Venerable Chao Khun Upali’s Autobiography

ประวัติพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท )

(จากหนังสือ อตฺตปวฺตติ ของ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์)

นมตฺถุ รตนตฺยสฺส, อกฺขามิ ปวตฺตํ มมํ

สิสฺสานํ โพธนตฺถาย, ตํ สุณาถสฺส สาธุกํ ฯ

จักกล่าวประวัติไว้เป็นที่ระลึกแก่สานุศิษย์ทั้งหลายผู้ต้องการอยากรู้ ด้วยในปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙ นี้ เดือน ๔ แรม ๑๐ คํ่า ตามจันทรคติอายุของอัตตโนครบ ๗๐ ถ้วน นับเป็นวันได้ ๒๕,๕๕๐ วัน ควรเป็นที่ยินดีอย่างสูงสุด 

ถ้าจะคิดถึงชีวิตของสัตว์ ซึ่งเขารักเหมือนชีวิตของเรา แต่ถูกเราปล้นแย่งเอาร่างกายซึ่งเป็นของรักแห่งเขามาบํารุงชีวิตอันเป็นที่รักของเราก็น่าสังเวชสลดใจ ถ้าจะนับทั้งไข่ทั้งตัวเอามาบํารุงคนๆ เดียวก็เห็นจะมากกว่าล้าน แต่จะทําอย่างไรได้ ถูกธรรมดาบังคับเสียแล้วก็ต้องทําไม่รู้ ไม่เห็น ทําเซ่อๆ ยินดีว่าตนข้ามทางกันดารจวนจะถึง ที่พักแล้วเท่านั้น เปรียบเหมือนนายเรือนําเรือของตนข้ามมหาสมุทร ผ่านอุปสรรคตลอดไปได้ จนแลเห็นทิวไม้ฝั่งที่ตนประสงค์ นายเรือแลคนโดยสารจะมีความยินดีสักปานใด แม้ผู้นําเรือคืออัตภาพผ่านอุปสรรคมาได้ถึง ๗๐ ปีนี้ ก็เช่นนั้น คือแลเห็นฝั่งที่จะจอดอยู่แล้ว จะอยู่ไปได้อีกไม่กี่ปี คงจะรักษาคุณความดีที่ตนประพฤติมาแล้วนี้ตลอดวันตายได้ ไม่ใช่ยินดีต่อความแก่ความเฒ่า ยินดีต่อคุณความดี ที่ตนได้ประพฤติมาแล้วต่างหาก จะไปยินดีต่อความแก่ความเฒ่า ทําอะไรกันฯ 

ในการทําบุญนี้ได้ปรึกษากับพวกสัตบุรุษแลพระเณรซึ่งเป็น ลูกศิษย์ พระอมราภิรักขิต (ชัย) เป็นผู้หัวหน้า บอกเล่ากันให้รู้ทั่วไปในพวกลูกศิษย์ จะให้มีพระสวดมนต์ ๗๑ รูป พระเทศน์ ๑ รูป เป็น ๗๒ รูป ส่วนนี้ให้ได้อัฐบริขาร บาตร, ไตร, กระโถน, ขันนํ้า, สํารับคาวหวาน, พร้อม แต่ให้ได้จีวรแพรทั้งไตร แลให้มีพระมาฉันอีก ๗๐๐ รูป ถวายของเป็นฉลาก คงจะใช้เงินไม่ตํ่ากว่า ๘,๐๐๐ บาท จะต้องอาศัยสัตบุรุษเป็นกําลังจึงจะสําเร็จ 

ส่วนอัตตโนเองต้องการจะแจกหนังสือเบ็ดเตล็ดที่ได้แต่งขึ้น ไว้แล้วแก่ผู้ควรได้ ด้วยอํานาจบารมีธรรมหากให้เป็นไป จําเพาะได้พระยาธนภารพิสิษฐ์ (เปา มิลินทสูต) เป็นผู้อุปภัมภ์มีศรัทธา อันแรงกล้า รับภาระในการพิมพ์หนังสือทุกเรื่องสุดแต่จะหาได้ บรรดาหนังสือที่อัตตโนแต่งเก็บมารวมพิมพ์จนสิ้น อย่างละ ๑,๐๐๐ ฉบับ สําเร็จทันความประสงค์ สิ้นทุนทรัพย์หลายพันบาท ทําให้อัตตโน ปลื้มใจอย่างยิ่ง อัตตโนขออนุโมทนา ขอให้พระยาธนภารพิสิษฐ์ภิยโยยิ่งในสิ่งสุขสมบัติทั้งส่วนโลกีย์แลโลกุตตระที่ท่านปรารถนา จงให้สําเร็จ ทุกประการ ดังอัตตโนต้องการหนังสือมากมายหลายหลวงสําเร็จไปได้ตามประสงค์ฉะนั้น 

การที่แต่งหนังสือได้มากมายอย่างนี้ ไม่ใช่แต่งด้วยหวังจะให้เขาสรรเสริญว่าเป็นจินตกวี แต่งด้วยการสงเคราะห์ลูกศิษย์ที่อยู่ใน ทิศต่างๆ ห่างๆ ไกลๆ อยากแต่จะนิมนต์ให้อัตตโนไปเทศน์ให้ฟัง อัตตโนไม่มีความสามารถจะไปให้ทั่วถึง จึงได้คิดแต่งเป็นหนังสือเทศน์แทนตัว แจกออกไปเป็นคราวๆ หลายปีก็เลยเกิดเป็นหลายเรื่องขึ้นเท่านั้นเอง ขอท่านทั้งหลายอย่าเล็งโทษว่าเป็นคนอวดดิบอวดดีเลย แลก็คงจะมีผิดบ้างถูกบ้างเป็นธรรมดา ต้องอาศัยความเลือกเฟ้น อีกชั้นหนึ่ง ขออภัยแก่ท่านทั้งหลายทั่วไป 

นิสัยของคนเราโดยมาก ถึงหนังสือนั้นเป็นหนังสือดีชี้ประโยชน์ ถึงร้อยข้อ แต่พิรุธเสียข้อหนึ่ง ก็ต้องยกโทษเห็นว่าหนังสือนี้ใช้ไม่ได้ เหมือนคนไปซื้อผ้า ถึงผ้านั้นเนื้อจะดีสีจะงามอย่างไรก็ตาม ถ้าเห็น ขาดทะลุนิดหนึ่ง ก็ย่อมยกโทษนั้นแหละขึ้นกล่าวว่าผ้านี้ใช้ไม่ได้ ข้อนี้มักเป็นนิสัยของผู้ไม่ฉลาด ถ้าผู้ฉลาด การดูหนังสือ ตรวจหนังสือ ท่าน ถือเอาผู้หาแก่นไม้เป็นตัวอย่าง ถ้ารู้ว่าไม้ต้นนี้มีแก่น ถึงเปลือกหรือกระพี้จักห่อหุ้มอยู่สักเท่าไรก็ตามไม่เกลียดไม่ชัง สู้ถากทิ้งในสิ่งที่ตน ไม่ต้องการนั้นเสีย ถือเอาแต่แก่น สิ่งที่ตนต้องการก็สําเร็จประโยชน์ได้

ประวัติแต่เบื้องต้น

ต่อนี้ไปจะเล่าประวัติแต่เบื้องต้นมาให้ฟัง พอเป็นสําเนาเพื่อลูกศิษย์ผู้ต้องการรู้ อัตตโนเกิดที่บ้านหนองไหล เป็นหมู่บ้านใหญ่มีหลังคาเรือนไม่ตํ่ากว่า ๒๐๐ ตั้งอยู่ทิศพายัพเฉียงเหนือห่างจากเมืองอุบลประมาณ ๔๐๐ เส้น บิดา ชื่อ สอน มารดา ชื่อ แก้ว

อัตตโนเป็นบุตรหัวปี บิดามารดาบอกไว้ว่า เกิดปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๙๙ เดือน ๔ แรม ๑๐ คํ่า วันศุกร์ เวลา ๑๑ ทุ่มเศษ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาด้วยกัน ๑๑ คน ตายเสียแต่ยังเล็ก ๔ คน ชาย ๒ หญิง ๒ ใหญ่เป็นเหย้าเป็นเรือนด้วยกัน ๗ คน ชาย ๔ หญิง ๓ ในทุกวันนี้ หญิงตายไป ๒ คนแล้ว คงยังเหลือคนเดียว ส่วนชายยังคงอยู่ด้วยกัน ทั้ง ๔ คน ส่วนบิดามารดาเป็นคนทํานาทําสวนเป็นอาชีพ อัตตโน ได้อยู่ในความปกครองของบิดามารดาเพียง ๑๒ ปีเท่านั้น แต่รู้สึกว่า มีความสบาย บิดามารดาไม่พาอัตคัดขัดสนอะไรเลย แต่เป็นนิสัยของเด็กย่อมไม่รู้จักทุกข์ 

บวชเป็นสามเณร

ครั้นย่างเข้าปีอายุ ๑๓ เป็นปีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เป็นธรรมเนียมต้องโกนผมไว้ทุกข์ทั่วพระราชอาณาจักร ประเทศลาวทั้งสิ้น บรรดาผู้หญิงไม่ว่าสาวหรือแก่ไว้ผมยาวทั้งสิ้น พอทราบประกาศว่าให้โกนผม พากันระงมไปด้วยเสียงร้องไห้ทั่วบ้าน ทั่วเมือง น่าสลดใจเสียดายผมเท่านั้น พากันอายศีรษะโล้น ต้องคลุมผ้าไว้เสมอ ส่วนอัตตโนชอบใจเห็นศีรษะโล้นเป็นงามดี บิดาถามว่าจะให้บวชเป็นสามเณรจะอดข้าวเย็นได้ไหม ? เป็นที่พอใจรับว่าอดได้ เพราะเห็นสามเณรเป็นที่พอใจอยู่ก่อนแล้ว 

บิดามารดาจัดการนําไปบวชที่วัดบ้านหนองไหล เจ้าอธิการโสดาเป็นอุปัชฌายะ เรียนหนังสืออยู่กับพระเคนเป็นญาติกัน จําได้แต่เพียงว่าบวชเดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ จะเป็นขึ้นแรมเท่าไรจําไม่ได้ ครั้นถึงเดือน ๔ พระวัดสีทองในเมืองออกไปเยี่ยมโยม ที่บ้าน พระองค์นั้นก็เป็นญาติกันอีก ท่านชวนให้เข้าไปเรียนหนังสือ อยู่วัดสีทองด้วยกันก็เต็มใจ โยมทั้งสองก็ยินดีด้วย เพราะท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เจ้าอธิการวัดสีทอง เป็นสัทธิงวิหาริกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในสมัยนั้น แลเป็นญาติกับอัตตโนด้วย คือ มารดาของท่านเทวธมฺมีเป็นพี่สาว มารดาของโยมผู้ชายของอัตตโนเป็นน้องสาว 

สึกจากสามเณรไปตามโยมบิดา

ครั้นอัตตโนเข้าไปอยู่วัดสีทอง ถืออุปัชฌายะในสํานักท่าน เทวธมฺมี อยู่ศึกษาเล่าเรียนท่องสวดมนต์จบตามหลักสูตรของวัด หนังสือที่เป็นสกภาษาชํานาญเรียนหนังสือไทยอ่านออก เลขบวกลบคูณหารได้ เรียนบทมาลาคือไวยากรณ์ทุกวันนี้แต่ย่อๆ ไม่สู้ได้ความนัก เรียนลําบากมากเพราะไม่เข้าใจความ เรียนไปอย่างนั้นเองอาศัยแต่ท่องให้ขึ้นปากขึ้นใจไว้เท่านั้น แล้วท่านอุปัชฌายะให้เรียนแปลปาฏิโมกข์ เรียนจบแล้วไม่เข้าใจ กลับเรียนตั้งต้นไปใหม่เป็น ๒ จบ แต่เป็นสามเณรเล่าเรียนอยู่ได้ ๗ ปี อายุย่างเข้า ๑๙ กําลังเริ่มเรียนมูลกัจจายน์ แต่เผอิญต้องสึกไปตามโยม 

ด้วยโยมผู้ชายถูกเกณฑ์ไปทัพฮ่อ ไปทันกองทัพที่เมืองกาฬสินธุ์ มีผู้รับจ้างไปแทนโยม เสียเงินให้เขา ๒ ฮาง* มอบลูกจ้างแก่นายร้อยนายสิบแล้ว เขาอนุญาตให้กลับบ้าน ที่จะต้องไปตามนั้นเพราะเป็นเดือน ๘ กําลังทํานา โยมไปเสียแล้วไม่มีผู้ช่วยทํานา มีแต่น้องเล็กๆ ควายฝูงมีกว่า ๒๐ ตัว ถ้าโยมผู้ชายไม่อยู่ อัตตโนก็ต้องสึกไปช่วยโยมผู้หญิงอยู่นั่นเอง

การที่อัตตโนสึก ท่านอุปัชฌายะเสียดายอย่างยิ่ง แต่จําเป็นต้องยอมอนุญาต ครั้นกลับจากไปทัพแล้ว อัตตโนก็ช่วยบิดามารดาทํานา แต่ไม่คิดจะบวชอีกเสียแล้ว ให้เพลินไปในทางหนุ่ม โยมก็ ตามใจเสียด้วย อยู่ในเพศฆราวาสอีก ๓ ปี อัตตโนเพลินอยู่ด้วยความเล่น 

ชื่อเงินแท่งชนิดหนึ่งของเมืองฝ่ายเหนือ ฮางหนึ่ง นํ้าหนักเงิน ๖ ตําลึง ๖ สลึง คิดเป็นเงินสยามประมาณราว ๒๕ บาท ๒ สลึง

ตั้งใจอุปสมบทเพราะรับปากโยมมารดา

พอย่างเข้าปี ๒๒ เดือน ๖ ท่านอุปัชฌายะใช้คนมาหาโยม เร่งเอาตัวอัตตโนไปบวช ถ้าโยมส่งไม่ได้จะลงทัณฑกรรมแก่โยม แต่ความจริงอัตตโนตั้งใจจะบวชอยู่เสมอ ด้วยได้รับปากกับโยมผู้หญิงไว้ คือโยมผู้หญิงบอกว่า อัตตโนเป็นคนที่เลี้ยงยากที่สุด คือเป็นเด็กที่ดื้อ ที่ซนขี้ร้องไห้ ถ้าร้องไห้แล้วตั้งชั่วโมงก็ร้องอยู่ได้ โยมได้รับความ เดือดร้อนอย่างสาหัส ถ้าไม่บวชให้เห็นจะไม่พ้นโทษต้องบวชให้โยม อัตตโนก็ได้รับว่าจะบวชให้เพียง ๓ ปีจะพอใจหรือไม่ ? โยมบอกว่า ปีเดียวสองปีเท่าไรไม่ว่า ขอแต่ให้บวชเป็นแล้วกัน 

ที่รับสัญญากับโยมผู้หญิงไว้นี้ไม่ลืมเลย พอท่านอุปัชฌายะให้มาเร่งเอาตัว ก็เต็มใจไปบวช แต่นั่นหละเรื่องอนาลโยในมาตุคามบีบหัวใจของอัตตโน ดูเหมือนความเศร้าโศกทับหัวใจไม่ใช่น้อย แต่ไม่ถึงร้องไห้ อัตตโนเป็นคนใจแข็ง นับแต่อัตตโนจําได้ ตั้งต้นแต่อายุได้ ๑๕ ปี เป็นลําดับมาจนถึง ๗๐ นี้ อัตตโนยังไม่เคยร้องไห้เลย นํ้าตาจะได้ไหลออกด้วยการร้องไห้ยังไม่เคยมีเลย 

ครั้นถึง ณ วันเดือน ๖ ขึ้น ๘ คํ่า ปีฉลู พ.ศ. ๒๔๒๐ ท่านให้การอุปสมบทเสร็จลงในเวลาเช้า ๔ โมง ๑๕ นาที ท่านเทวธมฺมี เป็นพระอุปัชฌายะ เจ้าอธิการสีโห วัดไชยมงคล เป็นกรรมวาจาจารย์ ครั้นอุปสมบทแล้ว ท่านกรรมวาจาจารย์ขอไปไว้วัดไชยมงคล เพื่อ จะได้ช่วยกิจวัตรในวัดนั้น เพราะไม่มีตัวจะใช้ แต่วัดไชยกับวัดสีทอง อยู่ใกล้กัน ห่างกันประมาณสัก ๑๐ เส้นเท่านั้น แต่ต้องมาเรียนหนังสือที่อุปัชฌายะ เพราะอาจารย์สอนไม่ได้ 

พรรษา ๑ – ๓ ท่องสวดมนต์ เรียนมูลกัจจายน์

ในพรรษาต้นต้องท่องสวดมนต์ พอท่องสวดมนต์ได้แล้ว ก็ตั้งหน้าท่องสูตรมูลกัจจายน์ตลอดปีจึงจบ พอย่างเข้าปีที่ ๒ ก็ลงมือเรียนมูลกัจจายน์ เรียนอยู่ ๒ ปีจบเพียงอาขยาต ท่านอุปัชฌายะ บอกว่าเรียนมูลให้จบเสียก่อนจึงเข้าไปกรุงเทพฯ เผอิญในพรรษาที่ ๔ พระอุปัชฌายะอาพาธเป็นไข้เรื้อรังถึง ๔ เดือน บอกหนังสือไม่ได้เสียเวลาเปล่า ครั้นออกพรรษาแล้ว พระอุปัชฌายะบอกว่า อยู่ที่นี่จะเสียเวลามากไปจะไปกรุงเทพฯ ก็เตรียมเถอะ การที่จะเข้ามาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ ปรารภมา ๒ ปีแล้ว เมื่อท่านอุปัชฌายะเปิดโอกาสก็ดีใจ ฝ่ายบ้านเมืองเขาเตรียมจะเข้ามาส่งพระราชทรัพย์ เดือนอ้ายเขาจะยกออกจากเมืองอุบล เพี้ยมหาสงครามเป็นหัวหน้า แลเป็นคนชอบกันกับอัตตโน พระอุปัชฌายะก็ฝากเขาด้วย 

โอวาทท่านอุปัชฌายะก่อนเข้ากรุงเทพฯ

เวลาจะเข้ามากรุงเทพฯ ไปทําวัตรนมัสการท่านอุปัชฌายะ ท่านให้โอวาทน่ายินดี ๓ ประการ 

ข้อ ๑ สั่งว่าเมื่อไปถึงกรุงเทพฯ แล้วให้ไปนมัสการพระแก้ว มอบกายถวายชีวิตอธิษฐานตามประสงค์ฯ 

ข้อ ๒ ว่าการเข้าไปอยู่บ้านใหญ่เมืองหลวง ให้สังเกตดูวัดใดเป็นวัดใหญ่มีพระเณรมาก เขาจะบอกว่าเป็นวัดไม่ดีไม่ควรอยู่ก็ตาม อย่าเชื่อให้ไปอยู่วัดนั้นแหละ เขามีดีอยู่ในที่นั้น เขาจึงมากให้ไป เลือกเอา วัดใดมีพระเณรน้อย เขาจะชมว่าเป็นวัดดีควรอยู่ก็อย่าเชื่อ มันมีชั่วอยู่ในที่นั้นมันจึงน้อยฯ

ข้อ ๓ ว่าเมื่อเราจะไปอยู่กับท่านผู้ใด ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นที่พึ่งพาอาศัย เป็นเจ้าเป็นนาย ให้สังเกตดู ถ้านิสสัยไม่ถูกกันอย่าอยู่จะมีความผิดให้สังเกตดังนี้ ถ้าท่านประพฤติอย่างไร ท่านทํากิจสิ่งไร เป็นที่ไม่ชอบใจของเรา เราทําสิ่งไร ประพฤติอย่างไร เป็นที่ไม่ชอบใจของท่าน ชื่อว่านิสสัยไม่กินกันรีบคิดไปอยู่ที่อื่น ถ้าท่านทําสิ่งไร ประพฤติสิ่งไร ก็เป็นที่ชอบใจเรา เราทําสิ่งไร ประพฤติสิ่งไร ก็เป็นที่ชอบใจท่าน อย่างนี้ชื่อว่านิสสัยกินกัน อุตสาหะตั้งใจปฏิบัติอยู่ในสํานักท่านไป อาจจักสําเร็จความประสงค์ของเราทุกประการฯ

การเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ท่านอุปัชฌายะให้หนังสือ ๓ ฉบับ ถวายสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ฉบับ ๑ ถวายสมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์ ยังอยู่ในตําแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์ฉบับ ๑ ถึงพระอ่อน วัดบุรณสิริมาตยาราม ซึ่งเป็นสัทธิงฯ ของท่าน ภายหลังได้เป็นพระอริยกวี เจ้าคณะเมืองอุบลฉบับ ๑ ให้เป็นผู้นําถวาย ครั้นเข้ามาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ได้พักอยู่ที่วัดบุรณสิริมาตยาราม กับท่านอ่อนชั่วคราว ท่านอ่อนเป็นผู้จัดการ ส่วนอัตตโนกับสีโห น้องชายท่านเอาไปฝากปลัดผา วัดเทพศิรินทราวาส ปลัดผาก็เป็นสัทธิงวิหาริกของท่านเทวธมฺมีเหมือนกัน ถวายตัวเป็นอันเตวาสิกเจ้าคุณ อริยมุนี (เอม) เจ้าอาวาส อีกองค์หนึ่งท่านอ่อนรับไว้ เข้ามาถึงกรุงเทพฯ เดือน ๓ เดือน ๔ ได้ไปอยู่วัดเทพศิรินทราวาส 

การเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ นับว่าเป็นโชคดี ประจวบกับสมัยมีงาน พระเมรุพระนางสุนันทากุมารีรัตน์ ณ ท้องสนามหลวง มีพระเมรุใหญ่พระเมรุทอง มีเครื่องพระราชไทยทาน แลการละเล่นเต็มยศตามแบบโบราณราชประเพณี ถ้าผู้ไม่ได้เห็นก็น่าเสียดาย ต่อนั้นมานับว่า ทรงยกเลิกงานใหญ่ในท้องสนามหลวงก็ว่าได้ คงไม่ได้เห็นงานใหญ่เช่นนั้นต่อไปอีกฯ 

พรรษา ๔ – ๖
จําพรรษาวัดเทพศิรินทราวาส เรียนธรรมบท

เมื่ออัตตโนได้อาศัยวัดเทพศิรินทราวาสอยู่เป็นสุข ในเวลานั้น ยังเป็นวัดใหม่ พระสงฆ์พึ่งยกมาอยู่ได้ ๔ พรรษาเท่ากับพรรษา ของอัตตโน ตกลงอัตตโนอุปสมบทปีพระสงฆ์ยกมาอยู่วัดเทพศิรินทราวาสนั้นเอง ในเวลานั้นปัจจัยทั้ง ๔ บริบูรณ์ ไม่ได้รับความอัตคัดขัดสนเลย ได้ตั้งหน้าเล่าเรียนโดยส่วนเดียว เจ้าอาวาสก็มีเมตตาสงเคราะห์โดยฐานะแห่งลูกศิษย์กับอาจารย์ สัตบุรุษจ้างอาจารย์ให้ มาสอนธรรมบททีปนีอยู่ ๒ คน ตอนเช้าชื่ออาจารย์บุตรมาสอน ตอนเพลแล้วมหาดิดมาสอน 

มหาดิดองค์นี้ทราบว่าเป็นเปรียญอยู่วัดบวรนิเวศ ในเวลานั้นประมาณอายุอยู่ในระหว่าง ๖๐ เป็นผู้ใหญ่แล้วหนังสือดี เขาว่าท่านเสียจริต จึงต้องมาปลูกกุฏิอยู่ที่ใกล้บ้านน้องชายหลังวัดเทพศิรินทราวาสใกล้วัดจางวางพ่วง ดูเหมือนว่าเป็นเปรียญ ๕ ประโยค เป็นพระอยู่บ้าน อะไรท่านก็ดีทุกอย่าง เป็นแต่ท่านชอบเล่นหมากรุกเท่านั้น ส่วนอาจารย์บุตรนั้นชอบเล่นหวย เงินเดือนที่บอกหนังสือได้ไม่พอใช้หวยกินงอม ได้เรียนธรรมบทอยู่ในสํานักท่านทั้ง ๒ นี้ ปีหนึ่งได้ความรู้พอเป็นสะพาน 

มีผู้บอกเล่าว่าอาจารย์บุญบอกหนังสืออยู่ที่วัดกันมาตุยาราม ดีมาก จึงไปขอเรียนในสํานักอาจารย์บุญ ไปพักแรมอยู่วัดกันมาตุยารามบ้างเป็นคราวๆ ยังไม่เต็มปีเผอิญอาจารย์ถูกเลือกให้เข้าไปสอนในพุทธปรางค์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ยังทรงว่าการทหารมหาดเล็ก ทรงจัดการบํารุงการศึกษาที่วัดพระแก้ว ให้มีอาจารย์บอกหนังสือ ๔ อาจารย์ ตามศาลารายชั้นนอก ๓ อาจารย์ อาจารย์บุญบอกอยู่ในพุทธปรางค์ ทรงจัดให้มีสํารับคาวหวานถวายพระนักเรียนเช้าเพลเป็นนิตย์ ที่วัดเทพศิรินทราวาส อัตตโนกับมหาสิทธิ์ที่เป็นพระญาณวิจิตรรับราชการอยู่ ณ หอพระสมุดทุกวันนี้ พากันเข้าไปเรียนในพุทธปรางค์ทุกวันสู้ทนความลําบากอยู่ได้ปีหนึ่ง 

พรรษา ๗ – ๙
เรียนมูลกัจจายน์ที่วัดบุบผาราม

อยู่วัดเทพศิรินทราวาสได้ ๓ พรรษา อาจารย์เห็นความลําบากแนะนําให้ไปอยู่กับพระสาสนโสภณ (อ่อน) เมื่อท่านยังเป็นเปรียญอยู่วัดบุบผาราม พอปวารณาแล้วไม่ช้านัก พระอริยมุนี (เอม) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสเป็นอหิวาตกโรคถึงมรณภาพ พอจัดการทางวัดเรียบร้อยแล้วเรียนท่านปลัดผาอาจารย์ขอลาไปอยู่วัดบุบผาราม ท่านก็เห็นชอบด้วย 

พระปลัดผานั้นเป็นผู้ควรเคารพอย่างยิ่ง ความเมตตาของท่านอุตสาหะนําอัตตโนไปฝากเจ้าคุณวิเชียรมุนี (เมตฺตคู) เจ้าอาวาสแลมหาอ่อนด้วยตนเอง อัตตโนเป็นพระผู้ใหญ่ได้ ๗ พรรษาแล้ว ไปอยู่วัดบุบผารามเรียนหนังสือในสํานักมหาอ่อน ท่านบอกว่าแปลหนังสือ ก็พอสมควรแล้วเรียนมูลอีกเถอะ ก็ตั้งหน้าท่องสูตรมูลอีก ที่ท่องไว้แต่ก่อนลืมหมดแล้ว กว่าจะได้ลงมือเรียนตั้ง ๓ เดือน 

สูตรมูลเป็นของจํายาก ชอบลืม ชอบสงสัย เว้นไม่ท่องสัก ๓ วันจับท่องเข้าเกิดสงสัยบางแห่งขึ้นแล้ว เรียนมูลตั้งต้นแต่สนธิไปตลอดปีได้สนธิกับนามผูกหนึ่งเท่านั้น ส่วนคัมภีร์นั้นอาศัยฟังผู้อื่นท่านมาเรียนได้รู้สึกว่ามีความรู้ขึ้นพอควร เข้าปีที่ ๒ กระทรวงธรรมการประกาศว่า แล้งหน้าจะมีการสอบพระปริยัติธรรมให้ส่งบัญชีนักเรียน อาจารย์ให้เลิกเรียนมูล ให้ซ้อมประโยคธรรมบทก่อนแต่เข้าพรรษาตลอดออกพรรษาก็ไม่ได้กี่ประโยค แต่ลูกศิษย์ของท่านที่อยู่วัดบุบผาราม ท่านให้เข้าบัญชี ๓ องค์ เมื่อเข้าสอบได้ ๒ ตก ๑ ที่ได้คือ อัตตโน กับ พระราชเมธี (ท้วม) ยังเป็นสามเณร การแปลปริยัติธรรมคราวนี้ แปลแต่ประโยค ๓ เท่านั้น จวนงานฉลองวัดราชประดิษฐ์ต้องเลิก งดการแปลประโยคสูงต่อไป 

พรรษา ๙
เรียนจบเปรียญ ๓ ประโยคดังคําอธิษฐาน

เมื่อได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค อัตตโนได้ ๙ พรรษาแล้ว อายุเข้า ๓๐ แล้ว การเล่าเรียนของอัตตโนนับว่าสําเร็จลงเพียงนี้ ในระหว่าง ๕ ปีที่อัตตโนกําลังเล่าเรียนอยู่ น่ายินดีสมกับคําที่อัตตโน อธิษฐานไว้จําเพาะพระพักตร์พระแก้ว คือได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าตั้งใจจะเข้ามาเล่าเรียนเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ถ้าวาสนาสามารถจะเป็นคุณเป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาได้ ต่อไป การเล่าเรียนของข้าพเจ้าขอให้สะดวก อย่าให้มีอาพาธป่วยไข้จนถึงป่วยการการเล่าเรียน แลขอให้ข้าพเจ้าประสบพบเห็นแต่ท่านที่เป็นนักปราชญ์ อาจจักแนะนําข้าพเจ้าให้มีความรู้ความฉลาด ถ้าไม่มีวาสนาในทางบํารุงศาสนาแล้ว ความปรารถนาอธิษฐานนี้อย่าให้สําเร็จเลย” 

พรรษา ๑๐
ตั้งใจศึกษาทางวิปัสสนาธุระ

ข้อที่ตั้งอธิษฐานไว้นี้นับว่าสําเร็จบริบูรณ์ แต่ความรู้จะให้เชี่ยวชาญไม่ได้อยู่เอง ด้วยมาจับเรียนหนังสืออายุย่างเข้า ๒๖ แล้ว รู้ได้เพียงนี้ก็นับว่าเป็นลาภอันสําคัญ แต่ที่จะเรียนต่อไปอีกหมดความอุตสาหะ คิดถึงตัวมากเห็นว่าการแปลหนังสือ พอรู้ผิดรู้ถูกได้แล้ว ตกลงเอาเป็นพอ ตั้งใจว่าต่อแต่ ๑๐ พรรษานี้ไปจะศึกษาทางวิปัสสนาธุระ เข้ามาเล่าเรียนอยู่กรุงเทพฯ ๖ พรรษา อยู่วัดเทพศิรินทราวาส ๓ พรรษา อยู่วัดบุบผาราม ๓ พรรษา คิดจะไม่รับราชการต่อไป ด้วยคิดเห็นว่าความสามารถของตนจะไม่ทันแก่สมัย จึงได้ทูลลาออกไปเมืองอุบล พระอุปัชฌายะเทวธมฺมียังอยู่ 

พรรษา ๑๑
ได้ความสว่างในธรรมปฏิบัติ พอเป็นทางดําเนิน

ได้ไปอุปัฏฐากพระอุปัชฌายะอยู่วัดสีทองพรรษาหนึ่ง เป็นพรรษาที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๔๓๐ ปีกุน การที่ไปอยู่ปฏิบัติอุปัชฌายะมีประโยชน์สําคัญ อยู่กับท่านแต่ก่อนท่านก็พูดธรรมสู่ฟังบ่อยๆ แต่ไม่เข้าใจเลย ครั้นกลับไปจากกรุงเทพฯ ท่านแสดงอะไรให้ฟังเป็นที่จับใจทุกอย่าง จึงได้รู้สึกความลึกซึ้งของครูบาอาจารย์ เมื่อท่านเห็นว่าเรามีความรู้พอรับรองได้ ท่านก็ตั้งอกตั้งใจสอนจริงๆ คืนหนึ่งๆ แนะนําอยู่ได้ตั้ง ๔ – ๕ ชั่วโมง แทบทุกคืนเว้นแต่มีกิจไปที่อื่น ได้ความสว่างในธรรมปฏิบัติในสํานักอุปัชฌายะพอเป็นทางดําเนิน 

พรรษา ๑๒
จําพรรษาบ้านหนองไหล รับภาระอุปัชฌายะ

พรรษาที่ ๑๒ ออกไปจําพรรษาที่บ้านหนองไหล ให้ปลูกกุฏิอยู่ที่ป่า มีพระเณรไปอยู่เรียนหนังสือด้วย ๗ – ๘ องค์ ถึงวันพระ ๘ – ๑๔ – ๑๕ คํ่า ให้พวกญาติมาประชุมฟังเทศน์รับอุโบสถเสมอ ในแล้งนี้เจ้านครจําปาศักดิ์แต่งกรมการมาขอพระธรรมยุติกาในสํานักอุปัชฌายะ ขอให้ไปตั้งคณะธรรมยุตที่เมืองนครจําปาศักดิ์ พระอุปัชฌายะสั่งให้เข้าไปหารือเรื่องจะให้ใครไปตั้งคณะธรรมยุตที่นครจําปาศักดิ์ ตกลงหาตัวไม่ได้ อัตตโนต้องรับภาระของอุปัชฌายะ ปลายปี พ.ศ. ๒๔๓๑ นั่นเอง ต้องลงไปอยู่เมืองนครจําปาศักดิ์

พรรษา ๑๓
จําพรรษาวัดมหามาตยาราม นครจําปาศักดิ์

ในเวลานั้นพระยามหาอํามาตย์ (หรุ่น) เป็นข้าหลวงประจําอยู่ที่นั่น พร้อมด้วยเจ้านครจําปาศักดิ์สร้างวัดให้ใหม่ ให้ชื่อว่า วัดมหามาตยาราม มีพระเณรไปเรียนหนังสือด้วย ๑๑ – ๑๒ องค์ จําพรรษาที่วัดมหามาตยาราม เป็นพรรษาที่ ๑๓ ส่วนพระยามหาอํามาตย์กับเจ้านครจําปาศักดิ์พร้อมใจกันมีหนังสือเข้ามากราบบังคมทูล ขอให้อัตตโนเป็นเจ้าคณะสังฆปาโมกข์เมืองนครจําปาศักดิ์ อัตตโนไม่ทราบเลย ต่อออกพรรษาแล้วเดือนยี่ได้รับท้องตราให้หาตัวอัตตโนเข้ามารับสัญญาบัตร ณ กรุงเทพฯ เมื่อได้รับท้องตราแล้ว ก็เป็นอันหมดปัญหา ส่วนลาภ ยศ อัตตโนไม่รังเกียจ ไม่เบื่อไม่หน่าย ได้อะไรเป็นอะไรก็ยินดีทั้งนั้น อัตตโนรังเกียจเบื่อหน่ายแต่ความรู้ความฉลาดของอัตตโนไม่เพียงพอเท่านั้น 

พรรษา ๑๔
จําพรรษา วัดพิชยญาติการาม กรุงเทพฯ

เดือน ๓ ปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ออกจากเมืองนครจําปาศักดิ์ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๔๓๓ จึงถึงกรุงเทพฯ พักจําพรรษาอยู่วัดพิชยญาติการามกับเจ้าคุณสาสนโสภณ (อ่อน) อาจารย์ เวลานั้นยังเป็น พระเมธาธรรมรส เป็นพรรษาที่ ๑๔ การเข้ามากรุงเทพฯ ครั้งที่ ๒ นี้ได้พาลูกศิษย์เข้ามาเล่าเรียน ภายหลังได้เป็นกําลังแก่การงาน หลายคน นับว่าเป็นประโยชน์มาก 

พรรษา ๑๕ – ๑๖
จําพรรษาที่นครจําปาศักดิ์

ครั้นถึง ณ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่พระครูวิจิตรธรรมภาณี เจ้าคณะใหญ่เมืองนคร จําปาศักดิ์ ตาลิปัดแฉกทองแผ่ลวด มีนิตยภัตร์ ๘ บาท ถึงเดือน ๖ พ.ศ. ๒๔๓๔ กลับออกไปเมืองนครจําปาศักดิ์ เดือน ๘ จึงถึง เป็นพรรษาที่ ๑๕ จําพรรษาที่นครจําปาศักดิ์ พรรษาที่ ๑๖ ก็จําพรรษาที่นครจําปาศักดิ์ 

พรรษา ๑๗ จําพรรษาที่วัดสุปัฏน์ฯ

พรรษาที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๔๓๖ ตรงกับ ร.ศ. ๑๑๒ ยกฝั่ง แม่นํ้าโขงตะวันออกให้แก่ฝรั่งเศส อัตตโนทูลลากลับมาจําพรรษาที่ วัดสุปัฏน์ฯ เมืองอุบล 

พรรษา ๑๘ จําพรรษาวัดพิชยญาติการาม
ได้เปรียญ ๔ ประโยค

พรรษาที่ ๑๘ พ.ศ. ๒๔๓๗ อัตตโนเข้ามาจําพรรษาที่วัด พิชยญาติการาม กรุงเทพฯ เข้ามาคราวนี้พาลูกศิษย์เข้ามาเล่าเรียนมาก การขึ้นล่องในสมัยนั้นเป็นการลําบากมาก เดินทางเกวียนตั้ง ๒ เดือน ๓ เดือนจึงถึง เสียเงินรัฐบาลมากต้องเกณฑ์จ้าง 

การเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ คราวนี้ ถูกสมัยที่ทรงตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัย อัตตโนได้เป็นกรรมการในมหามกุฏราชวิทยาลัยด้วย ออกพรรษาแล้วสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้อัตตโนไปอยู่วัดเทพศิรินทราวาส เป็นผู้ช่วยหม่อมเจ้าพระศรีสุคตขัตติยานุวัตร ท่านเป็นสมภาร พรรษายังไม่ถึง ๑๐ รับนิสสัยพระสงฆ์ยังไม่ได้ ให้อัตตโนไปเป็นผู้รับนิสสัยพระสงฆ์ แลเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนภาคมคธด้วย ในแล้งนี้มีแปลพระปริยัติธรรมในท้องสนามหลวงด้วย สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส รับสั่งให้อัตตโนเข้าแปลประโยค ๔ กับเขาด้วย อัตตโนก็จําใจเข้าแปล กับเขา เผอิญถูกประโยคที่ง่ายได้ดูไว้บ้างแล้ว ถูกทีปนีผูก ๙ ขึ้นต้น “วงฺคีสตฺเถโรบี ฯ” แปลได้อย่างดี อัตตโนได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยค ในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้ ๑๘ พรรษาแล้ว 

พรรษา ๑๙ จําพรรษาวัดเทพศิรินทราวาส
ถวายพรหมจรรย์ตลอดชีวิต

ในพรรษาที่ ๑๙ นี้ได้ช่วยหม่อมเจ้าพระศรีสุคตฯ อยู่วัด เทพศิรินทราวาสตลอดพรรษา พอออกพรรษาแล้วอัตตโนเห็นว่ากําลังร่างกายไม่พอแก่การงาน ถ้าขืนอยู่ไปคงเกิดโรค เพราะอาหารไม่มี รสเสียแล้ว อัตตโนไม่มีทางจะออกตัวได้อย่างไร เห็นแต่ทางลาสึกเป็นดีกว่าอย่างอื่น จึงได้ทูลลาสึก

เดือน ๑๒ ออกไปเรียนวิปัสสนาอยู่กับเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (สิง) วัดปทุมวนาราม ถึงเดือนอ้ายออกไปเขาคอกตั้งหน้าเจริญวิปัสสนา ในระหว่างเดือนอ้ายนั้นนับว่าสมประสงค์ ตัดสินตนได้ คือยอมถวายตัวเป็นข้าพระรัตนตรัยอยู่ในพระศาสนาตลอดชีวิต ได้มีลิขิตเข้ามาถวายพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรว่า ถวายพรหมจรรย์แล้ว ด้วยพระองค์ท่านคอยฟังข่าวอยู่ คือได้ทูลไว้ว่าจะออกไปหาวิเวกตรึกตรองก่อน เพราะพระองค์ท่านทรงพระเมตตามาก คอยจะทรงอุปการะอยู่ 

พรรษา ๒๐ จําพรรษาวัดปทุมวนาราม

ครั้นตัดสินตนได้แล้ว ก็เดินรุกขมูลต่อไป ได้ออกไปเที่ยวอยู่ในแขวงเมืองนครราชสีมาตลอดแล้ง ยังเป็นห่วงพระโพธิวงศาจารย์ (อ้วน) ซึ่งยังเป็นเปรียญ เป็นครูโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส แทน ตัวอัตตโนอยู่ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้กลับเข้ามาจําพรรษาอยู่ที่วัดปทุมวนาราม เป็นปีพรรษาที่ ๒๐ ในพรรษานี้ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา เดือน ๑๐ กลับได้รับพัดเปรียญ ๔ ประโยค แลพัดพระครูคืนอีก คราวนี้เป็นพัดพุดตาน ตกลงเป็นอันไม่มีทางจะแก้ตัว 

ครั้นออกพรรษาแล้ว คิดการจะออกไปตั้งการศึกษาเล่าเรียนที่เมืองอุบล ทั้งภาคหนังสือไทยแลภาคมคธ เตรียมแบบแผนบริบูรณ์ได้เปรียญ ๔ องค์เป็นกําลัง คือ พระมหาทา เปรียญเอก ๗ ประโยค มหาอ้วน เปรียญโทเทียบ ๕ ประโยค มหารัต เปรียญ ๔ ประโยค มหาล้อม เปรียญ ๔ ประโยค แลได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ออกไปตั้งตามความประสงค์ 

ครั้นไปถึงเมืองอุบล ก็จัดการตั้งโรงเรียนหนังสือไทยแลภาคมคธขึ้นที่วัดสุปัฏน์ฯ เมืองอุบล ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้รับราชูปถัมภ์ ๘๐๐ บาท ในเวลานั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ เป็นผู้ทรงช่วยอุปถัมภ์ แลทรงตั้งโยมผู้ชายของอัตตโนให้เป็นหลวงสุโภรสุประการฝ่ายสังฆการี ณ เมืองอุบลใน พ.ศ. ๒๔๔๐ ส่วนการศึกษาเล่าเรียนได้จัดตั้งวิธีสอบไล่จัดให้ มีรางวัลตามสมควร ไปตั้งในระหว่างปีเดียว มีนักเรียนหนังสือไทยมากกว่า ๑๐๐ พระเณรที่เรียนมคธไม่ตํ่ากว่า ๕๐ นับว่าคิดการสําเร็จก่อนมณฑลทั้งปวง 

พรรษา ๒๑ – ๒๒ จําพรรษาวัดสุปัฏน์ฯ 

ในพรรษาที่ ๒๑ แลพรรษาที่ ๒๒ จําพรรษาอยู่ที่วัดสุปัฏน์ฯ เมืองอุบล ครั้นออกพรรษาแล้ว ย่างเข้าปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้รับพระหัตถเลขาสมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ดําเนินกระแสพระบรมราชโองการ ให้อัตตโนเข้ามากรุงเทพฯ 

พรรษา ๒๓ จําพรรษาวัดบวรนิเวศวิหาร
เข้าเฝ้ารัชกาลที่ ๕ และเป็นพระราชาคณะ

อัตตโนได้เข้ามากรุงเทพฯ ตามกระแสพระบรมราชโองการ พักจําพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร พอมาถึงสัก ๑๐ วัน สมเด็จ พระมหาสมณะเจ้า นําอัตตโนเข้าเฝ้าไปรเวท ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มุขกระสันด้านตะวันออก ทรงพระราชปรารภถึงการศึกษาเล่าเรียนที่ออกไปจัดการตั้งโรงเรียนขึ้นได้นั้น เป็นที่พอพระราชหฤทัยสมด้วยพระราชประสงค์ แล้วพระราชทานตรามณฑลอีสานให้เป็น ผู้อํานวยการคณะมณฑล แต่ยังเป็นพระครูวิจิตรธรรมภาณี 

ออกพรรษาแล้วในงานฉัตรมงคล ณ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๒ อัตตโนได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนตําแหน่งยศเป็นพระราชาคณะที่ พระญาณรักขิต เป็นปีพรรษาที่ ๒๓ 

พรรษา ๒๔ – ๒๕ จําพรรษาวัดสุปัฏน์ฯ
จัดการวางระเบียบการคณะแลการศึกษา

เสร็จราชการแล้ว เดือนยี่อัตตโนรีบออกไปเมืองอุบล จัดการวางระเบียบการคณะแลการศึกษา พระมหาทา พระมหาอ้วน พระปลัดอํ่า ๓ องค์นี้เป็นแม่แรงช่วยแยกกันไป เพราะมณฑลนี้ใหญ่มากมีจํานวนวัด ๒,๐๐๐ เศษ มีจํานวนพระแลสามเณร ๓๐,๐๐๐ เศษ จัดการคราวแรกลําบาก เพราะยังไม่มีหลักฐาน สุดแต่เจ้าคณะมณฑลจะเห็นสมควรอย่างไร 

การจัดคณะให้เป็นหมวดเป็นแขวง ไม่ใช่จัดได้ด้วยง่าย เพราะประเทศนั้นยังไม่เคยมีแบบมีแผน ต้องอาศัยทางราชการเป็นกําลังช่วยให้มีอํานาจ ส่วนการศึกษาให้ตั้งการศึกษาขึ้นทุกหัวเมือง บางแห่งขัดด้วยหานักเรียนไม่ได้ บางแห่งขัดด้วยหาครูผู้จะบอกหนังสือไทยไม่ได้ ถึงต้องจําหน่ายนักเรียนเมืองอุบลไปสอนตามหัวเมืองนั้นๆ หลายตําบล การที่มีเจ้าคณะมณฑลทรงตั้งคราวเดียวกันทุกมณฑล ต่างองค์ต่างออกไปจัดวางระเบียบการตามมณฑลของตนๆ แล้ว ทํารายงานส่งกระทรวง 

ต่อมาภายหลัง จึงได้ทรงตั้งพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์วางแบบได้เป็นการสบายแล้วฯ อัตตโนได้ช่วยกันจัดการคณะมณฑลแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ตลอดต้นปี พ.ศ. ๒๔๔๓ จําพรรษาที่วัดสุปัฏน์ฯ อุบล เป็นปีพรรษาที่ ๒๔ กับพรรษา ๒๕ ตกแล้งในปีนั้นก็ช่วยกันออกตรวจตลอดมณฑล ได้ไปตรวจแต่จําเพาะเมือง จะไปตามอําเภอเวลาไม่พอ

พรรษา ๒๖ จําพรรษา วัดเทพศิรินทราวาส 

ย่างเข้า พ.ศ. ๒๔๔๕ อัตตโนต้องกลับเข้ามากรุงเทพฯ พัก จําพรรษาที่วัดเทพศิรินทราวาส เป็นปีพรรษาที่ ๒๖ ด้วยในแล้งนี้ มีงานพระเมรุท้องสนามหลวง ตั้งที่โบสถ์พระแก้ววังหน้า พระศพกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นต้น หลายพระศพด้วยกัน 

พรรษา ๒๗ จําพรรษาวัดสุปัฏน์ฯ
ทูลลาพักราชการ ออกเจริญสมถะวิปัสสนา

เสร็จราชการแล้ว ย่างเข้าปี พ.ศ. ๒๔๔๖ เดือน ๖ กลับ ออกไปจัดการ แลจําพรรษาที่วัดสุปัฏน์ฯ เมืองอุบล เป็นปีพรรษาที่ ๒๗ นับแต่ได้ ๔ พรรษามาถึง ๒๗ พรรษานี้ การขึ้นล่องกรุงเทพฯ กับอุบล เวลาขึ้นนับเป็น ๑ ล่องนับเป็น ๒ เป็นลําดับไปได้ ๑๐ เที่ยว แลกําหนดในใจไว้ว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ นี้ออกพรรษาแล้วจะกลับ เข้ามากรุงเทพฯ ทูลลาพักราชการมณฑลเพราะเหน็ดเหนื่อยมาก ส่วนการงานก็ตั้งฐานได้แล้ว แลเห็นว่าลูกศิษย์ผู้จะรับมรดก ก็คงจะบํารุงการให้เป็นไปได้ 

เพราะเหตุนี้ออกพรรษาแล้ว ทูลลาเสด็จข้าหลวงต่างพระองค์เข้ามากรุงเทพฯ เป็นเที่ยวที่ ๑๑ พักที่วัดเทพศิรินทราวาส แลได้ ทูลลาออกจากตําแหน่งเจ้าคณะมณฑล แลทูลลาไปเที่ยวประเทศพม่า พักร่างกายให้สบายสักคราว ก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตามประสงค์ ได้ตราเดินทางถึงกงสุลประเทศพม่า ตรากรมท่า ตรามหาดไทย ตราธรรมการ เป็น ๓ ฉบับ เตรียมการจะไปประเทศพม่า แต่ยังเป็นห่วงพระมหาอ้วนที่รั้งคอยอยู่ทางอุบล จึงได้จัดหาหนังสือแบบเล่าเรียน สิ่งไรยังบกพร่องได้แล้ว บรรทุกรถไฟออกไปโคราช จัดจ้างเกวียนส่งสิ่งของออกไปให้มหาอ้วนเสร็จแล้ว เบาใจ สิ้นห่วง 

นับแต่อัตตโนออกไปจัดการศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่เมืองอุบลแต่ พ.ศ. ๒๔๔๐ มาถึง พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็น ๖ ปี อายุอัตตโนได้ ๔๘ ปี พรรษาได้ ๒๗ พรรษา อัตตโนได้ทูลลาพักราชการคิดจะไปเที่ยว ตากอากาศ แลหาวิเวกเจริญสมถะวิปัสสนา มุ่งกิจส่วนตนเป็นใหญ่ แต่ก็หาสําเร็จตามประสงค์ไม่จะไปเที่ยวประเทศพม่าในแล้งนี้เกิดขัดข้อง เผอิญป่วยเท้าเดินไกลไม่ได้ อย่างพยายามทนลําบากวันหนึ่ง ก็เดินได้เพียง ๕๐ เส้น จึงปรึกษากับพระครูอุดมธีรคุณ (เงิน) ซึ่งยังเป็นพระอันดับเป็นปัจฉาสมณะ ในพรรษานี้ควรจะเข้าไปพัก จําพรรษาที่เขาใหญ่เสียก่อน เมื่อเท้าหายออกพรรษาแล้วจึงไปพม่า ก็เป็นอันตกลงกัน 

อาพาธไข้ป่าจนพูดเพ้อ

พยายามเดินแต่นครราชสีมาไปเขาใหญ่เกือบเดือนจึงถึงบนเขาใหญ่ ไปพักอยู่บ้านสองพี่น้อง แต่เดือน ๔ ถึงเดือน ๖ อากาศไม่สบาย ลาพวกบ้านเขาเลื่อนลงมาอยู่บ้านท่าช้าง ในต้นเดือน ๗ ให้ชาวบ้านเขาปลูกกุฏิให้บนเขาน้อยใกล้บ้านท่าช้าง คิดว่าจะเป็นที่สบาย ปลูกกุฏิแล้วได้อยู่ประมาณสัก ๑๐ วัน อัตตโนเป็นไข้ป่าจับอย่างสําคัญได้ ๓ วัน พูดเพ้อ คิดจะพูดอย่างหนึ่งกลายเป็นพูดอย่างอื่นไป ยาควินินก็หมดไม่มียาพอแก้ไข้ จึงใช้ให้พระครูอุดมฯ รีบไปขึ้นรถไฟไปนครราชสีมาซื้อยาควินิน เธอก็รีบไป ๒ คืนจึงกลับมาถึง หลวงประสิทธิ์ บ้านอยู่ใกล้วัดเลียบคลองปลูเป็นคนชอบกัน ทราบว่าอัตตโนอาพาธ ก็รีบจ้างคน ๔ คนมาพร้อมด้วยพระครูอุดมฯ ให้มาหามเอาอัตตโนออกไปรักษาที่บ้าน 

ครั้นได้ยาควินินมาแล้วก็ฉัน หายจับในวันนั้น รุ่งขึ้นเป็นเดือน ๗ แรม ๕ คํ่า ชาวบ้านท่าช้างนั้นเอง ช่วยกันทําแคร่ป่า หามออกมาส่งรถไฟสถานีปากช่อง วันยังคํ่าจึงถึง รุ่งขึ้นแรม ๖ คํ่า ขึ้นรถไฟไปลงภูเขาลาด ไปพักบ้านหลวงประสิทธิ์ แกยกเรือนให้ หลังหนึ่งรักษาตัวอยู่ที่นั้นพอสบายหายโรค 

รับพระบรมราชโองการเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส 

เดือน ๘ ขึ้น ๒ คํ่า ได้รับท้องตราเสมาธรรมจักร ดําเนินกระแสพระบรมราชโองการ ให้นิมนต์อัตตโนเข้าไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ โดยเร็วให้ทันพระราชประสงค์ อัตตโนก็ไม่มีปัญหา เดือน ๘ ขึ้น ๕ คํ่า อัตตโนเข้ามากรุงเทพฯ พักวัดเทพศิรินทราวาส เดือน ๘ ขึ้น ๘ คํ่า ยกมาอยู่วัดบรมนิวาส มีกระบวนรถหลวง ๒ คัน เทียมด้วยม้าเทศเป็นเกียรติยศ ขึ้นแต่หน้าวัดเทพศิรินทราวาส มาถึงทางรถไฟข้างสะพานยศเส หมดทางกันเพียงนั้น 

พระเถระที่มาส่ง มีแต่สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสพระองค์เดียว เวลาบ่าย ๓ โมงมาถึงวัดทรงสั่งเสียเสร็จแล้วก็เสด็จกลับ พระสงฆ์ในวัดบรมนิวาสเวลานั้นมีอยู่ ๑๓ รูป วินัยธร ชื่อเพ็ชร์ เป็นผู้รั้ง ท่านทั้งหลายก็พากันแสดงความยินดี พวกทายกทายิกาก็พากันมาถวายดอกไม้ธูปเทียน แต่มีน้อยไม่ถึง ๑๐ คน ได้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิ์วัดนวิศิษฏ์ เป็นผู้ทรงรับรองเกื้อหนุน ทรงปวารณาด้วยปัจจัย ๔ แลทรงรับสั่งให้นายเวรเผือกข้าหลวงเก่าในพระองค์เป็นผู้ทําสํารับเช้าเพลถวายกว่าจะมีกําลังขึ้นได้ เป็นพระเดชพระคุณอย่างลึกซึ้ง ไม่มีความร้อนใจเลย 

พรรษา ๒๘ เป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส
ดําเนินตามหลักพุทธจริยา ๓ ประการ

ครั้นใน พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นปีพรรษา ๒๗ ได้ทูลลาออกจากตําแหน่งเจ้าคณะมณฑลอีสาน ถึง พ.ศ. ๒๔๔๗ ปีมะโรง อายุ ๔๙ พรรษาที่ ๒๘ ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสนี้ นับแต่นั้นมาถึง พ.ศ. ๒๔๖๙ นี้ ได้ ๒๓ ปี อายุของอัตตโนย่างเข้า ๗๑ ปี แต่พรรษาคงได้ ๕๐ ถ้วน จะว่าอายุได้ ๗๐ ถ้วนก็ได้ฯ บัดนี้จะเล่ากิจการงานแลสุขทุกข์ในเวลาที่ได้มาอยู่เป็นเจ้าอาวาสในวัดนี้แล้วให้ฟังต่อไป 

เมื่อได้เป็นสมภารโดยจําใจจําเป็นแล้วอัตตโนตั้งเจตนาใหม่ คิดจะดําเนินตามหลักพุทธจริยา ๓ ประการ คือ อตฺตตฺถจริยา ณาตตฺถจริยา โลกตฺถจริยาฯ

ส่วน อตฺตตฺถจริยา นั้น ตั้งใจจะบําเพ็ญไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เต็มรอบ ให้สมบูรณ์ด้วยลาภ, ยศ, สรรเสริญ แลความสุขฯ 

ณาตตฺถจริยา นั้น คิดตั้งใจจะบํารุงพระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา แลผู้ที่รู้กันเห็นกัน อัตตโนถือว่าเป็นญาติ จะให้ได้รับความรู้ความฉลาดด้วยธรรมิกอุบาย พอเป็นที่อุ่นใจแก่ตนได้ทั่วไปฯ 

โลกตฺถจริยา นั้น คิดตั้งใจจะบํารุงก่อสร้างถาวรวัตถุทั้งภายนอกแลภายในให้โลกได้รับความสุขต่อไปฯ 

บูรณะปฏิสังขรณ์วัดบรมนิวาส

ในการประพฤติจรรยา ๓ นั้น จะเล่าให้ฟังแต่อย่างที่สําคัญ ถ้าจะเล่าให้ละเอียดตลอดไปเห็นไม่สู้มีประโยชน์นัก จะเล่าเรื่องสถานที่ ในวัดนี้ไว้ให้ฟังสักนิดหน่อย น่าสลดใจคราวหายนะ เมื่ออัตตโนมาอยู่กําลังวัดโทรม คณะหอเขียวมีกุฏิ ๕ หลัง พออาศัยอยู่ได้แต่ชํารุดทุกหลัง กุฏิใหญ่พื้นชั้นล่างทรุดกระดานโก่งอาศัยไม่ได้ พื้นชั้นบนดีแต่อับหน้าต่างเล็กซุบซู่ พระเณรอยู่ไม่ได้เป็นไข้ อัตตโนก็ออกอยู่ที่ระเบียงพอตลอดพรรษา ออกพรรษาอัตตโนไปปลูกกุฏิเล็กอยู่ต่างหาก 

คณะกลางที่รื้อสร้างโรงธรรมสวนะทุกวันนี้ มีกุฏิอยู่ ๖ หลัง พอพระเณรอาศัยอยู่ได้หลังเดียว ยังพออาศัยได้มากแต่คณะกุฏิ แต่ก็ชํารุดหลายหลัง หน้าวัดมีศาลาระเบียงรอบ ๓ หลังชํารุดทุกหลัง ใช้การไม่ได้ คณะสวนมีศาลา ๒ หลังแต่ชํารุดอาศัยไม่ได้เหมือนกัน พระอุโบสถเชิงกลอนแลช่อฟ้าตกลงมาหลายอัน ในพื้นพระอุโบสถทรุดเป็นแอ่งสองสามแห่ง ชุกชีพระประธานก็ทรุดเป็นแอ่งๆ เหมือนกัน ต้องปรับใหม่ทั้งนั้น ที่ปูหินหยาบโดยรอบในกําแพง หญ้าแห้วหมูขึ้นรอบแผ่นหินยาวกว่าฝ่ามือ ต้องรื้อปรับใหม่ยาปูนซีเมนต์ โดยรอบที่วัดด้านตะวันออกแลด้านใต้ ด้านตะวันตกรกเป็นดง ไม่มี ทางเดินไปมาหากันได้ ดูเป็นที่รําคาญใจเสียนี่กระไร แต่อัตตโนสบายไม่รําคาญเห็นว่าเป็นคราวของธรรมดา

เพียรพยายามอยู่ ๓ ปี จึงสร้างถนนหลังวัดสําเร็จ 

ยังมีข้อรําคาญอยู่อย่างหนึ่ง ที่วัดไม่มีทางออกต้องอาศัยเดินทางรถไฟลําบากมาก แต่อัตตโนพยายามพูดขอทางออกหลังวัดที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ๓ ปีจึงสําเร็จ เสียเงินมากที่ของหลวงยศเส ๒ เส้นเศษ แต่ถนนหลวงเข้าไปเขาเรียกเอาราคาวาละ ๒๐ บาท ในนั้นเข้าไปถึงวัด วาละ ๖ บาท แต่อย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมให้ตัดตรงๆ คดไปคดมา เพราะเจ้าของเขาหวงที่ คิดเสียว่าพอเดินสะดวกได้เป็นแล้วกัน 

สัตบุรุษช่วยกันบริจาคทรัพย์ ทั้งค่าซื้อที่แลค่าก่อสร้างเสร็จเป็นถนนรถเดินได้ สิ้นเงิน ๑๐,๕๐๐ บาท ได้ถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามให้เรียกว่า ถนนวัดนอก เขียนป้ายติดไว้ที่ปากตรอก มีพระราชประสงค์จะให้รักษาชื่อเดิมไว้ ด้วยวัดนี้เรียกว่า “วัดนอก” วัดบวรนิเวศ เรียกว่า “วัดใน” เป็นคู่กันแต่เดิม แต่ไม่สําเร็จไม่มีใครเขายอมเรียก เขาเรียกแต่ “ถนนวัดบรมนิวาส” 

อัตตโนมาอยู่วัดนี้ได้ ๓ ปีแล้ว จึงได้มีถนนหลังวัดเข้าออกได้ ถนนสายนี้เป็นเหตุให้ความเจริญแก่วัดขึ้นโดยลําดับฯ 

เจ้าจอมมารดาทับทิมจัดผ้าป่าบูรณะวัด

ในปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้สร้างถนนหลังวัดเสร็จแล้ว ปรารภจะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถแลวิหาร ซุ้มประตู ศาลานํ้า ซึ่งเป็นของสําคัญก่อน พอประจวบกับสมัยที่เจ้าจอมมารดาทับทิมมีประสงค์จะบําเพ็ญกุศลในคราวอายุ ๕๐ ปีบริบูรณ์ อาศัยเหตุนี้ท่านจึงได้ชักชวนบรรดาประยูรญาติช่วยจัดเป็นผ้าป่า รับกันคนละองค์ ต้องการเงินมาก ส่วนข้าวของถวายพระที่ถูกฉลาก ส่วนเงินรวมไว้ช่วยในการปฏิสังขรณ์โบสถ์ ส่วนพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงช่วยไม้ขอนสัก ๘ ต้น ยาวขนาด ๔ วา ส่วนโตแต่ ๙ กําขึ้นไปถึง ๑๒ กํา มาในขบวนผ้าป่าด้วย ช่างครึกครื้นเสียนี่กระไร ในคลองหน้าวัดยัดเยียดหาทางเรือไปมาไม่ได้ เต็มไปด้วยเรือผ้าป่า เวลาขนขึ้นหน้าวัดก็เต็มหน้าวัดไปหมด ทั้งการละเล่นเต้นรําดูก็น่าสนุกอยู่ 

ในงานผ้าป่าคราวนี้ ได้ค่าปฏิสังขรณ์ ๕,๐๐๐ บาทเศษ ได้ขอนสัก ๘ ต้น นับว่ามีกําลังพอจะลงมือปฏิสังขรณ์โบสถ์ได้แล้ว อัตตโนได้เข้าไปทูลเรี่ยไรพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรงดํารงตําแหน่งเป็นพระยุพราช ได้ทรงพระราชทานเงิน ๕,๐๐๐ บาท อัตตโนนับว่าเป็นผู้มั่งมี คือมีเงินตั้ง ๑๐,๐๐๐ บาท ได้ลงมือปฏิสังขรณ์พระอุโบสถแลปรับพื้นทั้งภายในแลภายนอก แลซุ้มประตู ศาลานํ้า ส่วนพระระเบียงได้แก้ไขแต่เพียงไม่ให้รั่ว แลซ่อมพระพุทธรูปที่ชํารุดบ้าง สิ้นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ส่วนโบสถ์วิหาร เป็นที่สําราญตาขึ้นแล้ว มาอยู่ได้ ๔ ปี ได้ของสําคัญ คือ ถนนกับโบสถ์ฯ 

ออกพรรษา ออกรุกขมูลเสมอ

การที่ได้มาอยู่เป็นเจ้าอาวาสได้อยู่สบายเพียง ๓ ปี ออกพรรษาแล้วก็ออกรุกขมูลเสมอฯ ส่วนการในวัดก็จัดให้มีโรงเรียนหนังสือไทย ให้พระในวัดสอนที่หอเขียวในระหว่าง ๓ ปี มีนักเรียนขึ้นประมาณ ๔๐ คนเศษ ภายหลังขอครูจากกระทรวงธรรมการมาสอน หมดธุระไป มีแต่โรงเรียนทางมคธอย่างเดียว การก่อสร้างก็มีขึ้นบ้างในปีที่ ๔ พ.ศ. ๒๔๕๐ เจ้าจอมมารดาทับทิมท่านเห็นอัตตโน ไม่มีที่อยู่ ท่านรําคาญมีศรัทธาขอสร้างกุฏิสมภารให้ คือสร้างกุฏิ ปัทมราชนี้ให้ สิ้นเงิน ๙,๐๐๐ บาท 

จัดงานศพโยมบิดามารดา

ในพรรษานี้เดือน ๑๑ ขึ้น ๕ คํ่า โยมผู้หญิงถึงแก่กรรม เดือน ๑๑ ขึ้น ๙ คํ่า โยมผู้ชายถึงแก่กรรม โยมผู้หญิงอายุได้ ๗๓ โยมผู้ชายอายุได้ ๗๗ นับว่าถึงแก่กรรมพร้อมกันก็ว่าได้ พระครูศีลวรคุณสมภาร วัดสิริจันทรนิมิตร เขาพระงาม ลพบุรี เมื่อยังเป็นปลัดอยู่ ช่วยการมณฑล พระโพธิวงศาจารย์เมื่อยังเป็นพระศาสนดิลก เป็น ผู้พยาบาลโยม เธอเป็นบุตรสุดท้อง เธอได้มีโทรเลขมาแจ้งความ อัตตโนได้ตอบไปว่าให้เก็บศพไว้คอย ออกพรรษาแล้วจะไป ครั้น ออกพรรษาเสร็จการฉัตรมงคลแล้วก็ออกไป เดือน ๔ ทําศพโยมเสร็จเดือน ๖ พ.ศ. ๒๔๕๑ กลับเข้ามากรุงเทพฯ 

รัชกาลที่ ๕ พระราชทานสัญญาบัตร
เป็นเจ้าคณะมณฑล ๓ มณฑล ภายใน ๓ ปี

ในพรรษานี้ พระญาณวราภรณ์ เจ้าคณะมณฑลจันทบุรี ลาออก รับสั่งให้อัตตโนเป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรีแทน วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ รับสัญญาบัตรตําแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรี ตกแล้งได้ออกไปตรวจตลอดมณฑล แต่ไม่มีการลําบากอะไร เพราะพระญาณวราภรณ์ได้ไปจัดการวางระเบียบไว้เรียบร้อยแล้ว คดีอะไรก็ไม่มีเรียบร้อยดี เดือน ๗ กลับเข้ามากรุงเทพฯ เป็นปี พ.ศ. ๒๔๕๒ เผอิญพระราชมุนี (ชม) เจ้าคณะมณฑลราชบุรีถึงมรณภาพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า มณฑลราชบุรีเป็นมณฑลสําคัญเห็นสมควรแต่พระญาณรักขิตเท่านั้น 

ในปีนี้วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนตําแหน่งเป็นพระราชกระวี ถึงวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตําแหน่งเจ้าคณะมณฑลราชบุรี ออกพรรษาฉัตรมงคลแล้ว ออกไปตรวจมณฑลราชบุรีตลอดมณฑล ในมณฑลนี้เจ้าคณะมณฑลเก่าจัดการไว้ยังไม่สู้เรียบร้อย ออกจะมีขลุกขลักหลายเรื่อง อธิกรณ์ก็มีหลายคดี พระตามบึงบางยังมีอาการกระด้างกระเดื่องไม่เรียบร้อยเหมือนจันทบุรี 

ครั้นกลับเข้ามาในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ เผอิญพระสาสนโสภณ (อ่อน) เจ้าคณะมณฑลหัวเมืองกรุงเทพฯ ถึงมรณภาพลงอีก คราวนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นอีกว่าพระราชกระวี พอจะรับจัดการกับพระรามัญนิกายให้เรียบร้อยได้ ณ วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๕๓ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นเจ้าคณะมณฑลหัวเมืองกรุงเทพฯ ตกแล้งฉัตรมงคลแล้ว ออกตรวจตามหัวเมืองกรุงเทพฯ ยิ่งยุ่งหนักกว่ามณฑลราชบุรี ออกไปตรวจคราวนี้มีอธิกรณ์มากกว่า ๕ เรื่อง ออกจะเป็นพวกพระรามัญโดยมาก ได้ชําระเสร็จ ไปทุกเรื่อง ได้ออกไปตรวจใน ๓ มณฑลนี้ มณฑลละคราวเท่านั้น ทั้ง ๓ มณฑล

ความแตกต่างในการบริหารงานพระศาสนา
ของรัชกาลที่ ๕ และ รัชกาลที่ ๖

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ออกพรรษาแล้ววันที่ ๒๓ ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าสยามปิยมหาราชเสร็จสวรรคต ชาวพสกนิกรระงมไปด้วยความโศกเศร้าทั่วพระราชอาณาจักร ไม่ได้พูดถึงการงานในหน้าที่ของตน เว้นแต่การจําเป็น ครั้น ณ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๓ นั้นเอง พระมงกุฎเกล้าเจ้าสยามเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบรัชทายาทต่อมา การก็แปรไปตามสมัย 

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีสมเด็จพระสังฆราชต่อกัน ๒ พระองค์ คือ สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระสังฆราชมาก่อน ครั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์ ครั้นสมเด็จพระสังฆราช (สา) สิ้นพระชนม์แล้ว ก็ไม่ทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราช แต่มอบหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแก่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรสฯ ในรัชกาลโน้นถึงมีสมเด็จพระสังฆราชแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่วางอํานาจเด็ดขาดแก่สมเด็จพระสังฆราช เป็นแต่ให้สมเด็จพระสังฆราชอนุวัตรตามการคณะ การศาสนา การศึกษาเล่าเรียนทรงเป็นพระราชธุระด้วยพระองค์ทั้งสิ้น สมเด็จพระสังฆราชเป็นแต่อนุวัตรตามพระราชประสงค์เท่านั้นฯ 

ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงสถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส เป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรสที่สมเด็จพระสังฆราชา แล้วทรงมอบพระราชธุระฝ่ายพุทธจักรถวาย ให้ทรงชี้การเด็ดขาดทีเดียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแต่ทรงอนุวัตรตามสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น ใน ๒ รัชกาลดําเนินการผิดกันอย่างนี้ฯ

ไม่ต้องว่าการคณะ ออกเที่ยวธุดงค์เสมอ

ครั้นถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าสยามแล้ว สมเด็จพระมหาสมณะเจ้าทรงเริ่มจัดการพระศาสนา ทั้งการคณะแลการศึกษาใหม่ ส่วนมณฑลหัวเมืองกรุงเทพฯ ทรงจัดให้รวมขึ้นอยู่ในคณะหนกลางกรุงเทพฯ อัตตโนก็ไม่ต้องว่าการคณะต่อไป ตอนนี้อัตตโนมีกําไรในทางสมถะวิปัสสนามาก พอตกแล้งแล้วออกเที่ยวเสมอ 

ปาฏิหาริย์พระพิชิตมารมัธยมพุทธกาล

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ นั่นเอง เจ้าจอมมารดาเลื่อนมีศรัทธาสร้างศาลาธรรมสวนะขึ้นที่คณะกลางชื่อศาลาอุรุพงษ์ ซึ่งอาศัยใช้อยู่ ทุกวันนี้ ส่วนพระประธานในศาลานั้น เป็นพระศิลาแดงชะลอมาจากวัดหลุมดินเก่าเมืองราชบุรี เป็นพระประธานในโบสถ์ แต่โบสถ์เก่าชํารุดหมดแล้ว ส่วนพระก็ตกลงมาอยู่ข้างล่างชํารุดทั้งองค์ คงได้ดีแต่พระเศียรเท่านั้น จ้างเจ๊กล่องถ่านบรรทุกเข้ามาให้ ปีชวดวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้ยกพระขึ้นแท่นในศาลาลําดับให้เป็นองค์ ใช้ปูนซีเมนต์ประสานเร่งรีบจะให้เสร็จทันสมโภชฉลองในวันวิสาขบูชา เผอิญวันวิสาขะตกเดือน ๗ สําเร็จทันตามประสงค์ ได้ถวายพระนามว่า “พระพิชิตมารมัธยมพุทธกาล”

การสมโภชพระประธานองค์นี้ มีปาฏิหาริย์ปรากฏแก่ประชุมชน เป็นอันมาก ในเวลาปัจจุสมัยพระยืนรอบสวดปฏิจจสมุปบาท เวลาสรงนํ้าอบนํ้าหอมมีแสงพระรัศมีช่วงโชติขึ้นในศาลา เป็นสายคล้ายกับสายฟ้าแลบ ทําให้เกิดปีติแก่ประชุมชนน่าอัศจรรย์ฯ ความเป็นจริง แต่ได้พระประธานองค์นี้มาการในวัดก็เจริญขึ้นทุกหน้าที่ 

การที่สร้างพระประธานนี้ได้คิดมา ๕ ปีแล้ว แต่แรกได้สร้างวัดเสน่หานุกูลที่ใกล้พระปฐมเจดีย์ คิดว่าจะสร้างโบสถ์หล่อพระประธานขึ้นที่นั้นให้ทันได้ฉลองในปีชวดนี้เหมือนกัน ตั้งใจว่าจักไปช่วยบํารุงพระปฐมเจดีย์ด้วย แต่ไม่สะดวกเกิดขัดๆ ข้องๆ จึงได้หลีกไปเสียทางอื่น ครั้นถึงปีชวดได้สร้างพระประธานองค์ที่ศาลาธรรมสวนะนี้ขึ้น ก็คิดว่าสมประสงค์ แต่ยังรู้สึกในใจว่าน้อยนัก ไม่พอแก่ที่ได้คิดไว้ในเบื้องต้น ด้วยเหตุอะไรจึงได้คิดจะก่อสร้างที่ระลึกไว้ให้สําเร็จในปีชวดนี้ ด้วยในปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ นี้ เป็นปีกึ่ง ๕,๐๐๐ แห่งพุทธกาล นับแต่วันตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทโธมา ควรเราผู้เป็นปัจฉิมสาวกจะสร้างเจติยสถานจารึกไว้เป็นที่ระลึกอย่างสําคัญสักชิ้นหนึ่ง อันนี้เป็นความคิดเดิมคิดมาได้ ๕ ปี

ออกเที่ยวธุดงค์ลพบุรี สร้างวัดสิริจันทรนิมิตร

ครั้นฉลองสมโภชพระประธานในเดือน ๗ กลางเดือนเสร็จแล้ว ได้พาพระครูปลัดอํ่าออกไปเที่ยวแขวงเมืองลพบุรี เพราะเป็นตําบลมีถํ้ามีเขามาก จึงไปได้ถํ้าเขาบ่องาม ที่สร้างวัดสิริจันทรนิมิตรอยู่บัดนี้ ว่างไม่มีพระสงฆ์ไปอาศัย แลเป็นสถานที่ชอบใจเห็นเป็นมงคลสถาน ปากถํ้านั้นเป็นเงื้อมเป็นปากมังกร ผินหน้าสู่ทิศตะวันออก เวลาบ่ายได้รับเงาภูเขาเย็นสบายดี เชื่อว่าในบริเวณตรงหน้ามังกรนี้ คงจะมีความเจริญสืบไปในเบื้องหน้า เวลานี้ก็เงียบสงัดดี ห่างหมู่บ้านประมาณ ๕๐ เส้น พอไปบิณฑบาตมาฉันได้ ก็ตกลงจับที่เป็นเจ้าของถํ้าทีเดียว พระครูปลัดเธอก็ชอบใจขอลาออกจากตําแหน่งพระครูปลัด ขอจําพรรษาอยู่ที่ถํ้านี้ อัตตโนก็ดีใจ คิดว่าออกพรรษาแล้วจะได้มาอยู่ด้วยกัน ส่วนอัตตโนกลับเข้ามาจําพรรษากรุงเทพฯ 

เดือน ๑๑ ปวารณาแล้ว ได้รับจดหมายพระครูปลัดหารือมาว่า พระพุทธรูปเก่าซึ่งปรักหักพังเกลื่อนกลาดเป็นที่รําคาญมาก อยากจะเก็บรวมแล้วก่อเป็นพระกัจจายน์องค์เขื่องๆ ให้เป็นที่บรรจุพระที่ชํารุดจะเห็นอย่างไร อัตตโนคิดเห็นว่า พระกัจจายน์เป็นสาวก พระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้าเห็นไม่เหมาะ พอเสร็จพระกฐินแล้ว เดือน ๑๒ ข้างขึ้นก็รีบออกไปปรึกษากันควรจะสร้างพระใหญ่ ส่วนพระกัจจายน์เอาไว้ทีหลังก็ตกลงกัน จึงพากันเลือกหาที่ เห็นว่าที่ถํ้านี้ เป็นศีรษะมังกร ภูเขานี้เป็นหางมังกร ควรจะสร้างเหนือคอมังกร นี้แหละ จะได้มีเดชานุภาพมาก มีหินก้อนใหญ่รับพระชาณุอยู่สองก้อน ทิศใต้ก้อนใหญ่ ทิศเหนือก้อนย่อมหน่อย แต่ก็พอกันไม่ให้ทรุดลงไปได้ วัดดูที่ก็พอจะได้ ๑๐ วาเศษ คิดว่าจะทําเพียงหน้าตัก ๑๐ วาเท่านั้น ครั้นลงมือทํากลายเป็น ๑๑ วา เพราะขยายออกตามก้อนหิน 

ตั้งสัตยาธิษฐานสร้างพระใหญ่ เขาพระงาม

ครั้นตกลงกันแล้ว อัตตโนก็ตั้งเครื่องสักการะตั้งสัตยาธิษฐานว่า คิดจะทําการอย่างนี้จะสะดวกหรือไม่ จะสําเร็จหรือไม่ ขอนิมิตต่อเทวนิกาย ในคืนวันนั้นจวนสว่างนิมิตไปว่า ได้ว่ายนํ้าไปตามกระแสแม่นํ้าตําบลหนึ่ง นํ้าเชี่ยวเต็มที แต่มีเสาสําหรับเกาะพักแรงไปเป็นระยะๆ ในที่สุดไปเจอะโรงทหารอยู่ริมนํ้า ว่ายแวะเข้าไปขอ อาศัยขึ้น ทหารก็ดีใจให้อนุญาตจึงขึ้นไปในสนามทหาร เห็นเป็น ถนนใหญ่เลยเดินเลยไป เป็นบ้านเป็นเมืองใหญ่โตในที่นั้น ก็พอตื่นพอดี รําพึงถึงนิมิตจะอธิบายว่ากระไร ? ทําไมจึงมาเกี่ยวด้วยกองทหาร แปลไม่ออก รู้แต่ว่าการคงสําเร็จตามประสงค์เพราะไม่มีเหตุขัดข้องก็ดีใจ 

ครั้นเดือน ๑๒ ขึ้น ๕ คํ่า จะกลับเข้ามากรุงเทพฯ ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอีก คราวนี้ขอเทวนิกายจงบันดาลให้เห็นการที่จักสร้างพระใหญ่ตามนิมิตนั้น ถ้าจะสําเร็จข้าพเจ้าเข้าไปกรุงเทพฯ คราวนี้ จะไปบอกบุญพวกสัตบุรุษให้ได้เงินอย่างน้อย ๕,๐๐๐ บาท ในภายใน ๕ วัน ๗ วัน จะเชื่อได้ว่าการจะสําเร็จเป็นแน่ จะได้เรียกลูกจ้างออกมาทําในเดือนนี้ให้สําเร็จเป็นพระกึ่งยุค เป็นเกียรติยศแก่พระพุทธศาสนา ถ้าจะไม่สําเร็จในภายใน ๕ วัน ๗ วัน นี้อย่าให้ได้เงินเลยฯ แล้วกลับเข้ามากรุงเทพฯ มาเล่าความประสงค์ให้สัตบุรุษฟัง เจ้าจอมมารดาเลื่อนมีศรัทธาช่วย ๒,๐๐๐ บาท แม่ชีอุบาสิกาเชื่อง อุบาสิกาชง ให้คนละ ๑,๐๐๐ บาท เวลานั้น ส่วนอัตตโนเองไวยาวัจกร เก็บไว้มีอยู่บ้าง ผู้อื่นช่วยอีกบ้างรวมเป็น ๑,๐๐๐ บาทเศษ ยังไม่ถึง ๕ วัน มีเงินถึง ๕,๐๐๐ บาท สมกับสัตยาธิษฐานแล้วสิ้นความสงสัย จึงเรียกเจ๊กกวางตุ้งช่างไม้ให้ไปผูกโครง เจ๊กแต้จิ๋วเป็นช่างก่อออกไปพร้อมกัน 

เดือน ๑๒ แรมคํ่า ๑ พาเจ๊กออกไป แต่โครงเหมาเจ๊กกวางตุ้ง ๔,๐๐๐ บาท ให้แล้วในกึ่งเดือน เดือนอ้ายขึ้น ๔ คํ่า เวลาโมงเช้าก่อฤกษ์นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์ กําหนดร้อยหนึ่งขึ้นไปชาวบ้านมาช่วยเลี้ยงพระมากกว่า ๕๐๐ การก่อเหมาเจ๊กแต้จิ๋ว ๖,๐๐๐ บาท ว่าให้ทันได้สมโภชเดือน ๔ เพ็ญ แต่ก็ไม่สําเร็จทํางาน ๓ เดือนไม่มีหยุดเลย ได้เหนือบั้นเอวขึ้นไปนิดหน่อย เงินค่าเหมา ๖,๐๐๐ บาทก็หมด ต้องเหมาให้ทําต่อขึ้นไปอีก ๕,๐๐๐ บาท ยังต้องเติมอีก ๓,๐๐๐ บาท สามปีจึงสําเร็จบริบูรณ์ แต่การฉลองสมโภชต้องทําแต่ปีต้นตลอดมาทั้ง ๓ ปี ให้มีบ้องไฟใหญ่มาจุดบูชาสมโภชทุกบ้าน บ้านใดสามารถจะทําได้ในงานคราวหนึ่งก็ไม่ตํ่ากว่า ๔๐ กระบอก ทั้ง ๓ ปี ต่อนั้นมาให้เว้นบ้องไฟ ๒ ปี ปีที่ ๓ จึงให้มีบ้องไฟเพราะเป็นการยาก หามมาก็ลําบากบ้านอยู่ไกล จึงได้เป็นธรรมเนียมมาจนถึงทุกวันนี้ 

การสมโภชคราวหนึ่งได้มีมหาชนผู้มีสัทธาบริจาคทรัพย์ไม่ตํ่า กว่า ๕,๐๐๐ บาท การจึงสําเร็จ ถ้าจะว่าไปโดยความจริงการสร้างพระใหญ่นี้ เกี่ยวด้วยความเป็นเองโดยมากจึงสําเร็จได้ สิ้นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาทเศษ นับแต่แรกสร้างปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ มาถึง พ.ศ. ๒๔๖๙ ปีขาลนี้ได้ ๑๕ ปี ในปีขาลนี้ได้ลงมือปฏิสังขรณ์ใหม่ผูกลวดเหล็กเทคอนกรีตขึ้นไปแต่พื้นดินตลอดถึงพระเศียร สิ้นปูนซีเมนต์ ๔๐๐ ถัง คราวนี้ได้ทําให้แข็งแรงและเรียบร้อยดีขึ้นกว่าเก่า ทําอยู่ ๗ เดือนจึงสําเร็จสิ้นเงิน ๑๖,๐๐๐ บาท แลได้สร้างพระกัจจายน์ด้วย สร้างวิหารพระกัจจายน์ด้วย พระกัจจายน์หน้าตัก ๑๑ ศอก สูง ๓ วา อยู่ข้างล่างเคียงพระอุโบสถ ทั้งพระกัจจายน์แลวิหารสิ้นเงิน ๕,๐๐๐ บาท ในปีเดียวกัน ในเดือน ๔ ปีนี้ทําการฉลองสมโภชเป็นการใหญ่ฯ 

ในรัชกาลที่ ๖ เจริญยิ่งด้วยลาภแลยศ
ทั้งการก่อสร้างแลปฏิสังขรณ์

ในรัชกาลที่ ๖ อัตตโนมีความเจริญยิ่งด้วยลาภแลยศ ทั้งการก่อสร้างในวัดบรมนิวาสแลที่อื่นๆ คือ วัดสิริจันทรนิมิตร เขาพระงาม แลปฏิสังขรณ์โบสถ์แลวิหารคดวัดบวรมงคล นี้สิ้นเงิน ๔,๐๐๐ บาทเศษ แลไปช่วยเขาสร้างมณฑปพระบาท ที่วัดกลางบ้านแป้ง อําเภอพรหม แขวงเมืองสิงห์ด้วย ส่วนในวัดบรมนิวาส จะบอกไว้แต่ของสําคัญ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงษสิริพัฒน์ มีพระประสงค์อยากสร้างถาวรวัตถุไว้ในวัดนี้สักสิ่งหนึ่ง เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อัตตโนได้ถวายพระพรขอให้ทรงสร้างหอระฆังและตัวระฆัง หอให้สูงไม่ตํ่ากว่า ๑๐ วา ระฆังไม่ให้ตํ่ากว่า ๙ กํา ทรงเห็นชอบด้วย ทรงสร้างสําเร็จบริบูรณ์ ทั้งหอและตัวระฆังสิ้นเงิน ๕,๘๐๐ บาทฯ 

สุ่น ทังสุภูติ อุบาสิกาเป็นผู้มีสัทธากล้าแข็ง บริจาคทรัพย์รวม ๓๕,๐๐๐ บาท สร้างโรงเรียนสุ่นวิทยานุกูลขึ้นแล้วเสร็จบริบูรณ์เต็มที่ สําหรับให้พระสงฆ์สามเณรศึกษาพระปริยัติธรรม แลเมื่อสร้างโรงเรียนนี้ขึ้นได้แล้ว นําความสะดวกให้แก่พระสงฆ์สามเณรได้รับความผาสุกในการเล่าเรียนพระปริยัติธรรมเป็นอันมาก นับเป็นสิ่งสําคัญของวัดอย่างหนึ่ง แลทั้ง สุ่น ทังสุภูติ อุบาสิกายังได้ช่วยเหลือในการปฏิสังขรณ์ต่างๆ แลอุดหนุนจุนเจือพระสงฆ์สามเณรในวัดนี้ที่ขาดแคลน ให้ได้รับปัจจัยทั้ง ๔ ตามสมควรอยู่เสมอมิได้ขาด นับว่าเป็นทายิกาที่มีอุปการคุณแก่พระสงฆ์แลสามเณรในวัดนี้ผู้หนึ่ง

พรรษา ๓๙ ถูกถอดสมณศักดิ์ไม่กี่เดือน
ได้รับพระราชทานอภัยโทษเลื่อนสมณศักดิ์

ส่วนบรรดาศักดิ์ถึงปีขาล วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนตําแหน่งเป็นพระเทพโมลี ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๘ พรรษาที่ ๓๙ ปลายปีถูกถอดลดยศ ออกจากตําแหน่งพระเทพโมลี จะเล่าเรื่องการถูกถอดไว้ให้ลูกศิษย์ฟังนิดหน่อย พอกันสงสัย คือในสมัยนั้นพึ่งเกิดมหาสงครามในประเทศยุโรปใหม่ๆ อัตตโนได้คิดแต่งหนังสือแทนจดหมายเหตุชี้โทษแห่งทุวิชชาขึ้นเรื่องหนึ่ง ให้ชื่อว่า “ธรรมวิจยานุสาศ” แจกในงานศพ ม.ร.ว.หญิงดวงใจ ปราโมช ณ อยุธยา ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ แต่หนังสือนั้นขัดข้องต่อรัฐประสาสโนบายของประเทศเป็นเหตุไม่ต้องด้วยพระราชนิยม เมื่อทรงทราบจึงมีพระบรมราชโองการรับสั่งให้ ถอดจากสมณศักดิ์ ให้นําตัวไปกักไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร 

ครั้นเมื่อพรรษาที่ ๔๐ ตรงกับวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๙ ทรงพระราชทานอภัยให้อัตตโนพ้นจากโทษ แล้วทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานตําแหน่งสมณศักดิ์ ให้เป็น พระธรรมธีรราชมหามุนี มีตําแหน่งเสมอกับพระราชาคณะชั้นเทพ

พรรษา ๔๖ จําพรรษาบนเขาพระธาตุ
จอมยอง เมืองเชียงตุง

ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๕ อัตตโนลาไปเที่ยวหาที่วิเวก เลย ไปนมัสการพระธาตุจอมยองในอาณาเขตเมืองเชียงตุง ในเขตแดนอังกฤษ เผอิญติดฝนชุกจะกลับมาจําพรรษากรุงเทพฯ ไม่ทัน ต้องจําพรรษาอยู่บนเขาพระธาตุจอมยองตลอดไตรมาส เป็นปีพรรษาที่ ๔๖ ออกพรรษาแล้ว เจ้าฟ้าหลวงเมืองเชียงตุงจัดให้ข้าราชการมาอาราธนารับเข้าไปเมืองเชียงตุง 

การไปเมืองเชียงตุงจะเล่าให้ลูกศิษย์ฟังพอได้ใจความสักหน่อย การไปคราวนี้ได้ทูลลาแต่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าว่า จะไปเที่ยว ทางเหนือ มิได้ลาทางราชการ ที่ไปนมัสการพระธาตุจอมยองเป็น ความคิดใหม่ เพราะอยู่นอกพระราชอาณาเขต แต่อัตตโนระวังรักษาธุดงควัตรอย่างเต็มที่ ไม่ให้ใครรู้ว่าเป็นพระมีฐานันดรศักดิ์เพื่อจะรักษาพระราชเกียรติยศ แต่อย่างนั้นเจ้าฟ้าหลวงเมืองเชียงตุงยังทรงทราบ

อัตตโนไปถึงเดือน ๗ พอเดือน ๘ ได้รับจดหมายของเจ้าฟ้าเชียงตุงซึ่งให้ข้าราชการนํามา ในจดหมายนั้นมีใจความว่าทรงยินดี ที่ได้ทราบว่าอัตตโนเข้ามาในอาณาเขต บัดนี้พระองค์ท่านกับทั้งพระราชมารดา ขออาราธนาเข้าไปจําพรรษาที่เมืองเชียงตุง เพื่อจะ ได้รับโอวาทดังนี้ อัตตโนได้ตอบไปว่าจวนเข้าพรรษาแล้ว ฝนชุก ไปไม่ได้ ระยะทางก็ไกลถึง ๘ คืน จึงต้องจําพรรษาอยู่ที่นั่น ในพรรษานี้ได้เจริญสมถะวิปัสสนาอย่างพอใจ เป็นที่วิเวกสําราญจริง ครั้นออกพรรษาแล้ว ถึงเดือน ๑๒ ได้รับจดหมายเจ้าฟ้าเชียงตุง ให้ข้าราชการนํามาพร้อมด้วยพาหนะให้มารับทีเดียว เดือน ๑๒ ข้างแรม จึงได้ไปเมืองเชียงตุง พวกอัตตโนที่ไปด้วยกันพระ ๓ รูป คฤหัสถ์ ๒ คน เป็น ๕ คนด้วยกัน 

เมืองยองอยู่ตรงตะวันออกของเมืองเชียงตุง ไปแม่นํ้าโขง วันเดียวถึง ถ้าจะไปสิบสองปันนา ๒ วันถึงเขต ถ้าไปเชียงตุงต้อง ๙ วันจึงถึง ทางลําบากกันดารมีแม่นํ้าลําคลองที่ข้ามไม่ตํ่ากว่า ๖๐ ตําบล ไปตามระหว่างซอกเขาคดๆ เลี้ยวๆ ไปอย่างนั้นเอง ในระยะทาง ๙ วันนั้นจะหาที่ราบเดินสบายสัก ๑๐๐ เส้นก็ไม่ค่อยจะมี ต้องขึ้นๆ ลงๆ กันรํ่าไป แต่ที่พักแลอาหารไม่ลําบาก เขาสั่งจัดไว้ คอยรับทุกระยะ ต้องเทศน์ให้เขาฟังทุกระยะที่พักตลอดทางจนถึงเมืองเชียงตุง น่ายินดีการที่เจ้าฟ้าหลวงเมืองเชียงตุงสั่งจัดการรับรอง 

พอจวนถึงเมืองมีข้าราชการแลพลเมืองตั้งเครื่องสักการะ แลพากันมาดูเต็มไปทุกแห่งทุกหน ท่านจัดที่ให้พักวัดหัวโข่ง แปลว่า วัดหน้าสนาม นั่นเอง อะไรก็ดีทุกอย่างเสียแต่หนาวอย่างเดียว หนาวจนต้องผิงไฟวันยังคํ่า พักอยู่ที่เมืองหลวงนั้น ๑๕ วัน ในเวลาพักอยู่นั้น ได้แสดงธรรมตามบ้านตามวัดแลในวังเจ้าฟ้าหลวงด้วย แทบทุกวันทั้งหนาวๆ อย่างนั้นเอง เจ้าฟ้าหลวงแลพระราชมารดา พระราชเทวี แสดงความเลื่อมใสมาก 

ปรับปรุงการปฏิบัติพระวินัย
และการปกครองคณะสงฆ์เมืองเชียงตุง

เจ้าฟ้าหลวงเมืองเชียงตุงองค์นี้ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระเชฏฐปรมบพิตรมหารัตนะโชติ ศิริสุธัมมสีหฬเมฆมณีปวรเสฏฐา ราชาภูมินทนรินทาเขมาธิปติราชเจ้า” มีพระชนม์ก็จวนจะถึง ๕๐ เป็นคนมีศรัทธา สนใจในทางธรรมปฏิบัติมาก วันพระ ๘ คํ่า ๑๔ – ๑๕ คํ่า มีพระตําหนักวิเวกรักษาอารมณ์ พระราชมารดาก็ออกจะเข้าใจในทางสมถะมีอุคคหปฏิภาคพอควร 

ข้อสําคัญในเวลาที่ไปพักอยู่ที่เมืองเชียงตุง อัตตโนได้มีหนังสือถวายชี้แจงเรื่องการบํารุงพระศาสนา มีใจความว่าต้องอาศัยพระราชาเป็นหลัก พระสงฆ์สามเณรในประเทศนี้ปฏิบัติยังบกพร่องในทางวินัยมาก ไม่ใช่พระเจ๊ก พระญวน เป็นพระสําเร็จด้วยญัตติจตุตถกรรม แล รักษาปาฏิโมกข์สังวรศีลด้วยกัน ควรจะแก้ไขให้เหมือนเขา อย่างประเทศพม่า ลังกา สยาม เขมร เขาลงกันทั้งนั้น ที่อุจาดมากพระเณรไปทางใด สะพายดาบพกมีด กินอาหารไม่มีเวลา ไหว้พระสวดมนต์ก็ไม่มีหลัก ใครได้อย่างใดก็ไหว้ไปสวดไปอย่างนั้น เหล่านี้เป็นตัวอย่างบ้านเมืองเนื่องกันกับนานาประเทศแล้ว ควรจะทรงดําริจัดให้ทันเขา จะได้เต็มเกณฑ์ศาสนูปถัมภก จะเป็นพระราชกุศลอย่างสูงสุด 

ทรงรับสั่งว่า ทรงพระดําริอยู่เสมอ ขาดผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายพระศาสนา ฝ่ายอาณาจักรจะทรงเป็นพระธุระเต็มที่ อัตตโนได้แนะนําให้ค่อยแก้ไขไปทีละน้อย ขอให้คัดพระเณรส่งเข้าไปศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ อัตตโนจะช่วยเป็นธุระสั่งสอน จะได้เป็นกําลังในการ สั่งสอนต่อไป ทรงเห็นชอบด้วยทุกประการ จึงได้ทรงจัดให้พระเณรเข้ามาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ พร้อมกับอัตตโน ๖ รูป ภายหลังได้ส่งเพิ่มเข้ามาอีก ได้เป็นนักธรรมตรี นักธรรมโท ขึ้นบ้างแล้ว นักธรรมตรี ได้ออกไปช่วยการศึกษาองค์หนึ่งแล้ว ยังกําลังเรียนอยู่กรุงเทพฯ หลายองค์ ทุกวันนี้การปกครองคณะสงฆ์ก็ทรงจัดให้เข้าระเบียบได้แล้ว นับว่าก้าวหน้าขึ้นสู่ความเจริญทันสมัย 

เจ้าฟ้าหลวงองค์นี้นับว่าเป็นอัครศาสนูปถัมภก เมื่ออัตตโน ลากลับกรุงเทพฯ ทรงอาลัย ทรงจัดพาหนะให้คนมาส่งถึงเมืองเชียงราย ทั้งค่ารถเข้ามากรุงเทพฯ ทรงจัดถวายมาเสร็จ เป็นพระเดช พระคุณมาก ส่วนอัตตโนไปเที่ยวคราวนี้ ก็นับว่าเป็นคุณเป็นประโยชน์ส่วนตัวแลประโยชน์ส่วนญาติคือผู้ที่ได้พบได้เห็น แลเป็นประโยชน์ส่วนพุทธศาสนาตามกําลังความสามารถฯ เล่าให้ฟังไว้เพียงย่อๆ การไปเที่ยวเมืองเชียงตุง คือไปก็เป็นสุข มาก็เป็นสุข อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข เพราะอัตตโนปฏิบัติถึงพระพุทธคุณบทว่า “สุคโต” ครั้น อัตตโนกลับจากเชียงตุงมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนตําแหน่งเป็น พระโพธิวงศาจารย์ เทียบที่พระราชาคณะชั้นธรรม 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จงานผูกพัทธสีมา วัดเขาพระงาม 

ครั้นในปลาย พ.ศ. นั้น อัตตโนกําหนดการจะผูกพัทธสีมาที่วัดเขาพระงาม จังหวัดลพบุรี ในเดือน ๔ เพ็ญ เวลานั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับอยู่ ณ พระราชวัง สนามจันทร์ นครปฐม ทรงกําหนดเสด็จพระราชดําเนินทอดพระเนตรสวนสนามปืนใหญ่ ที่กรมสนามปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี กําหนดเสด็จข้างแรมเดือน ๓ ครั้นได้ทรงทราบจากเจ้าพระยายมราชว่า อัตตโน จะมีการผูกพัทธสีมาที่วัดเขาพระงามในเดือน ๔ เพ็ญเป็นการใหญ่ จึงทรงรับสั่งกับเจ้าพระยายมราชว่า จะเสด็จไปทรงช่วยอัตตโน แล้วให้งดการกําหนดเดิมเสีย ทรงกําหนดเสด็จสนามปืนใหญ่ต่อ ณ วันเดือน ๔ ขึ้น ๑๔ คํ่าให้เหมาะกับงานของอัตตโน ทรงประทับแรม ณ สนามปืนใหญ่

รุ่งขึ้นวันกลางเดือนเวลาบ่าย ๒ โมง เสด็จพระราชดําเนินไปที่วัดโดยกระบวนรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์แลเสวกามาตย์มีสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข แลสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต แลเจ้าพระยายมราช เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ในกระบวนผู้ตามเสด็จมากพระองค์มากท่านด้วยกัน ส่วนราษฎรหญิงชายซึ่งมาในงานนั้นก็มากล้นหลามเต็มไปในบริเวณวัดแลถนนหนทาง ตํารวจภูธรได้ต้อนออกพอเป็นช่องรถพระที่นั่งเดินได้เท่านั้น 

ครั้นรถพระที่นั่งถึงแล้ว ก็เสด็จเข้าไปประทับในพระอุโบสถ ทอดพระเนตรวิธีผูกพัทธสีมา แล้วทรงรับสั่งถึงการวัดแลวิธีผูกพัทธสีมา ทรงสําราญพระราชหฤทัย แล้วทรงพระราชทานเงินช่วยในงานนั้น ๒๐๐ บาท ทรงประทับอยู่พอสมควรแล้วเสด็จออกไปประทับ ณ ปะรํา ทรงจุดฝักแค ทอดพระเนตรบ้องไฟใหญ่ ซึ่งเอาขึ้นร้านไว้ถวายให้ทอดพระเนตร ๔ กระบอก บ้องไฟขึ้นสูงพอได้ทอดพระเนตรแต่ ๒ กระบอก อีกกระบอก ๑ แตก อีกกระบอก ๑ ชนวนตายด้าน พอได้เวลารถไฟจะออกก็รีบเสด็จกลับฯ 

การที่เสด็จพระราชดําเนินไปในงานคราวนี้ อัตตโนถือว่าเป็นการพระราชทานเกียรติยศแก่อัตตโน เป็นมหามงคลอันสูงสุดสําหรับตัวของอัตตโน แม้ได้รับพระราชทานตําเหน่งยศก็มีความยินดี ล้นเหลือ แต่ว่าความปลื้มหรือความเอิบอิ่มในใจ ก็ยังไม่เท่าได้รับเสด็จในงานสําคัญคราวนี้ เพราะเห็นว่าตําแหน่งยศจะทรงพระราชทานแก่ท่านผู้ใดก็ได้ ส่วนจะเสด็จในงานของเอกชนเช่นคราวนี้ เชื่อว่าแต่เสด็จครองราชย์อยู่ ๑๕ ปี คงจะมีแต่คราวเดียวเท่านี้ ข้อนี้เตือนให้อัตตโนระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ยังทรงพระกรุณาตั้งพระครูปลัด (อํ่า) เจ้าอาวาสนั้นให้เป็น พระครูศีลวรคุณ ตําแหน่งเจ้าอาวาส แลทรงพระราชทานนามวัด เขาพระงามให้เรียกว่า “วัดสิริจันทรนิมิตร”

เอตทัคคะในทางสัญญาบัตร

ต่อไปก็ยิ่งเพิ่มความยินดีของอัตตโนให้มากขึ้นอีกหลายเท่า ครั้นถึงวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้รับพระราชทาน สัญญาบัตรเลื่อนตําแหน่งเป็น พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เจ้าคณะ รองอรัญญวาสี สิ้นรัชกาลที่ ๖ ในศกนี้ ในรัชกาลที่ ๕ อัตตโนได้รับพระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์ ๓ ตําแหน่ง สัญญาบัตรตําแหน่งเจ้าคณะมณฑล ๔ มณฑล ในรัชกาลที่ ๖ ในระหว่าง ๑๕ ปี ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์ ๔ ตําแหน่ง รวม ๒ รัชกาล เป็น ๑๑ ตําแหน่ง เห็นจะเป็นเอตทัคคะในทางสัญญาบัตรได้คนหนึ่งกระมัง ?

การบําเพ็ญตามหลักพุทธจริยา ๓ ประการ ของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ 

นับแต่ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ๒๓ พรรษา ในศกที่ทําบุญอายุครบ ๗๐ ปีนี้ คงเป็นอันจําพรรษาในวัดบรมนิวาสแต่ ๒๑ พรรษา ไปจําพรรษาวัดบวรนิเวศวิหาร ๑ พรรษา แลที่แขวงเมืองเชียงตุง ๑ พรรษา การที่เล่ามาให้ฟังตลอดเรื่อง ได้เล่าทางลาภ แลยศ แลกิจจานุกิจให้เห็นว่าอัตตโนมีความสุขสบาย เจริญด้วยลาภแลยศโดยลําดับแต่อุปสมบทมาตลอดอายุได้ ๗๐ ปีบริบูรณ์

อตฺตตฺถจริยา

ต่อนี้จะเล่า อตฺตตฺถจริยา ในทางธรรมปฏิบัติไว้สู่ฟังอีกโสดหนึ่ง คือในระหว่างอัตตโนมีอายุ ๓๐ ปีล่วงแล้ว อัตตโนมีความจับใจพระพุทธโอวาทข้อที่ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแก่ตน เมื่ออัตตโนยังไม่ฉลาด ก็ถือว่าร่างกายจิตใจนี้เองเป็นตน จึงได้ตั้งหน้าศึกษาเล่าเรียนพากเพียรรักษาตนให้ตั้งอยู่ในสุจริต ทุกเมื่อ มีหิริโอตตัปปะประจําตัวอยู่เสมอ ครั้นภายหลังได้ศึกษาธรรมหนักขึ้น ได้อาศัยหนังสือสังขิตโตวาทของเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทธสิริ) วัดโสมนัส แสดงว่า “เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครแก่ ไม่มีใครตาย นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปต่างหาก” ดังนี้ ก็ตั้งใจปฏิบัติตาม แต่เกิดความลังเลไม่แน่ใจ เพราะผิดกับความเห็นเดิมไป แต่เดิมเห็นว่าร่างกายจิตใจเป็นตน คือ นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะนั่นเอง 

ครั้นมาพิเคราะห์ตามตําราของท่านว่าไม่ใช่ตน ยิ่งเกิดความสงสัยใหญ่โตขึ้น แต่ก็คงเชื่อว่า นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่ตามท่านนั้นเอง แต่ติดอนัตตาอยู่ประมาณ ๑๐ ปี เมื่อสังเกตดูผล คือ ความสงบราคะ โทสะ โมหะ ก็ไม่สู้จะมีอํานาจอะไรนัก ใจก็จางออกจากตํารา ยึดไตรสิกขา เชื่อแน่ว่าท่านที่เดินตามไตรสิกขาได้สําเร็จมรรคผล นับด้วยแสนด้วยโกฏิเป็นอันมาก เราจะมายึดมั่นใน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่เพียงเท่านี้ จะถือเอาว่าเป็นปัญญาก็ยังกระไรอยู่ จะเสียเวลามากไป แต่นั้นก็ตั้งหน้าเจริญสติ เพื่อจะให้เป็นองค์สัมมาสมาธิ แต่วิธีคุมใจเป็นของลําบากมาก เพราะเป็นผู้เกี่ยวอยู่ในหมู่ในคณะ พรั่งพร้อมอยู่ด้วยลาภแลยศ แต่ถึง อย่างนั้นก็ยังมีเวลาปลีกออกหากายวิเวกได้บ้างบางสมัย 

เนื้อความในธรรมนิยามสูตร ทําให้เกิดความฉลาดขึ้นมาก เหตุที่ท่านวางท่ากระเหย่งไว้ ทําให้เกิดวิจิกิจฉาขึ้นมาก ที่แสดงว่า สังขารทั้งสิ้นไม่เที่ยง สังขารทั้งสิ้นเป็นทุกข์ ธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตา ทําไมจึงไม่แสดงว่าสังขารทั้งสิ้นเป็นอนัตตา เกิดความสงสัยว่า สังขารกับธรรมนี้จะต่างกันอย่างไร ? สังขารก็ชื่อว่าธรรม ส่วนธรรมจะต่างกับ สังขารอย่างไร ? คงได้ความตามนัยอัคคัปปสาทสูตรที่ว่า สงฺขตา วา อสงฺขตา วา วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ สังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรม ก็ดี ผู้รู้จริงย่อมกล่าวว่า วิราคะธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย เหล่านี้ ดังนั้นคิดจัดเอาตามชอบใจ 

สงฺขตา วา คิดจัดเป็นสังขารโลก ได้แก่ จิต เจตสิก รูป ๓ ประเภท เป็นอุปาทินนกสังขาร 

อสงฺขตา วา เป็นสังขารธรรม ได้แก่ นิพพานกับบัญญัติธรรม ทั้งสิ้น เป็นอนุปาทินนกสังขารฯ 

ที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา นั้น ท่านหมายถึง สังขตธรรม แลอสังขตธรรมเป็นอนัตตา แต่มีวิเศษต่างกัน ส่วนสังขตธรรมนั้น อาจดับจากตัวได้ ตามนัยที่ว่า เตสํ วูปสโม สุโข ความเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเป็นสุข คือเป็นของไม่มีอยู่แต่เดิม จึงระงับดับได้ฯ ส่วนอสังขตธรรมนั้น ชีวิตยังมีอยู่ดับไม่ได้ เพราะเป็นของมีอยู่แต่เดิม เป็นแต่อนัตตา คงเป็นธรรมอยู่ตามหน้าที่ คงได้ความว่าตนเป็นธรรม ธรรมเป็นตน จึงเป็น อตฺตทีปา ธมฺมทีปา อตฺตสรณา ธมฺมสรณา ตรงกับวักกลิสูตรว่า โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ดังนี้ฯ

เมื่อปฏิบัติจนเห็นตัวเป็นธรรม เห็นธรรมเป็นตัวแล้ว ก็เห็นคุณ เห็นประโยชน์ ในร่างกายจิตใจทุกแผนกที่ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน ก็ได้ความชัดเจนขึ้น

แต่ก่อนเห็นร่างกายจิตใจนี้เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นอสุจิ เป็นอสุภํ หาแก่นสารมิได้ เมื่อสังขารดับแล้ว อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุจิ อสุภํ  ดับไปตามกันหมด ยังเหลืออยู่แต่ธรรมซึ่งเป็นของวิเศษให้เราได้พึ่งพาอาศัยอยู่เป็นสุขทุกวัน ร่างกายจิตใจนี้กลายเป็นแก้วสารพัดนึกสําหรับตัวเราทั้งสิ้น จะจําแนกให้ดู 

คําที่ว่า ร่างกายจิตใจนั้น ได้แก่ สกลกายทั้งสิ้น คือ ตา หู จมูก ปาก ทวารหนัก ทวารเบา มือ เท้า อวัยวะน้อยใหญ่ทั้งปวง ล้วนแต่เป็นสมบัติอันประเสริฐสําหรับตัวเราแต่ละอย่างๆ ล้วนแต่ของเป็นเอง สําเร็จมาด้วยปุญญาภิสังขารทั้งสิ้น จึงได้บริบูรณ์เช่นนี้ ถึงแม้เราจะเป็นคนฉลาด เป็นช่างวาดช่างเขียนจะตกแต่งเพิ่มเติมให้ดี ขึ้นไปอีกก็ไม่ได้ ได้มาอย่างไรก็จะต้องอาศัยใช้สอยกันไปจนวันตาย แต่งได้แต่เพียงให้ประพฤติดีประพฤติชั่วเท่านั้นเอง ที่จะแต่งให้สูงให้ตํ่า ให้ดําให้ขาว ให้มีอายุยืนไม่รู้จักตายแต่งไม่ได้ฯ

ที่ว่าร่างกายจิตใจเป็นแก้วสารพัดนึกนั้น พึงพิเคราะห์ดู เรามีตานึกจะดูอะไรก็ดู เรามีหูนึกจะฟังอะไรก็ฟังได้ เรามีจมูกนึกอยากจะรู้กลิ่นอะไรก็รู้ได้ เรามีปากมีลิ้นนึกอยากจะรู้รสอะไรก็รู้ได้ นึกอยากจะพูดอะไรก็พูดได้ นึกอยากจะกินอะไรก็กินได้ เรามีมือนึกอยากจะทําอะไรก็ทําได้ เรามีเท้านึกอยากเดินไปทางใดก็ไปได้ เรามีจิตมีใจนึกอยากจะน้อมนึกตรึกตรองอะไรก็ได้สมประสงค์ ผู้รู้ตนว่าเป็นของวิเศษอย่างนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ได้ความสุข คือใช้ตามหน้าที่ไม่ให้วัตถุเหล่านั้นเป็นข้าศึกแก่ตน 

นิสัยของผู้ไม่ฉลาดย่อมให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นวัตถุภายในของตนเป็นข้าศึกแก่ตน คือเกิดปฏิฆะโทมนัสยินดียินร้ายเพราะวัตถุของตน นิสัยของผู้ฉลาดย่อมไม่ให้วัตถุวิเศษของตนเป็นข้าศึกแก่ตน อารมณ์ที่ผ่านไปผ่านมาเลือกเอาแต่ส่วนที่เป็นประโยชน์ ส่วนที่จักเป็นโทษปล่อยให้ผ่านไปเสีย ไม่รับไม่เก็บเข้ามาไว้ คือหัดชําระวัตถุภายในนี้ให้ผ่องใส สมกับที่ว่าเป็นแก้วสารพัดนึกอยู่ทุกเมื่อ อาศัยความหัดบ่อยๆ สติก็แก่ขึ้น วัตถุภายในก็ปราศจากโทษ คือ ไม่เป็นข้าศึกแก่ตน ให้ความสุขแก่ตนทุกอิริยาบถ จึงสมกับพุทธโอวาทที่ทรงสั่งสอนไว้ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแก่ตน 

ถ้าว่าโดยสมมุติสกลกายนี้เองเป็นตน ถ้าว่าโดยสภาพสกลกายนี้เองเป็นธรรม ที่ว่า อตฺตสรณา ธมฺมสรณา  ให้มีตนเป็นที่ระลึก ให้มีธรรมเป็นที่ระลึกนี้ คือให้เห็นว่าตนเป็นธรรม ธรรมเป็นตน ความรู้ธรรมเป็นพุทธะ สกลกายที่ทรงคุณความดีไว้เป็นธรรม ความประพฤติให้คุณความดีมีขึ้นในตนเป็นสังฆะ ผู้ที่มีพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ในตนอย่างนี้ ชื่อว่าผู้ถึงไตรสรณาคมน์ในชาตินี้ ตลอดชาติก็ไม่มีทุกข์ ถ้ายังจะมีภพมีชาติต่อไปก็จักได้รับความสุขต่อไป ถ้าถึงพระ ไตรสรณาคมน์อย่างสูงก็สิ้นภพสิ้นชาติสําเร็จพระนิพพานทีเดียว 

ตัวของอัตตโนทุกวันนี้ได้สําเร็จแต่เพียงพระไตรสรณาคมน์เท่านั้น แต่ลักษณะของพระไตรสรณาคมน์นั้น มีตํ่ามีสูงเป็นชั้นๆ คือ ชั้นศีล ชั้นสมาธิ ชั้นปัญญา ชั้นวิมุตติ ชั้นวิมุตติญาณทัสสนะ สุดแท้แต่วาสนาของใครจะถึงได้ในชั้นใด จะต้องได้รับผล คือ ความสุขตามชั้นตามภูมิของตนทั้งนั้น 

เล่าความประพฤติธรรมไว้ให้ศิษยานุศิษย์ฟัง เพื่อให้พากันมี ที่พึ่ง อย่าเป็นคนลังเล ยึดให้มั่นคั้นให้ตาย อย่างมงายเชื่อเกจิอาจารย์ที่สอนนอกรีตนอกทาง ดังพวกที่สอนว่า ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมถะวิปัสสนา ไหว้พระสวดมนต์ ประพฤติพรหมจรรย์ เว้นเมถุน เว้นข้าวคํ่า เหล่านี้เป็นกิเลสตัณหาทั้งนั้น การไม่ทําอะไรนั่นแลเป็นอันหมดกิเลส ตัณหา สอนอย่างนี้เป็นลักษณะแห่งอกิริยทิฏฐิ ถือว่าความไม่ทําเป็นความบริสุทธิ์ เป็นมิจฉาทิฏฐิ อย่าพากันหลงเชื่อ ถ้าใครหลงเชื่อจะ พากันจนทั้งชาตินี้ชาติหน้า นิพพานเช่นนั้นเป็นนิพพานของอวิชชา อย่าพากันหลงใหลไปตามเขาฯ 

ส่วนนิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นพระนิพพานอันมั่งมี ที่เรียกว่า นิพพานสมบัติ คือ ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา, อุเบกขา, แลโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มีสติปัฏฐาน เป็นต้น มีอัฏฐังคิกมรรคเป็นที่สุด เหล่านี้เป็นนิพพานสมบัติ ถ้าไม่มีสมบัติเหล่านี้จะถึงนิพพานของพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย 

นิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นนิพพานของวิชชา ให้ตรวจดู นิพพานสมบัติอย่างที่แสดงไว้นี้ มีในตนเต็มรอบหรือยัง ถ้าไม่เต็มรอบยังเป็นคนจนอยู่ไปนิพพานไม่ได้ เปรียบเหมือนคนจนจะไปทางรถทางเรือที่ไกลไม่ได้ เพราะจนไม่มีเงินให้ค่าจ้างค่าโดยสารเขา ถ้าตรวจ ในตัวเห็นว่านิพพานสมบัติมีในตัวเต็มรอบแล้ว นับว่าเป็นคนมั่งมี อาจจักถึงพระนิพพานได้ เปรียบเหมือนคนที่มีเงินอยากไปทางใด ก็จ้างเขาไปสําเร็จทุกประการ พระนิพพานไม่ใช่สถานที่อันบุคคลผู้ไร้ อริยทรัพย์จะไปได้ พวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นเป็นคนจน ก็ไปได้แต่นิพพานจนๆ คือ นิพพานอนัตตา นิพพานอวิชชาเท่านั้น 

พวกเราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ต้องประพฤติตนให้มั่งมีเหมือนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านบริบูรณ์ด้วยลาภ ด้วยยศ ด้วยความสรรเสริญ แลด้วยความสุข พระพุทธศาสนากว่า ๒,๐๐๐ ปีนี้ไม่ได้ตั้งมั่นถาวรมาด้วยความจนเลย ตั้งมั่นถาวรมาได้ด้วยความมั่งมีโดยแท้ แม้ตัวของอัตตโนผู้แนะนําท่านทั้งหลาย ก็หัดเดินตามจรรยาของพระพุทธเจ้า จึงบริบูรณ์ด้วยลาภ แลยศ แลความสรรเสริญกับความสุข เป็นผู้มั่งมีทั้งสมบัติภายนอก แลสมบัติภายใน ตลอดจนอายุ ๗๐ ปี ณ บัดนี้ฯ

เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่านประวัตินี้แล้ว พึงเพ่งดูจรรยาของ อัตตโนที่ได้ประพฤติมาแล้ว ส่วนที่อัตตโนตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และประพฤติปฏิบัติให้ตรงต่อธรรมวินัย แลปฏิบัติราชการตามหน้าที่ไม่ให้เสียหายจนเจริญด้วยยศฐานาศักดิ์ ส่วนธรรมวินัยก็ตั้งอกตั้งใจ ดําเนินสมถะแลวิปัสสนา จนรู้จักสังขารแลวิสังขาร หรืออุปาทินนกสังขาร แลอนุปาทินนกสังขารโดยชัดใจได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง นับว่ามีสรณะโดยสิ้นสงสัย ส่วนนี้เป็น อตฺตตฺถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ตนฯ

ณาตตฺถจริยา

ที่ได้รักษาหมู่คณะ แนะนําสั่งสอนให้พระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ได้ความฉลาด ได้ที่พึ่งแก่ตน ฝ่ายพระสงฆ์ก็มีความเจริญด้วยลาภแลยศ จะนับลูกศิษย์ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่วางใจได้ให้ฟัง 

๑. พระโพธิวงศาจารย์ (อ้วน) เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา 

๒. พระสาสนดิลก (เสน) เจ้าคณะมณฑลอุดร 

๓. พระราชมุนี (สี) วัดนิเวศธรรมประวัติ 

๔. พระเมธาธรรมรส (เสาร์) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม 

๕. พระปัญญาพิศาลเถร (หนู) วัดปทุมวนานาม 

๖. พระอมราภิรักขิต (ชัย) วัดบรมนิวาส 

เป็นพระราชาคณะ ๖ รูป 

ส่วนเป็นพระครู

๑. พระครูปลัดนิพัทธโพธิพงษ์ (ขํา) วัดบรมนิวาส 

๒. พระครูอุดมธีรคุณ (เงิน) เจ้าอาวาสวัดสัตตนาถปริวัตร จังหวัดราชบุรี 

๓. พระครูวาทีวรคุณ (เพ็ง) เจ้าคณะรองจังหวัดปราจีนบุรี 

๔. พระครูสีจันทรคุณ (สีจันทร์) วัดนรนาถสุนทริการาม 

๕. พระครูศีลวรคุณ (อํ่า) วัดสิริจันทรนิมิตร จังหวัดลพบุรี 

๖. พระครูพิเศษสุตคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ จังหวัดขอนแก่น

๗. พระครูสีลสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล 

เป็นพระครู ๗ รูป 

ที่เป็นเปรียญแต่ ๓ ประโยค ถึง ๖ ประโยคก็มีมากด้วยกัน ส่วนนี้เป็นบริษัทภายใน 

บริษัทภายนอกนั้นก็มีเป็นอันมาก และได้แนะนําให้ทําบุญภายนอก คือบริจาคทานแลชักชวนให้ก่อสร้างถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนา คือ สร้างพระพุทธรูป สร้างหนังสือ สร้างกุฏิ สร้างศาลา สร้างโรงเรียน สร้างสระนํ้าบ่อนํ้า ผู้มีมากให้ทํามาก ผู้มีน้อยให้ทําน้อย ต่างคนก็ต่างทําถาวรวัตถุตามความพอใจของตน เกิดปีติปราโมทย์ ได้ความอบอุ่นใจในโภคทรัพย์อันตนฝังไว้ ส่วนบุญภายในก็ได้แนะนําสั่งสอนให้พากันผ่อนผัน โลภะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง ชี้ให้รู้จักลักษณะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้มีพระไตรสรณาคมน์เป็น ที่พึ่ง แลการที่เทศน์สั่งสอนตลอดไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ส่วนนี้เป็น ณาตตฺถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ญาติ คือบรรดาคนที่ได้เห็นกัน รู้จักกัน ชื่อว่าญาติทั้งสิ้นฯ

โลกตฺถจริยา

ส่วนที่อัตตโนที่ได้ทําการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ซึ่งเป็น ภายนอก มีการบํารุงวัด เป็นต้น ส่วนภายใน คือ ได้แต่งหนังสือธรรม แลหนังสือสุภาษิตของเก่าบ้าง ของแต่งขึ้นใหม่บ้าง ทั้งภาคไทยแล ภาคลาว ซึ่งพระยาธนภารพิสิษฐ์ (เปา มิลินทสูต) ซึ่งได้รวบรวมพิมพ์ขึ้นอย่างละ ๑,๐๐๐ ฉบับ มากกว่า ๒๐ เรื่อง สําหรับแจกในงานทําบุญอายุครบ ๗๐ คราวนี้ แต่จะได้รับแจกจําเพาะผู้ที่นับถือ แลผู้รับช่วยทําบุญไม่ตํ่ากว่า ๑๐๐ บาทขึ้นไป เพราะเห็นว่าท่านจําพวกนี้เคารพนับถือจริง ได้หนังสือไปแล้วก็คงจะตรวจตรอง เหตุที่มีความเลื่อมใสอยู่แล้ว ส่วนที่สร้างถาวรวัตถุไว้นี้ เป็นส่วน โลกตฺถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่โลกฯ 

การที่ประพฤติจรรยา ๓ ประการนั้นก็หมายจะตามเสด็จพระบรมศาสดา แต่คุณสมบัติต่างกัน ส่วนบรมครูท่านมีบุญใหญ่ จรรยาทั้ง ๓ ประการของท่านก็ใหญ่ ส่วนพวกเรามีบุญน้อยเพียงแต่เป็นสาวก จรรยา ๓ ประการของพวกเราก็น้อยตามสมควรแก่คุณสมบัติของตน ลูกศิษย์ของเราควรพึงตั้งใจดําเนินตาม ความดีเหล่านี้เป็นของกลาง ใครจะเอาไปไหนไม่ได้ ใครเกิดขึ้นมาปฏิบัติได้ก็จักได้รับผลคือความดีอยู่อย่างนี้ตลอดกัปตลอดกัลป์

เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่นิมนต์ท่านเจ้าคุณ
พระอุบาลีฯ มาอยู่ปรับปรุงวัดเจดีย์หลวง

(จากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ)

ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เคยไปจําพรรษาที่เชียงตุง (พ.ศ. ๒๔๖๕) ได้ไปแสดงธรรมโปรดเจ้าผู้ครองนครเชียงตุงจนเลื่อมใสถวายตนเป็นศิษย์อุปัฏฐาก เป็นเหตุให้ทางสํานักนครเชียงตุงประพฤติธรรมกันโดยทั่วหน้า แม้ปัจจุบันเชื้อพระวงศ์นครเชียงตุง เจ้านาย ชั้นผู้ใหญ่ ก็ยังคงปฏิบัติธรรมกันอยู่ ในครั้งนั้นนอกจากท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จะได้โปรดเจ้านายวงค์นครเชียงตุงแล้ว ท่านยังได้ปรับปรุงการปฏิบัติพระวินัยของพระสงฆ์ในเชียงตุงให้ดีขึ้นหลายอย่าง ตามคําขอร้องของเจ้าผู้ครองนครเชียงตุง

เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ กลับจากเชียงตุงแล้ว ท่านได้ ขึ้นไปพักภาวนาอยู่ที่ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ประจวบกับสมัยนั้น วัดเจดีย์หลวง ในตัวเมืองเชียงใหม่ กําลังทรุดโทรม หาพระผู้เป็นหลักไม่ได้ ประชาชนก็เหินห่างจากวัด เพราะพระภิกษุสามเณรประพฤติตนไม่เหมาะสม ทางฝ่ายบ้านเมือง มีเจ้าแก้วนวรัฐ** เจ้าผู้ครอง นครเชียงใหม่ พร้อมด้วยเจ้าพระยามุขมนตรี (อาบ เปาโรหิต) สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ จึงได้ปรึกษากันว่า จะหาพระเถระผู้ใหญ่ที่ไหน เพื่อจะได้นิมนต์มาอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อจะได้ขอให้ท่านช่วยปรับปรุงวัดและพระภิกษุสามเณรให้เข้ารูปเข้ารอยขึ้น

ทางฝ่ายบ้านเมืองเห็นพ้องกันว่า สมควรจะอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทน์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพระมหาเถระ สมณศักดิ์ฐานันดรสูงชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ องค์ท่านมิได้สูงแต่สมณศักดิ์เท่านั้น แต่ยังสูงส่งด้วยคุณธรรม ศีลาจารวัตร พร้อมทั้งความรู้ความสามารถในการเทศนาเผยแผ่ การปกครอง การบริหารหมู่คณะ โดยเฉพาะด้านการศึกษา จึงเป็นที่เคารพนับถือของเจ้าบ้านผ่านเมือง พระพุทธศาสนิกชน ทั้ง ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงตุง และทางภาคอีสาน จึงได้เตรียม มอบหมายให้ผู้เดินทางไปนิมนต์ ประจวบกับขณะนั้นได้ทราบข่าวว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ พักวิเวกอยู่ที่ดอยสุเทพ จึงได้พากันไปกราบและเรียนให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งนิมนต์ให้ท่านมาจําพรรษา

ที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อจะได้ปรับปรุงวัดให้เรียบร้อย และเรียกศรัทธา ของประชาชนให้กลับคืนมา

แต่การนิมนต์ครั้งนั้นเป็นการนิมนต์ท่านแบบไม่เป็นทางการ ทํานองเกริ่นให้ท่านรับทราบ และท่านเจ้าคุณฯ ก็ยังไม่ได้ตอบรับแต่ประการใด เพียงบอกว่า ท่านจะขอรับไว้พิจารณาต่อเมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ แล้วจะพิจารณาอีกครั้ง

เจ้าแก้วนวรัฐ เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๙ แห่งราชวงศ์ ทิพย์จักราธิวงศ์ และองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่

พ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ
รับนิมนต์จําพรรษาวัดเจดีย์หลวง

(จากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ)

เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พักภาวนาอยู่ดอยสุเทพพอสมควรแล้ว ก็เดินทางกลับลงไปกรุงเทพฯ หลังจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กลับกรุงเทพฯ แล้ว ประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ทางเชียงใหม่ได้ติดต่อนิมนต์มาเป็นทางการพร้อมทั้งนิมนต์ด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง โดยเจ้าแก้วนวรัฐมาด้วยตนเอง การติดต่อนิมนต์จึงสําเร็จไปด้วยดี

เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้รับนิมนต์ทางเชียงใหม่แล้ว ท่านได้เลือกผู้ที่จะติดตามไปกับท่านอย่างพิถีพิถัน เพราะค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงมาก เพราะเหตุนี้เองจึงเอาไปได้ในจํานวนจํากัด ในที่สุดท่านได้เลือกหลวงปู่แหวนให้ขึ้นไปด้วย ยังความดีใจอย่างสูงแก่หลวงปู่ แหวน เพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้รับการไว้วางใจจากท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ ถึงขนาดนั้น 

การนั่งรถไฟไปเชียงใหม่สมัยนั้นไม่มีความสะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ และช้ากว่าสมัยนี้มาก แต่ก็ไม่มีพาหนะหรือการเดินทางอย่างอื่นที่จะสะดวกสบายไปกว่านี้ 

เมื่อรถไฟถึงสถานีเชียงใหม่แล้ว มีรถมารับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หลายคัน เมื่อคณะที่ไปขึ้นรถที่มารับหมดแล้ว รถได้เคลื่อนไปยังวัดเจดีย์หลวงอันเป็นที่พัก 

ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เป็นพระอุปัชฌาย์
หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ คราวญัตติเป็นธรรมยุต

(จากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ)

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ นี้เอง ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้พิจารณาเห็นว่า หลวงปู่แหวนมีความตั้งใจในการประพฤติปฏิบัติ มีความวิริยะ อุตสาหะ ปรารภความเพียรสมํ่าเสมอไม่ย่อท้อ มีข้อวัตรปฏิบัติดี เหมาะสมตามสมณสารูป มีอุปัชฌายวัตรและอาจาริยวัตรดีสมํ่าเสมอปลาย มีอัธยาศัยไม่ขึ้นไม่ลง และมีความคุ้นเคยกันมานาน

วันหนึ่งท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ได้พูดกับหลวงปู่แหวนว่า 

“อยู่ด้วยกันก็นานมาแล้ว ควรจะได้ญัตติเสีย เพื่อจะได้เข้าร่วมสังฆกรรมกันได้ ไม่ต้องคอยบอกปาริสุทธิ์ในวันอุโบสถเหมือนเช่นทุกวันนี้”

ครั้งแรกหลวงปู่กราบเรียนท่านเจ้าคุณฯ ว่า ขอเวลาปรึกษาเพื่อน คือ หลวงปู่ตื้อ ดูก่อน

ในช่วงนั้น หลวงปู่ตื้อ ยังท่องธุดงค์อยู่ตามลําพัง ยังไม่ได้ขึ้นไปเชียงใหม่ แต่ด้วยเหตุผลของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ที่อธิบายให้ฟัง ในขณะนั้น ท่านจึงตัดสินใจญัตติเป็นพระธรรมยุตที่พัทธสีมา วัดเจดีย์หลวงนั่นเอง โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระครูศรีพิศาลสารคุณเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูนพีสีพิศาลคุณ (ทอง โฆสิโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

การที่ท่านหลวงปู่แหวนจะยังไม่ยอมญัตติเป็นพระธรรมยุต โดยจะปรึกษาหารือเพื่อนเสียก่อนนั้นอาจจะเป็นเพราะถ้าท่านตัดสินใจไปคนเดียวภายหลัง อาจถูกเพื่อนตําหนิเอาว่าจะทําอะไรไม่ปรึกษากันก่อน เพราะหลวงปู่ตื้อเป็นสหธรรมิกที่เคยท่องเที่ยวไปไหนมาไหนด้วยกันเกือบจะทุกแห่ง เมื่อมีเหตุที่จะต้องทําอะไรที่สําคัญ จําเป็นอยู่เองที่จะต้องขอความเห็นจากผู้ที่คุ้นเคยหรือรู้จักอัธยาศัยกันดีก่อนอีกอย่างหนึ่งขณะนั้นองค์หลวงปู่เองก็อยู่ในขั้นพระผู้ใหญ่พอสมควรแล้ว เพราะท่านมีพรรษาได้ประมาณ ๒๐ พรรษา ซึ่งพระที่มีพรรษาขนาดนั้นจะทําอะไรก็ต้องมีความรอบคอบพอสมควร แต่ด้วยความเคารพในท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และด้วยเหตุด้วยผลของท่านที่ได้กรุณาชี้แจงถึงการต้องญัตติเปลี่ยนคณะใหม่ จึงยอมตกลงญัตติเป็นพระธรรมยุต 

ซึ่งในสมัยนั้นพระฝ่ายมหานิกายที่เป็นพระเถระมีอายุพรรษามาก ยอมตนเป็นศิษย์อบรมธรรมปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต นั้นมีจํานวนมาก ซึ่งท่านเหล่านั้นเป็นพระฝ่ายปฏิบัติ มีลูกศิษย์ลูกหา มากมายอยู่มาจนปัจจุบันนี้มากหลายองค์ บางองค์แม้ขอญัตติใหม่ เพื่อเป็นพระธรรมยุต แต่ท่านหลวงปู่มั่นไม่อนุญาต โดยท่านให้เหตุผลว่า มรรคผลนิพพานไม่ได้ขึ้นอยู่กับคณะนิกาย แต่มรรคผลนิพพานขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติของบุคคลนั้นๆ ผู้มีความตั้งใจจริงแล้ว ท่านให้ไปช่วยสั่งสอนหมู่คณะจนตั้งเป็นหลักฐานปึกแผ่นมาถึงปัจจุบันนี้ก็มี 

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ภายหลังก็ได้ญัตติเป็นพระธรรมยุตเหมือนกับหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดเจดีย์หลวงเช่นกัน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๑ โดยท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครู ศรีพิศาลสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูนพีสีพิศาลคุณ (ทอง โฆสิโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ 

ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ
เผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภาคเหนือ

การจําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวงของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ในระยะแรกนั้น นอกจากท่านได้อบรมพระเณรให้เคร่งครัดในพระวินัย และถือธุดงควัตร โดยท่านได้พาหมู่คณะออกเที่ยวธุดงค์วิเวกในอําเภอใกล้เคียงแล้ว ท่านยังทําประโยชน์สงเคราะห์อบรมธรรมแก่ชาวเมืองนครเชียงใหม่และอําเภอใกล้เคียง 

กาลต่อมาเมื่อท่านดําริจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวป่าชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาดอยสูงทางภาคเหนือ ท่านจะต้องอาศัยพระสงฆ์ที่ออกประพฤติปฏิบัติธรรมตามป่าเขาดอยสูง ซึ่งในสมัยนั้นมีจํานวนน้อยมาก มีแต่พระธุดงคกรรมฐาน โดยเฉพาะ สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งท่านสนิทคุ้นเคย ท่านจึงปรารภนิมนต์หลวงปู่มั่นขึ้นเชียงใหม่ ประกอบกับช่วงนั้นหลวงปู่มั่นท่านอยู่อบรมพระศิษย์กองทัพธรรมที่ภาคอีสาน หลวงปู่มั่นเองท่านทราบดีว่า ขณะนั้นท่านยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูงสุด ท่านมักรําพึงเสมอว่า “กําลังเราไม่พอ กําลังเราไม่พอ” จึงคิดปลีกวิเวกจากหมู่คณะ เมื่อท่านส่งโยมมารดาแล้ว ท่านได้เดินธุดงค์เข้ากรุงเทพฯ และตั้งใจขึ้นภาคเหนือเพื่อบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหัก เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้นิมนต์ท่านขึ้นเชียงใหม่ ท่านจึงตอบตกลงรับนิมนต์ทันที

พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นิมนต์
หลวงปู่มั่นขึ้นเชียงใหม่ 

(จากประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ)

ท่าน (หลวงปู่มั่น) เข้าพักวัดปทุมวัน (วัดปทุมวนาราม) ท่านว่า การขึ้น – ล่องระหว่างกรุงเทพฯ กับภาคอีสานท่านขึ้น – ล่องเสมอ บางเที่ยวขึ้นรถไฟไปลงเอาที่สุดรถไฟไปถึง เพราะแต่ก่อนรถไฟยังไม่ ถึงที่สุดทาง บางเที่ยวก็เดินธุดงค์ไป – มาเรื่อยๆ ก็มี เวลาท่าน พักและจําพรรษาที่วัดปทุมวัน ได้มาศึกษาอรรถธรรมกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ที่วัดบรมนิวาสเสมอ ออกพรรษาแล้ว หน้าแล้งท่าน เจ้าคุณอุบาลีฯ จะไปเชียงใหม่ ท่านนิมนต์ท่านอาจารย์ไปเชียงใหม่ด้วย ท่านเลยไปเที่ยวทางเชียงใหม่กับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

ขณะนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ ท่านเล่าว่า ท่านเข้าสมาธิภาวนาไปเรื่อยๆ เกือบตลอดทาง มีพักนอนบ้างก็เวลารถไฟออกจากกรุงเทพฯ ไปถึงลพบุรี พอถึงอุตรดิตถ์ รถจะเริ่มเข้าเขา ท่านก็เริ่มเข้าสมาธิภาวนาแต่บัดนั้นเป็นต้นไป จนจะถึงสถานีเชียงใหม่ถึงได้ถอนจิตออกจากสมาธิเพราะขณะจะเริ่มทําสมาธิภาวนา ท่านตั้งจิตไว้ว่าจะให้ จิตถอนออกจากสมาธิต่อเมื่อรถไฟจวนเข้าถึงตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ภาวนาต่อไป โดยมิได้สนใจกับอะไรอีก 

ขณะนั่งทําสมาธิไม่นานประมาณ ๒๐ นาที จิตก็รวมลงสู่ความสงบถึงฐานของสมาธิอย่างเต็มที่ จากขณะนั้นแล้วก็ไม่ทราบว่ารถไฟวิ่งหรือหาไม่ มีแต่จิตที่แน่วลงสู่ความสงบระงับตัวจากสิ่งภายนอกทั้งมวล ไม่มีอะไรปรากฏ แม้ที่สุดกายก็ได้หายไป ในความรู้สึกเป็นจิตที่ดับสนิทจากการรับรู้และรบกวนจากสิ่งต่างๆ เป็นเหมือนโลกธาตุไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ประหนึ่งได้ดับไปพร้อมกับความคิดปรุงและความสําคัญรับรู้ต่างๆ ของขันธ์โดยสิ้นเชิง ขณะนั้นเป็นความรู้สึกว่ากายหายไป รถไฟและเสียงรถหายไป ผู้คนโดยสารในรถไฟหายไป ตลอดสิ่งต่างๆ ที่เคยเกี่ยวข้องกันกับจิตได้หายไปจากความรู้สึกโดยสิ้นเชิง สิ่งที่เหลืออยู่ในเวลานั้นก็น่าจะเป็นสมาธิสมาบัติอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในขณะนั้นมิได้สําคัญตนว่าอยู่ในที่เช่นไร จิตทรงตัวอยู่ในลักษณะนี้ตลอดมาแต่ ๒๐ นาทีแรกเริ่มสมาธิจนถึงชานเมืองเชียงใหม่ จึงได้ถอนตัวออกมาเป็นปรกติจิต ลืมตาขึ้นมองดูสภาพทั่วไปก็พอดีเห็นตึกรามบ้านช่องขาวดาดาษไปทุกทิศทุกทาง จากนั้นก็เริ่มออกจากที่และเตรียมจะเก็บสิ่งของบริขาร มองดูผู้คนในรถรอบๆ ข้าง ต่างพากันมองมานัยน์ตาจับจ้องมองดูท่านอย่างพิศวงสงสัยไปตามๆ กัน รู้สึกจะเป็นที่ประหลาดใจของคนในรถไฟทั้งขบวน นับตั้งแต่เจ้าหน้าที่รถไฟลงมาไม่น้อยเลย มาทราบได้ชัดเจนเอาตอนท่านจะขนสิ่งของบริขารลงจากรถ 

ขณะที่รถจะถึงที่ เจ้าหน้าที่รถไฟต่างมาช่วยขนสิ่งของลงรถ ช่วยท่านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย ทั้ง คนโดยสารและเจ้าหน้าที่รถไฟต่างยืนมองท่านจนวาระสุดท้ายอย่างไม่กระพริบตาไปตามๆ กัน แม้ก่อนจะลงจากรถก็มีเจ้าหน้าที่รถไฟและคนโดยสารมาถามท่านว่า ท่านอยู่วัดไหน และท่านจะเดินทางไปไหน ต่อไป ท่านก็ได้ตอบว่า ท่านเป็นพระอยู่ตามป่า ไม่ค่อยมีหลักฐาน วัดวาแน่นอนนัก และตั้งใจจะมาเที่ยววิเวกตามเขาแถบนี้ เจ้าหน้าที่ รถไฟและผู้โดยสารบางคนก็ถามท่านด้วยความเอื้อเฟื้อเลื่อมใสว่า ขณะนี้ท่านจะไปพักวัดไหนและมีผู้มารับหรือตามส่งหรือยัง ท่านแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่รถไฟและเรียนว่ามีผู้มารับเรียบร้อยแล้ว เพราะท่านไปกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่และเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวเมืองเป็นอย่างยิ่ง นับแต่เจ้าผู้ครองนครลงมาถึงพ่อค้าประชาชน 

ขณะนั้นปรากฏว่ามีผู้คนพระเณร ไปรอรับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ อยู่คับคั่ง แม้รถยนต์ซึ่งเป็นของหายากในสมัยนั้น แต่ก็ปรากฏว่ามีรถไปรอรับอยู่หลายคัน ทั้งรถข้าราชการและพ่อค้าประชาชน รับท่านเจ้าคุณฯ จากสถานีมาวัดเจดีย์หลวง 

เมื่อประชาชนทราบว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มาพักที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ต่างก็มากราบนมัสการเยี่ยมและฟังโอวาทท่าน ในโอกาสที่ประชาชนมามากนั้น ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้อาราธนาท่านพระอาจารย์มั่นเป็นองค์แสดงธรรมให้ประชาชนฟัง ปรากฏว่าท่านแสดงธรรมไพเราะเพราะพริ้งจับใจท่านผู้ฟังมากมาย ไม่อยากให้จบลงง่ายๆ เทศน์กัณฑ์นั้นทราบว่าท่านเริ่มแสดงแต่ต้นอนุบุพพิกถาขึ้นไปเป็นลําดับจนจบลง ในท่ามกลางแห่งความเสียดายของพุทธศาสนิกชนที่กําลังฟังเพลิน พอเทศน์จบลงท่านลงมากราบพระเถระแล้วหลีกออกไปหาที่พักผ่อนตามอัธยาศัย 

ขณะนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้กล่าวชมเชยธรรมเทศนาของท่าน ในท่ามกลางบริษัทว่า ท่านมั่นแสดงธรรมไพเราะมาก หาผู้เสมอเหมือนได้ยาก และแสดงธรรมเป็นมุตโตทัย คือแดนแห่งความหลุดพ้น ที่ผู้ฟังไม่มีที่น่าเคลือบแคลงสงสัย นับว่าท่านแสดงได้อย่างละเอียดลออดีมาก แม้แต่เราเองก็ไม่อาจแสดงได้ในลักษณะแปลกๆ และชวนให้ฟังเพลินไปอย่างท่านเลย สํานวนโวหารของพระธุดงคกรรมฐานนี้แปลกมาก ฟังแล้วทําให้ได้ข้อคิดและเพลินไปตาม ไม่มีเวลาอิ่มพอและเบื่อง่ายเลย 

ท่านเทศน์ในสิ่งที่เราเหยียบยํ่าไป – มาอยู่นี่แล คือสิ่งที่เราเคยเห็นเคยได้ยินอยู่เป็นประจําแต่มิได้สนใจคิดและนํามาทําประโยชน์ เวลาท่านเทศน์ผ่านไปแล้วถึงระลึกได้ ท่านมั่นท่านเป็นพระกรรมฐานองค์สําคัญที่ใช้สติปัญญาตามทางมรรคที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้จริงๆ ไม่นํามาเหยียบยํ่าทําลายให้กลายเป็นโลกๆ เลวๆ ไปเสีย ดังที่เห็นๆ กัน ท่านเทศน์มีบทหนักบทเบาและเน้นหนักลงเป็นตอนๆ พร้อมทั้งการ คลี่คลายความสลับซับซ้อนแห่งเนื้อธรรมที่ลึกลับ ซึ่งพวกเราไม่อาจแสดงได้ออกมาอย่างเปิดเผย และสามารถแยกแยะธรรมนั้นๆ ออกมา ชี้แจงให้เราฟังได้อย่างถึงใจ โดยไม่มีปัญหาอะไรเลย นับว่าท่าน ฉลาดแหลมคมมาก ในเชิงเทศนาวิธีซึ่งหาตัวจับได้ยาก อาตมาแม้เป็นอาจารย์ท่าน แต่ก็ยกให้ท่าน สําหรับอุบายต่างๆ ที่เราไม่สามารถซึ่งมีอยู่เยอะแยะ 

เฉพาะท่านมั่นท่านสามารถจริง อาตมาเองยังเคยถามปัญหาขัดข้องใจที่ตนไม่สามารถแก้ได้โดยลําพังกับท่าน แต่ท่านยังสามารถแก้ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวด้วยปัญญา เราพลอยได้คติจากท่านไม่มีประมาณ อาตมาจะมาเชียงใหม่จึงได้นิมนต์ท่านมาด้วย ซึ่งท่านก็เต็มใจมาไม่ขัดข้อง ส่วนใหญ่ท่านอาจเห็นว่าที่เชียงใหม่เรามีป่ามีภูเขามาก สะดวกแก่การแสวงหาที่วิเวก ถึงได้ตกลงใจมากับอาตมาก็เป็นได้ เป็นแต่ท่านมิได้แสดงออกเท่านั้นเอง พระอย่างท่านมั่นเป็นพระที่หาได้ยากมาก อาตมาแม้จะเป็นผู้ใหญ่กว่าท่าน แต่ก็เคารพเลื่อมใสธรรมของท่านอยู่ภายใน ท่านเองก็ยิ่งมีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่ออาตมามาก จนละอายท่านในบางคราว ท่านพักอยู่ที่พอสมควรแล้วก็ออกแสวงหาที่วิเวกต่อไป อาตมาก็จําต้องปล่อยตามอัธยาศัยท่านไม่กล้าขัดใจ เพราะพระจะหาแบบท่านมั่นนี้รู้สึกยากจะหาได้อย่างยิ่ง เมื่อท่านมีเจตนามุ่งต่อธรรมอย่างยิ่ง เราก็ควรอนุโมทนา เพื่อท่าน จะได้บําเพ็ญประโยชน์แก่ตนและประชาชน พระ – เณร ในอนาคต อันใกล้นี้ 

ท่านผู้ใดมีข้อข้องใจเกี่ยวกับการอบรมภาวนาก็เชิญไปศึกษาไต่ถามท่าน จะไม่ผิดหวังแน่นอน แต่กรุณาอย่าไปขอตะกรุด วิชาคาถาอาคมอยู่ยงคงกระพันชาตรี ความแคล้วคลาดปลอดภัยต่างๆ ที่ผิดทางจะเป็นการไปรบกวนท่านให้ลําบากโดยมิใช่ทาง บางทีท่านอาจใส่ปัญหาเจ็บแสบเอาบ้างจะว่าอาตมาไม่บอก เพราะท่านมั่นมิใช่พระประเภทนั้น ท่านเป็นพระจริงๆ และสั่งสอนคนให้เห็นผิดเห็นถูก เห็นชั่วเห็นดี และเห็นบาปเห็นบุญจริงๆ มิได้สั่งสอนออกนอกลู่นอกทางไปจากคลองธรรม ท่านเป็นพระปฏิบัติจริงและรู้ธรรมตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้จริงๆ 

เท่าที่ได้สนทนาธรรมกับท่านแล้วรู้สึกได้ข้อคิดอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งใครๆ ไม่อาจพูดได้อย่างท่านเลยเท่าที่ผ่านมาในสมัยปัจจุบัน อาตมาเคารพเลื่อมใสท่านมากภายในใจโดยที่ท่านไม่ทราบว่าอาตมาเคารพท่าน ถ้าท่านไม่ทราบด้วยญาณเอง เพราะมิได้พูด ให้ท่านฟัง ท่านเป็นพระที่น่าเคารพบูชาจริงๆ และอยู่ในข่ายแห่งปุญญักเขตตัง โลกัสสะ ขั้นใดขั้นหนึ่งแน่นอน ไม่สงสัย แต่ท่านเอง มิได้แสดงตัวว่าเป็นพระที่ตั้งอยู่ในธรรมขั้นนั้นๆ หากพอรู้ได้ในเวลาสนทนากันโดยเฉพาะไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย 

อาตมาเองเชื่อว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในอริยธรรมขั้นสามอย่างเต็มภูมิ ทั้งนี้ทราบจากการแสดงออกแห่งธรรมที่ท่านรู้เห็น แม้ท่านจะไม่บอกภูมิที่บรรลุว่าภูมินั้นๆ แต่ก็ทราบได้อย่างไม่มีข้อสงสัย เพราะธรรม ที่ท่านแสดงให้ฟัง เป็นธรรมในภูมินั้นๆ แน่นอน ไม่ผิดกับปริยัติที่แสดงไว้ ท่านเป็นพระที่มีความเคารพและจงรักภักดีต่ออาตมามากตลอดมา ไม่เคยแสดงอากัปกิริยากระด้างวางตัวเย่อหยิ่งแต่อย่างใดให้เห็นเลย นอกจากวางตัวแบบผ้าขี้ริ้ว ซึ่งเห็นแล้วอดเลื่อมใสอย่างจับใจไม่ได้ทุกๆ ครั้งไปเท่านั้น นี่เป็นคําของเจ้าคุณอุบาลีฯ กล่าวชมเชยท่านพระอาจารย์มั่นในที่ลับหลังให้ญาติโยมและพระเณรฟัง หลังจากท่านแสดงธรรมจบลงแล้วหลีกไป พระที่ได้ยินคําชมเชยนี้แล้วนําไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านจึงนําเรื่องนี้มาเล่าให้คณะลูกศิษย์ฟังเวลามีโอกาสดีๆ คําว่า “มุตโตทัย” ที่มีในชีวประวัติย่อของท่าน ซึ่งพิมพ์แจกในงานฌาปนกิจศพท่าน ก็เป็นนิมิตตกนามไปจากคําชมเชยของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ครั้งนั้นสืบต่อมา 

กองทัพธรรมศิษย์หลวงปู่มั่นทําประโยชน์
อย่างใหญ่หลวงทางภาคเหนือ

ความปรารถนาของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นความจริงประจักษ์ชัดขึ้นมา กล่าวคือเมื่อหลวงปู่มั่นเที่ยววิเวกในที่สงบสงัด เพื่อบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหักตามป่าเขาในเขตจังหวัดเชียงใหม่ จนประสบธรรมปิติบรรลุธรรมขั้นสูงสุด จากนั้นมาท่าน ไม่เคยกล่าวเลยว่า “กําลังเราไม่พอ” 

ต่อมาพระศิษย์กองทัพธรรมสมัยที่ท่านอบรมอยู่ภาคอีสานได้ออกติดตามท่าน และอยู่บําเพ็ญธรรมตามป่าเขาตามดอยสูงต่างๆ ทางภาคเหนือ อาทิเช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรังสี หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ ซึ่งหลวงปู่มั่นได้สั่งให้พระศิษย์แยกย้ายกันภาวนาตามป่าเขาดอยสูงต่างๆ กองทัพธรรมศิษย์พระอาจารย์มั่นได้บําเพ็ญตนและประโยชน์แก่ชาวป่าชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ตามดอยสูง เช่น มูเซอ กะเหรี่ยง แม้ว เย้า ฯลฯ 

สําหรับหลวงปู่มั่นท่านเองก็ไม่ชอบอยู่กับที่นานๆ ท่านได้ ออกเดินธุดงค์แล้วก็เอาเด็กๆ มาบวชได้จํานวนไม่น้อย ให้มาศึกษา เล่าเรียน พร้อมทั้งจําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวงนั้น ท่านมองเห็นด้วยญาณของท่านว่า เด็กเหล่านี้จะบวชไม่สึกแน่ๆ เลยเอาเด็กเล็ก เด็กน้อยมาศึกษาเล่าเรียนทางธรรม จนเป็นพระเถระผู้ใหญ่ก็มาก ซึ่งอดีตเคยส่งมาที่วัดเจดีย์หลวง

พระพุทธศาสนาทางภาคเหนือเจริญรุ่งเรืองอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ ในด้านวัตถุ วัดป่า เสนาสนะป่า สาย หลวงปู่มั่น ที่ตั้งอยู่ตามป่าเขาดอยสูงเกิดขึ้นมากมาย และในกาลต่อมาเหล่าบรรดาสานุศิษย์ได้ร่วมกันสร้างพระวิหาร – เจดีย์บูรพาจารย์ เพื่อเป็นการน้อมรําลึกบูชาคุณบูรพาจารย์พระกรรมฐานที่เคยอยู่จําพรรษาทางภาคเหนือ ในด้านจิตใจ บรรดาพระศิษย์หลวงปู่มั่นเจริญงอกงามในธรรมปฏิบัติ นับแต่ธรรมเบื้องต้นจนถึงธรรมขั้นสูงสุด ต่างช่วยกันวางรากฐานสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติปฏิปทาพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ชาวเมืองชาวป่าชาวเขาที่ได้รับการอบรมจากกองทัพธรรม ต่างก็มี ความมั่นคงในการนับถือพระพุทธศาสนา ใฝ่ใจในการบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา บ้างก็ออกบวชศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรม ทําให้สยามประเทศในขณะนั้นซึ่งมีภัยต่างๆ รอบด้าน ทั้งจากการรุกรานของประเทศมหาอํานาจ และจากการเผยแพร่ลัทธิต่างศาสนา กลับมาสงบร่มเย็นภายใต้พระบวรพุทธศาสนาได้อย่างน่าอัศจรรย์

นับว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ผู้ริเริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภาคเหนือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และพระศิษย์กองทัพธรรม ได้สร้างคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา อย่างอเนกอนันต์

หลวงปู่มั่นแก้ความปรารถนาพุทธภูมิ
ของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

(จาก กัณฑ์เทศน์เช้า พุทธเถรวาท 

โดย พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๒)

เรายกเรื่องของหลวงปู่มั่นไง อาจารย์มหาบัวเล่าให้ฟัง หลวงปู่มั่นเป็นพระโพธิสัตว์มาก่อน ตั้งใจเป็นพุทธภูมิ ปรารถนา เป็นพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็มาภาวนาของท่าน หลวงปู่มั่นเล่าให้อาจารย์มหาบัวฟัง อาจารย์มหาบัวมาเล่าให้ลูกศิษย์ฟังประจํา เวลาจะคิดย้อนกลับไปวิปัสสนา ทําความสงบได้ ความสงบนี่ใครก็ทําได้ ความสงบของใจพื้นฐานเดิมมีอยู่แล้ว พระโพธิสัตว์ก็ทําความสงบได้ อยู่ในฌานโลกีย์ แต่ไม่สามารถยกขึ้นวิปัสสนา นี่เป็นปุถุชน แล้วทําบุญกับปุถุชน กับทําบุญกับผู้ที่สิ้นกิเลส เนื้อนาบุญ คนๆ หนึ่งเราทําบุญกับดินที่ไม่สมบูรณ์กับดินที่สมบูรณ์ เราหว่านพืชอันไหน มันจะได้มากกว่ากัน 

อันนี้พระพุทธเจ้าพูดนะ พระพุทธเจ้าบอกไว้ในพระไตรปิฎก แล้วหลวงปู่มั่นเล่าให้อาจารย์มหาบัวฟังว่า “เวลาจะย้อนกลับนะ พอจิตมันสงบ คือจะย้อนวิปัสสนานี่มันเสียดาย มันอาลัยอาวรณ์กับสมบัติเดิมที่เราสะสมบารมีมา มันไม่ทํา พอจะย้อนกลับวิปัสสนา มันลังเล มันสงสัย มันเสียดาย มันอาลัยอาวรณ์ มันยอกใจๆ” 

ท่านแก้อยู่นาน หลวงปู่มั่นนี้ท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ามาก่อน ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ไง เป็นพุทธภูมิ ถึงอยู่ที่อุบลฯ อยู่บ้านนอกก็เป็นหัวหน้าของคน ในวัยรุ่นก็เป็นหัวหน้าของวัยรุ่น เป็นหัวหน้าคน ไปเที่ยวไหนก็เฮฮากันไป นี่พระโพธิสัตว์ แต่พอบวชเป็นพระแล้วหลวงปู่เสาร์ไปเอาออกมา มาบวชเป็นพระให้ได้ แล้วตัวเองจะแก้ไขตัวเอง พอจะยกขึ้นวิปัสสนา มันเสียว มันอาลัยอาวรณ์ไง อาลัยอาวรณ์ เห็นไหม ถึงบอกพระโพธิสัตว์นี้คือปุถุชน ปุถุชนคือคนที่มีกิเลสอยู่ เนื้อนานั้นยังไม่สมบูรณ์ ถึงว่าท่านจะเป็นโพธิสัตว์นะ ท่านปรารถนาจะช่วยโลกก็เป็นปุถุชน กับทําบุญกับพระอรหันต์ นี่ในพระไตรปิฎกว่าไว้อย่างนั้น 

ฉะนั้น คําสอนในหนังสือของเขานั้นเป็นความเห็นของเขา เป็นความเห็นของครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์เขาเห็นอย่างนั้นไง ครูบาอาจารย์ของเขาคือฝ่ายมหายานเห็นอย่างนั้น ความเห็นของอาจริยวาท ไม่ใช่ว่าความเห็นของศาสดา แล้วอะไรจะมาขัดกับความเห็นของศาสดาได้ล่ะ เออ… พูดให้เขาฟังเมื่อวาน 

เราก็อ่าน เมื่อก่อนเราก็สงสัยมาก่อน นี่เวลาท่านพูดถึง บอกว่าเวลาเราอ่านหนังสือไป อ่านตําราไป อ่านแผนที่ไปเราก็ลังเลสงสัยไป แล้วเจอแผนที่ปลอมอีกต่างหาก แผนที่เทียบเคียง แผนที่ไม่ใช่แผนที่จริง อ่านแล้วยังหลงทาง 

บอก “ไม่จริง ทําบุญกับพระพุทธเจ้า ทําบุญกับพระอรหันต์ได้บุญมากกว่า” เขาลงใจ เอาเหตุผลมายกจนเขาลงใจ นี่เขาก็ศึกษามาขนาดนี้ อยู่กับครูบาอาจารย์มาอย่างนี้นะ แต่ในเมื่อหนังสือนี้เขียนมาในของฝ่ายมหายาน เขาเชื่อทันทีเลย เห็นไหม ว่าพระพูด แต่พระพูดมันก็ผิด พระพูดเพราะพระองค์นั้นยังไม่รู้แจ้ง ยังไม่รู้จบ มันก็ผิด เห็นไหม 

ถึงว่าปัญญาของผู้ที่เห็น มีครูบาอาจารย์ชี้นํานี่ถูกต้องดีงามมาก ดูอย่างเช่นหลวงปู่มั่นนะท่านเป็นของท่านเองมาก่อน ในหัวใจทุกข์ยาก อย่างไรมาก่อน นี่อาจารย์เล่าให้ฟัง เวลาหลวงปู่มั่นท่านไปเอาเจ้าคุณอุบาลีฯ ที่วัดเจดีย์หลวงก็อย่างนี้ เถียงกันอยู่อย่างนี้นะ ทุกข์นะ เกิดตาย นี่ทุกข์มาก ทุกข์มาก เพราะเจ้าคุณอุบาลีฯ นี้ก็เป็นพุทธภูมิ หลวงปู่เสาร์ก็ปัจเจกภูมิ หลวงปู่มั่นไปแก้ได้หมด คนที่จะแก้ได้ต้องผ่านจากความเห็นผิดนั้นมาก่อน ผ่านอุปสรรคนั้นมาก่อน แล้วไปแก้ได้หมด จนเจ้าคุณอุบาลีฯ กลับมาวิปัสสนา แล้วในประวัติหลวงปู่แหวน เจ้าคุณ อุบาลีฯ พูดเอง เจ้าคุณอุบาลีฯ นี้เป็นผู้ที่ว่าเป็นนักปราชญ์ของเมืองไทย 

พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ปรารถนาพุทธภูมิ ปัญญานี่ กว้างขวางมาก เทศน์ทีหนึ่งในกรุงเทพฯ จะรํ่าลือไป ๓ วัน ๗ วัน ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังนะ ถ้าท่านเทศน์ทีหนึ่ง พวกสามล้อถีบ สมัยนั้นมีสามล้อถีบ สามล้อถีบจะจําคําพูดท่านไปพูดเล่นกันอยู่เป็นอาทิตย์เลย ถ้าท่านเทศน์ทีหนึ่งนะ นี่ปัญญาขนาดนั้น หลวงปู่มั่น บอกว่า “ทุกข์นะ เกิดตายนี่ทุกข์นะ” ที่วัดเจดีย์หลวง เอาจน เจ้าคุณอุบาลีฯ ค่อยหันกลับมาวิปัสสนา ขนาดข้างนอกสอนเข้ามา ข้างในมันก็ต้องอาลัยอาวรณ์เหมือนกัน ข้างในตัวเองมีสมบัติอยู่ ตัวเองต้องอาลัยอาวรณ์สมบัตินั้น 

แต่เวลามันวิปัสสนาพ้นไปแล้ว เจ้าคุณอุบาลีฯ พูดไว้ในประวัติหลวงปู่แหวนไง “ความรู้ของปริยัติเหมือนกับแผ่นดิน ความรู้ของวิปัสสนาเหมือนกับแผ่นฟ้า ความห่างไกลกัน การศึกษาสุตมยปัญญากับภาวนามยปัญญา ห่างกันราวฟ้ากับดิน” ความเห็นไง ความเห็นของเจ้าคุณอุบาลีฯ เมื่อก่อน 

เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์นี่มีชื่อเสียงมากนะ ไปอ่านในคําเทศน์ของท่านในใบลานสิ เวลาเทศน์นี่เรายังเคยเทศน์เลย เมื่อก่อนเทศน์นี่อ่านใบลานของท่าน จะเลือกใบลานที่ดีๆ ของท่าน เทศน์ที่วัดของท่านจะเยี่ยมยอดมาก เวลาเทศน์ทีขนาดนั้น 

แต่ท่านพูดเอง ท่านพูดเองอยู่ในประวัติหลวงปู่แหวน ไปเปิดดูสิ เราเจอ เจ้าคุณอุบาลีฯ บอกว่า “ความรู้ของปริยัติเหมือนกับแผ่นดิน ความห่างนะ แต่ความเห็นของวิปัสสนา การประพฤติปฏิบัติ ปฏิเวธ นี่ห่างกันราวฟ้ากับดิน แผ่นฟ้าไง ฟ้ากับดิน” 

นี่เจ้าคุณอุบาลีฯ พ้นไป พ้นไปเพราะอะไรล่ะ ? เพราะว่าท่านเกิดมาร่วมชาติกับหลวงปู่มั่น  เห็นไหม หลวงปู่มั่นผ่านไปก่อน หลวงปู่มั่นต้องมีอาชาไนยกว่าถึงแก้ไขความเห็นตัวเอง ดัดนิสัยของตนเองได้ ดัดความเห็นภายในนี่ยากมาก “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ตนดัดตนนี่แสนยาก เรามีลูกใช่ไหม เราพยายามบังคับมัน ลูกมันก็ยังเถียงอยู่ แต่นี่เราดัดตนเอง แล้วหลวงปู่มั่นดัดตนเองก่อน 

ท่านเล่าให้ฟัง เราซึ้งมาก เพราะอาจารย์มหาบัวเล่าต่อบอกว่า “โอ้โฮ เวลาย้อนกลับไปนี่มันอาลัยอาวรณ์” อาลัยสมบัติเดิมของตัวเอง แต่ก็พยายามคิดพิจารณาดูแล้วมันทุกข์ไง พิจารณาจนพ้นไป พ้นไปได้ก่อน ถึงไปแก้คนอื่นได้ นี่เพราะปัญญาบารมีขนาดนั้นไง ขนาดที่ว่าตัวเองก็ต้องแก้ของตัวเองได้แล้ว ถึงแก้ของคนอื่นได้สบายๆ แล้วถ้าพูดถึงพระอย่างสาวกะ แล้ววิปัสสนาขึ้นมา จะรู้ตรงนี้ได้อย่างไร 

เป็นสาวกะนะ เป็นสาวกนี่เฉพาะแก้กิเลสตัวก็ทุกข์แสนทุกข์อยู่แล้ว แล้วยังไปแก้กิเลสของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มันก็ต้องกิเลสหนากว่า กิเลสหนากว่า ว่าอย่างนั้นเลยนะ กิเลสต้องมากกว่าปุถุชนธรรมดาเนาะ กับสาวกะวิสัยใช่ไหม สาวกะก็ทุกข์อยู่แล้ว พระโพธิสัตว์นี่ปรารถนาพุทธภูมิ บารมีใหญ่มาก แต่ก็ต้องทุกข์มาก เพราะความยึดมั่นมันมากกว่า เห็นไหม แต่ท่านบอกว่าทําบุญกับ พระโพธิสัตว์จะมากกว่าทําบุญกับพระอรหันต์ เป็นไปไม่ได้ ! เถียง หัวชนฝาเลย เราเอาเหตุผลมาอ้างให้เขาจนเขายอมรับ

นี่ศาสนาสอนอย่างนั้น มีปัญญา พระพุทธเจ้าสอนอย่างนั้น นี่ทาน ศีล ภาวนา เราให้มีทานก่อน ทานก็ทานที่ใจนั่นน่ะ ภวาสวะ เห็นไหม ภาชนะที่ใจเกิดขึ้น ดําริเกิดขึ้น นี่มันละเอียดตรงนั้น แต่มันละเอียดอ่อนจนเรามองไม่เห็นไง ถึงไม่มีใครรู้จักตนเลย รู้จักแต่คนอื่น มองเห็นแต่ข้างนอก ดวงตาทุกดวงตาส่งออก ดวงตา ทุกดวงตาไม่เห็นดวงตาของตัวเอง ต้องหากระจกมาส่องเข้าไปจน เห็นหน้าของตัวเอง ดวงตานี้ไม่เคยเห็นหน้าของตัวเองเลย เห็นแต่เรื่องของคนอื่น กระจกเท่านั้น 

ธรรมะก็เหมือนกัน ธรรมะเหมือนกระจกย้อนกลับมา เหมือนกระจกเพราะมันเป็นสิ่งกระทบเข้ามา แต่ถ้าเราทําขึ้นมาแล้ว ดวงตานั้นดวงตาเห็นธรรม ดวงตาย้อนกลับภายใน ดวงตาเห็นกิเลสทั้งหมด ไม่ใช่กระจก กระจกนี้มันธรรมของพระพุทธเจ้าไง กู้ยืมมา ธรรมพระพุทธเจ้าคือศึกษาเล่าเรียนมา เห็นไหม ถึงบอกปริยัตินี้เหมือนกับแผ่นดิน แต่พอปฏิบัติแล้วเหมือนแผ่นฟ้า แผ่นฟ้าเพราะอะไร ? มันเวิ้งว้างไปหมด มันรู้ไปหมด 

นี่ก็เหมือนกัน ธรรมะมันเกิดขึ้นแล้ว ดวงตาสว่าง ดวงตาเห็น ดวงตาย้อนกลับ ดวงตาเห็นทั้งหมดเลย ถึงว่ามันถึงแก้ทุกข์ได้จริงไง ถึงว่าศาสนาพุทธเรานี้ประเสริฐมาก เยี่ยม เยี่ยมจริงๆ เลย ถึงบอกว่ามีวาสนา ทุกคนมีวาสนานะ เกิดมาพบพุทธศาสนา 

การบูรณะปรับปรุง วัดเจดีย์หลวง
และจัดการศึกษานครเชียงใหม่ 

(จากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และ 

หนังสือสมโภชพระวิหารหลวง วัดเจดีย์หลวง)

ตามประวัติวัดเจดีย์หลวง นับแต่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และเจ้าพระยามุขมนตรี (อาบ เปาโรหิต) สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ ท่านเป็นผู้มีคุณแก่ชาวเหนือ ได้กราบอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ไปพักจําพรรษา เพื่อบูรณะปรับปรุงวัดเจดีย์หลวง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ และ เพื่อจัดการด้านการศึกษาในนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มีผู้คนมาก แต่การศึกษายังไม่แพร่หลายเท่าไรนัก เพื่อให้เกิดเป็นตัวอย่างแก่ชาวเมืองเชียงใหม่ต่อไป โดยในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านทั้งสองทราบว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มีความสามารถเป็นเลิศในด้านจัดการศึกษา จึงได้ทําหนังสือกราบบังคมทูลขอท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ จากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

ซึ่งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้รับอาราธนานิมนต์และรับภาระเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ – ๒๔๗๔ โดยทําการรวม ๓ สังฆาวาส เข้ากับ ๑ พุทธาวาส เป็นอันเดียวกัน (ยกเว้นสังฆาวาสพันเตาที่แยกไปเป็นวัดพันเตา) เรียกชื่อ “วัดเจดีย์หลวง” ตามโบราณเรียกขานกัน

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้บูรณะปรับปรุงและพัฒนาวัด มีการรื้อถอนสิ่งปรักหักพังแผ้วถางป่าที่ขึ้นคลุมเสนาสนะโบราณสถานต่างๆ แล้วสร้างเสริมเสนาสนะใหม่ เช่น กุฏิ ศาลา พระวิหาร จนเป็นวัดที่สมบูรณ์มีภิกษุสงฆ์สามเณรอยู่ประจํา ท่านได้สอนพระภิกษุสามเณรทั้งปริยัติและอบรมปฏิบัติภาวนา การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมภายในวัดเจดีย์หลวงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง กาลต่อมาได้มีการจัดตั้งสํานักเรียนพระปริยัติธรรมจนกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก่อนออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมก็เคยเรียนปริยัติที่สํานักเรียนแห่งนี้ นอกจากนี้วัดเจดีย์หลวงยังเป็นศูนย์กลางพระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่นทางภาคเหนือ พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นที่ขึ้นไป เที่ยวธุดงคกรรมฐานตามป่าเขาในเขตจังหวัดเชียงใหม่ก็มักไปพักที่ วัดเจดีย์หลวงเสมอ ต่อมาในปี พ.ศ ๒๔๘๑ วัดเจดีย์หลวงได้รับการเลื่อนฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับยกย่องเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง

วัดเจดีย์หลวงในสมัยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้เจริญรุ่งเรือง ตามลําดับจนถึงปัจจุบัน ดังข้อมูลบางตอนจากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ บันทึกไว้ดังนี้

“การไปจําพรรษาอยู่วัดเจดีย์หลวงของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ครั้งนั้น ท่านได้เทศนาสั่งสอนอบรมพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกาของวัด และได้นําพระภิกษุสามเณรทําความสะอาดวัดจนดูสะอาดเรียบร้อย นอกจากนี้เวลากลางคืนท่านก็อบรมทุกคืน ซึ่งทําให้ ได้ผลตามความประสงค์ของทางการทุกประการ คือ พระภิกษุสามเณรก็ประพฤติดีขึ้น วัดดูสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น มีอุบาสก อุบาสิกา และประชาชนมาทําบุญฟังธรรมกันมากขึ้น 

เมื่อออกพรรษาแล้วท่านก็พาหมู่คณะออกวิเวก ตามเขตอําเภอใกล้เคียง บางครั้งในฤดูแล้งท่านก็ลงไปทําธุระที่กรุงเทพฯ พอใกล้วันเข้าพรรษาท่านก็กลับขึ้นมาจําพรรษาอยู่เชียงใหม่ ทําให้วัดเจดีย์หลวงได้รับการสนับสนุนจากประชาชน เช่นที่เคยเป็นมาแล้วในอดีตที่ผ่านมา”

ประวัติการอาพาธของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในวัยอันชราภาพอายุ ๗๕ ปี ขณะจําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ เกิดมีโรคประจําตัว ๒ อย่างขึ้น โดยต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เกิดโรคปัสสาวะพิการ ภายในพรรษาอาการอาพาธกําเริบมาก มีหมอมารักษาพยาบาล อาการอาพาธทุเลาลงแต่ไม่หายขาด เมื่อออกพรรษาแล้วเดินทางกลับกรุงเทพฯ และวันขึ้น ๘ คํ่า เดือน ๓ เกิดโรคท้องร่วงลําไส้อักเสบ รักษาไม่หายเป็นแต่ทุเลา 

ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ จําพรรษาที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เกิดโรคประจําตัวขึ้นอีก ๑ อย่าง คือ เกิดอาการเจ็บปวดขาขวา เวลาเดินรู้สึกขัดๆ รวมแล้วมีโรคประจําตัวถึง ๓ อย่าง สุขภาพร่างกายของท่านก็ทรุดโทรมลงทุกวัน โดยต้นปีนี้กล้ามเนื้อที่ขาข้างขวามีอาการเจ็บปวดจนรู้สึก ซึ่งขาที่ตรงนั้นในสมัยที่ท่านยังหนุ่มเคยเป็นฝีใหญ่มาครั้งหนึ่ง และเคยถูกผ่าตัดมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อคราวจําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ ต่อมาภายในพรรษาอาการเจ็บปวดกําเริบมากขึ้นและแข็งเป็นไตยาวไปตามลําขาประมาณ ๓ – ๔ นิ้ว ท่านรู้สึกเจ็บและขัดในเวลาเดิน ท่านเคยพูดว่า “นานไปขาข้างนี้จะพิการ มันจะไม่ให้เดิน” 

ครั้นถึงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ ได้เดินทางไปแสดงธรรมที่วัดเขาสมอคอน จ.ลพบุรี โดย อุบาสิกาเง็กเป็นผู้กราบอาราธนานิมนต์ ท่านได้เดินทางโดยสารรถไฟไปและพักแรมอยู่หนึ่งคืน รุ่งขึ้นวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ พวกสัตบุรุษพากันมาประชุมประมาณ ๓๐๐ เศษ เพื่อฟังธรรม ท่านเตรียมขึ้นธรรมาสน์ ธรรมาสน์นั้นเป็นรูปมณฑปแบบโบราณสูงประมาณ ๓ ศอกเศษ บันได ๕ ขั้น ท่านก้าวขาเข้าประตู ธรรมาสน์ ขาข้างขวาซึ่งพิการอยู่ก่อนนั้น กระทบกับปุ่มหัวเม็ดทรงมัณฑ์ กระดูกขาตรงกับที่พิการนั้นหัก ท่านมีสติรู้สึกตัวได้ดี ไม่ได้เป็นลมหรือพลัดตกธรรมาสน์ พอรู้ว่าขาหักแล้ว ท่านก็ข่มเวทนาและเมตตาแสดงธรรมจนจบ จากนั้นก็นั่งอยู่บนอาสนะในธรรมาสน์ พวกสัตบุรุษเห็นว่าการแสดงธรรมจบแล้วแต่ท่านยังไม่ลงจากธรรมาสน์ ก็เข้ามา กราบเรียนถามท่าน ท่านจึงได้ประกาศแก่คณะสัตบุรุษว่า “ขาของฉัน หักแล้ว” 

พวกชาวบ้านได้ช่วยกันพยุงท่านลงจากธรรมาสน์ จัดการทานํ้ามันเข้าเฝือกตามแผนโบราณ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาราธนาท่านกลับกรุงเทพฯ เพื่อจะได้ไปรักษาที่โรงพยาบาล ได้โดยสารเรือ กลับไปวันนั้น ในระหว่างเดินทางท่านมีทุกขเวทนามาก จึงได้ให้หมอจีน ซึ่งอยู่เกาะเลื่อนเป็นผู้รักษา โดยรับหมอจีนมาในเรือด้วย อาการเจ็บปวดของท่านทุเลาลงจึงไม่ไปโรงพยาบาล ตรงไปวัดบรมนิวาส ทีเดียว ถึงวัดเวลาเที่ยงวันเศษของวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๔๗๔ เมื่อศิษยานุศิษย์ทั้งพระและฆราวาสทราบเรื่อง ต่างพากันมาเยี่ยมอาการอาพาธเป็นจํานวนมาก และได้ถวายจตุปัจจัยเพื่อเป็นกําลังใน การรักษาพยาบาลบ้าง ปวารณาไว้บ้าง มีเจ้านายบางพระองค์ได้ เสด็จเยี่ยมถึงที่อยู่ของท่าน สําหรับการรักษาของหมอจีนไม่มีหลัก พอจะเชื่อถือว่าโรคจะหายได้โดยวิธีนี้จึงได้งดเสีย และได้มอบให้ นายแพทย์โรงพยาบาลเป็นผู้รักษาต่อไป 

วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๗๔ นายแพทย์โรงพยาบาลได้มาทําการดิ่งกระดูกขาให้เข้าที่และเข้าเฝือกเรียบร้อยดีแล้ว ภายหลังได้นําเครื่องเอ็กซเรย์มาถ่ายดูกระดูกที่หัก ๔ – ๕ ครั้ง นายแพทย์ลงความเห็นว่า “ตรงที่กระดูกหักนั้นมีเชื้อโรค กระดูกผุไม่มียาง ยากที่จะ แก้ไขให้ดีได้” ต่อมามีหมอไทยมารักษาโดยใช้วิธีอย่างเดียวกันกับหมอจีน ตอนนี้อาการดีขึ้นโดยลําดับเข้าใจว่าจะหาย จึงได้ให้รางวัลหมอและส่งกลับ 

ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เกิดโรคประจําตัวแทรกขึ้นอีก ๑ อย่าง คือ อาการปวดที่บั้นเอวสันหลัง ในวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๔๗๕ ขาที่เข้าใจว่าหายดีแล้วนั้นกลับมาหลุดอีก สาเหตุจากที่ท่านพลิกองค์ท่านเอง ครั้งนี้ได้มอบให้หมอจีนคนหนึ่งมารักษา วิธีของหมอนี้ทําให้ น่าทุเรศมาก ไม่ได้รับผลดีอะไรเลย กลับทําให้มีอาการเจ็บปวดมากขึ้น เพราะดิ่งกระดูกซึ่งเกยกันอยู่นั้นให้เข้าที่เดิมไม่ได้ จึงสั่งให้เลิกเสีย และให้แพทย์โรงพยาบาลเป็นผู้รักษาฝ่ายเดียว โดยมีบุรุษพยาบาลมาประจําอยู่หนึ่งคน ส่วนอาการของท่านมีแต่ทรงกับทรุดลง โดยลําดับ และมีอาการปวดที่บั้นเอวสันหลังเป็นโรคแทรกขึ้นมาประจําอีก ส่วนอุจจาระธาตุก็คงพิการอยู่ตามเดิมนับแต่กระดูกหลุดครั้งที่สอง พยาบาลมาเป็นเวลา ๑ เดือนกับ ๑๓ วัน มีอาการดีขึ้นบ้างเล็กน้อย 

วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ลงเรือไปจังหวัดราชบุรี ในระหว่างนี้อาการไข้กําเริบหนักขึ้น จึงจัดการกลับกรุงเทพฯ ถึงวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ รวมเวลาไปกลับ ๔๘ วัน มีหมอจีนมารักษาไข้ราว ๔ – ๕ วัน ไม่ได้ผลดีจึงสั่งเลิก อาการยิ่งทรุดหนักลง และเกิดมีเนื้องอกที่หน้าอกทําพิษขึ้นอีก นายแพทย์มาจัดการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออก โลหิตออกมากจนน่าวิตก แต่สําหรับท่านเองมิได้แสดงอาการวิปริต แสดงอาการอดทนต่อสู้กับทุกขเวทนาอันเป็นที่น่าหวาดเสียวได้อย่างองอาจ แม้เหล่าชนผู้นั่งดูยังพากันครั่นคร้ามโทมนัสแทนท่าน ข้อนี้ส่อให้รู้ว่า ท่านมีกําลังใจดีพอ จนแสดงให้เป็นคติของผู้ที่ได้เห็นเป็นอย่างดี เมื่อแผลหายแล้วมีอาการหอบแทรกแซงเข้ามาอีก ถึงเดือน ๘ มีอาการบวมมากขึ้นทั่วทั้งองค์ ส่วนโรคอื่นๆ ซึ่งมีประจําอยู่ก็กําเริบขึ้น 

ในระหว่างที่อาพาธนี้ ท่านได้ทํากรณียกิจสมภูมิแห่งบัณฑิต ควรเป็นทิฏฐานุคติแห่งศิษย์หลายประการ มีอาทิเช่น ได้นําหมู่สงฆ์ ในวัดบรมนิวาส ทําอุโบสถสังฆกรรม ณ ที่อยู่ของท่าน (หอเขียว) โดยท่านได้แนะนําให้สงฆ์ทั้งปวงเข้าใจว่า วัดบรมนิวาสนี้เป็นมหาสีมา อาศัยหลักคือ ท่านได้สดับมาจากมหาเถรผู้ใหญ่บอกเล่ามาโดยลําดับ อย่างหนึ่ง แลมีหลักศิลาฝังอยู่ตามมุมวัดทั้ง ๔ ทิศ เป็นนิมิตเครื่องหมายอย่างหนึ่ง ข้อนี้ชื่อว่าท่านทําให้เป็นเนติแบบแผนเป็นอย่างดี เพราะเป็นเหตุให้ตัดความสงสัย อันจะพึงเกิดขึ้นเป็นความ ยุ่งยากแก่สงฆ์ภายหลัง ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีความลับในกํามือ 

ท่านให้อุปสมบทกุลบุตรที่มหาสีมานี้ ๒ ครั้ง ในพัทธสีมา ๑ ครั้ง โดยท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ให้อุปสมบทกุลบุตรหลายคนเหมือนกัน แลได้แสดงธรรมเทศนาให้พุทธบริษัทฟังเป็นพิเศษในวันธรรมสวนะ ณ ที่อยู่ของท่าน (หอธรรมวิจารณ์) หลายครั้ง กัณฑ์ต้นยก พระพุทธอุทาน ที่ทรงเปล่งคราวประทับอยู่ ณ ควงไม้มุจลินทร์ขึ้นแสดงว่า สุโข วิเวโก ตุฏฺฐสฺส สุตธมฺมสฺส ปสฺสโตฯ อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก ปาณภูเตสุ สญฺณโม. สุขา วิราคตา โลเก กามานํ สมติกฺกโม. อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํฯ ความสงัดเป็นสุขของบุคคล ผู้ยินดีแล้ว มีธรรมอันได้สดับแล้ว เป็นผู้เห็นอยู่ซึ่งยถาภูตญาณทัสสนะ รู้เห็นสรรพสังขารตามเป็นจริงอย่างไร ความเป็นบุคคลไม่มีความเบียดเบียนต่างๆ คือความสํารวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก ความที่สัตว์เป็นผู้มีราคะอันปราศแล้ว คือความล่วงกามทั้งหลายเสียได้ด้วยประการทั้งปวงเป็นสุขในโลก ความนําเสียซึ่งอัสมิมานะให้พินาศ ได้เป็นสุขอย่างยิ่งฯ

ส่วนใจความที่อธิบาย ยกวิเวก ๓ คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวกฯ กายวิเวก คือ ความสงัดทางกาย จิตตวิเวก คือ ความสงัดทางใจ อุปธิวิเวก คือ ความสงัดจากกิเลสอันเป็นอุปธิฯ พอเทศน์จบลงแล้วท่านยังได้ปวารณาไว้ว่า “ไม่เฉพาะแต่จะมีเครื่องไทยทานเครื่องกัณฑ์จึงจะเทศน์ได้ เพราะพวกท่านทั้งหลายต่างก็พากันมีความรู้ดีอยู่แก่ใจพอแล้ว ถ้าหากเห็นเป็นโอกาสเหมาะ ให้พากันมาประชุมฟังเพื่อจะได้เพิ่มพูนความรู้ให้มากขึ้น จะได้เป็นศรีแก่ตน ฉันยินดีจะแสดงให้ฟังเสมอไม่มีความรังเกียจเลย เพราะอายุสังขารก็ปรากฏอยู่เช่นนี้ ไม่มีเครื่องหมายนายประกัน ให้ถือว่าเป็นฐานกันเอง ประหนึ่งศิษย์กับอาจารย์เท่านั้น” 

โอวาทนี้ย่อมเป็นคุณเครื่องส่องให้เห็นนํ้าใจอันดีงามของท่าน เพื่อจะแสดงสังคหวัตถุธรรมให้ปรากฏคือท่านแสดงธรรมให้ฟัง สําเร็จเป็นธรรมทานนับเข้าในทาน ข้อต้นกล่าวแต่สัมมาปาสวาจา คือวาจาเป็นดุจบ่วงเหนี่ยวนํ้าใจของปวงชนให้อาจหาญรื่นเริงอยู่เสมอ นับเข้า ในปิยวาจา วาจาเป็นที่น่ารัก วาจาเป็นที่ควรฝังไว้ในหีบคือหทัย เป็นการที่ ๒ ท่านเองแม้จะอาพาธได้รับทุกขเวทนาถึงเพียงนี้ ก็มิได้เบื่อหน่ายในการที่จะทําประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมองเห็นประโยชน์อันดีงามจักเกิดมีก็รีบทําโดยทันที นับเข้าในอัตถจริยาข้อที่ ๓ การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ ท่านเป็นผู้หนักในสัมมา ปฏิปัตติธรรมไม่แสดงอาการสูงๆ ตํ่าๆ มีอาการสมํ่าเสมอเป็นอันดี เป็นที่สมาคมของคนได้ทุกชั้นผู้ที่มาสู่สํานักของท่านแล้วก็เยือกเย็น ผู้ที่ ยังไม่มาก็ปรารถนาจะมานับเข้าในสมานัตตตา ความเป็นผู้มีตน สมํ่าเสมอ สมกับคําที่ท่านพูดว่า “ถ้าเราสงบอยู่เย็นเป็นสุขแต่ ผู้เดียวแล้ว ก็ชื่อว่าเป็นสุขทั้งโลก”

โอวาทท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กล่าวเตือนใจ
พุทธบริษัทที่มาเยี่ยมเยียน

สําหรับโอวาทที่ท่านกล่าวเตือนใจพุทธบริษัทที่มาเยี่ยมเยียนนั้นมีใจความว่า “ธรรมดาการเยี่ยมคนป่วย ถ้าคนป่วยแสดงอาการทุกข์โทมนัสเพราะเวทนาครอบงําใจ ผู้มาเยี่ยมจึงควรเศร้าโศกเสียใจ นี้ผู้ป่วยก็ยังแสดงอาการเบิกบานสําราญใจดี ก็ควรจะร่าเริงอยู่เช่นเดียวกัน ถ้าใครแสดงความเสียใจ ผู้นั้นชื่อว่าพลาดจากคําสอนของพระพุทธเจ้า ต่างว่าฉันถึงมรณภาพลงจริงๆ ก็ขอให้เหล่าพุทธบริษัทพากันมีสติคงที่ แสดงอาการยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นปกติ อย่ามีการร้องไห้รํ่าไร จะเป็นพอใจของฉันมาก” 

ครั้นถึงวันสรงนํ้าที่พุทธบริษัทเคยทําประจําปี วันนั้นมีอาการไข้หนัก ก็ยังมีอุตสาหะระงับทุกขเวทนาไว้รับนํ้าสรง แลให้โอวาท เพื่อเป็นเครื่องรักษานํ้าใจ ปลูกความเชื่อความเลื่อมใสให้มั่นคง เป็นครั้งสุดท้ายโดยย่อว่า “ฉันมีความยินดีที่พากันมาสรงนํ้าฉันตาม ประเพณีที่เคยทํามา นับว่าเป็นกุศลขันธ์อันยิ่งใหญ่ ขอให้พากันทําสรณะที่พึ่งของตนให้จงได้ อย่าปล่อยให้โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นตัวมารเข้าครอบงําใจจะเสียที ให้แสวงหาความดีภายใน อย่า แสวงหาความดีภายนอก พยายามชําระมลทินทางใจของตนให้สะอาดด้วยความไม่ประมาท จึงจะชื่อว่าได้สรณะที่ดีจริง แล้วอํานวย จตุรพิธพรให้พอสมควรแก่กาล

กิจส่วนท่าน ท่านเป็นผู้หนักในเหตุในผล ท่านเคยพูดเสมอว่า “ความเจ็บปวดทั้งหลายซึ่งเป็นตัวทุกขเวทนานี้ แม้จะมีกําลัง แรงกล้าอย่างไรก็ดี ก็ไม่สามารถทําจิตของเราให้ผิดปกติไปได้” กล่าวสรรเสริญกําลังนํ้าใจที่ได้ฝึกหัดอบรมมาแล้วว่า “เราไม่เสียทีที่ได้พยายามทรมานอบรมจิต ทั้งวิธีต่อยุทธไว้ คอยต่อสู้กับทุกขเวทนา ซึ่งเป็นพลรบอันมีกําลังแรงกล้า แลเป็นอาวุธที่มีพิษอันร้ายกาจของพระยามัจจุราช ก็ได้เข้าประจัญบานกันอย่างถึงใจ นับว่าเรามีชัย ทุกๆ คนที่ได้เกิดมาในโลกจะต้องได้ประสพทุกขเวทนาอย่างนี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสานุศิษย์ทั้งหลายให้ดูข้าเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วอย่าได้พากัน ประมาท ให้พากันอุตส่าห์ฝึกหัดอบรมจิต สั่งสมกําลังจิตไว้ให้มาก จะได้นําออกใช้ในคราวจําเป็น เช่น มีทุกขเวทนาหรือเหตุแห่งทุกข์อย่างอื่นเกิดขึ้น จะได้ต่อสู้กันอย่างองอาจ ตรงกับคําว่าเป็นศิษย์มีครู ให้ทําตนเป็นผู้คงที่จักไม่เสียคน” นี้เป็นโอวาทที่ท่านพรํ่าสอนโดยสังเขป

เพราะเหตุที่ท่านให้โอวาทพรํ่าสอนอยู่อย่างนี้ สานุศิษย์ฝ่ายบรรพชิตต่างก็พากันมีความชื่นชมโสมนัสต่อข้อสัมมาปฏิบัติธรรมแลโอวาทานุสาสนีย์ของท่าน ตั้งใจพยาบาลท่านอย่างเต็มอกเต็มใจไม่มีความรังเกียจ แม้องค์ท่านเองก็ได้แสดงความพอใจฝากไว้ว่า “ฉันมีความยินดีแลพอใจเป็นที่ยิ่ง ในการที่พวกเธอทุกๆ รูปพากันออกกําลังกายแลกําลังใจ มีฉันทะเป็นอันเดียวกัน มาปฏิบัติฉันให้ได้รับความสุข แม้ต้องอดหลับอดนอนทั้งกลางวันทั้งกลางคืนก็ไม่มีความท้อถอย นี้เป็นการปฏิบัติชอบยิ่งของพวกเธอ แต่การปฏิบัติฉันคราวนี้ อย่าพา กันเข้าใจว่า จะเอาชีวิตร่างกายของฉันไว้ ให้พากันตั้งใจว่าปฏิบัติ บูชาคุณเพื่อเอาส่วนบุญกุศลเท่านั้น แลจงพากันมีความสุขความเจริญในพระพุทธศาสนาทุกๆ คนเถิดฯ”

พ.ศ. ๒๔๗๔ หลวงปู่มั่น
เยี่ยมอาการอาพาธท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

(จากหนังสือชีวประวัติพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร)

ในปีพรรษาที่ ๓ ก็นึกว่าเรา (ท่านพ่อลี) ต้องออกจากพระนคร แน่ๆ ถ้าพระอุปัชฌาย์ยังหวงห้ามกีดกันอีก เห็นจะต้องแตกกัน ในคราวนี้ มิฉะนั้นก็ขออํานาจคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกจงช่วยข้าพเจ้าโดยทางอื่น

วันหนึ่งเวลากลางคืนนอนหงายดูหนังสือพร้อมภาวนา พอเคลิ้มหลับได้เห็นพระอาจารย์มั่นมาดุว่า “ท่านอยู่ทําไมในกรุงเทพฯ ไม่ออกไปอยู่ป่า” ก็ได้ตอบท่านว่า “พระอุปัชฌาย์ไม่ยอมให้ไป” ท่านตอบคําเดียวว่า “ไป” จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานถึงท่านว่า “เมื่อออก พรรษาแล้ว ขอให้ท่านมาโปรดเราเอาไปให้จงได้”

ต่อมาไม่กี่วัน เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดบรมนิวาส เกิดอาพาธขาหัก พระอาจารย์มั่นก็ได้เดินทางมานมัสการเยี่ยมเจ้าคุณ อุบาลีฯ วันหนึ่งคุณนายน้อยมารดาเจ้าคุณมุขมนตรีได้ถึงแก่กรรม เจ้าภาพได้กําหนดการฌาปนกิจที่วัดเทพศิรินทราวาส คุณนายคนนี้ได้มีอุปการะแก่พระอาจารย์มั่น สมัยที่อยู่ จ.อุดรธานี ท่านได้ตั้งใจมาในงานศพนี้ด้วย เรากับพระอุปัชฌาย์ก็ได้รับนิมนต์ไปในงานฌาปนกิจ ครั้งนี้ด้วย ได้ไปพบพระอาจารย์มั่นบนเมรุเผาศพ มีความดีใจอย่างยิ่ง แต่ไม่มีโอกาสได้สนทนากับท่านแม้แต่คําเดียว จึงได้เข้าไปถามท่านเจ้าคุณอมราภิรักขิต วัดบรมนิวาส ท่านก็เล่าให้ฟังว่า พระอาจารย์ได้มาพักอยู่ที่วัดบรมนิวาส จึงได้ลาพระอุปัชฌาย์ไปแวะวัดบรมนิวาสเพื่อพบพระอาจารย์มั่น

นับแต่อุปสมบทล่วงแล้วได้ ๔ พรรษา เพิ่งจะได้มาพบท่านอีกในคราวนี้ ก็ได้เข้าไปกราบไหว้ ท่านก็เมตตาแสดงธรรมให้ฟังว่า ขีณา ชาติ วุสิตัง พรหมจริยันติ แปลได้ใจความสั้นๆ ว่า พระอริยเจ้าขีณาสพทั้งหลาย ท่านทําตนให้เป็นผู้พ้นจากอาสวะแล้วมีความสุข นั้นคือ พรหมจรรย์อันประเสริฐ จําได้เพียงเท่านี้ แต่รู้สึกว่าเราไป นั่งฟังคําพูดของท่านเพียงเล็กน้อย ใจนิ่งเป็นสมาธิดีกว่าเรานั่งทํา คนเดียวมากมาย ในที่สุดท่านก็สั่งว่า คุณต้องไปกับเราในคราวนี้ ส่วนอุปัชฌาย์นั้นเราจะไปเรียนท่านเอง สนทนากันได้เพียงเท่านั้นแล้ว ได้ลากลับวัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม)

ได้เล่าเรื่องที่ได้ไปพบพระอาจารย์มั่นให้พระอุปัชฌาย์ฟัง ท่านก็นั่งฟังแล้วนิ่งอยู่ วันรุ่งขึ้นพระอาจารย์มั่นได้ไปที่วัดสระปทุม แล้วพูดกับพระอุปัชฌาย์ว่า จะให้พระรูปนี้ติดตามไปด้วยในเมืองเหนือ พระอุปัชฌาย์ก็อนุญาต จึงได้จัดแจงตระเตรียมบริขารของตน ลํ่าลาสั่งเสียเพื่อนฝูงและศิษย์ ได้ถามลูกศิษย์ถึงมูลค่าปัจจัยในการเดินทาง ได้รับตอบว่าเหลือเพียง ๓๐ สตางค์ เฉพาะค่ารถจากวัดสระปทุมไปถึงสถานีหัวลําโพงจะต้องจ่ายถึง ๕๐ สตางค์ คิดแล้วค่ารถจากวัดไปถึงสถานีหัวลําโพงก็ไม่พอเสียแล้ว จึงได้กราบเรียนให้พระอาจารย์มั่นทราบ ท่านก็รับรองว่าจะจัดการให้

ก่อนจะถึงกําหนดเวลาประชุมเพลิงคุณนายน้อย ๑ วัน ท่านได้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมที่บ้านเจ้าพระยามุขมนตรี เจ้าภาพได้ถวายผ้าไตร ๑ ไตร นํ้ามันก๊าด ๑ ปีบ และเงิน ๘๐ บาท ท่านเล่าให้ฟังว่าผ้าไตรได้ถวายพระวัดบรมนิวาส นํ้ามันก๊าดถวายพระมหาสมบูรณ์ ปัจจัยได้แจกจ่ายแก่ผู้ไม่มี เหลือไว้พอดีค่ารถ ๒ คน คือ เรากับท่าน เมื่อได้พักผ่อนพอสมควรแล้ว เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ก็ให้ท่าน กลับขึ้นไปเมืองเหนือ ได้เดินทางขึ้นไปพักอยู่ที่วัดศัลยพงศ์*** จ.อุตรดิตถ์ ก่อนที่จะขึ้นรถด่วนที่สถานีหัวลําโพง ได้พบแม่ง้อ เนตรจํานงค์ ซึ่งจะ ได้ลงมาในงานฌาปนกิจศพคุณนายน้อยหรืออย่างไรไม่ทราบ แม่ง้อเคยเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น จึงได้รับเป็นโยมอุปัฏฐาก ขณะเดินทาง ในรถไฟไปตลอดทาง เมื่อเดินทางถึง จ.อุตรดิตถ์แล้ว ได้ไปพัก อยู่ที่วัดศัลยพงศ์หลายวัน แล้วได้ออกไปพักอยู่ในป่าละเมาะแห่งหนึ่งห่างจากกุฏิเป็นที่เงียบสงัดวิเวกทั้งเวลากลางวันและกลางคืน

วัดศัลยพงศ์ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ วัดบรมนิวาส เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างเป็นองค์แรก

พระศิษย์หลวงปู่มั่นเยี่ยมอาการอาพาธท่านเจ้าคุณอุบาลี

จากหนังสือประวัติหลวงปู่ฝั้น อาจาโร

เดือนถัดมา คือเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เมื่อครั้งดํารงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองหิรัญบัฏ หรือรองสมเด็จพระราชาคณะ ในพระราชทินนามที่ พระพรหมมุนี เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ท่านได้บังเกิดมีความสังเวชสลดใจ โดยได้ทัศนาการเห็นท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ป่วยหนัก ระลึกถึงตัวเองว่าไม่มีกัลยาณมิตรที่ดีทางฝ่ายวิปัสสนา จึงใคร่จะหาที่พึ่งอันประเสริฐต่อไป ดังนั้น จึงตกลงใจต้องไปเอาหลวงปู่ สิงห์ และ พระอาจารย์มหาปิ่น ซึ่งกําลังออกเที่ยวธุดงค์ไปจังหวัดขอนแก่น มาเป็นกัลยาณมิตรที่ดีให้จงได้ 

เมื่อตกลงใจแล้วก็เดินทางไปโดยฐานะเป็นเจ้าคณะตรวจการ ครั้นไปถึงจังหวัดขอนแก่นแล้วถามได้ทราบความว่า หลวงปู่สิงห์ และพระอาจารย์มหาปิ่นกําลังออกไปเทศนาสั่งสอนประชาชนอยู่อําเภอนํ้าพอง ก็โทรเลขถึงนายอําเภอให้ไปอาราธนาหลวงปู่สิงห์ และ พระอาจารย์มหาปิ่น เอารถยนต์มาส่งถึงจังหวัดขอนแก่นในวันนั้น 

เมื่อหลวงปู่สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น มาถึงจังหวัดขอนแก่นแล้ว ท่านบอกว่าจะเอาไปอยู่ด้วยที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อปรึกษาหารือกันด้านวิปัสสนาและอบรมสมถวิปัสสนาแก่พุทธบริษัททั้งหลายด้วย เพราะได้เห็นท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ป่วยขาหักเสียแล้ว ท่านสลดใจมาก 

และในปีนี้เอง พ.ต.ต.หลวงชาญนิยมเขต ได้ถวายที่ดินหลังสถานีรถไฟ จํานวน ๘๐ ไร่เศษ ให้สร้างเป็นวัด ซึ่งต่อมาก็คือ วัดป่าสาลวัน นั่นเอง หลวงปู่สิงห์จึงได้เรียกลูกศิษย์ที่อยู่ทางขอนแก่นลงไป เมื่อคณะศิษยานุศิษย์มาถึงนครราชสีมา ก็ได้ออกเดินทางไปพักที่สวนของคุณหลวงชาญนิยมเขต 

รุ่งขึ้นจากวันที่มีการถวายที่ดิน หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และ พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยเดินทาง ร่วมมากับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ซึ่งเป็นการเข้ากรุงเทพฯ เป็น ครั้งแรกของท่านพระอาจารย์ฝั้น เพื่อเข้ามาเยี่ยมอาการป่วยของท่าน เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่วัดบรมนิวาส เมื่อถึงกรุงเทพฯ ก็ได้เข้าพักอยู่ที่วัดบรมนิวาส ตั้งแต่เดือน ๓ จนถึง เดือน ๖ ในระหว่างนั้นท่านก็ได้ฝึกสอนพุทธบริษัทวัดบรมนิวาส ให้นั่งสมาธิภาวนา และได้ไปฝึกสอนพุทธบริษัทวัดสัมพันธวงศ์ให้นั่งสมาธิภาวนา มีประชาชนพุทธบริษัทมาสดับตรับฟังและฝึกหัดนั่งสมาธิเป็นอันมากทั้ง ๒ สํานัก 

หลวงปู่แหวนไปเฝ้าพยาบาลท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ 

(จากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ)

ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ขณะที่หลวงปู่แหวน จาริกภาวนาอยู่ใน ป่าเขตจังหวัดเชียงใหม่ ได้ข่าวการอาพาธของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ 

จากการบอกเล่าของครูบาอาจารย์บอกว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ท่านประสบอุบัติเหตุ เมื่อขึ้นธรรมาสน์เทศน์ ขาของท่านไปขัดกับพนักของธรรมาสน์ กระดูกขาของท่านเลยหัก แต่ท่านไม่แสดงอาการเจ็บปวดให้เห็น ยังคงแสดงธรรมไปตามปกติจนจบ แล้วท่านก็ลุกขึ้นไม่ได้ ทุกคนจึงรู้ว่าท่านขาหัก แต่สามารถข่มเวทนาโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวดให้ใครรู้เลย

เมื่อหลวงปู่แหวนทราบเรื่อง ในฐานะที่เป็นศิษย์ ท่านจึงประสงค์จะเดินทางลงมากรุงเทพฯ เพื่อเยี่ยมอาการและถวายการ อุปัฏฐากรับใช้

ตามบันทึกในประวัติหลวงปู่แหวนบอกว่า ช่วงนั้นหลวงปู่มั่น อยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จึงลงมากราบเรียนให้หลวงปู่มั่นทราบเรื่อง แล้ว ท่านก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ต่อไป

หลวงปู่แหวนได้พักอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อพยาบาลท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ นานถึง ๑ เดือน เห็นอาการท่านดีขึ้นมากแล้ว จึงกราบลา ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กลับเชียงใหม่ ด้วยมีเหตุขัดข้องเรื่องอาหาร เพราะบิณฑบาตได้อาหารไม่เพียงพอ หลวงปู่เล่าว่า กลายเป็น กรรมฐานแมวบ้าง กรรมฐานอึ่งบ้าง คือวันไหนอาหารน้อยก็ กรรมฐานแมว เพราะเวลาแมวกินข้าวก็ค่อยๆ เลียเอา กินน้อยๆ กลัวอาหารจะเปื้อนปาก วันไหนไม่ได้อาหารก็อด เป็นกรรมฐานอึ่ง การกล่าวเช่นนั้นเป็นคําอุปมาเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าแมวหรืออึ่งปฏิบัติกรรมฐาน หลวงปู่กล่าวว่า “สัตว์ทั้งหลายเว้นมนุษย์แล้ว เป็นอันไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรม เพราะวิบากของสัตว์นั้น ไม่อํานวย”

เหตุการณ์วันก่อนมรณภาพ ถึงวันพระราชทานเพลิงท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ 

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มรณภาพด้วยอาการสงบในอิริยาบถนั่ง ณ กุฏิเขียว วัดบรมนิวาส เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ คํานวณอายุได้ ๗๗ ปี พรรษา ๕๕ โดยก่อนวันมรณภาพมีเหตุการณ์สําคัญ ดังนี้

วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นั่งเป็นพระอุปัชฌาย์ 

คุณสุดใจ สุภสร หลานชายได้บวชและปรนนิบัติรับใช้ท่าน เคยเล่าให้ฟังว่า ท่านสั่งให้คนหามท่านไปนั่งเป็นพระอุปัชฌาย์ในโบสถ์วัดบรมนิวาส ข้างหลานชายท้วงติงว่า ขอให้พระรูปอื่นไปทําหน้าที่แทนก็ได้ ท่านดุหลานทันทีว่า “มึงเข้าใจว่ากูจะไม่ตายยังงั้นหรือ ก่อนตายควรทําประโยชน์เท่าที่จะทําได้จึงจะชอบ” หลังจากนั้น อีก ๗ วัน ท่านก็มรณภาพ

วันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะศิษย์หล่อรูปเหมือนถวายพร้อมกล่าวทําวัตรขอขมา

ฝ่ายคณะสัปปุรุษทั้งหลาย ทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ แลอยู่ในมณฑล จังหวัดต่างๆ ที่พากันมีความปีติยินดีต่อคุณธรรมของท่านได้พากันสละทุนทรัพย์เพื่อพยาบาลท่าน แลหล่อรูปแทนองค์ของท่าน ไว้เพื่อสักการบูชา รูปนั้นสําเร็จด้วยโลหะธาตุ แลมีลักษณะสมส่วนกับ องค์ของท่าน หล่อ ณ วันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ข้อนี้นับว่าเป็นนิมิตเครื่องหมายคุณความดีของท่านด้วย แลเป็นเครื่องหมายว่าคณะสัปบุรุษทั้งหลาย ต่างพากันปลูกศรัทธาเลื่อมใส มีใจมั่นคงแสดง กตัญญู กตเวทิตาธรรม แลคารวะธรรมให้ปรากฏ นับว่าเป็นเนติ อันดีงามประเภท ๑ ส่วนนายช่างหล่อทํารูปสําเร็จเรียบร้อยดีแล้ว ได้นํามาในคืนวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. นี้ เวลาประมาณ ๔ ทุ่มเศษ 

การหล่อรูปเหมือนพ่อแม่ครูอาจารย์ ผู้คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้น ล้วนมีความเห็นว่า หากท่านยังมีชีวิตอยู่แล้วหล่อรูปเหมือนท่านไว้ จะเป็นการแช่งให้ท่านตายไวๆ เป็นลางไม่ดี และไม่นิยมทํา แต่สําหรับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กลับมีความเห็นว่า “หากท่านตายไปแล้ว รูปเหมือนที่หล่อจะเหมือนองค์จริงหรือไม่ และจะทราบได้อย่างไรว่าท่านพึงพอใจหรือไม่” ดังนั้น เมื่อคณะศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันหล่อรูปแทนองค์ท่านมาถวาย ท่านได้เห็นรูปแล้วเหมือนองค์ท่านมาก ท่าน ก็แสดงอาการให้เห็นว่าเป็นที่พอใจ จึงได้ให้รางวัลแก่นายช่างด้วยตนเอง**** 

ต่อจากกาลนี้คณะสงฆ์มีพระเถรานุเถระเป็นประธาน ได้ขอ ขมาโทษท่านตามสมณวัตร ท่านก็ได้อัจโยโทษแลให้ศีลให้พรตามควร วันนี้เป็นวันเข้าปุริมพรรษา พอรุ่งขึ้นก็เป็นวันมรณภาพ วันเช่นนี้ ตามปกติพระสงฆ์ต่างวัดได้เคยพากันมาทําวัตรท่าน ได้มีพระสงฆ์มาทําวัตรท่านเป็นอันมาก แต่ได้ผลตรงกันข้าม คือกลายเป็นการมา บูชาศพท่านไป

อาการก่อนหน้าวันมรณภาพ ท่านหยุดฉันหมาก ๒ – ๓ วัน ตามปกติเคยฉันอยู่เสมอ ท่านเคยสั่งไว้ให้เป็นที่สังเกตว่า “ถ้าวันใดไม่ฉันหมากให้เข้าใจว่าไม่สบายมาก” ส่วนอาหารนั้นฉันได้แต่นมแลแป้ง ในวันจะมรณภาพไม่ฉันอะไรเลย

ในตอนเช้าวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. นี้ ท่านพูดว่า “วันนี้ ไม่ต้องฉันก็ได้” เท่าที่สังเกตอาการของท่าน แสดงให้เห็นว่ามีอาการสงบดี แม้ถึงนายแพทย์ตรวจดูอาการแล้วก็รับรองว่า อาการดีขึ้น เวลาล่วงไปได้ ๑๑.๓๐ น. (เช้า ๕ โมง ๓๐ นาที) ท่านถามผู้ปฏิบัติอยู่ใกล้ชิดว่า “เวลาได้เท่าไร” เมื่อได้รับตอบแล้วจึงสั่งให้ผู้พยาบาลช่วยพยุงลุกขึ้นนั่ง นั่งอยู่ได้สักครู่หนึ่ง สั่งให้พยุงลงนอน คราวนี้ท่านมีบัญชาว่า “ทุกขเวทนามีหน้าตาอย่างนี้เทียวหรือ” (เข้าใจว่าท่านคงทําความรู้สึกองค์ท่านได้เป็นอย่างดี ตรงกับคําว่ามีชัยชนะอันยึดได้มั่นแล้ว) จึงสั่งให้เอาฉากกั้น แล้วสั่งให้พยุงองค์ท่านขึ้นนั่งให้ตรง ทําอาการประหนึ่งว่าจะยกมือขึ้นมาประนมไว้ที่น่าอก ลมอัสสาสะ ปัสสาสะก็ดับลงเพียงนี้ โดยนัยน์ตาทั้งสองข้างคงหลับสนิทดีอย่างนอนหลับไปตามธรรมดา ในระหว่างนี้สงัดจากการพลุกพล่านเพราะพระภิกษุสามเณรไปฉันเพล คงเหลือแต่พระที่ปฏิบัติประจําประมาณ ๒ – ๓ รูป แลผู้พยาบาลเพียง ๒ – ๓ คนเท่านั้น 

รวมเวลาอาพาธที่เดินไปมาไม่ได้จนถึงวันมรณภาพ ๘ เดือน กับเศษ ๗ วัน

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. นี้ เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา ได้พระราชทานนํ้าสรงศพ แลได้รับพระราชทานโกศโถมีรองสองชั้น ฉัตรเบญจา ๔ ต้น ประกอบโกศเป็นเกียรติยศ เมื่อจัดการท่านเข้าโกศเรียบร้อยแล้ว ได้กําหนดการบําเพ็ญบุญถวายตามประเพณีนิยมเป็นการใหญ่ ๓ ครั้ง คือ ๗ วันต้น คณะบรรพชิตทําถวาย ๕๐ วัน คณะอุบาสิกาทําถวาย ๑๐๐ วันคณะอุบาสกทําถวาย ส่วน ๗ วัน ในระหว่างๆ ได้มีคณะศิษยานุศิษย์แลคณะสัปบุรุษพากันทําถวายทุกๆ ๗ วันมิได้ขาด แลจัดดอกไม้สดเปลี่ยนหัตถโกศลบูชาศพทุกๆ ๗ วัน ในระหว่างแห่ง ๗ วัน ได้มีการสวดพระอภิธรรมทุกๆ วัน คณะอุบาสิกาได้พากันจัดของมาถวายพระภิกษุ สามเณร และนําเครื่องสักการมาบูชาศพมิได้ขาด

การกําหนดทําบุญ ๑๐๐ วันแลพระราชทานเพลิงมีรายการดังนี้

วันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เริ่มพิธีสวดมนต์ ๑๐๐ วัน แลมีเทศนา ๑ กัณฑ์ 

วันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ อังคาสพระสงฆ์ เพลแล้วมีเทศน์แลบังสกุล เวลาเย็นมีเทศน์ศราทธพรต เวลากลางคืนมีสวดพระธรรม 

วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ นี้มีอังคาสพระสงฆ์ทั้งเช้าแล เพล เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา เคลื่อนโกศสู่เมรุซึ่งตั้งอยู่ในวัดนั้นเอง มีเทศน์บังสุกุลตลอดไปจนกว่าจะสดับปกรณ์ของหลวง เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา พระราชทานเพลิง 

วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เวลาเช้ามี ๓ หาบ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา สวดมนต์ทําบุญอัฏฐิ อังคาสพระสงฆ์เสร็จแล้ว มีเทศน์บังสุกุลแล้วบรรจุอัฏฐิ เป็นเสร็จงานฯ 

บูรพาจารย์ วัดบรมนิวาส

วัดบรมนิวาส เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร เป็นวัดธรรมยุตที่พระวชิรญาณเถระโปรดให้เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๗ ประกอบด้วยพระอุโบสถ พระเจดีย์ และกุฏิ ๑๔ หลัง การก่อสร้างดําเนินมาจนกระทั่งพระวชิรญาณเถระลาผนวชและขึ้นครองราชย์ เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ตั้งใจสร้างวัดแห่งนี้ให้เป็นวัดฝ่ายอรัญวาสีหรือวัดฝ่ายปฏิบัติ คู่กับวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งพระองค์ตั้งใจให้เป็นวัดฝ่ายคามวาสีหรือฝ่ายปริยัติ ในอดีตที่ตั้งของวัดอยู่นอกกําแพงพระนคร สภาพแวดล้อมเป็นไร่นาแบบชนบทเงียบสงบ เหมาะเป็นที่บําเพ็ญภาวนาของพระภิกษุสามเณรที่สนใจการปฏิบัติ

พระอารามได้รับการปฏิสังขรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่อีกครั้งในสมัยที่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นเจ้าอาวาส โดย เจ้าจอมมารดาทับทิม ในรัชกาลที่ ๕ และพระราชโอรสธิดา เป็น ผู้สนับสนุนทุนทรัพย์ พระอารามยังมีเสนาสนะสร้างเพิ่มเติมและ ได้รับปฏิสังขรณ์ในสมัยเจ้าอาวาสรุ่นต่อ ๆ มาจวบจนปัจจุบัน

จุดประสงค์ขององค์ผู้สร้างวัดให้เป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี สอดคล้องกับเจ้าอาวาส ผู้ครองวัดก็ช่วยส่งเสริมให้รุ่งเรืองต่อมาจนถึงปัจจุบัน อดีตเจ้าอาวาสที่เป็นกําลังสําคัญนั้น ได้แก่ 

ท่านเจ้าคุณพระอมราภิรักขิต (เกิด อมโร) อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ ๒ ท่านมีความเอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย และหวังให้การปฏิบัติหยั่งรากลึกในพระพุทธศาสนา ท่านได้รจนาหนังสือ “บุพพสิกขาวรรณนา” ขึ้น โดยรวบรวมรายละเอียดวิธีปฏิบัติตามพระธรรมวินัยไว้อย่างพิสดาร เป็นประโยชน์อย่างมากต่อพระภิกษุที่ต้องการประพฤติให้ตรงตามหลักพระธรรมวินัย เพื่อเป็นรากฐานสําคัญในการปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป

ในเวลาต่อมาก็มี ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ ๕ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เลิศทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ท่านส่งเสริมกิจทางศาสนาทั้ง ๒ ด้าน ท่านยังอยู่ในฐานะพระอาจารย์รูปหนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในเวลาที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ยกย่องหลวงปู่มั่นในด้านการปฏิบัติให้เป็นที่ปรากฏ เพราะสังคมในสมัยนั้นวงกรรมฐานยังไม่เป็นที่ยอมรับ ยังผลถึงความมั่นคงของคณะพระกรรมฐานจนถึงปัจจุบัน ในวงกรรมฐานจะกล่าวถึงพระคุณท่านด้วยความเคารพอย่างสูงว่า “เจ้าคุณปู่ใหญ่” 

ท่านเจ้าอาวาสรูปต่อมา คือ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ ๖ ท่านก็สืบสานแนวทางที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้วางแนวทางไว้ และอุปถัมภ์ส่งเสริมการปฏิบัติสืบต่อมา

วัดบรมนิวาส เป็นวัดที่ส่งเสริมทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ จึงเป็นวัดสําคัญวัดหนึ่งที่พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น นับแต่พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เดินทางมาพัก มากราบฟังธรรม ปรึกษาธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จวบจนพระป่าในสมัยปัจจุบันก็มักแวะเวียนมาพักเสมอ

ทําไมท่านพระอาจารย์ทั้ง ๓ รูป
ไม่พักที่วัดบรมนิวาส

ท่านพระอาจารย์หนู ฐิตปญฺโญ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นศิษย์วัดไหน และสาเหตุที่พระอาจารย์หนู ฐิตปญฺโญ ได้รับอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาส ที่วัดปทุมวนาราม

เรื่องนี้ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตาเล่าไว้หลายครั้งหลายคราวและหลายปี ว่าการศึกษาพระปริยัติธรรมและอบรมกัมมัฏฐาน ระยะที่ ๒ ของพระอาจารย์ทั้ง ๓ รูปนั้น ท่านได้มาศึกษาที่กรุงเทพมหานคร โดยมีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส เป็นพระอาจารย์ แต่ทําไมท่านพระอาจารย์ ทั้ง ๓ รูป ไม่พักที่วัดบรมนิวาส แต่มาพักที่วัดปทุมวนาราม ทั้งนี้ เพราะทั้ง ๓ รูปมีความผูกพันกับวัดปทุมวนาราม

วัดปทุมวนารามนี้เป็นพระอารามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ผู้ทรงเป็นต้นวงศ์คณะธรรมยุต ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๐

พร้อมทั้งได้ทรงอาราธนาเจ้าอธิการกํ่า จากวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของพระองค์สมัยที่ทรงผนวช มาเป็นเจ้าอาวาสที่ วัดปทุมวนาราม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวิปัสสนาที่ พระครูปทุมธรรมธาดา มีพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวิหารจํานวนหนึ่ง เป็นพระอนุจรมาจําพรรษาด้วย

พระอารามแห่งนี้อยู่ภายนอกพระนคร สถานที่เงียบสงบ เหมาะแก่การปฏิบัติกัมมัฏฐาน เจ้าอาวาสรูปแรกและรูปต่อๆ มา มีภูมิลําเนาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดยโสธร มีเฉพาะท่านเจ้าอาวาสรูปที่ ๖ คือ พระธรรมปาโมกข์ (บุญมั่น มนฺตาสโย) เท่านั้นที่เป็นชาวกรุงเทพมหานคร

ก่อนอุปสมบท พระธรรมปาโมกข์ท่านเป็นมหาดเล็กใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ท่านเป็นนักเรียนของโรงเรียนพระตําหนักสวนกุหลาบรุ่นแรก ท่านออกบวชในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ พระเดชพระคุณมีชื่อคล้ายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และท่านได้ติดตามพระอาจารย์มั่นออกธุดงค์ที่ภาคเหนือ และประเทศพม่า

ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส ได้ออกไปเรียนวิปัสสนาอยู่กับท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม และได้เข้ามาจําพรรษาที่วัดปทุมวนารามใน พ.ศ. ๒๔๓๙

ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม รูปที่ ๓ เมื่อก่อนพระคุณท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระธรรมวิโรจน์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสต้นไปยังวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ทรงพบท่านเจ้าคุณพระธรรมวิโรจน์ (สิงห์) ทรงเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติ เพราะพระคุณท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ปฏิบัติกัมมัฏฐาน จึงทรงอาราธนาให้มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดปทุมวนาราม เพราะท่านพระครูปทุมธรรมธาดา (สิงห์ อคฺคธมฺโม) เจ้าอาวาสรูปที่ ๒ มรณภาพ วัดยังว่างเจ้าอาวาส ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวิปัสสนา ที่พระปัญญาพิศาลเถร พร้อมทั้งพระราชทานพัดงาสาน เป็นพัดยศสมณศักดิ์

พัดงาสานนี้ พระราชทานเฉพาะพระราชาคณะเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ซึ่งได้รับพระราชทานมี ๔ รูป คือ

๑. พระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสรูปที่ ๓

๒. พระวิสุทธิญาณเถร (ผิว) เจ้าอาวาสรูปที่ ๔

๓. พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เจ้าอาวาสรูปที่ ๕

๔. พระธรรมปาโมกข์ (พระปัญญาพิศาลเถร บุญมั่น มนฺตาสโย) เจ้าอาวาสรูปที่ ๖

หลังจากที่ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (บุญมั่น มนฺตาสโย) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นราชในราชทินนามเดิม จึงคืน พัดยศงาสานเล่มนั้นไปที่กรมการศาสนา หลังจากนั้นมา พัดงาสาน ก็ไม่ได้อยู่ที่วัดปทุมวนารามอีกเลย

พระอาจารย์ทั้ง ๓ จึงถือว่าเคยอยู่สํานักวัดปทุมวนาราม แม้แต่บทนิพนธ์ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ ที่ท่านพระอาจารย์มั่นเขียนขึ้น ก็ยังใช้คําว่า “พระภูริทัตโต (หมั่น) วัดสระประทุมวัน เป็นผู้แต่ง” สมุดเล่มนี้ปรากฏอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร

ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า ในฤดูแล้งปีหนึ่ง ได้พากันจาริกไปธุดงค์แถวจังหวัดนครนายก วันหนึ่งเวลาว่าง ท่านพระอาจารย์หนู ฐิตปญฺโญ ได้เล่าความฝันให้เพื่อนสหธรรมิกที่ออกธุดงค์ด้วยกันฟังว่า

ท่านฝันว่าได้ลอยข้ามทุ่งกว้างมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก แล้วลอยตํ่าลงๆ จนถึงพื้นดิน ได้มีบุรุษ ๔ คน แต่งตัวคล้ายมหาดเล็ก สมัยโบราณ บนศีรษะใส่กระโจมแหลมๆ เหมือนคนแต่งเป็นเทวดาเวลามีขบวนแห่ขบวนใหญ่ๆ ได้นําเสลี่ยงเข้ามาหา แล้วยื่นหนังสือพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวาย เสร็จ แล้วนิมนต์ท่านขึ้นเสลี่ยงตั้งขบวนแห่แหนท่านเข้าเฝ้าถวายพระพรท่านตื่นพอดี

หลังจากนั้นไม่นานก็เป็นจริงเหมือนตามฝัน ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิญาณเถร (ผิว) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามรูปที่ ๔ มรณภาพ จึงมีพระบรมราชโองการ อาราธนา พระอาจารย์หนู ฐิตปญฺโญ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามรูปที่ ๕ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูปทุมธรรมธาดา พระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวิปัสสนา แล้วได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวิปัสสนาในโอกาสต่อมา โดยพระราชทานพัดยศงาสานเป็นพัดยศสมณศักดิ์

ท่านพระอาจารย์มั่นได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า การแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงที่สําคัญๆ ในสมัยนั้น เมื่อเจ้าอาวาสว่างลง หลังจากที่เลือกสรรผู้ที่จะดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาสได้แล้ว ต้องเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชฯ จะทรงพิจารณา ถ้ามีความเหมาะสมด้วยประการใดแล้ว จึงนําเข้าเฝ้าถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วัดปทุมวนารามก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิญาณเถร (ผิว) มรณภาพลง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ วัดราชบพิธ ได้ถวายพระพรสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าว่า วัดปทุมวนารามเป็นพระอารามที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระกัมมัฏฐาน และผู้คนที่อยู่ในบริเวณรอบวัดก็อพยพมาจากล้านช้าง ผู้ที่เป็นเจ้าอาวาสก็มาจากพระกัมมัฏฐานและมาจากมณฑลอุบลราชธานี ในครั้งนี้ก็ เห็นสมควรที่จะอาราธนา พระอาจารย์หนู ฐิตปญฺโญ ซึ่งเป็น ชาวอุบลราชธานี มาเป็นเจ้าอาวาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นดีด้วย จึงได้มีพระบรมราชโองการอาราธนา พระอาจารย์หนู มาเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๕ ดังกล่าว

พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เป็นสหธรรมิกที่รักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดียิ่งกับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านพ่อลี ธมฺมธโร พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย 

ต้นตระกูลกรรมฐาน

แสดงโดยพระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย) 

เนื่องในวันบูรพาจารย์ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๙

บูรพาจารย์ หมายถึง อาจารย์ผู้เกิดก่อนเรา ท่านเกิดก่อนเรา ท่านบวชก่อนเรา ท่านสอนเรามาก่อน จึงได้ชื่อว่า พระบูรพาจารย์อันดับของพระบูรพาจารย์ในภาคอีสาน อันดับแรก ท่านอริยกวี (อ่อน) ได้ไปอุปสมบทในสํานักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งสมัยนั้นพระองค์ยังทรงอุปสมบทอยู่ ยังไม่ทรงลาผนวชออกมาครองเมือง แล้วท่านผู้นั้นก็ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมเรียนรู้พระธรรมวินัย แล้วก็นําธรรมวินัยซึ่งถอดแบบจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ไปประดิษฐานคณะพระกรรมฐานธรรมยุตสงฆ์ที่วัดสีทอง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อสิ้นบุญบารมีของท่านอริยกวี (อ่อน) ก็ตกทอดมาถึงท่านพันธุละ ซึ่งเป็นสหธรรมิกของท่าน

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ยังเป็นกวี
นักแต่งกลอน แต่งโคลง 

ถัดจากนั้นก็มาถึงยุคของพระเดชพระคุณ เจ้าพระคุณอุบาลี คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ท่านบริหารกิจการพระศาสนาทั้งฝ่ายปริยัติและทั้งฝ่ายปฏิบัติ ภาษากฎหมายเขาว่า คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ คันถธุระ มีหน้าที่จัดการบริหาร ปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ตราเป็นกฎหมายสงฆ์ขึ้นมาเรียกว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และก็จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม คือ สอนนักธรรม สอนบาลี สอนทั้งการปฏิบัติธุดงคกรรมฐาน

เจ้าพระคุณ พระมหาเถระรูปนี้ เรียกว่า เป็นพระเถระที่ ครบเครื่อง มีทุกอย่าง ถ้าจะพูดถึงสํานวนโวหารของท่าน ท่านเป็น ผู้ชํานิชํานาญ นอกจากจะชํานาญในหลักวิชาการทางศาสนาแล้ว ยังเป็นกวี นักแต่งกลอน แต่งโคลง อ่านแล้วฟังซาบซึ้ง หลวงพ่อยังจําคําสอนซึ่งเป็นคํากลอนของท่าน ท่านว่าเป็นภาษาอีสาน ท่านบอกว่า

“กัมมัฏฐานโจกแก้วแถวธรรมบ่เตื้องต่อ 

กัมมัฏฐานพ่อว่อม่ขี้ให้หมู่เหม็น

เขาก็ลือมันแล้วกัมมัฏฐานหมูเถื่อน 

ได้อาหารอิ่มท้องนอนมุ้งนั่งธรรม”

(คําแปล กรรมฐานไปที่ไหนพะรุงพะรังขนแต่สิ่งของ ไม่สนใจต่อการประพฤติธรรม กรรมฐานไปโผล่ตรงนั้นตรงนี้และไปประพฤติเสียหายให้หมู่เหม็นเบื่อ คนเขารํ่าลือว่าเป็นพระกรรมฐานจอมปลอมหลอกลวงโลก ฉันอาหารอิ่มท้องแล้วนอนเหมือนหมู ไม่สนใจข้อวัตรปฏิบัติ)

อันนี้ จําติดตาติดใจ บ่ลืมจักเทือ (สักที) อีกอันหนึ่ง ท่านว่า

“อัศจรรย์ปลาไหลหลดหลาด 

น่าอนาถหนีหน่ายวังตม 

ผู้เป็นสมณ์สืบวงศ์บ่มั่ว”

(คําแปล ปลาไหล ปลาหลด ปลาหลาด น่าอนาถถ้ามัน เบื่อหน่ายในโคลนตม ผู้เป็นสมณะก็เหมือนกัน ถ้าเบื่อหน่ายใน พระธรรมวินัย ก็ชื่อว่าเป็นผู้ทําลายศาสนา ไม่สามารถสืบสมณวงศ์ได้)

เพราะฉะนั้น ได้พูดมาถึงตอนที่ว่า เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์เป็นพระเถระที่ทรงคุณวุฒิทั้งฝ่ายคันถธุระและวิปัสสนาธุระ เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ทําหน้าที่สองทาง สอนหนังสือธรรมะ สอนนักธรรม สอนบาลี สอนจนกระทั่งสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เป็นนักปฏิบัติที่ยอดเยี่ยม ขนาดขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ พอขยับตัว ขาหัก ยังนั่งเทศน์เฉย เอาซิ จนกระทั่งเทศน์จบแล้ว ไม่ยอมลงธรรมาสน์

“อ้าว พระเดชพระคุณ ทําไมไม่ลงธรรมาสน์เสียที”

“มันจะลงได้อย่างไรเล่า ขาหักแล้ว”

แสดงว่า คุณสมบัติความเข้มแข็งของจิตใจของนักต่อสู้เช่น เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์นี่ หาได้ยากที่สุดในโลกนี้

ทายาทธรรม นี้คือจุดเริ่มต้น
ของพระธุดงคกรรมฐานในสายภาคอีสาน 

ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์นี้แหละ ท่านมีลูกศิษย์สององค์ องค์หนึ่งคือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมหาเถร) ตอนนี้มาแยกสายกัน สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมหาเถร) เป็นผู้ทําธุระในฝ่ายคันถธุระ แล้วลูกศิษย์อีกองค์หนึ่งคือ พระเดชพระคุณ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล นี้ ทําหน้าที่เฉพาะฝ่ายปฏิบัติฝ่ายเดียว

พระธุดงค์ในภาคอีสานที่ออกเดินธุดงค์ไปตามหัวเมืองน้อยเมืองใหญ่ ตามป่าตามชนบทเป็นองค์แรกเท่าที่รู้มา คือ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลังจากที่ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วประมาณ ๖ พรรษา ก็มาได้ลูกศิษย์องค์สําคัญ คือ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นี่เป็นกําลังสําคัญ

ถ้าจะเปรียบเทียบผู้สอนหนังสือ หลวงปู่เสาร์สอนได้เฉพาะแต่ระดับประถมและมัธยม แต่หลวงปู่มั่นสอนถึงระดับมหาวิทยาลัยจนถึงปริญญาเอก ทีแรกหลวงปู่มั่นมาเรียนกรรมฐานกับหลวงปู่เสาร์ แต่ บุญบารมีของหลวงปู่มั่นนั้น บุญวาสนาของท่านมีปฏิภาณรวดเร็ว การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าได้ดี แล้วลงผลสุดท้ายขั้นสมถะพระอาจารย์เสาร์ สอนพระอาจารย์มั่น ขั้นวิปัสสนาพระอาจารย์มั่นย้อนกลับมาสอน พระอาจารย์เสาร์ อาจารย์กลับเป็นลูกศิษย์ ลูกศิษย์กลับเป็นอาจารย์ แต่ท่านก็ยังมีความเคารพต่อกันอย่างสุดซึ้ง ซึ่งหาความเคารพของ พระภิกษุสามเณรปัจจุบันนี้มีต่อครูบาอาจารย์นั้น จะเปรียบเทียบอย่างท่านไม่ได้เลย แม้ว่าท่านจะเก่งกว่าอาจารย์ในทางภูมิจิต ภูมิธรรม ท่านก็ไม่เคยลบหลู่ดูหมิ่นอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่าน เคารพปรนนิบัติอยู่จนกระทั่งมรณภาพตายจากกันไป อันนี้คือจุดเริ่มของพระธุดงคกรรมฐานในสายภาคอีสาน

หลวงปู่เสาร์ฟังธรรมท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

พระพรหมมุนี (บู่ สุจิณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ท่านได้เล่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งพระบูรพาจารย์ใหญ่ทั้งสาม ต่างเป็นคน จังหวัดอุบลราชธานี ต่างมีความสนิทสนมคุ้นเคยกัน และต่างให้ความเคารพนับถือยกย่องภูมิธรรมของกันและกัน โดยหลวงปู่เสาร์ และ หลวงปู่มั่น ให้ความเคารพนับถือท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในฐานะอาจารย์ 

เหตุที่หลวงปู่เสาร์ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อฟังธรรมท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เนื่องมาจากหลวงปู่มั่นท่านได้เข้าฟังธรรมปรึกษาธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ และนําไปปฏิบัติจนได้ผลเป็นที่พึงพอใจแล้ว ท่านมีความประสงค์อยากให้หลวงปู่เสาร์ ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน ได้มีโอกาสเข้าฟังธรรมปรึกษาธรรมกับ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บ้าง ท่านจึงได้กราบนิมนต์หลวงปู่เสาร์ ซึ่ง หลวงปู่เสาร์ท่านทราบชื่อเสียงกิตติศัพท์ของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นอย่างดี ท่านจึงได้ตอบรับและเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และได้ฟังธรรมจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บนศาลาอุรุพงษ์ ซึ่งกาลต่อมาพระกรรมฐาน ศิษย์สายหลวงปู่มั่น ในยุคต้นๆ จะเดินทางมาพักและเข้ากราบ ฟังธรรมเยี่ยมเยียนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เสมอ อาทิเช่น หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม, หลวงปู่มหาปิ่น ปญฺญาพโล, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ, หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ฯลฯ

หลวงปู่มั่นออกปฏิบัติเบื้องต้นได้ศึกษาอบรม กับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

(จากประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ 

โดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน)

พระอาจารย์มั่น ท่านได้เที่ยวจาริกไปตามจังหวัดต่างๆ มีนครพนม เป็นต้น ทางภาคอีสาน นานพอควรสมัยออกปฏิบัติเบื้องต้น จนจิตมีกําลังพอต้านทานอารมณ์ภายในที่เคยผาดโผนมาประจําใจและอารมณ์ภายนอกได้บ้างแล้ว ก็เที่ยวจาริกลงไปทางภาคกลาง จําพรรษาที่วัดปทุมวัน พระนครฯ ระยะที่จําพรรษาอยู่วัดปทุมวัน ก็ได้พยายามมาศึกษาอบรมอุบายปัญญาเพิ่มเติมกับท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท ที่วัดบรมนิวาสมิได้ขาด

พอออกพรรษาแล้วท่านก็ออกเที่ยวจาริก ไปทางจังหวัดลพบุรี พักอยู่ถํ้าไผ่ขวาง เขาพระงามบ้าง ถํ้าสิงโตบ้าง ขณะที่พักอยู่ได้มี โอกาสเร่งความเพียรเต็มกําลัง ไม่ขาดวรรคขาดตอน ใจรู้สึกมีความอาจหาญต่อตนเองและสิ่งเกี่ยวข้องต่างๆ ไม่พรั่นพรึงอย่างง่ายดาย สมาธิก็มั่นคง อุบายปัญญาก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ มองเห็นสิ่งต่างๆ เป็นอรรถ เป็นธรรมไปโดยลําดับ เวลามีโอกาสก็เข้าไปกราบนมัสการและเล่า ธัมมะถวาย และเรียนถามปัญหาข้อข้องใจเกี่ยวกับอุบายปัญญากับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ วัดบรมนิวาส ท่านก็ได้อธิบายวิธีพิจารณาปัญญาเพิ่มเติม ให้จนเป็นที่พอใจ แล้วกราบลาท่านไปเที่ยววิเวกทางถํ้า สาริกา เขาใหญ่ จังหวัดนครนายก

อัครฐานเป็นที่ตั้งแห่งมรรคผลนิพพาน

เทศน์กัณฑ์นี้เกิดที่วัดปทุมวนาราม ความเดิมมีว่า หลังจากท่านพระอาจารย์มั่นไปเจริญสมณธรรมอยู่ที่ ถํ้าสิงโต หรือเรียกอีกชื่อว่า ถํ้าไผ่ขวาง ท่านพักอยู่พอสมควรแล้ว ก็กลับเข้ากรุงเทพฯ พักที่วัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม) มีโอกาสก็ไปนมัสการ ท่านเจ้าคุณพระ อุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เล่าความเป็นไปในการปฏิบัติบ้าง สนทนาธรรมบ้าง ตามประสาศิษย์และครู ได้ปรารภถึงการแนะนําสั่งสอนหมู่คณะเชิงปรึกษาว่า ท่านมีวาสนาทางนี้ไหม ท่านเจ้าคุณก็รับรองว่า มี 

พอกลับมาวัดสระปทุม ท่านก็พิจารณาเรื่องการแนะนําหมู่คณะ เกิดความรู้ขึ้นมาจากภายในว่า อคฺคํ ฐานํ มนุสฺเสสุ มคฺคํ สตฺต วิสุทฺธิยา ได้ความว่า ฐานะอันเลิศมีอยู่ในหมู่มนุษย์ มีแต่หมู่มนุษย์เท่านั้น ที่จะดําเนินไปสู่หนทางเพื่อความดับทุกข์ได้ ท่านพิจารณาได้ความว่า การแนะนําหมู่คณะเป็นไปได้อยู่ 

ธรรมเทศนาเรื่องนี้ ท่านอธิบายอ้างอิงคัมภีร์เป็นพิเศษ ท่านว่า ผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หรือพระสาวกก็ดี ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น ทั้งอดีตนับด้วยแสนเป็นอเนกก็ดี ปัจจุบันก็ดี ในกาลอนาคตอันจะมาถึงก็ดี ผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกก็ดี มีแต่มนุษย์เท่านั้น ส่วนเทพ อินทร์ พรหม และอบายภูมิทั้ง ๔ ก็ไม่สามารถจะมาตรัสรู้ได้ เพราะว่ากายของเทพละเอียดเกินไป กายของอบายภูมิ ๔ ก็หยาบเกินไป ส่วนมนุษย์อยู่ท่ามกลางแห่งภพทั้งสาม โดยเฉพาะกามภพ ๑๑ คือ นับขึ้นข้างบน ๖ นับลงข้างล่าง ๔ รวมเป็น ๑๐ มนุษย์อยู่ตรงกลาง รวมเป็น ๑๑

มนุษย์นี้ คือ อัครฐาน มีคุณสมบัติหรือองค์ประกอบพร้อม ทุกอย่าง มนุษย์ผู้เลิศ มนุษย์ผู้ประเสริฐ มนุษย์ผู้มีความสามารถ ทําได้ทั้งโลกียปัญญา และโลกุตรปัญญา มนุษย์อยู่ในท่ามกลาง จะขึ้นข้างบนก็ได้ จะลงข้างล่างก็ได้ นักปราชญ์ทั้งหลาย มี พระพุทธเจ้า เป็นต้น ทรงแนะนําไว้ทั้งสองทาง

หอธรรมวิจารณ์

พระพรหมมุนี (บู่ สุจิณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส เล่าว่า ในเบื้องต้นแห่งการออกประพฤติปฏิบัติธรรมของหลวงปู่มั่น ท่านมักเข้ามากราบฟังธรรมและเรียนถามปัญหาเกี่ยวกับอุบายปัญญากับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เสมอ โดยท่าน เจ้าคุณอุบาลีฯ ได้จัดกุฏิที่พักให้หลวงปู่มั่น และเมื่อมีโอกาสสนทนาธรรมกันตามลําพังทุกครั้งจะสนทนาธรรมกันถึงเวลาตีสอง ท่าน เจ้าคุณอุบาลีฯ กับ หลวงปู่มั่น สนทนาปรึกษาอรรถธรรมกันอย่างเพลิดเพลินดื่มดํ่าในธรรมะปฏิบัติของกันและกัน เวลาในการสนทนาธรรมผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วจนดึกดื่นถึงเวลาสองนาฬิกา สถานที่ สนทนาธรรมของพระบูรพาจารย์ใหญ่ทั้งสองเป็นสถานที่มงคล และได้ขนานนามเพื่อเป็นอนุสติเครื่องระลึกภาพการสนทนาธรรมดังกล่าวว่า “หอธรรมวิจารณ์” ซึ่งต่อมาเป็นสถานที่จําวัดของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) และที่หอธรรมวิจารณ์นี้ปัจจุบันเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูป เจดีย์บรรจุอัฐิธาตุ รูปเหมือน ภาพถ่ายของบูรพาจารย์ วัดบรมนิวาส 

เรื่องการไปศึกษาปัญหาธรรม พ่อแม่ครูอาจารย์พระศิษย์หลวงปู่มั่นเล่าว่า ระหว่างที่หลวงปู่มั่นพักอยู่ที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ ท่านได้เดินทางด้วยเท้าเปล่าไปกราบเรียนถามธรรมะกับท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ ที่วัดบรมนิวาส นั้น วัดทั้งสองในสมัยนั้นอยู่กําแพงนอกพระนคร เป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ตั้งอยู่ ห่างไกลชุมชนและผู้คนสัญจรไปมา ระหว่างทางเดินไปมาหาสู่กัน ตลอด สองข้างทางสภาพบ้านเรือนมีจํานวนไม่มากและตั้งอยู่ห่างไกลกัน สภาพแวดล้อมก็เต็มไปด้วยธรรมชาติท้องทุ่งนาในชนบท บรรยากาศเงียบสงบ ในขณะเดินท่านก็ได้พิจารณาธรรมไปตลอดสาย ครั้งหนึ่งเมื่อท่านได้รับอุบายปัญญาจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านได้กําหนดพิจารณากาย โดยใช้ปัญญาวิปัสสนาพิจารณาใคร่ครวญ จิตของท่าน เกิดรวมลง รู้ตามความเป็นจริงอย่างชัดเจน รู้เท่ากาย รู้เท่าเวทนา ต่างอันต่างจริง กายอยู่ส่วนกาย เวทนาอยู่ส่วนเวทนา อิสระจากกัน ด้วยท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิสร้างบุญญาธิการมามากมายมหาศาล จึงปรากฏเกิดเป็นภาพแผ่นดินทางเดินนั้นได้แยกขาดออกจากกัน ในขณะจิตรวมลง จิตของท่านพาดกระแสเข้าสู่พระนิพพาน เป็นอกุปปธรรม ซึ่งท่านได้บรรลุอริยธรรมเบื้องต้นขั้นโสดาบันเป็นปฐมฤกษ์ในอิริยาบถเดินนั่นเอง จากนั้นท่านก็เดินทางไปถํ้าสาริกา จ.นครนายก เพื่อบําเพ็ญธรรมขั้นสูงต่อไป ซึ่งท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นสกิทาคามีและอนาคามีที่ถํ้าแห่งนี้

หลวงปู่มั่นกําหนดจิตดูท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

(จากประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ)

จวนจะถึงวันลงจากถํ้า (ถํ้าสาริกา) ตอนกลางคืนราว ๔.๐๐ นาฬิกา คือ ๑๐ ทุ่ม ท่านคิดถึงท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดบรมนิวาส ว่าเวลานี้ท่านจะพิจารณาอะไรอยู่ จึงกําหนดจิตส่งกระแสลงมาดูท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็ทราบว่าเวลานั้นท่านกําลังพิจารณา ปัจจยาการ คืออวิชชาอยู่ ท่านอาจารย์ทราบแล้วก็จดจําวันไว้ เวลาลงมากรุงเทพฯ ได้โอกาสก็เรียนถามท่านตามที่ตนทราบมาแล้ว ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พอได้ทราบเท่านั้นเลยต้องสารภาพและหัวเราะกัน พักใหญ่ พร้อมทั้งชมเชยว่า “ท่านมั่นนี้เก่งจริง เราเองเป็นขนาดอาจารย์แต่ไม่เป็นท่า น่าอายท่านมั่นเหลือเกิน ท่านมั่นเก่งจริง” แล้วก็กล่าวชมเชยว่า “มันต้องอย่างนี้ซิ ลูกศิษย์พระตถาคต ถึงจะเรียกว่าเดินตามครู พวกเราอย่าทําตัวเป็นโมฆะจากธรรมของพระพุทธเจ้าเสียหมด ต้องมีผู้ทรงธรรมท่านไว้บ้าง สมกับธรรมเป็นอกาลิโก ไม่ปล่อยให้กาล สถานที่ และความเกียจคร้านเอาไปกินเสียหมด ธรรมจะไม่ปรากฏแก่โลก ทั้งที่พระพุทธเจ้าประกาศสอนแก่หมู่ชน ต้องทําอย่างท่านมั่นที่ได้ความรู้ต่างๆ มาเล่าสู่กันฟังอย่างนี้ จึงเป็นที่น่าชมเชย” 

ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เลื่อมใสและชมเชยท่านมาก บางครั้งเวลามีเรื่องราวต่างๆ ที่ท่านไม่แน่ใจว่า จะควรพิจารณา และตัดสินใจอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสม ท่านยังให้พระมานิมนต์ ท่านพระอาจารย์มั่น ไปช่วยปรึกษาและมอบเรื่องราวให้ท่านไป พิจารณาช่วยก็ยังมี พอควรแก่เวลาแล้วท่านก็เดินทางไปภาคอีสาน

จอมปราชญ์ทั้งสองฉลาดมาแต่เป็นฆราวาส 

(จากประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ)

เท่าที่ทราบจากครูอาจารย์ที่เคยอยู่กับท่านมาก่อนว่า ถ้ามี เฉพาะท่านที่มีภูมิจิตใจสูงอยู่กับท่าน การวางตัวท่านก็ปล่อยตามนิสัย ที่รู้จักท่านดีแล้ว คือแสดงกิริยามรรยาทธรรมดาสบายๆ เหมือนผู้ใหญ่อยู่ด้วยกัน ไม่ค่อยเข้มงวดกวดขันนัก แต่การเปลี่ยนแปลงมรรยาท ท่านรู้สึกเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจนตามแทบไม่ทัน อยู่สถานที่แห่งหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง สถานที่แห่งหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง ตามแต่เหตุการณ์ที่ควรเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่บุคคลนั้นๆ และเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วทั้งไม่ซํ้ารอยกันเลย นับว่าเป็นเรื่องที่ แปลกประหลาดสําหรับผู้ไม่สามารถทําอย่างท่านได้ เวลาว่างโอกาสดีๆ ท่านก็เล่านิทานให้ฟัง ซึ่งโดยมากมักขันๆ และน่าหัวเราะทั้งนั้น จึงขอยกเรื่องท่านมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังเล็กน้อย พอทราบว่า คนๆ เดียวมีการเปลี่ยนแปลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์ 

คือสมัยท่านเป็นฆราวาสกําลังแตกหนุ่ม ท่านเคยเป็นหมอลําหมอเพลง คราวหนึ่งท่านขึ้นไปขับลําทําเพลงประชันกันกับหญิงสาว ซึ่งเป็นนักประชันที่มีชื่อคนหนึ่งในงานใหญ่ มีคนไปในงานนั้นเป็นพันๆ ท่านนึกสนุกขึ้นมาก็ขึ้นไปบนเวทีขอประชันเพลงกับหญิงคนนั้น หรือท่านอาจมีรักเขาบ้างก็ทราบไม่ได้ จึงเกิดความฮึกหาญขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง หญิงนั้นก็ยินดีเป็นคู่แข่งกับท่าน พอเริ่มกลอนประชันยังไม่ถึงไหน ท่านก็เป็นฝ่ายแพ้กลอนเขาเข้าไปสองสามกลอนแล้ว พอดีมีเทวบุตรมาโปรดไว้ทัน คือในงานนั้น ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ซึ่งเวลานั้นท่านเป็นฆราวาสและอยู่ในวัยหนุ่มเช่นเดียวกัน แต่อายุแก่กว่าท่านอาจารย์มั่นบ้างก็ไปงานนั้นด้วย และเข้าฟังเพลงระหว่างท่านอาจารย์มั่นซึ่งเป็นชายหนุ่มกับหญิงสาวคนนั้นขับเคี่ยวกันในเชิงกลอนต่างๆ 

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เห็นท่าไม่ได้การ เพราะฝ่ายเราคือท่านอาจารย์มั่นแพ้เขาไปหลายกลอนแล้ว กว่าตกดึกไปกว่านี้คงจะลงเวทีไม่ได้แน่ อาจจะถูกหญิงสาวคนนั้นหามลงแบบไม่มีหน้าติดตัวลงมาเลย เพราะหญิงสาวเป็นนักต่อสู้มาหลายเวทีแล้ว ส่วนคนของเราเพิ่งจะเริ่มขึ้นเวทีและก็ใจปํ้าฮึกหาญสําคัญ โดดขึ้นสู้กับเสือโคร่งใหญ่ลายพาดกลอน แม้จะเป็นเสือตัวเมียมันก็มีเขี้ยวเต็มปากอย่างพอตัว แต่เสือเราแม้จะเป็นเสือตัวผู้ แต่ฟันนํ้านมมันก็เพิ่งจะออกไม่กี่ซี่ ขืนให้สู้ต่อไปเสือตัวเมียต้องถลกหนังมันเข้าตลาดแน่ๆ อ้ายมั่นนี่มันไม่รู้จักเสือ มันนึกว่าแต่สาวๆ เท่านั้น แต่มันไม่รู้จักตาย เราต้องเข้าช่วยเอาหนังมันไว้ก่อนครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นหนังมันจะเข้าตลาดแน่นอน พอคิดแล้วก็โดดขึ้นบนเวทีทําท่าว่า “อ้ายมั่น อ้ายห่ากูเที่ยวตามหามึงแทบตาย แม่มึงตกเรือนสูงๆ ลงมากองอยู่กับพื้น จะตายหรือยังก็ไม่แน่ใจเลย พอกูโผล่เข้าไปจะช่วย เขาก็ใช้ให้กูมาเที่ยวตามหามึงตั้งแต่วันๆ จนป่านนี้ กูตามหามึงแทบตาย ข้าวก็ยังไม่ตกท้องเลย กูจะเป็นลมตายอยู่เดี๋ยวนี้” 

ทางอ้ายมั่นก็ตกตะลึง หญิงสาวก็ตกตะลึงในอุบายไปตามๆ กัน ฝ่ายอ้ายมั่นอดไม่ได้รีบถามขึ้นมาทันทีว่า “แม่กูเป็นยังไงวะอ้ายจันทร์” (ชื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ว่านายจันทร์สมัยเป็นฆราวาส ท่านพูดกันตอนเป็นฆราวาส) ฝ่ายอ้ายจันทร์ก็ทําเป็นอิดโรยจะเป็นลมตายอยู่บนเวทีว่า “กูคิดว่าแม่มึงตายแล้ว ส่วนกูก็กําลังจะตายด้วย ทั้งหิวข้าว ทั้งเป็นลม” พอจบคําอ้ายจันทร์ก็ฉุดแขนอ้ายมั่นทําท่าลากกันลงมาจากเวทีท่ามกลางคนเป็นพันๆ ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กัน แล้วพากันออกวิ่งผ่านฝูงคนไปอย่างรีบด่วน พอพ้นหมู่บ้านนั้นไปแล้ว อ้ายมั่นก็ถามซํ้าอีกอย่างกระหายอยากทราบเป็นกําลังว่า “แม่กูไปทํา อะไรถึงได้ตกเรือนจนขนาดกองกับพื้นเล่า” ฝ่ายอ้ายจันทร์ก็ตอบว่า “กูเองก็ยังไม่ทราบสาเหตุชัด พอมองเห็นและจะวิ่งเข้าไปช่วย เขา ก็ใช้ให้วิ่งตามหามึง กูก็วิ่งมานี้จะไปรู้เรื่องละเอียดลอออย่างไรเล่า” “เท่าที่มึงดูบ้างแล้ว แม่กูจะพอตายไหม” อ้ายมั่นถามอย่างกระวนกระวาย อ้ายจันทร์ตอบว่า “ตายหรือยังอยู่ เราก็ไปดูเองอยู่ขณะนี้ยังไงล่ะ” 

พอเลยหมู่บ้านไปไกลกะว่าอ้ายมั่นจะไม่กล้ากลับมาคนเดียวได้อีกแล้ว (สมัยก่อนหมู่บ้านอยู่ห่างกันมาก สัตว์เสือผีก็ชุม ใครๆ จึงไม่กล้ามาคนเดียวในเวลาคํ่าคืน) จึงเปลี่ยนกิริยาอาการทุกอย่างเสียใหม่ แล้วบอกกับอ้ายมั่นโดยตรงว่า “แม่มึงไม่ได้เป็นอะไรหรอก ที่กูทําท่าอย่างนั้น กูทนดูมึงติดกลอนอียายเมียมึงคนนั้นไม่ไหว กลัวมันจะ ถลกหนังมึงไปขายตลาด ซึ่งเป็นการขายหน้ากูและขายหน้าบ้านเราว่า อ้ายมั่นสู้ผู้หญิงไม่ได้ ให้เขาเปิดผ้าลบลายเล่นเหมือนเสือตายแล้ว กูจึงได้คิดอุบายหลอกมึงและหลอกอียายเมียมึงให้มันตายใจและให้ ชาวบ้านเชื่อถือได้ว่า มึงยังไม่หมดประตูสู้ แต่ต้องหนีไปเพราะเหตุ สุดวิสัย แล้วฉุดมึงหนีเพื่อไม่ให้ใครเขาจับพิรุธได้ แม้อียายเมียคู่แข่ง มึงก็เห็นอดตกตะลึงไปตามอุบายอันแยบคายของกูไม่ได้ มันต้อง สนใจฟังและมองตามพวกเราด้วยความตกใจ และสงสารแม่มึงและ มึงไปตามเรา เห็นไหม อุบายกูช่วยมึงออกจากนรกผู้หญิงคราวนี้ มึงคิดว่าแยบคายดีพอใช้ไหม” 

พออ้ายจันทร์พูดจบลง อ้ายมั่นอุทานว่า “โอ้โฮ น่าเสียดาย อ้ายห่านี่ทํากูถึงขนาดนี้เทียวนะ กูกําลังคันฟันหํ้าหั่นกับมันอย่างสนุกสนาน มึงมาฉุดกูออกจากถ้วยลาภ แม่มึงทํากูอย่างถนัด กูมิได้นึกเลยอ้ายจันทร์ กูอยากคืนไปซํ้ามันอีก เอาหนังเข้าตลาดในคืนวันนี้จนได้” อ้ายจันทร์ตอบ “โธ่ มึงจะตายกูช่วยชุบชีวิตไว้ได้แล้วมึงยังกลับทําท่าอวดเก่งอยู่อีก เดี๋ยวกูจะผลักหลังกลับคืนไปให้อียายเมียมึงเอาเนื้อขึ้นเขียงเสียในคืนนี้ไม่ดีหรือ” อ้ายมั่นออกท่าว่า “ที่กูทําท่าติดกลอนมันบ้างพอให้มันได้ใจไปหน่อยนั้น เพราะกูเห็นมันเป็นผู้หญิง พอตกดึก กูก็มัดมันเข้ากระสอบเอาไปขายกินอย่างหวานๆ ยังไงล่ะ มึงยังไม่รู้อุบายกูเป็นอุบายเสือหลอกลิงเลย” 

“ถ้ามึงเก่งจริงดังที่คุยโม้ เพียงกูคิดอุบายนิดหน่อยฉุดมึงขึ้นจากนรกผู้หญิงมึงยังตกตะลึง ทั้งจะร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าเมียมึงอย่างไม่คิดอายว่าตัวเป็นผู้ชายเลย แล้วใครจะชมมึงว่าฉลาดพอจะเอาอียาย เมียมึงเข้ากระสอบล่ะ กูคิดเห็นแต่มันจะมัดมึงโยนลงเวทีต่อหน้าคน จํานวนพันๆ เท่านั้น มึงอย่าคุยโม้ไปมาก รีบสาธุอุบายเมตตากู ที่มีต่อมึงดีกว่า อ้ายแพ้ผู้หญิง” สุดท้ายคืนนั้นทั้งอ้ายจันทร์ทั้งอ้ายมั่นเลยไม่ได้ดูงานตามความคาดหมายไว้ เพราะเรื่องนี้เป็นสาเหตุให้ต้องพรากงาน 

ฟังนักปราชญ์ทั้งสองโต้กันแม้สมัยท่านยังเป็นฆราวาสก็ยังรู้สึกน่าฟังมาก ถึงจะเป็นเรื่องโลกๆ แต่ก็เป็นเชิงของคนฉลาดพูดกัน จึงเป็นที่ซาบซึ้งจับใจในอุบายที่แสดงออกทุกๆ ประโยค ฟังแล้ว ทําให้เพลินใจประหนึ่งท่านสนทนากันอยู่ต่อหน้าเราฉะนั้น เรื่องของท่านทั้งสองโต้กันยังมีอีกแยะ แต่เห็นว่าเท่าที่กล่าวมาก็พอเป็นคติแก่ พวกเราพอสมควร อุบายของท่านทั้งสองแสดงให้เห็นได้ชัดว่ามีเค้าแห่ง ความฉลาดมาแต่เป็นฆราวาส ฉะนั้น เวลามาบวชเป็นพระ ท่านจึง เป็นจอมปราชญ์ทั้งสององค์ในสมัยปัจจุบัน ปรากฏชื่อลือนามกระเดื่องเลื่องลือทั่วประเทศไทยว่า ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบัน 

ที่เขียนว่าอ้ายจันทร์และอ้ายมั่นนั้น เขียนตามที่ทราบจากท่านเล่าให้พระฟังเวลาท่านเปิดโอกาสสบายๆ กับบรรดาศิษย์ที่เคร่งเครียดต่อการระวังในท่านมาเป็นประจํา หากเป็นการไม่บังควรประการใด ก็ขอประทานโทษท่านเจ้าพระคุณทั้งสองและท่าน ผู้อ่านทั่วๆ ไปด้วย ถ้าจะเลี่ยงเขียนตามศัพท์นิยมก็ไม่ถนัดใจ ที่ท่านเรียกกันเช่นนั้นเข้าใจว่า ท่านนิยมนับถือกันด้วยคําพูดทํานองนั้น

ซึ่งเราเองก็เคยใช้ต่อกันระหว่างบุคคลที่สนิทสนมกันตามฐานะและวัยเสมอมา จึงได้เขียนตามเค้ามาดั้งเดิม จะหยาบคายหรือละเอียดประการใดก็ประสงค์ให้เป็นไปตามเรื่องเดิม ซึ่งเป็นธรรมชาติแท้ที่ท่านใช้กันในเพศและวัยนั้น รู้สึกสะดวกใจและอาจมองเห็นภาพท่านทั้งคราวเป็นฆราวาสที่กําลังคะนองรื่นเริง และภาพที่เป็นนักบวชซึ่งสละความเป็นโลกออกอย่างสิ้นเชิง มีแต่ความอัศจรรย์ล้วนๆ อยู่ในองค์แห่งพระท่านเวลาบวชแล้ว 

ขณะท่านเล่านิทานให้ฟังน่าฟังมาก โดยมากก็เป็นเรื่องสมัยปัจจุบันมากกว่าจะเป็นนิทาน ท่านชอบชมเชยความฉลาดของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ให้ฟังเสมอ ครั้งหนึ่งท่านเล่าว่าท่านสนทนากับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถึงพระเวสสันดร พอได้โอกาสท่านเรียนถามถึงแม่ของพระนางมัทรีคือใคร ไม่เห็นกล่าวไว้ในคัมภีร์หรือค้นหาไม่พบต่างหาก 

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็ตอบขึ้นทันทีว่า ท่านยังไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินแม่นางมัทรีบ้างหรือ เขาเห็นกันทั้งบ้านทั้งเมือง ท่านมัว ไปหานางมัทรีอยู่ที่ไหนถึงไม่ได้เห็นกับเขา ท่านพระอาจารย์มั่น กราบเรียนว่ายังไม่เคยเห็นเลย ไม่ทราบว่าอยู่ในคัมภีร์ไหน ท่านตอบทันทีว่าจะอยู่ในคัมภีร์อะไรที่ไหนกัน ก็สาวอบผู้พูดเสียงดังๆ บ้านแกหลังใหญ่ๆ อยู่สี่แยกทางออกไปวัดยังไงล่ะ 

ท่านพระอาจารย์มั่นเกิดงงต้องเรียนถามท่านอีกว่า สี่แยกที่ไหนและทางออกไปวัดไหน ท่านไม่เห็นกล่าวเรื่องวัดเรื่องวาไว้เลย ท่านตอบว่า ก็แม่นางมัทรีบ้านแกอยู่เกือบติดกับบ้านท่านอย่างไรล่ะ ทําไมยังไม่รู้กระทั่งนางมัทรีและสาวอบแม่นางมัทรีเข้าอีก ท่านนี้แย่จริงๆ เพียงนางมัทรีและสาวอบในหมู่บ้านเดียวกันยังไม่รู้อีก ท่านจะไปเที่ยวหาแม่นางมัทรีในคัมภีร์ไหนกันอีก ผมก็แย่แทนท่านถ้าเป็นอย่างนี้ ท่านอาจารย์ก็ระลึกได้ทันทีเมื่อท่านพูดว่านางมัทรีและสาวอบ ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่ก่อนมัวไปนึกภาพในเรื่องพระเวสสันดร ในคัมภีร์โน้น จึงทําให้งงไปนาน

ท่านว่า ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านฉลาด โต้ตอบด้วยอุบายแปลกๆ อย่างนี้เสมอมา ท่านมักโต้ตอบแบบศอกกลับเสมอ ทําเอา ผู้ฟังงงไปตามๆ กันและก็ได้สติปัญญาจากอุบายท่านตลอดมา ท่านเล่าทั้งหัวเราะขันตัวท่านเองที่ไม่ทันลูกไม้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

หลวงปู่มั่นรับเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง

(จากหนังสือชีวประวัติพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร)

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ภายหลังงานฌาปนกิจศพท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หลวงปู่มั่นท่านรับเป็นเจ้าอาวาส วัดเจดีย์หลวง พร้อมทั้งตําแหน่งอุปัชฌาย์ ในช่วงเวลาสั้นๆ จากนั้นท่านก็ออกเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือต่อไป โดยหนังสือชีวประวัติพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร บันทึกไว้ดังนี้

อยู่ต่อมาเมื่อออกพรรษาแล้ว ทางวัดบรมนิวาสได้จัดงานเพื่อฌาปนกิจศพเจ้าคุณอุบาลีฯ พระผู้ใหญ่ที่อยู่วัดเจดีย์หลวงได้ทยอยมาเพื่อช่วยงานเกือบหมด เจ้าอาวาสได้มอบให้พระอาจารย์มั่นเฝ้าวัดเจดีย์หลวง เมื่อเสร็จงานฌาปนกิจได้เห็นหนังสือฉบับหนึ่งมีถึงพระอาจารย์มั่น ตั้งให้ท่านเป็นอุปัชฌาย์ ท่านได้เปิดออกอ่านมีใจความว่า พระอาจารย์มั่นขอให้ท่านรับเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง พร้อมทั้ง ตําแหน่งอุปัชฌาย์ สั่งให้เจ้าแก้วนวรัฐ ณ เชียงใหม่ เป็นผู้เเทน การขอให้พระอาจารย์มั่นทําหน้าที่แทนเจ้าอาวาสเดิมต่อไป สรุปได้ ใจความสั้นๆ อย่างนี้ พอท่านได้ทราบเรื่องราวแล้ว ท่านก็เรียกไปหาแล้วพูดว่า เราต้องออกจากวัดเจดีย์หลวงไปอยู่ที่อื่น

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หลวงปู่มั่น ครูบาศรีวิชัย

(จากบันทึก พระธรรมดิลก วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่)

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์ใหญ่แห่งสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้เคยพํานักอยู่วัดเจดีย์หลวงร่วมสมัยกับพระเดชพระคุณพระอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจนฺโท) ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๒ – ๒๔๗๔ ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่ครูบาศรีวิชัย พระนักบุญแห่งล้านนาไทยขึ้นมาพํานักอยู่ที่วัดสวนดอก เมืองเชียงใหม่เพื่อฟื้นฟูบูรณะวัดวาอาราม พระธาตุเจดีย์ ปูชนียสถานต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพด้วย 

พระครูบาศรีวิชัย แม้องค์ท่านจะไม่มีฐานันดรสมณศักดิ์ แต่ท่านก็เป็นพระมหาเถระสมบูรณ์พร้อมด้วยคุณธรรมและวัตรปฏิบัติอันประเสริฐยิ่ง มีบารมีสูงสุด จนคนเหนือยกย่องให้เป็น “ตนบุญ” หรือ “นักบุญแห่งล้านนาไทย” พระครูบาศรีวิชัยได้เข้ามากราบนมัสการท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ วัดเจดีย์หลวงถึง ๒ ครั้ง และพระเดชพระคุณก็มีโอกาสไปเยี่ยมพระครูบาศรีวิชัยเป็นการตอบแทน ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ส่วนพระอาจารย์มั่นนั้น เคยพบและสนทนาธรรมกับพระครูบา ศรีวิชัย หลังจากที่พระครูบาศรีวิชัยถูกอธิกรณ์แล้ว ท่านอาจารย์มั่นเคยออกปากชวนพระครูบาศรีวิชัยออกมาปฏิบัติกัมมัฏฐานด้วยกัน แต่พระครูบาศรีวิชัยปฏิเสธโดยกล่าวว่า ท่านได้บําเพ็ญบารมีมาทางพระโพธิสัตว์ และได้รับการพยากรณ์แล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ต่อมาพระเดชพระคุณพระอุบาลีฯ สนใจใคร่รู้ถึงภูมิธรรมและปฏิปทาตามวิถีทางที่พระครูบาศรีวิชัยดําเนินอยู่ จึงได้สอบถามพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านได้กราบเรียนพระเดชพระคุณให้ทราบว่า “พระศรีวิชัยองค์นี้เป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพระโพธิญาณ ขณะนี้กําลังบําเพ็ญเพียรสร้างสมบารมีอยู่ ซึ่งต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกนาน จนกว่าการสั่งสมบารมีธรรมจะบริบูรณ์”

ครูบาศรีวิชัยเลื่อมใสท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านมีความอดทนมาก ดังครั้งหนึ่งท่านไปเทศน์ที่วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ โรคมะเร็งในกระดูกเข่ากําเริบกินกระดูกขาด ท่านก็ไม่ได้แสดงความเจ็บปวด ขึ้นเทศน์จนจบ ลงจากธรรมาสน์เป็นปกติ ทําให้ครูบาศรีวิชัยกับพวกที่มานั่งฟังเทศน์เลื่อมใสนับถือมาก นับแต่นั้นมาอาการก็กําเริบหนัก

ธรรมนิทาน เรื่องมิตรแท้สองโลก

เรื่องราวในตอนต่อจากนี้ไป แม้จะเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง แต่หาได้มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานเป็นตัวหนังสือในทางใดๆ ไม่ (ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม) คงมีแต่คําบอกเล่าของคนเฒ่า คนแก่ที่ทันและรู้เห็นเหตุการณ์นี้สืบทอดกันมาอีกทีหนึ่งเท่านั้น ซึ่ง หากจะปล่อยให้เรื่องที่สําคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์เยี่ยงนี้ ต้องสูญสลายไปตามสายลมแห่งกาลเวลาไปแล้ว ก็นับเป็นเรื่องที่น่า เสียดายเป็นอย่างยิ่ง จึงจะขอบันทึกไว้ในลักษณะแห่งธรรมนิทาน เพื่อให้เกิดจินตภาพอันไหลลื่นแต่ชัดเจนแจ่มแจ้ง เข้าใจง่าย และ ให้ได้อรรถรสถึงพร้อมทุกสิ่งต่อไป และที่สําคัญที่สุดอีกประการก็คือ เรื่องนี้ก็คือตัวเชื่อมที่สําคัญที่สุดของเรื่องมิตรแท้สองโลกสะท้านปฐพี นี้อีกประการหนึ่งด้วย หากไม่เกิดเรื่องราวดังกล่าวนี้เข้า ก็ไม่ทราบ เหมือนกันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างครูบาเจ้าศรีวิชัย กับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) จะเริ่มต้นขึ้นอย่างสวยงามและลงตัวที่สุดในลักษณาการเช่นไหน ยังนึกสภาพไม่ออกเลยจริงๆ

เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้รับอาราธนาจากเจ้าแก้วนวรัฐ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง กลางเมืองเชียงใหม่ ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าติโลกราช โดยมีพระเจดีย์หลวงที่ยิ่งใหญ่และสูงที่สุดในแผ่นดินล้านนา แต่ได้โดนภัยแผ่นดินไหว จนหักโค่นลงตั้งแต่สมัยพระนางจิรประภา (ต่อมายอมสวามิภักดิ์แก่พระชัยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา) นั้น แม้จะเป็นภาระที่หนักหนาสักเพียงไหน แต่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็หาได้รอช้าไม่ แต่เร่งรีบดําเนินการบูรณะพระวิหารหลวง เพื่อใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมและพิธี บุญกุศลของญาติโยมทั้งหลายก่อนในทันใด

แต่ก่อนอื่นต้องทําความเข้าใจเสียก่อนว่า อันท่านเจ้าคุณ อุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) นั้น ท่านเป็นพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จฯ มาแต่เมืองหลวง อีกทั้งท่านยังเป็นพระที่ฝ่ายปริยัติและปฏิบัติที่เคร่งครัดมาแต่เดิม แม้ท่านเจ้าคุณจันทร์ฯ อาจจะเคยผ่านงานนวกรรม (งานก่อสร้าง) มาบ้าง แต่ก็หาได้เป็นการที่ยิ่งใหญ่ เฉกเช่นเดียวกับงานบูรณะพระวิหารหลวง วัดเจดีย์หลวง ซึ่งใหญ่กว่าพระอุโบสถวัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร ที่ท่านเคยครองไม่ตํ่ากว่า ๕ เท่าตัว พูดง่ายๆ ก็คือว่า พระวิหารหลวง วัดเจดีย์หลวง เพียงหลังเดียว ก็สามารถบรรจุพระอุโบสถวัดบรมนิวาสได้ถึง ๕ หลังสบายๆ อย่างไรก็อย่างนั้นเลยทีเดียว 

และแน่นอนเสียเหลือเกินว่า ในการสร้างสรรค์ปฏิสังขรณ์ สิ่งที่ใหญ่ที่โตกว่าปกติธรรมดานั้น จําเป็นที่จะต้องใช้เทคนิคและ ทักษะความรู้ในเชิงช่างเป็นอย่างสูง และมากกว่างานก่อสร้างของเล็ก ของน้อยอย่างไม่อาจเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็ไม่เคยศึกษาและผ่านงานใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลยเช่นกัน ในไม่ช้า….ผลแห่งการไม่เคย ก็ได้ก่อให้เกิดผลที่ไม่เกินคาดคิดในไม่นานเกินรอในวันหนึ่งจนได้ ผนังพระวิหารวัดเจดีย์หลวงขนาดมหึมาด้านหนึ่งได้โค่นถล่มพังทลายราบลงมาไม่มีชิ้นดี

การนี้ย่อมได้สร้างความวิตกกังวลใจให้บังเกิดแก่ท่านเจ้าคุณ อุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นอย่างยิ่ง แม้งานดังกล่าวจะเป็นการสร้างของนอกตัวก็ตาม หากเป็นกรณีทั่วไป การเพียงนี้ ก็อาจจะมิใช่เป็นเรื่องที่สลักสําคัญใหญ่โตอะไรมากมายนัก แต่นี่เป็นวัดใหญ่ที่สุดวัดหนึ่งของจังหวัด หรือจะใหญ่ที่สุดวัดหนึ่งของเมืองเหนือทั้งหมดก็ว่าได้

การที่บูรณะพระวิหารหลวง วัดที่เปรียบเสมือนหลักเมืองของนครพิงค์เชียงใหม่ไม่สําเร็จนั้น นอกจากจะยังความอัปยศมาสู่ผู้บูรณะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว ก็ย่อมไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์แห่งอํานาจบารมีและความน่าเชื่อถือของส่วนกลาง ที่เพิ่งผนวกแผ่นดินล้านนาเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับสยามประเทศมาหมาดๆ อีกต่างหากด้วย 

เกียรติยศและศักดิ์ศรีทั้งของฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักร ที่เป็นทั้งการส่วนรวมและส่วนตัว ได้กดดันท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อย่างหนักหน่วงอย่างยิ่งไปโดยประการดังนี้ อีกทั้งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เพิ่งมาถึงแว่นแคว้นล้านนาแบบหมาดๆ พระแต่ละพระ หรือโยมแต่ละคน ล้วนแต่เป็นคนใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยจนรู้มือทั้งนั้น สุดที่จะคิดจะหันหน้าไปปรึกษาใคร ให้พ้นจากความภาระอันใหญ่อันหลวงสมชื่อนี้เสียแล้วจริงๆ ครั้นจะหันไปปรึกษาท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หรือ ท่านก็พระนักปฏิบัติอย่างเดียวล้วนๆ อย่างไม่มีอะไรต้องสงสัย ไม่มีจริตนิสสัย ไม่เคยริเริ่ม และไม่เคยนําศรัทธาญาติโยมในการก่อสร้างวัดวาโบสถ์วิหารใดๆ มาก่อนทั้งสิ้น คงมุ่งเน้นแต่การสร้างใจให้เป็นพระ เป็นวัด เป็นวา ทั้งดวงโดยส่วนเดียวมาตลอดชีวิตแห่งท่านเท่านั้น งานภายนอกเยี่ยงนี้ คงมิใช่เรื่องที่จะต้องนําไปรบกวนท่านมั่นเป็นแน่แท้ 

แล้วนี่อาตมาจะทําอย่างไรดี แล้วจะทําอย่างไรดี จะทําอย่างไรดี ทําอย่างไรดี ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้แต่ครุ่นคิดคํานึงอยู่ในใจแต่เพียงลําพังองค์เดียวด้วยความกลัดกลุ้มอย่างนี้อยู่นาน ในที่สุดท่านก็ระลึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้อย่างปัจจุบันทันด่วน..ใช่แล้ว….พระศรีวิชัยนั่นอย่างไร..เพราะจากที่เคยได้ยินได้ฟังกิตติศัพท์ที่เข้าหูมานาน เห็นเขาเล่าลือกันนักหนาว่า พระศรีวิชัยนี้มีบุญวาสนานัก มีผู้คนศรัทธามาก ทั้งยังมีความรู้ความชํานาญในงานนวกรรม (ก่อสร้าง) อย่างดียิ่งด้วย จะบูรณะก่อสร้างวัดวาที่ไหน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เพียงใด ก็สําเร็จลงได้ในทันใดเหมือนกับเทพเนรมิต หากพระศรีวิชัยมาช่วยงานบูรณะพระวิหารหลวง วัดเจดีย์หลวงนี้ ก็คงจะสําเร็จลงได้อย่างไม่มีอะไรต้องสงสัยแน่ๆ

แต่….การที่เราจะไปขอความช่วยเหลือจากพระศรีวิชัยนั้น จะเหมาะจะควรหรือไม่นะ ลําพังเราเอง แม้จะเป็นพระฝ่ายธรรมยุต ก็ใช่ว่าเราจะยึดมั่นถือมั่นในอันที่จะแบ่งแยกถือเขาถือเรากับพระศรีวิชัย ซึ่งอยู่ในฝ่ายมหานิกายอะไรหรอก จะธรรมยุตหรือมหานิกาย ก็ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าองค์เดียวกันทั้งนั้น ไม่เห็นจะมีความแตกต่าง อันใดแม้สักน้อยเลย แต่หน้าที่และสมณศักดิ์อันเปรียบเสมือนหัวโขน ที่เราครองอยู่นี่สิ เป็นเรื่องที่จําเป็นต้องคิดหนักสักหน่อย หากทําการแม้จะเป็นด้วยเจตนาที่ดีที่บริสุทธิ์อย่างไรก็ตาม แต่กลับผิดที่ผิดทาง หรือผิดฝาผิดตัวไปแล้ว คงอาจจะเกิดเรื่องให้เบื้องบนตําหนิลงมา เอาได้ไม่ยากเป็นแน่ เฮ้อ…กลุ้มใจจริงๆ

นี่แหละหนอ..ที่เขาว่าทุกข์ของสมภารเจ้าวัด มันทุกข์หนักอย่างนี้เองล่ะหนอ..หนักใจแท้ๆ เรื่องๆ นี้คนใกล้ตัวเราก็ช่วยไม่ได้ แถมคนที่พอจะช่วยได้ ก็เป็นคนไกลตัวที่อยู่กันคนละหมู่อีกต่างหาก ตัดสินใจยากแท้ๆ จะทําอย่างไรดีนะ ? จะทําอย่างไรดี ? อยากให้พระ ศรีวิชัยมาช่วยจริงๆ จะทําอย่างไรดี จะทําอย่างไร ทําอย่างไร แต่เอาเถอะ เพื่อเห็นแก่งานพระศาสนา จําเราจักต้องบากหน้าไปหาพระศรีวิชัย ขออาราธนานิมนต์ท่านมาช่วยงานบูรณะพระวิหารวัดเจดีย์หลวงสักครั้ง คงไม่เป็นไรหรอกนะ คงไม่เป็นไรหรอกนะ คงไม่เป็นไรหรอก คงไม่เป็นไร

ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้แต่นั่งคิดนอนคิดรําพึงอยู่เช่นนี้เป็นหลายเวลา จนกระทั่งม่อยหลับจําวัดไปในตอนดึกของวันๆ หนึ่ง แต่ครั้นพอรุ่งเช้าของวันต่อมาภายหลัง แสงพระอาทิตย์เริ่มฉายฉานจับท้องฟ้าได้ไม่นานเท่าไร เรื่องที่คาดคิดแต่ไม่นึกว่าจะเป็นไปได้ก็พลันบังเกิดขึ้นในทันใด 

“พระเดชพระคุณหลวงพ่อขอรับๆ พระศรีวิชัยมาขอเข้านมัสการขอรับ” เสียงพระอุปัฏฐากองค์หนึ่ง เข้ามากราบเรียนปลุกท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถึงในห้องจําวัด เมื่อได้ฟัง ท่านเจ้าคุณจันทร์ฯ แทบตกตะลึงอึ้งอั้นไปครู่หนึ่ง ถึงกับต้องถามซํ้าเหมือนไม่อยากที่จะเชื่อสิ่งที่หูขององค์ท่านได้ยินเมื่อสักครู่นี้เลยทีเดียวว่า “เจ้าว่ากระไร เจ้าว่าใครมาขอเข้าพบเรานะ” “พระศรีวิชัยไงขอรับ” “พระศรีวิชัย ไหน ?” “ก็พระครูบาศรีวิชัย สิริวิชโย หรือครูบาศีลธรรม ที่ชาวบ้านนับถือกันว่า “ตนบุญ” จากวัดพระสิงห์หลวงองค์นั้นนั่นแหละขอรับ พระเดชพระคุณ” เมื่อได้ฟัง ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ถึงกับนั่งอึ้งไปครู่หนึ่งอย่างคาดคิดไม่ถึง ก่อนที่จะรีบสั่ง พระอุปัฏฐากในทันทีนั้นเองว่า 

“เออ…เรารู้แล้ว ท่านจงรีบออกไปบอกพระศรีวิชัยท่าน เสียก่อนเลยนะว่าเดี๋ยวสักครู่ เราจะออกไป แล้วท่านอย่าลืมหานํ้าหาท่าถวายพระศรีวิชัยอย่าให้ขาดเลยทีเดียวล่ะ…” “ขอรับ พระเดช พระคุณ” ระหว่างที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กําลังล้างหน้าล้างตาและครองจีวรอยู่นั้น ท่านก็อดที่จะคิดไปเสียมิได้ว่า พระศรีวิชัยที่เราเพิ่งนึกถึงอยู่เมื่อวันวาน มาหาเราด้วยกิจอันใดนะ? นึกไม่ออกจริงๆ 

และข้อข้องใจของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็มลายหายสูญไป จนสิ้น เมื่อท่านออกมายังห้องข้างนอก แลเห็นพระภิกษุชาวเหนือวัยกลางคน ท่าทางเปี่ยมด้วยบุญราศีเจิดจ้านั่งสงบเสงี่ยมอยู่กับพื้น มีขัน ข้าวตอกดอกไม้ เครื่องนมัสการแบบประเพณีล้านนาตั้งอยู่เคียงข้าง พร้อมสรรพ ในจิตสํานึกของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นึกรู้ได้ทันทีว่า “นี่เอง…พระศรีวิชัย สิริวิชโย ตนบุญแห่งล้านนาไทย” กริยาท่าทาง ดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อย แต่ช่างดูสง่างามมีราศีอยู่ในที น่าอัศจรรย์แท้ และท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจนฺโท) ก็แทบจะต้องตกตะลึง อีกครั้ง เมื่อท่านพระครูบาเจ้าศรีวิชัยได้ถวายเครื่องสักการะนมัสการเรียบร้อยแล้ว ท่านพระครูบาศีลธรรมเจ้าก็ได้กราบเรียนท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ เลยทีเดียวว่า “ท่านเจ้าคุณฯ เป็นพระผู้ใหญ่ แต่ข้าเจ้าผู้เป็นพระผู้น้อย หาเป็นการสมควรไม่ที่ท่านเจ้าคุณฯ จะต้องลําบากมาหาข้าเจ้าแม้สักน้อย ข้าเจ้าจึงได้รีบมากราบไหว้สาท่านเจ้าคุณฯ ในวันนี้เสียก่อนเลยทีเดียว”

เมื่อได้ฟังคําของครูบาเจ้าศีลธรรม ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็อด ให้สะท้านใจด้วยความทึ่งแกมตื่นตะลึงมิได้ เอ๊ะ! พระศรีวิชัยรู้ความคิดเราได้อย่างไร ? คิดอยู่องค์เดียวเมื่อวันก่อนเองแท้ๆ ยังไม่ได้บอกใคร หรือใช้ใครให้ไปนิมนต์พระศรีวิชัยมาเลยแม้สักคํา หรือว่าพระศรีวิชัยจะมีญาณอ่านใจเราได้ เหมือนอย่างที่ท่านมั่น ภูริทัตโต สหายเราเคยแสดงให้ประจักษ์มาหลายครั้งหลายรอบแล้ว ? น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ ไม่ใช่พระธรรมดาแน่แล้ว พระศรีวิชัยองค์นี้

เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หายจากอาการตะลึง ท่านก็รีบถามกลับไปเลยทีเดียวว่า “แล้วท่านรู้ได้อย่างไร ว่าเราต้องการจะไปหาท่านล่ะครับ ?” แทนที่จะตอบ ครูบาเจ้าศรีวิชัยก็ได้แต่ยิ้ม แต่กราบเรียนออกนอกคําถามไปในคนละเรื่องเดียวกัน มิให้ยืดเยื้ออีกต่างหากด้วยว่า “แล้วตอนนี้การบูรณะพระวิหารหลวงเป็นอย่างใดล่ะขอรับ ท่านเจ้าคุณ ?”

เมื่อได้ฟังคําของตนบุญแห่งล้านนาไทย ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯก็แทบอึ้งไปอีกรอบด้วยความประหลาดใจเป็นที่สุด รู้อีกแล้วๆ.. พระศรีวิชัย รู้ความคิดความประสงค์เราจนหมดสิ้นแล้วจริงๆ และพระศรีวิชัยยังเป็นผู้มีปัญญาฉลาดพูดเลียบเคียงหาทางช่วยเรา โดยที่มิต้องให้เราซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ ซึ่งสูงกว่าทั้งอายุพรรษาและสมณศักดิ์ถึงขั้นพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จฯ ต้องลดตัวลงไปขอร้องพระ อ่อนพรรษากว่าและไม่มีสมณศักดิ์ใดๆ แม้แต่เพียงขั้นตํ่าสุด แถมยังเป็น คนละนิกายต่างหากให้มาช่วยเหลืองานซ่อมพระวิหาร วัดเจดีย์หลวงเรานี้แล้วจริงๆ ดูเหมือนว่าเราไม่จําต้องกล่าวคําใดให้มากความและลําบากใจอันใดอีกแล้ว

เมื่อเป็นที่ประจักษ์ใจเยี่ยงนี้แล้ว ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็เลย ปรับทุกข์กับพระครูบาเจ้าศรีวิชัยเรื่องการบูรณะผนังพระวิหาร วัดเจดีย์หลวง ซึ่งช่างของท่านได้ก่อแล้วพังทลายลงมาทุกครั้ง เพราะไม่รู้หลักวิชาในการนวกรรมสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อน จะแก้ อย่างไรก็มิรู้แล้วเสียที ซึ่งท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยเมื่อได้ฟัง ก็ได้แต่ ถวายคําแนะนําถึงเทคนิคและวิธีการพิเศษ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวแด่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พร้อมกับได้ให้เรียก สล่า (ช่างก่อสร้าง) ของ วัดเจดีย์หลวง มารับฟังวิธีการแก้ไขดังกล่าวซํ้าอีกครั้งหนึ่ง จนเป็นที่ เข้าใจเป็นอันดี ท่านพระครูบาเจ้าฯ จึงได้กราบนมัสการลาท่าน เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ กลับคืนสู่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ตามเดิมในที่สุด ทั้งยังได้กราบเรียนฝากไว้อีกประโยคด้วยว่า “การบูรณะวิหารนี้ หากยังมีข้อขัดข้องอันหนึ่งอันใดแล้ว ท่านเจ้าคุณฯ ไม่ต้องลําบากไปหาข้าเจ้าดอก เพียงให้คนไปตาม ข้าเจ้าจักมาดู มาแก้ไขให้จนเสร็จการจงได้ทีเดียว ท่านเจ้าคุณฯ อย่าได้วิตกกังวลสิ่งใดไป” “ขอบใจท่านมากนะ พระศรีวิชัย…ขอบใจท่านมากจริงๆ” เจ้าคุณอุบาลีฯ ได้แต่ตอบรับอย่างซาบซึ้งและประทับใจในนํ้าใจไมตรีที่พระศรีวิชัยได้มอบถวายให้ ในยามที่ท่านกําลังเคว้งคว้างอยู่ในอกเพียงลําพังองค์เดียว

ด้วยไม่รู้จะหันหน้าไปปรึกษาใครอย่างคาดคิดไม่ถึงมาก่อนเลยอย่างแท้จริง และด้วยคําแนะนําอันถูกต้อง และการกระทําอันหวังให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลแก่กันอย่างบริสุทธิ์ใจแท้จริง ในไม่ช้าการบูรณะพระวิหารขนาดมหึมาของวัดเจดีย์หลวง ก็ได้สําเร็จเสร็จสิ้นลุล่วงลงไป ด้วยดี สมดังเจตนารมย์ของท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์และ เจ้าแก้วนวรัฐ ทุกประการ และในงานฉลองพระวิหาร วัดเจดีย์หลวงอันยิ่งใหญ่ และท่ามเสียงแซ่ซ้องสาธุการจากทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างนั้น จะมีกี่คนที่จะล่วงรู้เข้าไปถึงกลางใจของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้ว่า ท่านกําลังคิดอะไรของท่านอยู่ในบัดนั้น แต่หากจะให้คาดเดา เราท่าน ก็อาจที่จะได้ยินถ้อยความประโยคหนึ่งอยู่ซํ้าแล้วซํ้าอีกก็เป็นไปได้ว่า ขอบใจนะ ขอบใจเธอมาก ขอบใจเธอจริงๆ พระศรีวิชัย และนี่เอง “มิตรภาพสองโลก ที่สะท้านได้แม้ทั้งดินและฟ้า ระหว่างพระสองนิกาย (ธรรมยุต – มหานิกาย) ก็ได้อุบัติบังเกิดขึ้นอย่างสวยงามและลงตัวที่สุด ณ โอกาสบัดเดี๋ยวนี้แล้ว

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ รับอาราธนานิมนต์เป็น
ประธานถวายศาลาโรงธรรมที่บ้านสามผง

เมื่อครั้งที่ญาติโยมจะทําพิธีถวายศาลาโรงธรรมที่บ้านสามผง ในงานครั้งนี้ได้นิมนต์ครูบาอาจารย์มาร่วมงานเป็นจํานวนมาก และที่สําคัญ คือ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านก็ได้รับกิจนิมนต์ไปเป็นประธานด้วย หลวงปู่มั่นจึงได้พาครูบาอาจารย์เฒ่า (หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล) พร้อมพระเณร ๔ – ๕ รูป เพื่อไปรับท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ ที่ท่ารถ เพราะสมัยนั้นรถหายาก และเข้าไม่ถึง

ในระหว่างคณะได้เดินทางกลับ พระเณรที่ไปด้วยกันทุกรูป ต่างตกใจ ยืนทําอะไรไม่ถูก เพราะข้างหน้ามีควายป่าตัวเขื่อง ยืนจังก้าขวางทางอยู่ ทันใดนั้น ครูบาอาจารย์เฒ่าได้ขอโอกาส เดินนําขบวนตรงรี่ไปที่ควายตัวนั้น พร้อมยกขาอันแข็งแกร่งและว่องไวถีบเข้าที่ชายโครงควายตัวนั้นอย่างแรง เสียงดังตึบ ควายป่าตัวนั้นตกใจวิ่งนําหน้าควายป่าตัวอื่นที่กําลังกินโป่งอยู่แตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง

แต่ก่อนสถานที่แห่งนี้เป็นดินโป่งที่สัตว์ป่าชอบลงมากินเป็นประจํา และมีบึงอยู่หลายบึงด้วยกัน บางช่วงเป็นป่ารกทึบ ครูบาอาจารย์มาพักวิเวกแถวนี้เป็นจํานวนมาก 

ตามคําบอกเล่าว่า ที่เรียกว่า สามผง เพราะวันหนึ่งมี นายพรานออกล่าสัตว์ที่โป่งนี้ ได้ยิงกวางตัวหนึ่งจนบาดเจ็บ วิ่งไป ไม่ไกลก็ล้มลง ทุกคนที่วิ่งตามกวาง คิดว่ากวางตัวนั้นคงหมดแรงและมั่นใจแล้ว เลยชะล่าใจ พอเดินเข้าไปใกล้ กวางตัวนั้นได้ลุกขึ้นแล้ว กระโดดสามครั้ง ทําให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ทุกคนออกหาอย่างไรก็ไม่พบ คิดว่ากวางตัวนั้นคงมีอิทธิฤทธิ์ ต่อมาได้มีการสร้างกระต๊อบขึ้น ๒ – ๓ หลังใกล้โป่งนั้นเพื่อพักแรมในคราวไปล่าสัตว์ ต่อมา ได้ขยายใหญ่จนเป็นบ้านเป็นเมือง จึงเอานิมิตหมายครั้งนั้นมาเป็นชื่อบ้าน เรียกว่า “บ้านสามผง”

หลวงปู่เทสก์กล่าวชื่นชมคุณธรรม
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง ได้กล่าวชื่นชม คุณธรรมของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ไว้ว่า “ครั้งหนึ่งท่านเป็นฝี หมอมา ผ่าฝีให้โดยไม่ได้ฉีดยาชา ขณะที่ผ่า พระภิกษุที่อยู่ในที่นั้นพากัน นํ้าตาไหล เพราะคิดว่าท่านคงเจ็บมาก แต่ท่านกลับนอนให้หมอผ่าเฉย ไม่แสดงอาการเจ็บใดๆ ท่านยังว่าคนโดนผ่ายังไม่รู้สึกอะไรเลย นี่แสดงถึงว่าท่านสามารถแยกกายกับจิตออกจากกันได้ ใช้ขันติข่มเวทนาได้อย่างดีเยี่ยม” อีกครั้งหนึ่งขณะขึ้นธรรมาสน์เทศน์ เข่าท่านชนธรรมาสน์เกิดขาหัก แต่ท่านก็ยังขึ้นธรรมาสน์เทศน์ได้จนจบ เมื่อญาติโยมนิมนต์ท่านลงจากธรรมาสน์ ท่านก็ว่า “จะลงได้ยังไง ขามัน หักแล้ว” ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นบิดาของพระธรรมยุติกนิกายในเขตภาคเหนือ ทั้งฝ่ายปริยัติและปฏิบัติ

หลวงปู่แหวนพบกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ (พ.ศ. ๒๔๖๔)

(จากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ)

กิตติศัพท์ในทางด้านการเทศน์และการปฏิบัติธรรมของท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้ขจรกระจายไปทั่วในสังฆมณฑลภาคอีสานในสมัยนั้น ทั้งพระภิกษุ สามเณร และคฤหัสถ์ผู้ใคร่ต่อธรรมปฏิบัติ ต่างก็กระหายที่จะได้ฟังธรรมอบรมจากท่าน ด้วยเหตุนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ หลวงปู่แหวนจึงตัดสินใจเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อกราบนมัสการท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ที่วัดบรมนิวาส

การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกในชีวิต ท่านเดินทางจากจังหวัดอุดรธานี มายังจังหวัดนครราชสีมาด้วยเท้า ผ่านหมู่บ้านน้อยใหญ่มาโดยลําดับ ในสมัยนั้นประชาชนส่วนมาก ยังสับสนระหว่างการนับถือผีและการนับถือพระไตรสรณาคมน์ ทุกหมู่บ้านที่ผ่านไปจะมีศาลเทพารักษ์ ซึ่งเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “ศาลปู่ตา” ประจําอยู่เป็นส่วนมาก ในปีหนึ่งๆ จะมีการเซ่นไหว้ประจําปีกันครั้งหนึ่งซึ่งจะทําเป็นงานใหญ่ นอกจากจะมีการเซ่นไหว้ประจําปีแล้ว ยังมีการเซ่นไหว้เฉพาะรายอีก เช่น ถ้ามีการเจ็บป่วย หรือพวกสัตว์ เช่น วัว ควาย ล้มเจ็บลง เจ้าของก็จะไปบวงสรวง เซ่นไหว้กัน ศาลปู่ตานี้มักตั้งอยู่ชายป่าใกล้หมู่บ้าน ป่าเช่นนี้ชาวบ้านกลัวกันมากไม่มีใครกล้าเข้าไปตัดไม้ในป่า พวกเขากล่าวว่า ถ้าใครขืนเข้าไปตัดไม้ในป่าจะโดนผีปู่ตาเล่นงานเอา

ในระหว่างที่หลวงปู่แหวนเดินทางไปนั้น เข้าไปพักอาศัยอยู่ตามดงปู่ตานั่นเอง หลวงปู่เล่าว่าเป็นการดีอย่างหนึ่ง เวลาเข้าไปพักอยู่ในดงเช่นนั้นผู้คนก็ไม่มารบกวน จึงสบายในอิริยาบถ เวลาภาวนาก็สงบดี ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อพวกชาวบ้านเห็นว่า พระเข้าไปอยู่ในดงปู่ตาไม่มีอันตรายใดๆ พวกเขาก็อัศจรรย์จึงเป็นโอกาสของเราที่จะแนะนําให้เขารู้จักไตรสรณาคมน์และศีลต่อไป

แต่บางแห่งเมื่อเข้าไปพักอยู่ในดงปู่ตา พวกชาวบ้านไม่พอใจที่จะให้พักก็มี พวกเขากลัวว่าเมื่อมีพระเข้าไปพัก พวกผีจะออกมาทําอันตรายแก่ชาวบ้านได้ ในที่เช่นนั้นต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจเหตุผล หมู่บ้านต่างๆ ที่ผ่านมาส่วนมากจะมีวัดตั้งอยู่ แต่เห็นจะเป็นเพราะพระไม่ชี้แจงอบรมสั่งสอนชาวบ้านก็เป็นได้ พวกชาวบ้านจึงนับถือผีเอาจริงเอาจังเช่นนั้น

เมื่อเดินทางเข้าเขตจังหวัดนครราชสีมาก็ประสบกับปัญหาการบิณฑบาต กล่าวคือบางแห่งเวลาไปบิณฑบาตได้เพียงข้าวเปล่าก็มี ได้ข้าวกับพริกก็มี ได้ข้าวกับมะเขือก็มี เมื่อได้มาอย่างไรก็ฉันไปอย่างนั้น ฉันไปตามมีตามได้ เพราะการเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น ต้องทําตัวให้เป็นผู้เลี้ยงง่าย ไม่ควรทําตัวให้มัวเมามักมากในอาหารจนเกินเลย จะทําให้เกิดความลําบากแก่ตนเอง ส่วนมากชาวบ้านเขามี เขาบริโภคกันอย่างไร เขาก็จะใส่บาตรมาอย่างนั้น พระผู้เป็นทักขิไณยบุคคลจึงไม่ควรลืมปฏิสังขาโยในเวลาบริโภคอาหาร หรือปัจจัยสี่ที่ทายกเขาถวายมาด้วยศรัทธา ไม่เช่นนั้นอาจจะทําศรัทธาไทยให้เสื่อม ตนเองก็จะประสบกับความยุ่งยากเดือดร้อน เพราะปัจจัยสี่ที่หาไม่ได้ตามต้องการหรือถูกอัธยาศัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามความประสงค์ของนักบวชเรา ผู้ดํารงชีวิตด้วยความเป็นอยู่อย่างง่าย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกทั้งหลายก็ดี ท่านได้ดําเนินมาเป็นตัวอย่างแล้วในอดีตกาล

เมื่อเดินทางเข้าไปถึงตัวจังหวัดแล้ว จึงโดยสารรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้ทราบว่าเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านก็ดีใจ ถามถึงหลวงปู่มั่น ว่าปัจจุบันนี้อยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร จึงกราบเรียนให้ท่านทราบทุกอย่าง เมื่อท่านกล่าวปฏิสันถารพอสมควรแล้ว ท่านสั่งให้พักอยู่กุฏิหลังหนึ่ง วันต่อมาได้เข้าไปกราบสนทนากับท่านทุกวัน เวลาท่านว่างจากแขกหรือเวลาที่ท่านว่างจากงานของท่านแล้ว ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เล่าความเกี่ยวข้องระหว่าง ตัวท่านกับหลวงปู่มั่นให้ฟัง พร้อมกับสรรเสริญความเด็ดเดี่ยวใน ธรรมปฏิบัติของหลวงปู่มั่น

พักอยู่กับท่านหลายวันจึงมีโอกาสได้ฟังธรรมจากท่านบ้าง มีโอกาสได้กราบเรียนถามปัญหาที่สงสัยในด้านธรรมปฏิบัติบ้าง ในทางด้านพระวินัยบ้าง ปรากฏว่าท่านตอบได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด สมกับคําเล่าลือสรรเสริญท่านจริงๆ บางวันโอกาสดี ท่านก็จะเล่าถึง สภาพของพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียบ้าง ในประเทศพม่าบ้าง ในเชียงตุงบ้างให้ฟัง จึงเป็นโอกาสให้ได้กราบเรียนถามท่านถึงทางที่ จะไปประเทศพม่าและเชียงตุง ซึ่งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็เล่าให้ฟังโดยละเอียด คงจะเป็นด้วยเหตุนี้เองที่ดลใจหลวงปู่แหวนให้จาริกไปประเทศอินเดีย พม่า เชียงตุง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ นั้นและในปีต่อๆ มา

อาจกล่าวได้ว่า การลงมากรุงเทพฯ เพื่อกราบนมัสการท่านเจ้าคุณในครั้งนี้ จึงบรรลุความประสงค์ทุกประการ นับแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างท่านเจ้าคุณกับท่านได้ดําเนินมา ด้วยดีจนตลอดอายุขัยของท่าน

หลวงปู่แหวนให้ความเคารพท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ

(จากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ)

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ให้ความเคารพและมีความคุ้นเคยกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) แห่งวัดบรมนิวาสวรวิหาร มานาน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๔ เมื่อหลวงปู่มีโอกาสไปกราบรับฟังการอบรมธรรมครั้งแรก

และนับแต่นั้นมา เวลาที่ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ขึ้นไปทางภาคอีสาน หลวงปู่แหวนจะหาโอกาสไปกราบและฟังธรรมจากท่านเสมอ เพราะท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เป็นพระมหาเถระที่มีความสามารถทั้งทางปริยัติและทางปฏิบัติ

ถ้ามีความขัดข้องทางธรรมวินัย เมื่อไปกราบเรียนถาม ท่านจะชี้แจงให้ฟังจนหายสงสัย โดยท่านจะตอบข้อซักถามนั้นๆ ตามที่พระวินัยบัญญัติไว้อย่างชัดเจน

ตัวอย่าง ครั้งหนึ่งทางสํานักพระราชวัง ได้นิมนต์พระมหาเถระ ไปฉันในพระราชวัง โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นประธานสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับสนทนาธรรมกับพระมหาเถระอยู่ได้ทรงปรารภในเชิงถามตอนหนึ่งว่า 

“ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่ตะวันเที่ยงไปแล้ว จนถึงอรุณวันใหม่ ถือเป็นอาบัติปาจิตตีย์ตามสิกขาบทที่ ๗ แห่งโภชนวรรคนั้น ถ้าเป็นภิกษุผู้ไปอยู่ในต่างประเทศ จะพึงกําหนดเอาเวลาเที่ยงนั้นอย่างไร ?” 

พระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสถามพระมหาเถระไปทีละองค์ ยกเว้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ

พระมหาเถระถวายพระพรไปคนละอย่าง หรือไม่ก็อ้อมค้อมชนิดไม่กล้าตัดสินชี้ชัดลงไป

เมื่อถึงท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า “ท่านเจ้าคุณว่าอย่างไร ?” 

ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ถวายพระพรว่า “ให้ถือเอาเวลา ท้องถิ่นที่ตนเข้าไปอาศัยอยู่”

พระเจ้าอยู่หัว ทรงผินพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ แล้วตรัสว่า “เป็นอย่างไร”

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ถวายพระพรสั้นๆ ว่า “ชอบแก่เหตุ” 

พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้ตรัสถามประเด็นนี้อีกต่อไป จึงยุติลงเพียงนั้น

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บอกให้หลวงปู่แหวนท่องปาฏิโมกข์

(จากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ)

หลวงปู่แหวนเคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ภายหลังได้เป็น พระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ เมื่อญัตติเป็นธรรมยุต) เคยบอกให้หลวงปู่ท่องปาฏิโมกข์ โดยถามว่า “ท่านแหวนท่องปาฏิโมกข์ได้หรือยัง ?”

กราบเรียนท่านว่า ยังท่องไม่ได้ ท่านเจ้าคุณฯ บอกว่า “ต้องท่องปาฏิโมกข์ให้ได้นะ”

กราบเรียนท่านต่อไปว่า “กระผมอายุปานนี้แล้ว ความจําอะไรไม่ค่อยดี กระผมจะรักษาปาฏิโมกข์ทั้งห้าก็พอ”

ท่านเจ้าคุณถามว่า “ปาฏิโมกข์ทั้งห้าคืออะไร”

กราบเรียนท่านว่า “ตา ก็เป็นปาฏิโมกข์อันหนึ่ง หู ก็เป็น ปาฏิโมกข์อันหนึ่ง จมูก ก็เป็นปาฏิโมกข์อันหนึ่ง ลิ้น ก็เป็นปาฏิโมกข์อันหนึ่ง และกาย ก็เป็นปาฏิโมกข์อันหนึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งห้านี่แหละเป็นปาฏิโมกข์” 

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พูดว่า “เออ ถูกล่ะ นักบวชเราถ้าปฏิบัติอินทรีย์ทั้งห้าให้เป็นปาฏิโมกข์ได้ ผู้นั้นก็จะเจริญในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ถ้ารักษาปาฏิโมกข์ทั้งห้าได้แล้ว ไม่ต้องท่องปาฏิโมกข์ก็ได้” 

ดังนั้น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ไม่ได้ท่องปาฏิโมกข์ ก็เพราะเหตุนี้ แต่หลวงปู่เคยเรียนรู้มูลกัจจายน์มาก่อน เมื่อยกวินัยข้อใดมา ท่านจึงว่าได้อย่างแม่นยําทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย

หลวงปู่แหวนเล่าเรื่องไม้สีฟันพระ

(จากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ)

หลวงปู่แหวน เล่าเรื่องไม้สีฟันพระ ให้ลูกศิษย์ฟังดังนี้

ในสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กําลังนิพนธ์ (เขียนหนังสือ) วินัยมุข อยู่ พระองค์อธิบายถึงสิกขาบทที่ว่าด้วยไม้สีฟัน จึงเกิดสงสัยว่า จะเป็นไม้ชนิดใด มีลักษณะเป็นอย่างไร

ทรงรับสั่งถามพระเณรทั้งหลาย ต่างก็กราบทูลไปคนละอย่าง ไม่ตรงกัน จะเอาเป็นข้อยุติไม่ได้ ยังไม่ได้คําอธิบายเป็นที่พอพระทัยจึงให้ไปนิมนต์ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จากวัดบรมนิวาส มาเฝ้า แล้วตรัสถามว่า 

“ทนฺตโปนา ไม้สีฟันนั้น ท่านเจ้าคุณฯ เคยได้ยินไหมเป็นอย่างไร ?” 

ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ กราบทูลว่า “เคยเห็นเคยใช้อยู่ทางภาคอีสาน พระเถระในสายพระอาจารย์มั่นใช้กันอยู่ทั่วไป ทําจากไม้ สองอย่าง คือ ทําจากไม้โกทา หรือกนทา กับชนิดดีทําจากไม้จันทน์หอม ด้านหนึ่งทุบให้เป็นฝอยละเอียดใช้สีฟัน อีกด้านหนึ่งเหลาให้แหลม ใช้จิ้มฟัน ถ้าต้องการขูดลิ้น ก็ฉีกออกเป็นชิ้นบางๆ ใช้ขูดลิ้นได้ ถ้าเป็นไม้โกทา เวลาเคี้ยวจะมีรสขมนิดหน่อย ป้องกันกลิ่นปากได้ดี ขับเสมหะได้ด้วย”

สมเด็จฯ รับสั่งให้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หามาให้ทอดพระเนตร ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จึงสั่งขึ้นไปทางจังหวัดอุบลราชธานี ให้ทําไม้ สีฟันจากไม้จันทน์หอมและไม้โกทา ส่งลงไปให้ท่านที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ แล้วท่านก็นําไปทูลถวายสมเด็จฯ ต่อไป

เมื่อสมเด็จฯ ได้ทอดพระเนตรและทรงทดลองใช้ดูแล้ว จึงตรัสชมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ว่า “พระทางอีสานช่างเข้าใจพระวินัย ดีแท้” 

การอบรมอินทรีย์ ๕

(จากหนังสือประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ)

ผู้ภาวนาจะต้องรอบคอบเอาใจใส่ในข้อวัตรปฏิบัติของตน สํารวมระวังในสิกขาบทน้อยใหญ่ ไม่ล่วงละเมิดแม้เป็นโทษเพียง เล็กน้อย สมาทานศึกษาในธุดงควัตร

กิจสามอย่างคือ 

การงานอันใดอันหนึ่งที่ย่อหย่อนหนึ่ง

ข้อวัตรปฏิบัติอันใดที่เจือไปด้วยโทษหนึ่ง

พรหมจรรย์คือความดีอันใดที่ทําไปด้วยความไม่เต็มใจหนึ่ง

กิจทั้งสามนั้นจะหวังผลสําเร็จได้ยากมีแต่ความผิดหวังล้มเหลว นั่นแหละเป็นผลตอบแทนต่อผู้ประกอบกิจนั้น

ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ท่านจึงรับว่า อินทรีย์ ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ละอย่างเป็นปาฏิโมกข์ คือ ต้องระวังรักษา ถ้าสามารถรักษาอินทรีย์ทั้ง ๕ ได้ ผู้นั้นก็จะรักษาพรหมจรรย์ได้ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า  

อินทรีย์ทั้ง ๕ นี้แล เป็นหนทางเดินทัพของข้าศึก คือ กิเลส อายตนะทั้ง ๖ เป็นที่ปฏิบัติการจิตวิทยาของข้าศึก จิตนี้เป็นฐานทัพใหญ่อันแข็งแกร่งของข้าศึก กิเลสทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นแม่ทัพใหญ่ของข้าศึก อวิชชา คือ จอมจักรพรรดิของข้าศึก ผู้ปฏิบัติเหมือนผู้ที่ทําสงครามกับข้าศึก ผู้เชี่ยวชาญในเชิงรุกและเชิงรับ 

ตามปกติจิตของคนเรานั้น ถ้าอยู่ในสถานที่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันเป็นส่วนอิฏฐารมณ์ ย่อมเป็นที่ถูกใจชอบใจเป็นที่ปรารถนากันทุกคนอยู่แล้ว แต่ถ้าเมื่อใดเราหลีกเร้นไปอยู่ในที่ไกลจากอารมณ์เหล่านั้น ในเวลาเช่นนั้นจิตของเราจึงจะแสดงพฤติกรรมออกมา

จิตเราตามปกติมันก็จะปรุงแต่งไปเป็นอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ตามปกตินิสัยที่ท่านกล่าวไว้ว่า “จิตนี้เที่ยวจาริกไปในที่ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีสรีระ ไม่มีคูหาเป็นที่อาศัย” อารมณ์ใดที่เคยได้รับในอดีต จิตก็จะวิ่งหาอารมณ์นั้น อารมณ์ใดที่ยังไม่เคยได้รับสัมผัสถูกต้อง จิตก็จะสร้างมโนภาพเป็นอนาคตขึ้น อันนี้แหละคือข้อต่อรองหรือเงื่อนไขของมัน มันวิ่งไปอารมณ์เหล่านี้จนกลายเป็นอันตรายต่อเรา กลายเป็นกิเลสมาทิ่มแทงเรา เพราะฉะนั้น ข้าศึกผู้ชาญฉลาดที่คอยรังควานเราอยู่ ก็คือจิตซึ่งเป็นมิจฉาทิฐินั่นเอง

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บันดาลให้ฝนตกทั่วเชียงใหม่

วันหนึ่งในตอนบ่าย ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้ออกจากกุฏิมาเรียกพระอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ ว่า “แหวนๆ มานี่หน่อย” 

เมื่อพระอาจารย์แหวนเข้าไปหาแล้วกราบลงเป็นที่เรียบร้อย ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็สั่งความว่า “วันนี้ทําทางจงกรมให้หน่อยนะ ฝนแล้งเหลือเกิน จะเสก อิติปิโส สักเจ็ดวัน เอาให้ฝนตกท่วมเมืองเชียงใหม่เลย”

ครั้นพระอาจารย์แหวนกราบลาออกมาแล้วก็ไปเรียกสามเณรมาให้ช่วยดายหญ้าปรับพื้นที่ให้นูนสูง เป็นทางเดินยาวประมาณ ๓๐ ก้าวเดิน เกลี่ยและปรับหน้าดินข้างบนให้เรียบเนียน เสร็จแล้วก็ไปกราบเรียนให้ท่านทราบ

และในเย็นวันนั้น เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ สรงนํ้าเรียบร้อยแล้วก็เป็นหัวหน้านําหมู่คณะไหว้พระสวดมนต์เจริญภาวนา ครั้นเสร็จธุระจากหมู่ ท่านก็เดินตรงไปยังทางจงกรมที่พระอาจารย์แหวนรับบัญชาไปทําไว้

จากนั้นท่านก็ขึ้นทางจงกรมพนมมือภาวนารําลึกถึงคุณ พระรัตนตรัย เมื่อออกก้าวเดินท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็หาได้กําหนดลมหายใจเข้าออกพร้อมบริกรรมพุทโธแต่อย่างใดไม่ หากท่านสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย คือ อิติปิโส ฯลฯ จนจบ แล้วต่อด้วย สวากขาโต ฯลฯ แล้วต่อด้วย สุปฏิปันโน ฯลฯ 

อันเป็นบทสวดมนต์ธรรมดาที่เราสวดกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

แต่เมื่อจบบทพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วท่านได้สวดต่อว่า…“อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา มหิทธิกา ปุญญัง โน อนุโมทันตุ รักขันตุ โน สะทา” แล้วท่านก็ตั้งสัจจาธิษฐานด้วยเสียง อันดังว่า

“ขอให้มหาเมฆอันใหญ่ จงตั้งขึ้นในทิศปัจจิม ข้ามศีรษะของข้าพเจ้าไปยังทิศอุดร แล้วยังฝนให้ตกลงมายังพื้นปฐพีอันแห้งแล้งนี้ เพื่อบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายผู้อาศัยอยู่ในปฐพี จะได้ดื่มกิน เพื่อยังพืชพันธุ์ธัญญาหาร และมูลผลาหารทั้งหลายให้สมบูรณ์บริบูรณ์ในพื้นปฐพี เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยอยู่ในนํ้า มีนํ้าแห้งกําลังจะตายให้รอดพ้นจากความตาย”

จากนั้นท่านก็สวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยขึ้นใหม่อีกรอบหนึ่งแล้วสวด “อากาสัฏฐา” จนจบต่อด้วยการตั้งสัจจาธิษฐานด้วย บุญญาบารมีของท่าน เป็นแต่เปลี่ยนทิศเรื่อยไปจนครบทิศทั้งสี่

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เดินจงกรมและบริกรรมอย่างนี้ไปล่วงได้แล้ว ๕ วัน พอย่างเข้าสู่วันที่ ๖ ขณะที่องค์ท่านกําลังเดินจงกรมภาวนาอยู่ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. เศษ ได้บังเกิดอัศจรรย์มีเสียงดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากทุกทิศทุกทาง มีลมพัดกรรโชกมาอย่างรุนแรงหอบเอาใบไม้แห้งและฝุ่นคลีปลิวคลุ้งทั่วไปในอากาศ บนท้องฟ้าปรากฏหมู่เมฆพยับปกคลุมให้อากาศมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว เมฆดําทะมึนกระจายตัวล้อมไปทั่วบริเวณ เสียงฟ้าผ่าฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว กระทั่งแผ่นดินสะเทือน แสงฟ้าแลบแปลบปลาบปรากฏอยู่ไม่ขาดระยะจนสว่างไปทั่วนครเชียงใหม่

แล้วฝนก็เริ่มสาดเม็ดโปรยปรายลงสู่แผ่นดินอย่างรุนแรงชนิดที่เรียกว่า ใบไม้โงหัวไม่ขึ้น เสียงของสายฝนที่ตกกระหนํ่าในวันนั้น หลวงปู่แหวนเล่าว่าดังราวกับรถไฟโบกี้ยาวที่วิ่งไปตามรางด้วยความรวดเร็ว

ฝนได้ตกหนักอย่างนี้อยู่ตลอดเวลามิได้หยุดเลยนับตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นเศษของวันวาน จวบจนรุ่งเช้าจึงค่อยๆ ซาลงและขาดเม็ด 

ปรากฏว่านํ้าฝนจากภูสูงที่อยู่ล้อมเป็นปราการทั่วเมืองเชียงใหม่ได้ไหลหลั่งลงมาจากทุกทิศทุกทางท่วมตัวเมืองเชียงใหม่จนหมด เฉพาะภายในวัดเจดีย์หลวงเองนํ้าทะลักท่วมสูงเกือบถึงโคนขา ทําให้พระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาตไม่ได้ ศรัทธาญาติโยมต้องลุยนํ้าหาบเทิน นําภัตตาหารเข้ามาส่งถึงภายในวัด

และในวันเดียวกันนี้ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตโต ผู้ซึ่ง ‘เฝ้าดู’ อาจารย์ของท่านกระทําอริยวิธีเพื่อสงเคราะห์สัตว์โลกอยู่ตั้งแต่หกวันก่อนแล้ว ก็ได้พูดกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ผู้เป็นอาจารย์ว่า

“เมื่อคืนนี้กระผมนั่งภาวนาอยู่ภายในกุฏิ กระผมกําหนดดู ไปทางบริเวณดอยสุเทพก็ดี บริเวณดอยบวกห้าก็ดี เห็นมีพญานาคจํานวนล้านจํานวนโกฏิ มิใช่จํานวนแสน จํานวนหมื่น พากันพ่นนํ้าอยู่เต็มดอยทั้งสองจนหาที่ว่างไม่ได้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน”

นี่คือความอัศจรรย์ !!

อัศจรรย์ใจจากพระมหาเถระนาม พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ผู้ทรงอรรถทรงธรรมและทรงคุณวิเศษอย่างยากจะหาผู้ใดเทียบได้ ท่านแตกฉานทั้งปริยัติและปฏิบัติมิได้หนักเอาเพียงข้างใดข้างหนึ่งจนเอียง ทรงไว้ซึ่งภูมิรู้โดยที่ไม่ต้องอวดแต่สามารถนํา ออกเมื่อถึงคราวอันควร

อัศจรรย์ใจกับบุญบารมีขององค์ท่านที่ไม่ต้องใช้เวทย์มนต์ คาถาใดๆ เสกเป่า ไม่ต้องตั้งขันครูหัวหมูบายศรี หรือ ประกอบพิธีแห่นางแมว หากท่านสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยแล้วอ้างเอาบุญบารมีขององค์ท่านเองเป็นที่ตั้ง ดังความว่า…

“อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวา นาคา มหิทธิกา ปุญญัง โน อนุโมทันตุ รักขันตุ โน สะทา”

หมายความว่า ข้าแต่ภุมมเทวดาแลอากาศเทวดาทั้งหลาย เทพแลหมู่นาค ผู้ทรงมหาอิทธิฤทธิ์ ขอจงได้พากันอนุโมนาซึ่งบุญที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้กระทําแล้ว จงช่วยกันพิทักษ์รักษาพวกข้าพเจ้าด้วย…

ดังนั้นหมู่เทพและนาคที่แห่แหนกันมาดลบันดาลเมฆ ลม และฝน ให้ตกอย่างหนักนั้น จึงมิได้มาด้วยถูกบังคับจากเวทย์มนต์คาถา มิได้มาเพราะต้องการเครื่องเซ่นสรวงบูชา หากมาเพราะประสงค์จะ ‘อนุโมทนา’ ซึ่งบุญของพระอริยเจ้าเหล่านั้น และเพื่อ ‘บูชา’ ซึ่ง พระอริยเจ้าเช่นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็เมื่อ ‘พระอรหันต์’ ร้องขอ มีหรือทวยเทพจะไม่ยินดียิ่งต่อการทําถวายเพราะหวังบุญอันไพบูลย์

นี่คือเหตุการณ์หนึ่งที่อาจพิสูจน์ได้ด้วยตาและด้วยใจของคนผู้ร่วมเหตุการณ์ หรือมีความศรัทธาเป็นฐานอยู่แล้วให้หนักแน่นเข้าว่า ‘นาค’ สามารถควบคุมนํ้าได้ตามใจปรารถนา หากเพียงนํ้าและฝนส่วนใหญ่นั้นหมู่นาคก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเอง แต่เมื่อต้องการจะควบคุม ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินทํา

หลวงปู่คําพันธ์ โฆสปัญโญ วัดธาตุมหาชัย เคยบอกว่า “นาคมี สามธาตุ โดยมีธาตุนํ้าเป็นหลัก” นํ้าจึงเป็นสิ่งจําเป็นของนาค เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เป็นที่อยู่อาศัย หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ถึงปรารภว่า “ที่ใดมีแหล่งนํ้าธรรมชาติ ที่นั่นก็มีนาค”

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เทศน์ยกคําสอนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

กก เก้า เหง้า งูน ของกิเลส

สมมติอันใด ทุกข์ก็อันนั้น มรรคสัจอันใด วิมุตติธรรมวิโมกขธรรมก็อันนั้นหละ มรรคสัจอันไหน นิโรธธรรมเป็นธรรมอันดับทุกข์ก็อันนั้นหละ ค้นอยู่ในนี้แหละ ครั้นไปค้นที่อื่นเดี๋ยวก็ไปติดแผนที่ จําแผนที่ได้อันนั้นเป็นอย่างนั้นๆ สติปัฏฐาน ๔ ไปรู้แต่แผนที่ ตัวธรรมแท้ๆ ไม่รู้ กายานุปัสสนาสติปัฏฐานไปรู้แต่แผนที่ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐานก็รู้แต่แผนที่ แล้วก็ไปติดแผนที่นั่นหละ มันใช้ไม่ได้หละ มันต้องวางแผนที่

เผาลงที่เดียวนั้น ให้มันแจ้งในที่เดียวนั้น แล้วมันจึงเป็นสุขไปคุบ (จับ) แต่แผนที่นั้นแล่ว มันก็ไม่ทันการณ์ แผนที่อันหนึ่งภูมิประเทศอันหนึ่ง อย่างเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านว่า แต่ก่อนแปลได้ เต็มที่หนา แผนที่นี่ใช้วิภัตติปัจจัยได้ดี ครั้นไปปฏิบัติได้รู้แจ้งเห็นจริง ขึ้นมาแล้ว โอ๊ย ! มันห่างไกลกันตั้งหลายโยชน์ อันนั้นมันแผนที่ ต่างหาก แผนที่ปริยัติธรรม… ให้น้อมเข้ามาที่ธรรมเมานี่หละ ก้อนพระธรรมแต่เมานี่ ตัวนี้หละค้นเข้าๆ จนแจ้ง ครั้งแจ้งแล้วก็ รู้หมดหละหมู่นั้น 

กัมมัฏฐาน ๕ เป็นที่ตั้งของกาม

ขันธ์ทั้ง ๕ ธาตุทั้ง ๔ มันเป็นกองทุกข์ พิจารณาอันนี้ ให้ ชํานิชํานาญเข้าไป ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านว่า กามนี้อย่าไปอัศจรรย์ สัตว์ทั้งหลายเขาเสพกามกันอยู่เต็มโลก ไม่เห็นวิเศษไปไหน มีแต่ เพิ่มความทุกข์ มีแต่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้นที่น่าอัศจรรย์ เวลา ทําสมาธิทําใจให้สงบมันก็ละได้

อดีต อนาคต เป็นธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม

ความคิดทั้งที่เป็นอดีต อนาคต เมื่อเราคิดขึ้นพร้อมกันมันก็ดับ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านกล่าวว่า อดีต อนาคต มันก็อันเดียวกัน นั่นแหละ ความตัวเดียวนี้แหละ แต่ปัจจุบันนี้เป็นธรรมโม อดีต อนาคต เป็นธรรมเมา เรื่องของสังขารทั้งหลาย มันปรุงมันแต่ง มันเกิด มันดับอยู่นี้ มันแสดง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่นี้แหละ สมควรจํา ต้นมันไว้ ต้นเหตุอดีต อนาคต เป็นธรรมเมา ปัจจุบันเป็นธรรมโม จําไว้ให้แม่น

กาม

ขันธ์ทั้ง ๕ ธาตุทั้ง ๔ ดิน นํ้า ไฟ ลม พิจารณากําหนดชํานาญเข้าไปแล้วก็เห็นกามเป็นของไม่อัศจรรย์หรอก เหมือนเจ้าคุณเฒ่า อุบาลีฯ ท่านว่า อย่าไปหลง อย่าไปสู้เขา ถ้าไปสู้เขา เขาเอาตายหนา เราต้องหลบหลีกหนา หมู หมา เป็ด ไก่ มันก็เสพกามกันทั่วทั้ง แผ่นดิน นับไม่ถ้วน กามนี้ไม่เกิดความอัศจรรย์หรอก มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ผู้ใดรักษาศีล ภาวนาเข้าจนเกิดสมาธิแล้วก็จิตดิ่งเข้าไปแล้วก็ละได้… เกิดก็เพราะกาม ตายก็เพราะกาม รักก็เพราะกาม ชังก็เพราะกาม พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง ถ้าพิจารณาได้อย่างนี้ มันก็ถอนไปๆ ทอนั้นละก้า ต้องระวังอินทรีย์ ตาหนึ่ง หูสอง สามดัง สี่ปาก ห้ากาย 

ท่านเจ้าคุณเฒ่าอุบาลีฯ ท่านว่า อย่าได้ไปอัศจรรย์มันกาม พวกหมู หมา เป็ด ไก่ มันก็เสพกามกันทั่วแผ่นดิน กามเขาเป็น เจ้าโลกอยู่ ถ้ากําหนดรู้แล้ว เราก็เป็นธรรมเท่านั้น ไม่ต้องเกี่ยว รักษาตา รักษาหู รักษาดัง รักษาปาก รักษากาย ให้ดีเป็นรักษาศีล ความพอใจ ก็เกิดขึ้นในปัจจุบัน ความรัก มันก็เกิดขึ้นในปัจจุบัน ความหลง ความชัง มันก็เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นหญิงเป็นชายก็ตาม นําออกให้หมด

พิจารณากรรมฐาน ๕ เพื่อละวาง

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และท่านอาจารย์มั่น ท่านว่า ถ้าเบื่อหน่ายสังขารนามรูปแล้ว มันวางเองไม่ต้องบังคับ พิจารณากายให้มันรู้แจ้ง พิจารณาใจให้มันรู้แจ้ง มันก็เท่านั้นพอแล้ว พิจารณากายให้รู้กาย พิจารณากาย พิจารณาใจ สาวไปหาเหตุว่ามันเกิดมาจากอะไร พิจารณาไปมันก็เกิดมาจากกายนี้แหละ กายอื่นก็ตาม กายนี้ก็ตาม พิจารณาน้อมเข้ามาสู่กายนี้

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านว่า กายเรานี้เต็มไปด้วยของไม่ สะอาดเป็นเหตุ พิจารณาเข้าๆ อันใดๆ ก็เป็นเหตุ ตาก็เป็นเหตุ หูก็เป็นเหตุ จมูก ลิ้น กาย แต่ละอย่างก็เป็นเหตุทั้งหมด ต้องพิจารณาให้รู้เหตุ ทําลายเหตุ ถ้าไม่รู้เหตุทําลายเหตุแล้วมันไม่หยุด สาวไปๆ เข้าไปหาเหตุ เหตุมันมาจากไหนล่ะ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายรู้สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง พอใจไม่พอใจ มันเป็นปัจจุบันหมด ถ้าไม่เป็นปัจจุบันเรานั่นแหละมันเล่นเรา ต้องพิจารณาให้ดีๆ เอาที่นี่แหละ อย่าไปหาเอาที่อื่น เอาตรง ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่แหละ

หลวงปู่ตื้อกล่าวถึงท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม สหธรรมิกของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านให้เคารพเทิดทูนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พระอุปัชฌาย์ของท่านยิ่งนัก เมื่อท่านกล่าวถึงท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านจะยกมือพนมไหว้ทุกครั้งไป พระที่ท่านให้ความเคารพเทิดทูนอย่างสูงสุดอยู่ในใจท่านว่าเป็นพระแท้ พระจริง มี ๒ องค์ คือ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น 

หลวงปู่ตื้อ ท่านกล่าวถึงคุณธรรมของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ด้วยความชื่นชมว่า “ท่านเจ้าคุณฯ เป็นคนมีรัศมีความเย็น เยือกเย็น ได้อรรถได้ธรรม แจ้งในธรรม กล้าหาญไม่มีใครทัดเทียม”

หลวงปู่ตื้อเล่าเรื่องท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และ ครูบาศรีวิชัย

ท่านอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม เล่าให้ฟังว่า “ครูบาศรีวิชัยท่านเทศน์น้อย แต่รู้จักความนึกคิดของผู้คน รู้ได้ใกล้ไกล เจริญแต่คาถา อิติปิโสฯ อยู่เป็นนิจ ทีแรกครูอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จะสอนวิปัสสนา กรรมฐานบอกอุบายธรรมให้ แต่เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุปัชฌาย์ท่านให้พิจารณาจึงรู้ได้ว่า ยังไม่อาจที่จะบรรลุมรรคผลได้ แต่จักได้ด้วยตนของครูบาเจ้าเอง เป็นอิติปิโสฯ ได้เอง”

พวกยางปะเก่อ พวกมูเซอ คนภูเขา แห่กันมาทําบุญกับครูบาศรีวิชัย เอาเงินเหรียญใส่กระบอกไม้ไผ่ไม้เฮี้ยะ เต็มกระบอกอัดปากกระบอก แล้วเอามาถวายครูบาศรีวิชัย

“พวกสูแบกอะไรมา”

“กระบอกเงิน”

“เอามาดูดู๊”

พวกเขาเปิดปากกระบอกออกแล้วก็เทเป็นกองๆ “เอามาถวายบูชาครูบาเจ้าตนบุญของหมู่ตูข้า สุดแท้แต่จะทําอันใด”

ครูบาศรีวิชัย เป็นพระโพธิสัตว์ บําเพ็ญมาอย่างรวยอุตมลาภ ชาติชีวิตนี้ไปไหนมาไหนก็มีผู้คนแห่แหนเอาเงินเอาปัจจัยทั้ง ๔ มา ทําบุญให้ทาน เพิ่นก็เอาไปสร้างวัดได้หลายร้อยวัด ทั้งบูรณะปฏิสังขรณ์และทําขึ้นมาใหม่ก่อสร้างร่างแปลน แต่เช้าจนคํ่าคืน นั่งปันพรให้แก่ผู้เอาเงินมาให้ถวายทาน เทศน์ธรรมก็บอกแต่ว่า “ให้สวด ท่องอิติปิโส” สอนผู้คนชาวบ้านให้ถือศาสนา รักษาศีล ๕ ศีล ๘ สอนคนก็สอนจี้ลงไปที่ใจ เพิ่นภาวนาเก่ง รู้ใจผู้คนหลายอย่าง ตายแล้วยังลุกขึ้นมาสร้างสะพานข้ามปิงได้แล้วเสร็จ พระภาคเหนือรังเกียจ เพิ่นมาก แต่พอเพิ่นจากไปตุ๊คนใด๋ก็อ้างว่า 

“ข้าลูกศิษย์ครูบ๋าเจ้า” “ข้าก็ลูกศิษย์ครูบ๋าเจ้า”

“ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ขึ้นอยู่เชียงใหม่รอบหลังนี้ เป็นเพราะเจ้าแม่ดารารัศมี อยากจะทําบุญให้ทานและจะสร้างวัดถวายแก่พระศาสนา เจ้าแม่ได้บัญชาให้เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าตนเชียงใหม่สุดท้ายลงไปอาราธนาท่านเจ้าคุณขึ้นมาครองวัดเจดีย์หลวง เป็นปีที่ท่านอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม ท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ ท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ท่านอาจารย์ลี ธมฺมธโร พากันญัตติเป็นธรรมยุต

เอาท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เพิ่นครูอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และท่านอาจารย์ลี มาตั้งหลักฟื้นฟูศรัทธาคนธรรมยุตให้มั่นคงใน ภาคเหนือแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ – ๒๔๗๔ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บริหารบูรณะฟื้นฟูปฏิสังขรณ์ สร้างวัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ วัดดาราภิรมย์ อยู่แม่ริม วัดบ้านปง แม่แตง เป็นที่วิเวกรุกขมูล ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้ขอตําแหน่งพระครูให้เพิ่นครูอาจารย์มั่นจากสมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงชินวรฯ ได้เป็นพระครูวินัยธร ตําแหน่งพระอุปัชฌาย์และ เจ้าอาวาส เพิ่นครูอาจารย์มั่นได้บวชให้หลวงตาปลัดเกตุ วณฺณโก คนเดียวก่อนเข้าพรรษา ออกพรรษาแล้วก็หนีขึ้นเมืองพร้าวทิ้งให้ตําแหน่งพระครูครองวัดเจดีย์หลวง 

เจ้าแม่ดารารัศมี ได้ทําบุญบํารุงคํ้าชูท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และบํารุงครูบาเจ้าศรีวิชัยตนบุญเมืองเหนือ เหตุเพราะพระเถระทั้ง ๒ องค์นี้มีคุณวิเศษคุณธรรมอยู่ในตนมาก แต่มากไปคนละทาง ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บรรลุธรรมานุศาสตร์ ท่านครูบาเจ้าบําเพ็ญพุทธภูมิโพธิสัตว์”

ท่านอาจารย์แหวนไปเฝ้าไข้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านขึ้นธรรมมาสน์หัวเข่ากระแทกกับหัวบันไดธรรมาสน์ กระดูกหัวเข่าแตก กระดูกขาหัก ท่านอาจารย์แหวนเล่าว่า “ท่านเจ้าคุณอาจารย์เป็นผู้มีขันติอดทนอย่างยิ่ง เทศน์จนจบกัณฑ์มานอนป่วยอยู่วัดก็ไม่แสดงอาการว่าเจ็บปวดอย่างใด แม้แต่เวลาเปลี่ยนอิริยาบถ ญาติโยมก็แห่แหนกันมา แต่แจ้งเป็นวันใหม่จนถึง ๓ ทุ่ม เป็นอย่างนั้นทุกวัน กลุ่มนั้นไปกลุ่มนั้นมา คุณท้าว คุณนาย ท่านขุน คุณหลวง คุณพระ พระยา เจ้าพระยา เจ้านายผู้ใหญ่ในวังหลวง ข้าราชการ คหบดี ผู้คนชาวศรัทธา ชาวบ้านทางอีสาน ทางเมืองเหนือทางลพบุรี พ่อค้าวานิช ภิกษุสามเณรก็แห่กันมา ทยอยกันมาเยี่ยมอาพาธมากันทุกวันทุกคืน บางคนมารอบเช้ารอบบ่าย เป็นห่วงเป็นใย เสาะหาหมอหายา หมอไทย หมอจีน หมอโรงบาล ท่านเจ้าคุณฯ อาจารย์ไม่เดือดร้อนไม่รําคาญ แต่รู้สึกว่าท่านพอใจมาก เพราะจะได้เทศน์ให้โอวาทอบรมแสดงธรรมชี้แจง พวกแรกไปพวกใหม่มา มาใหม่ก็เทศน์ใหม่”

ท่านเจ้าคุณฯ อาจารย์ยังว่า “เราป่วยคราวนี้ดีมากหลายเพราะได้ฝากธรรมแก่ผู้คนโดยมากและทั่วถึง นับว่าเราประสบพยาธิทุกข์ ที่ให้สุขแก่ท่านผู้อื่น” ท่านอาจารย์แหวนว่า “ผู้คนต่างชั้นต่างวรรณะ ก็อิ่มเอิบชื่นชมยินดี ได้รับความสุขสบายใจไปเสมอทั่วกัน” สุดท้ายท่านเจ้าคุณฯ อาจารย์บอกว่า “ชื่อว่าสังขารไม่ยั่งยืนอะไรเลยนะ คุณแหวนนะ มีแต่เรื่องของทุกข์”

ท่านอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม ว่า ท่านเจ้าคุณฯ นั่งสมาธินิพพานอยู่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ อายุ ๗๗ ปี ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ ท่านอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม ศึกษาเถ๊อะ ใครจะศึกษาชีวิตและธรรมะคําสอนของท่าน จะได้คุณได้ประโยชน์ยิ่ง ทีเดียว เพิ่นครูอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต รับรองอยู่ว่า เป็นการศึกษา มิสูญเปล่าประโยชน์ดอก ใครมีปัญญาเดินตามไปได้ ใครบารมี ยังอ่อนก็ได้ความรู้ความเข้าใจ

หลวงปู่บุดดา กับ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ 

หลวงปู่บุดดา ถาวโร เป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติธรรมที่มีอัธยาศัย ท่านเคยได้พบปะสนทนาธรรมกับครูบาอาจารย์ที่เป็นศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อยู่เสมอๆ อย่างเช่น หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่บุดดาเคยออกปากชมหลวงปู่สิมต่อหน้าคณะศิษยานุศิษย์ ทั้งหลายว่า เรื่องธุดงค์เข้าป่าลึกและนานกันแล้ว ท่านสู้อาจารย์สิม องค์นี้ไม่ได้

นี้เป็นข้อคิดแก่เราบรรดาศิษย์ทั้งหลายว่า อันครูบาอาจารย์ไม่ว่าสายใดๆ ก็ตาม ถ้าเป็นพระฝ่ายปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เจริญด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา อันบริบูรณ์ตามหลักพระธรรมวินัย ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสบัญญัติได้ดีครบถ้วนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระฝ่ายมหานิกาย หรือฝ่ายธรรมยุตก็ตาม ย่อมถือได้ว่าเป็นบุตร พระตถาคตเจ้าองค์เดียวกันทั้งสิ้น

สมัยที่หลวงปู่บุดดา ถาวโร ออกบําเพ็ญเพียรในป่า เมื่อใกล้เข้าพรรษาท่านจะเข้ากรุงพักอยู่ที่วัดบรมนิวาสบ้าง วัดเทพศิรินทร์บ้าง ในต่างจังหวัดบ้าง ทุกวัดทุกสํานัก ไม่เคยรังเกียจในองค์ท่านเลย ยกตัวอย่างเช่น ท่านพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านธมฺมวิตกฺโก (พระยานรรัตนราชมานิต) ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติแบบเงียบๆ นอกจากจะมีความศรัทธาเลื่อมใสแล้ว ท่านยังสนับสนุนโดยไม่เลือกนิกายอีกด้วย การปฏิบัติธรรมของท่านสมัยนั้น นับว่าเป็นการปฏิบัติอย่างชนิดเอาเป็นเอาตายกับกิเลสมารเลยทีเดียว

การศึกษาและปฏิบัติ ท่านได้รับอุบายธรรมจากท่านเจ้าคุณ อุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ และ มีโอกาสได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ครูบาศรีวิชัย ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต หลวงพ่อปาน วัดบางนมโคฯลฯ และถึงที่สุดแห่งธรรมที่ถํ้าภูคา ด้วยอุบายธรรมเกี่ยวเรื่องวินัยฯ

หลวงตามหาบัวท่านก็ชื่นชมหลวงปู่บุดดาเป็นเพชรนํ้าหนึ่ง ดังนี้

“เพชรนํ้าหนึ่งในเมืองไทยเรามีน้อยเมื่อไร ไม่น้อย แต่ส่วนมากหาตามตลาดลาดเลไม่มี หาอยู่ในป่าในเขา ท่านเหล่านี้เป็นอยู่ในป่าในเขา ที่ปรากฏชื่อลือนามออกมาจากป่าจากเขาทั้งนั้นล่ะ องค์ไหนบ้างนะ เราอยากฟังให้สนิทหูสักหน่อย (ลูกศิษย์อ่านซํ้ารายนามครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่ง) หลวงปู่พรหมก็บ้านดงเย็น ท่านผางก็บ้านดงเย็น อัฐิกลายเป็นพระธาตุทั้งสององค์ (หลวงปู่บุดดา) เออ ใช่ สิงห์บุรี คุ้นกันกับหลวงปู่บุดดา สิงห์บุรี วัดกลางชูศรี (หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี) นี่องค์หนึ่งคุ้นกันกับหลวงปู่บุดดานะ”

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
เทศน์เฉพาะพระพักตร์รัชกาลที่ ๕ 

ความที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และท่านได้รับการยกย่องเป็นธรรมกถึกเอก เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นนักเทศน์ที่กล้าหาญ ปฏิภาณแหลมคม เทศน์ตรงไปตรงมา เมื่อครั้งครองสมณศักดิ์เป็นพระญาณรักขิต ตําแหน่งพระราชาคณะชั้นสามัญ พรรษาท่านก็เพียง ๒๐ กว่าพรรษา เป็นพระในวัยกลางคน นอกจากท่านได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในด้านส่งเสริมการศึกษา จนได้เข้าเฝ้าส่วนพระองค์แล้ว ท่านยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณเทศน์ถวายเฉพาะหน้าพระพักตร์

ครั้งหนึ่งท่านได้รับอาราธนานิมนต์เทศน์สองธรรมาสน์ถวายเฉพาะหน้าพระพักตร์ คู่กับพระธรรมไตรโลกาจารย์ (เฮง เขมจารี) กาลต่อมาเป็นสมเด็จพระวันรัต ธรรมเนียมการเทศน์สองธรรมาสน์ พระผู้เทศน์จะต้องตั้งคําถามโต้ตอบกันเป็นปุจฉา – วิสัชนาธรรม เทศน์กัณฑ์นี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงพอพระราชหฤทัยยิ่งนัก ทรงพระดําเนินออกจากที่ประทับไปถวายนมัสการท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ขณะอยู่บนธรรมาสน์ พร้อมพระราชทานเงินหนึ่งชั่งแด่ท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ เป็นค่ากัณฑ์เทศน์ ซึ่งเงินหนึ่งชั่งในสมัยนั้นมีมูลค่าสูงมาก มาตราเงินไทยโบราณ ๑ ชั่ง เท่ากับ ๒๐ ตําลึง หรือ ๘๐ บาท

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เผชิญโลกธรรม ๘

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระสงฆ์องค์สําคัญ ท่านมีชีวิตอยู่ถึง ๔ แผ่นดิน คือตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ – ๗ เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๕ ของวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร ท่านได้กอปรคุณูปการต่อวงการพระพุทธศาสนาอย่างมหาศาล ทั้งในด้านการปฏิสังขรณ์พระอารามต่างๆ และการส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ ทั้งทาง คันถธุระและวิปัสสนาธุระ

ท่านยังเคยกล่าวยกย่องท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ในที่ ประชุมว่า “ท่านมั่นเป็นกัลยาณมิตร ควรสมาคม” ในยุคสมัยนั้นพระป่าที่ไม่ได้ศึกษาทางปริยัติ ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ล้วนมีการศึกษาสูง แต่ด้วยการสนับสนุนของท่านเจ้าคุณฯ ทําให้ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นที่รู้จักของพระสงฆ์ระดับผู้ใหญ่ใน ธรรมยุติกนิกาย

แม้ว่าท่านเจ้าคุณฯ จะเป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบเพียงใด ก็ไม่อาจจะพ้นไปจากโลกธรรม ๘ อันเป็นสิ่งธรรมดาของโลกได้ ดังตัวอย่างของการ “ได้ยศ – เสื่อมยศ” ซึ่งท่านได้เล่าไว้ว่า…

“…ส่วนบรรดาศักดิ์ถึงปีขาล วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนตําแหน่งเป็นพระเทพโมลี ครั้นถึงปี ๒๔๕๘ พรรษาที่ ๓๙ ปลายปีถูกถอดลดยศออกจากตําแหน่งพระเทพโมลี…” 

หลังจากการถูกถอดสมณศักดิ์ ท่านได้แสดงพระธรรมเทศนา อันแสดงถึงความเข้าใจในโลกธรรม อันเป็นสิ่งที่เป็นปกติของโลก “เวลานี้เราเป็นหลวงตาจันทร์แล้ว ขณะนี้หลวงตาจันทร์กําลังจะ เทศน์ โลกธรรมนั้นเป็นสิ่งธรรมดาโลก ถ้าใครไปยึดถือมันเข้าก็จะต้องหลง เกิดความเดือดร้อนกระวนกระวาย อย่าไปถือเลย หลวงตาจันทร์กับเจ้าคุณมันก็คนคนเดียวกันนั้นเอง แต่เป็นเรื่องที่เขาสวมหัวโขนให้กันเท่านั้น” 

การสร้างอนุสาวรีย์พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์)

อนุสาวรีย์พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ตั้งอยู่ที่ทุ่งศรีเมืองอุบลราชธานี ตําบลในเมือง อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ประชาชนชาวจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมใจกันสร้างอนุสาวรีย์นี้ขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นที่สักการะ และเป็นอนุสาวรีย์แห่งเกียรติคุณของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ที่เป็นผู้ส่งเสริมและพัฒนาระบบการศึกษาในภาคอีสานอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังได้รับยกย่องว่าเป็นจอมปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคันถธุระ (งานด้านการศึกษาพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้า) และวิปัสสนาธุระ (งานที่มุ่งอบรมให้เกิดปัญญาโดยการปล่อยวางภาระทั้งปวง) 

เมื่อครั้งที่ชาวอุบลราชธานีตั้งใจที่จะก่อสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระมหาวีรวงศ์นั้น ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุณี เจ้าอาวาสวัดนรนาถสุนทริการาม กรุงเทพมหานคร (ต่อมาเลื่อนสมณศักดิ์เป็น “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์”) ได้ท้วงติงว่า หากจะสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระ มหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ก็จะต้องสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าคุณพระ อุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) เสียก่อน พร้อมนําไปอ่านคําจารึกของสมเด็จมหาวีรวงศ์ที่ “หอเขียว” วัดบรมนิวาส ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ดังนี้ “หากผู้ใดจะเชิดชูข้าพเจ้าไม่ว่ากรณีใดๆ ขอให้เชิดชูท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่เคารพของข้าพเจ้าก่อน เพราะว่าถ้าไม่มี พระอาจารย์ท่านนี้ ความดีที่จะเชิดชูข้าพเจ้าก็คงไม่มีบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ยอมรับการ เชิดชูนั้นๆ เป็นอันขาด” ด้วยเหตุนี้จึงมีการแก้ไขเพิ่มเติมโครงการใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามความตั้งใจของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ที่ต้องการแสดงความกตัญญูต่อพระอาจารย์ของท่าน

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ดําเนินตามปฏิปทา
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และหลวงปู่มั่น

(จากหนังสือประวัติ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ สนั่น จนฺทปชฺโชโต)

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน) ได้ฝากฝังหลวงปู่ (สมเด็จพระมหามุนีวงศ์) ไว้ให้อยู่ในปกครองของท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่วัดบรมนิวาสฯ กรุงเทพฯ ณ ที่นี้หลวงปู่ได้เริ่มต้นศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างจริงจัง และได้อุปสมบทที่วัดบรมนิวาสฯ นี้เอง ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยมี พระครูศีลวรคุณ (อํ่า ภทฺราวุโธ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอมราภิรักขิต (ชัย ชิตมาโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ โดยได้รับฉายาว่า จนฺทปชฺโชโตหลวงปู่ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความขยันและอดทน และสําเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม เปรียญ ๙ ได้ในปี พ.ศ.๒๔๘๖ 

ขณะที่หลวงปู่มีอายุได้ ๒๓ ปี ในช่วงอายุนี้ท่านได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม และช่วยงานการปกครองคณะสงฆ์ของจังหวัด ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้อนุญาตให้หลวงปู่ไปช่วยงานได้ตามที่ขอมา ซึ่งหลวงปู่ก็ได้ไปอยู่ช่วยงานที่จังหวัดจันทบุรีอยู่ ๓ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ – ๒๔๗๔ หลวงปู่ได้ทําหน้าที่เป็น ครูสอนพระปริยัติธรรมตามสํานักเรียนต่างๆ

ในวัย ๓๖ ปี (พ.ศ. ๒๔๘๖) หลวงปู่ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสังฆสภา จากนั้นท่านก็ได้ดํารงตําแหน่งและหน้าที่ต่างๆ เพื่อประโยชน์ทางพระพุทธศาสนา ทั้งด้านการศึกษา การปกครอง การเผยแผ่ และสาธารณูปการต่างๆ อย่างเต็มความสามารถ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงปู่มีสมณศักดิ์ในขณะนั้นที่ พระอมรเวที ท่านได้รับหน้าที่จาก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์ สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร ให้ไปอยู่ช่วยงานที่กองตํารามหามกุฏฯ ที่วัดนรนาถสุนทริการาม หลวงปู่จึงย้ายไปจําพรรษาที่วัดนรนาถฯ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงปู่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ต่างๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ท่านได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์”

หลวงปู่ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะหรือ สมณศักดิ์ใด ท่านมีความมักน้อย สันโดษ ไม่โอ้อวด ไม่ถือยศตลอดอายุของท่าน บรรดาพระป่ากัมมัฏฐานต่างๆ เช่น หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปณฺโณ ได้กล่าวถึงหลวงปู่ว่า “เป็นพระแท้ กราบไหว้ได้ด้วย ความสนิทใจ” โดยทุกๆ เช้าหลวงปู่จะตื่นตี ๔ ลุกขึ้นมาไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิไปจนกระทั่ง ๖ โมงเช้า จากนั้นจึงลงไปเดินจงกรม รอบๆ โบสถ์ ปฏิบัติเช่นนี้มาตลอด ไม่เคยขาดแม้กระทั่งเจ็บป่วย ท่านเคยได้ออกธุดงค์และบําเพ็ญเพียรในป่า ตามแบบอย่างของครูบาอาจารย์ของท่าน มีท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) และ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นต้น

หลวงปู่สิมกราบนมัสการฟังธรรมท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

พระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร พระป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ก็เป็นพระมหาเถระอีกรูปหนึ่งที่ให้ความเคารพเทิดทูนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ตามประวัติเล่าว่า ในขณะที่หลวงปู่สิม เพิ่งอุปสมบทได้ ๒ พรรษา ราวปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านทราบกิตติศัพท์ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส ท่าน จึงตั้งใจจะไปกราบนมัสการฟังธรรมจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านก็ได้เดินธุดงค์จากขอนแก่นเข้ากรุงเทพฯ โดยมีหลวงพี่องค์หนึ่งติดตามไปด้วย วันหนึ่งขณะที่กําลังเดินมุ่งหน้าไปทางพระพุทธบาท สระบุรี โดยหลวงปู่เดินนําหน้า หลวงพี่องค์นั้นเดินตามหลัง ทั้งสององค์ต่างก็ได้ยินเสียงเสือคําราม โฮก ! ขึ้น แต่ยังไม่ทันเห็นตัว หลวงพี่ที่เดินอยู่ข้างหลังคงตกใจสุดขีด ออกวิ่งแซงหน้าหลวงปู่ทั้งที่ทางก็แคบนิดเดียว หลวงปู่เล่าว่า “นี้แหละ คือว่าไม่ภาวนา…วิ่งไปได้ประมาณสองเส้นจึงได้หยุด ยังไม่เห็นตัว มันเลย ได้ยินแต่เสียงก็วิ่งแล้ว ถ้าวิ่งไปข้างหน้า แล้วไปเจออีกตัวหนึ่ง จะทํายังไงก็ไม่รู้”

ภายหลังที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มรณภาพแล้ว ราวปี พ.ศ.๒๔๗๙ หลวงปู่สิม ท่านได้ติดตามสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) มาจําพรรษาที่วัดบรมนิวาส ได้ศึกษาพระธรรมวินัยในสํานักสมเด็จฯ ตั้งแต่บัดนั้น ทําให้ท่านได้รับความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัยมากขึ้น ท่านอยู่รับใช้สมเด็จฯ ด้วยจริยาดีเยี่ยม พร้อมกันนั้นท่านก็ได้ทําหน้าที่อบรมสั่งสอนการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระธุดงค์กรรมฐาน โดยสมเด็จฯ โปรดให้ปลูกกุฏิกรรมฐานรอบกําแพงโบสถ์ เพื่อเป็นที่พักของพระเณรจํานวนมากที่มารับการฝึกฝนอบรมจากหลวงปู่

องค์ท่านสมเด็จฯ เอง ก็โปรดที่จะมานั่งภาวนาใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างโบสถ์ซึ่งเป็นที่ร่มรื่นเสมอ

โอกาสเช่นนี้ที่หลวงปู่สิมได้ถวายคําแนะนําในการปฏิบัติสมาธิภาวนาแก่องค์สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อยู่เป็นประจํา

หลวงตามหาบัวเทศนาธรรมถึงท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ฉลองวัดเขาพระงาม
๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๓

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ฉลองพระงาม ลพบุรี ท่านก็บอกทางภาคอีสานมา ใครมีวิชาความรู้อะไรให้เอามาแข่งกันสนุกสนานในงานนี้ความหมาย พวกบั้งฟืนบั้งไฟ พลุอะไรก็แล้วแต่ ใครมีวิชาทางไหนให้เอามาเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาเล่นในงานนี้ เขาจุดบั้งไฟขึ้น ทีนี้เวลาเขาแห่บั้งไฟซิ แห่ก่อนที่จะจุด เขาก็แห่รอบบริเวณนั้น ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กับทางกรุงเทพฯ ก็มาอยู่นั้น ท่านนั่งอยู่นั้น แล้วพวกทางกรุงเทพฯ ก็เต็มมากราบท่าน พวกนั้นเขาก็เฉย เขาแห่กันไปเรื่อยๆ แห่บั้งไฟ

อันนี้ก็แบบเดียวกันแหละ พูดก็พูดเป็นเสียงเดียวกันอีก ขึ้นเป็นจังหวะๆ เพราะเขาฝึกซ้อมมาแล้ว ฝึกซ้อมการเล่นการสนุกสนานของเขา พอแห่มารอบๆ ขึ้นก็จะซี้ บ่ขึ้นก็จะซี้ (เอ๊ มันเรื่องอะไรนี่) เขาเฉยนะ เขาร้องสนุกของเขาเฉยๆ เขาไม่ได้สนใจว่าอะไรหยาบไม่หยาบ เป็นเพลงเล่นสนุกเขา ทางนี้ก็นั่งฟังอยู่นี้ (มันอะไรเขาพูดเรื่องอะไร ขึ้นก็จะซี้ บ่ขึ้นก็จะซี้) โอ๊ย ! อันนี้เป็นเรื่องสนุกสนานเขาเล่นของเขาไปอย่างนั้น อย่าไปสนใจกับเขาเลย (มันหมายความว่า ยังไง) โอ๊ย ! ไม่อยากแปลให้ฟังแหละ บอกอย่าให้แปลให้ฟังเลย แปลอะไรเป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราเป็นเรื่องของเรา พวกเรามีสมบัติผู้ดี เราก็อยู่สมบัติผู้ดี พวกบ้านี่เขาเป็นบ้าของเขาไป

(มันอยากทราบความหมายนี่นะ มันหมายความว่ายังไง) ท่านบอกเท่าไรไม่ฟัง กวนเอาจนได้นะ กวนให้ท่านแปลความหมายให้ฟัง (มันแปลว่ายังไงๆ) ก็บอกแล้วไม่อยากแปล เอาอยู่นั่นล่ะ กวนให้แปล เอ้า ถ้ายังงั้นตั้งตัวให้ดีนะจะแปลให้ฟัง ท่านก็บอกว่า ขึ้นคือ บั้งไฟจุดแล้วจะขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ตาม ขึ้นก็จะเย็ด ไม่ขึ้นก็จะเย็ด (ว้าย ทําไมเป็นอย่างนี้ล่ะ ขึ้นก็จะเอา ไม่ขึ้นก็จะเอา ไม่ยอมขาดทุน ยังไงนี่) ก็บอกแล้วเขาพูดเรื่องของเขาเอง ท่านหัวเราะ คือเขาพูดสนุกเขาเข้าใจไหม เขาขึ้นเป็นเพลงสนุกเขา ภาษาภาคอีสานเขาว่า ขึ้นก็จะซี้ บ่ขึ้นก็จะซี้ คือบั้งไฟขึ้นก็จะซี้ บ่ขึ้นก็จะซี้

ทางนี้ไม่รู้เรื่องก็ถาม ท่านบอกเท่าไรก็ยังเอาอยู่นั่นไม่หยุด ไม่ถอย ท่านก็เลยบอกให้ตั้งตัวให้ดีนะ สมบัติผู้ดีจะล้มอย่าว่าไม่บอก พอว่า ขึ้นก็จะเย็ด (อ๊ายย….) แน่ะบอกแล้ว ก็บอกแล้วนี่น่ะ (มัน ไม่ยอมขาดทุนพวกนี้น่ะ ขึ้นมันก็จะเอา ไม่ขึ้นมันก็จะเอา) ก็บอกแล้วว่าเรื่องของเขา (ไม่มียอมขาดทุนเลย) จบแล้ว

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านฉลอง เขาเรียกพระงาม ๆ ที่ลพบุรี เขาเรียกวัดพระงามด้วย ท่านเป็นครูเป็นอาจารย์ของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ท่านเจ้าคุณมีชื่อเสียงโด่งดังมาก สมัยนั้นก็ยกท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ นี้เป็นอันดับหนึ่ง นักเทศน์ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นนักเทศน์ในสมัยนั้น แต่เสียดายที่ไม่มีเครื่องอะไรอย่างทุกวันนี้ เขาจดชวเลขหรืออะไรไว้ ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ได้ออกจากเนื้อแท้ของท่าน ถ้าอัดเทปนี้ออกคําไหนก็ติดเทปใช่ไหม เต็มเม็ดเต็มหน่วย น่าเสียดายท่านเทศน์ดี เราเกิดไม่ทันท่าน ท่านมรณภาพปี ๗๕ นะ เราบวชปี ๗๗ ไม่ทันท่าน เท่าที่ทราบมาท่านเป็นธรรมกถึกเอก เรียกว่าทั่วประเทศไทยไม่มีใครเกินท่าน เทศน์เก่งมาก

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หนักทั้งปริยัติและปฏิบัติ
๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๓

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นชาวอุบลฯ ดูว่าอยู่บ้านก่อหรือ หนองไหลอะไร (บ้านหนองไหล) บ้านก่อ-หนองไหลมันอยู่ติดกัน เขา เรียกบ้านก่อ-หนองไหล เราไปวัดอาจารย์ชาก็ผ่าน เขาเรียกบ้านก่อ เอ๊ ! ไม่ใช่ก่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เหรอ แต่เราก็ไม่ได้ซอกแซกถาม แถว ที่จะเข้าวัดหนองป่าพงเป็นบ้านก่อ บ้านก่อมันมีต้นก่อ ต้นก่อ ชุมๆ เขาก็ให้นามว่าบ้านก่อ หนองไหล พวกไหลนี่เป็นพวกเหมือนผือ เกิดอยู่ในนํ้า เขาเอามาทอเสื่อ เขาเรียกไหล ทางนี้เรียกว่ากก กกกับไหลก็ชื่ออันเดียวกัน เพราะไปดูเส้นแล้วกกกับไหลก็อันเดียวกัน

เหมือนเรื่องกินกับสะแตกก็อันเดียวกัน ถ้ากินมากเขาเรียกว่าสะแตก กินธรรมดาเขาเรียกว่ากิน ต่างกันเท่านั้นล่ะ ถ้ากินแบบฉิบหายอย่างคนไทยเรากินนี้ เขาเรียกสะแตกกันทั้งเมืองไทย ถ้ากินดิบกินดีกินธรรมดา มีการประหยัดมัธยัสถ์ รู้จักประมาณในการกินเขาก็เรียกว่ากิน ถ้ากินแบบผาดโผนโจนทะยาน กินจนกระทั่งหมดเนื้อหมดตัว อย่างนี้เขาเรียกสะแตก เข้าใจไหม พวกนี้มันอ่อนภาษาต้องอธิบายให้ฟังเรื่อยๆ นั่นล่ะที่ว่าบ้านก่อ-หนองไหล ท่านอยู่อุบลฯ 

ท่านอาจารย์เสาร์บ้านอะไรน้า ลืมแล้ว แต่ก่อนก็พอจําได้แต่มันก็ลืมเสีย ทั้งหลวงปู่มั่น ทั้งหลวงปู่เสาร์ ทั้งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นี้จําได้มันพาดพิงไปทั้งสองบ้านเลย บ้านก่อ-หนองไหล แต่ไม่ทราบว่าท่านอยู่บ้านก่อหรือบ้านหนองไหลก็ไม่ทราบ แต่เวลาทราบจริงๆ ว่าท่านอยู่บ้านก่อ ต้นก่อมีชุมๆ เขาเอานั้นเป็นนามของบ้านเลยว่าบ้านก่อ ส่วนหนองไหลก็มีกกเยอะ เขาไปตั้งบ้านเขาเรียกบ้านหนองไหล หนองกกนั่นแหละ เท่าที่ทราบท่านพักอยู่ที่วัดบรมนิวาส พวกประชาชนที่เขามีความเคารพเลื่อมใสท่าน เขามาฟังเทศน์ท่าน เขาว่ามีสามล้ออยู่ในกรุงเทพฯ เป็นสามล้อประเภทใดไม่รู้นะ เขาว่าเสียถึง ๗๐ สตางค์เขาก็ยอมมา ค่าสามล้อมาจากบ้าน เงิน ๗๐ สตางค์แต่ก่อนมันเท่ากับ ๗๐๐ กระมังถึงพันก็ไม่รู้นะ มันต่างกันคุณค่าของเงิน มาฟังเทศน์ท่านที่วัดบรมนิวาส ท่านเทศน์เก่งว่างั้น แต่เราไม่ทันท่าน ท่านมรณภาพปี ๗๕ เราก็บวชปี ๗๗ ไม่ทัน

หลวงปู่มั่นเคารพท่านมากนะ เคารพท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พูดคําไหนๆ แย็บออกรู้ทันที ท่านพูดด้วยความเคารพเลื่อมใส ด้วยความเทิดทูนจริงๆ คือท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านหนักทั้งปฏิบัติด้วย ทั้งปริยัติด้วย ท่านเป็นแบบฉบับได้ เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านปริยัติ นํากรรมฐานคือหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ แต่ก่อนนะ ทางด้านปริยัติ ทีนี้กรรมฐานท่านก็ออกเที่ยว พอพูดเรื่องนี้แล้วก็ไปสัมผัสกับเรื่อง มหาทองดําที่เป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส เป็นคนจังหวัดระยอง มาอยู่ วัดบรมนิวาสนั้นจนกระทั่งอายุพรรษาแก่สมควรเป็นหัวหน้าวัด ก็เลยตั้งเป็นเจ้าอาวาส แต่ก่อนชื่อมหาทองดํา ท่านเล่าให้ฟังขบขันดีนะ

เราไปกับอาจารย์เจี๊ยะ มาจากจันท์แล้วก็มาพักวัดบรมนิวาส เพราะเป็นวัดที่เราเคยพักเคยอยู่ มาพักที่นั่นล่ะ ขึ้นไปหาท่าน ท่านก็พูดถึงเรื่องกรรมฐานด้วยความยิ้มแย้มนะ เหอ มาเหรอท่านมหา ว่าอย่างนั้นล่ะ ขึ้นไปกับอาจารย์เจี๊ยะ เออ กรรมฐานดีนะ ขึ้นเลยนะ ผมเป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านว่าตอนนั้นท่านเป็นเณรไป เที่ยวทางลพบุรี ไปเที่ยวกรรมฐานกับท่าน เวลาไปเที่ยวกรรมฐาน ไปภาวนานี้ โฮ้ จิตมันลง ว่างั้นนะ ท่านเจ้าคุณองค์นี้ล่ะ ธรรมดิลก หรือไง แต่ชื่อเดิมชื่อมหาทองดํา ๗ ประโยค ท่านเลยพูดเสียเป็นตุ เป็นตะ เราก็ฟังกับอาจารย์เจี๊ยะ ดูเหมือนปี พ.ศ. ๙๕ เรามาจากจันท์ มาที่นั่น ลงเรือมา ท่านพูดถึงเรื่องกรรมฐาน โฮ้ ! ผมไปภาวนาอยู่ ไปกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ตอนนั้นดูว่าท่านเป็นเณรนะ ไปภาวนานี้จิต มันลงมันสงบแน่ว มองดูอะไรนี้มันจืดมันชืดไปหมด ท่านว่าอย่างนี้นะ

นิทานหลวงตาบวชทีแรก
๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๔

จะเล่านิทานหลวงตาบัวบวชทีแรกให้ฟังนะมันน่าเล่า ขบขันดี บ้านหนองแวงนี่ แต่ก่อนไม่มีบ้าน เขาอยู่ทางบ้านหนองใส มาทํานา ที่นี่ เขามานิมนต์ไปทําบุญลานข้าวเขา เขาจะขนข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉาง เขานิยมทําบุญก่อนที่จะขนข้าวขึ้นจากลานข้าวเขา พอดีระยะนั้นเราก็บวชใหม่ด้วยได้พรรษาเดียว ฟังซิบวชได้พรรษาเดียว 

ปีนั้นบวชทีแรกเรียนสวดมนต์จบ เรียนปาฏิโมกข์จบ ยังไม่ได้ เรียนคาถาบาลีคําเทศนาว่าการ อยู่ๆ เขาก็มานิมนต์ไปทําบุญบ้าน เขาเรียกบ้านหนองแวง แต่ก่อนมันจะมีสักสองสามหลังคาเรือนเท่านั้น มั้ง เดี๋ยวนี้เป็นบ้านใหญ่แล้ว ทีนี้เขาก็นิมนต์ไป วัดนั้นก็อย่างนั้น ล่ะซี เพราะฉะนั้นวัดนี้จึงไม่รับนิมนต์ที่ไหน ไม่รับนะ ถ้าหากว่ารับ ตอนเช้าจะเหลืองอร่ามอยู่ในท้องตลาด พระในวัดจะไม่มี มีแต่เรื่องหากิน เรื่องอรรถเรื่องธรรมจะไม่มี นี่เราตัดออกหมด วัดนี้จึงไม่รับนิมนต์ใครทั้งนั้นไปฉันที่นั่นที่นี่ หากมีความจําเป็นเป็นกรณีพิเศษเราจะเป็นผู้จัดให้เอง ถ้าธรรมดาเราไม่รับ

ทีนี้เขาก็นิมนต์ พระวัดโยธาฯ จนจะไม่มีพระติดวัด นิมนต์ไปงานนั้นไปงานนี้ ตอนเขาจะขนข้าวขึ้นบ้านขึ้นเรือนเขา เราก็ถูกนิมนต์ ท่านพระครูให้เราเป็นหัวหน้า ก็ไม่มีพระนี่ พรรษาเดียวเป็นหัวหน้า พวกนั้นก็พวกเดียวกันพรรษาเท่ากันแต่อ่อนกว่าเรา บวชวันอ่อนกว่าเรา พึ่งบวชก็มี ไปเราก็มีหนังสือพก หนังสือนี้เป็นวิชาหากิน คือมีเทศน์กัณฑ์หนึ่งอยู่ในนั้น ไปที่ไหนจําเป็นก็เอานี้มาเทศน์ กินข้าวต้มขนมเขาแล้วมา พอดีวันนั้นไปฉันเสร็จแล้วก็เทศน์ ก็เอาหนังสือนี้ออกเทศน์จบลงไปแล้ว

อยู่ๆ เขาก็ยกขบวนกันมาอีก นี่ท่านเทศน์จบแล้วเหรอ ไอ้คนนั้นเราอยากตามฆ่ามัน มันตายแล้วยังก็ไม่รู้ ยังอยากตามฆ่าอยู่นะมันโมโห นี่ท่านเทศน์จบแล้วยัง โอ๊ย ! จบแล้วก็ไม่ยากแหละ ให้ท่านฉันเพลเสียก่อน ตอนนั้นฉันเพลอยู่นะ ให้ท่านฉันเพลเสียก่อนเทศน์เมื่อไรยากอะไร เราอยากฆ่าอีตานี่เหลือเกินนะ คนหนึ่งอกจะแตกแล้วไม่มีอะไรจะเทศน์ ก็เทศน์หนังสือนี้หมดไปแล้วจะเอาอะไรไปเทศน์ ก็บวชได้พรรษาเดียว นี่ที่มันโมโหมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เห็นเป็ดเห็นไก่แถวนั้น สูอย่ามาผ่านกูนะ กูโมโหตั้งแต่ปีนั้นยังไม่ลืมนะ เห็นไก่เห็นเป็ดแถวนั้นพูดหยอกเขา กูโมโห เด็กเล็กเด็กน้อยอย่ามาผ่านนะ กูโมโหยังไม่ทันหาย กูโมโหตั้งแต่ปีนั้นล่ะ

บ้านนี้ล่ะ พอฉันจังหันเสร็จเรียบร้อย เขาก็มาสายๆ อีตาคนนั้น ก็พูดอย่างนั้น จะไปยากอะไร ให้ท่านฉันเพลแล้วค่อยเทศน์เมื่อไรก็ได้ ก็แกไม่ได้เทศน์นี่ ผู้เทศน์เป็นเรานี่นะมันโมโห อยากฆ่าอีตานี่ ทีนี้เวลาฉันเพล ไม่ลืมนะ ขนมนางเล็ดแผ่นเดียวฉันครึ่งหนึ่งก็ไม่หมด มันแค้นมันคับหัวอก คิดหาแต่คําเทศน์ ก็เราไม่มีอะไรจะเทศน์ บวชได้พรรษาเดียวเอง ตั้งแต่บวชมาในชีวิตของพระมีครั้งนั้น นี่ก็ถึงใจ เหมือนกัน เราอะไรถ้าถึงใจถึงจริงๆ อันนี้ก็ยังไม่ลืม เพราะฉะนั้น เห็นสัตว์อะไรวิ่งผ่านหน้า สูอย่ามาผ่านนะ กูยังโมโหไม่ถอย บ้านหนองแวง พวกเป็ด พวกไก่ พวกหมู พวกหมา ผู้คน เด็กเล็กเด็กน้อย บอก สูอย่าผ่านหน้ากู ตากูกําลังแดงอยู่เดี๋ยวนี้น่ะ กูโมโห เลยถือเอาเป็นความตลกมาเรื่อย

เวลาจะตายจริงๆ มันก็เทศน์ได้นะแปลกอยู่ คับหัวอกหมด ฉันขนมนางเล็ดแผ่นเดียวครึ่งแผ่นก็ไม่หมด กลืนไม่ลง วันนั้นฉันได้เท่านั้น ฉันเพลอะไรไม่ได้เลย คิดหาแต่คําเทศน์จะเอาอะไรเทศน์ ก็ได้ภาษิตอันหนึ่งมันติดอยู่ในใจ จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา นี่ก็ไม่ลืมนะ เพราะมันฝังลึก แปลว่า ถ้าจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นที่หวังได้ แล้วอีกบาลีหนึ่งก็ทับกันไป จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา ถ้าจิตผ่องใสแล้ว สุคติเป็นที่หวังได้ จิตเป็นของสําคัญมาก ว่างั้นนะ เท่านั้นล่ะ เราก็ได้ภาษิตนี้ขึ้นไปเทศน์ เทศน์มันจะตายจริงๆ นั้นเป็นเดือนพฤศจิกาฯ กําลังหนาวนะ นี้เหงื่อแตกหมดเลย ขนาดนั้นมันจะลืมได้ยังไง หนาวๆ ทําไมเหงื่อแตก คือคนมันจะตาย มันไม่ใช่เหงื่อ มันยางตาย เทศน์พอผ่านไปได้ โห ! เกือบตายนะเทศน์

เทศน์แล้วพวกเพื่อนไปด้วยกันอายุก็เท่ากัน พวกเพื่อนกัน สมมุติว่าเราเป็นหัวหน้า คือเราบวชก่อนเพื่อนเฉยๆ ครั้นออกมาแล้ว โอ๊ะ ! เทศน์เข้าท่าดีอยู่นะ เทศน์ดีนะ อยากตายเหรอเราก็ว่างั้น อย่ามาผ่านนะเวลานี้มันกําลังโมโห เอ้า เทศน์ดีจริงๆ ยังอยากตายอยู่เหรอ รีบไปหาโลงผีมานะ เข้าท่านะ เทศน์ดีนะ เราก็เลยเดิน เฉยไปเลย 

พอกลับมาถึงวัดนี้ ไปค้นเอาหนังสือท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มา ไปหาค้นเล่มไหนๆ ท่านเทศน์กัณฑ์ไหนดีๆ ชอบ เอากัณฑ์นั้นมา ท่องเลย ท่องคล่องยิ่งกว่าปาฏิโมกข์ ทีนี้ไปไหนกูไม่ตายแหละ กูจะ ยกคัมภีร์นี้ขึ้นเทศน์ พอเรียนกัณฑ์เทศน์จบเรียบร้อยแล้ว ท่อง เหมือนปาฏิโมกข์ ไปไหนไม่อดตายแหละที่นี่ เลยไม่ได้เทศน์อีก เทศน์กัณฑ์นั้นจนกระทั่งป่านนี้นะ หายเงียบไปเลย เทศน์กัณฑ์นั้น ท่องได้เหมือนปาฏิโมกข์ นี่ล่ะที่ว่าเราไม่ลืมนะ ฝังลึกมากจนคับ หัวอกเลย จะเอาอะไรเทศน์ให้เขาฟัง ก็บวชพรรษาเดียว นี่เราไม่ลืม

เชียงใหม่จังหวัดมหามงคลมีจอมปราชญ์อุบัติขึ้น
๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๗

จังหวัดเชียงใหม่ของเราเป็นจังหวัดที่เด่นมากในประเทศไทย เราพูดตรงๆ นะ เฉพาะอย่างยิ่งเข้ามาย่นในจังหวัดเชียงใหม่ก็เข้ามาวัดเจดีย์หลวงของเรา นี้ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ได้เข้ามาอยู่ที่นี่ ทั้งนั้นล่ะนะ ตั้งแต่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านอาจารย์มั่นมาเรื่อย องค์สําคัญๆ เพชรนํ้าหนึ่งที่มาเกิดอุบัติขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ของเรา มีน้อยเมื่อไร ฟัง ท่านอาจารย์มั่น แล้วก็ท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์แหวน ท่านอาจารย์ตื้อ ท่านอาจารย์พรหม นี่เรียกว่า ‘เพชรนํ้าหนึ่ง’ ทั้งนั้นนะ ที่ท่านมรณภาพแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุทั้งหมดที่ว่านี้นะ ห้าองค์

ไม่มีจังหวัดใดสู้ได้เลย สู้จังหวัดเชียงใหม่เรานะ จังหวัดเชียงใหม่เราเป็นจังหวัดที่เป็นมหามงคลในประเทศไทย มีจอมปราชญ์ ได้มาอุบัติขึ้นที่นี่ เท่าที่เราจําได้ถึงห้าองค์ ท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์พรหม ท่านอาจารย์แหวน ท่านอาจารย์ตื้อ ที่เราจําได้นะ นอกนั้นเราจําไม่ได้นะ ที่แน่นอนห้าองค์ นี้อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุทั้งหมดเลยห้าองค์

(ท่านเจ้าคุณจําได้อีกองค์หนึ่ง) องค์ไหน (ท่านบอกว่าหลวงตา บัว) อย่ามาหาเรื่อง (สาธุ) ไปหาไม้มาตีปากท่านเจ้าคุณหน่อยโว้ย

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ธรรมกถึกเอก
๑๔ กันยายน ๒๕๕๐

สมัยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มีชีวิตอยู่ นั่นก็ธรรมกถึกเอก ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ วัดบรมนิวาส เราไม่ทันท่าน ท่านมรณภาพไปปี ๒๔๗๕ เรายังไม่ได้บวช ท่านล่วงไปปี ๒๔๗๕ เราบวช ๒๔๗๗ ท่านผ่านไปแล้วสองปี เราถึงได้มาบวช นี่ก็ธรรมกถึกเอกแหละท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เทศน์ภาคทั่วๆ ไป ถ้าให้เป็นเอกแบบทั้งภายนอกทั้งภายในตลอดทั่วถึง ออกหมดเลยนี้เรียกว่า เอกจริงๆ คือท่านผู้ปฏิบัติรู้จริงเห็นจริง ภาคปริยัติก็ผ่านมาพอสมควร คือการศึกษาเล่าเรียน ก็ผ่านมาพอสมควร จากนั้นเข้าภาคปฏิบัติค้นคว้าดูเข็มทิศทางเดิน ได้แก่ ปริยัติท่านชี้เข้ามา ชี้เข้ามาตรงไหนๆ คือ ภาคปฏิบัติตามรอยเข้ามาๆ ก็มาเจอตัวจริงๆ 

ภาคนั้นล่ะจะเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้รู้ทั้งปริยัติ รู้ทั้งผลของการปฏิบัติ คือ ปฏิเวธ ความรู้แจ้งแทงทะลุ ท่านสอนไว้ว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติ ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียน เมื่อเล่าเรียนมาแล้วก็มาปฏิบัติ เรียกว่า ปฏิบัติ ปฏิเวธ คือ ผลของงาน คือเราศึกษาเล่าเรียนมาขั้นไหนมาปฏิบัติได้ผลเพียงไรๆ ก็เป็นปฏิเวธขึ้นมา เป็นปฏิเวธคือความรู้แจ้งในผลงานของตน

สมัยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านยังมีชีวิตอยู่ดูว่าไม่มีเทปไม่มีอะไรนะ เทศน์สอนธรรมดา เรานี้จึงค่อยมีเทปอัดกันไว้ๆ แต่ก่อนไม่มี เสียดายนะ เราทราบที่ท่านเทศน์ แต่ท่านเทศน์ท่านเทศน์เป็นวงกว้างไปหมด เทศน์เป็นแกงหม้อใหญ่ เทศน์สาธารณชนไปหมด ในสํานวนเทศน์ท่านไม่ได้ย่นเข้ามา สํานวนเทศน์ถ้าให้กว้างขวางจริงๆ รู้นอกรู้ในตลอดทั่วถึง แล้วข้างนอกก็จะเบิกกว้างออกไป ข้างในก็จะ เบิกกว้างเข้าไปภายในละเอียดทั่วถึง เรียกว่า รอบหมด การเทศน์ รอบหมด จิตใจก็ปล่อยวางได้หมด

คือการเทศน์ก็ขึ้นอยู่กับผู้เทศน์เหมือนกัน ผู้เทศน์มีภูมิอรรถภูมิธรรมที่เทศน์ ควรเทศน์ธรรมประเภทใดจะออกมาตามสถานที่บุคคล สถานที่บุคคลที่ควรจะเทศน์เป็นกลางๆ เป็นแกงหม้อใหญ่ก็ไปเสีย แล้วก็ย่นเข้ามาหาผู้ปฏิบัติ ธรรมะก็ค่อยเด็ดเผ็ดร้อนเข้ามาๆ ยิ่งเข้าหาผู้ปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานล้วนๆ แล้ว ธรรมะนี้จะพุ่งๆ มีแต่ธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วทั้งนั้น เป็นขั้นๆ นะแกง การเทศน์เป็นขั้นๆ อย่างนั้น

แสดงด้วยความรู้ความเห็นของธรรมแท้ๆ
๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

สมัยก่อนไม่มีเสียงเทปอย่างนี้ เวลาเทศนาว่าการไม่ได้ยินนะ พึ่งมามีขึ้นเร็วๆ นี้ อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่มี เสียดายครูบาอาจารย์ที่ท่านเทศน์เป็นอรรถเป็นธรรมฟังแล้วซึ้งๆ มาก มันไม่มีอะไรอัด มันพึ่งมามีเมื่อเร็วๆ นี้ สมัยก่อนหน้านี้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ วัดบรมนิวาส ฟังว่าเทศน์เป็นประโยชน์มากมาย วัดบรมนิวาส ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ประชาชนเขาเคยเล่าให้ฟังว่า เขาอยู่นู้นเลยพระโขนงไปนู้น เสียค่ารถเท่านั้นเท่านี้ เขาเล่าให้ฟัง เขามาฟังเทศน์เจ้าคุณ อุบาลีฯ วัดบรมนิวาส เขาอยู่ทางพระโขนงฟากพระโขนง เขาเสีย ค่ารถเท่านั้นเท่านี้ เขาเล่าให้ฟังนะ เขาเป็นคนมาฟังเอง

คือท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเทศน์อยู่ที่วัดบรมนิวาส เขาอยู่ฟากพระโขนงยังอุตส่าห์มา เสียค่ารถเท่านั้นเท่านี้ เขาเล่าให้ฟัง ฟังที่ไหนมันก็ไม่จุใจ ว่าอย่างนั้นนะ มาฟังเทศน์ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ แล้ว แหม ถึงใจ ไม่มีจืดจางอะไรเลย ฟังเมื่อไรถึงใจทุกครั้งๆ เขาอยู่ทางฟากพระโขนง เสียค่ารถมาวัดบรมนิวาส เขายอมเสีย เขาไม่เสียดาย เงินไม่มีคุณค่าเท่าธรรม เขาพูดน่าฟังนะ เสียค่ารถเท่านั้นเท่านี้ เขาพูดเอง เขาอยู่ทางพระโขนงแล้วเสียค่ารถมาฟังเทศน์วัดบรมนิวาส เสียเท่าไรเขาก็พอใจ เงินไม่มีคุณค่าเท่าธรรม นี่ล่ะจุดนี้สําคัญมากนะ เงินไม่มีคุณค่าเท่าธรรม ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เทศน์อยู่วัดบรมนิวาส เขามาฟัง เขาบอกว่าอยู่ทางฟากพระโขนงไปนู้น

เทศน์นี่ให้สมบูรณ์แบบ สมกับศาสนาของเราเป็นศาสนาของศาสดาองค์เอก ให้ได้ทั้งภายนอกภายใน ภายนอกตีกระจายออกทั่วโลกดินแดน ภายในหมุนเข้าหาอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติ เทศน์คุ้ยเขี่ยตลอดทั่วถึงทั้งภายนอกภายใน นั่นเรียกว่า รู้ธรรมเห็นธรรม เทศน์เป็นธรรมล้วนๆ แต่เทศน์ส่วนมากมันก็มักจะเป็นแกงหม้อใหญ่ ไม่ใช่แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋ว คือแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วนั้นหมุนเข้าเลย ตั้งแต่นอกตีเข้าไปๆ ถึงเรือนรังของวัฏวน ได้แก่ อวิชฺชาปจฺจยา 

นั่นผู้รู้จริงเห็นจริงเทศน์ถอดออกมาๆ ดังพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายท่านเทศน์ ท่านจะดึงออกมาเลย รังแห่งภพแห่งชาติอยู่ที่ไหน ท่านดึงออกมาๆ คือผู้เทศน์เทศน์ด้วยความรู้จริงๆ เห็นจริงๆ ถอดถอนกิเลสเหล่านี้ได้จริงๆ คุณค่าของธรรมที่เกิดขึ้นจาก การถอดถอนกิเลส ท่านจะนําออกมาเทศน์ทั้งหมดเลย นี่เรียกว่าเทศน์ถึงเหตุถึงผล ถึงกิเลสถึงธรรม ถึงทั้งกิเลสถึงทั้งธรรม

สมัยปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมี มันก็มีตั้งแต่เป็นหนอนแทะกระดาษ เทศน์ตามคัมภงคัมภีร์ ในหัวใจไม่มีธรรม ธรรมไปอยู่ในคัมภีร์หมด ทีนี้มันก็ไม่มีรสมีชาติ ถอดออกจากหัวใจที่เป็นธรรมล้วนๆ นี้ออกที่ตรงไหนหมุนติ้วๆๆ อย่างนั้นซี นี่พูดจริงๆ นะ นี่อยากให้มีผู้ฟังอย่าง ที่ว่าถึงพริกถึงขิง มันจะออกทันทีเลย ก็มีแต่ตีสะเปะสะปะไปตาม พุ่มไม้อะไรๆ มันไม่ถึงใจ พูดเสียให้มันชัดเจน เทศน์ทางภาคปฏิบัติทางจิตตภาวนารื้อถอนอวิชชาออกจากใจนี้ ธรรมะโลกุตตรธรรมจนถึงนิพพานพุ่งออกทันทีเลย

รื่นเริงในธรรมภาวนา
๔ มิถุนายน ๒๕๕๓

จิตใจมันรื่นเริงในธรรม รื่นเริงไม่มีจืดมีจางนะ รื่นเริงในธรรมและผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจิตใจรื่นเริงบันเทิงกับธรรมเหล่านี้ แต่มันก็จวนแล้วนะนี่ พูดตรงๆ อย่างนี้ล่ะเรา คือมันจวนแล้ว มา มาแล้วนะมาเกิดเป็นหลวงตาบัวแล้ว ไม่นานล่ะหลวงตาบัวก็จะไปล่ะ เข้าใจ หลวงตาจะจูงไปหมดศาลานี่ไปกับหลวงตา ให้หลวงตาไป หลวงตา จะจูงกันไปหมดทั้งศาลา นี่ยังจะไม่ให้เราไปอีกหรือ เราบอกว่า หาไปก่อน แซงไปก่อน

(ที่หลวงตาพูดเมื่อสักครู่เหมือนที่พระผู้ใหญ่ถามหลวงปู่มั่น ว่าท่านไปอยู่นี่ท่านได้ฟังเทศน์บ้างหรือเปล่า หลวงปู่มั่นบอกฟังทุกวันเลย ตอนนี้หลวงตาก็เหมือนกัน) หลวงปู่มั่นท่านอยู่ถํ้าสาริกาตอนนั้นนะ อยู่บนถํ้าสาริกา จิตสว่างไสว ไม่มีอะไรจืดจางเลยในโลกนี้ท่านว่าอย่างนั้น พระท่านคิดถึงบุญถึงคุณ คิดไปถึงเจ้าคุณอุบาลีฯ เวลานี้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นอาจารย์ของท่านนะ ท่านทําอะไรอยู่หนากําหนดจิตพุ่งไปวัดบรมนิวาส ท่านเองอยู่ถํ้าสาริกา ท่านพิจารณาแล้วจิตมันลงเต็มที่แล้วมันกระจ่างหมดเลย ท่านว่า ในจิตคิดถึงบุญถึงคุณท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เวลานี้ท่านทําอะไรอยู่หนา ท่านส่งจิตปั๊บไป ทั้งความเคารพ ทั้งส่งจิตไปดู 

ตอนนั้นท่านอยู่ถํ้าสาริกา ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ อยู่กรุงเทพฯ ท่านเจ้าคุณเป็นอาจารย์ของเรา ท่านจะทําอะไรนา พิจารณาอะไรนา ท่านกําลังพิจารณา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ แล้วก็เรื่อย ทบทวนไปมาอยู่ พอได้เวลาท่านจดจําเวลาเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาท่านก็ไป ไปวัดบรมนิวาสหาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ส่งไปหา ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พอไปก็ไปกราบเรียนถามท่านจริงๆ แต่ไม่ให้ เวลานาน กลัวท่านจะลืมก่อนท่านพิจารณาอะไรๆ อยู่ รีบเร่งมา พอออกจากถํ้าสาริกาก็ตั้งใจจะมากราบเรียนเรื่องธรรมของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เอง ให้ท่านได้ฟังจากปากจากคําของผู้เป็นลูกศิษย์จงรักภักดีคือหลวงปู่มั่นเรา พิจารณาอย่างนั้นๆ 

เวลามาก็ถามท่านจริงๆ ท่าน โห ตื่นเต้นจริงๆ ท่านว่า ตื่นเต้น ตื่นเต้นในท่านอาจารย์มั่นเรา..ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านอาจารย์มั่นพอจิตท่านรวมแล้วท่านส่งไปดูท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเอาจริงเอาจัง ท่านหนักทางภาวนา แล้วก็ไปหาท่าน ท่านตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นกับหลวงปู่มั่นมากนะ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านตื่นเต้นมาก ท่านพิจารณาอย่างนั้นจริงๆ ท่านว่า เวลาเท่านั้นๆ อาจารย์มั่นไปเยี่ยมท่าน ท่าน (เจ้าคุณอุบาลีฯ) ตื่นเต้นมากนะ (ท่านตบเข่าท่าน บอกท่านมั่นสําคัญอยู่) เออ ! ใช่ ท่านมีความรื่นเริงในธรรม ท่านตบนี่นะ พอได้ฟังธรรมหลวงปู่มั่น เล่าเรื่องของท่านล่ะให้ท่านฟัง ท่านตื่นเต้นมาก ตบเลย นั่นล่ะความตื่นเต้นในธรรม ถ้าตื่นเต้นทางโลกก็เป็นอีกอย่างหนึ่งใช่ไหม ความตื่นเต้นในธรรมของผู้นั้น เล่าให้ฟัง น่าฟังมากนะ (หลวงปู่มั่นมาถามเจ้าคุณอุบาลีฯ และตรงตามหลวงปู่มั่นท่านจําเอาไว้ได้ วันเวลาตรง ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ชอบใจ ท่านมั่นสําคัญอยู่) ท่านชอบใจจนกระทั่ง โอ้ๆ ท่านยินดีกับผู้ทํา เพราะท่านดําเนินอย่างนั้นจริงๆ

หลวงปู่มหาเขียนเล่าเรื่องท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เคยอยากสึก

จากหนังสือ พระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล) ฐิตสีลานุสรณ์

หลวงปู่ได้เคยพูดกับบรรดาลูกศิษย์ว่า การบวชเป็นของยาก ผู้บวชแล้วที่จะไม่อยากสึกเลยนั้นก็หายากอีก บรรดาครูบาอาจารย์ที่ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังทําคุณประโยชน์ให้แก่พระศาสนาเป็นอันมากนั้น ท่านเหล่านั้นก็ล้วนอยากสึกหรือเตรียมตัวสึกมาแล้วทั้งนั้น แต่ท่านเหล่านั้นก็อยู่มาได้ตลอดรอดฝั่งด้วยความอดทนและวิธีการอุบายที่จะ ทําให้ตนสึกไม่ได้ อาทิเช่น ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) 

ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ก็อยากสึกมาแล้วเหมือนกัน ในคราวที่ท่านไปประกาศพระศาสนาที่ประเทศลาว ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียน ได้กราบเรียนถามท่านเจ้าคุณพระธรรมโสภณ เจ้าคณะภาค ๘ เจ้าอาวาสวัดสุทธจินดาว่า หลวงปู่เคยเล่าให้ฟังว่า ท่านเจ้าคุณ อุบาลีคุณูปมาจารย์ก็เคยอยากสึกนั้นเรื่องเป็นอย่างไร ท่านเจ้าคุณ ธรรมโสภณเล่าว่า เรื่องท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ อยากสึกนั้นมีว่า

เจ้าเมืองนครจําปาศักดิ์ได้ยินกิตติศัพท์กิตติคุณของพระมหาจันทร์ว่า เป็นผู้เฉลียวฉลาดปราดเปรื่องและเป็นมหาเปรียญด้วย ซึ่งในสมัยนั้นมหาเปรียญหาทํายายาก ใครได้เป็นมหาเปรียญนั้น โอ้โฮ ! ลือกระฉ่อนไปทั่วเลย เมื่อเป็นดังนั้นเจ้าเมืองแห่งนครจําปาศักดิ์จึงอยากให้พระมหาจันทร์ไปครองเมืองนครจําปาศักดิ์และแต่งงานกับลูกสาวของตนด้วย

เพราะเจ้าเมืองนครจําปาศักดิ์ได้พิจารณาเห็นว่า คนอย่างพระมหาจันทร์นี้อย่างไรก็คงปกครองบ้านเมืองได้ จึงได้ลงทุนนิมนต์ท่านพระมหาจันทร์ข้ามไปฝั่งลาวเพื่อเทศน์ให้ชาวลาวที่นครจําปาศักดิ์ได้ฟัง โดยเจ้าเมืองนครจําปาศักดิ์นําเรือมารับด้วยตนเอง

เมื่อพระมหาจันทร์รับนิมนต์แล้ว ทางเจ้าเมืองนครจําปาศักดิ์ก็กลับไปบอกลูกสาวของตนว่าให้แต่งตัวสวยๆ งามๆ เตรียมรับพระมหาจันทร์ที่จะไปจากจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งทางลูกสาวเจ้าเมืองแห่งนครจําปาศักดิ์ก็คิดว่า “เอ ! มหานี่เป็นอย่างไร ทําไมพ่อจึงให้เรา แต่งตัวสวยๆ งามๆ แต่ก่อนแต่ไหนแต่ไรมาไม่เห็นบอกให้แต่งตัวสวยๆ งามๆ เลย มหาจันทร์นี่จะเหมือนพระที่เคยเห็นทั่วไปหรือเปล่า ทําไมพ่อจึงให้แต่งตัวให้ดีเพื่อต้อนรับพระมหาจันทร์” จึงได้แต่ใจจดใจจ่อ

พอถึงเวลาพระมหาจันทร์ก็เข้าไปบิณฑบาตในวังตามที่ได้รับนิมนต์ไว้ ฝ่ายลูกสาวเจ้าเมืองก็ยังไม่กล้าออกมาตักบาตรพระมหาจันทร์ แต่ให้พ่อแม่ตักบาตรแทน ส่วนตัวเองก็คอยแอบดูทางป่องเอี้ยม (หน้าต่าง) โดยเปิดแง้มน้อยๆ คอยแอบดูพระมหาจันทร์เข้ามาบิณฑบาต พอเห็นพระมหาจันทร์เท่านั้น ก็อุทานออกมาเบาๆ “โอย ! คิดว่าสิจังได๋ซะอีก มันก็พระธรรมที่เคยเห็นทั่วไปนี้เอง” วันต่อมาจึงกล้าขึ้นกว่าเดิม แต่ยังไม่ลงไปใส่บาตร คราวนี้หลังจาก มหาจันทร์รับบิณฑบาตเสร็จกําลังจะเดินกลับวัด ลูกสาวเจ้าเมืองนครจําปาศักดิ์เปิดหน้าต่างออกหมดพร้อมส่งผญาใส่พระมหาจันทร์ ว่า “โอ้ย ! เจ้าผู้หงส์คําผ่ายซางบินเตอะบินเตินแท้น้อ ผัดแต่สิบ่ม่มป๋า (ปลา) ช่อนฮ่องไถนั้นตี๋” (ท่านพญาหงส์ทองผู้ซึ่งเร่ร่อนไปอย่าง อิสรเสรีไม่มีเยื่อใยในสิ่งใดๆ ก็หากแต่ว่า (อย่างไรเสีย) คงจะไม่พ้น (ข้า) ไปได้ดอกกระมัง)

ท่านพระมหาจันทร์พอได้ยินเสียงใสๆ ดังมาจากหน้าต่างจึงเงยหน้าขึ้นไปแลดูตามเสียงนั้น ก็พบว่าเป็นหญิงสาว จึงได้ออกบิณฑบาตต่อไป หลังจากนั้นมาไม่นานฝ่ายหญิงก็กล้าลงมาใส่บาตรและพูดคุยกับพระมหาจันทร์ เพราะพ่อแม่เปิดไฟเขียวผ่านตลอด ทั้งแนะนําพระมหาจันทร์ให้รู้จักด้วย เมื่อคุ้นเคยกันแล้วก็บอกความจริงให้ทราบโดยไม่ต้องอ้อมค้อม ว่าแต่พระมหาจันทร์จะสึกหรือไม่สึก เท่านั้นเอง ทั้งพ่อแม่และฝ่ายหญิงมีแต่คะยั้นคะยอและเร่งวันสึกให้ได้ ว่า กําหนดวันหรือยัง ตกลงหรือยัง จนนับวันเป็นเดือนเป็นปีที่ ฝ่ายหญิงรอวันตัดสินใจของพระมหาจันทร์ 

สุดท้ายท่านจึงกล่าวว่า “เอ้า ! สึกก็สึกนะ แต่ขอเวลาคิดอีกสักหนึ่งเดือน จะสึกทั้งทีก็ขอให้ออกภาวนาดูก่อนหนึ่งเดือน แล้วจากนั้นค่อยมาว่ากันอีกที” 

แล้วพระมหาจันทร์ก็ออกไปหาที่สําหรับภาวนา โดยเดินเท้ามุ่งหน้าขึ้นภูเขาเพื่อไปภาวนา และในระหว่างทางก็ภาวนาไปด้วยว่า “สึก-ไม่สึก สึก-ไม่สึก สึก-ไม่สึก” ไปได้สามวัน พอวันที่สี่ก็ตัดสินใจว่า “เอ้า ! สึกก็สึก” แล้วตัดสินใจกลับหลังหันทันทีในขณะนั้น โดยตั้งใจว่าจะกลับมาสึก พอตัดสินใจว่าสึกเท่านั้นเอง ระยะทางที่เดินมาได้ ๓ วันไม่รู้ว่ากี่กิโลเมตร เดินทางจากจุดที่ตัดสินใจว่าสึกมาถึงนครจําปาศักดิ์ใช้เวลาแค่วันเดียวโดยไม่ต้องพักฉันข้าวฉันนํ้า และไม่ต้องแวะในระหว่างทางเลย

พอมาถึงนครจําปาศักดิ์ก็เข้าไปในวังเลยโดยตั้งใจจะไปบอก ว่าตัดสินใจสึกแน่นอนแล้ว ฝ่ายหญิงพอเห็นพระมหาจันทร์กลับมาเร็วกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ก็ดีอกดีใจเป็นการใหญ่ เข้ามานั่งใกล้ๆ พระมหาจันทร์ พร้อมกับพูดว่า “สึกคักๆ สึกคักๆ” (สึกแน่ๆ สึกจริงๆ) โดยที่ยังไม่ได้หานํ้าหาอะไรมาต้อนรับเลย ได้แต่พูดว่า “สึกคักๆ สึกคักๆ” อยู่อย่างนั้น

ฝ่ายพระมหาจันทร์ ซึ่งเดินทางมาทั้งวันกําลังเหนื่อยๆ ก็เกิดโมโหขึ้นมาในขณะนั้น จึงตวาดไปด้วยเสียงอันดังว่า “เย่ว ! อีเวรนี่มึงพูดอะไรอยู่ได้” พร้อมกันนั้นก็คว้ามีดโต้ซึ่งวางอยู่ข้างๆ เงื้อขึ้นทําท่าทางจะฟันฝ่ายหญิงสาว ฝ่ายหญิงสาวเมื่อเห็นท่านทําท่าจริงจังขึ้นมา ดังนั้น โดยที่ยังไม่ได้คาดคิดมาก่อน จึงตกใจกลัวสุดขีด แล้วลุกกระโจนหนีไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดชีวิต ในขณะนั้นพระมหาจันทร์เห็นกิริยาของหญิงสาวขณะวิ่งหนีตายสุดชีวิต ก็เห็นว่าไม่เห็นสวย เห็นงามตรงไหนเลย จึงตัดสินใจในขณะนั้นว่า “ไม่สึกแล้ว”

เพราะฉะนั้นผู้ที่บวชแล้วและอยู่มาได้ตลอดรอดฝั่งเป็นกําลังของพระศาสนา ก็ล้วนแต่เคยอยากสึกมาแล้วทั้งนั้น ผู้ที่บวชมาแล้วโดยไม่คิดอยากสึกเลยนั้นมีน้อยมาก ถือได้ว่าเป็นผู้มีอุปนิสัยบุญบารมีจริงๆ

หลวงปู่เจี๊ยะเทศน์ยกภาษิตท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

(คัดจากเทศนาธรรม หลักการภาวนา โดย หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท)

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเคยกล่าวว่า “พายนะพ่อพาย ตะวันจะสาย สายบัวจะเน่า” 

ท่านเทศน์ของท่าน หลวงตาจํามาเล่าให้ฟัง พายนะพ่อพาย ตะวันจะสาย สายบัวจะเน่า 

สายบัวคืออะไร คือ กายที่มันจะแก่ จะป่วย จะเจ็บ จะตาย พายๆ ตะวันจะสาย สาย หมายถึง เวลาเจ็บป่วยอย่างนั้นแล้วหมดเวลา เพราะเราไม่ได้ฝึกหัดไว้ ถ้าไปบอกภาวนาไม่มีโอกาสที่จะทํา ข้าเจ็บข้าจะตายพุทโธเวลานั้น โอ๊ย ! เอาอะไรก็ไม่ได้แล้วเป็นอย่างนั้นน๊ะ

พายนะพ่อพาย รีบพาย พากันเข้าวัดเข้าวามานั่งสมาธิภาวนา ตะวันจะสาย ร่างกายมันเปลี่ยนแปลงยักย้าย สายบัวจะเน่า นี่ตอนจะตาย นอนแน่ๆ ใช่ไหม ? ไปไหนไม่ได้ ต้องหยอดข้าวหยอดนํ้า

เมื่อได้ทําใจฝึกหัดเต็มที่แล้วอย่างนั้นแล้วไม่ต้องเป็นทุกข์ กําหนดดูอยู่กับเวทนาอย่างนั้นสบายที่สุด กําหนดใจของเราที่มีกําลังสติปัญญาบริบูรณ์สมบูรณ์แล้ว มองดูเฉยๆ ไม่ต้องทําอันใดทั้งหมด ตั้งสติจดกําหนดดูอย่างนั้นเพลินอยู่ไปเลย ตายเมื่อไหร่ก็ยิ่งดี ไอ้ร่างกายเรานี้ทรมานมานานแล้วหลายสิบปียินดีไปเถอะเจ้าข้าใช่ไหม ? (ตอนนี้เทศน์เสียงดัง)

เรานักปฏิบัติจุดมุ่งหมายต้องเป็นอย่างนี้ เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสคาถาว่า สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ บุคคล ผู้ชําระใจของตนให้ผ่องแผ้วหมดจดผ่องใส อย่างตํ่าทําได้ชั่วครั้งชั่วคราว อย่างกลางได้เป็นหลายคืนหลายเดือนชั่วปี อย่างสูงได้จนกระทั่งทําลายอาสวะกิเลสของตนให้สิ้นไปนั่งเป็นบรมสุข นั่นแหละเป็นผู้ที่เข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ได้แสดงไว้อย่างนั้น

วิธีการนวดกํา โดยท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ 

(จากประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท)

เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) พยายามปฏิบัติท่าน (หลวงปู่มั่น) อยู่ ๓ เดือน อาการของท่านดีขึ้นเรื่อยๆ กิจวัตรที่ต้องทําถวายท่านเป็นประจํา คือ ในตอนพลบคํ่าเข้าไปถวายการบีบนวด เวลานวดท่านให้เอามือกําตามแขนตามขาท่าน กําย้ายไปย้ายมาอยู่อย่างนั้น ทําด้วยวิธีการอย่างนี้ คืนละหลายๆ ชั่วโมง

วิธีการนวดกําแบบนี้ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ เคยบอกกับท่าน (หลวงปู่มั่น) ไว้ว่า 

“พวกพระเณรหนุ่มธาตุไฟมันดี ถ้ามาบีบมากําตามแขนตามขาให้คนแก่ๆ ไฟธาตุมันช่วยได้มาก” ทําการบีบกํานวดอย่างนี้อยู่ ๓ เดือน อาการท่านก็ฟื้นจากอาพาธ และในที่สุดก็หายเป็นปกติ เวลาถวายการนวด ต้องเอามือกําเฉยๆ ไม่ให้กด เพราะท่านเจ็บ ท่านผอม ท่านไม่ค่อยมีเนื้อหนัง 

ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ นิมิตท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ

(จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ)

ในระยะหนึ่งได้ออกธุดงค์ไปอยู่ที่อุโมงค์ใกล้สนามบินจังหวัดเชียงใหม่ เชิงดอยสุเทพ ทางด้านตะวันตกของสนามบินมีเจดีย์เก่า ๆ อยู่องค์หนึ่ง เขาทําเป็นอุโมงค์ มีถํ้าเป็นช่องๆ ข้าพเจ้าและหมู่เพื่อนพากันไปพักวิเวกที่นั้น ตกกลางคืนได้นิมิตอีกปรากฏว่าข้าพเจ้ากับท่านพระอาจารย์มั่นได้พากันทําหีบศพอยู่ที่บนเจดีย์ และในขณะนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสได้เหาะมากลางอากาศ แล้วมาหยุดยืนที่ตรงหน้าข้าพเจ้า แล้วท่านก็ให้โอวาทว่า “ท่านจวน อุเปกฺขินฺทริยํ” แล้วท่านก็หายไป

ข้าพเจ้าได้กําหนดจิตแปลดูว่า อุเปกฺขินฺทริยํ แปลว่าอะไร ก็แปลได้ความว่า ให้วางใจเป็นอุเบกขา เป็นกลางจากอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อกระทบรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส และธรรมารมณ์ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ให้วางใจเป็นอุเบกขาเป็นกลางๆ ด้วยความมีสติและปัญญา อย่าเอาใจให้ฟั่นเฝือหลงใหลลุ่มหลงในอารมณ์ที่มากระทบ

ข้าพเจ้ากําหนดจิตคิดตามนิมิตนั้นว่า พรุ่งนี้อาจมีอันตรายหรือเหตุการณ์อะไรอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเป็นแน่

พอรุ่งขึ้น หลังจากฉันเช้าเสร็จแล้ว หมู่พวกได้ออกไปเที่ยวชมดูสถานที่ต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ ยังแต่ตัวข้าพเจ้าอยู่คนเดียวในถํ้านั้น ในกลางวันก็มีพวกหญิงสาวๆ สวยๆ ดาราเชียงใหม่มาเที่ยวบริเวณนั้นได้ยินเสียงคุยกันลั่นว่า แถวนี้มีพระธุดงค์ เรามาค้นหา ตุ๊เจ้ากันดีกว่า มีหญิงสาวรูปสวยคนหนึ่งแยกจากหมู่มาเที่ยวค้นหาพระในถํ้าตามลําพัง ค้นไปค้นมาก็มาเห็นข้าพเจ้านั่งภาวนาอยู่ใน ช่องถํ้าคนเดียว เวลานั้นข้าพเจ้าได้ภาวนาอยู่ในกลด แต่หญิงนั้น ก็เข้ามาแหวกมุ้งกลดออก และร้องเอะอะเสียงลั่น “นี่ตุ๊เจ้านี่ ตุ๊เจ้าอยู่นี่…ตุ๊เจ้าอยู่นี่” 

หญิงสาวผู้นั้นยืนแหวกกลดเพ่งข้าพเจ้าอย่างไม่เกรงใจและยิ้มอย่างชวนเชิญ ข้าพเจ้ามองดู เห็นหน้าอกของเขาเต็มอก พอสายตาลงตํ่าลง ก็มองเห็นผ้านุ่งบางๆ เป็นซิ่นสเกิร์ตสั้นๆ ก็เลยเกิดความกําหนัดขึ้น ข้าพเจ้าจึงคิดถึงคําเทศน์ของท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ “อุเปกฺขินฺทริยํ” ก็เลยพิจารณาอุบายนั้นจิตก็คลายความฟุ้งซ่านและสงบลง หญิงคนนั้นก็ไปป่าวร้องเพื่อนเข้ามาดูข้าพเจ้า เจ้าสวย บ้างเอาของเข้ามาถวาย ข้าพเจ้าให้พรเขาแล้ว เขาก็เลิกละไป 

ข้าพเจ้าได้ทําความเพียรอยู่ที่ถํ้านั้นพอประมาณแต่ต่อไปความสงบก็ลดลง ต้องรีบหนี เพราะกิตติศัพท์แพร่ไป มีพวกหญิงสาวมาเล่นค้นหาพระกันมากขึ้นเวลาเสียงคนมา พระรีบเอามุ้งกลดลง แต่บางทีก็จะมีหญิงใจกล้าอย่างที่กล่าวแล้ว มาเปิดมุ้งกลดดูพระส่งเสียงสรวลเสกัน จึงต้องรีบหนี แล้วก็ออกวิเวกต่อไปตามแถบเชียงใหม่ อําเภอสันกําแพงบ้าง อําเภอแม่แตง และแถบจังหวัดลําพูนบ้าง โดยพยายามหลีกเร้นไปตามดอย ตามป่า ตามเขาที่สงัดห่างจากหมู่ชุมชน

แอบดูท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นั่งสมาธิกับหลวงปู่มั่น

(จากหนังสือปริศนาธรรมคําสอน หลวงพ่อเกษม สนฺตจิตฺโต 

วัดเขาสนามแจง จ.ลพบุรี)

หลวงพ่อเกษม สมัยท่านยังเป็นเด็กได้เคยบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดบรมนิวาส ขณะนั้นหลวงพ่ออายุประมาณ ๑๒–๑๓ ปี ซึ่งท่านเจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นเจ้าอาวาสอยู่และหลวงพ่อได้มีโอกาสอุปัฏฐากรับใช้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ โดยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ชอบให้สามเณรเปลี่ยนเวรกันรับใช้ท่าน หลวงพ่อเล่าว่า ท่านได้มีโอกาสถวายการนวดให้แก่ท่านหลายหน หลวงพ่อว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น เมื่อท่านจะแสดงธรรมคราวใด จะมีผู้มาฟังธรรมกันเต็มไปหมด

คราวหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อาจารย์ใหญ่สายพระกรรมฐานได้เดินทางมาพักเยี่ยมเยียนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ซึ่งท่านทั้งสองสนิทสนมกันยิ่งนัก ท่านอาจารย์มั่นมักจะอยู่สนทนากับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ อยู่ในห้องสองต่อสองกันเป็นเวลานาน 

หลวงพ่อซึ่งขณะนั้นก็ยังคงเป็นสามเณรน้อยอยู่ ยังมีนิสัยซุกซนอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก ท่านได้คิดว่าท่านอาจารย์มั่นกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ทําอะไรกันอยู่นะ เข้าห้องไปที ทําไมถึง นานจัง หลวงพ่อจึงได้แอบดูตามช่องฝาที่พอจะมองเห็นบ้างในกุฏิได้ ภาพที่หลวงพ่อเกษมได้พบก็คือ เห็นท่านพระอาจารย์มั่นกับท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ ทั้งสององค์กําลังนั่งสมาธิ สงบนิ่งอยู่ทั้งสององค์ ภาพที่ หลวงพ่อเห็นนี้ประทับใจ และน่าเกรงขามยิ่งนัก

หลวงพ่อเล่าว่า ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กับ ท่านอาจารย์มั่น นั่งสมาธิสงบอยู่เป็นเวลานาน นับเป็นชั่วโมงๆ เลยทีเดียว โดยที่มิได้เอ่ยวาจาอะไรกันเลย เนื่องจากหลวงพ่อเคยได้มีโอกาสได้รับใช้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และได้พบเห็นท่านพระอาจารย์มั่น แม้จะเป็นช่วง เวลาเพียงไม่นานนัก แต่ท่านก็ยังคงนับถือและเคารพบูชาท่านเจ้าคุณ อุบาลีฯ และท่านอาจารย์มั่นเป็นอย่างสูงทีเดียว

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
ได้รับการยกย่องเป็นธรรมกถึกเอก

การแสดงพระธรรมเทศนานั้น ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) นับได้ว่าเป็นนักเทศน์ที่จะหาผู้เสมอเหมือนได้ยากยิ่ง เป็นธรรมกถึกเอก

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ซึ่งเป็นศิษย์ ได้เล่าว่า แม้การมรณภาพก็มีสาเหตุมาจากการเทศน์นั่นเอง

ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระมหาเถระอีกรูปหนึ่ง ซึ่งยกย่องท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นธรรมกถึกเอก โดยกล่าวยกย่ององค์หลวงตามหาบัวเทศน์เก่งหาตัวจับยากเปรียบเป็นเจ้าคุณ อุบาลีน้อย ดังเทศนาธรรมขององค์หลวงตา ดังนี้

“ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านยังเคยพูด ผมไม่ลืมนะ เวลาอยู่ สองต่อสอง ท่านพูดแล้ว ท่านดูหน้าผมด้วยนะ ตาท่านใสแจ๋ว ดูอยู่ เฉยๆ “บางทีนะบัว” ว่างี้เลยนะ ทั้งๆ ที่อยู่ด้วยกัน “บัว” ท่านว่า “เจ้าข้อยนี่ล่ะ” ภาษาทางภาคอีสาน ข้อยพูดตามความจริงนะบัว เจ้าเทศน์นี้ข้อยว่าหาตัวจับยากนะบัว” ท่านยังเคยพูด “ต่อไปนี้เจ้าจะเป็นเจ้าคุณอุบาลีน้อยนะบัว เจ้าเทศน์ แหม ! มันถึงใจข้อยเหลือเกินว่า ไม่อึ๊ ไม่อ๊ะ ไหลไปเลย” แต่ก่อนธาตุขันธ์ผมดีนี่ เสียงก็อํานวยด้วยแจ๋ว ต่อจากนั้นมาท่านก็ว่า แต่ถ้าหากไม่มีปัญหา เทศน์ข้อยยกให้เจ้านะบัว แต่ถ้ามีปัญหาแล้ว การตอบปัญหาเจ้าเป็นที่หนึ่ง มันถึงใจข้อยเหลือเกินนะบัว ตอบรวดเร็วที่สุด ปั๊บเลย ใส่ปั๊บๆ”

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จนฺทปชฺโชโต) ก็กล่าวยกย่องความเป็นพระนักเทศน์เอกของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ไว้ว่า พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้กล่าวถึงการเจ็บป่วยของท่านว่า “…เราเป็นนักเทศน์มีชื่อเสียง เมื่อขาหักก็หักอยู่บนธรรมาสน์ เพราะขึ้นเทศน์ จะหานักเทศน์ที่ไหนได้นอกจากเรา…”

คติธรรมคําสอนท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์
(จันทร์ สิริจนฺโท )

นิพพานดิบ นิพพานสุก จากหนังสือคิริมานนทสูตร

บุคคลที่ปรารถนาพ้นทุกข์ได้สุข

หรือพระนิพพานควรให้ได้เมื่อยังมีชีวิตอยู่

ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายปรารถนาอยากพ้นทุกข์ หรือปรารถนาอยากได้สุขประเภทใด ก็ควรให้ได้ถึงเสียแต่ในชาตินี้ ถ้าถือเอาภายหน้าเป็นประมาณแล้ว ชื่อว่าเป็นคนหลงทั้งสิ้น แม้ความสุขอย่างสูง คือ พระนิพพาน ผู้ปรารถนาก็พึงรีบขวนขวายให้ได้ให้ถึงเสีย แต่เมื่อเป็นคนมีชีวิตอยู่นี้ 

ดูกรอานนท์ อันว่าความสุขในพระนิพพานนั้นมี ๒ ประเภท คือ ดิบ ๑ สุก ๑ ได้ความว่า เมื่อยังเป็นคนมีชีวิตอยู่ได้เสวยสุข ในพระนิพพานนั้น ได้ชื่อว่า พระนิพพานดิบ เมื่อตายไปแล้วได้ เสวยสุขในพระนิพพานนั้น ได้ชื่อว่า พระนิพพานสุก พระนิพพาน มี ๒ ประการเท่านี้ นิพพานโลกีย์ นิพพานพรหม เป็นนิพพานหลง ไม่นับเข้าไปในที่นี้ 

พระนิพพานดิบนั้นเป็นของสําคัญ ควรให้รู้ ให้เห็น ให้ได้ ให้ถึงเสียก่อนตาย ถ้าไม่ได้พระนิพพานดิบนี้แล้ว ตายไปจักได้ พระนิพพานสุกนั้นไม่มีเลย ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจก็ยิ่งไม่มีทางได้ แต่รู้แล้ว เห็นแล้ว พยายามจะให้ได้ ให้ถึง ก็แสนยากแสนลําบากยิ่งนักหนา ผู้ใดเห็นว่าพระนิพพานมีอย่างเดียว ตายแล้วจึงจะได้ ผู้นั้นชื่อว่า คนหลง ส่วนพระนิพพานดิบนั้น จักจัดเอาความสุขอย่างละเอียดเหมือนอย่างพระนิพพานสุกนั้นไม่ได้ แต่ก็เป็นความสุขอันละเอียดสุขุม หาสิ่งใดเปรียบมิได้อยู่แล้ว แต่หากยังมีกลิ่นรสแห่งทุกข์กระทบถูกต้อง อยู่ จึงไม่ละเอียดเหมือนพระนิพพานสุก เพราะพระนิพพานสุก ไม่มีกลิ่นรสแห่งทุกข์จะมากลํ้ากราย ปราศจากสรรพสิ่งทั้งปวง แต่พระนิพพานดิบนั้นต้องให้ได้ไว้ก่อนตาย

ทําตัวเราให้เหมือนแผ่นดินหรือปล่อยวาง

จึงได้ชื่อว่า ถึงพระนิพพานดิบ

ดูกรอานนท์ อันว่าพระนิพพานนั้น พึงให้ดูอย่างแผ่นดิน พระธรณีมีลักษณะอาการฉันใด ก็ให้ตัวเรามีลักษณะอาการฉันนั้น ถ้าทําได้เช่นนั้น ก็ได้ชื่อว่าถึงพระนิพพานดิบ ถ้าทําไม่ได้ แต่พูดว่า อยากได้ จะพูดมากมายเท่าไรๆ ก็ตาม ก็ไม่อาจที่จะได้จะถึงเลย ถ้าปรารถนาจักถึงพระนิพพานแล้ว ต้องทําจิตใจของตนให้เหมือน แผ่นดินเสียก่อน ไม่ใช่เป็นของทําได้ด้วยง่าย ต้องพากเพียรลําบากยากยิ่งนักจึงจักได้ จะเข้าใจว่าปรารถนาเอาด้วยปากก็คงจักได้ อย่างนี้เป็นคนหลงไป ใช้ไม่ได้ ต้องทําตัวทําใจให้เป็นเหมือนแผ่นดินให้จงได้ ลักษณะของแผ่นดินนั้นคนแลสัตว์ทั้งหลายจะทําร้ายทําดี กล่าวร้าย กล่าวดีประการใด มหาปฐพีนั้นก็มิได้รู้โกรธรู้เคือง 

ที่ว่าทําใจให้เหมือนแผ่นดินนั้น คือว่าให้วางใจเสีย อย่าเอื้อเฟื้ออาลัยว่าใจของตน ให้ระลึกอยู่ว่า ตัวมาอาศัยอยู่ไปชั่วคราวเท่านั้น เขาจะนึกคิดอะไรก็อย่าตามเขาไป ให้เข้าใจอยู่ว่า เราอยู่ไปคอยวันตายเท่านั้น ประโยชน์อะไรกับวัตถุข้าวของและตัวตน อันเป็น ของภายนอก แต่ใจซึ่งเป็นของภายในแลเป็นของสําคัญ ก็ยังต้อง ให้ปล่อยให้วาง อย่าถือเอาว่าเป็นของๆ ตัว กล่าวไว้แต่พอให้เข้าใจเพียงเท่านี้โดยสังเขป

มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นของมีชีวิตที่อยู่ในโลกนี้ เจ้ากําหนดรู้ความเป็นไปของตนเองกันว่าเป็นเช่นไร เนื้ออยู่บนเขียง รอแต่ จะให้มีดสับเพื่อความป่นปี้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์สัตว์ก็ขึ้นเขียง รอความ เจ็บป่วย ทุกข์โศก แก่ชรา แตกดับ ตายไป สับตนเองอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้นเหมือนกัน ผู้ฉลาดควรพาตนออกไปจากเขียงนั้นเสีย

ในโลกนี้ย่อมไม่มีผู้ใดอยู่ได้นานนัก ตามความนึกคิดของเขาทั้งหลาย เพราะสังขารย่อมเดินไปตามทางของมันอยู่ นานเข้าก็แก่ แล้วก็ตายหายไปจากโลก ต้องเป็นอยู่อย่างนี้แน่นอนและตลอดไป ฉะนั้น ไม่ควรหลงใหลกับสิ่งต่างๆ ในโลกให้มากนัก ควรมองโลกนี้เสียให้ชัด ให้แจ้ง ให้จริง พาจิตใจและอารมณ์ให้ออกห่างจากโลกนี้เสีย

อะไรเป็นปัจจัยของอวิชชา เรานั่นแหละเป็นปัจจัยของอวิชชา อะไรเป็นปัจจัยของเรา อวิชชานั่นแหละเป็นปัจจัยของเรา ถ้ามีอวิชชาก็มีเรา ถ้ามีเราก็มีอวิชชา 

เกิดเป็นคนจะงามและมีความสุขที่สุดนั้น งามที่เมื่อเกิดมาแล้ว ในโลก และได้ทําสิ่งต่างๆ อันจะยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นในภายหน้า ในโลกนี้อันมากไปด้วยความทุกข์นั้นแหละ คือ ความสุขบริสุทธิ์ที่ ไร้มลทิน มิใช่ว่าเมื่อเกิดมามีสังขารแล้ว จะจ้องแต่หาความสุขในการเสพกามคุณในสังขารร่างกายของฝ่ายตรงข้าม แล้วไปคิดว่านั้นแหละคือ ความสุขที่จะขาดเสียมิได้เมื่อเกิดมา การคิดอย่างนั้น มันเป็นเรื่องของคนไม่มีปัญญา ตกเป็นทาสของตัณหา ชอบเกลือกกลั้วกับของเหม็นของเน่า แล้วจะเอาความสุขบริสุทธิ์ที่แท้จริงจากไหนกับ สิ่งเหล่านั้น

ใครเล่าจะห้ามความตายได้ ใครเล่าจะทําตัวเองให้ดีกว่าเก่า ใครเล่าจะทําสิ่งที่ยังไม่รู้ให้รู้ขึ้นมา

การศึกษาที่สูงที่สุด คือ การศึกษาตัวเอง

ในพวกเราชาวสยามนี้ ควรได้เห็นว่าเป็นคนมีบุญมาก เกิดมาได้ พบพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว ด้วยบุรพบรรพบุรุษพาถือกันมานานแล้วกว่า ๒,๐๐๐ ปี อย่าพากันมีความประมาท พึงตั้งใจปฏิบัติกันให้เห็นผลจนรู้สึกตัวว่า เรามีที่พึ่งอันใดแล้ว จึงจะเป็นคนที่ไม่เสียทีที่ได้พบพระพุทธศาสนา

ตําราแบบแผนมิใช่ยา ยามิใช่ตําราแบบแผน ความไข้ไม่ได้หายด้วยยาอย่างเดียว ต้องอาศัยกินยานั้นด้วยไข้จึงหาย

ความจริงการที่จักได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์ ท่านแสดงว่าเป็น ของแสนยาก เพราะเป็นชาติที่อุดม อาจที่จักประกอบคุณงามความดีได้ทุกประเภท ชีวิตความเป็นอยู่ตลอดมาถึงวัยนี้ขัยนี้ ก็เป็นของแสนยากแสนลําบาก ต้องฝ่าฝืนอุปสรรคขัดข้องมาโดยลําดับ มิหนําซํ้าเกิดในตระกูลอันเป็นสัมมาทิฐิ ส่วนตนก็มีศรัทธา เชื่อกรรม ผลของกรรม และเชื่อคุณพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะที่พึ่งได้ แต่มักพูดกันโดยมากว่า ความเพียรของตนยังอ่อน ถ้าเช่นนั้นก็ควรปรารภความเพียรให้หนักขึ้น เอาตัวออกจากความทุกข์ได้ในชาตินี้เป็นดี เพราะชาติหน้า หมายไม่ได้ว่าจะได้อัตภาพเป็นอะไร จึงจะได้อัตภาพเป็นมนุษย์อีก จะวางใจว่าเราคงมีศรัทธาเหมือนชาตินี้ไม่ได้ เพราะข้ามภพข้ามชาติไปแล้ว

ความระงับสังขารทั้งหลายนั้น ท่านมิได้หมายถึงความตาย ท่านหมายถึงวิปัสสนาญาณและอาสวักขยญาณ คือปัญญารู้เท่าสังขาร รู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะ เป็นชื่อของพระนิพพาน เป็นยอดแห่งความสุข

เดินมากก็มีรอยมาก เดินน้อยก็มีรอยน้อย หากไม่เดินเลย ก็ไม่มีรอยเลย คบคนมากก็มีเพื่อนมาก คบคนน้อยก็มีเพื่อนน้อย ไม่คบคนเลยก็ไม่มีเพื่อนเลย ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็เหมือนกัน เราว่ากันว่าต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ต้องอย่างโน้น ปรุงไปมากมายหลายอย่าง มันจึงมีอะไรๆ ขึ้นมาได้ หากเราไม่เกี่ยวพันกับสิ่งต่างๆ ทั้งหมดแล้วจะมีอะไรได้ที่ไหน

สมณศักดิ์

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ตามลําดับดังนี้

๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ พระครูวิจิตรธรรมภาณี (พระครูสัญญาบัตร)

๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๒ พระญาณรักขิต (พระราชาคณะชั้นสามัญ)

๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ พระราชกวี (พระราชาคณะ ชั้นราช)

๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ พระเทพโมลี (พระราชาคณะชั้นเทพ)

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ถูกถอดสมณศักดิ์จากตําแหน่งพระเทพโมลี

๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๙ พระธรรมธีรราชมหามุนี (เทียบ พระราชาคณะชั้นเทพ)

๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๖ พระโพธิวงศาจารย์ (เทียบ พระราชาคณะชั้นธรรม) 

๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (พระราชาคณะชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ ตําแหน่งเจ้าคณะรอง ฝ่ายอรัญญวาสี) อันเป็นสมณศักดิ์สูงสุดที่ท่านได้รับ และเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะรูปแรกของชาวจังหวัดอุบลราชธานี มีนามจารึกตามหิรัญบัตร ดังนี้

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ญาณวิสุทธจริยาปริณายก ตรีปิฎกคุณาลังการ นานาสถานราชคมนีย์ สาธุการีธรรมากร สุนทรศีลาทิขันธ์ มีฐานานุกรม ๖ รูป ได้แก่ พระครูปลัดนิพัทธโพธิพงศ์ ๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูธรรมธร ๑ พระครูสังฆรักษ์ ๑ พระครูสมุห์ ๑ และ พระครูใบฎีกา ๑ ซึ่งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้ตั้งหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นพระฐานานุกรมที่ พระครูวินัยธร 

ผลงานสําคัญ

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) มีผลงานมากมายเฉพาะที่สําคัญ มีดังนี้

๑) การปกครองวัด ได้แก่

พ.ศ. ๒๔๓๒ เจ้าอาวาสวัดมหามาตยาราม เมืองนครจําปาศักดิ์ (นครจําปาศักดิ์ เป็นอาณาเขตของประเทศไทยสมัยนั้น)

พ.ศ. ๒๔๓๙ เจ้าอาวาสวัดสุปัฏนาราม อําเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

พ.ศ. ๒๔๔๗ เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร

พ.ศ. ๒๔๗๑ เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้ท่านเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ 

๒) การปกครองคณะ ได้แก่

พ.ศ. ๒๔๓๑ เจ้าคณะสังฆปาโมกข์ เมืองนครจําปาศักดิ์

พ.ศ. ๒๔๓๓ เจ้าคณะใหญ่นครจําปาศักดิ์ เมืองนครจําปาศักดิ์

พ.ศ. ๒๔๔๒ เจ้าคณะมณฑลอีสาน พํานักที่วัดสุปัฏนาราม อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

พ.ศ. ๒๔๕๑ เจ้าคณะมณฑลจันทบุรี

พ.ศ. ๒๔๕๒ เจ้าคณะมณฑลราชบุรี

พ.ศ. ๒๔๕๓ เจ้าคณะมณฑลหัวเมืองกรุงเทพฯ

๓) การสร้างและบูรณะวัด ได้แก่

๓.๑ วัดสุภรัตนาราม ตําบลคูเมือง อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมมือกับพระสงฆ์และประชาชน สร้างวัดขึ้นในพื้นที่ป่าดงที่อยู่ระหว่างวัดบ้านค้อกับบ้านหวาง เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๔๔๐ เริ่มลงมือปรับพื้นที่ดิน ถางป่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ ขอตั้งเป็นสํานักสงฆ์ และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาและผูกพัทธสีมา นับว่าเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 

๓.๒ วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร ปรับปรุงบริเวณ ซ่อมแซมเสนาสนะ โบสถ์ วิหาร ศาลา กุฏิ สร้างถนนเข้าวัด และสร้างศาลาการเปรียญ กุฏิ ดังนี้

พ.ศ. ๒๔๔๙ สร้างถนนวัดบรมนิวาส

พ.ศ. ๒๔๕๐ สร้างกุฏิปัทมราช 

พ.ศ. ๒๔๕๓ สร้างกุฏิยุทธนา

พ.ศ. ๒๔๕๔ สร้างศาลาการเปรียญชื่อ ศาลาอุรุพงษ์ 

พ.ศ. ๒๔๖๑ สร้างกุฏิเพิ่มโชฎึก

พ.ศ. ๒๔๖๕ สร้างกุฏิผ่องดํารง ธรรมาชีวะ 

๓.๓ วัดสิริจันทรนิมิต อําเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ และพระครูปลัดอํ่า พร้อมด้วยญาติโยม ได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นที่เชิงเขาบ่องาม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูป ปางใหญ่ขึ้นระหว่างเชิงเขา โดยตั้งชื่อว่า “พระพุทธปฏิภาคมัธยม พุทธกาล” ส่วนวัดตั้งชื่อว่า “วัดเขาพระงาม” จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสิริจันทรนิมิตร” ปัจจุบันเขียนเป็น “วัดสิริจันทรนิมิต” 

๓.๔ วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ปรับปรุงบริเวณวัดและพระเจดีย์หลวง สร้างพระวิหารหลวง กุฏิ เสนาสนะ 

๓.๕ วัดบวรมงคล กรุงเทพมหานคร ปฏิสังขรณ์โบสถ์และ วิหารคต

๓.๖ วัดกลางบ้านแป้ง อําเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี สร้างมณฑปพระบาท 

๔) ด้านพระปริยัติธรรม

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ท่านให้ความสําคัญทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ในด้านปริยัติท่านได้จัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นในวัดบรมนิวาส ชื่อ โรงเรียนสุ่นวิทยานุกูล ท่านเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม และเป็นกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ต่อมาท่านได้สอนพระปริยัติธรรมที่วัดเจดีย์หลวง ซึ่งกาลต่อมาได้จัดตั้งเป็นสํานักเรียนพระปริยัติธรรม จนเป็นศูนย์กลางการเรียนพระปริยัติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่

พระปัญญาพิศาลเถร (หนู) เจ้าอาวาสรูปที่ ๕ ของวัดปทุมวนาราม ท่านมองเห็นความสําคัญทางการศึกษา จึงเปิดการเรียน การสอนขึ้นภายในวัด โดยขอครูจากวัดบรมนิวาส สมัยเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์เป็นเจ้าอาวาสให้มาถวายความรู้แก่ภิกษุสามเณรภายในวัด และส่งบัญชีสอบในนามวัดบรมนิวาส เมื่อมีการเรียน การสอบ ผลก็คือมีพระมหาเปรียญมากขึ้น เช่น พระมหาหลี พระมหา นาม พระมหาจารย์ พระมหาผุย เป็นต้น ทางสํานักเรียนจึงขอ แยกจากวัดบรมนิวาสมาจัดการศึกษาเอง 

๕) การตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยในบริเวณเมืองอุบลราชธานี และมณฑลอีสาน

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) นับได้ว่าเป็นผู้มีแนวคิดที่กว้างไกลมาก โดยเฉพาะในด้านการศึกษาทั้งภาษาไทยและบาลี หากในสมัยปัจจุบันก็เรียกได้ว่า เป็นผู้มี “วิสัยทัศน์” ที่เยี่ยมยอดมาก ดังจะเห็นได้จากเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ขณะดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหามาตยาราม เมืองนครจําปาศักดิ์ และเป็นเจ้าคณะสังฆปาโมกข์ เมืองนครจําปาศักดิ์นั้น ก็ได้จัดตั้งโรงเรียนบูรพาสยามเขตต ขึ้นที่วัดมหามาตยาราม สอนทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ – ๒๔๓๙ ขณะที่พํานักอยู่ในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชบายที่จะขยายการศึกษาเพื่อทวยราษฎร์ หรือการ ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยสําหรับราษฎรออกไปให้กว้างขวางทั่วพระราชอาณาจักร พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ก็ได้รวบรวมหนังสือแบบเรียนทั้งภาษาไทยกับภาษาบาลีไว้เป็นจํานวนมาก เมื่อได้หนังสือมากจนคิดว่าเพียงพอแล้วก็ได้พาคณะศิษย์จํานวน ๖ รูป คือ พระมหาอ้วน ติสฺโส (สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อ้วน ติสฺโส) พระมหาแก้ว อินทวังโส พระมหาล้อม ฐิตาโภ พระปลัดหรุ่น พระใบฎีกา และพระเทียบ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มาเมืองอุบลราชธานี อันเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑลลาวกาว ซึ่งมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ สําเร็จราชการมณฑล ในช่วงเวลานั้น

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) พร้อมคณะได้พํานักที่วัดสุปัฏนาราม ได้บูรณะซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างให้เป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมทั้งสร้างอาคารเรียนและทําพิธีเปิดเรียน เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ ให้ชื่อว่า “โรงเรียนอุบลวิทยาคม” เปิดสอนทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย นับเป็นโรงเรียนสอนหนังสือไทยแห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นในบริเวณเมืองอุบลราชธานี ที่จัดการสอนเป็นระบบที่เป็นโรงเรียนอย่างแท้จริง

หลังจากนั้นแล้ว พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ก็ได้ดําเนินการจัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยขึ้นในบริเวณเมืองต่างๆ อีกหลายโรงเรียน เช่น

พ.ศ. ๒๔๔๒ ตั้ง โรงเรียนอุดมวิทยากร ขึ้นที่วัดพระเหลาเทพนิมิต เมืองพนานิคม ขึ้นตรงกับเมืองอุบลราชธานี

ส่วนการจัดการศึกษาในเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณมณฑลอีสาน พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ก็มอบหมายให้คณะศิษย์ดูแลรับผิดชอบคล้ายกับทําหน้าที่ผู้ช่วยเจ้าคณะมณฑล ดังนี้ 

พระมหาอ้วน ติสฺโส เป็นผู้กํากับดูแลการจัดการศึกษาในบริเวณเมืองอุบลราชธานีและอําเภอในสังกัด

พระมหาทา กิตฺติวณฺโณ เป็นผู้กํากับดูแลการจัดการศึกษาในบริเวณเมืองร้อยเอ็ดและอําเภอในสังกัด

พระมหาแก้ว อินทวังโส เป็นผู้กํากับดูแลการจัดการศึกษาในบริเวณเมืองนครจําปาศักดิ์

พระมหารัฐ รฏฺฐปาโล เป็นผู้กํากับดูแลการจัดการศึกษาในบริเวณเมืองขุขันธ์ และเมืองสุรินทร์ รวมทั้งอําเภอในสังกัด

หลังจากนั้นการจัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยในบริเวณเมืองอุบลราชธานี และเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในอาณาเขตมณฑลอีสานก็เจริญก้าวหน้าพอสมควร จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้เข้าเฝ้าไปรเวท กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง พระราชปรารภถึงการศึกษาเล่าเรียนที่ออกไปจัดการตั้งโรงเรียนขึ้นได้ นั้น เป็นที่พอพระราชหฤทัยสมด้วยพระราชประสงค์ แล้วพระราชทานตรามณฑลอีสานให้เป็นผู้อํานวยการเจ้าคณะมณฑล ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๔๗ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส 

จึงนับได้ว่า พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เป็นผู้มีบทบาทในการตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยขึ้นในบริเวณเมืองต่างๆ ในมณฑลอีสานเป็นอย่างมาก

๖) การอบรมสั่งสอนประชาชน

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) นับได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถสูง มีความเฉลียวฉลาดปฏิภาณไหวพริบเป็นเยี่ยม เป็นนักเทศน์ที่มีสํานวนโวหารเป็นเยี่ยม ถ้าไม่มีเหตุการณ์ ผิดปกติ ท่านจะแสดงพระธรรมเทศนาอบรมสั่งสอนทายก ทายิกา ที่มาทําบุญที่วัดในวันสําคัญๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะในวันพระที่อยู่ในช่วงเข้าพรรษา เมื่อเทศนาเสร็จแล้วก็ให้ศิษยานุศิษย์จัดพิมพ์เผยแพร่แจกจ่ายเป็นธรรมทานแก่ผู้สนใจได้อ่านเพื่อเป็นการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วย โดยท่านมีดําริว่า คนที่มาฟังพระธรรมเทศนามีจํานวนไม่มากนัก ถ้าหากเอาเนื้อหาที่ได้แสดงพระธรรมเทศนาได้จัดพิมพ์เผยแผ่ จํานวนคนที่ได้อ่านได้เข้าใจเนื้อหาสาระของธรรมจะมีจํานวนเพิ่มขึ้นอีกมาก

จากการศึกษาค้นคว้าผลงานการแสดงพระธรรมเทศนาของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) พบว่ามีผู้จัดพิมพ์แจกจ่ายเป็นจํานวนมาก เช่น

หนังสือพุทธคุณเทศนากับอริยสัจกถา เป็นการรวบรวมคํา แสดงพระธรรมเทศนาในวันพระระหว่างเข้าพรรษาที่วัดบรมนิวาส พ.ศ. ๒๔๖๖

หนังสือรัตนตรัยวิภาค เป็นคําบรรยายในการแสดงพระธรรมเทศนาในระหว่างเข้าพรรษาที่วัดบรมนิวาส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ พิมพ์ในงานศพนางสุ่น และนางสาวเปล่ง สิริอัศวรักษ์ เมษายน ๒๔๗๑

หนังสือมงคลสุตตวิภาคบรรยายและทศบารมีวิภาค เป็นคําบรรยายในการแสดงพระธรรมเทศนาระหว่างเข้าพรรษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ ที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ

หนังสือธรรมรัตนกถา พิมพ์ในงานทําบุญศพพระยาไกรเพ็ชร์ รัตนสงคราม พ.ศ. ๒๔๕๗

คําบรรยายธรรมดังกล่าวของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) แม้จะแสดงไว้เป็นเวลาเกือบร้อยปีแล้ว ถ้าศึกษาอย่างละเอียดให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว แม้ในปัจจุบันก็จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง

๗) ผลงานด้านการประพันธ์ 

นอกจากเป็นนักเทศน์ชั้นเยี่ยมแล้ว ผลงานด้านการประพันธ์ก็นับว่าเยี่ยมเช่นกัน แม้ว่าการงานต่างๆ ที่รับผิดชอบและที่ต้องปฏิบัติอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานในตําแหน่งเจ้าอาวาส งานบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม การสร้างถาวรวัตถุ การเป็นเจ้าคณะมณฑลและอื่นๆ ก็มีมากมายอยู่แล้ว กระนั้นก็ดี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ก็ได้เขียนหนังสือทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ที่จัดพิมพ์เผยแพร่ มีหลายเรื่อง อาทิ

• ประเภทร้อยแก้ว ได้แก่

หนังสือ อตฺตปวตฺติ ซึ่งเป็นหนังสือที่กล่าวถึงประวัติของท่านเอง กล่าวถึงวัยเด็กการบรรพชาและอุปสมบท การศึกษาเล่าเรียน การปฏิบัติงานในตําแหน่งต่างๆ จนถึงอายุ ๖๙ ปี พิมพ์แจกในงานทําบุญอายุครบ ๗๐ ปีบริบูรณ์ วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๙

หนังสือ นิสสยโกศลวกานุศาสน์และเขมสรณคมน์ วิธีเจริญสมถะและวิปัสสนาภูมิ นางเพ็ชร เกษตรนิวาส (บุญเลี่ยม) พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐

หนังสือ คิริมานนทสูตร 

ฯลฯ

• ประเภทร้อยกรอง ได้แก่

กาพย์ปู่สอนหลาน กาพย์หลานสอนปู่ กาพย์พระใหญ่ เขา พระงาม กาพย์พระยาช้างฉัททันต์ กาพย์โลกนิติ กาพย์รถไฟ ฯลฯ

จากผลงานอันทรงคุณค่ามากมาย ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ คือ “ปราชญ์” ของเมืองอุบลราชธานีโดยแท้

ประวัติวัดสิริจันทรนิมิตวรวิหาร

ความเบื้องต้น

วัดสิริจันทรนิมิตวรวิหาร (เขาพระงาม) เป็นอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ ณ เชิงเขาพระงาม ตําบลเขาพระงาม อําเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีเนื้อที่ ๙๙ ไร่ ภูเขาอันเป็นที่ตั้งวัดนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหา วีรวงค์ (ติสสมหาเถร) วัดบรมนิวาส กล่าวไว้ในประวัติวัดสุปัฏน์ฯ ว่า “เดิมเรียกว่า เขาบ่องาม หรือเขาวัวงาม ต่อเมื่อสร้างพระใหญ่แล้ว จึงเรียกว่า เขาพระงาม แต่นั้นมา” ที่เรียกว่าเขาบ่องามแต่เดิมนั้น ณ ปัจจุบันนี้ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่เป็นบ่อนํ้าเรียงรายตั้งแต่สามแยกเขาพระงามไปสุดที่บ่อใน คส.๒ รวม ๖ บ่อ สร้างด้วยเงินบ่อละ ๔๐๐ บาท รวม ๒,๔๐๐ บาท ซึ่งแต่ละบ่อมีชื่อเป็นมงคลนาม ดังนี้

๑. บ่องามนามเดิม อยู่หมู่ที่ ๑ ใกล้สระนํ้าเฉลิมพระเกียรติ

๒. บ่อเจริญเกษมสุข อยู่หมู่ที่ ๑ ริมถนนหน้าวัดตรงกับต้นนิโครธ

๓. บ่อสนุกหายโรค อยู่บริเวณใต้ต้นพิกุลหน้าพระอุโบสถ

๔. บ่อบริโภคหายภัย อยู่บริเวณแผนกที่ ๒ กองคลังแสง (หมู่ที่ ๑)

๕. บ่อนํ้าใสสําราญราษฎร์ อยู่หมู่ที่ ๒ ริมถนนหน้าวัดตรงกับประตูวัดซุ้มที่ ๒

๖. บ่อสะอาดวิมลศิลป์ อยู่หมู่ที่ ๙ ริมถนนพหลโยธิน ใกล้ สามแยกเขาพระงาม

และยังมีหลักฐานการขุดสระนํ้ายาว ๒๐ วา ลึก ๔ ศอก สิ้นเงิน ๓ พันบาทเศษ ไว้เก็บนํ้าให้ชาวบ้านได้ใช้กันตลอดทั้งปี ซึ่งอยู่ด้านตะวันออกของวัด (ป่าช้าเก่า) ทั้งบ่อนํ้าและสระนํ้าเป็นเสมือนเขตแดนของวัดมาแต่เดิมด้วย ส่วนเขาวัวงาม ชาวบ้านใช้เรียกกันตามอาชีพ ที่ถิ่นนี้เลี้ยงวัวกันเพื่อไว้ใช้งานและซื้อขาย เป็นพันธุ์วัวที่มี ลักษณะสวยงามกว่าที่อื่นๆ ทั้งเป็นถิ่นศูนย์รวมแห่งการซื้อขายอีกด้วย อันบริเวณที่ตั้งวัดอยู่ในบัดนี้ อาศัยโบราณวัตถุต่างๆ เท่าที่มีอยู่ในวัด แต่เดิมมา เช่น พระพุทธรูปที่ทําด้วยศิลาทรายแดงปางไสยาสน์ภายใน ถํ้าภัทราวุโธ ซากฐานพระอุโบสถหลังเดิม ซึ่งอยู่ตรงพระวิหาร พระกัจจายน์ในบัดนี้ ใบเสมาเก่าที่ทําด้วยศิลา ซากสถูปใหญ่บนยอดเขา เหล่านี้เป็นต้น จึงทําให้มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานว่า วัดนี้คงเป็นวัดสําคัญและเป็นวัดที่เคยรุ่งเรืองมาแต่โบราณวัดหนึ่งในจังหวัดลพบุรี แต่เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองได้ผันแปรไปตามกาลสมัย จึงทําให้กลายสภาพเป็นวัดร้างในกาลต่อมา

จนเมื่อในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส จังหวัดพระนคร แต่ครั้งดํารงสมณศักดิ์เป็นพระราชกวีได้สถาปนาใหม่ ณ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ จึงกลับเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่แต่นั้นมา 

วัดสิริจันทรนิมิต ก่อนแต่ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) จะสถาปนาใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ นั้นไม่มีทางจะสืบทราบได้ว่า ใครเป็นผู้สร้างและสร้างแต่เมื่อไร แต่นายประยูร อุลุชาฏระ อดีตข้าราชการกรมศิลปากร ได้สันนิษฐานจากศิลปวัตถุ ที่พบในวัดนั้นว่า คงเป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๑๐๐ โดยที่วัดนี้เป็นวัดโบราณดังกล่าวแล้ว แต่เดิมจะมีชื่อเรียกว่าอย่างไร หามีทางสืบทราบได้ไม่ ต่อเมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ได้สถาปนาใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ จึงเรียกกันว่า “วัดเขาพระงาม” และเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินในงานผูกพัทธสีมาของวัดนั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ แล้ว จึงได้พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสิริจันทรนิมิต” แต่นั้นมา

เหตุที่ได้รับพระราชทานนามเช่นนี้ก็คงจะทรงอาศัยเนมิตกนาม จากฉายาของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ว่า สิริจนฺโท นั้น อย่างหนึ่ง กับจากข้อที่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้นิมิตจากเทวนิกายในคราวที่ ตกลงใจสร้างพระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล (หลวงพ่อใหญ่) นั้น อีกอย่างหนึ่ง ภายหลังเมื่อได้สถาปนาวัดสิริจันทรนิมิตขึ้นใหม่แล้ว วัดนี้ก็ถึงซึ่งความเจริญรุ่งเรืองมาโดยลําดับ เป็นวัดธรรมยุตนิกายสําคัญ วัดหนึ่งในจังหวัดลพบุรี ทางราชการได้เล็งเห็นความสําคัญของวัด สิริจันทรนิมิตนี้ จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานยกขึ้นเป็น พระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดสิริจันทรนิมิตขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๔๙๙ เป็นต้นมา ตามประกาศแจ้งความกระทรวงวัฒนธรรม ดังนี้ 

ประกาศแจ้งความกระทรวงวัฒนธรรม
เรื่อง ยกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง

ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกวัดสิริจันทรนิมิต ตําบลเขาพระงาม อําเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหารและให้มีนามว่า วัดสิริจันทรนิมิตวรวิหาร ตั้งแต่วันที่ ๙ มกราคม ๒๔๙๙ เป็นต้นไป

แจ้งความ ณ วันที่ ๒๕ มกราคม พระพุทธศักราช ๒๔๙๙
พลเรือเอก ป.ยุทธศาสตร์โกศล (หลวงยุทธศาสตร์โกศล)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

ประกาศกรมธรรมการ

เรื่อง พระราชทานเงินช่วยในการปฏิสังขรณ์
และพระราชทานนามวัด

ด้วยเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ ขณะเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินกลับจากโรงเรียนทหารปืนใหญ่ ที่ตําบลโคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี ได้เลยเสด็จทอดพระเนตรวัดเขาพระงาม ที่พระโพธิวงศาจารย์กําลังมีงานผูกพัทธสีมาอยู่ ได้ทรงพระราชศรัทธาบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยในการปฏิสังขรณ์ ๒๐๐ บาท พระโพธิวงศาจารย์ถวายพระพรว่า วัดนี้ได้จัดการก่อสร้างเป็นเวลานานปีมาแล้ว แต่เพื่อเป็นเหตุที่จะให้ระลึก ได้ว่าการได้สําเร็จลงในรัชสมัยปัจจุบัน พระโพธิวงศาจารย์และทายก ทายิกา จึงพร้อมกันขอพระราชทานถวายวัดเขาพระงามไว้เป็นพระอารามหลวง ได้มีพระราชดํารัสว่าการบูรณะวัดนั้นยังไม่แล้วบริบูรณ์ โปรดให้รอไว้ก่อน แต่ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสิริจันทรนิมิตร”

ประกาศมา ณ วันที่ ๒๕ มีนาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๖
พระยาเมธาธิบดี มหาเสวกตรี
อธิบดีกรมธรรมการ

พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล
(หลวงพ่อพระงาม)

พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล หรือที่ประชาชนนิยมเรียกว่า “หลวงพ่อใหญ่” “หลวงพ่อพระงาม” ประดิษฐานอยู่บนไหล่เขา พระงาม เริ่มสร้างเมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ นับว่าเป็นพระพุทธรูปนั่ง ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยนั้น หน้าตักกว้าง ๑๑ วา ๑ ศอก ส่วนสูงจากหน้าตักถึงพระเกศ ๑๘ วา สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ๖๐,๐๐๐ บาท

คําปรารภในการสร้าง
พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล

ในการสร้างพระพุทธรูปใหญ่ของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส เจ้าคณะรองฝ่ายอรัญญวาสี เมื่อยังดํารงสมณศักดิ์เป็นพระราชกวี พ.ศ. ๒๔๕๕ ดังต่อไปนี้

ข้าพเจ้าได้ดําริมาถึง ๕ ปีแล้วว่า ในปีชวดจัตวาศก พระพุทธศักราช ๒๔๕๕ เป็นปีครบ ๒,๕๐๐ แห่งพุทธกาล คือนับแต่ปีตรัสรู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมา นับว่าเป็นปีกึ่ง ๕,๐๐๐ แห่งพุทธกาล ชีวิตของเราได้มาประสบมหาสมัยสําคัญเช่นนี้ ควรจะแสดงกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธศาสนาไว้เป็นที่ระลึกสักสิ่งหนึ่ง แต่จะทําอะไรดี ให้พอสมควรแก่กําลังความสามารถแห่งตน เห็นแต่สร้างพระพุทธปฏิมากรให้เหมาะแก่สมัยไว้สักองค์หนึ่ง เดิมคิดจะหล่อด้วยทองเหลือง ให้แล้วเสร็จทันได้สมโภชในวันวิสาขปุณณมีในปีชวดนี้ การดํารินั้นก็ขัดๆ ข้องๆ เพราะต้องการองค์ใหญ่หาที่ประดิษฐานไม่เหมาะ การที่คิดนั้นก็ล้มละลายไป 

ครั้นมาถึงต้นเดือน ๕ พระพุทธศักราช ๒๔๕๕ ในต้นปีชวดนี้เอง ได้ชะลอพระพุทธรูปศิลาแดงซึ่งชํารุดมาจากวัดหลุมดินเก่าเมืองราชบุรี มาปฏิสังขรณ์ขึ้น ที่ศาลาการเปรียญวัดบรมนิวาสซึ่งสร้างขึ้นใหม่ หน้าตักกว้าง ๔ ศอกคืบ โดยสูง ๖ ศอก ทําการอยู่ ๒ เดือนจึงสําเร็จ ทันได้สมโภชในวันวิสาขปุณณมี ถวายพระนามว่า “พระพิชิตมารมัธยมพุทธกาล” อาศัยท่านผู้มีศรัทธาบริจาคทรัพย์ สิ้นเงิน ๑,๕๐๐ บาทเศษ ทําการนั้นเสร็จแล้ว แต่ก็ยังไม่อิ่มแก่ใจด้วยพระพุทธรูปขนาดนี้มีถมไปในประเทศสยาม ครั้นจะสร้างให้โตก็ติดขัดด้วยสถานที่ อีกประการหนึ่ง ดําริไว้ว่าจะพิมพ์หนังสือ ปฏิจจสมุปบาท แจกในงานสมโภชพระพุทธรูปนั้น แต่ไม่มีเวลาพอที่จะแต่งหนังสือให้เสร็จได้ เพราะเหตุนั้นจึงได้ดําริการนั้นต่อไปอีก 

ครั้นอยู่มาถึงเดือน ๑๒ ข้างขึ้นมีเวลาว่าง ได้ออกไปเที่ยว ณ เขาบ่องาม ตําบลธรณี อําเภอสระโบสถ์ แขวงเมืองลพบุรี เพราะได้ทําการปฏิสังขรณ์ถํ้าเรียบร้อยอยู่แล้ว สถานที่นั้นก็เป็นที่ชอบกลดี คือ ที่ถํ้านั้นเป็นเจดียสถานที่ขึ้นนมัสการของมหาชนบริเวณเหล่านั้นอยู่แต่เดิมด้วย ส่วนหน้าถํ้าก็ผินสู่ทิศตะวันออก ถึงเวลาบ่าย ดวงอาทิตย์ลับภูเขาเย็นสําราญดีด้วย ถ้าสร้างพระพุทธรูปลงในที่นี้ ผินพระปฤษฎางค์เข้าหายอดเขา ดูไกลๆ คล้ายกับพระนาคปรก ผินพระพักตร์ สู่ทิศบูรพาเป็นสง่าดี จึงได้ปรึกษากับพระครูปลัด (ภทฺราวุโธ อํ่า) ผู้เป็นน้องชายซึ่งลาออกมาจําพรรษาอยู่ที่ถํ้านั้น เธอก็เห็นชอบด้วย

เมื่อปรึกษากันตกลงแล้ว ก็เกิดปีติโสมนัสเป็นอันมาก จึงได้ตั้งสัตยาธิษฐานเสี่ยงทายหลายประการ ได้นิมิตดีไม่มีการขัดข้อง เดือน ๑๒ ขึ้น ๗ คํ่า กลับเข้ามากรุงเทพฯ เล่าความดํารินั้นให้สัปปุรุษฟัง ต่างท่านก็เกิดศรัทธาบริจาคทรัพย์ ในระหว่าง ๓ วัน ได้ต้นทุนถึง ๕,๐๐๐ บาท เห็นการจะสะดวกจึงเรียกจีนเถ้าแก่ช่างไม้ที่จะผูกโครง และจีนเถ้าแก่ช่างปูนมาปรึกษาตกลงกันแล้ว

ครั้น ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๔ คํ่า ได้นําเถ้าแก่และลูกจ้างออกไปทํางาน เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ คํ่า ก็ได้ลงมือตัดไม้ผูกโครง พวกช่างปูนก็รวมศิลาสําหรับก่อ ครั้นถึง ณ วันพฤหัสบดี เดือนอ้าย ขึ้น ๔ คํ่า เวลาโมงเช้าได้ศุภฤกษ์ พระสงฆ์ ๔๐ รูป ซึ่งเจริญพุทธมนต์วานนี้ ยืนรอบสถานที่ที่จะก่อพระพุทธรูปนั้น สวดชยันโต พระเถระผู้ใหญ่มีข้าพเจ้า (พระราชกวี) และพระครูเจ้าคณะเมืองลพบุรีเป็นประธาน เป็นผู้วางก้อนศิลาก่อฤกษ์ เสร็จการก่อฤกษ์แล้วทายกทายิกาได้อังคาสพระสงฆ์ด้วยอาหารบิณฑบาตเป็นเสร็จการ 

ต่อนั้นมาพวกจีนก็ลงมือก่อเทคอนกรีต นอกจากตรุษจีนแล้ว เกือบจะไม่มีวันเว้น นับเวลาได้ ๓ เดือนกึ่ง การเทคอนกรีตนับว่าเป็นการสําเร็จ แต่ส่วนการตกแต่งพระพุทธรูปนั้น ยังไม่แล้วโดยเรียบร้อยดี เพราะได้ตั้งเจตนาไว้ว่า จะสมโภชให้ทันในปีชวด ซึ่งนับว่าเป็นปีกึ่ง ๕,๐๐๐ ของพุทธกาล

ครั้นถึงเดือน ๔ เพ็ญ จึงได้ตั้งการสมโภชสมกับเจตนาเดิม พระพุทธรูปนั้นพร้อมด้วยคุณสมบัติ ๔ ประการ คือ ใหญ่สูงประการหนึ่ง ทําโดยมั่นคงแน่นหนาดีประการหนึ่ง มีสง่างามได้พระพุทธลักษณะประการหนึ่ง ทําสําเร็จรวดเร็วที่สุดประการหนึ่ง จึงถวายพระนามว่า “พระพุทธนฤมิตรมัธยมพุทธกาล” มีกําหนดโดยกว้างหน้าตัก ๑๑ วา โดยสูงวัดแต่หน้าตักขึ้นถึงที่สุดยอดรัศมี ๑๗ วา ๒ ศอก การสร้างพระพุทธรูปใหญ่ถึงเพียงนี้ ทั้งตั้งอยู่บนไหล่เขาที่สูงด้วย สําเร็จในภายใน ๔ เดือน สิ้นเงินกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท เงินสร้างนี้จะได้ออกฎีกาเที่ยวเรี่ยไรแห่งหนึ่งแห่งใดก็ไม่มี มีแต่เป็นการพูดด้วยปาก ท่านผู้มีศรัทธาหากเต็มใจช่วยให้การนั้นสําเร็จโดยไม่ขัดข้อง เป็นน่าอัศจรรย์เหลือเกิน ด้วยอํานาจพระพุทธศาสนาหากแสดงพระปาฏิหาริย์ให้เห็นอัศจรรย์ และได้แต่งหนังสือธรรมรัตนกถา แสดง ปฏิจจสมุปบาทโดยย่อ แจกแก่พุทธบริษัทในงานสมโภชนี้ไว้เป็นที่ระลึกตลอดกาลนาน

เหตุการณ์ระหว่างสร้างพระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล

ในการสร้างพระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาลนี้ ท่านเจ้าคุณพระศีลวรคุณ (สงฺกิจฺโจ ลําเจียก) เจ้าอาวาสรูปที่ ๒ ซึ่งได้ติดตามท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ผู้เป็นพระอุปัชฌายะ และมาอยู่จําพรรษากับท่านเจ้าคุณพระเทพวรคุณ (ภทฺราวุโธ อํ่า) ผู้เป็นพระอาจารย์ที่วัดนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๕ เล่าไว้ว่า เมื่อจะทํา นั่งร้านก่อองค์หลวงพ่อใหญ่นั้นปรากฏว่าจีนที่เป็นช่างรับเหมา หาไม้ไผ่ ที่จะทํานั่งร้านไม่ได้ ขนาดที่ต้องการนั้นมีอยู่แห่งเดียวที่บ้านห้วยอีเห็น ซึ่งอยู่ห่างจากเขาพระงามไปประมาณ ๒ กิโลเมตร แต่ที่ป่าไผ่แห่งนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก ถ้าใครไปตัดไม้มาก็มีอันตรายต่างๆ ก็ไม่มีใครยอมไปตัดให้ แม้ผู้รับเหมาจะขอร้องอย่างไร เพราะกลัวภัยอันตรายที่เคยประสบกันมาแล้ว

ความทราบถึงท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ท่านจึงแนะนํากับบรรดาผู้ที่จะไปตัดไม้ว่า “ให้ไปบอกกับเทพยดาทั้งหลายผู้รักษาป่าไผ่นั้นว่า ฉันให้มาขอไม้ไผ่เพื่อจะเอาไปทํานั่งร้านสร้างพระใหญ่ แล้วให้เทพยดาไปช่วยฉันสร้างพระใหญ่ด้วย” พวกชาวบ้านก็พากันทําตาม บัญชาของท่าน แล้วก็ตัดไม้ได้โดยไม่มีอันตรายใดๆ เลย ปรากฏว่าคืนวันนั้นในบรรดาผู้ที่ไปตัดไม้เหล่านั้น คนหนึ่งฝันไปว่าได้พบกับเทพยดาผู้รักษาป่า และได้สั่งเขาว่าให้เรียนท่านเจ้าคุณราชกวี (ขณะนั้นท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ดํารงสมณศักดิ์เป็นพระราชกวี) ด้วยว่า หากไม้ไผ่ไม่พอ และท่านเจ้าคุณต้องการอีกก็ให้คนไปเอาได้อนุญาตให้แล้วดังนี้

อีกเรื่องหนึ่ง ท่านเล่าว่า ก่อนท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ จะมา สร้างพระใหญ่นั้น มีจีนคนหนึ่งอาศัยทํากัมมัฏฐานอยู่ในถํ้าภัทราวุโธมาก่อน จีนคนนี้มีคุณวิเศษหลายอย่าง ชาวบ้านเคารพนับถือมาก จึงเรียกกันว่า “เซียน” เซียนผู้นี้ได้ทํานายไว้ว่า “ต่อไปอีกไม่นานจะมี ผู้มีบุญสองพี่น้องมาสร้างวัดที่นี่ และวัดนี้สร้างขึ้นจะเจริญรุ่งเรืองมาก” อยู่ต่อมาไม่นานท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ และท่านเจ้าคุณ พระเทพวรคุณ (ภทฺราวุโธ อํ่า) แต่ครั้งยังเป็นพระครูปลัด ก็ได้จาริกมาพักและตกลงใจสร้างวัดและสร้างพระใหญ่ ตามที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ สมจริงตามที่เซียนได้ทํานายไว้ก่อนนั้น

เซียนผู้นี้มีคุณวิเศษถึงกับห้ามฝนไม่ตกก็ได้ ครั้งหนึ่งถึงคราวมีงานมหกรรมสมโภชหลวงพ่อใหญ่ พอเริ่มงานฝนก็เริ่มตั้งเค้ามืดครึ้มมาทุกทิศทาง ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ จึงให้เซียนไปทําพิธีห้ามฝนอยู่บนภูเขา ปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ว่าฝนไม่ตกในบริเวณวัดซึ่งกําลังมีงานอยู่นั้นเลย แต่ได้ตกอย่างหนักโดยรอบๆ วัดและรอบภูเขานั้น และตกอยู่เป็นเวลานาน เป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก 

คําจารึกแผ่นศิลาที่แท่นพระใหญ่ ครั้งที่ ๑

อยํ มหาพุทฺธรูโป พุทฺธปฏิภาโค นาม 

มหาเตโช มหานุภาโว มหิทฺธิโก ติฏฺฐตุ ยาว สาสนา

สุมังคลสวัสดิ์มีพระนามบอกไว้ว่า พระพุทธรูปใหญ่มหึมาพระองค์นี้ วัดแต่หน้าตักเหนือพระแท่นขึ้นไปถึงที่สุดยอดพระเกศ ๑๘ วา วัดโดยขวางหน้าตักกว้าง ๑๑ วาขนาด ทรงพระนามว่า “พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล” เป็นพระเฉลิมยุคแห่งพระพุทธศาสนา คือ สร้างเมื่อปีชวด จัตวาศก นับแต่องค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณมาเป็นปีที่ครบ ๒,๕๐๐ เป็นปีกึ่ง ๕,๐๐๐ แห่งพุทธกาล เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทรมหินทรายุธยาบรมราชธานี ได้ลงมือก่อฤกษ์ ณ วัน ๔ คํ่า เดือนอ้าย ปีชวด จัตวาศก เวลาเช้า ๑ โมง ในเดือน ๔ เพ็ญปีนั้นได้ทําการสมโภช ๓ วัน ๓ คืน รวมการก่อสร้าง ๑๐ เดือนจึงสําเร็จ ถึงเดือน ๔ เพ็ญปีหลังได้ทําการมีงานใหญ่สมโภชอีก แต่ทรวดทรงเป็นการสังเกตยากที่สุด เพราะที่สูงในการก่อสร้าง อาศัยสมัยอันธรรมดาหากจะให้เป็นไป มีผู้บริจาคทรัพย์ช่วยเป็นอันมากแต่ค่าจ้าง สิ้นเงิน ๑๓,๐๐๐ บาท ค่าปูนซิเมนต์และสิ่งของต่างๆ สิ้นเงิน ๓๔,๐๐๐ บาทเศษ ได้โดยชอบธรรม พระราชกวี (สิริจนฺโท จันทร์) พระครูปลัด (ภทฺราวุโธ อํ่า) สองพี่น้องเป็นหัวหน้า ผู้ชักชวนบรรดาผู้ซึ่งมีศรัทธาสถาปนาพระพุทธรูปองค์นี้สําเร็จบริบูรณ์ ขออํานาจพระรัตนตฺยานุภาพและมเหศักขเทวราชซึ่งศักดิ์สิทธิ์ จงบันดาลให้พระพุทธปฏิภาคเจ้าพระองค์นี้ ทรงมหิทธิฤทธิเดชานุภาพเป็นสรณะแก่สัตวโลกสิ้นกัลปาวสาน ขอความสุขสําราญซึ่งผู้หวังได้ขอแล้ว พึงเป็นผลสําเร็จทุกประการ

คําจารึกแผ่นศิลาที่แท่นพระใหญ่ ครั้งที่ ๒

อยํ มหาพุทฺธรูโป มหาเตโช มหานุภาโว 

พุทฺโธ วิย สพฺพสตฺตานํ อตฺถาย หิตาย สุขาย ยาว สาสนา ติฏฺฐตุ

พระพุทธรูปใหญ่องค์นี้ทรงพระนามว่า “พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล” สร้างเมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ นับแต่ต้นพุทธกาลเป็นปี ๒,๕๐๐ เป็นปีกึ่ง ๕,๐๐๐ ของพุทธศาสนา เป็นปีที่ ๒ แห่งฉฏฺฐมมหาราชาสยามินทรพระมงกุฎเจ้าสยาม สามปีจึงสําเร็จสิ้นเงิน ๔๗,๐๐๐ บาทเศษ, ครั้นอยู่มาได้ ๑๕ ปี, ปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙ นับ แต่ต้นพุทธกาลเป็นปี ๒๕๑๕ เป็นปีที่ ๒ แห่งสตฺตมมหาราชา พระปกเกล้าเจ้าสยาม ส่วนอายุของอตฺตโนผู้พาสร้างย่างเข้า ๗๑ ปี ได้พร้อมด้วยสานุศิษย์และทายกทายิกา ช่วยกันออกแรงและปัจจัยทําการปฏิสังขรณ์เสริมให้อ้วนให้แน่นหนา ให้สวยงามดียิ่งขึ้นกว่าเก่า เทคอนกรีตโอบขึ้นไปใหม่ สิ้นปูนซีเมนต์ ๔๐๐ ถัง สิ้นเหล็ก ๒๕๐ หาบ ทําอยู่ ๗ เดือน จึงสําเร็จคราวนี้รวมทั้งค่าจ้างและค่าสิ่งของ สิ้นเงิน ๑๖,๐๐๐ บาทเศษ แล้วทันได้สมโภชในเดือน ๔ ส่วนพระสังกัจจายน์สร้างเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๖๘ สิ้นเงิน ๑,๕๐๐ บาทเศษ ส่วนวิหารพระสังกัจจายน์ สร้างปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙ ปีเดียวกันกับการปฏิสังขรณ์พระใหญ่สิ้นเงิน ๓,๕๐๐ บาท

ส่วนพระใหญ่เพิ่มส่วนสูงส่วนใหญ่ขึ้นอีก หน้าตักกว้าง ๑๑ วา ๑ ศอก ส่วนสูงวัดแต่หน้าตักขึ้นไปถึงยอดพระเกศได้ ๑๘ วา พระโอษฐ์ กว้าง ๕ ศอกคืบ พระนาสิกยาว ๑ วา พระเนตรข้างละ ๑ วา พระกัณห์ยาว ๓ วา ๒ ศอก พระอังสาข้างละ ๓ วา พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส เป็นประมุข พระครูศีลวรคุณ (ภทฺราวุโธ อํ่า) พระอมราภิรักขิต (ชิตมาโร ชัย) เป็นผู้ช่วย พระวินัยธรปลื้ม พระปลัดลี เป็นนายช่าง ได้ตั้งใจทํามุ่งจะให้สวยงาม จนถึงเชิญเทวนิกายผู้มีอิทธิฤทธิมาช่วย ได้เห็นนิมิตตามปรารถนา ขอให้มีเดชานุภาพอันไพศาล ผู้ปรารถนาโดยชอบธรรมมาวิงวอน ขอจงให้สําเร็จตามประสงค์ทุกประการเทอญ

ถํ้าภัทราวุโธ

ถํ้าภัทราวุโธ อยู่ที่ไหล่เขาพระงาม ถัดจากองค์พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาลลงมา เดิมเรียกกันว่า “ถํ้าพญามังกร” ต่อเมื่อพระยาสมบัตยาภิบาล (ทรัพย์) ได้บริจาคเงิน ๑,๓๐๐ บาท ปฏิสังขรณ์ถํ้าและพระพุทธไสยาสน์ในถํ้านี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ นั้นแล้ว จึงตั้งชื่อตามนามฉายาของท่านเจ้าคุณ พระเทพวรคุณว่า “ถํ้าภัทราวุโธ” แต่นั้นมา ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ได้กล่าวถึงถํ้านี้ไว้ว่า “..เป็นสถานที่ชอบใจเห็นเป็นมงคลสถาน ปากถํ้านั้นเป็นเงื้อมเป็นปากมังกร ผินหน้าสู่ทิศตะวันออก เวลาบ่ายได้รับเงาภูเขาเย็นสบายดี เชื่อว่าในบริเวณตรงหน้ามังกรนี้ คงจะมีความเจริญสืบไปในเบื้องหน้า…” 

ภายในถํ้านี้ เป็นที่รวบรวมพระพุทธรูปปางต่างๆ หลายยุค หลายสมัย และรวบรวมไว้ซึ่งศิลปวัตถุอีกหลายอย่าง ทั้งที่พบใน บริเวณเขาพระงามและบริเวณใกล้เคียง ตลอดถึงที่มีผู้บริจาคให้ เท่ากับเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัด ซึ่งมีผู้เข้าชมอยู่เสมอ

ที่ถํ้านี้ เป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของวัด เมื่อแรกเริ่มสร้างวัดนี้ ปรากฏว่าภายในถํ้านี้มีสัตว์ร้ายชุกชุมมาก แต่สัตว์ร้ายเหล่านี้จะประทุษร้ายก็เฉพาะผู้ทุศีลเท่านั้น เคยมีพระภิกษุไปขออาศัยบําเพ็ญสมณธรรม ในภิกษุเหล่านั้น พวกทุศีลจึงถูกสัตว์ร้ายประทุษร้ายรบกวนและให้มีอันเป็นต่างๆ เช่น ละเมอเพ้อฝันเห็นแต่ภูตผีปีศาจมาเบียดเบียนหลอกหลอน จนไม่สามารถที่จะอยู่บําเพ็ญสมณธรรมในถํ้านั้นต่อไปได้ ส่วนภิกษุที่มีศีลบริสุทธิ์สํารวมดีแล้วจักอยู่บําเพ็ญสมณธรรมในถํ้านั้นด้วยความผาสุก สัตว์ร้ายต่างๆ ก็ไม่ประทุษร้าย ภูตผีปีศาจก็ไม่รบกวนหลอกหลอน เหตุการณ์เช่นนี้ใช่จะเกิดเฉพาะแก่ภิกษุเท่านั้นก็หาไม่ แม้อุบาสก หรือศิษย์วัดที่ไปพักอาศัยเพียงคืนสองคืนก็เป็นเช่นเดียวกัน ผู้ทุศีลก็ทนอยู่ไม่ได้ ส่วนผู้ตั้งอยู่ในศีลก็อยู่ได้อย่างผาสุก

ถํ้าราชกวี

ถํ้าราชกวี อยู่ถัดจากถํ้าภัทราวุโธขึ้นไป เถ้าแก่เอ้งและเถ้าแก่เฮงมีศรัทธาได้ปฏิสังขรณ์ถํ้า มีประตูหน้าต่าง ลาดพื้นด้วยซีเมนต์ และมีถังนํ้าซีเมนต์ด้วย สิ้นเงินในการก่อสร้าง ๕๐๐ บาทเศษ และได้จารึกนามไว้ตรงประตูขึ้นไปว่า ถํ้าราชกวี ร.ศ. ๑๓๑ (ตั้งชื่อถํ้าตามสมณศักดิ์ของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เมื่อครั้งไปสร้างวัด) 

ส่วนภายในถํ้าเป็นรูปปั้นพระพุทธเจ้าปางนั่งสมาธิ บําเพ็ญ ทุกกรกิริยา (ทรมานตน) มีร่างกายซูบผอม มีคติให้ผู้กราบไหว้ได้ ระลึกว่า การทําการใดๆ ถ้าตึงนัก ทรมานนักย่อมไม่ประสบความสําเร็จดั่งพิณ ๓ สาย ถ้าตึงนักสายพิณก็จะขาด หย่อนนักดังไม่ไพเราะ ต้องพอดีๆ ซึ่งเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง จึงจะประสบความสําเร็จ

พระสังกัจจายนะ

พระสังกัจจายนะนี้ ประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารข้างพระอุโบสถหน้าตักกว้าง ๑๑ ศอก, สูง ๓ วา, สร้างเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๔๖๘ สิ้นเงิน ๑,๕๐๐ บาทเศษ, ส่วนพระวิหารที่ประดิษฐานอยู่นั้น สร้างเมื่อ ปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับการปฏิสังขรณ์พระใหญ่ สิ้นเงิน ๓,๕๐๐ บาท ตรงที่สร้างพระวิหารนี้ แต่เดิมเป็นพระอุโบสถ ท่านเจ้าคุณพระเทพวรคุณ (ภทฺราวุโธ อํ่า) เคยเล่าว่า การสร้างพระสังกัจจายนะนี้ ไม่ได้จ้างช่าง พระภิกษุสามเณรช่วยกันทํา และทําตามความพอใจ สุดแต่ผู้ใดจะเห็นสวยงามอย่างไรก็ทํากันอย่างนั้น นอกจากพระพุทธรูปสําคัญๆ และพระสังกัจจายนะ ตามที่กล่าวถึงนี้แล้ว ยังมีพระพุทธรูปอีกเป็นจํานวนมาก ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถบ้าง มีพระพุทธรูปที่ทําด้วยศิลาและทองสําริดอีกหลายปาง และหลายชนิด ส่วนมากเป็นฝีมือช่างสมัยลพบุรีเกือบทั้งสิ้น

พระอุโบสถ 

พระอุโบสถ เสาเทคอนกรีต ฝาผนังก่อด้วยหินก้อนใหญ่ๆ พระอุโบสถนี้กว้าง ๑๒ เมตร, ยาว ๒๔ เมตร ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อ ณ วันพุธ ขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๔ ตรงกับวันที่ ๑๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ พระบาทสมเด็จพระรามาธิปดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดําเนินในงาน ผูกพัทธสีมาคราวนี้ด้วย

วิหารสิริจนฺโท

วิหารสิริจนฺโท สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ ท่านเจ้าคุณ พระศีลวรคุณ (สงฺกิจฺโจ ลําเจียก) ชักชวนพุทธบริษัทร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อประดิษฐานรูปปั้นของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ผู้สถาปนาวัดนี้ กับรูปปั้นของท่านเจ้าคุณพระเทพวรคุณ (ภทฺราวุโธ อํ่า) เจ้าอาวาสองค์ที่ ๑ และเมื่อผู้นําการก่อสร้าง คือ ท่านเจ้าคุณศีลวรคุณ (สงฺกิจฺโจ ลําเจียก) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๒ ได้มรณภาพลง บรรดาศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันสร้างรูปปั้นแล้วนํามาประดิษฐานรวมกันเป็น ๓ องค์