อยง่ายไง ทีนี้พอเราไปอยู่เป็นปีน่ะ ผ้าสาลูเรามีไป ๓ ตัว มันก็ขาดหมดเลย ขาดจนกระทั่งท่านกลัวว่าเราจะปะเสื้อไม่เป็น ท่านก็เอาอีสบงนี่ล่ะ ที่สบงพระธุดงค์ก็เป็นสีกรักใช่ไหม แต่เวลาปะเนี่ย ท่านไม่ได้ใช้ผ้าสีกรัก ท่านเอาผ้าสีแบบแปร๊ดอย่างไอ้จีวรพระบ้าน สารพัดสีเลยนะ กลัวว่าเราจะไม่เห็นว่าตรงไหนปะเอาไว้บ้าง แล้วท่านก็นุ่งมานะ แล้วท่านก็แทนที่มาถึงจะนั่งลงเลย ท่านก็หมุน ทําอย่างกับว่ากําลังแฟชั่นโชว์ แต่ก็ไม่รู้ว่าผ้าผืนนี้ใครเอาไป หรือว่าหายไปไหน น่าจะเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ไว้ดู”
ท่านสอนให้ศิษย์ประหยัดมัธยัสถ์
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คนเราอยู่กัน ยังไม่รู้ตัวเองเลยว่า ใจของตัวคิดไปอย่างไรบ้าง เมื่อดิฉันไปอยู่วัด ตกเย็นประมาณ ๔ – ๕ โมง เราจะช่วยกันในครัว ถ้าเป็นหน้าฝน เห็ดที่วัดงอกเยอะ
ท่านอาจารย์สิงห์ทองสอนให้เณรรู้จักหาเห็ด เพื่อว่าต่อไปเณรเหล่านี้สึกไปเป็นฆราวาส ต้องทํามาหากิน มีครอบครัว จะได้รู้จักมัธยัสถ์ประหยัด ไม่ใช่เอะอะเอาสตางค์ไปซื้ออย่างเดียวถ้าเป็นหน้าฝน ท่านก็พาเณรไปดูตามป่าในวัด หาเก็บเห็ดมาให้โรงครัว พวกเราผู้หญิงก็ไปช่วยกันล้างเห็ด”
เร่งความเพียร หรือเร่งสะสมกิเลส
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของญาติโยม เมื่อทางวัดมีงานจะมีคนมากันมาก และงานต่างๆ ก็มาก ซึ่งท่านได้ดุพระเณรญาติโยมที่หนีงานโดยอ้างการเร่งความเพียร โดยคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์เคยดุพระเณร เวลาที่วัดมีงาน มีแขกไปใครมาเยอะๆ พระเณรบางองค์จะอ้างว่า ตอนนี้ขออนุญาตเร่งความเพียร ขออนุญาตไม่ออกบิณฑบาต การไม่ออกบิณฑบาตคือข้อยกเว้นว่าไม่ต้องทําข้อวัตรปฏิบัติ ไม่ต้องกวาดลานวัด ไม่ต้องเข็นนํ้า หามนํ้า ไม่ต้องทํางานโยธาทั้งหลายทั้งปวงในวัด ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นสิ่งที่เปลืองเวลาภาวนา ในการต้องออกมาวุ่นกับผู้คนที่มารบกวนความสงบสงัดไปจากวัด
ท่านอาจารย์สอนว่า “การทําอย่างนี้ไม่ใช่การเร่งความเพียรเพื่อสะสมกุศลเหตุหรอก แต่เป็นความรู้มาก ความเห็นแก่ตัว เพราะมรรคหยาบของเราส่อความเห็นแก่ตัว ไม่เอาพวกเอาพ้อง”
ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างว่า ถ้าที่วัดมีงาน เช่น มีทอดกฐิน ทอดผ้าป่า หรือมีงานอะไรเป็นหน้าที่ที่พระทั้งหลายในวัด รวมทั้งแม่ชีและฆราวาสที่ไปปฏิบัติ จะต้องมาช่วยกันรับผิดชอบ ดูแลรับรองผู้มาในงานบุญเหล่านี้ เมื่อทราบว่าจะมีงาน ใครรีบมาบอกหมู่เพื่อนว่า ขอโทษทีนะ วันนี้ฉันจะอดข้าว จะเร่งความเพียร ไม่ออกมาช่วยงานโยธา
อย่างนี้ท่านอาจารย์อธิบายว่า มรรคหยาบส่อให้เห็น เป็นคนเห็นแก่ตัว คนอื่นเขาเหนื่อยยากกัน เราจัดแจงหลบไปเข้าถํ้า หรือหนีไปขุดรูอยู่ ทํากิริยาว่าฉันเร่งความเพียร แต่จริงๆใจอาจจะฟุ้งซ่าน ไม่ได้ความเพียรอะไรเลยก็เป็นได้”
และอีกตัวอย่างที่คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อตัวเองไปฝึกปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ที่วัดป่าแก้วชุมพล ช่วงหนึ่งมีผ้าป่าซึ่งจะมีเด็กนักเรียนมาพันกว่าคน ท่านอาจารย์เป็นห่วงว่าเด็กๆ จะหิว เราจะมีอะไรไว้ต้อนรับคณะผ้าป่า คุณแม่ชีก็ตกลงว่าจะทําข้าวต้มมัด แจกคนละ ๒ มัด เพราะฉะนั้นจํานวนข้าวต้มจะเป็นประมาณ ๒,๕๐๐ มัด
การทําข้าวต้มมัดจํานวนมากอย่างนี้ จะใส่ลังถึงนึ่ง ย่อมไม่ทันการณ์ คุณแม่ชีจึงใช้วิธีใส่ปี๊บ แล้วเติมนํ้าให้ท่วมมัดข้าวต้ม ต้มนํ้าจนเดือด ข้าวต้มมัดสุกทั่วกัน จึงยกลงจากไฟ การทําวิธีนี้ผู้ห่อข้าวเหนียวผัดถั่วดําหุ้มกล้วยด้วยใบตอง จะต้องห่อด้วยความระมัดระวัง และมัดตอกให้แน่น โดยไม่ให้ใบตองแตก เพราะถ้าใบตองแตก หรือมัดไม่แน่น นํ้าเข้าไปได้ ข้าวต้มมัดที่ควรจะนุ่มเหนียว จะกลายเป็นข้าวต้มแฉะเปื่อย เสียชื่อเสียง หมดฝีมือ
การห่อใบตองที่บางใบก็แข็งกรอบ เราไม่ทันระวัง พอพับกลีบก็แตกแล้ว คุณแม่ชีก็ดุทุกคนเลยขยาด บุญกุศลก็ไม่อยากได้แล้ว ต่างคนก็ต่างอ้างว่า จะเร่งความเพียร นั่นคือวิธีเลี่ยงไม่มาช่วยในครัว
ท่านอาจารย์เลยดุให้ว่า “การปลีกตัวไปเร่งทําความเพียร ในยามที่ทุกคนเหนื่อยยากอย่างนี้ ไม่เรียกความเพียรหรอก เรียกเร่งสะสมกิเลสต่างหาก”
ท่านชี้แจงว่า คนเราจะปฏิบัติขัดเกลาใจ ซึ่งเป็นของละเอียดยิ่งนักให้ดีพร้อม ต้องเริ่มจากมรรคหยาบก่อน คือ งานทางโลก เวลาที่คนอยู่ด้วยกันทุกข์เดือดร้อน เพราะเกิดปัญหาที่ไม่ได้คิดฝันแล้ว เราก็ดีดตัวไปไม่ร่วมรับผิดชอบ ปลีกเอาตัวรอดไปคนเดียว แบบนั้นเรียกว่าคนเห็นแก่ตัว
ถ้าเห็นแก่ตัวอย่างนี้ พอไปนั่งภาวนาทํามรรคละเอียด ก็เป็นภาวนาสะสมกิเลส แทนที่จะภาวนาเพื่อให้มีใจเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น กลายเป็นภาวนาว่า เจ้าประคุณ ฉันมาปฏิบัติแล้ว ให้ฉันได้โน้น ได้นี้ ได้นั้น ท่านเรียกว่า ภาวนาด้วยความโลภเรียกว่า พุทธพาณิชย์ ไม่ได้เรียกว่าภาวนา อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน
ดิฉันก็ประทับใจกับคํานี้ อ้อ เราต้องเริ่มต้นที่มรรคหยาบ เวลาทําอะไร เกี่ยวข้องกับสังคมเพื่อนฝูง เราต้องมีนํ้าใจ รับผิดชอบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
เวลาปฏิบัติ บางครั้งก็เหนื่อย เดินอยู่ก็สักแต่ว่าเดินๆ ให้ครบตามเวลา สติก็เตือนขึ้นมา ท่านอาจารย์เคยว่า ถ้าสักแต่ว่ามีขาก็เดินไป แต่ไม่เอาสติมาเดินด้วย หมามี ๔ ขา มันเดินเร็วกว่าเราอีก จะเดินแพ้หมานะ จะมีอุบายทํานองนี้เตือนขึ้นมาในใจ ทําให้เกิดความมุ่งมั่นพากเพียรพยายาม เมื่อฝึกฝนอบรมตนอยู่เรื่อยๆ ผลที่สุดจะกลายเป็นอุปนิสัย เมื่อจะทําแล้ว ทําให้ดี ไม่เกเรเกะกะ ทําไปก็บ่นในใจไป เหมือนครั้งเริ่มห่อข้าวต้มมัด ทําไมต้องเป็นเราด้วยนะ แหม จริงๆ เชียว มือก็ห่อไป แต่ขอให้ได้บ่น บ่น บ่น เสร็จแล้วก็เหนื่อยไปเอง
เพ้อบ่นไปได้พักหนึ่ง ก็ได้สติ ครูบาอาจารย์ท่านมีหูทิพย์นะ ขณะที่ท่านฉันข้าวต้มมัดของเราไป ไอ้เสียงบ่นของเราก็คงติดแถมเข้าไปด้วยเป็นเหมือนกรวดทราย ไประคายตําคอท่าน แล้วเรายังจะบ่นบ้าอยู่อีกหรือ ก็ค่อยๆ มีแยบคายอุบายมาเตือนตัวเอง ให้ใจรู้ อยู่กับตัวไปเรื่อย”
ท่านไม่ชอบไปโรงพยาบาล
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เช่นเดียวพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลาย คือ ท่านไม่ชอบไปหาหมอตามโรงพยาบาล เวลาท่านอาพาธ ท่านจะรักษาด้วยธรรมโอสถ เพราะท่านพระอาจารย์สิงห์ทองสูบบุหรี่ จนลูกศิษย์ลูกหาต่างพากันเป็นห่วงเป็นใยสุขภาพของท่าน จึงกราบอาราธนานิมนต์ท่านไปหาหมอ เพื่อตรวจรักษาโรค แต่ท่านไม่ยอมไป และท่านได้เทศน์ไว้ดังนี้
“ทุกคนที่เป็นหมอรุมกันอยู่นั้น ๕ – ๖ คน ดูอยู่นั้น ว่าเสียงเดียวกัน เราก็ยืนกระต่ายขาเดียวจะกลับ เขาก็เลยมานิมนต์เอกซ์ (เอกซเรย์) อีกหรือ ? ถ้าเอกซ์อีกไม่ติด เข้าไปห้องใหม่อีก เอกซ์อีก ไม่มีอะไรครับ (เมื่อก่อนนี้ยังมีนะโยม) ก็ยังบอกอยู่แล้วไม่มีอะไร มานี้ หมอไปรับมาเพิ่มใจของหมอต่างหากล่ะมั้ง ไม่ใช่มารักษาโรคนะ อย่างนี้ก็คงจะเป็นแบบนั้น ภาวนาอยู่ สิงคโปร์ เห็นปอดไม่ดี เพราะสูบบุหรี่อยู่ เขามาขอฟิล์ม ไม่ดีมั้ง อาจารย์อยู่นี่ไม่เห็นมันเป็นอะไร”
วันสําคัญทางพระพุทธศาสนาท่านพาทําทุกปี
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านอยู่วัดป่าแก้วชุมพลเป็นการถาวรแล้ว เมื่อถึงวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา ฯลฯ ท่านก็พาพระศิษย์และศรัทธาญาติโยมประชุมบูชากันทุกปี โดยในวันสําคัญเช่นนี้ ท่านจะพาทําวัตรสวดมนต์ ลงอุโบสถสวดปาฏิโมกข์ และท่านจะแสดงธรรม กลางคืนจะถือเนสัชชิก คือ ไม่นอน โดยอยู่ปฏิบัติภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิตลอดคืน โดยขอยกตัวอย่างที่ท่านได้เทศน์การทํามาฆบูชาไว้ดังนี้
“วันนี้เป็นวันมาฆะฯ ดิถีที่ ๑๕ คํ่า พวกเราเหล่าพุทธมามกะชนทั้งหลายก็พร้อมใจกันมาทําสักการบูชา เพราะวันนี้เป็นวันมหามงคลอันหนึ่ง ซึ่งพวกพุทธบริษัททั่วไป จะทําการสักการบูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยของเรามีพระมหากษัตริย์ เป็นศาสนูปถัมภก ได้ยกเว้นราชการทุกแผนกให้หยุดราชการ ทํามาฆบูชา คือ ทําการบูชาองค์สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะวันนี้พระพุทธเจ้าของเรา เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ได้มีการสวดปาฏิโมกข์ เรียกว่า “พระวิสุทธิอุโบสถ” คือ มีพระสงฆ์จาตุรทิศต่างๆ โดยไม่ได้เชื้อเชิญหรือนิมนต์มา ได้มารวมกันในวัดเวฬุวัน จํานวน ๑,๒๕๐ องค์ พระสงฆ์ที่มาเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ขีณาอาสวะ บวชเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ บวชเฉพาะพระพุทธเจ้าบวชให้ และพระองค์ก็ได้ทรงทําอุโบสถ วางโอวาทปาฏิโมกข์ ตั้งแต่วันนั้นมาจนตลอดถึงทุกวันนี้ ได้บัญญัติไว้ให้ภิกษุทั่วไปที่บวชอุทิศต่อพระพุทธเจ้าทําอุโบสถกัน ๑๕ วันทําหนหนึ่ง ถ้าหากภิกษุรูปใดไม่ทําอุโบสถตามพุทธบัญญัติ พระองค์จะปรับอาบัติ
เป็นวันสําคัญอย่างนี้แหละ พวกเราเหล่าท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงได้พากันมาประชุมบูชาองค์สมเด็จพระศาสดา ตลอดถึงพระสงฆ์ที่เป็นขีณาอาสวะ คือ พระอรหันต์ เพื่อจะให้เป็นบุญเป็นกุศลแก่ตนของตนและเป็นเรื่องที่จะให้อนุชนรุ่นหลังได้ถือเอาไว้เป็นระเบียบแบบอย่างต่อไป เหตุนั้นพวกเราเหล่าท่านถึงวันถึงเวลาจึงพากันทําทุกๆ ปีมา”
การประชุมสงฆ์
การประชุมสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญของวัดป่ากรรมฐาน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็ได้ดําเนินตามปฏิปทาในข้อนี้ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่พาดําเนินมาจนเป็นประเพณีนั้น ดังที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“ปกติการประชุมกัน ทุกวันทุกเวลานั้น มันก็บางท่านบางคนก็ไม่ค่อยถูกอัธยาศัย บางท่านบางคนก็ถูก แต่ประเพณีที่ครูที่อาจารย์ท่านเคยทํามา “๓ วัน ๔ วันก็ประชุมกันทีหนึ่ง หรือ ๖ วัน ๗ วันถึงจะประชุมกันทีหนึ่งก็มี” หมายถึง การประชุมภายนอก แต่ตัวของท่านไม่เคยขาดทําความพากความเพียร
ประชุมกันก็แนะสอน เพื่อจะให้รู้จักข้อวัตรปฏิบัติ ก็การแนะสอนก็เคยแนะสอนมาแล้วว่าข้อวัตรปฏิบัติมีอย่างไร เราก็จะต้องจดจําเอาไว้ตั้งใจทํา ตามหน้าที่ของเรา ไม่ใช่จะให้ท่านบังคับบัญชาถึงจะทํา”
การฟังธรรมะป่า
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ถึงการฟังธรรมะป่า ไว้ดังนี้
“การฟังธรรมะ ทุกท่านทุกคนเคยฟังกันมา ธรรมะของแต่ละอาจารย์ที่แสดงไปก็ตามนิสัยของท่าน แต่ธรรมะนั้นก็เหมือนกันกับอาหาร คนฉลาดทําอาหารก็มีรสชาติเอร็ดอร่อย คนโง่ไม่เคยทําอาหาร ถึงทําได้รสชาติก็ไม่มีใครนิยมรับทานให้ ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เรื่องการแสดงธรรมะ ทุกท่านที่แสดงมาก็มุ่งหวังอยากจะให้ผู้ฟังได้รับความสงบสุข แต่การแสดงของท่าน ก็แล้วแต่สติปัญญาจะอํานวยให้ ธรรมดาพระป่าโดยมากไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องธรรมะตํารับตํารา เหมือนพวกปริยัติเขา ฉะนั้น ที่ท่านพูดไปแสดงไป อะไรที่ขัดข้องที่ไม่อยู่ในหูของเรา ที่สังคมส่วนใหญ่เขาไม่พูดกัน แต่พระป่าพระดงซึ่งท่านไม่เคยสังคมพูด เราก็ให้อภัยกันไป เพราะท่านไร้การศึกษา
ธรรมดาการฟังธรรมะป่า เมื่อเวลาฟังก็ต้องนั่งภาวนา กําหนดจิตของตนเอาไว้ปัจจุบัน คือไม่ให้ส่งกระแสจิตคิดปรุงไปในเรื่องอดีต หรืออนาคต กําหนดอยู่ในเรื่องปัจจุบัน อะไรเกิดขึ้นก็ให้ทราบ มีสติประคับประคองจิตไม่ให้คิดให้ปรุงส่วนอื่น
ท่านแสดงอะไรไปก็เป็นหน้าที่ของท่าน เราคนฟังก็คอยฟังไป ท่านพูดได้ เราก็ฟังได้จะหนักเบาอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่านผู้แสดง ฉะนั้น ตอนการฟัง เราจะต้องตั้งใจรักษาอารมณ์สัญญา ไม่ให้มาเกี่ยวข้องกับจิตใจ มุ่งความสงบสุขของใจ”
เรื่องของภาษา
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ขณะที่ท่านอยู่จําพรรษา ณ วัดป่าแก้วชุมพล ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๙ มีชาวต่างชาติหันมาสนใจพระพุทธศาสนาและได้มาปฏิบัติธรรมที่วัด ซึ่งท่านไม่ได้ภาษาอังกฤษ โดยท่านได้เทศน์เรื่องของภาษาไว้ดังนี้
“อาจารย์ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ก็ไม่ได้ภาษาอังกฤษ เพราะว่าไม่ได้สนใจ เลยไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เรียนเอาไว้ ก็ไม่เคยนึกเคยฝันว่าจะมีคนต่างชาติมาอาศัยวัด
สมัยเก่าก่อนมันไม่มีแขกต่างชาติที่จะมาศึกษาศาสนา โดยมากเขาก็ศึกษาศาสนาของเขา แล้วก็การท่องเที่ยว การคมนาคมแต่ก่อนมันก็ไม่สะดวกเหมือนสมัยนี้ นานๆ ทีถึงค่อยจะมีแขกจากต่างประเทศมาในเมือง แล้วก็พวกที่เขามา เขาก็มาธุระทําหน้าที่ของเขา เขาไม่ได้สนใจเข้าวัดเข้าวากับศาสนาพุทธ
แต่สมัยหลังๆ มานี้มีคนสนใจศาสนาพุทธ ก็พระเณรที่ท่านศึกษา ท่านก็ศึกษาเรื่องภาษาพอที่จะพูดกันได้เป็นบางถ้อยบางคํา ภาษาเรื่องสมมุติ มันเรื่องหยาบอันหนึ่ง คือสิ่งเดียวกันก็สมมุติไปหลายถ้อยหลายคํา ภาษาหนึ่งพูดไปอย่างหนึ่ง ภาษาหนึ่งพูดไปอย่างหนึ่ง ทั้งๆ ที่ของนั้นเป็นอันเดียวกัน
ทางด้านธรรมะ ถึงแม้ว่าจะสมมุติ ไปที่ไหน มันก็เหมือนกันหมดนั่น เช่น ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความทนได้ยาก เรียกว่า “ทุกข์” อย่างนี้จะเป็นภาษาอะไร ? สมมุติไปอย่างไหน ความปรากฏในกาย ในใจ มันก็ปรากฏอยู่อย่างนั้น ความทุกข์อันนี้ไม่มีชาติ ชั้น วรรณะไหน ไม่มีพวกใดที่จะไม่ได้รับ ทุกคนเกิดมาจะต้องมีความทุกข์กาย ทุกข์ใจด้วยกันทั้งนั้นนี้คือสัจธรรมคือของจริง ซึ่งมันผิดแผกแตกต่างกัน ที่จะไปเกิดในสิ่งใดแดนใดก็เหมือนกันทั้งนั้น”
แม้ท่านเหน็ดเหนื่อยก็ยังเมตตาเทศน์
การเทศน์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเน้นการปฏิบัติ เนื้อหาส่วนมากท่านเทศน์ไปทุกๆ อย่าง เทศน์หมด เทศน์แต่ละครั้งนานประมาณ ๓๐ – ๔๐ นาที ถ้าเทศน์วันพระจะนาน๑ ชั่วโมง – ๒ ชั่วโมง ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แม้ท่านเหน็ดเหนื่อยก็ยังเมตตาเทศน์ โดยท่านเทศน์ถึงความดีของหลวงปู่มั่น และพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น ดังนี้
“ความดีของคนที่สร้างเอาไว้ประทับจิตประทับใจของคนรุ่นหลัง ที่ยังอยู่ก็จะการสร้างเจดีย์ สร้างสถูป สมัยพุทธกาลหรือในประวัติทางศาสนาท่านก็ได้อนุญาต ว่าคนที่ควรแก่เจดีย์นี้มีอยู่ ๔ จําพวก คือ พระพุทธเจ้าหนึ่ง พระปัจเจกพระพุทธเจ้าหนึ่ง พระอรหันต์หนึ่ง และก็พระเจ้าจักรพัตราธิราชหนึ่ง ที่สมควรควรแก่เจดีย์
คือสร้างเจดีย์ไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ไปกราบไปไหว้ เป็นอนุสติระลึกถึงผู้ที่มีคุณธรรมมีคุณความดีในจิตใจก็จะเป็นไปเพื่อความสุขความเจริญของเขา เพียงระลึกนึกได้ในความดี นั่นก็ถือว่าเป็นอนุสติเป็นทางไปสู่สุคติ เมื่อเราระลึกถึงได้เวลาจะตาย ว่าเราได้เคยไปกราบ ไปไหว้ไปสักการบูชาสถานที่อย่างนั้นอย่างนี้ ที่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสศรัทธา แล้วก็เกิดความสุขความสบายขึ้นกับจิตกับใจ ระยะที่จากร่างไปก็ไปเกิดสู่สุคติ
ท่านก็เห็นประโยชน์อยู่แบบนั้นแหละ ท่านถึงค่อยบัญญัติให้สร้างสถานที่เอาไว้ นี้ท่านก็ไม่ได้สั่งเสียอะไรท่านอาจารย์มั่น ความดีของท่านปรากฏไปทั่วสารทิศ ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ เพราะความที่ท่านทําตัวของท่านดี ตายไปแล้วก็ยังมีคนไปกราบ ไปไหว้ ไปสักการบูชา คนชั่วไม่ได้เป็นแบบนั้น ยังอยู่ก็เน่าก็เหม็น พอตายไป คนที่ยังไม่ตายยังเหลืออยู่ เขาก็ดีใจเหมือนเอาไฟออกจากตัวของเขา มันชั่วอยู่ที่ไหนก็เหมือนไฟอยู่ที่นั้น มันจี้คนอื่นให้ร้อน
อากาศวันนี้ก็ยังไม่ค่อยเย็นเท่าไหร่นะ มันก็ร้อนอยู่นิดหน่อย แต่ตอนดึกมาจะได้ห่มผ้านะ ผ้าห่มพอกันไหมนะ นี่มันผ่านไปแล้วมันก็สะดวกสบายไปล่ะการงาน แต่งานทางอื่นมันก็ดึงไปๆอยู่เรื่อยๆ จะพูดธรรมะสู่ฟังซะหน่อยนะ ต่างคนก็ต่างเหนื่อย อาจารย์ก็เหนื่อยเพราะอาจารย์ร่างกายธาตุขันธ์มันเหน็ดๆ เหนื่อยๆ มันธรรมดา ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ
พูดถึง “พิพิธภัณฑ์ท่านอาจารย์มั่น” คนที่สนใจในประวัติของท่าน ทยอยกันมากราบไหว้สักการบูชา ไม่ว่าทิศใดทางใด ต่างประเทศก็มา เนื่องจากคุณงามความดีที่ท่านสะสมเอาไว้ตามธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ท่านประพฤติตัวของท่านดี ก็มีผู้ที่นิยมชมชอบ”
และอีกครั้งหนึ่ง แม้ท่านเหน็ดเหนื่อยก็ยังเมตตาเทศน์ โดยท่านเทศน์ถึงการสอนธรรมะขององค์หลวงตาพระมหาบัว ดังนี้
“เหนื่อยวันนี้ รู้สึกเหนื่อยผิดปกติวันนี้ ทําท่าจะเป็นไข้ พักผ่อนไม่ได้สักคืนหนึ่ง อากาศมันเป็นอะไร ตี ๒ มันยังไม่หลับ เคลิ้มไปนิดเดียว วันนี้จะมาพักให้หลับ มันก็ไม่หลับอีก มันร้อนมันจะไปบ้านเดิมมันไม่ได้ ธาตุ มันขึ้นแล้วก็บ่ฟังจะตีหนึ่งก็ตีหนึ่ง เว้า (พูด) ธรรมะซะหน่อย เหนื่อย พูดไปบ้านตาดก็ไปฟังมากัณฑ์หนึ่งแล้วเช้านี้ ท่านอาจารย์ (องค์หลวงตาพระมหาบัว) เมตตาเล่าธรรมะสู่ฟัง
นี้ก็ได้ฟังเหมือนกัน แต่ท่านสอนฆราวาส ไม่เหมือนสอนพระ สอนฆราวาสก็สอนตามขั้นตามภูมิของคน ถ้าคนภาวนาตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ท่านก็สอนไปอีกแบบหนึ่ง ถ้าคนเพียงมาทําบุญสุนทานธรรมดา ท่านก็สอนไปอีกแบบหนึ่ง
การสอน สอนไปตามหน้าที่ ตามบุคคลที่ควรสอน เหมือนครูที่สอนนักเรียนชั้นประถมจะเอามัธยม อุดมศึกษามาสอนประถมก็ไม่เข้าใจ ชั้นอุดม มัธยมจะเอาชั้นประถมไปสอน เขาก็ดูหมิ่นนินทา
นี้การพูดธรรมะของครูของอาจารย์ที่ท่านแนะสอนก็ทํานองเดียวกัน แต่ท่านที่ฉลาดถึงท่านจะสอนแบบไหนก็ฟังได้ ฟังออก เพราะธรรมะเป็นสาธารณะ ท่านสอนแบบนั้น ท่านสอนแบบนี้มีตั้งแต่ข้ออรรถข้อธรรมที่ควรจดควรจํานําไปประพฤติปฏิบัติ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้านั้นมันมีคุณค่าสาระสําหรับจิตที่ยังมีความผิดความเสียหายอยู่”
ท่านสอนญาติโยมนั่งสมาธิภาวนาพุทโธ
การสอนธรรมะภาคปฏิบัติ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จะสอนตามหลักสมถะ วิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ท่านได้ปฏิบัติมา โดยในเบื้องต้นแห่งการปฏิบัติธรรม ท่านจะสอนนั่งสมาธิภาวนาพุทโธ ดังที่ท่านได้เทศนาธรรมไว้ดังนี้
“จะได้อธิบายธรรมะสิ่งต่างๆ วันนี้ถือว่าเป็นวันพิเศษ โดยปกติที่วัดนี้ ประชุมในวันพระมีคณะญาติโยมจากชาวบ้านเขามาจําศีลกัน แต่วันนี้เป็นวันงานเลยถือโอกาส มาจากต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็ว่าได้ มาอยากจะศึกษาถึงข้อปฏิบัติในการฝึกหัดจิตใจของตน เหตุนี้วันนี้จึงถือโอกาสประชุมเป็นพิเศษ เพื่อจะได้แนะสอนคนที่มาก่อน หรือมาใหม่รวมกัน ตั้งใจสดับรับฟังตามคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
การศึกษาธรรมะภาคปฏิบัติตามแบบแผนครูบาอาจารย์หรือพระพุทธเจ้าแนะสอนเอาไว้ การนั่งสมาธิ การฝึกจิตอบรมใจของตน ท่านให้นั่งขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายของตนให้ตรง ดํารงสติของตนให้มั่น จะกําหนดบทธรรมเป็นต้นว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ, พุทโธธัมโม สังโฆ ว่าถึง ๓ หนแล้ว เอาแต่พุทโธคําเดียว จะกําหนดแต่ลมหายใจ พุทเข้า โธออกพุทเข้า โธออก อยู่อย่างนั้นก็ได้ เพื่อตัดกระแสจิตของตนที่นึกคิดติดตามอารมณ์สัญญาต่างๆ
ปกติจิตใจของพวกเราที่ขาดการอบรม ขาดการภาวนา แค่มีกระแสจิตนึกคิดในอารมณ์ต่างๆ เหตุนั้นการฝึกเบื้องต้นเราจะต้องทําความเชื่อ ความเลื่อมใส คิดว่าเราทําแบบนี้แหละ กําหนดบทธรรมแบบนี้แหละ จะเป็นเหตุยังจิตของตนให้สงบเยือกเย็นลงไปได้ สกัดขาดจากสัญญาอารมณ์ต่างๆ จิตของตนจะตั้งมั่น เราคิดเอาบทธรรมบทใดบทหนึ่งที่เราชอบใจพอใจมาบริกรรมอยู่อย่างนั้น ทําความรู้สึกของใจให้อยู่ในคําบริกรรมของตน ไม่ได้ส่งกระแสจิตไปติดตามอารมณ์อันอื่น
ถ้าหากเราบริกรรมและมีสติจดจํา มีปัญญาสืบต่อ เรื่องของจิตที่นึกคิดอยู่สมํ่าเสมอ ไม่ให้ปรุงไปในอารมณ์สัญญาต่างๆ เอาคําบริกรรมบทนั้นแหละเป็นที่อยู่อาศัยของจิตของใจ เมื่อเราทําได้อย่างนั้นอารมณ์สัญญาส่วนอื่นที่เคยเกิดขึ้น หรือเคยนึกคิดติดตาม ก็จะถอยเข้ามาหาพุทโธหรือคําบริกรรมของตน จิตของตนก็จะได้รับความเยือกเย็น จะได้รับความเป็นสุข
เมื่อจิตของตนได้รับความเป็นสุข ได้รับความสงบ ขาดจากสัญญาอารมณ์ส่วนภายนอกเราจะเห็นความเบาความสบายของกายของจิตเรียกว่า กายลหุตา คือ การเบากาย จิตตลหุตา คือ การเบาจิต เบาแบบไม่นึกคิด เบาแบบไม่รู้สึกว่า ร่างกายเป็นอย่างไร ร่างกายมีเหมือนกับร่างกายไม่มี เราจะนั่งนานขนาดไหนก็นั่งได้ ถ้าหากจิตไม่ถอดไม่ถอนขึ้นจากธรรม โรงเรือนของใจเมื่อใด เวทนา คือ ความเจ็บปวดต่างๆ จะไม่แสดงให้ท่านผู้มีจิตสงบ หรือโรงเรือนนั้นให้ได้รับความรู้สึก เหตุนั้นท่านผู้ฝึกจิตได้สะดวกสบาย ท่านผู้ฝึกจิตได้ถึงขั้นโรงเรือนสงบ ท่านจึงมีความทนทานในการนั่งของท่านเป็นหลายๆ ชั่วโมงก็นั่งได้ ไม่มีการแสดงอากัปกิริยาท่าทีปวดแข้ง ปวดขา ปวดหลัง ปวดเอว แม้แต่อย่างหนึ่งอย่างใด ด้วยอํานาจของใจท่านวางจากสัญญาอารมณ์อันอื่น สงบเยือกเย็นลงรวมอยู่ในสมาธิ
เมื่อจิตถอดถอนขึ้นมาจากขั้นลงรวมของจิตได้ เราจะพิจารณาร่างกาย หรือบทธรรมอะไรก็แจ่มใสชัดเจน เพราะเหตุอํานาจที่จิตมีความตั้งมั่น อํานาจที่จิตมีกําลังเหมือนกันกับหอกดาบหรือขวานพร้าที่เขาลับคมดีแล้ว เราจะตัดจะฟันอะไรก็ขาดได้ตามต้องการของเรา ถ้าหากไม่มีการลับละเลยปล่อยเอาไว้อยู่เรื่อยไป ขวานหรือพร้าเล่มนั้นก็ไม่มีวันเวลาที่จะคมกล้าไปได้
เหตุนั้นการลับขวาน หรือลับพร้า จึงเป็นหน้าที่ของผู้ที่ทํางานจะต้องลับอยู่ทุกกาล ทุกเวลา เมื่อทํางานเสร็จเมื่อใดจะทําใหม่ก็ต้องลับอีก เพื่อไม่ให้เสียกําลังแรงที่เราไปตัดไปฟัน เหตุนั้นเรื่องของจิตก็เหมือนกัน ถ้าเราพยายามอบรมจิตให้ลงรวมได้ การพินิจพิจารณาอวัยวะร่างกาย หรือบทธรรมอะไรก็จะสะดวกสบายภายในใจของเรา เห็นแจ่มใสชัดเจนแจ้งประจักษ์ขึ้น เมื่อเห็นเรื่องชั่วหรือเรื่องดีแจ่มประจักษ์ขึ้นในจิตในใจของตน ด้วยเหตุผลที่เราอบรมจิต ฝึกฝนจิต ทําจิตของตนให้ลงรวมได้ เราก็จําเอาไว้เพื่อฝึกจิตฝึกใจให้รวมบ่อยๆ เมื่อรวมได้มาพินิจพิจารณาอะไรก็เห็นแจ่มใสชัดเจนเป็นธรรมดาอย่างนั้น เหตุนั้นท่านจึงสอนขั้นต้นในการนั่งสมาธิ”
ท่านเทศน์นิทานชาดกแทรกช่วยนักภาวนา
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเทศน์นิทานชาดกไว้ดังนี้
“ท่านก็คงเรียน แต่ท่านไม่ได้เริ่มต้นเล่าพระไตรปิฎก ท่านจะเทศน์เราคือคล้ายๆ กับว่า วันนี้กิเลสตัวไหนของเรากําลังอาละวาดอยู่ ท่านก็จะฟาดเรื่องนั้นล่ะ แต่ทีนี่ เออ ! ท่านคงเห็นว่าเราชอบฟังนิทาน พอเราชักจะไม่ไหวแล้ว เพราะระหว่างที่ท่านเทศน์นี่ ท่านบอกให้เรานั่งแล้วท่านมีกฎว่า ถ้าท่านลงนั่งแล้ว ท่านไม่ได้ขยับ เราไม่มีสิทธิ์ขยับเลยจะต้องนั่งอยู่อย่างนั้นจนกว่าท่านจะขยับ แล้วเราเองเกิดมาหนึ่งไม่เคยนั่งกับพื้น แรกๆ นี่หือ ! มีความรู้สึกว่า ตาตุ่มนี่มันลุกเป็นไฟแล้ว กระดานเนี่ยไหม้ไปแล้ว ท่านยิ่งอย่างนั้น ท่านก็ยิ่ง อู้ย ! คุยใหญ่เลย เราก็ อู้ย !ท่านอาจารย์
พอเราชักจะไม่ไหวแล้ว ท่านก็จะมีชาดกแทรกเข้ามาเป็นทํานองว่า ดูเหมือนเด็กมันชอบฟังนิทาน มันจะได้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้น ก็อย่างนี่ล่ะ
เพราะเราไปกราบหลวงตาก่อนที่วัดนรนารถฯ ตอนแรกไม่รู้จักท่านอาจารย์สิงห์ทองหรอกค่ะ รู้จักหลวงตาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ถึงได้ไปวัดป่าแก้วฯ ทีนี้หลวงตาท่านเนี่ย ไม่รู้ใครๆ บอกว่าเราคงเคยเป็นลูกหลานตัวเล็กของท่าน พอเราไปถึง ท่านก็จะเล่าแต่ชาดกให้ฟัง เราก็มีความรู้สึก พระป่านี่น่ารักจังเลย เล่าแต่นิทานให้เราฟัง ส่วนใหญ่นะ หลวงตาจะเล่า
แต่ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ก็มีเหมือนกัน แต่โดยมากนิทานชาดกของท่านนี่จะทําให้เราทําไมนะเขาถึงบรรลุกันได้ง่ายๆ โกนหัวครึ่งหัวก็บรรลุแล้ว ยังโง้น ยังงี้ ยังงั้น แต่พอเราอิจฉาตาร้อนเสร็จ ท่านก็บอกว่านี่นะที่ชาตินี้เกิดมาอย่างนี้ อย่างนี้ ถอยไปเนี่ย อู้ฮู้ ! ทุรกันดารยังไงมาบ้าง แล้วท่านก็ยํ้า “คนจะล่วงทุกข์เพราะความเพียร” เป็นทํานองว่า “อ้าว ! ฟังมาก็มากแล้วที่เล่ามันก็เป็นสมบัติของอาจารย์ เพราะฉะนั้นใครทําใครก็ได้ ใครกินใครก็อิ่ม ต่างคนต่างไปปฏิบัติ” ถ้าวันไหนเราแย่มากๆ ท่านก็จะบอกว่า “นี่นะเตือนกันในฐานะที่คนเคยคุ้นเคย ท่านสบายแล้วก็อยากให้ศิษย์สบายบ้าง แต่ถ้าเผื่อใครขี้เกียจขี้คร้านก็ช่วยไม่ได้ ตัวใครตัวมัน”
ความหมายธรรมปฏิสันถาร
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ถึงการปฏิสันถาร หรือการต้อนรับ ตามหลักพระธรรม–วินัย ไว้ดังนี้
“เวลานี้ที่ได้มาประชุมกัน ในฐานะที่เป็นหัวหน้า หรือเขาสมมุติว่าเป็นอาจารย์ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ก็เลยมาพูดธรรมะสู่กันฟัง เพราะการต้อนรับกันนั้น ทางธรรมวินัยท่านก็มีไว้ว่าด้วยกัน ๒ อย่าง คือ
อามิสปฏิสันถาร ปฏิสันถารด้วยอามิส มีข้าวปลาอาหาร ที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้พักพาอาศัย นี้คืออามิสปฏิสันถาร ซึ่งพวกเราท่านก็เคยประสบพบกันมา
ธรรมปฏิสันถาร คือ อธิบายธรรมะ พูดธรรมะสู่กันฟัง ว่าอะไรที่จะเกิดประโยชน์แก่จิตแก่ใจของเราได้ มีผู้อธิบายให้เราเข้าจิตเข้าใจ นี้แหละได้ชื่อว่า “ธรรมปฏิสันถาร”
ธรรมปฏิสันถารนั้น ก็แล้วแต่ท่านผู้เทศน์จะพูดไป ท่านที่มีความรู้ ความฉลาดสามารถ ท่านก็พูดไปได้ยืดยาว แล้วก็มีเหตุผลที่น่าเชื่อฟัง ทําจิตทําใจให้เลื่อมใสศรัทธา องอาจ กล้าหาญในการละชั่วบําเพ็ญดี แต่ผู้ที่ไม่มีสติปัญญา ไม่มีกําลังสามารถอย่างนั้น ก็พูดไปตามกําลังของตัวที่จะพูดได้
นี้อาจารย์เป็นคนป่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เคยศึกษา พูดง่ายๆ ว่าโง่จะตายไป ไม่ใช่คนฉลาดอะไร พูดถึงโลกของเขา “เรียนก็เพียง ป.๓ เท่านั้น” พูดถึงทางโลกไม่มีคุณสมบัติ คุณวุฒิอะไร แต่มาอยู่ในวัดในวาหลายปีหลายเดือนเข้า ทางศาสนาไม่เหมือนทางโลก คนที่บวชนานเขาก็ถือว่าอาจารย์ ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ ความฉลาดสามารถอะไร เขาก็ตั้งชื่อให้
นี้เป็นสมมุติของโลก ซึ่งได้รับเอง ไม่มีใครเขาแต่งตั้ง แต่คนทั่วไปเขาถือว่า “อาจารย์”ก็อาจารย์โง่ๆ ขนาดนี้แหละ อยู่ตามความโง่ ความหลงของตัว แต่ความรู้ความเห็นในความโง่มีแบบไหนก็พูดสู่กันฟังไป โลกอันนี้ถ้าหากจะพูดถึง “คนโง่ คนป่าพูด” มันก็น่าลุ่มหลง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันยั่วยุ สมมุติทับวิมุตติ คือ จิตใจของเราไว้สมํ่าเสมอไป
เรื่องของโลกมันหลอกลวงจิตใจอยู่ตลอดเวลา เรื่องของธรรมไม่เคยสัมผัสอะไรในจิตในใจ เหตุนั้นจิตใจจึงมืดบอดตลอดมา พอมาศึกษาตั้งหน้าปฏิบัติตามอรรถธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้า เราจะค่อยสว่างขึ้นในจิตในใจ เข้าใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ตามเป็นจริงของมันไป ถึงจะไม่มีประกาศนียบัตร ว่าเราดีเราเด่นอย่างนั้นอย่างนี้ ผู้ประพฤติปฏิบัติเป็นสันทิฏฐิโก คือ เห็นเองจากจิตจากใจของตน”
ธรรมปฏิสันถารของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม บันทึกธรรมปฏิสันถารของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“ในด้านธรรมปฏิสันถาร ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมีความเมตตาสูงต่อคณะศรัทธาญาติโยมที่มาให้ทาน รักษาศีล และปฏิบัติธรรมที่วัดป่าแก้วชุมพล คณะแล้ว คณะเล่า ท่านจะเมตตาอบรมธรรมะพร้อมทั้งเล่าประสบการณ์ด้านการภาวนาของท่านให้ฟัง บางครั้งก็เล่าเรื่องผี ซึ่งมีทั้งผีจริงและผีสังขารหลอกลวง
ท่านจะดูแลเอาใจใส่อย่างรอบคอบที่เกี่ยวกับญาติโยมที่มารักษาศีลและปฏิบัติธรรม ทั้งที่พักและเรื่องอาหารการกิน ทุกคณะที่มาบําเพ็ญภาวนา ต่างพากันสรรเสริญคุณธรรมข้อนี้ของท่านพระอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง ว่าได้รับความอบอุ่น สบายจิตสบายใจมาก เมื่อมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าแก้วชุมพล เมื่อถึงกําหนดผู้มาปฏิบัติธรรมจะลาท่านกลับ ท่านจะเทศน์อบรมธรรมะส่งท้ายเกือบทุกครั้ง ผู้ที่มาปฏิบัติแล้วมักจะกลับมาอีก พร้อมทั้งแนะนําผู้สนใจปฏิบัติธรรมมาเป็นลูกศิษย์ท่านอยู่เรื่อยๆ ตราบจนวาระสุดท้ายของท่านพระอาจารย์”
การรับกิจนิมนต์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ส่วนใหญ่ท่านจะไม่รับกิจนิมนต์ของญาติโยม ในการไปร่วมงานนั้นงานนี้ เพราะจะเป็นการสั่งสมกิเลสและทําให้เสียเวลาในการปฏิบัติภาวนา โดยเฉพาะการเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เว้นแต่กรณีเป็นงานสําคัญและจําเป็นเท่านั้น ท่านจึงรับกิจนิมนต์เพื่อโปรดญาติโยมเป็นครั้งเป็นคราวไป โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์เรื่องการรับนิมนต์ไว้ดังนี้
“เรา (องค์หลวงตา) พยายามเต็มความสามารถในฐานะที่หมู่เพื่อนมายกย่อง มาอาศัยว่าเราเป็นครูเป็นอาจารย์ เราก็ทําหน้าที่ของเราเต็มสติกําลังความสามารถ
อันใดที่จะเป็นเรื่องความเสื่อมเสียลงไปทีละเล็กละน้อย เกี่ยวกับประชาชนญาติโยม เราก็พยายามตัดออก เช่น การรับนิมนต์ที่นั่นที่นี่ เรามีเหตุมีผลของเรา การรับนิมนต์ไปแต่ละครั้งละหนต้องไปเกี่ยวกับประชาชนญาติโยมมีทั้งหญิงทั้งชาย นี่ประการหนึ่ง
ประการที่สอง อติเรกลาภที่เกิดขึ้นมามากน้อย เขาก็ต้องให้ ให้เรา ได้มาแล้วก็จะเป็นอะไร ทีแรกก็ไม่อยากไป พอได้มาแล้วกิเลสมันโผล่หัวขึ้นมา มันสูงจรดฟ้าโน่น จะมีอะไรก็มีตั้งแต่นับเงิน นับสมบัติเงินทองมานั้น เต็มอยู่นั้น วันนี้ก็นับ วันหน้าก็นับ ความสนใจในอรรถในธรรมที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งเป็นพื้นฐานเดิมในเจตนาของตน มันก็ค่อยหมดไปๆ จนกระทั่งมีเหลือตั้งแต่โลกเต็มหัวใจ กลายเป็นเรื่องมาสั่งสมกิเลสอาสวะด้วยความโลภเป็นหลักสําคัญ เป็นตัวใหญ่ เป็นตัวสําคัญ ทําลายจิตใจให้พินาศฉิบหายจากอรรถจากธรรมไปเสียหมด เหล่านี้เราก็ได้พยายาม
คิดดู เราไม่เกรงใจใครเลย ไม่ว่าชั้นไหนจะมานิมนต์ มาขอพระจากเรา เราพูดได้อย่างเต็มปาก พูดตามหลักของเหตุของผลทุกแง่ทุกมุมให้เขาเป็นที่เข้าใจ โดยไม่มีทิฏฐิมานะอะไรไปแฝงกับการไม่รับนิมนต์เขาเลย เพราะเราไม่รับนิมนต์ก็ด้วยเหตุด้วยผลของเรา ซึ่งเป็นหลักธรรมอันหนึ่ง เป็นเครื่องรักษาพระซึ่งอยู่ในความปกครอง อยู่ในความดูแลของเรา เราก็พยายามเต็มที่
หากไม่จําเป็นจริงๆ เราไม่ยอมให้จริงๆ ดังที่เห็นอยู่นี้ หากจําเป็นจริงๆ ก็มี โลกกับธรรมอยู่ด้วยกัน เราก็ปล่อยให้เสียเป็นกาลเป็นเวลาที่เห็นว่าจําเป็น แล้วทําความเข้าใจไว้เฉพาะวาระนั้นเท่านั้น ไม่ให้พรํ่าเพรื่อซํ้าๆ ซากๆ จนเป็นโรคเรื้อรังในการฉันในบ้านในเรือน
พระกับประชาชนเกี่ยวข้องวุ่นวายกันอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่ของดี เป็นสิ่งที่จะทําจิตใจของเราให้ด้อยลงไปโดยลําดับ จตุปัจจัยไทยทานได้มามากน้อย ก็ไม่ถือว่าเป็นของใครต่อของใคร เพราะมันจะเป็นกิเลสตัวหนึ่งขึ้นมา ทําลายผู้นั้นแหละ ไม่ทําลายใคร พอที่จะคิดได้อ่านได้ เราก็ช่วยคิดช่วยอ่าน การช่วยคิดช่วยอ่านอย่างนี้ เราเปิดทางไว้แล้ว เราเปิดไว้ทุกแง่ทุกมุม เราไม่ตายพระเณรเราไม่ตาย เราเลี้ยงดูพระเณรเต็มสติกําลังความสามารถ ทุกชิ้นทุกอย่างวัตถุไทยทานเขานํามาถวาย เราไม่เคยคิด เราไม่เคยสงวนว่านี้เป็นเรา นี้เป็นของเรา ไม่เป็นของใคร เราเป็นผู้ได้มา เขามาถวายเรา นี้เป็นของเรา ไม่เคยคิด คิดดูซิ รับเพื่อพระเพื่อเณรทั้งหมด
เราไม่อด พระเณรไม่อด เราปฏิบัติมาอย่างนั้นด้วยนํ้าใจจริงๆ ซึ่งมีต่อหมู่ต่อเพื่อนเมตตาสงสาร เพื่อให้ธรรมเจริญไม่ให้โลกเข้ามาแฝงได้เลย ให้มีแต่ทางด้านธรรมะโดยถ่ายเดียวที่จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นโดยลําดับ อันไหนที่เป็นช่องทางแห่งกิเลสเข้ามา และจะเพิ่มมากมูนขึ้นโดยลําดับ เราพยายามตัดช่องนั้นไว้เสมอ นอกจากเป็นความจําเป็นก็สุดวิสัย เราคิดไว้หมดทุกแง่ทุกมุม”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นอีกองค์หนึ่งที่ได้ดําเนินตามปฏิปทาข้อนี้อย่างเคร่งครัด ท่านจะสงวนพระเณรให้ปฏิบัติภาวนา การรับนิมนต์ก็รับเฉพาะที่จําเป็นและสําคัญเท่านั้น และให้เป็นครั้งเป็นคราวไป แม้ท่านเองก็จะเมตตารับกิจนิมนต์สําคัญๆ ในบางโอกาสเท่านั้น เช่นงานครูบาอาจารย์ ถ้าเป็นงานศพ ท่านจะไป ถ้าเป็นงานวันเกิด ท่านไม่ชอบ สําหรับญาติโยมงานบังสุกุล งานศพ ท่านจะไปสวดบังสุกุล สวดศพให้ โดยท่านจะไปเอง ชาวกรุงเทพฯ ท่านก็เคยรับนิมนต์แต่ไม่บ่อยครั้งนัก บางครั้งก็เป็นพระติดตามองค์หลวงตา ดังเช่น
ปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ งานฉลองกึ่งพุทธกาล ณ วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ท่านไปกับท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
ปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ ท่านติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เข้าเยี่ยมอาการอาพาธของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร
ปีพุทธศักราช ๒๕๑๓ ท่านรับกิจนิมนต์ที่บ้านของ ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรี ครั้งแรกโดยมีการบันทึกภาพถ่ายของ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร และ ท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต
ปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ ท่านรับกิจนิมนต์ที่บ้านของ ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรี โดยมีการบันทึกภาพถ่ายของคุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ ภรรยาของ ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ กําลังถวายเครื่องไทยทานแด่ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์หนู สุจิตฺโต และท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม
และเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ ณ โรงพยาบาลสุขุมวิท กรุงเทพฯโดยมีการบันทึกภาพพระมหาเถราจารย์และครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐาน
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมาอยู่วัดป่าแก้วชุมพล ท่านจะหยุดธุดงค์และไม่รับนิมนต์ ดังนี้
“ท่านไม่ธุดงค์ ท่านไม่เที่ยว ท่านไม่รับนิมนต์ออกไปข้างนอก ท่านอยู่ที่นี่ อบรมที่ตรงนี้ค่ะ ซึ่งอันนี้เราถือว่า เป็นสิ่งที่พระทุกองค์สมัยนี้จะต้องทํา แล้วทีนี้คนยังไม่เข้าใจไปเห็นหลวงตาที่ท่านออกไปช่วยชาติ แล้วก็เลยคิดว่าจะต้องออกไปโปรด ดังนั้น ก็ถ้าเกิดพระในวัดยังไม่ดีเรียบร้อยแล้วไปโปรดข้างนอก แล้วมันจะได้อะไร เพราะหลวงตาพูดเสมอ ว่าท่านนี่จะไม่ยอมที่จะไปข้างนอก อย่างตอนหนึ่งท่านบอกว่า “ในหลวงจะถวายจะสร้างศาลาใหม่ให้ท่าน โบสถ์”ท่านบอกว่า “ท่านเป็นคนไม่มีวาสนา” จริงๆ น่ะท่านมี แต่ว่าท่านปฏิเสธ เพราะท่านบอกว่าคิดดูสิถ้ามีก่อสร้างนะ พระเณรตายหมด เพราะมันไม่มีเวลาภาวนา”
ท่านสงเคราะห์โลก
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง นอกจากท่านจะสงเคราะห์ทางธรรม โดยธรรมะปฏิสันถาร แล้ว ท่านก็ยังมีการสงเคราะห์โลก สงเคราะห์ในปัจจัย ๔ เครื่องอุปโภค บริโภค ขนม หยูกยา ฯลฯโดยคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ท่านก็ช่วยในละแวกนั้นน่ะ ใครเขามาขออะไร เขาทําอะไร ท่านก็ให้ แต่ไอ้เรื่องที่จะสงเคราะห์แบบสมัยที่หลวงตามาช่วยชาติเนี่ย ยังไม่มี เพราะสมัยก่อนหลวงตาก็ไม่ได้ทําอย่างนี้ก็แบบถ้าเผื่ออย่างที่อะไรใกล้เคียง ท่านก็สงเคราะห์ไป
วัดที่ขาดแคลน มาขออะไรนี่ ท่านก็ให้ สมัยก่อนวัดยากจนมาก แล้วก็มันอยู่ไกลด้วยแหละ ท่านก็อะไรมีเนี่ย ท่านก็ให้ไป เพราะหลวงตาจะส่งมะพร้าว ส่งอะไรเนี่ย ให้กะว่าถ้าเผื่อท่านไม่ได้มาบ่อย ก็อยู่ใช้ไปได้ ๓ เดือน ๖ เดือนอะไรอย่างนี้”
ภาค ๑๐ ท่านเป็นเลิศด้านข้อวัตรปฏิปทาและความเพียร
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านดําเนินตามข้อวัตรปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคารพเคร่งครัดและครบถ้วนทุกประการ นับแต่ท่านออกบวชตลอดถึงสิ้นอายุขัยของท่าน จนเป็นที่ยอมรับในวงกรรมฐาน โดยเฉพาะท่านไม่ชอบงานก่อสร้างอันเป็นถาวรวัตถุทุกชนิด ซึ่งล้วนเป็นงานภายนอก ท่านมุ่งแต่งานด้านจิตใจเพื่อความหลุดพ้น ซึ่งเป็นงานภายใน ด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนา จนเป็นที่ยอมรับของครูบาอาจารย์ทั้งหลายว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านมีความเพียรเป็นเลิศ
หลักปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้บันทึกในหนังสือปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ดังนี้
“หลักปฏิปทาที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่นพาดําเนินมา ซึ่งได้สืบทอดมาถึงพวกเราเวลานี้ เป็นปฏิปทาที่ถูกต้องแม่นยํา ไม่มีเงื่อนจะให้สงสัยแม้แต่น้อย เพราะท่านดําเนินตามแบบฉบับของศาสดาที่มีไว้แล้วในตําราจริงๆ ไม่ใช่แบบแอบๆ แฝงๆ หรือแผลงๆ ไป ดังที่เห็นๆ กันทั่วๆ ไปนี้ มีลักษณะอยากเด่นอยากดัง ไม่เข้าร่องเข้ารอยอย่างนั้นไม่มี สําหรับของหลวงปู่มั่นเป็นปฏิปทาด้วยความเป็นธรรมล้วนๆ จึงไม่มีแง่ใดที่น่าสงสัย…
วิธีดําเนินทางด้านจิตตภาวนา ท่านก็ไม่ได้พาบําเพ็ญหรือปฏิบัติให้นอกเหนือไปจากหลักธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้แล้วนั้นเลย เช่น สอนพุทโธ หรือ สอนอานาปานสติ หรืออาการ ๓๒ นับแต่กรรมฐาน ๕ ขึ้นไป จนกระทั่งถึงอาการ ๓๒ เหล่านี้มีในตํารับตําราโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่เป็นข้อสงสัย ไม่เป็นที่ให้เกิดความระแวงอะไรทั้งสิ้น
ที่ท่านพาดําเนินมาไม่ได้มีบทแปลกๆ ต่างๆ และเป็นสิ่งที่ผูกขาดบ้าง หรือเป็นอะไรขลังๆ บ้าง อย่างนี้ไม่ปรากฏ ถ้าขลังก็ขลังด้วยความเป็นธรรมจริงๆ คือเอาจริงเอาจังประหนึ่งว่าขลัง ไม่ใช่ขลังแบบโลกๆ ขลังด้วยความเป็นธรรม ขลังด้วยความแน่ใจตัวเอง และทําความอบอุ่นแก่ตนเองด้วยความขลังนั้นจริงๆ นี่คือปฏิปทาที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นพาดําเนินมา…
แนวทางดําเนินในสายท่านพระอาจารย์มั่น กรรมฐาน ๕ (เกศา – ผม โลมา – ขน นขา – เล็บ ทันตา – ฟัน ตโจ – หนัง โดยอนุโลมปฏิโลม) และธุดงค์ ๑๓ ท่านถือเป็นสําคัญมาก จะเรียกว่าเป็นเส้นชีวิตของพระธุดงค์สายของท่านก็ไม่ผิด ใครเข้าไปรับการอบรมกับท่าน ท่านต้องสอนกรรมฐานและธุดงควัตรให้ในเวลาไม่นานเลย…”
การปฏิบัติตามหลักปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติ ที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาคณะลูกศิษย์ดําเนินมาเป็นลําดับจนถึงปัจจุบัน หลักปฏิปทามีธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ นั้น เป็นเครื่องบําเพ็ญทางกาย และมีกรรมฐาน ๔๐ เป็นเครื่องบําเพ็ญทางใจ
ธุดงควัตร ๑๓ คือ ข้อวัตรปฏิบัติที่ใช้ขัดเกลากิเลส ช่วยส่งเสริมให้เกิดความมักน้อย สันโดษ มีข้อปฏิบัติอยู่ ๑๓ อย่าง คือ
๑. ใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร (ผ้าบังสุกุล คือ ผ้าที่ถูกทิ้งแล้ว หรือผ้าพันซากศพ)
๒. ใช้ผ้าสามผืนเป็นวัตร (นุ่งห่มเพียง ๓ ผืน คือ สบง จีวร สังฆาฏิ)
๓. ไปบิณฑบาตเป็นวัตร
๔. บิณฑบาตไปตามลําดับเป็นวัตร (งดการเที่ยวบิณฑบาตไปตามใจอยาก)
๕. นั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร (ฉันวันละมื้อเดียว ลุกจากที่แล้วไม่ฉันอีก)
๖. ฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร (ไม่ใช้ภาชนะใบที่ ๒)
๗. ไม่ฉันอาหารที่ถวายภายหลังเป็นวัตร (ฉันเฉพาะอาหารที่ได้จากการบิณฑบาต)
๘. อยู่ป่าเป็นวัตร
๙. อยู่โคนไม้เป็นวัตร
๑๐. อยู่ที่แจ้งเป็นวัตร
๑๑. อยู่ป่าช้าเป็นวัตร
๑๒. อยู่ในเสนาสนะตามแต่เขาจะจัดให้เป็นวัตร
๑๓. ไม่นอนเป็นวัตร (เว้นนอน อยู่ด้วยเพียง ๓ อิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง)
ขันธวัตร ๑๔ คือ ระเบียบวิธีปฏิบัติต่างๆ ในสังคมความเป็นอยู่ของภิกษุ อันส่งเสริมให้การบําเพ็ญสมณธรรมดําเนินไปด้วยดีและเรียบร้อย มีข้อปฏิบัติอยู่ ๑๔ อย่าง คือ
๑. อาคันตุกวัตร หน้าที่ของอาคันตุกะผู้เข้าไปสู่อาวาสอื่น ต้องมีความเคารพต่อสถานที่และประพฤติตัวให้เหมาะสม เช่น ถอดรองเท้า หุบร่ม ห่มเฉวียงบ่า เดินไปหาภิกษุผู้อยู่ในอาวาส ทําความเคารพท่าน ถามถึงที่พัก ห้องนํ้า ห้องส้วม นํ้าใช้นํ้าฉัน ทําความสะอาดที่พักอาศัย และประพฤติตนตามกฎกติกาของวัด เป็นต้น
๒. อาวาสิกวัตร หน้าที่ของเจ้าอาวาสที่จะต้องปฏิบัติต่อพระอาคันตุกะ เช่น หากภิกษุอาคันตุกะพรรษาแก่กว่ามา ให้ปูอาสนะ ตั้งนํ้าล้างเท้า ลุกไปรับบาตรจีวร ถวายนํ้าฉันนํ้าใช้กราบไหว้ บอกเรื่องต่างๆ เช่น ห้องนํ้า ห้องส้วม โคจรบิณฑบาต และ กติกาสงฆ์ ฯลฯ
๓. คมิกวัตร หน้าที่ของผู้เตรียมจะไปที่อื่น ก่อนออกเดินทางพึงเก็บเครื่องใช้สอย เช่น เตียง เก้าอี้ เสื่อ หมอน ผ้าห่ม เป็นต้น ไว้ให้ดี ปิดประตูหน้าต่าง ฝากหรือคืนเสนาสนะให้ภิกษุสามเณร อุบาสก หรือ คนของวัด (ให้) ช่วยดูแล แล้วจึงเดินทาง…ฯลฯ
๔. อนุโมทนวัตร วิธีอนุโมทนา ให้ภิกษุผู้เป็นเถระอนุโมทนา หากทายกนิมนต์ภิกษุหนุ่มให้อนุโมทนา ต้องบอกหรือขอโอกาสพระเถระก่อน ในขณะภิกษุอื่นอนุโมทนาอยู่ หากมีเหตุจําเป็น เช่น ปวดอุจจาระ ถ้าจะลุกไป ต้องลาภิกษุผู้นั่งใกล้ก่อน… ฯลฯ
๕. ภัตตัคควัตร ธรรมเนียมในโรงฉันหรือเมื่อไปฉันในบ้าน ต้องนุ่งห่มให้เรียบร้อย เดินไปตามลําดับอาวุโส ไม่เบียดกัน ปฏิบัติตามเสขิยวัตรทุกข้อ ไม่นั่งชิดพระเถระ นอกจากท่านอนุญาตจึงนั่ง…ฯลฯ
๖. ปิณฑจาริกวัตร ระเบียบประพฤติในเวลาออกบิณฑบาต ให้ปฏิบัติตามเสขิยวัตร เช่น นุ่งห่มให้เรียบร้อย ซ้อนผ้าสังฆาฏิ ห่มคลุมกลัดรังดุม กลอกบาตร ถือบาตรในจีวร กําหนดทางเข้าออก ไม่ยืนใกล้หรือไกลจากผู้ให้นัก อย่ามองหน้าผู้ถวาย รูปใดกลับก่อนปูอาสนะ ตั้งนํ้าล้างเท้า ตั้งใช้นํ้าฉัน…ฯลฯ
๗. อารัญญิกวัตร ระเบียบของผู้อยู่ป่า ก่อนออกบิณฑบาต เก็บเครื่องใช้สอยไว้ในกุฏิปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย จัดหานํ้าใช้นํ้าฉันมาเตรียมไว้ เรียนรู้ทิศต่างๆ และการเดินทางของดวงดาวเพื่อป้องกันการหลงทาง…ฯลฯ
๘. เสนาสนวัตร วิธีดูแลที่อยู่อาศัย ให้ทําความสะอาดอยู่เสมอ ให้เคลื่อนย้ายบริขารด้วยความระมัดระวัง อย่าให้กระทบครูดสีพื้น ประตู หน้าต่าง ถ้ากุฏิเก่าให้ซ่อมแซม หากมีลมฝนแรงต้องปิดประตูหน้าต่าง…ฯลฯ
๙. ชันตาฆรวัตร ข้อปฏิบัติในเรือนไฟที่อบกายระงับโรค ทําความสะอาด ตั้งนํ้า ไม่นั่งเบียดชิดพระเถระ ไม่กีดกันอาสนะภิกษุหนุ่ม บีบนวดและสรงนํ้าแก่พระเถระ…ฯลฯ
๑๐. วัจจกุฎีวัตร ระเบียบปฏิบัติในเวลาเข้าส้วม ถ่ายอุจจาระปัสสาวะแล้วต้องทําความสะอาดส้วมให้เรียบร้อย เข้าห้องส้วมตามลําดับที่มาถึงก่อนหลัง พาดจีวรไว้ที่ราวข้างนอก อย่าเลิกผ้าเข้าไป อย่าเบ่งแรง อย่าเลิกผ้าออกมา นุ่งห่มเรียบร้อยแล้วจึงออก ถ้าส้วมสกปรกให้ทําความสะอาด ตักนํ้าใส่ไว้ให้เต็ม…ฯลฯ
๑๑. อุปัชฌายวัตร วิธีปฏิบัติของสัทธิงวิหาริก (ลูกศิษย์) ต่ออุปัชฌาย์ เข้าไปรับใช้ถวายนํ้าล้างหน้า บ้วนปาก ช่วยนุ่งห่มจีวรให้ ซักผ้า ล้างบาตร ทําความสะอาดกุฏิ รับย่าม ถ้าเดินทางร่วมกับท่าน ไม่ควรเดินใกล้หรือไกลเกินไป ไม่พูดสอดแทรกขณะท่านพูดอยู่ จะทําอะไรต้องถามท่านก่อน จะไปไหนต้องกราบลา ป้องกันอาบัติให้ท่าน เอาใจใส่ยามอาพาธ…ฯลฯ
๑๒. สัทธิงวิหาริกวัตร ข้อที่อุปัชฌาย์จะพึงมีต่อศิษย์ เช่น อนุเคราะห์ด้วยพระธรรมวินัย อบรมสั่งสอนอยู่เนืองๆ ให้บริขารเครื่องใช้ ถ้าศิษย์อาพาธให้อุปัชฌาย์ปฏิบัติต่อศิษย์ดังในอุปัชฌายวัตรเช่นกัน เป็นต้น
๑๓. อาจริยวัตร วิธีปฏิบัติต่ออาจารย์ อันเตวาสิก (ศิษย์) ผู้ถือนิสัยอยู่ด้วยอาจารย์พึงปฏิบัติต่ออาจารย์ดังอุปัชฌายวัตร
๑๔. อันเตวาสิกวัตร วิธีปฏิบัติต่อกันอันเตวาสิก (ศิษย์) อาจารย์ผู้ให้นิสัยพึงปฏิบัติชอบ สงเคราะห์ศิษย์ดังสัทธิงวิหาริกวัตรทุกประการ
วัตร ๑๔ นี้ หากภิกษุไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ทําตาม เป็นอาบัติทุกกฏ ในขณะตั้งใจว่าจะไม่ทําข้อวัตรนั้น ในข้อใดที่เป็นคําปฏิเสธห้าม ว่า “อย่า” หรือ “ไม่” หากภิกษุขืนทําในข้อนั้นๆ เป็นอาบัติทุกกฏในขณะเมื่อล่วงละเมิดข้อห้ามนั้น
การฝึกทําข้อวัตรปฏิบัติกับพ่อแม่ครูอาจารย์สําคัญมาก
ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้วางข้อวัตรปฏิบัติให้พระศิษย์ทั้งหลายได้สืบทอดกันมาเป็นรุ่นๆ นับจากศิษย์รุ่นใหญ่รุ่นแรกๆ เช่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่หลุย หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ท่านพ่อลี ฯลฯ เรื่อยมาถึงศิษย์รุ่นกลาง เช่น หลวงปู่สิม หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ฯลฯ และเรื่อยมาถึงศิษย์รุ่นหลัง เช่น ท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ฯลฯ และเรื่อยมาจนถึงศิษย์รุ่นปัจจุบัน ต่างได้พากันสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติ จนเป็นระเบียบแบบแผนของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านพระอาจารย์มั่น โดยเฉพาะการฝึกทําข้อวัตรปฏิบัติกับพ่อแม่ครูอาจารย์สําคัญมาก โดยท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“ในปัจจุบันนี้ เวลาสมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านบอกทําข้อวัตรๆ ทําข้อวัตรนะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาเป็นสิ่งที่น่าเคารพบูชามาก น่าเคารพบูชาเพราะอะไร น่าเคารพบูชาถ้าผู้ที่อุปัฏฐากเขาศึกษาจนเขาทําได้แล้วด้วยความชํานาญ อุปัฏฐากครูบาอาจารย์องค์ใดครูบาอาจารย์องค์นั้นท่านจะสะดวกสบายของท่าน แต่ทําไมท่านผลักออกล่ะ ใครมาอุปัฏฐาก ๓ ปี ๔ ปี ท่านจะเปลี่ยนๆๆ ตลอดเวลา เปลี่ยนตลอดเวลาเพราะอะไร เพราะให้เขาวนเข้ามา
หลวงปู่มั่นท่านจะบอกเลย “ให้มันมีข้อวัตรปฏิบัติติดหัวมันไป ติดหัวมันไป ถ้ามันมีข้อวัตรติดหัวมันไป มันจะเอาตัวรอดได้” นี่ท่านจะหมุนเวียนเข้ามา หมุนเวียนเข้ามาๆ เพื่อจะมาฝึกหัดๆ ฝึกหัดมันให้มีสติมีปัญญา เพราะเราจะเข้าใกล้ครูบาอาจารย์มันต้องมีสติ มันทําอะไรมันจะมีความผิดพลาด ถ้าความผิดพลาด มันฝึกหัดสติขึ้นมา ถ้าฝึกหัดสติ มันก็มีที่ยึด จิตมันก็มีที่เกาะ ที่พึ่งอาศัย เห็นไหม
นี่หลวงตาก็เหมือนกัน ถ้าใครไปอยู่บ้านตาดสมัยก่อน ๕ ปี ให้ออก ๕ ปี ให้ออก ไม่ให้เกินนั้น เว้นไว้แต่ผู้ที่รับผิดชอบในวัด นอกนั้นมา ๓ พรรษา ๔ พรรษา ท่านให้ออกแล้ว แต่ถ้าคนที่มาฝึกหัดจนชํานาญแล้ว มาฝึกหัด นี่จากไม้ดิบๆ เข้ามา จากเวลาเข้ามานี่ก็ขวางโลกเข้ามา หลวงตาท่านใช้คําว่าหมาคาบบั้งข้าวหลามมา มันคาบบั้งข้าวหลามมา มันขวางเขาไปหมด เพราะอะไร เพราะว่ามันคิดว่ามันมีความรู้
นี่ไง เรียนทฤษฎีมา แบบแปลนนี่เรียนมาหมด รู้หมด เป็นปัญญาชน มีปฏิภาณไหวพริบมีโวหาร มีทุกอย่างเลย ทัพพีขวางหม้อ มันศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามามันไม่มีสิ่งใดมาหรอก ไม่รู้อะไรเลย ทําไม่เป็นในหัวใจเลย มีแต่แบบแปลนแผนผัง ไม่มีความจริงในใจเลย นี่จําของเขามาทั้งนั้น แล้วมาฝึกหัดๆ มันก็ขวางหม้อไปหมด มันขวางเขาไปหมด มันไม่ฟังใครหรอก”
ข้อวัตรปฏิบัติมีประโยชน์มากต่อการดํารงชีวิตของพระป่า
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์ไว้ดังนี้
“นี่ก็เหมือนกัน ข้อวัตรปฏิบัติเรานี่เหมือนดอกไม้ อย่าทิ้งนะ ข้อวัตรปฏิบัติมันจะบอกถึงนิสัย ถึงความรักหรือไม่รักในธรรมวินัย ถ้ารักในธรรมวินัย สิ่งนี้มันเป็นเครื่องวัด
ดูข้าราชการเขาสิ เขายังมีกฎระเบียบของเขา ถ้าทําผิดกฎระเบียบ เป็นอันว่าผิดในการประพฤติปฏิบัติของเขา ของเราก็ต้องมีธรรมวินัย ธรรมวินัยของเรานี้ต้องพยายามรักษาไว้ รักษาไว้นะ เพราะอะไร เพราะจิตบางที มันแบบตกตะกอนไง มันมีเจริญ มีเสื่อม ถ้าเราเสื่อม มันจะไม่ยอมทํา มันเบื่อของมัน
ถ้าเบื่อของมัน ข้อวัตรนี่มันจะชําระตรงนี้ได้ เหมือนคนเราเวลาตื่นนอนขึ้นมา มันง่วงเหงาหาวนอน ดูคนมันง่วงนอน อย่างเช่นคนขับรถเห็นไหม ถ้าหลับในจะประสบอุบัติเหตุนะ จิตก็เหมือนกันเวลามันหลับใน มันไม่ต้องการทําสิ่งใดเลย ข้อวัตรปฏิบัติมันจะช่วยได้ ข้อวัตรปฏิบัตินี่มันจะช่วยให้เราไม่นอนจมไง มันทําให้เราเคลื่อนไหวตลอดเวลา จิตที่มีการเคลื่อนไหวไป มันจะไม่กดถ่วงตัวเองนะ ข้อวัตรปฏิบัติมีประโยชน์มาก มีประโยชน์ต่อการดํารงชีวิตของเรา
เวลาหลวงปู่มั่นท่านอยู่กับลูกศิษย์ลูกหา ท่านบอกเลย “เดี๋ยวมันจะไม่มีข้อวัตรติดหัวมัน”เห็นไหม “ให้มันมีข้อวัตรติดหัวมัน” ฝึกนะ เพราะในสมัยนั้นผู้ที่เป็นมือเป็นเท้าของหลวงปู่มั่นยังน้อยอยู่ หลวงปู่มั่นต้องฝึกพระเอง องค์หนึ่งอยู่ ๓ – ๔ ปีแล้วออกไป เปลี่ยนมา เปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนมาเพื่อให้สิ่งนี้เป็นสายเลือดของเรา เป็นสายเลือดของกรรมฐาน เอาข้อวัตรปฏิบัตินี้คอยควบคุม อย่าให้ใจมันหดหู่ ถ้าใจมันจะหดหู่ มันจะไม่ยอม มันจะจํานนกับกิเลสนะ”
ปฏิปทาด้านข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกปฏิปทาด้านข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง โดยเฉพาะการเดินจงกรม ท่านจะเดินจงกรมเป็นประจําทุกวัน ดังนี้
“ปฏิปทาด้านข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนั้น เป็นเช่นเดียวกันกับปฏิปทาของครูบาอาจารย์กรรมฐาน คือ ตัวท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะปฏิบัติตนให้ลูกศิษย์เป็นตัวอย่างเสมอ อาทิเช่น การรักษาศีลโดยเคร่งครัด และท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะเทศน์อบรมและควบคุมปฏิปทาด้านการรักษาศีลของลูกศิษย์ของท่านอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งดุด่าว่ากล่าวเมื่อลูกศิษย์ผิดพลาดด้านศีล เพราะการที่ลูกศิษย์จะก้าวหน้าทางด้านสมาธิภาวนานั้น ต้องมีพื้นฐานทางด้านศีลเป็นที่รองรับ
ส่วนการทําความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนานั้น ท่านจะปฏิบัติให้ลูกศิษย์ได้เห็นอย่างสมํ่าเสมอทุกวัน คือ ตอนเช้าท่านจะเดินจงกรมก่อนจะออกบิณฑบาต ฉันจังหันเสร็จท่านจะพักประมาณเที่ยงจึงจะลงเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิภาวนา จนถึงเวลาปัดกวาดลานวัด ท่านจะไม่ยอมขาด ถ้าไม่มีธุระจําเป็นจริงๆ ตอนพลบคํ่า ๕ – ๖ โมงเย็น ท่านจะเดินจงกรมเป็นประจําทุกวัน จะขึ้นจากทางจงกรมประมาณ ๒ ทุ่มทุกวัน (ทางเดินจงกรมของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองที่วัดป่าแก้วชุมพล มีด้วยกัน ๒ เส้น)
บางครั้งท่านไปธุระมาไกล พระเณรไปจับเส้นถวาย พอจับเส้นเสร็จแล้วแทนที่ท่านจะพักผ่อน ท่านจะลงเดินจงกรมอีก นอกจากนั้นท่านจะเดินสํารวจดูการปฏิบัติ การทําความพากความเพียรของพระเณร โดยบางครั้งท่านจะเดินไปมืดๆ ไม่ใช้ไฟฉาย และออกตรวจไม่เป็นเวลาแน่นอน ท่านพยายามขนาบพระเณรให้เร่งความเพียร พร้อมกับเทศน์อบรมสั่งสอนอยู่เสมอๆท่านห้ามพระเณรไปคุยกันตามกุฏิ ฉันนํ้าร้อนคุยกันเสียงดังหน่อยหรือใช้เวลานานเกินควร ใช้ของไม่ประหยัด เช่น สบู่ ใช้สบู่แล้วทิ้งไว้ตากแดดตากฝน ไม่เก็บไว้ในกล่อง ท่านคอยตรวจตราดูแลข้อบกพร่องต่างๆ ของพระเณร และตักเตือนว่ากล่าวอยู่เสมอ ถ้าใครทําความเพียรดี ท่านมักจะชมเชยให้กําลังใจในด้านปฏิบัติ”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านชอบเดินจงกรมไว้ดังนี้
“ท่านจะเดินเป็นกิจวัตร ท่านไม่ค่อยนั่งเท่าไหร่ ท่านเดินซะจนกระทั่งทางจงกรมเป็นเหวเป็นร่องเลย แล้วท่านเดิน ไม่เดินช้า บางทีเดินเหมือนวิ่งเลย เดินนี่ ฟุ้บฟั้บๆๆ
แล้วพอจิตรวมแล้วเนี่ย มันเดินไปได้จนถึงรุ่งเช้าเลย เพราะว่าตัวมันจะเบาสบายเลยพอเดินพอจิตมันรวมแล้วนี่ มันไม่มาบริกรรมแล้ว มันไปของมันเองเลย มันจะถามตอบๆๆ มันจะหมุนไปเรื่อยเลย”
ท่านพาดําเนินข้อวัตรปฏิบัติด้วยความเข้มงวด
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าข้อวัตรปฏิบัติประจําวันที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพาดําเนินด้วยความเข้มงวดกวดขัน มุ่งต่อความพากเพียร ไว้ดังนี้
“ข้อวัตรที่ท่านอาจารย์ใหญ่ หลวงปู่สิงห์ทองพาดําเนินในแต่ละวัน ก็มีกวาดรอบกุฏิและกวาดลานวัดตอนบ่าย ๓ โมง แล้วก็กวาดถูศาลาทุกวัน ถ้าไม่มีกิจนิมนต์ การฉันนํ้าปานะก็เกือบทุกวัน (สมัยหลวงพ่อสอน) แต่เมื่อก่อนสัปดาห์ละครั้ง มาช่วงหลวงพ่อเกือบทุกวันแล้ว
สมัยก่อนนํ้าปานะไม่ค่อยมี ได้นํ้าตาลอ้อยมาก้อนหนึ่งก็บี้แตกละลายนํ้าแล้วแบ่งกันฉัน การฉันนํ้าปานะ เจ็ดวันฉันนํ้าต้มสมุนไพร ฉันเฉพาะวันพระ และกรณีมีงานส่วนรวมของวัด ต้องใช้แรงร่วมกัน เช่น ซ่อมแซมกุฏิ เก็บฟืน เป็นต้น
ปัดกวาดลานวัดเสร็จแล้วก็ขึ้นไปทําศาลา ต้องปัดกวาดๆ นั่งคุกเข่าลงทําความสะอาดเช็ดถูศาลา โดยใช้กะลามะพร้าวถู ทุกองค์ต้องถู หลวงปู่สิงห์ทองไม่ได้ถูด้วย ส่วนมากหลวงพ่ออุ่นเป็นหัวหน้าพาหมู่คณะทํา จากนั้นก็ตักนํ้าใส่ตุ่มทุกกุฏิ แล้วก็รีบไปสรงนํ้า ของใครของมัน สรงนํ้าวันละครั้ง เสร็จแล้วก็รีบมาฉันนํ้าปานะ มีอะไรก็ฉันกันไป มีสมอ มีมะขามป้อม กาฟงกาแฟนี่บางทีไม่มีหรอก โกโก้นี่อย่าไปถาม ไม่มี คํ่าก็ต่างคนต่างภาวนากัน ท่านก็ไม่ได้ออกตรวจทุกวัน บางทีท่านก็เดินจงกรมของท่าน
ส่วนเรื่องเวลาหลับนอน เวลาตื่น ท่านไม่ได้ระบุเรื่องเวลานอน เวลาตื่น แต่ท่านจะสอนว่า “ต้องเร่งความเพียร ต้องทําความเพียร” กลางวันประมาณเที่ยง ท่านจะออกไปตรวจดูพระ – เณร เวลาไปดู พระจะไม่ได้ยินเสียงรองเท้า จะได้ยินแต่เสียง “ขว้ากๆๆๆ” (เสียงขากในลําคอ) ทั้งๆ ที่เวลาท่านเดินจงกรม ท่านใส่รองเท้าแตะจะได้ยินเสียงรองเท้า แต่เวลาเดินไปดูพระ ท่านจะไปดูพระว่า พระทําอะไร เดินจงกรมไหม อะไรไหม ไม่ได้ยินเสียง เงียบ เสียงรองเท้าก็ไม่ได้ยินต้องระวังไว้
การบิณฑบาตในตอนเช้า อยู่บ้านนอกก็ต้องอาศัยชาวบ้าน ต้องรอให้ชาวบ้านตื่นก่อนเพราะต้องอาศัยชาวบ้าน สมัยนั้นไม่มีโรงครัว ก็มีนิดหน่อยที่ทําในวัด ฉันเช้าประมาณโมงครึ่งฉันเสร็จ ก็ให้พร การให้พร ท่านจะขึ้นให้ ท่านพานําโดยไม่พนมมือ หมู่พระก็ตามพร้อมกัน แล้วจึงลงมือฉัน จากนั้นก็นําบาตรไปล้างทําความสะอาด เช็ดบาตร ผึ่งบาตร และเก็บบาตรให้เรียบร้อย ตอนเช้าไม่มีเทศน์ ถ้ามีอบรม ท่านจะบอก
ถ้ามีพระเข้ามาหรือมีโยมมาจากกรุงเทพฯ ท่านจะบอก “วันนี้มีประชุมนะ” ท่านจะเดินไปที่ฉันนํ้าร้อน บอกพระ – เณรว่า “บอกกันนะวันนี้มีประชุม” เวลาประมาณทุ่มหนึ่ง
ตอนฉันนํ้าร้อน ก็ตอนที่ทํากิจทุกอย่างเสร็จ สรงนํ้าเสร็จ สรงนํ้าก็ไม่เนิ่นนาน ไปทําเซ่อซ่าไม่ได้ สมัยนั้นมีพระ ๙ รูป ทําอะไรไม่ยุ่งยาก ทุกคนตั้งใจมาก ไม่ทําเล่น ทําเซ่อๆ ซ่าๆ ไม่ได้ถือเป็นข้อวัตร ทํากิจต่างๆ ประมาณ ๑ ชั่วโมง ประมาณ ๔ โมงเย็นก็ฉันปานะ
สมัยนั้นไม่มีนํ้าประปา นํ้าประปาไม่มีนะ โยกก็ไม่ได้โยกด้วย ต้องใช้เชือกแล้วก็ใช้ปี๊บนํ้าบ่อที่เขาขุดลงไป องค์หนึ่งก็ประคองเชือก แล้วใช้ปี๊บหย่อนลงไป อีก ๒ – ๓ องค์วิ่งเลย วื้ดขึ้นมา ชักนํ้าขึ้นมา องค์หนึ่งก็ประคองเชือกไว้ พระแก่ที่ไม่สามารถที่จะหาบนํ้าได้ จับผ้ากรองจับผ้ากรองเอาไว้ แล้วก็เทนํ้า องค์ที่ประคองเชือกนี่ ยกปี๊บขึ้นมาเทนํ้าใส่ถัง นํ้าก็นําไปใส่ทุกกุฏิ ตามตุ่มที่สรงนํ้า ท่านไม่ให้สะดวกสบาย ไฟฟ้าไม่มี เขาจะเอามา ท่านก็ไม่ให้ นํ้า ขนาดมีรถเข็น ท่านไม่ให้ใช้มันเสียงดังรบกวน พระฝรั่งเขาตัวสูงๆ ก็เลยลําบากการหาบนํ้า พวกพระฝรั่งหนุ่มๆ พวกพระฝรั่งขี้เล่น อยากจะหามกับพระไทย พระฝรั่งตัวสูงจับปี๊บไหลใส่พระไทย
เป็นข้อวัตรทุกอย่าง ไม่ให้คุยกันด้วย เอานํ้าเท ปี๊บก็ห้ามกระทบกันดัง ท่านจะดุเลยพวกถังที่ตักนํ้านะเวลาถือนี่ เราจะถือแบบงุ้งงิ้งๆ ไม่ได้นะ มันต้องพับ มันมีขอเกี่ยวใช่ไหม หูมันนะ เราก็พับลงหนีบกับปากมัน แล้วก็เราจับอย่างนี้เลยนะ ไม่มีเสียง ไม่ได้นะ ถ้าได้ยินเสียงนะ โดนเลย ก็ท่านรักษาปฏิปทา ให้เงียบ… แล้วก็ไม่ให้มีการก่อสร้างเลย”
การบิณฑบาต คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องสมัยที่คุณหมออยู่วัดป่าแก้วชุมพล ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้แบ่งสายบิณฑบาตของพระ – เณร ไว้ดังนี้
“บิณฑบาต อืม…วัดมันอยู่ตรงกลาง แล้วมันก็มีบ้านเหนือกับบ้านใต้ บ้านเหนือค่อนข้างจะยากจนแร้นแค้นกว่า เพราะฉะนั้นถึงพระมี ๒๑ องค์ ๗ องค์ก็จะไปทางบ้านเหนือ ๑๔ องค์ก็จะไปทางบ้านใต้ คือ บ้านใต้จะเป็น ๒ เท่า และอย่างช่วงที่เศรษฐกิจตกตํ่า พระก็จะอดอาหารกันเยอะมากเลย เพราะว่าเพื่อที่จะลดภาระของชาวบ้านที่เขาจะต้องใส่บาตร และท่านจะสลับสายบิณฑบาต เพื่อว่าให้ได้เท่ากัน”
ปฏิปทาท่านไม่ชอบงานก่อสร้างทุกชนิด
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านไม่ชอบงานก่อสร้าง ไว้ดังนี้
“อีกประการหนึ่ง ท่านไม่ชอบงานก่อสร้างทุกชนิด เช่น สร้างกุฏิ วิหาร หรืออะไรต่ออะไรในวัด งานต่างๆ ท่านไม่ยอมให้มี ท่านชอบให้พระเณรสร้างด้านจิตใจ คือ เดินจงกรม นั่งภาวนา เพื่อมรรคผลนิพพาน มากกว่าสร้างสิ่งของวัตถุภายนอก ท่านว่าการก่อสร้างนั้นเป็นเหตุให้เสียการภาวนา ท่านจึงไม่อยากให้มี”
ปฏิปทาการไม่สร้างวัตถุ เน้นการสร้างจิตใจ ของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น นั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นอีกองค์หนึ่งที่ดําเนินตามปฏิปทาข้อนี้อย่างเคร่งครัด โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เทศน์เหตุผลไว้ดังนี้
“วัตถุนั้นสร้างง่าย สร้างใจสร้างยากกว่าและเมื่อสร้างได้ก็ถาวรจริงจัง ไม่มีวันเวลาที่จะเสื่อมโทรมหรือเสียหายเหมือนวัตถุ
วัตถุเราสร้างขึ้นเป็นที่อยู่ที่อาศัย เราไม่จากมัน มันก็จะจากเรา คือบางทีมันก็พังไปก่อน บางทีเราก็ตายไปก่อน แต่ธรรมะที่พวกเราประพฤติปฏิบัติภายใน เราจะเห็นจะเข้าใจในตัวของตัวเอง สิ่งใดที่เรากระทําบําเพ็ญเห็นรู้มีอยู่ในเรา สิ่งนั้นมันจะไม่เสื่อมสลาย ถ้าหากเป็นธรรมะที่แท้จริง เห็นจริงขึ้นในจิตในใจ ถึงสิ่งนั้นมันจะสลายไปในความจําก็ตาม แต่ความประทับใจมันจะมีอยู่ เช่น ความสงบของจิต เราเคยไปประพฤติปฏิบัติอยู่สถานที่นั้น จิตใจได้รับความสงบเย็นลงไปอย่างนั้น รวมลงไปอย่างนั้น ถึงมาทําอีกไม่เป็นไม่เห็นอย่างเดิมก็ตาม ความจําอันนั้นจะประทับใจอยู่เรื่อยไป แล้วผู้มีปัญญา ผู้ตั้งหน้าปฏิบัติก็ไม่มีทางสงสัย จะมีปัญญาสอนใจของตัวให้เร่งรีบประพฤติปฏิบัติต่อไป”
เสนาสนะสมัยท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ศาลาตามวัดป่ากรรมฐาน ตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ตามปกติจะเป็นศาลาอเนกประสงค์ ถูกสร้างขึ้นแบบเรียบง่าย ประหยัด ไม่หรูหรา เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นสําคัญ โดยใช้เป็นที่ฉันจังหันเช้าของพระทุกองค์ภายในวัด เป็นที่ทําวัตรสวดมนต์ สวดปาฏิโมกข์ในวันพระ เป็นที่ประชุมสงฆ์ เทศน์อบรมพระ และเป็นที่ประกอบงานบุญของญาติโยม เช่น ถวายจังหันเช้า ถวายผ้าป่า กฐิน ฟังธรรม และเป็นที่พัก ฯลฯ
ส่วนกุฏิ ก็เป็นกุฏิกรรมฐานหลังเล็กๆ สําหรับพักเพียงรูปเดียว โดยสร้างแบบเรียบง่าย สมถะ ไม่หรูหรา พร้อมมีทางเดินจงกรม เป็นกุฏิกระต๊อบบ้าง หลังคามุงด้วยหญ้า ฝาขัดแตะ พื้นปูด้วยไม้ไผ่ เป็นกุฏิไม้บ้าง หลังคามุงด้วยไม้ ฝาไม้ พื้นไม้ บางกุฏิมีทางเดินจงกรมเชื่อมต่อกับห้องจําวัด โดยทางเดินจงกรมมีหลังคาสําหรับกันฝน ฯลฯ
เสนาสนะ กุฏิ ศาลาของวัดป่าแก้วชุมพล สมัยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองยังมีชีวิตอยู่ท่านได้ดําเนินตามปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเด่นชัด โดยท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ศาลาสมัยที่หลวงพ่ออยู่กับหลวงปู่สิงห์ทอง อันเก่านี้ก็อยู่นี่ เอามาที่บ้านบ่อร้างนี่ ศาลาหลังเก่าที่ว่าเอามา ท่านเอามาปลูกใหม่ ทํารูปทรงใหม่ มันไม่ได้ถ่ายภาพเอาไว้ ดูไม่ออก ศาลา ไม่ได้ใหญ่นะ ชั้นเดียว มันยกขึ้นสองชั้น แต่ว่าข้างล่างไม่ได้เทพื้นนะ ไม่ได้เทปูนนะ เป็นดินแบบว่า ใช้ดินจอมปลวกน่ะ เอามาหลักข้างล่างทําพื้นซีเมนต์ แต่ว่าตอนกลางวันเนี่ย พระเณรชอบมาอยู่ มันเย็นดี ท่านเอาเตียงวางไว้เป็นกุฏิ พระเณรจะมานั่ง มาทีก็มาทวนปาฏิโมกข์ไง แต่ว่าไม่ให้มีเสียงนะ สวดปาฏิโมกข์นี่ ทําให้เสียงไปถึงกุฏิท่านอาจารย์ใหญ่ไม่ได้นะ ได้เรื่องเลยนะ มันเย็นใต้ถุนน่ะใต้ถุนศาลานี้เย็น แต่ว่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ ส่วนมากก็ขึ้นไปข้างบน”
ส่วนกุฏิก็ถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย เป็นกุฏิกรรมฐาน ตั้งอยู่ห่างๆ กัน เพื่อสะดวกในการภาวนา โดยพระ เณร ญาติโยมจะช่วยกันทํา และไม่ให้พูดคุยส่งเสียงดังในขณะทํา โดยแต่ละกุฏิจะมีทางเดินจงกรม
สําหรับกุฏิที่ญาติโยมมาพักปฏิบัติธรรมก็สร้างคล้ายๆ กับของพระ โดย คุณหมออมรามลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ด้วยความประทับใจดังนี้
“ท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) บอกว่า “อาจารย์จะให้ชาวบ้านมาปลูกตูบ” ตูบ คือ กุฏิเล็กๆ ที่หลังคามุงหญ้า พื้นปูด้วยฟาก และฝาเป็นตอกสาน… ให้ศิษย์ไว้พักริมทางจงกรมพอรู้ตัวตื่นจะได้ลงไปปฏิบัติเลย เราก็นึกเอาแบบของเรา… ก่อสร้าง… กว่าจะได้ตูบเล็กๆ มาหลังหนึ่ง ก็คงจะต้องมีเสียงเอะอะ เราสู้อุตส่าห์จะมาปฏิบัติ เริ่มนับวันนับเวลา นี่จะต้องมาเสียเวลากับการสร้างตูบไม่รู้กี่วัน ก็คิดไปแบบคนที่ไม่รู้ธรรมชาติและความเป็นจริง
พอถึงวัน ปรากฏว่า เมื่อชาวบ้านดูแลท่านอาจารย์และพระเณรฉันเช้าเสร็จเรียบร้อยเก็บสํารับมากินข้าวกัน ล้างถ้วยชาม ทําความสะอาดศาลา ฉันเรียบร้อยแล้ว เขาก็แบ่งหน้าที่กัน คนที่ขุดหลุมก็ขุดหลุมไว้สี่หลุม คนหาเสาก็ไปหาเสา คนไปหาไม้ไผ่เพื่อเอามาทําเป็นฟากก็ไปหามาคนที่จะผ่าออกเป็นตอกแล้วสานฝา เขาก็ผ่าก็สาน เขาทํางานกันไม่มีเสียงพูดคุยเลย ต่างคนต่างรู้หน้าที่ ต่างตั้งใจทํางานของตัว พอตกเย็นก็ได้ตูบน้อยๆ ขึ้นมาหนึ่งตูบ ท่านอาจารย์ลงมาสํารวจความเรียบร้อย แล้วก็บอกเราว่า คืนนี้มาพัก แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติให้เขาได้บุญนะ ถ้าไม่ง่วง ก็ไม่ต้องนอน
มันไม่ใช่แต่เพียงได้ตูบไว้ทําภาวนา มันสอนดิฉัน ถึงความน่าอัศจรรย์หลายอย่างของร่มเงาพุทธศาสนา เขาเคารพท่านอาจารย์ เพียงแต่ท่านเอ่ยปาก เขาก็ร่วมแรงกันมาลงแขก แล้วก็พาให้นึกต่อไปว่า ไม่เพียงแต่เฉพาะท่านอาจารย์ เวลาที่เขาจะแยกครัว ลูกเต้าโตพอจะออกเรือน เขาก็มาลงแขก ช่วยกันสร้างเรือนหอ ชีวิตของเขาไม่จําเป็นต้องมีสตางค์เยอะแยะ เขาก็มีบ้านอยู่ มีปัจจัย ๔ ใช้สอย มีศีลมีธรรม มีนํ้าใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มีใจที่ผาสุกร่มเย็นเพราะเขารู้จักแก่นของพุทธศาสนา แล้วทําไมเราชาวกรุง สิ่งเหล่านี้หายไปไหนกันหมด”
ท่านเข้ากันได้กับนิสัยขององค์หลวงตา
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านมีนิสัยมุ่งแต่งานภาวนาทําความเพียร ไม่ชอบงานก่อสร้าง ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็มีนิสัยเดียวกัน จึงเข้ากันได้กับนิสัยขององค์หลวงตาเป็นอย่างดี โดยองค์หลวงตาได้เทศน์ไว้ดังนี้
“นี่ท่านสิงห์ทอง นิสัยชอบเล่น ถ้าเป็นนิสัยแล้วสอนยังไงก็ไม่ได้เรื่อง
ท่านสิงห์ทองเคารพเรามากนะ พอออกจากหลวงปู่มั่นก็ติดสอยห้อยตามเราตลอด เป็นลูกศิษย์เรามาตั้งแต่ต้นเลย ที่ไปอยู่ป่าแก้วชุมพลนี่ ทีแรกอยู่ที่นี่แล้วแม่มาหา แม่ท่านสิงห์ทองถูกกันมากกับโยมแม่เรา มันจะไม่สะดวกทั้งสองฝ่าย ท่านสิงห์ทองก็จะเป็นกังวลกับแม่ แต่แม่ท่านกับแม่เราก็สนิทกันดี แต่ก็ไม่พ้นความกังวล
เราก็เลยพิจารณา พอดีกับทางป่าแก้วชุมพล เขาไม่มีหัวหน้าวัด เขามาหาเรา มาขอพระ พอดีกับท่านสิงห์ทองอยู่ที่นั่น ตกลงด้วยเหตุด้วยผล ท่านสิงห์ทองก็นั่งฟังอยู่ นี่เหตุผลกลไกเป็นอย่างนี้ เขาไม่มีหัวหน้าวัด ให้ท่านสิงห์ทองไปอยู่นั้น ถ้าเราจะขับไปก็ไม่งามใช่ไหมล่ะ เพราะท่านมาด้วยสมัครใจทั้งท่านสิงห์ทอง ทั้งแม่ท่านสิงห์ทองด้วย พอดีเหตุผลเข้ามาก็รับกันได้ ทางโน้นมาขอครูบาอาจารย์หัวหน้าวัด มาหาเรา ก็พูดด้วยเหตุด้วยผลให้ท่านสิงห์ทองไปนู่นเสีย เอาแม่ไปด้วย ท่านสิงห์ทองก็พอใจไปอยู่เป็นเอกเทศ ท่านสิงห์ทองจึงเสียที่นั่นแหละ แม่เสียทีหลัง
ท่านสิงห์ทองเรื่องความเพียรนี้เก่ง ไม่ชอบทํางานทําการอะไร หมุนแต่ความเพียร อันนี้เราชอบ เข้ากันได้สนิทเลย เวลาท่านทําความเพียร งานการอะไรมายุ่งไม่ได้นะท่านสิงห์ทอง อันนี้เข้ากันได้สนิทกับเรา เพราะเราตั้งแต่ออกจากเรียนเข้าป่าแล้วเท่านั้น งานการอะไรมายุ่งไม่ได้เหมือนกัน เอางานเดียวฆ่ากิเลส ท่านสิงห์ทองก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ท่านวันเป็นบ้างาน ท่านวัน ภูเหล็ก เดี๋ยวมีงานนั้นขึ้นมา มีงานนี้ขึ้นมา แล้วมากวนเพื่อนฝูงนิมนต์ไปงานนั้นงานนี้ ท่านสิงห์ทองมีแต่บอกว่าไม่สบายเรื่อย นั่นบ้างาน อยู่เฉยๆ ไม่ได้ บ้างาน
ทั้งๆ ที่เคยอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาแล้ว แต่เวลาออกไปแล้ว มันก็เป็นอย่างที่เราเคยพูดอยู่ในหนองผือ เวลาอยู่ที่นี่รู้สึกว่าเรียบราบเหมือนกับผ้าพับไว้บรรดาพระเณรเรา ว่าอย่างนี้แหละ เวลาออกจากนี้ไปแล้ว มันจะแสดงกางเล็บออกเต็มเพลง ใครมีเพลงใดๆ มันจะออกเต็มเม็ดเต็มหน่วย กางเล็บออกตามนิสัยของตนนั่นแหละ ก็เป็นอย่างว่า ท่านสิงห์ทองไม่ทํางานอะไรตั้งแต่ออกจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นไป แต่ท่านวันเป็นโรงงานใหญ่โตอยู่ที่ภูเหล็ก โอ๋ย ! เหมือนเมืองหนึ่งในป่า สร้างนั้นสร้างนี้ เราขึ้นไปเห็นทีหลังตอนตายแล้ว ต่างกันอย่างนั้นล่ะ ออกจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นเหมือนกัน นั้นออกไปแผลงฤทธิ์ทางการก่อการสร้าง ไม่ได้เป็นไปตามโอวาทครูบา–อาจารย์ ซึ่งพ่อแม่ครูจารย์มั่นไม่ทํานะ งานไม่ยุ่ง ถามปั๊บเข้าเรื่องภาวนาเลยๆ เรื่องก่อเรื่องสร้างไม่มี ท่านวันไปอยู่นั้นก็สร้างเมือง เมืองวัด เมืองการก่อสร้าง
คือการก่อการสร้างนี้เป็นงานของวัฏวนวัฏจักร มันง่าย แต่การงานฆ่ากิเลสนี้มันยาก พอจ่อจิตเข้าไป จ่อสติเข้าไปนี้ ถูกกิเลสมันเผาเอา หงายออกมาๆ แล้วก็ไปทํางานอื่นพอแก้รําคาญ เพราะฉะนั้นจึงไปทําแต่งานภายนอก งานภายในทําไม่ได้ ถูกกิเลสมันตีหน้าผากเอาหงายๆ พูดให้มันชัดเราเคยผ่านมาแล้ว ฆ่ากิเลสมันลําบากลําบนมาก ใครก็ไม่อยากฆ่า ทํางานเหล่านั้นมันสะดวกเบาสบาย มันก็ไปแต่งานนอก ให้กิเลสหลอกออกไปข้างนอก งานฆ่ากิเลสจริงๆ มันไม่ยอมง่ายๆ นะ ก็เป็นอยู่กับหัวใจเรา แต่นี้มันไม่ถอยนี่
พอได้ฟังอรรถฟังธรรมจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ทีนี้เอาล่ะ แต่ก่อนเราก็ไม่เคยทํางาน หยุดจากเรียนก็เข้าป่าเลย เข้าป่าก็เข้าหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น ได้รับโอวาทจากท่านแล้วถึงใจ จากนั้นมาก็มีแต่จิตตภาวนาฆ่ากิเลสโดยถ่ายเดียวๆ งานการอะไรจึงไม่มีสําหรับเรา เราไม่มี ใครมายุ่งไม่ได้ ท่านสิงห์ทองนี่เข้ากันได้กับนิสัยของเรา คือ ไม่ก่อไม่สร้างมีแต่ประกอบความเพียร เราพอใจ ท่านหนักแน่นทางความเพียร ด้านจิตตภาวนา นอกนั้นเถลไถลๆ
เพราะฉะนั้น นักภาวนาเราจึงไม่มีหลักใจ ถูกกิเลสตีกบาลเอาหงายไป เถลไถลไปทํานั้นสร้างนั้นสร้างนี้ คือ ถูกกิเลสเนรเทศออกไป เข้ามาวงในไม่ได้ ถูกกิเลสตีหน้าผาก ตีกบาลเอาก็ต้องเถลไถลไปทํานั้นทํานี้ งานอย่างนั้นทําง่ายนี่นะ งานฆ่ากิเลส อู๋ย ! ยากแสนยาก ไม่มีใครจะทําได้ง่ายๆ แหละ งานฆ่ากิเลสเป็นข้าศึกใหญ่โตมาก เพราะฉะนั้นเวลาผู้ใดสําเร็จมรรคผลนิพพานขึ้นมา วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้วกิจที่ควรทําได้ทําสําเร็จแล้ว กิจอื่นที่ยิ่งกว่ากิจนี้คือการฆ่ากิเลสนี้ไม่มี นั่น
พระพุทธเจ้าล่ะอุทานขึ้นมา เป็นงานที่ใหญ่โต งานรื้อภพรื้อชาติ คือ งานฆ่ากิเลส ฆ่าแล้วก็รื้อภพชาติ การตายกองกันของสัตว์โลกรื้อหมดไม่มีเหลือ พอถึงขั้นจิตบริสุทธิ์แล้ว จึงเป็นงานที่ยากมาก”
ปฏิปทาความสงัดของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“เมื่อก่อนนี้งานมหรสพในบ้านไม่มี เวลางานศพไม่มี ไม่ให้ไปสวดมาติกาในบ้าน ไม่มีทุกศพต้องเอาเข้ามาที่วัด เราก็สวดที่วัด แล้วก็เผาที่ด้านหลังวัด ที่เมรุเผาศพ
เมื่อก่อนไม่มีเมรุ เผากลางนั่นเลย ไปเอาฟืนทําเป็นเชิงตะกอนขึ้นมา แล้วก็เผาศพตามนั้นเลย เผาแบบง่ายๆ แล้วทุกศพก็ต้องเอามา ไม่ได้สวดไว้ในบ้านนะ พอสวดศพ พอเผาศพเสร็จปุ๊บ ตอนเย็น พระที่วัดไปสวดให้หนึ่งคืนก็เสร็จ ตอนเก็บกระดูกเก็บอะไร เก็บอัฐิ ให้ญาติพี่น้องน่ะไปเก็บมา เอามาทําพิธีที่ศาลา เสร็จ ไม่มีอะไรซักอย่าง ทําแบบง่ายๆ เผาช่วงบ่ายๆ ไม่ได้ยุ่งยาก
เรื่องที่มันฟุ่มเฟือย แบบว่าใช้ไม่เป็นประโยชน์ ท่านตัดออกให้หมดเลย แล้วใครจะไปเปิดเครื่องเสียงดังอยู่ในบ้านไม่ได้นะ เมื่อก่อนนี้นะ โอ้ ! เขากลัวหลวงพ่อสิงห์ทองมากเลย ไม่ใช่ว่าท่านมาอยู่วัดป่าแก้วฯ นี่ ไม่ได้มาอยู่โดยพลการนะ เขาไปนิมนต์ท่าน ๑๑ ครั้งน่ะ ๑๑ ครั้งน่ะไปนิมนต์ ไปนิมนต์ที่หนองแซง บ้านตาด
หลวงปู่ขาวมาอยู่ หลวงปู่ขาวท่านก็บอกว่า เขาก็กราบเรียนหลวงปู่ขาว อยากจะได้พ่อแม่ครูบาอาจารย์มาอยู่ หลวงปู่ขาวท่านบอกว่า “นิมนต์อาจารย์สิงห์ทองมา” เขาก็ไปไป ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ไม่มา ๑๑ ครั้งน่ะ ไปนิมนต์ แล้วก็ท่านบอกว่า ท่านไปนี่ไม่ได้ไปตัวคนเดียว โยมแม่ไปด้วย มีพระเณรติดตามไปด้วย พวกเจ้ารับได้ไหม ไปนี้ต้องทําอย่างนี้ๆ เจ้าทําได้ไหมรับเอาหมด คนที่ไปนิมนต์ ได้ ได้ ยอมหมด ตกลงยอมหมดแล้ว ท่านก็มา มาก็สร้างบ้านพักให้แม่ชี ต้องทําทุกอย่าง แล้วก็ทําเหมือนท่านพูดไว้หน่อยน่ะ ผิดไม่ได้ ผิดท่านจะสะพายบาตรหนีเลย
มหรสพนี้ไม่มีเลย โอ๊ย ! นี่ปฏิปทาท่านดีมากเลย เรื่องความสงัดล้วนๆ
ครูบาอาจารย์เคารพ กลัวท่านน่ะ กลัวๆ น่ะ แต่ว่าไปพูดข้างนอกนี่ติดตลกนะ คนไม่รู้นี่โห ! หลวงพ่อสิงห์ทอง มองดูแล้วท่านยิ้ม เฮ้ย ! เวลานอก ข้างนอก อย่าไปข้างใน โอ้ !คนละอย่างเลย คนละอย่างเลย หน้ามือเป็นหลังมือ นั่นเป็นเหมือนหลวงปู่บ้านตาด หลวงปู่บ้านตาดนี่ ถ้าเป็นข้างนอกท่านเล่น พระเณรนี่ แล้วก็กลับ ถ้าเข้าไปบ้านตาดนี่อีกแบบหนึ่ง”
ท่านดุท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านมีปฏิปทาชอบความเงียบสงัด ท่านสงวนไว้ให้พระเณรได้ภาวนา และท่านมักจะดุพระเณรที่ทําอะไรส่งเสียงดัง ครั้งหนึ่งท่านพระอาจารย์อุ่นหล้าเย็บผ้าจนมืดคํ่าเลยถูกท่านดุ โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ด้วยความประทับใจ ดังนี้
“ท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ดุหลวงพ่อ (ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า) ในเย็นวันหนึ่ง หลังจากฉันนํ้าร้อนเสร็จแล้ว ประมาณ ๔ – ๕ โมงเย็น หลวงพ่อเริ่มเย็บผ้า ตั้งใจจะเย็บผ้าให้เสร็จในเย็นวันนั้น จึงเร่งมือทํา ทําอย่างต่อเนื่องจนติดพันเลยเวลา เริ่มเข้าสู่พลบคํ่า จึงมัวแต่เย็บโดยเอาเทียนไขมาจุด ซึ่งตามปกติเวลานั้นพระเณรกําลังภาวนา ต้องการความเงียบสงัดอย่างมากแต่เสียงจักรเย็บผ้าก็ยังดังส่งเสียงรบกวนพระเณรไปทั่วทั้งวัด ท่านดุหลวงพ่อทําผิดเวลา
ขณะนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทองกําลังเดินจงกรม ซึ่งตามปกติช่วง ๕ โมงเย็น ท่านจะเดินจงกรมถึง ๒ ทุ่มกว่าค่อยขึ้นจากทางจงกรม ตอนเย็นเดินจงกรม แทบเป็นวัตร แทบจะไม่ขาด ท่านจะไม่ขาดเดินจงกรม จึงเดินมาดุหลวงพ่อใหญ่เลยว่า “ทําอะไร ไม่รู้จักเวลํ่าเวลา” หลวงพ่อจึงหยุดเย็บผ้าและเดินกลับกุฏิ”
กรณีท่านพระอาจารย์อุ่นหล้าถูกท่านพระอาจารย์สิงห์ทองดุนั้น เช่นเดียวกับกรณีของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ขณะจําพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด หลวงปู่เจี๊ยะเร่งทํางานจนมืดคํ่า จนถูกองค์หลวงตาพระมหาบัวตําหนิ โดย องค์หลวงตา ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“เราพูดใส่ท่านเจี๊ยะที่วัดป่าบ้านตาดปี ๒๕๐๔ ลืมเมื่อไร ก็ออกมาจากพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยกันหยกๆ มาตอนคํ่า เราจะปลูกกุฏิ หลังเราอยู่ทุกวันนี้นะ เกลี่ยดิน ออกจากนี้ไปคํ่าๆ เราก็เดินจงกรม เป็นเวลาเดินจงกรม กําลังจะมืด ฟังเสียงค้อนเสียงเปรี้ยงๆ กลางวัด เอ้า ! มันยังไงกันนักหนานี่ เราออกจากทางจงกรมก็ไปเลย ไปเห็นอาจารย์เจี๊ยะกําลังทําคราดที่จะมาเกลี่ยดินกุฏิเรา ไปก็ยืนซัดกันเลย “นี่ท่านก็มาจากพ่อแม่ครูจารย์มั่น ผมก็มาจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นพ่อแม่ครูจารย์มั่นเคยทําอย่างนี้ไหม ผมอยากถามเท่านั้นเอง ผมเรียนน้อย”
พอว่างั้นท่านเข้าใจแล้วนี่ เราก็เดินกลับมา พอเช้ามา ท่านมานั่งรออยู่ที่นั่งข้างบนที่ฉัน ท่านนั่งรออยู่แล้ว มาก็ปุ๊บปั๊บขึ้นมาเลย มาจับขาแล้วดึงออกไป เอาหัวมาถูเท้าเรา “ตีนนี้มันสําหรับเหยียบขี้ ไม่ใช่เหยียบหัวคนนะ” เราว่า “ขอเหยียบหน่อยเถอะ มันผิดเอาเสียมากมาย” นํ้าตาร่วงเลย “แหม ! ท่านอาจารย์ทําไมถึงพูดถูกต้องเอานักหนา เมื่อคืนผมนอนแล้วนํ้าตาร่วงตลอด” นั่นเห็นไหม ธรรมต่อธรรมเข้ากันเป็นอย่างนั้นล่ะ ใส่เปรี้ยงๆ เป็นธรรมทั้งนั้นนี่นะ ทางนั้นยอมรับก็เป็นธรรม
นี่ล่ะธรรมต่อธรรมเข้ากันได้สนิท อาจารย์เจี๊ยะท่านก็บอกตรงๆ เลย ว่าพระที่มาอยู่หัวใจของผมมีสององค์ ท่านอาจารย์มั่นหนึ่ง กับท่านอาจารย์หนึ่ง นอกนั้นผมไม่ค่อยลงใครง่ายๆท่านเป็นลูกเจ๊ก ท่านก็พูดแบบเจ๊กล่ะซิ เราก็ฟังแบบเรา นี่ล่ะที่ว่าขวานผ่าซาก ดึงเท้าของเราเอาหัวมาถูเลย “นี่มันสําหรับเหยียบขี้ ไม่ใช่เหยียบหัวคน” “โอ๊ย ! เหยียบสักหน่อยเถอะ มันโง่เอาเสียเหลือเกิน” นํ้าตาพังด้วยนะ
ท่านจึงบอกว่ามีสององค์เท่านั้นอยู่บนหัวใจผมได้ นอกนั้นผมไม่ลงใครง่ายๆ ท่านพูดตรงๆ อย่างนี้ ท่านนิสัยตรงไปตรงมา เป็นธรรมแท้ๆ ท่านเจี๊ยะนี่ท่านเป็นธรรมแท้”
ครูบาอาจารย์ชมความเพียรท่านอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านมีความเพียรเป็นเลิศ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เทศน์ชมไว้ดังนี้
“ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เอาจริงเอาจัง เรื่องความเพียรนี้ยกให้ว่าเก่ง เดินจงกรมนี้ทางจงกรมจนเป็นโสกเป็นเหว ท่านสิงห์ทองนี้เดินจงกรมขนาดนั้น”
และท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เทศน์เรื่ององค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ชมท่านอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“เวลาครูบาอาจารย์ของเรา อาจารย์สิงห์ทอง หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตาชมมากๆ เดินจนทางจงกรมเป็นร่อง หลวงปู่ขาวนี่ครูบาอาจารย์ท่านชื่นชมว่ามีทางจงกรม ๓ เส้น ทั้งๆ ที่ท่านเป็นพระอรหันต์นะ เช้าขึ้นมาเดินถวายพระพุทธเจ้า ตอนเย็นเดินถวายพระธรรม กลางคืนใครไม่เห็น ไปเดินถวายพระสงฆ์ ท่านจะเดินจงกรมถึง ๓ เส้น ไอ้เราเส้นเดียวขุดใหญ่เลยจะให้เป็นร่องไว้อวดเขา
หลวงปู่ขาวท่านมี ๓ เส้น อาจารย์สิงห์ทองเดินจงกรม หลวงตาท่านปฏิบัติเข้มข้น คนที่ไม่เข้มข้นกว่าท่าน ท่านจะไม่ชมหรอก หลวงปู่เจี๊ยะท่านปฏิบัติมาขนาดไหน ขนาดว่าเห็นชาวบ้านเขาปฏิบัติ ท่านบอกว่าเรากินข้าวเขาเสียข้าวสุก คนเฒ่าคนแก่เขาอยู่วัดเขายังปฏิบัติดีกว่าเราเราเป็นพระหนุ่มๆ ทําไมเราทําไม่ได้ ทําไมเราทําไม่ได้ ท่านพลิกแพลงด้วยปัญญาของท่าน จนท่านกลับมาฮึกเหิม จนมาปฏิบัติจริง
ถ้าปฏิบัติจริง เห็นไหม ดูสิ เดินจงกรมจนทางเป็นร่องเลยล่ะ นี่เขามุมานะ แล้วผลของมัน อาจารย์สิงห์ทองท่านเสียไปแล้ว เผาแล้วเป็นพระธาตุ หลวงปู่เจี๊ยะท่านเผาไปแล้วเป็นพระธาตุ หลวงตาท่านเผาไปแล้ว ท่านไม่เผาก็เป็นพระธาตุอยู่แล้ว ตอนหลวงตาท่านเผาแล้วนะ พอออกมาหนังสือพิมพ์ลงว่าไม่เป็นพระธาตุๆ ท่านมีชีวิตอยู่ยังเป็นเลย ท่านมีชีวิตอยู่ เกศาของท่าน เล็บของท่าน ลูกศิษย์เอาไปเก็บไว้เป็นพระธาตุหมดแหละ แล้วไปเผาทําไมมันจะไม่เป็น มันเป็นล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้มันยังไม่เป็น มันไม่เป็นเพราะอะไร ? มันเป็นเฉพาะส่วน
ร่างกายของคน เห็นไหม ดูสิ ไฟฟ้าเวลามันไป ไฟมันสมํ่าเสมอตรงไหน นี่เวลาไฟ ส่วนที่จะเป็น กลางหัวอกจะเป็นก่อน ส่วนบนจะเป็น แล้วส่วนล่างมันเป็นระดับของมัน เพราะว่าธรรมะ ใจที่เป็นธรรมมันฟอก มันฟอกความเคลื่อนไหวของมัน มันฟอกไม่เท่ากัน มันจะไม่เป็นพรึบเหมือนกันหมดหรอก ไอ้เป็นพรึบเหมือนกันหมดนั่นมันพลาสติก ไอ้นี่มันเป็นด้วยคุณธรรม มันเป็นล้านเปอร์เซ็นต์”
ท่านกางกลดเดินจงกรมขณะฝนตก
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แม้ฝนตกท่านก็กางกลดเดินจงกรม ดังนี้
“อาตมา (ท่านพระอาจารย์สอน) เคยว่าจะไปเก็บผ้านั้น ช่วงอยู่กุฏิ เอ้ย ! ฝนมันตกฝนตกพรําๆ เอ้ย ! ไปดู นั้นไปดูกุฏิหลวงพ่อ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ซิว่า ผ้ามีใครเก็บไหม ทํานองนี้นะ ทุกองค์ต้องรับผิดชอบนะ เลยดูว่าองค์ไหนอยู่ใกล้ๆ ไปดู ฝนตกพรําๆ อาตมาก็เดินไป ที่ไหนได้ หลวงพ่อท่านเดินจงกรมกางกลดน่ะ เอากลดออกมา
ฝนตกพรําๆ นะ โอ้ ! วันนี้เรามองเห็น ตายแล้วกู เห็นท่านเดินจงกรมกางกลด เออ !ต้องกลับเลย กลัวโดนดุนะสิ ทั้งที่ตอนนั้นท่านก็บรรลุธรรมไปแล้ว ฝนตกน่ะ เรานึกว่า หลวงพ่อท่านคงจําวัดแล้วมั้ง ผ้าเปียกหรือเปล่า ไปดู ที่ไหนได้ ท่านเดินจงกรม ฝนตกแล้วนั่น แล้วท่านกางกลดน่ะ ท่านก็เดิน เรามองไปหลวงพ่อกําลังเดินจงกรม โว้ย ! รีบกลับเลย กลัว กลัว “เอ้ย !มันมาไรเนี่ย นี่ครูบาเนี่ย” ตายเรา โอ้โหย !”
พระศิษย์ผู้สืบทอดข้อวัตรปฏิปทาของท่าน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านดําเนินปฏิปทา การสร้างพระ ของท่านพระอาจารย์มั่นภูริทตฺโต และ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ด้วยความเคร่งครัด ซึ่งองค์หลวงตาได้เทศน์อบรมพระ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ดังนี้
“การสร้างพระนี้สร้างยากมาก สร้างวัตถุอะไรๆ ไม่ยาก จะสร้างห้างสร้างหออะไรสร้างวัดสร้างวา สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ไม่มีอะไรสําคัญ ไม่มีอะไรหนักเท่า ไม่มีอะไรจะยากเท่าการสร้างพระ คือการสร้างตัวของเราให้ดีและดีเด่นเห็นประจักษ์ใจ อันนี้สร้างยากมาก แต่สร้างได้แล้ว มีคุณค่าหาประมาณมิได้
ทุกสิ่งทุกอย่างสร้างขึ้นมา หมดเท่าไร เขาก็ประมาณได้ถูกต้องหรือบอกได้ถูกต้อง ว่าสิ่งนั้นสร้างหมดเท่านั้นบาท เท่านั้นแสน เท่านั้นหมื่น เท่านั้นล้าน บอกกันได้ แต่การสร้างจิตนี้หมดไปเท่าไรไม่คํานึงนับอ่าน เพราะเป็นงานที่เลยการนับการประมาณ เมื่อสร้างได้แล้วจะมีราคาค่างวดเท่าไร ก็ไม่มีการจับจ่ายขายกันในตลาด จึงว่าเป็นงานที่ยาก ผลงานที่คาดไม่ได้
ฉะนั้น ทุกๆ ท่านโปรดพากันสนใจสร้างพระของตนให้เต็มที่ อย่าไปสนใจไยดีลืมตัวกับสิ่งภายนอก เจริญแค่ไหนก็เสื่อมลงเท่ากันไม่มีเศษมีเหลือเลย ในโลกนี้มันโลกวัตถุ มันโลกนิยม อะไรๆ มีไม่อดไม่อยาก อยู่ที่ไหนก็สร้างก็อยู่กันไป เพราะคนมีชีวิตจิตใจ จะไม่มีบ้านมีเรือนมีกุฏิศาลาอยู่อาศัย ถ้าไม่สร้างจะอยู่ที่ไหน แม้แต่กระรอกกระแตมันยังมีโพรงมีรัง พระเราก็มี แต่ให้มีเท่าที่เห็นว่าจําเป็นกับเหตุผลอรรถธรรมและธาตุขันธ์ อย่าไปทําความกังวลขนทุกข์ใส่ตัว เพราะสิ่งเหล่านั้นให้มากไป จนลืมมองดูพระของตัว
จงสร้างพระนี้ให้ได้ เมื่อสร้างพระสมบูรณ์แล้วอยู่ที่ไหนก็สบาย อยู่ร่มไม้ชายเขา อยู่ในป่าในรก และอดบ้างอิ่มบ้างก็มีความสบายทั้งนั้น เพราะพระนี้สมบูรณ์แบบแล้ว จงทําความสนใจอย่างนี้”
ตลอดระยะเวลาที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอยู่จําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล โดยไม่ได้ออกธุดงค์ไปไหน จะมีพระเข้ามาอยู่ศึกษาอบรมกับท่าน ซึ่งท่านก็ได้เมตตาอบรมสั่งสอนและได้ทําเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พระศิษย์ได้ปฏิบัติตาม อันเป็นการสร้างพระเพื่อสืบทอดรักษาข้อวัตรปฏิปทาตามแนวทางพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น พระศิษย์ที่ได้รับการอบรมจากท่านจนเป็นที่รู้จักกันดีในวงกรรมฐาน มีดังนี้
๑. ท่านพระอาจารย์วิไลย์ เขมิโย วัดถํ้าพญาช้างเผือก อําเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิท่านบวชเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้มาศึกษาปฏิบัติธรรมและอยู่จําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล ๑ พรรษา โดยท่านนําโยมแม่มาด้วย
๒. ท่านพระอาจารย์คําพอง ปญฺญาวุโธ วัดป่านานาชาติ รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเคยเป็นสามเณรอุปัฏฐากหลวงปู่บุญช่วย ธมฺมวโร และเคยอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ฯลฯ
๓. ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม วัดป่าแก้วชุมพล อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเคยเป็นสามเณรอุปัฏฐากหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ เคยอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาว อนาลโย องค์หลวงตาพระมหาบัว
๔. ท่านพระอาจารย์บุญกู้ อนุวฒฺฑโน วัดอโศการาม อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการท่านบวชเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ท่านเป็นศิษย์ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เคยจําพรรษากับองค์หลวงตาพระมหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด ต่อมาท่านได้มาศึกษาปฏิบัติธรรมและอยู่จําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล ๔ พรรษา (ไม่ติดกัน)
๕. ท่านพระอาจารย์คูณ สุเมโธ วัดป่าภูทอง อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ท่านบวชเมื่อมกราคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ท่านเคยอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโรองค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่สอ พนฺธุโล ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองบอกว่า “ท่านคูณนี้พอดีพองาม อยู่กันมานี้ไม่เคยต้องดุต้องว่าเลย” ปัจจุบันท่านพระอาจารย์คูณได้มรณภาพแล้ว
๖. ท่านพระอาจารย์สุธรรม สุธมฺโม วัดป่าหนองไผ่ อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ท่านบวชเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และเคยจําพรรษากับองค์หลวงตาพระมหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด ท่านได้มาศึกษาปฏิบัติธรรมและอยู่จําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล ๔ พรรษา ติดต่อกัน
ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ กอปรด้วยศีลและธรรม มีศีลาจารวัตรที่งดงาม เป็นพระที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย คําสั่งสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนปฏิบัติตามคําสั่งสอนของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และ หลวงปู่สิงห์ทอง ธมฺมวโร บูรพาจารย์สายพระป่า
๗. ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ วัดป่าบ้านปลวก อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านอยู่ที่วัดป่าแก้วชุมพล ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ – ๒๕๒๑ โดยอยู่จําพรรษาในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ – ๒๕๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ท่านขึ้นไปจําพรรษาที่ป่าเมี่ยง แม่สาย และปี พ.ศ. ๒๕๒๓ กลับลงมางานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จากนั้นท่านได้อยู่จําพรรษากับหลวงปู่บุญมีปริปุณฺโณ ติดต่อกัน ๗ พรรษา ท่านพระอาจารย์สอนเคยร่วมออกธุดงค์กับ ท่านพระอาจารย์คูณ สุเมโธ ทั้งภาคอีสานและภาคเหนือ แบบถึงไหนถึงกัน ทั้งอดอยากกันดาร หนาวเหน็บ และเจ็บป่วย อยู่กันอย่างยากเข็ญเพื่ออรรถเพื่อธรรม
๘. ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล วัดป่าบ้านบ่อร้าง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านบวชเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔
๙. ท่านพระอาจารย์หนูทับ ธมฺมปทีโป วัดป่าแก้วชุมพล (ท่านเป็นพระน้องชายของท่านพระอาจารย์จิตจําลอง) ท่านบวชเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕
ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล และ ท่านพระอาจารย์หนูทับ ธมฺมปทีโป ท่านเป็นพี่น้องกันและเป็นหลานชายของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านทั้งสองเมื่ออายุครบบวชก็ได้ออกบวชและอยู่ประพฤติปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งท่านทั้งสองต่างได้รักษาข้อวัตรปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยความเคร่งครัดยิ่งจวบจนถึงปัจจุบัน
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์หนูทับไปธุดงค์ ได้พระธาตุหลวงปู่มั่นจากฐานส้วมที่กุฏิหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ ดังนี้
“ท่านหนูทับกับท่านลองก็หลาน และก็อยู่ด้วยกันมาตลอด และท่านหนูทับบวช ตอนที่ท่านธุดงค์ไป แล้วไปเข้ากุฏิ ส้วมของท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดหนองผือนาใน (วัดป่าบ้านหนองผือ) แล้วปรากฏว่าตรงนั้นเป็นพระธาตุหมดทั้งนั้นเลย แล้วท่านหนูทับท่านก็ได้มา ไม่ทราบกี่องค์ เราได้ข่าวเข้า เราก็บอก “ท่านอาจารย์ขอดูบ้างสิ” ท่านก็เอาใส่มืออย่างนี้ค่ะ “จะดูนานเท่าไรก็ไม่ว่า แต่พระก็หวงเป็นเหมือนกันนะ” ท่านกลัวว่าถ้าเราจับแล้ว แล้วเราไม่ยอมคืน แล้วท่านก็ไม่รู้จะทํายังไงกับเราไง
พระธาตุหลวงปู่มั่นในฐานส้วมหลวงปู่มั่น เขาจะทําอะไรก็ไม่รู้ เขาก็เลยขุด พอดีท่านหนูทับธุดงค์ไปตรงนั้นพอดี ท่านบอกอู๊ย ! เด็กพวกนั้นโชคดีได้กันมา… แสดงว่าทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนํ้าลาย ก็นํ้าหมากหลวงตาก็ยังเป็นพระธาตุ นํ้าหมาก ทุกอย่างเลย เป็นหมดเลย”
๑๐. ท่านพระอาจารย์สุดใจ ทนฺตมโน วัดป่าบ้านตาด อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีท่านบวชเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นลูกศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว เมื่อบวชแล้วได้มาอยู่กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้ทําหน้าที่บันทึกเทปการแสดงพระธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้จํานวนมากมาย จนแพร่หลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด
๑๑. ท่านพระอาจารย์สกล สนฺติธมฺโม วัดป่าศรีสว่างแดนดิน อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร อดีตสถาปนิกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สกล ไว้ดังนี้
ท่านพอเรียนจบสถาปัตย์ฯ คุณโยมพ่อโยมแม่ก็จะให้แต่งงาน แต่คุณโยมแม่ท่านบอกว่า “ไม่ได้ ก่อนแต่งงานต้องบวชก่อนพรรษาหนึ่ง” จึงได้ออกบวช ท่านบวชเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ที่วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร โดยมีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นประธานสงฆ์ เพราะคุณโยมพ่อท่านเคยบวชกับหลวงปู่ฝั้น เมื่อบวชแล้วท่านได้อยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์แบน ๑ พรรษา ที่วัดดอยธรรมเจดีย์
เมื่อบวชครบพรรษา คุณโยมแม่ก็จะให้สึกมาแต่งงาน ท่านก็ไม่ยอมสึก แต่ท่านขอย้ายจากท่านพระอาจารย์แบนมาอยู่กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เพราะที่นั่นมีการก่อสร้าง ท่านเป็นสถาปนิก ท่านไม่ชอบ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านจึงขอมาอยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ที่วัดป่าแก้วชุมพล คุณโยมแม่มากระเซ้ากระซี้ทุกวัน แล้วก็กราบขอท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า “ให้สึกท่านสกล” ท่านก็บอก “ตอนท่านสกลบวช ท่านสกลก็ไม่ได้มาขออนุญาตท่าน แล้วนี่ท่านสกลไม่ได้ทําอะไรผิด แล้วจะให้อาจารย์ไปไล่เขาออกไปได้ยังไง” จนในที่สุดคุณโยมแม่ก็เลยอ่อนใจ
ซึ่งในพรรษานั้น ท่านได้ขออนุญาตท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอดอาหาร และท่านได้อดอาหาร ๓๑ วัน เท่ากับอายุของท่าน ๓๑ ปี ท่านได้อยู่กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเรื่อยมาจนท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพ และได้อยู่กับท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ต่ออีก ๑ พรรษา
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ หลวงปู่บุญ ชินวํโส เริ่มอาพาธ ท่านขอไปอุปัฏฐากจนหลวงปู่บุญหายจากอาการอาพาธ จากนั้นท่านได้อยู่จําพรรษากับหลวงปู่บุญ จนหลวงปู่บุญมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ท่านพระอาจารย์สกลยังอยู่จําพรรษาที่วัดป่าศรีสว่างแดนดิน เรื่อยมาจวบจนท่านอาพาธเป็นโรคมะเร็งและได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ สิริอายุได้ ๖๖ ปี ๓๗ พรรษา
๑๒. หลวงปู่สาย เขมธมฺโม วัดป่าพรหมวิหาร อําเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลําภูท่านบวชเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ท่านเคยเข้ารับการอบรมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองที่วัดป่าแก้วชุมพล แต่ไม่ได้อยู่จําพรรษา และเคยอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่คําดี ปภาโส องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ ฯลฯ ปัจจุบันท่านได้มรณภาพแล้ว
คุณหมออมราศิษย์ฆราวาสคนสําคัญผู้อุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องที่มาของการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา ได้เป็นศิษย์ฆราวาสคนสําคัญที่ถ่ายทอดปฏิปทาคําสอนของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งเกิดจากการประพฤติปฏิบัติของคุณหมอเอง ดังนี้
“พอมาอยู่กับท่านอาจารย์สิงห์ทอง แล้วก็เห็นว่า โอ๊ย ! ที่เราภูมิใจว่า เราเป็นหมอ เราทําประโยชน์เยอะแยะมากมาย ที่จริงแค่นี้เอง
แล้วจริงๆ ที่เรามาบรรยาย หรือมาอะไรนี่ ก็จริงๆ เนี่ย ก็คิดว่าเป็นการปฏิบัติ ปฏิบัติถวายท่านอาจารย์สิงห์ทอง เพราะท่านอาจารย์สิงห์ทอง คือท่านคงรู้องค์ท่านว่า ท่านนี่จะเรือบินตก และจริงๆ เราอยู่กับท่านเนี่ย ๓ พรรษาเท่านั้นเอง แล้วก็… เราก็ว่าขยันสุดขีดแล้ว เพราะอย่างตอนที่ไปอยู่เมืองนอกเนี่ยเราก็ว่า โอ้โห ! เราถูกเขาใช้ยังกับคุณทาส แต่ตอนนั้นเนี่ยไม่ได้มีใครบังคับ เราไปของเราเอง เพราะเราอยากไปเมืองนอก (สหรัฐอเมริกา) อยากจะแหม ! คล้ายๆ นกออกจากกรง
ทีนี้เพราะฉะนั้นถึงจะหนักยังไง เราก็บอก สมนํ้าหน้าตัวเอง ก็ทนไหวใช่ไหม ทีนี้พอมาปฏิบัติกับท่านเนี่ย เราก็ พระพุทธเจ้าเนี่ยพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ เราก็นึกว่าท่านอาจารย์คงจะเมตตา และอีกอย่าง รู้จักองค์หลวงตาพระมหาบัว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เพราะว่าเวลาที่หลวงตาเข้ามาอยู่ที่วัดนรนารถฯ เพื่อนที่เขากําลังเริ่มรู้จักพระป่า เขาก็จะชวนไปกราบหลวงตาก็จะไปกราบหลวงตา ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ค่ะว่า หลวงตาเนี่ย คนกลัวกันมาก แต่เข้าไปถึงทีไร หลวงตาจะเล่านิทานชาดกให้ฟังทุกทีเลย
ดีใจ ติดใจมาก แล้วก็มีความรู้สึกว่าหลวงตานี่เหมือนเป็นคุณปู่หรือคุณตาเรา แล้วจนคนที่เขาไปก่อนๆ เนี่ย เขาจะบอกว่า ไม่รู้คุณหมอเป็นอะไรนะ บางทีเขากําลังถามธรรมะ ท่านอธิบายอยู่ครึ่งหนึ่ง เราโผล่เข้าไปเนี่ย ปกติหลวงตาใครโผล่เข้าไป ท่านก็จะทักนิดหนึ่ง แต่ท่านก็จะเทศน์ต่อใช่ไหม แต่เกิดเราเข้าไปแล้วเนี่ย เขาบอกเขาไม่ได้ฟัง เขาต้องฟังชาดกกับเรา ท่านจะเล่าชาดกทั้งหลายที่เอามาเล่า ใครๆ ก็บอก “อู้ย ! ทําไมช่างอ่าน” “ไม่ใช่ ไม่ใช่ หลวงตาเล่าให้ฟัง”
แล้วทีนี้พอมาอยู่กับท่าน อ้อ ! แล้วก็หลวงตาก็จะไม่เคยชวนมาบ้านตาดเลย พ.ศ. ๒๕๑๖ – ๒๕๑๗ พอราวๆ ต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ท่านคงเห็นล่ะว่า จะเจอกับเพื่อนแล้ว ก็เพื่อนเขารู้จักทางสายนี้มามาก เขาก็คิดว่าอยากจะเข้ามาอยู่กับพระองค์ไหนสักองค์หนึ่ง ๓ เดือน เหมือนผู้ชายที่บวชพระ เรียกว่า บวชใจ แต่ทีนี้เขาก็ไม่แน่ใจ เพราะเขายังไม่ได้เลือกว่าองค์ไหน ถ้าเกิดเป็นองค์ที่ไม่มีแม่ชี ก็ต้องเอาจากบ้านเข้ามาอยู่เป็นเพื่อน แล้วบางทีเข้าพรรษานี่เขาทํานาไง เผื่อวันไหนเขาเกิดไม่มีใครเลย แล้วท่านอาจารย์สิงห์ทองก็บอกว่า เสียใจนะ ต้องออกไปนอกวัดเนี่ย เขาก็เลยคิดว่าต้องหาเพื่อนกรุงเทพฯ ทีนี้ใครล่ะ จะไปอยู่ ๓ เดือน
ทีนี้ตอนนั้น คุณแม่ก็กลัวว่า เพราะเราออกจากราชการจะไม่ยอม ใครเขามาให้ไปรับราชการที่ไหน ก็ไม่ยอมรับราชการ จะไปช่วยสอนปริญญาโท ปริญญาเอกให้ ที่เกษตรฯ บ้างที่สัตวแพทย์ ที่อะไรอย่างนี้ แม่ก็กลัว แล้วก็เขียนจดหมายถึงเพื่อนที่เมืองนอกอยู่เรื่อยว่า “อีนังลูกสาวจะหนีไปทํางานที่เมืองนอก” เพราะฉะนั้นพอเจอกับคุณญาณี แล้วคุณญาณีปรารภเรื่องนี้เนี่ย แม่ก็รีบบอกเลย “เอาแม่แป้น (ชื่อเล่นคุณหมออมรา) เขาไป แม่แป้นเขาไป” นั่น ก็เลยถึงได้มากับเขาไง แล้วก็มาท่านอาจารย์สิงห์ทอง
ทีนี้พอช่วงที่เรายังไม่ทันเจอกันกับเพื่อน หลวงตาคงรู้ล่ะ ท่านก็จะเริ่มพูดท่านสิงห์ทองอย่างงั้น ท่านสิงห์ทองอย่างนี้ วัดป่าแก้วฯ อย่างนี้ วัดป่าบ้านตาด จนกระทั่งเราเข้าใจว่าวัดป่าแก้วฯ กับวัดป่าบ้านตาดนี่ รั้วชนกัน
เพราะท่านบอกว่า วัดเดียวกัน รั้วชนกัน เราไปมาหาสู่ถึงกัน เพราะฉะนั้นเราหลับตาเห็นภาพท่านอาจารย์สิงห์ทองนี่ คือหลวงตา แล้วก็เพราะฉะนั้นพอคุณญาณีหลังจากเลือกดูองค์โน้น องค์นี้ องค์นั้น ก็บอกว่า “เออนะ เราไปท่านสิงห์ทองกัน เพราะท่านสิงห์ทองเนี่ยจะถอดปฏิปทาของหลวงตามาเฉียบเลย เหมือนเป็นลูกชายคนโต แต่ว่าคนยังไม่ค่อยรู้จัก ถ้าเราจะไปวัดหลวงตาเนี่ย เหมือนไปหาศาสตราจารย์ที่คนเนี่ยเต็มไปหมดเลย” แล้วหลวงตาท่านก็พูดด้วยบอกว่า “วัดท่านนะเหมือนท่ารถทัวร์ มันมีแต่คนเต็ม” เพราะฉะนั้นคุณญาณีเขาก็เลยบอกว่า “เราไปท่านสิงห์ทอง ท่านจะได้มีเวลาเคี่ยวเรา ไม่มีแขก ไม่มีเหรื่อมา” เพราะฉะนั้นพอคุณญาณีพูดถึงท่านอาจารย์สิงห์ทองเนี่ย ในใจเรามีความรู้สึก อ้อ ! เรารู้จัก ทั้งที่ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักเลย อ้อ ! รั้ววัดติดกัน ติดกัน เพราะฉะนั้นเราเดินมาหาหลวงตาได้
แล้วทีนี้พอเวลาท่านก็ดุบางที เราก็ว่าเราขยันแล้วนะ ท่านก็บอก “เฮ้อ ! พ่อแก่จะตายเร็วเพราะมีลูกศิษย์แบบแป้นเนี่ย” ท่านจะพูดอย่างงี้อยู่เนืองๆ เลย เพราะฉะนั้นพอได้ข่าวท่านเครื่องบินตกมรณภาพเนี่ย ไอ้คําเนี่ยมันดังอยู่ในใจว่า “โอ๊ย ! พ่อแก่จะตายเร็ว เพราะมีลูกศิษย์อย่างเราเนี่ย” เราก็นึก ตายแล้ว เราจะทํายังไงล่ะถึงจะไถ่โทษอันนี้ได้ เพราะฉะนั้นพอกลับมาแล้วก็ที่ศิริราช เพื่อนเป็นประธานชมรมพุทธฯ เขาบอกว่า พระมาก็ไม่กล้าถามพระ…อาย ฆราวาสมาก็อาย เพราะฉะนั้นคนกันเองนะมาพูด มาเล่าหน่อย มีอะไรสงสัยจะได้ถามได้ไม่ต้องเกรงใจ นั่นก็เลยเป็นครั้งแรกที่มาพูด ก็นึกว่าพูดแค่นั้นก็จบกันแล้ว เขาก็ เดือนเมษาฯ นี่ปกติเขาจะงดบรรยายธรรม ปกติที่นี้จะบรรยายวันพุธตอนบ่าย เที่ยงถึงบ่ายโมง เดือนเมษาฯ เนี่ย ๔ พุธเนี่ย เขาเว้นไว้สําหรับให้ปฏิบัติ ทีนี้พอตกลง เขาก็เลยเอาเดือนเมษาฯ ที่เขาให้ปฏิบัติเนี่ย ให้เราพูด๔ ตอนพร้อมกันทุกอาทิตย์ มันก็เลยเป็นหนังสือ “อย่างไรคือภาวนา” นั้นไง ซึ่งเป็นเล่มที่สอง เล่มแรกคือ “ชีวิตเป็นอย่างนี้” ซึ่งเป็นงานศพคุณพ่อของอาจารย์ละม่อม บุษปวนิช
อาจารย์ละม่อมเนี่ยเป็นรุ่นพี่ น้องของอาจารย์เนี่ยเป็นเพื่อนนักเรียน เรียนกันมาด้วยกัน แต่เขาเรียนชีวะ เขาเป็นเพียวไซน์ ทีนี้ก็เราก็เคารพอาจารย์ละม่อมเหมือนเป็นพี่ และอาจารย์ก็ชอบใจมาก ตอนนั้นพอไปพูดที่ไหนเนี่ย เขาจะทําเป็นชีทเป็นซีร็อกซ์ ออกมาอย่างนี้ โรเนียวออกมา อาจารย์ก็จะเก็บๆๆ ไว้ พอคุณพ่อเสียเนี่ย อาจารย์ก็บอกจะเอาหนังสือแป้นทําหนังสืองานศพ เราก็บอกตายจริง เราไม่มีต้นฉบับ ไม่มีอะไรเลย ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว พี่มีหมดแล้ว และก็ลูกศิษย์ของอาจารย์ก็เป็นที่ดูแลโรงพิมพ์ของเกษตรที่อยู่ที่กําแพงแสน เขาก็ทํารูปเล่ม ทําอะไรให้อาจารย์หมดเลย แล้วเขาก็บอกว่าให้พิมพ์ ๕,๐๐๐ เล่ม เราก็บอกอาจารย์ บอกอาจารย์ สงสัยปลวกมันคงอ่านนะ เพราะแขกอาจารย์อย่างดีก็ ๑,๐๐๐ คนน่ะ แต่ลูกศิษย์อาจารย์นี่ คล้ายๆ กับว่าเขาทําหนังสือจนกระทั่งเขากะใจคนได้ เขาบอกเชื่อผมเถอะอาจารย์ อาจารย์พิมพ์ ๕,๐๐๐ เล่ม แล้วเผลอๆ อาจารย์จะต้องพิมพ์ซํ้าอีก เนี่ย ก็เลยเป็นที่มาของเล่มแรก เริ่มพิมพ์หนังสือปี พ.ศ. ๒๕๒๒ และเริ่มบรรยายก็ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ท่านอาจารย์สิงห์ทองยังอยู่”
บนเส้นทางธรรมโอสถ พญ.ดร.อมรา มลิลา
ที่มา : เดลินิวส์ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ประชากรของประเทศไทย ๘๐ เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาพุทธ หลักศาสนาที่รับรู้แล้วเข้าใจง่ายสุดคือศีล ๕ นั้น เพราะแม้คนไม่ได้เข้าวัดเข้าวาก็รับรู้ได้ เพราะถูกสอนในโรงเรียนตั้งแต่เล็กๆ ขณะที่พุทธศาสนาขั้นสูงสุด คือ การปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ เมื่ออดีตมองว่าเป็นเรื่องของพระภิกษุสงฆ์ไป ปัจจุบันศาสตร์เรื่องฝึกสมาธิแล้วเกิดปัญญาทุกคนฝึกปฏิบัติได้ และพิสูจน์แล้วว่าเรื่องนี้คือแก่นแท้ของพุทธศาสนา พร้อมๆ กับต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลในธรรมด้วย
บนเส้นทางสายธรรมะของ พญ.ดร.อมรา มลิลา อดีตกุมารแพทย์ของคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ได้รับรางวัลสตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนา จากองค์การสหประชาชาติในวันสตรีสากล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ปัจจุบันในวัย ๗๙ ปีของ พญ.ดร.อมรา ใช้หลักธรรมมาเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้ายแทนยา สอนให้ผู้ป่วยเรียนรู้เรื่องสติและสมาธิ โดยใช้ประสบการณ์ธรรมะของตัวเอง ซึ่งศึกษามายาวนานกว่า ๓๐ ปี
ย้อนไปเมื่อ ๔๐ ปีก่อนเหตุการณ์ที่จุดประกายที่ทําให้ พญ.ดร.อมรา รู้จักธรรมะอีกมุม เกิดขึ้นเมื่อครั้งได้รับทุนไปเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา เหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มจากการถูกถามจากเด็กนักเรียนฝรั่งที่คิดว่าคนเอเชียที่นับถือศาสนาพุทธต้องปฏิบัติสมาธิได้ทุกคน
พญ.ดร.อมรา มลิลา เล่าว่า ตอนที่ไปเรียนที่เมืองนอก โรงเรียนไฮสคูลแห่งหนึ่งในเมืองที่ไปเรียน สอนให้เด็กทําสมาธิ เพราะได้ผลประจักษ์ว่าคะแนนสอบปลายปีของเด็กที่ทําสมาธิจะดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ทําสมาธิ โรงเรียนแห่งนี้ต้องการให้โรงเรียนมีชื่อเสียงติดอันดับโรงเรียนหนึ่งในสิบของสหรัฐฯ
เมื่อรู้ว่าเราเป็นชาวเอเชียมาขอร้องให้ไปสอนสมาธิให้กับเด็ก จึงบอกเขาไปว่าทําสมาธิไม่เป็น เขาก็ต่อรองว่าถ้าเช่นนั้นไปเล่าเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าให้ฟังก็ได้ จึงรับปาก เพราะเรื่องนี้เคยรํ่าเรียนมาตั้งแต่เด็กจําได้
พอเราไปเล่าประวัติพระพุทธเจ้าไปสักช่วงหนึ่ง เด็กเขาอยากรู้เรื่องสมาธิ ก็ตั้งคําถามเขาฝึกสมาธิแล้วเหาะได้จริงหรือ เมื่อมาเล่าให้ครูและเพื่อนฟังก็หาว่าเขาคิดไปเอง เด็กก็ว่าคราวหน้า ถ้าเหาะได้อีกจะลืมตาดู ครูและเพื่อนๆ ก็ประท้วงว่า แล้วตกลงมาพิการใครจะเลี้ยง เพราะฉะนั้นอาจารย์มาวันนี้แล้ว ช่วยบอกว่าทําสมาธิแล้วเหาะได้จริงๆ หรือเขาคิดไปเองจริงๆ แล้วเรา (พญ.ดร.อมรา) ทําสมาธิไม่เป็น แล้วพอถามอย่างนี้ เราเหงื่อแตกท่วมตัว แม้แอร์จะเย็นเจี๊ยบก็ตาม
พญ.ดร.อมรา เล่าว่า เอาตัวรอดมาจากคําถามของเด็กฝรั่งครั้งนั้น ด้วยการบอกว่าวันนี้อาจารย์ใหญ่สั่งให้มาเล่าเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าอย่างเดียว อาจารย์ใหญ่ไม่ได้อนุญาตให้มาตอบคําถาม เด็กเหล่านี้เข้าใจและนั่งฟัง พญ.ดร.อมรา เล่าประวัติของพระพุทธเจ้าจนจบ
นับแต่นั้นมาเรื่องของสมาธิอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคุณหมอ (พญ.ดร.อมรา) ตลอดมา แต่ยังไม่มีโอกาสลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง จนจบปริญญาเอกมาแล้วกลับมาทํางานได้รับราชการอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประมาณ ๓ ปี จึงลาออกจากราชการในครั้งนั้น
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เปลี่ยนจากหน้าที่ของความเป็นหมอ มาเป็นอาจารย์สอนพิเศษสรีรวิทยาแก่นักศึกษาปริญญาโท – เอก ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ คิดว่าเหมาะกับตัวเองมากกว่า เพราะไม่ต้องการทํางานในกรอบของระบบราชการ และในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้มีโอกาสเจอเพื่อนเรียนสมัยมัธยม ที่ต้องการไปปฏิบัติธรรมวัดป่าแก้วชุมพล กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ในอําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร แต่ติดขัดว่าหากที่วัดไม่มีแม่ชี เป็นผู้หญิงต้องไปอยู่วัดช่วงเข้าพรรษาคนเดียว เพราะเดิมชาวบ้านในพื้นที่ที่มาอยู่วัดเป็นเพื่อน หากติดขัดต้องไปทํานาจึงชวนเราไปเป็นเพื่อน
ตอนนั้นคนสนใจเรื่องปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิน้อยมาก พอเพื่อนพาไปกราบอาจารย์ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ท่านอ่านใจเราออกว่า “ไปเจอเด็กผมสีทอง ตาสีฟ้า ที่เหาะได้ ก็อยากจะทําสมาธิให้เหาะได้บ้าง” ท่านรู้ จึงพูดเหมือนดักใจเรา “นกมันบินได้ ไส้เดือนก็ดําดินได้ แต่ยังไม่เห็นพ้นทุกข์เลย จะเอาไปทําไมวิชาอย่างนี้ ทําไมไม่รู้จักปฏิบัติ แล้วดูกิเลสของเรา ทําใจเราให้บริสุทธิ์เสียก่อน”
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทําให้ พญ.ดร.อมรา ได้เริ่มต้นปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังจนพบว่าชีวิตที่เป็นเพียงแค่คน เป็นคนดี มีวิชาชีพเป็นหมอ ช่วยให้คนหายเจ็บไข้ได้ด้วยเท่านี้ไม่พอสําหรับการเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง เพราะเรื่องเหล่านี้คือเปลือก ไม่ลึกเข้าไปถึงแก่นของจิตใจ
กว่าจะเข้าใจต้องผ่านการปฏิบัติถึงสามเดือน โดยมีท่านพระอาจารย์สิงห์ทองให้คําชี้แนะ จนได้คิดว่า สติมีความหมายต่อชีวิตเหนือสิ่งอื่นใด และยังมาฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอย่างต่อเนื่อง จนท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพไปในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก ครั้งนั้นมีพระระดับเกจิอาจารย์มรณภาพพร้อมกันถึง ๕ ท่าน อาทิ พระอาจารย์จวน พระอาจารย์บุญมา เป็นต้น
ตอนนั้นเราก็เสียใจ หลวงตาบัวท่านเทศน์ให้ฟังว่าไปล่าสัตว์ทําไม ไม่คิดว่าใจหายบ้างล่ะทีเครื่องบินตกลําหนึ่งก็โวยวาย นี่เป็นโอกาสทองของพวกเรา ที่จะได้มาดูว่าที่ครูบาอาจารย์สอนเรายังอยู่ในใจที่ทําให้ใจเราเป็นแท่งธรรมะ หรือเราจะทิ้งสติให้ใจกลายเป็นขี้ฝุ่นเหมือนกับร่างท่านอาจารย์ที่มันแตกกระจาย ต้องระวัง เรามาอยู่ในวัด ให้รู้จักกันด้วยธรรม อย่ารู้จักกันด้วยโลกให้พูดกันด้วยธรรม เป็นวิทยุประจําท้องถิ่นให้คุ้มกับที่อาจารย์เมตตาเคี่ยวเข็ญ ต้องเก็บงํานําธรรมะของท่านมาใช้ให้เป็นประโยชน์
ความรู้ทางการแพทย์ที่อาจารย์รํ่าเรียนมานับ ๑๐ ปี นํามาประยุกต์เข้ากับหลักธรรมที่อาจารย์ใช้เวลาศึกษายาวนานไม่ต่างกัน ครั้งเมื่อมีการตั้งชมรมพุทธธรรมตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งศิริราช รามาฯ รพ.จุฬาฯ เป็นต้น คุณหมออมรา นําความรู้ทางธรรมะที่ตกผลึกกับตนเองไปบรรยายให้ผู้คนในโรงพยาบาล จนต่อมาโรงพยาบาลเหล่านี้เริ่มทํากิจกรรมธรรมโอสถไปเยียวยาคนไข้ เพราะเห็นว่ายาแก้ปวดทางเคมี มันแค่บรรเทาความเจ็บทางกาย แต่ถ้าใจยังยึดอยู่กับความเจ็บปวดทรมานกับโรคร้าย ในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตก็ตายไม่สงบ
“ตอนนั้นเราเชื่อแล้ว ใจเป็นพลัง มันไม่เกิดไม่ตายไปพร้อมๆ กับร่างกาย เราค่อยๆ สอนให้เห็นความสําคัญของศีล ของอะไรที่เราติดตัวมา มันจะเป็นอริยทรัพย์ ถ้าเปรียบใจเป็นผ้า อริยทรัพย์จะเหมือนเป็นเส้นด้ายแต่ละเส้นที่สอดเข้าไป การปฏิบัติของเรา คือ การสะสมไปเรื่อยๆ ใจไม่ได้เกิด ไม่ได้ตาย แต่เป็นนักเดินทางมาราธอน”
วิธีรักษาแบบธรรมโอสถของคุณหมอนั้น ใช้วิธีนั่งคุยกับคนไข้ ชี้ให้เห็นว่า ธรรมะอยู่รอบกาย แม้เจ็บป่วยนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง ยกตัวอย่างเช่น ให้เขาพิจารณาดูหยดนํ้าเกลือจ่อสติไว้ที่หยดหนึ่งพุท หยดหนึ่งโธ เมื่อจิตสามารถรวมกันได้ ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอที่ดีกว่าการนอนหลับเสียอีก เมื่อผู้ป่วยรวมสติได้ ปฏิบัติได้ ยามเมื่อใกล้หมดลมหายใจจะไปอย่างสงบ เมื่อใจสงบอย่างน้อยจะได้เกิดมาเป็นคนใหม่และมีโอกาสปฏิบัติธรรมต่อไป
คนบางคนไม่ต้องทําอะไรเลยเกิดเป็นเทวดา เพราะบุญเขาเยอะ แต่อยู่บนสวรรค์อาจจะละเมอเพ้อฝัน เพราะนึกอยากจะได้อะไรก็ได้เรียกว่าทิพยสมบัติ อาจจะละเมอจนไม่มีสติ มีโอกาสตกลงมาเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ เมื่อเกิดเป็นคนจะได้ไม่ละเมอ จะมีโอกาสฝึกสติอย่างเข้มข้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตอนที่เป็นพระโพธิสัตว์ เคยเกิดเป็นสัตว์ก็มี เป็นพญากวาง ช้างเผือกเป็นเทวดา เป็นพรหม แต่ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือตอนเป็นมนุษย์เท่านั้น สติจะเต็มที่ในเฉพาะภพชาติที่เป็นมนุษย์ คุณหมอผู้ใช้หลักการแพทย์ธรรมโอสถ ทิ้งท้ายไว้ให้คิด
ท่านไว้วางใจให้คุณหมออมราดูแลคุณโยมแม่
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แสดงออกถึงคุณธรรมข้อ มาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม ได้อย่างเด่นชัด เมื่อท่านพาโยมพ่อออกบวชเป็นพระป่าและได้มรณภาพลง ต่อมาท่านได้พาโยมแม่ออกบวชเป็นแม่ชีในวัยชรา ซึ่งท่านได้ดูแลเอาใจใส่โยมแม่เรื่อยมาเป็นอย่างดี ต่อมาเมื่อโยมแม่ป่วย ท่านก็มอบให้คุณหมออมรา มลิลา พยาบาลดูแล และท่านก็เมตตามาเยี่ยมพร้อมให้อุบายธรรม อันเป็นการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้วางใจให้คุณหมออมราดูแลคุณโยมแม่ ซึ่งเหตุผลนอกจากความเป็นหมอแล้ว คุณหมออมรายังมีความผูกพันใกล้ชิด เป็นทั้งลูก ทั้งศิษย์ของคุณโยมแม่ โดยคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คิดว่าๆ คงเป็นลูกศิษย์โยมแม่ เพราะว่าคุณโยมแม่นี่ ท่านจะมีนิสัยว่า ท่านต้องอมหมาก เวลานอนนี่ต้องอมหมากเอาไว้คําหนึ่ง แล้วก็อมจนเช้า เพราะฉะนั้นคุณโยมแม่จะไม่มีฟันเลยใช่ไหม ก็จะตําหมากเป็นคําๆ แล้วก็อัดๆ เป็นก้อนไว้ เพราะฉะนั้นในตลับของท่านนี่ ท่านจะมีสักสองคํา สามคํา เอาไว้ แล้วก็พอไปถึงปุ๊บเนี่ย ท่านอาจารย์สิงห์ทองจะบอกเลยว่า เย็นนี่ คล้ายกับว่าเป็นหน้าที่ของเราเลย ที่จะต้องไปตะบันหมากไว้ให้คุณแม่ ทีนี้พอตะบันหมากให้คุณแม่เสร็จ เราก็จะดู เอาคุณโยมแม่เข้ามุ้ง กันมุ้ง
สมัยก่อนนั้นมีตะเกียงนํ้ามันมะพร้าวเล็กๆ เราก็จะต้องเอาไปวางข้าง ข้างฝาให้ดี เพราะว่ากลัวว่า ถ้าคุณแม่ทําเอง เดี๋ยวไฟนั่น… ใช่ไหมคะ ก็ทําให้เรารู้ว่า คุณโยมแม่นี่ ท่านหายใจเวลานอนนี่คะ เหมือนคนที่เจ็บหนักมาก ท่านจะหายใจ…ฟี้ดฟีดๆๆ ฟี้ด… แล้วก็หยุดไป ตอนแรกเราตกใจไปหมดเลย อ๋อ ! ท่านหายใจอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้นตอนที่ท่านเจ็บนี่ เราถึงได้รู้ไงว่าคุณโยมแม่ไม่เป็นอะไรหรอก แต่ทุกคนเนี่ย เขาคิดว่า เพราะเขาไปรู้ว่า ท่านอาจารย์บอกว่ามีหมอดูดูไว้ว่าคุณโยมแม่สิ้นอายุขัย ๘๐ อะไรต่ออะไร เขาถึงได้..โอ๊ย ! สารพัดสารพัน เขาถึงท้าทายไง บอกว่า “ถ้าใครทําให้คุณโยมแม่รอดได้เนี่ย เขาจะปูผ้ากราบ”
แล้วก็ เราก็ให้นํ้าเกลือ ให้มันหมดเลย ทั้งเท้า ทั้งหัว คือเส้นไหนดีให้ทั้งนั้น เขาก็ว่า บอกว่า โอ๊ย ! เนี่ย มันจะตกนรก แม่พระอรหันต์น่ะ ดูซิ มันไม่ได้เคารพหัว หู และปู่คูณ (ท่านพระอาจารย์คูณ สุเมโธ) เนี่ยน่ารักมากเลย ท่านบอก “คุณหมอ คุณหมอทําไปเถอะ ผีมันเจาะปากพูด ใครจะพูดก็พูดเหอะ เออ อาตมารู้อยู่ว่าคุณหมอทําดี ไม่เป็นไร”
เรามีความผูกพันกับคุณโยมแม่ เหมือนกับเป็นแม่กับลูก เพราะคุณญาณีจะไปตําหมาก ท่านก็ไม่ให้ตํานะ แล้วอย่างสมมุติทุกวันเราตํา แล้วเสร็จแล้ว บางวันคุณแม่ชีเขาใช้เราจนกระทั่งเราขึ้นไปตําไม่ได้ คืนนั้นท่านอาจารย์ลงศาลา ท่านจะถาม “วันนี้ได้ไปตําหมากให้แม่ คุณโยมแม่รึเปล่า” แล้วเราก็ต้องบอกว่า “ไม่ได้ตํา”
ท่านไม่ดุ ทําสีหน้าคล้ายๆ กับว่า “เฮ้อ ! ของแค่นี้ ไว้ใจก็ไม่ได้” ก็เลยคล้ายๆ กับว่าจนไม่มีใครเขากล้า แม่ชีคนไหนก็เหมือนกัน คุณหมอไปตําหมากซะก่อน
ตอนที่เราไม่อยู่ หลานก็ดูแลแทน หลาน คือคุณโยมแม่เป็นพี่สาวคนโต ถัดมาก็คือแม่ของท่านอาจารย์อุ่น แล้วก็มีอีกสองคน และคนสุดท้องเป็นแม่ของท่านน้อย (หลวงปู่คําพอง)ที่เคยอยู่กับหลวงปู่ขาว ที่พระราชินีเรียกท่านเจ้าคุณน้อย
เออ ผู้หญิง ๒ คนเนี่ย ก็มีคนหนึ่งที่มีหลาน มีลูกของลูก ใช่ไหมคะ ชื่อ “อวน” เขาก็มาอยู่ดูแลคุณโยมแม่ แล้วก็อีกคนหนึ่ง ชื่อ “แสง” เพราะฉะนั้นคุณแม่ก็มีหลาน ๒ คน บวชเป็นชีดูแลตอนที่เราไม่อยู่ เขาก็จะเรียกว่าคุณยาย คุณโยมแม่ท่านอบอุ่นค่ะ”
ศิษย์ชาวต่างประเทศ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านได้มาปักหลักจําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ อันเป็นสถานที่สุดท้ายที่ท่านอยู่จําพรรษา ท่านเริ่มเป็นที่รู้จักและมีคนเคารพนับถือท่านมากขึ้น พระที่ขออยู่จําพรรษานอกจากพระไทยแล้ว ยังมีพระต่างชาติมาขออยู่จําพรรษา โดยประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เริ่มมีพระฝรั่งจากประเทศออสเตรเลีย ขอเข้ามาศึกษาอบรมกับท่าน โดยท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ช่วงก่อนหน้านั้น พวกฝรั่งมี ท่านเดวิส แล้วก็ ท่านร็อด ท่านดิ๊ก ท่านจอร์จ ครบแล้ว๔ องค์ ได้มาอยู่วัดป่าแก้วฯ ท่านร็อดได้มาอยู่ก่อน ท่านเชอร์รี่ไม่มี ท่านเชอร์รี่ บ้านตาด ไม่มีนะมี ๔ คน ออสเตรเลีย มีแค่นั้น
อยู่วัดป่าแก้วฯ ช่วงเย็นๆ หลวงพ่อ (ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง) ก็เลยพาเก็บเห็ด เพราะหลวงพ่อสิงห์ทองชอบเห็ด เดินเราก็เดิน บางทีไปเก็บตรงไหน เราก็รู้ เห็ดเผาะเคยรู้ไหม มันมุดขึ้นมาจากดิน เป็นดินแตก ถ้ามันดินแตกตรงไหนก็บอกเณร เณรก็มาคุ้ยเอามาได้ ๒ – ๓ ดอกไปเรื่อยๆ พระฝรั่งเห็นหลวงพ่อไป ก็เดินตาม บอกเณรตรงนี้ เณรก็เอาได้ เณรคนนั้นก็เอาได้แต่พระฝรั่งบอกเณร บอกถัดไป เณรก็หาไม่ได้ บอกถัดไป เณรก็หาไม่ได้ เราบอกแค่ใกล้ๆ ที่พระฝรั่งบอก เณรไปขุดเอาก็ได้ เขาบอกท่านลอง (ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง) เก่ง เก่งอะไรนะ ว่าเก่งมาก ว่าท่านลองเก่งมาก เขาบอก เราบอกตรงไหน เขาก็รู้น่ะ เณรเขาก็ได้ แต่พระฝรั่งบอก ก็หาไม่เจอ พระฝรั่งเลยสู้หลวงพ่อไม่ได้ พระฝรั่งไม่ชํานาญหาเห็ด
พระฝรั่งทั้ง ๔ องค์ ต่อมาก็สึกไปบ้าง สึกไม่หมด ที่ออสเตรเลียมีท่านดิ๊กองค์เดียว เดี๋ยวนี้คงหมดแล้วมั้ง ออสเตรเลีย”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องศิษย์ต่างประเทศของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไว้ดังนี้
“คือท่านอาจารย์สิงห์ทองไม่ได้ภาษาอังกฤษ แต่ท่านมีภาษาจิตน่ะ ท่านรู้น่ะ แล้วก็พวกนี้ (พระฝรั่ง) เวลามีปัญหาเรื่องวีซ่าเนี่ย สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ท่านจะอนุญาต คือท่านถือว่าท่านเป็นอุปัชฌาย์และเป็นคล้ายๆ สําหรับพวกฝรั่งทั้งหมด พอจะต้องต่อวีซ่าหรืออะไรเนี่ยก็ไปที่ท่าน แต่แทนที่จะต้องไปในเวลาที่จะต้องมีคนอะไร ท่านบอกว่าตั้งแต่เช้าจนกระทั่งก่อน ๗ โมงเช้า ท่านจะเสด็จลงมาอยู่ที่ห้องเล็กๆ ที่พระตําหนักท่าน เราเข้าไปได้เลย กราบได้เลยแล้วเราก็จะพาพวกนี้เข้าไป ซะจนกระทั่งสมเด็จพระสังฆราชคุ้นเคย
พอเราไปถึง (วัดป่าแก้วชุมพล) ท่านอาจารย์สิงห์ทองบอกอย่างนี้ “ทุเรศ กราบพระเหมือนโกยอะไรก็ไม่รู้ ไอ้ที่แบบอย่างนั้น” เพราะฉะนั้นท่านก็จะต้องให้เราแบบเบญจางคประดิษฐ์ เพราะฉะนั้นพอเรากราบครั้งแรกเนี่ย ท่านสมเด็จพระสังฆราชถาม “มาจากวัดไหนน่ะ” แล้วท่านก็จะจําแม่นเลยนะ แล้วเราพาไปเป็นประจํา
ผู้หญิงฝรั่งต่างชาติก็มี บางครั้งก็มาไม่ขาดสาย ก็ ๒ คน ๓ คน แล้วก็มีคนหนึ่งที่เป็นเยอรมัน แล้วก็เขาก็บวช ตอนนั้นยังไม่มีภิกษุณี แต่เขาไปบวชแบบสันติอโศกที่เป็นสิกขมานาแล้วเขาก็ใช้ผ้าสีกรัก แล้วเขาเทศน์ แล้วก็อยู่ที่ออสเตรียนี่เขาดังมากเลย มีหนังสือของเขาออกมาแต่จําชื่อเขาไม่ได้แล้ว แล้วเขาสนิทกับสมเด็จพระสังฆราชมาก เวลามานี้เขาไปเฝ้า แล้วก็สมเด็จ–พระสังฆราชก็ประทานอะไรต่ออะไรให้สํานักของเขา อยู่ที่ออสเตรีย ตอนนี้เขาตายแล้ว
คือเขามา แล้วเขามากราบท่านอาจารย์สิงห์ทอง แล้วเขาก็ชอบใจ ได้มาปฏิบัติอยู่ที่วัดป่าแก้วฯ แล้วเขาก็ชอบใจที่มีล่ามแปลให้เขาฟังด้วย เขามาทุกปีตอนนั้น แล้วเขาทํามูลนิธิเขาทําอะไรที่โน่น ฮู้ ! เขามีชื่อมากเลย เขาก็ไม่เรียกสิกขมานา เขาก็ทําเหมือนอย่างกับว่าเขาบวช เพราะเขาบอกว่า บางทีฝรั่งเนี่ย ถ้าเผื่อเห็นเป็นสีกรักเนี่ยก็จะนับถือใช่ไหม เขาก็เลยดีใจที่สันติอโศกมีอย่างนี้ เพราะถ้าเกิดเขาแต่งขาวเนี่ย เขามีความรู้สึกว่า มันยังเหมือนคนละชั้นกันอูย ! ตอนช่วงนั้นเราเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล”
ภาค ๑๑ มรณภาพด้วยเครื่องบินตก
การหยั่งรู้วันมรณภาพของครูบาอาจารย์สายวัดป่ากรรมฐาน
พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกเท่านั้นที่สามารถหยุดการเวียนว่ายตายเกิด
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เทศน์ถึงความเป็น – ความตายของพระอรหันต์ไว้ดังนี้
“เวลาธรรมกับใจเข้าเป็นอันเดียวกันแล้ว ความเป็น ความตาย มีนํ้าหนักเท่ากัน ที่ให้ความเป็นอยู่มีนํ้าหนักมากกว่าก็เพราะประโยชน์แก่โลก ถ้าลําพังแล้วความเป็นกับตายเสมอกัน”
หลายองค์ท่านรู้วันตายล่วงหน้า ความตายกับท่านเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากและซับซ้อนอะไรเลย ดังองค์หลวงตาเคยเทศน์ไว้ว่า “พระอรหันต์ท่านตายง่าย” แต่สําหรับปุถุชนคนหนาปัญญาหยาบแล้ว ความตายเป็นเรื่องที่น่ากลัวและทําให้ใจหดหู่หวั่นไหว เมื่อพูดถึงความตายต้องขอร้องให้หยุด ! หยุด ! อย่าได้พูด ไม่อยากฟัง เพราะฟังแล้วไม่สบายใจและไม่เป็นมงคล
พระพุทธเจ้าตั้งแต่วันที่พระองค์ตรัสรู้มา ก็ทรงทราบแล้วว่า จะปรินิพพานในวันไหนแต่พระองค์เลือกที่จะบอกก่อนปรินิพพาน ๓ เดือนแก่พระอานนท์ว่า “อานนท์อีก ๓ เดือนเราตถาคตจักปรินิพพาน”
แม้พระอรหันต์รูปอื่นๆ ท่านก็สามารถรู้วันตายล่วงหน้าได้เช่นกัน
สมัยปัจจุบัน ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ก็ได้บอกล่วงหน้าแก่หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ว่า “อายุ ๘๐ ปี จะนิพพาน”
หลวงปู่ขาว อนาลโย สามารถบอกกําหนดอายุขัยของตนเองได้ว่า จะมรณภาพอายุ ๙๕ ปี ซึ่งก็เป็นจริงดังที่ท่านได้กล่าวไว้ หลวงปู่ขาวมรณภาพในวันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๖
หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ได้พยากรณ์เรื่องการมรณภาพของตัวท่านเองให้ศิษย์ฟังล่วงหน้านานแล้ว ว่าท่านจะมรณภาพด้วยรถ และก็เป็นเช่นนั้นจริง คือ ท่านประสบอุบัติเหตุรถควํ่าขณะเดินทางไปงานนิมนต์แห่งหนึ่ง ที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕
สําหรับ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร มีบทสนทนาเป็นเรื่องราวการบอกวันเวลาตายล่วงหน้าเป็นอย่างดี ดังนี้
… กลางคืนวันหนึ่ง หลังงานฉลองกึ่งพุทธกาลจบลง ณ กุฎีปุณณสถาน ที่วัดอโศการาม ท่านพ่อลี ยังร่างกายแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ท่านได้ปรารภกับ พระอาจารย์แดง ธมฺมรกฺขิโตซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ เรื่องอายุขัยคือการสิ้นสุดแห่งชีวิตว่า
“ท่านแดง อายุ ๕๕ ปี ผมต้องตาย ชีวิตถึงคราวสิ้นสุด ให้ท่านอยู่ช่วยดูแลหมู่คณะที่วัดอโศฯ เมื่อผมตายไปแล้ว ขอให้ท่านเป็นที่พึ่งพาอาศัยของหมู่เพื่อน” การกล่าวในครั้งนี้ ท่านกล่าวก่อนมรณภาพเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านพ่อลีได้ไปนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า ธนบุรี ท่านเรียกพระอาจารย์แดงมาหาแล้วกล่าวยํ้าว่า “เราอายุ ๕๕จะลาตายแล้ว”
แม้ท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ก่อนจะรับนิมนต์แล้วประสบอุปัทวเหตุเครื่องบินตกมรณภาพที่ทุ่งรังสิต จังหวัดปทุมธานี นี้ก็ได้บอกเป็นนัยแก่สานุศิษย์ว่า “การเดินทางไปคราวนี้จะมิได้กลับมา”
ถ้าถึงวิมุตติแล้ว ตายหรืออยู่มีคุณค่าเท่ากัน แล้วแต่กรรม
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ในช่วงก่อนมรณภาพเครื่องบินตก โดยแสดงถึงอริยธรรมของท่านไว้ดังนี้
“สิ่งใดที่เราควรประพฤติปฏิบัติ เราได้ประพฤติปฏิบัติจนเห็นจนรู้ จนหมดจนสิ้นความสงสัยภายในใจ แล้วเราก็ไม่มีการห่วงการหวงชีวิตต่อไป เพราะอยู่ไปอีกหมื่นปี – แสนปี ความดีจะเกิดขึ้นอีกมีไหม ? มันบอกแล้ว รู้แล้ว ว่าความที่สุดของจิต ที่สุดของธรรม ที่สุดของการประพฤติปฏิบัติมีเพียงแค่นี้ จะประพฤติไปอย่างไรจะให้ดีไปอีกไม่ได้ จะให้เสียไปไม่มี
เมื่อเป็นอย่างนี้จะห่วงจะหวงอะไรในธาตุในขันธ์ ตายเมื่อไร ความบริสุทธิ์ที่เรารู้เราเห็น มันก็บริสุทธิ์อยู่ มันไม่เกิดตายไปตามธาตุตามขันธ์ จึงไม่มีการห่วงการหวง การยึดการถือ ที่เรายังห่วงยังหวง ยังยึดยังถือ อยากจะมีชีวิตยืนยงคงอยู่ ก็เพราะยังไม่รู้ไม่เห็นที่สุดจุดหมายปลายทางของอรรถของธรรม
ถ้าถึงที่สุดวิมุตติแล้ว ความห่วงความหวง ตายหรืออยู่คุณค่าเท่ากัน ไม่มีอะไรเสียหายจะแนะนําพรํ่าสอนคนอื่น เขาเลื่อมใสก็เป็นเรื่องจิตใจของเขา เขาเศร้าหมองก็เป็นเรื่องของเขา เราเป็นอย่างไร เราทราบในตัวของเราอยู่แล้ว มันจะไปเสียกับใคร จะไปได้กับอะไรอีก มันไม่มีมันหายสงสัย ทุกกาลทุกสมัย ทุกวันทุกเวลา ท่านจึงไม่มีการห่วงการหวง อยากจะอยู่ต่อไปก็ไม่ว่า อยากจะตายไปก็ไม่ใช่ แล้วตั้งแต่เรื่องของกรรมมันจะมาถึงเมื่อไร ท่านไม่ติดข้องในเรื่องของธาตุของขันธ์”
ท่านบอกโยมแม่เป็นลาง
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“มีอยู่คราวหนึ่ง สหธรรมิกของท่านที่เคยธุดงค์กัน แล้วตอนหลังรู้สึกจะมาอยู่ที่วัดอะไรที่โคราช แล้วก็มรณภาพ แล้วก็ท่านจะไปเผาศพ นั่นรู้สึกจะ ๒ อาทิตย์หรือประมาณภายในเดือนก่อนที่ท่านจะมรณภาพ แล้วก็ท่านก็มาบอกโยมแม่ บอกว่า ท่านจะไปเผาศพเพื่อนสหธรรมิกกันเนี่ย เพราะสนิทกันตั้งแต่ธุดงค์ แล้วก็ท่านก็พูดเล่นกับคุณโยมแม่บอก “เออ ! บางทีข้อย (ผม)ไปแล้ว ข้อยก็เลยจะทะลุไป เหมือนอย่างกับไปธุดงค์อะไรอย่างงี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่กลับมาเจ้าก็ไม่ต้องห่วงนะ”
คุณโยมแม่ก็ตกใจ “แม่ทําอะไรผิด ท่านอาจารย์ถึงพูดอย่างนี้” เราก็บอก “เปล่าหนา ท่านอาจารย์คงล้อเล่นน่ะ” ตอนนั้นคุณโยมแม่ก็เออ ๘๐ กว่า เพราะตอนปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ที่ท่านป่วยนั้น ๘๐ เต็ม ก็ราวๆ ๘๓ แต่คุณโยมแม่อยู่จน ๙๘”
ท่านรับนิมนต์แทนท่านอาจารย์สุพัฒน์
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พูดถึงท่านอาจารย์สุพัฒน์ท่านมีนิมิตก่อน เพราะพอคุณธเนศ เอียสกุล เข้าไปนิมนต์ท่าน ว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ นิมนต์ ท่านบอกว่า “ท่านไม่รับนิมนต์ เพราะว่าท่านฝันว่าเรือบินตก”
ท่านฝันว่า ที่จริงท่านมีนิมิตว่าเรือบินตก แล้วแม่ท่านนี่ไม่ได้บวชเป็นชี ยังเป็นอุบาสิกานุ่งดําใส่ขาว แต่ท่านเอามาไว้ที่วัด แล้วไม่มีใครดูแลแม่ เพราะฉะนั้นคุณธเนศก็บอกว่า “เดี๋ยวจะมานิมนต์ท่านอาจารย์สิงห์ทอง”
“ก็กราบเรียนท่านสิงห์ทองด้วยว่า เราไม่รับนิมนต์หรอก”
คุณธเนศก็จากวัดท่านอาจารย์สุพัฒน์ วัดบ้านต้าย เข้ามาก็มาถึงวัดท่านอาจารย์สิงห์ทอง ก็เข้ามา ก็กราบเรียนท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็นั่งพิจารณาก็บอก
“สุพัฒน์ เรารับนิมนต์ให้สุพัฒน์ แล้วเราก็รับนิมนต์สําหรับตัวเราด้วย”
เพราะหลวงตาเวลาที่มีแต่ลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านบอก “เฮ้อ ! สงสารอุปคุตลูกเรา”
เพราะท่านอาจารย์สุพัฒน์ ตอนท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ ท่านเคยหงายหลังตกลงมา เหมือนกับพระอุปคุตสมัยพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นหลวงตาก็จะเรียกท่านสุพัฒน์ว่า “อุปคุต” “สงสารอุปคุตลูกเรา ให้พี่เขาหลอกไปตาย ก็ไปกับเขา”
แต่ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็คงเห็นแล้วว่า กรรมครั้งนี้ถึงจะไม่ไป มันไม่เกิด แต่มันก็จะต้องมีอยู่เรื่อยๆ แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ท่านถึงได้บอกเรารับนิมนต์แทนสุพัฒน์ ไปบอกสุพัฒน์ แล้วเราก็รับสําหรับตัวเราด้วย ถึงบอก โอ้โหย !
หลวงตาท่านก็รู้ล่วงหน้า แล้วโยมแม่ของอาจารย์สุพัฒน์ล่ะ ก็คน…เขาคงดูกันล่ะ ไม่ต้องกลัวหรอก แต่ว่าแล้วที่เรารู้แน่ว่าท่านสุพัฒน์รู้อย่างแน่นอน แต่ก่อนนั้นท่านอาจารย์สุพัฒน์คือคนที่เย็บจีวรผ้าไหมถวายหลวงตา ทุกคนที่จะทําจีวรถวายหลวงตานี่ จะเอาผ้าไหมไปให้ท่านอาจารย์สุพัฒน์ เพราะว่าท่านอาจารย์สุพัฒน์ ท่านมีฝีมือที่สุดเลย และก็เป็นมือเย็บจีวรที่เรียกว่าหลังจากท่านอาจารย์สุพัฒน์แล้ว ถึงมาเป็นท่านอาจารย์อุ่น
แล้วพอในงานศพที่เผาศพท่านอาจารย์สุพัฒน์ เณรจะคอยดู เออ คุณ… เหรอ เอาห่อมา ถ้าเย็บเสร็จแล้วก็เป็นจีวรเสร็จเรียบร้อย ไม่มีสาส์นว่าอะไร ถ้าเผื่อของคุณ… เหรอ มีสาส์นน้อยๆ “อาตมาขอโทษที่อาตมายังไม่ได้มีเวลาทํา” เพราะฉะนั้นขอส่งผ้าคืน ทุกคนก็ร้องไห้กันอีกกระทอกใหญ่เลย เพราะว่าท่านอาจารย์สุพัฒน์ เรียกว่าท่านรู้ ท่านจัดสรรคืนหมดทุกคนเรียบร้อย สุดยอดจริงๆ เลย”
เรื่องเล่าก่อนการมรณภาพด้วยเครื่องบินตก
พระเดชพระคุณหลวงปู่ลือ ปุญฺโญ วัดป่านาทามวนาวาส บ้านนาทาม ตําบลป่าไร่ อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร (ฉายา “ปุญฺโญ” เริ่มใช้ตั้งแต่ท่านได้ญัตติเป็นธรรมยุติกนิกาย คือเป็นพระสายกัมมัฏฐาน ลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทตฺตเถร เป็นต้นมา)
หลวงปู่ลือเป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นผู้ทรงอภิญญาสามารถหยั่งรู้ญาณชั้นสูง เช่น อตีตังสญาณ คือ หยั่งรู้เรื่องราวในอดีตของตนเองว่า หลวงปู่เมื่อชาติก่อนท่านเป็นฤๅษี บําเพ็ญเพียรอยู่ในถํ้าใต้ชะง่อนผา ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดป่านาทามวนาวาสในปัจจุบัน ได้เสียชีวิตในถํ้าปัจจุบันอัฐิธาตุของท่านยังอยู่ในถํ้าดังกล่าว และนอกจากนั้นท่านยังหยั่งรู้ อนาคตังสญาณ คือ หยั่งรู้เรื่องราวในอนาคตได้ล่วงหน้า ดังเหตุการณ์เครื่องบินโดยสารตกในเขตอําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ทําให้ผู้โดยสารตายเกือบหมดทั้งลํา (เหลือบาดเจ็บสาหัสและยังมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบัน ๒ – ๓ คน ตามที่ปรากฏเป็นข่าว)
ในเครื่องบินดังกล่าวพระกัมมัฏฐานสายหลวงปู่มั่น ได้ร่วมเดินทางไปด้วย ๕ องค์ และได้มรณภาพทั้งหมด คือ พระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม พระอาจารย์วัน อุตฺตโม พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร และ พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม พระอาจารย์ทั้ง ๕ องค์ดังกล่าวได้รับนิมนต์ไปร่วมพิธีสําคัญที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และเจ้าภาพได้มีการนิมนต์หลวงปู่ลือ ไปร่วมพิธีดังกล่าวด้วย โดยนําตั๋วเครื่องบินไป – กลับในเที่ยวดังกล่าวมาถวายหลวงปู่ถึงวัดป่านาทามวนาวาส แต่หลวงปู่ลือไม่รับนิมนต์ เนื่องจากได้นิมิตเห็นไฟไหม้หางของเครื่องบินลําดังกล่าวขณะบินอยู่บนท้องฟ้า
ก่อนจะถึงวันเดินทาง ๒ – ๓ วัน หลวงปู่เล่าว่า พระอาจารย์ทั้ง ๕ องค์ที่มรณภาพครั้งนี้ทุกท่านมีญาณหยั่งรู้ว่าเครื่องบินจะตกและจะดับขันธ์ในครั้งนี้ แต่ทุกท่านได้ยินยอมให้เป็นไปตามวิบากกรรม ส่วนหลวงปู่ลือ ท่านยังมีภารกิจที่ต้องโปรดสัตว์และสืบสานพระศาสนายังไม่สําเร็จตามที่ท่านได้ปวารณาเอาไว้
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดภูจ้อก้อ จังหวัดมุกดาหาร เคยบอกว่า พระโมคคัลลาน์ที่ถูกกลุ่มโจรรุมฆ่านั้น แท้จริงแล้วโจรฟันตีไม่ถูกท่าน ที่ถูกนั้นคือถูกธาตุขันธ์ของท่านเท่านั้น
เครื่องบินตก พระตายไปหลายองค์นั้น พออาศัยคําบอกหลวงปู่หล้าเป็นคําอธิบายได้ไหม เรื่องเครื่องบินตกพระตายนั้น ได้ยินคําเล่าหลายปาก เล่าไปต่างๆ นานาไม่ตรงกันนัก แต่ทุกปากเล่าได้ใจความเดียวกันคือ พระทุกองค์ก่อนขึ้นเครื่องบินก็รู้ล่วงหน้าทั้งนั้น
ท่านพระอาจารย์ชา สุภทฺโท หรือ หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เทศน์ในเวลาประมาณ ๕ โมงเช้าของวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ตอนหนึ่งหลวงพ่อชาเทศน์ว่า “เขามานิมนต์ไปกรุงเทพฯ เหมือนกัน บังเอิญไม่สบาย จึงไม่รับนิมนต์ ถ้ารับก็มีหวังไปแล้วไม่กลับมาพบหน้าญาติโยมอีก” ปรากฏว่าตกบ่ายวันนั้น ข่าวเครื่องบินตกพระตายก็แพร่ไปทั่วประเทศ
ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านรู้ตัวก่อนขึ้นเครื่องบิน ท่านได้ไล่ให้โยมวัดท่านหนึ่งกลับไม่ยอมให้เดินทางขึ้นเครื่องบินไปด้วยกัน
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็บอกกับญาติโยมทางวัด หลังจากที่ช่วยแม่ชีท่านหนึ่งซึ่งตกเขาปางตายให้ฟื้นขึ้นมาด้วยการเพ่งจิต ท่านบอกว่า “ถ้าแม่ชีคนนี้รอด ตัวท่านก็ไม่รอด” แต่ไม่มีใครใส่ใจ เพราะมัวแต่เป็นห่วงแม่ชีที่ประสบอุบัติเหตุ
และท่านเคยปรารภเชิงเล่นๆ กับครูบาอาจารย์รูปอื่นว่า “ท่านน่ะตายสูงนะ” ยังมีผู้คิดกันว่า ภูทอกอยู่ในที่สูง ท่านกล่าวเช่นนี้ คงหมายจะละขันธ์บนภูทอก และก่อนที่ท่านจะลงมา กทม. กับเที่ยวบินนั้น ท่านเขียนหนังสือไว้เล่มหนึ่ง ตอนจะเดินทาง มีคนถามว่า “แล้วท่านไม่นําหนังสือเล่มนี้ติดตัวไปด้วยหรือ ?” ท่านตอบว่า “เอาไว้ที่นี่ล่ะ เดี๋ยวจะมีคนมาเอาไปเอง”
ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ก็ฝันร้ายก่อนเครื่องบินตก เลยตั้งใจไว้ว่า ถ้าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไม่รับนิมนต์ครั้งนี้ ท่านก็จะไม่รับนิมนต์ด้วย พอดีท่านพระอาจารย์สิงห์ทองรับ ท่านก็จําต้องรับด้วย โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ไว้ดังนี้
“ตกเครื่องบินไปงานอะไรไม่รู้ อุปคุต (ท่านสุพัฒน์) ท่านฝันแม่นยํามากนะ ที่ท่านจะไปตายคราวนี้ ไปเกาะไหนก็พัง คือท่านฝันกลางคืนนี้จนตื่นเต้นตกใจเสียใจ ทําไมถึงฝันร้ายขนาดนี้ ท่านว่าอย่างนั้นนะ ไม่เคยฝันอย่างนี้เลย ฝันร้ายกาจไม่มีชิ้นดีเลย ท่านว่าอย่างนั้น แล้วเขามานิมนต์ให้ไปในงานนี้ล่ะ แล้วกันกับความฝัน มันเข้ากันได้แล้ว ไม่ใช่จะเอาเราไปตกเครื่องบินตายเหรอ ท่านพูดอย่างนั้นเลย ท่านเลยหาที่เกาะ ไปนิมนต์อาจารย์สิงห์ทอง ถ้าท่านสิงห์ทองไปเราถึงจะไป เกาะตรงนั้นนะ ถ้าท่านไม่ไป เราก็ไม่ไป เขาไปนิมนต์ท่านสิงห์ทอง ท่านสิงห์ทองรับเขาแล้วก็พังไปเลย ถ้าหากว่าท่านสิงห์ทองไม่ไป ท่านจะไม่ไป ชีวิตท่านก็จะยังอยู่ เลยตายในระยะนั้นล่ะ
ท่านฝันแปลกประหลาดมาก พอตื่นขึ้นมานี้ดูอาการโศกเศร้าเหงาหงอย มันฝันร้ายเหลือเกิน ท่านว่าอย่างนั้นนะ แต่ท่านไม่พูดเรื่องฝันร้ายว่าเป็นอย่างไรๆ แต่มันฝันร้ายไม่มีชิ้นดีเลย ท่านบอกอย่างนั้น มีแต่ล้มพังทั้งนั้น
พอดีเขาก็มานิมนต์ ท่านก็ไปเกาะท่านสิงห์ทอง ท่านสิงห์ทองไป เราก็จะไป พอดีไปนิมนต์ท่านสิงห์ทอง ท่านก็รับเขา เรียกว่าเกาะแล้วพังเลย ตายด้วยกันทั้งสอง ท่านอุปคุตนี่สําคัญท่านฝันไม่ดีเลยท่านว่า เขามานิมนต์โดยลําพังท่าน ท่านจะไม่รับ ท่านบอก ทีนี้เพราะความเคารพกันเกี่ยวกับท่านสิงห์ทอง ท่านรับ แล้วท่านเลยต้องรับไปด้วย แล้วก็ไปตายด้วยกัน”
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้ตั้งฉายาประจําตัวให้ พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ว่า “ท่านอุปคุต” เนื่องด้วยมีครั้งหนึ่งในงานครูบาอาจารย์ พระอาจารย์สุพัฒน์ ท่านได้นั่งภาวนาฟังธรรมแล้วเกิดสัปหงกล้มลง จนส่งเสียงดัง แล้วมีคนเห็นเหตุการณ์อยู่พอสมควรแต่ท่านก็รีบลุกขึ้นนั่งหลับตาฟังธรรมต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงถูกองค์หลวงตาพระมหาบัวนํามายกเป็นเหตุเตือนหมู่คณะ และให้ฉายาแก่ลูกศิษย์ของท่านองค์นี้ใหม่ว่า “ท่านอุปคุตปราบมาร” เพื่อเตือนสติให้ท่านสํารวมระวังและตั้งใจภาวนาด้วยความมีสติ
ท่านฝันร้ายก่อนเครื่องบินตก
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกก่อนเครื่องบินตก ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เล่าเรื่องท่านฝันร้ายไว้ดังนี้
“ในขณะที่ฉันอาหารเช้าของวันที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะเดินทางไปกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบินหนึ่งวันนั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้พูดกับท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ซึ่งได้ยินแต่ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า เท่านั้นว่า “เมื่อคืนฝันไม่ดีเท่าไหร่ ฝันว่าชาวบ้านเขาจุดบั้งไฟขนาดเล็ก ๒ บั้ง แต่บั้งไฟใหญ่ยังไม่ได้จุด ปรากฏว่าบั้งไฟนั้นขึ้นสูง แต่ไม่ทราบว่าตกที่ไหน” ชาวอีสานถือว่าฝันลักษณะนี้เป็นลางร้าย แต่กําหนดการเดินทางของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้กําหนดไว้แล้วเมื่อได้เวลาท่านจึงเดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่จังหวัดอุดรธานี”
ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล ได้เมตตาเล่าเหตุการณ์ก่อนขึ้นเครื่องบิน ไว้ดังนี้
“ตอนช่วงก่อนเครื่องบินตก ท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ปรารภว่าจะไปงานบรมราชาภิเษกสมรส ไปเฉพาะที่เขานิมนต์ ไม่ได้มีใครขอติดตามไปด้วย ท่านไปองค์เดียว ก่อนไปท่านก็มานอนที่กุฏิท่านก่อนเดินทาง มีทหารมานิมนต์ไปองค์เดียว
ก่อนเครื่องบินตก ท่านไม่ได้พูดหรือฝากฝังอะไรไว้ อยู่ธรรมดาๆ ท่านไปไหน ท่านชอบเร็วๆ ไปเร็วๆ พูดเล่นไปเฉยๆ ว่า ไปไหนถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วเจ็บต้องเข้าโรงพยาบาล ถ้าไปเร็วๆ เกิดอุบัติเหตุจะไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล ถ้าแรงก็เรียบร้อย (มรณภาพทันที)”
ครูบาอาจารย์พูดคุยกันทางจิตก่อนเครื่องบินตก
เรื่องการกราบทูลลาก่อนนิพพานของบรรดาพระอรหันตสาวกนั้นมีมาแต่สมัยครั้งพุทธกาล เช่น กรณี พระอัญญาโกญฑัญญะ และ พระสารีบุตร ก่อนนิพพานได้มาเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลลาพระพุทธเจ้า และกรณี พระโมคคัลลาน์ ท่านนิพพานสถานที่ถูกโจรทําลาย ก็ได้แสดงฤทธิ์ประสานกายและเหาะมากราบทูลลาพระพุทธเจ้า ดังนี้
“ขณะที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระพักอยู่ที่กาฬศิลา ในมคธชนบทนั้น พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย มีความโกรธแค้นพระมหาโมคคัลลานเถระ เป็นอย่างมาก เพราะความที่ท่านมีฤทธา-นุภาพมาก สามารถกระทําอิทธิฤทธิ์ ไปเยี่ยมชมสวรรค์และนรกได้ แล้วนําข่าวสารมาบอกแก่ญาติมิตรของผู้ไปเกิดในสวรรค์และนรกให้ได้ทราบ
ประชาชนทั้งหลายจึงพากันเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทําให้พวกเดียรถีย์ต้องเสื่อมคลายความเคารพนับถือจากประชาชน ลาภสักการะก็เสื่อมลง ความเป็นอยู่ก็ลําบากฝืดเคือง จึงปรึกษากันแล้วมีความเห็นอันเดียวกันว่า “ต้องกําจัดพระมหาโมคคัลลานะ เพื่อตัดปัญหา” ตกลงกันแล้ว ก็เรี่ยไรเงินทุนจากบรรดาศิษย์และอุปัฏฐากของตน เมื่อได้เงินมาพอแก่ความต้องการแล้ว ได้ติดต่อจ้างโจรให้ฆ่าพระเถระ
พวกโจรใจบาป ได้รับเงินสินบนแล้วพากันไปล้อมจับพระเถระถึงที่พัก แต่พระเถระรู้ตัวและหลบหนีไปได้ถึง ๒ ครั้ง ในครั้งที่ ๓ พระเถระได้พิจารณาเห็นกรรมเก่า ที่ตนเคยทําไว้ในอดีตชาติติดตามมา และเห็นว่ากรรมเก่านั้นทําอย่างไรก็หนีไม่พ้น จึงยอมให้พวกโจรจับอย่างง่ายดาย และถูกพวกโจรทุบตีจนกระดูกแตกแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี พวกโจรแน่ใจว่าท่านตายแล้วจึงนําร่างของท่านไปทิ้งในป่าแห่งหนึ่ง แล้วพากันหลบหนีไป
พระมหาโมคคัลลานเถระ คิดว่า “เราควรไปกราบทูลลาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน จึงปรินิพพาน” ดังนี้แล้วก็เรียบเรียงสรีรกายประสานกระดูกด้วยกําลังฌานฤทธิ์ เหาะมาเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมแล้วกราบทูลลาปรินิพพาน พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “โมคคัลลานะ เธอจะปรินิพพาน ที่ไหน ? เมื่อไร ?” “ข้าพระองค์จะนิพพานที่กาฬศิลาในวันนี้ พระเจ้าข้า”“โมคคัลลานะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงแสดงธรรมแก่ตถาคตก่อน ด้วยว่าการได้เห็นพระเถระเช่นเธอนี้ จะไม่มีอีกแล้ว”
พระเถระได้รับพระพุทธบัญชาเช่นนั้นจึงทําปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปบนอากาศแสดงพระธรรมเทศนาแล้วลงมาถวายอภิวาทกราบทูลลาไปยังกาฬศิลา และปรินิพพาน ณ ที่นั้น ตรงกับวันแรม ๑๕ คํ่า เดือน ๑๒ หลังจากพระสารีบุตรนิพพานได้ ๑๕ วัน”
ในสมัยปัจจุบันเรื่องครูบาอาจารย์ท่านบอกลากันทางจิตก่อนมรณภาพนั้น เช่น กรณีพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น พักอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ จังหวัดสกลนคร ก่อนมรณภาพท่านไปบอกลาหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่จังหวัดเชียงใหม่ และไปบอกคุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า ที่บ้านห้วยทราย จังหวัดมุกดาหาร ให้มากราบ รวมทั้งกรณี ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนมรณภาพได้ไปบอกลา หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น เหตุการณ์พระคณาจารย์เครื่องบินตกมรณภาพพร้อมกันก็เช่นเดียวกัน ท่านก็ไปบอกลากัน
ส่วนกรณีของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนั้น แม้ท่านเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิและมีความสัมพันธ์สนิทสนมใกล้ชิดกับองค์หลวงตาเป็นอย่างมาก แต่ท่านไม่ได้ไปกราบลาองค์หลวงตา เพราะเป็นที่ทราบกันดีในวงกรรมฐานว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้รับความเมตตาไว้วางใจอย่างมากจากองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านเปรียบเสมือนมือขวาขององค์หลวงตา ที่คอยทํางานสําคัญต่างๆ แทนองค์หลวงตา โดยท่านจะทําหน้าที่รับผิดชอบดูแลสอดส่องความเรียบร้อย ความเคลื่อนไหวต่างๆ ตลอดความเป็นอยู่ของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น
ก่อนที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะถึงแก่มรณภาพเพราะเครื่องบินตกนั้น ท่านก็ไม่ได้ไปกราบลา หรือไปกราบขอฝากอะไรกับองค์หลวงตา เพราะตามปกติองค์หลวงตาท่านเมตตามาเยี่ยม มามอบหมายงานท่านเป็นประจําอยู่แล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงได้รับใช้ถวายงานองค์หลวงตาและได้พบปะสนทนาธรรมกันเป็นประจํา และเหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนั้นก็เป็นอุบัติเหตุเกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน
ในคราวเหตุการณ์ที่ครูบาอาจารย์พระกรรมฐานเครื่องบินตกมรณภาพพร้อมกัน ๕ รูปนั้น องค์หลวงตา ท่านก็เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญอีกองค์หนึ่งที่ทางสํานักพระราชวังได้กราบอาราธนานิมนต์ไปร่วมในงานพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลในวโรกาสครบรอบ ๓๐ ปี แห่งวันบรมราชาภิเษกสมรส ในวันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ พร้อมกับครูบาอาจารย์ทางภาคอีสานอีกหลายรูป องค์หลวงตาท่านทราบด้วยญาณหยั่งทราบล่วงหน้าแล้วว่า จะมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเครื่องบินตก และในขณะนั้นสุขภาพของท่านก็ไม่ดีนัก ท่านจึงไม่ได้รับนิมนต์ในงานพระราชพิธีดังกล่าว มิฉะนั้นแล้ว หากองค์หลวงตารับนิมนต์ก็ต้องขึ้นเครื่องบินมาพร้อมกับคณะ
และองค์หลวงตาท่านก็หยั่งทราบด้วยว่า เป็นคราวที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะต้องชดใช้กรรมถึงแก่มรณภาพ อันเป็นเรื่องของกรรมซึ่งไม่อาจหนีพ้นได้ เหตุการณ์อุบัติเหตุจนต้องสูญเสียศิษย์รักศิษย์โปรดองค์สําคัญอย่างท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แม้องค์หลวงตาท่านจะมีความรัก ความผูกพัน และความเมตตาในตัวท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมากเพียงไรก็ตาม ท่านก็ไม่ฝืนกรรม จึงไม่สั่งห้ามท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเดินทางไปในงานพระราชพิธีดังกล่าว
เช้าวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ วันเกิดเหตุอุบัติเหตุเครื่องบินตก องค์หลวงตาท่านอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด บิณฑบาต ฉันเช้า เป็นปกติ แต่ในวันนั้นองค์หลวงตาท่านให้ความเมตตาคุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ เป็นกรณีพิเศษ ก่อนที่คุณหญิงไขศรีจะเดินทางขึ้นเครื่องบินดังกล่าว ท่านให้การอบรมธรรมะ และตอบปัญหาธรรมแก่คุณหญิง
ในบ่ายของวันนั้นเอง ทางวิทยุก็ประกาศข่าวด่วนว่า “เครื่องบินโดยสารแอฟโร ๔ ของบริษัท การบินไทย จํากัด ประสบอุบัติเหตุตกก่อนถึงกรุงเทพมหานคร ๒๐ กิโลเมตร ณ กลางทุ่งนารังสิต บริเวณคลองสี่อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มีผู้เสียชีวิตเกือบหมดทั้งลําในจํานวนนี้มีพระสงฆ์มรณภาพ ๗ รูป เป็นพระสายป่า ๕ รูป คือ ๑. หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม๒. พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม) ๓. ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ๔. ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ๕. ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม”
เหตุการณ์ขณะอุบัติเหตุเครื่องบินตกในวันนั้น ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างเกิดความสับสนอลหม่าน วิ่งบ้าง เดินบ้าง ตํารวจ ทหาร แน่นทั้งสองข้างทางถนน ควันขาวๆ พวยพุ่งอยู่กลางท้องนา ซากเครื่องบิน ซากศพครูบาอาจารย์และผู้โดยสาร รวมทั้งเครื่องอัฐบริขาร ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ตกกระจัดกระจายเกลื่อนไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาดับเพลิงและช่วยเหลือผู้รอดชีวิต พระสงฆ์และเจ้าหน้าที่ได้มาเก็บสรีรศพ ตลอดอัฐบริขารของครูบาอาจารย์ และได้เก็บศพ ข้าวของเครื่องใช้ของผู้โดยสาร นักข่าวแทบทุกสํานักได้มาทําข่าวใหญ่ในครั้งนี้ ท่ามกลางไทยมุงที่เบียดเสียดกันอย่างแน่นขนัด
อุบัติเหตุเครื่องบินตกในครั้งนี้ เป็นข่าวสําคัญใหญ่โตของประเทศและของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เพราะมีคนตายพร้อมกันมาก และต้องสูญเสียครูบาอาจารย์องค์สําคัญในวงกรรมฐานพร้อมกันถึง ๕ องค์ ยังความเศร้าโศกเสียพระทัยให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เป็นอันมาก โดยเฉพาะสมเด็จพระนางเจ้าฯ นํ้าพระเนตรของพระองค์ท่านหลั่งไหลมากก็คราวนี้ ดวงพระเนตรของพระองค์ท่านก็ปูดบวม พระพักตร์ก็ร่วงโรย เศร้าโศกอย่างเห็นได้ชัด
องค์หลวงตาพระมหาบัวเมตตาโปรดศิษย์นักภาวนาก่อนตายด้วยเครื่องบินตก
เหตุการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่เครื่องบินเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ตําบลคลองสี่ อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เป็นเหตุให้พระกรรมฐานและประชาชนจํานวนไม่น้อยต้องถึงแก่กรรม รวมทั้งคุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์
คุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ เป็นฆราวาสศิษย์ท่านหนึ่งของ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านเป็นพระอาจารย์วิชาคณิตศาสตร์ ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ–วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และเป็นภริยา ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรี ตลอดจนเป็นลูกศิษย์ครูบาอาจารย์กรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลายองค์ อาทิ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น
ในหนังสืออนุสรณ์คุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ กล่าวถึงการเดินทางไปกราบนมัสการและสนทนาธรรมกับพระเถระสายหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของคุณหญิง คือ ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ และได้เข้ากราบองค์หลวงตาและพักอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดเป็นสถานที่แรก องค์หลวงตายังเมตตาพาไปพบหลวงปู่ขาว ที่วัดถํ้ากลองเพลอีกด้วย หลังจากนั้นองค์หลวงตายังเป็นพระกรรมฐานองค์แรกที่เมตตามาฉันที่บ้านคุณหญิง องค์หลวงตาเมตตาอบรมธรรมะแก่คุณหญิงเสมอมาจวบจนวาระสุดท้ายก่อนจะประสบอุบัติเหตุทางเครื่องบินเสียชีวิตคราวเดียวกับพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม พระอาจารย์วัน อุตฺตโม พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร และพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม
เหตุการณ์ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต คุณหญิงได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านตาดเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งปกติระยะนั้นองค์หลวงตาท่านจะไม่ลงอบรมธรรมะแก่ฆราวาสเพราะธาตุขันธ์ไม่สู้จะสมบูรณ์นัก แต่ตลอดช่วง ๗ วันที่คุณหญิงมาพักอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด ท่านได้เรียกคุณหญิงมาสนทนาธรรมปฏิบัติที่กุฏิหลายครั้งและแต่ละครั้งเป็นเวลานาน และเป็นการสนทนาโดยเฉพาะไม่มีผู้อื่น นอกจากมีเด็กชาวบ้านตาดมานั่งเป็นเพื่อนตามพระวินัย ยังความสงสัยและแปลกใจเป็นอันมากแก่บรรดาผู้มาพักปฏิบัติธรรมในช่วงนั้น เพราะมิใช่วิสัยปกติขององค์หลวงตาที่จะปฏิบัติเช่นนี้กับผู้ใด
และโดยเฉพาะในวันกลับคือเช้าวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ องค์หลวงตาก็ยังมีเมตตาพูดคุยสนทนาธรรมกัน จนกระทั่งจวนจะถึงเวลาเครื่องบินออก การสนทนาจึงยุติ ซึ่งก็ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาก่อนเช่นกัน คือในระยะที่ผ่านมาองค์หลวงตามักให้ออกจากวัดมารอที่สนามบินก่อนเป็นเวลานาน แต่คราวนี้จวนเจียนเวลามาก ในเช้าวันนั้นคุณหญิงได้กราบเรียนถามองค์หลวงตาว่า “ถ้าคุณหญิงตายไปแล้วจะมีโอกาสได้พบอาจารย์ดีๆ อีกไหม ?”
ท่านได้ตอบเป็นทํานองว่า “ในชาติปัจจุบันนี้เราได้ภาวนามุ่งทําแต่ความดี ฉะนั้นความดีนี่แหละจะเป็นครูบาอาจารย์ของเราในวันหน้า”
และคํากล่าวนี้เป็นธรรมครั้งสุดท้ายขององค์หลวงตาที่มอบให้แก่คุณหญิง เนื่องจากการเดินทางในวันนั้นมีทัศนวิสัยไม่เอื้ออํานวย เกิดพายุฝน จนเป็นเหตุให้เครื่องบินตกที่บริเวณทุ่งนา จังหวัดปทุมธานี อุบัติเหตุร้ายแรงนี้ทราบถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงมีพระกรุณาธิคุณและพระกตัญญูกตเวทิตาคุณ เสด็จมาดูศพพระอาจารย์ของพระองค์ให้แน่พระทัยด้วยพระองค์เอง ในครั้งนั้นทูลกระหม่อมทรงยกมือของคุณหญิงขึ้นมาทอดพระเนตรอย่างใกล้ชิด แล้วรับสั่งว่า “ใช่อาจารย์แน่” จากนั้นทรงจัดการศพด้วยพระองค์เองซึ่งเป็นพระอิริยาบถที่อ่อนโยนมิได้ทรงแสดงความรังเกียจเลย ทรงปฏิบัติเยี่ยงศิษย์พึงกระทําต่อครูบาอาจารย์เป็นที่น่าซาบซึ้งและประทับใจแก่บรรดาผู้อยู่ในที่นั้นเป็นยิ่งนัก ทุกคนอดไม่ได้ที่จะนํ้าตาซึมด้วยความตื้นตันใจ”
เรื่องนักธุรกิจตายเพราะเครื่องบินตกที่รังสิต
คุณหมออมรา มลิลา ได้เล่าเรื่องนักธุรกิจตายเพราะเครื่องบินตกที่รังสิต ในคราวเดียวกับการมรณภาพของพระกัมมัฏฐานศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ทั้ง ๕ องค์ ไว้ดังนี้
“นึกถึงเมื่อครั้งท่านอาจารย์สิงห์ทองเครื่องบินตกที่รังสิต ก็ปรากฏว่า มีหมอท่านหนึ่งไปสอนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และทางมหาวิทยาลัยซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับไว้ให้ท่านแล้ว ขณะที่คอยเครื่องบินจากอุดรฯ มาแวะที่ขอนแก่นก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ ก็มีนักธุรกิจท่านหนึ่งวิ่งมาขอคุณหมอว่า เขามีความจําเป็นอย่างยิ่ง เขาซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวนี้ไม่ได้ เขาจําเป็นต้องไปพบคู่สัญญาที่กรุงเทพฯ ซึ่งถ้าพลาดเที่ยวบินนี้ ธุรกิจของเขาจะเกิดหนี้สินมากมายมหาศาล เขาขอร้องว่า ถ้าคุณหมอจะยอมขายตั๋วเครื่องบินใบที่มีให้เขาเป็น ๕ เท่าของราคาจริง เขาก็ยินดีจะจ่ายให้
คุณหมอก็นึกว่า เราก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรเร่งด่วนที่ต้องกลับเครื่องบินเที่ยวนี้ แล้วเราก็ไม่ได้นั่งรถไฟตั้งนานแล้ว คือนายคนนี้เมื่อตั๋วเครื่องบินหมดก็ซื้อตั๋วรถไฟสํารองไว้ ถ้าคุณหมอยอมขายตั๋วเครื่องบินให้ เขาก็จะให้ตั๋วรถไฟ คุณหมอก็นึกว่า ดีเหมือนกัน แทนที่เราจะกลับไปนอนที่บ้านเรา เรานอนในรถไฟก็ได้ ก็ตกลงให้ตั๋วเครื่องบินเขาไปด้วยราคาเท่าที่มหาวิทยาลัยซื้อมา โดยให้ไปตกลงกับทางมหาวิทยาลัย
ถ้าคุณหมอไม่ให้ตั๋วเครื่องบิน เครื่องบินอาจขึ้นไม่ได้ หรือขึ้นได้ก็ไม่ไปตกที่รังสิตเพราะเหตุปัจจัยยังไม่ครบผู้คน เหตุจึงทําให้อยู่ดีๆ นักธุรกิจท่านนี้ก็วิ่งมากราบกรานขอร้อง แล้วยังจะแถมสตางค์ให้คุณหมออีก
เมื่อคุณหมอกลับมา รู้ข่าวเครื่องบินตกเข้าก็รู้สึกสาธุที่เราไม่ได้เอาค่าตั๋ว ๕ เท่า เพราะถ้าเอาแล้ว ไม่รู้ว่าจะทําบุญให้เขาอย่างไร เพราะเหมือนกับเราเอาความตายไปให้เขา แล้วยังคิดกําไรเกินพออีก ถ้าเราพิจารณาให้รอบคอบ เหตุที่มีจึงทําให้คนๆ นั้นร้อนรนกระเซอะกระเซิงที่จะต้องไปให้ได้ เพื่อผลจะได้เป็นอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้เรายังหยั่งไม่รู้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เจริญสติ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท”
อาหารเช้ามื้อสุดท้ายก่อนเครื่องบินตก
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เพราะตอนแรกนี่ ที่ไอเดียที่ปกติวันอภิเษกสมรสเนี่ยก็จะมีงานที่ไกลกังวลเฉยๆ เป็นงานภายใน ทีนี้ปีนั้นท่านผู้หญิงสุวลี เทพาคํา (ท่านผู้หญิงแดง) ก็กราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่า ปีนี้มันครบ ๓๐ ปี ที่เขาเรียกว่า “คอปเปอร์ จูบิลี่” เพราะฉะนั้นจะต้องเซอร์ไพรส์ในหลวงเซอร์ไพรส์ยังไงล่ะ นิมนต์ครูบาอาจารย์แล้วก็มาสวดมนต์ที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ นี้พอเป็นแบบนี้ คุณหญิงสุรีพันธุ์ก็สนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ โดยที่บอกมาทางคุณธเนศ เอียสกุลคุณธเนศเขาก็เลยบอกว่า ไม่ต้องเอาค่าเรือบินอะไร เขารับสปอนเซอร์ตั๋วเรือบินทั้งหมด แล้วเขาก็จะไปนิมนต์แต่ละวัด
เพราะฉะนั้นพอเรือบินตก คุณธเนศสั่นไปทั้งตัวเลย แล้วก็คล้ายๆ กับว่าไปถามหลวงตาว่า
“แล้วบาปกรรมอันนี้ จะแค่ไหน”
หลวงตาก็บอกว่า “มันกรรมของครูบาอาจารย์”
และอีกอย่างหนึ่งคุณธเนศเอง ปกติครูบาอาจารย์เหล่านี้ ท่านก็จะฉันจากวัดของท่านแต่วันนั้นท่านเมตตาไปฉันที่บ้านคุณธเนศ ก็เท่ากับ อาหารมื้อสุดท้ายของพระอรหันต์ แล้วยังจะบ้าบวมอะไร คือหลวงตาก็ให้กําลังใจ เพราะว่าไปฉันให้ แล้วก็ขึ้นเครื่องบินไป เพราะฉะนั้นงานศพนี่เขาขอเป็นสปอนเซอร์ โรงศพ โต๊ะหมู่บูชา เสร็จแล้วเขาเผาไปกับศพท่านหมด แล้วเขาก็มีใครก็เขียนคําร่ายโสลกว่าให้เขามากราบ แล้วก็กล่าวอะไรของเขา ว่าอย่าให้เป็นบาปเป็นกรรม”
ท่านมรณภาพด้วยเครื่องบินตก เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง พร้อมด้วยพระคณาจารย์พระป่ากัมมัฏฐานอีก ๔ รูป คือท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ที่รับอาราธนานิมนต์งานพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลในวโรกาสครบรอบ ๓๐ ปี วันบรมราชาภิเษกสมรส วันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพร้อมกับพระคณาจารย์ทั้งหมด ได้ไปรวมกันที่สนามบินจังหวัดอุดรธานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เพื่อขึ้นเครื่องบินเที่ยวบิน TG 231 อุดรธานี – กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเครื่องบิน ๒ ใบพัด รุ่น HS – 748 รหัส HS – THB บินออกจากท่าอากาศยานอุดรธานี จะไปลงที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เพราะลูกศิษย์ลูกหาต้องการถวายความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทาง ได้ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกถึงแก่มรณภาพพร้อมกัน ณ ท้องทุ่งรังสิต หมู่ที่ ๔ ตําบลคลอง ๔ อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ นาฬิกา
ท่ามกลางความเศร้าสลดอาลัยของคณะสงฆ์ เพื่อนสหธรรมิก คณะศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทั่วไปเป็นยิ่งนัก ที่ต้องสูญเสียพระคณาจารย์พระป่ากัมมัฏฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นภูริทตฺโต ไปพร้อมกันทีเดียวถึง ๕ รูปด้วยกัน ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียของวงการสงฆ์ครั้งใหญ่มากอีกครั้งหนึ่งของเมืองไทย
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง อยู่จําพรรษา ณ วัดป่าแก้วชุมพล ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๘มาจนถึงวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้ถึงแก่มรณภาพ สิริรวมอายุได้ ๕๖ ปี นับเป็นพรรษาที่ ๓๖
ประมวลเหตุการณ์ พระคณาจารย์ ๕ รูปที่มรณภาพพร้อมกันด้วยเหตุเครื่องบินตก
เรียบเรียงมาจาก : หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร(พระอาจารย์วัน อุตฺตโม) วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔
พ.ศ. ๒๕๒๓ เดือนเมษายน พระคณาจารย์ ๕ รูป อันได้แก่ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโมท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร และ ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ได้รับอาราธนานิมนต์ทางกรุงเทพมหานครจึงได้รวมกันที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อขึ้นเครื่องบิน เพราะลูกศิษย์ต้องการถวายความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางได้ขึ้นเครื่องบินที่อุดรธานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓
เมื่อเครื่องบินมาถึงเขตจังหวัดปทุมธานี อําเภอคลองหลวง เหลือระยะทางประมาณ๒๐ กิโลเมตรเศษ เครื่องบินได้ตั้งลําและลดเพดานบินเพื่อเตรียมลงสู่สนาม แต่เนื่องจากเครื่องบินได้ประสบพายุหมุนและประกอบกับฝนตกหนัก เครื่องบินจึงเสียหลัก ตกลงที่ท้องนาเขตอําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พระคณาจารย์ทั้งหลายจึงถึงแก่มรณภาพพร้อมด้วยผู้โดยสารอีกเป็นจํานวนมาก
ผู้ที่รอดชีวิตเป็นผู้ที่นั่งทางส่วนหางของเครื่องบิน เพราะส่วนหางของเครื่องบินยังอยู่ในสภาพดี เมื่อพระคณาจารย์ถึงแก่มรณภาพแล้ว จึงนําศพไปตกแต่งบาดแผลที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และนําศพไปตั้งบําเพ็ญกุศลที่ วัดพระศรีมหาธาตุ โดยอยู่ในพระบรมราชา–นุเคราะห์ทั้ง ๗ วัน
วันแรกพระราชทานหีบทองทึบ วันต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถรับสั่งให้เปลี่ยนใหม่ เพราะทรงเห็นว่าไม่สวยงาม จึงได้เปลี่ยนเป็นหีบลายทอง
ศพพระคณาจารย์ที่ตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพมหานคร
หลังจาก ๗ วันแล้ว ในวันที่ ๕ พฤษภาคม สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงเป็นเจ้าภาพ วันที่ ๖ พฤษภาคม คณะรัฐบาลซึ่งมี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะศิษย์ที่อยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพ นับว่าเป็นเกียรติประวัติแก่พระคณาจารย์ที่จากไปอย่างยิ่งยวด ยังความปลื้มปีติยินดีแก่ญาติ เพื่อนสหธรรมิก ลูกศิษย์ของพระคณาจารย์หาที่สุดมิได้
เมื่อครบกําหนดการบําเพ็ญกุศลอุทิศถวายที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน แล้ว ก็ได้อัญเชิญศพพระคณาจารย์กลับสู่ยังวัดเดิม โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หัวหน้าแผนกพระราชพิธีเป็นผู้ดูแลโดยตลอด
สําหรับรถยนต์ที่เชิญศพพระคณาจารย์ต่างๆ คุณหมอปัญญา ส่งสัมพันธ์ แห่งโรงพยาบาล แพทย์ปัญญา เป็นผู้จัดหา และได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลต่างๆ เป็นอย่างดียิ่ง รถพยาบาลหลายคันจากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เชิญศพพระคณาจารย์ต่างๆ เดินทางจากวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ไปถึงวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี บรรดาพระภิกษุสามเณรและประชาชนไปคอยเคารพศพอยู่อย่างคับคั่ง ตลอดทางเข้าวัดถํ้าอภัยดํารงธรรม ชาวบ้านสองข้างทางต่างก็จัดทําซุ้มสักการะเมื่อขบวนศพท่านพระอาจารย์วันผ่านเข้าไป
วันพุธที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ เวลา ๐๔.๐๐ น. รถเชิญศพได้เคลื่อนออกจากวัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยมีรถตํารวจทางหลวงนํา ถัดมาเป็นรถหลวง รถครูบาอาจารย์ และรถเชิญศพพระอาจารย์ต่างๆ ตามลําดับ เวลา ๐๗.๐๐ น. เศษ ขบวนเชิญศพถึงจังหวัดนครราชสีมา มีพระภิกษุสามเณร ซึ่งมีพระชินวงศาจารย์ พระครูคุณสารสัมบันพร้อมด้วยอุบาสก อุบาสิกา ได้นําข้าวห่อมาต้อนรับคณะเชิญศพ และมาเคารพศพเป็นจํานวนมาก
หลังจากพระฉันอาหารและเจ้าหน้าที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว ขบวนเชิญศพได้ออกเดินทางต่อไปถึงวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี เมื่อเวลา ๑๒.๓๐ น. ทางวัดโพธิสมภรณ์และชาวจังหวัดอุดรธานี ได้จัดต้อนรับเป็นอย่างดี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้นําประชาชนหลายจังหวัดมารอและเคารพศพเสร็จแล้ว เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. เศษ รถเชิญศพจึงได้แยกย้ายกันไปยังวัดต่างๆ
สําหรับศพท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ได้ไปถึงวัดถํ้าอภัยดํารงธรรม (วัดถํ้าพวง) ตําบลปทุมวาปี อําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อเวลา ๑๗.๐๐ น.
ศพของท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดสิริสาลวัน บ้านโนนทันตําบลโนนทัน อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู
ศพของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก)ตําบลนาแสง อําเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดบึงกาฬ)
ศพของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดป่าแก้วชุมพล ตําบลบ้านชุม อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
ส่วนศพของท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม นําไปตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดป่าประสิทธิ์–สามัคคี บ้านต้าย ตําบลบ้านต้าย อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
นับว่าการเชิญศพถึงวัดได้รับความสะดวกสบายปลอดภัยทุกประการ
งานพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม นั้น จัดขึ้นเมื่อวันที่๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ โดยได้รับพระราชทานเพลิงก่อนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโรซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งทั้งสองงานมี ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เมตตาเป็นองค์ประธาน ซึ่งงานพระราชทานเพลิงเรียบร้อยลุล่วงไปด้วยดี
สําหรับท่านพระอาจารย์วันนั้น เมื่อเชิญศพไปถึงวัดแล้วได้ตั้งบําเพ็ญกุศลอุทิศถวาย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นเจ้าภาพ ต่อจากนั้นก็มีหน่วยงานต่างๆ รับเป็นเจ้าภาพติดต่อมาอีกหลายราย ประชาชนทั้งใกล้และไกลได้มาคารวะศพและเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมจนถึงปัญญาสมวาร (๕๐ วัน) และสตมวาร (๑๐๐ วัน) โดยอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ไปเป็นประธาน นับว่าเป็นมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ หลังจาก ๑๐๐ วันแล้วก็ยังเปิดให้ประชาชนได้บําเพ็ญกุศลเรื่อยมาเพื่อสนองความต้องการของประชาชน
วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ได้เสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมคารวะศพท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม และทรงเยี่ยมประชาชนที่มาถวายการต้อนรับ ที่วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม อําเภอส่องดาว เป็นการส่วนพระองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ไปทรงนมัสการศพท่านพระอาจารย์วัน ณ วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม เมื่อวันที่๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓
วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. พระบาทสมเด็จ–พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเยี่ยมคารวะศพท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ทรงวางพวงมาลาและทรงจัดดอกไม้ถวายเป็นการส่วนพระองค์
วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เวลา ๑๔.๑๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ จากภูพานราชนิเวศน์ไปพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ณ เมรุวัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตําบลนาแสง อําเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
ครั้นเสด็จพระราชดําเนินถึงบริเวณเชิงภูทอกน้อย ได้ทรงพระดําเนินไปยังวัดเจติยาคิรี–วิหาร เสด็จขึ้นประทับ ณ มุขพลับพลา แล้วเสด็จขึ้นเมรุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดผ้าไตรและทรงวางกระทงข้าวตอกดอกไม้ที่จิตกาธานข้างหีบศพ จากนั้นทรงหยิบธูปเทียน ดอกไม้จันทน์ แล้วทรงจุดไฟชนวนพระราชทานเพลิง เสร็จแล้วเสด็จลงจากเมรุกลับไปประทับ ณ มุขพลับพลา สมควรแก่เวลา จึงเสด็จพระราชดําเนินลงจากพลับพลา เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เป็นจํานวนมากในบริเวณนั้น แล้วประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเสด็จพระราชดําเนินกลับถึงภูพานราชนิเวศน์ เมื่อเวลา ๑๙.๐๐ น.
เสร็จแล้วประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินต่อไปยังวัดถํ้ากลองเพล ตําบลโนนทัน อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี เพื่อทรงนมัสการ หลวงปู่ขาว อนาลโย ในการนี้ได้มีพระราชดํารัสกับหลวงปู่ขาว ตลอดจนทรงถวายผ้าห่มแก่พระภิกษุด้วย สมควรแก่เวลาจึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินกลับ ถึงพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ เมื่อเวลา ๒๒.๑๐ น.
วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จ–พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ–วลัยลักษณ์ จากภูพานราชนิเวศน์ ไปพระราชทานเพลิงศพ พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (พระอาจารย์วัน อุตฺตโม) ณ เมรุวัดถํ้าอภัยดํารงธรรม ตําบลปทุมวาปี อําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร
ครั้นเสด็จพระราชดําเนินถึงสนามโรงเรียนอภัยดํารงธรรม ณ ที่นั้น สมเด็จพระบรมโอรสา–ธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระราชดําเนิน
แล้วประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินต่อไปยังวัดถํ้าอภัยดํารงธรรม เสด็จขึ้นประทับ ณ มุขพลับพลา แล้วเสด็จขึ้นเมรุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดผ้าไตรและทรงวางกระทงข้าวตอกดอกไม้ ที่จิตกาธานข้างหีบศพ จากนั้น ทรงหยิบธูปเทียน ดอกไม้จันทน์ แล้วทรงจุดไฟชนวนพระราชทานเพลิง
เสร็จแล้ว เสด็จลงจากเมรุกลับไปประทับ ณ มุขพลับพลา สมควรแก่เวลา จึงเสด็จลงจากมุขพลับพลา เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เป็นจํานวนมากในบริเวณนั้น เสร็จแล้วเสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งกลับมายังโรงเรียนอภัยดํารงธรรม เพื่อประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินกลับถึง ภูพานราชนิเวศน์ เมื่อเวลา ๑๗.๒๐ น.
ความบริสุทธิ์ไม่มีวันเศร้าหมองผ่องใสแม้ตายโหง
ช่วงที่เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกใหม่ๆ นั้น ผู้คนในสังคมต่างรํ่าลือกันไปต่างๆ นานา และมักเป็นไปในทางเสียๆ หายๆ เป็นต้นว่า พระอาจารย์เหล่านั้นท่านพากันตายโหง ต้องทําพิธีกรรมช่วยสวดส่งวิญญาณ ซึ่งเรื่องนี้ก่อนมรณภาพ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้แสดงธรรมเกี่ยวกับจิตบริสุทธิ์ไว้ดังนี้
“ความสงบที่ท่านกล่าวว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ความสงบนั้น ไม่มีวัน ไม่มีเวลา ไม่มีออกไม่มีเข้า ไม่มีไป ไม่มีมา ความสงบเป็นอย่างไร มันก็เป็นปัญหาสําหรับใจคนที่ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ไปไม่มา ไม่อยู่ มันเป็นอะไร คนที่เห็นที่รู้ก็ไม่มีทางสงสัย เพราะความเป็นความเห็นอย่างนั้น ไม่อยู่ในวงสมมุติ ไม่เกาะเกี่ยวกับสมมุติ ไม่เกาะเกี่ยวกับโลก กําหนดทุกกาล ทุกเวลา ทุกระยะ ถึงกาย วาจา จะทําอะไร ส่วนความสงบความเป็นไปส่วนนั้น บริสุทธิ์อยู่ทุกระยะ ทุกกาล จะเข้าที่หรือไม่เข้าที่ จะตายห่าตายโหงอย่างสามัญชนธรรมดา ก็ไม่มีวันเวลาที่จะเป็นอัปมงคลสําหรับท่านคนนั้น
อย่างพระอรหันต์ พาหิยะ ถูกวัวชนตายในการแสวงหาผ้ามาบวช พระพุทธเจ้าก็สรรเสริญว่าปรินิพพาน คือ ถ้าจิตบริสุทธิ์แล้ว จะอยู่อิริยาบถใด ความบริสุทธิ์นั้นไม่มีวันที่จะเศร้าหมองผ่องใส ไม่มีวันที่จะไปจะมา จะเสียจะหาย ตามคําสมมุติของโลก นี่คือ ความบริสุทธิ์ภายใน ไม่มีการออก การเข้า การไป การมา การอยู่
ไม่มีกล้องจุลทรรศน์ประเทศไหน สมัยใด ที่จะส่องดูได้ ความละเอียด ความเป็นไปของจิตชนิดนั้น นอกจากตัวของตัวเท่านั้นจะประสบพบเห็น เข้าใจชัดเจนในความบริสุทธิ์ของตัว นี่คือ ความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ”
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้าเล่าวันเครื่องบินตก
เวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. ของวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ (วันเครื่องบินตก) ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองคล้ายมาหาท่านพระอาจารย์อุ่นที่กุฏิ มาแจ้งข่าวเรื่องเครื่องบินตก ท่านได้มรณภาพแล้ว ท่านพระอาจารย์อุ่นได้ข่าวแล้วก็ไม่ได้ตกใจอะไร ซึ่งท่านก็แปลกใจเช่นกันว่าทําไมเป็นเช่นนั้น บรรดาครูบาอาจารย์ก็มาประชุมกัน ณ วัดป่าศรีสว่าง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร บางรูปท่านก็เดินทางลงกรุงเทพฯ ในคืนนั้นเลย บางรูปก็ไม่ได้ลงไปด้วย เพราะไม่ได้เตรียมผ้าครอง (ผ้าไตรอธิษฐาน) บาตรและผ้าบริขารมาด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากท่านพระอาจารย์อุ่นฉันอาหารเช้าเสร็จ จะเดินทางลงกรุงเทพฯ พร้อมกับญาติโยมบางคนก็จะติดตามไปด้วย โดยจะแวะกราบเรียนท่านอาจารย์พระมหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาดก่อน แต่ห้ามบอกข่าวนี้ให้ทางโรงครัวและชาวบ้านทั้งหลายทราบ เพราะเกรงว่าหากโยมมารดาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองรู้ข่าวแล้วจะตกใจและเสียใจมาก จนอาจจะล้มป่วยลงได้
เมื่อได้กราบเรียนท่านอาจารย์พระมหาบัวแล้ว ท่านก็พูดว่า “อย่าเพิ่งรีบไปเลย มันจะเป็นการไปซํ้าเติมท่าน ตอนนี้ท่านก็หนักอยู่แล้ว” ท่านอาจารย์พระมหาบัว และ ท่านพระอาจารย์อุ่น จึงไม่ได้ลงไปรับศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง หลังจากเสร็จพิธีบําเพ็ญกุศลที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน โดยพระบรมราชานุเคราะห์ครบ ๗ วันแล้ว ก็เคลื่อนศพมาพักบําเพ็ญกุศลที่วัดโพธิสมภรณ์จากนั้นจึงเคลื่อนศพท่านมาบําเพ็ญกุศลที่วัดป่าแก้วชุมพล จนกระทั่งประชุมเพลิงในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๓ คํ่า เดือน ๗ ปีวอก”
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์ลอง (ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล) ท่านเป็นหลาน เพราะว่าเวลาเครื่องบินตก ท่านตามไปกรุงเทพฯ ไปเอาบาตร เอาอะไร ท่านอาจารย์ลองไปเก็บ ไปดูแลทุกอย่าง”
ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องการค้นหาบริขารของบรรดาลูกศิษย์หลังจากเครื่องบินตก ไว้ดังนี้
“บาตรบิดเบี้ยวๆ บาตรของหลวงปู่ จะไปหาเปลี่ยนอันใหม่ก็ไม่ได้ ก็มันจัดของทุกวันๆจัดบาตรพระ นี่บาตรมันไม่พอ ฝาบาตรก็หัก บาตรก็บี้ ก็ไปตามหลัง ต้องได้เอามาทําใหม่เหมือนเดิม แต่มันก็ไม่ใช่บาตรเรา ไม่ใช่บาตรพระ จากนั้นก็ไม่มีล่ะ จําไม่ได้ เป็นบาตรใครต่อใครไม่รู้ เต็มไปหมด แต่มันก็ บางทีมันบี้
ต่างคนเอา ลูกศิษย์ไปเอา พระลูกวัดไม่รู้ วัดจะไปเอาทีหลัง มันก็หมด ทําไมมันใบสวยๆเขาก็เอาหมด ไม่รู้ของพระ ของอาจารย์ ของครูบาอาจารย์ ของตัวเอง พระลูกวัด พระที่ไปอยู่แรกๆ ท่านก็ไปเอาถูก บาตรเขาก็เรียกว่าหักน่ะเนาะ (บาตรก็บุบ) อันนี้ของใบคนอื่น”
หลวงปู่หลุย เล่าเรื่องบุพกรรมเก่าของพระอริยเจ้าทั้ง ๕ องค์ที่เครื่องบินตก
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ศิษย์อาวุโสสําคัญท่านหนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านได้เมตตาเล่าให้ฟังถึงบุพกรรมในกาลก่อน ซึ่งทําให้พระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ทั้ง ๕ องค์ ได้แก่ ท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร และ ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ต้องประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก จนกระทั่งเป็นเหตุทําให้มรณภาพลงพร้อมกัน
ในอดีตชาติที่นานมาแล้ว ท่านทั้ง ๕ เกิดในสกุลชาวนาที่ยากจน ต้องขวนขวายหาเลี้ยงชีพไปวันๆ ทั้ง ๕ คนเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยกันมา เมื่อยังเด็กได้จูงควายออกไปเลี้ยงพร้อมกัน ผูกควายกันแล้วก็พากันเล่นและออกหากบเขียดไปเป็นอาหารประสาจน ทีนี้ ๑ ใน ๕ เกิดไปเห็นรังนกเข้าก็ช่วยกันหาไม้เขี่ยรังนกให้ตกลงมาเพื่อหวังเอาไข่นกไปกิน แต่เมื่อรังนกตกลงมากลับกลายเป็นลูกนก ๓ ตัวแล้วตายสิ้น ไม่ใช่ไข่นกดังที่เข้าใจ
ด้วยวิบากกรรมอันนี้ส่งผลให้ท่านทั้ง ๕ ต้องตกจากที่สูงมามรณภาพ
ในเครื่องบินลํานั้น มีคุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ ภรรยาของ ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์อดีตองคมนตรี ท่านกลับจากการไปปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ที่วัดป่าบ้านตาด มาด้วย ท่านเลยมาสิ้นชีวิตพร้อมกัน
ในอดีต ขณะที่เด็กชายทั้ง ๕ กําลังเขี่ยรังนกอยู่นั้น เด็กหญิงลูกชาวนาผู้เป็นน้องสาวของ๑ ใน ๕ คนก็มายืนเชียร์อยู่ข้างๆ “จะหล่นแล้ว…จะหล่นแล้ว” โดยเธอไม่ได้ลงมือทํา
เด็กหญิงในภพนั้น คือ คุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ ในภพนี้ ซึ่งท่านได้เสียชีวิต เพราะประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกในครั้งนี้ด้วย ก็เพียงมีจิตคิดยินดีในการประกอบอกุศลกรรมของผู้อื่น วิบากกรรมนั้นยังส่งผลมาให้เกิดในภพชาติเดียวกัน บันดาลให้ไปตกเครื่องบินพร้อมกัน
แล้วถ้าทําเองเล่า ถึงตรงนี้ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ก็สั่งว่า “อย่าไปยินดีในการทําชั่วของคนอื่น เพราะเราจะมีส่วนในบาปนั้นด้วย แต่ให้ยินดีในการประกอบคุณงามความดีของตนและของคนอื่น เพราะจะได้แต่บุญโดยฝ่ายเดียว”
หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปญฺโญ ตอบปัญหาทําไมพระอรหันต์ตายเพราะเครื่องบินตก
หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปญฺโญ แห่งวัดสะแก อําเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นพระมหาเถระฝ่ายมหานิกาย ที่ชอบออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าเขาตั้งแต่ในวัยหนุ่ม ท่านมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับ หลวงปู่บุดดา ถาวโร เป็นอย่างดี และท่านเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่มีผู้คนให้ความเคารพนับถือมากมายอีกองค์หนึ่ง
ครั้งหนึ่งมีคณะศิษย์ได้กราบเรียนถามท่านเกี่ยวกับเครื่องบินตก มีพระมรณภาพหลายองค์ บางองค์ท่านเป็นพระอรหันต์ ต่างก็พากันสงสัยว่า ทําไมท่านถึงต้องมาตายแบบนี้ ? หลวงปู่ดู่ท่านเมตตาตอบว่า “ท่านเป็นพระอรหันต์ กิเลสท่านหมดแล้ว ตายตอนไหนก็เป็นเรื่องของสังขารร่างกาย จิตท่านไม่ตาย”
คําตอบของหลวงปู่ดู่นั้น สั้นกระชับ ชัดเจน และเหมือนกับที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เมตตาเทศน์ไว้ก่อนมรณภาพ
องค์หลวงตากล่าวลักษณะการนิพพานของพระอรหันต์
เกี่ยวกับลักษณะการนิพพานของพระอรหันต์นั้น องค์หลวงตา ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“…จิตที่ทําลายสมมุติหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว อะไรเวทนาไหนจะไปแทรก นี่เราถึงได้กล้าพูดว่า พระอรหันต์ตาย ตายเมื่อไร ตายที่ไหน ตายเรื่องอะไร ด้วยเหตุผลกลไกอะไรก็ตาม ก็จิตพระอรหันต์ล้วนๆ ว่างั้นเลย ท่านไม่มีปัญหาอะไรกับสมมุติ คือ การตาย กิริยาแห่งการตายต่างๆ นั้นเป็นเรื่องสมมุติทั้งหมด ความบริสุทธิ์เต็มภูมิ จึงไม่วิตกวิจารณ์เรื่องการเป็นการตาย …
แล้วคําว่าบริสุทธิ์แล้วนั้น จะมีกาล สถานที่ เวลํ่าเวลาที่ไหนเป็นกําหนดกฎเกณฑ์ เป็นที่ให้เกิดสัญญาอารมณ์กับท่าน นิพพานท่าไหนจะดี หรือนิพพานท่าไหนจะเสียที หรือตายท่าไหนดีท่าไหนไม่ดี ท่านไม่มี ตายท่าไหน ก็คือ พระอรหันต์ตาย เอ้า ! เราพูดเรื่องตาย จะตายด้วยอุบัติเหตุอะไรก็ตาม ตายด้วยการเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรก็ตาม จะเข้าสมาธิสมาบัติ หรือไม่เข้าก็ตาม ไม่มีสิ่งใดสําคัญทั้งนั้น ไม่มีอันใดที่จะลบล้างความบริสุทธิ์นั้นได้เลย ท่านเป็นพระอรหันต์อยู่เต็มตัวทุกกาล สถานที่ อิริยาบถ …
เพราะการตายนี้เป็นไปตามวิบากขันธ์ บางองค์ก็จะตายด้วยความสงบของธาตุขันธ์บางองค์ก็จะไม่สงบจะดีดจะดิ้นเป็นประเภทต่างๆ ตามวิบากกรรมที่เป็นมาต่างๆ กัน แต่จิตนั้นบริสุทธิ์แล้วจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง ขันธ์จะตายแบบไหนก็ตาม จะตายดิ้นเหมือนหมาบ้าก็ตามเรื่องขันธ์มันดิ้นของมันต่างหาก จิตที่บริสุทธิ์แล้วไปดิ้นหาอะไร นั่นมันเป็นคนละฝั่งละฝาอยู่นั่น เห็นกันชัดๆ อย่างนั้น
อํานาจแห่งวิบากกรรมมีมาอย่างไรที่เคยสร้างเคยเป็นมาแล้ว บางท่านบางองค์ก็สงบไปธรรมดาๆ บางท่านบางองค์ก็มีดีดมีดิ้นเป็นไปธรรมดา เพราะวิบากกรรมอันนี้แก้ไม่ตกในเรื่องกรรม เกี่ยวกับเรื่องวิบากขันธ์สมมุติอันนี้ แล้วสิ่งเหล่านี้มันก็ตามได้แค่ขันธ์เท่านั้น ไม่ตามไปในหัวใจที่บริสุทธิ์ได้นี่นะ เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่มีได้มีเสียกับสิ่งเหล่านี้…”
พ่อตาย ลูกตาย มีนํ้าหนักเท่ากัน
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องความผูกพันระหว่างองค์หลวงตาพระมหาบัว (ลูก) กับ หลวงปู่มั่น (พ่อ) และองค์หลวงตา (พ่อ) กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง (ลูก) ไว้ดังนี้
“หลวงตานี่พูดถึงท่านอาจารย์สิงห์ทอง คือท่านบอกว่า ตอนที่ท่านเสียท่านพระอาจารย์มั่นเนี่ย ท่านเคยพูดอยู่เสมอ บอกว่า “ทุกข์ของลูกที่สูญเสียพ่อเนี่ย เป็นยอดเยี่ยม ไม่มีทุกข์ใดเสมอเหมือนเลย” แต่พอท่านอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพนี่ ท่านขอถอนคําพูด ท่านบอก“ทุกข์ของลูกที่เสียพ่อ กับ ทุกข์ของพ่อที่เสียลูก ถ้ามีตาชั่ง ชั่งได้…เท่ากัน”
แล้วท่านก็ เวลาท่านพูดถึงท่านอาจารย์สิงห์ทองนี่ ท่านจะพูด “ท่านสิงห์ทองนี้มีบุญคุณกับเรามากนะ” เพราะว่าอะไร เพราะว่าในชาติภพก่อนๆๆๆๆ ที่ท่านบวชๆๆๆๆ นี้ ท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นลูกคนโต ถ้าท่านอาจารย์สิงห์ทองไม่เป็นหลัก แล้วก็ดูแลคุณแม่แก้ว ดูแลน้องๆ หลวงตาก็จะไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างงั้น เพราะฉะนั้นท่านถึงบอกไงบอกว่า การที่ท่านมาปฏิบัติได้ดีอย่างนี้ ก็ท่านสิงห์ทองนี้มีบุญคุณกับท่านมาก
เพราะว่าคือท่านก็คงระลึกกันได้ แล้วก็ท่านก็เลยบอกว่า เนี่ย ท่านจึงได้คล้ายๆ กับว่ากับท่านอาจารย์สิงห์ทองถึงผูกพันกันมากยังไงล่ะ บอกว่าเป็นลูกคนโตๆ
แต่ว่าที่เล่าถึงว่า เออ ! ท่านเป็นลูกคนโตอะไรนี้ คุณแม่ชีแก้วเล่า หลวงตาไม่ได้เล่าละเอียดอย่างนี้ แต่ท่านอาจารย์สิงห์ทองจะบอก “แม่ชีแก้วเขาว่าเป็นแม่เรา แม่ชีแก้วเขาว่า” อะไรอย่างนี้”
โยมแม่ของท่านทราบข่าวมรณภาพ
คุณหมออมรา มลิลา ได้ดูแลอาการป่วยของโยมแม่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอย่างผูกพันใกล้ชิด ช่วงที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพเพราะเครื่องบินตก ที่วัดป่าแก้วชุมพลต่างปิดข่าวไม่ให้โยมแม่ท่านทราบข่าว โดยคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แล้วพอเรือบินตก เราอยู่กรุงเทพฯ นะ แล้วพอเรารู้ข่าว เพราะมีคนโทรศัพท์มาบอกเรา เราก็บอกพ่อแม่แล้ว เราก็จับรถทัวร์ไป แต่พอไปถึงแทนที่เราจะไปลงที่สว่างแดนดินเลย พอผ่านอุดรฯ เรานึก เอ๊ะ ! ทําไมเราไม่ลงกราบหลวงตาบัวก่อน เราก็เลยลงและก็เข้าไปกราบหลวงตาเพราะนึกว่าหลวงตาจะไปด้วย เปล่า ท่านบอก “เฮอะ เราก็ไปธุระของเรา เจ้าก็ไปธุระของเจ้าสิ”
และเสร็จแล้วนั่น ก็ปรากฏว่าท่านอุ่นกับโยมก็ออกจากวัดป่าแก้วฯ จะมาหาหลวงตาตกลงเราก็สวนกัน แล้วท่านอุ่นสั่งทุกคนว่าไม่ให้บอกคุณโยมแม่ ซึ่งพระที่อยู่ที่นั่นก็กังวลมากเพราะคนก็เข้าวัดกันเยอะแยะ แล้วคุณโยมแม่ท่านก็บอกมาทําไมน่ะ ก็ท่านอาจารย์ไปกรุงเทพฯ แล้วมากันทําไมน่ะ ? ทุกคนก็ไม่กล้าพูดใช่ไหมคะ เพราะท่านอุ่นสั่งเอาไว้ พอเรามาเนี่ยพระเล็กเณรน้อยก็บอก คุณหมอยังไงบอกคุณโยมแม่เถอะว่า เพราะคุณแม่สงสัยเต็มฟัดแล้วล่ะ ไม่ยอมบอกค่ะ บ้า
แล้วตัวเองก็ เสร็จล่ะ เราก็เลยขึ้นไปกราบท่าน ท่านก็จัดแจงบอกว่า และนี่ก็มาอีกคนหนึ่ง มาทําอะไร ก็ท่านอาจารย์ไปกรุงเทพฯ น่ะ เราก็บอกเพราะเรื่องนี้สิถึงต้องมา แล้วเสร็จแล้วพระทั้งหลายก็มา เราก็บอก “เนี่ยๆๆ ไอ้เรือเหาะที่พาท่านอาจารย์ไปกรุงเทพฯ น่ะมันเหาะไม่ดี” คุณหมอๆ อย่าเอ่ยชื่อท่านอาจารย์ก่อนนะ คุณหมอเอ่ยองค์อื่นๆๆ ให้หมดก่อน แหม ! มีคนบอกบทเยอะ เราก็บอก “เนี่ย อีเรือเหาะนี่มันเหาะไม่ดี พอมันจวนจะถึงดอนเมือง พายุมันก็ทําให้มันตกหลุมอากาศ ตู้ม ! ลงไป ล้อมันก็ไปติดดิน มันก็เลยไม่ดี มันก็เลยทําให้เรือบินตกท่านอาจารย์จวน ท่านอะไรๆ เราก็ว่าไป รวมทั้งอาจารย์สิงห์ทองด้วย”
แล้วก็เราไปกราบหลวงตามาก่อนแล้วนะ หลวงตาก็บอกว่า “ให้เราดูใจเราให้ดี ครูบา–อาจารย์เนี่ยร่างกายท่าน มันก็ต้องเป็นขี้ดินขี้ทรายไปตามเรื่องของมัน แต่ว่าธรรมะของท่านที่ให้เอาไว้น่ะ อย่าให้มันหายไปนะ ใจเราอย่าให้เป็นขี้ดินขี้ทรายไปด้วยนะ” หลวงตาท่านสั่ง คุณแม่ทําตามหลวงตานะเจ้าคะ
แต่ท่านดีนะ ท่านไม่ร้องไห้เลย แต่ท่านก็คงโศก เพราะบางทีพอเราโผล่มา ท่านเผลอๆ เนี่ย ข้างฝาห้องท่านเนี่ยก็จะมีรูปท่านอาจารย์ รูปอะไรเอาไว้ บางทีท่านจะนั่งเอาจมูกท่านจะชิดกับรูปท่านอาจารย์ แล้วเสร็จแล้วพอเราบอก คุณแม่ทําอะไรน่ะเจ้าคะ ? “พิจารณา”
แล้วชาวบ้านก็ร้าย ทําไมน่ะทําไมคุณแม่ไม่ห้ามท่านอาจารย์สิงห์ทอง ปัดโธ่เอ้ย ! คือพูดอะไรทุเรศอะไรอย่างนี้ แล้วเสร็จแล้วก็ถาม คุณแม่ฝันถึงบ้างไหม ? ท่านอาจารย์สิงห์ทองมาหาไหม ? ท่านก็บอก “น่ากลัวท่านคงจะโกรธแม่นะ” ก็นึกถึงไอ้ที่บอก บอกว่าที่ไปเผาศพแล้วก็จะไปเลย แม่บอก โอ๊ย ! ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านจะไปทําอะไรอย่างนั้นทําไม ตอนนี่มันก็คงเป็นเหตุของท่าน ท่านจะต้องไปน่ะ
เสร็จแล้ววันหนึ่ง คุณแม่บอก เมื่อคืนฉันฝันถึงท่านสิงห์ทองแทนที่ท่านจะมาดีๆ นะ มาไต่อยู่บนสายมุ้งคุณแม่ แล้วก็คุณแม่ก็กลัวเหลือเกินว่าจะตกลงมา เลยไม่ได้คุยอะไรกัน คุณแม่ก็ได้แต่บอกว่า “ระวังเดี๋ยวตกลงมา ! ระวังเดี๋ยวตกลงมา !”
คุณโยมแม่ทําใจได้ ก็หลวงตามา คือคล้ายๆ กับว่า ระหว่างที่จะจัดงาน ท่านบอกว่า “ไม่ต้องไปตัดต้นไม้ ไม่ต้องอะไร ท่านหมายตาเอาไว้แล้ว” แล้วท่านก็มาแล้ว ท่านก็เดินเข้ามาเยี่ยมคุณโยมแม่อะไรนี้ คุณโยมแม่ก็อบอุ่น แล้วตอนที่เผาศพเนี่ย เราก็ไม่ได้ออกไปที่ลานเผาศพน่ะ ก็นั่งอยู่กับท่าน อยู่ตรงนั้น”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าถึงคุณโยมแม่หลวงตาเมื่อทราบข่าวท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพ ไว้ดังนี้
“เพราะฉะนั้นตอนที่ท่านอาจารย์สิงห์ทองเรือบินตกนี่นะ คุณโยมแม่หลวงตาถึงบอกไง บอก เอ้า ! แล้วคราวนี้ ท่านก็เป็นห่วงหลวงตา เพราะหลวงตาเป็นโรคหัวใจอยู่ด้วย ท่านก็เคยคิดว่า ถ้าหลวงตาเป็นอะไรไปนี่ ท่านจะไปอยู่กับท่านสิงห์ทอง และท่านสิงห์ทองมรณภาพไปแล้ว แล้วคราวนี้แม่จะไปอยู่กับใครเล่า ก็เลยบอกว่า โอ้ ! ท่านสนิทรักกันอย่างนี้ล่ะ”
การเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง มรณภาพเครื่องบินตก ในวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ทางวัดป่าแก้วชุมพลก็ได้จัดเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพ ซึ่งกําหนดจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นเจ้าภาพจัดงานศพ ซึ่งท่านได้มอบหมายให้พระศิษย์เข้ามาเตรียมงานเพื่อรองรับพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา จากทั้งใกล้และไกล ซึ่งจะเดินทางมาร่วมงานสําคัญในครั้งนี้
การจัดงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทองในครั้งนี้ องค์หลวงตาท่านควบคุมอย่างเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ เพราะเป็นเถระสัจวาจาที่องค์ท่านเคยประกาศไว้ “เวลาท่านตาย ผมจะเผาศพท่าน” งานนี้จึงเป็นไปตามแบบฉบับพระธุดงคกรรมฐานอย่างแท้จริง คือองค์หลวงตาไม่ให้เก็บศพไว้นาน ไม่ให้เป็นภาระ และไม่ให้มีพิธีการใดๆ แม้การสวดอภิธรรมก็ไม่ให้มี
โดย ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“กลางคืนไม่ให้มีงานใด เช่น การทําวัตรสวดมนต์รวม การแสดงธรรม ก็ไม่ให้มี การสวดมาติกาบังสุกุลนี้ไม่ให้สวด ห้ามเลยๆ หลวงปู่บ้านตาดห้ามเลย เคยมีพระพิธีเขาจะมาสวดอภิธรรม มาก็โดนเลย พอดีท่านสุดใจเป็นคนที่กรุงเทพฯ มาบวช ไปกราบเรียนพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่บ้านตาด เขาจะมาสวดอภิธรรม สั่งเลย “ห้ามสวดอภิธรรม ! กุสลาไม่ต้อง ! กุสลา แปลว่าผู้สละ ท่านสิงห์ทองสละแล้ว มาสวดทําไม”
คือท่านกลัวพระเณรมายุ่งตรงนี้มาก แล้วพระเณรไม่ได้เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ความหมายของท่าน คือ ไม่มายุ่งกับตรงนี้มาก องค์หลวงตาท่านไม่ให้เป็นตรงนี้มาก ทําให้เสร็จง่ายๆ แบบว่าไม่ต้องมายุ่งยาก ไม่ต้องมาเก็บนานๆ ไม่เหมือนหลวงปู่วัน หลวงปู่จวนนะ อันนี้แค่ ๗ วัน เพราะว่ามันเป็นภาระต้องดูแลญาติโยม ต้องหานู่นหานี่มาต้อนรับ ไม่ต้องเป็นกังวลพระเณรจะต้องมาดูแลเขา ดูแลไม่ดีก็โดน ช่วงเช้าใส่บาตรปกติ ให้พรปกติ ใส่บาตรไม่ได้ใส่อยู่ในวัดด้วย ไปบิณฑบาตในบ้านโน้น
ญาติโยมก็ไม่ได้เตรียมการอะไรมาก เพราะงานมันไล่เลี่ยกัน งานหลวงปู่สุพัฒน์ แล้วค่อยมาหาหลวงพ่อสิงห์ทอง เพราะว่าท่านให้เวลา ๗ วัน เพราะว่าหลวงปู่สุพัฒน์เผาปุ๊บ แล้วก็มาหลวงพ่อสิงห์ทอง ท่านให้เวลา ๗ วันเตรียมงาน
ช่วง ๗ วัน ญาติโยมเขาก็มาเรื่อย หมุนเวียนมากราบ เขาไม่ได้ค้าง วันงานเขาก็มาทีเดียวเสร็จแล้วก็ออกไป คือ ทุกอย่างไม่ให้เป็นภาระ องค์หลวงตาท่านเน้นเอาไว้เลย ท่านบอกว่าอาจารย์สิงห์ทองไม่ได้นะ ท่านคุมเป็นพิเศษ ท่านบอกว่าทีแรก ท่านว่าจะให้หลวงพ่อสิงห์ทองนี้จัดการศพท่านนะ แต่มันกลับตาลปัตรเป็นหลวงตามาจัดงานศพให้”
โดยมีการเตรียมงานต่างๆ ดังนี้ มีการมอบหมายงานให้ฝ่ายต่างๆ รับผิดชอบ มีการทําเมรุแบบพระป่า คือ เรียบง่ายไม่หรูหรา สถานที่พักของพระป่า อายุพรรษามากก็พักตามกุฏิที่จัดเตรียมไว้ สําหรับพระอายุพรรษาน้อยก็ปักกลดตามป่าในบริเวณวัด พระที่อยู่ใกล้ส่วนใหญ่เดินทางกลับวัดของท่าน สําหรับที่พักของญาติโยมก็ตามศาลา ตามแคร่ต่างๆ ตามร่มไม้บ้าง อาหารและนํ้าเพื่ออุปโภคบริโภค มีโรงครัวกลาง โดยทางวัดและชาวบ้านได้ช่วยกันจัดเตรียม ห้องนํ้าก็ทําขึ้นอย่างชั่วคราว และมีกองอํานวยการสําหรับให้พระลงทะเบียนมาร่วมงาน มีขันบริจาควางไว้หน้าปะรํางาน สําหรับให้ญาติโยมบริจาคตามอัธยาศัย โดยไม่มีการโฆษณาเรี่ยไรใดๆ ตลอดงานไม่มีมหรสพ มโหรี หรือการละเล่นใดๆ ช่วงเช้ามีการถวายจังหัน แล้วให้พร ช่วงคํ่าไม่มีงานใดๆ ให้ต่างองค์ต่างไหว้พระสวดมนต์ เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ตามปฏิปทาของพระธุดงค–กรรมฐาน ยิ่งใกล้วันงานเท่าไร พุทธบริษัทจากทั้งใกล้และไกลต่างเดินทางหลั่งไหลมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น
การสร้างเมรุท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ในการสร้างเมรุ องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านสั่งให้ทําตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า คือ เรียบๆ ไม่ให้หรูหรา และไม่ให้เก็บศพนาน โดยยึดตามแนวทางของพระพุทธเจ้าและพระสาวกในครั้งพุทธกาล ดังพระธรรมเทศนาขององค์หลวงตาพระมหาบัว ดังนี้
“พระพุทธเจ้าไม่หรูหราฟู่ฟ่าในเรื่องศพ เรื่องเมรุ ท่านให้หรูหราฟู่ฟ่าในศีล ในสมาธิในปัญญา ศรัทธา ความเพียร ในมรรคผลนิพพาน ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นี้เป็นความหรูหราฟู่ฟ่าตามแนวทางของศาสดาองค์เอกของเราพาดําเนินมา ให้เรามีความหรูหราในทางนี้ อย่าไปหาหรูหราแบบโลกๆ โลกสงสารหาประมาณไม่ได้ พวกนี้ไม่มีประมาณนะ หรูหราฟู่ฟ่าไม่มีประมาณ โลกหาประมาณไม่ได้ แต่ธรรมมีประมาณ ให้เอาธรรมเป็นขอบเป็นเขต การเผาศพเผาเมรุกันก็เป็นธรรมดา ให้ทําพอเผากันได้เท่านั้น
อย่างท่านสิงห์ทองตาย เราเป็นเจ้าของเผาศพ เผาเมรุ เพราะเราเคยบอกไว้แล้วตั้งแต่ยังไม่ตาย ได้บอกกับท่านสิงห์ทอง เราก็พิจารณาดูว่าท่านสิงห์ทองนี้จะเป็นผู้ทําประโยชน์ให้โลกได้พอประมาณ เพราะฉะนั้นเราจึงมอบศพให้ ท่านสิงห์ทอง เวลาผมตายนี้ให้ท่านเป็นผู้เผาศพผมนะ ได้บอกชัดๆ เลย เวลาท่านตาย ผมจะเผาศพท่าน แต่สุดท้ายท่านก็ตายก่อนเรา เราจึงไปเป็นเจ้าภาพเผาศพ
การเผาศพท่านสิงห์ทอง เราเป็นคนไปชี้ให้ เมรุไม่ได้มีอะไรพอกพูน หรูๆ หราๆ ฟู่ๆ ฟ่าๆให้ทําที่นี่ เอ้า ! ทําที่นี้ให้เตียนโล่งลงไป แล้วเอาฟืนมากอง เราเป็นคนไปชี้บอก ทําอย่างนั้นเผาอย่างนั้น เผาท่านสิงห์ทอง
ท่านสุพัฒน์ ก็เหมือนกัน เพราะอันนี้ก็เป็นลูกศิษย์ ออกมาจากวัดป่าบ้านตาดด้วยกันเราเป็นเจ้าของเผาศพด้วยกันทั้งสอง จึงทําแบบสงบเรียบเลย ไม่มีการโฆษณา การบริจาคเท่านั้นเท่านี้ห้ามเด็ดขาด การบริจาคใครมีศรัทธาเขาก็มาบริจาคเอง แต่ตั้งขันรับบริจาคเอาไว้ ไม่โฆษณา ใครมีศรัทธาอยากบริจาคนั้นก็แล้วแต่เขา บอกอย่างนั้น การโฆษณาห้ามเด็ดขาด เพราะฉะนั้นในงานทั้งสองที่เราเป็นเจ้าของศพนี้ จึงไม่มีคําโฆษณาว่ากล่าวอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มี แต่การบริจาคก็เป็นอัธยาศัยของเขา ดังที่เปิดทางไว้เรียบร้อยแล้ว นี่เราเป็นเจ้าของเผาศพ เผาอย่างนี้ ครั้งพุทธกาลก็เป็นอย่างนั้น เอาแบบแผนตํารับตํารามากางให้พี่น้องชาวไทย ภิกษุสามเณรเราได้ดูเป็นคติตัวอย่าง ไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่านะ
พระพุทธเจ้านิพพานก็ ๗ วันถวายพระเพลิงท่าน พระสงฆ์สาวกนิพพานที่ไหนๆ ในตําราไม่ค่อยกล่าวถึงเลย เพราะท่านตายอย่างสบายๆ ของท่าน องค์ไหนพอแก่กาลเวลาแล้ว ท่านก็เข้าไปในป่าในเขาไปตายที่นั่นๆ เงียบๆ ไปเลย ไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่าอย่างพวกเรา พระองค์หนึ่งตายนี้ โอ๋ย ! ประกาศลั่นทั่วประเทศไทย องค์นั้นตาย องค์นี้ตาย สมุห์ตาย ใบฎีกาตาย พระครูตายเจ้าคุณตาย ยิ่งเจ้าคุณบัวตายแล้วยิ่งจะไปใหญ่นะ เราคาดเอาไว้ไม่ผิดแหละ มันกระเทือนทั่วประเทศไทย มันกระเทือนตั้งแต่ลมๆ แล้งๆ หาเนื้อหาหนังไม่ค่อยมี ให้มันเป็นเนื้อเป็นหนัง
ตายที่ไหนตายไปเถอะไม่ได้ยากอะไรเลย คนมีอรรถมีธรรมแล้ว ตายแล้วไม่ต้องนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา หลวงตาองค์นี้ตายแล้วไปไหนนา ถ้ามาถามอย่างหลวงตาบัวนี้ หลวงตาบัวบอกแล้วว่า เวลาหลวงตาบัวตายนี้อย่านิมนต์พระมากุสลานะ เรากุสลาเราพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างแล้วตั้งแต่ยังไม่ตาย เมื่อยังมีผู้มาถามว่า กุสลา ธมฺมา หลวงตาบัวตายแล้วไปไหนนา เราจะตอบทันทีแม้จะอยู่ในหีบศพก็ตาม จะตอบมาทันทีว่าไปสันพร้านี่จะว่างั้น กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมาหลวงตาบัวตายแล้วไปไหนนา ไปสันพร้านี่เราจะว่าอย่างนั้น จะตอบอย่างนั้นนะ พวกบ้าลมปาก มันตื่นปาก ตื่นลม ตื่นแล้งกัน
อันนี้การเผาศพก็อย่างว่านั่นนะ เมรุให้ทําพอประมาณเท่านั้น ถึงจะพูนดิน ไม่พูนดินไม่จําเป็นอะไรแหละ ขอให้ทําที่เรียบๆ นั้นล่ะ คือ ความเหมาะสม ความถูกต้อง ความดีงามของธรรม โลกเอาอันนี้เป็นประมาณ โลกจะมีประมาณ การอยู่ การกิน การใช้การสอยจะไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเป็นบ้ากันไปทั่วบ้านทั่วเมือง เอาแบบเอาฉบับของพระพุทธเจ้าไปใช้ พอดิบพอดีนี่ล่ะธรรมมีประมาณ เพราะฉะนั้นการเผาศพเผาเมรุ ผู้ตายท่านก็มีแบบมีฉบับของท่าน มีธรรมมีวินัยปกครองท่านเรียบร้อยตลอดมา เวลาท่านตายไปแล้วก็อย่าให้ไปทําเลอะๆ เทอะๆ เผาศพเผาเมรุเรี่ยไรเงินยุ่งไปหมด ใช้ไม่ได้นะ
ให้ทําเรียบๆ เอ้า ! มีอะไรทําเรียบๆ แล้วก่อฟืนขึ้นมา ยกคันดินขึ้นสักหน่อยพอพ้นนํ้าแล้วก่อฟืนขึ้นมาให้งามตา พอดีพ้นภัยคือนํ้า แล้วเผากันที่นั่น นี้เป็นความสวยงามมากทางด้านอรรถธรรม แล้วยังเป็นการประกาศก้องให้พี่น้องชาวพุทธเราได้ทราบว่า ความหรูหราฟู่ฟ่านั้นคือทางแห่งความฉิบหายของเราของชาติบ้านเมือง อย่านํามาใช้ในวงงานครอบครัวของตน ตลอดวงราชการต่างๆ อย่านํามาใช้ความหรูหราฟู่ฟ่า เป็นอันตรายต่อส่วนรวม ให้ทําพอดิบพอดี อยู่พอดี กินพอดี ใช้สอยพอดี ทุกสิ่งทุกอย่างให้มีความพอเหมาะพอดี ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เหมือนทําเมรุนี่พอดี ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่เป็นบ้าเมรุ พากันเข้าใจนะ นี่เราสอนอย่างนี้”
สําหรับสถานที่สร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพ องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นผู้กําหนด ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“บริเวณเมรุที่เผาศพ แต่ก่อนตรงนั้นเป็นกุฏิ ตรงที่เผาศพหลวงพ่อสิงห์ทอง อาตมาเคยไปพักอยู่ตรงนั้น พอดีตอนทําเมรุ หลวงพ่ออุ่นบอกว่าเสียดายกุฏิ แล้วหลวงปู่บ้านตาด(องค์หลวงตา) บอกว่า “เอ้า ! ไปเสียดายทําไมกุฏิ บอกท่านสิงห์ทองอยู่นี่ จะเอาท่านไว้ตรงนี้ทําเมรุตรงนี้” ก็เลยรื้อกุฏิออก แล้วก็ทําเมรุตรงนั้นเลย เพราะว่าที่ตรงนั้นมันก็เหมาะพอดีหลวงปู่ใหญ่ (องค์หลวงตา) ท่านไปดูเอง บอกเอาตรงนี้ หลวงพ่ออุ่นเสียดายกุฏิ หลวงปู่ใหญ่ท่านเลยถาม “ท่านสิงห์ทองกับกุฏิ อันไหนสําคัญกว่า” หลวงพ่ออุ่นเลยยอมเลย”
เหตุการณ์วันงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
เมื่อถึงวันงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ภายในวัดแทบจะไม่มีที่เดินพระ เณร แม่ชี และผู้คนเบียดเสียดกันอย่างเนืองแน่น นับเป็นการรวมตัวกันครั้งสําคัญอีกครั้งหนึ่งของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญได้มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เช่น หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย หลวงปู่บุญมี ปริปุณฺโณ หลวงปู่เพียร วิริโย หลวงปู่ลี กุสลธโร ฯลฯ และพระคามวาสี ฝ่ายปกครอง รวมทั้งสามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน จากทั่วสารทิศมาร่วมงานกันมากเป็นประวัติการณ์ของวัดป่าแก้วชุมพล
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เมตตาเดินทางมาเป็นองค์ประธานฝ่ายบรรพชิต ท่านเป็นหัวหน้าในงานพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้ โดยท่านยึดธรรมเป็นหลัก ในงานจึงเน้นความเงียบสงบความประหยัดเรียบง่ายตามแบบฉบับของพระธุดงคกรรมฐาน ไม่อนุญาตให้มีมหรสพ รวมทั้งมโหรีก่อนไฟพระราชทานก็ไม่ให้มี โดยเฉพาะการโฆษณาเรี่ยไรก็สั่งห้าม โดยองค์หลวงตาเทศน์ไว้ดังนี้
“คือไม่ให้ใครยุ่ง เผาแบบสบายๆ แบบพระ ถ้าท่านตายก่อน ผมจะเผาศพ เราก็เลยเผา ไม่มีใครยุ่งจริงๆ นะ เครื่องโฆษณาไม่ให้มี อยู่อย่างสงบกรรมฐาน
ถ้าเขามามีอัธยาศัยเป็นคนใจบุญสําหรับชาวไทยชาวพุทธเรา เขาอยากบริจาค ก็เอาขันบริจาควางไว้ที่หน้าปะรํางานนั้น แต่ห้ามโฆษณา พวกนี้เขาเคยทําบุญให้ทานมามากต่อมากแล้วจําเป็นอะไร นี่เขาก็มาให้ทาน ใครจะไปโฆษณา ก็วางไว้อย่างงั้นเต็มขันๆ ไม่มีโฆษณาเลย เงียบเลยนะ”
และเมื่อใกล้เวลาพระราชทานเพลิงศพ ในคืนวันนั้นท่านได้เป็นองค์แสดงธรรม โดยเทศน์ถึงเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพเครื่องบินตก จากนั้นจึงมีการวางดอกไม้จันทน์ และทําพิธีพระราชทานเพลิงศพ
เวลาประมาณ ๒ ทุ่มเศษจุดถวายเพลิงจริง เช้ามืดวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณตี ๔ พระที่รับผิดชอบได้เก็บอัฐิธรรมดาๆ โดยไม่มีพิธีสามหาบ อัญเชิญอัฐิบรรจุในผอบ เพื่อให้หมู่พระสงฆ์ตลอดพุทธบริษัททั้งหลายได้กราบขอขมา เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นทางวัดก็ไปส่งคืนของที่ไปหยิบยืมมาใช้ในงาน ซึ่งงานครั้งนี้ได้ดําเนินสําเร็จลุล่วงไปได้อย่างราบรื่นดีงาม สมเกียรติ สมศักดิ์ศรีวงพระธุดงคกรรมฐานเป็นอย่างยิ่ง
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเหตุการณ์พระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้เพิ่มเติมดังนี้
“มีไฟพระราชทานมา คืออย่างนี้ค่ะ ตอนแรก วันที่ ๑๑ พฤษภาฯ ที่เป็นหลวงปู่สุพัฒน์น่ะ พายุลูกเห็บตกเลย แล้วเสร็จแล้วเขาก็กลัวว่าจะไม่ไหม้ เขาก็เลยราดนํ้ามันกันอีกเยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้นอัฐิธาตุของหลวงปู่สุพัฒน์จึงแทบจะแย่เลย คือควบคุมไม่ได้เลย คือมันโหมเสียจน ทีนี้พอถึงท่านอาจารย์สิงห์ทองนี้ เขาก็กลัวกันใช่ไหม ? เขาก็มีเต็นท์ มีไอ้โน่นมีไอ้นี่ ปรากฏว่า ลมพัดเฉื่อยๆ ชายเขา แต่เราไม่ได้ออกไปที่บริเวณนั่น ก็อยู่กับคุณโยมแม่ แล้วก็ถามท่านว่าอะไรยังไง ท่านเข้มแข็งมาก
งานนี้ไม่มีมโหรี ไม่มีอะไรเลย การสวดบังสุกุลที่หน้าเมรุ ก็ไม่มี หลวงตามานะ มาเทศน์ตอนคํ่า แล้วก็ไปตอบเรื่องว่า เป็นเรื่องของกรรมน่ะ ท่านเทศน์ตั้งแต่ตอนแรกเลย ท่านเทศน์ที่วัดป่าบ้านตาดเลย วันที่รู้ว่าเรือบินตก ท่านบอกว่า “เอ้อ ! ทีเวลาเราเข้าป่าล่าสัตว์กันน่ะตายกันเป็นเบือ ไม่เห็นจะตกอกตกใจ กะอีแค่พระ ๕ องค์เนี่ย มันอะไร มันจะหาว่าวิปริตบ้านเมืองหรืออะไร” ท่านบอก “เป็นกรรม เรื่องธรรมดาๆ” ท่านอาจจะเทศน์อีกครั้ง แต่ว่าครั้งแรกสุด คือวันนั้นเลย วันที่ ๒๘ เมษาฯ วันที่ ๒๗ เมษาฯ เรือบินตกไง ที่ศาลาวัดป่าบ้านตาด เพราะเราอยู่ที่นั่นกราบท่าน”
ต้นเหตุความเป็นอยู่สําคัญกว่าความตาย
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพเครื่องบินตก พร้อมกับพระคณาจารย์พระกรรมฐานองค์สําคัญ ทําให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ส่วนใหญ่เอนเอียงไปในทางเสียหาย ซึ่งเรื่องนี้องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เมตตาเทศนาธรรมในงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ดังพระธรรมเทศนาบางส่วนขององค์หลวงตาพระมหาบัว ดังนี้
“เมื่อวันที่ ๑๑ (พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓) ก็ประกาศความจริง ให้เราท่านผู้ยังมีชีวิตทั้งหลายได้ทราบ นี่พระราชทานเพลิงศพของท่านสุพัฒน์ วัดบ้านต้าย มาวันนี้ตรงกับวันที่ ๑๗ (พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓) ก็ประกาศเรื่องความจริงขึ้นอีกรายหนึ่ง คือ ท่านสิงห์ทอง ซึ่งทั้งสองนี้เป็นพระวัดป่าบ้านตาดมาดั้งเดิม เคยสมบุกสมบันด้วยกันมาตั้งแต่อยู่ในป่าในเขาเรื่อยมา และมาอยู่วัดป่าบ้านตาดด้วยกัน
พอหลังจากนั้นก็ได้โยกย้ายมาอยู่สองแห่งนี้ จึงมีความเกี่ยวข้องกันอยู่มาก ทั้งด้านข้อวัตรปฏิบัติและทางด้านจิตใจโดยเฉพาะ ตลอดถึงความเป็นความตายก็มีการเกี่ยวโยงกัน ด้วยเหตุนี้จึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องในงานนี้ เพื่อความสงบเรียบร้อย ให้เป็นไปตามอรรถตามธรรมของพระพุทธเจ้า
นี่วันนี้ได้พระราชทานเพลิงศพของท่านสิงห์ทองได้สําเร็จลุล่วงไปแล้ว เราท่านทั้งหลายที่ได้เห็นประจักษ์ตาของตนเอง ก็คงจะตระหนักใจได้ดี ว่าทั้งมวลที่อยู่ด้วยกันนี้เป็นผู้จะต้องประกาศตนเองเช่นเดียวกันกับผู้ที่ล่วงลับ แล้วเผาศพผ่านไปแล้ววันนี้
เรื่องความตายนี้สัตว์โลกกลัวกันมาก ตลอดถึงสัตว์เดรัจฉาน แต่พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์ท่านไม่กลัว ไม่กล้า เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งสองนี้จึงไม่กระทบกระเทือนพระทัยและใจพระสาวกท่านได้ เนื่องจากใจเป็นสิ่งสําคัญ ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธเรา จึงไม่ควรสนใจถึงเรื่องความตายในแบบต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาที่เคยมีมาแล้วตั้งแต่ดั้งเดิม ให้ยิ่งกว่าความเป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งมีชีวิตอยู่นี้ ที่สามารถจะพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงตัวเองไปได้หลายแง่หลายมุม ส่วนมากก็เป็นส่วนเสียหาย เช่น การทําชั่ว สั่งสมความทุกข์ความเดือดร้อนมาสู่ตน เรียกว่า สั่งสมกรรมอันไม่ดี มาเผาลนให้เป็นพิษเป็นภัยแก่จิตใจของตน แล้วก็มาตําหนิว่าตนมีวาสนาน้อย มีกรรมมีเวร
กรรม แปลว่าอะไร ? ก็แปลว่าการกระทํา เราไม่ทํากรรม ผลของกรรมจะมาจากไหนเรื่องกรรมเรื่องเวร คือ ความเกี่ยวพัน ก็เจ้าของทําเอง ก็เกี่ยวพันกับเจ้าของ เราไม่คิดถึงต้นเหตุแห่งความเป็นอยู่ ซึ่งเป็นต้นเหตุสําคัญกว่าเรื่องความตายเป็นไหนๆ การตายนั้นตายได้ด้วยกันทุกราย และตายในท่าต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยจะซํ้ากัน นี่เป็นธรรมดาของความตายในหลักธรรม
แต่เราทั้งหลายเห็นว่า การตายดังที่ปรากฏมานี้เป็นของแปลกประหลาด เหมือนกับว่าไม่เคยมีในโลกมาก่อนเลย เรื่องความตายด้วยอุบัติเหตุ กับ ความตายสิ้นลมหายใจธรรมดาหมดกําลังวังชาของชีวิตจิตใจ เรียกว่า เกิดขึ้นจากความชราภาพ ทั้งสองอย่างนี้ก็คือความสิ้นกําลังแห่งธาตุขันธ์เช่นเดียวกัน ไม่มีอะไรผิดแปลกจากกัน ถ้าตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นของเคยมีมาดั้งเดิมอยู่แล้ว เราไม่ควรไปตื่นเต้นตกใจ คิดวิพากษ์วิจารณ์ไปในแง่ต่างๆซึ่งผิดจากทํานองคลองธรรมของพระพุทธเจ้า และคลองธรรมของคติธรรมดา
สิ่งที่ควรให้คิด ก็คือ ให้คิดเวลามีชีวิตอยู่นี้ ซึ่งจะพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปในแง่ต่างๆ ส่วนมากมักเป็นแง่ร้ายยิ่งกว่าแง่ดีใส่ตัวเอง ควรจะสนใจตรงนี้ให้มากกว่าเรื่องความตาย อันความตายนั้นคนบุญก็ตายได้ ตายได้ทุกแบบทุกแง่ ทุกกระทง ทุกอิริยาบถเช่นเดียวกับธาตุขันธ์ของโลกทั่วๆ ไป คนบาปก็ตายได้ในลักษณะเดียวกัน เพราะฉะนั้นอาการตายของคนบุญกับคนบาปนั้น หากเป็นเรื่องของขันธ์นี้ย่อมมีความเสมอภาคกัน
สําคัญที่จิตซึ่งได้รับการอบรมมาด้วยดีแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ตายมีหลัก ผู้ไม่สนใจในศีลในธรรม ในคุณงามความดี ไม่พยายามรักษาจิตใจของตนให้มีหลักมีเกณฑ์ มีฝั่งมีฝา ด้วยคุณงามความดีทั้งหลาย จะตายอยู่บนหอปราสาท ก็ไม่ผิดอะไรกับสัตว์เดรัจฉานตายอยู่บนพื้น หรือตายจมนํ้าจมโคลนอยู่เลย
เพราะฉะนั้น เรื่องความตายจึงไม่สําคัญ ยิ่งกว่าการปรับตัวให้ดีในเวลามีชีวิตอยู่นี้เมื่อปรับปรุงตัวให้ดีในการมีชีวิตอยู่แล้ว จะตายในสถานที่ใดก็คือคนดีตาย ตายสู่ความดีด้วยกันทั้งนั้น ไม่ได้เลือกชาติ ชั้น วรรณะ สมณะ ชี พราหมณ์ สําคัญอยู่ที่ความเป็นคนดี นี่เป็นแบบฉบับอันสําคัญสําหรับชีวิตจิตใจของพวกเรา
เฉพาะอย่างยิ่งเราชาวพุทธให้พึงทราบถึงเรื่องความเป็น ความตาย อย่าไปตื่นเต้นตกใจว่าผิดปกติของธรรมดา ไม่ใช่ผิดปกติ มันเป็นเรื่องของปกติแห่งสภาพของขันธ์นั้นๆ ซึ่งไม่ใช่ขันธ์เดียวกัน แล้วแต่จะเป็นในลักษณะใด เช่น อย่างสัตว์เราโยนเข้าในหม้อทีละหลายๆ ตัว เช่น เขียด เป็นต้น ตายทีละหลายๆ ตัว ทําไมเราไม่เห็นว่าเป็นของแปลกประหลาด ทําไมกินกันได้เอร็ดอร่อยเมื่อเป็นอาหาร สัตว์กี่ตัว ปลากี่ตัวโยนลงในหม้อแกงนั้น มันตายพร้อมกันมากเท่าไร เราไม่เห็นนับ ไม่เห็นคํานึงคํานวณ คํานึงแต่ว่าเราวันนี้อาหารว่างเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น
ความจริงมันก็เป็นความตายในลักษณะอย่างเดียวกันดังที่เป็นมาแล้วนี้ เพราะเคยเป็นอยู่ในโลกมาเป็นเวลานาน และจะยังเป็นอย่างนี้ตลอดไป ไม่มีใครที่จะลบสาบสูญไปได้ ในเมื่อกรรม วิบากของกรรม มีประจําสัตว์และสังขารอยู่แล้ว จะต้องเป็นเช่นนั้น กรรมเป็นของสําคัญที่จะให้เป็นไปต่างๆ กันในลักษณะแห่งความตาย
จึงไม่เป็นของแปลก ไม่เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากยิ่งกว่าความเป็นอยู่ของเรา ในขณะที่มีชีวิตอยู่นี้จะควรทําตนอย่างไร สิ่งที่ยืนยันที่จะไปต่อภพต่อชาติ ไปแบกความทุกข์ ความทรมานต่างๆ แล้วจะไปเสวยสุขในภพนั้นๆ ก็คือ ใจ ใจนี้เป็นเครื่องยืนยันได้เสมอไป
ทุกรูปทุกนามว่าไม่เคยตาย ไม่เคยฉิบหาย เป็นสิ่งที่ยืนยงคงที่ เป็นนักท่องเที่ยวแห่งวัฏสงสารในภพน้อยภพใหญ่ เหนือความทุกข์ ความยาก ความลําบากเข็ญใจ ไร้ทรัพย์อับปัญญา หรือมีความฉลาดแหลมคม มีฐานะดีสมบัติเงินทองมาก จนกลายเป็นเทวบุตร เทวดา ก็ขึ้นอยู่กับใจดวงนี้ที่มีคุณงามความดีเป็นเครื่องส่งเสริม จากการบําเพ็ญความดีในเมื่อที่มีชีวิตอยู่
นี่เป็นหลักสําคัญที่เราทั้งหลายจะพึงสนใจให้มาก ยิ่งกว่าการตายในแง่ต่างๆ เป็นไหนๆ นั้นเป็นความเห็นผิด วิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความเสียอกเสียใจแก่ตนเอง แล้วยังทําคนอื่นให้เอนเอียงไปด้วย บางคนยังอาจคิดไปว่า ทําไมผู้ประพฤติปฏิบัติดี จึงไปตายแบบนั้น นั่น เลยไปลบล้างความดีของท่านผู้ดีนั้นไปเสีย เหมือนกับว่าไปล่มจมด้วยกันเสียหมด ไม่มีชิ้นดีเลย จะดีมาขนาดไหนเมื่อไปตายแบบนั้น เป็นการลบล้างความดีเสียหมด
นี้เป็นความเห็นผิดอย่างยิ่ง ไม่ใช่หลักธรรมของพระพุทธเจ้า สิ่งที่ดีต้องดีเสมอ แต่เรื่องธาตุขันธ์ไม่นอกเหนือจากความตาย ความตายย่อมมีอํานาจครอบอยู่ทุกธาตุ ทุกขันธ์ ไม่ว่าสัตว์ไม่ว่าบุคคลในนํ้าบนบก เกิดแล้วต้องตายในลักษณะต่างๆ กัน เช่นนี้มาดั้งเดิม เราจึงไม่ควรสงสัย สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือขณะที่มีชีวิตอยู่นี้ เราได้ทําตัวของเราเป็นอย่างไร เราได้คํานึงไหม
ชีวิตความเป็นอยู่นี้เป็นของไม่แน่นอน ลมหายใจเข้าไม่ออกก็ตาย หายใจออกแล้วไม่เข้าก็ตาย มีเท่านี้เป็นสําคัญ ในขณะที่มีชีวิตลมหายใจเข้าออกได้อยู่ เคลื่อนไหวไปมา มีกําลังวังชาที่จะประพฤติปฏิบัติตน ให้เป็นประโยชน์แก่ตนและประเทศชาติบ้านเมือง ตลอดทางพระศาสนา เราก็ควรทําเสียตั้งแต่บัดนี้ นี้เป็นจุดที่น่าสนใจและเป็นสิ่งที่ควรสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งถูกต้องตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า
อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว
น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา
“การประกอบคุณงามความดี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและส่วนรวมนั้น ควรทําเสียตั้งแต่บัดนี้ วันนี้ เป็นต้น ไม่ควรผัดวันประกันพรุ่ง ใครเล่าจะทราบได้ว่าความตายซึ่งเป็นเสนาใหญ่”
นั่นฟังสิ ความตายมันเสนาน้อยเสนาเล็กเมื่อไหร่ เสนาใหญ่อยู่เหนือขันธ์จะมาถึงเราเมื่อไร จึงควรประกอบผลประโยชน์ หรือคุณงามความดีต่างๆ เสียตั้งแต่บัดนี้ นี่เป็นความชอบธรรมของชาวพุทธ ให้วิจารณ์กันที่ตรงนี้ อย่าไปวิจารณ์อย่างอื่น ซึ่งผิดจากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า อันนี้เป็นการถูกต้องให้วิจารณ์เสียตรงนี้”
องค์หลวงตารีบเผาศพศิษย์เพื่อรักษาปฏิปทา
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แล้วก็อย่างตอนที่ศพท่านอาจารย์สิงห์ทองก็เหมือนกัน ตอนแรกในหลวงกราบเรียนเอาไว้ว่า ขอให้เป็นหน้า คือเลยฤดูเก็บเกี่ยว แล้วก็เลยหน้าหนาวไปก่อน ก็เป็นปีใหม่ ท่านบอกแต่ในหลวงก็มีไว้อันหนึ่ง แล้วแต่ท่านอาจารย์ (องค์หลวงตา) จะพิจารณา แล้วก็เอาไอ้ตรงแต่เนี่ย ท่านก็เลย พอท่านอาจารย์สุพัฒน์กลับมาจากวัดพระศรีมหาธาตุฯ ท่านเผาวันอาทิตย์นั้นเลย คืออีกอาทิตย์หนึ่งท่านอาจารย์สิงห์ทองเลย
เพราะท่านบอกว่า ถึงอย่างนั้นมันก็ยัง พระเณรก็ยัง คล้ายๆ เริ่มคลอนแคลนแล้ว ก็อย่างวัดอื่น อย่างวัดของท่านอาจารย์วัน โอ้โฮ ! ปีกว่า พระเณรไม่ได้ภาวนาเลย รู้สึกอู้หู !ถึงเข้าใจเลยว่า หลวงตาท่านไม่ยอม แล้วทีนี้ เดี๋ยวนี้เนี่ย พระหลายๆ องค์ก็ไม่เข้าใจคิดว่า หน้าที่ที่จะต้องออกมาโปรดประชาชนข้างนอกน่ะสําคัญกว่า ในวัดมันก็เลยหลวมโคร่งกันไปหมดเลย
(ตอนพระราชทานเพลิงศพน่ะ แล้วก็ตอนโครงการผ้าป่าช่วยชาติ เขาจะเข้าใจว่า หลวงตาพาปุ๊บ พระอื่นจะทําแบบนั้นตาม จริงๆ แล้วคือหลวงตาท่านออกมาวิกฤตถูกไหมครับคุณหมอ)
ใช่ค่ะ แต่ปกตินี่ คือท่านอยู่วัด เพราะขนาดใครจะมาขอ เอ้อ ! ในหลวงขอ เพราะตอนแรกทั้งหมดเลย ท่านอาจารย์จวน ท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์สุพัฒน์ ท่านอาจารย์สิงห์ทองลงมานี่ ในหลวงขอว่าไว้ต้นปีใหม่ เพราะว่าตอนฤดูเก็บเกี่ยว ใช่ไหมคะ ? แล้วก็หน้าฝน แล้วก็ขอปีใหม่ แต่ถ้าเผื่อหลวงตามีประสงค์อะไรพิเศษ ก็สุดแต่จะพิจารณา ท่านบอก เราเอาประโยคนี่ สุดแต่จะพิจารณานี่ เพราะว่าถ้าเผื่อทําตามในหลวงนี่ พระเณรตายหมด
เพราะอย่างเราไปกราบศพท่านอาจารย์วันน่ะ โอ๊ย ! หุงข้าววันละ ๓ กระสอบ แล้วก็ทั้งวัน ไม่ได้ทําอะไรเลย พระเณรนี้ไม่ได้ทําอะไรเลย แต่ว่าปฏิบัตินี่ หลวงตาเข้มงวดแค่ไหนเห็นไหมคะ ? เสียงพลิกก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ แล้วก็ปฏิบัตินี่ เอ้อ ! จะมาอย่างนี้ไม่ได้เลย เพราะเราจะรู้ ถ้าเผื่อตั้งแต่มรณภาพ เมษาฯ จนอีกปีหนึ่งน่ะ พระเณรตายหมด ตายจริงๆ อย่างที่ท่านว่า แล้วทีนี้ เดี๋ยวนี้ คนก็ไม่เข้าใจ คิดว่าปฏิปทาของหลวงตา คือ ออกมาสงเคราะห์โลก
นั่นเป็นจุดท้ายสุดเลย ท่านบอกแล้วว่า หน้าที่ของท่าน คือ รื้อภพรื้อชาติ แล้วก็เห็นไหม ? จะรื้อตึกทั้งอัน ทุกข์ยังไง นี่ภพชาติมันกี่อสงไขยล่ะ เพราะฉะนั้น รื้อนี่มันเป็นงานที่มันเต็ม ไม่มีช่องว่างไปทําอะไร เพราะตอนสมัยอยู่กับท่านอาจารย์สิงห์ทองไม่มีเลย ที่ท่านจะทิ้งวัดไว้น่ะ
ท่านอาจารย์สิงห์ทอง กับ ท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์จวน นี่คงคล้ายเป็นพี่น้องกันมา ไปไหนจะไปด้วยกันประจํา เวลาที่คุณสุรีพันธุ์จะถวายผ้ากฐินหรืออะไรเนี่ย บางทีก็ไปภูทอกลําบาก ท่านอาจารย์จวนก็จะไปอยู่ที่วัดป่าแก้วฯ แล้วเขาก็ถวายทีเดียว”
รายรับ – รายจ่ายในงานพระราชทานเพลิงศพ
ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ตอนนั้นหลวงพ่อ (ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง) ทําบัญชี บัญชีจ่ายค่านํ้า ๔๐,๐๐๐ แค่นั้นนะ นํ้าโค้ก นํ้าอัดลม มีนํ้าอย่างเดียว นํ้าธรรมดาไม่มี ค่าอาหารก็ ๓๐,๐๐๐ หกเจ็ดหมื่นนี่มั้ง ดราฟต์ถวายครูบาอาจารย์ก็ไม่มาก ปัจจัยกฐินส่วนมาก สองสามหมื่น กฐินแต่ละปีไม่มากนะ
ส่วนรายรับเฉลี่ยแล้วไม่มากเท่าไหร่ บางคนเขาก็เอานํ้าอะไรมา เอามาเพิ่ม หลังๆ มาสั่งเท่าไหร่ก็ไม่พอ โค้กสั่งเป็นรถสิบล้อ ช่วงนั้นมันไม่มีนํ้าแข็ง นํ้าแข็งมาไม่ทัน รถวิ่งทั้งวันก็ไม่พอคนเยอะ นี่เอาโค้กเป็นขวดแก้วจนเต็มไปหมด เหยียบไม่ถึงพื้นเลย ฝามัน เปิดขวดแล้วหลอดเสียบถวายพระ ทั้งโยมนั้นล่ะ แจกโยมด้วย ทีนี้มันเหลืออยู่ ๗๐ กว่าลังจะเอาไว้ไหม ๗,๐๐๐ บาทจะเอาไว้ไหม เขาว่า จะเอาไว้ทําไม ไม่มีที่เก็บ”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเสริมไว้ดังนี้
“รายรับ – รายจ่ายก็ไม่กระทบอะไรๆ เพราะว่าจากไอ้ที่บริจาค เราก็โคฟเวอร์ได้ โดยบารมีท่านอาจารย์ เพราะสมัยนั้นไม่น่าเชื่อเลย ชาวบ้านก็ไม่ได้รํ่ารวยอะไร อยู่ตามประสาท้องไร่ท้องนา แล้วมันมีคนอย่างที่ชาวกรุง เขาเอาอาหารเป็นสําเร็จรูปเข้ามา มันก็ช่วยตื๊อให้ๆ แล้วหลวงตาก็ไม่ได้ให้อยู่นาน ๔ วันจากวัดพระศรีมหาธาตุฯ ก็เผาท่านอาจารย์สุพัฒน์ก่อน อีกอาทิตย์หนึ่งก็ ๑๑ วัน ก็เผาท่านอาจารย์สิงห์ทอง เพราะฉะนั้นมันก็ยังไหว ท่านไม่ยอมให้นานกว่านั้น”
อัญเชิญอัฐิธาตุและผงเถ้าอังคารท่านไปสักการบูชา
ภายหลังงานประชุมเพลิงศพครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จนได้รับการยอมรับว่าเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” เป็นธรรมเนียมปกติของผู้ที่ไปร่วมงาน ผู้ที่เคารพบูชาในครูบาอาจารย์ บูชาด้วยการปฏิบัติบูชาก็มี แต่ส่วนใหญ่ต่างพากันขอแบ่งอัฐิธาตุและผงเถ้าอังคาร เพื่ออัญเชิญกลับไปสักการบูชา ภายหลังงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เช่นเดียวกัน บรรดาศิษยานุศิษย์ส่วนใหญ่ต่างก็พากันขอแบ่งอัฐิธาตุและผงเถ้าอังคารของท่าน โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้เทศน์เรื่องอัฐิไว้ดังนี้
“นี้ผู้ที่ดีวิเศษ ท่านจึงดีวิเศษเรื่อยไป แม้แต่กระดูกของท่านก็แย่งกัน เพราะถือว่ากระดูกของผู้ดีวิเศษ ถ้ากระดูกของเราท่านธรรมดา เขากลัวว่าเป็นผี กลัวมันจะไปหลอก เอาไปทิ้งในบ้าน ก็ยังจะจับกันผิดกฎหมาย
นี้กระดูกของครูอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติดี ไม่เป็นอย่างนั้น อยากได้กัน แย่งกันขอกัน นี้เมื่อปฏิบัติดีแล้ว ไม่ว่าตั้งแต่เฉพาะท่านมีชีวิตอยู่ ท่านตายไป พอเอ่ยชื่อของท่าน ก็ยินดีเลื่อมใส อะไรทุกอย่างที่เขาถือว่าเป็นอัปมงคล พวกผู้ศรัทธาทั่วไปก็เลื่อมใสทุกอย่างที่เป็นของท่าน จะเป็นบริขาร หรือในเนื้อในกายของท่าน ยินดีที่จะเอาไปสักการบูชา ที่มันดีทั่วไปอย่างนี้”
อัฐิท่านพระอาจารย์สิงห์ทองกลายเป็นพระธาตุ
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เทศน์เรื่องอัฐิท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กลายเป็นพระธาตุ ไว้ดังนี้
“สําหรับนิสัยอาจจะต่างกันบ้าง บางองค์ก็เรียบๆ ไป ยกตัวอย่างท่านสิงห์ทอง ที่ยก ตัวอย่างได้ ท่านสิงห์ทองเป็นต้นนี่นะ ก็เพราะอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุล้วนๆ แล้ว นี่ก็มาพูดให้เราฟัง เวลาท่านพูดไปๆ ท่านก็บอกว่าหมดไปๆ หมดไปๆ หายเงียบไปเลย จนกระทั่งหายสงสัยตัวเอง ไม่เห็นมีอะไร หายสงสัย กิเลสก็หายเงียบไปเลย ไม่ทราบว่ามันหายเมื่อไร ท่านว่างี้นะค่อยละเอียดลงๆ แล้วหมดไปเลย ไม่มีขณะใดบอก
ตามธรรมดาพระอรหันต์ท่านบรรลุธรรม บรรลุที่ไหน ท่านบอกว่าบรรลุที่นั่น อิริยาบถยืนเดิน นั่ง นอน ได้ทั้งนั้น บรรลุธรรมได้ทั้งนั้น เพราะความเพียรมีได้ทุกอิริยาบถ นอนอยู่ก็เป็นความเพียร แต่ท่านสิงห์ทองนี้พูดไปทุกอย่างๆ ถูกต้องไปหมดๆ เราก็ฟังๆ จนกระทั่งมาถึงขั้นละเอียด ละเอียดสุด หายเงียบไปเลย เลยหายเงียบจนกระทั่งทุกวันนี้ เจ้าของก็ไม่สงสัย ว่าจะแก้กิเลสตัวใดอีกก็ไม่มีในใจ แต่ไม่มีขณะบอกขึ้นมาเท่านั้น แต่ผลเวลาแสดงออกมานี้ถูกต้องหมด ค้านท่านไม่ได้นะ นี่อัฐิเวลาท่านมรณภาพแล้ว อัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุขึ้นมาผางทันทีเป็นเครื่องประกาศให้โลกได้เห็น ภายในท่านเห็นของท่านแล้วรู้แล้ว ส่วนภายนอกไม่เห็น กิริยาที่แสดงออกมาเป็นขณะไม่เห็น”
อัฐิของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุนั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง และที่สําคัญเป็นเครื่องยืนยันว่า มรรคผลนิพพานยังไม่หมดเขตหมดสมัย สมดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสตอบผู้มาทูลถามก่อนเสด็จปรินิพพาน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ไว้ดังนี้
“จวนวาระสุดท้ายก็มีผู้มาทูลถามว่า “เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว นานประมาณเท่าไรพระอรหันต์จะสิ้นสูญจากโลก มรรคผลนิพพานจะยังมีอยู่ในโลกนานประมาณเท่าไร”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ก็หลักพระธรรมวินัย ตถาคตมิได้แสดงให้ผิดจากเหตุผลอันเป็นฐานที่เกิดขึ้นแห่งมรรค ผล นิพพาน พอผู้ปฏิบัติตามจะผิดหวังในกาลที่ล่วงไปแล้วแห่งเรา แต่เราแสดงเพื่อมรรค ผล นิพพานทั้งนั้น เหตุใดจึงต้องมาถามอย่างนั้น ผู้ใดมีความสนใจใคร่ต่อการปฏิบัติธรรมที่เราแสดงไว้ชอบแล้ว ผู้นั้นจะได้รับความเป็นธรรมอยู่ตลอดกาล ทั้งที่ตถาคตยังมีชีวิตอยู่ และตถาคตนิพพานไปแล้ว เพราะสวากขาตธรรมไม่นิยมกาล สถานที่ บุคคล แต่เป็นอกาลิโกอยู่ตลอดกาล ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอยู่ตราบใด พระอรหันต์จะไม่สูญสิ้นจากโลกอยู่ตราบนั้น”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องพระธาตุของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์อุ่นนี่ ท่านคิดว่าเรานี่จะต้องมีพระธาตุท่านอาจารย์สิงห์ทองเยอะแยะท่านก็ฝากไปให้คุณสุรีพันธุ์ ฝากไปให้คนโน้น ฝากไปให้คนนี้ แต่ท่านไม่ได้บอกว่าท่านให้เรา เราก็ไม่มีเลย แล้วเสร็จแล้ว เณรก็น่ารักมากเลย เณรก็เก็บของเณรมา แล้วเณรก็บอก “คุณหมอเณรแบ่งให้คุณหมอ แต่มันไม่สวยหรอกนะ” คือมันเป็นเหมือนไอ้เยื่อในกระดูก ที่เป็นเหมือนอย่างกับว่าปะการัง มีเส้น เส้นเลือดสีนํ้าเงินกับสีแดง เหมือนเอาดินสอแดงกับดินสอนํ้าเงินขีด เพราะมันเป็นเยื่อในกระดูกจริงๆ แล้วก็เราก็ขอบคุณเณรว่า “อุ๋ย ! เณร ถึงยังไงๆ ก็ดีมาก” เราก็เก็บเอาไว้
เป็นองค์นิดเดียว มันฟูๆๆๆ แล้วก็ใส่ไอ้ถุงพลาสติกเล็กๆ แล้วเราก็เก็บเอาไว้ พอต่อมาอีกสัก ๒ – ๓ อาทิตย์ได้ คนก็ขอดู ปรากฏว่า พองขึ้นมา พองขึ้นมา แล้วตรงที่เป็นเส้นขีดนี่ เริ่มเป็นมันๆ เริ่มแปร แล้วก็เป็นพระธาตุ แล้วก็มีสีนํ้าเงินกับสีแดง เพราะว่าเส้นเลือดไง มันก็กลายเป็นอย่างงั้นไป โตด้วย แล้วก็นั่นด้วย เราเอาใส่เจดีย์จักราชไปหมดเลย
แล้วเกศาธาตุของท่านก็เป็น ตอนยังไม่มรณะก็แปรเป็นพระธาตุแล้ว เราก็ใส่เข้าไปเจดีย์จักราชหมดเลย เกศาของท่านมันก็เข้ามา แล้วก็มันก็คล้ายๆ เหมือนอย่างกับว่าติดกัน และในที่สุดก็เป็นองค์พระธาตุ จากเกศาเป็นองค์พระธาตุ เป็นเม็ด สีนวลๆ
ประสบการณ์พระธาตุ เราไม่แข่งกับใครหรอก แต่มันปีติตรงที่ว่า มันได้เกิดขึ้น และเราได้รู้ว่าของอย่างนี้มันมีจริงๆ”
ลักษณะพระธาตุท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์ไว้เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ดังนี้
“ท่านสิงห์ทององค์หนึ่งเราได้ชม ชมมาแต่ต้นท่านสิงห์ทอง ไม่ชอบก่อสร้างนี่อันหนึ่งนะ เรื่องก่อสร้างล่ะไม่เอา ให้มีงานนั้นงานนี้ ท่านก็ไม่เอา อันนี้ดีท่านสิงห์ทอง เวลาท่านเสียแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุนะ ท่านสิงห์ทอง อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุออกมา เป็นเม็ดเท่าเม็ดข้าวโพด ท่านเรียกว่า “อัฐิกลายเป็นพระธาตุ” ถ้าไม่เป็นก็เป็นกระดูกธรรมดาเหมือนเรา เหมือนกระดูกคนทั่วๆ ไป ถ้าจิตบริสุทธิ์แล้วอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้ว มันจะเป็นเม็ดๆ ออกมา อย่างหลวงปู่มั่นเราก็เหมือนกัน อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุเป็นเม็ดๆ ล่ะ”
ตามลักษณะพระธาตุของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ที่ประดิษฐานตามสถานที่สําคัญต่างๆเช่น เจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง วัดป่าแก้วชุมพล ธุตังคเจดีย์ วัดอโศการาม และเจดีย์พิพิธภัณฑ์พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลาย ตลอดจนผู้ที่ได้รับแจกไปสักการบูชา พระธาตุของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะมีสัณฐานออกไปทางเมล็ดถั่วและเมล็ดผักกาด และวรรณะมีทั้งสีเหมือนดอกมะลิตูม (สีพิกุล) สีเหมือนแก้วมุกดาที่เจียระไนแล้ว และสีเหมือนจุณ หรือผงทองคํา(สีทองอุไร) กระดูกอัฐิบางชิ้นค่อยๆ แปรสภาพเป็นแก้วใสกลายเป็นพระธาตุบางส่วนก็มี กระดูกอัฐิบางชิ้นแปรสภาพเป็นแก้วใสกลายเป็นพระธาตุทั้งหมดก็มี อัฐิบางชิ้นมีลักษณะขาวขึ้น บางส่วนแปรสภาพตกผลึกเป็นหินนั้น บางชิ้นงอกออกจากเดิมก็มี
ปาฏิหาริย์พระธาตุท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ตามปกติงานพระราชทานเพลิงศพของครูบาอาจารย์องค์สําคัญ เมื่อพระที่รับผิดชอบเก็บอัฐิ เก็บเถ้าอังคารบนเมรุเผาศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะเปิดโอกาสให้คนที่ไปร่วมในงานขึ้นไปเมรุ บางคนก็จะหาเก็บเศษเถ้าอังคาร และเก็บเศษอะไรต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่บนเมรุเผา เพื่อไปสักการบูชาที่บ้าน
ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล วัดป่าบ้านบ่อร้าง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร พระศิษย์อาวุโสอีกองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้เล่าถึงปาฏิหาริย์พระธาตุท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“เมื่อพระที่รับผิดชอบในงานได้เก็บอัฐิและเถ้าอังคารของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองบนเมรุพระราชทานเพลิงศพจนเตียน จนไม่มีที่จะเก็บ ฝุ่นก็เอา เก็บให้หมดจริงๆ มีโยมอุปัฏฐากผู้ชายคนหนึ่ง ไปไหนก็ใช้รถเขา อาศัยรถเขาไป เขามีจิตเลื่อมใสเคารพศรัทธาท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเขาได้ขึ้นไปบนเมรุและได้อธิษฐานจิตอัญเชิญอัฐิของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เพื่อไปกราบไหว้บูชาที่บ้าน เขาเอากระป๋องแล้วไปใส่ไม้ แล้วก็ไปแตะๆ แถวนั้น ปรากฏว่า ได้ฟันมา ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะหลงเหลืออยู่บนเมรุได้ เพราะเป็นอัฐิชิ้นใหญ่ การเก็บอัฐิของพระที่รับผิดชอบไม่น่าจะหลุดรอดไปได้เลย โยมอีกคนที่สองที่สามขึ้นไปอธิษฐานขออีก ก็ได้อีก เป็นเพราะท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้แสดงปาฏิหาริย์ให้ปรากฏแก่ผู้ที่เคารพเลื่อมใสท่าน
กรณีนี้เช่นเดียวกับงานเผาศพคุณแม่ชีแก้ว หลังจากที่มีการเก็บอัฐิและเถ้าอังคารบนเมรุเผาศพจนหมดเรียบร้อยแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรหลงเหลือ มีแม่ชีอุปัฏฐากคุณแม่ชีแก้วไปอธิษฐานขออัฐิคุณแม่ชีแก้วบนเมรุเผา ปรากฏว่า ได้อัฐิคุณแม่ชีแก้วชิ้นหนึ่งไม่ทราบมาจากไหน พระก็เลยขอไป ขอเขาไม่ได้นะ เอาไปไม่ได้ เขาก็ร้องไห้ เขาอยากจะได้จริงๆ เพราะเขาอุปัฏฐาก ทีนี้เขาก็อธิษฐานอีก ก็ได้อีก มันจะเป็นของเขาโน่น เห็นไหมเก็บหมด มันยังมีอีกนะ ของบางอย่างมันเป็นไปได้”
ภาค ๑๒ เจดีย์พิพิธภัณฑ์ของพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
ท่านสิงห์ทองเป็นผู้ทรงมรรคทรงผล
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เทศน์ชมท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นผู้ทรงมรรคทรงผล ไว้ดังนี้
“นโม แปลว่า ความนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบนี่แปลออกจากคําว่า นโม วันนี้บรรดาคณะศรัทธาทั้งหลายทั้งใกล้ทั้งไกล ได้มีความเลื่อมใสศรัทธามาบริจาคทานเคารพบูชาอัฐิอาจารย์สิงห์ทอง ถ้าจะเรียกว่าท่านอาจารย์สิงห์ทอง ก็ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงตาบัวเลยไม่กล้าเรียก
ท่านสิงห์ทองเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบมาดั้งเดิม ตั้งแต่เริ่มออกบวชใหม่ๆ และสนใจทางด้านปฏิบัติเรื่อยมา แล้วก็มาอยู่กับหลวงปู่มั่นด้วยกัน พอหลวงปู่มั่นมรณภาพแล้วก็ติดสอยห้อยตามเราเรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงวาระที่โยมแม่มาอยู่ด้วย ก็พอดีกับคณะศรัทธาทางบ้านชุมพลนี้ไปนิมนต์ท่านมาอยู่สถานที่นี่ ท่านก็เลยได้พาโยมแม่ท่านมาอยู่ที่นี่ จนกระทั่งถึงกาลอวสานแห่งชีวิตของท่าน
ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เอาจริงเอาจัง เรื่องความเพียรนี้ยกให้ว่าเก่ง เดินจงกรมนี้ทางจงกรมจนเป็นโสกเป็นเหว ท่านสิงห์ทองนี้เดินจงกรมขนาดนั้น แต่นิสัยชอบตลกหน่อย เวลาพูดมีตลกนิดๆ เป็นนิสัยอย่างนั้นมาดั้งเดิม แต่ท่านเอาจริงเอาจังมาก นี่ท่านมรณภาพหรือท่านเสียลงไปตายลงไปแล้ว ก็ยังแสดงให้เราทั้งหลายได้เห็นความปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือ ผลแห่งการปฏิบัติดีของท่านได้ปรากฏขึ้นมา เวลานี้อัฐิของท่านเริ่มกลายเป็นพระธาตุไปโดยลําดับลําดาแล้ว
ถ้าลงอัฐิได้กลายเป็นพระธาตุในเบื้องต้นแล้ว จะต้องกลายเป็นพระธาตุเรื่อยๆ ไป ใครเก็บไว้ในสถานที่ใดจะเริ่มกระจายและแปรเป็นพระธาตุเรื่อยๆ ไป พระธาตุ นี่หมายถึงว่า อัฐินั้นน่ะได้แปรสภาพออกจากความเป็นอัฐิ แล้วกลายเป็นพระธาตุขึ้นมา เป็นเม็ดกลมๆ ขนาดเมล็ดข้าวโพดนี้เป็นส่วนมาก นี่ท่านเรียกว่า พระธาตุ ท่านสิงห์ทองก็เริ่มอัฐิกลายเป็นพระธาตุมาโดยลําดับแล้ว
นี่เป็นเครื่องแสดงให้เห็นเรื่องมรรค เรื่องผลของพระพุทธศาสนาที่ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบได้รับมา ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ท่านผู้ใดตั้งใจปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ว่าสมัยใด ตลอดถึงสมัยทุกวันนี้ จะต้องเป็นผู้มีมรรคมีผลเป็นที่ทรงไว้ภายในจิตใจโดยทั่วถึงกัน เพราะธรรมไม่มีคําว่าลําเอียง ขอให้มีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบยังอยู่ในศาสนานี้เถิด คําว่า “มรรคผลนิพพาน” จะไม่ห่างเหินจากผู้นั้นไปได้เลย จะต้องเป็นผู้ได้รับมรรครับผล นี่ท่านสิงห์ทองก็เป็นองค์หนึ่งที่แน่ใจแล้วว่าเป็นผู้ทรงมรรคทรงผล
คําว่า “อัฐิกลายเป็นพระธาตุ” นี้ตามตําราท่านแสดงไว้ว่า “ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นอัฐิถึงจะกลายเป็นพระธาตุได้” นี่ก็แสดงให้เห็นอย่างนั้นแล้ว ถึงจะบอกหรือไม่บอกก็ตามว่าท่านเป็นพระประเภทใด เราก็ทราบได้โดยเหตุผลอันนี้เอง นี่คือผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จะเป็นผู้ได้ทรงมรรคทรงผล
พวกเราทั้งหลายที่มากราบไหว้บูชาท่านเป็นขวัญตาขวัญใจ เป็นที่ระลึกของเรา มาทั้งทางใกล้ทางไกล วันนี้เป็นที่ภาคภูมิใจได้บําเพ็ญกุศลกับท่าน และตลอดครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มาจากที่ต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วตั้งแต่เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อยู่ในป่าในเขาลําเนาไพร วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เราทั้งหลายจะได้พบเห็นท่านและกราบไหว้บูชาท่าน เพราะท่านมาในงานนี้
วันนี้จึงเป็นที่ภูมิใจของชาวเราทั้งหลาย ที่ได้เห็นชาวพุทธทั้งฝ่ายฆราวาสและพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายมารวมกัน เรียกว่า สมณานญฺจ ทสฺสนํ การเห็นสมณะ คือ ผู้สงบกาย วาจา ใจจากบาปทั้งหลายนั้น เป็นมงคลอันสูงสุด นี่ในมงคล ๓๘ ประการท่านแสดงไว้อย่างนี้”
การสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
การสร้างเจดีย์ สถานที่ก่อสร้างเจดีย์ ท่านพระอาจารย์อุ่น ไปกราบเรียนองค์หลวงตา องค์หลวงตาสั่งว่า “ทําตรงที่เผานั่นแหละ” ให้ครอบที่เผา
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์การก่อสร้างเจดีย์ เมื่อวันที่๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓ ไว้ดังนี้
“ในครั้งพุทธกาลท่านแสดงไว้ ๔ ประเภท ถ้าพี่น้องทั้งหลายยังไม่เคยทราบก็กรุณาทราบในเวลานี้ ผู้ที่จะควรก่อเจดีย์กราบไหว้บูชาของสัตวโลกว่างั้นเลยนะ ก็คือ พระพุทธเจ้า ๑ คําว่า พระพุทธเจ้า หมายถึงทุกพระองค์เลย พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ พระอรหันต์ ๑ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ ทั้ง ๔ พระองค์นี้สมควรแก่การสร้างเจดีย์สําหรับจิตใจประชาชนให้กราบไหว้บูชา”
สําหรับเจดีย์พิพิธภัณฑ์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร นี้เกิดขึ้นจากแนวความคิดของ คุณธเนศ เอียสกุล (กิมก่าย) เป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาแต่แรก และได้นําความคิดเห็นไปกราบเรียนองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ในความประสงค์จะสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ถวายท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล และ ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม วัดป่าประสิทธิ์สามัคคี (บ้านต้าย) เพราะท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์นี้เป็นลูกศิษย์ของท่าน เมื่อท่านรับทราบและอนุญาตแล้ว คุณธเนศ เอียสกุล จึงเริ่มงานทอดกฐินเพื่อตั้งกองทุนไว้ก่อนในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ที่วัดป่าแก้วชุมพล ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ – ๒๕๓๓ได้จัดงานทอดกฐินเพื่อตั้งกองทุนไว้เพิ่มอีกที่วัดป่าประสิทธิ์สามัคคี และในการทอดกฐินมีผู้บริจาคจํานวนเงินร่วมล้านบาท
สําหรับที่วัดป่าแก้วชุมพลมีผู้บริจาคสมทบต่อมาเรื่อยๆ เป็นจํานวนรายละหนึ่งล้านบาท จํานวน ๒ ราย โดยมีคุณหมอเพ็ญศรี มกรานนท์ ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพรายใหญ่ นอกนั้นเป็นจํานวนแสน หมื่น พัน สิบ ก็มี ตามกําลังศรัทธา กําลังทรัพย์ของแต่ละคน หากยังขาดจํานวนเท่าใดคุณธเนศ เอียสกุล จะบริจาคเพิ่มให้จนครบจํานวนค่าก่อสร้าง และได้สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๓ ใช้ทุนก่อสร้างรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔,๐๓๐,๐๐๐ บาท
เจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และ เจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สร้างในปีเดียวกัน มีเจ้าภาพเดียวกัน และสร้างแบบเดียวกัน
การเริ่มก่อสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง นับเป็นมหาอุดมมงคลอย่างยิ่ง เพราะองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เมตตาเดินทางมาเป็นองค์ประธานพิธีวางศิลาฤกษ์
เจดีย์พิพิธภัณฑ์มีขนาดความสูง ๑๙ เมตร ทาสีเหลืองอ่อน มี ๒ ชั้น ส่วนบนเจดีย์สร้างเป็นซุ้มจตุรมุขมุงด้วยกระเบื้องสีส้มอมแดง (สีกระเบื้องหลังคาโบสถ์) ทั้ง ๔ ด้าน หน้าบันลายกนกทาสีทอง ซุ้มจตุรมุขมี ๓ ชั้น ๓ ขนาด ขนาดใหญ่ กลาง เล็กลดหลั่นกัน ถัดขึ้นไปส่วนยอดเจดีย์มีลักษณะเป็นปล่องเรียวแหลม โดยยอดบนสุดของเจดีย์หุ้มด้วยทองคําเหลืองอร่าม
ชั้นล่างเจดีย์ ด้านนอกเป็นลานกว้างปลูกหญ้าโดยรอบ มีรูปปั้นวัวทาสีทอง บริเวณทางเข้าเจดีย์ปูด้วยหินแกรนิตสีดํา ด้านในเป็นห้องอเนกประสงค์ เน้นประโยชน์ใช้สอย โดยใช้เป็นที่เก็บหนังสือธรรมะและภาพถ่ายของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เพื่อไว้แจกเป็นธรรมทานแก่ญาติโยม เป็นที่เก็บหมอน ผ้าห่ม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และเป็นที่พักของญาติโยมในบางโอกาส
ส่วนชั้นบนเจดีย์ มีทางขึ้นทั้ง ๔ ด้าน บันไดทําด้วยหินแกรนิต บริเวณทางขึ้นทั้ง ๔ ด้านมีรูปสิงห์คู่ เป็นสิงห์จีนแกะสลักจากหินแกรนิต ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายขวาของราวบันไดทางขึ้น โดยชั้นบนด้านนอกเป็นระเบียงมีลูกกรง และมีทางเดินโดยรอบซึ่งปูพื้นด้วยหินแกรนิต ด้านในเป็นห้องพิพิธภัณฑ์ มีตู้กระจกบานใหญ่ ๓ ตู้ ดังนี้
ตู้กลาง เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนท่านพระอาจารย์สิงห์ทองหล่อด้วยโลหะ ในท่านั่งสมาธิ นุ่งห่มจีวรพาดด้วยสังฆาฏิ ใบหน้าของท่านยิ้มแย้ม อันแสดงออกถึงความเป็นพระฝ่ายวิปัสสนาธุระ ผู้เมตตามากด้วยอารมณ์ขันอันเป็นอุปนิสัยดั้งเดิมของท่าน ด้านหน้ารูปเหมือนมีผอบเจดีย์บรรจุพระธาตุท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ตู้ด้านซ้าย เป็นที่เก็บรวบรวมผลงานหนังสือธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอันแสดงถึงผลงานหลักในการเผยแผ่ธรรมะของท่าน
ตู้ด้านขวา เป็นที่เก็บรวบรวมอัฐบริขารต่างๆ ตลอดจนของใช้ที่จําเป็น ที่แสนเรียบง่าย ประหยัด อันแสดงออกถึงชีวิตสมณเพศ มีแต่ความสมถะ ความมักน้อยสันโดษ ตามแบบฉบับปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น
เจดีย์บรรจุอัฐิธาตุคุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โยมเล็ก บุตรสาวของหลวงพ่อวรรณดี กุสลธมฺโม (ตั้งตรงจิตร) ผู้ถวายที่ดินก่อตั้งมูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต แด่พระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และคุณโยมเล็กนี้เคยศึกษาปฏิบัติธรรมกับคุณแม่ชีแก้ว เป็นผู้ริเริ่ม และมาขออนุญาตสร้างเจดีย์คุณแม่ชีแก้วที่วัดป่าแก้วชุมพลกับท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม โดยให้เหตุผลว่า หากไปสร้างที่อื่นก็เกรงว่าอาจจะไม่มีผู้ดูแลในภายหลังประการหนึ่ง อีกทั้งคุณแม่ชีแก้วนั้นท่านเคารพและสนิทสนมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมากประการหนึ่ง และผู้ที่มาที่นี่เพื่อกราบไหว้เจดีย์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็จะสามารถกราบไหว้เจดีย์คุณแม่ชีแก้วได้ด้วยประการหนึ่ง
การสร้างเจดีย์คุณแม่ชีแก้วที่วัดป่าแก้วชุมพล คุณโยมเล็กได้ไปกราบเรียนและขอเมตตาปรึกษากับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อําเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานีซึ่งหลวงปู่เจี๊ยะ ท่านก็แนะนําให้มาสร้างที่วัดป่าแก้วชุมพล เพราะท่านก็เห็นด้วยกับเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ท่านจึงสนับสนุนการสร้างเจดีย์คู่เป็นอนุสรณ์
เจดีย์บรรจุอัฐิธาตุคุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า นี้สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้ทุนก่อสร้างทั้งหมด ๒,๐๑๕,๐๐๐ บาท
ท่านเคารพรักคุณแม่ชีแก้วประดุจแม่แท้ๆ
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดป่าแก้วชุมพล ท่านได้เมตตาเล่าความสัมพันธ์ฉันท์แม่ลูกระหว่างคุณแม่ชีแก้ว กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ให้ฟังว่า “คุณแม่ชีแก้ว กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง นั้น มีความสนิทสนมกันมากราวกับแม่ – ลูกกันจริงๆ”
โดยท่านทั้งสองต่างก็ได้อยู่ปฏิบัติธรรมและจําพรรษาร่วมกับองค์หลวงตาพระมหาบัว เป็นเวลาถึง ๗ พรรษา ดังนี้
ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๔๙๗ ณ วัดป่าบ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร
ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ณ วัดสถานีทดลองเกษตรกรรม อําเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี
ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ – ๒๕๐๐ และ ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ณ วัดป่าบ้านตาด อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
คุณแม่ชีแก้ว กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านมีอายุห่างกัน ๒๓ ปี โดยคุณแม่ชีแก้วมีอายุแก่กว่า ท่านทั้งสองมักไปมาหาสู่กันเสมอๆ แม้ในบั้นปลายชีวิตของคุณแม่ชีแก้ว เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๐ คุณแม่ชีแก้วกราบลาองค์หลวงตาพระมหาบัวกลับไปพํานักจําพรรษาอยู่ที่บ้านเกิด ณ สํานักคุณแม่ชีแก้ว อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร คุณแม่ชีแก้ว ก็มักแวะมากราบเยี่ยมเยียนท่านพระอาจารย์สิงห์ทองที่วัดป่าแก้วชุมพล
และในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ขณะนั้นคุณแม่ชีแก้วมีอายุ ๗๖ ปี ท่านได้ล้มป่วยด้วยวัณโรค เบาหวาน และมะเร็งที่ปอด มีอาการรุนแรงมากถึงขั้นไอเป็นเลือด และอาเจียนเป็นเลือดครั้งละครึ่งกระโถน ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพร้อมมิตรกรุงเทพฯ มีคุณหมอเจริญและคุณหมอบุญเลี่ยม วัฒนสุชาติ เป็นผู้นําไปรักษาเป็นเวลาประมาณ ๑๐ กว่าวัน ในระหว่างนั้นมีพระอาจารย์หลายท่านมาเยี่ยม เช่น ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นต้น
เมื่อคุณแม่ชีแก้วมีอาการทุเลาลงก็ได้กลับไปรักษาต่อที่บ้านห้วยทราย โดยมีคุณหมอเพ็ญศรี มกรานนท์ เป็นผู้ดูแล
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า เคยเล่าไว้ว่า “สาเหตุที่คุณแม่ชีแก้วมาเยี่ยมท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนั้น ท่านตั้งใจแวะมาเยี่ยมเยียนลูกชายอันเป็นที่รักยิ่งของท่าน เพราะความสัมพันธ์ในอดีตชาติอันยาวนานไม่อาจนับได้ระหว่าง คุณแม่ชีแก้ว กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง นั้นท่านเคยเป็นแม่ – ลูกกันนับภพชาติไม่ถ้วน อุปมานํ้านมที่ท่าน (คุณแม่ชีแก้ว) ให้ลูก (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ดื่มกินนั้น ยังมีมากกว่านํ้าในหนองนํ้าบ้านหนองสูงเสียอีก แม้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็มักหาโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนคุณแม่ชีแก้ว ที่สํานักแม่ชีแก้ว โดยเฉพาะในวัยชราภาพของคุณแม่ชีแก้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็แวะไปเยี่ยมอยู่บ่อยครั้ง”
ต่อมาภายหลังเมื่อท่านทั้งสองมรณภาพแล้ว อัฐิของท่านทั้งสองต่างได้กลายเป็นพระธาตุ บรรดาศิษยานุศิษย์จึงได้พากันสร้างเจดีย์ของท่านทั้งสองไว้เคียงคู่ใกล้กันที่วัดป่าแก้วชุมพล เพื่อกราบไหว้บูชา และเพื่อเป็นอนุสรณ์ เป็นอนุสติเครื่องระลึกถึงความรัก ความผูกพันอันยิ่งใหญ่บริสุทธิ์ระหว่างแม่ – ลูก และเพื่อเป็นคติอันดีงามให้กับครอบครัวชาวพุทธจะได้ยึดเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติธรรมร่วมกัน แล้วต่างก็ถึงที่สุดแห่งธรรม โดยบรรลุอริยธรรมสูงสุดในชาติปัจจุบัน ซึ่งเคยมีมาแต่ครั้งพุทธกาลจวบจนถึงสมัยปัจจุบัน
สาเหตุสร้างเจดีย์คู่
ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เทศน์ถึงสาเหตุการสร้างเจดีย์คุณแม่ชีแก้วคู่กับเจดีย์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“ว่าท่านสิงห์ทองนี่ตัวดื้อใหญ่ว่างั้นนะ มันเคยดื้อมาอย่างนี้แหละ ไอ้นิสัยนี่ละไม่ได้ว่างั้น ทีนี้แกเป็นตัวดื้อจริงๆ ท่านสิงห์ทองเนี่ย จะเอาอะไรมาปฏิเสธกันใช่ไหมล่ะ แก (คุณแม่ชีแก้ว) รู้สึกว่ารักมากเลยนะ ใครๆ เคยเป็นลูกมายังไงๆ แกรู้หมด สมัยไหนๆ แกย้อนพิจารณาหมด
นี่เพราะงั้นเวลาแกตาย ท่านอุ่น (ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า) ถึงเอาอัฐิของผู้เฒ่าแม่แก้วนี่มาก่อเจดีย์เป็นคู่กัน เพราะท่านอุ่นก็พอทราบเกี่ยวกับเรื่องท่านสิงห์ทอง – ผู้เฒ่าแม่แก้วเนี่ยว่าเคยผูกพันกันมานานตั้งแต่ท่านสิงห์ทองไปอยู่กับเรา ที่ห้วยทรายนั่นแหละ ไปมาหาสู่กันตลอด ทีนี้เวลาแกตายแล้วก็เลยเอาอัฐิของแก เอาพระธาตุของแกมาบรรจุไว้ที่เจดีย์ (เจดีย์คุณแม่ชีแก้ว)เป็นคู่กับท่านสิงห์ทอง ท่านอุ่นนั่นแหละทํา เราไม่เคยสนใจเลย”
ภาค ๑๓ โอวาทธรรมคําสอน และ เทศนาธรรม
โอวาทธรรมคําสอน
“พุทธะที่มาสอนโลก นั่นเป็นพุทธะอันหนึ่ง คือ พระพุทธเจ้า เป็นเจ้าของธรรมของวินัยที่ท่านมาแนะสอนสาวก พุทธะนั้นก็เป็นมงคลสําหรับประชาชนที่ได้ไปกราบไหว้สักการบูชา แต่พุทธะภายใน พุทธะของใจตัวเองเป็นของสําคัญยิ่ง หากเห็นพุทธะองค์นี้ พุทธะตัวนี้บริสุทธิ์ผุดผ่องจริงจังแล้ว พุทธะส่วนนั้นก็ไม่มีการสงสัย”
“กิเลสตัณหาภายใน ไม่มีเครื่องวัดอะไรจะมาวัดได้ มันกว้างแสนกว้าง ลึกแสนลึก นอกจากพระธรรมวินัยคําสอนของพระพุทธเจ้า คือ สติปัญญาของเราเท่านั้น”
“พุทธะ ธรรมะ สังฆะ มันมีอยู่ในกาย ในวาจา ในใจของเราทุกคน ควรสนใจ ควรพินิจพิจารณา ควรนํามาประพฤติปฏิบัติให้เห็น ให้เป็น ให้รู้ จึงจะได้ชื่อว่านักปฏิบัติ จึงจะได้ชื่อว่าสมณะผู้สงบ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นคนปลอมอยู่เรื่อยไป กิเลสจะเป็นศาสดาจูงจมูกเรื่อยไป ไม่มีวันมีเวลาที่จะพ้นทุกข์พ้นภัยในวัฏสงสารได้ ถ้าเชื่อเรื่องของมัน”
“ธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ธรรมคือของเก่า ผู้ปฏิบัติจริงก็ย่อมได้ผลเหมือนเก่า คือ ย่อมได้ความหลุดพ้นเป็นขั้นเป็นตอนไปตามลําดับของการปฏิบัติ สิ่งที่จะเห็น ที่จะเป็น ที่จะรู้นั้น ผู้ปฏิบัติย่อมได้พบตามคําสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสมบูรณ์”
“ธรรมะภายใน มันพูดยาก จะยาก จะง่ายอย่างไร ก็ให้มันสัมผัสกับตัวของเราเองลิ้นทราบรสดี ใจทราบธรรมดี ธรรมที่เคยติดข้องกับจิตกับใจ ธรรมที่เคยเป็นฝ่ายตํ่า ฝ่ายกลาง หรือฝ่ายประเสริฐ ก็อาศัยการปฏิบัติของตัวเอง”
“ธรรมะที่พระพุทธเจ้าแนะสอน แนะสอนที่อื่น สอนกิเลสเกิดขึ้นจากที่ใด ความดับกิเลสก็จะมีอยู่ที่นั้น ความทุกข์มีอยู่ที่ใด ความดับทุกข์ก็จะเกิดขึ้นจากที่นั้น เหมือนกันกับไฟ มันร้อนก็เกิดขึ้นจากไฟ เมื่อดับได้ ความเย็นก็จะเกิดมีขึ้นจากสถานที่มันร้อน”
“ธรรมะของพระพุทธเจ้าทุกบททุกบาท ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นโอปนยิโก สามารถน้อมมา พินิจพิจารณา เพื่อขับไล่กิเลสตัณหาของตัวได้”
“ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโอปนยิโก น้อมเข้ามา เห็นอะไรน้อมเข้ามา แนะสอนจิตของตัว ให้รู้เห็นเด่นชัดในสิ่งเหล่านั้น แล้วจะไม่มีวันสงสัย เมื่อมันเห็นตามเป็นจริงเด่นชัดในสิ่งเหล่านั้น มันวางเอง ปล่อยเอง”
“ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นปัจจัตตังอย่างนั้น ไม่ใช่ว่า ทําไปไม่เห็น ทําไปจะไม่เป็น ทําไปจะไม่รู้ มันรู้ แต่มันไม่สงบมันก็ยังรู้ มันสงบมันก็รู้ มันละเอียดก็รู้ มันละ มันถอนก็รู้ มันหมดสิ้นกิเลสมันก็รู้ ขอให้ดูภายใน ขอให้ศึกษากาย ใจของตน”
“ธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า รู้เท่าไหร่ยิ่งปล่อยไป ยิ่งวางลงไป รู้ปล่อยรู้วาง ไม่ใช่รู้หอบรู้หิ้ว รู้แบกรู้หามเหมือนกับเรื่องของโลก”
“ธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้าเป็นของกลาง เรามีสิทธิ์ทุกคน ไม่ใช่ว่านักบวชเท่านั้นจะประพฤติปฏิบัติได้ เมื่อใครมีอรรถมีธรรมปฏิบัติถูกต้องตามศาสนา ความสุขความสบายในตัวจะเกิดขึ้น”
“ธรรมะที่เราได้ยินได้ฟัง เป็นธรรมะสัญญา คือ เหตุจากการสดับรับฟังมา ไม่ใช่ธรรมะของเรา ฉะนั้น จึงควรปฏิบัติให้ธรรมะเป็นของของเรา อย่าไปเทียบเอาคําพูดจากปากคําของครูอาจารย์ หรือตํารับตํารามาเป็นของของตัวให้เกิดขึ้น เป็นขึ้น เห็นขึ้นจากการประพฤติปฏิบัติของตน ศีลเป็นอย่างไร สมาธิ ปัญญา วิชชา วิมุตติเป็นอย่างไร ให้เกิดขึ้นจากจิตจากใจของตัวเอง จึงจะเป็นสมบัติของตัวเอง”
“พวกเราท่านอย่าไปมองข้ามธรรมะ อย่าไปตําหนิ ไปน้อยใจว่า เราไม่มีโอกาส ไม่มีวาสนา เรามีโอกาสมีวาสนาจึงได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เรามีวาสนาพอที่จะบําเพ็ญภาวนาได้ ถ้าไม่มีวาสนาก็ตายไปแล้ว เรายังมีวาสนา เรายังจะละจะบําเพ็ญได้อยู่”
“การเกิด การตาย เป็นปัญหาใหญ่ไม่มีวันจบสิ้น ถ้าหากเราไม่พากเพียรพยายามนําธรรมะมาพินิจพิจารณาสอนใจเพื่อแก้ไขให้ใจรู้แจ้งเห็นจริงในอรรถธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน”
“ใจรู้เห็น ใจเป็นธรรม มันก็หมดเรื่องทั่วไปในจิตในใจที่จะหลงอีก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสมมุติ มันทราบว่าเข้าไม่ถึงเรื่องความจริงที่เรารู้ เราเห็น แต่ก็พูด ก็ทํา เพราะเราอยู่ในโลกไม่พูดไม่ทําตามสมมุติก็ไม่ได้ เพราะธาตุขันธ์ยังอยู่ ยังอยู่ในโลกก็ต้องทําไปตามโลกของเขาแต่เรื่องเหนือสมมุติเป็นอย่างไร ก็รู้ก็เข้าใจ ว่าตายไปแล้วจะไปที่ไหน ? จะมีทางสงสัยอย่างไร ?ภพชาติจะมีอีกหรือไม่ ? ไม่มีทางสงสัย นี่คือจิตใจที่สมบูรณ์ในหลักของธรรม”
“ใจจะสุขได้ต้องอาศัยธรรมะ อาศัยข้อวัตรปฏิบัติที่เราลงมือกระทําบําเพ็ญ ถึงไม่เป็นไม่เห็น ไม่เกิดในขณะที่เราภาวนาอยู่ แต่เพื่อว่าข้อวัตรปฏิบัติทุกอย่าง เป็นต้นว่า ศีลเรารักษาปลอดภัยบริสุทธิ์ ความเพียรเราตั้งใจกระทําเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราก็ปลื้มใจดีใจในการกระทําบําเพ็ญ”
“คนรู้คนเข้าใจธรรมะมีดาษดื่น แต่จิตใจที่จะเป็นธรรมะจริงจังนั้นมันหายาก”
“จิตใจเป็นของสําคัญ เป็นผู้นําของกาย ของวาจาอย่างนั่น พระพุทธเจ้าจึงแนะนําพรํ่าสอนให้นักปฏิบัติ ปฏิบัติด้านจิตใจให้รู้ให้เข้าใจเรื่องจิตของตนเสียก่อน เมื่อหากเราฝึกตัวของเรายังไม่ได้ ไปฝึกคนอื่นมันก็ไม่ได้อยู่เอง เหตุนั้นข้อสําคัญ จึงควรฝึกตัวของตัวให้ดีเสียก่อนจึงจะแนะสอนลูกหลานต่อไปได้”
“จิตใจเราจะไปฝึกเอาในสนามรบทีเดียวไม่ได้ ตํารวจ ทหาร หรือนักมวย เขาก็ต้องซ้อมกันเสียก่อน ฝึกกันเสียก่อน จึงค่อยไปสนามรบ จึงค่อยขึ้นบนเวที ถ้าหากจะไปซ้อมหรือไปฝึกในเวทีทีเดียว หรือในสนามรบทีเดียว สู้เขาไม่ได้ ต้องตายแน่ นี่นักประพฤติปฏิบัติก็ทํานองเดียวกัน”
“ความจริงศีลมันมีตัวเดียว คือ สติ ถ้ามีสติรักษากาย วาจา ใจ ของตัวแล้ว มันไม่มีมากมายอะไร รักษาเอาไว้ ส่วนไหนที่เป็นภัย ที่ผิด ให้มีสติกําหนดอยู่ในจิตของตน ไม่ปล่อยให้จิตคิดปรุง หรือหลงใหล ไปพูด ไปทําในสิ่งนั้น”
“การสอนจิตสอนใจของตน จึงเป็นของสําคัญ หากขาดสติ ขาดปัญญา หากขาดความพากความเพียร ความอด ความทน จิตใจก็ต้องไหลลงฝ่ายความตํ่าเสมอไป”
“วิธีสอนตน คนอื่นสอนให้ เป็นวิธีของคนอื่น ตัวของตัวคิดได้สอนตัวเอง นั่นแหละเป็นสารประโยชน์มาก”
“การพิจารณา การอบรมจิต การฝึกหัดจิตใจเพื่อเข้าไปในทางพ้นทุกข์ อย่าไปกลัวทุกข์ถ้ากลัวทุกข์ก็ข้ามทุกข์ไม่ได้ มันจะทุกข์มาขนาดไหน พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง ให้เกิดสัจธรรม ทุกข์สักแต่ว่าทุกข์ ให้เป็นตามเป็นจริงอย่างนั้น ทุกข์ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ทุกข์ จนประจักษ์ชัดเจนในใจว่า ผู้ทุกข์ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ทุกข์จริงๆ ตอนนั้นล่ะ จึงจะแจ่มใสในเรื่องของศาสนา”
“โลกจะเป็นอยู่อย่างไร เห็นประจักษ์ชัดไป อาศัยโลก แต่ไม่ติดในโลก อยู่ในโลก แต่ไม่เป็นอย่างโลกเขา จิตใจของเราเบา จิตใจของเราสบาย จิตใจของเราพ้น จิตใจของเราหลุดจากสิ่งก่อกวนเกี่ยวข้อง”
“ไม่มีความสุขอื่นในโลกที่จะสุขเป็นที่พอใจของตน ไม่มีความสุขอื่นในโลกจะสุขเทียบเท่า หรือเสมอเหมือนความสุขของจิตที่เราฝึกได้”
“เราเพียรชําระสะสาง เราอดทนต่อความยากลําบากต่างๆ หากเรากระทําบําเพ็ญถือแบบพิมพ์ที่ดี คือ ถือปฏิปทาของพระพุทธเจ้า หรือครูบาอาจารย์ที่ท่านกระทําบําเพ็ญมาเราทุกคนก็จะมีความดีเด่นเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า หรือครูบาอาจารย์”
“หากตั้งใจทําจริงจังทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เหลือวิสัย เพราะครูบาอาจารย์หรือพระพุทธเจ้าได้เคยกระทําบําเพ็ญมาอย่างเอาจิตใส่ใจทําจริงจัง ผลจึงเกิดขึ้นจากการประพฤติปฏิบัติของตนไม่เป็นทุกข์ ไม่ได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นอยู่”
“เมื่อความดีมีมาก ความชั่วก็จะตกออกไป ลอยออกไป หายออกไป เหมือนกันกับความสว่างมีมาก ความมืดก็หายไป ถ้าความมืดมากเข้ามาเมื่อไหร่ ความสว่างก็ไม่มีขึ้น เพราะความมืดกับความสว่าง เป็นข้าศึกกันและกัน ความดีกับกิเลสตัณหาก็เหมือนกัน ความดีมีมากเท่าไหร่ กิเลสตัณหาจะต้องเหือดแห้งหรือหายไป”
“ทางศาสนาท่านว่า “สุนกฺขตฺตํ สุมงฺคลํ สุปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ” ที่ท่านเทศน์กัน ขณะใดที่เราทําดี ขณะนั้นแหละเป็นมงคล ไม่ใช่กาลเวลาเป็นมงคล วันไม่ดี ปีเดือนไม่ดี ถ้าหากเราทําชั่ววันดี ปีเดือนดี เพราะการที่เราทําดี”
“เรื่องของกิเลสตัณหา ชําระได้ด้วยการกระทําคุณงามความดี ชําระได้ด้วยข้อวัตรปฏิบัติ”
“การปฏิบัติก็คือ ปฏิบัติกาย วาจา จิตของตัว ไม่ได้ไปปฏิบัติที่อื่น เพราะกิเลสเกิดขึ้นจากกาย วาจา จิต มรรคผลก็เกิดขึ้นจากกาย วาจา จิต”
“การปฏิบัติจึงเป็นของสําคัญยิ่งกว่าการสดับรับฟัง แต่การสดับรับฟังนั้นก็เป็นของสําคัญ คือ การสดับรับฟังเป็นแผนที่ แต่การปฏิบัติเป็นผู้เดินตามแผนที่”
“ปฏิบัติกายใจของตัวอยู่สมํ่าเสมอไป จึงได้ชื่อว่าผู้ปฏิบัติ เมื่อใจยังข้องติดละถอนไม่ได้ยังไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ตนปรารถนา ก็ต้องพิจารณาติดต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา”
“ชีวิตเป็นของสั้น แค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เข้าก็ดี ออกก็ดี ให้มีสติติดตามอยู่สมํ่าเสมอ ถ้าหากเราหายใจเข้า หรือหายใจออก มีสติ จิตใจที่คิดปรุงไปในทางผิด รู้อยู่ทุกกาลทุกเวลา หายใจเข้าเราตาย หายใจออกเราตาย อยู่สมํ่าเสมอไป มีสมณะ มีมรณะสัญญาประจําตัวอยู่ คิดว่าหายใจเข้า ถ้าไม่ออกต้องตายแน่ คุณงามความดี เดี๋ยวนี้เรามีอะไรเป็นที่อุ่นใจของเรา จะต้องสอนเจ้าของ เจ้าของจะต้องรีบร้อนในการประพฤติปฏิบัติทางดี”
“สมัยพุทธกาลท่านที่ออกบวชประพฤติปฏิบัติอรรถธรรมนั้น ท่านไม่ได้มีความต้องการอะไร นอกจากตั้งใจที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อให้พ้นออกจากทุกข์ ไม่เหมือนนักบวชสมัยปัจจุบันทุกวันนี้ การบวชพอเป็นประเพณี การบวชของพระสมัยนี้ บวชง่ายจํานวนมากในประเทศไทยเป็นแสนๆ แต่การจะประพฤติปฏิบัติเห็นภัยในวัฏสงสาร คิดอ่านที่จะพ้นทุกข์ หายากแสนยากอีกเหมือนกัน ไม่ว่าท่านว่าเรา”
“การประพฤติปฏิบัติแก้ไขจิตใจนี้ โดยส่วนใหญ่ครูอาจารย์ที่นําศาสนามา ตลอดถึงพระพุทธเจ้า ท่านก็อาศัยการปฏิบัติตัวของท่านเอง ไปอยู่ในที่สงัดวิเวก หมั่นพินิจพิจารณาจิตใจของตนทุกระยะ ทุกเวลา รักษาอารมณ์ภายนอกและอารมณ์ภายใน ไม่ให้ก่อกวนยุ่งเหยิงจิตใจ หมั่นพินิจพิจารณาชําระสะสางจิตใจของตนให้สะอาด ปลอดโปร่ง เยือกเย็น สงบ นี่ทางปฏิบัติของท่าน”
“การประพฤติปฏิบัติไม่ได้รู้ชัดเห็นจริง ก็ไม่ยอมทอดธุระท้อถอย ตั้งหน้าตั้งตารักษาข้อวัตรปฏิบัติอรรถธรรมที่ครูอาจารย์ หรือที่พระพุทธเจ้าแนะสอน ไม่ปล่อยใจให้รั่วไหลไปในสัญญาอารมณ์ฝ่ายตํ่า ตั้งมั่นอยู่ในกรรมฐานที่อุปัชฌาย์อาจารย์แนะสอนเราไว้ นี้คือใจมีสมาธิ มุ่งมั่นในการประพฤติปฏิบัติ ละชั่วบําเพ็ญดีอยู่สมํ่าเสมอ”
“ความอยากทางศาสนา ความอยากพากเพียรภาวนาละกิเลส ท่านถือว่ามรรค เป็นหนทางที่ทุกคนควรเดิน ควรปฏิบัติ ถ้าไม่มีความอยากประพฤติปฏิบัติ ความเป็นความเห็นในจิตในใจก็จะไม่เกิดเห็นให้ แต่เมื่อเวลาทําอยู่นั้น อย่าไปอยาก ถ้ายังอยากอยู่ จิตจะไม่ลงรวมให้ จะไม่สงบให้ ให้ทําไป เกิดอะไรขึ้นพิจารณาไป แก้ไขจิตใจของตัวเรื่อยไป ถ้าหากเรามีสติมีปัญญาพอรักษาได้ เรื่องจิตใจไม่เหลือวิสัย”
“สถานที่ก็เป็นเรื่องอันหนึ่ง ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติได้รับความสุขเหมือนกัน แต่ข้อสําคัญผู้ประพฤติปฏิบัติก็เป็นเรื่องสําคัญอีกอันหนึ่ง ไม่ใช่ว่าสถานที่อย่างเดียวจะทําให้เราดิบเราดีไปได้ สถานที่ก็เป็นของสําคัญ คนผู้ไปก็ต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติ พร้อมทั้งสถานที่ ทั้งคนที่ไป”
“การอดนอน ผ่อนอาหาร จึงเป็นการตัดอาวุธของโจร คือ ใจ มันจะเก่งขนาดไหน มันจะกําหนัดขนาดไหน มันจะเพลิดเพลินขนาดไหน เอ้า ! กูจะไม่ยอมหลับนอน ไม่ยอมขบยอมฉัน”
“การประพฤติจิตใจซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ คนเราทั่วไปร่างกายจะสวยสดงดงาม ข้าวของเงินทองจะมากมายก่ายกองขนาดไหน แต่ถ้าหากใจชั่วใจเสียอย่างเดียวเท่านั้นใช้ไม่ได้ คุ้มครองรักษาสมบัติพัสถานไม่ได้ ไม่มีใครยินดีชมเชย คิดดูคนที่เสียจริต ใครเล่าถือว่าเป็นของดิบของดี รักษาอะไรไม่ได้ จึงควรอบรม ควรแนะสอนเรื่องจิตใจ จิตใจที่จะตั้งมั่นมีอรรถมีธรรมได้ก็เพราะอาศัยการศึกษา การฝึกหัดภาวนา”
“การภาวนานี้ง่ายและมีอานิสงส์ยิ่งกว่าสิ่งทั่วไป พระพุทธเจ้าที่จะสําเร็จเป็นพระอรหัตอรหันต์ เป็นพุทธะได้ ก็อาศัยเรื่องภาวนา ภาวนาก็คือการศึกษาในกายในใจของตัว พิจารณาให้รู้เห็นตามเป็นจริง ละถอนสิ่งที่ติดข้องของใจ”
“การภาวนา ท่านจึงว่าเป็นยอดของบุญ พระพุทธเจ้าหรืออริยสาวกทั่วๆ ไป จะต้องอาศัยการภาวนาเท่านั้นที่จะดับกิเลสตัณหาออกจากกาย วาจา และนํ้าใจของท่านได้ การอื่นไม่มีทางที่จะชําระสะสางกาย วาจา และนํ้าใจ ให้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ได้ ภาวนาจึงเป็นยอดของบุญของกุศล”
“การภาวนา เป็นการแก้ปัญหาของจิต เป็นการทําจิตให้รู้ให้เข้าใจตามเป็นจริง ไม่เหมือนการเรียนข้างนอก เรียนข้างนอก เรียนไปขนาดไหนก็เรียนมาด้วยสัญญา สัญญาอนิจจา สัญญาอนัตตา มันก็มีการหลงการลืม การบังคับบัญชาไม่ได้เป็นไปตามเรื่องของสัญญา แต่เรื่องภาวนาหาอริยสัจ เข้าใจอริยสัจ มันจริงไปหมด อดีต อนาคต ไม่มีสงสัย จึงเป็นการจบเรื่องจะเรียนต่อไปว่าจะเรียนอะไรอีก คือมันจบในจิตในใจ ไม่มีทางสงสัย”
“การฟังธรรมะ ถึงธรรมะประเภทเดียวกัน ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ผู้สดับรับฟังจึงได้รับผลผิดแปลกแตกต่างกัน บางท่านบางคนก็สําเร็จเป็นอรหัตอรหันต์ บางท่านก็ได้อนาคา บางท่านก็ได้สกิทาคา โสดา หรือถึงพระไตรสรณคมน์ และบางท่านก็ไม่มีอะไรที่เป็นไป ทั้งๆ ที่ธรรมะออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์เหมือนกัน นี้มันหมายถึง ใจมันรับ ใจมันไม่รับ”
“การฟังเทศน์ก็เป็นโอกาสอันหนึ่ง ซึ่งจะฝึกหัดอบรมจิตเพื่อให้จิตได้รับความสงบ ได้รับความสบาย ฟังเทศน์เหมือนกล่อมจิตให้ลงรวมเป็นสมาธิ การฝึกและการฟังเทศน์จึงเป็นวิธีหนึ่งซึ่งครูอาจารย์ทั่วไปฝึกกัน แต่ถึงอย่างไรก็ดี การฟังเทศน์จากคนอื่นก็มีเป็นครั้งเป็นหน เป็นคราวเป็นสมัย ฟังเทศน์จากใจของตัวเองเป็นของสําคัญ เพราะธรรมะถ้าหากเราฉลาดฟัง จะรู้ จะเห็น จะได้ยินได้ฟัง ทุกวันทุกเวลา เพราะธรรมะมันเกิดมันดับอยู่อย่างนั้น”
“พิจารณาให้เห็นตามเป็นจริงของธรรมะ ธรรมะก็ไม่อดอยากยากจน คนที่ฟังธรรมะเป็น คนที่ฟังธรรมะไม่เป็น ถึงจะฟังเท่าไรก็ไม่เข้าใจ กายใจของเราเป็นตัวธรรมะ ท่านจึงว่า รูปธรรม นามธรรม สิ่งที่เรามองเห็นด้วยตาเนื้อ ท่านเรียกว่า รูปธรรม คือ มีอนิจจัง ความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงทั่วไป จะเร็วหรือช้าตามเรื่องของวัตถุนั้นๆ และจะต้องแปรปรวนไปตามธรรมชาติของมัน ผลที่สุดก็แตกสลายไปสู่ธาตุเดิมของมัน”
“อัปปิจฉตา เป็นผู้มักน้อย การมักน้อยที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น ไม่ใช่มักน้อยอะไร มักน้อยในอารมณ์สัญญา มักน้อยในกิเลสตัณหา มักน้อยในสังขารการปรุงคิด”
“เราอยู่ในศาสนา มีอะไรขาดแคลนบกพร่อง พอเป็นพอไป เครื่องนุ่งห่มก็มี ที่อยู่ที่อาศัยก็มี เสื่อนอนหมอนหนุนมี แต่เรื่องของจิตใจนั้น ถ้าหากเราไม่รักษา ปล่อยให้มันอยาก มันอยากเรื่อยไป ใจไม่มีเวลาอิ่มเหมือนไฟ มีเชื้อมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไหม้ เปลวใหญ่ไปเท่านั้น”
“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเป็นธรรม เป็นกุญแจสําหรับแก้จิตให้เห็นตามเป็นจริง ไม่ใช่ตัวจิตแท้ จิตจริงๆ ไม่มีอนิจจัง ไม่มีทุกขัง ไม่มีอนัตตา ถ้าจิตบริสุทธิ์ ถ้ามีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่ ยังไม่ใช่ความบริสุทธิ์ของใจ ความบริสุทธิ์ของใจจริงจัง ไม่มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเข้าเคลือบแฝง เป็นความบริสุทธิ์ตั้งแต่วันรู้จนกระทั่งวันตาย เรียกว่า นิพพาน”
“ประโยชน์อะไรกับทรัพย์สมบัติ ซึ่งเอาแต่เก็บไว้
ประโยชน์อะไรกับรี้พล ซึ่งไม่ใช้ต่อสู้ศัตรู
ประโยชน์อะไรกับพระคัมภีร์ ซึ่งละเลยไม่ใช้ท่องบ่น
ประโยชน์อะไรกับร่างกาย ซึ่งเจ้าของไม่รู้จักข่มใจจากความคิดชั่ว”
“เมื่อมรรคเพียงพอบริบูรณ์เมื่อใด ผลก็จะประจักษ์ขึ้นในใจของตนเมื่อนั้น ผลเป็นของที่เราสร้างเอาไม่ได้ จะสร้างเอาได้แต่มรรค ส่วนผลจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วเป็นเรื่องของผล เหมือนกันกับเราปลูกต้นไม้ เราบํารุงลําต้นของมันให้ดี พอมันแก่มา ต้นไม้ต้นนั้นแหละจะผลิดอกออกผลให้แก่บุคคลที่ได้มาปลูกสร้างเอาไว้ ก็จะได้รับผล”
“การวิเวกทางใจเป็นของสําคัญยิ่งกว่าการวิเวกทางกาย แต่ก่อนที่จะเข้าไปถึงวิเวกทางใจได้ก็อาศัยวิเวกทางกายอีกเหมือนกัน เหตุนั้น พระพุทธเจ้า หรือ ครูบาอาจารย์ จึงแนะสอนนักภาวนาให้ไปอยู่ตามป่าตามเขา เพื่อที่จะหลบหลีกสืบเอาภายนอกเข้าหาความสงบสงัด”
“ร่างกายของเราที่เอาของเน่าของเหม็นมาบํารุงบําเรอ มันก็เป็นก้อนของเน่า ของเหม็นปฏิกูล ไม่ใช่ของสวยงามอะไร เพราะเหตุนั้น ในร่างกายของเราทั่วไป ไหลออกทางทวารใดก็มีแต่ของสกปรกเน่าเหม็น ไม่เป็นของดิบของดี ของหอมหวาน มีแต่ของเน่า เพียงแต่ลมออกมาเท่านั้น มันก็ยังมีกลิ่น แสดงว่ามันเน่าทั้งตัว มันเหม็นทั้งตัว ไม่มีอะไรที่จะดีวิเศษ”
“นักบวชโดยส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัดวาศาสนาไม่ได้ ก็เพราะอาศัยตัวเองไม่เห็นอานิสงส์ไม่เห็นบุญในการบวช ถ้าคนเห็นบุญเห็นอานิสงส์ในการบวชแล้ว คนเหล่านั้นไม่มีวันเวลาที่จะออกไปหาทางฝ่ายฆราวาสอีก เพราะเหตุใด เพราะใจเห็นบุญเห็นสุขในความเป็นอยู่ เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ชีวิตคนๆ เดียวประเสริฐสุด มีชีวิตใดที่จะประเสริฐเท่ากับชีวิตของคนๆ เดียว”
“สังขารถึงมีอยู่ ปรุงคิดไปเรื่องต่างๆ ก็เป็นเรื่องสังขาร แต่ความบริสุทธิ์ไม่ใช่สังขารถึงความบริสุทธิ์แล้ว สังขารยังมีอยู่ สัญญายังมีอยู่ เวทนายังมีอยู่ รูปยังมีอยู่ วิญญาณยังมีอยู่ เพราะอันนี้เป็นขันธ์ ไม่ใช่กิเลส ถ้าจิตไม่เป็นกิเลส ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีกิเลส ถ้าจิตไม่เป็นตัณหาทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นตัณหา”
เทศนาธรรม
• การบวชเป็นพระเณรที่ดี
(ปี พ.ศ. ๒๕๑๕)
“การบวชที่จะเป็นพระเป็นเณรที่ดี มีศีล มีธรรม ท่านต้องบังคับบัญชา กาย วาจา ใจของท่าน ให้ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติรักษาอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของตน ไม่ให้ยินดียินร้ายในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสต่างๆ หมั่นระวังรักษา ไม่ให้จิตวอกแวกวกวนไปสู่สัญญาอารมณ์ฝ่ายตํ่า
ถ้าหากเรามีสติปัญญา พิจารณาตัวของเรา ไม่ปล่อยให้สัญญาอารมณ์ภายนอกรั่วไหลเข้ามา แล้วไม่ปล่อยใจของเราให้ไปสังคมกับสัญญาอารมณ์ภายนอก เอาอรรถเอาธรรมเข้าแนะนําพรํ่าสอนสมํ่าเสมอ จิตใจก็นับวันนับเวลาที่จะสงบร่มเย็นลงไป เหมือนกันกับไฟที่มีนํ้าสาดเข้าไป ถึงไฟจะกองใหญ่โตรโหฐานขนาดไหน ถ้าหากเอานํ้าสาดเข้าไปบ่อยๆ ไฟนั้นก็จะนับวันหรี่แสงลง หรือดับลง ผลที่สุดก็ดับสนิท ไม่มีไฟความร้อนอยู่ในสถานที่นั้น ฉันใดจิตใจของพวกเราท่านหากพินิจพิจารณาธรรมสมํ่าเสมอ ก็เหมือนกันกับนํ้าที่ดับไฟราคะ ตัณหา สามารถที่จะทําจิตใจของเราท่าน ให้เยือกเย็นสงบลงได้
ถ้าหากไม่มีสมาธิ ไม่มีความตั้งมั่น ไม่มีความสงบจิตเสียก่อน การพิจารณาอันอื่นก็กลายเป็นสัญญาไปหมด ไม่สามารถที่จะปลดเปลื้องเรื่องกิเลสตัณหาออกจากจิตจากใจได้
อย่าไปคิดว่ามรรคผลจะหมดไป หากเราประพฤติปฏิบัติกาย ใจ อย่างพระพุทธเจ้า เอาจริงเอาจัง ความรู้ความเห็น ความเป็นของเราก็จะประจักษ์ขึ้น เมื่อเห็นจนประจักษ์ในจิตในใจ ใครจะว่ามรรคผลหมดไป เราก็ไม่เชื่อตามเขา แล้วความสุขเด่นอย่างไร เราก็ประจักษ์ในใจของเราอีก เหตุนั้นขอพวกท่านทุกคนจงนําธรรมส่วนนี้ไปพินิจพิจารณาสอนกาย วาจา ใจ ของตน แล้วกระทําบําเพ็ญตามเหตุผลที่พระพุทธเจ้าชี้แจงไว้ ก็จะพากันประสบพบแต่ความสุขความเจริญ”
• บวชเพื่อความหลุดพ้น
(๘ กันยายน ๒๕๑๘)
“พวกเราทุกคนขอให้สนใจกระทําบําเพ็ญตามเยี่ยงอย่างที่ครูบาอาจารย์ ท่านแนะสอน หรือธรรมวินัยที่บอกไว้ เมื่อตั้งใจกระทําบําเพ็ญอย่างนั้น จิตใจของพวกเราท่านก็จะได้รับความรู้ความเห็น ความเป็นจากการกระทําบําเพ็ญ เพราะเหตุถูก ผลก็จะต้องได้รับถูกตามมา
เหตุนั้น การปฏิบัติกาย ปฏิบัติใจ เขาจึงให้ชื่อว่า “เป็นพระกรรมฐาน” หรือเป็นนักปฏิบัติขอให้ทุกท่านตรวจตราเรื่องของตัวอยู่สมํ่าเสมอ เราๆ ที่มีชื่ออย่างนั้น กาย วาจา ใจของพวกเราท่าน เป็นอย่างเขาสมมุติให้หรือยัง หากตรวจตราอยู่อย่างนี้ ก็จะเป็นพระ เป็นชี เป็นผู้ดิบผู้ดีทุกกาล ทุกเวลา
เหตุนั้นจึงควรสร้างใจ อย่าไปวิตกกังวลสร้างวัตถุภายนอก สร้างใจของเราให้มีมาตรฐานให้ดีวิเศษแล้ว เชื่อมั่นอย่างเต็มใจทีเดียวว่า เราจะต้องมีความสุข ถึงจะอยู่ทุกข์ทนลําบากด้วยวัตถุก็ตาม จิตจะมีความสุขทุกกาล ทุกเวลา ไม่ว่าอิริยาบถใด เหตุนั้นการสร้างใจจึงเป็นของสําคัญที่พวกเราท่านจะต้องสร้างกัน
เรามาบวชวัตถุประสงค์อันใหญ่โตก็คือ “การประพฤติปฏิบัติกาย ใจ ให้เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น” ไม่ใช่มาบวชเล่น มาบวชหลับ บวชนอน บวชหลีกจากการจากงานด้านนอกมาอยู่ในวัดในวา ข้าวปลาอาหารไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องหา มีคนอื่นเอามาให้ อย่าไปเข้าใจว่าการบวชเพียงแค่นั้นจะมีความสุข ความสบาย มันจะไม่สุขไม่สบายให้ เพราะใจเมื่อเรากินมาก นอนมาก กิเลสตัณหาภายในจะต้องเกิดขึ้น
ถึงจะอยู่จะอาศัยกุฎีวิหารร่มเงาที่สะดวกสบายขนาดไหน แต่กิเลสตัณหาภายในใจมันแผดเผา คิดปรุงฟุ้งซ่านไปตามสัญญาอารมณ์ต่างๆ คนที่ไม่ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติรักษาอรรถธรรม จึงอยู่ในวัดในวาในศาสนาไม่ได้ สึกหาลาพรตกันไป เพราะไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติกันจริงจัง
ถ้าหากประพฤติปฏิบัติจริงจัง เห็นอรรถธรรมเป็นของวิเศษดีเด่นกว่าสิ่งทั่วไป ถึงจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หรือเป็นจักรพัตราธิราชก็ตาม จะประเสริฐวิเศษขนาดจิตของเราเป็นสมาธิ มีฌานสมาบัติเป็นไปไม่ได้ เพราะการงานหรือสิ่งต่างๆ ที่ต้องก่อกวน ถึงจะเพลิดเพลินในเรื่องลาภยศต่างๆ ก็มีวันจะโศกเศร้า
นี้เราประพฤติปฏิบัติตัวของเราได้รับความสงบสงัดได้รับฌานสมาบัติ ได้รับความหลุดพ้น เรามีความสุขขนาดนั้น เราจะประจักษ์ในใจ ผู้ที่ท่านได้ท่านถึงเรื่องเหล่านี้ จึงจะไม่มีการเอนเอียงไปตามโลก มีความคงที่อยู่ทุกกาล ทุกเวลา”
• พุทธะภายใน
(๑๗ เมษายน ๒๕๑๙)
“พุทธะภายใน หมายถึง ใจที่รู้
พุทธะ หมายถึง ผู้รู้
พุทธะ หมายถึง ผู้เบิกบาน
พุทธะ หมายถึง ผู้ตื่น
จิตใจของพวกเราทุกคน ถ้าฝึกฝนอบรมธรรมะ พินิจพิจารณาอรรถธรรม ด้วยสติปัญญา ศรัทธา ความเพียรจริงจัง จะเกิดพุทธะภายในขึ้น คือ ใจที่เคยลุ่มหลง จะรู้ จะฉลาด สามารถทุกสิ่งทุกประการไป ใจที่เคยหุบเหี่ยวเศร้าหมองจะเบิกบานทุกกาล ทุกเวลา ใจที่เคยหลับไม่มีวันตื่นด้วยอวิชชาตัณหา จะต้องตื่นขึ้น เป็นพุทธะภายใน เป็นพุทธะของใจตัวเอง รู้เห็นเด่นดวงอยู่ทุกกาล ทุกเวลา เบิกบานหรรษาไม่เหี่ยวแห้ง
ด้วยอํานาจที่ประพฤติปฏิบัติอรรถธรรมจริงจัง พุทธะนั้นจะผุดขึ้น รู้ขึ้น เป็นขึ้น คือพุทธะส่วนตัวของพวกเราทุกคน พุทธะนี้มีประจําอยู่ทุกคน แต่ทว่าทํายังไม่ถึงเหตุถึงผล พุทธะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น เหตุนั้นพวกเราจึงไม่ประสบพบเห็นพุทธะภายใน”
“แต่เมื่อเห็นพุทธะภายใน คือ การปฏิบัติอรรถธรรมตามคําแนะนําพรํ่าสอนของพระพุทธ–เจ้า ปฏิบัติด้วยกาย ปฏิบัติด้วยวาจา ด้วยใจ เพราะท่านสอนเข้ามาในกาย ในใจเท่านั้น คําสอน ๘๔,๐๐๐ ไม่ได้สอนออกไปข้างนอก สอนเข้ามาภายใน ซึ่งทุกคนมีกายมีใจจะต้องเห็น จะต้องเป็น จะต้องปฏิบัติได้
เมื่อปฏิบัติได้ รู้เห็นเป็นขึ้น ขั้นปฐม คือ ความสุข ความสบาย ก็เชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนจริง ความสุขของอรรถของธรรมมีจริง เมื่อเชื่อมั่นและเห็นเป็นในตัวอย่างนั้น ก็พยายามกระทําบําเพ็ญ เน้นหนักเข้าไปในการปฏิบัติ จิตใจก็ค่อยปล่อยวางละถอนสิ่งที่ติดข้องเรื่อยไป จนถึงพุทธะอันแท้จริง คือ รู้อยู่ทุกกาล ทุกเวลา ไม่ติดข้องกับกิเลสตัณหา สมมุติใดๆ ที่จะเข้าไปเคลือบแฝงพุทธะไม่มี รู้อยู่ทุกระยะ ทุกกาล ทุกเวลา ตื่นอยู่ ไม่มีการหลับด้วยความหลง ไม่มีอะไรไปควบคุมหุ้มห่อ พุทธะดวงนั้นเป็นพุทธะอยู่ทุกกาล ทุกเวลา พุทธะอยู่ทุกอิริยาบถ รู้เห็นเด่นอยู่อย่างนั้น นี่คือพุทธะภายใน คือ พุทธะในใจของเราเอง เมื่อเราเห็นความดีเด่น ความหลุดลอยจากสมมุติ จากอวิชชาตัณหา ซึ่งเราไม่เคยเป็นเคยเห็นเคยรู้มาก่อน
การปฏิบัติถอดถอนกิเลสตัณหา การละ การบําเพ็ญ แต่เราศึกษา เราปฏิบัติใหม่ ก็มีการดีใจ มีการเสียใจ ในเมื่อความเป็นไปทางอรรถทางธรรมเสื่อม เสียใจ ในเมื่อมันเจริญ เราก็ดีใจ ความดีใจ เสียใจเหล่านั้น มันเป็นขั้นสมมุติ ต่อเมื่อจิตใจหลุดออกไป ความดีใจ เสียใจ การละการบําเพ็ญ ไม่มีในความบริสุทธิ์อันนั้น ก็เข้าใจมั่นว่าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ ถึงจะไม่เห็นพระองค์ด้วยตาก็ดี แต่ความบริสุทธิ์เป็นอย่างนี้ จะให้มันเกิดกิเลสตัณหา มานะทิฏฐิ จะให้มันหลง มันลืม ความเป็น ความเห็น อันดีเด่น อันประเสริฐอย่างนั้น ไม่มี บริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ทุกกาล ทุกเวลาการละการบําเพ็ญเป็นฝ่ายมรรค
ส่วนความบริสุทธิ์หมดจด ซึ่งเรียกว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” สุขไม่มีอะไรที่จะไปเจือเกี่ยวข้อง สุขไม่มีสมมุติอันใดที่จะไปถึงได้ เมื่อจิตใจไปถึงขั้นนั้นจริงจัง พระพุทธเจ้าหรืออริยสงฆ์เป็นอย่างไร เราไม่มีการสงสัย เพราะความเห็นความเป็นส่วนนี้จะประพฤติปฏิบัติไปอีกกี่ปีจะให้มันดีขึ้นอีกมีไหม ความอยากของใจหมดสิ้น เพราะไม่มีอะไรที่จะอยากอีก จึงว่าหมดความอยาก หมดความหลง หมดความดิ้นรน หมดทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกว่าเป็นสมมุติ วิมุตติเป็นอย่างไร เราก็เข้าใจอยู่ ในความเป็น ความเห็นของเรา เลยไม่มีอะไรสงสัย นี่เป็นพุทธะภายใน”
“พุทธะความรู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ความรู้ที่บริสุทธิ์ ความรู้ที่เป็นวิมุตติหลุดจากโลกเป็นอย่างไร ก็เลยไม่ประสบพบเห็น ถ้าหากเห็น หากเป็น หากรู้ภายในตัวแล้ว จะไม่มีอะไรสงสัย ตํารับตําราก็เป็นของจริงไป เห็นอะไรจริงทั้งนั้น เพราะจิตของตัวจริง ถ้าจิตไม่จริง เห็นอะไรก็ปลอมไปหมด
ฉะนั้น จึงฝึกจิตของเราให้จริง อย่าไปคิดว่ามันยาก มันลําบาก ยากนั่นแหละให้ทํา ถ้ามันง่ายก็ไม่มาเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้ ถ้าจิตไม่กล้าหาญก็จะเวียนว่ายตายเกิดไปอีก กล้าหาญจริงจัง อะไรตาย อะไรยัง ให้ทราบในการประพฤติปฏิบัติของตน คนนั้นแหละจะเห็นผล ประจักษ์ในธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร จิตใจบริสุทธิ์เป็นอย่างไร มีความสุขแค่ไหน ก็เราเห็นด้วยตาของเรา ได้ยินด้วยหูของเรา จะไปถามใครอีกล่ะ”
• ธรรมเป็นเครื่องซักฟอกกิเลส
(๔ พฤษภาคม ๒๕๑๙)
“ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องซักฟอกกิเลส คือ ความเศร้าหมองของใจ ให้ตกหล่นออกไป ยิ่งคิด ยิ่งกําหนด ยิ่งอบรม ยิ่งฟัง ก็ยิ่งมีความสว่างไสว ยิ่งมีความสุข ความสงบของใจ
“ยิ่ง” หมายถึง เรื่องของธรรมะ จะฟังจากปากของครูอาจารย์ก็ตาม จะคิดอ่านกําหนดส่วนตัวก็ตาม ถ้าเป็นเรื่องของธรรมะ จิตใจจะมีความสุข ความสบาย ความละ ความถอน เรื่องที่เศร้าหมองติดข้องต่างๆ ไม่เหมือนคิดปรุงฟุ้งไปในทางนอกทางโลก ทางนอกทางโลกคิดมากเท่าไหร่ ปรุงมากเท่าไหร่ ความทุกข์ ความลําบาก ความเศร้าหมองของใจ จะเกิดขึ้นจนออกหน้าออกตา เกิดราคะตัณหาต่างๆ ยิ่งเรื่องข้างนอก เรื่องอธรรม เป็นอย่างนั้น คิดมากจนไม่มีขอบเขต ก็เลยกลายเป็นคนหมดสติ เสียสติ
ส่วนคิดในเรื่องของธรรมะ ไม่เป็นอย่างนั้น คิดเพื่อความสงบ คิดเพื่อความละถอน คิดเพื่อความปล่อยวาง ไม่คิดเพื่อความกอบโกย ไม่คิดเพื่อความติดข้อง เพราะธรรมะท่านสอนให้ละให้ถอน เรื่องความติดข้องต่างๆ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแนะสอนนั้นก็ไม่สอนที่อื่นที่ไกล สอนใครสอนบุคคลที่ติดข้อง สอนกาย วาจา ใจ ของบุคคล
ทุกคนเคยมีราคะ ตัณหา มานะทิฏฐิเป็นอยู่ในกาย ในใจ ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อไม่มาฝึกอบรม ไม่มาฝึกฝนตนของตนแล้ว ส่วนที่ชั่วที่เสียเหล่านั้นจะผลิดอกออกผลงอกงามเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ
ฉะนั้น การฟังธรรมะ การปฏิบัติธรรมะ จึงเป็นการละถอน หรือตัดต้นทางความยุ่งเหยิงของใจ ความใคร่คิดต่างๆ ให้สงบระงับดับลงไป ด้วยอุบายสติ คือ ความระลึกถึงธรรม ด้วยอุบายปัญญา คือ ความรอบรู้ในกาย ในจิต
ธรรมนั้นไม่ใช่มีในที่อื่น มีในตัวของพวกเราท่านทุกคน ไม่ว่าหญิงว่าชาย ไม่ว่านักบวช ไม่ว่าฆราวาส เช่น ท่านสอนสติความระลึกได้ ก็หมายถึง เรื่องจิตใจของเรา ก็ต้องระลึกรู้อยู่ในความคิดปรุงต่างๆ รู้อยู่ในการเคลื่อนไหวทางกาย พูดออกทางวาจา สติจะต้องรู้ จะต้องระลึก จะต้องตามรักษาส่วนใดที่ชั่วที่เสีย ไม่ว่าทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้ชําระสะสางเรื่องเหล่านั้น อย่าให้ชั่วให้เสีย มาติดข้องในตัวของเรา ถ้าชั่วเสียมีอยู่ที่ใด หมั่นพินิจพิจารณากําจัดปัดเป่าออกไป ไม่ว่าทางกาย ทางวาจา ทางใจ
นี่เป็นคําสอนที่พระพุทธเจ้ากล่าวเอาไว้ว่า “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” คือ ความชั่วจะเกิดขึ้นทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตาม ทางใจก็ตาม ท่านให้ละชั่วส่วนนั้นให้ออกไป หมดไป การละชั่วภายนอกซึ่งจะมาเกี่ยวข้องกับกาย วาจา ใจของตน เรียกว่า ความเพียร “สังวรปธาน” คือ ประหัตประหาร ห้าม ให้รักษา ไม่ให้ความชั่วไหลเข้ามาคือตัวของตัว ความชั่วที่เคยมีอยู่แล้วที่เคยทํา เคยพูด เคยคิด ก็ให้หมั่นพินิจพิจารณาด้วยปัญญาของตัว กําจัดความชั่วภายในให้หมดสิ้นออกไป เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลงต่างๆ ซึ่งมีอยู่ประจําแต่ไหนแต่ไรมา และความชั่วส่วนนอกกั้นเอาไว้ ความชั่วส่วนภายในชําระสะสาง เรียก “ปหานปธาน” คือ กําจัดปัดเป่าความชั่วที่มีอยู่ในตัวให้หมดออกจากตัวไป นี่ก็ได้ชื่อว่าปธานความเพียร”
• ครูบาอาจารย์ล้วนกล้าสู้กับความตาย
(๒๖ มิถุนายน ๒๕๑๙)
“ฉะนั้น ทุกคนที่มุ่งมั่นมาประพฤติปฏิบัติศีลธรรม คือ ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติด้วยตัวเอง ถือว่ากาลเวลากินชีวิตเราไปทุกขณะ ทุกวินาที นาที ชั่วโมง เราใกล้ต่อความตายเข้าไปทุกวัน ทุกเวลา คุณงามความดีของมีค่าในตัวของเรามีอะไรบ้าง หมั่นสอบสืบพิจารณา ว่าเราตายไป เราจะไปที่ไหน มีอะไรเป็นที่อบอุ่นใจ ก่อนที่จะจากร่างไป ในชีวิตชาติหนึ่งๆ ให้คํานึงคํานวณเพราะชีวิตของพวกเรา เป็นของที่จะก้าวหน้าไปสู่ความตายทุกระยะ ทุกเวลา
ใจถ้าหากไม่ดัดจริงๆ ไม่ทําจริงๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้เห็นในอรรถในธรรม เพราะมันเคยเศร้าเคยหมองมาพอ จะไปขัดนิดๆ หน่อยๆ มันไม่ออก ต้องขัดกันจริงๆ จังๆ แตกเป็นแตก ดับเป็นดับ พังเป็นพัง เมื่อไม่รู้เห็นเป็นจริงในจิตใจ เราจะไม่หยุดไม่ถอย อะไรตายก็ให้มันตายไป สิ่งใดเหลือเราจะเอาไว้ ยอมเสียสละกระทําบําเพ็ญจริงจัง ทุกคนจะต้องรู้ต้องเห็นเพราะอรรถธรรมมีในสถานที่นี้ ไม่ได้มีอยู่ที่อื่น
คนกลัวตายข้ามตายไม่ได้ เพราะไม่กล้าที่จะสู้กับความตาย นี้คนที่กล้าสู้กับความตาย ไม่กลัวตาย มันจะตายไปกี่ครั้งกี่หนในชาติหนึ่งๆ ฝังจิตลงไปตั้งมั่น พินิจพิจารณาอรรถธรรมเมื่อเราต่อสู้จริงจัง มันเป็นกิเลสตัณหาห้ามกั้นไม่ให้เราภาวนา ไม่อยากจะให้เราข้ามไปจากกิเลสทํากันจริงๆ จังๆ ไม่ตาย ! ถ้าตายพระพุทธเจ้าไม่ได้มาสอนโลก
ครูอาจารย์ที่ผ่านเรื่องเหล่านี้มานับไม่ถ้วน ถ้าหากตาย ท่านคงไม่เป็นครูบาอาจารย์ของคน เวลากล้า เวลาแข็ง ก็ต้องกล้าต้องแข็งจริงๆ จังๆ เวลาต่อสู้จะไปถอยทัพกลับศึกไม่ได้ ต้องสู้ตายดาบหน้า มันไม่ตายก็จะให้รู้ให้เห็น ถ้าหากมันตายก็ให้มันตายไปเสีย นี้ความมุ่งมั่นในการประพฤติปฏิบัติ เมื่อเวลาที่จะถึงจุดที่จะเร่ง เวลาถึงจุดที่จะเอาเข้มแข็งเอาอย่างนั้น
เราต้องสู้จริงๆ จังๆ เพราะมันเคยเป็นเจ้าหัวใจมาเป็นเวลานาน ไม่ทราบมากี่ภพกี่ชาติถ้าเราทําเล่นมันก็จะเป็นแบบเก่า เราจะต้องทําจริง ใครดีใครชั่วก็จะเห็นกัน นี้แหละเวลาเราต่อสู้จริงจัง ต้องต่อสู้อย่างนั้น การทําเล่นไม่ค่อยเห็นผลจริงจัง ก็ต้องทําจริง คนที่ไม่กล้าไม่สามารถที่จะข้ามจากกิเลสตัณหาได้ คนโง่ก็ไม่มีทางที่จะสอนตัวให้ละชั่วบําเพ็ญดีได้
คําสอนของพระพุทธเจ้าสอนให้ขยันหมั่นเพียร สอนให้มีสติสอนให้มีปัญญา สอนให้มีความอดทน ถ้าหากไม่ยาก ไม่ลําบาก ง่ายๆ ใครต้องการจะไปพระนิพพาน ก็ไปได้อย่างสะดวกสบายใครเล่าจะมาก่อเกิดให้ทุกข์ยากลําบากทับถมตัวของตัวอยู่อย่างนี้ นี้มันเป็นของยาก คนที่ประพฤติปฏิบัติได้เห็นเป็นของยากของลําบาก เราจะต้องมุ่งหน้ามุ่งตากระทําบําเพ็ญ”
• มรรคผลนิพพานมีอยู่ในตัวของเราสมบูรณ์
(๑๐ กันยายน ๒๕๑๙)
“เพราะธรรมไม่ใช่จะเกิดขึ้นจากที่อื่น เกิดขึ้นจากตัวของเราเอง อธรรมก็ไม่ใช่เกิดขึ้นจากที่อื่น เกิดขึ้นจากตัวเหมือนกัน เรื่องมรรคและผลมีอยู่ในตัวของเราสมบูรณ์ แต่ทว่าเราครุ่นคิดพินิจพิจารณาหาสิ่งเหล่านั้นยังไม่เจอ สิ่งเหล่านั้นยังไม่โผล่ขึ้น เพราะเรายังทํายังไม่ถึง เหมือนกันกับเราขุดบ่อนํ้า พอขุดไปนิดหน่อยไม่เจอนํ้าก็ถอยเสีย สงสัยไปขุดที่ใหม่ ขุดอีก ลงไปเพียงคืบ ศอก เมตร ไม่เห็นนํ้าก็เลิกไปเสีย ไปขุดที่ใหม่ ขุดทั่วแผ่นดินก็ไม่ได้นํ้า แต่นํ้ามันอยู่ในแผ่นดิน ถ้าขุดกันจริงจัง นํ้าก็จะไหลออกมา จะเป็นที่สูงที่ตํ่าก็ขุดได้ทั้งนั้น ถ้าขุดลงลึกจริงจังจะเจอนํ้า
นี่นิสัยวาสนาของพวกเราทุกท่าน เราก็ไม่ทราบว่า วาสนาบารมีที่เราเคยก่อร่างสร้างมาเป็นอย่างไร การปฏิบัติลําบากนิดๆ หน่อยๆ ก็คอยแต่จะถอยหลัง ว่าวาสนาบารมีของเราไม่มีทําแบบนี้ไม่ถูกจริตนิสัย เลยเกิดสงสัยตัวเอง ทําแบบลูบๆ คลําๆ ไม่ทําจริงทําจัง มรรคผลที่มีอยู่ก็เลยไม่โผล่ขึ้น ไม่เห็น ไม่เป็น ในตัวของตัว
เมื่อเป็นอย่างนั้นก็เลยเกิดสงสัยว่า เรานี้หมดวาสนาบารมี หรือไม่อย่างนั้นก็จะไปดูหมิ่นนินทาว่าศาสนาล่วงมาขนาดนี้ มรรคผลไม่มีแน่ เราปฏิบัติไปทุกแง่ทุกมุม ทุกหนทุกแห่ง จิตใจก็ยังไม่เห็นดีวิเศษอะไร ด้วยความสงสัยของใจ ความพร่องใจ มักอยากจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วปัญญาที่จะแก้ไขตัวเองไม่มี ก็เลยเสื่อมไป เสียไป ไม่มีศรัทธาความเชื่อมั่นจะปฏิบัติให้อรรถธรรมเกิดขึ้นในตัว เพราะเรื่องกิเลสต่างๆ มันผลักดันออกไป
ถ้าทํากันจริงจัง เมื่อมันเกิดความสงสัยลังเลทางใจ ว่าทําขนาดนี้ไม่ได้ ไม่ถึง ไม่เห็น ไม่เป็น มรรคผลมันจะอยู่ในที่ใด เมื่อมีความสงสัยอย่างนั้น ตั้งใจทําจริงจัง จะบริกรรม บริกรรมจนถี่ยิบ ไม่ยอมให้จิตคิดปรุงออกไปข้างนอก เอาให้สงบ ยังไม่สงบเมื่อใด ไม่ยอม ตายก็จะถวายบูชาพระรัตนตรัย มุ่งมั่นอย่างนั้น และทําแบบนั้น”
• ความบริสุทธิ์ของใจ
(๒๓ ตุลาคม ๒๕๒๐)
“เมื่อมันถึงจุดอิ่มจุดพอของมัน เราเองจะทราบ จะเข้าใจ ว่ามันพออย่างไร เมื่อมันพอมันจะเป็นวิมุตติ คือ ความหลุดออกไปจากความดี – ความชั่วต่างๆ ไม่มีอะไรที่จะไปเกี่ยวเกาะกับความบริสุทธิ์อย่างนั้น ความบริสุทธิ์นั้นก็ไม่มีอะไรสงสัย ถึงไม่มีใครเห็นด้วย ตัวเองก็เห็น เข้าใจชัดเจนว่าอันนี้ไม่มีทางที่จะบําเพ็ญ จะละอีก เป็นความบริสุทธิ์ที่ไม่เคยรู้เคยเห็นมาก่อน
ความเยือกเย็นจิตใจเป็นสมาธิ – สมาบัติ ลงรวมละเอียดแน่วแน่ขนาดไหน นั่นมันเป็นทางดําเนินของใจ ไม่ใช่ความบริสุทธิ์ แต่ความบริสุทธิ์นี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น จึงไม่มีทางสงสัยในใจของตัวเอง ว่าเราจะควรบําเพ็ญอีกอย่างไร ควรละอะไรต่อไป มันหมดสงสัย เป็นธรรม “ปัจจัตตัง” เฉพาะท่านผู้กระทําบําเพ็ญ จะเห็น จะรู้ในตัวเอง ถึงขั้นนั้นไม่มีสมมุติ ไม่มีกิริยา ไม่มีอะไรที่จะสงสัย เป็นอันจบในการละการบําเพ็ญของตน
ทางปริยัติท่านเรียกว่า “จบพรหมจรรย์” ไม่มีอะไรจะเป็นจุดสําคัญยิ่งไปกว่าการละการถอนกิเลส เมื่อไปถึงที่สุดจุดหมายแล้ว ไม่มีอะไรที่จะสุขจะสบาย จะเยือกเย็น จะเพียงพอ จะสมบูรณ์เท่ากับจิตที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนั้น ท่านจึงอยู่เป็นสุข สงบ ทุกกาล ทุกเวลาถึงสังขาร สัญญา จะมีอยู่เหมือนพวกเราธรรมดา แต่ท่านก็เห็น ก็รู้ ว่าอันนี้เป็นสมมุติ อันนี้เป็นสังขาร เมื่อยังมีร่างกายอยู่เมื่อไรก็ใช้มันไปตามสมมุติของโลก เมื่อกายแตกสลายเมื่อไร สิ่งที่ไม่เป็นไปตามสังขารคืออะไร ท่านทราบ เราจะไปก่อภพก่อชาติอีกไหม ท่านทราบได้ อะไรมันจะไปก่อเกิดก่อตายอีก
ความบริสุทธิ์นี้ จะไปอยู่ที่ไหนท่านก็ทราบอีก นิพพานของท่าน จึงมีอยู่ทุกกาล ทุกเวลา ทุกสถานที่ เพราะจิตของท่านบริสุทธิ์ เป็นวิมุตติ ไม่ต้องได้เข้า ไม่ต้องได้ออก นี่คือความบริสุทธิ์ของใจ”
• ขณะฟังธรรม ให้มีความเคารพธรรม
(๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๐)
“ผู้ใดไม่มีคารวะ มันเป็นบาปเป็นกรรม ท่านว่า คารโว จ นิวาโต จ สนฺตุฏฺฐี จ กตญฺญุตา ผู้ที่มีความคารวะอ่อนน้อมถ่อมตัว อยู่สงบกาย สงบวาจา สงบใจ เป็นมงคลอันสูงสุด เป็นมงคลอันยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างนั้น
เราไม่ใช่สัตว์ เราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป็ด ใช่ไก่ ใช่หมู ใช่หมา พอจะเห่าจะหอน พร้อมกันหลายตัวหลายเสียง คนที่ไม่มีความคารวะในสถานที่ ในบุคคล ในปูชนียสถาน ท่านว่าเป็นบาปเป็นกรรม อยากได้ไหมพวกเธอ บาปกรรม
ยามท่านเทศน์ ท่านทํา ท่านแนะ ท่านสอน ไปคุยกันพูดกันเสียงลั่นอยู่ ไม่มีความเคารพ หนวกหูผู้อื่น เกิดมาชาติหน้าได้ลูกได้เมียมาดี ได้ลูกหูหนวกมันไม่ดีนั่น ลูกเป็นใบ้ มีตั้งแต่พูดเรื่อง ไม่ดีไม่งาม ไม่เคารพต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้ลูกมาก็ลูกไม่ดี ได้เมียมาก็เมียไม่ดีได้ผัวมาก็ผัวไม่ดี ผัวขี้เหนียว ผัวอาแปะ ท่านว่า หาความดีไม่ได้
เราเคารพคารวะในสถานที่ ในปูชนียสถาน เคารพด้วยกาย คือ การไม่เต้นรํา ไม่ขับร้องไม่วิ่งแลน*ในสถานที่อย่างนั้น ทํากายของตนสงบระงับ คารวะ ไป – มาด้วยความมีสติรักษา ไม่ไปกระโดดโลดเต้น ไม่ฟ้อนรําขับร้อง ชกต่อยกันในสถานที่ที่ท่านเคารพคารวะ ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทําดี มีคารโวคารวะในจิตในใจ ตายไปก็ไปเกิดในสถานที่ดี ได้ลูกได้เต้า ได้ผัวได้เมียมาก็คนดีว่านอนสอนง่ายนะ เคารพด้วยกายเคารพอย่างนั่น คือไม่ทําเรื่องของกายให้วิกาลไป ไม่เต้นรําขับร้อง ไม่ชกไม่ต่อย ไม่วิ่งไม่แลน ในสถานที่ควรเคารพบูชา ไม่เที่ยวเพ่นพ่าน เล่นในสถานที่อย่างนั่น ท่านเรียกว่า เคารพด้วยกาย เคารพด้วยวาจา ก็ระวังรักษา ไม่พูดเสียงดัง ไม่ร้องไม่รํา ไม่ร้องไม่โฮ ไม่ทําสิ่งที่เป็นอัปมงคลให้เกิดขึ้น ตั้งหน้าตั้งตาเคารพรักษา ปากของเรา เราไม่รักษามันก็ผิด ไม่เป็นมงคลให้ เป็นคนปากเน่าปากเหม็น เป็นคนไม่ดีไม่งาม พูดออกไปแล้วแมลงวันตอมมันไม่หอมมันเน่า
ถ้าเราไม่เคารพรักษานอกนั่นก็ยังเป็นคนใบ้ ในภพหน้าชาติหน้า เป็นคนหูหนวก ทําให้ผู้อื่นรําคาญ หูของท่าน เราก็รักษา เพราะวัดเป็นที่เคารพบูชา ไม่ใช่สถานที่เอิกเกริกเฮฮา ไม่ใช่สถานที่เต้นรํา ระวังรักษาเอาไว้ ตลอดถึงทางใจก็ให้คิดนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ หมดกิเลสตัณหา มีกายบริสุทธิ์ มีวาจาบริสุทธิ์ มีใจบริสุทธิ์
วันนี้ท่านถือว่าเป็นวันสําคัญทางศาสนา ทุกวัดทุกวามีผู้คนประชาชนหลั่งไหลไปทําบุญ– สุนทาน ไปทําวัตรทําวา สดับรับฟังธรรมะจากครูอาจารย์ในวัดนั่นๆ เพราะเป็นวันปวารณา ภาษาบ้านเราว่า เป็นวันออกพรรษา คือพระเจ้าพระสงฆ์สามเณร ท่านได้สมาทานพรรษามาตั้งแต่โน่น เดือนแปดเพ็ญมาถึงเดือนสิบเอ็ดเพ็ญ เป็นเวลาสามเดือน เป็นระยะเวลาที่พระเจ้าพระสงฆ์ท่านเข้าพรรษาถึงวันนี้เป็นวันออกพรรษา ถือว่าเป็นกาลสมัยเป็นมงคล”
• อย่าให้มีแต่ชื่อว่า “กรรมฐาน”
(๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๐)
“กรรมฐานเขาถือว่าเป็น “พระปฏิบัติ” อย่าให้มีแต่ชื่อว่า กรรมฐานผ้าดําๆ อยู่ป่าเท่านั้น เพราะสิ่งที่ดํากว่าผ้าของเราผ่านไป หรือมดดํา หรือมดแดง มันก็ดีได้ในป่า อย่าให้มีแต่ชื่อ ให้มันมีถึงจิตถึงใจ
กรรมะ ก็คือ การงาน ฐานะ ก็คือ ที่ตั้ง จะตั้งลงที่ไหน ใจจึงจะสงบ ใจจึงจะสบายได้ หาทางพิจารณาแนะสอนตัวเองให้มีสติมีปัญญาอยู่ตลอดกาล ตลอดเวลา นั่นแหละ ท่านว่าเป็นผู้ที่มีความเพียร เพราะสติปัญญาเป็นสัลเลขธรรม ชําระสะสางล้างจิตใจที่สกปรกขุ่นมัวต่างๆให้ตกไป ให้เกิดความสว่างไสว ให้เกิดความเยือกเย็นภายในผู้ประพฤติปฏิบัติที่รู้เห็นเป็นจริงได้ ท่านเอาใจใส่ ท่านทําจริงจัง ไม่ได้คิดเรื่องอื่นว่าเป็นภาระหน้าที่ที่ควรทํายิ่งกว่าการชําระจิตใจของตน เห็นการชําระกิเลสตัณหาเป็นหน้าที่ของตน ไม่ใช่คนอื่นจะมาชําระให้ เป็นสิ่งที่ควรทําอย่างยิ่ง เป็นการงานที่ควรจะเอาใจใส่
การงานด้านอื่นใครเขาก็ทําได้ แต่การงานภายใน คือ ที่จะชําระใจของตน คนทํายากเหตุนั้นคนจึงบ่นกันทั่วไป ไม่มีใครที่จะถือว่า ตัวพอ ตัวสุข ตัวสบาย ทั้งๆ ที่สิ่งของภายนอกมีถมเถไม่อดอยากจนยากอะไร
พระท่านอยู่ตามป่าตามเขา บริขารของท่าน ก็ไม่มากมายหลายหลวงอะไร อาหารการขบฉันของท่านก็ไม่ได้ดีวิเศษอะไร เครื่องนุ่งห่มท่านก็ไม่สวยงามเท่าไหร่ แต่ท่านก็ไม่เคยบ่น ถ้าหากท่านถึงอรรถถึงธรรมไม่บ่น อยู่แบบสุขแบบสบาย คนมาเกี่ยวข้องวุ่นวาย หรือคนไม่ไปมาหาสู่ ท่านอยู่สะดวกสบาย ไม่ได้ตื่นเต้นตามลมปากของเขา เขานิยมชมชอบอย่างนั้นอย่างนี้ลืมเนื้อลืมตัวไป ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ท่านคงเส้นคงวา
ทุกวัน ทุกเวลา จิตของท่านเป็นอกาลิกธรรม ไม่มีกาล พ้นอยู่เสมอ สงบอยู่เสมอ หลุดจากโลกอยู่เสมอ หลุดจากสมมุติอยู่เสมอ นี้คือจิตที่บริสุทธิ์ไม่มีอะไรที่จะเข้าไปเคลือบแฝง ไม่มีอะไรที่จะสงสัยภายในตัว ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติถึงขีดขั้นอย่างนั้น ท่านมีความสุข ท่านมีความสบาย พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
ฉะนั้น ขอทุกคนที่มาบวชเป็นพระเป็นเณร จงสนใจตั้งหน้าประพฤติปฏิบัติเอาจริงเอาจัง อย่าไปเห็นแก่การเล่นการเพลิน การหลับการนอน การกิน การขี้ เพราะวงพระเณรกรรมฐานเขาเชิดชูบูชาว่าเป็น “พระปฏิบัติ” ถ้าหากไม่ปฏิบัติให้เห็นให้เป็นในอรรถในธรรม ใจมันจะส่ายแส่ไปในทางใหม่ เพียงแต่จะอาศัยเพศของกรรมฐาน อาศัยการอยู่ป่า เป็นเปรตในเครื่องแบบหลอกลวงต้มตุ๋นญาติโยมข้าวของเขากิน มันน่าสังเวช ควรแนะตัวสอนตัว”
• พระ หรือ แพะ
(๙ ธันวาคม ๒๕๒๑)
“ผู้ที่มีอรรถมีธรรมก็เหมือนกัน ท่านจะพูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมของท่าน สมัยพุทธกาลหรือครูอาจารย์ที่ประพฤติปฏิบัติอรรถธรรมสมัยก่อน หรือสมัยปัจจุบันก็เหมือนกัน เมื่อตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติภาวนาแล้ว ท่านไปพบกันเห็นกัน จะต้องไต่ถามว่า “มาจากที่ไหน ไปวิเวกที่ไหนมา เป็นอย่างไร ภายในจิตใจดีขึ้นไหม” จะต้องถาม “ภาวนาอะไร พิจารณาอะไร ใจมีกําลังขนาดไหน” จะต้องถามกัน เรื่องจิตใจที่ไปกระทําบําเพ็ญนั้น นี้หมายถึง ผู้ปฏิบัติธรรมชําระกิเลส
แต่พระสมัยนี้ไม่ว่าท่าน ไม่ว่าเรา โดยส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นไปแบบนั้น พอพบหน้ากันก็ถาม “สร้างอะไร ทําอะไร ได้ทุนมาจากไหน” ไปแบบนั้น คือการสนใจแก้ไขจิตใจภายในนั้นหายากลําบาก ทั้งๆ ที่มีพระแน่นประเทศอยู่นับแสนไม่ได้ จํานวนมากจริงปริมาณ แต่คุณค่าสาระจริงจังหายาก ถึงปริมาณมันจะมาก แต่ไม่มีคุณค่าก็เหมือนกันกับควายเป็นเล่มเกวียน ขายก็ไม่ได้กี่สตางค์ แต่เพชรพลอยเม็ดเล็กๆ นิดเดียวเท่านั้น ถ้าหากเป็นเพชรนํ้าดี มันก็มีราคาสูง เม็ดเดียวก็ขายได้มากกว่าขายควายได้หลายๆ เล่มเกวียน มันผิดกันอย่างนั้น
“พระ” ที่พวกเราท่านเห็นก็เหมือนกัน มันมีมาก เราจะต้องพินิจพิจารณาศึกษา พิจารณาหาครูหาอาจารย์ด้วยสติ ด้วยปัญญาของเรา ไม่ใช่ว่าเป็นพระแล้ว เราก็จะกราบจะไหว้ เราก็จะเลื่อมใสศรัทธาถ่ายเดียว ถ้าพระจริงมันก็ไม่มีผิด ไปกราบไปไหว้ ไปสักการบูชาทําบุญสุนทานอะไรกับท่านมันก็เป็นบุญเป็นกุศล
นี้มันพระหรือแพะกันแน่ ต้องดูให้ทั่วให้ถึง ไม่อย่างนั้นจะขาดทุนสูญกําไร ไปเกี่ยวข้องกับท่าน นอกจากเสียเวลา เสียข้าวของแล้ว ยังเสียใจอีก เพราะท่านนั้นไม่มีอะไรที่เป็นไปในธรรมวินัย เราก็จะเสียใจภายหลัง ทุกอย่างอาศัยสติ อาศัยปัญญาพินิจพิจารณาเสียก่อน จึงค่อยกระทําบําเพ็ญไป คนนั้นจะไม่เสียใจภายหลัง เพราะคนที่มีปัญญาจะได้เปรียบคนที่ไม่มีปัญญาเสมอมา ไม่ว่าทํากิจการอะไร ทั้งหมดต้องอาศัยคนมีปัญญารักษา พระศาสนาก็อาศัยคนมีปัญญา มีธรรมะ ศาสนาจึงคงเส้นคงวามาได้”
• พระนอก วัดนอก ศาสนานอก พระใน วัดใน ศาสนาใน
(๒๐ มีนาคม ๒๕๒๒)
“ในทางศาสนาก็ทํานองเดียวกัน พระสงฆ์จะอยู่ได้ก็อาศัยอุบาสก อุบาสิกา ท่านเจ้าคุณปู่สารภาณ ที่วัดอะไรนครพนม (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย วัดศรีเทพประดิษฐาราม อําเภอเมือง จังหวัดนครพนม) ท่านเคยเทศน์ในงานศพท่านอาจารย์มั่น “ไล่พระ ไล่เณรนี่ไม่ยาก ไม่เหมือนไล่อย่างอื่น ว่างั้น” ท่านบอก “ถ้าพระเณรไม่ดี อยากให้หนีจากวัดจากวา อยากให้ออกจากศาสนา มันไม่ยาก ปิดหม้อข้าวเท่านั้นล่ะ มันอยู่ไม่ได้หรอก มันต้องฝึก ต้องหนี”
ถ้าต่างคนต่างปิดไม่สนับสนุน พระชั่วพระเสียแล้ว พระชั่วพระเสียมันก็อยู่เหยียบยํ่าทําลายศาสนาไม่ได้ มันก็สึกหาลาพรตออกไป นี้คือทางกําจัดพระอลัชชีที่ไม่มียางอายเหยียบยํ่าทําลายศาสนา อะไรมาก็รับเอาบํารุงเรื่อยไป เข้าใจว่าดีวิเศษมันก็เลยเป็นเรื่องยุ่งยากกัน กล่าวอะไรผิดอะไรถูก
พูดถึงพระนอก วัดนอก ศาสนานอก พระใน วัดใน ศาสนาใน ก็ดูจิต ดูใจของตัวเองการทํา การพูด การคิด มันถูกตามหลักธรรมวินัย มันเป็นไปเพื่อมรรคเพื่อผลหรือไม่ ดูภายในทุกคนพอจะทราบวาระจิตของตัว การทําของตัว การพูดของตัวนี้คือศาสนาใน วัดใน ดูภายในกายในใจของตัว ถ้ามันชั่วมันเสียที่ไหนก็รีบกําจัดปัดเป่ามันออกไป แก้ไขมันทิ้ง มันดีที่ไหนก็รักษาเอาไว้ การทํา การพูด การคิด นี้คือ วัดภายใน ศาสนาภายใน”
ภาค ๑๔ นิทานและเรื่องขําขัน
พระวินัยไม่ได้บัญญัติห้ามพระหัวเราะ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านมีนิสัยสนุกสนาน ขี้เล่น มากด้วยอารมณ์ขัน ชอบหัวเราะตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส แม้บวชเป็นพระได้ออกบําเพ็ญจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็ยังมีนิสัยนี้อยู่ ซึ่งเรื่องการหัวเราะของพระนั้น พระวินัยก็ไม่ได้บัญญัติห้ามไว้ และการหัวเราะของพระอรหันต์เมื่อยังครองธาตุครองขันธ์อยู่ ก็เป็นเรื่องของธาตุของขันธ์ จึงหัวเราะได้เช่นเดียวกับปุถุชนคนธรรมดา หากคนทั่วไปไม่เข้าใจเรื่องพระหัวเราะได้ อาจจะนําไปตําหนิว่าท่านไม่สํารวม แล้วจะเป็นโทษต่อตนเอง ซึ่งองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านก็มีนิสัยตลก ชอบหัวเราะ เหมือนกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เรื่องพระวินัยไม่ได้ห้ามพระหัวเราะ จึงขอยกพระธรรมเทศนาของ องค์หลวงตาพระมหาบัว ซึ่งท่านได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พอบวชเข้าไปที่นี่ อ่านหนังสือธรรมะมีแต่ข้อตําหนิเจ้าของ เอ๊ะ ! นี่เราก็เคยผิดมาแล้ว อันนี้เราก็เคยผิดมาแล้ว ผิดมาที่นี่พยายามแก้ๆ เรื่อยมา มันเลยกลายเป็นชีวิตของพระ ตั้งแต่วันบวชมาชีวิตความเป็นอยู่ กิริยาอาการของฆราวาสที่เราเคยใช้อยู่เหมือนโลกสงสารทั่วๆ ไปนี้ปัดทิ้งหมด อันใดที่เป็นข้าศึกต่อธรรม หากไม่เป็นข้าศึกต่อธรรมต่อวินัยก็ใช้ได้เหมือนโลกใช้ทั่วไป เช่น หัวเราะบ้าง อะไรบ้าง โลกเขาหัวเราะได้ พระก็หัวเราะได้จะเป็นไร ทําไมจะหัวเราะไม่ได้ล่ะ อย่างนี้ก็ทําได้ ถ้าสิ่งใดที่ขัดธรรมขัดวินัยไม่ทําๆ
แต่มีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า ถ้าบวชแล้วห้ามหัวเราะ เราตายเลย เรามันขี้หัวเราะนี่ เวลาพูดอย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ โอ๊ย ! นิสัยจอมปราชญ์ พูดน่าขบขันน่าหัวเราะเท่าไรก็ตาม ท่านพูดได้เฉยสบาย ไอ้เรานี่มันแค้น มันอยู่ในหัวอก มันอยากพุ่งออกมา มันอยากหัวเราะ อดไม่ได้นะ บวชแล้วห้ามหัวเราะตายเลยเรา ตายตั้งแต่วันบวชนู่นแหละ มันจะหัวเราะในวันนั้นเลย เป็นอย่างนั้นนะนิสัย ถ้าว่าหัวเราะไม่ได้พระนี่ เราตายตั้งแต่วันเริ่มแรกบวชเลย นอกนั้นก็ฝึก
นี่เป็นธรรมดา เราก็พูดกันไป อะไรที่จะขัดต่อหลักธรรมหลักวินัยนี้เป็นไม่ทํา อะไรจะขัดข้องต่อหลักธรรมหลักวินัยนี้ปัดปุ๊บๆ ตลอดเลย ความจงใจที่จะรักษาอรรถ รักษาธรรม รักษาวินัยให้เต็มภูมิของเราที่เป็นนักบวชมีเต็มหัวใจ เพราะฉะนั้นความผิดอะไรที่จะมาเป็นไปด้วยเจตนาขึ้นที่ตัวของเราเป็นไม่ได้ ปัดปุ๊บๆ เรื่อยมาอย่างนั้น”
พระอรหันต์หัวเราะได้
เรื่องพระอรหันต์หัวเราะได้ องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เราพูดอย่างนี้ เรามาระลึกได้อีกว่า เราอยู่นี้ เราไม่ได้อยู่ด้วยความเสียดายอะไรๆ นะเราไม่มี หมดโดยประการทั้งปวง ยังเหลือแต่ขันธ์ล้วนๆ ดังที่พูดเมื่อวานนี้ ที่รับผิดชอบกันอยู่เท่านี้พาอยู่ พากิน พาหลับพานอน พาขับพาถ่าย เดี๋ยวเจ็บหัวตัวร้อน ปวดนั้นปวดนี้ มีแต่เรื่องของขันธ์มันเป็นของมันเอง ก็ดูมันอยู่อย่างนั้น เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ความอุปาทานไม่มี มีแต่ความรับผิดชอบเป็นสัญชาตญาณประจําตน เพราะฉะนั้นเวลาท่านมีธาตุมีขันธ์อยู่ กิริยาของธาตุของขันธ์ของพระอรหันต์กับคนเรา จึงไม่ได้ผิดกัน เหมือนกัน
เช่น ก้าวเดินไปนี้ลื่น เอ้า ! คนปุถุชนลื่น เราก็รู้ไม่สงสัย ลื่นมันก็ต้องป้องกันตัว ช่วยตัวเองไม่ยอมให้ล้ม ถ้าไม่สุดวิสัย ไม่ยอมล้ม ทีนี้พระอรหันต์เดินไปด้วยกันก็เอาซิน่ะ เดินไปพอลื่นนี้พระอรหันต์ก็ช่วยตัวเองเหมือนกันกับปุถุชน นี่เห็นไหม มันเป็นสัญชาตญาณไม่ได้เป็นความอุปาทานของท่านนะ หากเป็นสัญชาตญาณความรับผิดชอบตัวเอง พระอรหันต์ลื่น พระอรหันต์ก็ช่วยตัวเองเต็มเหนี่ยว ถ้าพระอรหันต์สู้ไม่ได้ พระอรหันต์ก็ต้องล้มเข้าใจไหม นี่ให้จําเอานะ
การหัวเราะก็เหมือนกัน เมื่อหัวเราะได้ การร้องไห้ เรียกว่า ธรรมสังเวช ทําไมจะมีไม่ได้มันอยู่ในขันธ์ ขันธ์อันนี้ทํางานโดยสมบูรณ์ตลอดเวลาไม่มีอะไรบกพร่อง ตรัสรู้ธรรมไม่ได้สังหารธาตุขันธ์ ธาตุขันธ์มียังไง โลกมีอยู่ยังไง มันก็มีแบบเดียวกันกับโลก ต่างกันแต่จิตที่บริสุทธิ์แล้วเท่านั้น พากันเข้าใจเสีย
เรื่องธาตุ เรื่องขันธ์อะไรมีสมบูรณ์แบบเหมือนเดิม เคยอยู่ เคยกิน เคยหลับเคยนอนต้องเป็นต้องไป เป็นแต่เพียงว่า จิตไม่เข้าไปยึด เป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่งของจิต อันนี้เป็นเรื่องของขันธ์ต่างหาก เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ กับ พวกเรา จึงไม่มีอะไรผิดแปลกจากกันในกิริยาอาการที่แสดงออก เป็นแต่เพียงภายในนั้นเป็นคนละฝั่งแล้ว ท่านรู้ของท่านเองอันนั้นให้พากันเข้าใจ
แหม ! ทําไมพระอรหันต์หัวเราะได้ ร้องไห้ได้ พ่อแม่มึงตายแล้วมาหัวเราะได้ไหม นี่กูยังไม่ตาย กูหัวเราะได้ มันเป็นอะไรวะก็ว่าอย่างนั้น เข้าใจไหม อ้าว ! มันต้องตอบอย่างนั้นซิ ว่าทําไมพระอรหันต์หัวเราะได้ ร้องไห้ได้
พ่อแม่มึงตาย มึงหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ได้ กูยังไม่ตาย กูหัวเราะได้ จะเป็นอะไร เอากันตรงนั้นซิ เข้าใจไหม ก็เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ พากันจําเอานะ สิ่งที่เหมือนโลก เหมือนทุกอย่างไม่มีอะไรผิด เป็นแต่เพียงว่า จิตไม่เข้ามายึด อันนั้นเป็นฝั่งหนึ่งแล้วโดยหลักธรรมชาติ จะทําอะไรให้ยึดก็ไม่ยึด เป็นสิ่งตายตัวแล้ว ธรรมชาติของมันก็เป็นของมันเองอย่างนี้ จึงไม่มีอะไรบกพร่องต่างกัน ระหว่างพระอรหันต์กับปุถุชน สําหรับการแสดงออกของขันธ์จะเหมือนกัน พากันเข้าใจ”
องค์หลวงตาชมท่านอาจารย์สิงห์ทองเก่งเรื่องเล่าตลกขบขัน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเก่งเล่าเรื่องตลกขบขัน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“เราไม่ได้ประมาทศาสนาใด เท่านั้นพอ มีแต่พอๆ เรื่อย เหมือนไอ้ปื๊ดไอ้ปุ๊ด อย่างเคยพูดให้ฟังแล้ว เวลาไปมันปวดขี้ เดินไปเที่ยวแล้วปวดขี้ หาที่ไหนขี้ไม่ได้เลยเรียกสามล้อมา ขึ้นสามล้อแล้วเปิดถังแล้วขี้ใส่ถัง พอขี้สุดแล้วก็ว่า เอาล่ะๆ เท่านี้พอ ก็พอล่ะซี ขี้ใส่รถสามล้อเขา
ชื่อมันก็แปลก อาจารย์มหาทองสุกท่านนิสัยเรียบนะ เวลาท่านเล่านี้ให้ฟัง เราเป็นคนจับเอามาพูดอยู่ทุกวันนี้ ท่านพูดเรียบๆ เอาล่ะๆ เท่านี้พอ ขี้ใส่รถเขาจนเต็มรถ (ถ้าเป็นอาจารย์สิงห์ทองไปเจอแล้วมาเล่า) โอ๋ ! ท่านสิงห์ทองนั่นเก่ง แตกแขนงออกไปเลยล่ะ
เรื่องขอให้ผมพ้นทุกข์เถอะ
เรื่องเล่าสมัยท่านพระอาจารย์สิงห์ทองยังอยู่ในวัยหนุ่ม ท่านสนทนาพูดคุยกับเพื่อนพระด้วยกันถึงเรื่องการบําเพ็ญคุณงามความดี เพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อความพ้นทุกข์ มีเพื่อนพระองค์หนึ่ง ท่านพูดขึ้นมาว่า “โอ้ ! ถ้าหากว่าได้สําเร็จมรรคผลไปแล้ว ก็ไม่มีอะไร ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง” ในทันทีทันใดนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพูดสวนขึ้นมาตามนิสัยตลกของท่านว่า “เฮ้ย ! สําหรับผมนี่นะ ขอให้ผมพ้นทุกข์เถอะ ถ้าหมดกิเลสแล้ว ถึงจะแก้ผ้าอยู่ ผมก็ยินดีที่จะแก้ผ้าอยู่ ถึงจะจนขนาดไหนก็จนเถอะ ข้อสําคัญขอให้หมดกิเลสภายในใจ อย่าได้มาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีก ผมก็พอใจแล้ว”
เรื่องหลอกองค์หลวงตาเหยียบขี้
ในขณะที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้พักจําพรรษาอยู่กับท่านอาจารย์พระมหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด มีครั้งหนึ่งท่านหลอกให้องค์หลวงตาเหยียบขี้ แต่ไม่ได้เหยียบ เพราะท่านพระอาจารย์สิงห์ทองกันไว้ แต่สังคมทั่วไปเล่ากันจนคลาดเคลื่อนไปว่า “ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองหลอกองค์หลวงตาเหยียบขี้ของท่าน และองค์หลวงตาได้เหยียบจริงๆ” เรื่องนี้ ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ไม่ได้เหยียบ ท่านสิงห์ทองเดินมา หลวงตาเดินตามหลัง ไม่เหยียบหรอก หลอกครูบา–อาจารย์ ท่านชี้ให้ดูรุ้งกินนํ้าอยู่ไกลๆ ใกล้ๆ ถึงกองขี้ ท่านก็ขยับไปขยับมา ขยับหน้าขยับหลังบอกรุ้งกินนํ้าอยู่ใกล้ๆ “ไหน ?” หลวงตาเห็นอยู่ เดินไปคันนา พอจะเหยียบจริงๆ ท่านก็หัวเราะท่านกันหลวงตาไม่ให้เหยียบ”
พระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์อุ่น เสริมขึ้นมาว่า “ใจครูบาว่านะ ควรจะลงให้ดี ถูกต้อง แหม ! หลอกครูบาอาจารย์เหยียบขี้ตัวเอง นี้มันเกินไปนะ มันไม่ใช่หยอกเล่นนะ”
เรื่องมีโยมมาให้บอกด้วย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่าง วันหนึ่งท่านอาจารย์พระมหาบัว เข้าจังหวัดอุดรธานี ไปเอาหมากพลู จึงสั่งให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปด้วยกับท่าน โดยเดินไปตามทางที่ชาวบ้านเขาใช้เดินเทียวไปเทียวมา บังเอิญวันนั้น ท่านอาจารย์พระมหาบัวเกิดอาการปวดท้องกะทันหัน จึงสั่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า “ถ้ามีโยมมาให้บอกด้วย” แล้วองค์หลวงตาท่านก็หลบเข้าป่าข้างทางเพื่อขับถ่าย หลวงปู่สิงห์ทองท่านก็เฝ้าทางอยู่
เมื่อมีโยมเดินผ่านมา ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ด้วยนิสัยชอบหยอกล้อเล่นของท่าน แทนที่ท่านจะบอกองค์หลวงตาว่า “มีโยมมา” เพื่อให้องค์หลวงตาได้ระวัง ท่านกลับบอกโยมตามที่องค์หลวงตาสั่งไว้ว่า “โยมๆๆ มานี่ มาดูนี่ มีพระหลบขับถ่ายอยู่ข้างหน้า”
เรื่องจับหนูไปปล่อย
มีอยู่คราวหนึ่ง กุฏิโยมมารดาของหลวงตาหนูชุกชุมมาก กัดหมอนกัดเสื่อทําลายสิ่งของ หลวงตาจึงเรียกให้พระไปช่วยกันจับ เมื่อหลวงตาและพระเณรทั้งหลายเข้าสู่เขตจับหนู คือ กุฏิโยมมารดา พระจํานวนหนึ่งเข้าไปไล่อยู่ข้างในให้มันออกมา ส่วนด้านนอกก็รายล้อมไว้ และคอยตั้งท่าจับหนูด้วยความมุ่งมั่น
ถามว่า “ทําไมถึงต้องมุ่งมั่นไม่ให้หนูมีโอกาสหนีรอดขนาดนั้น”
ตอบว่า “เพราะเป็นคําสั่งของหลวงตาอย่างเด็ดขาดว่า ถ้าหนูหนีออกไปได้ทางท่านใด ท่านรูปนั้นต้องออกจากวัด”
ถามว่า “โทษคืออะไร ?”
ตอบว่า “คือความเซ่อซ่าที่ไม่ทันหนู พระเณรที่เซ่อๆ ซ่าๆ เช่นนี้ ไม่สมควรอยู่ในสถานที่ที่ต้องการความรวดเร็วคล่องตัว เพียงหนูตัวนิดเดียวยังจัดการกับมันไม่ได้ แล้วจะไปจัดการกับกิเลสตัณหาหน้าไหนได้”
ปฏิบัติการจับหนูเริ่มขึ้น ทุกรูปต่างอยู่ในรูปที่หนูไม่ชอบเอาเลย ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเห็นพระเณรตั้งท่าตั้งทางอะไรปานนั้น คงเกิดอารมณ์ขําขันรําพึงขึ้นมาภายในใจลึกๆ ว่า “เอ ! ถ้าหนูมันเกิดไปทางอาจารย์ใหญ่ (องค์หลวงตา) แล้ว ก็ใครเล่าจะมาอยู่วัดอบรมสั่งสอนพระเณร” ท่านจึงยื่นมือไปเก็บเอาก้อนหินก้อนหนึ่งขนาดใกล้เคียงกับตัวหนู มองไปทางที่อาจารย์ใหญ่ยืนอยู่
ทันใดนั้นเรื่องไม่เคยคาดคิดก็เกิดขึ้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองโยนก้อนหินนั้นไปทางหลวงตาพร้อมกับตะโกนว่า “หนู หนูๆๆ มันไปทางนั้นแล้ว” เสียงก้อนหินปะทะกับใบไม้แห้งดังแส้กๆ แส้กๆ หลวงตานึกว่าหนูจึงคว้าตะครุบติดมือทันที
พอทราบว่าไม่ใช่หนูเท่านั้นแหละ ท่านก็ดุเสียงดังขึ้นมาทันทีว่า “พระบ้านี่มันมาเล่นอะไรอย่างนี้ มันไม่รู้หรือว่า ยามไหนเล่น ยามไหนจริง” พระเณรทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์ก็สุดจะอดกลั้นเสียงหัวเราะอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ไว้ได้
เมื่อจับหนูกันได้แล้ว ต้องนําหนูนั้นไปปล่อยในป่าที่ห่างไกลจากวัด ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงมีหน้าที่นําหนูออกไปปล่อย เมื่อถึงสถานที่ที่เหมาะสมแล้ว ท่านก็ลงจากรถ ทําท่าขึงขังตึงตัง เดินไปดูสมรภูมิ โน่นบ้าง นี่บ้าง ดูทําเลที่จะปล่อยผู้ก่อการร้ายหน้าแหลมตัวฉกาจจนชาวบ้านที่อยู่ถิ่นแถวนั้นเกิดความสงสัยมาก จึงถามขึ้นว่า “ท่านอาจารย์มาทําอะไร”
ท่านมีสีหน้าเคร่งขรึมเคร่งเครียด ราวกับว่าบ้านเมืองเดือดร้อนขัดข้องไม่ปลอดภัย เต็มไปด้วยภยันตรายนานาชนิดจึงตอบเขาไปว่า “กําลังเคลียร์พื้นที่ จะนําตัวผู้ก่อการร้ายตัวสําคัญมาปล่อย ถ้าเราปล่อยมันแล้ว พวกหมู่เจ้าจงระวังตัวให้ดี ถ้ามันจู่โจมบ้านใคร สมบัติที่มีอยู่จะถูกมันปล้นชิงเอาไปหมด” พูดแล้วท่านก็ถอนหายใจยาวๆ ลึกๆ หลายๆ เฮือกแสดงถึงความกังวล
ชาวบ้านที่นั่งพนมมืออยู่นั้นแสดงความกลัวอย่างเห็นได้ชัด มีนัยน์ตากังวล หวั่น มองหน้ากันเลิ่กลั่กๆ เตรียมตัวหนีผู้ก่อการร้าย สายตาเพ่งมองท่านพระอาจารย์สิงห์ทองด้วยนัยน์ตาละห้อย
สักพักเดียวท่านก็เดินไปที่รถ ไปหยิบกรงหนูถือเดินมา ชาวบ้านจึงถามว่า “นั่นอะไร”
“นี่แหละผู้ก่อการร้ายตัวฉกาจ ทําให้พระได้รับอันตรายมาหลายองค์แล้ว”
พวกชาวบ้านจึงหัวเราะก๊าก มีใจแช่มชื่นมาดังเดิม
เรื่องนี่เป็นสิงห์ทองคนใหม่
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านมีอุปนิสัยขี้เล่นชอบพูดตลกอยู่เป็นประจํา บรรดาครูบา–อาจารย์พระเณรต่างทราบถึงพื้นนิสัยอันนี้ของท่านเป็นอย่างดี
เช่นวันหนึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองถูกองค์หลวงตาพระมหาบัวขับไล่ออกจากวัดว่า…
“ท่านสิงห์ทอง ท่านเป็นพระผู้ใหญ่แล้วทําตัวไม่เหมาะสม ท่านอยู่ที่นี่ไม่ได้นะ ขนของหนีออกจากวัดเดี๋ยวนี้ ไปฝึกนิสัยเสียใหม่ เป็นคนใหม่แล้วจึงมา”
ด้วยความเคารพรักในหลวงตา ท่านจึงเก็บข้าวของ เตรียมบาตร จีวร และบริขารจําเป็นของพระป่า แบกกลด สะพายบาตรกุลีกุจอ เดินเร็วรี่ออกจากวัดไปทางหมู่บ้านบ้านตาด
สักครู่เดียวท่านก็สะพายบาตรย้อนกลับเข้ามา แล้วคลานเข้าไปกราบหลวงตา หลวงตาเห็นดังนั้นจึงดุเสียงดังลั่นวัดทันทีว่า “เอ้า ! ยังไงนี่ ผมไล่ท่านหนีแล้ว กลับมายุ่งอะไรอีก”
“นี่ ! เป็นสิงห์ทองคนใหม่นะครับ ไม่ใช่สิงห์ทองคนเก่า สิงห์ทองคนเก่าตายจากโลกนี้ไปแล้ว” เมื่อลูกศิษย์ใช้อุบายอันเป็นปัญญาดังนั้น หลวงตาก็ไม่รู้จะขับไล่ประการใด ก็ได้แต่นั่งอมยิ้มด้วยความขบขัน ด้วยเหตุผลอยู่ผู้เดียวภายใน
เดี๋ยววันพรุ่งนี้อาตมาจะหามโอ่งมานะ
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เรื่องนิสัยตลกของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“เมื่อเช้านี้ก็ ๒๐๐ บาตรว่าไง เราคนเดียวก็ร้อยบาตร พระรับแทนอีกก็ร้อยบาตร เมื่อเช้านี้เป็น ๒๐๐ บาตรพอดี นั่นน้อยหรือมากดูซิ รุมหรือไม่รุมดูเอา พิลึกนะ บทเวลาฉันแล้วเท่านี้ก็ไม่หมด โห ! เวลารับฟาดเอาเสียจน… พอพูดอย่างนี้ก็คิดถึงท่านสิงห์ทอง ท่านเป็นนิสัยพระตลกตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เป็นพระตลก แต่เป็นเด็กขี้ดื้อ พอโตขึ้นมาเป็นพระนี่ แต่ท่านเด็ดเดี่ยวนะ นิสัยท่านเด็ดมากนะ เวลาจริงนี้จริง เอาจริงๆ เวลาเล่นก็เล่นอย่างนั้นแหละ
ไปบิณฑบาต บิณฑบาตกับเรานี่แหละ คนใส่บาตรมากๆ ใส่เดี๋ยวเต็มๆ “โอ๊ย ! บาตรมันเล็กเกินไป” คนนั้นก็ว่า “บาตรนี่เล็กเกินไปใส่คนสองคนก็เต็มแล้วๆ” “เดี๋ยววันพรุ่งนี้อาตมาจะหามโอ่งมานะ” ก็อย่างนั้นล่ะบทเวลาจะตอบเขาท่านสิงห์ทอง “เดี๋ยววันพรุ่งนี้อาตมาจะหามโอ่งมานะ” ท่านชอบพูดอย่างนั้น นิสัยตลก ท่านพูดเล่นไปอย่างนั้นนะ
เรื่องเอาสัตว์มาปล่อย
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เรื่องนิสัยตลกของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ตอนเอาสัตว์มาปล่อย ไว้เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ดังนี้
“พระก็มีความเมตตานี่ เอาอะไรมาปล่อยก็ต้องรับผิดชอบอยู่โดยสัญชาตญาณที่เป็นไปด้วยความเมตตานั่นแหละ จึงต้องได้รักษามัน อย่างกระแตตัวนี้ก็เหมือนกัน เอามาปล่อยทิ้งแล้ว เขาก็คิดว่า เขาปล่อยทิ้งแล้วสบาย เขาไม่ได้คิดกว้างขวางยิ่งกว่านั้นซี มันไม่สบายซี ปล่อยมาเพื่อตายก็ได้ อยู่กับบ้านเขาก็รักษาก็ไม่ตาย มาปล่อยทิ้งไว้นี้มันเป็นยังไงๆ นั่นล่ะตายง่ายนะ เราจึงต้องได้เข้มงวดกวดขัน แมวนี้ โอ๊ย ! มาก เอาไปปล่อย
พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ระลึกถึงท่านสิงห์ทอง เพราะท่านสิงห์ทองเป็นบ้าเล่น บ้าหยอก บ้าตลก นี่นิสัยเป็นมาอย่างนั้นนะ หากมีนั่นแหละ นิสัยยังไงๆ มันหากมีของมันเอง วิชาอันนี้มันเกิดมาจากนิสัย ไม่ต้องไปหาศึกษาที่ไหนแหละ ยิ่งไปได้สิ่งเพิ่มเติมมาจากนอกก็ยิ่งเพิ่มได้เร็ว นิสัยชอบอย่างนั้น พอไปเจอนั้นปั๊บ จับได้เร็วเลย นี่ท่านสิงห์ทอง วันนั้นเราก็ไปด้วย ไปงานท่านอาจารย์อ่อน หนองบัวบานนี่ ท่านสิงห์ทองมานี้ก็ไปด้วยกัน เขาใส่ลัง ลังนั่นเรียกว่าลังจะทิ้งแล้วแหละ เพราะฉะนั้นจึงเอาใส่ลังไป แมวใหญ่ตัวหนึ่งได้ที่นี่ พอดักได้แล้วก็ใส่ลังไป พอไปถึง คือเราบอกไว้ที่ว่างๆ ที่ปลอดภัยสัตว์เหล่านี้ ให้มันอยู่ใกล้บ้านคน ถึงมันออกจากบ้านมาแล้ว มันก็เข้าบ้านได้ เพราะแมวเหล่านี้เป็นแมวบ้าน เราก็ใส่รถไปด้วยกัน
ทีนี้พอไปจวนจะถึงบ้านหนองบัวบาน มันก็เป็นช่องว่างอันหนึ่งพอดี ก็เลยจอดรถที่นั่น พวกนั้นเขาขุดไร่ขุดสวนอยู่สองฟากทาง เขาเห็น เขาก็รุมมา พอรุมมาท่านสิงห์ทองก็ขึ้นก่อนล่ะ“ให้ระวังนะ” นั่นล่ะบ้าตัวนี้ “ระวังนะ อันตรายนะ” อันตรายอะไร “เอาผู้ต้องหามาปล่อยวันนี้” นู่นน่ะขึ้นแล้วนะ บอกให้ระวังนะอันตรายมาแล้ว ตาเขาก็จ้อง อันตรายอะไรก็ไม่รู้ เขาก็รุมมาล่ะที่นี่ แทนที่เขาจะหนี เขาไม่หนีนะ เขารุมมาทางโน้นทางนี้ อันตรายอะไร จะเอาผู้ต้องหามาปล่อย ทีนี้พอไปดูเป็นแมว โอ้โหย ! ผู้ต้องหา พอปล่อยก็วิ่งเข้าป่าเลย
นี่พูดถึงเรื่องเอาสัตว์มาปล่อย แมวนี้จะร่วมร้อยล่ะมั้ง เพราะหลายปีตั้งแต่สร้างวัดนี่ เอาไปปล่อยเรื่อย บางทีได้ทีละสองตัว – สามตัวก็มี บางทีถึงห้าตัว ทําไมถึงห้าตัว ก็แม่ตัวเดียวลูกตั้งสี่ตัว – ห้าตัว มาปล่อยไว้ ทีนี้มันก็เลยออกลูกที่นี่ มันมีลูกอยู่นี่ก็ต้องเลี้ยงทั้งลูกมัน โตแล้วถึงเอาไป ไปก็ไปหาปล่อยที่เหมาะสม เพื่อจะให้มันปลอดภัย ไปปล่อยที่ใกล้บ้านเขา ไล่ออกทั้งแม่ทั้งลูกแตกฮือเลย เพราะลูกมันก็โตแล้ว แต่มันก็ไปกับแม่มันแหละ ไล่ออกจากถุงออกไปเลย เป็นอย่างนั้นล่ะตัวใหญ่ๆ ไปปล่อย โถ ! บางตัวนู่น บุรีรัมย์ก็มี สกลนครก็มี เขามาจากไหน ฝากเขาไป เขาก็เอาไปปล่อย ศรีสะเกษก็มี ทางจังหวัดเลย ทางอะไรอย่างนี้ไปหมด ปล่อยเรื่อย ค่อยเบาบางระยะนี้”
เรื่องท่านสิงห์ทองหยอกเล่นกับโยมแม่หลวงตา
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองหยอกเล่นกับโยมแม่หลวงตา และโยมแม่หลวงตาคิดแก้คืน ไว้เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ดังนี้
“ครั้นไปหาโยมแม่ก็เอาอีกนะ เราไปด้วยกัน เวลาเข้าไปหาโยมแม่ พอเข้าไปแล้ว ทางนี้ไม่กลัวงู ทางนั้นก็ไม่กลัวแคงคก (คางคก) แคงคาด ฮู้จักบ่แคงคกน่ะ ทางนี้เข้าไปแล้วก็ไปยืนใกล้ๆ นะทําท่า เอางูไปด้วยนะนั่น จับงูเขียวไปด้วยแต่ไม่ปล่อยละ เอาไปวาง ฟังเสียงโยมแม่ร้องแจ๊กๆ จับคอไว้แล้วสอดตัวมันไป ว้าย ! โยมแม่ร้อง ทีนี้ทางนั้นก็คิดดัดกันล่ะซี เพราะทราบว่าท่านสิงห์ทองกลัวแคงคก แก้กันตกนะล่ะ เราไม่เข้าไปล่ะ
พอท่านสิงห์ทองไป จะเดินไปหาโยมแม่เลย เราไปแล้วก็ไปครัว ไปที่ไหน ไปตามเรื่องของเรา เราคอยแต่ฟังเสียง เพราะท่านสิงห์ทองกับโยมแม่นี้ถูกกันมากนะ ไปนี่โยมแม่ได้หัว (หัวเราะ) แก้กทุกที หากมีวิชาอันหนึ่งนั่นแหละไปปราบกันน่ะ วันนั้นโยมแม่พอเห็นท่านสิงห์ทองดัดแล้ว โยมแม่ก็ไปเอาแคงคกมาไว้ใต้ถุน ทําหลุมให้มันดีๆ โยมแม่ไปจับแคงคกมา ไม่ได้กลัวแคงคกเหมือนท่านสิงห์ทองจับงูนั่นแหละ มาก็จับแคงคกมาไว้นี้ ทําหลุมไว้เล็กๆ ให้มันอยู่ในหลุมแล้วเอาฝาปิดไว้
พอได้ยินท่านสิงห์ทองเข้ามา ปุ๊บปั๊บ ลงไปในหลุม ไปคว้าเอาแคงคกล่ะมาจับไว้พอท่านสิงห์ทองไป เอะอะท่านั้นท่านี้ พอปล่อย ทางนั้นฟังเสียงร้องก้าก โห ! แก้กันดีนะ ฟังเสียงท่านสิงห์ทองร้องก้ากเลย เพราะท่านสิงห์ทองกลัวจริงๆ แคงคก..กลัวมาก เหมือนโยมแม่กลัวงูนั่นแหละ ฟังเสียงร้องก้าก โหย ! แก้กันได้
โยมแม่ก็พูดเก่งเหมือนกันนะ หลานกับแม่ ก็รุ่นแม่แหละ คือแม่ของเราแก่กว่าแม่ท่านสิงห์ทองบ้าง ฟังเสียงแม่กับหลานหยอกกันน่าฟังอยู่นะ ท่านสิงห์ทองไปทีไร เป็นได้เรื่องแหละทุกทีล่ะ เสียงโยมแม่ร้องแก้ก มันหากมีขบขันอยู่นั้นล่ะ นี่วิชานิสัย เป็นเอง
นี่พูดถึงเรื่องว่าท่านสิงห์ทองเป็นนิสัยขี้ดื้อ ดื้อแต่ความเพียรเก่งนะ นิสัยขี้ดื้อ พูดอย่างตรงไปตรงมาเลย พูดถึงเรื่องนิสัย มันไม่ต้องเรียน มันขึ้นกับนิสัยเอง มันเป็นของมันอย่างนั้นอย่างท่านสิงห์ทองมีนิสัยตลกจนได้แหละ หากแย็บออกมาจนได้นะ เราไม่เคยคิดนะ ออกมาแล้วถึงรู้ อ้อ ! นิสัยเป็นอย่างนี้”
เรื่องระลึกปัญหาได้ปาตามหลังเขาไป
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“มันเป็นไปตามนิสัยนะ ก็คิดดูซิ ท่าน (ท่านสิงห์ทอง) พูด เรายังไม่ลืม “การเทศนาว่าการนี่ยกให้ท่านอาจารย์เทศน์เก่ง เท่าที่ผ่านมานี้ไม่มีใคร แต่การตอบปัญหาอีกอันหนึ่งนะ ถ้าการตอบปัญหาเป็นที่หนึ่ง สําหรับท่านอาจารย์ การตอบปัญหานี้เป็นที่หนึ่ง” ทีนี้ท่านก็ย้อนมาหาท่าน “สําหรับกระผมมันไม่ได้เรื่อง” นี่ล่ะนิสัยหยอกเล่นนะ “เวลาเขามาถามปัญหาอะไร อ้าปากอยู่ตอบเขาไม่ได้ จนกระทั่งเขากลับไปถึงบ้านถึงเรือนแล้ว จึงระลึกปัญหาได้ปาตามหลังเขาไป”
นั่นน่ะ เห็นไหมนิสัยอันนี้ล่ะ เขาไปถึงบ้านถึงเรือนแล้วจึงระลึกปัญหาได้ แล้วก็ปาตามหลังเขาไป นี่ล่ะกิริยาอันนี้ ท่านไม่ได้ตั้งใจพูดนะ มันหากมีนิสัยอย่างงั้น ปาตามหลังเขาไป ขบขันดี ไปพวกนี้ปาตามหลังไปนะ ถ้าไม่ไป เดี๋ยวนี้เราระลึกปัญหาไม่ได้ ให้ไปเสียก่อน เราจะปาตามหลัง ปัญหานี่นะ ไป”
เรื่องท่านนึกทดสอบกามราคะ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เล่าเรื่องท่านนึกอยากให้ผู้หญิงบ้ามานั่งบนตัก เพื่อทดสอบกามราคะให้คุณหมออมรา มลิลา ฟังดังนี้
“ท่านอาจารย์เคยเล่าให้ฟังถึงองค์ท่าน เพื่อปลอบให้กําลังใจพวกเราว่า ทุกคนแหละ ครูบาอาจารย์ก็เคยมาแล้ว ท่านเล่าให้ฟังถึง ท่านพิจารณาร่างกายให้เป็นอสุภะ จนกระทั่งเห็นใครๆ เป็นโครงกระดูก เป็นศพเน่าเปื่อยหมด เราไม่กลัวแล้ว เวลาออกบิณฑบาต เราไม่สํารวมดูแต่ขอบบาตร คราวนี้เราจะดูมันให้หมดเลย แล้วรับรองไม่มีอะไรจะมาคลอนใจเราได้
ต่อมาก็นึกอยากให้ผู้หญิงบ้าสักคนหนึ่ง ขึ้นมาบนศาลา แล้วมานั่งบนตัก เราก็จะไม่สะดุ้งสะเทือน และจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า เราแน่จริงๆ แล้วท่านก็กระหยิ่มยิ้มย่องภูมิใจในตัวเองอยู่อย่างนี้ จนสองสามวันจึงได้สติฉุกคิดขึ้นมาว่า เออ ! กิเลสยังเต็มหัวใจอยู่เลย เห็นไหม มันยังภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ว่า เราแน่จริงๆ เราอยากให้มีใครมาทดสอบเรา ให้เป็นประจักษ์ต่อสาธารณชนว่า ขนาดผู้หญิงบ้ามานั่งบนตักก็ไม่ขยับเขยื้อน ไม่กระเพื่อมเลย ใจมันยังเป็นกิเลสอยู่ถึงอย่างนี้ ตัวตนยังเต็มอยู่ในใจ
เหมือนที่ท่านเปรียบเทียบไว้ว่า เราเก็บกวาดห้องนี้จนว่างแล้ว แล้วตัวเองก็เข้าไปยืนตะโกนบอกกับทุกคนๆ ให้มาดู มาดูว่าห้องนี้ว่าง ทั้งๆ ที่ตัวเองเข้าไปยืนเต้นอยู่ ความเป็นตัวเป็นตนมันร้ายอย่างนี้ ถ้าเราไม่เอาจริงเอาจังกับมัน ก็จะเป็นอย่างนี้”
เรื่องไล่คนขอหวย
หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเคยออกธุดงค์กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านดัดนิสัยคนขอหวย โดยให้ไปขอหวยกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แล้วถูกท่านพระอาจารย์สิงห์ทองดุด่าขับไล่ จากประวัติหลวงปู่สรวง บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“การเดินธุดงค์ของหลวงปู่ (หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ) นั้นส่วนมากหลวงปู่มักจะไปกับ หลวงปู่วัน หลวงปู่จวน หลวงปู่คําบุ ไปเรื่อยๆ และบางครั้งไปกับพระอาจารย์สิงห์ทอง
พระอาจารย์สิงห์ทอง นั้นท่านมีนิสัยขี้เล่น ทําอะไรไม่เหมือนพระองค์อื่น ดุด่าไม่ได้สนใจใครทั้งนั้น มีสมัยหนึ่งเดินธุดงค์มาด้วยกันจากอําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร มาร่วมงานที่วัดสําราญนิเวศ แต่ไปปักกลดที่ป่าช้าไกลกว่าวัดสําราญฯ ประมาณกิโลฯ เศษ
เช้าวันหนึ่งฉันข้าวเสร็จ มีโยมคนหนึ่งเดินมาหาหลวงปู่กราบลงสามครั้ง แล้วเขาก็พูดว่า “ผมมันทุกข์ มันยาก โปรดโผดผาย (สงเคราะห์) หน่อยเถอะ” คือเขามาขอหวยหลวงปู่
หลวงปู่เองก็ไม่ชอบเล่นหวยก็เลยคิดว่า เราจะดัดนิสัยโยมคนนี้สักหน่อย ทําไมชอบเล่นหวยจัง ก็เลยบอกว่า “โยมๆ นั่นโยมเห็นไหม พระอาจารย์องค์นั้น ท่านมาจากสว่างแดนดิน” ชี้ไปทางพระอาจารย์สิงห์ทอง “ไปโยม ไปหาพระอาจารย์องค์นั้นขอท่าน เผื่อท่านจะมีตัวดีให้”โยมเขาก็กราบหลวงปู่ แล้วเดินตรงไปที่พระอาจารย์สิงห์ทองปักกลดอยู่ แล้วก็กราบลงสามครั้ง หลวงปู่ก็ยืนมองดูอยู่นะ เขาก็พูดขึ้นว่า “ข้าน้อยมันจนโปรดโผดผายแน่ท่าน”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองยังไม่ได้ดูหน้าเลย ก็ด่าเลยล่ะ “มึงคิดว่าพระอย่างกูนี้จะบวชมาให้หวยให้เบอร์หรืออย่างไร กูบวชมาบําเพ็ญเอาบุญนะไป หนีๆ ไปให้ไกล” เสียงดังลั่นเลยทําให้พระเณรที่ปักกลดอยู่ใกล้ๆ ตกใจไปตามๆ กัน ต่างก็ออกมาดู โยมคนนั้นไม่ทันกราบลาเลยรีบหนีไปอย่างรวดเร็ว หลวงปู่ก็ยืนขําอยู่ พอสักพักจะไปร่วมงาน ท่านก็เดินมาถามว่า “บักใด๋ (ผู้ใด) มัน มันบอกมากวนแต่เช้าแท้” ทุกองค์เงียบไม่มีใครยอมปริปากพูดแม้แต่องค์เดียว เพราะรู้ว่าถ้าบอกต้องโดนแน่ๆ”
ท่านทดสอบขันติธรรมของโยมแม่
หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ เล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองทดสอบโยมแม่ของท่านไว้ดังนี้
“… อีกสมัยหนึ่งอยู่วัดป่าแก้วชุมพล ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพาโยมแม่ท่านมาบวชเป็นชีอยู่ที่นั่น พอตกตอนกลางคืน โยมแม่ท่านก็ไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนาอยู่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็แอบไปข้างๆ เพิงที่โยมแม่ท่านอยู่ เขาทําเป็นกุฏิมุงด้วยหญ้าหลังเล็กๆแต่มันจะเป็นฝาที่ยกเปิด – ปิดได้ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เอาเชือกผูกใส่ปลายไม้ และข้างหนึ่งผูกใส่ที่ฝายกขึ้นและก็ปล่อยลงให้มันดังพึ่บๆ ท่านหลอกโยมแม่ท่านเพื่อทดสอบขันติธรรม
พอตกเช้ามา ฉันข้าวเสร็จ ท่านก็นําอาหารหวานคาวใส่ปิ่นโตถือไปให้โยมแม่ แล้วถามว่า “แม่ๆ เมื่อคืนนี้มีอะไรอยู่หรือเปล่าแม่” โยมแม่ก็ตอบว่า “ไม่รู้มีอะไรตีฝาอยู่พึ่บๆ อยู่” ท่านก็ถามว่า “แม่กลัวอยู่ใช่ไหม” “ไม่กลัวแล้ว” “เออ” ท่านว่า “แม่อย่ากลัวนะ ข้าดอก” ท่านชอบทําอะไรแปลกๆ ขนาดโยมแม่ของท่านเอง ท่านยังแกล้งเป็นผีไปหลอก นี้ก็คือนิสัยอย่างหนึ่งของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง”
เรื่องเล่าปลาดุกย่างบนบาตร
เรื่องเล่าปลาดุกย่างบนบาตร เป็นเรื่องขําขันที่เล่าต่อๆ กันมา ดังนี้
ในงานกิจนิมนต์ครั้งหนึ่งของวัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งครูบาอาจารย์มาร่วมงานกันมาก ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็รับกิจนิมนต์มาในงานนั้นด้วย ในเช้าวันงานเมื่อถึงเวลาถวายจังหันเช้า ครูบาอาจารย์ทุกท่านที่รับนิมนต์มาในงานก็มานั่งเรียงกันตามพรรษาที่ศาลาฉัน เพื่อรอการถวายจังหันเช้า มีญาติโยมจํานวนมากมาถวายจังหันเช้าครูบาอาจารย์ที่มาร่วมงาน สํารับข้าวปลาอาหารคาวหวานเป็นหม้อๆ เป็นถาดๆ เป็นชามๆ ถาดแล้วถาดเล่า ได้ถูกทยอยนํามาประเคนถวายครูบาอาจารย์ ท่านก็พิจารณาตักอาหารใส่บาตรตามปกติ รวมทั้งท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
พอมาถึงถาดปลาดุกย่างที่เสียบเป็นไม้ๆ ครูบาอาจารย์องค์ที่จะฉันปลาดุกย่างทุกองค์ต่างก็ถอดเอาไม้ออก แล้วเอาปลาดุกย่างใส่ไว้ในบาตร แต่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองซึ่งมีนิสัยชอบเล่น ชอบหยอกล้อ ชอบตลก ท่านจึงหยอกเล่นกับญาติโยม เมื่อถาดปลาดุกย่างส่งมาถึงท่าน ท่านกลับไม่ทําเช่นนั้น ท่านหยิบปลาดุกย่างมาหนึ่งไม้ แล้วท่านก็แกล้งเอาไม้ปลาดุกย่างวางบนบาตรท่าน แล้วท่านก็นั่งอมยิ้ม ญาติโยมที่มองเห็นท่านทําเช่นนั้นต่างก็พากันอมยิ้ม
ผีปอบบ้านศรีฐาน
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเรื่องเล่าตลกขบขันเกี่ยวกับผีปอบบ้านศรีฐานที่ท่านได้ฟังมาจากท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เคยเล่าสู่ฟังเรื่องปอบเข้าบ้านศรีฐาน ซึ่งเป็นบ้านเดิมของท่าน ท่านเล่าว่า มีคนคนหนึ่งเขาไปนา ไปทํางานที่นาของเขา เกิดปวดท้องหนักเลยกลับบ้าน คงจะปวดหนักมาก พ่อแม่เห็นผิดสังเกต นึกว่าผีปอบเข้าลูก กินลูก ก็เลยไปตามหมอธรรมมาขับไล่
พอหมอธรรมมาถึงก็ไม่ได้สังเกตสังกาอะไร เสกคาถาใส่ด้าย แล้วก็ผูกข้อมือ ข้อเท้า และคอ เสร็จแล้วก็หวดด้วยลําข่า “หือ มึงเป็นใคร ? มึงมาจากไหน ? มึงชื่ออะไร ? หือ มึงจะหนีหรือไม่หนี ? หือๆ” คนที่ปวดท้องก็ร้องไห้ว่า “จะให้ผมหนีไปไหน บ้านผมอยู่นี่”
แล้วยังขู่อีกว่า “มึงมาจากไหน ?” คนเจ็บก็บอกว่า “มาจากนาหนองพอก” “หือ มึงเป็นใคร ?” ก็บอกชื่อ แล้วหมอและคนดูก็ตกใจ พากันหัวเราะกันพักใหญ่ ทั้งสงสารคนป่วย ปวดท้องก็จะตายอยู่แล้ว ยังโดนตีอีก นี่ปอบบ้านศรีฐาน แต่ส่วนมากหมอธรรมเขาจะรู้ ส่วนหมอธรรมคนนี้อะไรก็ไม่ทราบ คงจะเรียนมาใหม่แหละดูท่า ท่านเคยเล่าให้ฟังสนุก”
เรื่องของผีปอบ (จะอธิบายเรื่องของผีปอบ)
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องผีปอบไว้ดังนี้
“เรื่องของผีปอบนี้ ทางอีสานโดยเฉพาะบ้านนอกเขาจะรู้กัน แต่ภาคอื่นส่วนใหญ่จะไม่รู้จัก และบางคนอาจไม่เคยได้ยิน คนที่เป็นปอบ (เจ้าของปอบ) นี้เป็นลักษณะผีเทียม เวลาไปกินคนจะบอกชื่อของคนที่เป็นปอบนั้น ผีปอบนี้เกิดจากคนที่เรียนวิชาบางอย่างมา แล้วรักษาตามคําสั่งของอาจารย์ไม่ได้ หรือเกิดจากการสักว่านกระจายโพงแล้วรักษาไม่ได้ก็มี หรือพวกสบู่เลือดเหล่านี้ เป็นต้น มักจะเป็นปอบ
คนที่จะเป็นผีปอบนี้ เริ่มแรกมักจะฝันว่าได้กินของดิบ เช่น เนื้อดิบ ลาบดิบ เหล่านี้ ทีแรกก็จะกินเป็ด กินไก่ จากนั้นก็จะกินคน ส่วนมากมักจะกินคนป่วย คนธรรมดาที่ไม่ป่วยก็มีส่วนน้อย เวลาปอบเข้ากิน ทีแรกคนที่ถูกปอบเข้าจะมึนชาทั้งตัว ต่อไปก็จะไม่รู้สึกตัว ทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ และหลบหน้าไปในลักษณะนี้ ผิดสังเกตไม่เหมือนคนคนเก่า คล้ายกับผีทรง
เวลาผีปอบเข้าแล้ว เขาจะเอาหมอธรรมมาขับไล่ ถ้าอยากรู้ว่าเจ้าของผีปอบเป็นใคร เขาก็จะเสกคาถาใส่ด้าย (ด้าย ๓ สี ด้าย ๗ สี) แล้วผูกตามข้อมือ ข้อเท้า และคอ แต่เวลาผูกไม่ให้คนที่เป็นปอบเข้าเห็น รีบผูกแล้วเสกคาถาใส่หัวว่านไฟ (หัวไพล) จี้ หรือบางทีถ้าไม่ยอมบอกชื่อ หรือไม่ยอมออกจากคนไข้ เขาก็จะตีด้วยลําข่า ลําว่านไฟ (ลําไพล) ชนิดตีให้ยอม หรือบางหมอก็จะตีด้วยก้านกล้วย ตีจนยอมบอกชื่อว่าเป็นใคร มาจากไหน เคยกินใครมาบ้าง ในทํานองนี้
เวลาผีปอบบอกว่าคนนั้นกูก็กิน ตับหวานอร่อยดี ทํานองนี้แหละ เมื่อเวลาได้ออก เขาก็จะแก้ด้ายที่ผูกออก ขับให้ออก เมื่อผีปอบออกแล้ว ผู้ป่วยจะไม่รู้ว่าตนเองเป็นอะไร คล้ายๆ กับผีทรง บางทียังถามว่าคนมาทําไมมากอย่างนี้”
เรื่องเฒ่ากอกยา
เรื่องเฒ่ากอกยา เป็นเรื่องขําขันอีกเรื่องหนึ่ง ที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองประสบมาด้วยตนเอง แล้วมาเล่าสู่กันฟัง ชวนให้หัวเราะ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เทศน์ไว้ดังนี้
“บุหรี่นี่ ภาษาภาคอีสานเราเขาเรียกว่ากอกยา เขาไม่เรียกบุหรี่ ก็พอดีท่านสิงห์ทองอีกเหมือนกันมาจากอุบลฯ ขึ้นรถมา ปีนั้นมันสงครามโลก ไฟหายาก รถยนต์ต้องใช้ถ่าน ไม่ได้มีนํ้ามันนะ พอดีท่านสิงห์ทองขึ้นรถมาคันนั้นเอง เพราะฉะนั้นถึงจําได้ดี บ้าตัวนี้เก่งนะ ถ้าเป็นเรื่องตลกเรื่องเล่นนี้ท่านสิงห์ทองจําได้แม่นยํามากเชียว ทีนี้นั่งรถมา ก็มีอีตาคนหนึ่งแกอยู่ข้างถนน แกขุดสวนขุดไร่อยู่นั่น แกไม่ได้สูบยาสูบบุหรี่ แกก็ฉลาดดีเหมือนกัน แกก็ออกมารอที่ถนน เวลารถเขามาแกก็โบกมือให้รถเขาหยุด ทีนี้พวกอยู่ในรถเขาก็บอกว่า รับไหมๆ เขาว่างั้นมีคนเดียว รับไหม “เอ้อ ! รับเสีย ได้ค่าบุหรี่ซองหนึ่งก็เอา” เขาพูดกันบนรถนะ “เอ้า ! รับเสีย ได้ค่าบุหรี่ซองหนึ่งก็เอา”
พอไปถึงแกยังโบกมืออยู่ เอ้า ขึ้นลุงๆ “โอ๋ย ! พ่อไม่ขึ้นหรอก พ่อโบกมือมาขอต่อกอกยาต่างหาก” แล้วจะทําไงก็เลยให้เฒ่าต่อกอกยา พอไปถึงนั่นแกก็โบกมือให้รถหยุด รถเขาก็หยุด ก่อนจะหยุดเขาถามกันก่อน จะรับไหมมีคนเดียวเท่านี้ “เอ้อ ! รับก็รับเสีย ได้ค่าบุหรี่ซองหนึ่งก็เอา” ว่างั้น พอไปถึงนั้นก็จอดรถปุ๊บ เอ้า ! ขึ้นลุง “โอ๊ย ! พ่อไม่ขึ้นแหละ พ่อโบกมือมาขอต่อกอกยา” หมดท่า ก็เลยให้เฒ่าต่อกอกยาต่อไฟ ต่อบุหรี่ พอแกต่อกอกยาแล้ว ออกจากนี้แกก็ไปขุดสวนแกควันถมดัง (จมูก) สบายเลย
ทางนี้ติดรถเท่าไรก็ไม่ติด มันรถถ่านไม่ใช่รถนํ้ามัน “โอ๊ย ! เป็นเพราะเฒ่าห่านี่ล่ะ”ว่าเฒ่าห่า แต่หัวเราะทุกคนเด้ (นะ) บ่ (ไม่) ได้เคียดให้เฒ่า เป็นเพราะเฒ่าห่านี่ล่ะ จุดยังไงรถก็ไม่ติด คือรถใช้ถ่านติดเครื่องไม่ง่าย พอติดแล้ว เขาเคลื่อนย้ายรถออกไป ก็เห็นแกขุดสวนอยู่นั่น นี่ๆ เฒ่าห่านี่ แล้วหัวเราะกันลั่นนะ ด่าว่าเฒ่าห่า แต่มีแต่หัวเราะทั้งนั้น คือ ไม่เคยเห็น ไปโบกมือให้รถหยุด พอรถหยุดแล้วก็ไปขอต่อบุหรี่สูบบุหรี่ มันเคยมีไหมประเทศไทยเรา มันก็มีนะ ท่านสิงห์ทองเอามาเล่า หัวเราะลั่น
ภาษาภาคอีสานเขาเรียกกอกยา เขาไม่เรียกบุหรี่ รถไปเห็นแกโบกมืออยู่นั่น จะรับไหมมีคนเดียว เขาปรึกษากับพวกรถเขา เอ้อ รับก็รับเสีย ได้ค่าบุหรี่ซองหนึ่งก็เอาเขาว่า พอไปจอดรถปั๊บ เอ้า ขึ้นลุง “อู๊ย ! พ่อไม่ขึ้น พ่อโบกมือเพื่อขอต่อกอกยาต่างหาก” หมดท่า ก็เลยจําเป็นต้องได้ต่อ หามผีตกป่าช้าไม่เผาได้ยังไงใช่ไหม นี่จําเป็นแล้วก็เลยให้แกต่อยาสูบบุหรี่
ทีนี้พอต่อเสร็จแล้วติดเครื่องรถมันไม่ติดล่ะซิ ทํายังไงก็ไม่ติด เป็นเฒ่าห่านี่ล่ะ ใครก็ว่าเฒ่าห่านี่ล่ะ แล้วหัวเราะกันลั่นนะ เป็นเพราะเฒ่าห่านี่ล่ะ รถมันไม่ไป จนกระทั่งรถไปได้แล้วพอรถย้ายออกไป นี่ๆ เฒ่าห่า ขุดสวนอยู่ข้างถนน เฒ่าก็ขุดเฉย ควันถมดัง นี่เป็นความจริงไม่ใช่เล่นๆ ท่านสิงห์ทองไปได้เรื่องมาเอง ท่านสิงห์ทองนั่งรถมาด้วยนั่นซี พูดเรื่องเขาต่อกอกยา”
เรื่องท่านและศิษย์ขึ้นภูทอก
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์เล่าเรื่องท่านและศิษย์ขึ้นภูทอก ดังนี้
“ปี พ.ศ. เท่าไร พวกอุดรฯ พวกหมู่บ้านขาม พวกนี้เขาไปทอดผ้าป่า เขามารับไป แต่ว่าท่านอาจารย์จวน (ภูทอก) ในเบื้องต้น คือมีคนมานิมนต์ให้ไปมาหลายครั้งหลายหนนะ แต่ถึงวันนัดจริงจังเขาก็ไม่ได้มารับ ก็เลยไม่ได้ไปสักที ตอนนั้นมันยังวิเวกอยู่ คนยังไม่ค่อยสนใจไปเที่ยวเหมือนสมัยนี้ ไปกันหลายคันรถ ทางอุดรฯ ทางหมู่บ้านต่างๆ ไป
เณรมันก็นําเที่ยว (ภูทอก) คงจะนัดแนะเอาไว้ ว่าเรามันจะแค่ไหน คงจะคิดแบบนั้นมั้ง ท่านอาจารย์จวนคงวางแผน วางแผนให้เณรนําเที่ยว พอไปถึงเหวที่ลึกๆ มันก็ยืนดันเราอยู่นั่นแหละ จะให้เรากลัว หึย ! (หลวงปู่หัวเราะ) ใครพากันวางแผนแบบนี้ เที่ยวรอบไปรอบมา ก็เลยตอนนี้เราก็กลับลงมาพักข้างล่าง คนไปมาก
ตอนเช้าพวกนั้นก็ไป พวกหมู่บ้านขามนั้นไป ไปเที่ยว พวกผู้หญิงผู้ชายหลายคน พวกที่ยังไม่ได้ขึ้น เที่ยวไปก็คุยกันไป เพลินเรื่อยไป ไม่ได้ดูหน้าดูหลังอะไร พอเดินไปไกลพอสมควร ก็ถึงค่อยมองดูเหว – สะพาน เขามองดูมันเสียวขาอ่อน ร้องไห้ จะกลับก็กลับไม่ได้ จะไปข้างหน้าก็ไปไม่ไหว ต้องอาศัยคนอื่นพยุงไป
เฮ้อ ! ขายหน้าหลวงตานี่หว่า (หัวเราะ) คือว่าใจมันเสียวมันอ่อนแล้วก็ขามันก็อ่อนไปด้วย ก็เลยเดินไม่ไหว ถ้าหากใจคิดอย่างนั้น ถือว่าไปธรรมดา มันก็ไม่เป็นไร ที่มันก็กว้างสบายกว้างพอสมควรอยู่ เที่ยวรอบนั้น เมื่อปีกลาย – ปีซืน (ก่อนปีกลาย) นี้ กฐินท่าน เขาก็มารับไป”
เรื่องรดนํ้ามนต์ด้วยนํ้าล้างเท้า
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องการรดนํ้ามนต์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไว้ดังนี้
“แล้วความที่โยมผู้หญิงคนหนึ่ง เขาจะชอบในเรื่องปาฏิหาริย์ เขาก็จะให้ท่านอาจารย์สิงห์ทองรดนํ้ามนต์ให้เขา รู้ไหม เขาจะทําอย่างไร
ปกติพระกรรมฐานนี่ ที่กุฏิท่านจะมีไอ้ตรงหัวบันไดที่จะขึ้นกุฏิน่ะ มีเป็นนํ้าล้างเท้า แล้วก็มีโอ่งตั้งเอาไว้ นั่นแหละ ท่านเอานํ้าจากโอ่งเนี่ยสาดโยมผู้หญิงคนนั้น ทั้งตัวเปียกหมดเลย ท่านบอก “เนี่ย ! นํ้ามนต์” ท่านนี่ยอดจริงๆ เลย”
เรื่องกลัวรถตื่นร่ม
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้เมตตาเล่าเรื่องขําขัน สมัยก่อนภาคอีสานยังไม่มีรถเมื่อเริ่มมีรถยนต์วิ่งบนถนน รถจึงเป็นของใหม่ในสมัยนั้น ดังเรื่องแม่ออกพอเห็นรถแล้ว สั่งให้ลูกหลานหุบร่ม เพราะกลัวรถจะตื่นร่มแล้วตกข้างทาง ดังนี้
“หน้าฝนยามประชาชน เขาทําไร่ทํานา แต่ก่อนมันไม่มีเครื่องจักร ถึงหน้าฝน มีตั้งแต่วัวแต่ควายเท่านั้นคราดไร่ไถนา มันตกใจกลัวเป็น เพราะวัวควายมันเป็นสัตว์ประเภทหนึ่ง มันไม่ใช่ผู้คน เหมือนกันกับแม่ออกบ้านบกโคกยาว ทางอําเภออํานาจฯ ตั้งแต่สมัยก่อนเฒ่า (แม่ออกบ้านบกโคกยาว) พาลูกพาหลานไปเอาบุญ รถมันยังไม่มี เห็นรถยนต์มา แดดร้อนๆ เด็กเล็กเด็กน้อยเขากางร่มไปทําบุญ พวกเจ้าหุบร่ม รถเขาจะตกใจ ว่าอย่างนั้น (หลวงปู่หัวเราะ) กลัวรถจะตื่นร่ม พาเด็กน้อยหลีกเป็นจริงเป็นจัง เขาหุบร่ม กลัวรถยนต์ตื่น รถยนต์แต่ก่อนมันตื่นนะ มันก็ตื่นเหมือนเณรตี๋ (หลวงปู่หัวเราะ) มันมีหัวใจ รถยนต์
ตาเนตรดอกเล่าให้ฟัง มันเป็นความจริง เพราะไม่เคยเห็นรถ เห็นแต่วัวแต่ควาย แต่ล้อแต่เกวียน ถ้ากางร่ม กางนั่นกางนี่ หรือแต่งตัวดิบดี วัวควายมันได้กลิ่น มันตื่น มันกลัว นี่เฒ่าแกเห็นอย่างนั้นก็เลยกลัวรถยนต์เขาตื่นตกถนนหนทาง เฒ่าก็เลยบอกลูกหลานแล้ว “หุบร่มหุบร่ม พวกเจ้า” ว่านั้น “รถเขาจะตื่นนะ” เฒ่าก็พาเด็กน้อยหลีกเขา เด็กน้อยหุบร่มแล้วเป็นทํานองนั่น สมัยที่ไม่ทันเคยเห็น เคยมี”
เรื่องขบขันลิงแกล้งแมว
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไปเห็นลิงแกล้งแมว ที่วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เล่าไว้เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๔ ดังนี้
“พอพูดถึงเรื่องวิสาขบูชานี้ก็ระลึกถึงท่านสิงห์ทองพระขี้ดื้อ วันนั้นพอดีพวกขายนํ้าย้อมนํ้าสีอะไร เขาก็มีลิงตัวหนึ่งขี่บนคอเขาไป มี ๓ – ๔ คน เขาไปขายพวกนํ้าย้อมนํ้าสีอะไรๆ แล้วเขาก็ไปรับประทานข้าวที่ศาลาวัดอุดมสมพร ทีนี้ที่ศาลานั้นก็มีแมวใหญ่ตัวหนึ่ง แมวท่านอาจารย์ฝั้นท่านเลี้ยงไว้ ใหญ่นะ น่ารักด้วย
ทีนี้พอดีไปนั้นแมวมันก็หมอบอยู่ที่หน้าศาลา ทีนี้พวกขายของเขาไปที่นั่น ลิงเขาก็มาด้วย เขาก็ปล่อยลิง พอปล่อยลิง แมวตัวนั้นมันก็อยู่ของมันนั้นแหละ เขาปล่อยลิงแล้วก็ขึ้นไปกินข้าวกินอะไรกัน ไอ้ลิงมันเห็นแมวตัวนั้น ก็นิสัยลิงอย่างว่า แอบไปทางนู้น แอบไปทางนี้ ดูลาดเลาลวดลายของแมวตัวนี้มันจะทําอะไรๆ คงเป็นอย่างงั้นแหละลิงตัวนั้นนะ มันก็เดินฉากทางโน้นแล้วเดินฉากทางนี้ ไอ้แมวตัวนี้ก็หมอบเฉยอยู่ ทางนั้นก็ลอบมาทางนั้น ลอบมาทางนี้ ใกล้เข้ามาๆเห็นทางนี้เขาหมอบเฉยอยู่เข้ามาใกล้ๆ เขา แมวตัวนี้พอใกล้ๆ เข้ามาเห็นว่า ทางนี้ไม่ทําอะไรก็ใกล้เข้ามาๆ จนจะมาถึงตัวเหมือนไอ้หมีกําลังจะถูกไม้เรียว พอดีมาใกล้ๆ เขาก็เฉยนะแมวตัวนี้ เฉย ก็มาลูบนั้นลูบนี้ ลูบเบาๆ เสียก่อนนะ มันทะลึ่งอย่างนั้นนะไอ้ลิงน่ะ
ท่านสิงห์ทอง ท่านดูอยู่ พอมาลูบนั้นลูบนี้ แมวตัวนี้มันก็ตบหน้าปั๊บเลย ทางนั้นฟังเสียงก๊อกๆ ไอ้นี้พอตบหน้าลิงแล้วก็วิ่งหนีเลย ไอ้ลิงตัวนั้นก็ผูกโกรธผูกแค้นวิ่งขึ้นไปต้นไม้เสียงก๊อกๆ แมวตบมันก็มีเล็บใช่ไหมล่ะ มันฟาดหน้าลิงล่ะซิ ทางนั้นก็ก๊อกๆ วิ่งขึ้นบนต้นไม้ พอวิ่งขึ้นบนต้นไม้คงผูกโกรธผูกแค้นท่า แมวตัวนี้ก็วิ่งหนีไปทางนู้นเสีย เขาคงจะติดตามดูอยู่ท่านะ พอได้โอกาสลิงตัวนั้นก็ลงมาอีก ค่อยด้อมไปที่นั่น เห็นไหม เขาผูกโกรธผูกแค้นกันนะ พอลงมาคราวนี้ไม่มีลวดลายยังไงนะ แมวตัวนั้นก็หมอบเฉยอยู่ ไอ้ลิงตัวนี้ก็ด้อมไปข้างหลังไปจับหางกระตุก แมวก็แม้ว ลิงก็โดดขึ้นต้นไม้ฟังเสียงก๊อกๆ คือว่าสมใจกูแล้วคงว่างั้น
ท่านสิงห์ทองมาเล่าให้ฟัง เอ๊ ! ลิงก็แปลกนะ มันผูกอาฆาตเหมือนกัน ท่านว่างั้นนะ เวลาถูกตบหน้าขึ้นไปร้องก๊อกๆ อยู่ข้างบนหาโอกาส พอทางนี้เผลอตามมาอีก ด้อมไปข้างหลังจับหางกระตุก แมวก็แม้วทีเดียว ทางนี้ก็เปิด ทางนั้นก็เปิด ขบขันดี จบแล้ว ไป พากันกลับ
ท่านสิงห์ทอง ท่านเป็นนิสัยชอบพูดเล่น ถ้าเป็นเรื่องพูดเล่น โอ๋ย ! จําได้แม่นยํานะถ้าอย่างอื่นไม่ทราบจําได้ไม่ได้นะ แต่นิสัยท่านก็จําดีอยู่ แต่พูดถึงเรื่องเล่นนี่จําได้หมดเลย ไม่มีอะไรตกฟากไปได้เลย จําได้หมดทีเดียวท่านสิงห์ทอง ความจํากับเรื่องเล่นนี่เก่งมาก”
นิทานเรื่องสายวาสนาของตายาย
“มีนิทานปรัมปรา ผู้เฒ่าผู้แก่สมัยเก่าท่านเคยพูดให้ฟัง ในตํารับตําราจะมีมาทํานองไหน ยังไม่รู้ไม่เห็น ไม่เคยได้ยิน ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านแนะสอน คงจะจําติดปากติดคอต่อกันมาเป็นคติที่จะให้พวกเราได้พิจารณา ท่านกล่าวไว้ในเรื่องความจน ความอดความอยาก ความทุกข์ความยาก หาเช้ากินเย็น ท่านอาจารย์ฝั้นท่านเคยเทศน์
เรื่องเฒ่าสองเฒ่า อยู่กระต๊อบ ตักขี้ยางมาแลกข้าว พอได้ข้าวนํ้าประทังชีวิตไปวันๆ นั่นล่ะ นอนก็นอนกระต๊อบ เกิดผิดเถียง (ทะเลาะ) ฆ่าตี ด่ากัน ผู้เมียก็ว่ามันทุกข์เพราะผู้ผัว ผู้ผัวก็ว่ามันทุกข์เพราะผู้เมีย เกิดมาวันไหนๆ ก็มีตั้งแต่ผิดแต่เถียง มีแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่อย่างนั้น หากไม่หนีจากกัน อยากหนีก็หนีไม่ได้ ด้วยกรรมที่เคยสร้างไว้ร่วมกัน เบื่อมาก หน่ายมาก หนีไม่ได้
ต่อมาเลยร้อนไปถึงพระอินทร์ว่างั้น ท่านอาจารย์ฝั้นท่านเทศน์ จําได้ พระอินทร์ก็เลยลงมา “เจ้าอยากเลิกกับเมียไหม ? เจ้าอยากหนีอยู่ไหม เจ้าทุกข์เจ้ายาก เจ้าลําบากรําคาญ”
“อยากหนีนั่นแล้ว” ว่างั้น ผู้ผัวก็ดี ผู้เมียก็อยากเลิกผัว ผู้ผัวก็อยากเลิกเมีย แต่เลิกกันไม่ได้
ทีนี้ก็เลย พระอินทร์เลย “ถ้าอย่างนั้นก็ ชอบแบบไหน ? เจ้าต้องการแนวไหน วาสนาของเจ้าเป็นยังไง ข้าจะเอาไปทดสอบดู หลับตานะ” ว่างั้น
พอหลับตาเลยพาไป พาไป ไปเสี่ยงวาสนา สถานที่นั้นมีสายวาสนาเต็มแน่นอยู่ในสถานที่นั้น เหมือนกันกับสายโทรเลข – โทรศัพท์ ไปรวมกัน
พระอินทร์ถาม “แล้วเจ้าชอบสายไหน ? ให้เจ้าเลือกเอาสายนั้น วาสนาของเจ้ามันจะขนาดไหน อยากให้เจ้าตามเรื่องสายนี่ไป จึงจะไม่ได้ตําหนิคนอื่น เพราะเจ้าเลือกเอาเอง เจ้าหาเอาเอง ด้วยความชอบ ความชอบใจของเจ้า”
ผู้นั้นก็เลือกดูแล้ว เลือกไปเลือกมาก็ชอบสายนั้นกว่าสายอื่น สายอื่นก็ไม่ชอบ ไม่ชอบพอชอบแล้ว ท่านก็ให้จับหลับตา ตามสายมา มาถูกกระต๊อบของเก่านั่น เมียผู้เก่านั่น ว่างั้น(หลวงปู่หัวเราะ) นั่นวาสนา พอเมียก็เอาไปทดสอบก็ถูกผัวผู้เก่าเหมือนกัน มันไม่ใช่ไปที่อื่นสายของวาสนามันเป็นมาอย่างนั้น จะดิ้นรนกระวนกระวายตําหนิผู้ใดไม่ได้ เพราะวาสนาของเรามันเป็นทํานองนั้น
นี่เป็นคติอันหนึ่ง ซึ่งไม่ให้ตําหนิกัน ผู้ผัวก็จะว่าเมียไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ขี้เกียจขี้คร้านเอารัดเอาเปรียบ ทําอะไรก็ไม่สวย ทําอยู่ทํากินก็ไม่แซ่บไม่อร่อย พูดไปทั่วทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องให้คิดถึงวาสนาของเรา
ผู้เมียก็เหมือนกัน บ่นผัวก็จอมขี้เกียจขี้คร้าน เล่นโบกเล่นไพ่ กินเหล้ากินยา การงานอะไรก็ไม่ทําให้ มีแต่เมียหาเลี้ยงหาให้กิน ปกปักษ์รักษาอยู่อย่างนั้น ตําหนิตั้งแต่ผัวของตัว ไม่ได้ตําหนิวาสนาเจ้าของ มันกะเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างนั้นดอก
หากวาสนาของเรามีแค่นี้น้อ บารมีของเรามีแค่นี่ เราจึงได้ผู้อย่างนี้มาเป็นลูกเป็นผัวคนทั่วโลกเราก็เลือกหาได้แค่นั้น ผู้อื่นก็มีอยู่ ผู้ควรจะรักกันตลอดไป จะเลี้ยงจะดู ตั้งแต่เรายังหนุ่มยังสาว พอจะหาได้ แต่เราไม่ชอบ เราชอบใจผู้นั้น หากแม้นไปได้ผู้นั้น ชอบผู้นั้น จะไปตําหนิกันก็ว่าอย่างนั้น ว่าอย่างนี้ มันก็ไม่ดี ติวาสนาของเจ้าของ มันทําให้เสียหาย อยู่ด้วยกันไม่เป็นสุข”
นิทานเรื่องคนไม่มีวาสนา
“นอกจากนั้นท่านกล่าวไว้ คนที่ไม่มีวาสนา ตื่นมาก็ไปหาอยู่หากิน หาจับไก่จับแลน (ตะกวด) ว่างั้น นี่ก็นิทานปรัมปราเหมือนกัน ได้ยินมาจากปากผู้เฒ่าผู้แก่ แต่สมัยเป็นเด็กน้อย คุณพ่อเล่าให้ฟัง
ว่ามีสองเฒ่าตายายเหมือนกัน ไปหาจับเต่า บางวันก็ไปหาจับกระรอก กระแต จับแลน แล้วเทวดาอารักษ์เลยสงสาร เฒ่านี่ก็ทุกข์ยากลําบากรําคาญ หาตั้งแต่เต่าแต่แลนไปแลกข้าวแลกนํ้า ไปซื้อไปขาย ก็ไม่พอจะรํ่าจะรวย จะได้จะดี จะมั่งจะมีกับเขา
(เทวดา) “มาเมตตาสงสารแท้ จะเอาไหเงินไหทองไปตั้งให้มันก่อนน้า มันเคยมาจับสัตว์แถวนี้ล่ะ” ว่างั้น
เอาไปตั้งไว้ก็ถูกวันที่ตายายจับแลน เหลียวมองตั้งแต่ต้นไม้ต้นนั้น เหลียวมองแต่ต้นไม้ต้นนี้ ชนไปก็ไม่สนใจอะไร ก็เลยไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ไหที่ชนไป ไหเงินไหทองไปตั้งไว้ต่อหน้า
(เทวดา) “ทีนี้กูจะแขวนไว้ก่อนน้า” ว่างั้น
ก็ถูกวันที่ตายายจับเต่า มองตั้งแต่นั่น แต่นี่ไป ชนหัวแกไปก็ไม่สนใจอีกล่ะ เลยไม่ได้อะไรเอาไปตั้งไว้
(เทวดา) “บ๊ะ ! มันจะไม่มีวาสนาขนาดนี้หรือ ? เฒ่าอันนี่” ว่างั้น ทีนี้เลยมาหา เอาหน้า (ธนู) มาให้
(เทวดา) “แล้วเจ้าอยากได้เงินได้ทองไหม ?”
(ตายาย) “อยากได้สิ” ว่างั้น
“อยากได้เงินได้ทองนี่ ให้เจ้ายิงหน้า (ธนู) ขึ้นฟ้านะ ถ้ามันตกใส่ทุ่งนา ตกใส่ไร่นา ข้าก็จะขน (เงินทอง) ให้เต็มไร่นา ตกใส่อะไร ข้าก็จะขนให้เท่าอันนั้น เท่าอันนั้น” ว่างั้น
“เสี่ยงวาสนาของเจ้าดูว่ามันเป็นยังไง” ว่างั้น
แกก็อยากได้สิ ออกไปก็ยิงหน้า (ธนู) เลย ยิงหน้า (ธนู) ขึ้นฟ้า เผื่อจะให้มันตกลงไร่นาเผื่อจะได้เงินได้ทองเต็มไร่นา เผื่อจะให้ขนไปให้มันเต็ม ตกลงไร่นาก็เต็มไร่นา ตกไร่น้อยไร่ใหญ่
ยิงขึ้นไปบนฟ้า วึบ ! มันก็สิ หวี่ๆๆ ลงมา ตกใส่เปลือกหมากบก (กระบก) แป๊ะ ! (หลวงปู่หัวเราะ) เลยได้เท่าเปลือกหมากบกนั่นแล้ว นั่น ! วาสนา
ตกลงไร่นามันไม่ปักดินนั่นสิ มันมาปักเปลือกหมากบกนั่น ป๊อก ! นั่น เลยได้เท่าเปลือกหมากบกนั่น ทั้งๆ ที่มีผู้เอาให้ขนาดนั้น มันก็ยังไม่เป็นไปให้ดอก นี่หมายถึงผู้ที่ไม่มีวาสนาบุญบารมีไม่มี มันเป็นอย่างนั้น อยากได้ดิ้นรนกระวนกระวายปานใด มีผู้เอามาให้ มันก็ยังไม่เป็นไป ท่านจึงให้สร้างวาสนา หาเอาไว้”
นิทานเรื่องฆ้องสามบาดของพระอินทร์
“ฆ้องสามบาด (สามที) อาจารย์ท่านก็ยังเทศน์อยู่นั่นล่ะ อาจารย์อ่อน บ้านหนองบากนั่น ท่านเทศน์อยู่บ้านป่าเลา ข้อย (ผม) ก็อัดมาฟังอยู่ ฆ้องสามบาดของพระอินทร์นั่น หรือของลืม… เอามาให้ อยากได้อะไร ตีเอาบ้านเอาเมืองก็ได้ อยากได้อะไร ตีเอาได้หมด ให้ตีได้สามทีเท่านั้นตีเลยนั่นไม่ได้ ไม่เป็นผลสําเร็จให้ จะตีเอาเงินเอาทองก็ โหม่ง ! ขึ้น เงินทองหลั่งไหลเทมา ตีเอาบริษัทบริวาร เอาเมืองอะไรก็ได้ ให้ตีสามที
สองเฒ่าตายายมาปรึกษากัน “เราจะเอาอะไรเฒ่า ?” ว่างั้น
เฒ่าผู้หญิงนั่นเฒ่าขี้โลภ “อันนั้น (อวัยวะเพศ) เจ้าคือสั้นแท้ ตีให้มันยาวๆ หน่อยเป็นไง” ท่านว่า (หลวงปู่หัวเราะ) แทนที่จะอยากได้เงินได้ทอง ได้ข้าวได้ของไม่ว่านะ กลับไปคิดถึงอันของผัวนั่นว่ามันสั้น มันไม่พอใจ
โหม่ง ! (ตีครั้งที่หนึ่ง) เข้า คาดลาดๆๆ (พรวดพราด) ออกโน่น
ยาย : “โอ๊ย ! ใหญ่ขนาดนี้ ฉันก็ตายเท่านั้นแหละ” (หลวงปู่หัวเราะ) “ไม่ได้ๆ” ว่างั้นตีเสร็จครั้งหนึ่งแล้วนะนั่น
ยาย : “ตีให้มันหดเข้าหน่อยนั่น”
โหม่ง ! (ตีครั้งที่สอง) อีกทีนี้ มับๆ (หดสั้น) เข้ามา เห็นเหลือแค่นิดเดียว
ยาย : “ฮ่วย ! ทําไมเป็นอย่างนี้เฒ่า ?” (หลวงปู่หัวเราะ) “อย่างนี้ก็ยังใช้ไม่ได้” ว่างั้น
ตา : “ถ้าอย่างนั้นทําอย่างไร ?”
ยาย : “ตีให้มันออกมาเหมือนเดิม เท่าเก่านั่นล่ะ” ว่างั้น
โหม่ง ! อีก (ตีครั้งที่สาม) หมดเลย เลยได้แต่เท่านั้น เลยไม่ได้อะไรกับเขา นั่นคนไม่มีวาสนา แทนที่จะอยากได้ของดิบของดีไม่ว่านะ แต่กลับอยากได้ของที่มีอยู่แล้วนั่น มันเป็นอย่างนั้น
นี่เป็นเรื่องนิทานสอนใจ คนที่ไม่มีวาสนา ถึงจะทําอะไร มันก็ไม่ได้ ท่านเอาอะไรมาให้ ของดิบของดีเลยเป็นของเสียไปหมด ให้คิดให้ค้น เรื่องทํานองนี้ มันนิทานสอนคน ให้รู้จักคิดพินิจพิจารณา ให้สร้างวาสนาไว้ สร้างความดีเอาไว้ มันเป็นมันไปเอง”
นิทานเรื่องคนไม่รู้จักบุญ
“บางผู้บางคนก็ไม่รู้จักเรื่องบุญ ให้ไปแล้วไม่เห็นได้อะไร ให้ไปเท่าไรก็หมดเท่านั้น ก็ได้ให้นั่นไง ผู้ที่ได้รับก็ดีใจนั่นล่ะ ไม่เหมือนเขาลักเขาขโมยไป เพราะไม่รู้ว่าบุญคืออะไร ให้แล้วก็อยากได้เป็นเนื้อเป็นตัว เป็นวัตถุมา มันก็ยากอยู่นะแบบนั้น เพราะไม่รู้จักว่าบุญคืออะไร
เคยมีนิทงนิทานท่านกล่าวไว้ “คนไม่รู้จักบุญ”
มีพระกรรมฐานนี่ล่ะ พระกรรมฐานปกติท่านรักษาพระวินัย ท่านไม่เคยจับต้องเงินทองไปสถานที่ใด ถ้าไม่มีเด็กมีไวยาวัจกรติดตาม ก็จับไปไม่ได้ ถือไปไม่ได้ ถ้าถือไปมันก็ผิดศีลของท่านถ้าผิดศีลของท่าน ท่านก็ไม่สะดวกสบาย ปฏิบัติเพื่อสมาธิ – ปัญญา มันไม่ก้าวหน้า ท่านจึงรักษา ไม่จับ ไม่ต้อง ให้มีเด็กมีไวยาวัจกรติดตามไป มีคนให้คนถวาย ท่านก็เอาไปเพื่อไว้ใช้เป็นค่ารถค่าเรือ ค่าหยูกค่ายา ค่าไม้ขีด – เทียนไข เผื่อบางทีจําเป็นมา ท่านถือไปได้
กรรมฐานสมัยก่อนกับกรรมฐานสมัยนี้มันผิดกัน กรรมฐานสมัยก่อนท่านเดินธุดงค์ ท่านไม่ได้เดินทํานองนี้ คือไม่ได้ขึ้นรถขึ้นเรือ ไม่ได้ไปดูนั่นดูนี่ตามถนนหนทางบ้านเมือง การคมนาคมมันก็ยังไม่ทันสะดวกเหมือนสมัยนี้ ท่านก็เดินไปอย่างนั้นแหละ สถานที่ใดเหมาะสม สถานที่ใดดี ท่านก็อยู่พักเป็นเดือนสองเดือนโน่นก็มี แล้วก็หนีไปสถานที่ใหม่ วิเวกเรื่อยไป สถานที่ใดไม่เหมาะจะพักอาศัยเจริญภาวนา ท่านก็อยู่ชั่วครู่ชั่วคราวแล้วก็หนีไป
นี่คือไปภาวนา ไปละกิเลส ไปทําความเพียร ไม่ใช่จะไปทัศนาจร ไม่ใช่จะไปเที่ยวเล่นดูสถานที่บ้านเมือง ท่านไปดูจิตดูใจของท่าน ไปแก้ไปไข ไปพากไปเพียร ไปภาวนาชําระภายใน
เมื่อเดินไปๆ ไปถึงแม่นํ้าใหญ่ แล้วไม่มีที่ใดจะไปต่อได้ สะพานมันก็ไม่มี …มันไม่มี จะไปข้ามที่ใดก็ข้ามไม่ได้ เดินเลาะไปเลาะมาไปเห็นท่า ท่านั้นก็มีคนรับจ้างเอาคนข้ามฟาก มีเรืออยู่ตาสีตาสาแกไม่เคยไหว้พระไหว้เจ้า ไม่เคยเข้าวัดเข้าวา ไม่รู้จักเรื่องราวอะไร เรื่องทางศาสนา พระก็เป็นพระธุดงค์ พระกรรมฐาน ไม่มีเงินมีทองจะให้
ท่านไปถึงก็ถาม “เป็นไงพ่อออก จะเอาอาตมาข้ามนํ้าได้ไหมล่ะ ? อาตมาไม่มีเงินมีทองนะ” ว่างั้น
“อาตมาเป็นพระ ถ้าอยากได้บุญนั้นจะพอได้อยู่ดอก ถ้าอยากได้เงินได้ทองอาตมาไม่มีให้” ว่างั้น
สองอีตานั่นแกก็ “ฮ่วย ! ไม่มีเงินให้ เอาบุญก็เอาอยู่ดอก ข้าน้อยไม่เคยได้สักที บุญนี้ได้ยินแต่เขาว่าไปเอาบุญๆ พวกผมก็เลยไม่มีโอกาสเวลาจะได้เข้าไปวัดไปวา ไปเอาบุญเอากุศลกับเขาสักที อยู่เฝ้าเรือเอาคนข้ามฟากอยู่อย่างนี้ล่ะ เลยไม่มีโอกาสจะได้ไปเอาบุญกับเขา” ว่างั้น
“ญาคู (พระ) มาก็ดีใจมากล่ะ ถ้าญาคูจะให้บุญ” ว่างั้น
พอว่าอย่างนั้นท่านก็ลงเรือทันที เพราะเขาจะเอาบุญ เอาบาตร เอากลด เอาย่ามลงเรือ แล้วข้ามขึ้นเรือ แล้วเขาก็พายข้ามอย่างเร็วจนถึงฝั่ง ดูทางหน้าท่านจะไปล่ะ ท่านก็บอก “เอ้อ !ให้พากันมีความสุขความเจริญนะ ค้าขึ้นขายรวย อยู่เย็นเป็นสุข อาตมาจะไปแล้วนะทีนี้” ว่างั้น
“ฮ่วย !” เพราะพวกเขาไม่เคยรู้จักบุญนะ คนไม่รู้จักบุญ
“จะไปยังไงล่ะ ทีตอนจะลงเรือว่าจะเอาบุญให้ พอมาส่งถึงฝั่งแล้วทําไมจะไปเลย” ว่างั้น เพราะพวกเขาไม่รู้บุญแมะ
ท่านก็ไม่รู้จะตอบเขาว่ายังไง “ฮ่วย ! คนพวกนี้มันไม่เคยทําบุญจริงๆ กูจะทํายังไงดีน้อ”ว่างั้น ท่านก็เลยอธิบายให้ฟัง “บุญมันไม่เป็นอย่างนั้นดอกพ่อออก” ว่างั้น
“บุญนั้นคือความสุขความสบาย ทําอะไรก็สะดวก ค้าขึ้นขายรวย อยู่เย็นเป็นสุข โรคภัยไข้เจ็บไม่เบียดไม่เบียน ได้ช่วยเหลือเกื้อหนุนผู้อื่น บุญกุศลก็คุ้มครองให้มีความสุขกายสุขใจ บุญคือเรื่องของนามธรรม คือความสุขทางใจ มันไม่เป็นวัตถุคือสิ่งอื่นดอก” ว่างั้น
“อาตมาก็ให้บุญโยมแล้วไง ให้ศีลให้พรแล้ว นั่นล่ะคือบุญนั่น”
“อย่ามาแก้ตัวนา ญาคู” ว่างั้น “ว่าจะให้ก็ต้องให้ ถ้างั้นก็เป็นพระไม่มีศีลมีธรรมเท่านั้นแหละ” ว่างั้น
ท่านก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรดี เขาผูกมัดเข้า
ท่านหากมีปัญญาอยู่บ้าง “ฮ่วย ! ทําไงดีถ้างั้น” ว่างั้น ท่านก็ควักโน่นควักนี่หา ควักในย่ามในถุงก็ไม่เห็นมีอะไร ควักไปควักมาก็เลยควักเข้าโพรงจมูก ได้ขี้จมูกก้อนน้อยๆ ออกมา
“เอ้า ! ถ้างั้นเอาไอ้นี่ไป” ว่างั้น (หลวงปู่หัวเราะ) นี่ล่ะคนไม่รู้จักบุญ ท่านก็ยื่นบุญให้
“ฮ่วย ! ทําไมให้น้อยจัง ?”
“เอ้า ! ก็ของดี มันก็น้อยนั่นแหละ”
“ทํายังไงถึงจะรักษาได้ ?”
“ก็แล้วแต่จะมีปัญญา เอาให้แล้ว” ว่างั้น
“ฮ่วย ! เอาไปไว้ไหน มันถึงจะไม่เสียหายนะ” ว่างั้น ปรึกษากัน เพราะก้อนขี้จมูกมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร
เลยว่า “กินได้ไหม ข้าน้อย ?”
ท่านก็พิจารณาเห็นเด็กน้อยเลียขี้มูก มันไม่เบื่อ “กินก็ได้อยู่” ท่านว่า
ก็เลยหยิกแบ่งกันกินนั่นแหละ ตาสีตาสากินขี้เสลด – ขี้จมูกพระ
“ฮ่วย ! ทําไมมันเค็มๆ อย่างนี้ ?”
“ของดีมันก็เค็มอย่างนี้แหละ” ว่างั้น
“อาตมาจะไปแล้วนะทีนี้” ไปเลย – หายเลย ครูบา (หลวงปู่หัวเราะ)
นั่นล่ะ คนไม่รู้จักบุญ ท่านให้ศีลให้ธรรม มีความเย็นจิตเย็นใจ มีความสุขความสบายว่าได้ช่วยเหลือเกื้อหนุนคนอื่น เราระลึกขึ้นกาลใดเวลาใด ที่เรามีอํานาจวาสนาได้ช่วยเหลือคนอื่นได้ทําบุญสุนทาน เราก็เย็นจิตเย็นใจ ใจก็สบาย เกิดมาไม่อาภัพอับวาสนา ได้มีสติปัญญา ได้มีบารมีพอจะได้ช่วยคนอื่นได้ ได้ให้ทานทําการกุศล ได้รักษาศีล ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม เป็นบุญเป็นกุศลทั้งนั้น หากพินิจพิจารณาถึงการกระทําของเรา ที่ทําด้วยศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส
แต่ถ้าไม่รู้จักบุญนั้น ไปเถียงเอาบุญกับท่าน ถ้าคนโง่ก็ไม่รู้จะเอาอะไรให้นะ ให้เอาสันพร้านั่นล่ะ ถ้าเป็นอาตมานะ
นี่พอดีท่านฉลาด ควักนั่นควักนี่ ถ้าท่านควักได้ขี้จมูกแล้วปั้นน้อยๆ กลมๆ อ้อล่อ มายื่นให้ มันก็ยังดูไม่ออกเลยว่าเป็นอะไร เพราะขี้จมูกนั้น มันไม่พอจะรู้ว่าเป็นอันนั้นอันนี้ มันก็เหนียวๆ หน่อย (หลวงปู่หัวเราะ)
นี่เลยพากันกินนั่นแหละ คนไม่รู้จักบุญมันเป็นอย่างนี้ล่ะ”
เรื่องอาหารจานนั้นชื่อของเก่า
ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเล่าเรื่องตลกชวนขบขัน แต่แฝงด้วยคติธรรมสอนใจ เรื่องอาหารจานนั้นชื่อของเก่า คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์เคยสอนว่า อะไรในชีวิตคนเราก็พอจะเทียบได้กับการกินถั่วของเก่านี่แหละ ท่านเล่าว่า “มีตา – ยายสองคนผัวเมีย ยายต้มถั่วเลี้ยงตาทุกวันๆ จนตาเกลียดถั่วต้มเต็มทนวันหนึ่งตาก็ปฏิวัติยายโดยบอกว่า วันนี้ไม่กินข้าวที่บ้าน จะไปกินข้าวในเมือง ว่าแล้วตาก็แต่งตัวออกจากบ้านไปในเมือง เลือกได้ร้านอาหารร้านหนึ่ง ก็เข้าไป
ตาอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็เต๊ะท่าวางภูมิ บ๋อยเอาเมนูมาให้ ก็เอามาดูอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วจิ้มสั่งไปที่รายการอันหนึ่ง ปรากฏพอบ๋อยเอาอาหารมาให้ก็เป็นถั่วต้ม
ตาแค้นใจจนพูดไม่ออก แต่ก็รักษาหน้าของตน ก้มหน้าก้มตากินถั่วต้มไปโดยไม่ปริปากแต่ก็สังเกตไปตามโต๊ะข้างเคียง พอดีเห็นเด็กโต๊ะติดกันกําลังกินอะไรด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยเหลือเกิน แทนที่จะเรียกบ๋อยมาถามว่า อาหารจานนั้นชื่ออะไร ตาก็ทําอมภูมิ พอดีเด็กคนนั้นกระดิกนิ้วเรียกบ๋อย แล้วสั่งให้เอาของเก่าอีกจาน ตาเข้าใจว่า อาหารจานนั้นชื่อของเก่า ตาก็ยิ้มในใจ แล้วเรียกบ๋อยมาบ้าง สั่งอย่างภาคภูมิว่า “บ๋อยเอาของเก่าจานหนึ่ง” ตกลงบ๋อยก็ยกถั่วต้มมาให้ตาอีกถ้วย”
ท่านอาจารย์ท่านก็สําทับดิฉันว่า “เราก็เหมือนกันนั่นล่ะ มันก็เจอแต่ถั่วของเก่า ถั่วของเก่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน”
ดิฉันก็คิด ท่านอาจารย์เอาอะไรมาล้อ ไม่มีทางหรอก ในวัดจะมีของเก่าเหมือนที่เราเต็มกลืนมาจากในโลกอันวุ่นวายนี้ได้อย่างไร แต่เชื่อไหมคะ อะไรก็ตามที่สร้างความคันให้แก่ใจของดิฉัน สามารถเรียงแถวเข้ามาสร้างความรู้สึกเก่าๆ ให้ถึงในวัดได้ครบครันทุกอย่าง”
เรื่องท่านเปรตเศรษฐีในชาดก
ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเตือนว่า ไม้ล้มข้ามได้ แต่คนล้มอย่าไปข้ามเป็นอันขาด เพราะคนบางคนมีวิบากหนักหนาสาหัส แต่บุญเขาก็มีมหาศาลเหมือนอย่างกับท่านเปรตเศรษฐีในชาดก ที่ท่านเจ้าอาวาสเอามาเล่าขู่เณรน้อยๆ ของท่าน
เวลาพระเณรออกไปบิณฑบาต ชาวบ้านญาติโยมก็เต็มใจจบข้าวเหนือหัว ขอถวายจัวน้อย คือภาษาอีสาน เรียกเณรว่าจัวน้อย พระเรียกเจ้าหัว ก็เป็นเจ้าหัวจัวน้อย ท่านเจ้าอาวาสบอกถึงเขาจะจบข้าวปลาอาหารเหนือหัว ถึงเขาจะเต็มใจใส่บาตร เขาก็ใส่ให้เณรที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถ้าเณรปฏิบัติไม่ดี เอาผ้าเหลืองมาครองเฉยๆ พอฉันข้าวชาวบ้านเสร็จ แทนที่จะภาวนาหรือรักษาให้ใจเป็นบุญเป็นกุศล แผ่เมตตาไปถึงเขาแล้วเป็นอริยทรัพย์จริงๆ มัวแต่มาเล่นกันอย่างนี้ เดี๋ยวก็ได้เป็นเปรตเศรษฐีหรอก
ท่านเล่าให้ฟังว่า มีเศรษฐีท่านหนึ่ง ซึ่งปกติก็ทําบุญทําทาน ภาวนา รักษาศีล แต่บังเอิญบ้านของท่านอยู่ติดพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ชาวบ้านมีความเลื่อมใสศรัทธา ช่วยกันทอผ้าด้วยไหมทอง เอาไปห่มเจดีย์ไว้
วันหนึ่งมีลมพายุพัดจนผ้าไหมทองนั้นหลุดจากพระเจดีย์ ปลิวไปตกในบ้านท่านเศรษฐี ทั้งๆ ที่รู้ว่า ผ้าผืนนั้นเป็นผ้าที่ชาวบ้านห่มถวายพระเจดีย์ แต่ท่านเศรษฐีเกิดวิปริตอะไรไม่รู้ ท่านนึกว่าคงเป็นบุญของเรา พระจะให้เราได้ผ้าผืนนี้ คล้ายๆ กับว่า การที่ท่านทําบุญทํากุศลแล้วท่านสมควรได้ผ้านี้ ลมก็ช่วยหอบให้ผ้ามาตกในที่ของท่าน ท่านเลยไม่เอาผ้าไปห่มคืนพระเจดีย์ก็ไม่ได้ขโมยนี่ ลมพัดผ้าตกลงมาเอง เพราะฉะนั้นก็เป็นของๆ เรา ท่านเลยเอาผ้านี้มาห่มตัวท่านเอง พอตายไป ท่านเลยไปเป็นเปรต ตรงลําตัวที่ผ้าห่มอยู่ ก็มีเป็นแผ่นเหล็กนาบไฟร้อนทาบติดอยู่ ท่านเศรษฐีได้รับความทุกข์ทรมาน ร้องกระเซอะกระเซิงไป ทําอย่างไรๆ เหล็กนาบไฟร้อนก็ไม่หลุดไปจากเนื้อตัวท่าน
ท่านไม่ได้ขโมยก็จริง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ไปตู่ของพระพุทธเจ้า เขาบูชาพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรม–สารีริกธาตุ ถึงท่านเศรษฐีจะทําบุญทํากุศลมากแค่ไหนก็ตาม ชาวบ้านเขาไม่ทอผ้าไหมทองมาให้หรอก ท่านเศรษฐีจึงทุกข์ทรมานมาก
วันหนึ่ง มีพระธุดงค์ผ่านมา พอท่านเข้าไปพักในถํ้าแล้วเริ่มต้นภาวนา หูท่านก็สัมผัสเสียงร้องครวญครางของท่านเศรษฐี ท่านจึงกําหนดจิตถามเจ้าของเสียงว่า ท่านเป็นใคร ทุกข์เดือดร้อนด้วยเรื่องอะไร เราสามารถจะช่วยท่านได้ไหม
ท่านเศรษฐีตอบว่า เดิมท่านเป็นเศรษฐี ทีนี้ด้วยความที่คิดผิดไป ก็ไปเอาผ้าที่ลมหอบมาจากพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุมาห่มตัวเอง ด้วยกรรมอันนี้ ทําให้ต้องมามีเหล็กนาบไฟแนบติดตัวอยู่ตลอดเวลา
พระธุดงค์ถามว่า ท่านสามารถจะช่วยอะไรได้บ้างไหม เปรตเศรษฐีตอบว่า ถ้าพระธุดงค์ไปพบเศษผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ให้ท่านชักบังสุกุล เอามาซักล้างจนสะอาด แล้วเย็บต่อๆ กัน จนได้ขนาดตามสมควรแล้วเอาไปห่มเจดีย์ร้างอุทิศให้ท่าน บุญกุศลนี้จะช่วยให้ท่านพ้นจากบาปกรรมได้
รุ่งเช้า พระธุดงค์ออกจากสมาธิแล้วระลึกเรื่องได้ ระหว่างธุดงค์ไป ก็ดูตรงไหนมีเศษผ้าที่เขาทิ้ง พอใช้การได้ ท่านก็ชักบังสุกุล เอามาเย็บต่อกันเป็นผืนไว้ เมื่อยาวพอสมควรจะห่มเจดีย์ได้ ท่านก็มองหาเจดีย์ร้าง วันหนึ่งท่านพบเจดีย์ร้าง ก็เอาผ้านี้ไปห่มแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ท่านเปรตเศรษฐี
ตกกลางคืน ท่านทําสมาธิก็นึก บุญกุศลของเราจะไปถึงท่านเปรตเศรษฐีไหม ขณะที่กําลังนึกอย่างนั้น ก็นิมิตเห็นแสงสว่างสุกใสมาก พอแสงสว่างค่อยจางไป ก็กลายเป็นเทวดา และเทวดาองค์นี้ก็คือท่านเปรตเศรษฐี ซึ่งท่านไม่ได้มีแต่บาปอกุศลเท่านั้น บุญกุศลของท่านซึ่งคอยท่าอยู่ก็มีมาก ท่านชดใช้บาปของท่านไปแล้ว เมื่อได้บุญที่พระธุดงค์อุทิศจากผ้าบังสุกุลให้ท่าน ท่านก็พ้นจากบาปอกุศล มาเสวยบุญเป็นเทวดาสว่างสดใส ท่านมาอนุโมทนาแล้วขอบคุณพระธุดงค์
ท่านเจ้าอาวาสเล่าจบแล้ว ท่านก็ขู่เณรน้อยทั้งหลายของท่านว่า นี่… มันจะเป็นเหมือนเปรตเศรษฐี เขาให้ก็จริงอยู่ แต่ว่าเขาให้เณรที่ตั้งใจปฏิบัติ ไม่ใช่เอาผ้าเหลืองมาพันกายแล้วก็วิ่งเล่นกัน แล้วก็ฉันข้าวเขาไป ก็เหมือนไปโกงเขา ไปปล้นเขา เอาจีวรเขามาห่มก็เหมือนไปกล่าวตู่ว่าเราเป็นเณร”
ภาค ๑๕ บูรพาจารย์
ท่านเทศน์ถึงครูบาอาจารย์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ถึงครูบาอาจารย์ไว้ดังนี้
“พูดถึงรับแขก ยกให้ท่านอาจารย์ฝั้น รับแขกดี ตั้งแต่ไหนแต่ไร ท่านก็เมตตาแนะสอนให้ ท่านอาจารย์ขาว ถ้าไม่เคยบอกล่วงหน้า หรือคนไม่เคยรู้จักมักคุ้นคุยกัน ท่านไม่ยอมเปิดรับถ้าเรารู้จักหรือท่านรู้จัก อย่างอาจารย์ไท ก็ไปหาท่าน ท่านก็เมตตาตามพิธี ไม่ใช่ท่านรังเกียจท่านเมตตาอยู่
ท่องเที่ยวมาหลายภูเขา ก็ไปตามอัธยาศัยอีกเหมือนกัน ไปเห็นถํ้าก็ชมสถานที่แห่งใดก็ไม่เหมือนถํ้าขาม สมัยท่านอาจารย์กู่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยเล่า ไปเที่ยวหลายจังหวัด หลายแห่งหลายหน ที่ไหนก็สู้ถํ้าผู้ข้าไม่ได้ (ถํ้าเจ้าผู้ข้า อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร) เข้าตามทํานองว่าวัดดอยดีกว่าถํ้า ก็อัธยาศัยไม่เหมือนกัน ความจริงก็ดีของท่าน
ที่ภูทอก ก็อาจารย์จวนก็ว่า ในโลกไม่มี ภูทอกแห่งเดียวเท่านั้น อยู่กับเขา คนอยู่เขาก็สบายอากาศเย็น แต่คนชอบไปเที่ยวตามภูเขาเคยอยู่ในเมืองพอ ก็อยากจะไปดูภูเขา คนอยู่ในบ้านนอกไม่เคยเห็นเมือง ไปเข้ากรุงก็อยากจะไปเข้ากรุง ไม่ทราบว่าที่ไหนมันเป็นสถานที่มันสุขมันสบายจริงจัง คนอยู่ในกรุงก็อยากไปเที่ยวตามป่า ไปเห็นต้นไม้ก็ชมสวยอย่างนั้น งามอย่างนี้คนอยู่บ้านนอก ไปเห็นตึกรามบ้านช่องใหญ่ๆ โอ้โฮ ! น่าดู ไม่เคยเห็น มันก็อยู่กับความไม่เคยเห็นนะ มันดูกัน ถ้าคนเคยเห็นแล้วก็ไม่ดู
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เทศน์ถึงท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
• ซ่อนเล็บ
(๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๑)
เรื่องข้อวัตรปฏิบัตินี้เราแพล็บก่อนเพื่อนแหละ ถึงได้พูดกับหมู่กับเพื่อนเสมอ เพราะได้ดูแล้วนี่เวลาอยู่ด้วยกัน นี่เวลาอยู่กับครูบาอาจารย์นี้มันซ่อนเล็บนะ ออกจากครูบาอาจารย์แล้วมันเล่นเต็มเพลงล่ะนะ ใครมีเพลงไหนแบบไหนจะเอาไปใช้เต็มภูมิของมันนั่นแหละ มันจะขายครูบา–อาจารย์ แล้วมันก็เป็นจริงๆ เห็นไหมใครไปที่ไหน เล่นเต็มเพลงของตัวเอง ดูครูบาอาจารย์เมื่อไร มันผิดไหมล่ะ มันไม่ผิด ดูกันอยู่ตรงนั้น มันรู้นี่ ใครองค์ไหนมีแฝงๆ แผลงๆ รู้
ที่ดําเนินตามร่องตามรอยอยู่สะดวกสบายที่เคยอยู่ด้วยกันมา ท่านสิงห์ทองแม้จะไม่ได้มาอยู่กับผมก็ตาม ก็อยู่โคกมะนาว ๓ เดือน เข้ามาฟังเทศน์ เวลามาพักหนองผือก็มา ก็เหมือนท่านอาจารย์ฝั้น ท่านดําเนินก็มีหลักมีเกณฑ์
อย่างท่านวัน (พระอาจารย์วัน อุตฺตโม) นี่ก็เป็นผู้ปฏิบัติบาตรท่าน แล้วเป็นยังไงเดี๋ยวนี้ทําตัวขลังใหญ่แล้วที่นี่ โอ๋ย ! ขลังมากนะ ผึ่งผาย ยิ่งในหลวงนิมนต์ด้วยแล้ว โอ๋ย ! ดินเหนียวติดหัวว่าตัวมีหงอนนั่น เป็นอย่างนั้นซิ เรื่องของกิเลสมันใช่เล่นเมื่อไร ตัวเท่าหนูมันก็พองเหมือนตัวเท่าช้างได้ ทั้งๆ ที่มันก็ตัวเท่าหนูนั่นแหละ ความสําคัญซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น เรื่องธรรมแล้วไม่ตื่น อย่าว่าแต่พระเจ้าแผ่นดินเลย ท้าวมหาพรหมลงมาก็ไม่ตื่น ตื่นอะไร ท้าวมหาพรหมกราบธรรมนี่นะ ธรรมเหนือท้าวมหาพรหมนี่นะ ยิ่งวิสุทธิธรรมภายในใจเต็มภูมิด้วยแล้ว นั้นแหละมีเท่านั้น ไม่มีอะไรเหนือนั้นเลยว่างั้นเลย อะไรๆ ก็เหมือนกันหมด
อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา พิจารณารู้แล้ว สามโลกธาตุตื่นไปหาอะไร ตั้งไปคุณหลวงจรวด ดาวเทียมก็ได้เป็นอะไร ว่าไปเฉยๆ อย่างเราตั้งเราเองก็ได้นี่ เหนือจรวดเหนือดาวเทียม เราก็ตั้งได้ มันยากอะไรตั้งอยู่นี่ ตื่นอะไรนักหนา กิเลสตั้งมันขึ้นมา กิเลสก็หลงกัน กิเลสหลงกิเลสว่างั้น พิจารณาจุดนี้พอตัวแล้วไม่ตื่น
• เตือนการขบฉันของพระวัดท่านสิงห์ทอง
(๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๒)
เรื่องเราได้ยินจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์อย่างนี้ต้องรีบกระซิบหมู่เพื่อน กระซิบกัน ท่านว่ายังไง นี่บอกองค์หนึ่ง เดี๋ยวยังองค์หนึ่งมาเคลื่อนอีก ที่เก่านั่นแหละ เรื่องเก่านั่นแหละ เดี๋ยวองค์หนึ่งมาเคลื่อนอีก แสดงว่าไม่พูด ไม่บอกกัน ไม่สนใจ หรือบอกกันไม่ได้ หรือมีทิฏฐิมานะกระทบกระเทือนกันหรือก็ไม่ใช่ มันหากเป็นความเฉยๆ เมยๆ อะไรอยู่ในใจนั่นแหละ มันไม่ฝังมันไม่แน่น หลักจิตไม่ดี ไม่จริงจัง
ผู้จะฆ่ากิเลสต้องเอาจริงเอาจังซิ นี่ได้ดําเนินมาแล้วเรื่องกิเลส อะไรจะแหลมคมยิ่งกว่ากิเลส อะไรจะเหนียวแน่นยิ่งกว่ากิเลสไม่มีในโลกอันนี้ ทุกข์ทรมานไม่ว่าสัตว์ตัวใด บุคคลผู้ใดในโลกนี้ที่หาความสุขไม่ได้ มีแต่ทุกข์เหยียบยํ่าทําลาย ก็เพราะเรื่องของกิเลสทั้งนั้น เรายังไม่เห็นโทษของมัน เรามาบวชในพระพุทธศาสนานี่เป็นหน้าที่โดยตรงแล้ว เป็นผู้เห็นภัยอยู่แล้วในเรื่องของกิเลส อุบายวิธีที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนอันใดเป็นเครื่องแก้กิเลส ทําไมจะนอนใจ ท่านไม่ได้พูดแบบสุ่มๆ เดาๆ
เมื่อเช้านี้ได้พูดกับท่านสิงห์ทองพูดอย่างนี้แหละ พูดให้ฟัง ท่านจะแก้หรือไม่แก้ก็ตามมองดูแล้วเราเป็นยังไงมันสะดุด เพราะได้เคยไปอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์ด้วยกันแล้วนี่ มันอะไรในจิตอยู่นี่ สะดุดอยู่ในจิต มองไป โห ! ซดกันเป็นแถวในชามน้อยๆ ในวัดท่านสิงห์ทอง แล้วกันมันเป็นหลักปฏิบัติอันหนึ่งแล้วนี่นึกในใจ จนกระทั่งไปถึงเณรน้อยเราไปดู ไม่เห็นเวลาเราดู มัวแต่รสเหยียบหัวใจอยู่นั่น รสอะไร รสอาหารเหยียบเอา รสธรรมเลยขึ้นไม่ได้ซิตายพินาศฉิบหายหมดรสอาหารมันเหยียบ รสลิ้นมันไปเหยียบ รสอาหารเข้าไปเหยียบลิ้น รสลิ้นก็เหยียบธรรมแหลกกระจัดกระจายไม่มีเหลือ จึงได้เตือน จะแก้ไขไม่แก้ไขยังไงก็บอกทุกคนแล้วนี่
ท่านสิงห์ทองก็เป็นพระวัดนี้ เคยอยู่ด้วยกัน เคยติดสอยห้อยตามผมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่ห้วยทรายก็เหมือนกัน อยู่หนองผือแม้ท่านจะไม่ได้มาจําพรรษาหนองผือด้วยกันก็ตาม แต่ท่านก็อยู่โคกมะนาวใกล้ๆ ๓ กิโลเมตรเท่านั้น ก็เหมือนกับอยู่ที่นั่น ถึงวันประชุมอุโบสถก็มาฟังการประชุมอุโบสถทุกอุโบสถ เราไม่อยากเห็นอย่างนั้น แล้วเวลาฉันจังหันก็ผ้าหลุดลุ่ยลงมานี้ มัวแต่เพลินกับรสเท่านั้น ผ้าหลุดลงไปก็ไม่เห็น ไม่สนใจ ดูไปๆ กลัวจะบกจะพร่อง กลัวจะเผลอเนื้อเผลอตัวอะไร จึงได้ไปดูๆ แล้วเป็นยังไง นานๆ ดูทีหนึ่ง
พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้เป็นแบบฉบับได้อย่างไม่สงสัย ผมนี่มอบร้อยเปอร์เซ็นต์ ชีวิตจิตใจของผมไม่มีความหมาย รวมอยู่ที่ธรรมของท่าน โอวาทของท่านที่สั่งสอนทั้งนั้น เป็นก็เป็นตายก็ตาย เห็นบุญเห็นคุณของท่านเห็นจริงๆ เราจะได้อุบายวิธีการต่างๆ มาฝึกทรมานตนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นอุบายของท่านที่แนะนําสั่งสอนด้วยความเมตตาจริงๆ เอาจริงเอาจัง เทศน์เข้มข้น เพราะท่านนิสัยอาจหาญ นิสัยอาชาไนย สง่าผ่าเผย อาจหาญ จริงจังกับทุกสิ่งทุกอย่าง ขึ้นชื่อว่าความดีแล้ว ท่านจริงจัง ละความชั่ว ท่านก็จริงจัง ไปดูท่านแล้ว จึงว่ายอมทันทีตั้งแต่วันก้าวเข้าไปทีแรก ดูอะไรๆ หาที่เคลื่อนคลาดไม่ได้
• การรักษาโรค ไม่มีใครเหมาะสมยิ่งกว่าเรารักษาเราเอง
(๑๙ ตุลาคม ๒๕๒๒)
ท่านสิงห์ทองเป็นโรคปวดศีรษะ เขาก็อยากให้ไปตรวจไปเช็คไปผ่า ท่านคงเป็นความรู้สึกเหมือนเรา ท่านไม่สนใจ เป็นอะไรให้เป็นไปซี อยู่ไม่ได้ก็ไป นั่นท่านว่า ผ่าให้เป็นอะไรไปก็เหมือนกันกับเรา เราเองก็คงมีคนไปโฆษณาในกรุงเทพฯ เขาเขียนจดหมายมาบอกว่าเราป่วยหนักบิณฑบาตไม่ได้ มาฉันร่วมหมู่ก็ไม่ได้ ต้องฉันอยู่กุฏิองค์เดียว มันก็เป็นไปได้ คิดดูซิ ซึ่งเราไม่เคยเลย
กุฏิหลังนี้ ตั้งแต่ปลูกสร้างมา ผมไม่เคยไปฉันจังหันที่นั่นเลย ผมพูดได้อย่างเต็มปากผมไม่เคยไปฉันจังหันกุฏิหลังนี้เลย หลังไหนผมก็ไม่เคยฉันในวัดนี้ นอกจากศาลานี้ ว่าบิณฑบาตไม่ได้ เป็นอยู่ที่จุดใดเขาถาม ผู้ใดที่เป็นผู้เหมาะสมในการที่จะรักษา เขาถามเราเป็นจุดๆมันเป็นอยู่ที่จุดนี้แหละ ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา นี่แหละเราก็ว่าอย่างนั้น ไม่ได้เป็นจุดไหน
ใครที่เหมาะสมในการรักษา ไม่มีใครเหมาะสมยิ่งกว่าเรา เราเป็นผู้รับผิดชอบเรามาแล้วตั้งแต่อ้อนแต่ออกจนกระทั่งป่านนี้ เรารักษามันอยู่แล้ว ร่างกายนี้จะบกพร่องส่วนไหน ต้องการอะไร เราก็หามาเยียวยารักษาตลอด จึงไม่มีผู้ใดที่จะเหมาะสมยิ่งกว่าเจ้าของรักษาเจ้าของเอง เพราะเจ้าของเป็นผู้รับผิดชอบเจ้าของเอง ให้หายสงสัย อย่าเป็นกังวล บอกอย่างนี้ ตอบไปแล้ว
• เพชรนํ้าหนึ่ง
(๑๓ ตุลาคม ๒๕๓๙)
อัฐิท่านกลายเป็นพระธาตุนะ ท่านสิงห์ทอง นั่นล่ะ ถ้ากลายเป็นพระธาตุแล้วเรียกว่าเพชรนํ้าหนึ่งได้แล้ว จิตไม่บริสุทธิ์เป็นพระธาตุไม่ได้ ในตําราท่านบอกไว้ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ บอกไว้ตรงเป๋งเลย บอกว่าอัฐิที่จะกลายเป็นพระธาตุได้มีอัฐิของพระอรหันต์เท่านั้น บอกว่าเท่านั้น
นี่ลูกศิษย์ของพ่อแม่ครูจารย์มั่นเราก็หลายองค์มากนะ นับได้สิบกว่าองค์ ตั้งแต่อัฐิกลายเป็นพระธาตุนะ เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นทั้งนั้นแหละ อัฐิกลายเป็นพระธาตุดูเหมือนจะสิบกว่าองค์นะ นี่ท่านผลิตลูกศิษย์ลูกหาได้มากขนาดไหน ท่านเป็นผู้บุกเบิกแทบเป็นแทบตาย ไม่ได้ฉันถั่วฉันงา ฉันแต่ข้าวเปล่าๆ ท่านเล่าให้ฟัง เวลาท่านบุกเบิกได้ลูกศิษย์ลูกหามากขนาดไหนดูซิ เพชรนํ้าหนึ่งๆ กระเทือนอยู่ทั่วประเทศไทยนี่
เฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสานนี้ มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้นแหละ เด่นมาก นับแต่หลวงปู่แหวนลงมาแหละ หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว มาเรื่อย เรื่อยๆ มา หลวงปู่ฝั้น อย่างนี้ใช่ทั้งนั้น หลวงปู่คําดี ก็เป็นพระธาตุแล้ว อัฐิเป็นพระธาตุแล้วหลวงปู่คําดี หลวงปู่ฝั้น เหล่านี้เป็นหมดล่ะ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวนเป็น ท่านจวน ภูทอกก็เป็น ท่านสิงห์ทอง นี้ก็เป็น ท่านอาจารย์พรหมที่บ้านดงเย็นก็เป็น เป็นหลายองค์ เราจําไม่ได้นะมีอยู่ แล้ว แม่ชีแก้ว ก็เป็น
• กําลังสําคัญของศาสนา
(๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒)
เรื่องนิสัยวาสนา มันต่างกันนะคนเรา เพราะฉะนั้นในครั้งพุทธกาลท่านจึงตั้งเอตทัคคะคือเลิศไปคนละทางๆ ความบริสุทธิ์นั้นเหมือนกัน แต่อํานาจวาสนาบุญญาภิสมภารที่ทําความ ปรารถนามานั้นต่างกัน คนนี้หนักไปทางนั้น คนนั้นหนักไปทางนั้น เวลาความปรารถนาสมบูรณ์แล้วก็ต้องเด่นกันคนละทางๆ ไป
นี่ล่ะสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งเองเป็นเอตทัคคะให้เลิศคนละทางๆ ไป ก็ต้องเป็นแบบเดียวกัน ก็ต้องมาตามรอยกัน ใครก็ต้องมีวาสนาบารมีต่างกันๆ มาตามความปรารถนาของตนๆ นั่นแหละ เวลาสําเร็จประโยชน์ คือ จุดสุดยอดแล้ว กิ่งก้านสาขาดอกใบ มันจึงต่างกัน กิ่งก้านสาขาดอกใบไม่เหมือนกัน ต้นเป็นต้นใหญ่ คือ ความบริสุทธิ์ หมายถึง ต้นใหญ่ กิ่งก้านสาขาอํานาจวาสนาบุญญาภิสมภารกว้างแคบหนาบางขนาดไหน มากน้อยเพียงไรนั้น จะขึ้นอยู่กับวาสนา เรียกว่า กิ่งก้านของต้นใหญ่ เพราะฉะนั้นคนเราจึงไม่เหมือนกัน
อันนี้เราก็ได้พูดกับท่านสิงห์ทองด้วยนะ เอ้อ ! สิงห์ทอง นี่เวลาผมตาย ให้ท่านเผาศพผมนะ ถ้าหากว่าท่านตาย ผมจะเผาศพท่าน บอกอย่างนี้นะ เราก็วางใจว่าท่านสิงห์ทองจะพอทําประโยชน์ให้โลกพอสมควร แล้วสุดท้ายท่านสิงห์ทองตาย เราเลยไปเผาศพท่านสิงห์ทองขาดกําลังที่จะทําประโยชน์แก่โลกไปทางหนึ่งนะ ชี้ตรงไหนมันผิดที่ไหนว่ะ ถ้าลงได้ชี้แล้ว พิจารณาเต็มหัวใจแล้วค่อยชี้ออกมานี่วะ ไม่ได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ว่าทางดีทางชั่วพิจารณาเรียบร้อยแล้วค่อยชี้ออกมาๆ การทําประโยชน์ให้โลก มันก็ตามนิสัยวาสนา
ในครั้งพุทธกาลก็พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ อัครสาวกข้างซ้ายข้างขวา เป็นเอกในการทําประโยชน์ให้โลก จากนั้นก็เลิศไปคนละทางๆ แต่ทั้งสององค์นี้เลิศกว่าเพื่อน เด่นมาก แล้วก็เป็นอัครสาวกข้างซ้ายข้างขวาด้วย เป็นมาอย่างนั้นจะว่าไง อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะ พระพุทธเจ้าก็ทรงตั้งเอตทัคคะให้เลิศในทางหนึ่ง พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นปฐมสาวกที่ได้รู้ธรรมเห็นธรรมก่อนใครในพุทธศาสนาของเรา ทีนี้เวลาท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านเป็นรัตตัญญู คือ รู้ราตรีนานผ่านโลกผ่านธรรมมานาน แปลออกแล้ว เห็นเหตุการณ์มานาน ได้รับเอตทัคคะว่าเป็นรัตตัญญู
• สุกขวิปัสสโก
(๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๖)
สุกขวิปัสสโก ยกตัวอย่าง อย่างทุกวันนี้ก็เห็นได้ชัด อย่างท่านสิงห์ทอง ท่านก็มาพูดตรงไปตรงมาในฐานะที่ว่า เป็นอาวุโส ภันเต หรือเราเป็นอาจารย์ท่าน ท่านก็พูดเป็นความถ่อมเนื้อถ่อมตัวเป็นธรรมดา เราก็รู้ จะออกมาแง่ไหน มันรู้ทั้งนั้นแหละ บอกว่าเวลาปฏิบัติไป ปฏิบัติไป พิจารณาไป พิจารณาไป หายเงียบไปเลย แล้วจะให้มีข้อสงสัยอะไร ไม่มีเลย บอกว่าไม่ได้มีขณะอะไรๆ ว่าระยะนั้น ระยะนี้ อิริยาบถนั้น อิริยาบถนี้ หรือเวลานั้น เวลานี้ ไม่มีเลย ค่อยหมดไปๆ หมดไปเลย ท่านก็เล่าให้ฟัง ทีนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเลยหมดไป ไม่มีอะไรสงสัยเลยท่านว่า ที่อยากจะศึกษาอะไรอีกมันก็หมด หมดทุกอย่างท่านว่า สงสัยตัวเองก็ไม่มีว่างั้นนะ
ท่านก็เล่าให้ฟังถึงเรื่องผลเป็นอย่างนั้นๆ เรื่องผลเข้ากันได้สนิท มันก็ผิดกันอยู่ที่ขณะเท่านั้น ขณะที่มันเป็น เช่น อย่างพระอานนท์ ขณะสําเร็จกําลังเอนจะลงหมอน สําเร็จ สําเร็จในขณะนั้น บอกขณะขึ้นมาอย่างนี้ เป็นต้นนะ เรียกว่าขณะ สําเร็จเมื่อไรๆ ก็บอกขณะ แต่ สุกขวิปัสสโก นี้หมายถึงว่า รู้อย่างสงบเงียบไปเลย
• ไหวพริบปัญญาสมเป็นผู้นํา
(๓๑ มกราคม ๒๕๔๘)
หากบอกเป็นปัญหาที่หนักอยู่ ว่าวัดนี้เวลาผมตายแล้ว ให้ท่านสิงห์ทองมาเผาศพผมนะถ้าท่านสิงห์ทองตาย ผมจะเผาศพท่านสิงห์ทอง ก็คือหมายความว่า จะหวังให้ท่านสิงห์ทองเป็นผู้ช่วยแบ่งเบาในภาระการแนะนําสั่งสอน เพราะวิธีการปฏิบัติทุกอย่าง ท่านเรียบดีทุกอย่างแล้ว เคร่งครัดในหลักธรรมหลักวินัยไม่มีที่ต้องติ และการเทศนาว่าการก็ดี
นี่ล่ะหวังจะอาศัยท่านสิงห์ทองนี้องค์หนึ่งเป็นภาระแนะนําสั่งสอน แล้วก็มาตายเสียก่อนเรา เราเลยต้องไปเผาศพท่านสิงห์ทอง
องค์ไหนที่พออาศัยได้มักจะเป็น ท่านสิงห์ทองนี้องค์หนึ่ง มันแน่ในหัวใจนี้แหละ แล้วท่านก็ตายเสีย ไปเผาศพท่าน ๒๕๒๓ ท่านเสีย การแสดงออกจากธรรมสมบัติภายในนี้ขึ้นกับนิสัยวาสนานะ รู้อยู่ภายในเวลาแสดงออก มันหากมีขัดๆ ข้องๆ ไม่สะดวก ตามนิสัยวาสนา ท่านแสดงไว้ในธรรมอย่างชัดเจน
พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า อรหันต์ ๔ จําพวก ฟังซิ พระอรหันต์ ความสิ้นกิเลสเหมือนกันก็ตาม แต่แยกออกเป็นประเภทของจริตนิสัยวาสนาที่นอกไปจากความบริสุทธิ์แล้ว ท่านจึงแยกไปว่า สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต นี่ประเภทของพระอรหันต์ เหล่านี้ไม่ใช่อรหันต์นะ เป็นกิ่งก้านสาขาดอกใบของอรหันต์ คือ ความบริสุทธิ์ต่างหาก ทีนี้ท่านผู้ทรงธรรมที่บริสุทธิ์ทรงด้วยกัน แต่กิ่งก้านดอกใบหนาบางต่างกัน นี่ล่ะที่แยกไปเป็นประเภท สุกขวิปัสสโกเตวิชโช
สุกขวิปัสสโก ท่านรู้อย่างสงบเงียบเรียบไปเลย ไม่ผาดไม่โผน ไม่โจนทะยานในกิริยาที่กิเลสขาดจากใจ ท่านเรียบหมดไปเลย เรียกว่า สุกขวิปัสสโก
เตวิชโช ได้วิชชาสาม เราไม่แยกไปล่ะ วิชชานั้น วิชชานี้
ฉฬภิญโญ ได้อภิญญาหก อันนี้ก็ไม่แยกไป
จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต แตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ องค์นี้ครอบหมดในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ทั้งๆ ที่ความบริสุทธิ์เหมือนกันหมด แต่กิ่งก้านสาขาดอกใบ องค์สุดท้ายนี้ชนะ ประเภทสุดท้ายนี้เรียกว่าสูง แตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔
ปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ คืออะไรบ้าง
อัตถปฏิสัมภิทา แตกฉานในอรรถ เหมือนกระทู้ เรามัดเอาไว้นี้ ตัดตอกมัดเชือกมัดออกแล้วแตกกระจายออกไปเลย อรรถ คือ ทําความย่อให้พิสดาร ความหยาบให้ละเอียดออกไปเรื่อยๆ
ธัมมปฏิสัมภิทา พูดกลางๆ ไปเลย
นิรุตติปฏิสัมภิทา แตกฉานในการพูดการจา การโต้การตอบ เทศนาว่าการ ทันเหตุทันผลทุกอย่าง
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา แตกฉานกว้างไปอีก ครอบไปเลย
เหล่านี้เป็นเครื่องประดับอรหันต์ของท่าน ตามนิสัยวาสนาท่านเอง ถึงที่สุดวิมุตติหลุดพ้นเหมือนกัน ตามนิสัยวาสนาที่สร้างมาทําความปรารถนาต่างกัน ปรารถนาเป็นอรหันต์แล้ว เมื่อถึงขั้นเป็นอรหันต์แล้ว ขอให้มีอํานาจวาสนาหนักในทางนั้นๆ เด่นในทางนั้นๆ เวลาสําเร็จมาแล้วก็เป็นอย่างนั้น พระสารีบุตรท่านแตกฉานทางด้านปัญญา จึงได้รับเอตทัคคะ
พระพุทธเจ้าทรงตั้งเอตทัคคะนี้ไม่ได้ทรงตั้งด้วยอุตริตั้งกันนะ แยกเข้าไปอีก มุทะลุตั้งกัน เอาให้มันถึงขีด พระหน้าด้านปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้พระหน้าด้านมากนะ ไม่มีใครพูดได้ เราไม่เคยสนใจกับอะไร จะพูดตามหลักความจริงเท่านั้น จึงเรียกว่า ธรรม ตายใจได้ เขาไม่ตายใจ เราก็ตายใจเราได้
• พญานาคภูทอก
(๓ ตุลาคม ๒๕๔๘)
นี่มาจากอุบลฯ ที่ท่านสิงห์ทองเล่านี่นะ มาจากอุบลฯ มานครพนม มาทางสายอํานาจเจริญ ยอมสารภาพเลยตั้งแต่ไปอยู่ภูทอก ท่านสิงห์ทองยอมสารภาพ เอ้า ! ใครเก่งให้มา เล่าให้อาจารย์หมออวยฟัง อาจารย์หมออวยก็อยากไปดูเหตุการณ์ เอา ให้ไปๆ ใครที่ไม่เชื่อว่าผีมี หรือเปรตมีอะไรให้ไป ไปตัดสินกันในเขาลูกนี้แหละ อันนี้เขาเรียก ภูทอก เราผ่านไปผ่านมาอยู่งั้น จากนั้นมาอําเภอนาแกแล้วก็ไปอําเภอคําชะอี เราเคยผ่านไปผ่านมา เขาลูกนี้เขาเรียก ภูทอก มันมีเขาลูกเดียวใหญ่ๆ อยู่นั้น
ทีนี้ก็มีผู้เฒ่าหลวงตาองค์หนึ่งท่านอยู่ในภูเขาลูกนั้น ลูกนั้นมันแตกแง่ออกไปทางโน้นอันหนึ่ง อันนี้อันหนึ่งอันใหญ่ ที่มันเป็นร่องลงมาจากภูเขา ผู้เฒ่าอยู่ถํ้านั้น ถํ้านี้เป็นถํ้าหนึ่งสําหรับรับแขกพระ แขกพระอาคันตุกะมาส่วนมากจะมาพักถํ้านี้ ส่วนถํ้านั้นผู้เฒ่าหลวงตานั้นอยู่เป็นประจําแล้วแหละ จนกระทั่งรู้เรื่องของพญานาคได้ดี ว่างั้น
พอท่านสิงห์ทองไปถึงนั้นผู้เฒ่าก็บอกเลย คุณหลานๆ มาวันนี้ให้ตั้งใจให้ดีนะ ตามธรรมดาพระอาคันตุกะมาจากที่ต่างๆ มาพักที่นั่น พญานาคจะลงมา จะแสดงอาการต่างๆ หลายประเภทให้ได้เห็น ผู้เฒ่าก็เตือน อย่ากลัวนะ หลวงพ่อเคยอยู่นี้มานานแล้วแหละ รู้นิสัยของพญานาคตัวนี้ได้ดี เขามาทักทายธรรมดา เขาไม่ได้มาเป็นภัยต่อเรา ไม่ต้องกลัว เขาจะแสดงอาการอะไรก็ตาม ให้ทราบว่าเป็นกิริยาแห่งการต้อนรับของเขา
บอกไว้ก่อนก็เพราะกลัวจะกลัว ท่านสิงห์ทองเป็นคนกล้าหาญไม่ใช่เล่นนะ ท่านสิงห์ทองมาจากบ้านศรีฐาน แต่ก่อนไม่มีรถยนต์ต้องเดินทางมา มาหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นที่หนองผือนี่พอดีมาถึงภูเขาลูกนั้นคํ่าพอดี มาด้วยกันกับพระแต่กี่องค์ไม่ทราบ หากมีพระมาด้วยกัน พอขึ้นถํ้านั้นแล้ว ผู้เฒ่าก็ตะโกนเรียกมาได้ยินชัดเจน เตือนว่า “ญาติพี่น้องจะมาเยี่ยมนะกลางคืนวันนี้เพราะคุณหลานมาใหม่ เขาจะมาทักทาย แล้วอย่ากลัวนะ มีลักษณะต่างๆ ที่เขาจะมาแสดงอาการ แสดงอาการอะไรก็ตามเป็นการทักทาย ไม่มีภัยมีกรรมอะไรแหละ ไม่ต้องกลัว”
พอดีกลางคืน ท่านก็บอกตรงๆ ท่านสารภาพเพราะเดินทางมาทั้งวันท่านว่า พอสามทุ่มท่านก็นอน คิดว่าพอตื่นขึ้นมาท่านจะเดินจงกรม ท่านสิงห์ทองทําความเพียรเดินจงกรมเก่งมากนะ มันเป็นภูเขายาว เป็นถํ้า ผู้เฒ่าอยู่ทางด้านนั้น ทางนี้เป็นร่อง ภูเขามีสระอยู่ข้างบน สระนํ้าไม่กว้างนักนะอยู่ข้างบน เขาเขียนประกาศไว้ว่า ห้ามไม่ให้ผู้หญิงลงอาบนํ้าที่สระนี้ ถ้าลงอาบแล้ว นํ้านี่จะเหม็นคลุ้งไปหมดเลย ถ้าต้องการให้ตักขึ้นไปใช้ไปอาบเอา อย่าลงสระ เขาประกาศไว้เลยนี่พญานาคเป็นเจ้าของ
พอสามทุ่มเท่านั้นก็พญานาคนั่นล่ะมาปลุกนะ ท่านนอนหลับสนิทอยู่ มาเป็นเหมือนงู เหมือนตัวเท่าต้นเสานี่ พอตื่นขึ้น ฟ่อๆๆ อยู่บนหัว ท่านนอนบนเตียงบนแคร่ งูใหญ่ตัวนั้นก็มาฟ่อๆๆ อยู่นี่ ท่านสิงห์ทองก็เลยร้อง หลวงพ่อๆ มันเสียงอะไร งูใหญ่มาจากไหนนี่จะมากลืนผม บอกแล้วว่าอย่ากลัว ไม่กลัวยังไง มันจะงับหัวผมอยู่เดี๋ยวนี้น่ะ บอกแล้วก็ไม่ฟัง ไม่มีอะไรแหละไม่ฟังอะไร มันจะตายเดี๋ยวนี้ ท่านสิงห์ทองเวลากลัว มันจะตายเดี๋ยวนี้ แล้วทําไงล่ะ พอคนพูดอย่างนั้นมันก็เงียบนะ เสียงเงียบ พอหยุดพูดเสียงมันก็ขึ้นอีก ท่านสิงห์ทองมีพระมาด้วยองค์หนึ่ง เลยตะโกนเรียกพระนั้นมาให้มาช่วยดู จุดไฟดู มันงูใหญ่อะไรนักหนา ผู้เฒ่าพูดไม่เชื่อเลย บทเวลาความกลัวมันได้เอา
เวลาพระมาก็ให้เอาไม้ยาวๆ เอาโคมไฟเกาะกับไม้ จุดไฟแล้วให้ส่องไปข้างหน้า อย่าถือโคมไฟไป เดี๋ยวจะไปเหยียบงู ท่านสิงห์ทองสั่ง ทางโน้นก็เอาไฟมาส่อง ก็ไม่เห็นอะไร แล้วเงียบไปเลย พอพระองค์นั้นไปก็ร้องฟ่อๆๆ ขึ้นอีก ท่านสิงห์ทองเลยไม่ได้นอนทั้งคืน โถ ! กลัวจริงๆ นะไม่ใช่ธรรมดา เหมือนมันอ้าปากอยู่ ฟ่อๆๆ มาหัวเรานี่ เหมือนว่าจะงับเอาเลย หลวงพ่อตะโกนบอกมาเท่าไรไม่ฟังเลยมีแต่ความกลัว ท่านเล่าให้ฟังนะ พอตื่นเช้าแล้วเผ่นเลย ท่านบอกตรงๆ อย่างนี้ แล้วทําไมเผ่น ไม่เผ่นได้ไงงูตัวเท่าลําตาล
เอ้า ! ถ้าใครไม่เชื่อว่าที่นี่มีเปรตมีผีให้มาทดลอง ให้เอาคนเก่งๆ ที่ไม่เชื่อมา ให้มันได้เผ่นตกภูเขาสักหน่อย พูดให้อาจารย์หมออวยฟัง ใครมาเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ผู้เฒ่าก็บอก ยืนยันได้เลยถ้าใครอยากทดลองคาถาของตัวเองว่าเก่งขนาดไหนให้มา คือพญานาคนี้มาหลายแบบนะ บางทีก็เหมือนลากต้นตาลมา ลากต้นตาลทั้งต้นลงมาจากภูเขา ซ่าๆๆ ผู้เฒ่าอยู่ทางนั้น ถํ้าอยู่ตรงนี้เขาลากมาตรงกลาง ลงไปทางโน้นหายเงียบ ทําทุกแบบที่จะทํา แต่ไม่มีอะไรแหละทําเท่านั้น
ท่านสิงห์ทองได้เห็นชัดเจน โถ ! กลัวจริงๆ จนตัวสั่น ท่านว่างั้นนะ เพราะฉะนั้นจึงว่าถ้าใครว่าไม่มีเปรต ไม่มีผีแล้ว ให้มาภูเขาลูกนี้ เดี๋ยวมันจะเผ่นตกภูเขากลางคืนแหละ ท่านว่าพูดอย่างอาจหาญมากนะ โถ ! กลัวที่สุดเลยท่านว่า ก็มันจะงับอยู่นี่น่ะ หลวงพ่อพูดไม่มีความหมายเลย บอกไม่ต้องกลัว ไม่มีความหมาย ตื่นเช้าเปิดเลย นอนคืนเดียว เราเคยผ่านไปผ่านมาภูเขาลูกนี้ แต่ไม่ได้ขึ้น ถ้าเราขึ้นขาคงหัก ตกภูเขานะไปโดนเอาอย่างนั้นน่ะ แต่เราไม่เคยขึ้นถํ้านี้ หากผ่านไปผ่านมาเสมอ เพราะเป็นทําเลเที่ยวกรรมฐาน
ท่านสิงห์ทองไปโดน แล้วเล่าให้อาจารย์หมออวยฟังต่อหน้าต่อตากันเลย อาจารย์หมออวยตั้งใจฟังจริงๆ แกอยากพาเพื่อนไปดู หากมีโอกาส ไปเลย ให้เอาตัวเก่งๆ นะไป คนที่ไม่เชื่อเปรตเชื่อผีว่ามีอะไร เอาตัวนั้นล่ะไป แต่ไปให้ตั้งท่าให้ดีนะ เดี๋ยวตกภูเขาไม่รู้ตัวนะ คือกลัวแล้วเผ่นตกภูเขา ทุกวันนี้ก็คงจะมีแสดงอาการอย่างนั้น นี่พญานาคอยู่บนสระนํ้านั่น อย่างนี้มีสําหรับพระกรรมฐาน โอ๊ย ! ท่านเคยพอแล้วล่ะ ไม่ได้แสดงอาการอย่างนี้ แสดงกับท่านให้เห็นกันต่อหน้าต่อตามี… กรรมฐาน แต่ท่านไม่ได้เป็นบ้าโฆษณา วงกรรมฐานด้วยกันท่านรู้ได้ดี ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางนี้แล้ว มองปั๊บนี้ ท่านเห็นเลยๆ ก็ของอันนี้มีอยู่ เหมือนคนเหมือนสัตว์ทั่วๆ ไป จะไปลบล้างเขาได้ยังไงว่าไม่มี ถ้าลบล้างเขาว่าไม่มี ก็ลบล้างเราเสียซิ มันเหมือนกัน เรื่องบุญเรื่องกรรมเกิดขึ้นแล้วแล้วแต่จะเป็นยังไง เป็นเปรตเป็นผีมองหากันไม่เห็น แต่แสดงฤทธิ์เห็นทันที ถ้าไม่แสดงไม่เห็น
• องค์หลวงตาสอนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
(๓ สิงหาคม ๒๕๕๐)
ท่านสิงห์ทองไปเรียบๆ สุกขวิปัสสโก มาเห็นประจักษ์ในองค์นี้สมัยปัจจุบัน สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต พระอรหันต์มี ๔ ประเภท ความบริสุทธิ์เหมือนกัน แต่อํานาจวาสนาบุญญาภิสมภารต่างกัน นี่ล่ะที่ว่าอํานาจวาสนาของท่าน วาสนาบุญญาภิสมภารของท่าน วาสนาของท่านแปลกๆ กันอย่างนี้ล่ะ แยกไปเป็น สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญมาถึง จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต นี้เยี่ยม อรหันต์ประเภทสุดท้าย แตกฉาน ทุกสิ่งทุกอย่างแตกฉานมีอยู่ ๓ ประเภท ที่เป็นเครื่องประดับบารมีของท่าน กิ่งก้านดอกใบของความเป็นอรหันต์ หรือว่าต้นลําใหญ่ขึ้นแล้ว คือ อรหันต์ กิ่งก้านสาขาดอกใบจะแปลกต่างกันไป ที่ว่าเตวิชโชก็ดี ฉฬภิญโญก็ดี จตุปฏิสัมภิทัปปัตโตก็ดี เป็นกิ่งก้านสาขาดอกใบต่างกัน
เราเสียดายท่านสิงห์ทอง เราได้เล็งไว้แล้วแน่ใจว่าไม่ผิด เราได้เคยพูดแล้วกับท่านสิงห์ทอง พูดออกปาก พูดจริงๆ นะ แต่ไม่ได้บอกอะไร บอกอย่างนี้เฉยๆ หากเป็นความหมายในนั้นเสร็จ บอกว่า สิงห์ทอง ครั้นเวลาผมตายนี้ให้ท่านมาเผาศพผม เวลาท่านตาย ผมเผาศพท่าน คือหวังว่าท่านจะสืบทอดศาสนาทําประโยชน์ให้โลกได้พอสมควร ไม่มากก็พอสมควรองค์หนึ่ง เราคิดไว้แล้ว ท่านก็มาตายก่อนเราเสีย ตกเครื่องบินตาย ความรู้ท่านดีอยู่ ฉลาด เสียตั้งแต่ท่านนิสัยชอบเล่นชอบตลก มันเลยเถิด
เราไม่ได้ตําหนิว่าเราไม่ชอบเล่นชอบตลก ตัวตลกล่ะนี่ แต่หากมีจังหวะจะโคน มีวรรคมีตอน อันนั้นไม่มีวรรค ไปนี้เรื่อย มานั่งนี่ต้องสอนนะ ต้องสอนต่อหน้าต่อตา บอกว่า สิงห์ทอง ว่างี้เลย ท่านตั้งใจฟังดีนะ ก็เราตั้งใจสอนจริงๆ ท่านให้จําให้ดีนะคําสอนเหล่านี้ การประพฤติปฏิบัติของท่าน ภายนอกภายใน ผมไม่ได้ตําหนิติเตียนล่ะ เหมาะสม แต่กิริยาอาการของท่านที่ปฏิบัตินี้เป็นสิ่งที่เพ่งเล็งของโลกได้เป็นอย่างดี ให้ท่านระมัดระวัง
การตลกคะนอง การพูดชอบหยอกเล่นนี้เป็นนิสัยมาก เขามาหาท่าน เขาไม่ได้มาหาเพราะท่านตลกคะนองหยอกเล่นเก่งนะ เขามาหาด้วยคุณธรรมของท่านต่างหาก เราบอกอย่างนี้ เพราะฉะนั้นให้ท่านเก็บไว้ในเวลาที่ควรเก็บ ออก เวลาที่ควรออก เราพูดอย่างนี้ล่ะ ให้เอาธรรมล่ะออก ถูกต้อง เขามาหาเรา เขาไม่ได้มาหาเพราะเราชอบพูดเล่นพูดตลกนะ เขามาหาเพราะคุณธรรมของท่านต่างหาก บอกเสร็จ เวลาเราจับโซ่ไว้ตีหัว มันก็หมอบ ลิง เข้าใจไหม พอวางโซ่ก็ดีเหมือนกันนะ ดีเหมือนกันนะ ถูกเขกบ้างๆ พอวางโซ่แล้ววอกๆ ลิงนิสัยอย่างนั้น
ท่านก็เป็นของท่านอย่างนั้น แต่มีดีอย่างหนึ่งกับลูกกับหลานไม่นะ กับลูกกับหลานใกล้ชิดนี้ไม่มีกิริยาเล่นๆ แต่กับคนอื่นเล่นได้สะดวก ท่านก็มีวรรคมีตอนของท่านเหมือนกันกับลูกกับหลาน เช่น ท่านอุ่น ท่านอะไรเหล่านี้ไม่นะ ตรงแน่วเลย กับประชาชนที่เกี่ยวข้องเป็นลูกเป็นหลานไม่เลย แต่กับเพื่อนฝูงเป็นอย่างนั้นล่ะ ต้องได้จับโซ่ตีอยู่เรื่อย นิสัยชอบเล่น ถ้าเป็นเรื่องพูดเล่น ท่านจําได้ดีมาก อย่างอื่นจําหรือไม่จําก็ไม่รู้ แต่ถ้าพูดเรื่องเล่นเรื่องตลกนี้ อู๊ย ! ท่านจําได้ดีมาก เพราะนิสัยอย่างนั้นชอบ
• มีพระอรหันต์อยู่ ๒ องค์ ตกเครื่องบินตาย
(๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๐)
ดูว่าตกเครื่องบินตายนะ พระชุดนี้ตกเครื่องบินตายมี ๕ องค์ ท่านอาจารย์บุญมา ท่านวัน ท่านสิงห์ทอง ท่านจวน ท่านสุพัฒน์ ที่พระตาย ๕ องค์นั้นมีสององค์อัฐิกลายเป็นพระธาตุท่านจวนองค์หนึ่งกับท่านสิงห์ทององค์หนึ่ง ตาย ๕ องค์ มีพระอรหันต์อยู่ ๒ องค์ ตกเครื่องบินตาย ท่านสิงห์ทองกับท่านจวน อัฐิกลายเป็นพระธาตุด้วยกัน ท่านสิงห์ทองนี้ท่านมาเล่าให้ฟัง คือท่านหมดทางพิจารณา แล้วก็ไม่สนใจที่จะพิจารณาอะไรว่างั้น ถ้าเรียกอย่างธรรมดาเราตามความจริงก็คือว่า มันหมดภายในใจโดยสิ้นเชิง ไม่สนใจจะพิจารณาอะไรท่านว่า ท่านก็เล่าเรื่อง แต่มันไม่ได้บอกขณะ
ท่านมาเล่าให้ฟังก็หาที่ค้านท่านไม่ได้ เวลาท่านพูดไป ตรงไปตามลําดับจนกระทั่งถึงที่สุดของจิตของธรรม ไม่บอกขณะ ไม่ขณะก็ช่างเถอะ ผลนี้เป็นที่ยอมรับกันแล้วในวงปฏิบัติทั้งหลาย พระอรหันต์ก็มีอยู่ ๔ ประเภท สุกขวิปัสสโก ผู้ที่รู้ธรรมอย่างสงบเงียบไปเลย อย่างท่านสิงห์ทองนี่สุกขวิปัสสโก แต่ปริยัติท่านบอกว่ารู้อย่างแห้งแล้ง แหม ! มันหลับตาพูด สะเทือนใจเรามากนะพระอรหันต์รู้อย่างแห้งแล้ง มันเขียนปริยัติ ปริยัติก็คนมีกิเลสเขียน คือรู้อย่างสงบเงียบเย็นไปเลย เตวิชโช ฉฬภิญโญ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต
พระอรหันต์มี ๔ ประเภท ประเภท สุกขวิปัสสโก นี้หมายถึงว่า รู้อย่างสงบเงียบไปเลยไม่บอกขณะ ท่านสิงห์ทองก็มาเล่าให้ฟัง ผลทุกอย่างก็เป็นที่ยอมรับกันแล้ว นี้อัฐิท่านก็กลายเป็นพระธาตุแล้ว ท่านจวนองค์หนึ่งที่ตกเครื่องบินตายคราวนั้น มีอัฐิกลายเป็นพระธาตุ ๒ องค์ คือ ท่านสิงห์ทองกับท่านจวน ที่พระ ๕ องค์ตาย คือลงอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้วก็ตีตราความสิ้นกิเลส หรือตีตราพระอรหันต์อย่างเต็มที่ล่ะ ท่านสิงห์ทองนี่ความเพียรเก่ง เราชอบอันนี้ล่ะท่านไม่ชอบก่อสร้าง ทางความเพียรนี้เก่ง เราชอบอันนี้ล่ะ
แต่ไม่ชอบท่านพูดตลกคะนองพูดเล่น นิสัยเล่น พูดอะไรคอยแต่จะตลกหัวเราะ เราก็ว่า เอามาสอนจริงๆ แล้วก็เท่าเก่านั่นแหละ เพราะมันเป็นนิสัยไปแล้วนี่ มาสอนจริงๆ นะ ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาฟัง เราสอนในวงกันเองนะ แต่นี้มันก็กระจายออกมาว่า การประพฤติปฏิบัติ การละการถอดถอนกิเลส ไม่ได้ถอดถอนด้วยความตลกคะนองอย่างนี้นะ เป็นเรื่องความจริงความจังทุกอย่าง เป็นอรรถเป็นธรรมทั้งนั้น แล้วธรรมปรากฏขึ้นจากการทําอย่างจริงอย่างจังไม่มีตลกคะนองอย่างนี้ นี่มันเป็นนิสัยลิงเราว่างั้น คนเขามาเคารพเลื่อมใส เขาไม่ได้มาเคารพด้วยนิสัยลิงอย่างนี้นะ เขามาด้วยธรรมต่างหาก
ให้ท่านแก้นิสัยอันนี้เสียใหม่ เวลาจะพูดเล่นตลกเฮฮาในวงของพระ ตลกก็ตลกในวงของพระนี้ก็ทําได้เป็นกาลเป็นเวลา แต่จะทําจนเป็นนิสัยนี้ใช้ไม่ได้ เราสอน เราตั้งใจเอามาสอนจริงๆ นั่นล่ะ คนเขามาเคารพเลื่อมใส เขาไม่ได้มาด้วยความเคารพด้วยความตลกคะนองหัวเราะอย่างนี้นะ เขามาเคารพในธรรมของเราต่างหาก เราก็สอน แล้วก็ไปแบบเก่านั่นแหละ แบบเก่าตลกชอบพูดเล่น อันนี้ท่านมีดีอย่างหนึ่ง ทางความเพียรนี้เก่งมาก เดินจงกรม ทางจงกรมเป็นเหวไปเลย ท่านเดินจงกรม เราชม ไม่ชอบการสร้างนั้นสร้างนี้ ยุ่งนั้นยุ่งนี้ไม่ ไม่ชอบ ทําหน้าที่ภาวนาโดยถ่ายเดียว อันนี้เข้ากันได้สนิทกับเรา
คือเราเองก็ไม่เคยมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องนะ เวลาทําภาวนานี้เด็ดขาดเลย งานการอะไรมายุ่งไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับๆ ฟัดกันตลอดเวลาด้วยความเพียร โดยมีสติเป็นเครื่องกํากับรักษา ท่านสิงห์ทองก็ความเพียรเก่งเหมือนกัน แต่เวลาออกมาหาเพื่อนฝูงแล้วชอบพูดเล่นอย่างนั้นอย่างนี้ เราได้เอามาสอน การเล่นน่ะเล่นได้ไม่ใช่คนตาย พระก็มาจากคนมันก็เล่นได้ แต่ควรจะรู้จักกาลเทศะเวลํ่าเวลา ควรหรือไม่ควรสําหรับเราเป็นพระ ส่วนฆราวาสเป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเป็นอีกอย่างหนึ่งต่างกัน เราก็สอน แล้วก็อย่างว่าล่ะ นิสัยเป็นไงมันก็เป็นแบบนั้น
นี่ก็อัฐิกลายเป็นพระธาตุ ท่านจวน ท่านสิงห์ทอง ตกเครื่องบิน ท่านอาจารย์บุญมาท่านวัน ท่านสุพัฒน์ ๕ องค์ อัฐิกลายเป็นพระธาตุ ๒ องค์ คือท่านสิงห์ทองกับท่านจวนอัฐิกลายเป็นพระธาตุ ที่ตกเครื่องบิน ๕ องค์ด้วยกัน
ท่านสิงห์ทองนี้ยกให้ทางความเพียรเก่ง ที่เข้ากันได้สนิท ก็คือ ท่านไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการสร้าง การทํานั้นทํานี้ ท่านไม่ยุ่ง มีแต่ความเพียรอย่างเดียว ไปทํานั้นสร้างนี้ไม่ดีนั้นคือสั่งสมกิเลสโดยไม่รู้สึกตัว ตั้งแต่เราทําร้านเล็กๆ ไว้ภาวนา เราไปหาภาวนาทําร้านเล็กทําร้านเล็กๆ วันนี้ก็เป็นกังวลกับร้านเล็กๆ ไม่ได้ภาวนาแหละ ยิ่งมีแต่การก่อการสร้างก็เป็นเรื่องของโลกไปเลย เรื่องของธรรมต้องมีความเพียรประจําตลอดเวลา นั่นล่ะแก้กิเลส อยู่ที่ไหนมีแต่แก้กิเลสๆ ด้วยจิตตภาวนา มีสติเป็นเครื่องคํ้าประกัน อย่างนั้นถูกต้อง
• อัฐิเป็นพระธาตุแล้วปิดไม่อยู่
(๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๒)
ท่านสิงห์ทองอัฐิกลายเป็นพระธาตุ ถ้าลงอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้วก็ตีตราเลยว่านี้คือพระอรหันต์ ถ้าอัฐิไม่บริสุทธิ์ไม่เป็นอรหันต์ อัฐินี้เผาลงไปแล้วจะไม่เป็นพระธาตุ อันนี้ของท่านสิงห์ทองเป็นพระธาตุ ของท่านจวนก็เป็นพระธาตุ มันประกาศอยู่ในตัว ความบริสุทธิ์ของใจมันฟอกธาตุขันธ์ คือความบริสุทธิ์ของใจมันครองร่าง ยิ่งครองร่างอยู่เท่าไร มันก็ซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นธาตุที่ละเอียดไปตามส่วนของธาตุ พอมรณภาพแล้วอัฐิก็กลายเป็นพระธาตุ ท่านสิงห์ทองก็เป็น ท่านจวนก็เป็น
วันนี้คนมากนะ อย่างพระที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีเด่นๆ อยู่หลายองค์นะ พระที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีเด่นๆ อยู่หลายองค์ ท่านสิงห์ทอง ท่านจวน ท่านอะไรบ้างมีแต่พวกอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้ว ถ้าอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้วแสดงชัดเจนเลยว่า นี้บริสุทธิ์แล้ว เป็นพระอรหันต์ ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วปิดไม่อยู่ อัฐิกลายเป็นพระธาตุ แต่องค์ใดก็ตามที่อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุบรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดท่านรู้มานานแล้วนะ รู้แต่ท่านยังมีชีวิตอยู่แล้วอันนี้มาประกาศทีหลังเวลาท่านล่วงไปเท่านั้นเอง นอกนั้นธรรมดาลูกศิษย์ทั้งหลายรู้แล้วๆ ตั้งแต่ท่านยังไม่ตาย เพราะอรรถธรรมแนะนําสั่งสอนอยู่ตลอดเวลา ถอดออกมาจากหัวใจมาสอนสอนแล้วผลก็เป็นอย่างนั้น
ที่เราได้เปิดเผยปิดกันไม่อยู่ก็คืออัฐิกลายเป็นพระธาตุ นี่คือพระอรหันต์ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย สําหรับเชื่อ เชื่อกันภายใน เชื่อแน่นอน ท่านเชื่อมั่นแน่นอนอย่างไร พอท่านองค์นั้นตายแล้วก็มาเป็นพระธาตุ คนอื่นเชื่อทีหลังนะ ลูกศิษย์ลูกหาเชื่อก่อนแล้ว เชื่อก่อนๆ นั่นล่ะการปฏิบัติธรรม ใครปฏิบัติอยู่ที่ไหนเมื่อไรเป็นอกาลิโก ไม่มีกาล สถานที่ เวลํ่าเวลา ปฏิบัติที่ไหน ปฏิบัติดีเป็นดี ปฏิบัติชั่วเป็นชั่ว
ท่านเพียรก็ได้เสียไปเสียแล้ว อายุ ๘๒ นะ ท่านเพียรปฏิบัติเรียบมาก ท่านบุญมีเป็นลูกศิษย์ของเราแต่ต้นมา ปฏิบัติเรียบร้อยตลอดมา คือ ท่านบุญมี ท่านเพียร ท่านสิงห์ทอง ที่อยู่ใกล้ชิดติดพันกับเราตลอดมา นอกนั้นองค์ไหนบ้างลืมๆ แต่สามองค์นี่จําได้ชัด เดินจงกรมจนเป็นเหวนะท่านสิงห์ทอง ขยันมาก การประกอบความเพียรท่านขยันมาก ท่านสิงห์ทอง มาเล่าให้เราฟัง คือไม่รู้เวลาที่กิเลสสิ้นไป กลายเป็นใจที่บริสุทธิ์ขึ้นมา คือมันละเอียดลงไปๆ ละเอียดจนกระทั่งหมดกิเลส มาเล่าให้ฟัง เราก็ฟังท่าน ท่านเล่าให้ฟัง เราบอกว่า เรายอมรับ การปฏิบัติของท่านก็ยอมรับ
สหธรรมิกทั้ง ๓ องค์
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร แห่งวัดป่าแก้วชุมพล เป็นเสมือนน้องเล็กของท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม และ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ซึ่งต่างเป็นศิษย์รุ่นเล็กของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ด้วยกัน
ด้วยท่านทั้งสามมีอายุและพรรษาใกล้เคียงกันมาก โดยท่านพระอาจารย์วัน มีอายุพรรษามากกว่าท่านพระอาจารย์จวน และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และต่างก็เคยได้รับความเมตตาอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งสามจึงเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกัน รักใคร่กันมาก ไปไหนมาไหนมักไปด้วยกัน
ท่านพระอาจารย์จวนเคยปรารภว่า “อาตมาคงจะตายใกล้ๆ กับท่านพระอาจารย์วัน” และท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็บอกว่า “อาตมาจะตายพร้อมกับหลวงตาโน่น” ท่านว่าแล้วก็บุ้ยใบ้ชี้ไปทางท่านพระอาจารย์จวน พลางหัวเราะ เป็นที่ทราบกันดีในวงกรรมฐานและหมู่ศิษย์ว่าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองสนิทสนมใกล้ชิดล้อเลียนกับท่านพระอาจารย์จวนมากที่สุด เมื่อได้ยินท่านพูดกันเช่นนั้น ก็คิดว่าท่านได้พูดเล่น และท่านก็มรณภาพไปพร้อมกันจริงๆ ทั้งสามองค์คราวเครื่องบินตก เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องสหธรรมิกทั้ง ๓ องค์ ดังนี้
“ท่านอาจารย์จวนกับท่านอาจารย์สิงห์ทอง อดีตชาติคงต้องเคยเป็นพี่น้องกันมา แล้วก็ตามกันมา รวมหลวงปู่วันด้วย สามองค์นี้ ท่านจะไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่เสมอ
แล้วเราเนี่ยเคยกราบหลวงปู่วันที่กรุงเทพฯ ก่อน แล้วก็พอมาอยู่กับท่านเนี่ย แล้วก็มีเพื่อนจากกรุงเทพฯ มา แล้วก็ไปกราบหลวงปู่วันอีก แล้วตอนนั้นเนี่ยเราก็นึก ว่าทําไมเราจึงจะไม่คิดที่จะไปอยู่กับหลวงปู่วันนะ ไปอยู่กับท่านอาจารย์สิงห์ทองดุอย่างกับเสือ พอเรากลับมาตอนเย็นนะ ท่านอาจารย์สิงห์ทองบอกว่า “เออ ! ถ้าอยากจะไปอยู่กับท่านอาจารย์วันก็ได้นะ อาจารย์ฝากฝังให้ได้” เราก็นึกในใจ ไม่ต้องฝากฝัง เราก็ฝากฝังตัวเองได้”
หลวงปู่บุญจันทร์ร่วมงานพระราชทานเพลิงศพครูบาอาจารย์ที่เครื่องบินตก
เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร และท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ได้มรณภาพ ด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตกพร้อมกับท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ
หลังจากตั้งศพของท่านบําเพ็ญกุศลที่วัดพระศรีมหาธาตุ กรุงเทพฯ ครบ ๗ วันแล้วคณะศิษย์ได้นําศพของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมาตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดป่าแก้วชุมพล ส่วนศพของท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ นําไปตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดป่าประสิทธิ์สามัคคี บ้านต้าย หลวงปู่บุญจันทร์กมโล ท่านได้ไปค้างคืนประจําอยู่วัดป่าแก้วชุมพล เพื่อเป็นกําลังใจให้พระเณร ญาติโยม ที่มาร่วมกันจัดงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
เมื่อถึงวันพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๓ หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ได้ไปร่วมเป็นกําลังใจให้แก่พระเณรญาติโยม ที่วัดป่าประสิทธิ์–สามัคคี บ้านต้ายด้วย จนเสร็จการพระราชทานเพลิงศพและเก็บอัฐิท่านพระอาจารย์สุพัฒน์เสร็จแล้ว หลวงปู่บุญจันทร์จึงกลับไปพักอยู่ที่วัดป่าแก้วชุมพลอีก จนถึงวันพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ในวันพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ นั้น หลวงปู่บุญจันทร์ได้พักอยู่กุฏิที่มุงด้วยไม้ที่วัดป่าแก้วชุมพล และมีท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ และครูบาอาจารย์องค์อื่นอีกหลายรูปนั่งอยู่ด้วยกัน พระอาจารย์สุวัจน์ท่านเคยจําพรรษาอยู่ร่วมกันกับหลวงปู่บุญจันทร์ในคราวที่อยู่จังหวัดร้อยเอ็ด พอมาพบกัน ท่านก็ไต่ถามสนทนาธรรมกัน สุดท้ายท่านพระอาจารย์สุวัจน์จึงเรียนถามหลวงปู่บุญจันทร์ว่า “เป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ครูบาอาจารย์ยังมีความสงสัยในธรรมอยู่หรือไม่”
หลวงปู่บุญจันทร์ตอบอย่างอาจหาญว่า “ไม่มีความสงสัยในธรรม”
หลวงปู่บุญจันทร์อยู่ร่วมพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จนเก็บอัฐิท่านเรียบร้อยแล้วจึงได้กลับวัด ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ ทั้ง ๒ องค์นี้ เป็นที่สนิทสนมกันมากกับหลวงปู่บุญจันทร์ ในคราวที่มีชีวิตอยู่ท่านไปมาหาสู่กันไม่ได้ขาด
วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นวันพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม หลวงปู่บุญจันทร์ได้เดินทางไปร่วมงานที่วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม เสร็จพิธีแล้วหลวงปู่บุญจันทร์จึงได้เดินทางกลับวัดป่าสันติกาวาส
หลวงปู่เพียรกราบนมัสการหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก
สมัยที่ หลวงปู่บุญมี และ หลวงปู่เพียร เดินทางถึงวัดป่าหนองโดกได้ ๔ วันพอดีท่านพระอาจารย์ปัญญาได้เดินทางมาแวะพักที่วัดป่าหนองโดก เพื่อจะเดินทางเข้าไปกราบนมัสการองค์หลวงปู่มั่น ณ สํานักวัดป่าบ้านหนองผือ หลวงปู่เพียรเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่ท่านจะได้เข้ากราบนมัสการองค์พระบูรพาจารย์ใหญ่องค์สําคัญแห่งยุค จึงได้ขอร่วมเดินทางไปพร้อมกับคณะของท่านพระอาจารย์ปัญญาด้วย
การเดินทางครั้งนั้นต้องพักค้างคืนกลางทางคืนหนึ่ง เช้าพอฉันเสร็จก็เดินทางกันต่อ ถึงวัดป่าบ้านหนองผือ แล้วรอโอกาสเพื่อขึ้นกราบองค์ท่าน ได้โอกาสแล้วก็พากันขึ้นไปกราบองค์หลวงปู่มั่นบนกุฏิที่พักขององค์ท่าน องค์ท่านเมตตาถามว่า “ท่านองค์ใดที่มาจากบ้านท่านสิงห์ทอง” หลวงปู่เพียรยกมือพนมขึ้นพร้อมกราบเรียนองค์ท่านว่า “เกล้ากระผม”
สมุห์เพียร
มีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกี่ยวกับนิมิตภาวนาของท่านในพรรษานี้ คือแต่เดิมหลวงปู่เพียรท่านอ่านเขียนหนังสือไม่ได้เลย ด้วยผลการบําเพ็ญภาวนาของท่านได้มีตัวหนังสือมาปรากฏในสมาธิภาวนา ท่านจึงกําหนดเรียนหัดอ่าน เขียนหนังสือในสมาธิภาวนานั้น เหตุการณ์นี้มาปรากฏอยู่หลายวันติดต่อกัน เริ่มแรกในสมาธินิมิตนั้นท่านได้ยินแต่เสียงพูดคุยกัน และมองเห็นกระดานดําชัดเจนมากขึ้น พร้อมกับมีตัวหนังสือปรากฏอยู่บนกระดานดํานั้น ท่านว่าเป็นตัวหนังสือที่ใหญ่มาก
ครั้งต่อมาก็มีคนมาปรากฏในนิมิตคอยเขียนและอ่านให้ท่านดู ท่านจึงได้เขียนและอ่านตามคล้ายกับครูสอนหนังสือหน้าชั้นเรียน หลวงปู่จึงได้หัดอ่านหัดเขียนหนังสือนับแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งท่านสามารถที่จะอ่าน เขียนหนังสือได้ดี นิมิตนั้นจึงได้หายไป หลังจากนั้นเมื่อมีเวลาว่างท่านจะหัดอ่านเขียนหนังสือเป็นประจํา ท่านเล่าว่า “บางทีเขียนได้เป็นเล่มๆ พอหมดเล่มแล้วก็นําเอาไปเผาไฟทิ้งเสีย” และในบางครั้งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เคยสอนให้หลวงปู่ฝึกอ่าน เขียนหนังสือเหมือนกัน ซึ่งในภายหลังเรื่องนี้เองเป็นเหตุให้องค์หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ซึ่งเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของท่านได้เมตตาเรียกหลวงปู่สมัยที่อยู่ห้วยทรายว่า “สมุห์เพียรๆ”
(บันทึก ๑๔ กันยายน ๒๕๔๖)
หลวงปู่จันทา ถาวโร เล่าว่าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองบรรลุธรรมในขณะนอน
หลวงปู่จันทา ถาวโร เล่าให้ฟังว่า สมัยอยู่ถํ้ากลองเพล อยู่กับหลวงปู่ขาว ท่านพูดให้ฟังว่า ท่านอาจารย์บุญ (หลวงปู่บุญ ปญฺญาวุโธ) คนบ้านหนองไข่นก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นคนรูปร่างเล็กๆ เหมือนท่าน เร็ว เป็นพระพี่เลี้ยงของผม หลวงปู่บุญท่านก็ว่า
“ท่านขาว…เรื่องพระนิพพาน จะไม่เดินจงกรมภาวนายากดอก ผมนอนภาวนาคืนเดียวเท่านั้น นอนทับขวา บริกรรม พุทโธ จิตสงบพั้บ ขณิกสมาธิ เท่านั้นแหละ สติปัญญาเก็บกิเลสออกจากใจหมดในคืนนั้น ไม่ยากอะไร”
หลวงปู่ขาวได้ยินอย่างนั้น ก็ชื่นใจ
ทีนี้ผมเอง (หลวงปู่จันทา) อยู่กับ หลวงปู่ขาว ที่ถํ้ากลองเพล ท่านก็แนะนําว่าให้พากันศึกษากัน มันจึงจะดึงดูดกัน (ในการทําความเพียร)
อยู่มาวันหนึ่งก็พากันสนทนาในเรื่องธรรมะกัน พูดเรื่องการทําความเพียร วันนั้นมีท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านอาจารย์เพียร ท่านอาจารย์สุพัฒน์ ท่านอาจารย์บุญเพ็ง และอีกหลายๆ องค์ พูดเรื่องการทําความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วองค์ที่ ๑ ได้แก่ ท่านอาจารย์คําบุบ้านเหล่าเขว้า จังหวัดอุบลราชธานี องค์ที่ ๒ ได้แก่ ผม (หลวงปู่จันทา) นี่แหละ ทําความเพียรอดนอนผ่อนอาหารนั้นแหละ นอกนั้นไม่เอ่ยถึงเพราะติดสุข ทําไม่ได้
ทีนี้ ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็พูดตัดสินให้
“โอ๋ ! ดีมาก ทําความเพียรได้ก็ดีมาก เป็นนิสัย เป็นปัจจัย แต่ผมเองก็ไม่อยากไปพระนิพพานดอกชีวิตนี้ ภพนี้อยากเล่นสนุกสนานกับหมู่เพื่อนไปก่อนนั้นแหละ อยู่มาวันหนึ่ง ผมก็นอนเอาขาไขว่ห้าง มือก่ายหน้าผากนึกบริกรรมพุทโธดู จิตสงบพั้บ พอจิตสงบลงถึงอุปจาระนั้นแหละ กิเลส โลภะ โทสะ โมหะ อวิชชา ตัณหา วิ่งเข้าป่าหมด หลั่งไหลเข้าป่าหมด ไม่อยู่นะ ร้องเรียกบักใด๋ (ผู้ใด) ให้อยู่ด้วย ก็ไม่อยู่ กูจะกลัวผีหลอก มันก็ไม่ว่าไปหมด ผมได้พ้นจากวัฏฏทุกข์ กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ หมด ในขณะนอนนั้น จิตของผมได้เสวยวิบากกรรมดี คือ โลกุตตรธรรม พระนิพพาน ไม่ได้ทําความเพียรยากอย่างพวกท่านดอก”
นั้นแหละ มันง่ายเร็วอย่างนั้น เพราะเหตุใด เพราะภพเบื้องหลังปางก่อนโน้นครูบาอาจารย์ ๒ องค์นี้ ท่านก็เจริญมาไม่น้อย เจริญความดีมาเป็นนิสัย เป็นปัจจัยมาเต็มแล้ว อินทรีย์ธรรมแก่มาแล้ว เหมือนดอกบัวพ้นนํ้า พอต้องแสงอาทิตย์ก็แย้มกลีบบาน มี ๒ องค์เท่านั้น พระยุคนี้ สมัยนี้มี ๒ องค์ ที่ไม่ได้ทําความเพียรยากอะไร นอกนั้นฟังข่าวแล้ว โอ๊ย ! สนั่นหวั่นไหวนะ เรื่องการทําความเพียร จนขนพองสยองเกล้า
ท่านพระอาจารย์สรวงกล่าวชื่นชมท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านพระอาจารย์สรวง สิริปุญฺโญ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีฐานใน อําเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร องค์ปัจจุบัน ท่านเป็นชาวศรีฐาน บ้านเกิดเดียวกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร และเป็นพระเถระอีกองค์หนึ่งที่เคยอยู่จําพรรษาและเคยออกร่วมเดินธุดงค์กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านพระอาจารย์สรวง หรือ หลวงปู่สรวง ท่านได้กล่าวชื่นชมท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่ามีความเพียรเป็นเลิศ โดยท่านพระอาจารย์สรวงได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ครั้งหนึ่งท่านได้ออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขาร่วมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง โดยต่างก็พากันแบกกลดสะพายบาตร เดินด้วยเท้าเปล่าตลอดทั้งวัน แสนจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เมื่อเดินถึงที่พักแล้ว ท่านก็นั่งพักผ่อน เพื่อคลายความเพลียและความปวดเมื่อยล้า แต่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านกลับไม่ยอมพักผ่อน ท่านเข้าทางจงกรมทันที แล้วเดินจงกรมเร่งทําความเพียรอย่างเอาจริงเอาจัง ท่านมีความเพียรเป็นเลิศจริงๆ แม้วินาทีหนึ่ง ท่านก็ไม่ยอมพรากจากความพากความเพียรเลย”
หลวงปู่สรวงเคยร่วมธุดงค์กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
พระครูสุทธิวราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดถํ้าพรหมสวัสดิ์ ตําบลช่องสาริกา อําเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี หรือ หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ นามเดิม สรวง นามสกุล พรหมสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๖ ขึ้น ๓ คํ่า เดือน ๓ ปีระกา ณ บ้านเลขที่ ๑ หมู่ ๑๐ บ้านน้อยนาเวิน ตําบลโพนเมืองน้อย อําเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอํานาจเจริญ)
ท่านเคยบวชเป็นพระฝ่ายมหานิกาย เดิมทีท่านเคยชื่นชอบเวทมนต์คาถาอาคม เหมือนกับคนส่วนใหญ่ในสมัยนั้น ต่อมาท่านลาสิกขาบท และได้บวชใหม่เป็นพระฝ่ายธรรมยุต ท่านสนใจด้านสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน จึงได้ออกเดินธุดงค์หาครูบาอาจารย์ร่วมกับ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์คําบุ ธมฺมธโร ดังนี้
พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบทโดยมี เจ้าอธิการคํา อิณฺณมุตฺโต วัดบางชะแงะ อําเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดเป็นอํานาจเจริญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ก่อนเข้าพรรษาได้ลาญาติโยมไปจําพรรษากับหลวงปู่แขมที่วัดวังสําเภาล่ม อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะยังมีความสนใจในสรรพเวทย์วิทยาคมต่างๆ ตามประสาความนิยมของคนในสมัยนั้น
ท่านได้จําพรรษากับหลวงปู่แขม ๒ พรรษาแล้ว ได้ตัดสินใจกราบลาหลวงปู่แขม เพื่อออกเดินธุดงค์ไปหาพระอาจารย์ฝ่ายกรรมฐาน และตั้งใจจะไปหาพระอาจารย์จวน ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น และหลวงปู่คําบุ ธมฺมธโร ซึ่งท่านเป็นสหธรรมิกกับพระอาจารย์จวน ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ซึ่งท่านมีความชํานาญในเรื่องการฝึกกรรมฐานและจาริกธุดงค์ หลวงปู่สรวงท่านได้มาพักปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่คําบุอยู่ป่าช้าใกล้บ้านเหล่าขวาว เป็นป่าดงใหญ่ ซึ่งอยู่ติดกับเขตบ้านโคกเลาะและบ้านเหล่าขวาว ก่อนเข้าพรรษาในปีนั้นได้อําลาญาติโยมออกธุดงค์ไปพร้อมกับพระอาจารย์คําบุ เพื่อไปหาพระอาจารย์จวน ณ ถํ้าจันทร์ อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันเป็นจังหวัดบึงกาฬ)
พ.ศ. ๒๕๐๒ อายุ ๒๖ ปี พรรษา ๑ หลวงปู่สรวง ท่านได้ญัตติใหม่เป็นธรรมยุต ณวัดประชานิยม ตําบลค้อใต้ อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เพื่อศึกษาในด้านกรรมฐานแล้วได้ออกธุดงค์ไปหาหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล
พ.ศ. ๒๕๐๓ – ๒๕๐๗ อายุ ๒๗ – ๓๑ ปี พรรษา ๒ – ๖ จําพรรษาที่วัดโพนเมืองน้อยและวัดป่าบ้านเหล่าขวาว ตําบลโพนเมืองน้อย จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอํานาจเจริญ) กลับมาจําพรรษาอยู่ที่บ้าน เพื่ออยู่อุปการะโยมแม่ซึ่งแก่ชรา แล้วนําญาติโยมชาวบ้านก่อสร้างศาลาการเปรียญ และเสนาสนะต่างๆ อีกเป็นจํานวนมาก เช่น ศาลาบ้านโพนเมืองน้อย ศาลาบ้านเหล่าขวาว และศาลาบ้านโคกเลาะ เป็นต้น ในระหว่างออกพรรษาของแต่ละปี หลวงปู่สรวงจะออกธุดงค์ไปหาครูบาอาจารย์ และได้ร่วมเดินไปด้วยกัน ๔ องค์ คือ ท่านพระอาจารย์วันอุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์คําบุ ธมฺมธโร และบางครั้งก็เดินธุดงค์ไปพร้อมกับ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม เพียงสององค์
ท่านแก้จิตเสื่อมท่านพระอาจารย์คูณ สุเมโธ
ตามประวัติท่านพระอาจารย์คูณ สุเมโธ ท่านจิตเสื่อม จิตตก ณ บ้านหนองยาง ท่านได้เข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เพื่อขออุบายวิธีในการแก้ไขดังนี้
“พอดีปี พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงตาพวง สุขินฺทริโย (พระพี่ชายหลวงตาสรวง สิริปุญฺโญ) ได้สร้างวัดใหม่ขึ้นมา คือ วัดพระพุทธบาทยโสธร บ้านหนองยาง ตําบลหัวเมือง อําเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ท่านจึงขอให้ท่านพระอาจารย์คูณไปอยู่พํานักภาวนาในพรรษา ท่านว่าที่นั่นสงบ เหมาะสําหรับผู้ชอบภาวนา ซึ่งในพรรษานี้ท่านพระอาจารย์คูณ สุเมโธ ได้เพื่อนสหธรรมิกอยู่ร่วมปฏิบัติธรรม คือ ท่านพระอาจารย์เมือง พลวฑฺโฒ (แห่งวัดป่ามัชฌิมาวาส ตําบลลําพาน อําเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์)
ณ วัดพระพุทธบาทยโสธร บ้านหนองยางแห่งนี้ ท่านพระอาจารย์คูณ เล่าว่า ได้มีหญิงสาวนางหนึ่งมาชอบเฮา (เรา) ในช่วงที่เฮาจิตตกก็เกิดมีความรู้สึกว่าตัวเองก็ชอบ เห็นผู้สาวนางนั้นงดงาม จิตเกิดอาการร้อนขึ้นมาเป็นอันมาก แต่ก็ไม่อยากสึก ท่านได้พิจารณาตามครูบาอาจารย์ที่เคยสั่งสอนมาว่า การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร มันทําให้เกิดทุกข์ พอออกพรรษาจึงออกไปวิเวกอยู่ที่อื่น หญิงสาวนางนั้นก็เสียใจร้องห่มร้องไห้ตามท่านใหญ่ มานิมนต์อ้อนวอนอยู่อย่างนั้น ท่านพระอาจารย์คูณ เล่าว่า “ไม่ได้ กูไม่ห่วงมึงหรอก กูตัดใจกู”
จากนั้นท่านก็กลับไปหาหลวงปู่สอ พนฺธุโล ที่วัดป่าหนองแสง หลวงปู่สอได้เมตตาอบรมสั่งสอนอยู่ แต่อาการเร่าร้อนในจิตของท่านก็ยังไม่จืดจางไป จากนั้นท่านพระอาจารย์คูณจึงได้ติดตามท่านพระอาจารย์ทองดี วรธมฺโม ได้อยู่อบรมซักระยะหนึ่ง ท่านพระอาจารย์คูณท่านกราบเรียนท่านพระอาจารย์ทองดีให้พาไปกราบครูบาอาจารย์ว่า “ไม่ไหวหรอกหากเป็นอย่างนี้ ผมจะลาเข้าไปหาครูบาอาจารย์ จะเข้าไปหาท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หากท่านแก้ให้ไม่ได้ ก็จะกลับไปหาท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ช่วยแก้จิตให้” ท่านพระอาจารย์ทองดี ท่านว่า “ป๊ะ ถ้ามันจะตายจริงๆ ก็จะพาไป”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองหยั่งรู้วาระจิต
เมื่อท่านพระอาจารย์ทองดีได้พาท่านพระอาจารย์คูณ สุเมโธ มาถึงวัดป่าแก้วชุมพลช่วงเวลานั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองกําลังกวาดใบไม้อยู่ ท่านบอกกับท่านพระอาจารย์คูณให้ไปสรงนํ้าเสียก่อน เวลา ๒ ทุ่ม ท่านพระอาจารย์คูณไปรอกระทั่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเดินจงกรมเสร็จ จึงเข้าไปกราบถวายตัวให้พ่อแม่ครูอาจารย์ช่วยอบรมสั่งสอน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็เริ่มเทศน์สั่งสอนเรื่องภายในที่ท่านพระอาจารย์คูณติดขัดอยู่ในขณะนั้นทันทีว่า “เขาบวช เขาก็มาบวชหามรรคผลนิพพาน จะมาบวชหาเมียอย่างไร”ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านเทศน์ดุดัน กล่าวทักวาระจิตที่รุ่มร้อน ชี้ชัดโดนใจอย่างยิ่ง เสมือนมีนายพรานผู้มีฝีมือฉมังยิงธนูลูกศรได้พุ่งมาสู่กลางใจของเป้าหมายอย่างไม่ผิดพลาด
ครั้นถึงฤดูกาลเข้าพรรษาในปีนั้น ท่านพระอาจารย์คูณจึงได้ขออธิษฐานจําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ณ วัดป่าแก้วชุมพล ครั้นได้รับฟังธรรมอุบายในการแก้กิเลสจากท่านพระอาจารย์สิงห์ทองแล้ว ท่านพระอาจารย์คูณก็เร่งความเพียรอย่างหนักหน่วง เนื่องจากพรรษาที่ผ่านมาที่บ้านหนองยาง การทําความพากความเพียรของท่านเองได้ลดหย่อนลงไปมาก
ท่านพระอาจารย์คูณเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์
ท่านพระอาจารย์คูณ เมื่อท่านพํานักปฏิบัติธรรมอยู่กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองแล้ว ท่านก็อธิษฐานจิตถือเนสัชชิกอยู่ในอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง ไม่ยอมนอนตลอดพรรษา ๓ เดือนเร่งความเพียรบําเพ็ญภาวนาโดยการนั่งสมาธิสลับกับการเดินจงกรม โดยอธิษฐานจิตไม่ยอมนอนทั้งกลางวันกลางคืน อดนอน ผ่อนอาหาร เพื่อให้มีสติทําความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเวลาจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ท่านก็ไม่ยอมลดละให้ขาดวรรคขาดตอน บางครั้งก็ไปทําความเพียรภาวนาทรมานจิตด้วยการไปเดินจงกรมในป่าช้าจนถึงรุ่งสว่างก็มี
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า เข้าสู่พรรษาที่ ๒ และ ๓ ที่ท่านพํานักอยู่ปฏิบัติธรรมในสํานักของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สุดท้ายท่านพระอาจารย์คูณก็แก้จิตเสื่อมของท่านสําเร็จ และได้อยู่ครองสมณเพศเรื่อยมาตราบจนวันมรณภาพ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองแนะนําการอยู่รูปเดียว
ก่อนฤดูเข้าพรรษาในปีนั้น ท่านพระอาจารย์คูณ สุเมโธ ได้เขียนจดหมายกราบเรียนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ให้ทราบว่าปีนี้จะจําพรรษารูปเดียว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงแนะนําการปฏิบัติตนในการอยู่จําพรรษารูปเดียวอย่างละเอียด
ถึงฤดูวันเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์คูณจึงได้อธิษฐานพรรษา ณ บ้านศาลาเมืองน้อยพักจําพรรษาอยู่กับพวกชาวมูเซอ ท่านอยู่กับพวกชาวเขาเป็นเวลาหนึ่งปี ก็ตั้งใจจะกลับมาหาท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็พอดีทราบข่าวจากหมู่คณะเขียนจดหมายมาบอกให้ท่านทราบข่าวอันสลดสังเวชว่า “ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเครื่องบินตก ท่านมรณภาพแล้ว”
คณะสงฆ์นําโดยท่านพระอาจารย์คูณ จึงรีบพากันกลับวัดป่าแก้วชุมพล ท่านได้อยู่ช่วยงานประชุมเพลิงสรีระสังขารของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจนแล้วเสร็จ หลังจากนั้นท่านก็ธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนืออีกรอบ
ท่านพระอาจารย์คูณเคารพท่านอย่างสุดหัวใจ
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พอในงานศพของครูบาอาจารย์ (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) นี่ พวกอีสานเขาจะต้องมีคนที่ไปนอนเฝ้าที่กุฏิท่าน และพระนี้ก็ผลัดเวรกันไปเฝ้าที่กุฏิท่าน ทุกองค์ก็จะอยู่ตรงโน้น ตรงนี้ ตรงนั้น แต่รู้ไหมท่านอาจารย์คูณท่านนอนที่ไหน บนกุฏิท่านอาจารย์สิงห์ทอง ? ท่านไปปูเสื่อนอนในห้องส้วม
แล้วเสร็จแล้วทุกคนก็ถามว่า ทําไมท่านต้องทําอย่างนั้น ท่านบอกว่า ท่านจะแน่ใจได้อย่างไร ถึงจะเป็นระเบียงหรือตรงไหน ถ้าเกิดพ่อแม่ครูอาจารย์เอนหลังลงไป เพราะอาจจะเหนื่อยนิดหนึ่ง เมื่อยนิดหนึ่ง แล้วเราบังอาจเอารอยตัวเราน่ะไปทาบทับท่านได้ยังไง แต่ท่านอาจารย์คูณแน่ใจว่า ในห้องส้วมนี่ ท่านอาจารย์สิงห์ทองคงไม่เอน…ลงไป คือ ความที่ท่านละเอียดและก็เคารพสุดหัวใจอย่างนั้น ถึงบอก
และตอนที่พอท่านไปอยู่ที่วัดป่าภูทองใช่ไหมคะ แล้วเวลาที่พอเราไปอีสานและไปแวะเยี่ยมท่านนี่ อู้ย ! คุยกันสนุก แทบจะไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนเลย”
หลวงปู่สาย เขมธมฺโม เคยอบรมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
หลวงปู่สาย เขมธมฺโม ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ณ พัทธสีมาวัดบุญญานุสรณ์ (วัดป่าหนองวัวซอ) ตําบลหนองวัวซอ อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดหนองบัวลําภู โดยมี พระครูประสิทธิ์คณานุการ เป็นพระอุปัชฌาย์พระครูสุวรรโณปมคุณ เป็นพระกรรมวาจารย์ และ พระครูโสภณคณานุรักษ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “เขมธมฺโม” แปลว่า “ผู้มีธรรมอันเกษม”
แม้ในการบวชครั้งที่ ๒ ท่านจะมีอายุมากถึง ๕๗ ปีแล้วก็ตาม แต่หลังจากบวช ท่านได้เข้าป่าเพื่อบําเพ็ญเพียรเพียงอย่างเดียว ในปีแรก ได้ไปพํานักจําพรรษาอยู่กับหลวงตาขนบ ณวัดดอนอีไข อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
พรรษาที่ ๒ ย้ายไปจําพรรษาที่วัดป่าศรีอุดม อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี โดยมี หลวงปู่แสง ญาณวโร เป็นประธานสงฆ์ คอยให้คําแนะนํา ทําให้การปฏิบัติภาวนามีความรุดหน้า จิตสงบ
ในพรรษานี้ ท่านได้มีโอกาสไปกราบเรียนธรรมปฏิบัติกับ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ณ วัดป่าแก้วชุมพล ตําบลบ้านชุม อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
พระอาจารย์สิงห์ทองได้ให้อุบายธรรม เพื่อให้หลวงปู่ได้นําไปพิจารณาและแนะแนวทางในการปฏิบัติกรรมฐาน เมื่อท่านได้รับความกระจ่างหมดปัญหาที่ติดขัด ก็ออกท่องปลีกวิเวกและธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศ และประเทศใกล้เคียง เพื่อค้นหาความจริงต่อไป
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์ถึงท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
• เรื่องกรรม เหตุที่เครื่องบินตก
(๒๑ มีนาคม ๒๕๔๑)
ศรัทธา ศรัทธานี้คลอนแคลนได้ ใครจูงได้ ใครชักได้ ศรัทธานี่ คนนี้ชักไป คนนี้ชักมาตามเขาไปหมดเลยเพราะไม่รู้ อจลศรัทธาสิ ศรัทธาที่คงที่ ศรัทธาที่เข้าถึงเนื้อบุญ ศรัทธาอันนี้เกิดขึ้นกับพระโสดาบันขึ้นไป พระโสดาบัน หมายถึงว่า สีลัพพตปรามาสไม่มีความลังเลสงสัยเลย มั่นคงไง นี่อจลศรัทธา แต่ถ้าตํ่ากว่านั้นยังศรัทธาโดนจูงอยู่ ศรัทธาให้เขาจูงเราอยู่ แต่มันก็ต้องจูง ไม่อย่างนั้นไม่จูงมันจะไปหาครูบาอาจารย์ทําไม ? บอกว่าติดครูบาอาจารย์ ติดสิ อันไหนเชื่อมั่น อันไหนลงใจต้องติดสิ
อาจารย์มหาบัวพูด เห็นไหม ถ้าเราเกิดปัญหาขึ้นมา เราใคร่ครวญของเราเอง อย่างน้อย๕ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน เดือนหนึ่ง บางทีเป็นปีเอาไม่ออก ความสงสัยไง พอมันเกิดขึ้นมานี่ความสงสัย ก็เหมือนกับผงเข้าตา โอ๋ย ! เขี่ยอยู่นั่นแหละ เขี่ยอยู่นั่นแหละ เขี่ยออก แต่เลือดออกตาแตกไงแต่ถ้าผงเข้าตาวิ่งไปหาอาจารย์เลย เขี่ยพั่บ
“อาจารย์ครับเป็นอย่างนั้นครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องพิจารณาอย่างนี้สิ”
เอ๊อะ ! หลุด เห็นไหม นี่ติดอาจารย์ ไม่ติดอาจารย์ มันติดอาจารย์ตรงนี้ไง ตรงที่อาจารย์เป็นคนเช็ดลูกตาให้เรา พอเรามีผงเข้าตา วิ่งเข้าไปหาก็เช็ด ถ้าเราไม่มีอาจารย์นะ ผงเข้าตา เจ็บ เจ็บนะผงเข้าตานี่เจ็บ แล้วทําอย่างไรล่ะ ? ลืมตาในนํ้าเอย มุดดิน ขึ้นฟ้า เพื่อจะเอาผงออกจากตา แล้วบอกว่าห้ามติดครูบาอาจารย์
มึงบ้าหรือ ? มึงไม่เคยภาวนานี่ ลองภาวนา ทําไมจะไม่ติดครูบาอาจารย์ แต่โลกเขาว่าไม่ให้ติดครูบาอาจารย์ เห็นไหม ไม่ให้อยาก ไม่ให้ติด แล้วก็บอกไม่ให้อยาก ไม่ให้ติด แต่เงินเอานะไม่ให้อยาก ไม่ให้ติด ตังค์เอามา ถวายท่านเยอะๆ ท่านจะเป็นประโยชน์
ติดครูบาอาจารย์ เขาไม่ได้ติดตรงวัตถุ ไม่ติดตรงเงินตรงทองนั้น เขาติดตรงธรรมอันนั้นติดตรงที่ท่านมีธรรมเช็ดลูกตาเรานั้น เขาไม่ได้ติดว่า โอ๋ย ! อาจารย์จะมีเงินมาก อาจารย์จะมีลูกศิษย์มาก อาจารย์จะมีศักยภาพมาก ศักยภาพโดยธรรมไง ตามความเป็นจริงของธรรมไงถึงไม่ต้องการเซลไง เซลไม่ต้องการ เซลเที่ยวโฆษณา เที่ยวกว้าน ไม่ต้องการ ต้องการตามความเป็นจริง ต้องการตามความเป็นธรรม ธรรมที่เป็นธรรมแท้ๆ ไง ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
ฉะนั้น เราถึงทําของเรามา เราทําตามความจริงของเรา โลกไง ความเป็นสมมุติ ฉะนั้นมันถึงว่าเวลาเกิดขึ้นมา อันนี้เป็นวัตถุ ร่างกายนี้เป็นวัตถุ เห็นไหม รถควํ่า รถควํ่าไปแล้ว(ท่านอาจารย์พระมหาบัวประสบอุบัติเหตุรถควํ่า เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๑) แล้วอย่างนี้คนจะคิดกันมาก แล้วดูอย่างที่อาจารย์จวน อาจารย์สิงห์ทอง แล้วอาจารย์วัน ตอนเครื่องบินตก พระอรหันต์ไม่รู้หรือ ? พระอรหันต์ไม่รู้หรือ ? ทําไมเป็นอย่างนั้น พระอรหันต์ไม่รู้หรือ ? อาจารย์มหาบัวเทศน์เลย เทศน์ในงานศพของอาจารย์สิงห์ทองด้วย
“มันเป็นสมมุติไง ลิงนี่ ใจของพระอรหันต์ไม่ใช่ใจของลิง เป็นใจที่มั่นคงแล้ว ใจของลิงนี่กระโดดเกาะไง ตัวเมียจะกระโดดเกาะ เกาะกิ่ง…” ก็นึกว่าไม้มันสดตลอด ก็พึ่งไง หวังจะพึ่งคนอื่น นี่ใจที่มันพึ่งตัวเองไม่ได้ ใจที่เป็นลิง กระโดดไปกระโดดมา กระโดดไปเกาะเอาไม้แห้งหล่นตุ๊บแต่ใจพระอรหันต์ไม่ใช่อย่างนั้น อาจารย์หลายองค์พูดแล้วไม่อยากเอ่ยชื่อ นั่งบนเครื่องบินเลยบางคนมันเบื่อ บอกว่า
“เครื่องบินตก”
“ตกซะๆ” ว่าอย่างนั้นนะ
อาจารย์พูดให้เราฟังเอง ท่านนั่งเครื่องบินมา ตกๆๆ บอกให้ตกเลย ถ้าเป็นเรา ใครนั่งเครื่องบินอยากให้เครื่องบินตก ใครอยากตาย แต่มันจะตายด้วยตัวเองไม่ได้ไง เพราะกรรมมันมีอยู่ มันต้องเป็นไปตามความเป็นจริง คนสร้างคุณงามความดีมามันต้องเกื้อหนุนไป รถถ้ามีนํ้ามันอยู่ นํ้ามันต้องขับเคลื่อนรถนั้นแล่นไป จนกว่ารถนั้นนํ้ามันจะหมด เห็นไหม พระพุทธเจ้าถึงบอกพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ
“ให้สมควรแก่เวลาของเธอเถิด”
ให้สมควรตามความเป็นธรรม ตามความสมควรแก่เธอเถิด คือ นํ้ามันในถังนํ้ามันหมดเมื่อไหร่รถก็จอดตรงนั้น จนกว่านํ้ามันมันจะหมดไปตามความเป็นจริง ไม่ใช่นํ้ามันไม่หมด ดับเครื่อง เห็นไหม นี่พวกอุบัติเหตุ นํ้ามันไม่หมดดับเครื่อง ฉะนั้น มันก็หมดเฉพาะชาตินี้เท่านั้นนะ มันยังมีกรรมต่อเนื่องกันไป
แต่นี่ไม่อย่างนั้น หัวใจนี้ไม่ใช่ลิง หัวใจที่มั่นคงจะมีอะไรตื่นเต้น ฟ้าจะถล่ม ฟ้าจะทลาย สงครามจะเกิด จิตนี้ไม่มีเผลอไง ฉะนั้น ความตายถึงไม่มีความหมายไง เครื่องบินจะตกอะไรนี่มันเป็นกรรม แต่หัวใจนั้นไม่ตกใจ ไม่คลอนแคลน ไม่หวั่นไหว ไม่อาศัยภายนอก มันอาศัยภายใน อาศัยธรรมของตัวเองไง เวลามีอะไรเกิดขึ้นมันจะฟุ่บ ไม่มีออก ไม่ส่งออก มีแต่เอาเข้าของตัวเอง
ฉะนั้น ถึงว่าท่านไม่ตกใจ ท่านไม่มีกรรม ท่านไม่เสียหาย ถึงจะเครื่องบินตก ความตายของครูบาอาจารย์ก็ไม่เสียหาย เพราะเผามาแล้วกระดูกเป็นพระธาตุไง แต่โลกมันบอกว่า โอ๋ย ! ทําคุณงามความดีมาขนาดนั้น เป็นถึงพระอรหันต์นะ ทําไมต้องมาเครื่องบินตกตาย ? ทําไมไม่ตายแบบสวยๆ งามๆ เอาดอกกุหลาบถือไปด้วยไง เอาดอกกุหลาบมาวางไว้เต็มๆ แล้วก็ตายแบบนิ่มๆ ไง ถือว่าเป็นผู้ที่มีบุญ เขาว่าอย่างนั้นนะ ตายแบบคนมีบุญไง
ตายแบบกรรม ตายแบบการสั่งสมมา แต่การกระทําที่เป็นธรรมขึ้นมาในหัวใจ อันนั้นต่างหากมันสําคัญตรงนั้นนะ พระพุทธเจ้าถึงได้บอกพระทั้งหมดที่เถียงกันไง “อาสวักขยญาณ ญาณที่ประเสริฐที่สุด อาสวักขยฯ ไง การสิ้นกิเลส การทําลายกิเลสนั้นประเสริฐที่สุด ไม่มีญาณไม่มีวิชาใดประเสริฐเท่ากับวิชาการฆ่ากิเลสนี้ พอกิเลสสิ้นสุด ตั้งแต่วันที่กิเลสสิ้นแล้วมันไม่มีอะไรตาย ความเป็นไปมันมีไง”
• จากใจดวงหนึ่งให้กับใจดวงหนึ่ง
(๑๖ มกราคม ๒๕๔๒)
ในแง่ที่ว่าเพราะหลวงปู่มั่นท่าน “จากใจดวงหนึ่งให้กับใจดวงหนึ่ง” การสอนนะ ทฤษฎีเกิดขึ้นมาจากภาคปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วถึงจะเป็นทฤษฎีออกมา ทฤษฎีนั้นไม่สามารถสอนใครได้ พิมพ์เขียวจะสร้างยังไงก็แล้วแต่ ให้พิมพ์เขียวนี้เป็นล้านๆๆ ชุด ซ้อนกันอยู่ในโลกนี้มันก็เน่าเปื่อยไปในพิมพ์เขียวนั้น ถ้ามันยังไม่มีการปฏิบัติ ประสบการณ์ตรงจากภายในไง
ประสบการณ์ตรงจากภายใน จากหลวงปู่มั่นเห็นไหม ถ่ายทอดมาเป็นหลวงปู่ฝั้น แล้วยังถ่ายทอดมาถึงอาจารย์มหาบัว ถึงบอกว่าท่านไม่ใช่นึกเอาเองตรงนี้ไง ตรงที่ท่านมีคนชี้นํา ตรงที่ท่านมีหลวงปู่แหวน ตรงที่ท่านมีหลวงปู่ขาว เป็นคนตรวจสอบกันมาภายใน สิ่งนี้คือผลงานของหลวงปู่มั่นทั้งหมด เกิดขึ้นจากประสบการณ์ภายใน จากประสบการณ์ตรงไง แต่ไม่พูดถึง พูดถึงกันแต่ว่าไม่มีใครสืบต่อไง แล้วพอออกมาเรี่ยไรเป็นโลกไปนี่ เห็นแก่วัตถุถึงจะไม่มีการสืบต่อ
อาจารย์มหาบัวได้มีคนสืบต่อเอาไว้แล้ว ก็อาจารย์ลี (หลวงปู่ลี กุสลธโร) ไง อาจารย์สิงห์ทองเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์มหาบัว เครื่องบินตกเผาไปแล้วก็เป็นพระธาตุไง ท่านได้สร้างผู้สืบต่อเอาไว้แล้ว ท่านได้ทําตามความเป็นจริงของท่านแล้ว คือว่าถึงจิตใจเขาจะมัวหมอง จิตใจเขาจะเข้าไม่ถึง เขาเห็นแค่ทฤษฎีไง เห็นแค่ทฤษฎีว่าจะเป็นไปได้ แต่ทฤษฎีนั้นไม่สามารถสอนคนได้ ทฤษฎีนั้นหรือว่าหลักปฏิบัติที่ลูกศิษย์สอนมานี้ มันก็เป็นประสบการณ์ต่างออกไปเป็นปัจจุบันไง แต่มันไม่สามารถจะเหนือพระพุทธเจ้าไปได้
แม้แต่พระสารีบุตรเวลาเทศน์ออกมาเป็นบางแขนงออกมาในพระไตรปิฎกก็มี ที่เป็นธรรมะของพระสารีบุตร พระพุทธเจ้าก็รับรอง นี่มันเป็นความต่างออกไป แต่มันอยู่ในหลักเกณฑ์อันเดียวกันคืออริยสัจ หลักเกณฑ์ในมรรคอันนั้น มัคคะอริยสัจจังเท่านั้นไง หลักเกณฑ์อริยสัจพ้นออกไป แต่แขนงที่เราแนะนํานี่ ทฤษฎีเป็นแค่นั้น
• ดับจนไม่มีเหตุจะดับ – สนทนาธรรมกับแม่ชีที่หัวหิน
(๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๕)
พระอาจารย์สิงห์ทองเคยบอกกับดิฉันว่า “ถ้าพิจารณาแล้วมันยังไม่ดับ ก็ต้องพิจารณาจะกี่วันก็ต้องพิจารณาจนกว่าเรื่องนั้นจะดับ”
หลวงพ่อ : ถูกต้อง เห็นไหมนี่เพราะ “คนเป็น” บอก พระอาจารย์สิงห์ทอง
แม่ชี : เคยไปปฏิบัติอยู่กับท่าน แล้วท่านก็เมตตามากเจ้าค่ะ ก่อนหน้าที่ท่านจะเครื่องบินตก โยมเคยได้ไปอยู่ปฏิบัติกับท่าน ขากลับก่อนจะออกจากที่วัดท่าน โยมก็ได้ไปกราบท่าน โอ้โฮ !เวลามาอยู่ที่วัดของท่าน จิตใจมันเบิกบานมันปีติจนบอกไม่ถูก แล้วก็ไม่อยากจะกลับบ้าน มันรับรู้ทุกอย่างแต่มันไม่เสวยอารมณ์ แต่ทีนี้พอกลับมาอยู่บ้านเฉยๆ จิตมันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม คือว่าไม่มีเฉย ไม่มีว่าง
แม่ชี : ถ้าจะใช้ดูลมไปเรื่อยๆ ได้ไหมเจ้าคะ ?
หลวงพ่อ : ได้
แม่ชี : การดูลมนี้ก็ดีค่ะ มันมีสติมากขึ้น แล้วพอมีอะไรเกิดขึ้นมานี้มันจะรู้เร็วขึ้น คือมันตัดได้เร็วขึ้น อย่างนี้ใช้ได้ไหมเจ้าคะ ?
หลวงพ่อ : ใช้ได้
แม่ชี : โยมพยายามรู้ลมอยู่เรื่อยๆ จะทําอะไรต่ออะไรก็มีสติพยายามรู้ลมเอาไว้ ทีนี้พอมีเรื่องอะไรมันก็ตัดไปแล้ว “โอ๊ย.. ไม่ใช่เรื่องอะไรเลย มันไร้สาระ” ตอนหลังพอมาอยู่บ้าน มันตัดไปแล้วแต่พอเผลอมันก็มาอีก แหม..ก็เลยต้องอาศัยดูลม รู้ลมอยู่เรื่อย ๆ พอมันเกิดขึ้นมาก็จะรู้ได้เร็วขึ้นและดับได้เร็วขึ้นถ้าหากใช้วิธีอย่างนี้
หลวงพ่อ : ได้.. อย่างที่ท่านอาจารย์สิงห์ทองพูดไว้ ท่านพูดถูก “ดับจนไม่มีเหตุจะดับจะต้องดับไปเรื่อยๆ”
แม่ชี : ท่านบอกว่า “ไม่ว่าเรื่องอะไร เราก็จะต้องพิจารณาจนดับ จะกี่วันก็แล้วแต่” แต่มันก็ยังเกิดอีก แต่เบาลงเจ้าค่ะ แต่เราก็จะต้องพิจารณาอีกใช่ไหมคะ ?
หลวงพ่อ : ซํ้า ! ซํ้าจนกว่าจะไม่มีอะไรให้พิจารณา จนมันพิจารณาอะไรอีกไม่ได้เลย ถ้าทําจนถึงที่สุดแล้ว มันจะไม่มีอะไรให้พิจารณา เพราะว่ามันดับหมดจนไม่มีเลย แต่ถ้าหากมันยังพิจารณาซํ้าได้คือมันยังมีอยู่ มันถึงยังพิจารณาได้ แต่พอดับบ่อยๆ จนมันไม่มี มันก็จะพิจารณาไม่ได้แล้ว
• ต้องเห็นจิต
(๗ กันยายน ๒๕๔๗)
เราอ่านหนังสือของ อาจารย์สิงห์ทอง ท่านบอกเลย “คนภาวนาเป็นต้องเห็นจิตคนภาวนาเป็นต้องเห็นจิต คนภาวนาเป็นต้องเห็นจิต ต้องจับตัวจิตได้ ต้องพิจารณาจิตได้ต้องเห็นความรู้สึกของมัน”
แต่เวลานามธรรม เขาว่า “จิตนี้เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ จับต้องไม่ได้” นี่คนภาวนาไม่เป็นก็พูดไปอีกอย่างหนึ่ง เห็นไหม เพราะอะไร เพราะมันจับไม่ได้ มันคาดหมายไม่ได้มันจินตนาการไม่ได้ สิ่งที่จินตนาการไม่ได้ เพราะมันเป็นปัจจัตตัง มันเป็นความจริงเกิดขึ้นมาจากหัวใจของเราใช่ไหม ถ้านํ้านี้มันงวดเข้ามา เราเข้มงวดเข้ามา เข้มงวดเข้ามา ต้องตั้งสติให้ดีสิ ตั้งสติให้ดี ตั้งสติของเรานะ
เรื่องสิ่งกระทบ เรื่องภายนอก ปล่อยมัน เพราะอะไร เพราะเรื่องความคิดของเรา เรื่องใจของเรา มันคิด เกิดดับๆ เรายังจะวางมันเลย เราจะวางความคิดที่มันหลอกล่อหัวใจ ให้หัวใจมันคิดออกไปตามความคิด เรายังจะวางความคิดของเรา ความคิดของเรา ความเห็นของเรา เรายังต้องการจะวางมัน แล้วสิ่งกระทบจากภายนอก เราจะไปยุ่งกับเขาทําไม สิ่งที่กระทบจากภายนอก เราต้องคิดให้ทันใช่ไหม สรรเสริญ นินทา เราจะดีขนาดไหน เขาว่าเราเลว เราก็ดีของเราอยู่อย่างนั้น เราจะเลวขนาดไหน เขาจะชมว่าเรายอดเยี่ยมขนาดไหน เราก็เลวของเราอยู่อย่างนั้น เห็นไหม มันไม่ได้อยู่ที่คําชมคําติฉินนินทาของผู้ใดทั้งสิ้น
สิ่งที่เป็นการกระทบกระเทือนกันมันเป็นเรื่องภายนอก มันก็เป็นเรื่องที่ว่าไม่มีความหมายทั้งสิ้น ถ้าไม่มีความหมายทั้งสิ้น เราจะปล่อยวางสิ่งนั้นเข้ามา ปล่อยวางสิ่งนั้นเข้ามาเพื่ออะไร ? เพื่อย้อนกลับมา เพื่อดูแต่หม้อของเรา ดูแต่ภาชนะที่ใส่อาหารของเรา ก็คือดูใจของเรา ถ้าเห็นใจของเราขึ้นมา
• หลวงตาหวังให้พระอาจารย์สิงห์ทองรับช่วง
(๒๙ เมษายน ๒๕๔๙)
นี่ความสุขจริงมันเป็นแบบนี้ ของจริงกับของจริงมันเข้ากันไง นี่ท่านพูดเอง ท่านบอกว่าหลวงตาท่านสั่งอย่างนี้ใช่ไหม ? หลวงตาท่านบอกอย่างนี้ใช่ไหม ? ท่านพูดนะเหมือนกับท่านก็มีความหวัง เพราะหลวงตาท่านพูดเหมือนที่ว่าเมื่อคืนท่านพูดถึงอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็หวังกับอาจารย์สิงห์ทองมาก หวังกับครูบาอาจารย์มาก แล้วท่านก็หวังมาก หวังอะไร ? เหมือนกับเราเป็นนักบริหาร เราก็ต้องการผู้ที่รับช่วงไง แต่เวลารับช่วงไป เห็นมีแววๆ มีแววแล้วมันแบบว่าคดปลายตลอด มันคดปลาย มันไม่ตรงไปตลอด มันไปคด มันไปดิ้นไปรนของมัน แต่ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมามันเป็นอย่างนี้ แล้วใครจะวัดได้ล่ะ ?
• พระอรหันต์กับพระอรหันต์ความรู้มันเท่ากัน
(๒๕ มกราคม ๒๕๕๒)
แต่ถ้าเป็นความจริงเห็นไหม เอาหลักฐานมาว่ากัน เอาความจริงมาว่ากันเลย เอาความจริงมาว่ากันเพราะอะไร ความจริงมันคือความจริงอันเดียวกัน สัจธรรมมันเป็นอย่างนั้น สัจธรรมมีหนึ่งเดียว ไม่ต้องว่าฟังคําพูด ดูการกระทําเลย แล้วเอาธรรมะมาโต้แย้งกัน
การประพฤติปฏิบัติมันทันกันได้นะ ครูบาอาจารย์เวลาอยู่กับหลวงตาเห็นไหม เวลาท่านพูดกับหลวงปู่ลี พระอรหันต์ด้วยกันเห็นไหม “ลีเป็นอย่างนั้นเนาะ ลีเป็นอย่างนั้นเนาะ”เพราะอะไร เพราะองค์หลวงตาท่านเทศน์นะ ท่านเทศน์ออกมาจากประสบการณ์ของท่านท่านเป็นพระอรหันต์ในความเชื่อของเรา ท่านเทศน์ออกมา ท่านเทศน์ออกมาจากธรรมะของท่าน
แล้วหลวงปู่ลีท่านเป็นใคร หลวงปู่ลีท่านก็เป็นพระอรหันต์ พระอาจารย์สิงห์ทองก็ต้องเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์กับพระอรหันต์ความรู้มันเท่ากัน ใครมันจะหลอกใคร ถึงได้บอกว่า “เอ็งฟังกูพูด แต่อย่าดูกูทํา” จะทําขนาดไหน นี่มันคือเรื่องของกิเลสไง
กิเลสมันทนสิ่งเร้าไม่ไหว มันอยากดังอยากใหญ่ มันก็เทศนาว่าการไป แต่เวลาการกระทํามันไปอีกเรื่องเลย แต่นี่ครูบาอาจารย์ของเรานะ สิ่งที่ทํานะ เว้นไว้แต่เรื่องสุดวิสัย เช่น ครูบา–อาจารย์เรา อย่างหลวงตาเข่าท่านไม่ดี การยืนปัสสาวะเป็นอาบัติ แต่ในเมื่อเข่าคนไม่ดี มันนั่งลงไม่ได้ อย่างนี้เป็นอาบัติไหม
นี่ไงคําว่า “สุดวิสัย” แต่เราก็จะเอาวิทยาศาสตร์ไปจับใช่ไหม ยืนปัสสาวะเป็นอาบัติ แต่คนเข่านี้มันลงไม่ได้ เป็นอาบัติไหมล่ะ อย่างนี้ต้องยกเว้น เพราะในธรรมวินัยนะเว้นไว้แต่ภิกษุไข้ คนป่วยไง โรคชรา
• ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นคนที่จริงจังมาก
(๒ พฤษภาคม ๒๕๕๒)
เพราะกิเลสมันเป็นกิเลส มันเป็นพญามารในหัวใจเรา มันต้องพยายามปกป้องตัวมันจนถึงที่สุด ไม่มีทางที่มันจะให้เราชําระมันได้ง่ายๆ หรอก แต่พวกเราเข้าใจว่าเราปฏิบัติธรรม เราทําคุณงามความดีกันแล้ว โอ้โฮ ! ความดีจะส่งเสริมเราเต็มที่เลย มึงรอไปเถอะ คนเป็นแล้วถึงจะรู้คนไม่เป็นไม่รู้
ทีนี้ย้อนกลับมาที่พระที่ว่า พระที่ว่าแม้แต่ แม้แต่พฤติกรรมของเขา คําพูดยังไม่อยู่กับร่องกับรอยเลย ถ้าคนที่คําพูดไม่อยู่กับร่องกับรอย มันจะจริงจัง มันจะปฏิบัติอย่างนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอก ขนาดที่เราจริงจังขนาดนี้นะ คนที่ดูอย่างเช่นอาจารย์สิงห์ทอง
อาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นคนที่จริงจังมาก แต่เวลาท่านชอบพูดเล่น คําพูดเล่น คือนิสัยภายนอก แต่ความจริงในหัวใจท่าน ท่านเป็นคนจริงจัง แล้วเดินจงกรมนี่หลวงปู่เจี๊ยะชมมากเดินจงกรมจนทางนี่เป็นเหวเลย แล้วเป็นอย่างนั้นจริงๆ คือว่าท่านเป็นคนจริงจัง แต่นิสัยนิสัยภายนอก กับ นิสัยภายใน นิสัยภายในท่านจะจริงจังมาก แต่นี้ถ้าเป็นพระหรือเป็นพวกนักปฏิบัติ ข้างนอกก็ไม่จริงจัง ข้างในก็ไม่จริงจัง มันก็เลยยิ่งเหลวไหลไปใหญ่เลย
• พรรษาแรกจิตสงบง่าย จึงขอบวชตลอดชีวิต
(๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒)
แล้วพรรษาแรกนะ ท่านบอกว่า “สวดมนต์ก็จิตสงบง่าย สงบง่ายมากๆ เลย” พอสุดท้ายแล้วบอกว่า บวชตลอดชีวิต โอ้โฮ ! ภาวนายาก พอยากท่านก็เอาจริงเอาจัง จนท่านสําเร็จเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว แต่นี่จริตนิสัยก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง อาจารย์สิงห์ทองนี่แหละ สวดมนต์ๆจิตลงเลย แล้วนิ่มๆ ง่ายๆ เลย เมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ทุกที ก็เลยคิดว่า โอ้โฮ ! ทําไมง่ายอย่างนี้ กูบวชตลอดชีวิตเลย สบาย
พอบอกว่า “บวชตลอดชีวิตเลยเท่านั้น เกลี้ยงเลย ไม่ลงอีกเลยกิเลสไง” อันนี้ถ้าเราแบบว่าโทษนะ ใช้ความเห็นเรา เราว่าบุญของท่าน ท่านต้องสร้างบุญมาเยอะ
เพราะว่าคนนะ ดูสิ ดูนิสัยเห็นไหม ว่าไม่อยากบวช แล้วญาติพี่น้องก็ยังว่าบวชไม่ได้เลยแล้วพอมาบวชปั๊บนี่เหมือนบุญไง บุญก็ล่อให้เป็นสมาธิง่ายๆ เพราะมีบุญใช่ไหม ก็ถ้าง่ายก็เอาเว้ยพอเอาตูมเท่านั้นติดกับแล้ว สึกไม่ได้เพราะตั้งสัจจะไงว่าจะอยู่ตลอดชีวิต พอตลอดชีวิตปั๊บตอนนี้เขาปล่อยธรรมชาตินะ โอ๊ย ! สมาธิลงยากแล้ว สู้กันเต็มที่ แต่เราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ เราอยู่กับหลวงตา ทั้ง ๒ องค์ชมอาจารย์สิงห์ทองมาก จะชมตอนเร่งความเพียร พระอยู่ด้วยกันเขาจะเห็นนิสัย
หลวงปู่เจี๊ยะท่านไม่ค่อยชมใครนะ ท่านบอกว่าอาจารย์สิงห์ทองนี่เดินจนทางเดินจงกรมเป็นเหวเลย หลวงตาก็ชม แสดงว่าท่านเอาจริงเอาจังกับตัวท่านเองมาก ท่านเป็นคนจริง พูดคําไหนคํานั้น ตลอดชีวิตแล้วก็ต้องมุมานะและเอาจริงเอาจัง จนถึงที่สุดท่านเป็นพระอรหันต์ไปแล้วนะ เพราะเราได้พระธาตุมาเอง
เราก็แปลก เขาไปงานของอาจารย์สิงห์ทองมาตอนนั้น เรายังไม่มา เขาก็เอากระดูกของท่านมาให้เรา พออยู่กับเรานะ มันจะเป็นพระธาตุมาครึ่งหนึ่ง มันเป็นก้อนกระดูกนี่ ครึ่งหนึ่งเป็นแก้ว แล้วมันจะกินเข้ามาเรื่อยๆ จนเป็นแก้วหมดเลย เรานี่เก็บไว้กับเราเองอยู่ในมือเราเองเลยพระธาตุอาจารย์สิงห์ทอง เราให้แม่ไปแล้ว เดี๋ยวนี้ยังอยู่หรือเปล่าไม่รู้ เราให้ตั้งแต่พรรษาเรายังน้อยๆ มีอะไรมาไม่เคยเก็บ ให้คนอื่นหมด นี่ชัดเจนมาก แล้วเราอยู่อย่างนี้ กับครูบาอาจารย์
จริงๆ ประสาเราชอบอยู่กับคนจริง คนไม่จริงไม่ชอบ ยิ่งคนพูดไม่อยู่กับหลักกับลอยนี่ไม่เดินเฉียดใกล้เลยนะเรานี่ อย่าว่าแต่อยู่ด้วยเลย เฉียดเข้าไปใกล้ๆ กูยังไม่ไปเลย นิสัยมันเป็นอย่างนี้ นิสัยแปลก ถ้าใครจริงด้วยเคารพบูชามาก ถ้าใครไม่จริงก็ไม่เข้าใกล้ด้วย ไม่เข้าไปใกล้เลย นี่พูดถึงเห็นไหม การสวดมนต์นานๆ ทําให้จิตสงบเป็นสมาธิได้หรือไม่ ? ตัวอย่างมีไปแล้ว แล้วมีตัวอย่างไหม มี
• สมัยหลวงตาเป็นผู้นําที่บ้านห้วยทราย
(๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒)
ไอ้ของเรานี่อ่อนแอไง คําว่าอ่อนแอกับเข้มแข็ง หัวใจอ่อนแอหัวใจเข้มแข็ง ถ้าจิตใจเข้มแข็ง อะไรมันก็อดทนได้นะ จะทําให้เราไม่อ่อนแอ อันนั้นมันอยู่ที่เหตุ อยู่ที่เหตุปัจจัย ไอ้ความสงัดความวิเวกเนี่ย มันอยู่ที่เหตุปัจจัยอยู่ที่อํานาจวาสนาของคน เราไปตกกาลเวลาไหน เราไปตก ดูสิใครเกิดพร้อมชุดที่ครูบาอาจารย์รุ่งเรือง หมู่คณะเห็นไหม สมัยกองทัพธรรม โอ้โฮ ! พระเคลื่อนไปไหนเนี่ย มันไม่ต้องภาวนาหรอก ระบบมันบีบเลยล่ะ เพราะพระป่าเขาทํากันหมดเลย ไม่ทําก็ไม่ได้ เอากับเขาไปด้วย
เดี๋ยวนี้โห ตัวใครตัวมันนะ สมัยกองทัพธรรมมานะ มันบีบมาโดยอัตโนมัติ เขาภาวนากันทั้งวัน อาจารย์สิงห์ทองพูดไว้ ในสมัยห้วยทรายของหลวงตามหาบัวที่ห้วยทราย บอกเลยเหมือนพระอรหันต์ทั้งวัดเลย มองไปทางไหนมีแต่โคมแขวนไว้ มีแต่พระเดินจงกรม คึกคัก คึกคักนี่อาจารย์สิงห์ทองพูดเองนะ บอกสมัยอยู่ห้วยทรายนึกว่าพระอรหันต์ทั้งวัดเลย เพราะเดินจงกรมแข่งกัน นั่งสมาธิภาวนาแข่งกัน ทั้งวันทั้งคืน เหมือนวัดนี้มีแต่พระอรหันต์ นี่เพราะหลวงตาท่านเป็นหัวหน้า ท่านเข้มงวดของท่าน นี่ระบบมันบีบเลย
ถ้าเราเกิดในยุคที่ครูบาอาจารย์รุ่งเรือง ท่านคอยดู คอยแนะนํา คอยตรวจสอบ คอยชี้นํา แล้วโอกาสอย่างนี้จะมีอีกไหม พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้ว “กึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง” มันจะเจริญด้วยหัวใจ ศาสนาไม่ได้เจริญด้วยวัตถุนะ วัตถุเนี่ยใครก็สร้างได้ วัตถุเนี่ยมันเป็น มันเป็นวัฒนธรรม คนที่เขามีศรัทธาความเชื่อ เขาสละเงินปัจจัยของเขาสร้างขึ้นมา ใครก็ทําได้
• สมัยเกิดเป็นบริษัทบริวารของหลวงตาพระมหาบัว
(๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๒)
อันนี้ก็เหมือนกัน อันนี้ถึงบอกว่า กึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เพราะว่าหลวงปู่มั่น เวลาครูบาอาจารย์ท่านบอก หลวงปู่มั่นท่านปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ คือท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่ท่านมาละที่นี่ เพราะไอ้ความที่ท่านปรารถนามานั่น นั่นล่ะคุณธรรม คุณธรรม คือ บารมีไง พระอรหันต์เหมือนกันนะ ดูสิ ดูหลวงปู่ลีก็พระอรหันต์ อาจารย์สิงห์ทองก็พระอรหันต์
พระอรหันต์นะ พระอรหันต์เหมือนกัน สะอาดบริสุทธิ์เหมือนกัน แต่อํานาจวาสนาบารมีต่างกัน เพราะหลวงปู่ลี อาจารย์สิงห์ทองนี่ เวลาท่านพูดถึงในวงใน บอกว่าเวลาท่านพวกนี้ย้อนอดีตไปแล้ว หลวงตานี่เป็นราชา แต่พวกนี้เป็นแม่ทัพ เป็นอะไรไป สมัยหลวงตายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ หลวงปู่ลี อาจารย์สิงห์ทอง ก็เป็นบริษัทบริวารนําทัพมาด้วยกันไง แล้วพอตอนนี้หัวหน้าเห็นไหม หลวงตาเป็นผู้พาทํา
เวลามาปัจจุบัน หลวงตาก็เป็นหัวหน้าเห็นไหม แล้วนี่หลวงปู่ลี อาจารย์สิงห์ทองในอดีตชาติก็เคยเป็นผู้ที่เป็นร่วมขบวนทัพกันมา ในสมัยปัจจุบันก็มาร่วมกันเห็นไหม เรากําลังจะบอกว่าพระอรหันต์เหมือนกัน แต่อํานาจวาสนาบารมีที่การจะสร้างประโยชน์มันต่างกัน ฉะนั้น เวลาหลวงปู่มั่นท่านรู้ของท่าน ท่านถึงวางรากวางฐานของท่าน นี่พูดถึงคนเชื่อหรือไม่เชื่อมันอยู่ที่อํานาจวาสนา ไอ้เชื่อนี่ส่วนเชื่อนะ ที่พูดนี้ไม่ได้พูดให้โง่นะ ไม่ใช่พูดให้ใครเชื่อนะ ใครเล่านิทานก็ไปเชื่อมันนะ
• ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพบพญานาค
(๑๓ กันยายน ๒๕๕๒)
เวลาไปอยู่กับท่านนะ เราจะถาม เราอ่านหนังสือนะ อ่านประวัติหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่ต่างๆ อ่านเสร็จแล้วนะ จะเก็บข้อมูลไว้ในหัว อ่านเรื่องทางวิชาการ เวลาเราเจอ หลวงปู่เจี๊ยะถามหมด เวลาพญานาคที่มันลงมาจากกุฏิที่หลวงปู่มั่นบอกให้ทํารอยไว้ หลวงปู่อยู่ไหม บอกอยู่ เห็นรอยไหม เห็น เห็นแล้วเป็นอย่างไร ท่านบอกเป็นอย่างไร หลวงตาขณะที่หลวงตามาเขียนในประวัติหลวงปู่มั่น เป็นอย่างนั้นๆ อยู่ด้วยไหม
เช่น ที่หลวงตาท่านเล่า เห็นไหม เช่นบอกว่า ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านไม่ยอมเชื่อเรื่องผีสางนะ ไม่เชื่อ แล้วท่านไปพักที่ไหน เห็นไหม ที่แบบว่ามันเป็นพญานาคมาร้อง ฮู่ ฮู่ บนหัวจนอาจารย์สิงห์ทองกลับมาหาหมออวยเห็นไหม ใครไม่เชื่อผีให้ไปลอง ใครไม่เชื่อ คนไม่เชื่อเรื่องผีนะ ไม่เชื่อๆ หลวงปู่อาจารย์สิงห์ทองเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรเลย ไม่เชื่ออะไรเลยนะ ไปเจอกับตัวเองเข้า ไปเจอกับตัวเองเข้า ถ้าใครไม่เชื่อไปลองดู ไป ไปลองดูว่าผีมันจะมีไหม เพราะโดนทั้งคืนเลยโดนซึ่งๆ หน้า เห็นไหม สิ่งที่ประสบการณ์กันมา เวลามีอะไร เราก็ถาม ไปอยู่กับใคร เราก็ถามๆ แล้วเรื่องนี้มันก็ฝังใจมา มันเป็นความฝังใจนะ พวกเราศึกษามา ฝังใจเป็นเรื่องหนึ่ง
ในวงกรรมฐานเรานี่ ครูบาอาจารย์เราที่สิ้นกิเลสนี่ เวลาพูดมานี่เราเชื่อมั่นกัน หลวงตาถึงบอกไง ว่าในครอบครัวกรรมฐาน เขาจะรู้ว่าพระองค์ไหนนี่มีวุฒิภาวะขนาดไหน เพราะในครอบครัวเดียวกัน คุยกัน อยู่ด้วยกัน สัมผัสกัน เหมือนในครอบครัวเรานี่ เราจะรู้นิสัยใจคอของกัน
• ธรรมเป็นของดั้งเดิม
(๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๒)
ถ้ามันเข้าถึงจิตถึงใจนี่ มันสะเทือนหัวใจมาก ถ้ามันเข้าไม่ถึงจิตถึงใจเห็นไหม นี่สัญญาเก่าๆ ฟังแล้วฟังเล่าธรรมะเป็นของดั้งเดิม อาจารย์สิงห์ทองพูดบ่อย เวลาท่านจะเทศน์นะ ท่านบอกพูดเก่าๆ พูดของเก่า ของนี้ดั้งเดิม พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาแล้ว ๔ พระองค์ เห็นไหม องค์สมณโคดมองค์ที่ ๔ นี่พระศรีอริยเมตไตรย องค์ที่ ๕ ภัทรกัป อนาคตวงศ์ยังมีอีก ๕ องค์ ยังมีไปเรื่อยๆของเก่าๆ นี่แหละ แต่เวลาใครทําขึ้นมาเป็นสันทิฏฐิโก เป็นของใหม่ สดๆ ร้อนๆ อกาลิโก ไม่มีกาลไม่มีเวลาไง
มันจะสดๆ ร้อนๆ กับเรานะ เกิดจากเรา นี่เกิดจากความตั้งใจจริง ถ้าเราตั้งใจของเราเราทําของเรานะ พุทโธนี่แหละ พุทโธไปก่อนแล้วนี่สิ่งที่มันขัดแย้ง ขัดแย้งก็คือกิเลสตัณหาของเรา ถ้ามีกิเลสตัณหาของเรา เราก็สู้มัน ต้องสู้ สู้กับมันแล้ว ทําให้มันดีขึ้นไป ถ้ามันไม่ดีขึ้นไปนะมันมีปัญหาขึ้นมา เราเกิดมาพบพุทธศาสนา เกิดมาทบชีวิตเรานี่ ชีวิตเราทั้งนั้นล่ะ
• เรื่องมโหรีก่อนงานพระราชทานเพลิงศพ
(๑๘ มกราคม ๒๕๕๓)
โยม : ผมประทับใจหลวงตาอีกอย่างคือ ท่านจะยึดธรรมเป็นหลัก อย่างอื่นไม่ต้องมาพูด แม้แต่เมื่อ ๒ วัน นี่ฮะ ที่ท่านเล่าถึงอะไร เกี่ยวกับแตรวง ไม่เอา คือเกี่ยวกับในหลวงจะเสด็จอันนี้ต้องเอาธรรมเป็นหลัก อันอื่นนี่จะใหญ่โตมาจากไหน
หลวงพ่อ : เผาศพอาจารย์สิงห์ทอง
โยม : นี่ผมไม่ทราบ ผมเพิ่งได้ฟัง นั่นคือความประทับใจอย่างหนึ่ง ที่ท่านจะยึดธรรมอย่างเดียว คือท่านไม่เอาอะไรเลย
หลวงพ่อ : เราอยู่ในเหตุการณ์หมด
โยม : อ๋อ ผมฟังด้วยก็ไม่ชัด ก็เลยดี ที่มาเรียนถามหลวงพ่อ
หลวงพ่อ : อาจารย์สิงห์ทอง เขาต้องมีมโหรี เวลาเปิดไฟพระราชทานไง ก็บอกว่าเผาด้วยไฟเว้ย ไม่ได้เผาด้วยมโหรีเว้ย
• ท่านเทศน์เรื่องนางปฏาจาราบ่อยๆ
(๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓)
ดูสิ อย่างหลวงตาพูดบ่อย พระอรหันต์เห็นไหม กินข้าวไม่เคยอิ่ม ถ้าคําว่าพระอรหันต์นะ เพราะอาจารย์สิงห์ทอง ครูบาอาจารย์ท่านพูดบ่อย นางปฏาจารากับนางอะไร ที่ว่าหนีตามผู้ชายไป นั่นพระอรหันต์นะ ถ้าพระอรหันต์ทําไมมีมุมมองอย่างนี้ เพราะคําว่าพระอรหันต์ มันต้องมีแสนกัป คือว่าสร้างบารมีมาจนจิตนี่วุฒิภาวะมันรองรับอริยภูมินี้ได้ แต่ทําไมก่อนที่จะเป็นพระอรหันต์ทําไมเป็นอย่างนั้น ปฏาจาราก็หนีตามเขาไปนะ แต่สุดท้ายแล้ว เวลาจะกลับมาเป็นพระอรหันต์เห็นไหม กลับมาเป็นพระอรหันต์นะ
แล้วนี่เขามาวิเคราะห์กันไง เพราะอาจารย์สิงห์ทองพูดคํานี้บ่อย สะดุดหูเรามากท่านเทศน์นะว่า นี่เป็นพระอรหันต์ แต่ทําไม โทษนะ ทําไมหนีตามผู้ชายไป พอหนีตามผู้ชายไปแล้วนี่ พอไปเห็นทุกข์เห็นยากไง พอเห็นทุกข์เห็นยากปั๊บ ตั้งแต่เสียสามีไปก่อน ใช่ไหม กลับมาเสียลูกสองคน คิดถึงพ่อแม่ ฝนตกฟ้าผ่าตายหมดเลย ช็อกหมดเลย นี่จะบอกว่ามันก็เป็นการแบบว่าให้ตัวเองได้สติ คือแบบว่าถ้าเราไม่มีการสูญเสีย ไม่มีการสะเทือนใจ เราก็ไม่ใฝ่ดี ไม่หาผลตอบสนองที่ดี เห็นไหม
• เป็นพระโสดาบันแล้วสึกหรือไม่สึก
(๔ เมษายน ๒๕๕๓)
เขาถามมาเรื่องสีลัพพตปรามาส ใช่ไหม
ถาม : เรื่องสีลัพพตปรามาสที่พระโสดาบันท่านเว้นจากการลูบคลําในศีลนั้น แต่พูดง่ายๆ คือว่า ถือว่าไม่สึกแล้ว และที่จริงเคยได้ยินท่านอาจารย์สิงห์ทองพูดว่า อย่าว่าแต่พระเลย กระทั่งเณร พ่อขาว แม่ขาวก็ไม่สึกแล้ว (เพราะเป็นการตกจากศีลระดับสูงลงตํ่า) แม้จะมีคํากล่าวว่าพระโสดาบัน ศีล ๕ บริสุทธิ์ มีครอบครัว ลูกเมียได้
ตอบ : ถึงแม้ว่าจะมีครอบครัวได้ อันนี้ก็รู้กันอยู่ ปัญหานี้ ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า สึกหรือไม่สึกนี่ไง
ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วคือไม่สึก พอเราไปตั้งประเด็นกันอย่างนี้ว่า ไม่สึก ใช่ไหม ทีนี้ในข้อเท็จจริงมันสึกได้ คําว่าสึกได้ แต่ไม่สึกนี้มันถูก พอมาคําว่าสึกได้นี่ ที่มันเป็นประเด็นขึ้นมาเขาบอกว่า ไม่อยากพูดเลย มีพระฝรั่ง ๒ องค์ องค์หนึ่งท่านเป็นปะขาวอยู่อังกฤษจะมาบวชกับหลวงตา สึกมามีแฟนระหว่างทาง แล้วมาบวชพระอยู่เดี๋ยวนี้ อีกองค์หนึ่งมาจากอังกฤษ อยากอยู่กับหลวงตา ก็สึกมาเป็นฆราวาส แล้วเดินทางมาบวชธรรมยุต แล้วมาอยู่กับหลวงตา
๒ องค์นี้ เขาว่าได้ไง เขาว่าได้กันอยู่ นี่เขาว่าใช่ไหม คําว่าได้นี่ ใครเป็นคนตัดสินว่าได้หรือไม่ได้ล่ะ ฉะนั้น พอได้นี่มันก็เหมือนว่าสึกทั้งคู่ไง สึกทั้งคู่ มาบวชใหม่ทั้งคู่ ทีนี้พอบวชใหม่ทั้งคู่นี่เขาก็อ้างว่า การบวชใหม่นี้มันไม่เสียหาย เพราะการบวชใหม่ คือว่าบวชให้สูงขึ้น ไม่ใช่สีลัพพตปรามาส นี่คําว่าสีลัพพตปรามาสนี้ คําว่าสีลัพพตปรามาสคือไม่ลูบคลําในศีล ถ้าไม่ลูบคลําในศีล เราจะเอาตรงไหนว่าไม่ลูบคลําในศีล ศีลใครบริสุทธิ์กว่ากัน
คําว่าศีล ประสาเราว่า ศีลก็คือกฎหมาย ฉะนั้นถ้าไม่ลูบคลําในศีล คําว่าไม่ลูบคลําในศีล เราจะพูดอย่างนี้นะ เราจะพูด เหมือนกับวีซ่า อย่างที่ว่าเขาถือบัตรวีซ่าใช่ไหม ที่ว่าออกนอกประเทศ ถ้าบัตรสีแดงคือบัตรวีซ่าทูต เห็นไหม ไม่ต้องได้รับการตรวจสอบ อันนั้นมันได้เพราะอะไร อันนี้มันได้มาเพราะว่าคนนั้นได้ฐานะ เขาถึงได้ให้วีซ่าระดับของทูต ระดับของบุคคลธรรมดาระดับต่างๆ
สีลัพพตปรามาส ความรู้ในศีล ได้รับรู้ในศีลมากน้อยแค่ไหน ถ้าคําว่ารู้ในศีลมากน้อยได้แค่ไหนนี้ สีลัพพตปรามาสนี่ของใครมันจะถูกต้อง ในเมื่อคําว่าของใครถูกต้อง สีลัพพตปรามาส เราไปมองกันว่าไม่ลูบคลําในศีล แต่ทีนี้คําว่า สีลัพพตปรามาสนี้ มันเกิดขึ้นมาจากสังโยชน์ ๓ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ถ้าละสังโยชน์ ๓ เป็นพระโสดาบัน มันต้องละสังโยชน์ที่สักกายทิฏฐิ
สักกายทิฏฐิ คือความเห็นในกายนั้น พิจารณากายนั้น พอความเข้าใจอันนั้นต่างหากล่ะ มันถึงจะมีผลถึงสีลัพพตปรามาส อย่างพวกเรานี้ เราก็อยากให้มีสีลัพพตปรามาส พวกเรานี่จะไม่ลูบคลําในศีลเลย เพราะว่าพยายามศึกษาศีลนี่ให้มั่นคง เราพยายามรักษาศีลให้ได้ดั่งใจ แล้วมันจะเป็นตามนั้นไหม เพราะอะไร เพราะรากเหง้า เราลังเลสงสัยไง เพราะเราไม่ได้พิจารณาจนละทิฏฐิไง ละสักกายทิฏฐิใช่ไหม เพราะเราละสักกายทิฏฐิปั๊บ จิตนี้มันเข้าถึงนะ พอเข้าถึงปั๊บนี่ ไอ้ลูบคลําในสีลัพพตปรามาสมันก็ไม่มีไปเอง มันไม่มีของมันไปเอง
ทีนี้เราบอกว่า ไม่สีลัพพตปรามาส คือมีศีล เห็นไหม นี่ถึงบอกว่า ได้ยินจากอาจารย์สิงห์ทองมาว่า “แม้แต่ปะขาว แม้แต่เณรก็ไม่สึก” คําว่าไม่สึกถูกต้อง อันนี้ถูกต้องเลย เพราะไม่สึก ถ้าคนเรานะมันเห็นโทษแล้วนี่ มันจะไม่สึกหรอก สิ่งที่ว่าเขาว่า มันสึกออกมานี่ เราจะบอกว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องวัฒนธรรมเหมือนกัน ถ้าวัฒนธรรมของเขา เห็นไหม นี่วัฒนธรรมของเขานี้ เขาศึกษาของเขา เขาจะรู้เรื่องของเขาได้มากน้อยแค่ไหน
ฉะนั้น มันจะเอาประเด็นว่า สึกหรือไม่สึกนี้มันเป็นอีกประเด็นหนึ่ง มันไม่ใช่ประเด็นว่า สีลัพพตปรามาสแท้หรือไม่แท้ ถ้าสีลัพพตปรามาสแท้มันไม่สึกหรอก แล้วมันไม่สึกนี่มันมีทางออกของมันได้ อย่างเช่น บวชเป็นพระมา ไม่สึกบวชพระอะไรก็ได้ ทําไมต้องสึกมาบวชล่ะ เพียงแต่ว่ากรณีอย่างนี้มันน่าจะเป็นว่า มันต้องมีประเด็นอื่นด้วยไง มีความขัดแย้งมีประเด็นอื่น ก็บอกว่าสึก
นี่เราจะบอกว่ามันต้องฟังหูไว้หู เพราะว่าอะไร เพราะกาลามสูตร ไม่เชื่อใดๆ ทั้งสิ้น ที่บอกว่าพระ ๒ องค์นี้ว่าเขาได้ของเขา เราไม่เชื่อ เราไม่เชื่อเลย คําว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อนี่ มันต้องได้รับการพิสูจน์ อย่างเช่น การแสดงธรรมนี่ ถ้าคนๆ นั้นมีจริงนะ จะแสดงอย่างไรก็แล้วแต่ คนผู้ที่เห็นได้จริงนี่จะฟังออกหมดเลย แต่ถ้าสมมุติว่าอย่างเรานี่ เรานี่ไม่รู้อะไรเลยนะ แต่เราจะพูดธรรมะให้เหมือนพระพุทธเจ้าหมดเลย เราจะพูดให้สุดยอดเลยนะ พูดอย่างไรนะมันก็เป็นความจํา
คนที่ปฏิบัติจริง ฟังเราพูดนี่รู้เลยว่า เราภาวนาไม่เป็น แต่พูดธรรมะนี่ พูดธรรมะพระพุทธเจ้านะ ภาวนาไม่เป็นเพราะว่าอะไร เพราะเวลาคําพูดที่ออกไปมันจะขัดแย้งกัน คําพูดมันจะขัดแย้งกัน ถ้าคําพูดที่มันเป็นความจริง มันเหมือนคนทําอาหาร เหมือนคนแม่ครัวใหญ่ทําอะไรทุกอย่างมันจะสําเร็จไปด้วยความชํานาญของมัน มันจะราบรื่นของมัน แต่ของเรานี่มันจะกลับหัวกลับหาง ยังไม่ทําอะไรเลยนะเสิร์ฟอาหารแล้ว เสิร์ฟออกมาแล้ว ยังไม่ทําอะไรเลยเสิร์ฟออกมาแล้ว นี่เป็นผลออกมาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนั้น กลัวเขาจะไม่รู้ว่าเรามีธรรมะไง มาถึงก็เสิร์ฟออกมาเลยนะ อาหารเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทํา ครัวยังไม่ได้เปิดนะ ยังไม่ได้เปิดครัวเลยนะเอาอาหารมาวางบนโต๊ะเลย ผมทําเสร็จแล้วครับ
นี่มันจะขัดแย้งกันอย่างนั้น แต่ถ้ามันเป็นความจริง จะทําอย่างนั้นไม่ได้ ฉะนั้น ไอ้ที่ว่าสีลัพพตปรามาสหรือไม่สีลัพพตปรามาส อันนี้มันกรณีหนึ่ง ไอ้ที่ว่าได้โสดาบันหรือไม่โสดาบันอีกกรณีหนึ่ง เพราะสังคมไทยเราไปยึดติดกันไง เราไปยึดติดว่า สิ่งนั้นมันประเสริฐ เห็นไหมพระโสดาบัน พระสกิทาคา พระอนาคานี่ประเสริฐมาก พอประเสริฐมาก พยายามจะพูดกันพูดเป็นนัย พูดเป็นนัยว่ามีสถานะอย่างนั้น คําว่าพูดเป็นนัยนั่น มันละอายแก่ใจไหม
ถ้ามันละอายแก่ใจ การพูดเป็นนัย เห็นไหม ดูสิ พระพุทธเจ้าพูด เห็นไหม มีตั้งแต่สมัยพุทธกาล มันข้าวยากหมากแพงไง พระที่ไหนมาหาพระพุทธเจ้านะมีแต่ โอ้โฮ เส้นเลือดขึ้นปูดโปนหมดเลย เพราะว่ามันอดอาหารมา ไม่มีปัจจัยเครื่องอาศัย มีพระอยู่กลุ่มหนึ่งมาหาพระพุทธเจ้า โอ้โฮ ผิวพรรณ สัณฐาน ผิวนี้ดีมากเลย พระพุทธเจ้าถามว่า เธออยู่กันอย่างไร พวกนี้เขามีแต่ทุกข์มีแต่ยากทั้งนั้นเลย พวกเธออยู่อย่างไร โอ้โฮ ! ข้าพเจ้าอยู่กันนะ นี่องค์นี้ก็บอกองค์นั้นได้อนาคา ไอ้องค์อนาคาก็บอกองค์นี้ได้โสดาบัน ไอ้โสดาบันก็บอกองค์นั้นได้สกิทาคา
ชาวบ้านเขาเชื่อถือศรัทธานะ เขาอุปัฏฐากอย่างดีเลย ตอนนั้นพระพุทธเจ้ายังไม่ได้บัญญัติวินัยใช่ไหม ก็รายงานพระพุทธเจ้าว่าตัวเองนี้มีอุบายในการดํารงชีวิตที่ดีมาก พระพุทธเจ้าบอกนี่มหาโจร ต่อไปนี้ห้ามทําไง เป็นมหาโจร ดูพระทั่วไป เห็นไหม เวลาเข้ามานี่ เส้นเอ็นนะ เส้นเลือดนี่ปูดโปนหมดเลย เพราะว่ามันคราวข้าวยากหมากแพง ความเป็นอยู่ของชาวบ้านเขาก็ลําบากอยู่แล้วใช่ไหม เขาก็ถวายพระด้วยความจําเป็นของเขา แล้วนี่ก็ข้าวยากหมากแพงเหมือนกัน
แต่เพราะข้าวยากหมากแพงนี่ แต่พระที่อยู่ด้วยกัน เห็นไหม องค์นั้นก็ยกย่ององค์นั้นว่าเป็นอนาคา องค์นั้นก็ยกย่องอีกองค์หนึ่งว่าเป็นโสดาบัน องค์นั้นก็ยกย่องว่าเป็นสกิทาคา ยกย่องกันไปก็ยกย่องกันมา เห็นไหม ต่างคนต่างกล่าวยกย่องกัน ชาวบ้านเขาก็ยิ่งศรัทธา เขาเชื่อมาก พอเขาเชื่อถือศรัทธาเขาทุกข์ยากอยู่แล้ว แต่ด้วยความเชื่อของเขา ด้วยความมั่นคงของเขา เขาถวายทานมหาศาลเลย เขาจะทุกข์ยากแค่ไหนเขาก็ทนเอา เพราะเขาจะเอาบุญกุศลของเขา
พระชุดนั้นมาหาพระพุทธเจ้านะ ไม่มีอะไรเลย ถ้ามีอะไรพระพุทธเจ้าถามเลยนะ เธออยู่กันได้อย่างไร เธออยู่กันอย่างไร ข้าพเจ้าอยู่กันด้วยอุบายนะ องค์นั้นได้อนาคา ไอ้องค์อนาคาก็บอกองค์นั้นได้โสดาบัน เอ้า ! พระกับพระพูดยกย่องกัน ชาวบ้านเชื่อไหม พระกับพระพูดยกย่องกัน ชาวบ้านเขาก็ต้องเชื่อเป็นธรรมดา แล้วยกย่องกันไปยกย่องกันมา พอยกย่องกันไปยกย่องกันมา พระพุทธเจ้าบอกเลยนี่ นี่มหาโจร เพราะโจรมันยังไปปล้นที่บ้านเขา ไอ้นี่พูดให้เอาเขามาให้ปล้นที่วัดเลย เขาเอามาให้ปล้นที่วัด
นี่ไง เพราะคําอย่างนี้ มันมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล นี่เราถึงบอกว่า เห็นไหม ถ้าได้โสดาบัน ได้สีลัพพตปรามาสนี่พูดกันไป พอเราพูดกันไปนี้มันเป็นอะไรนะ เป็นประเพณี เป็นวัฒนธรรมเป็นความเชื่อ แล้วเอาความเชื่อนี่ เห็นไหม ถ้าพระได้โสดาบันแล้วจะไม่สึก ฉะนั้น พระที่บวชจนแก่ จนฝังตายไปคาผ้าเหลืองนี่เป็นพระโสดาบันหมด เพราะว่าไม่ได้สึก นี่พูดนี้เราไม่ได้พูดเพื่ออะไรนะ เราพูดเพื่อแบบว่า ให้ชาวพุทธนี้หูตาสว่าง อย่าเชื่ออะไรโดยเป็นประเพณีเฉยๆ อย่าเชื่อ อย่าเพิ่งเชื่อ ว่าเป็นพระโสดาบันจะไม่สึก สึกไม่สึกนั้นเป็นกรณีหนึ่ง สีลัพพตปรามาสก็เป็นกรณีหนึ่ง
เป็นโสดาบัน ไม่เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคา เป็นอนาคานี้ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เวลาตรวจสอบกัน ดูสิ หลวงตานะ นี่เราจะพูดยกหลวงตาประจําเลย เพราะหลวงตาท่านใช้ประสบการณ์ของท่าน แล้วเราอยู่กับท่าน เราฟังท่านพูดมา มันซึ้งใจมาก หลวงตานี้ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์นี้เป็นพระอรหันต์นะ แล้วด้วยความมั่นใจด้วย แล้วปฏิปทาของหลวงปู่มั่นเห็นไหม ท่านเคร่งครัดเพราะอะไร เพราะท่านทําเป็นชีวิตแบบอย่างเห็นไหม
แล้วหลวงปู่มั่นท่านก็พูดถึงหลวงปู่แหวนเหมือนกัน แล้วหลวงปู่แหวน ท่าน ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นมา เห็นไหม หลวงปู่แหวนกับหลวงปู่ขาวเข้าไปอยู่กับหลวงปู่มั่น ทําไมหลวงปู่แหวนท่านทําเหรียญ โอ้โฮ รุ่นเราสู้ เราสู้นี่ หลวงตาท่านก็เอะใจนะ ว่าหลวงปู่แหวนนี้ หลวงปู่มั่นก็เชื่อถือ หลวงปู่มั่นก็ให้ความเอ็นดูใช่ไหม แล้วหมู่คณะก็เชื่อมั่นกัน ทําไมหลวงปู่แหวนท่านไม่ดํารงชีวิตแบบหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านทําเป็นชีวิตแบบอย่าง
ไอ้นี่มาทํา มาออกเป็น เราสู้ เราสู้ นี่มันเป็นเหรียญเป็นเรื่องโลกเห็นไหม ท่านก็ไปหาหลวงปู่แหวน ๒ – ๓ รอบ จะหาโอกาสได้สนทนาธรรม จนสุดท้ายแล้วนะ คนมันเยอะไง ที่ท่านพูดเองนั่น ก็บอกกั้นให้โยมไว้ก่อน เราเข้าไปก่อนนะ แล้วถ้ามีโอกาสเดี๋ยวจะให้เข้าไปเอง เพราะเข้าไปถามปัญหาเห็นไหม
นี่ไง โสดาบันหรือไม่โสดาบันมันอยู่ตรงนี้ ถามปัญหาแรกเลยก็ปัญหานี้แหละ ปัญหาแรกก็ปัญหาโสดาบันนี่ล่ะ ปัญหาว่าจะละสักกายทิฏฐิอย่างไร ปัญหาแรกตอบมาเลย ๒๐ กว่านาทีละกายอย่างไร พอละกายอย่างไรนี่ นี่เห็นไหม คือว่าหมัดแรกผ่านแล้ว คือว่าอันแรกผ่าน อัน ๒ ซัดเข้าไปเลย แล้วอวิชชาทําอย่างไร พออวิชชาทําอย่างไร ท่านใส่มาเลย เห็นไหม ท่านใส่มาเลย ใส่มาเป็น ๔๕ นาที ท่านบอก โอ้โฮ ตัวนี้แดงหมดเลย ถ้าอย่างนั้นปุ๊บ
“ถ้าผิดถูกอย่างไร มหาว่ามา”
“ข้าพเจ้าไม่ว่าอย่างไรหรอกครับ ข้าพเจ้าขอหาฟังอย่างนี้ ข้าพเจ้าขอฟังธรรมอย่างนี้ธรรมอย่างนี้ข้าพเจ้าแสวงหามาก ข้าพเจ้ากราบด้วยหัวใจเลย”
อันนั้นคือหลักธรรมสัจจะความจริง แต่ไอ้เราสู้ๆ นี่มันเป็นเรื่องโลกๆ เห็นไหม พอหลวงตาท่านไปคุยกับหลวงปู่แหวนแล้ว ท่านก็กราบหลวงปู่แหวนด้วยเศียรเกล้า ท่านเอาเท้าเอามือของหลวงปู่แหวนนี้ลูบหัว ลูบหัวเพราะอะไร เพราะเป็นศิษย์อาวุโส เป็นศิษย์หลวงปู่มั่น
หลวงปู่มั่นท่านเป็นชีวิตแบบอย่าง แล้วหลวงตานี้ท่านอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นอยู่ พอท่านอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นอยู่ หลวงปู่มั่นทําตัวอย่างไร หลวงปู่มั่นสอนพระอย่างใด หลวงปู่มั่นท่านอยากจะให้พระพวกเรานี้เข้มแข็งศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในศาสนทายาท ฉะนั้น เวลาสอนใครนี้มันก็อยู่ที่จริตนิสัย อย่างเช่นเราเป็นนักศึกษา เราเป็นนักเรียนนี่เห็นไหม เราเรียนมหาวิทยาลัยกัน เราจบมาทางวิชาการใดเห็นไหม มันอยู่ที่เราเรียนแผนกอะไร เราเรียนเอกอะไร เราเรียนคณะอะไร นี่ก็เหมือนกัน ทีนี้พอจริตนิสัยของคน เห็นไหม หลวงปู่มั่นท่านดูจริตนิสัยของคน ว่าคนอย่างนี้ควรจะไปได้อย่างไร ท่านถึงบอกไงบอกว่า
“หมู่คณะ จําหลวงปู่ขาวไว้นะ เพราะหลวงปู่ขาวได้คุยกับเราแล้ว”
นี่โสดาบัน สกิทาคา อานาคานี้ สิ้นกิเลสนี้คุยกับเราแล้ว หลวงปู่ขาวได้คุยสนทนาธรรมกับเราแล้ว พอสนทนาแล้ว หลวงปู่ขาวนี้ท่านดีทั้งข้างนอกทั้งข้างใน เห็นไหม แล้วให้คอยดูเป็นแบบอย่าง นั่นมันเป็นโสดาบัน โสดาบันที่นั่น ไม่ใช่สึกหรือไม่สึก สีลัพพตปรามาสเนี่ย ถ้าสีลัพพต–ปรามาสนะ พรุ่งนี้เช้าเอาเชือกมามัดกูไว้นะ กูจะเรียบร้อยเลย กูจะอยู่ แหม กูจะไม่ขยับเลย กูจะให้นุ่มนวลไง กูจะได้ไม่สีลัพพตปรามาสไง
เราไปดูกันที่เปลือกนอก ฉะนั้น กรณีอย่างนี้ ใช่ เขาบอกอาจารย์สิงห์ทองบอกว่า แม้แต่ผ้าขาวแม่ชียังไม่สึกเลย แล้วนี่สึกเห็นไหม สึกแล้วมาบวชใหม่ คําว่าสึกแล้วบวชใหม่ เราจะบอกว่า กรณีอย่างนี้ เราจะมาวัดผลกันไม่ได้ เราจะมาวัดผลกับพระ ๒ องค์นั้นที่ว่าเขาสึกมาเพื่อบวชใหม่นี่ เขาบอกว่าเขาได้โสดาบันมาแล้วอะไรนี่ มันก็เรื่องของเขา แต่ถ้าเขาแสดงธรรม หรือเราสนทนาธรรม ถ้าเขารู้จริงตามนั้น มันถึงจะเป็นโสดาบัน
โสดาบันคือเนื้อหาสาระข้อเท็จจริงที่ใจเป็นโสดาบัน โสดาบันเพราะเหตุใดถึงเป็นโสดาบัน โสดาบันเหตุเพราะละสักกายทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ ทิฏฐิความเห็นในกายของเรา จิตเรานี้โดยจิตใต้สํานึกนี้มันเกิดมากับเรา จิตใต้สํานึก เช่น เราเกิดในพ่อแม่ใครนี่ เราก็ว่าเราเป็นชาติตระกูลนั้นเราเกิดในพ่อแม่นี่ พ่อแม่คนนั้นก็เป็นพ่อแม่เรา เราเกิดเป็นมนุษย์ ร่างกายนี่มันได้ร่างกายนี้มา ร่างกายกับเรานี่มันก็เป็นชาติตระกูลเดียวกันมา มันเป็นอันเดียวกันโดยธรรมชาติของมัน
แล้วเวลาเราศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้า เห็นไหม พอจิตมันสงบเข้ามาแล้วออกวิปัสสนา เห็นไหม จนมันเห็นว่า นี่แม้แต่อยู่ด้วยกัน เห็นไหม ใช่ เราเป็นชาติตระกูลเดียวกัน เรามีสายบุญสายกรรมมา เราจึงเป็นชาติตระกูลเดียวกัน แต่ถึงที่สุดแล้ว เห็นไหม เราถอดถอนความยึดมั่นถือมั่น มันก็ขาดตรงนี้ไง อันนี้ก็เหมือนกัน พอเราพิจารณาไปนี่ เราจะบอกว่า กายกับจิตนี้มันได้มาโดยกรรม โดยบุญกุศล โดยอะไรต่างๆ นี้ มันจะเป็นอย่างนี้ ปากจะพูดอย่างไร จะศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าขนาดไหน จะมีสมองศึกษาขนาดไหน มันเป็นเรื่องจําทั้งหมด มันละถอนทิฏฐิถอนความเห็นของจิตใต้สํานึกไม่ได้ จะมีความเรียบร้อยมหาศาล จะเชื่อในศีล จะสีลัพพตปรามาสไม่ลูบไม่คลําในศีล จะเอาธรรมะพระพุทธเจ้า เอาศีลนี้สักไว้ในสมองเลยนะ ให้มันติดอยู่ในสมองเลยว่าศีลกูบริสุทธิ์ มันก็ไม่เกี่ยว
มันไม่เกี่ยวกับการละถอนสักกายทิฏฐิเลย ถ้ามันเกี่ยวกับมันละถอนสักกายทิฏฐิอันนั้นแล้ว อันนั้นต่างหาก ฉะนั้น ที่ว่าสึก สึกหรือไม่สึกนี่ ธรรมดานะ ถ้าจิตของเรานี่นะ จิตของเรานี่มันดีขึ้น มันพัฒนาขึ้น คนเรานี่ไม่ลงตํ่าแน่นอน ถ้าจิตเราดีแล้วนี่ เรา เราจะทําแต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นมา อย่างเช่น เราทําอะไรแล้วประสบความสําเร็จนี่ เราก็อยากจะมีสิ่งที่มีความสําเร็จมากขึ้น มากขึ้น พอจิตของเราเป็นอย่างนั้นนะ และอารมณ์ความรู้สึกนี่ เวลาเป็นพระโสดาบันนี่ โธ่ ขนาดไม่ได้สีลัพพตปรามาสนะ เราอยู่ในหมู่ของพระนี่ พระบอกเลยนะ ถ้าผิดศีลนะ บางอย่างบังคับให้ทํานี่ เอาชีวิตนี้ไปได้เลย
เวลาคนศีลเขาบริสุทธิ์เขาทําอย่างนั้นจริงๆ นะ ถ้าพูดถึงเขามีสติพร้อมนะ แต่คนเรานี่นะ สติมันพร้อม สตินี่มันพร้อม แต่ด้วยเจตนาด้วยอะไรนี่ เราถึงบอก การเดินการเหยียบไปบนแผ่นดินนี่ ไอ้ตัวสัตว์ที่เราเห็นหรือไม่เห็นนี่ เราไม่ได้ตั้งใจหรอก เราไม่ได้ตั้งใจ เราบอกว่า เราเหยียบไปบนแผ่นดินต่างๆ เราใช้ชีวิตดํารงชีวิตนี่ เราจะไม่ให้สัตว์ตัวไหนตายจากโดนเราเหยียบยํ่าเลยนี่เราว่ามันเป็นไปไม่ได้นะ ดังนั้น ถ้าเป็นไปไม่ได้นี่ อย่างนี้สีลัพพตปรามาสไหม อย่างนี้ผิดศีลไหมมันไม่ผิดศีล
คําว่าสีลัพพตปรามาสนี่ เราไปคิดทางวิทยาศาสตร์ คิดแบบโลกไง คือจะเอากล้องจุลทรรศน์ส่องเลยนะ ถ้าเป็นสีลัพพตปรามาสนะ มึงจะมาขยับอะไรไม่ได้เลยนะ สีลัพพตปรามาสนี่มันฝังอยู่ที่จิตเว้ย เพราะถ้าจิตนี่มันรู้ มันรู้จริงเห็นจริงใช่ไหม ว่าคุณธรรมได้อย่างนี้ปั๊บนี่ มันก็จะรักษาสิ่งนี้ คําว่ารักษาไว้ แต่ด้วยความไม่รู้ ความไม่เข้าใจนี่ ทําไมพระพุทธเจ้าถึงว่า
ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่นะ ศีลนี้ไม่ ๒๒๗ หรอก มันจะมีมากไปกว่านี้อีก พระพุทธเจ้าจะบัญญัติมาเรื่อยๆ แต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ถึงบอกว่า ธรรมและวินัยที่จะไปข้างหน้า ถ้าเหตุใด ถ้ามีสิ่งใดที่มันขัดแย้งกับสังคม แม้แต่ของเล็กน้อย ภิกษุจะแก้ไขก็แก้ได้ ทีนี้พอพระพุทธเจ้าพูดไว้อย่างนี้ พอสังคายนานี่ พระอานนท์ก็บอกว่า พระพุทธเจ้าพูดไว้อย่างนี้ทีนี้พระกัสสปะกับพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์เห็นไหม คําว่าเล็กน้อย แค่ไหนว่าเล็กน้อย แค่ไหนว่ามาก พระอานนท์ตอบไม่ได้ พอตอบไม่ได้ถึงตั้งญัตติขึ้นมาไง ตั้งญัตติขึ้นมาว่า สงฆ์เราที่ประชุมกันอยู่นี่ พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์นี้ ทําสังคายนานี้ บอกว่าเราจะไม่แก้ไขธรรมวินัยขององค์สมเด็จ–พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าแก้ไขธรรมวินัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ในลัทธิต่างๆ ในสังคมต่างๆ เขาจะติฉินนินทาได้ว่า แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่งจะปรินิพพานไป แม้แต่พระ ลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่สามารถรักษาธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระ–สัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ กลัวเขาจะติเตียนไง เขาถึงบอกว่า เราถึงญัตติกันไว้ว่าจะไม่แก้ไข
ทีนี้พอไม่แก้ไขนี่มันก็มีอีกข้อหนึ่ง ข้อที่ว่ามหาปเทส ๔ ที่ไหนเขาทํากัน เขาประพฤติปฏิบัติกัน ถ้ามันเข้ากับธรรมวินัยได้ให้ถือว่าถูกต้อง แต่ถ้าที่ไหนเขาทํากัน แล้วมันเข้ากับธรรมวินัยไม่ได้ เขาเรียกมหาปเทส ๔ ใช้มหาปเทส ๔ ตัดสินไง สิ่งใดที่เขาทําสังคมวัฒนธรรมเขาทํากันอยู่ มันเข้ากับธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าได้ ให้ถือว่าพระพุทธเจ้าตัดสินแล้ว ตัดสินว่าห้ามทํา หรือให้ทําได้ตามความถูกต้อง
พอทีนี้มหาปเทส ๔ เหมือนกัน ทีนี้พระเวลาปฏิบัติไปนี่ เวลาโตขึ้นมานี่ ไอ้ตรงนี้มันจะตัดสินกันได้ แล้วพอตัดสินกันได้นะ สิ่งต่างๆ นี่มันแก้ไขได้ คําว่าแก้ไขได้ ฉะนั้น ถ้าย้อนกลับมานี่ ย้อนกลับมาที่ว่าต้องสึก ต้องสึกนี่ เราจะพูดอย่างนี้ เราจะพูดคําว่า สึกหรือไม่สึกนี่ จะเอามาเทียบกับตรงนี้ไม่ได้ เพราะเวลาเราบวชขึ้นมา เห็นไหม สมมุติสงฆ์ เวลาบวช เวลาสึก นี่สมมุติสงฆ์แต่ถ้าว่ามันเป็นอริยภูมิขึ้นมานี่มันไม่มีสึก มันบวชไม่ได้สึกไม่ได้ เพราะมันเป็นไปแล้ว มันเป็น อกุปปธรรมนี่ พระโสดาบัน สึกจากพระโสดาบันได้ไหม สึกจากพระสกิทาคาได้ไหม สึกจากพระอนาคาได้ไหม สึกจากพระอรหันต์ได้ไหม ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะมันไม่ได้เป็นที่รูปสมมุติที่จะสึกนี้ แต่มันเป็นที่หัวใจนี้
ถ้าหัวใจที่มันเป็นขึ้นมาเอง แล้วมันเป็นขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าใจมันเป็นพระโสดาบันขึ้นมา เห็นไหม นี่อริยภูมินี้มันเป็นขึ้นมาได้อย่างไร ถ้ามันเป็นขึ้นมาแล้ว อันนั้นล่ะมันเป็นความจริง ฉะนั้น ไอ้ที่ว่าไม่สึกๆ ตรงนั้น อย่างที่อาจารย์สิงห์ทองนี้บอกว่า “แม้แต่ผ้าขาวก็ไม่สึกเลย” ใช่เราเห็นด้วยนะ เราเห็นด้วย และเราจะบอกว่าที่ว่าไม่สึก ถ้าได้โสดาบันแล้วไม่สึก ไม่สึกเด็ดขาดทีนี้ว่าสึกได้ไหม ได้ ไอ้คําว่าสึกได้นี่สึกได้ แต่ไม่สึก
อย่างเรานี่นะ พูดถึง ไฟนี่นะมันอยู่บนตัวเรา เราปัดไฟออกไปจากตัวเราแล้ว เราจะเอาไฟมาเผาเราอีกไหม ไม่มีทาง ใครนะถ้ามีก้อนไฟอยู่ก้อนหนึ่งบนศีรษะ แล้วเราปัดมันออกไปแล้วมีใครบ้างบอกให้เอาไฟมาใส่หัวกูอีก มีใครบอกบ้าง อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นโสดาบันแล้ว มันได้คุณธรรมในหัวใจแล้ว มันจะลงไปเอาความทุกข์อย่างนั้นอีกไหม ไปเอาความร้อนอย่างนั้นอีกไหม ไม่ไปเด็ดขาด ฉะนั้น ไอ้สึก ไม่สึกเด็ดขาด แต่สึกนั่นได้ไหม ได้
มันสึกได้โดยข้อเท็จจริงไง มันสึกได้หมายถึงว่ามันเป็นอันนั้นแล้วไม่สึก เราเห็นด้วยกับอาจารย์สิงห์ทองนี่แหละ คือไม่สึกเด็ดขาด แต่สึกได้ไหม ได้ ได้เพราะมันสึกได้ เพราะว่ามันเป็นสมมุติ ไอ้สึกกับบวชนี้มันเป็นสมมุติ แต่ไอ้คุณธรรมในหัวใจนั้นมันไม่มีทางสึกได้ แล้วคนที่มีคุณธรรมในหัวใจแล้ว มันจะลงตํ่าได้อย่างไร มันไม่ลงตํ่าหรอก ฉะนั้น ไอ้ที่ว่าเขาสึกมา อะไรมา นั่นมันเรื่องของเขา เพราะคนเรานี่นะมันจะอ้าง มันก็อ้างได้ร้อยแปดทั้งนั้น ฉันมีความจําเป็นทุกอย่างล่ะ
• ถ้ามีความจริงจะไปกลัวใคร
(๑๑ เมษายน ๒๕๕๓)
“เราไม่ใช่พระป่า เราเป็นพระบ้าน เพียงแต่อยากปฏิบัติ” เห็นไหม จะเป็นพระบ้านก็ยังอยากปฏิบัติอีกนะ เป็นพระบ้านมันไม่มีศักยภาพใช่ไหม เราเป็นพระบ้านแต่อยากปฏิบัติ ฉะนั้นถ้าใครอยากปฏิบัติให้เป็นพระป่า เขาบอกเขาไม่ใช่พระป่านะ แล้วตอนนี้บอกว่าครูบาอาจารย์พระป่าไปหนุน นี่คือตัวเองไม่มีความมั่นใจอะไรเลย ไม่มีความมั่นใจ เพราะอะไรรู้ไหม ไม่มีความมั่นใจ เพราะไม่มีองค์ความรู้ ไม่มีความจริง ถ้ามีความจริงจะไปกลัวใคร อาจารย์สิงห์ทอง อาจารย์จวนไม่เคยกลัวใครเลย เพราะมีความจริง มีองค์ความรู้ องอาจกล้าหาญมาก ถ้าความจริงมันเป็นอย่างนั้น
องอาจกล้าหาญมันกล้าพูดความจริง แต่อันนี้ไม่กล้าพูดความจริงนะ ไม่ใช่พระป่า ถ้าเป็นพระป่ามันก็จะมีครูบาอาจารย์ก็ต้องถือนิสัย มีพระป่าใช่ไหม พระป่าเขาเคารพครูบาอาจารย์กัน เขาเคารพผู้ที่มีคุณกับเรา แล้วคนที่มีคุณกับเรา เขาจะรู้เอง คนที่ฝึกลูกศิษย์ลูกหามา จะรู้ว่าลูกศิษย์ลูกหาพวกนี้จะมีโอกาสได้หรือไม่ได้ “ไม่ใช่พระป่า เป็นพระบ้านอยากปฏิบัติ” แต่ตอนนี้บอกว่า ครูบาอาจารย์พระป่าทั้งหมดเลยกลับมาหนุน
• พระธาตุของพระอาจารย์สิงห์ทอง
(๑๒ เมษายน ๒๕๕๓)
พระพุทธเจ้าทําสิ่งใดมันก็เป็นตามความเป็นจริง แล้วเวลาเป็นพระธาตุ เวลาตายไปเผาแล้วเป็นพระธาตุเห็นไหม เพราะพระพุทธเจ้ารู้ก่อนแล้ว อย่างเช่นหลวงตาท่านพูดอยู่นี่ ใช่ไหมในครอบครัวกรรมฐานจะรู้เลยว่า องค์ไหนตายไปนี่ องค์นี้เป็นพระธาตุให้เก็บไว้ให้ดีเลย เพราะว่าท่านแสดงธรรมมานี่ อันนั้นมันเป็นความจริง
ฉะนั้น ทําไมเดี๋ยวนี้พระธาตุมันมีมากนัก เม็ดพลาสติกก็เป็นพระธาตุได้นะเดี๋ยวนี้ เม็ดพลาสติกเยอะแยะเลย ใส่เป็นกระสอบๆ เลย สั่งเลยนะ เม็ดพลาสติกแล้วออกมาให้เป็นหยดนํ้าเลย ขอ ๕ กระสอบ เดี๋ยวที่นี่จะแจกเม็ดพลาสติก แต่อ้างว่าเป็นพระธาตุ พระธาตุจริงๆ ก็มี ครูบา–อาจารย์ของเราเป็นพระธาตุจริงๆ เราพวกกรรมฐานนะ ใครจะบอกว่าตัวเองเป็นพระธาตุๆ นะ ขอให้โกนมาว่าผมใครเป็นพระธาตุขอให้โกนมา แล้วใส่ตลับไว้ ลั่นกุญแจไว้ ๓ ดอก แล้วกรรมการตรวจสอบมันจะเป็นจริงหรือเปล่า
คําว่าเป็นพระธาตุมันเป็นของครูบาอาจารย์เราไง เราเคยได้มา เราเป็นคนที่แบบว่าเราจะไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว ใครเอาพระธาตุอะไรมาให้นะเราก็รับไว้ แล้วเราก็แจกคนต่อไป แต่เวลาของเราได้มานี่ เราได้มาจริงๆ เราได้ของอาจารย์สิงห์ทองมา เป็นกระดูกนี่แหละแล้วเราเก็บไว้ พอเราเก็บไว้นี่เริ่มเป็นพระธาตุตั้งแต่กระดูกนี่ มันจะเป็นแก้วเข้าไป จากกระดูกเป็นแก้วเข้าไปมันจะกลืนตัวมันเอง จากทีแรกเป็นกระดูกนะ แล้วก็มุมของกระดูกมันก็เป็นแก้วใส ตกผลึกเข้ามา แล้วมันจะกินตัวมันเองเข้ามาเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ปัจจุบันเลยนะ เราเก็บใส่ตลับไว้อยู่ในย่ามของเรา นานๆ เราเอาออกมาดูทีนะ มันเป็นหนึ่งในสี่ ประมาณ ๔ หัวไม้ขีด เป็นองค์เดียว เป็นกระดูกประมาณ ๔ หัวไม้ขีด แล้วมันก็เริ่มกินตัวเข้ามา นี่เป็นพระธาตุ คําว่าเป็นพระธาตุนะ เราเห็นกับตาเลย เพราะเราเก็บไว้เอง เราเก็บกระดูกของอาจารย์สิงห์ทองไว้เอง แล้วมันก็กลืนกินตัวมันเข้ามาเป็นพระธาตุ กินเข้ามาเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเป็นทั้งหมดเลย นี่คือพระธาตุของอาจารย์สิงห์ทอง เราเชื่อมั่นมาก
• พระอาจารย์สิงห์ทองนี้สุกขวิปัสสโก
(๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓)
คําว่ามีสมาธิ “สมาธิคืออะไร” สมาธิ คือ สมถกรรมฐาน ฉะนั้น ครูบาอาจารย์เราถึงทําสมถกรรมฐาน
ปัญหานี้เขาถามในข้อต่อไป ไอ้ข้อนี้เราจะแย้งตรงนี้ก่อนไง เราจะแย้งว่า “สุกขวิปัสสโกไม่ต้องทําสมถกรรมฐาน มันจะเกิดเอง มันจะเกิดเอง”
สุกขวิปัสสโกนี้หลวงตาพูดบ่อย คําว่าหลวงตาหรือว่าครูบาอาจารย์ที่เราอ้างถึงนี้ เพราะว่าครูบาอาจารย์ของเรา ท่านปฏิบัติมา แล้วเป็นความเชื่อของสังคมกรรมฐาน ว่าที่ท่านปฏิบัติมาแล้วนั้น ท่านประสบผลสําเร็จ มันเป็นความเชื่อของพวกเราที่เคารพครูบาอาจารย์ จะบอกว่า ถ้าเราอ้างครูบาอาจารย์ก็บอกว่า “พวกเดียวกันก็ต้องอ้างพวกเดียวกัน” เขาก็ว่าอย่างนั้น
จะพวกใครก็แล้วแต่ ถ้าพวกมันก็ส่วนพวก แต่ชีวิตของเรา ความสุขความทุกข์ของเราอันนี้เป็นความจริง มันเป็นเพราะเราคัดเลือกเอง เขาเรียกจริตนิสัย เราจะเลือกเองว่าอันไหนควรและไม่ควรเชื่อ ด้วยเหตุด้วยผล ถ้าด้วยเหตุด้วยผล เราเคยไปหาครูบาอาจารย์ที่พูดออกนอกเหตุนอกผล ไปไหนมาสามวาสองศอก เราก็สามารถรู้ได้ ว่ามันไม่สมเหตุสมผล เราก็คัดเลือกของเราเอง คัดเลือกจนเรามาเห็นครูบาอาจารย์ของเรา ที่ท่านพูดสมเหตุสมผล มันก็บอกเหมือนคําว่าพวกเดียวกัน
เราจะยกคําว่าพวกเดียวกันนี้ เราไม่เข้าข้างกันไง คําว่าพวกเดียวกัน ผิดหรือถูกเอาตรงนั้น เอาตรงที่ผิดหรือถูก ไม่ใช่พวกเดียวกัน แต่เพราะมันเป็นความถูกด้วย และเราเชื่อมั่นด้วย และเราประพฤติปฏิบัติด้วยความเชื่อของกรรมฐานเรา
ท่านบอกว่า อาจารย์สิงห์ทองนี้สุกขวิปัสสโก อาจารย์สิงห์ทองนี้ท่านเสียไปแล้ว ท่านฌาปนกิจแล้ว ท่านเผาไปแล้ว กระดูกท่านเป็นพระธาตุแล้ว
“สุกขวิปัสสโก อาจารย์สิงห์ทองนี้เป็นตัวอย่างเลย แล้วไม่ทําสมถะตรงไหน”
อาจารย์สิงห์ทองเวลาเดิน เห็นไหม หลวงปู่เจี๊ยะ ครูบาอาจารย์ท่านจะชมอาจารย์สิงห์ทองมาก อาจารย์สิงห์ทองเป็นพระขี้เล่น ท่านจะเป็นคนขี้เล่น แล้วเล่นแบบว่าพวกเราคิดไม่ถึง เพราะอาจารย์สิงห์ทองกับหลวงปู่จวนนี้ ท่านเป็นเพื่อนรักกันมาก ถ้าไปเจอกันที่ไหนท่านเล่นด้วยความรัก รักกันเองจนแบบว่า เจอกันที่ไหนก็หยอกเล่นกัน
นี้คําหยอกเล่นอย่างนั้น ทําให้สังคมมองถึงความเคารพมันด้อยลง แต่เวลาหลวงตา และหลวงปู่เจี๊ยะนี้ หลวงปู่เจี๊ยะท่านเสียแล้ว ท่านเผาแล้วเป็นพระธาตุ หลวงตานี้เป็นอาจารย์ของพวกเรา ที่พวกเราเชื่อมั่น คําชมกับพระที่ท่านประสบความสําเร็จ ชมเด็กๆ นี่นะมันจะมีนํ้าหนักมาก
อย่างพวกเราเด็กดี หรือเด็กไม่ดีนั้น เราเป็นผู้ใหญ่ เราผ่านโลกมามากใช่ไหม เด็กนี้เรามองเห็นได้เลยว่าเขาผ่านโลกมาน้อย ทีนี้คําชมของหลวงปู่เจี๊ยะ เพราะเราได้ยินกับหูจริงๆ หลวงตาท่านก็ชมอาจารย์สิงห์ทองเรื่องเดินจงกรม ส่วนเรื่องขี้เล่น หลวงตาจะบอกว่า อาจารย์สิงห์ทองเรื่องขี้เล่นนี้ขี้เล่นมาก แต่เวลาเร่งความเพียรนะ ไม่มีใครสู้
หลวงตาใช้คําว่า “เดินจนเป็นเหว” คําว่าเป็นเหว แต่หลวงปู่เจี๊ยะท่านบอกว่า “เดินจงกรม จนทางเดินจงกรมนี้เป็นร่องหมดเลย” นี่ไงสุกขวิปัสสโก
สุกขวิปัสสโกตรงไหน หลวงตาบอกว่า สุกขวิปัสสโกแบบประเภทอาจารย์สิงห์ทอง เพราะอาจารย์สิงห์ทองใช้ปัญญาสุกขวิปัสสโก มาทางสายของพระสารีบุตร พระสารีบุตรนี้ใช้ปัญญา ปัญญาวิมุตติมันจะเอาปัญญานํา ปัญญานําขนาดไหนก็ต้องมีสมถะ เพราะปัญญาอบรมสมาธิไง
คําว่าปัญญาอบรมสมาธิที่เราใช้ปัญญากัน ที่เราบอก “สติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔”มันเป็นสติปัฏฐาน ๔ ของสามัญชน สติปัฏฐาน ๔ ของสามัญชนนี้ พอมันตรึกในธรรมขึ้นมาแล้ว พอมันเข้าใจธรรมแล้ว มันสลดสังเวช มันจะหดตัวเข้ามา มันปล่อยมานั้นคือสมถะนั่นล่ะ นั้นคือปัญญาอบรมสมาธิ
ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ท่านจะสอน มันต้องมีอย่างนี้ไง “จิตเป็นอย่างไร” “ถ้าจิตเป็นอย่างนั้นๆ ควรทํางานต่อไปอย่างนี้” ถ้าจิตมันไม่เป็นอย่างนั้นๆ ควรหาตังค์ให้ได้ เนี่ยหลวงปู่มั่นท่านสอนมาอย่างนี้ ครูบาอาจารย์ท่านสอนมาอย่างนี้ ฉะนั้น พอจิตมันมีสมาธิ มันถึงมีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมา
เขาบอกว่า “จิตมันไม่สําคัญ ไม่ต้องมีสมาธิก็ได้ พวกเราเป็นสุกขวิปัสสโก พวกเราเป็นปัญญาชน” ไอ้นี่มันเข้าข้างตัวเอง เหมือนเรา เราบอกว่า เราจะทํางานตําแหน่งนั้นๆ ทุกคนจบมาแล้วอยากทํางานใช่ไหม ทุกคนอยากทํางานประสบความสําเร็จหมดเลย นี่คือจินตนาการนี่คือโครงการของเรา
นี่ก็เหมือนกัน เราจะทําอย่างนั้นทั้งนั้นเลย นี่คือโครงการ นี่คือเป้าหมาย แต่ยังไม่ได้ทําแต่ถ้าทําไปแล้วสิ เวลาลงไปทําสิ เอ็งจะได้อะไร สิ่งที่เป็นเป้าหมาย โครงการที่เราวางไว้ มันจะเป็นจริงตามนั้นไหม ถ้าเป็นจริงตามนั้น ครูบาอาจารย์ที่ท่านทํามาแล้ว ท่านจะรู้ของท่าน
ฉะนั้น ที่บอกว่า “สายหลวงปู่มั่นเป็นสุกขวิปัสสโกก็ไม่ใช่” สุกขวิปัสสโกนี้ อย่างเช่น หลวงปู่เจี๊ยะก็ไม่ใช่แล้ว หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่คําดี หลวงปู่ชอบนี้เตวิชโชหมด เตวิชโช เพราะพิจารณากาย ถ้าหลวงตานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เพราะสุกขวิปัสสโกนี้หลวงตาท่านเป็นคนพูดเองว่า อาจารย์สิงห์ทองนี้เป็นสุกขวิปัสสโก แต่ถ้าเตวิชโช เตวิชโช คือ ต้องจิตสงบ แล้วพิจารณากาย เห็นภาพกาย แต่ถ้าเป็นสุกขวิปัสสโก คือจิตสงบแล้วไม่เห็นภาพกาย เห็นกายโดยสามัญสํานึก แล้วใช้ปัญญาพิจารณาเอา ใช้ปัญญาพิจารณาเทียบเคียง ไม่เห็นภาพ ถ้าเห็นภาพมันเกิดจากจิต แต่ถ้าเป็นสุกขวิปัสสโกนี้มันเกิดจากปัญญา “เกิดจากปัญญา คือเกิดจากการแยกแยะจากปัญญา”
กรณีนี้เพียงแต่บอกให้เห็นว่า มันเป็นการประพฤติปฏิบัตินะ อย่าจินตนาการ อย่าคาดหมายว่าต้องทําอย่างนั้น แต่ถ้าทําอย่างนั้นแล้วประสบความสําเร็จ คือทําอย่างนั้นแล้วเป็นประโยชน์ ใช่ ! แต่ถ้าบอกว่า เราต้องไปทําอย่างนั้นเท่านั้น ผิด ! เราลองทําเลย ทําอย่างนี้ๆๆ แล้วถ้าทําแล้วจิตดีขึ้น มันปล่อยวาง อารมณ์ก็ปล่อยวางได้ จิตนี้พัฒนาขึ้น ทุกอย่างดีขึ้น ถูก ! แต่ถ้าบอกว่า เราต้องทําแบบนั้น แล้วถ้าไม่ได้อย่างนั้น จะปีนบันไดให้ได้ ผิด !
ผิดหมายถึงว่า เราจะทําได้แต่จินตนาการ เราจะทําได้แต่โครงการที่เราวางไว้ แต่เนื้อหาสาระจะไม่ได้ แต่ในการว่าถูกนี้ มันได้เนื้อหาสาระ มันได้ข้อเท็จจริง มันได้ของจริงๆ ทั้งนั้นเลยนั่นล่ะถูก ถูกคือมันตกผลึกในใจของเรา มันพัฒนาใจของเรา
พูดถึงว่านี่เขาเข้าใจเองไงว่า “ถ้าเป็นสุกขวิปัสสโก คือถ้าได้สมาธิแล้วไม่เข้าฌานสมาบัติ เพื่ออธิษฐานมีฤทธิ์” ไอ้มีฤทธิ์หรือไม่มีฤทธิ์นั้นอีกเรื่องหนึ่ง ไอ้เข้าแล้วอธิษฐานเอานั้น มันเหมือนพวกฤๅษีชีไพร ที่เขาทําอย่างนี้เพราะจิตเขายังมีกิเลสอยู่ อย่างเช่น ฤๅษีเหาะมา เห็นไหม แล้วเวลาเห็นผู้หญิงอาบนํ้านี่ตกเลย
เวลาเหาะมาเข้าฌานสมาบัติ เข้าฌานสมาบัติแล้วอธิษฐานเป็นฤทธิ์นั้นไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าพอเราชําระกิเลสแล้ว ในเมื่อกิเลสมันจะเข้ามา เวลาเป็นฌานสมาบัติ เห็นไหมมีฤทธิ์มีเดชแล้วเหาะเหินเดินฟ้านั่นเป็นพลังงานส่งออก
แต่ถ้าเราทําความสงบของใจแล้ว เราไม่เข้าฌานสมาบัติ เราเอาความสงบนั้นมาเป็นสัมมาสมาธิ แล้วย้อนกลับเข้ามาชําระกิเลส กิเลสคือความหมักหมมของใจ มันเป็นอริยสัจ พอทําอริยสัจอย่างนี้แล้ว มันไม่ต้องเข้าอธิษฐานจิต ไม่ต้องเข้าฌานสมาบัติ
ฌานสมาบัติ คือว่าเป็นฌาน เป็นฌานเข้าสมาบัติ “ในอริยสัจ ในมรรค ๘ ไม่มีฌานชอบมีแต่สมาธิชอบ” ฌานสมาบัติไม่เข้ามรรค ! ฌานสมาบัติไม่เข้ามรรค ! สัมมาสมาธิถึงเข้ามรรค !ถ้าฌานสมาบัติมันออกไปเป็นฤทธิ์เดชนี้ แล้วฤทธิ์เดชอย่างนี้ที่มันเกิดขึ้นมา พอจิตมันเสื่อมแล้วก็จบ เหมือนมีแบงก์เลย พอใช้แล้วก็จบ
แต่สําหรับเรานะ เรามีแบงก์ใช่ไหม เราไม่ใช้ เราลงทุน ลงทุนแล้วมันยังอยู่ในทุนนั้นทุนนั้นยังอยู่เต็ม พูดถึงผลที่จะเกิดจากทุนนั้นอีกต่างหาก แต่ถ้าเราใช้เป็นฌานสมาบัติมันก็จบไปนี่คือความเข้าใจไง ความเข้าใจว่า ถ้าเป็นฌานสมาบัติ ออกไปแล้วมันจะเป็นฤทธิ์เป็นเดช แต่ถ้ายกกลับมา ถ้าไม่เข้า มีฤทธิ์มีเดชคือพวกเตวิชโช แต่ถ้าสุกขวิปัสสโกเขาไม่ใช่ตรงนี้ ไอ้นี่มันเป็นวิธีการ เป็นทางแยก ยังไม่เข้าถึงมรรค ถ้าเข้าถึงมรรคแล้ว “ขบวนการของมรรคมีหนึ่งเดียว”
“พระอรหันต์ทั้ง ๔ ประเภทมีหนึ่งเดียว มรรคมีหนึ่งเดียว มีมาตรฐานเดียว ไม่มี ๒ หรือ ๓ มาตรฐาน”
• ประสบการณ์ทางจิต
(๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔)
ในเวลาสังคมที่ไม่ได้ภาวนานะ ก็ดูพระไตรปิฎก ดูทางวิชาการให้เป็นทางวิชาการ แต่ในสังคมของพระป่า สังคมของครูบาอาจารย์เรา เวลาภาวนาไปนี่ธรรมสากัจฉา เวลาภาวนาไปนะ หลวงตาใช้คําว่า “ครอบครัวกรรมฐาน”
ครอบครัวกรรมฐานเวลาออกจากป่ามาเขาจะคุยกัน อย่างเช่น หลวงตาท่านพูดว่า อาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นคนที่ว่าเชื่อยากมาก หลวงตาท่านบอกว่าท่านเป็นคนดื้อ ท่านจะไม่เชื่อสิ่งใดง่ายๆ ถ้าไม่มีเหตุผลท่านจะไม่เชื่อสิ่งใดเลย อาจารย์สิงห์ทองก็ไม่เชื่อสิ่งใดเหมือนกัน
ฉะนั้น พออาจารย์สิงห์ทองท่านธุดงค์ไปทางนครพนม ทีนี้พอธุดงค์ไป พอไปถึงกลางคืนนะ มันพิสูจน์กันเลยล่ะ เป็นงูใหญ่มากเลื้อยมาถึงที่หัวนะ มาขู่ฟ่อๆ ใหญ่มาก ท่านบอกว่างูนะตานี่เท่ากับไข่เป็ด ไข่ห่านเลย คิดว่าหัวมันจะใหญ่ขนาดไหน ? ขู่ฟ่อๆ เลยนะ แต่ท่านก็รักษาสติ ท่านก็รับรู้ แล้วท่านก็มาบอกว่า มันมีจริง มันมีจริงไง
เราจะบอกว่าสิ่งที่มีจริง สังคมปฏิบัตินะ พอจิตเข้าไปรับรู้ จิตเข้าไปรู้สิ่งต่างๆ นี่เขาจะมาคุยเป็นธรรมสากัจฉา ถึงจะได้รู้ ถึงจะได้รู้ว่าใครเป็นใคร ถึงจะได้รู้ว่ามันมีจริงหรือเปล่า
ฉะนั้น สังคมปฏิบัติเป็นอย่างหนึ่ง สังคมปฏิบัติมันจะมีประสบการณ์ทางจิต ถ้าประสบการณ์เขามีอย่างนั้น สิ่งที่ประสบการณ์ของจิต มันมีของมันนะ ถ้าประสบการณ์ทางจิตมี ฉะนั้น เวลาทางโลกศึกษามาเป็นทางวิชาการ ทางวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์มันเป็นทฤษฎีมันเป็นสิ่งที่มองกันด้วยตาเนื้อ แต่ถ้าเป็นตาใจล่ะ ? ถ้าตาใจไปรู้ไปเห็น ถ้ารู้เห็นนะ
• พระอาจารย์สิงห์ทองหนักไปทางปัญญา
(๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๓)
โยม ๒ : อย่างที่พระอาจารย์บอกว่า มันจะเกิดอุคคหนิมิต หรือวิภาคะอะไรนี้ ตอนนั้นมันคือสมาธิเราต้องพร้อมแล้ว มันถึงจะเกิดอย่างนั้นขึ้นมาได้ใช่ไหมคะ
หลวงพ่อ : ใช่ มันมีอยู่ ๒ กรณี กรณีหนึ่ง คือถ้าคนมีบุญนะ จิตมันเป็นสมาธิปั๊บ มันจะเกิดเองเลย อย่างนี้คือคนมีบุญ แต่ถ้าคนไม่มีบุญนะ พอจิตสงบขนาดไหนมันก็ไม่มี พอมันไม่มี เราต้องรําพึง รําพึงคือคิดในสมาธิไง รําพึงให้คิดกายขึ้นมา รําพึงเรื่องกายขึ้นมา
“ถ้ารําพึงเรื่องกาย นี่คือเจโตวิมุตตินะ ถ้าเป็นปัญญาวิมุตติไม่ต้อง”
ปัญญาวิมุตตินี้ ใช้ปัญญาไล่สมาธิเข้ามา ไล่ความคิดเข้ามาจนมันสงบ มันหยุด ไล่ความคิดเข้ามา จนความคิดมันปล่อยหมดไง มันปล่อยหมดคือมันหยุด ถ้ามันหยุดแล้วสังเกตให้ดีว่ามันจะน้อมไปคิดอีกไง เพราะมันหยุดคิดไม่ได้นานหรอก เดี๋ยวมันก็คิดอีก ถ้าเราจับมั้บ ! ตรงนี้ได้ “นี่จิตเห็นอาการของจิต”
พิจารณากาย…จิตเห็นกาย
“ปัญญาวิมุตติ คือ จิตเห็นจิต จิตเห็นอาการของจิต”
มันจะคิดเรื่องกายก็ได้ จะคิดเรื่องอะไรก็ได้ เพราะเป็นขันธ์ใช่ไหม เป็นขันธ์มันคิด พอคิดนี่แล้วพอมันขยับปั๊บ มันจับมั้บ ! พอมันจับตรงนั้นแล้วให้เราแยกเลย แยกคือให้เราคิดว่า
“ความคิดนี้ประกอบด้วยอะไร”
“ขันธ์ ๕”
แยกมันออกมา “นี่วิปัสสนาเกิดตรงนี้”
โยม ๒ : แต่ว่าเราจะเป็นแบบไหนนี่ อย่างถ้าเป็นปัญญาวิมุตติ นี่คือต้องคล้ายๆ พวกที่ฉลาดๆ หน่อย อะไรอย่างนั้นหรือเปล่าคะ คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราเป็นแบบไหน
หลวงพ่อ : ปัญญาวิมุตติก็เรานี่แหละ ถ้าเป็นปัญญาวิมุตตินะ พุทโธ พุทโธไม่ลงหรอกมันต่อต้าน มันบอกว่า เห้ย… มึงโง่ กูฉลาด กูแน่
โยม ๒ : อ้าว… แต่ถ้าเราก็พุทโธ เราก็ไม่ต่อต้าน แต่มันก็ไม่ลง
หลวงพ่อ : มันก็ต้องใช้ปัญญา ถ้าปัญญามันไล่เข้าไปๆ มันหยุดนะ เพราะว่า ปัญญานี้สมาธิมันไม่หนัก แต่ถ้าเจโตวิมุตตินี่มันหนักด้วยสมาธิ ตัวสมาธิเป็นตัวแกน เป็นตัวหลัก แต่ถ้าปัญญาวิมุตติ ตัวหลักคือตัวปัญญา แต่ก็มีสมาธิเหมือนกัน แต่มันจะหนักไปทางปัญญา
พอหนักไปทางปัญญา ก็แบบอาจารย์สิงห์ทองไง เห็นไหม อาจารย์สิงห์ทองนี่หนักไปทางปัญญา เพราะปัญญาฉลาดมาก แต่ถ้าหนักไปทางสมาธิ ก็อย่างเช่น หลวงปู่ลีไง ลงสมาธิมากแล้วพิจารณามาก
• ภาวนาติด
(๒๓ กันยายน ๒๕๕๕)
ในเรื่องของโลก ของจิตวิญญาณ ของสัมภเวสี เขาก็มีกรรมของเขา เราก็มีกรรมของเราเราเกิดมาเป็นมนุษย์ ขี้ทุกข์ ขี้ยากอยู่นี่ เราก็มีกรรมของเรา เราก็พยายามรักษาเราให้พ้นจากทุกข์อยู่นี่ เราภาวนา เราก็ภาวนาเข้าสู่อริยสัจสิ เราไม่ได้เข้าไปเป็นผู้วิเศษไปรู้เรื่องจิตวิญญาณ ไปรู้เรื่องผี เรื่องสาง เรื่องทําอะไรให้เป็นประโยชน์กับเขา ตัวเองยังเป็นประโยชน์กับตัวเองไม่ได้แล้วมันจะเป็นประโยชน์กับใครล่ะ ? เห็นไหม ภาวนาติด ของนี้มีอยู่จริง หลวงปู่จวนก็ทําได้ แล้วหลวงปู่จวนท่านทําที่ภูเก้านะ อาจารย์สิงห์ทองท่านก็ทําได้ หลวงตาท่านบอกเทวดามาขอฟันท่านเลย
สิ่งที่คนที่เขาทําได้ เขาทําได้จริงๆ เขามีคุณธรรมจริงๆ เขารู้ เขาเห็นกันตามความเป็นจริง แล้วมันจะไม่เป็นโทษกับใคร มันจะเป็นคุณทั้งนั้น เห็นไหม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาเป็น เทวมนุสฺสานํ สอนเทวดา สอนอินทร์ สอนพรหม สอนทั้งหมด พระอรหันต์สอนตั้งแต่พรหมลงมา สอนได้ทุกชั้นเลย แล้วมันไม่เป็นโทษกับใคร มันถึงสอนได้ เป็นอาจารย์เขา สอนเขาได้
• เดินจงกรมจนทางเป็นร่อง
(๑๔ เมษายน ๒๕๕๖)
ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบอกเลย คนเราไม่ได้ดีเพราะการเกิด ดีเพราะการกระทํา คนเราจะทําดี นี่มันจะพ้นจากทุกข์ได้ด้วยการกระทําของเรา เรามีความมุมานะ เราทําคุณงามความดีของเรา ความดีก็คือความดี ความดีทางโลกก็เป็นความดีทางโลก ก็เป็นความดีทางโลก เราเสียสละของเรา เราจุนเจือกัน มันก็เป็นความดีอันหนึ่ง ถ้าเราปฏิบัติของเราเราเสียสละเพื่อเรา นั่งสมาธิครึ่งวัน ค่อนวัน อู้ฮู เพื่อใคร ? ก็เพื่อใจ ฝึกใจให้เข้มแข็งขึ้นมา แล้วถ้าใจเข้มแข็งขึ้นมา เวลานั่งสมาธิ ภาวนาขึ้นมา มันจะเอาอย่างเดียวนะ เวลาจักรมันหมุนแล้ว
ดูสิ ขณะที่ว่าเวลามันพิจารณากาม มันนอนไม่ได้ มันเหมือนกับคนเล่นการพนันแล้วโดนตํารวจจับ เหมือนคนที่ไฟไหม้บ้าน คิดดูสิไฟไหม้บ้าน เราจะนอนหลับได้ไหม ? ไฟไหม้บ้าน อู๋ย ! มันตกใจขนาดนั้น เวลาถ้าจิตมันหมุนเป็นอย่างนั้น เวลาปัญญามันหมุนติ้วๆ มันนอนไม่ได้เลยล่ะ มันนอนไม่ได้ เพราะอะไรล่ะ ? มันนอนไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นมหาสติ มหาสติ เวลาธรรมมันเกิดถ้าปัญญามันเกิดขนาดนั้น เกิดแล้วมันเข้ามาชําระขณะนั้น
นี่ถ้ามันภาวนา เวลานั่งกลางวัน นั่งกลางคืน ทั้งคืนๆ มันเจ็บ มันปวด อู๋ย ! มันจะเป็นจะตาย เวลาพอปัญญามันหมุนนะ มันเดินจงกรม ๕ วัน ๗ วัน มันทําทั้งปีทั้งชาติ ทําอยู่อย่างนั้นแหละ อาจารย์สิงห์ทองเดินจงกรมจนทางจงกรมเป็นร่องเลย หลวงปู่เจี๊ยะก็ชม หลวงตาก็ชม หลวงปู่เจี๊ยะกับหลวงตาจะชมใครง่ายๆ จะชมมันต้องชมตามความเป็นจริง อาจารย์สิงห์ทองเดินจงกรม เขาบอกว่าทางจงกรมนี่เป็นร่องเลย เป็นร่องเหมือนรถวิ่งเป็นร่องเลย
นี่ต้องเดินขนาดไหน เดินเต็มที่เลย นั้นเพราะอะไร ? เพราะเวลาปัญญามันหมุน เวลาจักรมันหมุนในหัวใจ นี่ถ้าหมุนในหัวใจแล้ว มันจะเกิดขึ้น ถ้าคุณงามความดีอย่างนั้น ถ้าทําเพื่อเรา ประโยชน์กับเรา มันเป็นอย่างนั้น ถ้าหัวใจมันสูงส่ง
• ดูจิตที่ถูก
(๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖)
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกเลย หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นบอกว่า ต่อหน้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ถาม เพราะความจริงกับความจริงเป็นอันเดียวกัน เราอยู่กับครูบาอาจารย์ตั้งแต่หลวงปู่จวน หลวงตา หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่ลี ถูกๆ ทั้งนั้นเลย
ไอ้ผิดๆ มันก็ผิดทั้งนั้นแหละ ผิดๆ มันก็อยู่กับผิดๆ นั่นแหละ สอนกันผิดๆ อยู่ในสังคมผิดๆ พูดภาษาผิดๆ นั่นแหละ พูดกันรู้เรื่องไง พูดที่ถูกไม่ได้ ต้องพูดที่ผิดๆ มันก็อยู่ในสังคมผิดๆ ไง เพราะมันไม่ขัดแย้งกัน
ไอ้สังคมถูกๆ ก็พูดถูกๆ พูดผิดไม่ได้เหมือนกัน เพราะพูดผิด มันเป็นกิเลส สังคมที่เขาถูกๆ เป็นสัมมาทิฏฐิเขาพูดถูกทั้งนั้นแหละ ถูกอยู่ในสังคมของธรรม ไอ้พวกผิดๆ มันก็พูดมิจฉาทิฏฐิพูดแบบผิดๆ พูดแบบคนเจ้าเล่ห์ อยู่ในสังคมคนเจ้าเล่ห์ มันก็อยู่สังคมผิดๆ นั่นแหละ ก็นี่จริงๆดูจิตที่ถูกกับดูจิตที่ผิด ดูจิตที่ถูก ถูกจริงๆ
• กําเนิดพุทธะ โยมนักภาวนาเมืองจันท์
(๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๖)
นี่ก็เหมือนกัน เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ในใจของเรามันเป็นขึ้นมา มันมีความเพียรขึ้นมา มันเป็นปัจจัตตัง มันเป็นระหว่างกิเลสกับธรรมต่อสู้กันในหัวใจของเรา เราจะไปฟังสิ่งใด แม้แต่ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราก็หาที่สงบสงัดอยู่แล้ว แล้วเวลาปฏิบัติธรรมจริงขึ้นมา ธรรมมันเกิดในใจขึ้นมาแล้ว เราจะไปหวั่นไหวกับสิ่งใด
มันไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใด เพราะสิ่งที่เป็นธรรมเกิดขึ้นมาในหัวใจ มันประจักษ์กับใจพอประจักษ์กับใจ มีการกระทําขึ้นมาระหว่างธรรมกับกิเลสมันต่อสู้กัน พิจารณาซํ้าๆๆๆ มันละเอียดเข้ามาๆ
จากที่ว่ามันเป็นงาน ดูสิ เรามีงานที่ไหน เราก็จะทําสิ่งนั้นขึ้นมา เอกสารต่างๆ ให้เป็นงานขึ้นมา แต่เวลามันละเอียดขึ้นมา มันจะเข้าไปสู่เนื้อแท้ มันละเอียดเข้ามา พิจารณาซํ้า พิจารณากายมันแยกแยะขนาดไหน มันละเอียดเข้ามา มันไวขึ้น พิจารณากายแล้ว พิจารณากายจากภายนอก มันจะเกิดขึ้นมาจากภายใน มันจะละเอียดเข้าไปสู่ใจ
พอเข้าไปสู่ใจ พิจารณามันก็ปล่อยวาง มันมีเล่ห์มีกลของมัน เพราะอะไร เพราะมันเป็นพ่อ เป็นระดับพ่อของกิเลสแล้ว มันมีเล่ห์เหลี่ยมของมัน มันมีความพลิกแพลงของมัน พลิกแพลงละเอียดลึกซึ้งนัก ซํ้าแล้วซํ้าเล่าจนมันกลืนเข้ามาสู่ใจนะ พอเข้ามาสู่ใจ มันทําลายตัวมันเองครืนในใจของตัวเองนะ มันปล่อยวางหมด พิจารณาซํ้าๆๆ เข้าไป สิ่งที่เหลือเป็นเศษส่วนมันทําลายออกหมด ทําลายด้วยอะไร ? ด้วยมหาสติมหาปัญญา ถ้ามีมหาสติมหาปัญญาทําลายถึงที่สุดนะ จิตมันว่างหมดเลย หาอะไรไม่เจอหรอก
“กําเนิดพุทธะ จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยอุปกิเลส จิตเดิมแท้นี้ผ่องใสจิตเดิมแท้เป็นผู้ข้ามพ้นกิเลส”
หลวงตาท่านไปอยู่ที่เมืองจันท์ ตอนนั้นมีบุคคลคนหนึ่งเขาภาวนาของเขาดีมาก พอเขาภาวนาดีมาก เขากําหนดจิตรู้หมดว่าจิตของใครสว่างไสว จิตใครเศร้าหมองขนาดไหน อาจารย์สิงห์ทองบอกให้ดูจิตให้ทีๆ
เวลาเขาดูจิต เขาบอกว่าจิตของอาจารย์สิงห์ทองสว่างไสวเหมือนกัน แต่ยังมีเศร้าหมองมีสิ่งใดตกค้างอยู่ในใจ แต่จิตของหลวงตา จิตของพระมหาบัว ไม่มีสิ่งใดตกค้างในใจ สว่างไสว สว่างจนครอบโลกธาตุ
นี่จิตเดิมแท้ๆ นี้ไง ถ้าจิตเดิมแท้ แล้วผู้เฒ่าท่านปฏิบัติดีมาก หลวงตาท่านบอกผู้เฒ่านะ เวลาท่านเป็นลูกศิษย์หลวงตา มากราบหลวงตานะ แล้วบอกว่าผมมาพบหลวงตาช้าเกินไป ผมแก่เฒ่าแล้ว ถ้าผมหนุ่มๆ อยู่นะ ผมจะบวชตามหลวงตาไป แต่นี้เพราะผมแก่เฒ่า
ขนาดคนแก่เฒ่าเขาปฏิบัติของเขา ใจเขายังกําหนดดูจิตของคนได้ ใจของเขา กําเนิดพุทธะของเขายังสว่างไสว กําหนดดูความสว่างไสวของจิตดวงอื่นๆ ได้ แต่เขาก็ยังน้อยเนื้อตํ่าใจว่ามาพบหลวงตาต่อเมื่อผู้เฒ่าแล้ว
หลวงตาท่านบอกว่า มันจะเฒ่ามันจะแก่ไปไหนล่ะ เฒ่าแก่มันก็อายุเท่านั้น แต่ถ้ามีความมุมานะ มีการกระทําขึ้นมา มันก็เป็นความจริงของเราขึ้นมาเหมือนกัน
ถ้าความจริงขึ้นมา ขนาดที่ว่ากําเนิดพุทธะถ้ามันสว่างไสว มันผ่องใสขนาดไหน มันผ่องใสดูสิ ชาวมูเซอเขาหาพุทธะๆ จนเขาเจอ เขาเจอของเขา เขาเห็นพุทธะของเขา เขากําหนดดูใจของหลวงปู่มั่น โอ๋ย ! มันสว่างไสว พุทธะมันไม่หาย พุทธะมันไม่หาย พุทธะมันมีของมันอยู่แล้ว พุทธะของเราต่างหากหาย อุตส่าห์หามาเจอๆ หามาเจอแล้ว
เขาทําสิ่งที่ไม่ควร เขาเอาสิ่งที่เขารู้เขาเห็น เอาสิ่งที่เป็นพลังงานของเขาส่งออกไป แต่เวลาผู้เฒ่า ผู้เฒ่าที่อยู่กับหลวงตา เขากําหนดของเขา เขาพุทโธๆ ของเขา เขากําเนิดพุทธะของเขา พุทธะของเขา เขาดูเขาส่องไป เขาดูพุทธะของหลวงตา ดูพุทธะของอาจารย์สิงห์ทอง เปรียบเทียบได้เลย เห็นไหม จิตเดิมแท้ๆ นี่ไง ของหลวงตามันข้ามพ้นไป ไม่ใช่จิตเดิมแท้จิตเดิมแท้คือภวาสวะ จิตเดิมแท้คือภพ ถ้าละเอียดอ่อนเข้ามา มันจะเข้าไปสู่พุทธะอันนั้นได้อย่างไร
สิ่งที่เป็นพุทธะๆ พุทธะภายนอกอย่างหนึ่งนะ พุทธะที่พุทธะอย่างหยาบๆ แล้วพุทธะอันละเอียดนะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส นี่อวิชชาทั้งนั้นล่ะ ถ้าจิตเดิมแท้นี้ผ่องใสถ้าทําลายพุทธะอย่างไร เจอพุทธะที่ไหนก็ต้องทําลายพุทธะที่นั่น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แล้วมันเบิกบานอะไรล่ะ มันเบิกบาน มันก็ยังมีผู้บังคับบัญชามันอยู่ล่ะ ถ้ามันเบิกบาน มันก็เบิกบานเพราะมันมีรสมีชาติของมัน แล้วมันทําอย่างไรล่ะ
ถ้าทําอย่างไร ถ้าเป็นสติอัตโนมัติ นี่ไง ถ้าเป็นอรหัตตมรรคขึ้นมา มันจะย้อนกลับเข้าไปจับภวาสวะ จับตัวภพอันนั้น จับตัวภพคือจับจิตเดิมแท้ไง ถ้าจิตเดิมแท้พิจารณาขึ้นไป ถ้ามันกลืนกินเข้าไป ทําลายจิตเดิมแท้ขึ้นมาไง
ถ้าทําลายจิตเดิมแท้ อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจิํสูติ จิตนี้สิ้นอาสวะไป อาสเวหิ อาสวะในจิตนั้น ทําลายอาสวะในจิตดวงนั้น วิมุตติไป วิมุตติไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดวันนี้ที่สวนลุมพินี ประกาศว่า “เราจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย”
เวลาตรัสรู้ธรรมขึ้นมา วางธรรมและวินัยนี้ไว้ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน “อานนท์ เราบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายต้องดับเป็นธรรมดา แม้แต่ชีวิตของตถาคตก็ต้องสิ้นในคืนนี้”
• เรื่อง พระอาจารย์สิงห์ทองเอาหลวงปู่บุญจันทร์ไปรักษา
(๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖)
กรณีนี้มันมีหลวงปู่บุญจันทร์เนาะ หลวงปู่บุญจันทร์เป็นมะเร็งในไขกระดูก แล้วเวลาหมอเขาตรวจแล้ว หลวงปู่บุญจันทร์ท่านบอกท่านไม่รักษา ท่านปล่อยวางชีวิตท่านแล้ว แล้วอาจารย์สิงห์ทองท่านเป็นเพื่อนกับหลวงปู่บุญจันทร์ วัดป่าไชยวาน แล้วท่านก็ไปเยี่ยมมา เยี่ยมเสร็จแล้วท่านก็ไปรายงานหลวงตา รายงานหลวงตา หลวงตาท่านก็รับผิดชอบว่าเป็นคนไข้ของท่าน แล้วท่านส่งข่าวไปเอง หรือท่านไปหาเองก็ไม่รู้
บอกว่า ให้หลวงปู่บุญจันทร์ วัดป่าไชยวาน บอกให้หลวงปู่บุญจันทร์ไปรักษา เราเป็นเจ้าของคนไข้ ไปรักษาที่ศิริราชเพราะว่าหมอเขายังรักษาได้ พอในปัจจุบันนี้มะเร็งไขกระดูกเขารักษาได้ ก็ส่งหลวงปู่บุญจันทร์ไปรักษาที่ศิริราช แล้วหลวงตาท่านรับเป็นเจ้าภาพหมดเลย แต่ตอนก่อนหน้านั้นหลวงปู่บุญจันทร์ท่านเข้าใจว่า การป่วยเป็นมะเร็งไขกระดูกมันหมดวิธีการรักษาแล้ว พอหมดวิธีการรักษาแล้ว ท่านกําหนดที่วัดท่าน ท่านกําหนดรอวันตาย
ทีนี้ท่านกําหนดรอวันตาย แล้วอาจารย์สิงห์ทองท่านไปเยี่ยม แล้วอาจารย์สิงห์ทองท่านก็เอาเหตุการณ์นี้มารายงานหลวงตา หลวงตาลูกศิษย์ท่านเยอะใช่ไหม ท่านปรึกษาลูกศิษย์ของท่าน ลูกศิษย์บอกว่ามะเร็งไขกระดูกเขาก็รักษาได้ พอรักษาได้หลวงตาท่านก็สั่ง สั่งให้อาจารย์สิงห์ทองไปเอาหลวงปู่บุญจันทร์ไปศิริราช แล้วก็ไปรักษาที่ศิริราช แล้วก็หายด้วย
นี่ถ้ามันสิ่งที่รักษา ถ้ามันรักษาได้ เขาก็รักษา ถ้าทางโลกมีการรักษา เราก็รักษา นี่ครูบา–อาจารย์ท่านก็รักษา แต่ แต่ก็ไม่ใช่ว่ารักษาต้องให้หายอย่างเดียว ต้องให้หายอย่างเดียว แล้วเกิดมันเป็นวิกฤติต่างๆ อย่างนี้เรารักษาใจเรา เราทําเต็มที่แล้ว จะเป็นบาปกับคนป่วยไหม ? คนป่วยจะเป็นบาปอะไร ? ถ้าคนป่วยเป็นบาป กรณีนี่เปรียบเทียบนะ อย่าเอาไปเป็นหลักนะ อย่างเช่น กรณีคนถามบ่อยมากเลยว่า การเสียสละร่างกายไง การมอบร่างกายให้เป็นอาจารย์ใหญ่มันเป็นบุญหรือเป็นบาป เขาบอกว่าเรามอบร่างกาย เป็นบุญสิ เราให้ร่างกาย เห็นไหม ให้ร่างกายเพื่อเป็นทางวิชาการกับพวกนักศึกษาแพทย์ นี่เรามอบให้เป็นบาปไหม ?
นี่ก็เหมือนกัน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เขาเสียสละของเขา มันเป็นบาปไหม ? ไม่เป็นบาปหรอก ไม่เป็น มันเป็นกําลังใจของเขาต่างหากล่ะ เราเองนี่ไปคิดมาก เราเองหัวใจสู้เขาไม่ได้ หัวใจอ่อนแอกว่าเขา
• ผู้รู้จริงสอนเข้มข้นไม่จับจด
(๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๖)
เราศึกษาธรรมมา ศึกษาธรรมะเป็นธรรมชาติ เราก็ศึกษาการเวียนว่ายตายเกิดโดยธรรมชาติ เราก็รู้ๆ อยู่ เวียนว่ายตายเกิด มันก็รู้ๆ ของมันอย่างนั้น นี่ปฏิบัติอย่างนี้ปฏิบัติโดยโลกๆ ถ้าปฏิบัติโดยโลกๆ เราก็ทํากันอยู่อย่างนี้ ถ้าเราทําอย่างนี้เพราะอะไร ? เพราะขาดครูบาอาจารย์ที่รู้จริง ถ้าเรามีครูบาอาจารย์ที่รู้จริง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตา หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่คําดี หลวงปู่เจี๊ยะ อาจารย์สิงห์ทอง หลวงปู่จวน ผู้รู้จริง เขาสอนจริงๆ แล้วเขาสอนเข้มข้น เขาไม่สอนแบบจับจด เขาไม่สอนแบบทะนุถนอม เขาไม่สอนแบบเอาอกเอาใจ
• เรื่อง ไม่บอกขณะ – เดาธรรม
(๖ เมษายน ๒๕๕๗)
นี่ก็เหมือนกัน เห็นไหม เวลาขณะ ขณะในวงกรรมฐานเขาจะรู้ “ขณะ” คือ การจบกระบวนการเป็นชั้นเป็นตอน “ขณะ” เราเริ่มต้นกระบวนการ ทําสิ่งใดก็แล้วแต่เริ่มต้นโครงการ ต้องมีการเริ่มต้นโครงการ ระหว่างดําเนินการโครงการนั้น เวลาจบโครงการนั้น สรุปบัญชีจบหนึ่งโครงการ ขณะที่ว่าเราสรุปบัญชี ปิดบัญชี นั้นคือขณะ ขณะที่ปิดบัญชีได้ จบกระบวนการนั้นคือขณะ
ฉะนั้น เวลาจะเป็นขณะ ขณะในพระไตรปิฎกเขาพูดถึง เวลาครูบาอาจารย์ท่านจะพูดถึงตรงนี้ว่าใครปิดโครงการได้ ใครปิดบัญชีได้ ใครปิดโครงการเป็นโสดาบัน ใครปิดบัญชีเป็นสกิทาคามี ใครปิดบัญชีเป็นพระอนาคามี ใครปิดบัญชีเป็นพระอรหันต์ แล้วปิดบัญชีนี่ปิดอย่างไร แล้วรายรับ รายจ่าย รวมแล้วปิดบัญชีนี่คือขณะ ถ้าขณะจิตนะ ขณะที่เป็นความจริง ขณะนี้ถ้าคน นี่อย่างเรา เราไม่มีธุรกิจอะไร เราไม่มีรายรับ รายจ่ายอะไร แล้วเราไปปิดบัญชีอะไร เราไม่มีบัญชีให้ปิด เพราะเราไม่มีบัญชี เราจะปิดอะไร ถ้าไม่มีบัญชี ไม่มีบัญชี เอ็งก็ไม่ทําอะไรน่ะสิ เอ็งก็ไม่มีสถานะ ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของเอ็ง เพราะเอ็งไม่มีที่มาที่ไป
นี่ไงวงกรรมฐานถึงเวลาพูดธรรมะกัน เขาพูดกันอย่างนี้ไง อย่างเช่น เช่น หลวงตาท่านไปหาหลวงปู่แหวน เห็นไหม ถามปัญหาแรกขึ้นไปเลย ท่านปิดบัญชีได้ เออ ! มีบัญชี ถามซํ้าเข้าไปเลย ท่านขยายความหมดเลย จบ
“มหามีอะไรว่ามา ? มีอะไรสงสัยค้านมาได้เลยนะ ถ้าบัญชีนี้มันรายรับ รายจ่ายมันผิด หรือมีการคดโกง หรือว่าบัญชีใดไม่ถูกต้อง ว่ามา ว่ามา”
หลวงตาท่านบอกว่า “ไม่หรอกครับ ผมหาฟังธรรมะอย่างนี้”
กราบหลวงปู่แหวนด้วยความซาบซึ้งใจ เห็นไหม ขณะ ขณะ พูดได้ถูกต้อง แต่นี่บอกว่าถ้าของอาจารย์สิงห์ทองที่ว่าไม่มีขณะ ของอาจารย์สิงห์ทองก็เป็นของท่าน ก็ขณะของอาจารย์สิงห์ทองเป็นแบบนั้น ถ้าความเห็นเรา ถ้าความเห็นของอาจารย์สิงห์ทองไม่มีขณะ แต่บอกว่าเราว่าขณะของอาจารย์สิงห์ทองเป็นแบบนั้น ในความเห็นเรา แต่ความเห็นหลวงตา ท่านว่าอย่างนั้น
นี่ไงขณะของหลวงตาคืออะไร ? ขณะของหลวงตาก็คือ ขณะที่ท่านกระทําประสบความสําเร็จของท่าน พอความสําเร็จของท่านปั๊บ เวลาอาจารย์สิงห์ทองท่านปฏิบัติของท่านมา ท่านก็มาเล่าถวายอาจารย์ของท่าน นี่อาจารย์ของท่านก็ซักไง ซักหาขณะนี่ไง ขณะเป็นโสดาบันอย่างไร เป็นสกิทาคามีอย่างไร เป็นอนาคามีอย่างไร เป็นพระอรหันต์อย่างไร บอกมาเป็นชั้นเป็นตอน ถ้าไม่บอกมาเป็นชั้นตอน นี่ที่หลวงตาท่านไปพูดกับหลวงปู่ขาวไง เวลาหลวงปู่ขาวพูดมาเป็นชั้น ๑ ๒ ๓ ๔ หลวงตาท่านพูดของท่านให้หลวงปู่ขาวฟัง ๑ ๒ ๓ ๔ ที่เจ้าคุณจูมฯ เอาหลวงตากับหลวงปู่ขาวไปสนทนาธรรมกันที่อําเภอหนองบัวลําภู ในงานหนึ่งที่มีครูบาอาจารย์วงกรรมฐานไปร่วมงานกันมาก
นี่ไงเวลาครูบาอาจารย์ของเรา ท่านจะมีประสบการณ์อย่างนี้ ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ นี่ท่านจะสนทนาธรรม ท่านจะ ถ้าว่าจะตรวจสอบกันก็ได้ พอมาตรวจสอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ฉะนั้น เวลาอาจารย์สิงห์ทองท่านปฏิบัติมา ท่านก็ซักถามของท่าน แล้วท่านก็มาพูดของท่าน มาพูดถึงของอาจารย์สิงห์ทองนี่แปลก เวลาหลวงตาท่านพูดนะว่า ขณะที่ ๑ ๒ ๓ มามันมี พอขั้นสุดท้ายพยายามซัก อาจารย์สิงห์ทองบอกว่า มันจะตอบหลวงตาให้ชัดเจน มันไม่ชัดเจน แต่ แต่ผลมันเป็นอย่างนี้ ผลของมันคือมันจบ
ของอาจารย์สิงห์ทองเวลาท่านอธิบายธรรมะของท่าน ท่านเปรียบเหมือนปากกา ปากกาหล่อลื่น ปากกาหมึกซึม พอท่านเขียนๆๆ ปากกาหมึกซึมเขียนจนหมึกหมด พอหมึกมันหมดไปแล้วมันเขียนไม่ติด เพราะมันไม่มีหมึก นี่คือวิทยานิพนธ์ของอาจารย์สิงห์ทอง ปากกานี่เขียนจนหมึกหมด พอหมึกมันหมดไปแล้ว เขียนอย่างไรมันก็ไม่มีแล้ว เพราะมันไม่มี เออ ! เห็นไหม นี่คนที่ปฏิบัติไป ถ้าจริงแล้วมันเป็นจริง
ฉะนั้น เวลาหมึกมันหมดไปแล้ว มันก็หมดไปแล้ว ถ้าหมึกหมดไปแล้วมันไม่มี หมึกมันไม่มี จะทําให้มันมีอย่างไรมันก็ไม่มี หลวงตาท่านก็ซักเลย พยายามบอกว่าสมมุติว่า ถ้ามันเอาหมึกมาเติมได้ไหม ? เออ ! ท่านก็มีเหตุผลตอบของท่าน เพราะเวลาจะสอบ โอ๋ย ! ต้องสอบกันละเอียดนะ ถ้าสอบแล้วก็คือจบ ฉะนั้น ของอาจารย์สิงห์ทอง สาธุ เราก็เชื่อมั่นของเราถูกต้อง อาจารย์สิงห์ทองถูกต้อง หลวงตาก็ถูกต้อง
• เรื่อง หลวงตาพระมหาบัวตรวจสอบธรรมะกับครูบาอาจารย์
(๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗)
“อย่างที่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นไหม มีใครมายกยอปอปั้นท่านขนาดไหน ท่านก็ไม่สนใจ ท่านมีความทุกข์อยู่ จนท่านมาประพฤติปฏิบัติของท่านเอง เวลากิเลสมันออกไปจากใจของท่านเอง ท่านถึงยอมรับความเป็นจริง นี่ตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่มีครูมีอาจารย์ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราปฏิบัติ เรายังมีความสงสัยอย่างนี้ นี่มีความสงสัยอย่างนี้มหาศาลเลย แสดงว่ามีวาสนาก็มี วาสนาอยากปฏิบัตินะ แต่มันก็ยังมีความสงสัย สงสัยอย่างนั้น สงสัย
คําว่า “สงสัย” นี่นะ กิเลสทั้งนั้นเลย ถ้ายังสงสัยเขาไม่เอามาเป็นผลหรอก ในวงปฏิบัติเขามีกัน ในวงปฏิบัติเพราะว่าในวงปฏิบัติเวลาโต้แย้งกัน เวลาหลวงตาท่านไปคุยกับหลวงปู่ขาว อาจารย์สิงห์ทอง กับ หลวงตาคุยกันอย่างนี้ นี่หลวงตาคุยกับหลวงปู่คําดีอย่างนี้ นี่พระอรหันต์กับพระอรหันต์คุยกัน เวลาเขาคุยกันด้วยธรรมะ เขาถกกันเต็มที่เลย เพื่อจะให้ความสะอาดบริสุทธิ์ ไอ้นี่ไม่ต้องถกหรอก ตัวเองบอกนั่นผมก็สงสัย ผมสงสัยแล้วผมก็พิจารณาต่อ แล้วผมก็เอาความสงสัยนั้นมาพิจารณา มันไม่ใช่ ถ้ามันไม่ใช่ มันก็เป็นความเห็นของเขา ถ้าความเห็นของเขา แล้วนี่มันอยู่ที่วาสนาของคนเนาะ”
• อริยสัจมีหนึ่งเดียว
(๔ ตุลาคม ๒๕๕๗)
นี่มัชฌิมาปฏิปทาเหมือนกัน มัชฌิมาปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบารมีท่านยิ่งใหญ่นัก มัชฌิมาของครูบาอาจารย์ หลวงตา มัชฌิมาของท่าน เวลาขณะจิตของท่าน สะเทือนเลื่อนลั่น สะเทือนเลื่อนลั่น โลกธาตุนี้ไหวไปหมดเลย มัชฌิมาของอาจารย์สิงห์ทองไม่ใหญ่โตเหมือนของหลวงตาเลย ของหลวงตาโลกธาตุนี้หวั่นไหวไปหมดเลย ของอาจารย์สิงห์ทองท่านบอกว่า มันหมดไปอย่างไรก็ไม่รู้ เห็นไหม มัชฌิมาปฏิปทามันเหมือนกันไหมมันมัชฌิมาปฏิปทา มันต้องมีที่มาที่ไปด้วย มันต้องมีอํานาจวาสนาของคนด้วย
ฉะนั้น เราทําของเรา เราตั้งเป้าแล้ววางไว้ อย่าเอาสิ่งนั้นมาเป็นสมุทัย อย่าเอาสิ่งนั้นมาให้เราออกนอกทาง เอาสิ่งนั้นให้มันสมดุลลงไม่ได้ ติดคาอยู่อย่างนั้นแหละ วางให้หมดเลย ให้มันเป็นของเรา พอมัชฌิมาเป็นความจริงของเรานะ พอมันลงของเรา อื้อฮือ ! ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก
หลวงตาท่านบอกไว้ ยกให้เป็นสันทิฏฐิโก รู้จําเพาะตน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายกให้สันทิฏฐิโก ความรู้เฉพาะหน้า ความรู้เฉพาะตน ความรู้ในความเป็นจริง แต่ต้องเป็นจริงนะ
เป็นจริงเพราะอะไร เพราะเป็นจริงแล้ว อริยสัจมีหนึ่งเดียว เวลาจะมัชฌิมาขนาดไหน จะเป็นอย่างไร หลวงตาท่านเป็นคนมาตรวจสอบอาจารย์สิงห์ทองเอง ตรวจสอบแล้วท่านบอกว่าไม่คัดค้านเลย เห็นไหม ขณะจิตแตกต่างกัน คนหนึ่งมหาศาล โลกธาตุไหวหมดเลย อีกคนไปตอนไหนไม่รู้เลย แต่มาตรวจสอบกันแล้วเหมือนกัน เราไม่คัดไม่ค้าน อันเดียวกัน
นี่ไง อริยสัจมันมีหนึ่งเดียว จะทําอย่างไรทําไปเถอะ เราไม่ต้องให้เหมือนใคร เราไม่ต้องทําให้เป็นแบบใคร ทําให้เป็นเรานี่แหละ ทําให้เป็นสมบัติของเรานี่แหละ แล้วถ้ามันเป็นจริงขึ้นมาแล้ว สมบัติของเรา แล้วอธิบายได้เลย เพราะมันรู้จริง มันเห็นจริงของมัน นั้นกองทัพเดินด้วยท้องเราพูดกันจนชินปาก แต่หัวใจที่มันทุกข์มันยาก หัวใจที่มันจะมีอิสระ กองทัพของเรา จิตใจเราเดินด้วยคุณธรรม สัจธรรม มีคุณธรรมเพื่อหัวใจของเรา
• เรื่องครูบาอาจารย์พิจารณาธรรม
(๗ ธันวาคม ๒๕๕๗)
ถามอะไร ? ถามท่านด้วยการกําหนดจิต กําหนดจิตถามท่าน แล้วท่านก็ตอบมาตรงเปี๊ยะเลย กําหนดจิตอย่างไรก็ได้ เวลาท่านพูดอะไรมา เราก็เคลมให้เป็นความเห็นเราก็ได้ มันไม่ได้เข้าไปเผชิญกับความจริง ธมฺมสากจฺฉา เวลาเราซักไซ้กันด้วยข้อเท็จจริงเลย ขนาดซักไซ้ด้วยข้อเท็จจริงนะ เวลาครูบาอาจารย์ เช่น หลวงปู่มั่นท่านมีญาณของท่าน ท่านรู้ได้ ท่านมาสอนในภาวนาได้ เวลาสอนภาวนา เวลาธรรมมันเกิดเราก็เคลมเข้าตัวเราเองหมด
นี้เราจะบอกว่า เราเข้าใจว่าครูบาอาจารย์เราสายหลวงปู่มั่นที่ว่าเป็นพระอรหันต์ทําไมยังทะเลาะกันอยู่ ไม่ได้ทะเลาะกัน ถ้าเป็นจริงนะ ธรรมที่เป็นจริง เรื่องการทะเลาะกันไม่มี มีแต่ความเป็นมงคล แต่ที่มันจะมีความเห็นต่าง เห็นไหม ความเห็นต่างเขาเรียกจริตนิสัย เวลาหลวงปู่มั่นนะ เวลาหลวงปู่ชอบเข้าไปหาหลวงปู่มั่นครั้งแรก ท่านไล่หลวงปู่ชอบออกไปเลย แล้วพอท่านพิจารณาของท่านนะ ท่านให้พระไปตามหลวงปู่ชอบกลับมา
เวลาครูบาอาจารย์ไปแต่ละองค์ เวลาหลวงปู่มั่นท่านให้หลวงปู่อ่อน หลวงปู่อ่อนท่านไม่ให้กําหนดพุทโธนะ เราจําไม่ได้ ท่านให้กําหนดเป็นคําบาลียาวมากเลย พุทโธ พุทโธ เดี๋ยวมันตกภวังค์ มันอาจจะหลับได้ แต่คนๆ นี้มันสมควรกับพุทโธ ท่านจะให้พุทโธ
นี่เวลาครูบาอาจารย์มีความถนัดอย่างใด ท่านดูจริต ดูนิสัย ดูอํานาจวาสนา แล้วท่านจะให้กรรมฐาน เขาเรียกว่าให้กรรมฐาน คือให้คําบริกรรมแต่ละองค์ๆ มันไม่เหมือนกัน ท่านให้ไม่เหมือนกันนะ ท่านสอน แต่โดยหลัก โดยหลัก เห็นไหม พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติโดยหลัก สิ่งที่ท่านให้มา ท่านให้มาเพื่อประโยชน์กับคนที่ภาวนา ถ้าภาวนาแล้วให้จิตสงบเข้าไป ถ้าสงบเป็นความจริงแล้ว มันจะเป็นความจริง
ฉะนั้น สิ่งที่ว่ามันเป็นจริต เป็นนิสัย เป็นการภาวนา อันนี้ครูบาอาจารย์ท่านจะไม่ก้าวก่ายกัน ดูสิเวลาหลวงตาท่านไปแก้หลวงปู่คําดี ท่านบอกเลยหลวงปู่คําดีเวลาพิจารณาเรื่องเสือเหมือนเรา แต่คนละกาล คนละเวลากัน คนละกาล คนละเวลากัน อย่างหลวงปู่คําดีท่านจะพิจารณากายของท่านมาตลอด ตั้งแต่กายอย่างหยาบ กายอย่างกลาง กายอย่างละเอียด กายอย่างละเอียดสุด หลวงปู่เจี๊ยะท่านพิจารณากายต่อเนื่องกันมา
เวลาหลวงปู่ชอบพิจารณากาย เวลาหลวงตาท่านพิจารณาเวทนา ขั้นแรกท่านผ่านทางเวทนา ขั้นที่สองผ่านเรื่องกาย เวลามันแยกดิน นํ้า ลม ไฟ ออกเป็นธรรมชาติของมันเลย แล้วพอขึ้นไปท่านไปเห็นกาย เห็นอสุภะ แล้วท่านไปเห็นจิต เห็นจุดและต่อม นี่มันไม่เหมือนกัน
พอไม่เหมือนกัน ความถนัดมันไม่เหมือนกัน ดูอาจารย์สิงห์ทองสิ เวลาอาจารย์สิงห์ทองท่านพิจารณาธรรมนะ อาจารย์สิงห์ทอง ท่านพิจารณาธรรม ที่ว่าพิจารณาของท่านไปตลอดนี่เวลาคนพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม แต่ แต่มันไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย เวลามันเป็นผล เวลาเป็นผล เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี
เวลาพูดมันจะเหมือนกัน เหมือนกันเพราะอะไร ? เพราะหลวงตาใช้คําว่าขณะจิต ขณะที่จะเป็นไป ดูสิเราทํางานเสร็จ ถ้าเราไม่รู้ว่าทํางานเสร็จ เราจะถามกลับเลย โทษนะ เอ็งบ้าหรือเปล่าวะ ? เอ็งทํางานเสร็จ เอ็งไม่รู้ว่าทํางานเสร็จหรือ ? เอ็งทํางานเสร็จตรงไหน ? แล้วทํางานเสร็จแล้วเสร็จอย่างไร ? อย่างพวกเรา เช่น เรานี่เราเอาเงินไปฝากธนาคาร เราโอนเข้าธนาคารก็อยู่ในธนาคารใช่ไหม แล้วโอนผิดที่มันก็ไม่ใช่ใช่ไหม ? เอาเงินจะไปฝากธนาคาร ไปทิ้งไว้ให้ไอ้พวกรักษาความปลอดภัยแล้วก็กลับบอกว่าฝากธนาคารแล้ว มันจะเข้าธนาคารไหม ? มันไม่ได้
• เรื่องครูบาอาจารย์ที่ได้บาลีและไม่ได้บาลี
(๑๗ มกราคม ๒๕๕๘)
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลาวิทยานิพนธ์ นี่ของใครมันจะเป็นประโยชน์กับใคร ฉะนั้น เวลาคนเรียนจบปริญญาเอกจะต้องมีวิทยานิพนธ์ ใครปฏิบัติได้จริงจะมีวิทยานิพนธ์ แล้ววิทยานิพนธ์มันต้องจบด้วย มันต้องมีกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เขาเห็นว่ามีคุณค่า เขาถึงให้ผ่าน แต่ถ้าเขาไม่เห็นคุณค่า เขาไม่ให้ผ่านหรอก นี้กรรมการสอบนะ แต่เวลาปฏิบัตินะ จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จิตนี้กลั่นมาจากอริยสัจ จิตนี้กลั่นออกมาจากธรรม ไม่มีกรรมการคนไหนลําเอียง ไม่มีศีล สมาธิอันไหนลําเอียงเข้าข้าง ปิดกั้น ไม่มี ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคโคทางอันเอก เราพยายามทําให้มันสะอาดบริสุทธิ์ ทําให้มันเป็นจริงขึ้นมา
ถ้าเป็นจริงขึ้นมา จิตนี้กลั่นออกมาจากอริยสัจ พระอรหันต์ทุกองค์ต้องผ่าน พระอรหันต์ทุกองค์ถ้าไม่ผ่าน หรือพระอรหันต์ทุกองค์พูดตรงนี้ไม่ถูก ไม่มี ไม่มีพระอรหันต์อยู่จริง พระอรหันต์ต้องมีตรงนี้ ฉะนั้น ที่ว่าอ่านหนังสือหลวงพ่อ อ่านหนังสือหลวงตาเพียงพอไหม ? เราพูดถึงอ่านหนังสือหลวงตาแล้วกัน หนังสือหลวงพ่อเอาไว้ก่อน เดี๋ยวอย่างว่านี่อะไรนะ เขาเรียกว่าเขียนเอง ตรวจสอบเอง รับประกันเอง มันไม่มีค่า อ้าว เราเขียนเอง แล้วเราให้คะแนนเอง แล้วเราก็ให้ผ่านเอง โอ๋ย ! หนังสือมีค่าได้อย่างไร ? มันไม่มีค่าหรอก หนังสือมันจะมีค่าต่อเมื่อมีคนเขาให้คะแนนมันถึงจะมีค่า ของเราให้ราคาเองไม่มีค่าหรอก
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าอ่านหนังสือหลวงพ่อ เออ อันนี้แขวนไว้ แต่ถ้าอ่านหนังสือหลวงตาด้วยนี่เหลือพอ เหลือ เกินพอด้วย แต่ทําไมต้องอ่านหนังสือพระไตรปิฎกด้วย เพราะหนังสือพระไตรปิฎกมันเป็นสากล มันเป็นศาสดา เป็นกลาง แล้วถ้าเราสื่อสารโดยผ่านพระไตรปิฎก แม้แต่ไปลังกาชาวพุทธด้วยกันสื่อสารผ่านพระไตรปิฎก สื่อสาร นี่เขาศัพท์บาลี แล้วบาลีเราไม่ได้ทําอย่างไร ? เราก็ไม่ได้ แล้วถ้าพูดถึงบาลีได้นะ เราบอกเลยคนที่ศึกษามาแล้ว แล้วปฏิบัติ ที่ศึกษาแล้วปฏิบัติได้ผล ที่เรายอมรับนะมีหลวงตา เจ้าคุณเขียน มหาปิ่น แล้วคนที่ศึกษามา ๙ ประโยค ๑๐ ประโยคเต็มประเทศไทย แล้วเขาปฏิบัติ
ทําไมปฏิบัติแล้วในความเห็นสังคมเชื่อ ใครเชื่อก็แล้วแต่ แต่เราไม่เชื่อ เราไม่เชื่อเลย นั่นเขาได้บาลีทั้งนั้นเลย ได้บาลีเรายอมรับที่ว่าปฏิบัติแล้วเราเห็นด้วย หลวงตาเป็นพระมหา เจ้าคุณเขียน ๙ ประโยค แล้วก็มหาปิ่นน้องหลวงปู่สิงห์นั้น ๕ ประโยค แต่ที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้บาลีหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่คําดี หลวงปู่ฝั้น อาจารย์สิงห์ทอง หลวงปู่ลี หลวงปู่จวน หลวงปู่ผาง หลวงปู่เยอะแยะเลย หลวงปู่ตื้อไม่ได้บาลี ไม่ได้บาลี ผ่านหมดเลย
แล้วได้บาลีนะ ที่ได้บาลีนะเรายอมรับหลวงตา ๓ ประโยค หลวงปู่เขียน ๙ ประโยค หลวงปู่มหาปิ่น น้องหลวงปู่สิงห์นะต้องยํ้าๆ เพราะมันมีชื่อซํ้าๆ กันเยอะ ได้บาลี ได้บาลีมันก็อันเดียวกับที่ว่าปฏิบัติแล้วต้องอ่านพระไตรปิฎกไหม ? ได้บาลีปัญญามันเยอะ ยากนะ การแก้ไขนี่แก้ไขยากมาก
• เรื่องมือขวาของหลวงตาพระมหาบัว
(๗ มิถุนายน ๒๕๕๘)
เวลาท่านอาจารย์สิงห์ทองท่านบอกว่า ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็เป็นมือขวา เป็นผู้ที่เป็นหูเป็นตาให้กับหลวงตา เวลาสายของหลวงปู่ฝั้นท่านทําวัตรทุกวัน ทําวัตรเห็นไหม ทําวัตรเย็นแล้วก็นั่งภาวนาไป ๕ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงแล้วแต่ แล้วท่านก็พูดกันในวงในว่าสายหลวงปู่ฝั้นท่านทําวัตรของท่านแล้วนั่งสมาธิภาวนา แต่ของหลวงตาเรา หลวงตาเราท่านไม่พาทํา นี่เป็นคําพูดของอาจารย์สิงห์ทองเลยว่า หลวงตาเราท่านไม่พาทํา หลวงตาเราท่านพาทําตามแบบหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านจะรวมเฉพาะวันที่หลวงปู่มั่นจะเทศน์ ถ้าเทศน์เสร็จแล้ววันปกติจะให้ทุกคนภาวนาได้ ๒๔ ชั่วโมง
ฉะนั้น เวลาคนภาวนา บางคนถ้าเขาถือเนสัชชิกเขาไม่นอน เขาถึงเวลา ๒๔ ชั่วโมง เขาจะภาวนาของเขา แล้วเรามาทําวัตร ถึงเวลามาทําวัตร มานั่งทําวัตรเสร็จ ทําวัตรเสร็จแล้วเราก็ต้องนั่งภาวนา เรานั่งภาวนาก็ต้องดึงจิตไว้อย่าให้ลง ถ้าลงไปแล้วถ้าเกิดเขาเลิกล่ะ ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมงถ้าจิตเขาเลิกแล้วเราลงล่ะ ? เราก็ต้องนั่งเกร็งไว้
คนที่ภาวนาดีๆ เขาต้องนั่งเกร็งไว้นะ นั่งรั้งไว้ เพราะถึงเวลาเลิก เวลาพระกรรมฐาน เวลาจะเลิก หัวหน้าจะอะแฮ่ม อ้าวก็ได้เลิก เลิกเราก็ได้ลุกเลย แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งเรากําหนดพุทโธแล้วจิตมันลงไปเลย แล้วถ้าหัวหน้าอะแฮ่ม เราจิตมันลงไปมันไม่รับรู้นะ พอไม่รับรู้ใช่ไหมก็บอกว่าพระนี่อวด อยากจะนั่งโชว์เขา นี่มันก็มีอะไรที่กระทบกระเทือนกันไป ครูบาอาจารย์ของเราท่านปฏิบัติมา คนที่ภาวนาได้ดีก็มี คนที่ภาวนาล้มลุกคลุกคลาน คนที่ภาวนาไม่ได้ คนภาวนาไม่ได้เขาก็อาศัยตรงนี้ อาศัยหมู่คณะลากกัน อาศัยหมู่คณะคือทําวัตรเย็น ทําวัตรเย็นเราก็นั่งสมาธิ ภาวนา
ฉะนั้น เวลาอย่างนี้มันเป็นการชักกัน เป็นการดึงหมู่คณะให้มาสู่การภาวนา แต่เวลาหลวงตาท่านบอกว่าวัดของท่านท่านจะสร้างผู้นํา ถ้าสร้างผู้นํามันภาวนาลึกกว่านั้น ดีกว่านั้นลึกกว่านั้น เข้มข้นกว่านั้น ถ้าเข้มข้นกว่านั้น ถ้ามันจะมาพร้อมกันมันจะไปดึง
ไอ้คนที่อ่อนแอให้ขึ้นมาเข้มข้นไม่ได้ ไอ้คนเข้มข้นมันเข้มข้นได้ แต่ไอ้คนอ่อนแอมันจะขึ้นมาอย่างนั้นไม่ได้ ท่านถึงบอกว่าให้ทําอิสระ ให้แยกกันปฏิบัติ ถ้าใครทําเข้มข้นได้เอาเลย ๗ วัน ๗ คืนเต็มที่ไปเลย อดอาหารแล้วไม่ต้องทําอะไรเลย นี่เพราะอะไรล่ะ ? เพราะหลวงตาถ้าพระเรียกพ่อแม่ครูจารย์ พ่อแม่ครูจารย์ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นมา หลวงปู่มั่นท่านเข้มข้นแค่ไหนแล้วสมัยหลวงปู่มั่น มีหลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ หลวงปู่คําดี ครูบาอาจารย์ท่านเข้มข้นทั้งนั้น แล้วท่านปฏิบัติมาท่านได้เพชรนํ้าหนึ่ง ท่านได้เนื้อได้นํ้ามา
ฉะนั้น พอมารุ่นหลังมาเป็นปัญญาชน มีการศึกษา มีปัญญามาก ก็คิดว่าทางลัด ทางสั้น ทางสะดวก ทางสบาย ทุกคนมีปัญญา ขนปัญญากันมา หาบหามปัญญากันมาปฏิบัติ บรรทุกปัญญามาเต็มที่ แล้วปฏิบัติสํามะเลเทเมา ปฏิบัติเอาแต่ใจของตัว ปฏิบัติเอาแต่ช่องทางของตัว ปฏิบัติไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านก็ยังยืนหลักของท่าน เพราะว่าท่านจะสร้างผู้นําไง
ฉะนั้น คําพูดนี้เป็นคําพูดของท่านอาจารย์สิงห์ทอง อาจารย์สิงห์ทองท่านคอยดูหมู่คณะ แล้วถ้ามีสิ่งใดท่านจะไปคอยรายงานหลวงตา เพราะหลวงตาท่านเป็นผู้คุ้มครองดูแลพวกเราอยู่ ถ้าใครภาวนาแล้ว ถ้าเขาภาวนาออกนอกลู่นอกทาง อาจารย์สิงห์ทองท่านรู้ของท่าน ถ้าท่านเคลียร์ปัญหาได้ก็จบกันไป ถ้าท่านเคลียร์ปัญหาไม่ได้ ท่านก็จะมาเล่าอธิบายให้หลวงตาท่านฟัง หลวงตาท่านจะเก็บข้อมูลไว้ เก็บข้อมูลไว้
ขณะนี้กลุ่มชนหมู่สงฆ์ที่ไหนปฏิบัติแล้วมีหลักมีเกณฑ์ พระที่นั่นมีชื่อเสียงแล้ว ทําแล้วอยู่ในหลักในเกณฑ์ สังคมสงฆ์ของเราเจริญรุ่งเรือง ท่านก็มีความอบอุ่น ท่านก็มีความสุขใจของท่าน ขณะนี้มีกลุ่มชนมีหมู่สงฆ์ที่ปฏิบัตินอกลู่นอกทาง ปฏิบัติแล้วเฉไฉออกแต่ความเห็นของกิเลส ท่านก็รับฟังข้อมูลนั้นไว้ เพราะ เพราะศากยบุตรพุทธชิโนรส
เวลาหลวงปู่มั่นท่านบอกว่าห่วงพระมาก เวลาท่านห่วงพระท่านบอกเลยนะ ภิกษุที่อายุพรรษามาก คือว่าได้อยู่กับท่านมา มีประสบการณ์แล้วก็ไม่ต้องขึ้นมาก็ได้ ให้ภิกษุใหม่ๆ ไม่รู้เหนือรู้ใต้ให้ขึ้นมา แล้วต่อไปอนาคตมันจะได้มีข้อวัตร คือสิ่งที่ขึ้นมาแล้วได้สัมผัสจะได้ติดหัวใจมันไปถ้ามันปฏิบัติไปข้างหน้า มันก็ต้องมีหลักมีเกณฑ์ของมัน ท่านเป็นห่วงเป็นใย ท่านคิดของท่าน ศากยบุตรพุทธชิโนรสมันจะส่งต่อกันไปด้วยความเป็นธรรม ความเป็นธรรม
ภาค ๑๖ เรื่องเล่าความประทับใจของ พญ.ดร.อมรา มลิลา
• เรื่องที่ประทับใจท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมากที่สุด
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ที่ประทับใจท่านอาจารย์มากที่สุดเหรอ เออ คือเราอยู่โรงเรียนฝรั่งใช่ไหมคะ แล้วก็เราก็คุ้นเคยกับบาทหลวง แล้วเราก็มีความรู้สึกว่า เราอยากให้พระไทยเนี่ยเป็นแบบนั้น คือ สนิทสนมใช่ไหม
แล้วสิ่งที่เราประทับใจจากท่านเนี่ยคือตรงนี้ เพราะว่าอย่างเวลาที่ชาวบ้านเขามาใส่บาตรหรืออะไรอย่างเนี่ย หรือชาวบ้านเขาทํานาทําอะไร ท่านก็จะสอนเขาว่า อย่าใช้ปุ๋ยเคมี หรืออะไรอย่างเนี่ย
ซึ่งเรางง เพราะพระในกรุงเทพฯ เนี่ยเราเห็นแต่… ใช่ไหมคะ ก็เปิดใบลาน แล้วก็ ไม่ๆ คือมันเหมือนอยู่กันคนละโลก แต่ท่านเนี่ยทําให้เรามีความรู้สึกว่า โอ๊ะ ! พระไทยก็ทําอย่างนี้เป็นเนอะ แล้วก็ชาวบ้านเขาก็จะสนิทด้วย และอย่างช่วงหนึ่งเนี่ย คือช่วงนั้น ผู้ใหญ่บ้านเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นคอมมิวนิสต์ แล้วก็คอมมิวนิสต์นี่มีกฎอยู่ว่า เข้าไปแล้วเนี่ยออกไม่ได้ ตายลูกเดียว
แต่ท่านเนี่ยพยายามทําจนกระทั่งผู้ใหญ่บ้านหันมาเข้าวัด แล้วก็มารักษาศีลวันพระ มันก็เอายาพิษมาโปรยตามไอ้บ่อนํ้าบาดาล เพราะพวกนี้เขาจะมีบ่อนํ้าบาดาลเกือบทุกบ้านไง แต่แทนที่ท่านจะบอกอย่างงั้น ท่านบอก “ตอนเนี่ยมันมีเกสรดอกอะไร ถ้าเผื่อไปกินไปอะไรเข้าเดี๋ยวมันจะท้องเดินหรืออะไร เพราะฉะนั้นทุกคนเวลามาวัดเนี่ย ให้เอาถังพลาสติกมาด้วยนะจะได้มาเอานํ้าจากที่วัดไป”
ทีนี้ก็ มันก็มาเอาทุกวันๆๆ จนเป็นเดือน ท่านก็ยังไม่บอกเลิก ก็มีไอ้หนุ่มตัวหนึ่ง มันเบื่อเต็มทนล่ะ มันบอก เฮ้อ ! เหนื่อย ใช่ไหมคะ แต่มันฉุกใจคิด แทนที่มันจะเริ่มกินเอง มันเอาไปให้หมามันกินก่อน พอกินได้สักครึ่งชั่วโมงมันก็ชัก มันก็อุ้มไป เออ ไอ้อะไร สถานีอนามัยนะ เขาก็ดูดนํ้าออกมาดูอะไร ก็พบว่าเป็นยาพิษ เขาก็เลยไปเอานํ้าทุกบ่อบาดาล ก็พบว่าเป็นยาพิษ ก็เลยได้รู้กันว่าเป็นอย่างงี้ แล้วทีนี้ท่านก็ให้พวกเนี่ยเข้าไปนอนในวัดหมดเลย คือเรียกว่า “ท่านทําสงคราม” มันก็เลยฆ่าไม่ได้ไง
แล้วตอนที่เราไปอยู่เนี่ย ชาวบ้านเขาจะสอนเรา เขาบอกว่า กลางคืนเนี่ยฟังสิ พอสักทุ่มสองทุ่มเนี่ยมันจะยิงปืนกลกันเป็นตับ แล้วพอหยุดเสร็จสักครึ่งชั่วโมงเนี่ย ให้ดูเหอะ มันก็เอาศพทั้งศพเราศพเขาเนี่ยใส่ถังไอ้นํ้ามันเบนซินสูงๆ ไอ้แบบถังใหญ่ที่สุด แล้วก็เอานํ้ามันราดแล้วก็เผา จนกระทั่งเป็นขี้เถ้าหมด คือเรียกว่ามันจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แล้วเราก็คอยดูสิว่าใครในบ้านเราหายไป ก็ไปบังสุกุลให้กันก็แล้วกัน มันจะเป็นอย่างเนี่ย แล้วท่านอาจารย์ก็จะช่วยเป็นขวัญ เป็นกําลังใจ ให้มันออกมาจากคอมมิวนิสต์
แล้วทีนี้ พอเราเห็นท่าน ยุ่งกะ… คล้ายๆ กับว่าทํามาหากิน เราก็เอาเม็ดถั่วแดงหลวงไอ้เม็ดโตของในหลวงนั่นล่ะ เอาไปให้มันปลูก แล้วเราก็บอกว่า ปลูกระหว่างที่เรายังไม่ดํานาข้าว แล้วก็ เสร็จแล้วก็กลบไถนะ จะได้ไม่ต้องใช้ปุ๋ยอะไรอย่างเนี่ย แล้วเสร็จแล้วพอถั่วแดงมันออกเม็ดมาเนี่ย อุ้ย ! มันก็เอามา แล้วเราก็ต้มใส่ถวาย ก็สนุกกันมาก เราก็เลยรู้สึกตรงเนี่ย เราประทับใจ เพราะว่าเรามีความรู้สึกว่า…
และเรื่องคอมมิวนิสต์สมัยนั้น เราเป็นห่วงเป็นใยท่านอาจารย์อาจจะถูกคอมมิวนิสต์ฆ่า เพราะว่าก็ตอนนั้น มันบอกไงว่า “หัวละล้าน” ปี ๒๕๒๓ น่ากลัวมาก ช่วงนั้นมันแรงมากแล้วคุณโยมแม่ คุณโยมแม่หลวงตาเนี่ยเก่งมากเลย ตอนที่พอเรือบินตก กําลังร้องไห้ เอาผ้าแถบเช็ดนํ้าตา เพราะว่าที่บอกไง บอกว่าก็คิดว่า “ถ้าหลวงตาสิ้น ก็จะไปอยู่กับท่านสิงห์ทอง”เสร็จแล้ว พรึบ ท่านบอก “คอมมิวนิสต์มันต้องรักพระราชินีมากเลย เพราะมันแทบไม่ต้องเสีย๕ ล้าน มันเด็ดทีเดียว ๕ ยอด” โอ้โห ! จิตมันพลิก แล้วก็ปัญญาฉลาดสุดยอดเลย ถึงบอกไงบอกว่าอื้อหือ ! ถึงเข้าใจไง ว่าทําไมหลวงตาถึงเป็นอย่างนี้”
• องค์หลวงตาชมท่านผ้าขี้ริ้วห่อทอง
เรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อบวชครบพรรษาแล้วไปอึใส่หมอนบนที่นอนของลุง ท่านทําตามคําท้าของลุง สังคมจะไม่เข้าใจ กิริยาภายนอกของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองคล้ายกับกิริยาภายนอกของหลวงปู่เจี๊ยะ ซึ่งองค์หลวงตาพระมหาบัวชมท่านทั้งสองว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คือสังคมนะ จะไม่เข้าใจ ก็ท่านอาจารย์มหาบัวถึงได้เตือนไง “ใครที่ไม่รู้จักท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง บอกระวังนะ ผ้าขี้ริ้วห่อทอง อย่าไปประมาทล่วงเกินท่านเป็นอันขาด”
หลวงตาจะปรามนักปรามหนา แล้วถ้าเผื่อเป็นไปได้นี่ ท่านจะไม่ให้ไป เพราะว่าท่านบอกว่า ถ้าไม่คุ้นนี่ ก็ท่านอาจารย์สิงห์ทองเล่น ก็ตอนที่เราพึ่งไปถึง รู้สึกจะคืนแรก หรือสองคืนแรกก็มีโยมกรุงเทพฯ เขาคงสนิทกับท่าน ตอนมานี่ เขากราบท่านที่ตรงไหน เราไม่รู้ รู้แต่ตกกลางคืนนี่ ท่านลงศาลาให้ เราขึ้นไปนั่งก่อนเรียบร้อยแล้ว
เขาก็ขึ้นมา ขึ้นมาเขาก็นั่ง เขาก็นั่งอยู่กับเราเรียบร้อยแล้ว พอท่านอาจารย์ขึ้นมาที่จะได้ไปนั่ง เพื่อจะเตรียมเทศน์ ท่านก็เอาเช็คที่เขาถวาย พับเป็นเรือบินนะ แล้วเสร็จแล้ว พอท่านถึงหัวบันได ท่านก็ร่อนอีเช็คนี่ ไปที่เขา ข้ามหัวเราไป แล้วท่านก็บอก “เก็บของตัวเอาไว้ใช้เหอะ เพราะไม่รู้ว่าจะ… ตัวเองนะ จะเลี้ยงตัวเองได้จนแก่ตายรึเปล่า อาจารย์น่ะ พระพุทธเจ้าเลี้ยงเงินเดือนวันละ ๑ บาตร คือ บอ อา ตอ รอ”
ในตอนแรกเราไม่เข้าใจ เท่าที่จําได้ พระพุทธเจ้าเลี้ยงเงิน ทุกวัน วันละ ๑ บาตร ไอ้เราก็นึกว่า บอ อา ทอ (บาท) อาจารย์เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงศิษย์หมด เลี้ยงคนทั่วโลก ทุกวัน ไม่ขาดไม่แคลน ยังไงๆ จนตายก็ไม่อดตาย อาจารย์บอก เก็บของตัวเอาไว้เหอะ ตกใจแหละ เพราะว่าเราไม่เคยรู้ว่า เราถวายอะไรพระแล้วเนี่ย พระมีสิทธิ์ที่จะทําอย่างนี้กะเรา ก็นึกแต่เพียงว่า ท่านสาธุ อนุโมทนา แล้วก็ให้พร ฮะ ! แบบนี้ก็มีหนอ
มูลค่าเช็คก็ไม่รู้ เพราะเราก็ไม่สนิทกับเขา แต่เขาไม่โกรธ เขาหัวเราะกัน แสดงว่าท่านก็คงต้องรู้ เขาคงต้องมาก่อน แล้วก็มาสนิทกับท่าน คงมาอะไรกับท่าน แต่ทีนี้เราเพิ่งไป เพิ่งอยู่ในวัดได้วันหรือสองวันแหละ แล้วปรากฏว่า แหม ! ก็กําลังเอี้ยมเตี๊ยมจะขึ้นไปฟังเทศน์ท่าน”
• ครูบาอาจารย์นี่เหมือนกองไฟ
ถ้าเกิดเราฟังไม่เป็น เราเข้าวัดครั้งแรกที่สุด ที่เราเข้าวัดท่านอาจารย์สิงห์ทองไปเจอลูกศิษย์ที่มาจากสกลนคร พ่อแม่เขาปฏิบัติหลวงปู่มั่นมา เขาบอก “คุณหมอ อย่าหาว่าผมเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเลยนะ ครูบาอาจารย์นี่เหมือนกองไฟ ถ้าเผื่อเราไม่ระมัดระวัง ไปอยู่ไกลๆ เราก็ไม่ได้ไออุ่น กะพรวดกะพราดใกล้เกินไป ท่านก็จะลวกเราเอา” ตรงนี้คนกรุงเทพฯไม่ค่อยเข้าใจ เราก็ ก็ท่านเมตตาดุจห้วงมหรรณพ แล้วจะมาไหม้เราได้ยังไง โอ้ ! เดี๋ยวนี้เข้าใจเลย คือเราไม่เข้าใจ เราไม่เข้าใจแล้ว เราประพฤติตัวเราไม่เป็นเอง เราทําตัวเราเอง ทีนี้เขาเปรียบเทียบ ระวังท่านจะไหม้ ท่านจะลวกเราเอา
• สุกขวิปัสสโกอย่างท่าน เราก็ไม่ได้รังเกียจ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ประเภทสุกขวิปัสสโก โดยสังคมทั่วไปแล้ว โดยเฉพาะฝ่ายปริยัติก็ว่า สุกขวิปัสสโก ก็จะเหมือนกับแห้งแล้ง ไม่มีความรู้ หรือไม่รู้อะไรเลย คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คิดว่า สุกขวิปัสสโกนี้ไม่รู้อะไรเลย เราว่าสุกขวิปัสสโกอย่างท่านนะ เราก็ไม่ได้รังเกียจอะไร โอ้โฮ ! ฤทธิ์เดชท่านมีสารพัด เออ ! เรื่องวาระจิตนี้ไม่ต้องพูด ตอนแรกก็นึกว่าจะรู้แต่เราอยู่ในวัดด้วย เรากลับมาอยู่กรุงเทพฯ ท่านก็รู้ ทําอะไรท่านก็รู้ บางทีเรายังไม่ถึงเวลาจะไปท่านเขียนจดหมายมาแล้ว “เอ็งทําอะไรเอาไว้ ?”
แล้วนอกจากจะอย่างนี้นะ เราก็แน่ใจว่า ไอ้อะไร เราสังเกตเวลาที่ร้อนมากๆ เนี่ย เวลาเราเดินในวัดเนี่ย อีหัวรองเท้าฟองนํ้าเรานี้ขี้ฝุ่นเขรอะเชียว ท่านอาจารย์เดินมาเนี่ย รองเท้าท่านไม่เห็นมีขี้ฝุ่นเลย แต่อย่างพระธรรมดาที่มาก็มีขี้ฝุ่นเหมือนเราทั้งนั้นล่ะ แปลกไหมล่ะ ลอยมาก็ได้วะ หรืออย่างบางทีเรามีความรู้สึกว่า ท่านไม่ได้อยู่ตรงนี้เลย แป๊บเดียว ! ท่านมาอยู่ตรงนี้เอ๊ ! มายังไง เยอะๆ ที่เราบอกว่า สุกขวิปัสสโกในทฤษฎีกับของจริงเนี่ย ต่างกันลิบลับเลย
เราถึงบอกไง บอกว่า พอเราเจอของจริงแล้วเนี่ย หลายอันที่เราบอกว่า ตํารา เหมือนอย่างหมอ เขาบอกว่า คนไข้โคม่าเนี่ยไม่รู้เรื่องหรอก “โธ่เอ๊ย ! คนไข้โคม่า มันรู้ทั้งนั้น” แล้วหลวงตาก็เทศน์บอกว่า “คนไข้ ต่อให้โคม่ายังไงๆ เขารู้เรื่องเรา แต่เราไม่รู้เรื่องเขา”
เพราะร่างกายมันอ่อนแอไง ทีนี้จะพูดเป็นเสียงออกมาเนี่ย มันต้องใช้กล้ามเนื้อ เหมือนเราเป่าขลุ่ย แต่ว่าจิตเขาเนี่ย รับรู้รับทราบหมดเลย แต่เรานี้โง่เซ่อ หูเราไม่ได้ยินต้นเสียงที่เขาพูดทางอย่างนี้ออกมาใช่ไหม เราไม่รู้วาระจิตเขา เราก็เลยไปสรุปว่าเขาไม่รู้เรื่อง แท้ที่จริงเราไม่รู้เรื่องเขา
เนี่ยถึงบอก ตําราทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นตําราพระ ตําราโลก เราถึงบอกไง บอกแต่ก่อนเราก็นึก “สุกขวิปัสสโกมันแห้งแล้ง” หือ ! เจอสุกขวิปัสสโกอย่างท่านสิงห์ทอง เราก็ไม่ได้รังเกียจ”
• ไปภาวนาครั้งแรก ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองให้นั่งทั้งคืน
“ท่านอาจารย์สิงห์ทองมีแต่บอกว่ายังไม่ทันจะขัดสมาธิเข้าที่จิตมันก็รวมเอารวมแล้ว เราก็ไม่รู้ แต่เท่าที่รู้ ท่านชอบเดิน
เพราะตอนแรกนี่ เราก็คิดว่า แต่ก่อนนั้นท่านก็คิดว่าการที่จะปฏิบัติให้ได้นี่ มันจะต้องนั่งให้ผ่านก่อน เพราะครั้งแรกไปยังไม่ถึงอาทิตย์หนึ่ง ท่านก็บอกว่า “คืนนี้ให้นั่งทั้งคืนนะ” พอถึงตี ๔ เราก็โอ้ ! ไม่มีทางล่ะ แต่ก็ไม่ยอมให้เสียสัจจะ เพราะท่านบอกว่าไม่ให้ขยับช่วงล่าง เราก็ทํายังไง เพราะมันไม่ยอมแล้ว จะพุทโธ จะลมหายใจ จะอะไรมันก็ไม่เอาด้วยทั้งนั้น เราก็จับนาฬิกา เพราะตกลงกับเพื่อนว่าเรา ๖ โมงเช้า ถือว่าเห็นในมือใช่ไหมคะ ก็ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ว่า ๖ โมงเช้า ตอนนั้นมันตี ๔ เราก็เอานาฬิกามาไว้ในมือ แล้วแทนที่จะภาวนาอะไร เราก็เอาจิตเราไปลากเข็มนาฬิกา เดินเข้าไป เดินเข้าไป เดินเข้าไป เดินเข้าไปนี่ล่ะค่ะ ลากเข็มนาฬิกามันไป จนกระทั่งพอถึง ๖ โมงปุ๊บ เราก็เอาล่ะ หมดแล้ว เราไม่เสียสัจจะแล้ว ก็คิดว่าเราจะเด้งขาออกไป ปรากฏว่าขามันไม่ออก มันเหมือนขาเราตายไปแล้ว เราก็จับมันงัดออกมา
แต่ก็มีความรู้สึกว่าไม่ใช่ขาของเรา ลุกไม่ขึ้น โอ้ย ! ตรงเนี่ย ได้เห็นเลยว่าไอ้คนที่มันกลัวมากๆ นี่มันเป็นยังไง พอนึกถึงบอกว่า วันนี้ถ้าท่านอาจารย์สิงห์ทองมาบอกให้นั่งอีกทั้งคืนนี่จะบ้าเลย จะกรี๊ดเลย คือมันกลัวสยดสยองเลย กลัวอย่างชนิดที่ไม่เข้าใจว่า คนเรานี่กลัวอะไรได้ถึงขั้นนั้นน่ะ”
• พุทโธอยู่กับใจ
“อ้อ ! พุทโธ “พุทโธอยู่กับใจ” ท่านอาจารย์สิงห์ทองท่านก็บอกว่า “เราไม่ต้องทําอะไรทั้งนั้นน่ะ มีอยู่อย่างเดียว” แทนที่ท่านจะบอกตามลมหายใจ ท่านบอกว่า “ให้พุทโธมันอยู่กับใจ” จนกระทั่งคล้ายๆ กับว่า เราไม่ต้องไปใช้ความพยายาม มันเป็นอัตโนมัติ ให้พุทโธอยู่กับใจ
ซึ่งจริงๆ แล้ว คําว่า “พุทโธอยู่กับใจ” ของครูบาอาจารย์ อย่างพ่อคุณญาณีเขาเล่าเขาบอก “หลวงปู่ฝั้นน่ะ กว่าพุทโธจะอยู่กับใจเนี่ย ๑๕ ปี”
แล้วเราก็นึกนะ ขนาดรุ่นเดอะ อย่างท่านอาจารย์ฝั้น ๑๕ ปี นี่ท่านอาจารย์สิงห์ทอง เราเพิ่งเข้ามายังไม่ทันถึงพรรษาหนึ่ง จะมาบอกว่า “ให้พุทโธอยู่กับใจ” เพราะปกติเวลานั้นเราจะอึดอัดมาก จะอาบนํ้าก็ต้องค่อยๆ เทนํ้าให้มันไหลลงไปนะ ไหลตามไปนะ แหม ! มันกลุ้มใจเหลือเกินเราก็เลยบอกว่า วันนี้จะขออาบนํ้าตีแปลงเหมือนอย่างกับช้างตีแปลง เอาวางเอาไว้ข้างนอก อีสติเนี่ย โอ้โฮ ! เราอาบนํ้าไปยังไม่ทันเสร็จเลย เสียงท่านอาจารย์สิงห์ทอง
เออ แล้วคุณแม่ชี คือคุณแม่ชีเขาขอร้องว่า ถ้าเผื่อจะลงเทศน์เนี่ย บอกล่วงหน้า เพราะบางทีญาติโยมมา แล้วเราไม่มีตู้เย็น ไม่มีอะไรใช่ไหม เขาก็ทําอาหารเนี่ย แล้วพอท่านบอกว่าท่านจะลงศาลาเนี่ย เขาไม่ทัน เขาเตรียมตัวไม่ทัน ก็เสียงบอก “อีกแล้ว จะลงศาลาก็ไม่บอก”เรานึกในใจ ไม่ใช่ท่านจะลงศาลาหรอก เพราะเราเอาสติถอดเอาไว้หน้าห้องนํ้าข้างนอก พุทโธของท่านอาจารย์ฝั้นยังต้อง ๑๕ ปี แต่แท้ที่จริงที่ท่านบอกว่า ก็คือให้เรามีสติเท่านั้นเอง แต่ความที่เราแปลไม่เป็นไง เพราะตอนนั้นเราไม่แปลหรอกไอ้คําพวกนั้นน่ะ คืออะไร”
• ให้เจริญสัมมาสติ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เล่าถึงเพื่อนสหธรรมิกมีฤทธิ์เพ่งเก่ง แต่ท่านไม่ส่งเสริม ท่านให้เจริญสัมมาสติ โดยคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ช่วงหนึ่งดิฉันก็อยากจะเป็นอย่างนี้ พอท่านอาจารย์เล่าให้ฟังถึงสมัยที่ท่านยังเที่ยวธุดงค์ไปเรื่อยๆ ครั้งหนึ่งไปปฏิบัติอยู่กับเพื่อนสหธรรมิกองค์หนึ่ง ทุกวันพอฉันจังหันเสร็จ สหธรรมิกของท่านก็นั่งสมาธิ เพ่งอยู่ที่เงาของตัวเองซึ่งทอดไปข้างหน้า วันหนึ่งขณะเพ่งอยู่ที่เงาตรงคอ ก็ปรากฏว่าเงาตรงนั้นขาดไป ท่านก็สงสัยว่าตาท่านลาย จึงเปลี่ยนมองที่ทะลายมะพร้าว ปรากฏมะพร้าวหล่นตูมลงมาทั้งทะลาย มองนกที่กําลังบินผ่าน นกก็ร่วงหล่นลงมา
ใจดิฉันก็นึก โอ้โฮ…ท่านอยู่ที่ไหนนะ จะขอไปศึกษาวิทยายุทธด้วยสักหน่อยเถอะ
ท่านอาจารย์ก็พูดต่อไปว่า นกมันเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่มันก็ยังถูกกิเลสสะกดขี่อยู่ สัตว์บางชนิดอย่างไส้เดือนสามารถดําดินได้ ก็ยังต้องตาย มิหนําซํ้ากิเลสก็ยังอยู่ท่วมตัว ไม่ลดหายไปข้างไหน แล้วจะไปสนใจเอาอะไรกับวิชาอย่างนี้ มัวอยากจะดําดิน บินไปในอากาศ แต่จิตใจของตัวเองไม่ใส่ใจใฝ่ปฏิบัติชําระให้สะอาด ให้เป็นไทจากกิเลส ตัณหา อวิชชา อุปาทาน ปล่อยปละละเลยให้สกปรกโสโครกอยู่อย่างนี้ แล้วก็ยุ่งวุ่นวายอยากมีฤทธิ์อย่างโน้นอย่างนี้ ตัวเองนั่นแหละ จะบ้าตายเปล่า เอาตัวไม่รอด ดิฉันก็ได้แค่เงียบไป
ท่านก็ตีกรอบให้เจริญสัมมาสติ รักษาใจให้ไม่ซัดส่าย สร้างวิมานในอากาศ รู้…อยู่กับความเป็นจริง เมื่อผลของสิ่งที่ท่านตีกรอบให้เริ่มปรากฏ ชีวิตจิตใจของเราก็เบาสบายขึ้น สุขภาพใจดีขึ้น ภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพขึ้น”
• ให้ฝึกสติเพื่อรักษาใจ “รู้” อยู่กับปัจจุบัน
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สอนให้ฝึกสติ เพื่อรักษาใจ “รู้” อยู่กับปัจจุบัน ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์เคยเล่าให้ฟังถึงแม่ชีท่านหนึ่ง บวชตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อบวชแล้วก็ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติอย่างดี จนใครๆ คาดเดาว่า เมื่อท่านตายไปคงไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว จิตของท่านคงยกภพภูมิ ไปเป็นเทวดาหรือพรหม เมื่อท่านเข้าวัยชรา วันหนึ่ง ขณะเอาผ้านุ่งที่ซักเสร็จแล้วไปตากที่ราว เหลือบไปเห็นแมลงเล็กๆ เปียกนํ้าตายติดอยู่ที่ผ้า คนทั่วไปพบเหตุการณ์ทํานองนี้ก็คงขออโหสิกรรมว่าไม่ตั้งใจ แล้วแผ่เมตตาให้บุญกุศลที่ได้กระทํามาช่วยให้แมลงนั้นไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้น และเป็นสุขเป็นสุขเถิด ก็เป็นอันแล้วกันไป
แต่แม่ชีหักใจจากแมลงตัวนี้ไม่ได้ มันมาเกาะอยู่ในอารมณ์ ทําให้ใจหมองอยู่ตลอดเวลา ประเดี๋ยว ประเดี๋ยวก็นึกถึงแต่แมลงตัวนี้ แล้วก็ท้อใจ เสียใจว่า ดูทีหรือ เราปฏิบัติมาแต่เด็ก จนกระทั่งบัดนี้ ศีลบริสุทธิ์ ระแวดระวัง ไม่เคยให้ด่างพร้อยเลย เจ้ากรรมอะไรทําให้แมลงตัวนี้เกาะติดผ้าแล้วเปียกนํ้าจนตายไป จิตใจเศร้าหมอง ที่เคยภาวนาได้ก็ไม่สงบ เพราะมัวแต่นึกถึงแมลงตัวนั้นที่เป็นต้นเหตุให้ศีลด่างพร้อย
ครั้นถึงวาระที่เจ็บ จะตาย แทนที่จะกําหนดสติให้อยู่กับใจ “รู้” อยู่กับขณะปัจจุบันใจกลับเกิดความท้อหม่นหมองจนกระทั่งหมดลมไป เลยไปเกิดในอบายภูมิ พวกลูกศิษย์ที่นั่งฟังอยู่ ประท้วงว่า “โอย ! ไม่ยุติธรรมเลย ถ้าอย่างนั้นเราจะทําความดีไปทําไม”
ท่านอาจารย์ตอบว่า “นี่อย่างไร ที่พระพุทธองค์ทรงยํ้าให้อยู่กับปัจจุบัน ให้ฝึกสติเพื่อรักษาใจ “รู้” อยู่กับปัจจุบัน แต่ละขณะ แต่ละขณะ อะไรที่ผ่านเป็นอดีตไปแล้ว เหมือนรอยที่เขียนไปในนํ้า เอากลับคืนมาไม่ได้ เขียนแล้ว นํ้าไหลพัดไปก็ลบหายหมด ต้องรอจนเมื่อไรผลของมันเกิดให้เราประสบเป็นปัญหา เราจึงค่อยแก้ไขในขณะนั้นๆ แต่จะไปครุ่นนึกถึงอดีตเพื่อหมุนเอากลับมาลบแก้ไม่ได้”
ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างอีกรายหนึ่ง เป็นผู้ชาย เกิดมาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีใครอุปการะ อะไรที่จะทําให้ตัวสามารถเลี้ยงตัวได้ก็ทําทั้งนั้น ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ขอให้ตัวอิ่มมื้อหนึ่ง มีที่ซุกหัวนอนเป็นพอ วันหนึ่งไปพบพระอรหันต์เข้า ฟังท่านเทศน์ ก็เกิดความรู้สึกจับใจ มองเห็นชีวิตของตนที่แล้วมา ถูกกาลเวลากินไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็เกิดความสลดใจ ได้คิดขึ้นมาว่า ทําไมเล่า เราก็ไม่มีห่วงมีใยอะไร ตัวคนเดียว ถ้าเราไปจัดการทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยบริจาคทานไปเสีย แล้วมาขอบวชเป็นพระ ติดตามพระอรหันต์องค์นั้นไปประพฤติปฏิบัติ เราก็คงพอสะสมเสบียงกรังให้ตัวเอง มีความสงบผาสุกอย่างท่าน
คิดแล้ว จิตใจก็ปีติ อิ่มเอิบ ตั้งใจไปจัดการบริจาคทรัพย์สมบัติ เพื่อติดตามสมณะรูปนั้นแต่ยังไม่ทันจัดให้แล้วเสร็จก็เป็นลมปัจจุบันตายไป จิตขณะตายยังปีติอิ่มเอิบ ก็ไปอุบัติบนสวรรค์
ผู้ฟังประท้วง ทนไม่ได้ “โอย ! ถ้าเป็นอย่างนี้ล่ะก็ เลิกทําคุณงามความดีกันเถอะ เพราะไม่รู้ว่าจิตใจจะปีติหรือหมองเมื่อไร”
ท่านอาจารย์ก็ยํ้าว่า รักษาใจให้อยู่กับขณะปัจจุบันสิ ปัจจุบันเท่านั้นที่มีความหมายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เพราะความเป็นพระพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นมาจากปัจจุบันขณะนี้เอง ถ้าท่านปล่อยให้อดีตมีอิทธิพลครอบงําใจอยู่ ท่านก็คงเป็นโพธิสัตว์อยู่อย่างนั้นแหละ โพธิสัตว์ยังมีบุญและบาปคละเคล้ากันอยู่ แม้บุญจะมีมากกว่าบาป แต่ก็ยังไม่หมดบาป ที่คอยถ่วงบัญชีให้ปิดงบดุลไม่ได้สักที”
• พุทธศาสนาไม่ได้เสื่อม เพราะคอมมิวนิสต์หรือเดียรถีย์
ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง อยู่วัดป่าแก้วชุมพล ช่วงนั้นมีคอมมิวนิสต์ จึงทําให้ลูกศิษย์พากันเป็นห่วง ซึ่งคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์เคยว่า พุทธศาสนาไม่ได้เสื่อม เพราะคอมมิวนิสต์หรือเดียรถีย์ พักนั้นมีคนห่วงว่าท่านอาจารย์มาอยู่ในป่าอย่างนี้ คอมมิวนิสต์เยอะ ระวัง เขาตั้งค่าหัวให้ฆ่าท่านอาจารย์องค์ละเท่านั้นเท่านี้ ท่านอาจารย์ตอบว่า “พุทธศาสนาไม่ได้เสื่อมเพราะคอมมิวนิสต์หรือเดียรถีย์หรอกนะ แต่มันเสื่อมเพราะลูกศิษย์ใกล้ชิดนี่แหละ ที่ไปอ้างว่าท่านอาจารย์สอนอย่างนั้นอย่างนี้” นี่แหละเราทําให้ครูบาอาจารย์เสื่อมไปโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว
นี่แหละอวิชชา คือความรู้ไม่รอบ ทั้งรู้ทั้งหลง เรานึกว่าเรารู้ แต่ในความรู้อันนั้นมีมุมบอดที่ปิดบังเราอยู่ เหมือนกับเราบอกว่า รู้นะ เหรียญบาท แต่เรารู้ด้านที่เป็นครุฑ เราไม่ได้เห็นเวลาที่เอาเหรียญบาทตั้งเป็นสัน มันเป็นอย่างไร อีกหน้าหนึ่งเป็นพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างไร จะว่าเราไม่รู้ก็ไม่ใช่ เราก็รู้ แต่เราก็ทั้งรู้ทั้งหลง พอใครมาบอกเราว่า ไม่ใช่นะ เขาเอาเหรียญบาทตั้งเป็นสันนี่ๆ เหรียญบาท เราบอกไม่ใช่ เห็นไหม จะว่าเราผิดทั้งหมดก็ไม่ใช่”
• ท่านตอบหนทางสู่โสดาบัน
ครั้งหนึ่งมีคนไปกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า “การปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนตัวเองจากปุถุชนไปเป็นโสดาบันนั้น จะต้องละกิเลสข้อไหนบ้าง”
ท่านตอบ “ไม่ต้องไปกังวลกับชื่อสังโยชน์ที่เป็นบาลีให้ลําบากใจหรอก ถ้าไม่ยกตนข่มท่าน ไม่ทับถมคนอื่นได้เมื่อไร นั่นแหละหนทางไปสู่โสดาบัน”
• เราต้องเอาฟากตาย กิเลสจึงจะตาย
“พอเราเอาจริงเอาจังอย่างนั้น ตอนแรกก็ทําท่าง่วง ง่วงจนกระทั่งเราเกือบจะพ่ายแพ้ตกหลุมกิเลสไปอีก ในที่สุดก็บอก ไม่ได้ ต้องเอาให้เด็ดขาดนั่งหลับเป็นหลับ ถึงที่สุดเข้า ง่วงก็หายไป กว่าจะรู้ว่าเราเสร็จกิเลสมาไม่รู้เท่าไรแล้ว ก็ต้องเอาจริงเอาจัง
อย่างที่ท่านอาจารย์บอก ถ้าเอาแค่ตาย เราตาย แต่กิเลสไม่ตาย เราต้องเอาฟากตาย คือเกินตาย นั่นแหละกิเลสจึงจะตาย แต่เราไม่ตาย ถ้าเอาแค่ตายทีไร เราเสร็จมันทุกที ไปต่อไม่ได้ ต้องเอาเกินตาย คือเรียกว่าเป็นไงเป็นกัน ให้มันรู้ดํารู้แดงไปเลย
ในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์ฝั้น ที่แจกในงานศพท่าน มีเล่าถึงเมื่อท่านยังเป็นพระหนุ่ม ติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์เข้ามากรุงเทพฯ พักอยู่ที่วัดบรมนิวาส วันหนึ่งไปบิณฑบาตเสร็จ กําลังเดินกลับวัด ตามท่านพระอาจารย์สิงห์มา ก็สวนกับผู้หญิงคนหนึ่ง จูงลูกเล็กๆ อายุประมาณขวบ – สองขวบมาด้วย ผู้หญิงไม่ทันเห็นท่านด้วยซํ้าไป เพียงแค่ว่าท่านเห็นผู้หญิงจูงลูกเล็กๆ ก้มหน้าก้มหน้าตาเดินสวนไปแค่นั้น
เมื่อกลับถึงวัด ต่างองค์ก็จัดอาหารลงบาตรของเจ้าของเท่าที่จะฉัน ท่านพระอาจารย์ฝั้นพบว่า ใจท่านไม่เป็นอันอยู่กับตัวเอง ไปคิดถึงแต่ผู้หญิงคนนั้น มีความรู้สึกอยากได้เขา แต่ใจหนึ่งก็ค้านว่า เขามีลูกแล้วนะ กิเลสก็กล่อมว่า ถึงจะตกนรกหมกไหม้ก็ยอม ท่านก็ตกใจ จะไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์สิงห์ตอนนั้นก็ไม่ใช่โอกาสอันควร ท่านเลยตัดสินใจไม่ฉันจังหันเช้านั้น เอาอาหารที่บิณฑบาตได้ไปเทรวมลงกองกลาง แล้วไปเดินจงกรม
เมื่อท่านอาจารย์สิงห์เสร็จกิจ ท่านก็ขอโอกาสไปเล่าถวายว่า ใจเกิดอาการอย่างนี้ๆ ขึ้นมา ท่านพระอาจารย์สิงห์ก็ถามว่า แล้วท่านคิดจะแก้ไขตัวเองอย่างไรล่ะ ท่านก็ตอบว่า ท่านตั้งใจจะอดอาหารเร่งความเพียร ท่านพระอาจารย์สิงห์ก็ว่าดี
ท่านก็ทําความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิ แต่จิตใจไม่เป็นอันเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิเฝ้าคิดถึงแต่ผู้หญิงคนนี้ ทั้งๆ ที่เห็นเธอจูงลูกอยู่เต็มตา กิเลสก็ยังจะเอาให้ได้อยู่ท่าเดียว ท่านก็กําราบกิเลสว่า อยากบ้าก็บ้าไป ถ้าใจยังไม่สงัดจากกามราคะก็ไม่ออกบิณฑบาต จะเร่งความเพียร ไม่เลิกเดินจงกรม นั่งสมาธิเด็ดขาด ถึงใจจะไม่ลงรวม จะตายก็ให้ตายไป
ในที่สุดท่านก็นึกว่า ท่านคงตายจริงๆ เพราะกระทั่งถึงวันที่ ๗ ที่ท่านอดอาหาร เร่งความเพียร ใจของท่านก็ยังไม่สงบสงัดจากนิวรณ์ ท่านเดินจนฝ่าเท้าแตกเจ็บระบมไปหมด ร่างกายกะปลกกะเปลี้ยหมดเรี่ยวแรง ทั้งอ่อนเพลียจากอดอาหาร ทั้งเจ็บทั้งเมื่อยเหนื่อย แต่ใจของท่านก็ยังฮึดสู้ที่จะเอาชนะกิเลสให้จงได้ ไม่ยอมถอย
ทั้งที่ตั้งใจมุ่งมั่นอย่างนั้น กิเลสก็ยังแทรกเข้ามาทําให้เห็นไขว้เขวไปได้ว่า ถ้าเราจะเอาชนะกิเลสให้ได้ เราก็ต้องสงวนร่างกายนี้เอาไว้ เพราะถ้าตายไปตอนนี้ เราก็ตายเปล่า แล้วสติก็มาทําให้ท่านฉุกคิด เอาให้มันฟากตายสิน่า
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เคยบอก ถ้าตายอย่างนี้ ให้อธิษฐานซ้อนไปเลยว่า เมื่อเกิดใหม่ พอได้เห็นแม้ชายผ้าเหลือง ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กแค่ไหนยังพูดไม่ได้ก็ตาม ขอให้ระลึกถึงการปฏิบัติได้ อยากบวชเลยรีบบวชทันทีที่มีโอกาส กิเลสจะได้ไม่มายํ่ายีจิตใจ
ท่านพระอาจารย์ฝั้นอธิษฐานว่า ตายเป็นตายขอให้เราตายในผ้าเหลือง เพื่ออานิสงส์ของผ้าเหลืองคุ้มครอง ให้ใจของเรามีที่พึ่งที่พักพิง มุ่งมั่นปฏิบัติต่อจนลุสุขเกษม ขณะที่ท่านเข้าใจว่าท่านกําลังตายแน่ๆ ใจวูบเหมือนเป็นลม หมดความรู้สึกไปนั้น จิตของท่านกลับลงรวมใหญ่ แล้วก็เลยไปรู้ว่า ชาติภพหนึ่งท่านกับผู้หญิงคนนี้เคยเป็นคู่ครองกัน
ท่านบอก ดูเอาเถอะ ความจําที่ว่าเคยเป็นคู่กันมา เพียงแค่ได้เห็นเท่านั้น ใจมันเดือดร้อนทุรนทุราย จะเอาของมันให้ได้ ถึงขั้นผิดศีล ตกตํ่าจากความเป็นสมณะ ไปตกนรกหมกไหม้ก็ยอม ถ้าไม่มีสติยับยั้งเอาไว้ ผลุนผลันสึกออกมา แล้วผู้หญิงบอกไอ้บ้า ฉันไม่ยุ่งไม่เกี่ยวด้วยสักหน่อยก็อาจหน้ามืดฆ่าเขาได้ หรืออาจจะทําอะไรที่หนักหนาสาหัสยิ่งไปกว่านี้อีกก็ได้”
• วิธีปฏิบัติของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านรู้ใจตัวเอง
พระพุทธเจ้าท่านเป็นสัพพัญญูรู้รอบโลกนั้นก็เพราะท่านรู้ในพระทัยของท่านละเอียดถี่ถ้วนจนไม่มีตรงไหนอีกแล้วที่เป็นที่สงสัย เมื่อใจทุกใจเป็นธาตุเดียวกัน จะเป็นใจของสัตว์ ใจของคนใจของเทวดา พรหม จิตผู้รู้นี้เป็นธาตุเดียวกันทั้งนั้น เมื่อท่านรู้พระทัยของท่านละเอียดถี่ถ้วนจนสว่างกระจ่างแจ้ง ไม่มีที่สงสัยอันใดแล้ว ท่านทอดพระเนตรไปที่ใจดวงอื่นๆ ก็เสมือนท่านมองเข้าไปในกระจกเงาที่ส่องพระทัยของท่าน ทุกอย่างย่อมเหมือนกัน ท่านจึงเป็นสัพพัญญูรู้รอบโลก
แต่ก่อนจะไปรู้รอบโลกนั้น ต้องรู้รอบใจตัวเองให้สิ้นข้อสงสัยเสียก่อน วิธีปฏิบัติของท่านคืออย่างนั้น แต่ท่านอาจารย์ว่า “วิธีปฏิบัติของพวกเราสวนทางกับท่าน เราต้องรู้ใจคนอื่นให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยมารู้ใจตัวเอง อะไรที่ไม่ดีของคนอื่นจึงมากระทบสัมผัสของเราได้ไวมาก ใจจะแวบออกไปเห็นถี่ถ้วนหมด แล้วเป็นฆ้องปากแตกประกาศตรงโน้นไม่ดี ตรงนั้นไม่ดี ไปทิ่มไปแทงเขา แต่ไม่เคยดูตัวเอง แล้วหลงไปคิดว่าเห็นเขาแล้ว จะมาเห็นเราได้
มันไม่เห็น เห็นของเขา รู้เขาแล้ว ก็รื่นเริงบันเทิง เลื่อนไหลออกไปเรื่อย ไปหลงป่าโน้นป่านี้ป่านั้น ลืมดูตัวเอง นิสัยตัวเอง ทําตัวให้ค่อยๆ ชั่วร้ายเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ครั้นฉุกใจคิดได้ จะมากําราบฝึกฝนตน ขันธมารก็มาปรากฏ โอย ! ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหว ฝึกฝืนตัวเองไม่ได้ นี่แหละมันเป็นอย่างนี้”
• ท่านห้ามขยับขณะนั่งฟังเทศน์
เรื่องของการปฏิบัติ เพื่อจะรู้จักใจของตัวเอง แล้วฝึกหัดขัดเกลากิเลสให้หมดสิ้นไปจากใจ โดยอาศัยสติ สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องมือนั้น เป็นสิ่งที่เราจะต้องทําด้วยความอดทน ทําด้วยความพากเพียรที่สมํ่าเสมอและต่อเนื่องกันไปไม่รู้จบ เพื่อสิ่งที่เราฝึกปฏิบัติเหล่านี้จะได้ติดอยู่เป็นพื้นนิสัยของเราจนกระทั่งอัตโนมัติ เป็นบารมีเพื่อพาเราไปให้ถึงที่หมายปลายทาง
แรกๆ นั้นมีความรู้สึกเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า ท่านพระอาจารย์ ท่านมีกฎเหล็กว่า“เมื่อท่านลงนั่ง เวลาที่ท่านมาเทศน์ที่ศาลา หากท่านยังไม่ลุก ใครนั่งท่าไหนก็ต้องนั่งอยู่ท่านั้น ขยับไม่ได้” ท่านอธิบายว่า “ถ้ามัวแต่ขยับอยู่เรื่อยๆ เราก็ไม่เห็นธรรม เพราะว่าอิริยาบถจะไปบดบังทุกข์เอาไว้หมด”
พออาจารย์ลงนั่งนะ ศิษย์จะเอาท่าไหนจัดให้ดี แล้วหมายความว่า ระหว่างที่อาจารย์ยังไม่ลุกนี่ ศิษย์จะต้องเป็นตุ๊กตาปั้นนะ ขยับไม่ได้ บางทีเราเผลอขยับ ท่านจะดุ นี่บาปกรรม เวลาเราขยับไม่ว่าจะเบายังไง ผ้านุ่งเรามันส่งเสียง ท่านบอก นั่นแหละ ใจคนบางคนเขาละเอียดเขากําลังเป็นสมาธิดีๆ ก็เหมือนเราทําเสียงอะไรตกโครมคราม อีกหน่อยเวลาศิษย์ปฏิบัติก็จะมีเสียงมารบกวนอยู่อย่างนี้ เพราะว่ามันเป็นวิบาก
เราก็กลัว ไม่กล้าขยับเลย แรกๆ ไม่เป็นอันภาวนาหรือฟังเทศน์ท่านหรอก ท่านอาจารย์เลิกเถอะเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์เลิก เลิก ได้ยินแต่เสียงใจตัวเองบ่นอยู่อย่างนี้ เพราะว่าใจขาดขันติมันเลยสติแตก จะขยับก็ไม่ได้เพราะว่าอายเขา แต่ในใจมีความรู้สึก โอ๊ย ! เมื่อไหร่จะสิ้นสุดเสียที
ความจริงตรงนั้นก็เป็นขันติโดยไม่รู้ตัว เพราะว่าถูกบีบบังคับให้ต้องทํา วันหนึ่งใจก็ลงรวมได้ทั้งๆ ที่มันเจ็บจะตายอย่างนั้น เพราะใจของเราที่บอกท่านอาจารย์เลิกเถอะ เลิกเถอะ เลิกเถอะ มันก็หนึ่งเดียวเหมือนกัน ไม่ใช่พุทโธ แต่มันก็ ท่านอาจารย์ เลิกเถอะ เลิกเถอะ เลิกเถอะ ก็จดจ่อเป็นหนึ่งเดียว ไม่วอกแวกไปไหนเลย ใจก็ลงรวม เมื่อลงรวมแล้ว ที่ปวดเมื่อย ที่รู้สึกว่ากระดูกทิ่มตําออกมานอกเนื้อ กลับเบาสบาย คราวนี้พอท่านอาจารย์ลงนั่ง ถึงใจจะนึก โอ๊ย ! ท่านอาจารย์แต่เสียงก็เบาลงแล้ว คราวนี้ใจก็ชักสนุกและเป็นสมาธิได้
ต่อไปๆ เราก็นั่งได้สบาย บางทีท่านอาจารย์ลุกแล้วก็ยังไม่ขยับ เพราะไม่ได้มีความรู้สึกว่า โอ๊ย ! คอยอยู่เมื่อไหร่ท่านอาจารย์จะลุก แต่บางครั้งนี่ก็เป็นธรรมสอนเราให้เห็นเรื่องไตรลักษณ์ดูเอาเถอะ ตัวเราแท้ๆ ก็สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราตรงนั้นเลย
• การปฏิบัตินี้เหมือนเรากินข้าว
ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเปรียบเทียบการปฏิบัตินี้เหมือนเรากินข้าว ถ้าเราไม่กินจนอิ่ม ต่อให้ใครๆ มาบอกว่า อิ่มแล้วนะ เอาจานข้าวเราไป เราก็อาจจะทํากิริยาว่าอิ่มแล้ว แต่พอไปนอนหลับ เราก็ฝันว่า เราไปเอาจานข้าวมาคดข้าวกินใหม่ เพราะมันยังไม่อิ่ม แต่ถ้าเราอิ่มแล้วใครจะเอาอะไรมาล่ออีกเท่าไรๆ เราก็ไม่กิน
ท่านบอก การปฏิบัติก็เหมือนกัน เราต้องผิดแล้วผิดอีก แต่ไม่ใช่ผิดด้วยความหลงนะผิดทั้งที่เราไตร่ตรองด้วยสติปัญญาแล้ว และเห็นตอนนั้นว่าดีแล้ว แต่เพราะเรายังเห็นไม่รอบเราจึงต้องเรียนรู้จากความผิด เพื่อปัญญาของเราจะได้เพิ่มขึ้นๆ นี่คือแบบฝึกหัด คือหินลับสติปัญญาเรา
• ใจคนเราเหมือนที่สวน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเปรียบเทียบใจคนเราเอาไว้เหมือนที่สวน ใจแต่ละคนแต่ละคน เปรียบเหมือนที่สวนคนละผืนๆ เราแต่ละคน ต่างก็เป็นเจ้าของสวน ก็หาเม็ดพันธุ์ต่างๆ มาปลูกในสวนของตน ถ้าเรารอบคอบ เราเป็นชาวสวนที่เข้าใจธัมมะ เราก็เชื่อว่า เม็ดพันธุ์แต่ละเม็ดที่เลือกมาหว่าน ต้องเป็นเม็ดที่เป็นกุศล
สิ่งที่ทําลงไป การกระทํา คือ กรรมที่เราประกอบนั้น จะเป็นกุศลกรรม เป็นเสบียงของเรา เราก็จะใฝ่ใจรักษาศีล ทําทาน พยายามให้ใจมีสติรักษา เพื่อใจจะได้อยู่เป็นปัจจุบัน ไม่ฟุ้งซ่านไปในอดีต ไปในอนาคต อะไรที่เราทํา ก็จะอยู่ในลู่ทางที่ดี ทําให้ใจผ่องใส ใจเบิกบาน ต่อไปก็เริ่มคม ไว อะไรที่ทําถ้าผิดพลาด สติก็จะเตือนให้ฉุกใจว่า เอ๊ะ ! ควรทําหรือเปล่า วันเวลาที่ผ่านไปก็จะพัฒนาชีวิตของเราไปเรื่อยๆ
• สอนปัญญานําสมาธิ
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องการสอนภาวนาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะใช้ปัญญานําสมาธิ ไว้ดังนี้
“คิดว่าปัญญามากกว่า เพราะว่าท่านจะเป็นประเภทที่เรียกว่า เพราะว่าอย่างเวลาที่ท่านสอนเรา หรือท่านนั้นนี่คะ ส่วนใหญ่ท่านจะทําแบบเซน ท่านจะ พอเผลอๆ เรา ท่านก็… เป็นต้นว่า เรากลับมากรุงเทพฯ กัน พอกลับไปถึงวัดป่าแก้วฯ ท่านก็บอก
“เออ ! เนี่ย เวลาที่อยู่กรุงเทพฯ ดูหนังกันบ้างหรือเปล่าล่ะ”
เพื่อนที่พาเราไปก็จะบอกว่า “เปล่าเจ้าคะ ภาวนาทั้งนั้น” แต่เรารู้แล้วว่าเสียงท่านนี่เราต้องดูหนัง แต่เรายังนึกไม่ออกว่าหนังอะไรและความที่ประเภทกะล่อน พอท่านหันมาถึงเรา เราก็บอก “ดูเจ้าค่ะ ดูหนัง”
ท่านก็ “หนังอะไรๆ”
หนังอะไร เราก็จ่อสติของเรา หนังอะไร เท่านั้นแหละ เออ อะไร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อะไรอย่างนี่ คือท่านจะใช้วิธีอย่างนี่ คือบางทีท่านจะทําให้เรามีความรู้สึกเหมือนเรากําลังอยู่ในที่คับขัน หรืออย่างบางทีท่านก็บอกว่า สมัยท่านนี่ท่านธุดงค์ แต่ท่านก็ไม่ให้ธุดงค์ ไปอย่างที่ลําบากยากแค้นหรอกนะ ท่านก็ใช้รถออสตีน คือก็เดินไป แต่ท่านทําเป็น เพื่อจะดูว่าเรานี่จะไหวทันไหม และอย่างนี้ค่ะ ท่านก็จะมีวิธีของท่าน ท่านใช้ปัญญานํา คล้ายๆ กับว่า ท่านจะดูว่า เวลาที่เข้าที่คับขันนี่ เรามีสติไหม ตั้งสติอยู่หรือเปล่า ?”
• ท่านจะไม่สอนให้ปฏิบัติเป็นรูปแบบ
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องอุบายแก้ความง่วงของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไว้ดังนี้
“ก็แบบเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าท่านสอนพระโมคคัลลานะ เดิน ตอนแรกก็บอกให้เดิน เดินจงกรม แล้วก็เอานํ้าล้างหน้า แล้วอะไรอย่างนั่น แล้วจําได้อันสุดท้าย ไม่ไหวล่ะ ก็ลงนอน คือท่านจะไม่ค่อยบังคับเราให้ปฏิบัติเป็นรูปแบบ ท่านจะบอกว่า “ท่านถือว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว” เพราะฉะนั้นเราต้องมีสัญญาเกียรติยศกัน ตลอดเวลาที่ลืมตาตื่นอยู่นี่ เราจะต้องให้สตินี้อยู่กับใจเรา ถึงเราจะไม่เดินจงกรมหรือนั่งภาวนา เราก็ต้องให้มีสติอยู่ จะด้วยวิธีไหนก็ตามใจ เพราะฉะนั้นท่าน ท่านไม่ค่อยจะมาบังคับว่า “ต้องตื่นแต่เท่าไร เดิน นั่ง เท่านั้นๆ” ท่านไม่สน
แต่ว่าถ้าเผื่อเจอกัน หรืออะไร หรือท่านเทศน์ หรืออะไรนี่ ประเดี๋ยวเถอะ จะต้องมีวิธีที่ว่า “สติเจ้าอยู่กับใจเจ้าหรือเปล่า” เพราะท่านจะบอกว่านี่ “มันลืมตาตื่นกันก็จริง แต่ละเมอทั้งนั้นล่ะ” คือถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่มีสติ ท่านจะเรียกว่า “ละเมอ” แล้วท่านก็บอกว่า “คนบางคนนี่ตั้งแต่คลอดจากท้องแม่มา จนเอาไปเผาไปฝังนี่ ก็ละเมอตลอดชีวิตเลย” ซึ่งเราก็นึก อะไรนะจะเป็นอย่างนั่น แต่พอเรามาจี้ดูเราจริงๆ บางวันที่เรานึกว่า เรามีสติอยู่นี่ก็กว่า ๑๐ ชั่วโมง ที่เราก็ไม่มีสติเลย”
• สอนศิษย์เดินจงกรมไม่ต้องใส่รองเท้า
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สอนศิษย์เดินจงกรมไม่ต้องใส่รองเท้า ไว้ดังนี้
“ท่านก็บอกว่า เวลาศิษย์ลงไปเดินจงกรม ถ้าเป็นไปได้ ไม่ต้องใส่รองเท้า เดินเท้าเปล่าให้ธาตุดินในตัวเราได้สัมผัสกับธาตุดินที่พื้นดิน ที่มันเป็นแหล่งกําเนิดของธาตุดินทั้งหมด ถ้าใจของเรานิ่งพอ ความเป็นจริงจะชําแรกเข้าไปในความรับรู้ของเราได้ แล้วเราก็จะสัมผัสว่า ดินในตัวเรากับดินที่พื้นดิน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ดิฉันก็นึกในใจ เออ…บทเรียนของท่านอาจารย์แต่ละบทนี่ ฟังดูแล้วช่างยากเหลือแสน เกินที่จะเข้าใจได้ แต่เอาเถอะ ท่านก็มิได้ออกบัตรไปเชื้อเชิญเราเอาตัวเรายัดเยียดเข้ามาอยู่ที่นี่เอง ถ้าเรามัวแต่เถียงท่านอยู่อย่างนี้ แล้วเราจะได้อะไร”
• นอนให้รู้อยู่กับลมหายใจเข้า – ออก
ท่านอาจารย์สอนไว้ว่า “เมื่อวางหัวลงบนหมอน ให้รู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก จนหลับไป รู้ตัวตื่นเมื่อไร ก่อนใจจะกระเจิงไปไหน จับลมหายใจไว้ให้ได้ ถ้าทําได้ดังนี้ ที่เราหลับไป ๘ ชั่วโมง ก็ได้สมาธิ ๘ ชั่วโมง หลับ ๖ ชั่วโมง ก็เป็นสมาธิ ๖ ชั่วโมง กําลังหรือฐานของใจก็มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ตกลงวันทั้งวัน ไม่ว่าจะมีผัสสะมากระแทกเท่าไรๆ ใจก็ไม่กระฉอก ไม่กระเพื่อมไป เริ่มมีความต่อเนื่องกันยาวนาน แล้วก็แน่นขึ้น เกิดเป็นกําลังที่แท้จริงให้เราเก็บสะสมไปเรื่อยๆ”
• ท่านสอนให้นอนน้อย แต่ปฏิบัติให้มาก
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านสอนคณะคุณหมออมราให้นอนน้อย แต่ปฏิบัติให้มาก ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ให้พวกเราที่มาปฏิบัติ นอนคืนละ ๔ ชั่วโมง ถ้านอนมากกว่านี้จะหามไปเผาที่ป่าช้า เพราะฉะนั้น ก่อนนอนเราก็ดูเวลาไว้แล้ว ตั้งนาฬิกาให้ปลุกอีก ชั่วโมงต่อมาถ้าตื่นแล้วนาฬิกายังไม่ปลุก แปลว่า โควตาเรายังไม่หมด ครั้งแรกๆ ต้องนาฬิกาปลุกดังเสียก่อน เราจึงตื่น พอฝึกไป สติเริ่มคมขึ้น ใจของเราเป็นปัจจุบันจิตมากขึ้น ไม่ได้ฟุ้งซ่าน เหน็ดเหนื่อยกับอะไร ร่างกายก็ต้องการการพักผ่อนน้อยลงๆ โดยลําดับ
ที่เราต้องการนอน เพราะใจมีความเครียด มีความกังวล มีความหมกมุ่นมาก มันจึงต้องพักเพื่อว่าระหว่างหลับ เราจะได้ระบายถ่ายเทความเครียด ความกังวลเหล่านี้ออกไป เหมือนเราเช็ดขี้ฝุ่นบนโต๊ะให้สะอาด ทําให้โต๊ะน่าดูน่าใช้อยู่ทุกวัน นี่ก็เหมือนกัน เมื่อร่างกายไม่ได้มีความจําเป็นอย่างนั้นอีกต่อไป เพราะใจมีสติรักษา เป็นปัจจุบันจิตอยู่ ไม่มีขี้ฝุ่นขี้ผงเกาะ ไม่มีความฟุ้งซ่านรําคาญใจ ความต้องการนอนตามปกติก็น้อยลง ต่อมาก็รู้ตัวตื่นเองก่อนเวลาที่นาฬิกาปลุกจะดัง
กิเลสพาให้เราคิดว่า การนอน ชั่วโมงนั้นน้อยเต็มทนแล้ว ถ้ารู้ตัวตื่นก่อนเวลานี่ไม่ได้ต้องรักษาผลประโยชน์ของเจ้าตัวเอาไว้ ก็ตะแคงตัวกล่อมตัวเองให้หลับต่อไปอีก ท่านอาจารย์ก็ออกคําสั่งให้ ขึ้นบทที่ ๒ ว่า คราวนี้รู้ตัวตื่นเมื่อไรให้ลุกขึ้น เข้าทางจงกรมทันทีเลย ไม่ต้องไปห่วงเวลาตามนาฬิกา ให้เชื่อเวลาตามจิต เพราะมันนอนเต็มอิ่มแล้ว มันจึงตื่น กิเลสก็ยังพาให้กังวลอยู่อีกว่า เอ๊ะ ! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว เราได้นอนกี่ชั่วโมงกันแน่ หูคอยเงี่ยฟังนาฬิกาในครัวที่จะตีบอกเวลา แล้วก็คํานวณกับเวลาที่เข้านอน เมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาก็รู้ว่า เราเพิ่งนอนไปได้๒ ชั่วโมง ยังไม่ครบ ๒ ชั่วโมงเต็มด้วยซํ้าไป”
• เรื่องเนสัชชิกสองวัน นอนชดเชยไปสองเดือน
อีกเรื่องที่เราประทับใจคือ ตอนที่พระอาจารย์เหน็บว่า “เนสัชชิกสองวัน นอนชดเชยไปสองเดือน” คือว่าทําตัวแบบนั้นเหมือนกัน เวลาไปเก็บตัวภาวนาที่ไหน นอนน้อย ตื่นแต่เช้าทําความเพียรได้มาก กลับมาบ้านก็… ชดเชยซะ เฮ้อ ! นี่แยกการปฏิบัติออกจากชีวิตประจําวันอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ เลย ครั้งหลังสุดก็ยังกลับมาขี้เกียจอีกเหมือนเดิม แต่เริ่มน้อยลงแล้ว (ปลอบใจตัวเอง)
คุณหมอเปรียบครูบาอาจารย์เป็นโค้ช ท่านรู้ว่าควรจะให้เราทําอะไร ตอนไหน ถ้าเราทําเอง อาจจะกล้าๆ กลัวๆ อย่างจะกระโดดนํ้า พอเดินไปถึงปลายสปริงบอร์ดก็ชักกลัว ไม่กล้าโดดลงไป พอกล้าๆ กลัวๆ อย่างนี้หลายครั้ง พาลทําให้ความกลัวมันชนะเรา สุดท้ายไม่ได้โดด แต่โค้ชกลับถีบตัวลงไป เมื่อลงนํ้าไปแล้ว ยังไงก็ต้องว่าย …นึกย้อนมาที่ตัวเองว่า มีใครถีบเราลงนํ้าบ้างหรือยัง หรือว่าลงแล้วรีบตะกายหาฝั่ง ไม่ยอมว่ายต่อ ถ้าไม่ได้รู้สึกว่าถูกใครถีบ เราคงต้องถีบตัวเองซะกระมัง
• อุบายการให้กําลังใจภาวนาของพระอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านพระอาจารย์มั่นดุท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเรื่องทําแคร่ เหมือนกับที่เราไปเถียงน่ะว่าก็ท่านอาจารย์บอกให้อยู่ตรงกุฏินี้กับเพื่อนน่ะ แล้วเราก็ไปบอกท่านไง บอกท่านว่า เราไม่คุยกับท่านล่ะ เราจะเขียนจดหมายไปที่บ้านให้เขาส่งเครื่องอัดเทปมา
ท่านก็ทุบกระดานเปรี้ยงเลย “ไอ้สิงห์ทองตัวนั้นพูดมันก็ตายไปแล้ว ไอ้สิงห์ทองตัวนี้กําลังพูดอยู่นี่ก็ฟังไอ้ตัวที่กําลังพูดอยู่นี่สิ” เราก็สติไม่ทันแล้วทีนี้ เวลาที่เราปรับไหม เราไม่ได้ปรับไหมว่าท่านอาจารย์สิงห์ทอง หรือหลวงตา หรืออะไร เราปรับไหมไปถึงพระพุทธเจ้าเลย เพราะเราไม่ได้คิดว่าเป็นองค์ องค์ องค์ เป็นตัวสัตว์ตัวบุคคลไง พูดถึงว่าท่านเป็นแท่งธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพอท่านพูดอย่างนี้นี่สติเราหลุดเลย เรานึกในใจบอกว่า “ถ้าพระพุทธเจ้าไม่รักษาคําพูดอย่างงี้ เราเลิก ไม่ปฏิบัติแล้ว แต่นี้อสงไขย ไม่ปฏิบัติแล้วก็จะเดินกลับบ้าน” แต่ยังมีสติว่าถ้ากลับคืนนี้นี่กลับไม่ถูก เพราะฉะนั้นจะอยู่นอนคืนหนึ่งแล้วพรุ่งนี้กินข้าวก่อน แล้วก็จะเดินกลับบ้านเลย
ท่านก็เงียบไปพักหนึ่ง แล้วเสร็จแล้วท่านทําเหมือนเราไม่ได้ทะเลาะกันเลย แล้วท่านก็เล่าถึงที่ท่านธุดงค์ ที่ท่าน เอ๊ะ ! เราจะมาเอากิเลสชาวบ้านเขาป้อยอเรา เราก็อยู่จําพรรษากับเขามันก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้นท่านก็เลยคิดว่าท่านจะธุดงค์ตามภูเขาตามนั่นเอง แล้วที่ท่านก็ไม่รู้ว่าทางนํ้าไหลไง
ที่ถูกหลวงปู่มั่นดุสอน มันคงมีอันอื่น แต่ท่านไม่ได้เล่าหลายเรื่องนี่แหละ ท่านก็ไม่ได้เล่า แต่มีคนเล่าให้ฟังหลังจากที่ท่านมรณภาพ สมัยที่ท่านอยู่กับเรานี่ ท่านจะไม่เล่าอะไรพรรค์อย่างนี้เลย ท่านจะบอกแต่เพียงว่า คือ เรานี่นั่งชั่วโมงหนึ่งก็เหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า ขี้เถ้ามัน… โอ๊ย !มันอย่างโน้นอย่างนี้
ท่านจะบอกว่า “โอ๊ย ! เมื่อตอนอาจารย์บวช พอลงนั่งขัดสมาธิยังไม่ทันเข้าที่เลย จิตก็รวมเอาๆ กลัวจะเป็นอรหันต์ท่าเดียว” ก็คือ ท่านรู้ว่าเรายิ่งอยากที่จะได้สมาธิ ท่านก็ยิ่งพูดให้เรานี่ใจมันยิ่งอยากใหญ่ แล้วมันก็ยิ่งอยาก มันก็ยิ่งไม่ได้ใช่ไหมคะ คือมีอะไรที่ท่านจะทําให้เรานี่รู้สึกว่าทุรกันดารหนักขึ้นนี่ หรือไม่อย่างนั้นท่านก็จะเล่าสมัยพุทธกาลน่ะ ท่านไม่เล่าว่าเขาปฏิบัติกันมากี่ภพกี่ชาติแล้ว ท่านจะเล่าชาติสุดท้าย ที่องค์หนึ่งตกลงพ่อแม่อนุญาตให้บวช พอพระอาจารย์… โกนผมไปได้ครึ่งศีรษะก็บรรลุอรหันต์นะ
ท่านจะไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ท่านจะยกตัวอย่างแต่ละอันแบบนี้ หรือว่า พอฟังพระพุทธเจ้าพอพระพุทธเจ้าเทศน์จบ ก็บรรลุธรรมบนอาสนะนั้นนี่เป็นทิวแถว ไอ้เราก็ หืม ! เราก็ฟังตาไม่กระพริบ ไม่เห็นมันมีอะไรเกิดขึ้น
คือให้เห็นไง แบบเดียวกับหลวงตาที่ ดุ… สนั่นหวั่นไหวอยู่อย่างนี้ แล้วเณรที่ท่านสั่งให้ไปทําอะไรกลับมาถึง ท่านก็หันหน้า จากที่กําลัง งึกๆๆๆ อย่างนี้ หันไปถึงนี่ อย่างกับอีกคนหนึ่ง เสียงก็อ่อนหวาน… ซึ่งเรานึก ถ้าเราดุอย่างนั้นนี่ เราก็จะหายใจ หึบ ฮึบ อย่างนี่นะ ของท่านนี่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราถึงได้สนใจไง ว่าครูบาอาจารย์เหล่านี้นี่ท่านทํายังไง
ถ้าใจของท่านเป็นพระอรหันต์แล้วนี่ ท่านทําได้ เพราะว่าท่านไม่มีอารมณ์ แต่ว่าท่านต้องรู้ว่าอีนี่ถ้าเผื่อไม่ใช้วาจาแบบนี้ มันก็ไม่ตื่น แต่ใจท่านไม่เป็นอะไร เพราะฉะนั้นท่านก็แผดขึ้นไปแต่ใจท่านนี่ไม่มีอะไร
ถึงบอก เวลาท่านดุ… ก็เราเป็นคนชอบดูตา ตั้งแต่เด็กมาแล้ว เรียนหนังสือก็เหมือนกัน ต้องดูตาครูที่สอน ตาท่านนี่นิ่ง เหมือนนํ้าในทะเลสาบ นิ่ง ไม่มีอารมณ์เลย แต่เสียงท่านนี่แคว๊ะ !
ถึงดู… จึงสนใจ แล้วเสร็จแล้ว ท่านก็เล่าถึงเรื่องวังคีสะ ที่พระพุทธเจ้าเอากะโหลกของพระอรหันต์มาให้เคาะ แล้ววังคีสะบอกไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็บอก “เรารู้นะว่าจิตของเจ้าของกะโหลกนี่ไปไหน อยากรู้ไหม เราจะสอนให้”
“อยากรู้”
“แต่ต้องบวชนะ” วังคีสะยอมทิ้งพราหมณ์ไปบวชเลย แล้วพอปฏิบัติ พอปฏิบัติจบเป็นอรหันต์นี่ พระพุทธเจ้าก็เอากะโหลกมาให้เคาะใหม่ ถามบอก “รู้หรือยัง” ท่านบรรลุแล้ว รู้แล้ว ท่านก็เลิกเคาะ แล้วทีนี้เราก็เลยค่อยๆ เออ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ เพราะฉะนั้นท่านอาจารย์ที่สอนเรานี่ก็คงจะเป็นแบบนี้
เพราะกับเรานี่ท่านจะบอกว่า “พอท่านนั่งขัดสมาธิ ยังไม่ทันเข้าที่เลยก็ จิตรวมล่ะ” แล้วก็ท่านก็จะเล่า แต่ว่า “ท่านปฏิบัตินี่ อู้ย ! มันง่าย” จนเรานี่อื้อหือ ตาอึมครึมความอิจฉา
แต่ท่านมีอารมณ์ขัน อันมโหฬารพันลึก ท่านจะสนุก ทุกเรื่องที่เรารู้สึก อู้ย ! จะเป็นจะตาย หรืออย่างบางทีพอเรานั่ง ท่านบอก “กรรมฐาน อย่าขี้หมานะ อย่าร้องนะ” คือท่านทําอย่างไรก็ไม่รู้ ปกตินั่งมันต้องสักครึ่งชั่วโมง เราถึงจะเริ่มปวดใช่ไหมคะ นี่ปรากฏว่าเราลงนั่งยังไม่ทันเข้าที่เลย ท่านบอก “ระวังนะ” มันปวดหมดทั้งตัวเลย มันไม่รู้ว่า มันปวดตรงไหนนะ คือท่านจะให้เราเอาเวทนาให้อยู่ไงคะ
• ตายไปทุกคนเอาอะไรไปไม่ได้
ใจเหมือนนักเดินทางมาราธอน เมื่อมาเกิดก็เหมือนเช็คอินเข้าโรงแรม ไม่ได้หอบอะไรมาด้วยเลย มีแต่บัตรเครดิตที่เอาไปเปลี่ยนเป็นสิ่งของสารพันอย่างได้สมปรารถนาบ้าง ไม่สมปรารถนาบ้าง ตามต้นทุนบุญบาป เมื่อถึงวาระเช็คเอ้าท์ คือ ตาย ก็ไปแต่ตัว ไม่ได้เอาสมบัติอะไรติดไปด้วย ลองนึกว่าไปงานศพ มีใครกําอะไรติดตัวไปด้วยบ้าง ไม่มี
ท่านอาจารย์สิงห์ทองเคยเปรยว่า ถ้าแต่ละคนเอาดินติดไปได้เท่าปลายเล็บหัวแม่มือ ก็จะไม่เหลือโลกนี้ให้เราอยู่อาศัย แสดงให้เห็นว่า ทุกคนเอาอะไรไปไม่ได้ อย่าว่าแต่ทรัพย์สมบัติจะเอาไปไม่ได้ แม้กระทั่งเนื้อตัวเราที่รักที่สุด ก็เอาไปไม่ได้ ต้องทิ้งไว้เป็นปุ๋ยคืนแผ่นดิน
• พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ มากี่อสงไขยแล้ว
คุณหมออมราเล่าถึงพระอาจารย์สิงห์ทอง ว่าครั้งหนึ่ง คุณหมอบอกว่าสิ่งที่จะทํานั้นจะทําพรุ่งนี้ พระอาจารย์ก็ถามว่า “พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ มากี่อสงไขยแล้ว” คุณหมอยังไม่รู้สึกลึกซึ้งกับประโยคนั้นของพระอาจารย์ จนมาเจอกับเด็กน้อยที่พูดว่า “พรุ่งนี้ๆๆ เขาจะไปค้างบ้านคุณย่า”พรุ่งนี้ของเด็ก คือ เมื่อถึงวันถัดไป ก็ยังเป็นพรุ่งนี้อยู่ ไม่เคยมีวันนี้ ท่านเลยเปรียบกับพวกที่ยังไม่รู้ ไม่ตระหนักว่า เวลามันกลืนกินเราไปทุกวัน เรามัวแต่ผัดผ่อนเรื่องที่ควรจะทําให้เป็นพรุ่งนี้ เหมือนเด็กน้อย ซึ่ง…พรุ่งนี้ ไม่เคยมาถึงสักที
• เวลาที่อะไรมันแล้วไปแล้ว
ท่านอาจารย์เคยเตือนพวกเราเสมอว่า เวลาที่อะไรมันแล้วไปแล้ว ใครเขาวิพากษ์วิจารณ์เราจบไปแล้ว เหมือนเขาทําแกงหม้อหนึ่งมาให้เรากิน กินเสร็จแล้ว เราก็ล้างหม้อให้สะอาดควํ่าเก็บเสีย
พวกเราไม่อย่างนั้น หม้อไม่ยอมล้างเอาซุกเข้าไว้ แล้วเผลอๆ ใจเราก็ปรุงคิดเป็นอารมณ์ ปลิวไปกับสัญญาความจําที่กลับขึ้นมา เหมือนไปลากหม้อแกงบูดที่ซุกเข้าไว้มาอุ่นกินใหม่ กินแล้วก็เสวยอารมณ์ทุกข์โทมนัสอุปายาสคับแค้น สุดแต่ว่าเรื่องนั้นพัดพาใจให้เรารู้สึกไปอย่างไร
ท่านอาจารย์เปรียบเทียบว่า แกงมันบูดแล้วเอามาอุ่นกิน มันก็เลยเกิดท้องไส้เสีย ถ้าบังเอิญอาหารเป็นพิษอย่างแรง ไปโรงพยาบาลไม่ทัน เราก็ถึงตาย เพราะอะไร เพราะคิดไปโทมนัสคับข้องใจจนเส้นเลือดแตกตายไป หรือไม่ถึงตายก็กลายเป็นเจ้าชายนิทรา เจ้าหญิงนิทรา
• ธรรมะย่อมปกปักษ์รักษาผู้ประพฤติธรรม
คุณหมออมรา มลิลา เมื่อท่านมาอยู่วัดแล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองสั่งท่าน ห้ามขอข้าวของเครื่องใช้ โดยไม่ได้รับอนุญาต คุณหมออมรามีความกังวลว่า ถ้าเสื้อผ้าขาดหมดแล้วจะเอาที่ไหนมาใส่ โดยท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ได้สอนคุณหมออมราไว้ว่า ธรรมะย่อมปกปักษ์รักษาผู้ประพฤติธรรม ของทุกอย่างมาแต่เหตุ ดังนี้
“ท่านอาจารย์สอนไว้ว่า เมื่อเข้ามาอยู่วัดแล้ว ไม่มีพ่อไม่มีแม่แล้ว ถ้าท่านไม่ได้ออกปากอนุญาตไว้ ห้ามเขียนจดหมายไปรบกวนหรือขอข้าวของเครื่องใช้ ดิฉันก็เชื่อฟัง และถือเป็นข้อปฏิบัติโดยเคร่งครัด แต่ก็เริ่มกังวลว่า ถ้าเสื้อขาดหมดแล้วจะทํายังไงล่ะ เพราะมันเริ่มเปื่อยไปเกือบจะทั่วตัวแล้ว
ท่านอาจารย์จะทําตัวอย่างให้ดูด้วยการนุ่งสบงปะ กลัวดิฉันจะไม่เห็น เอาผ้าสีเหลืองมาปะบนสบงสีกรัก แล้วเดินหมุนไปรอบๆ ให้ดูเสียอีก ดิฉันก็ไปหาเศษผ้ามาปะเสื้อตัวเอง ปะแล้วเสื้อก็ยังขาดบนรอยปะอีก ตอนนี้ความกังวลเพิ่มขึ้น ได้เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นภาระหนักจริงๆ ยิ่งเป็นขันธ์ ๑๐ คือ มีภรรยา มีสามี มีลูกมีเต้าขึ้นมาอีก มันยิ่งทุกข์ซํ้าซ้อนรุ่มร้อนไปหมด ตอนนั้น ไม่เป็นอันภาวนา พอเดินจงกรม ใจก็เริ่มคิดเรื่องเสื้อ ถ้าเสื้อเราขาดหมด เราจะเอาอะไรที่ไหนมาใส่กันล่ะ คนเขาจะดูหมิ่นนินทาว่าเราแต่งตัวไม่เรียบร้อย กับเสื้อนี่น่ะ เป็นเรื่องใหญ่เสียจนกระทั่งไม่เป็นอันภาวนา ทําให้ได้เห็นเลยว่าความห่วงร่างกายอันนี้ เป็นภาระหนักจริง แล้วชักพาให้เรากล้าเสี่ยงที่จะทําผิดทําบาปสารพัน
ในที่สุดก็วกไปคิดโทษว่า ท่านอาจารย์เป็นพระ พอจีวรท่านหมองหน่อย คนเขาก็แย่งกันมาถวายเพื่อจะได้บุญ แต่อย่างดิฉัน ใครที่ไหนจะนึกเอาเสื้อมาให้ ก็คิดซัดส่ายไปต่างๆ นานาท่านอาจารย์เทศน์ให้ฟังว่า คนเราต้องมีความเชื่อมั่นในคุณงามความดีของตัว ธรรมะย่อมปกปักษ์รักษาผู้ประพฤติธรรม ของทุกอย่างมาแต่เหตุ ถ้าเราประกอบเหตุที่ดี เทวดาไม่ปล่อยให้เราเดือดร้อนหรอก”
• เรื่องงดบุหรี่ได้ เพราะถูกบังคับภาวนา
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สอนการภาวนาให้กับสุภาพสตรีท่านหนึ่งซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก และเป็นเพื่อนกับ คุณหมออมรา ภาวนาจนได้หลักในการปฏิบัติ และงดบุหรี่ได้ เพราะท่านพระอาจารย์สิงห์ทองบังคับให้ภาวนาไว้ดังนี้
“เพื่อนไม่เคยคิดว่าตัวเองไร้ค่าถึงปานฉะนี้ ตอนแรกบอกสามีว่า ศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์นี้จะพาลูกๆ ไปพัทยา เขาเลยบอกสามีว่าคุณพาไปเถอะนะ เขาจะไปวัด ตอนนั้นดิฉันกําลังพยาบาลคุณโยมแม่ท่านอาจารย์สิงห์ทองอยู่ เขาก็ไปหาที่วัด ไปถึงกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า“ท่านอาจารย์เจ้าคะ ขออนุญาตมาคุยกับเพื่อน ไม่ได้มาปฏิบัติ และวันอาทิตย์ขออนุญาตออกไปโบสถ์ที่อุดรฯ เพราะจะต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์”
ท่านอาจารย์ก็ไม่ว่าอะไร เพื่อนดิฉันจะทําอะไรได้ทั้งนั้น ดีทั้งนั้น แต่ขอให้อยู่วัดก็แล้วกัน คงมองเห็นว่าต่อไปภายภาคหน้าเขาจะเป็นมะเร็ง จะมีทุกขเวทนาเดือดร้อนแสนสาหัส ตอนแรกท่านอนุญาตจะกินกี่มื้อก็ได้ ให้ไปจัดการติดต่อกับคนในครัว ได้กุญแจครัวมาแล้วด้วย ไม่ต้องไปขอใคร อยากกินเมื่อไหร่ไปเปิดกินเอาเลย ท่านอาจารย์มีวิธีพูดจนเพื่อนดิฉันต้องเอากุญแจไปคืนคุณแม่ชีและกินมื้อเดียว ที่ว่าจะไปนั่งคุยกับดิฉันก็ไม่ได้คุยหรอก
๖ โมงเย็น ท่านอาจารย์ก็ให้เณรมาตามว่าคืนนี้อาจารย์จะลงศาลา ให้เพื่อนดิฉันไปฟังครั้งแรกดิฉันคิดว่าคงจะเทศน์นิดๆ หน่อยๆ จนสี่ทุ่มจึงปล่อยกลับมา ให้เข้าไปเดินจงกรมนั่งภาวนาที่กุฏิในป่าข้างทางจงกรม แล้วยังปรามอีกว่า อย่าไปกวนเพื่อน เขาเหนื่อยแล้ว ดิฉันก็งง เพื่อนบอกว่าจะมาคุยด้วย เขาทุกข์สาหัส แล้วไม่เห็นเขาโผล่มาสักที ท่านอาจารย์กํากับอยู่ทางโน้น เขาเดินจงกรมจนกระทั่งเหนื่อย มองใบไม้ ๒ ข้างทางแล้วคิดว่า กลับไปบ้านจะให้สาวใช้ทําสเต๊กให้กิน มองดอกไม้ที่กลีบเป็นฝอยๆ แล้วคงคิดว่าเป็นไข่เจียวที่ซอยใส่ข้าวผัด คือหิวจนตาลายถึงขั้นนั้น
ท่านอาจารย์ก็เย้าว่า ใบไม้นี่บางอันกินไม่ได้นะ กินแล้วเป็นยาพิษ อย่าเผลอไปกินเข้านะ มันไม่ใช่ไข่เจียว มันไม่ใช่สเต๊ก ดิฉันก็สงสัยทําไมท่านอาจารย์ไปว่าเขาอย่างนั้น พอท่านอาจารย์ไปแล้ว เขาก็บอกว่า นั่นแหละๆ เท้าเขาเดินจงกรม แต่ใจไม่จงกรมหรอก มันคิดอยู่อย่างนี้ตลอดทาง
การไปวัดครั้งนั้น ทําให้เขาได้หลักในการปฏิบัติ เขาดีใจ และที่ประหลาดมหัศจรรย์คือเขาเคยสูบบุหรี่วันละ ๒ ซอง อดไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าระหว่างนั้นอะไรได้เกิดขึ้นกับเขา เขาไม่กล้าสูบบุหรี่ ด้วยรู้สึกว่าทั้งวัดไม่มีใครสูบบุหรี่ ถ้าเขาไปสูบ กุฏิที่ท่านให้ไปอยู่นั้นมีหลังคามุงหญ้าฝาไม้ไผ่ ก็กลัวว่าถ้าเผื่อเขาเผาวัดขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้น เขาก็คิดว่าเอาไว้ถ้าเขามาที่ศาลา เวลาไม่มีผู้คนจะสูบสักหน่อย ก็ไม่ปะโอกาสที่จะสูบได้สักทีหนึ่ง มาอยู่วัด ๗ วัน เขาไม่รู้ตัวเลยว่าไม่ได้สูบบุหรี่สักตัวเดียว เพราะมัวแต่เดิน ถูกบังคับให้ภาวนา
ท่านอาจารย์สามารถจะทําตารางให้เขาโดยเขาไม่รู้ตัว เขาต้องดูแต่ใจเขา แล้วก็เห็นว่าทําไมมันถึงได้ฟุ้งซ่านอะไรอย่างนี้ ปกติเวลาขึ้นรถไฟ อาหารในรถไฟเขาไม่เคยกินได้เลยและไม่เคยคิดว่าอร่อย แต่พอถึงที่สุดแล้ว เขาคิดว่าวันนี้ขึ้นรถไฟ เขาจะสั่งอาหารมากินเสียให้มีความสุข คนเรานี่พอถึงจุดหนึ่งแล้ว ที่เคยทําไอ้โน่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ พยศหายไปหมด อะไรก็ได้ทั้งนั้น
กลับไปถึงบ้านรื้อกระเป๋า เขาก็ตกใจเมื่อพบว่าบุหรี่ที่ขนไปทั้งหมดไม่ได้สูบเลย เพราะก่อนหน้านั้น ถ้าใครบอกให้เขาอด เขาจะต่อรองว่า จาก ๒ ซองนี่ ต้องเหลือซองครึ่งก่อน ค่อยๆ ลดวันละมวน ก็ไม่เคยได้สักที เขาก็มาทบทวนว่าทั้งอาทิตย์เขาอดบุหรี่ได้และไม่รู้ด้วยซํ้าไปว่าตัวเองอดบุหรี่ แสดงว่าตลอดมากิเลสมันหลอกเขาอย่างใหญ่หลวง เมื่ออดมาได้ถึงปานนี้ แต่นี้ต่อไปจะไม่แตะบุหรี่อีกเลย เขาเกิดความเด็ดขาดขึ้นมาอย่างนั้น”
• เรื่องธรรมโอสถ
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สอนการภาวนาและแนะนําธรรมโอสถรักษาโรคมะเร็งให้กับสุภาพสตรีท่านเดิมที่งดบุหรี่ได้ ไว้ดังนี้
“สุภาพสตรีท่านนี้แทนที่จะไปพักผ่อนสุดสัปดาห์กับครอบครัวเช่นเคย เธอบอกสามีว่า“อาทิตย์นี้ คุณพาลูกๆ ไปเที่ยวกันเองก็แล้วกันนะ ฉันจะไปหาเพื่อนที่อีสาน”
เมื่อมาถึงวัด เธอก็กราบเรียนท่านอาจารย์ (ท่านอาจารย์สิงห์ทอง) อย่างไม่อ้อมค้อมว่า เธอเป็นคาทอลิก ที่มานี่ขออนุญาตมานอนคุยกับดิฉัน (คุณหมออมรา มลิลา) เช้าวันอาทิตย์ก็ขออนุญาตไปโบสถ์ที่อุดรฯ… ไม่ได้มาหาท่านอาจารย์ จะมานอนคุยกับเพื่อน
ท่านอาจารย์ก็เออออ เอาเลย จะเอายังไงก็เอากัน จะไปโบสถ์ ท่านจะจัดรถให้ จะเอาอะไรได้ทั้งนั้น แต่ถึงเวลาเข้าจริง เพื่อนไม่ได้คุยกับดิฉันสักคํา ท่านให้เธอพักกุฎีหลังคาหญ้าติดทางจงกรมและให้หัดภาวนา โดยให้เหตุผลว่า การภาวนานั้นเป็นสากล คริสต์ก็ทําได้ พุทธก็ทําได้เป็นการฝึกเพื่อให้ใจมีกําลัง มีความสงบ ตกเย็นท่านอาจารย์ลงศาลา ก็ให้เณรมาเชิญเธอไปฟังด้วย
๒ – ๓ เดือนต่อมา วันหนึ่งลูกคนเล็กโผมากระแทกหน้าอกของเธอด้านเดียวกับที่คุณแม่เป็นมะเร็ง ทําให้เจ็บเต้านมอย่างมากมายเกินเหตุ เธอจึงไปให้แพทย์ตรวจ และพบว่าเป็นมะเร็งที่เต้านมข้างนั้น จึงกําหนดวันผ่าตัด และเธอก็ใจเสียอย่างมากๆ เพราะฝันว่า คุณแม่มาชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน ทําให้ฝังใจว่า เธอคงตายจากการผ่าตัดแน่ ใจก็ห่วงว่า ลูกคนเล็กจะอยู่อย่างไร เพราะเพิ่งอายุ ๗ เดือนเศษๆ
ในความวุ่นวายเหล่านี้ เธอเกิดระลึกถึงคําสอนของท่านอาจารย์ขึ้นมา ใจก็เริ่มมีสติ และจดจ่อมุ่งทําสมาธิ เพราะท่านอาจารย์บอกว่า ใจจะได้มีกําลัง มีความสงบ เมื่อใจค่อยสงบจากความว้าวุ่นวิตกกังวล เธอเกิดรู้สึกขึ้นมาว่า เธอยังตายไม่ได้ ความรู้สึกนี้รุนแรงและเด็ดเดี่ยวมาก เธอจึงมุ่งมั่นทําภาวนาติดต่อกันเรื่อยมาตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลเพื่อทําผ่าตัด ทําให้หลังผ่าตัดเธอฟื้นตัวเร็วมาก แม้ว่ามะเร็งจะลุกลามเข้าต่อมนํ้าเหลืองไปแล้วก็ตาม บางช่วงเธอรู้สึกเป็นปกติสบาย เหมือนหายสนิท แต่บางช่วงมะเร็งก็กําเริบขึ้นมาใหม่
๒ ปีต่อมา คืนหนึ่งเธอตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะเจ็บลึกๆ อยู่ในสะโพกด้านขวา เจ็บจนนอนต่อไม่ได้ ลุกขึ้นก็เดินไม่ได้ เพราะความเจ็บ หายามาทา มานวด กินยาแก้ปวดก็แล้ว ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ระลึกถึงคําสอนของท่านอาจารย์ที่ว่า ถ้าทําอะไรทุกอย่างจนหมดแล้ว ยังไม่ได้เรื่อง ก็เอาธรรมโอสถ คือ เอาใจของเรามารักษาเรา
เธอเลยลุกขึ้น เดินจงกรม เจ็บ… ปวด… เอาสติกําหนดรู้ สักแต่รู้ เริ่มแรกก็เดินโขยกเขยก ซัดส่ายเซไปมา แต่เมื่อใจไม่ไปวุ่นกับความเจ็บปวด การเดินก็ค่อยคล่อง เป็นปกติขึ้น จนเป็นเดินจงกรมที่สงบสํารวม รู้ตัวทั่วพร้อมในที่สุด
ถ้าเราศึกษาต่อไป ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระป่า อย่างท่านอาจารย์สิงห์ทองเล่าให้พวกลูกศิษย์ฟัง ถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะธุดงค์ไปตามป่าตามเขา ท่านขาดแคลนยาต่างๆ โดยเฉพาะยารักษาไข้ป่า เพราะราคาแพง เป็นสิ่งหายาก การพกพาติดตัวไป ก็เสื่อมสภาพได้ง่ายจากความชื้นแฉะของภูมิอากาศ ท่านจึงต้องอาศัยธรรมโอสถ คือ การภาวนาเป็นยารักษาโรค
หรืออย่างกรณีของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เมื่อออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านธุดงค์ไปวิเวกอยู่ที่บ้านหนองบัว แล้วเกิดอาพาธเป็นไข้ป่าขึ้นมาอีก ท่านฉันควินินก็แล้ว ยาอื่นๆ ก็แล้ว ไข้ป่าก็ไม่หายขาด ท่านจึงใช้การภาวนากําหนดจิตดู พอจิตรวม ท่านก็พิจารณากาย เพื่อดูอาการไข้ ทันใดท่านนิมิตเห็นอะไรอย่างหนึ่ง กระโดดออกจากสีข้างของท่าน ไปยืนอยู่ข้างหน้า เจ้าอะไรตนนั้นกลายเป็นกวาง แล้วกระโดดลงไปในห้วย จากนั้นก็กระโดดขึ้นจากห้วยวิ่งต่อไป ขณะวิ่งมันกลายเป็นช้างตัวใหญ่บุกป่า เสียงไม้หักโครมครามลับไปจากสายตาของท่าน รุ่งเช้าอาการไข้ของท่านก็หายเป็นปกติ จากนั้นเป็นต้นมาถึงท่านจะธุดงค์ไปในดงไข้จับสั่น หมู่พวกจะเป็นไข้ป่ากัน ท่านก็ไม่เป็นไข้ป่าอีกเลย
ต่อไปคนที่ไม่ได้ปฏิบัติจริงอย่างนี้นี่จะไม่เชื่อ แล้วก็คิดว่าครูบาอาจารย์แต่งเรื่อง เราถึงบอกนี่ค่ะ ที่เราดีใจเพราะว่ามันเป็นที่ครูบาอาจารย์เราเล่าแล้วก็พูดเอง แล้วก็ แล้วพอเรามาทํานี่ เวลาเราเจ็บนี่ เราก็พบว่า เออ ! ถ้าเผื่อใจเราสงบนี่ เราสบาย ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องอะไร เพราะว่าท่านอาจารย์หลวงตา พอเราเป็นหวัดหน่อย ขอลาไปโรงพยาบาล ท่าน อู้ย ! แต่ประเดี๋ยวท่านก็เดินดูอย่างงั้นๆ ท่านก็ทํา “เอ… ไอ้กระรอกกระแต มันก็ไม่มีโรงพยาบาล แต่ก็ไม่เห็นมันสูญพันธุ์” คือ ถ้าเราฟังครูบาอาจารย์พูดให้ดี มันเป็นธรรมะทั้งนั้นล่ะ เราก็เลยนึกสิ บอกเออ… เราก็ลองทําเป็นกระรอกกระแตดูบ้างก็ล่ะกัน (คุณหมอหัวเราะ)”
• ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ย่นเหลือเสื่อกับหมอน
ท่านอาจารย์บอกว่า สมัยพุทธกาล ทุกๆ คนตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ธรรมมีแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ท่านตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ แต่สมัยนี้เป็นสมัยของผู้ที่มีความรู้สูง กิเลสเสี้ยมสอน แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ไม่เอาแล้ว ย่นย่อเหลือสองเท่านั้น คือ เสื่อกับหมอน
พอทําไปหน่อยก็บอกว่า พอแล้ว เดี๋ยวจะกลายเป็นอัตตกิลมถานุโยค คือ เบียดเบียนตัวเอง แล้วก็ล้มลงบนหมอนหลับไป ท่านบอกว่า ก็ถึงนิพพานเหมือนกัน แต่เป็นนิพพานของกิเลส
สมัยนี้ เราจึงไม่เห็นผลกัน แล้วก็ไปโทษพระพุทธเจ้า โทษพระสาวกว่า เอาอะไรมาสอนก็ไม่รู้ ล้าสมัย แต่จริงๆ แล้ว เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติด้วยความตั้งใจ ด้วยความเต็มใจ เราไม่ได้เอาศรัทธามาเป็นแรงที่จะฉุดใจของเรา ให้หลุดจากหล่มของกิเลสขึ้นไปได้
การปฏิบัติ ครั้งแรกจะยากมาก ดังที่ได้เรียนให้ทราบแล้ว เกวียนตกหล่ม ยิ่งติดหล่มนานเท่าไร นํ้าหนักของเกวียนก็ยิ่งดูดให้หล่มนั้นลึกลงไป ลึกลงไป ถ้าศรัทธาไม่แน่วแน่ ปัญญาไม่มีที่จะเห็นตามความเป็นจริง ดังท่านสอนเอาไว้ ก็ไม่มีแรงที่จะฉุดมันขึ้นมาได้ เมื่อฉุดขึ้นมาไม่ได้ ก็ไปต่อไปไม่ได้
ถ้าฉุดขึ้นมาได้ อยู่บนพื้นราบแล้ว คราวนี้ไปง่าย เพราะของที่อยู่บนพื้นราบ ออกแรงนิดเดียว อาจเพียงหนึ่งในสิบของแรงเมื่อตั้งต้นฉุด เราก็ไปได้แล้ว ท่านจึงบอกว่า ครั้งแรกเราต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา หรือทําทํานบที่จะกั้นนํ้าขึ้นไปสู่ที่สูง เผลอไม่ได้
ถ้าเผลอสติ ทํานบรั่วปุ๊ป แรงของนํ้าจะดันทําให้ทํานบพังทลาย ทุกอย่างตกลงมากองกับพื้นใหม่ แต่ถ้าตั้งใจจริง บากบั่นพากเพียร จนกระทั่งขึ้นไปถึงเนินได้แล้ว คราวนี้ง่าย เพราะเราอยู่บนที่ราบแล้ว ออกแรงอีกนิดอีกหน่อย เหมือนปลูกต้นไม้ พอผลออกแล้วก็ได้เสวยผล ชื่นใจมีกําลัง มีแรงพากเพียรต่อไป คราวนี้ถึงไม่อยากทํา ก็มีกําลังใจจะทํา
แรกๆ นั้น ท่านอาจารย์ยํ้าว่า ถึงขี้เกียจก็ต้องทํา ขยันก็ต้องทํา ไม่อยากก็ต้องทํา อยากก็ต้องทํา เพราะต้องฝึกต้องฝนตนเอง เคยเหนื่อย กระทั่งง่วงนอน ถึงนั่งหลับก็ทํา คือต้องดัดสันดานตัวเอง แล้วก็มีหลายครั้งที่นั่งหลับ
พอต่อๆ ไป นึกว่า วันนี้ต้องหลับแน่ พอนั่งไปถึงจุดหนึ่ง คล้ายสติตามตะครุบตัวง่วงได้ใจมันตื่นขึ้นมา สติอยู่กับใจ ทําความเพียรต่อไปได้ แต่ช่วงแรกๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเคารพศรัทธาท่านอาจารย์ ก็คงตกหล่มอยู่นั่นแหละ เพราะเคยถามท่านว่า ไม่เห็นมีผลเลย ทั้งที่พากเพียรเรียนหนังสือว่ายากแล้ว ยังไม่ยากถึงเพียงนี้
ท่านก็บอกว่า เหมือนมีต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบ ท่านให้เลื่อย แทนที่จะเลื่อย ดิฉันไปยืนเท้าสะเอวมอง ตามประสาคนที่นึกว่าตัวฉลาด แล้วคิด แหม ! มันน่าจะโค่นลงมา เป็นมุมเท่านั้น เป็นมุมเท่านี้ มันควรโค่นแล้ว แต่ไม่ลงมือเลื่อยจริงๆ มัวแต่คิดอยู่นั่นแหละ
พวกเรามันเป็นอย่างนี้ แล้วสติก็ตามไม่ทัน คิดเอาว่าเลื่อยแล้ว ที่ว่าเลื่อยๆ นั่นแหละคิดเอาทั้งเพ แต่ไม่ได้ลงมือจริง แล้วจะมีผลอย่างไร มันนึกว่าลงมือแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านลงมือเลื่อยจริงๆ ต้นไม้ของท่านจึงขาดและล้มลงมา ถ้าเราเพียงแต่คิดว่า เราเลื่อย มันก็ไม่มีผล
พอเรารีบกระวีกระวาดเลื่อยเข้าหน่อย โอ๊ย ! เหนื่อยเหลือเกิน เจ็บเหลือเกิน เมื่อยแล้ว ท่านบอก นี่ยังไงล่ะ เราย่อหย่อนอ่อนแอ ท้อแท้ เกียจคร้านอยู่อย่างนี้ แต่ครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้ย่อหย่อนอ่อนแอ ท้อแท้ เกียจคร้านอย่างเรา ท่านเอาจริงอยู่ตลอดเวลา เผลอสติไป ท่านก็ตั้งขึ้นมาใหม่ ท่านไม่ได้บอกว่า เอาล่ะพอแล้วๆ ไม่รู้ว่านั่นน่ะ กิเลสให้พอทุกทีเลย
มัชฌิมาปฏิปทาของพระพุทธเจ้านั้น ถ้าเอาความรู้สึกของเราไปเทียบ ท่านบอกถ้าคิดเอาแค่ตายยังเป็นมัชฌิมาของกิเลส เพราะมันบอกให้หยุดก่อน เดี๋ยวจะตายไป ตกลงกิเลสเลยยังอยู่ทุกครั้งไป แต่มัชฌิมาของพระพุทธเจ้านั้นต้องเกินตาย เลยตาย มันจึงจะไปถึงที่กิเลสตาย และพุทธะตื่นขึ้นมาได้
• คุณหมออมราพยาบาลคุณโยมแม่ท่านอาจารย์
“อย่างตอนที่ดิฉัน (คุณหมออมรา) พยาบาลคุณโยมแม่ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านอนุญาตว่า ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น คือ มองเห็นลายมือตัวเอง จนกระทั่งถึงพระอาทิตย์เที่ยงวันจะเอาอะไรให้คุณโยมแม่กิน อนุโลมว่าหนึ่งมื้อได้ทั้งนั้น
ปรากฏว่าระหว่างเวลาที่ท่านอนุญาต คุณโยมก็เอาแต่หลับแล้วหลับอีก จนบ่าย ๒ โมง๓ โมง ท่านจึงเริ่มตื่นตาใสเป็นตาตั๊กแตน หิวโน่น หิวนี่ หิวนั่น ทีนี้มีคนมาเล่าให้ดิฉันฟังว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ว่า ถ้าต้มข้าวจนเปื่อย แล้วเอาไปครูดบดให้ละเอียด กรองเอาแต่นํ้า นํามาถวายภิกษุเจ็บป่วยนอกเวลาท่านฉันได้ ไม่ปรับอาบัติ
ทีนี้คุณโยมแม่นั้น นํ้าธรรมดาก็กินไม่ได้ เพราะในปากท่านขมไปหมด เพราะพิษไข้ นํ้าฝนที่เคยชอบ ท่านก็ว่า “ไปเอานํ้าครําที่ไหนมาให้ จะแกล้งฆ่ากันหรืออย่างไร” กินได้แต่นํ้ามะพร้าวซึ่งถือว่าเป็นอาหาร เลยเที่ยงวันแล้วเป็นอาบัติ ดิฉันกําลังกังวลมาก เพราะถ้าไม่กินนํ้าก็ต้องตายแน่ๆ ก็นึกในใจแต่นี้ต่อไปถ้าคุณโยมแม่ขอนํ้า “ท่านไม่รู้ว่าเวลาอะไร เราจะเอานํ้ามะพร้าวให้”
พอตกลงใจอย่างนั้น ท่านอาจารย์มาแล้ว ท่านไม่พูดกับเรา แต่ไปพูดกับคุณโยมแม่ “คนเรานี่น่ะถึงกินก็ตาย ไม่กินก็ตาย เพราะร่างกายวันหนึ่งก็ผุพังไป แต่ใจนั้นไม่ตาย สามารถรักษาศีลข้ามภพข้ามชาติไปเป็นเสบียงได้นะ”
เราได้ฟังก็สะดุ้ง เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ตัวเองเคารพว่า ญาติคนไข้จะเอาอะไรเกี่ยวข้องกับคนไข้ เราไม่มีสิทธิ์ไปขัดเขา ดิฉันนึกในใจ ท่านอาจารย์ท่านรักท่านห่วงถึงจิตใจแม่ท่าน ตอนนั้นไม่ได้เฉลียวใจว่าศีลของเรา ไม่ใช่ศีลของคุณโยมแม่หรอก ก็เลิกไปเอานํ้ามะพร้าวให้ แต่ก็ยังไม่รู้ จนกระทั่งท่านอาจารย์เรือบินตก มรณภาพไปแล้วตั้งหลายปี
วันหนึ่งเกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ที่ทําให้ไประลึกนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วก็ได้คิดว่า ที่ท่านอาจารย์พูดไม่ใช่ศีลคุณโยมแม่หรอก ศีลเราต่างหาก ตอนนั้นจิตสํานึกของเราที่ถูกกิเลสครอบงําแล้วยังไม่รู้ตัว บอกว่า “เราห่วงคุณโยมแม่ ต้องการให้ท่านหาย แต่ความจริงกิเลสของเรามันไม่ยอมถ้าคุณโยมแม่ตาย ไม่ใช่เพราะเราไร้ฝีมือนะ แต่เพราะธาตุขันธ์ท่านไม่ได้อาหาร ไม่ได้นํ้าตามที่ควร”
เรายอมทิ้งศีลเพื่อถนอมอัตตา แต่มันลึกซึ้งจนสติหยั่งไม่ถึง ถ้าท่านอาจารย์มาดุตอนนั้น เราก็มองไม่เห็น ก็โทมนัสน้อยใจ แล้วเอากิเลสไปปรับไหมท่านให้ตัวเองตกอเวจี ท่านเลยทําเป็นพูดกับคุณโยมแม่ แล้วเราก็หยุดโดยสําคัญผิดว่าเรารักคุณโยมแม่ เราเคารพท่านอาจารย์ แต่รากเหง้าคนละเรื่องกันเลย ถึงได้เห็นว่าเงากิเลสมันสาหัสอย่างไรบ้าง ถ้าเราไม่ศรัทธา ไม่เชื่อฟังเสียบ้างเลย กว่าจะรู้ได้ด้วยปัญญาเรา ก็เผาตัวเองถลอกปอกเปิกไปไม่รู้เท่าไรแล้ว”
• เรื่องอมนํ้ามนต์ศักดิ์สิทธิ์
อะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปอย่างใจ หยุดกาย หยุดวาจาของเราให้นิ่งเสียก่อน ท่านอาจารย์สิงห์ทองเคยสอนให้อมนํ้ามนต์ ท่านเล่าว่า มีสองครอบครัว บ้านอยู่ติดกัน ครอบครัวหนึ่งอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข พูดอะไรก็ปรองดอง ฟังเหตุฟังผลกัน แต่อีกครอบครัวหนึ่งมีเรื่องทะเลาะกันทุกวี่ทุกวัน
วันหนึ่งภรรยาของบ้านที่ทะเลาะกันไปหาอีกบ้านหนึ่ง ถามว่า คุณพี่ทํายังไง คุณพี่ผู้ชายถึงไม่ทะเลาะด้วย บ้านนี้ได้โอกาสก็บอกว่า พี่มีนํ้ามนต์ อาจารย์กําชับว่า ถ้าจะให้ศักดิ์สิทธิ์ต้องอมไว้ในปาก พอคุณผู้ชายกลับเข้าบ้านมาค่อยอมนํ้ามนต์ ระหว่างที่คุณผู้ชายอยู่ในบ้าน คอยระวังอย่าให้นํ้ามนต์กระฉอกออกจากปากเป็นอันขาด เผลอกลืนลงไปก็ไม่ได้ แล้วรับรองทุกอย่างจะเรียบร้อย ว่าแล้วก็ไปเอานํ้ามนต์ใส่ขวดมาให้
ภรรยาบ้านนั้นรับไปแล้วก็ดีใจ เราได้ของวิเศษมาแล้ว พอสามีกลับบ้านก็อมนํ้ามนต์เอาไว้ เมื่ออมนํ้ามนต์ไว้ กลืนก็ไม่ได้ กระฉอกหกก็ไม่ได้ เลยพูดไม่ได้ พอสามีบ่นว่าอะไร ทั้งๆ ที่ใจอยากเถียง แต่ความที่คอยระวังนํ้ามนต์ ก็ต้องยิ้ม สามีก็นึก อือ วันนี้เมียเราน่ารัก บ่นกับคนที่เขาไม่บ่นตอบ ไม่เห็นสนุกเลย ก็เลิกบ่น เลยไม่มีเรื่องกัน ก็แสดงว่า นํ้ามนต์ศักดิ์สิทธิ์
ท่านอาจารย์สําทับพวกเราว่า มีอะไรเกิดขึ้น อมนํ้ามนต์เอาไว้ อย่าให้กระฉอก
ท่านถามว่า ที่เราไปโกรธ ไม่ได้อย่างใจ เพราะเสียงพูดของเขา หรือเพราะใจของเราไปแปลความหมายคําพูดนั้น ท่านบอกสมมุติเขาพูดอย่างเดียวกับคําที่เขาด่าว่าเรานี่ แต่เขาพูดเป็นภาษาเขมรเสีย เราแปลไม่ออก ฟังไม่รู้เรื่อง เราจะโกรธเขาไหม
เราไม่โกรธ บางทีอาจยิ้มด้วยซํ้าไป นึกว่าเขาให้พร เพราะเสียงมันสูงๆ ตํ่าๆ เพราะดีท่านบอกเวลาเราจะโกรธ ให้นึกว่าเขาพูดภาษาเขมร เอาสติกํากับใจ นึกพุทโธเอาไว้ นึกว่าเขาให้พรเรา อย่าไปคิดแปลความหมายคําพูดเหล่านั้น
• นี่คนหรือเปรตกันแน่
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“วันหนึ่ง ท่านอาจารย์ถูกนิมนต์มาเพื่อตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ช่วงนั้นแฟชั่นกระโปรงสั้นมากๆ แคบติดตัว แล้วก็ฉีกหน้า ผ่าหลัง ดูแล้วน่าหวาดเสียวจริงๆ พอสุภาพสตรีใส่ชุดอย่างนี้เดินผ่านท่านไป ท่านก็อุทาน “อืม…นี่คนหรือเปรตกันแน่”
ชาวอีสานถือว่า เปรต คือ คนทุกข์ คนยาก คนจน เพราะฉะนั้น เปรตที่ยากจนมากๆอดอยากมากๆ ผ้าแทบไม่มีพันกาย ก็จะนุ่งผ้ากุดสั้นขึ้นไปจนปิดแทบไม่มิด และเพื่อให้ครบถ้วนตามตํานานเปรตหัวกุ้น (หัวขาด) แขนจะต้องคล้องตะกร้าเก่าๆ เปื่อยขาด มีรูทะลุ ใส่อะไรเข้าไปก็ร่วงหลุดออกมาหมด
ทุกวันนี้เราเป็นเปรตกันไปหมดแล้ว เรายากจน หาผ้าพันกายไม่มี ทําตัวพิกลพิการ ดูแล้วไม่สบายตา จะนั่งจะลุกแต่ละทีก็ไม่สะดวก จริงๆ แล้วเสื้อผ้ามีไว้เพื่ออะไร เพื่อให้เราเรียบร้อยไม่ประเจิดประเจ้อ แต่นี่ใส่แล้วทําให้ทุกข์ทรมาน จะลุกจะนั่งก็ลําบาก จะไปไหนมาไหนแต่ละที ทําอย่างไรถึงจะไม่มีฉีกหน้าฉีกตาผู้สวมใส่”
• พระพุทธเจ้าใช้เครื่องนุ่งห่มเพียงชุดเดียว
“คราวหนึ่งลูกศิษย์ไปกราบท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ตอนเช้า ไปใส่บาตร ก็แต่งตัวไปชุดหนึ่ง ท่านอาจารย์ถามว่า “โยมชื่ออะไร” ตกบ่ายเธอไปถวายนํ้าปานะ ก็เปลี่ยนอีกชุดหนึ่ง ท่านก็ถามอีก “โยมชื่ออะไร” เธอก็กัดฟันบอก สีหน้าเริ่มไม่ดี ตกคํ่าไปฟังธรรม ท่านก็ถามอีก “โยมชื่ออะไร” เธอประท้วงอย่างเหลืออดเหลือทน
“เอ๊ะ ! ท่านอาจารย์ ก็โยมคนเดิมที่มาตั้งแต่เช้า บ่าย” ท่านตอบ “อ้อ ! ก็เสื้อมันเปลี่ยนไป อาจารย์จําไม่ได้ล่ะสิ”
พระพุทธเจ้าท่านชาญฉลาดลํ้าเลิศ ใช้ชุดเดียว คือ จีวรของท่าน จะสวดมนต์เช้าสวดมนต์เย็น จะงานศพ งานแต่งงาน งานไหนๆ ก็ชุดนี้ ไม่ต้องเปลี่ยนให้ยุ่งยาก
ทําไมเราไม่หัดอยู่กับความเรียบง่าย กับสิ่งที่ให้ความคล่องตัวสะดวกสบาย ทําให้เรามีเวลาไปทําสิ่งที่มีคุณประโยชน์ ทําไมเราต้องยุ่งวุ่นวายกับตัวเองมากมายเกินจําเป็น จนกระทั่งใจของเรากระเซอะกระเซิง เดี๋ยวเปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนทรงผม กระเป๋าถือ รองเท้า จิปาถะสารพัดเรื่อง”
• ส่งเทปบรรยายธรรมถวายพระอาจารย์สิงห์ทองตรวจทาน
แล้วก็เลยๆ เนี่ยค่ะ ไอ้ ๔ ม้วนเนี่ย แล้วเสร็จ แล้วคุณหมอชินโอสถ ซึ่งตอนนั้นคุณหมอชินโอสถเป็นวิทยากรของกระทรวงสาธารณสุข และก็เขาก็อยาก คือเขาจะต้องอบรมหมอที่สาธารณสุขใช่ไหมคะ เขาก็อยากจะให้เราไปช่วย เขาก็มาขอเคสที่เราพูดนี่ล่ะค่ะไป แล้วก็เออมีอันหนึ่งที่คนถาม บอกว่าในพระไตรปิฎกเนี่ยบอกว่า ถ้าเผื่อศีลไม่บริสุทธิ์ ห้ามไม่ให้ทําสมาธิเราก็ถามบอกว่า ได้ไหม ? ถ้าเผื่อจะถามว่าไอ้ที่คุณบอกว่าคุณศีลไม่บริสุทธิ์เนี่ย คุณทําอะไร ? เพราะศีลไม่บริสุทธิ์ไปเป็นชู้กับเขา หรืออะไรอย่างเงี้ยะใช่ไหมคะ หรือว่าจะต้องพูดกันเป็นส่วนตัว เขาก็บอกโอ๊ย ! พูดได้ ผมนะเผลอตบยุงทุกทีเลย เพราะฉะนั้นศีลมันก็ไม่บริสุทธิ์ ก็เลยไม่กล้าทําสมาธิ เราบอกอย่างนี้ไม่เรียกว่าศีลไม่บริสุทธิ์หรอก เพราะว่าอันนี้สติเรามันยังย่อหย่อนเพราะฉะนั้นปฏิบัติไปเลย ปฏิบัติไปเลย และขณะที่จ่อสมาธิจ่อสติไปเรื่อยๆ เนี่ย คราวนี้ศีลมันก็จะบริสุทธิ์ขึ้น เพราะว่าสติมันจะทัน พอเราจะเผลอปัดยุง หรือตบยุงเนี่ย เราก็จะไม่ทํา เนี่ยค่ะ ซึ่งเราก็ว่าเราตอบถูกนะ
ทีนี้คุณหมอชินโอสถบอกว่า เนี่ยผมเอาไปฟัง ๔ ม้วนนี่ฟังตั้ง ๓ รอบ แล้วก็อันเนี้ยๆๆ แล้วเขาก็บอกใหม่ว่า ท่านอาจารย์สิงห์ทองสอนอย่างนี้เหรอ เพราะว่าเขาก็ไปซีร็อกซ์ในพระไตรปิฎกที่พูดถึงว่า ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์แล้ว แล้วมาทําสมาธิเนี่ยก็จะเป็นมิจฉาสมาธิ เราก็ใจไม่ดีสิ เราก็เลยต้องไปขอให้ที่หน่วยโสตเขาก็อปปี้เทปเนี่ยให้ แล้วพอไปถึงท่านอาจารย์สิงห์ทอง ก็เอาไปถวายท่าน แล้วบอก “ท่านอาจารย์เจ้าคะ ศิษย์เนี่ยไม่ดีซุ่มซ่ามไปเตะกระจาดเขาแตก แล้วเสร็จแล้วแทนที่เขาจะปรับไหมศิษย์ เขาปรับไหมมาถึงท่านอาจารย์ ก็กราบขมาด้วย แล้วก็เนี่ยขอให้ท่านอาจารย์ช่วยอ่านด้วย” ผิดพลาดตรงไหน ท่านจะได้สอน ใช่ไหมคะ
ท่านก็ พอคืนนั้นท่านลงเทศน์ ท่านก็พูดถึงองคุลิมาล ท่านบอกว่าศีลที่พระพุทธเจ้าพูดเนี่ยมันคือศีลปัจจุบัน ในเมื่อองคุลิมาลเนี่ย ถ้าเผื่อถ้าอย่างนั้นเนี่ย พระพุทธเจ้าจะให้บวชทําไม ถูกไหมคะ แต่พอพระพุทธเจ้าบอกว่า เราหยุดแล้วจากการประหัตประหาร จากมือเปื้อนเลือดองคุลิมาลก็ได้สติทันทีเลย แล้วตั้งแต่นั้นองคุลิมาลก็ไม่เคยทําอะไรอย่างนั้นอีกเลย แล้วองคุลิมาลก็บรรลุเป็นอรหันต์ มันไม่ใช่มิจฉาสมาธิใช่ไหม เราก็รู้ว่าที่เราเข้าใจนั้นถูกแล้ว
ทีนี้หลังจากนั้นเนี่ย เราก็เลยอัด เราพูดที่ไหนเนี่ย เราจะอัดเทปทุกอัน แล้วก็ก็อปปี้ส่งไปถวายท่านอาจารย์สิงห์ทอง เหมือนส่งครูให้ตรวจการบ้าน แล้วก็บอกว่าถ้าผิดตรงไหน ให้ท่านช่วยบอกด้วย อะไรอย่างเนี่ยค่ะ
• หนังสือธรรมะของคุณหมออมราส่งถวายหลวงตาอ่าน
ตอนแรกๆ กลุ่มศึกษาปฏิบัติธรรมเขาจะขอพิมพ์หนังสือ แล้วก็วางขายแบบหนังสือของท่าน… อะไรพวกนี้ค่ะ เราก็บอกเขาว่า “ไม่ได้ ต้องไปขออนุญาตหลวงตาก่อน” พอไปถึงปุ๊บ ! หลวงตาก็บอก “หนังสือธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้มีวางไว้ให้ขาย เข้าใจหรือเปล่า” นั่นแหละ หนังสือของเราจึงไม่เคยขายเลย
แล้วทีนี้พอปี ๒๕๒๗ ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็ไม่อยู่แล้วใช่ไหมคะ ก็พิมพ์เล่มแรกออกมานี่ เราก็บ้าเลือดมาก เราเอาสามก็อปปี้ สามเล่มนี่ใส่ถุงสีนํ้าตาลแล้วก็ส่งไปรษณีย์แล้วก็เขียนจดหมายไปถึงหลวงตา เราบอกว่า นี่ปกติเวลาที่ท่านอาจารย์สิงห์ทองยังอยู่นี่ เราทําอะไรนี่ เราต้องส่งการบ้านให้ท่านตรวจ ทีนี้ตอนนี้นี่ เราก็ไม่รู้ว่าจะส่งไปถึงท่านสิงห์ทองยังไง ขอหลวงตาช่วยเป็นบุรุษไปรษณีย์ (หัวเราะ) แล้วก็ขอให้หลวงตานี้ ก็คล้ายๆ กับว่าช่วยอ่านแล้วก็ช่วยดูแล แล้วก็คล้ายๆ ถ้าเกิดเราผิดเราพลาดตรงไหนนี่ ก็จะได้เตือนใช่ไหมคะ แล้วก็ที่เราส่งไป ๓ ฉบับนี่เพราะว่า หลวงตาเป็นทั้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วเราก็ส่งไปนะ ตอนส่งนี้แหม !มีความภาคภูมิใจมาก แต่พอส่งไปแล้ว เรานึกตายแล้ว… หลวงตา… หลวงตาอยากจะถล่ม(หัวเราะ) แต่ท่านก็น่ารัก ท่านก็ไม่ว่าอะไร แล้วพอหลังจากนั้นหนังสือออกเล่มไหน เราก็จะส่งไปถวายท่านทุกเล่ม ตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ จนท่านมรณภาพ ส่งไปถวายทุกเล่ม
• เรื่องจัดปิ่นโตในระหว่างเข้าพรรษา
แต่ท่านติงที่เราวางใจของเราไม่เป็น มาฉุกคิดได้เมื่อเกิดเรื่องใส่บาตร ทางเข้าวัดมีหมู่บ้านประกบหัวท้าย และ ๒ หมู่บ้านนี้ ความหนาแน่นของประชากรไม่เท่ากัน ฐานะก็แตกต่างกัน หมู่บ้านทางด้านหน้าดีกว่า ถ้าพระเณรทั้งวัดมี ๒๑ องค์ ท่านอาจารย์จะแบ่ง ๑๔ องค์ไปทางหมู่บ้านหน้าและ ๗ องค์ไปทางหมู่บ้านหลัง คือเป็นอัตรา ๒ ต่อ ๑
ระหว่างเข้าพรรษา พระเณรจะถือธุดงควัตรคือไม่รับของที่เอาไปถวายบนศาลา ถือว่าเป็นอดิเรกลาภ จะรับแต่ที่ตกลงในบาตร คือเท่าที่บิณฑบาตได้ พวกเราก็เป็นประเภทโลภบุญ คุณแม่ชีมอบหน้าที่ให้เราจัดอาหารที่โรงครัวทําใส่ปิ่นโต แล้วไปดักคอยใส่บาตรที่นอกประตูวัด ตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลว่า สายไหนออกบิณฑบาตกี่องค์ เพราะทั้ง ๒๑ องค์ ก็ไม่ใช่ว่าจะไป ๑๔ องค์สายหนึ่ง ๗ องค์อีกสายหนึ่งเสมอไป บางองค์กําลังภาวนาดี วันนี้งดฉัน ก็ไม่ไปบิณฑบาต
ดิฉันคิดตามหลักเหตุผล ก็เราคนกันเอง อยู่ในวัดเดียวกัน เลยดักถามเณรทุกเช้าว่า วันนี้จะไปบิณฑบาตทางโน้นกี่องค์ ทางนี้กี่องค์ เพื่อจะได้จัดปิ่นโตให้ได้พอดีไม่ขาดไม่เกิน ตกลงจิตใจไม่เป็นอันภาวนา คอยเป็นห่วงว่า ป่านนี้ท่านกําลังจะออกแล้ว เราจะจัดปิ่นโตทันหรือเปล่า หรือบางทีเณรมาบอกว่า ทางนี้ ๑๐ องค์ ทางนั้น ๗ องค์ แต่ดูแล้วมันไม่ใช่นะ ก็ชักเข้าชักออก ดูเฉลี่ยเกลี่ยให้พอดี ใจไม่เป็นอันได้สมาธิ ได้สติหรอก วุ่นอยู่แต่เรื่องจะให้ปิ่นโตได้พอดีลงตัว เพราะถ้าท่านออก ๑๐ องค์ แล้วเราจัด ๑๑ ปิ่นโต ต้องเสียเวลามาล้างปิ่นโตโดยเปล่าประโยชน์ สิ้นเปลืองแรงงาน หรือท่านออก ๑๑ องค์ เราจัด ๑๐ องค์ ก็เสียคุณภาพ มันเป็นอย่างนี้
วันหนึ่งท่านอาจารย์คงเหลือทน เช้านั้นไม่มีพระเณรองค์ไหนมาใกล้โรงครัวเลย นอกจากท่านอาจารย์ ท่านเดินไปก็เดินมา เดินมาก็เดินไป พอท่านผ่านมา เราก็ผวาด้วยคิดว่าเป็นเณรอ้าว ! กลายเป็นท่านอาจารย์ เราก็ทํางานต่อไป จนในที่สุดท่านก็ถามว่า… ศิษย์มีอะไร จะหาใครหรือ เราก็… ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ สัจจะมาไม่ทัน ทั้งๆ ที่เรากําลังคอยเณรหัวใจแทบวายปากกลับว่า… ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ มันจึงค่อยๆ เห็นตัวเอง
เมื่อเวลาจวนแจเต็มทน พอท่านอาจารย์ถามอีกที เราก็ตกหลุมไปเลย ท่านอาจารย์เจ้าคะ วันนี้ออกทางนี้กี่องค์ ทางนั้นกี่องค์
ท่านว่า.. ถ้าอยากรู้ เวลาท่านออกไป ก็ไปนับเอาเอง นั่นแหละ ถึงจะรู้ว่าสายละกี่องค์ แทนที่จะได้สติ ยังไปประท้วงท่าน ถึงตอนนั้น ก็จัดปิ่นโตไม่ทันแล้ว
ท่านก็ทําหน้าซื่อ อ๋อ ! พระท่านมาบอกไว้หรือ ถ้าจัดปิ่นโตไม่ครบ จะมาเอาเรื่อง ไหนใครมาบอกอย่างนั้น บอกมาซิ อาจารย์จะได้ไล่ออกจากวัดไป
กลายเป็นว่า เราทําให้พระโดนตําหนิ.. ไม่ใช่เจ้าค่ะ พวกเราในครัวอยากได้บุญกัน
ถ้าอยากได้บุญ วันนี้อยากใส่ ๑๐ องค์ ก็จัด ๑๐ ปิ่นโตสิ จัดไปแล้ว ท่านออก ๑๑ องค์ เราพบว่าตัวยังโลภบุญ พรุ่งนี้ก็จัดเพิ่มเป็น ๑๑ ปิ่นโต ถ้าจัด ๑๐ ปิ่นโต ท่านออก ๕ องค์ เราเสียดายแรงงาน พรุ่งนี้ก็ลดเหลือ ๕ ปิ่นโต
ตอนนั้นฟังไม่เป็น ไปติดแต่ว่า ท่านอาจารย์ไม่เข้าใจ ท่านอาจารย์เจ้าคะ เรื่องอะไรเราจะต้องจัดขาดๆ เกินๆ ให้เสียผลประโยชน์ อันที่จริงท่านจะสอนธรรมะเรา แต่เราจะสอนเรื่องโลกให้ท่าน เอากิเลสมาประทับทรง
ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ เรื่องของตัวเองทั้งนั้น
ท่านอาจารย์ท่านก็ไม่ว่าอะไร สักพัก ท่านก็เดินไปพลาง ปากก็บอกว่า อยากรู้ก็เดินไปดูเอาก็แล้วกัน
• นิทานเรื่องแม่ผัวชวนลูกสะใภ้ไปเก็บเห็ด
ท่านอาจารย์เล่าว่า พอฝนตก ก็มีเห็ดขึ้นในป่า แม่ผัวชวนลูกสะใภ้ไปเก็บเห็ดกัน วันนั้นก็เจ้ากรรมเห็ดขึ้นทีละดอก แม่ผัวชี้ให้เก็บ ลูกสะใภ้ก็บ่น เก็บไปทําไมทีละดอกเดียว เดี๋ยวไปเจอที่ขึ้นเป็นกระจุก เก็บทีเดียวได้เต็มตะกร้าดีกว่า แล้วลูกไม่เก็บเหรอ แม่เสียดาย แม่อาจไม่มีแรงเดินไปถึงที่มันขึ้นเป็นกระจุก ถ้าอย่างนั้นแม่เก็บนะ พูดแล้วแม่ผัวก็เก็บไปเรื่อย ส่วนลูกสะใภ้คอยจะเก็บทีเดียวได้กระจุกหนึ่งเต็มตะกร้า
วันนั้นก็ไม่มีเห็ดขึ้นเป็นกระจุกเลย ตะกร้าลูกสะใภ้ก็ไม่มีเห็ด แต่ตะกร้าแม่ผัวได้เห็ดเต็ม กลับถึงบ้าน ต่างคนต่างก็แยกกันไปทําอะไรต่ออะไร ประเดี๋ยวลูกสะใภ้วิ่งมา “แม่..แม่…วันนี้จะทําอะไรกินเล่า” แม่ผัวก็ตอบว่า “ก็เห็ดไงเล่า ตั้งตะกร้าหนึ่ง เอาไปอ่อมไปแกงก็ได้”
ท่านอาจารย์สอนว่า อย่าไปดูถูกการเก็บเล็กผสมน้อย ให้เก็บสะสมไปเรื่อยๆ ตรงไหนเรานึกได้ เราก็ตั้งสติเอาไว้ เห็ดดอกหนึ่ง เราก็เก็บมา
• คุณหมออมราปฏิบัติบูชาท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
เสร็จแล้วทีนี้ก็ปีนั้น รู้สึกจะเป็นปีที่ ๒ ที่ท่านอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพก็ให้บังเอิญๆเราไปกราบหลวงตาและก็อยู่ที่วัดนั่นค่ะ แล้วอาจารย์หมออวยก็มาจากวัดป่าแก้วฯ พอมาเจอเราเข้าก็บอก “อ้าว ! คุณหมอ วันนี้ครบรอบวันตายของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไม่ใช่เหรอ”
เราก็บอกว่า “เราก็มาทําบุญให้อยู่ที่วัดหลวงตานี้ไง” ท่านก็มองเป็นทํานองคล้ายๆ กับว่า อะไรวะ ? หลวงตาเมตตามากเลย ท่านบอกว่า “อือ ท่านอาจารย์กงมามรณภาพนี่ ปีแรกท่านอาจารย์แบนมานิมนต์เรา เราก็ไปให้ แต่มาพิจารณาดู มันจะต้องเป็นพิธงพิธีอะไร ตั้งแต่นั้นเราก็ไม่เคยไปเลย ตั้งแต่วันมรณภาพท่านอาจารย์กงมานะ ทั้งๆ ที่เราก็เคารพว่าเป็นครูบาอาจารย์ของเรา”
เราก็สาธุ หลวงตาช่วยชีวิตเราได้ ก็อย่างนี่ คือเราก็รู้ว่าสิ่งที่เราทํานี่ ไม่ใช่ว่าเราทิ้งขว้างหรือเราอะไร แต่ว่าเราก็มีเหตุผลนะ ใช่ไหมคะ ทําไมเราจะไปยึดติดกับอะไรไอ้ประเพณีอย่างนี่ เพราะเราถือว่าที่เราปฏิบัติบูชาถวายอยู่นี่ มันลึกซึ้ง ดีซะยิ่งกว่าอีก
แล้วถ้าเผื่อเราทําไม่ถูกนี่ ไม่ต้องกลัวหลวงตาต้องจิกเรา เพราะหลวงตาจะมีวิธีให้เรารู้แล้วว่า “หล่อนเอ๋ย ถ้าหล่อนเฉออกทางไปนี่นะ ท่านมีวิธี” เราถึงสบายใจมากไง
ภาค ๑๗ ปกิรณกะ
ที่มาการทําหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
การจัดทําหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเล่มนี้ โดยมูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต ทางคณะศิษย์ท่านพระอาจารย์สงบ ได้กราบเรียนครูบาอาจารย์พระศิษย์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและคุณหมออมรา มลิลา ว่า ทางมูลนิธิฯ มีเจตนาเชิดชูบูชาคุณครูบาอาจารย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ที่ท่านได้ดําเนินตามข้อวัตรปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่นภูริทตฺตมหาเถร อย่างเคร่งครัด โดยหลักใหญ่ของเนื้อหาสาระได้รวบรวมจากเทศนาธรรมของท่านอาจารย์พระมหาบัว และท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นสําคัญ รวมทั้งเรื่องเล่าต่างๆ จากพ่อแม่ครูอาจารย์ในวงกรรมฐาน ตลอดจนพระศิษย์และฆราวาสศิษย์ที่ได้เคยอยู่ร่วมจําพรรษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอย่างใกล้ชิด เป็นผู้เมตตาถ่ายทอดเรื่องราวไว้ ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบยินดีและอนุโมทนาในกุศลเจตนาของทางมูลนิธิฯ เพราะสอดคล้องกับความดําริขององค์หลวงตา ซึ่ง คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าปฐมบทในการเขียนประวัติท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไว้ดังนี้
“เพราะว่าตอนแรกที่พอท่านอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพได้ไม่นาน โยมผู้หญิง… ก็คิดจะเขียน เพราะโยมผู้หญิง… เขียนท่านอาจารย์จวน เขียนท่านอาจารย์วัน แล้วท่านก็กะว่าจะเขียนท่านอาจารย์สิงห์ทอง แต่องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านไม่อนุญาต ท่านบอกว่า “ใครมันจะบังอาจเขียนประวัติท่านสิงห์ทอง ถ้ามันไม่ใช่พระอรหันต์”
การเขียนประวัติท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็เลยเงียบหายไปเลย แล้วก็ทีนี้องค์หลวงตาก็บอก เอ้อ ! คล้ายๆ กับว่า ถ้าจะเขียนน่ะ มันต้องเป็นท่านสิ เพราะท่านเนี่ยจะรู้เรื่องท่านอาจารย์สิงห์ทองดีมาก เราก็เอาเทปเปล่าๆๆ ไปถวายองค์หลวงตา เพื่อให้ท่านเล่าจะได้บันทึกเทปไว้ องค์หลวงตาท่านก็ว่า “บ้า !” แต่ท่านก็เล่า หลังจากนั้น เห็นว่าท่านก็เล่าๆๆ ทีนี้เราก็ไม่ดีเอง คือเราไม่ได้อัดเอาไว้ใช่ไหมคะ แต่ว่ามันก็มีอยู่ในเทปของท่าน”
ท่านธุดงค์ขึ้นเขาไปพบนํ้าตกขนาดใหญ่ในป่า
ท่านพระอาจารย์จําลอง ธนปาโล เล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปธุดงค์เจอนํ้าตกขนาดใหญ่อยู่กลางป่าเขาในเขตอําเภอคําชะอี แล้วท่านเดินไปหา หาไม่เจอ ดังนี้
“ท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) บอกว่ามีนํ้าตก อยู่ภู… ตกลงมาเป็นเส้นสองเส้น ทีนี้อาตมาก็ไปดู ไม่เจอ ทุกวันนี้ก็หา ยังหาไม่เจอ นํ้าตกสูงใหญ่กว้างใหญ่ ท่านว่าถ้าทําประปาไปถึงยโสธรก็ได้ นํ้าตรงนั้น ไปดูเฉยๆ ไม่เจออยู่คําชะอีเหมือนกัน
ท่านพูดเอาไว้ นํ้าตกสูงๆ สวยๆ ตรงนั้นน่ะ พอท่านพูดให้ฟัง แล้วก็ไม่สนใจ เวลาเราจะไปหา หาไม่เจอ อยู่ในอําเภอคําชะอี หาไม่เจอไม่รู้อยู่จุดไหน
ไปตามทางขึ้นเขา ปกติป่าไม้คลุมเต็มไปหมด แล้วก็เดินเลาะๆ ไป ไปยากนะ หาไม่เจอ จะหาไปทําไม เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน เดินกลับมา ทีนี้ก็อาศัยกระโดด ก้อนหิน พวกใบไม้มันเต็มไปหมด คลุมก้อนหิน มองไม่เห็น ก็กระโดด พลิก เดินไม่ได้ ..บอกน้องๆ เป็นด้วย …เดินต่อจะมาขึ้นรถ…หลังจากนั้นก็มาเดินขึ้นภูจ้อก้ออีก”
ท่านมีสุขภาพดี
ตามประวัติท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ในระยะแรกๆ ของการบวช และการออกเดินธุดงค์ท่านล้มป่วยเป็นโรคฝีดาษ และ ไข้มาลาเรีย ซึ่งสมัยนั้นเป็นโรคร้ายถึงขั้นตายได้ ท่านก็รักษาด้วยธรรมโอสถ และเมื่อท่านมาอยู่วัดป่าบ้านตาดก็เกิดเป็นโรคผิวหนังซึ่งรักษาไม่หาย แต่เมื่อท่านรับนิมนต์มาอยู่จําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพล อาการโรคผิวหนังก็หายเป็นปกติ โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาใดๆ ท่านมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรงมาโดยตลอด อาการป่วยไข้ก็มีเพียงเล็กๆ น้อยๆ
ท่านชอบสูบบุหรี่และฉันหมาก
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านชอบสูบบุหรี่และฉันหมาก เช่นเดียวกับพ่อแม่ครูอาจารย์หลายๆ องค์ ซึ่งตามหลักพระวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ไม่ได้บัญญัติห้ามเรื่องฉันหมาก สูบบุหรี่ ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“บางทีก็ฉันบ้างหมาก แต่บุหรี่ขาดไม่ได้หรอก เขาเรียกว่ายา ยาพื้นบ้าน ที่เป็นยาแผงๆก็เหนียวๆ แล้วก็ป้อใส่ปาก ติดอยู่ปาก ยาพวกเขาซื้อมาจากต่างประเทศอันละหลายๆ ร้อย ไม่สูบ ท่านสูบยาเส้น ชอบยาเส้น มีโยมเอายา ยา (บุหรี่) สายฝน แล้วก็เอายากรุงทอง แล้วก็ยาซิการ์ ตัวใหญ่เนอะ ตัวเป็นพลาสติก แล้วก็เป็นอะลูมิเนียม ยาอะไร ตัวใหญ่นะ ตัวละร้อยสองร้อย ไม่สูบ ถ้ามาก็เอาไว้ จนกระทั่งมรณภาพ หลวงพ่อก็ไปเก็บมาไว้ที่กุฏิหลวงพ่อ แจกตอนงาน มันยุ่งน่ะ มันเลยไม่ได้ดูใคร แจกตอนงาน มีมากเป็นลังนะ เป็นรถเข็น
ท่านจะสูบยาเส้นพื้นบ้านธรรมดา เห็นในช่วงที่กินเจ ท่านก็หยุด ไม่สูบ เวลาที่ท่านสูบอะไรเนี่ย ช่วงรับแขกก็สูบ สูบไปเรื่อยๆ
ที่หลวงตามาเยี่ยม มาหาท่าน ตอนนั้น มีโยมเขาไปต่างประเทศ เขาซื้อไม้ขีด ต้องกด(ไฟแช็ก) มันก็มีดนตรีดังๆ ดังเพราะมาก หลวงตามานั่งจะสูบบุหรี่ หลวงตาบอก “สิงห์ทองๆมาให้เฮา (เรา) ดูหน่อย” ท่านจะขว้างเข้าป่า ขว้างไฟแช็ก ท่านไม่ให้ดู ท่านกลัวหลวงตาจะขว้างเข้าป่า”
ท่านชอบฉันอาหารอีสานและขนมโบราณ
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คือคุณแม่ชีที่เป็นหลัก เขาเป็นชาวเพชรบุรี เพราะฉะนั้นเขาจะทําขนม ทําอาหารเก่งมาก แล้วท่านอาจารย์สิงห์ทองนี่ท่าน ท่านทําเหมือนไม่ใช่อีสาน ขนมนี่จะต้องอบควันเทียน ซึ่งปกติก็ไม่ได้จะทําอบของพวกนี้ แต่เพราะว่าคุณแม่ชีคนนี้ ที่บ้านเขาเป็นชาวเมืองเพชรฯ เขาทําขนมเก่งมากเลย ขนมชาววัง
เพราะฉะนั้น พอเรากลับมากรุงเทพฯ นี่ เขาก็จะสั่งเทียนอบ ไอ้โน่นไอ้นี่ อะไร ซึ่งเราก็ไม่รู้ ก็นี่ค่ะ ถูกเขาหัดเสียจนกระทั่ง อ๋อ ยังงี้ๆๆ เพราะท่านจะต้อง คือ คือนึกไม่ถึงว่าท่านจะเป็นคน… แล้วขนมอะไรพรรค์อย่างนี้ ถั่วแปบอะไร ไอ้ของโบราณๆ ท่านกลับชอบอาหารพวกนี้ ตรงข้ามกับหลวงตา หลวงตานี่ท่านฉันอาหารฝรั่งได้ เวลาท่านเจ็บนี่ ซุป ชีส หรือทําอะไรนี่ ท่านจะฉันได้สบายดี อาจารย์สิงห์ทองไม่เอาเลยของพวกนี้ ท่านจะต้องเอาอย่างพวกแกงย่านางอะไรอย่างนี่ ถ้าเป็นอาหารฝรั่งนี่ ท่านไม่เอาเลย ไม่ถูกโรคเลย ท่านชอบเป็นของอีสาน และชอบฉันขนมไทยๆ กับมะขามหวาน”
กฐิน – ผ้าป่าสมัยท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สมัยท่านมีชีวิตอยู่ กฐิน ผ้าป่า ส่วนมากมีทุกปี แต่ท่านไม่ให้มีพิธีกรานกฐิน โดย ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“กฐิน – ผ้าป่า วัดป่าแก้วฯ ส่วนมากมีทุกปี บางปีเป็นกฐินสามัคคี บางทีก็มีโยม ก็มีเจ้าภาพนะ จากกรุงเทพฯ ก็มี เจ้าภาพที่รู้จัก ดร.เชาวน์ อาจารย์หมออวยนี่มา แล้วก็อาจารย์อวบ สาณะเสนก็มา ที่เป็นนักเขียนรูปอะไร เสียแล้วล่ะ เป็นลูกศิษย์ท่าน บางทีก็มาฟังธรรม บางทีก็มาหลายครั้งนะ สุรีพันธ์ุก็มา
หลังจากกฐินแล้วก็ต้องมีกรานกฐิน ส่วนมากท่านไม่ให้กราน ไม่ให้ทํา ท่านไม่ให้พาทํา คือทอดเสร็จปั๊บ ไม่ให้ทําเลย ยกเลิกไปเลย ท่านไม่ให้กรานกฐิน ทําแบบง่ายๆ อะไรก็ได้พระป่าโยมเขาอยากได้ชื่อมัน ท่านว่า “มันก็ได้บุญเหมือนกันล่ะ” ท่านว่า ถวายเสร็จ ให้พรเสร็จ เอ้า ! ไปพระก็ทําตัดเย็บจีวรอยู่ เย็บอยู่ แต่ไม่ได้กราน ไม่ได้ทําพิธีกรานอะไร ไม่ได้ทําพิธีกรานกฐินแต่ว่าช่วงหลังนี่หลวงพ่ออุ่นเลยพาทํา เห็นองค์หลวงตาทําเพราะว่าถ้าไม่ทํานี่ พระรุ่นหลังจะทําไม่เป็น องค์หลวงตาบอกว่า ต้องพาเขาทําหน่อย ว่ามันเป็นมายังไง ทําแล้วจะกรานไม่เป็นทําพิธีกรานไม่เป็น องค์หลวงตาถึงเลยพาทํา หลวงปู่อุ่นก็เลยพาทํา
พิธีกฐินวันนั้น พอรับพรอะไรเสร็จ ท่านว่า “เอ้า ! เลิก ไป โยมเสร็จแล้ว พระก็ทําหน้าที่ของพระ ไปตัดเย็บ ตัดเย็บจีวร ตัดด้ายเย็บด้าย ผ้าขาวนั่นล่ะ เย็บได้” แต่ท่านไม่ให้ทําพิธีการในวัด ต้องเย็บย้อมแล้วก็เอามาทําเป็นพิธีสงฆ์ กราน ท่านไม่ให้ทํา คือพระเณรนี่ทุกองค์ส่วนมากจะตัดจีวรเป็นหมด ตัดเอง เย็บเป็น เย็บกะอะไรเรียบร้อย เย็บเป็น ใช้จักร ตัดเป็น ทําเป็นด้วย
หลวงพ่ออุ่นนี่สวย ตัดสวย กรานกฐินตัดออกไปเลย คือ รับ พอโยมเขายกผ้าอะไรเสร็จก็รับ ให้พร “เอ้า ! ของโยมเสร็จแล้วนะ อ้า ! บุญก็ได้แล้ว เสร็จแล้ว กลับได้” พระเณรก็ “เอ้า ! พรุ่งนี้ตัดเย็บจีวรนะ ของใครของมัน ใครจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน” ท่านก็บอกอย่างนี้นะ จีวรใครไม่รีบก็เปลี่ยน ตัดเย็บให้วัดออกมา ขนาดของจีวรของใครของมัน ก็ช่วยกันทํา ทุกองค์มาช่วยกันทํา ความหมายก็คล้ายๆ กับเราที่กรานกฐินน่ะ ทุกองค์มีโอกาสที่จะเปลี่ยนผ้า แต่นี่ท่านไม่ได้ทําเป็นพิธี แต่ว่าทุกองค์ต้องมาช่วยกันทํา
ให้ทําในวันรุ่งขึ้น วันนั้นก็มันฉุกละหุก มีอะไรอีกหลายๆ อย่าง เพราะว่ากว่าเขาจะเสร็จก็กินเวลาไปเกือบเที่ยงหรือบ่ายโมง แล้วก็ทําโน่น ทํานี่ เดี๋ยวก็ถึงเวลาตีตาด กวาดลานวัด พรุ่งนี้ใครจะเปลี่ยนจีวร ท่านก็บอกเลย “ใครไม่มีผ้ามีอะไรนะ มาตัดเอา ให้ดู มีเอาออกมา ออกมารวมกัน ผ้าจีวรพอกันไหม ถ้าไม่พอของเก่าที่เก็บไว้ เขาเอามาตัด” ตัดช่วงนั้น ตัดช่วงกรานกฐิน กรานจีวร มันมีเวลาของมันอยู่ ทุกองค์ต้องมาช่วยกัน ช่วยรีด ช่วยตัด ช่วยอะไร วัด ขีด
ประมาณหลังฉันอีกวัน แล้วก็เริ่มลงมือทําเลย ช่วงวันกฐินญาติโยมนี่เยอะมากเลย ศาลาก็พอนั่ง พออยู่หรอก แต่ว่าชาวบ้านเขาก็กลัว กลัวหลวงปู่สิงห์ทองมากเลย มาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”
ปีท่านมรณภาพ องค์หลวงตามาเป็นประธานงานกฐิน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านมรณภาพเพราะอุบัติเหตุเครื่องบินตก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ในปีนั้นคุณหมออมราได้จองเป็นเจ้าภาพกฐินไว้ล่วงหน้า และเมื่อถึงวันงานกฐิน องค์หลวงตาได้เมตตารับอาราธนานิมนต์มาเป็นองค์ประธานในงานกฐินครั้งนั้น โดยท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ด้วยความประทับใจ ดังนี้
“ช่วงงานกฐินวัดป่าแก้วชุมพล ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ หมออมราได้นิมนต์องค์หลวงตามาเทศน์ในงานกฐิน ซึ่งหมออมราปักกฐินเอาไว้ตอนหลวงพ่อสิงห์ทองยังมีชีวิตอยู่ พอดีเครื่องบินตกถึงหลวงพ่อสิงห์ทองมรณภาพไปแล้วนะ ก็ต้องได้ทอดกฐิน เพราะว่าได้ปัก (จองกฐิน) เอาไว้แล้ว ก็เลยไปนิมนต์องค์หลวงตามาเป็นองค์ประธานในพิธีงานกฐินนะ ซึ่งองค์หลวงตาท่านก็ได้เมตตาเดินทางมาเป็นองค์ประธานในงานกฐิน ก็เลยอาตมา (ท่านพระอาจารย์สอน) อยู่ตรงนั้นพอดี
ก็เลยไปนวดเส้นนวดอะไรท่าน (นวดเส้นหลวงตา) โอ๋ ! โดนดุ มันเซ่อไม่ใช่อะไรนะ เราทําไม่เป็น แล้วอยากได้บุญ แต่ว่ามันความเซ่อ มันพูดไม่ถูกนะว่า องค์หลวงตานี่ท่านทดลองพระนะ ท่านอยากรู้ว่ามันมีความกล้าขนาดไหน มันมีศรัทธาขนาดไหน ตั้งใจขนาดไหนนี่นะ ท่านก็เลย พอดีท่านนอนควํ่า อาตมาเข้าไปนวดเส้นที่ต้นขา เอานิ้วแม่มือกด ท่านบอก “เอ้อ ! ใครว้านวดเส้น ถูกเส้นดีว่ะ ให้ลองเอาเส้นท้องดูซิ” ท่านว่า
อาตมาก็นึกในใจวันนี้โดนดุแน่ๆ นึกในใจเลยนะ ท่านก็หันนอนหงายปึ๊บขึ้นมา เส้นท้อง ท่านก็บอกนะ เส้นท้องนี่ต้องแบ่งครึ่งท่านว่า พอเราแบ่งครึ่ง “เอ้า ! เอาไปคนละครึ่งๆ เส้นท้องนี่ เอาไปคนละข้าง” อาตมาก็กดซีกนี้ออกมา ออกมา กด สุดสะดือปั๊บ เปลี่ยน พอเปลี่ยนเท่านี้ปุ๊บปึ๊บขึ้นมาเลยนะ นอนหงายนี่ ตึ้ง ! ขึ้นมา ชี้หน้าแล้วนี่ “ของหยาบๆ ของแค่นี้ ทําไม่ได้ พระองค์นี้มันเป็นยังไง” โอ๊ย ! แตกฮือเลย ออกเลย พระก็ประมาณ ๓ – ๔ องค์ แตกฮือเลย เพราะท่านดุอาตมานี่ ทุกองค์ก็ออก นั่นแตก
พอดีท่านลอง (ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง) กําลังไปเอาเทปมาอัดเทศน์ท่าน “อ้าว ! ทําไมเลิกเร็วจังนะ” “ไม่เร็วได้ไง โดนดุน่ะสิ” โอ๊ย ! ที่ท่านว่า ท่านฝึกวิธีลุก วิธีนอนตื่นขึ้นมา จริงๆ เลยครูจารย์นี่ ปึ๋ง ! ขึ้นมาเลยนะ มิน่านอนอยู่อย่างนี้นะ ปึ๊บขึ้นมาเลย ชี้หน้าเลย กลัวท่านมาก ฮูย ! พอปึ๊บท่านก็คว้าจีวรเลย ไปศาลา โอ๋ย ! เราทั้งสั่นทั้งกลัวสารพัดอย่าง กลัวนี่ ท่านน่ากลัวกลัวมากเลย
พอดีขึ้นไปศาลา หลวงปู่อุ่นพ่อแม่ครูบาอาจารย์นั่งเป็นแถวเลย องค์หลวงตาขึ้นไป ที่ว่าไปกราบพระอยู่นั่น พอดีคุณหมออมรายกของพวกฉันนํ้าโกโก้ร้อนๆ อะไรนี่ จะเอาไปถวายองค์หลวงตาก็เลย พอดีอาตมาไปพอดี
“นิมนต์ท่านสอนช่วยอันนี้ไปถวายพ่อแม่ครูจารย์ด้วย”
โอ๊ย ! เราพึ่งรู้ โดนดุเมื่อกี้ ให้เราเอาไปถวายท่าน หลวงพ่ออุ่นก็ เออ เอาแหละ ท่านล่ะ หลวงพ่อสอนนี่แหละ องค์นี้ก็ ตายแล้วกู ไม่รอด เอ้า ! เอาก็เอา พอไปถวายท่าน ท่านไม่ดุนะ เหมือนหน้ามือเป็นหลังมือ ท่านบอกว่าหมู่เพื่อนฉันซะ เราฉันมาแล้ว พอแล้ว ถ้าท่านว่าองค์นี้มาอีกแล้ว แก้วๆ ไม่เป็นแก้วแล้วนี่ มันจะตกเรี่ยราดหมด คนไม่โดนไม่รู้หรอกว่าองค์หลวงตานี่บอกว่ามันจะไปกลัวทําไม นี่ แม่นแล้ว พวกเจ้าไม่เคยโดนเนอะ กลัวอะไร เราโดน โอ๋ย !
พอแต่ว่านั่นยังไม่เสร็จนะ พอวันนั้นท่านพักที่กุฏิหลวงพ่ออุ่น ข้างบน สมัยก่อนข้างล่างไม่ได้มีนั่นนะ ไม่มีห้องแอร์อะไรนะ โล่ง เป็นเอาดินจอมปลวกมาราดลงเป็นพื้นธรรมดา ก็เลยไปกราบเรียนหลวงพ่ออุ่น บอกว่าขอโอกาสท่านอาจารย์ ไปเอาบาตรพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ทํายังไง อาตมาได้ถามท่าน ท่านบอกว่าอยากได้บุญเหรอ ครับ อยากได้บุญ ท่านก็บอกว่าถ้าอยากได้บุญตี ๕ เอาผ้าครองมา แล้วก็มาอยู่ที่ใต้ถุนนะ อย่ากระดุกกระดิกนะ ท่านว่า หลวงปู่อุ่นบอกนะ
โอ๊ย ! เราก็อยากได้บุญ อยากปฏิบัติพ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วย ก็มาแล้วได้ผ้าครอง ยืนอยู่ตรงนั้น ยุงนี่มันรุม โอ๊ย ! กัดจนไม่รู้สึกเลยนะ มันร้อนไปหมดเลย เท้านี่ สองขานี่ เอ้า ! จะกัดยังไงก็ให้มันกัดไป กัดไปกัดมานี่ไม่รู้สึก ไม่รู้สึกเจ็บปวด มันเป็นอันเดียวกันหมดเลย พอ ๖ โมงปุ๊บนี่ท่านให้สัญญาณแล้ว ฮะแฮ้ม องค์หลวงตานี่ เราขึ้นไป ขึ้นกุฏิไปแล้วก็ก่อนที่จะเข้าประตู
“ขอโอกาสพ่อแม่ครูจารย์ ผมมาเอาบริขาร” เราต้องขอโอกาสก่อนทุกอย่าง เปิดประตูเข้าไป เข้าไปในห้องที่ท่านพักอยู่ ท่านอยู่ในมุ้ง องค์หลวงตาท่านลองอีก ท่านบอกว่าเก็บมุ้งท่านว่า มุ้งมันครอบหัวท่านอยู่ มุ้ง ๔ หูนะ ไม่ได้ใช้กลดเอามุ้ง ๔ หู กางถวายท่าน ท่านว่าเก็บมุ้ง “ตาย กูตายแล้ว”
ท่านลองพระมันจะฉลาดไหมนี่ ของมันครอบหัวครูบาอาจารย์อยู่ โอ๊ย ! ตายแล้ว ก็เลยว่า ท่านขอโอกาสอยู่ ไม่ได้ขอโอกาสอีก พันเปอร์เซ็นต์ต้องโดน นึกในใจอย่างนั้น ก็เลยนั่งแบบว่าเตรียมตัว คนมันกลัวอยู่แล้วทั้งแบบคุกเข่า กําลังยกมือขึ้น ขอโอกาสพ่อแม่ครูบาอาจารย์ พอปุ๊บท่านหันมาเลย หันมานึกว่าท่านจะดุ เป็นลมเลย กลัวท่าน หงายแบบนี้ เป็นลมใส่ไม้กระดานแต่ว่าสายตามันจับที่องค์หลวงตานี่ท่านขํา ท่านหันเข้าไปมุม โอย ! พระองค์นี้คงกลัวเราขนาดนะ มองนี้เห็น ท่านไม่พูดอะไรเลยนะ หันเข้าไปที่มุม มุมเสา
พอดีเราก็เอาขึ้นได้ เพราะเราขอโอกาสแล้ว ท่านก็ไม่ว่าอะไรนะ พอขึ้นเสร็จเรียบร้อยเราก็ยกบาตรออกมา หมู่เพื่อนนี่มือนี่สลอน เขารอจะเอาบาตรไง อาตมาเลยไม่ได้บาตร ได้แต่โดน โอ๊ย ! เล่าให้หลวงพ่ออุ่นฟัง ท่านขํา ท่านหัวเราะ โอ๊ย ! คนไม่เจอไม่รู้หรอก อาจจะเป็นการทดสอบของท่าน ไม่ได้ตั้งใจจะดุหรอก บางทีนี่ไม่กล้านะ ถอยออก ถอยเข้า นั่นแหละ โดนอีกแต่ว่าดีมาก ถ้าเราไม่มาอยู่วัดป่าแก้วฯ เราก็ไม่ได้เห็น อาตมาไม่ได้ไปอยู่วัดป่าบ้านตาดนะ”
ในหลวงจะเสด็จวัดป่าแก้วชุมพล
ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร ทั้งสองพระองค์มักจะเสด็จไปกราบเยี่ยมสนทนาธรรมกับพ่อแม่ครูอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นตามวัดป่าเป็นประจํา เช่น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์ศรี มหาวีโร ฯลฯ
สําหรับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็เช่นเดียวกัน ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์เสด็จกราบเยี่ยมที่วัดป่าแก้วชุมพล โดย ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เรา (ท่านพระอาจารย์สอน) อยู่ทางโน้น ได้ยินข่าวว่า ในหลวงอยากจะเสด็จมาที่วัดป่าแก้วชุมพล ท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ไม่ให้มา ท่านคัดค้าน ท่านบอกว่าไม่สมควร อันนั้นท่านบอกว่า ท่านไม่อยากให้มา ได้ยินอยู่ แต่ว่าอาตมาไม่เห็นนะ ได้ยินอยู่นะ เอ๊ ! ได้ยินข่าวว่า ในหลวงอยากเสด็จมาที่วัดป่าแก้วฯ ให้โยมมาทาบทาม ให้มาดูลาดเลา ท่านไม่ให้มา แต่ว่ามาเคลียร์พื้นที่ไว้ ท่านบอกว่าไม่ให้มา คือท่านไม่อยากให้เอิกเกริกเกินไป”
พระศิษย์ชาวออสเตรเลียเคี้ยวหอยขม
ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว ในระยะนี้มีชาวต่างประเทศมาขออยู่อบรมกับท่านที่วัดป่าแก้วชุมพล ซึ่งมีเรื่องชวนขําขัน โดยท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“นั่นปี ๑๔ – ๑๕ มันมีพระฝรั่งหลายองค์ คือเขาแจกหอย ชาวหมู่บ้านเขามาทําบุญ เขามีอะไร เขาก็เอามา มีแกงหอยอะไรมา ทีนี้พระก็แจกอาหาร รถบัสแจกอาหารเหมือนวัดบ้านตาด แจกแบ่งๆ ไปตามวัดๆ แต่พระฝรั่งที่นี้ พอถึงเวลาฉัน แกก็มา “เอ๊ ! ดู ทําไงเน้อ” ฝรั่งก็เซ่อๆ เนอะ ดูทางไหน ก็ไม่ดูเนอะ เขย่าๆ มันก็ไม่หลุด ทํายังไงก็ไม่หลุด ทีนี้ ไม้จิ้มก็มี แต่ก็ไม่จิ้ม ดูแล้วก็เคี้ยวเอา ขําๆ หลวงพ่อสิงห์ทองก็ไม่ได้บอกให้เขาเคี้ยว เขาเคี้ยวเอง ทํายังไงก็ไม่ได้ เขาก็เคี้ยวน่ะ เห็นพระองค์อื่นฉันได้ คิดว่าฉันทั้งหมด เขาก็ฉันทั้งหมด ไม่ทราบว่าเขาบ้วนทิ้งหรือเปล่า”
ท่านเข้ากรุงเทพฯ พักที่วัดบวรนิเวศ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านมีกิจเข้ากรุงเทพฯ จะเข้าพักที่วัดบวรนิเวศ โดยคุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“คือความที่หลวงตาท่านสนิทกับสมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จพระญาณสังวรฯ) เพราะว่าท่านก็บวชปีเดียวกัน แล้วก็สนิทกัน เพราะฉะนั้นลูกศิษย์ของหลวงตาเนี่ย เวลาจะเข้ามากรุงเทพฯ ก็จะติดต่อเข้ามาขอพักที่วัดบวรฯ กุฏิก็แล้วแต่ว่า ท่านจะจัดที่ไหนให้ แล้วอย่างตอนที่ ท่านลอง ท่านไม่สบาย แล้วเราขอโอกาสท่าน นิมนต์มาให้ตรวจ ท่านเป็นนิ่ว ก็ไปพักที่วัดบวรฯ”
ท่านมรณภาพแล้ว ใครอุปัฏฐากคุณโยมแม่
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก่อนเครื่องบินตก ท่านไม่ได้ฝากฝังให้ใครอุปัฏฐากคุณโยมแม่ คุณหมออมรา มลิลา ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ไม่ได้ฝากฝัง ไม่ค่ะๆ เพราะว่า โถ ! ก็เราบอกแล้วว่า อวนเอ๋ย แสงเอ๋ย ก็เป็นหลานแท้ๆ ผู้หญิง ผู้ชายก็ท่านลอง ท่านหนูทับ ท่านอุ่น ท่านอุ่นนี่ อู้ฮู้ ! รักมากเลย ท่านคงเคยเป็นลูกของคุณโยมแม่มาก่อน เพราะท่านจะดูแล ท่านจะหวง แล้วเราก็ไม่รู้ คือ ตอนแรกท่านอุ่น ท่านจะมากวาดกุฏิคุณโยมแม่ทุกเช้า แล้วเทกระโถนฉี่คุณโยมแม่ แล้วคุณแม่ชีนี่ก็มาบอกเรา บอกว่า “อย่าให้คุณโยมแม่เป็นบาปเป็นกรรมเลย ท่านอุ่นก็เป็นพระ แล้วท่านมาเทกระโถนฉี่ให้คุณโยมแม่” เราก็ไม่รู้ พอเช้าขึ้นมา เราออกมาจากกุฏิในป่า เราก็ไปกวาดกุฏิคุณโยมแม่แล้วก็เทกระโถนฉี่ให้
ท่านอุ่น ท่านน้อยใจนะ แล้ววันหนึ่งท่านมาว่าเรา ท่านบอก “คุณหมอ คุณหมอเอะอะอะไรนะจะกวาดบุญเล็กบุญน้อยหมด ไม่เหลือไว้ให้อาตมาเลย”
เราว่า “ตายแล้ว ! ท่านอาจารย์ บุญของท่านอาจารย์น่ะ เยอะแยะ ที่ดิฉันทําเนี่ยเพราะว่า คุณแม่ชีบอกดิฉัน บอกว่าไม่ให้คุณโยมแม่เป็นบาปเป็นกรรม” ท่านบอก คือตอนแรกท่านจะเป็นคนตัดเสื้อน้อยเสื้อใหญ่ให้คุณโยมแม่ แล้วก็เย็บ เพราะท่านมีฝีมือในการเย็บ แล้วก็ของคุณแม่ชีทั้งหลาย ทีนี้พอท่านรู้ว่า เราเย็บจักรเป็นใช่ไหม ออเดอร์เราก็เพียบเลยสิ เพราะว่าเขาก็ไม่อยากที่จะให้พระทําให้ ท่านก็มีความรู้สึกว่า อีนังคนนี้เนี่ย มาแย่งบุญกุศลท่านไปหมดเลย ไอ้เราก็ไม่รู้เรานะมีความรู้สึกว่า โอ้โฮ้ ! เราน่ะเคารพท่านเป็นที่สุดเลย แล้วความที่ท่านดูแลน่ะ แล้วท่านหวงคุณโยมแม่ ใช่ไหม เราก็ไม่รู้ ท่านก็หาว่าเนี่ย มาแย่งของท่านไปหมดเลย
แล้วพอเราเย็บครั้งแรกใช่ไหมคะ ท่านก็มา กลับตะเข็บออกน่ะ แล้วก็ดูว่าเวลาที่เราล้มตะเข็บเป็นยังไง ท่านก็บอก อือ ! ก็มีฝีมืออยู่นะ ถ้าเกิดเป็นคนอื่นเขาต้องโกรธแล้ว เราบอก โอ้โฮ้ ! เราชื่นใจว่า ท่านนี่คิวซีเรา จะสอนเราให้ได้ดี ก็เป็นโชคดีของเราไป คือๆ นี่ค่ะ ความที่เราคิดอะไรไม่เป็น แล้วเราก็สบาย
ท่านอาจารย์ก็มั่นใจอยู่แล้วว่า ยังไงท่านไม่อยู่ก็มีคนดูแล แล้วอย่างน้องสาว ๒ คนของท่านก็อยู่แถบนั้นด้วย เพราะถ้าธรรมดาท่านต้องรู้ล่วงหน้าหมด ท่านต้องฝากสั่งเสียหมดแต่ท่านไม่สั่ง เพราะอย่างหลวงตาท่านก็ไม่สั่งเสียใครเลย”
ข้าวก้นบาตรท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ท่านพระอาจารย์จิตจําลอง ธนปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องข้าวก้นบาตรท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเก็บไว้ให้สุนัขที่ท่านเลี้ยงไว้กิน มีเจ้าของสวนแตงโมเอาปืนยิง แต่ยิงไม่ออก ดังนี้
“แต่ทีนี้พอไปไหน แล้วก็เดินไปหาชี ไปไหน ไปหาโยมมารดาแล้วก็พูดเล็กๆ น้อยๆ นี้มีหมา ๒ ตัว ท่านเอาเศษอาหาร ข้าวก้นบาตรพวกก้าง พวกอะไร กระดูกก็ใส่ มีโยม โยมแก้วเป็นผู้คนเอาใบไม้ใบใหญ่ๆ วาง เอาไว้ข้างๆ บาตร พอมีเศษกระดูกไก่ กระดูกอะไร หัวปลาทิ้งท่านชอบเก็บเอาไว้ให้หมา บางทีพวกนายอําเภออุดรฯ มา มาทําบุญ
“หลวงพ่อๆ หลวงพ่อ เออ ผมขอได้ไหม เศษตัวนี้”
ท่านว่า ถ้าจะว่าเอาไปให้หมา กลัวดูไม่สวย
“ได้”
นายอําเภออุดรฯ ก็เอาไปกินเรียบ
“โอ๊ย ! หมาเราอดวันนี้ นายอําเภอกินข้าวหมา” พูดขําๆ
ที่วัดป่าแก้วฯ นายอําเภออุดรฯ เขามาหาหลวงปู่สิงห์ทอง มาทําบุญ หลังๆ มาช่วงหมาตัวนั้นแล้ว มันอดกินแล้ววันนั้น ขนมไม่ได้กิน พอท่านให้ทุกวันข้าวก้นบาตรทั้งขนม ขนมนี่พระก็ไม่ได้กิน โยมส่งมาจากกรุงเทพฯ ให้หมาสองตัว หมามาออกลูกที่วัด น่ารักเหมือนกัน มีแค่สองตัว แล้วก็อยู่กับวัด ท่านก็ให้กิน ตัวใหญ่นะ เหมือนกับหมาฝรั่ง ท่านว่านั่งได้ มันกดๆ ตัวลง
ทีนี้หมาตัวนี้คุณวิเศษมันก็มี ข้างๆ วัดที่เรือนทางซ้ายมือ แต่ก่อนเป็นที่ภาวนา เขาปลูกแตงโม มันเริ่มๆ พอมันสุกมา หมาตัวนั้นมันก็ออกเดินย่องๆ ข้ามป่าช้าเข้าไปกินแตงโมเขาคนคนนั้นไม่เข้าวัด เขาก็ยิง ยิงไม่แตก เอาลูกซองมาเลย มันเร่งก็ไม่ทราบนะ ทีนี้ก็เลยปล่อยให้มันกินจนตาย เดี๋ยวตัวเองตายนะคนที่ยิง หมายิงไม่ออก หลังๆ มาหลายๆ ปีหมาก็ตาย ก็เลยบอกว่าถ้าใครอยากได้อยู่ยงคงกระพัน ไปเอาขี้หมามาทําตะกรุด
เจ้าของไร่เห็นคุณวิเศษของหมา เขาก็หยุดยิง เพราะยิงไม่ออก เขาไม่มีกรรม เพราะไม่ได้ฆ่ามัน ปืนมันจะเอาตัวเองตาย ปืนกระเด็นใส่ตัวเองแตกใช่ไหม เขาก็เลยปล่อยให้กิน กินแตงโมชื่อหมาของท่าน หมามีสองตัวเป็นตัวผู้ทั้งคู่ ตัวหนึ่งหางยาวชื่อ บักดุ๊ก กับตัวหนึ่งหางสั้นชื่อบักก้อม สองตัว”
ท่านอาจารย์สิงห์ทองสอนทําบุญเลี้ยงเปรต
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“รายรับในงานไม่รู้ เพราะว่าทางพระเป็นคนทํา หลวงตาเพียงแต่บอกว่า คล้ายๆ กับว่าถ้าเป็นไปได้เนี่ย เอาเงินที่ชาวบ้านมาบริจาค หมุนเวียน อย่าไปทําให้เขารู้ว่าวัดมีบัญชีหรือมีอะไร เพราะว่ามันจะอันตราย แล้วก็เราก็เพียงแต่บอกว่า อย่างสมมุติว่าชาวบ้านเขามาซื้อหมู ๒๐ กิโลฯหรืออะไรเนี่ย ก็มีบัญชีคร่าวๆ ให้รู้เอาไว้
ชาวบ้านเขาไม่เข้าใจ แม่ชีเขาก็ไม่เข้าใจนะ เขาจะมีความรู้สึกเหมือนยังกับว่า เราเนี่ยไปดูถูกดูหมิ่นว่าเขาจะโกง เขาก็บอกว่า ถึงเขาจะศีลแปดเท่าเรา แต่เขาโกนหัว นุ่งผ้าขาวเนี่ย เขาก็ศีลสูงกว่าเรา แล้วท่านสุดใจที่เป็นคนอัดเทปเอาไว้ทั้งหมด ก็มาบ่นให้เราฟังว่า แม้แต่ทั้งทางพระทางโยมผู้ชาย เขาก็เข้าใจอย่างนี้ คือเขาไม่เข้าใจว่า การที่เราให้มีบัญชีเนี่ย เพื่อความบริสุทธิ์ของเขาเอง แล้วเราก็จะได้มีรายงานหลวงตา เพราะฉะนั้น โอ๊ย ! ในพักนั้น เราโดนยํากันเละเลย
ชาวบ้านรอบๆ วัด แม้กระทั่งคนในวัด พระบางองค์ที่ท่านไม่เข้าใจอย่างนี้เนี่ย ท่านก็…ท่านเป็นพระนะ มีศีลนะ ท่านจะมาโกงอะไร เราบอก ไม่ใช่เรื่องโกง แต่ว่าเราจะต้องมีหลักฐานถวายหลวงตาให้รู้ว่ามันไปยังไง มายังไง เงินเข้าเท่าไร แล้วชาวบ้านเนี่ย เขาก็มีความรู้สึกเหมือนยังกับว่า โอ้โห…คือเขาเห็น เขาไม่เข้าใจว่า ชาวกรุงเทพเนี่ยไม่ใช่ว่ารวยอู้ฟู้ถึงขั้นนั้นนะ
เพื่อนๆ เราที่มันเทกระเป๋าหมดเนี่ย แล้วมันต้องมารัดเข็มขัด ซื้ออะไรไม่ได้ ทําอะไรไม่ได้เพราะมันถือว่านี่..ครั้งสุดท้ายแล้วที่มันจะถวายท่านอาจารย์สิงห์ทองได้ เพราะฉะนั้นมันก็เลยคิดกันว่า เหอะ…อะไรที่จะเอาจากวัดไปได้เนี่ย เพราะแต่นี้ต่อไปไม่มีท่านอาจารย์อยู่อีกแล้ว ก็คิดดูเถอะ เขาเข้ามาเพื่อว่าบอกว่า มาช่วยทําอาหารให้เนี่ยนะ ซื้อหมูเขาก็เป็นคนไปซื้อเอง สมมุติซื้อมา ๒๐ กิโลฯ เนี่ย เขาก็แล่บอกว่ามันมีพังผืด มันมีมัน ก็ตัวเองไปเลือกซื้อ ทําไมไม่เลือกซื้อให้มันพอดี เราก็ดูแล้วว่าที่แล่ออกไปเนี่ยนะ บางทีมันประมาณครึ่งหนึ่งได้ เรียกว่าสดๆ ก็เอาไปแล้วพอทําเสร็จเรียบร้อย เขาเอาปิ่นโตมาอีก เพราะว่าการที่เขามาอยู่ที่วัดเนี่ย ที่บ้านเขาก็ไม่มีอะไรจะกิน เพราะฉะนั้นนี่ก็ต้องเอากลับบ้านด้วย ตกลงไอ้ที่เบิกเนี่ยมันๆ…มันทําบุญจริงๆ หรือมันเลี้ยงเปรตไปเท่าไร
ตอนแรกนี่เราก็หงุดหงิดมากเลย แล้วท่านอาจารย์เคยสั่งเอาไว้ว่า “เงินที่ชาวบ้านเขาถวายเนี่ยนะ ซื้อของที่มันจําเป็นหรือที่มันนั่น นํ้าแข็งห้ามซื้อ นํ้าอัดลมห้ามซื้อ เพราะนี่เป็นของฟุ่มเฟือย เขาไม่ได้ให้เรามาเพื่อที่จะมาตามกิเลสเราอย่างนี้” พวกคุณแม่ชี หรืออะไรต่ออะไรที่เข้ามา บอกว่า มาช่วยงานนี่ ก็จะมีออเดอร์ เพราะเขาอยู่วัด บางวัดเขามีตู้เย็นของเขา เขาจะต้องกินนํ้าแข็งวันละเท่านั้นเท่านี้ นํ้าอัดลมกี่แพ็ค เราก็เออ…ทํายังไง ทีนี้ครั้นเราจะไปนั่นเขาหมด มันก็เหมือนยังกับว่า เขาก็บอกว่าเนี่ย เขามาเพื่อที่จะมาตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์
แล้วสมัยหนึ่งเนี่ย ที่กฐินครั้งแรกที่สุด ที่วัดราชบพิธฯ แล้วก็เอาคนไป ๒ รถทัวร์ คุณแม่ชีเขาก็ทําข้าวหลาม แล้วเขาก็รํ่าลือกันบอกว่าวัดป่าแก้วฯ เนี่ยอร่อยมาก เพราะฉะนั้นเราก็ทําทําแล้วก็มีว่า เราจะไปถวายหลวงปู่ขาวแค่นั้น ถวายวัดหลวงตาแค่นั้น ซึ่งเราก็จัดแล้ว รถทัวร์คันหนึ่ง มันก็มีคน ๔๐ คนใช่ไหม เราก็เผื่อเด็กกระเป๋าอะไรๆ ทั้งหมด คนขับด้วย ก็แต่ละรถเนี่ย เราก็ใส่ ๕๐ กระบอก คุณแม่ชีก็บอกคอยดูนะ มันไม่พอหรอก เออ…คุณหมอก็จัดการนะ ก็จริงไอ้ที่เราใส่กระจาดเอาไว้สําหรับวัดหลวงปู่ขาว กับ วัดหลวงตา เขาก็หนีบใส่จั๊กกะแร้กันคนละ๔ กระบอก ๕ กระบอก เราก็บอกว่านี่จะฝากไปถวายวัด เขาก็บอกไม่เป็นไร ทําใหม่ได้ เขาจะเอาไปฝากญาติพี่น้องเขา
เราก็โอ้โห ! เพราะว่าขูดมะพร้าว เราไม่เคยขูดด้วยกระต่ายแต่ว่าคุณแม่ชี เธอประณีตมาก ขูดเนี่ยต้องกลิ้งไม่ให้มันไปขูดกับกะลา ถ้าขูดแล้วบอกว่าเวลาคั้นมะพร้าวแล้วมันไม่สวย ก็ปรากฏว่ามีคุณแม่ชีอีกคนหนึ่งที่เขาสอบผ่านแล้วก็เราสอบผ่าน สองคนขูดมะพร้าวรู้สึกจะ ๑๐๐ ลูก เพราะว่ามัน ๑๐๐ กระบอก ไม่ใช่ ๑๐๐ กระบอก ๑๐๐ นี่สําหรับชาวบ้าน แล้วก็ยังที่ไปหลวงปู่ขาว หลวงตาด้วย
เออ ทีนี้เราก็ ความที่เราขูดไม่เก่ง เราสังเกต เขาขูดไปได้ ๒ ลูกกว่าแล้ว เราเพิ่งได้ลูกเดียว เราก็ไม่อยากเอาเปรียบเขาใช่ไหม ตกลงเราก็ต้องนั่ง โห… ตั้งแต่กินข้าวเช้าเสร็จจนกระทั่ง ๔ ทุ่มหรือ ๕ ทุ่ม พอวันรุ่งขึ้นนี่เราโยกหัวไหล่ไม่ได้เลย เราจะสีฟันเนี่ยนะ เราต้องถือแปรงสีฟันเอาไว้อย่างนี้ แล้วก็ส่ายหน้าสี… โอ้โห…
ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็บอกว่า “แป้นไม่ต้องเสียใจหรอกนะ ที่ตั้งใจว่าจะถวายหลวงตาเนี่ยนะ ยังไงๆ ถึงข้าวหลามไม่ไปถึงนะ หลวงตาก็ไม่เอาพรคืนหรอก แต่แป้นควรจะดีใจนะ คนธรรมดาเขาจะทําบุญถึง “เปรต” ที่เป็นญาติพี่น้องเขา เขาทํายังไม่ถึงเลย นี่ได้เลี้ยงเปรตเป็นฝูงเลย” ตอนนั้นเราขําไม่ออกเลย เราโห…ระกําลําบากเหลือเกิน เพราะว่าที่ขูดอยู่ได้ เพราะบอกว่าเราก็เคยทําบุญกับหลวงตาสารพัดเรื่อง แต่ไม่เคยเอาแรงกายเนี่ย เพราะฉะนั้นครั้งนี้เนี่ย แล้วเสร็จ มันไม่ถึงหลวงตาเนี่ย มันอือหือ…
แล้วท่านอาจารย์สิงห์ทองบอก “ควรจะชื่นใจนะ เพราะว่ามันไม่มีใครจะเลี้ยงเปรตได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างนี้” พอถึงตอนศพท่าน เราก็เลยนึก เออ ! เลี้ยงเปรตครั้งใหญ่อีกหนหนึ่งก็แล้วกัน เราก็เลยสงบจิตสงบใจได้ เพราะว่า เออ ! ให้มันเอาไปๆ เพราะว่าไม่อย่างงั้น เราก็จะต้องไปทะเลาะกับมัน แล้วก็อยู่ดีๆ เราจะต้องไปนั่ง ทําไมไม่ซื้ออย่างงู้น อย่างงี้ อย่างงั้น โอ๊ย ! มันก็ไม่ไหวใช่ไหม ตกลงเอา เอาไปเลย ใครอยากเอา เอาไปๆๆ มันก็เนี่ยค่ะ สารพัดมันจะรั่วไหล เพราะฉะนั้นจะพูดถึงเรื่องคอรัปชั่น ในวัดก็คอรัปชั่น”
สภาพหลังงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“เสร็จแล้วนี่ เราก็ต้องต่อสู้กันสารพัดอย่าง แล้วเวลาไปยืมข้าวของถ้วยชามจากวัดต่างๆ มา เราก็ไม่รู้ว่า เขายืมกันมายังไง ไปถึงตอนเสร็จเขาก็กลับใช่ไหม พอเราเอาเข่งถ้วยชามไปคืนเขา เขาบอกเอามานี่เต็มจนกระทั่งปิดฝาเข่งไม่ลงนะ นี่มันเหลือเศษหนึ่งในสาม เราก็บอก อย่างนั้นอีกอาทิตย์หนึ่งมาใหม่ ก็เกณฑ์เด็กทั้งหลาย เพราะมันเป็นช่วงปิดเทอม เอาไม้ไผ่อันหนึ่งแล้วก็ไปตามสุมทุมพุ่มไม้ในวัดป่าแก้วฯ ๘๐ กว่าไร่ เขี่ยออกมา มันได้ออกมาจนเต็มเข่ง แต่ละเข่งเลย ถ้วย ชาม จาน ช้อน ดีมันไม่เอากลับบ้านไปมันก็บุญแล้ว
แค่นั้นเราก็ไม่ได้นึกว่าอีอาหารที่ทิ้ง แล้วแมลงวันมันจะเกิดขึ้นมหึมาพันลึกยังไง วันหนึ่งอยู่ดีๆ เรากําลังนั่งกินข้าว มันเหมือนใครเอาผ้าดํามาคลุม แมลงวันมันบินมาดําตื้ออย่างนั้นเลยโอ้หูย ! ก็ต้องไปดูว่าขยะอยู่ตรงไหน เอาปูนขาวไปโรย เอาถ้าเผื่อนั่นก็ขุดแล้วก็ฝัง เอ้า ! เสร็จเรียบร้อยนึกว่าดี พอไปเปิดไอ้ห้องเก็บของหม้อไหที่เขาล้าง เขาล้างไม่หมดคราบไขมัน หนอนขึ้นก็มี แล้วก็คราบไขมันนี่มันก็เหนียว มันต้องรื้อออกมาต้มนํ้านะ แล้วก็โอ้ย ! ล้างใหม่ เราถึงบอกไง บอกว่า โอ้ย ! เข้าใจแล้ว เพราะว่าเราไม่เคยคิด เราถึงนึกไงว่า เวลาเจ้าพระยานาหมื่นมาตายทีนะ
แล้วอย่างที่วัดนี่ เราไม่มีนํ้าประปา ไม่มีอะไรก็เอาเครื่องปั๊มนํ้าปั่นไฟเข้าไปใช่ไหมคะ เวลามันอาบนํ้ากัน เราอาบนี่ต้องนับขัน แล้วก็ต้องกําหนด มันก็ราดกันโครมๆ ไอ้มดไอ้แมงก็ตายกันนํ้าท่วม เราก็นึก โอ้ย ! จริงๆ นะ เราไม่รู้เลยว่า ไอ้ที่เรานึกว่า เรามาทําบุญ มาทําบาปแค่ไหน
ก็เราถึงว่า ใช่ๆ แล้วห้องนํ้าห้องท่านี่ มันไม่ได้มีนะว่าพระต้องมาขัด ต้องมาทําความสะอาด เพราะว่าตอนที่เราอยู่ที่วัดป่าแก้วฯ เราถูกคุณแม่ชีฝึกเอาไว้ คุณแม่ชีองค์หนึ่งท่านละเอียด
ห้องนํ้านี่ เราทําเพิ่มเป็น ๒๐ – ๓๐ ห้อง แล้วก็คือเป็นห้องนํ้าที่ชั่วคราว เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าไม่ต้องพูดหรอก วัดทั้งวัดนี่มันเละตุ้มเป๊ะเลย เราถึงบอกไง บอกว่า โอ้ย ! ไม่มีใครรู้เวลาเก็บกวาด มันเป็นยังไง
เสื่อสาดมันก็ไม่เช็ด มันก็ม้วนคืน เรารื้อออกมาบางอันก็หนอนขึ้น บางอันก็เน่า คือ โอ้ย ! มันได้เห็นเลยค่ะ ว่าความชุ่ยของคนนี่นะ มันไม่ได้เอาสติเข้าไปด้วยเลย แล้วก็กินอยู่นี่มัน โอ้ย !
อภิสิทธิ์ชนไม่ให้จอดรถก็จอดอย่างนี้ก็มี แต่ว่าทีนี้ตอนนั้นมันคล้ายๆ กับว่ายังไงๆ มันก็เข้าไปได้แค่นั้น แล้วเราก็ไม่มายุ่งกับข้างนอก เราก็อยู่ดูคุณโยมแม่ ท่านอาจารย์ว่าเราไง “ไปถามอะไรมัน มันมาปลูกบ้านอยู่กับแม่มัน อยู่กลางวัด”
ที่จอดรถไม่ได้ทํา ก็จอดกันตามที่มีอยู่ เราไม่อยู่ข้างนอกนี่ ตอนเขามีงานกัน เราไม่รู้ ก็ตอนเผาศพจริงๆ เราไม่ได้ออกมา ก็อยู่กับโยมแม่ แล้วก็เราถึงบอกไงว่า เราได้อัฐิธาตุท่านอาจารย์ที่เณรเมตตาให้
เบื้องหลังงานพระเณรนี่เหนื่อยมาก อยู่จริงๆ อยู่แบบว่าดูงานจะกระอักเลือดเลย ทางครัวท่านก็ไม่ได้มายุ่ง เพราะท่านถือว่ายกให้เราแล้ว ท่านก็ดูไอ้สถานที่ ไอ้ทางโน้นๆ ทางโน้นไป
งาน ๗ วันนี่เราต้องทําความสะอาดเป็นเดือนๆ มันไม่ได้กลับบ้าน มันเก็บกวาดล้างถูเพียงแค่หม้อไหในห้องครัวที่ต้องเอามาลวก เอามาล้าง เอามาตากแดด แล้ว ๓ รอบนี่นะก็ซี่โครงบาน แล้วก็ไม่ต้องอะไรมากหรอก ไอ้ตอนนั้นมันมีไฟฟ้าแล้วก็จริง แต่บางทีมันก็ยังมีเทียน ไอ้เทียนที่นํ้าตาเทียนขูดออกมา คือ โอ้ย !
ผ้าบังสุกุล พวกวัตถุไทยทาน ก็รู้สึกพระเณรที่มาหรืออะไรก็แจกให้เอาไป เพราะว่าไอ้ที่ว่าจะสะสม ยังดีไม่ต้องสะสม แต่ว่าไอ้ทําความสะอาดแล้วก็ขยะก็เมาเลย
เรื่องนํ้าโค้กเปิดจนฝากองพะเนินเลย เพราะว่าตอนหลังมันควบคุมไม่ไหวไงคะ ที่ตอนแรกเราก็กรี๊ดว่า ไม่ให้เบิกนะ ถ้าเผื่อจะซื้อนํ้าอัดลมและนํ้าแข็ง มันก็ทําไม่ได้ เพราะว่าใครจะไปนั่นได้ แค่นี้เขาก็รู้สึกว่า โอ้โห ! อีนางคนนี้ไม่รู้ยักษ์มารที่ไหนมา
ท่านอาจารย์ลองกับเราไม่มีการสนทนากัน เราเพียงแค่ดูในครัว ซื้ออาหารสดนี่เราก็จะกระอักเลือดแล้ว”
ผลกรรมที่โกงวัดระหว่างงานพระราชทานเพลิงศพท่าน
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แต่อันนี้พูดเฉยๆ นะ เพราะว่าชาวบ้านเขาก็ไม่เข้าใจ เพราะว่าการที่เขาทําอย่างนี้นี่มันก็เหมือนอย่างกับว่าเขาโกง เขาโกงวัดใช่ไหม ปีแรกนี่ปรากฏว่ามันแล้งมาก เขาก็ทํานาไม่ได้ ปีที่สองนํ้าท่วมนะ เขาก็ไม่ได้สองปี พอปีที่สาม เราไปพอดี๊พอดี เขาบอกว่าอีกอาทิตย์หนึ่งจะได้เก็บเกี่ยว แล้วปีนี้นี่นํ้าบริบูรณ์ คือทุกอย่างเขาก็บอกว่าถึงไม่ได้มาสองปีนี่เขาก็คงจะพอกู้ขึ้นมาได้ คืนนั้นพอเราเดินจงกรม พายุฝนมาแต่ไหนไม่รู้ พอรวงข้าวมันเปียกนํ้า มันเน่า แล้วมันขึ้นรา เขาเก็บไม่ได้ โอ้โห ! เรานึก… ๓ ปี โดนบุพกรรมอย่างนี้นะ แต่เขามองไม่เห็น แต่ก็ดีนะ มันทันที
เขาก็ยังเข้าวัด เขาก็เข้าวัดแต่ว่าเขามองไม่เห็นไงว่า อันนี้มันเป็นกรรมของเขา เขาก็ได้แต่บ่นว่า พอสิ้นท่านอาจารย์แล้วอะไรต่ออะไรทําไมมันถึงวิปริต วิปลาสไปหมด
เราก็บอก เอ๊า ! ท่านอาจารย์ท่านก็ไม่ได้เอามรรคเอาผลไป หรือท่านก็ไม่ได้เอาบาปเอากุศลให้ใครนะ ถ้าเผื่อเราพิจารณาดูแล้ว เราก็ประพฤติธรรม สมควรแก่ธรรม นี่อะไรๆ มันก็ต้องดี แต่เรานี่ตอนที่เรารู้สึกสลดใจว่า ท่านอาจารย์มรณภาพยังไม่ทันเผาศพท่าน อะไรต่ออะไรนี่มันก็ไม่ได้อยู่เลย เพราะว่าวันที่ท่านอาจารย์มรณภาพ เราก็จัดรถทัวร์จากกรุงเทพฯ ไป แล้วที่เราบอกว่า เราไปลงอุดรฯ แล้วหลวงตาเทศน์บอกว่า
“ตรงนี้เราทุกคนควรจะมาดูใจเราว่า ครูบาอาจารย์ท่านสอนเรามาเหนื่อยยากแค่ไหน ร่างกายท่านกลายเป็นขี้ฝุ่นขี้ผงแล้ว อย่าให้ธรรมะที่ท่านสอนเรากลายเป็นขี้ฝุ่นขี้ผงด้วย เอามาทําให้ใจเราเป็นก้อนธรรม เป็นแท่งธรรม เพื่อจะได้คุ้มกับความเหนื่อยยากท่าน”
เรานึกถึงตรงนี้แล้ว เราก็บอกว่านึกถึงสิ หลวงตาท่านสอนเราอย่างนี้ ทําไมเราไม่เอาตรงนี้มาเป็นหลักใจ แล้วทําไมเราถึงไม่ปฏิบัติ ให้เป็นปฏิบัติบูชาตอบแทนครูบาอาจารย์ เขาก็มองไม่เห็นกัน เขาก็คิดแต่เพียงว่า แต่นี้ต่อไปไม่มีท่านอาจารย์แล้ว แล้วเขาจะเอาที่ไหน ลูกศิษย์ลูกหาก็จะไม่มา คือมันคิดสั้นๆ คิดตื้นๆ เพราะว่าถ้าเผื่อเขาปฏิบัติดี ยังไงๆ ลูกศิษย์ลูกหามันก็ยังไปที่วัดนั้น
(ถ้าเขาปฏิบัตินะ เขาจะมีความสํานึกอย่างเช่น ไม่ทิ้งอะไร คือต้องดูแลของสงฆ์อะไรประมาณนี้ แต่บางทีมันก็มีทั้งหยาบ ทั้งละเอียด ปะปนกัน)
ใช่ แล้วถ้าเผื่อเขานึกถึงว่า เออ ! พอเสร็จแล้วเรานี่ล้างยังไง อะไรต่ออะไร เขาก็มาดูช่วยเราบ้าง นี่ไม่ช่วยเลย ก็เลยนี่ค่ะ ก็เสียดาย แต่ในฐานะที่เราไม่มีครูบาอาจารย์สอน ธรรมะก็สอนเรา เราถึงบอกว่า เราเก็บไปเถอะธรรมะมีอยู่ในทุกๆ ลมหายใจ ถ้าเผื่อเรารู้จักดู รู้จักแยก”

