ภาค ๑ ชาติภูมิและถิ่นกําเนิด
ชาติภูมิและถิ่นกําเนิด
ท่านพระอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ หรือ หลวงปู่แหวน ท่านเป็นชาวภาคอีสานโดยกําเนิด พื้นเพเป็นคนจังหวัดเลย ซึ่งนับเป็นจังหวัดมหามงคลอีกจังหวัดหนึ่ง เพราะเป็นดินแดนแห่งธรรมะซึ่งในอดีตสมัยครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมาพร้อมด้วยพระสาวก และเป็นถิ่นกําเนิดของบรรดาพระอรหันตสาวกครั้งกึ่งพุทธกาล ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” และเป็นพระศิษย์องค์สําคัญๆ ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ลี กุสลธโร ฯลฯ
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นพระอรหันตสาวกที่พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งพระเจ้าแผ่นดิน ตลอดศรัทธาสาธุชนทั่วประเทศให้ความเคารพนับถือ ท่านได้ธุดงค์ไปตามป่าตามเขาต่างๆ ทั้งทางภาคอีสาน ภาคเหนือ ประเทศลาว ประเทศพม่า ประเทศอินเดีย ประเทศศรีลังกา ประเทศจีนตอนล่าง ฯลฯ ด้วยเท้าเปล่า โดยมีหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นเพื่อนสหธรรมิก
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นพระอรหันตสาวกประเภทรัตตัญญูอีกองค์หนึ่งที่มีอายุยืนยาวนานร่วม ๑๐๐ ปี ท่านบวชนานรู้เหตุการณ์ก่อนใครๆ โดยบวชตั้งแต่เป็นสามเณรน้อยอายุเพียง ๙ ขวบ ชีวิตของท่านยืนยาวนานมากถึง ๕ แผ่นดินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยท่านถือกําเนิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และได้ถึงแก่มรณภาพในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ซึ่งระหว่างช่วงรัชสมัยนี้ถือได้ว่า เป็นยุคทองของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างแท้จริง เพราะมีพ่อแม่ครูอาจารย์บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระ-อรหันต์กันจํานวนมากมาย สูงสุดมากเป็นประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญรุ่นแรกๆ ของท่านพระอาจารย์มั่น ที่ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวก ท่านเป็นสังฆรัตนะ เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถึงพร้อมด้วยสัมมาปฏิบัติ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ข้อวัตรปฏิบัติ ธุดงควัตร และมีศีลาจารวัตร ตลอดปฏิปทาอันงดงามยิ่ง ยากที่จะหาองค์ใดเสมอเหมือน จนเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาปสาทะอย่างสูงยิ่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตลอดพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
นับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ครองราชย์มาตลอดรัชสมัย อาจกล่าวได้ว่า จะหาพระอริยสงฆ์สาวกรูปใดที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเทียบเท่าหลวงปู่แหวนนั้น หาได้ยากยิ่ง พระองค์เสด็จพระราชดําเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ณ วัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงกราบนมัสการ เยี่ยมเยียน และสนทนาธรรมกับหลวงปู่แหวน อยู่บ่อยๆ หลายครั้งหลายหน ยังความปลาบปลื้มปิติให้แก่พระภิกษุ สามเณร ตลอดพสกนิกรที่พบเห็นเป็นล้นพ้น เมื่อพระองค์ทรงสนทนากับหลวงปู่แหวนอย่างใกล้ชิดนั้น ความสัมพันธ์ประหนึ่งราวพ่อกับลูก ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งนัก
หลวงปู่แหวน ท่านได้บําเพ็ญ ปุพฺเพกตปุญฺญตา เหตุฝ่ายดีมาแล้วแต่อดีตชาติปางก่อน เป็นพระสาวกบารมีญาณ ซึ่งต้องผ่านการบําเพ็ญบารมีธรรมมานานนับแสนกัป และพร้อมที่จะอํานวยผลให้ท่านบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวก ท่านจึงได้มากําเนิดในประเทศไทย อันเป็นเมืองพุทธ เป็นปฏิรูปเทสวาสะ คือ ประเทศอันสมควร เป็นดินแดนของพระพุทธศาสนา โดยท่านมีภูมิลําเนาเดิมอยู่ที่บ้านนาโป่ง ตําบลหนองใน ปัจจุบัน คือ ตําบลนาโป่ง อําเภอเมือง จังหวัดเลย นาโป่ง หมายถึง ทุ่งนาที่ดินเป็นโป่งหรือมีรสเค็ม เพราะมีเกลือปน สัตว์ป่าจึงชอบมาเลียกิน ด้วยหมู่บ้านตั้งอยู่ใกล้ทุ่งนาโป่ง จึงได้ชื่อตามทุ่งนา ส่วนสภาพภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลาดสูง ประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน มีที่ราบสูงเนินเขาสลับกับพื้นที่ราบลุ่มระหว่างร่องเขา มีลํานํ้าฮวยไหลผ่าน และในอดีตมีสัตว์ป่าชุกชุมมาก
ถิ่นกําเนิดของหลวงปู่แหวน เป็นวิถีชีวิตชาวนาในท้องถิ่นชนบท มีวัดประจําหมู่บ้านให้ได้บําเพ็ญบุญกุศล จึงอยู่กันอย่างสงบสุข ส่วนสภาพแวดล้อมก็เอื้ออํานวยมาก เพราะเป็นธรรมชาติป่าเขาลําธารอันน่ารื่นรมย์ ปัจจัยเหล่านี้ย่อมมีส่วนสําคัญในการหล่อหลอมให้ท่านรักในธรรมชาติ รักในความสงบตั้งแต่วัยเด็ก และยังส่งผลให้ในอนาคต รักการอยู่ป่า อยู่รุกขมูล ตามวิถีแห่งธรรมของพระธุดงคกรรมฐาน ผู้มุ่งต่ออรรถต่อธรรม
หลวงปู่แหวน ท่านถือกําเนิดเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๐ ตรงกับวันอาทิตย์แรม ๘ คํ่า เดือนยี่ (๒) ปีจอ ซึ่งเป็นวันพระ เมื่อตอนเด็ก ท่านมีชื่อว่า “ญาณ” หรือ “ยาน”
โยมบิดา ชื่อ นายใส รามสิริ ปู่และย่าไม่ปรากฏชื่อ
โยมมารดา ชื่อ นางแก้ว รามสิริ ยายชื่อ ยายขุนแก้ว ตาชื่อ ตาขุนแก้ว
อาชีพของโยมบิดามารดา คือ ทํานา สืบเชื้อสายมาจากชาวหลวงพระบาง อพยพมานานแล้วหลายชั่วคน อาชีพพิเศษอย่างหนึ่งของ นายใส ผู้บิดา คือ เป็นช่างตีเหล็ก มีความชํานาญในการหลอมเหล็ก ตีเหล็กมาก เป็นที่เลื่องลือของคนในถิ่นนั้น
หลวงปู่แหวน ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอยู่ ๒ คน คือ ท่านกับพี่สาว
มารดาและยายขอให้บวชตลอดชีวิต
หลวงปู่แหวน ในวัยเด็ก ท่านเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย น่ารัก น่าเอ็นดู มีวรรณะผิวพรรณผ่องใส มีดวงตาคู่งามสดใสอันส่อถึงแววเฉลียวฉลาด เป็นเด็กที่มีเชาวน์และสติปัญญาต่างจากเด็กทั่วๆ ไป ท่านมีปรกติอุปนิสัย สุภาพเรียบร้อย มีกิริยามรรยาท อ่อนโยน ว่านอนสอนง่าย รักษาสัจจะให้ความเคารพเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ และมีความกตัญญูกตเวทีเป็นที่ตั้ง ท่านจึงเป็นที่รักใคร่ของบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ตลอดญาติพี่น้องทั้งหลาย
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นผู้บําเพ็ญบุญบารมีมาอย่างเปี่ยมล้นแล้ว ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายของท่าน อย่างไรท่านจะต้องได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ท่านจะได้รักษาพระธรรมวินัย ข้อวัตรปฏิบัติ ได้ถือธุดงควัตร และได้เจริญสมถ – วิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางขององค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และในที่สุดท่านจะเข้าถึงที่สุดแห่งอริยสัจธรรม ถึงซึ่ง พระนิพพานบรมสุข ท่านจึงได้มาเกิดในครอบครัวตระกูลชาวนาสัมมาทิฐิ มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และยินดีสนับสนุนให้ท่านได้ออกบรรพชาอุปสมบทอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ท่านยังอยู่ในวัยเยาว์ กล่าวคือ
เมื่อท่านอายุได้ประมาณ ๕ ขวบ พอจําความได้เท่านั้น โยมมารดาของท่านก็เริ่มเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ ด้วยการแพทย์และการสาธารณสุขในสมัยก่อนนั้นยังไม่เจริญเหมือนอย่างสมัยปัจจุบันนี้ การหาทางรักษาเยียวยา ก็ต้องอาศัยหมอพื้นบ้านตามที่มีในสมัยนั้น รักษาด้วยสมุนไพรตามมีตามเกิด อาการต่างๆ ก็ไม่ดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุดลงเรื่อยๆ ถึงจะได้รับการดูแลอย่างดีจากสามีและตากับยายเป็นอย่างดี แต่ความหวังที่จะหายป่วยไข้นั้น ดูเหมือนจะมีความหวังเลือนรางน้อยลงเข้าไปทุกวันๆ
โยมมารดาได้ป่วยอยู่เป็นเวลานาน แม้โยมมารดามีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง แต่ท่านก็เป็นคนใจบุญสุนทาน เข้าวัดเข้าวา ไหว้พระสวดมนต์ทําบุญเป็นประจํา นับได้ว่าเป็นอุบาสิกาผู้หนึ่งที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงแน่นแฟ้น อาศัยท่านเป็นคนสนใจในการทําบุญทํากุศล จึงได้ระลึกถึงพระรัตนตรัยเป็นอารมณ์ แม้จะได้รับทุกขเวทนาจากการเจ็บป่วยเพียงไรก็ตาม ก็เป็นผู้ไม่หลงลืมสติ วันหนึ่งโยมมารดาเมื่อเห็นว่าตนจะทนต่อทุกขเวทนาต่อไปไม่ได้อีกแล้ว โดยรู้ตัวว่าตนเองคงอยู่ได้ไม่นานและจะตายในไม่ช้า ด้วยความเข้าใจในอริยทรัพย์อันเป็นสมบัติลํ้าค่าในพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง ด้วยความรักอย่างสะอาดบริสุทธิ์ และด้วยความห่วงใยในตัวลูกชายอย่างถูกต้องแท้จริง ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเด็กเล็ก จึงได้เรียกลูกชายคนเดียวเข้าไปหา พร้อมกับจับมือลูกรักไว้แน่น แล้วพูดเป็นการสั่งเสียว่า
“ลูกเอ๋ย ! แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใดๆ ในโลกนี้ จะเป็นกี่ล้านกี่โกฏิก็ตาม แม่ไม่ยินดีแม่จะยินดีมาก ถ้าลูกจะบวชให้แม่ เมื่อบวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียนะ”
หลวงปู่แหวน ท่านมีความปลื้มใจมาก พอได้ยินอย่างนั้น ท่านว่า มีความพอใจอิ่มใจมากในระยะนั้น เพราะท่านมองเห็นครูบาอาจารย์แล้ว ท่านก็อยากบวชอยู่แล้ว เป็นผู้มีศรัทธา
คําสั่งเสียของโยมมารดาในครั้งนั้น มีความหมายและมีคุณค่ายิ่งนัก เพราะการให้ลูกชายออกบวชนั้น เป็นดั่งการมอบทรัพย์สมบัติทางธรรม อันเป็นทรัพย์ที่ประเสริฐสูงสุด ถือเป็นทรัพย์ภายใน เป็นอริยทรัพย์ ซึ่งทรัพย์สมบัติใดๆ ทางโลก อันเป็นทรัพย์ชั่วคราวและไม่จีรังยั่งยืน ถือเป็นทรัพย์ภายนอก ไม่อาจนํามาเปรียบหรือเทียบเท่าได้เลย และเป็นดั่งคําประกาศิตลิขิตชีวิตสู่เส้นทางแห่งสมณะให้ท่าน ที่คอยเตือนสติอยู่เสมอ ทั้งเป็นการกระตุ้นเตือนสาวกบารมีญาณในใจของท่านได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการกําหนดแนวทางดําเนินชีวิตของหลวงปู่แหวน ตามที่ท่านได้ตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้ามาอย่างยาวนานแสนนาน นั่นก็คือ เพื่อให้ถึงซึ่งพระนิพพานบรมสุขในปัจจุบันชาติให้จงได้นั่นเอง ท่านระลึกจดจําทั้งคําสั่งเสียสุดท้ายและภาพของโยมมารดากับท่าน ในขณะนั้นได้อย่างติดตาติดแน่นตรึงใจ
ต่อมาเมื่อท่านได้ออกบวชตามคําสั่งเสียของโยมมารดาแล้ว สมัยท่านออกบําเพ็ญภาวนาพบอุปสรรคเข้ามาขัดขวาง ทําให้จิตใจอ่อนไหว คําสั่งเสียของโยมมารดาจะปรากฏขึ้นที่ใจ ทําให้เป็นพลังส่งเสริมให้ท่านมีกําลังใจต่อสู้ผ่านอุปสรรคมาได้ทุกครั้ง คําสั่งเสียของโยมมารดาตั้งแต่ท่านอยู่ในวัยเยาว์ ก็ยังกึกก้องอยู่ในใจของท่านมิรู้เลือน และด้วยคําสั่งเสียนี้เองก็เปรียบเสมือนเป็นแรงเกื้อหนุน แรงบันดาลใจอันใหญ่หลวง ซึ่งทําให้ท่านดํารงชีวิตสมณเพศได้อย่างสมบูรณ์ตลอดรอดฝั่ง โดยท่านสามารถก้าวฟันฝ่าผ่านอุปสรรคต่างๆ มานานัปการ และทั้งยังส่งผลทําให้ท่านสามารถบรรลุถึงเป้าหมายอันเกษมสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
หลังจากสั่งเสียบุตรชายได้ไม่นาน โยมมารดาของหลวงปู่ก็ถึงแก่กรรม เด็กชายยาน และพี่สาว จึงกําพร้าแม่มาแต่เด็ก การสูญเสียโยมมารดาอันเป็นที่รัก ย่อมทําให้ท่านเกิดความเศร้าโศกเสียใจเป็นที่สุด แต่ท่านก็ได้รับการตอบแทนชดเชยที่คุ้มค่ายิ่ง เพราะท่านได้รับความเมตตาอบอุ่นเป็นอันมาก โดยท่านได้มาอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของคุณตาและคุณยาย ซึ่งเป็นคนที่มีเมตตาใจดี มีสัมมาทิฐิ มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนา และที่สําคัญรักหลานสองคนนี้มาก โดยเฉพาะรักท่านมาก คุณตาและคุณยายของท่านจึงมีความยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้ท่านได้ออกบวชตลอดชีวิต
นับว่าเส้นทางธรรมสู่การดํารงชีวิตสมณเพศของหลวงปู่แหวน เป็นไปอย่างสะดวกราบรื่น ซึ่งหาได้น้อยรายมากที่จะได้บวชเป็นสามเณรตั้งแต่วัยเด็กและได้ครองสมณเพศ จนถึงแก่มรณภาพ ท่านไม่ต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัสในการใช้ชีวิตทางโลก ซึ่งได้รับความสุขเพียงน้อยนิด ดังธรรมบท “ชีวิตฆราวาสมีความสุขเพียงน้อยนิด อุปมาลงทุนวิดนํ้าทั้งทะเล แต่ได้ปลาตัวเล็กๆ เพียงตัวเดียว” และก่อนที่ท่านจะออกบวชเป็นสามเณรนั้น ก็มีบุพนิมิตอันเป็นมงคลบอกเหตุล่วงหน้า
ในระหว่างที่เด็กชายยานอยู่ในความอุปการะของคุณตาและคุณยายอยู่นั้น ในคืนวันหนึ่งคุณยาย (ชาวอีสานเรียกว่าแม่ใหญ่) ของท่านได้หลับฝันไปว่า เห็นหลานชายตัวน้อยนอนอยู่ในดงขมิ้น ผิวกายแลดูเหลืองอร่ามไปหมด คุณยายเชื่อว่าเป็นฝันดี ถือเป็นบุพนิมิตอันเป็นมงคล คือ เป็นสิ่งบอกเหตุล่วงหน้า ซึ่งอาจจะมีได้ในบางคน แต่ไม่ทั่วไปว่าบุคคลนั้นในอนาคตจะมีชีวิตเป็นอย่างไร บุพนิมิตของคุณยายนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า หลานชายของท่านเป็นคนมีบุญญาธิการมาเกิด คงจะได้ออกบวชเรียน และมีอํานาจวาสนาบารมีอยู่ในสมณเพศตลอดชีวิตตามที่มารดาต้องการอย่างแน่นอน พอตื่นนอนตอนเช้าตรู่ คุณยายจึงได้นําความฝันประหลาดนี้มาเล่าให้หลานชายฟังว่า
“ยายฝันประหลาดมาก ฝันว่าเห็นเจ้าไปนั่งอยู่ในดงขมิ้น เนื้อตัวของเจ้าดูเหลืองอร่ามไปหมด เห็นแล้วน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ยายเห็นว่าเจ้ามีอุปนิสัยวาสนาในทางบวชเรียน ยายจึงอยากให้เจ้าบวชตลอดชีวิต ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียตามที่แม่เจ้าบอกไว้ เจ้าจะทําได้บ่(ได้ไหม)”
คําขอของคุณยายนั้น ได้ตอกยํ้าและกระตุ้นเตือนสาวกบารมีญาณในใจของหลวงปู่แหวนอีกครั้ง นับเป็นประกาศิตลิขิตชีวิตสู่เส้นทางแห่งสมณะครั้งที่สองของท่าน เด็กชายยานปรกติเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เคารพเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่อยู่แล้ว จึงได้รับปากตามคําขอของคุณยายอย่างหนักแน่น เพราะมีความตั้งใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้วที่จะทําตามคําสั่งเสียของโยมมารดา ทําให้คุณยายปลาบปลื้มยินดีในตัวหลานชายคนนี้เป็นอันมาก แล้วก็แสดงความรัก ความยินดีด้วยการลูบศีรษะและลูบหลังหลานชายคนนี้อยู่ไปมาอย่างเอ็นดูทะนุถนอม
ภาค ๒ ชีวิตสามเณร
สามเณรแหวน
ในวัยเด็กของหลวงปู่แหวน หรือเด็กชายยาน ท่านไม่ได้เข้าเรียนหนังสือ เนื่องจากสมัยนั้นในหมู่บ้านยังไม่มีโรงเรียน แม้ในจังหวัดเลยในขณะนั้นก็ยังไม่มีการจัดตั้งโรงเรียน ท่านได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กๆ ทั่วไปในชนบท โดยรอวันเจริญเติบโต พอรู้เดียงสาที่จะออกบวชตามคําสั่งเสียของโยมมารดาและคุณยาย ท่านมีเพื่อนเล่นอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นญาติสนิทกัน โดยมีศักดิ์เป็นน้าชาย ทั้งน้าและหลานเป็นเด็กเลี้ยงควาย เที่ยววิ่งเล่นสนุกสนานกันมาตามประสาเด็กในท้องนาชนบท ต่างมีความรักใคร่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก เด็กน้อยทั้งสองใช้ชีวิตวิ่งเล่นกันอยู่ได้ไม่นานนัก ก็จะได้ออกบวชเป็นสามเณรพร้อมกัน
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าว่า “ท่านมีอุปนิสัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาแล้วตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ เป็นผู้มีศรัทธา มีความเชื่อมั่น เห็นครูบาอาจารย์นี้ก็อยากบวชในพระพุทธศาสนา”
เมื่อกาลเวลาผ่านไปจนคุณยายเห็นว่า หลานชายทั้งสองเริ่มเติบโตพอสมควรแก่การบวชสามเณรแล้ว วันหนึ่งคุณยายได้เรียกหลานชายทั้งสองเข้าไปหา แล้วถามอย่างจริงจังว่า “ยายอยากให้เจ้าทั้งสองบวชเป็นเณร เจ้าจะบวชให้ยายได้บ่ (ไหม) ครั้นบวชแล้วก็ไม่ต้องสึก เจ้าจะรับปากยายได้บ่” ฝ่ายน้าชายตอบรับตามที่ยายต้องการ แล้วยายจึงถามหลานชายอีกว่า “แล้วเจ้าล่ะจะว่าอย่างไร จะบวชให้ยายได้ไหม บวชแล้วไม่ต้องสึก?” เด็กชายยานก็ตอบยืนยันอย่างหนักแน่นเหมือนเดิมตามที่เคยสัญญาไว้ว่า “จะขอบวชจนตลอดชีวิตตามที่แม่และยายต้องการ”
คุณยายสุดแสนที่จะปลาบปลื้มยินดี เมื่อหลานชายทั้งสองรับคําว่าจะออกบวชตลอดชีวิต จึงได้จัดหาบริขารสําหรับบวชสามเณรจนได้ครบ คุณยายได้นําหลานชายทั้งสองไปถวายตัวต่อ ท่านพระอาจารย์คํามา ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของเด็กชายยาน และท่านเป็นเจ้าอาวาส วัดโพธิ์ชัย หรือวัดนาโป่ง อันเป็นวัดประจําหมู่บ้านนาโป่งนั้นเอง เพื่อให้หลานชายทั้งสองได้ฝึกท่องขานนาค และเรียนรู้ธรรมเนียมการอยู่วัด เตรียมตัวบรรพชาเป็นสามเณรต่อไป ทั้งน้าชายและเด็กชายยานจึงได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดโพธิ์ชัยแห่งนั้น ขณะนั้นอยู่ในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ หลวงปู่มีอายุได้ ๙ ปี หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว เด็กชายยานได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สามเณรแหวน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นบุคคลที่มีอํานาจวาสนาบารมีธรรมมาก ท่านจึงมาเกิดในครอบครัวสัมมาทิฐิ มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และสนับสนุนให้ท่านออกบวชตั้งแต่วัยเยาว์ โดยหลวงปู่แหวนออกบวชเป็นสามเณรน้อยตั้งแต่อายุ ๙ ขวบ และดํารงอยู่ในสมณเพศบําเพ็ญสมณธรรมตลอดอายุขัย จวบจนท่านอายุย่าง ๙๙ ปี ถึงมรณภาพ ท่านมีอายุยืนยาวมาก และเป็นอีกองค์หนึ่งที่ครองสมณเพศนับแต่เป็นสามเณรยาวนานที่สุด ร่วม ๙๐ พรรษา ซึ่งในสมัยปัจจุบันและอนาคตข้างหน้าก็หาได้ยากมาก ท่านนับเป็นพระภิกษุผู้เฒ่า เป็นพระมหาเถระผู้รัตตัญญู คือ เป็นผู้มีราตรีอันยืนนาน ทั้งด้านอายุทางโลกและอายุทางธรรม ตลอดทั้งด้านปฏิปทาจริยาวัตรความประพฤติภายนอกอันงดงาม และทั้งด้านธรรมะคุณธรรมภายในอันบริสุทธิ์หลุดพ้น สมกับท่านเป็นสมณะแท้ เป็นสมณะที่ ๔ ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา คือ ท่านเป็นพระอรหันต์ ชีวิตท่านนับเป็นคติธรรม เป็นแบบอย่างอันลํ้าเลิศของพุทธศาสนิกชนคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี
วัดโพธิ์ชัยมงคล บ้านนาโป่ง ต.นาโป่ง อ.เมือง จ.เลย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๐ โดยมีพระกัณหา กนฺตสาโร เป็นผู้ชักชวนชาวบ้านสร้างวัดแห่งนี้ขึ้น ครั้งแรกตั้งชื่อว่า วัดโพธิ์ชัย โดยตั้งตามชื่อต้นโพธิ์ใหญ่ของวัด ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคล ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดโพธิ์ชัยมงคล แต่ชาวบ้านจะเรียกชื่อว่า วัดนาโป่ง วัดโพธิ์ชัยเป็นวัดบ้านเกิดของหลวงปู่แหวน ซึ่งท่านได้ออกบวชเป็นสามเณรและอยู่จําพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้หลายพรรษา ปัจจุบันทางวัดได้จัดสร้างมณฑปประดิษฐานรูปเหมือนและอัฐบริขารหลวงปู่แหวน ไว้เป็นอนุสรณ์ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา
การบวชทดแทนคุณบิดามารดาประเสริฐที่สุด
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้ออกบวชประพฤติปฏิบัติธรรมตลอดชีวิตเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ได้แก่ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ตื้อ หลวงตาพระมหาบัว ฯลฯ
ตลอดชีวิตบรรพชิตของหลวงปู่แหวน นับแต่ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณรน้อยตั้งแต่วัยเด็กตามคําสั่งเสียของโยมมารดาและคุณยาย ท่านได้จากบิดาบุพการีผู้มีพระคุณ ได้จากคุณตาคุณยาย ที่เคารพรักยิ่ง ตลอดจนได้จากญาติพี่น้องที่สนิทสนมคุ้นเคย และได้จากบ้านนาโป่ง อันเป็นบ้านเกิดถิ่นที่ท่านเคยใช้ชีวิตวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานกับเพื่อนๆ ตั้งแต่เยาว์วัย เพื่อไปศึกษาเล่าเรียนมูลกัจจายน์ถึงถิ่นแดนไกลจังหวัดอุบลราชธานี และได้บวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย
ต่อมาหลวงปู่แหวนได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น เป็นพระธุดงคกรรมฐาน หรือ พระป่า ท่านก็ถือพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดจนรักษาข้อวัตรปฏิบัติด้วยความคร่งครัด และได้ออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขา พเนจรไปอยู่ในที่ต่างถิ่นห่างไกลทั้งในและต่างประเทศ ครํ่าเคร่งตั้งใจปฏิบัติสมถ – วิปัสสนากรรมฐานอย่างอุกฤษฏ์ จนบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวก การออกบวชของหลวงปู่แหวน จึงถือว่าเป็นการทดแทนพระคุณบิดามารดาอย่างดีเยี่ยมประเสริฐที่สุด ดังนี้
“บิดามารดาเป็นบุพการี เป็นผู้มีพระคุณมากล้น สุดที่ลูกจะตอบแทนได้หมด เพราะบิดามารดาเปรียบประดุจเป็นพรหม เป็นเทวดา เป็นพระอรหันต์ และเป็นครูคนแรกของลูก”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสอุปมาการตอบแทนคุณบิดามารดาไว้ ดังนี้
“ภิกษุทั้งหลาย (ถ้า) บุคคลจะเอาบ่าข้างหนึ่งแบกมารดาไว้ เอาอีกข้างหนึ่งแบกบิดาไว้มีอายุยืนได้ ๑๐๐ ปี มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ทั้งปรนนิบัติท่านด้วยการอบ การนวด การให้อาบนํ้า และการดัดกายท่านทั้ง ๒ และให้ท่านถ่ายมูตร (ปัสสาวะ) และกรีส (อุจจาระ) บนบ่านั้นนั่นเองแต่หาได้ชื่อว่าปรนนิบัติหรือทําการตอบแทนคุณมารดาบิดาไม่เลย
ภิกษุทั้งหลาย และจะสถาปนามารดาบิดาไว้ในไอศวรรยาธิปัตย์ราชสมบัติในพื้นมหาปฐพีนี้ที่มีรัตนะทั้ง ๗ เพียงพอ ก็ไม่ชื่อว่าปรนนิบัติหรือทําการตอบแทนคุณมารดาบิดาได้เลย
ภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นเพราะเหตุไร?
ภิกษุทั้งหลาย เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก เป็นผู้กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูบุตร แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย บุตรคนใดแลชักชวนมารดาบิดา ผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่น ให้ประดิษฐานอยู่ในสัทธาสัมปทา ผู้ไม่มีศีลในสีลสัมปทา ผู้ตระหนี่ในจาคสัมปทา ชักชวนท่านผู้ทรามปัญญาให้ตั้งมั่น ให้ประดิษฐานอยู่ในปัญญาสัมปทา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุทั้งหลาย การปรนนิบัติเป็นอันบุตรได้ทําแล้ว ได้ตอบแทนแล้ว และได้ทําให้ยิ่งแล้วแก่มารดาบิดาทั้งหลาย”
กล่าวถึงโยมบิดามารดาของหลวงปู่แหวน ท่านทั้งสองเป็นคนสัมมาทิฐิ มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นคนใจบุญสุนทาน เข้าวัดเข้าวาอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นผู้ยินดีสนับสนุนและอนุญาตให้ท่านออกบวชตลอดชีวิต เมื่อท่านออกบวชแล้ว ขณะเป็นพระบ้าน ท่านก็เคร่งครัดรักษาพระธรรมวินัย ขณะเป็นพระธุดงคกรรมฐาน หรือ พระป่า ท่านก็เคร่งครัดรักษาธุดงควัตรและข้อวัตรปฏิบัติ
แม้ในทางด้านร่างกาย หลวงปู่แหวนท่านไม่ได้อยู่ใกล้ชิดติดแนบอยู่กับโยมบิดาก็ตาม และโยมมารดาเสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็กเล็ก แต่ในทางด้านจิตใจแล้ว นับว่าท่านอยู่ใกล้ชิดติดพันมีความผูกพันทางใจลึกซึ้งฝังแน่นมาก เพราะเพียงท่านระลึกคิดถึงเป็นห่วงโยมมารดา โยมมารดาบนสวรรค์ก็มาเยี่ยมท่าน ส่วนโยมบิดาเมื่อเสียชีวิตก็มาบอกลาท่าน เป็นต้น และที่สําคัญอย่างยิ่ง คือ ใจของท่านระลึกถึงพระคุณและตอบแทนคุณโยมบิดามารดา โดยการกระทําหน้าที่ของพระแท้อย่างสมบูรณ์ถูกต้องครบถ้วน คือ ขณะศึกษาเล่าเรียนมูลกัจจายน์ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ขณะปฏิบัติธรรมก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ทําวัตรสวดมนต์ เจริญเมตตาภาวนา และแผ่เมตตาให้โยมบิดามารดาเป็นปรกติทุกวัน
เหตุสลดสะเทือนใจครั้งที่สอง
สามเณรแหวน และสามเณรที่มีศักดิ์เป็นน้าชาย ได้อยู่จําพรรษาร่วมกันที่วัดโพธิ์ชัยแห่งนี้เป็นคู่สามเณรน้อยที่น่ารัก น่าเอ็นดู ว่านอนสอนง่าย จึงเป็นที่รักใคร่ของพระเณรภายในวัด ทั้งสองได้ใช้ชีวิตสามเณรร่วมกันอย่างผาสุกเย็นใจ มีความสุข เพราะได้อยู่ใกล้ครอบครัวอันอบอุ่น โดยมีคุณตา คุณยาย และโยมบิดาคอยแวะเวียนมาทําบุญใส่บาตร คอยมาดูแลเอาใจใส่ ต่อมาในเวลาไม่นานนัก ก็มีเหตุทําให้สามเณรทั้งสองต้องพลัดพรากจากกัน หลังจากเข้าพรรษาแรกได้ประมาณสองเดือน สามเณรที่มีศักดิ์เป็นน้าชายก็เกิดอาพาธอย่างหนัก พระอุปัชฌาย์และญาติโยมได้ช่วยกันดูแลพยาบาลกันอย่างสุดความสามารถ แต่อาการป่วยก็มีแต่ทรงกับทรุด สุดที่จะเยียวยารักษาได้ พอออกพรรษาสามเณรน้าชายนั้นก็ถึงแก่มรณภาพ
การสูญเสียในครั้งนั้น ทําให้สามเณรแหวนเกิดความสลดสะเทือนใจอีกครั้งหนึ่ง เพราะสามเณรนั้นเป็นทั้งญาติสนิท เป็นทั้งเพื่อนเล่น เป็นทั้งคู่นาคตอนบรรพชา และอยู่ด้วยกันอีก เรียกได้ว่ามีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมาตั้งแต่เกิดและไม่เคยแยกห่างจากกันเลย นับเป็นเหตุสลดสะเทือนใจครั้งที่สอง หลังจากสูญเสียโยมมารดามาเป็นครั้งแรก
การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ธรรมบทนี้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งสอนไว้ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานานสองพันกว่าปีหรือกี่ปีก็ตาม ก็ยังเป็นความจริงเสมอ
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการพลัดพราก จากสิ่งอันเป็นที่รัก ที่พอใจนั้นเป็นเรื่องทรมานยิ่ง และเรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพราก ก็เป็นสิ่งสุดวิสัย ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ที่พอใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง”
สามเณรแหวน ประจักษ์ธรรมบทนี้อย่างชัดเจนด้วยตนเองอีกครั้ง เมื่ออยู่ๆ อีกฝ่ายหนึ่งมาจากไปเสีย โดยไม่มีวันจะกลับนั้น ปุถุชนคนไหนเลยจะไม่มีนํ้าตาเป็นเครื่องปลอบใจตนยามโศกเช่นนี้ ก่อนจะจัดการเผาศพ คุณยายทราบความสลดสะเทือนใจของสามเณรแหวนหลานชายเป็นอย่างดี และได้พยายามพูดปลอบประโลมใจ รวมทั้งพูดเตือนยํ้าคําขอร้องแต่เดิมว่า “หลานจะบวชอยู่ในผ้าเหลืองไปจนตาย ตามที่เคยรับปากแม่กับยายได้ไหม?” สามเณรแหวนท่านรักษาสัจจะที่เคยให้ไว้ ท่านยังคงรับคําอย่างหนักแน่นเช่นเดิมโดยไม่มีความหวั่นไหวหรือลังเลใจ
เพราะสัจจะ นี้เป็นคุณสมบัติที่จําเป็นและสําคัญประการหนึ่งของผู้ที่จะบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวก ผู้ที่บําเพ็ญบารมีธรรมมาอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะหลุดพ้นจะต้องมีสัจจะนี้ฝังลึกแน่นอยู่ในจิตใจ ซึ่งหลวงปู่แหวนท่านมีสัจจะฝังลึกประจําใจ และท่านถือสัจจะนี้มาตั้งแต่เยาว์วัยสมัยครั้งเป็นสามเณรน้อย
หลวงปู่แหวน ให้โอวาทเรื่องสัจจะไว้ว่า “คนมีสัจจะ มักทําอะไรสําเร็จ เพราะ “สัจจะ” เป็นบารมีอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้กําลังใจเข้มแข็งมากขึ้น”
การบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย อันเป็นวัดบ้านเกิดนั้น สามเณรแหวน ไม่ได้ศึกษาอะไรมากนัก เพราะไม่มีผู้สอน เพียงแต่หัดไหว้พระสวดมนต์ รับใช้พระ รวมทั้งวิ่งเล่นบ้างตามประสาสามเณรน้อย การศึกษาเล่าเรียนของหลวงปู่ ตั้งแต่ขณะท่านอยู่ในวัยเด็กตลอดจนได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรนั้น ไม่ปรากฏว่าท่านได้รับการศึกษาอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาสายสามัญ เพราะการศึกษาในสมัยนั้นยังไม่แพร่หลายไปทั่วประเทศดังเช่นเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
สามเณรแหวน ท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดโพธิ์ชัย ต่อมาอีกราว ๗ พรรษา ในระหว่างนี้ท่านได้ปลูกต้นมะพร้าวไว้ภายในวัด ๓ ต้น ปัจจุบัน ยังเหลืออยู่ ๑ ต้น ไว้เป็นอนุสรณ์ จากนั้นท่านต้องจากมาตุภูมิออกเดินทางไกลเพื่อไปศึกษาเล่าเรียนธรรมะที่อุบลราชธานี
เดินทางไปเรียนมูลกัจจายน์ที่อุบลราชธานี
ในสมัยก่อนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นศูนย์กลางการศึกษาเล่าเรียนทางภาคอีสาน ถือเป็นเมืองตักศิลา เป็นเมืองที่มีการศึกษามูลกัจจายน์กันอย่างแพร่หลาย มีสํานักเรียนที่มีชื่อเสียงอยู่หลายแห่งว่าเป็นแหล่งผลิตบัณฑิตทางพระพุทธศาสนา มีครูอาจารย์สอนกันอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ด้วยเหตุนี้ทั่วแคว้นแดนอีสานทั้งหมด หากพระเณรองค์ใดต้องการศึกษาเล่าเรียนทางบาลี ทางธรรมะ เพื่อเป็นนักปราชญ์แล้วจะต้องเดินทางมาศึกษาเล่าเรียนตามสํานักเรียนต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ดังที่ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) แห่งวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ได้กล่าวคําเปรียบเทียบไว้อย่างคล้องจองว่า
“อุบลเมืองนักปราชญ์ โคราชเมืองนักมวย เชียงใหม่เมืองคนบุญ ลําพูนเมืองคนสวย”
ด้วยผู้ใหญ่ต้องการให้สามเณรแหวนได้รับการศึกษาเล่าเรียน เพื่อให้มีวิชาความรู้ติดตัวจะได้มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต พระอาจารย์อ้วนซึ่งมีศักดิ์เป็นอา จึงได้พาสามเณรหลานชายเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อไปศึกษามูลกัจจายน์ ซึ่งเป็นหลักสูตรสําหรับพระเณรที่ขึ้นชื่อในสมัยนั้น สํานักเรียนที่มีชื่อเสียงมากและมีนักเรียนจํานวนมากในสมัยนั้น ได้แก่ สํานักเรียนเวฬุวัน สํานักเรียนบ้านไผ่ใหญ่ สํานักเรียนบ้านเค็งใหญ่ สํานักเรียนบ้านหนองหลัก และสํานักเรียนบ้านสร้างถ่อ
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าเองว่า “ท่านจากบ้านไปจังหวัดอุบลฯ เพื่อไปศึกษามูลกัจจายน์ท่านไปพักอยู่วัดสร้างถ่อ อําเภอหัวตะพาน”
ปัจจุบัน คือ วัดสร้างถ่อใน ต.สร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน จ.อํานาจเจริญ
การเรียนมูลกัจจายน์นั้นเป็นการเรียนค่อนข้างยาก ผู้เรียนต้องเป็นผู้ที่มีสมองดีจริงๆ และต้องมีความเพียรพยายามสูงมาก จึงจะเรียนได้จบหลักสูตร ถ้าเรียนได้จนจบหลักสูตรแล้ว ผู้นั้นจะได้รับการยกย่องนับถือจากคนทั่วไปว่าเป็น “นักปราชญ์” เพราะเป็นผู้แตกฉานในธรรมะและในภาษาบาลี สามารถแปลธรรมะได้ทุกประเภท
ต่อมาภายหลัง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเห็นว่าการเรียนมูลกัจจายน์นั้นยากเกินไป มีผู้เรียนจบหลักสูตรน้อย และต้องเสียเวลาเรียนนานเกินความจําเป็น จึงทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนเสียใหม่ จนได้กลายมาเป็นหลักสูตรของการศึกษาฝ่ายคณะสงฆ์มาจนปัจจุบัน นับแต่นั้นเป็นต้นมา การเรียนมูลกัจจายน์จึงได้ถูกลืมไปจากวงการศึกษาของคณะสงฆ์ตราบจนทุกวันนี้
สามเณรแหวน ท่านต้องจากมาตุภูมิถิ่นเกิดเป็นครั้งแรก เหตุการณ์นี้อยู่ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๑๕ ปี สมัยนั้นยังไม่มีรถยนต์โดยสาร ท่านต้องรอนแรมเดินทางไปด้วยเท้า บุกป่าฝ่าดงไปชนิดที่ว่าคํ่าไหนนอนนั่น เมื่อท่านได้บอกลาคุณตา คุณยาย และโยมบิดาแล้ว ท่านก็ติดตามพระอาจารย์อ้วน ออกเดินทางจากวัดโพธิ์ชัย จังหวัดเลย มุ่งหน้าเดินตัดตรงมาทางอุดรธานี เข้าสกลนคร มุกดาหาร (เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น) แล้วเข้าจังหวัดอุบลราชธานี ในส่วนที่เป็นเขตจังหวัดอํานาจเจริญในปัจจุบัน
ฝากตัวกับพระอาจารย์สิงห์
พระอาจารย์อ้วน ผู้เป็นหลวงอาได้พาสามเณรแหวน ออกเดินทางรอนแรมไปยังจังหวัดอุบลราชธานี จุดมุ่งหมาย คือ วัดสร้างถ่อ อําเภอหัวตะพาน โดยนําไปฝากกับพระอาจารย์สิงห์ ช่วงนั้นเป็นเวลาเย็น พระอาจารย์สิงห์กําลังจะสรงนํ้าพอดี ท่านได้เหลือบไปเห็นพระภิกษุกับสามเณรน้อยมุ่งหน้าเดินตรงเข้ามาที่วัด ได้เห็นนิมิตปรากฏที่ร่างของสามเณรน้อย เป็นแสงโอภาสคล้ายรัศมีของผู้มีบุญญาภินิหาร ก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา พระอาจารย์สิงห์ล่วงรู้ด้วยอํานาจญาณทันทีว่า สามเณรน้อยรูปนี้เป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด ท่านจึงเปลี่ยนใจไม่ไปสรงนํ้า รีบคว้าจีวรมานุ่งห่มให้เรียบร้อยแล้วนั่งรอบนกุฏิ
พระอาจารย์อ้วน นําสามเณรแหวนขึ้นมากราบพระอาจารย์สิงห์ แนะนําตนเองว่ามาจากเมืองเลยอันไกลโพ้น และเป็นอาของสามเณร เดิมสามเณรชื่อ ยาน พอบวชเป็นเณรแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น แหวน คําแรกที่พระอาจารย์สิงห์ทักทาย “อ้อ ! ชื่อสามเณรแหวนรึ” สามเณรแหวนก้มกราบอีกครั้ง พนมมือตอบอายๆ ว่า “เป็นชื่อที่ย่าตั้งให้ขอรับ” พระอาจารย์สิงห์กล่าวด้วยความชื่นชมยินดีว่า “ชื่อแหวนนี้ดี แหวนเป็นเครื่องประดับกายของมนุษย์ จึงเป็นของสําคัญ เปรียบได้กับสติปัญญาของเราที่จะมาเสริมแต่งตัวเราให้รุ่งเรืองเปรื่องปราดต่อไปในอนาคต”
ต่อจากนั้นพระอาจารย์สิงห์ก็ได้ซักถามเรื่องราวของสามเณรแหวนแล้ว พระอาจารย์อ้วนได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการนําสามเณรแหวนมาฝากเพื่อขอศึกษาบาลีธรรม ด้วยว่าสํานักเรียนแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง มีพระเณรจากหัวเมืองต่างๆ ในอีสานเดินทางมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหามากมาย พระอาจารย์สิงห์เมื่อทราบความประสงค์แล้วก็มีความยินดีรับสามเณรแหวนเป็นลูกศิษย์ ท่านมองพินิจพิจารณาสามเณรน้อยด้วยความเมตตาเอ็นดูยิ่ง ดูรูปร่างผิวพรรณก็สะอาดสะอ้าน เกลี้ยงเกลา นัยน์ตาก็สุกใสบริสุทธิ์ มีแววเฉลียวฉลาด กิริยาท่าทางก็สํารวมเรียบร้อย แลดูมีสง่าราศีอย่างน่าประหลาด ท่านจึงเปล่งอุทานขึ้นมาว่า “นี่แหละช้างเผือกแก้วเกิดในป่าแน่แล้ว”
คําว่า ช้างเผือกแก้วเกิดในป่า เป็นดั่งคําอุปมายกย่องครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ นับตั้งแต่ต้นวงศ์พระธุดงคกรรมฐาน คือ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต สองพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน ตลอดบรรดาพระศิษย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ซึ่งรวมถึงหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ล้วนเกิดและเจริญเติบโตตามป่าตามเขาในครอบครัวสัมมาทิฐิที่สนับสนุนให้ลูกชายออกบวช เมื่อออกบวชแล้วก็รักษาพระธรรมวินัย ถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด และมีนิสัยชื่นชอบออกเที่ยวธุดงค์ประพฤติปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาอย่างอุกฤษฏ์
เมื่อท่านบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ขีณาสพตามป่าตามเขาแล้ว ท่านยังคงดําเนินสมณชีวิตส่วนใหญ่อยู่ตามป่าตามเขา ตามเสนาสนะป่าอันแสนวิเวกเงียบสงัดร่มเย็นเรื่อยมา ท่านอยู่อย่างมักน้อยสันโดษ และอยู่ด้วยวิหารธรรม บําเพ็ญสมณธรรมอย่างสงบสุขตลอดชีวิตตราบจนวันหมดสิ้นอายุขัย ในสมัยปัจจุบันครั้งกึ่งพุทธกาล จึงกล่าวได้ว่าบรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านประพฤติปฏิบัติตามรอยวิถีแห่งธรรมขององค์พระบรมศาสดา ซึ่งพระองค์ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ตามป่าตามเขา และปฏิบัติตามพระพุทธโอวาทในข้อที่ว่า รุกฺขมูลเสนาสนํฯ ได้อย่างเคร่งครัดและเด่นชัดที่สุด ยากที่จะหาองค์ใดเสมอเหมือน สมดังคําอุปมา ช้างเผือกแก้วเกิดในป่า
หลังจากพระอาจารย์สิงห์ กล่าวต้อนรับปฏิสันถารพระอาจารย์อ้วน และ สามเณรแหวนพอสมควรแล้ว ท่านจึงได้พาอาคันตุกะทั้งสองไปยังกุฏิของพระอาจารย์หลี เจ้าอาวาส ได้แนะนําให้รู้จักกันตามธรรมเนียม พร้อมทั้งกราบเรียนแจ้งความประสงค์ เมื่อพระอาจารย์หลีทราบแล้วท่านก็ให้ความเมตตาสามเณรแหวน จึงยินดีอนุญาตให้พระอาจารย์สิงห์รับไว้ศึกษาในสํานักเรียนได้ตามความประสงค์ ซึ่งขณะนั้นมีพระเณรเรียนอยู่ในสํานักเรียนวัดสร้างถ่อ อําเภอหัวตะพาน ประมาณ ๗๐ รูป โดยมีพระอาจารย์สิงห์เป็นพระอาจารย์ใหญ่สอน
การเรียนมูลกัจจายน์ในสมัยก่อน
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้เล่าถึงการเรียนมูลกัจจายน์ว่า การเรียนในสมัยนั้นไม่มีห้องเรียนเหมือนสมัยปัจจุบัน ครูที่สอนส่วนใหญ่ท่านก็ไม่ได้อยู่ในที่แห่งเดียวกัน แต่จะแยกกันอยู่คนละที่ เมื่อถึงเวลาเรียน นักเรียนต้องแบกหนังสือไปเรียนถึงที่อยู่ของครูแต่ละท่าน วันนี้เรียนวิชานี้ก็แบกหนังสือไปเรียนกับครูท่านนี้ วันพรุ่งนี้เรียนวิชานั้น ก็จะต้องแบกหนังสือไปเรียนกับครูท่านนั้น แบกไปแบกมาจนกว่าจะเรียนจบ
ที่ว่าแบกหนังสือนั้นแบกกันจริงๆ เพราะในสมัยก่อน หนังสือที่พิมพ์เป็นเล่มไม่มีเหมือนสมัยปัจจุบัน หนังสือที่ใช้ในการเรียนการสอนก็ใช้คัมภีร์ใบลานเป็นพื้น นักเรียนต้องเคารพหนังสือ เพราะถือว่าหนังสือ คือ พระธรรม จะดูถูกไม่ได้ ถือเป็นบาป เวลาว่างจากการเรียน นักเรียนจะต้องเข้าป่าหาใบลานมาไว้สําหรับทําคัมภีร์เพื่อฝึกหัดจารหนังสือ โดยใช้เหล็กแหลมเขียนลงไปบนใบลานให้เป็นรอย
วิธีทําคัมภีร์ ก็คือไปหาใบลานมา เลือกเอาเฉพาะใบที่อายุได้หนึ่งปีแล้ว ถ้าเอาใบอ่อนมามักใช้ได้ไม่ค่อยดี แต่ถ้าเอาใบแก่ไป ใบมักเปราะแตกง่าย เมื่อได้ใบลานมาแล้ว ก็เอามากรีด รีดใบเลาะก้านใบออก ตากนํ้าค้างไว้สามคืนพอหมาด แล้วใช้ด้ายหรือเชือกร้อยทําเป็นผูก มากน้อยตามต้องการ เวลาไปเรียนกับครูก็ใช้คัมภีร์ที่เตรียมไปนี้ สําหรับคัดลอกตําราและหัดจารหนังสือพร้อมกันไปด้วย ดังนั้น ผู้เรียนจึงต้องจารหนังสือขึ้นเอง เอาไว้ท่องบ่นทบทวนต่อไป
การศึกษาเล่าเรียนในสมัยที่หลวงปู่แหวน เมื่อครั้งเป็นสามเณรนั้น นับว่าผู้เรียนมีความ มานะอดทน มีความบากบั่นพากเพียร และมีความขยันหมั่นเพียรตั้งใจศึกษาเล่าเรียนสูงยิ่งจริงๆ เพราะนอกจากต้องเดินเท้าพร้อมแบกหนังสือไปหาครูผู้สอนในแต่ละแห่งๆ ตามที่อยู่ของครูผู้สอน ไม่ว่าทั้งใกล้และไกล เนื่องจากในสมัยก่อนนั้นตามชนบท แม้แต่ในตัวจังหวัดก็ยังไม่มีรถยนต์ใช้อีกทั้งระบบประปา ระบบไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดสิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆ ก็ยังไม่มี การศึกษาเล่าเรียน จึงไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ หากจะอ่านทบทวนท่องจําหนังสือในยามคํ่าคืน ก็ต้องอาศัยความสว่างจากแสงไฟที่จุดจากตะเกียง หรือเทียน หากอากาศร้อน หรือมียุงกัด มีแมลงคอยตอมคอยรบกวน ก็จําต้องอดเอาทนเอา
สําหรับสามเณรแหวนแล้ว ท่านจากบ้านเกิดเมืองนอน เดินเท้าทางไกลเพื่อมุ่งมาศึกษาเล่าเรียนโดยเฉพาะ ท่านจึงมีความมานะอดทน มีความบากบั่นพากเพียร และมีความขยัน หมั่นเพียรตั้งใจเป็นเลิศ เพื่อให้มีวิชาความรู้ติดตัวตามที่ญาติผู้ใหญ่และตัวท่านเองต้องการนั่นเอง
เพื่อนพระเณรที่เรียนมูลกัจจายน์ด้วยกันกับหลวงปู่แหวนตามที่ท่านเล่า ก็มี พระเฮียง กับ พระเหลา ภายหลังเพื่อนทั้งสองได้พากันลาสิกขาไปหมด
สําหรับครูผู้สอน ที่หลวงปู่แหวน เคยพูดถึง มีดังนี้
พระอาจารย์เอี่ยม วัดเวฬุวัน บ้านไผ่ใหญ่ สอนวิชามูลกัจจายน์
พระอาจารย์ชม เป็นพระที่ใจเย็น เวลาสอนหนังสือก็ใจเย็น ลูกศิษย์ชอบท่านมาก
พระอาจารย์ชาลี เวลาสอนหนังสือจะดุมาก แต่แปลหนังสือได้พิสดาร เพราะเคยลงไปศึกษาอยู่กรุงเทพฯ นานถึง ๑๐ ปี
พระอาจารย์อ้วน สอนไวยากรณ์ สอนแปล โดยยึดพระปาฏิโมกข์เป็นพื้น หัดแปลกันจนคล่องแคล่วขึ้นใจ
หลวงปู่แหวนเล่าว่า ท่านเองไม่เคยท่องปาฏิโมกข์ แต่ท่านสามารถยกสิกขาบทขึ้นมาแปลได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่ติดขัดเลย
ปาฏิโมกข์ หมายถึง คัมภีร์ที่รวมวินัยของสงฆ์ ๒๒๗ ข้อ คัมภีร์ที่ประมวลพุทธบัญญัติอันทรงตั้งขึ้นเป็นพุทธอาณา มีพุทธานุญาตให้สวดในที่ประชุมสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เรียกกันว่า สงฆ์ทําอุโบสถ บทปาฏิโมกข์เหล่านี้ปรากฏอยู่ในพระวินัยปิฎก หมวดสุตตวิภังค์
เรียนวิชาไสยเวท
สําหรับพระอาจารย์สิงห์ ในขณะนั้นท่านเป็นครูสอนปริยัติธรรมในฝ่ายมหานิกายอยู่ท่านมีภาระยุ่งอยู่กับการค้นคว้าตํารับตําราคัมภีร์ต่างๆ เพื่อเตรียมไว้สอนลูกศิษย์ จึงหาเวลาว่างที่จะอบรมกรรมฐานให้ไม่ได้ พระอาจารย์สิงห์ได้แต่เพียงแนะนําหลักกว้างๆ อันเป็นพื้นฐานในการทําสมาธิภาวนาเท่านั้น ซึ่งสามเณรแหวน ท่านให้ความสนใจมาก แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะปฏิบัติอย่างจริงจัง
พระอาจารย์สิงห์ ท่านมีความคิดเห็นว่า ธรรมะของพระพุทธองค์ที่ทรงค้นพบ สั่งสอนให้คนเราหลุดพ้นจากวัฏสังสารทุกข์ คือ ความเวียนว่ายตายเกิด เพื่อไปสู่พระนิพพาน คือ ความดับสนิท พระสงฆ์ผู้สืบศาสโนวาทของพระพุทธเจ้า พึงปฏิบัติด้วย กาย วาจา ใจ ให้บรรลุเป้าหมายของพระพุทธองค์ที่ทรงวางหลักบัญญัติไว้นี้ แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องไม่ลืมความจริงในข้อที่ว่ามนุษย์โดยมาก คือ คนเราทุกวันนี้ ยังไม่สามารถจะไปนิพพานกันได้ง่ายๆ ต่างก็ดําเนินชีวิตอยู่เป็นหมู่คณะ มีชุมชนเป็นหมู่บ้าน เป็นเมือง เป็นประเทศชาติ ต้องทํามาหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยความเหนื่อยยาก มีโลภ มีโกรธ มีหลง
ดังนั้น ชาวบ้านทั้งหลายจึงเห็นพระสงฆ์องคเจ้า คือ ผู้ที่จะปลดเปลื้องทุกข์ให้กับพวกเขาไปเสียแทบทุกอย่าง เห็นพระเป็นครูบาอาจารย์ เป็นหมอยา เป็นตุลาการตัดสินปัญหาของชาวบ้าน และเป็นอะไรต่อมิอะไรที่จะต้องช่วยเหลือชาวบ้านแก้ปัญหาต่างๆ ร้อยแปด ซึ่งพระก็ต้องจําใจอนุโลมตาม เพื่อช่วยเหลือญาติโยมชาวบ้านไปตามมีตามเกิด เพราะถ้าไม่ช่วยแล้ว ชาวบ้านก็จะกล่าวหาเอาได้ว่า พระสงฆ์องคเจ้าไม่เห็นมีประโยชน์อะไร ช่วยเหลือชาวบ้านก็ไม่ได้
ดังนั้น พระจึงจําเป็นต้องเรียนรู้เวทมนตร์คาถา เอาทางไสยศาสตร์มาประยุกต์ใช้บ้างเพื่ออํานวยประโยชน์ให้ชาวบ้านตามสมควรแก่กรณี แต่อย่าสอนให้ชาวบ้านถึงกับงมงายหลงใหลในไสยศาสตร์จนเกินไปก็แล้วกัน สิ่งใดมีประโยชน์บางอย่าง ทางไสยเวทวิทยาคม เราต้องยอมรับเอาไว้ใช้ในพระพุทธศาสนาบ้าง ไม่ควรจะเหยียดหยามสิ่งที่มีคุณค่าของลัทธิอื่นๆ โดยไม่อยากจะเอาความรู้ดีๆ ของคนอื่นมาใช้อํานวยประโยชน์ด้วย
ด้วยเหตุนี้เองพระอาจารย์สิงห์ ซึ่งเป็นคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงทางธรรมบาลีอักขรสมัย และไสยเวทวิทยาคมในสมัยนั้น จึงได้ถ่ายทอดวิชาไสยเวท อํานาจจิต ให้พระเณรลูกศิษย์คนใดที่สนใจในทางนี้ ควบคู่ไปกับบาลีธรรมด้วย เพื่อที่พระเณรจะได้นําไปสงเคราะห์ชาวบ้านป่าเมืองดงชนบทที่ห่างไกลความเจริญที่ได้รับทุกขภัย เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคร้ายแรงนานา บ้างก็ถูกคุณไสยต้องอาถรรพณ์ บ้างก็ถูกสัตว์ร้ายขบกัด บ้างก็ต้องอุบัติเหตุกระดูกหักรักษาไม่หาย พระก็ต้องใช้เวทมนตร์คาถาประสานกระดูกให้ บ้างก็ปัดรังควานและสะเดาะกุมารตายในครรภ์ ฯลฯ ซึ่งแพทย์สมัยใหม่ไม่สามารถจะเดินทางเข้าไปเยียวยารักษาให้ได้ เพราะอยู่ห่างไกล
“เป็นวิชาพิเศษที่พระเณรจะต้องเรียนรู้ไว้นะ เพราะพระเณรและวัด เป็นที่พึ่งทางกาย ทางใจของชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านเขามาขอความช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยแล้ว เราช่วยเหลือเขาไม่ได้ ชาวบ้านอาจจะกล่าวหาเอาได้ว่า พระเณรบวชเรียนแล้วไม่เห็นทําประโยชน์อะไรให้กับชาวบ้านได้ บวชเปลืองผ้าเหลือง เปลืองข้าวสุกชาวบ้านไปเปล่าๆ เอาสบายแต่ตัวเอง”
พระอาจารย์สิงห์กล่าวทํานองนี้กับสามเณรแหวนผู้เป็นศิษย์ด้วยความเมตตาเอ็นดู
สามเณรแหวน ท่านมีความสนใจใคร่รู้ในศาสตร์ลึกลับมหัศจรรย์ในพระพุทธศาสนาตามที่พระอาจารย์สิงห์แนะนํา พระอาจารย์สิงห์ก็เล็งเห็นนิสัยใจคออันบริสุทธิ์ของสามเณรแหวนอยู่แล้วว่ามีความเหมาะสมที่ควรจะได้รับวิชาพิเศษนี้ จึงได้ถ่ายทอดประสิทธิ์ประสาทให้จนสิ้นตําราเลยทีเดียว แต่ก็ได้กําชับว่า
“วิชาไสยเวทวิทยาคมนี้เป็นโลกียวิชชาเท่านั้น ไม่ใช่วิชาประเสริฐ ให้เรียนรู้ไว้ด้วยใจมั่น เพียงเพื่อเอาไว้สงเคราะห์ชาวบ้านเท่านั้นนะ แต่เมื่อสามเณรออกธุดงคกรรมฐานเมื่อไร ขอให้ปล่อยวางวิชาไสยเวทนี้เสีย อย่ายึดมั่นถือมั่น อย่าติดหลงใหลว่าเป็นวิชาประเสริฐ เพราะเป็นเพียงโลกียวิชชาเท่านั้น เป็นวิชาที่ขัดขวางโลกุตรธรรม ขัดขวางมรรค ผล นิพพาน”
สามเณรแหวนรับคําสอนของพระอาจารย์สิงห์ทุกประการ
พระอาจารย์สิงห์ กล่าวต่อไปว่า “ธรรมดาพระเณรที่บําเพ็ญเพียรด้านกรรมฐาน จนบรรลุธรรมแก่กล้า ได้ฌานสมาบัติ ได้วิโมกข์ ได้อภิญญาจิต ข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ถ้าคิดจะสงเคราะห์ชาวบ้านเมื่อไร ไม่จําเป็นจะต้องใช้เวทมนตร์คาถาเลย เพียงแต่นึกอธิษฐานจิต ขอบารมีของพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ให้ช่วยขจัดปัดเป่า ปัญหานั้นๆ ก็จะสําเร็จประโยชน์ในพริบตาเป็นที่น่าอัศจรรย์”
ด้วยเหตุนี้เอง สามเณรแหวนจึงเป็นผู้รอบรู้ทางไสยเวทวิทยาคมอีกแขนงหนึ่ง ควบคู่ไปกับ เรียนบาลีธรรมตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อมีญาติโยมมาขอรดนํ้ามนต์สะเดาะเคราะห์กับพระอาจารย์สิงห์ที่วัด พระอาจารย์สิงห์มักจะให้สามเณรแหวน ทําหน้าที่รดนํ้ามนต์แทนท่านอยู่เสมอ เป็นการทดสอบวิชาความสามารถของลูกศิษย์ไปด้วย
สามเณรแหวนชอบกรรมฐาน
ปฏิปทาจริยาวัตรของสามเณรแหวน แม้เป็นสามเณร แต่ปฏิปทาของท่านนั้นเป็นเหมือนผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เพราะเป็นปฏิปทาของนักบวชในพระพุทธศาสนา ผู้ปรารถนาความหลุดพ้นอย่างแท้จริง สามเณรแหวนชอบปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ชอบนั่งสมาธิ เดินจงกรม แตกต่างกับสามเณรทั่วๆ ไปในรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งนี้เป็นเพราะสามเณรแหวนได้อบรมสั่งสมอํานาจวาสนาบารมีธรรมมาอย่างเต็มเปี่ยมสมบูรณ์แล้ว ท่านจึงเป็นผู้ถือพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด พูดน้อย ชอบใช้ความคิด มีนิสัยเงียบขรึม รักสงบ ชอบอยู่ในที่สงัดวิเวก ไม่ชอบร่วมคลุกคลีกับหมู่คณะ และมักจะหาโอกาสแยกตนออกไปนั่งสมาธิภาวนาในสถานที่วิเวกเงียบสงัดนอกวัดเสมอ เป็นต้นว่า ตามใต้ร่มไม้ในทุ่ง ตามป่าช้า โคนต้นไม้
บางวัน ภายหลังจากการเรียนบาลีธรรมกับพระอาจารย์สิงห์แล้ว สามเณรแหวนจะออกจากวัดเข้าไปนั่งสมาธิอยู่ในป่าช้าแต่ลําพังโดดเดี่ยวตลอดทั้งคืน จนพระอาจารย์สิงห์ออกปากชมกับพระอาจารย์หลี เจ้าอาวาสว่า “สามเณรน้อยนี้กล้าหาญมาก มีจิตใจองอาจไม่กลัวอะไรเลย เป็นมหานิกายที่ถือเคร่งเหมือนธรรมยุต อาหารก็ฉันมื้อเดียว ไม่สนใจอาหารประเภทเนื้อเลย”
สามเณรแหวน ตื่นนอนประมาณตีสามตีสี่เป็นประจํา ถ้าคืนไหนไม่ได้ออกไปนั่งสมาธิในป่าช้า จะลงจากกุฏิไปเดินจงกรมประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วกลับขึ้นกุฏิ นั่งสมาธิให้จิตใจสงบตามหลักสมถกรรมฐานจนสว่าง แล้วจึงออกจากสมาธิไปทํากิจวัตรประจําวันต่อไป ปฏิปทาจริยาวัตรของสามเณรแหวนนี้งดงามน่ารัก น่าเลื่อมใสมาก เป็นที่ชื่นชมเมตตาของพระอาจารย์สิงห์ และ พระอาจารย์หลี ผู้เป็นครูบาอาจารย์ยิ่งนัก
หลังจากฉันอาหารเช้าวันหนึ่ง พระอาจารย์สิงห์ได้ถามสามเณรแหวนว่า “ชอบกรรมฐานมากหรือจัวน้อย” (จัว เป็นคําอีสานใช้เรียกสามเณร)
สามเณรแหวน พนมมือตอบนอบน้อมว่า “กระผมชอบความเงียบสงัด ชอบพิจารณาต้นไม้ใบหญ้า แล้วคิดเปรียบเทียบกับชีวิตมนุษย์และสัตว์ แล้วเห็นว่าธรรมชาติกับใบไม้ใบหญ้านี้คล้ายชีวิตคนเรา มีเกิด มีดับ หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้เลย ยิ่งคิดยิ่งพิจารณาก็มีความเพลิดเพลินเจริญใจ เกิดสติปัญญาแปลกๆ ผุดขึ้นมาให้ขบให้คิดเหมือนนํ้าไหลรินไม่ขาดสาย”
พระอาจารย์สิงห์ ได้ฟังแล้วก็เกิดความอัศจรรย์ ถึงกับอุทานในใจขึ้นมาว่า สามเณรน้อยรูปนี้มีอารมณ์วิปัสสนา ทั้งๆ ที่เรายังไม่ทันได้สอนเลย เป็นปัญญาเห็นแจ้งสภาวธรรมโดยธรรมชาติคือ เห็นชาติ ชรา มรณะ ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้เรียกว่าเริ่มมองเห็นมรรคผลนิพพานได้รําไรแล้ว
พระอาจารย์สิงห์รู้สึกยินดี กล่าวกับสามเณรแหวนว่า “จัวน้อยปฏิบัติชอบแล้ว ถูกทางแล้ว การปฏิบัติธรรม ถ้าเราได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ย่อมจะเปลี่ยนจิตใจเราให้ไปอยู่ในลักษณะที่จะเข้าถึงธรรมชาติ รู้จักความจริงตามธรรมชาติ การเข้าถึงธรรมะก็ง่ายเข้า เปรียบเหมือนต้นไม้ในภาพเขียน ย่อมจะไม่เหมือนกับต้นไม้จริงๆ ในป่าฉันใด ปริยัติกับการปฏิบัติก็ฉันนั้น ปริยัติ เปรียบได้กับต้นไม้ในภาพเขียน ส่วนการปฏิบัติเปรียบเหมือนต้นไม้ในป่าจริงๆ
พระพุทธเจ้า ท่านประสูติท่ามกลางธรรมชาติ กลางดิน โคนต้นไม้ ท่านตรัสรู้ที่พื้นดินที่ใต้โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง และท่านปรินิพพานที่ใต้ต้นไม้กลางพื้นดิน ระหว่างโคนไม้สองต้นในสวนป่าอุทยานแห่งหนึ่ง ธรรมชาตินี้แหละ จะช่วยให้คนเรามีจิตใจสงบ เมื่อมีจิตใจสงบแล้ว การศึกษาไม่ว่าจะเป็นทางธรรมหรือทางใดก็บรรลุผลได้ดียิ่งขึ้น”
สามเณรแหวนได้สดับฟังพระธรรมเทศนาที่พระอาจารย์สิงห์เทศน์โปรดแล้ว ก็ให้มีความอิ่มเอิบชื่นบานใจยิ่งนัก และมั่นใจในหนทางที่ตนดําเนินมามากยิ่งขึ้น ยิ่งเห็นว่าการสละความสุขทางโลกอันน้อยนิด ออกมาแสวงหาความสุขทางธรรมอันแท้จริง ได้ออกมาบวชเรียนและได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตามคําสัญญาที่ให้ไว้กับโยมมารดาและคุณยาย เป็นหนทางดําเนินอันถูกต้องชอบธรรมแล้ว สําหรับผู้ดําเนินตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา วิมุตติสุข หรือ ความหลุดพ้น คือ เป้าหมายอันสูงสุด แม้หนทางไปสู่เป้าหมายนั้นจะไกลแสนไกล และยากที่จะไปถึงก็เริ่มมองเห็นหนทางอย่างรําไรๆ หากวาสนาบารมีธรรมที่เคยบําเพ็ญเพียรมาคอยคํ้าชูแล้ว เราคงได้พบกับวิมุตติสุขในอนาคตข้างหน้าอย่างแน่นอน
นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า หลวงปู่แหวน ท่านเป็นผู้สั่งสมบําเพ็ญอํานาจวาสนาบารมีธรรมมาอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายของท่าน สมกับท่านเกิดมาเพื่อเป็นสมณะนักบวชผู้ดําเนินตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดาอย่างแท้จริง เพราะท่านมีมโนปณิธานและมีความปรารถนาอันแรงกล้าแน่วแน่ต่อการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นอย่างน่าสรรเสริญ ตั้งแต่สมัยครั้งท่านยังเป็นสามเณร
การปฏิบัติธรรมของสามเณรแหวนในระหว่างนี้ ท่านยังไม่มีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาชี้แนะ ด้วยท่านยังอยู่ในวัยหนุ่มน้อย ด้วยความไม่มีครูบาอาจารย์ทางภาคปฏิบัติ ซึ่งสมัยนั้นกล่าวได้ว่า เป็นช่วงฟื้นฟูพระธรรมวินัยและธุดงควัตร ฟื้นฟูการออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา และฟื้นฟูมรรคผลนิพพาน ซึ่งมุมมองของสังคมส่วนใหญ่มองว่า มรรคผลนิพพานหมดเขตหมดสมัยไปแล้ว สังคมจึงยังไม่ยอมรับ ทั้งยังถูกพระฝ่ายปกครองต่อต้านขับไล่ก็มี ดังนั้น ครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริง จึงค่อนข้างหาได้ยากมาก และด้วยเส้นชัยชนะแห่งธรรม แห่งหนทางสายเอกนี้ สามเณรแหวนไม่เคยดําเนินมาก่อน ย่อมไม่รู้หนทาง ย่อมมีความทุกข์ยากลําบากเป็นธรรมดา และย่อมเกิดความผิดพลาดถึงกับติดและหลงทางได้ ซึ่งความเป็นจริงก็ทั้งติด ทั้งหลงทางได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว ฉะนั้น การเดินทางสู่เป้าหมายอันสูงสุด คือ วิมุตติสุข วิมุตติธรรม เพื่อไม่ให้หลงทาง เพื่อไม่ให้เสียเวลาเนิ่นนาน ท่านจึงจําเป็นต้องรอคอยครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาอบรมสั่งสอนชี้แนะต่อไป
สามเณรแหวน ท่านได้ใช้ชีวิตสามเณรในฝ่ายมหานิกาย นับตั้งแต่บวชเป็นสามเณรน้อยจนเป็นสามเณรหนุ่ม รวมระยะเวลา ๑๑ ปี โดยตลอดระยะเวลานี้ ท่านก็ยังมุ่งมั่นรักษาสัจจะตามคํามั่นสัญญาที่ให้ไว้กับโยมมารดาและคุณยาย คือ บวชตลอดชีวิต ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมีย ท่านอุตสาหะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และทําข้อวัตรปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์ตามหน้าที่ของสามเณร เช่น ต้มนํ้าร้อน ชงนํ้าชา ซักผ้า ปัดกวาดเช็ดถูทําความสะอาดกุฏิ ศาลา ห้องนํ้า ลานวัด ฯลฯ ท่านทําอย่างขยันขันแข็ง เชื่อฟัง เรียกใช้ง่าย และทั้งปฏิบัติธรรมควบคู่กันไป ในระหว่างนี้ชีวิตสามเณรแหวนดําเนินไปอย่างราบรื่นดีงาม ไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง ท่านเพียงรออายุครบบวชเป็นพระภิกษุ คือ ครบ ๒๐ ปี จะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกายต่อไป
ภาค ๓ อุปสมบทในฝ่ายมหานิกาย
พ.ศ. ๒๔๕๐ เข้าพิธีอุปสมบทในฝ่ายมหานิกาย
ขณะที่ สามเณรแหวน กําลังศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติธรรมอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีนั้น เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๐ อายุท่านก็ครบบวช คือ มีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านจึงได้ทําการอุปสมบท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านอุปสมบทครั้งแรก เป็นพระภิกษุสงฆ์ในฝ่ายมหานิกายเช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระในฝ่ายมหานิกายมาก่อน ณ พัทธสีมา วัดสร้างถ่อใน วัดที่ท่านพํานักอยู่นั่นเอง โดยมี พระอาจารย์แว่น เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นผู้แก่กล้าพุทธาคมอีกรูปหนึ่งในอําเภอหัวตะพาน ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านทั่วไป ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์นั้นไม่ทราบชื่อ
สาเหตุที่ครูบาอาจารย์พระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ออกบวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย เป็นพระบ้าน เนื่องจากสมัยก่อนนั้น วัดในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นวัดในฝ่ายมหานิกาย ซึ่งมหานิกายเป็นพื้นฐานดั้งเดิมมีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ฝ่ายธรรมยุตเพิ่งมาเกิดภายหลังในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ครั้งพระองค์ทรงออกผนวชเป็นพระภิกษุ
เมื่อหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาในที่เปล่าเปลี่ยววิเวกเงียบสงัดและแสนทุรกันดารชนิดการคมนาคมเข้าไม่ถึง ผู้คนก็เข้าหาได้โดยยาก โดยเฉพาะหลวงปู่มั่นท่านสร้างเครือข่ายมหาศาล เฉพาะในประเทศไทยท่านเดินธุดงค์ทั่วทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง ท่านปักกลดภาวนา ณ สถานที่ใด สถานที่นั้นเป็นสถานที่มงคลศักดิ์สิทธิ์ และในกาลต่อมา ณ สถานที่นั้นได้สร้างเป็นวัดป่า โดยกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานออกเที่ยววิเวกธุดงค์ตามรอยเท้าของหลวงปู่มั่น และได้สร้างเป็นวัดธรรมยุตขึ้นมา จํานวนวัดและจํานวนพระในฝ่ายธรรมยุต จึงเกิดเพิ่มขึ้นมากมายเป็นทวีคูณจนมีจํานวนใกล้เคียงกับทางฝ่ายมหานิกาย วัดก็เป็นวัดป่ากรรมฐาน พระก็เป็นพระธุดงคกรรมฐาน เป็นพระที่มีคุณภาพ รักษาพระธรรมวินัย ข้อวัตรปฏิบัติ และถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด จึงเป็นเนื้อนาบุญของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
การครองผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ของหลวงปู่แหวนนั้น ถึงแม้ท่านเป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกาย ท่านก็มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยเช่นเดียวกับพระในฝ่ายธรรมยุต ท่านเป็นมหานิกายปฏิบัติที่ชื่นชอบการปฏิบัติธรรม ชอบการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา เป็นประจํา เช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์รุ่นอาวุโสแรกๆ ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เช่น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ เพราะท่านเหล่านี้เคยร่วมสร้างวาสนาบารมีธรรมร่วมกับหลวงปู่มั่นมานั่นเอง นิสัยชื่นชอบการประพฤติปฏิบัติธรรมและออกเที่ยวธุดงคกรรมฐาน จึงติดตามตัวท่านมาจวบจนปัจจุบันชาติ
ครูบาอาจารย์เล่าว่า “หลวงปู่แหวนท่านไปอุบลราชธานีในครั้งนั้น เมื่อบวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกายแล้ว ท่านตั้งใจศึกษาธรรมะก็ออกตามหาครูบาอาจารย์ ท่านไปพบหลวงปู่เสาร์ได้ไปฟังเทศน์ฟังธรรมกับหลวงปู่เสาร์ แต่ตอนนั้นท่านยังไม่ได้พบหลวงปู่มั่น การไปฟังเทศน์ฟังธรรมก็มีความตั้งใจปฏิบัติ แต่ก็ยังคงไม่เจริญรุ่งเรืองพอ ท่านพูดอย่างนั้น ท่านพยายามต้องการความสงบตลอด ไปหาที่สงบ”
ในกาลต่อมาหลวงปู่แหวน ท่านได้กราบถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ในระยะนั้นหลวงปู่แหวนก็ได้รู้จักกับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทรักใคร่ชอบพอกันมาก ท่านทั้งสองได้ออกเที่ยวธุดงค์ไปด้วยกันอยู่นานหลายปี เที่ยวไปตามป่าเขาลําเนาไพร ทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมายหลายแห่ง ซึ่งต่อมาท่านทั้งสองต่างก็ได้รับการญัตติเป็นพระในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ณวัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์
ครูทุกองค์สึกไปครองเรือน ท่านมีจิตใจว้าเหว่มากยิ่งขึ้น
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อท่านบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านก็ยังเรียนหนังสือต่อด้วยความตั้งใจขะมักเขม้น ในระหว่างที่ท่านเรียนหนังสืออยู่นั้นเอง ครูสอนสองท่าน คือ พระอาจารย์อ้วน กับ พระอาจารย์เอี่ยม ได้อาพาธด้วยโรคนอนไม่หลับ หมอทั้งหลายช่วยรักษาอย่างไรก็ไม่หาย สุขภาพของท่านมีแต่ทรุดโทรมยิ่งขึ้น
หลวงปู่แหวนได้เฝ้าพยาบาลครูของท่านอยู่ ได้พิจารณาถึงเหตุผลแล้วจึงแนะนําให้ทั้งสองท่านลาสิกขา สึกออกไปเป็นฆราวาสเสีย บางทีอาจหายจากการป่วยไข้ หากยังมีความอาลัยในสมณเพศอยู่ ค่อยกลับมาบวชใหม่ก็ได้ พระอาจารย์ทั้งสองทําตาม ได้สึกออกไปมีครอบครัว ปรากฏว่าโรคภัยไข้เจ็บก็หายในที่สุด คงจะได้หมอดีและยาดีถูกกับโรคของท่านอย่างแน่นอน
หลังจากพระอาจารย์อ้วนกับพระอาจารย์เอี่ยมลาสิกขาไปแล้วไม่นาน บรรดาครูอาจารย์ที่เหลืออยู่ก็ป่วยด้วยโรคอย่างเดียวกัน พระอาจารย์ชม พระอาจารย์ชาลี และพระอาจารย์องค์อื่นๆ ต่างก็พากันลาสิกขาออกไปหมด เมื่อครูอาจารย์ที่สอนหนังสือลาสิกขาออกไปหมดแล้ว การเรียนมูลกัจจายน์ของหลวงปู่แหวน จึงต้องหยุดชะงักลง ตอนนั้นท่านรู้สึกว่าจิตใจว้าวุ่น รวนเร และขาดที่พึ่ง หลวงปู่แหวนท่านว้าเหว่มากยิ่งขึ้น และค่อนข้างสับสนคิดถามตนเองว่า “เราจะอยู่ที่อุบลฯ ต่อไป หรือควรจะย้ายไปอยู่ที่อื่น?” เรื่องที่จะลาสิกขาตามครูสอนหนังสือและเพื่อนพระเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะท่านยึดมั่นในสัจจะ ท่านรักษาสัจจะที่ให้ไว้กับโยมมารดาและคุณยาย คือ บวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมีย ในใจของท่านเองจึงไม่มีความคิดอยากสึก แต่การบวชตลอดชีวิตจะมีหนทางเช่นไร จะทําอย่างไรดี?
หลวงปู่แหวน ในชาตินี้ท่านบําเพ็ญอํานาจวาสนาบารมีธรรมมาเต็มเปี่ยมแล้ว ท่านย่อมมีเชาวน์ มีสติปัญญาที่ลํ้าเลิศ ท่านย่อมหาหนทางได้ ท่านจึงได้ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญถึงสาเหตุที่ครูอาจารย์และเพื่อนพระของท่านที่ต้องลาสิกขาออกไปว่าเป็นเพราะเหตุใดหนอ เมื่อได้พิจารณาทบทวนใคร่ครวญไปมา ก็ได้คําตอบที่ชัดเจนว่า “บรรดาครูอาจารย์เหล่านั้นที่สึกออกไป ล้วนแต่เพราะกามทั้งสิ้น เป็นไปตามอํานาจของกาม กามนี้เป็นอุปสรรคเครื่องขัดขวางบุคคลผู้มุ่งมั่นต่อความดีในแนวทางของพระพุทธศาสนา บรรดาสัตว์ทั้งหลายยอมตาย ก็เพราะกามนี้มามากต่อมาก เพราะความสําคัญผิด ไม่รู้จักโทษของกามที่แท้จริง ปล่อยใจปล่อยกายให้ตกไปสู่อํานาจของกามเข้า เมื่อถูกกามครอบงําจิตแล้ว ก็ยังไม่รู้สึก สําคัญผิดคิดว่าดี จึงยอมตัวลงบํารุงบําเรอ ท้ายที่สุดก็ถอนตัวไม่ออก…”
ครูบาอาจารย์ตอบกรณีครูอาจารย์สอนหนังสือของหลวงปู่แหวนว่า ครูอาจารย์ทุกองค์ที่สึกออกไป เพราะโรคอยากมีครอบครัว หรือโรคอยากมีเมียนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องโทษของกามเรื่องของราคะตัณหา โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“การพิจารณาร่างกายเป็นสิ่งสําคัญมาก เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับราคะตัณหา ขึ้นอยู่กับร่างกายนี้ จิตสงบก็สงบจากความคิดในเรื่องราคะตัณหา เกี่ยวกับรูป เสียง กลิ่น รส ในชาดกท่านกล่าวไว้ซึ่งเป็นสิ่งที่สะดุดใจมากว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตไม่เคยเห็นรูปใด ที่เป็นข้าศึก เป็นเครื่องเสียดแทงจิตใจอย่างเจ็บปวดแสบร้อน ยิ่งกว่ารูปของเพศตรงข้าม เสียงใดก็ตามไม่สามารถที่จะเสียดแทงเข้าถึงขั้วหัวใจ ถึงกับจิตใจจะพังทลายลงได้เหมือนเสียงของเพศตรงข้าม กลิ่นใดก็ตามไม่สามารถทะลวงเข้าถึงขั้วหัวใจยิ่งกว่ากลิ่นของเพศตรงข้าม รสใดก็ตามไม่สามารถทําลายหัวใจให้กระทบกระเทือนหวั่นไหวและเป็นบ้าแบบสดๆ ร้อนๆ พร้อมทั้งการรับความทุกข์ทรมานได้มากยิ่งกว่ารสของเพศตรงข้าม การสัมผัสใดก็ไม่สามารถทําใจให้ละเมอเพ้อฝัน จนตัวไม่เป็นตัวของตัวยิ่งกว่าการสัมผัสเพศตรงข้าม ให้เธอทั้งหลายจําไว้อย่างถึงใจ อย่าประมาท”
ทําอย่างไรจึงจะบวชได้ตลอดชีวิต
การบวชเป็นพระนั้นเป็นเรื่องยาก แต่การบวชเป็นพระแล้วอยู่ครองสมณเพศตลอดชีวิต โดยตั้งตนรักษาและประพฤติปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยกลับเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า หลวงปู่แหวนท่านประจักษ์เรื่องนี้ด้วยตนเองมาเป็นอย่างดี ท่านใคร่ครวญอยู่ภายในใจว่า มีทางใดบ้างที่จะทําให้เราบวชแล้วอยู่ได้ตลอดไปจนตายกับผ้าเหลืองตามที่ได้รับคําไว้กับโยมมารดาและคุณยาย
การบวชตลอดชีวิต ผู้ออกบวชจะต้องมุ่งมั่นและแน่วแน่ที่จะดําเนินตามพระโอวาทอันเอกอุที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ ซึ่งพระอุปัชฌาย์ทุกองค์จะต้องสอนให้แก่กุลบุตรผู้บวชใหม่ทุกรูปในวันบรรพชาอุปสมบท โดยไม่มีการยกเว้น คือ รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เตยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้ว ให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถํ้าเงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง ซึ่งเป็นสถานที่เหมาะสมกับการบําเพ็ญเพียรเพื่อชําระกิเลส และจงอุตส่าห์พยายามอยู่และปฏิบัติบําเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด
ในวันที่หลวงปู่แหวนอุปสมบท ท่านต้องเคยได้รับพระโอวาทข้อนี้จากพระอาจารย์แว่นพระอุปัชฌาย์ของท่าน ท่านย่อมระลึกถึงพระโอวาทข้อนี้ได้ดี และท่านได้รับรู้แนวทางปฏิบัติกรรมฐานมาบ้างแล้วจากพระอาจารย์สิงห์ ครูสอนหนังสือของท่าน ท่านจึงได้ตัดสินใจไปว่า “การออกปฏิบัติ น่าจะเป็นทางเดียวที่ทําให้เราบวชอยู่ได้นานตลอดชีวิต เหมือนครูบาอาจารย์สายกรรมฐานที่ได้ปฏิบัติกันมา ท่านเหล่านั้นได้ออกปฏิบัติกันอยู่ตามป่าเขาลําเนาไพร ไม่ได้อาลัยอาวรณ์อยู่กับหมู่คณะ เราน่าจะเลือกทางนี้”
ในที่สุด หลวงปู่แหวน ท่านได้ตัดสินใจสละจากความเป็นพระบ้านจะมาเป็นพระป่า หรือพระธุดงคกรรมฐาน ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาอย่างไม่อาลัยชีวิต แต่การเป็นพระธุดงคกรรมฐานนั้นเป็นเรื่องยาก ต้องมีอํานาจวาสนาบารมีจึงเป็นได้ เมื่อเป็นแล้วก็ต้องแน่วแน่รักษาพระธรรมวินัยและถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด ทั้งต้องขยันหมั่นเพียรในการทําข้อวัตรปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจํา และการบําเพ็ญสมถ – วิปัสสนากรรมฐานตามป่าตามเขาแล้วเจริญงอกงามในพระธรรมวินัย เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสผู้บรรลุอริยธรรม เป็นสมณะทั้ง ๔ ในพระพุทธศาสนา นับตั้งแต่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ นั้นกลับเป็นเรื่องยากที่สุด
เพราะในเบื้องต้น หลวงปู่แหวนท่านจําเป็นต้องเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ทางภาคปฏิบัติคอยเมตตาอบรมชี้แนะ ซึ่งมีจํานวนน้อยรายมาก และหาได้ยากยิ่งกว่าครูสอนหนังสือที่มีจํานวนมากมาย ทั้งการติดตามหาครูบาอาจารย์ก็เป็นไปได้ยากมากๆ เพราะการสื่อสารและการคมนาคมในสมัยนั้น ไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ อีกทั้งครูบาอาจารย์ทางภาคปฏิบัติ ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ท่านจะออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา ท่านจะไม่ชอบอยู่ที่ไหนเป็นเวลานานๆ เพราะทําให้คุ้นชินกับสถานที่ ญาติโยม ฯลฯ ซึ่งหลวงปู่แหวนท่านต้องเฝ้าเพียรพยายามคอยติดตามข่าว เพื่อจะได้ออกเสาะแสวงหาและติดตามครูบาอาจารย์ต่อไป
อธิษฐานให้ได้พบครูอาจารย์
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ออกบวชเรียนเป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๐ – ๒๔๖๐ นานถึง ๑๐ พรรษา หากนับตั้งแต่เป็นสามเณรมาศึกษาเล่าเรียนที่เมืองอุบลฯ รวมแล้ว ๑๕ พรรษา ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในการศึกษาเล่าเรียนมูลกัจจายน์ อันถือเป็นภาคปริยัติ ซึ่งการศึกษาเล่าเรียนทางภาคปริยัตินั้นไม่อาจทําให้ท่านพ้นทุกข์ได้ ด้วยท่านรับปากโยมมารดาและคุณยายจะบวชตลอดชีวิต ไม่สึกออกมามีลูกมีเมีย แต่ครูผู้สอนภาคปริยัติที่สอนท่านมานั้นแต่ละองค์ก็ไม่สามารถครองสมณเพศได้ตลอดชีวิต ต้องสึกออกไปมีลูกมีเมีย เป็นแบบอย่างให้กับท่านไม่ได้ และด้วยในชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายของหลวงปู่แหวน มีภาคปฏิบัติเท่านั้นที่จะทําให้ท่านถึงซึ่งวิมุตติหลุดพ้น หรือพระนิพพานบรมสุข โดยหลวงปู่แหวน ท่านเทศน์เรื่องปริยัติและปฏิบัติไว้ดังนี้
“รู้มากมายตามแผนที่ปริยัติธรรม แล้วปฏิบัติไม่ถูกแผนที่ต่างหาก ต้องวางแผนที่ให้หมด ค้นหาอยู่ในภูมิประเทศจึงใช้ได้ ไม่อย่างนั้นไปยึดเอาอย่างนี้บ้าง อย่างนั้นบ้าง เป็นธรรมเมาไป”
“แผนที่ปริยัติธรรม จํามาได้มาก ไปยึดไปถืออย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง ทั้งอดีต อนาคตยิ่งห่างจากการรู้กายรู้ใจของเรา ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเป็นเชื้อของกิเลส มันอยู่ในแผนที่ใบลาน มันไม่เดือดร้อน ถ้ามันอยู่ในใจ มันเดือดร้อน เพราะมันเกิดขึ้นในใจ ให้เอาใจละเอาใจวาง เอาใจออก เอาใจถอน ปัจจุบันเป็นอย่างนี้
ไม่ใช่จําปริยัติได้มาก พูดได้คล่อง เวลาเอาจริงๆ ไม่รู้จะจับอันไหนเป็นหลัก ปัจจุบันธรรมต้องรู้แจ้งเห็นแจ้งในกายใจของตน ละวาง ถอดถอนในปัจจุบัน มันจึงใช้ได้”
“อุปัชฌาย์อาจารย์ให้อุปสมบทสอนกัมมัฏฐานแก่พวกเรา ท่านก็สอนชี้ใส่กายเรานี้แหละเป็นหลัก มัวไปเล่นแต่แผนที่ใช้ไม่ได้ แผนที่ปริยัติธรรม ไม่เข้าหากาย ไม่เข้าหาใจ กลายเป็นธรรมเมาไปเสีย ตั้งอยู่ในศีล ชี้ใส่กายเรานี้ ชี้ใส่ใจเรานี้ อันนี้แหละ คือ ศีลแท้ กายใจนี้แหละเป็นบ่อเกิดของกุศลและอกุศล เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านสอนธรรม ท่านจึงชี้ลงสู่เหตุ กายของเราเป็นเหตุอันสําคัญ ท่านจึงสอนยํ้าให้พุทธบริษัท พิจารณากายคตาสติกัมมัฏฐานกายเป็นที่ตั้งของธรรมทั้งปวง”
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ เมื่อหลวงปู่แหวนตัดสินใจหยุดการศึกษาเล่าเรียนทางภาคปริยัติแล้ว ท่านก็ตั้งใจจะออกประพฤติปฏิบัติด้านกรรมฐาน หรือภาคปฏิบัติ ท่านมั่นใจว่าครูบาอาจารย์ภาคปฏิบัติ องค์ที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านอยู่ครองสมณเพศบําเพ็ญสมณธรรมได้ตลอดชีวิต จะเป็นแบบอย่างที่ดี และจะสั่งสอนอบรมท่านได้ ทั้งจะส่งเสริมสนับสนุนให้ท่านบวชตลอดชีวิต โดยไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียได้ ท่านจึงมาคิดใคร่ครวญดูครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มีชื่อเสียงทางภาคปฏิบัติในสมัยนั้นว่ามีอยู่ ณ ที่ใดบ้าง เท่าที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ก็มีอยู่หลายแห่งด้วยกันที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นมีอยู่ ๓ แห่ง มีอยู่ทางเวียงจันทน์ อยู่ทางอําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม และอีกแห่งอยู่แถบจังหวัดสกลนคร
ครูบาอาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติในภาคอีสานในสมัยที่หลวงปู่แหวนเริ่มออกธุดงคกรรมฐานที่มีกิตติศัพท์ กิตติคุณ ชื่อเสียงอันโด่งดังมาก และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงนักปฏิบัติด้วยกัน คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน อีกท่านหนึ่ง พระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรออกปฏิบัติกรรมฐานร่วมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร จึงมีพระทั้งหลายที่มุ่งต่อความหลุดพ้นทั้งฝ่ายมหานิกายและฝ่ายธรรมยุต เข้าไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์องค์แล้วองค์เล่า
หลวงปู่แหวน ท่านมีโอกาสได้พบปะกับพระธุดงค์อยู่บ่อยๆ บ้างก็มาจากถิ่นไกลๆ เช่น ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สระบุรี นครพนม และที่ข้ามโขงมาจากฝั่งลาวก็มี ท่านได้พบปะสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความรู้กัน พระธุดงค์ที่หลวงปู่แหวนได้พบปะพูดคุย ปรากฏว่าอยู่ในสายหลวงปู่มั่นภูริทตฺโต มากที่สุด ทําให้ได้ยินชื่อเสียงกิตติศัพท์ความปราดเปรื่องในการทําความเพียรแผดเผากิเลสอันยิ่งใหญ่ของพระอาจารย์ใหญ่มั่นอยู่เสมอ ก็ยิ่งเพิ่มความศรัทธาและกระหายจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ใหญ่มั่นให้เร็ววัน เมื่อพิจารณาทบทวนแล้ว จึงได้ตัดสินใจไปหาครูบาอาจารย์ทางจังหวัดสกลนคร คือ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น
ในเย็นวันนั้น หลวงปู่แหวนรีบสรงนํ้าชําระร่างกายแต่วัน พอคํ่าลงท่านก็ทําข้อวัตรปฏิบัติโดยการไหว้พระสวดมนต์ตามปรกติ เสร็จแล้วก็ได้ตั้งสัจจะอธิษฐาน ซึ่งการตั้งสัจจะอธิษฐานนี้มีมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเคยดําเนินมาแล้ว พระสงฆ์สาวกก็ดําเนินสืบต่อๆ กันมา จวบจนถึงสมัยปัจจุบัน ความสําเร็จสมปรารถนาตามสัจจะอธิษฐาน อันเป็นฝ่ายผลนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอํานาจวาสนาบารมีธรรมที่เคยบําเพ็ญมาด้วยดี อันเป็นฝ่ายเหตุนั่นเอง หากเหตุบําเพ็ญมาดีเต็มเปี่ยมแล้ว ผลก็ย่อมจะอํานวยผลตามนั้นเสมอ
หลวงปู่แหวน ท่านตั้งสัจจะอธิษฐาน ตั้งจิตตรงต่อพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไว้ว่า
“ข้าพเจ้าขออุทิศชีวิตพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า ถวายแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยอํานาจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และด้วยอํานาจบุญบารมีของข้าพเจ้าที่เคยได้อบรมสั่งสมมา ขอให้ข้าพเจ้าได้พบหรือได้ข่าวครูอาจารย์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้สามารถแนะนําสั่งสอนข้าพเจ้าได้ แม้ท่านจะอยู่ ณ ที่ใดๆ ก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้าได้พบ หรือได้ยินข่าวของท่านในเร็ววัน และเมื่อข้าพเจ้าออกปฏิบัติกรรมฐานแล้ว ขออย่าได้มีอุปสรรคขัดขวางใดๆ แก่ข้าพเจ้าเลย”
หลังจากตั้งสัจจะอธิษฐานแล้ว หลวงปู่แหวนท่านบอกว่า เกิดอาการขนลุกซู่เย็นซาบซ่านไปทั้งตัว รู้สึกเบากายเบาใจ จิตใจปลอดโปร่งตลอดทั้งคืน คําอธิษฐานของท่านนั้นเป็นคําอธิษฐานอันเลอเลิศประเสริฐสุด เพราะเป็นเจตนาอันสะอาดบริสุทธิ์ เป็นไปในทางธรรมล้วนๆ และเป็นไปเพื่อวิมุตติหลุดพ้น ท่านย่อมประสบความสําเร็จสมปรารถนาทุกประการตามที่ท่านได้เคยตั้งความปรารถนาหลุดพ้นมาแล้วในอดีตกาลอันยาวนาน
ออกติดตามเสาะหาหลวงปู่มั่นด้วยความทรหดอดทน
รุ่งเช้าหลวงปู่แหวนออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ตามปรกติ ท่านได้เล่าถึงความตั้งใจและการอธิษฐานจิตของท่านให้โยมแม่กาสี ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากฟัง โยมแม่กาสีรู้สึกเห็นชอบ เกิดความยินดีและขออนุโมทนาในความตั้งใจออกปฏิบัติกรรมฐานของหลวงปู่แหวน พร้อมกับรับปากว่าจะช่วยสอบถามข่าวคราวเกี่ยวกับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ให้ หากได้ข่าว หรือทราบว่าท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นอยู่ ณ ที่ใด จะรีบบอกให้ทราบทันที
หลังจากนั้นอีกเพียง ๒ – ๓ วัน โยมแม่กาสีก็เล่าให้ฟังว่า พระอาจารย์จวง วัดธาตุเทิง อําเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ได้ไปกราบท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น เพิ่งจะกลับมาได้ไม่กี่วันนี้เอง ให้ไปถามพระอาจารย์จวงดู คงจะทราบข่าวของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นอย่างแน่นอน นับเป็นข่าวที่น่ายินดีมากสําหรับหลวงปู่แหวน ความปรารถนาที่จะได้พบพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และสามารถสั่งสอนท่านได้ เริ่มได้เค้าความเป็นจริงขึ้นมาตามคําอธิษฐานแล้ว
เมื่อกลับจากบิณฑบาต ฉันเสร็จ หลวงปู่แหวนท่านก็จัดบริขารสําหรับเดินทาง กราบลาท่านเจ้าสํานัก บอกลาผู้คุ้นเคย แล้วออกเดินทางเพื่อไปพบพระอาจารย์จวงที่อําเภอเขื่องในทันทีพระอาจารย์จวงได้เล่าเรื่องที่ท่านไปกราบและฟังธรรมกับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นว่า
“บรรดาครูอาจารย์ที่ออกปฏิบัติในเวลานี้ คงไม่มีใครเกินท่านญาคูมั่นไปได้ ครั้งแรกผมก็ได้ยินแต่กิตติศัพท์ มีผู้มาเล่าให้ฟังว่า ท่านเทศน์เก่ง รู้ใจคนฟัง มีผู้ไปฟังธรรมจากท่านมากมายตอนแรกผมเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง ต่อมาเมื่อผมมีโอกาสเดินทางไปอุดรธานี ผมจึงไปกราบนมัสการฟังธรรมจากท่าน พอผมไปถึง ยังไม่ได้พูดอะไรเลย ท่านก็พูดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ผมคิดไว้จนผมไม่กล้าพูดอะไรออกมาเลย ผมกลัวท่านมาก ท่านรู้ใจเราจริงๆ เมื่อผมกราบนมัสการและฟังธรรมท่านแล้ว ผมก็ลาท่านกลับมาถึงวัดไม่กี่วันมานี้เอง”
พระอาจารย์จวงแนะนําต่อไปว่า “ผมไม่กล้าอยู่กับท่านญาคูมั่นนานวัน เพราะท่าทาง คําพูดของท่านน่ากลัว ถ้าหากท่านจะไปศึกษากับท่านญาคูมั่นก็ไปเถิด ผมยังมองไม่เห็นใครเวลานี้ที่ปฏิบัติได้ดีไปกว่าท่าน ท่านญาคูมั่น ท่านปฏิบัติได้เด็ดเดี่ยวจริงๆ ท่านชอบไปองค์เดียว ไม่ชอบไปเป็นหมู่คณะ มีนิสัยหลีกเร้น ปรารภความเพียรไม่ท้อถอย มีพระภิกษุ สามเณร และประชาชนจํานวนมากไปกราบนมัสการและฟังธรรมจากท่านเสมอไม่ได้ขาด”
ท่านญาคูมั่น เป็นภาษาอีสานที่เรียกชื่อ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต คําว่า “ญาคู” เป็นคําที่ชาวอีสานใช้เรียกพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นที่เคารพนับถือมากของคนถิ่นนั้น บางทีก็ใช้คําว่า“ญาท่าน” บ้าง หรือ “ญาพ่อ” บ้าง
จากคําบอกเล่าที่เต็มไปด้วยคําสรรเสริญชื่นชมของพระอาจารย์จวงเพียงเท่านี้ ถึงแม้ว่าหลวงปู่แหวนจะยังไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นก็ตาม ก็ทําให้ท่านปักใจเชื่อ และยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นมากยิ่งขึ้น จึงยิ่งกระตือรือร้นใคร่รีบอยากไปกราบฝากถวายตัวเป็นศิษย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ และท่านก็ได้สอบถามถึงที่อยู่ของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ตลอดเส้นทางที่ไป พระอาจารย์จวงท่านก็ได้เมตตาแนะนําเส้นทางให้โดยละเอียด หลวงปู่แหวนท่านได้กล่าวขอบคุณด้วยความสํานึกในบุญคุณของพระอาจารย์จวงที่ได้เมตตาให้ทั้งความมั่นใจ ทั้งสนับสนุนให้ไปถวายตัวเป็นศิษย์ ทั้งบอกเส้นทาง และใครจะรู้ว่าคําแนะนําของพระอาจารย์จวงนั้นมีส่วนสําคัญอย่างมาก เพราะในกาลเวลาต่อมาหลวงปู่แหวน ท่านได้เป็นศิษย์เอกองค์สําคัญประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” และเป็น “โพธิ์ธรรม” อีกองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นที่มีทั้งชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ มีทั้งคุณธรรมอันโด่งดังขจรขจายจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของชาวไทยทั้งประเทศและชาวต่างประเทศ
หลวงปู่แหวน ท่านพักอยู่ที่วัดธาตุเทิง อําเภอเขื่องใน เพียงแค่พอให้หายเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง จากนั้นท่านก็กราบนมัสการลาพระอาจารย์จวง เพื่อออกไปติดตามเสาะแสวงหาท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นตามที่ตั้งใจไว้ต่อไป ท่านต้องออกเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปโดยลําพังเพียงองค์เดียว ไปด้วยหัวใจอันแน่วแน่ว่า จะต้องไปหาท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นให้พบ ให้จงได้
การเดินทางอันยาวไกลไปตามลําพังองค์เดียวในคราวนี้ นับเป็นครั้งแรกของหลวงปู่แหวน โดยท่านออกเดินทางจากวัดธาตุเทิง อําเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี รอนแรมผ่านอําเภอม่วงสามสิบ คําเขื่อนแก้ว ยโสธร เข้าเขตจังหวัดนครพนม ทางอําเภอเลิงนกทา อําเภอมุกดาหาร คําชะอี นาแก แล้วเข้าจังหวัดสกลนคร ผ่านอําเภอพรรณานิคม สว่างแดนดิน หนองหาน เข้าเขตจังหวัดอุดรธานี อําเภอบ้านผือ เป็นการเดินธุดงค์ติดตามเสาะแสวงหาท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ที่เต็มไปด้วยความหวัง
แม้ว่าระยะทางจะยาวไกลมากและหนทางที่ไปจะแสนทุรกันดารมากเพียงไรก็ตาม แม้ว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าลําบากมากเพียงไรก็ตาม และแม้ว่าจะต้องเสี่ยงต่อภัยอันตรายใดๆอันอาจถึงขั้นเสียชีวิตก็ตาม แต่หลวงปู่แหวนท่านก็ไม่เคยย่อท้อ และไม่เคยท้อถอยต่ออุปสรรคใดๆ เลย แม้แต่น้อยนิด นับว่าเป็นการเดินทางไกลที่มุ่งมั่นทรหดอดทนอย่างยิ่ง และนับเป็นการทดสอบการมากราบถวายตัวเป็นลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นได้เป็นอย่างดีว่า หลวงปู่มั่นท่านเป็นครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ท่านเป็น “พระแท้พระจริง” ส่วนเราจะเป็นพระแท้พระจริงหรือไม่นั้น ซึ่งเราจะต้องพิสูจน์ให้เห็นต่อไป
หลวงปู่แหวน ท่านได้ฉายแววแห่งความเป็นพระธุดงคกรรมฐาน ผู้มีนํ้าจิตนํ้าใจเข้มแข็งมีความองอาจกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แม้ชีวิตเลือดเนื้อก็ยอมสละได้ ท่านแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ตั้งแต่ขณะที่ท่านอยู่ในวัยหนุ่ม สมกับท่านจะมาเป็น “นักรบธรรมเดนตาย”เป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” เป็นเพชรนํ้างามที่เจิดจรัสแพรวพราวประดับในวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และจะมาเป็นพระอรหันตสาวก ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือนามเป็น “ศากยบุตรพุทธชิโนรส” องค์สําคัญอีกองค์หนึ่ง เพื่อมาประดับเป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีดีงามในวงพระพุทธศาสนาในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ อันเป็นปีที่หลวงปู่แหวน ออกเที่ยวธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่น มาทางจังหวัดอุดรธานี แต่ก็ยังไม่พบ พอใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่แหวนท่านได้ไปจําพรรษาที่บ้านนาต้อง อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันขึ้นอยู่กับตําบลนายูง อําเภอนายูง) โดยหลวงปู่แหวน เล่าไว้ว่า
“เคยไปบ้านนายูง บ้านนํ้าซึมเน้อ มีบ้านนาหมี – นายูง นาต้องเน้อ แต่เดิมเป็นป่ามืดก้อ เมื่อปี ๒๔๖๑ อยู่บ้านนาต้องเน้อ จําพรรษาอยู่ที่นั่นเด้อ สมัยนั้นเป็นป่าเป็นดง คนเข้าไปฆ่าสัตว์มาก เดี๋ยวนี้จึงมาเกิดเป็นคนเต็มบ้านเต็มเมือง”
คํากล่าวนี้ของหลวงปู่แหวนแสดงว่า หลวงปู่แหวนบรรลุจุตูปปาตญาณ คือ การหยั่งรู้การเกิดการดับของสัตว์ ล่วงรู้ว่า สัตว์ที่ตายไปแล้ว ไปเกิด ณ ที่ใด ที่มาเกิดนี้มาจากไหน คนเรานี้ชาติก่อนเคยเป็นสัตว์เดรัจฉานในป่ามาแล้ว ทําให้ทราบว่า คนเรานี้มีการเวียนว่ายตายเกิดจริงมีชาตินี้ ชาติหน้า ชาติก่อนจริง
เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวนท่านก็ออกเดินธุดงค์ติดตามหาหลวงปู่มั่นต่อไป
ภาค ๔ เป็นมหานิกายปฏิบัติศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๑ กราบถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นครั้งแรก
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้พยายามสืบเสาะถามหาที่พํานักของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อย่างไม่ลดละความพยายาม ในที่สุดได้ทราบว่าท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น พักอยู่ที่อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จึงรีบเร่งเดินทางไปหาโดยมิรอช้า เมื่อไปถึงอําเภอบ้านผือ ก็สอบถามชาวบ้าน ทราบว่า ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น พักบําเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่เสนาสนะป่าดงมะไฟ บ้านค้อ (ปัจจุบัน คือ วัดป่าสาระวารี ตําบลบ้านค้อ อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี)
เมื่อทราบดังนั้น หลวงปู่แหวน ท่านก็เดินมุ่งหน้าตรงไปที่เสนาสนะป่าดงมะไฟ บ้านค้อ ทันที เมื่อถึงสถานที่แห่งนี้ เพียงก้าวแรกท่านก็รู้สึกศรัทธาและประทับใจ เพราะเป็นเสนาสนะป่าที่เต็มไปด้วยป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ร่มรื่น สถานที่ก็สะอาดสะอ้านงามตา ที่สําคัญวิเวกเงียบสงัดมาก สถานที่แห่งนี้น่าอยู่ น่าบําเพ็ญเพียรภาวนามาก กุฏิของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นเป็นกุฏิกรรมฐาน หลังเล็กๆ พอได้อยู่อาศัยพักผ่อนหลับนอน ไม่มีความหรูหราสวยงาม ข้างกุฏิก็มีทางเดินจงกรม สมกับเป็นที่บําเพ็ญสมณธรรมของท่านผู้เห็นภัยในวัฏสงสารอย่างแท้จริง และ ณ สถานที่นี้เอง ท่านก็ได้พบกับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นเป็นครั้งแรก สมดังความตั้งใจ เหตุการณ์นี้อยู่ในราวปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๑ ขณะนั้นท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นอยู่ในวัยกลางคน อายุได้ ๔๙ ปี ส่วนภูมิจิตภูมิธรรมของท่านนั้น ทรงอยู่ในอริยธรรมขั้นสาม คือ ขั้นของพระอนาคามี สําหรับหลวงปู่แหวนท่านอยู่ในวัยหนุ่มใหญ่ มีอายุได้ ๓๑ ปี มีอายุพรรษาในฝ่ายมหานิกาย ๑๑ พรรษา ในขณะนั้นท่านยังไม่ได้บรรลุอริยธรรมขั้นใดๆ
ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น เมื่อท่านบรรลุอริยธรรมขั้นอนาคามีที่ถํ้าสาริกา อําเภอเมืองจังหวัดนครนายก ท่านเกิดความเมตตาห่วงใยในหมู่คณะ จึงเดินทางกลับภาคอีสาน ท่านมีความประสงค์สร้างศาสนทายาทธรรม โดยมุ่งเผยแผ่ธรรมคําสอนทางด้านภาคปฏิบัติ อันเป็นภาคสําคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ด้วยการถ่ายทอดข้อวัตรปฏิบัติ ธุดงควัตร ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานตลอดการบําเพ็ญสมถ – วิปัสสนากรรมฐาน การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ให้บรรดาเหล่าศิษย์ที่เข้ามาขอรับการฝึกอบรม สําหรับหลวงปู่แหวน ท่านเองก็มีความประสงค์ออกบวชตลอดชีวิตตามสัจจะที่ให้ไว้กับโยมมารดาและคุณยาย โดยท่านมีความมุ่งมั่นออกบําเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อความหลุดพ้นเพียงประการเดียว อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาตามที่ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนหนังสือมา ท่านจึงต้องการครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริง เป็นผู้ชี้แนะอบรมสั่งสอนทางภาคปฏิบัติ ความประสงค์ของทั้งสองฝ่ายจึงสอดคล้องตรงกัน ไม่ใช่โดยความบังเอิญ แต่เป็นเพราะอํานาจแห่งสายบุญสายกรรม เคยเป็นอาจารย์และศิษย์บําเพ็ญวาสนาบารมีธรรมร่วมกันมา
ในขณะที่หลวงปู่แหวนได้เห็น ได้พบ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นผู้ที่จะมาเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนอบรมทางภาคปฏิบัติในครั้งแรกนั้น เป็นการเห็นสมณะ คือ พระผู้สงบกาย วาจา ใจจากบาปทั้งหลาย เป็นทัสนานุตริยะ คือ เป็นการเห็นที่สูงที่เลิศเลอเป็นมงคล เพียงเห็นเท่านั้นก็ทําให้ท่านเกิดความรู้สึกปิติ อิ่มเอิบเบิกบานใจ ดีใจแทบตัวลอยจนบอกไม่ถูก ความเหน็ดเหนื่อยแสนเมื่อยล้า อันเกิดจากการตรากตรําเดินทางไกลด้วยเท้าเปล่า แบกกลดสะพายบาตรรอนแรมตามป่าตามเขา ตามรายทางมาหลายร้อยกิโลเมตร คํ่าที่ไหนนอนที่นั่น เช้าก็ออกโคจรบิณฑบาต ฉันเสร็จก็ออกเดินทางต่อ รวมแล้วใช้เวลานานหลายสิบวัน กลับหายราวปลิดทิ้ง พอสบโอกาสเหมาะ ท่านได้เข้าไปกราบท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นพร้อมทั้งฝากถวายตัวเป็นศิษย์ฝึกปฏิบัติตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ประโยคแรกที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ทักถามขึ้นมา คือ “มาจากไหน” เมื่อกราบเรียนท่านว่า “มาจากอุบลฯ ครับ”
ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น กล่าวเป็นประโยคที่สอง ซึ่งหมายถึง ท่านลงมือให้การสอนทันทีว่า “เออ ! ต่อไปนี้ภาวนา ความรู้ที่เรียนมาให้เอาใส่ตู้ไว้ก่อน”
ด้วยคําพูดของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น เพียงประโยคสั้นๆ เท่านี้ แต่กลับมีความหมายสําคัญต่อหลวงปู่แหวนมากมายยิ่งนัก ท่านย่อมระลึกทั้งสถานที่แห่งนี้ไว้เป็นอนุสรณ์และทั้งจดจําคําพูดอันมีคุณค่าเหล่านี้ได้อย่างแม่นยํามิรู้ลืมจวบจนวันตาย เพราะคําพูดนั้นท่านชี้ตรงเข้าที่หัวใจ ตรงตามความปรารถนาของท่านจริงๆ และเป็นตามที่ท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐานมาก่อนออกเดินทาง ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านทราบได้อย่างไร ท่านเก่งสมกับคํารํ่าลือจริงๆ ท่านต้องทราบด้วยอภิญญา ต้องล่วงรู้วาระจิต รู้ความนึกคิดของหลวงปู่แหวนเป็นแน่แท้ สมดังที่พระอาจารย์จวงได้บอกกับท่านไว้ล่วงหน้า ท่านรู้สึกสุดแสนจะปลาบปลื้มใจในคําพูดของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นยิ่งนัก ซึ่งคําพูดนั้นสั้นๆ แต่ก็เท่ากับว่า ท่านได้เมตตารับไว้เป็นศิษย์แล้ว ทั้งเกิดความอัศจรรย์ใจในความรู้ความสามารถของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น และเกิดความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างลงใจในครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ได้ยินคําว่า “ต่อไปนี้ให้ภาวนา” เท่ากับความตั้งใจของหลวงปู่แหวนได้บรรลุตามความประสงค์แล้ว โดยไม่ต้องเอ่ยปากกราบเรียนเล่าถวายแต่ประการใด ก็ยิ่งเพิ่มความดีใจมากเป็นเท่าตัว ทั้งดีใจเพราะความตั้งใจของตนบรรลุความประสงค์แล้ว ทั้งดีใจเพราะท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นบอก “ต่อไปนี้ให้ภาวนา” จึงทําให้จิตใจของท่านในขณะนั้นอิ่มเอิบจนบอกไม่ถูก
จากเหตุการณ์นี้เชื่อมั่นได้ว่า หลวงปู่แหวนท่านคงรําพึงในใจด้วยความปลาบปลื้มใจเป็นยิ่งนัก เช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่งศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นรุ่นแรกๆ ที่พบและกราบถวายตัวเป็นศิษย์ในครั้งแรก ในทํานองว่า “ท่านอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านต้องเป็นครูบาอาจารย์ของเราอย่างแน่นอน เราต้องฝากชีวิต ต้องฝากเป็นฝากตายไว้กับท่าน ท่านจะต้องเป็นที่พึ่งอาศัย เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ให้กับเรา ท่านจะต้องอบรมชี้แนะทางดําเนินเพื่อมรรคผลนิพพานให้กับเรา เราจะต้องถวายชีวิตเพื่อติดตามอุปัฏฐากรับใช้และศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับท่าน และเราจะต้องเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมดําเนินตามรอยท่านอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ในชีวิต แม้ชีวิตและเลือดเนื้อเราก็ต้องยอมสละได้ เมื่อถึงคราวที่จะต้องสละ เพื่อให้ได้ธรรม ได้รู้จริงเห็นจริงในธรรมมาครองใจเช่นท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นให้จงได้”
การเป็นพระธุดงคกรรมฐานออกเที่ยวธุดงค์นั้นเป็นได้ยากมาก เพราะเป็นการดําเนินตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดาอย่างแท้จริง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบําเพ็ญพระบารมีมาอย่างเต็มเปี่ยมสมบูรณ์แล้ว ทรงเป็นต้นตระกูลแห่งพระธุดงคกรรมฐาน หรือพระป่า ทรงนําสัตว์โลกเสด็จออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานเป็นพระองค์แรกของโลก ดังนั้น พระผู้ที่จะก้าวมาเป็นพระธุดงคกรรมฐานออกเที่ยวธุดงค์ จึงต้องมีบุญวาสนาบารมี หลวงปู่แหวนท่านบําเพ็ญสาวกบารมีธรรมมาเต็มเปี่ยมแล้ว เมื่อท่านได้เข้ามากราบมอบกายถวายชีวิตเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น และท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตารับไว้เป็นพระศิษย์อยู่ร่วมสํานักปฏิบัติธรรม หลวงปู่แหวนท่านก็ได้เป็นพระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่นอย่างสมบูรณ์นับแต่บัดนั้น โดยครูบาอาจารย์เทศน์ชื่นชมพระธุดงคกรรมฐาน ไว้ดังนี้
“พระธุดงคกรรมฐานนั้นเป็นเชื้อของตระกูลโคตมะพุทธจริงๆ ผู้ใดไม่มีบุญวาสนาบารมี จะออกธุดงคกรรมฐานไม่ได้ กูบวชเข้ามานี่ กูก็พยายามอยากไปธุดงคกรรมฐาน กูไปไม่ได้ ติดนั้นติดนี้ โดยเฉพาะยิ่งอุปัชฌาย์ กูเป็นมา กูนี่บวชพระมาเป็นร้อยๆ เลย ทั้งเณร ลูกศิษย์กูยังไม่เคยเป็นธุดงคกรรมฐานเลย”
การอยู่รุกขมูลตามป่าตามเขาตลอดชีวิตตามพระโอวาทข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ ในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระวิปัสสนากรรมฐาน ท่านทั้งสองดําเนินได้อย่างเคร่งครัดและเด่นชัดที่สุดตลอดสมณชีวิตของท่าน มีบ้างมีเหตุจําเป็นที่จะต้องเข้าเมืองก็เป็นบางครั้งบางคราว และเข้าด้วยกิจธุระ กิจนิมนต์ที่สําคัญๆ เป็นกิจจําเป็นของสงฆ์จริงๆ เท่านั้น ท่านทั้งสองนับเป็นสมณชีวิตแบบอย่างอันเลอเลิศงดงามที่สุด เป็นแบบฉบับเนติสงฆ์สาวกในการตามเสด็จรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดาอย่างแท้จริง แม้ว่าท่านทั้งสองจะเข้าสู่ชราภาพ ต้องเผชิญกับการเจ็บไข้ได้ป่วยมีทุกขเวทนาแก่กล้ารุมเร้าก็ตาม หรือใกล้จะถึงคราวแห่งมรณกาลก็ตาม ก็ยังใช้สมณชีวิตอย่างองอาจเด็ดเดี่ยวและยอมละทิ้งขันธ์อยู่ตามป่าตามเขา โดยไม่ยอมเข้าเมืองเป็นอันขาด และท่านทั้งสองก็ไม่เคยสั่งสอนให้บรรดาพระศิษย์อยู่ในเมืองอันเกลื่อนกล่นวุ่นวายเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปัจจัย ๔ และลาภสักการะ สถานที่ก็ไม่เงียบสงัดวิเวก ไม่เหมาะเป็นสถานที่บําเพ็ญภาวนา ที่สําคัญเป็นการขัดกับพระโอวาทข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ
สมณชีวิตของพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองยิ่งใหญ่มาก สาเหตุหนึ่งที่ท่านทั้งสองมุ่งดําเนินโดยทําให้ดูเป็นแบบอย่างเช่นนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้บรรดาพระศิษย์ได้ยึดถือเป็นคติ แล้วน้อมนําไปปฏิบัติตาม จะได้พากันบําเพ็ญเพียรภาวนาฆ่ากิเลสอย่างไม่ท้อถอยลดละ เพื่อความหลุดพ้น หรือพระนิพพานบรมสุขเป็นประการสําคัญ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา และถือเป็นปฏิปทาสําคัญข้อหนึ่งของพระธุดงคกรรมฐานในสายนี้
เมื่อหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเข้ามาอยู่ในสํานักหลวงปู่มั่น ใหม่ๆ ได้เห็นปฏิปทาการดําเนินเพื่อความหลุดพ้นของหลวงปู่มั่น และท่านก็ได้รับการอบรมถ่ายทอดปฏิปทาการอยู่รุกขมูลตลอดชีวิตโดยหลวงปู่มั่นกระทําให้ดูเป็นแบบอย่าง ซึ่งก่อนหน้าเพียงได้ยินได้ฟังชื่อเสียงกิตติศัพท์ กิตติคุณอันเลื่องลือขององค์ท่านมาก็บังเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาแล้ว แต่เมื่อได้มาอยู่ร่วมกับองค์ท่านจริงๆ ก็ยิ่งบังเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็นล้นพ้นทวีคูณ เป็นความลงใจ พร้อมที่จะมอบกายถวายชีวิตและตั้งใจที่จะดําเนินตามรอยธรรมแห่งองค์ท่านอย่างเคร่งครัด หลวงปู่แหวนท่านจึงเป็นอีกองค์หนึ่งที่ได้ยึดถือปฏิบัติและรักษาปฏิปทานี้สืบทอดเรื่อยมา จนเป็นคติแบบอย่างอันเลิศเลองดงาม
จําใจเดินทางกลับมาตุภูมิ
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อมาอยู่ในสํานักของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น การสอนภาวนาในเบื้องต้นนั้น หลวงปู่มั่นท่านต้องสอนให้ทําความสงบใจก่อน หรือทําสมถกรรมฐาน โดยส่วนใหญ่ท่านจะสอนภาวนาให้ระลึก “พุทโธ” เป็นคําบริกรรมประจําใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานและเป็นหลักสําคัญของภาคปฏิบัติ สอนวิธีการเดินจงกรม การนั่งสมาธิภาวนา ฯลฯ ในส่วนของการรักษาพระวินัย หรือศีล ๒๒๗ ข้อ หลวงปู่แหวนท่านต้องรักษาด้วยความเคร่งครัดอยู่แล้ว จึงอยู่ในสํานักของหลวงปู่มั่นได้
สําหรับการภาวนา “พุทโธ” ที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นแนะนําสั่งสอนหลวงปู่แหวนนั้น พุทโธ แม้เป็นเพียงคําบริกรรมสั้นๆ แต่มีความหมายยิ่งใหญ่มหาศาลและละเอียดลึกซึ้งมาก เพราะการระลึกพุทโธ นั้นคือ พุทธานุสติ เป็นกรรมฐานห้องหนึ่งใน ๔๐ ห้อง ที่พระพุทธเจ้าทรงวางกรรมฐานไว้เพื่อสัตว์โลกจะได้ก้าวดําเนินตาม พุทโธ หมายความถึง พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์การบริกรรมด้วยพุทโธสั้นๆ เพียงคําเดียวจะกระเทือนถึงพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ และจะเข้าถึงพุทโธ คือ พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งในการปฏิบัติธรรม ธรรมทุกขั้นนับแต่ธรรมในขั้นเริ่มต้น คือ สมาธิธรรม จนถึงธรรมในขั้นสุดท้าย คือ วิมุตติธรรม การภาวนาระลึก “พุทโธ”นี้สําคัญมาก หลวงปู่มั่นท่านถึงได้สั่ง “ถ้ามีสิ่งใดที่มันเป็นความสงสัย ให้เข้าสู่ภายใน อย่าส่งออก ถ้ามีสิ่งใดที่ปฏิบัติแล้ว มันสงสัย มันอันตราย อย่าตามไป อย่าส่งออก ให้เข้าข้างใน ให้อยู่กับผู้รู้ ให้อยู่กับพุทโธ”
พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นับแต่ต้นวงศ์กรรมฐาน ในเบื้องต้นของการปฏิบัติภาวนา ท่านก็เริ่มต้นฝึกหัดบริกรรมพุทโธเป็นบทบริกรรมประจําใจ เมื่อท่านปฏิบัติจนได้ผลแล้ว ก็นํามาสั่งสอนบรรดาพระศิษย์ทั้งหลาย ฉะนั้น พระธุดงคกรรมฐานสายนี้ที่องค์หลวงตาพระมหาบัวยกย่องว่าเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านก็เริ่มต้นฝึกหัดภาวนาด้วยการบริกรรมพุทโธเป็นส่วนใหญ่ กว่าจะได้พุทโธอยู่กับใจ ใจอยู่กับพุทโธ บางองค์ก็ใช้เวลาไม่นาน แต่บางองค์ก็ใช้เวลานานนับสิบๆ ปีก็มี
หลวงปู่แหวน เมื่อฝึกหัดภาวนา ท่านก็ได้ยึด “พุทโธ” เป็นบทธรรม บทบริกรรมภาวนาประจําใจท่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ท่านถูกจริตกับการบริกรรมพุทโธ โดยท่านได้เทศน์ไว้ว่า “เอาพุทโธเป็นอารมณ์ของใจ พุทโธเป็นมรรคของใจ” และพอท่านเริ่มต้นฝึกหัดภาวนาระลึก “พุทโธ” เพียงไม่นาน จิตใจของท่านก็เริ่มสงบเย็น เริ่มพบกับความหวัง และเริ่มมั่นใจว่า นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทําให้ท่านสามารถดํารงอยู่ในสมณเพศไปได้ตลอดรอดฝั่ง ตามที่ท่านได้ให้สัญญากับโยมมารดาและคุณยายเอาไว้
ในขณะที่ หลวงปู่แหวนกําลังอิ่มอกอิ่มใจกับการได้พบท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นตามความตั้งใจ และได้อยู่ศึกษาอบรมด้านข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดด้านธรรมปฏิบัติกับท่านได้เพียง ๔ วันเท่านั้นหลวงปู่แหวนท่านได้เห็นทั้งด้านข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดปฏิปทาอันเด็ดเดี่ยวเผ็ดร้อนเฉียบคมในการทรมานปราบปรามกิเลสและในการบําเพ็ญเพียรภาวนาของท่านแล้ว ก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ทั้งการทําสมาธิภาวนาของหลวงปู่แหวนก็เพิ่งเริ่มสัมผัสกับความสงบเย็น ใจของท่านก็เพิ่งเริ่มอยู่กับคําบริกรรมพุทโธ เพื่อก้าวไปสู่ความสงบเท่านั้นเอง พอวันที่ ๕ ก็มีน้าเขยและพี่เขยเดินทางมาจากจังหวัดเลย มานิมนต์ให้ท่านเดินทางกลับจังหวัดเลย ตอนแรกน้าเขยกับพี่เขยว่าจะไปตามที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่เมื่อมาถึงจังหวัดอุดรธานีได้ไต่ถามดูก็ทราบว่า หลวงปู่แหวนมาอยู่ศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่นที่เสนาสนะป่าดงมะไฟ บ้านค้อ อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จึงได้ติดตามมาทันและได้นิมนต์ท่านกลับบ้าน
หลวงปู่แหวนถามว่า “กลับไปทําไม?”
น้าเขยกับพี่เขยก็ตอบว่า “โยมพ่อ พี่น้อง และญาติๆ ต้องการเห็นหน้า เพราะจากบ้านมานานแล้ว ยังไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านเลย”
หลวงปู่แหวน ท่านได้พิจารณาทบทวนใคร่ครวญดูแล้วก็เห็นด้วย แม้ว่าท่านเพิ่งจะมาอยู่ในสํานักของหลวงปู่มั่นไม่นานนัก และอยู่เพียงไม่กี่วันก็ตาม ท่านก็ต้องจากหลวงปู่มั่นด้วยความเสียดายอาลัยยิ่ง แต่เพราะว่าท่านได้จากบ้านเกิด จากคุณยาย โยมบิดา ญาติพี่น้อง เพื่อไปเรียนมูลกัจจายน์ที่เมืองอุบลฯ มานานกว่า ๑๖ ปีแล้ว ยังไม่เคยกลับบ้านเลยสักครั้งเดียว ด้วยขณะนั้นท่านก็ยังเป็นพระปุถุชน ย่อมมีความคิดถึงและเป็นห่วงคนทางบ้านเป็นธรรมดา โดยเฉพาะคิดถึงและเป็นห่วงโยมบิดาของท่าน โยมบิดาคงจะชราไปมากแล้ว ถ้ากลับไปเยี่ยมท่านบ้างก็คงจะดีจึงตกลงใจกลับไปเยี่ยมบ้านพร้อมกับญาติที่เดินทางมารับ
เวลาเย็นหลังเสร็จกิจวัตรแล้ว หลวงปู่แหวนได้เข้าไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นว่า มีญาติมารับให้กลับไปเยี่ยมบ้าน จะขออนุญาตกราบลากลับบ้าน หลวงปู่มั่นถามว่า “กลับไปทําไมบ้าน?” กราบเรียนท่านว่า “กระผมจะกลับไปให้โยมบิดา พี่น้อง และญาติๆ ได้เห็นหน้าเท่านั้นเอง” หลวงปู่มั่นท่านอนุญาตและเตือนว่า “เออ ! ไปแล้วให้รีบกลับมา อย่าอยู่นานอยู่นานไม่ได้ ประเดี๋ยวเสียท่าเขานะ เสียท่าเขา ถูกเขามัดไว้ เดี๋ยวจะดิ้นไม่หลุด” หลวงปู่แหวนท่านก็น้อมรับคําเตือนด้วยความเคารพเชื่อฟัง
คําเตือนนั้นเป็นประสบการณ์โดยตรงที่มีคุณค่ามากของหลวงปู่มั่น เพราะเมื่อคราวที่ท่านออกบวชใหม่ๆ นั้น ท่านก็ได้กราบลาขออนุญาต หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยียนโยมบิดามารดา ท่านจากไปนานจนหลวงปู่เสาร์ ผู้เป็นครูบาอาจารย์เกิดความห่วงใย เกรงว่าท่านจะติดเพื่อนฝูง ติดญาติโยม แล้วลาสึกออกไป หลวงปู่เสาร์ต้องมาตามแล้วพาท่านออกเที่ยวธุดงค์ หลวงปู่มั่นจึงนํามาเตือนหลวงปู่แหวน ทั้งนี้เพื่อให้หลวงปู่แหวนได้บวชตลอดชีวิต
เมื่อท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่านอนุญาตแล้ว พอรุ่งขึ้นอีกวันหลวงปู่แหวนท่านก็ออกเดินทางกลับจังหวัดเลย โดยไปพร้อมกับน้าเขยและพี่เขยที่มารับตั้งแต่เช้าตรู่เลยทีเดียว
เมื่อหลวงปู่แหวนกลับถึงบ้านเกิดที่จังหวัดเลยแล้ว ท่านได้ไปเยี่ยมเยียนโยมบิดา ได้ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของกันและกันเสียพักใหญ่จนเป็นที่พอใจคลายความห่วงใยแล้ว ท่านก็เข้าพักอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย วัดที่ท่านบวชสามเณรในครั้งแรกนั่นเอง ข่าวการกลับมาเยี่ยมบ้านของหลวงปู่แหวน เป็นข่าวใหญ่โตของบ้านนาโป่งและหมู่บ้านใกล้เคียง ข่าวนี้ได้แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อชาวบ้านทราบข่าวว่า “พระแหวนที่ไปศึกษาเล่าเรียนที่เมืองอุบลฯ ได้กลับมาบ้านแล้ว” บรรดาญาติพี่น้องและผู้คุ้นเคยต่างก็พากันมาเยี่ยมเยียนมิได้ขาด รวมทั้งจากหมู่บ้านอื่นๆ ก็มากันมาก เพื่อจะได้ไต่ถามถึงการไปศึกษาเล่าเรียน และเรื่องราวต่างๆ ที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน
ในเวลานั้นกล่าวได้ว่า ญาติโยมในละแวกนั้นต่างพากันหลั่งไหลมากราบมาเยี่ยมสนทนากับหลวงปู่แหวนตลอดเวลา เพราะนับเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในท้องถิ่นที่พระในหมู่บ้านเดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในถิ่นห่างไกลนานกว่า ๑๖ ปี จึงได้หวนกลับมาบ้าน ใครๆ ก็อยากพบอยากเห็นทั้งนั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องปรกติธรรมดา เพราะพระเณรส่วนใหญ่ในละแวกนั้นบวชแค่ระยะสั้นๆ และสึกออกมาใช้ชีวิตฆราวาสเสียเป็นส่วนใหญ่
ญาติโยมส่วนหนึ่งนิมนต์ให้หลวงปู่แหวนอยู่จําพรรษา แต่ด้วยท่านน้อมรับคําตักเตือนของ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น “อย่าอยู่นาน” ท่านจึงไม่รับคํานิมนต์ เพียงแต่บอกว่า
“…การนิมนต์อาตมาให้อยู่ก็อยู่ได้ แต่จะเป็นกี่เดือน กี่วัน กี่ปีนั้นไม่ต้องนับ ถ้าเห็นอาตมายังอยู่ก็ให้รู้ว่าอยู่ แต่ถ้าไม่เห็นก็ให้รู้ว่าไปแล้ว จะให้กําหนดว่านานเท่านั้นเท่านี้ กําหนดไม่ได้”
ช่วงที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พักอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย วัดบ้านเกิดของท่านนั้น พอถึงวันพระ บรรดาพระภิกษุ สามเณร และญาติโยม ต่างก็เอาดอกไม้ธูปเทียนมาถวาย และขอต่อศีลด้วย พวกเขาต่างยอมรับว่า หลวงปู่แหวน ท่านเคร่งครัดต่อพระวินัย ศีลของท่านจึงบริสุทธิ์ ทั้งพระเณรและชาวบ้านจึงมาขอต่อศีลกับท่าน เพื่อพวกเขาเองจะได้มีความบริสุทธิ์ด้วย
หลวงปู่แหวนเล่าว่าการต่อศีลของบรรดาอุบาสก อุบาสิกา เหล่านั้นดูแปลกประหลาดมาก คือเวลาเอาดอกไม้ธูปเทียนมาถวายเพื่อสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ศีลอุโบสถ ตามความสมัครใจของแต่ละคนนั้น พวกเขาต่างก็นุ่งขาวห่มขาวมากันทุกคน ดูท่าทางสํารวมและเป็นระเบียบเรียบร้อยดีมาก เมื่อสมาทานศีลเสร็จแล้ว ต่างคนต่างกลับไปบ้านแล้ว ก็ถือเอาสุ่ม เอาแห เอายอ สวิงออกจากบ้านไปจับปลากันเป็นกลุ่มๆ
หลวงปู่แหวนท่านว่า เมื่อพิจารณาดูแล้ว เหมือนนกยางถือศีล คือศีลก็จะรักษา ปลาก็จะกิน พวกเขาปฏิบัติกันเช่นนั้นจนเคยชิน ถึงท่านจะห้ามพวกเขาก็คงไม่ฟัง แม้ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ยังไม่สามารถจะทรมานบุคคลบางจําพวกได้ เมื่อหลวงปู่แหวนพิจารณาแล้ว ก็ต้องปล่อยพวกเขาไปตามยถากรรม เพราะการสอนในตอนนั้นคงไม่เกิดประโยชน์อะไร
อาพาธที่วัดบ้านเกิดเป็นเหตุเตือนตน
บรรดาผู้คนที่พากันมาเยี่ยมหลวงปู่แหวนที่วัดโพธิ์ชัยในครั้งนั้นมีจํานวนมาก มากันทั้งวันเหมือนกับที่วัดมีงาน ชาวบ้านต่างก็รํ่าลือกันว่า ไม่เคยเห็นพระเห็นเณรที่ไหนที่บวชแล้ว ไม่อยู่บ้าน จากไปศึกษาเล่าเรียนยังต่างถิ่นแดนไกลเป็นเวลานานถึง ๑๖ ปีเศษ โดยไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านเยี่ยมครอบครัวญาติพี่น้องเลย เมื่อศึกษาเล่าเรียนเสร็จแล้ว ก็ปลีกตัวไปปฏิบัติธรรมอยู่องค์เดียวตามป่าตามเขา ไปอยู่กับเสือกับช้างก็ไม่เป็นอันตราย เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เมื่อชาวบ้านต่างคนต่างพูดไป ข่าวก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ทําให้ชาวบ้านในหมู่บ้านตําบลใกล้เคียงให้ความเลื่อมใสศรัทธาต่างก็พากันมากราบ มาเยี่ยม มาขอพรจากหลวงปู่แหวนตลอดเวลา
หลวงปู่แหวน ท่านจําต้องต้อนรับญาติโยม คอยพูดคุยธรรมะและตอบคําถามที่ญาติโยมอยากรู้ จนท่านไม่มีเวลาพักผ่อน ร่างกายท่านอ่อนเพลีย ในที่สุดท่านก็อาพาธลง เมื่อหลวงปู่อาพาธ บรรดาญาติพี่น้องและผู้คุ้นเคยรวมทั้งผู้ที่นิมนต์ให้ท่านอยู่จําพรรษา ต่างก็พากันหนีหน้าไป ไม่ได้เอาใจใส่พยาบาลรักษาท่านตามที่ควรจะเป็น
เหตุการณ์ในครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์กับตัวท่านเป็นอันมาก เหมือนเป็นเหตุสนับสนุนให้ท่านได้ออกบวชตลอดชีวิต โดยหลวงปู่แหวนท่านได้ยกขึ้นมาเตือนสติของท่านว่า “เรามาที่นี่ก็มาตามคํานิมนต์ให้เรามา ผู้คนเหล่านี้ต่างก็เป็นญาติ เป็นผู้คุ้นเคยกับเราเป็นส่วนใหญ่ แต่พอเราอาพาธล้มป่วย เขากลับละทิ้งเรา ทําเหมือนกับเรานี้เป็นคนอื่นที่ไม่รู้จักกัน ถ้าเราจะอยู่ที่นี้ต่อไปจะอยู่เพื่อประโยชน์อะไร ในเมื่อเขาไม่ใยดีต่อเราผู้กําลังป่วยอยู่เช่นนี้” หลวงปู่แหวนได้ตระหนักถึงคําสอนของพระพุทธองค์ว่า จะต้องพึ่งตัวเอง และพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เท่านั้นจึงจะเป็นที่พึ่งอันอุดม จากการดําริถึงการเจ็บป่วยของหลวงปู่แหวนในครั้งนี้ ทําให้ท่านมีแรงจูงใจที่จะปลีกจากหมู่คณะออกค้นหาสัจธรรมอย่างมอบกายถวายชีวิตต่อไป
การอาพาธล้มป่วยของหลวงปู่แหวนในครั้งนั้นเป็นเหตุเตือนตนข้อที่หนึ่ง ซึ่งทําให้ท่านต้องเร่งบําเพ็ญเพียรอย่างหนัก เหตุเตือนตนข้อที่สอง ท่านพิจารณาเห็นว่า ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่ง บ้านเกิดของท่านนั้น บรรดาพระภิกษุสามเณรที่เคยบวชอยู่ร่วมกันก็ดี ผู้ที่อาวุโสบวชก่อนก็ดีในสมัยที่ท่านบรรพชาเป็นสามเณรอยู่นั้นมีอยู่มาก แต่มาบัดนี้ต่างลาสิกขาไปกันหมด คงเหลือพระอยู่ประจําวัดเพียง ๒ รูป เท่านั้น
หลวงปู่แหวนรําพึงกับองค์ท่านเองว่า “ถ้าเราจะอยู่ที่นี่ต่อไป จิตใจของเราอาจไม่มั่นคง อาจจะต้องสึกออกไปก็ได้ ก่อนที่เราจะมา ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่านก็ได้เมตตากําชับยํ้าเตือนแล้วว่า “อย่าอยู่นาน ให้รีบกลับไปภาวนา” ในขณะที่จิตใจกําลังมีความคิดสับสนอยู่นั้น คําสั่งของโยมมารดาและคุณยายที่บอกท่านว่า “ถ้าบวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียนะ” ยังชัดเจนอยู่ในความนึกคิดของท่าน
เหตุเตือนตนทั้งสองข้อนี้ หลวงปู่แหวนท่านได้ใช้สติปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ท่านจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า จะต้องออกจากหมู่บ้านทันทีที่ร่างกายแข็งแรงหายป่วยไข้
ตัดขาดญาติและหมู่คณะ ตัดสินใจภาวนา
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ขณะพักอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่งนั้น ท่านได้สดับตรับฟังข่าวจากเมืองอุบลฯ ก็ได้รับข่าวว่า พระอุปัชฌาย์ก็ดี พระอาจารย์คู่สวดก็ดี ต่างก็ลาสิกขาไปหมดแล้ว แม้เพื่อนสหธรรมิกทั้งสอง คือ พระเหลา และ พระเฮียง ก็ได้ลาสิกขาไปหมดแล้วเช่นกัน
หลวงปู่แหวน ได้หวนระลึกถึงทางเมืองอุบลฯ ว่า “บรรดาหนังสือที่เราจารไว้ก็มีมากมายหลายผูก เมื่อเราจากมาก็ไม่ได้มอบหมายให้อาจารย์ ให้เป็นหลักเป็นฐาน เราควรจะกลับขึ้นไปเมืองอุบลฯ เพื่อจัดการเรื่องหนังสือก่อนเห็นจะดี” ขณะเดียวกันอีกความคิดหนึ่งก็แย้งขึ้นมาว่า “ทางเมืองอุบลฯ บรรดาอุปัชฌาย์อาจารย์และเพื่อนก็สึกไปหมดแล้ว พระอาจารย์สิงห์ก็ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว เราจะกลับไปเพื่อประโยชน์อะไร”
นับตั้งแต่หลวงปู่แหวนได้กราบลาท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น กลับมาเยี่ยมบ้านได้ประมาณ๖ เดือน เมื่ออาการอาพาธของท่านเริ่มทุเลาลง สภาพร่างกายเริ่มกลับมาแข็งแรง มีกําลังพอที่จะออกเดินทางได้แล้ว ในขณะที่ความคิดของท่านกําลังสับสนอยู่ว่าจะกลับไปเมืองอุบลฯ ก่อน จะดีหรือไม่ ท่านก็ได้รับจดหมายจากอาจารย์เอี่ยม (สึกไปเป็นฆราวาสแล้ว) เป็นครูที่เคยสอนที่อุบลฯ บอกท่านให้กลับไปอุบลฯ เพื่อเรียนต่อให้จบ จะได้กลับมาสอนหนังสือที่บ้านเกิด
ช่วงนั้นญาติโยมที่แวะมาเยี่ยมเยียนท่าน เริ่มห่างๆ ไปแล้ว ท่านจึงมีเวลาพอที่จะทบทวนเพื่อการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เมื่อพิจารณาใคร่ครวญเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา คิดทบทวนกลับไปกลับมาหลายรอบ ในที่สุดหลวงปู่แหวนจึงตัดสินใจได้ว่า “การที่จะกลับไปเมืองอุบลฯ เพื่อเรียนหนังสือต่อนั้น คงจะไม่เกิดประโยชน์อันใด แต่การจะอยู่ต่อไปที่วัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่งนี้ ก็ไม่ทําให้เกิดประโยชน์อันใดอีกเช่นกัน” เมื่อหลวงปู่แหวนท่านพิจารณาดูเหตุการณ์โดยละเอียดถ้วนถี่แล้ว จึงตัดสินใจต่ออนาคตอันใกล้ว่า “ต่อแต่นี้ไป เราจะไม่ข้องเกี่ยวกับหมู่คณะอีกต่อไป จะกลับไปหาท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น เพื่อฝึกหัดภาวนาตามความตั้งใจเดิมของเราที่ได้ตั้งสัจจะอธิษฐานไว้ก่อนออกจากวัดสร้างถ่อ เมืองอุบลฯ”
ช่วงที่หลวงปู่แหวนพักอยู่วัดโพธิ์ชัยอันเป็นวัดบ้านเกิด ตลอด ๖ เดือนนั้น ท่านค่อนข้างรู้สึกรําคาญใจที่ญาติพี่น้องชาวบ้านไปมาหาสู่รบกวน จนไม่ค่อยจะมีเวลาทําสมาธิสงบใจได้สะดวก ทําให้มีห่วงพะวักพะวง หลวงปู่แหวนรําพึงว่า “อันตัวเรานี้ก็ได้เลือกทางดําเนินเพศแห่งสมณะ เจริญตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา กระทําตนเป็นอนาคาริก คือ เป็นผู้ไม่มีบ้านเรือนอาศัย ชอบวิเวกเที่ยวธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขา อยู่ตามถํ้าเงื้อมผา อยู่ตามโคนต้นไม้ ถึงเวลาแล้วที่จะตัดขาดจากญาติโยมชาวบ้านให้เด็ดขาด เพื่อออกแสวงหาวิมุตติสุขทางหลุดพ้นจากความทุกข์”
เมื่อคิดดังนี้แล้ว หลวงปู่แหวนท่านก็ลาญาติโยมชาวบ้านเพื่อจะออกกรรมฐานไปตามทางของตน แต่ญาติโยมชาวบ้านทั้งหลายต่างพากันทัดทานเอาไว้ ด้วยเห็นว่าเป็นพระธุดงคกรรมฐานมีแต่ความทุกข์ยากลําบาก ต้องอดๆ อยากๆ อยู่แต่ในป่า นอนตามโคนไม้ และในป่าเต็มไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้ายนานาชนิด อาจทําอันตรายเอาถึงชีวิตได้ ทั้งไข้ป่าเมื่อเป็นแล้วก็ยากที่จะเยียวยารักษาและอาจถึงตายได้เช่นกัน ขอให้อยู่กับวัดต่อไปเถิด แต่หลวงปู่แหวนท่านไม่ยอมเปลี่ยนใจ ท่านว่า ท่านได้ตัดสินใจเด็ดขาดไปแล้ว ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้ และท่านได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวองอาจกล้าหาญ ทั้งได้แสดงพระธรรมเทศนาสั่งสอนชี้แจงแสดงเหตุผลจนญาติโยมใจอ่อน จนไม่อาจทัดทานท่านได้ ได้แต่อนุโมทนาสาธุการไปกับท่านด้วย
การจากบ้านเกิดของหลวงปู่แหวน ในครั้งแรกเพื่อไปเรียนมูลกัจจายน์ ซึ่งก็คือ การศึกษาเล่าเรียนทางภาคปริยัติ ที่สํานักเรียนในจังหวัดอุบลราชธานี ท่านจากไปนานถึง ๑๖ ปี และได้แวะกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดเพียงครั้งเดียว โดยเข้าพักที่วัดโพธิ์ชัย ด้วยระยะเวลาสั้นๆ เพียง ๖ เดือน สําหรับการจากบ้านเกิดในครั้งที่ ๒ นี้ เพื่อออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมมุ่งแสวงหาโมกขธรรม คือ ภาคปฏิบัติ ซึ่งครั้งที่ ๒ นี้จะแตกต่างจากครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง เพราะงานแก้กิเลสเป็นงานยากที่สุด เป็นงานทางธรรม ซึ่งยากกว่างานทางโลกจนไม่อาจนํามาเปรียบเทียบกันได้
การแก้กิเลส หรือ งานต่อสู้ทําลายฆ่ากิเลสเป็นงานรื้อวัฏฏะ คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตายที่มากมายไม่มีต้นมีปลายจนไม่อาจจะนับภพชาติได้ กิเลสนั้นเหนียวแน่นฝังลึกลงในจิตจนไม่อาจแก้หรือถอดถอนได้ง่าย ต้องแก้ด้วยภาคปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดเท่านั้น ส่วนภาคปริยัติไม่อาจแก้กิเลสได้แม้แต่เล็กน้อย ท่านต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส ต้องรอนแรมเดินธุดงค์ตามป่าตามเขาแทบทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยธรรมนั้นอยู่ฟากตาย ท่านจึงต้องสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งต้องสละชีวิตเพื่อเข้าแลกกับธรรม ท่านต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายผจญภัยมานับครั้งไม่ถ้วน ท่านจําต้องตัดญาติขาดมิตรจากบ้านเกิด ตัดหมู่คณะ และตัดความกังวลห่วงใยภายนอกทั้งหลายให้หมดสิ้นไปจากใจท่าน เพื่อความสะดวกในการมุ่งบําเพ็ญสมณธรรมภายในโดยถ่ายเดียว
การจากบ้านเกิดในครั้งที่ ๒ นี้เป็นการจากแบบถาวร โดยท่านไม่เคยกลับบ้านเกิดอีกเลย ด้วยหลวงปู่แหวนท่านมีนิสัยเด็ดเดี่ยวมาก ท่านพูดจริงทําจริง พูดคําไหนคํานั้น ท่านเคยเล่าเรื่องนี้ให้พระศิษย์ฟังว่า “แม่ของผมก็คนบ้านนาอ้อนั้น และอยู่แถวคุ้มนั้น น้าของผมก็อยู่ตรงนั้น ที่ไปรับเอาผมกลับมาในคราวนั้น เมื่อผมไปถึงบ้านแล้ว ไปอยู่สามวันมีคนมาเยี่ยมเจ็ดแปดสิบหมู่บ้านผมก็ป่วย แต่ไม่มีใครมารักษา เฮา (เรา) ก็คิดอยู่ในใจว่า เมื่อกูหายแล้วจะหนีไป ไม่มาเหยียบมันซํ้าอีกหรอกบ้านเนี้ย จึงต้องอยู่ต่อไป ถึงเดือนเจ็ด ขึ้นสามคํ่า ขอลาศรัทธาโยมทุกๆ คนเน้อ ลาครั้งนี้ไม่มีกําหนดเน้อ ตั้งแต่นั้นมาไม่ได้ไปอีกเลย ผมก็เลยไม่ไปมันเท่าทุกวันนี้”
แม้ในกาลต่อมา เมื่อหลวงปู่แหวนท่านจําพรรษาอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง ลูกหลานคนจังหวัดเลยเป็นผู้ไปอ้อนวอนกราบอาราธนานิมนต์ท่านกลับบ้านเกิด เพื่อขอให้ท่านเมตตาไปโปรดลูกหลานญาติพี่น้องบ้าง ท่านก็ไม่ยอมกลับ ท่านยังให้คําตอบอย่างเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นเหมือนเดิมทุกครั้งว่า “ท่านเป็นผู้ไม่มีบ้าน ไม่มีญาติ ท่านมีแต่วัด ชีวิตของท่านได้ถวายเพื่อพระพุทธศาสนาโดยหมดสิ้นแล้ว ท่านไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต นอกจากปัจจุบัน”
เหตุการณ์ประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ จากบ้านเกิดครั้งที่ ๒ เพื่อมุ่งแสวงหาโมกขธรรม เป็นทํานองคล้ายๆ ประวัติของหลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะจากวัดบ้านเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี ออกเที่ยวธุดงค์แสวงหาโมกขธรรม หากไม่บรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว จะไม่กลับบ้านเกิด ซึ่งท่านทั้งสองต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยว เด็ดขาด องอาจกล้าหาญอย่างแท้จริง เป็นประเภทใจเด็ดแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชร ในบรรดาแร่ธาตุด้วยกันแล้ว เพชรได้ชื่อว่าแข็งแกร่งยิ่งกว่าแร่ธาตุทั้งหลาย แต่ใจของผู้บําเพ็ญวาสนาบารมีธรรมมาเต็มเปี่ยมเพื่อรอบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ใจนั้นกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชรเป็นไหนๆ เป็นใจที่กัดเพชรให้แหลกละเอียดลงได้ ซึ่งท่านทั้งสองต่างก็พร้อมแล้วที่จะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรม เพื่อสืบทอดรักษาแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
เมื่อหลวงปู่แหวน ท่านได้ตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว ท่านจึงเริ่มต้นใช้ชีวิตพระธุดงคกรรมฐานออกเที่ยวธุดงค์เพื่อมุ่งแสวงหาโมกขธรรม ตามรอยองค์พระบรมศาสดาอย่างแท้จริงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา อันเป็นการจากบ้านเกิดอย่างถาวรและยาวนานมาก โดยไม่มีใครได้ข่าวคราวท่านเลย และท่านก็ไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวญาติพี่น้องเลยในตลอดระยะเวลา ๕๐ กว่าปี และเพิ่งจะมาได้ยินข่าวหลวงปู่แหวนอีกทีก็ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เมื่อหนังสือพิมพ์ได้นําประวัติและอภินิหารของหลวงปู่แหวน พระวิปัสสนาจารย์ พระผู้เฒ่าแห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ออกเผยแพร่สู่พุทธศาสนิกชน
เรื่องหลวงปู่แหวน ท่านตัดขาดญาติและหมู่คณะ ตัดสินใจมุ่งบําเพ็ญภาวนาเพื่อให้ถึงซึ่งวิมุตติพระนิพพาน ท่านตัดขาดอย่างเด็ดขาดจริงๆ แม้หลวงปู่ขาวเพื่อนสหธรรมิกจะชักชวนท่านเดินทางกลับภาคอีสาน แม้ภายหลังท่านได้บรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม และแม้ลูกหลานคนทางจังหวัดเลย มากราบอาราธนานิมนต์อ้อนวอนท่านกลับไปโปรดก็ตาม ท่านก็ไม่เคยกลับไปภาคอีสาน หรือกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดอีกเลย ท่านยังคงใช้ชีวิตจําพรรษาบําเพ็ญสมณธรรมเพื่อวิหารธรรม และอยู่เป็นหลักชัยของพระธุดงคกรรมฐานทางภาคเหนือที่วัดดอยแม่ปั๋ง จวบจนวันที่ท่านถึงแก่มรณภาพ
กลับไปภาวนากับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อท่านตัดสินใจมุ่งแสวงหาโมกขธรรมอย่างเด็ดขาดแล้ว ในเช้าวันรุ่งขึ้น หลังกลับจากบิณฑบาตและฉันจังหันเช้าเสร็จแล้ว ท่านก็รีบจัดแจงเก็บบริขารที่จําเป็นใส่ลงในบาตร จากนั้นท่านก็สะพายบาตร แบกกลด สะพายย่าม มือข้างหนึ่งถือกานํ้า แล้วออกเดินทางจากวัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่ง อ.เมือง จ.เลย มุ่งกลับไปหาท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ที่เสนาสนะป่าดงมะไฟ บ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี อีกครั้งหนึ่ง ตามที่หลวงปู่มั่นท่านได้สั่งกําชับไว้ก่อนล่วงหน้าว่า “ไปแล้วให้รีบกลับมาฯ”
เมื่อกลับไปถึงสํานักของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นแล้ว ท่านได้พบเพื่อนสหธรรมิกที่เข้ามาขออบรมธรรมปฏิบัติอยู่กับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นอีกหลายท่านด้วยกัน ในการเข้ามาอยู่อบรมกับหลวงปู่มั่น ในช่วงแรกนี้ท่านไม่ได้เข้าอุปัฏฐากใกล้ชิด เพราะเป็นผู้มาใหม่ ยังไม่รู้จักธรรมเนียมข้อวัตรปฏิบัติ และท่านยังเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย อีกประการหนึ่ง หลวงปู่มั่นท่านไม่ให้ใครเข้าไปอยู่ใกล้ท่านง่ายๆ ท่านชอบอยู่อย่างวิเวกสันโดษตามลําพังเพียงองค์เดียว
ในการเข้ามาอยู่ในสํานักของหลวงปู่มั่น เพื่อรับการอบรมสั่งสอนจากท่านนั้น เมื่อท่านแนะนําในข้อปฏิบัติให้แล้ว บรรดาพระศิษย์ก็ต้องแยกย้ายกันไปหาที่วิเวก เพื่อบําเพ็ญสมาธิภาวนาตามสถานที่ที่เหมาะสมแก่จริตนิสัยของตน ต่างองค์ต่างออกไปฝึกบําเพ็ญเพียรกันเอาเอง เมื่อถึงวันอุโบสถจึงเข้ามารวมกันทําอุโบสถสามัคคี ฟังสวดพระปาฏิโมกข์ และรับฟังพระธรรมเทศนาจากหลวงปู่มั่นอีกครั้งหนึ่ง ในระยะนี้หลวงปู่แหวนท่านจะออกบําเพ็ญตามป่าตามเขาในแถบอําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งบริเวณนี้เป็นธรรมชาติของป่าเขา มีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และสัตว์ป่า สัตว์ร้าย เสือ ช้าง ก็ชุกชุม ทั้งถํ้าเงื้อมผา พลาญหิน นํ้าตก ก็มีมากมาย เป็นสถานที่สัปปายะแห่งหนึ่งเหมาะกับการบําเพ็ญเพียรภาวนา และไม่ไกลจากเสนาสนะป่าดงมะไฟ พอสะดวกเดินกลับมาลงอุโบสถและฟังธรรม
ในการแสดงธรรมของหลวงปู่มั่นนั้น ท่านจะเทศน์สอนเน้นภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้นดุเด็ดเผ็ดร้อนให้พระศิษย์ฟัง ท่านเทศน์ดังที่ท่านได้ประพฤติปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์เข้มข้นรอดตายมา คือ ท่านนํามาสั่งสอนเช่นไร ท่านก็ประพฤติปฏิบัติเช่นนั้นมา ท่านจึงสั่งสอนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มภูมิจิตภูมิธรรม เอาจริงเอาจัง ตามที่ท่านได้ประพฤติปฏิบัติมา เนื้อหาสารธรรมจึงปลุกเร้ากระตุ้นเตือนใจพระศิษย์ได้เป็นอย่างดี ทั้งตอกยํ้าให้พากันเร่งทําความพากเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ โดยท่านได้แยกแยะตั้งแต่สมาธิธรรมขั้นตํ่าขึ้นไปหาปัญญาธรรมขั้นสูงตามลําดับๆ ลูกศิษย์ลูกหาองค์ใดมีภูมิปฏิบัติอยู่ในขั้นใดก็ได้ปัญญาก้าวไปด้วย พระศิษย์ในขณะนั่งภาวนาฟังธรรม ต่างองค์ต่างก็เกิดความเพลิดเพลินเจริญใจในกระแสแห่งธรรมที่ท่านนํามาแสดง จนเวลาเหมือนผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งต่างก็ได้รับประโยชน์มากมายจากการฟังธรรม ได้ทั้งข้อคิดคติธรรม ได้ทั้งอุบายธรรม และได้ทั้งกําลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นอันมาก
และในเวลาเช่นนี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะสมยิ่งนัก ท่านเปิดโอกาสให้พระศิษย์กราบเรียนถาม หากพระศิษย์รูปใดมีปัญหาธรรม หรือมีปัญหาติดขัดในการภาวนาอย่างไร ก็ขอโอกาสกราบเรียนถามท่านได้ ซึ่งท่านเองก็เมตตาตอบอธิบายให้ฟังจนเข้าใจในขั้นตอนและวิธีปฏิบัติพอเป็นแนวทาง โอกาสนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีวิเศษสุด ซึ่งบรรดาพระศิษย์ทั้งหลายจะได้ฟังธรรมอบรมคําชี้แนะเพิ่มเติม จากนั้นแล้วก็น้อมนําไปปฏิบัติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
หลังจากที่หลวงปู่มั่นแสดงธรรมแล้ว บรรดาพระศิษย์ต่างก็พากันกราบนมัสการลาท่าน กลับไปที่อยู่ของตนโดยไม่โอ้เอ้ชักช้า นอกจากหลวงปู่มั่นแล้ว พระผู้มาใหม่ยังได้อาจารย์ซึ่งเป็นพระศิษย์รุ่นใหญ่คอยช่วยแนะนําชี้ทาง ตักเตือนสั่งสอนและแนะนํากันไป
ในบางครั้งหลวงปู่มั่นจะบอกให้พระศิษย์รูปนั้นไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้น พระศิษย์รูปนี้ไปอยู่ในสถานที่เช่นนี้ ซึ่งแต่ละแห่งที่ท่านบอกให้ไปอยู่นั้น ล้วนแต่เป็นสถานที่น่าหวาดหวั่นสะพรึงกลัวและมีอันตรายอยู่รอบด้าน เพราะสถานที่เช่นนั้นเป็นที่อยู่ของเสือก็มี เสือมันผ่านไปผ่านมาก็มีเสือมันร้องคํารามเสียงน่าขนพองสยองเกล้าก็มี โขลงช้างผ่านไปผ่านมาก็มี ท่านให้ภาวนาอยู่ในสถานที่เช่นนั้น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติภาวนา เพราะสถานที่เหล่านั้นจะเป็นสถานที่ช่วยฝึกจิตอบรมทรมานจิตใจดวงพยศได้เป็นอย่างดี ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านเห็นคุณค่าของสถานที่เหล่านี้มาก่อนหน้าแล้ว และท่านจะยํ้าต่อพระศิษย์ผู้ไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้นว่า “ให้ตั้งใจภาวนา อย่าได้ประมาท ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ จงอย่าเห็นแก่การพักผ่อนหลับนอนให้มากนัก”
หลวงปู่แหวน เล่าให้ศิษย์ฟังว่า “การไปภาวนาอยู่ในที่อันตรายเช่นนั้น ทําให้จิตรวมตัวได้เร็ว สติก็มั่นคงประจําอิริยาบถ มีสติเป็นเพื่อนในการเคลื่อนไหวไปมา เพราะในที่อันตรายอยู่เฉพาะหน้าเช่นนั้น สติสัมปชัญญะจะต้องเป็นเพื่อนเสมอ การทําความเพียรก็ต้องเอาจริงเอาจัง การพักผ่อนหลับนอนก็น้อย จะมีบ้างก็เพียงเพื่อบําบัดความอ่อนเพลียของธาตุขันธ์ การปรารภความเพียรเป็นไปติดต่อกันทั้งกลางวันกลางคืน ไม่กําหนดเวลาเป็นนาที เป็นชั่วโมง ถ้าวันไหนธาตุขันธ์ไม่แปรปรวน จิตสงบดี ก็จะนั่งหรือเดินจงกรมไปตลอดคืน ความอ่อนเพลียก็ไม่ปรากฏ”
หลวงปู่แหวน เล่าให้บรรดาศิษย์ฟังว่า ในการอยู่ภาวนากับพระอาจารย์ใหญ่มั่นในช่วงนั้น รู้สึกว่าจิตเป็นสมาธิและก้าวหน้าเป็นอย่างดี ทําให้ท่านเกิดความมั่นใจว่าเริ่มปฏิบัติไปในแนวทางที่ท่านปรารถนาแล้ว แต่อุปสรรคของการภาวนาที่สําคัญในตอนนั้น คือ เวลาบําเพ็ญภาวนาอยู่ในป่าในเขาเช่นนั้น พระเณรมักจะเป็นไข้ป่า เป็นแต่ละครั้งก็หลายวัน เพราะไม่มียารักษา ต้องรักษาด้วยธรรมโอสถ เมื่อจับไข้เข้าต้องอาศัยกําลังจิตเป็นเครื่องบรรเทา กล่าวคือ เวลาเจ็บไข้ก็ต้องเร่งภาวนาขึ้นตามกัน พิจารณาจนกว่าไข้จะสร่างหรือหายไป แต่ส่วนมากการเจ็บไข้จะไม่หายขาด เป็นแต่เว้นระยะการจับไข้ออกไป เช่น ๓ วันบ้าง ๕ วันบ้าง แล้วก็กลับจับไข้อีก เป็นอาการของไข้ป่าชนิดเรื้อรัง สําหรับพระธุดงค์ผู้มุ่งมั่นค้นหาสัจธรรมอย่างแท้จริงแล้ว ท่านจะไม่ท้อแท้ จะยอมตายถวายชีวิต ถ้าไข้ไม่หายก็ตาย ชาตินี้ไม่สําเร็จก็ไปภาวนาในชาติต่อไป
ท่านปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา
การประพฤติปฏิบัติธรรมของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ นั้น ในเบื้องต้นหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตท่านสอนตามหลักของไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นไปตามหลักธรรมคําสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหลวงปู่แหวนท่านก็น้อมนํามาปฏิบัติตามได้อย่างเด่นชัด โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ศีล สมาธิ ปัญญา ไว้ดังนี้
“หลักพระวินัยต้องยึดให้คงเส้นคงวาเสมอ ทีนี้ก็ปฏิบัติตามหลักธรรม เมื่อศีลบริสุทธิ์อยู่แล้ว สําหรับผู้บวชมาเพื่อรักษาศีล รักษาธรรม บํารุงธรรม ต้องให้ศีลหมดจดอยู่เสมอ เป็นที่อบอุ่นใจแล้วก็ดําเนินทางด้านจิตตภาวนา เมื่อดําเนินทางด้านจิตตภาวนา จิตก็ไม่ส่ายแส่วุ่นวายไปเพราะความผิดในแง่พระวินัย ไม่มีความกังวล ตัดนิวรณ์เหล่านี้เสียได้ ใจก็เข้าสู่จุดแห่งธรรมด้วยความสะดวก แล้วปรากฏเป็นความสงบร่มเย็นขึ้นมา ท่านจึงเรียกว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส สมาธิอันศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก สําหรับนักบวชผู้รักษาพระวินัยก็ให้เป็นผู้รักษาจริงๆ ให้ดําเนินตามนี้ สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก นั่น ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตอันปัญญาอบรมแล้วย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นี่เป็นหลักธรรมอันสําคัญมีความเกี่ยวโยงกันอยู่เช่นนี้
ฉะนั้น นักบวชเรา จึงควรสนใจอย่างยิ่งในหลักธรรม หลักวินัย ครั้งพุทธกาลท่านปฏิบัติดําเนินอย่างไร จึงปรากฏว่า ท่านองค์นั้นสําเร็จอยู่ในเขาลูกนั้น อยู่ในป่านั้น อยู่ในถํ้านั้นด้วยอิริยาบถนั้นๆ ท่านองค์นั้นสําเร็จอยู่ในที่นั่นๆ ในป่าในเขาลําเนาไพร”
ในส่วนของศีล หลวงปู่แหวนท่านมีความเคร่งครัดรักษาศีลไม่ให้มัวหมองด่างพร้อย และมีการปฏิบัติธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ เป็นไปอย่างเข้มงวดกวดขันประจํานิสัย เมื่อท่านเข้ารับการฝึกฝนอบรมจากท่านพระอาจารย์มั่น องค์ท่านก็เน้นสอนให้บริกรรมพุทโธ ให้ทําสมาธิ หรือทําความสงบใจก่อน จากนั้นจึงค่อยออกพิจารณาทางด้านปัญญา อันเป็นไปตามหลักของสมถ – วิปัสสนากรรมฐาน และองค์ท่านก็เทศน์ยํ้า “ภาวนาพุทโธ จิตมันจะสงบลงไป ใจก็จะสะอาด พุทโธใสขาว คือ ทําจิตให้สงบลงแล้วให้พิจารณาร่างกายอยู่เช่นนี้ อย่าส่งจิตไปที่อื่น ถ้าส่งไปที่อื่นผิดหลักของการภาวนาของผู้หวังความพ้นทุกข์”
นอกจากหลักของศีล สมาธิ ปัญญา ที่หลวงปู่มั่นท่านพาบรรดาพระศิษย์ดําเนินตามแล้ว ในหลักของสัลเลขธรรม ๑๐ ธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ องค์ท่านก็พาดําเนินอย่างเข้มงวดและเคร่งครัด ซึ่งล้วนเป็นไปตามหลักธรรมคําสอนขององค์พระบรมศาสดาที่ได้ทรงบัญญัติไว้ทุกประการ ที่สําคัญกิจวัตรประจําวันในแต่ละวันขององค์ท่านก็เป็นไปเพื่อการบําเพ็ญสมณธรรม เพื่อความหลุดพ้นแต่ประการเดียว โดยไม่มีเรื่องโลกามิส หรือเรื่องใดๆ มาเกี่ยวข้องปะปนเลยแม้แต่น้อย สมกับท่านเป็นสมณะผู้เห็นภัยในวัฏสงสารอย่างแท้จริง
หลวงปู่แหวน ท่านมีอํานาจวาสนาบารมีมาก ที่ได้เข้ารับการศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติอย่างใกล้ชิดกับหลวงปู่มั่น ผู้ได้ชื่อว่าเป็นครูบาอาจารย์ผู้เลิศเลอเอกอุ และเป็นผู้ได้รับการยกย่องเทิดทูนว่าเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งยุค ยากที่จะหาครูบาอาจารย์องค์ใดมาเสมอเหมือน ซึ่งหลวงปู่แหวนท่านก็ได้ดําเนินตามหลักพระธรรมวินัยที่องค์พระบรมศาสดาทรงวางไว้ และดําเนินตามข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเข้มงวดเคร่งครัดทุกประการ สมกับท่านเป็นสมณะผู้เห็นโทษเห็นภัยในวัฏสงสารอีกองค์หนึ่งของประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล และสมกับท่านเป็นศิษย์เอกองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น
ข้อวัตรปฏิบัติที่หลวงปู่มั่นวางไว้ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“นี่ข้อวัตรปฏิบัติก็เหมือนกัน เป็นข้อวัตรปฏิบัติ สิ่งที่เป็นกรรมฐานๆ คือ ข้อวัตรปฏิบัติที่ท่านพาดําเนินมา หลวงปู่มั่นเป็นคนวางข้อวัตรมา เราออกบิณฑบาตอย่างไร เรากลับมา เราฉันอย่างไร เรารักษาตัวเราอย่างไร เรารักษาจิตอย่างไร แล้วมีศีล สมาธิ ปัญญาอย่างไร สร้างขึ้นมา นี่ข้อวัตรปฏิบัติ อันนี้ถ้าใครทําได้ขึ้นมา มันจะเป็นความจริงขึ้นมา มันก็เหมือนมีแต่ตัวหนังสือ มีแต่สิ่งที่ชี้เข้าไป แต่คนที่ทําเป็นจริงขึ้นมามันไม่มี แต่หลวงปู่มั่นท่านทําขึ้นมาในใจของท่าน แล้วท่านเผยแผ่ขึ้นมา เพราะท่านทําขึ้นมาในใจของท่านแล้ว ท่านถึงมีคุณธรรมของท่าน ท่านถึงมาเผยแผ่ มาพยายามฝึกสอนได้ลูกศิษย์ลูกหาขึ้นมาตั้งแต่หลวงปู่แหวน ตั้งแต่ครูบาอาจารย์ของเราขึ้นมา”
อปัณณกปฏิปทาและอุบายวิธีภาวนา
พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในการปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลนิพพานแล้ว หลักใหญ่ คือ สติเป็นพื้นฐานสําคัญมาก สติฝึกความพากเพียร มีการภาวนา เป็นต้น จากนั้นหลักอปัณณกปฏิปทาและอุบายวิธีภาวนาที่จะสนับสนุนให้มีสติต่อเนื่องกันไปๆ เช่น การอดนอนผ่อนอาหาร อดอาหาร ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ กล่าวได้ว่าทุกองค์ท่านจะดําเนินตามหลักการเหล่านี้ ซึ่งล้วนเป็นการบําเพ็ญธรรมฝ่ายเหตุ หรือเป็นที่มาอันประกอบไปด้วยความทุกข์ทางกายอย่างยิ่ง แต่ด้วยความเพียรพยายามอย่างไม่ลดละท้อถอย อย่างไม่หวาดหวั่นเกรงกลัวต่อความเป็นความตายแล้ว ในที่สุดก็นํามาซึ่งธรรมฝ่ายผล ในเบื้องต้น คือ สมาธิธรรม ในท่ามกลาง คือ ปัญญาธรรม และ ในที่สุดเบื้องปลาย คือ วิมุตติธรรม
อปัณณกปฏิปทา การปฏิบัติไม่ผิด ตรงแน่วต่อมรรคผลนิพพาน ให้ปฏิบัติอย่างนี้ ได้แก่
๑. อินทรียสังวร การสํารวมอินทรีย์ คือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงําใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖
๒. โภชเน มัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทํากิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา
๓. ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือ ขยันหมั่นเพียรตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชําระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และบรรดาครูบาอาจารย์ที่ออกธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ล้วนเป็น “นักรบธรรมเดนตาย” ซึ่งจะต้องได้รับการอบรมเรื่องนี้จากท่านพระอาจารย์มั่น เพราะองค์ท่านได้ดําเนินมาแล้วอย่างเด็ดเดี่ยวเผ็ดร้อน จนได้ผลเป็นที่ประจักษ์จึงนํามาสั่งสอนพระศิษย์ จากนั้นพระศิษย์แต่ละองค์จะดําเนินตามหลักอปัณณกปฏิปทาและอุบายวิธีภาวนาเหล่านี้มาฝึกฝนทดลองให้ถูกกับจริตนิสัยของตน หลวงปู่แหวนท่านเป็นพระศิษย์อีกองค์หนึ่งที่ได้ดําเนินตามอย่างเคร่งครัดมาก ท่านมุ่งบําเพ็ญภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ โดยไม่ค่อยได้พักผ่อนหลับนอน และการอดอาหาร ผ่อนอาหาร ท่านก็ดําเนินอย่างเข้มงวดเคร่งครัดมาโดยตลอด ทั้งนี้เพราะท่านมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อความหลุดพ้นนั่นเอง
และเมื่อหลวงปู่แหวนท่านฝึกฝนอบรมทรมานจิต จนจิตของท่านแก่กล้าสามารถ การทําสมาธิภาวนาก็ทําได้อย่างชํานิชํานาญคล่องแคล่วแล้ว ท่านจึงเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดโดยการถือเนสัชชิ คือ ไม่นอน ตลอดเข้าพรรษา ๓ เดือน ก่อนการบรรลุธรรมอัศจรรย์ ท่านจึงตั้งสัจจะอธิษฐาน ถืออิริยาบถ ๓ คือ เดิน ยืน และนั่งภาวนาตลอดเข้าพรรษา เช่นเดียวกับบรรดาครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่งทั้งหลาย และเมื่อเร่งความเพียรหนักเข้าๆ ส่วนใหญ่หลวงปู่แหวนท่านจะเน้นหนักไปกับเดิน ยืนภาวนา ไม่ยอมนั่งภาวนา จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติธรรมของครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส และการบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกก็ต้องใช้เวลานานหลายปี ในปฏิปทา ๔ จึงจัดอยู่ใน ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา คือ ปฏิปทาที่ปฏิบัติลําบาก ทั้งรู้ได้ช้า
ปฏิปทา ๔ เหล่านี้ คือ
๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลําบาก ทั้งรู้ได้ช้าฯ
๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติลําบาก แต่รู้ได้เร็วฯ
๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้าฯ
๔. สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็วฯ
การเป็นพระต่างนิกาย
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อมาอยู่ในสํานักของหลวงปู่มั่นในระยะแรกๆ นั้น ท่านมีปัญหาประการหนึ่งที่รู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจ คือ การที่ท่านเป็นพระในสังกัดต่างนิกาย เพราะในสมัยนั้นหลวงปู่แหวนท่านยังเป็นพระในสังกัดฝ่ายมหานิกาย ยังไม่ได้เปลี่ยนญัตติเป็นฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เป็นนานาสังวาส การจะเข้าไปอุปัฏฐากใกล้ชิดก็ไม่ได้ ร่วมกินร่วมนอนกันไม่ได้ จะประเคนยา อาหาร นํ้า ให้ท่านก็ไม่ได้ ฯลฯ เมื่อถึงวันอุโบสถ หลวงปู่แหวนและพระมหานิกายองค์อื่นๆ ไม่สามารถร่วมทําสังฆกรรมฟังสวดพระปาฏิโมกข์ได้ ต้องอยู่นอกเขตหัตถบาส คือ ออกไปให้พ้นเขตที่พระสงฆ์กําลังนั่งรวมกันทําพิธี ห่างประมาณ ๒ ศอกคืบ (๑.๒๕ เมตร) หากเข้าไปในเขตหัตถบาส จะทําให้สังฆกรรมนี้เสียหายเป็นโมฆะ ต่อเมื่อพิธีเสร็จสิ้นแล้ว บรรดาพระศิษย์ที่เป็นฝ่ายมหานิกาย จึงได้รับอนุญาตให้เข้ามาบอกบริสุทธิ์ ต่อจากนั้นหลวงปู่มั่นจึงแสดงธรรมอบรมอุบายการแก้จิตที่ขัดข้องเวลาภาวนา แนะนําวิธีพิจารณา หรือคําบริกรรมสําหรับผู้เข้ามาปฏิบัติใหม่ แล้วแต่เหตุการณ์
บรรดาพระศิษย์ฝ่ายมหานิกายที่ไปอบรมภาวนาอยู่กับหลวงปู่มั่นในสมัยนั้น มีอยู่หลายรูปด้วยกัน เมื่ออยู่ไปนานพอสมควร เห็นความไม่สะดวกดังกล่าว แต่ที่สําคัญเกิดความเลื่อมใสศรัทธา อยากอุปัฏฐากใกล้ชิด เพื่อตอบแทนพระคุณที่ท่านเมตตาอบรมสั่งสอน จึงไปกราบเรียนขออนุญาตญัตติเป็นธรรมยุต บางรูปหลวงปู่มั่นท่านก็อนุญาต แต่บางรูปท่านก็ไม่อนุญาต โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คําว่า “สายหลวงปู่มั่น” นี้ มีทั้งมหานิกาย มีทั้งธรรมยุตนะ ทางฝ่ายมหานิกายที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนี้น้อยเมื่อไร รวมเรียกว่าสายหลวงปู่มั่นด้วยกัน ปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น เราก็เปิดให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า หลวงปู่มั่นท่านคิดกว้างขวางขนาดไหน สําหรับประโยชน์ให้โลกนะ ลูกศิษย์ของท่านฝ่ายมหานิกายไปศึกษาอบรมกับท่านน้อยเมื่อไร เป็นลูกศิษย์ๆ ไปศึกษาอบรมกับท่านมีเยอะนะ…
ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆ ที่มาพอใจแล้วจะญัตติ พาหมู่คณะญัตติอะไรๆ นี้ ท่านห้ามทันทีเลย ไม่ต้องญัตติ ขึ้นอย่างเด็ดด้วยนะ พวกท่านเป็นศากยบุตรเหมือนกัน ไม่ว่าธรรมยุต มหานิกาย เรียกว่า ศากยบุตร ท่านว่างั้น ธรรมยุต มหานิกายอะไรนี้เป็นชื่อแยกออก เพราะความแตกแยกเนื่องจากการปฏิบัติยิ่งหย่อนในธรรมวินัยต่างกันก็เป็นธรรมดา แต่เมื่อตั้งใจปฏิบัติแล้ว ไม่มีธรรมยุต มหานิกาย เรียกว่า ศากยบุตรอย่างเดียว เพราะฉะนั้นไม่จําเป็นจะต้องญัตติ ขอให้ปฏิบัติเถิด
เมื่อท่านทั้งหลายมาญัตติแล้ว โลกมันถือสมมุติกันหนักมากยิ่งกว่าถือธรรมนะ แม้จะเป็นเรื่องของธรรม โลกสมมุติมันก็แทรกเข้าไป คณะนั้นคณะนี้ ก๊กนั้นก๊กนี้ ไปอย่างนั้น ธรรมท่านไม่มีก๊ก ท่านว่างั้น แต่โลกมันมองไม่เห็น เพราะฉะนั้นจึงไม่จําเป็นต้องญัตติ เมื่อพวกท่านทั้งหลายญัตติแล้วมันถือเป็นก๊กเป็นเหล่า บรรดาผู้ที่ต้องการอรรถธรรมทั้งหลายก็จะเข้าถึงพวกท่านได้ยาก หรือจะถือท่านว่าเป็นคณะหนึ่งไปแล้ว เป็นธรรมยุตไปแล้วไปอะไรอย่างนี้ ก็เสียผลประโยชน์ของผู้มีความหวังในธรรมทั้งหลายอย่างมากและมีจํานวนมากด้วย เพราะฉะนั้นไม่ต้องญัตติ
ท่านบอกไม่ต้องเลย เอ้า ! อบรมไป ไม่มีคําว่า สัคคาวรณ์ มัคคาวรณ์ การห้ามมรรคห้ามผลต่อนิพพานนั้นนี้ไม่มี ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติไป มรรคผลนิพพานมีอยู่กับทุกพวกทุกคณะนั่นแหละ พอว่าอย่างนั้น ท่านก็บอกว่า ถ้ามาญัตติแล้วฝ่ายส่วนมาก ซึ่งเป็นฝ่ายของท่านจะขาดประโยชน์มากมาย ท่านว่าอย่างนี้นะ ไม่ใช่ขาดเพียงเล็กน้อย เมื่อพวกท่านทั้งหลายไม่ต้องญัตติ ออกไปนี้กระจายกันไปเลยได้ทั่วถึงกัน สมานกันไปได้หมด ท่านว่าอย่างนี้นะ จึงไม่ต้องญัตติ ท่านพูดเอง เราฟังอย่างถนัดทีเดียว หลวงปู่มั่นพูด ท่านไม่ได้เอนได้เอียงไปที่ไหน ท่านเป็นธรรมล้วนๆ พูดถึงเรื่องการญัตตินี้ มันเป็นวงคับแคบมาก ท่านว่างั้น การไม่ญัตตินี้ เรายอมรับกันแล้ว ในสังคมเมืองไทยเราก็ยอมรับกันแล้วว่า
ธรรมยุตก็สมบูรณ์แบบ มหานิกายก็สมบูรณ์แบบ เรียกว่า พระสมบูรณ์แบบเหมือนกัน โลกยอมรับแล้วเป็นส่วนภายนอก ส่วนภายในเป็นหน้าที่ของเราจะปฏิบัติหลักธรรมหลักวินัย ต่างคนต่างเข้มงวดกวดขันปฏิบัติแล้ว เป็นศากยบุตรเต็มตัวเหมือนกัน ฟังซิท่านว่า ท่านถึงบอกว่า ไม่ต้องญัตติ ด้วยเหตุนี้เอง คณะลูกศิษย์ทางฝ่ายมหานิกายซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านจึงไม่ได้ญัตติ เพราะหลวงปู่มั่นเป็นผู้พูดเอง เราก็เห็นอย่างนั้นด้วยนะ ยันเลยเราก็เหมือนกัน ขอให้ปฏิบัติดีเถิด เข้ากันได้ทันที”
พระศิษย์ฝ่ายมหานิกายที่มีชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณอันโด่งดังหลายองค์ ที่หลวงปู่มั่นท่านไม่อนุญาตให้ญัตติเป็นธรรมยุต ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านรักษาพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ โดยยึดมั่นปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคร่งครัด ท่านปฏิบัติเหมือนอย่างพระป่าธรรมยุตศิษย์หลวงปู่มั่น ในกาลต่อมาพระศิษย์เหล่านั้นได้เป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญ เป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป และท่านได้บําเพ็ญประโยชน์ในทางพระพุทธศาสนาไว้มากมาย ตามเหตุผลที่หลวงปู่มั่นท่านไม่อนุญาตญัตติเป็นธรรมยุตให้ องค์ที่เป็นชาวภาคอีสาน ได้แก่ หลวงปู่กินรี จนฺทิโย หลวงปู่มีญาณมุนี หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล หลวงปู่ชา สุภทฺโท ฯลฯ ส่วนองค์ที่เป็นชาวภาคเหนือ ได้แก่ หลวงปู่คําปัน สุภทฺโท หลวงปู่คําแสน คุณาลงฺกาโร ฯลฯ
สําหรับหลวงปู่แหวน ในระยะแรกที่อยู่ศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่น ท่านยังไม่ได้ขอญัตติเป็นธรรมยุต ต่อมาในภายหลังเมื่อท่านได้เข้ามาศึกษาอบรมกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร และท่านได้ติดตามท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ขึ้นภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้มาญัตติเป็นธรรมยุต ตามคําแนะนําของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
ครูบาอาจารย์จําเป็นและสําคัญมาก
ในภาคปฏิบัติครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงจําเป็นและสําคัญมาก แต่หาได้ยากมากๆ ในครั้งพุทธกาล องค์พระบรมศาสดาก่อนตรัสรู้ก็ทรงเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ ซึ่งสมัยนั้นในชมพูทวีปก็มีเจ้าลัทธิต่างๆ ประกาศตนเป็นศาสดา เป็นพระอรหันต์กันมากมาย แต่เมื่อพระองค์ทรงเข้าไปศึกษาในเจ้าลัทธิที่มีชื่อเสียงแล้วก็ทรงทราบว่าไม่ใช่แนวทางพ้นทุกข์ ด้วยทรงเป็นสยัมภูจึงทรงออกค้นคว้าปฏิบัติธรรมด้วยพระองค์เองจนตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเผยแผ่พระพุทธศาสนา และทรงวางพระธรรมวินัยเป็นองค์แทนเราตถาคต เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว พอมาในครั้งกึ่งพุทธกาลก็เช่นเดียวกัน หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตเมื่อออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม ก็ออกเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริง แต่ก็ไม่พบ จึงออกธุดงค์ค้นคว้าด้วยตนเอง จนได้รู้ธรรมเห็นธรรมเป็นที่แน่ใจแล้วก็นํามาสั่งสอน โดยได้วางข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานไว้ให้พระศิษย์ที่เข้ามาศึกษาอบรมได้ดําเนินตาม
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นครูบาอาจารย์ ท่านดูถูกต้องดีงาม ดูกิเลสก็ชัดเจน ดูธรรมก็ชัดเจน เมื่อหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เข้ามาอยู่ในสํานักของหลวงปู่มั่นใหม่ๆ ท่านก็ได้รับการอบรมสั่งสอนหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทา ฯลฯ ซึ่งแม้ท่านบวชมานานก็ไม่เคยได้รับการอบรมเช่นนี้มาก่อน ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาพึงพอใจในแนวทางนี้มาก และเมื่อยิ่งอยู่นานวัน ท่านได้เห็น ได้สัมผัส ได้รับใช้ ได้ฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นก็ยิ่งเกิดความเชื่อมั่น ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่มั่นอย่างมากล้นเต็มเปี่ยมหัวใจ ยิ่งทําให้เกิดความปักใจ ลงใจในครูบาอาจารย์ แม้ชีวิตก็ยอมสละตายแทนท่านได้ และยิ่งอยากจะประพฤติปฏิบัติตาม ทั้งนี้เพื่อจะได้รู้ธรรมเห็นธรรมเฉกเช่นเดียวกับท่าน
เพราะปฏิปทาของหลวงปู่มั่นนั้น เป็นปฏิปทาของจอมปราชญ์ทางธรรมในสมัยปัจจุบัน เป็นปฏิปทาที่เด็ดเดี่ยวเฉียบขาดมากและเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ยากที่จะหาองค์ใดปฏิบัติเสมอเหมือนท่านได้ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“อย่างปัจจุบันนี้ก็หลวงปู่มั่น ปรากฏชื่อลือนามมาทั่วโลกแล้วเวลานี้ ใครจะปฏิบัติได้อย่างหลวงปู่มั่น เท่าที่เราผ่านมานี้ในชีวิตของพระ เรายังไม่เคยเห็นองค์ไหนจะแซงหน้าท่านไปได้เลยเก่งทุกอย่าง เก็บหอมรอมริบเรื่องหลักธรรมหลักวินัยไม่มีรั่วไหลไปไหนเลย ท่านเก็บหอมรอมริบได้หมด คือ หลวงปู่มั่น เทิดทูนพระพุทธเจ้า คือ ธรรมวินัย นั่นล่ะที่เป็นศาสดาองค์แทนของท่านมาเป็นศาสดาของหลวงปู่มั่น ท่านเทิดทูนตลอดเวลา ด้วยการสํารวมระวังให้เป็นไปตามสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่ ไม่มีใครเกิน จนกระทั่งท่านนิพพานไป เรายังไม่เห็นองค์ไหน เราไม่ได้ประมาทเราไม่เห็น เราก็บอกไม่เห็น แต่หลวงปู่มั่นนี้เต็มหู เต็มตา เต็มใจ เทิดทูนสุดหัวใจไม่มีวันจืดจาง เพราะเป็นครูบาอาจารย์ที่เลิศเลอในสมัยปัจจุบัน”
หลวงปู่แหวนเล่าว่า “การออกปฏิบัติในสมัยแรกๆ ที่ยังไม่รู้จักภาวนานั้น เวลาอยู่ในป่า โดยเฉพาะในเวลากลางคืน มักจะเกิดความระแวงไปในเรื่องที่ไร้สาระต่างๆ ตามแต่จิตมันจะปรุงขึ้นมา ส่วนมากมักจะเป็นเรื่องหลอกตัวเองทั้งสิ้น ตามความเคยชินของจิตที่เคยเป็นอิสระมาตลอด โดยไม่มีขอบเขต ไม่มีเครื่องกั้น ไม่มีสิ่งควบคุม ครั้นมาปฏิบัติเข้าในระยะแรกก็รู้สึกดื่มดํ่าดี แต่พอเอาเข้าจริงๆ จิตกลับฟุ้งปรุงไปเป็นอดีต อนาคต ไม่ได้คิดพิจารณาในเรื่องปัจจุบันนัก
ฉะนั้น การอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์จึงให้ประโยชน์อย่างมากที่สุด เพราะครูบาอาจารย์คอยให้คําแนะนําแก้ไข พร้อมทั้งอุบายในการแก้จิตในเวลาจิตเกิดความฟุ้งซ่าน อุบายการข่มจิตในเวลาเกิดความทะนงตน ประกอบกับการได้รับคําสั่งให้ไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยอันตราย ทําให้ได้อาศัยอาจารย์เสือบ้าง อาจารย์ช้างบ้าง เป็นผู้ข่มขู่จิต นอกจากนี้ การเร่งภาวนาประกอบความเพียรให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดวรรคขาดตอน ทั้งกลางวันและกลางคืน จิตก็ค่อยรวมตัวอยู่ในความควบคุมของสติ รวมตัวเข้าสู่สมาธิ ความเยือกเย็นในด้านจิตใจ ก็เริ่มปรากฏผลให้ประจักษ์ ทําให้เกิดความมั่นใจในข้อปฏิบัติของตนที่ได้ดําเนินมาว่า ไม่ผิดทาง”
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าถึงความรู้สึกในจิตจากการปฏิบัติภาวนาในช่วงแรกนี้ว่า “เมื่อเกิดความสงบ ตัวของจิตเริ่มปรากฏ เป็นผลของการปฏิบัติความเพียรที่เคยฝึกทํามาโดยตลอด พอจิตสงบลง ความเพียรก็เร่งขึ้นตามส่วน เป็นเครื่องบํารุงส่งเสริมสมาธิ ปัญญา ไปในขณะเดียวกัน เมื่อศรัทธามีกําลัง วิริยะมีกําลัง สติมีกําลัง สมาธิมีกําลัง ปัญญามีกําลัง ต่างก็ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ตั้งแต่สมาธิขั้นตํ่าไปถึงปัญญาขั้นสูง ความสุขทางด้านจิตใจเริ่มปรากฏเป็นผลให้ชื่นชม ไม่เสียแรงที่ได้พยายามตั้งใจปฏิบัติมา”
สติสัมปชัญญะต้องตื่นอยู่เสมอ
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเล่าถึงการปฏิบัติทางจิตว่า เป็นของที่ละเอียดอ่อนมาก สติสัมปชัญญะต้องตื่นอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นจะตามไม่ทันจิต จิตเป็นธรรมชาติชอบคิด ชอบปรุง ชอบแส่ส่ายไปหาอารมณ์จากที่ใกล้ที่ไกล ไม่มีขอบเขต ถ้าอยู่ในที่ชุมชน อารมณ์ที่เข้ามานั้นส่วนมากจะเข้ามาทางตาบ้าง ทางหูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง การต้องรับอารมณ์ของจิตมักจะนํามาแบก มาหาบมาหาม มาทับมาถมตัวเอง การที่จะสลัดตัดวางนั้นไม่ค่อยปรากฏ
เพราะเหตุนั้นจึงทําให้เราเป็นทุกข์ไปกับอารมณ์นั้นๆ เป็นสุขไปกับอารมณ์นั้นๆ เป็นความเพลิดเพลินไปกับอารมณ์นั้นๆ ทั้งนี้ก็เพราะขาดการพิจารณาของจิตนั่นเอง จิตที่ไม่มีสติเป็นพี่เลี้ยงคอยควบคุม คอยแนะนํา มักจะไปแบกไปหาบไปหามเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาทับมาถมตนเองให้เกิดทุกข์ ถึงกับบางคนตีอกชกตน เห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่น่ารื่นรมย์ กลายเป็นพิษเป็นภัยไปก็มาก
ส่วนอารมณ์ของนักปฏิบัติผู้อยู่ในป่านั้น มักเกิดขึ้นกับจิตที่ชอบปรุงแต่งเป็นอดีต เป็นอนาคต ซึ่งอารมณ์ประเภทนี้ทําลายนักปฏิบัติมามากต่อมากแล้ว เพราะไม่รู้เท่าทันกลมายาของจิต เหตุเพราะขาดสติปัญญานั่นเอง ดังนั้น การปฏิบัติจิตตภาวนาจําเป็นต้องตื่นอยู่เสมอ อารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้าออกตามทวารต่างๆ นั้น ต้องได้รับการใคร่ครวญพิจารณาจากสติสัมปชัญญะเสียก่อนทุกครั้ง นอกจากการเป็นผู้มีสติประจําอิริยาบถตามที่กล่าวมาแล้ว หลวงปู่แหวน ได้บอกว่าการบริโภคปัจจัย ๔ ก็ต้องพิจารณาโดยอุบายทุกครั้ง ท่านให้คําอธิบายเรื่องนี้ว่า การพิจารณาปัจจัย ๔ ก่อนการบริโภคใช้สอยนั้นเป็นอุบายข่มความทะเยอทะยานอยากของจิตได้ดี บางครั้งก็เกิดความแยบคายเป็นอุบายของปัญญาได้ ดังนั้น การภาวนา ก็คือ การมีสติสัมปชัญญะ คอยตักเตือนตนเองอยู่เสมอ ไม่ให้เกิดความประมาท ความมัวเมา มีอินทรีย์สังวร ละเว้นบาปอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย จําต้องอาศัยความหมั่น ความพยายามทางกาย ทางวาจา ทางใจของตน จึงจะรักษาตนให้อยู่รอดปลอดภัยในธรรมของพระพุทธเจ้าได้ ต้องกระทําให้มาก เจริญให้มาก ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกันไม่ขาดวรรคขาดตอน
สติสัมปชัญญะ ธรรมมีอุปการะมาก มี ๒ อย่าง ได้แก่ สติ ความระลึกได้ และ สัมปชัญญะ ความรู้ตัวฯ เพราะทําให้เป็นผู้ไม่ประมาทในการทํากิจการงานใดๆ และเป็นอุปการะให้ธรรมเหล่าอื่นเกิดขึ้นฯ
การแยกย้ายกันไปบําเพ็ญภาวนา
เมื่อหลวงปู่มั่นท่านสั่งสอนให้อุบายธรรมแก่ลูกศิษย์ลูกหาแล้ว ท่านก็ให้แยกย้ายกันออกไปบําเพ็ญเพียรดูจิตใจของตนเอง หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้เล่าถึงเรื่องนี้ว่า เมื่อได้รับการแนะนําอุบายธรรมจากหลวงปู่มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์แล้ว ก็แยกย้ายกันไปทําความเพียร เลือกหาที่เหมาะแก่จริตนิสัยของตน บางท่านที่เด็ดเดี่ยวก็มักจะไปเพียงองค์เดียว ที่ยังไม่มีความกล้าพอ ก็มักไปกัน ๒ องค์บ้าง ๓ องค์บ้าง สถานที่ไปส่วนมากมักเป็นป่าช้า ป่ารกชัฏ ซึ่งมีถํ้า มีเงื้อมผาพอเป็นที่อยู่อาศัยหลบฝน หลบแดด หลบลมในคราวจําเป็น ในระยะแรกจะไปอยู่ไม่ไกลจากครูอาจารย์มากนัก ประมาณว่าพอเดินมาฟังธรรม มาทําอุโบสถในวันอุโบสถ เว้นเสียแต่มีอาจารย์ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นพี่ควบคุมไป นั่นแหละ จึงไปได้ไกล เวลาติดขัดด้านการภาวนาก็ต้องอาศัยอาจารย์ผู้ควบคุมนั่นเองเป็นผู้แนะนํา แต่ถึงอย่างนั้นก็นานๆ ครั้ง ถ้าเป็นไปได้ต้องพยายามหาโอกาสกลับไปฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นอยู่เสมอ
การจําพรรษาร่วมกับหลวงปู่มั่น ก็นานๆ จึงจะได้จําพรรษาร่วมกับท่านครั้งหนึ่ง ส่วนมากบรรดาพระที่เป็นลูกศิษย์ลูกหามักจะแยกย้ายกันอยู่จําพรรษา เพราะการอยู่ร่วมกันมากๆ มักจะเป็นภาระเครื่องกังวล หรือไม่ก็อาจเกิดความวุ่นวาย
ปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ในระยะแรกๆ ของการออกบวช เมื่อท่านได้รับการฝึกฝนอบรมและร่วมเที่ยวธุดงค์กับหลวงปู่เสาร์ ผู้เป็นครูบาอาจารย์แล้ว จนสามารถเที่ยวธุดงค์ตามลําพังเพียงองค์เดียวได้แล้ว จากนั้นท่านมักจะไปผู้เดียว เพราะการไปผู้เดียวทําให้ได้กําลังจิต ทําให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และท่านก็มักจะนําปฏิปทาที่ได้ผลดีนี้มาแนะนําสั่งสอนลูกศิษย์ที่มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญอยู่เสมอ ดังที่ท่านสอนหลวงปู่ฝั้น อาจาโร “ไป๊ ไปผู้เดียวได้กําลังจิต”
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานที่มีความองอาจ เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ถือเป็นนักรบธรรมเดนตาย อีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐาน เมื่อท่านได้รับการสั่งสอนอบรมจากหลวงปู่มั่น ที่เสนาสนะป่าดงมะไฟ พอสมควรแล้ว ท่านก็กราบลาหลวงปู่มั่นเพื่อออกเที่ยวธุดงค์ ซึ่งท่านก็ได้รับการสั่งสอนให้ไปธุดงค์ตามลําพังเพียงองค์เดียว ท่านได้เที่ยวธุดงค์มายังพระพุทธบาทบัวบก อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก ณ สถานที่แห่งนี้ หลวงปู่แหวนท่านก็ได้พบกับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เพื่อนสหธรรมิกเป็นครั้งแรก
พระพุทธบาทบัวบก เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีรอยพระพุทธบาท เดิมมีมณฑปขนาดเล็กครอบไว้ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๖๓ หลวงปู่สีทัตถ์ ญาณสมฺปนฺโน ได้ธุดงค์มาพบจึงปฏิสังขรณ์สร้างพระธาตุองค์ใหญ่ครอบใหม่ สถานที่แห่งนี้วิเวกเงียบสงัด มีภูมิเทวดา พญานาค เปรต ผี และสิ่งเร้นลับมากมาย ทั้งเต็มไปด้วยสัตว์ป่า เหมาะกับการฝึกจิตทรมานใจของพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลายเป็นอย่างดี พระพุทธบาทบัวบกในอดีตจึงเป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งพระธุดงค์นิยมชื่นชอบมาปฏิบัติธรรม พระบูรพาจารย์ใหญ่องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่บุญ ปญฺญาวุโธ ล้วนเคยธุดงค์วิเวกมาก่อน และท่านได้แนะนําหรือพาพระศิษย์มาเที่ยวธุดงค์ เช่น หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ
ภาค ๕ พบหลวงปู่ตื้อเพื่อนสหธรรมิก
พบหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ปี พ.ศ. ๒๔๖๒
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นเพื่อนสหธรรมิกต่างวัยที่รักใคร่สนิทสนมชอบพอกันมากคู่หนึ่งของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ในสมัยที่ท่านยังเป็นพระภิกษุหนุ่มเคยร่วมเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรม เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายไปตามป่าตามเขา ไปในถิ่นทุรกันดารห่างไกลแสนไกล ทั้งอัตคัดอดอยากขาดแคลน แสนจะวิเวกเงียบสงัดหลายต่อหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่านทั้งสองต้องผจญภัยและเผชิญกับเปรต ผี เทวดา พญานาค และสิ่งเร้นลับที่ชวนให้ขนพองสยองเกล้ามากมาย
หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ชีวิตแรกเริ่มในสมณเพศนั้นละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมาก เดิมทีท่านทั้งสองออกบวชเป็นพระภิกษุในฝ่ายมหานิกาย เป็นพระที่เคร่งครัดในหลักพระธรรมวินัย บวชแล้วก็ตั้งใจบวชตลอดชีวิตเหมือนกัน ไปเรียนมูลกัจจายน์เหมือนกัน เมื่อเรียนแล้วก็อยากออกประพฤติปฏิบัติธรรมเหมือนกัน และต่างก็มีความมุ่งมั่นเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่ออบรมสั่งสอนเหมือนกัน เมื่อสมัยครั้งยังเป็นพระธุดงค์หนุ่มก็มีปฏิปทาที่ตรงกัน คือ อดอยากเดนตายเหมือนกัน มีสัมมาทิฐิ มีความเห็นที่เหมือนกัน คือ การออกประพฤติปฏิบัติธรรมเท่านั้น จึงจะพ้นจากกิเลสกองทุกข์ทั้งมวลได้ และที่สําคัญมีเป้าหมายสูงสุด คือ ให้ถึงซึ่งวิมุตติหลุดพ้นพระนิพพานในชาตินี้เหมือนกัน
แม้ว่าบุคลิกภายนอกของท่านทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตาม แต่ถูกอัธยาศัยใจคอจึงเข้ากันได้ดีมาก ท่านทั้งสองต่างออกเที่ยวธุดงค์แต่โดยลําพังอย่างโดดเดี่ยวกล้าหาญ โดยไม่มีครูบาอาจารย์ฝ่ายกรรมฐานคอยเมตตาอบรมสั่งสอนชี้แนะ ภายหลังต่างก็ได้เข้ามากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ของ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต และ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) และในกาลต่อมาก็ได้รับการญัตติเป็นพระธรรมยุติกนิกายเหมือนกัน
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ โดยอายุแล้วหลวงปู่แหวนมีอายุน้อยกว่าหลวงปู่ตื้อ ๘ ปี หลวงปู่แหวน เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๐ ส่วนหลวงปู่ตื้อ เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๒ แต่โดยอายุพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวนมากกว่า ๑ พรรษา ท่านญัตติเป็นธรรมยุตในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ส่วนหลวงปู่ตื้อ ญัตติเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านทั้งสองพบกันครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ในขณะที่หลวงปู่แหวนท่านอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย อันเป็นวัดบ้านเกิดได้ประมาณ ๖ เดือน ท่านก็เดินธุดงค์กลับมาภาวนากับหลวงปู่มั่นอีกครั้ง จากนั้นท่านได้เดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมที่พระพุทธบาทบัวบก และก็ได้พบหลวงปู่ตื้อ ซึ่งออกเดินธุดงค์จากบ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม อันเป็นบ้านเกิด มากราบถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นในเวลาไล่เลี่ยกัน โดย ท่านพระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม ท่านเป็นหลานหลวงปู่ตื้อ ได้เล่าเหตุการณ์ตอนหลวงปู่แหวนพบกับหลวงปู่ตื้อไว้ดังนี้
“พอดีหลวงปู่แหวนมา ก็จะไปแวะนมัสการพระบาทบัวบก ก็ไปเห็นหลวงปู่ตื้ออยู่นั้น ก็ไปคุยเข้ากัน เอ้อ ! รู้สึกว่าคุยถูกอกถูกใจซึ่งกันและกันกับหลวงปู่แหวนนี่
“อะ ! ครูบา ผมก็ขี้เกียจเรียนหนังสือแล้วเดี๋ยวนี้ จะมาภาวนาดีกว่า”
“เอ้อ ! ดีแล้วๆ มาอยู่ด้วยกัน ผมก่อนจะมานี้ ผมก็ขี้เกียจเรียนหนังสือเหมือนกัน ผมก็มาภาวนาอยู่นี้”
หลวงปู่แหวน “เอ้อ !”
“ท่านแหวนอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน ใกล้ๆ พระบาทก็จะได้บุญหลาย (มาก) หน่อย” หลวงปู่ตื้อว่า หลวงปู่ตื้อก็อยู่คนละกลด จุดเทียนไหว้พระสวดมนต์ ผีเปิ้นมาทดลองหลวงปู่แหวนนั้น โยนก้อนหิน ตูมๆ ! ดับเทียนไม่ได้ ดับเทียนนี่โยนหิน แต่ไม่ได้โยนถูกหัวนะ โยนเฉียดๆ แถวนั้นล่ะ หลวงปู่แหวนเรียกว่าได้จุดเทียนอยู่คืนยันรุ่งล่ะวันนั้น ตอนเช้าก็ “เป็นไงครูบา?”
หลวงปู่แหวน “เว้ย ! อุบาทว์อุบาย (พิลึก) มันทนบ่ (ไม่) ไหวแล้วนี่ ผีหยังอุบาทว์อุบาย นอนก็บ่ได้ ร้อง… ทั้งคืน”
หลวงปู่ตื้อ “นั่นๆๆ แล้ว เทวดามาอนุโมทนาส่วนบุญส่วนกุศล แหม่ ! เห็นครูบาใหม่มานั่งกรรมฐาน หว่านข้าวตอก โธ่ๆๆๆ”
“โอ้ย ! หว่านข้าวตอกอย่างนี่ไม่เอาแล้ว บ่อยู่ล่ะ” หลวงปู่แหวนก็ฉันข้าวแล้วก็มาเก็บบาตร ถอยไปอยู่บ้านติ้ว*แล้ว กลัวผี”
* บ้านติ้ว ตําบลเมืองพาน อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี อยู่ห่างจากพระพุทธบาทบัวบกประมาณ ๑๐ กิโลเมตร
ท่านพระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม ได้เล่าต่อไปว่า
“ผลสุดท้ายอยู่ในอําเภอผือนั้น หลวงปู่ตื้อว่า มีบ้านหนึ่งนึกว่าเป็นบ้านหนองแวง ตรงนั้นผีดุ มันเป็นผีดุ สมัยก่อนบ้านเก่าแก่โบรงโบราณ ก็เหลือเกิน บางวันยังไม่มืด บางทีร้องห่มร้องไห้แหละ ดอนบ้านเก่าน่ะ หลวงปู่ตื้อก็ไปภาวนาอยู่นั่นน่ะ หลวงปู่แหวนยังไม่ให้ไปกับเณร ให้อยู่บ้านติ้วเสียก่อน หลวงปู่แหวนสมัยนั้นอุ่นเครื่องใหม่ๆ หลวงปู่แหวนเราที่สิ้นเมื่อไม่กี่วันนี้ (หลวงปู่แหวนถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘) ไปภาวนาอยู่”
พ.ศ. ๒๔๖๒ จําพรรษาที่พระบาทบัวบก
ด้วยโอกาสที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ จะได้พบ ได้เข้าใกล้ ได้ฟังธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานองค์สําคัญแห่งยุค โอกาสเช่นนี้นับว่าหาได้ยากมากๆ เพราะตามปรกติหลวงปู่มั่น ท่านจะไม่อยู่ ณ สถานที่ใดนานๆ ท่านจะออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญสมณธรรมไปตามสถานที่สัปปายะต่างๆ เรื่อยไป และด้วยระยะนี้หลวงปู่แหวน เพิ่งออกปฏิบัติธรรมใหม่ๆจึงจําเป็นต้องอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ พอใกล้ถึงวันเข้าพรรษา หลวงปู่แหวน ท่านจึงได้เลือกอยู่จําพรรษาที่พระพุทธบาทบัวบก อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากเสนาสนะป่าดงมะไฟ บ้านค้อ อันเป็นสถานที่หลวงปู่มั่นอยู่จําพรรษาในปีนั้น เมื่อถึงวันพระใหญ่ หลวงปู่แหวนท่านก็เดินไปร่วมลงอุโบสถสามัคคี ฟังพระปาฏิโมกข์ ฟังพระธรรมเทศนาและกราบขออุบายธรรมจากหลวงปู่มั่น
พระพุทธบาทบัวบก ในสมัยที่หลวงปู่แหวนไปอยู่จําพรรษานั้น ยังมีสภาพเป็นป่า ยังไม่ได้เป็นวัด แต่ก่อนเป็นสถานที่มีบรรยากาศเงียบสงัดวังเวงมาก มีพระธาตุโบราณเก่าแก่ขนาดเล็กถูกสร้างครอบรอยพระพุทธบาท และมีภพภูมิเร้นลับมาคอยทดสอบพระธุดงค์ที่มาบําเพ็ญภาวนาอยู่เสมอ ทําให้พระธุดงค์รายที่จิตยังไม่กล้าแข็งเกิดความหวาดหวั่นสะพรึงกลัวได้ เคยมีพระจากวัดบ้านพยายามไปอยู่หลายครั้ง แต่ก็อยู่ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีความกล้าหาญพอ
การอยู่จําพรรษาที่พระพุทธบาทบัวบกในปีนั้น มีพระป่าอยู่ ๓ รูป กับตาผ้าขาว ๑ คน พระก็มี ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ท่านพระอาจารย์คํา และหลวงปู่แหวน ท่านพระอาจารย์บุญเป็นหัวหน้าคณะ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์บุญได้พาคณะธุดงค์ไปพักอยู่อีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า พระบาทหอนาง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระบาทหอนางอุสา อยู่คนละฟากเขากันกับพระพุทธบาทบัวบก เป็นป่าดงดิบเหมือนกัน บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง
ท่านพระอาจารย์บุญ ท่านเป็นหลานชายแท้ๆ ของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านบวชเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๙ โดยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อมีพระเดินธุดงค์มากราบขอถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านก็จะมอบหมายให้ท่านพระอาจารย์บุญคอยดูแล หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เมื่อมากราบถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นในครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ก็ถูกส่งมาปฏิบัติอยู่กับท่านพระอาจารย์บุญ ที่พระพุทธบาทบัวบก หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย ก็เช่นเดียวกันกับหลวงปู่แหวน ท่านทั้งสองออกบวชเป็นพระในสังกัดฝ่ายมหานิกาย เป็นพระบ้าน จากนั้นออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม เมื่อได้เป็นพระป่าแล้ว ต่อมาได้ญัตติพร้อมกันเป็นพระในสังกัดฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ก็ได้ติดตามอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์บุญ ที่พระพุทธบาทบัวบก
หลวงปู่แหวน ท่านพูดถึงท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ ว่า
“ท่านพระอาจารย์บุญ ไม่ค่อยชอบหมู่มาก แม้อยู่กับหมู่ก็อยู่ปลีกตัวคนเดียวห่างออกไป ไม่ชอบคลุกคลีอยู่กับหมู่คณะ เป็นคนแข็งแรงเดินเร็ว ไปไวมาไว ท่านอาจารย์บุญให้เหตุให้ผลว่า การอยู่กับหมู่คณะมากองค์นั้นเป็นคณปลิโพธ พาให้กังวล พลุกพล่านกันอยู่ไม่สงบ มากเรื่องวุ่นวาย หากอยู่คนเดียวจะอยู่อย่างใด ก็เป็นความสบายได้ง่าย แม้การบิณฑบาตก็เพียงพอง่าย
การอบรมพระเณรหมู่คณะแม้มากน้อย ท่านก็อบรมแสดงธรรมชี้แจงอยู่ทุกวัน ประมาณชั่วโมงครึ่ง จากนั้นก็เลิกแยกย้ายไปปฏิบัติตามอัธยาศัย แต่ธรรมะของท่านอาจารย์บุญ แจ่มแจ้ง หนักแน่น ชวนปฏิบัติ ตัวท่านก็ทําให้ดู ทําอย่างท่านแสดง พูดอย่างท่านทํา”
ที่ภูพระบาทหอนางอุสาแห่งนี้ ภูมิเจ้าที่รังควานหลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“ท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ ท่านอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม ก็ว่าเก่งกล้าที่สุดแล้ว พากันไปธุดงค์ บางที่บางแห่งก็ยังสู้ภูตภูมิเทวดาต้องต่อสู้กันเป็นยก พวกภูมิเขาจึงยอมให้
การเดินธุดงค์แสวงหาสถานที่ปฏิบัติบําเพ็ญภาวนา เสาะหาที่อยู่ หากได้สถานที่เหมาะที่ควรแก่การภาวนา ไปอยู่บางที่ ภูมิเจ้าที่เขาหวงที่หวงถิ่นก็อยู่ลําบาก อยู่ไม่ได้ก็มี ท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ เคยเล่าให้ฟังว่า อยู่ภูพระบาทหอนางอุสา ภูมิเจ้าที่เขารังควานอยู่หลายวัน สุดท้ายก็ยอมให้อยู่ เพราะเห็นว่าพระธุดงค์หมู่นี้ไม่มีพิษไม่มีภัยใดๆ
ภูมิเทวดา รุกขเทวดา ผีป่าทั้งหลาย เขาก็เหมือนกับพวกเรานี้แหละ ความหวงแหน ความรัก ความชัง ความโลภ ความหลง ก็ยังมีอยู่บ้าง แต่เขาอยู่สบาย เพราะอยู่ด้วยอํานาจทิพย์อันเกิดแต่บุญกรรม แม้แต่สมัยพุทธกาล พระเถระ ๕๐๐ องค์ไปบําเพ็ญอยู่ในป่าก็พากันภาวนาอยู่ปฏิบัติจนซีดผอมเหลืองกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า องค์พระพุทธเจ้าแก้ไขให้กลับไปอยู่ที่เก่าเจริญเมตตาปฏิบัติธรรมให้ดี ปฏิบัติตนใหม่ ก็อยู่ไปได้จนที่สุด ได้สําเร็จหลุดพ้น
การอยู่ป่าภาวนาเสาะหาธรรม หากได้สถานที่เป็นมงคล เป็นสัปปายะ เราผู้ปฏิบัติธรรมก็ได้ผลหลายประการ แต่ต้องสํารวมรักษาอินทรีย์สิกขาบทน้อยใหญ่ต้องถี่ถ้วนหมด ให้ระมัดระวังในเรื่องพระวินัย ต้องประกอบความเพียรอย่างสมํ่าเสมอ จะเกียจคร้านนอนมากมิได้ ไม่ประมาทเพราะอันตรายมีอยู่รอบตัว บางฤดูก็หนาว บางที่ก็อับอากาศ กลางวันนี้โปร่งโล่ง พอตกกลางคืนอากาศอับเหม็นก็มี บางที่เราอยู่แล้วเป็นไข้ บางที่สัตว์ป่าก็ให้อันตราย เช่น ช้างป่า เสือ งูพวกเลื้อยคลานมารังควาน แต่พวกเราอยู่ในที่อันตรายเช่นนั้น ใจมันกลัวตาย สติมั่น มั่นคงตั้งใจอยู่ได้ง่าย มั่นอยู่ด้วย คือ สติละเอียด”
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ร่วมกับหลวงปู่ตื้อจาริกฝั่งซ้ายของแม่นํ้าโขง
เมื่อสมัยหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ยังหนุ่ม ท่านชอบเที่ยวธุดงค์จาริกไปตามสถานที่ต่างๆทั้งในประเทศและนอกประเทศเท่าที่จะสามารถเดินทางไปได้ สมัยก่อนการคมนาคมยังไม่สะดวกจะไปไหนมาไหนไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องรถ เรื่องเรือ ทางสะดวกมีอยู่ทางเดียว คือ เดินไปแล้วก็เดินกลับ ในเขตภาคอีสาน นอกจากอุบลราชธานีแล้ว หลวงปู่พํานักอยู่ที่อุดรธานีเป็นส่วนใหญ่
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ หลังออกพรรษา หลวงปู่มั่นท่านก็จากเสนาสนะป่าดงมะไฟ บ้านค้อ ออกเดินธุดงค์บําเพ็ญเพียรภาวนาตามป่าตามเขาในแถบอําเภอบ้านผือ อําเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี และอําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เมื่อหลวงปู่มั่นท่านธุดงค์จากไป หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ก็ไม่มีครูบาอาจารย์กรรมฐานคอยเมตตาสั่งสอนชี้แนะ ท่านทั้งสองจึงต้องดั้นด้นฝึกฝนปฏิบัติธรรมอยู่ตามป่าเขาตามลําพัง ด้วยตัวของท่านเอง
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระภิกษุหนุ่มหลวงปู่แหวนมีอายุ ๓๒ ปี ส่วนหลวงปู่ตื้อมีอายุ ๔๐ ปี ท่านทั้งสององค์ได้ปรึกษาหารือกันว่า
“หากวาสนาของเรายังมี ภายภาคหน้าไม่นาน เราคงจะได้พบกับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นสมใจหวังอีก เราอย่าได้เร่งรัดตัวเองให้มากนักเลย ควรจะธุดงค์ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ตายเสียก่อน จะต้องได้สดับฟังธรรมจากพระอาจารย์ใหญ่อย่างแน่นอน ในระหว่างนี้ เราควรจะจาริกธุดงค์ไปตามทางของเราก่อน บําเพ็ญเพียรสร้างบารมีกันไปตามแนวทางที่พระธุดงค์วางไว้ หาความรู้ด้านกรรมฐานจากป่าดงพงไพร ธรรมชาติรอบกายเรานี้แหละ เมื่อมีปัญหาธรรมอันใดที่เกินวิสัยสติปัญญา ก็เก็บเอาไว้คอยกราบเรียนถามท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น เมื่อมีโอกาส”
เมื่อปรึกษาตกลงกันได้เช่นนี้แล้ว หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ก็พากันจาริกธุดงค์ โดยออกเริ่มต้นเดินธุดงค์ไปทางฝั่งซ้ายของแม่นํ้าโขง ในประเทศลาว ๑๔ วัน ทางด้านอําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย พอข้ามแม่นํ้าโขงขึ้นไปฝั่งลาว แล้วเดินข้ามป่าข้ามเขาไปเรื่อยๆ ไปแล้วก็พบแต่ป่าทึบ ทางฝั่งลาวในสมัยนั้น ป่าเป็นป่าจริงๆ ส่วนมากเป็นป่าทึบ ป่าดงดิบ ต้นไม้ใหญ่ลําต้นสูง แต่ข้างล่างโปร่งพอเดินได้สะดวก ถ้าหมดป่าสูง บางแห่งก็เป็นป่ารกชัฏ ต้องเดินมุดป่าไปตามเส้นทางช้างไปเรื่อยๆ เมื่อถึงตอนเย็นก็หาสถานที่ที่เหมาะสม ซึ่งต้องไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก พอได้อาศัยบิณฑบาต เมื่อได้สถานที่แล้วก็ปักกลดพักค้างคืน ทําวัตรสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ตอนเช้าก็ออกเดินโคจรบิณฑบาตยังชีพ ฉันเช้าเสร็จก็ออกเดินธุดงค์ต่อไป เดินไปก็ทําความเพียรภาวนาไปในตัว
การเดินธุดงค์ในครั้งนี้ หลวงปู่ทั้งสองมีความตั้งใจจะเที่ยวธุดงค์ไปตามเมืองต่างๆ จนถึงสิบสองปันนา สิบสองจุไท ทางเหนือ แต่ทหารฝรั่งเศสไม่ยอมให้ไป ท่านจึงต้องไปพักที่วัดใต้เมืองหลวงพระบาง ระยะหนึ่ง แล้วก็กลับฝั่งไทย ในการเดินทางด้วยเท้านั้น ตลอดเส้นทางหลวงปู่ทั้งสองได้พบกับสัตว์ป่าจํานวนมากมาย ท่านอาศัยเดินมุดป่าตามรอยช้างไปเรื่อยๆ เพราะช้างป่า จะมีทางเดินประจําของพวกมัน ช้างป่าแต่ละโขลงมีจํานวนหลายสิบตัว ทางเดินของมันจึงเตียนราบพอที่ให้พระธุดงค์ได้อาศัยเดินทางไปได้โดยสะดวกสบายกว่าการบุกเข้าไปในป่าที่รกชัฏ
คืนแรกที่ข้ามไปฝั่งลาว หลวงปู่ทั้งสองได้เลือกเอาชายป่าแห่งหนึ่งเป็นที่กางกลดพักบําเพ็ญภาวนา วันรุ่งขึ้นก็ออกเดินธุดงค์ต่อไป จิตใจมุ่งมั่นในธรรมะอย่างแน่วแน่ ใจมีความร่าเริงสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่กลัวความลําบาก ไม่กลัวตาย ธรรมชาติในป่าล้วนให้ความเพลิดเพลิน มองไปทางไหน มีแต่ป่าเขาเขียวชอุ่ม ป่าไม้แน่นขนัด ล้วนเย็นตาเย็นใจ ฝากกายฝากใจไว้กับพระธรรม พร้อมที่จะพลีชีวิตเพื่อธรรมอย่างตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว ไม่กลัวตาย
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ มีจริตนิสัยคล้ายกัน คือ ยิ่งอดอาหารขบฉัน จิตก็ยิ่งสงบ เข้าสมาธิเร็วขึ้น มั่นคงขึ้น แม้จะเป็นการทรมานตน แต่ก็ไม่รู้สึกหิวโหย หรือกังวลใดๆ บางครั้งไม่ได้ฉันอาหารติดต่อกัน ๗ – ๘ วัน ก็มี จิตมีแต่ความเพลิดเพลิน ก้าวหน้าอาจหาญในธรรมภาวนา จะพิจารณาสิ่งใดก็แยบคาย ปัญญาก็ว่องไวกว้างขวาง
หรือแม้แต่ประสบภัยอันตราย เช่น ไปในที่ที่มีเสือ ด้วยความกลัวก็เร่งภาวนา เร่งบริกรรม พุทโธให้มากขึ้นจนลืมเรื่องเสือ จิตเข้าสู่สมาธิ พอจิตคลายตัวจากสมาธิก็ไม่พบเสือ และไม่ได้ยินเสียงร้องของมัน ทําให้เกิดความมั่นใจว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ช่วยให้พ้นจากเสือได้ เลยเกิดความรู้ ความเชื่อมั่นขึ้นมาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือพระรัตนตรัย คุ้มภัยอันตรายได้จริงๆ ก็บังเกิดความกล้าหาญ หายหวาดกลัวภัยอันตรายต่างๆ และเกิดปัญญาขึ้นมาว่า “ตัวเรานี้มีจริตนิสัยชอบในทางให้ความกลัวบังคับแท้ๆ จิตจึงจะได้สงบนิ่งเกิดความรอบรู้ จะพิจารณาอะไรต่อไปก็แยบคาย รู้เหตุรู้ผล และเห็นโทษของความกลัวเป็นเรื่องของกิเลสที่น่าละอาย และเห็นคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นเรื่องของธรรมที่พึงระลึกอย่างซาบซึ้งใจ”
เพื่อนสหธรรมิกที่ต่างอุปนิสัย
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้ร่วมเดินธุดงค์ไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง แต่ท่านทั้งสองก็ไม่ได้ไปด้วยกันโดยตลอด บางช่วงท่านก็แยกกันไป และบางโอกาสก็มาพักปักกลดด้วยกัน รวมทั้งบางโอกาสก็จําพรรษาร่วมกัน สหธรรมิกทั้งสององค์จัดเป็นคู่อรรถคู่ธรรมที่แปลกมาก กล่าวคือ ท่านทั้งสององค์มีอุปนิสัยภายนอกที่แตกต่างกันอย่างมาก แต่ก็ร่วมเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี
หลวงปู่แหวนมีอัธยาศัยคล้ายพระปัจเจกพุทธะ ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีให้กับศาสนทายาททั้งหลาย ท่านวางองค์สมถะสมสมณสารูป ส่วนหลวงปู่ตื้อนั้น ท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิ คู่สหธรรมิกทั้งสองคล้ายคลึงกับคู่ของพระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเคยปรารถนาพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ค่อยเทศน์สั่งสอน เทศน์คําสองคํา ท่านก็ลงธรรมาสน์เลย ส่วนหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิ ท่านเทศนาว่าการเป็นเลิศ เทศน์นานหลายๆ ชั่วโมง
หลวงปู่ตื้อ ท่านเป็นพระที่ชอบพูด ชอบเทศน์ มีปฏิปทาผาดโผน พูดเสียงดัง โผงผางตรงไปตรงมา ใช้คําหยาบ ท่าทางเป็นนักเลง ชนิดที่ไม่กลัวเกรงใคร ท่านพูดเก่งมาก ช่างพูดช่างคุย มีอะไรดีๆ ท่านก็นํามาบอกมาเล่าตลอดโดยไม่เคยปิดบัง และไม่เคยคิดรังเกียจที่จะสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาเลย
หลวงปู่แหวน ท่านกลับเป็นพระที่พูดน้อย แต่เมตตามาก มีปฏิปทาไม่โลดโผน นุ่มนวล เรียบร้อย พูดเสียงเบา ปรกติท่านชอบอยู่เงียบๆ องค์เดียว สมัยนั้นท่านไม่ค่อยสนทนากับญาติโยม ท่านไม่พูดอะไรเลยสักคําเดียว ไม่ถามไม่ตอบ ไม่ถามไม่พูดอะไรเลย และท่านก็ไม่ชอบเทศน์ มีแต่ให้ข้อคิดคติธรรมสั้นๆ
หลวงปู่ตื้อ ท่านเป็นพระที่พูดจริงทําจริง ท่านยอมเอาชีวิตของท่านสละออกบําเพ็ญภาวนาเพื่อหาทางพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ไม่ใช่ออกภาวนาเพื่อหาทางเอาใจญาติโยม ท่านไม่เคยเอาใจใครถ้าใครทําผิด ท่านแย้งแบบฝ่ายค้าน หัวชนดังกึกเลย ไม่ยอมท้อ ไม่หวั่นเกรงอะไรเลย แต่ถ้าผิดจากหลักธรรมหลักวินัย ท่านไม่เอาด้วยเลย ท่านมีปัญญาพิจารณา ถ้าไม่ควร ท่านก็ไม่พูด ไม่ยุ่งเกี่ยวท่านออกป่า เอาบาตรคล้องคอ มือซ้ายหิ้วกานํ้า มือขวาคว้ากลด ออกแน่วเข้าป่าไปเลย ใจท่านประดุจพญาเสือโคร่ง
หลวงปู่แหวนก็เหมือนกัน ท่านยอมเอาชีวิตของท่านสละออกบําเพ็ญภาวนาเพื่อหาทางพ้นทุกข์เช่นเดียวกับหลวงปู่ตื้อ ท่านไม่ชอบยุ่งกับคน เข้าป่าเงียบ ใจท่านประดุจพญาราชสีห์
สําหรับปฏิปทาในการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ท่านทั้งสองดําเนินตามรอยปฏิปทาของหลวงปู่มั่นตามที่ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างเคร่งครัด สมกับเป็นพระศิษย์ผู้ที่จะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมของวงพระธุดงคกรรมฐาน ต่างจึงมีอุปนิสัยเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เข้มข้นเผ็ดร้อน เอาจริงเอาจัง ยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อให้ได้ธรรมมาครองใจ แม้ชีวิตท่านก็ยอมสละได้ เช่นเดียวกับหลวงปู่มั่น
องค์หนึ่งชอบพูด ท่านพูดไม่หยุด คือ หลวงปู่ตื้อ อีกองค์หนึ่งไม่ชอบพูด เงียบสนิท คือ หลวงปู่แหวน แต่การปฏิบัติธรรมที่ลํ้าลึกของหลวงปู่ทั้งสองนั้น ใครไม่อาจล่วงรู้ได้ นอกจากตัวของท่านเอง แม้หลวงปู่ทั้งสององค์ ท่านมีอุปนิสัยภายนอกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ภายในจิตใจต่างมีเป้าหมายสูงสุดเดียวกัน คือ วิมุตติธรรม หรือ ความหลุดพ้นจากทุกข์ ท่านจึงร่วมเดินธุดงค์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกัน พึ่งเป็นพึ่งตายกัน และช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี จัดเป็นคู่สหธรรมิกต่างวัยที่มีความสนิทสนมใกล้ชิดกันมากที่สุด นับเป็นเพื่อนตายสหายทางธรรม แม้ในภายหลัง เมื่อหลวงปู่มั่นได้เดินทางกลับไปภาคอีสานแล้ว หลวงปู่ทั้งสององค์ก็ยังพํานักอยู่ทางภาคเหนือต่อไป จนเข้าสู่วัยชราภาพ โดยหลวงปู่แหวนท่านพํานักอยู่ที่วัดป่าอรัญญวิเวก หรือวัดป่าบ้านปง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ส่วนหลวงปู่ตื้อท่านพํานักอยู่ที่วัดป่าอาจารย์ตื้อ สถานที่ที่องค์ท่านทั้งสองพํานักอยู่ก็ไม่ห่างไกลกัน พอไปมาหาสู่และถามไถ่ถึงกันได้ตลอด
จวบจนบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่ตื้อ ญาติโยมทางนครพนม จึงได้พากันกราบอาราธนานิมนต์ขอให้ท่านกลับไปจําพรรษาที่วัดป่าอรัญญวิเวก บ้านข่า อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน และ หลวงปู่ตื้อท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพ ณ ที่วัดแห่งนี้ ส่วนหลวงปู่แหวน ท่านยังคงจําพรรษาอยู่ทางภาคเหนือต่อไป โดยได้ย้ายไปพักจําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ เป็นแห่งสุดท้ายและท่านอยู่เรื่อยมาจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
หมายเหตุ – พวกภูตผีปีศาจกลัวหลวงปู่ตื้อ พวกงูและสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ กลัวหลวงปู่แหวนส่วนเรื่องอาหารการขบฉัน หลวงปู่ตื้อท่านไม่ชอบฉันกล้วย แต่หลวงปู่แหวนท่านชอบฉันกล้วยหลวงปู่ทั้งสององค์ท่านจึงไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี
ชาวป่าถวายอาหารยามวิกาล
การจาริกฝั่งซ้ายแม่นํ้าโขงทางฝั่งประเทศลาวในครั้งนี้ หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ร่วมเดินเท้าธุดงค์ไปตลอดทั้งวัน พอพลบคํ่าที่ไหนก็เลือกอาศัยพักปักกลดในป่าใกล้หมู่บ้าน พอได้อาศัยโคจรบิณฑบาตในตอนเช้า พอเดินไปได้สามวันจึงข้ามแม่นํ้ากง แม่นํ้านี้บางแห่งไหลผ่านที่ราบ ชาวบ้านใช้เป็นที่เพาะปลูกและทําไร่ทํานา
วันหนึ่งหลวงปู่ทั้งสององค์เดินไปพบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านชาวป่าเผ่าหนึ่ง ท่านพบในระหว่างทาง ตอนใกล้พระอาทิตย์ตกดิน จึงจัดการหาที่พักปักกลดเพื่อปฏิบัติภาวนาและค้างคืน พอกางกลดเสร็จ นั่งพักยังไม่ทันหายเหนื่อย ก็เห็นพวกชาวบ้านเป็นผู้หญิงล้วน เดินมาเป็นแถวสิบกว่าคน แต่ละคนมีขันข้าว กระติ๊บข้าว แสดงท่าทางจะเอามาถวายอาหารพระด้วยความศรัทธา เมื่อมาถึงก็วางขัน วางกระติ๊บข้าวลงตรงหน้าพระแล้วต่างก็พูดว่า “งอจ้าวเหนียว งอจ้าวเหนียว”
ชาวป่าเหล่านั้นไม่ทราบว่าพระวินัยบัญญัติ พระภิกษุรับอาหารยามวิกาล คือ หลังเที่ยงวันไปแล้วไม่ได้ แต่พวกเขามีศรัทธา ร้องบอกท่านทั้งสองว่า “งอจ้าวเหนียว งอจ้าวเหนียว”
หลวงปู่ทั้งสองพอจะเข้าใจเจตนาของพวกเขาว่าเอาข้าวมาถวาย แต่นอกจากนั้นไม่ทราบว่าพวกเธอพูดว่าอะไร จึงแสดงท่าทางให้รู้ว่า ไม่รู้คํากัน ให้ไปบอกพวกผู้ชายมาพูดกัน พวกหล่อนเข้าใจจึงพากันกลับ สักครู่ก็มีพวกผู้ชายมากันหลายคน พวกเขาพูดว่า “นิมนต์เจ้าบุ๊นฉันข้าวก่อน ท่านเดินทางมาไกลคงหิว นิมนต์ฉันให้อิ่มเสียก่อน”
หลวงปู่ตื้อ บอกพวกเขาว่า “ไม่เป็นไรหรอก เอาข้าวกลับไปก่อน ขอเฉพาะนํ้าร้อนก็พอ พรุ่งนี้เช้าค่อยเอาข้าวมาใหม่”
หลวงปู่ตื้อ บอกว่า “พวกเขาก็เข้าใจ และทําตามคําที่เราบอก ชาวบ้านเหล่านี้ ไม่รู้ว่าเป็นเผ่าไหน เวลาเขาพูดกัน เราฟังภาษาเขาไม่รู้เรื่อง ที่พวกผู้ชายพูดกับพวกเราพอเข้าใจ เพราะพวกผู้ชายเป็นพวกที่มีการสังคม ติดต่อกับคนภายนอกหลายเผ่า หลายภาษา ส่วนพวกผู้หญิงจะอยู่เฉพาะในหมู่บ้าน จึงพูดได้เฉพาะภาษาของตนเอง”
พอรุ่งเช้า หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ได้เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ต้องทําการบิณฑบาตด้วยวิธีโบราณ คือ ไปหยุดยืนอยู่หน้าบ้าน ทําเป็นกระแอมไอเพื่อส่งเสียงให้เจ้าของบ้านได้ยินเสียง แล้วจะโผล่หน้าออกมาดู พวกเขาไม่เข้าใจ ถ้าเขารู้ก็จะพากันเอาข้าวมาใส่บาตร ก็ต้องทําท่าทางบอกให้พวกเขารู้ ก็ทํานิ้วชี้ลงที่บาตรจึงพอได้ข้าวมาฉัน พวกคนป่าเผ่านั้นคงไม่เคยรู้จักพระมาก่อน จึงไม่รู้ธรรมเนียมพระ และไม่รู้วิธีอุปถัมภ์พระ
สามเณรเชือดไก่แล้วย่างมาถวาย
เมื่อหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ฉันข้าวเสร็จแล้ว ท่านทั้งสองก็ออกเดินทางธุดงค์ต่อไป พอถึงตอนเย็นก็ไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งพอดี ที่นี่มีวัดประจําหมู่บ้าน แต่ไม่มีพระอยู่จําวัด มีแต่สามเณรอยู่รักษาวัดเพียงรูปเดียว สามเณรแสดงความดีอกดีใจที่นานๆ จะมีพระธุดงค์มาเยือนวัดจึงให้การต้อนรับขับสู้อย่างกระตือรือร้น จัดนํ้าใช้นํ้าฉันมาถวาย เตรียมที่นอนให้ และนิมนต์ให้ท่านทั้งสองพักอยู่ด้วย เห็นสามเณรมีอัธยาศัยดี ทั้งสององค์จึงตกลงพักที่วัดนั้นตามคํานิมนต์ของสามเณรองค์นั้น
เมื่อจัดการต้อนรับเรียบร้อยแล้ว สามเณรก็หายไปทางหลังกุฏิ แล้วได้ยินเสียงไก่ร้อง ตีปีกดังพับๆ แล้วเงียบหายไป อีกสักพักก็ได้กลิ่นไก่ย่างโชยมา สามเณรขาดครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอน จึงได้ล่วงละเมิดศีลของตน โดยกระทําปาณาติบาต เชือดไก่แล้วย่างมาถวายท่านทั้งสอง เพราะในสมัยก่อนนั้นทางฝั่งประเทศลาว พระบ้านท่านก็ไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ท่านฉันข้าวเย็นกัน แม้ทางฝั่งประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน พระบ้านฝ่ายมหานิกายท่านก็ไม่เคร่งครัด แอบฉันข้าวเย็นกันให้เห็นอยู่เนืองๆ
หลวงปู่แหวนบอกว่า ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร สามเณรหายไปร่วมชั่วโมงก็กลับมาพร้อมกับถาดมีข้าวเหนียวควันกรุ่นๆ กับไก่ย่างร้อนๆ ดูยั่วนํ้าลายน่ากิน มาวางลงตรงหน้า
สามเณรยกถาดอาหารเข้าประเคน พร้อมกับพูดขึ้นว่า “นิมนต์ครูบาฉันข้าวก่อน เดินทางมาเหนื่อย วันนี้ผมย่างไก่มาอย่างดี นิมนต์ฉันให้อิ่ม”
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านเป็นพระป่ารักษาพระธรรมวินัย และถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด ในการฉันอาหาร ท่านถือ เอกาสนิกังคะ คือ ฉันมื้อเดียว หลวงปู่แหวนท่านจึงบอกสามเณรไปว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกเณร เอากลับไปเถอะ วันนี้หมดเวลาฉันแล้ว ตอนเย็นฉันนํ้าร้อนก็พอแล้ว”
สามเณรก็มายกถาดอาหารกลับไป หลวงปู่แหวน เล่าอย่างยิ้มๆ ว่า “เณรแกจะเอาไปบังสุกุลหรืออย่างไร ก็ไม่ได้สนใจ”
พอรุ่งขึ้นเช้า เมื่อบิณฑบาตฉันอาหารเสร็จแล้ว หลวงปู่ทั้งสององค์ก็ลาสามเณร แล้วออกเดินทางกันต่อไป
เณรภาวนาจิตสงบเห็นแม่ตกนรก
ในระหว่างที่หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ เดินธุดงค์ไปเมืองหลวงพระบาง หลวงปู่ทั้งสองได้โปรดสามเณรองค์หนึ่ง โดยท่านพระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม เล่าเรื่องเณรภาวนาจิตสงบแล้วเห็นแม่ตกนรก ไว้ดังนี้
“แล้วก็ไปอีก ไปๆ แล้วสงสัยจะแตกฝูง (แยกหมู่) ปีไหนก็ไม่รู้ หลวงปู่ตื้อก็มากับหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อมากับหลวงปู่แหวน ก็มาได้เณรน้อยตนหนึ่ง เณร พ่อก็ตาย แม่ก็ตาย บวชแล้วก็มาภาวนาอยู่ด้วย
มาหัดนั่งภาวนา “เณรภาวนาพุทโธๆ ดีๆ เน้อ” ตั้งใจดี นั่งภาวนานิ่ง เณรน้อยคนนั้น ร้องไห้ ออกภาวนาร้องไห้ “เณรทําไมร้องไห้?”
“นั่งภาวนาแล้วโน้น จิตสงบลงไป ไปเห็นแม่ตกนรก สงสารแม่มากก็เลยร้องไห้”
คือแม่น่ะเป็นแม่ค้า เป็นแม่ค้านั่นก็แสดงว่าโกงชั่งนํ้าหนัก โกงชั่งนํ้าหนัก ของหนักว่าเป็นของเบา ของเบาว่าเป็นของหนัก โกงเขามากเกินไป อันนี้ก็ เณรก็อายุมากพอสมควรอยู่ ผลสุดท้ายมันก็เลยไปตกนรก
“เฮ้อ ! เณร นั่นเป็นกรรมของโยมแม่ของเณรน่ะ ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ คําว่าบาปคําว่ากรรมบางอย่าง ใครก็ช่วยเหลือใครไม่ได้ ให้ตั้งใจ”
เณรองค์นั้นก็ภาวนาไป โฮ้ ! บางคืนไม่ได้นอน มีเทพบุตรเทพยดา พระเจ้าพระสงฆ์มาสนทนาธรรมะบ้าง เทศน์ให้ฟังบ้าง
“ให้เณรตั้งสัจจะอย่างนี้ ในช่วงนี้ข้าพเจ้าเป็นเณร อยากเจริญเมตตาภาวนา ถ้าหากว่าไม่ขัดข้องมาก ก็ขออย่าให้มาหาบ่อย มันจะไม่มีเวลาสงบจิตสงบใจ มันจะมีแต่เวลาสาธก คุยกันอยู่บ่อยๆ” เทวดาก็เลยไม่ค่อยมา
ไปถึงหลวงพระบาง ธาตุพูคูน ก็เลยเณรองค์นั้นก็อายุยังไม่มาก เดินทางมากเท้าบวมคุยถูกกันกับหลวงปู่ วัดพูคูน หลวงปู่ก็เลยมาขอเณร เณรก็ “โอ๊ย ! ผมเดินกับครูบาไม่ไหวแล้วผมจะขออยู่กับหลวงปู่” ก็เลยอยู่เมืองหลวงพระบาง”
ธุดงค์ต่อไม่ได้ จึงกลับฝั่งไทย
หลวงปู่แหวน บอกว่าภูมิประเทศทางฝั่งซ้ายแม่นํ้าโขง ซึ่งเป็นเขตของประเทศลาวนั้น เป็นที่ร่มรื่น มีป่าและภูเขามาก สัตว์ป่ามีชุกชุม พวกมันไม่กลัวคน เวลาหลวงปู่เดินทางผ่านไป พวกมันต่างก็หากินตามปรกติ เหมือนไม่มีใครแปลกปลอมผ่านมา พวกมันไม่เห็นตกอกตกใจหรือแสดงท่าระแวดระวังภัยแต่อย่างไร เวลาเช้าจะได้ยินเสียงพวกลิง ค่าง ชะนี ร้องเสียงระงมอยู่ทั่วไป
หลวงปู่ทั้งสองเดินทางขึ้นไปทางเหนือของประเทศลาว เมืองต่างๆ บนเส้นทางนั้นล้วนแต่เป็นเมืองเล็กเมืองน้อยทั้งนั้น มีเมืองหลวงพระบางเท่านั้นที่เป็นเมืองใหญ่ จึงตกลงใจจะเข้าไปเมืองหลวงพระบางเสียก่อน เพราะเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง และมีสถานที่เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ต่อจากนั้นจึงค่อยเดินทางต่อไปสิบสองปันนา สิบสองจุไท
เมื่อถึงเมืองหลวงพระบาง หลวงปู่ทั้งสองไปพักที่วัดใต้ เป็นหนึ่งในสามวัดในเมืองหลวงพระบาง ซึ่งมีด้วยกัน ๓ วัด คือ วัดเหนือ วัดพระบาง และวัดใต้ วัดพระบางเป็นวัดสําคัญและเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง เป็นที่ประดิษฐานของพระบาง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจําเมือง
ในเมืองมีผู้คนไม่มากนัก ไม่มีโจรผู้ร้าย เมืองอยู่ในหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบ มีที่ราบพอได้อาศัยปลูกข้าวและทําการเกษตร พอเลี้ยงพลเมืองได้ ประชาชนทั่วไปมีอัธยาศัยดี ใจบุญสุนทานและดูเคร่งครัดต่อศาสนาพอสมควร ทํามาหาเลี้ยงชีพด้วยการทํานาและหาของป่า การค้าขายก็พอมีบ้าง แต่ไม่มากนัก การเพาะปลูกพืชผลอย่างอื่นก็พอมีบ้าง แต่ไม่มาก เพราะมีพื้นที่ราบจํากัดภูมิประเทศถูกล้อมรอบด้วยภูเขา
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ พักอยู่ในเมืองหลวงพระบางพอสมควรแล้วก็ออกเดินธุดงค์ต่อไปทางสิบสองปันนา สิบสองจุไท แต่ไปพบด่านทหารฝรั่งเศส พวกทหารฝรั่งเศสถามหลวงปู่ทั้งสองว่าจะไปไหนและมาจากไหน หลวงปู่บอกเขาว่าจะไปสิบสองปันนา สิบสองจุไท และเดินทางมาจากประเทศสยาม พอรู้ว่ามาจากประเทศสยาม จึงไม่ให้ท่านเดินทางต่อไป ท่านจึงต้องเดินทางกลับลงมาที่เมืองหลวงพระบางอีกครั้ง พักอยู่เมืองหลวงพระบางสองสามวัน ท่านจึงตกลงกันเดินทางกลับเมืองไทย โดยเดินทางลัดป่าเขามาตามทางเดิน ผ่านเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองเลน เมืองโป เมืองแมด เมืองกาสี
ในระหว่างนั้น มีข่าวว่าเจ้ามหาชีวิตของลาวจะเสด็จฯ ไปยังเมืองเวียงจันทน์ ทางการจึงได้เกณฑ์ราษฎรมาแผ้วถางทางผ่านเมืองต่างๆ ดังกล่าว การเดินทางกลับของหลวงปู่ทั้งสองจึงได้อาศัยเส้นทางนี้เดินทางไปยังเมืองเวียงจันทน์ เมื่อถึงเมืองเวียงจันทน์ ก็เดินเลียบฝั่งโขงล่องลงมา และขึ้นฝั่งไทยตรงอําเภอท่าลี่ จังหวัดเลย การจาริกไปทางฝั่งซ้ายแม่นํ้าโขงของหลวงปู่ทั้งสององค์ในคราวนั้น ใช้เวลาเดินทางทั้งไปและกลับเป็นเวลาทั้งสิ้น ๑๔ วัน
เมื่อหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ กลับเข้าประเทศไทย ทางอําเภอท่าลี่ จังหวัดเลย แล้ว หลวงปู่แหวนท่านได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า จะไม่กลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ไม่กลับไปเยี่ยมครอบครัวญาติพี่น้อง เพื่อรักษาสัจจะที่ตั้งไว้ และเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมมุ่งต่อความหลุดพ้นเป็นประการสําคัญ ท่านก็ได้กระทําเช่นนั้นจริงๆ ท่านจึงไม่ได้แวะกลับไปวัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่ง
หลวงปู่ทั้งสองได้พักภาวนาอยู่ตามป่าตามเขาในแถบบริเวณอําเภอท่าลี่ จังหวัดเลย นั่นเองนอกจากการบําเพ็ญเพียรภาวนาแล้ว ยังเป็นการพักผ่อนร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางไกลธุดงค์จาริกไปทางฝั่งประเทศลาว
ในเขตอําเภอท่าลี่ มีป่าและภูเขามากมาย นับเป็นสถานที่สัปปายะแห่งหนึ่งที่มีภูมิประเทศเหมาะแก่การบําเพ็ญภาวนา แม้แต่ในปัจจุบัน อําเภอต่างๆ ของจังหวัดเลย ภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาที่เรียงรายสูงๆ ตํ่าๆ สลับซับซ้อน ป่าไม้ยังมีมากมาย แม่นํ้าลําธารก็มีหลายสาย แถมยังมีความวิเวกห่างไกลผู้คน นอกจากเหมาะสําหรับไปท่องเที่ยวพักผ่อนแล้ว ยังน่าไปบําเพ็ญภาวนาเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ แสวงวิเวกภาวนาตามบริเวณป่าเขาในแถบอําเภอท่าลี่พอสมควร ร่างกายหายจากอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้ว ท่านก็ตกลงกันว่าจะแสวงความวิเวกไปทางภาคเหนือต่อไป ทางภาคเหนือเป็นสถานที่ที่ทั้งสององค์ยังไม่เคยไปมาก่อนจึงตกลงเดินทางมุ่งสู่ภาคเหนือทันที
ภาค ๖ จาริกไปภาคเหนือ – กลับมาศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่น
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๒ – ๒๔๖๓ จาริกสู่ภาคเหนือ
ในสมัยที่หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ยังเป็นพระหนุ่มออกจาริกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขา การคมนาคมถนนหนทางในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ และสมัยนั้นทางภาคอีสานยังไม่มีรถยนต์ยานพาหนะ พาหนะที่ดีที่สุด ก็คือ สองขาปลีแข้งของเรานี้เอง การเดินธุดงค์ของหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ในการจาริกจากอําเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ไปยังภาคเหนือ ดังนี้
หลังจากพักหายเหนื่อยแล้ว หลวงปู่แหวนจึงปรึกษากับหลวงปู่ตื้อ มุ่งเดินธุดงค์ไปทางภาคเหนือ เดินไปคํ่าไหนก็นอนที่นั่น และไม่มีลูกศิษย์เล็กให้เป็นห่วง หลวงปู่ทั้งสองท่านออกจากอําเภอท่าลี่ จังหวัดเลย ไปออกอําเภอด่านซ้าย ข้ามป่าเข้าไปอําเภอนํ้าปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ผ่านเขตอําเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ไปถึงอําเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วตัดไปอําเภอนาน้อย จังหวัดแพร่ ผ่านหมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้า แล้วลงมาพักกับหมู่บ้านคนเมืองตามคํานิมนต์พักอยู่ ๒ วัน จากนั้นจึงเดินธุดงค์ต่อไปอําเภอสูงเม่น อําเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ เดินธุดงค์ไปตามทางรถไฟไปอีก ๔ วัน หลังจากนั้นต้องเดินธุดงค์ข้ามเขาไปอีก ขณะที่เดินธุดงค์ข้ามเขาไปนั้น ระหว่างทางพบกับพวกจีนฮ่อ และได้เดินธุดงค์ต่อไปจนถึงจังหวัดลําปาง จากนั้นท่านทั้งสองจึงแยกกัน โดยหลวงปู่แหวนเดินธุดงค์ไปยังจังหวัดเชียงใหม่แต่เพียงองค์เดียว หลวงปู่ตื้อแยกตัวเดินธุดงค์ไปพักที่อําเภอเถิน หลวงปู่แหวนเมื่อไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ ท่านก็ไปบําเพ็ญภาวนาและเที่ยวดูภูมิประเทศโดยรอบ ทั้งบนดอยสุเทพและตามสถานที่ต่างๆ แล้วจึงเดินทางกลับลงมาพบหลวงปู่ตื้อที่จังหวัดลําปาง
การเดินธุดงค์ของหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ จาริกขึ้นภาคเหนือ ระยะทางทั้งยาวไกลและแสนทุรกันดาร การธุดงค์จึงเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส หลวงปู่ทั้งสองต้องมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวเข้มแข็งและต้องมีความทรหดอดทนเป็นเลิศ เพราะภูมิประเทศเป็นป่าเขาเกือบทั้งสิ้น ต้องปีนขึ้นเขาลงเขาลูกแล้วลูกเล่า ขึ้นๆ ลงๆ อยู่อย่างนั้น ไม่สะดวกสบายเหมือนเดินธุดงค์ตามที่ราบ โดยเฉพาะระหว่างเมืองเลยต่ออําเภอนครไทย ค่อนข้างเหน็ดเหนื่อยมาก การเดินทางก็เดินได้เฉพาะกลางวันเท่านั้น พอเย็นลงต้องหาที่พัก เพราะสัตว์ป่าสัตว์ร้าย เช่น ช้าง เสือ ชุกชุมมาก ชาวบ้านก็กลัวกันมาก ไม่กล้าเดินคนเดียว แม้สองสามคนก็ไม่กล้าเดิน เพราะกลัวภัยอันตรายจากพวกสัตว์ป่าสัตว์ร้ายเหล่านั้น
ตามเส้นทางธุดงค์ไปภาคเหนือ มีหมู่บ้านเป็นแห่งๆ ตามที่ราบเชิงเขา บางแห่งก็มีหมู่บ้านชาวเขาตั้งอยู่ พอได้อาศัยโคจรบิณฑบาตยังชีพ บางแห่งมีที่พัก ซึ่งชาวบ้านเขาจะสร้างไว้กลางทาง สําหรับผู้เดินทางจะได้อาศัยพักผ่อนหลับนอนในเวลากลางคืน ส่วนนํ้าใช้ก็ต้องอาศัยล้างบาตรซักผ้าสบงจีวร สรงนํ้าจากแหล่งนํ้าธรรมชาติตามแม่นํ้า ลําธาร ห้วย คลอง หนอง บึง สําหรับนํ้าฉันก็ใช้ธมกรกกรองนํ้าใส่กระบอกไว้ฉัน ที่พักค้างคืนก็อาศัยแขวนมุ้งกลดตามใต้ร่มไม้ โดยหาใบไม้มาปูรองนอน สถานที่ก็ปัดกวาดพอได้เดินจงกรม เช้าก็ออกโคจรบิณฑบาต สถานที่ไหนซึ่งเห็นว่าร่มรื่นสัปปายะเหมาะแก่การบําเพ็ญภาวนาก็พักค้างอยู่กันหลายคืน สถานที่ไหนไม่เหมาะก็พักค้างคืนเดียวก็ออกธุดงค์เดินทางต่อไป
ชีวิตพระธุดงคกรรมฐาน ผู้เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสมุ่งต่ออรรถต่อธรรม ตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา ทุกข์ยากลําบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ยอมสละชีวิตเพื่อแลกธรรม เป็นชีวิตที่มีคุณค่าเลอเลิศมาก หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านได้ใช้ชีวิตเช่นนี้ตั้งแต่วัยหนุ่มจวบจนวัยชราภาพ นับเป็นคติธรรมอันงดงามลํ้าค่าคู่ควรเป็นแบบอย่างให้พระธุดงคกรรมฐานในรุ่นต่อมาได้เป็นอย่างดี
ขอบิณฑบาตข้าวจากชาวเขาเผ่าเย้า
บันทึกการเดินทางของหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ มีต่อไปว่า
“วันหนึ่ง ขณะเดินทางมาด้วยความอ่อนเพลียกลางป่าเขา เพราะยังไม่ได้ฉันข้าว ขณะที่เดินทางมานั้นเผอิญไปพบเอาหมู่บ้านชาวเย้าเข้าแห่งหนึ่ง จึงเข้าไปบิณฑบาต เดินไปไม่พบใครเลย เนื่องจากออกไปทําไร่หมด จวนจะเป็นบ้านสุดท้ายอยู่แล้ว พอดีมีชายคนหนึ่งโผล่ออกมาจากบ้าน จึงพูดกับเขาว่า “สหาย เรายังไม่ได้กินข้าว ขอข้าวเรากินบ้าง”
เย้าคนนั้นตอบว่า “ข้าวเฮา (เรา) มีน้อย เฮาบ่หื้อ (ให้) เฮาเอาไว้กิ๋น (กิน) เอาไว้ขายข้าวสุกเฮาก็มี เฮาบ่หื้อ เฮาเอาไว้กิ๋น ข้าวสารเฮาก็มี เฮาเอาไว้ขาย เฮาบ่หื้อ”
เขาพูดออกมาจากใจจริงของเขาตรงๆ ตามภาษาซื่อๆ ของเขา พวกเหล่านี้ไม่มีมารยาสาไถยอะไร พวกเขามีความในใจอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น เขาไม่คิดว่ามันจะไปกระทบใจใคร หรือจะไปทําความไม่พอใจให้ใคร แม้จะไปทําความผิดหวังให้ใคร เขาก็ไม่คิด เพราะความซื่อของเขา
เย้าคนนั้น นอกจากแกจะพูดว่า “เฮาบ่หื้อ” แล้ว ตาของแกยังจ้องมองไปที่บาตรของพระที่ยังว่างเปล่านั้นอีก แล้วแกก็พูดขึ้นว่า “หม้อนั้น ขายหื้อ (ให้) เฮา เฮาเอาไว้ต้มข้าว”
เมื่อถูกชายชาวเย้าพูดขอซื้อบาตรเช่นนั้น ทําให้เกือบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ทําเอาลืมหิวข้าวไปชั่วขณะหนึ่ง จึงบอกกับแกว่า “ไม่ได้ เราขายให้ไม่ได้ เมื่อไปถึงบ้านถึงเมือง เราใช้บาตรนี้แหละใส่ข้าว
เมื่อหลวงปู่เห็นว่าการบิณฑบาตครั้งนั้นไม่มีหวังแล้ว จึงเดินทางต่อไป ระหว่างทางได้พบหญิงชาวเย้าผู้หนึ่ง จึงออกปากขอบิณฑบาตข้าวอีก คราวนี้ไม่ต้องบิณฑบาต แต่พูดขอเอาทีเดียวว่า “สหาย เต็มทีแล้ว เรายังไม่กินข้าว เอาข้าวให้เรากินบ้าง”
หญิงชาวเย้าตอบว่า “คอยเฮากําเน้อ” แล้วรีบเดินเข้าไปในบ้านครู่หนึ่ง เดินถือขันข้าวออกมา พร้อมกับพูดว่า “ข้าวมีม๊อกอี้” แล้วก็เทข้าวใส่ในบาตรจนหมดขัน
เมื่อได้ข้าวจากหญิงที่มีใจอารีแล้ว จึงหาที่เหมาะเพื่อฉันข้าวต่อไป การฉันข้าววันนั้นก็ไม่มีพิธีรีตองอะไร เพียงเอานํ้าเทใส่ข้าว แล้วก็ฉันเท่านั้น เพราะไม่มีกับอย่างอื่น
ข้าวชาวเขานั้นเป็นข้าวไร่ เขามีวิธีหุงพิเศษ เมื่อหุงสุกแล้วมีกลิ่นหอม รสหวาน นิ่มดีแม้พวกชาวเขาเอง เวลากินข้าวก็ไม่มีอะไรมาก มีพริกมีเกลือก็กินกับพริกกับเกลือไป ถ้าไม่มีก็กินกับนํ้า ถ้าวันไหนได้เนื้อมา ก็เอามาย่างไฟแล้วกินกับข้าวอย่างเอร็ดอร่อย จะต้มจะแกงเหมือนพวกเรานั้นทําไม่เป็น พวกนี้อยู่ง่ายกินง่ายตามเผ่าของพวกเขา เผ่าไหนสูบฝิ่น หลังอาหารก็มีการสูบฝิ่น แถมนอนสูบกันอย่างสบายอารมณ์”
พบพระชาวเหนือผู้มีเมตตาจิต
หลังจากฉันข้าวที่หญิงชาวเย้าถวายแล้ว หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ก็ออกเดินทางต่อไป บันทึกกล่าวต่อไปว่า
เมื่อฉันเสร็จแล้วจึงออกเดินทาง จากหมู่บ้านชาวเย้ามาถึงพื้นที่ราบ เป็นหมู่บ้านของคนเมือง เดินไปพบกับพระองค์หนึ่ง ถามถึงทางที่จะไปข้างหน้า ว่ายังอีกไกลเท่าไร
ท่านตอบว่า “ผากข้าวตอน”
ก็ไม่เข้าใจภาษาของท่าน แต่เพราะความมีเมตตาจิตของท่าน ท่านจึงชวนพักอยู่กับท่านก่อน เมื่อหายเหนื่อยแล้วค่อยเดินทางต่อไป
พระท่านพูดว่า “นิมนต์พักอยู่กับผมก่อน ผมจะไม่ให้เดือดร้อนอันใด ข้าวนํ้าโภชนาหารก็ดี เสนาสนะที่นั่งอันใดก็ดี ผมจะจัดการทั้งหมด เป็นธุระของผมเอง”
พระท่านยังบอกอีกว่า “ผมเคยไปเที่ยวทางใต้มา เขาต้อนรับผมอย่างดี ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักธรรมเนียม แต่เดี๋ยวนี้ผมรู้แล้ว นิมนต์พักให้สบายก่อน มีกําลังแล้วค่อยเดินทางต่อไป”
หลวงปู่ทั้งสองจึงตกลงพักฉลองศรัทธาความปรารถนาดีของพระองค์นั้น ๓ วัน เมื่อพักมีกําลังแล้ว อําลาท่านผู้มีใจอารีเดินทางต่อไป รุ่งเช้าพอฉันเสร็จจึงออกเดินทาง เวลาประมาณเพล จึงถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งที่ต้องการไป จึงรู้เอาคําว่า “ผากข้าวตอน” ก็คือ ระยะทางเดินไปกินข้าวกลางวันข้างหน้าทัน เพราะระยะทางจากวัดที่พัก ถึงหมู่บ้านนี้ เดินไปกินข้าวข้างหน้าได้
ผีอยากได้พระอาจารย์แหวนเป็นผัว
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านเล่าว่า “หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ตอนสมัยหนุ่มผิวขาวผุดผ่องงามมาก จนมีผีสาวมาชอบ ทั้งเป็นคน ทั้งเป็นผี มาชอบมามักท่านแหวน” หลวงปู่ตื้อจึงต้องปราบคนและเทศน์สอนธรรมะผี
ในระหว่างจาริกทางภาคเหนือ หลวงปู่แหวนท่านเผชิญผีสาว โดย ท่านพระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม เล่าเรื่องผีอยากได้พระอาจารย์แหวนเป็นผัว ไว้ดังนี้
“เดินต่อไปทะลุออกมาเมืองแพร่ เมืองน่าน กับหลวงปู่แหวน มันเป็นภูเขา มันเป็นภูเขาก็ลูกไม่ใหญ่ ขนาดภูเขาเรานี่แหละ ก็มีผีผู้สาวตัวหนึ่งอีก ไอ้นี่มันเป็นหมากไม้ หมากฝีดาษตายเขาไปฝังไว้นั้น กางกลดก็อยู่
ผีตัวนั้นก็เหลือเกิน อยากได้หลวงปู่แหวนไปเป็นผัว ร้องไห้รอบกลดบ้าง เอามือมารื้อกลดบ้าง แล้วคืนยันรุ่ง ไม่ต้องนอน แต่ไม่ไปหาหลวงปู่ตื้อ
ตอนเช้าบิณฑบาต “เป็นไงอาจารย์แหวน?”
“โอ๊ย ! จะให้นอนอีกไม่ไหว นอนไม่ได้ทั้งคืนเลย” แต่ใจท่านก็ไม่ค่อยกลัวหรอก
“ผีตัวนี้มันอยากได้ไปเป็นผัว มันมารื้อมุ้งอยู่ทั้งคืน” ท่านว่าอย่างนั้น
แสดงว่าผีตัวนี้ก็กระจอกพอสมควร หนุ่มๆ แน่นๆ แถวนั้นไปหาตัดไม้ไม่ชอบ ไปชอบหลวงปู่แหวนเป็นผัวซะแล้ว แสดงว่ามันใจสูงอยู่ มันอยากได้ผัวพระ ออกจากนั้นมา เดินตัดออกมา มาทางเชียงใหม่”
พ.ศ. ๒๔๖๓ ศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านนาหมี – นายูง
ในการปฏิบัติธรรมจําเป็นอย่างยิ่งต้องมีครูบาอาจารย์สั่งสอนอบรมชี้แนะ เพราะหนทางไม่เคยเดินย่อมหลงทางได้ ยิ่งการปฏิบัติธรรมด้วยแล้ว เส้นทางสายเอกสู่มรรคผลนิพพาน ไปได้ยากมากๆ ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ว่ารายใดหลงและติดได้ง่ายมาก ที่ล้มเหลวล้มเลิกความตั้งใจไปก็มาก ดังนั้น เมื่อหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พักบําเพ็ญภาวนาอยู่ภาคเหนือพอสมควรแก่เวลาแล้ว พอใกล้ถึงช่วงเข้าพรรษา ท่านทั้งสองก็เดินเท้าจาริกธุดงค์กลับทางภาคอีสาน เพื่อเข้าศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ต่อไป
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เมื่อหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ เดินธุดงค์กลับภาคอีสาน ท่านทั้งสองก็มุ่งตรงไปกราบหลวงปู่มั่น ผู้เป็นครูบาอาจารย์ที่เสนาสนะป่าดงมะไฟ บ้านค้อ อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี แต่ก็ไม่ทันได้พบหลวงปู่มั่น เพราะท่านออกเดินธุดงค์ไปบําเพ็ญภาวนาที่อื่น ตามปฏิปทาของท่าน เป็นผู้ไม่ติดสถานที่ ไม่ติดญาติโยม ฯลฯ โดยในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ หลวงปู่มั่นท่านจําพรรษาที่ เสนาสนะป่าดงมะไฟ หลังจากออกพรรษาในปีนั้นแล้ว ท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์มาวิเวกพักภาวนาที่ เสนาสนะป่าบ้านนาหมี – นายูง ปัจจุบัน คือ วัดป่าโนนสว่าง ตําบลนายูง อําเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี
เมื่อ หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ทราบข่าวดังนั้น ท่านทั้งสองจึงได้ออกเดินธุดงค์ร่วมกัน เพื่อมุ่งติดตามหลวงปู่มั่น ในการขอเข้ารับการศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติ และขอคําแนะนําอุบายธรรม ในที่สุดความพยายามของท่านทั้งสองก็สมความปรารถนา ท่านได้พบหลวงปู่มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านนาหมี – นายูง
ในการบําเพ็ญสมาธิภาวนาของหลวงปู่แหวน เมื่อครั้งที่ท่านศึกษาอบรมอยู่กับหลวงปู่มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านนาหมี – นายูง ในปีนั้นท่านจึงได้เร่งความเพียรอย่างสมํ่าเสมอ ทําให้ได้รับความเยือกเย็นทางด้านจิตใจมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลวงปู่มั่นเป็นตัวอย่างในการเร่งทําความเพียร ไม่ว่าท่านจะอยู่ในอิริยาบถใดๆ ต้องอยู่ด้วยการภาวนาทั้งสิ้น
เกี่ยวกับการภาวนานี้ หลวงปู่มั่น ท่านยํ้าเตือนเสมอไม่ให้ศิษย์ประมาท โดยละความเพียร หลวงปู่แหวนท่านยํ้าว่า “เราอยู่ร่วมกับท่าน ต้องเอาองค์ท่านเป็นตัวอย่าง ถึงแม้จะทําไม่ได้อย่างท่าน แต่ก็เป็นศิษย์ที่มีครู มีแบบแผน มีแบบอย่าง มีตัวอย่างในทางดําเนิน”
สําหรับบริเวณบ้านนาหมี – นายูง มีสภาพเป็นป่ารกชัฏ ชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้าย และไข้ป่า มีพื้นที่เป็นที่ราบอยู่ติดภูเขาบางแห่งเลียบเลาะไปตามลํานํ้าโขง พื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่เป็นที่เข็ดขวงค่อนข้างแรง จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปจับจองทํามาหากิน เพราะหวาดกลัวความเจ็บไข้ได้ป่วย และกลัวอันตรายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายจากสิ่งลึกลับที่มองไม่เห็นตามความเชื่อของชาวบ้าน ซึ่งเขาเชื่อถือสืบต่อกันมานานแล้วว่า ถ้าใครขืนเข้าไปตัดไม้ในป่าบริเวณนั้น จะต้องถูกผีป่าทําอันตรายเอา หรือทําให้มีอันเป็นไปต่างๆ บางรายถึงกับตายก็มี ดังนั้น ชาวบ้านจึงไม่กล้าเข้าไปในบริเวณนั้น
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าถึงสภาพบ้านนาหมี – นายูง ไว้ว่า “บ้านนาหมี – นายูง มีสภาพเป็นป่าเป็นดง มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาทึบ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่า เช่น ช้าง เสือ หมีเป็นต้น คนบ้านทุ่งเคยอยู่ที่ราบที่โล่งเข้าไปอยู่มักเป็นไข้เป็นหนาว แต่พื้นดินเหมาะกับการแผ้วถางทําไร่ทํานา ชาวบ้านเขาปลูกข้าวไฮ้ (ข้าวไร่) อาศัยบิณฑบาตอยู่กับพวกนั้น เขาปลูกกุฏิเสาไม้ไผ่ป่าลําใหญ่ เอาแต่เหง้าขึ้นไปกว่าครึ่งลํา กุฏิสูงจนต้องแหงนมอง ต้องทําบันไดพาดขึ้นไป เอาเชือกมัดไว้ ขึ้นแล้วก็ผลักบันไดออก กันเสือปีนขึ้นกุฏิ บ้านเรือนชาวบ้าน คอกวัวคอกควายอยู่ใต้ถุน ต้องเอาไม้ไผ่มาผ่าครึ่งแล้วเอาปอมัดไว้ มีช่องพอสอดมือได้ ยังไม่พอต้องเอาหนามมาโอบมัดเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันเสือเข้าทําร้ายสัตว์ สําหรับรังไก่ต้องยกเอาขึ้นมัดไว้สูง หมาก็ต้องเอาขึ้นนอนบนบ้าน
หลวงปู่แหวน เล่าต่อไปว่า “ต้องทํากุฏิสูงลิ่วเช่นนั้น พอตกกลางคํ่ากลางคืน หลวงปู่มั่นต้องไล่ตาผ้าขาวขึ้นบนกุฏิ แต่ตัวท่านเองเดินจงกรมไปมาจนดึกค่อยขึ้นพัก เสือก็มาร้องโต้เสียงฮึ่มๆ อยู่รอบๆ หลวงปู่แหวนเห็นหลวงปู่มั่นไม่กลัวเสือ ทําไมต้องกลัวด้วย ลงมาเดินจงกรม จนเสือมันรู้ว่าเขตแถวนั้นมีคนอยู่ มันก็ไม่กลัวคน เพราะมันมาเสาะหากินหมา เข้าใจว่าจะได้หมาอยู่ตาผ้าขาวนั้นแต่หัวคํ่าขึ้นกุฏิหายเงียบ ผลักบันไดออก มีอยู่วันหนึ่ง เสือมันมาร้องอยู่ใต้ถุนกุฏิ จนตาผ้าขาวนั้นเป็นไข้กลัวเสืออยู่หลายวัน”
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าถึงสาเหตุที่หลวงปู่มั่นเข้าไปพักภาวนาที่บ้านนาหมี – นายูง เพราะท่านเข้าไปโปรดสงเคราะห์ชาวบ้านให้เขาได้ที่ทําอยู่ทํากิน ผีมันดุร้าย เขาสับฟันต้นไม้ป๊อกเดียวก็ล้มตึงเลย เป็นไข้เป็นหนาวอยู่หลายวันกว่าจะหาย ผีมันหวงที่ของมัน มีคนมาเล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟังที่พระพุทธบาทบัวบก หลวงปู่มั่นท่านเมตตาสงสารเขา จึงได้เข้าไปโปรดสงเคราะห์เขา ชาวบ้านก็ดูแลท่านเป็นอย่างดี ท่านสอนให้ชาวบ้านรับพระไตรสรณคมน์ รักษาศีล ๕ ในวันพระให้พากันไหว้พระสวดมนต์ ไม่ให้ถือผีดงผีป่า ผีใดๆ ที่เคยถือให้ละทิ้งให้หมด ให้ถือแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น
ท่านสอนให้ชาวบ้านฝึกหัดภาวนา “พุทโธ” ชาวบ้านเขาก็เชื่อฟังดีและปฏิบัติตาม ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่ายินดี เหตุร้ายต่างๆ ก็คลี่คลายไปด้วยดี แต่คนใดไม่ทําตามและไม่เชื่อแถมอวดดีพอเข้าป่าจับจองที่ เพียงฟันไม้ป๊อกสองป๊อกก็ต้องล้มตายไปก็มี
หลวงปู่แหวน เล่าต่อไปว่า “หลวงปู่มั่นบอกให้เจริญพระปริตร สวดมนต์ทุกวันอย่าให้ขาด เมตตาสงเคราะห์เขาให้ตลอดพรรษา แต่ไม่ได้สวดร่วมกัน ต่างองค์ต่างสวด เจริญบาทพระคาถาของใครของมัน”
ในระยะนั้น หลวงปู่มั่น ท่านได้ธุดงค์จาริกแสวงหาสถานที่วิเวกแถบอําเภอนายูง – นํ้าโสม ท่านได้เที่ยวธุดงค์บุกเบิกมาทาง ผาแดง – นํ้าตกยูงทอง อ.นายูง จ.อุดรธานี ได้พบสถานที่แห่งหนึ่งวิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก มีลักษณะเป็นภูเขาสูง มีหน้าผาหินทรายที่สูงชันเป็นเงื้อมผาและชะโงกหิน บริเวณผาแดงมีหลืบถํ้าเล็กๆ ใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวภาวนาได้ ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านได้เลือกเป็นสถานที่บําเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน และท่านก็ได้แนะนําให้พระศิษย์มาบําเพ็ญ ซึ่งในระยะนั้นหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ก็ต้องเคยธุดงค์มาภาวนา ในเวลาต่อมาสถานที่แห่งนี้จึงมีพระศิษย์ของหลวงปู่มั่น ได้เที่ยวธุดงค์มาวิเวกปฏิบัติธรรมกันไม่ขาดสาย
ในระยะที่หลวงปู่แหวนอยู่บําเพ็ญภาวนาที่บ้านนาหมี – นายูง ครั้งหนึ่งท่านเป็นหัวหน้าพาหมู่คณะออกเที่ยวธุดงค์และมาพํานักที่สํานักสงฆ์บ้านนายูง (ปัจจุบัน คือ วัดเทพสิงหาร) ตําบลนายูง อําเภอนํ้าโสม จังหวัดอุดรธานี กับ หลวงปู่เครื่อง ธมฺมจาโร ซึ่งเป็นเพื่อนสหธรรมิกอีกองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น
หลวงปู่เครื่อง ท่านเป็นพระมหาเถระสําคัญอีกองค์หนึ่งในฝ่ายมหานิกาย ท่านเกิดปี พ.ศ. ๒๔๑๐ มรณภาพปี พ.ศ. ๒๕๒๓ มีอายุยืนนานถึง ๑๑๓ ปี ท่านมีอายุแก่กว่าหลวงปู่มั่น ๓ ปี แต่พรรษาอ่อนกว่าหลวงปู่มั่น ๓ พรรษา ท่านเคยพบและปฏิบัติธรรมร่วมกับหลวงปู่มั่น ที่สํานักสงฆ์บ้านนายูง ท่านทั้งสองเคยไปบําเพ็ญภาวนาที่ถํ้าแห่งหนึ่งใกล้บ้านนายูง จากการที่เคยบําเพ็ญภาวนาที่ถํ้านี้นี่เอง เมื่อหลวงปู่มั่นละสังขารไปแล้ว หลวงปู่เครื่องและชาวบ้านจึงขนามนามถํ้านี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่า “ถํ้าพระอาจารย์มั่น”
หลวงปู่แหวน ได้อยู่พํานักที่สํานักสงฆ์บ้านนายูงเป็นเวลานาน ระหว่างนี้ได้แลกเปลี่ยนสนทนาธรรมะถึงผลการปฏิบัติกับหลวงปู่เครื่องเป็นประจํา ภายหลังเมื่อหลวงปู่แหวนชราภาพและย้ายมาจําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง หลวงปู่เครื่องท่านได้แวะมาเยี่ยมเยียนพูดคุยสนทนาธรรม
นอกจากนี้ ในก่อนหน้าไม่นาน หลวงปู่แหวน ท่านก็เคยธุดงค์ไปพบกับ หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ วัดเขาถํ้าบุญนาค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ พระมหาเถระสําคัญอีกองค์หนึ่งในฝ่ายมหานิกาย ท่านมีอายุยืนถึง ๑๒๘ ปี ขณะที่พบกันหลวงปู่แหวนยังเป็นพระหนุ่มเพิ่งออกเที่ยวธุดงค์ ส่วนหลวงปู่สี อายุได้ ๖๐ กว่าปี หลวงปู่สีพิจารณาเห็นว่า “พระภิกษุแหวน เป็นผู้ตั้งใจในการปฏิบัติธรรมมีความวิริยะ อุตสาหะ อย่างสมํ่าเสมอ วันหนึ่งข้างหน้าจะเป็นผู้สืบสานพระพุทธศาสนาต่อไปได้ดี” เรื่องที่ทําให้ทราบว่า หลวงปู่สี กับ หลวงปู่แหวน ท่านทั้งสองรู้จักกัน คือ
เมื่อหลวงปู่แหวน มาจําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง มีพ่อค้าในตลาดตาคลีชวนพวกรวม ๔ คนขึ้นไปกราบหลวงปู่แหวน เพื่อขอวัตถุมงคล แต่หลวงปู่แหวนไม่ยอมให้ โดยหลวงปู่แหวนบอกกับคนทั้งสี่ว่า “ที่มากันนั้น ดีๆ ไม่เอากัน มาเอากันถึงที่นี่” ทั้งหมดจึงถามหลวงปู่แหวนว่า “ที่หลวงปู่พูดถึงน่ะ หลวงพ่ออะไรครับ” หลวงปู่แหวนจึงตอบไปว่า “ในคอพวกเอ็งก็ยังคล้องกันมาเลย” ปรากฏว่าทั้ง ๔ คนที่ไปมีคล้องพระไปเพียงคนเดียว และพระที่คล้องไป คือ เหรียญหลวงปู่สี
การสอนภาวนาของหลวงปู่มั่น
การอยู่ร่วมกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในระยะนั้น หลวงปู่แหวนท่านเล่าไว้ว่า
“นานวันทีก็เข้ากราบขออุบายธรรมจากหลวงปู่มั่น ท่านก็เมตตาแนะนําสั่งสอนให้ หลวงปู่แหวนท่านว่าได้รับอุบายธรรมโดยตรงดี การแนะนําให้พระศิษย์ปฏิบัติภาวนานั้น หลวงปู่มั่นสอนให้บริกรรมพุทโธจนกว่าจะชํานาญในบริกรรมจิต หลวงปู่มั่นท่านสอนยํ้าอยู่เสมอว่า “จะใช้บทพุทโธเป็นบทบริกรรมสําหรับผูกจิตก็ได้ เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้วให้วางบทบริกรรมเสีย แล้วพิจารณากายต่อไป…”
ในการพิจารณากายนั้นหลวงปู่มั่นท่านสอนดังนี้ “ในการพิจารณากาย เริ่มแรกให้พิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งที่เราสามารถที่จะเพ่งพิจารณาได้อย่างสะดวกในอาการ ๓๒ เมื่อพิจารณาจนเกิดความชัดเจน กลับไปกลับมา หรือที่เรียกว่า โดยอนุโลมปฏิโลม จนหายสงสัยในจุดที่พิจารณานั้นแล้ว จึงค่อยเปลี่ยนเป็นจุดอื่นต่อไป อย่าพิจารณาเป็นวงกว้างทั้งร่างกาย เพราะปัญญายังไม่แก่กล้า ถ้าพิจารณาพร้อมกันทีเดียวทั้งร่างกาย ความชัดเจนจะไม่ปรากฏ ต้องค่อยเป็นค่อยไป
หลวงปู่แหวนท่านว่า ท่านถูกหลวงปู่มั่นดุว่าให้ประจํา เพราะจิตของท่านมักจะพิจารณาหลายอาการพร้อมกันไป หลวงปู่มั่นท่านไม่ให้พิจารณาอย่างนั้น
อาการ ๓๒ มากอาการ อาการของปัญญาขณะพิจารณามันก็จดจ่อต่อสู้เฉพาะอย่างๆ ไป ปัญญาไม่พอแก่การยกขึ้นพิจารณา อย่าเหมาเอาทั้งหมดวงกว้างก้อนกาย ๓๒
คนฝึกฝนในปัญญา กับ ผู้ที่มีปัญญา มันต่างกัน คนผู้ฝึกฝนมันต้องค่อยเป็นค่อยไปทีละนิด ที่สุดมันก็ชํานาญ อาการอื่นๆ ก็ชัดเจนเป็นอย่างเดียวกัน ที่สําคัญอย่าหนักพิจารณาอย่างเดียว อย่าพักอยู่ในความสงบอย่างเดียว ให้พักบ้าง พิจารณาบ้าง จึงจักเจริญได้ การปฏิบัติอย่าให้พ้นไปจากกาย เพราะร่างกายเป็นกิเลสและทุกข์ทั้งหมดได้
เมื่อพิจารณาจนเกิดความชํานาญแล้ว ถ้าเราเพ่งปัญญาลงไปจุดใดจุดหนึ่ง ความชัดเจนจากจุดอื่นๆ ก็จะปรากฏเป็นนัยเดียวกัน เมื่อพิจารณาพอสมควรแล้ว ให้น้อมจิตเข้าพักอยู่ในความสงบ เมื่อพักอยู่ในความสงบพอสมควรแล้ว ให้ย้อนกลับออกมาพิจารณากายอีก ให้เจริญอยู่อย่างนี้ จึงจะเจริญทางด้านปฏิบัติ เมื่อจิตมีความชํานาญเพียงพอแล้ว คําบริกรรมพุทโธก็ไม่จําเป็น เพียงกําหนดจิตก็จะสงบเข้าสู่สมาธิได้ทันที”
อุบายของหลวงปู่มั่นในการปฏิบัติภาวนามีต่อไปดังนี้
“ผู้ปฏิบัติจิตตภาวนา ถ้าส่งจิตออกไปภายนอกร่างกายแล้วเป็นอันผิดมรรคภาวนา เพราะบรรดาพระธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนประกาศพระศาสนาอยู่ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นั้น แนวการปฏิบัติไม่พ้นจากกาย
ดังนั้น กายจึงเป็นสนามรบ กายจึงเป็นยุทธภูมิที่ปัญญาจะต้องค้นเพื่อทําลายกิเลสและกองทุกข์ ซึ่งจิตของเราทําเป็นธนาคารเก็บสะสมไว้ภายใน หอบไว้ หาบไว้ หวงไว้ จนนับภพนับชาติไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าชนิดใดในสังสารวัฏนี้ล้วนแต่ติดอยู่กับกายนี้ทั้งสิ้น ทําบุญ ทําบาปก็เพราะกายอันนี้ มีความรัก มีความชัง มีความหวง มีความแหนก็เพราะกายอันนี้ เราสร้างทรัพย์สมบัติขึ้นมาก็เพราะกายอันนี้ เราประพฤติผิดศีล ประพฤติผิดธรรมก็เพราะกายอันนี้
ในการบวชพระ พระอุปัชฌาย์ที่จะให้ผ้ากาสายะแก่กุลบุตรผู้เข้ามาขอบรรพชาอุปสมบทก็สอนให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเป็นส่วนที่เห็นได้โดยง่าย”
เหตุที่ต้องพิจารณากายในการปฏิบัติภาวนานั้น หลวงปู่มั่น ท่านสอนต่อไปว่า “กายนี้จึงเป็นทั้งเหตุและเป็นทั้งผล มรรคผลจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิดขึ้นจากกายนี้แหละ กายนี้เป็นเหตุ กายนี้เป็นผล เอากายนี้แหละเป็นมรรคเครื่องดําเนินของจิต เหมือนกับแพทย์จะรักษาเยียวยาคนป่วยได้ ต้องเรียนร่างกายนี้ให้เข้าใจถึงกลไกทุกส่วน จึงจะสามารถรักษาคนไข้ได้ ไม่ว่าทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน วงการแพทย์จะทิ้งร่างกายไม่ได้ ถ้าวิชาการแพทย์ทิ้งการศึกษาระบบกลไกของร่างกายเสียแล้ว ก็เป็นอันศึกษาผิดวิชาการแพทย์ ทางสรีรวิทยา นักปฏิบัติธรรมถ้าจะทิ้งการพิจารณาร่างกายเสียแล้วจะเอาอะไรมาเป็นเครื่องดําเนินมรรคปัญญา
ร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยส่วนที่เป็นรูป และส่วนที่เป็นนาม ถ้าผู้ปฏิบัติไม่พิจารณาให้เห็นแจ้งด้วยปัญญาอันชอบแล้ว คําว่า “นิพพิทา วิราคะ” นั้นจะไม่เบื่อหน่ายคลายกําหนัดอะไร นิโรธซึ่งเป็นตัวปัญญาจะไปดับทุกข์ที่ไหน เพราะเราไม่เห็นทุกข์ ที่ดับของทุกข์ก็ไม่รู้ไม่เห็น
พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ พระองค์ต้องพิจารณากายนี้เป็นเครื่องดําเนินของมรรคปัญญา เพราะในอุทานธรรม บทว่า อเนกชาติสํสารํ เป็นต้นนั้น พระองค์ได้ประจักษ์อย่างแน่นอนว่าการเกิดนั้นเป็นทุกข์อยู่รํ่าไป พระองค์หักกงกรรม คือ อวิชชาเสีย ความเกิดของพระองค์จึงไม่มีต่อไป กงกรรม คือ อวิชชา มันอยู่ที่ไหน ถ้ามันไม่อยู่ในจิตของเรา มันอยู่ที่ไหน จิตมันก็คือหนึ่งในห้าของปัญจขันธ์ อันเป็นส่วนหนึ่งของนามนั่นเอง
ผู้ปฏิบัติต้องใคร่ครวญพิจารณาอย่างนี้ จึงจะได้ชื่อว่าดําเนินตามมรรคภาวนา ไม่มีอารมณ์อย่างอื่นนอกจากกายนี้ที่จะดําเนินมรรคภาวนาให้เกิดปัญญาขึ้นได้”
หลวงปู่แหวนเล่าถึงการสอนธรรมะของหลวงปู่มั่นว่า
“ท่านอาจารย์ใหญ่มั่นนั้น เวลาแนะนําสั่งสอนศิษย์ ถ้าอธิบายมากไป ผู้ปฏิบัติมักไปติดคําพูด กลายเป็นสัญญา ต้องปฏิบัติให้รู้ ให้เกิดแก่จิตใจของตนเอง จึงจะรู้ได้ว่า คําว่า “ทุกข์”นั้นเป็นอย่างไร คําว่า “สุข” นั้นเป็นอย่างไร คําว่า “พุทธะ ธรรมะ สังฆะ” นั้นมีความหมายเป็นอย่างไร สมาธิอย่างหยาบเป็นอย่างไร สมาธิอย่างละเอียดเป็นอย่างไร ปัญญาที่เกิดจากสัญญาเป็นอย่างไร ปัญญาที่เกิดจากการภาวนาเป็นอย่างไร
เหล่านี้ผู้ปฏิบัติต้องทําให้เกิด ให้มีขึ้นในตนจึงจะรู้ ถ้ามัวถือเอาแต่คําอธิบายของครูอาจารย์แล้ว จิตก็จะติดอยู่ในสัญญา ไม่ก้าวหน้าในการภาวนา เพราะเหตุนั้น ท่านอาจารย์ใหญ่มั่นจึงไม่อธิบายให้พิสดารมากมาย ท่านเพียงแนะนําให้รู้ทางแล้วต้องทําเอง เมื่อเกิดความขัดข้องจึงมารับคําแนะนําอีกครั้งหนึ่ง การปฏิบัติเช่นนี้เป็นผลดีแก่พระศิษย์ผู้มุ่งปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมอย่างแท้จริง”
หลวงปู่แหวนเล่าต่อไปว่า “ท่านอาจารย์ใหญ่มั่นไม่ค่อยจะเทศน์ แต่เทศน์แต่ละครั้งก็ถูกต้องกับที่เราคิดขณะนั้นอยู่ สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าชนิดใดในสังสารนี้ ล้วนแต่ติดอยู่กับรูปกายนี้ ทําบุญทําบาปก็เพราะกายนี้ รักชอบก็เพราะกายนี้ ประพฤติคุณธรรมวินัยก็เพราะกายนี้ ผิดธรรมผิดวินัยก็เพราะกายนี้ มรรคผลนิพพานจะเกิดขึ้นจากกายอันนี้
การบําเพ็ญภาวนาอยู่ใกล้ท่านอาจารย์ใหญ่มั่น ได้ใช้ความเพียรอย่างสมํ่าเสมอ ธรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่ขาดวรรคขาดตอน ได้รับความเยือกเย็นอย่างมาก เพราะอาศัยครูบาอาจารย์ทําแบบอย่างให้เห็นว่า ต้องอยู่อย่างภาวนา คือ มีสติไม่ประมาท”
สงเคราะห์เปรตที่นาหมี – นายูง
ในระหว่างที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ บําเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านนาหมี – นายูง กับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ในวันหนึ่งท่านพูดขึ้นว่า ที่ถํ้าใกล้ฝั่งแม่นํ้าโขงนั้นมีเปรตตนหนึ่งเป็นเจ้าของถํ้าเฝ้าอยู่ จึงบอกหลวงปู่แหวนให้ไปลองพูดกับเปรตตนนั้นดู เผื่อเคยเป็นญาติพี่น้องกันมาจะได้แผ่บุญกุศลช่วยเหลือเขา หลวงปู่แหวนจึงได้พักบริเวณถํ้านั้น สองคืนผ่านไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากเสียงสัตว์ป่าที่ออกหากินตามปรกติในยามกลางคืน พอคืนที่สาม ขณะท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ ก็มีเปรตร่างกํายําใหญ่โตมายืนนอกถํ้า ท่านเพ่งแผ่เมตตาไปให้ ร่างนั้นก็ยืนเฉยไม่แสดงอาการรับรู้อะไรเลย อยู่สักพักหนึ่งก็หายไป
ในวันต่อมาเปรตตนนั้นก็มาอีก เข้ามายืนสงบอยู่อย่างนั้น หลวงปู่แหวนก็แผ่เมตตาเจาะจงให้เปรตตนนั้นอย่างที่เคยทํา คราวนี้เขาแสดงความยินดี จึงกําหนดจิตถามเปรตไปว่า เคยทํากรรมอะไรมา ได้คําตอบว่า ตอนเป็นมนุษย์เขาเป็นนักเลงไก่เที่ยวตีไก่อย่างโชกโชน ตายแล้วจึงมาเป็นเปรตอยู่บริเวณถํ้านี้
หลวงปู่แหวน ได้กําหนดจิตถามเปรตตนนั้นไปว่า ทําไมอยู่เฝ้าถํ้านี้ ไม่สละถํ้าไปที่อื่นก็ได้ความว่าเขาหวงสถานที่ เพราะป่าในบริเวณนั้น ไม่มีใครกล้าเข้าไปตัดต้นไม้ เพราะเขาได้สําแดงเดชหลอกให้ผู้คนกลัวอยู่บ่อยๆ จึงมีผู้คนนําเอาไก่ หัวหมู มาเซ่นไหว้อยู่เนืองๆ เขามีอาหารจากการเซ่นไหว้เหล่านั้น จึงไม่ยอมไปจากถํ้านั้น หลวงปู่แหวนพยายามแผ่เมตตาชี้แนะ แต่เขาก็ไม่ยอมหนีไป เป็นอันว่าหลวงปู่แหวนไปสงเคราะห์เปรตเจ้าของถํ้านั้นไม่สําเร็จ จึงได้กราบเรียนให้หลวงปู่มั่นทราบ
ต่อมาภายหลังหลวงปู่มั่นท่านได้มาแผ่เมตตาและสั่งสอนอบรมเปรตตนนั้น จนเปรตตนนั้นยอมรับ แล้วท่านก็บอกให้เขาย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ ปรากฏว่าคืนที่เขาเคลื่อนย้ายอยู่ที่นั้น ในเวลาดึกสงัดคืนนั้น ขณะที่หลวงปู่มั่นนั่งสมาธิภาวนา กําหนดจิตแผ่เมตตาอุทิศบุญกุศลให้เปรตตนนั้น เขาก็ได้ย้ายออกจากถํ้าไปที่อื่น เกิดเสียงสะเทือนไปทั้งป่า พอรุ่งเช้าชาวบ้านมาถามว่า เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรดังมาก หลวงปู่มั่นไม่ตอบเพียงแต่หัวเราะ แล้วพูดกับชาวบ้านว่า “ใครจะเอาไร่เอานาก็เอาเสีย ให้จับจองแบ่งปันกัน อย่าทะเลาะกัน เจ้าของเขาย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว”
ต่อมาไม่นานพื้นที่บริเวณนั้น จึงกลายมาเป็นไร่นาตั้งแต่นั้นมา สถานที่ใดเข็ดขวงค่อนข้างแรง ประชาชนเข้าไปจับจองทํามาหากินไม่ได้ เขาก็นิมนต์พระกรรมฐานเข้าไปอยู่ก่อน แล้วพวกชาวบ้านจึงตามเข้าไปบุกเบิกจับจองเอาทีหลัง เพราะพื้นที่ใดที่เจ้าของเป็นเปรต หรือเป็นผีที่ดุร้าย เมื่อมีพระกรรมฐานเข้าไปปฏิบัติธรรมและแผ่เมตตาให้เปรตผีที่ดุร้ายแล้ว พื้นที่ตรงนั้นก็จะสงบและไม่น่ากลัวอีกต่อไป ประชาชนเข้าไปทําไร่ทํานาก็ไม่มีอันตรายต่อไป
ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ได้ทําประโยชน์ตรงนี้ให้สังคมมากมายเพราะสมัยก่อนนั้นสภาพป่าเป็นป่ารกชัฏ ต้นไม้ใหญ่ๆ ปกคลุมหนาทึบ เปรตผีวิญญาณร้ายก็มีมากสัตว์ป่าเสือร้ายก็ชุกชุมมาก ชาวบ้านเกรงกลัวกันมาก เมื่อมีพระธุดงคกรรมฐานไปปฏิบัติธรรมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในสถานที่เช่นนั้น ศีลก็ต้องบริสุทธิ์ และต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมจริงๆถึงจะอยู่ได้ หลวงปู่มั่นเมื่อท่านสร้างศาสนทายาทธรรม ท่านจะส่งพระศิษย์ไปฝึกทรมานจิตในสถานที่เช่นนั้น ซึ่งครูบาอาจารย์ที่เป็นพระศิษย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ทุกองค์ล้วนเคยไปอยู่ และล้วนเป็นนักรบธรรมเดนตาย เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ
พ.ศ. ๒๔๖๓ จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนาหมี – นายูง
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ออกติดตามหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จนพบแล้ว ท่านทั้งสองได้รับการอบรมธรรมปฏิบัติและอุบายวิธีภาวนาจากหลวงปู่มั่นจนได้แนวทางปฏิบัติต่อไปแล้ว
พอใกล้ถึงวันเข้าพรรษา หลวงปู่มั่น ท่านได้เดินธุดงค์ไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่า อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ซึ่งในกาลต่อมาได้สร้างเป็นวัดอรัญญวาสี ส่วนหลวงปู่แหวนท่านได้อยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนาหมี – นายูง แห่งนี้ ๑ พรรษา ณ สถานที่แห่งนี้น่าหวาดหวั่นสะพรึงกลัวมาก เพราะเต็มไปด้วยภัยอันตรายจากสัตว์ป่าเสือร้ายชุกชุมรอบด้าน โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“ยิ่งสมัยท่านอาจารย์มั่นด้วยแล้ว โอ้โห ! น่าสลดสังเวช ท่านเล่าให้ฟังนานๆ จะมีทีหนึ่ง พอพูดไปสัมผัส ท่านก็เล่าเสียมั่ง เพราะท่านไม่เป็นกังวลกับสิ่งใด
ท่านเล่ามาก็เพื่อเป็นคติของพวกเรานั่นแหละไม่ใช่อะไร พอเรื่องไปสัมผัส ท่านก็เล่ามาถึงความอดอยากขาดแคลน กรรมฐานสมัยนั้นเหมือนกับว่าของเกิดขึ้นใหม่ เหมือนไม่เคยมีในวงศาสนานี้เลย ประชาชนทั้งหลายก็ไม่ทราบ เห็นแต่พระอยู่ตามวัดวาอาวาสในบ้านในเมือง ไม่เห็นพระในป่าแบกกลดสะพายบาตรเหมือนอย่างเราไปก็ตื่นตกใจกัน ก็อย่างที่เขียนในประวัตินั่นแหละ เขียนตามความจริง วิ่งหนีระหกระเหินวุ่นกันไปหมด ไปอยู่ที่ไหน เขาเข้าใจว่า พระกรรมฐานนี่ฉันแต่ถั่วแต่งา ไม่ได้นึกว่าฉันเหมือนอย่างโลกทั่วๆ ไป เลยมีแต่ข้าวเปล่าๆ กินมันอย่างนั้น เพราะเราหาอย่างนั้น ท่านว่า ท่านพูดก็ถูกของท่าน เป็นเดือนกว่าก็มี ท่านว่า จะว่าอะไร มีแต่อย่างงั้นแหละ ต่อมาก็เข้าอกเข้าใจ มีอะไร เขาก็ถวายมา ก็พอได้กิน ความทุกข์ความลําบากดังที่เขียนแล้วในประวัติของท่าน
นั่นล่ะ ท่านผู้เดินหน้าพวกเราในสมัยปัจจุบันนี้ ท่านลําบากขนาดไหน การประกอบความพากเพียรก็เอาตายเข้าว่าทีเดียว ไปอยู่ในที่บางแห่งจนเขาตัดไม้ให้ท่าน เวลาออกมาบิณฑบาตก็ให้ถือไม้นั้นมา ไม้นั่นทําให้แตกตรงปลายเสียบ้าง เที่ยวเคาะเป๊กๆ เขาวิตกวิจารณ์กับท่าน กลัวจะมาเจอหมีบ้าง เจอเสือบ้าง เพราะท่านอยู่ไกลกว่าจะมาบิณฑบาต แถวนั้นสัตว์เสือชุม เช่น อย่างทางอําเภอผือไปทางโน้น เลยเข้าไปข้างในโน่น เรียกว่า บ้านนาหมี – นายูง ท่านเคยเล่าให้ฟังเสือชุมมาก อยู่บนถํ้ามันยังเข้าไปหา มันมาตามราวถํ้ามานี่ มาตามทางคนมา ตามทางเรามานี่ถ้าเป็นหน้าผานี่ก็ขึ้นไม่ได้ มันมาทางนี้ เข้ามานี่ ตื่นเช้าเห็นรอยมันอยู่กับแคร่ เป็นแคร่เล็กๆ รอยมันเข้ามาถึงนี่เลย โอ้โห ! เสือมานี่ มันมาดมท่านโน่นน่ะ ดมในมุ้งนี่นา ดูซี !
ตอนนั้นไม่ทราบว่าเราจะนอนอยู่หรือว่านั่งภาวนาอยู่ก็ไม่รู้ ท่านว่างั้นนะ มันก็มาหนเดียวเท่านั้นแหละ ไม่มาอีก บางทีเด็กเขาไปอะไรๆ ไปหาท่านก็มี เด็กผู้ชาย ๓ – ๔ คน รีบบอกให้กลับบ้านไป อย่ามาแถวนี้ ไปๆ ท่านไล่กลับกลัวเสือ เขาก็อยู่บ้านเสืออย่างนั้น เขาคงไม่กลัว นั่นเป็นอย่างนั้น…
พระที่อยู่ในป่าในเขา เรื่องอาหารการกิน อย่าไปถามเลย มิหนําซํ้าท่านยังไม่ค่อยฉันเสียด้วย ท่านไม่ได้ฉันทุกวันแหละ มันอดจริงๆ จะตายจริงๆ ท่านก็บิณฑบาตมาฉันเสียวันหนึ่งพออยู่ได้อยู่ไป แต่ทางความเพียรเร่งตลอด คือทางท้องเบา ทางจิตกับธรรมหนาแน่นมั่นคงท่านเอาตรงนั้น พระกรรมฐานผู้ทรงอรรถทรงธรรม ท่านมักเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น ลําบากลําบนครูบาอาจารย์ที่ได้ปรากฏชื่อลือนามให้เราได้กราบไหว้บูชามีแต่องค์สมบุกสมบันทั้งนั้น ลําบากลําบนมาก พ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นอันดับหนึ่ง…
นักภาวนาท่านหาอยู่อย่างนั้นแหละ ที่ท่านได้อรรถได้ธรรมมาสอนพวกเรา ต้องไปหาอยู่ในที่จนตรอกจนมุม คือ ถ้าที่ธรรมดา ความเพียรมักอ่อน สติสตังหลุดๆ ขาดๆ แต่ที่เป็นที่น่ากลัวมาก สติดี ยิ่งไปอยู่ในสถานที่ทั้งกลางวัน กลางคืน เป็นสถานที่น่ากลัวมากอยู่เสมออย่างนั้น สติดีตลอด ประกอบความเพียรดี จิตไม่ส่ายไม่แส่ไปไหน สติรักษาได้ดี อย่างนั้นดี เพราะฉะนั้นพระกรรมฐานท่านจึงชอบไปอยู่ในป่าในเขาอย่างนั้น แต่ก่อนป่ามันป่าสัตว์ ป่าเสือ ป่าเนื้อจริงๆ ไม่ได้เป็นป่าธรรมดา ทุกวันนี้เป็นป่าที่เขาปลูกขึ้นมาใหม่เสีย ป่าเก่าถูกทําลายหมดแล้วปลูกใหม่ขึ้นมา เสือจึงไม่มี”
เสนาสนะป่าบ้านนาหมี – นายูง ที่หลวงปู่แหวนไปอยู่จําพรรษานั้น เป็นหมู่บ้านเล็กๆอยู่ในถิ่นห่างไกลทุรกันดารมาก ค่อนข้างอดอยากขาดแคลน พอได้อาศัยบิณฑบาตอาหารขบฉันดํารงเลี้ยงชีพเพื่อบําเพ็ญสมณธรรม และก็อยู่ในสถานที่ซึ่งเปล่าเปลี่ยวเต็มไปด้วยภัยอันตรายจากสัตว์ป่า สัตว์ร้าย ทั้งเสือก็ชุกชุมมาก ทําให้การปรารภทําความเพียรของหลวงปู่แหวนในพรรษานั้น จึงเป็นไปอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด แม้ว่าอยู่ในสถานที่ทุกข์ยากลําบากแสนสาหัสมากเพียงไรก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยท้อแท้หรือท้อถอยแม้แต่น้อยเลย คําสั่งอันเป็นการตอกยํ้าเตือนของหลวงปู่มั่น “ให้ตั้งใจภาวนา อย่าได้ประมาท ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ จงอย่าเห็นแก่การพักผ่อนหลับนอนให้มากนัก” ยังคงกึกก้องในใจของท่านเสมอ ท่านดําเนินตามรอยปฏิปทาหลวงปู่มั่นทุกประการอย่างเคร่งครัด สําหรับการปฏิบัติธรรมทางด้านสมาธิธรรมของท่านก็เจริญก้าวหน้า เพราะสาเหตุสําคัญดังนี้
ประการแรก เพราะในช่วงก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่มั่น นอกจากท่านได้อบรมธรรมปฏิบัติและอุบายวิธีภาวนา ท่านยังได้ให้โอวาทธรรมสั่งสอนเพื่อปลุกเร้าและกระตุ้นเตือนใจอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มภูมิจิตภูมิธรรม ตามแนวปฏิปทาที่ท่านบําเพ็ญมา ท่านทรมานปราบปรามกิเลสอย่างเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เข้มข้นเผ็ดร้อน เอาจริงเอาจัง เอาชีวิตเข้าแลก จนผลการปฏิบัติธรรมก้าวหน้ามาโดยลําดับ ทําให้หลวงปู่แหวนท่านได้ทราบแนวทางและอุบายวิธีภาวนาที่หลวงปู่มั่นบําเพ็ญเพียรมา ทั้งเกิดกําลังใจกล้าหาญฮึกเหิมในการปฏิบัติธรรมเป็นอันมาก
ประการที่สอง สถานที่แห่งนี้สัปปายะมาก อยู่ในป่าเขาอันเงียบสงัด อาศัยหมู่บ้านเล็กๆ โคจรบิณฑบาต และมีเสือชุกชุม มีเสือเป็นอาจารย์ จึงมีส่วนสําคัญมาก ทําให้การเริ่มต้นฝึกหัดภาวนาในระยะแรกๆ ของหลวงปู่แหวนเจริญก้าวหน้าขึ้นไปโดยลําดับ การบําเพ็ญเพียรภาวนาในระยะนี้ ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง และ นอน สติต้องแนบแน่นกับจิต และจิตต้องฝากเป็นฝากตายไว้กับพุทโธโดยตลอด เว้นแต่นอนหลับไป
การอยู่ในสถานที่หวาดหวั่นน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม และเมื่อประสบเหตุการณ์เช่นนั้นด้วยตนเอง หลวงปู่แหวนท่านย่อมระลึกถึงบทธรรมธชัคคสูตร และได้พิสูจน์บทธรรมนี้ด้วยตนเอง โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์บทธรรมนี้ไว้ดังนี้
“อรญฺเญ รุกฺขมูเล วา สุญฺญาคาเรว ภิกฺขโว, อนุสฺสเรถ สมฺพุทฺธํ ภยํ ตุมฺหาก โน สิยา.
ท่านบอก เมื่อเวลาท่านทั้งหลายไปอยู่ที่ตามป่าตามเขา ตามเรือนว่าง ก็ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า หากว่าระลึกถึงพระพุทธเจ้า จิตยังไม่สงบลงได้ ก็ให้พึงระลึกถึงพระธรรม
อถ ธมฺมํ สเรยฺยาถ นิยฺยานิกํ สุเทสิตํ
หากว่าระลึกถึงพระธรรม จิตยังสงบไม่ได้
อถ สงฺฆํ สเรยฺยาถ ปุญฺญกฺเขตฺตํ อนุตฺตรํ
ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ แล้วความขนพองสยองเกล้า ความกลัวหวาดเสียวต่างๆ จะหายไป
นี่ท่านบอก อะไรทําให้ความขนพองสยองเกล้า มันอะไรทําให้เกิดความขนพองสยองเกล้า ไม่ใช่ความขนพองสยองเกล้าในทางที่ดี เพราะความกลัวตัวสั่น กลัวเปรต กลัวผี กลัวทุกอย่างนั่นแหละ ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ที่มีกิเลสแล้ว มันต้องหลอกให้กลัวทุกอย่าง ใบไม้ร่วงมันก็ว่าเสือ ใบไม้ร่วงมันก็ว่าผี มันว่าเปรต ทั้งๆ ที่มันไม่เคยเห็นเปรตเห็นผีแหละ มันหากปั้นขึ้นมาหลอก กิเลสจึงว่ามันแหลมคมมาก แล้วให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ท่านว่าอย่างนั้น ระลึกถึงพระธรรม ระลึกถึงพระสงฆ์องค์ใดก็ตาม รัตนะใดก็ตาม เมื่อจิตยึดมั่นถือมั่นตรงนั้นแล้ว จิตจะปราศจากความหวั่นไหวโดยลําดับๆ”
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ หลังออกพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ก็ร่วมกันออกเดินธุดงค์มุ่งติดตามหลวงปู่มั่น ผู้เป็นครูบาอาจารย์ ที่อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคายต่อไป
ภาค ๗ จาริกสู่แขวงสุวรรณเขตพบเหตุการณ์ระทึกขวัญ
สงเคราะห์คนพายเรือหาปลาพาข้ามโขง
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ เมื่อเดินธุดงค์ไปถึงอําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ก็มุ่งตรงไปยังเสนาสนะป่าที่หลวงปู่มั่นพักจําพรรษา แต่ก็ไม่พบท่าน เพราะปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๓ หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่นท่านได้ออกเดินธุดงค์กลับไปบําเพ็ญเพียรตามป่าตามเขาในแถบจังหวัดนครพนม และในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ เมื่อถึงเข้าพรรษา ท่านได้เข้าพักจําพรรษาอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดมุกดาหาร)
ตามปรกติพระธุดงคกรรมฐานย่อมติดครูบาอาจารย์ เมื่อทราบข่าวครูบาอาจารย์อยู่ที่ไหน ท่านก็จะมุ่งติดตาม จึงสันนิษฐานได้ว่า หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ได้ติดตามหลวงปู่มั่นมาแถบถิ่นนี้ เพราะเป็นระยะแรกของการออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมด้วยกันใหม่ๆ หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ท่านจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์คอยอบรมสั่งสอนชี้แนะ จึงได้ออกเดินธุดงค์เพื่อติดตามหาหลวงปู่มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์แต่มักจะคลาดกัน ท่านทั้งสองจึงได้มุ่งหน้าข้ามแม่นํ้าโขงไปทางแขวงสุวรรณเขต ในประเทศลาว ซึ่งสมัยที่หลวงปู่ทั้งสองธุดงค์ไปนั้นยังเป็นเมืองอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส
แขวงสุวรรณเขต หรือ แขวงสะหวันนะเขต เป็นหนึ่งในแขวงของประเทศลาว ตั้งอยู่ตอนกลางค่อนไปทางใต้ของประเทศ เป็นแขวงที่มีเนื้อที่ใหญ่อันดับที่ ๒ รองจากแขวงเวียงจันทน์ อยู่ฝั่งตรงข้ามจังหวัดมุกดาหาร เดิมเรียกว่า สุวรรณเขต หมายถึง ดินแดนแห่งทองคํา ปัจจุบัน เรียกว่า สะหวันนะเขต หมายถึง ดินแดนแห่งสวรรค์ สะหวันนะเขตเป็นเมืองที่ผู้คนเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า คนที่เมืองนี้เชื่อว่าวัด คือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่สวมรองเท้าเข้าวัด เพราะจะไปทําให้เปรอะเปื้อน และการแต่งกายต้องสุภาพเพื่อแสดงความเคารพสถานที่
การธุดงค์จาริกไปแขวงสุวรรณเขต หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านทั้งสองได้เมตตาโปรดสงเคราะห์สัตว์โลกไปตามรายทาง อันเป็นการดําเนินตามวิถีรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา และตามรอยหลวงปู่มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ของท่าน การจาริกธุดงค์ไปของพระโยคาวจรผู้ปรารถนาความหลุดพ้น ท่านไปบําเพ็ญเพียรภาวนา ณ สถานที่แห่งใด ณ สถานที่แห่งนั้นสัตว์โลก ย่อมได้รับประโยชน์มากมายมหาศาล คือ ทั้งได้รับกระแสแห่งเมตตาธรรมที่ท่านแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลเป็นประจําทุกคํ่าเช้า ทั้งได้รับพระธรรมเทศนาอันชุ่มฉํ่าเย็นอกเย็นใจ ทําให้ได้รับความสุขกายสบายใจไปตามๆ กัน และทั้งได้พากันบําเพ็ญบุญ โดยการให้ทาน รักษาศีล ไหว้พระสวดมนต์เจริญเมตตาภาวนา อันเป็นการสะสมอริยทรัพย์ภายใน เพื่อยังประโยชน์ให้กับตนทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ดังตอนที่หลวงปู่ทั้งสองจะข้ามแม่นํ้าโขงไปฝั่งประเทศลาว ท่านก็เมตตาโปรดคนพายเรือหาปลา ดังที่หลวงปู่ตื้อได้แสดงอะไรบางอย่างให้หลวงปู่แหวนดู
เรื่องมีอยู่ว่า ทั้งสององค์หาเรือข้ามฟากไม่ได้ แม่นํ้าโขงก็ไหลเชี่ยวจัด เพราะเป็นคุ้งนํ้าไหลผ่านช่องเขาค่อนข้างแคบ หมู่บ้านใกล้สุดก็อยู่ห่างออกไปไม่น้อยกว่าหนึ่งกิโลเมตร มองไม่เห็นเรือนแพอยู่แถวนั้นเลย
หลวงปู่ตื้อบอกว่า “ท่านแหวนไม่ต้องวิตก เดี๋ยวก็มีเรือมารับเราข้ามฟากไป” แล้วท่านก็ยืนนิ่งหลับตาบริกรรมคาถา เพียงอึดใจใหญ่ๆ ก็ลืมตาขึ้น พูดยิ้มๆ ว่า “เดี๋ยวเรือจะมารับ”
อีกสักพักก็มีคนพายเรือหาปลาพายผ่านมา พอเห็นพระหนุ่มทั้งสองรูปยืนอยู่ที่ท่านํ้า ก็พายเรือเข้ามารับพาข้ามฟาก ชายคนนั้นบอกว่า “ขณะที่เขาหาปลาอยู่กลางแม่นํ้า รู้สึกสังหรณ์ใจว่ามีพระกําลังรอเรือข้ามฟาก จึงได้พายเรือมาดู ก็พบพระคุณเจ้าทั้งสองจริง นับว่าน่าอัศจรรย์มาก”
หลวงปู่ตื้อ พูดยิ้มๆ ว่า “โยมได้บุญกองใหญ่แล้วคราวนี้ ที่เอาเรือมารับอาตมาข้ามฟาก ขอให้หมั่นทําความดีไว้ ถ้าจะเลิกจับปลาฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลยได้ก็จะดีมาก”
คนหาปลาถามว่า “ถ้าไม่จับปลา แล้วจะให้ข้าน้อยทํามาหากินอะไร?”
หลวงปู่ตื้อได้เมตตาแนะนําว่า “ทําไร่ทํานาหากินโดยสุจริตก็ดีแล้ว ต่อไปชีวิตครอบครัวจะเจริญรุ่งเรืองอยู่ดีกินดี อาตมาขอให้พร”
คนหาปลามีความศรัทธาพระธุดงค์ทั้งสององค์เป็นอย่างมาก ต่อมาภายหลังทราบว่าเขาได้เลิกหาปลาแล้วหันมาทําไร่ทํานา เลิกการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ชีวิตครอบครัวเขามีความเจริญรุ่งเรืองทํามาค้าขึ้น จนมั่งมีเงินทองสามารถสร้างวัดได้ ๒ – ๓ แห่ง ทั้งนี้คงเป็นเพราะอานิสงส์ผลบุญที่เขาเอาเรือมารับพระภิกษุผู้ครองศีลบริสุทธิ์ข้ามแม่นํ้าโขง ทั้งตนเองก็มีความเชื่อมั่นและกระทําตามที่หลวงปู่ตื้อสอน ครอบครัวจึงเจริญรุ่งเรืองตามพรที่ท่านให้
เผชิญเหตุการณ์น่าขนพองสยองเกล้า
เมื่อข้ามแม่นํ้าโขงไปฝั่งลาวแล้ว ในเช้าวันหนึ่ง หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ได้อาศัยบิณฑบาตที่หมู่บ้านชาวป่า มี ๔ – ๕ หลังคาเรือน ชาวบ้านพากันมาใส่บาตรด้วยความดีใจ เพราะนานๆ จึงจะมีพระธุดงค์มาโปรดสักที
ชาวบ้านถามว่า “พระคุณเจ้าทั้งสองจะไปไหน” หลวงปู่ตื้อบอกว่าจะมุ่งไปทางเทือกเขาที่มองเห็น แล้วจะลงไปทางแขวงสุวรรณเขต
ชาวบ้านแสดงอาการตกใจ พร้อมทั้งทัดทานว่าอย่าไปทางโน้นเลย เพราะมียักษ์ปีศาจดุร้ายสิงอยู่ คอยทําร้ายคนและสัตว์ที่ผ่านไปผ่านมาทางนั้น
หลวงปู่ทั้งสองกล่าวขอบใจในความหวังดีของชาวบ้าน และบอกว่าท่านทั้งสองได้มอบกายถวายชีวิตให้พระพุทธศาสนาแล้ว แม้ถึงคราวตายก็ไม่เสียดาย ขออย่าได้เป็นห่วงในตัวท่านเลยแล้วท่านก็ออกเดินทางไปในทิศทางดังกล่าว
หลวงปู่ทั้งสองออกเดินทางโดยข้ามลํานํ้าสองแห่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าป่าแถบบริเวณนั้นกลับเงียบกริบ บรรยากาศชวนน่าวังเวง ไม่ได้ยินเสียงสัตว์ต่างๆ ส่งเสียงร้องเรียกกันเลย แม้แต่นกก็ไม่มีให้เห็น ซึ่งดูแล้วผิดแปลกประหลาดและดูเหมือนแตกต่างกว่าป่าธรรมดาทั่วๆ ไปที่เคยเที่ยวธุดงค์ผ่านมาเป็นไหนๆ
พอใกล้คํ่า หลวงปู่ทั้งสองก็มาถึงยอดเขาสูงที่มีลักษณะแปลกประหลาดมาก คือ ยอดเป็นสีดําคล้ายถูกไฟเผา รูปลักษณะดูตะปุ่มตะปํ่าคล้ายหัวคนบ้าง คล้ายหัวตะโหนกช้างบ้าง แปลกไปจากเขาลูกอื่นๆ
หลวงปู่ทั้งสอง เลือกปักกลดค้างคืนข้างลําธารที่มีนํ้าใสไหลผ่านอยู่ที่เชิงเขาลูกนั้น ปักกลดห่างกันประมาณ ๑๐ เมตร เมื่อสรงนํ้าพอสดชื่นแล้ว ต่างองค์ก็นั่งสงบภาวนาภายในกลดของตน ทั้งสององค์ต่างตระหนักในความประหลาดของสถานที่นั้น ไม่ได้พูดอะไรกัน เพียงแค่นั่งสงบภาวนาอยู่ภายในกลด
ประมาณ ๕ ทุ่ม หลวงปู่แหวนก็ออกจากกลดเตรียมจะเดินจงกรม หลวงปู่ตื้อออกตามมาและพูดว่า “ผมรู้สึกว่าที่นี่วิเวกผิดสังเกตนะ”
หลวงปู่แหวน ตอบ “ผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน”
พูดกันแค่นี้แล้วต่างองค์ต่างก็เดินจงกรมในทางเดินจงกรมของตน
ต่อจากนั้นไม่นาน ทันใดนั้นเองพลันมีเสียงกรีดแหลมลึกและเยือกเย็นดังลงมาจากยอดเขารูปประหลาดนั้น สําหรับปุถุชนคนทั่วไปแล้ว เสียงนั้นแหลมลึกบีบเค้นเขย่าขวัญสั่นประสาทจนกลัวขนลุกและรู้สึกเสียวลงไปถึงหัวใจทีเดียว
หลวงปู่ตื้อถามพอได้ยินว่า “ท่านแหวนได้ยินแล้วใช่ไหม”
หลวงปู่แหวน ตอบด้วยเสียงเรียบๆ ว่า “ผมกําลังฟังอยู่”
เสียงกรีดร้องนั้นใกล้เข้ามาทุกขณะ ฟังแล้วน่าขนพองสยองเกล้า ทั้งสององค์คงเดินจงกรมอยู่เงียบๆ ตามปรกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ป่านั้นเงียบสงัดจริงๆ เสียงนกเสียงแมลงก็ไม่มี ครั้นแล้วเกิดพายุปั่นป่วนมาอย่างกะทันหัน ชนิดไม่มีเค้ามาก่อนเลย ต้นไม้โยกไหวรุนแรงราวกับจะถอนรากออกมา อากาศพลันหนาวเย็นวิปริตขึ้นมาทันที
พลันปรากฏร่างประหลาดสูงใหญ่ขึ้นร่างหนึ่ง ตัวดํามะเมื่อม สูงราว ๗ ศอก มีขนยาวรุงรังคล้ายลิงยักษ์ แต่หน้าคล้ายวัวควาย ตาโปน มือสองข้างยาวลากดิน มันก้าวเข้ามาอยู่ห่างจากหลวงปู่ทั้งสองประมาณ ๑๐ เมตรเห็นจะได้
สัตว์ประหลาดนั้นส่งเสียงร้องโหยหวนขึ้น พลันพายุนั้นก็สงบลง แสดงว่ามันมีอํานาจเหนือธรรมชาติ สัตว์ประหลาดนั้นส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงร้ายกาจเหมือนกลิ่นศพที่กําลังขึ้นอืด มันแสดงอํานาจโดยกระทืบเท้าเสียงดังสนั่นจนแผ่นดินสะเทือน
หลวงปู่แหวนเล่าในภายหลังว่า ท่านไม่รู้สึกกลัว แต่ขนลุกซู่ซ่าไปหมด เพราะไม่เคยเห็นสัตว์ประหลาดอย่างนั้นมาก่อน ยังไม่รู้ว่าเป็นปีศาจหรือสัตว์อะไรแน่ ท่านได้กําหนดสติไม่ให้ใจคอวอกแวก พร้อมทอดสายตาไปยังสัตว์ประหลาดนั้น แล้วกําหนดจิตแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปยังร่างนั้น กระแสจิตอันเกิดจากศีลบริสุทธิ์และจากพลังแห่งบารมีธรรมของหลวงปู่แหวนที่ท่านได้บําเพ็ญเพียรมา ทําให้สัตว์ร่างยักษ์นั้นหยุดร้อง หยุดส่งกลิ่นเหม็น แสดงว่ามันรับกระแสจิตแห่งเมตตาธรรมนั้นได้ มันค่อยๆ ทรุดร่างลงนั่งยองๆ แล้วเอามือสองข้างยันพื้นไว้ ทําท่าแสดงความนอบน้อมต่อท่าน
หลวงปู่ตื้อ พูดพอได้ยินว่า “ท่านแหวนทําดีมาก” พร้อมทั้งเดินมาสมทบ แล้วพูดขึ้นว่า“เขาแบกหามบาปหาบทุกข์อันมหันต์ เขามาหาเราเพื่อให้ช่วยปลดทุกข์ให้เขานะ เขาสร้างกรรมไว้มาก เมื่อตายจากมนุษย์แล้วต้องมาเป็นปีศาจอสุรกาย ทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่”
หลวงปู่แหวนได้กําหนดจิตถามดูก็ได้ความว่า สมัยเป็นมนุษย์ เขามีการกระทําที่มากล้นด้วยตัณหาและความโลภ คือ ละเมิดศีลข้อ ๒ และข้อ ๓ คือ ประพฤติผิดข้อขโมยลักทรัพย์ และข้อกาเมสุมิจฉาจาร ล่วงเกินหญิงอื่นที่มีเจ้าของอยู่เสมอ เมื่อตายไปแล้วจึงต้องมารับโทษรับกรรมเป็นปีศาจอสุรกาย รับทุกข์ทรมานอยู่ที่นั่นมากกว่าร้อยปีแล้ว
ปีศาจอสุรกายนั้นดูท่าทางอ่อนลงไปมาก มันร้องไห้ครํ่าครวญอย่างเวทนาน่าสงสารมากและได้วิงวอนขอความเมตตาจากพระคุณเจ้าทั้งสอง โปรดสงเคราะห์ให้เขาได้พ้นทุกข์ทรมานนั้นด้วยเถิด
หลวงปู่แหวนได้พิจารณาเห็นว่า “เขาสร้างกรรมสลับซับซ้อนเหลือเกิน ใครจะช่วยเขาได้”พลันหลวงปู่ตื้อก็ตอบมาในสมาธิว่า “กรรมเป็นเรื่องสลับซับซ้อนลึกซึ้งอยู่ก็จริง แต่บางทีพระผู้มีศีลบริสุทธิ์และมีบารมี เช่น ท่านแหวน ก็อาจจะช่วยให้เขาพ้นจากทุกข์ทรมานนั้นได้ ลองอ่านพระคาถา หรือเทศนาธรรมให้เขาฟังดูสิ”
หลวงปู่แหวนได้กําหนดจิตว่าพระคาถา แล้วเทศนาให้เขาสํานึกบาปบุญคุณโทษ เขาค่อยๆ คลายความกังวลลง ก้มลงกราบด้วยความซาบซึ้งใจ
“พระคุณเจ้า ข้าพเจ้าได้กําหนดจิตพิจารณาตามกระแสธรรมของท่านแล้ว เกิดแสงสว่างกับข้าพเจ้าอย่างมหัศจรรย์ และข้าพเจ้าได้เห็นสภาวธรรรม คือ ชาติ ชรา มรณะ อันเป็นทุกข์เป็นธรรมดาของสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้วพระคุณเจ้า”
สีหน้าเขาดูสดชื่นขึ้น ก่อนที่เขาจะจากไปนั้น เขาก็ได้ก้มลงกราบหลวงปู่ทั้งสององค์อีกครั้ง ด้วยความสํานึกในบุญคุณของพระคุณเจ้าทั้งสองที่ได้เมตตาสงเคราะห์ช่วยเหลือเขา มิฉะนั้นแล้ว เขาจะต้องเสวยวิบากกรรมทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนั้น โดยไม่มีใครมาช่วยเหลือให้เขาพ้นจากทุกข์ทรมานนั้นได้เลย แล้วร่างนั้นก็พลันหายไป
หลังจากที่หลวงปู่ทั้งสองได้เมตตาสงเคราะห์โปรดปีศาจอสุรกายตนนั้นแล้ว ท่านทั้งสองก็ได้จาริกเดินธุดงค์ต่อไป
ผจญผีกองกอย – ชาวป่าข่าระแด
เมื่อหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ จาริกมาถึงเทือกเขาใหญ่ทิศใต้ แขวงคําม่วน เป็นป่าดงเย็นอึมครึม เชื่อมโยงลงไปถึงแขวงสุวรรณเขต
ในตอนเย็น พบสถานที่เหมาะจึงปักกลดพักภาวนาที่หุบเขาใต้เงื้อมผาแห่งหนึ่ง ทั้งสององค์ปักกลดห่างกันพอสมควร คืนนั้นต่างองค์ต่างบําเพ็ญเพียรอยู่ในกลดเป็นปกติ
ประมาณ ๓ ทุ่ม ในป่าดงเช่นนั้นดูเงียบสงัดวังเวง พลันก็ได้ยินเสียงประหลาดคล้ายเสียงนกกลางคืนร้อง “ก๋อย ก๋อย ก๋อย”
เสียงนั้นดังใกล้เข้ามา แล้วดังรับกันล้อมรอบไปทั่วทิศ เสียงบีบเข้ามา “ก๋อย ก๋อย ก๋อย” และมีแสงคบไฟนับสิบๆ ดวงมาจากเสียงนั้น ทําให้มองเห็นตัวผู้ถือได้ถนัด
ร่างนั้นเป็นมนุษย์ร่างประหลาด ขนาดเด็กอายุ ๑๓ – ๑๔ ปี ผอม พุงโร ผิวคลํ้า ผมเผ้ารุงรัง จมูกแบน บ่งบอกว่าเป็นคนป่า ทุกคนมีอาวุธประจําตัวคือ “หน้าทึ่น” คล้ายธนูแต่เล็กกว่าใช้คล่องตัวในป่า พวกเขาสะพายกระบอกไม้ไผ่ใส่ลูกดอกอาบยาพิษ
คนป่าร่างเล็กนั้นส่งเสียงรับกันเป็นทอดๆ โอบล้อมกลดธุดงค์เข้ามา พอได้ระยะก็พากันยกหน้าทึ่นเล็งเข้ามายังกลดทั้งสอง
หลวงปู่ตื้อร้องบอกพอได้ยินว่า “ท่านแหวนระวัง” แล้วทั้งสององค์ก็กําหนดจิตหลับตาเข้าฌานทันที เป็นไปโดยอัตโนมัติ ปรากฏว่าลูกดอกอาบยาพิษที่ระดมยิงมานั้นตกร่วงพรูห่างจากกลดทั้งสองเป็นวา เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก
พวกชาวป่าต่างพากันแปลกใจ ร้อง “ก๋อย ก๋อย ก๋อย” ดังกระหึ่ม แล้วระดมยิงลูกดอกอีก ๒ – ๓ รอบ ก็ปรากฏผลเช่นเดิม คือ ลูกดอกตกลงดินก่อนจะไปถึงกลด ทําเอาพวกเขาตกใจกลัว ร้อง “ก๋อย ก๋อย ก๋อย” แล้วต่างก็วิ่งหนีหายไปในความมืด
เมื่อคนป่าหนีกลับไปหมดแล้ว หลวงปู่ทั้งสองจึงได้ออกมานอกกลด หลวงปู่ตื้อ ถามว่า “เป็นไงท่านแหวน ตับไตไส้พุงของท่านยังดีอยู่หรือ?”
หลวงปู่แหวน ตอบไปว่า “ผมนั่งรออยู่ในกลด ให้พวกเขาเอาตับไตไส้พุงผมไปกิน ทําไมมันไม่เอาก็ไม่รู้”
ทั้งสององค์ได้เดินจงกรมไปจนดึก แล้วเข้าทําสมาธิต่อภายในกลดไปจนสว่าง
ตอนเช้าพวกคนป่ากลุ่มนั้นเข้ามาด้อมๆ มองๆ ด้วยความเกรงกลัว หลวงปู่ทั้งสองแสดงท่าทางให้พวกเขาเข้ามา ต่างก็ค่อยๆ เข้ามาหาด้วยอาการเนื้อตัวสั่นเทา มาหมอบนิ่งเอาหัวซุกดินคล้ายสํานึกผิดและขอขมา
พวกเขาเป็นพวกข่าระแด เป็นคนป่ากลุ่มหนึ่ง ชอบล่ามนุษย์เผ่าอื่นที่ล่วงลํ้าเข้ามา แล้วเอาเนื้อแบ่งกันกิน
พวกข่าระแด ได้นิมนต์หลวงปู่ทั้งสองไปยังที่พักของพวกเขา พร้อมจัดอาหารป่ามาถวายก็มีเนื้อย่าง ๒ ก้อน ได้ความว่าเป็นเนื้อของคนแก่ซึ่งยอมสละชีวิตของตนเองให้เป็นอาหารของลูกหลาน แต่หลวงปู่ทั้งสองไม่ได้ฉัน เพราะพระวินัยห้ามพระภิกษุฉันเนื้อมนุษย์
การกระทําอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนของพวกชาวป่าข่าระแด ที่ฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้นเป็นการสร้างบาปสร้างกรรมอย่างหนักมีโทษมหันต์ หลวงปู่ทั้งสองจึงได้เมตตาอยู่เพื่อโปรดสงเคราะห์พวกชาวป่าข่าระแดอยู่หลายวัน ท่านทรมานและสั่งสอนพวกเขาให้เลิกการฆ่ามนุษย์ด้วยกัน และเมื่อเห็นว่าพวกเขาเห็นโทษ ยอมรับสํานึกผิด และเชื่ออย่างจริงใจแล้ว ท่านทั้งสองก็ออกเดินทางธุดงค์ต่อไป จากที่พวกเขามุ่งมาจ้องเอาชีวิตท่านทั้งสอง กลับกลายเป็นความเคารพเลื่อมใสศรัทธา ฉะนั้น การจากไปของท่านทั้งสอง จึงจากด้วยความผูกพันและความโศกเศร้า ท่ามกลางเสียงรํ่าไห้ครํ่าครวญแสดงถึงความอาลัยอาวรณ์ของพวกเขายิ่งนัก
ธุดงค์ในป่าดงพงไพรเต็มไปด้วยภยันตราย
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ คู่สหธรรมิก เมื่อได้อําลาจากพวกชาวป่าข่าระแดแล้วในเวลาต่อมาท่านทั้งสองได้ออกเดินเท้าธุดงค์มาทางแขวงสุวรรณเขต หรือ แขวงสะหวันนะเขต ตามที่ได้ตั้งใจไว้แต่แรกของการออกแสวงหาสถานที่วิเวกเงียบสงัดตามป่าเขาลําเนาไพร เพื่อบําเพ็ญภาวนาต่อไป
ป่าดงพงไพร เป็น “มหาวิทยาลัยป่า” ในทางพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่กําจัดปัดเป่าความเกียจคร้านและความกลัวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี การอยู่ป่ารกชัฏ ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่นแทบไม่เห็นดวงตะวันแล้วยังเต็มไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้าย และภยันตรายต่างๆ ทั้งจากภพภูมิสิ่งลึกลับอันมีวิญญาณ เปรต ผี ปีศาจ อสุรกาย พญานาค ตลอดเทวดาต่างๆ ฉะนั้น พระธุดงค์จึงต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ต้องมีสติควบคุมกายและใจ ไม่ให้ประมาท ต้องรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์ ไม่ล่วงเกินให้ด่างพร้อย และต้องตั้งใจบําเพ็ญเพียรภาวนา
สัตว์ร้ายที่เป็นอันตรายและภพภูมิสิ่งลึกลับ เป็นเครื่องเตือนสติไม่ให้พระธุดงค์เกียจคร้านต่อการประกอบความพากเพียรภาวนา มิฉะนั้นแล้วอาจถูกสัตว์ป่าเหล่านั้นและภพภูมิสิ่งลึกลับคุกคามทําอันตรายได้ ด้วยเหตุนี้พระธุดงค์ที่เข้าป่าใหม่ๆ จึงได้สภาพแวดล้อมในป่านั้น ช่วยในด้านการบําเพ็ญสมาธิภาวนาเป็นอย่างมาก เพราะกลัวตายจึงต้องเร่งภาวนา โดยไม่เห็นแก่การหลับการนอน
สําหรับพระธุดงค์ที่เข้าป่าบําเพ็ญเพียรภาวนามานาน ท่านฝึกจิตทรมานใจจนแก่กล้าแล้ว ท่านย่อมมีจิตใจที่อยู่เหนืออํานาจความกลัวใดๆ แม้แต่ความตาย ท่านก็ไม่กลัว ท่านยอมสละซึ่งชีวิตของท่านเพื่อแลกกับธรรม ท่านจึงกล้าหาญไปไหนมาไหนตามลําพังองค์เดียวได้ เพราะจิตใจของท่านมั่นคง เนื่องจากได้ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มามากมาย เมื่อเกิดเหตุการณ์ผจญภัยกับสัตว์ร้าย เช่น เจอเสือร้ายซึ่งๆ หน้า ท่านกําหนดจิตเข้าสู่สมาธิธรรมแล้ว อํานาจธรรมนั้นย่อมคุ้มครองท่านให้ปลอดภัยได้ เจอช้างขณะกําลังเดินจงกรม ท่านก็ยอมสละตาย เดินจงกรมกลับไปกลับมาโดยไม่สนใจว่ามันจะมุ่งตรงเข้ามาทําร้าย เป็นต้น อีกทั้งท่านย่อมพิจารณาคุณและโทษน้อมไปในทางไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่านเล็งแลเห็นสัตว์ป่าทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ท่านจึงแผ่เมตตาให้สัตว์ป่าทั้งหลายโดยไม่มีประมาณสัตว์ป่าจึงคุ้นเคยและเข้ากับพระธุดงค์ได้เป็นอย่างดี ด้วยเห็นเพศของพระที่ห่มจีวรสีกรักเป็นเพศที่สงบร่มเย็นและไม่มีพิษมีภัยต่อมัน
การอยู่รุกขมูลตามป่าตามเขาในสถานที่วิเวกเงียบสงัดอันเป็นที่สัปปายะนั้น เมื่อพิจารณาต้นไม้ ใบหญ้า สัตว์ป่า ตลอดธรรมชาติแวดล้อมรอบกาย ย่อมส่งเสริมจิตใจที่วุ่นวายให้สงบระงับเมื่อจะทําสมาธิภาวนาก็เกิดเป็นสมาธิได้ง่าย และเมื่อก้าวออกพิจารณาทางด้านปัญญา รู้แจ้งในธรรม เห็นมรรคผลนิพพาน ก็เกิดปัญญาได้ง่ายกว่าอยู่ในบ้านในเมืองที่มีแต่ความพลุกพล่านเกลื่อนกล่นวุ่นวายด้วยประการทั้งปวง
การเดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดงเข้าไปบําเพ็ญเพียรภาวนาในสถานที่เช่นนั้น ต้องเดินทางไกลบ้าง ต้องปีนขึ้นเขาลงเขาบ้าง ข้ามลําห้วยลําธารบ้าง เป็นการฝึกทางด้านร่างกาย ย่อมเกิดความทรหดอดทน การเข้าไปอยู่ตามถํ้าใกล้ที่อยู่ของเสือบ้าง ที่อยู่อาศัยของงูใหญ่อสรพิษร้ายบ้าง มีเสียงเสือร้องคํารามก้องป่าบ้าง มีโขลงช้างผ่านไปผ่านมาบ้าง เป็นการฝึกทางด้านจิตใจ ย่อมเกิดความกลัวจนต้องอดหลับอดนอน ต้องฝึกสติ การฝึกด้วยวิธีการเหล่านี้จัดเป็นอุบายแยบคายภาวนาที่จะทรมานร่างกายและจิตใจให้หายพยศไปตามลําดับขั้นตอน นอกจากนี้ยังต้องประสบกับไข้ป่าที่เป็นง่ายแต่หายได้ยากและอาจเป็นอันตรายถึงขั้นตายได้ นักปฏิบัติเมื่อภาวนาไปแล้วอาการไข้ป่าดีขึ้นย่อมได้รับกําลังใจเป็นอันมาก ทั้งความอดอยากขาดแคลนในอาหารการขบฉัน แต่การฉันน้อยหรือการอดอาหารนั้น ย่อมไม่โงกง่วงและทําให้การภาวนาก้าวหน้าได้ผลดี
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านทั้งสองได้ธุดงค์ล่องลงใต้ไปถึงแขวงจําปาศักดิ์ ชนิดที่ไม่ได้จดจําเอาใจใส่ในวันเวลาที่ผ่านไปวันแล้ววันเล่า เพราะจิตใจมีแต่ความร่าเริงเบิกบานในธรรมที่เพียรเพ่งแผดเผากิเลสอย่างไม่ท้อถอยอ่อนกําลัง และไม่แสดงอาการอ่อนแอยอมแพ้ต่อกิเลสมาร มีตัวตัณหาอวิชชาเป็นคู่ต่อสู้อยู่บนหัวใจ จําเป็นต้องใช้กําลังใจที่เข้มแข็งแก่กล้า ชนิดยอมตายถวายชีวิตได้ จึงจะสามารถทําลายเข่นฆ่ากิเลสออกจากใจ และสามารถบรรลุถึงภูมิจิตภูมิธรรมแต่ละขั้น แต่ละตอน ตามวิถีทางแห่งอริยมรรคได้
ทางฝั่งลาวเป็นป่าทึบและมีภูเขามาก ฝนตกชุกแทบทุกวัน บางครั้งฝนตกติดต่อกันนานถึง๑๐ วัน ๑๐ คืนก็มี หลวงปู่ทั้งสองต้องผจญกับความทุกข์ยากลําบาก ไหนจะต้องเปียกฝนทนทุกข์ไหนจะต้องต่อสู้ทนทุกข์กับความหนาว ไหนจะต้องต่อสู้ทนกับความอดอยากหิวโหย ยิ่งถ้าเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยแล้วก็ไม่มียาจะรักษา ก็ต้องอาศัยธรรมโอสถ
ความอดอยากขาดแคลนในปัจจัยสี่ มีอาหารบิณฑบาต บางวันก็ไม่ได้อาหาร บางวันก็ได้เล็กน้อยไม่พอฉัน นับเป็นความทุกข์ยากลําบากอย่างยิ่ง สําหรับที่อยู่อาศัยและเครื่องนุ่งห่มนั้นแทบไม่ต้องกล่าวถึง เพราะมุ้งกลด สบง จีวรเปียกชุ่มไปด้วยนํ้าฝน แต่ท่านทั้งสองก็ต้องอดทนต่อสู้ฟันฝ่ามาได้
หลวงปู่แหวน เล่าให้พระเณรรุ่นหลังฟังว่า “ขณะธุดงค์อยู่ในป่า ฝนฟ้าตกหนักจนเปียกโชกไปหมด ต้องทนหนาวเหน็บ และอดอาหารอยู่หลายวันหลายคืนอย่างนั้น สิ่งที่จะต้องระวังที่สุด ก็คืออารมณ์กลัวตาย ที่อาจจะฟุ้งซ่านขึ้นมาได้ง่ายๆ”
ท่านเล่าว่าเคยมีพระธุดงค์หนุ่มบางรูป ทนความลําบากขาดแคลนกันดารในปัจจัยสี่ไม่ไหว และไหนจะลําบากในการประกอบความเพียร คือ ฝึกสมาธิทรมานจิตที่แสนคะนองโลดโผนประจํานิสัยมาแต่เดิม ไม่สามารถจะบังคับจิตอันมีความพยศให้อยู่ในขอบเขตร่องรอยที่ต้องการได้ ความลําบากเพราะเดินจงกรมนาน นั่งภาวนานาน เกิดทุกขเวทนาทรมานร่างกายจิตใจ และหิวโหยโรยแรง เพราะอดอาหาร เป็นต้น ทําให้พระธุดงค์ท้อแท้ใจ หมดสิ้นความมานะพยายาม ต้องหนีกลับบ้านกลับเมืองในที่สุด
ดังนั้น พระธุดงคกรรมฐานจะต้องมีจิตใจกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ไม่กลัวตาย เพราะรัตนะของเราชาวพุทธนั้นเกิดท่ามกลางกองทุกข์ ฉะนั้น จะต้องยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งที่ระลึกเสมอว่า พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหลายในอดีต กว่าท่านจะมาเป็นรัตนะองค์ประเสริฐ ให้พุทธบริษัทได้กราบไหว้บูชา ท่านเคยผ่านความทุกข์ยากลําบากและความอดอยากขาดแคลนอย่างแสนสาหัสกว่านี้มาก่อน ท่านยังทนได้สู้ได้ เราจะต้องปฏิบัติตามท่านให้ได้ จะต้องกล้าหาญ อดทน คือ ทนต่อสภาพอากาศ ทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วยและทุกข์ทรมานต่างๆ ทนต่อความหิวโหย ทนต่อความเปลี่ยวกายเปลี่ยวใจไร้เพื่อนฝูงและครูบาอาจารย์ผู้เคยอบรมสั่งสอน
ที่สําคัญอีกอย่าง คือ พระธุดงคกรรมฐานจะต้องฝึกจิตฝึกใจให้กล้าแข็งต่อแรงพายุอารมณ์กิเลสมาร ความฟุ้งซ่านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากใจของตัวเอง พายุอารมณ์หลอกลวงเหลวไหลเป็นมายาจิต ตัวกิเลสนี้แหละเป็นตัวการสําคัญร้ายกาจ คอยทําลายความเพียรภาวนาของพระธุดงค์ เป็นตัวการใหญ่ คอยกีดขวางทางดําเนินเพื่อมรรคผลนิพพานต่อไปได้
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ยังธุดงค์ผจญกับภยันตรายต่อไปอย่างไม่หวั่นเกรงครั่นคร้าม ครั้งหนึ่งหลวงปู่แหวนถึงกับเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ท่านก็รอดตายมาราวกับปาฏิหาริย์ สาเหตุเพราะบุญญาบารมีที่ท่านสั่งสมบําเพ็ญมาด้วยดีในอดีตชาตินั่นเอง
หลวงปู่แหวนถูกผีพรายนํ้าดึงขาจนเกือบมรณภาพ
การผจญภัยของหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ตลอดเวลาอันยาวนานที่ออกธุดงค์จาริกร่วมกันยังมีต่อไป โดยในช่วงวัยหนุ่มขณะมีอายุพรรษายังไม่มาก หลวงปู่ทั้งสองมักจะเดินธุดงค์ไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่เสมอ ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กันบุกป่าฝ่าดงไปตามป่าเขาลําเนาไพร พื้นที่ตรงไหนที่เห็นว่ามีความเหมาะสมสําหรับการเจริญภาวนา แม้ว่าเส้นทางนั้นจะคดเคี้ยวยากลําบากเพียงใด แม้ว่าสถานที่ที่ไปนั้นจะน่าหวาดกลัวเพียงใดก็ตาม ท่านทั้งสองก็จะไป ด้วยปณิธานในการออกบวชที่แน่วแน่มั่นคงเหมือนกัน คือ เมื่อได้กราบถวายตัวเป็นพระศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตครูบาอาจารย์แห่งยุคแล้ว ก็มุ่งปฏิบัติภาวนาเพื่อมรรคผลนิพพานเหมือนกัน
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อมักจะเผชิญกับประสบการณ์ต่างๆ ร่วมกันอยู่เสมอ ทั้งดีบ้าง ร้ายบ้าง สลับกันไป และในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เช่นกัน ท่านทั้งสองได้ออกเดินทางจาริกธุดงค์บริเวณเขตป่า เขตเทือกเขาพนมดงรักมาเรื่อยๆ เมื่อเข้าไปสุดเขตป่าลึกนั้น ท่านได้ไปพบกับพื้นที่ที่เป็นทางขาด มีธารนํ้าขวางกั้นอยู่ หลวงปู่ทั้งสองตั้งใจว่าจะข้ามไปยังอีกฝั่ง แต่ว่าพื้นที่นั้นกลับไม่มีสะพานหรือเรือเล็กๆ จอดอยู่เลย แม้ลํานํ้านั้นจะไม่กว้างนัก แต่ก็ไม่อยู่ในระยะที่มนุษย์ธรรมดาจะกระโดดข้ามไปได้แน่นอน หลวงปู่ทั้งสองจึงตกลงกันว่า วันพรุ่งนี้คงจะต้องเดินลุยนํ้าและอาจจะต้องว่ายนํ้าข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งก็คงไม่เป็นปัญหาสําหรับพระภิกษุในวัยหนุ่มที่ยังมีเรี่ยวแรงและกําลังวังชาอยู่พอสมควร แต่ทว่าในเวลานี้เป็นเวลาเริ่มที่จะคํ่าแล้ว พระอาทิตย์ใกล้ที่จะตกดิน
ในคืนวันแรกหลวงปู่ทั้งสองจึงตั้งใจว่าจะปักกลด นั่งเจริญภาวนาอยู่ที่ตรงริมฝั่งลํานํ้านี้ก่อน ในคืนวันนั้นในขณะที่หลวงปู่ทั้งสองได้แยกย้ายกันไปทํากิจวัตรของแต่ละองค์ หลวงปู่ตื้อท่านก็ออกมาเดินสํารวจบริเวณพื้นที่รอบๆ บริเวณนั้น เผื่อว่าจะเดินจงกรมต่อไป ในขณะที่หลวงปู่ท่านกําลังทอดตามองออกไปเรื่อยๆ ในลํานํ้าที่ในยามนี้ที่มีแต่ความมืดมิดและวิเวกวังเวงของยามคํ่าคืน สายตาของหลวงปู่ตื้อก็ปะทะกับดวงตาประหลาดในลํานํ้าที่จ้องมายังท่าน ดวงตานั้นคล้ายดวงตาของผู้หญิงที่มีทั้งความน่ากลัวและความดุร้ายอยู่ในนี้ สายตานั้นจ้องมามายังหลวงปู่อย่างไม่ลดละจนหลวงปู่ยืนตัวแข็งนิ่งไม่ไหวติง เหมือนถูกสะกด จนชั่วระยะหนึ่ง หลวงปู่แหวนเห็นผิดสังเกตจึงลุกออกจากกลด เดินไปสะกิดที่ไหล่ของหลวงปู่ตื้อแล้วถามท่านว่า “ท่านตื้อมีอะไรหรือ เห็นอะไรหรือ” เมื่อมีพระอีกรูปหนึ่งเดินมาสะกิด ดวงตาประหลาดในลํานํ้าก็สะบัดตัวกลับ แล้วผุดหายไปในความมืดของลํานํ้าทันที คงเหลือแต่ฟองนํ้าที่ผุดขึ้น เห็นเป็นรอยเรืองแสงรางๆ
“ไม่มีอะไรหรอกท่านแหวน ผมคงจะตาฝาดไปน่ะ” หลวงปู่ตื้อตอบ
ณ เวลานั้น หลวงปู่ทั้งสองนั้นยังอยู่ในช่วงวัยหนุ่ม เป็นพระที่ยังอ่อนพรรษา และเริ่มฝึกปฏิบัติธรรม การพูดอะไร การเห็นอะไร จึงยังคงไม่กล้าที่จะยืนยันได้ว่า ที่เจอนั้นคืออะไร เห็นจริงหรือเปล่าหรือเป็นอาการที่จิตหลอกให้หลง เมื่อไม่มีอะไรแล้วท่านทั้งสองจึงแยกย้ายกันกลับเข้าไปในกลดของตน เพื่อพักผ่อนอิริยาบถและเจริญเมตตาภาวนาต่อไป เพราะในวันพรุ่งนี้อาจจะต้องว่ายนํ้า เพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งของลํานํ้า
ผ่านพ้นไปหนึ่งคืน แสงแดดของวันใหม่ก็สาดส่องเข้ามา หลวงปู่ทั้งสองจัดแจงจัดเก็บเครื่องอัฐบริขารแล้วก็เตรียมตัวที่จะข้ามฝั่ง โดยนัดแนะกันว่าหลวงปู่ตื้อจะลงนํ้าลุยข้ามไปก่อน เพราะต้องเอาเชือกไปผูกที่โคนต้นไม้อีกฝั่ง เพื่อที่จะเอาเครื่องอัฐบริขารและกลดแขวนห้อยชักรอกดึงข้ามลํานํ้าไป โดยหลวงปู่แหวนจะคอยส่งอยู่ที่ฝั่งหนึ่ง เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ตื้อก็ลงไปในนํ้า ลุยข้ามไปที่ฝั่ง แล้วก็จัดแจงเอาเชือกผูกที่โคนต้นไม้ใหญ่บริเวณริมฝั่งนั้น
ในคราวที่หลวงปู่ตื้อลุยข้ามไปนั้นไม่มีอะไร จากนั้นหลวงปู่แหวนก็เอาเชือกคล้องไปที่โคนต้นไม้ในฝั่งที่ยืนอยู่ เพียงชั่วระยะเวลาไม่นานก็เสร็จกิจโดยสําเร็จ นําสิ่งของเครื่องใช้นําข้ามไปเรียบร้อย ก็ถึงคราวที่หลวงปู่แหวนจะลงไปในนํ้า เพื่อที่จะข้ามฝั่งไป จะได้ออกเดินธุดงค์ต่อไปได้ เมื่อหลวงปู่ก้าวลงไปในลํานํ้า เพียงแค่เท้าเหยียบสัมผัสกับผิวนํ้า ก็รู้สึกได้เลยว่า ในวันนี้ผิดปรกตินํ้ามันเย็นเยือกผิดสังเกต เย็นจนผิวหนัง ผิวกาย ขนลุกซู่ชูชันอย่างบอกไม่ถูก ท่านค่อยๆ เดินลงลุยนํ้า ลงไปเรื่อยๆ จากบริเวณริมฝั่งที่เป็นนํ้าตื้น แล้วเข้าสู่บริเวณที่เป็นนํ้าลึก บางช่วงก็เดินได้แต่บางช่วงที่ลึกเกินไปก็ต้องลงมือว่ายนํ้า
หลวงปู่แหวนเห็นหลวงปู่ตื้อยืนรออยู่ที่ฝั่ง เมื่อท่านมาถึงกลางลํานํ้าแล้ว ฉับพลันทันใดนั้นเอง ท่านก็รู้สึกถูกกระตุกที่ขาอย่างรุนแรง เหมือนกับว่ามันติดอะไรอยู่ ความรู้สึกของหลวงปู่นั้นรู้ได้เลยว่า มีมือจากใต้นํ้าดึงขาท่านอยู่ แรงกระตุกนั้นเริ่มแรงขึ้น แรงขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มดึงท่านให้จมดิ่งลงไปในนํ้า หลวงปู่แหวนเริ่มรู้สึกตกใจแล้ว ท่านพยายามว่ายตะกุย แล้วเรียกหลวงปู่ตื้อหลวงปู่ตื้อเมื่อหันมามองดูหลวงปู่แหวน ก็เห็นว่าท่านนั้นได้จมหายไปในนํ้าแล้ว
หลวงปู่แหวนจมลงไปในนํ้า เพราะโดนอะไรบางอย่างดึงท่านลงไป ขณะนี้ร่างของท่านกําลังจมดิ่ง ลึกลงไปเรื่อยๆ เมื่อหลวงปู่ลืมตาขึ้นมาในนํ้า ท่านก็พบกับใบหน้าของหญิงสาวเบิกตาลุกโพลง มองท่านอย่างประหลาด ใบหน้าของนางสวยแบบหลอนๆ นางยิ้มให้หลวงปู่ แล้วเส้นผมของหล่อน ก็เริ่มเลื้อยรัดขาของหลวงปู่ แล้วถูกดึงให้จมลงไปเรื่อยๆ ในขณะนั้นพระหนุ่มอย่างหลวงปู่แหวน บอกได้เลยว่า สติท่านนั้นกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว ทําอะไรไม่ถูกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง กินนํ้าเข้าไปก็หลายอึก
ในขณะที่ลมหายใจกําลังเริ่มจะหมดลม ตัวสติของท่านก็เริ่มกลับคืนมา ท่านเริ่มย้อนไปถึงหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นครูบาอาจารย์ของท่าน ถ้าหากว่าท่านตายลงในวันนี้ เห็นทีก็คงจะเสียชาติเกิดแล้ว ยังไม่ได้ค้นหาหนทางที่จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารเลย และแล้วหลวงปู่แหวนก็เริ่มสงบจิต สวดคําแผ่เมตตาในใจ ขอเทวดาอารักษ์ในพื้นที่ป่าแห่งนี้ ได้โปรดช่วยให้ท่านได้พ้นจากคราวเคราะห์สักครั้งหนึ่ง และขอให้สัตว์ทั้งหลายอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ฉับพลันผมที่สยายรัดขาและลําตัวของหลวงปู่ ก็หลุดออกโดยพลัน
ทันใดนั้นเอง หลวงปู่แหวนก็รู้สึกว่าเหมือนมีมือปริศนาเอื้อมมาดึงที่แขนของท่าน ช่วยให้ท่านโผล่พ้นขึ้นจากผิวนํ้า ทันทีที่ร่างของหลวงปู่แหวนโผล่ขึ้นมาบนผิวนํ้า หลวงปู่ตื้อก็รีบกระโจนลงในนํ้า ดึงท่านขึ้นมาที่ริมฝั่งทันที ทั้งลากทั้งฉุดขึ้นมาอย่างทุลักทุเล หลวงปู่ตื้อเล่าว่า ในตอนนั้นใบหน้าของหลวงปู่แหวนเขียวคลํ้าไปหมดแล้ว ทั้งสําลักนํ้าออกมาหลายอึก แต่ว่าสติของท่านนั้นยังดีพร้อม หลวงปู่ทั้งสองนั่งหอบอยู่ที่ริมฝั่งอยู่พักหนึ่ง ก็รีบเก็บเครื่องอัฐบริขารและกลดเดินออกไปจากบริเวณนั้นทันที
เมื่อทุกอย่างเริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลวงปู่ทั้งสองก็เดินคุยกันไปตลอดทางว่า เหตุการณ์ที่ผ่านที่พบมาสักครู่นี้มันคืออะไร หลวงปู่ตื้อก็เล่าในสิ่งที่ท่านพบเห็น ดวงตาของหญิงสาวประหลาดในลํานํ้าเมื่อคืนให้ท่านฟัง ซึ่งลักษณะที่หลวงปู่ตื้อได้เล่านั้น ก็ตรงกับที่หลวงปู่แหวนได้พบเห็นหญิงสาวในนํ้าทุกประการ จึงสรุปกันออกมาว่าน่าจะเป็นผีพรายนํ้านั่นเอง
อีกหลายปีหลังจากนั้น หลวงปู่ทั้งสองจึงมารู้ทีหลังว่า พื้นที่บริเวณแถบนั้นที่ท่านทั้งสองได้ผ่านพบ ได้หลงเข้าไปเป็นพื้นที่อาถรรพ์ ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันว่า มีคนมาตายตรงนั้นบ่อยๆ โดยศพมักจมอยู่กับพื้นนํ้า ไม่ลอยขึ้นมาเหมือนศพจมนํ้าทั่วไป ซึ่งว่ากันว่าเพราะมีผีนางพรายนํ้าที่ดุร้ายคอยฉุดและดึงคนที่ลงไปในนํ้าแถวนั้นลงไปนั่นเอง ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของหลวงปู่แหวนที่ยังไม่ถึงคราวเคราะห์ถึงแก่กาลมรณภาพ เป็นเพราะวาสนาบารมีธรรมของท่านที่จะต้องบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตสาวก เพื่อที่จะสืบทอดและเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป จึงมีมือปริศนาดึงท่านขึ้นมา ซึ่งจนถึงทุกวันนี้หลวงปู่แหวนก็ยังไม่ทราบว่ามือนั้นคือมือของใคร
จากการสอบถามแล้ว หลวงปู่ตื้อก็บอกว่า “ไม่ใช่มือท่านดึงขึ้นมาพ้นนํ้าแน่นอน เพราะในตอนนั้นหลวงปู่แหวนจมอยู่ใต้นํ้าลึก ท่านกระโจนลงไปช่วย ก็ตอนที่หลวงปู่แหวนโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวนํ้าแล้ว” แต่ที่แน่ๆ หลวงปู่ทั้งสองก็มีชันษาอายุยืนยาวต่อมาอีกหลายสิบปี และสืบทอดเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ธุดงค์แยกทางกัน
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ในวัยหนุ่มท่านทั้งสองเดินธุดงค์ตามป่าตามเขาร่วมกันอย่างองอาจกล้าหาญ ผ่านความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัสร่วมกันมา ผ่านเหตุการณ์ผจญภัยต่างๆ อย่างน่ากลัวชนิดขนพองสยองเกล้าร่วมกันมา ท่านก็ไม่เคยทอดทิ้งกันเลยแม้แต่น้อย ท่านกลับช่วยเหลือเกื้อกูลกัน คอยดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ก็ยิ่งทําให้ความเป็นคู่สหธรรมิก ความเป็นเพื่อนตายสหายธรรมมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ท่านทั้งสองจึงยิ่งสนิทสนมกลมเกลียวรักใคร่กันและไว้วางใจกัน จนถึงกับเป็นคู่สหธรรมิกที่พึ่งเป็นพึ่งตายกันและสามารถตายแทนกันได้
เรื่องราวความเป็นคู่สหธรรมิกของ หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ นับเป็นคติธรรมอันทรง คุณค่างดงามยิ่งของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ที่ครูบาอาจารย์ได้ฟัง ได้จดจํากันมา และได้นํามาเล่าสืบต่อๆ กันมา จวบจนปัจจุบันนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวที่น่าคิด น่าชวนฟัง และน่าติดตาม ฟังแล้วก็ยิ่งเกิดความซาบซึ้ง ศรัทธา และเกิดความประทับใจในความสัมพันธ์ทางธรรมอันแนบแน่นของหลวงปู่ทั้งสององค์เป็นอย่างดี
จากคําบอกเล่าของครูบาอาจารย์ บอกว่า หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ร่วมธุดงค์กันมาจนถึงแขวงสุวรรณเขต ตามที่ตั้งใจไว้ จากนั้นได้เดินธุดงค์ลงใต้ไปถึงแขวงจําปาศักดิ์ ด้วยหลวงปู่ทั้งสององค์มีจิตใจเด็ดเดี่ยวองอาจกล้าหาญมาก ตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม สมกับเป็นนักรบธรรมเดนตายศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นอย่างแท้จริง โดยท่านทั้งสองได้ตกลงใจกันว่า
“ต่อไปนี้จะพลีชีพด้วยตัวเอง เพื่อแลกธรรมให้เห็นดําเห็นแดง คือ ต่างองค์ก็จะเดินธุดงค์โดดเดี่ยวแต่เพียงลําพัง โดยไม่ต้องคอยหวังพึ่งพาซึ่งกันและกัน อันเป็นการทดสอบกําลังจิตใจครั้งสําคัญว่า จะแกร่งกล้าแสวงหาโมกขธรรมไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่”
หลังจากนั้นประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๔ หลวงปู่ทั้งสองก็ได้แยกทางกัน โดยหลวงปู่ตื้อได้ธุดงค์เลียบฝั่งขึ้นไปทางเวียงจันทน์แต่ลําพัง ส่วนหลวงปู่แหวนได้ธุดงค์ย้อนกลับข้ามแม่นํ้าโขงมาทางฝั่งประเทศไทย และท่านตั้งใจจะเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อกราบนมัสการฟังธรรมและถวายตัวเป็นพระศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ซึ่งขณะนั้นท่านพํานักอยู่วัดบรมนิวาส ใกล้สถานีรถไฟหัวลําโพง
สาเหตุประการสําคัญที่หลวงปู่แหวน ต้องการเข้าพบท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นั้น ก็เพราะในสมัยนั้น ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเป็นจอมปราชญ์ดังในยุคนั้น ที่เน้นหนักทั้งภาคปริยัติและ ภาคปฏิบัติ ทั้งเก่งด้านการศึกษาและด้านการบริหารปกครองคณะสงฆ์ ฯลฯ ทั้งท่านได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นยอดธรรมกถึกเอก หรือเป็นพระนักเทศน์ดังแห่งยุคนั้นด้วย ชื่อเสียงกิตติศัพท์ทางด้านการเทศนาธรรมและการปฏิบัติธรรม ตลอดปฏิปทาจริยวัตรอันงดงามของท่าน ได้ฟุ้งขจรขจายไปทั่วในสังฆมณฑลภาคอีสาน ทั้งพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และคฤหัสถ์ผู้ใคร่ต่อธรรมปฏิบัติต่างก็กระหายที่จะได้ฟังธรรมอบรมจากท่าน และใคร่จะได้กราบไหว้บูชาท่าน
แม้ในคราวที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ขึ้นไปตรวจการคณะสงฆ์ทางภาคอีสาน หลวงปู่แหวนก็ไม่มีโอกาสได้พบ ทั้งๆ ที่ท่านก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ใคร่ต่อการฟังธรรมอบรม
ด้วยเหตุนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ หลวงปู่แหวนท่านจึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เป็นครั้งแรก เพื่อกราบนมัสการท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ที่วัดบรมนิวาส โดยการเดินทางไกลในครั้งนี้ท่านตั้งใจเข้ามอบกายถวายชีวิตเป็นพระศิษย์ของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ทั้งนี้เพื่อหวังจะให้ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่คอยเมตตาอบรมสั่งสอนธรรมปฏิบัติ และเพื่อจะได้เข้าอุปัฏฐากรับใช้ ได้ฟังธรรม ศึกษาธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ อย่างใกล้ชิด
ภาค ๘ ถวายตัวเป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรก
ในราวปี พ.ศ. ๒๔๖๔ เมื่อหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในชีวิตของท่าน หลวงปู่ท่านก็เริ่มออกเดินเท้าธุดงค์จากจังหวัดอุบลราชธานี มายังจังหวัดนครราชสีมา ผ่านหมู่บ้านน้อยใหญ่มาโดยลําดับ พอใกล้พลบคํ่าที่ไหน ก็หาสถานที่วิเวกเงียบสงัดที่เหมาะกับการบําเพ็ญเพียรภาวนา เพื่อปักกลดพักแรมภาวนา พอรุ่งเช้าก็ออกโคจรเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง ฉันเสร็จเก็บบริขารแล้วก็ออกเดินธุดงค์ต่อไป
หลวงปู่แหวนขณะที่ท่านเดินทางเข้ากราบนมัสการถวายตัวเป็นพระศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส ซึ่งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเป็นพระมหาเถระในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย แต่ในขณะนั้นหลวงปู่แหวนท่านยังไม่ได้ญัตติเป็นธรรมยุต ท่านเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย เป็นมหานิกายปฏิบัติที่รักษาพระธรรมวินัย และถือธุดงควัตรข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับพระธุดงคกรรมฐานฝ่ายธรรมยุตทุกประการ ตามที่ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนจากหลวงปู่มั่นมา ยิ่งท่านออกธุดงค์ตามลําพังด้วยแล้วก็ยิ่งต้องระมัดระวังรักษา นอกจากนี้ท่านถือปฏิบัติตามหลักอนุศาสน์อย่างเคร่งครัด
อนุศาสน์ คือ คําสอนที่พระอุปัชฌาย์หรือพระกรรมวาจาจารย์บอกแก่ภิกษุใหม่ในเวลาอุปสมบทเสร็จ ประกอบด้วย นิสสัย ๔ และ อกรณียกิจ ๔
นิสสัย คือ ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต มี ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. เที่ยวบิณฑบาต๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ๓. อยู่โคนไม้ ๔. ฉันยาดองด้วยนํ้ามูตรเน่า
อกรณียกิจ กิจที่ไม่ควรทํา หรือกิจที่บรรพชิตทําไม่ได้ มี ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. เสพเมถุน๒. ลักของเขา ๓. ฆ่าสัตว์ (ที่ให้ขาดจากภิกษุ คือ ฆ่ามนุษย์) ๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
ตามปรกติการเดินธุดงค์ของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อเดินธุดงค์ไปท่านก็กําหนดจิตบําเพ็ญเพียรภาวนาไปในตัว ท่านเดินไปอย่างมีสติกํากับจิต เช่นเดียวกับการเดินจงกรม การเดินธุดงค์ของหลวงปู่แหวนก็เช่นดียวกัน ท่านดําเนินตามที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากหลวงปู่มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เทศน์ไว้ดังนี้
“จะไปไหนก็เดินจงกรมไปตลอด สติกับจิตไม่ปล่อยกัน นี่เรียก เดินธุดงคกรรมฐาน
ถ้าว่าจะไปนู้น จิตมันไปอยู่นู้น ไม่ได้อยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ก้าวจากนี้ไปถึงนู้น ขาดความเพียรตลอด ไม่ได้ทําความเพียร ถ้าเป็นการเดินธุดงคกรรมฐาน อยู่ที่นี่ก็มีสติ มีความเพียร ก้าวเดินออกไปเป็นเดินจงกรมทั้งนั้นตลอดเลย คือที่พูดอย่างนี้ มันฆ่ายากนะ ฆ่ากิเลส แหม ! ยากจริงๆ เรื่องความเผลอนี่มันจะมาทันทีๆ ตัดปั๊บๆ สตินี่คอยแต่จะล้มอยู่เรื่อยๆ ถ้าสติมี กิเลสไม่เกิดเผลอเมื่อไร เข้าเมื่อนั้น กิเลสเข้าทันทีๆ เพราะฉะนั้น สติจึงเป็นของสําคัญ จะไปไหนมาไหนสติกับจิตให้ติดกันตลอดเลย…
เดี๋ยวนี้มันเป็นกรรมฐานรถยนต์ไปแล้วล่ะ แต่ก่อนเรื่องรถไม่มี แล้วท่านก็ไม่สนใจด้วยแม้จะสนใจก็ไม่มีรถ ไปก็บุกป่าไปเลย ไม่ได้ขึ้นรถขึ้นรา เราไม่เคยคิดสนใจกับรถ เพราะไม่เคยมีอยู่แล้ว มันก็มามีเอาหลังๆ นี่ล่ะ คือ ท่านเดินกรรมฐาน ครั้งพุทธกาลก็อย่างนั้น แต่ก่อนไม่มีรถมีรา ตามตําราท่านบอกไว้เดินบุกป่าฝ่าดงไป เข้าป่าเข้าเขา สถานที่ใดเป็นที่เหมาะสมกับการภาวนา ท่านก็ตั้งกลดลงที่นั่น แล้วท่านก็ภาวนา ทุกวันนี้มันสะดวกทุกอย่าง เป็นเรื่องของโลกทั้งหมด ธรรมเลยเงยหัวไม่ขึ้น เพราะมันมีแต่รถแต่ราอะไรต่ออะไร ถนนหนทางก็เต็มไป…
อยู่ในป่าในเขาลําบากนะ เวลาพยายามหาอรรถหาธรรม ลําบากลําบนมากอยู่ ผู้หาธรรมจริงๆ เป็นอย่างนั้นลําบากมาก อย่าไปสนใจกับเรื่องอาหารการอยู่การกิน สนใจกับธรรมเท่านั้น จิตอยู่กับธรรมตลอด เดินจากนี้ไปถึงนั้นเป็นการเดินจงกรมไปเรื่อยๆ เดินจงกรมพิจารณาเรื่อยเลย ไม่ให้มีคําว่าเสียเวลาไปเรื่อยเลย นั่นล่ะ ท่านภาวนา… ”
สอนให้นับถือพระรัตนตรัย
ในสมัยที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านยังเดินธุดงค์อยู่ทางภาคอีสาน ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังนับถือผี และยังสับสนระหว่างการนับถือผี กับ การนับถือพระรัตนตรัย คือ การนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งอันอุดมประเสริฐสูงสุด พระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น โดยเฉพาะกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน ท่านได้ทําประโยชน์ตรงนี้ให้กับสังคมไทยอย่างอเนกอนันต์ กล่าวคือ เมื่อท่านแยกย้ายจาริกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมพร้อมกับการเผยแผ่พระสัทธรรม ท่านผ่านไปยังหมู่บ้านใดที่ชาวบ้านนับถือผี ท่านก็จะแนะนําอบรมสั่งสอนให้ชาวบ้านเลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัย และสั่งสอนให้รักษาศีล ปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง
เมื่อท่านสงเคราะห์แล้วชาวบ้านปฏิบัติตามคําสั่งสอน ก่อให้เกิดประโยชน์ที่ตามมามากมายมหาศาล ทําให้หมู่บ้านที่เคยประสบกับความทุกข์ยากลําบากเดือดร้อน และหวาดผวาเกรงกลัวจากอํานาจฤทธิ์ของผี กลับมาประสบกับความสงบสุขร่มเย็น หายหวาดผวา หายกลัวผี ทําให้ชาวบ้านที่เคยอดอยากขาดแคลน เพราะไม่มีที่ทํามาหากินจากผีหวงถิ่น หวงสถานที่ กลับมามีความสุข ความสบาย อิ่มหนําสําราญ มีที่ทํามาหากิน และที่สําคัญทําให้ชาวบ้านที่ไม่เคยสนใจการบําเพ็ญบุญบารมี โดยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญเมตตาภาวนา กลับมาเลื่อมใสศรัทธาพากันบําเพ็ญบุญบารมีตามหลักพระพุทธศาสนา
การเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครในครั้งแรกของหลวงปู่แหวน หมู่บ้านตามรายทางจากจังหวัดอุดรธานี ถึง จังหวัดนครราชสีมา ทุกหมู่บ้านที่หลวงปู่แหวนเดินธุดงค์ผ่านไปพบ จะมีศาลเทพารักษ์ ซึ่งเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า ศาลปู่ตา ประจําอยู่เป็นส่วนมาก ในปีหนึ่งๆ จะต้องมีการเซ่นไหว้ประจํากันครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทําเป็นงานใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการกราบไหว้เฉพาะรายอีก เป็นต้นว่า ถ้ามีใครเจ็บไข้ได้ป่วย หรือวัวควายหายหรือล้มตาย ชาวบ้านก็จะไปบวงสรวงเซ่นไหว้ศาลปู่ตากัน ศาลปู่ตามักตั้งอยู่ชายป่าใกล้หมู่บ้าน ชาวบ้านต่างก็เกรงกลัวไม่กล้าเข้าไปในป่าแถบบริเวณนั้น กลัวผีปู่ตาเล่นงานเอา
หลวงปู่แหวน เช่นเดียวกับพระธุดงค์ทั้งหลาย ชอบไปอาศัยพักปักกลดตามดงปู่ตานั่นเอง หลวงปู่บอกว่าเป็นการดีอย่างหนึ่ง เวลาเข้าไปพักอยู่ในดงเช่นนั้น ผู้คนก็ไม่มารบกวน จึงสบายใจในอิริยาบถ เวลาภาวนาก็สงบดี ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อพวกชาวบ้านเห็นว่าพระเข้าไปอยู่ในดงปู่ตาโดยไม่มีอันตรายใดๆ พวกเขาก็จะเกิดความอัศจรรย์และเลื่อมใส จึงเป็นโอกาสที่พระจะได้แนะนําให้เขารู้จักไตรสรณาคมน์ และรู้จักรักษาศีลต่อไป แต่ในบางแห่งเมื่อหลวงปู่เข้าไปพักในดงปู่ตา พวกชาวบ้านไม่พอใจที่จะให้พักก็มี พวกชาวบ้านเขากลัวว่า เมื่อพระเจ้าพระสงฆ์เข้าไปพัก พวกผีจะออกมาทําอันตรายแก่ชาวบ้านได้ ในที่เช่นนั้นหลวงปู่จะต้องชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจเหตุผล รวมทั้งหาทางพิสูจน์ให้เห็นว่าภูตผีปีศาจไม่อาจทําอะไรได้ ถ้าเรายึดมั่นในพระรัตนตรัย
หลวงปู่แหวนบอกว่า ในหมู่บ้านต่างๆ ส่วนมากมีวัดตั้งอยู่ แต่พระคงไม่ได้สอนให้ชาวบ้านมีความเข้าใจที่ถูกต้อง มิหนําซํ้าพระสงฆ์เสียเองในบางที่ยังทําการนับถือเซ่นสรวงภูตผีปีศาจก็มี พระในท้องถิ่นจึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งในทางจิตวิญญาณให้แก่ชาวบ้านได้ เมื่อพระในท้องถิ่นไม่ได้สอนชาวบ้าน พวกเขาพึ่งพระไม่ได้แล้ว จึงนับถือผีอย่างเอาจริงเอาจังไปด้วย
ถึงนครราชสีมา บิณฑบาตไม่พอฉัน
ชีวิตของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น นับตั้งแต่พระปรมาจารย์ใหญ่ต้นวงศ์กรรมฐานจนถึงพระศิษย์ผู้ดําเนินรอยตามครูบาอาจารย์ เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ ทุกองค์ล้วนแล้วแต่เป็น “นักรบธรรมเดนตาย” ที่ยึดถือและยึดมั่นในปฏิปทาอดอยากเดนตาย ชีวิตของท่านจึงต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากตรากตรําทางด้านร่างกายอย่างแสนสาหัสนานัปการ แต่ทางด้านจิตใจนั้นกลับมีแต่ความสุข ความอิ่มเอิบใจ เพราะท่านล้วนมีธรรมะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจนั่นเอง
ตามปรกติของพระธุดงคกรรมฐานที่ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักรบธรรมเดนตาย” ท่านจะอยู่อย่างมักน้อยสันโดษ ตามมีตามได้ และจะต้องทําตัวเป็นผู้เลี้ยงง่าย เมื่อหลวงปู่แหวนเดินธุดงค์เข้าเขตจังหวัดนครราชสีมา แม้ท่านก็ต้องประสบกับปัญหาการบิณฑบาตอาหารขบฉัน กล่าวคือ บางแห่งเวลาไปบิณฑบาตได้เพียงข้าวเปล่าๆ ก็มี ได้ข้าวกับพริกก็มี ได้ข้าวกับมะเขือก็มี ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้กลับไม่เป็นอุปสรรค และก็ไม่ทําให้ท่านเกิดความทุกข์ ความกังวลใจใดๆ เลยแม้แต่น้อย เพราะท่านเคยผ่านประสบการณ์เที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในสถานที่ทุรกันดารและอัตคัดขาดแคลน ถึงขั้นบิณฑบาตไม่ได้อาหารมาขบมาฉันก็มี ท่านก็เคยอด เคยหิว มามากต่อมากจนเคยชินมาแล้ว ซึ่งท่านต้องอาศัยดื่มนํ้าลูบท้องพอประทังชีวิตไปวันหนึ่งๆ
หลวงปู่แหวน เล่าว่า “เมื่อได้มาอย่างไร ก็ฉันไปอย่างนั้น ฉันไปตามมีตามได้ เพราะการเลี้ยงชีวิตของพระเราเนื่องด้วยผู้อื่น จึงต้องทําตัวให้เป็นผู้เลี้ยงง่าย ไม่ควรทําตัวให้มัวเมามักมากในอาหารจนเกินเลย จะทําให้เกิดความลําบากแก่ตัวเอง ส่วนมากชาวบ้านเขามี เขาบริโภคกันอย่างไร เขาก็จะใส่บาตรมาอย่างนั้น พระผู้เป็นทักขิไณยบุคคล จึงไม่ควรลืม ปฏิสงฺขา โยนิโส ในเวลาบริโภคอาหาร หรือปัจจัยสี่ที่ทายกเขาถวาย เขาถวายมาด้วยศรัทธา ไม่เช่นนั้นอาจจะทําศรัทธาให้เสื่อม ตนเองก็ประสบกับความยุ่งยากเดือดร้อน เพราะปัจจัยสี่ที่หาไม่ได้ตามต้องการหรือถูกอัธยาศัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามประสงค์ของนักบวชเรา ผู้ดํารงชีวิตด้วยความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกทั้งหลายก็ดี ท่านได้ดําเนินมาเป็นตัวอย่างแล้วในอดีตกาล”
ปฏิสงฺขา โยนิโส ความสําคัญของธรรมบทนี้ องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“… ก่อนบริโภคใช้สอยในปัจจัยทุกสิ่ง พระพุทธเจ้าจึงสอนให้พิจารณา ปฏิสงฺขา โยนิโส
เพราะคําว่า ปฏิสงฺขา โยนิโส ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นเรื่องใหญ่โตมากและครอบไปหมดทั้งโลก เพราะเป็นเรื่องของปัญญา จึงไม่ควรทําเอาเฉยๆ โดยปราศจากการใคร่ครวญไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน ก่อนฉันทุกๆ ครั้ง จึงควรพิจารณาปัจจัยที่มารวมอยู่ในบาตรหรือในภาชนะว่านี้ได้มาแล้วด้วยความบริสุทธิ์ แต่ขณะจะฉันจะเป็นความบริสุทธิ์หรือไม่ หรือจะกลายเป็นมิจฉาชีพไปโดยเจ้าตัวไม่รู้ ด้วย ปฏิสงฺขา โยนิโส จีวรํ ปิณฺฑปาตํ เสนาสนํ คิลานเภสชฺชํ ปฏิเสวามิ
ให้เห็นสักว่าเป็นเครื่องเยียวยาธาตุขันธ์ไปในวันหนึ่งๆ เพื่อบําเพ็ญพรหมจรรย์ให้เป็นไปในวันหนึ่งๆ เท่านั้น ไม่ได้มุ่งถึงรสชาติความเอร็ดอร่อย ไม่ได้มุ่งถึงอาหารจะประณีตบรรจงหรือไม่ ไม่ได้มุ่งสถานที่และชาติ ชั้น วรรณะของผู้มาให้ทาน แต่มุ่งถึงความบริสุทธิ์ใจที่ได้มาด้วยความชอบธรรม และการขบฉันด้วยความชอบธรรมเท่านั้น นี้แลเป็นยอดอาหาร เป็นอาหารที่ประเสริฐ และเป็นการขบฉันที่ชอบธรรม…
สบง จีวร กุฎีที่อยู่อาศัย ยาแก้โรค สิ่งเหล่านี้ตามปกติมีความสะอาดพอดู แต่พอมาคลุกเคล้ากับร่างกายแล้วไม่ว่าสิ่งใด อาหารก็ต้องเป็นปฏิกูลทันที ผ้าที่มีเนื้อดีและสะอาดก็กลายเป็นของสกปรก จําต้องซักฟอกอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นจะเป็นของสกปรกยิ่งขึ้น ใช้นุ่งห่มต่อไปอีกไม่ได้ เสนาสนะก็จําต้องปัดกวาดเช็ดถูเสมอเช่นเดียวกัน เพราะอาศัยของไม่สะอาดเป็นเจ้าของและอยู่ที่นั่น จะอยู่ไปเฉยๆ โดยไม่ทําความสะอาดไม่ได้ จะกลายเป็นโลงผีดิบขึ้นมาในกุฎีและศาลาหลังนั้นๆ กิจวัตร คือ การทําความสะอาดเกี่ยวกับสบง จีวร บริขาร เครื่องใช้ตลอดกุฎี วิหาร พระพุทธเจ้าต้องทรงบัญญัติให้ภิกษุปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ด้วยความเอื้อเฟื้อ ไม่ให้ทําความเมินเฉยและปรับอาบัติโทษแก่ผู้ทอดธุระไม่เหลียวแล
เพราะฉะนั้น ปฏิสงฺขา โยนิโส จึงไม่ใช่ธรรมเล็กน้อย ผู้มี ปฏิสงฺขา โยนิโส ประจําใจจะไป จะมา จะเดิน จะเหิน จะฉัน หรือจะทําอะไร ย่อมมีความรอบคอบ ไม่ค่อยมีความผิดพลาด เพราะอํานาจความแยบคายของปัญญาส่งกระแสซ่านไปตามอาการที่เคลื่อนไหว”
เข้ากราบท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
เมื่อหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เดินธุดงค์เข้าไปถึงตัวจังหวัดนครราชสีมาแล้ว ท่านได้โดยสารรถไฟเป็นครั้งแรกที่สถานีรถไฟนครราชสีมา เดินทางเข้ากรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก สมัยนั้นรถไฟสายกรุงเทพฯ – ภาคอีสาน เพิ่งตัดทางรถไฟไปถึงจังหวัดนครราชสีมาเท่านั้น ซึ่งการโดยสารรถไฟ ในสมัยนั้นถือเป็นการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วที่สุด ท่านเมตตาเล่าว่า “เป็นการเดินทางที่ตื่นเต้นไปกับสิ่งต่างๆ ของบ้านเมือง คนโดยสารคนอื่นมักหลับตลอดทาง แต่ตัวท่านเองไม่หลับ มองดูสองข้างทางรถไฟตลอด รถไฟผ่านเข้าดงพญาเย็น อากาศเย็นสบาย บางแห่งถึงกับเย็นจนหนาว เพราะป่าทึบ สมกับมีชื่อว่า “ดงพญาเย็น” ถ้าไม่เพลิดเพลินชมธรรมชาติ ท่านก็ภาวนาพุทโธเป็นอารมณ์ประจําใจมาตลอด จนถึงสถานีรถไฟหัวลําโพง ซึ่งสมัยนั้นสถานีรถไฟเหมือนตั้งอยู่กลางทุ่ง เพราะยังไม่มีบ้านเรือนร้านค้าหนาแน่น”
เมื่อรถไฟถึงสถานีรถไฟหัวลําโพงแล้ว ท่านก็เดินหน้ามุ่งตรงมายังวัดบรมนิวาส ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันมากนัก วัดบรมนิวาสในสมัยก่อนนั้นเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกเมือง บ้านเรือนผู้คนยังไม่หนาแน่นมากเหมือนปัจจุบันนี้ ยังเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัดสัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญเพียรภาวนา และถือว่าเป็นวัดศูนย์กลางของพระธุดงคกรรมฐานในกรุงเทพมหานคร ซึ่งครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น หากท่านมีความจําเป็นที่จะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แล้ว หรือเพื่อมากราบนมัสการฟังธรรม และ กราบเรียนถามปัญหาธรรมกับ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านจะสะดวกในการเดินทาง จึงนิยมแวะเวียนมาพักกันเป็นประจํา
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ อันเป็นปีที่หลวงปู่แหวน เข้ากราบนมัสการถวายตัวเป็นพระศิษย์ของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นครั้งแรก ในขณะนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นพระมหาเถระที่ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ให้ความเคารพเทิดทูนบูชา และท่านเป็นพระที่สูงส่งด้วยสมณศักดิ์ เป็นถึงพระราชาคณะชั้นเทพในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย มีอายุได้ ๖๕ ปี ๔๔ พรรษาส่วนหลวงปู่แหวนมีอายุได้ ๓๔ ปี เป็นพระในฝ่ายมหานิกาย ๑๔ พรรษา
กล่าวถึง ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และ ความเคารพเทิดทูนในคุณธรรมของกันและกัน ระหว่าง ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเป็นพระมหาเถระที่หลวงปู่มั่น ให้ความเคารพยกย่องเป็นอย่างมาก และถือเป็นครูบาอาจารย์ที่ให้ความรู้ทางด้านปริยัติ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติภาวนาเป็นอย่างดี โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นเคารพท่านมากนะ เคารพท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พูดคําไหนๆ แย็บออกรู้ทันที ท่านพูดด้วยความเคารพเลื่อมใส ด้วยความเทิดทูนจริงๆ คือท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านหนักทั้งปฏิบัติด้วย ทั้งปริยัติด้วย ท่านเป็นแบบฉบับได้ เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านปริยัติ นํากรรมฐานคือหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ แต่ก่อนนะ ทางด้านปริยัติ ทีนี้กรรมฐานท่านก็ออกเที่ยว…”
เมื่อหลวงปู่แหวนเข้าไปกราบนมัสการท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และเมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ทราบว่า หลวงปู่แหวนเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็ยินดีให้การต้อนรับปฏิสันถารด้วยความเมตตายิ่ง และได้ถามถึงหลวงปู่มั่นว่า ปัจจุบันนี้อยู่ที่ไหน และเป็นอย่างไร เพราะท่านไม่ได้พบกันเป็นเวลานาน หลวงปู่แหวนกราบเรียนให้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ทราบเรื่องทุกอย่าง เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กล่าวต้อนรับปฏิสันถารพอสมควรแล้ว ท่านได้ให้หลวงปู่แหวนไปพักที่กุฏิหลังหนึ่ง และหลวงปู่ก็มักหาโอกาสเข้าไปกราบสนทนาธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯทุกวัน เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ว่างจากแขก หรือว่างจากธุรการงานของท่าน ท่านจะเล่าถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับหลวงปู่มั่นให้ฟัง พร้อมกับสรรเสริญความเด็ดเดี่ยวในธรรมปฏิบัติของหลวงปู่มั่น
แม้จะทราบว่า ในขณะนั้นหลวงปู่แหวนเป็นพระมหานิกาย ซึ่งต่างนิกายกัน ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านก็ให้ความเมตตายิ่ง เพราะท่านเป็นพระผู้มีคุณธรรม ท่านจึงไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หากพระมหานิกายตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดแล้ว ท่านย่อมไม่มีความรังเกียจใดๆ และย่อมถือเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสด้วยกัน
หลวงปู่แหวน ได้พักอยู่วัดบรมนิวาสหลายวัน จึงมีโอกาสได้ฟังธรรมจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มีโอกาสได้กราบเรียนถามปัญหาข้อสงสัยในด้านธรรมปฏิบัติบ้าง ในด้านพระวินัยบ้าง ปรากฏว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านตอบได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด ท่านได้อธิบายข้อสงสัยของหลวงปู่ได้อย่างชัดเจน ดูท่านมีความปราดเปรื่องสมกับกิตติศัพท์ที่เล่าลือสรรเสริญกันจริงๆ บางวันโอกาสดี ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จะเล่าถึงสภาพพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดียบ้าง ในประเทศพม่าบ้าง ในเชียงตุงบ้าง ทําให้หลวงปู่แหวนได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ จากต่างแดนที่ไม่เคยได้รู้มาก่อนในชีวิต หลวงปู่แหวนให้ความสนใจเป็นอันมาก และเป็นโอกาสที่ท่านได้กราบเรียนถามท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถึงเส้นทางที่จะไปยังประเทศอินเดีย พม่า และเชียงตุง ซึ่งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้เมตตาเล่าอธิบายให้ฟังโดยละเอียด
วันหนึ่งมีเวลาว่าง มีหลวงตาองค์หนึ่งท่านอยู่ในวัดบรมนิวาสนั่นเอง เป็นผู้มีอัธยาศัยดีพูดจาถูกคอกัน ท่านก็พาเที่ยวชมกรุงเทพฯ ทุกซอกทุกมุม ที่ว่าเที่ยวชมกรุงเทพฯ ทุกซอกทุกมุมก็เพราะว่ากรุงเทพฯ สมัยนั้นยังไม่ขยายตัวกว้างขวางเหมือนปัจจุบันนี้ ที่เที่ยวมีเพียงไม่กี่แห่ง หลังจากกลับจากการเที่ยวชมกรุงเทพฯ ทั่วแล้ว ตอนเย็นก็ลงสรงนํ้าในลําคลองข้างวัดบรมนิวาสนั่นเอง สมัยนั้นนํ้าตามลําคลองต่างๆ ยังใสสะอาดใช้อุปโภคบริโภคได้ เวลาเย็นก็เข้าไปฟังธรรมจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ทุกวัน ซึ่งท่านก็เมตตาแสดงธรรมสั่งสอนอบรมทุกวัน
เพราะฉะนั้นการลงมากรุงเทพฯ เพื่อกราบนมัสการฟังธรรมท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในครั้งนี้ จึงบรรลุความประสงค์ทุกประการ นับตั้งแต่นั้นมาความสัมพันธ์ระหว่างท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กับ หลวงปู่แหวนก็ดําเนินไปด้วยดีตลอดอายุขัยของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ โดยหลวงปู่แหวนให้ความเคารพเทิดทูนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในฐานะที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่ง
หลวงปู่แหวนเล่าว่า “แต่ก่อนวัดบรมนิวาสชํารุดทรุดโทรมผุพัง จะหาเสนาสนะที่อยู่ก็มิได้ หมู่เจ้าฟ้าเจ้าคุณเห็นว่า ผู้คนเคารพนับถือท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มากมาย ก็เลยนิมนต์ท่านให้ไปอยู่ ท่านไปอยู่แล้วก็บํารุง บูรณปฏิสังขรณ์ และสร้างกุฏิ ศาลาขึ้นใหม่ จนอยู่ได้”
จากเหตุการณ์ที่ได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวในต่างแดนครั้งนี้เองที่ดลใจให้หลวงปู่แหวน ได้จาริกธุดงค์ไปประเทศอินเดีย พม่า เชียงตุง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ นั้นเอง รวมทั้งในปีต่อๆ มาด้วย ซึ่งการเดินธุดงค์แดนไกลไปถึงอินเดีย พม่า และเชียงตุง หลวงปู่แหวนท่านได้ชักชวนเพื่อนสหธรรมิกผู้สนิทสนมคุ้นเคย คือ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ร่วมกันออกเดินธุดงค์ในครั้งนี้ด้วย
ภาค ๙ จาริกธุดงค์ต่างแดน
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๔ จาริกเข้าไปในประเทศพม่า
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้พักกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่วัดบรมนิวาส ระยะหนึ่งจนพอสมควรแก่เวลาแล้ว จากนั้นท่านก็กราบนมัสการลาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ สันนิษฐานว่าท่านเดินทางกลับไปภาคอีสาน ท่านออกเที่ยวธุดงค์และจําพรรษาที่เสนาสนะป่าในเขตจังหวัดอุดรธานี ในสถานที่ซึ่งไม่ห่างไกลจาก หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม อยู่จําพรรษา จากนั้นท่านก็ชวนหลวงปู่ตื้อธุดงค์ไปพม่า ครูบาอาจารย์เทศน์สาเหตุไว้ดังนี้
“อย่างครูบาอาจารย์ของพวกเราสมัยนี้ อย่างหลวงปู่มั่น ท่านก็แสวงหาวิเวกภาวนา ภูมิลําเนาเดิมท่านก็อยู่โน้น ภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี ท่านก็เที่ยวธุดงค์ภาวนาไปทางภาคกลาง ถํ้าสาริกา จังหวัดนครนายก หรือลพบุรี แถบนั้นท่านก็ไปภาวนา แล้วท่านไปจนถึงประเทศพม่า ไปไหว้ไปภาวนาจนถึงเมืองพม่า ธาตุย่างกุ้ง ท่านไปวิเวกภาวนา ไปไหนท่านก็ภาวนา
หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ที่เราได้เห็นรูปท่านนี่ ท่านก็ไปภาวนา ไปไหว้พระธาตุพระเจดีย์จนถึงพม่า ท่านแสวงหาที่วิเวก ไม่ต่างอันใดกับพระพุทธเจ้าของเรา พระองค์เสด็จออกบวชแล้วก็หาที่วิเวก หาอยู่องค์เดียว ไม่ชอบอยู่ในหมู่ในคณะ เพื่อการปฏิบัติภาวนา ทุกลมหายใจเข้าออกจะได้มีสติสตังดีขึ้น”
ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๔ นั้นเอง เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ได้จาริกไปในประเทศพม่า เลยเข้าไปถึงประเทศอินเดีย หลวงปู่แหวนได้เล่าถึงการเดินทางว่า
หลวงปู่ทั้งสอง เดินธุดงค์ออกจากประเทศไทยไปทางด่านอําเภอแม่สอด จังหวัดตากข้ามแม่นํ้าเมยไปขึ้นทางฝั่งพม่าที่ด่านศุลกากรพม่า หลวงปู่แหวน เข้าไปถามเจ้าหน้าที่พม่าถึงการเดินทางเข้าประเทศพม่า แต่พูดกันไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่บอกว่า “เก๊กซะมะซิบู” ซึ่งหมายถึงว่า“ไม่เป็นไร” คือ เขายอมให้หลวงปู่ทั้งสองเดินทางเข้าประเทศเขาได้ หลวงปู่ทั้งสอง เดินทางผ่านป่าเขาไปถึงเมืองชื่อ ขลุกขลิก พักอยู่ ๑ คืน พอรุ่งเช้าออกบิณฑบาต ฉันเสร็จแล้วไปที่ท่าเรือได้โดยสารเรือไปเมืองมะละแหม่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของพม่า เรือไปถึงเมืองมะละแหม่ง ประมาณ ๐๗.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น แล้วหลวงปู่ทั้งสองโดยสารเรือข้ามฟากไปขึ้นทางเมืองเมาะตะมะ ที่เมืองนี้มีดอยอยู่ลูกหนึ่ง เรียกว่า ดอยศรีกุตระ มีเจดีย์อยู่บนยอดดอย ประชาชนให้ความเคารพศรัทธามาก ต่างขึ้นไปกราบนมัสการเจดีย์กันมากมายอย่างไม่ขาดสาย เมื่อขึ้นไปบนยอดดอยศรีกุตระ จะมองเห็นทิวทัศน์เมืองเมาะตะมะเกือบทั้งหมด สําหรับเมืองมะละแหม่งนั้นเป็นเมืองท่าเรือ เช่นเดียวกับจังหวัดสมุทรปราการของไทยเรา หลวงปู่แหวนว่าอย่างนั้น
การบิณฑบาตในพม่า
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เล่าถึงการบิณฑบาตในพม่าดังต่อไปนี้
“เมืองพม่ามีพระมาก แต่บิณฑบาตได้ไม่พอฉัน การใส่บาตรในเมืองพม่านั้น ผู้ที่จะใส่บาตรไม่ได้ออกจากบ้านมาใส่ตามถนนเหมือนบ้านเรา ผู้ที่จะใส่บาตรเขาเตรียมอาหารใส่บาตรไว้บนบ้าน พระต้องขึ้นไปรับบาตรกันบนบ้าน ทีแรกหลวงปู่แหวนไม่รู้จักธรรมเนียม จึงบิณฑบาตไม่ได้ฉันวันต่อมามีพระไทยใหญ่รูปหนึ่งสังเกตเห็น จึงเข้ามาถามหลวงปู่แหวนว่า “เจ้าบุ๊นได้สะปิซอมไหม”หลวงปู่แหวนตอบว่า “ไม่ได้เลย” พระรูปนั้นจึงบอกว่า “ตามผมมา ผมจะพาไป” หลวงปู่แหวนจึงได้เดินตามพระไทยใหญ่รูปนั้นไป พอถึงบ้านที่จะใส่บาตร พระท่านก็พาขึ้นไปบนบ้าน จึงรู้ว่าเขาใส่บาตรกันอยู่บนบ้าน อาหารที่ใส่บาตรก็ไม่มีอะไรมาก มีข้าว ๑ ช้อน กับแกง ๑ ช้อน เดินไปบิณฑบาต ๑๐ หลังคาเรือน ก็ได้ข้าวยังไม่พอฉัน ต้องเดินไปไกล บางวันเดินไปไกลมาก เมื่อหิวขึ้นมา และเห็นปลอดคน ก็หยุดฉันเสียก่อน แล้วจึงบิณฑบาตต่ออีก”
หลวงปู่แหวนบอกว่า “การปฏิบัติธรรมอยู่เมืองพม่า ถ้าจะอยู่เอามรรคเอาผลกันแล้วอยู่ไม่ได้ เพราะอาหารไม่พอ” ที่เมืองเมาะตะมะ หลวงปู่แหวนได้พบพระเขมรรูปหนึ่ง ซึ่งมาอยู่พม่าหลายปี ท่านบอกกับหลวงปู่แหวนว่า “บิณฑบาตที่นี่เต็มที เดินบิณฑบาตจนอ่อนใจ บางวันได้ข้าวไม่พอฉัน สู้เมืองไทยไม่ได้ บิณฑบาตมาฉันแล้วยังเหลือให้สัตว์เลี้ยงได้กินอิ่มหลายตัว แต่ที่นี่จะทําอย่างนั้นไม่ได้ แม้จะเลี้ยงตนเองก็เกือบเอาตัวไม่รอด”
หลวงปู่ตื้อ ท่านได้ร่วมธุดงค์ไปกับ หลวงปู่แหวน ในครั้งนั้น ท่านเล่าถึงการบิณฑบาตและ การขบฉันของพระพม่า ดังนี้
“ที่นี้บาตรของตุ๊ (พระ) พม่าไม่มีถลกบาตร ไม่มีเชิงบาตร ไม่มีสายตะพายอย่างบ้านเรา บาตรเขาก็ลูกไม่ใหญ่ ฝาบาตรของเขานั้น จะใช้เป็นทั้งฝาและเป็นทั้งของรับอาหารและกับข้าว ด้านบนฝาบาตรเขาก็จะทําเป็นขอบให้สูงประมาณนิ้ว ๒ นิ้วฟุต ข้าวเขาใส่ให้ในบาตร กับเขาใส่ให้ในฝาบาตร ใส่กับใส่แกง เดินบุกเข้าไปในครัวก็ใส่ให้จนกว่ากะว่าจะอิ่ม ก็เดินกลับไปฉันอยู่วัดก็มี หรือนั่งฉันอยู่ตรงไหนก็ได้ หรือตุ๊บางรูปก็กินไปเรื่อยๆ ได้มาก็กิน กินยังไม่อิ่มก็ไปรุกเข้าครัวเรือนหลังใหม่ เขาไม่สะพายบาตรหรืออุ้มบาตรอย่างบ้านเมืองเรา เขาจะเอาแขนขวาหนีบไว้ หรือไม่ก็เอามือขวากางจับบาตรประคองติดสะโพก การออกบิณฑบาตของตุ๊พม่า เขาจะออกสาย ๒ โมง๓ โมง ออกไปแต่เช้าเหมือนบ้านเราไม่ได้กินหรอก ส่วนนํ้าดื่มนั้น ของเขามีมาก เขาทําก๊อกนํ้าสาธารณะไว้ทั่วไปตามถนน ท่านก็ได้อาศัยนํ้าจากก๊อกเหล่านั้น”
สําหรับแม่ชีพม่า หลวงปู่ตื้อไปเห็นมาแล้วเล่าให้ฟังว่า
“แม่ชีพม่าเขาจะใส่เสื้อออกสีออน (ชมพู) สไบก็สีออน ผ้านุ่งแสดแดง จะใช้ผ้าพาดบ่าอีกผืนหนึ่ง สีนํ้าตาลเข้ม คล้ายกับพระสงฆ์พาดสังฆาฏิ ขอมากินเหมือนกันกับตุ๊ (พระ) แม่ชีพม่าสีลาชิน แปลเป็นไทยว่า ผู้ชนะด้วยศีล พวกเขาจะออกบิณฑบาตเที่ยวขออาหาร ขอของ ขอเงินในวันพระน้อย (วันโกนหรือวันก่อนวันพระ) เดือนละ ๔ ครั้ง วัดของแม่ชีแยกจากวัดของพระอยู่กันคนละวัด การอยู่การกินของใครของมัน คนตั้งใจบวชบําเพ็ญก็มี คนตั้งใจบวชแต่พอเลี้ยงชีพก็มี ลักษณะของพวกเขา ตัวใครตัวมัน มุ่งเฉพาะตน สอนกันแต่ว่า “อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ”จะเอื้อเฟื้อกันนั้นหายาก”
พูดถึงพระพม่า – ท่านตอบคําถามพระพม่า
หลวงปู่แหวน พูดถึงพระพม่าที่ท่านได้พบเห็นว่า
“พระพม่า เวลาพูดจาสนทนากัน มักจะพูดกันด้วยเรื่องโลกุตรจิต โลกุตรมรรค โลกุตรผล ซึ่งจําเอาแผนที่จากพระอภิธรรมนั่นเอง เอามาพูดจาสนทนากัน เพราะในประเทศพม่า เขาจะสอนแผนที่กัน สอนอภิธรรมกัน (คือสอนแต่เนื้อหา ซึ่งเป็นภาคปริยัติ) ฉะนั้น เวลาพระเขาพูดจาสนทนากัน จึงมักจะพูดแต่ธรรมะชั้นโลกุตระ ซึ่งก็เพียงแต่จําเอาตํารามาพูดเท่านั้น ส่วนจิตนั้นจะเป็นโลกุตระหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
หลวงปู่แหวนบอกว่า “พระเหล่านั้นเขาเรียนรู้แต่แผนที่ (ปริยัติ) ไม่ได้สอนให้ไปศึกษาดูภูมิประเทศ (ปฏิบัติ) เหมือนกับพระกรรมฐานเรา”
หลวงปู่ตื้อก็พูดทํานองเดียวกันว่า “พระพม่าหนักอภิธรรม”
(หมายถึง พระพม่าศึกษาเล่าเรียนปริยัติ แต่ไม่ได้ปฏิบัติ การศึกษาทางพระพุทธศาสนาจึงต้องมีทั้ง ปริยัติ คือ การศึกษาเล่าเรียนธรรมะ ปฏิบัติ คือ การนําธรรมะที่เล่าเรียนมาลงมือกระทํา และปฏิเวธ คือ ผลที่พึงบรรลุอันเกิดจากการปฏิบัติธรรม ได้แก่ มรรค ผล นิพพาน)
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เทศน์การสอนธรรมะของพระพม่า และท่านตอบคําถามพระพม่า ไว้ดังนี้
“ภาวนาพุทโธก็ดี ธัมโมก็ดี สังโฆก็ดี ระวังอย่าให้เป็นธรรมเมา ต้องกําหนดลงสู่กายสู่ใจของเรานี้แหละ อย่าไปกําหนดที่อื่น
ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ไปเมืองพม่า อินเดีย เขาก็สอนอย่างนี้แหละ สอนอย่างเดียวกันนี้แหละ ไปดูที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่ปรินิพพาน มันก็เห็นแต่ดิน สู้สุปฏิปันโน น้อมเข้ามาสู่กาย ปฏิบัติให้รู้แจ้งในภายในมันจึงใช้ได้ มัวรู้แต่ภายนอกกลายเป็นธรรมเมาไป เมาโลภ เมาโกรธ เมาหลง เมาตัวเมาตน พวกนี้เป็นธรรมเมาทั้งนั้นแหละ
อาจารย์วิปัสสนาของพม่าสมัยก่อน สอนกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา เวลาเราถามเข้าจริงๆ จับผมบนหัวให้ดู ถามว่าผมมีกี่เส้น ขนในตัวเรานี้มีกี่เส้น ลําไส้ของหญิงยาวกี่ศอกกี่วา เขาบอกว่า ไม่รู้ นั่น ไม่รู้ยังจะไปชี้อีก มันต้องค้นเข้ามาหาภายในนี้แหละต้นเหตุนี้ ตา มันก็เป็นเหตุอันหนึ่ง หู มันก็เป็นเหตุอันหนึ่ง จมูก ลิ้น มันก็เป็นเหตุอันหนึ่ง กาย ใจ มันก็เป็นเหตุอันหนึ่ง อกุศลธรรมมันเกิดขึ้นมันเกิดในเหตุเหล่านี้ ศีล ๕ ก็ดี ศีล ๘ ก็ดีก็รวมเข้ามาในนี้แหละ ถ้านอกไปจากนี้เป็นความหลง เป็นธรรมเมาไป
จําไว้ให้แม่น พระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ชี้ไปในกายนี้ ชี้ไปในใจนี้ ต้องเอาสมบัติของเจ้าพ่อเจ้าแม่นี้เป็นที่ตั้ง เป็นฐานของศีล ของทาน ของภาวนา เอาสมบัติอันนี้เป็นที่ตั้ง ของปัญญา เพื่อทําลายอกุศลธรรม คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง
พระพม่ามาถามว่า วินี วินัย ศีลปฏิบัติอย่างไร? วินัยปฏิบัติอย่างไร?
บอกเขาไปว่า ปฏิบัติน้อมเข้ามาสู่กายสู่ใจนี้ ต้องรู้เหตุ สํารวจระวังเหตุ ตาเป็นเหตุ ตาเห็นรูป ถ้าไม่รู้เท่าทันมัน ความยินดีก็เกิดขึ้น ความยินร้ายก็เกิดขึ้น ความโลภก็เกิดขึ้น เพราะเหตุนั้นเราต้องรู้เหตุ สํารวจระวังเหตุ ให้น้อมเข้ามาสู่กาย เอากายเป็นมรรค เอากายเป็นผล ค้นลงในสกลกายของเรานี้
วินี วินัย ก็คือ การนําความชั่ว ความผิดออกจาก กาย วาจา ใจ นี่แหละ นี้แหละเป็นวินัย ต้องทําให้มาก ให้มีสติ เข้าหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปฏิบัติให้รู้จักที่เกิดของธรรม รู้จักที่ดับของธรรม ถ้าบริกรรมพุทโธก็เอาพุทโธไป ถ้าพูดมาก ฟังมาก ทําน้อยก็ไม่ได้ผล แต่ถ้าฟังแต่น้อย เอาความหมั่น ความเพียรให้มาก ภาวนาให้มาก น้อมเข้ามาสู่กายสู่ใจของตน อุปาทานทั้ง ๕ อนิจจังทั้ง ๕ ทุกขังทั้ง ๕ อนัตตาทั้ง ๕ ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ภารหาโร จ ปุคฺคโลวางขันธ์ ๕ ธาตุ ๔ ได้แล้ว อุปาทานทั้ง ๕ อนิจจังทั้ง ๕ ทุกขังทั้ง ๕ รวมลงในธาตุ ๔ ขันธ์ ๕นี้แหละ ขันธ์แยกออกเป็นดิน เป็นนํ้า เป็นลม เป็นไฟ พิจารณาอันนี้ให้มันรู้ ให้มันละมันวาง
ภาวนา พุทโธ นี้แหละ เห็นว่ามีน้อยๆ อย่างนี้ ไปดูถูกไม่ได้ ความหมั่นความเพียร นี้แหละ เป็นประโยชน์มาก ถ้าฟังมากๆ ได้เฉพาะคําพูด แต่ทําเพียงเล็กน้อย แล้วก็แล้วไป มัวแต่เจ็บแข้ง เจ็บขา เจ็บหลัง เจ็บเอว อยู่อย่างนี้มันไม่ได้ความอะไร มันเจ็บที่ไหนก็กําหนดเข้าที่นั่น ความเจ็บความปวด ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่แหละเป็นเหตุ มันไหลมาจากนี้แหละ มีที่เดียวนี้แหละ คือ รักษาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้แข็งแรง ความรักเกิดขึ้นก็นําออกเสีย ความชังเกิดขึ้นก็นําออกเสีย ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็นําออกเสีย
นี้ท่านยกขึ้นเป็นศีล ท่านยกขึ้นเป็นวินัย จะเป็นศีล ๕ ศีล ๘ อันใดก็ตาม ศีล ๕ นี้ก็อันนี้ประจําตน คือ ขา ๒ แขน ๒ หัว ๑ ขันธ์ ๕ นี้แหละรักษาให้มันคุ้ม รักษาตานี้สําคัญ ตาเห็นรูปรูปที่พอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี ถ้าเราหลงใหลมันก็มักเกิดความชั่ว ศีล ๕ ศีล ๘ ศีลมากมายเหมือนของภิกษุ ก็ต้องรักษาตานี้แหละ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นตัวเหตุ มันไหลเข้ามา”
เดินทางเข้าประเทศอินเดีย
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ พักอยู่ที่ดอยศรีกุตระ เมืองเมาะตะมะ พอสมควรแล้ว ก็ลงเรือข้ามฟากกลับมาเมืองมะละแหม่ง พักที่มะละแหม่ง ๓ วัน แล้วโดยสารเรือไปเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย แล้วขึ้นรถไฟไปเมืองพาราณสี แล้วไปนมัสการสังเวชนียสถานและปูชนียสถานที่สําคัญต่างๆ หลวงปู่แหวนท่านเล่าว่า “เพราะต้องการค้นหาที่พระพุทธเจ้าอยู่ อยากรู้ธรรมอยากอะไร บางครั้ง ๑๑ วัน จึงได้ฉันข้าวครั้งหนึ่ง ไม่รู้ภาษากัน เพราะพูดภาษาไม่ได้ อยู่จนถึง๑๑ วัน ถึงได้ฉันข้าว”
จากการบอกเล่าของพระศิษย์บอกว่า หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านเดินทางไป เนปาล อยู่ทางเหนือของอินเดีย และทางใต้นั้นท่านได้ลงเรือสําเภาข้ามไปที่เกาะศรีลังกาด้วย
หลวงปู่แหวน บอกว่า การท่องเที่ยวอยู่อินเดียนานไม่ได้ เพราะมีปัญหาเนื่องด้วยอาหารและการบิณฑบาต จึงต้องเดินทางกลับมาจําพรรษาในเมืองไทย
สังเวชนียสถาน ที่หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ไปนมัสการนั้น ล้วนเป็นสถานที่สําคัญในทางพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี สังเวชนียสถาน แปลว่า สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช เป็นคําที่ใช้เรียกสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ เป็นสถานที่ที่ทําให้เกิดความรู้สึกระลึกถึงพระพุทธเจ้า เกิดความแช่มชื่น เบิกบาน และเกิดแรงบันดาลใจที่จะทําความดี เมื่อได้ไปพบเห็น มีด้วยกัน ๔ แห่ง คือ
ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ ณ อุทยานลุมพินี
พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ณ ใต้ร่มไม้พระศรีมหาโพธิ์ ภายในป่าสาละ
สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน
สังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่งนี้ ท่านว่าเป็นสถานที่ควรไปเคารพสักการะ ควรไปแสวงบุญ เพื่อให้เกิดความสังเวชและเกิดพุทธานุสติ อันจักนํามาซึ่งบุญกุศลและความปลาบปลื้มแช่มชื่นใจ จากเนื้อความในมหาปรินิพพานสูตร แสดงให้เห็นว่า สังเวชนียสถานทั้ง ๔ นี้ ได้เกิดขึ้นโดยคําแนะนําของพระพุทธองค์ที่ได้ตรัสไว้ว่า
“ผู้ใดระลึกถึงพระองค์ พึงจาริกไปยังสังเวชนียสถานทั้ง ๔ นี้”
ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านสอนเน้นให้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติธรรม หรือการปฏิบัติบูชา โดยการระลึก “พุทโธ” ชมพุทธะในใจเจ้าของ มากกว่าการไปชมสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ดังที่หลวงปู่แหวนเทศน์ไว้ดังนี้
“ไปดูที่ประสูติ ที่ตรัสรู้ ที่ปรินิพพาน มันก็เห็นแต่ดิน สู้สุปฏิปันโน น้อมเข้ามาสู่กาย ปฏิบัติให้รู้แจ้งในภายในมันจึงใช้ได้ มัวรู้แต่ภายนอกกลายเป็นธรรมเมาไป”
เดินทางกลับเมืองไทย – ผีเข้าร่างพระอาจารย์แหวน
ในการเดินทางกลับเมืองไทย หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ เดินทางกลับมาตามทางเดิม คือ ทั้งโดยสารเรือและสลับเดินเท้าธุดงค์ จากอินเดีย ท่านโดยสารเรือจากเมืองกัลกัตตา มาขึ้นที่เมืองมะละแหม่ง ของพม่า แล้วก็เดินไปท่าเรือโดยสารเรืออีกต่อ มาขึ้นที่เมืองขลุกขลิก ต่อจากนั้นท่านทั้งสองเดินเท้ากลับประเทศไทยมาตามเส้นทางเดิม เมื่อถึงด่านแล้วข้ามแม่นํ้าเมย เข้ามายังฝั่งไทยตรงด่านอําเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในสมัยก่อนทางฝั่งพม่ามีผืนป่าธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มาก สัตว์ป่าสัตว์ร้ายก็ชุกชุมมาก ในระหว่างทางที่หลวงปู่ทั้งสองพักปักกลดภาวนาได้ยินเสียงเสือร้องคํารามก้องป่าอยู่เป็นประจํา และพบเสือซึ่งๆ หน้าในระยะใกล้ๆ ก็มี โดยบางระยะเดินธุดงค์เวลากลางคืนเดือนหงายมีเสียงเสือร้องฮึมๆ อยู่ข้างหน้า จึงหยุดแผ่เมตตาให้ เสือก็กระโดดเข้าป่าไป
ที่อําเภอแม่สอดนี้ หลวงปู่แหวนถูกผีเข้าร่าง เรื่องนี้มีพระศิษย์หลวงปู่ตื้อ กราบเรียนถามหลวงปู่ตื้อว่า “หลวงปู่ครับ ผีมีจริงหรือเปล่า?”
“อ้าว ! มีสิ ถ้าสงสัยไปถามท่านแหวนดูก็ได้ ผีมีจริงนะ…”
แล้วหลวงปู่ตื้อก็เล่าเรื่องหลวงปู่แหวนถูกผีเข้าร่างว่า
“เมื่อไปภาวนากันใหม่ๆ เวลานั้น เราก็ดี ท่านแหวนก็ดี เพิ่งจะฝึกภาวนาใหม่ๆ เป็นพระมหานิกายอยู่ แต่ก็อยากเดินธุดงคกรรมฐาน แสวงหาสัจธรรม”
ทีนี้หลวงปู่ตื้อท่านก็เล่าว่า “ท่านไปธุดงค์กันสองรูปนั่นแหละ ไปทางพม่า แล้วกลับมาทางกอกะเร็ก เข้าทางอําเภอแม่สอด จังหวัดตากนะ ทีนี้ก็พากันไปพักยังศาลาเก่าๆ หลังหนึ่งกลางป่านั่น สมัยก่อนไม่มีผู้คนหรอก มาถึงฝั่งไทยก็เหน็ดเหนื่อยมาก จึงมาพักอยู่ที่ศาลาหลังนั้น แขวนกลดคนละมุมศาลา เรานอนอยู่มุมหนึ่ง ท่านแหวนก็นอนอยู่อีกมุมหนึ่ง คืนแรกสบายดีจนรุ่งเช้าก็ออกบิณฑบาต ได้อาหารมาแล้วก็กลับมาฉันที่ศาลา พอวางสิ่งของและบาตรเท่านั้นเองท่านแหวนนั่งลง เอามือยันไปข้างหน้ากับพื้นกระดานนะ ผีเล่นงานท่าน ขากรรไกรแข็งหมดท้องแข็งหมด นํ้าลายไหลไม่หยุด”
หลวงปู่ตื้อคิดว่าหลวงปู่แหวนท่านเป็นลมหรือไง “เอ ! ท่านแหวนๆ” เรียกอย่างนั้น“เออ ! ก็ไปบิณฑบาตกลับมาดีๆ อยู่นี่นะ เอาแล้วซี” เข้าที่ ทําจิตดูก็รู้ว่า “นี่มันผีนี่นะ” ว่าแล้วหลวงปู่ตื้อก็ทําท่าขู่ผี ด่าเลย ! ด่าผี เวลานั้นการปฏิบัติยังอ่อนทั้งคู่ ไม่มีคาถานี่นะ เลยด่าเอา ผีก็ยังไม่กลัว ด่ามันก็ไม่กลัว ก็เลยหาอุบายใหม่ เอาใบไม้แห้งๆ นํามากองไว้ แล้วก็จุดไฟขู่เลย “เอาล่ะ ถ้าหากไม่ไปนะ จะเอาดุ้นฟืนที่ติดไฟแดงๆ นี่เผาเสียเลย ผีมันไม่กลัวไฟให้มันรู้ไปซี” ว่าแล้วก็เอาไม้ขีดจุดไฟ เอาดินแห้งๆ ก้อนโตๆ มาเผา เผาจนแดง แล้วก็เอาไม้มาคีบทําเป็นเหมือนคีมหนีบยื่นเข้ามา แล้วก็ขู่ว่า “เอาล่ะ ถ้าไม่ออกจากร่างพระสงฆ์องคเจ้า ไม่เกรงกลัวบาปกรรมล่ะก็ เราจะเผาให้ตายจริงๆ”
หลวงปู่ตื้อ ท่านทําจริงๆ นะ ด่าก็เก่ง ทําก็เก่ง เอาซีทีนี้ ท่านจะเผาผีด้วยดินจี่ร้อนๆ(จี่ แปลว่า เผา เป็นภาษาอีสาน) ยื่นเข้าไปข้างหน้าของหลวงปู่แหวน “เอาล่ะนะ วันนี้ถ้าเจ้าไม่ออกไป ข้าจะเอาตายเลยวันนี้ว่ะ มาเล่นกับตาตื้อหรือไง เอาล่ะ” ว่าแล้วก็เอาดินจี่จี้ลงบนหัวของหลวงปู่แหวนจริงๆ เท่านั้น ผีออกเลยทีเดียว หลวงปู่แหวนกระดุกกระดิกตัวได้ก็พูดออกมาว่า “บ๊ะ มันจะเอาตายจริงๆ นะ ท่านตื้อ”
วันนั้นพอฉันเสร็จ ล้างบาตรเสร็จ ก็เตรียมตัวออกเดินธุดงค์ต่อไป อยู่ไม่ได้ หลวงปู่แหวนเก็บกลดห่มผ้าแล้วออกเดินเลย หลวงปู่ตื้อไม่ยอมไป ท่านบอกหลวงปู่แหวนว่า “ไปรอข้างหน้านะ ผมจะจัดการกับผีตัวนี้ให้ได้” หลวงปู่แหวนท่านไม่ฟังเสียง ออกเดินธุดงค์ไปเลย “ไม่อยู่แล้วท่านตื้อจะอยู่ก็อยู่ไปเถิด ผมไปก่อน” หลวงปู่ตื้อก็ว่า “เอาเถิดๆ ไปรอข้างหน้าก่อน ผมจะพิสูจน์กับผีสักหน่อย แล้วจะตามไป”
ผีผู้หญิงจะเอาพระอาจารย์แหวนทําผัว – พ.ศ. ๒๔๖๕ จําพรรษาภาคเหนือ
เมื่อหลวงปู่แหวนแยกไปธุดงค์ตามลําพังแล้ว ท่านได้ไปทางอําเภอสามเงา จังหวัดตากหลวงปู่ตื้อท่านก็ยังคงพักอยู่บนศาลาหลังนั้น เพื่อพิสูจน์และสงเคราะห์ผีตนนั้น ตกกลางคืนท่านสวดมนต์ไหว้พระไม่มากหรอก ท่านให้เหตุผลว่า “ไม่สวดมนต์มาก เอาพอเป็นพิธีนิดๆ หน่อย หรือพอสาบานนํ้าไม่ให้ไหลได้เท่านั้น”
สาบานนํ้าไม่ให้ไหล เป็นปริศนาธรรม เกี่ยวเนื่องกับพระวินัย ๒๒๗ ข้อ ในข้อ ภิกษุแกล้งทํานํ้าอสุจิให้เคลื่อน ต้องสังฆาทิเสส เว้นไว้แต่ฝัน สังฆาทิเสส ๑๓ มีโทษหนักรองมาจาก ปาราชิก ๔ อันเป็นโทษหนักที่สุด ถ้าต้องปาราชิก ๔ ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องขาดจากความเป็นพระ
ท่านสวดมนต์พอเป็นพิธี พอสาบานนํ้าไม่ให้ไหลได้เท่านั้น เสร็จแล้วท่านก็นั่งสมาธิภาวนา จิตสงบดี สว่างทั่วบริเวณนั้น ผีผู้หญิงก็มาปรากฏเข้ามาเลย ปรี่เข้ามาหา เสร็จแล้วท่านก็เพ่งจิตเข้าใส่ บอกว่า “หยุด !” “เจ้าไม่รู้จักพระสงฆ์ผู้มีศีลมีธรรมเลยจริงๆ เจ้าจะเอาอะไร เจ้ามาจากไหนวะ? เจ้าผีร้าย” ผีก็ตอบว่า “ใช่แล้ว ฉันเป็นผีตายทั้งกลม ลูกตายในท้อง เขาเอามาฝังไว้ที่นี่”“อ้าว ! เจ้าใช่ไหมที่ทําพระสงฆ์ท่าน?” “ใช่ !” “แล้วทําท่านทําไม บาปกรรมรู้ไหม?” “ดิฉันชอบพระรูปนั้น ท่านสวย ท่านหล่อดี ฉันชอบท่าน จะเอาพระรูปนั้นไปทําผัว”
หลวงปู่ตื้อได้ฟังก็พูดว่า “โอ ! ท่านแหวนนี่มีเสน่ห์หลายนะ ผีจะเอาทําผัวน่ะ เกือบมิล่ะ เจ้ามันเป็นบ้านะเออ พระเจ้าท่านมาหาบําเพ็ญภาวนา หาศีลหาธรรม ละเว้นกิเลสตัณหา จะมาเอาท่านเป็นผัว เป็นบาปกรรมนะ เวลานี้เจ้าก็เป็นเปรตเป็นผีอยู่จะให้ตกนรกมากกว่านี้หรือ ตั้งแต่นี้ต่อไปเจ้าจงอย่าทําพระป่าพระธุดงค์นะ เห็นท่านก็อนุโมทนาสงเคราะห์ท่านซี จะได้ไปเกิดเอ้า ! เจ้ารับศีลเดี๋ยวนี้..”
นั่น…หลวงปู่ตื้อท่านให้ผีรับศีลเลย สอนศีลห้าให้ จนผีตัวนั้นลดละทิฏฐิลง ยอมรับความดีงาม แรกๆ มันไม่รู้ มันบอกไม่รู้ว่าเป็นพระเป็นเจ้า
หลวงปู่แหวนตอนเป็นพระรุ่นหนุ่ม ท่านผิวขาว งามหลายนะ มันก็จะเอาไปเป็นผัวล่ะซี
หลวงปู่ตื้อ ท่านเล่าว่า “เราอยู่ที่ศาลาหลังนี้เป็นเวลา ๑ เดือน อยู่สอนผีตนนั้น ให้รู้จักทําความดีบ้าง อย่างน้อยก็จะเป็นนิสัยตามส่ง เราก็แผ่เมตตาให้บ้าง ทําบุญให้บ้าง จนผีผู้หญิงนี้ค่อยๆ สุขสบายขึ้น”
หลวงปู่ตื้อ เมื่อโปรดสงเคราะห์ผีตนนั้นแล้ว ท่านจึงมุ่งเดินธุดงค์ไปพบหลวงปู่แหวนที่อําเภอสามเงา จังหวัดตาก เพื่อออกธุดงค์ร่วมกันต่อไป
มีผู้กราบเรียนถามครูบาอาจารย์ว่า ทําไมสมัยนี้ ผีไม่ดุเหมือนสมัยก่อนๆ? ได้รับคําตอบว่า เพราะกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ไปช่วยปลดปล่อยสงเคราะห์วิญญาณเหล่านั้นให้ได้ไปผุดไปเกิด และให้เลิกมิจฉาทิฏฐิต่างๆ รวมทั้งเทศนาสั่งสอนประชาชนให้เลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
ด้วยสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดตาก มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าเป็นเขาอุดมสมบูรณ์ มีสถานที่สัปปายะมากมาย เหมาะกับเป็นสถานที่ปฏิบัติภาวนา ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ หลวงปู่ทั้งสองกลับจากประเทศอินเดีย พม่า จึงเที่ยวธุดงค์ในเขตจังหวัดตาก และท่านทั้งสองเดินธุดงค์ภาวนาไปถึงเขตอําเภอสามเงา จังหวัดตาก แต่ไม่ได้อยู่จําพรรษา
หลวงปู่แหวน เล่าว่าชาวบ้านแถวนั้นเลี้ยงสุนัขไว้ดุมาก เมื่อท่านไปบิณฑบาต บางวันถูกสุนัขกัดเอา เจ้าของเขาก็ไม่ไล่สุนัข เขาถือว่าสุนัขดุนั้นดี จะได้เฝ้าบ้านได้ ที่จังหวัดตากนี้เอง หลวงปู่แหวน ถูกสุนัขกัดที่ขาทําให้แผลอักเสบเรื้อรัง หลวงปู่แหวนต้องทรมานกับแผลนี้อยู่นาน และเป็นแผลเป็นมาตลอดชีวิตท่าน
หลวงปู่แหวน หลังจากที่ท่านได้เข้ากราบนมัสการฟังธรรมและถวายตัวเป็นพระศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านก็มีความตั้งใจจาริกธุดงค์ตามรอยแห่งธรรมของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ไปตามสถานที่ต่างๆ ในอินเดีย พม่า เชียงตุง ตามที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เมตตาเล่าให้ฟัง ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ หลังกลับจากอินเดีย พม่า ข้ามมาฝั่งไทยแล้ว หลวงปู่ทั้งสองได้เดินธุดงค์ในเขตจังหวัดตาก นานจนพอสมควรแล้ว จากนั้นได้ร่วมกันเดินธุดงค์ขึ้นภาคเหนือ เป้าหมายปลายทาง คือ เชียงตุง จึงพอสันนิษฐานได้ว่า เมื่อใกล้ถึงช่วงเข้าพรรษา หลวงปู่แหวนได้ชวนหลวงปู่ตื้อ เพื่อนสหธรรมิก อยู่จําพรรษาปฏิบัติธรรมทางภาคเหนือ เพื่อรอออกพรรษาจะได้จาริกธุดงค์ไปเชียงตุง เชียงรุ้ง ต่อไป
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๕ จาริกไปเชียงตุง เชียงรุ้ง แสนหวี ฝีฝ่อ หนองแส
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับพระสหจรเพื่อนสหธรรมิกของท่าน คือ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เมื่อสมัยที่ยังเป็นพระภิกษุหนุ่ม ท่านทั้งสองชอบเที่ยวธุดงค์แสวงวิเวกตามรอยธรรมครูบาอาจารย์ ไปตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ เท่าที่ท่านมีโอกาสและสามารถจะไปได้ถึงจึงกล่าวกันว่า ในบรรดาพระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่องธุดงค์ไปมากที่สุด ถ้ารวมเวลาที่หลวงปู่ทั้งสององค์เดินธุดงค์ทั้งหมดก็ร่วม ๕๐ ปี ค่อนชีวิตบรรพชิตของท่าน
หลวงปู่แหวนบอกว่า การเดินทางในสมัยก่อน ไม่ได้เป็นกังวลห่วงเรื่องรถเรื่องเรือ เพราะการคมนาคมด้วยยานพาหนะสมัยใหม่นั้นไม่มี การไปมาได้สะดวกสบายมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ เดินไปและเวลากลับก็เดินกลับ ครูบาอาจารย์บางท่านได้พูดในเชิงขบขันว่า การเดินทางของพระธุดงค์ในสมัยก่อน ใช้รถอยู่ ๒ อย่าง คือ รถ “มอเตอร์ขา” กับรถยี่ห้อ “ออสตีน” เท่านั้น
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ หลังจากออกพรรษาแล้ว ในปลายเดือนตุลาคม หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ได้จาริกธุดงค์ไปเมืองเชียงตุง เชียงรุ้ง โดยท่านทั้งสองออกจากเขตไทยทางด่านอําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ผ่านหมู่บ้านชาวเขา ข้ามไปเขตพม่า ทางฝั่งพม่าสมัยนั้น มีประชาชนอาศัยอยู่ไม่มากนัก หลวงปู่ทั้งสองเดินไปตามทางล้อทางเกวียน ในบางแห่งก็ลัดไปตามป่าตามเขา ภูมิประเทศส่วนใหญ่ที่หลวงปู่ทั้งสองผ่านไป ล้วนแต่เป็นป่าเป็นเขา มีต้นไม้ลําต้นสูงใหญ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป
หลวงปู่ทั้งสองพํานักปักกลดภาวนาตามป่าตามเขาไปเรื่อยตามรายทาง คํ่าที่ไหนก็นอนที่นั่น ตอนเช้าก็ออกเที่ยวโคจรบิณฑบาตกับชาวเขา ฉันเสร็จก็เก็บเครื่องบริขารแล้วก็ออกเดินธุดงค์ต่อไป ไปจนถึงเมืองเชียงตุง หลวงปู่แหวนบอกว่า เมืองเชียงตุงนั้นตั้งอยู่ในหุบเขา มีภูเขาเป็นกําแพงธรรมชาติล้อมรอบ พลเมืองส่วนมากเป็นชาวไทยใหญ่ มีพม่าอยู่บ้าง นอกนั้นเป็นชนพื้นเมืองเผ่าอื่นๆ
เมืองเชียงตุง ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เคยไปจําพรรษาอยู่ที่พระธาตุจอมยอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๕ เชื้อสายเจ้านครเชียงตุงต่างก็ให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กันมาก เชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ยังปฏิบัติธรรมกันอย่างเคร่งครัด แม้เจ้าฟ้าหลวงเมืองเชียงตุงทรงมีพระราชศรัทธาพระพุทธศาสนา และทรงสนพระทัยการปฏิบัติธรรมเป็นอันมาก จึงทรงกราบอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ไปแสดงธรรมโปรดถึงพระตําหนัก และทรงขอให้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ช่วยปรับปรุงการคณะสงฆ์ เพราะพระสงฆ์ในเมืองเชียงตุงไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ในหลักพระธรรมวินัย
ในขณะที่หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ จาริกธุดงค์ไปเมืองเชียงตุงในปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ไปวิเวกและอยู่จําพรรษา หลวงปู่ทั้งสองก็ได้เห็นความบกพร่องหย่อนยานของพระสงฆ์ ในครั้งนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้มีหนังสือถวายชี้แจงเรื่องการบํารุงพระศาสนาแด่เจ้าฟ้าหลวงเมืองเชียงตุง มีใจความว่า
“… ต้องอาศัยพระราชาเป็นหลัก พระสงฆ์สามเณรในประเทศนี้ปฏิบัติยังบกพร่องในทางวินัยมาก ไม่ใช่พระเจ๊ก พระญวน เป็นพระสําเร็จด้วยญัตติจตุตถกรรม แลรักษาปาฏิโมกข์สังวรศีลด้วยกัน ควรจะแก้ไขให้เหมือนเขา อย่างประเทศพม่า ลังกา สยาม เขมร เขาลงกันทั้งนั้นที่อุจาดมาก พระเณรไปทางใด สะพายดาบพกมีด กินอาหารไม่มีเวลา ไหว้พระสวดมนต์ก็ไม่มีหลัก ใครได้อย่างใดก็ไหว้ไปสวดไปอย่างนั้น เหล่านี้เป็นตัวอย่างบ้านเมืองเนื่องกันกับนานาประเทศแล้ว ควรจะทรงดําริจัดให้ทันเขา จะได้เต็มเกณฑ์ศาสนูปถัมภก จะเป็นพระราชกุศลอย่างสูงสุด
ทรงรับสั่งว่า ทรงพระดําริอยู่เสมอ ขาดผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายพระศาสนา ฝ่ายอาณาจักรจะทรงเป็นพระธุระเต็มที่ อัตตโนได้แนะนําให้ค่อยแก้ไขไปทีละน้อย ขอให้คัดพระเณรส่งเข้าไปศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ อัตตโนจะช่วยเป็นธุระสั่งสอน จะได้เป็นกําลังในการสั่งสอนต่อไป ทรงเห็นชอบด้วยทุกประการ”
เมืองเชียงตุง พลเมืองพูดได้สองภาษา คือ ภาษาไทยใหญ่ กับ ภาษาพม่า ประชาชนส่วนใหญ่มีอัธยาศัยไมตรีดี ชอบการบุญกุศล ดูแลอุปถัมภ์พระภิกษุสามเณรเป็นอย่างดี เพราะเมืองเชียงตุงเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในที่ที่มีภูเขาล้อมรอบ อากาศในช่วงฤดูหนาว จึงค่อนข้างหนาวเย็นมาก จนต้องผิงไฟกัน
การไปเมืองเชียงตุงในครั้งนั้น หลวงปู่ทั้งสองไม่ได้อยู่จําพรรษา จากเมืองเชียงตุง ได้จาริกธุดงค์ขึ้นไปทางเหนือต่อไปอีก สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงตํ่าสลับซับซ้อน ป่าส่วนใหญ่ก็เป็นป่าทึบ มีป่าโปร่งสลับอยู่บ้าง มีธารนํ้าและสัตว์ป่านานาชนิด ในเวลากลางคืนอากาศหนาวเย็นมาก เมื่อพ้นจากเขตเมืองเชียงตุงขึ้นไปทางเหนือแล้ว ผู้คนพลเมืองจะเป็นพวกชาวเขาเผ่าต่างๆ เผ่าที่มีความเจริญมากกว่าเผ่าอื่นๆ ได้แก่ พวกจีนฮ่อ หลวงปู่ทั้งสอง ได้จาริกขึ้นไปถึงเมืองแสนหวี ฝีฝ่อ และ หนองแส เมืองเหล่านี้เป็นที่อยู่ของพวกจีนฮ่อ บางแถบที่หลวงปู่ทั้งสองผ่านไป มีแม่นํ้าโขงไหลผ่าน พื้นที่เป็นที่ราบในหุบเขา
นับเป็นการจาริกธุดงค์เดินทางไกลด้วยเท้าในต่างแดนและต่างภาษาของหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในวัยหนุ่ม สุขภาพร่างกายก็ยังแข็งแรง จิตใจก็เข้มแข็งแกร่งเกินกว่าเพชร ท่านทั้งสองเดินธุดงค์ไปด้วย บําเพ็ญภาวนาไปด้วย รอนแรมไปตามป่าตามเขาที่แสนจะทุรกันดาร เดินไปอย่างสํารวมระวังสติในทุกฝีก้าว ท่วงทํานองการย่างก้าวจึงดูมั่นคงสง่างาม และแฝงไว้ด้วยความทรหดอดทนเป็นเลิศ สมณสารูปของหลวงปู่ทั้งสองนั้นจึงงดงามตาทั้งภายในและภายนอก ผิดแปลกแตกต่างกับพระภิกษุสงฆ์ในต่างแดนที่ธุดงค์ผ่านมา สมแล้วกับที่ท่านทั้งสองจะก้าวมาเป็น “ศากยบุตรพุทธชิโนรส” และเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น องค์เลื่องลือนาม สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป
ภาพที่หลวงปู่ตื้อ กับ หลวงปู่แหวน ขณะเป็นพระภิกษุหนุ่มที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและถือธุดงควัตร ออกเดินธุดงค์แบกกลดสะพายบาตรอย่างมุ่งมั่นองอาจกล้าหาญ อีกทั้งการประกอบทําความพากเพียรของหลวงปู่ทั้งสองก็เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ กลางคืนก็ไม่ค่อยได้หลับได้นอนกัน ต่างองค์ต่างเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาอย่างเอาจริงเอาจังกัน นับเป็นภาพที่งดงามตายิ่งนัก ทั้งน่าเลื่อมใสศรัทธา และทั้งหาดูได้ยากมาก ชวนให้ระลึกถึงภาพในสมัยครั้งพุทธกาล ที่พระสงฆ์สาวกออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานตามป่าตามเขา ตามพระพุทธโอวาทในข้อที่ว่า รุกฺขมูลเสนาสนํฯ เพื่อแสวงหาโมกขธรรมกัน
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ จาริกธุดงค์ในต่างแดน นานจนพอสมควรแก่เวลาแล้ว พอจวนจะเข้าพรรษา คือ ช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน จะมีฝนตกชุกมากไม่สะดวกที่จะพํานักในแถบนั้น หลวงปู่ทั้งสองจึงได้เดินธุดงค์กลับมายังฝั่งประเทศไทย และอยู่จําพรรษาตามเสนาสนะป่าในจังหวัดอุดรธานี เพื่อจะออกเที่ยวธุดงค์แสวงหาโมกขธรรมกันต่อไป
ภาค ๑๐ จาริกฝั่งซ้ายแม่นํ้าโขงครั้งที่ ๒ พบเนื้อคู่
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๖ บําเพ็ญภาวนาที่ภูเขาควาย ฝั่งประเทศลาว
ในบันทึกการท่องธุดงค์ของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ไม่ได้ระบุวัน เดือน ปี ของการเดินทาง รวมทั้งไม่ได้บอกด้วยว่า หลวงปู่แหวนท่านไปองค์เดียว หรือมีพระองค์อื่นไปด้วย จากคําบอกเล่าของครูบาอาจารย์บอกว่า ส่วนใหญ่หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านจะออกท่องธุดงค์ไปไหนๆ ด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า ท่านทั้งสองจะเดินด้วยกัน พักด้วยกันตลอด หากแต่ไปด้วยกันบ้าง แยกทางกันบ้าง ๓ วัน ๕ วัน ๒ สัปดาห์ หรือ ๑ เดือน มาพบกันทีหนึ่ง หรือบางครั้งก็พักปักกลดอยู่ใกล้ๆ กันแล้วก็ต่างองค์ต่างแยกกันไป แต่ท่านทั้งสองก็ติดต่อถึงกันอยู่เสมอ
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าถึงข้อดีในการเดินทางองค์เดียวว่า การเดินทางองค์เดียวนั้นรู้สึกสะดวกสบายหายกังวลไม่เหมือนไปกันเป็นหมู่เป็นคณะ มีแต่เรื่องกังวล ในที่บางแห่งเพื่อนๆ จะไป เราอยากอยู่ เราจะไป เพื่อนๆ จะอยู่ ไม่ค่อยจะพร้อมเพรียงกัน สู้ไปคนเดียวไม่ได้ อยากไปก็ไปอยากอยู่ก็อยู่ ไม่มีเครื่องวิตกกังวล ไม่ต้องพูดจากับใครๆ เดินทางองค์เดียว เวลาดับขันธ์ จิตก็เป็นสมาธิได้ดี สติสัมปชัญญะเป็นเพื่อนสองเสมอในกาลเช่นนั้น เดินไปภาวนาไปเช่นนั้น บางครั้งจิตสงบอยู่ได้นาน ความวอกแวกแส่ส่ายไปรับอารมณ์ภายนอกตามนิสัยของจิตไม่ค่อยมี เพราะเหตุที่อันตรายมีอยู่รอบด้าน ชีวิตจึงฝากเป็นฝากตายอยู่กับสติ การเดินทางในที่ที่มีอันตรายเช่นนั้น เปรียบเหมือนการเข้าสู่สงครามของทหาร ถ้าไม่ค่อยระมัดระวัง สติสัมปชัญญะไม่มี ไม่ช้าทหารผู้นั้นจะต้องถูกข้าศึกทําร้ายเอาอย่างแน่นอน
ในบันทึกส่วนการเดินทางของหลวงปู่แหวน มีดังนี้ หลังจากเลิกเรียนปริยัติที่จังหวัดอุบลราชธานี แล้วออกปฏิบัติกรรมฐาน การจาริกไปฝั่งซ้ายแม่นํ้าโขงของหลวงปู่แหวน ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังออกพรรษา นับเป็นครั้งที่ ๒ ไปคราวนี้ ออกจากประเทศไทยทางจังหวัดหนองคาย ข้ามโขงไปฝั่งประเทศลาว ผ่านเมืองเวียงจันทน์ ตัดเข้าดงอีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า “ดงเมือง” พ้นจากดงเมืองข้ามแม่นํ้างึมไป ไปสู่ดงดิบของภูเขาควาย
ภูเขาควาย เป็นป่าสงวนแห่งชาติในแขวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ที่ตั้งอยู่ห่างจากนครเวียงจันทน์ประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ตรงข้ามกับจังหวัดหนองคายของไทย ภูเขาควายเป็นเทือกเขาใหญ่ มีเนื้อที่มากกว่า ๒,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร อุดมสมบูรณ์ไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่ ต้นไม้และสัตว์ป่านานาชนิด ป่าบริเวณนั้นเป็นป่าดงดิบ มีถํ้ามีเหวอยู่ทั่วไป บนหลังเขามีลานหินกว้าง
ในหมู่นักปฏิบัติธรรม ภูเขาควายเป็นที่เลื่องลือกันมากว่า เป็นสถานที่สัปปายะแห่งหนึ่ง เหมาะกับนักปฏิบัติที่ต้องการความวิเวกเงียบสงัด เพื่อบําเพ็ญภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ และเป็นการฝึกจิต ทดสอบกําลังใจ ให้มีกําลังเข้มแข็งแก่กล้ามากยิ่งขึ้น เพราะภูเขาควายเป็นสถานที่ปราศจากความพลุกพล่านจากผู้คน แต่เต็มไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้ายนานาชนิด ซึ่งไม่เป็นภัยต่อการภาวนา แต่กลับส่งเสริมการภาวนาเป็นอย่างดี พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น นับแต่ต้นวงศ์กรรมฐานจึงนิยมธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมกัน
ซึ่งในสมัยนั้น การเดินทางไปสถานที่แห่งนี้ลําบากเป็นอย่างยิ่ง และก็เป็นสถานที่เร้นลับน้อยคนนักจะเข้าไปถึงได้ เพราะสถานที่นั้นเต็มไปด้วยภยันตรายนานัปการ ไม่ว่าภัยจากสัตว์ป่าสัตว์ร้าย จากคน จากภูตผี วิญญาณ สัมภเวสี อสุรกายต่างๆ รวมทั้งเป็นสถานที่สถิตของเทวดาอารักษ์ทั้งหลาย การธุดงค์ไปภูเขาควายจึงต้องเสี่ยงต่อไข้ป่าและเสี่ยงต่อชีวิต หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กับ ท่านพระอาจารย์สีทา ชยเสโน เคยธุดงค์ไปภาวนาที่ภูเขาควาย ท่านพระอาจารย์สีทาเจอเสือเทพบันดาลเฝ้าตรงทางเดินจงกรม
ตามประวัติหลวงปู่ตื้อ เมื่อท่านหยุดเรียนมูลกัจจายน์แล้ว ในระยะแรกๆ ของการออกฝึกหัดปฏิบัติธรรม ท่านเคยเดินธุดงค์มาภาวนาที่ภูเขาควายอยู่ ๔ เดือนเต็ม ก่อนที่ท่านจะพบกับหลวงปู่มั่น และ หลวงปู่แหวน ณ สถานที่แห่งนี้หลวงปู่ตื้อท่านก็ผจญกับสัตว์ป่าและสิ่งเร้นลับซึ่งก็ช่วยในการภาวนาเป็นอย่างดี ดังนั้น ปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๖ เมื่อหลวงปู่แหวนเดินธุดงค์ตามลําพังมาภาวนาที่ภูเขาควาย สถานที่แห่งนี้ก็ช่วยให้หลวงปู่แหวนภาวนาได้ผลดี เวลาทําความเพียร จิตจึงสงบได้ง่าย
เมื่อภาวนาอยู่ไปหลายวัน จิตย่อมคุ้นเคยกับสถานที่แล้ว ก็ย้ายไปสถานที่ใหม่ต่อไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลุกจิต ปลุกประสาท ปลุกสติ ให้ตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นมักจะเกิดความประมาท เมื่อคุ้นเคยกับสถานที่แล้ว การทําความเพียรมักไม่ดีเท่าที่ควร การเปลี่ยนสถานที่แต่ละแห่ง สิ่งแวดล้อมย่อมไม่เหมือนกัน จึงทําให้เกิดความระมัดระวัง เป็นการสร้างสติสัมปชัญญะเร่งความเพียรไปในตัว ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เลือกหาสถานที่ที่มีเครื่องเตือนสติอยู่เป็นประจํา ด้วยเหตุนี้เอง หลวงปู่มั่น ท่านจึงสั่งสอนสานุศิษย์ให้อยู่ในสถานที่ที่มีอันตราย “ให้ตั้งใจภาวนา อย่าได้ประมาท ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ จงอย่าเห็นแก่การพักผ่อนหลับนอนให้มากนัก” การไปอยู่ในที่ที่อันตราย ความเป็นความตายจึงฝากไว้กับสติ
ชาวบ้านชอบใส่บาตรข้าวกับนํ้าอ้อย นํ้าตาล
พอออกจากภูเขาควายแล้ว วันหนึ่งหลวงปู่แหวน ได้ไปพักที่หมู่บ้านนาสอง เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่พอควร หลวงปู่แหวนเล่าว่า พวกชาวบ้านถิ่นนั้นมีแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือ เวลาเห็นพระไปบิณฑบาต พวกเขาจะป่าวร้องกันมาใส่บาตรว่า “มาเน้อมาใส่บาตร ญาธรรมมาแล้ว หานํ้าอ้อยนํ้าตาลมาใส่บาตร ญาธรรมท่านชอบของหวาน” เมื่อได้ยินคนป่าวร้องประกาศเช่นนั้น ต่างก็เอาของหวานมาใส่บาตรจนเต็ม
หลวงปู่แหวนท่านว่า “พวกนี้เหมือนกับพวกไทยใหญ่ ถ้าเห็นพระไปบิณฑบาต เขาก็จะใส่บาตรด้วยข้าวกับนํ้าอ้อย นํ้าตาล เช่นกัน พวกเขาถือว่า เจ้าบุ๊นไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่ของหวาน แต่อย่างไรก็ตาม การฉันข้าวกับนํ้าอ้อย นํ้าตาลนั้น วันสองวันแรกก็ฉันได้ดี แต่วันที่สามที่สี่รู้สึกเบื่อ”
ครูบาอาจารย์เล่าว่า แถวอําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ก็เช่นกัน เมื่อท่านไปอยู่ที่นั่นในตอนแรก บิณฑบาตได้ข้าวเปล่า ๑ – ๒ ทัพพี กับลูกอมทอฟฟี่ห่อกระดาษแก้ว ๑ – ๒ เม็ดบางวันได้แต่ข้าวเปล่า บางวันได้ทอฟฟี่เม็ดเดียวเท่านั้น ท่านต้องฉันข้าวเปล่ากับทอฟฟี่ละลายนํ้าร้อนอยู่เป็นเดือน กว่าจะได้รับความศรัทธาและชาวบ้านถวายกับข้าวด้วยอย่างอุดมสมบูรณ์
พ.ศ. ๒๔๖๗ พบเนื้อคู่ตามคําทํานายของหมอดู
ในสมัยที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เรียนมูลกัจจายน์อยู่ที่จังหวัดอุบลฯ นั้น เคยมีหมอดูทํานายเกี่ยวกับเนื้อคู่ของท่านว่าจะอยู่ทางทิศนั้นๆ รูปร่างสันทัด ผิวเนื้อขาวเหลือง ใบหน้ารูปใบโพธิ์.. ก็ไม่ทราบว่าหลวงปู่จะใส่ใจกับคําทํานายนั้นหรือไม่เพียงใด หรือว่าเพียงแต่ดูหมอไปแบบสนุกๆ ก็ตาม แต่คําทํานายนั้นก็ปรากฏขึ้นจริง
วันหนึ่งตอนใกล้คํ่า หลวงปู่แหวนไปสรงนํ้าที่ฝั่งแม่นํ้างึม ก็พบหญิงสองคนแม่ลูกกําลังถ่อเรือมาตามลํานํ้า มาถึงบริเวณที่พระกําลังอาบนํ้าอยู่ หญิงสาวชําเลืองตามองทางพระหนุ่ม สายตาเกิดประสานกันเข้าพอดี ในบันทึกเล่าไว้ว่า “เมื่อสายตาของทั้งสองฝ่ายประสานกันเข้า ก็มีอานุภาพลึกลับและรุนแรงพอที่จะตรึงคนทั้งสองฝ่ายให้ตะลึงไปได้ ระหว่างเดินกลับที่พัก ในใจยังคิดถึงหญิงงามนั้นอยู่” เมื่อหลวงปู่แหวนกลับถึงที่พัก ก็หวนระลึกถึงคําทํานายของหมอดู พิจารณาดูแล้วก็น่าจะเป็นจริง “หญิงที่เราพบเห็นเมื่อตอนเย็น ก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับคําทํานายของหมอ เห็นจะเป็นแม่หญิงคนนี้แน่”
คืนนั้น หลวงปู่แหวนยังครุ่นคิดถึงแม่สาวงามที่สายตาประสานกันเมื่อตอนเย็น “เห็นจะเป็นแม่หญิงคนนี้แน่ เพราะเมื่อเราเห็นเป็นครั้งแรก ก็ทําให้เรามีจิตปรวนแปรแล้ว” ในคํ่าคืนนั้น หลวงปู่ภาวนาไปก็คิดสับสนวุ่นวายพอสมควร ทั้งคิดถึงคําทํานายของหมอดู ทั้งคิดถึงแม่สาวงามนัยน์ตาคมผู้นั้น ทั้งคิดถึงความตั้งใจในการออกบําเพ็ญภาวนา และที่สําคัญ คือ คิดถึงคํามั่นสัญญาที่ให้ไว้กับโยมมารดาและคุณยาย “เมื่อบวชแล้วก็ให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียนะ” และจิตก็หวนคิดถึงหลวงปู่มั่นที่เคยเมตตาอบรมสั่งสอนเมื่อตอนฝึกหัดภาวนาที่ฝั่งไทย คิดถึงคําเตือนและอุบายธรรมที่ท่านเคยสอน พลันตัดสินใจ “เราต้องรีบกลับเมืองไทย”
ในวันรุ่งขึ้น สองแม่ลูกได้นําข้าว หมาก พลู บุหรี่ มาถวายแต่เช้าตรู่ก่อนใครอื่นทั้งหมดทั้งสองคนช่วยกันมวนบุหรี่ จีบพลู สายตาของหญิงสาวคอยชําเลืองมองไปทางพระ ถึงเวลาบิณฑบาต หลวงปู่แหวนก็ออกบิณฑบาตตามปรกติ ไม่ได้แสดงอาการอะไรให้ผิดสังเกต พอฉันเสร็จแล้ว พวกญาติโยมที่นําอาหารมาถวายต่างลากลับ หลวงปู่รีบเก็บบริขารอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว จากนั้นก็บอกลาเพื่อนพระและเจ้าสํานักว่า ท่านจะกลับฝั่งไทย
ตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไม่ติดสถานที่ ไม่ติดญาติโยม ไม่ติดลาภสักการะ ฯลฯ เพราะพระธุดงค์ท่านไม่สะสม ท่านจึงไม่มีสมบัติใดๆ ที่จะต้องหอบหิ้วและห่วงใย ท่านมีเพียงบริขารที่จําเป็น เช่น ผ้าสังฆาฏิ ธมกรกที่กรองนํ้า ฯลฯ ใส่รวมลงในบาตร และมีกลด กานํ้าหรือกระบอกนํ้า เท่านั้น โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใดไม่ลืมตัว ไม่ติดถิ่นติดฐาน ติดบ้านติดเรือน ติดจตุปัจจัยไทยทานทั้งสี่ ไม่ติดแขกติดคนญาติโยม ไม่เห็นอันใดดียิ่งกว่าธรรมที่เรากําลังดําเนินอยู่เวลานี้
นี่คือทางที่ถูกต้องดีงาม เป็น อนิจตสารี หาที่อยู่ไม่ได้ ไม่กําหนดที่อยู่ เช่นเดียวกับนกที่ไปกินผลไม้หรือหาอาหารมากิน กินที่ไหนแล้ว อิ่มแล้วไปบินไป มีแต่ปีกกับหางเท่านั้น ไม่กังวลว่าต้นไม้นี้เป็นของเรา ผลไม้นี้เป็นของเรา เปือกตมเป็นของเรา กินอิ่มแล้วก็บินไปด้วยความหาอาลัยเสียดายไม่ได้”
หลวงปู่แหวน ท่านถือปฏิปทาข้อนี้อย่างเคร่งครัด นับตั้งแต่ออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขา ทุกปีในช่วงหลังออกพรรษา ท่านจะเดินธุดงค์ภาวนาไปเรื่อยๆ สถานที่ตรงไหนเหมาะ ตรงไหนสัปปายะภาวนาดี ท่านก็จะอยู่ภาวนานานหน่อย พอท่านคุ้นเคยแล้วก็จะย้ายหาสถานที่ภาวนาใหม่ๆ ท่านทําเช่นนี้เป็นประจําติดต่อกันมานานหลายปี ยิ่งเมื่อท่านประสบเหตุการณ์ที่ได้มาพบเนื้อคู่ ในขณะที่ท่านยังเป็นพระภิกษุหนุ่มอายุราวๆ ๓๗ ปี และยังอยู่ในระยะฝึกหัดภาวนาใหม่ๆ จิตใจยังไม่มั่นคงหนักแน่น
การมาพบเนื้อคู่ ซึ่งต่างก็อยู่ในวัยหนุ่มสาวเช่นนี้ ย่อมมีโอกาสทําให้จิตใจของหลวงปู่แหวนหวั่นไหวสั่นคลอนต่อการครองชีวิตสมณเพศให้ตลอดรอดฝั่ง และเมื่อถึงที่สุดท่านอาจจะต้องลาสึกออกไปเป็นฆราวาสใช้ชีวิตคู่เยี่ยงสามีภรรยาทั่วไป หลวงปู่ท่านยิ่งคิดก็ยิ่งว้าวุ่นใจ จิตที่เคยควบคุมบังคับให้สงบนิ่งได้ ก็เกิดปรวนแปรไป ความคิดคํานึงคอยแต่จะโลดแล่นซัดส่ายไปหาหญิงงามอย่างเดียว ทําให้ท่านเกิดความหวาดกลัวตัวเองเป็นอย่างยิ่ง ขืนอยู่ต่อไปอาจจะพ่ายแพ้ต่อกิเลสเมื่อไหร่ก็ได้ ท่านต้องคิดไตร่ตรองอย่างหนักและต้องหาทุกวิถีทางที่จะเอาชนะอุปสรรคนี้ให้จงได้ ซึ่งการจะตัดขาดจากเนื้อคู่ อันเป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาส ความผูกพันทางใจกันมาแต่ชาติปางก่อนอันยาวนานแสนนานนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย เพราะเป็นเรื่องของใจ และจะต้องตัดขาดทางใจ ซึ่งทั้งฝังลึกและทั้งเหนียวแน่นมาก
การจะตัดเนื้อคู่ให้ขาดจากทางใจอย่างสะบั้นเด็ดขาดนั้น จะต้องภาวนาด้วยอุบายวิธีต่างๆ อย่างอุกฤษฏ์ และต้องใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญจนรู้แจ้งรู้จริงจึงตัดขาดได้ ในเบื้องต้นจะต้องตัดขาดทางกายก่อน หลวงปู่แหวนท่านได้ใช้ปัญญาพิจารณาตรงนี้แล้ว ท่านจึงจําเป็นต้องธุดงค์ย้ายไปภาวนาในสถานที่อื่น ทั้งนี้เพื่อไม่ต้องการพบกับเนื้อคู่อีกเลย ดังนั้น หลังจากที่ท่านเก็บบริขารและบอกลาเสร็จแล้ว ท่านก็รีบสะพายบาตร แบกกลด ออกเดินธุดงค์ ลงเรือข้ามแม่นํ้าโขงมาฝั่งประเทศไทยทันที
มาพบหลวงปู่มั่นโดยไม่คาดคิด
หลวงปู่แหวนได้อาศัยเรือข้ามจากท่าเดื่อมาขึ้นที่จังหวัดหนองคาย ฝั่งไทย จากนั้นท่านเดินขึ้นเหนือไปตามลํานํ้าโขง ไปถึงอําเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ระหว่างเดินทางหนี “มาตุคาม” ซึ่งเป็นเนื้อคู่บุพเพสันนิวาสมาแต่ชาติปางก่อน จิตใจของหลวงปู่ก็ยังโลดแล่นไปหาสาวงามเกือบตลอดเวลา เป็นความรู้สึกที่ฟุ้งซ่านที่รุนแรงร้ายกาจสุดพรรณนา ท่านไปพักอบรมตนอยู่ที่พระบาทเนินกุ่ม หินหมากเป้ง ณ ที่นั้นเอง หลวงปู่แหวนท่านก็ได้พบกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่อย่างไม่คาดคิด ทําให้ท่านเกิดความปิติยินดีเป็นอันมาก เพราะจะได้รับฟังโอวาทและอุบายธรรมจากหลวงปู่มั่น ท่านจึงเกิดความมั่นใจขึ้นมาว่า ความตั้งใจที่ท่านจะครองผ้าเหลืองไปจนตายตามคํามั่นสัญญาที่ให้กับโยมมารดาและคุณยายนั้น มีโอกาสเป็นไปได้อย่างแน่นอน
นับตั้งแต่ปีที่หลวงปู่แหวน เข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปกราบฟังธรรมและถวายตัวเป็นพระศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) จากนั้นท่านก็ไปธุดงค์ต่างแดนในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ และ พ.ศ. ๒๔๖๕ ท่านไม่ได้พบหลวงปู่มั่นอีกเลย เพราะหลวงปู่มั่นท่านไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดนครพนม (ปัจจุบัน คือ จังหวัดมุกดาหาร) และเสนาสนะป่าบ้านหนองลาด อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร ตามลําดับ พอมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ หลวงปู่มั่นท่านมาจําพรรษาที่วัดป่ามหาชัย อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน คือ อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู) พอออกพรรษาแล้ว ท่านก็ออกเที่ยวธุดงค์ ในช่วงนั้นหลวงปู่มั่นท่านได้ปลีกตัวออกจากหมู่คณะมาภาวนาตามลําพังองค์เดียว ท่านได้มาที่พระบาทเนินกุ่ม หินหมากเป้ง ซึ่งหลวงปู่แหวนเมื่อกลับจากการธุดงค์ฝั่งซ้ายแม่นํ้าโขงครั้งที่ ๒ ท่านก็มาพักบําเพ็ญภาวนา ณ สถานที่แห่งนั้นพอดี เสมือนธรรมบันดาลให้อาจารย์และศิษย์ได้มาพบกัน หรืออาจเป็นเพราะหลวงปู่มั่นท่านเมตตามาสงเคราะห์ เมื่อหลวงปู่แหวนได้โอวาทและอุบายธรรมจากหลวงปู่มั่นแล้ว จากนั้นท่านก็กราบลาหลวงปู่มั่นไปบําเพ็ญภาวนาแก้อุปสรรคเรื่องเนื้อคู่ต่อไป
พอมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล กับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มาบําเพ็ญสมณธรรมและพักจําพรรษาตามป่าตามเขาในแถบอําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และอําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ซึ่งสถานที่เหล่านี้ล้วนเงียบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา โดยหลวงปู่เสาร์ ท่านมาพักและอยู่จําพรรษาที่ วัดพระงามศรีมงคล อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ส่วนหลวงปู่มั่น ได้กลับมาพักและอยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่าดงมะไฟ บ้านค้อ อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นครั้งที่สอง หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เมื่อท่านทราบข่าว จึงได้ออกเดินธุดงค์ติดตามเข้าไปกราบและรับการอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่นอีกครั้ง
ณ เสนาสนะป่าดงมะไฟ บ้านค้อ หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ท่านได้มีโอกาสพบกับพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของหลวงปู่เสาร์ และ หลวงปู่มั่น ซึ่งได้ติดตามมาขอเข้ารับการศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองอยู่หลายองค์ เช่น หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น
ด้วยหลวงปู่มั่น ท่านเป็นพระผู้ทรงอภิญญาจิต มีฤทธิ์ทางใจอันเชี่ยวชาญโดดเด่นเป็นเลิศ ท่านได้นําคุณวิเศษเหล่านี้ มาเป็นเครื่องมือในการอบรมสั่งสอนและสงเคราะห์พระศิษย์เป็นประจํา โดยท่านได้แสดงฤทธิ์ของใจอันเป็นฤทธิ์ของธรรมนี้ ปรากฏออกมาให้บรรดาพระศิษย์ได้เห็นเป็นประจักษ์จนเกิดความแปลกประหลาดและอัศจรรย์ใจไปตามๆ กัน กล่าวคือ เมื่อบรรดาพระศิษย์ที่มาศึกษาอบรมกับท่าน เกิดมีปัญหาในการครองสมณเพศ โดยไม่มีใครกราบเรียนให้ท่านทราบ แต่หากทราบด้วยญาณอันแจ่มชัดราวกับตาเห็นของท่านเอง ท่านจึงเมตตาไปสงเคราะห์และช่วยเตือนสติให้อุบายธรรมอยู่บ่อยครั้ง
ตัวอย่างเช่น กรณีของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) เมื่อครั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านกําลังประสบปัญหาอย่างหนักและตัดสินใจว่ารุ่งเช้าท่านจะต้องลาสิกขาบทอย่างแน่นอน โดยไม่มีใครกราบเรียนให้หลวงปู่มั่นทราบ ท่านได้มาเทศน์อบรมสมเด็จฯ พร้อมให้อุบายธรรม จนสมเด็จฯ ท่านเลิกล้มความตั้งใจที่จะสึก ทําให้ท่านได้อยู่ครองสมณเพศตราบจนวันมรณภาพ ส่วนตัวอย่างที่หลวงปู่มั่นโปรดแล้วไม่สําเร็จก็มี ท่านบอกว่า กรรมเก่าแรงมาก ท่านจึงต้องปล่อยพระศิษย์องค์นี้ไปตามยถากรรม พระศิษย์เลยต้องลาสึกออกไปแต่งงานอยู่กินมีครอบครัวกับสาวชาวเขา เป็นต้น
กรณีของหลวงปู่แหวน ท่านประสบเหตุการณ์พบเนื้อคู่ ท่านก็ได้รับการอบรมฟังธรรมจากหลวงปู่มั่น จากบันทึกในส่วนของหลวงปู่แหวน บอกไว้ว่า “เมื่อได้พบกับท่านอาจารย์ใหญ่มั่นอีกครั้ง จึงดีใจมาก และการพักอบรมตนอยู่กับหลวงปู่มั่นก่อนเข้าพรรษานั้น ทําให้จิตใจค่อยสงบระงับลง ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนแต่ก่อน แม้กระนั้นภาพของหญิงงามบ้านนาสองนั้นยังปรากฏขึ้นเป็นครั้งเป็นคราว ทําให้ดวงจิตหวั่นไหวอยู่เสมอ แต่เมื่อเร่งภาวนาเข้า ภาพนั้นก็สงบระงับลงหากพลั้งเผลอเมื่อใดภาพสาวงามก็จะผุดขึ้นมาอีก”
อุบายวิธีพิจารณาตัดขาดเนื้อคู่
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ก่อนเข้าพรรษาหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้รับการอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่นจนพอสมควรแล้ว จากนั้นท่านก็น้อมนําธรรมนั้นไปปฏิบัติ ในพรรษานี้หลวงปู่แหวน ท่านต้องพยายามหาอุบายวิธีต่างๆ ในการตัดขาดจากเนื้อคู่ออกจากใจท่านอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและเหนียวแน่นมากที่สุด ดังนั้น การได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์เพื่อฟังธรรม และกราบขอคําปรึกษาพร้อมอุบายวิธี จึงพอสันนิษฐานได้ว่า ท่านจําพรรษาอยู่ตามป่าตามเขาในแถบอําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ในสถานที่ซึ่งไม่ห่างไกลจากสํานักของหลวงปู่มั่น ผู้เป็นพระอาจารย์
หลวงปู่แหวนได้ใช้ความพยายามตัดความนึกคิดเรื่องหญิงสาวเนื้อคู่ออกจากใจ ดังนี้
หลังจากเข้าพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวนท่านได้ตั้งใจปรารภความเพียรอย่างหนัก การเร่งความเพียรในระยะแรกอย่างเต็มที่ ทําให้จิตสงบอย่างรวดเร็ว ทรงตัวสู่ฐานสมาธิได้ง่าย ไม่วุ่นวายฟุ้งซ่านอีก คล้ายกับจิตมันยอมสยบราบคาบแล้ว และเกิดอุบายทางปัญญาพอสมควร
แต่หลวงปู่หารู้ไม่ว่า ยิ่งเร่งความเพียรเอาจริงเอาจังหนักขึ้นเท่าใด กิเลสที่แสร้งสงบนิ่งก็เริ่มต่อต้านเอาจริงเอาจังมากขึ้นเท่านั้น คราวนี้แทนที่จะควบคุมจิตให้ดําเนินไปตามทางที่ต้องการมันกลับเตลิดโลดแล่นไปหา “สาวงาม” ที่บ้านนาสอง ริมฝั่งแม่นํ้างึมอีก และครั้งนี้พลังของกิเลสดูจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หลวงปู่แหวนพยายามหาอุบายธรรมต่างๆ มาปราบเจ้าตัวกิเลสที่ฟูขึ้นมา แต่ไม่สําเร็จ หลวงปู่เล่าว่า
“ทีแรกท่านได้พยายามปราบปรามด้วยอุบายต่างๆ แต่ไม่สําเร็จ ยิ่งเร่งความเพียร ดูเหมือนเอาเชื้อไปใส่ไฟ ยิ่งกําเริบหนักเข้าไปอีก เผลอไม่ได้ เป็นต้องไปหาหญิงงามนั้นทันที บางครั้งมันหนีออกไปซึ่งๆ หน้า คือ ขณะที่คิดอุบายการพิจารณาอยู่นั้นเอง (จิต) มันก็วิ่งออกไปหาหญิงงามนั้นซึ่งๆ หน้ากันเลยทีเดียว โอ ! มาตุคามนี้อันตรายนัก และหากเป็นบุพกรรมอันผูกพันร้อยรัดอยู่ด้วยบุพเพสันนิวาสเข้าไปอีก การเอาชนะเพื่อยุติกรรมยิ่งลําบากยากเข็ญเป็นที่สุด”
หลวงปู่แหวน ท่านไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อพลังกิเลสกองนี้โดยเด็ดขาด อุบายการปฏิบัติธรรมทุกวิธีถูกนํามาใช้เพื่อต่อสู้กับกิเลสมารสุดชีวิต ท่านต้องเปลี่ยนมาใช้อุบายการทรมานตน อุบายวิธีต่างๆ ที่นํามาใช้ในการทรมานจิตในครั้งนั้น เช่น เว้นการนอนเสีย มีเฉพาะอิริยาบถนั่ง ยืน เดินทําอยู่เช่นนั้นหลายวันหลายคืน คอยจับดูจิตว่ามันคลายความรักในหญิงงามนั้นแล้วหรือยัง ปรากฏว่าไม่ได้ผล เผลอสติไม่ได้ จิตยังคงวิ่งออกไปหาหญิงงามอยู่เช่นเคย
เมื่อจิตมันยังรัดรึงอยู่กับ “มาตุคาม” ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมคลาย ต่อมาหลวงปู่แหวนท่านเพิ่มไม่นั่ง ไม่นอน มีแต่ยืนกับเดิน ทําความเพียรอยู่อย่างนี้ จิตมันก็ไม่ยอม มันคงไปตามเรื่องตามราวของมันเช่นเคย สรุปว่าหลวงปู่แหวนทรมานตัวด้วยการงดเว้นการนั่งกับนอน ไม่ยอมให้ส่วนก้นและส่วนหลังแตะพื้น ยังคงเหลืออิริยาบถสอง คือ ยืนกับเดิน เท่านั้น แต่จิตมันก็ยังแส่ส่ายไปหาหญิงงามไม่ยอมหยุด ยิ่งทรมานมันมากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่ามันจะดื้อรั้นโต้ตอบมากเท่านั้น แล้วหลวงปู่ก็หาอุบายวิธีใหม่
คราวนี้เปลี่ยนวิธีใหม่ เปลี่ยนเป็นอดอาหาร ไม่ฉันอาหารเลยเว้นไว้แต่นํ้า ถ้าจิตมันยังดื้อถือดี ยังทะยานเข้าหากองกิเลสไม่ยอมเลิกรา หลวงปู่แหวนท่านตั้งใจยอมสละตาย ตายเป็นตาย ให้มันรู้ไปว่า จิตได้พ่ายแพ้แก่อํานาจกิเลสอย่างราบคาบแล้ว อุบายการพิจารณาก็เปลี่ยนใหม่ คราวนี้เพ่งเอากายของหญิงงามนั้นเป็นเป้าหมายในการพิจารณา “กายคตาสติ” โดยแยกยกขึ้นพิจารณาทีละอย่างๆ ในอาการ ๓๒ ขึ้น โดยอนุโลม ปฏิโลม (พิจารณาทบทวนกลับไปกลับมา) พิจารณาเทียบเข้ามาหากายของตน พิจารณาละเอียดให้เห็นถึงความเป็นจริงว่า อวัยวะแต่ละส่วนของหญิงงามนั้น ก็มีเหมือนกันกับเราทุกอย่าง จะผิดแผกแตกต่างกันบ้างก็ด้วยลักษณะแห่งเพศเท่านั้น ท่านพิจารณาอยู่อย่างนั้นทั้งกลางวัน กลางคืน ทุกอิริยาบถ การพิจารณาจนละเอียดอย่างไรขึ้นอยู่กับอุบายความแยบคายของปัญญาที่เกิดขึ้นแต่ละช่วงขณะ
หลวงปู่แหวนทรงสมาธิแล้วใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เช่นนั้นกลับไปกลับมา ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญาพิจารณา “กายคตาสติ” ไปจนถึงหนัง ถ้าถลกหนังที่ห่อหุ้มเนื้อออกจนหมด ความจริงก็ปรากฏทันที นั่นคือ เนื้อ กายซึ่งปราศจากผิวหนังห่อหุ้มอยู่ย่อมมีสภาพที่ไม่น่าดู หรือดูไม่ได้เอาเสียเลย เพราะเหลือแต่เนื้อแดงๆ เยิ้มด้วยนํ้าเหลือง มีเส้นเลือดผุดพราวไปทั่ว “ตัวรู้” ก็บอกว่าหากหญิงงามไม่มีหนังหุ้ม เหลือแต่เนื้อแดงๆ ใครเล่าจะพิศวาสได้ลงคอ
อ้อ ! คนเรามา “หลง” อยู่ตรง “หนัง” นี่เอง
ปัญญาเพ่งพินิจต่อไปอีก จนเห็นความเน่าเปื่อยแล้วก็สลายกลายเป็นกองเนื้อเน่าๆ และกองกระดูกเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรตั้งอยู่ทรงสภาพเดิมไว้ได้อีก ไม่มีส่วนไหนจะคงอยู่ได้เลย ปัญญา เพ่งต่อไปถึง มูตร (ปัสสาวะ) และ กรีส (อุจจาระ) ของหญิงงามนั้น ปัญญาก็ตั้งคําถามอีกว่าที่หญิงงาม น่ารัก น่าพิศวาสนั้น มูตรกับกรีสงามด้วยหรือเปล่า กินได้ไหม เอามาตระกองกอดได้ไหม “จิต” ตอบว่า “ไม่ได้”
ปัญญาก็ตั้งคําถามอีกว่า เมื่อกินไม่ได้ เอามาตระกองกอดไม่ได้ แล้วอันไหนล่ะที่ว่างาม อันไหนล่ะที่ว่าดี จิตโดนปัญญาซักฟอกอย่างหนักเช่นนั้นก็ตอบไม่ได้ หาเหตุผลมาโต้แย้งไม่ได้จิตมันก็อ่อนลง เพราะจนด้วยเหตุผลของปัญญา ในขณะนั้นจิตซึ่งเคยโลดแล่นแส่ส่ายออกไปตามวิสัยความอยากของมัน ไปอย่างไม่มีจุดหมายมาก่อน พลันก็กลับยอมรับตามสภาพความเป็นจริง ยอมตัวอย่างนักโทษผู้สํานึกผิด ยอมสารภาพถึงการกระทําของตนแต่โดยดี จิตก็ถึงความสงบไม่กําเริบร้อนเร่าอีก
นับแต่วินาทีที่การพิจารณาได้ยุติลง จิตยอมตามเหตุผลของปัญญาแล้ว หลวงปู่แหวนยังไม่วางใจจิตนัก เพื่อเป็นการทดสอบว่า “จิตยอมแล้ว” ท่านจึงทดสอบโดยส่งจิตไปหาหญิงงามบ้านนาสอง ริมฝั่งแม่นํ้างึมอีกหลายครั้ง แต่จิตก็ไม่ยอมโลดแล่นไปอีก ตั้งแต่บัดนั้นมาไม่กําเริบต่อไป จิตคงทรงอยู่ในความสงบ เพราะได้เห็นตามสภาพความเป็นจริงของธรรมอยู่ทุกเมื่อ
การอดอาหาร และ การทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด เพื่อเอาชนะกิเลสมารของหลวงปู่แหวนครั้งนี้ประสบความสําเร็จอย่างสมบูรณ์ จิตของท่านรู้แจ้งเห็นจริงในภัยของมาตุคาม สามารถปราบปรามทรมานจิตให้หายพยศได้ ความมั่นใจต่อธรรมและความมั่นใจที่จะบวชตลอดชีวิตมีความมั่นคงไม่โยกเยกคลอนแคลนอีกต่อไป
การที่หลวงปู่แหวนเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ด้วยอุบายวิธีภาวนาต่างๆ เพื่อตัดขาดจากหญิงเนื้อคู่คนรัก โดยมีมโนปณิธานอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในการออกบวชตลอดชีวิต ครองสมณเพศมุ่งบําเพ็ญสมณธรรม เพื่อมรรคผลนิพพาน ตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดาอย่างไม่ท้อถอยลดละ ถือเป็นการเสียสละที่บริสุทธิ์ยิ่งใหญ่มาก ยากที่จะหาผู้ใดกระทําตามได้ เพราะต้องสละชีวิตเข้าแลกอมตธรรมอันเลอเลิศลํ้าค่า
หากท่านไม่ตายอยู่ท่ามกลางป่ากลางเขาแล้วได้ธรรมมาครองใจ ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวงมากมายมหาศาล เพราะในกาลต่อมา เมื่อท่านบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกถึงพร้อมด้วยอภิญญา ๖ ท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ เป็นที่พึ่งพาอาศัยองค์สําคัญองค์หนึ่งของบรรดาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และพุทธบริษัททั่วไปที่มุ่งหน้าเดินทางไกลขึ้นไปบําเพ็ญเพียรทางภาคเหนือ และท่านเป็นสังฆรัตนะ เป็นเนื้อนาบุญอันอุดมไพบูลย์ของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ นับตั้งแต่วงศ์พระมหากษัตริย์ลงมา ถึงข้าราชการ เศรษฐี คหบดี พ่อค้า ประชาชน ตลอดสามัญชนชาวบ้านคนยากไร้ทั่วไป ที่ได้เดินทางไกลไปกราบ ไปฟังธรรม ไปบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนากับท่านกันอย่างล้นหลามมากมาย ณ ขณะนั้นนับเป็นประวัติการณ์ของประเทศชาติและพระพุทธศาสนา
พ.ศ. ๒๔๖๘ ปีแห่งการญัตติ แต่ท่านยังไม่ญัตติ
ภายหลังจากที่หลวงปู่แหวนตัดขาดจากเนื้อคู่ได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ประสบการณ์ตรงนี้เป็นประโยชน์กับท่านมากมาย แม้หนทางสู่มรรคผลนิพพานอีกยาวไกล หากต้องมาประสบกับเรื่องสตรีเพศที่จะมาผจญ หรือมาเกี่ยวข้องบั่นทอนจิตใจแล้ว ท่านย่อมตัดขาดได้อย่างง่ายดาย และการที่จะครองสมณเพศบําเพ็ญสมณธรรมตลอดชีวิตก็เป็นไปอย่างเปิดกว้าง
ตามบาลีว่า ภัยสําหรับกุลบุตรผู้บวชในธรรมวินัยนี้ อันเป็นเหตุให้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ไม่ยั่งยืน ต้องลาสิกขาไป หรือ อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่มี ๔ ประการ ดังนี้
๑. อูมิภัย ภัยคลื่น คือ อดทนต่อคําสั่งสอนไม่ได้ เกิดความขึ้งเคียดคับใจ เบื่อหน่ายคําตักเตือนพรํ่าสอน
๒. กุมภีลภัย ภัยจระเข้ คือ เห็นแก่ปากแก่ท้อง ถูกจํากัดด้วยระเบียบวินัยเกี่ยวกับการบริโภค ทนไม่ได้
๓. อาวฏภัย ภัยนํ้าวน คือ ห่วงพะวงใฝ่ทะยานในกามสุข ตัดใจจากกามคุณไม่ได้
๔. สุสุกาภัย ภัยปลาร้าย หรือภัยฉลาม คือ เกิดความปรารถนาทางเพศ รักผู้หญิง
และด้วยเป้าหมายการออกบวชของหลวงปู่แหวนเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน มิใช่บวชเพื่อหวังลาภสักการะ ฯลฯ เมื่อท่านออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมกรรมฐานมาได้ ๖ พรรษา ท่านผ่านพ้นภัยของภิกษุผู้บวชใหม่ในธรรมวินัยได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนทั้ง ๔ ประการ เหตุที่จะทําให้ท่านต้องมีอันลาสิกขาบทไม่มีอีกแล้ว
หลวงปู่แหวน ท่านออกบวชแล้วไม่อยากสึก ท่านตั้งใจออกบวชตลอดชีวิต นับว่าท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยบุญบารมีจริงๆ ดังที่หลวงปู่พระมหาเขียน ฐิตสีโล หรือพระอริยเวที วัดป่ารังสีปาลิวัน อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เคยพูดกับบรรดาลูกศิษย์ไว้ดังนี้
“การบวชเป็นของยาก ผู้บวชแล้วที่จะไม่อยากสึกเลยนั้นก็หายากอีก
บรรดาครูบาอาจารย์ที่ท่านมีชื่อเสียงโด่งดัง ทําคุณประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาเป็นอันมากนั้น ท่านเหล่านั้นก็ล้วนอยากสึกหรือเตรียมตัวสึกมาแล้วทั้งนั้น แต่ท่านเหล่านั้นก็อยู่มาได้ตลอดรอดฝั่ง ด้วยความอดทนและวิธีการอุบายที่จะทําให้ตนสึกไม่ได้ อาทิเช่น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ก็เคยคิดอยากสึกเหมือนกัน…
เพราะฉะนั้นผู้ที่บวชแล้วและอยู่มาได้ตลอดรอดฝั่งเป็นกําลังของพระศาสนา ก็ล้วนแต่เคยอยากสึกมาแล้วทั้งนั้น ผู้ที่บวชมาแล้วโดยไม่คิดอยากสึกเลยนั้นมีน้อยมาก ถือได้ว่าเป็นผู้มีอุปนิสัยบุญบารมีจริงๆ”
หลวงปู่แหวนหลังจากผ่านอุปสรรคเรื่องเนื้อคู่ จากนั้นแล้วท่านจึงมุ่งติดตามครูบาอาจารย์ของท่าน คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เพื่อเข้ารับฟังโอวาทธรรม และมุ่งธุดงค์ออกแสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขาต่อไป
การนับปีปฏิทินในอดีต ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๘๓ วันที่ ๑ เมษายนของปี ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่โดยปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๗ นี้มีงานสําคัญ คือ งานผูกพัทธสีมาพระอุโบสถ วัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ในระหว่างวันที่ ๖ – ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ โดยมี พระสาสนโสภณ (เจริญ ญาณวโร) เจ้าคณะรองคณะธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสฯ กรุงเทพมหานคร เป็นประธานในการผูกพัทธสีมา ซึ่งในงานนี้มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญมาร่วมงานกันมากมาย เช่น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่บุญ ฯลฯ โดยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านได้เป็นองค์แสดงธรรม
ตามประวัติของหลวงปู่แหวน ท่านให้ความเคารพเทิดทูนในท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มาก โดยท่านถือเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่ง สําหรับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านก็ให้ความเมตตาสนิทสนมกับหลวงปู่แหวนมาก ท่านถือเป็นพระศิษย์ที่ใกล้ชิดและเป็นที่ไว้วางใจได้ เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านรับอาราธนานิมนต์มาแสดงธรรมทางภาคอีสานในงานสําคัญต่างๆ ของวงกรรมฐานแล้ว หากหลวงปู่แหวนท่านทราบข่าว ก็จะติดตามมากราบนมัสการและฟังธรรมทุกครั้งไป ความสัมพันธ์ฉันท์อาจารย์และศิษย์ของท่านทั้งสองเป็นไปอย่างแนบแน่นราบรื่นดีงาม และก็ได้นําไปสู่การญัตติเป็นธรรมยุตของหลวงปู่แหวนในกาลต่อไป
พอเข้าปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ในเดือนพฤษภาคม หลังงานผูกพัทธสีมาพระอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์ได้ไม่นาน ในช่วงนั้นมีพระศิษย์องค์สําคัญๆ ของหลวงปู่มั่นหลายต่อหลายองค์ ท่านได้พากันญัตติเป็นธรรมยุตที่พระอุโบสถหลังนี้ โดยมีท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้แก่ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กว่า สุมโน ฯลฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๖๗ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ก็ได้รับการญัตติเป็นธรรมยุต สําหรับหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ เพื่อนสหธรรมิก ในปีนั้นท่านทั้งสองก็ยังไม่ได้ขอญัตติเป็นธรรมยุต
โดยในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ หลวงปู่มั่น ท่านพักและอยู่จําพรรษาที่วัดอรัญญวาสี อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย กับพระศิษย์องค์สําคัญๆ หลายองค์ เช่น หลวงปู่กู่ ธมฺมทินฺโน หลวงปู่ฝั้นอาจาโร หลวงปู่กว่า สุมโน ฯลฯ สําหรับ หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านธุดงค์ขึ้นภาคเหนือร่วมกันอีกครั้ง
พ.ศ. ๒๔๖๘ จําพรรษาที่ถํ้าเหนือธารนํ้าไหล จ.แม่ฮ่องสอน
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านทั้งสองเดินธุดงค์จากภาคอีสานขึ้นภาคเหนือ ครั้งนี้ไปวิเวกไกลถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน คนเฒ่าคนแก่ที่ตําบลปางหมู อําเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เล่าว่า หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ เคยเที่ยวธุดงค์มาพักภาวนาที่วัดกุงเปา อันเป็นวัดสําคัญเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีพระธาตุเจดีย์เก่าแก่เป็นพระธาตุบริวาร ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของพระธาตุดอยกองมู
พอใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ก็แยกย้ายกันจําพรรษา หลวงปู่แหวนท่านอยู่จําพรรษาที่ถํ้าเหนือธารนํ้าไหล อําเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๑ พรรษา ถํ้าแห่งนี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นถํ้าไม่ใหญ่นัก อยู่ใกล้ธารนํ้าที่ไหลมาจากภูเขา ธารนํ้าสายนี้ปัจจุบันทางจังหวัดกั้นเป็นเขื่อนทําเป็นคลองส่งนํ้าเข้ามายังตัวเมือง เพื่อใช้เป็นแหล่งผลิตนํ้าประปาของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดชายแดนติดกับประเทศพม่า เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขา ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสามหมอก เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน สภาพอากาศส่วนใหญ่จึงมีหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี
ในสมัยก่อน จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองปิด ไม่มีถนน ไม่มีรถโดยสาร และไม่มีสนามบินเช่นในปัจจุบันนี้ การเดินทางไปได้ทางเดียว คือ การเดินเท้า ซึ่งระยะทางค่อนข้างไกลมาก และต้องเดินเท้าขึ้นเขาลงเขาลําบากมาก แม่ฮ่องสอนเป็นเมืองที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญมาก หมู่บ้านผู้คนก็ไม่มาก ไม่มีใครอยากไป บรรดาข้าราชการที่กระทําความผิด เมื่อถูกคําสั่งให้ย้ายไปอยู่แม่ฮ่องสอน ถือเป็นการถูกลงโทษอย่างสถานหนักทีเดียว แต่กลับเป็นที่ชื่นชอบและท้าทายของพระธุดงคกรรมฐาน เพราะแม่ฮ่องสอนมีสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา
บันทึกในส่วนของหลวงปู่แหวน บอกว่า “การจําพรรษาอยู่ที่ถํ้าดังกล่าว ท่านอยู่องค์เดียว ตอนแรกที่ท่านไปอยู่ มีชาวไร่ทําไร่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น ๓ – ๔ หลังคาเรือน พอได้อาศัยบิณฑบาตแต่อยู่ไปหลายวันเข้า เมื่อมีคนรู้ว่ามีพระธุดงค์มาอยู่จําพรรษาในถํ้า ก็มีประชาชนนําอาหารมาถวายกันมากมายทุกวัน ส่วนมากประชาชนถิ่นนั้นเป็นคนเชื้อสายไทยใหญ่ มีคนไทยที่เป็นคนเมืองบ้างไม่มากนัก”
การเดินทางจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนสู่โลกภายนอก คือ มาเชียงใหม่ เส้นทางเดินที่ใกล้ที่สุดลัดที่สุดนั้น ต้องเดินผ่านป่าผ่านเขาที่สลับซับซ้อน มาทางอําเภอปาย เข้าอําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ แล้วผ่านป่าผ่านเขาเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ถือเป็นทางที่เสี่ยงอันตรายด้วยไข้ป่าและสัตว์ร้าย เช่น ช้าง หมี และงูพิษ มีอยู่ชุกชุม
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าถึง การปันพร หรือให้พร ดังนี้
“การมาถวายอาหารของพวกชาวไทยแม่ฮ่องสอนนั้น เขาจะมากันตั้งแต่เช้าตรู่ พอสว่างเขาจะมานั่งกันเต็มอยู่หน้าถํ้า สิ่งที่เขานํามาถวาย นอกจากอาหารแล้ว ก็มีเทียนไข เมื่อเขามาพร้อมกันแล้ว เขาก็ถวายอาหาร ถวายเทียนไข พระก็ให้พร คือ ยะถา สัพพี ให้พรเขาเสร็จแล้ว พวกเขาก็ลากลับไป แต่ถ้ายังไม่ปันพร พวกเขาก็จะยังไม่กลับ จนกว่าพระปันพรเสร็จ พวกเขาจึงจะกลับ”
หลวงปู่แหวน เล่าต่อไปว่า “เรื่องปันพร หรือให้พรนี่ พวกเขาถือกันมาก ถ้าเขาถวายของพระแล้ว แม้เพียงเล็กน้อย เขาต้องขอพรทันที ไม่เช่นนั้น เขาไม่ไป เขาถือว่ายังไม่ได้บุญ หลวงปู่เห็นว่าชาวบ้านมากันมากเป็นเรื่องวุ่นวาย จึงบอกพวกเขาว่า วันต่อไปไม่ต้องมา ท่านจะเดินบิณฑบาตที่บ้านเขาเอง แต่พวกเขาไม่ยอม เขาเคยมาอย่างไร เคยทําอย่างไร ก็ทําอย่างนั้น มากันอย่างนั้น ตามศรัทธาของเขา หลวงปู่จําต้องอนุโลมตาม เพราะเขามีศรัทธาเชื่อถือกันมาอย่างนั้น พวกเขาทําไปก็ไม่ได้ผิดข้อธรรมอะไร เป็นการทําบุญทํากุศลด้วยศรัทธา จึงอนุโลมตามเขา”
เรื่องตัวคุ่น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตัวคุ่นเป็นแมลงตัวเล็กๆ อันตราย คล้ายแมลงหวี่ บินได้เหมือนยุงแต่ตัวใหญ่กว่า ชอบอยู่ในป่าเย็นๆ ความชื้นสูง มีหมอกเย็นๆ มีนํ้าสะอาดไหลตลอดปี วางไข่ในนํ้า ตอนที่หลวงปู่แหวน ท่านไปอยู่ในถํ้าที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนใหม่ๆ อากาศเย็นถูกกับจริตของท่าน แต่มีแมลงตัวเล็กๆ มารบกวนกัดท่านช่วงเช้าและช่วงเย็นเสมอ แมลงชนิดนี้กัดตรงไหนก็เป็นชํ้าเลือดและกลายเป็นแผล กว่าแผลจะหาย บางทีตั้งสามสะเก็ด หมายความว่า พอแผลแห้งก็มีสะเก็ดเป็นแผ่นแข็งปิดแผลอยู่ เมื่อสะเก็ดหลุดออกไป ก็เห็นแผลเป็นเนื้อแดงอยู่อีก แล้วก็ค่อยๆ แห้งกลายเป็นสะเก็ดปิดแผลอยู่อีก เป็นเช่นนี้ถึง ๓ ครั้ง แผลจึงจะหายเป็นปรกติ
วันหนึ่งเมื่อชาวบ้านขึ้นมาถวายอาหาร พวกเขาถามหลวงปู่ว่า “ท่านอยู่ที่นี่ตัวคุ่นไม่กัดหรือ”
หลวงปู่บอกเขาว่า “มีตัวอะไรก็ไม่รู้ ตัวเล็กๆ กัดแล้วเป็นแผล ตัวอย่างนั้นเขาเรียกกันว่าอะไร?”
ชาวบ้านบอกว่า “ตัวนั้นแหละที่เขาเรียกว่า “ตัวคุ่น””
หลวงปู่ถามเขาว่า “จะป้องกันไม่ให้มันกัดได้อย่างไร”
ชาวบ้านบอกว่า “วิธีป้องกัน ให้ก่อไฟ ให้มีควันอยู่เสมอ เมื่อมันได้กลิ่นควันไฟร้อนๆ แล้ว มันจะหนี ไม่มาอีก”
หลวงปู่ทําตามคําแนะนําของชาวบ้านก็ได้ผล เข้าใจว่า ในระยะนั้นหลวงปู่ท่านเร่งบําเพ็ญภาวนา ท่านคงไม่หาฟืนหาไฟมาก่อให้ยุ่งยากเสียเวลา ท่านคงเอาธูป เทียน หรือหาวัสดุง่ายๆ เท่าที่มีในบริเวณนั้นมาจุดพอมีควันและไอร้อนไล่ อันตรายจากตัวคุ่นมากัดมารบกวนก็ไม่มีอีกเลย การบําเพ็ญภาวนาจึงทําได้ดี หลวงปู่พูดถึงตัวคุ่นว่า “ตัวคุ่นนี้ร้ายมาก คนที่แพ้พิษมัน เมื่อถูกกัดแล้วจะเกิดเป็นแผลพุพอง ถึงแม้จะหายก็ยังมีแผลเป็นอยู่ ถ้าถูกกัดมากๆ จะเห็นแผลเป็นลายอยู่ตามตัวตามแขน”
กล่าวกันว่า พวกชาวบ้านที่ใช้ผ้าพันขาลงไปถึงหลังเท้านั้น ก็เพื่อป้องกันตัวคุ่นกัดนี้เอง
โยมบิดามาขอลา
หลวงปู่แหวน เล่าว่า ในปีที่ท่านจําพรรษาอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน วันหนึ่งขณะที่ท่านกําลังทําความเพียรอยู่นั้น นิมิตไปว่าได้เห็นโยมบิดาสวมเสื้อผ้าใหม่ทั้งชุดเข้ามาหาท่าน หลวงปู่จึงถอยจิตออกมาพิจารณาดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น ก็เกิดความรู้ว่า ถ้าเห็นคนใส่เสื้อผ้าใหม่ ก็หมายความว่าเขาน่าจะตาย และโยมบิดาของท่านก็น่าจะสิ้นอายุขัย แล้วมาให้หลวงปู่เห็นในนิมิต เพื่อเป็นการบอกลา
หลวงปู่ท่านได้สํารวมจิต ตั้งสัจจาธิษฐาน รวบรวมบุญกุศลที่ท่านบําเพ็ญมาทั้งหมด อุทิศตรงเจาะจงให้กับโยมบิดา ทันใดนั้นปรากฏว่า มีแสงพุ่งตรงมาทางที่ท่านนั่งอยู่ แล้วลอยมาอยู่เสมอยอดไม้ แล้วลอยตํ่าลงมาที่พื้นเบื้องหน้าของท่าน แสงนั้นได้กลายเป็นภาพของโยมบิดานั่งประณมมืออยู่ พร้อมกับกล่าวว่า “โยมพ่อจะมาลา” หลวงปู่ได้กําหนดจิตถามไปว่า “โยมพ่อตายแล้วหรือ แล้วโยมพ่อจะไปไหน” ภาพโยมบิดาผงกศีรษะรับพร้อมทั้งชี้มือไปทางประเทศพม่า เมื่อหลวงปู่แน่ใจว่า โยมบิดาของท่านสิ้นแล้ว ท่านก็กําหนดจิตอุทิศบุญกุศลให้อีกครั้งหนึ่ง ภาพนั้นก็หายไป
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ถึงแม้ว่าชีวิตที่สองของท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ เป็นพุทธชิโนรสโดยสมบูรณ์แล้วก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยลืมเลือนพระคุณอันไม่มีประมาณและไม่อาจทดแทนได้หมดของโยมบิดามารดาผู้ให้กําเนิดชีวิตแรกกับท่านเลย ท่านห่างโยมบิดามารดาเพียงร่างกาย แต่จิตใจนั้นกลับใกล้ชิดผูกพันมากยิ่งกว่า ท่านได้แสดงความกตัญญูกตเวที สนองคุณโดยการออกบวชเรียนแล้วประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อทดแทนบุญคุณ และได้แผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้โยมบิดามารดาเป็นประจําสมํ่าเสมอเรื่อยมา
อยู่ต่อมาอีกวันหนึ่ง หลวงปู่ท่านระลึกถึงโยมมารดา ท่านอยากให้โยมมารดาปรากฏให้เห็นในนิมิต เมื่อหลวงปู่เข้าที่ภาวนาแล้ว ท่านได้อธิษฐานจิตส่งไปถึงโยมมารดา ก็ปรากฏเป็นภาพโยมมารดาในนิมิตและกล่าวว่า “ลูกไม่ต้องห่วงแม่หรอก แม่อยู่สุขสบายดี” โยมมารดาชี้ให้ดูที่อยู่ ปรากฏว่าเป็นที่อยู่อันน่ารื่นรมย์
นับแต่โยมบิดามารดา มาปรากฏให้เห็นในนิมิต ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หลวงปู่ก็ไม่เคยคิดเป็นห่วงโยมบิดามารดาอีกเลย เพราะท่านทั้งสองมีคติที่เป็นสุขแล้ว จึงทําให้ท่านมีกําลังใจและเร่งบําเพ็ญภาวนาได้อย่างสะดวกเต็มที่
เล่าถึงพระแม่ฮ่องสอนกับพระเชียงใหม่
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้เล่าถึงเรื่องที่พระในแม่ฮ่องสอนกับพระเชียงใหม่ในสมัยนั้น ต่างโจมตีกล่าวหาซึ่งกันและกัน เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยดังนี้
สมัยนั้นพระแม่ฮ่องสอนมักจะกล่าวโทษพระทางเชียงใหม่ว่า พระเชียงใหม่กินข้าวเย็น หลวงปู่แหวนท่านว่า “พระไทยใหญ่แม่ฮ่องสอนสมัยนั้นไม่ได้กินข้าวเย็น แต่กินข้าวร้อนกลางดึก กล่าวคือ พระไทยใหญ่แม่ฮ่องสอน สมัยนั้นพอได้เวลาตีหนึ่ง คือ ๐๑.๐๐ น. พวกพระจะตาม (จุด)เทียนทําอาหารกินกัน อ้างว่าเป็นวันเหม่อแล้ว”
หลวงปู่แหวน เคยโต้เถียงกับพระแม่ฮ่องสอนมาครั้งหนึ่งในเรื่องนี้ โดยหลวงปู่ยกประเด็นว่า “ตุ๊เจ้าเชียงใหม่กินข้าวเวลาเย็น เจ้าบุ๊นแม่ฮ่องสอนกินข้าววันเหม่อ เวลา ๐๑.๐๐ น. มันแปลกกันที่ตรงไหน วันเหม่อไม่ใช่วันใหม่ ถ้าเป็นวันใหม่ตามพระวินัยก็ต้องสว่างแล้ว จึงนับได้ว่าเป็นวันใหม่ แต่นี่กินข้าววันเหม่อ ๐๑.๐๐ น. กับกินข้าวเย็น เวลา ๑๗.๐๐ – ๑๘.๐๐ – ๑๙.๐๐ น. นั้น ทั้งสองไม่แตกต่างอะไรกันเลยในทางพระวินัย” หลวงปู่บอกว่าท่านเพียงเสียงเดียว เถียงสู้เขาไม่ได้ เห็นว่าพูดไปก็ไม่เป็นผลก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลยไป
หลวงปู่แหวน ท่านพูดถึงพระไทยใหญ่ที่แม่ฮ่องสอน ที่ท่านพบเห็นในสมัยนั้นว่า ข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่ง พระไทยใหญ่ในแม่ฮ่องสอนสมัยนั้น เมื่อถึงวันอุโบสถ เขาไม่ทําอุโบสถสวดปาฏิโมกข์เหมือนพระไทยทั่วไป แต่เขาจะประชุมกันในอุโบสถ แล้วต่างบอกปาริสุทธิเท่านั้น มีข้อแปลกอยู่อีกอย่าง คือ เวลาสนทนาธรรมกัน มักพูดธรรมะชั้นโลกุตรจิต โลกุตรมรรค โลกุตรผล เช่นเดียวกันกับพระพม่า ธรรมะเหล่านี้ต่างก็จําเอามาจาก “แผนที่” นั่นเอง เวลาสนทนาธรรม มักเกิดการถกเถียงกันจนหน้าดําหน้าแดง เพราะความเห็นในข้อธรรมไม่เหมือนกัน
หลวงปู่แหวน ให้อรรถาธิบายว่า ปัญญาที่เกิดจากการจําแผนที่ กับ ปัญญาที่เกิดจากการเรียนตามภูมิประเทศนั้น ไม่เหมือนกัน ปัญญาที่ได้จากการเรียนตามแผนที่ คือ การศึกษาเล่าเรียนจากตํารับตําราอย่างเดียว ความจํา ความเข้าใจ การตีความอาจไม่ตรงต่อความเป็นจริงของธรรมะ ส่วนปัญญาที่เกิดจากการเรียนตามภูมิประเทศ คือ จากการปฏิบัติภาวนานั้น เมื่อทุกคนทําให้เกิดให้มีขึ้นในใจของตนแล้ว ต่างก็หมดความสงสัยในธรรมะนั้นๆ ไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่มีการถกเถียงกันและกันอีกต่อไป
หลวงปู่แหวน ให้คําอธิบายต่อไปอีกว่า การที่จะปฏิบัติให้ถึงโลกุตรธรรมนั้นไม่ใช่ของง่าย ไม่เหมือนจําเอาตามแบบจากตํารา แล้วเอามาพูดคุยกันอวดกัน ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นต้องปฏิบัติทางด้านจิตใจให้เป็นผู้รู้เอง เห็นเอง ด้วยตนของตนเอง เริ่มแต่มีอินทรีย์สังวรขึ้นไป เพราะบรรดากิเลสน้อยใหญ่ เกิดทางอินทรีย์เรานี้ คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ความชั่วก็ดี ความดีก็ดี เกิดจากทวารเหล่านี้ เมื่อความชั่วเกิด ต้องมีสติรู้ทัน และป้องกันไม่ให้เกิด ละออกจากจิตจากใจของเรานี้ เอาจิตเอาใจของเรานี้ละ เอาจิตเอาใจของเรานี้ปล่อย เอาจิตเอาใจของเรานี้ปล่อยวางจากความชั่วทั้งสิ้น เมื่อปล่อยวางได้ ความชั่วทั้งที่เป็นส่วนหยาบที่เกิดจากกาย วาจา ทั้งที่เป็นส่วนละเอียดที่เกิดจากใจ ก็ไม่มี ส่วนที่มันละเอียดเป็นอนุสัยนอนเนื่องอยู่ นั่นแหละสําคัญ ละมัน ปล่อยวางมันไม่ได้ง่ายๆ มันมักไม่แสดงตัว มันเก็บตัวของมัน ในส่วนลึกของจิตใจ
ถ้าปฏิบัติตนให้เป็นผู้มีศีล มีสมาธิ เป็นมรรคเครื่องดําเนินไปสู่ปัญญา ทําศีล ทําสมาธิทําปัญญาของตนให้เป็นเอกมรรค เครื่องดําเนินเป็นอันเดียวกันนั่นแหละ จึงจะสามารถเห็นส่วนละเอียดที่เป็นอนุสัยของกิเลสได้ เมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเอกมรรคแล้วเช่นนี้ จิตที่เป็นส่วนละเอียดที่ทรงตัวอยู่ จะเรียกว่า จิตมีอิทธิบาท หรือมีโพชฌงค์ หรือมีพละ หรือจิตมีมรรค ก็เรียกได้ทั้งนั้น เพราะธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นมาส่งเสริมซึ่งกันและกันในขณะจิตที่เป็นไปกับธรรม
เมื่อจิตตกสู่กระแสแห่งธรรมแล้ว โลกุตรธรรม อันเป็นส่วนมรรคก็ดี อันเป็นส่วนผลก็ดีต้องปฏิบัติจิตใจของตนให้เกิด ให้เข้าถึงธรรมเสียก่อน จึงจะพูดได้ด้วยความอาจหาญ แน่ใจ อธิบายก็อธิบายด้วยความอาจหาญแน่ใจ
กลับไปเชียงใหม่กับท่านพระครูอริยมงคล
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ เมื่อออกพรรษาในปีนั้นแล้ว พระผู้ใหญ่ในเมืองแม่ฮ่องสอน คือท่านพระครูอริยมงคล ซึ่งท่านมีเชื้อสายเป็นไทยใหญ่ได้มาชวนหลวงปู่แหวนให้ไปเชียงใหม่ด้วย ท่านพระครูอริยมงคล กับ หลวงปู่แหวน มีความสนิทสนมกันพอสมควร ท่านเรียกหลวงปู่แหวนว่า“ครูน้อย” ส่วนหลวงปู่แหวนก็เรียกท่านพระครูฯ ว่า “ส่าหลง”
เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านพระครูอริยมงคล ได้รับบอกข่าวจากทางคณะสงฆ์เชียงใหม่ว่าให้ไปเชียงใหม่ เพื่อเฝ้ารับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะเสด็จขึ้นไปประพาสเชียงใหม่
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ขณะนั้นทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติได้ไม่นาน พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารําไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดําเนินประพาสมณฑลพายัพเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ทางเมืองเชียงใหม่ได้จัดงานพิธีทูลพระขวัญรับเสด็จอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ โดยจัดเตรียมการรับเสด็จที่วัดพระสิงห์ การจัดปะรําพิธีรับเสด็จ จัดปะรําพิธีสําหรับเจ้านายและข้าราชการฝ่ายเหนือ และมีการนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จากภาคเหนือมาร่วมรับเสด็จ โดยจัดอาสนะภายในวิหารหลวงสําหรับให้พระเถระนั่ง ๒๐๐ รูป
หลวงปู่แหวนเล่าว่า ท่านยังไม่อยากจะลงไปเชียงใหม่ในตอนนั้น ครั้งแรกได้ตอบบ่ายเบี่ยงท่านพระครูอริยมงคลไป บอกว่า ท่านกําลังเป็นไข้หวัดเดินทางไปด้วยไม่ได้ แต่ท่านพระครูฯไม่ยอม รบเร้าให้ไปด้วยให้ได้ หลวงปู่จึงจํายอมร่วมเดินทางไปด้วย ท่านพระครูฯ หลวงปู่ และคณะออกเดินทางจากแม่ฮ่องสอน เดินลัดป่าข้ามเขามายังอําเภอปาย หยุดพักเอากําลังที่ปาย๓ วัน แล้วออกเดินทางต่อไปอําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ แล้วเดินทางเข้าตัวจังหวัดเชียงใหม่ จากอําเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาถึงตัวจังหวัดเชียงใหม่ ใช้เวลาเดินเท้า ๔ วัน
เมื่อท่านพระครูอริยมงคล ทํากิจธุระในเมืองเชียงใหม่เสร็จ ก็มาชักชวนให้หลวงปู่แหวน ร่วมเดินทางกลับไปแม่ฮ่องสอนด้วยกันอีก หลวงปู่ยังไม่อยากจะกลับไป ขณะที่คิดหาทางบ่ายเบี่ยงอยู่นั้น บังเอิญไข้หวัดที่ท่านเป็นมาจากแม่ฮ่องสอนยังไม่หาย กลับมีอาการมากขึ้นและไอมากขึ้น เมื่อท่านพระครูฯ มาชวนกลับ ท่านจึงตอบปฏิเสธ ขออยู่พักรักษาอาการไข้หวัดที่เชียงใหม่ก่อน ท่านพระครูฯ หรือท่านส่าหลง จึงต้องกลับไปพร้อมคณะของท่าน โดยไม่มีหลวงปู่แหวนไปด้วย ส่วนหลวงปู่ท่านก็ยังคงพํานักที่เชียงใหม่ต่อไป
พ.ศ. ๒๔๖๙ ศึกษาธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านยังเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือ พอสมควรแล้ว พอใกล้เข้าพรรษา ท่านทั้งสองเดินธุดงค์กลับภาคอีสาน สันนิษฐานว่า ท่านทั้งสอง ได้เดินธุดงค์กลับไปกราบฟังธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นครูบาอาจารย์ที่วัดอรัญญวาสี อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย แต่หลวงปู่มั่นท่านได้เดินธุดงค์จากไปทางอําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร และพักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านหนองลาด และในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปู่มั่นท่านได้รับอาราธนานิมนต์จําพรรษาที่บ้านสามผง อําเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม (ปัจจุบัน คือ อําเภอศรีสงคราม)
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ เมื่อธุดงค์ติดตามมาไม่พบหลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวนท่านจึงตัดสินใจจําพรรษาที่ป่าเขาแถบอําเภอบ้านผือ สําหรับหลวงปู่ตื้อในระยะนี้ท่านอยู่จําพรรษาที่พระพุทธบาทบัวบก ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านทั้งสองต่างก็ได้ออกเที่ยวธุดงค์เหมือนเช่นเคย พอหลวงปู่แหวนทราบข่าวการจัดงานทําบุญฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ ๗๐ ปี ของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส ที่กรุงเทพมหานครซึ่งตรงกับวันแรม ๑๐ คํ่า เดือน ๔ ปีขาล โดยบรรดาเหล่าศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ ต่างได้พร้อมใจกันจัดงานวันเกิดถวายมุทิตาสักการะแด่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หลวงปู่แหวนท่านจึงได้เดินทางเข้ากราบและพักกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ซึ่งในงานนี้เป็นงานใหญ่มีครูบาอาจารย์ พระภิกษุ สามเณร แม่ชี ตลอดศรัทธาญาติโยมเดินทางมาร่วมงานกันมาก และหลวงปู่แหวนท่านได้พบกับท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย
ในระยะนี้บรรดาพระศิษย์เข้ามอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กับ หลวงปู่มั่น และต่างก็ได้พากันญัตติเป็นธรรมยุต ช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงยุคเริ่มต้น เริ่มก่อกําเนิดกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐาน ในขณะนั้นหลวงปู่เสาร์ และ หลวงปู่มั่น พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสองได้ฝึกฝนอบรมลูกศิษย์เป็นพระธุดงคกรรมฐานหรือพระป่า ถือธุดงควัตร รักษาข้อวัตรปฏิบัติ และออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาอย่างเคร่งครัด เอาจริงเอาจัง จากระยะเริ่มต้นมีเพียงไม่กี่องค์ จนเริ่มมีจํานวนทวีมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ติดตามหลวงปู่เสาร์ก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะที่ติดตามหลวงปู่มั่นก็ยิ่งมีมากขึ้น และที่ติดตาม ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ก็มีด้วยกันหลายองค์ ที่แยกย้ายกระจัดกระจายไปบําเพ็ญเพียรในสถานที่ต่างๆ ก็มีมาก กล่าวได้ว่าเกือบทั่วภาคอีสานและกระจายไปทางฝั่งประเทศลาว
สําหรับในกรุงเทพมหานครและภาคกลาง ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ท่านเป็นอีกหนึ่งกําลังสําคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน โดยในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ หลังเสร็จงานครบรอบวันเกิด ๗๐ ปี ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หลวงปู่แหวนท่านยังพักปฏิบัติธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ผู้เป็นครูบาอาจารย์และเป็นจอมปราชญ์แห่งยุค ท่านจึงเร่งบําเพ็ญเพียรภาวนาอย่างหนักและได้สนองงานท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ อย่างใกล้ชิด จากนั้นไม่นาน หลวงปู่แหวนท่านได้ติดตามท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ขึ้นจังหวัดเชียงใหม่ และท่านก็ได้รับการญัตติเป็นธรรมยุตในปีนั้น
ภาค ๑๑ ญัตติเป็นธรรมยุต ติดตามท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
กล่าวถึงท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ นอกจากท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชา หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญที่นั่งอยู่บนหัวใจของท่านแล้ว ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) แห่งวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ก็ถือเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญอีกองค์หนึ่งที่นั่งอยู่บนหัวใจของท่านมานาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ เมื่อหลวงปู่แหวนได้มีโอกาสไปกราบนมัสการและรับฟังการอบรมธรรมในครั้งแรก จากนั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็เป็นไปอย่างราบรื่นดีงาม ท่านได้รับความเมตตาไว้วางใจอย่างมากจนได้เข้าใกล้ เมื่อคราวขึ้นภาคเหนือ บูรณปฏิสังขรณ์วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านก็ได้รับเลือกเป็นพระติดตาม ได้มีโอกาสถวายการรับใช้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ อย่างใกล้ชิด
นับเป็นวาสนาบารมีธรรมของหลวงปู่แหวน ที่ท่านได้มีครูบาอาจารย์ชั้นเลิศสุดยอดเป็นจอมปราชญ์แห่งยุคนั่งอยู่บนหัวใจของท่านถึง ๒ องค์ เป็นเพราะสายบุญสายกรรมที่ท่านเคยติดตามบําเพ็ญบารมีธรรมร่วมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และ หลวงปู่มั่น มาอย่างยาวไกลตั้งแต่ในอดีตชาตินั่นเอง จึงได้อํานวยผลมายังปัจจุบันชาติ ทําให้ท่านได้พบครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงคอยเมตตาชี้นําทางธรรมอย่างไม่ยากเย็น
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นต้นมา เวลาที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มีกิจนิมนต์เดินทางขึ้นไปทางภาคอีสาน หลวงปู่แหวน เมื่อท่านทราบข่าวก็จะหาโอกาสไปกราบนมัสการและฟังธรรมจากท่านเสมอๆ เพราะท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่สูงส่งด้วยสมณศักดิ์ เป็นถึงพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่สมบูรณ์ครบถ้วนเพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ ปฏิปทา จริยวัตร ศีลาจารวัตรอันงดงาม ตลอดคุณธรรมอันสูงส่งลํ้าเลิศ ท่านเป็นพระที่ไม่เจ้ายศเจ้าอย่างและไม่ถือเนื้อถือตัว เป็นพระที่เมตตาธรรมสูงลํ้า การต้อนรับปฏิสันถารก็เป็นเลิศ ท่านจึงเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดพระภิกษุ สามเณรทั่วไปไม่ว่าธรรมยุตหรือมหานิกาย ท่านเป็นสมณะในทางพระพุทธศาสนาที่ควรค่าแก่การเคารพกราบไหว้บูชา และเป็นเนื้อนาบุญของพุทธบริษัทชนทุกชั้น นับตั้งแต่วงศ์พระมหากษัตริย์ลงมาถึงสามัญชนคนทั่วไป
กล่าวถึงความสามารถของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านนับเป็นเนติสงฆ์องค์สําคัญอีกองค์หนึ่งในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล เป็นพระผู้มีความสามารถมากมายหลายด้าน เป็นต้นว่า ด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านการประพันธ์ ด้านการพัฒนาทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ฯลฯ โดยเฉพาะด้านการเผยแผ่อบรมเทศนาธรรม จนท่านได้รับการยอมรับจากพุทธบริษัทอย่างกว้างขวางว่าเป็น “ยอดธรรมกถึกเอก” ในยุคนั้น เพราะท่านมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทั้งทางภาคปริยัติและทางภาคปฏิบัติ ยากที่จะหาองค์ใดเสมอเหมือน หากมีพระภิกษุองค์ใดเกิดมีความขัดข้อง หรือมีความสงสัยทางพระธรรมวินัย เมื่อไปปรึกษากราบเรียนถาม ท่านก็จะชี้แจงให้ฟังจนหายสงสัย โดยท่านจะตอบข้อซักถามนั้นๆ ตามที่พระวินัยบัญญัติไว้อย่างละเอียดชัดเจน สมกับท่านเป็นจอมปราชญ์แห่งยุค และสมกับเป็นอาจารย์ทางด้านปริยัติของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
ตัวอย่าง ครั้งหนึ่งทางสํานักพระราชวัง ได้อาราธนานิมนต์พระมหาเถระไปฉันในพระราชวัง โดยมี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นประธานสงฆ์ พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
เมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับสนทนาธรรมกับพระมหาเถระอยู่ ได้ทรงปรารภในเชิงถามตอนหนึ่งว่า
“ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารในเวลาวิกาล คือ ตั้งแต่ตะวันเที่ยงไปแล้ว จนถึงอรุณของวันใหม่ ถือเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ตามสิกขาบทที่ ๗ แห่งโภชนวรรคนั้น ถ้าเป็นภิกษุผู้ไปอยู่ในต่างประเทศ จะพึงกําหนดเอาเวลาเที่ยงนั้นอย่างไร?”
พระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสถามพระมหาเถระไปทีละองค์ ยกเว้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ พระมหาเถระถวายพระพรไปคนละอย่าง หรือไม่ก็อ้อมค้อมชนิดไม่กล้าตัดสินชี้ชัดลงไป เมื่อถึงท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า “ท่านเจ้าคุณฯ ว่าอย่างไร?” ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถวายพระพรว่า “ให้ถือเอาเวลาท้องถิ่นที่ตนเข้าไปอาศัยอยู่”
พระเจ้าอยู่หัวทรงผินพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ แล้วตรัสถามว่า “เป็นอย่างไร?” สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ถวายพระพรสั้นๆ ว่า “ชอบแก่เหตุ” พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้ตรัสถามประเด็นนี้อีกต่อไป จึงยุติลงเพียงนั้น
ปาฏิโมกข์ห้า
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ภายหลังได้เป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ เมื่อคราวญัตติเป็นธรรมยุต ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เคยบอกให้หลวงปู่แหวนท่องปาฏิโมกข์ โดยถามว่า “ท่านแหวนท่องปาฏิโมกข์ได้แล้วหรือยัง?”
หลวงปู่แหวนกราบเรียนท่านว่า “ยังท่องไม่ได้”
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บอกว่า “ต้องท่องปาฏิโมกข์ให้ได้นะ”
กราบเรียนท่านต่อไปว่า “กระผมอายุป่านนี้แล้ว ความจําอะไรไม่ค่อยดี กระผมจะรักษาปาฏิโมกข์ทั้งห้าก็พอ”
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถามว่า “ปาฏิโมกข์ทั้งห้าคืออะไร”
กราบเรียนท่านว่า “ตา ก็เป็นปาฏิโมกข์อันหนึ่ง หู ก็เป็นปาฏิโมกข์อันหนึ่ง จมูก ก็เป็นปาฏิโมกข์อันหนึ่ง ลิ้น ก็เป็นปาฏิโมกข์อันหนึ่ง กาย ก็เป็นปาฏิโมกข์อันหนึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งห้านี้แหละเป็นปาฏิโมกข์”
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พูดว่า “เออ ! ถูกล่ะ นักบวชเรา ถ้าปฏิบัติอินทรีย์ทั้งห้าให้เป็นปาฏิโมกข์ได้ ผู้นั้นก็จะเจริญในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ถ้ารักษาปาฏิโมกข์ทั้งห้าได้แล้วไม่ต้องท่องปาฏิโมกข์ก็ได้”
ดังนั้น หลวงปู่แหวน ไม่ได้ท่องปาฏิโมกข์ก็เพราะเหตุนี้ แต่หลวงปู่แหวนท่านเคยเรียนมูลกัจจายน์มาก่อน เมื่อยกพระวินัยข้อใดขึ้นมา ท่านจึงว่าได้อย่างแม่นยําทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย
ตามปรกติพระธุดงคกรรมฐานที่จะมาอยู่ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น ส่วนใหญ่หลวงปู่มั่นท่านจะให้พระที่มาอยู่ในสํานัก ต้องฝึกหัดท่องปาฏิโมกข์ให้ได้คล่องแคล่ว แต่สําหรับกรณีของหลวงปู่แหวนแล้วเป็นข้อยกเว้น ด้วยเหตุผลอันเดียวกัน แต่เหตุผลประการสําคัญ คือ หลวงปู่แหวนท่านเป็นพระที่มีสมณสารูป มีข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดความประพฤติอันงดงาม สมกับนามฉายา “สุจิณฺโณ” ของท่าน เพราะท่านเป็นผู้มีความเคารพเคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างยิ่งยวด ท่านจึงระมัดระวังรักษาศีล รักษาสิกขาบทน้อยใหญ่ไม่ให้ขาดทะลุ หรือด่างพร้อยแม้แต่เล็กน้อย อีกทั้งการรักษาธุดงควัตรก็เป็นไปอย่างเข้มข้นสมํ่าเสมอ ตลอดการบําเพ็ญเพียรภาวนาก็เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์ ทั้งนี้เพราะท่านออกบวชเพื่อปรารถนามรรคผลนิพพานนั่นเอง
การท่องปาฏิโมกข์ หรือ การสวดปาฏิโมกข์ การสวดมนต์บทไหนในพระพุทธศาสนา ไม่มีบทสวดใดจะยากเท่ากับการสวดปาฏิโมกข์ หรือ การสาธยายศีล ๒๒๗ ข้อ ซึ่งจะต้องสวดเป็นภาษาบาลีล้วนๆ ตั้งแต่ข้อ ๑ ไปจนกระทั่งจบหมดทุกข้อ และต้องสวดไม่ให้ผิดอีกต่างหาก โดยมีพระภิกษุผู้คอยตรวจทานไม่ให้สวดผิด หากสวดผิดก็ต้องทักท้วงแก้ไขให้ถูกต้อง จึงจะสวดต่อไปได้ กว่าจะสวดจนจบ ต้องใช้เวลาไม่น้อย โดยมาตรฐานประมาณ ๔๕ นาที
การอบรมอินทรีย์ ๕
ผู้ภาวนาจะต้องรอบคอบเอาใจใส่ในข้อวัตรปฏิบัติของตน สํารวมระวังในสิกขาบทน้อยใหญ่ ไม่ล่วงละเมิดแม้เป็นโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาในธุดงควัตร
กิจสามอย่าง คือ
การงานอันใดอันหนึ่งที่ย่อหย่อนหนึ่ง
ข้อวัตรปฏิบัติอันใดที่เจือไปด้วยโทษหนึ่ง
พรหมจรรย์ คือ ความดีอันใดที่ทําไปด้วยความไม่เต็มใจหนึ่ง
กิจทั้งสามนั้นจะหวังผลสําเร็จได้ยากมีแต่ความผิดหวังล้มเหลว นั่นแหละเป็นผลตอบแทนต่อผู้ประกอบกิจนั้น
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านจึงรับว่า อินทรีย์ ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ละอย่างเป็นปาฏิโมกข์ คือ ต้องระวังรักษา ถ้าสามารถรักษาอินทรีย์ทั้ง ๕ ได้ผู้นั้นก็จะรักษาพรหมจรรย์ได้ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
อินทรีย์ทั้ง ๕ นี้แล เป็นหนทางเดินทัพของข้าศึก คือ กิเลส อายตนะทั้ง ๖ เป็นที่ปฏิบัติการจิตวิทยาของข้าศึก จิตนี้เป็นฐานทัพใหญ่อันแข็งแกร่ง ข้าศึก กิเลสทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นแม่ทัพใหญ่ของข้าศึก อวิชชา คือ จอมจักรพรรดิของข้าศึก ผู้ปฏิบัติเหมือนผู้ที่ทําสงครามกับข้าศึก ผู้เชี่ยวชาญในเชิงรุกและเชิงรับ
ตามปกติจิตของคนเรานั้น ถ้าอยู่ในสถานที่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งหลายอันเป็นส่วนอิฏฐารมณ์ ย่อมเป็นที่ถูกใจ ชอบใจ เป็นที่ปรารถนากันทุกคนอยู่แล้ว แต่ถ้าเมื่อใดเราหลีกเร้นไปอยู่ในที่ไกลจากอารมณ์เหล่านั้น ในเวลาเช่นนั้น จิตของเราจึงจะแสดงพฤติกรรมออกมา
จิตเราตามปกติมันก็จะปรุงแต่งไปเป็นอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ตามปกตินิสัยที่ท่านกล่าวไว้ว่า “จิตนี้เที่ยวจาริกไปในที่ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีสรีระ มีคูหาเป็นที่อาศัย” อารมณ์ใดที่เคยได้รับในอดีต จิตก็จะวิ่งหาอารมณ์นั้น อารมณ์ใดที่ยังไม่เคยได้รับสัมผัสถูกต้อง จิตก็จะสร้างมโนภาพเป็นอนาคตขึ้น อันนี้แหละคือข้อต่อรองหรือเงื่อนไขของมัน มันวิ่งไปอารมณ์เหล่านี้จนกลายเป็นอันตรายต่อเรา กลายเป็นกิเลสมาทิ่มแทงเรา เพราะฉะนั้น ข้าศึกผู้ชาญฉลาดที่คอยรังควานเราอยู่ ก็คือจิตซึ่งเป็นมิจฉาทิฐินั่นเอง
ขันธ์ทั้ง ๕ ธาตุทั้ง ๔ ดิน นํ้า ไฟ ลม พิจารณากําหนดชํานาญเข้าไปแล้วก็เห็นกามเป็นของไม่อัศจรรย์หรอก เหมือนเจ้าคุณเฒ่าอุบาลีฯ ท่านว่า อย่าไปหลง อย่าไปสู้เขา ถ้าไปสู้เขาเขาเอาตายหนา เราต้องหลบหลีกหนา หมู หมา เป็ด ไก่ มันก็เสพกามกันทั่วทั้งแผ่นดิน นับไม่ถ้วน กามนี้ไม่เกิดความอัศจรรย์หรอก มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ผู้ใดรักษาศีล ภาวนาเข้าจนเกิดสมาธิแล้วก็จิตดิ่งเข้าไปแล้วก็ละได้… เกิดก็เพราะกาม ตายก็เพราะกาม รักก็เพราะกาม ชังก็เพราะกาม พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง ถ้าพิจารณาได้อย่างนี้ มันก็ถอนไปๆ ทอนั้นล่ะก้า ต้องระวังอินทรีย์ตาหนึ่ง หูสอง สามดัง (จมูก) สี่ปาก ห้ากาย
ปริยัติห่างไกลปฏิบัติ
หลวงปู่แหวน เทศน์ไว้ดังนี้
“สมมติอันใด ทุกข์ก็อันนั้น มรรคสัจอันใด วิมุตติธรรมวิโมกขธรรมก็อันนั้นล่ะ มรรคสัจอันไหน นิโรธธรรมเป็นธรรมอันดับทุกข์ก็อันนั้นล่ะ ค้นอยู่ในนี้แหละ ครั้นไปค้นที่อื่น เดี๋ยวก็ไปติดแผนที่ จําแผนที่ได้อันนั้นเป็นอย่างนั้นๆ สติปัฏฐาน ๔ ไปรู้แต่แผนที่ ตัวธรรมแท้ๆ ไม่รู้กายานุปัสสนาสติปัฏฐานไปรู้แต่แผนที่ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานก็รู้แต่แผนที่ แล้วก็ไปติดแผนที่นั่นล่ะ มันใช้ไม่ได้ล่ะ มันต้องวางแผนที่
เผาลงที่เดียวนั้น ให้มันแจ้งในที่เดียวนั้น แล้วมันจึงเป็นสุขไปคุบ (จับ) แต่แผนที่นั้นแล้วมันก็ไม่ทันการณ์ แผนที่อันหนึ่ง ภูมิประเทศอันหนึ่ง อย่างเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านว่า แต่ก่อนแปลได้เต็มที่หนา แผนที่นี่ใช้วิภัตติปัจจัยได้ดี ครั้นไปปฏิบัติได้รู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาแล้ว โอ๊ย ! มันห่างไกลกันตั้งหลายโยชน์ อันนั้นมันแผนที่ต่างหาก แผนที่ปริยัติธรรม ให้น้อมเข้ามาที่ธรรมเมานี่ล่ะ ก้อนพระธรรมแต่เมานี่ ตัวนี้ล่ะค้นเข้าๆ จนแจ้ง ครั้งแจ้งแล้วก็รู้หมดล่ะหมู่นั้น”
เล่าเรื่องไม้สีฟันพระ
ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นอกจากเป็นผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาแล้ว พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานทั้งสอง และครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นพระศิษย์ของท่าน ก็ได้ช่วยกันบุกเบิกฟื้นฟูพระวินัยไว้หลายข้อ นอกจากวินัยกรรมข้อกัปปิยะ หรือ กปฺปิยํ กโรหิ กับ ผ้านิสีทนะ แล้ว ยังมีเรื่องไม้สีฟันพระ โดย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้เล่าเรื่องไม้สีฟันพระให้ลูกศิษย์ฟัง ดังนี้
ในสมัยที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กําลังทรงพระนิพนธ์ (เขียนหนังสือ) วินัยมุขอยู่ พระองค์อธิบายถึงสิกขาบทที่ว่าด้วยไม้สีฟัน จึงเกิดความสงสัยว่าจะเป็นไม้ชนิดใด มีลักษณะเป็นอย่างไร ทรงรับสั่งถามพระเถระทั้งหลาย ต่างองค์ต่างก็ได้กราบทูลไปคนละอย่าง ไม่ตรงกัน จะเอาเป็นข้อยุติไม่ได้ ยังไม่ได้คําอธิบายเป็นที่พอพระทัย จึงให้นิมนต์ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จากวัดบรมนิวาส มาเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า “ทนฺตโปนา ไม้สีฟันนั้น ท่านเจ้าคุณฯ เคยเห็นไหม เป็นอย่างไร?”
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กราบทูลว่า “เคยเห็น เคยใช้อยู่ทางภาคอีสาน พระเถระในสายพระอาจารย์มั่นใช้กันอยู่ทั่วไป ทําจากไม้สองอย่าง คือ ทําจากไม้โกทา หรือ กนทา กับชนิดดีทําจากไม้จันทน์หอม ด้านหนึ่งทุบให้เป็นฝอยละเอียดใช้สีฟัน อีกด้านหนึ่งเหลาให้แหลม ใช้จิ้มฟันถ้าต้องการขูดลิ้น ก็ฉีกออกเป็นชิ้นบางๆ ใช้ขูดลิ้นได้ ถ้าเป็นไม้โกทา เวลาเคี้ยวจะมีรสขมนิดหน่อย ป้องกันกลิ่นปากได้ดี ขับเสมหะได้ด้วย”
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงรับสั่งให้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หามาให้ทอดพระเนตรท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จึงสั่งขึ้นไปทางจังหวัดอุบลราชธานี ให้ทําไม้สีฟันจากไม้จันทน์หอมและไม้โกทาส่งลงไปให้ท่านที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ แล้วท่านก็นําไปทูลถวายสมเด็จฯ ต่อไป
เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ได้ทอดพระเนตรและทรงทดลองใช้ดูแล้ว จึงตรัสชมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ว่า “พระทางอีสานช่างเข้าใจพระวินัยดีแท้”
อนึ่ง สมัยก่อนในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาของทุกปี วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นในทางภาคอีสานจะมีธรรมเนียมประเพณี การเดินทางไปกราบทําวัตรคารวะ ขอขมา และพร้อมรับฟังโอวาทธรรมจากครูบาอาจารย์ผู้มีอาวุโสและมีคุณธรรมตามวัดป่าต่างๆ ด้วยในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีแปรงสีฟันใช้กันอย่างแพร่หลายเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ ดังนั้น ช่วงก่อนเข้าพรรษาของทุกปีพระธุดงคกรรมฐานจึงนิยมทําไม้สีฟันชนิดนี้ขึ้นมาใช้เอง และน้อมนําไปกราบถวายครูบาอาจารย์ในเทศกาลนี้
เล่าคราวท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถูกถอดสมณศักดิ์
ตามประวัติของ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านเคยถูกถอดสมณศักดิ์ สาเหตุจากที่ท่านได้แต่งหนังสือชื่อว่า “ธรรมวิจยานุศาสน์”เพื่อแจกในงานศพของหม่อมราชวงศ์หญิงท่านหนึ่ง เนื้อหาบางส่วนไม่เป็นที่พึงใจของทางราชการ ท่านจึงถูกถอดสมณศักดิ์ แล้วถูกนําตัวไปกักไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร แต่ในที่สุดได้รับพระราชทานสมณศักดิ์คืน
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เล่าถึงท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านให้ฟัง เมื่อคราวท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถูกถอดสมณศักดิ์ว่า
“เจ้าคุณอุบาลีฯ นั่นน่ะ ท่านรู้จักคําว่า “หลง” คําว่า “สมมติ”
ให้เขาสมมติไป เพราะเขาต้องการอยากให้เป็นเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เขาอยากให้เป็นเจ้าคุณให้เขา เป็นหลวงพ่อให้เขา เป็นเรื่องของสมมติทั้งหมด เจ้าคุณพระอุบาลีฯ นี่อันใดนะที่มันเป็นอันนี้ตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย แข้ง ขา เข่า แก้ม คาง ผม ขน เล็บ ฟัน เครื่องนอก เครื่องใน ตีน มือ อะไรมันเป็นเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เจ้าคุณพระอุบาลีฯ เป็นอยู่ที่ไหน นึกค้นหาในสมมติในตนค้นไปจนหมดก็ไม่มี เมื่อไม่มีท่านก็สบาย เพราะมันหมดแล้วก็วางเลยล่ะ
เอาเถ๊อะสมมติก็ตามเจ้า ไม่สมมติก็ตามแต่เจ้า เราเจริญดีแล้ว สมมติอย่างนั่นอย่างนี้ก็เป็นให้เขาเสีย เป็นให้แล้ว เราก็สบายดี นั่นตนเหนือสมมติ ละทิ้งสมมติเจ้าฟ้าเจ้าคุณ หนีไปเชียงตุงไม่มีเจ้าคุณ เหลือไว้แต่หลวงตาจันทร์ พอประกอบสมมติไว้ สมมติมันไม่มี ตนอยู่เหนือสมมติอยู่เหนือก้อนเมาก้อนหลง สูจะตั้งก็ตั้งไปเถ๊อะ เฮาบ่ (เราไม่) เดือดร้อนกับใครแล้ว เหลือไว้ของเรามีอยู่ก็สมมติไว้ใช้งาน หากรู้โลกก็จบโลกล่ะก๊า มันก็เป็นธรรม ครั้นรู้โลกไม่รู้จบ ก็ไม่เป็นธรรม โลกมันปิดธรรม ก็เป็นธรรมเมาทําเมาอยู่นี้”
ติดตามท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ปรับปรุงวัดเจดีย์หลวง
สมัยนั้นวัดเจดีย์หลวง ในตัวเมืองเชียงใหม่ กําลังทรุดโทรม หาพระผู้เป็นหลักไม่ได้ ประชาชนก็เหินห่างจากวัด เพราะพระภิกษุ สามเณร ประพฤติตนไม่เหมาะสม ทางฝ่ายบ้านเมือง มีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (เป็นองค์ที่ ๙ แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ และเป็นองค์สุดท้าย) พร้อมด้วย เจ้าพระยามุขมนตรี (อาบ เปาโรหิต) สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพจึงได้ปรึกษาหารือกันว่า จะเสาะหาพระเถระผู้ใหญ่ เพื่อจะได้นิมนต์มาอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อจะได้ขอให้ท่านช่วยปรับปรุงวัดและพระภิกษุ สามเณรให้เข้ารูปเข้ารอยขึ้น
ทางฝ่ายบ้านเมืองเห็นพ้องกันว่า สมควรจะกราบอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพระมหาเถระที่มีชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณอันโด่งดัง จนเป็นที่เคารพนับถือของเจ้าบ้านผ่านเมือง ตลอดพุทธศาสนิกชนทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงตุง และทางภาคอีสาน จึงได้เตรียมมอบหมายให้ผู้เดินทางไปนิมนต์ ประจวบกับขณะนั้นได้ทราบข่าวว่า ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พักวิเวกอยู่ที่ดอยสุเทพ จึงได้พากันไปกราบนมัสการและเรียนให้ท่านทราบถึงวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งอาราธนานิมนต์ให้ท่านมาจําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อจะได้ปรับปรุงวัดให้เรียบร้อย และเรียกศรัทธาของประชาชนให้กลับคืนมา
แต่การนิมนต์ครั้งนั้นเป็นการนิมนต์ท่านแบบไม่เป็นทางการ ทํานองเกริ่นให้ท่านรับทราบ และท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็ยังไม่ได้ตอบรับแต่ประการใด เพียงบอกว่า ท่านจะขอรับไว้พิจารณาต่อเมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ แล้วจะพิจารณาอีกครั้ง
เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ พักภาวนาอยู่ดอยสุเทพพอสมควรแล้ว ก็เดินทางกลับวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ทางนครเชียงใหม่ โดยเจ้าแก้วนวรัฐ ได้เดินทางลงไปนิมนต์ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ อย่างเป็นทางการด้วยตนเอง การติดต่อนิมนต์จึงสําเร็จด้วยดี ในการเดินทางไปเชียงใหม่ในครั้งนี้ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้พิจารณาคัดเลือกผู้ที่จะติดตามไปกับท่านอย่างพิถีพิถัน เพราะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางนั้นสูงมาก ศิษย์ท่านหนึ่งที่ได้รับคัดเลือกให้ร่วมเดินทางไปกับคณะ คือ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งท่านมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยท่านไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะได้รับความเมตตาไว้วางใจจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มากถึงขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ท่านเพิ่งมากราบถวายตัวเป็นศิษย์ได้เพียงไม่กี่ปี
หลวงปู่แหวนบอกว่า การนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ในสมัยก่อนนั้น ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ และช้ากว่าสมัยนี้มาก แต่ก็ไม่มียานพาหนะ หรือวิธีเดินทางอย่างอื่นที่สะดวกสบายไปกว่านั้นอีกแล้ว เมื่อรถไฟถึงสถานีเชียงใหม่แล้ว มีรถมารับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ หลายคัน เมื่อคณะที่ไปขึ้นรถที่มารับหมดแล้ว รถได้เคลื่อนไปยังวัดเจดีย์หลวงอันเป็นที่พัก
สําหรับในระยะนี้หลวงปู่ตื้อท่านยังคงออกเที่ยวธุดงค์ตามลําพังอยู่ทางภาคอีสาน และอยู่จําพรรษาที่พระพุทธบาทบัวบก จังหวัดอุดรธานี
หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ เคารพนับถือกันมาก
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านทั้งสองแม้มีอายุห่างกันหลายปี โดยหลวงปู่ตื้อมีอายุมากกว่าหลวงปู่แหวนถึง ๘ ปี และมีอายุพรรษาทางฝ่ายมหานิกายมากกว่าถึง ๗ พรรษา นิสัยใจคอทางด้านภายนอก คือ ด้านกิริยามรรยาท การพูดการจา ตลอดการแสดงออกก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งนี้ก็ไม่เป็นอุปสรรค หรือเป็นช่องว่างในการคบหากันแต่ประการใด ท่านทั้งสองกลับเป็นเพื่อนสหธรรมิกต่างวัยที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันและไว้วางใจกันมาก เป็นเพื่อนรักเพื่อนตายกันอีกคู่หนึ่งในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เช่นเดียวกับคู่สหธรรมิกในสมัยครั้งพุทธกาล คือ คู่ของพระอัครสาวกซ้าย – ขวา พระโมคคัลลาน์ กับ พระสารีบุตร เพราะทางด้านภายใน คือ ด้านจิตใจ ต่างองค์ต่างมีคุณธรรม และต่างมีเป้าหมายอันสูงสุดในการออกบวชประพฤติปฏิบัติธรรมตลอดชีวิต เพื่อปรารถนาซึ่งมรรคผลนิพพานเหมือนกัน ต่างองค์ต่างจึงให้ความเคารพนับถือในคุณธรรมของกันและกันมาก ท่านทั้งสองชอบเรียกกันและกันอย่างรักใคร่ชอบพอกันว่า “ตุ๊เฒ่า” หรือไม่ก็เรียก “ตุ๊บาเฒ่า”
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ เป็นคู่นักรบธรรมเดนตาย มีความองอาจกล้าหาญ เสียสละกล้าสละแม้กระทั่งชีวิตของตนเพื่อแลกกับธรรม การเดินธุดงค์ของท่านทั้งสองจึงเอาจริงเอาจังมาก และมีความทรหดอดทนเป็นเลิศ ขณะธุดงค์เข้าดงหนาป่าทึบ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีเสือ ช้าง หมี งู ฯลฯ แต่ท่านทั้งสองก็ไม่กลัว ท่านยอมเอาชีวิตเข้าแลกธรรม จริตนิสัยบารมีธรรมส่วนตัว หลวงปู่แหวนท่านไม่กลัวงู หลวงปู่ตื้อท่านไม่กลัวเสือ เช่นเดียวกับที่หลวงปู่ขาวท่านไม่กลัวช้าง ในการบําเพ็ญเพียรภาวนาต่างก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีความวิริยะ อุตสาหะพากเพียรเป็นเลิศ ท่านทั้งสองไปอยู่ที่ไหน ชาวบ้านไม่ค่อยรู้จัก เขารู้แต่ว่า “ตุ๊เฒ่า”
ท่านทั้งสองต่างมีนิสัยเสมอต้นเสมอปลายเป็นนิสัยประจําองค์ มักธุดงค์ร่วมกัน แต่แยกกันเสาะหาที่ภาวนา นานๆ ก็มาหากัน ต่างเคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมเป็นร่วมตายกันมานับครั้งไม่ถ้วนใครติดขัดปัญหาอันใดก็มาปรึกษาแก้ไขให้กันและกัน เมื่อบิณฑบาตได้อาหารแปลกๆ มา ก็บิแบ่งปันกันฉัน ท่านมักพูดกันถึงอดีตวันเก่าๆ ที่เคยบิณฑบาตแล้วไม่ได้อาหารมาขบมาฉัน ก็จําต้องทนอดทนหิว โดยได้อาศัยฉันแต่นํ้าเปล่าๆ ลูบท้องพอประทังชีวิต หรือได้เพียงข้าวเปล่าๆ กับกล้วย หรือได้เพียงข้าวเหนียวเปล่าๆ ก็ฉันตามมีตามได้ไปอย่างนั้น เพราะต่างเคยฝึกทรมานด้วยการอดอาหาร ผ่อนอาหารมามากต่อมาก จึงไม่เป็นกังวลใจเกี่ยวกับอาหารการขบฉันแต่ประการใด
ท่านทั้งสองต่างองค์ต่างมีคุณธรรมที่น่ายกย่อง ไม่เคยตําหนิติเตียนกันเลย มีแต่ยกย่องเชิดชูในคุณธรรมของกันและกัน แม้แต่จะไปจําพรรษา ณ สถานที่ใด ก็ยังต้องปรึกษาถามกันว่า ควรอยู่ไหม หรือจะไปอยู่ไหน จะให้อยู่ไหน อันเป็นการขอความเห็นของกันและกัน แม้กระทั่งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จะญัตติให้หลวงปู่แหวนเป็นพระในฝ่ายธรรมยุต แต่หลวงปู่แหวนก็ไม่ได้ตอบตกลงญัตติทันที โดยจะขอนําไปปรึกษากับเพื่อนสหธรรมิก คือ หลวงปู่ตื้อ ก่อน
พ.ศ. ๒๔๗๐ หลวงปู่แหวนญัตติเป็นธรรมยุต
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ นี้เอง ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้พิจารณาเห็นว่า หลวงปู่แหวนมีความตั้งใจในการประพฤติปฏิบัติ มีความวิริยะ อุตสาหะ ปรารภความเพียรสมํ่าเสมอไม่ย่อท้อ มีข้อวัตรปฏิบัติดี เหมาะสมตามสมณสารูป มีอุปัชฌายวัตรและอาจริยวัตรดี เสมอต้นเสมอปลายดี มีอัธยาศัยไม่ขึ้นไม่ลง และมีความคุ้นเคยกันมานาน
วันหนึ่งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้พูดกับหลวงปู่แหวนว่า
“อยู่ด้วยกันก็นานมาแล้ว ควรจะได้ญัตติเสีย เพื่อจะได้เข้าร่วมสังฆกรรมกันได้ ไม่ต้องคอยบอกปาริสุทธิในวันอุโบสถเหมือนเช่นทุกวันนี้”
ครั้งแรกหลวงปู่แหวนกราบเรียนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ว่า ขอเวลาปรึกษาเพื่อนสหธรรมิก คือ หลวงปู่ตื้อ ดูก่อน ในช่วงนั้นหลวงปู่ตื้อท่านยังท่องธุดงค์อยู่ตามลําพัง ยังไม่ได้ขึ้นไปเชียงใหม่แต่ด้วยเหตุผลของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ที่อธิบายให้ฟังในขณะนั้น หลวงปู่แหวนท่านจึงตัดสินใจญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต ณ พัทธสีมา วัดเจดีย์หลวง นั่นเอง โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระครูศรีพิศาลสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์พระครูนพีสีพิศาลคุณ (ทอง โฆสิโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
หลวงปู่แหวนได้รับนามฉายา “สุจิณฺโณ” อันหมายถึง ผู้ประพฤติดีแล้ว ผู้อบรมมาดีแล้ว
สาเหตุที่หลวงปู่แหวน ท่านยังไม่ยอมญัตติเป็นธรรมยุตในทันทีนั้น โดยจะปรึกษาหารือกับเพื่อนสหธรรมิกเสียก่อนนั้น อาจจะเป็นเพราะถ้าหากท่านตัดสินใจไปคนเดียว ภายหลังอาจถูกเพื่อนตําหนิเอาว่า จะทําอะไรไม่ปรึกษากันก่อน เพราะหลวงปู่ตื้อท่านเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่เคยท่องเที่ยวธุดงค์ไปไหนมาไหนด้วยกันเกือบจะทุกหนทุกแห่ง เมื่อมีเหตุที่จะต้องทําอะไรที่เป็นเรื่องสําคัญๆ จําเป็นที่จะต้องขอความเห็นจากผู้ที่คุ้นเคยหรือรู้จักอัธยาศัยกันดีเสียก่อน และสันนิษฐานได้ว่า หลวงปู่แหวนท่านทั้งอายุน้อยกว่า และอายุพรรษาทางฝ่ายมหานิกายก็น้อยกว่าหลวงปู่ตื้อ ท่านจึงให้ความเคารพหลวงปู่ตื้อประดุจพระพี่ชายแท้ๆ หากจะญัตติเป็นธรรมยุตแล้ว สมควรให้หลวงปู่ตื้อญัตติก่อน
อีกอย่างหนึ่ง ขณะนั้นหลวงปู่แหวนเองก็อยู่ในขั้นพระผู้ใหญ่พอสมควรแล้ว เพราะท่านมีพรรษาในฝ่ายมหานิกายได้ประมาณ ๒๐ พรรษา ซึ่งพระที่มีพรรษาขนาดนั้นจะทําอะไรก็ต้องมีความรอบคอบพอสมควร แต่ด้วยความเคารพในท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และด้วยเหตุด้วยผลของท่านที่ได้กรุณาชี้แจงถึงการต้องญัตติเปลี่ยนคณะใหม่ จึงยอมตกลงญัตติเป็นพระธรรมยุต
สําหรับโอวาทคําสอนสําคัญที่ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อบรมสั่งสอน หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ในขณะที่ท่านญัตติเป็นธรรมยุตแล้ว และได้เป็นพระผู้ติดตามใกล้ชิดนั้น ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้สั่งสอนไว้ว่า “ความรู้ของปริยัติเหมือนกับแผ่นดิน ความรู้ของวิปัสสนาเหมือนกับแผ่นฟ้า ความห่างไกลกัน การศึกษาสุตมยปัญญากับภาวนามยปัญญา ห่างกันราวฟ้ากับดิน” อันเป็นการตอกยํ้าภาคปฏิบัติหรือการภาวนาเป็นภาคที่สําคัญมากเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่หลวงปู่แหวนเข้ากราบนมัสการหลวงปู่มั่นในครั้งแรก โดยหลวงปู่มั่นสั่งสอนท่านว่า “เออ ! ต่อไปนี้ภาวนา ความรู้ที่เรียนมาให้เอาใส่ตู้ไว้ก่อน”
การบูรณะปรับปรุงวัดเจดีย์หลวงและจัดการศึกษานครเชียงใหม่
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้บูรณะปรับปรุงและพัฒนาวัด มีการรื้อถอนสิ่งปรักหักพังแผ้วถางป่าที่ขึ้นคลุมเสนาสนะโบราณสถานต่างๆ แล้วสร้างเสริมเสนาสนะใหม่ เช่น กุฏิ ศาลา พระวิหารจนเป็นวัดที่สมบูรณ์มีภิกษุสงฆ์ สามเณร อยู่ประจํา ท่านได้สอนพระภิกษุ สามเณรทั้งปริยัติและอบรมปฏิบัติภาวนา การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมภายในวัดเจดีย์หลวงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง กาลต่อมาได้มีการจัดตั้งสํานักเรียนพระปริยัติธรรม จนกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ก่อนออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมก็เคยเรียนปริยัติที่สํานักเรียนแห่งนี้
นอกจากนี้ วัดเจดีย์หลวง ยังถือเป็นวัดศูนย์กลางพระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นทางภาคเหนือ พระศิษย์สายนี้ที่ขึ้นไปเที่ยวธุดงคกรรมฐานตามป่าตามเขาในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ก็มักเข้าพักและจําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวงเสมอ ก่อนที่จะออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา ซึ่งมีสถานที่สัปปายะมากมายต่อไป
วัดเจดีย์หลวง ในสมัยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ โดยมีหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นพระผู้ติดตามอุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิด ได้เจริญรุ่งเรืองตามลําดับจนถึงปัจจุบัน ดังนี้
“การไปจําพรรษาอยู่วัดเจดีย์หลวงของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ครั้งนั้น ท่านได้เทศนาสั่งสอนอบรมพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาของวัด และได้นําพระภิกษุ สามเณรทําความสะอาดวัดจนดูสะอาดเรียบร้อย นอกจากนี้เวลากลางคืน ท่านก็อบรมทุกคืน ซึ่งทําให้ได้ผลตามความประสงค์ของทางการทุกประการ คือ พระภิกษุ สามเณรก็มีความประพฤติตัวดีขึ้น สนใจการบําเพ็ญภาวนามากขึ้น วัดก็แลดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยงามตาขึ้น มีอุบาสก อุบาสิกา และประชาชนมาทําบุญฟังธรรมกันมากขึ้น
เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็พาหมู่คณะออกวิเวก ตามเขตอําเภอใกล้เคียง บางครั้งในฤดูแล้ง ท่านก็ลงไปทําธุระที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ พอใกล้วันเข้าพรรษา ท่านก็กลับขึ้นมาจําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
วัดเจดีย์หลวง ในสมัยของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นเจ้าอาวาส จึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเช่นที่เคยเป็นมาแล้วในอดีต ในพรรษาหลวงปู่แหวนท่านก็เร่งทําความเพียรและก็อยู่ดูแลช่วยสนองงานท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ตามกําลัง พอออกพรรษาหน้าแล้งในบางครั้ง ท่านก็ติดตามท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ออกแสวงวิเวกตามอําเภอนอกๆ ตามโอกาส”
วัดเจดีย์หลวง เจริญรุ่งเรืองมาตามลําดับ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้รับการเลื่อนฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็น วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับการยกย่องเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง
พ.ศ. ๒๔๗๑ ชวนหลวงปู่ตื้อญัตติธรรมยุต
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านพํานักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และท่านยังได้ทําหน้าที่เป็นพระติดตามอุปัฏฐากรับใช้ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อย่างใกล้ชิด และในเวลาต่อมาเมื่อหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านทราบข่าว ท่านจึงได้ออกเดินธุดงค์ขึ้นภาคเหนือแต่โดยลําพัง
หลวงปู่ตื้อ ได้ออกเดินธุดงคกรรมฐานจากจังหวัดเลยขึ้นสู่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดินทางถึงจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ท่านได้พบกับหลวงปู่แหวน ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่แหวนได้ออกธุดงค์ตามหาหลวงปู่ตื้อจนพบกันอีกครั้ง ท่านได้บอกหลวงปู่ตื้อ ถึงการญัตติเป็นธรรมยุตไปก่อนหน้า และท่านยังได้ชักชวนหลวงปู่ตื้อญัตติเป็นธรรมยุต ซึ่งหลวงปู่ตื้อท่านก็ยินดีตอบตกลงญัตติตามทันที นับว่าท่านทั้งสองรักใคร่ชอบพอกันและยอมรับเชื่อฟังในเหตุผลของกันและกันจริงๆ จากนั้นหลวงปู่ตื้อได้ไปกราบนมัสการท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และได้พักอยู่กับท่านที่วัดเจดีย์หลวง ในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในเวลาต่อมาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็ให้ความเมตตาหลวงปู่ตื้อ ท่านจึงญัตติเป็นธรรมยุตให้
หลวงปู่แหวน เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ให้พระศิษย์ฟังว่า “จะญัตติเป็นธรรมยุตตามคําบัญชาของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ต้องเสาะหาหลวงปู่ตื้อ ถามกันก่อนว่า ควรทําอย่างไร แต่ก็เสาะหาไม่เจอ จึงได้ญัตติไปก่อนตามเหตุผลของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จากนั้นก็เสาะหาหลวงปู่ตื้อ แล้วเอาคําของท่านเจ้าคุณฯ ไปบอกให้หลวงปู่ตื้อฟังว่า “ถ้าได้ญัตติธรรมยุตแล้ว จึงจะได้อยู่ด้วย และก็ได้ฟังธรรมกันบ่อยๆ อยู่ตลอด ถ้าไม่ได้ญัตติธรรมยุตก็ไม่ได้อยู่ด้วย และไม่ได้ลงอุโบสถด้วย จะได้แต่มาฟังธรรมเฉยๆ” เมื่อหลวงปู่ตื้อฟังแล้วก็ชอบใจ เพราะรอจังหวะนี้มานานแล้ว จากนั้นก็เดินทางเข้าเชียงใหม่ไปญัตติที่วัดเจดีย์หลวง ภายหลังหลวงปู่แหวน”
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นี้เอง หลวงปู่ตื้อ ท่านก็ได้ญัตติเป็นพระธรรมยุตเหมือนกับหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดเจดีย์หลวง โดยมีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูศรีพิศาลสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูนพีสีพิศาลคุณ (ทอง โฆสิโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะเคารพพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดมาก โดยเฉพาะความเคารพกันในเรื่องพรรษา ซึ่งครูบาอาจารย์วงกรรมฐานท่านจะสั่งสอนลูกศิษย์เสมอว่า ผู้ออกบวชภายหลังนั้นจะต้องให้ความเคารพผู้ออกบวชก่อนเสมอ โดยผู้ออกบวชก่อนถือเป็นพี่ ส่วนผู้ออกบวชภายหลังถือเป็นน้อง
หลวงปู่ตื้อ กับ หลวงปู่แหวน เป็นเพื่อนสหธรรมิกต่างวัยกันที่สนิทสนมรักใคร่กันมากแม้ก่อนหน้าหลวงปู่แหวนให้ความเคารพกราบไหว้หลวงปู่ตื้อ เพราะหลวงปู่ตื้อท่านมีอายุมากกว่า ทั้งอายุพรรษาในฝ่ายมหานิกายก็มากกว่า เพราะท่านเคารพพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และเคารพหลวงปู่ตื้อประดุจพระพี่ชายแท้ๆ แต่เมื่อหลวงปู่ตื้อญัตติเป็นธรรมยุตภายหลังหลวงปู่แหวน อายุพรรษาจึงน้อยกว่า ท่านจึงให้ความเคารพหลวงปู่แหวน ท่านต้องก้มกราบหลวงปู่แหวนอันเป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย ผู้บวชภายหลังต้องก้มกราบผู้บวชก่อน หลวงปู่ตื้อท่านก้มกราบหลวงปู่แหวนด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์อย่างงดงาม โดยไม่มีอาการขวยเขิน หรือก้มกราบพอเป็นพิธีแต่ประการใด เพราะท่านเคารพพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดมาก และต่างองค์ต่างก็มีคุณธรรมในหัวใจ ท่านจึงก้มกราบจากหัวใจอย่างสนิทใจจริงๆ
หลวงปู่ตื้อ เมื่อญัตติเป็นพระในฝ่ายธรรมยุตได้ไม่นาน ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ พักบําเพ็ญภาวนาอยู่ทางภาคเหนือระยะหนึ่ง จากนั้นก็พากันเข้ากรุงเทพฯ ฟังธรรมท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ โดยครูบาอาจารย์เล่าไว้ดังนี้
“พอออกจากนั้นมาหลวงปู่แหวนก็เลยกลับมา เป็นบังเอิญเดินทางมาลําปางแล้วก็มาทางนครสวรรค์ มีครั้งเดียวหลวงปู่ที่จะเข้ามาในกรุงเทพฯ เพราะท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กลับมาอยู่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ท่านว่าพากันเดินทางกับหลวงปู่ตื้อ เดินทางมาถึงนครสวรรค์ก็เลยนั่งเรือล่องเข้ากรุงเทพฯ ค่าเรือ บาทสิบสตางค์ ว่างั้น ขึ้นมาก็มาฟังเทศน์ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็ “อ้าว ! ไปอยู่ในป่า มาแล้วไม่ให้อยู่นาน” ไล่กลับขึ้นไปเชียงใหม่ หลวงปู่แหวนท่านก็ทําตาม เพราะท่านเคารพเชื่อมั่นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเป็นนักปราชญ์ เก่งเทศน์ ในประเทศไทยก็หาคนสู้ยากก็กลับไปเชียงใหม่อีกกับหลวงปู่ตื้อ”
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นี้เอง หลวงปู่แหวนท่านก็ได้สามเณรอุปัฏฐาก ดังนี้
พระธรรมดิลก อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง มีนามเดิม “ขันติ์” นามสกุล “พรหมโคตร”เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ บ้านเดิมอยู่ที่ปราจีนบุรี บวชเป็นสามเณรที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ต่อมาได้ไปจําพรรษาทั้งที่ยังเป็นสามเณรที่วัดเจดีย์หลวง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นจังหวะเดียวกับหลวงปู่แหวน เข้ามาอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง สามเณรขันติ์ได้รับใช้ปรนนิบัติหลวงปู่แหวน จนเป็นที่ชอบพอและเมตตาปราณีของหลวงปู่แหวน
สามเณรขันติ์บวชเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ และอยู่จําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวงตลอดมา จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ท่านดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาส ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เรื่อยมา ครั้งสุดท้ายเป็นพระธรรมดิลก และเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลําพูน ลําปาง แม่ฮ่องสอน (ธรรมยุต) ท่านไปมาหาสู่หลวงปู่แหวนเป็นประจํา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ คราวบูรณะพระวิหารหลวง ซึ่งท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กับ หลวงปู่มั่น ได้สร้างไว้ จะต้องใช้ทุนทรัพย์จํานวนมาก ท่านก็เป็นผู้ไปกราบขออนุญาตหลวงปู่แหวนจัดสร้างเหรียญเพื่อหาทุนทรัพย์ หลวงปู่แหวนท่านก็เมตตาอนุญาต
ในระยะต่อมา หลวงปู่มั่นท่านได้รับอาราธนานิมนต์จากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ขึ้นภาคเหนือ เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ นับเป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ที่ได้ติดตามหลวงปู่มั่นออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาทางภาคเหนือ
ภาค ๑๒ ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น
กองทัพธรรมศิษย์หลวงปู่มั่นทําประโยชน์ใหญ่หลวงทางภาคเหนือ
ในระยะที่กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น โดยการนําของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา และออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามหมู่บ้านทางภาคอีสาน ด้วยการแนะนําสั่งสอนชาวบ้านให้เลิกงมงายนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัย และให้พากันบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนากันอย่างจริงจัง ทําให้ชาวอีสานเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และรู้จักพระธุดงคกรรมฐานมากขึ้น ซึ่งระยะใกล้เคียงกัน ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๑ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาและเป็นผู้เอาวงศ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นไปตั้งอยู่ภาคเหนือ ภายหลังจากทางอีสานเจริญเต็มที่แล้ว โดยท่านอยู่จําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้เข้ารับการญัตติเป็นธรรมยุตตามลําดับแล้ว จากนั้นท่านทั้งสองก็ได้ติดตามและพักจําพรรษากับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
ต่อมาเมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ดําริจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวป่าชาวเขาเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาดอยสูงทางภาคเหนือ ท่านจะต้องอาศัยพระสงฆ์ที่ออกประพฤติปฏิบัติธรรมตามป่าเขาดอยสูง ซึ่งในสมัยนั้นมีจํานวนน้อยมาก ในขณะนั้นท่านมีหลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ เป็นกําลังสําคัญหลัก ส่วนพระสงฆ์ที่จะมาช่วยภารกิจงานสําคัญในครั้งนี้ ซึ่งจะต้องเป็นนักรบธรรม กล้าสละเป็นสละตาย คงจะมีแต่พระธุดงคกรรมฐาน โดยเฉพาะสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งท่านสนิทสนมคุ้นเคย ท่านจึงปรารภนิมนต์หลวงปู่มั่นขึ้นเชียงใหม่ ประกอบกับช่วงนั้นหลวงปู่มั่นอยู่อบรมพระศิษย์กองทัพธรรมที่ภาคอีสาน ท่านเองทราบดีว่า ขณะนั้นท่านยังไม่บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ท่านทรงอยู่ในอริยธรรมขั้นสาม คือ ขั้นของพระอนาคามีอย่างเต็มภูมิ ท่านมักรําพึงเสมอว่า “กําลังเราไม่พอ กําลังเราไม่พอ” จึงคิดปลีกวิเวกจากหมู่คณะ
เมื่อหลวงปู่มั่นท่านส่งโยมมารดาแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านจึงเดินธุดงค์เข้ากรุงเทพฯได้พักและจําพรรษาที่วัดปทุมวนาราม ในระยะนี้ท่านได้มาศึกษาอรรถธรรมกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ที่วัดบรมนิวาสเสมอ และหลังออกพรรษาพอหน้าแล้งต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จะขึ้นวัดเจดีย์หลวง จึงได้นิมนต์ท่านขึ้นไปด้วย หลวงปู่มั่นตั้งใจบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหักหรือขั้นสุดท้ายอยู่แล้ว จึงตอบตกลงรับนิมนต์ นับตั้งแต่นั้นมาท่านก็ได้พักและอยู่จําพรรษาทางภาคเหนือ ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๒ – ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๒ รวมระยะเวลานานถึง ๑๑ ปี
ความปรารถนาของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภาคเหนือเป็นความจริงประจักษ์ชัดขึ้นมา กล่าวคือ เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ขณะที่หลวงปู่มั่นพักที่วัดเจดีย์หลวงพอสมควรแล้ว ท่านก็กราบลาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญภาวนา และท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกถึงพร้อมด้วยอภิญญา ๖ และปฏิสัมภิทาญาณ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ นี้เอง จากนั้นเป็นต้นมา ท่านไม่เคยกล่าวเลยว่า “กําลังเราไม่พอ”
ในกาลต่อมา พระศิษย์กองทัพธรรมซึ่งออกธุดงค์และเผยแผ่ธรรมะทางภาคอีสาน อาทิเช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ฯลฯ เมื่อทราบข่าวหลวงปู่มั่นออกธุดงค์บําเพ็ญภาวนาอยู่ทางภาคเหนือ จึงได้ออกธุดงค์ติดตาม รวมทั้งหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ซึ่งขณะนั้นอยู่ภาคเหนือก็ได้ออกธุดงค์ติดตามเช่นเดียวกัน เมื่อพระศิษย์ติดตามจนพบและได้รับฟังโอวาทธรรมจากหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านก็สั่งบรรดาพระศิษย์ให้แยกย้ายกันบําเพ็ญธรรมตามป่าเขาดอยสูง ทั้งออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาโปรดชาวป่าชาวเขาทางภาคเหนือต่อไป
พระพุทธศาสนาทางภาคเหนือเจริญรุ่งเรืองอย่างเห็นได้ชัด ทั้งทางด้านวัตถุและด้านจิตใจ ในด้านวัตถุ วัดป่า เสนาสนะป่าสายหลวงปู่มั่น ที่ตั้งอยู่ตามป่าเขาดอยสูงเกิดขึ้นมากมาย และในกาลต่อมาเหล่าบรรดาสานุศิษย์ได้ร่วมกันสร้างพระวิหาร – เจดีย์บูรพาจารย์ เพื่อเป็นการน้อมรําลึกบูชาคุณบูรพาจารย์พระธุดงคกรรมฐานที่เคยอยู่จําพรรษาทางภาคเหนือ ส่วนในด้านจิตใจ บรรดาพระศิษย์หลวงปู่มั่นเจริญงอกงามในธรรมปฏิบัติ นับแต่ธรรมเบื้องต้นจนถึงธรรมขั้นสูงสุด ต่างได้ช่วยกันสนองงานโดยวางรากฐานสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติปฏิปทาพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นสําหรับชาวเมือง ชาวป่า ชาวเขาที่ได้รับการอบรมจากกองทัพธรรมฯ ต่างก็มีความมั่นคงในการนับถือพระพุทธศาสนา ใฝ่ใจในการบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา บ้างก็ออกบวชศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรม ทําให้สยามประเทศในขณะนั้นซึ่งมีภัยต่างๆ รอบด้าน ทั้งจากการรุกรานของประเทศมหาอํานาจ และจากการเผยแพร่ลัทธิต่างศาสนา กลับมาสงบสุขร่มเย็นภายใต้ร่มเงาแห่งพระบวรพุทธศาสนาได้อย่างน่าอัศจรรย์
นับว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ผู้ริเริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภาคเหนือ รวมทั้งหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และพระศิษย์กองทัพธรรมฯ ได้ร่วมกันสร้างคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ และพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวงอเนกอนันต์ แม้ภายหลังครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่เดินทางกลับภาคอีสานแล้ว แต่หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่สิม ท่านยังอยู่เป็นหลักชัยของวงกรรมฐานทางภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงปู่แหวน ท่านพักและจําพรรษาติดต่อกันเป็นเวลายาวนานเกือบ ๖๐ ปี ท่านอยู่จวบจนวันที่ท่านถึงแก่มรณภาพ
พ.ศ. ๒๔๗๒ จําพรรษาที่ป่าช้าร้างบ้านต้นกอก
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๒ เมื่อหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้รับอาราธนานิมนต์จากท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ขึ้นบําเพ็ญสมณธรรมและเผยแผ่ธรรมทางภาคเหนือ ท่านได้เข้าพักที่วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ กับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และได้แสดงพระธรรมเทศนาอันเป็น “มุตโตทัย” โปรดบรรดาพุทธบริษัทชาวเชียงใหม่ ซึ่งในครั้งนั้น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ต่างก็ได้กราบนมัสการและได้ฟังธรรมจากหลวงปู่มั่น เมื่อท่านทั้งสองได้พบกับหลวงปู่มั่นไม่นานนัก ยังไม่เต็มอิ่มจุใจดังที่หวัง ยังไม่สมกับที่ได้จากท่านมานานหลายปี หลวงปู่มั่นก็มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องธุดงค์จากหมู่คณะและพระศิษย์ไป ทั้งนี้เพื่อเร่งบําเพ็ญธรรมขั้นแตกหัก หรือธรรมขั้นสุดท้าย ตามที่ท่านได้ตั้งใจไว้แต่ทีแรก โดยท่านได้ปลีกวิเวกธุดงค์ไปทางอําเภอแม่ริม อําเภอเชียงดาว เพียงตามลําพัง และในปีนั้นเองพอใกล้ถึงวันเข้าพรรษา ท่านก็อยู่จําพรรษา ณ ถํ้าเชียงดาว อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพียงองค์เดียว
สําหรับ หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ในปีนั้นต่างก็ได้ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาตามที่ชื่นชอบประจํานิสัย และได้ออกติดตามหาหลวงปู่มั่น แต่ไม่ทันพบท่าน พอใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่แหวนท่านจําพรรษาที่ป่าช้าร้างบ้านต้นกอก สถานที่แห่งนี้นับเป็นมงคลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่ง เพราะก่อนหน้าไม่นาน หลวงปู่มั่นได้บุกเบิกธุดงค์มาบําเพ็ญภาวนา ซึ่งในขณะนั้นเต็มไปด้วยป่าไม้สักและไม้เบญจพรรณ อยู่เขตชายป่าเทือกเขาดอยสุเทพและดอยม่อนควํ่าหล้อง ยังไม่พลุกพล่านด้วยบ้านผู้คน เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงบสงัด รํ่าลือกันว่าเป็นสถานที่ผีดุ
ในกาลต่อมา หลวงปู่ตื้อท่านได้เที่ยวธุดงค์มาอยู่จําพรรษาและพัฒนาเป็นวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดป่าดาราภิรมย์ วัดแห่งนี้ได้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลําดับ เป็นวัดถาวรแห่งหนึ่งในพระพุทธศาสนาตราบจนทุกวันนี้
ดังที่ทราบกัน ครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงทางภาคปฏิบัติ มีความจําเป็นและสําคัญมาก หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านทั้งสองต่างจึงต้องพึ่งหลวงปู่มั่นเป็นครูบาอาจารย์คอยเมตตาอบรมสั่งสอน ต่างคอยฟังข่าวคราวของหลวงปู่มั่นว่า ท่านบําเพ็ญเพียรอยู่ ณ สถานที่ใด เพราะเมื่อออกพรรษาแล้วจะได้ออกเดินธุดงค์ติดตามต่อไป ซึ่งการติดตามหาหลวงปู่มั่นในสมัยก่อนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย และเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัส ต้องเดินเท้าบุกป่าฝ่าดงระยะทางไกลแสนไกล ทั้งต้องปีนขึ้นเขาลงเขาลูกแล้วลูกเล่า เพราะตามปฏิปทาหลวงปู่มั่นท่านชอบไปและอยู่ลําพังเพียงองค์เดียวตามป่าตามเขาในสถานที่เปล่าเปลี่ยวแสนทุรกันดาร ดังที่องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“…ท่านพักอยู่ในที่นั้นๆ ไม่ว่าจําพรรษา หรือเที่ยววิเวกธรรมดา เว้นวัดเจดีย์หลวง นอกนั้นทราบว่า เป็นป่าเป็นเขา ซึ่งเป็นที่เปลี่ยวๆ แทบทั้งนั้น และเป็นการเสี่ยงต่อภยันตรายหลายอย่างมาตลอดระยะที่ท่านเที่ยวบําเพ็ญ ฉะนั้น ประวัติท่านจึงเป็นประวัติที่สําคัญมาก ทั้งการเที่ยวธุดงคกรรมฐานและการรู้เห็นธรรมประเภทต่างๆ เป็นเรื่องที่แปลกและพิสดาร ผิดกับประวัติของอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นนักท่องเที่ยวบําเพ็ญเหมือนกันอยู่มาก
เริ่มแรกที่ท่านออกปฏิบัติในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ท่านไปเที่ยวและพักอยู่เพียงองค์เดียว ถ้าเป็นแบบโลกก็นับว่าเปล่าเปลี่ยวที่สุด ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงคงแทบไม่หายใจ เพราะความกลัวบังคับอยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่เป็นอันกินอยู่หลับนอนได้ แต่สําหรับท่านแล้วในอิริยาบถทั้งสี่ ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคลผู้เดียว ท่านถือว่ามีความสุขทางจิตใจและสะดวกทางความเพียรมาก เพราะการถอดถอนกิเลส ท่านก็ถอดถอนได้ด้วยอํานาจความเพียรของบุคคลผู้เดียว”
แม้ว่า หลวงปู่มั่น ท่านชอบอยู่ตามลําพังเพียงองค์เดียวในป่าเขาเปล่าเปลี่ยว ในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยภยันตราย การคมนาคมเข้าไม่ถึง และไม่มีการสื่อสารใดๆ เข้าถึง อันเป็นการตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงก็ตาม แม้กระนั้น หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ก็ไม่ยอมลดละทิ้งความเพียรพยายามในการออกติดตาม ต่างองค์ต่างก็ยังคงตรากตรําอดทนเดินเท้าธุดงค์ติดตามหาต่อไป เพื่อหวังว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งจะได้พบหลวงปู่มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ให้จงได้ ซึ่งในขณะนั้นท่านทั้งสองนับเป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ที่ออกติดตามหาหลวงปู่มั่นทางภาคเหนือ
พ.ศ. ๒๔๗๓ ออกติดตามหาหลวงปู่มั่น – จําพรรษาวัดเจดีย์หลวง
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๒ หลังออกพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านออกเดินธุดงค์บําเพ็ญเพียรตามป่าตามเขาทางภาคเหนือ ในระยะนี้ท่านก็ยังไม่ได้ข่าวคราวของ หลวงปู่มั่นภูริทตฺโต ผู้เป็นครูบาอาจารย์ว่า ท่านพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ ณ สถานที่ใด ซึ่งในพรรษานี้เองหลวงปู่มั่นท่านเพิ่งบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกได้ไม่นาน ท่านยังคงพักตามลําพังเพียงองค์เดียว พร้อมกับบําเพ็ญภาวนาเพื่อวิหารธรรมตามอริยประเพณีของบรรดาพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย จากนั้นท่านก็เริ่มออกเดินธุดงค์เสาะแสวงหาสถานที่บําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาในแถบจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีมากมายหลายแห่ง เพื่อรองรับพระศิษย์ที่จะมุ่งมั่นมาศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับท่าน ซึ่งสถานที่เหล่านั้นล้วนมีสภาพภูมิประเทศเป็นธรรมชาติป่าเขาอันอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดสูงใหญ่หลายคนโอบ ป่าในสมัยนั้นก็เป็นป่าชนิดดงหนาป่าทึบ แสงเดือน แสงตะวันแทบไม่อาจสาดส่องลงมา อากาศก็สะอาดบริสุทธิ์แต่ค่อนข้างหนาวเย็น โดยเฉพาะหน้าหนาว
หลวงปู่มั่นท่านมักเข้าไปบําเพ็ญภาวนาในที่เปล่าเปลี่ยว ห่างไกลจากหมู่บ้าน ปราศจากผู้คนรบกวน เดินธุดงค์ภาวนาไปทั้งวันไม่เจอหมู่บ้านก็มี ซึ่งก็ต้องอดอาหารในวันนั้น แต่มีสัตว์ป่าสัตว์ร้าย เช่น เสือ ช้าง หมี งู ฯลฯ ชุกชุมมาก ตลอดภพภูมิและสิ่งอัศจรรย์ลี้ลับก็มีมากมายท่านอาศัยต้นไม้ใหญ่ ตลอดถํ้า เงื้อมผา พลาญหิน เป็นที่ภาวนา สถานที่เหล่านี้เปล่าเปลี่ยววังเวงวิเวกเงียบสงัด และสัปปายะมาก ถือเป็น “มหาวิทยาลัยป่า” ทางพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมชั้นเอกของบรรดานักปฏิบัติผู้ปรารถนาความหลุดพ้นอย่างแท้จริง เหมาะกับใช้เป็นสถานที่ฝึกจิตทรมานใจของพระศิษย์ที่มุ่งออกติดตามหาท่าน และถือได้ว่าเป็นด่านสําคัญเบื้องต้น เป็นด่านแรกที่ทดสอบจิตใจของพระศิษย์ที่มุ่งมาขอศึกษาอบรมกับท่านว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ เป็นต้นว่า มีความเพียรพยายามและมีจิตใจกล้าหาญอดทน กล้าที่จะต่อสู้กับความทุกข์ยากลําบากได้มากน้อยเพียงไร ทั้งนี้เพื่อรองรับธรรมขั้นสูง ซึ่งต้องยอมสละเป็นสละตาย แม้ที่สุดยอมสละชีพเพื่อเข้าแลกธรรม ฉะนั้น บรรดาพระศิษย์จะต้องเป็น “นักรบธรรมเดนตาย” เท่านั้น จึงจะเข้าถึงองค์ท่านได้
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น ที่มีคุณสมบัติถึงพร้อม ท่านออกเดินธุดงค์ติดตามหาหลวงปู่มั่นอย่างองอาจกล้าหาญ ไม่หวาดหวั่นต่อความเป็นความตาย เพราะตามปรกติของผู้เป็นศิษย์ที่ดี ก็หวังจะปรนนิบัติอุปัฏฐากรับใช้ หวังจะได้รับการอบรมสั่งสอนและได้อยู่จําพรรษากับครูบาอาจารย์อย่างใกล้ชิด หลวงปู่แหวนก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านญัตติเป็นธรรมยุตแล้ว ท่านก็เป็นเช่นนั้น แต่เมื่อท่านออกติดตามหาเท่าไรๆ ก็ยังไม่พบ เพราะในระยะนี้หลวงปู่มั่นท่านอยู่ในวัย ๖๐ ปี ธาตุขันธ์กําลังวังชา ตลอดสุขภาพร่างกายของท่านก็ยังสมบูรณ์แข็งแรงดี ท่านจะไม่อยู่ ณ สถานที่ใดที่หนึ่งนาน ท่านมักจะเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาหาสถานที่บําเพ็ญภาวนาไปเรื่อยๆ โดยครูบาอาจารย์ เทศน์ถึงสาเหตุการออกติดตามไว้ดังนี้
“เวลาหลวงปู่มั่นท่านเผยแผ่ธรรม หลวงตา (องค์หลวงตาพระมหาบัว) ท่านถามปัญหาหลวงปู่มั่น เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว ครูบาอาจารย์ทุกองค์พยายามดั้นด้นๆ ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นเพราะอะไร? เพราะเราแก้ใจเราไม่ได้ หัวใจที่มันมาเจอปัญหาแล้วมันแก้ไม่ได้ มันเจอปัญหาแล้วมันติดขัด มันไปไม่ได้ มันไปไม่ได้ มันต้องดั้นด้นขึ้นไปหาครูบาอาจารย์ที่พยายามจะชี้ทางให้ได้ ครูบาอาจารย์ที่จะชี้ทางได้ ครูบาอาจารย์ที่บอกทาง นั่นไง ความจริงมันเกิดในหัวใจนั่นล่ะ”
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ พอใกล้ช่วงเข้าพรรษา หลวงปู่แหวนท่านจึงเดินธุดงค์กลับมาจําพรรษากับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ที่วัดเจดีย์หลวง ส่วนหลวงปู่มั่น จําพรรษาที่ วัดพระธาตุจอมแตง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งปีนั้นเอง ในพรรษา ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ขณะมีอายุได้ ๗๕ ปี เข้าสู่วัยชราภาพและเริ่มเข้าสู่บั้นปลายชีวิต ท่านเริ่มอาพาธตั้งแต่ต้นปี
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บันดาลให้ฝนตกทั่วเชียงใหม่
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) กับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ต่างเคยปรารถนาพุทธภูมิ ต่อมาได้ลาพุทธภูมิ และปฏิบัติจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสาวก หลวงปู่มั่น เมื่อบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตสาวกในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ราวปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ก่อนเข้าพรรษา ท่านได้กลับมาวัดเจดีย์หลวง แก้ความปรารถนาพุทธภูมิของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ โดยหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านเมตตาเล่าให้พระศิษย์ฟังว่า “หลวงปู่มั่นได้แก้ความปรารถนาพุทธภูมิของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในโบสถ์ วัดเจดีย์หลวง โดยยํ้าเหตุผลว่า การเกิด ทุกข์นะ เกิดซํ้าเกิดซากนี่ทุกข์นะจนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ยอมรับเห็นชอบตามและเร่งเจริญวิปัสสนาจนสมประสงค์”
ในที่สุดท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ลาพุทธภูมิและได้บําเพ็ญสมถะพิจารณาวิปัสสนา และได้บรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตสาวก ท่านพ้นไปเพราะว่าท่านเกิดมาร่วมชาติกับหลวงปู่มั่น
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เข้าพรรษาแล้ว จังหวัดเชียงใหม่เกิดภัยแล้ง ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้บันดาลให้ฝนตกทั่วเชียงใหม่ โดยหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“วันหนึ่งในตอนบ่าย ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้ออกจากกุฏิมาเรียกพระอาจารย์แหวน ว่า “ท่านแหวนๆ มานี่หน่อย” เมื่อพระอาจารย์แหวนเข้าไปหาแล้วก้มกราบ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็สั่งความว่า “วันนี้ทําทางจงกรมให้หน่อยนะ ฝนแล้งเหลือเกิน จะเสก อิติปิโส สักเจ็ดวัน เอาให้ฝนตกท่วมเมืองเชียงใหม่เลย”
ครั้นพระอาจารย์แหวนกราบลาออกมาแล้วก็ไปเรียกสามเณรมาให้ช่วยดายหญ้าปรับพื้นที่ ให้นูนสูง เป็นทางเดินยาวระยะประมาณ ๓๐ ก้าวเดิน เกลี่ยและปรับหน้าดินข้างบนให้เรียบเนียนเสร็จแล้วก็ไปกราบเรียนให้ท่านทราบ และในเย็นวันนั้น เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ สรงนํ้าเรียบร้อยแล้วก็เป็นหัวหน้านําหมู่คณะไหว้พระสวดมนต์เจริญภาวนา ครั้นเสร็จธุระจากหมู่ ท่านก็เดินตรงไปยังทางจงกรมที่พระอาจารย์แหวนรับบัญชาไปทําไว้
จากนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านก็ขึ้นทางจงกรม พนมมือภาวนารําลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เมื่อออกก้าวเดินท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็หาได้กําหนดลมหายใจเข้าออกพร้อมบริกรรม “พุทโธ” แต่อย่างใดไม่ หากท่านสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย คือ อิติปิโส ฯลฯ จนจบ แล้วต่อด้วยบทสวากขาโต ฯลฯ แล้วต่อด้วย สุปฏิปันโน ฯลฯ แต่เมื่อจบบทพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วท่านได้สวดต่อว่า “อากาสฏฺฐา จ ภุมฺมฏฺฐา เทวา นาคา มหิทฺธิกา ปุญฺญ โน อนุโมทนฺตุรกฺขนฺตุ โน สทา” หมายความว่า ข้าแต่ภุมมเทวดาแลอากาศเทวดาทั้งหลาย เทพแลหมู่นาคผู้ทรงมหาอิทธิฤทธิ์ ขอจงได้พากันอนุโมทนาซึ่งบุญที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้กระทําแล้ว จงช่วยกันพิทักษ์รักษาพวกข้าพเจ้าด้วย… แล้วท่านก็ตั้งสัจจาธิษฐานด้วยเสียงอันดังว่า
“ขอให้มหาเมฆอันใหญ่ จงตั้งขึ้นในทิศปัจจิม ข้ามศีรษะของข้าพเจ้าไปยังทิศอุดร แล้วยังฝนให้ตกลงมายังพื้นปฐพีอันแห้งแล้งนี้ เพื่อบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายผู้อาศัยอยู่ในปฐพี จะได้ดื่มกิน เพื่อยังพืชพรรณธัญญาหาร และมูลผลาหารทั้งหลายให้สมบูรณ์บริบูรณ์ในพื้นปฐพี เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยอยู่ในนํ้า มีนํ้าแห้งกําลังจะตายให้รอดพ้นจากความตาย…”
จากนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็สวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยขึ้นใหม่อีกรอบหนึ่ง แล้วสวด “อากาสฏฺฐา…” จนจบต่อด้วยการตั้งสัจจาธิษฐานด้วยบุญญาบารมีของท่าน เป็นแต่เปลี่ยนทิศเรื่อยไปจนครบทิศทั้งสี่
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเดินจงกรมและบริกรรมอย่างนี้ไปล่วงได้แล้ว ๕ วัน พอย่างเข้าสู่วันที่ ๖ ขณะที่องค์ท่านกําลังเดินจงกรมภาวนาอยู่ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. เศษได้บังเกิดอัศจรรย์มีเสียงดังสะท้านสะเทือนเลือนลั่นมาจากทุกทิศทุกทาง มีลมพัดกรรโชกมาอย่างรุนแรงหอบเอาใบไม้แห้งและฝุ่นปลิวคลุ้งทั่วไปในอากาศ บนท้องฟ้าปรากฏหมู่พยับเมฆปกคลุมให้อากาศมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว เมฆดําทะมึนกระจายตัวล้อมไปทั่วบริเวณ เสียงฟ้าผ่าฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วกระทั่งแผ่นดินสะเทือน แสงฟ้าแลบแปลบปลาบปรากฏอยู่ไม่ขาดระยะจนสว่างไปทั่วนครเชียงใหม่ แล้วฝนก็เริ่มสาดเม็ดโปรยปรายลงสู่แผ่นดินอย่างรุนแรงชนิดที่เรียกว่า ใบไม้โงหัวไม่ขึ้น เสียงของสายฝนที่ตกกระหนํ่าในวันนั้น
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าว่า “เสียงดังราวกับรถไฟโบกี้ยาวที่วิ่งไปตามรางด้วยความรวดเร็ว ฝนได้ตกหนักอย่างนี้อยู่ตลอดเวลามิได้หยุดเลย นับตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นเศษของวันวาน จวบจนรุ่งเช้าจึงค่อยๆ ซาลงและขาดเม็ด ปรากฏว่านํ้าฝนจากภูสูงที่อยู่ล้อมเป็นปราการทั่วเมืองเชียงใหม่ได้ไหลหลั่งลงมาจากทุกทิศทุกทางท่วมตัวเมืองเชียงใหม่จนหมด เฉพาะภายในวัดเจดีย์หลวงเองนํ้าทะลักท่วมสูงเกือบถึงโคนขา ทําให้พระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาตไม่ได้ ศรัทธาญาติโยมต้องลุยนํ้าหาบเทิน นําภัตตาหารเข้ามาส่งถึงภายในวัด”
และในวันเดียวกันนี้ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ผู้ซึ่งเฝ้าดูอาจารย์ของท่านกระทําอริยวิธีเพื่อสงเคราะห์สัตว์โลกอยู่ตั้งแต่หกวันก่อนแล้ว ก็ได้พูดกับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ผู้เป็นอาจารย์ว่า “เมื่อคืนนี้กระผมนั่งภาวนาอยู่ภายในกุฏิ กระผมกําหนดดูไปทางบริเวณดอยสุเทพก็ดี บริเวณดอยบวกห้าก็ดี เห็นมีพญานาคจํานวนล้าน จํานวนโกฏิ มิใช่จํานวนแสน จํานวนหมื่นพากันพ่นนํ้าอยู่เต็มดอยทั้งสองจนหาที่ว่างไม่ได้อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน…”
นี่คือความอัศจรรย์ ! อัศจรรย์ใจจากพระมหาเถระนาม พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อัศจรรย์ใจกับบุญญาบารมีขององค์ท่านที่ไม่ต้องใช้เวทมนตร์คาถาใดๆ เสกเป่า ไม่ต้องตั้งขันครูหัวหมูบายศรี หรือประกอบพิธีแห่นางแมว หากแต่ท่านสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยแล้วอ้างเอาบุญบารมีขององค์ท่านเองเป็นที่ตั้ง
ดังนั้น หมู่เทพและนาคที่แห่แหนกันมาดลบันดาลเมฆ ลม และฝน ให้ตกอย่างหนักนั้นจึงมิได้มาด้วยถูกบังคับจากเวทมนตร์คาถา มิได้มาเพราะต้องการเครื่องเซ่นสรวงบูชา หากมาเพราะประสงค์จะ “อนุโมทนา” ซึ่งบุญของพระอริยเจ้าเหล่านั้น และเพื่อ “บูชา” ซึ่งพระอริยเจ้าเช่น ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็เมื่อ “พระอรหันต์” ร้องขอ มีหรือทวยเทพจะไม่ยินดียิ่งต่อการทําถวายเพราะหวังบุณย์อันไพบูลย์”
ภายในพรรษานี้ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เกิดโรคปัสสาวะพิการ อาการอาพาธกําเริบมากซึ่งโรคนี้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เริ่มมีอาการมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๓ มีหมอมารักษาพยาบาล อาการอาพาธทุเลาลง แต่ไม่หายขาด โดยในระหว่างนั้นหลวงปู่แหวนท่านเป็นผู้คอยเฝ้าปรนนิบัติดูแลอย่างใกล้ชิด
พิจารณากรรมฐาน ๕ เพื่อละวาง
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ การปฏิบัติภาวนาในระยะนี้มีอุปสรรคติดขัด ท่านได้กราบเรียนถามปัญหาธรรมกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) พระอุปัชฌาย์ไว้ดังนี้
“อุปัชฌาย์ท่านสอน เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ พิจารณาให้มันเบื่อหน่าย มันจึงวางได้ ถ้าไม่พิจารณาของเหล่านี้ให้เห็นแจ้ง มันก็ยังใช้ไม่ได้ แต่ก่อนก็เหมือนกันนั่นแหละ ว่าเท่าไรมันยิ่งกําเริบ ต่อเมื่อพิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้เห็นแจ้งแล้ว มันก็ละ ก็วางเอง มันสําคัญจะข้าม เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ ไปเสีย ไม่พิจารณา ถ้าพิจารณาให้รู้แจ้งแล้วมันก็วางเอง ถ้ามันยังไม่เบื่อหน่ายอันนี้แล้วไม่ได้หนา ว่ามันเท่าไร มันยิ่งสู้เราหนา เราพิจารณาเข้า ทั้งกลางวันกลางคืนจนรู้แจ้งเห็นแจ้งใน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หมดกายนี่ล่ะ ต้องพิจารณาให้เบื่อหน่าย นอกนั้นไม่สําคัญเท่าไร สําคัญอันนี้แหละ มันเบื่อหน่ายมันวางเอง
ถ้ามันคุบ (จับ) มันก็คุบอยู่นั่นแหละ มันไม่ยอมหนา บางทีเร่งเข้าๆ ไม่หลับไม่นอน โอ้ ! มันรุกใหญ่เลย เอามันอยู่นี้แหละ ภายในกายนี้แหละ พิจารณาอยู่นี้แหละ อย่าไปพิจารณาที่อื่น พิจารณาในกายนี่แหละ แม้มันรู้แจ้งแล้วก็ต้องพิจารณาอยู่อย่างนั้นแหละ กายนี่แหละ มันจึงทําให้ใจวาง เบื่อหน่าย ถ้ามันไม่เบื่อหน่ายในสังขารภายนอก มันก็ยากอยู่เน้อ ที่จะให้รู้แจ้งเห็นจริงไม่ใคร่มีเน้อ มีแต่ไปคุบนั่นคุบนี่อยู่นั่นแหละ เพ่งให้มันเปื่อยละลายไปนั่นแหละ มันจึงจะพาวางได้ เคยพิจารณาไหมอย่างนี้ มันต้องพิจารณาให้มันพอหนา มันจึงจะรู้แจ้งเห็นจริง มันจึงจะละ มันจึงจะวางได้
เมื่อก่อนกระผมก็พิจารณาอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้พิจารณาไม่ได้ ทําไมจึงเป็นอย่างนั้น?
“นั่น มันยังพิจารณายังไม่พอ” ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านว่า พิจารณาใจ พิจารณาว่ากาย พิจารณากายนี้ให้เป็นศีล ท่านชี้ใส่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้พิจารณาให้รู้ ตานี้แหละเป็นเหตุ หูนี่แหละเป็นเหตุ จมูกนี่แหละเป็นเหตุ ลิ้นกายนี่แหละเป็นเหตุ อย่างอื่นไม่ค่อยเป็นเหตุเท่าไร ตานี้ครั้นเห็นรูปผู้หญิงก็ตาม รูปผู้ชายก็ตาม รูปๆ ใดก็ตาม ความพอใจเกิดขึ้นก็ไม่รู้ตัว ต้องให้รู้เท่า ครั้นรู้เท่าทัน มันก็วาง หู จมูก ลิ้น กาย ก็เหมือนกัน เมื่อสัมผัสถูกต้องเกิดความพอใจ ไม่พอใจมันก็เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ละก็ละในปัจจุบัน วางก็วางในปัจจุบันนั่นแหละ ถ้าปล่อยไปเป็นอดีตอนาคตแล้วมันใช้ไม่ได้ เราต้องพิจารณาให้เป็นปัจจุบัน ถ้ามีสติรู้แจ้งในปัจจุบันแล้ว มันก็ดับไปๆ เท่านั้น ไม่รู้เท่าทันเหตุแล้วไม่ได้ ถ้ารู้เท่าทันเหตุแล้วก็รู้สมมติของโลก รู้สมมติโลกแล้ว ก็รู้ในปัจจุบัน วางในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน
ทีนี้มันมึนตลอดพรรษาเลย พิจารณามันไม่พอ เหมือนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และท่านอาจารย์มั่นท่านว่า ถ้าเบื่อหน่ายสังขารนามรูปแล้ว มันวางเองไม่ต้องบังคับ พิจารณากายให้มันรู้แจ้ง พิจารณาใจให้มันรู้แจ้ง มันก็เท่านั้นพอแล้ว พิจารณากายให้รู้กาย พิจารณากาย พิจารณาใจ สาวไปหาเหตุว่า มันเกิดมาจากอะไร พิจารณาไป มันก็เกิดมาจากกายนี้แหละ กายอื่นก็ตาม กายนี้ก็ตาม พิจารณาน้อมเข้ามาสู่กายนี้
ท่านเจ้าคุณอุบาลี ท่านว่า กายเรานี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาด เป็นเหตุพิจารณาเข้าๆอันใดๆ ก็เป็นเหตุ ตาก็เป็นเหตุ หูก็เป็นเหตุ จมูก ลิ้น กาย แต่ละอย่างก็เป็นเหตุทั้งหมดต้องพิจารณาให้รู้เหตุ ทําลายเหตุ ถ้าไม่รู้เหตุ ทําลายเหตุแล้ว มันไม่หยุด สาวไปๆ เข้าไปหาเหตุ เหตุมันมาจากไหนล่ะ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายรู้สัมผัส เย็นร้อนอ่อนแข็ง พอใจไม่พอใจ มันเป็นปัจจุบันหมด ถ้าไม่เป็นปัจจุบัน เรานั่นแหละ มันเล่นเรา ต้องพิจารณาให้ดีๆ เอาที่นี่แหละ อย่าไปหาเอาที่อื่น เอาตรง ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่แหละ
ปีนี้ไม่รู้เป็นอย่างไร กําลังใจตกไปหมด? นั่นแหละไม่พิจารณาเหตุ เรานั่นแหละ มันเป็นเหตุ ตาก็เป็นเหตุ ใจก็เป็นเหตุ มีอะไรก็เอาเข้ามาๆ ล่ะก้า เขาสมมติเป็นตา เป็นหู จมูก ลิ้น กายนี่รูปนั้นก็เหมือนกัน รูปนี้ก็เหมือนกัน นี่ชี้ใส่ตา หู จมูก ลิ้น กาย พิจารณาเข้า ถ้ามันหยุด มันก็หยุดตรงนี้แหละ เหตุมันเกิดที่ไหนล่ะ มันเกิดวาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จําให้แม่นๆ หนา
ไม่ว่าพระ ไม่ว่าเณร ท่านสอนท่านก็ชี้ไปที่ เกสา นี่อันนี่ก็สําคัญ พิจารณาเส้นผม เส้นขน หรือเล็บมือ เล็บเท้า มันไปยึดเอาเขานี่ เขาเองไม่ได้ว่าอะไรหนา เรานี่แหละเราว่า เราหลงอยู่นี่แหละ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็สรุปลงนัยเดียวกันนี่แหละ ถ้ามันอยู่เฉพาะเขา มันก็หยุดให้พิจารณากาย พิจารณาใจ พิจารณากายนี้สักร้อยหนให้เห็นเป็นของเปื่อยเน่าไป ตั้งความสัตย์ความเพียรในอิริยาบถทั้ง ๔ เอาให้มันรู้แจ้ง ถ้ามันไม่รู้แจ้ง จะว่าอนิจจังก็ว่าไปเถอะ มันก็ไม่เป็นอนิจจังอยู่นั่นแหละ ให้พิจารณากาย พิจารณาใจนี้ พิจารณาให้รู้แจ้งเป็นจุดแล้วค่อยขยายออกไป ครั้นรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว มันก็ละก็วางไปเอง”
จับสลากภัตได้ผ้าเนื้อดี บุรพกรรมหนูกัดผ้า
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านเป็นพระผู้ริเริ่มงานทําบุญถวายทานสลากภัตทางภาคเหนือ ท่านไปเห็นเปรตเห็นผีหลายหมู่หลายตน ท่านก็เลยหาอุบายสงเคราะห์เปรตผี จากนั้นมาก็ทํากันเป็นประเพณีทุกปี โดยนิมนต์หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวนหลวงปู่สิม ฯลฯ มาแสดงธรรม มีพระและชาวบ้านมาร่วมงานบุญนี้กันจํานวนมาก
ภายหลังจากออกพรรษา คณะเจ้าเมืองเชียงใหม่ นําโดยอัครชายาดารารัศมี พร้อมด้วยเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายของเชียงใหม่ (ปี พ.ศ. ๒๔๕๒ – ๒๔๘๒) ปรารภจะถวายผ้าจํานําพรรษา แด่พระสงฆ์ทั้งคณะธรรมยุต และ มหานิกาย รวมแล้ว ๑๐๙ รูป ฝ่ายพระธรรมยุตก็นําโดย ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่น้อย สุภโร ในไทยธรรมครั้งนั้น ถวายพิเศษเฉพาะท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และหลวงปู่มั่น กับเจ้าสังฆนายกเมืองเชียงใหม่ ฝ่ายพระมหานิกาย หมู่พระอีก ๑๐๖ รูปนั้นต้องจับฉลาก ทางเจ้าภาพจัดถวายเป็นสลากไทยธรรม ปรากฏว่า หลวงปู่แหวนได้รับผ้าไม้เป็นผ้าเนื้อดีละเอียดอ่อน หลวงปู่ตื้อได้เตียงผ้าเต็นท์ หลวงปู่น้อยได้นาฬิกาพกฝรั่ง
ทีนี้หลวงปู่แหวนได้ผ้าไม้นั้นแล้วก็จัดเก็บห่ออย่างดีกะไว้ว่า เสร็จการงานบางสิ่งบางอย่างแล้วจะตัดเป็นจีวรเพื่อถวายพระอุปัชฌาย์ คือ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบจนลืมไปนึกขึ้นได้ไปดูผ้า ปรากฏว่าหนูกัดผ้าไม้นั้นขาดฟุงฟิงรุ่ยร่ายจนหมด มันกัดแล้วทํารังเลี้ยงลูกอยู่ในตู้นั่นเลย หนูมันกัดตู้เข้าไป ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ทราบอยู่แล้วโดยญาณ ก็ลงจากกุฏิรีบเดินมาหาหลวงปู่แหวน พร้อมร้องบอกว่า “ท่านแหวน ให้หนูมันใหญ่ซะก่อนเน้อ จึงค่อยเอาผ้านั้นมาใช้ประโยชน์”
ทีนี้พอตกเย็นวันนั้นก็ประชุมกันฟังธรรมของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ แต่ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ไม่แสดงธรรม กลับตั้งคําถามมาที่หลวงปู่มั่นว่า “วันนี้ให้ท่านมั่นแสดงบุรพกรรมหนูกัดผ้าของท่านแหวน” หลวงปู่มั่นรับโอกาสแล้วก็ว่า “ตาแขกขายผ้าต่างลา ต่างลาขายผ้าทั่วอินเดีย ไม่ยอมให้ลาแม่นั้นกินหญ้า กินนํ้า จนคํ่าถึงให้กิน อานิสงส์นั้น ลานั้นมาเป็นแม่หนู เลยกัดตู้เข้ากัดผ้าท่านแหวน”
จนกระทั่งหนูในตู้นั้นใหญ่เลยไล่มันไป เอาผ้านั้นมาเย็บปะต่อกันพอได้เป็นอังสะ ศรัทธาญาติโยมรู้เข้าจึงนําผ้ามาให้อีก จนพอถวายทั่วกันพระเณร ๑๔๐ องค์ เลยเป็นเรื่องเล่ากันต่อมา เรื่องนี้หลวงปู่ตื้อ เป็นผู้เล่าให้พระฟัง “ท่านอาจารย์แหวน บุญมีจับฉลากได้ผ้าไม้ห้างฝรั่ง แต่บาปกับหนูหลายตัว หนูเป็นสัตว์ หนูเป็นคน” (คําของหลวงปู่ตื้อก็ควรพิจารณาเช่นกัน)
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๓ วิเวกถํ้าเชียงดาวกับหลวงปู่มั่น
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ พอออกพรรษาแล้ว ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) หลังงานทําบุญถวายทานสลากภัตประจําปี ท่านก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักรักษาอาการอาพาธที่วัดบรมนิวาส และในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พอใกล้เข้าพรรษา ด้วยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านมีอาการอาพาธหลายโรค และอาการมีแต่จะกําเริบหนักขึ้น ท่านจึงอยู่จําพรรษาและพักรักษาอาการอาพาธที่วัดบรมนิวาส จวบจนวันที่ท่านถึงแก่มรณภาพ โดยไม่ได้กลับขึ้นภาคเหนืออีกเลย
ส่วน หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านไม่ได้ติดตามท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เข้ากรุงเทพฯ ท่านกับหลวงปู่ตื้อได้ติดตามหลวงปู่มั่นออกธุดงค์ ในขณะนั้นหลวงปู่มั่นท่านพักอยู่ที่วัดพระธาตุจอมแตง อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นหลวงปู่มั่นท่านพาพระศิษย์ทั้งสองออกเที่ยวธุดงค์วิเวกถํ้าเชียงดาว อําเภอเชียงดาว กล่าวถึงป่าเทือกเขาเชียงดาวนั้นถือเป็นรมณียสถานเหมาะสําหรับนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ดังที่หลวงปู่มั่นบอกกับบรรดาศิษย์ว่า สถานที่ในแถบนี้เป็นมงคลสําหรับผู้ปฏิบัติธรรม เพราะสภาพภูมิประเทศที่เชียงดาว มีภูเขาสูงใหญ่สลับซับซ้อน มีถํ้าหลายแห่ง มีความสงบสงัด ป่าไม้หนาทึบ และในประสบการณ์ของพระธุดงค์บอกว่ามีเทวดามาก จึงเหมาะต่อการบําเพ็ญภาวนาอย่างยิ่ง
ภายหลังหลวงปู่มั่น บรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตสาวก หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ นับเป็นพระศิษย์รุ่นแรกๆ ที่ได้มีโอกาสติดตามหลวงปู่มั่นออกธุดงค์ ซึ่งสอดคล้องกับที่หลวงปู่ตื้อลาพุทธภูมิในปีนี้ และท่านได้เร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์อยู่ ๙ ปี จนบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตสาวกอีกองค์หนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒
ท่านพระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม ท่านเป็นหลานชายแท้ๆ ของหลวงปู่ตื้อ ท่านได้เล่าเรื่องวิเวกถํ้าเชียงดาวกับหลวงปู่มั่นในครั้งนั้น ไว้ดังนี้
“ถํ้าเชียงดาวแถวนั้นแหละกับหลวงปู่แหวน หลวงปู่มั่น ไปอยู่ถํ้าเชียงดาวนั้น หลวงปู่ตื้อว่า ไปภาวนา เดินไปกับหลวงปู่มั่น เมื่อไปถึงจัดที่พักเรียบร้อย ก็เลยต้มนํ้าร้อน หลวงปู่มั่นท่านก็เดินจงกรม หลวงปู่มั่นก็เหลือเกิน ยืนเข้าฌานทั้งยืน เรียกว่า เข้ารูปฌานทั้งยืน ยืนอยู่ต้มนํ้าร้อนเสร็จก็เข้าไป ท่านก็ลืมตาออก “อ้า ! ตื้อ อยู่ทางเหนือนี่ก็มีวัดหนึ่ง อยู่ทางใต้นี่ก็มีวัดหนึ่ง พระสององค์นี่เป็นอรหันต์ทั้งคู่ ส่วนว่าวัดใต้ก็เป็นเสี่ยว (เพื่อน) กันกับวัดเหนือ วัดเหนือก็เป็นเสี่ยวกันกับวัดใต้ ต่างคนต่างสร้างวัด ลูกชายบวชทั้งคู่ ไปได้เป็นอรหันต์ทั้งคู่ แล้วก็เจ้าของผู้สร้างวัด โยมพ่อโยมแม่อุปัฏฐาก โอ้ย ! เป็นบุญเป็นกุศล นี่ๆๆๆ” ตอนญาติโยมมาก็ถาม “โยม ทางนั้นมีวัดไหม?” “เอ้ย ! มีก้อนอิฐก้อนขอเก่า” “ตรงนี้มันมีวัดไหม?” “มี” เขาก็ยอมรับ
พักอยู่ถํ้าเชียงดาวได้ ๓ – ๔ วัน หลวงปู่มั่นก็พูดขึ้นมาว่า “เอ้า ! ไป ตื้อ อยู่ไม่ได้ อยู่มีเรื่องแน่ เขาจะพยายาม ญาติโยมเขาต้องการอยากได้พระถากถางให้ ทําความสะอาดให้เป็นวัดเป็นวา เจ้าหน้าที่เขาก็พยายามมา ใครไปทําลายป่าจะจับ” เพราะเป็นป่าสงวนเหมือนวัดเรา (วัดเขาพุนก) ท่านก็เลิก ท่านก็พาเคลื่อนที่ไปที่อื่น ท่านว่าอย่างนั้น”
สํารวจถํ้าพระปัจเจกพุทธเจ้า
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้พาคณะศิษย์ออกธุดงค์ไปทางเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ไปถึงเขตอําเภอเชียงดาว และได้พํานักปฏิบัติธรรมอยู่ที่ถํ้าเชียงดาวอยู่ ๓ – ๔ วัน
การไปอยู่ที่ถํ้าเชียงดาวในครั้งแรกมีด้วยกัน ๓ รูป คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม มีตาผ้าขาวคําอ้าย (ต่อมาคือ หลวงปู่คําอ้าย) ติดตามมาคอยอุปัฏฐาก ทั้งสามองค์ไม่ได้พักอยู่ในที่เดียวกัน พระอาจารย์ใหญ่มั่นอยู่ภายในถํ้าหลวง หลวงปู่ตื้ออยู่ถํ้าปากเปียง และหลวงปู่แหวนขึ้นไปพักที่ต้นธารนํ้าไหล
ในวันปกติ หลวงปู่มั่นและพระศิษย์จะมาฉันรวมกันที่ถํ้าเชียงดาว ซึ่งอยู่ด้านล่างคนละถํ้ากับที่หลวงปู่มั่นพัก เมื่อเสร็จกิจแล้วแต่ละองค์ก็แยกย้ายกลับไปบําเพ็ญเพียรยังที่ของตน สําหรับวันพระ ๘ คํ่า และวันพระ ๑๕ คํ่า พระทั้งหมดจะมาประชุมฟังธรรม ลงอุโบสถ เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไป ไม่ได้อยู่คลุกคลีรวมกัน ต่างองค์ต่างเร่งบําเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่ ครูบาอาจารย์เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่แหวนเล่าให้ฟังนั้น ท่านบอกว่า “ท่านจะอยู่ ๔ วัน วันที่ ๕ จึงจะลงมาฉันข้าวครั้งหนึ่ง” แต่หลวงปู่ท่านพินิจพิจารณาแล้วรู้ว่า หลวงปู่มั่นคงจะฉันข้าวของพวกเทพเจ้าทั้งหลายก็ได้ หรือท่านจะฌานไปที่จังหวัดอื่น ที่อื่น ไปบิณฑบาตแล้วมาฉันอยู่ที่นั่นก็ได้ เพราะลูกศิษย์ มั่นใจในหลวงปู่มั่น ทุกคนเลื่อมใสการปฏิบัติ
การบําเพ็ญอยู่กับหลวงปู่มั่นนี้ท่านไม่ให้อยู่ด้วยใกล้ๆ นะ ถ้าเวลามารวม ฉันข้าวกันเสร็จ ไล่หนีไปอยู่คนละห่างกัน คนละกิโลฯ ในขณะนั้นเสือโคร่งมันมีมากเลย ทั้งเสือเหลือง เสืออะไรมันมีมากเยอะแยะไปหมด ท่านให้อยู่ห่างๆ กัน เพื่อจะให้ลูกศิษย์มีความกล้าหาญ”
ขณะอยู่เชียงดาว หลวงปู่ตื้อ ท่านไม่เชื่อว่า หลวงปู่มั่น ท่านอดข้าวในระหว่าง ๔ วันไม่ฉันข้าว ไม่ลงมาร่วมฉันเลย ไม่ลงมาติดต่อกันเป็นวันที่ ๕ แล้ว ท่านก็เลยแอบขึ้นไปตั้งแต่ตี ๔ ไปดูหลวงปู่มั่น คลานขึ้นไปในถํ้า ไปนอนลี้ (แอบ) อยู่ หมอบลี้อยู่ เมื่อสว่างมาหลวงปู่ตื้อท่านก็เห็นหลวงปู่มั่นคลุมผ้าจีวร คล้องบาตร จากนั้นท่านก็เข้าฌานแล้วเหาะลอยข้ามหัวหลวงปู่ตื้อ ออกไปบิณฑบาตที่เชียงใหม่ หลวงปู่ตื้อแอบเห็นอยู่ ๒ วัน แล้วท่านก็ไม่ต้องขึ้นไปดูอีก รู้แต่ว่าหลวงปู่มั่นเข้าฌานเหาะไปบิณฑบาตที่เชียงใหม่มาฉันทุกวันเลย
ในระยะที่หลวงปู่มั่นท่านพา หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ พร้อมกับ ตาผ้าขาวคําอ้ายมาเที่ยวธุดงค์ที่ถํ้าเชียงดาว ในคืนวันหนึ่งหลวงปู่มั่นภาวนาได้นิมิตเห็น ถํ้าพระปัจเจกพุทธเจ้า และได้มอบหมายให้หลวงปู่ตื้อขึ้นไปสํารวจ ท่านพระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม ได้เล่าถึงการสํารวจถํ้าพระปัจเจก จากคําบอกเล่าของหลวงปู่ตื้อไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นบอกว่า “ตื้อ อันนั้นเป็นถํ้าพระปัจเจกเน้อ ถํ้าพระปัจเจก ถ้าหากมีโอกาสให้ขึ้นดู” หลวงปู่ตื้อก็รับปากหลวงปู่มั่น ก็มิใช่ขึ้นเดี๋ยวนั้น ก็นานมา ไปบิณฑบาตได้ขนมปังเยอะๆ แล้วก็เก็บไว้ๆๆ เมื่อได้กะพอกินแล้ว ก็ใส่ถุงย่ามสะพายขึ้นเลย เพราะมันไม่มีบ้านผู้บ้านคนขึ้น ๒ วันหรือ ๓ วันกว่าจะถึงถํ้าพระปัจเจก”
และจากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านพระอาจารย์มหาบัวบันทึกไว้ดังนี้
“ท่านกับหมู่คณะราว ๓ – ๔ องค์ เที่ยววิเวกมาพักอยู่ถํ้าเชียงดาวได้ประมาณสองคืนพอตื่นเช้าคืนที่สามท่านบอกว่า คืนนี้ภาวนาปรากฏเห็นถํ้าใหญ่และกว้างขวางน่าอยู่มาก อยู่บนยอดเขาสูงและชัน ถํ้านี้สมัยก่อนๆ เคยมีพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมาพักเสมอ แต่พระเราสมัยนี้ไปอยู่ไม่ได้เพราะสูงและชันมาก ทั้งไม่มีที่โคจรบิณฑบาต ท่านสั่งให้พระขึ้นไปดูถํ้านั้น และกําชับว่าก่อนขึ้นไปต้องเตรียมเสบียงอาหารขึ้นไปพร้อม ทางขึ้นไม่มี ให้พยายามปีนป่ายขึ้นไปโดยถือเอายอดเขาลูกนั้นเป็นจุดที่หมาย คือ ถํ้าที่ว่านี้อยู่ใต้ยอดเขานั้นเอง”
หลวงปู่มั่นท่านต้องการให้พระลูกศิษย์ขึ้นไปสํารวจถํ้าแห่งนั้น ซึ่งถํ้านั้นอยู่บนดอยที่สูงมาก ยากที่ใครจะขึ้นไปถึงได้ ต้องใช้ความอดทนพยายามที่สูงมาก รวมทั้งมีพลังใจที่กล้าแข็งจริงๆ จึงจะขึ้นไปได้ เมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่า นอกจากหลวงปู่ตื้อแล้ว ยังไม่เห็นใครเหมาะสมที่จะขึ้นไปได้ จึงได้บอกให้หลวงปู่ตื้อและคณะเดินทางขึ้นไปสํารวจดูถํ้าแห่งนั้น
เมื่อหลวงปู่ตื้อและคณะได้เสบียงเพียงพอแล้ว ในเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากฉันภัตตาหารแล้ว หลวงปู่ตื้อพร้อมกับหลวงปู่แหวน และ ตาผ้าขาวคําอ้าย ได้พากันออกเดินทางขึ้นสู่ยอดดอยเชียงดาว เพื่อสํารวจดูถํ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าตามภาระที่ได้รับมอบหมายจากพระอาจารย์ใหญ่
หนทางขึ้นสู่ยอดดอยสุดแสนจะลําบาก เพราะต้องปีนเขาสูง ไม่มีทางอื่นที่จะเดินลัดหรือเลาะเลี้ยวไปตามเชิงเขา ต้องปีนป่ายเหนี่ยวเกาะไปตามแง่หิน รั้งตัวขึ้นไป ซึ่งเสี่ยงอันตรายมาก
หลวงปู่ตื้อ เล่าให้สานุศิษย์ฟังว่า ยิ่งสายก็ยิ่งเหนื่อย บางแห่งทางแคบมากจริงๆ ต้องเดินเอี้ยวหลบเข้าไปได้ทีละคนเท่านั้น บางช่วงต้องปีนป่ายและห้อยโหนเพราะไม่มีทางเลี่ยงอื่น ต้องเสี่ยงชีวิตเอา คณะของหลวงปู่ตื้อ ปีนป่ายถึงยอดเขาประมาณ ๕ โมงเย็น แต่ไม่มีวี่แววว่าจะพบถํ้า และไม่ทราบว่าถํ้าอยู่ที่ไหน บริเวณรอบๆ ไม่ได้ส่อเค้าว่าจะเป็นถํ้าเลย คณะต้องเดินอยู่บนเขาอีก ๔ ชั่วโมงกว่าๆ บนยอดเขามีลมพัดแรงมาก ตกกลางคืนลมยิ่งพัดแรง จนตัวแทบจะปลิวไปตามแรงลม จะหาถํ้าเล็กๆ พอจะหลบลมก็ไม่มี ในคืนนั้นไม่ได้หลับนอนกัน พระทุกองค์ต้องใช้เชือกตากผ้าที่เตรียมไป ผูกมัดตัวไว้กับต้นไม้ แล้วนั่งสมาธิภาวนากันทั้งคืน ยิ่งดึกลมยิ่งแรงดูผิดปกติธรรมชาติเป็นอย่างมาก
พอรุ่งเช้าได้อรุณแล้ว เมื่อฉันเสร็จก็พากันเดินทางต่อไป แม้จะเดินบนหลังเขา หนทางก็ยากลําบากมาก เหมือนกับการปีนป่ายขึ้นมาในตอนแรก คณะหลวงปู่ตื้อเดินอยู่จนถึงเที่ยงวัน ก็ถึงบริเวณหนึ่งที่เข้าใจว่าน่าจะเป็นที่ๆ ถํ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าตั้งอยู่ บริเวณข้างหน้าเป็นแหล่งนํ้าธรรมชาติขนาดใหญ่ ต้องใช้ขอนไม้เกาะเป็นแพ จึงจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งได้ พระที่ไปด้วยกันไม่มีใครกล้าข้ามไป หลวงปู่ตื้อจึงอาสาข้ามนํ้าไปดูเพียงองค์เดียว ก่อนจะข้ามนํ้าไป หลวงปู่ตื้อได้นั่งสมาธิดูก่อน ปรากฏเป็นเสียงคนพูดเบาๆ พอเสียงนั้นเงียบหายไป ก็มีอีกเสียงหนึ่งพูดขึ้นว่า “งูใหญ่ๆ” พูดอยู่ ๒ – ๓ ครั้ง แล้วปรากฏเป็นผู้ชายรูปร่างบึกบึนสูงใหญ่ ผิวกายดําทะมึนมายืนพูดกับหลวงปู่ว่า “ท่านจะเข้าไปในถํ้าไม่ได้หรอกนะ ที่นั่นมีงูตัวใหญ่มากเฝ้ารักษาอยู่”
หลวงปู่ตื้อ ได้พูดกับชายผู้นั้นว่า “ที่พวกอาตมาขึ้นมาที่นี่ ไม่ได้มาเบียดเบียนใคร ไม่ได้มุ่งจะมาเอาอะไร แต่ประสงค์จะขึ้นมาดูถํ้าตามที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ใช้ให้มาเท่านั้น”
พอหลวงปู่ตื้อกล่าวจบลง ชายผู้นั้นก็หายไป ท่านพิจารณาดูต่อไป เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรอีกแล้ว จึงออกจากสมาธิ แล้วท่านก็จัดแจงหาขอนไม้มาทําเป็นแพ เอาเทียนจุดไว้ที่หัวแพ แล้วเกาะแพลอยข้ามนํ้าไปยังฝั่งตรงข้าม ท่านลองหยั่งดูเห็นว่านํ้าลึกมากไม่สามารถหยั่งถึงได้ เมื่อหลวงปู่เกาะแพไปถึงอีกฝั่งแล้ว จึงได้พบถํ้าพระปัจเจกพุทธเจ้า ตามที่หลวงปู่มั่นได้พบเห็นในนิมิต เป็นถํ้าที่ใหญ่โตกว้างขวางและสวยงามมาก อากาศโปร่งสบาย พื้นถํ้าสะอาดสะอ้านเหมือนกับมีคนดูแลปัดกวาดเป็นอย่างดี
หลวงปู่ตื้อได้เข้าไปสํารวจภายในถํ้า ในถํ้านั้นมีแสงสว่างอยู่ในตัว แม้เดินลึกเข้าไปก็ไม่มืด ถํ้านี้มีลักษณะพิเศษกว่าถํ้าอื่นจริงๆ ลักษณะของถํ้า กว้างและยาวลึกเข้าไปข้างในเขา ด้านหลังถํ้าออกไปมีแอ่งนํ้าธรรมชาติ นํ้าใสสะอาดน่าดื่มกิน ด้านนอกถํ้าออกไปข้างหลังมีป่าไม้ประเภทไม้ผลที่อุดมสมบูรณ์ ใบเขียวชอุ่มเหมือนได้รับการดูแลอย่างดี ด้านนอกถํ้าที่อยู่สูงที่สุดเป็นหน้าผาที่สูงชันมาก คงไม่มีใครขึ้นไปได้ หรือว่าถ้าขึ้นไปได้แล้วก็คงไม่คิดลงมาอีก
หลวงปู่ตื้อ ได้นั่งสมาธิภาวนาอยู่นาน พบว่ามีพวกกายทิพย์เข้ามาหาท่าน และพบวิญญาณชีปะขาวน้อยรูปหนึ่ง เป็นผู้เฝ้าดูแลรักษาถํ้าแห่งนี้ ชีปะขาวน้อยบอกหลวงปู่ว่า “พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านไม่ได้อยู่ที่ถํ้านั้นแล้ว” แล้วชีปะขาวน้อยก็หายไปทางหลังถํ้า หลวงปู่ตื้อได้ไปสํารวจและพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ภายในถํ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าจนครบ ๕ วัน เสบียงจวนหมด จึงได้พาหมู่คณะเดินทางกลับลงมาทางเดิม
สาเหตุที่หลวงปู่ตื้อสํารวจถํ้าพระปัจเจกพุทธเจ้า นอกจากหลวงปู่มั่นท่านเห็นในนิมิตแล้ว มอบให้หลวงปู่ตื้อและคณะไปสํารวจ สาเหตุประการสําคัญ คือ หลวงปู่มั่นท่านแก้ความปรารถนาพุทธภูมิของหลวงปู่ตื้อ จนหลวงปู่ตื้อลาพุทธภูมิ และเร่งบําเพ็ญภาวนาจนบรรลุอริยธรรมสูงสุด
สําหรับ ถํ้าปากเปียง เป็นมงคลสถานที่สําคัญ เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์และสัปปายะ เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาอีกแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ขณะที่หลวงปู่มั่นขึ้นภาคเหนือในระยะแรกๆ นั้น ท่านได้จาริกธุดงค์มาพักบําเพ็ญภาวนาที่ถํ้าเชียงดาว พักได้พอสมควรแล้ว ท่านได้จาริกธุดงค์ผ่านมาบริเวณถํ้าปากเปียง และได้พักบําเพ็ญภาวนาอยู่ ณ ถํ้าแห่งนี้ ท่านได้ทราบด้วยญาณความรู้ภายในว่า มีพระอรหันต์มานิพพานในถํ้า เมื่อหลวงปู่แหวนได้มาศึกษาอบรมกับท่าน ท่านจึงได้ปรารภกับหลวงปู่แหวนว่า “ถํ้าปากเปียง เป็นถํ้าที่เป็นมงคล มีพระอรหันต์มาดับขันธนิพพาน ณ ที่นี้” พร้อมกับแนะนําให้หลวงปู่แหวนไปภาวนา ในกาลต่อมาหลวงปู่แหวนได้เที่ยวธุดงค์มาถํ้าปากเปียง ท่านนั่งสมาธิภาวนาดู จึงทราบว่า “พระอรหันต์ที่มานิพพานที่ถํ้านี้ ท่านนิพพานในอิริยาบถยืน”
วิบากกรรมของคนเชียงดาว
ในระยะที่ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมด้วย หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ และ ตาผ้าขาวคําอ้าย ไปพักภาวนาที่ถํ้าเชียงดาว อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ในปีนั้นได้เกิดโรคระบาดร้ายแรงเกิดแก่ชาวบ้านอย่างรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ในขณะเดียวกันก็มีพวกที่ประกอบมิจฉาชีพด้วยการลักขโมย ปล้น ฆ่า กันอย่างไม่เกรงกลัวบาปกรรม และไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง
การลักขโมย ปล้น ฆ่า มีขึ้นแทบไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะการลักโคกระบือของชาวบ้านเอามาฆ่าจะเกิดขึ้นเป็นประจํา ส่วนโรคระบาดร้ายแรงทําให้มีผู้คนต้องเจ็บป่วยล้มตายกันทุกวัน วันละ ๒ – ๓ ศพ ชาวบ้านต้องประสบกับความเดือดร้อนทุกข์ยากลําบาก ต้องทนอยู่กันอย่างหวาดผวา ก่อให้เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจกันเป็นอันมาก และก็ไม่รู้ว่าจะพึ่งใคร เพราะอยู่ในที่กันดารห่างไกลจากทางราชการ
เมื่อชาวบ้านขาดที่พึ่ง ต่างก็พากันหันมาพึ่งพระ หลวงปู่มั่นท่านจึงบอกให้พระศิษย์ช่วยกันแผ่เมตตาช่วยชาวบ้านให้มากๆ ซึ่งต่างองค์ต่างก็ส่งกระแสจิตแผ่เมตตาจากที่พํานักของตน เพื่อให้เหตุการณ์ต่างๆ จะได้คลี่คลายไปในทางที่ดี แต่เป็นที่น่าประหลาดใจ คือ ยิ่งแผ่เมตตาช่วยมากเท่าไร ความวิบัติของชาวบ้านกลับยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ หลวงปู่มั่นท่านได้นั่งภาวนาพิจารณาหาสาเหตุจึงทราบว่า กรรมที่พวกเขาเคยก่อไว้หนักเหลือเกิน แผ่เมตตาเท่าไรก็ช่วยไม่ได้ เป็นกรรมของเขาเอง แต่หลวงปู่มั่นก็บอกพระศิษย์ให้พากันแผ่เมตตาต่อไปอย่าได้ลดละ โรคระบาดร้ายแรงครั้งนั้นเกิดอยู่เป็นเดือนจึงค่อยสงบลง คร่าชีวิตชาวบ้านไปหลายสิบคน
สําหรับเรื่องการลักขโมย ปล้น ฆ่า หลวงปู่มั่นท่านได้พยายามเทศนาแนะนําสั่งสอนประชาชนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ให้ประกอบอาชีพสุจริต เพื่อจะได้อยู่กันอย่างสงบสุข แต่เหตุการณ์ก็ไม่ดีขึ้น คือ ถึงท่านจะแนะนําสั่งสอนอย่างไร ก็เท่ากับเอานํ้าไปรดตอไม้ พวกเขาหาเชื่อฟังไม่ ยังคงประกอบมิจฉาชีพกันอยู่อย่างเป็นลํ่าเป็นสันต่อไป ต่อมาทางราชการได้ส่งกําลังตํารวจมาทําการปราบปรามพวกมิจฉาชีพอย่างหนัก บรรดามิจฉาชีพจึงค่อยๆ หมดไป แล้วความสงบสุขจึงกลับมาสู่เชียงดาวอีกครั้งหนึ่ง เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นที่เชียงดาวในช่วงที่หลวงปู่มั่นและคณะศิษย์ไปพํานักอยู่ในระยะแรก
พบเปรตสมัยใหม่
ประสบการณ์ส่วนหนึ่งของหลวงปู่แหวน ขณะอยู่ที่ถํ้าเชียงดาว มีดังนี้
ในระหว่างพรรษา วันหนึ่งประมาณ ๕ โมงเย็น หลวงปู่แหวนกําลังเดินจงกรมอยู่ ก็มีเสียงดังโครมครามเหมือนกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาจึงเหลียวไปดู กลายเป็นสัตว์ร่างใหญ่ร่างหนึ่งเอาเท้าเกาะอยู่บนกิ่งไม้ห้อยหัวลงมา มีผมยาวรุงรัง เสียงร้องโหยหวน หลวงปู่แหวนบอกว่า ท่านไม่ได้นึกกลัว และไม่ได้ให้ความสนใจ ยังคงเดินจงกรมต่อไป เมื่อร่างนั้นเห็นว่าหลวงปู่แหวนไม่สนใจ ก็หนีหายไปสองสามวันต่อมาก็มาปรากฏอีก แต่หลวงปู่ก็เดินจงกรมโดยไม่สนใจ หลังจากนั้นจึงมาปรากฏตัวให้เห็นทุกเย็น แต่ไม่ได้เข้ามาใกล้ หลวงปู่คงแสดงอาการเหมือนเดิมทุกครั้ง
วันหนึ่ง หลวงปู่ได้กําหนดจิตถามไปว่า ที่มานั้นเขาต้องการอะไร ทีแรกเขาทําเฉยเหมือนไม่เข้าใจ หลวงปู่จึงกําหนดจิตถามอีก เขาจึงบอกว่าต้องการมาขอส่วนบุญ หลวงปู่จึงกําหนดจิตถามต่อไปว่า เขาเคยทํากรรมอะไรมาจึงต้องมาทุกข์ทรมานอยู่ในสภาพเช่นนี้ ร่างนั้นได้เล่าถึงบุพกรรมของเขาว่า เขาเคยเป็นคนอยู่ที่เชียงดาวนี้ มีอาชีพลักขโมยและปล้นเขากิน ก่อนไปปล้น เขาจะเอาดอกไม้ ธูป เทียน ไปขอพรและขอความคุ้มครองกับพระพุทธรูปองค์หนึ่งในถํ้า เขาทําอย่างนั้นทุกครั้ง และก็แคล้วคลาดตลอดมา
อยู่มาวันหนึ่ง เขาไปขอพรกับพระพุทธรูปแล้วออกไปปล้นเช่นเคย บังเอิญเจ้าของบ้านรู้ตัวก่อนจึงเตรียมต่อสู้ เขาถูกเจ้าของบ้านฟันบาดเจ็บสาหัส จึงหนีตายเอาตัวรอดมาได้ ด้วยความโมโหว่า พระไม่คุ้มครอง เขาจึงกลับไปที่ถํ้า แล้วเอาขวานจามเศียรพระพุทธรูปจนคอหัก ขณะเดียวกันก็ยังอาฆาตคุมแค้นอยู่ ตั้งใจว่าบาดแผลหายแล้วจะกลับไปแก้แค้นเจ้าของบ้านให้ได้ เผอิญบาดแผลที่ถูกฟันนั้นสาหัสมาก เขาจึงต้องตายในเวลาต่อมา วิญญาณเขาจึงต้องมาเป็นเปรตทนทุกข์ทรมานอยู่ที่เชียงดาวแห่งนี้ จึงได้พยายามมาขอส่วนบุญเพื่อให้พระท่านช่วยแผ่ให้ จะได้คลายความทุกข์ทรมานลงไปได้บ้าง
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าว่า บุพกรรมของเปรตตนนั้นหนักมากเหลือเกิน ท่านได้รวบรวมจิตอุทิศบุญกุศลไปให้ ตั้งแต่นั้นมาร่างนั้นก็ไม่ปรากฏให้เห็นอีก แต่จะได้รับบุญกุศลเพียงใดขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง หลวงปู่บอกว่า เปรตตนนั้นเป็นเปรตสมัยใหม่ เพราะใช้คําแทนตัวเขาเองว่า “ผม” แต่เปรตตนอื่นๆ ที่หลวงปู่เคยพบมาจะใช้คําแทนตนว่า “เรา” หรือ “ข้าพเจ้า” จึงนับว่าเปรตตนนี้เป็นเปรตสมัยใหม่
หลวงปู่แหวน ท่านพูดถึงธรรมะหลังจากเล่าเรื่องเปรตตนนั้น ดังต่อไปนี้
“บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักจะไม่เห็นคุณของพระศาสนา มัวเมา ประมาท ปล่อยกายปล่อยใจให้ประพฤติทุจริต ผิดศีลผิดธรรม อยู่เป็นประจํานิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์เข้า ที่พึ่งอื่นไม่มี นั่นแหละจึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่เป็นเวลาที่สายไปเสียแล้ว
เรื่องความดีนั้น เราต้องทําอยู่เสมอ ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือ ทางดําเนินไปของจิต มันจึงจะเห็นผลของความดี ไม่ใช่เวลาใกล้จะตายจึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้ว ญาติจึงเคาะโลงบอกให้รับศีล เช่นนี้เป็นการกระทําที่ผิดหมด เหตุเพราะว่า คนเจ็บนั้น จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจใยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะสามารถระลึกถึงศีลของตัวได้ เพราะตนเองเคยทํามาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้วเท่านั้น แต่ที่ทํามาก็ยังถือว่าเป็นเรื่องดี
ตัวอย่างเช่น พระเทวทัตทํากรรมมาจนสุดท้ายถูกแผ่นดินสูบ เมื่อร่างลงไปถึงคาง จึงระลึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าได้ แล้วขอถวายคางเป็นพุทธบูชา พระเทวทัตยังมีสติระลึกได้ จึงพอมีผลดีอยู่บ้างในอนาคต แม้เปรตตนนั้นก็เหมือนกัน ตายไปแล้วจึงสํานึกได้มาขอส่วนบุญ เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่เคยทําลายแม้กระทั่งพระพุทธรูปที่ตนเคารพนับถือ การที่พระแผ่เมตตาให้ เขาจะได้รับหรือเปล่าก็ไม่รู้ สู้เราทําเอาเองไม่ได้ เราทําให้ตัวเราเอง จะได้มากน้อยเท่าไร ก็มีความปิติเอิบอิ่มใจมากเท่านั้น”
และหลวงปู่แหวนเทศน์สอนการทําความดี โดยยก ธรรมา – ธรรมเมา ให้ฟังต่อไปดังนี้
“ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ กายก็เป็นเหตุอันหนึ่ง วาจาก็เป็นเหตุอันหนึ่ง ใจก็เป็นเหตุอันหนึ่ง กายทุจริตเป็นเหตุแห่งบาปอย่างหนึ่ง วจีทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบาปอย่างหนึ่ง มโนทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบาปอย่างหนึ่ง การละกายทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบุญอย่างหนึ่ง การละวจีทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบุญอย่างหนึ่ง การละมโนทุจริตก็เป็นเหตุแห่งบุญอย่างหนึ่ง ทางของบุญของบาปเหล่านี้มีอยู่ในตัวของเรานี้เอง ไม่ได้อยู่ที่ไหน เราก็ทําเอา สร้างสมเอา
อย่ามัวเมาเป็นอดีต เป็นอนาคต อดีตก็เป็นธรรมเมา อนาคตก็เป็นธรรมเมา มีแต่ปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นธรรมา
สิ่งใดที่มันล่วงมาแล้ว เลยมาแล้ว เราไม่สามารถจะไปดัดไปแปลงมันได้อีกแล้ว สิ่งที่เราทําไปนั้น ถ้ามันดี มันก็ดีไปแล้ว ผ่านไปแล้ว พ้นไปแล้ว ถ้ามันชั่ว มันก็ชั่วไปแล้ว ผ่านไปแล้วพ้นไปแล้วเช่นกัน
อนาคตก็ยังไม่มาถึง สิ่งที่ยังไม่มาถึง เราก็ยังไม่รู้ไม่เห็นว่ามันจะเป็นอย่างไร อย่างมากก็เป็นแต่เพียงการเดา การคาดคะเนเอาว่าควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคาดคะเนก็ได้
ปัจจุบัน คือ สิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง เราได้เห็นจริง ได้สัมผัสจริง เพราะฉะนั้น ความดีต้องทําในปัจจุบัน ทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี ต้องทําเสียในปัจจุบันที่เรายังมีชีวิตอยู่นี้ เราต้องการความดีก็ต้องทําให้เป็นความดีในปัจจุบันนี้ ต้องการความสุข ต้องการความเจริญ ก็ต้องทําให้เป็นในปัจจุบันนี้
ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ อย่างนี้ ถ้าเหตุเราทําไว้ดีแล้ว ผลมันก็ดีตามเหตุ ถ้าเหตุเราทําไว้ไม่ดีแล้ว ผลก็ไม่ดีตามเหตุ เหตุและผลต้องสัมพันธ์กันเสมอ เป็นแต่ว่าคนเราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับเท่านั้น เราไม่ควรปล่อยเวลาให้เสียไปกับอดีต กับอนาคต เพราะทั้งอดีตและอนาคตต่างก็เป็นธรรมเมาด้วยกันทั้งนั้น สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ให้เขาผ่านไป สิ่งใดที่ยังไม่มาถึงก็เป็นสิ่งที่ยังไม่มี ยังไม่เกิด ถ้าปัจจุบันดี อดีตมันก็ดี อนาคตมันก็ดี เพราะปัจจุบันเมื่อผ่านไปมันก็กลายเป็นอดีตถ้ามันยังไม่ผ่านไป มันก็เป็นทางดําเนินไปสู่อนาคต เป็นเข็มชี้บอกอนาคต ดังนั้น เราต้องทําเหตุให้สมบูรณ์ เราจึงจะได้สิ่งที่เราปรารถนา”
หลวงปู่มั่นไม่ออกจากถํ้า ๙ วัน ๙ คืน โปรดวิญญาณสองพี่น้อง
หลวงปู่แหวนได้เล่าถึงหลวงปู่มั่นว่า เมื่อออกพรรษาแล้วท่านอาจารย์ใหญ่ให้โยมนําไม้เข้าไปทําแคร่ให้ท่านอีกแห่งหนึ่งที่ถํ้าเจดีย์ อยู่ลึกเข้าไปข้างในถํ้าหลวง แล้วท่านก็เข้าไปอยู่ภายในถํ้านั้น ๙ วัน ๙ คืน โดยไม่ออกมาเลย ในวันที่ ๑๐ หลวงปู่มั่นจึงออกมา หลังจากกลับจากบิณฑบาตและฉันเสร็จแล้ว ท่านจึงเล่าให้คณะศิษย์ฟังว่า “ท่านเข้าไปช่วยเจ้าของผู้สร้างเจดีย์เขาห่วงเจดีย์ของเขา เขาไปไหนไม่ได้ ท่านจึงไปช่วยแนะนําเขา เวลานี้เขาไปแล้ว”
หลวงปู่แหวนบอกว่า ที่พระอาจารย์ใหญ่พูดว่า “เขาไปแล้วนั้น” ท่านเองก็บอกว่า “ผมรู้ว่าใครไปไหน” ได้กราบเรียนถามท่าน แต่ท่านก็ไม่ได้อธิบายหยุดไว้แค่นั้น
ครูบาอาจารย์เล่าว่า ได้มีวิญญาณหญิงสาวกับสามเณรที่เป็นน้องชายมาวนเวียนอยู่บริเวณที่หลวงปู่มั่นพักนั้นหลายคืน ท่านจึงถามว่ามาเดินอยู่ทําไม วิญญาณก็เล่าให้ฟังว่า พวกเขาสร้างเจดีย์ไว้ยังไม่ทันเสร็จก็ต้องมาตายเสียก่อน เขาจึงกังวลกับเรื่องนี้ยังไปไหนไม่ได้ หลวงปู่มั่นจึงเทศน์ให้สติกับวิญญาณสองพี่น้องใจความว่า สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ควรไปทําความผูกพัน เพราะไม่สามารถเอากลับมาให้เป็นปัจจุบันได้ มีแต่จะทําให้กังวลและเป็นทุกข์ ส่วนอนาคตก็ควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน ปัจจุบันเท่านั้นจึงจะทําให้สําเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่เขาสามารถทําได้
การสร้างพระเจดีย์ เราสร้างด้วยหวังบุญหวังกุศล ไม่ได้สร้างเพื่อหวังเอาก้อนอิฐก้อนหินก้อนปูนทรายในองค์พระเจดีย์ติดตัวไปด้วย สิ่งที่เป็นสมบัติของเราในการสร้างพระเจดีย์ ก็คือบุญที่เราจะเอาติดตัวไปได้ เราไม่ได้เอาสิ่งก่อสร้าง วัตถุทานต่างๆ ที่สละแล้วนั้นเอาติดตัวไปด้วย เราเอาไปได้เฉพาะส่วนนามธรรมที่เกิดจากการสละวัตถุทานเหล่านั้น นั่นคือ ตัวบุญกุศล เจ้าของผู้คิดเป็นกุศลเจตนาขึ้นมาให้สําเร็จเป็นวัตถุไทยทานต่างๆ นั้น คือใจ ใจนี่แหละเป็นผู้ทรงบุญทรงกุศลทรงมรรคทรงผล ทรงสวรรค์ ทรงนิพพาน และใจนี่และเป็นผู้ไปสู่สวรรค์นิพพาน นอกจากใจไม่มีอะไรไป ถ้าคุณทั้งสองยินดีเฉพาะกุศลผลบุญที่ทําได้จากการสร้างพระเจดีย์ไปเท่านั้น ไม่มุ่งจะแบกหามพระเจดีย์ไปสวรรค์นิพพานด้วย คุณทั้งสองก็ไปอย่างสุคโตหายห่วงไปนานแล้ว เพราะบุญเป็นเครื่องสนับสนุน บุญจึงไม่เปลี่ยนแปลงเป็นบาปตลอดกาล
เมื่อคุณทั้งสองสร้างบุญญาธิสมภารมา เพื่อยังตนไปสู่สุคติ แต่กลับมาติดกังวลในอิฐในปูนเพียงเท่านั้น จนเป็นอุปสรรคต่อทางเดินของตนซึ่งทําให้เสียเวลาไปนาน ถ้าคุณทั้งสองพยายามตัดความขัดข้องห่วงใยที่กําลังเป็นอยู่ออกจากใจ ชั่วเวลาไม่นานเลยจะเป็นผู้หมดภาระผูกพัน คุณมีจิตมุ่งมั่นในภพใดจะสมหวังในภพนั้น เพราะแรงกุศลที่ได้พากันสร้างมาพร้อมอยู่แล้ว หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นก็สอนดวงวิญญาณให้รักษาศีลห้า สอนอานิสงส์ของทาน ศีล ภาวนาและหลักธรรมอื่นๆ จนดวงวิญญาณคลายการติดยึด แล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พิภพในลําดับต่อมา
พญานาคในถํ้าเชียงดาว
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เล่าถึงพญานาคในถํ้าเชียงดาว ดังนี้
ภายในถํ้าหลวง ที่ถํ้าเชียงดาว มีพญานาคอยู่ ถํ้าดังกล่าวนี้ต้องแยกขึ้นไปทางซ้ายมืออยู่เหนือถํ้าหลวงเล็กน้อย พื้นถํ้ามีก้อนหินเป็นรูปกงจักรกับดอกบัว มีพญานาคเฝ้าอยู่ภายใต้แผ่นหินนี้ เวลามีพระเข้าไปภาวนาอยู่ภายในถํ้านั้น ท่านแทบกระดุกกระดิกตัวไม่ได้เลย เป็นต้องถูกพญานาคกล่าวโทษทันทีว่า สมณะอะไรช่างไม่สํารวม คะนองกายเหมือนเด็กๆ ถ้าเดินไปสะดุดเอาก้อนหินดังกรอกแกรก เขาก็จะกล่าวโทษว่า สมณะอะไรจะเดินจะเหินไม่สํารวมระวัง รีบไปรีบมาเหมือนม้าแข่ง ไม่ว่าพระจะทําอะไร ต้องสํารวมทุกอิริยาบถ ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายจะถูกตําหนิติเตียน พญานาคนี้มีอัธยาศัยชอบพอกันกับพระมหาบุญ ถ้าพระมหาบุญเข้าไปอยู่ในถํ้านั้น ไม่ว่าท่านจะทําอะไร เช่น ทําเสียงกระแอมกระไอ เดินเสียงดัง ทําก้อนหินหล่น เธอก็เฉยไม่แสดงกิริยาอะไรต่อต้าน เพราะมีจริตเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่มีพระองค์ใดเข้าไปอยู่ในถํ้านั้นได้นาน เพราะในถํ้ามีช่องให้อากาศเข้าไปทางเดียว คือ ทางปากถํ้า เมื่อพระเข้าไปอยู่ข้างในแล้วปิดประตู อากาศภายนอกแทบเข้าไปไม่ได้เลย ทําให้อึดอัดหายใจไม่สะดวก ยกเว้น หลวงปู่มั่น องค์เดียวที่ท่านเข้าไปอยู่ในถํ้านั้นได้นานหลายวัน หลวงปู่มั่นเคยเทศน์แนะนําพญานาค แต่เธอไม่ยอมรับคําแนะนํา เพราะยังอาลัยอัตภาพปัจจุบันของตนอยู่ ในที่สุดท่านเห็นว่าเข้าไปทําความรําคาญให้แก่เธอ จึงไม่เข้าไปในถํ้านั้นอีกเลย ที่ถํ้าพญานาคนี้ หลวงปู่แหวนเข้าไปอยู่ ๑ วัน หลวงปู่ตื้อเข้าไปอยู่ ๓ วัน แต่ละองค์ที่เข้าไปอยู่ต่างถูกพญานาคตําหนิกล่าวโทษเอาทั้งสิ้น พระท่านอยู่ไม่ได้ เพราะส่งจิตออกไปดูทีไรเห็นพญานาคคอยจ้องหาเรื่องตําหนิพระอยู่ตลอดเวลา เมื่อพระต่างองค์ต่างเห็นว่า ถ้าเข้าไปแล้วจะทําให้พญานาคสร้างบาปกรรมหนักเข้าไปอีก จึงได้ช่วยเหลือเธอโดยการไม่เข้าไปรบกวนในที่อยู่ของเธออีกต่อไป
เรื่องพญานาคมิจฉาทิฏฐิที่ถํ้าเชียงดาวนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้เทศนาแนะนําสั่งสอนพญานาคให้รักษาจิตไม่ให้คอยยกโทษตําหนิท่าน สุดท้ายท่านเห็นว่าทําให้พญานาคลําบากในการรักษาจิต ท่านเลยหาอุบายลาพญานาคไปเที่ยวธุดงค์ที่อื่นต่อไป โดยท่านพาคณะศิษย์ธุดงค์ลงมาทางอําเภอแม่แตง
พ.ศ. ๒๔๗๔ จําพรรษากับหลวงปู่มั่นเป็นพรรษาแรก
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พอใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่แหวนท่านได้ติดตามหลวงปู่มั่นมาจําพรรษาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก บ้านปง อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก ในกาลต่อมา คือ วัดอรัญญวิเวก บริเวณนี้เดิมทีเคยเป็นวัดเก่าแก่แต่โบราณกาล สํานักสงฆ์แห่งนี้ได้มีการจัดตั้งขึ้นจากบุคคลผู้ใฝ่ในทางพระพุทธศาสนาหลายตระกูลในหมู่บ้านปง ตําบลอินทขิล อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา ได้ประชุมปรึกษาหารือกันว่า พวกเราควรที่จะหานิมนต์พระ ครูบาอาจารย์กัมมัฏฐานผู้มีคุณธรรม ให้มาอยู่ในที่ใดที่หนึ่งในหมู่บ้าน เพื่อฟังธรรมคําสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมาได้ยินข่าวคราวว่ามีคณะพระกัมมัฏฐานมาพักอยู่ที่วัดเงี้ยว อําเภอแม่แตง (ปัจจุบัน คือ วัดติยะสถาน เป็นวัดไทยใหญ่) จึงติดตามมาและได้มากราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถระ ซึ่งท่านก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด หลวงปู่มั่นก็ชวนคณะศรัทธาญาติโยมและศิษย์ของท่านเที่ยวหาสถานที่อื่นเพื่อพักเจริญเมตตาภาวนา เที่ยวสํารวจอยู่ ๔ วัน หลวงปู่มั่นท่านก็มาพบสถานที่แห่งนี้
หลวงปู่มั่น ท่านเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก โดยปี พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นพรรษาแรกที่ท่านได้มาอยู่จําพรรษา มีพระศิษย์ที่มาบําเพ็ญสมณธรรมอยู่ด้วย คือ หลวงปู่แหวน หลวงปู่พร หลวงปู่พัตร หลวงปู่วิรัช และ หลวงปู่บุญ สมัยที่หลวงปู่มั่นมาธุดงค์นั้น อําเภอแม่แตงยังไม่เจริญ มีบ้านเรือนไม่กี่หลังคาเรือน ไม่หนาแน่นและเจริญเหมือนปัจจุบันนี้
หลังจากที่หลวงปู่แหวน ได้รับการญัตติเป็นธรรมยุตในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ แล้ว ในพรรษานี้นับว่าเป็นพรรษาแรกของท่านที่ได้อยู่จําพรรษาศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น นับจากเป็นพระในฝ่ายธรรมยุต ซึ่งในบรรดาพระศิษย์ส่วนใหญ่แล้ว ต่างล้วนมีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะขออยู่จําพรรษากับหลวงปู่มั่น เพื่อรับฟังโอวาทธรรม กราบเรียนปรึกษาธรรม และได้ปรนนิบัติรับใช้ท่านอย่างใกล้ชิด หลวงปู่แหวนก็เช่นเดียวกัน ท่านรอคอยโอกาสเช่นนี้มานาน เมื่อโอกาสที่ดีวิเศษมาถึงแล้ว ท่านเกิดความปลาบปลื้มดีใจเป็นอันมาก ท่านจึงเร่งทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด โดยครูบาอาจารย์ได้เล่ากันต่อๆ มาว่า หลวงปู่แหวนในช่วงวัยหนุ่ม ขณะเร่งทําความเพียร ในช่วงเข้าพรรษานั้น ท่านจะถือเนสัชชิ คือ ไม่นอนตลอดทั้งพรรษา ๓ เดือน และท่านเร่งทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดกว่านั้น ส่วนใหญ่ท่านจะถือเพียงอิริยาบถ ๒ คือ เดิน กับ ยืน เท่านั้น เพราะท่านเกรงว่าจะเกิดอาการโงกง่วงหลับนอน เสียเวลาในการทําความเพียรภาวนา ท่านจึงไม่ค่อยยอมนั่งสมาธิภาวนา
เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่นจึงได้ชักชวนศิษยานุศิษย์ ปรารภจะออกจากที่นี่ไปเที่ยวธุดงค์ต่อไป จึงได้สั่งคณะศรัทธาบ้านปงที่คอยมาอุปัฏฐากไว้ว่า “สถานที่แห่งนี้ เราได้ตั้งชื่อว่า สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก” ณ สํานักสงฆ์แห่งนี้ก็ได้ชื่อว่า สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก เป็นชื่อซึ่งหลวงปู่มั่นตั้งให้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ในสํานักนี้ต่อมาได้มีพระอาจารย์กัมมัฏฐานหลายท่านหลายองค์มาอยู่จําพรรษา โดยเฉพาะหลวงปู่แหวน ท่านได้มาอยู่จําพรรษาติดต่อกันนานหลายพรรษา ก่อนที่ท่านย้ายไปพักและจําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๔ เฝ้าพยาบาลท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๔ หลังออกพรรษา หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้กราบนมัสการลาหลวงปู่มั่น เพื่อแยกไปจาริกบําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างนี้ท่านได้ข่าวการอาพาธหนักของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ซึ่งขณะนี้ท่านพักรักษาอาการอาพาธที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
ตามประวัติการอาพาธของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ บันทึกไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ จําพรรษาที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เกิดโรคประจําตัวขึ้นอีก ๑ อย่าง คือ เกิดอาการเจ็บปวดขาขวา เวลาเดินรู้สึกขัดๆ รวมแล้วมีโรคประจําตัวถึง ๓ อย่าง สุขภาพร่างกายของท่านก็ทรุดโทรมลงทุกวัน…
ครั้นถึงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้เดินทางโดยทางรถไฟไปแสดงธรรมที่วัดเขาสมอคอน จ.ลพบุรี พักแรมอยู่หนึ่งคืน รุ่งขึ้นวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ พวกสัตบุรุษพากันมาประชุมประมาณ ๓๐๐ เศษ เพื่อฟังธรรม ท่านเตรียมขึ้นธรรมาสน์ ธรรมาสน์นั้นเป็นรูปมณฑปแบบโบราณ สูงประมาณ ๓ ศอกเศษ บันได ๕ ขั้น ท่านก้าวขาเข้าประตูธรรมาสน์ ขาข้างขวาซึ่งพิการอยู่ก่อนนั้น กระทบกับปุ่มหัวเม็ดทรงมัน กระดูกขาตรงกับที่พิการนั้นหัก ท่านมีสติรู้สึกตัวได้ดี ไม่ได้เป็นลมหรือพลัดตกธรรมาสน์ พอรู้ว่าขาหักแล้ว ท่านก็ข่มเวทนาและเมตตาแสดงธรรมจนจบ จากนั้นก็นั่งอยู่บนอาสนะในธรรมาสน์ พวกสัตบุรุษเห็นว่าการแสดงธรรมจบแล้ว แต่ท่านยังไม่ลงจากธรรมาสน์ ก็เข้ามากราบเรียนถามท่าน ท่านจึงได้ประกาศแก่คณะสัตบุรุษว่า “ขาของฉันหักแล้ว”…
เมื่อหลวงปู่แหวนทราบเรื่องนี้ ในฐานะที่เป็นศิษย์รับใช้ใกล้ชิด ด้วยท่านมีความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ ท่านจึงประสงค์จะเดินทางลงมาวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เพื่อเยี่ยมอาการอาพาธและถวายการอุปัฏฐากรับใช้ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ซึ่งในระหว่างนั้น หลวงปู่มั่น ท่านพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ที่วัดศัลยพงษ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ อันเป็นวัดที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างเป็นองค์แรก หลวงปู่แหวนจึงเดินทางลงมากราบเรียนให้หลวงปู่มั่นทราบเรื่อง และถวายค่าพาหนะของคณะญาติโยมทางเชียงใหม่ที่ศรัทธาหลวงปู่มั่น ขออาราธนาหลวงปู่มั่นขึ้นไปโปรดคณะศรัทธาเชียงใหม่ด้วยแล้ว หลวงปู่แหวนก็ออกเดินทางโดยรถไฟมาถึงโกรกพระ นครสวรรค์ ลงเดินตามลํานํ้าเจ้าพระยามาถึงวัดคุ้งสําเภา และพักค้างคืนตามคํานิมนต์ของเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นคนเขมรจากสิงห์บุรี หลวงปู่โดยสารเรือล่องมากรุงเทพฯ แต่เช้าตรู่ จึงออกไปบิณฑบาตได้ข้าวมาสองทัพพี
ต่อมาไม่นาน หลวงปู่มั่น ท่านได้มาเยี่ยมอาการอาพาธของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และได้เข้าพักที่วัดบรมนิวาส พอสมควรแก่เวลาแล้ว หลวงปู่มั่นท่านกราบลาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พร้อมกับรับท่านพ่อลี ธมฺมธโร ซึ่งขณะนั้นเพิ่งบวชได้ ๔ พรรษา ขึ้นภาคเหนือ โดยแวะเข้าพักที่วัดศัลยพงษ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ก่อนขึ้นวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนหลวงปู่แหวนท่านได้อยู่เฝ้าอุปัฏฐากดูแลท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ต่อไป
หลวงปู่แหวนเล่าว่า “ท่านเจ้าคุณฯ อาจารย์เป็นผู้มีขันติอดทนอย่างยิ่ง เทศน์จนจบกัณฑ์ มานอนป่วยอยู่วัด ก็ไม่แสดงอาการว่าเจ็บปวดอย่างใด แม้แต่เวลาเปลี่ยนอิริยาบถ ญาติโยมก็แห่แหนกันมา แต่แจ้งเป็นวันใหม่จนถึง ๓ ทุ่ม เป็นอย่างนั้นทุกวัน กลุ่มนั้นไป กลุ่มนั้นมา คุณท้าว คุณนาย ท่านขุน คุณหลวง คุณพระ พระยา เจ้าพระยา เจ้านายผู้ใหญ่ในวังหลวง ข้าราชการ คหบดี ผู้คนชาวศรัทธา ชาวบ้านทางอีสาน ทางเมืองเหนือ ทางลพบุรี พ่อค้าวาณิช ภิกษุสามเณรก็แห่กันมา ทยอยกันมาเยี่ยมอาพาธ มากันทุกวันทุกคืน บางคนมารอบเช้ารอบบ่าย เป็นห่วงเป็นใย เสาะหาหมอหายา หมอไทย หมอจีน หมอโรงบาล
ท่านเจ้าคุณฯ อาจารย์ไม่เดือดร้อน ไม่รําคาญ แต่รู้สึกว่าท่านพอใจมาก เพราะจะได้เทศน์ให้โอวาทอบรมแสดงธรรมชี้แจง พวกแรกไป พวกใหม่มา มาใหม่ก็เทศน์ใหม่ ท่านเจ้าคุณฯอาจารย์ยังว่า “เราป่วยคราวนี้ดีมากหลาย เพราะได้ฝากธรรมแก่ผู้คนโดยมากและทั่วถึง นับว่าเราประสบพยาธิทุกข์ที่ให้สุขแก่ท่านผู้อื่น” ผู้คนต่างชั้นต่างวรรณะก็อิ่มเอิบชื่นชมยินดี ได้รับความสุขสบายใจไปเสมอทั่วกัน”
สุดท้ายท่านเจ้าคุณฯ อาจารย์ บอกว่า “ชื่อว่าสังขารไม่ยั่งยืนอะไรเลยนะคุณแหวนนะมีแต่เรื่องของทุกข์”
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ว่า “ท่านเจ้าคุณฯ นั่งสมาธินิพพานอยู่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ อายุ ๗๗ ปี”
ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ศึกษาเถอะ ใครจะศึกษาชีวิตและธรรมะคําสอนของท่าน จะได้คุณได้ประโยชน์ยิ่งทีเดียว ท่านครูอาจารย์มั่นรับรองอยู่ว่า เป็นการ ศึกษามิสูญเปล่าประโยชน์ดอก ใครมีปัญญาเดินตามไปได้ ใครบารมียังอ่อนก็ได้ความรู้ความเข้าใจ
กรรมฐานแมว กรรมฐานอึ่ง
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้เข้าพักอยู่วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร เพื่อเฝ้าพยาบาลและปรนนิบัติดูแลอาการอาพาธของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อย่างใกล้ชิดอยู่นานถึง ๑ เดือน ซึ่งในระหว่างนี้มีหมอไทยมารักษาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ โดยใช้วิธีการอย่างเดียวกันกับหมอจีน ตอนนี้อาการอาพาธดีขึ้นโดยลําดับเข้าใจว่าจะหาย ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จึงได้ให้รางวัลหมอและส่งกลับ หลวงปู่แหวนเมื่อเห็นว่าอาการอาพาธของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ดีขึ้นมากแล้ว จึงกราบนมัสการลาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เดินทางกลับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบําเพ็ญภาวนาทางภาคเหนือต่อไป
คราวมาอยู่กรุงเทพฯ ความขัดข้องด้วยอาหารมีอยู่เป็นประจํา เพราะบิณฑบาตไม่ได้ หรือบิณฑบาตได้อาหารไม่เพียงพอ บางวันก็ได้เพียงทัพพีเดียว หลวงปู่แหวนท่านเล่าว่า “กลายเป็นกรรมฐานแมวบ้าง กรรมฐานอึ่งบ้าง คือ วันไหนบิณฑบาตได้อาหารน้อย ก็เป็นกรรมฐานแมว เพราะเวลาแมวกินข้าว มันจะค่อยๆ เลียเอา กินน้อยๆ กลัวอาหารจะเปื้อนปาก หากวันไหนบิณฑบาตไม่ได้อาหารเลยก็ต้องอด เป็นกรรมฐานอึ่ง การกล่าวเช่นนั้นเป็นคําอุปมาเปรียบเทียบที่จริงแล้ว อึ่งและแมวที่ไหน มันจะปฏิบัติกรรมฐาน”
หลวงปู่แหวน กล่าวว่า “สัตว์ทั้งหลายเว้นมนุษย์แล้ว เป็นอันไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรม เพราะวิบากของสัตว์นั้นไม่อํานวย พวกสัตว์ไม่ว่าเล็กใหญ่มีศัตรูมาก มีภัยต้องระวังภัยอยู่ทุกขณะ จะเอาจิตใจที่ไหนมาปฏิบัติธรรมกรรมฐาน แม้เพียงหากินให้เต็มปากเต็มท้องไปวันๆ ก็แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว ภัยของสัตว์นั้น นอกจากสัตว์ด้วยกันแล้ว ยังมีมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีมารยาสาไถยมากที่สุด มนุษย์ทําลายทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ทั้งที่บางทีสัตว์เหล่านั้นไม่ได้เป็นอันตราย เป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษย์เลย มนุษย์ก็ถือเป็นเกมกีฬาชนิดหนึ่งในการล่าสัตว์ ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่นึกถึงอกเขาอกเรา ชีวิตเป็นที่รักใคร่ของสัตว์ทั้งหมด ความตายเป็นสิ่งที่สัตว์ทุกรูปทุกนามกลัวกันที่สุดทุกทั่วหน้า
บางครั้งมนุษย์เรายังมีหน้ามาพูดว่า ฆ่าสัตว์แล้วได้บุญ เพื่อช่วยให้มันได้ไปสวรรค์เร็วๆถึงสัตว์เองมันก็ไม่อยากตาย จะสังเกตเห็นว่า สัตว์เวลามันจะถูกฆ่า มันดิ้นรนจนสุดความสามารถ สัตว์บางอย่าง เช่น วัว ควาย ฯลฯ เมื่อมันรู้ว่าจะถูกฆ่า มันนํ้าตาไหล ซึ่งน่าเวทนาสําหรับผู้มีจิตประกอบด้วยเมตตาสงสาร เห็นแล้วรู้สึกจิตใจหดหู่จริงๆ พวกสัตว์ต่างๆ มันเบียดเบียนกัน ก็เพราะความจําเป็นในการดํารงชีวิต บางครั้งเกิดต่อสู้กันเพื่อแย่งที่อยู่ที่กิน อีกฝ่ายพ่ายแพ้หนีไปก็เท่านั้น ฝ่ายชนะก็ไม่ได้ติดตามเอาจนตายแต่อย่างไร เมื่อแพ้ชนะกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายไปกันคนละทิศละทาง
มนุษย์ไม่เหมือนสัตว์ ทําลายสัตว์ เบียดเบียนสัตว์ เกินกว่าความจําเป็นที่จะดํารงชีวิต บางครั้งเห็นเป็นเรื่องสนุกทําลายชีวิตสัตว์เสียเฉยๆ อย่างนั้นเอง เสือมันเป็นเสือ เพราะมันมีลายอย่างเสือ หรือมีลีลาการย่างกรายเป็นอย่างเสือ เขาจึงเรียกว่าเสือ แต่คนที่เรียกกันว่าอ้ายเสือลายก็ไม่มี กิริยาการย่างกรายเหมือนเสือก็ไม่มี แต่มนุษย์ที่เป็นเสือนั้นร้ายกว่าเสือ สุดที่จะกล่าวเปรียบเทียบได้ ขาดคุณธรรม ขาดเมตตาธรรม ขาดมนุษยธรรมไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง
นี่แหละบรรดาสัตว์ทั้งหลาย มันมีวิบากอย่างนี้ สติปัญญาจะพิจารณาก็ไม่มีเหมือนมนุษย์ จะมีสัตว์ที่ไหนอีกที่จะได้มีโอกาสปฏิบัติกรรมฐาน”
เมื่อหลวงปู่แหวนอธิบายมาถึงตรงนี้ คนที่ฟังอยู่ก็กราบเรียนถามว่า “ก็ที่ว่า พญานาคก็ดี เสือก็ดี งูก็ดี ช้างก็ดี ค้างคาวก็ดี และสัตว์อื่นๆ อีกที่กล่าวถึงในตํานานต่างๆ ว่ามาฟังเทศน์ฟังธรรมนั้นมีข้อเท็จจริงอย่างไร มันไม่ฟังเอาไปปฏิบัติกรรมฐานหรือ?”
หลวงปู่แหวน กล่าวอธิบายอย่างหนักแน่นว่า “ที่ว่าสัตว์มาฟังธรรมนั้น สัตว์เหล่านั้นยังอยู่ในระหว่างสร้างบารมี ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ธรรมดาพระโพธิสัตว์ในระหว่างที่ยังไม่ได้ตรัสรู้นั้นต้องท่องเที่ยวไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ ต้องเสวยผลกรรมอยู่ แต่ระยะการสร้างบารมีระหว่างภพนั้นๆ คงเป็นไปติดต่อไม่ขาดวรรคขาดตอน การท่องเที่ยวไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ของสัตว์ทั้งหลาย สับสนด้วยอํานาจของกรรมในกําเนิดต่างๆ นั่นแหละจะเป็นเครื่องสลดจิต ทําให้จิตเบื่อหน่ายในภพในภูมิในชาติสุดท้าย
ในเมื่อสัตว์นั้นมาเจริญวิปัสสนา บรรลุ บุพเพนิวาสานุสติญาณ และ จุตูปปาตญาณเมื่อรู้ว่าภพภูมิกําเนิดนั้นๆ ตนได้เสวยทุกข์และเสวยสุขอย่างนั้นๆ แล้ว ทําให้เกิดสลดสังเวชจิตคลายกําหนัด สลัดตนออกจากภพจากชาติได้ ถ้าจิตไม่สลด ไม่เห็นโทษในภพในชาติกําเนิดแล้วญาณที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณจะเกิดได้อย่างไร
สัตว์บางจําพวก เช่น อึ่งก็ดี กบก็ดี หรือสัตว์จําพวกเดียวกัน เขาจะไม่ออกมา หากินในบางฤดู เขาจะเก็บตัวเงียบอยู่ ไม่เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลาหลายๆ เดือน ที่คนเราสมมติว่า กบจําศีลนั้น แท้ที่จริงสัตว์เหล่านั้นหาได้จําศีลกินเจอะไรไม่ แต่เหตุว่า ฤดูกาลไม่อํานวยให้เขาออกหากินต่างหาก เขาจึงต้องปรับตัวของเขาให้เข้ากับภาวะแวดล้อม เพื่อความอยู่รอดชีวิตของเขาถ้าขืนออกมากระโดดหากิน พวกมนุษย์ก็จับเอามาต้มยําเท่านั้น
ศีลนั้นไม่ใช่ว่า ไม่ทําอะไรเลย แล้วเป็นศีลได้เมื่อไร ศีลมีหลายขั้นตอน ศีลของปุถุชนก็อย่างหนึ่ง ศีลในอริยมรรคก็อย่างหนึ่ง ศีลของปุถุชนต้องมีสมาทาน ต้องมีวิรัติเจตนาเป็นเครื่องงดเว้น ศีลในอริยมรรคนั้น ทีแรกก็เป็นศีลปุถุชนนั่นเอง เมื่อมีการสํารวมระวังดีแล้ว จิตก้าวขึ้นสู่อริยมรรค อริยผล ศีลก็เป็นอริยมรรค อริยผลไปด้วยสังวร การสํารวมระวังอินทรีย์ ปหานะ การละความชั่วทุจริตออกจากกาย จากวาจา และจากใจ ก็มีขึ้นด้วยองค์อริยมรรคนั้นๆ
เหมือนเราจะขึ้นบันได ต้องก้าวขึ้นบันไดขั้นแรกก่อน จึงจะก้าวขึ้นขั้นต่อๆ ไป เมื่อจิตก้าวขึ้นสู่กระแสธรรมอย่างนี้แล้ว ศีลก็เป็นอริยมรรค อริยผล อย่างนี้แล้ว การสมาทานก็ไม่มี วิรัติเจตนางดเว้นก็ไม่มี การสังวรระวังก็ไม่มี ปหานะการละก็เกิดขึ้นโดยอริยมรรคนั้นๆ
ถ้าศีลไม่ต้องการสมาทาน ไม่ต้องมีเจตนางดเว้น แล้วบรรดากบ เขียด ทารกอยู่ในครรภ์ก็เป็นผู้มีศีลหมดเท่านั้น นักปฏิบัติเราก็เช่นกัน เมื่อถึงคราวจําเป็นต้องฝึกฝนทรมานตน จําต้องอดต้องงดอาหารเสียบ้าง เป็นบางครั้งบางคราวเพื่อกําราบปราบปรามนิวรณธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่จิตที่คอยแส่ส่ายเสาะแสวงหาอารมณ์มาใส่ตน มาทับถมตน ทําให้เกิดความหนักหน่วงถ่วงจิตมืดมิดปิดปัญญาจนไม่เห็นอรรถเห็นธรรม ผู้ปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรม จําต้องเป็นกรรมฐานอึ่งอย่างนี้ในบางกาลบางสมัย ไม่ใช่อึ่งมันจะมาปฏิบัติกรรมฐานอย่างที่เข้าใจ ในภพสาม กําเนิดสี่นี้จะมีการปฏิบัติธรรมกรรมฐานได้เฉพาะมนุษย์เท่านั้น นอกจากมนุษย์แล้ว นอกนั้นเป็นหมดโอกาสเพราะวิบากกรรมของตนๆ”
เพื่อนสหธรรมิกต่างนิกาย
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๕ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อกลับจากเฝ้าปรนนิบัติดูแลท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านเดินทางกลับภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ และได้เที่ยวธุดงค์ตามลําพังไปพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ที่วัดอู่ทรายคํา ในเมืองเชียงใหม่ จากนั้นท่านก็ธุดงค์ไปโปรดศรัทธาญาติโยมทางอําเภอสันกําแพง ตามคําแนะนําของหลวงปู่คําแสน คุณาลงฺกาโร หรือ ครูบาคําแสนน้อย เจ้าอาวาสวัดดอนมูล
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ขึ้นไปบูรณปฏิสังขรณ์วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภาคเหนือ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ขึ้นไปบําเพ็ญภาวนาทางภาคเหนือ ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาและเผยแผ่ธรรมะตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ท่านทั้งสองก็เป็นที่รู้จักของพุทธบริษัททางภาคเหนืออย่างกว้างขวาง
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นพระฝ่ายธรรมยุต ก็ได้รู้จักสนิทสนมกับครูบาศรีวิชัย พระฝ่ายมหานิกายเป็นอย่างดี แม้จะต่างนิกายกัน แต่ก็เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส ท่านจึงให้ความเคารพนับถือซึ่งกันและกันมาก ครูบาศรีวิชัยมีพรรษาอ่อนกว่า ท่านให้ความเคารพเลื่อมใสในปฏิปทาของท่านเจ้าคุณอุบาลี และ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งสองก็ให้ความเมตตาครูบาศรีวิชัยมาก
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เล่าว่า “ครูบาศรีวิชัย ท่านเทศน์น้อย แต่รู้จักความนึกคิดของผู้คน รู้ได้ใกล้ไกล เจริญแต่คาถาอิติปิโสฯ อยู่เป็นนิจ ทีแรกครูอาจารย์มั่นจะสอนวิปัสสนากรรมฐานบอกอุบายธรรมให้ แต่เมื่อท่านเจ้าคุณฯ พระอุปัชฌาย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านให้พิจารณาจึงรู้ได้ว่า ยังไม่อาจที่จะบรรลุมรรคผลได้ แต่จักได้ด้วยตนของครูบาเจ้าเอง เป็นอิติปิโสฯ ได้เอง”
พอถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เที่ยวธุดงค์ไปทางภาคเหนือหลายองค์ เป็นต้นว่า หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ฯลฯ ก็เริ่มเป็นที่รู้จักของพุทธบริษัททางภาคเหนือมากขึ้น แม้พระฝ่ายมหานิกายทางภาคเหนือซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระศิษย์ครูบาศรีวิชัย ก็ให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธา
หลวงปู่คําแสน คุณาลงฺกาโร หรือ ครูบาคําแสนน้อย เจ้าอาวาสวัดดอนมูล ต.ทรายมูลอ.สันกําแพง จ.เชียงใหม่ ท่านเป็นพระในฝ่ายมหานิกายศิษย์ครูบาศรีวิชัย ที่สนใจการปฏิบัติกัมมัฏฐาน ชื่นชอบการออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา ในขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๓๙ ปี พรรษา ๑๗ เมื่อท่านทราบข่าวว่า มีพระธุดงคกรรมฐาน ชื่อ ท่านพระอาจารย์แหวน มาพักบําเพ็ญภาวนาที่วัดอู่ทรายคํา เป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และมีปฏิปทาที่น่าเคารพเลื่อมใสศรัทธา ท่านจึงให้ศรัทธาญาติโยมนิมนต์หลวงปู่แหวนมาโปรดพุทธบริษัทที่วัดดอนมูล และต่อมาหลวงปู่ตื้อท่านก็ได้ติดตามมาพักภาวนา
ต่อมา ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้มาพํานักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง หลวงปู่แหวนหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ครูบาคําแสน เมื่อทราบข่าวก็ได้ไปกราบนมัสการ และหลวงปู่ครูบาคําแสนเกิดความเคารพเลื่อมใสปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่นมาก จึงได้มอบกายมอบจิตถวายชีวิตเป็นศิษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
หลวงปู่คําแสน ท่านเป็นมหานิกาย แต่ท่านมีความเพียรและปฏิบัติหลวงปู่มั่นเหมือนกับสามเณร อุปัฏฐากดูแลอย่างเหนียวแน่น หลวงปู่แหวนท่านเล่าว่า “หลวงปู่คําแสนเล็กนะ ตัวเล็กๆ จะเห็นท่านยิ้มๆ นั้นแหละ ยิ้มเพราะอะไร เพราะได้รับธรรมะจากหลวงปู่มั่น”
ต่อมาหลวงปู่แหวนท่านได้จาริกไปๆ มาๆ ในเมืองเชียงใหม่ และไปจําพรรษาที่วัดป่านํ้าริน อําเภอแม่ริม ส่วนหลวงปู่ครูบาคําแสนน้อย หลังจากที่ท่านได้ศึกษาอบรมเรียนพระกัมมัฏฐานจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านก็ออกเดินธุดงค์ไปยังประเทศพม่า ย่างกุ้ง หงสาวดี แล้วเดินธุดงค์ย้อนกลับ และได้เดินธุดงค์สู่ภาคอีสานไปอยู่กับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่วัดป่าสาลวัน โคราช แล้วกลับขึ้นไปทางเหนืออีก ที่ใดเป็นที่วิเวกเป็นป่าเปลี่ยว ท่านก็ได้พักภาวนาตามอัธยาศัยของท่าน ระยะหลังๆ ท่านได้ไปอยู่ร่วมปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่แหวน ตามวัดป่าต่างๆ ๑ พรรษาบ้าง ๒ พรรษาบ้าง แม้เมื่อหลวงปู่แหวนชราภาพ ย้ายไปจําพรรษาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ท่านก็ไปมากราบคารวะหลวงปู่แหวนอยู่เสมอๆ
หลวงปู่ครูบาคําแสนน้อย ท่านนับเป็นเพื่อนสหธรรมิกต่างนิกายอีกองค์หนึ่งของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งก่อนหน้าไม่นานเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เมื่อครั้งที่หลวงปู่มั่น ท่านจําพรรษา ณ วัดพระธาตุจอมแตง อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ก็มีหลวงปู่คําปัน สุภทฺโท พระฝ่ายมหานิกายชาวภาคเหนือ ที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาจนยอมมอบกายมอบจิตถวายชีวิตเป็นพระศิษย์ ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านไม่ญัตติเป็นธรรมยุตให้กับท่านทั้งสอง แต่ให้คงไว้ซึ่งมหานิกายเดิม เพราะไม่ได้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมแต่ประการใด นับตั้งแต่หลวงปู่คําปัน กับหลวงปู่ครูบาคําแสนน้อย ถวายตัวเป็นพระศิษย์ ท่านทั้งสองต่างก็ได้รับการศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่มั่น ต่างรักษาพระธรรมวินัยด้วยความเคร่งครัด และได้ถือธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นทุกประการ
หลวงปู่คําปัน หลวงปู่ครูบาคําแสนน้อย ท่านทั้งสองจึงเป็นพระมหาเถระฝ่ายมหานิกายผู้ร่วมอาจารย์เดียวกันกับ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ท่านทั้งสี่เป็นเพื่อนสหธรรมิกต่างนิกายกัน ต่างให้ความเคารพในคุณธรรมของซึ่งกันและกัน และท่านมักเดินทางไปมาหาสู่กันเสมอๆ ตั้งแต่วัยหนุ่มจนเข้าสู่วัยชราภาพ หากนับอายุปีเกิดแล้ว หลวงปู่ตื้อ ท่านมีอาวุโสสูงสุด เกิดปี พ.ศ. ๒๔๒๒ รองลงมา คือ หลวงปู่แหวน เกิดปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ถัดลงมา คือ หลวงปู่ครูบาคําแสนน้อย หลวงปู่คําปัน ซึ่งทั้งสององค์นี้เกิดปีเดียวกัน คือ ปี พ.ศ. ๒๔๓๖
พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มรณภาพ – จําพรรษาที่ธาตุบ้านแม่ตะลก
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านสูญเสียครั้งสําคัญในชีวิตของท่านอีกครั้ง กล่าวคือ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ผู้เป็นทั้งครูบาอาจารย์และเป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นบิดาทางธรรมของท่านได้ถึงแก่มรณภาพ ท่านย่อมมีความอาลัยอาวรณ์ต่อการจากไปของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
หลังจากที่หลวงปู่แหวนเฝ้าปรนนิบัติดูแลอาการอาพาธจนท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มีอาการดีขึ้น ต่อมาในเดือนมีนาคม – เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ก็มีไข้กําเริบหนัก จนอาการยิ่งทรุดหนักลงเรื่อยๆ และมีเนื้องอกที่หน้าอก แพทย์ได้ทําการผ่าตัด เมื่อแผลหายแล้วมีอาการหอบแทรกแซงเข้ามาอีก ถึงเดือน ๘ มีอาการบวมมากขึ้นทั่วทั้งองค์ ส่วนโรคอื่นๆ ซึ่งมีประจําอยู่ก็กําเริบขึ้น แต่ท่านไม่แสดงอาการวิตก ท่านอดทนต่อสู้กับทุกขเวทนาต่างๆ ได้อย่างองอาจกล้าหาญ
ท่านเคยพูดเสมอว่า “ความเจ็บปวดทั้งหลายซึ่งเป็นตัวทุกขเวทนานี้ แม้จะมีกําลังแรงกล้า อย่างไรก็ดี ก็ไม่สามารถทําจิตของเราให้ผิดปกติไปได้” พร้อมทั้งกล่าวสรรเสริญกําลังนํ้าใจที่ได้ฝึกหัดอบรมมาแล้วว่า “เราไม่เสียทีที่ได้พยายามทรมานอบรมจิต ทั้งวิธีต่อยุทธไว้คอยต่อสู้กับทุกขเวทนา ซึ่งเป็นพลรบอันมีกําลังแรงกล้า แลเป็นอาวุธที่มีพิษอันร้ายกาจของพญามัจจุราชก็ได้เข้าประจัญบานกันอย่างถึงใจ นับว่าเรามีชัย ทุกๆ คนที่ได้เกิดมาในโลกจะต้องได้ประสพทุกขเวทนาอย่างนี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสานุศิษย์ทั้งหลาย ให้ดูข้าเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วอย่าได้พากันประมาท ให้พากันอุตส่าห์ฝึกหัดอบรมจิต สั่งสมกําลังจิตไว้ให้มาก จะได้นําออกใช้ในคราวจําเป็น เช่น มีทุกขเวทนา หรือเหตุแห่งทุกข์อย่างอื่นเกิดขึ้น จะได้ต่อสู้กันอย่างองอาจ ตรงกับคําว่าเป็นศิษย์มีครู ให้ทําตนเป็นผู้คงที่จักไม่เสียคน” นี้เป็นโอวาทที่ท่านพรํ่าสอนโดยสังเขป
ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านก็ถึงแก่มรณภาพอย่างองอาจกล้าหาญ ในอิริยาบถท่านั่งสมาธิภาวนา ภายในกุฏิของท่าน ที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร เมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ถัดจากวันเข้าพรรษา ๑ วัน ก่อนที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ จะมรณภาพ ท่านเป็นผู้ขอตําแหน่งจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ให้หลวงปู่มั่นท่านได้รับการแต่งตั้งเป็น พระครูวินัยธร ตําแหน่งพระอุปัชฌาย์และเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ หลวงปู่มั่นจึงได้อยู่จําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง ๑ พรรษา ออกพรรษาแล้วท่านก็ออกธุดงค์ขึ้นเมืองพร้าว ทิ้งให้ตําแหน่งพระครูครองวัดแทน
ส่วนหลวงปู่แหวน ในพรรษานี้สันนิษฐานว่า ท่านได้อยู่จําพรรษา ณ ธาตุบ้านแม่ตะลก อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดร้าง มีพระธาตุโบราณเก่าแก่อายุหลายร้อยปี เป็นสถานที่วังเวงวิเวกเงียบสงัดมาก เหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา นอกจากป่าเปลี่ยว ป่าช้าแล้ว วัดร้างก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่หลวงปู่ท่านชื่นชอบ ซึ่งในสมัยนั้นทางภาคเหนือมีวัดร้างจํานวนมาก และเป็นที่ชื่นชอบของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น
สําหรับข่าวการถึงแก่มรณภาพของ ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ในขณะนั้น ย่อมเป็นข่าวใหญ่โตในสมัยนั้น ซึ่งหลวงปู่แหวนท่านย่อมทราบและติดตามข่าวนี้เป็นพิเศษ
ดังนั้น ในพรรษานี้ หลวงปู่แหวน ท่านจึงเร่งทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด โดยถือเนสัชชิไม่นอนตลอดพรรษา ๓ เดือน อันเป็นการปฏิบัติบูชาถวายแด่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เพื่อเป็นการน้อมบูชาคุณ บูชาธรรมของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ที่มีพระคุณต่อท่านอย่างมากล้นเต็มเปี่ยมหัวใจ เพราะตลอดเวลาที่ได้รู้จัก ได้ปรนนิบัติรับใช้ และได้อยู่ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับท่านเป็นเวลาอันยาวนานนับสิบกว่าปี ท่านให้ความเมตตาไว้วางใจ ให้การอบรมสั่งสอนพร้อมคําชี้แนะ และให้โอวาทธรรมมาโดยตลอด เป็นการยากที่จะตอบแทนพระคุณของท่านได้หมด เว้นเสียจากการปฏิบัติบูชา เพื่อวิมุตติธรรมความหลุดพ้น อันนักปราชญ์บัณฑิตยกย่องสรรเสริญเท่านั้น
ด้วย หลวงปู่แหวน ท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชาและให้การยกย่องสรรเสริญคุณธรรมของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ มาก และท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านก็ให้ความเมตตาไว้วางใจหลวงปู่แหวนมากเช่นเดียวกัน โดยให้เป็นผู้ติดตามรับใช้อย่างใกล้ชิด ในทางธรรม อุปมาท่านทั้งสองเป็นเสมือนพ่อลูกกันก็ว่าได้ จึงพอสันนิษฐานได้ว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวนท่านเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เป็นวาระสุดท้าย ซึ่งกําหนดการจัดงานมีขึ้นในระหว่างวันที่ ๒๘ – ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ณ เมรุพระราชทานเพลิงศพ วัดบรมนิวาส จากนั้นท่านจึงเดินทางกลับภาคเหนือติดตามหาหลวงปู่มั่น เพื่อขอเข้ารับการศึกษาอบรมธรรมขั้นสูงต่อไป
ภาค ๑๓ พระศิษย์ภาคอีสานออกธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่น
หลวงปู่มั่นบรรลุธรรมแล้วออกธุดงค์เพื่อโปรดศิษย์
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวที่สอนถึงที่สุดแห่งธรรม คือ ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ หรือพระนิพพานบรมสุข ซึ่งล้วนเป็นที่ปรารถนาและเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของนักปฏิบัติธรรมทุกราย พระพุทธศาสนาจะครบถ้วนสมบูรณ์ต้องมีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ การศึกษาเล่าเรียนทางภาคปริยัติแล้วนํามาปฏิบัติเท่านั้น จึงเกิดผล คือ ปฏิเวธ ภาคปฏิบัติ จึงมีความจําเป็นและสําคัญมากต่อการจรรโลงสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพรตราบนาน ๕,๐๐๐ ปี กว่าพระสงฆ์สาวกจะบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันตสาวกได้นั้น ต้องบําเพ็ญเพียรทางภาคปฏิบัติเท่านั้น และต้องมีครูบาอาจารย์คอยชี้นํา เมื่อท่านบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดแล้ว ท่านก็จะอบรมสั่งสอนสืบทอดต่อๆ กันมา อันเป็นอริยประเพณีตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาล
จวบจนสมัยกึ่งพุทธกาล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เมื่อท่านออกบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรร่วมกับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ท่านปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ออกค้นคว้าแสวงหาโมกขธรรมจนบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดด้วยตนเองแล้ว ท่านได้รับภาระหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยมุ่งสร้างศาสนทายาทธรรม ท่านให้การอบรมสั่งสอนบรรดาพระศิษย์อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย ท่านมีพระคุณอันไม่มีประมาณและมีเมตตามหากรุณาต่อบรรดาพระศิษย์อย่างใหญ่หลวง โดยปรารถนาให้พระศิษย์ได้บําเพ็ญเพียรทางภาคปฏิบัติ เพื่อความพ้นทุกข์เช่นเดียวกับท่าน เพื่อจะได้เป็นศาสนทายาทสืบทอดพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ อันเป็นการจรรโลงสืบทอดพระพุทธศาสนาโดยตรง ทั้งพระศิษย์เองต่างก็มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพ้นทุกข์ จึงมุ่งมั่นทางภาคปฏิบัติ จนกล่าวได้ว่า สมัยกึ่งพุทธกาล หลวงปู่มั่น กับ หลวงปู่เสาร์ พระปรมาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ได้สร้างสังคมนักปฏิบัติขึ้นมา เป็นยุคทองของภาคปฏิบัติอย่างแท้จริงเช่นเดียวกับสมัยครั้งพุทธกาล และพระพุทธศาสนาก็กลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้ง โดย ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“สมัยหลวงปู่มั่นนี่เราศึกษามาก หลวงปู่มั่นนะท่านจะดูแล พอดูแลขึ้นมานี้ ในพระที่ปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น จะรู้ถึงนิสัยใจคอกันหมด พระองค์ไหนฉันอะไรได้ พระองค์ไหนฉันอะไรไม่ได้ สุขภาพไง เพราะมันฉันเข้าไปแล้ว มันเกี่ยวกับสุขภาพไง เขาดูแลกัน แบบว่าเขาเกรงใจกันเขาเข้าถึงนํ้าใจกันนะ นี่สมัยหลวงปู่มั่น
แล้วหลวงปู่มั่นท่านพยายามทําตรงนี้ขึ้นมา ทําให้สังคมของพระปฏิบัตินี้ถึงกัน รักกัน เข้าใจนํ้าใจกัน แล้วมันจะมีคู่บัดดี้ มันจะมีคู่บัดดี้นะสมัยหลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้นจะเป็นบัดดี้กับหลวงปู่อ่อน หลวงปู่แหวนจะเป็นบัดดี้กับหลวงปู่ขาว นี่มันจะมี พอเราไปอยู่ทําอะไรก็แล้วแต่ เราจะมีเพื่อนสนิท มีคู่ซี้ จะไปไหน จะไปธุดงค์ด้วยกัน จะมีปัญหาอะไรก็ปรึกษากัน มันจะมีคู่บัดดี้นะ คู่ที่รักกันเองในพระสมัยหลวงปู่มั่น”
พระพุทธโอวาทบทสําคัญ “หากผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมยังมีอยู่ พระอรหันต์ไม่สิ้นไปจากโลก” ยังเป็นสัจจะความจริงที่ก้องกังวานและท้าทาย รอพิสูจน์จากผู้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ เพราะมรรคผลนิพพานยังสดๆ ร้อนๆ ไม่เคยครึ หรือล้าสมัย ในสมัยกึ่งพุทธกาล จึงมีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นมากมาย เช่น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร องค์หลวงตาพระมหาบัวญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นเพราะผลงานของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
นับว่าหลวงปู่มั่น ท่านได้ทําประโยชน์อย่างใหญ่หลวงอเนกอนันต์ อย่างไม่มีองค์ใดจะทําได้เสมอเหมือนท่าน จนวงกรรมฐานต่างให้ความเคารพยกย่องและขนานนามท่านด้วยความเทิดทูนบูชาว่า “พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระธุดงคกรรมฐาน” และองค์หลวงตาพระมหาบัวท่านก็ขนานนามว่า “หลวงปู่มั่น คือ โรงงานใหญ่ผลิตพระอรหันต์” บ้าง “พ่อแม่ครูอาจารย์” บ้างซึ่งเป็นคําเรียกท่านอย่างเคารพบูชาสูงสุด อย่างมีความหมายลึกซึ้งกินใจยิ่ง ที่วงกรรมฐานให้ความเคารพครูบาอาจารย์ เพราะครูบาอาจารย์ท่านมีคุณธรรมในใจของท่าน
หลวงปู่มั่น ท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์สัปปายะอย่างแท้จริง เพราะใจท่านเป็นใจสัปปายะนั่นเอง เมื่อท่านบรรลุธรรมแล้ว ท่านทราบด้วยอนาคตังสญาณว่า บรรดาพระศิษย์ที่เคยฝึกฝนอบรมกับท่านขณะอยู่ภาคอีสานนั้นจะติดตามท่านขึ้นภาคเหนือ นอกจากท่านจะเมตตาสงเคราะห์เทศนาธรรม แก้ไขวิถีของจิต ตลอดจนการให้อุบายธรรมชี้แนะแก่พระศิษย์แล้ว แม้ท่านอยู่ในวัยชราภาพมีอายุ ๖๐ – ๗๐ ปีแล้วก็ตาม ท่านก็เมตตาอุตส่าห์เดินธุดงค์บุกเบิกขึ้นลงตามป่าตามเขาในแถบภาคเหนือ ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน มีสภาพผืนป่าธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาก ก็เพียงเพื่อเสาะแสวงหาและเตรียมสถานที่สัปปายะ หรือสถานที่เหมาะสมสําหรับการภาวนาแก่บรรดาพระศิษย์ ทําให้พระศิษย์มีสถานที่ปฏิบัติธรรมกันมากมาย โดยตลอดระยะเวลา ๑๑ ปีที่ท่านอยู่ทางภาคเหนือ ท่านเดินธุดงค์ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาอย่างสมบุกสมบันโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย หรือความทุกข์ยากลําบากใดๆ เลย
การสั่งสอนอบรมบรรดาพระศิษย์ของหลวงปู่มั่นขณะอยู่ทางภาคเหนือ หลวงปู่แหวนท่านย่อมได้ฟังธรรมขั้นสูงชนิดเด็ดเดี่ยวเผ็ดร้อน โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านอยู่ป่าอยู่เขาเช่นนั้น เวลามีหมู่คณะไปอาศัยท่าน การอบรมสั่งสอนก็เด็ดเดี่ยวไปตามสถานที่และผู้ไปเกี่ยวข้อง เพราะผู้ที่ไปหาท่านโดยมากมักมีแต่ผู้กล้าตายแบบเสียสละทุกอย่างแล้วทั้งนั้น การสั่งสอนจึงทําให้สมภูมิทั้งสองฝ่าย จะตายก็ยอมให้ตายไปด้วยความเพียร เมื่อชีวิตยังเป็นไปอยู่ ก็ขอให้รู้ ให้เห็นธรรมและหลุดพ้นจากทุกข์ภายในใจ ไม่ต้องกลับมาเกิดตายและทนทุกข์ซํ้าซากอยู่ในโลกไม่มีขอบเขตแห่งความสิ้นสุดนี้
การอบรมสั่งสอนพระในคราวอยู่เชียงใหม่ผิดกับแต่ก่อนอยู่ ไม่มีการอนุโลมผ่อนผันใดๆ เลย แม้พระที่ไปอบรมกับท่านโดยมากก็เป็นพระประเภทปฏิโลม ฟังกันแบบปฏิโลม คือคอยจ้องมองดูกิเลสของตัวจะแสดงขึ้นมาอย่างไรบ้าง เพื่อปราบปรามให้หายพยศลดกําลังโดยถ่ายเดียว มิได้ไปสนใจคิดว่าท่านเทศน์หนักไป เผ็ดร้อนไป ยิ่งท่านเทศน์เผ็ดร้อนเท่าไร ธรรมก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นลําดับ ใจก็ยิ่งสงบแนบแน่นดีสําหรับผู้ที่อยู่ในขั้นสงบ ผู้อยู่ในขั้นปัญญา จิตก็พยายามคิดค้นตามคําเทศน์ท่านไปเรื่อยไม่ลดละ
ท่านอยู่เชียงใหม่เทศน์ธรรมสูงมาก เพราะความรู้ท่านก็เต็มภูมิ ผู้ไปศึกษาอบรมก็มีภูมิจิตสูง และเป็นไปด้วยความหมายมั่นปั้นมือที่จะให้รู้ ให้เห็นขั้นสูงขึ้นไปเป็นลําดับจนสุดภูมินอกจากเทศน์ธรรมดาแล้ว ยิ่งมีธรรมแปลกๆ คอยดักใจผู้คิดออกนอกลู่นอกทางอีกด้วย ประเภทหลังนี้มีอํานาจมากในการดักจับและปราบโจรภายในของพระที่ชอบขโมยสิ่งของเก่ง แบบไม่เลือกกาล สถานที่ คือ ขโมยคิดเรื่องร้อยแปดตามนิสัยของคนมีกิเลส มิใช่แบบเขาขโมยกันทั่วๆ ไป”
พ.ศ. ๒๔๗๖ จําพรรษาที่บ้านแม่พวก ติดตามหลวงปู่มั่นไปถํ้าดอกคํา
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ หลังออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านสละตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง และออกเดินธุดงค์ไปทางอําเภอพร้าว ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ท่านพักและจําพรรษาที่บ้านป่าเมี่ยงแม่สาย ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ในพรรษานี้ท่านพักจําพรรษาที่บ้านแม่พวก ตําบลแม่แวน อําเภอพร้าว พอออกพรรษาในหน้าแล้ง ท่านก็ออกธุดงค์ติดตามหาหลวงปู่มั่น
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ในขณะที่หลวงปู่แหวนออกติดตามหลวงปู่มั่นนั้น บรรดาพระศิษย์ของหลวงปู่มั่นก็เดินธุดงค์จากภาคอีสานออกติดตามเช่นเดียวกัน หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านทั้งสองออกธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่นขึ้นมาภาคเหนือ แต่ก็ยังไม่พบองค์ท่าน จึงพากันเข้าพักที่วัดเจดีย์หลวงในเมืองเชียงใหม่ เพื่อรอฟังและสอบถามข่าวคราวของหลวงปู่มั่นว่า ณ ขณะนี้องค์ท่านพักอยู่ ณ สถานที่ใด ซึ่งในสมัยนั้น วัดเจดีย์หลวง ถือเป็นศูนย์กลางพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น บรรดาพระศิษย์จะแวะเวียนมาพักเป็นประจํา เพื่อฟังข่าวของหลวงปู่มั่น เมื่อท่านทั้งสองทราบว่า หลวงปู่มั่นท่านพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ที่บ้านป่าเมี่ยงแม่สาย อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ จึงรีบพากันเดินธุดงค์มากราบองค์ท่านที่นี่
หลวงปู่มั่นสั่งให้ท่านทั้งสองพักอยู่ที่นี่ก่อน เนื่องจากตอนนั้นมีพระเณรเข้ามาปฏิบัติธรรมกับองค์ท่านจํานวนมาก หลวงปู่มั่นให้ช่วยดูแลความประพฤติของพระเณร เพื่อแบ่งเบาภาระขององค์ท่าน ต่อมาหลวงปู่เทสก์ท่านก็ธุดงค์ติดตามมาบ้านป่าเมี่ยงแม่สาย หลวงปู่มั่นจึงมอบหมายให้หลวงปู่เทสก์ดูแลหมู่คณะพระเณรแทนองค์ท่าน แล้วองค์ท่านก็พาพระศิษย์ออกเดินธุดงค์ไปพักบําเพ็ญภาวนาที่ถํ้าดอกคํา ตําบลนํ้าแพร่ อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระเณรร่วมติดตามไปด้วยกันในครั้งนั้นมี ๕ องค์ ได้แก่ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พระเขื่องพระอินตา (ลาสิกขาบท) สามเณรนั้น ท่านจําชื่อไม่ได้ และมีตาผ้าขาวร่วมไปกับคณะอีก ๑ คน ชื่อวงษ์ เป็นคนสันกําแพง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่แหวนเมื่อทราบข่าวหลวงปู่มั่นมาพักบําเพ็ญภาวนาที่ถํ้าดอกคํา ท่านก็ออกธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่นมาขอรับการอบรมธรรมปฏิบัติด้วย
ถํ้าดอกคํา เป็นอีกหนึ่งธรรมสถานมงคลศักดิ์สิทธิ์ที่หลวงปู่มั่นท่านธุดงค์มาบําเพ็ญภาวนา สถานที่แห่งนี้เดิมเป็นวัดร้าง บรรยากาศวังเวงวิเวกเงียบสงัดมาก เป็นที่สัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา อาณาบริเวณโดยรอบมีสภาพเป็นผืนป่าปกคลุมไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ และมีภูเขาลูกไม่ใหญ่มากนัก ขึ้นไปบนเขาจะมีถํ้าชื่อ ถํ้าดอกคํา ภายในถํ้ามืด มีลักษะเป็นห้องโถงขนาดพอเหมาะสะดวกกับการอยู่บําเพ็ญภาวนาตามลําพัง ถํ้าแห่งนี้มีเปรตเฝ้าถํ้า เปรตมักปรากฏตัวที่หน้าถํ้าให้พระที่มาปฏิบัติธรรมเห็นอยู่บ่อยๆ จนเป็นที่เลื่องลือ จึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นนิยมธุดงค์ตามรอยหลวงปู่มั่นมาภาวนาเพื่อทดสอบจิตใจ
หลวงปู่มั่นพักภาวนาอยู่ที่ถํ้าดอกคําเกือบสองเดือน พอเข้าเดือนเจ็ด องค์ท่านจึงพาลูกศิษย์กลับมาที่บ้านป่าเมี่ยงแม่สาย ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ อีกครั้ง ซึ่งยายโสม อดีตหมอผีประจําหมู่บ้าน ถึงกับยอมสละชีวิตเพื่อละทิ้งผี หันมานับถือพระรัตนตรัยและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าได้ถวายที่ดินเพื่อสร้างเป็นสํานักสงฆ์ และชาวบ้านก็ได้พากันละทิ้งผี หันมานับถือพระรัตนตรัย และได้พร้อมใจกันมาช่วยสร้างเสนาสนะป่า ศาลาชั่วคราว กุฏิกระต๊อบมุงด้วยใบตองตึง
ในระยะนี้ หลวงปู่มั่น และพระศิษย์ ท่านชื่นชอบเดินธุดงค์มาพักบําเพ็ญภาวนาและอยู่จําพรรษาแถวตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีหลวงปู่มั่นท่านเป็นผู้ธุดงค์บุกเบิกสถานที่สัปปายะในแถบนี้ไว้มากมายหลายแห่ง หลวงปู่แหวนท่านเป็นพระศิษย์หลวงปู่มั่นองค์หนึ่งที่มักจะธุดงค์มาบริเวณนี้ เมื่อท่านอยู่ภาคเหนือ ท่านตามรอยมือรอยเท้าหลวงปู่มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ของท่านมาโดยตลอด ครูบาอาจารย์ได้กล่าวถึงความสําคัญของสถานที่แห่งนี้ไว้ดังนี้
“ตําบลโหล่งขอด เป็นที่ราบลุ่มนํ้าแม่งัด แม่ขอด ไหลมาท่วมรวมกัน แต่หายเร็วลงไปหาลําห้วย หลวงปู่มั่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่พรหม หลวงปู่หลายๆ องค์แหละเคยไปอยู่ เป็นศูนย์กลางที่ครูบาอาจารย์อยู่ปฏิบัติ แถวโหล่งขอดนี่มันเกิดความสงบ จิตใจมีปิติศรัทธาแรงกล้า ที่นี่หลวงปู่พรหมท่านกล่าวว่าจะไม่นอนสามเดือน หลวงปู่มั่นห้ามไม่ให้ทํา เพราะธาตุขันธ์ต้องพักผ่อน หลวงปู่ขาวว่าเดินจงกรมที่นี่เบาเหมือนเดินบนอากาศ ไม่ง่วงเหงาหาวนอน
ที่นี่มีวัดเก่าเยอะ เช่น วัดดงมะไฟ เป็นจุดพักของครูบาอาจารย์ จะไปอําเภอพร้าว จะไปบ้านปง ก็ต้องผ่านทางนี้แทบทุกองค์ หลวงปู่ครูบาอาจารย์ที่ขึ้นเชียงใหม่ต้องผ่านตรงนี้แทบทุกองค์แหละ จะไปป่าเมี่ยงแม่สายก็ขึ้นไปจากนี้ องค์สําคัญๆ หลายองค์ทีเดียวก็ได้อาศัยยายโสมนี่แหละ ยายโสมนี้อายุแกมาก แกเป็นโยมอุปัฏฐากสมัยหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวนหลวงปู่พรหม ฯลฯ”
หลวงปู่แหวน เมื่อท่านได้พักบําเพ็ญภาวนากับหลวงปู่มั่นที่ถํ้าดอกคําระยะหนึ่ง จากนั้นท่านก็กราบนมัสการลาหลวงปู่มั่น และออกธุดงค์ไปพักบําเพ็ญภาวนาที่ ถํ้าแก่งหลวง ซึ่งอยู่ตรงรอยต่อจังหวัดลําปางกับจังหวัดแพร่ และท่านได้มาพบกับหลวงปู่ขาว อนาลโย เพื่อนสหธรรมิกอีกองค์หนึ่ง ซึ่งขณะนั้นออกติดตามหลวงปู่มั่นอย่างไรก็ไม่พบ จึงเตรียมธุดงค์กลับภาคอีสาน
พบหลวงปู่ขาวเพื่อนสหธรรมิก
เมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านออกติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่นไม่พบ และก็ไม่ทราบข่าวว่าองค์ท่านอยู่ ณ แห่งใด หมดหนทางที่จะติดตามแล้ว ท่านจึงตัดสินใจเดินทางกลับภาคอีสาน ขณะที่ท่านมุ่งกลับลงจากจังหวัดเชียงใหม่ ท่านเดินลุล่วงไปจนถึงจังหวัดลําปาง และธุดงค์ต่อไปถึง “ถํ้าแก่งหลวง” ก็ไปพบกับหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งกําลังบําเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ที่นั่น
หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน เป็นสหธรรมิกที่มีพรรษาใกล้เคียงกันมาก แม้หลวงปู่แหวนบวชตั้งแต่เป็นสามเณร และบวชเป็นพระในฝ่ายมหานิกายก่อนหลวงปู่ขาวก็ตาม แต่หลวงปู่ขาวญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุตก่อนประมาณ ๒ ปี จึงมีพรรษามากกว่าหลวงปู่แหวนเล็กน้อย ส่วนอายุก็ใกล้เคียงกันมาก หลวงปู่แหวนแก่กว่าเล็กน้อยประมาณ ๒ ปี ท่านทั้งสองต่างมีเป้าหมายในการออกบวชปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์เหมือนกัน เมื่อครูบาอาจารย์ของหลวงปู่แหวน คือท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) กับ ครูบาอาจารย์ของหลวงปู่ขาว คือ ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุโธ มรณภาพไปแล้ว ต่างจึงออกเดินธุดงค์ติดตามหาหลวงปู่มั่นต่อไป
เมื่อท่านทั้งสองพบกันแล้ว จึงได้พูดคุยสนทนาธรรมกันตามประสาพระธุดงคกรรมฐานที่มีครูบาอาจารย์องค์เดียวกัน จนเป็นที่พออกพอใจแล้ว หลวงปู่แหวนจึงได้เอ่ยถามว่า “ท่านตั้งใจจะไปที่ใดหรือ” หลวงปู่ขาวจึงบอกไปว่า “ผมเตรียมตัวจะมาวิเวกแถวนี้แล้วก็จะเดินทางกลับอุดรธานี เพราะเที่ยวตามหาท่านพระอาจารย์มั่น ไม่พบสักที” หลวงปู่แหวนจึงพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะท่านพระอาจารย์มั่นพูดกับผมแล้ว” หลวงปู่ขาวจึงถามขึ้นว่า “พูดว่าอย่างไรนะหรือ” หลวงปู่แหวนจึงตอบไปว่า “ท่านบอกกับผมว่า จะไปไหนก็ไปเถิด เราคงไม่หนีไปจากเชียงดาว (อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่) หรอก”
หลวงปู่ขาว เมื่อท่านทราบข่าวท่านพระอาจารย์มั่น ท่านยังพักอยู่ตามป่าตามเขาในจังหวัดเชียงใหม่จากหลวงปู่แหวน ท่านจึงได้ร่วมเดินทางกับหลวงปู่แหวนกลับไปนครลําปางอีก จากนั้นท่านทั้งสองก็แยกย้ายกันธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาวท่านได้ไปวิเวกในป่าแห่งหนึ่งชื่อ “แม่ปาง” หลังจากที่หลวงปู่ขาว พักบําเพ็ญภาวนาในที่แห่งนั้นพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้เที่ยวธุดงค์ไปทางจังหวัดลําพูน ซึ่งเป็นถิ่นไทยมอญ และเที่ยวต่อไปจนเข้าเขตเมืองงาว เมืองพะเยาแล้วก็ออกเดินทางต่อจากพะเยาถึงอําเภอพาน จึงพักวิเวกอยู่ที่นี่คืนหนึ่ง แล้วจึงได้เดินทางต่อไปถึงอําเภอแม่สรวย เลยไปอําเภอเวียงป่าเป้า จนถึงบ้านแม่ขะจาน แล้วสอบถามชาวบ้านแถวนั้นว่า “ปรากฏเห็นมีตุ๊เจ้ามาจําพรรษาอยู่แถวนี้ไหม” เขาบอกว่ามีอยู่ ๒ รูปพักอยู่ป่าเมี่ยงห้วยทรายโน้น เมื่อ ๒ – ๓ วันนี้เห็นตุ๊เจ้าสาร ลงมาเย็บผ้าอยู่กับชาวบ้าน
ตุ๊เจ้าสาร ในที่นี้คือ ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต วัดป่าสุจิตตะสังขะวนาราม (ธรรมยุต) บ้านสังข์ อําเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร ท่านเป็นชาวอุบลราชธานี เป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น และท่านเป็นพระอาจารย์องค์แรกของ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ
ท่านพระอาจารย์สารณ์ ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๔ และออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ในสํานักของหลวงปู่เสาร์ จากนั้นก็ได้ออกธุดงค์ติดตามหลวงปู่มั่นอยู่หลายปี โดยเฉพาะช่วงที่หลวงปู่มั่นออกธุดงค์ทางภาคเหนือในแถบอําเภอเชียงดาว พร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และในแถบอําเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ท่านได้รับความเมตตาไว้วางใจจากหลวงปู่มั่นมากพระเณรองค์ใดต้องการเข้ากราบฟังธรรมหลวงปู่มั่น จะต้องได้รับการพิจารณากลั่นกรองและได้รับการอนุญาตจากหลวงปู่สารณ์เสียก่อน ท่านอยู่ธุดงค์ทางภาคเหนือร่วมกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ นานถึง ๑๓ ปี
หลวงปู่สารณ์ท่านเป็นผู้เริ่มสร้างวัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดที่พุทธบริษัทรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นวัดสุดท้ายที่หลวงปู่แหวนอยู่จําพรรษาตราบวันมรณภาพ
ครั้นเมื่อทราบอย่างนั้น หลวงปู่ขาวก็ดีอกดีใจเป็นยิ่งนัก เพราะนึกในใจว่าอาจจะเป็นท่านพระอาจารย์มั่นก็เป็นได้ที่มาอยู่กับตุ๊เจ้าสาร ถ้าเป็นอย่างนี้ก็สมกับความมุ่งมาดปรารถนาของเราแล้ว หลวงปู่ขาวท่านจึงได้เดินทางไปป่าเมี่ยงห้วยทราย ไปจนถึงที่นั่น จึงได้ทราบว่าท่านไม่อยู่แล้ว ตอนนี้ท่านไปอยู่ป่าเมี่ยงแม่ปั๋ง จึงได้เดินทางไปกราบนมัสการท่าน จนกระทั่งไปถึงสถานที่ป่าแห่งหนึ่งได้พบผู้คนกําลังอาบนํ้าที่ลําธาร จึงถามเขาว่า “เห็นหลวงปู่มั่นไหม ท่านอยู่ณ ที่ใด” เขาตอบว่า “ท่านอยู่ข้างบนภูเขานี้เอง ท่านลงมาตักนํ้าที่บ่อนํ้านี่แหละไปฉัน ตรงนั้นมีบ่อนํ้า” เมื่อหลวงปู่ขาวทราบดังนั้นก็ดีใจเป็นนักหนา รีบเร่งสะพายบาตรแบกกลด เร่งฝีเท้ามุ่งตรงขึ้นไปบนยอดภูเขา เมื่อเดินขึ้นไปถึงก็พบหลวงปู่มั่นท่านนั่งรออยู่แล้วบนร้านที่พักเล็กๆ โดยมีท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี นั่งอยู่ด้านข้าง ป่าเมี่ยงแม่ปั๋งในขณะนั้น มีท่านพระอาจารย์เทสก์ กับ ท่านพระอาจารย์อ่อนสี สุเมโธ อยู่พํานักและคอยปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่มั่น
หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านเมตตาเล่าครูบาอาจารย์ติดตามหลวงปู่มั่นในครั้งนั้น ไว้ดังนี้
“ในสมัยนั้นหลวงปู่มั่นหลีกออกจากหมู่เพื่อน ธุดงค์จากอีสานไปจําพรรษาอยู่ภาคเหนือ เวลาผ่านไป ๒ ฝน แม้มีผู้พยายามติดตามหา ก็ยังไม่มีใครตามหาท่านพบ บรรดาพระกรรมฐานลูกศิษย์ของท่านจึงธุดงค์มุ่งตามหาท่านทางภาคเหนือ เที่ยวเสาะแสวงหาทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง เสาะแสวงหาท่านไปเรื่อย หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ไปพบองค์ท่านก่อนรูปอื่น”
ต่อมาก็มีหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม ฯลฯ เดินธุดงค์ไปพบในเวลาไล่เลี่ยกัน สําหรับหลวงปู่แหวน ซึ่งท่านอยู่ภาคเหนือและได้พบก่อนหน้านั้นแล้ว ท่านก็ได้ติดตามมาพบ และ ณ สถานที่แห่งนี้ หลวงปู่มั่นบอกกับหลวงปู่ขาวว่า “แขกน่ะไม่ใช่แขกธรรมดา แขกเบื้องบน” ท่านว่าอย่างนั้น แขกเบื้องบน หมายถึง เทพบุตร เทพธิดา
หลวงปู่แหวน เล่าเรื่องอัศจรรย์ เทวดามาสาธุการ ให้พระศิษย์ฟังว่า “เวลาหลวงปู่มั่นให้พรกับภิกษุสงฆ์จบลง จะมีเสียงสาธุดังสนั่นหวั่นไหวทั่วป่าเลย รอบสถานที่พักนั้น แต่ไม่เห็นตัว” ตรงนี้ท่านอัศจรรย์ ว่ามีหลายครั้งเลยทีเดียว สาธุพร้อมกันนี่ แล้วมองไม่เห็นตัวเลย
ทีนี้หลวงปู่มั่น ท่านก็พูดว่า “เอ๊ะ ! เขา (เทวดา) มีความสาธุการกับพวกเราที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมกัน พวกเธอเห็นไหม?” หลวงปู่มั่นถามว่า “เห็นไหม?” ถามหลวงปู่แหวน “ไม่เห็น” ถามหลวงปู่ตื้อ “เห็นไหม?” “ไม่เห็น” ถามองค์ไหนๆ ก็ไม่เห็น เมื่อหลวงปู่มั่นท่านถามว่า “ทําไมถึงไม่เห็น?” “โอ้ย ! องค์หนึ่งก็เป็นพระอริยเจ้า เรานี่ก็เป็นปุถุชน” ท่าน (หลวงปู่แหวน) ตามืด สมัยนั้นหลวงปู่แหวนท่านว่า “เราก็เป็นปุถุชนกับพระอริยเจ้า ตามันคนละอย่างกัน”
สําหรับหมู่บ้านเล็กๆ ที่ปรากฏในประวัติของครูบาอาจารย์หลายๆ รูป เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่สารณ์ หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม ขณะที่ท่านเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือ ได้กล่าวถึงสถานที่ที่ท่านเคยไปพักชั่วคราว หรือเคยอยู่จําพรรษา ซึ่งมีคํานําหน้าชื่อหมู่บ้านว่า “ป่าเมี่ยง” นั้น เป็นชื่อเรียกแบบไม่เป็นทางการ คือ เป็นภาษาพูด เพราะในอดีตชาวบ้านมีอาชีพปลูกชาเพื่อทําเมี่ยงขายเป็นหลัก เช่น บ้านป่าเมี่ยงแม่สาย บ้านป่าเมี่ยงห้วยทราย บ้านป่าเมี่ยงขุนปั๋ง บ้านป่าเมี่ยงแม่ปั๋ง (ในปัจจุบันชื่อทางการของหมู่บ้านเหล่านั้น จะไม่ปรากฏคําว่า “ป่าเมี่ยง” นําหน้า) ล้วนเป็นถิ่นทุรกันดารอยู่ตามป่าตามเขาในเขตอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีบ้านไม่กี่หลังคาเรือน ชาวบ้านก็มีฐานะยากจน อาหารบิณฑบาตพอขบฉันเพื่อยังอัตภาพเท่านั้น จึงเป็นสถานที่เกิดของธรรมเป็นอย่างดี สมดังคําว่า “ธรรมมักเกิดในที่อดอยากขาดแคลน” และการธุดงค์อยู่หมู่บ้านเล็กๆ เพื่ออาศัยโคจรบิณฑบาต ถือเป็นปฏิปทาสําคัญอีกข้อหนึ่งที่หลวงปู่มั่นท่านพาดําเนินอย่างเคร่งครัด และถือเป็นปฏิปทาของจอมปราชญ์ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“ปฏิปทาที่อดอยากขาดแคลน เป็นปฏิปทาที่ยอมรับในเรื่องความทุกข์ในการต่อสู้ทั้งหลายความไม่ยอมรับในความทุกข์ความลําบากบ้างเลย แต่จะเอาความวิเศษเลิศโลกขึ้นมานั้น ไม่มีทาง นอกจากถูกหลอกจากกิเลสซึ่งเป็นตัวเลวทราม โดยเสกสรรปั้นยอตนเองหรือหลอกลวงสัตว์โลกว่าจะดีจะประเสริฐเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติ แม้สมัยปัจจุบันนี้ ท่านผู้ปรากฏชื่อลือนาม ดังเราทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาเรื่อยมา เฉพาะอย่างยิ่งอย่างท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น หรือหลวงปู่ขาว เหล่านี้เป็นต้น ปฏิปทาของท่านเฉียบขาดสมกับว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิอยู่ในหัวใจท่านอย่างแท้จริง การดําเนินทุกแง่ทุกมุมเป็นแบบเป็นฉบับ เป็นสิ่งที่กิเลสขยะแขยงและหมอบราบไปโดยลําดับลําดา”
ความทุกข์ของพระกรรมฐานขณะอยู่ภาคเหนือ
บรรดาพระศิษย์ในขณะที่ออกเที่ยวธุดงค์ติดตามหาหลวงปู่มั่นทางภาคเหนือ กว่าจะได้พบและได้อยู่ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับองค์ท่าน ทุกองค์ล้วนต้องประสบกับความทุกข์ยากลําบากอย่างแสนสาหัสสากรรจ์มาก่อน และล้วนเป็นนักรบธรรมเดนตายทุกองค์ หลงป่าต้องอดอาหารและนํ้าแทบเอาชีวิตไม่รอดก็มี ต้องตากแดดตากฝนทนร้อนทนหนาวเป็นไข้นอนซมอยู่กลางป่าก็มี ผจญกับนํ้าป่า ไฟป่าต้องตะเกียกตะกายหนีเอาชีวิตรอดก็มี ลื่นล้มตกเขาได้รับการบาดเจ็บสาหัสก็มี เผชิญกับสัตว์ป่า สัตว์ร้าย อสรพิษ ซึ่งๆ หน้า รอดตายมาได้ด้วยพุทโธก็มี เผชิญกับภูต ผี ปีศาจ รอดตายมาเพราะอํานาจแห่งธรรมคุ้มครองก็มี เป็นไข้ป่ามาลาเรียรอดตายมาได้ด้วยธรรมโอสถก็มี ฯลฯ ซึ่งบางเหตุการณ์ไม่น่ารอดตายก็กลับรอดตายมาได้ราวกับอัศจรรย์ปาฏิหาริย์
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านก็เคยผ่านประสบการณ์และเผชิญกับความทุกข์ยากลําบากเหล่านี้มาแล้ว ท่านก็ไม่เคยหวาดหวั่นหรือท้อถอยแต่ประการใด แต่กลับเป็นความเชื่อมั่นในธรรม ในหลักของกรรมมากยิ่งๆ ขึ้น ท่านก็ยิ่งฝากเป็นฝากตายไว้กับธรรมเท่านั้น
ส่วนปัจจัย ๔ เครื่องอาศัยก็เป็นไปอย่างอัตคัดขาดแคลน หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ท่านเล่าว่า “ไปเรียนกรรมฐานใหม่ ไปจําพรรษากับหลวงปู่มั่น พระที่ไปหาหลวงปู่มั่นต้องนอนกันตามดินตามหญ้า ตอนเช้าออกบิณฑบาตกับชาวป่า เป็นหมู่บ้านเล็กๆ พวกเขาทําไร่ทําสวน ไม่หรูหราเหมือนสมัยนี้ ทุกอย่างไม่มีการซื้อขาย มะเขือพวงป่าเยอะแยะ ผลหมากรากไม้ที่เป็นของป่าก็มีมากมาย ต่างกับทุกวันนี้มีแต่ของซื้อของขาย”
หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านเล่าถึงความทุกข์ยากลําบากของพระกรรมฐาน ในสมัยก่อนว่า “เที่ยวหาครูบาอาจารย์มันยากแท้นะ หลวงปู่มั่นมาอยู่ ชาวบ้านเกิดจิตศรัทธา จึงเข้ามาทําที่พักถวายองค์ท่าน ที่เหลือนอนตามป่า มีแต่กระท่อมที่พักเฉพาะขององค์หลวงปู่มั่นเท่านั้น ท่านว่า “พระพุทธเจ้าปรารภความเพียรตรัสรู้และสอนธรรมในป่า สมัยก่อนคนไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นความลําบากอดอยากกว่าพวกเราในสมัยนี้ที่ศาสนาเจริญแล้ว”
พระกรรมฐานท่านเที่ยวธุดงค์ ท่านเป็นนักเดินนะ กรรมฐานไม่เคยมีรองเท้านะ เดินเท้าเปล่าๆ ท่านเอาของใช้เท่าที่จําเป็นติดตัวไปด้วยเท่านั้น เอาใส่ในบาตร เทียนไขก็ไม่ได้เอาไปมาก ต้องใช้เฉพาะเวลาจําเป็นเท่านั้น พระกรรมฐานท่านไม่ค่อยพกของพวกนี้ เวลาไปค้างคืนก็จุดดูอะไรบ้าง เวลาเดินจงกรมกลางคืนก็ให้หาที่โล่งแจ้ง กลางคืนเดือนมืดก็ต้องให้มองเห็น เราเดินมีงูเงี้ยวเลื้อยผ่านมา มันจะเห็นสีดําๆ ผ่านทางจงกรม เวลาเราเดินอยู่นานๆ ถึงจะเป็นเดือนมืดก็ตาม มันก็จะมองเห็น ถ้าเป็นเดือนหงายไม่มีปัญหา ทางจงกรมของท่านนี้จะขรุขระ ท่านก็เดิน ท่านก็หาเอารากไม้กิ่งไม้แถวนั้นปัดกวาด ขรุขระก็เดินอย่างนั้นแหละ ท่านไม่สนใจกับทางขรุขระ ไม่ขรุขระ ทางสูง ทางตํ่าก็เดินอยู่นั้น หาทําเลพอเดินได้ เดินเลย ไม่ได้สนใจมันเรียบ ไม่เรียบล่ะ เดินเลย”
ส่วนอาหารการขบฉันเป็นอาหารป่าและก็อัตคัดขาดแคลน ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงตา หลวงปู่เจี๊ยะเป็นคนจัดอาหารใส่บาตรให้กับหลวงปู่มั่นเอง ฉะนั้น หลวงปู่มั่นจะขบฉันอะไร ท่านรู้ท่านเห็นหมดแหละ เวลามันเจอสิ่งที่ว่าอุดมสมบูรณ์ ร้องไห้เลย ร้องไห้ทําไม ร้องไห้ว่าครูบาอาจารย์ของเราไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นอย่างนี้ไง…
หลวงปู่เจี๊ยะท่านขึ้นไปอยู่ ไปอยู่น่ะ ท่านไม่มีหรือ อยู่บ้านน่ะมันมหาศาล แล้วไปกินข้าวกับกล้วย เพราะด้วยความเคยชินของท่าน ท่านเคยกินกุ้ง หอย ปู ปลา แล้วขึ้นไปอยู่นั่นน่ะ อยู่กับชาวเขา ท่านบอกว่า “วันไหนไปบิณฑบาตได้ปลาสร้อยตัวเท่านี้ วันนั้นถูกรางวัลที่ ๑” ท่านพูดกับเรานะ “วันไหนไปบิณฑบาตกลับมาได้ปลาสร้อยมา ๑ ตัว กว่าเขาจะหาได้ ได้ปลาสร้อยมา ๑ ตัว วันนั้นถูกรางวัลที่ ๑” ไปทุกข์ทรมานทําไม ไปทุกข์ทรมานเพราะหัวใจมันยิ่งใหญ่ หัวใจมันยิ่งใหญ่ หัวใจมันต้องการคุณธรรม…
เห็นไหม ดูสิ ครูบาอาจารย์ของเราท่านดํารงธาตุขันธ์อยู่ในป่าในเขาของท่าน ท่านจะทุกข์ยากขนาดไหน เขาว่าทางโลกเป็นทางที่ทุกข์มาก ทางโลกไม่มีอะไรสิ่งใดไปจุนเจือให้ท่านมีความสุขขึ้นมาได้เลย แต่ในทางธรรม ท่านอยู่ป่าอยู่เขาของท่าน ท่านมีความสุขรื่นเริงของท่านเห็นไหม ดูสิ อยู่ป่าอยู่เขา เทวดาทางเชียงใหม่มากกว่าเทวดาทางหนองผือ นี่ ๔ ทุ่มขึ้นไปมาแล้ว หัวคํ่ามาแล้ว นี่ในเมื่อคุณธรรมในหัวใจอย่างนั้น ดูสิ โดยปัญญาของท่านเทศนาว่าการให้เทวดา อินทร์ พรหม ฟังอย่างนั้น มันมีความสุขขนาดไหน สุขอย่างนั้น สุขที่มันเป็นทิพย์ สุขที่เลอเลิศ”
ร่วมธุดงค์กับหลวงปู่ขาว ตามรอยธรรมหลวงปู่มั่น
เมื่อหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้พบกับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ในคราวนั้น ท่านทั้งสองได้มีโอกาสอยู่ร่วมศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ตามป่าตามเขาทางภาคเหนือ ที่ป่าเมี่ยงแม่ปั๋งนี้เอง ท่านพระอาจารย์ใหญ่ คือ หลวงปู่มั่นได้เมตตาแสดงธรรมสั่งสอน ยํ้าอุบายแนวปฏิบัติแก่ลูกศิษย์ทุกวัน หลวงปู่แหวนกล่าวถึงการปฏิบัติกับพระอาจารย์มั่น ไว้ดังนี้
“การแสดงธรรมของพระอาจารย์แต่ละครั้ง ใช้เวลาไม่นาน แต่ธรรมที่ท่านแสดงออกนั้นเป็นธรรมปฏิบัติล้วนๆ ละเอียดไปตามขั้นตอนของสารธรรม ทําให้ผู้ได้ฟังหายสงสัยในข้อปฏิบัติของตนๆ ที่กําลังดําเนินอยู่ ทําให้เกิดความมุ่งมั่นมานะพยายาม ประกอบความเพียรกันอย่างเต็มความสามารถ การได้ฟังธรรมจากครูอาจารย์แต่ละครั้ง เหมือนกับได้เพิ่มพลังธรรมะเข้าไปอีก ดังนั้น ในด้านภาวนา ต่างองค์ต่างก็เร่งความเพียรกันอย่างไม่ท้อถอย เต็มความสามารถของตน อย่างไม่ขาดวรรคขาดตอน ทั้งกลางวันและกลางคืน เว้นเฉพาะเวลาหลับเท่านั้น ด้วยเหตุนี้สติสัมปชัญญะจึงมีกําลังอยู่เสมอ เป็นการประกอบชาคริยานุโยค (ความเพียร) โดยแท้”
การอยู่ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นในคราวนั้น จึงเป็นสัปปายะหลายประการ คือ
บุคคลก็สัปปายะ เพราะเพื่อนสหธรรมิกล้วนเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อหวังพระนิพพานด้วยกัน ชาวบ้านก็เป็นชาวบ้านป่า เขาก็ไม่มารบกวน
สถานที่ก็สัปปายะ เพราะเป็นป่าเขาลําเนาไพร บรรยากาศเยือกเย็นสงบวิเวกวังเวง ทั้งมีสัตว์ป่า ช้างป่า เสือร้าย เป็นครูคอยทรมานให้บําเพ็ญภาวนา
อาหารก็สัปปายะ เพราะมีอาหารป่าพอขบฉันเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปโดยไม่ขาดแคลน
ธรรมก็สัปปายะ เพราะท่านพระอาจารย์มั่นเป็นองค์แสดงธรรม ท่านเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม ท่านจึงยํ้าลงในธรรมปฏิบัติ ในสารธรรมอันเป็นวิมุตติธรรม วิโมกขธรรม ชี้จุดอันควรละ บอกจุดอันควรเจริญ ยิ่งเมื่อใกล้ถึงวันเข้าพรรษา ท่านได้แสดงธรรมทางปฏิบัติ ยํ้าลงเป็นจุดๆ เป็นขั้นตอนตามการเจริญมรรคปัญญาเท่านั้น
เมื่อหลวงปู่แหวนกับหลวงปู่ขาวพักอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นที่ป่าเมี่ยงแม่ปั๋ง และได้รับฟังพระธรรมเทศนาจากท่านพอสมควรแล้ว ก็จะกราบลาท่านไปวิเวก เพราะท่านไม่ต้องการให้ใครมาอยู่ด้วย ท่านต้องการอยู่บําเพ็ญภาวนาคนเดียว เมื่อท่านมีความประสงค์เช่นนั้น ท่านทั้งสองจึงปรึกษากันว่าจะไปที่ป่าเมี่ยงขุนปั๋ง เพราะมีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าเขาเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา มีหมู่บ้านพอได้อาศัยโคจรบิณฑบาต บรรยากาศสงบเยือกเย็น ไกลจากเสียงและผู้คนที่จะมารบกวน การไปมาก็ไม่ลําบากมากนัก ถ้าจะมาฟังธรรม ลงอุโบสถฟังสวดพระปาฏิโมกข์ หรือกราบเรียนถามปัญหาธรรมก็เดินทางลัดเลาะตามป่าตามเขามา ก็จะมาถึงที่อยู่ของท่านได้เมื่อปรึกษากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่างก็จัดแจงเก็บบริขารและเข้าไปกราบลาท่านพระอาจารย์มั่น แล้วเดินทางมาทางบ้านแม่ปั๋ง ไปบ้านทุ่งบวกข้าว เดินเข้าป่าลัดไปตามทางที่ไปยังป่าเมี่ยงขุนปั๋ง ซึ่งทางบางแห่งก็ข้ามห้วยไปหลายแห่ง บางแห่งก็ขึ้นเขาไป กว่าจะไปถึงป่าเมี่ยงขุนปั๋งต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ ๔ – ๕ ชั่วโมง
พอไปถึงที่หมายแล้วต่างองค์ต่างก็แสวงที่อยู่ของตน เมื่อเลือกหาสถานที่ได้ตามความพอใจของตนแล้ว พวกชาวบ้านได้ช่วยกันปลูกสร้างกุฏิชั่วคราวให้ พอกันแดดกันฝนได้บ้าง อากาศบริเวณนี้มีความชื้นสูง เพราะพื้นที่เป็นซอกเขา มีภูเขาล้อมรอบทุกด้านเหมือนอยู่ในก้นกระทะ เวลาฝนตก นํ้าฝนจะไหลมาจากภูเขาทุกทิศทุกทาง บริขารเวลาเปียกมักแห้งช้า เนื่องจากแสงแดดสาดส่องเข้าไม่ถึง ป่าเขาโดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบ จึงหนาแน่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ และเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดส่งเสียงร้องกึกก้องป่า ทั้งกลางวันและกลางคืนไม่ขาดระยะ ฟังแล้ววิเวกวังเวงยิ่งนัก เป็นการเตือนสติของผู้บําเพ็ญธรรมได้เป็นอย่างยิ่ง
ป่าเขาในแถบอําเภอพร้าว นอกจากป่าเมี่ยงขุนปั๋งแล้ว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว ท่านได้ไปธุดงค์พักภาวนาที่ป่าเมี่ยงแม่สาย และแถวตําบลโหล่งขอด อันเป็นมงคลสถานที่หลวงปู่มั่นท่านได้ธุดงค์ไปบุกเบิกไว้แล้ว
ครั้งหนึ่งขณะที่หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน เที่ยวธุดงค์อยู่บนดอย ท่านทั้งสองเผชิญเปรตหวงถิ่นฐาน โดยหลวงปู่ขาวท่านเล่าให้ฟังว่า ขณะที่กําลังบําเพ็ญภาวนาปรารภความเพียรอยู่บริเวณอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง ในคืนวันหนึ่งท่านได้ไปนั่งทําความเพียรอยู่บนดอย ในขณะที่กําลังนั่งสมาธิภาวนาอยู่นั้นเป็นเวลาดึกมากแล้ว ทุกแห่งหนวิเวกเงียบสงัด ปราศจากสิ่งเคลื่อนไหวใดๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงกวาดลานวัดดังขวากๆ ไม่ยอมหยุดสักที ตั้งแต่คํ่าจนดึกๆ ดื่นๆ มองตามเสียงไปดูก็ไม่เห็นมีใครมาทําความสะอาดบริเวณนั้นเลย
หลวงปู่ขาวจึงได้ถามหลวงปู่แหวนว่า “ใครมากวาดลานวัด ไม่ยอมหยุดสักที” หลวงปู่แหวนก็บอก “ไม่รู้ ที่นี่มีเราอยู่แค่ ๒ คนเท่านั้นเอง” หลวงปู่ขาวจึงรําพึงรําพันว่า “ใครจะทําอะไรก็ทําไปเถิด ถ้าไม่เหนื่อย” เสียงกวาดนั้นก็ดังขึ้นไปบนต้นยางซึ่งมีขนาดใหญ่มากต้องใช้คนโอบหลายคนจึงจะรอบได้ เสียงกวาดดังบนต้นยางใหญ่นั้นเหมือนกับว่า ต้นยางใหญ่นั้นจะถล่มทลายล้มลงมาให้ได้ กวาดขึ้นไปแล้วก็กวาดกลับลงมาอยู่อย่างนั้น จนถึงเที่ยงคืนก็ยังไม่หยุด
หลวงปู่ขาวจึงพูดออกไปยังที่มาของเสียงนั้นว่า “ที่มานี้ไม่ได้มาอะไรหรอก เรามาบําเพ็ญภาวนาปรารถนาซึ่งความเพียรต่างหาก ถ้าหากอยากได้บุญได้กุศลอันใดล่ะ ก็ให้อนุโมทนาเอาซิ” ครั้นพอพูดจบลงเสียงนั้นจึงหยุดและเงียบไป จะเป็นอะไรก็ไม่ทราบได้ หรืออาจจะเป็นพวกภูมิหวงถิ่นมากกว่า กลัวคนอื่นๆ เขาจะมาแย่งเอาไป
หลวงปู่แหวนพูดว่า “คงจะเป็นพวกเปรตที่หวงถิ่นฐานไม่ยอมไปเกิดสักที”
นี่แหละ จิตที่ยึดมั่นในทรัพย์สินเงินทอง หึง หวง ห่วงหาอาลัย เป็นกิเลสชนิดหนึ่งที่ทําให้จิตใจขุ่นมัว แล้วยังกักตัวผูกตนให้เป็นเปรตวิสัยอยู่ในวัตถุหรือสถานที่นั้น น่าสังเวชทุเรศใจจริงๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสอนให้พวกเราทั้งหลาย ไม่ว่าหญิงชาย หนุ่ม สาว เฒ่าชรา พยายามละ พยายามถอน ซึ่งกิเลสความผูกใจ ได้แก่ ห่วงในกามคุณทั้ง ๕ อันประกอบด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
มีครั้งหนึ่งหลวงปู่มั่นรู้วาระจิตหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“เวลาหลวงตาท่านเล่าว่า หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน ท่านไปวิเวกแล้วกลับมา จะไปหาหลวงปู่มั่นไง เดินมาถึงกลางทางเหนื่อยมาก ก็คุยกันนะว่า “หลวงปู่มั่นท่านจะรู้จิตเราหรือเปล่าน้อ.. จะรู้จิตเราหรือเปล่าน้อ..” พอไปถึงแล้ว หลวงปู่มั่นใส่เลย “จิตของเราก็ต้องรู้เองสิจะให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร จิตของเรา เราไม่ดู” แล้วบอกว่า นี่หลวงปู่มั่นจะรู้จิตเราหรือเปล่าน้อไอ้ตัวเองก็ไม่รู้จักดูจิตตัวเองเลย ไปห่วงแต่หลวงปู่มั่นจะรู้ไม่รู้ ทําไมท่านไม่ดูของท่านเอง โอ้โฮ ! หลวงปู่มั่นใส่เลย นี่ผู้ที่รู้ เห็นไหม รู้ ! หลวงปู่มั่นรู้
ถ้าความจริงกับอาจารย์เราเป็นอันเดียวกัน ถ้าความจริงในอาจารย์ อาจารย์กับความจริงอันเดียวกัน อันนั้นล่ะ เรายิ่งเคารพศรัทธา รู้ไปหมด แล้วความรู้อันนั้น เห็นไหม “อย่าดูถูกความนิ่งอยู่ของพระอริยเจ้า” พระอริยเจ้าท่านไม่พูดพรํ่าๆ เพรื่อๆ แต่ถ้าพูดมันจะเข้าเป้านะพูดเข้าเป้าเลย นี่ไม่พูดพรํ่าๆ เพรื่อๆ ถ้าพูดออกไปแล้ว มันสะเทือนกันไหม? ถ้ามันสะเทือนกัน ท่านไม่พูดหรอก มันไม่เป็นประโยชน์หรอก”
พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงปู่มั่นเปิดเผยธรรมธาตุครั้งแรก
ธรรมธาตุ เป็นคําศัพท์เฉพาะของท่านผู้บําเพ็ญจนบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ธรรมธาตุนี้สะอาดบริสุทธิ์ โดยไม่มีกิเลสตัวใดๆ แฝงแทรกได้เลย และธรรมธาตุนี้สว่างจ้าครอบโลกธาตุ สว่างจ้ายิ่งกว่าแสงพระอาทิตย์ แสงพระจันทร์วันเพ็ญ จนกล่าวได้ว่า แสงใดจะสว่างจ้ายิ่งกว่าแสงแห่งธรรมธาตุนี้ไม่มี ในวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ครูบาอาจารย์ท่านผู้มีภูมิจิตภูมิธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านย่อมประจักษ์รับทราบและเข้าใจนัยความหมายอันลึกซึ้งของธรรมธาตุ ได้เป็นอย่างดี องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านมักใช้คํานี้ เมื่อท่านกล่าวถึงพระนิพพาน ดังนี้
“พอกิเลสลงจากหัวใจมากน้อยๆ จนกระทั่งสิ้นสุดแล้ว จิตนี้จะจ้ามาโดยลําดับ จ้าตลอด ท่านว่า นิพพานเที่ยง คือ ธรรมชาตินี้มันเป็นธรรมธาตุภายในจิตของผู้บําเพ็ญที่บรรลุธรรมสูงสุดแล้ว เป็นธรรมธาตุอยู่ภายในจิต ว่าจิตบริสุทธิ์ก็ว่าได้ ถ้าว่า จิตธรรมธาตุ สนิทใจมากนะเรา จิตนี้เป็นธรรมธาตุแล้วสนิทใจ นี่ล่ะไม่สูญ สูญไปไหน ตกนรกหมกไหม้กี่กัปกี่กัลป์ทุกข์ขนาดไหนยอมรับว่าทุกข์ แต่จิตไม่ยอมสูญ เวลาพลิกตัวกลับมาทางดีแล้วก็เหมือนกัน หมุนเข้าไปจนกระทั่งถึงที่สุดของวัฏวน ขาดสะบั้นไปหมดแล้วจิตเลยกลายเป็นธรรมธาตุ นั่นสูญที่ไหนล่ะ จิตนั้นเป็นธรรมธาตุแล้ว หรือว่านิพพานเที่ยง ธรรมธาตุนั้นแหละนิพพานเที่ยง ไม่สูญ จิตดวงนี้ไม่มีสูญ สุดท้ายก็ไปลงธรรมธาตุ คือหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วจิตก็เป็นธรรมธาตุขึ้นมา”
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านเปิดเผยใจที่ครองธรรมธาตุของท่านให้ลูกศิษย์ลูกหาเป็นครั้งแรก หลังออกจากถํ้าดอกคํา ตําบลนํ้าแพร่ อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ แล้วท่านไปพักวิเวกที่ดอยนะโม ตําบลแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว (แต่เดิมเรียก ดอยนํ้ามัว เพราะนํ้ามีลักษณะขุ่นมัวไม่ใสแจ๋ว) อยู่ติดกับดอยแม่ปั๋งไปทางตะวันออก พระศิษย์ที่ติดตามท่านขณะนั้น มีหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย องค์หลวงปู่มั่นท่านบอกกับพระศิษย์ว่า “ผมหมดงานที่จะทําแล้ว ก็อยู่สานกระบุง สานตะกร้า พอช่วยเหลือพวกท่านและลูกศิษย์ลูกหาได้บ้างเท่านั้น” เรื่องนี้หลวงปู่แหวนท่านได้เมตตาเล่า
คําว่า “หมดงาน” ในทางพระพุทธศาสนา องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“พอกิเลสขาดไปหมดแล้วก็ว่างไปหมด กลายเป็นจิตไม่มีงาน เป็นจิตว่างเปล่า จิตหมดงาน กิเลสหมด งานก็หมด งานมีมากมีน้อยเพราะกิเลส กิเลสนั่นล่ะตัวรบกวน เรียกว่ารบกันกับกิเลส เอากิเลสขาดลงไปหมดแล้วก็หมดงาน จิตก็ว่างไปหมดเลย ไม่มีงาน เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เมื่อท่านสิ้นกิเลสแล้ว ท่านไม่มีงานนะ งานแก้กิเลสไม่มี พระอรหันต์หมดงาน วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํฯ การประพฤติพรหมจรรย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว งานที่ควรทํา คือ งานฆ่ากิเลส ได้ทําเรียบร้อยแล้ว งานอื่นที่จะทําให้ยิ่งกว่างานฆ่ากิเลสไม่มี ขึ้นรับกันปุ๊บเลย ขาดไปหมด ทีนี้ก็หมดงาน นั่นล่ะสิ้นกิเลสแล้วก็หมดงาน งานป็อกๆ แป็กๆ ธรรมดาไม่เรียกว่างาน งานแก้กิเลสต่างหากเรียกว่างาน พอกิเลสขาดหมดแล้วงานไม่มี จิตก็ว่างไปหมด ไม่มีงาน”
ครั้นใกล้จะเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้อยู่จําพรรษาที่ป่าเมี่ยงแม่ปั๋ง และสั่งให้พระศิษย์แยกย้ายกันหาที่จําพรรษา จะมาอยู่รวมกันในป่าเมี่ยงแม่ปั๋งทั้งหมดไม่ได้ เพราะจะเป็นภาระแก่ชาวบ้านเขา สมัยก่อนนั้นป่าเมี่ยงแม่ปั๋งมีบ้านอยู่เพียง ๕ – ๖ หลังคาเรือนเท่านั้น ในการทํามาหาเลี้ยงชีพ ชาวบ้านก็อาศัยการทําสวนเมี่ยงและการหาของป่ามาขายเป็นหลัก การเดินทางเข้า – ออกแต่ละครั้งก็ลําบากมาก เพราะทางเป็นห้วยเป็นเขา ลําบากทั้งคน ทั้งสัตว์ที่ใช้ในการต่างของ (บรรทุกของ)
พ.ศ. ๒๔๗๗ จําพรรษาที่ดอยนะโมกับหลวงปู่ขาว
ในพรรษานี้ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้ปรึกษากันจะไปจําพรรษาด้วยกันที่ดอยนะโม หรือดอยนํ้ามัว หรือฮ่องนะโม ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากป่าเมี่ยงแม่ปั๋งมากนัก ก่อนที่จะเตรียมตัวเดินทางออกมา ได้เข้าไปกราบลาท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็ได้เตือนสติว่า “เออ ! เข้าไปแล้ว อย่าไปทิ่มแทงกันด้วยหอกด้วยดาบนะ” ซึ่งท่านทั้งสองต่างก็ไม่เข้าใจในความหมายของคําเตือนของท่าน เมื่อกราบลาท่านแล้ว จึงเดินทางออกมาที่ดอยนะโม บ้านทุ่งบวกข้าว ซึ่งเป็นเทือกเขาเดียวกันกับดอยแม่ปั๋ง อยู่ไม่ห่างไกลกันนัก ไปมาหากันได้อย่างสบาย ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๒๐ นาที
ดอยนะโม ปัจจุบัน คือ วัดพระธาตุดอยนะโม แต่เดิมเรียก ดอยนํ้ามัว เพราะนํ้ามีลักษณะขุ่นมัวไม่ใสแจ๋ว ตั้งอยู่บ้านทุ่งบวกข้าว ตําบลแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ ติดกับดอยแม่ปั๋งไปทางตะวันออก มีสภาพเป็นผืนป่าปกคลุมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เป็นสถานที่มงคลศักดิ์สิทธิ์ มีพระธาตุเก่าแก่เป็นปูชนียสถานที่ชาวบ้านเคารพกราบไหว้ และเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัดเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเป็นผู้ธุดงค์บุกเบิกมาปักกลดภาวนา และเป็นสถานที่หนึ่งซึ่งพระอินทร์เคยเสด็จมากราบนมัสการฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่น ต่อมามีบรรดาพระศิษย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น ฯลฯ ได้เดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรม
ครั้นเมื่อคณะออกเดินทาง เผอิญเดินทางลัดป่าลัดเขามาผิดทาง ไปทะลุออกเมืองพร้าว ในขณะที่เดินทางกันอยู่นั้นมีแร้งตัวหนึ่งบินมาอย่างกับจะเป็นลางสังหรณ์บอกเหตุ คือ มันบินมาขวางทางอยู่ เมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ มันก็บินขึ้นไปขวางทางข้างหน้าเราเอาไว้อีก หลายต่อหลายครั้ง หลวงปู่ขาวท่านจึงพูดกับหลวงปู่แหวนว่า “แร้งตัวนี้มันสําคัญนะ เห็นทีจะมีเหตุการณ์ประหลาดน่าสงสัยจะเกิดขึ้นแน่”
พอไปถึงบ้านแม่แตงพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ที่นั่น ๑ คืน และได้คุยกับหลวงปู่แหวนว่า “นี่มันใกล้เข้าพรรษาแล้วนะ เราจะได้จําพรรษาที่ใดกันแน่ เพราะที่เราตกลงกันไว้ว่าจะไป มันก็หลงทางเสียแล้ว” พอรุ่งเช้าวันใหม่หลวงปู่ขาวจึงบอกกับหลวงปู่แหวนว่า “ได้การแล้ว สงสัยว่าแร้งตัวนั้นมันคงจะเห็นว่าพวกเรามาผิดทางกระมัง” จึงได้เดินทางย้อนกลับมาถึงดอยนํ้ามัว บ้านทุ่งบวกข้าว เพราะที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีปูชนียสถานเก่าแก่อยู่มากมายเลยทีเดียว ผู้แก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) และชาวบ้านศรัทธามากอยู่ ๓ คน เตรียมเสาไม้ไว้ทํากุฏิให้อยู่แล้ว จึงได้ไปปลูกกุฏิให้ท่านจําพรรษาอยู่ที่นั่น ๒ หลัง ซึ่งพรรษานี้เป็นพรรษาที่ ๑๐ ของหลวงปู่ขาว และเป็นพรรษาที่ ๘ ของหลวงปู่แหวน
ส่วนท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เทสก์ ท่านพระอาจารย์อ่อนสี คงจําพรรษาอยู่ในป่าเมี่ยงแม่ปั๋งนั้นด้วยกัน ๓ รูป สําหรับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจําพรรษาอยู่ใกล้ถํ้าฤๅษี ชาวบ้านสร้างกุฏิชั่วคราวถวายให้อยู่จําพรรษา ณ ที่นั้น เมื่อถึงวันลงอุโบสถสังฆกรรม หลวงปู่ขาว กับหลวงปู่แหวนก็ได้เดินมาร่วมฟังสวดพระปาฏิโมกข์ หลังจากได้รับการอบรมพระธรรมเทศนาจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ก็เดินทางกลับที่พักของตน
ในช่วงพรรษานั้นหลวงปู่ทั้งสององค์ต่างก็ตั้งใจเร่งความเพียรกันอย่างเต็มที่ โดยไม่ยอมปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ ความก้าวหน้าทางด้านจิตตภาวนาก็เป็นไปโดยราบรื่น การพิจารณาธรรมก็ได้อุบายแปลกๆ ดี มีความละเอียดสุขุมไปตามขั้นตอนของสมาธิและปัญญาที่ขุดค้นขึ้นมา ถ้ามีการขัดข้องบ้างทั้งสององค์ต่างก็ช่วยกันแก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าว่า “ถึงอย่างนั้นก็ตาม บรรดาสรรพกิเลสทั้งหลายที่มันนอนอยู่ในขันธสันดานมานาน ในสังสารวัฏมีความเป็นอเนกนั้น เมื่อมันเห็นว่าเราเอาจริงเอาจังต่อมัน มันก็เอาจริงกับเราเช่นเดียวกัน เนื่องจากสภาพของจิตใจของคนเรานั้น เคยถูกอาสวกิเลสครอบครองอยู่นานหลายภพหลายชาติ เมื่อมาถูกความเพียรเร่งเร้าเข้า จึงดูเหมือนจะก้าวหน้าไปด้วยดี แต่ถ้าความเพียรลดหย่อนอ่อนกําลังลงเมื่อใด เมื่อนั้นจิตใจเป็นโอนอ่อนผ่อนเข้าหากิเลสอาสวะทันที ตามวิสัยของจิตที่มีหน้าที่รับอารมณ์ ซึ่งยังขาดสติปัญญาเป็นเพื่อนสอง”
หลวงปู่แหวน เล่าต่อไปว่า “การที่จะผูกให้มันอยู่ในปัจจุบันด้วยการภาวนานั้นแสนยาก ถ้าเรารุกหน้าด้วยความเพียร มันก็ทําเป็นอ่อนกําลัง ถอยเข้าไปสู่ภายในเป็นที่กําบังยึดเป็นฐานสงบนิ่งอยู่ ดูเหมือนไม่มีอะไรจะเป็นอันตราย เหมือนท้องทะเลอันราบเรียบในเวลาปราศจากลมและคลื่น ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ต้องมีชั้นเชิงในการรุก การรับ การถอยตามกระบวนศึกของศัตรูผู้เชี่ยวชาญในเชิงการรบ”
การจําพรรษาอยู่ด้วยกันที่ดอยนะโมในพรรษานั้น เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม ไม่มีเรื่องขัดเคืองใจกัน ต่อเมื่อออกพรรษาแล้ว วันหนึ่งมีทายกนําผ้ามาถวายเพื่อให้ตัดเย็บเป็นจีวรเมื่อได้รับผ้ามาแล้วต่างก็ช่วยกันตัด แต่พอลงมือตัดเข้าเท่านั้น เกิดความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน บ้างก็ว่าเอาขนาดเท่านั้นเท่านี้จึงจะพอดี เมื่อต่างมีความเห็นไม่ตรงกันก็มีการโต้แย้งกันขึ้นมา กลายเป็นเอาแพ้เอาชนะกัน คําสั่งของท่านพระอาจารย์มั่นที่เตือนมาก่อนล่วงหน้าว่า “อย่าไปทิ่มแทงกันด้วยหอกด้วยดาบนะ” จึงแจ่มแจ้งขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องการคําอธิบายเพิ่มเติมแต่อย่างไร
อีกเหตุการณ์หนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความเงียบสงัดในสถานที่ปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งจําเป็นมาก ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องช่วยกันรักษาความเงียบสงัดของสถานที่ ด้วยการระมัดระวังเสียงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นมาแล้วกระทบกระเทือนผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน เพราะธรรมเป็นของละเอียด แม้การเดินก็ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดัง ดังที่หลวงปู่มั่นท่านสอนไว้ “เวลาที่ใครเขากําลังนั่งสมาธิอยู่ ต้องระวังสิ อย่าเดินแรง ทําสมาธิของผู้อื่นให้เสียไป บาปเท่ากับฆ่าช้างทั้งตัวเชียวนา”
วันหนึ่งในขณะที่หลวงปู่แหวนกําลังเดินจงกรมอยู่นั้นเอง ท่านก็เห็นหลวงปู่ขาวเดินถือไม้กวาดตรงเข้ามาหา เมื่อถึงทางจงกรม หลวงปู่ขาวก็กวาดลงไปที่ทางเดินจงกรม กวาดไปจนถึงที่หลวงปู่แหวนกําลังเดินจงกรมอยู่ พอหลวงปู่แหวนเดินเข้ามา ก็กวาดไปที่เท้าของหลวงปู่แหวน กวาดไปกวาดมาอยู่ที่เท้าอย่างนั้นเอง เสร็จแล้วหลวงปู่ขาวก็เดินออกไปโดยไม่พูดไม่จา
เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนั้น ทีแรกหลวงปู่แหวนก็นึกขัดเคืองใจอยู่เหมือนกันที่ถูกรบกวน จึงพิจารณาดูสาเหตุว่าเกิดมาจากอะไร จึงนึกได้ว่าคงจะเป็นตอนที่ท่านไปกวาด เสียงที่กวาดบริเวณเมื่อสักครู่นี้ คงไปกระทบจิตขณะที่หลวงปู่ขาวนั่งสมาธิภาวนา ด้วยเหตุนี้ทําให้หลวงปู่ขาวเกิดความโกรธขึ้นมา ท่านจึงได้มาเตือน แต่ก็ไม่ได้ถือกันและกัน เพราะต่างก็รู้จักอัธยาศัยใจคอของกันและกันเป็นอย่างดี เมื่อหลวงปู่แหวนพิจารณาได้ดังนั้นแล้ว ความขัดเคืองใจก็หายไป ทําให้ท่านระมัดระวังรักษาความเงียบสงัดมากยิ่งขึ้น
ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์แก้ความขัดแย้ง
ความขัดแย้งของหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน ในระหว่างจําพรรษาร่วมกันในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ นั้น ท่านพระอาจารย์มั่นท่านหยั่งทราบเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าแล้วด้วยอนาคตังสญาณจึงตักเตือนไปก่อนเข้าพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นท่านก็ได้เทศน์โปรดให้ท่านทั้งสองสมานสามัคคีกัน
พอออกพรรษาแล้วแคว่นมี (กํานันมี) ขึ้นมาหาที่ดอยนะโมบอกให้ทราบว่า มีธุระจะเข้าไปป่าเมี่ยงแม่ปั๋ง มีอะไรจะสั่งหรือต้องการสิ่งใดบ้าง หลวงปู่ขาวและหลวงปู่แหวน จึงพูดกับแคว่นมีว่าไปป่าเมี่ยงแม่ปั๋งก็ดีแล้ว ขากลับให้รับเอาท่านพระอาจารย์มั่นของเราลงมาด้วย ซึ่งแคว่นมีก็รับคํา เมื่อแคว่นมีขึ้นไปถึงป่าเมี่ยงแม่ปั๋ง ทําธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น กราบเรียนให้ท่านทราบว่า หลวงปู่ขาวและหลวงปู่แหวนกราบนิมนต์ให้กลับออกไปที่ดอยนะโม บ้านทุ่งบวกข้าว และบอกให้ตนรับลงไปพร้อมกัน ซึ่งหลวงปู่มั่นก็ไม่ขัดข้อง พอเก็บบริขารเสร็จ แคว่นมีสะพายบาตรและได้ออกเดินทางมาพร้อมกัน
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นมาถึงแล้ว ต่างก็เข้าไปกราบนมัสการ ตอนนั้นยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นตกเย็นภายหลังจากทํากิจวัตรเสร็จแล้ว ต่างก็เข้าไปกราบนมัสการเพื่อฟังธรรมตามที่เคยปฏิบัติมา แต่ก็ไม่มีใครกล้ากราบเรียนให้ท่านทราบเกี่ยวกับความขัดแย้งกัน ต่างองค์ต่างก็รีรอสงวนท่าทีอยู่ การแสดงธรรมของท่านครั้งแรกก็ดูเหมือนไม่มีอะไร พอท่านแสดงไปได้ครู่เดียวเท่านั้น เสียงการแสดงธรรมของท่านเริ่มหนักแน่นเอาจริงเอาจัง เต็มไปด้วยค้อนที่ท่านประเคนตอกยํ้าลงไปที่หัวใจท่านยํ้าถึงหมู่คณะที่ขัดแย้งกันว่า รังแต่จะถึงกาลวิบัติ ไม่ยังหมู่คณะให้เจริญ ไม่ยังหมู่คณะให้มั่นคงถาวร ไม่ยังหมู่คณะให้ตั้งอยู่ได้นาน แสดงอานิสงส์ของความสามัคคี เพราะมีทิฏฐิสามัญญตาร่วมกัน จบลงด้วยการชี้จุดที่ทําให้เกิดความขัดแย้ง คือการถือเอาแต่ความเห็นของตัวเป็นใหญ่ไม่เคารพความรู้ความเห็นของผู้อื่น
หลวงปู่แหวนท่านว่า “เป็นอันว่าเทศน์ของท่านพระอาจารย์มั่นกัณฑ์นั้น ท่านตั้งภาษิตเอาไว้ตั้งแต่สามเดือนที่แล้วมาก่อนเข้าพรรษา ให้ระวังอย่าไปทิ่มแทงกันด้วยหอกด้วยดาบคําเทศน์จึงมาอธิบายเอาตอนออกพรรษาแล้วนี้เอง”
เมื่อหลวงปู่มั่นท่านแสดงธรรมจบลง ท่านก็พูดคุยธรรมดา ทําเป็นเหมือนไม่มีอะไร พูดคุยถามโน่นถามนี่ เมื่อต่างองค์ต่างก็หายจากอาการสลบ เพราะถูกตีด้วยธรรมาวุธแล้ว ก็เข้าไปกราบขอขมาโทษต่อท่าน ยอมรับสารภาพผิดกับท่าน ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาให้เห็นผิดสังเกตเลย
อุบายการแสดงธรรมก็ดี การวางตัวก็ดี การพูดจาปราศรัยก็ดี เป็นกุศโลบายเฉพาะองค์ของหลวงปู่มั่น ยากที่ศิษย์ทั้งหลายจะสังเกตติดตามได้ทัน จะหาผู้ปฏิบัติได้อย่างองค์ท่านนั้นยากแท้ สมกับองค์ท่านได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชาเป็นจอมปราชญ์แห่งยุค ท่านมีความฉลาดแหลมคมในการสั่งสอนบรรดาศิษย์อย่างแท้จริง เป็นปรมาจารย์ผู้เลิศเลอที่สุดและหาได้ยากที่สุดในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล
เมื่อหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน ได้ฟังเทศนาธรรมจากหลวงปู่มั่นเทศน์โปรดจนสมานสามัคคีกัน ต่างก็เห็นโทษและได้ยกโทษให้อภัยซึ่งกันและกันแล้ว นับตั้งแต่นั้นมาท่านทั้งสองก็ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งไม่ลงรอยกันอีกเลย กลับมาเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่ยิ่งเข้าใจกัน ยิ่งสนิทสนมรักใคร่ปรองดองกันมากกว่าแต่ก่อน เพราะเนื้อหาสาระแห่งธรรมที่หลวงปู่มั่นเมตตานํามาแสดงโปรดท่านทั้งสองนั่นเอง
หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน ได้อยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นอย่างผาสุกเย็นใจ ธรรมปฏิบัติของท่านทั้งสองก็ก้าวหน้าโดยลําดับ ในเวลาต่อมาหลวงปู่มั่นมีหนังสือให้หลวงปู่เทสก์ และ หลวงปู่อ่อนสี ลงไปหาที่ดอยนะโม บ้านทุ่งบวกข้าว อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ไปช่วยทํากิจธุระสําคัญบางอย่าง พอทํากิจธุระเสร็จแล้ว หลวงปู่เทสก์กับหลวงปู่แหวนก็พากันกราบลาหลวงปู่มั่นขอออกเที่ยวธุดงค์วิเวกต่อไป ส่วนหลวงปู่อ่อนสีอยู่อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น
หลวงปู่เทสก์มีอายุพรรษามากกว่าหลวงปู่แหวน ๔ พรรษา แต่มีอายุน้อยกว่า ๑๕ ปี ท่านทั้งสองนับเป็นสหธรรมิกกัน หลวงปู่แหวนท่านเคารพพระธรรมวินัยมาก ท่านจะก้มกราบหลวงปู่เทสก์ด้วยความเคารพอย่างนอบน้อม กราบตามหลักพระธรรมวินัย และกราบในฐานะเป็นศิษย์รุ่นพี่ หลวงปู่แหวนท่านเป็นพระที่มีคุณธรรมในหัวใจ มีความเสมอต้นเสมอปลาย แม้ภายหลังเข้าสู่ในวัยชราภาพ ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากจนต้อนรับพุทธบริษัทศรัทธาสาธุชนจากทั่วประเทศที่เดินทางมากราบไหว้ไม่ไหว หลังฉันจังหันเช้าแล้ว ทางวัดจึงต้องงดเยี่ยม เว้นแต่กรณีจําเป็นพิเศษ หรือกรณีที่หลวงปู่แหวนท่านอนุญาต เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ หลวงปู่เทสก์ขึ้นเชียงใหม่มาเยี่ยมท่าน พระเวรไม่รู้จักหลวงปู่เทสก์จึงไม่เปิดประตูให้เข้าเยี่ยม จนหลวงปู่เทสก์ต้องบอกพระเวรให้ไปกราบเรียนหลวงปู่แหวนว่า “อาจารย์เทสก์จากหนองคายมาเยี่ยม” พอพระเณรไปบอกเท่านั้น หลวงปู่แหวนท่านต้องห่มคลุมจีวร และทันทีที่ได้พบกัน แม้ท่านทั้งสองจากกันไปนานแสนนาน หลวงปู่แหวนท่านก้มกราบหลวงปู่เทสก์อย่างนอบน้อม จนพระเวรและพระที่อยู่อุปัฏฐากเห็นภาพเช่นนี้แล้วต่างก็เกิดความปลาบปลื้มปิติไปตามๆ กัน
ย้อนกลับไป เมื่อท่านทั้งสองกราบลาหลวงปู่มั่นแล้ว ก็พากันออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขาในเขตอําเภอพร้าว เดินไปราวสามร้อยเส้นก็แวะเข้าป่าแห่งหนึ่ง อยู่พักรุกขมูลบําเพ็ญภาวนาอยู่ในป่าแห่งนี้ ซึ่งเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก มีสัตว์ป่า สัตว์ร้ายชุกชุมมาก ในคืนวันนั้นได้ยินเสียงเสือร้องคํารามอยู่บนยอดเขา ปลุกจิตปลุกใจให้ตื่น ให้ภาวนาได้เป็นอย่างดี ท่านทั้งสองพักอยู่ ณ ที่นั้นสองคืนแล้วออกเดินธุดงค์ต่อไปพบหลวงปู่สารณ์ สุจิตฺโต อยู่ในเขตอําเภอพร้าว แต่หลวงปู่เทสก์อยู่กับท่านไม่ได้นาน เพราะคิดถึงวิเวก จึงได้ลาท่านขึ้นไปบนภูเขามูเซอ
หลวงปู่แหวนท่านจึงได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่สารณ์ ซึ่งท่านทั้งสองนับเป็นสหธรรมิกต่างวัยที่ต่างก็มีเป้าหมายสูงสุดในการออกบวชปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานเหมือนกัน หลวงปู่สารณ์ท่านมีอายุมากกว่าหลวงปู่แหวน ๖ ปี และอายุพรรษาในฝ่ายธรรมยุตก็มากกว่า ๑๐ พรรษาในปีนั้นหลวงปู่สารณ์มีอายุ ๕๔ ปี พรรษา ๑๘ ส่วนหลวงปู่แหวนมีอายุ ๔๘ ปี พรรษา ๘
หลวงปู่แหวนท่านพักปฏิบัติธรรมอยู่ไม่นาน ท่านก็กราบลาหลวงปู่สารณ์ ออกเดินธุดงค์กลับไปหาหลวงปู่มั่น และหลวงปู่มั่นสั่งให้ท่านไปภาวนาที่ถํ้าดอกคํา
หลวงปู่มั่นให้ภาวนาถํ้าดอกคํา
ครูบาอาจารย์ เล่าไว้ดังนี้
“ถํ้าดอกคํานี้ ที่นั่นเป็นที่อยู่ของหลวงปู่มั่น อยู่ในถํ้า บําเพ็ญอยู่ในนั้น แต่ให้ลูกศิษย์ไปอยู่ที่อื่นไม่ให้อยู่ด้วยในถํ้า อยู่จําพรรษาครั้งหนึ่ง หลวงปู่แหวนท่านเล่าให้ฟัง
บัดนี้ พออยู่แล้ว หลวงปู่มั่นจะออกเดินทางมาทางดอยนะโมที่แม่ปั๋งนี่ล่ะ อยู่ใกล้ๆ กันกับทางตะวันออกที่พระเมรุเผาศพหลวงปู่แหวนทุกวันนี้แหละ หลวงปู่มั่นท่านมาทางนี้ ท่านปล่อยให้หลวงปู่แหวนท่านอยู่ มาอยู่แทนในถํ้า พอมาอยู่ในถํ้าไม่ถึง ๗ วัน ห้ามไม่ให้ไปด้วย “ต้องอยู่นี้” หลวงปู่มั่นท่านยํ้าหลวงปู่แหวนไว้ หลวงปู่ขาวก็อยู่คนละมุม คนละเขา
พออยู่นั้นแล้ว พญานาคมันชูคอ ก็ทําเป็นงูใหญ่ ชูคอมาใส่ตรงหน้าหลวงปู่แหวน ห่างกันประมาณสักแขนเดียวนี้ล่ะ ตรงหน้าผาก ท่านว่า เป็นงูตัวใหญ่ชูคออยู่ตลอดเลย ท่านก็นั่งภาวนาสู้ นั่งหลังพิงเข้ากับก้อนหิน นั่งอยู่นั่นแหละ ไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน ทั้งวันทั้งคืน สู้กันอยู่นั่นแหละท่านว่า อดทนจะให้มันถึง ๗ วัน ตามคําสั่งของอาจารย์ ก็คือ หลวงปู่มั่นสั่งไว้ แต่ก็ทนไม่ไหวได้ ๔ วัน ท่านไม่ได้นอนก็เลยต้องเตรียมกลด เตรียมบาตรสะพายกลับไปหาหลวงปู่มั่น
พอไปถึงหลวงปู่มั่น ไปกราบท่าน ท่านเห็น ท่านดุด่าเลย “มาทําไม เราบอกให้อยู่ ๗ วัน มาทําไม กลับขึ้นไปสิ” “โอ้ย ! อยู่ไม่ได้ครับ เพราะมีงูใหญ่ มันจะกัด มันไม่ถอยเลย มันดูหน้าอยู่ตลอดเลย กลัวครับ” “กลัวทําไม กลัวตายทําไม ก็บวชเป็นนักบวช กลัวตายทําไม กลับคืนไปเดี๋ยวนี้” ท่านไล่กลับขึ้นไปอีก หลวงปู่แหวนก็กลับไปถํ้าดอกคํา ไปสู้ได้อีก ๓ วัน ให้ครบ ๗ วัน มันก็หายไป ก็กลับมาหาหลวงปู่มั่น
หลวงปู่มั่นเลยถามว่า “อยู่ในถํ้านั่น เห็นอะไรบ้าง” “ไม่เห็นอะไร เห็นแต่พญานาคครับ” ท่านว่า “ทําไมมันไม่ภาวนารึ มันนอนรึ” “ภาวนาอยู่ มันไม่เห็นครับ” “ไม่มองลงไปข้างล่างนั่นมีรูปเป็นดอกบัวอยู่ข้างล่างในพื้นถํ้า พระอรหันต์มานิพพานที่นั่น ๔ องค์ ในถํ้าดอกคํา” หลวงปู่แหวนเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่า “โอ๊ย ! หลวงปู่มั่นท่านเป็นประหนึ่งพระอริยเจ้า เราก็เป็นปุถุชนคนตาบอด มันก็มองไม่เห็นอะไร” ท่านว่าอย่างนี้ ตอนนั้นก็เลยบําเพ็ญอยู่กับหลวงปู่มั่นอีก”
เรื่องครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ
ในระยะที่หลวงปู่มั่น พาพระศิษย์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ บําเพ็ญภาวนาอยู่แถบดอยนะโม อําเภอพร้าว ในระยะนั้นครูบาศรีวิชัยท่านกําลังสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ
ครูบาศรีวิชัย ท่านเป็นพระมหาเถระในฝ่ายมหานิกาย เป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของคนภาคเหนือ ท่านให้ความเคารพเทิดทูนท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) และ หลวงปู่มั่น มาก และให้การสนับสนุนพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นที่ขึ้นมาเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมทางภาคเหนือเป็นอย่างดี ดังนั้น พระศิษย์ของครูบาศรีวิชัย กับ พระศิษย์ของหลวงปู่มั่น องค์ที่เป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย แม้ต่างนิกายกันก็สนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หลวงปู่แหวน ท่านจึงสนิทสนมกับพระศิษย์ของครูบาศรีวิชัยหลายต่อหลายองค์
กล่าวถึง ดอยสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่สัปปายะมาก ครูบาอาจารย์นับตั้งแต่ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ตลอดจนพระศิษย์หลวงปู่มั่นรุ่นหลังๆ ขณะเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือ ท่านนิยมมาปฏิบัติธรรมกันที่ดอยสุเทพ
เรื่องครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นมาก ท่านได้รับการเรียกร้องจากศรัทธาสาธุชนให้ช่วยดําริและจัดการเรื่องนี้ เริ่มลงมือสร้างเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ เชิงดอยสุเทพ ด้านห้วยแก้ว โดยมี พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นผู้ขุดจอบเป็นปฐมฤกษ์ การสร้างถนนสายนี้ใช้แรงงานเป็นจํานวนมาก วันหนึ่งๆ จะมีผู้คนช่วยทํางานประมาณวันละไม่ตํ่ากว่า ๕,๐๐๐ คน ถ้าคิดมูลค่าแรงงานเป็นเงินมากมายมหาศาลทีเดียว การสร้างทางสายนี้ใช้เวลา ๕ เดือน กับ ๒๒ วัน จึงแล้วเสร็จ และเปิดให้รถขึ้นลงได้ เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๘
อีกซีกหนึ่งของเชียงใหม่ คือ อําเภอพร้าว พระเถระผู้พี่ คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมด้วยศิษย์สําคัญ มี หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นต้น ได้นั่งส่งใจไปช่วยให้งานสําเร็จดังประสงค์
“ขออนุโมทนากับท่านด้วย ขอให้การใหญ่ที่กําลังกระทําอยู่ จงสําเร็จโดยสวัสดีสมดังที่ปรารถนาไว้เถิดครูบาน้องเรา…”
หลวงตาพระมหาบัว เคยเล่าเอาไว้ว่า “ตอนที่ครูบาศรีวิชัย กําลังดําเนินการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ขณะนั้นหลวงปู่มั่นพักบําเพ็ญภาวนาอยู่ดอยนะโม อําเภอพร้าว ท่านหยั่งรู้ด้วยญาณวิถีและบอกกับบรรดาศิษย์ให้เจริญกรรมฐานภาวนา หลวงปู่ท่านว่าวันนี้พระศรีวิชัยจะทําการใหญ่ให้ภาวนาส่งกําลังใจให้พระครูบาศรีวิชัยทําการนี้ให้สําเร็จ”
กล่าวถึง ชาวเชียงใหม่ นอกจากจะให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในครูบาศรีวิชัยแล้ว ก็มีหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งเป็นพระมหาเถระฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่ง ในสมัยที่หลวงปู่แหวนยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของพุทธบริษัทชาวไทยทั้งประเทศ รวมทั้งชาวต่างประเทศ ท่านเป็นชาวจังหวัดเลยโดยกําเนิด แต่มาอยู่บําเพ็ญภาวนาทางภาคเหนือ โดยเฉพาะอยู่จังหวัดเชียงใหม่ รวมๆ กันนานมากเกือบ ๖๐ ปี ท่านอยู่จวบจนวันมรณภาพ จนผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่าท่านเป็นชาวเชียงใหม่โดยกําเนิด
ในบั้นปลายชีวิตของ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านยิ่งมีชื่อเสียงกระฉ่อนโด่งดังมาก ดังจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของชาวเชียงใหม่และชาวภาคเหนือ เช่นเดียวกับที่รู้จักครูบาศรีวิชัย “ต๋นบุญแห่งล้านนา” หลวงปู่แหวนท่านเป็นพระอรหันตสาวกที่พุทธบริษัททั่วประเทศให้ความเคารพนับถืออย่างสูงสุด ถือเป็น “ปูชนียาจารย์” ทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สําคัญและยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง จนพุทธบริษัทชาวภาคเหนือถึงกับยกย่องเทิดทูนบูชาท่าน ทั้งถวายธรรมสมัญญาแด่ท่านเป็น “ต๋นบุญแห่งล้านนา” อีกองค์หนึ่ง เช่นเดียวกับครูบาศรีวิชัย
สํารวจดอยหลวงเชียงดาว
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ในหน้าแล้ง หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านพาลูกศิษย์ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาในเขตอําเภอพร้าว อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนั้นมีพระ เณร และตาผ้าขาวติดตามองค์ท่านเที่ยวธุดงค์ ๔๐ กว่าองค์ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นหนึ่งในจํานวน ๔๐ กว่าองค์ที่ติดตามหลวงปู่มั่นไปเที่ยววิเวกในครั้งนั้น เพื่อนสหธรรมิกของท่านที่ติดตามไปด้วย ได้แก่ ท่านพระอาจารย์สารณ์ สุจิตฺโต หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ฯลฯ
หลวงปู่ชอบท่านเล่าให้ฟัง องค์ท่านหลวงปู่มั่นพาลูกศิษย์ออกเที่ยววิเวกครั้งนี้ คือครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี ลูกศิษย์พระเณรและฆราวาสติดตามองค์ท่านออกจากเมืองพร้าวครั้งแรก ๔๐ กว่าองค์ ระหว่างทางมีพระเณรกรรมฐานติดตามเข้ามาสมทบอีก นับจํานวนร่วม ๘๐ องค์จนองค์ท่านจัดกองคาราวานกรรมฐานขึ้นสามกอง เพื่อไม่อยากให้ชาวบ้านต้องลําบากในการดูแลพระเณรในเรื่องภัตตาหารและที่พัก
ตอนออกจากเมืองพร้าว พอมีพระเณรตามมาสมทบมากขึ้น หลวงปู่มั่นจึงมอบหมายให้หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่เกตุ วณฺณโก และตาผ้าขาวสียา คนบ้านแม่กอย อําเภอพร้าว เป็นกองหน้าออกเดินธุดงค์ล่วงหน้าไปสํารวจสถานที่ดอยหลวงเชียงดาว อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ องค์ท่านบอกให้รออยู่ที่นั่นจนกว่าองค์ท่านจะพาหมู่คณะตามไปสมทบ ที่หลวงปู่มั่นท่านให้ออกเดินทางล่วงหน้านั้น เพราะท่านเห็นว่าทั้งสี่ท่านเป็นพระกรรมฐานกองทัพธรรมผู้ไม่หวั่นต่อความทุกข์ยากลําบาก
หลวงปู่มั่นพาคณะลูกศิษย์ที่ติดตามมา เดินธุดงค์มาถึงบึงแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางอําเภอพร้าวมาอําเภอเชียงดาว องค์ท่านบอกให้คณะลูกศิษย์ที่ติดตามหยุดพักทางด้านทิศเหนือของบึงแห่งนี้ ให้พระเณรเลือกที่พักตามอัธยาศัยความเหมาะสมของตนเอง จากนั้นองค์ท่านบอกหลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ตื้อว่า “ท่านชอบ ท่านตื้อ ให้พวกท่านไปบอกหมู่คณะพระเณรทุกองค์ อย่าพากันบริโภคนํ้าทางด้านทิศเหนือของบึงแห่งนี้เป็นอันขาด เพราะมีพญานาคแอบมาแผ่พังพานพ่นพิษคลุมนํ้าในบึงนี้ไว้ ถ้าจะใช้นํ้า ให้พากันไปใช้นํ้าทางด้านทิศใต้ของบึงเท่านั้น นํ้าทางด้านทิศเหนือของบึงมันมีพิษ ถ้าใครไปอาบกินจะป่วยไข้ได้ อยู่ที่นี่ อย่าพากันประมาทนิ่งนอนใจเป็นอันขาด ถ้าประมาทแล้วจะเป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิตของตนเองได้ ให้พวกท่านไปบอกพระเณรเรา ให้พากันอยู่อย่างสงบ เหมาะสมตามสมณวิสัยผู้ประพฤติตนตามหลักพระธรรมวินัย ให้พระเณรเราพากันแผ่เมตตาให้กับผู้ที่เขาเป็นเจ้าหนองจอมบึงแห่งนี้ให้มากๆ”
หลวงปู่มั่น ท่านได้พาพระเณรปฏิบัติธรรม แผ่เมตตาจิต และได้แสดงธรรมโปรดพญานาค“มิลินทนาคราช” จนสํานึกผิด ยอมกราบขอขมาโทษ พร้อมทั้งถอนพิษในบึง หลังจากเหตุการณ์นี้ท่านก็พาพระเณรเดินธุดงค์ต่อไป
หลวงปู่ชอบกับหมู่คณะ พากันออกเดินธุดงค์ล่วงหน้าไปดอยหลวงเชียงดาวตามคําบัญชาของหลวงปู่มั่น ในระหว่างพักรอคณะของหลวงปู่มั่นที่ดอยหลวงเชียงดาว หลวงปู่ตื้อท่านชวนหมู่คณะเข้าไปสํารวจภายในถํ้าแห่งหนึ่งที่อยู่เชิงดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งถํ้าแห่งนี้หลวงปู่ชอบท่านเข้าไปสํารวจมาก่อนแล้ว ท่านว่าถํ้าแห่งนี้มืดมาก แสงสว่างส่องไปไม่ค่อยถึง อากาศก็ถ่ายเทไม่สะดวก เหม็นอับขี้เยี่ยวค้างคาว ถ้าหากอยู่นานๆ จะมีอาการปวดหัวและแน่นหน้าอก ท่านกับหลวงปู่แหวน หลวงปู่เกตุ จึงปฏิเสธที่จะเข้าไปสํารวจถํ้ากับหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ตื้อท่านจึงเข้าไปสํารวจภายในถํ้ามืดเพียงลําพังองค์เดียว
หลวงปู่ตื้อท่านเข้าไปในถํ้านานหลายชั่วโมง ตอนบ่ายท่านก็ออกมาในสภาพเนื้อตัวเปื้อนโคลนดิน หลวงปู่ตื้อท่านบอกว่า ถํ้ามืดสลับซับซ้อนมาก ในถํ้ามีพระพุทธรูปและข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณกระจายอยู่ทั่ว ภูมิยักษ์ที่รักษาสมบัติก็ดุเอาการ หยิบจับอะไรขึ้นมาดูก็แสดงกิริยาไม่เป็นมิตรด้วย ในถํ้ามีงูอาศัยอยู่มาก เวลาเดินต้องระวังจะเดินไปเหยียบงู หลวงปู่ตื้อท่านไม่ค่อยถูกกันกับพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอ พอเจองูมากๆ ท่านจึงออกจากถํ้า
หลวงปู่ชอบเล่าถึงอุปนิสัยโลดโผนของหลวงปู่ตื้อให้ฟังว่า หลวงปู่ตื้อท่านเป็นพระที่ผีสางเทวดาอันธพาลกลัวเกรงท่านมาก ผีฟ้าป่าเขาที่ไหนว่าดุๆ เฮี้ยนๆ พอเจอหลวงปู่ตื้อแล้วเป็นต้องแตกกระเจิง หลวงปู่ตื้อท่านไม่เกรงกลัวในอํานาจของพวกมิติมืด แต่ถ้ากับงูท่านจะไม่เข้าใกล้ หลวงปู่ชอบเคยถามท่านว่า อาจารย์ตื้อกลัวงูหรือจึงไม่กล้าจับงู หลวงปู่ตื้อบอกท่านไม่ได้กลัวงู ท่านว่าเวลาจับหรือสัมผัสกับงู ท่านจะเกิดอาการเดียมมือ (จั๊กกะจี๋มือ) ไม่จําเป็นท่านจะไม่จับหรือสัมผัสกับตัวงู ท่านว่าต่างกันกับหลวงปู่แหวน หลวงปู่แหวนถ้าเจองู ท่านจะจับมาดูเฉย หลวงปู่แหวนกับหลวงปู่ตื้อท่านจึงมักจะเที่ยววิเวกด้วยกัน ถ้าที่ไหนมีงูมากวน หลวงปู่แหวนท่านจะจับงูไปปล่อยให้ แต่ถ้าที่ไหนมีผีสางมารบกวน หลวงปู่ตื้อท่านจะเป็นผู้กําราบให้เอง
ท่านว่าสมัยก่อนตอนเป็นพระหนุ่มเที่ยววิเวกอยู่ทางภาคเหนือ ถ้าเห็นหลวงปู่ตื้ออยู่ที่ไหน ก็จะเห็นหลวงปู่แหวนอยู่ที่นั่น เว้นแต่ท่านทั้งสองจะแยกย้ายกันไปจําพรรษายังสถานที่แห่งอื่น พอออกพรรษาแล้ว ท่านก็จะกลับมาหากันเหมือนเดิม จนหลวงปู่มั่นท่านพูดหยอกหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวนว่า “คู่เงาธรรม งัวงามคู่”
หลังจากพากันทําที่พักให้หลวงปู่มั่นเสร็จได้ประมาณสามสี่วัน หลวงปู่มั่นท่านก็พาลูกศิษย์ตามมาสมทบ องค์ท่านถามว่า สถานที่แห่งนี้เป็นอย่างไรบ้าง หลวงปู่ตื้อกราบเรียนองค์ท่านว่าสถานที่แห่งนี้เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมขอรับ เทพภูมิที่นี่ก็เป็นมิตรกับพระเณรดี เว้นแต่ภูมิยักษ์รักษาสมบัติเท่านั้น เขาไม่ค่อยเป็นมิตรกับพระเณรเราเท่าไหร่ เพราะเคยมีพระเณรมาเอาสมบัติที่เขารักษาออกไปจากถํ้า ภูมิยักษ์รักษาถํ้าเขาจึงไม่ค่อยเป็นมิตรกับพระเณรเรา เขาจะคอยตําหนิเพ่งโทษ เพราะเกรงว่าพวกเราจะพากันมาขนเอาสมบัติที่เขาเฝ้ารักษาออกไปจากที่นี่อีก
หลวงปู่มั่นท่านจึงเตือนลูกศิษย์ให้พากันสํารวมในศีลสิกขาของตน อย่าพากันหาญคะนองลองประมาทในสถานที่เป็นอันขาด ท่านสั่งห้ามพระเณรไม่ให้ไปแตะต้องของสงวนที่พวกเทพภูมิเขารักษา ให้พากันเร่งทําความเพียรเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา แผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ให้ได้รับความผาสุกเย็นใจในธรรม เรื่องภายนอกนั้น องค์ท่านให้พระเณรปฏิบัติไปตามหน้าที่ของตน ส่วนเรื่องภายในนั้น องค์ท่านจะเป็นผู้พิจารณาถึงความเหมาะสมในการปฏิบัติต่อสถานที่ด้วยองค์ท่านเอง
ดอยหลวงเชียงดาว
ดอยหลวงเชียงดาว หรือ ดอยเชียงดาว มียอดเขาที่สูงเป็นอันดับ ๓ ของประเทศไทย ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เดิมมีชื่อว่า “ดอยเพียงดาว” แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นได้เรียกเพี้ยนมาเป็น “เชียงดาว” อย่างในปัจจุบัน และมีชื่อดั้งเดิมว่า “ดอยอ่างสลุง” โดยมีความเชื่อว่า ในอดีตองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมาพร้อมพระอรหันต์ ๘ รูป ทรงลงสรงนํ้าในที่แห่งนี้ ขณะที่ “หลวง” ในภาษาเหนือหมายถึง “ใหญ่”
ดอยหลวงเชียงดาว ธรรมสถานพระปัจเจก พระอรหันต์ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
เทือกเขาภูหลวงเป็นเทือกเขาแห่งพระอริยเจ้าของทางภาคเหนือ ถือว่าเป็นขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ หรือเรียกว่า “ดอยหลวงเชียงดาว” ซึ่งประกอบด้วย ถํ้าเชียงดาว ถํ้าฤๅษี ถํ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าถํ้าปากเปียง ถํ้าผาปล่อง ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ที่ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เดินธุดงค์และพักบําเพ็ญเจริญสมณธรรมมาแล้วทั้งสิ้น
ในสมัยก่อน “ถํ้าเชียงดาว” เป็นถํ้าที่เคยมีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาพักและมีพระอรหันต์มานิพพาน ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า “ป่าเทือกเขาเชียงดาวนั้น ถือเป็นรมณียสถาน ถํ้าเชียงดาว ถือเป็นมงคลสําหรับนักปฏิบัติธรรม”
จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ โดย ท่านพระอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ขณะที่ท่านพักอยู่ในถํ้าเชียงดาว ปรากฏนิมิตต่างๆ ที่ประทับใจมากมายหลายนิมิต แต่จะนํามาลงเท่าที่ควร คือ ตอนกลางคืนยามดึกสงัดแทบทุกคืน มีเทวดามาจากเบื้องบนชั้นต่างๆ บ้าง มาจากเบื้องล่างที่ต่างๆ บ้าง มาฟังเทศน์ท่านคืนละ ๓ พวกบ้าง ๒ พวกบ้าง ๑ พวกบ้าง ตามเวลาที่ท่านนัดให้มา และมีพระอรหันต์มาสัมโมทนียกถาธรรม เครื่องรื่นเริงกับท่านเสมอมิได้ขาด”
“ที่ถํ้าเชียงดาวมีพระอรหันต์มานิพพาน ๓ องค์ สององค์นอนนิพพาน แต่อีกองค์หนึ่งเดินจงกรมนิพพาน และแสดงท่านิพพานให้ท่านดูต่อหน้าต่อตาเลย ทุกองค์ที่นิพพานในท่าต่างๆ ได้อธิบายเหตุผลประกอบให้ท่านทราบอย่างละเอียด ก่อนจะทําพิธีนิพพาน”
ครั้น ท่านพระอาจารย์มั่น มาพักบําเพ็ญสมณธรรมอยู่นั้น ท่านได้กล่าวว่า “ครั้งแรกๆ เราก็พักอยู่ตีนเขาและบําเพ็ญความเพียร ต่อไปก็ขยับมาอยู่ที่ปากถํ้า..” ตรงปากถํ้านั้นมีก้อนหินใหญ่ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านใช้ก้อนหินนั้นเป็นที่นั่งสมาธิ มีความรู้สึกว่า เหมือนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง มิใช่โลกนี้ ไม่ว่าจะเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิ
เที่ยววิเวกกับสหธรรมิก
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พร้อมด้วยเพื่อนสหธรรมิก ได้อยู่พักปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บนดอยหลวงเชียงดาวได้ระยะหนึ่ง หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านอยากจะออกเที่ยวธุดงค์วิเวกไปตามสถานที่ต่างๆ ทางภาคเหนือที่ท่านยังไม่เคยไป ท่านจึงได้นําเรื่องนี้ไปกราบเรียนหลวงปู่มั่นผู้เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่มั่นท่านจึงแนะนําให้หลวงปู่ชอบไปเที่ยววิเวกทางเมืองแหง เมืองคอง ชายแดนไทย – พม่า เพราะทางนั้นมีป่าไม้ขุนเขาอันเงียบสงบเหมาะแก่การภาวนา หลวงปู่ชอบท่านจึงตัดสินใจจะเดินทางไปเที่ยววิเวกเมืองคองชายแดนไทย – พม่า ตามที่หลวงปู่มั่นท่านแนะนํา
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านทั้งสองพอทราบข่าวว่า หลวงปู่ชอบท่านได้กราบลาพ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่นออกเที่ยววิเวก จึงอยากจะไปเที่ยววิเวกกับหลวงปู่ชอบ จึงได้พากันเข้าไปกราบเรียนขออนุญาตจากหลวงปู่มั่นเพื่อออกเที่ยววิเวกกับหลวงปู่ชอบ หลวงปู่มั่นท่านก็อนุญาตให้ท่านทั้งสามออกเที่ยววิเวกด้วยกัน โดยสั่งกําชับเอาไว้ว่า ถ้าหากพากันกลับจากเที่ยววิเวกแล้วให้ไปหาองค์ท่านทางเมืองพร้าว ท่านจะไปพักภาวนารออยู่ทางนั้น
หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ท่านทั้งสามจึงได้พากันกราบลาหลวงปู่มั่น และได้พากันออกธุดงค์เดินทางไกลด้วยเท้าเปล่าไปตามขุนเขาอันสลับซับซ้อน ระยะทางประมาณ๕๐ กิโลเมตร จากดอยหลวงเชียงดาว ผ่านมาทาง ถํ้าปากเปียง – ถํ้าผาปล่อง มุ่งหน้าขึ้นเขาไปทางเมืองคอง ตามที่หลวงปู่มั่นบอกทางไว้ ท่านทั้งสามใช้เวลาเดินทางตลอดทั้งวัน จึงมาพบกับหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า “บ้านแม่แพลม” บ้านแม่แพลมในสมัยก่อนนั้นมีบ้านเรือนไม่มาก ประมาณสิบกว่าหลังคาเรือน คณะของท่านทั้งสามจึงได้พากันพักภาวนาอยู่ชายป่าบ้านแม่แพลม เพื่ออาศัยโคจรบิณฑบาตและอาศัยสอบถามเส้นทางกับชาวบ้าน
คณะของท่านพักอยู่บ้านแม่แพลมประมาณสองวัน ก็พากันออกเดินทางมาที่หมู่บ้านเล็กๆอีกหมู่บ้านชื่อว่า “บ้านวังมะริว” ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเท่าไรนักกับบ้านแม่แพลม ท่านทั้งสามพากันขึ้นไปพักภาวนาอยู่ที่ดอยผาหมี ห่างจากบ้านวังมะริวออกไปประมาณสองกิโลเมตร ตอนพักภาวนาอยู่ที่ดอยผาหมี หลวงปู่ชอบท่านทราบด้วยความรู้ภายในขององค์ท่านว่า บริเวณบ้านวังมะริวและเมืองคองที่อยู่พื้นล่างดอยผาหมีนั้น ในสมัยอดีตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ท่านเคยมาตั้งทัพศึก เพื่อรวบรวมกําลังไพร่พลและเสบียงกรังก่อนที่พระองค์จะยกทัพไปตีเมืองหงสาวดี
ออกจากดอยผาหมี บ้านวังมะริว ท่านทั้งสามพากันเดินข้ามแม่นํ้าแม่แตงมาพักภาวนาที่ดอยเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเมืองคองมากเท่าไรนัก หลวงปู่ชอบท่านเลือกที่จะพักอยู่ถํ้าเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ข้างล่างดอย หลวงปู่ตื้อกับหลวงปู่แหวนท่านพากันขึ้นไปพักอยู่บนยอดดอย ท่านบอกถํ้าแห่งนี้มีอดีตกับท่านมาก่อน มีชาติหนึ่งท่านเกิดเป็นเสือโคร่งเคยอาศัยอยู่ในถํ้าแห่งนี้ และได้ตายอยู่ในถํ้าแห่งนี้ ด้วยสิ้นอายุขัยของการเกิดเป็นเสือโคร่งในชาตินั้น
ปัจจุบัน ดอยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเป็น สํานักสงฆ์บ้านแม่เมืองคอง แต่ไม่ค่อยมีพระเณรอยู่ประจําตลอด เนื่องจากทุรกันดารมาก ปัจจัย ๔ อัตคัดขัดสน พระเณรผู้ไม่มีความอดทนจะอยู่ที่นี่ลําบากด้วยเหตุผลที่หลากหลาย
ออกจากบ้านแม่เมืองคอง ท่านทั้งสามได้พากันไปพักภาวนาที่ ดอยบ้านขุนคอง ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่าลีซอ ตั้งอยู่ในเขต ตําบลทุ่งข้าวพวง อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
เมืองคอง ตั้งอยู่ในเขตตําบลเมืองคอง อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ใกล้ชายแดนไทย – พม่า สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบระหว่างหุบเขา อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย ๕ – ๑๐ องศาเซลเซียส
ตอนสาวน้อยจ้อยซอ
ออกจากดอยลีซอ บ้านแม่ขุนคอง อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พากันมาเที่ยววิเวกทางเมืองเวียงแหง ท่านทั้งสามพากันไปขอพักที่วัดในเมืองเวียงแหง ซึ่งเป็นวัดของชาวไทยใหญ่ พักอยู่ที่นี่ได้คืนเดียว หลวงปู่แหวนท่านก็ชวนหมู่คณะกลับมาหาหลวงปู่มั่น ที่เมืองพร้าว ท่านทั้งสามจึงพากันเดินทางมาหาหลวงปู่มั่นที่บ้านป่าเมี่ยงแม่สาย
ระหว่างเดินทางมานั้น นํ้าฉันของพวกท่านหมด หลวงปู่แหวนท่านจึงไปขอนํ้ากับโยมที่กําลังเก็บใบเมี่ยง ลูกสาวเจ้าของไร่เมี่ยงจึงไปตักนํ้าในบ่อมาถวายให้พวกท่านฉัน พอฉันนํ้าดับกระหายกันแล้ว นํ้าที่เหลือท่านทั้งสามก็พากันเอามาล้างแข้งล้างขาของตนเอง ระหว่างที่ท่านทั้งสามกําลังพากันล้างแข้งล้างขาอยู่นั้น หญิงสาวชาวไร่เมี่ยงที่ตักนํ้ามาถวายให้พวกท่าน เธอได้ส่งเสียงนํ้าอ้อย “จ้อยซอ” ขึ้นมา
(จ้อยซอ คือ เพลงลําทางภาคเหนือ คล้ายกับลํากลอนของทางภาคอีสาน ต่างกันแค่ใช้ภาษาถิ่นในการประพันธ์กวี กาพย์ กลอนเท่านั้น)
สาวน้อยนางนี้เธอได้จ้อยซอขึ้นมาว่า “ขาลายยาวแปงฮาวผ้าอ้อม ขาลายก้อมแปงผ้าเจ๊ดตี๋น” มีความหมายเป็นนัยยะว่า “ชายคนไหนที่สักขาลายทั้งสองข้าง ชายคนนั้นเป็นชายชาตรี เหมาะที่จะเอามาเป็นพ่อของลูก ชายคนไหนสักลายไม่ครบทั้งสองข้าง ชายคนนั้นไม่ใช่ชายชาตรีที่แท้จริง ไม่ควรที่จะเอามาเป็นพ่อของลูก”
คนสมัยก่อนเวลาที่สื่อเสน่หา มักจะใช้ถ้อยคําสํานวนที่ซ่อนความหมายในใจตนเองเอาไว้ องค์ท่านทั้งสามทราบถึงเจตนาที่สาวน้อยจ้อยซอคนนี้เขามีจิตคิดอย่างไรกับพวกท่าน โดยเฉพาะหลวงปู่แหวนท่านมีขาลายยาวทั้งสองข้าง เขามองท่านไปในทางแปงฮาวผ้าอ้อม องค์ท่านทั้งสามจึงพากันเดินทางออกจากสวนเมี่ยงแห่งนั้นทันที ระหว่างเดินทางมา หลวงปู่ตื้อท่านพูดหยอกหลวงปู่แหวนว่า “คักหลายน้อผู้เฒ่าแหวน ขาลายยาวแปงฮาวผ้าอ้อม”
เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ทําให้องค์ท่านทั้งสามพากันขําขันกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา เรื่องขาลายยาวแปงฮาวผ้าอ้อมนี้ จึงเป็นเรื่องที่หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ตื้อท่านมักจะพูดหยอกหลวงปู่แหวน จนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเฒ่าชแรแก่ชรา ทําให้ลูกศิษย์รุ่นหลังๆ พลอยได้รับอานิสงส์ความบันเทิงเริงใจของทั้งสามองค์ท่านในเรื่องนี้
ตอนอยู่แต่เกิบ (รองเท้า)
เมื่อถึงบ้านป่าเมี่ยงแม่สาย อําเภอพร้าว ท่านทั้งสามพากันมารอเข้าพบหลวงปู่มั่นที่ศาลาพักขององค์ท่าน ท่านทั้งสามพากันเฝ้ารออยู่นาน ก็ไม่ได้ยินเสียงกระแอมไอของหลวงปู่มั่นเป็นสัญญาณซักที หลวงปู่ตื้อท่านจึงแกล้งพูดเสียงดังขึ้นมาว่า “สงสัยพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว ท่านคงออกไปเที่ยววิเวกแล้วล่ะมั่ง ถ้าพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านอยู่ พวกเราก็ต้องเห็นตัวท่านแล้วสิ นี่มารอกันตั้งนาน ก็ยังไม่เห็นท่านเลย เห็นแต่เกิบเพิ่น บ่เห็นโต๋เพิ่น” (เห็นแต่รองเท้าท่าน ไม่เห็นตัวท่าน)
พอหลวงปู่ตื้อว่าจบไม่นาน หลวงปู่มั่นก็ดุเสียงขึ้นใส่ว่า “พวกพระขี้เหล้าเมายาพากันมาแล้วหรือ มันพากันเมาเหล้าเมาโลกมาจากไหน ถึงได้มาส่งเสียงเอะอะโวยวายรบกวนความสงบของพระสงฆ์องค์เณรผู้ที่ท่านปฏิบัติอยู่ที่นี่ ครูบาอาจารย์ไม่เคยอบรมสั่งสอนหรือยังไง ถึงได้พากันมาเอะอะโวยวายยังกับพวกขี้เหล้าเมายา มันเป็นลูกศิษย์ของใครถึงได้ทําตัวกันแบบนี้..หือ”
หลวงปู่ตื้อท่านเสียงดังตอบหลวงปู่มั่นไปว่า “กระผมชื่อพระตื้อ อจลธมฺโม เป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นขอรับ กระผมพาครูบาชอบ ครูบาแหวน มากราบเยี่ยมขอฟังธรรมกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นขอรับ”
หลวงปู่ชอบบอก “พออาจารย์ตื้อตอบท่านอาจารย์ใหญ่มั่นเสียงดังแบบนี้ เฮา (เรา) กับผู้เฒ่าแหวนพากันตับลีบเบิ่ด (หมด) ย่านอาจารย์ใหญ่ท่านย้องบ่างกัณฑ์ใหญ่ (กลัวหลวงปู่มั่นท่านจะเทศน์ยําด้วยธรรมกัณฑ์ใหญ่) หลวงปู่มั่นดุให้ว่า “ออกไปจากสํานักเราเดี๋ยวนี้ สํานักเราไม่ต้อนรับพระขี้เหล้าเมายา ออกไปเดี๋ยวนี้” พอองค์ท่านพูดจบ หลวงปู่ตื้อท่านก็คลานขึ้นบันไดเข้าไปยังห้องพักของหลวงปู่มั่น ท่านกราบเรียนหลวงปู่มั่นว่า “พวกเกล้ากระผมพึ่งกลับมาจากเที่ยววิเวก จะพากันมากราบเรียนปรึกษาข้อธรรมะกับพ่อแม่ครูอาจารย์ขอรับ”
หลวงปู่มั่นว่าให้หลวงปู่ตื้อ “ท่านตื้อทําอะไรไป ก็ควรระวังในเรื่องความสงบเอาไว้บ้าง ท่านก็รู้ว่าเราไม่ชอบคนพูดเสียงดังเหมือนพวกขี้เหล้าเมายา ทําไมท่านตื้อต้องพูดเสียงดังทําลายความสงบของพระเณรผู้ที่ท่านกําลังปฏิบัติอยู่ ถ้าเราไม่รู้จักจริตนิสัยของท่านมาก่อนแล้ว เราจะไล่ให้ท่านออกไปจากที่นี่เลย ปากนั้นไม่ได้มีไว้สําหรับพูดเสมอไป บางครั้งก็เอาไว้กระแอมไอบ้างแค่ไอค่อกๆ แค่กๆ ขึ้นมา เราก็รู้แล้วว่ามีคนมาหา ทีหลังท่านตื้ออย่าทําแบบนี้อีกนะ ให้ท่านเห็นใจหมู่คณะพระเณรที่ท่านกําลังปฏิบัติหาความสงบบ้าง”
เมื่อถูกหลวงปู่มั่นเตือน หลวงปู่ตื้อก็น้อมรับธรรมคําสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์มาปฏิบัติ จากนั้นหลวงปู่มั่นว่าให้หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่แหวนว่า “พวกเพื่อนพระขี้เหล้าสององค์นี้ ทําไมมันไม่พากันขึ้นมาหาเราล่ะ มันยังไม่สร่างเมากันอีกหรือ”
หลวงปู่ชอบท่านว่า “เฮากับผู้เฒ่าแหวนพากันคลานก่อมก้อยขึ้นไปตั้งแต่หัวบันได ย่านเพิ่นย้องบ่าง” ท่านเล่าไปหัวเราะไป ทําให้นึกถึงภาพในอดีตของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งสามท่าน หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เมื่อสมัยท่านทั้งสามยังเป็นครูบาพระหนุ่มที่อยู่ในอ้อมกอดเมตตาธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
หลวงปู่มั่นถามถึงเรื่องการไปเที่ยววิเวก และเรื่องการภาวนาของแต่ละองค์ว่าเป็นอย่างไร พากันได้ข้อคิดข้อธรรมอะไรติดจิตติดใจกันมาบ้าง หลวงปู่มั่นท่านถามเรื่องภายในของแต่ละองค์ท่านทั้งสามต่างพากันกราบเรียนตามภูมิจิตภูมิธรรมที่ตนเองมีอยู่ในตอนนั้น ข้อไหนถูกองค์ท่านก็ส่งเสริม ถ้าใครติดขัดในธรรมจุดไหน องค์ท่านก็จะแก้ปัญหาธรรมนั้นๆ ให้กระจ่างแจ้งแก่ใจ
มีผู้กราบเรียนถามหลวงปู่ชอบว่า “หลวงปู่มั่นท่านดุกับพระเณรนั้นจริงหรือไม่”
หลวงปู่ชอบท่านบอกพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านจะดุกับพระเณรอยู่ ๒ ประการ
๑. ท่านจะดุพระเณรองค์นั้นเพื่อทดลองใจ ซึ่งเรื่องนี้เราถูกมากับตนเองแล้ว ตอนไปถวายตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านที่บ้านสามผง
๒. ท่านจะดุพระเณรองค์นั้นๆ ต่อเมื่อปฏิบัติตนผิดธรรมผิดวินัย ถ้าประพฤติตนหนักเข้าไม่เคารพในพระธรรมวินัย ท่านก็จะไล่ให้หนีออกไปจากสํานักของท่านทันที เราเคยเห็นมาแล้วตอนที่อยู่เชียงใหม่ กับที่สกลนคร
ส่วนเรื่องที่ หลวงปู่ตื้อถูกหลวงปู่มั่นท่านดุเรื่องการส่งเสียงดังในวัด และท่านได้สอนให้ส่งเสียงกระแอมไอเป็นสัญญาณเพื่อขอเข้าพบครูบาอาจารย์นั้น หลวงปู่ชอบท่านสอนลูกศิษย์ว่า“การส่งเสียงกระแอมไอนี้เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของพระเณรกรรมฐานที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมา ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าท่านยังทรงดํารงธาตุขันธ์อยู่ มิใช่มาถือเอาในสมัยขององค์หลวงปู่เสาร์ องค์หลวงปู่มั่นในปัจจุบันนี้”
พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๔๗๙ จําพรรษาที่บ้านแม่พวก อําเภอพร้าว
เมื่อหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวน ได้กราบเรียนเรื่องการภาวนาแล้ว หลวงปู่มั่นท่านได้แนะนําอุบายและให้โอวาทธรรม พอใกล้เข้าพรรษาท่านทั้งสามก็แยกย้ายกันออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมและหาที่จําพรรษากันต่อไป สําหรับหลวงปู่มั่นขณะเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาทางภาคเหนือสถานที่ที่ท่านไปวิเวก ส่วนใหญ่อยู่แถบอําเภอพร้าว ท่านได้กล่าวไว้ว่า “สําหรับอําเภอพร้าวนี้ มีภูมิทําเลเหมาะแก่การบําเพ็ญเพียรทางใจ” นอกจากนี้ท่านยังได้เมตตาแนะนําสั่งสอนชาวบ้านให้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ และสอนให้เข้าใจในหลักเหตุผลแห่งความจริง โดยท่านสอนเน้นถึงว่า “คุณธรรมนั้นมีความสําคัญยิ่งนัก”
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ก่อนเข้าพรรษา เมื่อหลวงปู่เทสก์ลงจากภูเขามูเซอ เพื่อมารับไทยทานตามที่หลวงปู่สารณ์นิมนต์ จากนั้นท่านกราบนมัสการลาหลวงปู่สารณ์ ไปธุดงค์และจําพรรษาที่บ้านมูเซอ ในพรรษานี้หลวงปู่แหวนท่านอยู่จําพรรษาเพียงองค์เดียวที่บ้านแม่พวก ตําบลแม่แวนอําเภอพร้าว ส่วนหลวงปู่ขาวท่านได้อยู่จําพรรษากับหลวงปู่มั่น ที่ดอยนะโม บ้านทุ่งบวกข้าว อําเภอพร้าว นับเป็นครั้งแรกของหลวงปู่ขาวที่ได้จําพรรษาร่วมกับหลวงปู่มั่น
บ้านแม่พวก ที่หลวงปู่แหวนท่านไปจําพรรษานั้น ในสมัยนั้นยังเป็นหมู่บ้านป่าเล็กๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติของผืนป่าและขุนเขา เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด สัปปายะมาก ทั้งอากาศ อาหารก็สัปปายะ เหมาะกับเป็นสถานที่บําเพ็ญภาวนาอีกแห่งหนึ่งในอําเภอพร้าว บ้านเรือนก็มีเพียงไม่กี่หลังคาเรือน พออาศัยโคจรบิณฑบาตเลี้ยงชีพ
เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวน ท่านยังออกเที่ยวธุดงค์ตามลําพัง ตามป่าตามเขาทางภาคเหนือ แถบอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ต่อไป ทั้งนี้เพื่อจะได้อยู่ไม่ห่างไกลจากที่พํานักของหลวงปู่มั่น ผู้เป็นครูบาอาจารย์มากนัก
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ พอใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่แหวนท่านยังจําพรรษาตามป่าตามเขาแถบอําเภอพร้าว ในปีนี้ท่านจําพรรษาที่บ้านแม่พวก ตําบลแม่แวน อําเภอพร้าว ติดต่อกันเป็นพรรษาที่ ๒ ส่วนหลวงปู่มั่นจําพรรษากับหลวงปู่เทสก์ หลวงปู่อ่อนสีที่บ้านมูเซอ หรือบ้านปู่พญา อําเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย หลังออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่นท่านก็ลงมาจากบ้านมูเซอมารับหลวงปู่แหวน และรับท่านพระอาจารย์สารณ์ หลวงปู่ขาว กลับไปหาหลวงปู่เทสก์ที่บ้านมูเซอ ตามประวัติหลวงปู่เทสก์ บันทึกไว้ดังนี้
“หลังจากออกพรรษาแล้ว ท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น) ได้กลับลงมาทางอําเภอพร้าวอีก (ตามที่เพื่อนๆ เล่าให้ฟังว่า ท่านได้มาปรารภกับหมู่คณะในทํานองนั้นอีกเหมือนกัน) ส่วนเรา (หลวงปู่เทสก์) กับ ท่านอ่อนสีได้ขออนุญาตท่านอาจารย์ อยู่ประกอบความเพียรในบริเวณนั้นต่อไป เพื่อให้สาสมแก่ใจอีก ต่อมาไม่กี่วันท่านได้พาอาจารย์สารณ์ อาจารย์แหวน อาจารย์ขาว กลับคืนมาหาเราอีก แล้วท่านก็ปรารภในการที่จะจัดตั้งสํานักรับหมู่คณะอีก เราได้ยืนกรานตามคําเดิม หากตั้งทางภาคนี้ ผมไม่เห็นด้วย แต่ถึงอย่างไร ถ้าท่านอาจารย์ตั้งอยู่ทางภาคนี้จริงแล้ว หลังจากท่านอาจารย์ตั้งสํานักแล้วสามปี ผมจึงจะไปช่วยเหลือ คณะของท่านอาจารย์ได้พักอยู่ด้วยสองคืนแล้วก็แยกย้ายกันไป”
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าว่า “หลวงปู่มั่นก็ยังอยู่กับมูเซอ ก็เข้าไปฟังเทศน์ท่านอีก การอยู่การกินนั้นไม่เหมือนทุกวันนี้ เอาใบไม้อ่อนๆ มาต้ม ผ้าขาว เณร โยม ต้มแล้วก็ตําพริกกับเกลือใส่กัน ก็คนเข้าใส่นํ้า แล้วก็ไม่มีอะไร ตักใส่ในบาตร กับข้าวเท่านั้นน่ะ อาหารอะไรอย่างอื่นไม่มี บางทีก็ได้กินหน่อหวาย หน่อตาว ต้มกินแค่นั้นอาหาร
ฟืนไฟฟ้าอะไร รถเรืออะไรก็ไม่มี นํ้าก็ต้องไปแบกไปหามมาจากที่อื่น ไม่สนุกสะดวกสบายเหมือนอย่างทุกวันนี้ สู้ทนการปฏิบัติ หลวงปู่มั่นท่านพาทํายังไงก็พยายามทําตาม แต่ท่านไม่ให้อยู่ใกล้ ถ้ามาฉันข้าวร่วม ฉันเสร็จ ท่านไล่หนี ให้อยู่ห่างๆ ตลอดเลย การปฏิบัติท่านจะสอนท่านจะตั้งมั่น ว่าไม่ให้เอาไหน ให้ภาวนา ให้เห็นตั้งแต่กระดูกแล้ว อย่างง่ายๆ ก็คือ คนนี้ให้เห็นเป็นกระดูกเดิน คนอุ้มลูกนี่ให้เหมือนเอากระดูกแขวนคอ ท่านพูดสอนลูกศิษย์นี่ หลวงปู่มั่นท่านเทศน์ “เมื่อไรเห็นกระดูกแขวนคออยู่ เมื่อนั้นจึงจะเห็นธรรมขึ้นมาบ้าง” ท่านว่ายังไม่พ้นทุกข์ หลวงปู่มั่นท่านเทศน์อย่างนี้”
หลวงปู่แหวนเล่าอดีตชาติของหลวงปู่มั่น โดย องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่แหวน ท่านเล่าให้ฟังขบขันดีเรื่องพ่อแม่ครูจารย์ ท่านเคยอยู่ด้วยกันนี่ ท่านพูดขบขันดี โรคเจ็บท้องไม่ใช่อะไรหรอก ท่านพิจารณาของท่าน ท่านรู้เอง ท่านเล่าให้ฟัง ที่เจ็บท้องบ่อยๆ นี่เมียแช่ง คือ มีเมียแล้วไปเถลไถลอีก เมียไม่พอใจเลยแช่งเอา กรรมนั้นเลยติดมา ท่านว่าอย่างนั้น เพราะท่านพิจารณา ท่านรู้นี่ เคยเป็นอะไรๆ อย่างที่ทางมูเซอ ท่านก็เคยเป็น ไปเป็นหมูป่าอยู่โน่นนะ วัฏฏะไม่ทราบว่าเกิดที่ไหนๆ ตั้งแต่เมื่อไรๆ เป็นไปได้หมด เวลาท่านมีโอกาส ท่านจึงพูด ไม่ใช่ว่าพูดบ่อยๆ”
หลวงปู่แหวน ท่านพูดชมชาวมูเซอว่า “การบําเพ็ญอยู่ในป่า ต้องฉันหน่อไม้ ฉันต้นตาวยอดตาว ฉันพริก แต่ชาวมูเซอที่เขาอยู่ในป่านี้ เขาคงจะเป็นได้บุญบารมีมากเหมือนกัน เขาเป็นคนจนแต่เขาได้อุปัฏฐากพระนักปฏิบัติทั้งนั้นเลย ในสมัยนั้นหลวงปู่มั่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาวอยู่ด้วยกัน หลวงปู่พรหมด้วย หมู่ใหญ่อยู่ ไปอยู่กับมูเซอ ไม่รู้เขามีศรัทธาเลี้ยงได้อย่างไรเหมือนกัน นี้เป็นน่าอัศจรรย์”
ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านพระอาจารย์สารณ์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ท่านได้ติดตามหลวงปู่มั่น กลับลงมาอําเภอพร้าว จากนั้นท่านก็แยกย้ายกันธุดงค์ โดยหลวงปู่มั่นท่านธุดงค์กลับไปพักบําเพ็ญภาวนาที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย เมื่อท่านทราบด้วยญาณหยั่งทราบอันแจ่มชัดว่า หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ กับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ขึ้นภาคเหนือ เพื่อออกติดตามหาท่าน และท่านทั้งสองได้เข้าพักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่มั่นท่านจึงเดินทางลงไปรับหลวงปู่อ่อน กับ หลวงปู่ฝั้น มาพักที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย เพื่อสั่งสอนอบรมอย่างใกล้ชิด
ส่วนหลวงปู่แหวนเมื่อท่านกราบลาหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านก็แยกทางกับคณะ โดยออกเที่ยวธุดงค์ไปทางดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว ตามลําพังเพียงองค์เดียว ในระยะนี้หลวงปู่แหวนท่านเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ เมื่อถึงเข้าพรรษา ท่านมักจะอยู่จําพรรษาเพียงองค์เดียว
หลวงปู่ชอบเล่าถึงการอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พบกับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดเจดีย์หลวง หลวงปู่ตื้อถามท่านว่า “ออกจากนี้อาจารย์ชอบจะไปเที่ยววิเวกที่ไหน” ท่านบอกว่า“ยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยววิเวกที่ไหนดี ใจหนึ่งอยากจะกลับไปปฏิบัติอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นที่บ้านป่าเมี่ยงแม่สาย อยากจะกลับไปช่วยแบ่งเบาภาระดูแลหมู่คณะพระเณรให้กับองค์ท่าน”
หลวงปู่ตื้อกับหลวงปู่แหวนเห็นด้วยในเรื่องนี้ ท่านทั้งสามจึงพากันเดินทางมาหาองค์ท่านหลวงปู่มั่นที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ชอบเล่าถึงหน้าที่ของท่านตอนอยู่กับองค์ท่านหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่ให้ฟังว่า ท่านมีหน้าที่ช่วยองค์ท่านหลวงปู่มั่นดูแลพระเณร และดูแลบริขารอุปัฏฐากองค์ท่าน ท่านว่านิสัยหลวงปู่มั่นท่านไม่ชอบให้พระเณรมารุมล้อมปฏิบัติกับองค์ท่านมากนัก ถ้าท่านมอบหมายภาระให้พระเณรองค์ใดดูแลแล้ว พระเณรองค์นั้นจะเป็นผู้ปฏิบัติกับองค์ท่านเป็นหลัก
การปฏิบัติข้อวัตรกับองค์ท่านหลวงปู่มั่น พระเณรจะเข้าไปทําได้ไม่เกินสองหรือสามองค์เท่านั้น ถ้าเข้าไปพร้อมกันหลายองค์ ท่านจะดุเอา หลวงปู่มั่นท่านจะไม่ให้ลูกศิษย์มาเฝ้าอุปัฏฐากองค์ท่านอยู่ตลอดเวลา เพราะจะทําให้เสียเวลาในการปฏิบัติของพระเณรรูปนั้นๆ เรื่องนี้องค์ท่านหลวงปู่มั่นจะสั่งห้ามเป็นการเฉพาะ
สมัยอยู่กับองค์ท่านหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่ หลวงปู่ชอบท่านจะเข้าอุปัฏฐากองค์ท่านคู่กันกับหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ถ้าหลวงปู่เทสก์ออกเที่ยววิเวก ท่านจะคู่กับหลวงปู่ตื้อ หรือไม่ก็คู่กับหลวงปู่แหวน หลวงปู่ชอบท่านพูดในเรื่องขําขันของหลวงปู่ตื้อว่า “ถ้าวันไหนอาจารย์ตื้อ ท่านเข้าไปทําข้อวัตรพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น อาจารย์ตื้อท่านจะสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อให้พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านดุเอา พอตกเย็นเวลาฟังธรรม พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านจะยกเรื่องท่านอาจารย์ตื้อขึ้นมาแสดงอย่างดุดัน พระเณรเถรชีที่นั่งฟังธรรมด้วยกันถึงกับตัวลีบหายใจไม่ทั่วท้อง ท่านว่านี่คืออุบายการขอฟังธรรมจากท่านอาจารย์ใหญ่ในแบบฉบับของท่านอาจารย์ตื้อ”
พ.ศ. ๒๔๘๐ จําพรรษาที่นาของหนานปวน แม่มา
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ พอถึงหน้าแล้ง หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เข้าพักในถํ้าซึ่งอยู่ในบริเวณที่นาของสามีภรรยาคู่หนึ่ง สถานที่นี้ยังคงอยู่ในอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ดังนี้
“ห่างจากแม่ปั๋งไปประมาณ ๓ กิโลเมตร ข้ามดอยแม่ปั๋งไป มีทุ่งนาระหว่างเขาอยู่แห่งหนึ่งทุ่งนานี้ยาวไปตามภูเขา มีธารนํ้าไหลตลอดปี ข้างธารนํ้าไหลนั้นมีถํ้าอยู่ถํ้าหนึ่ง ลักษณะของถํ้าเกิดจากการไหลเซาะของนํ้ากัดริมตลิ่ง นานๆ ไป ทําให้ข้างริมตลิ่งตรงบริเวณนั้นเกิดเป็นถํ้าขึ้น ลักษณะของถํ้าแห่งนี้จึงค่อนข้างลึกลับ คือ ถ้ามองดูด้านบนจะไม่รู้ว่ามีถํ้าอยู่บริเวณนั้น ถ้าลงเดินไปที่ลําธารจึงจะมองเห็นถํ้า ซึ่งมีขนาดกว้างยาว ๕ – ๖ เมตร นับว่าเป็นถํ้าใหญ่พอพักอาศัยได้นํ้าได้พัดเอาทรายและก้อนหินเล็กๆ เข้าไปอุดถํ้า เหลือความลึกจากปากถํ้าเข้าไป ๑๐ เมตรเศษ ในฤดูแล้งสามารถอาศัยอยู่ในถํ้าแห่งนี้ได้สบาย แต่ในฤดูฝน เมื่อนํ้าจากภูเขาไหลลงมามาก ทําให้ธารนํ้าไหลเข้าไปในถํ้า พักอยู่ไม่ได้ เจ้าของที่นาแห่งนี้ ชื่อ หนานปวน กับ แม่มา สามีภรรยาคู่นี้อาชีพเป็นช่างตีเหล็ก นอกเหนือจากการทํานา
ในฤดูแล้ง หลวงปู่แหวนได้เข้าไปแสวงวิเวกตามป่าตามเขา ได้พบถํ้าแห่งนี้เข้า จึงได้เข้าไปพักบําเพ็ญภาวนา เพราะเห็นว่าบริเวณแห่งนั้นมีความเงียบสงบสงัดดี ท่านจึงแจ้งให้เจ้าของที่นาทราบว่า ท่านประสงค์จะอยู่จําพรรษา ณ สถานที่นั้น เจ้าของที่นาสุดแสนจะยินดี ได้จัดแจงทําที่พักบนหลังถํ้าให้เป็นกุฏิชั่วคราวของหลวงปู่ ได้ยกพื้นสูงจากพื้นดิน
หลวงปู่แหวนบอกให้ทําพื้นสูงพอพ้นดินก็พอ เพราะสะดวกในการขึ้นลง แต่เจ้าของไม่ยอม เพราะกลัวว่าเสือจะมารบกวนและอาจทําอันตรายท่านได้ ซึ่งสมัยก่อนแถบนั้นมีเสืออยู่ชุกชุมมาก เพราะพื้นที่ยังเป็นป่าดงดิบอยู่ หลวงปู่จําต้องอนุโลมโอนอ่อนตาม ยอมให้ปลูกกุฏิยกพื้นสูงตามความปรารถนาดีของเขา”
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ พอจวนใกล้เข้าพรรษา หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้ไปจําพรรษาที่วัดพระธาตุจอมแจ้ง อําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นวัดร้าง ห่างไกลจากบ้านเรือนผู้คน มีเสือชุกชุม โดยมีหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พระอาจารย์มนูพระอาจารย์คํา หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโต (พระครูอุดมธรรมคุณ) ติดตามมาร่วมจําพรรษา ส่วนหลวงปู่แหวน ท่านอยู่จําพรรษาตามลําพังเพียงองค์เดียวที่กุฏิชั่วคราวบนหลังถํ้านั้นเอง โดยอยู่สนองศรัทธาของหนานปวน แม่มาที่ได้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาสร้างถวายท่าน
หลวงปู่แหวน ท่านจะยึดปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ในข้อที่ว่า ท่านจะมุ่งมั่นฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน จึงจะอบรมสั่งสอนผู้อื่น กล่าวคือ หากท่านประพฤติปฏิบัติธรรมไปแล้ว ยังไม่บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ก็ไม่ยอมคลุกคลีเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ท่านก็ยังเร่งรีบบําเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดต่อไป อันเป็นไปตามหลักสัลเลขธรรม หรือ ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส ในพรรษานี้ท่านอยู่องค์เดียว โดยไม่มีภาระและไม่มีเรื่องกังวลกดถ่วงจิตใจ ท่านยังคงถือเนสัชชิไม่นอนตลอดพรรษา โดยเน้นการเดินจงกรมและยืนภาวนาเป็นหลัก อันเป็นปฏิปทาโดดเด่นประจําองค์ท่าน กุฏิชั่วคราวที่หนานปวนและแม่มาสร้างถวาย จึงมีไว้พอได้อาศัยนั่งภาวนาหลบฝนและเก็บอัฐบริขารเท่านั้น
ส่วน หนานปวน และ แม่มา เจ้าของที่นานับเป็นคู่สามีภรรยาที่มีทิฐิเสมอกัน และเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม มีใจเป็นบุญเป็นกุศล และชอบทําบุญสุนทานมาก ในปีนั้นหลวงปู่แหวนท่านได้เมตตาโปรดทั้งสอง จนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า โดยในช่วงเข้าพรรษา สองสามีภรรยาได้พากันสมาทานรักษาอุโบสถศีลตลอดพรรษากับหลวงปู่แหวน และนับตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา ทั้งสองต่างก็สมาทานรักษาอุโบสถศีลตลอดพรรษา และคงสมาทานรักษาทุกพรรษาเรื่อยมาจนตลอดชีวิต
รับนิมนต์ไปป่าเมี่ยงแม่สาย
ช่วงพํานักที่นาหนานปวน แม่มา ในพรรษานั้น ในเวลากลางคืน หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้เดินเที่ยวไปมาตามป่าตามเขาแถวนั้นอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในคืนที่อากาศโปร่ง ไม่มีเมฆ แสงจันทร์เจิดจ้า เดินท่องป่าให้ความเพลิดเพลินเจริญใจดี ท่านเดินไปก็บําเพ็ญภาวนาไปในตัว ตลอดทางได้ยินเสียงร้องของสัตว์ป่า เสียงนก เสียงแมลง ส่งเสียงร้องขับขานสลับกันเป็นระยะๆ สัตว์ป่า สัตว์ร้ายชุกชุมมาก แต่ไม่ปรากฏว่ามีสัตว์ร้ายอะไรมาแผ้วพานทําอันตรายท่านเลย เวลากลางวัน บางวันก็ขึ้นไปภาวนาอยู่ตามเนินหินสูงๆ บนภูเขา มีพวกเด็กๆ ที่มาเลี้ยงควายแถวนั้นเอานํ้าใส่กระบอกไม้ไผ่ขึ้นไปถวายทุกครั้ง
คณะศรัทธาญาติโยมจากบ้านป่าเมี่ยงแม่สาย เมื่อทราบข่าวว่าหลวงปู่แหวนอยู่จําพรรษาที่นาของหนานปวน แม่มา ในกลางพรรษาคณะศรัทธาญาติโยมนี้ นําโดยแม่โสม ขัติแก้ว มากราบอาราธนานิมนต์ว่า ออกพรรษาแล้วขอกราบนิมนต์พระคุณเจ้าไปโปรดทางบ้านป่าเมี่ยงแม่สายบ้าง หลังจากออกพรรษาไม่นานนัก คณะศรัทธาญาติโยมจากบ้านป่าเมี่ยงแม่สายก็มารับหลวงปู่แหวนขึ้นไปตามที่เขาเคยนิมนต์ไว้ ท่านจึงลาหนานปวน กับ แม่มา เจ้าของสถานที่เดิม เดินทางขึ้นไปป่าเมี่ยงแม่สายพร้อมกับคณะศรัทธาญาติโยมที่มารับ
หลวงปู่แหวน เล่าว่า “การไปป่าเมี่ยงแม่สายนั้น ต้องเดินทางขึ้นเขาลงห้วยไปหลายแห่งกว่าจะถึง ใช้เวลาเดินทางขาขึ้น ๖ ชั่วโมง และขาลงอีก ๔ ชั่วโมง ถ้าเดินไม่แข็งต้องใช้เวลานานกว่านี้” (หมายความว่า ต้องเดินทางหนึ่งวันเต็มๆ กันเลย)
สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย
สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย ตั้งอยู่บนดอยกลางหุบเขา บ้านแม่สาย ตําบลโหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ สํานักสงฆ์แห่งนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินทางธุดงค์มาปฏิบัติธรรมในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งในสมัยนั้นมีสภาพเป็นป่าเป็นดง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ มีต้นไม้ขนาดใหญ่หลายคนโอบ และมีสัตว์ป่าหนาแน่นชุกชุม เช่น เสือ ช้าง งู เก้ง ไก่ป่าก็มาอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น พวกชะนีก็มีร้องสนั่นหวั่นไหว พวกหมีก็ยังมีมาก เพราะไม่ถูกทําลาย โดยเฉพาะเสือชุมมาก เวลาบ่าย ๓ – ๔ โมง ชาวบ้านต้องรีบปิดประตูบ้าน กินข้าวเย็นก็เร็วกว่าปรกติ กลางคืนก็ต้องนอนเร็วขึ้น การเดินธุดงค์ของหลวงปู่มั่น ท่านต้องเดินบุกป่าฝ่าดงอันเป็นทางป่า ไม่มีถนนหนทางกว่าจะถึงสํานักสงฆ์ต้องผ่านภูเขาที่สลับซับซ้อนด้วยกันหลายลูก ท่านต้องเดินขึ้นเขาลงเขา และต้องเดินลุยลําธารนับสิบกว่าแห่ง
หลวงปู่พรหมเดินธุดงค์เพื่อติดตามหลวงปู่มั่น และได้กราบนมัสการหลวงปู่มั่นครั้งแรกที่สํานักสงฆ์แห่งนี้ การเดินเท้าจากป่าเมี่ยงแม่สายจะทะลุบ้านแม่สูน แล้วทะลุบ้านทุ่งบวกข้าว ตรงดอยนะโม แล้วก็ทะลุวัดดอยแม่ปั๋ง สมัยก่อนครูบาอาจารย์เดินตามป่าข้ามเขาทะลุถึงกันหมด
การเดินทางมาในขณะนั้นมีแม่โสม ขัติแก้ว ผู้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินสวนเมี่ยงแก่หลวงปู่มั่น ต่อมาได้มีหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เป็นคณะสงฆ์รับการถวายที่ดินดังกล่าว สถานที่แห่งนี้นับเป็นที่สัปปายะอย่างแท้จริงบรรดาพระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น จึงนิยมเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมกัน เช่น หลวงปู่อ่อนสี สุเมโธ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่อุดม ญาณรโต ฯลฯ เมื่อครูบาอาจารย์ออกจากที่นั้นแล้ว ต่อมาก็ได้กลายเป็นวัดร้าง ไม่มีพระ จนกระทั่งมีท่านพระอาจารย์มหาสุทธิ์มาอยู่ และจนปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงมีพระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่นได้เดินธุดงค์มาอยู่ด้วยกัน
สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สายเดิมมีทั้งกุฏิของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ฯลฯ แต่ได้ผุพังไปกับกาลเวลา คงเหลือแต่ศาลาอเนกประสงค์หลังเล็กๆ ที่ได้รับการบูรณะดูแลเป็นอย่างดี โดยใช้เป็นที่ทําวัตร สวดมนต์ ฉันจังหันเช้า และประกอบงานบุญต่างๆ และกุฏิหลวงปู่อุดม ญาณรโต ที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้มีสภาพดีขึ้นมาในปัจจุบัน สําหรับกุฏิหลวงปู่มั่นที่แท้จริง อยู่เนินเขาด้านบนเลยจากกุฏิหลวงปู่อุดมขึ้นไปทางด้านขวา สภาพกุฏิหลวงปู่มั่นเป็นลักษณะเสนาสนะป่าในอดีตของทางภาคเหนือ ซึ่งทําจากใบตองตึงและไม้ไผ่ ปัจจุบันจึงไม่เหลือร่องรอยแล้ว
สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สายนับเป็นที่สัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนามาก เพราะเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัด อาหารการขบการฉันเป็นไปอย่างอัตคัด เป็นอาหารป่า อากาศหนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะฤดูหนาวจะหนาวมาก เสนาสนะก็เป็นกระต๊อบหลังเล็กๆ อยู่บนเนินเขา ชาวบ้านจะใส่บาตร แต่ไม่ตามมาวัด เว้นแต่วันพระ วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา จึงมาถวายอาหารที่วัด เสร็จแล้วก็พากันแยกย้ายกลับบ้าน ชาวบ้านทํากันจนเป็นประเพณีจวบจนถึงปัจจุบัน พระสงฆ์ที่อยู่ปฏิบัติธรรมที่สํานักสงฆ์แห่งนี้จึงทําความเพียรกันได้อย่างเต็มที่
เรื่องของแม่โสมอดีตหมอผีแห่งป่าเมี่ยงแม่สาย
ป่าเมี่ยงแม่สาย เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่กลางหุบเขา มีลําธารนํ้าไหลผ่านตลอดปี สมัยก่อนเคยเป็นที่เล่นการพนัน เพราะว่ามันกันดารห่างไกลมาก ตํารวจเข้าไม่ถึง ชาวบ้านมีอาชีพทําสวนเมี่ยง (ใบชา) เป็นอาชีพหลัก ชาวบ้านเสร็จจากเก็บเมี่ยงขาย ก็มีเวลาว่าง เพราะเมี่ยงกว่าจะออกใช้เวลา ๒ เดือน จึงเล่นการพนันกัน สมัยก่อนมีแต่เมี่ยงอย่างเดียว ส่วนกาแฟ สับปะรด ยังไม่มี เพิ่งจะมีระยะหลังเนื่องจากโครงการหลวงฯ มาส่งเสริม เดิมชาวบ้านนับถือผี ถึงปีต้องทําพิธีเลี้ยงผี ไม่เช่นนั้นจะมีการเจ็บป่วยล้มตายกัน
หัวหน้าหมู่บ้าน คือ แม่โสม ที่นําคณะไปนิมนต์หลวงปู่แหวนนั่นเอง นอกจากเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว แม่โสมแกเป็นหมอผีประจําหมู่บ้านด้วย หลวงปู่มั่นเดินธุดงค์ไปบุกเบิกเป็นองค์แรก ท่านไปพักอาศัยใกล้หมู่บ้าน ต่อมาก็มีบรรดาพระศิษย์ติดตามขึ้นไปภาวนา เช่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่พรหม ฯลฯ หลวงปู่มั่นและบรรดาพระศิษย์ได้เทศน์สั่งสอนให้ชาวบ้านเลิกการถือผี ให้นับถือพระรัตนตรัยแทน ซึ่งก็มีพวกเลิกถือผีตามพระไม่กี่คน แม่โสมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อพระ ตัวแกเองได้ปฏิญาณกับพระเลิกถือผีโดยเด็ดขาด
พอถึงเวลาเลี้ยงผีครบรอบปี ในหมู่บ้านไม่ได้ทําพิธีเซ่นสรวงผีเหมือนเช่นเคย ผีก็สําแดงเดชออกมาอาละวาดทันที โดยเข้าสิงผู้คนในหมู่บ้านวุ่นวายไปหมด ที่สําคัญมาเข้าสิงลูกของแม่โสมเอง พร้อมขู่ว่าถ้าแม่โสมไม่ออกจากพระรัตนตรัย แล้วกลับมาเซ่นสรวงผีอย่างเดิม จะหักคอลูกของแกให้ตายเสีย เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านและอดีตหมอผีเจอดีเช่นนั้น ก็ทําให้ครอบครัวของแกเดือดร้อนวุ่นวายไปหมด บางวันแม่โสมเองก็ยังถูกผีเข้าสิงลงดิ้นพราดๆ ไปเหมือนกัน แม่โสมแกเป็นคนถือสัจจะ จึงไม่ยอมเลิกนับถือพระรัตนตรัย ในที่สุดลูกคนหนึ่งของแกก็ตายลง คนที่สองก็เริ่มป่วยหนัก ผีมาเข้าสิงอีก พร้อมทั้งขู่ว่าจะเอาให้ตายหมดทั้งหมู่บ้าน รวมทั้งตัวแม่โสมเองด้วย
ทําให้พวกชาวบ้านเดือดร้อนและหวาดกลัวกันมาก จึงได้พากันขอร้องให้แม่โสมเลิกนับถือพระรัตนตรัย แต่แม่โสมใจเด็ดยืนยันขอยอมตาย พวกลูกหลานและชาวบ้านมารบเร้าอ้อนวอนทุกวันๆ จนแกทนการรบเร้าไม่ได้ แม่โสมซึ่งแกมีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาพระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นมาก จึงไปกราบปรึกษาพระกรรมฐาน
พระกรรมฐานจึงได้แนะนําให้เรียกชาวบ้านมาพร้อมกัน ให้ทุกคนรับพระไตรสรณาคมน์และรับศีล แล้วพระกรรมฐานก็สอนให้เข้าใจเรื่องพระรัตนตรัย พร้อมทั้งเทศน์อานิสงส์ของศีล นอกจากนี้ให้ชาวบ้านสวดมนต์และฝึกภาวนาทุกเย็น ในที่สุดการเจ็บป่วยในหมู่บ้านเนื่องจากการกระทําของผีก็หมดไป ไม่เคยปรากฏอีกเลย โดยเฉพาะแม่โสมเองนั้น ถ้าเกิดว่าผีเข้าใคร เพียงแต่มีคนพูดว่าแม่โสมมา ผีจะรีบลนลานออกทันที ผีเคยเข้าสิงชาวบ้านและบอกว่าที่บ้านแม่โสมนั้นเข้าไปใกล้ไม่ได้ มีแสงแพรวพราวอยู่ตลอดเวลา แม้ชื่อของแม่โสม ถ้าได้ยินแล้วไม่รีบออก หัวก็จะแตก นับตั้งแต่นั้นมา ชาวป่าเมี่ยงแม่สายก็เลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัย และเข้าหาพระกรรมฐาน ตัวแม่โสมเองก็ชักชวนชาวบ้านสร้างวัดประจําหมู่บ้านขึ้น เป็นวัดฝ่ายกรรมฐานแกเป็นผู้บํารุงวัดอย่างเข้มแข็ง วัดนั้นก็เป็นวัดกรรมฐานมาจนทุกวันนี้
เรื่องของพระกรรมฐานผู้กลัวเสือเผชิญเปรต
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ออกพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวนไปพักภาวนาที่ป่าเมี่ยงแม่สาย ได้ราว๑ เดือน ท่านพระมหาบุญ จากวัดเจดีย์หลวงได้ตามขึ้นไปหาด้วยลักษณะอาการของผู้ที่พบเห็นความน่ากลัว จากการสอบถามได้ความว่า ท่านพระมหาบุญได้พักภาวนาที่ถํ้าดอกคํา ตําบลนํ้าแพร่ อําเภอพร้าว ตอนแรกภาวนาอยู่นอกถํ้า ตกกลางคืนได้ยินเสียงเสือร้องอยู่ใกล้ๆ จึงเกิดความกลัวนึกว่า ถ้ากําลังนั่งหลับตาอยู่ ถ้าเสือมาคาบไปกินท่านจะทําอย่างไร
วันรุ่งขึ้นจึงย้ายที่ภาวนาไปอยู่ในถํ้าส่วนที่ลึกที่สุด คิดว่าอยู่ในถํ้าคงจะปลอดภัยมากกว่า เผอิญท่านโชคไม่ดี ตอนกลางคืนขณะนั่งสมาธิภาวนาได้ยินเสียงประหลาดที่ปากถํ้า คิดว่าเสือมา จึงลืมตาขึ้นดู ปรากฏว่ายิ่งทําให้ท่านเกิดความหวาดกลัวอย่างสุดขีด ที่ปากถํ้ามีมนุษย์ร่างยักษ์ยืนขวางอยู่ ท่านกลัวจนตัวสั่น จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ จะบริกรรมพุทโธก็ว่าผิดบ้างถูกบ้าง เห็นร่างประหลาดนั้นอย่างชัดเจนไม่ว่าลืมตาหรือหลับตา ร่างนั้นยืนขวางปากถํ้าอยู่จนรุ่งเช้าจึงได้หายไป
รุ่งขึ้นเช้าท่านพระมหาบุญรีบออกจากถํ้า แล้วออกเที่ยวตามหาหลวงปู่แหวน ตอนแรกไปตามหาที่บ้านแม่พวก เพราะหลวงปู่เคยไปพักจําพรรษาที่นั่น ๓ ครั้ง พอทราบข่าวว่า หลวงปู่พํานักอยู่ที่ป่าเมี่ยงแม่สายจึงได้ไปหา พระมหาบุญท่านอยู่ในอาการขวัญผวา นอนไม่หลับทั้งคืน ภาวนาก็ไม่อยู่ ยังเห็นร่างที่น่ากลัวนั้นติดตาติดใจอยู่
หลวงปู่แหวนบอกว่าร่างที่ท่านมหาบุญเห็นนั้นเป็นเปรตเจ้าของที่ คอยเฝ้ารักษาถํ้านั้น เมื่อเห็นพระมาอยู่กลัวจะไปแย่งที่ เขาจึงมาหลอกหลอนให้พระกลัว จะได้หนีไป ความกลัวของพระมหาบุญไม่สามารถลบให้หายไปได้ หลวงปู่จะสอนจะแนะอย่างไรก็ไม่ยอมรับฟัง เฝ้ารบเร้าให้หลวงปู่พาไปส่งที่บ้านแม่หอพระ เมื่อไปถึงบ้านแม่หอพระท่านบอกว่าอยู่ไม่ได้ ขอให้หลวงปู่ไปส่งที่สํานักสงฆ์บ้านปง (วัดอรัญญวิเวกในปัจจุบัน) อําเภอแม่แตง
เมื่อไปถึงสํานักสงฆ์บ้านปง ก็ได้พบหลวงปู่ขาว อนาลโย กับ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ พักอยู่ที่นั่นพอดี หลังจากออกพรรษาช่วงเดือนสิบสอง ท่านทั้งสองได้ติดตามหลวงปู่มั่น ท่านรับนิมนต์ชาวบ้านปงมาทําบุญยี่เป็ง และได้เข้ามาพักที่สํานักสงฆ์บ้านปง ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่เทสก์เป็นหัวหน้า โดยมีหลวงปู่ชอบ และพระอีก ๓ รูป อยู่ร่วมจําพรรษา
หลวงปู่พรหมท่านรู้เรื่องท่านมหาบุญดี จึงแกล้งขับไล่ไม่ต้อนรับ เจตนาต้องการให้ท่านมหาบุญเดินให้เหนื่อย จะได้นอนหลับได้บ้าง แต่ท่านมหาโกรธจัด รีบเดินทางออกจากสํานักสงฆ์บ้านปง หลวงปู่แหวนตามไปส่งถึงอําเภอแม่ริม แล้วปล่อยให้ท่านพระมหาบุญเดินไปเชียงใหม่ตามลําพังองค์เดียว ส่วนหลวงปู่แหวนท่านกลับมาพักที่วัดป่าห้วยนํ้าริน วัดที่หลวงปู่ชอบ เคยอยู่จําพรรษา จากนั้นท่านก็กลับไปจําพรรษาที่ป่าเมี่ยงแม่สาย
พ.ศ. ๒๔๘๑ จําพรรษาที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย ภายใต้การอุปัฏฐากของแม่โสม หัวหน้าหมู่บ้าน และชาวบ้านที่นั่นซึ่งให้การอุปัฏฐากดูแลหลวงปู่เป็นอย่างดี หลวงปู่แหวนเล่าถึงบ้านป่าเมี่ยงแม่สายว่า ที่นั่นอากาศหนาวมากในฤดูหนาว ฝนตกชุกในฤดูฝน สําหรับหลวงปู่นั้นอากาศถูกกับธาตุขันธ์ดี ฉันอาหารได้มาก แต่ไม่มีอาการอึดอัดง่วงซึม เวลาภาวนา จิตก็รวมลงสู่สมาธิได้เร็ว ทางด้านจิตตภาวนาหลวงปู่บอกว่าการภาวนาที่นี่ได้ผลดีมาก นับได้ว่าเป็นที่สัปปายะอีกที่หนึ่ง
ป่าเมี่ยงแม่สาย เริ่มเป็นสํานักสงฆ์ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ โดย หลวงปู่มั่น ท่านธุดงค์บุกเบิกขึ้นมาจําพรรษาอยู่ ๑ พรรษา ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๔๗๙ หลวงปู่พรหมอยู่จําพรรษาติดต่อกัน ๓ พรรษา และต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงปู่มั่นท่านกลับมาบําเพ็ญภาวนา แต่ไม่ได้อยู่จําพรรษา โยมโสมจึงได้กราบนิมนต์หลวงปู่แหวนมาอยู่จําพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๘๑
ในอดีตป่าเมี่ยงแม่สายอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่า สัตว์ร้าย แม้ที่นี่มีเสือชุกชุม แต่บรรดาครูบาอาจารย์ท่านยอมสละตายเพื่อแลกกับธรรม ท่านจึงอยู่ปฏิบัติธรรมได้อย่างองอาจกล้าหาญ หลวงปู่พรหมท่านเคยเจอหมีป่า ส่วนหลวงปู่แหวน ในพรรษาท่านจะถือเนสัชชิตลอดพรรษา ท่านชอบเดินจงกรม กลางคืนดึกดื่น แม้ท่านทราบว่ามีเสืออยู่รอบด้าน ท่านก็ไม่หวาดกลัว ท่านก็เดินจงกรมของท่านได้อย่างสบาย
เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวน ท่านยังเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาทางภาคเหนือ แถบอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ต่อไป ทั้งนี้เพื่อจะได้อยู่ภายใต้ร่มเงารัศมีแห่งธรรมของหลวงปู่มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ เพราะในภาคปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ที่รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมมีความจําเป็นและสําคัญมาก อีกทั้งหาได้ยากมาก เมื่อมีครูบาอาจารย์คอยโปรดเมตตาธรรมานุเคราะห์ ทั้งคอยพรํ่าสอน พร้อมแก้ปัญหาธรรม และชี้แนะอุบายธรรมถึงทางหลุดพ้น การปฏิบัติธรรมย่อมเจริญ ก้าวหน้ารวดเร็วกว่าการปฏิบัติค้นคว้าหาธรรมด้วยลําพังตนเองเป็นไหนๆ
ดังนั้น ในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อพระศิษย์กราบลาครูบาอาจารย์ เพื่อแยกย้ายออกไปธุดงค์ หรือออกไปจําพรรษา ไปปฏิบัติธรรมกันเอง ในสถานที่ที่ไม่ห่างไกลจากครูบาอาจารย์มากนัก พอกลับจากการธุดงค์ หรือพอออกพรรษาแล้ว ต่างก็จะเดินธุดงค์กลับไปหาครูบาอาจารย์เสมอๆ เพราะยังจําเป็นต้องพึ่งพาครูบาอาจารย์นั่นเอง
หลวงปู่แหวน ท่านย่อมทราบคุณค่าของการมีครูบาอาจารย์ และท่านก็ปรารถนาที่จะหลุดพ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในการปฏิบัติธรรม ธรรมทุกขั้นเมื่อปฏิบัติไปแล้ว ย่อมติดและหลงได้ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานทุกองค์ซึ่งออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์ แม้มีอํานาจวาสนามากเพียงใด และแม้จะตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์เพียงใดก็ตาม ล้วนแต่เคยติดและเคยหลงมาด้วยกันทั้งนั้น หลวงปู่แหวนก็เช่นเดียวกัน ท่านยิ่งเร่งความเพียรเท่าไร ท่านก็ยิ่งจําเป็นต้องพึ่งพาครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงคอยอบรมชี้แนะ ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ เมื่อออกพรรษาแล้วท่านจึงออกเดินธุดงค์ไปกราบเยี่ยมเยียนและฟังธรรมท่านพระอาจารย์มั่นเหมือนเช่นเคย ทั้งนี้เพื่อกราบเรียนผลการภาวนา พร้อมทั้งรับฟังพระธรรมเทศนา ตลอดขอรับคําชี้แนะในธรรมขั้นสูงต่อไป ซึ่งในขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นพร้อมด้วยเหล่าพระศิษย์พํานักอยู่ที่ สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย หรือวัดร้างป่าแดง (ปัจจุบัน คือ วัดป่าอาจารย์มั่น) ตําบลเวียง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ นี้เอง ที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เปิดเผยธรรมธาตุต่อพระศิษย์อีกเป็นวาระที่สอง ลูกศิษย์อาวุโสที่อยู่ด้วย ณ ที่นั้น มี หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร และหลวงปู่คําอ้าย ฐิตธมฺโม (พระชาวเชียงใหม่) เป็นต้น
หลวงปู่คําอ้าย เล่าให้พระศิษย์ฟังว่า หลังจากที่ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์อบรมสั่งสอนพระศิษย์แล้ว ท่านปรารภว่า “ผมคงไม่มีงานที่จะทําอยู่กับพวกท่านหรอก ผมคงจะอยู่กับพวกท่านไป ไม่มีงานทํา แต่ก็จะอยู่กับพวกท่านไป พวกท่านก็ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ แต่พวกท่าน อย่าไปบอกพวกญาติโยมนะ อย่าไปบอกใคร”
นอกจากนี้หลวงปู่มั่นท่านยังได้ชมหลวงปู่พรหม ซึ่งเป็นพระศิษย์องค์แรกที่เพิ่งจะบรรลุธรรมอัศจรรย์ในปีนี้ หลวงปู่ขาวเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่มั่นท่านบอกบรรดาพระศิษย์อย่างอุทานดีใจว่า “หลวงปู่พรหมพ้นแล้วๆ” จนทําให้บรรดาพระศิษย์เกิดมีกําลังใจขึ้นมา จึงเกิดความมุมานะ รีบเร่งขวนขวายทําความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ต่อไป
หลวงปู่แหวน ท่านพูดถึง หลวงปู่พรหม เพื่อนสหธรรมิกว่า “เป็นผู้มีความพากเพียรถ้าทําอะไร ไม่มีคําว่าขี้เกียจขี้คร้าน ข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่พรหมก็เป็นยอด”
หลวงปู่พรหม เวลาท่านทําอะไร ท่านจะไม่กลัวตาย มีนิสัยเด็ดขาดมาก หลวงปู่ท่านจะทําประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนเองและผู้อื่นมากที่สุด ซึ่งผิดกับหลวงปู่แหวน ท่านจะไม่ก่อสร้างอะไรเลย หลวงปู่แหวนจะไม่ดําริในการก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น
พ.ศ. ๒๔๘๒ เพื่อนสหธรรมิกบรรลุธรรม – จําพรรษาที่วัดโรงธรรมสามัคคี
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านทั้งสองออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา เพื่อแสวงหาโมกขธรรมกันมานานนับ ๒๐ ปี ในที่สุดความเพียรพยายามอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดก็นํามาซึ่งความสําเร็จสมตามความปรารถนา กล่าวคือในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ หลวงปู่ตื้อท่านก็ประสบธรรมปิติอันใหญ่หลวงในป่าเขาแถบจังหวัดเชียงใหม่ ท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกอีกองค์หนึ่งในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ในขณะที่มีอายุ ๖๐ ปี โดยบรรลุธรรมก่อนหลวงปู่แหวนหลายปี หากนับบรรดาลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่บรรลุธรรมอัศจรรย์นี้แล้ว หลวงปู่ตื้อท่านนับเป็นองค์ที่ ๒ ต่อจากหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งเพิ่งบรรลุธรรมไปก่อนหน้าไม่นาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑
การบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดของหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่มั่นท่านย่อมทราบด้วยญาณหยั่งทราบอันแจ่มชัดราวกับตาเห็นประดุจเรดาร์ธรรม และท่านต้องมีการสนทนาธรรมตรวจสอบกัน แม้ภาษาเทศน์หลวงปู่ตื้อจะหยาบคายมีเอ่ยอวัยวะเพศ แต่เต็มไปด้วยธรรมะแท้ๆ เป็นภาษาธรรมจิตของหลวงปู่ตื้อบริสุทธิ์ ตรงกันข้ามกับวาจา กิริยาของท่าน หลวงปู่มั่นพูดกับพระองค์อื่นๆ ว่า “ใครอย่าไปดูถูกท่านตื้อนะ ท่านตื้อเป็นพระเถระ”
ตามปรกติวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านถือเป็นครอบครัวเดียวกันท่านจะทราบภูมิจิตภูมิธรรมของกันและกัน เนื่องจากท่านมีการสนทนาธรรมตามหลักสัลเลขธรรม มีการตรวจสอบคุณธรรมซึ่งกันและกัน หลวงปู่มั่นท่านเป็นผู้ตรวจสอบพระศิษย์เอง หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ และบรรดาพระศิษย์ทั้งหลาย หลวงปู่มั่นท่านได้ตรวจสอบหมด คําว่า“ศาสนาไหนไม่มีมรรค ศาสนานั้นไม่มีผล” เมื่อท่านตรวจสอบแล้ว ผลการประพฤติปฏิบัติเป็นความจริง มีข้อเท็จจริงในใจขึ้นมาแล้ว ท่านก็มีแต่ชื่นชม ส่วนองค์ไหนที่ติดปัญหาธรรม ท่านก็เมตตาชี้แนะนําแนวทางให้
นอกจากหลวงปู่ตื้อ ท่านเปิดเผยธรรมธาตุ ธาตุแห่งธรรมอันบริสุทธิ์เลิศเลอนี้ โดยเล่าถวายให้กับหลวงปู่มั่นได้รับทราบและตรวจสอบแล้ว จึงสันนิษฐานได้ว่า ท่านย่อมเปิดเผยให้กับหลวงปู่แหวนได้รับทราบและตรวจสอบอีกด้วย เพราะท่านทั้งสองนับเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่รักใคร่ใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก จนสามารถฝากผีฝากไข้ ฝากเป็นฝากตาย ฝากชีวิตกันได้
การเปิดเผยธรรมธาตุของหลวงปู่ตื้อนั้น ย่อมเกิดประโยชน์ต่อวงพระธุดงคกรรมฐานและเกิดความเป็นสิริมงคลกับทั้งสองฝ่าย เมื่อฝ่ายหนึ่ง คือ หลวงปู่ตื้อ ท่านถึงซึ่งที่สุดแห่งธรรม หรือพระนิพพานบรมสุข ตามความปรารถนาสูงสุดที่ท่านทั้งสองได้ตั้งไว้เหมือนกัน อีกฝ่ายหนึ่ง คือ หลวงปู่แหวนท่านย่อมเกิดความปิติยินดีและพลอยอนุโมทนาสาธุการไปด้วย ความปิติยินดีใดๆ ของท่านทั้งสองที่มีต่อกันนั้น คงไม่เท่ากับความปิติยินดีที่เพื่อนตายสหายธรรมได้บรรลุธรรม อีกทั้งเกิดเป็นกําลังใจให้กับหลวงปู่แหวนได้เป็นอย่างดี ในการรีบเร่งขวนขวายทําความพากความเพียร เพื่อจะได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดตามหลวงปู่ตื้อต่อไป
กล่าวถึงการทําความเพียรของหลวงปู่ทั้งสอง อันเป็นฝ่ายเหตุ ซึ่งนําไปสู่ผล เป็นไปตามบทธรรม วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ บุคคลจะล่วงจากทุกข์ได้ก็เพราะความเพียร ก็เป็นเลิศเช่นเดียวกับพระสงฆ์สาวกในสมัยครั้งพุทธกาล โดยครูบาอาจารย์เทศน์ชื่นชม ไว้ดังนี้
“เราถึงบอกว่า “ต้องล่วงพ้นด้วยความเพียร และต้องใช้ปัญญาอย่างเดียว ความเพียรนี้ เห็นไหม เป็นผู้ที่ว่าไม่มีปัญญา ทําไปสักแต่ว่าและมันจะไม่ได้ผล…”
“จะไม่ได้ผลก็ทํา…” หลวงปู่แหวนพูดไว้เลย
เหมือนกับกระรอกกระแต เขาทํารังไว้ที่ริมทะเลไง แล้วพายุมันพัดเอาลูกตกไปในทะเล เอาหางไปจุ่มนํ้าทะเลแล้วมันขึ้นมาสะบัด ขึ้นมาสะบัด จะชุบนํ้าทะเลนั้นให้แห้งเพื่อจะเอาลูกขึ้นมา จนเทวดาทนไม่ไหว เทวดามาสนทนาด้วยนะว่า
“ทําอะไรนี่?”
“จะเอาลูกขึ้นมาจากทะเลนี้ เพราะลูกตกไปในทะเลนี้”
“แล้วเอาหางไปชุบขึ้นมาแล้วมาสะบัด แล้วเมื่อไหร่มันจะแห้งล่ะ?”
“จะแห้งหรือไม่แห้งไม่รู้ จะทําไปตลอด ทําจนกว่าจะหมดเรี่ยวหมดแรง” เพราะว่าด้วยความผูกพันกับลูกของตัวเองนั้น เห็นไหม จนเทวดาทนไม่ไหวนะ เทวดาเอาลูกขึ้นมาจากทะเลให้
การวิปัสสนา การปฏิบัติธรรม ถ้ามันเป็นความจริงนะ มันจะเป็นความมหัศจรรย์ มันดูดดื่มมาก รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง ไม่อย่างนั้นครูบาอาจารย์ของเรา ท่านจะทุ่มเทได้อย่างไร หลวงปู่ตื้อนั่งทีหนึ่ง ๗ วัน ๗ คืน หลวงปู่ตื้อนี่สุดยอด สุดยอดของความเพียร หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์ของเราสุดยอด สุดยอดของความเพียร”
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ หลวงปู่แหวน ท่านจําพรรษาที่สํานักสงฆ์โรงธรรมสามัคคี อําเภอสันกําแพง จังหวัดเชียงใหม่
ตามประวัติบอกเล่า วัดโรงธรรมสามัคคี เดิมเป็นเพียงอารามเล็กๆ ที่อยู่ในบริเวณสวนมันแกว บ้านตลาดสันกําแพง ต่อมามีคณะผู้ศรัทธาได้ทําการซื้อที่ดินดังกล่าว แล้วยกให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ โดยได้ก่อสร้างศาลาบําเพ็ญบุญขึ้นหลังหนึ่ง ชาวบ้านจึงเรียกตามสําเนียงคําเมืองว่า “โฮงธรรม” (โรงธรรม) โดยจะอาราธนานิมนต์พระภิกษุจากวัดต่างๆ มาเพื่อรับภัตตาหารและเทศนาธรรมทุกวันพระในช่วงเข้าพรรษา
ที่ “โรงธรรม” แห่งนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้รับกิจนิมนต์จากศรัทธาญาติโยมอําเภอสันกําแพง ท่านได้มาพักอยู่ “โรงธรรม” ประมาณ ๒๐ กว่าวัน ซึ่งท่านมาเพียงลําพังองค์เดียว
ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ชาวบ้านได้กราบอาราธนา หลวงปู่กู่ ธมฺมทินฺโน หลวงปู่กว่า สุมโนพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มาจําพรรษา ในปีต่อๆ มาชาวบ้านได้กราบอาราธนานิมนต์พระสายกัมมัฏฐานมาจําพรรษาโดยมิได้ขาด เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นต้น
ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๗ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านได้มาพักจําพรรษาอยู่ที่วัดโรงธรรมสามัคคี โดยหลังจากที่ท่านได้กราบลาแยกจากหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านก็ออกเดินธุดงค์ลงไปทางอําเภอสันกําแพง และเข้าพักที่ วัดโรงธรรมสามัคคี นานถึง ๕ ปี ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสํานักสงฆ์ชั่วคราว ต่อมาจึงมีการสร้างเสนาสนะและถาวรวัตถุขึ้นไปตามลําดับ
ท่านเจ้าคุณพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) วัดเจดีย์หลวง ท่านเคยเทศน์ถึงความเมตตาธรรมของหลวงปู่แหวน ในสมัยที่หลวงปู่อยู่จําพรรษาวัดโรงธรรมสามัคคี ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่อายุ ๕๒ ปี ส่วนท่านเจ้าคุณฯ ท่านเป็นพระใหม่ เพิ่งบวชเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ดังนี้
“จะได้ยินคําหยาบของหลวงปู่ จะได้ยินคําด่าจากหลวงปู่นั้นไม่เคยได้ยิน เพราะหลวงปู่เป็นผู้มีปฏิปทาที่ประกอบไปด้วยเมตตาธรรม โดยเฉพาะก็คือ พรหมวิหาร มีความปรารถนาดีต่อบรรดาศิษยานุศิษย์ มีความปรารถนาดีต่อพุทธบริษัท จะอยู่ที่ไหน ไม่เคยทําให้ใครเดือดร้อน นั้นก็คือ เมตตาธรรม
ครั้งหนึ่งอาตมายังจําได้ เป็นที่ประทับใจ หลวงปู่ไปพักที่วัดโรงธรรม สันกําแพง วันหนึ่งหลวงปู่ก็เดินทางจากวัดโรงธรรมไปอีกวัดหนึ่ง ข้ามทุ่งข้ามนาไป ขณะนั้นอาตมภาพจะยังเป็นสามเณรอยู่ หรือเป็นพระใหม่ๆ จําไม่ได้ถนัดนัก แต่ได้เดินตามหลังหลวงปู่ผ่านทุ่งนาไป รู้สึกมีความซาบซึ้ง มีความเยือกเย็น โดยที่ขณะนั้นหลวงปู่ก็ยังมีอายุไม่มาก และยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนปัจจุบัน ก็เป็นพระปกติธรรมดานั่นเอง แต่ขณะที่เดินตามหลังหลวงปู่ไปนั้น รู้สึกมีความเย็นความสบาย มาพิจารณาตามภายหลัง คิดว่าคงจะเป็นเมตตาธรรมของหลวงปู่นั่นเอง นี้ส่อแสดงถึงว่า คุณธรรม คือ ความเมตตาของหลวงปู่นั้นมีมาก จนกระทั่งบุคคลที่เข้าไปใกล้ชิด ก็พอจะรับร่มเงาแห่งเมตตานั้น”
เมื่อออกพรรษาแล้ว พอหน้าแล้ง หลวงปู่แหวนท่านก็เดินธุดงค์มากราบคารวะเยี่ยมเยียน รับฟังโอวาทธรรม และขออยู่ศึกษาอบรมทางด้านจิตตภาวนากับหลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวนกระทําเช่นนี้เป็นประจําทุกปีมิได้ขาด ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งสุดท้ายของหลวงปู่แหวน หลังจากนั้นต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ก่อนวันมาฆบูชา หลวงปู่มั่นท่านก็อาพาธหนักด้วยไข้ป่ามาลาเรียขึ้นสมอง แม้หมอโรงพยาบาลเอกชน ยังลงความเห็นว่า ไม่น่าจะมีชีวิตรอดได้ ท่านไปพักรักษาอาพาธที่ป่าเปอะ ตําบลท่าวังตาล อําเภอสารภี รักษาอยู่นาน ๓ เดือน โดยมีหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เป็นพระอุปัฏฐาก หลวงปู่มั่นท่านใช้ธรรมโอสถในการรักษาอาการจนหายเป็นปรกติ
พอใกล้วันวิสาขบูชา ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ได้เดินทางจากอุดรธานีไปกราบนิมนต์ท่านกลับภาคอีสาน หลวงปู่มั่นท่านรับนิมนต์และได้ลงมาพํานักที่วัดเจดีย์หลวงเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับภาคอีสาน พระศิษย์ตลอดพุทธบริษัททางภาคเหนือ เมื่อทราบข่าวได้เตรียมมาส่งท่านกันมากมาย และท่านได้เทศน์โปรดเป็นครั้งสุดท้ายในวันวิสาขบูชา จากนั้นท่านได้เดินทางโดยรถไฟกลับภาคอีสาน โดยไม่ได้กลับภาคเหนืออีกเลย
เมื่อหลวงปู่มั่นกลับภาคอีสานแล้ว ในขณะนั้นสันนิษฐานได้ว่า หลวงปู่แหวนท่านต้องทรงอริยธรรมขั้นต้นขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว เพราะในช่วงที่ท่านศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่นทางภาคเหนือตลอดสิบปีนั้น ท่านเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดตลอด เพียงแต่ท่านยังไม่ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดตามที่ได้ตั้งความปรารถนาไว้ ท่านจึงจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงคอยเมตตาชี้แนะ แม้ท่านไม่ได้ติดตามหลวงปู่มั่นเดินทางกลับภาคอีสาน ด้วยท่านถูกกับอากาศทางภาคเหนือ ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นเป็นอุตุสัปปายะเหมาะกับท่าน และในระยะนั้นเพื่อนสหธรรมิกที่บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดไปก่อนหน้าไม่นานก็มีด้วยกัน ๒ องค์ คือ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ซึ่งท่านทั้งสองยังคงอยู่จําพรรษาทางภาคเหนือ หลวงปู่แหวนเมื่อภาวนาไปแล้วเกิดมีอุปสรรคติดขัด จึงสามารถไปปรึกษาขอคําแนะนําธรรมขั้นสูงจากเพื่อนสหธรรมิกได้ โดยเฉพาะปรึกษากับหลวงปู่ตื้อ ท่านจึงตัดสินใจอยู่เร่งบําเพ็ญภาวนาทางภาคเหนือต่อไป
ภาค ๑๔ อยู่ภาคเหนือรักษารอยมือรอยเท้าครูบาอาจารย์
เคารพเทิดทูนบูชาหลวงปู่มั่นมากที่สุด
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านมีปรกตินิสัยสุภาพเรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน เคารพเชื่อฟังบิดามารดา และครูบาอาจารย์มาก กับหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านให้ความเคารพเทิดทูนบูชาหลวงปู่มั่นมากที่สุด ครูบาอาจารย์เล่าไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นเคยบําเพ็ญอยู่ที่นี่ (วัดอรัญญวิเวก) ครูบาอาจารย์ที่เคยบําเพ็ญอยู่ในสถานที่นี้มีหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่พรหม เคยจําพรรษาในสถานที่นี้ หลวงปู่ฝั้นนี่ไป ๔ วัน ไม่ได้อยู่จําพรรษา หลวงปู่สิมท่านก็ไปพัก แต่ไม่ได้จําพรรษา หลวงปู่สามที่อาพาธอยู่ที่ศิริราชทุกวันนี้ ก็จํา ๒ พรรษา
องค์ไหนก็ไปจําที่นั่น ไปนอนที่นั่น นอนกุฏิหลวงปู่มั่น แต่เหลือหลวงปู่แหวนองค์เดียวซึ่งเคารพมากที่สุด เคารพหลวงปู่มั่น ไม่นอนกุฏิหลวงปู่มั่น สถานที่หลวงปู่มั่น ต้องทํากุฏินอนตนเองห่างไปประมาณสัก ๕๐ เมตร เพราะที่อยู่ของหลวงปู่มั่น สมัยก่อนถ้าพระภิกษุองค์ไหนเข้าไปนอนแล้วไม่นั่งเจริญเมตตาภาวนานี่ ไม่ถึง ๓ วัน ป่วยลุกไม่ได้เลย ถ้าครูบาอาจารย์องค์ไหนเดินจงกรม นั่งภาวนาจะอยู่มีความสุขเลย”
การรักษารอยมือรอยเท้าครูบาอาจารย์
การบุกเบิกจาริกเที่ยวธุดงค์ตามป่า ถํ้า ขุนเขา อันแสนวิเวกเงียบสงัดทางภาคเหนือของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตลอดเวลานานเกือบสิบปีหลังจากที่บรรลุอริยธรรมสูงสุดเป็นพระอรหันต์ เพื่อโปรดชาวป่า ชาวเขา ชาวดอย และชาวเมือง ที่หวังพึ่งธรรม หวังพึ่งครูบาอาจารย์ยังมีอีกมาก โดยเฉพาะเพื่อโปรดบรรดาพระศิษย์ที่ออกเที่ยวธุดงค์ติดตาม ได้มีสถานที่ฝึกฝนอบรมปฏิบัติธรรม อันเป็นการดําเนินตามพระพุทธโอวาทในข้อที่ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย…”
หลวงปู่มั่น ท่านจาริกเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือนั้นมีมากมายหลายสถานที่ แต่ละสถานที่ล้วนยังประโยชน์ให้พุทธบริษัทเป็นอันมาก ทั้งก่อให้เกิดเรื่องราวอันงดงาม น่าประทับใจ ชวนให้ซาบซึ้งใจมากมายที่ยังติดตาตรึงใจอยู่ในความทรงจําของชาวภาคเหนือ และได้ถ่ายทอดเล่าขานสืบต่อๆ กันมา ด้วยความระลึกและสํานึกในพระคุณอันไม่มีประมาณของหลวงปู่มั่นที่เมตตาโปรดสงเคราะห์ทางธรรม อันเลิศกว่าการสงเคราะห์ใดๆ ในโลก เพราะเป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องของบุญกุศล และเป็นเรื่องของภพชาติ จะหาพระอย่างหลวงปู่มั่น ซึ่งเป็นพระผู้ประเสริฐเลิศเลอมาสงเคราะห์ได้ยากมาก โดยเฉพาะการสร้างศาสนทายาทธรรมประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” โดยอาศัยป่าเขาทางภาคเหนือเป็นที่บําเพ็ญภาวนา ซึ่งเป็นการสร้างที่ยากที่สุด ยากยิ่งกว่าการสร้างใดๆ ในโลก เพื่อประโยชน์ในการสืบทอด จรรโลง รักษาพระพุทธศาสนา หลวงปู่มั่นท่านได้ประสิทธิ์ประสาทไว้หลายองค์ ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของชาวพุทธ ได้แก่ หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่สิม ผู้ที่ได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้ ย่อมเกิดความเลื่อมใสศรัทธา และยิ่งเกิดความเคารพเทิดทูนบูชาหลวงปู่มั่นมากยิ่งๆ ขึ้น
บรรดาพระศิษย์องค์สําคัญๆ ที่ปรารถนาความพ้นทุกข์ ได้ออกธุดงค์จากภาคอีสานขึ้นภาคเหนือติดตามหาหลวงปู่มั่น ท่านจะธุดงค์ตามรอยธรรมที่หลวงปู่มั่นเคยธุดงค์บุกเบิกไปปักกลดภาวนามาแทบทั้งสิ้น และเมื่อหลวงปู่มั่นกลับภาคอีสานแล้ว ท่านก็ยังพักภาวนาและอยู่จําพรรษาตามสถานที่เหล่านั้น เพราะล้วนเป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา และประการสําคัญภายหน้าจะเป็นธรรมสถานมงคลซึ่งครูบาอาจารย์เคยฝากรอยมือรอยเท้าเอาไว้
พระศิษย์องค์สําคัญๆ จะรักษารอยมือรอยเท้าของหลวงปู่มั่น โดยการรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทา และที่สําคัญ คือ การเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา อันเป็นงานสําคัญและเป็นหน้าที่โดยตรงของพระ รวมทั้งดูแลรักษาธรรมสถานมงคลเหล่านั้นไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ระลึกกราบไหว้บูชา และได้เห็นร่องรอยธรรมประวัติอันงดงามของหลวงปู่มั่นสืบต่อไป โดยในกาลต่อมาก็ได้พัฒนาเป็นวัดป่าธรรมยุตสายท่านพระอาจารย์มั่น เผยแผ่ธรรมะภาคปฏิบัติทางภาคเหนือ เฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ก็มีหลายวัด ได้แก่ วัดอรัญญวิเวก สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย วัดดอยแม่ปั๋ง วัดป่านํ้าริน วัดป่าดาราภิรมย์ วัดป่าอาจารย์มั่น วัดถํ้าปากเปียง วัดโรงธรรมสามัคคี เป็นต้น
สําหรับบรรดาพระศิษย์ที่บรรลุธรรมอัศจรรย์เป็นพระอรหันต์ ท่านจะดําเนินตามปฏิปทาของหลวงปู่มั่นอย่างเคร่งครัด ส่วนมากท่านจะอยู่โปรดพุทธบริษัททางภาคเหนือต่ออีกหลายปี โดยเฉพาะโปรดพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นรุ่นต่อมาที่ธุดงค์ขึ้นภาคเหนือ จากนั้นท่านจึงเดินทางกลับภาคอีสานกัน ในช่วงนั้นก็มี หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านกลับเป็นองค์แรก ถัดมาก็ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเดินทางกลับพร้อมกัน ส่วนที่ยังปักหลักอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ในรุ่นนั้นมี ๓ องค์ คือ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ต่อมาหลวงปู่ตื้อท่านเดินทางกลับจังหวัดนครพนม
เหตุผลที่หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ และหลวงปู่สิมยังพักจําพรรษาทางภาคเหนือต่อไปนั้น
ประการแรก คือ ภูมิอากาศทางภาคเหนือ อากาศเย็นสบายดี ถูกกับอัธยาศัยและธาตุขันธ์ของท่าน ภูมิประเทศก็เป็นป่าเขา สงบสงัด เหมาะที่จะบําเพ็ญเพียรแสวงหาความสงบทางใจ
ประการที่สอง เพื่อรักษาวัดป่าธรรมยุต รักษารอยมือรอยเท้าของหลวงปู่มั่น
ประการที่สาม เพื่อโปรดบรรดาทวยเทพทางภาคเหนือต่อจากหลวงปู่มั่น
และประการสําคัญ คือ ท่านทั้งสามองค์ต่างเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ที่มีชื่อเสียง มีศักยภาพ และมีบารมีธรรมสูงมาก จะเป็นกําลังสําคัญของกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระ–อาจารย์มั่น จะได้ช่วยกันเผยแผ่ จรรโลง รักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองและหยั่งลึกทางภาคเหนือต่อไป ทั้งจะเป็นเสาหลัก เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพระธุดงคกรรมฐานรุ่นลูกรุ่นหลานที่ยอมสละชีวิตออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความพ้นทุกข์ จะได้เข้ามาพึ่งพาอาศัยต่อไป
ปฏิปทาเด็ดขาดเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ ท่านไม่ก่อสร้าง
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านรักการบําเพ็ญภาวนาอยู่ตามป่าตามเขา เพื่อความพ้นทุกข์ โดยท่านชอบเดินจงกรมเป็นชีวิตจิตใจ อันเป็นหน้าที่สําคัญและเป็นงานโดยตรงของพระสงฆ์สาวก ซึ่งองค์พระบรมศาสดาทรงประทานไว้ และท่านจะยึดมั่นดําเนินตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น อันเป็นปฏิปทาเพื่อความพ้นทุกข์อย่างเคร่งครัด
เมื่อหลวงปู่มั่นท่านเดินทางกลับไปภาคอีสานแล้ว ในระยะนี้หลวงปู่แหวน นอกจากท่านจะเที่ยวจาริกธุดงค์ไปรักษารอยมือรอยเท้าของหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านมุ่งไปบําเพ็ญภาวนา เพื่อความพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติให้จงได้ ปฏิปทาของหลวงปู่แหวนเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ ท่านจึงไม่มีนิสัยก่อสร้างใดๆ อันเป็นการสืบทอดปฏิปทาของหลวงปู่มั่นที่ไม่ให้ข้องเกี่ยวกับงานก่องานสร้างใดๆซึ่งถือเป็นงานหยาบและเป็นงานภายนอก แต่ท่านสั่งสอนบรรดาพระศิษย์ให้พากันเร่งทําความพากความเพียร อันเป็นงานละเอียดและเป็นงานภายใน เพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว
ฉะนั้น หลวงปู่แหวนธุดงค์ไปที่ใดจะไม่ก่อสร้าง ท่านจะอาศัยกุฏิกระต๊อบชั่วคราว พอได้อาศัยพักผ่อนหลับนอน ได้เก็บเครื่องอัฐบริขารและอาศัยหลบฝนนั่งสมาธิภาวนาเร่งทําความเพียร ปฏิปทาไม่ก่อสร้าง หลวงปู่แหวนดําเนินตามหลวงปู่มั่นได้อย่างเด่นชัดที่สุด ท่านไม่เคยก่อสร้างเลยจวบจนวันมรณภาพ นับเป็นคติตัวอย่างให้กับพระธุดงคกรรมฐานรุ่นหลังๆ ได้เป็นอย่างดี
หลวงปู่แหวนท่านมีปฏิปทาเด็ดขาด เด็ดขาดจริงๆ โดยครูบาอาจารย์เล่าไว้ดังนี้
“ปฏิปทาของหลวงปู่แหวน ท่านเป็นพระที่เอาจริงเอาจัง เด็ดขาด เด็ดขาดจริงๆ ท่านเอาเด็ดขาดเลย ปฏิปทาท่านทําอะไรต้องเด็ดขาด เอาอย่างนี้ก็เอาอย่างนี้จริงๆ สมมุติว่าถ้าไปอยู่ในวัดนี้ถึง ๑๐ ปีแล้วนี่ ออกไปอยู่วัดอื่นแล้ว ศรัทธาจะปฏิบัติดีแค่ไหน จะอุปัฏฐากท่านดีแค่ไหนก็ตาม ท่านไม่คืนมาหาโยมอีก หลวงปู่แหวนเหมือนกับท่านโกรธนี่ แต่ท่านไม่โกรธหรอก ท่านว่า อยู่ให้แล้วจะไปทําไม? “ไปรับทาน หลวงปู่ รับไตรจีวร ไปฉัน” ไม่ไป ท่านไม่ไปแล้วต้องไม่ยุ่ง แต่เราไปทําบุญกับท่านไม่เป็นไร ท่านก็ไม่ว่าอะไร แต่ท่านไม่กลับคืนวัดเก่า ท่านว่าละก็ละจริงๆ อาตมานิมนต์จนอิด (จนพอแรง) จนเหนื่อย นิมนต์มาเยี่ยมสักวันหนึ่ง ท่านก็ไม่มาสมัยท่านแข็งแรง เอารถไปจอดคอยอยู่
การบําเพ็ญไปถึงสถานที่วัด ท่านได้อยู่วัดไหนแล้วส่วนมาก ท่านจะไม่ค่อยไปอีกในวัดนั้น คนนิมนต์ไม่ค่อยรับนิมนต์ เป็นอาจารย์ที่เด็ดขาดมาก ไปแล้วไม่ค่อยจะกลับไปยุ่งในสถานที่จําพรรษา ไม่ค่อยไปยุ่งส่วนมาก เว้นจากว่าไปเฉยๆ ไม่ได้จําพรรษา ก็ไปอยู่ วัดนั้นถ้าได้จําพรรษาให้พอแล้ว ท่านไม่ไปอีก นิมนต์ก็ไม่ไปอีก หลวงปู่แหวนไม่เหมือนองค์อื่น ที่ว่าปล่อยแล้ว ก็ปล่อยจริงๆ ท่านบอกว่า “อยู่ให้แล้ว มานิมนต์เราไปทําไม” ท่านพูดอย่างนี้กับอาตมา
เรามองดูการปลดปล่อยหรือการละทุกสิ่งทุกอย่าง แหม ! ท่านละเด็ดขาดจริงๆ อาตมาสรรเสริญนะ ออกจากบ้านแล้วไม่คืนไปเหยียบบ้านอีกสักที ละก็ละจริงๆ เลย หลวงปู่นี้ท่านทําจริง ปฏิบัติจริง สอนให้ละจริง ไม่ให้ติดอะไรเลย ไม่ให้เกี่ยวข้องอะไรเลย แม้แต่พ่อแม่พี่น้องท่านก็ไม่ให้คิดถึง ไม่ให้เกี่ยวเลย ท่านอยากให้ทําเหมือนท่าน อันนี้เวลาแม่ท่านเสีย ได้ทักถาม “หลวงปู่แม่เสียไปนี่ หลวงปู่ทํายังไงนี่ ไม่ไปดูแลแม่หรือ พระพุทธเจ้าท่านให้ดูแลแม่นี่ หลวงปู่เอาอะไรตอบแทน”
“เอ้า ! ก็เราปฏิบัติดี เรามีคุณธรรม แม่ก็ต้องได้บุญได้กุศล ไม่ต้องไปอุปัฏฐาก”
บัดนี้ พอแม่ท่านเสีย ท่านบอกว่า “ท่านค้นหาแม่ของท่าน ก็เสียเวลาไปประมาณ ๓ เดือน เลยไปเจอแม่ท่าน ไปเจอแม่ท่านจะมาเกิดอีก กําลังล่องลอยอยู่ ท่านว่า ท่านก็เลยเอาจิตอบรมแม่ของท่าน” ท่านว่า จึงได้ไปสวรรค์ ว่าอย่างนั้น ได้แค่นั้นล่ะ แม่ของท่านได้ไปเพียงสวรรค์ สวรรค์ชั้นตาวติงสา เอาเถอะ ได้แค่นั้นก็เอา ว่างั้น เหาะได้เอา จับเอาวิญญาณสอน ท่านว่าอย่างนั้น ตัวท่านไม่ได้สอนนะ แต่ขออุทิศส่วนกุศลนั้นให้
นี้การบําเพ็ญของหลวงปู่แหวน จึงมีความมั่นใจว่า ท่านละ เสียสละ เวลาเจ็บป่วยอะไร ละขันธ์ห้านี่ อาตมาเลยหายห่วง”
ปฏิปทาข้ออื่นๆ ของหลวงปู่แหวน
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ขณะออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา ท่านถือปฏิปทาหลวงปู่มั่น ท่านชอบอยู่รุกขมูลอยู่ตามโคนไม้เหมือนหลวงปู่มั่น ท่านเล่าว่า “หลวงปู่มั่นท่านชอบอยู่รุกขมูลมากกว่าที่จะอยู่ในเสนาสนะนั่งร้านหรือกระต๊อบ หรือกุฏิที่ชาวบ้านสร้างถวาย บางทีชาวบ้านเขาทําถวายท่าน ท่านก็เอาไว้เก็บอัฐบริขาร แต่องค์ท่านชอบอยู่กลดใต้ร่มเงาไม้ หลวงปู่มั่นท่านให้เหตุผลว่า “ภาวนาดี ไม่มีกังวลอันใด””
หลวงปู่แหวน ท่านมีปฏิปทาชอบหลีกเร้นผู้คนและหมู่คณะ ชอบอยู่ในที่วิเวกเงียบสงัด ท่านชอบการธุดงค์อยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาลําเนาไพรเป็นชีวิตจิตใจ ชีวิตของท่านอยู่กับป่ามาโดยตลอด แม้ในวัยชราภาพท่านก็อยู่กุฏิหลังเล็กในป่าบนดอยแม่ปั๋ง ท่านจะปรารภเสมอว่า “ขณะนี้ป่าธรรมชาติจะหายไป แต่มีป่ามนุษย์เข้ามาแทนที่” โดยท่านให้ข้อคิดคติธรรมว่า
“ต้นไม้ในป่า ต่างต้นต่างเจริญเติบโตแสวงหาอาหารเลี้ยงต้น ใบ ดอกผลของมันเอง ไม่แก่งแย่งเบียดเบียนกัน แต่มนุษย์มีทางดําเนินเลี้ยงชีวิตตรงกันข้ามกับต้นไม้ในป่า”
การทําความเพียรให้ตั้งสัจจะ เป็นปฏิปทาอีกข้อหนึ่ง หลวงปู่แหวน ท่านสอนพระไว้ดังนี้
“อย่าละความเพียร ความพยายาม ให้เพียรไปติดต่อกัน จะเป็นวันหนึ่ง หรือคืนหนึ่งก็ได้ เช่น ตั้งสัจจะว่าจะนั่งตลอดคืน จะไม่นอนอย่างนี้ ตั้งสัจจะไว้อย่างนี้เป็นการดี ตั้งสัจจะต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วตั้งใจให้ดี คอยระวังรักษาจิตใจของเรานั้นแหละ ให้ผ่องใสตลอดไป”
ส่วนปฏิปทาข้ออื่นๆ ของหลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“หลวงปู่แหวนอยู่อย่างสันโดษ อย่างไม่พะรุงพะรัง ไม่เก็บ ไม่คิดสะสม เมื่อมีผู้มาถวายปัจจัย ท่านจะให้เขาเหน็บเอาไว้ใต้เสื่อ ท่านไม่ยุ่งกับเงิน ใครจะเก็บหรือทําอะไร ท่านไม่เคยไปรับรู้หรือเสียดายเรื่องเงิน ท่านเป็นนักปฏิบัติที่สันโดษจริงๆ ตั้งแต่ชี้จุดให้ อยากให้ไปนิพพานจริงๆการปฏิบัติของท่าน ท่านจะตั้งใจทําความเพียรมีแต่ละลูกเดียว ไม่เกี่ยว ไม่หวั่นไหวกับอะไร
ถ้าจะเอาเป็นลูกศิษย์ หลวงปู่ว่าอยู่ที่นี่ให้ได้ ที่นี่มันจนที่สุด หลวงปู่ท่านจะอยู่ตั้งแต่วัดจนที่สุด ไม่มีพระจะอยู่ได้ สันโดษมักน้อยที่สุด นี่ปฏิปทาของท่าน ไปฉันอาหารก็ดี อาหารการกินก็ดี มีนิดๆ หน่อยๆ ท่านไม่หวั่นไหวอะไรเลย ท่านชอบสันโดษมักน้อยตลอด ทั้งเครื่องนุ่งเครื่องห่ม
รักความสะอาดนี่ รักมากจริงๆ ท่านเป็นพระที่รักความสะอาดมาก อยู่ด้วยเป็นคนชอบระเบียบ เยี่ยมจริงๆ มีคือความสะอาด หลวงปู่แหวนนี่ รักความสะอาดมากที่สุดเลย เช็ดกุฏิ ถูกุฏิเป็นเงาแววอยู่นั้น อยู่แต่ที่สะอาด ผ้าสะอาด วางของมีระเบียบ คนปฏิบัติดีเท่าไร ก็ยิ่งระเบียบดีเท่านั้น ไปทีแรกอาตมา “หลวงปู่มาถูทําไมจนเป็นเงาหมดหนอ ฝึกปฏิบัติ ถูแล้วถูเล่าอยู่ วันละ๒ ครั้ง ถูกุฏิ คํ่าก็ถู เช้าก็ถู ท่านถูทําอะไร ผ้าก็ตากผึ่งดี” ถามเอา
“ความละเอียดเป็นความบริสุทธิ์” ท่านว่า “ความมีระเบียบเป็นสิ่งที่สวยงาม โลกเขาว่า แต่ระเบียบ เราก็ต้องดูใจของเราด้วย แต่ก็ไม่ให้ติด” ท่านว่า “ไม่ให้ติดกุฏิของใคร ใครสร้างให้ใครก็ไม่ให้ติด” ท่านก็สอนอย่างนี้”
พ.ศ. ๒๔๘๓ จําพรรษาที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ภายหลังหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เดินทางกลับภาคอีสานแล้ว หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านยังคงจาริกแสวงวิเวกบําเพ็ญภาวนาอยู่ป่าเมี่ยงแม่สาย อําเภอพร้าว ท่านได้อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย เป็นพรรษาที่ ๒ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษารอยมือรอยเท้าของครูบาอาจารย์ต่อจากหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งเคยอยู่จําพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ – พ.ศ. ๒๔๗๙ ติดต่อกันนานถึง ๓ พรรษา เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นธรรมสถานมงคลอีกแห่งหนึ่งซึ่งหลวงปู่มั่นท่านได้ออกจาริกธุดงค์บุกเบิกไว้ และที่สําคัญเป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัดสัปปายะมาก โดยเฉพาะอากาศหนาวเย็น ซึ่งเหมาะกับจริตนิสัยของหลวงปู่แหวน ท่านว่า ท่านอยู่บําเพ็ญภาวนา ณ สถานที่นี้แล้วได้ผลดี การปฏิบัติธรรมก็ก้าวหน้า นอกจากนี้ท่านยังได้เมตตาสงเคราะห์โปรดชาวบ้านป่าเมี่ยงแม่สายให้ได้บําเพ็ญบุญกุศลกับท่านผู้ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญ และได้สั่งสอนอบรมให้ชาวบ้านเลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัยกันอย่างจริงจังแน่นแฟ้นขึ้น
ตามปรกติ หลวงปู่แหวน ในวัยหนุ่มท่านยังเดินธุดงค์ได้สะดวกคล่องแคล่ว ท่านจะถือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด การไม่อยู่ ณ สถานที่ใดที่หนึ่งติดต่อกันนานๆ เป็นปฏิปทาอีกข้อหนึ่งที่ท่านถือปฏิบัติเคร่งครัดมาโดยตลอด เพื่อไม่ให้ติดสถานที่ ติดญาติโยม ติดในลาภสักการะ ติดในความสะดวกสบาย ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการบําเพ็ญภาวนา ดังนั้น เมื่อท่านกลับมาอยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สายเป็นพรรษาที่ ๒ แล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เมื่อออกพรรษาแล้ว ในหน้าแล้ง หลวงปู่แหวนท่านจึงออกเดินธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย อําเภอพร้าว
สําหรับสํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย หลังจากหลวงปู่แหวนธุดงค์จากไป ก็มีครูบาอาจารย์พระศิษย์หลวงปู่มั่นในรุ่นหลังๆ ได้เดินธุดงค์แวะเวียนกันมาปฏิบัติธรรม และได้ช่วยกันดูแลรักษารอยมือรอยเท้าของหลวงปู่มั่น ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์สืบต่อๆ กันมา จนเป็นสํานักสงฆ์ที่ยังคงอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้
กล่าวถึงแม่โสม ขัติแก้ว ซึ่งเป็นอดีตหมอผีประจําหมู่บ้าน และเป็นหัวหน้าพาชาวบ้านป่าเมี่ยงแม่สายไปกราบนิมนต์หลวงปู่แหวนมาอยู่จําพรรษา แม่โสมนับเป็นอุบาสิกาที่มีจิตใจมั่นคงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า นอกจากแม่โสมจะถวายที่สร้างวัดและอุปัฏฐากครูบาอาจารย์อย่างดีเลิศแล้ว ท่านยังตั้งใจไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม บําเพ็ญกรรมฐานเป็นประจํา จวบจนวันถึงแก่กรรม สมกับเป็นลูกศิษย์กรรมฐานที่มีครูบาอาจารย์องค์เลิศเลอแห่งยุค เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน ฯลฯ เป็นผู้ให้การอบรมสั่งสอน
พ.ศ. ๒๔๘๔ จําพรรษาที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้บําเพ็ญภาวนาที่สํานักสงฆ์บ้านแม่กอยและได้อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์แห่งนี้ ๑ พรรษา
สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย หรือวัดร้างป่าแดง เดิมเป็นวัดร้าง ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเคยออกเดินธุดงค์มาปักกลดปฏิบัติธรรมหลายครั้ง และก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับภาคอีสาน ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๑ – ต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านได้กลับมาพักและอยู่จําพรรษาเป็นประธานสงฆ์ โดยมี หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านรับภาระเป็นหัวหน้าดูแล
สํานักสงฆ์แห่งนี้ท่านพระอาจารย์มั่น ใช้ทําสังฆกรรม มีการลงอุโบสถสามัคคี การฟังสวดพระปาฏิโมกข์ และมีการประชุมอบรมเทศนาธรรม จึงเนืองแน่นไปด้วยพระเณร และคลาคลํ่าไปด้วยศรัทธาญาติโยมที่มาบําเพ็ญบุญกัน กล่าวได้ว่าเป็นยุคบ้านแม่กอย ถือเป็นยุคแรกๆ ของวงพระธุดงคกรรมฐานทางภาคเหนือ บรรดาพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ต่างเดินธุดงค์เข้าๆ ออกๆ เพื่อกราบฟังธรรม ปรึกษาสนทนาธรรม และขออยู่ศึกษาอบรมธรรมขั้นสูงกับหลวงปู่มั่น ซึ่งในระยะนั้น เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวนจะธุดงค์มาเป็นประจําทุกปี ท่านนับเป็นพระศิษย์อาวุโสที่เคยไปพักภาวนาและรับการอบรมธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ที่ สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย แห่งนี้ พร้อมกับครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ มี หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่พระมหาทองสุก สุจิตฺโต หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโทท่านพ่อเฟื่อง โชติโก เป็นต้น
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ หลวงปู่ขาว ได้เดินธุดงค์มาบําเพ็ญภาวนาและอยู่จําพรรษาแทนหลวงปู่พรหม พอออกพรรษา ในหน้าแล้ง ท่านก็ออกเดินธุดงค์ตามจริตนิสัยที่ชื่นชอบการอยู่ตามป่าตามเขาต่อไป โดยมีหลวงปู่แหวนท่านเดินธุดงค์มาบําเพ็ญภาวนาและได้อยู่จําพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ และรับภาระเป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์บ้านแม่กอยต่อจากหลวงปู่ขาว เพื่อรักษารอยมือรอยเท้าของหลวงปู่มั่น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ พอหน้าแล้ง ท่านก็เดินธุดงค์ไปทางอําเภอแม่ริม
สํานักสงฆ์บ้านแม่กอย ในสมัยหลวงปู่มั่นพาบรรดาพระศิษย์มาอยู่จําพรรษานั้น เสนาสนะ กุฏิ ศาลา ถูกสร้างขึ้นชั่วคราวอย่างเรียบง่ายประหยัด ไม่หรูหรา ท่านไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งถาวร มีแต่ปลูกกระต๊อบชั่วคราวพอคุ้มแดดคุ้มฝน กระต๊อบปีหนึ่งก็พังไป สําหรับทางเดินจงกรมจําเป็นต้องมีประจํากุฏิทุกหลัง คณะพระศิษย์หลวงปู่มั่นธุดงค์แวะเวียนมาพักที่สํานักสงฆ์แห่งนี้ ก็ได้อาศัยญาติโยมที่ครูบาอาจารย์ฝึกสอนไว้แล้ว พอเป็นร่องรอย จนถึง ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ตั้งแต่หลวงปู่แหวนธุดงค์จากไป ก็ไม่มีพระศิษย์หลวงปู่มั่นธุดงค์แวะเวียนมาพักอีก คงปล่อยให้สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างไปอีกระยะหนึ่ง จวบจนปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้กลับมาบูรณะฟื้นฟูและพัฒนาเป็นวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอีกแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ และตั้งชื่อวัดว่า “วัดป่า–อาจารย์มั่น” วัดแห่งนี้ได้เจริญรุ่งเรืองเป็นวัดถาวรอีกแห่งหนึ่งตราบจนทุกวันนี้ และกาลต่อมาศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันสร้าง พระธาตุมณฑปอนุสรณ์บูรพาจารย์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่หลวงปู่มั่น และบูรพาจารย์ที่เคยพํานักปฏิบัติธรรม ณ สถานที่อันเป็นมงคลแห่งนี้
พ.ศ. ๒๔๘๕ – ๒๔๙๔ จําพรรษาที่เสนาสนะป่านํ้าริน
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พอออกพรรษาแล้ว ท่านออกเดินธุดงค์จากสํานักสงฆ์บ้านแม่กอย อําเภอพร้าว มาทางอําเภอแม่ริม และได้อยู่จําพรรษา ณ เสนาสนะป่านํ้าริน หรือวัดป่านํ้าริน อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ท่านพักและอยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่าแห่งนี้ เพื่อรักษารอยมือรอยเท้าของหลวงปู่มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ – ๒๔๙๔นานติดต่อกันถึง ๑๐ ปี เว้นปี พ.ศ. ๒๔๙๒ จําพรรษาวัดสันติธรรม อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ในระยะนี้ หลวงปู่แหวนท่านมีอายุ ๕๕ – ๖๔ ปี จัดอยู่ในวัยกลางคนเริ่มเข้าสู่วัยชรา แต่ด้วยธาตุขันธ์และสุขภาพพลานามัยก็ยังสมบูรณ์แข็งแรง ท่านเดินขึ้นเขาลงเขาได้อย่างสะดวกคล่องแคล่ว ดังนั้น ท่านจึงอยู่จําพรรษาเฉพาะในหน้าฝน พอตกหน้าแล้งของทุกปี ท่านก็ออกเที่ยวธุดงค์บําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขา ตามจริตที่ชื่นชอบต่อไป พอใกล้เข้าพรรษาท่านก็เดินธุดงค์กลับมาจําพรรษา ชีวิตนักบวชของหลวงปู่แหวน ท่านดําเนินตามรอยพระบาทองค์พระบรมศาสดา และตามรอยหลวงปู่มั่น ผู้เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ โดยท่านมีเป้าหมายอันสูงสุดเพื่อความพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติให้จงได้ ท่านเป็นสมณะที่ออกบวชเพื่อจรรโลง สืบทอด และรักษาพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง สมกับที่ท่านมักปรารภเสมอว่า “เฮา (เรา) บ่มีอดีต เฮามีแต่ปัจจุบันและอนาคต ชีวิตของเฮามีแต่พระพุทธศาสนา เฮามีแต่ป่าและวัด”
เมื่อชาวบ้านญาติโยมได้เห็นความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร และข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทา ตลอดจริยวัตรอันงดงามของหลวงปู่แหวน ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงเริ่มชักชวนกันสร้างเสนาสนะป่า กุฏิ ศาลาชั่วคราว ฯลฯ จุดเริ่มต้นนี้เองกลายเป็นจุดกําเนิดในการสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น อีกแห่งหนึ่งในอําเภอแม่ริม วัดแห่งนี้ได้รับการพัฒนาจนเจริญรุ่งเรืองเป็นวัดถาวร มีครูบาอาจารย์พระศิษย์หลวงปู่มั่นธุดงค์แวะเวียนกันมาพักภาวนาและอยู่จําพรรษามิได้ขาด
หลวงปู่แหวน แม้ท่านจะเป็นหัวหน้าสํานักสงฆ์ดูแลเสนาสนะป่านํ้าริน เมื่อมีญาติโยมมาศรัทธาถวายจตุปัจจัยไทยทาน ท่านก็มิได้ยึดติดในลาภสักการะแต่ประการใด จตุปัจจัยไทยทาน ต่างๆ ที่ท่านได้รับถวายมา ท่านได้มอบต่อให้เป็นของทางวัดทั้งสิ้น
ประวัติ วัดป่านํ้าริน
วัดป่านํ้าริน บ้านห้วยนํ้าริน ตําบลขี้เหล็ก อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดป่ากรรมฐานอีกแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ เดิมเป็นเสนาสนะป่านํ้าริน ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของหมู่บ้านห้วยนํ้าริน ห่างออกไปประมาณ ๕๐๐ เมตร วัดตั้งอยู่บนเนินสูงกว่าบ้านราว ๔๐ เมตร สภาพเดิมเป็นผืนป่าธรรมชาติมีต้นไม้สูงใหญ่ บรรยากาศวิเวกเงียบสงัด แต่เดิมชาวบ้านไม่กล้าเข้าไป ถือว่าเป็นที่แรง ที่แข็ง และศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างบ้านกับวัดมีที่ราบคั่นกลาง ตรงที่ราบมีหนองนํ้าที่มีนํ้าไหลรินตลอดปี จึงเรียก หนองนํ้าริน แต่นํ้ามีรสเปรี้ยว จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หนองนํ้าส้ม แต่ชาวบ้านนิยมเรียกตามชื่อแรก
ราวปี พ.ศ. ๒๔๗๒ มีพระธุดงค์ต่างถิ่น คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาพักปักกลดภาวนาใต้ร่มไม้ใกล้กับหนองนํ้ารินแห่งนี้เป็นองค์แรก ตอนเช้าท่านก็ออกบิณฑบาตแล้วกลับที่พักบําเพ็ญสมณธรรมโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ชาวบ้านห้วยนํ้ารินเห็นข้อวัตรปฏิปทาอันเคร่งครัดงดงามขององค์ท่านแล้ว เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก จึงสร้างกุฏิที่พักถวาย อันเป็นที่มาของ เสนาสนะป่าห้วยนํ้าริน และนับเป็นธรรมสถานมงคลอีกแห่งหนึ่งของหลวงปู่มั่นที่สัปปายะมากเหมาะกับการปฏิบัติธรรม ต่อมาพระศิษย์ทราบข่าวก็ตามมาพักภาวนาโดยมิได้ขาด ชาวบ้านก็ช่วยกันบํารุงปัจจัย ๔ ที่จําเป็น เช่น ถวายจังหัน ยารักษาโรค ฯลฯ และช่วยกันสร้างเสนาสนะป่า เช่น ศาลา กุฏิกรรมฐาน ทางเดินจงกรม จนเจริญรุ่งเรืองเป็นวัดมาโดยลําดับ
วัดป่านํ้าริน เริ่มสร้างเป็นวัดในสมัยที่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ มาพักจําพรรษานานถึง๑๐ ปี ต่อมามีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโมหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่พระมหาปราโมชย์ ปราโมชฺโช มาพักจําพรรษา และมี หลวงปู่กู่ ธมฺมทินฺโน หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ฯลฯ ท่านก็เคยมาพักบําเพ็ญภาวนา ซึ่งต่างก็มีประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับภพภูมิลึกลับมากมาย ในสมัยนั้นครูบาอาจารย์มาพักแล้วก็ธุดงค์จากไปยังไม่ได้สร้างเป็นวัดถาวร ต่อมาก็มีพระเณรได้ติดตามมาพักจําพรรษามิได้ขาดตราบเท่าทุกวันนี้ และได้พัฒนาสร้างเป็นวัดถาวรขึ้นมา
ในระยะเดียวกันนี้ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่แหวน ท่านทั้งสองสนิทสนมรักใคร่กันมาก แม้เริ่มเข้าสู่วัยชราก็จําพรรษาไม่ห่างไกลกัน หลวงปู่ตื้อท่านได้มาพักที่เสนาสนะป่าแม่ริม อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรักษารอยมือรอยเท้าอีกแห่งหนึ่งของหลวงปู่มั่น ซึ่งเสนาสนะป่านํ้าริน กับ เสนาสนะป่าแม่ริม ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก โดยระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๔ – ๒๔๙๑ หลวงปู่ตื้อท่านได้มาพักและจําพรรษาอยู่เสนาสนะป่าแม่ริม และได้พัฒนาเป็นวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และต่อมามีชื่อเป็นทางการว่า “วัดป่าดาราภิรมย์” วัดแห่งนี้ได้เจริญรุ่งเรืองเป็นวัดถาวรอีกแห่งหนึ่งในภาคเหนือ
หลวงปู่ตื้อ ท่านจําพรรษาอยู่ที่วัดป่าดาราภิรมย์นานถึง ๙ ปี สําหรับปี พ.ศ. ๒๔๙๒ – ๒๔๙๓ ท่านได้ไปจําพรรษาที่ วัดสันติธรรม อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และเสนาสนะป่านํ้าริน อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตามลําดับ และปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้กลับมาจําพรรษาอีกครั้ง
พ.ศ. ๒๔๘๖ ธุดงค์ไปพม่า – สาเหตุที่คอเอียง
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลังออกพรรษาในหน้าแล้ง ท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน และได้เดินธุดงค์เข้าไปประเทศพม่าอีกครั้ง ในครั้งนี้ท่านได้พบกับ หลวงพ่ออุตตมะ อุตฺตมรมฺโภ พระชื่อดังชาวมอญ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม อําเภอสังขละ จังหวัดกาญจนบุรี ขณะท่านทั้งสองไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวน ขณะนั้นหลวงปู่แหวนท่านอยู่ในวัยกลางคน ยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนหลวงพ่ออุตตมะเป็นพระภิกษุหนุ่ม ตามบันทึกของหลวงพ่ออุตตมะช่วงหนึ่งบันทึกไว้ว่า
“ด้วยความประสงค์ที่จะไปนมัสการพระเจดีย์อินทร์แขวน ซึ่งอยู่บนเขาในจังหวัดสะเทิมประเทศพม่า แนวเดียวกับอําเภอแม่ฮ่องสอน ลักษณะเป็นชะง่อนผา มีหินก้อนใหญ่ลักษณะคล้ายศีรษะฤาษี ตั้งอยู่อย่างไม่น่าจะตั้งอยู่ได้ ที่เรียกว่า พระเจดีย์อินทร์แขวน ก็เพราะชะง่อนผาและภูเขาแทบจะไม่ติดกัน ว่ากันว่า พระอินทร์เป็นผู้สร้าง บนสุดของชะง่อนผา มีพระเจดีย์องค์เล็กสีทองเหลืองอร่ามประดิษฐานอยู่ ภายในพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จึงได้เรียกว่าพระเจดีย์อินทร์แขวน ที่พระเจดีย์อินทร์แขวนนี้เอง หลวงพ่ออุตตมะได้พบกับหลวงปู่แหวน แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ เมื่อทําความเคารพกันแล้ว ก็สนทนาด้วยภาษาพม่า (หลวงปู่แหวนธุดงค์ระหว่างพม่าและไทยบ่อยครั้งจนพอพูดและสื่อภาษากันรู้เรื่อง)
ถามไถ่กันว่าแต่ละท่านใช้สมถกรรมฐานแบบไหน หลวงปู่แหวนว่า ท่านใช้อานาปานสติหลวงพ่ออุตตมะก็ว่าท่านก็ใช้เช่นเดียวกัน หลวงปู่แหวนได้ถามทางไปไหว้ศพพระกัสสปะมหา–เถระ ซึ่งอยู่ในถํ้าป่าดิบมัณฑะเลย์ หลวงพ่ออุตตมะก็บอกทางให้ หลวงปู่แหวนยังถามอีกว่า ศพนั้นเป็นศพพระกัสสปะจริงหรือ หลวงพ่ออุตตมะตอบว่า ตอนที่ท่านบวชได้ประมาณ ๓ พรรษา ก็เคยไปดูมาครั้งหนึ่ง ท่านก็ไม่รู้เหมือนกันว่าศพใคร
การเดินทางไปไหว้ศพพระกัสสปะนี้ หลวงปู่แหวนเกิดพลัดตกเหว ช่วงหัวไหล่และศีรษะไปฟาดหิน จนเส้นเอ็นที่คอเสีย แต่ท่านไม่ยอมไปโรงพยาบาล คอจึงเอียงมาตั้งแต่บัดนั้น”
เมื่อหลวงปู่แหวนท่านชราภาพแล้ว ท่านย้ายมาจําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง ต่อมาท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของพุทธบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ ศรัทธาญาติโยมจึงพากันเดินทางไกลมากราบทําบุญฟังธรรมกันมากมายวันละหลายๆ คณะ ทางวัดจึงต้องมีการกําหนดเวลาเข้ากราบ ตามบันทึกหลวงพ่ออุตตมะบันทึกต่อไปว่า
“เมื่อหลวงพ่ออุตตมะท่านได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทย และกําลังพัฒนาวัดวังก์วิเวการามอยู่นั้น ท่านได้พาคณะญาติโยมขึ้นไปกราบหลวงปู่แหวนที่วัดดอยแม่ปั๋ง แต่เมื่อไปถึงประมาณบ่ายโมงเศษ หลวงปู่แหวนท่านจําวัด ปิดกุฏิเงียบ มีทั้งพระและลูกศิษย์ลองเรียก ก็หามีคําตอบออกมาไม่ เนื่องจากเวลามีน้อย คณะญาติโยมต้องรีบเดินทางกลับ เลยขอร้องให้หลวงพ่ออุตตมะติดต่อกับหลวงปู่แหวนทางจิต หลวงพ่ออุตตมะก็ลองดูนั่งสงบจิตถึงหลวงปู่แหวน เพียงไม่กี่อึดใจ หลวงปู่แหวนก็เปิดกุฏิออกมา หลวงพ่ออุตตมะจึงเข้าทําความเคารพและส่งภาษาพม่าถามไถ่กัน
หลวงปู่แหวนชมว่า หลวงพ่ออุตตมะยังไม่แก่เลย หลวงปู่ฯ สิแก่แล้ว ทั้งยังซักถามอีกว่าหลวงพ่ออุตตมะยังปฏิบัติเหมือนเดิมหรือไม่ ก็ได้รับคําตอบว่าเหมือนเดิม แต่ไม่ค่อยมีเวลาปฏิบัติเท่าใดนัก คุยกันพักใหญ่ จึงเปิดโอกาสให้ญาติโยมที่มาเข้ากราบนมัสการ นับว่าเป็นบันทึกที่ไม่ค่อยจะมีใครได้ทราบกันนัก”
พ.ศ. ๒๔๘๘ หลวงปู่ชอบอยู่ร่วมจําพรรษา – พญานาคหนองห้วยส้ม
พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม บอกตอนนั้นองค์ท่านไม่ค่อยสบาย ร่างกายเกิดอาการอ่อนล้าเจ็บป่วยเข้ามารบกวนธาตุขันธ์อยู่เรื่อยๆ ร่างกายของท่านตอนนั้นจึงไม่เอื้อในการอยู่ในสถานที่ที่กันดาร หลวงปู่แหวนท่านจึงนิมนต์หลวงปู่ชอบให้พักจําพรรษาอยู่ด้วยกันที่บ้านนํ้ารินปีพุทธศักราช ๒๔๘๘ หลวงปู่ชอบท่านจึงจําพรรษากับหลวงปู่แหวนที่วัดป่านํ้าริน หลวงปู่ชอบเล่าเรื่องตอนจําพรรษากับหลวงปู่แหวนที่บ้านนํ้ารินให้ฟังว่า
“ออกจากเมืองพม่า เราก็มาจําพรรษาอยู่ที่ห้วยนํ้ารินเป็นวัดแรก เนื่องจากร่างกายของเราตอนนั้น มันบอบชํ้าจากการเดินทางออกมาจากเมืองพม่า เรารักษาตัวเองมาโดยตลอดแต่มันก็ไม่หายขาดสักที จะหนักหนาถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น มันจะป่วยพอรําคาญไปไหนมาไหนไม่สะดวก ทําอะไรหนักๆ ร่างกายมันก็จะฟ้องเรื่องเจ็บป่วยขึ้นมาให้เห็น ถ้าเป็นลูกเขยเขา พ่อตา แม่ยายก็ไล่หนีออกจากบ้านไปนานแล้ว เขาจะหาว่ามันแกล้งป่วย เพราะขี้เกียจทํางาน ปีนั้นเราผูกป่วยทั้งพรรษาจนรําพึงกับตนเองว่า ตัวเรานี้เริ่มแก่มากแล้วหนอ จะมาสมบุกสมบันเหมือนกับแต่ก่อน ร่างกายเราก็เริ่มลําบากแล้ว
บ้านนํ้าริน แต่ก่อนเราเคยมาเที่ยววิเวกจําพรรษามาแล้วครั้งหนึ่ง ที่หน้าวัดนํ้ารินจะมีบึงอยู่บึงหนึ่ง ชื่อบึงห้วยส้ม ที่บึงห้วยส้มจะมีใบเสมาเก่าจมอยู่ใต้บึง บึงห้วยส้มแต่เดิมเคยเป็นวัดมาก่อน ในสมัยอาณาจักรโยนก เราได้อาศัยนํ้าจากบึงห้วยส้มแห่งนี้ใช้อาบใช้สรงเป็นบางครั้ง โยมบ้านนํ้าริน เขาดูแลเรากับผู้เฒ่าแหวนอย่างดี มีพ่อของพ่อเลี้ยงชื่นเป็นหลัก ที่ดูแลเราและผู้เฒ่าแหวน ออกจากเมืองพม่า เราก็มาจําพรรษาที่นี่เป็นแห่งแรก ช่วงนั้นจะออกเที่ยววิเวกตามป่าเขาก็ลําบากบ้านเมืองยังอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง
เราอยู่กับผู้เฒ่าแหวนสององค์ไม่วุ่นวาย ต่างองค์ต่างภาวนาตามอัธยาศัยของใครของมัน ส่วนมากเราจะให้อาจารย์แหวน ท่านเป็นผู้เทศน์สอนโยมในวันศีลวันพระ ผู้เฒ่าแหวนสอนโยมไปด้วย ภาวนาไปด้วย ทั้งป่วยไปด้วย ผู้เฒ่าแหวนท่านป่วยเป็นโรคผื่นคันตามตัว ต่างฝ่ายต่างรักษากันตามมีตามเกิด ปีนั้นเรากับผู้เฒ่าแหวนป่วยซากันปานงัวงามคู่”
หลวงปู่ชอบท่านเล่าเรื่อง “พญานาคหนองห้วยส้ม” วัดป่านํ้ารินให้ฟังว่า
“ใกล้วันออกพรรษา วันนั้นเป็นวันขึ้นแปดคํ่า เดือนสิบเอ็ด คืนนั้นฝนตกเกือบตลอดคืนพอใกล้สว่าง ฝนจึงหยุดตก หลังจากเราไหว้พระสวดมนต์ตอนเช้าแล้ว ก็ออกมาล้างหน้าแปรงฟัน มองเห็นผู้ชายวัยกลางคนนุ่งขาวห่มขาวคล้ายคนถือศีลอุโบสถ ที่มือของเขาถือดอกบัวขาวเจ็ดดอกเดินพนมมือไปรอบๆ ศาลาฯ หอฉันสามรอบ เขาเดินในลักษณะเวียนประทักษิณ
กุฏิเราอยู่ใกล้ศาลาฯ หอฉัน จึงมองเห็นชายผู้นี้ถนัดตา ชายผู้นี้เขาไม่สนใจหันมามองดูเรา เขาเดินพนมมือถือดอกบัวเดินรอบศาลาฯ ครบสามรอบแล้วก็เข้าไปในศาลาฯ พอเราล้างหน้าบ้วนปากเสร็จแล้ว ก็เอาบริขารลงไปศาลาฯ เพื่อจะรอผู้เฒ่าแหวนออกไปบิณฑบาตพร้อมกัน
เราเข้าไปในศาลาฯ มองหาผู้ชายคนนี้ก็ไม่เห็น ไม่รู้ว่าเขาหายไปทางไหน มองดูรอบๆ ศาลาฯ ก็ไม่พบเขา คิดว่าเขาคงจะออกจากศาลาฯ ไปแล้วล่ะมั้ง พอฉุกคิดขึ้นมาอีกที เราก็เดินตามหลังเขามาติดๆ เขาจะออกจากศาลาไปตอนไหนกันแน่ ศาลาฯ ก็มีประตูเข้าออกเพียงทางเดียวเท่านั้น ถ้าเขาออกมาก็ต้องเจอกันกับเราอย่างหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ แต่นี่เราไม่เห็นแม้เงา เราสงสัยจึงเดินไปดูที่แท่นวางดอกไม้ธูปเทียนหน้าพระประธาน ก็ไม่เห็นดอกบัวเจ็ดดอกอย่างที่เราเห็นเขาถือมาในมือ ธูปเทียนก็ไม่มีแสงมีควัน พอที่จะบ่งบอกว่า มีคนมาจุดธูปจุดเทียนทิ้งเอาไว้
เราเดินออกไปดูนอกศาลาฯ ตามทางที่ผู้ชายคนนี้เขาเดินเวียนประทักษิณ ก็ไม่เห็นมีรอยเท้าของคน ทั้งที่เมื่อคืนที่ผ่านมามีฝนตกเกือบจะทั้งคืน บริเวณรอบๆ ศาลาฯ ก็เป็นดินปนทราย น่าจะมีรอยเท้าของคนปรากฏให้เห็นบ้าง แต่นี่ไม่มีรอยเท้าของใครเลย มีแต่รอยเท้าของเราเท่านั้นที่ปรากฏให้เห็น เมื่อไม่พบรอยเท้าของเขา เราจึงเดินกลับเข้ามาศาลาฯ นั่งรอผู้เฒ่าแหวน
พอผู้เฒ่าแหวนเอาบาตรลงมาศาลาฯ เราก็พูดกับท่านเรื่องอื่นไปเสีย ได้เวลาก็พากันออกไปบิณฑบาตบ้านนํ้าริน ฉันอาหารล้างบาตรเสร็จแล้วก็กลับกุฏิไปเดินจงกรมภาวนาของเรา อาจารย์แหวนก็ไปเดินจงกรมภาวนาของท่าน เราเดินจงกรมเสร็จก็มานั่งภาวนาอยู่ที่กุฏิ ยกเอาเรื่องอุบาสกชุดขาวเมื่อเช้านี้ขึ้นมาพิจารณาดู จึงทราบว่าชายนุ่งขาวห่มขาวที่เราเห็นเมื่อเช้านี้นั้น เป็นพญานาคอาศัยอยู่ในบึงห้วยส้ม บ้านนํ้าริน เขาขึ้นมารักษาศีลอุโบสถบนโลกมนุษย์ เพราะอยากจะสร้างบุญบารมีของตนเองให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป พอทราบเรื่องนี้แล้ว เราจึงวางเรื่องนี้ไปเสีย
ตอนคํ่าหลังสรงนํ้าเสร็จ เรากับอาจารย์แหวนพากันมานั่งรอโยมอยู่ที่ศาลาฯ เพื่อพาโยมไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนา ตอนนั่งรอโยมอยู่ที่นั้น ผู้เฒ่าแหวนเล่าเรื่องของท่านให้เราฟัง อาจารย์แหวนท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนเย็นวันนี้ ท่านเดินไปสรงนํ้าที่บ่อนํ้าในวัด บ่อนํ้านี้โยมเขาขุดเอาไว้ให้พระเณรใช้สรงอาบบริโภค ขอบบ่อเขาจะเอาปูนมาก่อกั้นเพื่อกันคนกันสัตว์ตกบ่อนํ้า
อาจารย์แหวนเดินมาสรงนํ้าที่บ่อ ท่านเห็นชายวัยกลางคนนุ่งขาวห่มขาวเหมือนกับที่เราเห็นในตอนเช้า ชายผู้นี้นั่งเล่นอยู่บนขอบกั้นบ่อนํ้า หันหลังให้กับอาจารย์แหวน ตอนแรกท่านเข้าใจว่าโยมที่มาจําศีลมานั่งเล่นที่บ่อนํ้า พอเดินเข้าไปใกล้ๆ อาจารย์แหวนร้องทักเขาขึ้นมา อ้าว ! โยมมานั่งเล่นอะไรที่ขอบบ่อ ไม่กลัวตกบ่อนํ้าหรือ พอชายผู้นี้ได้ยินเสียงอาจารย์แหวนร้องทักขึ้นมา เขาหันมามองอาจารย์แหวน แสดงการตกใจ กระโดดลงไปในบ่อนํ้าทันที อาจารย์แหวนตกใจ ท่านเข้าใจว่า โยมตกใจเสียงท่านร้องทัก จึงพลัดตกลงไปในบ่อนํ้า
อาจารย์แหวนท่านจํ้าอ้าวไปที่บ่อนํ้า เพื่อที่จะช่วยเหลือโยม ท่านก้มลงไปมองที่บ่อนํ้าก็ไม่เห็นมีใครสักคน นํ้าในบ่อก็ไม่กระเพื่อมสั่นไหวให้เห็น แต่เสียงคนตกนํ้านั้นดังซุ่มเหมือนกับเสียงคนเราตกนํ้าดีๆ นี่เอง อาจารย์แหวนท่านเอาไม้ไผ่ที่ใช้เป็นตะขอตักนํ้า ควานลงไปในบ่อเพื่อควานหาคน ไม้ตะขอก็ไม่สะดุดอะไรพอที่จะให้รู้ว่า มีคนมีสิ่งของจมอยู่ที่ก้นบ่อ มีแต่ควานถูกดินที่อยู่ก้นบ่อ อย่างอื่นก็ไม่สะดุดมือของท่าน
อาจารย์แหวนแปลกใจในความไม่ชอบมาพากลของเรื่องนี้ จึงกําหนดพิจารณาดูว่ามันเป็นอะไรกันแน่ อาจารย์แหวนท่านจึงทราบว่า ผู้ชายที่ตกลงไปในบ่อนํ้านั้นไม่ใช่มนุษย์เหมือนพวกเรา เขาเป็นพญานาคที่ขึ้นมาเที่ยวบนโลกมนุษย์ พอเขารู้ว่า อาจารย์แหวนท่านมองเห็น เขาตกใจรีบกระโดดหนีลงไปในเมืองบาดาลทันที เมื่ออาจารย์แหวนทราบเรื่องนี้แล้ว ท่านก็สรงนํ้าตามปรกติเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังสรงนํ้าแล้วอาจารย์แหวน ท่านก็ลงมาศาลาฯ อาจารย์แหวนเล่าเรื่องที่ท่านพบเจอเมื่อตอนเย็นให้เราฟัง ท่านให้เราพิจารณาดูว่า มันเป็นอะไรกันแน่ เราเล่าเรื่องที่เราเห็นตอนเมื่อเช้าวันนี้ให้อาจารย์แหวนฟัง อาจารย์แหวนท่านก็ร้องอ๋อ ! ขึ้นมาทันที เพราะเป็นชายผู้เดียวกันกับที่เราเห็นในตอนเช้า อาจารย์แหวนท่านถามเราว่า พญานาคเขาขึ้นมาเมืองมนุษย์เพราะอะไรเราตอบท่านว่า ที่พญานาคเขาขึ้นมาโลกมนุษย์นั้น เพราะเขาอยากจะขึ้นมาทําบุญถือศีลอุโบสถ ถึงเขาจะเป็นพญานาค แต่เขาก็มีจิตคิดอยากสร้างบุญกุศลเหมือนกับมนุษย์เรา
เดิมทีพญานาคเขาก็เป็นมนุษย์พุทธบริษัทเหมือนกันกับพวกเรานี้แหละ เขามีจิตใจฝักใฝ่ในบุญกุศลตั้งแต่เขายังเป็นมนุษย์ ถึงชาตินี้เขาจะเกิดเป็นพญานาคอยู่บาดาล แต่จิตใจที่ฝักใฝ่ในบุญกุศลนั้นยังมีอยู่ในใจของเขาเหมือนเดิม พอถึงวันศีลวันพระ เขาจึงขึ้นมาสมาทานศีลอุโบสถบนโลกมนุษย์ ที่บาดาลไม่มีวัดวาศาสนาอาศัยเป็นแหล่งบุญแหล่งธรรม พญานาคเขาจึงขึ้นมาอาศัยทําบุญสุนทานยังเมืองมนุษย์ของเรา
โลกมนุษย์ถือเป็นแหล่งดินนาธรรมที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสวรรค์มรรคผล เป็นภูมิภพสถานที่เหมาะแก่การเพาะปลูกต้นทุนบุญกุศลกว่าภพภูมิอื่นใด พญานาคเห็นอาจารย์แหวนแล้วกระโดดลงไปในบ่อนํ้า เพราะเขาตกใจที่อาจารย์แหวนสามารถมองเห็นตัวตนของเขาได้ แม้พญานาคจะเป็นพวกกายทิพย์ เขาก็เกรงในอํานาจธรรมของอาจารย์แหวน เขาจึงเกิดอาการประหม่าตกใจไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่คุ้นเคยกับพระสงฆ์องค์เณร จึงไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะประหม่ายําเกรง พญานาคตนนี้ที่ท่านอาจารย์แหวนเห็นเมื่อตอนหัวคํ่า เขาก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ผมว่ามานี่แหละ”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ชวนสหธรรมิกกลับภาคอีสาน
ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านคิดเดินทางกลับภาคอีสาน จึงชวนหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และเพื่อนสหธรรมิกกลับภาคอีสานด้วยกัน โดยองค์หลวงตา–พระมหาบัว บันทึกไว้ดังนี้
“พอออกพรรษาแล้ว ทําให้ท่านระลึกถึงความหลัง ก่อนที่จะออกแสวงธรรมเพื่อมรรคผลนิพพานด้วยธุดงคกรรมฐานอยู่เสมอ ความหลังปรากฏขึ้นเตือนใจอยู่บ่อยๆ ความปณิธานที่ตั้งไว้ตอนบวชทีแรกว่าจะออกแสวงธรรมเพื่อมรรคผลนิพพานถ่ายเดียว เมื่อถูกประชาชน ครูอาจารย์ทั้งหลายคัดค้านต้านทาน จึงได้ประกาศความจริงใจออกมาให้ทราบว่า เมื่อออกไปแล้ว ถ้ากระผมและอาตมาไม่รู้เห็นธรรม คือ มรรคผลนิพพานเต็มดวงใจแล้ว จะไม่ยอมกลับมาให้ท่านทั้งหลายชี้หน้าตราความล้มเหลวใส่หน้าผากอย่างเด็ดขาด การกลับมาจึงมีธรรมดังกล่าวนี้ เป็นเครื่องประกันตัวเต็มอยู่ภายในใจโดยถ่ายเดียว ขอให้ท่านทั้งหลายได้ทราบไว้แต่บัดนี้ นานไปจะหลงลืมไปเสีย เวลาเห็นหน้ากลับมา
เมื่อคิดตกลงใจเรียบร้อยแล้ว จึงได้รํ่าลาศรัทธาทั้งหลาย ซึ่งต่างมีความอาลัยเสียดายไม่อยากให้ท่านจากไป แต่ความจําเป็นจําใจบังคับตามกฎ อนิจฺจํ ที่ต้องมีการพลัดพรากจากกันทั้งเป็นทั้งตาย จึงจํายอมไปตามกฎแห่งคติธรรมดา ท่านจึงมาชวนหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นเพื่อนเดินทางกลับอีสานด้วยกัน เพื่อเยี่ยมถิ่นฐานบ้านเดิมและวงศาคณาญาติที่ได้จากกันไปเป็นเวลา ๒๐ กว่าปี นับว่าเป็นเวลานานพอประมาณ หากชีวิตไม่ทนทานทั้งเขาทั้งเราก็อาจตายไปเสียก่อนไม่ได้พบเห็นกันอีก และเป็นโอกาสอันเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้ไปกราบเยี่ยม ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งระยะนั้นท่านกําลังพักจําพรรษาอยู่วัดบ้านหนองผือนาในอ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซึ่งมีพระธุดงคกรรมฐานจําพรรษาและห้อมล้อมอยู่แถวบริเวณใกล้เคียงกับที่ท่านพักจําพรรษา อยู่เป็นจํานวนมาก
แต่หลวงปู่แหวนท่านบอกว่า ท่านยังไม่กลับ ถ้ายังไม่บรรลุอรหัตตามความมุ่งหวังอย่างเต็มหัวใจเสียเมื่อไร ต้องอยู่บําเพ็ญให้ถึงอรหัตก่อน ถึงจะไปไหนมาไหน จากเชียงใหม่ ถ้าอยากไป ถ้าไม่อยากไปก็จะอยู่เชียงใหม่ต่อไปจนตาย ท่านเองถ้าได้บรรลุอรหัตแล้วจะนําธรรมไปแจกพระแจกชาวบ้าน ผมก็ขอโมทนา แต่อย่านํากิเลสหรือธรรมเมาไปแจกเขานะ เพราะกิเลสและธรรมเมามีเกลื่อนแผ่นดินถิ่นที่สัตว์โลกอยู่อาศัย ไม่เคยมีวันบกพร่องขาดแคลน มีธรรมเท่านั้นบกพร่องขาดแคลนในหัวใจสัตว์โลก ทุกวันนี้โลกจึงเดือดร้อนวุ่นวาย หาความสงบสุขเย็นกายเย็นใจไม่ได้ไปที่ไหนมีแต่คนบ่นว่าทุกข์ว่าลําบากยากเย็นเข็ญใจให้ฟัง แม้ในบ้านในเมืองที่นิยมกันว่าเจริญก็ไม่พ้นที่จะได้ยินคําบ่นทุกข์บ่นยากกัน เวลาท่านไปทางภาคอีสาน จึงนิมนต์นําธรรมสมบูรณ์ ธรรมไม่บกพร่องขาดแคลน ธรรมสงบเย็นปากเย็นใจ ไม่บ่น ไม่เดือดร้อนนอนครางไปแจกเขาบ้าง เขาจะได้โมทนาในการไปเยี่ยมเยียนญาติของท่าน
ผมเวลานี้กําลังต่อสู้กับธรรมเมา ยังไม่สร่าง ยังไม่หายเมา นั่งอยู่ก็เมา ยืนอยู่ก็เมา เดินอยู่ก็เมา นอนอยู่ก็เมา นั่งสมาธิ เดินจงกรมภาวนาอยู่ก็เมา กิเลสตัวพาให้ประมาทมัวเมา มันยังไม่ยอมลงจากบนบ่า บนหลัง บนคอ บนหัวใจ เคลื่อนไหวไปมาในที่ใด มีแต่ธรรมเมาเหล่านี้ออกทํางานเพ่นพ่านเต็มกาย เต็มวาจา เต็มหัวใจ เมื่อไรจะหายเมายังไม่รู้ได้ ท่านไปภาคอีสาน นิมนต์นํา มทนิมฺมทโน ธรรมยังความเมาให้สร่าง วฏฺฏูปจฺเฉโท ธรรมตัดวัฏจิต ตณฺหกฺขโยธรรมสิ้นตัณหา วิราโค ธรรมสิ้นราคะความกําหนัดยินดี นิโรโธ ธรรมดับกิเลสทั้งปวง นิพฺพานํ ความดับสนิทแห่งกิเลสสมมุติทั้งมวล ไปแจกชาววัดและชาวบ้าน เขาจะได้ดีใจ โมทนาสาธุการสมกับท่านจากเขาไปนาน
นี่ท่านหลวงปู่แหวนสั่งหลวงปู่ขาว เวลาท่านหลวงปู่ขาวจะกลับไปทางภาคอีสาน สําหรับองค์หลวงปู่แหวนเองท่านไม่ไป ท่านจะอยู่บําเพ็ญให้ได้อรหัตเสียก่อน อยากไปไหน ท่านจึงจะไปหลังจากสมหวังดังใจหมายแล้ว ท่านจึงนิมนต์หลวงปู่ชอบ หลวงปู่บุตรไปด้วย ทั้งสามองค์เดินทางจากเชียงใหม่มุ่งหน้าไปภาคอีสาน และเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น ที่วัดบ้าน-หนองผือนาใน โดยพักค้างคืนหนึ่งคืน”
ภาค ๑๕ บรรลุธรรม – เสาหลักภาคเหนือ
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เปิดเผยธรรมธาตุ
พระศิษย์ที่ติดตามท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นภาคเหนือ ต่อมาท่านได้บรรลุธรรมอัศจรรย์เป็นพระอรหันต์หลายองค์ ก่อนท่านพระอาจารย์มั่นกลับภาคอีสาน มีด้วยกัน ๓ องค์ ได้แก่ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ที่แม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ นับเป็นองค์แรกหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ทราบสถานที่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นองค์ที่สอง และ หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่โหล่งขอด อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๓เป็นองค์ที่สาม พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้ง ๓ องค์ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ตรวจสอบคุณธรรมหมดแล้ว ส่วนหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์ขณะจําพรรษาอยู่ที่บ้านหนองยวน แขวงเชียงตุง ประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ภายหลังจากท่านพระอาจารย์มั่นกลับภาคอีสานแล้ว
การเปิดเผยธรรมธาตุของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นนั้น เมื่อมีการพูดคุยสนทนาธรรมกันตามหลักสัลเลขธรรม ครูบาอาจารย์ท่านจะเล่าธรรมะสู่กันฟังเป็นการภายใน หรือที่เรียกว่า “ครอบครัวกรรมฐาน” ดังนั้น เมื่อองค์ใดบรรลุธรรมอัศจรรย์ ถึงซึ่งพระนิพพาน หรือ “ธรรมธาตุ” ท่านจะทราบกันก่อนล่วงหน้าแล้ว เมื่อท่านมรณภาพแล้วประชุมเพลิงศพ อัฐิท่านได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุ จึงเป็นเครื่องยืนยันในภายหลัง ซึ่งตามตํารากล่าวไว้ว่า ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น อัฐิจึงแปรสภาพกลายเป็นพระธาตุได้
เพราะอริยสัจมีหนึ่งเดียว ผลการปฏิบัติธรรมต้องเหมือนกัน ในสมัยนั้นผู้รู้จริงเห็นจริงในสัจธรรมยังมีมาก จึงสามารถตรวจสอบกันได้ ดังนั้น เมื่อท่านพูดคุยสนทนาธรรมกันถึงธรรมธาตุท่านจะมีการตรวจสอบคุณธรรมซึ่งกันและกัน
การเปิดเผยธรรมธาตุของหลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่ชอบ ในครั้งนั้น เป็นเหตุการณ์พูดคุยสนทนาธรรมก่อนเดินทางกลับภาคอีสาน ตอนปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ณ เสนาสนะป่านํ้าริน อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในขณะนั้นหลวงปู่ขาว ท่านจําพรรษาอยู่ที่แม่หนองหาน อําเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ทราบข่าวว่าหลวงปู่แหวน เพื่อนสหธรรมิกของท่านพักอยู่ที่เสนาสนะป่านํ้าริน เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาวท่านจึงมาชวนกลับภาคอีสาน และถือโอกาสกราบคารวะเยี่ยมท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือด้วยกัน ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่ชอบท่านก็อยู่จําพรรษาร่วมกับหลวงปู่แหวน
เหตุการณ์ที่หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แหวน ท่านพบกันและร่วมวงพูดคุยสนทนาธรรมกันในครั้งนั้น ถือว่าเป็นครั้งสุดท้าย ท่านได้มีการเปิดเผยภูมิธรรมของกันและกันโดยไม่มีความลังเลสงสัยใดๆ ในธรรม เพราะเป็นธรรมของจริงซึ่งเกิดจากการปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดมาด้วยกันจริงๆ เป็นเหตุการณ์ครั้งสําคัญที่ทรงคุณค่าเป็นมหามงคลอย่างยิ่ง ควรแก่การจดจารึกเอาไว้ เพราะพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้ง ๓ เคยอยู่ร่วมกันมา ศีล ย่อมรู้ได้เมื่ออยู่ร่วมกัน ธรรม ย่อมรู้ได้เมื่อสนทนาธรรมกัน เมื่อหลวงปู่ชอบและหลวงปู่ขาวต่างเปิดเผย “ธรรมธาตุ” ของกันและกันออกมา โดยมีหลวงปู่แหวนร่วมฟังและรับทราบ จึงเป็นที่เชื่อถือและสนิทใจได้
หลวงปู่ขาว ท่านเริ่มถามหลวงปู่ชอบก่อนว่า “อาจารย์ชอบไปเที่ยววิเวกทางเมืองพม่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลวงปู่ชอบเริ่มเปิดเผยธรรมธาตุของท่านต่อหลวงปู่ขาวว่า “การภาวนาของผมอยู่เมืองพม่านั้น มีแต่ก้าวหน้าจนสุดหนทางที่ผมจะเดินต่อไปอีกแล้ว ทุกวันนี้ผมอยู่กับธรรมที่เป็นปัจจุบัน ไม่มีธรรมอันใดที่ผมจะสงสัยอีกต่อไป ไม่มีภาระภายในเรื่องใดที่ผมจะต้องทําอีกต่อไป ทุกอย่างผมได้วางลงจนหมดแล้ว ไม่มีกิเลสอะไรเหลือไว้ให้ตนเองได้แบกหามอีกต่อไป ผมมีปัญญาเป็นของตนเองแล้ว การเกิดของผมได้ยุติลงแล้วที่ชาตินี้”
หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน เมื่อได้ฟังหลวงปู่ชอบ “เปิดเผยธรรมธาตุ” ภายในของท่านออกมา ท่านทั้งสองต่างก็เข้าใจในความหมายนั้นทันที ต่างก็พากันอนุโมทนายินดีกับหลวงปู่ชอบที่ท่านก้าวข้าม “โอฆสงสาร” ของกิเลสได้แล้ว
หลวงปู่ขาว ท่านจึง “เปิดเผยธรรมธาตุ” ภายในของท่านให้หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่แหวนฟังว่า “พันธุ์เม็ดข้าวของผมนั้นสุกหมดแล้ว ไม่เหลือเชื้อเกิดที่ผมจะนํามาเพาะปลูกเพื่อให้เกิดภพชาติได้อีกต่อไป แต่ก่อนนั้นผมกินแต่ข้าวสุขปนข้าวทุกข์ ทุกวันนี้ผมกินแต่ข้าวสุก (สุข)แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น”
หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว ท่านเปิดเผย “ธรรมธาตุ” ซึ่งเป็น “ธาตุธรรมอันบริสุทธิ์” ที่ผู้พ้นจากกิเลสเท่านั้นถึงจะเข้าใจได้ หลวงปู่แหวนนั่งฟังหลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาวสนทนาธรรมเปิดใจให้กันฟัง ท่านแสดงความยินดีอนุโมทนากับสหธรรมิกทั้งสองที่พากันก้าวพ้นห้วงมหันตทุกข์ไปได้แล้ว ท่านก็ยิ่งเกิดกําลังใจอย่างแรงกล้าที่จะเร่งความเพียรอย่างอุกฤษฏ์เต็มที่ เพื่อให้พ้นห้วงมหันตทุกข์ตาม ซึ่งขณะนั้นท่านก็ยังมีงานภายในที่ละเอียดคั่งค้างให้คอยชําระสะสางอีก
จากนั้นหลวงปู่ขาวท่านก็ชวนหลวงปู่แหวนกลับภาคอีสาน หลวงปู่แหวนท่านก็ปฏิเสธหลวงปู่ชอบท่านก็เอ่ยชวนหลวงปู่แหวนให้กลับเมืองเลยด้วยกัน เพราะต่างองค์ต่างจากบ้านเกิดเมืองนอนมานานแล้ว สมควรที่จะต้องกลับมาโปรดญาติพี่น้องทางเมืองเลยบ้าง หลวงปู่แหวนท่านก็ปฏิเสธที่จะกลับมาเมืองเลยกับหลวงปู่ชอบ ท่านบอกกับหลวงปู่ชอบว่า “ตราบใดที่ยังไม่ได้เป็น พระอรหันต์ ท่านจะไม่กลับมาเมืองเลย” หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาวได้ยินคําพูดจากปากของหลวงปู่แหวนเช่นนี้ ท่านทั้งสองจึงไม่คะยั้นคะยอให้หลวงปู่แหวนท่านกลับมาเมืองเลยด้วยกัน
หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่แหวน ท่านทั้งสามได้อยู่พักภาวนาร่วมกันที่เสนาสนะป่านํ้ารินอีกระยะหนึ่ง ในระยะนั้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพิ่งยุติลงใหม่ๆ ฉะนั้น ปัจจัย ๔ซึ่งอัตคัดขาดแคลนอยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ตามป่าตามเขาในถิ่นทุรกันดาร ก็ยิ่งอดอยากขาดแคลนอย่างหนัก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อครูบาอาจารย์ทั้งสามแต่ประการใด
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่แหวนบรรลุธรรมไตรโลกธาตุสั่นไหว
ในขณะที่ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว และ หลวงปู่แหวน พักภาวนาอยู่ที่เสนาสนะป่านํ้าริน ในเวลาต่อมา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ กับ หลวงพ่อวงษ์ (ไม่ทราบฉายา) ทราบข่าว จึงพากันเดินทางมากราบเยี่ยมเยียนครูบาอาจารย์ทั้งสาม
หลวงปู่เหรียญ กับ หลวงพ่อวงษ์ พักอยู่ที่เสนาสนะป่านํ้ารินสองคืน หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาว ท่านทั้งสองจะออกเที่ยววิเวกตามป่าตามเขาแถบอําเภอแม่ริม จึงชวนหลวงปู่แหวน แต่หลวงปู่แหวนท่านยังไม่อยากจะไปในตอนนี้ ท่านอยากพักภาวนาอยู่ที่เสนาสนะป่านํ้ารินไปก่อน ถ้าออกจากนี้แล้ว ท่านจะขึ้นไปพักภาวนาอยู่ที่บ้านปง (วัดอรัญญวิเวก อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่) หลวงปู่ชอบท่านจึงชวนหลวงปู่เหรียญและหลวงพ่อวงษ์ ซึ่งท่านทั้งสองต่างก็ยินดีที่ได้ร่วมออกเที่ยวธุดงค์กับครูบาอาจารย์ จากนั้นหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่เหรียญ และหลวงพ่อวงษ์ ก็พากันลาหลวงปู่แหวน แล้วเดินทางจากเสนาสนะป่านํ้าริน ออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขาในเขตอําเภอแม่ริม ขึ้นพระพุทธบาทสี่รอย โดยแวะพักที่วัดป่าห้วยส้มสุก
ที่มาของชื่อ วัดป่าห้วยส้มสุก ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์สาวกประมาณ ๕๐๐ กว่ารูปได้เสด็จมาถึงบริเวณพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งมีคนยาง คนม้ง คนแคระได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัย ปรากฏว่าส้มและผลไม้ตามป่าสุกพอดี จึงได้นํามาถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกทั้งหมด
สําหรับ พระพุทธบาทสี่รอย เป็นสถานที่สําคัญศักดิ์สิทธิ์ มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้ ๔ พระองค์ คือ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า และพระโคตมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เป็นปูชนียสถานที่มีความสําคัญมาก เป็นที่สักการบูชาของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย พระพุทธบาทสี่รอย ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาในป่าลึก ในอดีตทุรกันดารมาก เป็นสถานที่วิเวกเงียบสงัดสัปปายะ หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ เคยเที่ยวธุดงค์มาก่อนหน้า และพระกรรมฐานที่ขึ้นภาคเหนือ ส่วนใหญ่เคยธุดงค์ขึ้นไปนมัสการและบําเพ็ญภาวนา โดยได้แวะมาปักกลดภาวนาบริเวณวัดป่าห้วยส้มสุก ซึ่งในสมัยนั้นเป็นวัดร้าง ภายหลังได้บูรณะเป็นวัดป่ากรรมฐาน
หลวงปู่แหวน เมื่อท่านพักที่เสนาสนะป่านํ้ารินระยะหนึ่งแล้ว ท่านก็เดินธุดงค์มาบําเพ็ญภาวนาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ตามที่ท่านบอกกับหลวงปู่ชอบ และหลวงปู่ขาว ซึ่งก่อนบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุด ท่านเป็นไข้ป่ามาลาเรีย ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“หลวงปู่แหวนท่านบําเพ็ญเพียรมานี้ ตอนหนึ่งท่านไม่สบายเป็นไข้มาลาเรีย ญาติโยมเขาก็เอายาควินินไปให้ฉัน ก็บอกให้ท่านฉัน ๒ เม็ด ท่านก็ไปฉันถึง ๑๒ เม็ด ทีนี้ยามันออกฤทธิ์ออกฤทธิ์นี้มันสลบไป มันสลบไป ท่านก็ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า “ถ้าหากเราสําเร็จแล้ว ก็ไปได้”ว่างั้น ท่านว่า ตอนที่ท่านยังไม่สําเร็จ ตอนนั้นก็คงได้ประมาณชั้นพรหมโลก ถ้าท่านตายไป
ท่านบอกว่า “ถ้ายังไม่สําเร็จ รอก่อน รอสักนิดก่อน” เลยมันฟื้นขึ้นมา ตอนนั้นท่านยังไม่สําเร็จ ท่านว่า “ถ้าสําเร็จแล้วจึงจะไป ขอต้องการสําเร็จในภพนี้” ท่านตั้งสัจจะไว้ ท่านจึงทําความเพียรตลอดไม่หยุด จนท่านว่า “ท่านสบาย ท่านสบายแล้ว เมตตาได้ทั่วโลกแล้ว เมตตาตนเองไม่ได้เมตตาแล้ว เมตตาแต่คนอื่น ทําไมจึงไม่เมตตาตน เพราะมันหมดงานทํา””
หลวงปู่ชอบกล่าวถึงหลวงปู่แหวนว่า “ตอนนั้นอาจารย์แหวน ท่านเร่งของท่าน เราชวนท่านกลับมาเมืองเลยด้วยกัน แต่ท่านปฏิเสธ เราจึงไม่เร่งเร้าอะไรท่าน อาจารย์แหวนท่านเป็นคนจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ถ้าเอ่ยว่าไม่เอาแล้ว ใครจะมาเปลี่ยนใจท่านเป็นอย่างอื่นไม่ได้ พอมาอยู่บ้านปง ท่านก็เร่งความเพียรของท่านอย่างเอกอุ จนป่วยเกือบตาย ผู้เฒ่าแหวนท่านมาบรรลุธรรมอยู่บ้านปง (วัดอรัญญวิเวก)”
เข้าสู่ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่แหวนท่านมีอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ เหตุปัจจัยทุกอย่างในการบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกถึงพร้อม เริ่มจากธาตุขันธ์ร่างกายถึงพร้อม สถานที่วิเวกเงียบสงัดสัปปายะถึงพร้อม การบําเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่เข้ารับการศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๒ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๐ รวมเวลาประมาณ ๒๘ ปี ทําให้อํานาจแห่งธรรมที่บําเพ็ญเพียรสะสมมาทั้งสมถ – วิปัสสนากรรมฐานของท่านถึงพร้อมเต็มเปี่ยมจัดเป็นธรรมขั้นอัตโนมัติแล้ว ประดุจดอกบัวตูมที่เจริญงอกงามโผล่พ้นนํ้าพร้อมที่จะเบ่งบาน ท่านจึงได้เร่งทําความเพียรภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ออกพิจารณาทางด้านปัญญา เป็นภาวนามยปัญญาอยู่ในธรรมขั้นอัตโนมัติออกชําระถอดถอนกิเลส
ในที่สุดเกิดเป็นมรรคสามัคคี ถึงพร้อมด้วยวิปัสสนาญาณ เป็นสมุจเฉทปหานสังหารทําลายฆ่ากิเลสอวิชชาจอมกษัตริย์แห่งวัฏจักรวัฏจิตทั้งมวลขาดสิ้นออกจากใจ จนท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวก หลุดพ้นแล้วจากวัฏจักร การเวียนว่ายตายเกิด เป็นวิวัฏจักรที่เสนาสนะป่าบ้านปงแห่งนี้ สมดังที่ท่านได้ตั้งความปรารถนาไว้อย่างยาวนาน และได้บําเพ็ญวาสนาบารมีธรรมมาแล้วหนึ่งแสนกัป
ในขณะที่หลวงปู่แหวนบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดนั้น โลกธาตุภายในเกิดสั่นไหวอย่างแรง บรรดาเหล่าทวยเทพยดา พญานาค ตลอดผู้มีธรรม มีญาณหยั่งทราบภายในย่อมล่วงรู้รับทราบเหตุการณ์อัศจรรย์อันเป็นมหามงคลนี้ได้ ในขณะนั้นหลวงปู่ชอบท่านเที่ยวธุดงค์กับหลวงปู่ขาว หลวงปู่เหรียญ หลวงพ่อวงษ์ ที่พระพุทธบาทสี่รอย อําเภอแม่ริม ทั้งหลวงปู่ชอบและหลวงปู่ขาว ท่านต่างเป็นพระอรหันต์ ท่านทั้งสองย่อมล่วงรู้รับทราบเหตุการณ์นี้ได้ โดยหลวงปู่ชอบท่านได้เล่าเรื่องนี้ให้พระศิษย์ฟังดังนี้
“องค์แรกนั่นเป็นพระอาจารย์พรหม บ้านดงเย็น อาจารย์พรหมท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ใหญ่มั่น ที่สําเร็จธรรมะเป็นองค์แรก อาจารย์ใหญ่ (มั่น) ท่านบอกเรา
“ท่านชอบ ท่านพรหมถึงแล้วเด้อ ท่านพรหมทางในท่านสว่างแล้วเด้อ”
เราก็เข้าใจในความหมายที่ท่านอาจารย์ใหญ่มั่นบอกทันที เราอนุโมทนาธรรมกับอาจารย์พรหม พอท่านอาจารย์ตื้อท่านถึงธรรมแล้ว ถัดมาอาจารย์แหวน ท่านก็มาได้ธรรมอยู่บ้านปง แม่แตง อาจารย์แหวนท่านถึงธรรม ตอนอายุ ๖๐ ปี ตอนอาจารย์แหวนท่านบรรลุธรรม เรากับอาจารย์ขาว อาจารย์เหรียญ หลวงพ่อวงษ์ พากันเที่ยววิเวกอยู่แถวแม่ริม โลกธาตุภายในสั่นไหวอย่างแรง อาจารย์ขาวท่านถามเราว่า
“เกิดอีหยังขึ้นครูบา ไตรโลกธาตุ คือ สั่นไหวแรงแท้”
เราบอกอาจารย์ขาวว่า “ผู้เฒ่าแหวนท่านถึงธรรมอันเป็นมงคลแล้ว” เรากับอาจารย์ขาวพากันอนุโมทนาธรรมกับผู้เฒ่าแหวนที่ท่านพ้นทุกข์ในชาตินี้”
หลวงปู่แหวน ท่านบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์ที่ทรงอภิญญา ๖ อีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านถึงธรรมขั้นพ้นทุกข์แล้ว ท่านพูดให้พระศิษย์ฟังว่า “ทําให้ไม่อยากอะไรเลยในโลกนี้ อิ่มมันหมดเสีย คนอิ่มมันสุข ไม่อยาก มันสุขจริงๆ ไม่อยาก ไม่อยากอะไร ก็คือไม่อยากเกิดนั้นเอง มันพ้นแล้ว มันอิ่ม”
หลวงปู่แหวน ท่านอยู่เสวยวิมุตติสุข วิมุตติธรรม และพักบําเพ็ญภาวนาเพื่อวิหารธรรมที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก อําเภอแม่แตง ระยะหนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านก็เดินธุดงค์กลับมาจําพรรษาที่เสนาสนะป่านํ้าริน อําเภอแม่ริม และอยู่จําพรรษาต่อเนื่องกันถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๑
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ขณะที่ หลวงปู่แหวน บรรลุอริยธรรมสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกนั้นองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านเป็นพระภิกษุหนุ่ม ท่านเป็นพระอุปัฏฐากดูแลหลวงปู่มั่นอย่างใกล้ชิด ท่านย่อมได้ยินชื่อเสียงหลวงปู่แหวนจากหลวงปู่มั่น เพราะหลวงปู่มั่นท่านย่อมทราบว่าหลวงปู่แหวนบรรลุวิมุตติธรรมแล้วจากญาณภายในขององค์ท่านเอง และจากการพูดคุยสนทนาธรรมกับหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว ในขณะที่ท่านทั้งสองเดินทางกลับจากภาคเหนือมากราบคารวะเยี่ยมเยียนหลวงปู่มั่นที่วัดป่าหนองผือนาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ว่า “พอพูดอย่างนี้ระลึกถึงหลวงปู่แหวนได้ ปรากฏชื่อลือนามท่านมานานแล้ว ตั้งแต่เราเป็นพระหนุ่มน้อย เขาว่าท่านเป็นพระอรหันต์”
ซึ่งก่อนหน้าก็มีพระฝ่ายมหานิกายไปกราบนมัสการศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ท่ามกลางศิษย์สายกองทัพธรรมและคณะศิษย์อีกหลายรูป ในขณะสนทนาธรรมหลวงปู่มั่นได้เมตตากล่าวชมหลวงปู่แหวน โดยปรารภและสั่งกําชับว่า “หากไม่เจอกัน หรือมีความข้องใจสงสัยเกี่ยวกับปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ให้สอบถามท่านแหวนได้ เพราะเขาเก่งมาก”
เพชรนํ้าหนึ่งผุดขึ้นตามป่าเขาในเขตจังหวัดเชียงใหม่
พ่อแม่ครูอาจารย์ ประเภท เพชรนํ้าหนึ่ง ซึ่งบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ตามป่าตามเขาในเขตจังหวัดเชียงใหม่ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เทศน์ไว้ดังนี้
“เพชรนํ้าหนึ่งไปผุดขึ้นที่เชียงใหม่หลายองค์นะ เป็นเพชรนํ้าหนึ่งๆ ไปผุดขึ้นที่เชียงใหม่ หลวงปู่มั่น หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวน นี่ประเภทเพชรนํ้าหนึ่งทั้งนั้น ไปผุดขึ้นที่เชียงใหม่หลายองค์ นับแต่หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวนหลวงปู่ตื้อ ๕ องค์ ที่เชียงใหม่ นี่ล่ะท่านมักจะโผล่ขึ้นที่ในป่าๆ ที่ว่าเหล่านี้อยู่ในป่าทั้งนั้น
หลวงปู่พรหม นี้อําเภอไหนนา ทางดอยแม่ปั๋ง ท่านเคยเล่าให้ฟัง เพชรนํ้าหนึ่งไปผุดขึ้นที่เชียงใหม่หลายองค์ คือท่านผู้สิ้นกิเลสแล้ว เวลาท่านมรณภาพแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุชัดเจน หลวงปู่ขาว ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า อยู่ที่โหล่งขอด ไปทางอําเภอแม่แตงหรือไง มีแต่เพชรนํ้าหนึ่งทั้งนั้นที่เอามาพูด ท่านมักจะผุดขึ้นในป่าในเขาๆ เป็นที่สะดวกในการบําเพ็ญ
เพราะฉะนั้นเวลาพระบวชแล้ว จึงต้องได้รับพระโอวาทสดๆ ร้อนๆ มาจนกระทั่งทุกวันนี้แต่มันจืดสําหรับพระเสียเองเท่านั้น พระโอวาทเป็นพระโอวาทสดๆ ร้อนๆ เวลาบวชอุปัชฌาย์ไม่สอนอันนี้ไม่ได้เด็ดขาด รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโหกรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ในป่าในเขา รุกขมูลร่มไม้ ที่แจ้งอัพโภกาสที่อากาศดีๆ อันเป็นสถานที่ปราศจากสิ่งรบกวน และบําเพ็ญได้สะดวกสบาย จงอุตส่าห์พยายามอยู่และบําเพ็ญในสถานที่นั้นตลอดชีวิตเถิด ไม่ใช่ธรรมดา ตลอดชีวิต
ที่เชียงใหม่จึงมีเพชรนํ้าหนึ่งผุดขึ้นหลายองค์ เชียงใหม่รู้สึกว่าเด่นมาก นับแต่หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ เท่าที่เรานับได้ ๕ องค์ เอ ! หลวงปู่สิมก็ดูว่าจะอยู่ที่นั่นล่ะมัง หลวงปู่สิมนี้องค์หนึ่ง รวม ๖ องค์เท่าที่จําได้นะ มีแต่เพชรนํ้าหนึ่งผุดขึ้นที่เชียงใหม่ สถานที่เช่นนั้นล่ะ เป็นสถานที่เพาะท่านผู้เลิศเลอ ในป่าในเขาๆ
ท่านอยู่ในป่าในเขาทั้งนั้นแหละ ก็ตรงกับพระโอวาทที่ทรงสอนสดๆ ร้อนๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ ถือเป็นสําคัญมากทีเดียว รุกฺขมูลเสนาสนํฯ พอบวชเสร็จแล้วอุปัชฌาย์ต้องสอน ไม่สอนไม่ได้ คือเด็ดขาด ให้อยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ในป่าในเขา ตามถํ้า เงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง อันเป็นสถานที่เหมาะสมกับการบําเพ็ญธรรม ปราศจากสิ่งรบกวน จงอุตส่าห์พยายามอยู่และบําเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด นั่นฟังซิ ของเล่นเมื่อไร ตลอดชีวิต
ครูบาอาจารย์องค์ไหนที่ปรากฏชื่อลือนาม มักจะออกมาจากป่าจากเขา อยากจะว่าทั้งนั้นนะ อย่างที่ว่าเชียงใหม่ก็ในป่าในเขาทั้งนั้นท่านสําเร็จออกมา คืออยู่ในป่าในเขาทัศนียภาพต่างๆ เป็นคุณหมดเลย ต้นไม้ใบหญ้ามองไปที่ไหนเป็นธรรมสอนตนตลอดเวลา”
การบรรลุอริยธรรมเป็นเพชรนํ้าหนึ่งของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ย่อมเป็นสักขีพยานยืนยันแนวทางข้อวัตรปฏิบัติที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น วางไว้ โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านปฏิบัติของท่าน ตามความเป็นจริงของท่าน ตามความเป็นจริงตรงไหน ตามความเป็นจริงที่ว่า ท่านปฏิบัติของท่านสมความปรารถนาของท่านแล้วท่านมาวางหลักข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมาแล้วให้ลูกศิษย์ลูกหาปฏิบัติตาม ลูกศิษย์ลูกหา เช่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น ครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติกันไป มันหลอกกันไม่ได้ไง เช่น ถ้าเราปฏิบัติไม่เป็น แล้วเราก็พยายามวางหลักเกณฑ์ของเราแล้วให้คนอื่นปฏิบัติตาม แล้วพอปฏิบัติไปแล้ว เวลาความเห็นภายใน เวลามาพูด มันเหมือนกันไหมล่ะ ถ้าพูดไม่เหมือนกันแสดงว่ามันขัดแย้งกัน แต่ถ้าเวลาปฏิบัติไปแล้ว ถ้าความเห็นภายในมันเหมือนกัน มันไปทางเดียวกัน ธรรมะทางเดียวกัน ถ้าทางเดียวกัน มันก็ถูกต้อง
ฉะนั้น เวลาหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน เวลาท่านไปหาหลวงปู่มั่น เวลาท่านมีปัญหาในใจของท่าน หลวงปู่มั่นท่านแก้ให้ๆ พอแก้ให้ขึ้นมา พอมันมีปัญญาขึ้นมา มันเหมือนกัน มันทันกันไง เราจะบอกว่า มันทันกัน”
หลวงปู่แหวนช่วยคนตายให้ฟื้น
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นพระที่มีเมตตาธรรมเปี่ยมล้นอีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น สมัยท่านออกเที่ยวธุดงค์ ยังไม่บรรลุอริยธรรม ท่านแผ่เมตตาโปรดสรรพวิญญาณ ตลอดสรรพสัตว์น้อยใหญ่ไว้มากมาย ยิ่งเมื่อท่านบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ขณะท่านแผ่เมตตา กระแสเมตตาจิตอันใสสะอาดบริสุทธิ์ ตลอดพลังจิตอันเข้มแข็งแก่กล้าของท่าน ยิ่งทรงพลานุภาพมหาศาลมากกว่าตอนที่ท่านยังไม่บรรลุอริยธรรม
เรื่องการช่วยวิญญาณกลับคืนสู่ร่าง หรือตายแล้วฟื้นขึ้นมา นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดและมหัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งของอํานาจจิตในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาลและได้สืบทอดกันเรื่อยมาจวบจนสมัยปัจจุบันนี้ โดยบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์หลวงปู่มั่น ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ที่เป็นพระอรหันตสาวก ก็มีหลายๆ องค์ที่มีอํานาจจิตอัศจรรย์และสามารถนํามาช่วยเหลือสงเคราะห์ลูกศิษย์ได้ ดังเช่นเรื่องของหลวงปู่แหวน
หลวงปู่แหวน ขณะที่ท่านจําพรรษาอยู่ ณ เสนาสนะป่านํ้าริน อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ แม้ท่านได้บรรลุอริยธรรมสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม ท่านยังคงบําเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อวิหารธรรมเป็นปรกติประจําวัน ในครั้งหนึ่งท่านเคยเมตตาสงเคราะห์ช่วยเหลือลูกศิษย์ใกล้ชิดที่ยังไม่หมดสิ้นอายุขัย แต่ถูกตีตายให้กลับเข้าร่างแล้วฟื้นขึ้นมา
เรื่องนี้ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านเคยเล่าไว้ว่า มีโยมที่ห้วยนํ้าริน เลยแม่ริมไปอีกโยมคนนั้นเป็นโยมอุปัฏฐากหลวงปู่แหวนที่อยู่ห้วยนํ้ารินตอนนั้น หลวงปู่แหวนท่านอยู่ห้วยนํ้าริน หลวงปู่ตื้อท่านอยู่วัดป่าดาราภิรมย์ อําเภอแม่ริม โยมคนนั้น ชื่อ โยมกิมเตียง เป็นคนจีนแถวภาคกลางขึ้นไปอยู่ทางเชียงใหม่ ไปค้าไปขายอยู่โน้น โยมคนนี้จะเข้าไปปรนนิบัติหลวงปู่แหวนเป็นประจํา ถูกคนตีตาย แล้ววิญญาณโยมกิมเตียงไปพบกับหลวงปู่แหวน พอดีหลวงปู่แหวนกลางคืน ท่านนั่งสมาธิอยู่มองเห็นหมด หลวงปู่แหวนจึงเทศน์ให้ฟัง
แล้วทีนี้หลวงปู่แหวนบอกวิญญาณโยมกิมเตียงว่า “ไป กลับคืนไปสู่ร่าง” กลับคืนไปสู่ร่าง แล้วก็โซเซกลับบ้านเลย มันแตกหมดหน้านี่ ก็ไปพยาบาล “เอ้า ! หาย” โยมกิมเตียงก็หายพอหายแล้วก็จะมาหาหลวงปู่แหวน และมาหาหลวงปู่ตื้อนี้เป็นประจําเลย หาหลวงปู่ตื้อที่แม่ริม เพราะว่าสถานที่พักจําพรรษาของท่านทั้งสอง มันอยู่ใกล้กัน ก็มากราบเรียนถาม “หลวงปู่ครับ เกิดชาติหน้า ทํายังไงมันถึงจะสวยจะงาม” หลวงปู่ตื้อท่านก็เลยบอกว่า “ถ้าอยากสวยอยากงามก็ เวลาทําด้วยใจบริสุทธิ์ ทําให้ใจเกิดความบริสุทธิ์ขึ้นมาแล้ว ก็ถวายอะไร แต่ของประณีตด้วยใจบริสุทธิ์”
พ.ศ. ๒๔๙๒ จําพรรษาที่วัดสันติธรรม
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านรับอาราธนานิมนต์คณะศรัทธาญาติโยมชาวเมืองเชียงใหม่ มาพักจําพรรษาที่วัดสันติธรรม อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในระยะนี้พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น โดยเฉพาะบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์รุ่นอาวุโส ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ ท่านดําเนินตามปฏิปทาหลวงปู่มั่น จึงเป็นที่เคารพนับถือและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของพุทธบริษัทชาวภาคเหนือ การสร้างวัดป่ากรรมฐานในแถบจังหวัดเชียงใหม่และทางภาคเหนือ จึงเกิดขึ้นมากมายหลายวัด ซึ่งจากเดิมมีเพียงไม่กี่วัด
วัดสันติธรรม เป็นวัดหนึ่งที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านได้บูรณะสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานขึ้นมา สถานที่สร้างวัด เดิมเป็นวัดร้าง สังเกตจากการแผ้วถางดําเนินการครั้งแรกเห็นได้ว่า เนื้อที่บริเวณที่จะสร้างกุฏิ มีอิฐ มีกระเบื้อง มีแนวกําแพง และมีเนินโบสถ์ หรือวิหาร พอจะหยั่งสันนิษฐานได้ว่า สถานที่แห่งนี้ในอดีตเคยเป็นวัดมาก่อน แต่ไม่อาจสืบประวัติได้ว่าเป็นวัดอะไร สร้างในสมัยไหน
เมื่อทําการก่อสร้างกุฏิพอเป็นที่อาศัยของพระภิกษุสามเณรได้แล้ว คณะศรัทธาญาติโยมจึงได้กราบอาราธนานิมนต์ หลวงปู่สิม (ขณะนั้นท่านพักอยู่วัดโรงธรรมสามัคคี อําเภอสันกําแพง) และพระภิกษุสามเณรที่เป็นศิษย์ของท่านมาอยู่จําพรรษา หลวงปู่สิมท่านเมตตารับเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ได้ทําพิธีเปิดป้ายเป็นการชั่วคราวขึ้น เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ให้ชื่อว่า “วัดสันติธรรม นครเชียงใหม่”
ในปีที่หลวงปู่แหวนได้มาจําพรรษานั้นเป็นระยะแรกเริ่มในการพัฒนาวัด ซึ่งเสนาสนะป่าในขณะนั้น มีเพียงกุฏิกรรมฐานพอเป็นที่อยู่อาศัยไม่กี่หลัง ภายหลังจึงมีการสร้างศาสนถาวรวัตถุ เช่น พระอุโบสถ ศาลา ฯลฯ
โดยในพรรษานี้ หลวงปู่แหวน ได้อยู่ปฏิบัติธรรมจําพรรษาร่วมกับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร นอกจากนี้มีครูบาอาจารย์องค์สําคัญอีกหลายองค์ เป็นต้นว่า พระอาจารย์อ่อนสี สุเมโธ พระอาจารย์ทองอินทร์ กุสลจิตฺโต พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร พระอาจารย์หลอด ปโมทิโต ฯลฯ ถือเป็นปฐมฤกษ์ที่ดีงามของการสร้างวัด หลวงปู่สิม ท่านได้พัฒนาวัดสันติธรรมจนเจริญรุ่งเรืองมาโดยลําดับ ท่านได้สร้างศาสนถาวรวัตถุที่จําเป็นขึ้นมากมาย เช่น กุฏิ ศาลา พระอุโบสถ พระประธาน ฯลฯ
ครูบาอาจารย์ที่อยู่จําพรรษาท่านได้เมตตาโปรดคณะศรัทธาชาวเมืองเชียงใหม่ จนทําให้ชาวเชียงใหม่ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่สิม ท่านมีชื่อเสียงและคุณธรรม จึงเป็นที่เคารพนับถือและเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของพุทธบริษัทชาวภาคเหนือ
เมื่อออกพรรษา หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านได้กลับไปพักที่เสนาสนะป่านํ้าริน และได้อยู่จําพรรษาร่วมกัน
วัดสันติธรรม ต่อมาก็มีครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ แวะมาเยี่ยมเยือน แต่ไม่ได้พักจําพรรษาได้แก่ ท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร หลวงปู่สาม อกิญฺจโน หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ ฯลฯ เมื่อทางวัดมีงานสําคัญๆ เช่น การฉลองพระอุโบสถ พระประธาน ฯลฯ ทางวัดจะกราบอาราธนานิมนต์ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เพราะในขณะนั้นครูบาอาจารย์ทั้งสอง เป็นพระมหาเถระที่ได้รับการเคารพยกย่องในภูมิจิตภูมิธรรมอย่างกว้างขวาง และในกาลต่อมาก็เป็นเสาหลักของพระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ทางภาคเหนือ
พ.ศ. ๒๔๙๓ งานประชุมใหญ่กองทัพธรรมภาคเหนือในวันวิสาขบูชา
องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มรณภาพและประชุมเพลิงศพ ณ วัดสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เมื่อวันอังคารที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ในงานนี้หลวงปู่ชอบ ฐานสโม และ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านไม่ได้ไปร่วมงาน มีหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านเป็นตัวแทนพระศิษย์รุ่นอาวุโสทางภาคเหนือที่ไปร่วมงาน โดยท่านชวนพระอาจารย์เกตุ วัดเจดีย์หลวง ไปร่วมงาน
หลวงปู่มั่น คราวที่ท่านถึงแก่มรณภาพนั้น ครูบาอาจารย์พระศิษย์ประเภทเพชรนํ้าหนึ่ง เช่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่เจี๊ยะ ฯลฯ รวมทั้งคุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า ท่านจะทราบ ทั้งจากนิมิตความฝัน ทั้งจากหลวงปู่มั่นท่านไปบอกลาด้วยองค์ท่านเอง และได้มอบหมายภาระงานพระพุทธศาสนาฝากให้พระศิษย์ช่วยกันดูแล
เมื่องานประชุมเพลิงศพหลวงปู่มั่นแล้วเสร็จ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้รับมอบหมายจาก หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ให้ขึ้นมาประชุมกองทัพธรรมกรรมฐานลูกศิษย์องค์หลวงปู่มั่นที่อยู่ทางภาคเหนือ ในวันวิสาขบูชา ในปีเดียวกัน
โดยก่อนวันวิสาขบูชา ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ขณะนั้นหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พักจําพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดป่านํ้าริน อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ตื้อท่านได้มอบหมายให้โยม บ้านนํ้าริน มานิมนต์ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่พักสงฆ์ผาแด่น อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โยมบ้านนํ้ารินกราบเรียนท่านว่า “หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ขอนิมนต์ให้ท่านไปร่วมลงอุโบสถสามัคคีและประชุมกองทัพธรรมกรรมฐาน ลูกศิษย์ขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่”
ก่อนหลวงปู่ชอบเดินทางไปพักที่วัดป่านํ้ารินหนึ่งวัน ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก จนมีนํ้าหลากลงจากภูเขา ตอนเช้าหลังฉันภัตตาหารแล้วหลวงปู่ชอบชวนตาเสาร์ ชาวบ้านผาแด่นเดินทางไปวัดป่านํ้าริน เพื่อสมทบกับคณะของหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ แล้วเดินทางต่อไปวัดเจดีย์หลวง
เหตุการณ์ประชุมกองทัพธรรมสายท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่บุญฤทธิ์ เล่าไว้ดังนี้
วันนั้นเป็นวันวิสาขบูชา ได้ยินเพื่อนพระด้วยกันบอกว่า
“คุณอยากจะเดินธุดงค์ คุณควรไปเห็นปฏิปทาของครูบาอาจารย์เสียก่อน วันนี้ท่านจะมาชุมนุมกันที่วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่”
พอได้ยินแค่นี้ก็ดีใจมาก ไม่รอช้า รีบเร่งไปเลยทีเดียว เวลานั้นจิตใจมันมีความเลื่อมใสศรัทธามาก เมื่อเดินทางไปถึงก็มองเห็นภาพประทับใจเข้าอีก โอ ! นํ้าตาคลอเลยทีเดียว พระป่าครูอาจารย์ ท่านมาประชุมกันมากมายถึง ๙๗ องค์ นั่งเรียงรายกันเต็มลานวัดนั้น มองแล้วมันชื่นตาชื่นใจ นับเป็นมงคลแก่ตนเองมาก
อาตมาเป็นพระเด็ก ก็เที่ยวซอกแซกไปเรื่อย ถามเพื่อนพระที่บวชก่อน และเคยรู้กิตติศัพท์ของครูบาอาจารย์แต่ละองค์ ท่านก็ตอบให้ฟัง องค์นั้นชื่อนั้น องค์นี้ชื่อนี้ องค์นั้นจิตท่านว่องไวรู้วาระจิตของผู้อื่นได้หมด คิดอะไรนึกอะไรรู้หมด องค์นั้นท่านก็เก่ง จิตท่านกําหนดรู้ว่องไวมาก องค์นั้นท่านจะนั่งในป่าเขาลําเนาไพรที่ไหนก็ตาม พวกวิญญาณ เทวดาทั้งหลาย มักจะไปฟังธรรมะจากท่าน องค์นี้ท่านมีกระแสจิตเยือกเย็น ถ้าแม้ท่านไปอยู่แห่งใด กระแสจิตเมตตาของท่านนี้แผ่ไปกว้างไกล ใครมาพบเห็นก็ไม่อยากหนีไปไหน…ฯลฯ
อาตมาก็ถามดะไปเลย เพราะไม่รู้จักท่านจริงๆ นั่น พระอาจารย์แหวน นั่น พระอาจารย์ตื้อ หลวงปู่ที่ตัวเล็กๆ ผอมดํา นั่นเป็นใคร? พระเพื่อนก็ไม่รู้จัก เพียงแต่บอกว่า องค์นี้ชอบอยู่แต่ในป่า ไม่ค่อยจะได้พบท่านหรอก ท่านชอบอยู่บนดอยสูงๆ กับพวกกะเหรี่ยง พวกยาง
วันนั้นได้ทําวัตรสวดมนต์กัน เสร็จแล้วก็มีการนิมนต์พระขึ้นเทศน์ นิมนต์พระอาจารย์องค์นั้น นิมนต์พระอาจารย์องค์นี้ ที่สุดก็ประกาศนิมนต์พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม เรียกกี่ครั้งๆก็เงียบ ไม่มีพระที่จะเดินไปที่ธรรมาสน์
อาตมาก็ถามพระป่าองค์หนึ่งว่า “พระคุณท่าน พระอาจารย์ชอบ น่ะ คือใครกันครับกระผมเห็นเรียกอยู่นานแล้ว?” พระองค์ที่อาตมาถามก็พูดว่า “อ้าว ! ก็พระตัวเล็กดําๆ นั่งอยู่แถวต้นๆ นั่นแหละ ท่านหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะเข้าป่าแล้วมั้งนี่” อาตมาก็มิได้ติดใจอะไรตอนนั้นจะพูดคุยกับครูบาอาจารย์ก็ไม่กล้า ปล่อยเวลาไปทั้งคืนนั้นรุ่งเช้า อ้าว ! ท่านเข้าป่ากันหมดแล้ว !
ในที่ประชุมกองทัพธรรมภาคเหนือยก หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ขึ้นเป็นผู้ดูแลหมู่คณะพระกรรมฐานทางภาคเหนือ หลวงปู่ชอบท่านขอยกให้หลวงปู่ตื้อ ส่วนท่านขอเป็นผู้ให้คําปรึกษา เพราะท่านอยากจะอยู่อย่างสันโดษ นับแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงปู่ตื้อท่านจึงเป็นแม่ทัพหลวงกองทัพธรรมกรรมฐานภาคเหนือ
หลังประชุมกองทัพธรรมภาคเหนือแล้ว หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี พาหมู่คณะลูกศิษย์สายองค์หลวงปู่มั่นลงไปเผยแผ่ธรรมทางภาคใต้ ครูบาอาจารย์ที่ติดตามหลวงปู่เทสก์ลงไปเผยแผ่ธรรมที่ภาคใต้ในยุคแรกมี หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่ผั่น ปาเรสโก เป็นต้น จากนั้นมีลูกศิษย์สายองค์หลวงปู่มั่นเดินทางลงไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภาคใต้ตามหลวงปู่เทสก์อีกหลายองค์ เช่น หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่คําพอง ติสฺโส ฯลฯ แต่ผู้อยู่กับหลวงปู่เทสก์ที่ภาคใต้นานที่สุดหลวงปู่ชอบท่านบอก คือ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ รองลงมา คือ หลวงปู่ผั่น ปาเรสโก
ส่วน หลวงปู่ตื้อ ในพรรษานี้ ท่านได้อยู่จําพรรษากับหลวงปู่แหวนที่เสนาสนะป่านํ้าริน ท่านได้ให้โอวาทพระที่มาเข้ารับการอบรมธรรมปฏิบัติ และแนะนําพระให้สวดบทโพชฌังคปริตร เพื่อช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และระงับเหตุเภทภัยอาเพศต่างๆ สําหรับหลวงปู่ชอบท่านได้กลับไปจําพรรษาที่บ้านผาแด่น
พ.ศ. ๒๔๙๔ จําพรรษาเสนาสนะป่านํ้ารินเป็นพรรษาสุดท้าย
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อท่านบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุด ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ จากนั้นมาท่านยังพักและอยู่จําพรรษา บําเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อวิหารธรรม ที่เสนาสนะป่านํ้าริน จวบจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งในพรรษานี้ นับเป็นพรรษาสุดท้ายที่ท่านจําพรรษาอยู่เสนาสนะป่าแห่งนี้ รวมระยะเวลาที่ท่านพักและอยู่จําพรรษานาน ๑๐ ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ – ๒๔๙๔
เมื่อหลวงปู่แหวน ท่านธุดงค์จากไปจําพรรษาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิปทาของหลวงปู่แหวน ท่านเด็ดขาดมาก เมื่อท่านจากไปแล้ว ท่านจะไม่ย้อนกลับมาที่เสนาสนะป่านํ้ารินอีกเลย ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“หลวงปู่แหวนนี้ ถ้าท่านไปอยู่วัดไหนแล้ว ถ้าท่านได้ไปอยู่วัดอื่นน่ะ นิมนต์ไปรับถวายรับทาน ท่านไม่ไปเลย เอาเด็ดขาดเลย ท่านจําพรรษาอยู่วัดนี้ ถ้าได้ออกไปแล้ว นิมนต์มารับไทยทานนี้ ไม่ไป ถ้าภาวนามันก้าวหน้า จะไปอยู่”
สมัยก่อนครูบาอาจารย์ ในขณะที่ติดตามหลวงปู่มั่นขึ้นภาคเหนือ นับตั้งแต่ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ฯลฯ ท่านจะถือปฏิปทาหลวงปู่มั่นอย่างเคร่งครัด ท่านจะมุ่งบําเพ็ญภาวนาเพื่อความหลุดพ้นโดยประการเดียว ท่านชอบอรรถชอบธรรม ชอบการภาวนาเป็นชีวิตจิตใจ ท่านจะไม่ข้องเกี่ยวกับการก่อสร้างใดๆ ให้เป็นภาระกดถ่วงจิตใจ พอใกล้เข้าพรรษา ท่านจะแวะเวียนกลับมาพักจําพรรษา พอออกพรรษาในหน้าแล้ง ท่านก็ออกเที่ยวธุดงค์เข้าป่าเข้าเขาไปหาสถานที่บําเพ็ญภาวนา ท่านจะดําเนินตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสั่งสอนไว้ทุกประการ ท่านประพฤติปฏิบัติตนเช่นเดียวกับพระสงฆ์สาวกในครั้งพุทธกาล ดังนั้นในสมัยที่ท่านเร่งภาวนาทําความเพียร สถานที่ท่านอยู่จําพรรษา จึงไม่มีองค์ไหนสร้างให้เป็นวัดป่าโดยสมบูรณ์ขึ้นมา
ต่อมาก็มีบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์หลวงปู่มั่นขึ้นภาคเหนือ หากเดินธุดงค์ผ่านมาทางอําเภอแม่ริม ก็จะแวะเวียนมาพักและอยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่านํ้าริน เพื่อรักษารอยมือรอยเท้าหลวงปู่มั่นกันเรื่อยมา เช่น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่คําดี ปญฺโญภาโส หลวงปู่พระมหาปราโมช ปาโมชฺโช หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ฯลฯ
เมื่อมีความจําเป็นต้องสร้างเป็นวัดป่ากรรมฐานให้ถูกต้องตามกฎหมาย เสนาสนะป่านํ้าริน จึงได้ก่อตั้งเป็นวัดถาวร ชื่อ วัดป่านํ้าริน ในสมัยของหลวงปู่คําดี ปญฺโญภาโส ท่านมาจัดการก่อสร้างเสนาสนะที่จําเป็น พร้อมทั้งได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างเป็นวัดที่สมบูรณ์ถูกต้อง โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ จากนั้นมาก็มีพระเณรวงกรรมฐานทางภาคอีสานได้ขึ้นมาพักและอยู่จําพรรษามิได้ขาด มีเจ้าอาวาสสืบทอดและพัฒนาจนวัดป่านํ้ารินเจริญรุ่งเรืองมาตามลําดับ เป็นวัดถาวรอีกวัดหนึ่งตราบเท่าทุกวันนี้ โดยทางวัดตลอดศรัทธาญาติโยมจะให้ความเคารพเทิดทูนหลวงปู่มั่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน เป็นบูรพาจารย์ของวัด
พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๕๐๔ จําพรรษาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้ท่องธุดงค์และจําพรรษาอยู่ทางภาคเหนือหลายแห่งต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี โดยไม่ได้ไปที่ภาคอื่นอีกเลย เพราะอากาศในภาคเหนือถูกกับอัธยาศัยและถูกกับธาตุขันธ์ของท่าน ที่เรียกว่าเป็นสัปปายะสําหรับท่าน หลังจากท่านจําพรรษาที่เสนาสนะป่านํ้ารินเป็นเวลายาวนานนับ ๑๐ ปี จากนั้นท่านได้กลับมาจําพรรษาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก บ้านปง อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ หรือวัดอรัญญวิเวก ในปัจจุบัน
หลวงปู่แหวน ท่านเคยอยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่าแห่งนี้ร่วมกับหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านได้ธุดงค์กลับมาจําพรรษาอีกครั้ง และท่านได้อยู่จําพรรษาเรื่อยมาจวบจนปี พ.ศ. ๒๕๐๔ รวมเป็นระยะเวลายาวนานติดต่อกันถึง ๑๐ พรรษา ในระยะนี้ท่านเริ่มเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว อายุอยู่ระหว่าง ๖๕ – ๗๔ ปี ท่านยังมีธาตุขันธ์และสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่ท่านมีอาการแผลอักเสบที่ก้นกบจากโรคกรรมเก่าที่ท่านเคยทํามาเมื่อสมัยเป็นเด็กเลี้ยงควาย
การมาอยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวกแห่งนี้ นอกจากหลวงปู่แหวน ท่านจะอยู่เพื่อรักษารอยมือรอยเท้าของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นครูบาอาจารย์แล้ว ท่านยังอยู่ตามคําขอของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ว่าให้ตั้งใจเจริญภาวนา รักษาวัดเอาไว้ อย่าให้พระมหานิกายมายึดเอาเป็นวัดเขา เพราะวัดนี้เคยมีพระเถรเจ้าตั้งแต่สมัยครั้งพุทธกาลมานิพพานเป็นลําดับมา ตั้งแต่พระภคุเถรเจ้าสืบกันมา
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งเป็นปีแรกที่หลวงปู่แหวนท่านกลับมาจําพรรษานั้น ในปีถัดมา คือปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ก็มีเพื่อนสหธรรมิกของท่าน คือ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่สาม อกิญฺจโน รวมทั้ง หลวงปู่คําอ้าย ฐิตธมฺโม ฯลฯ ได้มาอยู่จําพรรษาร่วมกัน ครูบาอาจารย์ท่านจะอยู่เฉพาะในพรรษาเท่านั้น เมื่อออกพรรษาแล้ว พอถึงหน้าแล้งต่างองค์ต่างก็พากันออกเที่ยวธุดงค์กันหมด เสนาสนะป่าในสมัยก่อนนั้น ก็สร้างเฉพาะเท่าที่จําเป็นจริงๆ และเป็นลักษณะชั่วคราว พอได้อยู่ได้อาศัยใช้สอยเท่านั้น จึงมีเพียงกุฏิกรรมฐานเล็กๆ พร้อมทางเดินจงกรม ศาลาฉัน ฯลฯ เพราะครูบาอาจารย์ในสมัยก่อนนั้น ท่านมุ่งเน้นการบําเพ็ญภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง เอาตายเข้าว่าเพื่อวิมุตติสุข วิมุตติธรรม แม้หลวงปู่แหวนท่านมาอยู่จําพรรษานานถึง ๑๐ พรรษา ก็เป็นเช่นนั้นท่านจึงไม่ก่อสร้างใดๆ
ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ปฏิปทาข้อสําคัญข้อหนึ่ง คือ ท่านจะให้ความเคารพในอาวุโสภันเตตามอายุพรรษา โดยเฉพาะเคารพในครูบาอาจารย์รุ่นอาวุโส ท่านจะถือเป็นครอบครัวกรรมฐานเดียวกัน ท่านจะไปมาหาสู่กัน เพื่อสนทนาธรรมตามหลักสัลเลขธรรมเสมอๆ
เหตุการณ์ภายหลังงานถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ประหนึ่งฟ้าดินถล่ม บรรดาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ต่างรู้สึกหดหู่เงียบเหงาและว้าเหว่มาก เพราะขาดเสาหลักกรรมฐาน ซึ่งหลวงปู่มั่นท่านเป็นทั้งพ่อแม่ครูอาจารย์ เป็นทั้งพระปรมาจารย์ใหญ่วงพระธุดงคกรรมฐาน ท่านประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ที่เคยให้ร่มเงา ให้ความร่มเย็น ให้ความอบอุ่น เมื่อท่านถึงแก่มรณภาพ ต่างขาดผู้ชี้นําทางธรรม ขาดที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ จึงออกเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์พระศิษย์รุ่นอาวุโสของหลวงปู่มั่น หากทราบว่าครูบาอาจารย์รุ่นอาวุโสอยู่ ณ สถานที่ใด ท่านก็จะธุดงค์ไปขออยู่ศึกษาอบรมและขออยู่จําพรรษา เมื่อออกพรรษาก็ออกธุดงค์ไปกราบฟังธรรมครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ ต่อไป จากนั้นก็ออกธุดงค์เที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา บางองค์ก็ไปเป็นหมู่ บางองค์ก็ไปตามลําพังองค์เดียว ท่านเที่ยวธุดงค์ภาวนาเช่นนี้เรื่อยไปจนได้หลักใจ หลักธรรม จึงปักหลักอยู่ประจํา
หลวงปู่แหวน เมื่อท่านย้ายจากเสนาสนะป่านํ้ารินมาอยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก ก็มีบรรดาพระกรรมฐานรุ่นหลังๆ แวะเวียนกันมากราบฟังธรรมเสมอๆ ดังเช่น ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลังจากออกพรรษา หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ และคณะที่ธุดงค์มาจากภาคอีสาน ก็ได้พากันมากราบฟังธรรมและพักปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่แหวน เมื่อได้พูดคุยสนทนากันหลวงปู่แหวนก็ทราบว่าหลวงปู่ผางเป็นพระศิษย์หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งเป็นสหธรรมิกอีกองค์หนึ่งของท่าน ซึ่งท่านทั้งสองเคยอยู่ปฏิบัติธรรมร่วมสํานัก ร่วมครูบาอาจารย์เดียวกัน ท่านได้จากกันนานนับสิบปี ย่อมฝากความระลึกถึงกันและกัน
วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ในสมัยก่อนท่านเคารพรักใคร่และสนิทสนมกันมาก ท่านสงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เหมือนครอบครัวเดียวกันจริงๆ หลวงปู่แหวนท่านให้ความเมตตา ให้การดูแลและอบรมสั่งสอนหลวงปู่ผาง ตามหลักธรรมปฏิสันถารอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง หลวงปู่ผางท่านพักอยู่ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวกระยะหนึ่ง หลวงปู่ชอบก็ได้มาพักกับหลวงปู่แหวน พักอยู่ด้วยกันไม่นาน หลวงปู่ผางก็กราบลาหลวงปู่แหวน เพื่อติดตามหลวงปู่ชอบออกธุดงค์ไปยังวัดถํ้าผาปล่อง อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้พบหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม กับ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร และได้พักปฏิบัติธรรมร่วมกัน จากนั้นก็ได้พบหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ซึ่งท่านได้วิเวกมาวัดถํ้าผาปล่อง
ประวัติ วัดอรัญญวิเวก
วัดอรัญญวิเวก เดิมเป็นสํานักสงฆ์เก่าแก่มาแต่อดีตกาล ได้มีการจัดตั้งขึ้นจากบุคคลผู้ใฝ่ในทางพระพุทธศาสนาหลายตระกูลในหมู่บ้านปง ตําบลอินทขิล อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา ได้ประชุมปรึกษาหารือกันว่าพวกเราควรที่จะหานิมนต์พระ หาครูบาอาจารย์กัมมัฏฐานผู้มีคุณธรรม ให้มาอยู่ในที่ใดที่หนึ่งในหมู่บ้าน เพื่อฟังธรรมในคําสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ต่อมาได้ยินข่าวคราวว่ามีพระกัมมัฏฐานมาพักอยู่ที่วัดเงี้ยว อําเภอแม่แตง จึงขออาราธนานิมนต์พระคุณท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร มาอยู่จําพรรษา หลวงปู่มั่นท่านก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด หลวงปู่มั่นก็ชวนคณะศรัทธาและศิษย์ของท่านเที่ยวหาสถานที่อื่น เพื่อพักเจริญภาวนา เที่ยวสํารวจอยู่ ๔ วัน ท่านหลวงปู่มั่นก็มาพบสถานที่แห่งนี้
เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่นจึงได้ชักชวนศิษยานุศิษย์ ปรารภจะออกจากที่นี่ไปเที่ยวธุดงค์ต่อไป จึงได้สั่งคณะศรัทธาบ้านปงที่มาอุปัฏฐากไว้ว่า สถานที่แห่งนี้ เราได้ตั้งชื่อว่า สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก ณ สํานักสงฆ์แห่งนี้ก็ได้ชื่อว่า สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก เป็นชื่อซึ่งหลวงปู่มั่นตั้งให้และเป็นเจ้าสํานักองค์แรก
ในสํานักนี้ได้มีครูบาอาจารย์กัมมัฏฐานองค์สําคัญหลายองค์มาจําพรรษา อาทิเช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่สาม อกิญฺจโน หลวงปู่คําแสน คุณาลงฺกาโร หลวงปู่คําอ้าย ฐิตธมฺโม ฯลฯ
ส่วนที่มาพํานักบําเพ็ญเพียร แต่ไม่ได้จําพรรษา มีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร พระอาจารย์เพียร วิริโย พระอาจารย์มหาปราโมทย์ ปาโมชฺโช พระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม ฯลฯ
ต่อมาสํานักสงฆ์ก็ว่างเปล่า ครูบาอาจารย์ต่างก็พากันเดินธุดงค์กันหมด ไม่มีพระเณรอยู่ที่สํานักสงฆ์ ในหน้าแล้งหาพระเณรมาอยู่ลําบาก มีเพียงวิหารหลังเก่าซึ่งชํารุด ภายหลังจึงมีการพัฒนาขึ้นเป็นวัดป่า มีการสร้างกุฏิ ศาลา พระอุโบสถ ฯลฯ และมีพระภิกษุสามเณรมาอยู่จําพรรษากันมิได้ขาด สํานักสงฆ์แห่งนี้ต่อมาได้เป็นวัด ชื่อ วัดอรัญญวิเวก เป็นวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นทางภาคเหนืออีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเจริญรุ่งเรืองตราบเท่าทุกวันนี้
เรื่องเล่าความสนิทสนมคุ้นเคยของคู่สหธรรมิก
เพื่อนสหธรรมิกที่ชอบพอรักใคร่สนิทสนมกันมาก เป็นคู่เคียงกันมา ท่านไปไหนก็มักไปด้วยกันเสมอ ประดุจดังเงาตามตัว เคยมีมาตั้งแต่เมื่อครั้งพระพุทธองค์ยังทรงดํารงพระชนม์ชีพในสมัยครั้งพุทธกาลก็มีด้วยกันมากมายหลายคู่ เช่น คู่ของ พระโมคคัลลาน์ กับ พระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา เป็นต้น และมีเรื่อยมาจวบจนถึงปัจจุบันนี้ ในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล เมื่อครั้งหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ยังคงดํารงขันธ์ก็มีด้วยกันหลายคู่ เช่น คู่ของ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นต้น ท่านทั้งสองเป็นคู่พระกรรมฐานที่เดินธุดงค์คู่เคียงกันมาโดยตลอด ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“พ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญมีหลายองค์เคยธุดงค์ไปพม่า เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่เทสก์หลวงปู่ชอบ หลวงปู่พรหม หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่เหล่านี้ ท่านไปพม่ากันหมดเพราะไปง่ายดี สมัยก่อนไม่ต้องทําพาสปอร์ตอะไรเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ ท่านเดินธุดงค์ไปสบายๆไปเมืองไหนก็ได้ แต่ประวัติพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เที่ยวธุดงค์เก่งที่สุด ไม่มีองค์ไหนเท่า หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ สององค์นี้ ฟังเล่าประวัติจากทุกองค์ รองมาก็ หลวงปู่ชอบ แต่หลวงปู่ชอบดูจะไปถึงแต่พม่า เมื่อเกิดสงครามทหารอังกฤษเข้าพม่า ชาวพม่าเกรงว่าท่านจะไม่ปลอดภัย ท่านจึงเดินทางกลับไทย
หลวงปู่ตื้อ กับ หลวงปู่แหวน นี้ ท่านไปตั้งแต่เข้าเมืองลาว เข้าเวียดนาม ไปเขมร มาพม่า ไปบังคลาเทศ แล้วเข้าประเทศอินเดีย เนปาล อัฟกานิสถาน จากอินเดียก็ลงเรือสําเภาไปศรีลังกาไปศรีลังกาแล้วกลับมา สมัยนั้นไม่มีเรือยนต์ นั่งเรือใบไปสมัยนั้น ท่านเล่าให้ฟัง”
เรื่องเล่าความสนิทสนมคุ้นเคยของท่านทั้งสองขณะอยู่ด้วยกันนั้นมีอยู่มาก ขอยกเรื่องเล่าครั้งที่หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ได้จําพรรษาร่วมกันที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ หลวงปู่ตื้อได้พูดหยอกหลวงปู่แหวน ด้วยความสนิทสนมคุ้นเคยกัน ดังนี้
ในวันหนึ่ง หลวงปู่ตื้อ ท่านกําลังปีนบันไดขึ้นไปซ่อมอะไรไม่ทราบ มีโยมท่านหนึ่งเดินมาสนทนาด้วย มาถามปัญหาธรรมะ หลวงปู่ตื้อได้บอกว่า “นู่น ไปถามองค์นู้น องค์ที่พูดเสียงดังๆ น่ะ” และท่านบุ้ยไปที่หลวงปู่แหวน ซึ่งพูดเบาเหมือนกระซิบ
ในสมัยครั้งพุทธกาล พระสารีบุตรเก่งด้านแสดงธรรม พระโมคคัลลาน์เก่งด้านแสดงฤทธิ์ ส่วนในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาลนี้ หลวงปู่แหวนจะได้สนทนาธรรมแก่ผู้ข้องใจมากกว่า แต่ถ้าตรงไหนเฮี้ยนๆ หลวงปู่ตื้อ จะได้ไปที่นั่น
ครูบาอาจารย์เล่าต่อไปว่า
“องค์หลวงปู่ตื้อนั้น ท่านขุดดิน ฟันต้นไม้ ต้นกล้วยได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ผิดพระวินัย สําหรับพระภิกษุที่ละเมิดพระวินัยข้อนี้ ต้องลงปรับอาบัติ ส่วนองค์หลวงปู่ตื้อนั้นท่านอยู่เหนือสมมุติ ไปแล้ว เพราะในคราวหนึ่ง องค์หลวงปู่แหวน ท่านห้ามหลวงปู่ตื้อไม่ให้ทําเช่นนี้ แต่หลวงปู่ตื้อ กลับหันมากล่าวกับหลวงปู่แหวนว่า “ไม่ต้องมาสอนเฮา (เรา) หรอกน่า เฮาพ้นแล้ว” (จิตของหลวงปู่ตื้อท่านหลุดพ้นไปแล้วนั่นเอง)”
ทีนี้ก็มีอยู่คราวหนึ่ง อยู่บ้านปง อันนี้ท่านอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม ถามท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ ตอบพร้อมดูดขี้โยมวนใหญ่
“อันนี้ล่ะ” ท่านอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม ถามพร้อมชี้มือไปที่บุหรี่
“ของเมา มันติด แก้ง่อมแก้เหงา”
หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ ท่านเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทสนมกันมาก แม้ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ญาติโยมได้กราบนิมนต์หลวงปู่ตื้อมาอยู่จําพรรษา ณ สํานักสงฆ์สามัคคีธรรม ต่อมาคือ วัดป่าอาจารย์ตื้อ ด้วยสํานักสงฆ์อรัญญวิเวก กับ สํานักสงฆ์สามัคคีธรรม ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก ประมาณ ๓ กิโลเมตร หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ตื้อ จึงมักไปมาหาสู่พูดคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ สุขภาพ และสนทนาธรรมกันอยู่เสมอๆ
ภาพพระมหาเถระทั้งสองธรรมสากัจฉากัน ด้วยความร่าเริงและรื่นเริงใจในธรรม งดงามน่าซาบซึ้งใจและหาดูได้ยากยิ่งนัก เพราะทั้งสองเป็นคู่สหธรรมิกที่สนิทสนมคุ้นเคยใกล้ชิดกันมาก ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่มร่างกายแข็งแรง ต่างเคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมคิดร่วมอ่านปรึกษาธรรม ร่วมพ่อแม่ครูอาจารย์ และร่วมออกผจญภัยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเดินธุดงค์ เพื่อแสวงหาโมกขธรรมตามป่าเขาไปทั่วภาคอีสาน ภาคเหนือ รวมทั้งต่างแดน จนต่างประสบธรรมปีติบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ แม้ทั้งสองก้าวเข้าสู่วัยชราก็ยังไปมาหาสู่ระลึกถึงกันเสมอ นับเป็นคู่สหธรรมิกเพื่อนเป็นเพื่อนตายกันอย่างแท้จริง
เรื่องเล่าอุบายขัดเกลากิเลสของคู่สหธรรมิก
ครูบาอาจารย์เล่าไว้ดังนี้
“มีอยู่ปีหนึ่ง ท่านอาจารย์แหวน กับ ท่านอาจารย์ตื้อ ได้รับกิจนิมนต์ ขณะเดินธุดงค์ผ่านจังหวัดสุโขทัย ศรีสัชนาลัย โยมเขาจะทําบุญเลี้ยงพระวันแต่งงาน
ตอนเช้าเขาเลี้ยงพระ อาหารทั้งคาวทั้งหวาน และที่ดีที่สุด คือ ขนมจีนนํ้ายาของชอบของท่านอาจารย์แหวน วันนั้นคาวหวานอย่างอื่นไม่ฉัน ให้โยมเขาประเคนกระจาดเส้นข้าวปุ้น และหม้อนํ้ายาให้ก็เอาเส้นลงในบาตร เทนํ้ายาลง ฉันอิ่มแล้วก็นั่งเทิ้งอิงหมอนอยู่ เสร็จพิธีของเขาแล้วก็รีบด่วนกลับวัด พอถึงวัดยื่นบาตรขึ้นกุฏิ ตัวท่านอาจารย์แหวนก็ลงไปฟูมนํ้าอยู่หลังวัด แช่อยู่ในนํ้าจนเที่ยงวัน ขนมจีนได้นํ้าแล้ว มันขึ้นอืดเต็มอัดอยู่ในกระเพาะอยู่มิได้ทุรนทุราย พอขึ้นมาจากนํ้าก็อาเจียนออกจนหมด เป็นขี้รากเขียว นับแต่วันนั้นมา ก็เป็นอันหมดในความอยากที่จะฉัน หมดความอาลัยในรสชาติของขนมจีนนํ้ายา
ครูบาอาจารย์ถามว่า “ทําไมท่านอาจารย์เล่นแก่แท้”
“สอนมัน มันอยากกินก็ให้มันกิน มันอิ่มจนล้นแล้ว มันก็ไม่อยากอีก” ท่านอาจารย์แหวนตอบแล้วก็หัวเราะ
ส่วนท่านอาจารย์ตื้อนั้น อยากจะฉันนมข้นหวาน อันนี้อยู่วัดป่าห้วยนํ้าริน วันใดก็คิดถึงแต่นมข้นหวาน วันใดก็คิดอยากฉัน
ได้ปัจจัยมาจากไปสวดมนต์คนตาย ใช้ให้เด็กน้อยวัดไปซื้อมาให้ ๑๐ กระป๋อง เป็นนมข้นหวานตราทหาร กระป๋องมันสูงกว่ากระป๋องนมข้นสมัยนี้ ได้มาก็เอามีดพับเจาะแทงเป็นสองรูตรงข้ามกัน เอาใส่แก้วผสมนํ้าร้อนฉัน ไม่ทันใจเปิดได้แล้ว ก็ยกขึ้นดูดกลืนๆ หมดกระป๋องนี้เอากระป๋องนี้ หมดกระป๋องนี้เอากระป๋องนี้ หมดไปได้ ๙ กระป๋อง เหลือกระป๋องสุดท้ายเปิดแล้วว่าจะฉันมันอิ่มก่อน อึกอักจากท้อง ลุกได้มือจับเสากุฏิได้ยื่นหน้าออกนอกกุฏิอ้วกออกจนหมด ตีรวนมวนท้อง อาเจียนออกหมดทั้งจังหันที่ฉันเข้าไป จนเหนื่อยอ่อนระทวย จากนั้นมาไม่คิดถึงมันอีกเลย
ท่านอาจารย์ตื้อว่า “ดัดสันดานปาก ดัดกกลิ้น กินให้มันตาย ทําไมมันจึงอยาก”
อุบายการขัดเกลากิเลสของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งสององค์ ผู้มีปฏิปทาคล้ายคลึงกันนับเป็นปฏิปทาอันน่าศึกษา ถือเอามาเป็นแบบอย่างมิใช่น้อย”
ถูกพระและโยมวัดบ้านทําร้ายกลั่นแกล้ง
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านมาอยู่เป็นพระผู้เฒ่าเฝ้าสํานักสงฆ์อรัญญวิเวก อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านจําพรรษาอยู่ที่นี่ติดต่อกันหลายพรรษา แม้ขณะนั้นท่านเป็นพระผู้เฒ่าแล้วก็ยังถูกพระและโยมวัดบ้าน ซึ่งเป็นพระฝ่ายมหานิกายทําร้ายกลั่นแกล้ง
เช้าวันหนึ่ง ในขณะที่หลวงปู่แหวนออกเดินบิณฑบาต ท่านเดินสวนทางกับพระวัดบ้าน ทางนั้นเป็นพระหนุ่มน้อย พอเดินเข้ามาใกล้กําลังจะสวนทางกัน พระหนุ่มองค์นั้นก็เจตนากลั่นแกล้งท่าน แกล้งกางศอกออก แล้วเอาศอกปัดไหล่หลวงปู่แหวน ท่านก็ล้มเซไปตามแรงปัดกระแทกเข้ากับรั้วบ้านของชาวบ้าน บาตรของท่านที่สะพายอยู่ก็หลุดตกลงไปในขี้โคลนแฉะจากฝนที่ตกหนักตั้งแต่เมื่อคืน ตัวท่านก็เซกลับคืนแล้วล้มลงกับขี้โคลนแฉะนั้น จนเป็นเรื่องเป็นราวกัน ไต่สวนหาคนผิด พระมหานิกายก็ว่า มิได้ดู เหลือบนู่นเหลือบนี่เดินหลบขี้โคลนเลยไปถูกตุ๊เฒ่าจะช่วยก็ช่วยไม่ทัน ส่วนหลวงปู่แหวนนั้น ท่านก็นิ่งเฉย ไม่ว่าอะไร
สมัยนั้นพระสงฆ์ทางภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นพระบ้าน ฝ่ายมหานิกาย ไม่ค่อยถูกกับพระป่า ฝ่ายธรรมยุต ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“เอาแท้ๆ ล่ะ คนเมืองเหนือ วัดบ้าน กับ วัดป่า ไม้เมาเข้าหากัน ดีแต่ว่าเจ้านายทั้งหลายนิยมพระธุดงค์ คนหยาบก็หยาบแสนหยาบ คนละเอียดก็ละเอียดแสนละเอียด ภิกขุทั้งหลายก็อ้างตนบุญ เมาทิฐิมานะ หวงข้าวปั้น หวงข้าวแลง หวงสาว หวงต้มไก่ หากไปอยู่ไหน เข้าเขามิได้ก็ลําบาก”
หลวงปู่แหวน ท่านให้อภัยเรื่องที่เกิดขึ้น ท่านเทศน์เป็นธรรมเอาไว้ว่า
“พระพุทธศาสนา คือ คําสอนอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า ธรรมะเท่านั้นเป็นตัวแทนของพระศาสนา พระวินัยรักษานักบวช ส่วนนักบวชนั้นเป็นปัจเจกชน ธรรมวินัยจึงเป็นเครื่องรักษากาย รักษาใจ อยากได้ธรรมะ อย่าเอาพระสงฆ์มาบังหน้า อย่าเอาชีวิตไปไว้กับพระสงฆ์ที่รักนับถือ และอย่าเอาความแปรปรวนของพระสงฆ์สามเณรมาเป็นเครื่องทําลายศรัทธาที่เรามีต่อพระศาสนา สงฆ์ประพฤติมิชอบก็เรื่องของท่าน เขาย่อมจะได้รับโทษตามสมควรแก่เหตุ”
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้มีจิตสะอาดบริสุทธิ์ การที่มีเจตนามาทําร้ายกลั่นแกล้งท่านนั้นย่อมเป็นโทษเป็นกรรมหนักมาก พระหนุ่มองค์นั้นต้องชดใช้กรรมที่ได้ทํากับท่านอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
เรื่องหลวงปู่แหวนถูกทําร้ายกลั่นแกล้ง ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็มีเรื่องไอ้หนานตํ่าต้อโยมวัดบ้านคนหนึ่ง บวชมหานิกาย แล้วสึกมาเรียกหนาน ไอ้หนานคนนี้ตั้งใจขี่จักรยาน ๒ ล้อมาชนเข้ากับหลวงปู่แหวนอย่างจัง หลวงปู่แหวนท่านถึงกับล้มหน้าคะมํากับดิน เจ็บยอกบั้นเอว คราวนี้ชาวบ้านศรัทธาวัดป่าเห็นเหตุการณ์นั้นด้วย เขาจึงไม่ยอม เรื่องไปถึงเจ้าหน้าที่ตํารวจ แต่หลวงปู่แหวนเข้าระงับเหตุการณ์นั้นเสียเอง โดยท่านยื่นไม้ตายกับชาวบ้านว่า
“หากพวกเจ้าเอาเรื่องกับไอ้หนานคนนี้ จนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ถึงคุกตะราง ข้าก็จะไม่อยู่กับพวกเจ้า จะไปอยู่ที่อื่น วัดพวกเจ้าก็จะร้างจากภิกษุ กรรมใครทําแล้ว ใครบงการแล้ว จักเป็นของเขาเองดอก พวกเจ้าไม่ทันได้บาป อยากเอาบาปกับไอ้หนานนั้นหรือ พวกเจ้าอยากก่อบาปอีกหรือ”
เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เป็นอันระงับลงได้ เรื่องราวจึงยุติลง แต่ใช่ว่าจะจบแบบเฉยๆ ไอ้หนานคนนั้นมันร้อนบาปมัน มันสํานึกกรรมที่มันทํากับท่าน ทําให้มันร้อนอกร้อนใจ อยู่ไม่ได้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ จนในที่สุดไอ้หนานได้มากราบขอขมาหลวงปู่แหวน ว่าเห็นผิดไปแล้ว ขอได้โปรดอโหสิกรรม ต่อไปนี้จะไม่ไปอีกแล้ววัดบ้าน ถึงตายก็จะไม่เข้าไป ปรากฏว่าไอ้หนานคนนั้นเมื่อสํานึกผิดและกลับตัวกลับใจแล้ว ก็ได้มาปฏิบัติบํารุงอุปัฏฐากหลวงปู่แหวน แม้ต่อมาท่านจะย้ายไปอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง ไอ้หนานคนนี้มันก็ตามไปอยู่ด้วย
เรื่องราวทําร้ายกลั่นแกล้งหลวงปู่แหวนยังมีอีกมากมาย ท่านก็อดทนยึดมั่นในขันติธรรมเรื่อยมา มีอีกหนึ่งเหตุการณ์รุนแรงและเมื่อระงับลง การทําร้ายกลั่นแกล้งจากพระและโยมวัดบ้านก็ได้ยุติลง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีหนึ่งหน้าฝนก่อนเข้าพรรษา เช้าวันหนึ่งหลวงปู่แหวนท่านออกบิณฑบาต พวกศรัทธาวัดบ้านเขาขี่รถถีบมาชนท่านอย่างจัง จนท่านล้มลง บาตรตกดิน เจ็บบั้นเอว กําลังเป็นเรื่องเป็นราวกันอยู่ พ่อหนานสีทนโยมสํานักสงฆ์อรัญญวิเวก จึงมากราบเรียนแจ้งข่าว พร้อมขอนิมนต์ท่านอาจารย์จากช่อแล ให้รีบไปช่วยฟังเหตุการณ์
ท่านอาจารย์ฉันจังหันเสร็จพอดี ก็เตรียมบริขารไปพร้อม บอกศรัทธาช่อแลว่าจะไป ๓ วัน เพื่อดูแลหลวงปู่แหวน หากเปลี่ยนแปลงอย่างใด ก็จะส่งข่าวมาให้ทราบอีกภายหลัง เสร็จแล้วพ่อหนานสีทนก็สะพายบาตร บอกให้กินข้าวเสียก่อนก็ไม่ยอม พากันเร่งรีบไปบ้านปง พอไปถึงวัด หลวงปู่แหวนท่านก็บอกว่า “ท่านอาจารย์ เอ๊ย ! เป็นบุพกรรมของผม เขามารังควาน ปล่อยให้กรรมเป็นผู้จัดการเองเถิด” วันนั้นหลวงปู่แหวนฉันจังหันได้นิดเดียว เพราะกังวลอยู่กับเรื่องของชาวบ้าน กลัวเขาจะผิดใจทะเลาะกัน
ท่านอาจารย์ก็เรียนถามหลวงปู่แหวนว่า “ท่านอาจารย์จะว่าอย่างใด”
หลวงปู่แหวนท่านถามกลับ “แล้วท่านอาจารย์ล่ะ จะว่าอย่างใด”
“ท่านอาจารย์ผมว่านะครับ ให้ท่านอาจารย์เรียกศรัทธาวัดป่าทั้งหมดมาประชุมกันอยู่ที่นี่ ผมจะร่วมฟังด้วย หากศรัทธาวัดป่าเขาจะเอาเรื่องกับไอ้คนที่ขี่รถถีบมาชน ท่านอาจารย์ก็ควรว่า จะไม่อยู่วัดนี้อีก เมื่อท่านอาจารย์ไม่อยู่ วัดเขาก็ร้าง ชาวบ้านเขากลัววัดเขาร้าง เขาต้องเลิกรากันไปเอง”
ว่าแล้วหลวงปู่แหวน ท่านก็เรียกหาพ่อหนานสีทน ให้ไปตามศรัทธาญาติโยมมาประชุมกันที่วัด แล้วหลวงปู่แหวนท่านก็พูดกับศรัทธาทั้งหมดว่า “อาตมานะเป็นตุ๊เฒ่า (พระผู้เฒ่า) เฝ้าวัดเดินไปมาก็งกๆ เงิ่นๆ ลําบากโซเซ ออกไปบิณฑบาตก็ไปมาซึกซัก จะหลบซ้ายหลบขวา หูตาก็ไม่ไว ไม่ใช่ความผิดของคนปั่นรถถีบ เป็นความผิดของอาตมาเองที่เซ่อซ่า หากพวกเจ้าจะเอาความกันให้เป็นเรื่องเป็นโทษถึงตํารวจเจ้าหน้าที่ อาตมาก็จะไม่อยู่กับพวกเจ้า จะไม่อยู่วัดนี้อีกต่อไป นี่ท่านอาจารย์มาจากช่อแล ก็มาบอกว่า หากอยู่ตรงนี้ศรัทธาญาติโยมไม่ดูแล ไม่รักษาก็จะให้ออกไปอยู่ด้วยที่ช่อแล พวกเจ้าจะว่าอย่างใด พ่อหนานจะว่าอย่างใด”
หลวงปู่แหวนพูดจบก็หันหน้ามาถามพ่อหนานสีทนอยู่ พ่อหนานสีทนก็ชําเลืองมองมาหา ท่านอาจารย์ก็เลยขอโอกาสหลวงปู่แหวนแล้วจึงว่า
“ศรัทธาญาติโยมพี่น้องนี่นะ ท่านอาจารย์แหวนอยู่นี้ ก็ใช่ว่าท่านจะต้องการอยู่ แต่อยู่เพื่อโปรดพวกเจ้าให้ได้ทําบุญทําทาน ให้รู้จักการไหว้พระสวดมนต์ อยู่ให้วัดเป็นวัด มีตุ๊เจ้าตุ๊หลวงหากท่านไปอยู่ที่ไหนก็ตามแต่ วัดพวกเจ้าก็รกร้าง ไม่มีพระมาอยู่ เพราะพวกเจ้าผิด ทะเลาะทําร้ายพระเณร ใครได้ยินไป ก็ไปเล่าต่อๆ กัน ยิ่งหากเป็นเรื่องเป็นความกัน เรื่องก็จะยิ่งใหญ่โตต่อไป ขอให้คิดอ่านให้ดีเน้อ นี่ก็ใช่ว่าอาตมาจะมายํ้าเติม หรือมายุแหย่พวกเจ้าทั้งหลาย มานี่ก็มาดูแลท่านอาจารย์แหวนต่างหาก”
ท่านอาจารย์ว่าอย่างนี้แล้ว ญาติโยมเขาก็เงียบกัน หยุดพูดจาคุยกัน ไอ้คนที่ปั่นรถถีบชนท่านอาจารย์แหวนนั้น มันถึงกับสํานึกผิดและก็ร้องไห้ปล่อยเสียงดังโฮๆ ขึ้นมาอย่างไม่อายใคร มันหมอบคลานเข้ามาหาท่านอาจารย์แหวน สะอึกสะอื้นอยู่กับเท้าท่านอาจารย์แหวนแล้วพูดพรํ่าขอโทษขอกร ขอให้ยกโทษ อโหสิกรรมให้มัน และประกาศต่อหน้าผู้คนวันนั้นว่า “ต่อแต่นี้ไปเขาจะเป็นคนดูแลระวังรักษาท่านอาจารย์แหวนเอง หากมีใครคิดปองร้าย จะทําร้ายท่านอาจารย์อีก เขาเองจะเป็นผู้เปิดโปงว่าเป็นใคร ผู้ใดที่เป็นผู้บงการวางแผน ตัวเขานี่หลงผิดก็เพราะคนพวกนี้”
จากนั้นก็เลิกรากันไป พวกพระและศรัทธาวัดบ้านก็เงียบไม่กล้าต่อสู้ ท่านอาจารย์องค์นั้นก็อยู่กับท่านอาจารย์แหวน ๓ วัน อาการเจ็บบั้นเอวหายไป ออกบิณฑบาตได้แล้ว ก็เลยกลับมาอยู่ช่อแล พวกตั้งท่าจะทําร้ายขับไล่ท่านอาจารย์แหวน ในที่สุดก็ต้องชดใช้กรรมเป็นคนๆ ไป
ท่านยอมตายเพื่อรักษาวัดครูบาอาจารย์
วัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นทางภาคเหนือ สมัยนั้นการสร้างวัด การรักษาวัดทําได้ยากมาก กว่าจะเป็นวัดป่าที่เจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียง เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และเป็นที่รู้จักของพุทธบริษัทจนทุกวันนี้ ครูบาอาจารย์หลายๆ องค์ที่มีชื่อเสียงและมีคุณธรรมก็เคยถูกกลั่นแกล้ง ถูกทําร้ายร่างกายจนเลือดตกยางออกเกือบตายก็มี แต่เพื่อเผยแผ่จรรโลงรักษาพระพุทธศาสนา ตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน และตามพระพุทธโอวาทข้อ “รุกฺขมูลเสนาสนํ” ขององค์พระบรมศาสดา ซึ่งพระภิกษุบวชใหม่ทุกรูปทุกรายจะต้องได้รับโอวาทข้อนี้จากพระอุปัชฌาย์ โดยไม่มีการยกเว้น ท่านถึงกับยอมสละชีวิตกัน
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ก็เช่นเดียวกัน ท่านก็ยอมอดทน และยอมสละชีวิต เพื่อจะรักษาสํานักสงฆ์อรัญญวิเวก เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านเล่าสู่กันฟังที่สํานักสงฆ์แห่งนี้ วันหนึ่งมีพระหนุ่มจากช่อแล มาเล่าวิถีของจิตให้ฟังและขออุบายแก้ไขจากหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านอยู่ปากทาง (วัดป่าอาจารย์ตื้อ) ท่านมาพอดี หลวงปู่ตื้อท่านพูดขึ้นว่า “วันนี้จะขอฟังเทศน์อาจารย์แหวน ตุ๊ (พระ) เฒ่าโบราณ นิมนต์แก้ไขคิดอ่านเหตุผลเถิด หลวงตาเฒ่าโบราณ”
หลวงปู่ตื้อ มักเรียก หลวงปู่แหวน ว่า “ตุ๊เฒ่าโบราณ”
ทีนี้หลวงปู่แหวนท่านก็ว่า “เฮา (เรา) ก็เคยเป็นจิตใจบะง่าว (โง่) นี้ มันยากนัก ไม่ยอมลงให้ไผ (ใคร) ง่ายๆ ยากแท้เน้อ ให้มีอุบายคอยติเตียนตัวเองอยู่เสมอ อย่าให้มันพลิกไปหาความเกียจคร้าน ให้รักษากาย วาจา ใจ ของเราให้บริสุทธิ์ นําความผิดชั่วออกทางกาย วาจา ใจนี้ให้ได้ เพราะความบริสุทธิ์ในสิกขาธรรมวินัยจะสมบูรณ์ขึ้นมาได้ ก็เพราะเราตั้งอยู่ในสิกขาวินัย
สัจจะความเพียร อย่าเวียนมาเป็นคนเกียจคร้าน ภาระผู้คนต้องต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่าง องอาจกล้าหาญ ระวังสติอย่าให้หลงลืมพลั้งเผลอจนก่อความผิดพลาดได้ อุบายอันใดที่เรายกขึ้นมาเข่นกําราบแล้วจิตยอมเชื่อ ยอมฟัง ยอมจํานนจนต่อแต้มแล้ว ก็ให้มั่นอันอุบายนั้นแหละ และในขณะนั้นๆ ล่ะ ที่เราจะข่มขู่ชี้โทษของจิตหยาบโง่ง่าวนี้ได้ หมู่เฮาอยู่ตัวคนเดียวนี้ เราไม่สอนตนเตือนตน จะให้ใครตนได๋ (ใด) มาบอกมาสอนเอาเฮาเล่า”
หลังจากนั้น หลวงปู่แหวน ท่านก็เล่าว่า “วัดบ้านปง (สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก) นี้ เป็นวัดของท่านเจ้าคุณฯ อุปัชฌาย์ (พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จันทร์ สิริจนฺโท) เฮาอยู่นี้ ก็อยู่ถวายบูชาคุณของพระอุปัชฌาย์ อยู่สืบวัด แต่สุดท้ายก็ต้องไป ท่านอาจารย์ตื้ออยู่ปากทางก็จะต้องไปตุ๊หนุ่มนี้ก็จะต้องไป สุดท้ายจะเหลือแต่เฮาอยู่เมืองเหนือลําพังองค์เดียว ท่านเจ้าคุณใหญ่ฝากเฮาไว้กับพระกรรมฐานเมืองเหนือ และ เฮาก็ฮู้ (รู้) ว่า ชาติชีวิตนี้จะเอากระดูกมาทิ้งที่เวียงพร้าว(วัดดอยแม่ปั๋ง)”
“โห ! ตุ๊เฒ่าโบราณนี่ รู้ไว้อย่างที่ผู้ข้าฯ รู้เลย” หลวงปู่ตื้อเอี้ยวหน้ามาพูดกับพระหนุ่ม พระหนุ่มก็ยกมือรับไหว้ แต่ก็ฟังไว้อยู่ เพราะตั้งใจไว้ว่า เราจะอยู่เมืองเหนือนี่ตลอดไป แต่พอได้กลับบ้านใหญ่จูม ผู้ใหญ่อุดร บักประหยัด (ผิวคํา) ขึ้นไปเอาลงมา จึงได้แต่ระลึกถึงคุณของคําของหลวงปู่แหวนว่าไว้
“ครูบาเฒ่า วัดนี้เป็นวัดของพระอรหันต์องค์ใด” หลวงปู่ตื้อท่านถามหลวงปู่แหวน พร้อมกับชี้นิ้วลง หลวงปู่แหวนท่านตอบ “เฮายังบ่ฮู้ (ไม่รู้)”
“โห ! ครูบาเฒ่าเฝ้าวัดแท้นี่ เอ๊า ! ตุ๊หนุ่มว่าอย่างไร”
“สุดท้ายแต่ครูบาอาจารย์เถอะครับ”
กระผมได้ยินมาจากท่านอาจารย์ใหญ่มั่นท่านว่า “เป็นวัดของพระภคุเถรเจ้า เป็นเจ้าชายศากยวงศ์ เสด็จออกบวชพร้อมพระอานนท์ พระเทวทัต ฯลฯ พอได้สําเร็จธรรมแล้วก็หนีมาโปรดเอาลูกศิษย์อยู่แถบถิ่นแถวนี้ มาภายหลังสืบต่อกันมา ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ พระอุปัชฌาย์เดินธุดงค์หนีราชภัยขึ้นมาพัก ก่อนที่จะขึ้นเหนือต่อไปจนถึงเมืองเชียงตุง”
หลวงปู่แหวนท่านอยู่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก หลวงปู่ตื้อท่านอยู่ปากทาง พระหนุ่มจากช่อแลไปกราบหลวงปู่แหวน เมื่อไปหาคราวใดเหมือนกับนัดหมายกัน ต้องพร้อมหน้ากันเกือบทุกคราวไป ท่านทั้งสามอยู่ใกล้กันก็ดูแลรักษากัน แต่พวกพระวัดบ้าน ศรัทธาญาติโยมวัดบ้านก็มักทําร้ายเบียดเบียนหลวงปู่แหวนอยู่เสมอ หากไม่ระวังตัว หรือเผลอไป ก็จะถูกเขาหาเรื่องใส่หาความไม่ดีมาใส่ จนถูกทําร้ายร่างกายก็มี เขาเอาจักรยานสองล้อถีบมาชนก็มี เดินไปบิณฑบาตหลีกทางสวนกัน พระวัดบ้านกางศอกใส่ ปัดเอาบาตรหลุดจากบ่าก็มี หลายอย่าง เขาไปขี้ใส่หัวกระไดกุฏิก็มี ขี้ใส่ทางเดินจงกรมก็มี ฯลฯ
หลวงปู่แหวนท่านอยู่ลําพังองค์เดียวได้รับอันตรายหลายครั้ง แต่ก็อดทนอยู่ได้ พระหนุ่มจากช่อแลชวนไปอยู่ด้วย ท่านก็ไม่ยอมไป ท่านว่า “อยู่บ้านปงนี้ภาวนาดี ท่านเจ้าคุณฯ อุปัชฌาย์ก็บอกให้อยู่เฝ้ารักษาไว้ หากไม่มีใครอยู่แล้วก็จะเป็นวัดร้าง พวกมหานิกายก็จะพากันมาอยู่ ทําให้เสียสถานที่ไป ก็อดทนอยู่ภาวนาไป เขาฆ่าก็ตายเสียเท่านั้น”
เรื่องเป็นตายท่านไม่กลัวอันใด จิตใจพอๆ กันกับหลวงปู่ตื้อ
เกิดตายในแถบถิ่นแม่แตง มีแต่หลวงปู่แหวนเท่านั้นที่เกิดเป็นภูมิสูง ได้เกิดเป็นเจ้าเมือง แล้วสร้างวัดอยู่บ้านปง วนเวียนไปมา พอมาชีวิตนี้ที่ท่านอยู่นานสุดก็สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก นานถึง ๑๐ ปี เพราะท่านอยู่ตามคําของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ว่า วัดแห่งนี้เคยเป็นที่ปักหลักตั้งฐานของพระพุทธศาสนามาแต่ครั้งยุคพุทธกาล ต่อมาก็เป็นวัดของพระอริยเจ้าหลายองค์สืบกันมา
ท่านยินดีบริขารเครื่องใช้เก่า
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านอยู่ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวกอย่างมักน้อยสันโดษ ปัจจัย ๔ ก็ขาดแคลน แม้ท่านมีมีดตัดเล็บ ชาวบ้านเขายังมาขโมยมีดตัดเล็บไป ท่านไม่มีมีดตัดเล็บ เล็บก็ยาว ท่านก็เลยเอามีดพร้ามาตัดเฉือนเล็บมือเล็บเท้า ปาดเล็บเลยเนื้อเข้าไปเลือดไหลออก มีพระหนุ่มไปเยี่ยมท่านในวันนั้นไปเห็นเข้าก็เลยถาม “โอ ! ท่านอาจารย์นิ้วมือไปถูกอะไรครับ” “เอามีดปาดเล็บ ตุ๊ (พระ) หนุ่มเอ๊ย !” “มีดตัดเล็บเล่าครับ” “ไม่มี เขามาลักเอาไปแล้ว” “โอ ! แบบนี้ก็มีหนอ เอ้าๆ นิมนต์ เอาของผมไว้ใช้ ซ่อนไว้ให้ดีนะครับ อย่าให้คนเขาเห็นได้” พระหนุ่มก็ตัดเล็บเล็มปลายเล็บให้ท่านใหม่ แต่งแล้วก็ตะไบปลายเล็บ ตัดเล็บมือ แล้วก็ตัดเล็บเท้า ถอนหนวดคางเคราให้ แคะหูให้ นวดเส้นถวาย พูดคุยกันนั่นนี่ไปตามเรื่อง
หลวงปู่แหวน ตอนที่คนยังไม่รู้จักท่าน การอยู่การกินก็ทุกข์ยากลําบาก จะใช้จะสอยอะไรก็หายาก พระหนุ่มต้องช่วยดูแลหลายอย่าง เชือกตากผ้า สายร่ม มีดพับ มีดตัดเล็บ ครุนํ้า ขันนํ้า แก้วนํ้า ผ้าปิดปากอุปากโอ่ง รองเท้า ผ้าเช็ดตัว สายประคดของท่านก็เย็บเอา ผ้าอังสะเก่าๆ มาบิดเป็นเกลียว แล้วเย็บไว้ไม่ให้เกลียวผ้ามันคลาย บริขารอะไรทุกอย่างของท่านใช้ง่าย ใช้ของมอๆ ปอนๆ บริขารของหลวงปู่ตื้อก็เหมือนกัน คล้ายกัน ทั้งสองครูบาอาจารย์ผู้เฒ่านี้มักใช้บริขารใหญ่ กานํ้าจระเข้ แก้วนํ้าอลูมิเนียม ช้อน มีด กระโถน อุก (ป้าน) ชา แก้วนํ้าชา ก็ใช้ของค่อนข้างใหญ่ๆ
ทั้งสามองค์นั่งคุยกัน ฉันนํ้าชาไปพร้อม ต้มนํ้าร้อนกาหูจระเข้ใบใหญ่ๆ ต้มจนเดือดแล้วก็ชงชา อุก (ป้าน) ใครอุกมัน นั่งฉันไป คุยกันไป หลวงปู่ตื้อเป็นผู้ซัก บางทีหลวงปู่แหวนเป็นผู้ซัก พระหนุ่มก็ฟังบ้าง ซักถามบ้าง หลวงปู่ตื้อมาอยู่ปากทาง พระหนุ่มก็ไปอยู่ช่อแล ไม่นานหรอกนานสุด ๗ วัน ก็พบปะกัน อุโบสถบางครั้งก็รวมกัน บางครั้งก็แยกใครแยกมัน อยู่ด้วยกันก็พูดคุยสนทนาสัลเลขธรรม เรื่องธรรมวินัย เรื่องการปฏิบัติ การแก้ไขจิต เรื่องของท่านพระอาจารย์มั่น และครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ
หลวงปู่แหวน ท่านใช้ประคดเส้นไม่ได้ บ่นเจ็บเอว มาใช้ประคดผ้า เอาผ้าอังสะเก่าบิดเป็นเกลียวแล้วก็ใช้ เลยหายเจ็บเอว ข้าวของเครื่องใช้อะไร ท่านจะใช้ของดีของราคาสูงไม่ได้ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ไปถามท่าน ท่านก็ว่า “ไม่เคยได้เอาของดีให้ทาน นักบวชพระดงพระป่าจะใช้อะไรดีนักก็ไม่งาม ตามมีตามได้ สันตุฏฐี อัปปิจฉตา”
บริขารเครื่องใช้ของท่าน ท่านใช้ของเก่า เสาะหาของเก่าที่เขาใช้แล้วเอามาใช้ อันใดเขาไม่ใช้แล้ว ท่านก็เก็บมาใช้ ใครเอาของใหม่ไปให้ ก็วางเอาไว้อย่างนั้นล่ะ ไม่ใช่หวงของ ไม่ใช่ขี้เหนียว ใครมาขอก็ให้ไป ตัวท่านก็ใช้ของเก่าๆ สละให้หมู่เพื่อน บางทีของจะใช้ส่วนตัวก็ไม่มี อย่างมีดตัดเล็บอย่างนี้คนอื่นมาเห็นว่าของดี ก็ขอเอาไป ท่านก็สละให้ทันที พระหนุ่มก็ต้องเสาะหาไปให้อีก เอาปัจจัยที่รับทานได้มาให้โยมไปซื้อมาให้ ของตัดเล็บ มีดพับ นาฬิกา ของถอนหนวดคางเครา ของตัดขนจมูก ของแคะหู ท่านขาดเหลืออะไร พระหนุ่มก็หาไปให้ พระเณรมาแต่ที่อื่นมาเห็นของท่านมีอยู่ เขาก็ขอไป
อยู่กับหลวงปู่แหวน เวลาจะสอนธรรมให้ ท่านก็เดินมาสอน ว่าๆ ให้ จบแล้วก็กลับกุฏิไป เวลาจักไม่สอนอยู่เป็น ๔ – ๕ วัน ก็ไม่สอนไม่ว่า ฉันจังหันเสร็จแล้วก็ไปใครไปมัน อยู่ใครอยู่มัน ท่านว่า “ตุ๊ม่านตาขาว (พระพม่า) เขาก็สอนพระธรรมเหมือนกับเรานะ เขาก็ให้เอากายเป็นมรรค เอาใจเป็นผลนะ ทุกนิกายของเขาก็ว่าอย่างนี้ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ นี่สอนอย่างบ้านเมืองประเทศสยาม”
เล่าเรื่องพระอดอาหาร อาหารปัจจโย
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านทั้งสองธุดงค์ไปถึงพม่า ขณะอยู่เมืองพม่า ก็เสาะหาที่ภาวนา บิณฑบาตบางครั้งไม่ได้ก็ต้องอด บางครั้งก็ไม่พอฉัน หลวงปู่แหวนท่านว่า “ทุกข์ลําบากกับเรื่องอาหารบิณฑบาต หากมีผู้มาศรัทธาเขารับรองในอาหารการอยู่กินก็อยู่สบาย หากเราไม่คุ้นเคยกับเขาแล้วบุกรุกจนถึงห้องครัว เขาก็ไม่อยากให้”
หลวงปู่แหวน ท่านจะบอกสอนพระภิกษุหนุ่มที่มาอยู่ศึกษาอบรมกับท่านเสมอว่า
“ตุ๊ (พระ) หนุ่มยังเป็นหนุ่มเป็นแน่น อย่าไปอดข้าวอดนํ้า อาหารปัจจโย อาหารเป็นปัจจโยของธาตุ รูปนี้ต้องเลี้ยงบํารุงด้วยอาหาร อินทรีย์จึงจะสว่างขึ้นมา ใจผ่องใสขึ้นมา ขบฉันให้พอดีกับธาตุกับขันธ์ อย่าไปข่มเหงขันธรูป นอนให้น้อย ฉันให้พอดี อย่าหนักไป อย่าเบาไป แล้วเร่งความเพียรให้มาก ทําความเมาให้หมดไป สว่างได้
การภาวนา ถ้านอนภาวนา มันเป็นภาวนอนไปเสีย การฉันอาหาร ถ้าฉันมากเกินไป เวลาภาวนาก็นั่งหลับไปเสีย มันหลายเรื่องหลายราว ถ้าอะไรมันมากไป จิตมันไม่สงบ ห้ามมันไม่ฟัง อาหารมันทับ”
แล้วหลวงปู่แหวน ท่านก็เล่าให้ฟังว่า “อยู่ด้วยกันบ้านปง หลายองค์ด้วยกัน มีพระหนุ่มรูปหนึ่งขึ้นไปจากอุบลฯ ไม่กินข้าว ไม่กินปลา อดข้าวกลั้นนํ้าจนจะตายแล้ว อ้างว่าพระพุทธเจ้าพาทํามาก่อนแล้ว นานเข้าก็ผอมโซ เคลื่อนไหวไปมาไม่ได้ ต้องเดือดร้อนไปถึงชาวบ้าน หมู่พระด้วยกัน ใครๆ ไปนิมนต์ให้ฉันก็ไม่ยอม หมู่ก็เดือดร้อนกลัวว่าจะตายใส่หมู่ ตายใส่วัด ใครๆ ไปบอกก็ไม่ได้ บอกว่าจะด่วนลัดตัดขาดข้ามโอฆสงสารนี้
จนสุดท้ายได้ไปบอกชาวบ้าน แต่งขันดอกไม้มาขอให้กินข้าวกินนํ้า พระหนุ่มรูปนั้นจึงยอมพอมันกินข้าวอิ่มได้หลายวันก็มีแรง มีกําลังขึ้นมา หมู่พระที่อยู่ด้วยกันก็ขับไล่หนี บอกต่อกันไปใครพบใครเห็นให้ไล่ลงไปอีสาน”
“เอาดีๆ เน้อ ตุ๊หนุ่ม ไปเต๊อะ ไปหาที่ภาวนาไป๊ ไปเต๊อะ ไปแล้วอย่าธรรมเมานะ บ่ (ไม่) ได้หนา มันเสียเวลา กายวิเวก คําอู้ (คําพูด) วิเวก ลิ้นวิเวก ตาวิเวก หูวิเวก ดัง (จมูก) วิเวก เฮา (เรา) สงบที่อยู่สงัด ครั้นอยู่ไปก็ไม่วุ่นวาย มันก็สบายล่ะก๊า”
องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เรื่องอดอาหาร ฉันอาหารน้อย ไว้ดังนี้
“การอดอาหารไม่ได้มีในธุดงค์ ๑๓ แต่มีในบุพพสิกขา นั่นอย่างนั้นนะ คือแยกออกไปหลายเล่ม คัมภีร์มีมากนี่นะ เรามันเห็นนี่ว่าไง บุพพสิกขาท่านถอดออกมาพูดถึงเรื่องการอดอาหาร พระองค์ว่า การอดอาหารนั้นมีทั้งโทษทั้งคุณ ถ้าอดเพื่อความโอ้อวด เรียกว่า เป็นแบบกิเลสปรับอาบัติทุกอิริยาบถความเคลื่อนไหว ปรับหมด ฟังซิ อดอาหาร อดอาหารเพื่อโอ้เพื่ออวดเป็นกิเลสตัณหา ท่านปรับอาบัติทุกอิริยาบถ ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้ว อดเถิด เราตถาคตอนุญาต นั่นเห็นไหม ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้ว อดเถิด ตถาคตอนุญาต นี่อันหนึ่ง
อันหนึ่งบอกไว้ตอนที่พระสาวกทั้งหลายมาเฝ้า ท่านบอกว่า การขบฉันอาหารน้อยๆ รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ธาตุขันธ์ก็เบา จิตใจก็สะดวกสบาย บรรดาพระสงฆ์ที่เข้าเฝ้าท่าน เออ ! ถูกแล้วเราตถาคตก็ทําอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน”
พ.ศ. ๒๔๙๘ ท่านอาพาธหนักผ่าตัดโดยไม่มียาชา
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ จําพรรษาอยู่องค์เดียว ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก บ้านปง อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในพรรษานั้น ท่านก็ได้เกิดอาพาธเป็นแผลที่ขาอักเสบมาก จนไม่สามารถออกบิณฑบาตได้ พระภิกษุสามเณรอื่นก็ไม่มี ชาวบ้านก็ไม่ได้เอาใจใส่ท่านมากนัก
ช่วงนั้นพระอาจารย์หนู สุจิตฺโต (ชาวจังหวัดยโสธร) พักจําพรรษาอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว อยู่ห่างจากที่หลวงปู่แหวน อยู่ประมาณ ๕๐ กม. ได้เกิดนิมิตในขณะนั่งภาวนาในเวลากลางคืน เห็นหลวงปู่แหวนนอนอยู่บนพื้นดิน เมื่อออกจากสมาธิ พระอาจารย์หนูจึงนํานิมิตมาพิจารณาใคร่ครวญดู แน่ใจว่าคงมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับหลวงปู่แหวนอย่างแน่นอน ตอนเช้าก็มีญาติโยมจากบ้านปงมาส่งข่าวให้พระอาจารย์หนู เมื่อท่านฉันเช้าเสร็จก็รีบเดินทางไปสํานักสงฆ์อรัญญวิเวกทันที เพื่อไปเยี่ยมดูอาการหลวงปู่
พระอาจารย์หนู พบว่า หลวงปู่แหวนกําลังอาพาธหนักด้วยแผลอักเสบ จึงให้ชาวบ้านไปตามหมอมารักษา ชื่อ หมอจี้ อดีตเคยเป็นทหารเสนารักษ์ หมอมาถึงประมาณ ๕ โมงเย็น (๑๗.๐๐ น.) หมอก็บอกว่า ต้องผ่าตัดแผลหลวงปู่อย่างไม่รอช้า โดยตัดเอาเนื้อตายออกให้หมดการผ่าไม่มีการฉีดยาชา หรือใช้ยาระงับความปวดแต่อย่างใด ก่อนลงมือผ่าแผล พระอาจารย์หนูได้ขอโอกาสท่านว่า “ตอนนี้หมอเขาจะผ่าเอาความเจ็บปวดออก ผ่าเอาโรคร้ายออก เขาไม่ได้ผ่าท่านอาจารย์นะ เขาผ่าดินนํ้าลมไฟต่างหาก” หลวงปู่พูดคําเดียวว่า “เออ” แล้วท่านก็กําหนดจิตเข้าสู่สมาธิทันที
หมอลงมือตัดเนื้อบริเวณปากแผลออกจนหมด ใช้เวลาเกือบ ๑ ชั่วโมง หลวงปู่แหวนท่านคงนอนสงบนิ่งเหมือนคนนอนหลับไม่มีอาการเคลื่อนไหวใดๆ เมื่อหมอทําการผ่าตัด เย็บบาดแผลและพันผ้าเสร็จแล้ว หลังจากนั้นอีกสัก ๕ นาที หลวงปู่จึงออกจากสมาธิลืมตาขึ้น พระอาจารย์หนูถามว่า “พระอาจารย์เจ็บไหม” หลวงปู่พูดว่า “พอสมควร” ไม่มียาชา หรือยาแก้ปวดใดๆ ถวายหลวงปู่เลย เพราะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในถิ่นห่างไกลเช่นนั้นไม่ต้องพูดถึงหยูกยากัน
รุ่งขึ้นอีกวัน หมอจี้ก็มาล้างแผลให้หลวงปู่แหวน ท่านพูดขึ้นว่า “วันนี้เบาๆ หน่อยนะ เมื่อวานนี้มือหนักไปหน่อย” แล้วท่านก็ไม่พูดอะไรอีก ท่านยังคงอยู่สงบเย็นตามปรกติ เว้นไว้แต่ยังลุกเดินไม่ได้เท่านั้น พระอาจารย์หนู อยู่เฝ้าพยาบาล ๗ วัน ท่านต้องกลับวัดดอยแม่ปั๋งตามพระวินัย เพราะอยู่ในช่วงเข้าพรรษา ก่อนกลับก็ได้กําชับชาวบ้านให้ดูแลและอย่าทอดทิ้งหลวงปู่เหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเขาก็รับปากว่าจะดูแลพยาบาลท่านอย่างดี
การอาพาธของหลวงปู่แหวนในคราวนั้น ท่านเป็นอยู่นานหลายเดือน จนกระทั่งเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๙๙ ร่วม ๑๐ เดือน อาการเจ็บปวดบาดแผลจึงทุเลาลงไปมาก แต่แผลก็ยังไม่หายสนิท ท่านยังเดินไปไหนไกลๆ ไม่ได้
ปฏิปทาไม่เก็บศพนาน
ตามปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต การเผาศพของพระสงฆ์ในวัดนั้น องค์ท่านจะไม่ให้เก็บไว้นานเกิน ๑ วัน ดังมีตัวอย่างที่มีพระรูปหนึ่งมรณภาพช่วงในพรรษาตอนกลางคืน พอเช้ามาฉันเช้าเสร็จ องค์ท่านก็ให้จัดการเผาในวัดในวันนั้นเลย ด้วยว่าองค์ท่านปรารภว่า “ไม่มีความจําเป็นอันใดที่จะเก็บไว้นาน ขนาดพระพุทธองค์ก็ยังทรงเก็บไว้แค่เพียง ๗ วัน”
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านถือตามปฏิปทาของหลวงปู่มั่น ท่านไม่เก็บศพนาน
เผอิญในเดือนเมษายนปี พ.ศ. ๒๔๙๙ นั้น มีพระภิกษุซึ่งคุ้นเคยกับหลวงปู่แหวนและพระอาจารย์หนู แวะมาเยี่ยม ๒ องค์ คือ หลวงพ่อบุญหนา กับ หลวงพ่อคํา เมื่อมีพระมาเช่นนั้น พระอาจารย์หนูจึงได้มอบหมายภาระในการดูแลหลวงปู่แหวนให้แก่ท่านทั้งสองที่เพิ่งมาใหม่ ส่วนพระอาจารย์หนูเองได้จาริกไปอยู่ที่วัดช่อแล ไปพักอยู่ที่วัดช่อแลได้ ๓ – ๔ วัน ก็มีคนไปส่งข่าวว่า หลวงพ่อคําอาพาธหนัก ให้กลับไปบ้านปงด่วน เมื่อได้รับข่าวว่าพระอาพาธ พระอาจารย์หนูจึงกลับไปบ้านปงอีกครั้งหนึ่ง แต่กลับไปไม่ทันถึงบ้านปง หลวงพ่อคําได้มรณภาพก่อน สาเหตุเนื่องจากฉันอาหารเป็นพิษเข้าไป
เมื่อพระอาจารย์หนูไปถึงบ้านปงนั้น เป็นเวลาเดียวที่ชาวบ้านกําลังปรึกษากันจะเก็บศพไว้บําเพ็ญกุศลไปเรื่อยๆ เมื่อไปถึงก็เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่แหวน หลวงปู่จึงปรึกษาว่า “จะทําอย่างไรกับศพ พวกชาวบ้านเขาจะเก็บไว้ บอกให้เขารีบเผาเสีย เขาก็ไม่ฟัง” พระอาจารย์หนูจึงตอบว่าไม่ยาก ไว้เป็นภาระของกระผมเอง จึงออกมาปรึกษากับชาวบ้าน บอกให้ชาวบ้านไปตามพ่อหนานสีทนกับพ่อหนานสีกุยมา ซึ่งท่านทั้ง ๒ ดังกล่าวเป็นผู้ให้ความอุปการะวัดด้วยดีตลอดมา เมื่อศรัทธาทั้ง ๒ มาพร้อมกันแล้วพระอาจารย์หนูถามว่า คณะศรัทธาจะทําอย่างไรกับศพ ได้รับคําตอบว่า “พวกกระผมบําเพ็ญกุศลไปเรื่อยๆ”
พระอาจารย์หนูจึงพูดว่า “เก็บไว้ก็ดี แต่ศรัทธาจะเอาศพไว้ หรือจะเอาพระไว้ ถ้าศรัทธาจะเอาศพไว้ ท่านอาจารย์ (หมายถึงหลวงปู่แหวน) จะไปอยู่ที่อื่น ศรัทธาจะเอาศพไว้ในวัด หรือเอาพระไว้ในวัด” พวกศรัทธาตอบว่า “พวกกระผมจะเอาพระไว้”
พระอาจารย์หนู จึงพูดว่า “ถ้าตกลงจะเอาพระ ก็ต้องเผาศพเสีย ต้องเผาในวันนี้ด้วย พวกศรัทธาจึงพูดว่า “จะทําอย่างไรดี” พระอาจารย์หนูพูดว่า “ไม่ยากหรอก เวลานี้ก็บ่ายแล้ว ให้พวกศรัทธาพากันไปกินข้าวก่อน จึงค่อยเผาก็ได้” พวกเขาก็กลับไปบ้านเพื่อรับประทานอาหารขณะที่พวกศรัทธากลับไปบ้านนี้เอง พระอาจารย์หนูจึงได้สั่งให้พวกที่ไม่กลับไปบ้านรับประทานอาหาร ให้ช่วยกันหาฟืนมากองไว้ เมื่อได้ฟืนตามความต้องการแล้ว ให้ยกศพลงไปตั้งบนเชิงตะกอนที่เตรียมไว้แล้ว เมื่อทุกอย่างเตรียมไว้เรียบร้อย พวกชาวบ้านกลับจากรับประทานอาหารมาพอดี พระอาจารย์หนูจึงสั่งให้ช่วยกันเอาไฟใส่ เป็นอันว่าพิธีเผาศพในวันนั้นเสร็จลงด้วยความเรียบร้อย เมื่อทําการเผาศพเรียบร้อยแล้ว พระอาจารย์หนูก็กลับไปพักที่วัดช่อแล
นับตั้งแต่พระอาจารย์หนูไปรักษาพยาบาลหลวงปู่แหวนที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก ครั้งแรก จนกระทั่งหลวงปู่แหวนหายดีแล้ว หลังจากนั้นท่านก็แวะเวียนไปเยี่ยมเยียนหลวงปู่อยู่บ่อยๆ
พระอาจารย์หนู ท่านดําริคิดจะนิมนต์หลวงปู่แหวนไปอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งด้วย เพราะขณะนั้นหลวงปู่ท่านมีอายุมากแล้ว ใกล้จะครบ ๗๐ ปี ต้องอยู่ลําพังเพียงองค์เดียว พระเณรที่จะอุปัฏฐากก็ไม่มี อาศัยศรัทธาชาวบ้านคอยดูแลก็ไม่สมํ่าเสมอ ถ้าหลวงปู่มาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งด้วยก็จะได้ดูแลอุปัฏฐากได้ง่ายขึ้น ท่านเองก็ไม่ต้องเทียวไปๆ มาๆ เพราะเดินด้วยเท้าไปกลับเที่ยวละ ๑๐๐ กิโลเมตร ด้วยสมัยนั้นวัดดอยแม่ปั๋งยังไม่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ยังอัตคัดขาดแคลน จึงไม่มีอะไร เสนาสนะที่มุงบังก็ยังไม่มี กุฏิถาวรสักหลังก็ไม่มี แม้ว่าในระยะนั้นวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นต่างรู้จักหลวงปู่แหวน แต่ศรัทธาญาติโยมก็มีไม่กี่คนที่รู้จักหลวงปู่แหวน
ดังนั้น พระอาจารย์หนู ท่านจึงต้องคิดและเตรียมการให้รอบคอบ ต้องปรึกษาคณะศรัทธาญาติโยมที่วัดดอยแม่ปั๋งด้วย เมื่อพระอาจารย์หนูยังไม่ได้ตัดสินใจอาราธนานิมนต์หลวงปู่แหวนมาอยู่จําพรรษา หลวงปู่แหวนท่านก็ยังคงพํานักอยู่ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวกเพียงองค์เดียวเรื่อยมา ด้านพระอาจารย์หนูก็เทียวไปเทียวมาเยี่ยมเยียนท่านอย่างสมํ่าเสมอ
ท่านพลัดตกบันไดกุฏิ – ท่านสอนสติปัฏฐาน ๔
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านจําพรรษาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก อย่างต่อเนื่อง ระยะนี้ท่านเข้าสู่วัยชราภาพอายุ ๗๐ กว่าปี ปีหนึ่งเมื่อออกพรรษาใหม่ๆ ราวๆ ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ – ๒๕๐๒ ท่านประสบอุบัติเหตุเดินพลัดตกบันไดกุฏิ ครูบาอาจารย์เล่าไว้ดังนี้
“วันนั้นอ้ายสุวรรณ เด็กน้อยหนุ่มวัยรุ่น เขาใช้ให้มาส่งข่าวให้ว่า ท่านอาจารย์แหวนหกล้มตกหัวกระไดกุฏิอยู่บ้านปง เชียงใหม่ ญาติโยมเขาก็จะไปทําบุญพรุ่งนี้เดินทางไปแต่เช้ามาบอกให้เราเตรียมตัวไม่ต้องออกบิณฑบาต เพราะจะให้ไปฉันกับท่านอาจารย์แหวน ช่วงนั้นอาตมาอยู่คนเดียว บ้านปากทาง แม่แตง เชียงใหม่ ท่านอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม ยังไม่มาอยู่ด้วย
อาตมาก็นอนกําหนดภาวนาอยู่ ออกพรรษาใหม่ๆ อากาศมันหนาวเข้ามา เข้าไปนอนในโลงศพมันอุ่นดี เอาฝาโลงปิดแง้มไว้ให้ได้อากาศหายใจ อ้ายสุวรรณ มันก็มาร้องหา “ตุ๊เจ้าๆๆ”เราจะออกไปตอนที่มันอยู่ใกล้ๆ แถวนั้น ก็กลัวมันย่านแล้ววิ่งหนี คอยท่าให้มันเดินห่างแถวนั้นไปก่อน มันก็ร้องหาอยู่ “ตุ๊เจ้าๆๆ” มันเดินไปไกลหน่อยหนึ่งแล้ว เราก็ค่อยๆ จะออกมา ทีนี้ฝาโลงที่ปิดแง้มไว้อยู่ไหลตกลงไปข้างโลงศพ อ้ายสุวรรณหันหน้ามาเห็นฝาโลงศพเปิดเอง ก็วิ่งแนบออกไปเลย อ้ายน้อยหนุ่มคนนี้มันกลัวผี ตกใจวันนั้นเป็นไข้อยู่หลายวัน ไปถึงบ้านไปเล่าให้พวกคนใหญ่เขาฟัง เขาจึงมากันหลายคน เราจึงได้ชี้แจงให้เขาฟังว่า
“อาตมาเองล่ะ เข้าไปนอนพิจารณาอยู่ในโลงศพ ได้ยินเสียงเรียกจึงจะออกมาหา ออกมาก็เห็นแต่อ้ายสุวรรณมันวิ่งออกไปทางประตูวัดโน้นแล้ว เรียกมันอย่างใดก็ไม่ได้ยิน”
เมื่อรู้เรื่องกันแล้วก็ตกลงกันได้จึงไปหาท่านอาจารย์แหวน ท่านอาจารย์แหวนจะลงมาเดินจงกรมเลยพลัดตกหัวกระได หัวเข่ากระแทกกับลูกบันไดขั้นสุดท้าย ทําให้เจ็บบวมจนเดินไม่ได้พ่อหนานสีทนใช้ลูกหลานให้มานิมนต์ ให้ดูแลในการรักษาว่าจะเอาอย่างใด เมื่อไปดูแล้วก็มีอาการเจ็บบวมเฉยๆ เอานํ้ามันงานวดทา อยู่ดูแล ๓ – ๔ วัน จนหายปกติ เดินบิณฑบาตได้ เราจึงได้กลับบ้านปากทาง แม่แตง เชียงใหม่
ท่านอาจารย์แหวน แต่ก่อนเป็นอยู่ลําบากมาก แต่ท่านก็อดทนอยู่ได้กับศรัทธาญาติโยมบ้านปง แม่ปั๋ง เชียงใหม่ ท่านว่า “อยู่บ้านปง นี้ภาวนาดีกว่าที่อื่น จิตใจเยือกเย็น พิจารณาอันใดก็คล่องตลอด” ท่านอาจารย์แหวนอยู่องค์เดียว แก้ไขตัวเอง เดินสติปัฏฐานอยู่ตลอดท่านเข้าใจแยกแยะให้ฟัง กายนอกกายใน ใจนอกใจใน เวทนานอกเวทนาใน ธรรมนอกธรรมใน ท่านว่า ท่านแก้ตัวได้สงบสุขได้แล้ว จึงมาแก้ไขวิปัสสนาอยู่ภายใน
อาตมาก็พอเข้าใจลําดับการแก้ไขอยู่บ้าง เพราะเคยได้รับอุบายธรรมเรื่องนี้มาแล้ว แต่เมื่อครั้งได้พบปะกันกับท่านอาจารย์ขาว อนาลโย คราวนั้น ช่วงที่ได้มาพยาบาลท่านอาจารย์แหวน นั้น ก็ฟังท่านเปิดเผยให้ฟัง ลําดับสติปัฏฐานให้ฟัง แล้วรวบรวมเข้าสู่การปฏิบัตินั้น ก็ได้แนวธรรมแนวทางเดียวกันกับแนวของท่านอาจารย์ขาว และตรงกับแนวในใจของเราที่ดําเนินอยู่ แต่ก็รู้ตัวของตัวเองอยู่ว่า ส่วนอาตมานั้นปฏิบัติไม่ไปไม่มา ก็ได้แต่รักษาความสงบไว้ ท่านถามกลับ“ท่านล่ะ เป็นอย่างใดตอนนี้” “โอ ! ยากแท้เน้อท่านอาจารย์ พยายามสุดกําลังของตัวเองอยู่ครับ”
ครูบาอาจารย์เล่าต่อไปว่า “ท่านอาจารย์แหวนนี้ท่านเคยเกิดเป็นกษัตริย์ในยุคศาสนาของพระพุทธเจ้าสิขี ดอยแม่ปั๋งนี้เป็นบ้านใหญ่เมืองโต ท่านอาจารย์แหวนนี้เป็นกษัตริย์เจ้าเมืองปกครองบ้านเมือง อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าสิขี และหมั่นทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาตลอดอายุขัย พอตายไปก็ไปสวรรค์ชั้นฟ้า เวียนว่ายตายเกิด จนมาได้ปลดเปลื้องแก้ไขตนเองได้ (บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์) อยู่ตรงเก่าเมืองเก่า บ้านปง แม่ปั๋ง เมืองพร้าว นี้ล่ะ”
สติปัฏฐาน ๔ ถ้ารู้จริง จะพูดตามความเป็นจริง ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“สติปัฏฐาน ๔ เห็นไหม อริยสัจ ๔ สติปัฏฐาน ๔ มรรค ๘ นี่เป็นหัวใจของศาสนาแต่คนที่จะเข้าถึงหัวใจของศาสนา มันต้องเป็นผู้ที่เข้าไปรู้จริง อย่างเช่น ครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์ของเราเห็นไหม พวกนี้รู้จริง ถ้ารู้จริงท่านจะพูดตามความเป็นจริง ถ้าคนไม่รู้จริงนะ สติปัฏฐาน ๔ อริยสัจ ๔ ทุกอย่าง มันอยู่ในพระไตรปิฎกมันเป็นชื่อ แต่ไม่มีใครเคยทําได้จริง ไม่มี ถ้าคนทําได้จริง เขาจะไม่พูดถึงสติปัฏฐาน ๔ โดยหลักลอย”
ฉันตามพระวินัย ไม่สอนฉันเจ
ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“ช่วงที่อยู่กับท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) อยู่นั่นล่ะ เรื่องของพวกกินเจ กําลังตื่นเต้นกัน มีโยมเข้ามาเรียนถามกับท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ เรื่องการกินเจ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านก็อธิบายว่า
“อาหารการขบฉันทุกอย่าง หมู่เจ้ากินอย่างใด พระเณรก็กินอย่างนั้น แต่พระเณรนั้นบริโภคอย่างมีธรรมวินัย อาหารอย่างใดที่พระพุทธองค์ทรงห้ามเอาไว้ ก็อย่าเอามาให้พระเณรได้ขบฉันเป็นอันขาด เช่น อาหารมังสัง ๑๐ อย่าง มังสังเจาะจงบอกชื่อ มังสังที่เห็นว่าเขาฆ่า หรือได้ยินว่าเขาฆ่า หรือนึกรังเกียจอย่างนี้ พระเณรท่านก็ไม่ฉันกันหรอก เพราะเว้นให้กับการพิจารณาอยู่แล้ว ส่วนหมู่ชาวโลกก็สุดแต่จะว่ากัน สรรหามายัดปากยัดท้องให้มันเต็ม ให้มันอิ่มอยู่เสมอก็สุดแล้วจะกินเนื้อ หรือกินหญ้าก็ตามใจชอบเท่านั้นเอง หรือหมู่เจ้าเห็นกันว่าอย่างใด
กินเนื้อเป็นเสืออย่างนั้นหรือ?
กินหญ้าเป็นควายอย่างนั้นหรือ?
ระวังเน้อ… เสือมันจะกัดคอควายนะ”
ว่าจบแล้วก็พากันหัวเราะอย่างถูกใจของผู้มาถาม เพราะผู้มาถามนี้เป็นพวกไม่ชอบกินเจ แต่ก็กินทั้งเนื้อ กินทั้งเจ ปนเปกันเต็มอยู่ในท้องไส้
ธรรมข้อนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กับ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านก็สอนไว้เหมือนกันเลย ท่านว่า “ถ้ากินเจแล้วมันดิบมันดี ป่านนี้วัวควายเต็มทุ่งนา ไม่พากันสําเร็จเป็นพระอรหันต์กันหมดแล้วรึ คนกินเจรึจะสู้วัวควาย มันกินมาแต่น้อย มาแต่เกิด”
อาตมาก็ฉันเนื้อฉันผักเหมือนเดิมนั้นล่ะ ยกเว้นมังสัง ๑๐ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม มังสังเจาะจงบอกชื่อ มังสังที่เห็นว่าเขาฆ่า หรือได้ยินว่าเขาฆ่า หรือนึกรังเกียจอย่างนี้ อาตมาก็ฉันตามธรรมตามพระวินัย หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กับ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ตอบปัญหาธรรมกับพวกกินเจ ที่มาชักชวนให้หลวงปู่ทั้งสององค์มากินเจในพรรษา
อาตมาก็พิจารณาธรรมข้อนี้ของครูบาอาจารย์ ก็เป็นอย่างที่ท่านว่าไว้ เราก็พิจารณาว่าปัญญาของปุถุชน กับ ปัญญาของปราชญ์นักบัณฑิต มันเปรียบกันมิได้”
พระศิษย์ธุดงค์ขึ้นเชียงใหม่
ในระยะนี้ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านยังจําพรรษาอยู่ทางภาคเหนือ พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นในรุ่นต่อๆ มา ท่านพากันเดินธุดงค์จากภาคอีสานเพื่อตามรอยธรรมหลวงปู่มั่นทางภาคเหนือ เมื่อท่านธุดงค์มาแถบอําเภอแม่แตง ท่านก็ไปฟังโอวาทธรรม อุบายธรรมจากหลวงปู่แหวน ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก บ้านปง บางครั้งก็พักกับหลวงปู่ตื้อ วัดปากทางแม่แตง (ต่อมา คือ วัดป่าอาจารย์ตื้อ) เพื่อรับฟังอุบายธรรมคําสอนของท่าน
ช่วงประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เมื่อพระกรรมฐานศิษย์สายนี้ ท่านได้มากราบเยี่ยมฟังธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถํ้ากลองเพล จึงได้ชักชวนกันเดินธุดงค์ขึ้นทางภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยตกลงจะไปกันหลายรูป มีท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เป็นหัวหน้า และมีท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย หลวงพ่อไท สามเณรคําสี ติดตามไปด้วย
เมื่อตกลงกันได้ดังนี้แล้ว จึงพากันไปกราบเรียนหลวงปู่ขาวให้ท่านทราบ ซึ่งหลวงปู่ขาวท่านก็ยินดีส่งเสริม พร้อมทั้งได้แนะนําสถานที่ต่างๆ และได้แนะนําให้รู้จักกับครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่ยังอยู่ปักหลักปฏิบัติภาวนาทางภาคเหนือในขณะนั้น เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ซึ่งเป็นเพื่อนสหธรรมิกของท่านเอง และหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่ขาวตั้งแต่ท่านกลับมาภาคอีสานสิบกว่าปีแล้ว ท่านไม่ได้พบกับเพื่อนสหธรรมิกอีกเลย เป็นเรื่องปรกติของการเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มีคุณธรรมในศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อต่างองค์ต่างเคยเที่ยวธุดงค์อยู่ร่วมกันมา เคยจําพรรษาร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา และเคยสละเป็นสละตายร่วมกันมา ท่านย่อมมีความผูกพันซึ่งกันและกัน และท่านย่อมฝากความระลึกถึงกันและกัน คณะศิษย์จะธุดงค์ขึ้นภาคเหนือในครั้งนี้ หลวงปู่ขาวท่านก็ได้ฝากความระลึกถึงเพื่อนสหธรรมิกไปกับคณะธุดงค์
การเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือของคณะธุดงค์ศิษย์หลวงปู่ขาว กับ องค์หลวงตาพระมหาบัว เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลําบากนานัปการ ทั้งต้องเดินขึ้นเขาลงเขา ต่างจากภาคอีสานซึ่งเป็นที่ราบสูง โดยเฉพาะระหว่างเมืองเลยต่ออําเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง คณะธุดงค์ได้รับความเหน็ดเหนื่อยมาก ท่านพระอาจารย์จวนถึงกับมีอาการเจ็บหัวเข่า จนท่านพระอาจารย์สิงห์ทองต้องช่วยสะพายบาตรให้ เมื่อถึงจังหวัดเชียงใหม่ เป็นช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ในช่วงนั้นยังเป็นฤดูหนาว อากาศจึงหนาวจัดมาก ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เกิดแพ้อากาศหนาว จนเกิดผื่นขึ้นตามลําตัวและมีนํ้าเหลืองไหลออกมา และในครั้งนั้นคณะธุดงค์ได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการฟังธรรมหลวงปู่แหวน ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก บ้านปง อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และได้กราบเรียนหลวงปู่ขาวฝากความระลึกถึง โดย ครูบาอาจารย์ เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่แหวน กับ หลวงปู่ขาว ออกไปธุดงค์ด้วยกัน มันเป็นการออกประพฤติปฏิบัติเริ่มต้น มันต้องมีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา แต่สุดท้ายแล้ว ๒ องค์นี้ท่านเป็นคู่ที่รักกันมาก เป็นเพื่อนรักกันมาก …
ความระลึกถึงกันนะ เวลา หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่แหวน ท่านเป็นสหธรรมิกด้วยกัน เวลาลูกศิษย์หลวงปู่แหวนมาหาหลวงปู่ขาว ท่านจะถามว่า “หลวงปู่แหวนเป็นอย่างไร?”
เวลาลูกศิษย์หลวงปู่ขาวไปหาหลวงปู่แหวน หลวงปู่แหวนจะถามเลย “หลวงปู่ขาวท่านอยู่เป็นอย่างไร?”
เขาห่วงกัน เขาระลึกถึงกัน จิตใจมันถึงกัน ทั้งๆ ที่นี่เป็นสังคมนะ แต่เป็นความจริงในใจของท่าน มันก็ถึงกันอยู่แล้ว
ท่านคิดถึงกันตลอดเวลา เวลาครูบาอาจารย์นี่ เวลาลูกศิษย์ไปกราบไหว้กัน จะถามว่ามาจากไหน ถ้ามาจากครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง จะฝากคําระลึกถึงกันตลอดเวลา”
ท่านพระอาจารย์จวน เมื่อท่านพาคณะธุดงค์ออกเที่ยววิเวกตามป่าตามเขาแถบเชียงใหม่ได้นานพอสมควรแล้ว จึงได้พากันเดินทางกลับภาคอีสานโดยทางรถไฟ
พ.ศ. ๒๕๐๔ จําพรรษาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก พรรษาสุดท้าย
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ นับตั้งแต่อาการอาพาธของท่านดีขึ้นแล้ว ท่านยังคงจําพรรษาตามลําพังเพียงองค์เดียวที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านจําพรรษาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จนถึง ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ โดยท่านจะอยู่เฉพาะในพรรษา พอตกหน้าแล้งท่านก็ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา ตามจริตนิสัยที่ท่านชื่นชอบต่อไป
ในพรรษานี้ หลวงปู่แหวน ท่านมีอายุได้ ๗๔ ปี ท่านเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ อยู่ในวัยชราภาพมากแล้ว แต่ท่านยังไม่มีพระ เณร หรือศรัทธาญาติโยมคอยอุปัฏฐากดูแลรับใช้อย่างใกล้ชิดเหมือนกับพระมหาเถระผู้ใหญ่ทั่วไป ท่านยังคงจําพรรษาอยู่โดดเดี่ยวองค์เดียวอย่างมักน้อยสันโดษในกุฏิหลังน้อยๆ ท่ามกลางเสนาสนะป่าอันวิเวกเงียบสงัด ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีสิ่งอํานวยความสะดวกใดๆ ในระยะนี้การบําเพ็ญภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาก็เป็นไปอย่างปรกติสมํ่าเสมอ เว้นเสียแต่ขณะอาพาธเท่านั้น
หลวงปู่แหวน ในช่วงเป็นพระภิกษุหนุ่มขณะแสวงหาโมกขธรรม ก่อนบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์ ตลอดระยะเวลากว่า ๕๐ ปี ท่านต้องอดทนตรากตรําทําความเพียรภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด ต้องอดนอน ผ่อนอาหาร อดอาหาร ธาตุขันธ์ร่างกายจึงถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงที่สุด แทบไม่ได้พักผ่อนหลับนอน เนื่องจากงานทางธรรมเป็นงานที่ยากแสนยาก และเป็นงานหนักมากที่สุด เพราะเป็นงานแก้กิเลส ฆ่ากิเลส เป็นงานรื้อถอนภพชาติ รื้อวัฏสงสาร จึงไม่มีงานใดๆ ในทางโลกจะหนักยิ่งกว่างานทางธรรม เพราะธรรมนั้นอยู่ฟากตาย หลวงปู่แหวนท่านต้องเป็นนักรบธรรมเดนตาย ยอมสละชีวิตเข้าแลกธรรม
ดังนั้น ในพรรษาท่านจะเร่งบําเพ็ญภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ ท่านจะถือเนสัชชิ คือ ไม่นอนตลอดพรรษา ๓ เดือน โดยจะถือเพียงอิริยาบถ ๒ คือ เดินจงกรม กับ ยืนภาวนา เป็นส่วนใหญ่พอท่านบรรลุอริยธรรมและอยู่ในวัยชราภาพเป็นพระภิกษุผู้เฒ่าแล้ว ท่านก็เริ่มพักผ่อนหลับนอน เพื่อถนอมรักษาธาตุขันธ์ร่างกาย แม้การพักผ่อนหลับนอน ท่านก็นอนไม่มาก ตามอุปนิสัยที่ท่านเคยฝึกฝนอบรมทรมานมา
หลวงปู่แหวน ท่านจึงเป็นครูบาอาจารย์เดนตายองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ดังที่ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ยกย่องไว้ดังนี้
“องค์ไหนก็เหมือนกัน เท่าที่เราได้เคยสัมผัสสัมพันธ์กับท่านมาแล้ว เช่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว ก็เคยได้สนทนาธรรมะกับท่าน เป็นแบบเดียวกัน เป็นเดนตายทั้งนั้นล่ะ ครูบา–อาจารย์เหล่านี้มีแต่ครูบาอาจารย์เดนตาย เดนตายแล้วค่อยมาเป็นครูบาอาจารย์สอนคน คือฟัดกับกิเลสเสียจนกระทั่งเดนตาย กิเลสตาย ท่านเหล่านี้มีแต่กิเลสเรียบวุธๆ ทั้งหมด เป็นสงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ โดยสมบูรณ์สําหรับพวกเรา ถ้าเป็นครั้งพุทธกาลจะเป็นใคร จะให้ชื่อว่ายังไง ถ้าไม่ใช่เป็นพระอรหันต์เท่านั้นจะเป็นอะไรไป นี่ล่ะศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่โมฆะ”
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ หลวงปู่แหวน ท่านอยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก เป็นพรรษาสุดท้าย และเป็นปีที่ท่านหยุดเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขาที่ท่านชื่นชอบ ซึ่งประสบการณ์ชีวิตแห่งการธุดงค์ของท่านกว่า ๕๐ ปีนั้นมีเรื่องราวเหตุการณ์มากมาย ล้วนเป็นประสบการณ์ตรงและจริง จากการสละชีวิตเข้าแลก จึงทรงคุณค่าเป็นคติธรรมอันลํ้าเลิศงดงามยิ่ง และเป็นประโยชน์ให้กับพระธุดงคกรรมฐานรุ่นลูกรุ่นหลานตลอดบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายจะได้ศึกษาเรียนรู้ เพื่อจะได้ดําเนินตามรอยธรรมแห่งองค์พระบรมศาสดาต่อไป
ภาค ๑๖ ผจญภัยอันตรายและเหตุอัศจรรย์
การเที่ยวธุดงค์ในภาคเหนือกับสหธรรมิก
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เมื่อท่านทั้งสองญัตติเป็นพระในฝ่ายธรรมยุตแล้ว ก็ยังออกเที่ยวธุดงค์ทางภาคเหนือด้วยกัน เพราะถูกกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งต่างก็ชื่นชอบอากาศหนาวเย็นเหมือนกัน เป็นอุตุสัปปายะเหมาะกับท่านทั้งสอง และสภาพภูมิประเทศทางภาคเหนือก็เต็มไปด้วยธรรมชาติของขุนเขาป่าไม้อันวิเวกเงียบสงัด เป็นสถานที่สัปปายะตามพระพุทธโอวาทในข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ ซึ่งเหมาะกับสมณะผู้ประพฤติธรรมจะได้อาศัยสําหรับหลีกเร้นปลีกวิเวกเพื่อการบําเพ็ญภาวนา ซึ่งท่านทั้งสองมีนิสัยชอบหลีกเร้นเป็นประจําอยู่แล้ว
ในการบําเพ็ญภาวนาช่วงที่อยู่ทางภาคเหนือนั้น หลวงปู่แหวนได้จาริกธุดงค์ไปเพื่อบําเพ็ญภาวนาอยู่ตามป่าตามเขาแถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และลําปาง เป็นส่วนมาก เพราะมีสถานที่สัปปายะเหมาะกับการภาวนามากมาย หลวงปู่จึงยึดเอาภาคเหนือเป็นที่บําเพ็ญภาวนามาโดยตลอด นับตั้งแต่ท่านได้ขึ้นไปอยู่ทางภาคเหนือแล้ว ท่านไม่เคยไปจําพรรษาอยู่ทางภาคอื่นเลย บนดอยต่างๆ ที่มีชาวเขาอยู่อาศัย ส่วนมากหลวงปู่ท่านเคยไปอยู่กับชาวเขาเหล่านั้นมาแล้ว ไม่ว่าดอยนั้นจะสูงเพียงใด อากาศหนาวเย็น หรือความเป็นอยู่ อาหารขบฉัน ที่พัก ลําบากเพียงใดก็ตาม ถ้ากราบเรียนถามท่าน หลวงปู่สามารถเล่าถึงสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ตลอดความเป็นอยู่ของแต่ละท้องที่ในภาคเหนือตอนบนได้อย่างละเอียด ส่วนทางภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ ตาก กําแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน นั้นหลวงปู่เคยเที่ยวจาริกธุดงค์บ้างเป็นครั้งเป็นคราว ไม่เหมือน ๔ จังหวัดดังกล่าวมา ซึ่งท่านเที่ยวจาริกไปมาหลายๆ ครั้ง บางแห่งหลวงปู่ท่านก็อยู่พักจําพรรษา บางแห่งก็บําเพ็ญเพียรภาวนาเฉพาะในฤดูแล้ง แห่งละ ๓ วันบ้าง๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง หรือ ๑ เดือนบ้าง
ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“พระอยู่ในเมืองไทยนี่จะทําอย่างหลวงปู่แหวน หรือเที่ยวเก่งอย่างหลวงปู่แหวนนี้ยังเป็นที่หายาก ที่อาตมาสอบถามกับหลวงปู่ตื้อ คู่กัน ดูเที่ยวตั้งแต่หลวงปู่ตื้อออกจากนครพนมมาหาหลวงปู่แหวน จังหวัดเลย เป็นเพื่อนกัน ออกจากนั้นก็พากันเดินมาทางเมืองแพร่ เมืองน่าน เข้ามาเมืองเชียงใหม่ องค์หนึ่งเข้ามาอยู่นํ้าตกแม่กลาง อีกองค์หนึ่งอยู่ดอยอินทนนท์ สมัยนั้นท่านเป็นพระมหานิกายอยู่ ยังไม่พบหลวงปู่มั่น ท่านเล่าให้อาตมาฟัง แล้วท่านก็พากันตั้งใจบําเพ็ญอยู่แต่มันก็ยังไม่ได้รับผลตอนนั้น”
สรุปสถานที่จําพรรษาของหลวงปู่แหวนเท่าที่รวบรวมได้ เฉพาะภาคเหนือตอนบนมีดังนี้
วัดเจดีย์หลวง ป่าช้าร้างบ้านต้นกอก ธาตุบ้านแม่ตะลก เหนือธารแม่ฮ่องสอนสบแม่ธาตุ บ้านแม่พวก นาพ่อหนานปวน ฮ่องนํ้ามัวหรือดอยมะโน สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย วัดโรงธรรม-สามัคคี วัดป่านํ้าริน วัดสันติธรรม สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก (บ้านปง) วัดดอยแม่ปั๋ง ที่จําพรรษาซํ้ามีดังนี้ วัดเจดีย์หลวง ๓ พรรษา บ้านแม่พวก ๓ พรรษา สํานักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สาย ๒ พรรษาวัดป่านํ้าริน ๙ พรรษา สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก (บ้านปง) อยู่จําพรรษาสองครั้ง ๑๑ พรรษา และวัดดอยแม่ปั๋ง เป็นสถานที่จําพรรษาแห่งสุดท้ายนานถึง ๒๓ พรรษา นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕เป็นต้นมา จนถึงวันมรณภาพ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘
การเที่ยวจาริกธุดงค์ของหลวงปู่แหวนนั้น ท่านต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย และต้องประสบกับอุปสรรคปัญหาความทุกข์ยากลําบากต่างๆ อย่างแสนสาหัสนานัปการ เช่น อากาศวิปริตแปรปรวน หนาวจัด ร้อนจัด ฝนตกหนัก สถานที่ธุดงค์ก็ทุรกันดารมาก ต้องเผชิญพิษไข้ป่า ความอดอยากหิวโหย ต้องผจญอันตรายจากสัตว์ป่า สัตว์ร้าย ตลอดคนป่า หลวงปู่แหวนท่านผ่านประสบการณ์ความทุกข์ยากนี้มาอย่างโชกโชนตลอดชีวิต และท่านได้เทศน์เป็นคติธรรมไว้ว่า “ความทุกข์ยากในโลกนี้มีแหล่งกําเนิดขึ้นในจิตของมนุษย์ ละวาง ถอดถอนเสียก็สงบได้”
การธุดงค์ในป่า ทําให้หลวงปู่แหวนพบเจอประสบการณ์แปลกประหลาดเหลือเชื่อมากมาย ท่านเคยเผชิญกับเปรต ภูต ผี ปีศาจ พญานาคมิจฉาทิฐิ ฯลฯ ทั้งที่อธิบายได้ และยากจะอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ แต่หาได้ทําให้หลวงปู่หวั่นไหวไม่ ซึ่งหลวงปู่ก็สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์วิกฤติเหล่านี้มาได้ด้วยอํานาจศีล อํานาจธรรม ด้วยสติ ด้วยความพากเพียร อดทน และด้วยปัญญาบารมี โดยการตั้งสัจจาธิษฐาน ยึดคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งและแผ่เมตตา ตลอดจนอ้างบุญญาบารมีของตนที่ได้บําเพ็ญมาตั้งแต่วันบวชเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน หลายครั้งท่านก็ได้เทศน์โปรดสัตว์โลกด้วยเมตตาจิตเสมอมา บ่อยครั้งที่หลวงปู่เดินธุดงค์องค์เดียว เพราะเป็นการตัดกังวล ไม่ต้องพูดจากับใคร มีสมาธิจิตและสติสัมปชัญญะเป็นเพื่อน ซึ่งบรรดาศิษย์รุ่นหลังๆ ถือเป็นคติแบบอย่างในการปฏิบัติได้เป็นอย่างดี
ขณะเที่ยวธุดงค์อยู่ในป่า บ่อยครั้งที่หลวงปู่แหวนได้เมตตารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้าน ซึ่งส่วนมากมักป่วยเป็นไข้ป่า ท่านจะสงเคราะห์ช่วยเหลือทุกคนด้วยความเมตตาจิต บ่อยครั้งที่ท่านไม่มียาสมุนไพรอะไรติดตัว สิ่งที่ท่านใช้ในการเยียวยามีเพียงพุทธบารมี บางครั้งชาวบ้านขอให้ท่านทํานํ้าพระพุทธมนต์ ท่านก็เพียงอธิษฐานจิต ขออํานาจบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระรัตนตรัยได้โปรดเมตตาอภิบาลต่อสัตว์โลกเหล่านี้ เมื่อชาวบ้านนําไปรักษาแล้วหาย ก็พากันรํ่าลือกันว่า ท่านมีวิชาอาคม ส่วนคนป่าก็คิดว่าท่านเป็นหมอผี
หลวงปู่แหวน ท่านทราบดีว่า การจะพยายามทําให้พวกเขาเข้าใจได้ในระยะเวลาอันสั้นนั้นเป็นเรื่องยาก แต่เพราะความเชื่อถือศรัทธาของชาวบ้าน ชาวเขา ชาวป่า ท่านก็จะถือโอกาสนี้ด้วยการเทศนาธรรม สอนให้ยึดศีล ๕ นําไปปฏิบัติ
หลวงปู่แหวน นอกจากจะเที่ยวธุดงค์กับหลวงปู่ตื้อเป็นส่วนใหญ่แล้ว ท่านยังเที่ยวธุดงค์กับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านมีประสบการณ์ธุดงค์ผจญภัยอันตรายและเหตุอัศจรรย์มากมาย ตั้งแต่เป็นพระธุดงค์หนุ่มตรากตรําทุกข์ยากลําบากตามป่าตามเขา จนเป็นพระธุดงค์ชราภาพสูงวัย ซึ่งต้องหยุดการเที่ยวธุดงค์ เพราะสังขารร่างกายร่วงโรย ก่อนที่ท่านจะมาอยู่จําพรรษาวัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดสุดท้าย มีเรื่องเล่าไว้มากมายที่ครูบาอาจารย์ได้เล่าสู่กันฟังมีเพิ่มเติมดังนี้
ธุดงค์ขึ้นดอยกาดผี เผชิญผีปกกะโหล้ง
ในระยะนี้ เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขาในแถบภาคเหนือ ฝ่าความหนาวเหน็บบนดอย เพื่อค้นหาสัจธรรมเส้นทางแห่งการหลุดพ้นต่อไป ขณะที่ท่านทั้งสองเดินธุดงค์ขึ้นยอดดอยกาดผี อําเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย หลวงปู่แหวนพลาดเดินตกเขา และเผชิญกับผีป่าบนดอย เขาเรียกกันว่า ผีปกกะโหล้ง
คราวหนึ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนธันวาคม ภาคเหนืออากาศกําลังอยู่ในช่วงหนาวมาก ในปีนั้นหนาวมากเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าตามเขาตามดอยแล้วยิ่งหนาวเหน็บ หนาวจนสั่นสะท้าน หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ในวัยหนุ่มยังคงออกเดินธุดงค์รอนแรมกันอยู่ ได้เดินทางเข้ามาในพื้นที่แถบๆ ดอยกาดผี ซึ่งเป็นอาณาเขตหนึ่งของเทือกเขาดอยวาวี เขาสูงใหญ่ตระหง่านมีพื้นที่ป่าปกคลุมอย่างมากมาย ด้วยความห้าวหาญ จึงทําให้ท่านทั้งสอง เดินธุดงค์ด้วยเท้าเปล่า รอนแรมกันมาอย่างไม่รู้จักเหน็ด ไม่รู้จักเหนื่อย พากันเดินขึ้นเขาลงเขาเป็นลูกๆ เดินกันเป็นวันๆหมอกก็ลงหนาจัดมาก นํ้าค้างก็แข็ง ขึ้นเขาลูกนี้ไปออกเขาลูกโน้น ท่านทั้งสองมีจิตใจเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งมาก และมีความทรหดอดทนเป็นเลิศ ในการออกแสวงหาโมกขธรรม
หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่ตื้อ ท่านทั้งสองตั้งปณิธานไว้ว่า ในครั้งนี้จะเดินธุดงค์ไปให้ถึงยอดดอยกาดผีให้ได้ เพราะยังไม่เคยไปมาก่อน จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เสาะหาสถานที่สัปปายะเพื่อบําเพ็ญเพียรภาวนาและโปรดชาวเขาตามเส้นทางที่จะไปยอดดอย ซึ่งมีเผ่าอาข่า กับ เผ่าเย้า ท่านทั้งสองก็เดินลัดเลาะตามแนวป่า ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่การที่มาครั้งแรกนั้น ท่านทั้งสองยังไม่ค่อยจะคุ้นชินหรือชํานาญกับเส้นทางแนวภูเขาบริเวณนี้นัก ช่วงนั้นมีหมอกลงหนาจัดมาก จึงทําให้มองไม่เห็นทาง การเดินเหินต้องระมัดระวังอย่างที่สุด ถ้าเหยียบพลาดตกหลุมหรือลงเหวแล้ว ก็อาจหมายถึงความตายได้ในทันที แต่ในที่สุดหลวงปู่แหวนท่านพลาดตกเขาจนได้
ตอนนั้นหลวงปู่ทั้งสองเดินไปอยู่บริเวณไหล่เขาแล้ว ตรงนั้นมันมีหมอกคลุมหนามาก เป็นเนินสูงมีดงต้นไม้และดอกไม้ขึ้นแซมสลับ แม้ว่าหลวงปู่แหวนท่านระมัดระวังอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่มองไม่เห็น จึงพลาดเผลอไปเหยียบรากต้นไม้เข้าจนได้ ท่านสะดุดล้มคะมําหน้าทิ่มจนกลิ้งลงไปแต่แนวรกของพรรณไม้ก็ช่วยชะลอความเร็วไว้ได้ ท่านไปค้างอยู่รากไม้ริมๆ เกือบจะตกไปแล้วที่ตรงนั้นไม่ใช่เหว แต่เป็นบริเวณที่เป็นเนินสูง ยกพื้นสูงพอสมควร เคราะห์ดีที่หลวงปู่ตื้อท่านตะกายตามไปคว้าแขนไว้ได้ทัน จึงบาดเจ็บไม่มากนัก ตามเนื้อตามตัวมีเพียงแผลถลอกปอกเปิก
หลวงปู่ตื้อท่านเป็นห่วงก็รีบไต่ถามหลวงปู่แหวนทันทีว่า
“เป็นอะไรมากหรือเปล่า ท่านแหวน”
หลวงปู่แหวนท่านว่า “ผมไม่เป็นไรดอก ท่านตื้อ แต่ดูดอกไม้พวกนี้ซิ มันต้องมาล้มตายเพราะผม เวรกรรมจริงๆ”
ท่านก็มองสํารวจรอบๆ บริเวณที่ตอนนี้เห็นแนวกิ่งไม้ ต้นไม้ และดอกไม้หลายต้นล้มกันระเนระนาดหมด รับกับนํ้าหนักของท่าน ตอนที่ท่านกลิ้งล้มลงมา หลวงปู่แหวนมองด้วยความสลดใจนัก แต่ก็ไม่รู้จะทําเช่นไร เพราะท่านก็ไม่ได้ตั้งใจ ต่อไปจะระมัดระวังตัวให้มากขึ้นกว่านี้
ก่อนที่จะออกเดินทางขึ้นดอยต่อไป ท่านทั้งสองได้เดินต่อมาอีกระยะหนึ่ง จึงเห็นว่า ตอนนี้ใกล้จะมืดคํ่าเต็มทีแล้ว จึงเห็นควรที่จะปักกลดลงเสียที่ตรงนี้เพื่อพักก่อน พอได้ที่แล้วจึงปักกลดลง ณ ที่นั้น อยู่ในบริเวณใกล้ๆ กัน
ในคืนนั้น ในขณะที่หลวงปู่แหวนท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ในกลดนั้น ขณะที่จิตกําลังสงบอยู่ในฐาน หูของท่านก็ไปสัมผัสกับเสียงจากภายนอก มันเป็นเสียงที่ฟังในทีแรก นึกว่าเป็นเสียงการเสียดสีกันของกิ่งไม้แต่ไม่ใช่ มันคล้ายๆ ใครเอากะลามาเคาะ ดังปกๆๆ เมื่อลองฟังชัดๆ เสียงนั้นมันดังออกมาว่า “ปกๆๆ กะโหล้ง ปกๆๆ กะโหล้ง ปกๆๆ กะโหล้ง” เสียงนั้นดังแผ่วๆ ดังมาจากยอดไม้ไกลๆ แต่เมื่อฟังอีกครั้ง มันก็ดังอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ฟังอีกทีก็เหมือนอยู่ด้านกลดท่านนั่นเองเสียงอะไรดังแปลกๆ แบบนี้ แล้วก็เงียบไปซักพักหนึ่ง
หลวงปู่แหวน ท่านจึงหันไปมองสํารวจรอบๆ มองออกไปที่กลดของหลวงปู่ตื้อ ก็เห็นว่าหลวงปู่ตื้อคงยังนั่งสมาธิภาวนาอยู่ในกลด ท่านคงจะไม่ได้ยินเสียงนี้แต่ประการใด จึงไม่อยากไปรบกวนนัก ท่านก็นั่งต่อ จนสักพัก เสียงนั้นมันก็กลับมาอีกแล้ว “ปกๆๆ กะโหล้ง ปกๆๆ กะโหล้งปกๆๆ กะโหล้ง” ท่านหาได้มีความกลัวไม่ แต่มันมารบกวนน่ารําคาญมาก ทําให้ท่านไม่เป็นอันทําสมาธิภาวนา จนกระทั่งถึงเช้า ในวันนั้นหลวงปู่แหวนก็มิได้ไต่ถามหลวงปู่ตื้อแต่อย่างใดว่าเมื่อคืนนี้ท่านได้ยินเสียง หรือมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า เพราะไม่อยากรบกวน เพราะหลวงปู่ตื้อท่านบอกว่า “วันนี้จะออกไปหาไม้หาฟืนมาเสียหน่อย”
ท่านถึงว่า หลวงปู่ตื้อคงจะเอามาก่อกองไฟกระมัง เพราะเมื่อคืนนี้หนาวมาก และแล้วในคืนต่อมา ในคืนนั้นอากาศหนาวยิ่งหนาวกว่าเมื่อคืนอีกหลายเท่า มันหนาวสุดกระดูก หนาวสุดขั้วหัวใจ แต่ก็ดีหน่อยที่ท่านหลวงปู่ตื้อหาไม้มาจุดไฟตั้งแต่เย็น จึงพอจะประทังได้รับไออุ่นจากฟืนไฟข้างนอกได้บ้าง แม้จะแทบไม่ช่วยอะไรเลยก็ตาม เพราะความหนาวมันหนาวสั่นสะท้านเสียจนทรมาน แต่ขึ้นชื่อว่า พระธุดงคกรรมฐานผู้ฝึกตนจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมาแล้ว สิ่งนี้คือสิ่งที่ต้องทําและต้องทน
ในขณะที่หลวงปู่แหวนกําลังทําสมาธิอยู่นั้น ก็เริ่มเอาอีกแล้ว เสียงคล้ายๆ เคาะกะลาดังมาอีก “ปกๆๆ กะโหล้ง ปกๆๆ กะโหล้ง ปกๆๆ กะโหล้ง” ก็ชวนให้รู้สึกรําคาญอยู่พอสมควรสักพักมันก็เอาอีกแล้ว “ปกๆ กะโหล้ง ปกๆ กะโหล้ง ปกๆๆ กะโหล้ง” เฮ้อ ! ชักหงุดหงิด แต่ท่านก็ยังควบคุมสติอารมณ์ไว้อยู่
หลวงปู่แหวนชักเริ่มรู้สึกสงสัย จึงลองหรี่ตามองลอดมุ้งกลดออกไป ดูสิ่งที่อยู่ข้างนอก ท่านก็เห็นเงาตะคุ่มๆ ดําๆ อยู่หลังต้นไม้ ลักษณะของมันคล้ายๆ คน ไม่รู้ว่าขนหรือผมยาวๆปิดหูปิดตาหมด นั่งลักษณะเหมือนยองๆ แต่กําลังจ้องมองมาที่กลดท่าน สายตาของมันจะดูดุก็ไม่ใช่ ไม่รู้ว่ามันมาดีมาร้าย แต่มันมองหลวงปู่แหวนอย่างไม่ลดละ แต่แล้วยังไม่ทันที่ท่านจะคิดอะไรต่อ ก็ได้ยินเสียงหลวงปู่ตื้อตวาดเสียงดังออกมาจากกลดข้างๆ ว่า “เอะอะเสียงดัง น่ารําคาญร้องอยู่ได้ ไปซะ อย่ามายุ่งกับสมณะ ไป๊” ท่านเลิกผ้ามุ้งกลดออกมา หยิบฟืนชิ้นหนึ่งที่มอดไหม้ แล้วหลวงปู่ตื้อท่านก็บริกรรมพระคาถา แล้วเขวี้ยงท่อนฟืนนั้นใส่มัน เท่านั้นแหละ เจ้าตัวนั้นร้องอย่างไม่เป็นภาษา ก่อนวิ่งงุดๆ หายวับไป
หลวงปู่แหวนท่านจึงออกมาดู จึงถามหลวงปู่ตื้อไปว่า “สิ่งที่เห็นเมื่อตะกี้นี้คืออะไร”
หลวงปู่ตื้อท่านบอกว่า “มันคือปกกะโหล้ง”
ปกกะโหล้ง หรือที่ออกสําเนียงในภาษาเหนือว่า ผีปกกะโหล้ง คล้ายผีเจ้าป่า หรือผีเจ้าที่ พวกมันมักจะหวงแหนในที่ในถิ่นของตนมาก ในสมัยที่มีชีวิตอยู่คงจะทํามาหากินในพื้นที่แถบนั้นมีความรักในผืนป่า แต่อารมณ์มันนั้นก็แฝงไปด้วยความหวงและกิเลสด้วย จิตยังไม่คลาย ยังไม่ละ แม้ว่าร่างกายจะสิ้นลมหายใจ ซากศพถูกผืนดินกลบหน้าไปแล้ว แต่จิตยังเวียนว่ายไม่ยอมไปเกิด ต้องเป็นผีป่าเฝ้ารักษาที่ ดีชั่วก็สุดแล้วแต่ตามกรรมเวรที่ได้กระทําไว้เมื่อยามมีชีวิต
ฉะนั้นแล้ว อุปนิสัยของผีปกกะโหล้ง จึงแล้วแต่ตัวเลย บางตัวออกแนวรักสงบไม่ค่อยวุ่นวาย แต่บางตัวที่ดุร้ายก็มี มันก็เหมือนกับคน ที่แต่ละคนก็มีนิสัยไม่เหมือนกัน เหล่านายพรานคนเข้าป่าก็เจอดีกันมากต่อมาก หากใครเข้าป่า ทําร้ายสัตว์ป่า หรือกระทําอันเป็นการรุกลํ้าทําลายต้นไม้ ทําลายในเขตที่อยู่ของผีปกกะโหล้งตัวนั้นๆ เข้าพอดี มันจะใช้อาวุธไล่ล่าเอาชีวิตผู้คนที่ทําลายป่า
ดังนั้น ผู้คนสมัยก่อนจะเข้าป่าในแถบๆ ภาคเหนือ เขาจะระวังกันมาก โดยเฉพาะหากได้ยินเสียงร้องดังแว่วแต่ไกล ปกกะโหล้ง ปกกะโหล้ง คนเข้าไปในเขตของมันเรียบร้อยแล้ว เลี่ยงได้ คนโบราณเขาให้เลี่ยง เดี๋ยวมันตามแล้วจะยุ่ง
หลวงปู่ตื้อนั้นท่านรู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่า มันตามหลวงปู่แหวนมา เพราะหลวงปู่แหวนท่านคงไปเหยียบในพื้นที่มัน ไปทําต้นไม้ในเขตของมันเสียหาย แต่สาเหตุที่ท่านนิ่งเสีย เพราะว่าวิธีกําราบมันง่ายๆ คนโบราณเขาให้ใช้ดุ้นหลัวสุด หรือดุ้นฟืน ต้องเป็นดุ้นฟืนที่เป็นซากไฟ เมื่อได้ยินเสียงปกกะโหล้งแล้ว หรือเจอตัวเข้า เขาให้เอาดุ้นหลัวสุดนี้ ถือแล้วบริกรรมพระคาถา เป็นคาถาป่าพื้นเมืองแล้วเขวี้ยงใส่มัน มันจะกลัวแล้วหนีไป
เพราะหลวงปู่ตื้อท่านรู้ว่า ถ้าหลวงปู่แหวนรู้ว่าท่านจะจัดการมัน ต้องปรามหลวงปู่ตื้อท่านแน่นอน เพราะหลวงปู่แหวนท่านค่อนข้างใจดี ไม่ค่อยกําราบอะไรง่ายๆ จะนิ่งเสียส่วนมาก แต่หลวงปู่ตื้อท่านว่า “ต้องกําราบเสียบ้าง เพราะไอ้เจ้าตัวนี้มันไม่รู้จักเด็ก ไม่รู้จักผู้ใหญ่ ก็เห็นอยู่ว่าพระเดินเหยียบโดยไม่ตั้งใจ ยังกลับตามมาเหมือนจะเอาเรื่องเสียนี่” มันก็คงโกรธ แต่ท่านก็ไม่ได้จัดการให้ได้รับบาดเจ็บทรมานอะไร แค่ไล่ไปให้มันเข็ดก็เท่านั้น เจอพระที่อื่นจะได้ไม่ตามอีก
ท่านทั้งสองเมื่อเจรจาคุยกันแล้ว ก็ได้แต่ออกแนวขําๆ ชวนหัวมากกว่า หลวงปู่แหวนท่านจึงว่า “จะสวดขออโหสิกรรมกับเจ้าปกกะโหล้งตัวนี้เสียหน่อย ที่เผลอไปเหยียบพื้นที่ของมัน จนมันโกรธ” ซึ่งหลวงปู่ตื้อก็มิได้ขัดอะไร เมื่อไม่มีเหตุการณ์อะไรแล้ว ท่านทั้งสองจึงออกธุดงค์เดินทางขึ้นดอยกาดผีเพื่อบําเพ็ญภาวนาต่อไป
จับไข้ระหว่างเดินธุดงค์ – อธิษฐานขอให้ฝนเลี่ยงทาง
ครั้งหนึ่งหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ออกเที่ยวธุดงค์องค์เดียว เดินทางจากเชียงรายมุ่งไปลําปาง หลวงปู่ท่านเดินทางมาถึงพะเยา (สมัยนั้นพะเยาเป็นอําเภอขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงราย)เข้าพักที่วัดพระเจ้าตนหลวง ๓ – ๔ วัน เพื่อพักผ่อนให้มีกําลัง ช่วงที่หลวงปู่ออกจากพะเยา จะไปลําปาง ก็มีรถลากไม้จะไปเส้นทางนั้นพอดี พวกรถได้นิมนต์หลวงปู่ขึ้นรถไปด้วย ขณะนั้นเป็นช่วงเดือน ๗ (มิถุนายน) เข้าหน้าฝน รถออกไปแถวอําเภองาว ก็เกิดติดหลุมขึ้นไม่ได้ หลวงปู่กล่าวขอบใจพวกเขา แล้วบอกว่าจะค่อยๆ เดินล่วงหน้าไปก่อน จะไปพักหมู่บ้านข้างหน้า ขณะที่หลวงปู่เดินทางนั้นมีฝนตกพรําๆ ตลอดเวลา พอตกเย็นก็ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เข้าไปอาศัยพักที่ศาลาใกล้หมู่บ้าน วันรุ่งขึ้นก็ออกบิณฑบาต ฉันเสร็จก็ออกเดินทางต่อไป
สมัยนั้น ถนนระหว่างพะเยา – ลําปาง เป็นทางรถลากไม้ ในฤดูฝน รถจะหยุดลากไม้ เพราะติดหล่มลากไม้ไม่ได้ ดังนั้น เส้นทางเดินจึงลําบากมาก ต้องผ่านลําธาร ผ่านซอกเขาและป่าดงดิบ มีทากดูดเลือดอยู่ทั่วไป หลวงปู่เดินทางมาถึง ศาลเจ้าพ่อประตูผา เมื่อเวลาใกล้คํ่าพอดี จึงอาศัยนอนที่ศาลเจ้าพ่อนั้นเอง ศาลเจ้าพ่อประตูผาในสมัยนั้นเขาสร้างเป็นตัวเรือนไม้ขนาดใหญ่ พอที่คนจะขึ้นไปนอนได้ หลวงปู่ใช้ผ้าอาบนํ้าปัดฝุ่นและใบไม้ที่พื้นออก แล้วเอาผ้าอาบนํ้าปูบนพื้นกระดาน กางกลด และจัดบริขารเรียบร้อยแล้วก็ออกไปสรงนํ้าที่ลําธารแถวใกล้ๆ นั้น ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในฤดูฝน
เวลากลางคืนหลวงปู่บอกว่า เงียบสงัดดี เมื่อหยุดพักพอหายเหน็ดหายเหนื่อยแล้ว หลวงปู่ก็ไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้โยมบิดามารดา ท่านผู้มีพระคุณ เจ้าที่เจ้าทาง ตลอดสรรพสัตว์น้อยใหญ่ แล้วเดินจงกรมบ้าง นั่งภาวนาบ้าง สลับกันไป เวลานอน ท่านก็ใช้ผ้าสังฆาฏิหนุนศีรษะต่างหมอน หลวงปู่เล่าว่าเวลากลางคืน พวกเสือมาร้องแถวๆ ใกล้ที่ท่านพัก เสียงเป๊บๆ ขานรับกัน ฟังเสียงแต่ละตัวไม่ใช่เล็กๆ สามารถกินวัวได้อย่างสบาย เสือร้องรับกันเป็นทอดๆ ประเดี๋ยวตัวนั้นร้อง ประเดี๋ยวตัวนี้ร้อง เหมือนคนกู่หากัน อยู่ไม่ไกลจากที่ท่านพัก พอตกดึกอากาศหนาวเย็นมาก ท่านต้องเดินจงกรมและนั่งภาวนาทั้งคืน
พอรุ่งสว่างได้อรุณแล้ว หลวงปู่แหวนเก็บเครื่องบริขาร แล้วออกเดินทางต่อไป ตกบ่ายรู้สึกอ่อนเพลียมาก หนักศีรษะคล้ายจะเป็นไข้ รวบรวมกําลังเดินต่อไป จะพักก็ไม่ได้ เพราะอยู่ท่ามกลางป่าเขา ไม่มีหมู่บ้านเลย เดินไปได้ประมาณ ๒ ชั่วโมง รู้สึกอ่อนเพลียหนักกว่าเดิม อาการไข้ก็เริ่มปรากฏชัด ขารู้สึกว่าจะก้าวต่อไปไม่ไหว อ่อนไปหมด จึงแวะเข้าใต้ร่มไม้ข้างทาง วางกลดวางบาตร แล้วล้มตัวนอนหลับโดยไม่รู้สึกตัวเพราะพิษไข้
ช่วงเวลาที่หลับไปนั้นนานเท่าไรก็ไม่รู้ มารู้สึกตัวเอาก็ต่อเมื่อได้ยินเสียงดังอู้ๆ ของลมพัดยอดใบไม้ เสียงฟ้าคะนอง ฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ทั่วไป มองไปบนท้องฟ้ามีเมฆดําทะมึนเต็มท้องฟ้า ลมก็พัดกระโชกแรงขึ้น เสียงคํารามของฟ้าก็ร้องถี่ขึ้น ดูทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่บีบรัดเข้ามาทุกที อาการไข้ก็ยังไม่สร่าง ฝนก็เริ่มลงเม็ดห่างๆ จะกางกลดก็สู้ลมพัดไม่ไหว ไม่รู้จะไปหลบฝนอยู่ที่ไหนได้ ดูเหมือนจะหมดหนทางแก้ไขเอาทีเดียว
เมื่อหลวงปู่แหวนเห็นว่าไม่มีทางที่จะหลบหลีกฝนได้แน่แล้ว จึงได้รวบรวมกําลังกายลุกขึ้นนั่งสมาธิ ตั้งสัจจะอธิษฐานอ้างเอาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อ้างถึงบุญบารมีที่ได้บําเพ็ญตนด้วยดีมาตั้งแต่บวชว่า “ข้าพเจ้าบวชอุทิศตนต่อพระพุทธ ต่อพระธรรม ต่อพระสงฆ์ วันนี้ข้าพเจ้าเดินทางเพื่อจะไปลําปาง เกิดอาการไข้ หมดกําลังที่จะไปข้างหน้า ถ้าบุญบารมีของข้าพเจ้ามีอยู่ พอที่จะได้บําเพ็ญพรหมจรรย์เพื่อทําที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ขอฝนอย่าได้ตกลงมาตรงที่ข้าพเจ้าอยู่นี้เลย”
แล้วหลวงปู่ก็แผ่เมตตาต่อเทพาอารักษ์ เจ้าที่เจ้าทาง อธิษฐานบอกกล่าวแก่เขาว่า “ข้าแต่เทพาอารักษ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทาง ตลอดจนนาค ครุฑ ผู้มีอํานาจทั้งหลายก็ดี วันนี้ข้าพเจ้าเดินทางมาจะไปลําปาง มาป่วยอยู่กลางป่า หมดกําลังที่จะไปข้างหน้า ขอให้ท่านทั้งหลายอาศัยความเอ็นดูข้าพเจ้า ขอได้โปรดบันดาลด้วยอํานาจฤทธิ์ของตนๆ ให้ฝนซึ่งกําลังตกมานี้ ได้เว้นตรงที่ข้าพเจ้าอยู่ตรงนี้ ขอให้เปลี่ยนทิศทางไปทางอื่น การที่จะห้ามฝนไม่ให้ตกนั้นมิใช่ฐานะ แต่ขออย่าได้ตกลงมาตรงที่ข้าพเจ้าอยู่ ขอให้ผ่านไปทางอื่น”
เมื่อหลวงปู่อธิษฐานเสร็จ แล้วทําจิตให้แน่วแน่ แผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ทั่วจักรวาลไม่มีประมาณ แล้วท่านก็นั่งหลับตาทําสมาธิสงบนิ่ง เป็นที่น่าอัศจรรย์ ขณะที่ฝนกําลังตกหนักลงถี่เม็ดโดยลําดับนั้น ได้เกิดมีลมพัดมาอย่างแรง ต้นไม้ลู่เอนไปตามทิศทางลม ด้วยความแรงของลมที่พัดมานั้น สามารถทําให้ฝนเปลี่ยนทิศทางไปโดยฉับพลัน ฝนตกห่างจากจุดที่หลวงปู่นั่งสมาธิอยู่ออกไปในรัศมี ๑ เส้น เว้นเฉพาะที่ๆ หลวงปู่อยู่เท่านั้น วันนั้นฝนตกหนักอยู่นานพอสมควร พอฝนหายแล้วอาการไข้ก็ยังไม่สร่าง หลวงปู่จึงล้มตัวนอนต่อไปโดยไม่ได้กางกลด
ท่านมารู้สึกตัวอีกทีเป็นเวลากลางคืนแล้ว รู้สึกว่าเนื้อตัวเปียกชุ่มหมด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยุงป่ารุมกัด และอีกส่วนหนึ่งเพราะเหงื่อออก หลวงปู่ไม่ได้สนใจกับเรื่องเนื้อตัว รู้แต่ว่าสร่างไข้แล้ว รู้สึกว่าตัวเบา คอแห้งกระหายนํ้า จึงลุกขึ้นเอากาไปตักนํ้าในลําธารใกล้ๆ ใช้ธมกรก (กระบอกกรองนํ้า) กรองนํ้าใส่กาเต็มแล้วก็กลับมาที่เดิม นั่งภาวนาทําสมาธิจนรุ่งเช้า ก่อนออกเดินทาง หลวงปู่ได้ทําใจให้สงบ แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย การเดินทางในวันนั้นมีความสะดวกปลอดภัย ไม่มีอุปสรรคอันตรายใดๆ
พักนอนในดงเสือ
อีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่แหวน ท่านเดินธุดงค์จากพะเยาจะไปลําปางเช่นกัน ท่านเดินเลียบกว๊านพะเยาไป ตัดข้ามดอยหมูไป เส้นทางนั้นไม่มีถนน เป็นทางเดินเท้า ภูมิประเทศแถบนั้นเป็นป่าเขา มีเทือกเขาสลับซับซ้อน เส้นทางทุรกันดารมาก เป็นการเดินเท้าที่ค่อนข้างลําบาก หลวงปู่เดินทางมาองค์เดียว จวนเวลาเย็นก็ถึงศาลาที่พักกลางป่า ซึ่งมีผู้สร้างเอาไว้สําหรับคนเดินทางจะได้เข้าพักอาศัยค้างคืน เพราะในแถบนั้นไม่มีหมู่บ้านใกล้เคียง ถ้าถึงเวลาบ่ายใกล้เย็น ผู้ที่เดินทางจะไม่เดินทางต่อไปอีก เพราะกลัวอันตรายจากสัตว์ป่า โดยเฉพาะพวกเสือกับหมีที่มีชุกชุมในแถบนั้น ด้วยเหตุนั้น จึงได้มีผู้สร้างศาลาไว้สําหรับคนเดินทาง เพื่อจะได้อาศัยพักผ่อนหลับนอนเมื่อเดินทางมาถึง
หลวงปู่เดินทางมาถึงศาลาที่พักเมื่อใกล้คํ่าแล้ว จึงเข้าไปพักที่ศาลานั้น รอบนอกศาลามีรั้วล้อมรอบกันสัตว์ร้าย ภายในมีเตาไฟพร้อมฟืนไว้ให้ด้วย สําหรับก่อไฟผิงตอนกลางคืน ในป่าดงดิบเช่นนั้น แม้จะเป็นฤดูแล้ง แต่พอตกกลางคืน อากาศจะหนาวเย็นมาก ต้องก่อไฟผิงพอบรรเทาความหนาวเย็นได้บ้าง หลวงปู่รีบอาบนํ้าเมื่อไปถึง คํ่าลงก็ไหว้พระสวดมนต์แผ่เมตตาแล้วนั่งภาวนาจนดึกจึงพักจําวัด เวลากลางคืนได้ยินเสียงเสือร้องอยู่รอบๆ ศาลาที่พัก หลวงปู่บอกว่า พวกเสือนั้นชํานาญในการร้องทําเสียงเลียนแบบพวกสัตว์ป่าต่างๆ เช่น พวกกวาง พวกเก้ง ซึ่งเสือสามารถทําเสียงเลียนแบบได้เหมือนมาก ดังนั้น บางครั้งพวกเก้ง เมื่อได้ยินเสียงเสือเลียนแบบนึกว่าเป็นพวกของตัว หลงเดินเข้าไปหาแล้วถูกเสือจับกินได้ง่ายๆ คืนนั้นพอตกดึกอากาศหนาวเย็นมาก จึงก่อไฟที่เตาผิง ต้องลุกขึ้นใส่ไฟถึงสามครั้ง หลวงปู่มาเคลิ้มหลับเอาก็ตอนเกือบสว่างแล้ว ประมาณว่าหลับไปได้สองชั่วโมง เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็สว่างแล้ว
พอรุ่งเช้า ได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน หลวงปู่มองลงไปข้างล่างเห็นพวกชาวบ้านหาบของมา๒ – ๓ คน กําลังนั่งพักคุยกันอยู่ หลวงปู่เดินลงไปถาม ได้ความว่าพวกเขาจะไปพะเยา แล้วถามเส้นทางที่หลวงปู่จะไปข้างหน้าว่ามีหมู่บ้านไหม ได้รับคําตอบว่ามีหมู่บ้านหนึ่ง ห่างจากตรงนั้นไปราว ๓ ชั่วโมง อยู่ทางซ้ายมือ เมื่อได้รับคําบอกเล่าเช่นนั้น หลวงปู่จึงเก็บบริขารแล้วออกเดินทางหมายจะไปบิณฑบาตฉันที่หมู่บ้านข้างหน้า
หลวงปู่เดินไปจนเหนื่อยอ่อนก็ไม่พบหมู่บ้านดังกล่าว เวลาก็สายมากแล้ว รู้สึกหิวและเหนื่อยเพลีย ท่านเดินต่อไปพักใหญ่ ก็พบหญิง ๓ คนหาบของสวนทางมา จึงถามว่า จากนี้ถึงหมู่บ้านข้างหน้าจะต้องเดินไปไกลเท่าไร ได้รับคําตอบว่าจะต้องเดินถึงเย็นจึงจะถึง หลวงปู่บอกว่า เมื่อเช้าพบหาบ เขาบอกว่า หมู่บ้านข้างหน้าเดินสามชั่วโมงถึง นี่เดินมาจนสายขนาดนี้แล้วก็ยังไม่พบหมู่บ้านดังกล่าว ได้รับคําบอกว่า หมู่บ้านดังกล่าวนั้นหลวงปู่ผ่านมาแล้ว
หญิงทั้ง ๓ ถามว่า “พระคุณเจ้าฉันจังหันแล้วหรือยัง” หลวงปู่จึงบอกว่า “ยังไม่ได้ฉันครั้งแรกกะว่าจะไปบิณฑบาตฉันที่หมู่บ้านดังกล่าว แต่กว่าจะไปถึงหมู่บ้านต่อไปก็คงจะเย็น วันนี้เห็นจะไม่ได้ฉันแน่”
หญิงทั้ง ๓ จึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นพวกดิฉันขอนิมนต์พระคุณเจ้าฉันจังหันก่อน พวกดิฉันมีข้าวมาด้วย วันนี้เป็นบุญของพวกดิฉัน นิมนต์ท่านฉันให้เต็มที่ ไม่ต้องห่วงพวกดิฉัน เพราะพวกเราจะกลับบ้านอยู่แล้ว ไม่เป็นไร” ว่าแล้วพวกเธอรีบจัดอาหารมาใส่บาตร มีข้าวเหนียวกับนํ้าอ้อยงบ หลวงปู่รับอาหารแล้วก็ลงมือฉัน ท่านฉันได้เยอะ เพราะรู้สึกหิวมาก ฉันเสร็จก็อนุโมทนาให้พร พวกเธอทั้ง ๓ คนดูมีสีหน้าร่าเริงดีใจที่ได้ทําบุญระหว่างเดินทาง เมื่อให้พรเสร็จแล้ว หลวงปู่จึงกล่าวอําลาหญิงใจบุญทั้ง ๓ แล้วเดินทางต่อไป
หลวงปู่เดินทางไปเรื่อยๆ พอตกเย็นก็ถึงหมู่บ้านตามคําบอกเล่าของหญิงใจบุญทั้งสามนั้นในหมู่บ้านนั้นมีวัดอยู่ หลวงปู่จึงเข้าไปขอพักค้างคืน ปรากฏว่า ท่านเจ้าอาวาสนั้นมีอัธยาศัยให้การต้อนรับอย่างดี ท่านเจ้าอาวาสถามว่า “เมื่อคืนนี้นอนที่ไหน?”
หลวงปู่เรียนไปว่า “นอนพักอยู่ที่ศาลากลางป่า”
ท่านเจ้าอาวาสแสดงท่าทางตื่นเต้น กล่าวว่า “ศาลากลางป่านั้น อย่าว่าแต่พักคนเดียวเลย ให้ผมไปสักร้อยคนก็ไม่กล้าพัก” แล้วท่านก็ถามต่อไปว่า “เมื่อคืนนี้เป็นอย่างไรบ้าง แมวป่ามันไม่มาเยี่ยมบ้างหรือ?”
หลวงปู่ตอบท่านว่า “ได้ยินเสียงมันร้องอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เห็นมันเข้ามาใกล้ มันคงหากินของมันตามประสาสัตว์ป่า”
หลวงปู่พักอยู่ที่วัดนั้นสองวัน พอมีกําลังดีแล้วจึงบอกลาท่านเจ้าอาวาส แล้วออกเดินทางต่อไป
การบําเพ็ญภาวนาอยู่ในที่มีอันตราย
หลวงปู่แหวนเล่าถึงการบําเพ็ญภาวนาอยู่ในสถานที่ที่มีอันตราย เช่น มีสัตว์ มีเสือ มีช้างมีหมี อยู่ใกล้ๆ ว่า ในสถานที่เช่นนั้นแหละ สติมันตื่นอยู่ทุกเมื่อ ที่ว่าสติมันตื่น เพราะมันกลัวอาจารย์เสือ อาจารย์ช้าง อาจารย์งู อาจารย์หมี จะมาทําอันตราย มันจึงตื่นตัวอยู่เสมอ หลวงปู่บอกว่า คําว่า ตื่น ในที่นี้ มิได้หมายความว่าตื่นกลัวแบบกลัวสัตว์ กลัวเสือ มันจะมาทําอันตราย เอาแต่ความหมายว่า ตื่นอยู่ด้วยธรรม เช่น เราเจริญธรรมะข้อมรณานุสติ จิตมันจะค้นคิดหาอุบายทางปัญญาอยู่เฉพาะเรื่องนั้นๆ ไม่ส่งออกรับอารมณ์ภายนอกอย่างอยู่ในที่ธรรมดาทั่วไป เวลาจิตสงบเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีอันตราย ความสงบจะตั้งอยู่ได้นาน อุบายการพิจารณาก็แยบคาย
แม้ขณะเดินทางจงกรม เวลาจิตรวมก็สามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ล้มหรือซวนเซ อยู่ได้นานเท่าที่จิตจะถอนออกจากสมาธิ เพราะเหตุนั้น จิตในสภาพเช่นนั้น จึงองอาจกล้าหาญมีกําลังมีอํานาจคุ้มครองตัวเองได้ แม้เวลาน้อมจิตแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงมีอํานาจโน้มน้าวจิตใจของสัตว์ให้เกิดมีความเมตตาต่อกันและกันได้
สําหรับเรื่องอาหารและการบิณฑบาต หลวงปู่แหวน ได้พูดถึงเรื่องการบิณฑบาตในช่วงออกธุดงค์ว่า ในการเดินทางของพระธุดงค์นั้นจะเอาอะไรแน่นอนกับการขบฉันนักไม่ได้ ไปในที่บางแห่งก็ได้พอฉัน ในที่บางแห่งก็ไม่พอฉัน ขึ้นอยู่กับความศรัทธาและความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ ไปบิณฑบาตในที่บางแห่งอาจจะได้เฉพาะข้าวเปล่า บางแห่งอาจจะได้ข้าวกับเกลือ บางแห่งอาจจะได้ข้าวกับพริก บางแห่งอาจจะได้ข้าวกับนํ้าอ้อย ได้มาอย่างไร ก็ฉันอย่างนั้น เพื่อผ่อนบรรเทาความหิวโหยของธาตุขันธ์ร่างกาย จะฉันเพื่อความอิ่มหนําสําราญนั้นไม่มี นอกจากจะผ่านเข้าไปในเมือง ซึ่งนานแสนนานจะเข้าไป โดยสรุป การบิณฑบาตนั้น พระธุดงค์ท่านก็อดบ้าง อิ่มบ้าง พอได้พยุงธาตุขันธ์ให้ทรงตัวอยู่ต่อไป
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าต่อไปว่า การเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ ได้พบเห็นของแปลกๆ ดี เช่น บางหมู่บ้านเวลาไปบิณฑบาตได้ข้าวกับเกลือก็มี ได้ข้าวกับผักก็มี ถามพวกชาวบ้านเขาว่า ไม่มีพริกกินหรือ จึงใส่บาตรเอาข้าว เอาเกลือ เอาผักมาใส่ ไม่เห็นมีพริกเลย เขาบอกว่าไม่มี ถามเขาว่าเมื่อไม่มีทําไมไม่ปลูกบ้างล่ะ เขาตอบว่ามันเป็นการลําบาก หลวงปู่ว่าพวกประชาชนในหมู่บ้านป่าเช่นนั้นเขากินอยู่กันง่ายๆ ตามธรรมชาติ ไม่มีการดัดแปลง พวกที่มีข้าวมีเกลือก็กินกันไป พวกที่มีข้าวมีผักก็กินกันไป จะต้มจะแกงแบบพวกเรานั้นเขาทําไม่เป็น พวกพริก มะเขือ หรือผักต่างๆถ้าเขาปลูกแบบพวกเรา ก็คงได้กินไม่หมด เพราะดินเขาดี แต่นี่เขาไม่ทํากัน เขากล่าวว่า ลําบากยุ่งยากต้องถากต้องถาง
ภาค ๑๗ จําพรรษาวัดดอยแม่ปั๋งเป็นวัดสุดท้าย
พ.ศ. ๒๕๐๕ จําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋งเป็นพรรษาแรก
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านใช้ชีวิตในสมณเพศอันยาวนาน นับตั้งแต่ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา อยู่ตามเสนาสนะป่า ตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา และตามรอยหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นครูบาอาจารย์ เป็นระยะเวลายาวนานกว่า ๕๐ ปี การค้นคว้าแสวงหาโมกขธรรม เพื่อประโยชน์แห่งตนก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว สมความปรารถนาแล้วทุกประการได้วิมุตติธรรมมาครองใจแล้ว
ในบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่แหวน เมื่อท่านชราภาพมากแล้ว กอปรกับธาตุขันธ์ร่างกายก็ไม่สมบูรณ์แข็งแรง ท่านจึงหยุดการออกเที่ยวธุดงค์ และได้มาพํานักจําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง ตําบลแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นเสนาสนะป่าวิเวกเงียบสงัดตั้งอยู่บนดอยเป็นวัดสุดท้าย ท่านบําเพ็ญภาวนาเพื่อวิหารธรรม โดยถนอมรักษาธาตุขันธ์ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ต่อไป
เหตุการณ์ที่หลวงปู่แหวน ได้มาพํานักที่วัดดอยแม่ปั๋ง หรือดอยสีม่วง คําว่า “ปั๋ง”ภาษาเหนือ แปลว่า สีม่วง มีเหตุการณ์สําคัญโดยย่อดังนี้
ในพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๘ หลวงปู่แหวน ท่านพํานักจําพรรษาอยู่องค์เดียว ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก (วัดอรัญญวิเวก) อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ช่วงนั้นท่านกําลังอาพาธ เพราะแผลที่ขาอับเสบ พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต อยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง ได้นิมิตในสมาธิว่า มีพระผู้เฒ่านอนบนพื้นดิน เมื่อพิจารณาดูแล้วก็รู้ว่า หลวงปู่แหวนอาพาธอยู่ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก ท่านจึงได้เดินทางมาเพื่อรักษาพยาบาล เพียงพบหลวงปู่แหวนครั้งแรกก็เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธา อยากนิมนต์ไปอยู่วัดดอยแม่ปั๋งด้วย แต่ด้วยความขาดแคลนทุกอย่าง จึงไม่กล้าเอ่ยปาก เพียงแต่ไปเยี่ยมท่านเป็นครั้งเป็นคราวตลอดมา ครูบาอาจารย์เทศน์เหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้
“แต่เวลาพระอริยเจ้าหรือว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านมีธรรมของท่านนะ สิ่งที่ว่าจะสละชีวิต ท่านสละชีวิตได้เลย บางอย่างนี่ท่านจะปล่อยเลย ถ้ามันเป็นอะไร ให้มันเป็นไป เช่น หลวงปู่แหวนนะ หลวงปู่แหวนท่านอยู่ในป่า ท่านป่วยนะ ท่านทอดชีวิตแล้ว ท่านปล่อยให้ตายนะ ตอนนั้นอายุประมาณ ๖๐ กว่าเท่านั้นเอง ท่านธุดงค์อยู่ในป่าแล้วท่านไม่สนใจเลย แต่อาจารย์หนูไปเจอท่านเอง แล้วไปอาราธนาท่านออกมา แล้วพยายามเอาท่านออกมารักษานะ เราถึงได้กราบไหว้หลวงปู่แหวนกัน ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีโอกาสได้เห็นหลวงปู่แหวนเลย เพราะท่านอยู่ในป่าท่านทอดธุระแล้ว ท่านปล่อยแล้ว
เห็นไหม ถึงเวลาถ้ามีความจําเป็น แม้แต่ชีวิตนี้สละ เป็นของเล็กน้อยเลย เพราะอะไร เพราะผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไปแล้วเมื่อถึงที่สุด สิ่งนี้มันไม่มีอะไรหรอก มันเป็นอาการที่แปรสภาพไป เพราะธาตุรู้เรานี่ ความรู้สึกอันนี้มันมีอยู่ แล้วเขามีสติอยู่ มันเป็นสภาพไหนไปนี่ มันเป็นไปได้ มันเป็นไป สิ่งนี้มันเป็นไป ถ้าเราระลึกได้ เรามีสติ เราก็ยับยั้งสิ่งนี้นะ”
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ยังคงพํานักอยู่ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ขณะนั้นท่านอายุได้ ๗๕ ปี ในคืนวันหนึ่งพระอาจารย์หนูขณะนั่งสมาธิภาวนา ได้นิมิตเป็นเสียงหลวงปู่แหวนบอกว่า “จะมาอยู่ด้วยน่ะ” พระอาจารย์หนูยังไม่ได้คิดอะไร คิดว่าอาจเป็นเพราะท่านคิดถึงหลวงปู่แหวน จิตจึงสร้างเป็นเสียงพูดของหลวงปู่ขึ้นมาก็ได้ ต่อจากนั้นอีก ๓ วัน ก็มีคณะศรัทธาจากบ้านปง ขึ้นมานิมนต์พระอาจารย์หนูให้ไปรับไทยทานที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก
พระอาจารย์หนู จึงได้นําความคิดที่จะนิมนต์หลวงปู่แหวน มาปรึกษากับคณะศรัทธาบ้านแม่ปั๋งว่า หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง ขณะนี้อายุมากแล้ว พระภิกษุสามเณรที่คอยดูแลอุปัฏฐากก็ไม่มี ท่านจําพรรษาอยู่ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวกเพียงรูปเดียว ควรจะนิมนต์มาพักจําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง จะเห็นเป็นอย่างไร คณะศรัทธาก็เห็นด้วย ไม่มีใครขัดข้อง และยินดีถ้าพระอาจารย์หนูสามารถนิมนต์หลวงปู่แหวนมาได้ แต่โดยความเป็นจริงแล้วชาวบ้านแม่ปั๋งรู้จักหลวงปู่แหวนในสมัยนั้นเพียงไม่กี่คน เพราะหลวงปู่ยังไม่มีชื่อเสียงเกียรติคุณปรากฏออกไปสู่คนภายนอกดังเช่นปัจจุบันนี้
แม้จนกระทั่งหลวงปู่แหวนอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง ๑๐ ปีแล้ว มีการสร้างเหรียญออกเผยแพร่โดยคณะนายทหารอากาศ มีผู้คนจากภาคกลาง โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ขึ้นไปกันมาก คนกรุงเทพฯ บางคนขึ้นไปถามหาเหรียญจากชาวบ้านแม่ปั๋ง บางคนยังตอบไม่ได้ด้วยซํ้าว่า มีหลวงปู่แหวนอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ดังนั้น การที่คณะศรัทธาแสดงความยินดี ก็เพราะจะมีพระมาเพิ่มอีกองค์หนึ่งเท่านั้น
พอถึงวันนิมนต์ให้ไปรับไทยทานที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก พระอาจารย์หนูได้พาศรัทธาจากบ้านแม่ปั๋งไปด้วย พอไปถึง หลวงปู่แหวนถามว่า “มีศรัทธามาด้วยกี่คน” พระอาจารย์หนูตอบว่า “มีมา ๒ คนครับ” หลวงปู่แหวนได้พูดว่า “ดีแล้ว วันนี้รับไทยทานเสร็จแล้วให้เอาบริขารของอาตมาไปด้วย จะไปอยู่ดอยแม่ปั๋งด้วย” พระอาจารย์หนูและโยม ๒ คนที่ไปด้วย ต่างดีอกดีใจเป็นอันมากที่หลวงปู่แหวนท่านออกปากเองโดยไม่ต้องนิมนต์
เมื่อเสร็จพิธีรับไทยทานที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวกแล้ว หลวงปู่แหวน พระอาจารย์หนู และศรัทธาจากบ้านแม่ปั๋งสองคน ก็ออกเดินทางทันที คณะของหลวงปู่แหวนได้มาหยุดพักแรมที่วัดป่าบ้านช่อแล อําเภอแม่แตง หนึ่งคืน ในวันรุ่งขึ้นเมื่อรับไทยทานและฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. ก็ออกเดินทางจากบ้านช่อแล ผ่านมาตามเส้นทางบ้านใหม่ บ้านแม่วะ เดินลัดเข้าป่า ข้ามเขา ข้ามลําห้วยมาบ้านแม่ตอง บ้านแม่แพง จนถึงบ้านแม่ปั๋ง และเดินทางมาถึงดอยแม่ปั๋ง ในคืนวันนั้นเอง คือถึงวัดดอยแม่ปั๋ง ประมาณ ๑๙.๐๐ น. ใช้เวลาในการเดินทางจากบ้านช่อแล ๙ ชั่วโมง
เส้นทางเดินของคณะหลวงปู่แหวน ตามที่กล่าวมา ในสมัยนั้นยังไม่มีถนน บางแห่งเป็นทางรถลากไม้ บางแห่งเป็นทางเดินป่า แต่ละช่วงต้องเดินขึ้นเขา ลงห้วย บุกป่า ลัดเลาะมาตามไหล่เขา แม้หลวงปู่แหวนจะอายุถึง ๗๕ ปี อยู่ในวัยชราและสุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ การเดินทางมาตามเส้นทางดังกล่าว ถ้าวัดระยะทางตามเส้นทางถนนในปัจจุบัน จากช่อแลถึงแม่ปั๋งก็ประมาณ ๔๐ กิโลเมตร หลวงปู่แหวนในวัย ๗๕ ปี เดินทางไกลเช่นนั้นมาถึงภายในวันเดียวโดยไม่ต้องพักค้างคืนระหว่างทาง จึงนับว่าท่านมีความทรหดอดทนเป็นเลิศทีเดียว สมกับที่ท่านเคยเที่ยวธุดงค์อย่างสมบุกสมบันมา
เมื่อหลวงปู่แหวนมาถึงวัดดอยแม่ปั๋ง ท่านได้พํานักที่ กุฏิไม้หลังน้อย ที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างถวาย พื้นอยู่ติดพื้นดินมีความกว้าง ๓.๒๔ เมตร และยาว ๕.๒๓ เมตรเท่านั้น อยู่ท่ามกลางดงไม้สัก อันเป็นสถานที่สงบสงัดตามธรรมชาติ เหมาะแก่การปฏิบัติภาวนาสําหรับผู้แสวงหาความวิเวกยิ่งนัก
สัจจะอธิษฐานและข้อตกลง
การมาอยู่พักและจําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋งนั้น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐานและได้ตกลงกับพระอาจารย์หนูว่า
ข้อหนึ่ง ท่านจะอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง ในฐานะพระผู้เฒ่า ผู้ปฏิบัติธรรม จะไม่รับภาระใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากการปฏิบัติธรรมอย่างเดียว ภาระทุกอย่างและหน้าที่ต่างๆ เช่น การดูแลรักษาเสนาสนะก็ดี การปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรก็ดี การสั่งสอนพระภิกษุสามเณรก็ดี การต้อนรับปฏิสันถารแขกที่มาวัดก็ดี การเทศนาสั่งสอนอบรมศรัทธาญาติโยมก็ดี ภารกิจการบริหารวัดก็ดี การให้ศีลให้พรแก่สาธุชนผู้มาบําเพ็ญกุศลก็ดี และกิจอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นภายในวัดก็ดี และภายนอกวัดก็ดี ให้ตกเป็นภาระของพระอาจารย์หนูในฐานะเจ้าอาวาสแต่เพียงผู้เดียว
ข้อสอง จะไม่ยอมออกจากวัดดอยแม่ปั๋งไปที่ไหนโดยเด็ดขาด จะไม่รับนิมนต์ไปที่ไหนๆไม่ว่าใครจะมานิมนต์ จะไม่ขึ้นรถ ลงเรือ
ข้อสาม แม้เจ็บป่วยอาพาธจะหนักเพียงใดก็ตาม ก็จะไม่ยอมเข้านอนรักษาในโรงพยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะทรงตัวอยู่ต่อไปไม่ได้ หากว่าจะต้องสิ้นบุญไป ก็จะให้สิ้นไปในป่าอันเป็นที่อยู่ตามอริยโคตร อริยวงศ์ ซึ่งบูรพาจารย์ท่านเคยปฏิบัติมาแล้วในกาลก่อน
เหล่านี้ล้วนเป็นความในใจของหลวงปู่แหวน ซึ่งท่านได้ตั้งสัจจะเอาไว้ในเวลาที่ท่านมาอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง ซึ่งพระอาจารย์หนูก็รับคําและยึดถือในการปฏิบัติมาตลอด
หลวงปู่แหวน ท่านรักษาสัจจะและทําตามข้อตกลงทั้ง ๓ ข้อนั้นอย่างเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ท่านสามารถปฏิบัติได้จริงๆ โดยไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนความตั้งใจของท่านได้ สําหรับในข้อสามนั้น ภายหลังเมื่อท่านชราภาพมากแล้ว อายุเกือบ ๑๐๐ ปี และเกิดล้มป่วยอาพาธหนัก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ด้วยพระองค์เอง เพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ท่านก็เมตตาอนุโลมตาม
หลวงปู่แหวน พระมหาเถระผู้เฒ่าแห่งวัดดอยแม่ปั๋ง ท่านตรากตรําจากการออกเที่ยวธุดงค์มาตลอด สุขภาพร่างกายของท่าน จึงทรุดโทรมและเจ็บป่วยเสมอมา แต่ท่านมีจิตใจที่เข้มแข็งท่านไม่เคยแสดงอาการอ่อนแอโอดครวญให้ใครเห็น ท่านสมกับเป็นชาติอาชาไนย เป็นนักรบธรรมเดนตาย เป็นพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เคร่งครัดในปฏิปทาธุดงควัตร และเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส ผู้เกรียงไกรก้องโลก
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านมาพักและจําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋งเป็นพรรษาแรก ขณะนั้นท่านมีอายุ ๗๕ ปี ส่วนพระอาจารย์หนู มีอายุ ๔๘ ปี ซึ่งในสมัยนั้นส่วนใหญ่คณะศรัทธาญาติโยมยังไม่ค่อยมีใครรู้จักหลวงปู่แหวน และ วัดดอยแม่ปั๋ง ดังนั้น ปัจจัย ๔เครื่องอาศัยภายนอกก็ยังขาดแคลน สาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา ฯลฯ ก็ยังไม่มี แต่ท่านก็อยู่ของท่านอย่างสมถะ มักน้อยสันโดษ ในกุฏิหลังน้อยบนดอย ท่านอยู่ด้วยเครื่องอาศัยภายใน คือ วิมุตติธรรมที่ท่านได้มาครองใจ ครองบรมสุข ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันที่คณะของหลวงปู่แหวน ออกเดินทางจากสํานักสงฆ์อรัญญวิเวก เมื่อคณะศรัทธาถวายไทยทานเสร็จและกลับไปหมดแล้ว หลวงปู่แหวน พระอาจารย์หนู กับศรัทธาชาวแม่ปั๋งอีกสองคน ก็ออกเดินทางจากสํานักสงฆ์อรัญญวิเวกทันที โดยไม่ได้บอกกล่าวลาญาติโยมเลย เมื่อชาวบ้านปงรู้ข่าวว่าหลวงปู่แหวน ไปดอยแม่ปั๋งกับพระอาจารย์หนูแล้ว จึงพากันโจษขานว่า “ท่านพระอาจารย์หนูไปรับไทยทานแล้ว ขากลับได้ขโมยเอาหลวงปู่แหวนไปด้วย”
หลังจากที่หลวงปู่แหวนไปอยู่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว คณะศรัทธาชาวบ้านปงได้พร้อมใจกันไปกราบอาราธนาหลวงปู่ให้กลับไปจําพรรษาประจําที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวกอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งหลวงปู่ท่านนิ่งเสีย ไม่พูดอะไรเลย เพราะท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐานไว้แล้วนั่นเอง ท่านจะอยู่ปักหลักที่วัดดอยแม่ปั๋ง ไม่ไปไหนจวบจนมรณกาลวันตาย จึงทําให้คณะศรัทธาชาวบ้านปงต่างได้รับความผิดหวังกลับไปทุกครั้ง แต่ก็ยังคงเดินทางไปกราบนมัสการ ไปถวายไทยทาน ถวายเครื่องสักการะแด่หลวงปู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งอยู่เป็นประจํา
แม้คณะศรัทธาชาวบ้านปงไม่ได้หลวงปู่แหวนกลับไปอยู่จําพรรษาก็ตาม แต่ในเวลาต่อมาไม่นานนัก ก็มีบรรดาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น จากภาคอีสาน เที่ยวธุดงค์ขึ้นภาคเหนือ และมาอยู่จําพรรษาฉลองศรัทธาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ และได้พัฒนาวัดจนเจริญรุ่งเรืองมาตามลําดับ นับเป็นวัดป่าของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอีกวัดหนึ่งทางภาคเหนือ โดยมี หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ฯลฯ เป็นพระบูรพาจารย์องค์สําคัญของวัดนี้
อยู่ภาคเหนือภาวนาดี แต่ต้องอดทนมาก
พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเคารพบูชากันมาก ท่านจะสงเคราะห์ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งทางด้านวัตถุและด้านจิตใจ ด้านวัตถุ ก็ได้แก่ ปัจจัย ๔ เครื่องอยู่อาศัยที่จําเป็น ให้พออยู่พอฉันตามอัตภาพ เพื่อรักษาธาตุขันธ์ไว้ปฏิบัติภาวนา ท่านอยู่กันแบบสมณะตามแบบฉบับพระแท้ พระสมบูรณ์แบบ ของพระพุทธเจ้าจริงๆ ส่วนด้านจิตใจ หรือด้านธรรมะ ท่านสนทนาธรรม แนะนําสั่งสอนกัน เพื่อมรรคผลนิพพานจริงๆ หลวงปู่มั่นท่านได้ฝึกฝนอบรมลูกศิษย์ลูกหาเช่นนี้ตลอดมา และท่านได้สร้างวงกรรมฐานเป็นปึกแผ่นมั่นคง จนเป็นครอบครัวกรรมฐานเดียวกัน ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ในสมัยก่อนนั้น จึงผูกพันรักใคร่สนิทสนมกลมเกลียวกันมาก ท่านเคารพบูชาและสงเคราะห์ช่วยเหลือกันจริงๆ
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อท่านขึ้นไปอยู่จําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง ในระยะแรกๆ นั้น ท่านอยู่เป็นพระภิกษุเฒ่า ไม่ค่อยมีผู้คนรู้จักมากนัก ดังนั้น ปัจจัย ๔ ข้าวของเครื่องใช้ ของอยู่ของฉัน จึงอัตคัดขาดแคลนไปหมด ไม่มีจะใช้ ไม่มีจะฉัน โดยรอบดอยก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆมีชาวบ้านไม่กี่หลังคาเรือนที่ทําบุญใส่บาตร เมื่อครูบาอาจารย์ทราบข่าว ท่านก็ไปกราบเยี่ยมเยียนฟังธรรม พร้อมทั้งนําสิ่งของใช้สอยต่างๆ ไปถวาย เช่น ผ้าไตรจีวร ผ้าห่ม หมอน มุ้งกลด ผ้าปูนอน นํ้าตาล ยา เภสัช ไฟฉาย เทียนไข ไม้ขีดไฟ นํ้ามันก๊าด และข้าวของเครื่องใช้อีกหลายอย่างเอาเตียงผ้าใบ ผ้าเต็นท์ไปถวายในคราวใด ท่านก็เมตตาใช้ให้ แต่ท่านก็สั่งห้ามมิให้เอามาให้อีกแล้วท่านก็บอกว่า “บาปที่เฮา (เรา) ไม่เคยทานเตียงตั่ง นอนก็ตกลงมา อย่าเอามาอีกเน้อ นอนแล้วมันชอบตกเตียง บ่ (ไม่) เอาล่ะ” แล้วท่านก็เมตตาสอนว่า “เอาบาปออกไป ทําจิตใจให้บริสุทธิ์ สติอย่าผิด เพียรอย่าผิด ปัญญาอย่าผิด จิตอย่าผิด กายปลอดภัย จิตปลอดภัย อย่าให้จิตมันเหลวไหล”
ต่อมาก็มีพวกศรัทธาญาติโยมในเมืองเชียงใหม่ มีแม่บู่ทอง กิติบุตร เป็นหัวหน้า ซึ่งรู้จักและเคารพศรัทธาหลวงปู่แหวนมาก่อน เมื่อไปตามวัดครูบาอาจารย์ ก็เที่ยวสอบถามหาหลวงปู่แหวนว่าท่านอยู่ที่ไหน พอทราบว่าหลวงปู่แหวนท่านไปอยู่วัดดอยแม่ปั๋งกับพระอาจารย์หนู วันหลังก็ซื้ออาหาร ยา สิ่งของเครื่องใช้บรรทุกใส่เต็มรถแล้ว ก็แวะมารับเอาครูบาอาจารย์ให้ท่านพาขึ้นไปกราบหลวงปู่แหวน พร้อมทั้งถวายสิ่งของ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คนในเมืองเชียงใหม่ก็เริ่มรู้จักวัดดอยแม่ปั๋งมากขึ้นๆ
หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ๒ องค์นี้ คณะของแม่บู่ทอง และศรัทธาญาติโยมวัดเจดีย์หลวงมักไปทําบุญกับหลวงปู่ทั้งสององค์เป็นประจํา ส่วนผู้คนแถวนั้นไม่ค่อยมีใครมาทําบุญ และเขาก็กล่าวหาท่านเป็นตุ๊เฒ่าบ้าง ตุ๊เสือเย็นบ้าง ตุ๊ป่าบ้าง ตุ๊ผีโป่งบ้าง ว่าไปตามเรื่องตามราวของเขาใครจะว่าอย่างไรก็ตาม หลวงปู่ทั้งสองก็ต้องอดทน อดกลั้น ต้องต่อสู้กับความทุกข์ยากลําบากนานัปการมาโดยตลอด จนได้มาเป็นหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจนทุกวันนี้
ความลําบากลําบนของครูบาอาจารย์ พระ เณร พระป่ากรรมฐานที่ธุดงค์จากภาคอีสานมาอยู่ทางภาคเหนือ เมื่อมาอยู่แล้วไม่ได้ง่ายดายเหมือนอย่างทางภาคอีสาน พระวัดบ้านเจ้าถิ่นก็มาขับไล่ ทั้งเจ้านายก็หลงไปกับพวกมหานิกาย ผู้คนก็มากลั่นแกล้งเบียดเบียน แต่ทุกองค์ก็ต้องอดทนอดกลั้นเอามากๆ ที่ท่านยอมทนยอมอยู่ทางภาคเหนือ ก็เพราะว่าสถานที่สัปปายะมาก ภาวนาดีและต้องการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น แต่ท่านก็ต้องระมัดระวังตัวกันเอาเอง ใครกรรมหนักก็ถูกตีเลือดตกยางออก หรือก็ถูกสาวมาปลํ้าเอาไปเป็นผัวก็มีด้วยกันหลายองค์
หลวงปู่แหวน ท่านไปอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งใหม่ๆ ท่านเป็นพระผู้เฒ่า เดินลงไปบิณฑบาตตามบ้าน ในหน้าฝนท่านก็เคยพลาดลื่นหกล้มก้นจํ้าเบ้ามาแล้ว ก้นกบกระแทกกับรากไม้เป็นแผลไม่หาย รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ครูบาอาจารย์ขึ้นไปเยี่ยม ท่านก็บ่นว่า นั่งไม่ค่อยได้ ทําให้รู้ว่าท่านเป็นแผลรื้อรัง จึงได้เอายาเพนิซิลลินบดเป็นผงแล้วทาพอกแผล ทาให้ครั้งเดียวเท่านั้น แผลแห้งเป็นสะเก็ดเลย
ในระยะแรกๆ ที่หลวงปู่แหวนไปอยู่ พระอาจารย์หนูก็ไม่ค่อยได้สนใจดูแลหลวงปู่มากนัก เพราะต่างองค์ต่างอยู่ภาวนา และผู้คนมาวัดดอยแม่ปั๋งก็ยังมีไม่มาก ครูบาอาจารย์ขึ้นไป เอาของไปถวาย จึงเห็นพระอาจารย์หนูมาหาหลวงปู่แหวน มาเลือกเอาสิ่งของไปใช้แล้ว ก็แล้วกันไปพอผู้คนเริ่มรู้จักหลวงปู่แหวนกว้างขวางมากขึ้น จตุปัจจัย ไทยทาน ตลอดข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯก็ตามมาถวายมากมาย ครูบาอาจารย์ก็เริ่มหยุดส่งสิ่งของไปถวาย
รักษาโรคตุ่มคันในกุฏิย่างกิเลส
หลังจากที่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ มาพํานักที่วัดดอยแม่ปั๋งไม่นานนัก ท่านก็เริ่มอาพาธอีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้เกิดเป็นตุ่มคันไปทั้งตัว นับวันแต่จะเป็นมากขึ้น ปกติร่างกายของหลวงปู่นั้นผ่ายผอมอยู่แล้ว พอเกิดตุ่มคันทั้งตัวเช่นนั้น ก็ทําให้ท่านฉันไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายก็ยิ่งทรุดโทรมจนแทบจะว่ามีแต่หนังหุ้มกระดูก
พระอาจารย์หนูต้องเป็นผู้ขวนขวายในการรักษาพยาบาลท่านอย่างสุดความสามารถ ซึ่งเป็นเรื่องลําบากมากในสมัยนั้น เพราะทางวัดขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง เมื่ออาการของโรคกําเริบมากขึ้น การรักษาด้วยการฉีดยา ฉันยาก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น แต่เป็นเพียงทุเลาลงบ้างเล็กน้อย
การอาพาธด้วยโรคตุ่มคันของหลวงปู่แหวนนั้น ต้องรักษาพยาบาลกันอยู่หลายปี โดยใช้การฉันยา ทายา แต่ก็ยังไม่หาย ภาระนี้ตกอยู่กับพระอาจารย์หนูทั้งหมด ต่อมาคณะคุณแม่บู่ทอง กิติบุตร ซึ่งมีจิตเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ได้มาอุปถัมภ์วัดและรับภาระในการจัดหาหยูกยาและของใช้จําเป็นอื่นๆ มาถวาย รักษากันทั้งหมอชาวบ้าน ยาหม้อ ยาสมุนไพรต่างๆ ก็ไม่หาย เอายาสมัยใหม่จากตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งพวกญาติคุณแม่บู่ทองขึ้นไปจัดยา ทายาก็ไม่หายอีก เมื่อเห็นว่าการรักษาด้วยตัวยาต่างๆ มีแต่ทุเลา ไม่มีทางหายแล้ว หลวงปู่แหวนจึงบอกให้พระอาจารย์หนูช่วยสร้างโรงไฟย่างโรคคัน พระอาจารย์หนูจึงบอกให้ชาวบ้านมาช่วยกันสร้างเป็นกุฏิโรงไฟขึ้น ซึ่งมีที่ก่อไฟอยู่กับพื้นดิน แล้วยกพื้นอีกด้านหนึ่งให้สูงขึ้นสําหรับเป็นที่นอนของหลวงปู่
กุฏิโรงไฟหลังนี้สร้างจากไม้ทั้งหลัง ไม่ว่าพื้น ฝา และประตู ล้วนทําจากโลงไม้ผีที่ชาวบ้านเผาศพแล้วเอาโลงมาไว้ที่วัด สําหรับเป็นที่จําวัดหลับนอนของหลวงปู่ กุฏิหลังนี้อยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ ทางวัดเก็บไว้ให้เห็นเป็นอนุสรณ์มาจนปัจจุบันนี้ ลูกศิษย์ลูกหา เรียกว่า กุฏิโรงไฟ แต่หลวงปู่ท่าน เรียกว่า กุฏิย่างกิเลส ภายในกุฏิจะมีไฟก่อด้วยฟืนลุกโชนตลอด ๒๔ ชั่วโมง หลวงปู่ก็จะอยู่ภายในกุฏินี้ตลอดเวลา จะออกมานอกกุฏิบ้าง เฉพาะเวลาฉันอาหาร เวลาสรงนํ้า และออกมาเดินจงกรมเปลี่ยนอิริยาบถบ้างเท่านั้น เวลานอกนั้นท่านจะอยู่ในกุฏินี้ตลอด ติดต่อกันหลายปี ไม่ว่าหน้าแล้ง หน้าฝน หรือหน้าหนาว
ขณะที่อาการอาพาธจากตุ่มคันตามร่างกายของหลวงปู่แหวนไม่ดีขึ้น วันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่กองปราบโรคเรื้อนของกระทรวงสาธารณสุข ขึ้นไปกราบหลวงปู่ที่วัด พระอาจารย์หนูได้เล่าอาการอาพาธของหลวงปู่ให้เจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นฟัง ก่อนลากลับเจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าวได้ถวายยาไว้ให้หลวงปู่ฉันจํานวนหนึ่ง หลวงปู่ได้ฉันยานี้แล้วปรากฏว่าอาการคันทุเลาลงตามลําดับ เมื่อยาใกล้หมด พระอาจารย์หนูได้ไปจัดหามาเพิ่ม หลวงปู่แหวนฉันยานั้นได้ไม่นาน โรคตุ่มคันก็หายสนิท ผิวหนังของท่านดูดําไปทั้งตัว ต่อมาหนังก็ลอกออกเป็นแผ่นๆ เหมือนงูลอกคราบ หลังจากนั้นผิวหนังของท่านก็ดูสดใสเป็นปกติ จึงกล่าวได้ว่าอาพาธเกือบเอาชีวิตไม่รอดของหลวงปู่ในครั้งนั้น รักษาหายด้วยยาของเจ้าหน้าที่ชุดปราบโรคเรื้อนของกระทรวงสาธารณสุขชุดนั้นโดยแท้
แม้ว่าหลวงปู่แหวนจะหายขาดจากโรคร้ายนั้นแล้วก็ตาม ท่านก็ยังคงพักในกุฏิโรงไฟ หรือ กุฏิย่างกิเลส ของท่านเหมือนที่เคยอยู่มา คือ ก่อไฟตลอด ๒๔ ชั่วโมง และท่านจะออกจากกุฏิเฉพาะตอนฉัน ตอนสรงนํ้า และออกมาเดินจงกรมเปลี่ยนอิริยาบถเท่านั้น ท่านอยู่อย่างนั้นทุกฤดูกาล ทุกวันไม่เปลี่ยนแปลง พระอาจารย์หนูเห็นว่าเมื่อโรคร้ายของหลวงปู่หายแล้วก็ควรจะหยุดก่อไฟได้แล้ว จึงไปกราบเรียนหลวงปู่ ซึ่งท่านก็อนุญาตให้เลิกกองไฟนั้นได้
ต่อมามีท่านผู้มีจิตศรัทธาสร้างกุฏิถวายหลวงปู่แหวนหลังหนึ่ง ตอนแรกๆ หลวงปู่ก็ไปพัก ฉลองศรัทธาให้เฉพาะเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืน ท่านก็ลงมาพํานักจําวัดที่กุฏิโรงไฟอันเป็นกุฏิหลังแรกของท่านอย่างเดิม เมื่อท่านหายจากอาพาธจนมีกําลังแข็งแรงเป็นปกติแล้ว ในฤดูแล้ง เวลากลางวันบางวัน ท่านก็จะขึ้นไปพักภาวนาอยู่ในกุฏิหอเย็นตลอดวัน จะลงมาเมื่อถึงเวลาสรงนํ้า เป็นอันว่าหลวงปู่ท่านมีกุฏิที่พักอยู่ ๓ หลัง กลางคืนพักที่กุฏิโรงไฟ กลางวันไปพักบําเพ็ญภาวนาที่กุฏิหลังใหม่บ้าง ที่กุฏิหอเย็นบ้าง และต่อมาภายหลัง โยมอุปัฏฐาก คือ คุณแม่บู่ทอง กิติบุตรได้สร้างกุฏิถวายหลวงปู่แหวนหลังหนึ่ง หลวงปู่ก็ได้มาพํานักฉลองศรัทธาตราบจนมรณภาพ
รุกขเทพบนต้นไทรใหญ่
หลวงปู่แหวน ในสมัยที่ท่านอาพาธเป็นตุ่มคัน ท่านพักรักษาโดยการย่างไฟอยู่ที่กุฏิโรงไฟ หรือกุฏิย่างกิเลสนั้น บนต้นไทรใหญ่เหนือกุฏิที่ท่านพักขึ้นไป เป็นทิพยวิมานที่อยู่อาศัยของบรรดารุกขเทพทั้งหลาย เมื่อหลวงปู่ได้เข้าไปอยู่ในกุฏิหลังนั้น ด้วยท่านเป็นพระอรหันต์ที่ทรงอภิญญา ๖ ท่านย่อมทราบว่า มีรุกขเทพสถิตอยู่ในต้นไทรใหญ่นั้น ท่านได้เจริญเมตตาภาวนาและแผ่เมตตาจิต เมตตาธรรม ให้พวกรุกขเทพทั้งหลายเป็นประจําทุกคํ่าเช้า เขาจึงให้ความเคารพหลวงปู่มาก และเขาก็ทราบว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เขาจึงไม่ยอมอยู่สูงอยู่เหนือกว่าหลวงปู่เป็นอันขาด เขาต้องพากันลงมาอยู่ข้างล่างบนพื้นดินธรรมดา ทําให้พวกเขาได้รับความลําบากลําบนกันมาก เมื่อหลวงปู่เห็นเป็นเช่นนั้นแล้ว ท่านจึงได้บอกให้พวกรุกขเทพย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ในป่าลึกเข้าไปอีก พวกรุกขเทพเขาก็เชื่อฟัง เขาพร้อมใจกันปฏิบัติตามโดยความเคารพ
หลวงปู่แหวน ท่านเล่าว่า “พวกเทพนั้น ไม่ว่าจะเป็นเทพชั้นตํ่าหรือชั้นสูง ความเคารพที่เขามีต่อพระนั้นเสมอกัน เขาจะไม่ยอมล่วงคารวธรรมเป็นอันขาด การเข้าออก เวลาเขามาเขาไป ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูแล้วงามตาชื่นใจ ไม่เหมือนมนุษย์เรา ซึ่งแล้วแต่ความพอใจ อยากจะแสดงอย่างไรก็ทําไป ไม่คํานึงถึงความเหมาะสม ความควรไม่ควร การแสดงออกของมนุษย์ ไม่คํานึงถึงว่าผู้อื่นจะได้รับความเสียหายอย่างไรหรือไม่ ขอให้ได้แสดงออกตามความเห็น ตามความพอใจของตนนั้นแหละเป็นการดี บางครั้งการแสดงออกเช่นนั้น ไม่ถูกกาล ถูกเวลา แต่ก็แสดงออกมาจนได้ โดยไม่มีความละอายแก่ใจบ้างเลย”
พระศิษย์ของหลวงปู่แหวนที่มาภาวนาที่วัดดอยแม่ปั๋ง ราวปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๙ เคยมีนิมิตรุกขเทวดาขอให้มาช่วยสร้างวัด ดังนี้
“คืนที่สามนี้ได้นิมิตเห็นบุคคลทั้งหลายนั่งอยู่เต็มไปหมด ตั้งแต่ต้นไทรไปจนถึงหน้ากุฏินั้น เขาพากันนุ่งขาวห่มขาวกันทุกคน แล้วมีป้ายติดอยู่ที่หน้าอกนั้นทุกคน เราก็ได้อ่านว่า มีแต่ ช.ม. ทั้งนั้น (ช.ม. หมายถึง เชียงใหม่) แล้วเขาก็ได้นิมนต์ให้เราอยู่ช่วยบูรณปฏิสังขรณ์ เพราะว่าวัดนี้มีความทรุดโทรมมาก พวกกระผมจะช่วยเอง พวกกระผมจะพากันหามาให้ ขอให้ท่านช่วยเป็นภาระให้พวกกระผมด้วย เขาก็เอาทรัพย์มากองไว้อยู่ตรงหน้านั้นเท่ากับจอมปลวกใหญ่ๆ เขาพูดว่าอันนี้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งยังมากกว่านี้ เราเองก็ตอบรับเขาว่า ถ้าอย่างนั้นอาตมาเองก็จะรับเป็นภาระให้ พอเรารับนิมนต์เขาแล้ว เขาก็หายไปเลย”
รุกขเทพ หรือ รุกขเทวดา คือ เทวดาที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ เป็นเทวดาในชั้นจาตุมหา-ราชิกา มีวิมานซ้อนอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ซึ่งอยู่รวมกับมนุษย์ แต่ว่ามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นวิมานของเขาได้ เพราะเป็นทิพยวิมาน วิมานของรุกขเทวดาโดยมากอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่มีพุ่มใบดกหนา หากต้นไม้นั้นถูกมนุษย์ไปตัดเอามาสร้างบ้านบ้าง หรือถูกฟันให้ตายลงบ้าง หรือถูกภัยธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า พายุพัดโค่นบ้าง รุกขวิมานของเขาก็ถูกทําลายไปด้วย รุกขเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมานก็ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะว่าไม่มีวิมานจะอาศัย ต้องไปแสวงหาต้นไม้ใหญ่อื่นเป็นวิมานต่อไป
มรรคผลนิพพานยังมีอยู่ครบบริบูรณ์
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านจําพรรษากับ พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต บนวัดดอยแม่ปั๋งในระยะแรกท่านอยู่กันเพียง ๒ องค์ วงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ต่างรู้จัก หลวงปู่แหวนเป็นอย่างดี ท่านมีชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ โด่งดังมานานแล้ว และทราบว่าท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นพระศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่น เมื่อครูบาอาจารย์และญาติโยมทราบข่าวว่า ท่านอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง ครูบาอาจารย์ก็มากราบฟังธรรมและขออยู่ปฏิบัติธรรมกัน ส่วนญาติโยมต่างก็แวะเวียนกันมาทําบุญ นําสิ่งของเครื่องใช้มาถวาย
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๗ มีคณะพระกรรมฐานคณะหนึ่ง ๔ องค์ เป็นพระหนุ่มจากภาคอีสาน จะเที่ยวธุดงค์ขึ้นภาคเหนือ ตั้งใจเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเป็นแบบอย่างให้ปฏิบัติตามได้ ทุกองค์มีความคิดตรงกันจะไปหาหลวงปู่แหวน เพื่อมาขออยู่ศึกษาอบรมปฏิบัติธรรมกับท่านที่วัดดอยแม่ปั๋ง
การไปวัดดอยแม่ปั๋งในสมัยนั้นเต็มไปด้วยความยากลําบาก จะต้องเดินข้ามดอยหลายลูกมีดอยแม่ตองสูงใหญ่ที่สุด ทั้ง ๔ องค์ ต้องเดินไปพักไปเป็นระยะถึง ๓ ครั้ง จนกระทั่งถึงยอด เมื่อไปถึงวัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ก็ได้พบกับพระอาจารย์หนู และได้กราบนมัสการขอพักปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่แหวนแล้ว คณะทั้งหมดก็ไปกราบหลวงปู่แหวน ณ กุฏิหลังเก่า ซึ่งเป็นเรือนไม้หลังเล็กๆ อยู่ข้างทางจงกรม ขณะนั้นหลวงปู่แหวนท่านมาพักวัดดอยแม่ปั๋งได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยมีใครทราบ ในวัดจึงมีกุฏิอยู่ไม่กี่หลัง มีพระอาจารย์หนูเป็นผู้ปฏิบัติหลวงปู่แหวนเท่านั้น ซึ่งไม่ต้องรับภาระมากเท่ากับสมัยที่หลวงปู่แหวนเป็นที่รู้จัก และมีอายุมากขึ้นจนต้องดูแลท่านอย่างใกล้ชิด
หลวงปู่แหวน ท่านได้กล่าวกับคณะพระกรรมฐานทั้งหมดว่า
“มรรคผลนิพพานยังมีอยู่ครบบริบูรณ์ พวกท่านจงพยายามทํากันนะ”
ประโยคที่หลวงปู่แหวนท่านกล่าวนั้น แม้ด้วยถ้อยธรรมเพียงสั้นๆ แต่แฝงด้วยความหมายอันยิ่งใหญ่มาก ทั้งเป็นการยืนยันมรรคผลนิพพาน ทั้งท้าทาย ทั้งเป็นกําลังใจและเป็นการสร้างแรงศรัทธาต่อการประพฤติปฏิบัติตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารยมั่น ให้กับคณะพระกรรมฐานรุ่นหนุ่มๆ นี้ได้เป็นอย่างดี คุ้มค่ายิ่งกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ได้รอนแรมธุดงค์เดินทางมาไกลแสนไกล
เมื่อพระธุดงค์คณะนี้ได้รับโอวาทธรรมแล้ว จึงกราบและกลับลงมาทํากิจส่วนตัว จากนั้นก็ทําวัตรสวดมนต์เย็น เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนากัน คืนนั้นกลางดึกเวลาประมาณตีสอง ขณะนั้นพระอาจารย์หนูได้ก่อไฟให้หลวงปู่แหวนผิงไฟ หลวงปู่เห็นพระยังไม่นอน ยังภาวนาทําความเพียร ท่านจึงพูดชมกับพระอาจารย์หนูว่า “ตุ๊นี่มันเอาจริง มันเดินมาทั้งวันแล้ว มันยังไม่พัก”
ระหว่างที่พระธุดงค์คณะนี้อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่แหวนนั้น ต่างได้พากันทําความเพียรอย่างเต็มที่ไม่ท้อถอย เพราะการอยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ที่สามารถให้คําสั่งสอนและปฏิบัติเป็นเยี่ยงอย่างได้ ท่านจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะสนองคุณครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ โดยพากันไปทําข้อวัตร เช่น ความสะอาดกุฏิของหลวงปู่แหวนและของพระอาจารย์หนู ต่อจากนั้นช่วยกันสรงนํ้าหลวงปู่และพระอาจารย์หนูในตอนเย็นด้วย เมื่อเห็นหลวงปู่ผิงไฟก็ช่วยกันเติมฟืน เป็นต้น
เมื่ออยู่บนวัดดอยแม่ปั๋งได้ประมาณครึ่งเดือน ก็พากันกราบลาหลวงปู่แหวน เพื่อออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา และกราบครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ ที่อยู่ทางภาคเหนือต่อไป ซึ่งขณะนั้นก็มี หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่สิม ฯลฯ ท่านอยู่เป็นเสาหลักวงกรรมฐานทางภาคเหนือ
อุบายให้พระเณรได้ศึกษาใกล้ชิดกับหลวงปู่แหวน
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อท่านมาอยู่จําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง ในระยะแรกๆ นั้นยังไม่ค่อยมีพระเณรติดตามมาศึกษาอบรมและอยู่จําพรรษากับท่าน ในระยะนี้หลวงปู่ท่านเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว อายุใกล้ ๘๐ ปี มีแต่พระอาจารย์หนูคอยปรนนิบัติดูแลอยู่องค์เดียวอย่างใกล้ชิด เวลาพระอาจารย์หนูได้รับกิจนิมนต์ไปที่อื่น หรือว่าต้องลงไปกรุงเทพฯ หลวงปู่แหวนท่านก็ต้องอยู่องค์เดียวตามลําพัง ต่อมาไม่นานก็เริ่มมีพระเณรจากภาคอีสานธุดงค์ขึ้นภาคเหนือมาศึกษาอบรมกับท่าน แม้กระนั้นการเข้ารับการอบรมกับหลวงปู่แหวนอย่างใกล้ชิดนั้นก็ต้องผ่านพระอาจารย์หนูเสียก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงจําเป็นต้องมีอุบายเข้าใกล้ โดยครูบาอาจารย์เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ออกพรรษาแล้วให้ท่านบุญหนา ธมฺมทินฺโน ท่านจําเนียรขึ้นไปอยู่ปฏิบัติท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ อยู่ดอยแม่ปั๋ง บอกว่า “ให้อดทนอยู่ให้ได้กับพระอาจารย์หนู สุจิตฺโต ให้เห็นแก่ท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ เพราะเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ทางเมืองเหนือนี้ สิ่งของพัสดุบริขาร เครื่องใช้สอยใดๆ ก็อย่าอยากได้ อย่าได้อยากใช้ แต่ให้ตั้งใจแต่การอุปัฏฐากดูแลท่านอาจารย์แหวนเท่านั้น อย่าไปทะเลาะผิดใจกับอาจารย์หนู เพราะธรรมชาติของอาจารย์หนูก็เป็นอย่างนั้นเป็นของท่านอยู่แล้ว เป็นวาสนาของท่าน”
บอกสอนแล้วก็เอาขึ้นไปส่งให้อยู่ด้วยกับท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ ดอยแม่ปั๋ง เราก็หาอุบายชวนอาจารย์หนู สุจิตฺโต ขึ้นไปเสาะหาที่ภาวนาอยู่ป่าไหน เมืองพร้าวตอนเหนือ เพราะมีพระเณรอยู่ดูแลท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ อยู่ เป็นอุบายจะได้ให้พระเณรได้อยู่ศึกษาใกล้ชิดกับท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ นั่นเอง อยู่ได้เดือนกว่าก็พากันเลาะลงมาเรื่อยๆ จนถึงแม่ปั๋ง เราก็ลาท่านอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ ลงมาอยู่สันทรายที่เก่า”
เมื่อพระศิษย์ได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ศึกษาอบรมกับหลวงปู่แหวนอย่างใกล้ชิด พอจะออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานไปตามป่าตามเขา ตามสถานที่ต่างๆ ในแถบอําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ก็กราบเรียนถามหลวงปู่แหวน ที่ไหนบ้าง ภาวนาดี ภาวนาแล้วเกิดเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติธรรมท่านก็เมตตาแนะนําให้ว่า “ที่ป่าเมี่ยงแม่สายก็ดี อยู่ป่าเมี่ยงแม่ปั๋งก็ดี” เพราะท่านเคยอยู่และจําพรรษามาก่อน การภาวนาก็ได้ผลดี เพราะสถานที่แห่งนี้มีสัตว์ป่าสัตว์ร้ายและพวกภูมิเจ้าที่คอยทดสอบ พระกรรมฐานที่เที่ยวธุดงค์มาบําเพ็ญภาวนา จึงต้องเร่งทําความเพียรกัน หลวงปู่แหวนท่านพูดขึ้นว่า “ป่าเมี่ยงแม่สายนี่ พวกภูมิเขาเก่งนะ มันฆ่าพระตายไปแล้วองค์หนึ่ง”
เพราะก่อนหน้าไม่นาน ท่านอาจารย์มหาสุทธิ์ ถูกต้นไม้ใหญ่โค่นล้มทับศีรษะสมองแตกมรณภาพคาที่ การมรณภาพของพระอาจารย์มหาสุทธิ์มีเรื่องแปลกประหลาดอยู่ คือ ก่อนท่านมรณภาพ ๑ สัปดาห์ มีคนมาร้องไห้อยู่ที่ทางเดินจงกรมท่าน ไม่เห็นตัว แต่มีเสียงร้องไห้อาลัยอาวรณ์เกี่ยวกับท่าน จนท่านรําคาญ ท่านจึงไล่หนี ท่านก็ว่า “เอ้า ! ทุกข์ยากอะไรมาร้องอยู่ได้จะหนีไปไหน ก็ไปซะเถอะ” และในช่วงนั้นก็เกิดแผ่นดินไหวด้วย จะเพราะเหตุใดก็ไม่ทราบได้ท่านก็มรณภาพในช่วงนั้นพอดี ทางพระก็ส่งจดหมายกราบเรียนปรึกษาหลวงปู่แหวน เรื่องจัดการเผาศพท่านอาจารย์มหาสุทธิ์ แต่หลวงปู่ก็ไม่ได้ตอบ เพราะท่านยึดมั่นในสัจจะ จะไม่ข้องเกี่ยวกับภาระใดๆ จะไม่ออกจากวัด และจะขอตายที่วัดดอยแม่ปั๋งนั่นเอง
ปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อท่านมาอยู่จําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ท่านไม่รับภาระใดๆ ทั้งสิ้น ท่านเป็นพระมหาเถระผู้เฒ่าที่มุ่งแต่การรักษาพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปฏิบัติภาวนา แม้ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์แล้วก็ตาม ก็ยังปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง ท่านฉันอาหารมื้อเดียว และปฏิบัติสมาธิภาวนาแบบชาคริยานุโยค คือ เปลี่ยนอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน สมาธิทุก ๓ ชั่วโมง ท่านบําเพ็ญเพียรภาวนาทุกวันมิได้ขาด เพื่อเป็นวิหารธรรมครองธาตุขันธ์กับจิตให้สะดวกสบาย
การปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง คือ การสอนที่ไม่ต้องสอน แต่สอนด้วยการกระทํา ถือเป็นอีกหนึ่งปฏิปทาสําคัญที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น พาดําเนิน การดําเนินตามพระโอวาทในข้อ รุกฺขมูลเสนาสนํฯ คือ การใช้ชีวิตอยู่ตามป่าตามเขา ฯลฯ เพื่อบําเพ็ญสมณธรรมตลอดชีวิต ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเป็นกิจวัตรประจําวัน ท่านทั้งสองก็ปฏิบัติให้พระศิษย์ดูเป็นแบบอย่างจนกระทั่งชราภาพ อาพาธหนักก็ยังอยู่ตามป่าตามเขา ตามเสนาสนะป่า อยู่ตราบจนวันมรณภาพ ซึ่งหลวงปู่แหวนก็เป็นพระศิษย์องค์หนึ่งที่ดําเนินตามปฏิปทาข้อนี้อย่างเด่นชัดและเคร่งครัด สาเหตุเพราะใจมีวิหารธรรม มีคุณธรรม โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อให้สังคมยอมรับว่ามีจริง แล้วปฏิบัติมาในป่าในเขา ผู้ที่มีความสนใจจริงจากครูบาอาจารย์เราต้องเข้าไปหาท่านในป่าในเขา จะเข้าไปศึกษากับท่าน เพราะอยู่ในที่สงัด อยู่ในที่วิเวก อยู่ในชัยภูมิที่สมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ ไม่อยู่ในตลาดหรอก ไม่อยู่ในที่มีการคลุกคลีกันหรอก
มานั่งอยู่นี่เกรงใจคนนั้น เกรงใจคนนี้ คนนู้นจะเอาอย่างนั้น คนนี้จะเอาอย่างนี้ โอ้ย ! ปวดหัว กลับบ้านดีกว่าโว้ย อยู่ในป่าในเขา อยู่คนคํ่าคนเดียวสุขสบายของท่าน แล้วใครอยากรู้จริง ใครอยากได้จริงต้องไปหาท่าน แล้วท่านก็ฝึกฝนของท่านขึ้นมา เพื่อเป็นรุ่นต่อๆ มา เป็นหลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่ต่างๆ เป็นครูบาอาจารย์ของเราที่มีหลักมีเกณฑ์ มีหลักมีเกณฑ์ก็อยู่ในป่าในเขา มีหลักมีเกณฑ์การสั่งสอน…
ถ้าครูบาอาจารย์ท่านมีคุณธรรมนะ เห็นไหม วิหารธรรม ใจที่มันมีวิหารธรรมมีคุณธรรม มันอยู่ของมันด้วยความสงบสุขของมันอยู่แล้ว สิ่งใดมานั้นเป็นของเกินทั้งนั้นแหละ เป็นของเกิน แต่ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นธรรม ท่านจะสอนโลก การสอนนะ สอนโดยไม่ต้องสอน การสอน คือ ดํารงชีวิตให้เขาเห็นนั่นล่ะ ทําไมท่านอยู่ได้ ทําไมท่านมีความสงบสงัดของท่านได้”
บรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของท่านพระอาจารย์มั่น ที่เป็นเพชรนํ้าหนึ่งท่านมีเป้าหมายในการออกบวช เพื่อปรารถนาความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ฉะนั้น ในการประกอบความเพียร โดยมีสติปัญญาเป็นเครื่องกํากับนั้น ท่านจึงขยันขันแข็ง เอาจริงเอาจัง ทั้งอดนอนผ่อนอาหาร อดอาหาร ท่านเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนากันครั้งละนานๆ หลายๆ ชั่วโมง บางครั้งตลอดทั้งคืนก็มี โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา ท่านจะปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ โดยถือเนสัชชิ ไม่นอนตลอด ๓ เดือน ฉะนั้น ทางเดินจงกรมของแต่ละองค์ จึงลึกเป็นเหวเป็นบ่อจนต้องถมทางจงกรมอยู่บ่อยๆ หลวงปู่แหวน ท่านก็ปฏิบัติเช่นนี้ และ ท่านถนัดเดินจงกรม โดยท่านมีคติธรรมประจําใจซึ่งท่านดําเนินได้ผลสําเร็จมาแล้ว จึงนํามาสั่งสอนพระศิษย์ คือ
“ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีความเพียร ไม่มีวันสําเร็จ”
ครูบาอาจารย์เล่ากันต่อๆ มาว่า แม้ขณะที่ท่านอาพาธป่วยไข้ ท่านแสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง ท่านก็ยังเดินจงกรมปรกติ เพื่อพิจารณาต่อสู้กับอาพาธป่วยไข้จนอาการดีขึ้น
หลวงปู่แหวน ท่านเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ตลอดการไหว้พระสวดมนต์ ท่านปฏิบัติของท่านเช่นนี้เป็นประจําทุกวัน ตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่มจวบจนวัยชราภาพ ท่านปฏิบัติจนเคยชินเป็นปรกตินิสัย จนไม่อาจขาดได้ แม้ภายหลังท่านชราภาพมากและมีอาการอาพาธเดินไม่ได้ ท่านก็ไม่ละทิ้งการภาวนา ท่านก็นั่งรถเข็นคนไข้ให้พระศิษย์เข็นไปรอบๆ เหมือนท่านเดินจงกรม แม้ท่านนั่งไม่ได้ ท่านก็นอนหลับตาสวดมนต์ไหว้พระและภาวนาอยู่บนเตียง ท่านปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง เพื่อสืบทอดอริยประเพณีของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และเพื่อให้พระกรรมฐานรุ่นหลังๆ ได้เห็นเป็นคติและดําเนินตามต่อไป ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“ความเพียรของหลวงปู่แหวนนั้น ท่านทําความเพียร การเดินจงกรม กับ นั่ง (ภาวนา)ให้ลูกศิษย์ดู ท่านไม่เทศน์มากเท่าไร เดินจงกรมวันหนึ่งไม่ตํ่ากว่า ๔ เที่ยว หน้าหนาวๆ นี่ เดือนมกราฯ นี่นะ เดือนธันวาฯ – มกราฯ นี่ อาตมาก็ตัวยังเล็กๆ อยู่ นั่งภาวนาออกมาตีหนึ่งครึ่งนี่เราออกไป ลงไปดูหลวงปู่เดินจงกรมอยู่ แหม ! เรานี่ยังตัวเล็กๆ อยู่ ยังสู้หนาวไม่ได้ หลวงปู่ผ้าขนหนูโพกศีรษะแล้วเดินจงกรม ย่องๆ อยู่ โอ้ ! อายเขา เอาล่ะก็ซัดต่อกันเลยล่ะ นอนไม่ได้หรอกอากาศอย่างนั้นน่ะ ท่านหลุดพ้นไปแล้ว แต่ท่านเดินจงกรมให้ดู ท่านนั่งให้ดู”
ท่านสอนถึงความพ้นทุกข์ ไม่ให้ก่อสร้าง
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเน้นสอนพระให้ปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลนิพพานกันอย่างอุกฤษฏ์ เอาจริงเอาจัง ไม่เคยสอนให้ท้อแท้อ่อนแอ มีแต่สอนให้เร่งความเพียรต่อสู้กับกิเลสยิ่งๆ ขึ้นไป ท่านคอยดูแลเอาใจใส่ให้พระภาวนากัน ท่านส่งเสริมให้พระออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา แต่ไม่ส่งเสริมให้เข้ากรุงเทพฯ และเมื่อท่านทราบว่า พระศิษย์เข้ากรุงเทพฯ ท่านจะเรียกตัวไปว่ากล่าวตักเตือน ท่านกลัวพระศิษย์จะปฏิบัติธรรมไม่เต็มที่ กลัวจะติดเที่ยว ติดญาติโยม กลัวว่าจะติดเงินติดทอง หลงกระดาษ หลงเงิน ท่านจะคอยตามดูแลและบังคับให้ละ ให้วางอยู่ตลอดเวลา
หลวงปู่แหวนมักสอนพระให้พิจารณาก้อนธรรมเมา
“นับอสงไขยไม่ได้ นับล้านอสงไขยไม่ถ้วน เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด มาตั้งแต่ดึกดําบรรพ์ มาตั้งแต่อดีต อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นเรื่องของสังขาร รู้เท่าสังขาร รู้เท่าสมมุติ วางสังขารหมด วางสมมุติหมด ก็โลกวิทู รู้แจ้งโลก รู้แจ้งโลกแล้ว ก็รู้แจ้งซึ่งธรรม ฉะนั้น ไม่ให้ประมาท ให้ค้นอยู่ในก้อนธรรมเมาอันนี้ล่ะ (สังขารร่างกาย)”
ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“หลวงปู่แหวน ท่านจะเทศน์และเตือนสอนพระ ปฏิบัติให้ดี ได้มาอยู่ในที่สงบสงัดและมาปฏิบัติธรรมด้วยกัน ให้พยายามให้มาก ไม่ต้องไปคิดสงสัยอะไร มรรคผลนิพพาน ยังมีอยู่เต็มบริบูรณ์ ให้รีบตั้งใจทําให้ถึงจุดหมายปลายทาง ให้หมั่นขยันเดินจงกรม และนั่งภาวนา อย่าเห็นแก่นอน ให้นึกถึงความตายบ่อยๆ จะได้ไม่พลาดพลั้งแก่ใคร เมื่อนึกถึงความตายบ่อยๆ แล้ว ใจจะนึกอยากทําแต่ความเพียร อยากจะเดินจงกรม อยากจะนั่งปฏิบัติธรรม เมื่อมาอยู่ด้วยกันก็อย่าไปคิดสร้างอะไร ให้สร้างแต่ความเพียร
มีอยู่ครั้งหนึ่ง อยู่กันสามองค์กับหลวงปู่แหวน ท่านจะสอนธรรมะถึงความพ้นทุกข์ตลอดเลย แต่ญาติโยมก็คงไม่เข้าใจ มันเป็นภาษาอีสาน ผสมภาษาเมืองเหนือ คําว่า “ธรรมเมา” แค่นี้ มันก็ไม่รู้จัก อตีตาธรรมเมา อนาคตาธรรมเมา ปัจจุปันนาธัมโม นี่ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็ต้องแปลเป็นภาษาใหม่ ไม่รู้จัก
ท่านกล่าวถึงธรรม มทนิมฺมทโน ธรรมยังความเมาให้สร่าง ท่านจึงว่า ธรรมเมา ข้อนี้เป็นอันนั้น เป็นชื่อของพระนิพพาน คนที่หายเมาหายง่วงแล้ว ไม่หลงแล้ว จึงเป็นคนที่สร่าง คําว่า“คนสร่าง” คือ คนชื่นใจ นั่นเอง คนสว่างไสวไม่มีอะไรขัดข้องในสมอง ในจิตในใจนั่น เป็นธรรม ท่านว่า ธรรมเมา ธรรมเมา ไม่เมาแล้ว คําว่า “ไม่เมา” ก็ไม่เมาในโลกมนุษย์ ในโลกสวรรค์ และพรหมโลก ท่านไม่เมา เพราะท่านรู้ แน่ะ มันลึก แต่คนไม่เข้าใจ ท่านสอนอย่างนี้ ถ้าหากท่านจะสอนห่างๆ ถ้าเป็นพระที่ปฏิบัติ ท่านจึงจะสอน
ทีนี้การปฏิบัติของหลวงปู่แหวน ท่านสอนอาตมานี้ ท่านเด็ดขาดจริงๆ ว่าอย่างงั้นท่านให้มุ่งปฏิบัติธรรมอย่างเดียว ไม่ต้องการก่อสร้างอะไร ไม่ต้องไปปรับปรุงอะไร ท่านว่า “พระองค์ไหนเข้าไปอยู่ในถํ้า ไปทับหิน ไปปูเทคอนกรีตอะไร ไปปรับปรุงถํ้า มันไปทําถํ้าทําไม?” ว่างั้น ท่านว่า “มันไปตีหินอยู่ในถํ้าทําไม? ทําไมมันไม่ตีกิเลสที่หัวใจมัน? ให้มันหักออกเหมือนอย่างหินนั่น” ท่านบอกว่างั้น ที่มันจะพ้นทุกข์ ท่านสอนอย่างนี้นะพระ หลวงปู่สองหลวงปู่นี่ (หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ)
ที่นี้มันไม่เป็นอย่างนั้น สมัยนี้มันสมัยก่อสร้าง ท่านว่าอย่างนี้ อะไรก็ปรับปรุง โยมก็ชอบไปด้วยกัน มันก็ได้บุญอยู่หรอกไม่เป็นไร ได้บุญ แต่ท่านว่ามันช้าหน่อยเท่านั้นเอง เพราะมันไปงมก้อนหิน ลูบก้อนหินอยู่ ไม่ได้ไปลูบดูกิเลสในหัวใจมัน ว่างั้นเถอะ ก็เลยร้อนไปถึงญาติโยม ดีไม่ดี เลยต้องขอพิมพ์ซองแจกญาติโยมไปขุดเกาถํ้าไป ไปทับถํ้าอยู่นั่นแหละ บางองค์
ท่านด่า ถ้าก่อสร้างมาก ท่านจะด่า อาตมาโดนด่าไป ๓ ครั้งแล้ว ว่างั้นเถอะ หลวงปู่แหวนท่านด่า ถ้าจะด่าคนนี่ก็คือ มีความรัก ท่านด่า ท่านว่าทํานิดๆ หน่อยๆ ไม่ทํามาก ถ้าเราทําตาม ท่านชอบ ท่านจะยิ้มตลอดเห็นหน้าเรานี่ ท่านบอกว่า อย่าก่อสร้างนะอันนี่ ก่อสร้างอะไรก็ไม่ให้สร้าง กุฏิก็ไม่ให้ทํา ไล่อาตมาไปเลย อาตมาสร้างศาลาไทยหลังหนึ่งอยู่ที่วัด ไม่ให้ท่านรู้หรอก พอสร้างเสร็จได้ ๔ วัน ไปถึง กราบเสร็จแล้ว ท่านด่าเลย “มันไปสร้างศาลาไทยทําไม เราบอกให้ภาวนา ไปสร้างตายทําไม” ท่านขู่อาตมา “โหย ! มันไม่มีที่อยู่หลวงปู่ ก็เลยสร้างบ้าง” “เราให้หาหนทางไปนิพพาน ไปสร้างทําไม เป็นเรื่องของโลกเขา เขาจะสร้างเอง ภาวนาให้ดีสิ ภาวนาดีแล้ว เขามาสร้างเองหรอก ไม่ต้องไปทําอะไร”
อาตมาก็ฝืนท่านอยู่ บางทีก็ทํา เวลานั้นอาตมาสร้างโบสถ์หลังเล็กๆ อยู่ในวัดนี่ ไม่ให้จับก้อนอิฐ ไม่ให้ทําอะไร ให้นั่งอยู่กุฏิ ให้ปัดกวาดวัด ให้เดินจงกรม ให้นั่งภาวนา จับก้อนอิฐก็ไม่ได้ให้จับกระเบื้องก็ไม่ให้จับ ไม้ชิ้นหนึ่งก็ไม่ให้จับ ตะปูดอกหนึ่งก็ไม่ให้จับไปตีที่ไหน
ท่านมีไฟฉายอย่างดี ท่านอยู่โน่น ห่างไปตั้ง ๓๐ – ๔๐ กว่ากิโลเมตร ท่านเห็นเราอยู่เราทําอะไรอยู่ในวัด ท่านมีไฟฉายหลายร้อยถ่าน ส่องเห็นอยู่นั่น ตาท่านดีอย่างงั้น ถ้าใครทําอย่างงั้นก็ดี ถ้าท่านสอน ถ้าพระองค์ไหนไปแล้ว ไปบีบขานวดขา ไปอยู่วัดด้วย นึกในใจว่า อยู่กับหลวงปู่อยากได้เงินสัก ๒ – ๓ แสน หรือ ๕ แสน ไปสร้างวัด ท่านไล่หนีเลย เข้าไปใกล้ หนีๆ พระองค์นี้อย่ามาใกล้เรา หนี อย่ามาอยู่นี้ ไล่เลย ถ้าพระองค์ไหนตั้งใจปฏิบัติ ไม่คิดเรื่องอย่างนั้น คิดแต่การปฏิบัติ ท่านจะให้อยู่ด้วย”
ธรรมะจากควันบุหรี่
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านสูบบุหรี่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่โจษจันกันมาก มีพระชื่อดังไปโจมตีท่านเรื่องนี้กันก็หลายองค์ หลวงปู่แหวนและครูบาอาจารย์ประเภทเพชรนํ้าหนึ่ง ท่านเคร่งครัดพระธรรมวินัยมาก มีหลายองค์ท่านสูบบุหรี่และฉันหมาก ซึ่งพระธรรมวินัยไม่ได้บัญญัติห้ามสูบบุหรี่ ห้ามฉันหมาก ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการโจมตีหลวงปู่มั่นสูบบุหรี่ องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“บุหรี่ หมาก ไม่ใช่เครื่องกั้นมรรคผลนิพพาน ความฉลาด คือ การไม่สูบบุหรี่ ไม่กินหมากนั้นหรือ? ความเลิศเลอ คือ การตําหนิคนกินหมากสูบบุหรี่นั้นหรือ? คนเลิศเลอ พระเลิศเลอ คือพระไม่สูบบุหรี่ ไม่กินหมากนั้นหรือ? พระเลิศเลอ คือ พระเที่ยวโจมตีคนหรือพระที่สูบบุหรี่กินหมากนั้นหรือ? ตัวขี้เรื้อนคันๆ ดีดดิ้นอยู่ในหัวใจนั้น ทําไมไม่คิดสะดุดใจเเละเเก้ไขถอดถอนผมเชื่อท่านพระอาจารย์มั่น ๑๐๐% สิ่งใดเป็นกิเลสเสียหายน้อยหรือมาก ท่านไม่ทํา จึงทําให้ผมเชื่อเเน่ว่า ท่านไม่ใช่พระขี้ยา เพราะการสูบบุหรี่ ฉันหมาก เป็นตามธาตุขันธ์ อัธยาศัย เเละมั่นใจว่าบุหรี่ หมาก ไม่เป็น “สัคคาวรณ์ มัคคาวรณ์” คือ เครื่องกั้นทางมรรคผลนิพพานเเต่อย่างใด”
และองค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์เรื่องหลวงปู่แหวนสูบบุหรี่ ไว้ว่า
“หลวงปู่แหวน ท่านสูบบุหรี่ตัวใหญ่ๆ สามตัวนี้จะเท่าตัวหนึ่งของท่านเหรอ ท่านสูบตัวใหญ่อย่างนี้มวนสูบ นั่นล่ะ ความชินต่อนิสัย บวชมาแล้วก็เป็นอย่างนั้นเรื่อยมา เพราะเป็นธรรมดาไม่เห็นมีอะไร ต้องอาบัติอาจีเป็นโทษเป็นกรรมไม่มี เป็นธรรมดานี่ท่านก็ทําได้ ไม่เป็นบาปเป็นคุณอะไร ไม่ขัดข้องต่อธาตุต่อขันธ์ ต่อหลักธรรมหลักวินัย ท่านก็ทําไป ถ้าขัดปั๊บ ท่านปัดทันทีเลย ท่านสูบบุหรี่น่ารัก คนสิ้นกิเลสแสดงกิริยาอะไรออกมานี้น่ารักหมด หลวงปู่แหวนน่ารัก”
ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ว่า
“อย่างเช่น หลวงปู่แหวน เห็นไหม ท่านบอกเลยนะ ถ้าเป็นยาเสพติดนะ ท่านบอกข้าวนี่ก็ยาเสพติด มีพระไปถาม พระหลายองค์มากเลยที่เคารพมากแล้วบอกว่า
“หลวงปู่ หลวงปู่ เขาว่าสูบบุหรี่นี่เป็นยาเสพติด”
“ข้าวก็เป็นยาเสพติด” ท่านว่าอย่างนั้น”
หลวงปู่แหวน ท่านสูบบุหรี่ที่คนป่าคนดอย ผู้ไม่มีอันจะกินนํามาถวาย ท่านก็เมตตารับไว้ เพื่อเป็นสะพานบุญให้กับเขาเหล่านั้นได้เข้าวัดฟังธรรม และท่านก็ได้พิจารณาธรรมะจากควันบุหรี่ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“บางครั้งหลวงปู่แหวนท่านพักการปฏิบัติธรรม นอนสูบบุหรี่อยู่ พระศิษย์จะเข้าไปหา หลวงปู่จะทักทายแล้วชวนสูบบุหรี่ พระศิษย์จะถามหลวงปู่ถึงเรื่องสูบบุหรี่ว่าดีอย่างไร
หลวงปู่แหวนจะตอบว่า “การสูบบุหรี่ก็ดี ไม่สูบก็ดี ขอให้สูบด้วยพินิจพิจารณา ถ้าไม่มีปัญญา การสูบบุหรี่จะทําให้กังวล ถ้าคนมีปัญญา ก็จะได้อะไรบางอย่างจากการสูบบุหรี่ ท่านดูเวลาผมสูบบุหรี่ ผมไม่ได้กลืนควันเข้าไป ผมสูบควันเข้าไปในปากมากๆ แล้วพ่นควันออกไป เมื่อพ่นควันออกไปแล้วก็ดูควันบุหรี่ ขณะที่ควันบุหรี่ออกจากปาก มันจะม้วนตัวลอยสูงขึ้นไป ขณะที่ม้วนตัวลอยสูงขึ้นไป อันนี้แสดงถึงความ “ทุกข์” ขณะที่ควันบุหรี่จางหายไป อันนี้แสดงถึงความ“ไม่เที่ยง” เมื่อควันบุหรี่หายไปหมด แสดงถึง “อนัตตา” ผู้มีปัญญาเมื่อสูบบุหรี่จะพิจารณาเห็นจากควันบุหรี่ ท่านคอยดูควันบุหรี่ที่ผมจะพ่นให้ดู ดูให้เป็นปัจจุบัน ดูควันบุหรี่ที่ออกมาจากปากผมและหายไปในที่สุด ควันบุหรี่จะเป็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”
เมื่อพิจารณาควันบุหรี่แล้ว ท่านจะต้องหลบเข้ามาพิจารณาดูที่ตัวท่าน กายของท่าน ให้พิจารณาร่างกายเมื่อตายไป ธาตุลมก็หายไป ธาตุไฟก็หายไป ธาตุดินเมื่อเผามากๆ เข้า ก็กลายเป็นฝุ่นในที่สุดก็หายไปอีกเช่นกัน ร่างกายของเราก็ตกอยู่ในห้วงของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว เราก็น้อมจิตเราเข้ามา โอปนยิโก น้อมธรรมเข้ามาที่ตัวเอง
เมื่อดูร่างกายเสร็จแล้ว ให้ใช้ปัญญาพิจารณาดูจิต ดูอารมณ์ ที่มีเกิด – ดับ เกิด – ดับดูอารมณ์อันนี้ออกไป อารมณ์อันนั้นเกิดขึ้น ดูอารมณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นอารมณ์ทุกข์ ทั้งเกิดทั้งดับ ให้รู้ว่ามีอารมณ์โทสะเกิดขึ้นภายในจิต สังเกตให้ถูกให้ดี เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว เราจะต้องกําจัดมัน ไม่กําจัดไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นทุกข์ เมื่อกําจัดอารมณ์กลางๆ มันมี มันเป็นเวทนา ไม่ทุกข์ ไม่สุข มันเป็นเวทนา อารมณ์สุขเกิดขึ้น อารมณ์ทุกข์นั้นหายไป เมื่อรับอารมณ์สุข เราอยากได้อารมณ์ที่เป็นสุข แต่เพราะว่าอารมณ์สุขมันไม่เที่ยง ถ้าท่านไปยึดไปประคองมัน ก็ทําให้ท่านมีความทุกข์ เดี๋ยวก็จะทําลายความปรารถนาของเรา ที่พยายามประคองความสุข อารมณ์สุขมันก็เลยหายไปอีก
อารมณ์ทุกข์ – สุขนี้ มันอยู่ในไตรลักษณ์เหมือนกัน ท่านต้องพิจารณาอย่างที่อธิบายมา พิจารณาจริงๆ เพราะเหตุนี้ ท่านจึงไม่ควรที่จะไปก่อสร้างเกี่ยวกับสิ่งภายนอก ทําตัวเราให้ดีเสียก่อน เมื่อเราปฏิบัติดีแล้ว ญาติโยมมาทําบุญก็จะได้บุญมาก ทําตัวเราให้ดีนั้นเป็นทองส่วนสิ่งก่อสร้างนั้นมันเป็นผง ผลพลอยได้อย่างอื่นนั้นมาเอง”
คําคมหลวงปู่แหวน “ฉันให้ดี คนที่ฉันไม่ดี ไปนิพพานไม่ได้”
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านจะเทศน์แบบง่ายๆ สั้นๆ แต่มีคุณภาพมากๆ คําพูดของท่านลึกซึ้งกว้างขวางมากนัก ละเอียดลออ น่าเลื่อมใสมากๆ ท่านเจ้าคุณพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) วัดเจดีย์หลวง เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มิใช่พระนักเทศน์ ไม่ใช่นักปาฐกถา ไม่ใช่พระนักพูด แต่หลวงปู่มีปฏิภาณโวหาร ทําให้เกิดความประทับใจสําหรับผู้ไปมาหาสู่
ครั้งหนึ่งอาตมาพาพระเณรวัดเจดีย์หลวงมาสักการะหลวงปู่ ซึ่งคราวนั้นหลวงปู่ก็ยังเป็นพระธรรมดารูปหนึ่ง ไม่ได้โด่งดัง ใครๆ ก็ยังไม่รู้จัก แต่หลวงปู่ก็มีศิษยานุศิษย์ใกล้ชิด ซึ่งรู้จักปฏิปทาความประพฤติดี วันนั้นวันที่อาตมาพาพระเณรมากราบนมัสการในเวลาเย็น จะเป็นศาลาหลังเก่าของวัดนี้เอง ในตอนเย็นวันนั้นมีหลวงปู่ และท่านพระครูจิตตวิโสธนาจารย์ (อาจารย์หนู) พร้อมทั้งพระเณรหลายรูป ได้ชงกาแฟ โอเลี้ยง ถวายพระเณรที่มาในวันนั้น ขณะที่พระเณรกําลังฉัน หลวงปู่ได้พูดเป็นคําคม เป็นที่ประทับใจของอาตมาจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ก็ยังนึกถึงคําพูดของหลวงปู่ คือ หลวงปู่พูดว่า “ฉันให้ดี คนที่ฉันไม่ดี ไปนิพพานไม่ได้”
คําๆ นี้ ตามความรู้สึกของอาตมาผู้เทศน์ ด้วยสติปัญญาพิจารณาเห็นแล้ว ทําให้เกิดความหมายในด้านของธรรมะ ตามที่หลวงปู่กล่าวว่า “ผู้ที่ฉันไม่ดี ไปนิพพานไม่ได้นั้น”
ความอิ่มมีอยู่ ๒ อย่าง คือ อิ่มทางกาย กับ อิ่มทางใจ
อิ่มทางกาย หมายถึง อิ่มอาหาร หรืออิ่มทางเสวยสมบัติ เช่น ผู้มั่งมีปรารถนากิน ได้กิน ปรารถนาแต่ง ได้แต่ง ถ้าหากเป็นผู้ไม่อิ่มไม่พอก็แปลว่าเพิ่มความทุกข์ ผู้ใดรู้จักประมาณในการกิน รู้จักประมาณในการแต่ง รู้จักในการประมาณที่จะแสวงหาความสุขจากสมบัตินั้นๆ จึงจะได้รับความสุขตามสมควรแก่ฐานะ นี่คือ ความอิ่มในทางร่างกาย
ส่วนความอิ่มในทางใจ นั้นหมายถึง บุคคลผู้เสวยอารมณ์ คือ เห็นคุณ เห็นโทษ คุณโทษของกิเลสทั้งหลายนั้น จะเห็นได้ว่า ผู้ปฏิบัติธรรม ก็คือ ผู้เห็นโทษของกิเลส ผู้ที่อิ่มจากสิ่งที่มายั่วยวนกวนใจ ที่เรียกว่า กิเลสตัณหา ซึ่งเป็นเหตุผูกใจไม่รู้จบ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า ในนํ้าทะเลใหญ่ยังรู้จักเต็มด้วยนํ้า แต่จิตใจที่มีตัณหา หามีความอิ่มไม่ ดังนั้น ผู้ใดไม่อิ่มในอารมณ์ ยังถูกอํานาจของกิเลสตัณหาผูกพันจิตใจผู้นั้น ก็แปลว่า ไปนิพพานไม่ได้
คําว่า นิพพาน หมายถึง ความดับ คือ กิริยาของจิตที่รับรู้ต่อโทษนั้นทั้งหลาย อันเป็นพิษเป็นภัย เมื่อเห็นโทษแล้วประพฤติปฏิบัติได้ จนกระทั่งหลุดพ้นจากตัณหากิเลสทั้งหลายนั้นเรียก นิพพาน แม้จะยังมีชีวิตอยู่ก็จัดว่า เป็นผู้ได้รับรสแห่งพระนิพพาน เพราะพ้นแล้วจากกิเลสทั้งหลาย แต่หากถึงที่สุดคือ หมดลมหายใจ ผู้นั้นก็หมดภพหมดชาติ ไม่ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปกลับมาเกิดในโลกนี้อีกดังนี้
คํากล่าวของหลวงปู่ที่กล่าวว่า “ผู้ที่กินไม่อิ่ม ไปนิพพานไม่ได้” จึงหมายถึง ผู้ที่รู้จักคุณ รู้จักโทษ จนกระทั่งอิ่มในรสแห่งพระธรรม ถ้าจะยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนที่ชอบดื่มสุรา คนที่ไม่มีสุราจะดื่ม แต่บอกว่าฉันไม่ดื่มนั้นไม่ได้ เพราะไม่มีสุราจะดื่ม จึงพูดว่าไม่ดื่ม แต่ผู้ที่มีสุราดื่ม จะดื่มก็ได้ แต่ไม่ดื่มนั้น แสดงว่าเป็นผู้ห้ามจิตใจได้ ก็คือ ผู้อิ่มแล้วนั่นเอง ด้วยความรู้สึกเห็นคุณเห็นโทษเหมือนกัน เป็นคุณสมบัติสําคัญในทางปฏิบัติ ดังนั้น คํากล่าวของหลวงปู่ที่ได้กล่าวในวันนั้นจึงเป็นคําที่ประทับใจจากบัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังมองเห็นภาพในวันนั้นว่า หลวงปู่เท่ากับว่า เตือนใจว่า ทําอะไรนั้น ให้รู้จัก”
หลวงปู่แหวนทรงอภิญญา ๖ และพลังจิต
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นพระอรหันต์ที่ทรงอภิญญา ๖ เช่นเดียวกับหลวงปู่มั่นภูริทตฺโต และ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านสามารถแสดงฤทธิ์ เหาะได้ การรู้วาระจิต ทั้งมีพลังจิตอันแก่กล้า มีหูทิพย์ ตาทิพย์ เรื่องอภิญญา ๖ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“ต้องบํารุงรักษาลําต้นให้ดี นิสัยวาสนาของใคร จะแตกออกกิ่งไหนแขนงไหนนั้นเป็นนิสัยวาสนา ส่วนลําต้น หมายถึง ความบริสุทธิ์ อันนี้เสมอกันหมดบรรดาพระอรหันต์ ส่วนกิ่งก้านสาขาดอกใบนั้นเป็นเครื่องประดับประดาตกแต่งไปตามความปรารถนาเบื้องต้น ว่าเวลาสําเร็จแล้วขอให้มีความรู้วิชาความสามารถในทางนั้นๆ
เพราะฉะนั้น กิริยาหรือนิสัยของพระ ความเด่นดวงของพระ จึงไม่เหมือนกัน องค์หนึ่งเด่นทางหนึ่งๆ อภิญญาเหล่านี้เป็นเครื่องประดับ เป็นกิ่งก้านสาขาดอกใบของหลักธรรมชาติ คือ ความบริสุทธิ์ต่างหาก เราถึงไม่ค่อยได้พูดถึงแหละกิ่งก้านมัน พูดเรื่องบํารุงลําต้นให้ดี เอาให้มันบริสุทธิ์ลําต้น บํารุงลําต้นให้ดี แล้วมันจะส่งผลขึ้นไปหากิ่งก้านสาขาดอกใบหมดนั่นแหละ ถ้ามองแต่ผลไม่ดูต้นเหตุ คือ ลําต้นของมัน ใช้ไม่ได้นะ หายสงสัยแล้วเหรอ
อภิญญา ๖ เหาะเหินเดินฟ้า ดําดินบินบน ทุกสิ่งทุกอย่างมีอย่างนี้แหละ คนๆ เดียวนี้นิรมิตได้เป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนก็ได้ แล้วหมื่นแสนคนพลิกปั๊บให้เป็นคนเดียวก็ได้ ดําดินไปก็ได้ โผล่ขึ้นข้างหน้านี่ ไปบนอากาศก็ได้ หูทิพย์ ฟังเสียงสวรรค์ พรหมโลก เสียงเทพ เสียงเปรต เสียงผี ฟังได้หมด แต่ที่เมียกับผัวทะเลาะกันนี้มันฟังเสียงกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ อันนี้จะเป็นหูอะไรไม่รู้นะหูทิพย์หรือหูอะไร มันหลายอย่าง หูทิพย์ คือ ฟังเสียงพวกเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ยักษ์ เปรต ผี อะไรเหล่านี้ หูทิพย์ได้ยินหมด ตาทิพย์ก็เห็นไปหมด เห็นทั้งรูปร่างเป็นกายเนื้อธรรมดา ออกทางตาทิพย์แล้วก็เห็นที่โลกไม่เห็น โลกไม่มีความรู้อย่างนี้ไม่เห็น เห็นรูปเห็นร่างเทวบุตรเทวดา เรียกว่า ตาทิพย์”
อภิญญา ๖ (ความรู้ยิ่งยวด) ๑. อิทธิวิธี (ความรู้ที่ทําให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) ๒. ทิพพโสต (ญาณที่ทําให้มีหูทิพย์) ๓. เจโตปริยญาณ (ญาณที่ให้กําหนดใจคนอื่นได้) ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติ(ญาณที่ทําให้ระลึกถึงชาติได้) ๕. ทิพพจักขุ (ญาณที่ทําให้มีตาทิพย์) ๖. อาสวักขยญาณ (ญาณที่ทําให้อาสวะสิ้นไป) ข้อ ๑ – ๕ เป็นโลกียอภิญญา ข้อ ๖ เป็นโลกุตตรอภิญญา
จิตที่ฝึกดีแล้ว ทํายังไงก็ได้
ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“อาตมาก็เลยถามว่า หลวงปู่จิตใจนี้ถ้าฝึกแล้ว เห็นว่าหลวงปู่ทําแสงสว่างได้ หลวงปู่เข้าฌานขึ้นไปบนอากาศ ไปขวางเครื่องบินเขา เครื่องบินบินไป บินไป หลวงปู่ไปเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าไป เครื่องบินบินไป หลวงปู่นั่งอยู่บนอากาศไปด้วย เครื่องบินจะชนก็ปักหัวเครื่องบินลงข้างล่างลอดใต้หลวงปู่ ไปลงสนามบินกองบิน ๔๑ ที่นั่งรถจี๊ปไป ไปวัด นั่งรถจี๊ปไปถามหมู่บ้านแม่ปั๋งมีวัดเหรออยู่ในป่า มีๆ ก็พากันเดินขึ้นไป รถมันขึ้นไปไม่ได้สมัยนั้น แต่สมัยนั้นยังไม่ถึงปี ๒๕๑๒ นะ แล้วท่านทําได้แล้ว พอขึ้นตั้งขวางอยู่ข้างบนให้เขากลัว ให้เขาหนีกัน ท่านถึงบอกว่าอย่ามาลัดเลาะแถวนี้ มาอยู่ใกล้ ท่านบอกว่า อย่ามาซ่อมรถในวัดใกล้ๆ นี่ ท่านบอก เขาก็กลัวท่าน
เลยถามหลวงปู่ทําไมไปทําได้อย่างนั้น โฮย ! จิตที่ฝึกดีแล้ว ทํายังไงก็ได้ ท่านว่า ทํายังไงก็ได้ที่มันฝึกดีแล้ว เหมือนกับเราขับรถ รถของเราดีแล้วเลี้ยวไปที่ไหนก็ได้ เหมือนกับวัวเทียมแอก ท่านดึงเข้าเลี้ยวมุมไหนซอกไหนก็ไปกับเราหมด จิตที่ฝึกดีแล้วนี่ทํายังไงก็ได้
นี่ท่านทําให้ดู อาตมาก็เคยดูแต่แสงสว่าง ก็ดูตั้งแต่ท่าน ทําตัวของท่านขาวผ่องสวยมาก แล้วทํากระดูกนี้ให้เป็นแก้ว เหมือนกับร่างกระดูกที่เขาเอาออกจากโรงพยาบาลมาตั้งไว้ เหมือนเป็นแก้วหมดทั้งตัว ทั้งกระดูกทุกชิ้นส่วนในร่างกาย ท่านแสดงให้อาตมาเห็น อาตมาก็เลย ไหนทําไมหลวงปู่จึงทําอย่างนี้ได้ มันออกมาจากอะไร อาตมาซักถามท่านสองต่อสอง “ก็ออกมาจากเมตตา เมตตามันเปี่ยมล้น” ท่านว่า อาตมาจึงไม่เห็นครูบาอาจารย์องค์ไหนที่จะสามารถ”
หลวงปู่แหวนแสดงกายทิพย์ดูพระศิษย์ภาวนา ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“การทําความเพียรนี้มันน่าอัศจรรย์ ท่านได้อายุ ตอนนั้นอายุท่าน เห็นภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเข้าไปในวัด คนไหนมุ่งปฏิบัติ ท่านจะแสดง คําว่า “แสดง” ก็คือแสดงกายของท่านให้เห็น แสดงในกายทิพย์ ถ้าใครนั่งอยู่สามารถจะมองเห็น ต้องไปยืนดูอยู่ เวลาเราบําเพ็ญนั่งสมาธิ ท่านจะยืนดูอยู่ เมื่อจิตสงบแนบแน่นมั่นคงดี องค์ไหนยังไม่สงบ เมื่อจิตสงบ ท่านจึงจะหายไป แล้วก็ไปดูองค์ใหม่ บัดนี้ (ทีนี้) พระก็นั่งดูเห็นนิมิตเหมือนกัน วันหนึ่งอยู่หลายๆ องค์ จะเห็นหลวงปู่เกือบหมดทุกองค์เลย ถ้าองค์ไหนสามารถเห็น เหมือนหลวงปู่นี้ต้องไปเมตตาทุกองค์ๆ ไปดูแล”
รู้วาระจิต
เรื่อง รู้วาระจิต ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“เมื่อเราขัดข้องตรงไหนนี้ ท่านรู้วาระจิตของเรา ท่านจะจี้ตรงนั้นเลย จี้ตรงที่เราติด ตรงนี้ที่มันมีประโยชน์ ตรงนี้แหละ ถ้าผู้ใดที่สนใจในธรรมะ ถ้าผู้ไม่สนใจอยู่ด้วยหลวงปู่เฉยๆ ก็เป็นกบนั่งเฝ้าดอกบัวอยู่เฉยๆ นั่นล่ะ ก็คงจะไร้ผลนั่นล่ะ
ถ้าองค์ไหนไปนวดขาหลวงปู่ โอ๊ย ! อยากได้สตางค์ครับหลวงปู่ สักแสนสองแสนไปสร้างกุฏิ พอไปนึกอย่างนั้น ท่านรู้จักวาระจิตนี่ ไล่หนีทันที หนีๆ มาบีบขา ไป หนี อย่ามายุ่ง เราไม่ให้บีบ จิตของท่านเร็ว ท่านรู้จักวาระจิตของเรา”
เรื่องเล่า รู้วาระจิตของหลวงปู่แหวน มีอีกมากมาย ดังนี้
“โอ้ ! ไปพบกับหลวงปู่แหวนนี้ก็น่าอัศจรรย์ใจเด้ (นะ) ไปกับหลวงพ่อ… ไปจากนครพนม ไปพักที่ อําเภอนาแก กับหลวงพ่อ… กัน ชวนไปเที่ยวเมืองเหนือไปกราบหลวงปู่แหวน พอไปกราบหลวงปู่แหวนท่านก็นั่งอยู่ หลวงพ่อ… ท่านก็นึกขึ้นมาเลย นึกในใจนะ…นึกขอไตรจีวรเด้ “หลวงปู่ครับผม เกล้ากระผมอยากได้ไตรจีวรครับผม ถ้าหลวงปู่ให้ เกล้ากระผมจะเอาไปใช้ตลอดชีวิต” (นึกในใจนะ นั่งอยู่ข้างหน้ากราบแล้ว) ตอนนั้น หลวงปู่ท่านก็ไม่ค่อยพูดนะ
หลวงปู่แหวน “เณรน้อยๆ ไปเปิดตู้ดูสิ หาไตรจีวรสวยๆ มาให้หลวงปู่หน่อย” เณรก็ไปเอาเลือกมา “เห้ย ! ยังไม่ถูกใจเรา เอากลับไปใหม่ หามาใหม่” เรียกมาครั้งที่สอง อันนี้ยังไม่ถูกใจอีก “เอากลับคืนไปไว้” เณรก็เลือกมาๆ “อันนี้ปู่ อันนี้ดีที่สุดแล้ว”
หลวงปู่แหวน “เอ่อ ! ใช้ได้ เอ้า ! ญาครูเอาไปใช้ตลอดชีวิตเด้อ” (เสียงสาธุดังๆ ของญาติโยม)
พระอรหันต์นะ นี้หลวงปู่แหวนนะ ต่อหน้าต่อตาเลยไปกับหลวงพ่อ… แล้วยังไม่พออีกนะ ครั้งที่สองอีกหลวงปู่แหวนท่านสูบบุหรี่ม้วนใบจากนะ ทางเมืองเหนือจะยาวๆ อย่างนี้ ท่านสูบเหลืออยู่ประมาณนี้ล่ะ ท่านก็วางไว้ ท่านก็มาต่อ คุยไปท่านก็หัวเราะไป ท่านก็เอาบุหรี่มาสูบต่อ “เฮ้ย ! จุดเท่าไหร่มันก็ไม่ติด” หลวงพ่อ… ก็ว่าอีกล่ะ “โฮ้ ! หลวงปู่ถ้ามันจุดไม่ติด ก็ให้ลูกหลานไปบูชาซะ” (นี่นึกในใจนะนี่)
หลวงปู่แหวน “เอ้า ! มันไม่ติดก็เอาไปบูชาซะ ญาครู” ว่างั้น (หลวงปู่ขํากับญาติโยม)
นี้ง่ายๆ อย่างนี้เด้ จะไม่ให้เราเชื่อได้ยังไง มันก็ลืมไม่ได้ตั้งแต่โน้นมาจนปัจจุบันนี้ นี้มันฝังใจเราในความรู้ของพระอรหันต์นะ พอเราได้อย่างนี้ เราได้อะไรล่ะ พอกลับมาเรามีกําลัง กําลังที่จะมาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา อยากให้มันเป็น อยากให้มันรู้เหมือนอย่างกับท่าน คือมันได้มามันก็จะเป็นอย่างนี้ ไปแต่ละองค์ มันก็จะได้แต่อย่างนี้แหละ อย่างหลวงปู่ชอบก็เหมือนกัน หลวงปู่ไหนก็เหมือนกัน ก็ได้แต่ละองค์ๆ มา ได้กําลังใจมา นี้คือการไปหาหลวงปู่ครูบาอาจารย์ ให้พวกเราได้ยินได้ฟังก็พากันเอาไปปฏิบัติเด้อ แล้วจะได้ถึงฝั่งซะที ไม่ต้องมาเดินทางอ้อมไปอ้อมมา โอ้ย !ไกลแท้เด้ ไกลทางอ้อมนะ มันไกลแท้เด้ ตรงๆ นี้มันถึงง่ายเด้”
พลังจิตหลวงปู่แหวน
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เทศน์เรื่องหลวงปู่แหวนท่านใช้พลังจิตเพ่งรักษาดวงตา ดังนี้
“อย่างนิทาน หลวงปู่แหวน ตาข้างหนึ่งของท่านนั่นเสียมานานแล้ว แต่ไม่ใช่เสียตาแตก มันมืด มีอีหยัง (อะไร) บังอยู่ข้างในมองไม่เห็น
ทีนี้พอมาปีนี้ท่านมาคิดได้ว่า เอ ! มันจะมีอะไรปิดบังอยู่ ก็เลยมาใช้วิธีภาวนาเพ่งให้จิตใจสบาย แล้วก็เพ่งมาที่ลูกตาที่มันมืด แล้วก็กําหนดเป็นภาพในจิตใจของท่านนั่นแหละ คล้ายๆ กับว่ามันมืดที่ไหนก็เอามือ เอามือ เอากระแสใจเพ่ง พัดออกไป ลองทําดู ท่านก็บ่เคยทํา มาทําดู แล้วก็เช็ดถูเหมือนเราเช็ดกระจก เช็ดแก้วให้สะอาด เพ่งในจิตแล้วก็ทําอย่างนั้น ตาที่มืดน่ะ มันเลยแจ้งสว่างได้
มันเป็นพลังจิตใจคนเรานั่นแหละ เหมือนกับเครื่องรางของขลังอะไรที่มันป้องกันภัยพิบัติ ตามันมืดแล้ว แต่ไม่ใช่มืดชนิดที่ว่าตาแตก มืด อันนี้ตาดีอยู่ แต่มันมีสิ่งบัง จนหมอแผนปัจจุบันเขาก็บอกอาจารย์หนูว่า ตาที่มัน คือเพิ่น (ท่าน) ผ่าข้างหนึ่งแล้วหายแล้วแจ้งแล้ว ข้างหนึ่งมันมืด
หมอเขาก็ว่าอันนั้นผ่าไม่ได้ เพราะเลนส์มันข้างในมันเสียแล้ว หมอสันนิษฐาน สันนิษฐานไปอย่างนั้น ถึงผ่าก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ก็เลยไม่ผ่า ทีนี้เมื่อท่านมาทําในจิตแบบนั้น เช็ดลูกกะตาด้วยกําลังจิตใจมันก็เลยหายมืดไป มันเป็นไปได้ สิ่งที่เราคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้ มันก็เป็นไปได้ก็เกี่ยวกับพลังจิต พลังจิตพลังใจนี้แหละ พลังการทําคุณงามความดี ทาน ศีล ภาวนา ในทางที่ดีมันมีพลังบุญ พลังบุญกับพลังบาป กะคนเราทําทั้งนั้น
ถ้าคนใดทําบาปมาก ไม่ว่าอะไรล่ะบาปทางกายก็ทํา บาปทางวาจาก็พูด บาปทางจิตก็คิด เมื่อบาปอย่างนี้มีอยู่มันก็มีแต่จะให้ความทุกข์ความเดือดร้อน เมื่อมันเกิดความทุกข์ความเดือดร้อนมาแล้วก็อยากให้มันหาย ไม่ให้มันเป็นมันมี แต่ว่ามันไม่ใช่อยู่ที่อื่น มันอยู่ที่การกระทําของคนเรา”
พลังจิตของหลวงปู่แหวน แม้ท่านนอนอาพาธก็ยังแสดงให้เห็น ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“ตอนหลวงปู่แหวนเงียบไป นายแพทย์ว่าหลวงปู่สลบ พาท่านไปเจาะเลือด เจาะเลือดเอาเลือดออกมาตรวจดู แทงเข็มเข้าไป เลือดมันไม่มี ไม่ออกมาเลย ถูกเส้นโลหิตก็ไม่มีเลือดออกมาต้องพากันไปไหว้ หาดอกไม้ไปบูชา ไปกราบเท้าหลวงปู่เสียก่อน จึงเจาะเลือดได้ พอเจาะเลือดได้ก็พากันเอกซเรย์ เอกซเรย์ ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ก็ไม่เห็นภาพเลย ท่านนอนอยู่นี่ ก็ต้องหาดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาว่างั้นเถอะ ถึงถ่ายเอกซเรย์ได้ ปิดสบายเลยเรื่องแพทย์นี่ ฉะนั้น อาตมาบอกว่าคอมพิวเตอร์สมัยใหม่นี่ ท่านจะระงับไฟดับหมดทั้งห้องก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร ด้วยพลังจิต”
ท่านเทศน์อัดเทปไม่ติด – ท่านแสดงเตโชกสิณ
ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“นึกธรรมะยังได้ ยังอยู่ได้ คุยกันทีละ ๒ ชั่วโมงๆ กับอาตมานี่ จนหนีเองว่างั้นเถอะ
แต่มันเสียทีที่ไม่ได้เทปมาคุณโยม อัดเทปทีละ ๒ ชั่วโมง ไม่ได้สักม้วนเลย ท่านไม่ให้ว่างั้นเถอะ เทปก็เดินอย่างดีๆ อยู่ หมดทั้ง ๔ หน้าเลย กลับมาวัดเสียงไม่มีสักคํา เสียงอาตมาท่านก็ปิดไม่ให้เข้า เสียงท่านก็ไม่ให้เข้า น่าจะเสียงเราเข้า ท่านไม่เข้าอย่างนั้นสิ ยังพอช่วย ติดแต่เทปอาตมาตั้งเดินทํางานอยู่นั่นน่ะ อาตมาจะเอาให้ได้หลายๆ มาไว้ให้คนฟัง ตอนมามีเทปใหม่ๆ กลับมาวัดมาเปิดฟังไม่มีสักคําเดียว
หลวงปู่ตื้อเหมือนกัน อาตมาอยู่ด้วย อาตมานี้ไม่เชื่อคนง่ายๆ นะ ต้องอยู่กับอาจารย์จนเห็นอะไรออกมาให้เห็นชัดก่อนจึงจะเชื่อ แต่หลวงปู่ตื้อนี่ท่านเทศน์ หลวงปู่แหวนท่านไม่ค่อยเทศน์ แต่หลวงปู่ตื้อท่านเทศน์ตรงๆ ไปเลย ญาติโยมคงจะฟังไม่ไหว บางคนก็ลุกหนีเป็นแถวเลย ท่านเทศน์ตรงไปเลย ไม่ลําเอียงเลยเทศน์ แต่หลวงปู่แหวนนี่ท่านก็เทศน์ไม่คล่องเท่าหลวงปู่ตื้อหรอก ไม่คล่อง แต่ว่าท่านเทศน์ยอดๆ มัน แต่น้อยๆ แต่ท่านเทศน์ของจริง ของจริงเหมือนกัน แต่ต่างๆ กัน เทคนิคในการที่จะบรรยายธรรม”
หลวงปู่แหวนแสดงเตโชกสิณ ครูบาอาจารย์เล่าไว้ว่า
“เมื่อหลวงปู่แหวนมาอยู่ที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก ท่านคงจะบําเพ็ญได้ไปถึงชั้นพรหมโลก ท่านจะแสดงเตโชกสิณัง นี้อยู่ในห้องในกุฏิ เท่ากันกับหลอดนีออน ๔๐ วัตต์ได้อย่างสมบูรณ์เหมือนกับเปล่งรัศมีออกจากร่างกายนี้สว่างไสว ท่านทําแสงสว่างไว้ ขนาดห้องของเราอยู่นี่ เท่ากับหลอดนีออน ๔๐ วัตต์ ทําได้อย่างสบายเลย ทําแสงสว่างออกจากตัวนี่ ได้อย่างสบายเลย ท่านทําให้เห็นเป็นบางครั้งคราว ท่านไม่ทําให้เห็นทั่วไป ญาติโยมจําศีลเห็น วิ่งไปเป็นหมู่เลย ล้อมกุฏิอยู่ “หลวงปู่จุดตะเกียงเจ้าพายุรึ” “เอามาจากที่ไหน” หลวงปู่ก็ออกจากห้องมานั่งสูบบุหรี่ “โอ๊ย !ไม่มีอะไรหรอก” บอกอย่างนั้น ไม่มีอะไร ญาติโยมก็ยืนพูด “มี ก็แสงสว่างมันดับไปไหน”
หลวงปู่แหวนท่านก็มีแต่หัวเราะเฉยๆ ท่านคงอยากจะทดลองว่าเรียนกสิณ เรียนทําแสงสว่างนี้ได้ประโยชน์อะไรบ้าง ทําได้ไหม สมบูรณ์ไหม ท่านมาก็ได้ยินแต่หลวงปู่ตื้อว่าหลวงปู่ป้องท่านทํา ทําให้หลวงปู่ตื้อเห็น นั่งอยู่ในกุฏิ ไฟไหม้กุฏิหมดเลย ลุกจนไม่เห็นกุฏิเลย ทั้งเณรทั้งพระร้องรอบกันอยู่กุฏินั่น วุ่นวาย ไฟไหม้หลวงปู่หมดแล้ว ไม่ไหม้ ไม่มีอะไรเดี๋ยวไฟดับลงมา กุฏิก็ยังอยู่ปกติ เดี๋ยวหลวงปู่ก็เดินลงมาจากในห้อง อันนี้ท่านทดสอบ ทดสอบการฝึกมาได้ประโยชน์อะไรในตอนนั้นยังไม่หลุดพ้นอย่างแน่นอน หลวงปู่แหวนท่านบอกว่า “ท่านยังได้ไป ทําได้แค่นั้น””
พ.ศ. ๒๕๑๑ กุฏิหลังสุดท้าย
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว อายุได้ ๘๑ ปี คุณแม่บู่ทอง กิติบุตร โยมอุปัฏฐากดั้งเดิมของหลวงปู่แหวน ได้มีจิตศรัทธาสร้างกุฏิหลังใหม่ถวายหลวงปู่ กุฏิใหม่หลังนี้ออกแบบโดยบุตรชายของคุณแม่บู่ทอง เป็นกุฏิไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ ตั้งอยู่บนดอยกลางป่ามีต้นไม้น้อยใหญ่เรียงรายรอบๆ กุฏิ
การออกแบบกุฏิ ดูเรียบง่าย สมถะ ไม่หรูหรา ไม่สิ้นเปลือง เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นสําคัญ อันเป็นลักษณะกุฏิกรรมฐานที่ออกแบบให้มีทางเดินจงกรมโดยรอบห้องจําวัด (นอน) ซึ่งสามารถเดินจงกรมได้ทุกฤดูกาล และมีห้องนํ้าในตัว พระอุปัฏฐากก็มาปรนนิบัติดูแลได้สะดวกมากขึ้น เหมาะกับหลวงปู่ในวัยนี้เป็นอย่างยิ่ง และถูกกับอัธยาศัยของท่านที่ชอบการอยู่ป่า ชอบความวิเวกเงียบสงัด และชอบการเดินจงกรม
หลวงปู่แหวน ท่านใช้ชีวิตบั้นปลายของท่านอย่างมักน้อยสันโดษ เป็นพระภิกษุผู้เฒ่าและมีคุณธรรมเป็นถึงพระอรหันตสาวกที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่เคารพนับถือศรัทธาของคนทั่วประเทศ นับแต่วงศ์พระมหากษัตริย์ จนถึงสามัญชนคนทั่วไป แต่ท่านกลับเก็บตัวอยู่ภายในกุฏิหลังเล็กๆ ท่ามกลางป่าเขา อันวิเวกเงียบสงัด โดยไม่มีข้าวของเครื่องใช้หรูหรา ราคาแพง และไม่มีสิ่งอํานวยความสะดวกใดๆ
หลวงปู่แหวน ท่านใช้สมณชีวิตบั้นปลายเช่นเดียวกับหลวงปู่มั่นผู้เป็นครูบาอาจารย์ที่ท่านเคารพเทิดทูนบูชา และถือเป็นการดําเนินตามอริยประเพณีของบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลายนับแต่สมัยครั้งพุทธกาล ท่านอยู่เป็นคติแบบอย่างอันเลิศเลอลํ้าค่า เป็นมรดกธรรม ให้บรรดาพุทธบริษัทและพระธุดงคกรรมฐานในภายหลัง ได้เห็นร่องรอยแห่งคุณงามความดี แห่งความงดงาม และแห่งความพอเพียงในหลักธรรม สนฺตุฏฺฐี ความมักน้อยสันโดษของพระพุทธศาสนาให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัด เพื่อจะได้ดําเนินและสืบทอดหลักธรรมข้อนี้สืบต่อไป
รอบๆ กุฏิกรรมฐานหลังใหม่นี้ เดิมมีระเบียงไม้โดยรอบ ซึ่งหลวงปู่แหวนท่านใช้จับราวระเบียงเพื่อเดินจงกรม หลวงปู่แม้ภายหลังท่านจะชราภาพมากแล้ว ท่านก็มีนิสัยชอบเดินจงกรม เช่นเดียวกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ผู้เป็นครูบาอาจารย์ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่พรหมจิรปุญฺโญ ผู้เป็นเพื่อนสหธรรมิก และบรรดาครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่งทั้งหลาย ท่านจะลงเดินจงกรมเป็นประจําทุกวัน เว้นแต่ท่านอาพาธหนักจนลุกขึ้นเดินไม่ไหว ต่อมารอบระเบียงเปลี่ยนเป็นติดกระจกโดยรอบ ป้องกันเสียง ป้องกันการรบกวน เพื่อให้ท่านได้พักผ่อนเต็มที่ และเพื่อให้ศรัทธาสาธุชนสามารถมองเห็นหลวงปู่ได้อย่างทั่วถึงกัน
กุฏิหลังสุดท้ายหลังนี้นับเป็นกุฏิที่ดูดีและมีสภาพดีที่สุด นับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๒ หลวงปู่แหวน ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐาน อยู่ศึกษาอบรมปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น จนบั้นปลายชีวิตของท่าน เป็นเวลา ๖๐ กว่าปี ท่านไม่เคยอยู่กุฏิที่ดีเช่นนี้มาก่อนเลย เพราะตลอดชีวิตการเป็นพระธุดงค์นั้น ท่านให้ความสําคัญบ้านภายใน คือ เรือนใจของท่าน มากยิ่งกว่ากุฏิที่พักอันเป็นบ้านภายนอก ในพรรษาท่านจึงอยู่จําพรรษาในกุฏิชั่วคราว เป็นลักษณะกระต๊อบ หรือที่ดูดีหน่อยก็เป็นกุฏิไม้หลังเล็กๆ โดยมีทางเดินจงกรมอยู่ด้านข้างมาโดยตลอด ท่านอาศัยกุฏิเช่นนี้พอได้หลับนอนพักผ่อนธาตุขันธ์ เพื่อบําเพ็ญภาวนามุ่งต่อความหลุดพ้นเท่านั้น พอออกพรรษาแล้วในหน้าแล้ง ท่านก็ออกเที่ยวรุกขมูลปักกลดนอนตามป่าตามเขา ตามถํ้า เงื้อมผา และโคนต้นไม้
หลวงปู่แหวนท่านได้ใช้กุฏิหลังนี้เป็นสถานที่พัก เป็นที่บําเพ็ญภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรมเพื่อถนอมธาตุขันธ์เรื่อยมาจนท่านอาพาธหนักเดินไม่ได้ ท่านอยู่กุฏิหลังนี้เป็นหลังสุดท้ายตราบจนวันที่ท่านอาพาธหนักต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลและถึงแก่มรณภาพที่โรงพยาบาล
พ.ศ. ๒๕๑๒ เริ่มสร้างวิหารไม้หลังแรก
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ เริ่มมีพระมาศึกษาอบรมและจําพรรษากับหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ในพรรษานี้มีพระอยู่จําพรรษาด้วยกัน ๔ รูป ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“ในพรรษาปีนั้นเกิดแปลกประหลาดขึ้นมา คงจะมีโชคลาภที่จะทําให้วัดดอยแม่ปั๋งนั้นมีความเจริญขึ้นมาแล้วกระมัง มีวันหนึ่งเราเองก็ได้ออกไปต้มนํ้าตั้งแต่เช้ายังไม่สว่าง พอสว่างก็ไปทํากิจวัตรของหลวงปู่แหวน เสร็จแล้วก็ลงมาที่หอฉัน ได้ยืนพิงฝาที่หอฉันนั้นอยู่ ก็ได้ลงไปที่ล้างบาตร ก็ได้ไปประสบเอาเห็นดอกกล้วย ลําต้นมันแห้งตายมาแล้วไม่รู้ว่ากี่เดือน ทุกๆ วันที่กําลังล้างบาตรอยู่นั้นก็ไม่เห็น เห็นแต่ก้านกล้วยที่มันแห้งนั้นเกาะอยู่กับต้นอื่นๆ อยู่ ในวันนั้นได้เหลือบตาไปเห็น ก็เลยได้ไปบอกกับหลวงพ่อหนูว่า หลวงพ่อๆ จงมาดูดอกกล้วยนั่นซิ มันจะได้ศาลาใหม่…
พอต่อมาไม่นานก็มีพวกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาทอดผ้าป่าให้ ได้ปัจจัยประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าบาท ก็ได้เริ่มสร้างวิหารไม้หลังนั้นเป็นครั้งแรก กําลังปูพื้นวิหารอยู่นั้น เราเองตอนกลางคืนก็ได้นิมิตเห็นเป็นช้างเผือกมาเป็นฝูงเข้าไปกราบพระประธานที่วิหารนั้น เราเองก็ได้พูดกับหลวงปู่ว่า “หลวงปู่ๆ ผมได้นิมิตเห็นช้างเผือกมาเป็นฝูงๆ หมู่เข้าหมู่ออก” ท่านก็พูดขึ้นสั้นๆ ว่า “เฮย ! คนผู้หลักผู้ใหญ่เขาจะมา” หลวงปู่แหวนท่านย่อมทราบเหตุการณ์นี้ล่วงหน้า ด้วยญาณอันแม่นยําแจ่มชัดของท่านว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตลอดพระราชโอรสและพระราชธิดา ท่านจะเสด็จมาวัดดอยแม่ปั๋ง
การสร้างวิหารไม้หลังแรกของวัดดอยแม่ปั๋ง พระและชาวบ้านช่วยกันสร้าง พอถึงเวลาทํากิจวัตรของหลวงปู่แล้ว ก็ไปทํากิจวัตรถวายหลวงปู่ มีอยู่วันหนึ่งพระอาจารย์หนู ทํางานคนเดียว เกิดพลั้งเผลอไปหลงจับไม้ที่ตีเพดานอยู่นั้นเกือบพลาดตกลงมา แต่มือก็คว้าจับไม้ไว้ทัน เมื่อหลวงปู่แหวนท่านทราบเรื่องเข้า ท่านก็พูดออกไปว่า “สอนแต่คนอื่นให้มีสติ แต่ตัวเองก็ไม่มีสติ มีแต่สอนคนอื่น ตัวเองไม่ทําตาม” พอต่อมาก็มีพระอาจารย์… เข้าไปช่วยงานก่อสร้าง ก็รู้สึกมีการเบาใจขึ้นมา
เมื่อสร้างวิหารเสร็จใหม่ๆ หลวงปู่แหวน ท่านก็บอกล่วงหน้าอีกว่า “หลังนั้นเสร็จแล้ว ก็ได้สร้างขึ้นอีกหลังหนึ่งเป็นปูนนะทีเนี้ย” แล้วก็ได้สร้างจริงๆ ด้วย การก่อสร้างอะไรทุกสิ่งก็ปรากฏว่าในเรื่องปัจจัยนั้น ไม่มีปัญหา มีแต่หลั่งไหลมาอยู่ตลอด”
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ คืนวันหนึ่งหลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะจําพรรษาอยู่ที่วัดถํ้ากลองเพล จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันจังหวัดหนองบัวลําภู) ได้นิมิตเห็นหลวงปู่แหวน ท่านได้ปรารภเป็นเชิงรําพึงอนุโมทนากับสานุศิษย์ของท่านขึ้นว่า “เมื่อคืนได้นิมิตเห็นท่านแหวน จิตใสเหมือนแก้ว สว่างไสวทั้งองค์ ท่านแหวนได้อรหัตผลแล้วหนอ” นี้คือคําอุทานของพระอรหันต์
สําหรับเรื่องที่หลวงปู่แหวนบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกนั้น หลวงปู่ขาว กับ หลวงปู่ชอบ ท่านทั้งสองทราบตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ก่อนเดินทางกลับภาคอีสาน หลวงปู่ทั้งสามองค์ ท่านเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่รักใคร่สนิทสนมกันมาก ท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ที่ติดตามหลวงปู่มั่นบําเพ็ญภาวนาทางภาคเหนือ เคยเที่ยวธุดงค์ร่วมทุกข์ร่วมสุข เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกันมาตั้งแต่สมัยวัยหนุ่ม และต่างก็ได้เข้าถึงวิมุตติธรรมอันหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ด้วยกันทั้งสามองค์ ในเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก กาลต่อมาหลวงปู่ทั้งสามต่างแยกย้ายกันจําพรรษาเพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่ท่านมีความผูกพันทางใจกันอย่างลึกซึ้ง จวบจนเข้าสู่วัยชราภาพท่านก็ยังระลึกถึงกันและกัน
หลวงปู่แหวนถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์
ในช่วงต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ ยังมีสถานการณ์ภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ซึ่งคอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่จะมีฐานปฏิบัติการอยู่ตามป่าตามเขา โดยเฉพาะทางภาคอีสานกับภาคเหนือ ครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ที่ท่านออกเที่ยวธุดงค์และอยู่ตามป่าตามเขาในระยะนั้นมีหลายองค์ถูกทางการเพ่งเล็งกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ในสมัยนั้นครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ที่ถูกกล่าวหา ทางภาคอีสานก็มี ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ฯลฯ ทางภาคเหนือก็มี หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ อีกองค์หนึ่ง
ด้วยพระอรหันต์ ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นเนื้อนาบุญอันยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ การบําเพ็ญบุญกับพระอรหันต์จึงมีอานิสงส์มากมาย ในขณะเดียวกันการทําบาปกรรมกับพระอรหันต์ก็มีโทษกรรมหนักเช่นเดียวกัน บาปกรรมที่ไปล่วงเกินหลวงปู่แหวน ซึ่งท่านเป็นพระอรหันต์ และขณะนั้นท่านเป็นพระภิกษุเฒ่าวัย ๘๐ กว่าปีแล้ว ท่านบําเพ็ญสมณธรรมตามป่าตามเขามาตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นสามเณรน้อย ชีวิตสมณะของท่านไม่เคยข้องเกี่ยวกับทางโลก และไม่เคยมีมลทินเรื่องมัวหมองใดๆ แต่ไปกล่าวหาให้ร้ายว่าท่านเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งในสมัยนั้น ถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและหนักมาก จึงมีโทษกรรมหนักมากและให้ผลทันที ดังนั้น ผู้ไปกล่าวหาให้ร้ายท่านจึงต้องชดใช้กรรมหนักถึงขั้นเสียชีวิต
มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงปู่แหวนท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลฎีกา ไปกล่าวโทษท่าน และได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจค้นที่วัดดอยแม่ปั๋ง ไปตรวจก็ไม่พบศาสตราวุธอะไรสักอย่าง พออธิบดีท่านนั้นเดินทางกลับกรุงเทพฯ มาถึงจังหวัดแพร่ ก็ประสบอุบัติเหตุในขณะเดินทาง รถยนต์พลิกควํ่าตายในที่นั้น ชดใช้กรรมที่ล่วงเกินทํากับหลวงปู่ไว้ หลวงปู่แหวนท่านเป็นเด็กอยู่ในท้องถิ่นชนบทห่างไกล ออกบวชเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเด็ก อายุได้ ๙ ขวบเท่านั้น ท่านจะไปรู้จักอาวุธปืนและระเบิดได้อย่างไร
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นคนสมัยโบราณจริงๆ ท่านไม่เพียงแต่ไม่รู้จักอาวุธปืนและระเบิด เงินธนบัตรฉบับใบละสิบบาท ยี่สิบบาท ท่านก็ยังไม่รู้จัก แต่ไปกล่าวหาว่าท่านเป็นคอมมิวนิสต์ดูจะรุนแรงจนเกินไปและก็ไม่เป็นธรรม เพราะท่านใช้ชีวิตพระป่าอยู่ทางภาคเหนือ ท่านเที่ยวธุดงค์ภาวนาอยู่ตามป่าตามเขาตลอด ท่านบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยกําลังปลีแข้ง เจ็บไข้ได้ป่วยท่านก็ไม่ยอมเข้าโรงพยาบาล การสร้างวัดสร้างวา การก่อการสร้างใดๆ ท่านก็ไม่เคยสนใจทํา และท่านก็ไม่เคยสนใจที่จะคลุกคลีตีโมงกับญาติโยมหรือกับหมู่คณะพระเณร ท่านสมกับเป็น “พระแท้” และเป็น “สมณะ” ในพระพุทธศาสนาที่มุ่งมั่นปฏิบัติภาวนาอยู่ “รุกขมูล” ตามป่าตามเขา ตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดาเพียงอย่างเดียว สมัยนั้นท่านไม่เคยใช้เงิน ไม่เคยสะสมเงินทอง ท่านจึงไม่รู้จักเงิน ดังนั้น พอหลวงปู่ท่านเห็นเงินธนบัตรกระดาษนั้น ท่านจึงว่าเป็นใบโฆษณาขายสินค้าเขา แล้วเอารูปของภูมิพ่อ (ในหลวง รัชกาลที่ ๙) ใส่ไปเป็นเครื่องอ้าง
ในตอนนั้นก็ไม่ทราบว่า ใครได้เอาเงินธนบัตรใส่ย่ามพร้อมอัฐบริขารไปถวายหลวงปู่แหวน เมื่อหลวงปู่รับแล้ว พระอุปัฏฐากก็เอาไปเก็บไว้ที่นอนของท่าน เมื่อหลวงปู่เข้าไปที่นอนของท่าน ท่านก็ได้จับของในย่ามนั้นออกมาดูหมดทุกอย่างแล้ว ก็เอามือล้วงลงไปที่กระเป๋าใบเล็ก ก็ไปเจอเงินธนบัตรฉบับใบละสิบบาท ยี่สิบบาทพอดี ท่านก็เอาออกมาดู แล้วพูดขึ้นว่า “เป็นใบโฆษณาสินค้าอะไรเขาเนี่ย เอารูปของภูมิพ่อใส่ไปเป็นเครื่องอ้างเสียด้วย” ส่วนพระอุปัฏฐากก็รู้ว่าเป็นเงินธนบัตร รวมแล้วมีอยู่ ๔๐ บาท จึงเอาเงินนี้ไปให้โยมเขาซื้อก๋วยเตี๋ยวกิน เพราะว่าหลวงปู่ท่านจับต้องแล้ว โดยไม่รู้ว่าเป็นเงินธนบัตร ท่านไม่รู้จักเงินธนบัตรกระดาษสมัยใหม่ แต่หากเป็นเงินตราสมัยโบราณ เช่น เงินหมากค้อ (เงินพดด้วง) เงินฮาง เงินเบี้ยนั้น ท่านรู้จักดี
ภาค ๑๘ ชีวิตบั้นปลายท่านเป็นพระโด่งดังแห่งยุค
พ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่แหวนเริ่มเป็นที่รู้จัก
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ มาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านเป็นที่รู้จักของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างดี หลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกของหลวงปู่มั่น ท่านกล่าวถึงความโด่งดังของหลวงปู่แหวน ดังนี้
“หลวงปู่แหวนนี้เคยมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยังดํารงภิกษุภาวะ อยู่ในคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ครั้นเมื่อญัตติเป็นฝ่ายธรรมยุติกนิกายแล้ว ท่านก็เป็นพระอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานที่มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดมา”
เมื่อมีผู้ไต่ถามถึงพระอาจารย์ชื่อดังๆ เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นต้น หลวงปู่ดูลย์ตอบว่า “เคยได้ยินชื่อมาแต่ต้นเหมือนกัน แต่ลําดับความจําไม่ได้ว่า เคยร่วมสนทนา หรือปฏิบัติธรรมร่วมกันในช่วงไหนบ้าง เพราะท่านอาจารย์เหล่านี้ แม้จะมีอายุไล่เลี่ยกับเราก็จริง แต่ก็เข้ามาเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นในรุ่นหลังๆ”
ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่แหวน ท่านเริ่มเป็นที่รู้จักของพุทธบริษัททั่วๆ ไป กล่าวกันว่าหลวงปู่แหวนได้เริ่มเป็นที่รู้จัก ภายหลังที่พระพระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก ธมฺมวิตกฺโก) หรือ ท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทราวาสฯ กรุงเทพฯ มรณภาพ เมื่อ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔
ท่านเจ้าคุณนรฯ ท่านเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากอีกองค์หนึ่ง ก่อนอุปสมบท ท่านเคยรับราชการเป็นมหาดเล็ก ท่านเป็นผู้ที่ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างมากจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จนกระทั่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยานรรัตนราชมานิต ซึ่งแปลว่า “คนดีที่พระเจ้าแผ่นดินทรงยกย่องนับถือ” เมื่ออายุเพียง ๒๕ ปี สมกับที่ท่านได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณอย่างจงรักภักดีใกล้ชิด ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้ออกอุปสมบทตลอดชีวิตถวายเป็นพระราชกุศล
หลวงปู่แหวน กับ ท่านเจ้าคุณนรฯ ท่านทั้งสองไม่เคยพบกันมาก่อน หลวงปู่แหวนท่องธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาตลอดชีวิต ส่วนท่านเจ้าคุณนรฯ ท่านเก็บตัวปฏิบัติธรรมตลอดชีวิตอยู่แต่ภายในกุฏิของท่าน ที่วัดเทพศิรินทราวาสฯ ในช่วงที่ประชาชนกําลังพูดถึงเรื่องของท่านเจ้าคุณนรฯ อยู่นั้น ก็มีข่าวแพร่ออกมาว่า “ท่านเจ้าคุณนรฯ กล่าวว่ามีพระอริยะอีกองค์หนึ่งอยู่ทางภาคเหนือ” ไม่ทราบได้ข่าวนี้มาจากไหน และใครได้ยินท่านเจ้าคุณนรฯ พูดทําให้หลายคนพากันเสาะหาพระอริยะองค์นั้น ต่อมาก็มีข่าวว่า “พระอริยะองค์ที่ท่านเจ้าคุณนรฯ กล่าวถึง คือ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋งนั้นเอง”
และในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ปีเดียวกันนั้นเอง ก็มีคณะนายทหารอากาศได้มาขออนุญาตสร้างเหรียญหลวงปู่แหวนขึ้นมา และมีการถกเถียงกันว่า เป็นเหรียญรุ่นแรกหรือรุ่นสองของหลวงปู่แหวน ต่อจากนั้นก็มีข่าวอีกว่า “หลวงปู่แหวนลอยอยู่บนเมฆ เครื่องบินจะชน” เรื่องเกรียวกราวกันพักใหญ่ ทําให้ชื่อเสียงหลวงปู่แหวนโด่งดังขึ้นมา จนใครต่อใครก็พากันไปชมบารมีหลวงปู่อย่างเนืองแน่นทุกวัน ในสมัยนั้นคณะทัวร์ทุกคณะที่เดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ จะต้องมีรายการชมดอยสุเทพ พระตําหนักภูพิงคราชนิเวศน์ และมีวัดดอยแม่ปั๋ง รวมอยู่ในรายการเดินทางเสมอ
พ.ศ. ๒๕๑๕ – ๒๕๑๖ สร้างศาลาหลังใหม่และพัฒนาบูรณะวัด
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านแสดงอนาคตังสญาณอันแจ่มชัดให้พระศิษย์ได้รับทราบอีกครั้ง หลังจากทําการฉลองวิหารไม้ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ท่านก็บอกจะมีการสร้างศาลาหลังใหม่ เป็นศาลาปูน ซึ่งก็เป็นจริงตามที่ท่านบอกไว้ล่วงหน้าทุกประการ กล่าวคือ พอถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านอาจารย์หนู มาขอร้องให้พระมาช่วยกันสร้างศาลาหลังใหม่ เพราะศาลาเก่าสภาพไม่ดี เลยรื้อสร้างศาลาหลังใหม่เป็นปูน
ในปีนั้น หลวงปู่แหวน ท่านชราภาพมากแล้ว จึงต้องมีพระมาอยู่คอยปฏิบัติอุปัฏฐากดูแลอย่างใกล้ชิด และในช่วงนั้นก็เป็นช่วงพัฒนาบูรณะวัด เพื่อรองรับพระ เณร ศรัทธาญาติโยมที่เดินทางมาทําบุญฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ที่วัดดอยแม่ปั๋งกันมากขึ้น พระอาจารย์หนู จึงสร้างเสนาสนะป่าที่จําเป็นขึ้นภายในวัด เช่น ศาลา กุฏิ ฯลฯ ซึ่งในขณะนั้นมีพระอยู่ด้วยกันที่วัดทั้งหมด ๕ องค์ รวมหลวงปู่แหวน พระก็ได้มาช่วยกันสร้างศาลา เมื่อสร้างศาลาใหม่เสร็จ จึงกราบขออนุญาตสร้างเหรียญหลวงปู่แหวน รุ่นลูกมะพร้าว เป็นอนุสรณ์ของอําเภอพร้าว เพื่อแจกแก่ศรัทธาญาติโยมเป็นที่ระลึกในงานฉลองศาลา
วัดดอยแม่ปั๋ง ตั้งอยู่บนดอยทางทิศตะวันออก ถือเป็นวัดป่ากรรมฐานในฝ่ายธรรมยุตสายท่านพระอาจารย์มั่นแห่งแรกในเขตอําเภอพร้าว เป็นสถานที่สงบสงัดวิเวกแห่งหนึ่ง เมื่อก่อนนี้ไม่มีถนนตัดผ่าน และก่อนที่จะตั้งเป็นวัด เคยมีครูบาอาจารย์หลายองค์เดินธุดงค์แวะเวียนมาปักกลดอยู่ที่นี่ ได้แก่ หลวงปู่มั่น หลวงปู่สารณ์ หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่สิมหลวงปู่พรหม ฯลฯ เป็นต้น บริเวณบนดอยแม่ปั๋ง มีลักษณะเป็นคันดิน คล้ายคูเมืองหรือเวียงเก่า สถานที่แห่งนี้เรียกว่า “ม่อนเวียง” สันนิษฐานว่าเป็นเวียงเก่าของเจ้าผู้ครองเมืองพร้าวยุคใดยุคหนึ่ง หรืออาจเป็นที่ตั้งทัพ ปัจจุบันร่องรอยคันดินยังปรากฏให้เห็น นอกจากนี้ยังมีการค้นพบซากพระพุทธรูปโบราณ
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ – ๒๕๑๖ นั้นเอง ภายหลังสร้างศาลาหลังใหม่แล้วเสร็จ ทางวัดก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปที่ทางขึ้นวัดดอยแม่ปั๋ง เป็นซากพระพุทธรูปชื่อ พระเจ้านั่งช้าง หน้าตักประมาณ ๔ เมตร โดยพระและชาวบ้านช่วยกันบูรณะซ่อมแซม สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมือดีๆ งานจึงไม่ค่อยละเอียดลออมากนัก พระฉันเช้าเสร็จท่านก็ไปทํา ส่วนโยมเป็นคนผสมปูน
ต่อมาได้มีการสร้างบันไดขึ้นวิหารทางทิศเหนือ เมื่อหลวงปู่แหวนทราบ ท่านจึงมาเร่งให้รีบทําบันไดให้แล้วเสร็จ เพื่อจะได้เจริญภาวนาให้เต็มที่ หลวงปู่ท่านมักจะสั่งกําชับพระที่มาศึกษาอบรมกับท่านเสมอว่า ห้ามก่อสร้างสิ่งอื่นๆ อีก ท่านจะชอบให้พระปฏิบัติธรรมมากที่สุด พระได้ช่วยกันสร้างบันไดอยู่ประมาณ ๑๐ วัน จึงแล้วเสร็จ จากนั้นก็กลับมาเร่งปฏิบัติธรรมกัน
หลวงปู่เป็นพระดังแห่งยุค
ในบรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์หลวงปู่มั่น ที่ดําเนินตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานที่หลวงปู่มั่นวางไว้อย่างเคร่งครัด จนมีชื่อเสียง คุณธรรม โด่งดังเป็นที่ยอมรับ เป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงสุดของพุทธบริษัท มีน้อยมากนับจํานวนองค์ได้ โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ว่า
“ครูบาอาจารย์นะเข้าไปหาหลวงปู่มั่น พอฟังเทศน์หลวงปู่มั่นเสร็จปั๊บ ออกไปแล้วก็ไปสึกเยอะแยะเลย ไม่มีพระที่ไม่เคยเจอหลวงปู่มั่นนะ เจอเป็นหมื่นๆ องค์ หลวงปู่มั่นสอนพระตั้งแต่หนุ่มจนอายุ ๘๐ พระเท่าไหร่? แล้วพระที่เป็น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม นี่มีกี่องค์นับมา แล้วยิ่งมาสมัยปัจจุบันนี้ เห็นไหม อย่างเช่นอาจารย์มหาบัว นี่ฝึกพระมาเท่าไหร่?นี่เข้าไปเจอ เข้าไปเจอแล้วยังแบบว่า มันไม่พอดีกันไง จังหวะและโอกาส แจ็คพ็อตมันไม่ถึง…”
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านท่องเที่ยวธุดงค์อยู่ตามป่าเขาลําเนาไพรอยู่นานกว่า ๕๐ ปี ประชาชนทั่วไปจึงไม่รู้จักท่าน เพิ่งจะมาได้ข่าวคราวและรู้จักหลวงปู่แหวน ก็ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เมื่อหนังสือพิมพ์นําประวัติและเรื่องราวอภินิหารต่างๆ ของหลวงปู่ออกเผยแพร่ ดังนี้
“มีทหารอากาศ กับ ทหารอากาศฝรั่ง ขับเครื่องบินบินลาดตระเวนตรวจดูพื้นที่ ได้บินผ่านไปตรงที่วัดดอยแม่ปั๋ง พอใกล้จะถึงดอยแม่ปั๋ง นักบินคนนั้นตกใจจนหูตาเหลือก เพราะพบหลวงปู่ผู้เฒ่านั่งอยู่บนก้อนเมฆขวางทางบินอยู่ ต้องรีบบังคับเครื่องหลบตาลีตาเหลือกขับหลีกเว้นไปที่อื่น ขากลับก็พบหลวงปู่องค์เดิมอยู่บนก้อนเมฆอีก เมื่อนําเครื่องบินร่อนลงสนามกลับมาถึงฐานทัพแล้ว นักบินนายนั้นได้ไปกราบนมัสการเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เรียนถามว่า ที่เชียงใหม่มีพระองค์ไหนดีบ้าง ที่มีปาฏิหาริย์พิเศษ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่บอกว่า เห็นมีอยู่องค์หนึ่ง คือ หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง หรือ ดอยสีม่วง เพื่อที่จะพิสูจน์ดูให้เห็นกับตา ก็ได้นั่งรถตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆ ถามหาว่าที่หมู่บ้านตรงนั้น มีพระอาจารย์อะไรอยู่ที่นั่น ชาวบ้านเขาก็ตอบว่า พระอาจารย์แหวนอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งนั่น เมื่อไปถึงวัดก็พบว่า มีผู้คนมากมายจากสารทิศต่างๆ มารอพบหลวงปู่แหวนเต็มวัดไปหมด
ปรกติหลวงปู่แหวนท่านไม่ยอมออกมาพบปะผู้ใดง่ายๆ แม้งานฉลองอายุครบรอบของท่าน ที่คณะศิษยานุศิษย์ตลอดจนผู้ที่เคารพเลื่อมใสจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลไปจัดงานขึ้น ผู้คนแน่นวัดมืดฟ้ามัวดิน รถราจอดเต็มดอยไปหมด หลวงปู่แหวนก็ไม่ยอมออกมาจากห้องให้สรงนํ้า หรือให้กราบสักการะ แจกของชําร่วยอย่างงานวันเกิดของพระเถระอื่นๆ หลวงปู่แหวนยังคงเก็บตัวอยู่แต่ในห้องและหนีคนอย่างอุปนิสัยแต่เดิมของท่าน ท่านจะออกมาจากห้องเป็นปรกติก็เฉพาะเวลาฉันจังหันเช้า และเจริญพระพุทธมนต์คํ่าเท่านั้น
ทหารอากาศท่านนี้ไปตอนเช้า พอได้เวลา หลวงปู่แหวนท่านออกจากห้องมาฉันจังหันเช้าก็จ้องมองด้วยความตะลึง จําได้ทันทีว่า พระภิกษุผู้เฒ่าองค์นี้จริงๆ ที่เขาพบบนก้อนเมฆขณะขับเครื่องบินผ่านดอยแม่ปั๋งไป เขาจึงแหวกผู้คนเข้าไปกราบนมัสการแทบเท้าหลวงปู่แหวนด้วยความเคารพเลื่อมใสสูงสุด นํ้าตาไหล ปลาบปลื้มใจ ตื้นตันใจที่ตนได้มีบุญวาสนา ได้พบเห็นตัวจริงของหลวงปู่แหวน แล้วกราบเรียนถามหลวงปู่แหวนว่า “พระอาจารย์แหวนขึ้นไปนั่งอยู่บนก้อนเมฆได้อย่างไร” หลวงปู่แหวนท่านก็ตอบว่า “บ่ (ไม่) ได้ขึ้นไปดู๋ มันมีแต่มาบินข้ามหัวตุ๊เจ้านี้ ว่าตุ๊เจ้าเพิ่น (ท่าน) นั่งภาวนาอยู่ ก็เอาเสียงมารบกวนตุ๊เจ้า มันเป็นบาปน่า..”
พอทหารอากาศท่านนี้ได้ยินดังนั้นแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสได้มอบตัวเป็นลูกศิษย์ ต่อมาก็ได้ขอทําเหรียญรุ่นแรก เรียกว่า รุ่นทหารอากาศ ก็ได้แจกจ่ายทหารที่ทําสงครามกับพวกคอมมิวนิสต์ ทําให้พวกคอมมิวนิสต์แตกทัพไปไม่เป็นกระบวนกันเลย นี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทําให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมากราบหลวงปู่แหวนแห่งวัดดอยแม่ปั๋ง ทําให้ท่านเป็นพระดังแห่งยุค”
ในเรื่องการเหาะ การแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มีมาแต่ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ด้วยพระองค์เอง แม้ในสมัยปัจจุบันก็มีพ่อแม่ครูอาจารย์หลายองค์ท่านเหาะได้ โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“ครูบาอาจารย์เรานะ หลวงปู่มั่นบอกว่า ให้หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว ลงมาจากถํ้าเชียงดาว ให้ลงมาตักนํ้า หลวงปู่ขาวเล่าไว้ในวงกรรมฐาน เราจะฟังต่อๆ กันมา พอหลวงปู่แหวนกับหลวงปู่ขาวลงมาตักนํ้าที่ถํ้าเชียงดาว หันขึ้นไปนะ หลวงปู่มั่นเหาะลงมาเลย เก็บไว้ ไม่ได้ลงในประวัติหลวงปู่มั่น หลวงตาบอกว่า ประวัติหลวงปู่มั่นลงแค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ลงมากกว่านั้นไม่ได้ สิ่งนี้ท่านเร้าให้คนสนใจในศาสนา เพราะสิ่งนี้เป็นเครื่องวิธีการให้เข้าไปหามรรคผล…
ผู้ที่มีธรรม ผู้ที่มีหัวใจ เขาพิสูจน์ เขาทดลองนะ แม้แต่หลวงปู่ขาวก็เหาะได้ แม้แต่หลวงปู่แหวนก็เหาะได้ เพราะหลวงปู่เจี๊ยะท่านเคยอยู่แล้วพูดให้ฟังหมด ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเขาจะทดสอบว่า มีจริงหรือเปล่า ทําได้จริงหรือเปล่า ทําทดสอบไว้เป็นปัจจัตตังกับใจดวงนั้น สิ่งนี้มันทําได้แล้ว มันอยู่ในหัวใจ แล้วมันจะเกรงกลัวกับอะไรล่ะ…
ในวงกรรมฐาน ครูบาอาจารย์เราพูดไงว่า “หลวงปู่แหวน ท่านไม่ต้องเทศน์เลย นั่งเฉยๆ นั่งดูดบุหรี่นี่ โอ๋ย ! คนเคารพศรัทธาทั้งประเทศเลย” นี่อํานาจวาสนาของท่าน นี่พระ นี่ครูบาอาจารย์เราพูดกันเป็นคติธรรมนะ เราไม่ใช่มาพูด เพื่อเอามาเทียบเคียงนะ แล้วท่านก็ยกว่าหลวงตาเรานี่ บอกดูหลวงตาเราสิ โอ๋ ! เทศน์วันละ ๕ รอบ ๑๐ รอบ เทศน์จนเหนื่อยกว่าคนจะศรัทธา หลวงปู่แหวนไม่ต้องเทศน์เลย อยู่เฉยๆ คนศรัทธาน่าดูเลย หลวงตาเราเทศน์ทั้งวันเลย เทศน์จน โอ๋ ! จนเหนื่อยจนหอบกว่าคนจะศรัทธา เห็นไหมวาสนาคนมันต่างกันเห็นไหม นี่เราพูดด้วยความเคารพบูชานะ แต่มาพูดให้เห็นอํานาจของคน วาสนาของคน มันของแต่ละคน”
เสาหลักกรรมฐานทางภาคเหนือ
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อท่านมาอยู่จําพรรษาวัดดอยแม่ปั๋ง ในบั้นปลายชีวิตของท่าน ท่านมีชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ และคุณธรรมโด่งดังกระฉ่อนไปทั่วประเทศและต่างประเทศ ท่านเป็นเสาหลักวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่งทางภาคเหนือ ซึ่งสูงด้วยอายุวัยและพรรษากาล และทั้งสูงส่งลํ้าเลิศด้วยคุณธรรม ซึ่งวงกรรมฐานต่างก็ทราบกันดีว่า หลวงปู่แหวนท่านเป็นพระอรหันต์ศิษย์อาวุโสองค์สําคัญของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ที่ให้ร่มเงาความร่มเย็นแก่บรรดาพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลาย พระเณรวงกรรมฐานจึงเดินทางมาขออยู่ศึกษาอบรมและขออยู่จําพรรษากับท่านจํานวนมาก จนเสนาสนะป่าต่างๆ ที่จําเป็นบนวัดดอยแม่ปั๋ง เช่น กุฏิกรรมฐาน ศาลาหอฉัน ห้องนํ้า ฯลฯ มีไม่เพียงพอ จึงถูกสร้างขึ้นมากมาย เพื่อรองรับพระเณร
สมเด็จพระราชาคณะ พระมหาเถระ ตลอดครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ทั้งฝ่ายธรรมยุต และมหานิกาย เดินทางมาเยี่ยมเยียนและสนทนาธรรมกับหลวงปู่แหวน ที่วัดดอยแม่ปั๋ง เป็นประจํา เช่น สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) พระธรรม–บัณฑิต (มานิต ถาวโร) พระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ) ฯลฯ ครูบาอาจารย์ฝ่ายกรรมฐานก็มี หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโรหลวงปู่คําปัน สุภทฺโท หลวงปู่คําแสน คุณาลงฺกาโร หลวงปู่ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่มหาปราโมทย์ ปาโมชฺโช ฯลฯ
นอกจากฝ่ายบรรพชิตแล้ว ฝ่ายคฤหัสถ์ศรัทธาสาธุชน นับแต่สถาบันพระมหากษัตริย์ เสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมเยียนแล้ว บุคคลสําคัญของประเทศ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ทหาร ตํารวจ ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชนทั่วไปจํานวนมาก จากทั้งใกล้และไกลพากันหลั่งไหลเดินทางมากราบไหว้ฟังธรรมบําเพ็ญบุญกับหลวงปู่แหวนในแต่ละวันไม่เคยขาด
ชื่อของวัดดอยแม่ปั๋ง และ หลวงปู่แหวน จากเดิมที่มีคนรู้จักเพียงไม่กี่คน สมัยนั้นพอมีชื่อเสียงขึ้นมา แทบไม่มีใครไม่รู้จักวัดดอยแม่ปั๋งกับหลวงปู่แหวน จากพระเณรอยู่จําพรรษาเพียงไม่กี่องค์ ก็เพิ่มจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ และจากศรัทธาญาติโยมเพียงไม่กี่คน ก็เพิ่มจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งนานวันก็ยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น จากหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่บนดอยในชนบททุรกันดารห่างไกลความเจริญ ชาวบ้านอยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ก็กลายเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่มีความเจริญเข้าไปถึง ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ดีขึ้น สะดวกสบายกว่าแต่ก่อน
แม้ว่าในสมัยนั้น หลวงปู่แหวนท่านเป็นเสาหลักวงกรรมฐาน จึงมีผู้มาเกี่ยวข้องกับท่านมากมาย ท่านก็ยังคงยึดมั่นรักษาสัจจะที่ตั้งไว้ คือ ท่านจะบําเพ็ญภาวนาอย่างเดียวโดยไม่รับภาระใดๆ ในวัด ไม่รับกิจนิมนต์ ไม่ออกนอกวัด แม้เจ็บป่วยอาพาธหนัก ท่านก็ไม่ไปโรงพยาบาล จะขอยอมตายที่วัด
สาเหตุประการสําคัญที่ หลวงปู่แหวน ท่านตั้งสัจจะนี้ไว้ สันนิษฐานว่า เพราะท่านเป็นพระมหาเถระองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของประเทศ เป็นครูบาอาจารย์แนะนําสั่งสอนธรรมปฏิบัติและสืบทอดรักษาพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ตลอดข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เป็นที่เคารพศรัทธาปสาทะของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด ท่านเป็นพระของในหลวง และเป็นพระของประชาชนทั้งประเทศ ท่านจึงตั้งใจประคองรักษาธาตุขันธ์ให้ดํารงอยู่ตราบนานเท่านาน ท่านบําเพ็ญภาวนาอยู่ด้วยวิหารธรรม เพื่อถนอมรักษาธาตุขันธ์ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อการรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ดํารงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทย
พระมหากรุณาธิคุณ
นับตั้งแต่อดีตโบราณกาลมาจวบจนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า ยังไม่มีพระคณาจารย์รูปใดที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เท่าหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ในระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ นอกเหนือจากการเสด็จพระราชดําเนินถึงวัดดอยแม่ปั๋ง เพื่อทรงกราบนมัสการและสนทนาธรรมกับหลวงปู่หลายครั้งหลายคราแล้ว ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจัดสร้างสิ่งมงคล โดยใช้รูปของหลวงปู่แหวนนํามาแจกในงานพระราชพิธีสําคัญๆ
หลวงปู่แหวน ท่านจึงเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในประเทศไทยที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงส่ง และนอกจากล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์แล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยาม-มกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) ได้ทรงพระกรุณาเสด็จกราบเยี่ยมหลวงปู่แหวนที่วัดดอยแม่ปั๋งอยู่เนืองๆ
ในต้นเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เมื่อทางวัดดอยแม่ปั๋งสร้างวิหารไม้หลังแรกนั้นเสร็จและได้ฉลองวิหารแล้ว ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปพักแรมที่เชียงใหม่ ในหลวงท่านก็ได้เสด็จไปกราบหลวงปู่แหวนที่วัดดอยแม่ปั๋งเป็นครั้งแรก จากปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นต้นมา ทุกๆ พระองค์ก็ได้เสด็จกราบหลวงปู่แหวนอยู่เนืองๆ ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“หลวงปู่แหวน ในอดีตชาติท่านเคยเป็นพ่อของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านเคยเป็นลูกเป็นพ่อกันมานับภพนับชาติมิได้ ชาตินี้เมื่อพบปะกันก็เป็นอันพอใจ เข้ากันได้ทันที”
หลวงปู่แหวน ท่านมีความสัมพันธ์กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถและเจ้าฟ้าทุกพระองค์อย่างลึกซึ้ง ทุกปีที่พระองค์ท่านเสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระตําหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ พระองค์จะทรงไปกราบนมัสการหลวงปู่แหวนทุกปี ในการเสด็จก็จะเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ ไม่โปรดพิธีรีตองใดๆ ไม่มีหมายกําหนดการล่วงหน้า ท่านทรงวางพระองค์เหมือนศิษยานุศิษย์ทั่วไป ทุกครั้งเราจะเห็นในหลวงเสด็จเข้าไปสนทนาธรรมกับหลวงปู่ในกุฏินานนับชั่วโมง
ครั้งหนึ่งท่านเคยถวายวิสัชนาธรรมแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า
“ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์อยู่ที่ใจเรานี่เอง”
เมื่อหลวงปู่แหวนอาพาธ ท่านไม่ยอมไปโรงพยาบาลตามสัจจะที่ท่านตั้งใว้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชทานสร้างห้องผ่าตัด และทําการผ่าตัดที่วัดดอยแม่ปั๋ง
หลวงปู่แหวน ท่านตั้งสัจจะอธิษฐานว่า แม้ท่านจะเจ็บป่วยก็ไม่ยอมไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่ในช่วงท้ายของชีวิต เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอาราธนาด้วยพระองค์เอง ท่านจึงยอมทําตาม และบอกว่า “ในฐานะประชาชน หลวงปู่จึงไม่กล้าขัดพระราชประสงค์ได้”
ด้วยพุทธศาสนจักร ต้องตั้งอยู่บนราชอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นมั่นคง โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขสูงสุด พระภิกษุ สามเณร ตลอดอุบาสก อุบาสิกา จึงบําเพ็ญสมณธรรมได้สะดวกและได้รับการคุ้มครอง หลวงปู่แหวนท่านแสดงให้เห็นความสําคัญอย่างยิ่งของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ในฐานะพระมหาเถระผู้ทรงภูมิธรรมอันสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดพระบรมวงศานุวงศ์ทุกๆ พระองค์ ทรงให้ความเคารพบูชาและศรัทธาปสาทะอย่างสูงสุดต่อหลวงปู่แหวน
แต่ในฐานะประชาชน พสกนิกรข้าของแผ่นดินแล้ว หลวงปู่แหวนท่านแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด ท่านแสดงออกให้เห็นเป็นประจักษ์ ด้วยการกระทํามาโดยตลอด ทั้งทางกาย วาจา ใจ มาในคราวจําเป็นที่จะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในครั้งนี้ แม้ท่านจะต้องยอมคลายสัจจะที่ตั้งไว้และรักษามาอย่างยาวนาน ๒๐ กว่าปี เมื่อมาอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง แม้ท่านจะต้องยอมคลายปฏิปทาหลวงปู่มั่นที่ว่า พระอรหันต์คู่ควรละขันธนิพพานอยู่ในป่าในเขา และแม้ว่าท่านต้องคลายสัจจะวาจาที่ท่านยึดมั่นและรักษามาตลอดชีวิต ทั้งทราบนํ้าพระทัยตลอดความเป็นห่วงเป็นใยอย่างมากล้นพ้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อท่านด้วยดีเสมอมา ท่านก็จําต้องยอม ความจงรักภักดีของหลวงปู่แหวน นับเป็นคติธรรมที่งดงามเลอเลิศและหาดูได้ยากยิ่ง ควรค่าแก่การจารึกไว้ให้บรรดาพุทธบริษัท ตลอดพสกนิกรชาวไทย ยึดมั่น ถือมั่น และน้อมนําไปปฏิบัติตาม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอุปถัมภ์คํ้าชูดูแลครูบาอาจารย์วงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นแต่ละท่านที่ได้เจ็บป่วยอาพาธมาโดยตลอด ในคราวหลวงปู่แหวนท่านอาพาธหนักใกล้มรณภาพ ท่านเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ในหลวงท่านก็ทรงรับหลวงปู่แหวนเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ หลวงปู่แหวนท่านได้เข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้ง ในหลวงท่านก็ได้พระราชทานค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นเงินเรือนแสน หยูกยาและอาหารที่จะมารักษา มาบํารุงหลวงปู่ไม่มีจําหน่ายในประเทศไทย ก็ทรงสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ เป็นต้น
เมื่อหลวงปู่แหวนถึงแก่มรณภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นสุดที่จะประมาณได้ เมื่อทรงทราบข่าวในวันนั้น ก็เสด็จพระราชดําเนินไปพระราชทานนํ้าหลวงสรงศพด้วยพระองค์เอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับศพหลวงปู่แหวนไว้ในพระบรม-ราชานุเคราะห์ ๗ วัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกศโถ ฉัตรเบญจา พร้อมพวงมาลาของพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์วางหน้าโกศศพ มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมศพครบรอบ ๗ วัน ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน และมีพระบรมราชานุญาตโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ และเมื่อถึงกําหนดวันพระราชทานเพลิงศพ ได้เสด็จพระราชดําเนินไปพระราชทานเพลิงศพด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ตามเสด็จเป็นอันมาก พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้นี้ ถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด เพราะหลวงปู่แหวนท่านเป็นพระที่ไม่มีสมณศักดิ์ หรือตําแหน่งใดๆ ทางคณะสงฆ์ หลวงปู่แหวนท่านย่อมทราบด้วยญาณวิถีของท่าน และอนุโมทนาสาธุการ ทั้งยังความปลาบปลื้มปีติ ซาบซึ้ง และตื้นตันใจให้กับเหล่าบรรดาพุทธบริษัทสานุศิษย์ในหลวงปู่แหวน ต่างได้สํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ และขอน้อมถวายความซื่อสัตย์ จงรักภักดี เป็นข้าของแผ่นดินแด่พระองค์ท่านตลอดกาลนาน เทอญ
เมตตาธรรมของหลวงปู่แหวนที่มีต่อในหลวง
ความเมตตาธรรมของหลวงปู่แหวนที่มีต่อในหลวง ประดุจความเมตตาของพ่อที่มีต่อลูก ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“เหตุฉะนั้นในหลวงเมื่อท่านเข้าไปอยู่ในห้อง ท่านจะไม่ให้สมเด็จพระบรมราชินีนาถเข้าไป ท่านจะเสด็จพระองค์เดียว เข้าไปอุปัฏฐากหลวงปู่อยู่สองชั่วโมง สมเด็จฯ ก็ต้องนั่งคอยอยู่ข้างนอก ท่านจะคุมเครื่องอัดเทปด้วยพระองค์เองอยู่นั่นบันทึกถาม
บัดนี้ อาตมาก็เลยถามหลวงปู่ หลวงปู่เมื่อท่านในหลวง ท่านเสด็จเข้ามาไหว้หลวงปู่แล้ว ท่านตรัสอะไรบ้างกับหลวงปู่ “ท่านในหลวง ท่านมามอบเป็นลูกหลาน”
“หลวงปู่นี่จะพูดภาษาอีสาน หรือภาษาอะไรก็ได้ ลูกหลานจําไม่ได้ ไม่รู้จักก็แปลให้ฟังแต่ไม่ต้องพูดราชาศัพท์ ไม่ต้องพูด เทศน์ให้ลูกหลานฟัง สิ่งใดที่จะทําให้ลูกหลานพ้นทุกข์ในภพนี้ ให้หลวงปู่เทศน์สิ่งนั้น ลูกหลานจะไม่อยากปรารถนามาเกิดในชาติข้างหน้าอีก อยากให้สิ้นทุกข์ในภพนี้” ในหลวงท่านตรัสอย่างนี้กับหลวงปู่แหวน
“เทศน์ให้ฟังโดยหลวงปู่ที่มันจะพ้นทุกข์ ต้องการพ้นทุกข์จริงๆ อยากพ้นในภพนี้เองไม่อยากมาเกิดอีกแล้ว” “แล้วก็เลยมอบให้เป็นลูกเป็นหลานของเรา เราก็เทศน์” ว่าอย่างนั้น หลวงปู่ก็เลยเทศน์ให้ฟัง ท่านก็กลัวอัดเทปไม่ได้ หลวงปู่เทศน์เบาๆ ก็เร่งไฟมอเตอร์ มันก็ดังกันไปเลย ฟังไม่ถนัด รัวไปหมด อาตมาฟัง โอ้ย ! เพราะไม่ให้ใครเข้าไป ท่านอุปัฏฐาก เวลาท่านประคองออกมา ท่านก็ประคองเองท่านในหลวง ท่านเห็นหลวงปู่นี้ ท่านจึงตรัสไว้
อาตมาพบท่านในหลวงครั้งหนึ่งเลยถาม “หลวงปู่องค์ไหนมีเมตตาสูงที่สุดในประเทศไทย”
ท่านก็ตรัสบอกว่า “หลวงปู่แหวนมีเมตตามากจริงๆ เข้าไปแล้ว เย็นหมดทั้งตัวเลย ไม่อยากหนีเลยสองชั่วโมง ไม่อยากลุกหนีไปไหนเลย ขาก็ไม่เปลี่ยน นั่งอยู่อย่างนี้ ก็เย็นอยู่อย่างนี้ ไม่อยากลุกไปไหน ไม่อยากหนีไปไหนเลย ติดอยู่กับท่าน มันเย็น แหม ! เป็นองค์อื่นนี้ก็เย็นอยู่หรอก มันไม่เย็นเท่า”
ท่านจึงเคารพ มีเมตตาจริงๆ อันนี้ท่านในหลวง ท่านตรัสอย่างนั้น ท่านจึงมั่นใจหลวงปู่ ท่านจึงเคารพจริงๆ ถ้าเผื่อเสด็จไปเชียงใหม่ ทางญาติโยมก็คงจะได้ยินข่าวว่า ท่านในหลวงเสด็จไปเยี่ยมหลวงปู่ประมาณครั้งหนึ่งสองครั้ง แท้ที่จริงโฮย ! ตั้งหลายครั้งเลย เพราะท่านไปสักสามสี่คันรถเท่านั้น ท่านไปเดี่ยวๆ เลย คํ่ามาท่านไปแล้วเสด็จไป ตํารวจ ทหารต้องคอยวิ่งตามหลัง ท่านลงจากภูพิงค์ฯ ขับรถไปเลย ลงรถไปด้วยตนเองเลย ด้วยพระองค์เองเลย ถึงหลวงปู่โน่นสามทุ่มถึงจะกลับกัน สองทุ่มสามทุ่ม ท่านไปแล้วได้ฟังเทศน์ เย็นทั้งวันไม่อยากหนีไปไหน ท่านมามีความสุขอยู่กับหลวงปู่ ฉะนั้น จึงมีเมตตาสูง”
ท่านใช้พลังจิตแผ่เมตตาในหลวงหายจากพระประชวร
สมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงพระประชวรและประทับรักษาพระองค์ที่พระตําหนักภูพิงคราชนิเวศน์ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ข้าราชบริพารได้นําเฮลิคอปเตอร์มานิมนต์และรับหลวงปู่แหวนให้ไปที่พระตําหนัก เพื่อแผ่พลังจิตช่วยรักษาอาการพระประชวรของพระองค์ท่าน หลวงปู่ท่านปฏิเสธการนิมนต์ และท่านได้บอกไปว่า “อยู่ที่ไหน ฮา (เรา) ก็ส่งใจไปถึงพระองค์ได้ ก็ส่งไปทุกวันอยู่แล้ว”
ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“ดูตอนในหลวงประชวรมาจากดอยอ่างขาง ตอนนั้นอาตมาอยู่ สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และ ดร. เชาวน์ ท่านก็เป็นองครักษ์ (องคมนตรี)
วันนั้นท่านก็ไปนิมนต์หลวงปู่ อาตมาก็อยู่นั่น พอไปนิมนต์ “หลวงปู่ได้โปรดพระเจ้าอยู่หัว ท่านประชวรอยู่ที่ภูพิงค์ฯ” ท่านเฉย นิมนต์แล้วก็เฉยอยู่ วันแรกท่านไม่พูดอะไร วันหลังนี่นิมนต์อีก เอารถเก๋งน่ะ จอดอยู่นั่นน่ะ “หลวงปู่นิมนต์ไปโปรดพระเจ้าอยู่หัวด้วย แผ่เมตตาให้ ท่านประชวรอยู่” “โอ๊ย ! นี่ ไปเมตตาทํานํ้ามนต์ไม่ได้หรือ” ทางสัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านถาม
“โอ๊ย ! ไม่ไปล่ะ เอาเฮลิคอปเตอร์มาใส่ก็ไม่ไป เอาจรวดมาให้นั่งก็ไม่ไป รถเบนซ์คันนี้ขาวๆ นี่ก็ไม่นั่ง” ท่านมาจอดรถยนต์ “ไปเสีย กลับ จะเมตตาไปให้หรอก เมตตานี่ แค่ภูพิงค์ฯ นี่มัน”ท่านว่า “เราเมตตาไปถึงเมืองอเมริกาพู้น เมืองรัสเซียพู้น นี่ใกล้ๆ นิดเดียวนี่” ท่านว่า “มันจะถึงวินาทีอิหยังเถอะ” ท่านว่าอย่างนั้น เมตตา
พอหลวงปู่แหวนท่านไม่ไปจริงๆ ท่านแผ่เมตตาให้ ในหลวงท่านก็สบายขึ้นมาเลย ท่านใช้พลังจิต ในหลวงท่านก็สบายหายวันหายคืนขึ้นมา นี่ท่านปลื้มใจ พอสบายก็ไปเลย ไป เสด็จไปหาหลวงปู่เลย นี่อาตมาเห็นพลังจิตที่ใช้งาน
หลวงปู่ตื้อเหมือนกัน มีพระป่วยมาอยู่ด้วย มีพระป่วยเข้าไปนั้น จะได้เอาเข้าโรงพยาบาลน่ะ ลุกขึ้นไม่ได้อยู่ ๔ วัน หายแล้ว ว่าจะเอาเข้าโรงพยาบาล หลวงปู่ตื้อเหมือนกัน ไม่รู้ท่านทําอย่างไง ด้วยเมตตา ด้วยพลังจิตของท่านทําอย่างไง ท่านทําให้คนสบายด้วยอํานาจของจิต ลูกศิษย์ก็เลยอยู่กันสบายๆ ไม่ค่อยได้เข้าโรงพยาบาล ด้วยอํานาจของจิตใจที่ฝึกมาดีแล้ว นี่สององค์นี้ หลวงปู่ตื้อก็ไปก่อนเสีย หลวงปู่ตื้อนี่ก็เผาศพแล้ว”
ย้อนกลับมาเรื่องหลวงปู่แหวนกับในหลวงอีก เพราะว่าท่านทั้งสองมีความรักกลมเกลียว กันมาก ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประชวรหนัก หลวงปู่เองท่านก็ได้แผ่เมตตาไปให้ในหลวงอยู่ตลอด อาตมานี้ก็ได้ฟังข่าววิทยุอยู่ตลอดเวลา เพื่อนํามากราบเรียนหลวงปู่ หลวงปู่ท่านก็ได้ทําของท่านอยู่ไม่ขาดสาย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้หายจากประชวรแล้ว ก็ได้ขึ้นมาประทับแรมที่เชียงใหม่ ในหลวงท่านก็ได้ขึ้นไปกราบหลวงปู่แหวน เล่าเรื่องประชวรของท่านให้หลวงปู่ฟัง ในหลวงท่านบอกว่า “ประชวรครั้งนี้หนักจริงๆ ที่เขาออกข่าวอยู่นั้น กระผมแทบเอาตัวไม่รอด เขาก็ออกข่าวปลอบใจประชาชน ไม่ให้ประชาชนตกใจมาก กระผมได้สุบินนิมิตว่า ได้ขึ้นไปอยู่ที่ป่าเขาแห่งหนึ่งมีป่าไม้ร่มรื่นดีมาก แล้วก็เห็นหลวงปู่นั่งอยู่บนศีรษะของกระผม กระผมก็กราบไหว้หลวงปู่แหวน จนอาการประชวรนั้นได้หายสร่างออกๆ ถ้าไม่ได้เห็นหลวงปู่นี้คงจะมรณะแน่ๆ”
หลวงปู่แหวนท่านก็ตอบว่า “อือ ! การเจ็บไข้ได้ป่วย มันก็เป็นธรรมดานั่นล่ะก้า มีทีวีล่ะก้าบอกข่าวอยู่ทุกวันๆ” หลวงปู่แหวนท่านพูดกับในหลวง ท่านก็พูดแบบธรรมดา เพราะว่าสมเด็จพระราชินีนาถ ท่านก็ได้กราบเรียนหลวงปู่อย่างนั้น ถือว่าเป็นกันเองทุกอย่าง
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์เล่าถึงหลวงปู่แหวน
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ นับแต่มีพระสงฆ์จากวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ขึ้นไปจําพรรษากับหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ต่อมาก็มีคณะสงฆ์และพุทธบริษัทจากวัดสัมพันธวงศ์ ขึ้นไปกราบหลวงปู่แหวน เป็นครั้งแรก และได้นํามากราบเรียนพระธรรมบัณฑิต (มานิต ถาวโร) เจ้าอาวาส ถึงปฏิปทาตลอดจริยวัตรอันงดงามของหลวงปู่แหวน และต่อมาพระธรรมบัณฑิตก็ได้ขึ้นไปกราบ และปฏิบัติติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงวันหลวงปู่มรณภาพ อันเป็นกรณีเริ่มต้นส่งเสริมให้เกียรติคุณชื่อเสียงของหลวงปู่แหวนยิ่งฟุ้งเฟื่องขจรไปทั่วทุกสารทิศ และท่านได้บันทึกไว้ดังนี้
“ในครั้งที่ข้าพเจ้าเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่ใกล้ๆ มีผู้กราบเรียนท่านให้ทราบว่านี่เจ้าคุณพระธรรมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ หลวงปู่ก้มลงมากระซิบที่หูของข้าพเจ้าว่า “อยู่ที่กุฏิที่อยู่เดี๋ยวนี้นั้นดีแล้ว อย่าย้ายไปอยู่กุฏิอดีตเจ้าอาวาส อย่าไปโยกย้ายแตะต้องสิ่งของอะไรของท่านในที่นั้น เขายังหวงแหนอยู่” นี้เป็นโอวาทครั้งแรกที่หลวงปู่แนะนําข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ได้ถือปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้
เรื่องเกี่ยวกับอดีตเจ้าอาวาส วัดสัมพันธวงศ์ ไม่มีใครเล่าให้หลวงปู่ฟัง แต่หลวงปู่หยั่งทราบเหตุการณ์ด้วยญาณวิถี หยั่งรู้ความเป็นไปของวัดสัมพันธวงศ์ว่า ในยุคที่ข้าพเจ้ามาอยู่ที่วัดสัมพันธ- วงศ์นั้น จะได้เป็นเจ้าอาวาส มีอดีตเจ้าอาวาส สมภารเจ้าวัดล่วงลับไปแล้ว ๒ รูป ข้าพเจ้าเป็นรูปปัจจุบัน ตามธรรมเนียม เมื่อเจ้าอาวาสรูปก่อนล่วงลับไปแล้ว ผู้ที่ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมาจะต้องโยกย้ายขยับขยายไปอยู่กุฏิอดีตเจ้าอาวาสโดยมาก และมักจะมีปัญหา ถ้าบุญวาสนาบารมีไม่คู่ควร ไม่ตาย ก็สึกหาลาเพศ หรือมีเหตุอื่นๆ คําแนะนําหลวงปู่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นศุภนิมิตอันดี ทําให้ข้าพเจ้าไม่มีปัญหา มีความสุขสวัสดีตลอดมาจนถึงทุกวันนี้
(ต่อมาพระธรรมบัณฑิต ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เรื่อยมา จนสูงสุดท่านได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ และท่านมีอายุยืน ๑๐๑ ปี จึงได้ถึงแก่มรณภาพ)
บางครั้งบางคราว เวลาข้าพเจ้าไปค้างคืนที่วัดดอยแม่ปั๋ง เวลากลางคืนไปกราบนมัสการหลวงปู่ ท่านเล่าเรื่องอดีตเกี่ยวกับสถานที่บ้าง เกี่ยวกับตัวท่าน คนอื่นบ้างให้ฟัง เช่น เรื่องที่ท่านเคยเดินทางไปเรียนมูลเดิมอยู่ที่วัดบ้านสร้างถ่อนอก บ้านสร้างถ่อใน อําเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี และเล่าถึงประวัติหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันจังหวัดหนองบัวลําภู) ขณะที่ยังครองฆราวาสเหย้าเรือนเกิดมีปัญหาในการครองเรือนจนออกบวช ตลอดถึงหมู่บ้านในแถบนั้น ท่านจําชื่อและหนทางไปมาติดต่อกันได้ เป็นต้น ข้าพเจ้าเองเป็นคนที่เกิดในภูมิลําเนาที่นั้นยังจําไม่ได้ถูกต้องเหมือนท่าน และยังไม่เคยไปยังหมู่บ้านแถบนั้นบางหมู่บ้านเลย ข้าพเจ้าสงสัยว่า ทําไมจึงทําให้หลวงปู่รู้ภูมิประเทศ เหตุการณ์และอะไรๆ แถวนั้นได้ดี เพราะไม่ใช่ถิ่นกําเนิดของท่าน
เมื่อข้าพเจ้ามีโอกาสไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล ซึ่งเป็นหลวงปู่ของข้าพเจ้าจริงๆ ท่านจึงเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่แหวน ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรน้อย ได้ไปกับพระอาจารย์อ้วน จากจังหวัดเลย ซึ่งเป็นชาติภูมิของท่าน ได้ศึกษาเล่าเรียนมูลเดิมอยู่ที่วัดบ้านสร้างถ่อนอก สร้างถ่อใน และได้บวชเป็นพระอยู่ที่นั้น มีโยมอุปัฏฐากอุปถัมภ์อยู่ที่นั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มี อันนี้เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าริเริ่มสืบสาวราวเรื่อง เขียนประวัติหลวงปู่ขึ้นเป็นครั้งแรก และต่อมาพระนาค อตฺถวโร วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ขึ้นไปจําพรรษาอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง ได้ค้นคว้าสืบสาวราวเรื่องจากศิษยานุศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงปู่ และจากปากคําของผู้ที่เคยอยู่ร่วมกับหลวงปู่ แล้วบันทึกเรียบเรียงขึ้นเป็นเอกสารที่สมบูรณ์ ซึ่งทางวัดสัมพันธวงศ์ได้จัดพิมพ์ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๒๕
บางคราว หลวงปู่ก็เล่าถึงการเดินธุดงคกรรมฐานไปบําเพ็ญเพียรในสถานที่ต่างๆ ได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์ที่ดีและไม่ดีจากพวกมนุษย์และอมนุษย์ เล่าถึงปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่าน แม้หลวงปู่จะเป็นพระโบราณความรู้น้อย อธิบายธรรมะเฉพาะปฏิปทาที่ท่านได้ปฏิบัติดําเนินเป็นผลสําเร็จมา ข้อว่า ธัมโม ธัมเมา เป็นส่วนมากก็จริง แต่ถ้ามีผู้ฟังสนใจในการปฏิบัติจริงๆ เรื่องจิตใจ หลวงปู่จะอธิบายให้ผู้ฟังผู้ถามได้ตลอดทั้งคืน และแนะนําเรื่องวัตถุมงคลว่าเป็นของภายนอก ไม่ใช่แก่นแท้ของพระศาสนา เป็นเพียงนาวาอาศัยข้ามฟาก ได้เน้นหนักในการประพฤติปฏิบัติเป็นหลักสําคัญ…
แม้หลวงปู่จะเป็นพระป่าพระดอย ไม่เคยเข้าวัง หรือพระที่นั่งในเมืองหลวงและที่ไหนๆ แต่มีจิตใจประกอบเมตตาอย่างสูงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ถวายมงคลนามแบบโบราณชาวบ้านแด่บรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ว่า “เจ้าพ่อหลวง – เจ้าแม่หลวง” ถ้าพระบาท- สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระประชวร ถ้าตรงกับเวลาที่พวกเราไปจากกรุงเทพฯ เข้ากราบนมัสการ หลวงปู่จะพูดปรารภขึ้นว่า “ได้ทราบว่า เจ้าพ่อหลวง – เจ้าแม่หลวง ทรงพระประชวรไม่สบาย เป็นเพราะทรงงานมาก ทรงเป็นห่วงพสกนิกรจะทุกข์ยาก ผู้เฒ่าก็ช่วยแผ่เมตตาอธิษฐานจิตให้เจ้าพ่อหลวง – เจ้าแม่หลวงหายโดยเร็ว หากได้ทรงพักผ่อนแล้วจะสุขสบายเป็นปกติ” ซึ่งเป็นคําพูดที่ซาบซึ้งจิตใจอย่างยิ่ง”
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร เล่าถึงหลวงปู่แหวน
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงลิขิตเรื่องหลวงปู่แหวน ไว้ดังนี้
“ครั้งแรกที่ได้กราบหลวงปู่ท่าน ประโยคแรกที่ท่านพูดด้วยก็คือ
“อตีตาธัมเมา อนาคตาก็ธัมเมา ปัจจุบันเท่านั้นธัมโม เอาล่ะพอ”
คําว่า พอ ของท่าน ทําให้ท่านพูดเรื่องอื่นต่อไป โดยไม่เกี่ยวข้องกับธัมมะเลยในครั้งนั้น รวมทั้งทุกครั้งต่อมาที่ไปกราบท่าน ผู้ที่ท่านเจาะจงให้ธัมมะสําคัญ “อตีตาธัมเมา อนาคตาก็ธัมเมา ปัจจุบันเท่านั้นธัมโม พอ” ยังเล่าให้ผู้ที่ควรได้รับรู้ว่า เสียงของหลวงปู่มีอิทธิพลเหนือชีวิตจิตใจมากจริงๆ เป็นคุณประโยชน์แก่จิตใจสูงสุดจริงๆ “เพราะทุกครั้งเมื่อจะคิดไปถึงอดีตที่มีทั้งทุกข์ มีทั้งสุข เสียงที่น่ารักที่สุดของหลวงปู่ นัยน์ตาที่น่ารักที่สุดของหลวงปู่ ก็จะปรากฏขึ้นในใจ หยุดความคิดถึงอดีตได้อย่างเฉียบขาด”
ตามมาด้วยความรู้สึกที่บอกตัวเองว่า “หลวงปู่ท่านห้าม ต้องเชื่อท่าน” จิตใจที่สงบสบายของญาติโยมผู้นั้น เจ้าตัวเล่าว่าส่วนหนึ่งเกิดแต่คําของหลวงปู่จริงๆ ได้ผลชะงัดจริงๆ “อดีตไม่ใช่ธัมมะ อนาคตก็ไม่ใช่ธัมมะ ปัจจุบันเท่านั้นธัมมะ” หรือ “อตีตาธัมเมา อนาคตาก็ธัมเมา ปัจจุบันเท่านั้นธัมโม”
ผู้ที่รักหลวงปู่ท่านและไม่เคยได้รับธัมมะนี้จากท่าน ก็ขอฝากไว้ “เพื่อให้ได้มีโอกาสดี ได้มีจิตที่สงบสบายไม่วุ่นวาย ที่เป็นยอดปรารถนาของทุกคนแน่นอน”
“คําทรงสอนในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีความลุ่มลึกพ้นจะกล่าวให้ถูกต้องได้ง่ายๆ มีความประณีตและลึกซึ้ง” ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดได้ยินแล้ว ได้อ่านแล้วจะสามารถเข้าใจได้ถูกต้องถ่องแท้เสมอไป จะเข้าใจพระธรรมคําทรงสอนแห่งองค์สมเด็จพระบรมครูได้ถูกต้อง
“ต้องรอบคอบในการคิด ในการตีความ คนไม่ใช้ความรอบคอบในการคิดพิจารณาทุกข้อคําที่ทรงสอนไว้อย่างละเอียดประณีตลึกซึ้ง” ย่อมยากจะได้ความรู้ถูกที่ลํ้าลึกและงดงาม เพราะแต่ละข้อคําที่ทรงสอน “ผู้ไม่รอบคอบละเอียดเฉียบแหลมในการคิดการอ่านพระธรรมคําทรงสอน ย่อมยากจะเข้าใจในคําทรงสอน” หลายอย่างหลายประการ
ตัวอย่างที่หลวงปู่แหวนท่านสอนญาติโยมคนหนึ่งนั้น คือ “อตีตาธัมเมา อนาคตาก็ธัมเมา ปัจจุบันเท่านั้นธัมโม” ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาและปฏิบัติพระพุทธศาสนา ย่อมไม่ถือเอาคําสอนจากปากหลวงปู่แหวนอย่างผิดๆ คือ อย่างไม่สนใจถึงอดีตเลย “อดีตที่ท่านมุ่งให้เห็นว่าไม่ใช่ธัมมะ คือ อดีตที่เมื่อคิดแล้วให้ความวุ่นวายความสกปรก เศร้าหมองแก่จิตใจ”
แต่แน่นอนเมื่อทรงสอนเช่นนี้ “สมเด็จพระบรมครูมิได้ทรงมุ่งให้เห็นคุณงามความดีที่เคยได้รับมาแต่อดีต จากคนนั้นบ้าง จากคนนี้บ้างว่าไม่ใช่ธัมมะ เป็นธัมเมา” ที่ไม่พึงย้อนไปฝังใจจําและระลึกถึงอยู่ “การไม่จดจํารําลึกถึงคุณความดี หรือที่เรียกว่า บุญคุณ ที่ท่านทําแล้วแก่ตนจะเป็นการก่อให้เกิดธรรมสําคัญของการเป็นคนดีได้อย่างไร”
“เพราะจะไม่มีกตัญญูกตเวที ไม่มีการรู้คุณที่ท่านทําแล้วแก่ตน และย่อมไม่ได้ตอบแทนคุณท่าน อันคุณธรรมสําคัญทั้งสองนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาทรงกล่าวว่า เป็นเครื่องหมายของคนดี ที่หาได้ยาก”
“เพราะฉะนั้นอดีตที่ได้รับพระคุณนํ้าใจจากใคร ก็ตอบไม่ใช่อดีตที่เป็นธัมเมา” นอกจากว่าจะนึกถึงแล้วปฏิเสธว่า เป็นบุญคุณและนํ้าใจที่ตนได้รับจากผู้นั้นบ้าง ผู้นี้บ้างเท่านั้น การไม่คิดถึงพระคุณที่ได้รับแล้วจากท่าน เป็นคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง การไม่คิดถึงพระคุณท่านนั่นเองที่เป็นความไม่ถูกต้อง ไม่เป็นบัณฑิต และไม่เป็นที่สรรเสริญของบัณฑิต…”
อย่าไปยุ่งกับเขานะเรื่องเงินเรื่องทอง
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อมีผู้มาเกี่ยวข้องกับท่านจํานวนมาก ดังนั้น จตุปัจจัยไทยทาน ข้าวของเงินทอง ฯลฯ ที่ศรัทธาญาติโยมทั้งหลายมาบริจาค จึงหลั่งไหลตามมามากมาย เมื่อหลวงปู่มีชื่อเสียงมาก มีเงินมีทองมาบริจาคมาก จึงมีผู้มาแสวงหาผลประโยชน์กับท่าน หลวงปู่แหวนท่านจะสอนพระไม่ให้ไปยุ่งกับผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์เรื่องเงินเรื่องทอง ให้ยุ่งกับท่านองค์เดียว โดยครูบาอาจารย์เล่าเรื่องนี้ไว้ว่า
“พระภิกษุสามเณรก็ได้หลั่งไหลเข้ามาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋ง แต่ละปีก็มีอยู่ประมาณ ๓๐ – ๔๐ องค์ อาหารก็ฉันอดๆ อยากๆ เพราะอาศัยชาวบ้านเขาก็ไม่ไหว ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ นั้น โยมโสภี อินทรทัต ได้เข้าไปปวารณาตัวเป็นลูกของหลวงปู่แหวน รับเป็นภาระในทางโรงครัว ทําอาหารเลี้ยงพระอยู่ตลอดปี จนถึงปีพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่แล้วจึงได้หยุด ค่าอาหารแต่ละวันนั้นอย่างน้อยไม่ตํ่ากว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ของอย่างอื่นอีกนับจํานวนราคาไม่ได้ โยมโสภีเป็นเจ้าของบริษัท เทวกรรมโอสถ ได้เป็นหัวเรือใหญ่คนหนึ่ง ได้ช่วยให้พระภิกษุสามเณรรอดพ้นจากความอดอยากไปได้
ในช่วงที่หลวงปู่แหวนยังมีชีวิตอยู่นั้น โยมโสภีนี้ไม่เคยมีว่าจะได้อะไรจากทางวัดเลย มีแต่เสียสละอย่างเดียว ไม่เหมือนคนอื่นๆ คนอื่นเขามีแต่วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง ตัวของเราเองได้อยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่มาได้เป็นปีๆ ก็ไม่เคยได้อะไรเลยจากวัดดอยแม่ปั๋ง แม้แต่พระรูปเหมือนของหลวงปู่ก็ยังได้บูชาเอามาไว้กราบไหว้ สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้เราได้รับความอิจฉา เพราะว่าเราเองก็ได้รู้เหตุการณ์ได้ดี
หลวงปู่แหวนท่านก็ได้แนะนําให้เราว่า “อย่าไปยุ่งกับเขานะเรื่องเงินเรื่องทอง ให้ยุ่งกับปู่นี่แหละก็พอแล้ว” เราเองก็ได้ตรึกตรองดูตัวเราเอง แล้วศรัทธาญาติโยมผู้ที่เลื่อมใสเรา เขาถวายส่วนตัวก็พอได้ใช้จ่ายอยู่ไม่ขาด และก็ยังได้ใช้ให้กับหลวงปู่ด้วยเป็นบางครั้ง หลวงปู่เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้ง ก็มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โปรดจ่ายให้ทุกครั้ง เพราะว่าหลวงปู่เป็นคนไข้ของในหลวง”
ท่านจะหนีไปอยู่กับองค์หลวงตาฯ
ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“พอดีมีผู้เขียนว่า ทหารอากาศขี่เครื่องบินไปเจอพระรูปหนึ่งอยู่บนอากาศ จึงมาหาดูในบริเวณที่เห็น พบหลวงปู่แหวน เขาก็เข้าใจว่าเป็นหลวงปู่นั้นเอง จากนั้นจึงมีคนขึ้นมากราบไหว้บูชา ทําบุญ ให้ทานเสมอมา จนในครั้งหนึ่งท่านก็เบื่อหน่าย ทั้งคนทั้งพระ โยมไปมาหาสู่มาก จึงอยากหนี ท่านจะให้เราพาหนี เลยคิดให้โยมติดต่อไปยังหลวงตาบ้านตาด อาจารย์มหาบัวหลวงปู่แหวนว่า “เออ ! ไปก็ไป”
แต่หลวงตาบ้านตาด ท่านมีปัญญา ท่านว่า “มาอยู่ที่นี่ มันก็ห้ามคนไม่ได้ ห้ามไม่ให้คนไปมาหาสู่ไม่ได้ ที่ไหนตามป่าดง ถ้าหลวงปู่อายุมากแล้วไปได้ คนเขาก็ตามไปได้หมดแหละ”ได้ให้คนมารายงานว่า ท่านรับไม่ได้ จนสุดท้ายอยู่ที่เดิม
ภายหลังเมื่อมีพระศิษย์จะขอย้ายวัด หลวงปู่แหวนได้แนะนําครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ให้ และท่านก็จะไปอยู่ด้วย โดยครูบาอาจารย์เล่าว่า
“เราอยู่ที่นี่ มีแต่มรสุมอยู่กับหัวจิตหัวใจอยู่ตลอด เราเองก็ได้เข้าไปหาหลวงปู่ “ผมเองอยากจะไปหาที่อยู่ใหม่ หลวงปู่”
หลวงปู่ก็พูดว่า “ถ้าจะไปก็ให้ไปหาอาจารย์มหาบัวดูซิ เราจะไปอยู่ด้วย”
ในปีนั้นหลวงตามหาบัวก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลเป็นโรคหัวใจ “โอย ! ปู่เอย หลวงตามหาบัวก็ยังจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ก็ให้ไปหาอาจารย์เทสก์ วัดหินหมากเป้งไป”
“หลวงปู่เทสก์ เดี๋ยวนี้ก็ท่านยังอยู่โรงพยาบาลรักษาอาการ ท่านเป็นโรคหลอดลมอักเสบ เทศน์ก็ไม่ค่อยได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาท่านเจ้าคุณวัดเลยหลง (หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ) ดูซิ”
เราเองก็ได้คัดค้านหลวงปู่แหวนขึ้นมาว่า “ถ้าจะกลับไปอยู่บ้านเรา ผมไม่ไปหรอกหลวงปู่ถ้าผมเอาหลวงปู่ไปอยู่ที่บ้านเรานั้น จะทําให้ผมไปตกนรกทั้งเป็นเสียแล้ว”
หลวงปู่ท่านก็พูดขึ้นมาว่า “เอ้า ! ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องไปไหน เราไม่ไป ก็ต้องไม่ไป ให้อยู่กับปู่นี้จนปู่หมดภาระเสียก่อน แล้วจึงค่อยไป ไปแล้วอย่ากลับมาอีกนะ”
“ผมไม่มาอีกหรอกกระผม””
เมตตาธรรมเป็นเลิศ
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านมีเมตตาธรรมเป็นเลิศ ท่านเมตตาต่อเพศบรรพชิตด้วยกันครูบาอาจารย์ พระ เณร แม่ชี จึงไปพึ่งพาอาศัยร่มเงาแห่งธรรมของท่านกันมากมาย แม่ชีกองแพงเป็นอีกท่านหนึ่ง ขณะเป็นฆราวาส ท่านเป็นภรรยาของหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ซึ่งเป็นสหธรรมิกอีกองค์หนึ่งของหลวงปู่แหวน ภายหลังหลวงปู่พรหมมรณภาพ แม่ชีกองแพงได้ไปพักปฏิบัติธรรมที่วัดดอยแม่ปั๋ง จนเข้าสู่วัยชราภาพ ซึ่งหลวงปู่แหวนให้ความเมตตาดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ในชีวิตบั้นปลายแม่ชีกองแพงจึงได้กลับมาพักและมรณะที่วัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น
นอกจากหลวงปู่แหวนเมตตาต่อเพศบรรพชิตแล้ว ท่านยังให้ความเมตตาต่อเพศคฤหัสถ์ โดยไม่มีการเลือกชาติ ชั้น วรรณะสูงตํ่า ฐานะยากจนหรือรํ่ารวย ท่านไม่ยอมอยู่ในเมือง อยู่กับผู้มีฐานะมีอันจะกิน แต่ท่านมีจริตนิสัยที่ชื่นชอบอยู่ตามป่าตามเขากับชาวป่าชาวเขามาโดยตลอด แม้เขาจะทุกข์ยากลําบากในการหาเลี้ยงชีพแทบจะไม่มีอะไรมาถวาย ท่านก็เมตตาอยู่สงเคราะห์โปรดเขา แม้เขามีเพียงข้าวเปล่าๆ มีพืชผักอาหารป่าเป็นกับข้าว ท่านก็เมตตาไปบิณฑบาตโปรด แม้เขามีเพียงบุหรี่มวนยาเส้นมาถวาย ท่านก็เมตตาสูบฉลองศรัทธาให้เขาได้บุญได้กุศล
หลวงปู่แหวน ท่านมีเมตตาธรรมเป็นที่สุด และเป็นสาธารณะ จนเป็นที่ประจักษ์กับพระ เณร แม่ชี ตลอดจนศรัทธาสาธุชนที่เดินทางไกลมากราบไหว้ ท่านสอนธรรมะพระ เณร แม่ชี ให้เร่งทําความเพียรภาวนา เพื่อความพ้นทุกข์กัน และสอนศรัทธาสาธุชนด้วยข้อธรรมะสั้นๆ แต่เป็นธรรมะที่ลึกซึ้งและเข้าใจง่าย ฟังแล้วก็ติดแนบอยู่ในจิตในใจ เป็นต้นว่า
“ให้เรารักตัวเรา ให้เราสงสารตัวเรา ถ้าเราไม่สงสารตัวเรา แล้วใครจะสงสารเรา
เราทําความชั่ว ก็คือ เราทําลายเรา เราอิจฉาเรา เราทําพยาบาทตัวเรานั่นเอง”
ศรัทธาสาธุชนเมื่อได้เห็น ได้เข้าใกล้ฟังธรรมหลวงปู่แหวน ต่างก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา อยากจะมากราบอยู่บ่อยๆ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศฯกรุงเทพมหานคร เล่าถึงความเมตตาธรรมของหลวงปู่แหวน ไว้ดังนี้
“อํานาจความรักอย่างใหญ่ยิ่ง จริงใจ ใสสะอาด เคยปรากฏงดงามแล้วแก่จิตใจที่เคยได้ฟังเล่าจากผู้ประสบผลงดงามอย่างชื่นใจที่สุด คือ “ญาติโยมผู้หนึ่งเคยได้ยินกิตติศัพท์มหัศจรรย์ของ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่” ที่เล่าขานกันว่า “นายทหารอากาศเคยเห็นท่านลอยอยู่บนฟ้า ขณะที่ขับเครื่องบินผ่านวัดดอยแม่ปั๋ง” ญาติโยมผู้นั้นตื่นเต้น อยากที่จะได้ไปกราบนมัสการท่านที่สุด เช่นเดียวกับผู้ที่ชอบอิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย
วันหนึ่งก็ได้ไปกราบหลวงปู่ท่านสมปรารถนา ช่วงนั้นท่านยังไม่ชรานัก ยังเดินเหิน พูดจาปราศรัยได้สะดวกดีมาก ญาติโยมผู้นั้นกลับมาเล่าอย่างชื่นอกชื่นใจว่า “หลวงปู่ท่าน น่ารักที่สุดยิ้มก็น่ารัก เสียงก็น่ารัก โดยเฉพาะนัยน์ตาในแว่นสี่เหลี่ยมขาวใสของท่าน” ทําให้ญาติโยมผู้นั้นเล่าว่า “กลับมาได้ ๕ – ๖ วัน ก็ต้องเดินทางไปดอยแม่ปั๋งกันอีก” ทั้งที่สมัยนั้นการเดินทางเข้าไปให้ถึงวัดดอยแม่ปั๋ง ไม่ได้สะดวกสบายเช่นทุกวันนี้ ต้องแล่นรถเลียบเหวไปอย่างที่ทําให้ผู้หญิงทั้งหลายตัวเกร็งไปตามๆ กัน ด้วยความอดเสียวไส้ไม่ได้ แต่ก็เทียวไปเทียวมานับไม่ถ้วนในช่วงนั้น“มีเหตุผลอย่างเดียว คือ คิดถึงนัยน์ตาหลวงปู่ท่าน คิดถึงเสียงที่น่ารักชอบกลของท่านรักท่านจนไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่ต้องเดินทางที่นับว่าไกลมากบ่อยๆ”
แรกๆ ก็เล่าเช่นนี้ ต่อมาเล่าถึงจุดสําคัญที่สุดในการไปกราบหลวงปู่ท่านครั้งแรก นํามาเล่าไว้ในแสงส่องใจเล่มนี้ เพื่อประกอบเหตุผลที่กล่าวไว้ว่า “ความรักมีอิทธิพลมาก รักใครชอบใคร โดยเฉพาะยิ่งเป็นพิเศษ จะยิ่งเชื่อไปเสียทุกอย่างที่ใครคนนั้นพูด ใครคนนั้นบอก หรือแม้กระทั่งใครคนนั้นยุ ความรัก ความชอบมีอิทธิพลทั้งทางดีและทางไม่ดี ถ้าเป็นทางดีก็แสดงว่า ผู้เป็นที่รักเป็นคนดี”
หลวงปู่แหวนนั้น เป็นที่กล่าวถึงกันแทบทุกคนที่ได้ไปกราบ หรือแทบทุกคน แม้ไม่เคยได้กราบองค์ท่านเลย “แต่แทบทุกคนก็พากันกล่าวถึงท่านอย่างมั่นใจ ว่าท่านเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแน่” ญาติโยมคนหนึ่งที่ไปกราบท่านนับครั้งนับหนไม่ถ้วน “ด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าตัวเล่าว่า คิดถึงนัยน์ตาหลังแว่นกระจกขาวใสสี่เหลี่ยมของท่าน” เรียกภาษาพูดไปก็คือ “รักหลวงปู่ท่านมากเสียแล้ว เพราะหลวงปู่ท่านเป็นคนดี เป็นพระดี ดีจริงๆ ด้วย ดีด้วยธัมมะ” จนดังกล่าวแล้วว่า “ผู้ที่รู้จักท่าน หรือเพียงได้ยินชื่อเสียงท่าน ก็มั่นใจจริงจังว่า ท่านเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งแน่” ความรักท่านจึงมีผลดีงามสถานเดียว “บรรดาผู้มีท่านเป็นที่รักมากมายทั้งหลาย จึงปลอดภัย ทั้งยังจะได้รับความดีงามยิ่งด้วยคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่จากท่านได้อีกด้วย”
คนดีให้ได้แต่ความดี ความมีคุณมีประโยชน์ ตรงกันข้ามกับคนไม่ดีแน่นอน ใครทั้งหลายที่มีบุญได้พบหลวงปู่แหวนท่าน “ได้ฟังธัมมะจากท่าน คงจะไม่ปล่อยให้ธัมมะนั้นหายเงียบไปเฉยๆ คงจะได้ประโยชน์เป็นคุณแก่จิตใจไม่มากก็น้อย” แต่สําหรับญาติโยมที่นํามากล่าวถึง ความเมตตาที่หลวงปู่ท่านให้นั้นใหญ่ยิ่งที่สุด เป็นธรรมสูงที่สุด เป็นคุณเป็นประโยชน์สูงสุด”
หลวงปู่แหวน ท่านไม่เพียงแต่เมตตาคนไทยด้วยกัน แม้คนต่างชาติ ต่างภาษา มาจากแดนไกล ท่านก็ให้ความเมตตา ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“เมตตาโดยเฉพาะคนเยอรมัน คนเยอรมัน อายุ ๕๑ ปี มาอยู่ประเทศไทย เขาก็มาวัดดอยแม่ปั๋งกับเพื่อนคนไทย มาอยู่นั่น ก็ไปนั่งมองดูหลวงปู่ หลวงปู่กําหนดจิตแผ่เมตตาไปโดยตรง ไปใส่คนเยอรมัน นํ้าตานี่ร่วงลงสู่เสื้อเปียกหมดเลยสู่กางเกง เหมือนกับร้องไห้นํ้าตาตกร่วง
เพื่อนเขาก็บอกว่า ถามคุณเป็นอะไร ผมมีความดีใจมากเกินไป ปลื้มใจ ไม่คิดว่าเมืองไทยนี่บวชมาตั้งแต่เล็กๆ จนเฒ่าปานนี้ไม่เคยเห็น ไม่เคย เกิดมาไม่เคยเห็น อยู่ได้ด้วยอย่างไง ท่านอยู่มาอย่างไง ท่านเฒ่าไปนี่ ท่านยังบวชอยู่ได้ ได้ยินแต่ว่าเมืองไทยมีพระ เขาพูดภาษาเยอรมัน หลวงปู่แผ่เมตตาโดยเฉพาะจนนํ้าตาร่วง เพราะมันเย็นหมดทั้งตัว ถ้าโดยเฉพาะ ถ้าทั่วไปอย่างเรานี่ก็เย็น เย็นทั่วกันไปเหมือนห้องแอร์สุขสบายเท่านั้นเอง ถ้าท่านแผ่มากๆ”
สํานวนคติธรรมของหลวงปู่
ในการสอน หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านจะสอนโดยพิจารณาอัธยาศัยและระดับภูมิธรรมของศิษย์ คําสอนของท่านเข้าใจง่าย เช่น ท่านสอนเกี่ยวกับศีล ๕ ว่าประกอบด้วย แขน ๒ ขา ๒ หัว ๑ รักษาให้ดี คาถาของท่านก็จําง่าย คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ และท่านมีสํานวนคติธรรมเป็นเอกลักษณ์ประจําองค์ ท่านเทศน์ไม่มาก บางครั้งเป็นคติข้อธรรมสั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง และจดจําง่าย เป็นต้นว่า
“อตีตาธรรมเมา อนาคตาก็ธรรมเมา ปัจจุบันเท่านั้นเป็นธรรมโม”
นี่คือธรรมที่หลวงปู่แหวนท่านให้อยู่เสมอกับพุทธบริษัททั้งหลาย อดีตไม่ใช่ธัมมะ อนาคตก็ไม่ใช่ธัมมะ ปัจจุบันเท่านั้นเป็นธัมมะ
“เอกายนมัคโค เอากายนี่แหละเป็นมรรค เอากายนี้เป็นผล รู้กายรู้จิต รู้จิตรู้กายสองอย่างเท่านี้ล่ะ การเรียน”
“พระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้เป็นแผนที่ พระไตรปิฎกเล่มจริง คือ กาย กับ จิตของตัวเองนี้ล่ะ ให้ศึกษาให้เรียนตรงนี้”
“เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ จะตายทั้งที ฝากดีเอาไว้”
“เงินทองส่งถึงโรงพยาบาล ลูกหลานส่งถึงหลุมศพ บุญกุศลส่งถึงภพหน้า ภาวนาส่งถึงนิพพาน”
“บุคคลที่ทนในสิ่งที่คนอื่นทนได้ยาก ทําในสิ่งที่คนอื่นทําได้ยาก บุคคลนั้นจะเข้าถึงความสําเร็จของชีวิต”
“ความอดทน ความขมขื่น จะเกิดขึ้นในเบื้องต้นของการทําความดี แต่จะได้รับความชื่นชมในบั้นปลาย”
สํานวนคติธรรมเหล่านี้ของหลวงปู่แหวน พุทธบริษัททั้งหลายรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี จวบจนถึงปัจจุบันนี้
ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“หลวงปู่แหวน นี้เรื่องทางโลก ท่านจะมีความใฝ่ฝันน้อยมากที่สุด จะเป็นเรื่องการอบรมสั่งสอน ท่านก็จะมีน้อย เพราะท่านไม่ได้ตั้งใจจะไปหาสอนใคร ถ้าใครอยากรู้ อยากสนใจว่าหลวงปู่ทําอย่างนั้นผิดไหม จะเท่ากับอาราธนาท่านแสดงธรรม อีกประการท่านมีแต่ความคิดว่า ทํายังไงจึงจะมีปัญญาพ้นทุกข์ได้ ท่านจะพูดถามแต่เรื่องว่า “เอ้า ! สําเร็จแล้วรึยัง พ้นทุกข์แล้วรึยัง” และท่านชอบพูดเรื่อง กุสลา ธรรมเมา อกุสลา ธรรมเมา มันเมานะลาภ ยศ สรรเสริญก็ธรรมเมา ทําแทบล้มแทบตาย จนไม่รู้จักพักผ่อนหลับนอน เขาเรียก “ธรรมเมา”
ส่วนที่เป็นกุศลก็เมา ถ้าขาดสติปัญญา เช่น ท่านเห็นการก่อสร้าง สร้างไม่สําเร็จ เรี่ยไรบอกบุญสารพัด จนลืมธรรมวินัยไป อย่างนี้ หลวงปู่ท่านว่า ธรรมเมา ทําจนไม่รู้ว่า นี่คือ สมบัติของโลก ตายแล้วก็ไม่ได้อะไร ท่านจะพูดเช่นนี้เป็นประจําตลอด
ส่วนอกุศลธรรม คือ เรื่องบาปนี้ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็เมาเหมือนกัน มันไม่รู้จักบาป ประมูลโรงฆ่าสัตว์ได้ก็ว่ามีบุญ ประมูลโรงเหล้าต่ออีก
ท่านให้เห็นโทษทั้งส่วนบุญก็มีโทษ ส่วนบาปก็มีโทษ
อีกสํานวนของท่าน คือ พิธีรีตอง มีโยมคนหนึ่งศรัทธาแรงแต่เห็นผิดเข้า เพราะมีพระบอกว่าถ้าไม่บวชในสิบวันจะตาย จึงไปบวชกับหลวงปู่แหวน ไปขอศีล หลวงปู่ว่า “ไม่ได้อยู่ที่อาตมา การเป็นพระเณรไม่อยู่ที่พิธีรีตองอะไรใหญ่โตมโหฬาร ให้ทํานิดๆ หน่อยๆ เหมือนเลียใบตอง””
พ.ศ. ๒๕๑๘ เรื่องอดีตชาติหลวงปู่แหวน
หลังออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๑๘ กระผมได้ไปกราบนมัสการพระคุณเจ้า หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง พร้อมกับพระนวกะ การจะเข้าไปกราบเรียนถามสนทนากับพระคุณเจ้าหลวงปู่แหวนนั้น ไม่ใช่จะทําได้ง่ายๆ เพราะถ้าจะขอเข้าไปภายในกุฏิ คงได้รับการปฏิเสธ คงจะเข้าหาได้ช่วงสั้นตรงหน้าระเบียงกุฏิเท่านั้น ซึ่งก็ยากมากเช่นกัน ทั้งนี้เพราะท่านพระอาจารย์หนู สุจิตฺโต (หลวงปู่หนู) ท่านเจ้าอาวาสจะไม่อนุญาต ทําให้ผู้ไม่รู้ไม่ทราบก็อาจจะนึกตะขิดตะขวงใจว่า ทําไมจะต้องกีดกันเช่นนั้น แต่กระผมเข้าใจในเจตนาดีของท่านพระอาจารย์หนู คือท่านเห็นว่าหลวงปู่แหวน พ่อแม่ครูอาจารย์ชราภาพอายุมาก แม้ขณะนั้นหลวงปู่แหวนจะเดินเหินได้เองก็ตาม
การจะเข้าหาหลวงปู่แหวน เข้าถึงภายในกุฏิท่านนั้น จึงต้องเป็นช่วงเวลาประมาณตีสอง ซึ่งเป็นเวลาดึกมากและเข้าหาหลวงปู่ท่านได้ถึงในกุฏิ กระผมยังจําได้ดีว่า หลวงปู่นั่งพับเพียบอยู่ข้างในกุฏิ และหลวงปู่ได้เล่าเรื่องการเดินธุดงค์ไปพุทธคยาของท่าน หลวงปู่มีอารมณ์แจ่มใสเปี่ยมด้วยเมตตาสูงส่ง การเล่าดังกล่าวแฝงด้วยคารมขบขัน ถ้านํามาบอกเล่าอาจเยิ่นเย้อนอกจากนั้นหลวงปู่ท่านยังบอกเล่าถึงการไปเดินธุดงค์ในประเทศพม่า การบิณฑบาตและการใส่บาตรของคนพม่า ซึ่งผิดแผกแตกต่างจากเราชาวไทยมาก ถ้าเอามาบอกเล่าให้ฟังก็คงต้องใช้เวลานานมากพอควร และจะออกนอกประเด็นเรื่องในวันนี้ที่กระผมจะนํามาบอกเล่าให้มิตรสหายในธรรมได้ทราบ ฉะนั้น กระผมจึงขอเข้าประเด็นเรื่องที่จะนํามาบอกเล่าในวันนี้
คือว่า ในคํ่าคืนดังกล่าวพระนวกะในคณะกระผมได้นึกในใจว่า หลวงปู่แหวนในอดีตชาตินั้นเป็นใคร ถ้าจะสอบถามหลวงปู่แค่นึกคิดในใจเรา หลวงปู่ท่านมีความรู้ในใจอันพิเศษ (เจโต-ปริยญาณ) คือ รู้เห็นความคิดนึกในใจเราท่านทั้งหลาย และแล้วหลวงปู่ท่านจึงได้กล่าวขึ้นว่า“พระเจ้าพิมพิสารบําเพ็ญบารมีสองอสงไขย บัดนี้สิ้นภพสิ้นชาติแล้ว” เมื่อหลวงปู่บอกกล่าวเช่นนี้ก็ทําให้เข้าใจได้ว่า หลวงปู่แหวนมีอดีตชาติเป็นพระเจ้าพิมพิสารในครั้งพุทธกาล
ต่อมาภายหลังกระผมและคณะญาติธรรมของกระผม ก็ได้สนทนากับพระคุณเจ้าหลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ เจ้าอาวาสวัดป่าสําราญนิวาส จ.ลําปาง และในโอกาสดังกล่าวนั้น หลวงปู่หลวง ได้บอกเล่าให้กระผมและหมู่คณะได้ทราบว่า หลวงปู่แหวน ซึ่งอดีตชาติ คือ พระเจ้าพิมพิสารในครั้งพุทธกาล ได้บําเพ็ญบารมีมาสองอสงไขย และได้จบพรหมจรรย์ในชาตินี้ คือ ในชาติที่มาเกิดเป็นพระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
เหล่านี้คือ สิ่งที่กระผมและหมู่คณะได้ยินได้ฟังมาทั้งจากพระคุณเจ้า หลวงปู่แหวน และทั้งจากพระคุณเจ้าหลวงปู่หลวง จึงขอนํามาบอกเล่าให้มิตรสหายในธรรม ได้ทราบและได้นําไปเพื่อพิจารณาต่อไป
พระเจ้าพิมพิสาร เป็นกษัตริย์ในแคว้นมคธ ประเทศอินเดีย มีความเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนา ทรงได้พบเจ้าชายสิทธัตถะขณะออกแสวงหาโมกขธรรม และกราบขอถ้าพระองค์ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว โปรดได้มาเมตตาสั่งสอน ทรงสร้างวัดเวฬุวันถวายพระพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้กราบทูลพระพุทธเจ้า ขอให้พระภิกษุ สามเณร มีการลงอุโบสถทุกกึ่งเดือน ทรงเป็นอุบาสกนักปฏิบัติธรรม และทรงบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ต่อมาถูกพระเจ้าอชาตศัตรู พระราชโอรสแย่งราชบัลลังก์ เพราะหลงเชื่อคํายุยงของพระเทวทัต จึงจับพระองค์ไปคุมขังทรมาน พระเจ้าพิมพิสารถูกทรมานอย่างไรก็ไม่มีโทสะ ทรงไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม และสิ้นพระชนม์ในที่คุมขัง
ปฏิปทามักน้อยสันโดษ ไม่ชอบการคลุกคลี
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นผู้มีความมักน้อยสันโดษ ยินดีตามได้ ตามควร ตามฐานะของท่านจริงๆ และท่านชอบความวิเวกเงียบสงัด ท่านชอบอยู่องค์เดียวภาวนาตามลําพัง ไม่ชอบการคลุกคลีตีโมงกับพระ เณร และญาติโยม เหล่านี้เป็นปฏิปทาและเป็นนิสัยเด่นประจําตัวขององค์ท่าน นับตั้งแต่ท่านมาอยู่ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้ดําเนินตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด
ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“บาตรของท่าน ท่านก็มิได้บอกให้ใครล้าง กลัวบาตรดินเผาท่านแตก เราอยู่ที่นั่นมีพรรษาที่ยี่สิบ ได้ล้างบาตรให้หลวงปู่แหวนและของตนเองด้วย สมัยก่อนใช้ใบไม้ถู เดี๋ยวนี้แฟ้บ ใบไม้มาทุบไว้ก่อนไม่ให้แข็ง จะถูบาตรเสียหาย ใช้ดับกลิ่นในบาตรได้ บาตรไม่มีที่วางก็วางหลังเท้า ไม่ก็ขดใบตะไคร้เป็นวงวาง
สมัยอยู่บ้านปง (สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก) อําเภอแม่แตง ถ้าพระเกิน ๕ รูปแล้ว ท่านจะหนีไปหาวิเวกที่ใดที่หนึ่ง เป็นปกตินิสัยของท่าน “ทําไมหลวงปู่ถึงอยากหนีล่ะครับ” “โอ๊ย ! มันยุ่ง” ท่านว่า “เดี๋ยวมันก็ติคนนั้น เดี๋ยวมันก็ชมคนนี้วุ่นวาย” ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ไม่มีพระมาก ๔ – ๕ รูปก็ว่ามากแล้ว ตอนเย็นๆ มีโยมทํานํ้าปานะให้ฉัน บีบมะนาวใส่นํ้าตาลพอกินได้ แม้แต่นํ้าตาลก็หาได้ยากเต็มที ไม่มีศรัทธานาบุญเหมือนสมัยนี้
การแสวงหาครูบาอาจารย์ ก็เพื่อดูข้อวัตรปฏิบัติ กิริยามารยาทการกระทําของท่านว่า เราจะเอาจุดไหนของท่านมาใช้ได้บ้าง เอาทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องเฉพาะตัว ธรรมะจากครูบาอาจารย์ เราต้องดูความขยันหมั่นเพียร การตื่นตัวไม่ลดละความพากเพียร แต่ยุคก่อนไม่เหมือนยุคสมัยนี้ มันไม่มีปลิโพธกังวลมาก คือต่างคนต่างอยู่ วัดใครวัดมัน ไม่ค่อยไปมาหาสู่เท่าไร ไปก็ไปคารวะ ถึงเทศกาลเข้าพรรษาจะไปคารวะขอขมาโทษซึ่งกันและกัน”
ต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๐ หลวงปู่เครื่องมาเยี่ยมหลวงปู่แหวน
หลวงปู่เครื่อง ธมฺมจาโร พระมหาเถราจารย์สูงอายุ จําพรรษาอยู่ ณ วัดเทพสิงหาร ตําบลนายูง อําเภอนํ้าโสม จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันขึ้นกับอําเภอนายูง) ได้เดินทางไปเยี่ยมหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง เมื่อบ่ายวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ ขณะนั้นหลวงปู่เครื่อง มีอายุ ๑๑๐ ปี ส่วนหลวงปู่แหวน มีอายุ ๙๐ ปี
หลวงปู่เครื่อง เวลานั้นท่านยังมีสุขภาพแข็งแรงดีมาก ประสาทหูและสายตาดีเป็นเยี่ยม ท่านเคยร่วมศึกษาและสร้างวัดกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาแล้ว ท่านเป็นพระธุดงค์ร่วมสมัยกับหลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน และหลวงปู่ตื้อ เพิ่งจะมาจําพรรษาอยู่กับวัดเทพสิงหารในระยะหลังเนื่องจากชราภาพ
หลวงปู่เครื่อง กับ หลวงปู่แหวน รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ท่านทั้งสองเคยพบกันและเคยพํานักด้วยกัน ตั้งแต่ครั้งยังหนุ่มต่างยังธุดงค์อยู่ในฝั่งไทยและฝั่งลาว เมื่อจากกันตั้งแต่คราวนั้นก็เป็นเวลานานเกือบ ๖๐ ปี ที่ไม่ได้พบกันอีกเลย การพบกันในครั้งนี้ จึงมีความหมายและความน่ารัก น่าอบอุ่น ปรากฏขึ้นอีก การสนทนารื้อฟื้นความหลังทรงจําในอดีตของหลวงปู่ทั้งสองได้ถูกบันทึกไว้ มีสาระสําคัญควรแก่การพิจารณาประกอบประวัติชีวิตธุดงค์ของหลวงปู่แหวนอย่างยิ่ง หลวงปู่แหวนได้โต้ตอบคําซักถามของหลวงปู่เครื่อง ดังนี้
หลวงปู่แหวน “เท่าใดแล้ว อายุได้เท่าใดแล้ว อายุล่วงไปกี่ปี”
หลวงปู่เครื่อง “ร้อยกว่า”
หลวงปู่แหวน “ร้อยเท่าใด”
หลวงปู่เครื่อง “ร้อยเก้า”
หลวงปู่แหวน “ร้อยเก้าหรือ”
หลวงปู่เครื่อง “ร้อยสิบปี จะเต็มในวันที่ ๑๑ พฤษภาคมที่จะถึงนี้”
หลวงปู่แหวน “สาธุ”
หลวงปู่แหวน “มาคนเดียวก่อ หูยังได้ยินก่อ ตายังจะดีอยู่เนาะ”
หลวงปู่เครื่อง “หูยังดี ตายังดี”
หลวงปู่แหวน “อันนี้ตาเทียม ตาจริงมัวหมดแล้ว ใช้ตาเทียม (แว่นตา)”
หลวงปู่เครื่อง “มาจําพรรษานี้อยู่นานหรือยัง”
หลวงปู่แหวน “ได้ ๑๔ ปี ๑๕ ปีแล้วเน้อ (มาอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง)”
พระอาจารย์หนู “มาอยู่ที่นี้ได้สิบห้าปีแล้ว”
พระราชสิทธาจารย์ “หลวงปู่แหวนนี่ อยู่มานานหลายปี เมื่อก่อนนี้อยู่บ้านเต่าแห่โน้นหลวงปู่แหวนนี้เป็นลูกวัด ส่วนอาจารย์หนูเป็นเจ้าอาวาส”
พระอาจารย์หนู “ทหารเขาเอาคนหนุ่มเป็น คนแก่เขาไม่เอากัน”
หลวงปู่เครื่อง “คนแก่เป็นทหารไม่ได้น่ะ”
หลวงปู่แหวน “จําเป็นจะต้องเป็นเจ้าปู่ เจ้าตาต่อไป”
หลวงปู่แหวน “ปู่หม่อน ปู่หม่อน ปู่หม่อน (ปู่ทวด)” แล้วหัวเราะพร้อมกันทั้งสองหลวงปู่
หลวงปู่แหวน “แต่เดิมอยู่บ้านใด บ้านใดก้อ”
หลวงปู่เครื่อง “อยู่ที่บ้านนายูง”
หลวงปู่แหวน “บ้านผือ บ้านนายูงนี้ก้อ”
หลวงปู่เครื่อง “ใช่แล้ว”
หลวงปู่แหวน “บ้านนายูง บ้านนํ้าซึมนี้ก้อ เคยไปบ้านนายูง บ้านนํ้าซึมเน้อ”
หลวงปู่เครื่อง “นึกว่าเป็นใคร จําได้แล้ว”
หลวงปู่แหวน “มีบ้านนาหมี – นายูง นาต้องเน้อ แต่เดิมเป็นป่ามืดก้อ”
หลวงปู่เครื่อง “ยังจําได้ดีอยู่ เคยธุดงค์ไปอยู่ร่วมกัน แต่มันเป็นเวลานานแล้ว”
หลวงปู่แหวน “เมื่อปี ๒๔๖๑ อยู่บ้านนาต้องเน้อ จําพรรษาอยู่ที่นั่นเด้อสมัยนั้นเป็นป่าเป็นดง คนเข้าไปฆ่าสัตว์มาก เดี๋ยวนี้จึงมาเกิดเป็นคนเต็มบ้านเต็มเมือง”
หลวงปู่เครื่อง “ขอนั่งตามสบายนะ”
หลวงปู่แหวน “เอ้า ! นั่งตามสบาย เหยียดแข้งเหยียดขาให้สบายเน้อ”
หลวงปู่เครื่อง “ไม่ไปเยี่ยมบ้านบ้างหรือ”
หลวงปู่แหวน “ไปเยี่ยมแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๑ บรรดาโยมได้มาตามเอาที่บ้านนาหมี – นายูงไปอยู่สามวันมีคนมาเยี่ยมเจ็ดแปดสิบหมู่บ้าน จึงต้องอยู่ต่อไป ถึงเดือนเจ็ด ขึ้นสามคํ่า ขอลาศรัทธาโยมทุกๆ คนเน้อ ลาครั้งนี้ไม่มีกําหนดเน้อ ตั้งแต่นั้นมาไม่ได้ไปอีกเลย”
พระราชสิทธาจารย์ “มีลูกหลานมาเยี่ยมบ้างไหม”
หลวงปู่แหวน “มีเหมือนกัน แต่จําเขาไม่ได้”
หลวงปู่แหวน “เคยไปเรียนหนังสือกับอาจารย์หงส์ อาจารย์สิว ที่บ้านเลาเขาใหญ่อุบลฯ บ้างหรือไม่”
หลวงปู่เครื่อง “เคยไปอยู่สี่ห้าปี”
หลวงปู่แหวน “เมื่อแต่ก่อน เคยไปเหมือนกัน ครูบาอาจารย์เอาหนังสือใส่หลังช้างมามากเน้อ ครูบาหนูยังไม่สึกก้อ (หรือ)”
พระราชสิทธาจารย์ “สึกไปแล้ว ตายไปแล้ว”
หลวงปู่แหวน “ครูบอกฉันว่า อย่าไปสึกนะเณรน้อย”
หลวงปู่เครื่อง “ถ้าไม่บวช ไม่ธุดงค์ ป่านนี้มีลูกเป็นบ่าวเป็นแถวไปแล้ว”
หลวงปู่แหวน “สึกน่ะไม่สึกเน้อ เพราะแม่บอกว่าไม่ให้สึก ให้บวชตลอดชีวิต จึงตั้งสัจจะว่า กายจริง วาจาจริง ใจจริง ศีลจริง สัจจะจริงเน้อ จึงเดินเข้าป่าไปเน้อ ยายก็ไม่ให้สึก บวชเป็นเณรสองคนกับลูกน้า ต่อมายายก็ตาย”
พระราชสิทธาจารย์ “คําแม่นี้ศักดิ์สิทธิ์”
หลวงปู่แหวน “ไปอยู่บ้านม่วงสามสิบ เคยเขียนมูลกัจจายน์ได้มัดหนึ่ง แม่เขาเกิดที่เวียงจันทน์ แล้วย้ายมาอยู่ที่บ้านทุ่งขาม”
หลวงปู่เครื่อง “ไปเยี่ยมบ้านด้วยกันอีกไหม ไปไหม”
หลวงปู่แหวน “ไม่ไปแล้ว ตอนนี้ไปไม่ไหวแล้วเน้อ ได้สั่งลาญาติโยมไว้หมดแล้ว”
หลวงปู่เครื่อง “ถํ้าอาจารย์มั่น ยังมีอยู่นะ”
หลวงปู่แหวน “คราวก่อนโน้นมีเสือเยอะ เคยขึ้นไปเดินจงกรมอยู่เสมอ ทุกวันนี้เคยขึ้นไปที่ถํ้านั้นบ้างไหม”
หลวงปู่เครื่อง “เคยขึ้นไปบ่อยๆ แต่ไม่เหมือนเมื่อก่อน ร่างกายไม่แข็งแรง ขึ้นไปลําบาก”
หลวงปู่แหวน “ยังเป็นป่ามืดอยู่หรือ”
หลวงปู่เครื่อง “มานานขนาดนี้แล้ว กลับไปเยี่ยมบ้านบ้างสักทีซิ ไปด้วยกัน”
หลวงปู่แหวน “เอาไว้เสียก่อน แล้วจะไปเยี่ยมทีหลัง”
หลวงปู่เครื่อง “เดี๋ยวนี้สะดวกสบาย เขาตัดถนนไปทั่วหมด”
หลวงปู่แหวน “แต่ก่อนมีแต่ป่าทั้งนั้น แถวบ้านนาหมี – นายูง บ้านแก้งไก่ ป่ามืดเน้อ”
หลวงปู่ทั้งสองจับมือสนทนาธรรมกันอย่างรื่นเริงเพลิดเพลินในธรรม หลังจากนั้นก็ถามถึงเรื่องสุขภาพกัน อีกสักครู่ก็ลาจากกัน
พ.ศ. ๒๕๒๐ สร้างเหรียญเราสู้ วัตถุมงคลที่ดังที่สุด
วัตถุมงคลรูปเหมือนหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ มีผู้มาขออนุญาตสร้างหลายราย หลายรุ่น หลายขนาด มีทั้งของหลวงและของราษฎร์ เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน ทั้งในศาสนจักรและราชอาณาจักร โดยมากวัดสัมพันธวงศ์และสมาคมสัมพันธวงศ์ เป็นผู้ดําเนินการ
วัตถุมงคลเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่แหวนที่ดังที่สุด คือ เหรียญ “เราสู้” เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่สงบกระทบกระทั่งกัน เกิดขึ้นทางด้านชายแดนประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา (เขมร) ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ มีทหาร ตํารวจ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน เป็นจํานวนมาก ไปขอพึ่งพาอาศัยบารมีหลวงปู่ อยากได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากหลวงปู่ไว้คุ้มครองป้องกันตัวและเป็นสิริมงคล ทางวัดดอย-แม่ปั๋งขาดปัจจัย ทั้งพ้นวิสัยที่จะจัดให้ทั่วถึงได้ พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋ง และนายกสมาคมสัมพันธวงศ์ในสมัยนั้น ร่วมกับวัดสัมพันธวงศ์ ตกลงขออนุญาตหลวงปู่สร้างเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ขึ้นจํานวนหนึ่ง เพื่อแจกจ่ายแก่ทหาร ตํารวจ และพ่อค้า ประชาชน ตลอดถึงผู้ร่วมออกทุนสร้าง โดยอ้างเหตุผลและความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศชาติบ้านเมือง หลวงปู่ไม่ขัดข้องยินดีอนุญาตให้ดําเนินการได้
เหรียญ “เราสู้” ประกอบพิธีแผ่เมตตาอธิษฐานจิตที่ วิหารวัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ โดยมี ฯพณฯ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ผู้ศรัทธาในหลวงปู่แหวน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และกราบอาราธนานิมนต์พระคุณเจ้า หลวงปู่แหวน ลงมานั่งแผ่เมตตาตั้งแต่เริ่มพิธีเจริญพระพุทธมนต์จนจบ หลวงปู่ออกจากสมาธินั่งปรกแล้ว ประพรมนํ้าพระพุทธมนต์ให้โดยทั่วตลอด ทั้งประชาชนผู้เข้าร่วมพิธี เสร็จแล้วก็มีการแจกให้คณะต่างๆ ที่ไปร่วมพิธี มีนักข่าวหนังสือพิมพ์ที่เชิญไปร่วมพิธี ได้รับแจกไปทั้งเหรียญและรูปเหมือนหลวงปู่
ขณะนั้น กําลังมีการปะทะต่อสู้กันทางชายแดนไทยด้านอรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี นักข่าวและทหารที่ได้รับเหรียญเราสู้ไปเวลานั้น ได้ต่อสู้ผจญภัยในสนามรบอย่างโชกโชนตลอดคืน และปลอดภัยรอดตายมาได้ทุกคน เพราะมีเหรียญเราสู้ประจําตัวอยู่ทุกคน จึงทําให้เหรียญเราสู้โด่งดังไปทั่วทุกหนทุกแห่ง มีประชาชนทุกเพศทุกวัยอยากได้ พากันหลั่งไหลมาขอที่่วัดสัมพันธวงศ์บ้าง ที่วัดดอยแม่ปั๋งบ้าง จนเหรียญไม่พอแจกให้แก่ผู้ต้องการอยากได้
องค์หลวงตาฯ สงสัย ทําไมท่านสร้างเหรียญเราสู้
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พอท่านอนุญาตสร้างเหรียญวัตถุมงคล จนเหรียญ “เราสู้” โด่งดังมาก จึงเป็นที่สงสัยของครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านสงสัยมาก เพราะต่างองค์ต่างก็เป็นพระศิษย์องค์สําคัญที่สืบทอดปฏิปทาหลวงปู่มั่นมาด้วยกัน
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านสงสัยหลวงปู่แหวน เรื่องการสร้างเหรียญเราสู้ ซึ่งมีแต่กิตติศัพท์ กิตติคุณ เรื่องเหรียญ เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านจึงแปลกใจมากว่า หลวงปู่แหวนท่านก็เคยอยู่ศึกษาธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่นมาอย่างใกล้ชิด หลวงปู่มั่นท่านเป็นแบบอย่างที่ดี ท่านก็เมตตาพูดถึงหลวงปู่แหวนเหมือนกัน ท่านให้ความเอ็นดู เชื่อถือ และเชิดชูยกย่องมาก อีกทั้งหมู่คณะวงกรรมฐานต่างก็เชื่อมั่นกันมาก แต่ภายหลังหลวงปู่แหวนเป็นครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ทําไมหลวงปู่แหวนท่านถึงไม่ดํารงชีวิตแบบหลวงปู่มั่น และทําไมหลวงปู่แหวนท่านถึงออกเหรียญเราสู้ ซึ่งเป็นเรื่องโลกๆ แล้วเรื่องสัจจะ เรื่องอริยสัจภายในใจท่านเป็นอย่างไร องค์หลวงตาฯ ท่านถึงพยายามขวนขวายขึ้นไปหาหลวงปู่แหวน ที่วัดดอยแม่ปั๋ง เพื่อกราบถามปัญหาธรรม หาสัจธรรมความจริงในใจของหลวงปู่แหวน
ครูบาอาจารย์เทศน์สาเหตุการสร้างเหรียญเราสู้ ไว้ดังนี้
“ข้อเท็จจริงแบบนี้มันอยู่ในใจของหลวงปู่แหวน เพราะหลวงปู่แหวนเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น แต่เวลาญาติโยมที่ไปหา เขาไม่ไปหาสัจธรรมอันนี้ เขาไม่หาคุณธรรมอันนี้ เขาไปหาเหรียญ เขาไปหาเหรียญ เขาไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กัน นี่วุฒิภาวะของคน มันเข้าไม่ถึงเอง ถ้าเข้าไม่ถึง แต่ท่านก็สงสัยอยู่ เวลาสงสัย เห็นไหม
นี่เวลาท่านมีความจริงในหัวใจอันนั้น สิ่งที่สัจจะความจริงอันนั้น แต่ในเมื่อโลกเขาหวังพึ่งแค่นี้ เขาหวังพึ่ง “เราสู้ๆ” เราสู้ก็เราสู้…
แต่ไอ้เราสู้ๆ สิ่งที่กระทํา ท่านทําเพื่อโลก โลกเขาแสวงหากัน โลกไปขอท่าน โลกไปให้ท่านทํา ท่านก็ทําเพื่อโลก เพราะจิตใจของสังคม จิตใจของโลกเขาเข้าถึงสัจธรรมไม่ได้ เขาจะอาศัยที่พึ่งด้วยสิ่งที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเขา แต่ความจริงนักปฏิบัติมันต้องเข้าสู่สัจธรรมอันนี้”
การอาพาธขณะอายุย่าง ๙๐ ปี
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ระยะแรกที่ไปจําพรรษาอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง เมื่อหายจากโรคตุ่มคันตามผิวหนังแล้ว ในระยะต่อมาก็มีอาพาธเล็กน้อยไม่หนัก ท่านก็ไม่รักษา ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“หลวงปู่แหวนท่านบอกว่า ต้องปฏิบัติๆ สอนแต่เรื่องปฏิบัติ ส่วนการละของหลวงปู่นั้น มาเห็นเวลาท่านเจ็บป่วย ท่านจะไม่สนใจเลย ไม่สนใจเรื่องร่างกาย มันเห็นชัด มันจะเป็นไข้ เป็นหนาว เป็นอะไร ไปถามหลวงปู่ “เป็นไง สบายไหมครับ?” “สังขารมันก็เป็นอย่างนี้แหละ” ท่านตอบมาอย่างนี้ ท่านจะรักษาไหม หรือไม่รักษา ท่านก็ไม่พูดกับเราต่อไปอีก เราก็หายารักษาไป ท่านละได้ ท่านปล่อยวางได้ เวลาเจ็บป่วยนี้อัศจรรย์ อัศจรรย์อย่างไร คือ ไม่ถามหาหยูกหายา เป็นหวัดนี่ หัวชนลูกกรงนํ้ามูกไหลก็เฉย ใครถาม “หลวงปู่มันเป็นอย่างไร มันร้อน มันหนาวมันไข้” “มันก็เป็นอย่างนี้สังขาร” ท่านว่า มันเป็นอย่างนี้ ก็นั่นแหละ หายามาสิ มาให้กินสิ ไม่ถาม คือ ถามหายา
หลวงปู่ตื้อเหมือนกัน เวลาป่วยนอนอยู่ ครางอึดๆๆ อยู่ เหมือนจะมรณภาพ “หลวงปู่เป็นอย่างไร” “สังขารมันก็เป็นอย่างนี้แหละ” ท่านว่า “มันเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ของเรานี่” ท่านว่า นั่นน่ะ มันหมดตัวกูแล้วอย่างนั้น ที่ท่านไม่ติด ไม่ขัดไม่ข้องกับอะไรเลย ลูกศิษย์ลูกหานี่ แม้จะไปอุปัฏฐากดีแค่ไหน ท่านก็ไม่ติดใคร อาตมารู้ดีว่า ท่านละได้ดีมากเลย ทีนี้เราสิจะเอาให้มันได้อย่างนั้น”
หลวงปู่แหวน ท่านมีโรคประจําตัว คือ เป็นแผลเรื้อรังที่ก้นกบยาวประมาณ ๑ ซม. มีอาการคัน ถ้าอักเสบก็จะเจ็บปวดมาก และอีกโรคหนึ่ง คือ เป็นต้อกระจกนัยน์ตาด้านซ้าย เป็นต้อหินนัยน์ตาด้านขวา แพทย์ได้เข้าไปรักษาเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งรักษาแล้ว สุขภาพก็ยังแข็งแรงตามวัย เมื่อหลวงปู่อายุย่างเข้า ๙๐ ปี ก็เริ่มอาพาธกระเสาะกระแสะเรื่อยมา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ร่างกายเริ่มซูบผอม อ่อนเพลีย ฉันอาหารได้น้อย ขาทั้ง ๒ ข้างเป็นตะคริวบ่อยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เข้าไปดูแลถวายการรักษา ในขณะนั้นสุขภาพของหลวงปู่โดยทั่วไปอยู่ในลักษณะสมบูรณ์และแข็งแรงตามอายุและวัย พอในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านเริ่มอาพาธหนัก สาเหตุจากการล้มลงหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อเย็นวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านล้มลงอีก ทําให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา คือ ปัสสาวะไม่ออก ถ่ายอุจจาระลําบาก อาการโดยทั่วไป อ่อนเพลียง่วงนอน เวลานอนไม่หลับสนิท มีอาการกระตุก มือและเท้าเย็น เมื่อปัสสาวะออกแล้ว อาการทรมานก็ลดลง แต่แพทย์ยังต้องใส่สายยางไว้เพื่อให้นํ้าปัสสาวะไหลออกมาเองแต่การใส่ยางไว้ทําให้เกิดการอึดอัดแก่หลวงปู่ ต่อมาแพทย์ได้ถอดสายยางออก เมื่อร่างกายอ่อนเพลียมาก แพทย์ได้ให้นํ้าเกลือทางเส้นเลือด หลวงปู่ก็มีอาการแจ่มใส พูดคุยได้บ้าง และมีการสวนอุจจาระ ทําให้หลวงปู่ขับถ่าย ช่วยให้หลับหลายชั่วโมง ส่วนการรักษาอย่างอื่น จําเป็นต้องให้หลวงปู่ได้อาหารอย่างเพียงพอ รวมไปถึงการให้ทางเส้นเลือดด้วยถ้าจําเป็น
การอาพาธหนักของหลวงปู่แหวน ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ มติที่ประชุมให้ดูแลรักษาหลวงปู่อย่างใกล้ชิด ภายในที่อยู่ของท่านเอง เนื่องจากไม่สามารถนิมนต์ให้หลวงปู่ไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลได้ หลวงปู่มีความประสงค์จะพักรักษาตัวอยู่เฉพาะแต่ในที่อยู่ของท่านเอง ตามสัจจะที่ท่านตั้งไว้ ซึ่งท่านพระอาจารย์หนูก็ต้องการให้เป็นไปตามความประสงค์ของหลวงปู่ทุกประการ
เนื่องจากอาการอาพาธของหลวงปู่เริ่มมาตั้งแต่ วันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ มีอาการค่อนข้างหนัก ทางหนังสือพิมพ์ได้ลงเป็นข่าวติดต่อกันมาหลายวัน เป็นเหตุให้ผู้ที่เคารพนับถือและศิษยานุศิษย์เป็นห่วงกันมาก ได้ขึ้นไปเยี่ยมกันแต่ละวันเป็นจํานวนมาก จนเต็มบริเวณหน้ากุฏิหลวงปู่ แม้ว่าการไปเยี่ยมนั้นจะไม่ได้เข้าไปพบหลวงปู่ข้างในก็ตาม ผู้ที่เคารพนับถือก็ไม่ท้อถอยมากันมากขึ้นทุกวัน จนเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวาย ทางจังหวัด โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วยคณะแพทย์ผู้รักษา จะออกแถลงการณ์ขอร้องให้ผู้ที่เคารพนับถือในหลวงปู่ ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องมารบกวนหลวงปู่ก็ตาม โดยทําเป็นป้ายขนาดใหญ่ติดไว้หน้ากุฏิ และได้ออกแถลงการณ์ให้ทราบทุกวันก็ตาม หาได้ทําให้ผู้ที่เคารพนับถือหลวงปู่หายกังวลลงได้ไม่ คงหลั่งไหลกันมาจากที่ใกล้และที่ไกลทุกวัน
เมื่อเข้าไปเยี่ยมหลวงปู่ข้างในไม่ได้ ต่างก็มายืนอยู่รอบๆ กุฏิหลวงปู่แน่นไปหมด ทางวัดจะชี้แจงอย่างไร ก็ไม่ยอมเชื่อฟัง แม้ทางวัดจะจัดส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลความเรียบร้อย ก็สู้ศรัทธาในความเป็นห่วงหลวงปู่ไม่ได้ บางวันต้องนําหลวงปู่ออกมาให้เขาได้เห็นเสียบ้าง เป็นเวลา ๓ – ๔ นาที เพื่อบรรเทาความเคร่งเครียดของประชาชน เมื่อนําหลวงปู่ออกมาแล้ว ก็ต้องรีบนํากลับเข้าไป เพราะท่านอ่อนเพลียมาก เมื่อเขาเห็นหลวงปู่แล้วเขาก็กลับไป
ในระหว่างนั้น ทําความลําบากใจมาสู่ท่านพระอาจารย์หนู พระผู้ทําการอุปัฏฐาก และแพทย์ผู้ทําการรักษามาก เนื่องจากได้รับความกดดันจากประชาชน กล่าวหาว่ากีดกันไม่ให้เข้าเยี่ยมหลวงปู่ แต่ถ้าได้นําหลวงปู่ออกมาให้ประชาชนได้เห็นบ้าง ก็ถูกหลวงปู่ตําหนิเอาว่าทําตามใจชาวบ้าน มันผิดวิสัยของสมณะ ถูกตําหนิทั้งขึ้นทั้งล่อง
ขณะที่หลวงปู่อาพาธอยู่นั้น ท่านมักจะสงบจิตเข้าสู่ภายใน เกือบตลอดวันตลอดคืน ดังนั้น ดูอาการภายนอกของท่าน จึงดูเหมือนว่าจะหมดหวังเอาทีเดียว บางครั้งท่านไม่ยอมพูดไม่ยอมฉันเลยเป็นเวลาหลายวัน ถึงเวลาฉันอาหาร ฉันยา ฉันนํ้า ปลุกท่านลุกขึ้นมา ท่านลุกขึ้นนั่ง แต่จิตท่านยังอยู่ในความสงบ เวลาป้อนอาหารใส่ปาก อาหารก็ค้างอยู่ในปากเช่นนั้นเอง เพราะท่านไม่เคี้ยว เอานํ้าให้ดื่ม เอายาให้ฉันก็เหมือนกัน ตาของท่านค้างอยู่ไม่กะพริบ ดูเหมือนไม่มีชีวิตชีวา ทั้งนี้เพราะท่านยังไม่ถอนจิตจากความสงบภายในออกมารับอารมณ์ภายนอก ระหว่างวันเวลาที่ท่านมีอาการดังกล่าวนี้ ทําความลําบากและกระวนกระวายใจให้แก่พระผู้อุปัฏฐากและแพทย์ผู้เฝ้าพยาบาลมาก เพราะท่านพักสงบอยู่หลายวัน ต่อมาเมื่อท่านถอนจิตขึ้นมาแล้ว ท่านก็จะเล่าให้พระผู้อุปัฏฐากฟังว่า ท่านไปอยู่กุฏิหลังนั้นบ้าง หลังนี้บ้าง พระได้ฟังก็คิดว่า หลวงปู่คงละเมอไป เพราะทุกขเวทนาที่เกิดจากอาพาธมากกว่า
ภายหลังจากที่ท่านฉันอาหารตามปกติแล้ว อาการทั้งหลายที่ท่านทําให้ผู้ที่เฝ้าพยาบาลเป็นวิตกอยู่ก็หายไปอย่างรวดเร็วจนเป็นปกติ ระหว่างที่หลวงปู่อาพาธอยู่นั้น แผลที่ก้นกบมักจะอักเสบขึ้นเสมอ เป็นเหตุอันหนึ่งที่เป็นแรงช่วยให้โรคอย่างอื่นมีกําลังเพิ่มขึ้นอีก
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เรื่องราวพระอรหันต์ทั้งสอง กับ พระเจ้าอยู่หัว
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ พอออกพรรษาแล้ว ปลายเดือนพฤศจิกายน หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ไปเยี่ยมหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่แหวน และ หลวงปู่หลุย ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์เอกหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ทั้งสิ้น พระคุณเจ้าทั้งสององค์ได้เพียรอบรมธรรมจากองค์หลวงปู่มั่นมาอย่างเข้มแข็ง กระทั่งท่านทั้งสองสิ้นอาสวกิเลส ถึงที่สุดแห่งธรรม
การขึ้นภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ ของหลวงปู่หลุยและคณะในครั้งนั้น มีลูกศิษย์ลูกหาขับรถพาไปส่ง โดยมีท่านพระอาจารย์สําลี และท่านเจ้าคุณมหาเนียม เป็นพระติดตามไปด้วยท่านให้พาไปนมัสการวัดเจดีย์หลวงเป็นลําดับแรก เสร็จแล้วก็เลยไปวัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว เพื่อไปเยี่ยมหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ สหธรรมิก หลวงปู่แหวนท่านก็เป็นเพชรนํ้าหนึ่งอันลํ้าค่าของจังหวัดเลยเช่นกัน อายุท่านรุ่นเดียวกับหลวงปู่ขาว อนาลโย แต่พรรษาที่ท่านมาญัตติเป็นธรรมยุตนั้น หลังหลวงปู่ขาวและหลวงปู่หลุย ถึง ๒ พรรษา
หลวงปู่หลุย กับ หลวงปู่แหวน ได้พบปะพูดคุยสนทนาธรรมสากัจฉาซึ่งกันและกันอย่างถูกอัธยาศัย หลวงปู่หลุยกะว่าจะพักอยู่กับหลวงปู่แหวน ที่วัดดอยแม่ปั๋งไปสักพักนึงก่อน เพราะว่าเป็นคนจังหวัดเลยด้วยกัน อยู่ได้ไม่กี่วัน พอหลวงปู่หลุยทราบข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดําเนินมากราบนมัสการหลวงปู่แหวน หลวงปู่หลุยได้ยินดังนั้น ท่านจึงย้ายหลบไปพักที่วัดป่าอรัญญวิเวก ตําบลบ้านปง อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพราะตอนนั้นท่านเกรงมากกับการที่จะพบ… ท่านใช้คําว่า “เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน” ท่านกลัวพูดกับพระราชามหากษัตริย์ไม่เป็น หลวงปู่หลุยท่านพูดว่า “พูดกับพระราชาไม่เป็นนี่คอขาดบาดตายนะเรา เป็นพระป่าพระดงไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร”
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จมากราบหลวงปู่แหวนแล้ว หลวงปู่แหวนท่านก็พูดกับในหลวงว่า “ท่านหลุยก็มาอยู่นี่แหละ แต่หนีไปอยู่ที่แม่แตงแล้ว กลัวพูดกับพระราชามหากษัตริย์ไม่เป็น กลัวคอขาดบาดตาย ว่าอย่างนั้น” สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็พูดออกมาว่า “ไม่เป็นอย่างนั้นดอกเจ้าข้า พวกดิฉันไม่ได้ถือยศถาบรรดาศักดิ์อะไรหรอกเจ้าข้าพูดแบบนี้ เป็นกันเองนี้แหละเจ้าข้า” แล้วสมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็พูดกับหลวงปู่แหวนว่า “เมื่อดิฉันกลับจากที่นี้ไปแล้ว จะไปกราบหลวงปู่หลุยให้ได้ ไม่ต้องกลัวเจ้าข้า”
ในหลวงท่านเสด็จมากราบหลวงปู่แหวนแต่ละครั้ง ตั้งแต่บ่ายสองโมง จนถึงหนึ่งทุ่มสองทุ่มเป็นประจํา การเสด็จมาวัดดอยแม่ปั๋งแต่ละครั้ง ถือเป็นการส่วนตัวพระองค์เอง
ครั้นต่อมาสมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ให้ราชเลขาไปตามหาหลวงปู่หลุย ว่าท่านอยู่ที่ไหน ก็ทราบว่าหลวงปู่หลุยท่านไปพักอยู่ที่วัดป่าอรัญญวิเวก อําเภอแม่แตง สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็ได้เสด็จไปกราบหลวงปู่หลุย ตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่หลุยท่านก็ได้เข้าๆ ออกๆ อยู่กับพระราชวังตลอดมา ตราบเท่าหลวงปู่หลุยมรณภาพ
อันนี้คือด้วยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ที่พระมหากษัตริย์ชาติไทยของเราได้เข้าถึงใจพสกนิกร ประชาชนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตําบลใด พระองค์ท่านก็เสด็จพระราชดําเนินไปเยี่ยมเยียน พร้อมพระราชทานความช่วยเหลือ ส่วนครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านอยู่ในป่าในเขา หรือที่ไหนๆ ซึ่งทุรกันดาร ไม่ว่าภาคไหนๆ พระองค์ท่านก็ทรงเข้าถึง โดยทรงเสด็จไปกราบนมัสการฟังธรรมเสมอๆ
องค์หลวงตาฯ กราบถามปัญหาธรรม
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านกราบถามปัญหาธรรมะขั้นสูงเพื่อหาข้อมูลสัจจะความจริง เพื่อตรวจสอบหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งปัญหานี้ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ แล้วผู้ไม่รู้ก็ตอบไม่ได้อีกเหมือนกัน ดังนี้
“คุยธรรมะกันเอาดีเหมือนกันนะ หลวงปู่แหวนคุยธรรมะ ต่างคนต่างเตรียมเด็ดใส่กันนะ ชื่อเสียงท่านก็โด่งดังทางจิตตภาวนา เรามันก็ดังทางไหนไม่รู้ล่ะ ซัดกันเลยล่ะ เรื่องภาวนา เราล่ะเป็นตัวเข้าก่อนปุ๊บ ท่านก็ปั๊บเข้ามาเลย เพราะท่านเป็นนักภาวนา
“อย่างหลวงปู่ขาว ลองไปฟังภายในท่านซิ โอ้โห ! เสียงกังวานไปถึงสามแดนโลกธาตุแน่ะ ท่านเด็ดไม่ใช่เล่นนะหลวงปู่ขาวนี่ เวลาท่านพูดเปรี้ยงๆ หลวงปู่แหวนโน้นก็เหมือนกัน ผมได้เคยไปคุยธรรมะกับท่านแล้ว เพราะท่านก็รํ่าลือมานาน ท่านไม่ทราบได้เสียงมาจากไหน ขึงขังตึงตังคึกคักเต็มเหนี่ยวเลย พลังของธรรมออก เหมือนหนึ่งว่าไม่มีวัยเลย รู้สึกว่าท่านจะเปิดเต็มที่นะวันนั้น ยิ้มแย้มแจ่มใส ดูอาการท่านสง่าผ่าเผยมากนะ ท่านเปิดธรรมะออกมาอย่างเต็มที่เต็มฐานในหัวใจท่าน
สําหรับหลวงปู่แหวน โอ๊ย ! เอากันจริงๆ นั่นแหละ ไปทีไร คนนี้แน่น ที่วัดท่านน่ะ เข้าไม่ได้ เปรตผีมันเฝ้าอยู่นั่น เราเข้าไปทีไร เขาก็รุมเลย เพราะเราไปนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องได้เข้า แต่เปรตผีมันไม่มาใกล้ มันกลัวหน้าผากแตก มันไม่มาใกล้แหละ ถ้าเราไปที่นั่น ไปทีไรก็พวกญาติโยมรุม ไม่มีเวลาจะคุยกับท่านเลย เอ๊ ! จะทํายังไงน้า เลยหาอุบายใหม่ หาอุบายได้เรียบร้อย คราวหลังนี้ไป เอาให้ได้คราวนี้ ไปจริงๆ เต็มอยู่แล้ว พวกรถบัสรถแบ้ด อู๋ย ! เต็มไปหมดเลยเข้าไม่ได้
พอเราไป เขาก็รุมมาเลย มาเราก็ชี้แจงให้ทราบ คนรุมเราคนเดียว นี่ฟังนะ จะพูดให้ฟังเสียก่อน คือนี้ให้เราไปหาท่านเสียก่อน เวลานี้เราต้องการจะไปกราบท่านโดยเฉพาะ เรียบร้อยแล้วออกมาแล้ว เราจะให้สัญญาณแล้วยังไงก็ต้องได้เข้ากราบท่านทุกคนนั่นแหละ เวลานี้ให้เราเข้าไปเสียก่อน พอออกมาแล้ว เราจะให้สัญญาณ แล้วจะได้กราบท่านทั่วหน้ากันวันนี้ไม่สงสัย เขาพอใจเขาก็แตกฮือกลับหมดเลย เราก็เข้า นั่นล่ะเรื่องมัน ต้องหาอุบายอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นไม่ได้ พอเข้าก็ซัดกันเลย เราไม่ลืมนี่นะ เพราะเตรียมพร้อมแล้ว มาหลายหนแล้ว
พอเข้าไปก็ปัญหาขึ้นเลย ใส่ปั๊บจุดแรกเข้าตรงนั้นเลย ท่านก็เปรี้ยงออกมา อันนี้เราไม่ลืมนะ ๑๐ นาที พอเราแป๊บเข้าไปนี่ ผางออกมาเลยทันที เพราะท่านเต็มอยู่แล้วนี่ว่าไง พอไขก๊อกเท่านั้นพุ่งเลย เราเข้าใจ จุดนี้เข้าใจแล้วหายสงสัย ซัดจุดที่สองเป็นจุดสุดท้าย เอาอย่างเต็มเหนี่ยวเลย พอจุดที่สองนี่ โถ ๔๕ นาที จุดที่สองนี่ ผางๆ ผางเรื่อย อู๋ย ! เสียงท่านนี่ลั่นเหมือนพระทะเลาะกัน ก็มีแต่ท่านกับเรา แล้วพระอุปัฏฐากท่านองค์หนึ่งอยู่นั้น มี ๓ องค์เท่านั้น ท่านออกครั้งที่สอง ก็เราตั้งนาฬิกาไว้ ครั้งแรก ๑๐ นาที เราหายสงสัยแล้ว เราถามเข้าไปเลย จุดนี้หายสงสัยแล้ว
พอจุดที่สองล่ะซี โอ๋ย ! เปรี้ยงๆ ไหลตลอดเลยนะ พุ่งๆ เหมือนพระทะเลาะกัน นี่ล่ะพลังของธรรม ฟังซิ คือ ถ้านํ้าก็เป็นนํ้าสะอาดสุดยอดแล้ว ไม่สมควรแก่การที่จะนําไปชะล้างอะไรๆ ที่ไหนทั้งนั้นนํ้านี้ ท่านก็เก็บไว้ของท่านตลอดเวลา แต่วันนั้นก็พระขี้ดื้อเข้าไปไขก๊อกล่ะซี เข้าไปก็ผางออกมาเลย โอ๋ย ! ท่านรื่นเริงบันเทิงมากนะ ทั้งพูด ทั้งหัวเราะฮ่ะๆๆ ท่านพอใจมาก ธรรมท่านเปิดสุดเหวี่ยงเลยวันนั้น ๔๕ นาที เราไม่ลืม นั่นน่ะฟังซิ ไม่หยุดไม่ถอยเลย เปรี้ยงๆๆ เราก็ฟังเป็นที่พอใจ รื่นเริงทุกอย่าง พอจบลง อ้าว ! ขึ้นอีกนะ
“ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ถ้าผิดพลาดตรงไหน ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องตรงไหน ให้ท่านมหาค้านมา” ขึ้นเลยนะ
“กระผมไม่ค้าน กระผมหาธรรมอย่างนี้ล่ะ” “เหอ !” ฟังเสียงหัวเราะฮ่ะๆๆ
จากนั้นไล่เบี้ยนะ อาจารย์องค์นั้นไปคุยกันแล้วยัง อาจารย์องค์นั้น คือออกชื่อเลยนะ อาจารย์องค์นั้นได้คุยกันแล้วยังๆ ไล่ไปหมดเลยบรรดาครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ไล่ไปหมดองค์ไหนที่คุยแล้วก็บอกว่าได้คุยแล้ว องค์ไหนที่ยังไม่ได้คุยกันก็กราบเรียนท่านว่ายังไม่ได้คุย โหย ! ท่านหัวเราะลั่นเลย ตัวแดงเลยนะ นี่ล่ะพลังของธรรมฟังซิ เพราะมีเครื่องมืออันเดียวกัน ร่างกายนี่เป็นเครื่องมือได้ทั้งฝ่ายกิเลส ทั้งฝ่ายธรรม เวลากิเลสครองอยู่ร่างกาย ก็เป็นเครื่องมือของกิเลส สับยําได้ทุกอย่างนั่นแหละ กิเลสมันพาไปสับยํา ทีนี้พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้ว เครื่องมือนี้ก็เป็นกลางๆ ธรรมเป็นเจ้าของ แต่ธรรมเป็นเจ้าของท่านไม่ยึด กิเลสเป็นเจ้าของมันยึดมันถือ อุปาทานอยู่ในนั้นหมด เอาไปใช้ในทางผิดทุกสิ่งทุกอย่าง ใช้ในทางที่ดีมีน้อย ใช้ทางที่ชั่วนี่ตลอดเวลาเครื่องมืออันนี้ ทีนี้พอตัวเสนียดจัญไรมันขาดสะบั้นลงไป ธรรมเป็นเจ้าของท่านไม่ยึด ท่านทําประโยชน์ล้วนๆ
นี่ล่ะที่ท่านแสดงในวันนั้น ตัวแดงเลยนะ เปรี้ยงๆ เปรี้ยงๆ เลย โหย ! รู้สึกท่านรื่นเริงเอาจริงๆ นะวันนั้น ก็ดูจะมีวันนั้น วันท่านได้เปิดเต็มเหนี่ยว นอกจากนั้นไปใครมาหาๆ ว่าไม่ได้ประมาทนะ แพล็บมันรู้ทันทีจะว่าไง ควรที่จะพูดหรือไม่พูด หนักเบามากน้อยเพียงไรในธรรมะแง่ต่างๆ ท่านจะรู้ของท่านเองๆ แต่ธรรมดาท่านไม่พูด ไม่ว่าใครแหละ รู้ก็รู้เฉยๆ เพราะธรรมะไม่ได้อัดอั้นตันใจ อยากคุยอยากโม้นะ มีเหมือนไม่มี สมควรที่จะออกหนักเบามากน้อยจะออกเองๆ สมควรที่จะเปิดถังใส่เลย อย่างที่ว่าวันนั้น นั่นท่านเปิดถังเลยนะ ท่านไม่ได้ธรรมดา เปิดถังเทเลยวันนั้น เปิดเลยถ้าควรอย่างนั้นแล้ว
ทีนี้ท่านเพิ่งได้มาเปิดวันนั่นพูดง่ายๆ เก็บไว้อย่างนั้นแหละ ไม่ควรที่จะแสดงให้แก่ใครฟังก็ไม่ทราบจะแสดงหาอะไร ก็อยู่อย่างนั้นตลอด เวลาเราไปวันนั้นถึงไปกราบเรียนท่าน เปิดอย่างเต็มเหนี่ยว เราเป็นยังไง เราไม่ได้พูดแหละ แต่ท่านจะทราบในปัญหานี่ ปัญหานี้ถ้าไม่รู้ ถามไม่ได้ ว่างั้นเถอะน่ะ แล้วผู้ไม่รู้ก็ตอบไม่ได้อีกเหมือนกัน ปัญหาเราจะไปหาในคัมภีร์ไม่เจอนะ แต่ในความจริงนั้นอย่างนี้ด้วยกัน นี่เรียกว่า พระไตรปิฎกใน คัมภีร์ใน คัมภีร์นอก พระไตรปิฎกใน พระไตรปิฎกนอก
พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านทรงพระไตรปิฎกในไว้เต็มหัวใจท่าน พระไตรปิฎกนอกก็จดจารึกออกไปจากพระไตรปิฎกในนี้ออกไป แล้วคําถามก็บอกแล้ว ถ้าไม่เข้าใจ ถามไม่ได้ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ แล้วไม่รู้ก็ตอบไม่ได้อีก เพราะไม่มีในคัมภีร์ แต่มีในความจริงเต็มสัดเต็มส่วน ใครรู้แล้วพูดปั๊บถึงกันทันทีเลย
ปัญหานี้ได้ไปคุยกันหรือยัง ปัญหานี้ได้ไปสนทนากันหรือยัง นี่คือปัญหาเครื่องทดสอบหาข้อมูลความจริงซึ่งกันและกัน พูดง่ายๆ เราจะไปหาในพระไตรปิฎก สาธุ พูดไม่ได้ประมาทนี่นะจะไปหายังไงเจอล่ะ เราต้องหาจากความจริง นี่ไม่ได้มีในความจํา พระไตรปิฎกจํามานี่นะ สิ่งที่รู้ที่เห็นที่เป็นจากการปฏิบัติของผู้ประพฤติปฏิบัติทั้งหลายนั้นเป็นความจริง นั่นเหมือนอย่างที่ว่านั้น
ในพระไตรปิฎกผมก็เรียน แต่ผมไม่เห็นนี่ ก็ยอมรับว่าไม่เห็น หลวงปู่แหวนเวลาปล่อยเปรี้ยง ขณะเราถามปัญหา ทําไมท่านปล่อยผางออกมาเลย นั่นฟังซิ ท่านจะไปหาในพระไตรปิฎกตรงไหนล่ะ ท่านตอบผางออกมาอย่างรวดเร็วที่สุดเลย พอเราถามจบคํา ท่านก็ตอบพุ่งมาแล้ว นั่นความจริงต่อความจริงเข้าถึงกัน ผึงเดียวเท่านั้นเอง ปล่อยผางๆ นี่เป็นความจริงที่ผู้ประพฤติปฏิบัติทั้งหลายรู้จากการปฏิบัติของตนๆ มามากขนาดไหน
ท่านรื่นเริงบันเทิง เราก็หายสงสัยล่ะ เอ้อ ! เอาล่ะที่นี่พอใจ เพราะเราตั้งหน้าตั้งตาจะไปคุยกับท่านในธรรมะ ให้มันสิ้นสุดในหัวใจเราที่ยังไม่แน่ใจกับท่านเป็นยังไง วันนั้นเปิดทั้งสองเลยเทียว ท่านพอใจ รื่นเริง มีคุยเพียงหนเดียวเท่านั้นล่ะ นอกจากนั้นไม่ได้คุย ปฏิปทาที่ก้าวดําเนินมาของท่านเป็นยังไงๆ เราก็ไม่ถามไป เพราะไม่มีเวลาจะถาม ถามเฉพาะจุดสําคัญ ผลประโยชน์ที่ได้จากการบําเพ็ญเป็นยังไง ความหมายว่าอย่างนั้น จี้เข้าไปตรงนั้นเลย นี่เชียงใหม่ก็ตั้ง ๕ องค์ของเล่นเหรอ ท่านอาจารย์คําดีนี้อยู่วัดถํ้าผาปู่ อยู่ที่นั่นเลย วัดถํ้าผาปู่ นอกนั้นเราก็ไม่ค่อยทราบแหละ ไม่ค่อยทราบว่า ท่านเป็นอยู่ที่ไหนๆ อย่างท่านสิงห์ทองนี่ก็ไม่ทราบว่าเป็นอยู่ที่ไหน ท่านไม่ได้บอกสถานที่เป็น…
ธรรมะนี้ไม่ได้บอกนะ ควรจะออกหนักเบามากน้อยหากเป็นพอเหมาะพอดี ควรจะออกหนักเบาขนาดไหนนี้ พอเต็มที่นี้พุ่งทันทีเลย เหมือนหลวงปู่แหวนเปิดถังนํ้านั่นแหละ ไม่ได้ไขก๊อกนะ เปิดถังเลย หลวงปู่แหวนเปิดถังนํ้าจ้ากทันที ควํ่าถังเลย อันนี้มันควรจะควํ่าถังก็ให้เห็นสักทีวะ หลวงตาบัวมีนํ้าในถังบ้างไหม ที่พี่น้องทั้งหลายมาควํ่า หรือควํ่าแต่ถังเปล่าๆ ให้มันรู้ เอามาวัดกันซิ มีแต่พูดคนเดียวๆ มีอย่างเหรอ เราพูดขนาดนั้นนะ เราไม่เคยสะทกสะท้านอะไรในสามแดนโลกธาตุนี้ ฟังซิ พี่น้องทั้งหลายฟัง ความรู้นี้เราเคยรู้เมื่อไรตั้งแต่ก่อน มันก็มารู้มาเห็นมาเป็น จ้าขึ้นมาแล้วมันไม่มีคําว่าสะทกสะท้าน มันประจักษ์ทุกสิ่งทุกอย่าง จะไปถามใคร พูดแล้ว สาธุ ว่างั้นเลย พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม ก็มันอันเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ถามกันหาอะไรนี่ล่ะ สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองประกาศป้างขึ้นมาเลย…
ธรรมประเภทนี้ไม่ได้เหมือนโลกนะ ธรรมนี้มีเหมือนไม่มี รู้เหมือนไม่รู้ มีก็เหมือนไม่มีรู้ก็เหมือนไม่รู้ ไปสถานที่ควรหูหนวกตาบอดก็หนวกไปบอดไปเฉย ไม่หิวไม่โหย ไปสถานที่ควรจะออกหนักเบามากน้อย ก็จะออกตามความพอดีของธรรมๆ ซึ่งอยู่ในใจ ถ้าถึงกาลเวลาที่ควรจะออกเต็มเหนี่ยวแล้วเอาไว้ไม่อยู่ ว่างั้นเถอะน่ะ ผางทันทีเลยออกพุ่งๆ เลย มันเป็นอย่างนั้นแหละ จึงว่าธรรมไม่เหมือนโลก โลกมีมากน้อยนี้อยากพูด อยากคุย อยากโอ้ อยากอวดนะ ธรรมนี้เหมือนไม่รู้…
เราเสียท่าที่ไม่ได้คุยธรรมะอย่างสนิทใจจริงๆ กับหลวงปู่แหวนนะ มีแต่ไปก็ซัดกันเปรี้ยงเลย ขึ้นเวทีต่อยกันเลยเท่านั้น ที่จะคุยเป็นกันเองอะไรๆ เรื่องแง่หนักเบาของท่านในการประกอบความพากเพียรของท่าน ไม่ค่อยรู้ละเอียดลออนัก ไม่เหมือนครูบาอาจารย์ทั้งหลาย อย่างหลวงปู่คําดี หลวงปู่ขาวเรานี้ เรียกว่าเอากันเต็มเหนี่ยว จึงได้รู้ของกันและกันเรื่องความเพียร”
หลวงปู่แหวน สมัยนั้นท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ทางโลกเกาะกระแสแสวงหาผลประโยชน์จากท่าน แต่ทางธรรมแสวงหาคุณธรรมจากท่าน โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“เวลาหลวงตาท่านไปคุยกับหลวงปู่แหวน หลวงปู่แหวนท่านพูดถึงความจริงในใจของท่าน แล้วท่านบอกหลวงตา “มหา มหามีอะไรค้านมานะ” หลวงตาท่านพูดเห็นไหม ท่านตอบหลวงปู่แหวน “เกล้ากระผมไม่ค้านหรอกครับ เกล้ากระผมแสวงหาคุณธรรมแบบนี้ เกล้ากระผมแสวงหาอยากฟังธรรมแบบนี้” เพราะธรรมแบบนี้ ถ้าคนไม่รู้จริง มันพูดไม่ได้ ถ้าคนรู้จริงพูดออกมา แสดงว่าในใจนั้นมีคุณธรรม ถ้าในใจมีคุณธรรมเห็นไหม นี่สมบัติของใจดวงนั้นไง
ท่านมีสมบัติในใจดวงนั้น ท่านหวั่นไหวไปกับอะไร ท่านคลอนแคลนไปกับสิ่งใด เพียงแต่ว่ากระแสสังคม กระแสโลกไปพึ่งพาอาศัยท่าน อาศัยชื่อเสียงของท่าน อาศัยความเป็นไปของท่าน เขามาอาศัย โลกมาอาศัย โลกมาแสวงหาผลประโยชน์จากชื่อเสียงของท่าน โลกเข้ามาหาผลประโยชน์ มันเป็นประโยชน์กับโลก โลกเขาแสวงหา แล้วเขาหากินกันไม่ได้ เขาถึงมาหากินกับชื่อเสียงของท่าน แต่เราไม่ได้แสวงหาเห็นไหม หลวงตาท่านบอกว่า ท่านแสวงหา หาธรรมแบบนี้ ไม่คัดค้าน เห็นไหม นี่ความจริง ถ้าความจริงขึ้นมาในใจของเรา เราประพฤติปฏิบัติเพื่อเหตุผลอย่างนี้ เพื่อคุณธรรมเพื่อสัจจะความจริงอย่างนี้ ไม่ใช่คนสิ้นหวัง”
คําถาม ๒ จุดสําคัญที่ครอบสัตว์โลก
องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“พอพูดอย่างนี้ระลึกถึงหลวงปู่แหวนได้ ปรากฏชื่อลือนามท่านมานานแล้ว ตั้งแต่เราเป็นพระหนุ่มน้อย เขาว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ปฏิบัติเรื่อยมา พอถึงขั้นมันจะสู้กันเอาล่ะนะทีนี้นะพูดให้มันชัดๆ อย่างนี้ล่ะนะ พูดแล้วเตรียมใส่กันเลยนะ เหมือนว่าแชมเปี้ยนต่อแชมเปี้ยน อันหนึ่งแชมเปี้ยนจอมปราชญ์ อันหนึ่งแชมเปี้ยนจอมโง่ เข้าใจไหม เข้าหากันเลย คือท่านจะเทียบอุปมาเหมือนว่านํ้าในถังท่านสะอาดสุดยอด ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน แต่ไม่เคยเอาออกมาให้ใครรู้ใครเห็นใครกินใครดื่ม อยู่อย่างนั้นล่ะ ท่านก็ครองของท่านอยู่อย่างนั้นล่ะ …
ถ้าเทียบเหมือนกับถังนํ้าที่สะอาดสุดยอด ไม่มีนํ้าไหนเสมอเหมือนเลย นอกจากนํ้าพระอรหันต์ด้วยกัน ท่านไม่เคยใช้เลย คนนั้นไปก็นี่เราสู้ คนนี้ไปก็นี่เราสู้ มีแต่เหรียญเราสู้ เราไปมันไม่ใช่เหรียญเราสู้ซี ซัดกันเลย ขึ้นไปปั๊บๆ เลย
ธรรมะนี้นะ ถ้าไม่รู้ตอบไม่ได้ และถ้าไม่รู้เอาออกถามไม่ได้ เราพูดจังๆ อย่างนี้ นั่นก็รู้นี่ก็รู้ ถึงจะถามกันได้ พูดให้ชัดอย่างนี้ พอขึ้นไปก็ใส่ปั๊วะเลย ท่านดีดผึงลงมาเลย เร็วที่สุดนะนํ้าที่สะอาดสุดยอด ๑๐ นาที เอาสองจุดเท่านั้น จุดสําคัญๆ ของธรรมะที่เลิศเลอ พอจุดที่สอง๔๕ นาที ทีนี้ไหลเลยนะ ตัวแดงเลย กับทางนี้มันเอากัน
ทําลายรวงรังอวิชชา อันดับหนึ่ง ทําลายรวงรังกามกิเลส มีสองจุดนี้ในโลกวัฏวนนี้มีสองจุดนี้เท่านั้นที่ครอบสัตว์โลกไว้ ไม่มีใครเอาออกมาพูด วันนั้นเอาขึ้นซัดกับหลวงปู่แหวนเลย เอาอันนี้ล่ะขึ้น ใส่จุดสําคัญๆ พอเราถามจุดแรก ท่านก็ผางออกมาเลย ๑๐ นาที เราเข้าใจแล้วพอท่านหยุดหายใจเข้าอีกปั๊บ คราวนี้ ๔๕ นาที ตัวแดง เห็นธรรมะผู้เฒ่าออกวันนั้น คือธรรมะนี้มันก็เจอแต่พวกเราสู้ๆ อันนั้นไม่ทราบเป็นอะไร วันนั้นจึงได้เจอกัน”
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์การถามตอบปัญหาธรรมในครั้งนั้น ธรรมะ กับ ธรรมะมันถึงกัน ไว้ดังนี้
“ถ้าเราปฏิบัติต่อไป โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค มันก็แตกต่างกันอีก โสดาปัตติมรรคนี่เรื่องหยาบ สกิทาคามิมรรคละเอียดกว่านั้นอีก แล้วมรรคของโสดาบันไปชําระกิเลสของสกิทาคามีไม่ได้ มรรคของโสดาบันก็ชําระของโสดาบัน นี่มันหยาบๆ ไง พอละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไปกว่านี้ นี่มันแค่นี้ มันยังงงนะ แล้วถ้าต่อไปล่ะ? โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรคมันแตกต่างกันอย่างใด?
ถ้ามันไม่แตกต่างนะ เวลาครูบาอาจารย์ท่านคุยธรรมะกัน เวลาท่านธัมมสากัจฉา เวลาท่านถามธรรมกัน เห็นไหม อย่างเช่น หลวงตาท่านไปหาหลวงปู่แหวน ท่านบอกว่า อ้าว ! คําถามแรกนี่ไงคําถามแรก พอหลวงปู่แหวนท่านตอบคําถามแรก ๑๐ กว่านาที ถูกต้อง นี่พอถ้ามันถูกต้อง มันมีช่องทางแล้ว เหมือนคนน่ะ คนเราเคยไปในสถานที่ใด จะบอกสถานที่ถูก พอบอกสถานที่ถูกปั๊บ ถามคําถามที่ ๒ ผลัวะ หลวงปู่แหวนท่านตอบอีกเป็น ๔๐ กว่านาที ทีนี้อธิบายเลย
คนตอบนะ ท่านก็ตอบถึงธรรมะ ท่านดูว่าคนฟังเป็นไหม? ตอบว่าคนฟังรู้ไหม? ถ้าคนฟังรู้ คนฟังถามถูก พอคนถาม ถามคําถามที่ ๒ ไป พอถามถูกทีนี้ท่านขยายความ ท่านไปจนถึงที่สุดเลย แล้วพอพูดจบแล้วนะบอกหลวงตาด้วย “มหามีอะไรให้ค้านมา ถ้ามีอะไรผิดให้บอกมา”
“โอ๋ย ! ผมไม่ค้านหรอกครับ ผมหาฟังธรรมะแบบนี้ หาธรรมะจริงๆ ที่มันออกมาจากใจที่มันรู้จริง” หลวงตาท่านบอกว่า เกล้ากระผมพระผู้น้อย พระผู้น้อยกับพระผู้ใหญ่ ผู้ที่มีคุณธรรมกับผู้ที่มีคุณธรรม บัณฑิตกับบัณฑิต ท่านสนทนากัน ท่านกราบหลวงปู่แหวน หลวงตาท่านกราบหลวงปู่แหวน เกล้ากระผมไม่คัดค้านครับ เกล้ากระผมแสวงหาธรรมะอย่างนี้ครับ เกล้ากระผมอยากแสวงหาธรรม ฟังธรรมะอย่างนี้ครับ ท่านกราบ กราบเชิดชูธรรมของหลวงปู่แหวนแล้วก็จบ นี้คือสัจธรรมในใจของหลวงปู่แหวน
กราบหลวงปู่แหวน แล้ว ๒ องค์ก็หัวเราะด้วยกันคึกคัก นี่ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ มันไม่มีความโต้แย้งเลย นี่ธรรมก็คือธรรม ไม่มีอาวุโส ไม่มีภันเต ไม่มีสูง ไม่มีใหญ่ ไม่มีเล็ก ไม่มีโต ไม่มีเลย ธรรมก็คือธรรม มีความเสมอภาคกันด้วยความเป็นธรรม พอเป็นธรรม พอจิตใจเป็นธรรมแล้วมันไม่มีการลบหลู่ในใจตั้งแต่ต้น มันไม่มีการทดสอบ ไม่มีการทดลองทั้งสิ้น แต่ในเมื่อธรรมอยากฟังธรรมมันก็จบ ถ้าเป็นธรรมมันเป็นแบบนั้น
นี่ ๒ องค์ท่านสนทนาธรรมนะ ท่านรื่นเริงในธรรม ท่านมีความสุขของท่าน ธรรมะกับธรรมะมันถึงกัน เห็นไหม นี่ถ้าผู้ที่มีคุณธรรม ผู้ที่ปฏิบัติธรรม เวลาพูดธรรมะ เวลาธรรมะมันจะเข้าถึงธรรม
เห็นไหม ในหยดนํ้าบนใบบัว อาจารย์มหาบัวไปกราบหลวงปู่แหวน จับไว้บนหัวเลยทําไมสื่อกันไม่ได้ มันซึ้งขนาดนั้น อาจารย์จวนไปถามหลวงปู่ขาว พอพูดเสร็จจับขาหลวงปู่ขาวลูบหัวนะ ลูบหัวแล้วลูบหัวอีก ทั้งๆ ที่ธรรมะเสมอกัน แต่ความเคารพมันสื่อออกมาด้วยธรรม อันนั้นมันซึ้งใจ จับเท้านี่ลูบหัวๆ เลย ทําไมจะสื่อไม่ได้ นั่นน่ะสื่อกัน นั่นน่ะธรรมะสื่อกัน ธรรมะสื่อกันถึง เป็นธรรมไง เราถึงว่า เราต้องเชื่อธรรม เชื่อครูบาอาจารย์”
หลวงปู่แหวน ท่านเทศน์ถึง กามกิเลส และ อวิชชา ไว้ดังนี้
“การพิจารณาต้องน้อมเข้ามาสู่ภายใน พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงแล้วมันก็วางเอง หลวงปู่มั่น ท่านว่า “เหตุก็ของเก่านี้แหละ แต่ไม่รู้ว่าของเก่า” ของเก่านี่แหละมันบังของจริงอยู่นี่ มันจึงไม่รู้ ถ้ารู้ว่าเป็นของเก่า มันก็ไม่ต้องไปคุย มีแต่ของเก่าทั้งนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ของเก่า
เวลามาปฏิบัติภาวนา ก็พิจารณาอันนี้แหละ ให้มันรู้แจ้งเห็นจริง ให้มันรู้แจ้งออกมาจากภายใน มันจึงไปนิพพานได้ นิพพานมันหมักอยู่ในของสกปรกนี่ มันจึงไม่เห็น พลิกของสกปรกออก ดูให้เห็นแจ้ง นักปราชญ์ท่านไม่ละความเพียร เอาอยู่อย่างนั้นแหละ เอาจนรู้จริงรู้แจ้ง ทีนี้มันไม่มาเล่นกับก้อนสกปรกนี้อีก พิจารณาไป พิจารณาเอาให้นิพพานใสอยู่ในภายในนี่ ให้มันอ้อนี่เองถ้ามันไม่อ้อหนา เอาให้มันถึงอ้อ จึงใช้ได้ ครั้นถึงอ้อแล้วสติก็ดี ถ้ามันยังไม่ถึงแล้ว เต็มที่สังขารตัวนี้ พิจารณาให้มันรู้แจ้งเห็นจริงในของสกปรกเหล่านี้แหละ ครั้นรู้แจ้งเข้า รู้แจ้งเข้า มันก็เป็นผู้รู้พระนิพพานเท่านั้น
จําหลักให้แม่นๆ มันไม่ไปที่ไหนล่ะ พระนิพพาน ครั้นเห็นนิพพานได้แล้ว มันจึงเบื่อโลก เวลาทําก็เอาอยู่นี่แหละ ใครจะว่าไปที่ไหน ก็ตามเขา ละอันนี่แหละ ทําความเบื่อหน่ายกับอันนี้แหละ ทั้งก้อนนี่แหละ นักปฏิบัติต้องพิจารณาอยู่นี่แหละ ชี้เข้าไปที่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อให้พิจารณากาย พิจารณาใจ ให้เห็นให้เกิดความเบื่อหน่าย
การต่อสู้กามกิเลส เป็นสงครามอันยิ่งใหญ่ กามกิเลสนี้ร้ายนัก มันมาทุกทิศทุกทาง หากพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงก็ถอนได้ กามกิเลสนี้แหละเป็นบ่อเกิดแห่งการฆ่ากันตาย ชิงดีชิงเด่น กิเลสตัวเดียว ทําให้มีการต่อสู้ แย่งชิงกัน ทั้งความรักความชัง จะเกิดขึ้นในจิตใจก็เพราะกามนักปฏิบัติต้องเอาให้หนักกว่าธรรมดา ทําใจของตนให้แน่วแน่ มันจะไปสงสัยที่ไหน ก็ของเก่าปรุงแต่งขึ้นเป็นความพอใจ ไม่พอใจ มันเกิดมันดับอยู่นี่ ไม่รู้เท่าทันมัน ถ้ารู้เท่าทันมัน ก็ดับไปถ้าจี้มันอยู่อย่างนี้ มันก็ค่อยลดกําลังไป ตัดอดีต อนาคตลงให้หมด จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน ทําในปัจจุบัน แจ้งอยู่ในปัจจุบัน
ธรรมทั้งหลายไหลมาจากเหตุ กําหนดเข้าๆ รู้เท่าทันเหตุ เหตุดับ มันก็ถึงความสุข เพราะวางอุปาทาน เหตุจึงดับไป อวิชชา ความมืดไม่รู้แจ้ง มันก็ดับไป เวลาพูดดูเป็นของง่าย แต่เวลาทํา “ยาก” อย่าไปยึดเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ ฟังแต่น้อย แต่ต้องทําให้มาก อาศัยความพากความเพียร ทําการงานด้วยกายของเราทุกสิ่งทุกอย่าง ทําให้เป็นอริยมรรค อย่าให้เป็นกิเลสถ้าเป็นกิเลสเป็นทุกข์”
เมื่อหลวงปู่แหวนท่านได้ตอบปัญหาธรรมขององค์หลวงตาพระมหาบัวแล้ว ท่านทั้งสองต่างย่อมทราบภูมิจิตภูมิธรรมของกันและกันเป็นอย่างดี การถามตอบปัญหาธรรมขั้นสูงระหว่างพระศิษย์หลวงปู่มั่นด้วยกันในครั้งนั้นนับเป็นมงคล มหามงคลอย่างยิ่ง ภายหลังหลวงปู่แหวนท่านก็เมตตากล่าวชื่นชมองค์หลวงตาฯ ให้บรรดาพระเณรฟัง เพราะปัญหานี้ ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ ท่านว่า “ถ้าไม่ (ทรงคุณธรรม) “ถึงขั้น” จริงๆ แล้วล่ะก็ จะถามปัญหาแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ?” และองค์หลวงตาฯ ก็ยกย่องเทิดทูนหลวงปู่แหวนเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” เป็น “โพธิ์ธรรม” อีกองค์หนึ่งในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น
กิริยาที่ขวางสมมุติ
องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“ให้ชื่อว่า “ปุญญปาปปหินบุคคล” เป็นผู้มีบุญและบาป อันละได้โดยสิ้นเชิงแล้วทางด้านจิตใจ เป็นแต่เพียงมีขันธ์อยู่ก็ต้องปฏิบัติต่อขันธ์ให้เหมาะสมกับสังคมยอมรับกัน ความเป็นพระยอมรับกัน ก็คือการปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัย นี่เป็นขั้นสมมุติในขั้นนี้ ก็ปฏิบัติอย่างนั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนิพพาน ถ้าเป็นหลักธรรมชาติของจิตแล้ว พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วหมด ปัญหาที่จะให้เป็นบาปเป็นบุญ ต้องอาบัติสังฆาฯ ปาราชิก อย่างนี้ไม่มี หมด กิริยาที่ท่านรักษาก็รักษาไว้ตามสมมุติที่มีอยู่ และปฏิบัติให้เหมาะสมกันกับด้านสมมุติทั้งหลายเท่านั้น จนกระทั่งวันนิพพาน นอกจากท่านจะทําแผลงๆ ออกมาบ้าง พอเป็นข้อคิดอย่างนี้ก็มีบ้าง แต่ท่านก็ไม่มีอะไร ท่านแสดงกิริยาออกมานิดๆ
ยกตัวอย่าง เช่น หลวงปู่แหวนของเรา ธรรมดาท่านก็ไม่เคยไปจับไปต้องเงินทอง เขาถวายมาเท่าไร มีคนจับคนจ่ายเก็บไว้เรียบร้อยเหมือนพระทั้งหลายไม่จับเงินจับทอง มาถวายท่านก็เหมือนกัน บทเวลาท่านจะทํา นี่ท่านพลิกออกมาเฉยๆ จะว่าท่านทําผิดในจิตใจไม่มี อยู่ๆ ท่านก็ไปเอาธนบัตรใบละ ๕๐๐ มามวนบุหรี่ จุดไฟขึ้นสูบปุ๊บๆ เลย “โห ! หลวงพ่อสูบอันนี้มันธนบัตรนะ นี่เงินนะ ใบละ ๕๐๐ นะ” ท่านก็ “เหอ !” ท่านก็รู้อยู่แล้ว “นี่ธนบัตรนะที่มวนบุหรี่สูบอยู่นี่น่ะ” “เหอ !” ท่านก็ทําท่าดู “ประสากระดาษ” ท่านก็ว่าหายเงียบไปเลย
นี้จะไปว่าท่านผิดไม่ได้นะ คือท่านพลิกกิริยาจากสมมุติที่ยอมรับกัน มาเป็นกิริยาที่ขวางสมมุติ คือ ยอมรับ ความเป็นพระไม่ยอมรับกัน แต่ท่านก็เอามาใช้ชั่วขณะ จะว่าท่านเป็นบาปว่าไม่ได้นะ ท่านพลิกกิริยานั้นออกมาพอให้จับได้เท่านั้นล่ะ ทําได้แต่ไม่เป็นอาบัติ ไม่เป็นโทษ เพราะจิตบริสุทธิ์ล้วนๆ แล้ว กิริยาของขันธ์พลิกมาเพียงเท่านี้แล้วก็กลับไปตามเดิม จากนั้นท่านก็ไม่ทําอีก ท่านไม่ได้เอาธนบัตรมามวนบุหรี่สูบเรื่อยๆ นะ ท่านก็ทําเท่านั้นแหละ จากนั้นท่านก็ปฏิบัติเหมือนที่เคยปฏิบัติมา…
แต่ก่อนใครจะรักษาพระวินัยเคร่งครัดยิ่งกว่าท่าน บทเวลาท่านออก ที่ออกจากหลักธรรมหลักวินัย ที่เป็นสมมุตินี้ทั้งหมดอยู่ข้างบน แล้วก็มาเกี่ยวข้องกับสมมุตินี้ เอาธนบัตรใบละ ๕๐๐ มาสูบบุหรี่เฉย นี่ใครจะมาว่าท่านเป็นอาบัติไม่ได้นะ คือธรรมชาตินั้นเลยทุกอย่างแล้ว ท่านรักษาเป็นขนบประเพณีอันดีงาม ในระหว่างขันธ์ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นแหละ เวลาท่านจะแสดงออกมาในกรณีพิเศษ ท่านก็เอาธนบัตรใบละ ๕๐๐ มามวนแล้วสูบเฉยสบายเลย อย่างงั้นแล้วเห็นไหมล่ะ คือ อันนั้นเลยทุกอย่างแล้ว ขึ้นชื่อว่าสมมุติ ไม่มีสมมุติใดแม้เม็ดหินเม็ดทรายจะไปแทรกจิตที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้วนั้นได้เลย ทีนี้โลกไม่เห็นล่ะซิ ท่านจึงแสดงให้เห็น
นี่แหละท่านพลิก กิริยาที่พระทั้งหลายยอมรับเป็นความผิด ก็ผิดแต่กิริยานี้เท่านั้น ใจท่านหมดโดยสิ้นเชิง จากนั้นท่านก็ปฏิบัติตามเดิม ก็ไม่เห็นมีอะไร เพราะใจท่านหมดโดยสิ้นเชิง ธรรมชาตินั้นเรียกว่าหมด กิริยาของขันธ์ที่แสดงออกทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เข้ากระเทือนถึงจิตใจที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้วได้เลย แต่ท่านก็ปฏิบัติตามสมมุติที่มีอยู่ ธาตุขันธ์ของท่านที่มีอยู่ กิริยาอาการความเคลื่อนไหวไปมาที่ไหน การอยู่การกิน การขบการฉัน ท่านก็ปฏิบัติตามเพศของท่านซึ่งเป็นพระ ท่านไม่ฝ่าฝืน บทเวลาท่านจะพลิกก็พลิกอย่างนั้น พอให้เข้าใจกันบ้างเท่านั้นเอง ท่านไม่ได้ทําตลอดไป ไม่ใช่ว่าจะมีไปอย่างเดียวทีเดียว มีแยกมีแยะอย่างนั้น
ตะกี้นี้พูดถึงเรื่องหลวงปู่แหวนท่านทําไว้ ท่านจะมีความหมายสอนโลกอันหนึ่ง ท่านไม่ได้มาแกล้งทําเอาเฉยๆ นะ ท่านมีความหมาย เพราะท่านเคยทําเมื่อไร ท่านก็สูบเหมือนกับเราทั้งหลายสูบ บทเวลาท่านจะเอา ท่านเอาธนบัตรมามวนบุหรี่สูบเฉย สบาย นั่นล่ะเป็นบทเรียนบทสอนเรา หากไปตีความหมายกับท่านไม่ได้นะ ท่านจะมีความหมายของท่านสําคัญๆ
พระอรหันต์สมัยปัจจุบันก็ดูเอาซิ นั้นแลคือ พระอรหันต์ ผู้สิ้นกิเลสแล้ว นั่นแลคือพระอรหันต์ ว่างั้นเลย แต่กิเลสมันฟังไม่ได้นะทุกวันนี้ หูกิเลสมันเป็นหูหมาตาเถื่อน เลยหูธรรมดาไป มันไม่ยอมรับเลยจะว่าไง ศาสนาจะหมดอย่างนี้เอง…
ดูซีสมบัติเงินทองข้าวของอะไรเต็มแผ่นดินไทยเรา มันอดอยากที่ไหน แต่ทําไมคนไทยเราหาความสุขไม่ได้ ดิ้นกันเป็นบ้าไปเลย ยิ่งเมืองนอกเมืองนาด้วยแล้ว ไม่มีศาสนาเลยนั้นยิ่งไปใหญ่นะ แม้แต่มีศาสนานี้ก็ไม่มองนะพวกเรา ถ้าพอมองศาสนาบ้าง ก็จะพอเห็นช่องเห็นทาง นี่มันไม่มองนี่นา ไอ้หลังลาย (ธนบัตร) นี่มันทําให้คนเป็นบ้า ให้เป็นไฟ มันจะเอากันให้แหลกพินาศฉิบหายก็ไอ้หลังลายนี่ตัวสําคัญ ตัวนี้ตัวสําคัญมาก กระดาษเหล่านี้ไม่มีคุณค่านะ อาหารกินกันเต็มปากเต็มท้องผาสุกเย็นใจ ไม่มีคุณค่ายิ่งกว่าไอ้หลังลาย ประสากระดาษเอามามวนบุหรี่สูบเหม็นเขียวจะตาย มีแต่หลวงปู่แหวน ท่านทําเย้ยกิเลสตัณหา ทําเย้ยโลกที่มันกําลังเป็นบ้า”
ภาค ๑๙ สงเคราะห์โลก สงเคราะห์ธรรม
พ.ศ. ๒๕๒๑ สร้างอาคารผู้ป่วยสุจิณฺโณ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๙๐ ปี
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานสายท่านพระ–อาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านเป็นที่เคารพสักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ในเดือนมกราคมปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ท่านมีอายุครบ ๙๐ ปี คณะศิษย์มีดําริเห็นพ้องต้องกัน การสร้างถาวรวัตถุที่จะยังประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปไว้เป็นอนุสรณ์ที่ระลึก คงไม่มีถาวรวัตถุไหนที่จะได้ประโยชน์เท่ากับตึกพยาบาล สําหรับเป็นที่รักษาพยาบาลแก่ผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ตลอดทหาร ตํารวจ ที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ในความดําริดังกล่าว ด้วยอํานาจวาสนาของหลวงปู่จะได้สงเคราะห์โลก และถือเป็นศาสนสงเคราะห์ หลวงปู่แหวนท่านเห็นชอบด้วยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านได้รับทราบความเดือดร้อนต่างๆ ของผู้ป่วย ซึ่งต้องพักรักษาตัวกันอย่างแออัดจากคณะแพทย์ ที่ไปถวายการรักษาท่านทุกสัปดาห์
ในงานสมโภช หลวงปู่แหวน ครบรอบ ๙๐ ปี ซึ่งจัดงานในวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ คณะศิษยานุศิษย์ ฝ่ายบรรพชิต มีพระธรรมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นประธาน ฝ่ายคฤหัสถ์มี ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีวัตถุประสงค์จะรวบรวมทุนทรัพย์ที่มีผู้บริจาคนําไปจัดสร้างตึกพยาบาล ๑๕ ชั้น ชื่อ “อาคารผู้ป่วยสุจิณฺโณ” เพื่อมอบไว้เป็นอนุสรณ์ให้แก่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และเพื่อจะให้ได้ทุนทรัพย์มากพอที่จะทําการก่อสร้างอาคารให้เสร็จโดยเร็ว จึงได้ขออนุญาตหลวงปู่แหวน สร้างเหรียญรุ่น ภ.ป.ร. เพื่อมอบให้กับผู้บริจาค ซึ่งหลวงปู่ได้อนุญาตและขอให้จัดสร้างอาคารเพื่อใช้ประโยชน์โดยเร็ว อีกทั้งขอให้เป็นเหรียญรูปเหมือนแบบสุดท้ายที่จะแผ่เมตตา สําหรับการใช้พระปรมาภิไธยย่อนี้ ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัว
การประกอบพิธีแผ่เมตตาในเหรียญที่ระลึก รูปเหมือน หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ครบรอบ ๙๐ ปี ณ วิหารวัดดอยแม่ปั๋ง ในคืนวันศุกร์ที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ หลวงปู่แหวนประกอบพิธีจุดเทียนชัย และขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ภายในปริมณฑลพิธี บริกรรมภาวนาอธิษฐานจิตแผ่เมตตา เพื่อความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลแก่ผู้ซึ่งจะได้รับเหรียญที่ระลึกครั้งนี้โดยทั่วแล้ว จากนั้นหลวงปู่ได้ประพรมนํ้าพุทธมนต์ในวัตถุมงคลที่จัดสร้าง
การก่อสร้างตึกพยาบาล “อาคารผู้ป่วยสุจิณฺโณ” ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ได้กราบทูลอาราธนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถระ เสด็จมาทรงเป็นประธานสงฆ์ และเรียนเชิญ ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานประกอบพิธี เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
มูลค่าราคาก่อสร้างตามแบบแปลนแผนผังของโรงพยาบาล ๒๕๐ กว่าล้านบาท ฯพณฯพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ปวารณากับหลวงปู่แหวน รับแบ่งเบาภาระโดยจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินส่วนที่เกินจากจํานวนที่ตั้งงบไว้เดิม เพิ่มเติมช่วยเหลือจนสําเร็จ
เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดําเนินทรงเปิด“อาคารผู้ป่วยสุจิณฺโณ” โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๘
เรื่องเล่าการสร้างอาคารสุจิณฺโณ
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ขณะจะสร้างอาคารหลังใหม่ เพื่อรองรับคนไข้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณจํานวนมาก ก็ได้อาศัยบารมีของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย เล่าไว้ดังนี้
“จะสร้าง จะเอาเงินที่ไหนมาสร้าง งบประมาณต้องใช้เยอะ คิดไปคิดมาคงต้องอาศัยบารมี “หลวงปู่แหวน”…
ผมกลับมาจากเมืองนอก ปี ๒๕๑๗ ตอนนั้นทุกเดือน อาจารย์หมอทวนท้วม อาจารย์หมอไชยโรจน์ พี่แด้ อาจารย์หมอธีระศักดิ์ นั่งรถยกโขยงกันไปที่ดอยแม่ปั๋ง ฝุ่นทั้งนั้นเลย และต้องหิ้วปิ่นโตไปด้วย เพราะว่าใช้เวลาเดินทางไป – กลับ นานมาก ต้องไปกินข้าวตอน (มื้อเที่ยง) ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ไปตรวจร่างกายหลวงปู่แหวน และไปฟังธรรมะ ท่านก็จะสอนสั้นๆ สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์ มือถือไม่มีแน่นอน
สมเด็จฯ จะเสด็จทางเหนือเป็นประจํา และเวลาท่านเฉียดไปใกล้อําเภอพร้าว ถ้ามีเวลาท่านก็จะบอกให้ขบวนแวะไปที่วัดดอยแม่ปั๋ง เพื่อจะไปกราบหลวงปู่แหวน
วัดดอยแม่ปั๋ง เจ้าอาวาสชื่อ พระอาจารย์หนู เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่แหวน หลวงปู่แหวน พอพระเจ้าอยู่หัว (ในหลวงรัชกาลที่ ๙) จะเสด็จ หลวงปู่แหวนจะบอกพระอาจารย์หนู “อ่าว !เตรียมตัวนะ วันนี้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเปิ้นจะมาเยี่ยมเรา” ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า หลวงปู่ท่านรู้ได้อย่างไร อีกพักใหญ่ๆ ขบวนเสด็จก็จะเข้ามาที่วัด
ผมเองบางครั้งตอนที่ “หลวงปู่แหวน” อาพาธมากๆ คือ ท่านครองจีวรแล้วท่านล้ม แล้วบาดเจ็บที่สะโพก ต้องมาผ่าตัดที่นี่ ตอนที่ล้มคงเจ็บมาก นอน พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทราบมาหมดเลย สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) ก็มา สมเด็จฯ ก็มา ทุกพระองค์มาด้วยกันหมด เพื่อไปเฝ้าหลวงปู่แหวน ผมนั่งอยู่ข้างหลัง ท่านสนทนากันนานมาก อยากเข้าห้องนํ้าก็ไปไม่ได้ นั่งอยู่ข้างหลังหลวงปู่แหวน ท่านนอนอยู่
พระอาจารย์หนูพูดกับหลวงปู่ว่า “ไปรับเปิ้นหน้อย พระเจ้าแผ่นดินมา”
หลวงปู่แหวนตอบว่า “เฮาบ่าสบาย เขาต้องมาหาเฮาก่า จะหื้อคนบ่าสบายไปหาคนดีได้จะใด คนดีต้องมาหาคนบ่าสบายก่า” หลวงปู่พูดแบบนี้
ทุกครั้งที่เสด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ จะมีเทปบันทึกเสียง วางไว้ใกล้ๆ ปากหลวงปู่แหวนพระเจ้าอยู่หัวฯ ตรัสถามหลวงปู่ ซึ่งผมฟังความได้ไม่ครบถ้วน ส่วนใหญ่จะตรัสถามว่า “จะใช้ธรรมะข้อไหนปกครองแผ่นดิน?”
เชื่อหรือไม่ว่า หลวงปู่แหวน แทบจะไม่ได้ลงจากดอยแม่ปั๋งเลย แต่หลวงปู่ทราบหมดว่า เมืองไทยเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะต้องแก้ไขปัญหาอย่างไร พระเจ้าอยู่หัวฯ ไปตรัสถามเป็นระยะ โดยมีเทปบันทึกเสียงเล็กๆ ไว้คอยบันทึกเสียงของหลวงปู่ตอบตามที่ท่านตรัสถาม
พอคณะแพทยศาสตร์บอกว่า จะสร้างตึกใหญ่ขึ้นมา ก็พากันไปอ้อนวอนหลวงปู่ ต้องเข้าใจก่อนว่า หลวงปู่แหวนท่านลึกซึ้งมากในพระธรรมวินัย เรื่องสร้างเหรียญเป็นเรื่องที่ท่านไม่ชอบที่สุด เหรียญที่จริง ท่านไม่ได้สร้างนะ อาจารย์หนูเป็นผู้สร้าง แต่ถ้าสร้างเหรียญเพื่อมาสร้างโรงพยาบาล เป็นอะไรนานๆ ที่ท่านจะยอมให้สร้างซักที ครั้งนี้หลวงปู่ยอม เพื่อที่จะสร้างอาคารเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ร่วมกัน
หลวงปู่ก็ถามนะว่า ทําไมต้องสร้างอีก ก็กราบเรียนหลวงปู่ว่า ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ คนไข้มีเยอะทั้งภาคเหนือที่มาใช้บริการ เชื่อหรือไม่ว่า ในระหว่างการก่อสร้างอาคารนี้ ผมต้องขึ้นไปดอยแม่ปั๋งทุกเดือน หลวงปู่จะไม่ถามเรื่องอื่นเลย ถามเรื่องเดียวว่า “แล้วหรือยัง? อาคารเนียะแล้วหรือยัง เวยๆ หน้อยก่า เขาเจ็บเขาไข้จะได้มาฮักษา” (เร็วๆ หน่อยสิ เขาเจ็บป่วยจะได้มารับการรักษา) คือช่วงนั้นมีสิ่งเดียวที่อยู่ในใจหลวงปู่ คือ อาคารหลังนี้ “ตึกสุจิณฺโณ”
“แล้วหรือยัง เวยๆ หน้อยก่า” พอสร้างเสร็จ หลวงปู่ท่านดีใจมากเลย พระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาเปิด ต่อจากนั้นเมื่อหลวงปู่ท่านอาพาธมากๆ พวกเราก็นิมนต์ท่านมาพักรักษาตัวที่นี้ และสุดท้ายที่หลวงปู่ท่านมา ซึ่งท่านมามรณภาพที่นี่ ผมเป็นคนไปกราบหลวงปู่ ต้องให้ท่านเข้ามา เพราะว่าเลือดออกเต็มท้องและช็อก เราเอาแอมบูแลนซ์ไปรับ ผมก็นั่งอยู่ในแอมบูแลนซ์มาส่งที่นี่ พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทราบ ก็เสด็จมาพร้อมด้วยทุกพระองค์ มาเยี่ยมหลวงปู่แหวน จนกระทั่งท่านสิ้น ซึ่งทุกคนทราบดี แล้วเราก็ร่วมกันจัดสถานที่ในการถวายนํ้าอาบร่างหลวงปู่ที่ศาลาอ่างแก้ว ซึ่งมีผู้คนเป็นจํานวนมาก
“ตึกสุจิณฺโณ” ตอนที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ก็ดีไปช่วงหนึ่ง เราก็ว่าตึกนี้ดีที่สุดแล้ว มาถึงวันนี้ ๔๐ ปีแล้ว ก็ทรุดโทรมไปมากดั่งที่ปรากฏ ผมคิดว่า หลวงปู่แหวน ท่านจะรู้หรือไม่ว่า ตึกที่ท่านสร้างไว้นี้ ในแต่ละปีได้ดูแลคนไข้ราว ๑.๖ ล้านกว่าคน ถ้าเอา ๑.๖ ล้าน คูณด้วย ๔๐ ปี มากกว่า ๖๐ ล้านคนเข้าไปแล้วที่มาใช้บริการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนในเขตพื้นที่ภาคเหนือ และส่วนใหญ่จะเป็นคนไข้ที่มีความสลับซับซ้อน มาเองบ้าง โรงพยาบาลอื่นในภาคเหนือส่งมาบ้างเชื่อว่า หลวงปู่แหวนท่านคงทราบ คงรู้ว่า ตึกนี้ได้สร้างบุญสร้างกุศล ช่วยเหลือชาวบ้านไปแล้วเป็นจํานวนมาก
วันก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ สปป.ลาว แต่ไม่ได้รับผลกระทบ ต้องบอกว่า ตึกนี้เป็นตึกแรกของเชียงใหม่ที่ป้องกันแผ่นดินไหว วิศวะ สถาปนิก ได้ออกแบบตึกนี้ให้ป้องกันแผ่นดินไหวได้ เพราะสูงถึง ๑๕ ชั้น เขาลิมิตไว้แค่ ๘ ชั้น เพราะใกล้สนามบิน แต่ตึกนี้อิทธิพลเยอะ (ฮา) ได้ ๑๕ ชั้น แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องป้องกันแผ่นดินไหว ตึกจะส่ายได้ในบางครั้ง ต้องขออนุโมทนากับการที่จะปรับปรุง เพราะเก่ามาก”
พ.ศ. ๒๕๒๒ หกล้มอาพาธหนักลุกไม่ได้
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมื่อหายจากการอาพาธหนักในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ แล้ว หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ก็เกิดอาพาธหนักอีก และสุขภาพของหลวงปู่ก็ไม่ค่อยดีมาโดยตลอด เพราะอายุมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้ดูแลรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ตามพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมกับที่ทางวัดดอยแม่ปั๋งมีส่วนสําคัญในการสร้างตึกพยาบาล “สุจิณฺโณ” ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย
สาเหตุการอาพาธหนักของหลวงปู่แหวน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ขณะที่หลวงปู่ยืนครองผ้าอยู่ โดยมีพระอาจารย์หนู และพระผู้อุปัฏฐากคอยช่วยเหลือ เมื่อห่มเสร็จแล้วเอี้ยวตัวจะเดินก้าวขาออกไป เผอิญขาที่ก้าวไปนั้น ไปเหยียบชายจีวรของตัวเองเข้า ทําให้เกิดการเสียหลัก เสียการทรงตัวแล้วล้มลง สุดวิสัยที่พระผู้อุปัฏฐากและผู้อื่นจะเข้าไปรับไว้ได้ทัน ผลเกิดจากการล้มในครั้งนั้น ทําให้หลวงปู่แหวนมีอาการเจ็บ เจ็บบั้นเอว เจ็บกระดูกสันหลัง ลุกขึ้นไม่ได้ต้องนอนอยู่กับที่นอน
ในวันนั้นทางวัดดอยแม่ปั๋ง ได้จัดงานผูกพัทธสีมา ตัดลูกนิมิต พระอุโบสถ ซึ่งพระอุโบสถนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถ และภายในเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน ภ.ป.ร.
เวลา ๑๐.๐๐ น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) ซึ่งทางวัดได้กราบทูลอาราธนาเสด็จมาในงาน จะเสด็จมาเยี่ยมหลวงปู่แหวน สมเด็จพระสังฆราชต้องเสด็จเข้าเยี่ยมหลวงปู่ในที่อยู่ของท่าน พระองค์ประทับนั่งซักถามอาการหลวงปู่ และรับสั่งสนทนากันพอสมควรแก่เวลาแล้วก็เสด็จกลับ
ในตอนบ่าย ภายหลังจากพิธีตัดลูกนิมิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมหลวงปู่แหวน พระองค์มีพระราชดํารัสถามอาการจากหลวงปู่ และได้ทรงสนทนาธรรมกับหลวงปู่ โดยมีเจ้าพระคุณ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ร่วมอยู่ด้วย พอสมควรแก่เวลาแล้วจึงเสด็จกลับ ผลจากการล้มในครั้งนั้น เวลาลุกนั่งๆ ยืดตัวตรงๆ เช่นธรรมดาไม่ได้ เพราะเจ็บซี่โครงและเจ็บกระดูกสันหลัง ดังนั้น เวลาลุกนั่ง เวลาฉัน และเวลาทําสรีรกิจ แพทย์ต้องให้ใส่เฝือกไว้ เวลานอนไม่ต้องใส่เฝือก
ผลการตรวจของแพทย์ทางเอกซเรย์ ไม่พบความผิดปกติทางด้านกระดูก ดังนั้น การรักษาของแพทย์ นอกจากจะรักษาทางยาแล้ว ยังรักษาด้วยการจี้ด้วยเครื่องไฟฟ้า การรักษาด้วยสรีระบําบัด คือ ให้หัดเดินในบาร์ เมื่อเวลาพอลุกได้ให้นั่งรถล้อเข็น เพื่อเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ หลวงปู่อาพาธครั้งนี้รักษาอยู่ประมาณ ๑ เดือน จึงหายเป็นปกติ หลังจากอาพาธครั้งต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ภายหลังจากหายดีแล้ว หลวงปู่ก็มีสุขภาพแข็งแรงดีตามอายุและวัยเรื่อยมา
พ.ศ. ๒๕๒๒ สร้างรูปปั้นขี้ผึ้งหลวงปู่แหวน
รูปปั้นขี้ผึ้งของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นแรกของวงการพระสงฆ์ไทยสืบเนื่องมาจาก นายแพทย์นักธุรกิจชื่อดัง และเป็นผู้เคารพเลื่อมใสศรัทธาในข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่แหวน ได้ล้มป่วย อาการหนักมาก วันหนึ่งขณะที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล ได้เคลิ้มหลับฝันเห็นหลวงปู่แหวนมายืนข้างเตียง แล้วบอกว่าตนจะหาย ไม่ตายหรอก เมื่อดีขึ้นนายแพทย์ท่านนี้ก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า หากเป็นจริงดังที่ฝันก็จะสนองพระเดชพระคุณในความเมตตาของหลวงปู่แหวน โดยจะทําในสิ่งที่ไม่เคยทํามาก่อน แล้วจะนําสิ่งนั้นมาน้อมถวายหลวงปู่ แล้วนายแพทย์ท่านนี้ก็หายป่วยไข้จริงๆ จึงได้ว่าจ้างพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ แห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ให้ปั้นรูปหุ่นขี้ผึ้งขนาดเท่าองค์จริงของหลวงปู่ในราคา ๑ ล้านบาท
ทางพิพิธภัณฑ์นี้ ไม่เคยปั้นรูปพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามาก่อน เพราะฉะนั้น การปั้นรูปเหมือนหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่แหวน จึงเป็นครั้งแรกและองค์แรกของโลก ในเดือนธันวาคม ๒๕๒๑ ทางพิพิธภัณฑ์ได้นําส่ง มิสซิสจีน เฟรเซอร์ ปฏิมากรมาดูรูปลักษณะและถ่ายรูปอิริยาบถต่างๆ ของหลวงปู่ จนครบทุกด้านกว่า ๑๐๐ ภาพ พร้อมขอผ้าจีวรหลวงปู่ เพื่อปั้นให้เหมือนจริงและขนาดเท่ากับองค์จริงมากที่สุด ทั้งสอบถามอุณหภูมิ เพื่อหาวัสดุที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องทนต่อสภาพอากาศร้อนได้
เนื่องจากหุ่นขี้ผึ้งนี้เป็นรูปเหมือนของพระสงฆ์ ซึ่งเป็นหุ่นแรกของพิพิธภัณฑ์ ดังนั้น จึงมีข้อตกลงกันว่า ทางพิพิธภัณฑ์จะปั้นเป็น ๒ รูปด้วยกัน โดยจะเอาไว้ประจําพิพิธภัณฑ์รูปหนึ่งอีกรูปหนึ่งจะส่งมาให้ทางประเทศไทย ส่วนค่าใช้จ่ายทางพิพิธภัณฑ์จะคิดเพียงเฉพาะค่าใช้จ่ายเท่าที่เป็นจริงเท่านั้น
เมื่อทางพิพิธภัณฑ์ได้วัสดุที่ทนต่อความร้อนได้แล้ว จากนั้นจึงเริ่มลงมือปั้น โดยใช้เวลานาน ๘ เดือน ล่าช้ากว่ากําหนด ๒ เดือน
เดือนสิงหาคม ๒๕๒๒ ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดส่งหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่แหวนมาทางเครื่องบิน ได้อัญเชิญไปให้ประชาชนสักการะที่วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ร่วมสิบวัน ในสมัยนั้นเป็นข่าวใหญ่มากหนังสือพิมพ์หลายฉบับลงข่าวหน้า ๑ ทําให้ผู้มีจิตศรัทธา เมื่อทราบข่าวต่างพากันหลั่งไหลเดินทางมากราบไหว้กันอย่างเนืองแน่นล้นหลาม
ตอนเช้าวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๒ ได้อัญเชิญหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่ไปเชียงใหม่ ทางเครื่องบิน ของการบินไทย โดยจัดให้นั่งเก้าอี้เหมือนผู้โดยสารธรรมดา ถึงเชียงใหม่ ๐๙.๐๐ น.
กล่าวกันว่า ท้องฟ้าที่เชียงใหม่ช่วงนั้นชุ่มฉํ่าด้วยสายฝนติดต่อกันมา ๓ วัน ๓ คืน ก็ปรากฏเหตุมหัศจรรย์อย่างปาฏิหาริย์ทันทีที่เครื่องบินร่อนลงสู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใสฝนหยุดตก ได้อัญเชิญหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่แหวนขึ้นรถแห่ไปรอบๆ เมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ไปรอสักการะตลอดเส้นทางแห่อย่างเนืองแน่นมากมายล้นหลามเป็นประวัติการณ์ จากนั้นอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดดอยแม่ปั๋ง ในตอนบ่าย ได้มอบถวายหลวงปู่แหวนองค์จริงบนกุฏิหลวงปู่ เพื่อทําพิธีถวาย
หลวงปู่แหวน เมื่อเห็นหุ่นขี้ผึ้งของท่านแล้ว ก็หัวเราะชอบใจว่า “เออ ! มันก็เหมือนกันนั่นแหละ”
หลวงปู่เมตตานั่งเคียงข้างหุ่นขี้ผึ้งให้ประชาชนได้เปรียบเทียบแล้ว เมื่อพิธีการถวายได้เสร็จลงแล้ว ได้เชิญหุ่นขี้ผึ้งไปไว้ที่ศาลาสุจิณฺโณ เพื่อให้ประชาชนผู้ศรัทธาได้นมัสการและสักการบูชา
ปัจจุบัน รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่แหวนประดิษฐานอยู่ในห้องกระจก ภายในพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารของหลวงปู่ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง
เธอคิดว่าฉันเป็นนกหรือ?
เหตุการณ์อัศจรรย์ที่นายทหารขณะขับเครื่องบินเหนือน่านฟ้า พบเห็นพระภิกษุชรารูปหนึ่งลอยอยู่บนก้อนเมฆ และได้ติดตามหา จนกระทั่งพบว่าเป็นหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ในเวลาต่อมาเรื่องอัศจรรย์นี้มิได้เป็นที่โจษจันกล่าวขานกันเฉพาะในหมู่ชาวพุทธไทยเท่านั้น เพราะเรื่องนี้เมื่อรู้ถึงฝรั่งต่างชาติ ถึงกับต้องส่งนักข่าวมาทําสกู๊ปข่าว สื่อที่ว่านี้ก็คือ “เอเชีย แมกกาซีน” ซึ่งได้ส่งนายชาร์ลส์ บราวส์ มาทําข่าวและเขียนเป็นบทความขึ้นมา ดังนี้
“ความเชื่อในสิ่งที่นอกเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องธรรมดาในเมืองไทย เพราะมีผีและวิญญาณทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะปลูกบ้าน เดินทางไปเมืองนอก หรือเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ก็จะต้องมีผู้ชํานาญการคอยช่วยชี้แนะเขาเหล่านั้น คือ โหร (นักพยากรณ์) คนเข้าทรง ฯลฯ แม้แต่พระสงฆ์ในพุทธศาสนาก็มีหลายองค์ที่มีเรื่องศักดิ์สิทธิ์เล่ากัน ในบรรดาพระสงฆ์นั้น องค์หนึ่ง คือหลวงปู่แหวน ซึ่งผู้สื่อข่าวได้บรรยายให้เห็นภาพพจน์ที่คละเคล้าด้วยเรื่องราวที่แสดงถึงอารมณ์ขัน ความน่าเชื่อถือ ความเคารพศรัทธา และความรู้สึกเชื่อครึ่ง – ไม่เชื่อครึ่ง ตลอดจนปรัชญาของท่านคณะของเรามี ๗ คน คือ แพทย์ ๔ พยาบาล ๑ ช่างภาพ ๒ เพราะท่านนายกรัฐมนตรี มีบัญชาให้ถ่ายภาพของหลวงปู่แหวน เพื่อนําไปติดไว้ที่อาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลนครเชียงใหม่
ปีนี้หลวงปู่แหวนอายุ ๙๒ ปี ท่านยังสุขภาพดี แต่ตาเจ็บ คณะแพทย์จึงต้องเดินทางไปตรวจรักษา วัดอยู่ในหมู่บ้านดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว เหนือเชียงใหม่ไป ๑๐๐ กิโลเมตร ประชาชนเพิ่งจะได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่แหวนเมื่อ ๕ ปี มานี้เอง ผู้เขียนเอง (ชาร์ลส์ บราวส์) ก็ไม่เคยได้ยินชื่อท่านมาก่อน ชาวบ้านในแถบนั้นเชื่อว่าท่านเป็นพระอรหันต์ เพราะว่าท่านมีเมตตาธรรมต่อพวกเขามาก แต่ความจริงแล้ว หากไม่มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว คนที่อยู่อําเภอพร้าวก็ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อหรือรู้จักหลวงปู่แหวนมาก่อนเลย
เรื่องมีอยู่ว่า นักบินแห่งกองทัพอากาศไทยคนหนึ่ง ขณะบิน (ซึ่งผู้เขียนไม่ทราบว่าบินสูงแค่ไหน เอาเป็นว่าบินอยู่บนท้องฟ้าปะปนอยู่กับหมู่เมฆ) ทันใดนั้น นักบินก็สังเกตเห็นพระองค์หนึ่งนั่งสมาธิอยู่นอกเครื่องบินของเขา แน่ล่ะ เขาก็คิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด จึงเล่าให้เพื่อนฟัง แต่ไม่มีใครรู้จัก นักบินคนนั้นกางแผนที่สํารวจว่าบริเวณนั้นอยู่ที่ไหน พบว่าอยู่เหนือดอยแม่ปั๋งเขาเดินทางไปและสอบถามชาวบ้านผู้บอกกับเขาว่า หลวงปู่แหวนเป็นพระที่พวกเขาเคารพนับถือมากที่สุด เขาจึงปลงใจเชื่อว่าน่าจะเป็นองค์นี้ที่เขาเห็น
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงปู่แหวนก็เป็นพระที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ผู้คนต่างพากันเดินทางไปเพื่อนมัสการและอยากพบตัวท่าน รูปภาพและเหรียญรูปเหมือนท่าน ก็มีขายทุกแห่ง ในวันที่ผู้เขียนไปถึง มีรถโดยสารใหญ่สองคัน แต่เจ้าอาวาสไม่ให้ใครเข้าพบหลวงปู่ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ด้วยเหตุผลที่ว่า หลวงปู่แก่ชรามาก ต้องการพักผ่อน หากใครอยากพบเห็นก็ให้มาแต่เช้าๆ ฯลฯ ผู้เขียนจะไม่เล่าในรายละเอียด แต่เป็นเรื่องตลกที่ได้ยินผู้ที่มาวัดแล้วไม่ได้พบหลวงปู่แหวนพูดกันว่า เจ้าอาวาสลั่นกุญแจขังหลวงปู่ไว้ในห้อง
อย่างไรก็ดี คณะของผู้เขียนได้เข้าพบหลวงปู่แหวนในห้อง แล้วช่วยกันประคองท่านออกมาที่นอกชานเพื่อถ่ายรูป นับเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนเห็นหลวงปู่แหวน และได้เห็นอย่างใกล้ชิด แต่ขอบอกถึงความรู้สึกจริงๆ ว่า ไม่ได้เห็นว่า ท่านมีอะไรพิเศษ ระหว่างที่ช่างถ่ายรูปนานถึงครึ่งชั่วโมง ท่านก็นั่งเฉย ไม่เคลื่อนไหวอะไรทั้งสิ้น แม้แต่ตาก็ไม่กะพริบ ทุกอย่างนิ่ง จนผู้เขียนนึกประหลาดใจว่า ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า รอสักพัก ผู้เขียนและเพื่อนรู้สึกเบื่อจึงออกไปดูสถานที่ซึ่งสร้างใหม่เพื่อตั้งหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่แหวน เรื่องหุ่นขี้ผึ้งนี้ หวังว่าผู้อ่านจะอ่านพบจากหน้าหนังสือพิมพ์กันบ้างแล้ว…
บัดนี้ หุ่นขนาดเท่าตัวจริงของหลวงปู่ตั้งอยู่ในห้องพิเศษ และท่านผู้อ่านรู้ไหม เมื่อผู้เขียนเห็นรูปปั้นนั้นก็รู้สึกว่า นั่นคือตัวหลวงปู่แหวนจริงๆ คือมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แม้แต่เล็บก็ขาวสะอาด สัดส่วนทุกอย่างเหมือนจริงมากที่สุด เพื่อนร่วมเดินทางก็รู้สึกอย่างนั้น จนเราสงสัยว่าองค์ไหนเป็นองค์ที่มีชีวิตกันแน่
เมื่อช่างภาพถ่ายรูปหลวงปู่แหวนเสร็จ คณะเราก็เดินทางกลับเชียงใหม่ ผู้เขียนรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยจึงอดเย้าแหย่นายแพทย์คนที่ตรวจหลวงปู่แหวนไม่ได้ว่า “เขาคิดว่าหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่หรือ?” นายแพทย์คนนั้นตอบว่า “เขาเองก็นึกสงสัยเช่นนั้น” แต่เมื่ออยู่ตามลําพังกับท่าน เขาจึงอยากจะทดสอบว่า หลวงปู่ยังปกติดีหรือไม่ เขาก็พูดขึ้นลอยๆ ว่า “สมัยหลวงปู่ยังหนุ่มออกธุดงค์บําเพ็ญสมาธิในป่า เมื่อพระจะบําเพ็ญเพียร ศึกษาสมาธิ ปฏิบัติธรรม ต้องธุดงค์เข้าป่าในหน้าแล้งเพื่อแสวงหาวิเวกสถาน” นายแพทย์คนนี้หลวงปู่แหวนรู้จักมาก่อน ท่านจึงตอบด้วยนํ้าเสียงแผ่วเบา แต่ชัดถ้อยชัดคําว่า “เจ้าก็เคยบวชเป็นพระ แล้วยังมาถามอีก” คําตอบเช่นนี้ ทําให้คณะของเรายอมรับว่า จิตของหลวงปู่แหวนยังตื่นอยู่
แต่ที่ดียิ่งกว่านั้น นายแพทย์อีกคนหนึ่งเล่าว่า เขาเองเคยอยากรู้เป็นที่สุดว่า เรื่องนักบินเห็นหลวงปู่แหวนนั่งสมาธิอยู่ในอากาศนั้นเป็นเรื่องจริงหรือ จึงกราบเรียนถามท่านว่า “เป็นความจริงหรือว่าหลวงปู่แหวนเหาะได้ (ลอยอยู่ในอากาศ)” หลวงปู่แหวนไม่เคลื่อนไหวอะไร ไม่แสดงความรู้สึก ตาก็ยังหลับ แต่ริมฝีปากขยับนิดหนึ่ง พอมองเห็น และนํ้าเสียงแผ่วเบา หากชัดถ้อยชัดคํา ตอบว่า “เธอคิดว่าฉันเป็นนกหรือ?””
ท่านแผ่เมตตาช่วยชาติบ้านเมือง
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นพระมหาเถระที่สถาบันพระมหากษัตริย์ให้ความเคารพ เทิดทูนบูชาอย่างสูง เมื่อเกิดภัยสงครามคอมมิวนิสต์ หลวงปู่ท่านก็เมตตาอนุญาตให้สร้างเหรียญของท่าน ตามที่ทางสํานักพระราชวังกราบขออนุญาตมา ซึ่งวัตถุประสงค์ในการจัดสร้าง เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ และล้นเกล้าฯ ทุกๆ พระองค์ไว้พระราชทานให้ตํารวจ ทหาร เพื่อเป็นขวัญและกําลังใจในการออกสู่สมรภูมิแนวหน้า เมื่อเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติยึดอํานาจในประเทศ หลวงปู่ท่านก็ช่วยแผ่เมตตาจนเหตุการณ์สงบ ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“การสร้างเหรียญหลวงปู่แหวน ภายหลังทหารอากาศนักบินสร้างเหรียญรุ่นแรก ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอสร้างไปแจกทหาร ตํารวจ เรียกว่า รุ่น ภ.ป.ร. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอสร้าง เรียกว่า รุ่น สก. เอาไปแจกทหาร ตํารวจ เจ้าฟ้าชายฯ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้า-เจ้าอยู่หัว) ก็ขอสร้าง เรียกรุ่น มวก. ฟ้าหญิงสิรินธร (สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระ-เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) ขอสร้าง เรียกว่า รุ่น สธ. ล้วนแต่ไปแจกตํารวจ ทหาร ทั้งนั้น สงครามคอมมิวนิสต์จึงได้ลดน้อยถอยลงไปจนไม่มีเหลือ
ข้าพเจ้าที่ได้อยู่กับหลวงปู่แหวนมา เห็นหลวงปู่แหวน กับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานี้ มีความรักกลมเกลียวกันมากทีเดียว ในตอนนั้นชอบมีการปฏิวัติกันบ่อยครั้ง หลวงปู่ท่านก็ได้แผ่เมตตาให้ในหลวงได้อยู่ตลอดปลอดภัย แล้วก็ได้แผ่เมตตาไปให้พวกที่กําลังปฏิวัติกันอยู่นั้นให้เลิกรากันไป หรือไม่อย่างนั้นก็ให้หนีไปลี้ภัยในต่างประเทศเสีย การแผ่เมตตาของหลวงปู่แหวนส่งไปให้พวกปฏิวัติ มีแต่พ่นควันบุหรี่ลงไปทางที่เขาปฏิวัติกันอยู่นั้นทุกครั้ง เมื่อหลวงปู่ท่านรู้ภายในจิตของท่านแล้ว ท่านก็จะพูดออกมาว่า “พวกเขาเหล่านั้นยอมรับเมตตาแล้ว” อยู่มาไม่นานก็มีเสียงประกาศออกมาทางวิทยุทันทีว่า เขาขอลี้ภัยแล้ว
มีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดเหตุการณ์คณะนายทหารก่อการปฏิวัติในกรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อต้นเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ (กบฏเมษาฮาวาย) พระเจ้าอยู่หัวของเราได้เสด็จไปอยู่ที่โคราชนั้น คราวนั้นหลวงปู่แหวนเป็นทุกข์มาก เพราะว่าแผ่เมตตาให้ มันไม่ยอมรับเอาเสียเลย หลวงปู่ท่านพูดออกมาว่า “คนๆ นี้มันออกดื้อนะ อีตาสัณห์เนี่ย” หลวงปู่ท่านก็ยืนอยู่หัวทางจงกรมของท่าน แล้วท่านก็สูบบุหรี่ แล้วพ่นควันไปที่เขากําลังปฏิวัติกันอยู่นั่น ผลที่สุดพลเอกสัณห์ก็ยอมรับ หลวงปู่พูดว่า “มันรับแล้วล่ะทีเนี้ย” ต่อมาไม่นานก็มีเสียงประกาศออกมาทางวิทยุดังออกมาว่า ขอยอมออกนอกประเทศ แล้วหลวงปู่ท่านก็ยื่นก้นบุหรี่มวนนั้นให้กับเรา เราก็ได้เก็บเอาไว้ถวายในหลวง ตอนที่ท่านขึ้นมากราบเรียนหลวงปู่ เราเองก็ได้เอาถวายในหลวงไปทุกครั้ง”
แม่บัวผัน โยมอุปัฏฐากหลวงปู่แหวน
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ นอกจากคุณแม่บู่ทอง กิติบุตร เป็นโยมอุปัฏฐากคนสําคัญแล้ว ยังมีคุณแม่บัวผัน อีกท่านหนึ่ง ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“โยมอุปัฏฐากตลอดชีวิต ก็ตลอดชีวิตจริงๆ จนเสียไปก่อนหลวงปู่ โยมอยู่ที่วัดอาตมานี้ อุปัฏฐากหลวงปู่แหวน บัดนี้โยมอุปัฏฐากหลวงปู่จริงๆ นั้น ที่สามารถที่จะเอาหลวงปู่ไปตัดแว่นตาในเมืองเชียงใหม่ได้นี่ คือ แม่บัวผัน เพิ่งเสียมาประมาณเดือนธันวาฯ ที่แล้วมา ได้อายุ ๑๐๒ ปีเต็ม กับ ๑ เดือน ๑๑ วัน โยมอุปัฏฐากหลวงปู่อายุยืนกว่าหลวงปู่ ได้ ๑๐๒ ปี ว่างั้น
๑๐๒ ปี ใครไปดูไปเห็นแท่นแก้ว ไปเห็นพระพุทธรูป เห็นกุฏิที่หลวงปู่อยู่ นั้นน่ะเป็นของศรัทธาคนนั้น โยมคนนี้นี่เป็นพิเศษ อาตมาเห็น ถ้าโยมคนนี้จะไปส่งอาหารนะ หลวงปู่คอยว่างั้นเถอะ ถ้าคนอื่นไปนี้ไม่คอยเลย ถ้ายืนอยู่นั่น นั่งลงแล้วฉัน ไม่คอยใครทั้งนั้น
ถ้าโยมนี้ว่าจะไปส่งอาหาร ยืนอยู่บนอาสนะ ท่านจะไม่นั่งนะหลวงปู่ ท่านยืนอยู่กลางอาสนะนั้น อันนี้ลูกศิษย์จะนั่งเป็นแถวกัน ท่านยืนอยู่ มองหน้ามองหลัง คอยอยู่ เอ๊ ! ไม่เห็นหลวงปู่คอยใครเหมือนอย่างโยมคนนี้ พอเห็นนานมา (มาช้า) ท่านพูดทีนี้ “โอ๊ย ! พระราชินี เมื่อไรจะเสด็จมาถึงน้อ” ท่านพูดอย่างนี้ พระราชินีนี่เมื่อไรจะเสด็จมาถึง
บัดนี้ (ทีนี้) เวลามาถึงจริงๆ แล้วบัดนี้ ก็ต้องไปปูเสื่อให้คุณยายนั้นน่ะ จัดแบ่งอาหารลูกหลาน จัดแบ่งอาหารมาให้หลวงปู่ จัดแบ่งให้คุณยาย คุณยายลงมือก่อนหลวงปู่อีกเสียด้วย แล้วหลวงปู่ก็มองอย่างงี้แหละ มอง เขาก็แบ่งมาให้หลวงปู่ครึ่งหนึ่ง ก็แบ่งให้แม่เขาครึ่งหนึ่ง ลูกหลาน หลวงปู่แหวนเฉย ฉันไปเลย สบายเลย
มองๆ อาตมาว่า โยมคนนี้ชาติต่อไปนี้คงจะได้เป็นพระราชินี ถ้าหลวงปู่พูดดัก พูดไว้อย่างนี้ พระราชินีมานาน มาถึงแท้ เสด็จมาถึง ก็คงจะได้เป็น ไอ้คนคนอื่นก็ถือว่าแม่บัวผันคนนี้เคยเป็นพระราชินีอยู่ในประเทศอินเดีย หลวงปู่แหวนนี้เป็นพระเจ้าพิมพิสาร อยู่ที่ถวายวัดเวฬุวัน แต่อาตมาไม่เอาหรอก มันเป็นอตีตาธัมเมา ถ้าหลวงปู่ไม่ได้พูดกับอาตมาเลย อาตมาไม่พูด แต่หลวงปู่พูดแต่เพียงว่า โยมนี้เป็นพระราชินีแค่นั้น ถ้าหลวงปู่พูดจริงๆ อาตมาถึงเชื่อ คนอื่นพูดไม่ว่าไงไม่เกี่ยวข้อง เพราะท่านเห็นอะไรมันชัดทุกอย่าง”
ความศรัทธาของประชาชน
ความศรัทธาของประชาชน ในความเป็นจริงหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นพระปฏิบัติเช่นเดียวกับพระนักปฏิบัติโดยทั่วๆ ไป ความศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการที่ได้ฟังธรรมะของหลวงปู่ ซึ่งหลวงปู่จะแสดงธรรมง่ายๆ ให้นําไปปฏิบัติได้ เมื่อผู้ฟังนําไปปฏิบัติแล้วก็เกิดผล จึงทําให้ประชาชนทั่วสารทิศที่ได้ทราบกิตติศัพท์ของหลวงปู่พากันเดินทางไปนมัสการและฟังธรรม จนวัดดอยแม่ปั๋งเปลี่ยนแปลงจากวัดป่าที่ไม่มีถาวรวัตถุ มีกุฏิศาลาเพิ่มขึ้นด้วยแรงศรัทธาจากประชาชน
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นตัวอย่างสมณะที่เจริญตามรอยแห่งเบื้องพระยุคลบาทขององค์พระบรมศาสดาอย่างมุ่งมั่น ท่านมอบกายถวายชีวิตและจิตใจเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา ท่านบําเพ็ญเพียรทางวิปัสสนากรรมฐานอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เพื่อความหลุดพ้นจาก “โลกียภูมิ” เข้าสู่ “โลกุตรภูมิ” อันเป็นแดนพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
หลวงปู่ขณะดํารงชีวิตอยู่ ท่านอยู่ด้วยความเมตตา เพื่อการสงเคราะห์สัตว์โลกอย่างแท้จริง ใครจะเอาประโยชน์อะไรจากท่านได้ ท่านไม่เคยขัดข้อง ตราบใดที่ไม่ผิดวินัยท่านอนุโลมตามเสมอด้วยเหตุนี้ สาธุชนที่ศรัทธาในหลวงปู่จึงได้หลั่งไหลไปที่วัดดอยแม่ปั๋ง จุดประสงค์อย่างอื่นที่นอกเหนือจากการได้กราบได้เห็น ได้ทําบุญกับองค์ท่านแล้ว ส่วนใหญ่ต้องการให้หลวงปู่เป่าหัวให้บ้าง ต้องการได้นํ้ามนต์บ้าง ต้องการได้ของดีเพื่อความมีโชคลาภ ความเป็นสิริมงคล รวมทั้งต้องการให้หลวงปู่แผ่พลังจิตเพื่อปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ เพื่อความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็อนุโลมทําให้ด้วยความเมตตา ใครจะรับอะไรได้เพียงไรขึ้นอยู่กับผู้นั้นเอง
เมื่อประชาชนจากใกล้ไกลต่างแห่แหนไปกราบหลวงปู่แหวน ซึ่งหลวงปู่ได้ปรารภถามว่า “พากันลําบากลําบนมากันทําไม?” คําตอบจากประชาชนเหล่านั้นก็คือ “ต้องการมากราบบารมีของหลวงปู่” หลวงปู่ได้แนะนําว่า “บารมีต้องสร้างเอา เหมือนอยากให้มะม่วงของตนมีผลดกก็ต้องหมั่นบํารุงรักษาเอา ไม่ใช่แห่ไปชื่นชมต้นมะม่วงของคนอื่น ต้องไปปลูกไปบํารุงต้นมะม่วงของตนเอง การสร้างบารมีก็เช่นกัน ต้องสร้างต้องทําเอาเอง”
สิ่งของที่มีผู้ขอกันมาก ได้แก่ ก้นยาขี้โย จีวร ไม้เท้า แม้แต่เส้นเกศา เล็บ ตลอดจนขี้ไคลในตัวท่าน และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวท่าน ก็ถือเป็นสิริมงคลทั้งนั้น โดยเฉพาะเส้นเกศา จนหลวงปู่ท่านถึงกับออกปากว่า “ฮาโกนหัวแล้ว เปิ้นก็ยังฮื้อโกน แถมจะเอาผมฮาไปสร้างพระอะหยัง ฮาเจ็บหัว” หลวงปู่ท่านพูดสําเนียงเหนือปนอีสาน หมายความว่า เราโกนหัวแล้ว เขาก็ยังมาให้โกนอีก บอกว่าจะเอาไปสร้างพระอะไรนั่น เราเจ็บหัว แม้แต่นํ้าที่ท่านสรง ก็มีผู้ต้องการขอไปเป็นสิริมงคล แม้ท่านสรงนํ้าเสร็จแล้ว ยังมาขอให้ท่านสรงซํ้าอีก ท่านถึงกับพูดว่า “ฮาหนาวจะต๋าย เปิ้นก็จะฮื้อฮาอาบนํ้าอีก”
นอกจากนี้ยังมีคนไปรุมขัดถูขี้ไคลตามเนื้อตามตัวท่าน ขัดแล้วขัดอีก หรือตัดเล็บของท่าน ตัดแล้วตัดเล่า เพื่อจะเอาไปทําพระเครื่องทําวัตถุมงคลต่างๆ จนหลวงปู่บอกว่า ท่านแสบไปทั้งเนื้อทั้งตัว ดังนี้เป็นต้น เอาเป็นว่าใครมีโอกาสหยิบฉวยยื้อแย่งอะไรจากท่าน เอาประโยชน์อะไรได้จากท่าน ต่างก็เอากันไป หลวงปู่ท่านปล่อยวางเฉย ใครจะทําอะไรก็ตามใจ ดังนั้น ภาระหนักในการดูแลหลวงปู่ ถนอมหลวงปู่ให้อยู่กับพวกเราให้นานที่สุด จึงตกอยู่ที่ พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต เจ้าอาวาส
ครูบาอาจารย์เล่าว่า
“สมัยที่เราอยู่กับหลวงปู่แหวน พระเณรนี่ต้องรีบแย่งกันอุปัฏฐากนะ ไม่มีใครมาขี้เกียจมาเกี่ยงงานกัน ของที่ผ่านจากธาตุขันธ์ท่าน ล้วนเป็นมงคลทั้งนั้นนะ ทั้งนํ้ามูก นํ้าลาย เกศา เล็บ นํ้าที่สรงท่าน เวลาไหลลงพื้น ยังมีคนรอเก็บจนหมด นี่แหละพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ใครอยู่ใกล้ก็มีแต่ความเย็นอกเย็นใจ”
ศรัทธาญาติโยมควรสํารวมอินทรีย์
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ในระยะแรกๆ ที่ท่านมาจําพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง ศรัทธาญาติโยมไปกราบยังไม่มาก ทุกคนมีโอกาสเข้ากราบท่านอย่างใกล้ชิด ต่างก็อิ่มเอิบใจไปตามๆ กัน พอมาในระยะหลัง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นต้นมา ชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณอันโด่งดังของหลวงปู่แหวนก็กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง คณะศรัทธาญาติโยมทั้งใกล้และไกลต่างพากันหลั่งไหลเดินทางมาวัดดอยแม่ปั๋งกันอย่างเนืองแน่น
หลวงปู่แหวนนั้น ถึงแม้ว่าสังขารร่างกายของท่านจะไม่แข็งแรงดีนัก แต่ท่านก็เมตตาอนุเคราะห์ อุตส่าห์เดินจากกุฏิออกมาให้ศรัทธาสาธุชนได้พบได้นมัสการกราบไหว้ทุกวัน ทั้งเช้าและกลางวัน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ คณะศรัทธามากันคณะแล้วคณะเล่า คณะหนึ่งกลับไป คณะใหม่ก็มาถึง จนหลวงปู่แทบหาเวลาพักผ่อนไม่ได้เลย
ด้วยหลวงปู่แหวนท่านมีข้อตกลงกับพระอาจารย์หนูว่า ท่านจะขออยู่อย่างพระภิกษุเฒ่าผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่เมื่อหลวงปู่ท่านออกมานั่งโปรดศรัทธาญาติโยม ต่างคนต่างก็พยายามเข้าไปใกล้ชิดท่านให้มากที่สุด รุมกันก้มกราบที่หลังเท้าท่านบ้าง ดึงมือท่านมาลูบหน้าลูบหัวของตนบ้าง ดึงชายจีวรท่านมาเช็ดหน้าลูบหัวบ้าง แม้ผู้หญิงบางคนก็ไม่ละเว้น ต่างคนต่างเบียดเสียดเข้าไปจนเก้าอี้หลวงปู่แทบควํ่าไปก็มี เวลาหลวงปู่ท่านแผ่เมตตาให้แล้วไปรับเอาของคืน ก็แย่งชิงกันจนข้าวของหายก็มี เวลาท่านลุกยืนหรือเดิน ประชาชนก็ห้อมล้อมเบียดเสียด เกิดความโกลาหล จนท่านเซไปเซมาจะล้มก็มีหลายครั้งหลายหน บางคนก็มาขอท้าทายลองวิชา ต้องการทดสอบว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีอภินิหารมหัศจรรย์อย่างที่เขาเล่าลือกันจริงหรือ
ลักษณะดังกล่าวมา เป็นความวุ่นวายที่หลวงปู่แหวนท่านปรารภอยู่เสมอ ท่านจึงจํากัดตัวเอง พอเสร็จกิจที่ต้องทําข้างนอกแล้วก็ปิดประตูใส่กลอน ห้ามใครเข้าไปอีก ชาวคณะศรัทธาที่ต่างก็เดินทางไปหาท่านถึงวัดดอยแม่ปั๋ง เมื่อไม่ได้พบท่าน ก็วุ่นวายทะเลาะกันเอง แล้วก็ต้องไปหาพระอาจารย์หนู ให้กราบนิมนต์หลวงปู่ออกมาจากกุฏิ ระยะแรกๆ หลวงปู่ก็ออกมาทุกครั้ง แต่เมื่อท่านต้องออกมาทั้งวัน เดี๋ยวออก เดี๋ยวออก โดยไม่มีเวลาภาวนาทํากิจของท่านเลย หลวงปู่แหวน จึงทวงคําพูดเอากับพระอาจารย์หนูว่า “ที่สัญญากันไว้นั้น เราจะมาอยู่ภาวนาปฏิบัติธรรมนะ ไม่ได้มาอยู่เพื่อวุ่นวายอย่างนี้” แล้วหลวงปู่ท่านก็เข้าห้อง ปิดประตูใส่กลอน ไม่ต้อนรับใครๆ แม้แต่พระอาจารย์หนู เพราะผิดสัญญา
คณะศรัทธาญาติโยมที่ไปถึงวัดดอยแม่ปั๋ง ติดต่อพระอาจารย์หนูแล้ว แต่หลวงปู่แหวนท่านไม่ยอมออกมาให้พบก็โกรธจัด บริภาษกันทันทีว่า พระอาจารย์หนูเป็นทศกัณฐ์ เป็นยักษ์เป็นมาร อย่างนั้นอย่างนี้บ้าง บางรายถึงขนาดพกมีดพกปืน พกอาวุธขึ้นไปบนดอยแม่ปั๋ง หวังจะทําร้ายพระอาจารย์หนูอย่างนี้ก็มี เป็นอยู่เช่นนี้บ่อยครั้งเข้า ผู้ที่เข้าใจเรื่องนี้ดี ต่างก็ช่วยกันอธิบาย ช่วยตักเตือน ช่วยแก้ไขไม่ให้เกิดเป็นบาปเป็นกรรม แต่ก็ไม่ได้ผล บางคนบางคณะ แม้ว่าจะมีบุญได้พบได้กราบหลวงปู่ แล้วก็ยังอุตส่าห์ทําให้เกิดบาปเกิดกรรมให้เป็นรอยด่างมัวหมองในดวงใจของตนเองเสียอีก
การถ่ายรูปหลวงปู่แหวน ทางวัดจะเข้มงวดมาก เพราะนัยน์ตาของหลวงปู่แพ้แสงแฟลชมีบางพวกขอถ่ายรูปท่านเพื่อเอาไปกราบไหว้บูชาก็มี บางพวกเอาไปแจกกันก็มี บางพวกเอาไปอัดขายก็มี บางพวกเอาไปทําล็อกเก็ตขายก็มี บางพวกถ่ายรูปในขณะที่หลวงปู่ฉันอาหาร ท่านกําลังก้มหน้าพิจารณาอาหารในบาตร พร้อมเอามือล้วงหยิบอาหารในบาตรมาฉัน ก็กลายเป็นรูปที่ท่านกําลังปลุกเสกวัตถุมงคลให้พวกเขา หรือภาพประเคนของถวายหลวงปู่ ก็กลายเป็นภาพหลวงปู่มอบวัตถุมงคลที่ปลุกเสกแล้วให้พวกเขาก็มี เพื่อเอาไปประชาสัมพันธ์โฆษณาขายวัตถุมงคลของพวกเขา เพื่อให้เห็นว่าผ่านการปลุกเสกจากหลวงปู่แล้ว เป็นต้น
ศรัทธาญาติโยมที่เดินทางมากราบหลวงปู่แหวน มาด้วยกันหลายรูปแบบ หลายเจตนาทั้งที่ดีเข้ามาอาศัยร่มเงาแห่งธรรมท่านก็มี และที่ไม่ดีเป็นกาฝากแอบแฝงแสวงหาผลประโยชน์กับท่านก็มี มากันโดยไม่คํานึงถึงเวลา มาถึงกันเมื่อไหร่ ไม่ว่าดึกดื่นค่อนคืนก็จะต้องการขอพบหลวงปู่ให้ได้ แม้ทางวัดได้กําหนดเวลาเข้ากราบเยี่ยมหลวงปู่ไว้แล้ว แต่ผู้คนต่างก็ทยอยกันไปตลอดเวลา ไปอ้อนวอนขอเข้ากราบนอกเวลาเยี่ยมก็มาก โดยยกอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เดินทางมาไกลบ้าง อ้างกลุ่มนั้นกลุ่มนี้บ้าง
ในบางครั้งหลวงปู่แหวนท่านอาพาธหนัก ไม่ได้ออกจากกุฏิ เมื่อศรัทธาญาติโยมเดินทางมาแล้วไม่ได้พบ ไม่ได้กราบท่าน ก็รู้สึกผิดหวัง จึงกล่าวหาพระที่ดูแลว่ากีดกันบ้าง หรือกล่าวหาว่ากักขังหลวงปู่ไว้เหมือนนักโทษบ้าง หรือให้เฉพาะคนรวยๆ เข้าพบ แต่กีดกันคนจนไม่ให้เข้าพบบ้างสุดแล้วแต่พวกเขาจะสรรหามาตําหนิติเตียนกัน
ด้วยครูบาอาจารย์ท่านรักษาพระธรรมวินัยและข้อวัตรปฏิบัติ ท่านมีกําหนดเวลาเข้าพบหลวงปู่ท่านก็มีเมตตาธรรมอนุเคราะห์ศรัทธาญาติโยมอยู่มากตามปกตินิสัย แต่ศรัทธาญาติโยมเป็นปุถุชนกลับทําอะไรตามใจชอบ ไม่ระวังสํารวมอินทรีย์ ชอบพูดคุยอึกทึกส่งเสียงดัง บางคนการแต่งตัวล่อแหลม ไม่เหมาะสมต่อวัดป่าอันเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งต้องการความเงียบสงบ และควรให้ความเคารพ ทําไปโดยไม่รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ขอเพียงให้ได้พบได้กราบหลวงปู่ก็พอใจ ได้พบก็ถูกใจให้คะแนน ไม่ได้พบก็ไม่ถูกใจและไปตัดคะแนนครูบาอาจารย์ก็มี แล้วแต่ใจตนเอง เอาตนเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่คํานึงถึงกฏเกณฑ์ของทางวัด ไม่คํานึงถึงกาลเทศะ ความถูกต้องดีงาม และก็ไม่คํานึงถึงหลวงปู่ซึ่งท่านชราภาพมากแล้ว ไม่ควรรบกวนเวลาท่านมากจนเกินไป ควรให้ท่านมีเวลาพักผ่อนเพียงพอ เพื่อถนอมธาตุขันธ์ท่านให้ดํารงอยู่ตราบนานเท่านาน
ของดีที่หลวงปู่มอบให้
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างมาก ตัวท่านเองท่านก็ไม่เคยยอมรับว่า ท่านมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ประชาชนจากทั่วประเทศเดินทางมากราบไหว้นมัสการท่านอยู่เสมอๆ นอกจากมากราบไหว้นมัสการแล้ว ก็มักจะขอของวิเศษจากท่าน ปุถุชนคนธรรมดาส่วนใหญ่แล้วย่อมหวังพึ่งผู้อื่น ไม่คิดหวังพึ่งพาตนเอง และมักไปขอของดีจากผู้อื่นเสมอ เมื่อมีผู้ไปขอของดีจากหลวงปู่แหวน ท่านก็จะเมตตาถามกลับ พร้อมทั้งให้ธรรมะเพื่อเป็นข้อคิดเตือนสติเตือนใจ ดังนี้
“ของดีอะไร อะไรคือของดี ของดีก็มีอยู่ด้วยกันทุกคนแล้ว
การที่ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้พยาธินั้นก็มีของดีแล้ว การมีร่างกายแข็งแรง มีอวัยวะครบถ้วน ไม่บกพร่องวิกลวิการ อันนี้ก็เป็นของดีแล้ว
ของดี มีอยู่ในตน ไม่รู้จะไปเอาของดีที่ไหนอีก สมบัติของดีจากเจ้าพ่อเจ้าแม่ให้มา ก็เป็นของดีอยู่แล้ว มีอยู่แล้วทุกคน จะไปเอาของดีที่ไหนอีก
ของดี ก็ต้องทําให้มันเกิดมันมีขึ้นในจิตใจของตน ความดีอันใดที่ยังไม่มีก็ต้องเพียรพยายามทําให้เกิดให้มีขึ้นนี่แหละของดี
ของดี มีอยู่แล้วในตัวของเราทุกๆ คน มองให้มันเห็น หาให้มันเห็นภายในตนของตนนี่แหละจึงใช้ได้ ถ้าไปมองหาแสวงหาของดีภายนอกแล้วใช้ไม่ได้
ศีลธรรม นี่แหละ คือ ของดี
ศีล คือ การนําความผิดความชั่วออกจากกาย ออกจากวาจา
ธรรม ก็คือ ความดีที่ป้องกันไม่ให้ความผิด ความชั่วเกิดขึ้นในกาย วาจา ใจ
ทั้งศีล ทั้งธรรม ก็อันเดียวกันนั่นแหละ แต่เราไปแยกสมมติเรียกไปต่างหาก
กาย วาจา ใจของเรานี้เป็นที่ตั้งของธรรม เป็นที่เกิดของธรรม เป็นที่ดับของธรรม ความดีก็เกิดจากที่นี่ ความชั่วก็เกิดจากที่นี่ สวรรค์ก็เกิดจากที่นี่ นรกก็เกิดจากที่นี่
เราจะรักษาศีล ภาวนา ให้ทาน ก็ต้องอาศัยกาย วาจา ใจ นี้เป็นเหตุ เราจะทําความผิด ความชั่ว ไปนรกอเวจีก็ต้องอาศัยกาย วาจา ใจ นี้เป็นเหตุ
เราจะรักษาศีล ทําสมาธิภาวนาให้เกิดปัญญา ทํามรรคผลนิพพานให้แจ้ง ให้เกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยกาย วาจา ใจ นี้เป็นเหตุ
ตา ก็เป็นตาธรรม หู ก็เป็นหูธรรม หัว ก็เป็นหัวธรรม ตัว ก็เป็นตัวธรรม อันนี้แหละของดี ของจริง มือเป็นธรรม ธรรมเป็นมือ แขนเป็นธรรม ธรรมเป็นแขน ตาเป็นธรรม ธรรมเป็นตาธรรมเป็นหัว หัวเป็นธรรม ธรรมเป็นตัว ตัวเป็นธรรม อันนี้ของจริง ของดี ให้รู้แจ้งเห็นแจ้ง รู้จริงเห็นจริงในนี้ อย่าไปรู้ในที่อื่น”
ทั้งหมดนี่ก็คือโอวาทธรรมที่หลวงปู่แหวนสอนญาติโยม ท่านไม่ได้สอนให้เชื่อเรื่องอภินิหารอะไรเลย สิ่งที่ท่านสอนล้วนเป็นธรรมะอันแท้จริงทั้งสิ้น หลายคนที่มาหาหลวงปู่แหวน เขามักจะขอโชคลาภยศจากท่าน เมื่อมีโอกาสท่านก็จะสอนเสมอให้รู้จักโชคลาภยศที่แท้จริง
ข้าราชการผู้ชายคนหนึ่งมาขอให้หลวงปู่แหวนช่วยดลบันดาลยศให้กับตัวเอง “ผมอยาก จะให้หลวงปู่ให้ช่วยให้ยศผมหน่อยน่ะครับ”
หลวงปู่แหวนบอก “ฮาบ่มียศ จะเอายศที่ไหนมาให้ล่ะ”
มีผู้ชายอีกคนหนึ่งมากราบขอลาภจากหลวงปู่แหวนตรงๆ ท่านก็ให้แบบตรงๆ เหมือนกัน “เอ่อ ผมจะมากราบขอลาภจากหลวงปู่น่ะครับ” “ได้ ได้ ตั้งจิตอธิษฐาน ระลึกถึงกุศลผลบุญที่ได้บําเพ็ญมาในอดีตและในปัจจุบันมาเป็นเครื่องช่วยให้สมปรารถนาสิ”
ข้าราชการอาวุโสคนหนึ่งก็มาขอให้หลวงปู่แหวนเป่ากระหม่อม หลวงปู่ก็ไม่ขัดใจ แต่ก็สั่งสอนธรรมะให้ข้าราชการอาวุโสคนนั้นด้วย “หลวงปู่ครับ ผมมาขอให้หลวงปู่ช่วยเป่ากระหม่อมให้หน่อยครับ จะได้เป็นสิริมงคลครับ” “โอ้ย ! เป่าจนแก่จนเฒ่าแล้ว เป่าไม่รู้จักจบจักสิ้น อายุตั้ง ๗๐ – ๘๐ ปี ยังไม่รู้จัก “พุทโธ” สักคํา”
หลวงปู่แหวน โด่งดังไปทั่วประเทศ เมื่อมีข่าวเล่าลือกันปากต่อปากว่า มีนายทหารอากาศท่านหนึ่งขับเครื่องบินผ่านวัดดอยแม่ปั๋ง เขาเห็นพระภิกษุชรารูปหนึ่งกําลังนั่งสมาธิอยู่บนก้อนเมฆพอข่าวลือเรื่องนี้ได้แพร่ออกไป หลวงปู่แหวนโด่งดังเป็นพลุแตกเลยทีนี้ ประชาชนทั่วทั้งประเทศต่างหลั่งไหลมากราบไหว้บูชานมัสการหลวงปู่กัน เคยมีคนไปถามท่านว่า
“หลวงปู่ครับ เป็นความจริงหรือเปล่าครับ ที่เขารํ่าลือกันว่าหลวงปู่เหาะได้น่ะครับ”
“เฮาบ่ใช่นกนะ”
“หลวงปู่ เขาบอกว่าหลวงปู่ถอดวิญญาณไปปลุกพระให้ที่อื่นเขาได้ เหาะขึ้นไปบนฟ้าก็ได้ เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าครับ”
“เฮาบ่ใช่ผีนี่จั่งซี่เหาะได้ ถอดวิญญาณได้ (เราไม่ใช่ผีถึงจะเหาะได้ ถอดวิญญาณได้)”
ข้อคิดวัตถุมงคล
ของดีของขลังและการปลุกเสก หลวงปู่แหวนเคยพูดถึงผู้ที่เคยไปนมัสการบ้าง ขอของดี นํ้ามนต์ เหรียญหรือพระเครื่องต่างๆ อยู่เสมอว่า “คนเรานี้ก็แปลก เอาของจริง คือ ธรรมะให้ไม่ชอบ ไปชอบเอาวัตถุภายนอกกันเสียหมด พระรัตนตรัยนั้นเป็นของประเสริฐอยู่แล้ว แต่กลับไม่มีใครสนใจ พากันไปสนใจแต่วัตถุภายนอก เอานํ้ามนต์ เอาเหรียญ เอาอะไรต่อมิอะไร ให้สับสนไปหมด แม้จีวรที่ผู้เฒ่าห่มอยู่ ก้นบุหรี่ที่ผู้เฒ่าสูบอยู่ เขาก็มาขอมาแย่งเอา ใครไปสั่งสอนเขาก็ไม่รู้ พากันสนใจไปข้างๆ คูๆ”
เกี่ยวกับเครื่องรางของขลัง ทั้งพระและเหรียญที่นิยมกันทุกวันนี้ หลวงปู่แหวนท่านให้ความเห็นว่า “เมื่อคนเราไม่สามารถจะเอาคุณพระรัตนตรัยมาเป็นที่พึ่งของตนได้ เพราะอินทรีย์ยังอ่อน อบรมมายังไม่เข้าถึงเหตุผล จะถือเอาวัตถุภายนอก เช่น พระเหรียญ ซึ่งก็เป็นรูปเหรียญรูปแทน อันเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้านั้นก็ดีเหมือนกัน ถ้าผู้นั้นรู้ความหมายในวัตถุนั้นๆ” หลวงปู่ท่านให้ข้อคิดในทางธรรมะว่า “วัตถุมงคลเหล่านั้นจะนําไปป้องกันตัวนั้น ถ้ากรรมมาตัดรอนแล้วป้องกันไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งไหนจะไปต้านทานอํานาจของกรรมนั้นไม่มี แต่ถ้าผู้นั้นรู้ความหมายในวัตถุนั้นๆ ว่า เขาสร้างขึ้นมาส่วนมาก เขาจะใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ทําแต่ความดี การมีวัตถุมงคลไว้ติดตัว ก็มีไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติปัญญาของตนเอง ไม่ให้ประมาทในการกระทําของตน ต้องทําเพื่อความดีเสมอ เพราะโลกเขาบูชานับถือกันแต่คนดี เรามีของดีอยู่กับตัวก็ต้องทําแต่ความดีอย่างนี้แล้ว ก็นับว่าผู้นั้นได้ประโยชน์จากวัตถุมงคลนั้นๆ”
หลวงปู่แหวน ท่านสอนยํ้าให้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
“ที่พึ่งอย่างอื่นไม่มี นอกจาก พุทฺธํ ชีวิตํ ยาว นิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ, ธมฺมํ ชีวิตํ ยาว นิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ, สงฺฆํ ชีวิตํ ยาว นิพฺพานํ สรณํ คจฺฉามิ ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราต้องหาที่พึ่งอันประเสริฐไว้เสียแต่บัดนี้ แต่ยังมีชีวิตอยู่อย่างนี้ ยังแข็งแรงอยู่อย่างนี้ ถ้าร่างกาย จิตใจ มันไม่อํานวยแล้วจะไปคิดถึงอะไร จะไปยึดไปถือเอาอะไรเป็นที่พึ่งมันยาก
จะขึ้นรถหรือขึ้นเรือบิน ขึ้นคอปเตอร์หรือรถเรือทุกชนิด ก็ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทุกครั้ง นั่งไปเรื่อยๆ ไม่ได้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หากไปฝ่าอันตรายเข้าก็ใจหายและกลัวอันตราย ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ ขออานุภาพปกเกล้าปกกระหม่อม ให้ปราศจากภัยอันตรายทั้งหลาย ให้ไปเป็นสุข ถึงรถจะไปควํ่าลงหรือชนกัน ก็บ่เป็นหยังดอก (ไม่เป็นอะไร) มีคนหนึ่งขึ้นเครื่องบินไปชายแดน เครื่องบินไฟไหม้ ตกลง คนตายหมดผู้นั้นผู้เดียวรอด เขานั่งเครื่องตกสามเที่ยวแล้วยังไม่เป็นอันตรายสักที “อู๊ ! คิดถึงหลวงปู่” เขาว่านึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่ตั้ง มันก็ผ่านพ้นภัยอันตรายทั้งหลายได้”
แม้ท่านให้โอวาทธรรมครั้งสุดท้าย ท่านก็ยํ้าพระรัตนตรัย
“ชาย หญิง สัตว์ผู้ เมีย ต่างก็ยินดีกันและกัน มัวเมากันอยู่อย่างนี้ ให้มันเป็นธรรมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา ให้ออกจากกาม หาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้จําไว้ จําไว้ให้มันดี ปฏิบัติให้มันรู้ กามมันตายแล้ว มันก็สบาย ให้เป็นธรรมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา จําให้ดีๆ นะ ปฏิบัติให้มันรู้ จําได้ไหม อย่าไปล้มนะ ไม่ต้องพูดมาก พูดมากไปไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นธรรมเมา”
เรื่องของการปลุกเสก เช่น พุทธาภิเษก ซึ่งปัจจุบันทํากันโดยทั่วไป หลวงปู่แหวนท่านให้ทรรศนะว่า “ถ้าเข้าใจวิธีพุทธาภิเษกไปปลุกไปเสกวัตถุต่างๆ ที่สร้างขึ้นสําหรับเป็นเครื่องหมายแทนองค์ของพระพุทธเจ้านั้น การเข้าใจเช่นนั้นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ท่านให้เหตุผลว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระตั้งแต่เรายังไม่เกิด ท่านเป็นพุทธะมาก่อนพวกเราหลายร้อยหลายพันปีแล้ว ถ้าใครไปปลุกไปเสกวัตถุให้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วนับว่าผิด
เราเองเป็นเพียงพระสาวก จะไปทําวัตถุซึ่งเขาสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า ให้เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร พระบรมรูปของพระพุทธเจ้านั้น แม้จะทําสําเร็จขึ้นด้วยวัตถุใดๆ ก็สําเร็จเป็นพุทธะตามความหมายโดยสมบูรณ์แล้ว เพราะเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า แม้เป็นเพียงวัตถุเราก็กราบไหว้ด้วยสนิทใจ ไม่มีวิชาคาถาอาคมใดๆ ที่จะมาปลุกเสกพระพุทธเจ้าได้ที่เรียกกันว่า พุทธาภิเษกนั้นจะเรียกว่า พิธีสมโภชพระหรือพิธีนมัสการพระจึงจะถูกต้อง”
วัตถุมงคลมีส่วนทําให้คนหันมาปฏิบัติธรรม ครูบาอาจารย์ เทศน์ไว้ดังนี้
“คือพวกเราถ้าไม่สนใจเรื่องศาสนาเลย เราก็ไม่ได้ปฏิบัติ ทีนี้พอไม่ได้ปฏิบัติ พอเรามาศึกษาศาสนา มีหลายคนนะ เมื่อก่อนนี้พระเราไปด้วยกันแล้วเอาเหรียญไปแจกเขา เขาไม่เอาเขาบอกว่าพระอยู่ในใจ แล้วเขาอธิบายให้ฟัง เขาบอกว่าเมื่อก่อนนะ เขาไม่สนใจเรื่องศาสนาเลย แล้วเขาเล่นพระเครื่องกัน แล้วเขาไปได้เหรียญหลวงปู่แหวนมา พอได้เหรียญหลวงปู่แหวนปั๊บ พวกนักเล่นเหรียญ เขาต้องสืบประวัติ พอได้เหรียญหลวงปู่แหวนมา เขาก็สืบประวัติหลวงปู่แหวน แล้วเขาก็ศึกษา ศึกษาไปๆ มันเข้าไปซึ้งในสัจธรรม ทิ้งหมดเลย
ปริยัติก็เหมือนกัน ที่เราไปเรียนปริยัติกัน เราไปศึกษากัน เราไปศึกษาปริยัติเพื่อให้เราชุ่มชื่น เพื่อให้เราศรัทธา ปริยัติเราไปศึกษาก็เหมือนกับเขาเล่นพระเครื่อง เขาไปศึกษาประวัติพระเครื่องนั้น ใครเป็นคนสร้างมา ใครเป็นคนทํามา แล้วไปศรัทธาการดํารงชีวิตของท่าน ก็ทําให้เราอยากจะได้ธรรมอย่างนั้นบ้าง”
การจัดสร้างวัตถุมงคลของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นวัด องค์กรของรัฐ องค์กรเอกชน มูลนิธิ สมาคม บุคคล ฯลฯ ส่วนมากจะขออนุญาตหลวงปู่ฯ ก่อนการจัดสร้าง โดยมีวัตถุประสงค์การขออนุญาตจัดสร้างอย่างชัดเจน วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่ เป็นไปเพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามนั้นๆ เพื่อเป็นทุนสร้างสาธารณประโยชน์ต่างๆ เพื่อแจกเป็นขวัญกําลังใจแก่ผู้บําเพ็ญประโยชน์แก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ฯลฯ สรุป คือ เพื่อการสาธารณะส่วนรวม ซึ่งหลวงปู่ฯ ท่านก็เมตตาอนุญาตให้จัดสร้างได้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในขณะนั้น มีผู้ศรัทธาในองค์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ จํานวนมาก จนกลายเป็นกระแสนิยมทางสังคมในช่วงนั้น จึงปรากฏว่า มีการจัดสร้างวัตถุมงคลของหลวงปู่ที่ไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น คือ “ไม่ได้ขออนุญาต หลวงปู่ไม่ได้อธิษฐานจิตให้ วัตถุประสงค์เป็นไปเพื่อส่วนตัว ฯลฯ” จํานวนมาก อาทิเช่น
– ไม่ได้ขออนุญาตจัดสร้าง แล้วนําไปให้หลวงปู่อธิษฐานจิต
– ไม่ได้ขออนุญาตจัดสร้างและหลวงปู่ฯ ไม่ได้แผ่เมตตาอธิษฐานจิต แล้วนําไปเปิดบูชา
– จัดสร้างเองโดยไม่ได้ขออนุญาตแล้วแอบนํามาเข้าพิธีในโอกาสต่างๆ กรณีนี้มีหลายแบบ มีทั้งแจ้งให้ทางคณะกรรมการผู้ดําเนินงานในพิธีนั้นๆ ทราบ และไม่แจ้งให้ทราบ
– นําวัตถุมงคลที่จัดสร้างเองและหลวงปู่ยังไม่ได้อนุญาตนํามาเข้าพิธีดังกล่าว โดยใช้วิธีต่อสายสิญจน์จากพิธีลงไปยังวัตถุมงคลของตนที่บรรจุอยู่ในที่ต่างๆ ใกล้ๆ บริเวณนั้น แล้วไปประกาศโฆษณาว่า หลวงปู่แผ่เมตตาเรียบร้อยแล้ว บางคนนําไปแจกจ่ายเท่านั้น แต่ส่วนมากนําไปเปิดให้คนบูชา ซึ่งเกิดขึ้นด้วยจิตไม่บริสุทธิ์และก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตน
วัตถุมงคลที่ดําเนินการโดยไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มที่ดําเนินการโดยมุ่งให้เกิดประโยชน์ส่วนตน ไม่ได้แจกด้วยความศรัทธาและบริสุทธิ์ใจ มักประสบสิ่งที่คาดไม่ถึงกับชีวิต มีปรากฏผลกรรมให้เห็นจํานวนพอสมควร
การปลุกเสกวัตถุมงคล – การทํานํ้ามนต์
ในสมัยที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ มีชีวิตอยู่นั้น วัตถุมงคลของท่านโด่งดังมาก เป็นที่นิยมรูปเหรียญหลวงปู่แหวนซึ่งท่านแผ่เมตตาฝากไว้เป็นสังฆานุสตินั้นมีปริมาณมหาศาล สุดที่จะนํามาจาระไน หลักสําคัญ ก็คือ ธรรมโอวาทและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งท่านฝากไว้ในใจพุทธศาสนิกชนทั่วไป เมื่อลูกศิษย์เกิดความสงสัยและกราบเรียนถามหลวงปู่แหวนว่า “พระก็ดี เหรียญก็ดีที่หลวงปู่ทําพิธีแผ่เมตตาให้ มีคนนิยมกันว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ หลวงปู่ปลุกเสกด้วยคาถาอะไรครับ?”
หลวงปู่แหวน จะตอบข้อสงสัยเช่นนี้ว่า ที่กล่าวว่าแผ่เมตตาวัตถุมงคลนั้น ท่านไม่เคยปลุกเสกพระอะไรเลย เคยแต่สวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยเท่านั้น แล้วตั้งสัจจะอธิษฐานให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้ที่นับถือกราบไหว้ จะอธิษฐานเพียงเท่านั้น ไม่มีคาถาสําหรับเสกให้ขลังอย่างนั้นอย่างนี้แต่อย่างใด สําหรับบทสวดมนต์ที่หลวงปู่แหวน ท่านใช้ในพิธีแผ่เมตตา ท่านจะใช้บทติรตนนมการคาถา อ่านว่า ติระตะนะนะมะการะคาถา หรือบทสวดทําวัตรพระ
ในพิธีแผ่เมตตาหรือปลุกเสกวัตถุมงคล นอกจากจะใช้บทสวดทําวัตรพระแล้ว บางครั้ง หลวงปู่แหวน ท่านก็ใช้บทสวดนมัสการคุณพระรัตนตรัยอีกบทหนึ่ง
หลวงปู่แหวน ไม่เคยสนใจเรื่องการสร้างพระเครื่องแปลกๆ พิสดาร ตลอดจนเครื่องรางของขลังเลย มีแต่พระและฆราวาสลูกศิษย์ลูกหาจัดสร้างขึ้น แล้วขนไปให้ท่านปลุกเสกบ้าง ซึ่งท่านก็มีเมตตาไม่ขัดข้อง ท่านกล่าวว่า ชาวบ้านทั้งหลายยังติดข้องอยู่ในโลกธรรม โลกียสมบัติ ยึดถือตัวตนบุคคลเราเขา ยังเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีโอกาสจะเป็นนักบวช กระทําจิตตัดกิเลสหาทางหลุดพ้นได้สะดวก จําเป็นอยู่เองที่ชาวบ้านจะต้องยึดถือพระเครื่องเป็นที่พึ่ง อย่างน้อยพระเครื่องก็เป็นจุดให้ชาวบ้านเข้าถึงความดี ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายที่ชาวบ้านจะมีพระเครื่องไว้ติดตัว
“ปู่ก็เสกให้ ใครเอามาให้เสก ก็ต้องเสกให้ไปด้วยความเมตตานั่นแหละ หลานเอ๊ย”
หลวงปู่แหวนกล่าวอย่างนี้ เมื่อคณะศรัทธาจากที่ต่างๆ ทั่วสารทิศ หอบหิ้วขนเอาพระเครื่องรางของขลังไปให้ท่านปลุกเสกถึงวัด ตอนนั้นหลวงปู่แก่มากแล้ว ชราภาพไปด้วยวิสัยสังขาร หูตึง เดินเหินไม่สะดวก ทางวัดจึงต้องจํากัดเวลาให้ชาวบ้านเข้านมัสการ ทั้งนี้ก็เพื่อจะถนอมชีวิตหลวงปู่แหวนไว้ให้ยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของวัดและประชาชนผู้เคารพศรัทธาทั้งหลายต่อไปให้นานเท่านานนั่นเอง
มีสิ่งที่น่าสังเกต คือ พระเครื่องรางของขลังใดๆ ที่พระและฆราวาสนําไปขอเมตตาจิตจากหลวงปู่แหวน เพื่อให้ท่านปลุกเสกให้นั้น หลวงปู่แหวนจะปลุกเสกให้อย่างมากไม่เกิน ๙ นาที บางครั้งก็เสกให้ ๓ นาทีบ้าง ๕ นาทีบ้าง เป็นอันว่าใช้ได้ การปลุกเสกนี้ไม่มีพิธีรีตองใดๆ ทั้งสิ้น ต้องไปนอนอยู่ที่วัด รอให้หลวงปู่แหวนออกมาจากห้อง พอท่านออกมาก็ขนสิ่งที่จะปลุกเสกเข้าไปกราบนมัสการท่านทันที แล้วท่านก็จะทําให้ในเดี๋ยวนั้น ทําปุ๊บ เสร็จปั๊บ ก็เป็นอันว่าแล้วกันไป เสร็จสิ้นเรื่อง เปิดโอกาสให้คนอื่นๆ เข้าไปนมัสการท่านตามคิว ซึ่งแน่นขนัดอยู่ทุกวันไม่มีขาดนี่เป็นการปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังของหลวงปู่แหวน พระอริยสงฆ์แห่งเมืองเหนือ ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง ๓ นาที แต่ทว่าอานุภาพนั้นยิ่งใหญ่ ทรงความขลังศักดิ์สิทธิ์ เลิศลํ้าได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ยกเว้นเหรียญรุ่น “เราสู้” ที่โด่งดังของหลวงปู่แหวน ที่ท่านเมตตานั่งปรกนานถึง ๔๕ นาที
สําหรับการทํานํ้ามนต์ หลวงปู่แหวนท่านก็เมตตาอนุโลม เพื่อเป็นการสงเคราะห์ญาติโยม สมัยที่ท่านยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เวลาชาวบ้านเอานํ้ามาถวาย ขอให้ท่านเสกให้ เช่น เขาจะบอกว่าคนนั้นคนนี้จะคลอด หรือคนนั้นคนนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้หลวงปู่เสกนํ้ามนต์ให้ด้วย บางครั้งหลวงปู่ก็พูดในทํานองขบขันว่า “เออ ! เวลาอย่างหนึ่ง เขาก็ไม่บอกเรา เวลาจะคลอดจึงมาบอกเรา ทําให้ลําบากพระเจ้าพระสงฆ์ แทนที่จะไปหาหมอที่โรงพยาบาล” เวลาหลวงปู่เสกนํ้ามนต์ ท่านใช้บทมงคลจักรวาลน้อย พอสวดจบท่านก็ให้พร “เอ้า ! หายโรคหายภัย อายุมั่นขวัญยืน”
ฮาจะเสกให้ทะลุฟ้า ทะลุดินเลยเน้อ
เมื่อกว่าสี่สิบปีมาแล้ว คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไม่รู้จักหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พระมหาเถระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชศรัทธาเสด็จไปนมัสการถึงบนดอยแม่ปั๋งอยู่หลายครั้ง
เนื่องด้วยชื่อเสียงที่ระบืิอไกลนี้ ทําให้มีคณะบุคคลหลายกลุ่มได้ขออนุญาตท่านจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ มากมาย รวมถึงคณะศรัทธาจากกรุงเทพฯ กลุ่มหนึ่งก็ได้สร้างวัตถุมงคลเพื่อไปเข้าร่วมพิธีบนดอยสูงด้วยเช่นกัน ในการนําวัตถุมงคลขึ้นไป “อธิษฐานจิต”ครั้งนี้ มีคณะผู้เดินทางไปประกอบด้วยนักการเมือง รัฐมนตรี คุณหญิง และคุณนายหลายๆ ท่านรวมถึง “บุรุษ” ท่านหนึ่งที่ติดตามไปช่วยจัดการพิธีครั้งนี้ด้วย
ทางขึ้นดอยแม่ปั๋งสมัยนั้นขึ้นชื่อว่า “โหด” เอาเรื่องอยู่ เมื่อถึงวัด บ้างก็ช่วยกันจัดเตรียมพิธี แต่มีคุณ (ผู้) หญิง บางท่านที่อาจจะผิดหวังกับอากาศบนดอยด้วยคาดหวังไว้ว่า น่าจะเย็นสดชื่น เหมือนดังอยู่ในห้องแอร์ที่บ้าน เลยอดที่จะ “บ่น” ไม่ได้ว่า “นึกว่าขึ้นมาบนดอยอากาศจะเย็น ที่ไหนได้ร้อนจะตาย” แต่จะเป็นเพราะเหตุใดก็สุดที่จะเดา หลังจาก “คํารําพึง” ได้ไม่นาน ก็เกิดลมพัดกรรโชก พร้อมทั้งหอบเอาฝนมาตกอย่างหนักในบริเวณวัด หลายๆ คนที่อยู่ ณ ที่นั้นคงแปลกใจว่า ฝนตกได้อย่างไรทั้งๆ ที่ไม่มีเค้าฝนมาก่อน แต่ผู้ที่บ่นว่าร้อนอยู่ เมื่อสักครู่คง“หนาวใจ” พิลึก ฝนตกอยู่นานจนเกือบจะถึงฤกษ์ที่หลวงปู่แหวนจะออกมาอธิษฐานจิตให้แล้ว
“บุรุษ” ผู้หนึ่งฉุกคิดขึ้นในใจได้ว่า หรืออาจเป็นเพราะเสียงบ่นว่า “ร้อน” ดังกล่าว จึงเกิดเหตุบันดาลให้ฝนตก เร็วดังใจคิด “บุรุษ” ผู้นั้นจึงพูดขึ้นในใจว่า “หากฝนที่ตกนี้เป็นเพราะเหตุดังกล่าวจริง ก็ขอขมาแทนผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์เหล่านั้นด้วย และขอให้ฝนหยุดตก เพื่อจะได้จัดเตรียมพิธีให้เป็นไปตามฤกษ์ที่กําหนด” จะเรียกว่าปาฏิหาริย์ หรืออะไรก็ตามเถิด เวลาผ่านไปไม่นาน ฝนก็หยุดตก ตามคําอธิษฐานนั้น แปลกดีไหม? “บุรุษ” คนดังกล่าว จึงได้เร่งจัดเตรียมเหล่าวัตถุทั้งหลายที่จะนําเข้าพิธี เนื่องด้วยใกล้เวลาที่หลวงปู่แหวนจะออกมาอธิษฐานจิตแล้ว
เมื่อถึงเวลาที่กําหนด พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต พระอุปัฏฐาก ก็เข็นหลวงปู่แหวนซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นเข้ามาในพิธี เมื่อหลวงปู่แหวนถูกเข็นมาหยุดอยู่ตรงหน้า ด้วยใจที่อยากให้หลวงปู่แหวนท่านทําพิธีนี้ให้อย่างดีที่สุด “บุรุษ” คนเดิมก็ตั้งจิตคิดไปว่า “ขอให้หลวงปู่ “เสก” ของในพิธีนี้ให้อย่างดีที่สุดด้วยเทอญ” เหมือนองค์หลวงปู่แหวนท่านสามารถล่วงรู้วาระจิตของ “บุรุษ” นั้นท่านน้อมกายมาใกล้แล้วพูดขึ้นว่า “ฮา (เรา) จะเสกให้ทะลุฟ้า ทะลุดินเลยเน้อ”
พลันกล้องถ่ายรูปจากทุกสารทิศในพิธี ก็รุมถ่าย ณ วินาทีที่หลวงปู่แหวนน้อมกายมาพูดนั้นเอง จนทุกวันนี้ “บุรุษ” ผู้ที่หลวงปู่แหวนน้อมกายเข้ามาใกล้ เพื่อเอ่ยประโยคอมตะดังกล่าวด้วย ก็ยังนึกอยากได้ภาพดังกล่าวไว้เป็นที่ระลึกให้กับความหลังครั้งเก่า
หลวงปู่ผู้ไม่มีอดีต และเรื่องหูทิพย์ ตาทิพย์
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านมาอยู่ที่ภาคเหนือยาวนาน ๖๐ กว่าปี โดยใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อท่านมาอยู่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ท่านไม่ได้ไปไหนอีกเลย เพราะท่านทําตามสัจจะที่ตั้งไว้ คณะศรัทธาญาติโยมทางจังหวัดเลย ตลอดลูกหลานหลวงปู่ก็ต้องการนิมนต์ให้ท่านกลับไปเมตตาโปรดคนที่บ้านเกิด แม้เพื่อนสหธรรมิกที่รักใคร่และครูบาอาจารย์หลายองค์ไปนิมนต์ เช่นหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่สิม หลวงปู่ซามา ฯลฯ แต่หลวงปู่แหวนท่านตอบปฏิเสธ โดยท่านขอยึดเอาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่ปฏิบัติธรรมจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านมีเหตุผลประการสําคัญที่อยู่ภาคเหนือ เพราะท่านเคารพเทิดทูนบูชาท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) มาก ท่านเจ้าคุณฯ ได้มอบหมายภารกิจงานสําคัญทางพระพุทธศาสนากับท่านไว้ หวังให้ท่านอยู่เผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภาคเหนือ และท่านจะได้เป็นเสาหลัก เมื่อพระธุดงคกรรมฐานออกเที่ยวธุดงค์จากภาคอีสานขึ้นภาคเหนือได้มาพึ่งพาอาศัย
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นผู้สละแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ไม่อาลัยอาวรณ์ในสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น แม้อดีตที่ผ่านมา หลวงปู่เคยบอกกับผู้ที่เคยไปอ้อนวอนนิมนต์ท่านกลับบ้านเกิดจังหวัดเลยว่า “ท่านเป็นผู้ไม่มีบ้าน ไม่มีลูกหลานญาติพี่น้องแล้ว ท่านมีแต่วัด ชีวิตของท่านได้อุทิศถวายเพื่อพระพุทธศาสนาโดยหมดสิ้นแล้ว ท่านไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต นอกจากปัจจุบัน”
ลูกหลานคนจังหวัดเลยที่มากราบนิมนต์ครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อทราบว่า หลวงปู่แหวนท่านตั้งสัจจะไว้แล้ว ท่านไม่กลับบ้านเกิด ภายหลังจากที่หลวงปู่แหวนได้มรณภาพ ก็ได้ร่วมใจกันสร้างรูปเหมือนของหลวงปู่ ประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัยมงคล อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์รําลึกถึงหลวงปู่และเพื่อไว้ให้ลูกหลานและพุทธบริษัททั้งหลายได้กราบไหว้บูชา
คําถามที่ว่า หลวงปู่แหวน ท่านพูดว่า ท่านไม่มีลูกหลานญาติพี่น้องแล้ว ท่านตัดขาดจากญาติพี่น้องโดยสิ้นเชิงใช่ไหม? เนื้อหาจากจดหมายของลูกหลานหลวงปู่แหวน ระบุว่า
“มีลูกหลานแท้ๆ ของหลวงปู่แหวน ที่จังหวัดเลย ได้พากันไปกราบหลวงปู่ ที่วัดดอยแม่ปั๋งเป็นการเดินทางมาเชียงใหม่ครั้งแรก ต้องสอบถามเส้นทางคนเชียงใหม่ไปเรื่อย จึงด้นดั้นไปถูกคณะลูกหลานท่านนับว่าโชคดี เป็นโอกาสเหมาะจึงได้เข้ากราบหลวงปู่พอดี สมดังใจปรารถนาเมื่อหลวงปู่รู้ว่าเป็นลูกหลานมาจากจังหวัดเลย ท่านก็เอ่ยปากถามว่า “แม่แกถูกตะขาบกัดเจ็บมากหรือ?” ทําเอาเหลนๆ ทั้งสามงุนงงยิ่ง เพราะก่อนเดินทางมากราบหลวงปู่ แม่ของพวกเขาถูกตะขาบกัดเอา เจ็บปวดมากถึงกับร้องครวญครางทั้งคืน ไม่ได้หลับได้นอน”
คําพูดหลวงปู่แหวนที่บอกว่า “ฮาบ่มีอดีต บ่มีบ้าน บ่มีญาติมิตร” ไม่ได้หมายความว่าท่านตัดขาดญาติมิตร แต่ท่านไม่ติดยึดในเรื่องเหล่านี้ หากท่านต้องการจะทราบเรื่องราวอะไรก็สามารถกําหนดจิตทราบได้ในทันที เรื่องนี้หลวงปู่ไม่ได้โอ้อวด ท่านคงถามเหลนๆ ของท่านด้วยความเมตตา ซึ่งก็ทําให้เหลนๆ ของท่านแปลกใจ แล้วนํามาบอกเล่าต่อๆ กันไป
หลวงปู่แหวน ท่านทราบด้วยญาณหยั่งทราบอันแจ่มชัดราวกับตาเห็น ประดุจท่านมีเรดาร์ ท่านจึงสามารถทราบลูกหลานของท่านมากราบเยี่ยม และทราบเรื่องราวคนในครอบครัวลูกหลานได้เป็นอย่างดี เรื่องอภิญญาของหลวงปู่แหวน หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ฯลฯ ลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่ต่างประสบกันเป็นประจํา จนเป็นเรื่องปรกติ
แผลเนื่องมาจากกรรมเก่า
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ แม้ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังต้องชดใช้กรรมที่เคยทําไว้ตั้งแต่วัยเด็กที่ไปทํากับควาย ถึงท่านเพียงทําให้มันบาดเจ็บ แต่กรรมนั้นก็ติดตามส่งผลท่านมาจนบั้นปลายชีวิต ท่านจะแผ่เมตตาอุทิศให้อย่างไร ก็ยังต้องรับกรรมนั้นอยู่โดยดี ท่านเมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้เป็นคติสอนใจ
หลวงปู่แหวน ท่านมีโรคเรื้อรังประจําตัวของท่านอยู่อย่างหนึ่ง รักษาไม่หายขาด เป็นแต่เพียงทุเลาเท่านั้น โรคนี้ไม่ทราบว่าท่านเป็นมาตั้งแต่เมื่อไร โรคนี้เองเป็นวิบากขันธ์ทรมานท่านตลอดมา โรคที่ว่านี้ ก็คือ การเกิดแผลเป็นที่ก้นกบ แผลดังกล่าวนี้ตรวจดูจะมองเห็นผิวหนังบริเวณนั้นเป็นแผลตกสะเก็ดเกือบๆ จะหายสนิทแล้ว ปากแผลกว้างยาวประมาณ ๑ เซนติเมตร แผลนี้ถ้าไม่มีการอักเสบ มันคงไม่มีพิษอะไร เพราะมันไม่รู้สึกเจ็บ แต่ถ้าอักเสบขึ้นมา มันจะมีอาการบวมแดงรอบๆ ปากแผล มีอาการคันอย่างแรง
ถ้ามีการอักเสบขึ้นครั้งไร หลวงปู่ต้องเจ็บป่วยอยู่หลายวัน แพทย์ปัจจุบันตรวจดูก็ไม่ทราบสาเหตุของโรคว่าเป็นอะไร แพทย์พยายามรักษา ไม่เคยมีแพทย์คนไหนรักษาได้ มีอยู่อย่างเดียวแพทย์ต้องสั่งให้ทายาไว้ทุกวัน รักษาได้อย่างดีเพียงเท่านั้น แผลนี้สมัยก่อนไม่ทราบของแสลงต่อโรค ฉันอาหารที่แสลงเข้าไปเกิดอาการอักเสบขึ้นมา หลวงปู่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ อาหารที่แสลง ได้แก่ เนื้อโค กระบือ เนื้อเหล่านี้ถ้าหลวงปู่ฉันเข้าไป แม้เพียงคําสองคําเป็นเกิดโทษทันที
หลวงปู่เล่าว่า แผลดังกล่าวนั้นเป็นแผลเกิดมาจากอดีตกรรมของท่าน คือ เมื่อสมัยยังเด็กท่านได้นําควายไปเลี้ยงอย่างเด็กทั่วๆ ไปในชนบทที่บิดามารดามีอาชีพทํานา เด็กสมัยก่อนผู้ชายโตหน่อยมีหน้าที่เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ยังไม่มีรถไถนาอย่างปัจจุบัน ขณะที่นําควายออกไปกินหญ้าในทุ่งนานั้น เผอิญควายมันดื้อ ต้อนให้ไปทางหนึ่ง มันกลับไปอีกทางหนึ่ง ต้อนไปต้อนมาเล่นเอาสนุกกันอยู่อย่างนั้น เหนื่อยเข้าก็เกิดความโกรธขึ้น มือที่ถือมีดก็สับเฉาะที่กกหาง เลือดไหลแดงฉานทันที ควายเมื่อเห็นเจ้าของเอาจริงก็หยุดดื้อเหมือนกัน เมื่อทําให้มันบาดเจ็บจนเลือดไหลแล้วก็เกิดความสงสารมันขึ้นมาอย่างจับใจ ไม่รู้ว่าจะเอายาอะไรมารักษาบาดแผลของมัน ครุ่นคิดอยู่นานก็ไม่รู้ว่ามียาอะไรบ้างที่รักษาบาดแผลได้ ขณะที่กําลังมองหายาอยู่นั้น ควายตัวนั้นก็ถ่ายมูลออกมา เหลือบไปเห็นเข้า เลยเอามูลของมันนั่นเองทาบาดแผลให้มัน ปรากฏว่าแผลนั้นหายไปภายใน ๗ วัน
เพราะฉะนั้น หลวงปู่แหวนจึงเรียกแผลที่ก้นกบของท่านว่า เนื่องมาจากกรรมเก่า แต่ท่านไม่เรียกว่า ก้นกบ เหมือนคนทั่วไป ท่านเรียกของท่านว่า หางสุด เพราะมันเป็นตําแหน่งเดียวกันกับที่ท่านฟันกกหางควายตัวนั้นเมื่อสมัยยังเด็ก
ท่านถือปฏิปทาหลวงปู่มั่น ไม่ยอมไปโรงพยาบาล
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ นอกจากแผลเรื้อรังที่ก้นกบเป็นโรคประจํากายท่านแล้ว ท่านยังเป็นต้อกระจกนัยน์ตาด้านซ้าย เป็นต้อหินนัยน์ตาด้านขวา ซึ่งทําความลําบากให้แก่แพทย์ผู้ทําการรักษาอย่างมาก ทั้งนี้เพราะท่านตั้งสัจจะไว้ ท่านไม่ยอมไปรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล เวลาท่านอาพาธ ท่านจะรักษาเฉพาะอยู่ในวัดดอยแม่ปั๋งเท่านั้น เพื่อเป็นการสนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้ส่งคณะแพทย์มาตรวจรักษาหลวงปู่ที่วัดเป็นประจํา
เมื่อเกิดอาพาธครั้งไร คณะแพทย์ต้องยกคณะมาทําการรักษาที่วัดทุกครั้งไป ซึ่งบางครั้งก็ไม่สะดวกแก่แพทย์ผู้ทําการรักษา เพราะเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์บางอย่างไม่สามารถเอาติดตัวมาได้ ถึงอย่างนั้นด้วยความเอื้อเฟื้อของคณะแพทย์ ก็ได้พยายามดัดแปลงสถานที่ให้เหมาะแก่การรักษาพยาบาล เช่น ในคราวผ่าตัดต้อกระจกจากนัยน์ตาด้านซ้าย ในครั้งนั้นได้ดัดแปลงกุฏิทําเป็นห้องผ่าตัด ซึ่งก็สามารถทํางานอย่างเรียบร้อยตามความมุ่งหมายทุกประการ
ถ้าในกรณีที่หลวงปู่แหวนเกิดอาพาธหนัก ทางคณะแพทย์จะนําวิทยุรับส่งมาติดตั้งที่วัดเพื่อรายงานผลการรักษาให้ทางสํานักพระราชวังทราบทุกระยะ เพื่อนําความขึ้นกราบบังคมทูลฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทรงทราบทุกระยะ จนกว่าจะหายเป็นปกติ
สาเหตุสําคัญที่หลวงปู่แหวน ท่านไม่ยอมเข้าโรงพยาบาล ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านไม่ยอมเข้าโรงพยาบาล คนเขาเจ็บไข้ได้ป่วย เขาเข้าโรงพยาบาล หลวงปู่มั่นยิ่งเจ็บไข้ได้ป่วยยิ่งเข้าป่า เขาเจ็บไข้ได้ป่วย เขาต้องกินอาหารเพื่อจะฟื้นฟูร่างกาย หลวงปู่มั่นพอเจ็บไข้ได้ป่วย กินข้าวต้มกับเกลือ ท่านสวนกระแสหมด หลวงปู่มั่นไม่เข้าโรงพยาบาล หลวงปู่แหวน หลวงปู่หล้า (เขมปตฺโต) บอกหลวงปู่มั่นไม่เข้าโรงพยาบาล ท่านก็ไม่เข้า หลวงปู่แหวนยังไม่ยอมเข้าโรงพยาบาลเลย ถือคติอาจารย์ทํายังไง จะทําตามอาจารย์…
อย่างเช่นหลวงปู่แหวน ในหลวงท่านเคารพบูชามากนะ เป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์เนี่ยมัน โอ้โฮ ! สุดยอดเลย ท่านไม่มาหรอก ท่านไม่สนนะ ไม่สน ไม่เอา ครูบาอาจารย์ของเราถ้าเวลาท่านเข้มแข็ง ท่านเห็นครูบาอาจารย์เป็นแบบอย่างก็อยากสนอง อยากทดแทนคุณ อยากทําตาม เวลาทําตาม ครูบาอาจารย์ที่ดีๆ นะ หลวงปู่หล้า หลวงปู่แหวน หลวงปู่แหวนเข่าท่านเสียหาย ต้องมาโรงพยาบาล ท่านก็ไม่ยอมมา จนในหลวงต้องไปสร้างห้องปลอดเชื้อที่ดอยแม่ปั๋งเพื่อไปผ่าตัดให้หนหนึ่ง นี่ครูบาอาจารย์ที่ดีไง”
เมตตาและบารมีธรรมของหลวงปู่แหวน
หลวงปู่แหวน ท่านประดุจแม่เหล็กใหญ่ แม้ท่านบําเพ็ญภาวนาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งโดยไม่ได้เดินทางไปไหนตลอด ๒๐ กว่าปี แต่กลับมีมวลมหาชนทุกชนชั้นนับตั้งแต่วงศ์พระมหากษัตริย์จนถึงคนธรรมดาสามัญชนเดินทางมากราบนมัสการ ขอฟังธรรมะ และ ขอคําแนะนํา เพราะท่านทรงคุณธรรมเป็นพระอรหันต์ที่ถึงพร้อมด้วยวาสนาบารมีธรรม และมีเมตตาธรรมเป็นเลิศนั่นเอง โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“ดูสิ ตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม หลวงปู่ตื้อครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นพระอรหันต์ไปทั้งหมด พระที่จะเป็นพระอรหันต์ ท่านต้องสร้างอํานาจวาสนาบารมีของท่านมา
คําว่า “สร้างอํานาจวาสนาบารมี” ก็เหมือนพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ท่านสร้างบารมีมา ท่านปรารถนามา คําว่า “ปรารถนา” คนมีเชาวน์มีปัญญา มีอํานาจวาสนาบารมีจะเชื่อฟังสิ่งใด เขาต้องเชื่อฟังด้วยเหตุด้วยผล จะเชื่อฟังสิ่งใด เขาต้องพิสูจน์ตรวจสอบ
นี่เหมือนกัน เราเกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านรื้อค้นขึ้นมา ท่านเป็นแบบอย่างเป็นตัวอย่างของเรามา แล้วเวลาท่านได้ลูกศิษย์ของท่านมา ครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านก็ประพฤติปฏิบัติเหมือนกัน คนที่มีอํานาจวาสนา เวลาปฏิบัติไปแล้ว ถ้ามีคุณธรรมเสมอกัน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ เวลาสั่งเวลาสอน เวลาปฏิบัติไปแล้ว มันเข้าไปถึงจุดเดียวกัน ถ้าเข้าไปถึงจุดเดียวกัน มันตรวจสอบกันเองไง นี่ถ้ามันตรวจสอบกันเอง ถ้าเราเชื่อมั่นครูบาอาจารย์ของเรา เราเชื่อมั่นว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์ท่านต้องมีอํานาจวาสนา
แล้วถ้าอย่างหลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงตามหาบัวท่านก็ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นที่มีอํานาจวาสนา มีความมานะบากบั่น มีความเพียร มีความวิริยะ อุตสาหะ มีความกตัญญูกตเวที มีการระลึกถึงคุณของหลวงปู่มั่น มีการระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์เราที่บากบั่นกันมา มีบุญญาธิการ เห็นไหม ครูบาอาจารย์เราบากบั่นมา ทุกข์ยากมาขนาดไหน มันเห็นตําตา”
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เทศน์ถึงเมตตาและบารมีธรรมของหลวงปู่แหวนไว้ดังนี้
“หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้ปรากฏแล้วว่าเป็นที่เคารพนับถือศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเป็นอันมาก ได้มีพุทธศาสนิกชนพากันไปนมัสการหลวงปู่แหวนที่ดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ อยู่เนืองๆ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรสธิดา ก็ได้เสด็จพระราชดําเนินไปทรงนมัสการหลวงปู่แหวน และสมัยเมื่อท่านยังไม่อาพาธมากก็ได้ทรงมีพระราชดํารัส เป็นการทรงสนทนาธรรมะกับหลวงปู่แหวน และหลวงปู่แหวนก็ได้ถวายธรรมะอยู่ทุกคราวที่ได้เสด็จพระราชดําเนินไปทรงนมัสการ เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ของทุกพระองค์ จึงเป็นเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของหลวงปู่แหวนและประชาชนทั่วไป
ทั้งนี้ก็จําเป็นที่จะต้องกล่าวถึง “คุณธรรม” หรือที่เรียกว่า “บารมีธรรม” ก็คงได้ ของหลวงปู่แหวนมาประกอบด้วย เป็นที่ปรากฏและรับรองกันด้วยแล้วว่า หลวงปู่แหวนได้ประกอบ ด้วยคุณธรรมหรือบารมีธรรมเป็นอย่างสูง และโดยเฉพาะ ก็คือ เมตตาธรรม หรือเมตตาบารมีธรรม ซึ่งทุกๆ คนที่ได้ไปนมัสการท่านจะได้มีโอกาสเข้านมัสการถึงองค์ท่านก็ตาม หรือไม่มีโอกาสที่จะเข้านมัสการถึงองค์ท่าน เพียงแต่ยืนอยู่ที่รั้วกุฏิข้างนอกก็ตาม ต่างก็ได้รับความสุขจากการที่เข้าไปนมัสการท่าน เข้าไปอยู่ใกล้ท่านนั้นด้วยกันทุกคน
ทั้งนี้ก็ต้องกล่าวว่า ด้วยอํานาจของเมตตาธรรมของท่าน ที่ได้แผ่ออกไปอย่างกว้างขวาง หวังให้ทุกๆ คน หรือทุกๆ สัตว์ บุคคลหรือสรรพสัตว์ มีความสุข ปราศจากความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัยแก่กัน มีความสุข รักษาตนอยู่โดยสวัสดี เหมือนตามที่เราทั้งหลายได้สวดบทแผ่เมตตากันอยู่ แต่หลวงปู่แหวนท่านได้เป็นผู้ปฏิบัติธรรมะ จะเรียกว่า คุณธรรม หรือบารมีธรรม หรือศีล สมาธิปัญญา อันเป็นไตรสิกขา ตามคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่งก็ย่อมได้ จึงทําให้ท่านมีจิตใจที่บริสุทธิ์ และมีพลังอันสูง เมตตาที่ท่านแผ่ออก จึงมีอํานาจทําให้ทุกๆ คน ที่ได้ไปนั้นได้รับความสุข แม้จะไม่เข้าถึงองค์ท่านก็ได้รับความสุข ดังที่กล่าวแล้ว
และโดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระราชโอรสธิดา ก็กล่าวได้ว่าทรงประกอบด้วยพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น เพื่อประชาชนทั่วไป เพราะฉะนั้นเมื่อหลวงปู่แหวน ซึ่งท่านยิ่งมีเมตตา ได้มีโอกาส ได้เฝ้า ได้พบกับองค์พระประมุขของชาติซึ่งทรงยิ่งด้วยกรุณา จึงเป็นความบวกกันของเมตตา กรุณา อันยังให้เกิดผลเป็นความสุข ความเจริญแก่ประเทศชาติและประชาชนทั่วไปอีกด้วย”
บารมีธรรมของหลวงปู่แหวน มีทั้งแบบนามธรรมและรูปธรรม สังเกตได้จากช่วงระยะก่อน ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ หลวงปู่แหวนยังไม่เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปเท่าไหร่นัก แม้วัดดอยแม่ปั๋งเอง คนส่วนมากก็ยังไม่รู้จักและไม่ทราบอยู่ที่ใด พิจารณาจากคําปรารภของ พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ว่า “วัดดอยแม่ปั๋งนั้นเสนาสนะที่มุงบังเป็นของถาวรก็ไม่มี ปัจจัยเครื่องอาศัยดูขาดแคลนไปทุกอย่าง วัดดอยแม่ปั๋งสมัยนั้นไม่มีกุฏิแม้เพียงหลังเดียว” พระอาจารย์หนูไม่กล้าดําริที่จะนิมนต์หลวงปู่แหวนไปอยู่ด้วย
แต่เมื่อหลวงปู่แหวนได้รับนิมนต์ไปอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นต้นมา การปรากฏว่าวัดดอยแม่ปั๋งได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นเป็นลําดับ เพราะบารมีธรรมของหลวงปู่โดยแท้ เช่น ในปัจจุบัน ซึ่งมีโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ ที่พํานักสงฆ์ โรงครัว และสิ่งอํานวยความสะดวกกับพระเณรและญาติโยมพร้อมทุกประการ
บารมีธรรมของหลวงปู่แหวนนั้นแผ่กว้างไปทั่วอาณาบริเวณหมู่บ้าน ตําบลแม่ปั๋ง อําเภอพร้าวด้วย ไม่ว่าจะมองความเจริญในรูปแบบของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมทางจิตใจของประชาชน ถนนหนทางการเดินทางสะดวกขึ้น มีไฟฟ้า ประปาในหมู่บ้าน ชาวบ้านมีหลักฐานอาชีพ และงานทําเพิ่มมากขึ้น ศรัทธาที่หลั่งไหลไปทําบุญที่วัดดอยแม่ปั๋ง มีผลทําให้เกิดความเจริญทางศาสนถาวรวัตถุมากขึ้น ถนนจากเชียงใหม่ถึงอําเภอพร้าวระยะทางเกือบ ๑๐๐ กิโลเมตร อาคารสุจิณฺโณ ขนาด ๑๕ ชั้น มอบให้โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มูลนิธิหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และ มูลนิธิสุจิณฺโณอนุสรณ์ เป็นต้น ก็เพราะบารมีธรรมของหลวงปู่แหวน จังหวัดเชียงใหม่ทั้งจังหวัดได้รับเงินรายได้มหาศาลจากศรัทธาทั่วประเทศที่เดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่แหวน ไปพัก เที่ยว กิน จับจ่ายใช้สอยปีหนึ่งๆ ก็ไม่ใช่น้อย คิดเป็นเงินสะพัดหลายร้อยล้านบาท สูงถึงพันล้านบาท อันนี้คือบารมีธรรมของท่าน เมตตาธรรมของท่านนั้นไม่จํากัด แล้วก็ไม่มีประมาณ
หลวงปู่แหวน แม้มิใช่พระนักพัฒนา แต่บารมีธรรมของท่านนั้นก่อให้เกิดผลการพัฒนาอย่างลึกซึ้ง เมตตาธรรมของหลวงปู่แหวนแผ่กว้างไพศาลทั่วราชอาณาจักร มีความสําคัญกับบุคคลทุกชนชั้น ทุกสาขาวิชาชีพ และสัมพันธ์กับพุทธศาสนิกชนทั่วไป ท่านจึงเป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นศูนย์รวมศรัทธาของมหาชนคนไทยทั้งชาติโดยแท้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมะก็ว่าได้ ในช่วงปัจฉิมวัยของท่าน มีศรัทธาญาติโยมหลั่งไหลมากันทุกปี คนจากกรุงเทพมหานครมานอนพักที่เชียงใหม่ ยอมตื่นนอนตีสี่มาใส่บาตรหลวงปู่ก็กระทํากันทุกวัน เพราะความศรัทธาในหลวงปู่แหวน ทั้งนี้ก็เนื่องจากหลวงปู่ได้อุทิศชีวิตของท่านต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยการบําเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรม โดยไม่สนใจกับงานก่อสร้างใดๆ นับเป็นตัวอย่างอันงดงามแก่บรรดาศิษยานุศิษย์ที่จะก้าวมาเป็นศาสนทายาทธรรมทั้งหลาย ได้เชื่อมั่นและศรัทธาในคุณธรรมความดี ซึ่งอานิสงส์ความดีของท่านนั้น ก็ปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ทั่วไป รวมทั้งฝากไว้ในใจ ในความทรงจําของศิษยานุศิษย์และชาวไทยทั้งแผ่นดิน
นอกจากเมตตาและบารมีธรรมของหลวงปู่แหวนเป็นที่ประจักษ์แล้ว ครูบาอาจารย์ท่านยังชื่นชมหลวงปู่แหวนว่า ท่านเป็นพระองค์หนึ่งที่มีรัศมีธรรม และเปล่งรัศมีธรรมออกมา เช่นเดียวกับหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ตื้อ อันเนื่องจากศีลและธรรมะของท่านบริสุทธิ์หมดจดนั่นเอง
พ.ศ. ๒๕๒๖ ต้นปีทําบุญอายุครบ ๘ รอบ ปลายปีอาพาธหนัก
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ในบั้นปลายชีวิตของท่าน ท่านได้รับการเคารพยกย่องเทิดทูนบูชาอย่างสูงสุด เป็นภิกขุปูชนียาจารย์ เป็นพระมหาเถระผู้เฒ่าของชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ ท่านเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ เมื่อถึงวันที่ ๑๖ มกราคม อันเป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ บรรดาศิษยานุศิษย์จึงได้พร้อมใจกันน้อมจัดงานทําบุญรําลึกวันคล้ายวันเกิด เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาธรรม และเพื่อบูชาคุณ บูชาธรรม ถวายแด่หลวงปู่เป็นประจําทุกปี โดยในแต่ละปี จะมีบรรดาพุทธบริษัทจากทั่วประเทศทั้งใกล้และไกลพากันหลั่งไหลเดินทางมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง
การจัดงานทําบุญวันคล้ายวันเกิด ย่อมมิใช่ความดําริของหลวงปู่แหวนแต่ประการใดเลย เพราะท่านมีมโนปณิธานอันแน่วแน่ คือ มุ่งสนใจแต่การปฏิบัติภาวนาเพื่อความหลุดพ้นเท่านั้น ท่านไม่เคยสนใจเรื่องงานภายนอก ท่านยึดมั่นถือมั่นปฏิปทาหลวงปู่มั่นอย่างเคร่งครัดตลอดมาและตลอดไป ในภายหลังบรรดาศิษยานุศิษย์ขออนุญาตจัดงานทําบุญวันเกิด ท่านก็เมตตาอนุโลม โดยจัดงานขึ้นอย่างประหยัด เรียบง่าย งดงามตามแบบฉบับของพระธุดงคกรรมฐาน เน้นการบําเพ็ญบุญกุศลจริงๆ มีการทําบุญใส่บาตร ไหว้พระสวดมนต์ เจริญพระพุทธมนต์ การแสดงพระธรรมเทศนา และการปฏิบัติจิตตภาวนา โดยไม่มีมหรสพการละเล่นใดๆ
พอมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๖ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านทั้งชราภาพมากแล้วและมีอาการอาพาธโรครุมเร้า ในปีนี้เป็นปีสําคัญของหลวงปู่แหวน วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ท่านเจริญอายุวัฒนมงคลครบ ๘ รอบ ๙๖ ปี บรรดาศิษยานุศิษย์จึงได้พร้อมใจกันจัดงานบําเพ็ญบุญวันคล้ายวันเกิด โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชวาสนมหาเถร วัดราชบพิธฯ กรุงเทพมหานคร เสด็จทรงเป็นองค์ประธาน มีพระมหาเถระทั้งฝ่ายปกครอง และ ฝ่ายพระธุดงคกรรมฐาน ตลอดพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และประชาชนผู้มีจิตเคารพเลื่อมใสศรัทธาเดินทางมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นล้นหลาม รถยนต์ รถทัวร์ ฯลฯ จอดแน่นขนัดเต็มไปหมด จนแทบหาที่จอดรถไม่ได้
ในการนี้ ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตนายกรัฐมนตรี ศิษย์ฆราวาสคนสําคัญของหลวงปู่แหวน ได้เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดดอยแม่ปั๋ง ร่วมกับคณะศิษย์ผู้มีจิตเคารพเลื่อมใสศรัทธา รวมจํานวนทั้งหมด ๑๖ คน เรียกว่า “คณะโสฬสนวกภิกษุ” โดยมี เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถร เสด็จเป็นองค์อุปัชฌายะ สําหรับ ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุดในชีวิต กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานผ้าไตรและอัฐบริขารครบถ้วนสําหรับการอุปสมบท ทําให้ท่านรู้สึกสํานึกและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อหลวงปู่แหวนมากเป็นกรณีพิเศษสมัยท่านเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไปกราบนมัสการหลวงปู่แหวนที่วัดดอยแม่ปั๋ง กราบขอแนวทางธรรมะสําหรับดํารงชีวิตและนํามาประยุกต์ในการบริหารชาติบ้านเมืองหลายครั้งหลายคราว
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ระหว่างช่วงเข้าพรรษา หลวงปู่แหวนท่านล้มป่วยอาพาธหนักอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ ท่านประสบอุบัติเหตุล้มฟาดพื้นห้องนํ้าในกุฏิ เป็นเหตุให้กระดูกบริเวณสะโพกขวาร้าว มีอาการน่าวิตก แพทย์จึงนําท่านเข้ารักษาที่โรงพยาบาลมหาราช-นครเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖ เวลา ๑๕.๐๐ น. เศษ คณะแพทย์ได้ทําการผ่าตัดด่วนด้วยการเปลี่ยนกระดูกสะโพกขวาซึ่งแตก ๓ – ๔ เสี่ยง ต้องใช้หัวกระดูกเหล็กใส่แทน ปรากฏว่าเมื่อเอากระดูกหัวสะบ้าโคนขาขวาของหลวงปู่แหวนออกมา ได้กลายเป็นพระธาตุ และได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ไปแล้ว
หลวงปู่แหวนพักรักษาอาพาธอยู่โรงพยาบาล ๒ สัปดาห์ แล้วกลับวัดดอยแม่ปั๋ง
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์เรื่องนี้ไว้ว่า
“มีหมอคณะหนึ่ง เราจําชื่อเขาไม่ได้ เขาอยู่ศิริราช เขาเป็นหมอนะ เป็นนายแพทย์เขาบอก เขาไม่เชื่อหรอกว่า กระดูกคนเป็นพระธาตุได้ แต่ต้องเชื่อ ทีแรกเขาพูด เรายังคิดว่าหมอนี่พูดเล่นลิ้นนะ แต่เขาพูดด้วยข้อเท็จจริง แต่เขาพูดให้มันตรงตัว เขาบอก “ผมไม่เชื่อเรื่องพระธาตุเลยนะ แต่ต้องเชื่อ เพราะผม ๓ คน” มาหาเรา ๓ คน “ผมเป็นคนผ่าตัดผ่าสะบ้าหัวเข่าของหลวงปู่แหวนเอง แล้วผมผ่าออกมามันเป็นแก้วหมดเลย” เขาเป็นคนผ่าเองแล้วเห็นกับตา ผมไม่เชื่อเรื่องพระธาตุนะ แต่ต้องเชื่อ เสียดายเราไม่ได้ถามชื่อเขาไว้ แล้วเขาจดชื่อไว้ให้เลย มาหาเราเกือบ ๒๐ ปีที่แล้วตอนอยู่ข้างใน (วัดสันติธรรมาราม) เพราะว่าลูกศิษย์เรา มันเป็นหมอใหญ่ ไปเป็นอาจารย์หมอ แล้วเขามา เขาชวนกันมา เขาบอกแล้ว เขาคุยกับเรา ทีแรกเขาอยากจะชวนมาคุยกับเรานี่แหละ ก็ลองดูว่าเรามีอย่างไรไง พอพูดจบแล้ว เขาพูดคํานี้ออกมา”
เมื่อหลวงปู่แหวน กลับจากโรงพยาบาลไปอยู่วัดแล้ว ร่างกายของหลวงปู่ยังไม่แข็งแรงดียังต้องฉันยาอยู่ ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นช่วงออกพรรษาแล้ว อาการของหลวงปู่ทรุดหนักลง หลวงปู่ท่านไม่ยอมพูด ไม่ฉันข้าว ไม่ฉันยา มีอาการอ่อนเพลียมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้เสด็จพระราชดําเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ไปยังวัดดอยแม่ปั๋งในทันที ทรงเยี่ยมทอดพระเนตรอาการอาพาธของหลวงปู่แหวนด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ทรงเคารพรักหลวงปู่ประดุจบิดา หลวงปู่ก็รักและเมตตา “เจ้าพ่อหลวง” ประดุจบุตร ทรงป้อนยาและป้อนอาหารถวายหลวงปู่ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง หลวงปู่ฉันอาหารได้ ๓ คํา ทรงเฝ้าเยี่ยมอาการอยู่เป็นเวลานานพอสมควรก็เสด็จกลับ หลังจากนั้นมาหลวงปู่ก็มีอาการดีขึ้น
ในระยะนี้หลวงปู่แหวนย่างเข้าสู่ ๙๗ ปี อายุของท่านยิ่งมากขึ้นเท่าไร ร่างกายของท่านก็ยิ่งแก่หง่อมทรุดโทรมลงเท่านั้น อาการโดยรวมจึงมีแต่ทรงกับทรุดเท่านั้น แต่เหล่านี้ก็ไม่อาจเข้าถึงใจอันบริสุทธิ์เป็นธรรมธาตุของท่านได้ เพราะใจไม่มีวัย ดังที่องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“เรื่องธาตุขันธ์อ่อนลงๆ ทุกวัน แต่จิตใจไม่มี คือ จิตใจไม่มีวัย ไม่มีคําว่าอ่อนหรือแข็ง ส่วนร่างกายนี้อ่อนๆ อ่อนลงทุกวัน จิตใจไม่อ่อน เพราะอย่างนั้นท่านจึงเรียกว่า นิพพานเที่ยง เที่ยงที่ใจ ใจหมดกิเลส เรียกว่า ใจหมดสมมุติ เมื่อใจหมดสมมุติ ความแปรก็ไม่มี แปรปรวนอะไรไม่มี เที่ยงตรง ท่านว่า นิพพานเที่ยง คือ ใจท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วเที่ยง”
มี.ค. พ.ศ. ๒๕๒๗ หลวงปู่ชอบเยี่ยมหลวงปู่แหวน
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เดินทางมาเยี่ยมเยียน หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่แหวน ท่านทั้งสองเป็นชาวจังหวัดเลย ต่างเป็นพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ของหลวงปู่มั่น เป็นพระประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ที่ได้รับการยกย่องเทิดทูนจากองค์หลวงตาพระมหาบัว และต่างก็เป็นพระอรหันตสาวกที่ทรงอภิญญา ๖ในยุคกึ่งพุทธกาล หลวงปู่ชอบท่านเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทสนมรักใคร่กับหลวงปู่แหวน เคยเข้ารับการฝึกฝนอบรมจากหลวงปู่มั่น และเคยเที่ยวธุดงค์ที่ภาคเหนือด้วยกัน ท่านเกิดเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ญัตติเป็นธรรมยุตเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๗ อายุของหลวงปู่ชอบอ่อนกว่าหลวงปู่แหวน ๑๔ ปี แต่พรรษามากกว่า ๓ พรรษา
การเยี่ยมเยียนกันในครั้งนั้น มีสาเหตุประการสําคัญ คือ ในเดือนมีนาคมปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หลวงปู่แหวนท่านตัดสินใจปลงอายุสังขารเตรียมจะละขันธ์ของท่าน ขณะนั้นท่านชราภาพอายุได้ ๙๗ ปีเศษ ทั้งอาพาธ ธาตุขันธ์ร่างกายก็ทรุดโทรมมากแล้ว ซึ่งในก่อนหน้านั้นเพื่อนสหธรรมิกที่ท่านสนิทสนมรักใคร่กันมาก ต่างก็ทยอยกันละขันธ์อําลาวัฏสงสารเข้าสู่บรมสุขพระนิพพาน เช่นหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ส่วนหลวงปู่ขาว อนาลโย ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ซึ่งท่านเพิ่งมรณภาพผ่านไปได้ไม่นาน
หลวงปู่ชอบท่านเล่าว่า ในวันที่หลวงปู่แหวนท่านตัดสินใจปลงอายุสังขารนั้น โลกธาตุภายในเกิดการไหวสั่นสะเทือนอย่างแรง บรรดาเทพยดา พญานาค ตลอดภพภูมิเหล่ากายทิพย์ต่างรับรู้และพากันแสดงความอาลัยอาวรณ์ เหตุการณ์สําคัญในครั้งนี้ พระอริยเจ้าผู้ทรงภูมิจิตภูมิธรรม ท่านย่อมล่วงรู้เหตุการณ์นี้ได้ หลวงปู่ชอบในขณะนั้นท่านเดินทางจากวัดป่าสัมมานุสรณ์ อ.วังสะพุง จ.เลย เพื่อมางานฉลองกุฏิที่วัดป่าผาแด่น จ.เชียงใหม่ ท่านก็ย่อมรับทราบเหตุการณ์ครั้งนี้ ด้วยญาณหยั่งทราบภายในของท่านเอง เหมือนเช่นในครั้งที่หลวงปู่แหวนบรรลุวิมุตติธรรม โลกธาตุก็เกิดการไหวสั่นสะเทือนอย่างแรง ท่านก็รับทราบ
ในวันต่อมา หลวงปู่ชอบท่านจึงสั่งให้พระศิษย์ รีบพาท่านออกเดินทางขึ้นวัดดอยแม่ปั๋งไปเยี่ยมเยียนหลวงปู่แหวน นับจากที่ท่านทั้งสองจากกันมานานเกือบ ๔๐ ปี การพบกันในครั้งนี้เป็นครั้งแรก ณ เวลานั้น หลวงปู่แหวนท่านประดุจดังใบไม้แห้งที่กําลังจะร่วงหลุดจากกิ่งก้าน ส่วนหลวงปู่ชอบท่านก็ชราภาพแล้ว อายุ ๘๓ ปี และป่วยอาพาธเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ ไปไหนมาไหนลูกศิษย์ก็ต้องอุ้มและนั่งรถเข็นตลอดเวลา การพบกันจึงสําคัญและมีความหมายมาก เพราะเป็นการเยี่ยมเยียนกันระหว่างพระอรหันต์ กับ พระอรหันต์ ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นพระแท้สมบูรณ์แบบ เป็นพระหายาก และเป็นภิกขุปูชนียาจารย์ผู้ทรงธรรมวิสุทธิ์ เป็นที่เคารพสักการบูชาของคนทั้งแผ่นดิน นับแต่วงศ์พระมหากษัตริย์ จนถึงคนสามัญธรรมดาทั่วไป
ภาพแห่งความประทับใจของพระมหาเถระทั้งสองพบกันภายในกุฏิหลวงปู่แหวน งดงามและควรแก่การจารึกจดจํามาก ต่างห่มคลุมจีวรสีกรักเรียบร้อยสวยงามแลดูงามตามาก องค์หนึ่งนั่งบนรถเข็นคนไข้ คือ หลวงปู่แหวน ส่วนอีกองค์หนึ่งนั่งบนพื้นที่ปูด้วยอาสนะ คือ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวนท่านยกพนมมือไหว้แสดงความเคารพ หลวงปู่ชอบพนมมือรับไหว้ หลวงปู่แหวนท่านพูดคุยทักทายโดยก้มลงเล็กน้อยจับมือหลวงปู่ชอบ ต่างยิ้มหัวเราะให้กันอย่างมีสุขสดชื่นเหมือนกับไม่มีใครเจ็บป่วยอาพาธเลย และท่านทั้งสองก็มองกันด้วยความรัก ความผูกพันคิดถึงกัน ด้วยสายตาทางธรรมอันเมตตาบริสุทธิ์นุ่มนวลอ่อนโยน เป็นภาพที่ซึ้งใจและประทับใจมากแก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จนสุดเกินจะพรรณนา แม้ต่อมาใครเห็นภาพถ่ายนี้ก็จะเป็นเช่นนั้น
การพูดคุยสนทนา ธมฺมสากจฺฉา กันของท่านทั้งสอง รื่นเริงบันเทิงในธรรมยิ่ง และก็เต็มไปด้วยความสุข ความอิ่มเอิบเบิกบานใจ ความหลังเมื่อครั้งอดีตที่เคยออกเที่ยวธุดงค์ และเคยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุข เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันมา เพื่อแสวงหาโมกขธรรม ในสมัยที่ทั้งสองอายุยังไม่มากและยังแข็งแรง ได้ผุดขึ้นมาเล่ากันอย่างเพลิดเพลิน อย่างออกรสออกชาติ เรื่องแล้วเรื่องเล่าถูกนํามาเล่า จนเวลาเหมือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนแล้วเป็นประสบการณ์ผจญภัยกับสิ่งน่าหวาดสะพรึงกลัว เช่น ธุดงค์ไปเจอเสือโคร่งบ้าง ช้างป่าบ้าง ฯลฯ และเรื่องแปลกประหลาดอัศจรรย์ลี้ลับมากมาย เช่น เทพยดา พญานาค มากราบคารวะ มาขอทําบุญและฟังธรรม ฯลฯ ทําให้พระอุปัฏฐากและศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ต่างก็ซาบซึ้ง ประทับใจ และเพลิดเพลินไปด้วยจากนั้นท่านทั้งสองต่างก็อําลาซึ่งกันและกัน
หลังจากนั้นในปีถัดมา ปลายเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ หลวงปู่ชอบท่านได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนหลวงปู่แหวน ที่โรงพยาบาลอีกครั้ง ก่อนที่หลวงปู่แหวนจะมรณภาพเพียง ๒ – ๓ วัน นับเป็นการพบเพื่ออําลากันเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ
เรื่องอภิญญาของหลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน
ครูบาอาจารย์เล่าไว้ว่า
“อภิญญา จะเอาเรื่องเห็นนู้นเห็นนี่ หรือจะเอาแสดงปาฏิหาริย์ของท่าน มันก็มีหลายอย่างของหลวงปู่แหวน ท่านจะแสดงทั้ง เตโชกสิณัง ให้สว่างไสว ท่านก็ทําได้ ท่านจะแสดง บางครั้งฝนตกมาก ท่านก็เอา วาโยกสิณัง ทับ (ไล่) หนี ท่านก็ทํา ทําให้ลูกศิษย์ดูกัน ท่านทําได้หลายอย่างไม่ต้องพูดเรื่องนี้คงรู้ดีกันทุกคน เรื่องอธิษฐานจิต หรือว่าท่านแสดงบนอากาศขวางหน้าเครื่องบิน ก็เลยซักถามท่านโดยส่วนตัว ท่านบอก “จิตที่ฝึกดีแล้วก็อธิษฐาน เพราะมันรบกวน อธิษฐานไปนั่งขวางหน้าเครื่องบินเขา มันก็ได้” ว่างั้น ท่านว่า ส่งกระแสจิตขึ้นไปทําร่างขวางหน้าเขา แต่เราก็นั่งอยู่กุฏินี่แหละท่านว่าอย่างนั้น เอาแต่ใจขึ้นไป ท่านทําได้ ท่านทําได้หลายอย่าง”
ท่านว่า จิตที่ฝึกดีแล้วทําได้หลายอย่าง บางทีนั้น ดูแล้วหลวงปู่นี่ ร่างกายท่านผ่องใสสว่าง ท่านทํา เท่าๆ ดูอะไรใสหมด นิ้วมือทั้งตัวน่ะ หน้าน่ะทําให้ดู ท่านทําให้ดู บางทีก็จะเฒ่าแห้งจริงๆ นั่นน่ะ เราไปบีบขา บีบแข้งบีบขาท่านทํา บางทีไปบีบขานี่อ้วนเหมือนอย่างคนหนุ่ม บีบนุ่มไปหมดเลย บางทีอาตมาก็นวดบ่อยๆ ทีละ ๒ ชั่วโมง ก็อยู่แต่ผู้เดียว ดูรูปขาอ้วนหม๊ด หลังเท้าเพิ่นเหมือนกับบวม นุ่มไปหมดเลยทั้งต้นขา ท่านทําให้ดู
เราก็ชื่นใจ โอ้ย ! หลวงปู่แข็งแรง คิดไปทําไมจะไม่รู้จักอภินิหาร ท่านทําให้ดู ทําไมนิ้วมือนี่ใสเป็นเงาเลย เหมือนเอานํ้ามันมาทา ขาท่านนี่ หนังเท้าท่านนี่ ท่านทําให้ดู หน้าก็อ้วนเต็มแช่มชื่น บางทีท่านทํานะ ตัวเล็ก น้อยๆ หนึ่ง อุ้มไปคนเดียวสบาย ท่านทําตัวเล็กๆ น้อยๆ นอนอยู่นิดเดียว โอ้ย ! ผ้าเสียไปแค่นี้เองก็เอาผ้าขาวม้าห่อเอาก็ได้นี่ อาตมาคิดเพิ่น คิดเพิ่นๆ เดี๋ยวท่านก็มองหน้ายิ้มๆ
ท่านทําให้อาตมาดูหลายอย่างจริงๆ อภินิหารท่าน แต่อาตมาจะไม่ค่อยเล่าให้คนฟังเท่าไร เพราะคนจะไม่เชื่อ พระที่ท่านเชื่อ ท่านอาจารย์หนูท่านเชื่อแน่นอน ท่านทําให้ดูหลายอย่างท่านบอก อาจารย์หนูท่านก็บอก นี่ท่านทําให้ดู เหตุฉะนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่าง ท่านจะทําอภินิหารให้ดู เหตุฉะนั้นคงจะสร้างบารมีมามาก ก็เหมือนพระพุทธเจ้าของเรา ทําไมถึงสอนคนได้ดี เกิดเด็กมาคุยด้วย ท่านทําตัวท่านเหมือนกับเด็ก เด็กคุยกันมันสนุก พระพุทธเจ้าท่านมีอิทธิฤทธิ์อย่างนี้ ถ้าหนุ่มสาวมาก็ทําให้หนุ่มเท่ากันนะ ถ้าหนุ่มสาวคุยกันก็สบาย ถ้าคนกลางคนมาก็ทําตัวให้เท่ากลางคน ถ้าเกิดคนแก่มาฟังเทศน์ท่านก็ทําตัวท่านแก่เฒ่ากันกับรุ่นเดียวกัน มันคุยกันสนุกมันก็เลยได้ผล การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ด้วยอิทธิฤทธิ์
นี่แหละ หลวงปู่ชอบ ท่านทําให้ดูหลายอย่างเหมือนกัน หลวงปู่ชอบ แต่คิดว่ายังไม่ทันหลวงปู่แหวน ใกล้เคียงกันที่สุด ท่านหลายอย่าง ซึ่งแสงสว่างหรืออะไรที่ทําให้เห็น ลูกศิษย์ลูกหา แต่ว่าทําครั้งหนึ่งหายตัวได้นี่ที่มันตกใจ ลูกศิษย์ท่าน หลวงปู่ชอบนี่ แต่หลวงปู่แหวนท่านไป ท่านก็ไปเฉยๆ ท่านก็ไม่ค่อยจะทําให้อาตมาเห็นหรอกที่หายตัว แต่ท่านแสดงเรื่องอื่นให้เห็น
แต่หลวงปู่ชอบเอาผ้าห่มคลุมไว้ เปิดผ้าห่มขึ้นมาไม่มี ไม่มีเลยเห็นแต่ที่นอน งง แต่นี้เอาผ้าห่มมาคลุมไว้อย่างเดิม นั่งคุยกัน เปิดขึ้นมาก็นอนร่องๆ อยู่อย่างเดิม ชักมาแต่ที่ไหน ดูแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านทําให้ลูกศิษย์ เพื่อให้เชื่อ บางทีไล่หนีก็หนี ไล่หนีหมด ไปนวดขาอยู่ ท่านไปอยู่ไกลๆ เดี๋ยวจะแสดงรัศมีสว่างออกมาเลย เอาเตโชกสิณังให้ดูเลย กลับมาหาท่าน กลับมาหาไม่มีอะไร ว่ายิ้มๆๆ เท่านั้น
ครูบาอาจารย์เพื่อจะทําให้ลูกศิษย์มีความเลื่อมใสให้เชื่อ ท่านก็ทําของท่านมาได้ ที่จะพอฟังได้ ญาติโยมก็ไม่เห็น เชื่อไว้เสียก่อนก็ได้ แต่เชื่อไม่เต็มเจ้าของ มีก็ทําให้ลองดู แต่อาตมาเชื่อเต็มภูมิที่อยู่กับท่านมานาน เพราะท่านทําอ้วน ทําผอม ทําขาวๆ ก็ได้ ทําใสๆ ก็ได้ หลวงปู่แหวนท่านทําจึงเป็นหน้าที่ เราไม่มีความสามารถที่จะทําได้เหมือนอย่างท่าน บางทีจับไม้เท้าหลังขดบางทีเดินยืนตัวตรงอยู่คนเดียว ใครย่างตามหลัง ไม่ถือไม้เท้าเลย เอามาให้เรา เดินได้สบาย โอ้ ! วับๆๆ เลย เหมือนกับคนหนุ่ม เวลาขึ้นกุฏิให้จูงเอา เวลาท่านจะทํา ท่านขึ้นคนเดียวเลยอยู่ด้วยกัน เดินตัวซื่อตรงเลยทีเดียว วางไม้เท้าให้เรา บางทีท่านก็จับไม้เท้าเหมือนหัวจะลงพื้น ทําให้ดู ทําให้เลื่อมใส
สมัยนั้นทั้งเทปก็ไม่มี วิดีโอก็ไม่มี ฟังเทศน์ก็ฟังคนเดียว ฟังแล้วก็บันทึกไว้ในใจของเจ้าของเท่านั้น เทปไม่มีสมัยนั้น ฟังเทศน์นี่ก็ยอดทั้งนั้นเลย ท่านเทศน์ให้ฟังถึงมรรคถึงผล ให้ทุกคนควรพิจารณาดูครูบาอาจารย์ เพื่อจะให้ลูกศิษย์เชื่อ ทําหลายอย่าง ทําให้เคารพกัน”
ภาค ๒๐ อาพาธหนัก มรณภาพ
ลําบากผู้อยู่ ท่านปรารภอายุขัย
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นครูบาอาจารย์พระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ประเภท “โพธิ์ธรรม” เพราะธรรมอยู่ฟากตาย กว่าท่านจะได้ธรรมมาครองใจ ท่านต้องยอมสละชีวิตเข้าแลก กว่าท่านจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ เป็นสรณะที่พึ่งอันอุดมมงคลสูงสุดของพุทธบริษัท ท่านต้องยอมสละเวลาภาวนาอันมีค่าและรักยิ่งของท่าน ออกมาเพื่อต้อนรับธรรมปฏิสันถาร กว่าท่านจะเป็นที่เคารพเทิดทูนบูชา เป็นขวัญตาขวัญใจของพุทธบริษัททั่วประเทศ ท่านต้องยอมอดทนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ทนนั่งตรากตรําเป็นวันๆ แม้ท่านจะชราภาพมากแล้วก็ตาม ท่านก็จําต้องอดทน เพื่อถนอมธาตุขันธ์ของท่าน ทางวัดจึงต้องมีการกําหนดเวลาเข้ากราบนมัสการเยี่ยมเยียน ครูบาอาจารย์ที่เป็นสรณะที่พึ่งอันอุดมมงคลสูงสุดของชาวพุทธเช่นนี้ พุทธบริษัทมีแต่กราบอาราธนาวิงวอน ขอให้ท่านดํารงรักษาธาตุขันธ์อยู่ตราบนานเท่านาน ทั้งนี้เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรคู่ชาติบ้านเมือง คู่พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์สืบต่อไป
ภายหลังจากที่ หลวงปู่แหวน ท่านปลงสังขารปรารภเรื่องอายุขัยล่วงหน้าแล้ว เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป บรรดาศิษยานุศิษย์ทราบข่าวต่างก็พากันมากราบอาราธนานิมนต์วิงวอน ขอให้ท่านเมตตาถนอมรักษาธาตุขันธ์ให้ทรงอยู่นานๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงเป็นลูกศิษย์ครูบาอาจารย์วงกรรมฐานองค์สําคัญหลายต่อหลายองค์ เคยเสด็จมากราบอาราธนาขอให้ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ฯลฯ ดํารงรักษาธาตุขันธ์ให้ทรงอยู่นานๆ ๑๒๐ ปี เป็นต้น หลายๆ องค์ท่านก็เมตตารับอาราธนา แต่ในที่สุด เมื่อพระองค์ท่านเสด็จมาทอดพระเนตรเห็นธาตุขันธ์ของหลวงปู่แต่ละองค์ ซึ่งท่านชราภาพมากแล้ว การดํารงรักษาธาตุขันธ์ล้วนเป็นไปด้วยความยากลําบาก พระองค์จึงเสด็จมากราบขอคืน ซึ่งบางองค์ก็อยู่ถึง ๙๐ กว่าปี บางองค์อยู่เกือบ ๑๐๐ ปีก็มี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกราบขออายุหลวงปู่แหวน ให้อยู่ดํารงธาตุขันธ์นานๆ ๑๒๐ ปี เพราะตามปรกติพระอรหันต์อยู่ได้นานถึงหนึ่งกัป คือ ๑๒๐ ปี แต่ธาตุขันธ์ร่างกายต้องเอื้ออํานวยด้วย ในขณะนั้นหลวงปู่แหวนท่านทั้งชราภาพมากแล้ว ทั้งอาพาธหนักมีหลายโรครุมเร้า ท่านช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว แม้ลุกเดิน ลุกนั่ง ลุกนอนก็ไม่ไหวแล้ว ไปไหนมาไหนภายในวัดท่านต้องอาศัยนั่งรถเข็น ให้พระอุปัฏฐากคอยปรนนิบัติดูแล คอยเข็นรถ คอยอุ้มขึ้นอุ้มลง ท่านจึงพูดกับพระองค์ท่านว่า “เอาเพียง ๙๙ ปี ก็พอเถอะ มันลําบากผู้อยู่”
อาพาธหนักในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – มรณภาพ
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ตั้งแต่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ล้มในห้องนํ้าคราวนั้นแล้ว ร่างกายของหลวงปู่ก็อ่อนแอ ออดๆ แอดๆ เรื่อยมา จนถึงกับมีผู้ปล่อยข่าวว่า หลวงปู่มรณภาพแล้ว แต่ท่านก็ยังอยู่ได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่ท่านจะละสังขารนั่นเอง
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หลวงปู่มีอาการขาดโลหิตไปเลี้ยงที่สมอง คณะแพทย์ได้นิมนต์หลวงปู่เข้ารักษาอาการที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม โดยหลวงปู่เป็นคนไข้ประเดิม ตึกสุจิณฺโณ จากการตรวจสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบเนื้อสมองด้านขวาส่วนหนึ่งไม่ทํางาน เนื่องจากโลหิตไม่ไปหล่อเลี้ยงสมองส่วนนั้น แพทย์ให้การรักษาจนอาการดีขึ้นจึงได้กลับวัด วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๒๗
อาพาธหนักอีกเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๗ วันที่ ๒๗ ธันวาคม หลวงปู่แหวนมีอาการไข้และท้องเดิน แพทย์ต้องให้นํ้าเกลือทางเส้นเลือด แต่ต้องเจาะใหม่หลายครั้ง เพราะเส้นเลือดแตก
วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๘ คณะศิษยานุศิษย์จัดงานบําเพ็ญกุศลวันคล้ายวันเกิดหลวงปู่แหวน อายุวัฒนมงคลครบรอบ ๙๘ ปี ในงานนี้มีพุทธบริษัททั้งใกล้และไกลจากทั่วประเทศหลั่งไหลเดินทางมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น และปีนี้เป็นการจัดงานทําบุญวันเกิดหลวงปู่แหวนเป็นปีสุดท้าย ทางคณะสงฆ์มีการสวดคาถาอุณหิสสวิชัยน้อมถวาย
วันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๘ เวลา ๑๖.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จ-พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จ-พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์เสด็จเยี่ยมหลวงปู่แหวนที่วัดดอยแม่ปั๋ง
วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ เวลา ๑๖.๒๐ น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี-นาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเยี่ยมหลวงปู่แหวนที่วัด
หลวงปู่แหวน ท่านเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย ครูบาอาจารย์ท่านเล่าว่า
“หลวงปู่แหวนท่านสามารถข่มเวทนาได้ดีเป็นเลิศ ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป อย่าว่าแต่หกล้มจนกระดูกต้นขาหักเลย แค่ชํ้าบวมก็ร้องโอดโอยกันแล้ว แต่หลวงปู่ท่านยังทรงสังขารเป็นที่พึ่งทางใจให้กับบรรดาสาธุชนเรื่อยมา จนกระทั่งครั้งหลังสุด หลวงปู่แหวนท่านเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างก็พยายามกันอย่างเต็มที่”
ท่านพระอาจารย์มั่นครูบาอาจารย์ของหลวงปู่แหวน เมื่อครั้งท่านอาพาธหนักครั้งสุดท้าย ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านพูดไว้ว่า “นี้เป็นครั้งสุดท้ายของการป่วยของเรา เอายาที่ไหนมาใส่ก็ไม่หาย ยาเทวดาก็ไม่หาย” คําพูดของท่านพระอาจารย์มั่นนี้เป็นสัจธรรมที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ก็มาถึงหลวงปู่แหวน หลวงปู่แหวนท่านได้สั่งเอาไว้ตั้งแต่ยังไม่อาพาธว่า “ถ้าหากมรณภาพ ไม่ให้เอาศพเก็บไว้นาน สวดเสร็จก็ให้เผาเลยภายใน ๓ วัน เพราะไม่อยากให้เป็นภาระกับลูกศิษย์ ให้รีบเผาตามแบบพระกรรมฐาน”
วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ หลวงปู่แหวน อาพาธหนักมีอาการไข้สูง อุจจาระสีดํา เข้าใจว่าเป็นเพราะโลหิตออกในทางเดินอาหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ พระองค์ท่านได้รับเอาหลวงปู่ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ คณะแพทย์ได้นําหลวงปู่เข้าห้องไอซียู ตึก “สุจิณฺโณ”
เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ เวลา ๑๖.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัย-ลักษณ์ ทรงเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงปู่แหวน
เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ ผู้นําภาคปฏิบัติภาวนา ไว้ดังนี้
“ได้พูดถึงเรื่องหมู่เพื่อน ก็หวังท่านสิงห์ทององค์หนึ่งที่จะเป็นผู้นําของหมู่คณะ การแนะนําสั่งสอนจะถูกต้องแม่นยําในการประพฤติปฏิบัติ และข้อวัตรปฏิบัติของท่านก็เก่งด้วยนะ ท่านก็ดี นี่ยังจะมีที่ไหนเวลานี้ ผู้ที่อยู่นั่นก็แก่เฒ่าไปเสียมากๆ อย่างนี้เอาหลักเอาเกณฑ์ไม่ได้นี่ จะพึ่งหลวงปู่คําดีก็ไปเสียแล้ว แน่ะ ท่านก็แก่อยู่แล้ว หลวงปู่ขาวก็ไปเสีย นั่นเป็นหลักใหญ่ที่สุดล่ะ หลวงปู่ฝั้นก็ไปเสีย นี่ล่ะหลักใหญ่จริงๆ ท่านเหล่านี้สอนไม่ผิด สอนธรรมปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนสุดยอด หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่คําดี หลวงปู่ขาว สอนไม่ผิด ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ นี่ท่านก็ไปเสียจะทําไง อย่างหลวงปู่แหวนเวลานี้ใช้งานอะไรไม่ได้แล้ว เครื่องมือท่าน คือ ขันธ์ของท่าน ก็มีแต่นอนสูดลมหายใจเท่านั้น จะพึ่งท่านด้วยอุบายนั้น อุบายนี้ เหมือนแต่ก่อน ก็พึ่งไม่ได้แล้วเวลานี้จะทําไง หมู่เพื่อนจึงควรตั้งอกตั้งใจ อย่าตื่นเต้นกับโลกกับสงสาร มีเรื่องเกิดกับตายเท่านั้นล่ะ ไม่มีอะไรมากยิ่งกว่านี้ ให้ดูเอาเถอะ เจริญมาเท่าไรก็เจริญเถอะ”
วันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๘ หลวงปู่มีอาการอาเจียนขณะฉันอาหาร ไอและหอบต้องให้ออกซิเจนช่วยหายใจ แพทย์ได้ผ่าตัดท้องใช้สายยางสอดเข้าไปในกระเพาะเพื่อให้อาหาร ใช้เวลาผ่าตัด ๒ ชั่วโมง หลังจากนั้น หลวงปู่ได้อาพาธตลอดมา
ในคืนวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๘ เวลา ๐๒.๐๐ น. หรือตีสอง หลวงปู่แหวนเกือบสิ้นลม ตั้งแต่วันนั้นมาหลวงปู่ก็มีอาการหนักมากไม่ยอมกระดิกตัวเลย
จนถึงเช้าวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ พระอุปัฏฐากได้ไปเรียกหลวงปู่ขึ้นมาดู ว่าท่านจะรู้สึกตัวได้ไหม ท่านก็ได้ลืมตาขึ้นมาดูเป็นครั้งสุดท้าย พระอุปัฏฐากก็พูดกับหลวงปู่ว่า “หลวงปู่ไม่ต้องเป็นห่วงพระลูกพระหลานดอกนะ พระลูกพระหลานหาเลี้ยงตัวเองอยู่ ที่หลวงปู่ปฏิบัติธรรมมานี้ ก็เพื่อความพ้นจากทุกข์ สิ่งใดที่หลวงปู่ได้รู้แล้ว ได้เห็นแล้ว ซึ่งความสุขของหลวงปู่นั้น แล้วแต่หลวงปู่จะเห็นสมควร ก็สุดแท้แล้วแต่หลวงปู่ เพราะโรคที่หลวงปู่เป็นอยู่นี้ พระลูกพระหลานก็ไม่สามารถที่จะเอาออกให้ได้ดอกนะ เพราะว่าร่างกายของหลวงปู่นี้ไม่ยอมรับเอายา เอาอาหารเสียแล้ว” เมื่อหลวงปู่ท่านได้รู้แล้วอย่างนี้ ท่านก็ผงกศีรษะเป็นการรับรู้ แล้วก็สงบนิ่งไป และถึงแก่มรณภาพในที่สุด เมื่อเวลา ๒๑.๕๓ น. รวมเวลาอยู่รักษาอาพาธ ณ ตึกสุจิณฺโณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ๘๐ วัน
สิริรวมอายุของหลวงปู่แหวน ๙๘ ปี ๕ เดือน ๑๖ วัน โดยบวชพระมา ๗๘ พรรษานับรวมพรรษามหานิกาย และ ธรรมยุต หลวงปู่ท่านดํารงธาตุขันธ์อยู่ถึง ๙๙ ปี ตามที่ท่านพูดกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เอาเพียง ๙๙ ปีก็พอเถอะ มันลําบากผู้อยู่” และเป็นไปตามที่ ท่านเคยเทศน์ให้พระศิษย์ฟังว่า “ผมอยู่นี้ได้ ๕๐ กว่าปีแล้ว ยังไม่ได้กลับไปบ้านเลย ผมคงฝากกระดูกไว้ที่เชียงใหม่นี้”
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เทศน์หลวงปู่แหวนปฏิบัติบูชาภาวนาจนถึงวาระสุดท้ายไว้ดังนี้
“ดูตัวอย่างหลวงปู่แหวนเพิ่งจะมรณภาพไปเร็วๆ เมื่อเดือนวันที่ ๒ เดือนกรกฎาคม อาจารย์หนูเป็นผู้เฝ้าดูอาการไข้ของท่าน ท่านไม่วุ่นวายอะไรทั้งนั้น ภาวนาอยู่รูปเดียว จิตใจไม่ว้าวุ่นประการใด เป็นเพียงแต่ว่าหายใจมันสั้นไปๆ หายใจไม่ถึงท้อง ถึงกระนั้นจิตใจท่านก็เย็นสบาย ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่กระวนกระวาย จนกระทั่งลมหายใจหมดไป ท่านก็ไม่วุ่นวายอะไร
เมื่อลมหายใจหมดแล้ว ยังมีเส้นในคอกระตุกอยู่อีกนิดๆ อาจารย์หนูก็ดูไป ท่านไม่วุ่นวายอะไรทั้งหมด เพราะท่านปฏิบัติบูชานั่งสมาธิภาวนามาตั้งแต่เป็นสามเณรน้อยๆ เมื่อสมัยเป็นสามเณรก็ปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์ด้วยนํ้าร้อน นํ้าอุ่น นํ้าเย็น อะไรที่จะอนุเคราะห์ สงเคราะห์ ท่านอุปัชฌาย์อาจารย์ ท่านก็ทําข้อวัตรปฏิบัติ บุญบารมีอันนั้นก็ยืดส่งจนได้อุปสมบทในทางพุทธศาสนา เป็นหลวงพี่หนุ่มเสียก่อน เมื่อได้เป็นหลวงพี่หนุ่มแล้ว ท่านก็ไม่ถอยความเพียรเพียรพยายามมาโดยลําดับ จนถึงขั้นเป็นท่านพระอาจารย์ พระเถระ จนสุดท้ายเป็นถึงเป็นหลวงปู่เฒ่าจริงๆ อายุได้ ๙๙ ก็ว่าได้ เพราะมันเข้าในขบวน ๙๙ แล้ว
ทีนี้เมื่อมาถึงมรณภัยกรรมฐาน ท่านไม่กลัวแล้ว เพราะได้ทํามา ปฏิบัติมา เป็นจํานวนเกือบจะร้อยปี คิดดูสิมีเวลา บุญกุศลก็ส่งให้ท่านได้ปฏิบัติบูชาภาวนาจนถึงวาระสุดท้าย”
หลวงปู่แหวน ท่านละสังขารไป เมื่อทางวัดดอยแม่ปั๋ง ได้สร้างมณฑปพิพิธภัณฑ์บริขาร และศาลาหลังใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว
การมรณภาพของหลวงปู่แหวน ประหนึ่งฟ้าดินถล่มไปทั้งประเทศ ความก็ได้ทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ได้พระราชทานโกศโถ ฉัตรเบญจาตั้งประดับ พร้อมพวงมาลาพระราชทาน ระดับเดียวกับที่เคยพระราชทานถวายหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล ในสมัยนั้นข่าวการมรณภาพของหลวงปู่แหวน พระมหาเถระฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานองค์สําคัญของประเทศ เป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เป็นข่าวใหญ่โตมากและได้แพร่สะพัดไปอย่างกว้างขวางรวดเร็วมาก สื่อต่างๆ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ ได้เผยแพร่ข่าวนี้ หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับนําเสนอข่าวนี้ในหน้าหนึ่ง
สําหรับพิธีศพที่ทางราชการจัดถวายหลวงปู่แหวนนั้น ในช่วงเช้าวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้จัดที่ศาลาอ่างแก้ว บริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีประชาชนจากทั่วสารทิศได้ไปเคารพและรดนํ้าศพของหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้ายกันอย่างเนืองแน่นล้นหลาม ในช่วงบ่าย พระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม-มกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดําเนินพระราชทานอาบนํ้าศพ หลังจากนั้นได้อัญเชิญสรีรสังขารหลวงปู่แหวน ไปตั้งเพื่อบําเพ็ญกุศลที่วัดดอยแม่ปั๋ง เพื่อรอการพระราชทานเพลิงศพต่อไป
ความวิตกขององค์หลวงตาพระมหาบัว
เมื่อหลวงปู่แหวนมรณภาพไปได้ไม่นาน องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เทศน์กัณฑ์ ที่พึ่งเป็นพึ่งตาย เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๒๘ ไว้ดังนี้
“ครูอาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือ ฝากเป็นฝากตายในอรรถในธรรมได้อย่างแท้จริง ก็ร่วงโรยไปๆ ดังที่ทราบที่รู้กันอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์สําคัญๆ ในระยะ ๓ – ๔ ปี ๕ ปีมานี้มีแต่ปีที่ร่วงโรยแห่งธรรมชาติที่อัศจรรย์ คือครู คืออาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงตามหลักธรรม ดังพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ และแบบเดียวกันกับพระสาวกทั้งหลายแต่ครั้งพุทธกาล คือท่านผู้ที่รู้จริงเห็นจริงจริงๆ อย่างหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่คําดี หลวงปู่แหวน เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เพชรนํ้าหนึ่งๆ ทั้งนั้น ถ้าครั้งพุทธกาล ก็เรียกอย่างธรรมดาๆ สบายๆ ตามความรู้ ความเห็นของคนที่มีความหนักแน่นในธรรมอยู่แล้ว ได้ยินได้ฟังก็ไม่แสลงใจเหมือนคนที่มีแต่กิเลสเต็มหัวใจว่า “พระอรหันต์” นั่น
ทุกวันนี้พูดอย่างนั้นไม่ได้ ข้าศึกของศาสนธรรมหรือของธรรมนี้มีมาก แม้แต่ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมเสียเอง และในวงผู้นับถือพุทธศาสนาเสียเอง ก็เป็นข้าศึกต่อคําพูดนี้ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเรื่องอุตริมนุสธรรมไว้นั้น จึงเป็นความชอบธรรมอย่างยิ่ง สมกับพระองค์เป็นจอมศาสดา ทรงทราบเรื่องอดีตอนาคตได้เป็นอย่างดี
ครูอาจารย์ที่ล่วงไปเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงอรรถทรงธรรมทางภาคปฏิบัติ เป็นผู้ได้เสวยผลแห่งการปฏิบัติของตนอย่างแท้จริง ดังพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายท่านเป็นมา ไม่ได้ทรงไว้แต่เพียงความจดความจําชื่อเสียงของกิเลสตัณหาอาสวะของอรรถ ของธรรม ของมรรคผลนิพพานเท่านั้น แต่ซาบซึ้งถึงจิตถึงใจ สิ่งที่ควรถอดถอน ถอดถอนออกได้โดยสิ้นเชิง สิ่งที่ควรบําเพ็ญก็บําเพ็ญได้สมบูรณ์บริบูรณ์เต็มที่ เช่น อรหัตบุคคล องค์ท่านเป็นพระอรหันต์ได้โดยสมบูรณ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านรู้ท่านเห็นได้อย่างนั้นจริงๆ
เพราะฉะนั้น การแนะนําสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ ท่านจึงไม่สะทกสะท้าน ท่านจึงไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยอันเป็นความไม่แน่ใจในตนแม้นิดหนึ่ง แต่ท่านจะสั่งสอนด้วยความเมตตาสงสารล้วนๆ ซึ่งเป็นหลักใหญ่ของใจ ไม่มีวิตกวิจารณ์กลัวจะสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะความรู้ไม่เพียงพอ อย่างนี้ไม่มีในท่านผู้ทรงอรรถทรงธรรมสมบูรณ์บริบูรณ์เต็มที่แล้ว ดังครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้ยกมาเมื่อสักครู่นี้เป็นสําคัญ…
นี่ก็หมดไปๆ จะทํายังไง ผมวิตกมากจริงๆ นะ ไม่ใช่ธรรมดา ครูบาอาจารย์ที่คอยให้อรรถให้ธรรมชี้แนวทางที่ถูกต้องแม่นยํา ไม่มีใครเกินอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านผ่านไปแล้วเหล่านี้…
นี่เราพูดถึงเรื่องการปฏิบัติ เวลานี้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ล่วงไปๆ ที่เกาะที่ยึดของเราด้วยความตายใจ เช่น อย่างหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่คําดีครูอาจารย์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาจารย์ที่ตายใจได้ทั้งนั้น ตายใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นครูบา-อาจารย์ที่บริสุทธิ์วิมุตติหลุดพ้นจริงๆ ทางจิตใจไม่สงสัย เพราะฉะนั้นการสอนใครก็ตามทางด้านจิตตภาวนาจึงไม่สงสัย ท่านเหล่านี้ไม่สงสัยในการสอน ถูกต้องแม่นยําหมด เพราะเจ้าของเคยเป็นเคยผ่านมาแล้ว การสอนก็ต้องสอนไปตามสิ่งที่เจ้าของรู้ เจ้าของเห็น เจ้าของเคยเป็นมาแล้วจะผิดไปที่ตรงไหน ไอ้แบบสอนสุ่มสี่สุ่มห้านั่นซิ นี่ล่ะที่มันลําบากนะ ที่หาเกาะหายึดผู้เช่นนี้หาได้ยากลงโดยลําดับลําดาแล้วนะทุกวันนี้ จนจะไม่มีแล้ว”
ท่านมักน้อยสันโดษ มุ่งมั่นอยู่ป่า
พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) เทศนาถึงหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ไว้ดังนี้
“ปฏิปทาของหลวงปู่ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งอวสานแห่งชีวิตเท่าที่อาตมภาพได้รู้ได้เห็นตั้งแต่สมัยเป็นเณรจนกระทั่งมาเป็นพระ และจนกระทั่งหลวงปู่มรณภาพไปนั้น ปฏิปทาของหลวงปู่เป็นผู้มีปฏิปทามักน้อยสันโดษ หลวงปู่ไม่มีอะไรนอกจากอัฐบริขาร หลวงปู่ไม่เคยสร้างเสนาสนะ ไม่เคยสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ไม่เคยในอันที่จะแสวงหาตนเป็นนักปกครอง นักเทศน์ นักปาฐกถา
หลวงปู่มุ่งมั่นในอันที่จะเป็นผู้มักน้อยสันโดษ แต่ในขณะเดียวกัน หลวงปู่ก็ไม่ขัดข้อง ในเมื่อคนอื่นเขาจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร ส่อแสดงถึงปฏิปทาของหลวงปู่ว่า เป็นผู้สันโดษในสมณเพศ เป็นผู้มักน้อยในเรื่องของบรรดาเอกลาภทั้งหลายนั้นมิเข้ามาผูกพัน ทําให้หลวงปู่มีความห่วงใยในประการอื่น โอกาสแห่งความประพฤติปฏิบัติของหลวงปู่จึงมุ่งมั่นอยู่ในป่า และมีโอกาสประพฤติปฏิบัติสมณธรรมโดยลําดับมา แสดงถึงคุณธรรมในทางใจของหลวงปู่ว่า เป็นผู้มีหลักปฏิบัติโดยเฉพาะ ก็คือ มักน้อยสันโดษตามที่กล่าวมา พร้อมกันนั้นหลวงปู่ได้บําเพ็ญอหิงสธรรม คือ ความไม่เบียดเบียน
บรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นฆราวาสญาติโยม ทั้งที่เป็นพระสงฆ์สมณะที่อยู่ใกล้ชิด กล่าวคือ สํารวมตา สํารวมหู สํารวมจมูก สํารวมลิ้น สํารวมกาย สํารวมใจเป็นหลักปฏิบัติที่สําคัญของสมณะ ผู้บําเพ็ญสมณธรรม ถ้าจะพิจารณาปฏิปทาของหลวงปู่แล้ว ส่อแสดงว่าท่านมีความสํารวมระวังเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหลวงปู่ได้พยายามแยกตัวออกเป็นพระอรหันต์ เป็นพระ-วิปัสสนาธุระ ยินดีในบําเพ็ญที่สงบ เวลาธุระเข้าไปในบ้านในเมือง แม้จะมีญาติโยมนิมนต์ไปฉัน หลวงปู่ก็จํากัดเวลา เท่าที่เขานิมนต์ที่จะไปอยู่ในเมือง แสวงหาความสุขตามนิสัยของบุคคลที่ยังแสวงหาความสุข หลวงปู่ก็จํากัดเวลาทั้งหมดนั้น มิได้มีความประสงค์ที่จะหาความสุข แม้บางครั้งบางเวลาญาติโยมมาอาราธนาท่านไปรักษาสุขภาพ เป็นต้นว่า ทําฟันซึ่งจะต้องใช้เวลาในการทําฟันเป็นเวลาหลายวัน หลวงปู่ก็ยังพยายามที่จะไม่อยู่หลายวัน ก็พยายามที่จะกลับมาอยู่ป่า”
คําอํานวยพร ของสมเด็จพระญาณสังวร
ในการประชุมคณะกรรมการอํานวยการ งานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
ณ ตึก สว ธรรมนิเทศ วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๙
ขออนุโมทนาทุกๆ ท่าน ที่ได้สละเวลามาร่วมประชุมพิจารณาการจัดงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และก็ได้ร่วมกันพิจารณามาตามระเบียบวาระต่างๆ และได้แสดงความคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้งานบรรลุถึงความสําเร็จ เป็นการปฏิบัติเพื่อบูชาพระคุณของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งเป็นที่เคารพอย่างสูง เราทั้งหลายและคณะศิษย์ผู้เคารพนับถือทั้งหลาย ซึ่งมิได้มาประชุมก็ย่อมจะมีจิตใจเป็นอันเดียวกัน คือมุ่งที่จะได้มีส่วนร่วมในการพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน และมีส่วนกระทําการกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง
เพราะฉะนั้น การที่เราทั้งหลายได้มาคิดจัดกันขึ้นนี้ นอกจากเป็นการปฏิบัติเพื่อบูชาพระคุณของท่านผู้ปฏิบัติดีแล้ว คือ หลวงปู่แหวน ก็ยังเป็นการปฏิบัติเพื่อสนองศรัทธาของประชาชนเป็นอันมากอีกด้วย และกิจต่างๆ ที่เราจะต้องจัดต้องทํา บางอย่างก็เป็นกิจที่ยาก เช่น เกี่ยวกับเรื่องการจราจร เกี่ยวกับคนที่จะมามาก ที่จะไปมาก และเกี่ยวแก่การที่จะอํานวยความสะดวกต่างๆ เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นกิจที่เราปฏิบัติเพื่อสนองศรัทธาของประชาชนทั้งนั้น ในส่วนการปฏิบัติเกี่ยวแก่งานศพของหลวงปู่แหวน เราก็จะต้องใช้จ่ายไม่มากมายเท่าไรนัก ที่เราจะต้องใช้จ่ายมากก็เกี่ยวแก่การที่จะต้องปฏิบัติสนองศรัทธา อํานวยประโยชน์ให้แก่ประชาชน
ตามที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อแถลงถึงข้อที่พึงข้องใจ และเป็นการแก้ข้อที่พึงข้องใจว่า หลวงปู่ท่านเป็นพระปฏิบัติดี เป็นผู้มักน้อยสันโดษ ทําไมจึงต้องมาจัดการศพของท่านใหญ่โต ต้องใช้จ่ายตามที่ประมาณตั้ง ๑๐ ล้านบาท ในขณะที่บ้านเมืองกําลังประสบภาวะการเศรษฐกิจที่ไม่สู้สะดวก และเป็นสมัยที่คนประหยัด และท่านเป็นพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ไม่ต้องทําอะไรกันมากนักซึ่งข้อนี้เป็นข้อที่เราทั้งหลายควรจะสํานึกอยู่ในใจ ในอันที่จะได้ร่วมกันปฏิบัติงานด้วยวิธีการและด้วยการใช้ถ้อยคําให้เหมาะสม และข้อสําคัญนั้น การที่จะต้องปฏิบัติงานใหญ่ต้องมีการธุระต้องแบ่งแยกคณะผู้ปฏิบัติงานไปเป็นอันมาก และต้องใช้เงินมาก
อันที่จริงนั้น การใช้เงินสําหรับงานศพของท่านไม่มากมายเท่าไรนัก แต่ว่าที่ต้องใช้มากนั้น เกี่ยวในการที่จะต้องอํานวยความสะดวกแก่ประชาชน สนองศรัทธาประชาชน เพื่อให้ประชาชนผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสในหลวงปู่แหวน ซึ่งมีเป็นอันมาก และซึ่งจะไปร่วมในงานพระราชทานเพลิงศพเป็นอันมาก ได้รับความสะดวกในทุกๆ ด้าน และเพื่อให้การงานดําเนินไปด้วยดี เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการพิจารณาจัดทํากันอย่างนี้ ซึ่งเป็นความจําเป็น ไม่ใช่ว่าจะเป็นการปฏิบัติเกินเลยไปเกี่ยวแก่งานศพของพระ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวแก่ประชาชน เราต้องใช้จ่ายมาก และต้องคิดกันมาก ต้องพิจารณากันมากนี้ ก็เกี่ยวแก่ประชาชนทุกๆ คน ซึ่งเป็นผู้มีความเคารพเลื่อมใสในหลวงปู่แหวน
เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ท่านบรรดากรรมการ ได้โปรดมีความเข้าใจในแนวทางอันเหมาะสม และร่วมกันปฏิบัติในแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้สําเร็จตามเป้าหมายที่กําหนดไว้ และข้อกําหนดต่างๆ ที่กําหนดไว้นั้นเป็นข้อที่เหมาะสม และข้อที่ท่านเสนอเพิ่มเติมก็เป็นข้อที่น่ารับไว้พิจารณา ซึ่งมีหลักการอันควรรับไว้พิจารณา เพราะฉะนั้น จึงเป็นการดีที่ท่านคณะผู้ทํางาน ได้มีอุตสาหะ พยายามร่างกําหนดต่างๆ ขึ้นมาอย่างรอบคอบเป็นอันมาก และท่านทั้งหลายที่ได้เสนอเพิ่มเติมก็ขออนุโมทนา และการที่คณะทํางานได้รับไว้เพื่อพิจารณาหารือกันต่อไป ก็ขออนุโมทนา
ฉะนั้น จึงหวังว่าความสําเร็จของงานศพหลวงปู่แหวนที่จะเป็นไปด้วยดี เป็นไปเพื่อบูชาผลของท่านผู้มีคุณอย่างสูง เป็นไปเพื่อสนองศรัทธาอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้จะมาในงานศพของท่าน จะเป็นไปเรียบร้อยด้วยอาศัยท่านกรรมการอํานวยการทั้งหลาย และคณะกรรมการทุกคณะที่จะร่วมกันให้ความคิดความเห็น และร่วมกันช่วยในด้านต่างๆ จึงขออนุโมทนาอํานวยพรทุกท่าน และก็ความสําเร็จที่จะต้องบังเกิดขึ้นนั้น เราทั้งหลายจะต้องร่วมกระทํากันต่อไปจนบรรลุถึงความสําเร็จ จึงขอฝากความสําเร็จโดยเรียบร้อยไว้แก่ท่านคณะกรรมการทุกท่าน ขออํานวยพร
เมรุพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน
ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมรุที่ใช้พระราชทานเพลิงศพ หรือประชุมเพลิงศพของพระอรหันต์ จะทําขึ้นเป็นกรณีพิเศษ โดยจะไม่ใช้เผาร่วมกับศพทั่วๆ ไป หลังจากเผาศพแล้วก็จะสร้างเป็นพระอุโบสถ วิหาร หรือศาลาหลังเล็กๆ ครอบไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์
ความเป็นมาของเมรุพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ การจัดสร้างเมรุได้ลงมือก่อสร้างกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ โดยมูลนิธิหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้มอบหมายให้ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี เป็นผู้ที่ออกแบบ และแบบนั้นมีลักษณะแบบล้านนาไทยทั้งหมด งดงามมากตัวเมรุก็มีความสูง ๒๗ เมตร ความกว้างยาวเท่ากัน มีมณฑป มีเครื่องประกอบหน้าบันตามแบบล้านนา ส่วนตัวเมรุนั้นก็แบ่งออกเป็น ๓ ระดับด้วยกัน
ระดับที่ ๑ นั้นเป็นลานลายไทยทักษิณ ชั้นล่าง รอบลานก็ปลูกหญ้าให้เขียวขจี และก็มีดอกไม้ประดับสวยงามทีเดียว
ระดับที่ ๒ นั้นเป็นลายทักษิณชั้นบน เป็นไม้สูง ๑ เมตร ๖๐ เซนติเมตร
ระดับที่ ๓ เป็นที่ประดิษฐานโกศบรรจุศพสูง ๒ เมตร มีบันไดขึ้นลงทั้ง ๔ ด้าน ที่เพดานของเมรุนั้นก็เป็นรูปดาวล้อมเดือน ๓ ชั้น
ส่วนยอดเมรุมีลักษณะคล้ายกับก๋วยสลาก แล้วก็มีดอกไม้ไหวประดับ ในตัวเมรุก็มีลายคล้ายกับแหวนนพเก้าเป็นสีแบบอัญมณี ซึ่งในตอนกลางคืน เมื่อถูกกระทบด้วยแสงไฟแล้วก็ทําให้เกิดสีสันสวยงามมาก สําหรับโกศศพของหลวงปู่แหวน ตั้งอยู่บนจิตกาธานภายในเมรุ ซึ่งสร้างขึ้นอย่างสวยงามตามแบบของล้านนา
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ และปี พ.ศ. ๒๕๒๙ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ได้รับเชิญให้ออกแบบเมรุพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว อนาลโย และหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เมรุทั้งสองถือเป็นงานที่มีการทํางานยากลําบาก เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร อีกทั้งเป็นอาคารชั่วคราวและมีระยะเวลาในการพระราชทานเพลิงศพเป็นเป้าหมายบังคับ โดยถ้าเมรุสร้างเสร็จก่อนกําหนดเวลาเป็นระยะเวลานาน เมื่อถึงวันงานพิธีอาจเกิดความทรุดโทรม แต่ถ้าหากงานมีความล่าช้า ก็จะไม่ทันตามหมายกําหนดการ ดังนั้น การบริหารงานทั้งหมด จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่สําคัญมากนอกเหนือจากงานออกแบบ
ขั้นตอนการเตรียมงานและกรรมวิธีการก่อสร้างของเมรุทั้งสองแห่ง มีลักษณะงานคล้ายกัน แตกต่างกันเฉพาะการออกแบบทรวดทรงของตัวเรือน เครื่องยอด และลวดลายที่ประกอบอาคารโดยผู้ที่มีความศรัทธาและใกล้ชิดกับหลวงปู่ทั้งสองรูป ต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่า รูปทรงเมรุที่ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ได้ออกแบบไว้นั้น เสมือนกับรูปร่างท่าทางของพระอาจารย์ทั้งสองรูป กล่าวคือหลวงปู่ขาว ที่มีรูปร่างผอมบางนั้น เมรุก็จะมีทรงสูงโปร่งตา ส่วนหลวงปู่แหวนที่มีรูปร่างท้วมกว่า ทรงของเมรุก็จะดูหนักแน่นกว่า ซึ่งเป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็น
สําหรับรายละเอียดในการออกแบบ อันเนื่องมาจากจะมีศรัทธาสาธุชนหลั่งไหลกันมาสักการบูชาเป็นจํานวนมาก ทําให้ปัญหาเล็กน้อยก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ เช่น ต้องทําโครงสร้างให้แข็งแรงรองรับกับปริมาณคนจํานวนมาก การจัดเก็บดอกไม้จันทน์ที่มีศรัทธาสาธุชนนํามาวางมากมาย ฯลฯ ดังนั้น การออกแบบจึงต้องมีการเตรียมการอย่างดี
จากการที่เมรุ เป็นอาคารชั่วคราว วัสดุที่ใช้ส่วนใหญ่ทําจากไม้อัด แต่เนื่องจากความต้องการรูปลักษณ์ให้เป็นอาคารที่มีความหรูหรา ลวดลายจึงทําจากไม้อัดนํามาฉลุและซ้อนชั้นแล้วทาด้วยสีทอง ซึ่งเมรุหลวงปู่แหวนเลือกใช้โทนสีไปทางสีแดงทอง ส่วนเมรุหลวงปู่ขาวใช้โทนสีไปทางสีขาวทอง ในวันงานเมื่อประดับตกแต่งด้วยเครื่องสด และส่องสว่างด้วยไฟลวดลายต่างๆ ก็สุกสกาวเหมือนลายที่เกิดจากการแกะสลักไม้ปิดทอง อีกทั้งอาคารก็ลอยเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางความมืดของป่าโปร่ง สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่เดินทางไปสักการบูชาเป็นอย่างมาก
สํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ
เมื่อพระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ อายุ ๙๘ ปี ๕ เดือน ๑๖ วัน มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันอังคารที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๒๘ เวลา ๒๑.๕๓ น. ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ เสด็จพระราชดําเนิน พระราชทานนํ้าหลวงสรงศพ พระราชทานผ้าห่มไตรห่มสรีรร่าง พร้อมด้วยเครื่องประกอบเกียรติยศถวาย อันมีโกศโถฉัตรเบญจาตั้งประดับ ปี่ กลองประโคม พระราชทานพวงมาลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัย-ลักษณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร วางที่หน้าโกศศพหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
ทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด มีพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมกําหนด ๗ คืน ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯ ให้มีบําเพ็ญพระราชกุศลถวาย ๗ คืน ทรงพระมหา-กรุณาธิคุณโปรดฯ ให้บําเพ็ญพระราชกุศลถวาย ๗ วัน ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน ครั้นถึงกาลอันสมควรให้รับพระราชทานเพลิงศพ และเป็นดิถีที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ บรรจบครบรอบ๑๐๐ ปีพอดี ได้พระราชทานพระมหากรุณาโปรดฯ เสด็จพระราชดําเนิน พระราชทานเพลิงศพณ เมรุวัดดอยแม่ปั๋ง ตําบลแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในวันเสาร์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๐
พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ นับเป็นเกียรติอันสูงส่งของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และคณะศิษยานุศิษย์ สุดจะพรรณนา ศิษยานุศิษย์ มูลนิธิสุจิณฺโณอนุสรณ์ ตลอดจนผู้เคารพนับถือหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสถวายพระพร และกราบถวายบังคมณ เบื้องพระยุคลบาท ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ ด้วยความจงรักภักดี และขอเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตลอดกาลนิรันดร ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
รําลึกในพระเมตตาแห่งฝ่าพระบาท
เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถร ทรงทราบว่า หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ มรณภาพ ได้ประทานผ้าไตร ๕ ไตร มีพระบัญชาให้เลขานุการเป็นผู้แทนพระองค์ไปบําเพ็ญกุศลถวายแด่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และประทานผ้าไตรครองห่มสรีรร่างของหลวงปู่เป็นกรณีพิเศษอีก ๑ ไตร นํ้าพระทัยเมตตาแห่งฝ่าพระบาทที่มีต่อหลวงปู่แหวนเสมอมาโดยตลอดนั้น คณะสงฆ์วัดดอยแม่ปั๋ง และศิษยานุศิษย์รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างสูงยิ่ง
ในสมัยที่หลวงปู่แหวนยังมีชีวิตอยู่ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เสด็จไปเยี่ยมหลายครั้ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ หลวงปู่มีอายุครบ ๘ รอบ ๙๖ ปี เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เสด็จไปทรงเป็นประธานสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ประทานพระธรรมเทศนา และในบางปีที่คณะศิษย์จัดงานคล้ายวันเกิดถวายหลวงปู่ มูลนิธิหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ จัดให้มีการมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาสถาบันการศึกษาต่างๆ หลายสิบสถาบัน เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงรับภาระประทานทุนการศึกษาในนาม หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เหตุเพราะหลวงปู่นั่งนานไม่ได้ เมื่อทางวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดสร้างสิ่งสักการะวัตถุมงคล เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะทรงให้พระภิกษุเจ้าหน้าที่และพระเถระในวัดนําสิ่งสักการะมงคลไปขอเมตตาให้หลวงปู่ช่วยอธิษฐานจิตบริกรรมภาวนานั่งปรกหลายครั้ง
เมื่อเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เสด็จไปตรวจการคณะสงฆ์ เยี่ยมภิกษุ สามเณร และประชาชนในต่างจังหวัด ในระหว่างที่ประทานพระโอวาท เจ้าพระคุณสมเด็จฯ กล่าวยกย่องหลวงปู่แหวน ถึงเรื่องหลวงปู่ท่านมีแนวการสอนตรงกับเจ้าพระคุณสมเด็จฯ คือ เรื่องศีล ๕ เป็นปกติเสมอ โดยหลวงปู่จะยํ้าเรื่องศีลว่า คนสมัยนี้จะถือสมาธิ เร่งปัญญา และไม่ยอมรักษาศีล ๕
ในวาระสุดท้ายแห่งการฌาปนกิจสรีรร่างของหลวงปู่แหวน ในวันที่ ๑๗ มกราคมนี้เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงประทานพระเมตตาอย่างมาก โดยเสด็จไปประทับพักแรมบําเพ็ญกุศลอุทิศถวาย ประทับเป็นประธานบําเพ็ญกุศลออกเมรุ เสด็จประทานเพลิงศพ ทรงมีศรัทธาในหลวงปู่แหวนอย่างมากมายสุดที่จะพรรณนาให้ครบถ้วนในโอกาสนี้
พระเดชพระคุณ พระเมตตาสุดที่จะหาประมาณมิได้ ที่ใต้ฝ่าพระบาททรงพระกรุณาแก่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ และที่สุด ณ วาระนี้ หากหลวงปู่แหวนจะหยั่งทราบได้ด้วยญาณวิถีทางใดทางหนึ่งแล้ว คงจักอนุโมทนาชื่นชมโสมนัสเป็นแน่แท้ สําหรับเกล้ากระหม่อมทั้งปวง น้อมกราบถวายพระพร ด้วยคารวะอย่างสูงยิ่งมา ณ โอกาสนี้
ควรมิควรโปรดประการใด เกล้ากระหม่อมศิษยานุศิษย์และสัทธิวิหาริกในฝ่าพระบาท
งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ในการพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ณ เมรุวัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ กําหนดงานเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๕ – ๑๘ มกราคม ๒๕๓๐
วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๐ เวลา ๑๐.๐๐ น. เจ้าพนักงานจัดการเปลื้องเครื่องสุกําศพ* ลงสู่โกศ ณ ศาลาการเปรียญวัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดฯ พระราชทานโกศประกอบศพ ฉัตรเบญจาตั้งประดับ แล้วเชิญบุพโพไปเผา ณ สุสานแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
* เปลื้องผ้าขาวที่ห่อศพออก แล้วนําผ้าขาวนั้นและสิ่งปฏิกูลภายในโกศ เช่น กระดาษฟาง ไปเผาพร้อมบุพโพ (นํ้าเหลือง) แล้วเอาผ้าขาวอีกผืนหนึ่งห่อศพให้ใหม่
วันศุกร์ที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๐ เวลา ๑๖.๐๐ น. มีพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในการออกเมรุ พระสงฆ์ ๑๐ รูป สวดพระพุทธมนต์ จากนั้นมีพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ พระสงฆ์ ๔ รูป สวดธรรมกถา พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม
วันเสาร์ที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๐ เวลา ๐๗.๐๐ น. พระสงฆ์ ๑๐ รูป ที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อนถวายพรพระ แล้วรับประทานฉัน (ของหลวง) เวลา ๐๘.๓๐ น. พระสงฆ์ ๑๐ รูป บังสุกุล เชิญโกศศพจากศาลาการเปรียญวัดดอยแม่ปั๋ง ไปยังเมรุหน้าพลับพลา แห่ศพเวียนเมรุ แล้วเชิญขึ้นตั้งบนจิตกาธาน เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายพระภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ สามเณร ประมาณ ๕๐๐ รูป (โดยเสด็จพระราชกุศล) เวลา ๑๕.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินไปยังพลับพลา วัดดอยแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เสด็จพระราชดําเนินขึ้นเมรุ ทรงทอดผ้าไตร ๑๐ ไตร พระสงฆ์ ๑๐ รูป บังสุกุล พระราชทานเพลิงศพ สมควรแก่เวลา เสด็จพระราชดําเนินกลับ
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๓๐ เวลา ๐๘.๐๐ น. พระราชทานผ้าไตร และภัตตาหารสามหาบในการเก็บอัฐิ (ของหลวง) เวลา ๑๐.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ สามเณร ประมาณ ๒๐๐ รูป เวลา ๑๓.๐๐ น. ประกอบพิธีบรรจุอัฐิที่มณฑป ณ วัดดอยแม่ปั๋ง พระสงฆ์ ๑๐๐ รูป บังสุกุล (โดยเสด็จพระราชกุศล) เสร็จพิธี
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ จากพระธรรมดาสามัญชนตระกูลชาวนา ท่านบําเพ็ญคุณงามความดีด้วยการประพฤติปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย ธุดงควัตร และข้อวัตรปฏิบัติตลอดชีวิต ท่านบําเพ็ญเพียรภาวนาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด เพื่อตามรอยองค์พระบรมศาสดา และพ่อแม่ครู–อาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จนบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา กลายเป็นพระมหาเถระองค์สําคัญของประเทศไทยที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างมากมายล้นพ้น และได้รับความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างสูงสุดจากพุทธบริษัท โดยปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์ เป็นวาระสุดท้าย ในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านอีกครั้ง ถือเป็นเกียรติประวัติอย่างสูงสุดเท่าที่เคยมีมา
นับตั้งแต่เมรุพระราชทานเพลิงศพอันโดดเด่นงามสง่าและสมสัดส่วน มีสีสันดูสะอาดงามตา มีลวดลายอันอ่อนช้อยวิจิตรงดงาม ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเพลิงแด่หลวงปู่แหวนเป็นการพิเศษเฉพาะ ซึ่งในวันพระราชทานเพลิงศพได้ปรากฏในสายตาทั้งศรัทธาชาวไทยและชาวต่างชาติ ผู้ใดได้ชมเมรุนี้แล้ว มีแต่ให้คําสรรเสริญชื่นชมถึงการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย นับว่าเป็นเมรุที่สมเกียรติและคู่ควรกับพระอรหันตสาวกองค์หนึ่งในสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล นอกจากเมรุแล้ว การเตรียมงานทุกอย่างเพื่อรองรับ ทุกฝ่ายรับผิดชอบงานกันอย่างเต็มที่ เช่น พลับพลาที่ประทับ เต็นท์ปะรําพิธี กองอํานวยการ ลงทะเบียน สื่อมวลชน การต้อนรับ ศาสนพิธี สถานที่รับบริจาค ของที่ระลึก ที่พัก ที่ปักกลด โรงทาน ห้องนํ้า สถานที่จอดรถ รถรับส่ง สาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ สุขาภิบาล ฯลฯ
พอมาถึงวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน มีองค์พระประมุขและบุคคลสําคัญของประเทศเข้าร่วมงานมากเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่องค์พระประมุขทั้งฝ่ายศาสนจักร และฝ่ายราชอาณาจักร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช วาสนมหาเถระ เสด็จเป็นองค์ประธานฝ่ายบรรพชิต พร้อมด้วยสมเด็จพระราชาคณะ พระมหาเถระฝ่ายปกครอง และฝ่ายพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดพระภิกษุ สามเณร และแม่ชีนับหมื่นรูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเป็นองค์ประธานฝ่ายคฤหัสถ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์แทบทุกพระองค์ ทั้งฝ่ายบริหารสูงสุด นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี นายทหาร นายตํารวจระดับสูงจากทุกเหล่าทัพ ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ อีกทั้งคลื่นมวลมหาชนนับล้านจากทั่วประเทศทั้งใกล้และไกล มาร่วมแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ต่างเดินเบียดเสียดกันอย่างแน่นขนัดมืดฟ้ามัวดิน จนบริเวณงานที่กว้างขวางดูคับแคบไปถนัดตา ทั้งผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งคอยเฝ้าติดตามชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และวิทยุอยู่ทางบ้านอีกจํานวนมาก จนไม่อาจนับได้ ถือว่าเป็นงานใหญ่ระดับชาติ เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศและของพระพุทธศาสนาที่มีผู้เดินทางมาร่วมงานและติดตามชมงานสูงสุดมากเป็นประวัติการณ์ในขณะนั้น
ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องงานศพหลวงปู่แหวนไว้ดังนี้
“เราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ กับหลวงตามหาบัว ท่านคุยกันที่วัดภูริทัตตะฯ ตอนศพหลวงปู่แหวน เรานั่งฟังอยู่นะ ว่าศพหลวงปู่แหวนทําไมมันวุ่นวายขนาดนั้น ทําไมมันเป็นขนาดนั้นนี่วุ่นวายมาก สิ่งที่วุ่นวายมาก หลวงตาท่านบอกว่า สิ่งที่ว่าเป็นเรื่องของโลกเขา ผู้ที่เราทําบุญกุศล ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติจนถึงที่สุดแห่งทุกข์นี่หาได้ยากมาก แล้วเราเป็นคฤหัสถ์ เราเป็นผู้ที่หวังบุญกุศล เราได้ไปสละทานกับสิ่งนั้น มันจะเป็นบุญกุศลของเราไง
เราได้สละทานกับท่าน ๑ เราได้ร่วมบุญกุศลกับร่างกายของท่าน ๑ เอาร่างกายของท่าน เอาเศษ คือว่าเอาธาตุของท่าน เอาธาตุของท่านมาเป็นบุญกุศลของเรา ถ้าเป็นบุญกุศล นี่มันเป็นบุญกุศลของพวกคฤหัสถ์พวกที่เขาทํากัน แต่ในเมื่อผู้ที่เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ ใจมันต้องสูงกว่านั้นสิ สิ่งนี้เป็นครูบาอาจารย์ของเรา เราเชิดชูครูบาอาจารย์ของเรา เราต้องทําสิ่งที่เป็นประโยชน์กับครูบาอาจารย์ของเรา เราต้องเสียสละสิ…”
พระธาตุหลวงปู่แหวน
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ก่อนมรณภาพ ท่านได้เทศน์เปิดเผยธรรมธาตุ ไว้ดังนี้
“เราไม่ยินดีจะก่อภพใหม่ต่อไปอีกแล้ว มันก็หมดเรื่องกันเท่านั้นล่ะก้า มิเข้าไปนอนในท้องแม่ นอนกินนํ้ากาม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีแก่เราต่อไป มันหมดสิ้นล่ะทีนี้ ถ้าไม่หมดมันก็หมุนอยู่นั้นล่ะ ค้นอยู่ในนี้ล่ะ อย่าไปละ ท่านไม่ให้ประมาทก้อนธัมเมา”
องค์หลวงตาพระมหาบัว เทศน์ไว้ดังนี้
“ฟังเสียวันนี้ ฟังให้ชัด พอใจบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว ความบริสุทธิ์ของใจนี้ล่ะ ฟอกธาตุฟอกขันธ์ของท่านโดยหลักธรรมชาติ ยิ่งเวลาท่านภาวนา จิตเข้าข้างในนี้ ฟอกร้อยเปอร์เซ็นต์ถ้าท่านอยู่ธรรมดานี้ก็ฟอกไปธรรมดาเป็นอัตโนมัติ เมื่อฟอกแล้วฟอกเล่า พอมรณภาพไป อัฐิของท่านนั้นก็กลายเป็นอัฐิที่สะอาดไปตามส่วนของธรรม จึงกลายเป็นพระธาตุได้ เข้าใจไหมล่ะ คือมันฟอกกันอยู่ในตัว จิตที่บริสุทธิ์แล้วฟอกธาตุฟอกขันธ์ ให้บริสุทธิ์ไปตามส่วนของธาตุขันธ์ เพื่ออรรถเพื่อธรรมอันละเอียด จึงกลายเป็นพระธาตุได้ นี่ล่ะเรื่องราวเป็นอย่างนั้น
คือมีจิตเป็นผู้ครอบครองธาตุขันธ์ ถ้าจิตมัวหมองเศร้าหมองแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็สกปรกไปตามๆ กัน ถ้าจิตสะอาดแล้ว แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นร่างกายส่วนสกปรก แต่ส่วนละเอียดของธรรมที่แทรกอยู่ในร่างกายนั้นเป็นส่วนละเอียด อันนั้นล่ะพาให้เป็นพระธาตุได้ ท่านผู้ปฏิบัติที่อัฐิกลายเป็นพระธาตุ ล้วนแล้วตั้งแต่ เราอยากจะพูดว่าล้วนแล้วนะตั้งแต่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น เท่าที่ทราบมาโดยลําดับลําดา มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้นเช่น อย่างหลวงปู่แหวนนี่ก็ใช่ ก็อย่างนั้นล่ะ นี่ก็กลายเป็นพระธาตุแล้วนะ ไปคุยกับท่าน อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุนั้น ท่านก็มีตําราบอกไว้เรียบร้อยแล้ว คือ อัฐิของผู้จะเป็นพระธาตุได้ คือ กระดูกเรานี่ อัฐินี่ ที่จะกลายเป็นพระธาตุได้นั้น เป็นอัฐิของพระอรหันต์เท่านั้น ฟังซิ องค์อื่นเป็นไปไม่ได้ เท่านั้นฟังซิ ตัดขาดไว้เลย”
หลวงปู่แหวน อัฐิของท่านแปรเป็นพระธาตุ ตั้งแต่ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ส่วนต่างๆในร่างกาย เช่น เกศา ปัสสาวะ โลหิต สะบ้าเข่า ฯลฯ ล้วนแปรเป็นพระธาตุ และแปรรวดเร็วมาก แปรในคืนวันพระราชทานเพลิงศพ โดยครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“ตอนเผาศพหลวงปู่แหวนเราไม่ได้ขึ้นไป ตอนนั้นเราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตาท่านมาหาหลวงปู่เจี๊ยะ แล้วท่านขึ้นไปเผาศพหลวงปู่แหวนก่อน แล้วท่านบอกไม่ไป เพราะว่างานศพหลวงปู่แหวนนี่ มันมีการหาผลประโยชน์กันมาก หลวงปู่เจี๊ยะก็เลยไม่ไป เราก็เลยไม่ได้ไป เพราะเรากะว่า ถ้าหลวงปู่เจี๊ยะไป เราก็จะไปด้วย หลวงปู่เจี๊ยะไม่ไป หลวงตาไม่ไป กูก็ไม่ไป เราเลยไม่ได้เห็น แต่พระเพื่อนขึ้นไปนั่ง เวลาเผาศพหลวงปู่แหวน นี่พระเพื่อน บอกนั่งตอนกลางคืนพองานเสร็จแล้วก็นั่งล้อมเมรุหลวงปู่แหวนนี่ แล้วเขาก็จุดไฟเผาเดี๋ยวนั้นเลย แล้วพระก็นั่งล้อมกัน เพราะพระเรานี่เคารพศรัทธากัน กรรมฐานจะรักกันด้วยหัวใจ
พอนั่งอยู่นี่ เวลาเผาไปๆ นี่เพื่อนเล่าเอง พระธาตุนี่มันกระเด็นออกมาจากกองไฟ มันตกใส่พระนี่ เป๊าะ เป๊าะ เป๊าะ เต็มไปหมดเลย เดี๋ยวนั้นเลย นี่ถ้าเป็นพระธาตุ เป็นศักยภาพ เป็นความเป็นจริงนี่ มันเป็นเรื่องพิสูจน์ เป็นความจริงเดี๋ยวนั้นเลย ฉะนั้น อย่างเช่นกรณีหลวงปู่แหวน กระเด็นออกมาๆ เลยนะ พระนี่เก็บกันไว้เต็มเลย เพราะหลวงปู่แหวนท่านมีอํานาจวาสนา …
เราอยู่กับหลวงปู่จวน หลวงปู่จวนเผา ๗ วันเป็นพระธาตุ หลวงปู่มั่น เห็นไหม ต้องกี่ปีถึงจะเห็นเป็นพระธาตุ ของหลวงปู่แหวนกระเด็นออกมาจากกองไฟเลย ของหลวงปู่แหวน นี่มันเผากันธรรมดานี่ไง กระดูกแท้ๆ นี่แหละ มันเป็นพระธาตุได้ด้วยคุณธรรมในใจ”
นอกจากอัฐิของหลวงปู่แหวนแปรเป็นพระธาตุแล้ว เถ้าอังคารก็แปรเป็นพระธาตุ พระธาตุส่วนใหญ่ของหลวงปู่แหวนเป็นแก้วใสประดุจเพชร เป็นสีขาวสะอาดประดุจข้าวสารบ้าง เป็นสีออกเทาๆ มีลักษณะคล้ายๆ ผลลูกยอเล็กๆ บ้าง
เรื่องเล่าโลหิตหลวงปู่แหวนแปรเป็นพระธาตุเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีบันทึกไว้ดังนี้
“อาจารย์ท่านหนึ่ง มีความนับถือศรัทธาหลวงปู่แหวน เพราะถือว่าเป็นพระที่มีกิจปฏิบัติที่งดงามมาก และได้เก็บสะสมเหรียญหลวงปู่ไว้จํานวนมาก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้เป็นอาจารย์สอนคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ขณะนั้นหลวงปู่แหวนยังมีชีวิตอยู่ได้อาพาธเข้ามารักษาที่ตึกสุจิณฺโณ และเข้ารับการผ่าตัด จําวันเวลาไม่ได้หลังผ่าตัดได้มีพยาบาลคนหนึ่งที่เป็นลูกศิษย์นําผ้าก๊อซติดคราบเลือดบอกว่า เป็นผ้าซับเลือดของหลวงปู่แหวนมามอบให้เก็บไว้เป็นสิริมงคล โดยบอกว่าแพทย์และพยาบาลได้เก็บไว้บูชากันทุกคน ทําให้รู้สึกดีใจมากและได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี โดยใส่ในผอบเก็บไว้ในตู้เซฟในห้องนอน
จนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้เปิดตู้เซฟเพื่อจะหาเหรียญหลวงปู่แหวนมอบให้แก่หลานชายที่มาเยี่ยมบ้าน พอเห็นผอบใส่ผ้าซับเลือดหลวงปู่แหวนที่เก็บรักษาไว้จนลืม ก็นึกได้จึงเปิดออกดูก็ประหลาดใจ พบว่าผ้าก๊อซกลับมีวัตถุคล้ายก้อนแป้งสีขาวนวลเกาะอยู่ที่ผ้าจํานวน ๗ ชิ้น จึงปิดเก็บไว้ที่เดิม จนผ่านไปหลายวันก็มาเปิดดูอีกครั้งพบว่าแป้งแข็งตัว จับเป็นก้อนจึงนําไปให้เพื่อนๆ ดูก็บอกว่าน่าจะเป็นอัฐิธาตุหลวงปู่แหวน จึงได้แบ่งให้เพื่อนๆ ไปบูชาจํานวนหนึ่ง และพบว่ามีจํานวนเพิ่มขึ้นร่วม ๒๐ องค์ จึงได้คัดเลือกออกมาส่วนหนึ่งนํามาถวายให้เจ้าอาวาสวัดสวนดอก อัญเชิญไปไว้ใกล้กับที่ประดิษฐาน “พระบรมสารีริกธาตุ”
หลวงปู่แหวน ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นพระอรหันต์ที่ทําคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย จนคนภาคเหนือถึงกับขนานนามยกย่องท่านอย่างสูงสุดว่า “ต๋นบุญแห่งล้านนา” ซึ่งมงคลนามนี้เคยถูกใช้เรียกยกย่องครูบาศรีวิชัยมาก่อนหน้าแล้ว จึงน่าเชื่อว่า อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ท่านนั้น มีความเคารพนับถือบูชาหลวงปู่แหวนมาก จึงทําให้เกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ “อัฐิธาตุ” หรือ “อรหันตธาตุ” ปรากฏขึ้นมา”
เจดีย์ และ อาคารพิพิธภัณฑ์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
บารมีธรรมและเมตตาธรรมของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นผลทําให้ศรัทธาญาติโยมจากทั่วประเทศเคารพเลื่อมใส หลั่งไหลเดินทางไกลมากราบและนําเงินทองมาบริจาคที่วัดดอยแม่ปั๋งกันมากมาย ก่อให้เกิดถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนาและทางสาธารณะมากมาย อาคารสุจิณฺโณ โบสถ์ ศาลา กุฏิ วิหาร และสิ่งก่อสร้างที่วัดดอยแม่ปั๋ง ภายหลังก็มีโรงพยาบาล และโรงเรียนคิดเป็นเงินประมาณหลายพันล้านบาทเหมือนกัน พร้อมอุปกรณ์แพทย์ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ก็เป็นพันล้านบาท ที่จังหวัดยโสธรอีกหลายแห่ง เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมทั้งสิ้น ส่วนที่ศิษยานุศิษย์ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างน้อมถวายแด่หลวงปู่แหวน เพื่อเป็นอนุสรณ์ เป็นการพิเศษเฉพาะ คือ เจดีย์ และ อาคารพิพิธภัณฑ์มณฑปหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
เจดีย์หลวงปู่แหวน เนื่องในวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่แหวน ท่านเจริญอายุวัฒนมงคล ครบ ๗ รอบ ๘๔ ปี เพื่อเป็นสังฆานุสสติ เป็นอนุสรณ์ระลึกถึงคุณงามความดีของหลวงปู่แหวน พระผู้ได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชาเป็น “พระอรหันต์ผู้มีเมตตาธรรมเป็นเลิศ” และเพื่อให้ศรัทธาสาธุชนได้มากราบสักการบูชาเป็นบุญเป็นกุศล คณะศิษยานุศิษย์จึงได้พร้อมใจกันสร้างเจดีย์ตามหลักถูปารหบุคคล หรือบุคคลที่ควรแก่การสร้างเจดีย์ น้อมถวายแด่หลวงปู่แหวน โดยภายในองค์เจดีย์ ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่แหวนในอิริยาบถเดินถือไม้เท้า สะพายบาตร แบกกลด ถือกานํ้า ออกเที่ยวธุดงค์ ด้วยนัยน์ตาที่มุ่งมั่นปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ อันเป็นการแสดงปฏิปทาที่หลวงปู่แหวนยึดถือมาโดยตลอด
สําหรับอาคารพิพิธภัณฑ์มณฑปหลวงปู่แหวน ศิษย์ฆราวาสท่านหนึ่งของหลวงปู่แหวน เป็นผู้บริจาคเงินค่าก่อสร้างฐานรากอาคารพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งหินอ่อนปูพื้น และหินอ่อนมณฑป โดยตั้งใจสร้างเป็นมณฑปสําหรับไว้เก็บอัฐบริขารของหลวงปู่แหวน รวมทั้งรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของท่านส่วนอื่นๆ ของอาคารได้ใช้เงินของวัดดอยแม่ปั๋งที่พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต เป็นผู้ดูแล อาคารแห่งนี้จัดสร้างขึ้นจนสําเร็จสมบูรณ์ เปิดให้ประชาชนเข้ากราบนมัสการชมได้ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
อาคารพิพิธภัณฑ์ เป็นอาคารชั้นเดียวทรงประยุกต์ เป็นศาลารูปดาวสี่แฉก หลังคาซ้อนทรงชัน ปูพื้นด้วยหินอ่อนสีเทาทั้งหลัง ภายในผนังส่วนคอสองแผงใหญ่ทั้ง ๔ ด้าน ประดับด้วยภาพนูนตํ่าดินเผา ถ่ายทอดเรื่องราวของหลวงปู่แหวน เช่น ตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมหลวงปู่แหวน การรักษาหลวงปู่แหวนโดยพระอาจารย์หนู เป็นต้น
ศาลานี้มีผนังและซุ้มทางเข้า ๔ ซุ้ม แต่ละซุ้มทําเป็นตู้กระจกบานเลื่อน ภายในจัดแสดงอัฐบริขารที่หลวงปู่เคยใช้สอยเป็นประจํา เช่น ย่าม จีวร หม้อกรองนํ้า ซุ้มกระจกด้านทิศเหนือ ประดิษฐานรูปปั้นรูปเหมือนหลวงปู่แหวนในท่านั่งสมาธิ ซุ้มกระจกด้านตะวันออก จัดแสดงชามศิลาดลเคลือบเขียวไข่กาใบสมบูรณ์ และกระปุกทรงคนโทเคลือบสีนํ้าตาลเข้มเกือบดําอีกใบ ซึ่งพระอาจารย์หนูเคยเล่าว่า ขุดได้เมื่อกําลังขุดฐานรากของอาคาร ภายในวัดดอยแม่ปั๋งนี่เองตรงกลางอาคารสร้างมณฑปหินอ่อน ทรงคล้ายโกศ เป็นที่ประดิษฐานอัฐิของหลวงปู่แหวน จัดวางแท่นบูชาพุ่มพานดอกไม้โดยรอบ
ภาค ๒๑ ครูบาอาจารย์
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เทศน์ถึงหลวงปู่แหวน
• ครูบาอาจารย์ภาวนาเอาจนหมดลมในผ้าเหลือง
ในคืนหนึ่งๆ เราต้องไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนาให้ได้ทุกคืน เป็นการฝึกฝนอบรมจิตใจของเรานั่นแหละให้มีบุญบารมีแก่กล้าขึ้นมา คือ บุญบารมีของคนเรานั้น ในอดีตก็พากันทํามา และปัจจุบันก็ต้องทําต่อไปอีก จนกว่าอินทรีย์บารมีแก่กล้าสามารถได้บรรลุมรรคผลในทางพุทธศาสนา จึงจะหายความลังเลสงสัยในมรรค ในผล ในนิพพาน
เมื่อถึงนิพพาน ก็จะหายสงสัยหมดทุกอย่าง ทุกประการ จิตใจก็จะสามารถอาจหาญปฏิบัติบูชาภาวนาได้ตลอดชีวิต เหมือนหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อท่านภาวนาเอาจนหมดลมในผ้าเหลือง เราทุกคนก็ให้มีมานะอดทน ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชาครูบาอาจารย์ ท่านยังภาวนาบวชเรียนเขียนอ่านในทางพุทธศาสนาได้ตลอดอายุขัย เราก็ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชา อย่าได้คิดฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์กิเลส
• มรณกรรมฐาน
มรณกรรมฐาน การนึกถึงความตาย พระพุทธเจ้าท่านก็กําชับไว้ว่าให้ภาวนา เตือนใจของตัวเอง ว่าผลที่สุดเราต้องมีความตาย ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่เดือนใดก็เดือนหนึ่ง ไม่ปีใดก็ปีหนึ่ง ภายในร้อยปีนี้แหละ ทุกคนที่นั่งพาฟังธรรมอยู่นี้ ต้องตายก่อนร้อยปี ทําไมมันเลยนั้นไปไม่ได้หรือ ถ้าเลยไปต้องลําบากหน่อย ต้องอดทน หลวงปู่แหวนท่านก็อดทนมาได้ ๙๙ ปี นับว่าได้สูงส่ง
ตัวเราผู้ได้ฟังธรรม ได้รู้ก็อายุไม่ถึง ๑๐๐ ปี อย่างได้มากก็ขนาดหลวงปู่แหวนได้ ๙๙ ปีก็อยู่ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวนี่ก็เข้าอยู่ในหีบ เข้าไปอยู่ในหีบแล้วเงียบกริบเลย นี่แหละชีวิตของคนเรามันก็จบด้วยมรณกรรมฐาน
• ชีวิตเป็นของน้อย
แต่ว่าชีวิตมันน้อย ไม่นาน ถ้าใครไม่คิด ไม่อ่าน ก็เข้าใจผิดคิดว่าตัวเราจะยืนยงคงนานความจริงไม่นานเลย คนสมัยนี้นั้นเรียกว่า ไม่ค่อยถึงร้อยปี หลวงปู่แหวนท่านขนาดก็แค่ ๙๙ ปีก็อยู่ไม่ได้แล้ว เพราะว่าสังขารทั้งหลายมันไม่เที่ยง นามรูปํ อนิจฺจํ นามในรูปไม่เที่ยง นามรูปํ ทุกฺขํ นามในรูปนี้ ตั้งแต่เกิดมามันแสดงความทุกข์อยู่ตลอดเวลา นามรูปํ อนตฺตา นามแลรูปกายใจนี้ ไม่ใช่ตัวตนของเรา มันแสดงอยู่เสมอ
• หลวงปู่แหวนท่านได้ชัยชนะมาแล้ว
ต้องเปลี่ยนตัวลุกขึ้น ไม่มีใครจะฆ่ากิเลสให้เราได้ดีเท่ากับตัวเราเอง ตัวเรานั่นแหละจะฆ่ามันให้มันตายหมด กิเลสราคะมันอยู่ในซอกใดมุมใดตามเข้าไปฆ่าไปทําลายให้หมด เมื่อกิเลสราคะตัณหามันดับสิ้นสูญไป เรื่องต่างๆ มันก็ไม่เกิดขึ้น
ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าพระองค์ได้ชัยชนะมาแล้วพระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลายท่านได้ชัยชนะมาแล้ว ท่านครูบาอาจารย์เจ้าทั้งหลายท่านได้ชัยชนะมาแล้ว หลวงปู่แหวนท่านได้ชัยชนะมา ยังเหลือแต่พวกเรายังไม่ค่อยชนะ ก็ต้องตั้งใจขึ้นมา เอาให้มันจริงซักที คนไม่จริงเกิดมาทําไม ทําไมจึงไม่ตายตั้งแต่ยังไม่เกิด เกิดมาแล้วต้องทําจริงปฏิบัติจริง พระพุทธเจ้าละกิเลสได้ พระสงฆ์สาวกละกิเลสได้ ผู้หญิง ผู้ชายสมัยก่อนท่านละท่านตัดกิเลสได้ ทําไมตัวเราละไม่ได้ วางไม่ลง มันเพราะอะไร ก็เพราะไม่ลุกขึ้นภาวนา
• ท่านกําหนดอสุภกรรมฐานได้ดี
ฉะนั้น จงภาวนากําหนดให้เป็นพระกรรมฐาน เณรกรรมฐาน แม่ขาวนางชีกรรมฐานเป็นก้อนกรรมฐาน อสุภกรรมฐานทั้งนั้น แล้วจิตใจเราก็จะสบาย นั่งสบายนอนสบาย บวชได้ตลอด อายุ ๙๙ ปี เหมือนหลวงปู่แหวน เพราะท่านกําหนดอสุภกรรมฐานได้ดี เพราะร่างกายของเราของเขา ไม่ใช่ของสวยของงาม ท่านจึงอยู่ได้จนหมดลมหายใจในผ้าเหลืองได้ ฉะนั้น อสุภกรรมฐานก็อย่าไปพลั้งเผลอหลงลืมไม่ได้ ต้องกําหนดให้ได้
องค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ ถึงหลวงปู่แหวน
• รู้อยู่กับจิต (๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๒)
หลวงปู่แหวน ใส่ท่าน โธ่ ! ปุ๊บๆ เลย นั่นก็ไม่ใช่เล่นนะ ได้ซัดกับเรา เรานี่ขึ้นล่ะ เวทีไหนดังๆ ล่ะ เข้าล่ะ ไม่หงายทางหนึ่ง ให้หงายทางหนึ่ง ไม่หงายทั้งสองก็อยู่เสมอกัน ดื้ออยู่นะนี่หลวงปู่ขาวก็ซัดกันเสียจนอยู่บนเวทีทั้งสอง ไม่มีใครแพ้ใครชนะ หลวงปู่แหวนก็เหมือนกันเรื่องจิตนี่มันอาจหาญนะ ถ้าลงมันได้เป็น มันแน่วเลยนะ ไม่ผิด ถามเข้าไปถ้าผิดจากนี้แล้วรู้ทันที ภูมิของภูมิ อ่านภูมิกัน ปัญหาในภาคปฏิบัติเข้าไปถามกันปุ๊บ มันอ่านภูมิกันนะ ถ้าทางนี้ถามปั๊บอันนี้นะ ถ้าไม่รู้จะตอบไม่ได้ ทางนี้ไม่รู้ก็ถามไม่ได้ มันมัดกันอยู่ในนั้น
หลวงปู่แหวนยกให้เลย หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาวยกให้เลย เท่าที่ได้ถามซึ่งๆ หน้าก็มีหลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่คําดี องค์ไหนบ้างนะ จําไม่ได้ พระผู้ใหญ่ก็มีอยู่สามองค์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่คําดี สามองค์ เรียกว่า พ้นตลอดเลย เป็นธรรมธาตุแล้ว องค์ไหนเราไม่แน่ใจ เราก็ไม่ค่อยถามนะ ถ้าอยากถาม มันจะมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในนั้น ไม่ถาม นั่นล่ะธรรมะภาคปฏิบัติ ถ้ามันได้รู้ในใจแล้ว มันแม่นยํามาก ตอบมาผิดนิดหนึ่งบอกภูมิตัวเองทันที ประกาศภูมิออกมาเลย นั่นล่ะภูมิภาคปฏิบัติ
หลวงปู่แหวนนี่เปิดโล่งเลย หลวงปู่ขาวเปิดโล่ง หลวงปู่คําดี สามองค์นี้ที่ได้ขึ้นเวทีกัน เปิดโล่ง พอดีประกาศออกมาแล้ว องค์ไหนที่ว่า เปิดโล่งๆ ก็ประกาศออกมาพร้อมเลยว่า อัฐิกลายเป็นพระธาตุๆๆ ไม่ผิด
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์ถึงหลวงปู่แหวน
• นิพพานไม่เป็นอจินไตย (๒๗ ธ.ค. ๒๕๔๑)
ผู้ที่รู้จริงเห็นจริง เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว ท่านอาจารย์มหาบัว อาจารย์เจี๊ยะ นี่รู้จริงตามความเป็นจริง แล้วคุยกันมาตลอด มันเป็นอจินไตยตรงไหน? มันไม่เป็นอจินไตยหรอก อจินไตยมี ๔ อย่างนี้ ถ้าเป็นอจินไตยมันเป็นได้ ๕ สิ นี่กล่าวตู่พุทธพจน์ กล่าวตู่ผิดหมด พูดผิดไปจากหลักพุทธศาสนา สอน สอนผิด พูด พูดผิด ผิดหมดเลย
ตามหลักความจริง หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม ก็เป็นเครื่องยืนยันมาตลอดว่าไม่เป็นอจินไตย รู้ได้จริง เห็นตามความเป็นจริง เป็นนิพพานจริงๆ เกิดขึ้นจากผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม รู้ธรรมตามความเป็นจริงของธรรมนั้น มันถึงไม่เป็นอจินไตยไง แต่ไปพูดว่าเป็นอจินไตย หนังสือพิมพ์ลงมาก ลงตรงนี้ลงมาก เขียนเลยว่าเป็นอจินไตย เบี่ยงเบนประเด็นไปหมด เบี่ยงเบนประเด็นไปหมด
• การดูแลบาตร (๔ ต.ค. ๒๕๕๑)
เวลาเช็ดบาตร ล้างบาตร ถ้ามันเป็นไขมันเคลือบไว้ พอมันโดนความร้อน ไขมันจะออกมา ไขมันนั้นสะสมไว้ข้ามคืน พอสะสมไว้ข้ามคืน อาหารนั้นไปเลอะไขมันนั้น เป็นสันนิธิ คือว่าของเก็บไว้แรมคืน มันเป็นอามิส มันเปื้อน ภิกษุฉัน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ มันฝึกสติ การเก็บการล้างนะ มันอยู่ที่ครูบาอาจารย์จะชี้นํา เราอยู่สายหลวงปู่ฝั้นมาก่อน อยู่กับหลวงปู่จวนไปหลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน เราก็ดู หลวงปู่แหวนทางเชียงใหม่ เราไปอยู่กับท่านนะ เช็ดบาตรเสร็จนะ ทีนี้ทางเหนือมันหนาว เขาจะต้มนํ้าไว้หม้อหนึ่ง หม้อสแตนเลส พอเช็ดบาตร ล้างบาตรเสร็จต้องเอานํ้าร้อนใส่บาตร ทางเชียงใหม่ นี่วิธีที่วัดหลวงปู่แหวน
• คุณค่าการศึกษาประวัติครูบาอาจารย์ (๑๗ พ.ค. ๒๕๕๒)
ศึกษาครูบาอาจารย์เราแต่ละองค์สิ หลวงปู่คําดี หลวงปู่บัว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน หลวงตา หลวงปู่เจี๊ยะนี่ศึกษาสิ อ่านประวัติ อ่านพฤติกรรมของท่าน อ่านจริตนิสัยที่ท่านจริงจังมั่นคงอย่างไร? แล้วท่านทําอย่างไร? เราศึกษาหมดนะ เราพยายามศึกษา ศึกษาเพราะอะไร? เพราะนี่คือวิทยานิพนธ์ นี่คือทางวิชาการ วิชาการทางจิต เพราะท่านสําเร็จไปแล้ว ท่านได้นิพพานไปแล้ว ท่านได้เผาไปแล้วกระดูกของท่านเป็นพระธาตุหมด ต้องศึกษา แต่พวกเราไม่ได้คิดกันไง เรานี่คิดเรื่องนี้มาก แล้วเราศึกษาของเรา แล้วเราพิจารณาของเราตลอด
นี่เวลาเราอ่านพระไตรปิฎกนะ เราถึงซึ้งพระโมคคัลลานะกับพระพุทธเจ้า เวลาพระโมค-คัลลานะพูด โอ้โฮ ! แสดงปาฏิหาริย์ข้าพเจ้าแสดงเอง ข้าพเจ้าจะเหาะอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะทําอย่างนั้น ลองไม่จริงพระพุทธเจ้าเขกหัวแล้ว มึงโกหก นี่พระพุทธเจ้าบอก “ไม่ได้ เราจะทําเอง หน้าที่ของตถาคต ไม่ใช่หน้าที่ของเธอ เธอห้ามทํา เราจะทําเอง” พระพุทธเจ้าบอกไง
ตอนแสดงปาฏิหาริย์เห็นไหม เธอห้ามทํา ไม่ให้ทํา มันเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้า หน้าที่ของศาสดา ศาสดาจะชนกับลัทธิอื่น นี่ของจริงกับของจริงคุยกัน แหม ! มันซึ้งมากนะ มันซึ้งที่แบบหนึ่งคนจริงพูด สองอีกคนหนึ่งจริงแล้วรับฟังจริง แล้วยอมรับ แล้วนี่ก็ย้อนกลับมาหลวงตาเรากับหลวงปู่ขาว หลวงตากับหลวงปู่แหวน หลวงตากับครูบาอาจารย์เรานี่ เอ็งซึ้งไหม
เราถึงบอกว่า เวลาเราคิดถึง เรานี่ โห ! โดนมาสุดๆ แต่เวลามันปฏิบัติมาแล้วนี่ภูมิใจ ภูมิใจมากๆ เพราะถ้าไม่เจอครูบาอาจารย์นี่นะ เราไม่รู้อยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ยังจะหัวหกก้นขวิดอยู่ คําว่าหัวหกก้นขวิดที่ไหน หัวหกก้นขวิดเพราะอะไร? เพราะเราจะมีกิเลส เราจะมีทิฐิมานะของเรา เราจะมีความเห็นของเรา เราจะทําตัวของเราเหลวไหลไปแต่ความเห็นของเราที่มันจะพาเราทํา
• ครูบาอาจารย์สอนพุทโธ (๒๓ ส.ค. ๒๕๕๒)
ครูบาอาจารย์นะ ท่านของจริงนะพูดกี่ร้อยองค์พูดแล้วนะ ผลสรุปเหมือนกันหมดเลย ไม่มีองค์ไหนผิดนะ ไม่มีองค์ไหนผิดเลย องค์ที่ผิดก็คือองค์ที่ไม่รู้นะ องค์ไหนสอนแล้วมันแตกต่างเออ อันนี้ต้องเอาปูนป้ายหัวไว้ก่อน กูไม่เชื่อมึง เพราะว่าครูบาอาจารย์กูเยอะแยะเลย สอนมาไม่เคยผิดกันเลย เอ็งมาสอนยังไงวะ ทําไมมันออกนอกทางวะ เพียงแต่ว่าพอสอนมันบ่อยครั้งๆ นี่พวกเรานะ ใกล้เกลือกินด่าง ได้ยินทุกวัน ครูบาอาจารย์ไหนก็สอน หลวงปู่มั่นก็สอน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์สอนหมดเลย พุทโธๆๆๆๆ พุทโธไป พุทโธมา จนจะไม่พุทโธกันแล้วไง เพราะมันใกล้เกลือกินด่างไง เห็นเป็นของใกล้ชิด คุ้นเคยกับมันจนไม่มีค่าไงพอใครมาเสริมแนวทางใหม่ๆ นะ โอ้โฮ พุ่งไปเลยนะ เข้าก็เลยนะ เข้าก็เลย เสร็จเรียบร้อย
• เสือกตาย (๖ ส.ค. ๒๕๕๔)
เว้นอย่างเดียวเท่านั้นแหละ เว้นแต่ขิปปาภิญญา ผู้ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย แต่! แต่ขั้นตอนก็เป็นแบบนี้ เพราะขั้นตอนของมัน คือ เป็นโสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็นพระอรหันต์ เพราะอริยภูมิแต่ละขั้นตอน เวลาเราปฏิบัตินะ เขาเรียกว่า “เสือกตาย” เสือกตาย คือ กระเสือกกระสนจนเกือบเป็นเกือบตาย ทางภาษาอีสานเขาพูดสั้นๆ เห็นไหม นี่กระเสือกกระสนกันกว่าเราจะได้แต่ละขั้น แต่ละตอน ฉะนั้น “ขั้นตอนเป็นแบบนี้ไหม?” แน่นอน แน่นอนมาก แล้วคําว่าแน่นอนแล้วนี่ เวลาหลวงตาท่านไปคุยกับหลวงปู่แหวน ไปคุยกับหลวงปู่ขาว ไปคุยกันก็คุยขั้นตอนนี่แหละ
• เชื่อมรรคผลมีจริง (๓ พ.ค. ๒๕๕๗)
นี่คนที่เขาคลุกคลีอยู่กับศาสนา เขาไม่เชื่อของเขา เพราะว่าเขาดูด้วยประสบการณ์ของเขา เขาไม่เชื่อว่ามรรคผลมีจริง แต่ในสมัยปัจจุบันนี้ เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านใช้ชีวิตของท่านทั้งชีวิตหนึ่ง หมดไปอายุขัยหนึ่ง แล้วก็อายุขัยของหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ รุ่นที่ ๒ มารุ่นหนึ่ง หลวงตาท่านบอกว่าท่านเป็นรุ่นที่ ๓ ไอ้พวกเรารุ่นสุดท้าย ๓ – ๔ ชั่วอายุคนเพื่อทําให้สังคมเขามั่นคงศรัทธาขึ้นมา เพราะอะไร? เพราะว่าท่านเทศนาว่าการของท่าน เพราะท่านเอาความจริงในหัวใจของท่านมาเทศนาว่าการ เอาความจริงของท่านมาตีแผ่ พอตีแผ่ขึ้นมา คนที่มีเหตุมีผลนี่ฟังเหตุฟังผลแล้ว มันยอมรับเหตุผลนั้น เขาเชื่อเรื่องมรรค เรื่องผลขึ้นมา พอเชื่อเรื่องมรรคเรื่องผลขึ้นมา การปฏิบัติมันก็เข้มแข็งขึ้นมา
• ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม กับ ไม่เป็นธรรม (๒๓ ก.ย. ๒๕๕๗)
ประวัติของครูบาอาจารย์ของเรามีหลากหลายมาก แล้วประวัติของครูบาอาจารย์เรามาคําว่า พระอรหันต์ๆ พระอรหันต์ต้องสร้างบุญญาธิการมาขนาดไหน ในพระไตรปิฎกว่าแสนกัป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระอรหันต์นี่ต้องแสนกัป อํานาจวาสนาบารมีถึงจะทําที่สุดแห่งทุกข์ได้ เวลาท่านสร้างอํานาจวาสนาบารมีมาขนาดนั้น ท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันต้องมีคติธรรม ถ้าเป็นความจริงนะ เป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมจริงๆ
แต่ถ้าครูบาอาจารย์ที่ไม่เป็นธรรมจริงๆ เห็นไหม พวกกาฝาก มันเข้าไปอยู่กับครูบาอาจารย์แล้วอ้างอิง คนนั้นก็เป็นพระที่หลวงปู่มั่นยกย่องสรรเสริญ องค์นั้นก็เป็นหลวงปู่มั่นเชิดชูบูชาองค์นั้นก็เป็นหลวงปู่มั่นเป็นผู้ที่เห็นคุณธรรม นี่ไปอาศัยเป็นกาฝากแล้วก็ออกมาอ้างอิงไง แต่หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่คําดี หลวงปู่ชอบ หลวงตา หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านไม่เคยโฆษณาว่า ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นเลย ครูบาอาจารย์เหล่านี้ไม่เคยโฆษณา ไม่เคยเอาสิ่งนั้นมาเป็นประโยชน์เลย แต่เวลาท่านพูดของท่าน เพราะท่านเคารพบูชาของท่าน ดูสิ เหมือนกับลูกคิดถึงพ่อ ลูกคิดถึงพ่อ เห็นไหม พ่อเลี้ยงดูมาขนาดนี้ พ่อแม่ดูแลมาขนาดนี้ มันทําไมไม่คิดถึงพ่อแม่ของมัน ถ้าคิดถึงพ่อแม่นี่ เราพูดถึงคุณงามความดีของพ่อแม่ของเรา แต่เราไม่ได้เอามาโฆษณาหากิน เราไม่ใช่เอามาโฆษณาเพื่อความลาภสักการะ เพื่อคนให้นับหน้าถือตา ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น
• อํานาจวาสนาของครูบาอาจารย์ (๔ พ.ค. ๒๕๕๘)
เราเคารพบูชาหลวงปู่เจี๊ยะ เราเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเคารพบูชาหลวงตา เราเคารพบูชาครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านเป็นธรรม องค์ไหนเป็นธรรม เราเคารพบูชา แต่องค์ไหนเป็นธรรมแล้ว ปัญญากว้างขวาง คับแคบ มันอยู่ที่อํานาจวาสนาของแต่ละองค์องค์หลวงปู่มั่นท่านมีปัญญากว้างขวาง ท่านสามารถรื้อค้นลูกศิษย์ลูกหาได้มาก หลวงปู่แหวนท่านก็มีอํานาจวาสนาของท่าน ท่านได้สร้างเราสู้ เราสู้ของท่าน หลวงปู่ขาวท่านก็มีอํานาจวาสนาของท่าน อํานาจวาสนาของครูบาอาจารย์แต่ละองค์ไม่เหมือนกัน มาถึงหลวงตาเรา หลวงตาท่านมีอํานาจวาสนาของท่าน ท่านสอนลูกศิษย์ลูกหาได้มหาศาล แต่หลวงปู่เจี๊ยะท่านบอกว่า ท่านต้องการพุทโธ เพราะท่านต้องการให้ทําเหมือนท่าน

