Venerable Ajahn Bunyarit’s Autobiography

To read in English: Copy a few pages at a time, and paste them in Claude AI’s message box after typing “Translate to English.” You will be surprised how well Claude AI translates Thai Dhamma to English.

ประวัติหลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ถือกำเนิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๕๗ ตรงกับปีขาล ขึ้น ๕ ค่ำ (เดือน๔) ธาตุน้ำ (แต่ในทะเบียนสำมะโนครัวได้ลงไว้ว่าเป็นวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๕๗) ณ ตำบลท่าอิฐ อำเภออุตรดิตถ์ จังหวัดพิชัยดาบหัก (ปัจจุบันคือจังหวัดอุตรดิตถ์)

“หลวงพินิจจีนเภท (จันทรสมบูรณ์) เป็นบิดา และนางพินิจจีนเภท (แส จันทรสมบูรณ์) เป็นมารดา หลวงปู่มีนามเดิมว่า บุญสืบ จันทรสมบูรณ์..”

ชีวิตริมฝั่งแม่น้ำ

หลวงปู่เมตตาเล่าถึงชีวิตไทยริมฝั่งแม่น้ำลำคลองว่า โยมมารดาของท่าน คือคุณแส ก็เกิดริมคลองบางคูเวียง แขวงพระนคร เป็นบ้านเรือนแพ ปลูกติดชายน้ำ ริมฝั่งคลองบางคูเวียง ย้อนอดีต ไปสัก ๘๐ ปี คงมองภาพเห็นธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ด้วยแม่น้ำลำคลอง ห้วยหนอง คลองบึง ผู้คนยังมีวิถีชีวิตแบบไทยๆ ที่เรียบง่าย งดงาม สอดคล้องไปกับธรรมชาติ มีความสงบร่มเย็นอยู่ภายใต้บารมีของพระบวรพุทธศาสนา

มารดาผู้เป็นยิ่งกว่านักอ่าน

ตั้งแต่เยาว์วัยหลวงปู่ใกล้ชิดกับโยมแม่มาก ท่านจึงได้ถ่ายทอดลักษณะนิสัย ตลอดจนระเบียบชีวิต และแนวคิดต่างๆ มาอย่างสมบูรณ์ โยมแม่ของท่านนี้เป็นผู้มีศรัทธามั่นคงในพระบวรพุทธศาสนา เป็นสตรีที่สนใจใฝ่ศึกษาหาความรู้ ในบ้านจึงมีตู้หนังสือหลายตู้ ล้วนรวบรวมเก็บหนังสือมากมายหลายชนิด โดยเฉพาะหนังสือธรรมะและบทสวดมนต์ต่างๆ ตลอดจนข้อเขียนและแมกกาซีนวารสารต่างๆ ในสมัยนั้น นอกจากโยมแม่ท่านจะเป็นนักอ่านแล้ว ท่านยังสนใจปฏิบัติธรรม โดยท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณวัดราชาธิวาส ท่านเจ้าคุณองค์นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางกสิณ

“ท่านเจ้าคุณเป็นคนเชื้อสายจีน ท่านเพ่งกสิณอย่างเรือแดงเรือขาวที่แล่นในแม่น้ำอยู่นี้ ท่านเพ่งทีเดียว เครื่องยนต์ดับ”

ตั้งแต่เล็กๆ ก่อนนอนทุกคืน โยมแม่จะหัดให้หลวงปู่ไหว้พระสวดมนต์ พอโตขึ้นหน่อย ก็สอนให้รู้จักสวดมนต์บทยาวขึ้น ในบางคืน หลวงปู่เมตตาเล่าว่า พอสวดมนต์เสร็จ กราบหมอนก็หลับผล็อยไปเลย พอโตขึ้นหน่อย ท่านก็อ่านหนังสือโสฬสปัญหา หนังสือสุตตันตปิฎก ที่พบในตู้หนังสือโยมแม่

อยู่มาวันหนึ่งหลังจากไหว้พระสวดมนต์แล้ว หลวงปู่ก็ถามโยมแม่ว่า “พระพุทธเจ้าท่านอยู่ที่ไหน” โยมแม่ท่านตอบว่า “พระพุทธเจ้าท่านอยู่ทั่วไป” หลวงปู่มาทราบความหมายของโยมแม่ เมื่อท่านเจริญวัยจนได้บวชเรียนและได้ภาวนานั่นแล้ว คำตอบของโยมแม่ท่านนั้นสั้นๆ แต่กินใจความลึกซึ้งมากคือ รวมหมายถึงพระนิพพานเป็นสัจธรรม

โยมแม่ของหลวงปู่ ในวัยสาวเคยได้รับการอบรมในวัง นอกจากท่านจะเป็นนักอ่านหนังสือแล้ว ท่านยังมีความสามารถเรื่องอาหารคาวหวานสมเป็นกุลสตรี และสนใจงานศิลปะต่างๆ ตลอดในวัยเด็ก หลวงปู่จึงมีโอกาสฟังการบรรเลงดนตรีไทยทุกอาทิตย์

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้หล่อหลอมมา จนเป็นภาพสะท้อนขององค์หลวงปู่จนทุกวันนี้ บรรดาลูกศิษย์ทุกคนจะทราบดีว่า หลวงปู่ชอบหนังสือมาก ทั้งท่านมีอยู่เองและมีผู้น้อมถวายทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน หนังสือเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวกับพระศาสนา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ตลอดจนวรรณกรรมสำคัญๆ ของโลกและวิทยาการต่างๆ รวมถึงการเมือง นอกจากหนังสือแล้วหลวงปู่จะทันสมัยต่อข่าวสารเสมอ เนื่องจากเมื่อหนุ่มๆ ตั้งแต่เด็กๆ ท่านสนใจชอบวาดรูปมาก ท่านจึงมีภาพสวยๆ รูปวิว รูปต้นไม้ ดอกไม้ให้ติดตามผนังกุฏิท่าน ตามบ้านลูกศิษย์ต่างๆ จากความเป็นศิลปินนี้ยังแสดงออกได้ชัดเจนในฝีมือการถ่ายรูปด้วยความรวดเร็วทั้งมุมกล้อง แสงเงาต่างๆ ทำให้รูปออกมาเนี้ยบแบบโปรเฟสชันแนลเสมอ

ฝันถึงอัศวินโบราณ

วันหนึ่งขณะนั้นจำได้ว่าอายุราว ๗-๘ ขวบก่อนเข้าอนุบาลของสมัยนั้น ท่านนอนใกล้โยมแม่อยู่ แล้วก็เคลิ้มหลับฝันไป ในฝันนั้นเห็นเป็นเรื่องแบบฝรั่ง เห็นอัศวินฝรั่งสวมเสื้อเกราะ ใส่หมวกเหล็ก มีประดับพู่ขนนกอะไร แต่งตัวสง่าเต็มยศ ขี่ม้าศึกซึ่งล้วนแต่งเครื่องเกราะเหล็ก มือถืออาวุธยาวแบบหอก ถือธงทิวดูสง่างาม มี background เป็นบ้านคฤหาสน์แบบในยุโรป ในอังกฤษ ในเยอรมัน ที่ตัวตึกฉาบปูนขาวๆ มีไม้ตีไขว้ๆ ทาบกับตัวอาคาร ฝันนั้นชัดเจนมาก ท่านจำได้ละเอียดติดตาอย่างที่สุด ท่านไม่นึกเลยว่า ต่อมาอีกร่วม ๗๐ ปี ฝันนั้นจึงกลับกลายเป็นจริง

เมื่อเด็กๆ หลวงปู่ผิวขาวใบหน้าอมฝรั่ง ผมสีแดงๆ โตขึ้นมาผมจึงดำ ใครๆ ก็ชอบล้อท่านว่าเป็นเด็กลูกครึ่ง แล้วยังมีเรื่องแปลกที่ท่านเมตตาเล่าขำๆ ว่า

“เมื่อตอนเด็กๆ เมื่อเล็กๆ อาตมาชอบที่เย็นๆ ก็ชอบเอาน้ำราดพื้นให้เปียกแล้วก็ลงนอนเล่นว่ามันเย็นดี” แล้วท่านก็หัวเราะ จากนั้นอีกประมาณ ๓๐ ปี ท่านไปได้นิมิตบนผาแด่นว่า ท่านเคยเป็นแมงกะพรุน แล้วก็เป็น สิงโตทะเล (sea lion)

ท่านว่ามันเป็นฝัน ฝันเห็นเป็นภาพเหมือนทีวี แต่ไม่มีความรู้สึก ไม่เหมือนนิมิต จากนั้นจากผาแด่นอีกประมาณ ๒๐ ปีท่านถูกนิมนต์ไปออสเตรเลีย ไปขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ “ก็ไปแถวๆ พวกนี้มันอยู่นั่นแหละ” ท่านเมตตาเล่าแล้วท่านก็หัวเราะใหญ่

ท่านเมตตาเล่าต่อว่า “เรื่องดวงเครื่องบินกับอาตมานี่แปลก คือเมื่ออายุราว ๗-๘ ขวบตอนนั้นสมัยตั้งกองทัพอากาศใหม่ๆ ก็มีเครื่องบินที่ปีกทำด้วยผ้า ปีกเป็นผ้าลินิน เรียก เครื่องเบรเกต์* (Brequet) แบบที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ คือเขาเอาออกไปหาเงินเวลามีงานใหญ่ๆ เขาก็จ้างคนถางบริเวณ ถางหญ้าออก ทหารอากาศก็เอาเครื่องบินไปลง ตอนนั้นโยมพ่อเป็นคนรับจัดงานก็มีนายทหารเป็นคุณหลวง เขาก็อุ้มอาตมาขึ้นเครื่องบิน ตอนนั้นก็ราวๆ ๖-๗-๘ ขวบ เขาก็พาบินไปรอบๆ นี่รวมตั้งแต่เด็กๆ นั่งเครื่องบินกว่า ๓๐ ครั้ง เฉพาะการบินไทยนี่ตีตั๋วธรรมดา คนไทยมีความเลื่อมใส กัปตันเขามาย้ายให้นั่งชั้น ๑ ทุกที

เมื่ออายุเข้าเกณฑ์เรียน หลวงปู่ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดอุตรดิตถ์เดิม (โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี) ครั้งแรกเทียบชั้นประถม จนถึงชั้นมัธยมหนึ่ง โรงเรียนหลังแรกเป็นเรือนไม้พื้นปูกระดาน ส่วนฝาเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ ต่อมาก็พัฒนาขึ้น เปลี่ยนเป็นฝาไม้กระดาน ห้องเรียนไม่มีฝากั้นห้อง ใช้นั่งเรียนกับพื้นกระดาน เอาลังไม้ฉำฉามาเป็นโต๊ะเรียน แต่เนื่องจากโรงเรียนปลูกอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ น้ำเซาะตลิ่งพังอยู่เสมอ วันดีคืนดีอาคารไม้นั้นก็พังลงน้ำไป

ที่โรงเรียนนี่พี่สาวท่าน คุณชื้น (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอาภา) ก็เคยเรียนอยู่ด้วย ต่อมาบวชเป็นชีที่วัดชนะสงครามจนตลอดชีวิต

บันทึกผู้เรียบเรียง* เรื่องเครื่องเบรเกต์ (Brequet) เป็นเครื่องบินฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ ๑ (World War I) เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด (French Bomber) ใช้ท่อเหล็กกล้าทำเป็นโครง ลำตัวเครื่องบินประกอบด้วยผ้าใบ + แผ่นอะลูมิเนียม ใช้ประจำการในกองบินทหารประเทศสยาม จนถึงปี ๒๔๘๓ ต่อมาได้ทำการลาดตระเวนทำแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ และภารกิจบินส่งเมล์ กองโรงงานการบินทหารบกเลือกเครื่องนี้ ทำการผลิตในสยามเอง โดยขออนุญาตจากทางฝรั่งเศส(ข้อมูลจาก ห้องบริพัตร ห้องรับรองพิเศษของโรงแรมเพนนินซูล่า)

นักอ่านวัยเยาว์

เราลองคิดดูก็แล้วกันว่า ด้วยวัยเพียง ๑๐-๑๑ ขวบ ได้อ่านโสฬสปัญหา ในพระสุตตันตปิฎกแล้ว ส่วนอย่างหนังสือเรื่องสามก๊กนี้ ท่านเล่าว่า ท่านอ่านตอนอายุ ๑๓ ขวบ อ่านจนจบแล้วชอบมากๆ รวมทั้งขุนช้างขุนแผนฉบับเดิม เล่มใหญ่พอๆ กับเรื่องสามก๊ก

กล่าวถึงญาติผู้ใหญ่ของหลวงปู่เนื่องจากโยมย่าของหลวงปู่ เป็น “คุณท้าว” เพราะท่านเคยเลี้ยงอาหารพวกกองทัพทหาร ที่ไปพักแรมระหว่างทาง ขณะเดินทางไปปราบฮ่อ หรือเงี้ยว (ซึ่งมีผู้นำทัพคือ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ส่วนโยมพ่อได้เป็นเสือป่า (ในสมัยรัชกาลที่ ๖) และท่านเป็นเพื่อนสนิทกับ พระโสภณเพชรรัตน์ โสภโณดร ซึ่งเป็นเสือป่าเช่นกัน พระโสภณฯ นี้เป็นลูกชายหลวงอุดรภัณฑ์พานิช (เต็ง) มหาเศรษฐีสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านกิมเซ่งหลี ที่สร้างสะพานกิมเซ่งหลี ข้ามคลองสามเสน และเป็นเจ้าของโรงเลื่อยโรงสีและอู่ต่อเรือกิมเซ่งหลี แต่ต่อมาต้องขายบ้านให้รัฐบาล ในปัจจุบันคือกรมชลประทาน- เสียงจากเม็กซิโก

ครั้งแรก…ที่จากแม่

พออายุเข้าเกณฑ์เรียนมัธยมตอนนั้นราว ๑๐-๑๑ ขวบ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องพรากจากโยมแม่ ถึงตอนนี้หลวงปู่เมตตาเล่าอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “โอ้โฮ อาตมานี่เมื่อเด็กๆ นะติดแม่อย่างที่เรียกว่า ติดเป็นลูกแหง่เลย วันๆ หนึ่งต้องเอามือจับผ้านุ่ง เกาะผ้าโยมแม่ไว้ตลอด ไปไหนไปด้วย ถ้าไม่ได้เห็นแม่สักครึ่งวันเป็นร้องไห้บ้านแตก”

ท่านเล่าต่อว่า “ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่จากแม่ โอย ต้องใช้เวลาร่วมปีกว่าจะเบาเศร้าใจเป็นปีๆ กว่าจะหายน่ะ”

ซาบซึ้งในพุทธสุภาษิต

วันหนึ่งหลวงปู่ได้อ่านหนังสือกาชาด ซึ่งเป็นวารสารออกประจำทุกเดือน ในวารสารนี้จะมีคอลัมน์พุทธสุภาษิตต่างๆ แต่ที่หลวงปู่ติดใจและจดจำมาตลอดตั้งแต่สมัยเด็กๆ อายุราว ๑๑-๑๒ ปีก็คือ

“บุคคลพึงเสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอายตนะ (อวัยวะ) ไว้

บุคคลพึงเสียสละอายตนะ (อวัยวะ) เพื่อรักษาชีวิตไว้

และบุคคลพึงเสียสละชีวิตได้เพื่อรักษาสัจธรรม”

พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้เป็นบทสำคัญที่สุดบทหนึ่งในชีวิตหลวงปู่ เพราะจากวันที่อ่านพบพุทธศาสนสุภาษิตนี้ เมื่อบวชแล้วจึงตกลงใจยอมอุทิศชีวิตให้ในการปฏิบัติตามคำอธิษฐาน

โรงเรียนเซนต์คาเบรียล สามเสน

เมื่อหลวงปู่ถูกส่งตัวเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ มาอยู่กับคุณพระโสภณเพชรรัตน์

“ในหลวงรัชกาลที่ ๕ เคยเสด็จฯ เยี่ยมบ้านนี้ เงินทองมีมาก (เงินพดด้วง) ถ้าจะเอาใส่ไหตั้งยาวไปตั้งแต่บ้านกิมเซ่งหลี บางกระบือถึงพระราชวัง แต่ต่อมาบ้านนี้ขายให้รัฐบาลไปเป็นกรมชลประทานจนเดี๋ยวนี้ ก็ได้เข้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล สามเสน เลขประจำตัว ๗๒๒ ขึ้นรถรางไปโรงเรียน ถ้าไปดูหนังที่บางกระบือ ก็มีโรงหนังสังกะสี ๑ โรง นั่งรถเจ๊กจากบ้านสามเสน ตอนแรกมานั้นนั่งรถไฟมาลงหัวลำโพงแล้วก็มารถม้า รถยนต์ตอนนั้นมีน้อยมาก”

ภายหลังเขาเลหลังบ้านกิมเซ่งหลี ก็ย้ายมาอยู่บ้านถนนตะนาว

ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล “ในการสอนภาษาฝรั่งเศส เขาใช้ตำรามาจากฝรั่งเศสทั้งนั้น จบชั้น ๘ นะ ประวัติศาสตร์โลกนี่ต้องได้ ทั้งรูปต่างๆ รูปบุคคลสำคัญในโลกและมีความรู้ว่าภาษาวัฒนธรรมเขามาอย่างไร ไม่ใช่รู้แค่วัตถุ มันผิดกันมาก”

หลวงปู่ได้เมตตาเล่าเพิ่มเติมถึงโรงเรียนเซนต์คาเบรียลว่า “ก็มีเพื่อนหลายคนที่เป็นเพื่อนสนิทอาตมา มีชื่อ นิรันดร์ นวมารค ต่อมาไปเป็นอาจารย์อยู่จุฬาฯ น้องชายชื่อนิโรจน์ สองพี่น้องนี้ก็เคยไปเที่ยวบ้านเขาบ่อยๆ อยู่ถนนตะนาว หลังวัดบวรฯ”

“แล้วก็มี ล้วน ควันธรรม ตัวใหญ่เบ้อเร่อ เสียงดี ร้องเพลงเก่ง เคยไปเล่นเปียโนร้องเพลงที่บ้านพี่ชายอาตมา (ท่านขุนประเสริฐ) ช่วงนั้นยังไม่มี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็พลตำรวจตรีบุญจิต พันธุมจินดา เลขประจำตัว ๘๗๘ เป็นคนร่างเล็กไม่ใหญ่ เขาเรียนหนังสือเก่ง เรียนภาษาฝรั่งเศสด้วยกัน บ้านเขาอยู่บ้านญวนสามเสน เป็นคาธอลิก นี่ก็เคยไปเที่ยวบ้านเขาเหมือนกัน”

สอบชิงทุนไปต่างประเทศ

ท่านก็เรียนจนจบชั้นมัธยมแปด ฝรั่งเศส ที่เซนต์คาเบรียลซึ่งต่อมาจัดเป็นแผนกฝรั่งเศสครั้งแรก ในครั้งนั้นประมาณปีพ.ศ. ๒๔๘๐ (ค.ศ.๑๙๓๗) ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล หลวงปู่เป็นลูกศิษย์บราเดอร์ชาวฝรั่งเศส เย็นวันหนึ่งหลวงปู่ไปหาหนังสืออ่านที่ห้องสมุดแห่งชาติหลังเก่า อยู่ตรงข้ามท้องสนามหลวง ก็กำลังค้นหนังสือที่ในตู้ใกล้ๆ ประตูเฉลียงทางเดิน ก็พอดีพระยาอนุมานราชธนซึ่งเป็นบรรณารักษ์ตอนนั้น ท่านเลิกงานแล้วกำลังจะกลับบ้าน พอดีท่านเดินผ่านมาเห็นหลวงปู่ ท่านจึงชวนสนทนาพูดคุยด้วยเพราะท่านรู้จักคุ้นเคยดีมาก่อน

พอดีพระยาอนุมานราชธนได้ถามขึ้นว่า “เธอมามัวทำอะไรอยู่ที่นี่ล่ะ ทำไมไม่ลองไปสอบชิงทุนไปเมืองนอก”หลวงปู่รีบเรียนถามว่า “ไปสอบที่ไหนครับ” ท่านว่า “ที่ตึก ก.พ.ในพระราชวัง ก็ใกล้ๆ กับตึกห้องสมุดนั่นแหละ” (วันนั้นหลวงปู่จำแม่นว่าเป็นช่วงเรียนจบใหม่ๆ เสื้อผ้าอะไรก็ไม่มีมาก มีแต่ชุดนักเรียนเซนต์คาบรียล คือ เสื้อเชิ้ตขาวกับกางเกงขาสั้นแค่เข่าสีน้ำเงิน)

ท่านก็รีบไปตรวจดูที่ ก.พ. ดูประกาศรายละเอียดการสอบชิงทุนไปต่างประเทศ นับเป็นครั้งแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ช่วงปีนั้น พ.ศ.๒๔๘๐ (ค.ศ. ๑๙๓๗) รัฐบาลขณะนั้นส่งเสริมเกือบทุกสาขามากมายหลายกรม รวมทั้งหมดกว่า ๔๕ นาย หลวงปู่เลือกเอาวิชาโบราณคดี กรมศิลปากร ซึ่งใช้ภาษาสอนเป็นภาษาฝรั่งเศส ตอนนั้นหลวงปู่เกิดขยันดูหนังสือเป็นพิเศษ ตื่นตั้งแต่ตีสาม ออกจากบ้านที่ถนนตะนาวใกล้ๆ วัดเสาชิงช้า เดินหอบหนังสือไปยืนดูใต้แสงไฟที่พระบรมรูปทรงม้า

หลวงปู่เล่าว่า ที่รอบพระบรมรูปทรงม้าสมัยนั้น ไม่ใช่เป็นลานซีเมนต์กว้างใหญ่อย่างสมัยนี้ ที่รอบลานพระบรมรูปก็เป็นหญ้าและมีกรวดโรย ไม่มีที่นั่งอะไร คือตอนนั้นมุมานะ ซึ่งอันนี้แสดงให้เห็นนิสัยเด็ดเดี่ยว ลองจะทำอะไรเป็นทำจริง เด็ดขาดกับตัวเอง “มักจะตั้งกฎข้อบังคับให้ตัวเองทำ จนกว่าจะพบความสำเร็จ”

ท่านเล่าเพิ่มว่า “อยู่บ้านไม่ได้หรอก ท้องนอนมันเล็กๆ เห็นแต่ที่นอน มันก็ง่วงละซี้ ก็ออกจากบ้านตี ๓ เดินหอบหนังสือนั่นแหละ ยืนดูหนังสือจนสว่างคาตา ภายใต้ไฟฟ้าสว่างที่พระบรมรูปทรงม้า นั่งนอนไม่ได้ ดูจนพอหลับตาเห็นตัวหนังสือมันวิ่งเป็นบรรทัดๆ วิ่งเป็นเล่มๆ เลย ดูหนังสือแบบเอาเป็นเอาตาย พอสว่างก็ไปร้านกาแฟ กาแฟสมัยโน้น ๓ สตางค์ กินกาแฟแล้วท่องหนังสือ คนร้านกาแฟก็ใจดีไม่ว่าอะไร นั่งร้านกาแฟทั้งวัน ค่ำค่อยกลับบ้าน”

ท่านนั่งนอนไม่ได้อยู่หลายวัน แต่คล้ายเทวดาช่วย บังเอิญในการออกข้อสอบก็มาตรงกับที่ได้ดูไว้พอดี ส่วนในวิชาบางอย่างที่ไม่ใช่โบราณคดี ตอนที่อ่านไม่ทันตั้งมากมาย ข้อสอบก็เผอิญไม่ออกก็เลยสอบได้ทั้งข้อเขียนและการสัมภาษณ์ ส่วนผู้ที่เป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์หลวงปู่ในวันนั้นก็คือ พระยาอนุมานราชธน พระยานครพระราม (มหากายี) และหลวงบุราณบุรีภัณฑ์ คณะกรรมการสอบในวันนั้น หลังจากดูข้อสอบและเรียกหลวงปู่ไปสัมภาษณ์แล้ว กรรมการถึงกับออกปากเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่เธอไปท่องตำรามาหรือนี่”

หลวงปู่สอบได้ไปศึกษาต่างประเทศสมัยเดียวกับคุณบุญรักษ์ เจริญชัย ซึ่งได้ทุนไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส คุณกนตธีร์ ศุภมงคล ได้ทุนไปเรียนต่อที่อังกฤษ ส่วนของหลวงปู่ได้ทุนวิชาโบราณคดีที่ฮานอย จึงออกเดินทางไปไซ่ง่อน เป็นเรือเดินสมุทรญี่ปุ่นไปไซ่ง่อนเพื่อไปฮานอย อยู่ภายใต้การดูแลของโปรเฟสเซอร์ ยอจซ์ เซเดซ ์ ซึ่งเคยเป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดแห่งประเทศไทยอยู่หลายปี ขาไปฮานอยได้ไปพักกับกงสุลไทยที่ไซ่ง่อนก่อน ตอนนั้นคุณประยูร ภมรมนตรี (พลโทประยูร ภมรมนตรี บิดาของทิพยา กิตติขจร เป็นกงสุลใหญ่ประจำกรุงไซ่ง่อน คุณประยูรฯ ยังหนุ่มมาก และเป็นเพื่อนกันกับหลวงพิบูลสงคราม) ที่สถานกงสุลนี้ใหญ่โตกว้างขวางมาก ข้าราชการสถานกงสุลไทยพักอยู่รวมกัน หลวงปู่ต้องพักอยู่ที่สถานกงสุลนี้เป็นเวลาหลายเดือน พอเริ่มเข้าเรียนในครั้งแรกที่ไปถึง เขาให้เรียนปรัชญาขั้นสูงก่อน หลังจากนั้น ๓ ปีญี่ปุ่นเข้ายึดญวนแต่ว่ายังไม่เกิดสงครามอินโดจีน

เสียงกระซิบที่แม่นยำ

เป็นอันว่าบุญกรรมให้ผลไม่มีพลาด ตามพุทธวัจนะและ “เสียงกระซิบดังฉับพลัน” จากในใจที่เกิดขึ้นกะทันหันโดยไม่รู้ตัว และเกิดเป็นเรื่องจริงภายหลังขึ้นทุกที แม้หลังจากได้ยินเสียงเพียงครั้งเดียวแล้วก็ไม่สนใจ ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ เป็นเวลาหลายปี คือก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โดยมิได้คิดฝัน โดยบังเอิญ (By chance) ในราว ๓ ปีก่อนเหตุการณ์ ขณะนั้นเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมหกฝรั่งเศสในห้องเรียนของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ขณะฟังครูบราเธอร์ชาวฝรั่งเศสสอนอยู่ก็เกิดได้ยินเสียงกระซิบดังในใจว่า “แกจะได้ไปนอก”นึกในใจ จะได้ไปยังไงกัน ขนาดสอบประจำปีในโรงเรียนก็จวนตกอยู่ทุกปีแล้ว

ช่วงนั้นเป็นสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สมัยนั้นทุนทางราชการเขาส่งหนึ่งคนต่อปีเท่านั้น ต้องจบมัธยมแปดแล้วสอบแข่งขันกับผู้สมัครมากๆ “แถมมัธยมแปดฝรั่งเศสตอนที่เกิดเสียงกระซิบก็ยังไม่ทันมี เขาเพิ่งจะมาเพิ่มชั้นเรียนขึ้น หลวงปู่จึงได้เป็นนักเรียน ม.๗ ม.๘ ฝรั่งเศสรุ่นที่ ๑ (พอเทียบกับ จปร. รุ่น ๑)”

ที่ฮานอย พอไปถึงเขาก็ให้อยู่โรงเรียนกินนอน Lycee Albert Sarraut ของรัฐบาลฝรั่งเศส จนถึงขั้นปรัชญา (Baccalaurea Philosophie) เรียนอยู่ราว ๓ ปี ทหารญี่ปุ่นขึ้นยึดญวน ยึดฮานอย สงครามไทยอินโดจีนจวนจะเกิดแล้ว พอดีหลวงพรหมโยธี (มังกร พรหมโยธี) รัฐมนตรีสมัยหลวงพิบูลสงครามและนาวาอากาศโทบุญชู จันทรุเบกษา (ต่อมาเป็นพลอากาศเอก ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ เดินทางผ่านไปโตเกียวเพื่อเจรจากับญี่ปุ่น ได้แวะมาเยี่ยมที่ฮานอย ก็เลยชวนหลวงปู่ออกไปรับประทานอาหาร และพักที่โรงแรมใหญ่ (Imperial Hotel) แล้วทางสถานกงสุลไทยประจำไซ่ง่อนก็สั่งให้หลวงปู่เดินทางกลับประเทศไทย

บรรจุเข้าทำงาน

พอกลับมาเมืองไทย ก็ได้เข้าทำงานทันทีที่ห้องสมุดแห่งชาติ (เก่า) โดยมีพระยาอนุมานราชธนเป็นหัวหน้า หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากรและคุณกี ข้าราชการชั้นโททำงานร่วมกัน แล้วย้ายไปประจำอยู่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของหลวงบุราณบุรีภัณฑ์ เป็นแผนกแนะนำความรู้เรื่องโบราณคดีแก่ชาวต่างประเทศ มีหน้าที่ติดต่อภาษาอังกฤษฝรั่งเศสกับชาวต่างประเทศที่มาเยือน และอธิบายเรื่องโบราณวัตถุ โบราณสถานโดยเฉพาะ

(เรื่องนี้ท่านเมตตาเล่าเพิ่มเติมเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เวลา ๑๑.๑๕ น.หลังฉันภัตตาหารเพล)

เรื่องเกี่ยวกับซินแส

ช่วงนั้นเป็นช่วงทำงานตอนแรกๆ (ดูเหมือนย้ายจากกรมศิลปากร) มานั่งที่กระทรวงมหาดไทย วันหนึ่งเดินจากที่ทำงานที่กระทรวงมหาดไทย ก็ข้ามสะพานข้ามคลอง มีคนจีนแก่คนหนึ่งเดินตามหลังมา อาตมาก็ไม่ได้สนใจ แกร้องตามมาว่า “ลื้อนี่ดีมากๆ นะ”อาตมาเหลียวไปดูแต่ไม่ได้ถามอะไร ก็ไม่สนใจอะไร

เหมือนพี่สาวอาตมา (คุณอำภา ชื่อเดิมว่า ชื้น) ว่า “ฉันเอาดวงไปให้หมอดูเขาว่า…จะดี ชั้นไม่เห็นจะดีอย่างไร” เล่าแล้วท่านก็เมตตาหัวเราะ แล้วพูดต่อว่า “คนจีนนี่เขาเก่ง แค่ดูข้างหลัง ดูลักษณะการเดินก็ทายได้แล้ว บางคนแค่เสียงพูด เขาก็บอกได้แล้ว”

เรื่องเกี่ยวกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม

กับท่านจอมพล ป. นี่เคย shake hand จับมือกันแล้วตั้งแต่สมัยเราหนุ่มๆ คือตอนนั้นทำงานใหม่ๆ แล้วทางการเขาให้ประกวดเรียงความ เรียงความรักชาติ เรื่องเกียรติศักดิ์ของชาติ ไม่เสียค่าสมัครค่าอะไรทั้งสิ้น ก็ไปเขียนกับเขา เขาแจกกระดาษฟูลสแก๊ปให้ก็เขียนเรื่อง เขียนไปหลายหน้า เขียนเสร็จแล้ว ไม่อ่านทวนหรอก อ่านลายมือตัวเองแทบไม่ออกได้ด้วยซ้ำ ก็เอาไปส่งเลย

อีกไม่กี่วันต่อมา เช้าวันนั้น พอถึงที่กระทรวงพวกที่กระทรวงส่งเสียง “เลี้ยงๆ อย่างนี่ต้องเลี้ยง” ก็ว่าเลี้ยงอะไร ก็ อ้าว ไม่ได้ฟังประกาศวิทยุหรือ เขาประกาศชื่อคุณ ว่าได้รับรางวัลนะ

เสร็จแล้วจอมพล ป. ให้ไปพบที่กระทรวงกลาโหม ตอนนั้นเป็นรมต.กลาโหมด้วย ก็จับมือยินดี ให้เข็มคธาจอมพลกับเงินจำนวนหนึ่ง แล้วท่านก็หันหลังขึ้นบันไดไป

อาตมาเหลียวมองตอนจอมพล ป. เดินขึ้นบันไดใหญ่ของกระทรวงกลาโหม ตอนนั้นก็นึกว่า แหมนี่ ท่าทางเดินอย่างนี้  “ยังกะขุนแผน” เลย เอวคอด สะโอดสะอง หลังตรงตอนนั้นยังหนุ่มอยู่มาก

ตอนหลังมาเห็นอีกที คุณประสงค์ลูกชายใหญ่มาบวชที่วัดพระศรีฯ อาตมามาจากหนองคายไปพักที่วัดพระศรีฯ ตอนนั้นหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว คุณประสงค์ (ประสงค์ พิบูลสงคราม) บวชอยู่ ๑ พรรษาก็พาไปบ้านเขา

พูดถึงวัดพระศรีมหาธาตุนี่ (คณะปฏิวัติ) คณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง (๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕) สร้าง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) ท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก หลังท่านมาพักที่วัดสองปี ก็มีการสร้างวัดพระศรีฯ ดูเหมือนตอนนั้นอาตมาจะยังเป็นเด็กนักเรียนอยู่ ตอนเช้ามีพิธีฉลองวัดพระศรีมหาธาตุ อาตมาก็ไปดูกับเขาด้วย

ตอนนั้นเจ้าคุณอมร (สนั่น จันทปัชโชโต) ยังหนุ่มมาก ปธ.๙ ก็อยู่วัดพระศรีฯ ตอนชราภาพก็เป็นสมเด็จอยู่วัดนรนาถฯ ปัจจุบันท่านสิ้นไปนานแล้ว พูดเรื่องพิธีการฉลองวัดนี่ พระยาพหล (พระยาพหลพลหยุหเสนา) ก็บวชฉลองเปิดวัดด้วย คุณประยูรก็ไปนะ (พลโทประยูร ภมรมนตรี) กับคุณหลวงประดิษฐ์มนูธรรม อาตมาก็รู้จักดี เมื่อท่านต้องเดินทางไปปารีส อาตมาก็ไปจับมือลาไปส่งที่เรือ เมื่อเพื่อนเป็นผู้สำเร็จราชการ อาตมาก็ไปหา ตอนนั้นยังเป็นนักเรียนอยู่นะ

เมื่อตอนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ เขาแจกใบปลิวตามถนนราชดำเนิน พี่ชายอาตมา (ขุนประเสริฐ) มีบ้านใกล้ๆ ถนนราชดำเนิน อาตมาก็ไปนั่งแถวนั้น นั่งใต้ต้นมะขามก็ได้อ่านใบปลิว ตอนนั่นอายุราว ๑๕-๑๖ ปี

ตอนที่เห็นหลวงพิบูลฯ ช่วงหลังคือช่วงคุณประสงค์บวช น่ากลัวจะยังเป็นนายกฯ อยู่ น่าจะเป็นครั้งที่ ๒ หลังปฏิวัติ ๒๔๙๐ หรืออาจจะก่อนนั่นนิดหน่อยก็ได้ ส่วนอาตมาพรรษาที่ ๑

ประจำกองการต่างประเทศ

ทีนี้กลับไปต่อเรื่องชีวิตการทำงานว่า ต่อมาทางสำนักปลัดกระทรวงมหาไทยเกิดประกาศสอบตำแหน่ง ล่ามภาษาฝรั่งเศส ประจำกองการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย บังเอิญ (By chance) สอบได้ทั้งข้อเขียน และสัมภาษณ์โดยคุณประทวน อรรถโกวิท ตอนนั้นเป็นชั้นโท เป็นหัวหน้าแผนกกองการต่างประเทศ หลวงปู่ก็เลยได้นั่งทำงานอยู่ติดหน้าประตูห้องสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยหลายเดือน แล้วได้รับคำสั่งให้ไปประจำจังหวัดพระตะบอง (ของไทยในตอนนั้น) (ช่วงนั้นเป็นช่วงก่อนที่ Pearl Habour จะถูกญี่ปุ่นทิ้งระเบิด = สงครามโลกครั้งที่ ๒) มีหน้าที่ติดต่อเจ้าหน้าที่ทหารฝรั่งเศส กำหนดเขตแผนที่งานปักปันเขตแดนชายแดนภายใต้บังคับบัญชาของท่านข้าหลวงจังหวัดพระตะบอง อยู่ได้ราว ๖ เดือนก็กลับเข้ากรุงเทพฯ กลับมาประจำกระทรวงได้ไม่เท่าไร ญี่ปุ่นก็บุกเข้าประเทศไทย

ญี่ปุ่นเคลื่อนทัพในคืนเดียว

มาอยู่กรุงเทพฯอยู่ บ้านขุนประเสริฐศุภมาตรา (พี่ชาย) ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง เครื่องบินรบตราพระอาทิตย์บินผ่านน่านฟ้า พี่สะใภ้ร้องไห้เลย บอกว่าทีนี้เราจะไม่มีงานดีๆ ทำแล้ว แต่ตอนนั้นก็ไม่มีทหารญี่ปุ่นสักคน พวกญี่ปุ่นเคลื่อนกองทัพมาจากเขมร มันทำล้อพิเศษ มันวัดรางรถไฟเมืองไทย มาถึงก็ถอดล้อรถยนต์ เอาใส่บนทางรถไฟ ตีทัพเข้าพม่า ทางพม่าพวกมันก็เช่าช้าง เตรียมไว้เป็นร้อยๆ เชือก ขนปืนใหญ่ ญี่ปุ่นเก่งมาก มีวินัยจัด กล้าหาญ รวดเร็วมาก

ที่แม่น้ำโขงนี้ ญี่ปุ่นเที่ยวเช่าห้องแถวในจังหวัดหนองคาย เช่าห้องเอาไม้ไปเก็บไว้ล่วงหน้า เป็นไม้กระดานแผ่นๆ เก็บไว้เต็ม พอวันดีคืนดี ถึงตามกำหนดวันนัดแนะ ก็ออกจากศาลากลาง 

เขาว่ามันมาเป็นขบวนรถยนต์ เอาปืนใหญ่ปืนกลมาที่ริมแม่น้ำ ให้ปลัดจังหวัดหาเรือมาให้แล้วมันก็ให้ทหารญี่ปุ่นต่อแพ ทำกันจนสลบ ตอกตะปูกันจนสลบ ใครสลบก็เอาตัวออกไป เอาคนใหม่มาแทน ทำอยู่อย่างนั้น มันตีตะปูทำแพกันทั้งคืน รถเกราะ รถถัง รถอะไรๆ ทั้งทหารอีกไม่รู้กี่พัน

สามารถข้ามแม่น้ำโขงในคืนเดียวคือ มีเรือใหญ่ของเถ้าแก่อะไรไม่รู้ มีไว้สำหรับให้คนโดยสารข้ามแม่น้ำ ญี่ปุ่นมันเช่าเรือใหญ่นี้ไปกลางแม่น้ำโขงให้แล่นไปแล่นมา โดยเอาปืนขู่เจ้าของเรือ คนทั่วไปก็ไม่รู้อะไรเป็นอะไร มันจ้างให้แล่นไปมา ทางด่านฝรั่งเศสไม่มีคน มันตัดสายโทรศัพท์ แค่นั้นเวียงจันทนก็เสร็จแล้ว ถูกยึด มันเตรียมงานข้ามคืนเดียว ข้ามแม่น้ำโขงในคืนเดียว

กับทางประเทศไทยเรา ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกันก็ไม่มีอะไรรุนแรง

ล่ามประจำจังหวัด

เมื่อกลับเข้ามากรุงเทพฯ ก็มาอยู่ทำงานที่สำนักปลัดกองการต่างประเทศ ของกระทรวงมหาดไทย มีโต๊ะนั่งด้านระเบียงที่อยู่ด้านตรงข้ามคลองหลอด อยู่ได้ราว ๑ ปีก็ถูกส่งไปหนองคาย ไปอยู่พระตะบอง ๖ เดือนก็ไปอยู่หนองคาย ได้เคยข้ามไปอยู่ฝั่งลาว ไปกินเลี้ยงกับพวกผู้ปกครองฝรั่งเศสประจำเวียงจันทน์ ในฐานะล่ามประจำข้าหลวงหนองคายบ่อยๆ ต่อมาหลังสงคราม ลาวตั้งตนเป็นเสรี สมัยเจ้าเพชราชไปรับพวกข้าราชการฝรั่งเศสที่ถูกทหารญี่ปุ่นจับขัง ช่วงนั่นทหารญี่ปุ่น จับเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสขัง พวกฝรั่งก็ถูกจับเหลือแต่กางเกงขาสั้น สมบัติอะไรก็หมดกัน ต้องเช่าขบวนรถพิเศษ หลวงปู่อยู่ในฐานะล่ามของข้าหลวงหนองคาย พาข้าราชการฝรั่งเศสที่ถูกคุมขังนี้เข้ากรุงเทพฯ (ทหารอังกฤษก็มี อยู่ที่หนองคาย)

สมัยนั้นจังหวัดหนองคาย อุดรธานีนี่ยากจนที่สุด ไฟฟ้าไม่มีใช้ บ้านเรือนเป็นห้องแถวสังกะสี รถยนต์โดยสารต่างจังหวัดมีคันเดียว เดินทางไปมาวันละเที่ยวเดียว มีโรงหนัง ๑ โรงต้องปั่นไฟฟ้าใช้เอง

จังหวัดหนองคายและอุดรธานีสมัยโน้นกับวันนี้ต่างกันลิบ ประดุจบ้านนอกชายแดนเมืองฮอดกับกรุงเทพฯ ทีเดียวล่ะ แต่เป็นการดีที่สุดส่าหรับหลวงปู่ เพราะได้ไปอยู่กับผู้ที่เป็นเทพ เป็นมนุสสเทโว หลายท่านอยู่หลายปี ทุกท่านล้วนมีเมตตาต่อหลวงปู่เป็นอย่างมาก อย่างท่านข้าหลวงคุณปกรณ์ อังศุสิงห์ และคุณหญิง คุณหลวงสารสิน หัวหน้าผู้พิพากษาศาลจังหวัดและภริยา คุณสง่า ไทยานนท์ เป็นปลัดจังหวัดและภริยา พันตำรวจโทสังข์ ณ บางช้าง เป็นผู้กำกับการตำรวจกับภริยา (โยมแหละ) คุณกนก สัชฌุกรเป็นคลังจังหวัด มีภริยาชื่อ คุณนายละเมียด หลวงปู่มีความเคารพนับถือในคุณปกรณ์ (ท่านข้าหลวง) มาก เพราะเคยสนิทสนมกันดี อีกทั้งกับครอบครัวบุญรัตน์พันธ์ด้วย

บวชแล้วไม่สึกดอก

หลวงปู่เป็นล่ามประจำจังหวัด มีที่ทำงานอยู่ศาลากลางจังหวัด ไม่ห่างจากตลาดมากนัก เวลากลับจากทำงานก็ต้องผ่านบ้านท่านข้าหลวง (คุณปกรณ์ อังศุสิงห์) ได้ให้หลวงปู่ไปรับประทานอาหารที่บ้านท่านทุกมื้อ แต่โดยที่หลวงปู่ไม่มีครอบครัว พอเย็นก็แวะเข้าตลาดบ้าง จึงคุ้นเคยกับคุณนายละเมียด สัชฌุกร ผู้มีอาวุโสสูงกว่าหลายปี ซึ่งเปิดร้านขายของชำ (ทางการอนุญาตให้ข้าราชการทำการค้าขายได้) หลวงปู่ก็ได้สนทนากัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องพระพุทธศาสนา ในช่วงนั้นหลวงปู่สนใจเรื่องพระพุทธศาสนามาก สนใจอ่านหนังสือ เริ่มอ่านพระสูตรที่สำคัญที่สุดในทางภาวนา คือ สติปัฏฐานสูตร แต่หลวงปู่ไม่รู้จักภาวนา

การปฏิบัติยังไม่มี ท่านเล่าว่า “เรื่องบวชนี่ ไม่เคยคิดเลยตอนนั้น “ บางวันตื่นมาตอนเช้า ไปเดินเล่นตามถนนในเมืองเห็นพระออกบิณฑบาตตามข้างถนน ตัวเองก็ไม่ได้ใส่บาตร แถมยังคิดว่า “เขามาบวชทำไมกันนะ” แต่ก็เออ ดีเหมือนกัน คนบ้านนอกยากจนจะได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ ก็นับว่าดีเหมือนกัน แต่กำลังคิดอยู่เช่นนั้น ก็เกิดเสียงก่า “แกบวชแล้ว ไม่สึกดอก “ ท่านก็ไม่ได้สนใจอะไรและไม่ได้คิดเลยว่า (จะ)บวช แม้จะเริ่มสนใจธรรมมากขึ้น แต่ก็ไม่คิดเรื่องบวช

วันหนึ่งหลวงปู่ก็ผ่านมาสนทนาธรรมกับคุณนายละเมียด เกิดโต้วาทีกันไม่มีใครแพ้ชนะอยู่ร่วมเดือน คุณนายละเมียดนั้นเป็นลูกศิษย์ภาวนาของท่านพระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน ศิษย์รุ่นที่หนึ่งของพระคุณเจ้าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งหลวงปู่กู่ท่านนี้เป็นสหายสนิทกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี รุ่นเดียวกันนี้คือท่านอาจารย์ชอบ ท่านอาจารย์หลุย ท่านอาจารย์ตื้อ ท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์เทสก์ ท่านอาจารย์ลี ธัมมธโร ผู้ตั้งวัดอโศการาม สมุทรปราการ เมื่อพ.ศ.๒๕๐๐

บังเอิญ (By chance) คุณนายละเมียดก็พูดขึ้นประโยคเดียวว่า “อาจารย์ฉันดี” คำนี้คำเดียวทำให้ชีวิตหลวงปู่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย แบบคนละโลกกันทันที หลวงปู่นึกในใจว่า “พระดีไม่เคยเห็น” ก็เลยขอให้เขาพาไปดู ก็เลยได้เข้าไปเห็นสภาพวัดป่าแท้ๆ วัดป่าทุ่งสว่าง ที่อยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย อันเป็นสำนักของท่านพระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน

วันนั้นหลวงปู่ในชุดทำงานที่เรียกว่าชุดฮานอย (ชุดปารีส) มีเสื้อคลุม Over coat อย่างดี ตัดเย็บด้วยผ้าสักหลาดฝรั่งเศสเนื้อนุ่ม “นุ่มยังกับลูบขนแมว” สวมหมวกสักหลาด โก้มาก แต่งตัวเป็นขุนนางนักเรียนนอกเต็มยศ แต่เดินข้ามทุ่งนา มุ่งหน้าไปสู่วัดป่าทุ่งสว่าง วัดเล็กๆ มีศาลาอเนกประสงค์หลังน้อยหลังคามุงสังกะสีผุ ๆ ไม่มีฝา ขณะนั้นมีชาวนาชาวบ้านกำลังนั่งฟังเทศน์จากหลวงปู่กู่อยู่ไม่กี่คน หลวงปู่ก็เข้าไปนั่งฟังอยู่ด้วย นึกในใจว่า “เทศน์อย่างนี้ไม่เห็นแปลก”

เมื่อมีโอกาสจึงขอเรียนถามคำถามที่เตรียมมาอย่างดี ก็ระดมถามคำถามเป็นการใหญ่ ฉับพลัน หลวงปู่รู้สึกได้ทันทีว่า เหมือนยิงลูกศรไปในอากาศ มีแต่ความว่าง พระอาจารย์กู่ท่านไม่มีอารมณ์เลย ท่านไม่มีขัดข้องอะไร มีแต่ความเมตตา เย็นสม่ำเสมอ สบาย นี่ถ้าเป็นพระบางองค์คงจะโกรธแล้ว

“นี่เป็นครั้งแรกที่อาตมารู้สึกหมดพุง…หมดพุงเป็นครั้งแรก” ก็นึกในใจว่า 

“พระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดาเสียแล้ว “ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยนึกอย่างนั้นสักที

ต่อมาก็ได้ไปกราบท่าน ไปสนทนากับท่านบ่อยๆ แต่ท่านก็ไม่เคยชวนให้บวช

วันหนึ่งอยู่ๆ เมื่อสนทนากัน พระอาจารย์กู่ปรารภว่า “จริงตามปัญญาโลกียะแบบโลก ไม่จริงตามโลกุตตระ ซึ่งเป็นปัญญาพ้นโลก”

หลวงปู่ฟังแล้วก็ไม่ทราบว่าปัญญาพ้นโลกมันเป็นอย่างไร ในครั้งนั้นก็เลยเฉยๆ 

เหตุการณ์ที่นำไปสู่การบรรพชา

เรื่องแปลก

ในช่วงที่ไปกราบหลวงปู่กู่บ่อยๆ นั้น ก็พอดีเขาลือกันว่ามีเด็กน้อยที่มีจิตพิเศษสามารถดูลักษณะจิตคนได้ เมื่อนั่งหลับตาทำสมาธิดูหลวงปู่กู่ เด็กน้อยนั้นว่า “จิตท่านมีจุดดำเหลืออยู่นิดเดียว”

เด็กนั่งสมาธิดูหลวงปู่แล้วว่า “จิตหลวงปู่ดำครึ่งขาวครึ่ง” (ตอนนั้นเป็นช่วงหลวงปู่อายุราว ๓๐ ปี ยังไม่ได้บวช)

บังเอิญ (By chance) สงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ ยืดเยื้อมา ๕ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๓ (ค.ศ.๑๙๔๐) ก็ถึงคราวยุติลงเมื่ออเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่ญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๓(ค.ศ. ๑๙๔๕) ณ เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ วิทยุบีบีซี (BBC) ประกาศก้องว่า ญี่ปุ่นถูกปรมาณู ๒ ลูกติดๆ กัน สงครามโลกหยุดกึกลงทันที เหมือนกับที่หลวงปู่บังเอิญคิดไว้ก่อนนั้นไม่กี่วัน เมื่อกองทัพอังกฤษถึงชายแดนไทย ขณะนั้นเป็นกองทัพอังกฤษในพม่า เตรียมตัวเข้าประชิดไทยแล้ว ประตูทางรอดของประเทศไทยมีอยู่ประตูเดียวในร้อยประตู และต้องเป็นประตูที่เทวดาเท่านั้นที่จะรู้ ไม่ใช่คนธรรมดาจะรู้ได้

พอคืนนั้นวิทยุบีบีซี (BBC) ประกาศสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลงแล้ว ชั่ววันสองวันด้วยสิ่งที่เหลือคาด คือระเบิดปรมาณูเพียง ๒ ลูกติดๆ กัน เป็นอันว่าคนไทยรอดตายหวุดหวิด ขืนช้าไปอีกเพียงวันสองวัน บ้านเมืองต้องย่อยยับทั้งกรุงเทพฯ ทั้งต่างจังหวัด

นี่คงเป็นธรรมชาติเมืองไทยคือ อำนาจของกรรมดี ของบุญบารมี ที่ทำไว้แต่ปางก่อนของคนไทยรุ่นปู่ตาย่ายายของบรรพบุรุษไทยตั้งกว่า ๘๐๐ ปีที่ได้สะสมไว้ เพราะไม่มีเมืองไหนที่ผู้คนมีน้ำใจเป็นบุญ มีธรรมชาติชีวิตของชาวพุทธแท้เป็นบุญ มีศีลธรรมตามธรรมชาติอยู่โดยประจำ เหมือนคนไทยแต่เก่าก่อน จึงทำให้คนไทยรอดตายมาได้ “ไม่ใช่รอดมาได้เพราะฝีมือคนเก่ง ซึ่งตามหลักวิชาวัตถุนิยม (Materialism Philosophy) ที่มีแต่วัตถุเท่านั้นจริง”

ช่วงตลอดระยะเวลาสงครามโลก ทางราชการไม่อนุญาตให้ข้าราชการบวชตามประเพณี พอสงครามยุติลง ก็เกิดประกาศอนุญาตตามระเบียบราชการเดิมเป็นประเพณี ทันทีนั้นเข้าใจว่ามีข้าราชการค้างบวชราวห้าหมื่นคน (ค้างมา ๕ ปี) ก็ลาบวชกันเป็นการใหญ่ (บวชชั่วคราว ๓-๔ เดือน)

แต่หลวงปู่ก็ไม่ได้คิดจะอยากบวชแต่ก็มันบังเอิญ (By chance) เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงานแล้ว ขณะเดินอยู่กลางถนนหน้าจวนท่านข้าหลวงที่หนองคาย ก็เกิดว่างวาบขึ้นในทันใด ว่างขึ้นในจิตในใจ คล้ายๆ meditation come to me, not I go to meditation เกิด  “โล่ง” ขึ้นอย่างประหลาด แต่ก่อนอย่างคนปกติ ทำอะไร ไปไหนมาไหน มันก็คิดโน่นคิดนี่ เดินไปก็คิดไป แต่นี่มัน  “โล่งหมด “ พยายามจะคิดอะไรสักอย่าง มันก็ไม่คิด ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในสมองในความคิดเลย ใจมันว่างโล่งไปหมด ก็หยุดยืนกึกเลย เหมือนเอามือควานลงไปในโอ่ง ก็เกิดความรู้ขึ้นว่า “หมดห่วงแล้ว”?

คนไทยแต่โบราณมา ก่อนที่จะมามีวัตถุนิยมรุนแรงอย่างเดี๋ยวนี้ การรู้ว่า “หมดห่วง ” ก็คือ “เข้าวัด” ก็บอกตัวเองเลยว่า “งั้นก็ไปบวชซี” ก็เลยไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์กู่ ธัมมทินโนที่วัดอรุณรังษี วัดนี้เป็นวัดป่านอกเมือง อยู่หลังเรือนจำประจำจังหวัดหนองคาย กราบเรียนถามท่านว่า “ผมบวชได้ไหมดรับ เอาพอสงบๆ” ท่านว่า “ได้ ” ทันที เราก็บวชทันทีเหมือนกัน ก็รีบแจ้งเรื่องไปให้โยมบิดาทราบ (ส่วนโยมมารดา แส จันทรสมบูรณ์ ท่านสิ้นไปนานแล้ว) แล้วก็ไปถอนเงินจากออมสิน (ตอนนั้นหนองคายยังไม่มีธนาคารอื่น) ถอนออกมาทั้งหมดแล้วเอาไปมอบให้คุณนายละเมียด สัชฌุกร เป็นผู้ดูแลจัดเรื่องการบวชทั้งหมด

ขณะนั้นปีพ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านข้าหลวงปกรณ์ อังศุสิงห์ ท่านหัวหน้าศาล ปลัดจังหวัด และข้าราชการในศาลากลางกับพวกจังหวัดหนองคาย ได้มาร่วมในพิธีฉลองก่อนบวช ก็ฉลองที่จวนท่านข้าหลวงตอนเย็นและกลางคืนตามประเพณีอีสาน

บรรพชาอุปสมบท

ก็เป็นอันเข้าบรรพชาอุปสมบทในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ที่วัดศรีเมือง จ.หนองคาย ซึ่งเป็นวัดเจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุต วัดศรีเมืองนี้อยู่ริมแม่น้ำโขง โดยมีท่านพระครูฯ ซึ่งต่อมาท่านเป็น พระธรรมไตรโลกาจารย์ (รักษ์ เรวโต) เจ้าคณะภาค เป็นพระอุปัชฌาย์

ทีนี้ผู้กำกับตำรวจซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ก็เอารถยนต์ตำรวจไปส่งให้ที่วัดอรุณรังษี ก็ไปประจำอยู่วัดป่าอรุณรังษีกับท่านพระอาจารย์กู่ ธัมมทินโนทันที

ในเดือนแรกๆ ดูลำบากอยู่ทีเดียว และต้องฉันมื้อเดียว เวลาไปบิณฑบาตก็ต้องเดินไกลมาก ท่านพระอาจารย์กู่ท่านก็ผ่อนผันให้ฉันกาแฟ นม กล้วยได้บ้างตอนเพลก็พออยู่ได้ แล้วท่านอาจารย์ก็บอกว่า “ภาวนาเสียบ้างซี” แล้วท่านก็ไม่ได้สอน

ทีนี้ดังที่เล่าแล้วว่าวัดป่าอรุณรังษีนี่อยู่หลังคุก แล้วเป็นวัดเผาผี บรรยากาศน่ากลัว ไม่มีไฟฟ้าใช้ พอท่านอาจารย์เตือนให้ภาวนา หลวงปู่ก็นึกว่า เราอ่านตำราวิสุทธิมรรคตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส ก็ดูช่างยุ่งยากจริง กสิณ ๑๐ ต้องจัดพิธีรีตองให้ถูกต้องตามตำรา ก็บังเอิญ (By chance) คือกุฏิอาตมานี่ เป็นกุฏิที่ไม่เคยเห็นที่ไหนเหมือนหลังนั้นอีกเลย เป็นกุฏิไม้ ๒ ชั้นเล็กๆ กำลังดี

ใต้ถุนสูง ชั้นบนมีระเบียงรอบ ระเบียงไม้นี้กว้างสักเมตรกว่าๆ พอดีนั่งขัดสมาธิได้สบายๆ พอดีๆ ปีกชายคาก็สั้นมาก เห็นท้องฟ้าสบาย น่ากลัวเทวดาจะจัดไว้ให้กระมัง กุฏิแบบจนๆ แต่ภาวนาได้ผลมาก อาตมาก็นั่งขัดสมาธิที่ระเบียงนี้ หันหน้าไปทางป่าไม้ที่หนาทึบ คืนนั้นพอดีเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ค่อยๆ โผล่ขึ้นหลังกอไผ่ บรรยากาศของวัดป่าที่มีเผาผี สุดจะวังเวง และพระจันทร์ก็ทอแสงนวลเหนือกอไผ่พอดี ชายคากุฏิก็ไม่บังดวงจันทร์ ทุกอย่างเป็นมุมที่พอดี ก็เลยเกิดคิดเอาเองว่า “จะเพ่งพระจันทร์”

กสิณนิมิตภาวนา 

ก็จ้องดูพระจันทร์ ไม่ยอมหลับตาเด็ดขาด นานเท่าใดก็แล้วแต่ แม้น้ำตาจะไหลจะแสบตาแค่ไหนก็จะไม่ยอมหลับตาเพ่งพระจันทร์ แล้วก็มองเงามืดของกอไผ่ รวมกำลังใจเพ่งเข้าไป เพ่งเข้าไปในราว ๕ วันเท่านั้นนั้น วงกสิณก็เกิด รู้ได้ยังไง บุญช่วย (แบบภาษาสเปนที่เม็กซิโกเขาว่า Dios me ayuda เทวดาช่วยที) เมื่อมองดูพระจันทร์แล้ว ก็มองดูเงามืดที่กอไผ่ ปรากฏดวงสว่างคงที่ แล้วพร้อมกันนั้นจิตใจที่ไม่เคยนิ่งเลยแต่ก่อน ก็เกิดนิ่งพร้อมกันทันที นิ่งอยู่พร้อมกับนิมิต บังคับให้สว่าง บังคับให้ดับให้เกิดได้ทุกที ให้ปรากฏขึ้นตรงไหนก็ได้ ทำเมื่อใดก็ได้ เป็นอันใช้ได้เป็น กสิณนิมิตภาวนา ก็ไปกราบเรียนท่านอาจารย์อีกตอนกลางคืน ท่านว่า “ดูข้างในกายเธอซิ” จ้องลงไปในตัวก็เกิดเป็นแสงสว่างจ้านวลราวกับแสงไฟฉายกระบอกใหม่ ปรากฏขึ้นภายใน ทันทีนั้นก็เกิดปีติสุขอย่างมากขึ้นพร้อมกัน

ท่านอาจารย์กู่บอกว่า “ดูเส้นผมซี ” หลับตามองเกิดแสงสว่างนวลแบบนีออน เห็นนิมิตเส้นผมทันที ขนาดใหญ่ราวสายไฟฟ้า ท่านอาจารย์แนะให้ใช้แสงตรวจดูในเส้นผม ก็เกิดเป็นอัตโนมัติเลย นึกขึ้นได้เองว่า อย่างนี้เองที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพุทธญาณส่องสว่างเหนือโลก (ดัง Super computer, internet) ทรงต้องการรู้อะไรก็กดปุ่มจิต สมาธิ อภิญญา เหมือนกดปุ่มเพ่งจิต พรึ่บ ภาพคำตอบก็ปรากฏทันที อดีต ปัจจุบัน อนาคต สถานที่ บุคคลในจักรวาล (Cosmo) นอกจักรวาล นี้ไม่มีขอบเขต โยคีผู้มีฤทธิ์สมัยก่อนหรือสมัยเดียวกับพระพุทธองค์ ก็สามารถเห็นได้ แต่มีขอบเขตจำกัดมากกว่า (ไม่มีที่เปรียบได้กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)

ความจำกัดเพราะจิตยังมืด หัวของความมืด อวิชชา คือนึกว่าตน (I, my, ego, self) เป็นขันธ์ ๕ หลงเป็นโลกภพ หลงไม่ดับสูญ ด้วยอริยมรรค ๘ สติปัฏฐานรวมเกิดเป็นโลกุตรธรรม ธรรมพ้นโลกหลง ตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันขึ้นไป จิตจึงสว่าง พ้นหลง ถึงพุทธธรรมได้ ลงกสิณนี้เมื่อเกิดในกายได้แล้ว กำหนดจิตเมื่อไร ก็เห็นทันทีพร้อมปีติสุข ไม่ว่านั่ง นอน ยืน เดิน หรือแม้นั่งอยู่ในหมู่คนที่ชุมชน ไม่ต้องปิดตาดู นัยน์ตาเปิดธรรมดา เหมือนไม่ใช่ภาวนา แต่ก็เห็นดวงสว่างมาก ในอกมีปีติทั่วทั้งกายและใจพร้อมกัน ก็มีประโยชน์ตอนขึ้นรถไฟคนแน่นๆ ไปไหนลำบาก ก็นั่งมองคนเป็นธรรมดาๆ ก็เพ่งให้เห็นวงกสิณ ก็เกิดปีติสุขพร้อมกันไปก็เลย ไม่ต้องไปห้องสุขาอีกด้วยคือเริ่มจาก กสิณพระจันทร์นี่ วงกสิณสามารถเข้าออกเหมือนว่าขยับแสงไฟ จะให้เกิดจะให้ดับ ไปอยู่ไหนก็ได้ ท่านอาจารย์ก็ต่อให้อีก ต่อมาก็พิจารณาอะไรก็ได้

ออกธุดงค์

เมื่อได้กสิณแล้วก็คิดว่าเราสบายแล้ว เที่ยวธุดงค์ไปดีกว่า จะไปนานหรือไม่นาน ก็ไม่เป็นไร ตอนนั้นอายุราว ๓๑ ปี ถ้าอย่างไรก็หางานทำใหม่ได้ คิดแล้วก็เลยไปกราบลาท่านอาจารย์ และเขียนจดหมายลาท่านข้าหลวงคือคุณปกรณ์ องคุสิงห์ ว่า ขอลาออกจากราชการแม้ท่านจะอนุญาตหรือไม่ก็ตาม ก็ลงมากรุงเทพฯ พักวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน พักกับท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร (มหาเส็ง) ต่อมาท่านสึกไปอยู่เขาสวนกวาง แล้วต่อมาก็ไปพักวัดเจ้าคณะธรรมยุต คือ ช่วงนั้นเป็นพรรษาที่ ๑ 

ในช่วงที่บวชใหม่ๆ นั้น อาตมาก็ศึกษาพระไตรปิฎกตั้งใจศึกษาอย่างยิ่ง อ่าน อ่าน แล้วก็ ย่อ ย่อ ทำย่อเก็บไว้ๆ เอาไว้กันพระต้มแล้วถ้าท่านเทศน์ถูกผิดเราจะได้รู้

ที่อุบลราชธานี ที่วัดใหญ่นี่ มีเรื่องให้คิดดีอยู่เรื่องหนึ่ง คือมีคนเขาได้ว่านกันงูกัดมา เขาว่าดีนัก พากันดีใจ เย็นวันนั้น งูมันมากัดคนในวัดเลย นี่ของดีมากถ้ามี มันก็เกิดมีของไม่ดีมาเกิดพร้อมกัน ที่มีของดีมันก็มาลองดี สู้ไม่มีเสียเลยดีกว่า หมดเรื่อง มีโรงพยาบาลสวยหรูทันสมัย น่าดู มีแต่คนป่วยที่เข้าไปไม่สบายด้วยนะ นี่แหละโลกสมัยใหม่ สวยงามเทคโนโลยี แต่แสงสว่างจิต ศีลธรรมประจำจิตไม่มี ทุกข์เพราะโง่

ภาวนาทิ้งทวน

ต่อมาไปพักที่วัดเจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดโคราช แล้วไปจำพรรษาพ.ศ.๒๔๘๐ ที่วัดสุปัฎนารามกับท่านเจ้าคณะธรรมยุตอุบลราชธานี มีเจ้าคุณธรรมปิฎกเป็นเจ้าอาวาส บังเอิญ (By chance) ท่านเจ้าคุณออกตรวจการเดินทางไปด้วย พบวัดป่าลุมพุกเปิดใหม่ (วัดป่าประชาอุทิศ) เมืองคำเขื่อนแก้ว (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดยโสธร) เป็นเมืองขอมโบราณ อยู่ไกลไปทางเหนือราว ๓๐ กิโลเมตรเป็นวัดป่าสร้างใหม่ มีอาจารย์ครูบานิด พรรษา ๕ เป็นผู้ก่อตั้ง อาตมาก็เลยชอบใจ ตั้งใจพักที่นี่ คือที่วัดนี้มีพระไม่มาก ๓-๔ องค์ การจัดวางผังของวัดดีมาก แผนผังดี ตัดถนนเป็นตาหมากรุก มีกุฏิอยู่ตามมุม จะมองไม่เห็นกัน มีต้นไม้ครึ้มร่มเย็นดี เป็นที่สัปปายะ ก็เลยตอนนั้นมาอยู่วัดนี้อาตมาไม่ทิ้งภาวนา แต่ดวงกสิณใกล้จะดับแล้ว มันสว่างนิดๆ เท่านั้น 

ก็เลยคิดว่าจะสึก แล้วก็เลยคิดจะอยู่ที่วัดป่าลุมพุก (วัดป่าประชาอุทิศ) นี้ ภาวนาครั้งสุดท้ายแล้วสึก

ก็นึกว่าไหนๆ เราจะสึกแล้ว เราจะสร้างพระเจดีย์ แต่เจดีย์ของเราไม่สร้างด้วยอิฐด้วยปูนอะไร เจดีย์ของเราจะสร้างด้วยการภาวนาถวายพระพุทธเจ้า จึงได้ภาวนาอย่างเต็มที่เลย แบบที่เรียกว่า “ภาวนาทิ้งทวน”ก็คิดเอาเองอีก วิธีนี้คือ ไม่เพ่งกสิณมาก แต่มาฝึกสติปัฏฐาน โดยเดินจงกรม ๕ ก้าวแรก เราจะเดินสติในกาย ให้สติรู้อยู่กับขากับเท้า ไม่มีคิดเรื่องอื่น กว่าจะได้ ๕ ก้าวเกือบแย่ ถ้าระหว่างนั้นเกิดแว๊บไปคิดอะไรอื่น ก็เอาใหม่ ต้องนับหนึ่งใหม่ ภาวนานี้ส่วนใหญ่คิดเอาเอง ใช้วิธี (method) กัดปากเอาแล้วกำมือ เอาเล็บจิกมือไปพร้อมๆ ให้เจ็บมากๆ ทำแบบนี้ นี่ นี่ (ท่านเมตตาทำท่าให้ดู) ยืดแขนกำมือ กดเล็บจิกลงไปให้เจ็บ เจ็บจนคิดอื่นไม่ได้ รู้อยู่ที่เจ็บนั่นแหละ ก่อน ให้จิตอยู่กับเจ็บ รู้อยู่ที่เจ็บ ให้มันเกาะอยู่ที่กาย เอาจนได้ ๕ ก้าว ก็เพิ่มขึ้นวันละ ๑ ก้าว หลักประจำมีว่า สติอยู่กับขา ระหว่างนั้น ถ้าแว๊บก็นับ ๑ ใหม่ ไม่ว่าจะได้ไปแล้วกี่ก้าว เล่นเอาเหงื่อตก ทีนี้สมมุติว่าวันนี้จะเดิน ๒๐ ก้าว พอเดินไปก้าวที่ ๑๙ แล้ว เอ๊ ทางกรุงเทพฯ เป็นไงน๊า อีตาหลวงพิบูล (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) แกเป็นยังไงน๊า เอ้า ต้องเริ่มใหม่

ยิ่งทำได้เป็นเที่ยวก็ยิ่งยากขึ้น ถ้า ๕ เที่ยวก็ยากขึ้นไปอีก ถ้ากำหนดว่าวันนี้จะเดิน ๒๐ เที่ยว พอ ๑๕ เที่ยวก็ เอ้ นายควง (นายควง อภัยวงศ์) เป็นไงบ้างน๊า (หลวงปู่ชอบคิดการเมือง) เอ๊า เอาใหม่อีก เริ่มต้นใหม่ ทีนี่ วันนั้นคงได้ในราว ๑๕-๓๐ เที่ยว

ก็เกิดบังเอิญ (By chance) เย็นวันนั้นสรงน้ำตอนเย็นตามแบบบ้านนอกไทยๆ ก็ตักน้ำจากโอ่งขึ้นอาบ กำลังอาบอยู่ เกิดแสงสว่างเรืองๆ เป็นแบบแสงรุ้ง เกิด พรึ่บ รอบกาย ภายนอกสว่างรอบเหมือนกระด้ง เหมือนแบบที่เขาเขียนรัศมีรอบๆ นั่นแหละ ตอนนั้นเฉยๆ ไม่มีปีติสุขใดๆ การเคลื่อนไหวกายก็ปกติ ก็สรงน้ำไป แสงสว่างรอบเหมือนกระด้งก็คงมีอยู่อย่างนั้น สรงน้ำเสร็จ เดินกลับกุฏิ แสงสว่างรอบก็มีอยู่อย่างนั่น ก็เลยนั่งอยู่ในกุฏิ วงสว่างยังคงเดิม คิดได้ว่า นี่เป็น สมาธิ คือ สมาธิเจริญปัญญา ปัญญาเกิดจากสมาธิ ก็เลยดูจิตนิ่ง เฉยๆ ไม่ต้องไปคิดอะไร คือตอนนี้ปริยัติก็ให้ผลเหมือนกัน นี่เป็นลักษณะจิต สมาธิ ปัญญา เกิดจากสมาธิภาวนา จิตนิ่งพร้อมนิมิต ก็นั่งดูนิมิตเฉยๆ ดูวงสว่างนั้น ไม่ต้องคิดถามตอบอะไร ไม่ไปอยากรู้อะไร แล้วก็เกิดมีเสียงคน ๒ คน คนเขาโต้กัน ถามตอบปัญหาธรรมกัน เรื่องขันธ์ ๕ มีจริงหรือเปล่า เสียงนั้นดังว่า “ขันธ์ ๕ มีจริงรึเปล่า ถ้ามีจริง ก็วิ่งออกมาให้ดูเหมือนหนู ๕ ตัวซิ”

เสียงโต้กันสักพัก ก็รู้ขึ้นว่าจิตนี่เองมันมืด อวิชชา สังขารา จิตมันหลงก็รู้ปฏิจจสมุปบาทตอนต้น รู้ประจักษ์แจ้งในใจคนเอง ว่า จิตเท่านั้นเองมืด เหมือนคนที่ถูกเอาผ้าดำมาปิดหัว ปิดตาแน่น ไขว่คว้าอากาศไปมา หมุนไปมา นึกเอา หวังเอา คาดคะเนเอา ว่าข้างนอกเป็นอย่างไร คือการทำงานของจิตอวิชชาของสัตว์โลกทั้งหมด ตั้งแต่ยอดพรหมลงไปสู่ก้นนรก ไม่เพียงคน จิตที่ยังไม่สว่าง ไม่ถึงโลกุตรธรรม มรรคผล ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป เป็นจิตปุถุชน เป็นจิตสังขาร (อารมณ์ โลภหลง ภาพหลง) ตามปฏิจจสมุปบาท อวิชชาปัจจยาสังขารา สายกำเนิด โลภ หลง (line of causality) หรือพระอภิธรรมที่พระสวดตามงานศพนั่นแหละ

สรุป วันนี้รู้ปฏิจจสมุปบาทตอนต้น ความคิดจะสึกหายไปหมดสิ้น

ตามหาท่านพ่อลี ธัมมธโร

ก็เลยออกจากวัดป่าลุมพุก (ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองอุบลไปประมาณ ๙๐ กิโลเมตร) ไปหาท่านพ่อลี (ท่านพระอาจารย์ลี ธัมมธโร ศิษย์รุ่นที่ ๒ ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และเป็นผู้ก่อตั้ง วัดอโศการาม) ตอนนั้นราวปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ยังอยู่ในพรรษา ๑ ช่วงนั้นท่านพระอาจารย์เทสก์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ยังอยู่ที่วัดเขาน้อย จันทบุรีเช่นกัน ต่อมาท่านเดินทางไปอยู่ปักษ์ใต้ พังงา ภูเก็ต

ก็ไปขออยู่กับท่านพระอาจารย์ลีที่วัดคลองกุ้ง จันทบุรีไปอยู่ ๑ พรรษาก็เกิดบังเอิญ (By chance) มีคนที่เคยภาวนากับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส (สมัย ร.๖ ภาวนามาตั้ง ๔๐ ปี) เป็นมารดาของคุณปกรณ์ อังศุสิงห์ อยู่บางกะแจะ จันทบุรี ใช้ให้คนมานิมนต์ท่านหลวงพ่อลีไปเทศน์เรื่อง อริยสัจ ๔ ที่บ้าน ผู้นิมนต์กำลังนิมนต์อยู่ ท่านพระอาจารย์ลีท่านอยู่บนกุฏิไม้ชั้นบนสูง ก็พอดีเราเดินผ่านหน้ากุฏิท่าน ตอนนั้นท่านร้องส่งเสียงดังลงมาสั่งทันทีว่า “บุญฤทธิ์ไปเทศน์เรื่องอริยสัจ ๔ ที” เท่านั้นเอง แล้วท่านก็ไม่ได้แนะได้สอนอะไร

พูดเรื่องการไปแสดงธรรมเทศนานี้ โยมแม่ของคุณปกรณ์ อังศุสิงห์ ซึ่งภาวนามา ๔๐ ปีแล้ว และเป็นลูกศิษย์พระใหญ่ๆ อย่างเป็นศิษย์ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ นี่ เวลานิมนต์พระไปเทศน์ โยมจะตั้งหัวข้อให้เลย พระก็ต้องเทศน์ตามหัวข้อนี้แหละ

ทีนี้วันนั้นก็อย่างที่เล่าว่า พอเดินผ่านกุฏิท่านอาจารย์ ท่านก็ตะโกนสั่งให้เราไปเทศน์แทน ก็รีบไปค้นหนังสือ ก็ไม่เห็นค่อยมีอะไร คืนวันนี้คือ ปกติที่วัดป่านี้ไหว้พระสวดมนต์แล้วก็มีภาวนาอีกราว ๑๕ นาที พอคืนนั้นเขาเลิกภาวนากันแล้ว อาตมาก็อยู่ภาวนาต่อ คราวนี้ต้องอาศัยของเก่า ก็คิดเอาเอง รวบรวมกำลังเพ่งไปเป็นวงกลม คืออาศัยของเก่า “วงกสิณแสงสว่าง” เป็นพื้นฐานปัญญา คือเพ่งจิตสมาธิ นึกให้เกิดวงสว่าง แล้วรวมพลังจิต กำลังใจกายเพ่งมุ่งตรงไปจุดเดียว ที่ตรงใจกลางวงสว่างนั้น พรึ่บ นิมิตกสิณก็ปรากฏเป็นภาพทันที 

เป็นภาพขาวดำเหมือนภาพยนตร์แบบทีวี เห็นเป็นภาพคนพายเรือจ้างแบบไทย พายออกไปในทะเลตอนย่ำค่ำ

คนนั้นพายไปก็มองดูคลื่นในทะเล ก็เกิดสงสัยคลื่นเป็นยังไง ก็เอาเมื่อจุ่มลงไป จุ่มน้ำทะเลดูทันที ก็เกิดความรู้ทันที น้ำไม่ใช่คลื่น คลื่นก็ไม่ใช่น้ำ 

พิสูจน์โดดลงไปในน้ำ ตัวกลายเป็นธาตุน้ำไปหมด 

มหาสมุทรตัวแท้คือธาตุน้ำ (H2O) อยู่เสมอ จุ่มลงก็เปียก 

ส่วนคลื่นเป็นอาการ (Movement dynamic is not H2O Constant (Chemical) temporal is not untemporal, relativity is not absolute.) 

คือมันจริง แต่โง่ แค่กิเลส แค่สังขาร (ไม่ใช่จริงแท้ พุทธธรรม วิสังขาร) เป็นอวิชชาปัจจยา สังขารา ปฏิจจสมุปบาท เป็น line of causality ที่พระท่านสวดงานศพ ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า

อวิชชาโง่ เป็นเหตุ ทุกข์ หลงเป็นเหตุ รู้แจ้งเมื่อโดดจากเรือลงไปในน้ำ ตัวละลายกลายเป็นธาตุน้ำไปหมด กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธาตุน้ำมหาสมุทร หมดสงสัยธรรมธาตุ สังขารก็ดี วิสังขารก็ดี อาการไม่ใช่อาการธรรมดาอยู่อย่างนั้นเอง

พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า “พระองค์จะทรงปรากฏหรือไม่ก็ตาม อริยสัจ ๔ นิพพานธรรม สังขาร วิสังขารธรรมก็เป็นอยู่อย่างนั้น”

ตกลงก็เลยได้ไปเทศน์ให้โยมฟัง (พวกพระเทศน์แบบโวหารตามคัมภีร์เขาไม่เอา) โยมชอบใจมากเพราะอาตมาเทศน์อยู่นาน พอเทศน์เสร็จโยมก็บอกว่า “เอ้า ใครอยากซักถามเพื่อนก็มาถามซิ” เรียกคนโน้นคนนี้มาช่วยซักถามต่อ แต่ไม่มีคนถาม ก็พอรอดตัวไปได้ดี

พระป่าประชุมโดยมิได้นัดหมาย

ปีนั้น พ.ศ. ๒๔๙๑ พอออกพรรษา ท่านพระอาจารย์ลี ท่านก็ไปจำพรรษาต่อที่เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย (พ.ศ. ๒๔๙๒) แล้วไปอยู่วัดแม่แสง ชินวัตรที่สันกำแพง (วัดโรงธรรมสามัคคี) ผู้เป็นมารดาคุณเข็มทอง ชินวัตร ก็ได้มีโอกาสบังเอิญ (By chance) ในงานประจำปี ปีนั้นเป็นวันวิสาขบูชา ที่วัดเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่ มีพระป่ามาประชุมกันมากมายร่วม ๑๐๐ องค์โดยท่านไม่ได้นัดหมายกัน เขาจัดรับพระนั่งที่ใต้ถุนกุฏิเจ้าอาวาส มีโต๊ะนั่งสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง ทำให้หลวงปู่ได้มีโอกาสได้พบพระป่าผู้ใหญ่หลายรูป

หลวงปู่ได้โอกาสนั่งใกล้พระอาจารย์แหวน

(หลวงปู่แหวน สุจิณโณ) วัดป่าห้วยน้ำริน ตอนนั้นท่านยังไม่ชรามาก ยังแข็งแรง จากหลวงปู่แหวนก็มีหลวงปู่ตื้อ อจลธมโม วัดป่าแม่ริม จ.เชียงใหม่ ท่านนั่งอยู่ทางขวา และมีท่านอาจารย์อีกองค์หนึ่ง องค์ดำๆ รูปองค์เล็กๆ นั่งตรงข้าม ท่านนั่งสงบ ไม่พูดจา ไม่หัวเราะอะไร นั่งนิ่งเงียบ (แท้จริงคือหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่งตอนนั้นหลวงปู่บุญฤทธิ์ยังไม่รู้จักท่านมาก่อน) อาตมาก็นึกว่าในใจ “พระบ้านนอก” ในคืนวันวิสาขบูชานั้นเอง เมื่อพระและชาวบ้านประชุมกันในศาลาใหญ่ วัดเจดีย์หลวงจึงได้รู้ว่าท่านคือหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ศิษย์องค์สำคัญของท่านพระ อาจารย์มั่น ภูริทัตโต คืนนั้นพระอาจารย์มากมายหลายองค์ ถูกนิมนต์ขึ้นเทศน์ ก็มีการนิมนต์หลวงปู่ชอบ นิมนต์สองครั้ง ท่านนั่งนิ่งเฉย อาตมาก็ได้นึกว่า “ท่านไปอยู่ป่าอยู่เขากับกะเหรี่ยงทำไมนะ ” โดยไม่รู้ตัวเลย หลวงปู่ไม่รู้ตัวเลยว่า อีกไม่กี่วันที่จะถึงวันเข้าพรรษา หลวงปู่ก็จะได้ไปอยู่กับองค์หลวงปู่ชอบที่วัดป่าบ้านยางผาแด่น วัดป่าที่องค์หลวงปู่ชอบท่านไปตั้งขึ้น อยู่บนภูเขาสูง กลางดงป่าใหญ่ แสนจะทุรกันดาร ไม่มีทางรถไปถึง มีแต่จะต้องบุกป่าฝ่าหนามปีนเขาขึ้นไปเท่านั้น

ก็ตามเคย คือ บังเอิญ (By chance) ท่านพ่อลี (พระอาจารย์ลี ธัมมธโร) กลับมาจากอินเดียแล้ว สมเด็จวัดบรมนิวาส (สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสโส อ้วน) ผู้มีพรรษาแก่กว่าพระอาจารย์มั่น (หลวงปู่มั่น) ได้นิมนต์ให้ท่านพ่อลีอยู่จำพรรษาที่วัดบรมนิวาส เพื่อสอนภาวนาองค์ท่านโดยเฉพาะ เพราะในตอนนั้น สมเด็จชราภาพมากแล้ว กว่า ๘๐ พรรษา หลวงปู่ก็ลงไปเยี่ยมนมัสการท่านพ่อลี และพักอยู่ที่วัดบรมนิวาส พักที่กุฏิท่านปลัด (ผู้เคยเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น) อาตมาก็เลยถามท่านว่า “เคยได้ยินชื่อ หรือเคยรู้จักท่านอาจารย์ชอบไหม”

ท่านปลัดตอบทันทีว่า “โอ ท่านองค์นี้เป็นศิษย์องค์สำคัญมากของหลวงปู่มั่น ท่านเป็นผู้มีอภิญญามาก” 

เพราะคำนี้คำเดียว “มีอภิญญามาก” ที่บังเอิญทำให้หลวงปู่ตัดสินใจกลับเชียงใหม่ทันที แต่อาตมานี่คนชอบดูถูกว่าพระกรุงเทพฯ ท่านพระอาจารย์ลีถามโยมที่ห้วยน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ว่า “บุญฤทธิ์ ถ้าขึ้นเขากะเหรี่ยงนี่ใช้เวลากี่วัน” โยมตอบ “สัก ๒ วันครับ ท่านว่า “โอ้ เราเดินครึ่งวันขาเดียว แต่เอาจริงๆ ก็ ๒ วัน”

จากวัดบรมนิวาส อาตมาก็รีบกลับวัดดวงแข หัวลำโพง กลับวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ตอนนั้นใกล้เข้าพรรษาแล้วก็รีบไปลาท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาส เรียนว่าจะไปจำพรรษากับพระอาจารย์ชอบ ท่านเจ้าอาวาสก็ห้ามว่า “บุญฤทธิ์ ประเดี๋ยวก็หามออกมาหรอก”

อาตมาไม่เชื่อใครหรอก ตอนนั้นรีบลาออกเดินทาง ก็ไปตอนแรกไปพักอยู่วัดแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

จำพรรษากับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม

ที่แม่ริมได้พบท่านพระอาจารย์ตื้อ พูดถึงหลวงปู่ตื้อ มีเรื่องเล่าถึงองค์หลวงปู่ตื้อเพิ่มเติมอีกว่า ต่อมาท่านเมตตาตั้งวัด คือ วัดอรัญญวิเวก อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

ตกลงก็พักอยู่วัดแม่ริม ท่านอาจารย์ตื้อท่านก็ห้ามไว้ แต่อาตมาก็ไม่ฟัง จนไปถึงวัดที่ห้วยน้ำริน ได้กราบท่านอาจารย์แหวน ท่านก็ห้ามไว้ว่าลำบากมากทางไป แต่อาตมาตั้งใจแน่วแน่แล้วก็ไปต่อไป ตอนเช้าญาติโยมก็จ้างคนหามของ บุกไปนี่ พื้นดินเป็นแต่ขี้โคลนครึ่งเข่า เดินขึ้นเขาสูงครึ่งวัน พอดีมีนมข้นติดไปครึ่งกระป๋อง ทั้งวันๆ จะหารอยเท้าคน รอยเท้าสัตว์ไม่มีเลย ทางไปลำบากมาก วนเดินหลงป่าอยู่ ๒ หน ไปถึงวัดหลวงปู่ชอบเอาเกือบค่ำ แอบบ่นในใจว่า “แหม ท่านอาจารย์ ทำไมมาอยู่ที่ยากอย่างนี้หนอ”

 “จริงๆ แล้วอาตมากะไปถึงให้พอดี คือรุ่งขึ้นเป็นวันเข้าพรรษา เป็นการบังคับตัวเอง เปลี่ยนใจไม่ได้แล้ว พอไปถึงก็จุดเทียนอธิษฐานขอจำพรรษาบนเขาสูง ที่วัดป่าบ้านยางผาแด่นกับท่านอาจารย์ชอบ”

นับเป็นการจำพรรษากับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นครั้งแรก ปีนั้น พ.ศ. ๒๔๙๓

“พอรุ่งขึ้น เช้านั้นเอง โอ๊ย (หัวเราะ) เจอกับข้าวยางแท้ๆ เลยคุณโยม เฉพาะอย่างยิ่ง อะไรไม่รู้เหมือนขี้ควาย มันเละๆ ก็คือใบบอนตำใส่น้ำเกลือ พอตักเข้าปากฉัน อาตมาท้องร่วงทุกวันอยู่ ๑ เดือน ยาแก้ท้องเสีย ยาอะไรที่ติดๆ ตัวไป กินหมดขวดก็ไม่ได้ผล “

 “แต่บอนที่ยางมันเอามาตำนี้ รสมันๆ ดี กับข้าวยางบอนดำ ก็ท้องร่วงaเลยหมดแรง โยม มันเพลีย เพลียจนกลิ้งไปกับดินเลยโยม”

วันนั้นก็ว่า ไม่ไปบิณฑบาตแล้ว ก็พอดีพวกยางมันเกิดเอาเนื้อไก่มาถวายหลวงปู่ชอบ (ตามปกติพวกกะเหรี่ยงจะไม่มีเนื้อสัตว์)

“ถ้าวันไหนมีหมู มีเนื้อ มีไก่ ก็แสดงว่ามีงานถวายผี หรือแต่งงาน”

วันนั้นเขาก็เอามาถวายหลวงปู่ชอบ แต่หลวงปู่ชอบท่านไม่ฉัน ให้เอาถวายท่านบุญฤทธิ์

“โอ พอฉันเนื้อไก่ที่หลวงปู่ชอบเมตตาให้แล้ว หาย หายท้องร่วงทันที หายเด็ดขาดเลย”

ก็ต่อมาก็ชิน ก็ได้อาศัยผักต่างๆ กะเหรี่ยงมันก็ไปเก็บผักมา รสชาติดี ผักนี่ หอม ไม่เห็นมีขายตามตลาด แต่ได้อาศัยน้ำปลา บ้านมันขวดน้ำปลาเรียงเป็นแถว

“แต่นับเป็นบุญของอาตมา ที่ได้มีโอกาสถวายอุปัฏฐากปฏิบัติหลวงปู่ชอบอยู่หลายเดือน ได้อยู่ป่าองค์เดียว ” ท่านเล่าเรื่องบิณฑบาต อาหารขบฉันต่อว่า

“ช่วงนั้นเป็นปี พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๘ เห็นกล้วยป่าขึ้นเองหลังกุฏิ เช้าก็ไปเมียงมอง เมื่อไรมันจะออกปลี เห็นปลีกล้วยที โอย ลาภใหญ่ นานๆ เจอสักที หลวงปู่ก็ฉันเกลี้ยงซี้

บางทีมีปลาเค็มขนาดหัวแม่มือสับๆ เอาปลีกล้วยใหญ่สับๆ ใส่ เขาเอาต้นกล้วยมาพันๆ เอายางข้างในออกเสียก็พอเป็นแกงโฮ๊ะ ต้นขนุนที่นั่น นี่ลูกดกยอดถึงโคน บางทีเขาก็โค่นกล้วยมาทำให้ฉัน”

“แหม เห็นปลีกล้วยนี่เท่ากับเห็นบะหมี่นะ มันไม่ได้ออกบ่อยๆ กล้วยป่านี่ปลีมันกินได้ แต่เวลาสุก ลูกกินไม่ได้ มีแต่เม็ดเต็มเลย”

วันหนึ่งหลวงปู่ชอบท่านเดินผ่าน ไปลอดต้นรักใหญ่ในป่า เกิดแพ้อะไรไม่ทราบขึ้นเป็นเม็ดๆ คือท่านลงมา ๔ ปีแล้วขึ้นไปใหม่

วันหนึ่งต้องออกเดินทางจากวัดป่าบ้านยางผาแด่นซึ่งเป็นเขาสูงมากลงมาข้างล่าง หลวงปู่ชอบ ท่านเห็นอาตมาเป็นพระกรุงเทพฯ ท่านก็ต่อให้ลงไปก่อน อาตมาก็เลยเพ่งถึงขนนกเบาๆ แล้วก็ปล่อยตัวลงเขาแบบลิ่วๆ ลงมาเลย ตั้งเป็นนิมิต วิ่งลงมาเลย มันชันมากเขานี่ ไปถึงตีนเขาได้ก็บ่าย คือพอฉันเช้าเสร็จอะไรเสร็จ ก็ออกเดินทาง สักพักใหญ่ๆ หลวงปู่ชอบท่านก็มาถึง

ที่วัดบ้านยางผาแด่นนี้อยู่บนสันเขาสูง เป็นป่า กลางคืนมีเสียงน่ากลัวเยอะ มีเสียงแปลกๆ เสมอ ตกลงก็ปีนั้น (พ.ศ.๒๔๙๓) ก็จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ชอบท่าน ๒ องค์เท่านั้น ในพรรษา อาตมาถวายอุปัฏฐากท่านทุกอย่าง เริ่มทำงานตี ๕ จน ๕ โมงเย็น ตักน้ำ ต้มน้ำ ล้างบาตร จัดอาสนะ พอเย็นก็ถวายน้ำอาบ ถวายขัดตัวท่าน กวาดวิหารไม้ไผ่ เตรียมจัดอาสนะที่นั่ง ทุกอย่างที่ลูกศิษย์จะพึงถวายปฏิบัติแก่ครูบาอาจารย์ ระหว่างนั้นใหม่ๆ สำหรับอาตมานั้น “แรกๆ พอถึงวันโกน ถึงเวลาโกนผม ก็เห็นหลวงปู่ท่านถือมีดเดินเข้าไปในป่า ไม่รู้ท่านไปโกนที่ไหน ท่านไม่โกนให้หร๊อก เราจะให้ชาวบ้านโกนก็ไม่ได้ ต้องโกนเอง เริ่มแรกๆ ได้เลือดเยอะเลย ใช้เวลาโกนกว่าชั่วโมง แหมพอเริ่มโกนผมคนเดียวได้ ทำให้อยู่ป่าสะดวก เรื่องบิณฑบาตไม่ลำบากอะไร เพราะมีหมู่บ้านเดินราว ๑ กิโลก็ถึง”

อยู่กับครู

ในระหว่างที่อยู่จำพรรษากับหลวงปู่ชอบนั้น สังเกตท่านไม่ค่อยพูดอะไร ท่านไม่ชอบเทศน์ ท่านไม่สอนอะไร มีแต่ดุ มีแต่เอ็ดเอา เดินก็ผิด ตากผ้าผิด วางของผิด อาตมาโดนเอ็ดทุกวันอยู่อย่างนั้น คือท่านสอนวินัย ก็แอบนึกในใจ “แหม ท่านอาจารย์จู้จี้จังเลย” พอท่านไปแล้ว นั่นแหละจึงได้รู้ คือท่านสอน ที่ท่านดุนั้นคือฝึกสตินั่นเอง สำคัญมากของพระป่า ต้องมีสติในทุกอย่าง ในทุกอิริยาบถ

ท่านเมตตาเล่าว่า

“กุฏิไม้ไผ่หลังโตกว่าโลงนิดเดียว เพดานสูงพอชูแขนครองจีวรได้ พื้นเป็นฟากไม้ไผ่ ฝาไม้ไผ่กรุกระดาษหนังสือพิมพ์ ประตูเป็นบานไม้ไผ่เลื่อนได้ พวกยางมันสร้างให้วันเดียวเสร็จ”

“กุฏินี้ ถ้าอยู่แบบระวังดีๆ ก็ได้ตลอดพรรษาสบายๆ”

ที่นี้ ที่บริเวณกุฏินี่ คือเป็นกุฏิไม้ไผ่อย่างที่เล่าให้ฟัง กุฏิของหลวงปู่ท่านอยู่เยื้องตรงข้ามกัน มีครั้งหนึ่ง ครั้งแรกอาตมากราบเรียนถามท่านนะว่า “ท่านอาจารย์ ภาวนาเป็นอย่างไร”

ท่านว่า “ถ้าผมบอกท่าน ก็เหมือนข้าหลวงคุยกับชาวนา”

แล้วก็อีกครั้งหนึ่งที่เห็นท่านเมตตาพูด

 “อะไรที่มันยาก ก็ยังยาก จะไปอธิบายอะไร”

เสนาสนะสัปปายะ

ทีนี้พอออกพรรษาแล้วนี่ หลวงปู่ชอบท่านจะเปลี่ยนที่อยู่ ท่านชอบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ท่านไปเร็วมาเร็ว ก็ไปเรื่อยๆ ไม่ติดในสถานที่ใด ทีนี้ท่านก็จะไปแล้ว ท่านไป เราก็จำต้องไป เพราะอยู่ตอนนั้นกัน ๒ องค์กับท่านเท่านั้น บังเอิญ (By chance) วันนั้นนั่งอยู่ในกุฏิหลังคามุงใบตองตึง เผอิญกุฏิอยู่ใกล้หนองน้ำ เป็นน้ำที่ใช้อาบ มองออกไปทางหน้าต่างที่ติดกับต้นไม้ใหญ่ เห็นสระน้ำใสสะอาด เย็นครึ้ม มีพงหญ้าเขียวสด ต้นไม้ใหญ่น้อยล้อมรอบ ที่ผาหินมีต้นไม้ใบละเอียดขึ้นอยู่ตามโขดหิน ข้างซอกเขาอากาศเย็นชุ่มชื้นมาก อาตมาก็มองดูทางหน้าต่างไม้ไผ่ที่เป็นบานฝากระทุ้ง มองดูต้นไม้ ดูธรรมชาติบริเวณนั้น ก็เกิดคิดขึ้นว่า

“ที่อยู่แบบนี้เองที่พระอรหันต์ท่านอยู่ในสมัยพุทธกาล”

สมัยพระพุทธเจ้าในอินเดีย นี่ถ้าเราไปจากที่นี่แล้ว ก็คงไม่ได้กลับมาได้อีก กว่าเราจะมาถึงที่นี่ได้ ลำบากเกือบตาย เดินทางเป็นครึ่งวัน ปีนเขาเข้าป่าเป็นครึ่งวัน ถ้าออกไปแล้วก็คงไม่มาอีกแล้ว ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว มาสร้างบารมีเลย สร้างบารมีอยู่ป่าประจำ อยู่ป่านี้ ไม่ออกจากป่าไปไหนเลยล่ะ ให้มันได้บารมีก็เลยต่อรองกับตัวเอง

“สมมุติว่าอยู่ ๗ ปีได้ไหม เป็นตายไม่ออกไป”

ใจก็ว่า “๗ ปี นานไป”

 “๕ ปี ก็ว่ายังนานไป”

 “ถ้างั้นก็ ๓ ปีเอ้า”

 “พอได้ ก็พอได้”

“แต่ถ้าได้ ๓ ปีแล้ว เกิดลงเขาไป เข้าไปในบ้านในเมือง ถ้าเกิดสึกขึ้นมาว่าไงเล่า ก็จะแก่ไป จะไปทำการทำงานที่ไหน”

ก็เกิดระลึกถึงพระพุทธวัจนะที่ทรงแสดงเรื่องการบวชว่า การบวชอายุหนุ่ม ปานกลาง อายุมาก ผลอานิสงส์ต่างกัน ได้ธรรมยากง่ายก็ต่างกัน คือผู้ชายถ้าบวชตอนหนุ่ม ก็ดี ถ้าบวชตอนกลางคน ก็ลำบากนิดหน่อย ถ้าไปบวชตอนแก่ ก็ลำบาก เพราะสังขารล่วงเลยไปแล้ว ตอนนั้นหลวงปู่ก็อายุราว ๓๐ กว่าปีต้นๆ 

ทั้งตัว ถวายพระพุทธเจ้า

แล้วจิตก็นึกถึงพุทธวัจนะในเรื่องการทำทานขึ้นว่า

· มีบุคคลที่เอาของเลวกว่าตัวกินตัวใช้ ไปทำทาน ไปถวายพร

· บุคคลพวกหนึ่งเอาของเสมอกับขนาดตัวกินตัวใช้ไปถวายพระ

· บุคคลอีกพวกหนึ่ง เอาของที่ดีที่สุด ดีกว่าตัวกินตัวใช้ไปถวายพระ

พอจิตนึกไปถึงอย่างนั้นเกิดนิมิต

เกิดจิตเห็นเป็นคนถือปลาตัวใหญ่มาต่อหน้า ก็คิดว่าตอนหัวปลาก็ผ่านไปแล้ว ตอนกลางปลาเหมือนตอนกลางปัจจุบัน ยังเหมือนกลางคนดีที่สุด คือกลางปลา ตอนปลายหาง มันเอาไปทำบุญก็ไม่ได้เท่าไร ก็เกิดบังเอิญ (By chance) พลันเห็นเป็นองค์พระพุทธเจ้าเสด็จมาบิณฑบาต พร้อมทรงถือบาตรใหญ่ หลวงปู่ก็ไม่พูดไม่จาอะไร หลวงปู่ก็เลยกระโดดลงไปในบาตรของพระพุทธเจ้าทั้งตัวเลย “เอาไปเลย ถวายทั้งตัว ถวายพระพุทธเจ้าเลย ก็เลยได้มานั่งอยู่ที่นี่ละ “ (มาเมตตานั่งสอนลูกศิษย์อยู่ปัจจุบันนี่)

นี่ทำให้นึกถึงพุทธภาษิตที่หลวงปู่ติดใจจำมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า

“บุคคล พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะไว้

บุคคล พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิตไว้

และบุคคล พึงสละชีวิตได้ เพื่อสัจธรรม”

เปลี่ยนวิธีภาวนา

ทีนี้พอถึงวันที่หลวงปู่ชอบท่านจะไปจากวัดป่าบ้านยางผาแด่นนี่ ตัวเราก็ได้อธิษฐานจิตอยู่ป่านี้ ๓ ปีไปเรียบร้อยแล้ว ก็เลยเข้าไปเรียนท่านว่า ขอโอกาสอยู่ที่นี่ จะอยู่องค์เดียวโดยไม่ติดตามท่านไป หลวงปู่ชอบท่านว่า “อยู่ได้อย่างไรกันในป่านี่องค์เดียว” ก็ว่า “อยู่ได้ครับ”

ทีนี้ก็เห็นท่านเตรียมตัวจะออกจากวัด ท่านเดินไปเดินมาอยู่ที่ศาลา คือศาลานี้ปลูกด้วยไม้ไผ่ พื้นปูด้วยหญ้าคลุมดินไว้

แล้วท่านก็พูดว่า “บุญฤทธิ์ที่ภาวนามาแล้วนั่นมันไม่ถูกนะ”

“ไม่คิดอะไรเลยได้อย่างไร”

“เอ ที่อาตมาคิดว่าทำถูกแล้ว แต่ไม่บอกใคร วิธีของอาตมานี่ทำไมท่านอาจารย์ถึงรู้ได้”

แต่นั่นแหละ แต่ที่ถูกท่านก็ไม่บอก เราก็ไม่ได้ถามท่านด้วย ท่านว่าแล้วท่านก็ไปเลย ก่อนไปท่านว่า “เอานิพพานเสียที่นี่ซี้ ” แล้วท่านก็ลงเขาไป

จากนั้นหลวงปู่ก็เปลี่ยนวิธีภาวนาใหม่ มาดูลมหายใจ ให้มีสติอยู่กับลมหายใจ รู้อยู่เท่านั้น จนกระทั่งมีปีตินิดๆ หน่อยๆ ทำอยู่ปีกว่า

เสียงของพญานาค

ระหว่างที่อยู่วัดป่าบ้านยางผาแด่นนั้น ได้ไปเยี่ยมวัดป่าผาเด่งใกล้ๆ ที่ท่านบุญจันทร์ พระอีสาน (พระอาจารย์บุญจันทร์ จันทวโร) มาสร้างไว้ พระองค์นี้ต่อมาเป็นพระอาจารย์ใหญ่อยู่เชียงใหม่ แต่ท่านสิ้นไปแล้ว ภายหลังต่อมาท่านธีรธัมโม พระสัญชาติแคนาดา (สมภารวัดธรรมปาละ Basel, Switzerland) ซึ่งเป็นศิษย์หลวงพ่อชา ก็เคยไปพักที่วัดนี้เช่นกัน

ผาเด่งนี้เป็นเขาอีกลูกหนึ่ง คนเมืองอยู่รอบข้างล่าง วัดอยู่ในป่าบนเขาสูง บนยอดเขามีป่าใหญ่ทึบ ไม่มีบ้านคนเลย เป็นป่าหนาทึบต้องปีนขึ้นไป อยู่หน้าผาจะเห็นยอดเขาสลับซับซ้อนเหมือนคลื่นทะเล ที่ยอดผามีทางเดินแคบๆ ไปตามหน้าผา

บริเวณนี้เคยเป็นวัดโบราณ เคยขุดได้ซากวัดเก่าด้วย มีพวกเศษทองเหลือง ต้นไม้ใหญ่บางอย่างใหญ่จนตัดไม่ได้ ต้องเอาไฟเผา ภายในวัดมีศาลาเล็กๆ ทำด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์มาปะกบไม้ไผ่ขัดแตะ มีครอบครัวโยมอุปัฏฐากอยู่ ๑ ครัวเรือน ชื่อปู่หมา แกเป็นคนเมือง

เมื่อหลวงปู่มาพักที่วัดนี้เป็นการชั่วคราว ภาวนาได้ดีเป็นพิเศษที่วัดนี้

ที่วัดบ้านยางผาเด่งนี่ กลางคืนบางทีมีเสียงแปลกๆ เสียงน่ากลัวเยอะ ตอนนั้นเราก็พรรษา ๔ ชินกับการอยู่ป่า คืนหนึ่งมีเสียงร้องใกล้กุฏิ กุฏินี้เขาสร้างให้โตกว่าโลงสัก ๓ เท่าคือ หลังคาสูงพอชูแขนครองจีวรได้ หลังคามุงใบตองตึง ประตูกุฏิเป็นฝาไหล (เลื่อน) คืนนั้นเดือนหงายสว่างดี ก็มีเสียงเหมือนรถจักรไอน้ำ (Locomotive) เหมือนหวูดรถไฟ หวีดดังลั่น เสียงหวีดสูงมาก ดังขนาดอากาศสั่นสะเทือน พอตอนลง เสียงดัง หว๊กๆ เสียงต่ำๆ หลวงปู่ไม่ออกไปดู ตอนหลังมีโอกาสเรียนถามหลวงปู่ตื้อ (ท่านอยู่แม่ริม ลงไปทางตีนเขา) ท่านว่าเป็นเสียงของพญานาค

“เข้าใจว่า เณรหรือพระไปทำไม่ดี ก็เลยต้องกลายมาเป็นพญานาคเฝ้าวัด”

“หลวงปู่สาม (หลวงปู่สาม อกิญจโน) ก็ไปอยู่ทางนั้น แต่ท่านอยู่ทางตีนเขา ท่านเคร่งครัด ชาวบ้านมันเคยให้คนเอาหินทุบท่าน ท่านสลบไปเลย” ตอนหลังท่านก็ไปอีสาน ท่านได้ไปเรียนกับท่านพ่อลีอยู่นาน กว่าจะญัตติทีหลัง“หลวงปู่สามนี้ พระเจ้าอยู่หัวทรงเคารพนับถือ คือท่านเป็นมหานิกายมาก่อน ท่านเป็นคนสุรินทร์ เชื้อสายเขมร เคยอยู่วัดคลองกุ้งตั้งนาน”

เรื่องของพระอาจารย์ทิวา

ท่านพระอาจารย์ทิวา (อาภากโร) อาตมาไม่เคยพบที่จังหวัดเลย แต่ตอนที่หลวงปู่ไปอยู่วัดป่าบ้านยางผาแด่น กับท่านหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ๑ พรรษา พ.ศ. ๒๔๙๓ หลังจากออกพรรษา ท่านออกไปจากวัดป่าบ้านยางผาแด่น จังหวัดเชียงใหม่ แล้วอาตมาอยู่องค์เดียวที่เก่าต่อไปอีก ๔ พรรษา ในตอนต้น ระยะเวลานี้ราว พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๐๗ 

วันหนึ่งมีพระป่าหนุ่มองค์หนึ่งขึ้นไปอยู่ด้วย จากวัดป่าห้วยน้ำริน จังหวัดเชียงใหม่ รูปร่างดี ขาวโปร่ง เรียบร้อย ไม่พูดมาก อาตมาถามว่า “ท่านเรียนหนังสือถึงไหน” ท่านตอบว่า “ผมเป็นนายเรือตรีครับ ได้ทราบว่า ท่านอาจารย์เหลือแต่กระดูก เลยขึ้นมาดู” ท่านทิวา ท่านเป็นศิษย์เจ้าคุณโฮม (พระราชมุนี) วัดสระปทุม ผู้เคยอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สมัยท่านอยู่ที่นั่น ตอนนั้นท่านเจ้าคุณยังเป็นเณร ท่านเจ้าคุณโฮมนี้ อาตมาก็ได้รู้จักในสมัยอาตมาอยู่วัดป่าตาคลี ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ต่อมาท่านก็ได้ไปเยี่ยมอาตมาที่วัดป่าบ้านใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อนอาตมาจะไปอยู่ออสเตรเลียในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ (ค.ศ.๑๙๗๔)

ท่านพ่อลี องค์เชี่ยวชาญอานาปานสติ

เมื่อเข้าพรรษาที่อธิษฐานอยู่ป่าองค์เดียว ๓ ปี บนบ้านยางผาแด่น (ระหว่างนั้นก็ไปที่วัดผาเด่งบ้าง แต่ไม่ได้จำพรรษา ไปอยู่ภาวนาเป็นบางคราว) พอพรรษาที่ ๒ บนเขานี้ ท่านพระอาจารย์ลี (ท่านพ่อลี ธัมมธโร) ท่านขึ้นมาอยู่ด้วยที่วัดบ้านยางผาแด่น ท่านบุญจันทร์และสหายจากวัดผาเด่งก็ตามมา เดินห่างกันมาครึ่งวัน ทีนี้ตอนกลางคืนท่านพระอาจารย์ลีท่านเทศน์ให้พระที่มาฟัง เราก็นั่งฟังติดอยู่กับธรรมาสน์ ธรรมาสน์ของกะเหรี่ยงก็ทำด้วยไม้ไผ่ นั่งแล้วมันโยกเยกได้ ระหว่างนั้นท่านพระอาจารย์ลี ท่านสอนให้ดูลมหายใจ แต่โดยกะทันหันมันโล่ง ว่างไปหมดเลย ก็บอก “ท่านอาจารย์ เอ๊ ผมเป็นอย่างไร ว่างไปหมด”

ท่านอาจารย์แนะให้

“ขยับไป ขยับไป ถึงชายป่า”

“เออ ขยับเข้ามา เข้ามาในตัว”

“ขยับออกไปอีก ไปอีกก็ได้”

ปฏิภาคนิมิต-อานาปานสติ ณ ที่นั่งอันเดียว..

อานาปานสติเหมือนลูกโป่ง ลมก็ฉีดออกเข้าทั่วร่างกาย กว้างขวางทุกทิศทุกทางคล้ายสเปรย์ฉีดน้ำสะอาด เกิดปีติสุข ก็ดูลมเข้าลมออก ใช้ออกคำสั่งเท่านั้น นั่งดูเฉยๆ จากจุดกลางหน้าอก ปล่อยแล่นไปสักพัก ฉีดเข้ามาทุกทิศทุกทางเหมือนสเปรย์ (Spray) สบาย สั่ง “ออกไป” ก็ดูลมแล่นออกไปจากกลางอก ไปทั่วทุกทิศทุกทางจากกาย ดูสักพักสั่ง “เข้ามา” ลมจากทุกทิศทุกทาง ก็แล่นเข้ามาในกาย ท่านแนะให้จนครบวงจร ก็สบายขึ้นกว่าเก่ามาก นั่งได้นาน

ท่านพ่อลี ท่านเป็นองค์เชี่ยวชาญอานาปานสติ

ขอพูดถึงเมื่ออยู่วัดป่าผาเด่ง วันหนึ่งในตอนเย็น ขณะเดินจงกรมภาวนาปฏิบัติแบบสติปัฏฐานอยู่บนเขาบ้านยางผาเด่งนี้ หลวงปู่ได้ยินเสียงดังมาก ดังมาจากท้องฟ้า ก้องสะท้านไปทั่วท้องฟ้าว่า  “ธรรมเป็นธรรม” พอได้ยินเสียงนั้น หลวงปู่รู้สึกในขณะนั้นว่า ทั้งกายและใจละลายไปหมด

ท่านก็เลยรีบกลับเข้าศาลาฝากระดาษหนังสือพิมพ์ หลังคาใบตองตึง นั่งภาวนาให้ระดับจิตแน่นลงไปทุกที จากนั้นก็เกิดมีคาถาบาลีว่า “นโส เหตวัง วิวาโท” แล้วก็หยุดนิ่งคล้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ หลวงปู่ก็ดูอยู่ ทำจิตนิ่ง ก็มีแปล ภาพแปลเป็นไทย จิตก็จมลึกดิ่งลงไปอีก ระดับจิตแน่นลงกว่าเดิมมาก แล้วก็หยุดนิ่งเฉยๆ อีก จากนั้นก็มีคาถาบทที่สองเกิดขึ้นว่า “โลกุตตร สันตัง” ก็มีความหมายอยู่ในตัว “พระพุทธศาสนาโลกุตรธรรม ธรรมพ้นโลกมืดหลง เป็นสันติที่สุดแล้ว” จากนั้นหลวงปู่ก็มีความรู้สึกว่าตัวเองลงไปนั่งอยู่ก้นมหาสมุทร มองขึ้นไปเห็นเรือเดินสมุทร เห็นซากศพลอย มันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเราสักอย่าง ไม่มีอันตรายมาถึงเราด้วย มันสบายตามธรรมชาติ ไม่เคยนั่งสบายเช่นนี้มาก่อน นั่งนานอยู่ราว ๓-๔ ชั่วโมง

“นโส เหตวัง วิวาโท โลกุตตร สันตัง”

เสียงที่ดังบนฟ้าเหนือศีรษะนั้น สงสัยจะมีพระอรหันต์ท่านมาเมตตาเรื่องคาถาบทธรรมที่เกิดดังขึ้นจริงๆ ขณะตื่นอยู่ และชนิดที่ อย่างครั้งนี้ ดังก้องมาจากท้องฟ้าเวลาภาวนาเคลิ้มๆ อาจจะเป็นว่ามีพระอรหันต์ท่านเมตตา

พูดเรื่องเสียงที่ดังในอากาศเหนือศีรษะนั้น พอได้ยินแล้วจิตเป็นภาวนา ก็เข้านั่งในกุฏิ ก็สงบไป สงบไป เมื่อมีคาถาบาลีดังขึ้นมา การที่จะให้เกิดปัญญา อย่าไปคิด อย่าไปถาม ดูอยู่เฉยๆ อาศัยสมาธิ เมื่อเป็นอย่างนั้น ก็มีคาถาบาลีเกิดขึ้น ก็ดูไป ดูอยู่เฉยๆ ไม่ไปอยากรู้ อยากถาม คำแปลก็มี แปลออกมาเองตามธรรม ปัญญาพุทธเกิดจากสมาธิไม่เกิดจากคิด ปัญญาธรรมเกิดแสงสว่าง เกิดปัญญาธรรมขึ้นมา หลวงปู่เองไม่ได้เรียนภาษาบาลี

“นโส เหตวัง วิวาโท” เหมือนทีวี ดูอยู่เฉยๆ คำแปลก็ออกมาเอง ไม่ต้องมีวาทะ พรึ่บ มาอีก “โลกุตตร สันตัง” ก็หมดเรื่องกัน คือดับหมด พ้นโลก สงบแล้ว

จิตก็ยิ่งสงบลึกมาก รู้สึกเหมือนภาพนิมิตว่า นั่งอยู่ก้นมหาสมุทรที่ลึกมาก มองขึ้นไปกว่าจะถึงผิวน้ำเป็นกิโล มองขึ้นไปเห็นเรือแล่น เห็นซากศพ ไม่กลัวอะไรสักอย่าง นั่งอยู่ราว ๔ ชั่วโมง สบายมาก ไม่เคยนานมากขนาดนั้น มาก นานมาก ไม่เคยนานมากขนาดนั้นแต่ไม่รู้สึกว่านานอะไร จิตนิ่งสบายเมื่อถอนออกมา จึงรู้ว่านาน

เมื่อจิตออกจากภาวนา จึงพูดกับตัวเองว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไปถ้าทั้งหมดโลกนี่ไม่รู้จักพุทธ หลวงปู่ก็ไม่ว่าอะไร

ถึงโลกนี้จะรู้จักพุทธ หลวงปู่ก็ไม่ว่าอะไร

จะถือหรือไม่ถือหมด ก็ไม่ว่าอะไร ก็ไม่มีเรื่องอะไรอีกแล้ว เหมือนกับว่าทองเดี๋ยวนี้นะ ทองเป็นทอง คนจะว่าอะไรก็ไม่ทำให้เป็นอะไร จริงก็จริง ไม่จริงก็ไม่จริง ก็หมดเรื่องแล้วซี้”

คาถาดับโลก ธรรมเป็นธรรม นโส เหตวัง วิวาโท โลกุตตร สันตัง สงบพ้นโลก (หลง)

คาถาดับโลก คือ คาถาสติในธรรม ธรรมเป็นธรรม มิจฉาทิฏฐิว่า “เรา”  “ตน” ดับพร้อมทุกข์ดับ

นโส เหตวัง วิวาโท ไม่เที่ยวเกี่ยวข้องกังวลคิดอะไร

ได้ยินสักแต่ได้ยิน เห็นสักแต่เห็น มันเข้ากับอันนี้แหละ เห็นธรรมเป็นธรรม ที่ว่าเราไม่ใช่เราดับ | not | ดับ ภพ (existence) หลง ดับ ไม่มีความเห็นในๆ นอกๆ inside outside – space – time movement ความเห็นหลงว่า หนึ่ง ๑ ดับ distance (from what?) ทิศทางสิ่งแวดล้อม (อะไร) สมมุติด้วยอำนาจกายใจใต้จิตไม่แจ้งธรรมก็ดับพร้อม วิชาโลกทั้งหมด คิด concept หนึ่ง เลข ๑ หลงดับ วิชาคำนวณเลขอาศัย “หนึ่ง” วิทยาศาสตร์เกิดจาก หลง “หนึ่ง” คือ (สักกายทิฏฐิ) ไม่รู้จักขันธ์ ๕ ธรรมดา ธรรม ความนึกว่า เรา หัวอวิชชาไม่ดับ เมื่อสติ (เมื่อเธอเห็นรูป รูปนั้นสักแต่เห็น) เกิดหลงโลก หลงคน จึงดับได้ นี่เองในพระอภิธรรมท่านว่า “ในก็ดี นอกก็ดี กลางๆ ก็ดี เป็นสภาพธรรม ก็เท่านั้นเองซี้ “

Space, Time movement ไม่มีแล้ว โลกหลงมันดับ เอาละใช้ได้ตอนนี้

ปัญหาแบบโลกทั่วไปที่ไม่สามารถเป็นตัวจริงในการศึกษาของโลก อะไรคือ Space, time ที่แท้จริง อันนี้นะ หลวงปู่ว่าไว้ในเทศน์กัณฑ์ที่ ๑ แล้ว คือหลงว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ เราหลงเรื่องเวลา หลงสมมุติ สัญญา หลงปัจจุบัน อดีต อนาคต

ถ้าคาถาธรรมเป็นธรรม มันดับความเห็นในคน กายใจ เราเขามันดับ ภพดับ โลกภพดับ โลกทั้งหลายในภพทั้ง ๓ ดับ ความคิดแบบโลกหลง โลกิยะก็ดับ ความคิดที่อาศัยความโง่ อวิชชาดับก็ดับทั้งหมด เพราะฉะนั้น คาถาบทนี้สำคัญมาก นโส เหตุวัง วิวาโท โลกุตตร สันตัง เอาไปใช้ภาวนา ธรรมเป็นธรรม ดับปัญหาโลก ดับปัญหาชีวิต อันนี้ละเอียดมากนะ

รู้สักแต่รู้ เป็นอานาปานสติ มันได้ดีเหมือนกันในตอนพรรษา ต่อมาภายหลังหลายปี ที่วัดป่าบ้านบง ขุนเขาสูงมาก ด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่หลวงปู่ชอบตั้ง ราวปีพ.ศ. ๒๕๐๘ รู้สักแต่รู้ เป็นวิญญาณสติ วิญญาณสติเกิดเรื่อยๆ ก็เป็นจิตสติ จิตสมบูรณ์ เป็นจิตธาตุ เป็นวิสังขาระ คะตัง จิตตัง เป็นพุทธคาถา ต่อมาที่เม็กซิโก เกิดต่อเป็นจิตวิราคะ ก็เกี่ยวกับวิราคธรรม กาย วาจา ใจ เป็น วิราคะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นวิราคะ (หมดใคร่ในกามและสิ่งตรงข้าม คือ ฌานโยคะ ทั้ง ๒ อย่างเป็นลูกตุ้มนาฬิกา จิตของสัตว์ในวัฏสงสาร จึงเป็นปีติสุขพร้อมสติ)

 “วิสังขาระ คะตัง จิตตัง” พระพุทธองค์ทรงกล่าวขึ้นเฉยๆ จิต ตถาคตหยั่งลงสู่สัจธรรม อมตธรรม นิพพานเสียแล้ว พุทธคาถานี้เอาไปภาวนาที่เม็กซิโก (ปี พ.ศ. ๒๕๔๑) ก็เลยปรากฏคาถาว่า จิตสมบูรณ์แล้วก็เป็นวิราคะ

จิตวิราคะ = จิตบริสุทธิ์ นี่อาตมาหมายความว่า แปลตามคาถานะ หมายถึงพระคาถานะ ความรู้สึกที่เกิดมันสบายกว่าเก่า ก็ถึง วิราคธรรม = วิปัสสนาญาณ เกิดขึ้น

ชื่อพระนิพพาน = วิราคธรรม

                        วิสังขารธรรม (คือไม่มีกามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ)

ไม่มีโลกธรรม ยอดเทวโลก จนถึงสุดก้นนรก วิราคธรรมไม่มี กามภพ รูปราคะ อรูปราคะ = ถ้ายังไปติดอยู่ในฌาน ความเห็นกายใจ ขันธ์ ๕ หลงยังไม่ดับ นี่มันยังเป็นโลก เป็นภพ จิตวิราคะ ก็ถึงวิราคธรรม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นวิราคะทั้งหมด บริสุทธิ์จากความกำหนัดทั้งหมด

ถ้าจะพูดถึงมหาภูตธาตุ วัตถุ (Matter) ก็เป็นพระธาตุไปหมด ตาเป็นพุทธจักขุ กายเป็นพุทธกาย ถวายเพลิงแล้วเป็นพระธาตุ เล็กสวยงาม มีอภินิหาร ถ้ายังอยู่ อาหารทานถวายเป็นทานเลิศ (ยกเว้นสังฆทาน รักษาภิกษุป่วยเหนือกว่า)

เมื่อจิตสว่างก็อายตนะขันธ์สว่างหมด เหมือนตุ๊กตาแก้วเจียระไน พุทธจิต พุทธกายเหมือนจิตสว่าง อันนี้สว่างมันก็สว่างไปทั่ว เช่น พระพุทธเจ้าเกิดโพธิญาณขึ้น กายก็เป็นพุทธกาย พุทธมโน วิญญาณก็เป็นพุทธวิญญาณ พุทธ แปลว่า ตื่น ไม่หลงอะไรแล้ว รู้จักกระแสแห่งธรรมดา อริยสัจ ๔ นิพพาน สัจธรรม ธรรมธาตุก็เหมือนกระแสไฟฟ้า +/- (บวก ลบ) ไฟฟ้ากลางๆ มีอยู่ทั่วทุกจักรวาล ธรรมทั้งหมดจักรวาลนี้ไปทั่ว ก็เป็นธรรมดาทั้งหมด ไม่ว่าคน สัตว์ เห็นธรรมเป็นธรรม ก็คือเห็นธรรมาอนัตตา เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ไม่ใช่เป็น “เรา”ไม่ใช่เรา คือ เขา โลก ภายนอกอย่างนั้น ถ้าเห็นขณะภาวนาจริงๆ ความเห็นเก่าๆ ทั้งหมดพร้อมความทุกข์ก็ดับไป ดับไปทันที ก็สบาย รู้แจ้งความดับทุกข์ทันที เป็นพุทธปัญญา ไม่ใช่เกิดจากการคิดแบบโลก นี่เป็นแสงสว่างสัมมาญาณ ทางบาลีเรียก สัมมาญาณ คือขณะจิตสว่างหลังจากมรรค ๘ เกิดขึ้นแล้ว เป็นสัมมาญาณทัสสนะ เป็นธรรมแสงสว่าง ก็สว่างพรึบ ไม่มีเวลาทันคิดอะไรหรอก สบายก็สบาย แล้วมันจะคิดอะไรอีกล่ะ ลืมตามันก็เห็นปุ๊บ เห็นหมดจะเอาเวลาที่ไหนมาคิด มันไม่ถึงวินาที เห็นน่ะ สัมมาญาณก็แบบเดียวกันนั่นแหละ

ถ้าเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว วิราคธรรม วิราคจิต ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีกิเลส จิตวิญญาณกายใจเป็นวิราคะทั้งหมด กาย วาจา ใจ เป็นวิราคะทั้งหมด

ตรงนี้สำคัญนะ ถ้าหากว่าพุทธสติเกิดขึ้นจริงๆ ก็เป็นนิโรธจิต จิตถึงธรรม สงบระงับ สงบการปรุงแต่งด้วยอำนาจความโง่ อวิชชาดับสังขาร นิโรธดับเป็นสาย สายอภิธรรม คือชาติหลง อายตนะหลง ชาติ ชรา มรณะหลง ก็ดับทั้งหมด พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สติหยั่งลงสู่อมตธรรม”

คือสติสว่างไม่มีมืด สว่างมี แต่มืดไม่มี เปิดตาเห็นปุ๊บ ไม่มีปรุงอะไร ไม่มีเวลาคิด มันเห็นแล้ว ไม่มีสงสัยอะไรอีก จะสงสัยว่าเห็นหรือเปล่า เป็นไปไม่ได้ พุทธปัญญา ไม่มีวิจิกิจฉา สงสัยในธรรมไม่มี พุทธสติเกิด ทุกข์ดับพร้อมทันที

ความสงสัยเป็นไปไม่ได้ตามธรรมดา สงสัยเห็นหรือเปล่า ไม่ได้ก็มันเห็นแล้ว นี่เป็นสัจธรรม

วิราคธรรม จิตวิโรธ วิสังขารจิต สังขารธรรม = คือชื่อพระนิพพาน ถ้าเทียบกับความคิดแบบโลกคือ absolute มันไม่ใช่ relativity nature ของ Albert Einstein และนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย Relativity นี่เป็นทฤษฎีของ Einstein ที่เขามีจิตใจแบบโลก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภายใต้อวิชชาสมมุติ เชื่อใน Space, Time, Motion, technical terms physics อาศัยทิฏฐิหลงตน

พอเทียบได้ใกล้ๆ กับธรรม ธรรมชาติของเล่าจื้อในลัทธิเต๋า พื้นฐานลึกซึ้งสุดของเล่าจื้อ คือ ทีแรกไม่มีอะไร ต่อมาเกิดมีเลข ๑ จากเลข ๑ ก็มีเป็นไปทุกอย่าง ธรรมเป็นธรรมชาติแบบ Absolute เป็นปรมัตถ์สัจจะ

ปรมัตถ์สัจจะ ไม่ใช่สมมุติสัจจะ สมมุติสัจจะ Relativity แบบสังขารแบบสมมุติอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อำนาจ อวิชชา สมมุติขึ้นมา จิตวิสังขารคือจิตไม่ไปปรุงอารมณ์โลก ไม่มีอารมณ์ภพ ไม่ว่ากามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นจิตบริสุทธิ์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสวันมาฆบูชา “สพุพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำบาป การทำบุญให้ถึงพร้อม การทำจิตให้บริสุทธิ์จากอวิชชา”

หัวของอวิชชา = เป็นของธรรมดา ธรรมชาติ ธรรมธาตุ คือ คิดว่า ตน เรา (ego, self) ยอดสำคัญในขันธ์ห้า กายใจนี้ ดิน น้ำ ไฟ ลมนี้ สักกายทิฏฐิ เป็นสังโยชน์เครื่องผูกจิต

ปมที่หนึ่ง ถ้าเกิดพุทธสติปัญญา ความหลงดับ หลงผิด ดับไป เหมือนห่วงโซ่ ถ้าตัดปมถูก ที่เหลือก็หลุดไปเองเป็นธรรมดา พระโสดาบัน คือ ผู้บรรลุอริยมรรคขั้นแรก พุทธสติขั้นแรก ความหลงใน ตน เรา เขา ในกาย ใจ ขันธ์ ๕ สัญญาทั้งหมดดับ

ไม่มีสงสัยในอริยสัจ ๔

จิตวิจิกิจฉา ไม่มีข้อสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ไม่มีสงสัยในพระนิพพาน

พระโสดาบัน เกิดอยู่ระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ ไม่เกิน ๗ ครั้ง (๗ ชาติ) ไม่ทำผิดศีล ๕ ไม่ผิดได้แม้แต่จิต ไม่มีศีลจิตปรามาส นี่คือตัดหัวงู ตัดหัวตัวอวิชชาแล้ว งูกัดไม่ได้แล้ว เหลือแต่ตัว มันก็ดิ้นไปดิ้นมา เดี๋ยวมันก็นิ่ง งูไม่มีหัว เดี๋ยวตัวมันก็ต้องนิ่งไปเป็นธรรมดาอย่างแน่นอน ยิ่งถ้าขยันกระทืบมันก็นิ่งเร็วขึ้น

นิยตบุคคล ผู้เที่ยงที่จะพ้นทุกข์แน่นอน ตั้งแต่พระโสดาบันบุคคลขึ้นไป

นิยตะ = เที่ยงแล้ว = เที่ยงแท้ที่จะพ้นทุกข์

(นิจจะ = เที่ยง) – สังโยชน์ คือ เครื่องผูกจิต คือ เวียนว่ายตายเกิด คือ สังโยชน์นี้ รวมเรียกว่าอวิชชา

จิตนิพพาน ถึง นิพพานธรรม อันนี้เรียกว่า ภาวนาที่ เม็กซิโก (Mexico)

จิตวิราคธรรม ถึง วิราคธรรม เรียกว่า ภาวนาที่ เม็กซิโก (Mexico)

ที่บ้านยางผาเด่งนี้ มีอยู่คืนหนึ่ง พระจันทร์สว่างดี เราอยู่คนเดียวกลางแจ้งห้อมล้อมด้วยป่าใหญ่ ผิงไฟอยู่ คืนนั้นอยู่ๆ ก็มีพระธุดงค์ท่านโผล่ขึ้นมาจากไหนไม่รู้กลางป่ากลางเขาดึกๆ แล้วก็เห็นท่านอยู่ราววันสองวัน

หลังจากภาวนาที่ได้ยินบทคาถาจากท้องฟ้า “ธรรมเป็นธรรม” จิตมีเกิดฝันพิสดาร ฝันว่าเป็นหัวหน้าอสูร เรื่องนี้ (หัวเราะ) ปกติไม่เล่าให้ฟังนะ แต่อันนี้จะเล่า (ท่านก็หัวเราะอีก) 

คือฝันว่าเป็นท้าวอสูร คือพวกอสูรนี้ก็เป็นเทพเช่นกัน มีการยกพวกรบกับพระอินทร์เป็นประจำ คือว่ามีเรื่องว่า อสูรเหล่าที่เป็นเทพนี้แต่ก่อนเป็นผู้ครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไปหลงดื่มสุราทิพย์ ส่วนซีกด้านหนึ่งก็เกิดมีคณะคนหนุ่ม ๓๐-๓๑ คน เขาทำทาน รักษาศีล ปรารถนาเป็นเทวดา ในที่สุดก็ได้เกิดเป็นเทวดา มีพระอินทร์เป็นหัวหน้าเทวดา พวกนี้ยกไปเอาเทวสถานดาวดึงส์ ขับไล่พวกอสูรลงไปทางใต้

แต่พวกอสูรเอาต้นไม้ประจำคนไปด้วย ก็เอาไปปลูกไว้ ทีนี้พอครบ ๑ ปีของเทวดา ต้นไม้นี้จะออกดอกครั้งหนึ่ง เมื่อเหล่าเทพอสูรนี้เห็นต้นไม้นี้ออกดอกทีไร ก็เตือนความจำเก่าได้ก็เกิดโมโห ยกทัพอสูรไปรบกับพระอินทร์ที่ดาวดึงส์ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ฝรั่งแปล ๓๐ ว่า The Thirtieth-Thirty)

ก็เหมือนคนนี่แหละ มีเรื่องกันมาพอจะลืมๆ ไป เกิดมาเห็นอะไรสะกิดใจก็มาทะเลาะกันใหม่ อันนี้เป็นประจำทุกปีเทวดา

ทีนี้ในฝันนั้น หลวงปู่เป็นจอมอสูร (เทพอสูร) ยกพวกพาบริวารเหาะไป จอมอสูรที่นั่งราชรถไป ราชรถไม่มีม้าเทียม เป็นรูปร่างเหมือนราชรถไทย มีงอนรถหน้าหลัง แต่ลอยเลื่อนไปเองอย่างนั้น บริวารก็เหาะตามหลังมา ฝ่ายตรงข้ามคือทัพของเทวดาของพระอินทร์ก็เช่นกัน ทรงราชรถไม่เทียมม้าเหาะลอยมา ทั้ง ๒ ฝ่ายจะผิดกันก็ที่ผิวเท่านั้น สีผิวผิดกันคือ ฝ่ายพระอินทร์มีผิวขาว รูปร่างก็เป็นเทวดา ส่วนฝ่ายอสูรนี้ก็มีรูปร่างเป็นเทวดา แต่ว่าผิวคล้ำทั้งหมด

พอราชรถทั้ง ๒ ฝ่ายลอยมาเผชิญหน้ากัน ห่างราวสัก ๒-๓ วา หยุดกึก ก็มีนางเทพธิดา ๓-๔ องค์ เกิดมาเหาะลอยผ่านช่องว่างระหว่างสองกองทัพ เหาะลอยผ่านไประหว่างกลางเลย

จอมอสูรนี่มีขวานเป็นอาวุธ ก็ชูขวานเองตวาดไปว่า “กูเอาคนเดียวหมดโว้ย “ แล้วก็หายวับไปเลย หายไปทั้งหมด

ตั้งแต่วันนั้นแล้ว ภาวนาก็เสีย เกิดเป็นโรคหาวนอน ภาวนาแป๊บเดียว หาว หาวนอน เสียภาวนาไปนานถึงปีกว่า

ก็มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นคือ ถึงปี ๒๔๙๘ ยังหาที่จำพรรษาได้ไม่แน่นอน คือที่ผาแด่น อธิษฐานอยู่ป่าครั้งแรก ๓ ปี แล้วกลายเป็น ๔ ปี ซึ่งได้ผลสมกับที่ได้อุทิศชีวิต ทีนี้ตอนนั้นก็เป็นเวลาที่พ้นอธิษฐานอยู่ป่าองค์เดียวแล้ว ก็เลยเลือกไปเอาลำปาง ที่ลำปางนี้มีหัวหน้าไร่ยาสูบผู้เคยเป็นข้าราชการอยู่หนองคายด้วยกันนาน ชื่อคุณตั๋น สุวรรณศร คนนี้เป็นศิษย์ของหลวงปู่ขาว อนาลโย เคยบวชจำพรรษากับหลวงปู่ขาวได้ ๑ พรรษา เป็นผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนามาก ภาวนามาก

คุณตั๋นพาไปจำพรรษาที่ถ้ำพระสบาย จังหวัดลำปาง บังเอิญ (By chance) ตอนนั้นหลวงปู่ชอบพาพระมา ๓-๔ องค์มาจากจังหวัดเลย มาจำพรรษาอยู่ถ้ำพระสบายนี้

พูดถึงคุณตั๋น สุวรรณศรคนนี้ ภายหลังเมื่อหลวงปู่เองไปอยู่ออสเตรเลียแล้วได้เขียนจดหมายคุยธรรมะกัน โยมตั๋นตอบว่า “เดี๋ยวนี้ผมเห็นอะไรเป็นของเก๊ ของปลอม (fake) เสียแล้ว “ ก็เลยหยุดติดต่อกัน พระพุทธองค์ทรงสอนอนุปัสสนาแบบสั้นๆ ว่า

อนุปัสสนาที่ ๑ ภิกษุพึงเห็น พึงพิจารณา ขันธ์ ๕ เป็นอสัจจะ (เก๊) ของเท็จ

อนุปัสสนาที่ ๒ พึงพิจารณาเห็นนิพพานเท่านั้นจริง หลังจากเห็นแจ้งเช่นนี้แล้ว ไม่ช้าจะแจ่มแจ้ง ธรรมสมบูรณ์

ที่ถ้ำพระสบายนี้ ปกติหลวงปู่ชอบท่านไม่ไปประชุมกับพระประจำวัดเท่าไหร่ ท่านประชุมศิษย์ของท่านที่กุฏิที่พักของท่านเท่านั้น ที่นี้พระบุญจันทร์ (จันทวโร) ก็บังเอิญมาอยู่ใกล้ๆ กัน ท่านมีอาจารย์เก่าอยู่ก่อนแล้ว ท่านไม่สนิทกับหลวงปู่ชอบเท่าไร พอตอนเย็นไปประชุมที่กุฏิหลวงปู่ชอบ ท่านบุญจันทร์ชอบซักพระผู้ใหญ่เรื่องอริยสัจ ๔ เป็นประจำ ซึ่งบางทีพระผู้ใหญ่ท่านก็อาจจะไม่ได้อธิบาย เย็นวันนั้นที่กุฏิ หลวงปู่ชอบเป็นประธานพร้อมคณะศิษย์ ๔-๕ องค์ (ท่านบุญจันทร์ อ่อนกว่าราว ๑ พรรษา) ท่านบุญจันทร์ก็ถามหลวงปู่ชอบว่า “อริยสัจ ๔ เป็นอย่างไร “ หลวงปู่ชอบท่านหันมาทางอาตมา “บุญฤทธิ์ว่าไง”

อาตมาว่า “ทำแล้วรู้เอง” หลวงปู่ชอบท่านบอก “เออ ใช่แล้ว”

ตอนนั้นน่ะ โรคง่วงก็ยังไม่หาย ทีนี้ทำยังไง คืออยู่ที่ถ้ำพระสบายนั้นมีบริเวณอยู่บนเขา มีทางเดินเป็นบันไดใกล้ปากถ้ำขึ้นเขาไป ทางเดินนั้นมีเลียบไปทางแนวหน้าผาบนเขา บนหน้าผานั้นมีพระเจดีย์อิฐเก่าอยู่ ๑ องค์ ที่รอบๆ พระเจดีย์มีกรวดทรายกับหญ้าขึ้นอยู่รอบๆ เขาสร้างองค์เจดีย์ไว้บนเขา ใกล้หน้าผาเลยทีเดียว คืนวันหนึ่งเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง สาดแสงสว่างกำลังดี เพราะจะแก้ง่วงแหละ ทีนี้ก็ขึ้นไปบนหน้าผา เราเลือกนั่งหันหน้าเข้าหาพระเจดีย์และหันหลังลงหน้าผา ถ้ามันขืนง่วงหลับ ก็ให้มันตกลงหน้าผาไปเลย

พอนั่งก็ มันแว๊บ ไม่รู้ตัวไปขณะเดียว พอดูนาฬิกามันได้ตั้งชั่วโมงกว่า หมายความว่า ภาวนากลับมาแล้ว ตั้งแต่นั้นมาโรคง่วงหายขาด คือ Subconscious มันกลัวตาย มันกลัวตกผาตาย กลัวลงเหว แล้วอีกอย่างสถานที่นั้นศักดิ์สิทธิ์มาก

การภาวนาส่วนมากคิดเอาเองก็ได้ผล เพราะสิ่งที่คิดเองทำเองเป็นปฏิบัติ ลงมือทำทีเดียว ไม่ใช่ทฤษฏี ก็คือสัญญากับตัวเองมันเด็ดขาดดี ถ้าตั้งกฎเกณฑ์เอง ตัวมันยอมรับ เราตั้งเองเพื่อตัวเราเองโดยเฉพาะ ถ้าเป็นคนอื่นตั้ง มันคอยแต่จะเกิด Revolution ต่อต้าน มันจะไม่ยอม ถ้าคิดเอง มันยอม มันอย่างนั้น

ถ้ำนายม

ทีนี้ไปถ้ำนายม เพชรบูรณ์ เมื่อออกจากโคราชหลวงปู่ชอบท่านได้นิมิตก่อนแล้วเรื่องถ้ำนายม ท่านอยู่กับชีปะขาว ถ้ำนี้สวยงามมาก อยู่ไกลผู้ไกลคน ปี ๒๔๙๙ ถ้ำนี้สวยงามเหมือนปราสาท

ใต้พื้นถ้ำลงไปมีน้ำลอด มีป่าไผ่ล้อมครึ้ม ไปบิณฑบาตต้องเดินไกลราว ๕ กิโล เรื่องหลวงปู่ชอบที่ถ้ำนายมนี่ก็มีอยู่ในประวัติของท่านที่ว่า ท่านนั่งภาวนาอยู่กับชีปะขาวนั่น ก็วันหนึ่งเห็นเทวดาเหาะผ่านไปกระซิบอะไรที่พ่อขาวนั่นโดยไม่สนใจหลวงปู่ชอบเลย เสร็จแล้วพ่อขาวก็มาถามหลวงปู่ชอบว่า “อาจารย์ ผมสำเร็จขั้นไหน”

หลวงปู่ชอบท่านเล่าว่า เราภาวนา ๑๐ ปีสู้เขาไม่ได้ พอออกพรรษา หลวงปู่ชอบท่านก็ไป พ่อขาวก็อยู่คนเดียว (ผ้าขาว) แกไม่ยอมกลับบ้าน ลูกหลานต้องมาล่อพาไปที่ลำธาร ให้แกดูลำธาร แล้วจับแกใส่เรือกลับบ้าน ถึงบ้านแกเอาแต่เดินจงกรมภาวนา

ทีนี้ ตามบ้านนอก บ้านแบบอีสานมีชานบ้านไม่มีลูกกรง ผ้าขาวนี่แกรู้ล่วงหน้าแล้ว แกก็ตกลงนอกชานถูกล้อเกวียน ก็ตาย แกล่วงรู้เวลาตายล่วงหน้า น่าจะขั้น อนาคาแล้ว

เหมือนลูกศิษย์ภาวนาของอาตมา ดร. กรุณารัตน์ ชาวลังกา แกเป็นลูกศิษย์อาตมาแล้วไปสอนพ่อ (หลานศิษย์) พอแกภาวนาได้วันหนึ่ง ลูกชายแกอีกคนเป็นหมออยู่โรงพยาบาลแคนดี แกมาถึงก็ขึ้นนอนบนเตียงพยาบาล บอก “พ่อไปละวันนี้” แล้วก็ไปเลย นี่อย่างนี้ เบอร์นาด ฌอร์ เขาว่า (Shaw, George Bernard) 

“คนพูดไม่รู้ คนรู้ไม่พูด”

เทวดาบอกว่า กฐินใหญ่สุดจะมีที่วัดป่า

หลวงปู่ออกจากถ้ำพระสบายแล้วไปเยี่ยมบ้านที่อุตรดิตถ์ ไปเยี่ยมบ้านพักหนึ่ง ตอนนั้นโยมบิดา (หลวงพินิจจีนเภท) สิ้นไปแล้ว 

ขอย้อนไปถ้ำนายมหน่อย คือมีพระบวชใหม่ขึ้นรถบัส (Bus) มา เลยชวนไป ตอนนั้นปี ๒๔๙๙ ในถ้ำยังงดงาม มีพื้นไม้สักอย่างดี กลับมาจากออสเตรเลียคราวหลังๆ นี้ไปดูถ้ำ น่าเสียดาย พื้นไม้ดีๆ หายไปหมด ถ้ำก็ไม่สวยเหมือนก่อน ป่าไผ่หายไปหมดแล้ว รวมอยู่ป่า ๑๓ ปี

ขอย้อนไปที่ถ้ำพระสบายอีก คือว่า พอออกพรรษาก็ต้องมีการทอดกฐิน โดยที่คุณตั๋น หัวหน้าไร่ยาสูบลำปางเป็นผู้จัดงานกฐินที่ถ้ำปีนั้น พ.ศ.๒๔๙๘ เราก็ว่าต้องเป็นกฐินใหญ่กว่าใครทั้งหมดในลำปาง แต่หลวงปู่ชอบท่านบอกว่า “เทวดาบอกว่ากฐินใหญ่ที่สุดจะมีที่วัดป่า (วัดป่าสำราญนิวาส) โรงงานน้ำตาลลำปาง ซึ่งมีท่านพระอาจารย์แว่น (หลวงปู่แว่น ธนปาโล) จำพรรษาอยู่”

พอหลังจากกฐินที่ถ้ำพระสบาย ก็ได้รับใบบอก นิมนต์ให้ไปงานกฐินวัดป่าโรงงานน้ำตาลลำปาง คือมีคณะเศรษฐีลำปาง ๔ คน เขาร่วมกันจัดกฐิน เขานิมนต์พระป่าสายหลวงปู่มั่นและพระทางภาคเหนือไปรวมกันมากมาย ซุ้มประตูวัดเขาจัดดอกไม้ประดับมากมาย งดงามมาก ในโบสถ์มีห้อยพุ่มดอกไม้ร้อยกรองสวยงาม มีม่านร้อยด้วยดอกไม้ ของถวายพระเต็มในโบสถ์ ผ้าไตรจีวรที่ถวายพระ เขานำมาผูกกับกิ่งไม้มัดเรียบร้อย วางเรียงไว้ถวายครบทุกองค์ ผ้าไตรที่ทำแบบโบราณ ที่เรียกจุลกฐิน คือตัดย้อมผ้าเย็บเองตามพระวินัยครบถ้วนครบชุดมี ๓ ผืน เป็นสีจีวรวัดพระป่า พระท่านตัดเย็บกัน ผ้าไตร เขาม้วนรอบไม้ไผ่ มีกระดาษสีพันข้างนอกเหมือนขวานอิตาลี ตั้งบนตีนกา อาตมาไม่เคยได้เห็นกฐินที่ไหนใหญ่โตเท่าขนาดนี้ ส่วนองค์หลวงปู่ชอบนั้น ท่านเป็นที่เคารพรักอย่างสูงของมวลเหล่าเทวดาที่พากันมาอนุโมทนาบุญครั้งนี้ จากนั้นไปอุตรดิตถ์แล้วมาช่วยท่านพ่อลีจัดงาน

ท่านพ่อลีจัดงานฉลองกึ่งพุทธกาล

พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม ได้ริเริ่มจัดให้มีขึ้นฉลองกึ่งพระพุทธกาล ได้นิมนต์พระป่าและพระสงฆ์ผู้ใหญ่มามากกว่า ๑,๐๐๐ องค์ บวชพระบวชเณรหลายพันรูป คนมาร่วมทำบุญนับหมื่นๆ คน

หลวงปู่ท่านเล่าว่า เมื่อท่านขึ้นไปจำพรรษาด้วย บนเขาบ้านยางผาแด่น เชียงใหม่ คือช่วงที่หลวงปู่ชอบท่านไปแล้ว พ.ศ.๒๔๙๔ ท่านพ่อลีท่านได้ไปอยู่จำพรรษาด้วย 

ท่านพระอาจารย์ลีเล่าว่า ท่านได้เข้าทำสมาธิภาวนาในถ้ำถึง ๓ ครั้งเพื่อการเตรียมงาน เพราะงานฉลอง ๒,๕๐๐ ปีกึ่งพระพุทธกาลนี้เป็นงานสำคัญ งานใหญ่มาก ต้องได้รับการช่วยเหลือร่วมมือจากทุกฝ่าย ต้องเข้าถ้ำภาวนาอีก ๒ ครั้ง ถ้าปรากฏว่าเทวดาช่วย จึงจะจัดการทำบุญฉลองได้

ก่อนวันงานที่วัดอโศการาม หลวงปู่ท่านก็เห็นหลวงปู่ลี (ท่านพ่อลี) เขียนรายการที่ทางวัดยังขาดอยู่ ท่านเขียนใส่กระดานชนวนเป็นรายการต่างๆ แล้วท่านก็เอาแขวนไว้ที่ข้างฝา กระดานชนวนนักเรียนนั่นแหละ ไม่เห็นท่านออกปากกับใคร ก่อนงานหน่อยเดียวรถบรรทุกข้าวของ อาหารแห้งเข้ามาเต็มวัด รถมาเป็นขบวนไม่รู้มากันแต่ไหนบ้าง ศาลาก็มีคนมาร้อยดอกไม้สดทั้งนั้น ทำตาข่าย ใส่ม่านกรอง มีพวงกลาง วิมาน อะไรต่างๆ มีการมาสร้างโรงครัว ตั้งโรงทาน ทำที่พักสงฆ์ ทำห้องน้ำ รวมทั้งมีผู้มาจัดเครื่องไทยทาน ของถวายพระรวมทั้งมีผู้มาร่วมถวายปัจจัยมากมายมหาศาล เป็นที่น่าอนุโมทนา

ต่อไปข้างหน้าคงยากที่จะพบเจออย่างนี้อีกแล้ว อาตมาก็กลัวเรื่องฝนจะตกแล้วจะลำบากจัดงาน ท่านพ่อลีท่านก็ว่า “ถ้ามันตก คงต้องทะเลาะกับเทวดาแล้ว ” ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ในระหว่างงานและก่อนงาน ไม่มีฝนตกลงมาเลย อากาศสบาย แต่พอเลิกงานฝนฟ้าตกเทลงมามากมาย

ท่านพ่อลีนี้ ครั้งหนึ่งที่วัดบ้านยางผาแด่น ท่านเมตตาพูดให้หลวงปู่ฟังว่า “เรานี่ไปเดินเที่ยวในเมืองนรกได้สบาย”

หลังจากช่วยงานฉลองในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ที่วัดอโศการามแล้วปัจจัยถวายพระมีจำนวนมากเป็นที่น่าอัศจรรย์ ท่านพ่อลีได้ถวายปัจจัยพระองค์ละ ๑๕๐ บาท สมัยนั้นลองคิดดู แท็กซี่จากกรุงเทพฯ ไปวัดอโศการาม ๓๐-๔๐ บาท คนก็ร้องว่าแพง เพราะถนนตอนนั้นแบบเก่า เล็กๆ ดูไกลมาก

ยุคก่อนหลวงปู่เกิด ถ้าเดินทางจากวังหลวงมาวังสระปทุมต้องค้างพัก ๒ คืน (สมัยรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕) แต่ว่าคนสมัยก่อนชีวิตจิตใจดี ความเจริญทางวัตถุยังมีน้อย แต่ศีลธรรมสูง จิตนิยมมาก คือมันจะกลับกันคือ

“ถ้าวัตถุนิยมมาก ศีลธรรมมันก็น้อย

ถ้าจิตนิยมมาก วัตถุก็น้อย”

จะให้มีพร้อมทั้ง ๒ ฝ่ายเป็นเรื่องยาก มีน้อยมาก ต้องเป็นยุคสมัยของผู้มีบุญมากจริงๆ อาจจะได้ทั้ง ๒ แบบ คือ สมบัติจักรพรรดิ ช้างแก้ว ม้าแก้ว จักรแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว อะไรนี่ แต่เดี๋ยวนี้ผู้มีบุญมีจำนวนน้อยลง

ทีนี้พ่อท่านลีท่านถวายปัจจัยพระองค์ละ ๑๕๐ บาท อาตมาก็เข้าแถวไปรับด้วย ท่านว่า “บุญฤทธิ์ออกไปก่อน” แล้วท่านให้แม่ชีนำมาถวายให้ ๒๐๐ บาท แล้วท่านสั่งให้ไปจำพรรษาที่ภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งก็ได้คุณนายละเมียด สัชชุกร (สัชฌุกร) เป็นผู้จัดพาไปฝากไว้กับข้าราชการที่ภูกระดึง คืนแรกพักบ้านพักแล้วเริ่มออกเดินทางขึ้นเขา

๑๐๐ วันบนภูกระดึง

สมัยนั้นปีพ.ศ. ๒๕๐๐ บนภูกระดึงไม่มีผู้คนเลย มีเพียงข้าราชการกรมป่าไม้และบ้านพักของทางราชการที่มีเครื่องปั่นไฟอยู่ ๑ เครื่อง เมื่อถึงบนเขา หลวงปู่ไปที่ใต้หน้าผา มีชะง่อนหินใหญ่ โยมที่ดูแลช่วยทำกุฏิใบตาล นอนบนท่อนไม้ปูกับดิน ข้างฝากุฏิทำด้วยใบไม้ใหญ่ๆ กุฏิอยู่ใต้เพิงชะง่อนหินใกล้ๆ น้ำตก น้ำตกใสสะอาด เสียงน้ำกระทบโขดหินดังครืนๆ รอบบริเวณสดชื่น สงบมาก ไม่มีบ้านผู้บ้านคน ต้องไปบิณฑบาตที่บ้านโยมข้าราชการนั่น มีอยู่ ๑ บ้าน ทุกวันต้องข้ามห้วยไปบิณฑบาตบ้านโยมคนนี้ ทุกอาทิตย์โยมจะต้องลงเขาไปหาซื้อข้าวสารอาหารแห้ง ไม่มีเนื้อสัตว์อะไร มีก็แต่เต่ามีหางที่อยู่บนเขา

บนภูกระดึงมีแอ่งน้ำหลายแอ่ง มีห้วยน้ำหลายสาย วันหนึ่งฝนตกมากตลอดคืน ตามแอ่งตามห้วยน้ำหลากกลายเป็นน้ำป่าน้ำสีแดงด้วยดิน ไหลเชี่ยว พอเช้าได้เวลาบิณฑบาต ท่านก็เดินฝ่าฝนไปถึงลำธารที่เคยข้าม น้ำก็สูงมากและเชี่ยวกราก ก็เอาจีวรใส่ถุงพลาสติกมัดแน่น ว่ายน้ำแขนเดียว ถือถุงอีกมือ น้ำเชี่ยวมาก จะพัดเข้าปะทะซอกหิน พอดีพัดขึ้นไปบนพงหญ้า เลยสอดตัวไว้ โชคดีพงหญ้าไม่มีหนาม ไปถึงเขาก็เอาจีวรไปผึ่งให้ อยู่ได้ ๑๐๐ วันบนภูกระดึงมีวันหนักหนา ต้องว่ายน้ำไปบิณฑบาตอยู่ ๑ วัน (หลวงปู่เล่าแล้วท่านก็หัวเราะ) “วันนั้นได้ช่วยมดแดงไว้ตัวหนึ่ง มันลอยน้ำมา อาตมาก็ว่า พอถึงตาแกก็ช่วยเราบ้างนะ ” ท่านเมตตาเล่าเพิ่มเติมขณะพักฟื้นเมื่อกลับมาที่กุฏิ

บังเอิญเดิมจากนั้นแล้วจะไปวัดปากช่อง ก็พอดีเกิดมีพระหนุ่มมานิมนต์ว่า ขอนิมนต์ไปที่วัด เพราะที่วัดไม่มีพระ ก็เลยไปตาคลี  (วัดป่าตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ – webmaster) คืนหนึ่งเขามีเทศน์ใหญ่ มีการเทศน์มหาชาติ เทศน์พระเวสสันดรแบบทางภาคกลาง ก่อนเทศน์ตอนเช้า พอตี ๕ เสียงตีกลอง เสียงอะไรกัน แบบประเพณีภาคกลาง พอชาวบ้านนิมนต์เทศน์ มีพระ ๓ องค์เอาใบลานมาอ่าน แบ่งกันอ่าน ไม่มีทำนองมหาชาติอะไรก็ว่าไปตามเรื่อง ไม่ใช่นักเทศน์มหาชาติอาชีพ ท่านเล่าเพิ่มว่า “อาตมาก็ได้เทศน์มหาชาติกับเขาด้วยเหมือนกัน”

กลับขึ้นไปบ้านยางผาแด่นใหม่ ครั้งที่ ๒

พ.ศ.๒๕๐๒ กลับขึ้นไปบ้านยางผาแด่นใหม่ ครั้งที่ ๒ นี่ อธิษฐานอยู่ป่า ๕ ปี โดย ๕ ปีหลังนี้มีตำราไปแยะ ลงมาภาคกลางขนตำราขึ้นไปมากมาย พวกหนังสือเล่มหนาๆ หนักๆ อย่างเอนไซโคลปีเดีย (Encyclopedia) ต้องให้เขาต่อตู้ไม้ ตู้ไม้มีบานปิดด้วย ก็อ่านหนังสือมากช่วงนี้ แล้วก็ภาวนาดูลม อานาปานสติ รู้สักแต่รู้ ก็เริ่มภาวนาดีตอนนี้

พูดถึงที่ผาเด่ง ถ้าจะเดินทางจากผาแด่นไปผาเด่งนี่ครึ่งวัน ผาเด่งอยู่สูงกว่าผาแด่น ที่ผาเด่งนี่ไม่มีร้อนตลอดปี อยู่สุดทางเทือกเขาพอดี มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่กลางวิหารเลย วิหารเก่าใหญ่มาก ที่วัดผาเด่งนี้หลวงปู่ก็ภาวนาได้ดีเป็นพิเศษเหมือนกัน คือเดิมอธิษฐานอยู่ป่าครั้งแรก ๓ ปี แล้วเพิ่มเป็น ๔ ปี จาก ๔ ปีก็ลงมา แล้วก็กลับขึ้นไปผาแด่น ขึ้นเขาภาวนาอยู่ป่าอีก ๕ ปี รวมเป็น ๙ ปี

ระหว่างนั้นหลวงปู่ชอบท่านเมตตาขึ้นไปเยี่ยม วันหนึ่งท่านเดินลอดต้นรักใหญ่ในป่า เกิดแพ้อะไรไม่ทราบ เป็นเม็ดๆ ตุ่มเต็มองค์ คือท่านลงไปแล้ว ๔ ปีแล้วกลับขึ้นมา

“คาถาอยู่ป่าของอาตมาคือ ๖ โมงเย็นแล้วเข้ากุฏิปิดประตูไม่ยอมเปิด”

นี่คาถาใครเรียกก็ไม่เปิด ทีนี้ที่วัดผาแด่น อยู่ๆ มีคนถือปืนยาว มันมากันหลายคน เขามาสวดมนต์ที่ศาลา เราก็รอให้สว่างก่อนจึงออกจากกุฏิ ของหายแยะจากศาลา มันมาเอากระทั่งสมุดดินสอ ก็ทีนี้ เกิดมีเสียงปืนดังมาก่อน พวกยางมันทะเลิ่กทะลั่กมา มันมาลากตัวหลวงปู่พาหนีออกไป ทั้งกลด ทั้งบาตรทิ้งไว้ เก็บไม่ท้น นี่คือพวกผู้ร้ายคนเมืองอีกอย่างหนึ่ง ก่อนนั้นกองทัพฝิ่นมันเดินทาง พวกจีนฮ่อ มีม้า ล่อ ปืนยาว มันมาอาศัยนอนวัด ถ้าเจอใครตามทางมันจับมัด มันจะเข้าใจว่าเป็นสายลับ เป็นตำรวจ แต่วัดนี้เป็นวัดประจำบ้านกะเหรี่ยง มันมีแม่ทัพนะ แม่ทัพมาถึง ลูกน้องเอาเสื่อมาปูให้ มันนอนสูบฝิ่น ไม่พูดไม่จา มันมาหุงข้าว เอาฟืนวัดใช้ ถ้าหัวหน้าว่าอะไรลูกน้องว่าตามกัน ดีไม่ดีมันยิงทิ้ง ผู้ร้ายก็ไม่มี แถวนั้นผู้ร้ายไม่มี มันกลัวพวกจีนฮ่อ

หลวงกัมปนาทแสนยากรไปแสดงโดดร่ม วันดีคืนดีก็ประกาศวิทยุ วันนี้เราจะปราบปรามกองฝิ่นก็มีเฮลิคอปเตอร์ไป

พวกทัพฝิ่นนี้มันซื้อหมด มันทำที่ขายอาหาร ขายเครื่องดื่ม พอกองทหารจู่โจมพิเศษ ทิ้งระเบิด ตายเกือบเรียบ

ทีนี้ทางนี้มันผ่านวัด วันไหนเดือนหงายๆ ผีมันเดินกัน หมาหอนใหญ่ ผีเร่ร่อนมันก็เดินอยู่อย่างนั้น คือจิตวิทยาคนตาย ทีแรกจะนึกว่าไม่ตาย เหมือนนั่งอยู่นี่เกิดระเบิดลง คุยกันอยู่ ก็ยังคุยต่อ ก็อย่างในเมืองนอก ในเรือโจรสลัด บางทีก็ยังมีโจรสลัดมันยังดวลดาบอยู่เลย

นี่ก็เหมือนกัน ทีนี้พอไม่มีกองทัพฮ่อ พวกไทยก็ไปเป็นโจร พวกกะเหรี่ยงก็ถูกรุกราน เราต้องถูกพวกยางพาหนีจากวัดกะทันหัน ยามพลบค่ำ ที่นอนก็ไม่มี ยุ้งข้าวกะเหรี่ยงมีเสาสูง เอาข้าวไว้ข้างบน เอาข้าวไว้บน มีบันไดพาด รอบๆ ข้าวมีชานก็ไปนอนอยู่ข้างบน รุ่งเช้าวันนั้นไปบนเขาใกล้ๆ มีเพิง มีที่ราบหน่อย ธุดงค์แท้ๆ มีที่นิดเดียว มีลานหน่อย ก็มันเอาศพไปฝัง เป็นทางผ่าน เอาขึ้นเขาไปฝัง เหมือนเทวดาช่วย ถ้าไม่มีเรื่องไม่ได้ภาวนาดี เพราะมีหนังสือแยะ เอนไซโคลปีเดีย พจนานุกรมใหญ่ของเวบสเตอร์ (Webster) ฉบับสมบูรณ์ อาตมาขนหนังสือขึ้นไปแยะ ต้องต่อตู้ไม้สักใส่ อ่านหนังสือขี้เกียจลุก มันหนักเลยไม่ค่อยภาวนา เอาแต่อ่านหนังสือแล้วคุณประทวน อรรถโกวิทย์ ถวายที่นอนยางเป่าลม เคยรับราชการอยู่ด้วยก้น ก็ปูที่นอนยางใต้ต้นไม้ ภาวนาอานาปานสติ เห็นสักแต่เห็น รู้สักแต่รู้ ก็ได้ปัญญาเพิ่มเติม อยู่ครบ ๕ ปีหลังนี่ ถ้าไม่ได้เกิดเรื่อง ก็คงไม่ได้เรื่องอะไร พอตั้งใจทำเต็มที่ประมาณ ๑ อาทิตย์ก็ได้เรื่อง ขากลับจะกลับทางเก่าก็กลัวมันไปดัก เลยลงมาทางลัด ลัดป่าลงมียางถือของให้ ๑ คนกับกะเหรี่ยงมาช่วยถือบาตรให้ คือเอาจีวรปิดหน้า ห่มหนาๆ เอาแขนปิดหน้ากันพงหนาม (ท่านทำท่าให้ดู) แล้วก็วิ่งลง ทิ้งองค์ลงมาเลย ลงลิ่วๆ ฝ่าป่ามาหลายชั่วโมงกว่าลงพื้นราบ ถึงพื้นราบเจอกระต๊อบคนเมือง เขาทำแคบหมูได้ ฉันเพลที่นี่ “แหมเหมือนเป็นโฮเต็ล (Hotel) จริงๆ เลย”

ที่ผาแด่นนี้ บิณฑบาต ๑ กม.ก็มีบ้านกะเหรี่ยง ๗-๘ หลังแต่มันเงียบ เงียบจนหูดังกิ๊งๆ ไม่มีเสียงอะไร จนไม่อยากได้ยินเสียงคน ที่พื้นก็มีเสียงสัตว์เลื้อยคลาน กะเหรี่ยงมันต่อโต๊ะไม้ไผ่ หาเก้าอี้ผ้าใบนั่งอ่านหนังสือ อยู่ที่ผาแด่นมีน้ำจากซอกเขาไหลรินๆ น้ำใสเย็นได้ใช้ฉัน ใช้อาบพอสบาย อาตมานั่งอ่านหนังสือบางทีมีงูใหญ่ๆ มันเลื้อยผ่านใกล้ๆ มีแมงป่องตัวโตๆ

รวมความว่าครั้งแรกอธิษฐานอยู่ป่าองค์เดียว ๓ ปี แล้วมาเพิ่มเป็น ๔ ปี แล้วกลับขึ้นมาอีก ๕ ปี รวมเป็น ๙ ปี หลังจากนั่นก็เร่ร่อนไปวัดถ้ำพระสบาย จนได้ไปพบหลวงปู่ชอบอีกที่นั่น

อยู่บ้านยางผาแด่นครั้งที่ ๒ คือ ๕ ปีนี้ก็มีประโยชน์ ตอนภาวนาใต้ต้นไม้ ก็เพราะกองทัพฮ่อมันผ่าน กะเหรี่ยงมาพาหนี ข้าวของอะไรเอาไปไม่ทัน รุ่งเช้าต้องให้ไปแอบเอากลดกับบาตรมา แล้วก็อยู่โคนไม้ ธุดงค์จริงๆ อะไรๆ ก็ไม้ไผ่มัดตอก พื้นก็เป็นฟากไม้ไผ่สับๆ หยาบๆ ที่สุด ๓ ปีเปลี่ยนที รักษาง่ายกว่ากว่ากุฏิดีๆ อีก

ไปหาหลวงปู่ชอบ ที่วัดโคกมน จังหวัดเลย

พอครบ ๕ ปีก็ลงมากรุงเทพฯ แล้วก็ไปอยู่กับหลวงปู่ชอบ ตอนนั้นจอมพลสฤษดิ์ตายแล้ว เราอยู่ในป่า ทีนี้คุณนายละเมียดมาพาไปอีกในปี พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๐๗ ไปเมืองเลย ที่ทำการไปรษณีย์หลังคาสังกะสี สนิมเขรอะ เป็นเมืองเล็กๆ หลวงปู่ชอบให้คนมาตามไปวัดโคกมน ตอนนั้นไม่มีถนน ไปอยู่กับหลวงปู่วัดโคกมน ท่านก็ประชุมสงฆ์ว่า เรา (หลวงปู่ชอบ) จะไปธุดงค์ เลยให้เรา (หลวงปู่บุญฤทธิ์) อยู่วัดเป็นสมภารจำเป็น หลวงปู่ไปสร้างวัดบ้านบง สานตม ภูเรือ ก็สนิทกับหลวงปู่หลุยอยู่ที่วัดใกล้ๆ วัดโคกมน

ที่วัดโคกมนมีพระอยู่ราว ๒๕ รูป ที่วัดป่าบ้านบง ภูเรือ เสือชุม มันดุมาก ไม่กลัวผู้กลัวคน มาเอาควายไปกิน ๕ ตัว มีตัวทาก ทากตัวโตตัวเล็กแยะ อาตมาก็อยู่ต่อหลังหลวงปู่ชอบอีก ๒ พรรษา

ไปที่จังหวัดเลยก็ไปถามสามเณรว่า มีวัดภาวนาดีอยู่บนเขาสูง คือวัดบ้านบง ก็เลยลองไปดู เป็นวัดของหลวงปู่ชอบเหมือนกัน กะว่าจะไปภาวนาสัก ๑๕ วัน ก็เลยอยู่เสีย ๒ ปี

ก็ลองไปดู เป็นวัดหลวงปู่ชอบเหมือนกัน ก็กะดูว่าจะอยู่ภาวนาดูสัก ๑๕ วัน ตอนไปก็เลยไม่เอาอะไรไปมาก เพราะไม่มีคนช่วยถือของ ก็เอาไปเท่าที่จำเป็นจริงๆ วัดป่าบ้านบงนี้อยู่ทางสานตม ภูเรือ เป็นเขาสูงใหญ่เหมือนที่ผาแด่น ต้องปีนเขาสูงอีกแล้ว ถนนก็ไม่มี พอไปถึงวัด เป็นป่าใหญ่ครึ้ม พบลูกศิษย์ท่านอาจารย์มหาบัวอยู่นั่น ๒ องค์ ไม่มีกุฏิ มีแต่ศาลาน้อยๆ ศาลาไม้ไผ่ เราก็เลยพักอยู่ศาลา ศาลาทำด้วยไม้ไผ่ มีฝา ๑ ด้าน เปิดโล่ง ไม่มีฝา ๓ ด้าน ที่ตั้งพระพุทธรูปก็ธรรมดาเหลือเกิน ส่วนองค์พระพุทธรูปนั่นแกะสลักด้วยไม้ พอดูเป็นรูปเป็นพระพุทธรูป องค์พระสูงประมาณ ๑ คืบ มีตั้งอยู่องค์เดียว พอกราบพระเสร็จนั่งก้นถึงพื้น ถูกพื้นศาลา ซ่า เหมือนไฟฟ้าช็อต ไฟฟ้าแล่นซ่า รัศมีไฟฟ้าแล่นเข้าทั้งตัว สบายไปทั้งตัว

 “เอ้ ที่นี่ภาวนาดี” มันเป็นเอง ก็เลยต่อรอง คือทำสัญญากับเทวดาว่า “ถ้านั่งได้ดีอย่างนี้ทุกวันๆ เราจะอยู่ที่นี่ ๒ พรรษา จากวันนี้จะไม่กลับออกไปจน ๒ พรรษา” เอ้ มันเป็นเรื่องของเทวดาแล้วละมั๊ง หลวงปู่ชอบท่านเมตตาให้คนมาดูว่า ทำไมท่านบุญฤทธิ์ว่าจะอยู่ไม่นาน ทำไมไม่กลับวัด ที่นี่หนูก็ชุม กลางคืนมันมากัดย่าม ต้องขนที่นอนหนีกันกลางดึกนั่น ที่วัดนี้อยู่องค์เดียว ๒ พรรษา

ตอนเช้าก็มีโยมต้มข้าวเหนียวเหยาะน้ำปลาถวายทุกวัน คือผู้ใหญ่บ้านแดง แกเป็นคนเมือง ภริยาแกมาช่วยทำอาหารถวาย ก็ดีกว่าที่ผาแด่น

พอ ๒ พรรษาท่านอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร ขึ้นไปเยี่ยม อาตมาก็ภาวนาทั้งวัน รู้สักแต่รู้ เห็นสักแต่เห็น สักแต่อย่างนั้น ท่องอยู่แค่นั้น ท่านอาจารย์จันทร์เรียนตอนนั้นก็ไปอยู่กับหลวงปู่ชอบ

ตั้งแต่วันที่อธิษฐาน ฉันแล้วนั่งภาวนา ฉันแล้วก็นั่งภาวนา ไม่มีการเอน ไม่มีการจำวัดเด็ดขาด ตอนกลางวัน พอฉันที่ศาลาแล้วภาวนา พอเย็นเข้ากุฏิภาวนาแล้วนอนทุกวัน ๒ ปี

“เราก็รักษา คำพูด เทวดาก็รักษาคำพูด” เซ็นสัญญากัน เทวดาให้นั่งได้ดี ๒ ปี เราก็นั่งภาวนา ๒ ปี ภาวนาสติปัฏฐานดีมาก ใช้ได้จนทุกวันนี้

พูดถึงท่านเรียน (พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร) นี้ หลวงปู่ชอบท่านเคยสั่งไว้เรื่องงานศพของท่าน ให้ท่านเรียนเป็นผู้จัดเรื่องงานท่าน

หลวงปู่เคยไปพักวัดห้วยลาด เมื่อคราวไปหาหลวงปู่ชอบ คือลงมาจากบ้านบงก็ไปหลงป่า ผ่านทุ่ง ผ่านป่า ไม่รู้จะไปทางไหน คือมากับโยม แล้วไม่ได้เดินมาตามถนน ใช้เดินผ่านทุ่งนา มากันกับโยมหลายคน พอดีเทวดาช่วย คนเขามาตามควายจวนจะมืดแล้วละ ก็เลยได้ถามเขาว่า วัดหลวงปู่ชอบอยู่ที่ไหน เขาบอกว่าอยู่เลยป่าไปนิดเดียว วัดนี้สร้างใหม่ๆ ลุงเชียงหมุนสร้างวัดที่บ้านม่วงไข่ จ.เลย (ในประวัติ ลุงเชียงหมุนเคยเป็นญาติเก่าในอดีตชาติกับหลวงปู่ชอบ) หลวงปู่อยู่ที่นี่ราว ๑ เดือน อยู่คนเดียวมาเรื่อยๆ หลวงปู่ชอบแวะมาแป๊บเดียว แล้วก็ไป

พ่อถิน ปลัดเกตุ อยู่ประจำที่วัดโคกมน พ่อถินนี่อ่อนกว่า หนุ่มกว่าหลวงปู่ชอบ เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ที่โคกมน

ฝันเห็นฝรั่ง

คืนหนึ่ง ที่กุฏิหลวงปู่ชอบ ที่วัดอโศการาม สมุทรปราการ ก็ฝันเห็นฝรั่งแยะ ฝันเห็นฝรั่งแยะทีไร จะต้องไปเมืองนอก

พ.ศ. ๒๕๐๓ อยู่วัดอโศการาม พอทำวัตรเย็นเสร็จ ก็เข้าห้องภาวนา เกิดเห็นเป็นว่าเราถือไข่ไปฟองหนึ่ง เดินไปหาพวกฝรั่ง แล้วมันก็แตกเป็นลูกเจี๊ยบฝรั่งมะกันจับ คือความหมายว่า

พระพุทธเจ้าทรงออกจากไข่ก่อนคนอื่น เป็นลูกเจี๊ยบ หมายถึงพระพุทธศาสนา

เมื่อฝันเห็นฝรั่ง ก็เจอฝรั่ง ก็เลยต้องไป Adelaide (อาเดเลด)

ตอนไปเยอรมันกับสวีเดนนั่น เป็นอำนาจของพระพุทธชินราช

เข้ากรุงเทพฯ

นับตั้งแต่ยอดผาแด่น (ธรรมเป็นธรรม) ก็มาที่บ้านบง สติปัญญา สติปัฏฐาน ห่างกัน ๑๐ ปี เหมือนที่หลวงปู่ชอบท่านเล่าว่า “จิตตภาวนานี่มันพัก ๑๐ ปี เหมือนคนปีนเขาเหนื่อย พอมีซอกเขาพักได้ ก็พักเหนื่อยก่อน” เป็นแห่งเดียวที่เป็นแบบนี้

ต่อมาท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร (ปัจจุบันอยู่วัดถ้ำสหาย จ.อุดรธานี) พรรษา ๕ เห็นจะได้ ท่านขึ้นมาเจอ

๒ ปีนี่ภาวนาดูลมกับสักแต่รู้เท่านั้น เจริญสติกำหนดรู้สักแต่รู้ ครบ ๒ ปีก็กลับโคกมน ที่บ้านบง สานตมนี่ไม่มีหน้าร้อนหน้าหนาว ผิวดินน้ำแข็งเกาะ ชาวบ้านเรียกแม่คะนิ้ง (น้ำค้างแข็ง) พอครบ ๒ ปีก็กลับวัดโคกมน กราบลาหลวงปู่เข้ากรุงเทพฯ

หลวงปู่ท่านบอกว่า “เราได้นิมิตว่าส่งบุญฤทธิ์ลงเรือข้ามแม่น้ำ” แล้วทำไมกลับมาอีก

อาตมาว่า จะขอเข้ากรุงเทพฯ จะไปแล้ว

พอลงบันไดท่านตะโกนบอก “บุญฤทธิ์ไปกรุงเทพฯ ถ้ารวยแบ่งมาบ้างนะ” ไม่เคยได้ยินอย่างนี้สักที บังเอิญมาที่กรุงเทพฯ เจอหลานสาวคุณอมรา จันทรสมบูรณ์ ลูกสาวของพี่ชาย (ขุนประเสริฐศุภมาตรา) อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รุ่นแรก เขาถวายเช็ค (Cheque) ให้อาตมาก็เลยรีบส่งไปถวายหลวงปู่ชอบท่านครึ่งหนึ่ง ตอนนั้นหลวงปู่ชอบท่านยังแข็งแรงดี ภายหลังท่านเริ่มเป็นอัมพาตและอาตมาก็อยู่ออสเตรเลีย พ.ศ. ๒๕๑๗ (ค.ศ. ๑๙๗๔)

ตัวอย่างจดหมายจากพระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม

จากวัดสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลยวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓เรียนท่านบุญฤทธิ์ที่นับถือและคิดถึง แจ้งให้ทราบจดหมายของท่านลงวันที่ ๑๗ พร้อมด้วยตั๋วแลกเงินออมสินเป็นมูลค่า ๕๐๐ บาท ที่ส่งไปถึงผู้ใหญ่รินทร์ ผู้ใหญ่รินทร์ได้จัดการเบิกนำไปถวายครบถ้วนแล้ว พร้อมด้วยปัจจัยเก่า ๑๐๐ บาทที่ผู้ใหญ่รินทร์ได้เก็บไว้ ก็ได้นำมาถวายพร้อมกันนี้ รวมหมดเป็นปัจจัย ๖๐๐ บาท ผมได้รับแล้วส่วนจดหมายที่ส่งไป ๒ ครั้งพร้อมด้วยสิ่งของที่ว่าส่งถึงโยมสมาน ปรากฏว่าไม่ได้รับ และไม่ได้รับทั้งสองครั้ง ขณะที่เขียนจดหมายโยมสมานก็อยู่ด้วยกันนี้และเรื่องพระพุทธรูปกับเงิน ๑๘๗ บาทที่ท่านฝากกับพระหนูเหลี่ยมมาเพื่อถวายผมนั้นก็ยังไม่ได้รับสุดท้ายหากท่านจะไม่จำพรรษาแม่ฮ่องสอนจริงๆ ขอให้แวะบ้านโคกมนเสียก่อน เพราะเวลานี้พระเณรทางวัดก็มีมาก หากมีผู้นำทางพาไปอย่างท่าน อาจะมีพระเณรไปด้วย การจำพรรษาแม่ฮ่องสอน ถ้ามีองค์หรืออยู่องค์เดียว มันจะขัดข้องตัวเอง ฉนั้นจึงควรหาเพื่อนสหธรรมิกไปด้วย เพราะเป็นจังหวัดชายแดนในที่สุด ผมหวังว่าท่านคงสบายตามเดิม ผมเช่นเคย แสดงมาด้วยความนับถือพระอาจารย์ชอบ ฐานะสโม

ไปปักษ์ใต้ เป็นไข้มาเลเรีย

ทีนี้ไปปักษ์ใต้กับท่านเจ้าคุณพรหมมุนี (วิชมัย ปุญญาราโม) ท่านส่งไปสร้างวัดป่าในนิคมควนกาหลง ที่สตูล เป็นป่าใหญ่ราว ๓ แสนไร่ เกิดถูกโรคมาลาเรีย (Malaria) ซัดที่ควนกาหลง แล้วแล้วไปโกตาบารูกับเจ้าคุณพรหมมุนี วัดบวรนิเวศ ล้มสลบลงข้างถนน สลบไป ๓ วัน ๓ คืน เป็นอยู่ทั้งลงท้อง ขึ้นสมองร่วม ๑ เดือน

เรื่องมีอยู่ว่า พอลงมากรุงเทพฯ เจ้าคุณธรรมดิลก (วิชมัย ปุญญาราโม) ภายหลังเป็นเจ้าคุณพรหมมุนี บอกว่าทางมหามกุฏฯ เริ่มมีนโยบายเรื่องพระธรรมทูต เจ้าคุณธรรมดิลกส่งอาตมาไปสตูล ไปคุมสร้างวัดที่นั่น ป่า ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ (สามแสนไร่) ไม่มีตำรวจ ไม่มีพยาบาล อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล มีแต่ถนนลูกรัง กับลิงเป็นฝูงๆ นโยบายจอมพลสฤษดิ์เอาคนอีสานไปอยู่นั่น ที่วัดนั่น มีโยมมาช่วยดูแลอยู่คนเดียว พอดึกต้องจุดเทียนที่หน้าบันได อยู่ได้ ๑๐ เดือน มีพวกคอมมิวนิสต์ตัวใหญ่ถือปืนผ่านเข้าออกในวัด มันสั่งรื้อกุฏิงัดเอามีดโกนไปนามบัตรอะไรก็เอาไป เราเกรงจะลำบากเลยอยากกลับ ก็เกิดป่วยด้วยไข้มาลาเรีย (Malaria) ไปสลบอยู่ข้างถนนที่มาเลเซีย คือตอนนั้นท่านเจ้าคุณไปตรวจดูวัด คณะท่านก็ไปเที่ยวมาเลเซีย เราไปด้วย เลยไปสลบข้างถนนที่โกตาบารู ป่วยแบบทั้งขึ้นสมองและทั้งลงท้องถึงร่วม ๑ เดือนถึงรู้ว่าคนตายแล้วเป็นอย่างนั้น

ท่านเจ้าคุณให้คนพาไปโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก นับว่าโชคดีมากที่ไปป่วยหนักช่วงท่านมาตรวจงานพอดี ระหว่างที่สลบไปนั่น จิตมันก็ไปเที่ยว จิตมันถึงรู้ว่าคนตายแล้วเป็นอย่างนั้น มันไปได้โดยไม่มีระยะไปด้วย วิญญาณนึกจะไปไหน ก็ถึง ไม่มีระยะทางหรอก มนุษย์กายหยาบ มันทำไม่ได้หรอก จิตคนนี่มันชอบที่ไหนก็ไปที่นั่นแหละ ก็ไปเที่ยว ดีนะ ไม่ต้องตีตั๋วเครื่องบิน ก็เกิดไปเห็นวัดอโศการาม เห็นหีบศพท่านพ่อลีเล็กนิดเดียว มองลงมาเห็นเล็กนิดเดียว (ท่านทำมือให้ดู) อยู่บนอากาศมองทะลุหลังคาวัดอโศการามลงไป เอ้า เรายังไม่อยากตายนี่ ก็ภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ แน่วแน่จนรู้สึกตัวงอ จนศีรษะจะงอลงจรดเท้า คือท่องระหว่างสลบอยู่นะนี่ นึกถึง คาถาพระชนก ผู้ทำความเพียรสมเป็นบุรุษ

ท่องพุทโธไม่ยอมเลิก ก็เลยปี๊บ ลืมตาขึ้นมาได้เพราะพุทโธนี่เอง ตัวสำคัญคือจิตนี่แหละ พอฟื้นมาก็ โอ้โฮ อะไรมันขาวไปหมด มีเตียง มีสายอะไรระโยงระยาง น้ำกลงน้ำเกลือ ก็ถามคนแต่งขาว ๒ คนที่เขาเฝ้าอยู่โดยมีโยมจ้างไว้ เขาก็ว่า นี่เป็นโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก บอกว่า เราสลบไป ๓ วัน ๓ คืนแล้ว พอได้ยินอย่างนั้น มันอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเลยโยม คืออาตมานี่เป็นโรคไม่ชอบไปโรงพยาบาล แล้วเป็นโรคกลัวเข็ม เข็มฉีดยงฉีดยา กลัว ไม่ชอบเลย วันนั้นก็เข็มน้ำเกลือ โอ้โฮ เหล็กเป็นแท่ง แทงอยู่ตามแขน ก็เลยปล่อยเลย ผล็อย ปล่อยจิตมันไป เที่ยวไปบริเวณใกล้ พอเห็นว่าพอแล้ว ก็ท่องพุทโธ ตาก็เปิดขึ้น เป็นวิธีเดินทางโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร แต่พอวันรุ่งขึ้น ทำไม่ได้อีกแล้ว เรียกว่าพระธรรมมาสอน ทีนี้เรารู้เทคนิคตอนอยากจะกลับแล้วนี่ อยากกลับก็ภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ

วัดป่าบ้านใหม่ แม่ฮ่องสอน

หลังจากอยู่ควนกาหลง จังหวัดสตูล ๑๐ เดือน เกือบๆ ปี เข้าโรงพยาบาลที่สุไหงโก-ลกอีก ๑ เดือน จากใต้สุดของประเทศก็กลับขึ้นมาวัดบวรนิเวศฯ พอกลับถึง มากราบท่านเจ้าคุณพรหมมุนี จะถามอะไรท่านก็ไม่ถาม แต่ถามว่า “นี่ท่านบุญฤทธิ์ ไปแม่ฮ่องสอนมั้ย”

โอ้โฮ จากใต้สุดจะให้ไปเหนือสุดอีกแล้ว อ้อ ตลอดเวลาป่วย ท่านส่งเงินไปช่วยค่ารักษาอาตมาอยู่หลายพัน และตอนอยู่ผาแด่นก็เคยถามพระกรรมฐานหนุ่มๆ ว่าท่านเคยไปธุดงค์แม่ฮ่องสอนไหม ท่านก็ว่าท่านไปไม่ได้ ไม่มีที่พักเลย ก็เลยตัดสินใจไป บอกว่าลองดูสักที คือมันอยากลองดี ไปด้วยกิเลส ไปสร้างวัดป่าบ้านใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน

วัดป่าบ้านใหม่ แม่ฮ่องสอนนี่อยู่ติดสนามบิน อยู่ราวๆ ๔ ปี ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา วันหนึ่งขณะภาวนาก็เป็นนิมิตดูเป็นฝัน เห็น โอเดนแบร์ก (Hermann Oldenberg  ค.ศ. ๑๘๕๔-๑๙๒๐) นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ช่วงคริสต์ศตวรรษ ๑๙ คือหลวงปู่เคยอ่านประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นภาษาฝรั่งเศส ตอนฝันนั้นอยู่ห่างกับตอนอ่านหนังสือ ๔๐ ปี ฝันพิเศษ (นิมิต) ตื่นขึ้นก็ชัด ชัดมาก ขณะฝันก็รู้ทันที ความหมายคืออะไร ถ้าโยมเห็นแบบนี้ เป็นอัตโนมัติ

พอรูปคนปรากฏ ก็มีชื่อปรากฏ เป็นชื่อนักปราชญ์ชาวเยอรมัน Hermann Oldenberg เห็นเขาเดินจงกรมและแสดงธรรมเป็นภาษาไทย ถามว่า “ทำไมพูดภาษาไทยได้” เขาหายไปเลย

ต่อจากนั้น ๒-๓ วัน มีบุรุษไปรษณีย์มายื่นซองจดหมายให้ เป็นจดหมายจากเจ้าคุณธรรมดิลก (วิชมัย) วัดบวรฯ ท่านให้ไปออสเตรเสีย แต่ก่อนไปให้แต่งเรื่องภาวนา วิธีภาวนาตั้งแต่ต้นจนจบเป็นภาษาอังกฤษ นี่เรื่องมันตรงนี้

อาตมาตอนแรกไม่อยากไป กลัวเรื่องจะไปบิณฑบาตอย่างไรกัน ไม่อยากไปเลยล่ะ ก็ตอบว่า “เป็นการที่ต้องเดินทางไกล ผจญภัยใหญ่ จะเขียนเป็นภาษาไทยให้ ๑๒ หน้ากระดาษเล็กๆ ขอให้พระฝรั่งแปลให้” แล้วก็ส่งภาษาไทยไปให้ท่านที่วัดบวร ก็นึกหมดเรื่อง

ทีนี้วัดที่อยู่นี้อยู่ริมสนามบิน ต้องเดินไปข้ามสนามบินไปตลาด จากที่นั่นถ้าจะไปเชียงใหม่ ไปด้วยลาไปม้า ก็ ๗ วันจึงถึง ถ้าบินเครื่องดาโกต้านั่งได้ ๗ คนก็ต้องข้ามสนามบินไปกลับอย่างนี้

เดินไปมารวม ๖-๘ กิโลไปบิณฑบาต เช้าวันหนึ่งไปบิณฑบาตได้ยินเสียงเทศน์เป็นภาษาอังกฤษดังขึ้นมาเหมือนเทป เหมือนเราฟังเทป (Tape) ดังมาจากข้างใน ขากลับมาจากบิณฑบาตแล้วคืนนั้นก็จุดเทียน เปิดกระดาษใหญ่ “เอ้าว่าอะไรว่าตามกัน”

บันทึกหลวงปู่การไปแม่ฮ่องสอนนี้ เป็นการไปด้วยมานะและลองดีว่า ปักษ์ได้ (สตูล) จะไปเหนือสุดแม่ฮ่องสอน คือไปเพราะกิเลสที่จะลองดี “เอามันสักทีวะ” นี่แหละ ก็เลยสำคัญ ก็ได้เจอ โฮลเดนแบร็กเข้าฝัน และได้จดหมายจากเจ้าคุณวัดบวรฯความสำคัญของการไปแม่ฮ่องสอน “เป็นงานของเทวดาว่า” การภาวนาที่แม่ฮ่องสอนนั้นก็เรื่อยๆ 

จุดเทียนจดตามตั้งแต่หัวค่ำถึงตี ๓ เขียนเร็วที่สุด ห้ามคิด ตอนเขียนนี่ห้ามคิด รีบเขียนตาม ตามเสียงสวรรค์ (inspiration) เขียนหวัดอ่านเกือบไม่ออก ตี ๓ เสร็จ พอเช้าก็เขียนลอกใหม่ ส่งไปวัดบวรฯเลย ส่งเจ้าคุณธรรมดิลก เรานึกว่าเป็น (Broken English) คงใช้ไม่ได้ เขาคงไม่เอาหรอก กลายเป็น จากนั้นไม่กี่วันได้รับโทรเลขด่วน ให้ลงมากรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ ให้เวลาเตรียมตัว ๓ อาทิตย์ ทางมหามกุฏฯ วัดบวรฯ จัดหา passport visa ตั๋วเครื่องบิน ให้ไปกับพระมหาสมัย ลูกศิษย์เจ้าคุณโฮม ศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต วัดสระปทุม (สมณศักดิ์ปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๖๒ คือ พระเทพสีลาภรณ์ (สมัย สุขสมิทฺโธ นามสกุล นวมาลย์) ป.ธ. ๕ – webmaster)พระมหาสมัยยังเป็นพระหนุ่มอยู่มาก เพิ่งจบจากวิทยาลัยสงฆ์ เป็นอาจารย์

ก่อนไปออสเตรเลีย ก็ได้ไปกราบลาหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ปีนั้นราว พ.ศ. ๒๕๑๖ ที่ดอยแม่ปั๋ง (ก็เคยไปกราบท่านสมัยท่านอยู่ห้วยน้ำริน วัดเจดีย์หลวง) ตอนนั้นอายุท่านเลย ๘๕ ปีแล้ว ท่านก็เคยเมตตาเตือนนิดหน่อย แล้วก็เมตตาว่า “บุญฤทธิ์ ระเบิดขันธ์ ๕ เสียก่อนซี”

ตอนนั้นเรามาดูกายใจ ขันธ์ ๕ เอ ระเบิดยังไง

อาตมานี่ เวลาครูบาอาจารย์ใหญ่ๆ ท่านพูดนี่ต้องเอาไปภาวนา เทศนาอาจารย์ชั้นเยี่ยม ไม่ธรรมดาหรอก

ก็เอามาพิจารณาอยู่นาน ระเบิดขันธ์ ๕ ได้ ก็ตัวหลงขันธ์ ๕ ดับ ก็สบายเท่านั้นซี หลวงปู่เอาประโยคนี้ไปพิจารณาที่อาเดเลด (Adelaide) นานหลายปี

วันที่ไปนมัสการลาหลวงปู่แหวนที่ดอยแม่ปั๋ง วันนั้นหลวงปู่แหวนไม่ได้ออกไปบิณฑบาต เช้าวันนั้นเข้ามาก่อไฟถวายก็เดินตามท่านไปใต้ต้นไม้ใหญ่ ท่านเล่าว่า วันหนึ่งท่านเดินมาทางนั้น เทวดาบนต้นไม้ลงมากราบหลวงปู่แหวน (เรื่องนี้หลวงปู่บุญฤทธิ์บอกว่า หลวงปู่แหวนท่านเมตตาเล่าให้ฟัง) กระแสจิตที่องค์หลวงปู่แหวนแผ่เมตตาให้เทวดา รุกขเทวดานั่นก็เกิดไปกระทบเอานักบินพอดี (พอดีมีเครื่องบินบินผ่าน) ตั้งแต่นั้นทหารอากาศก็ดูแผนที่ติดตามจนพบองค์หลวงปู่แหวน สุจิณโณ คนเข้าใจกันว่าหลวงปู่แหวนเหาะไปอยู่หน้าเรือบิน

ออสเตรเลีย

สืบเนื่องจากประวัติของหลวงปู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๑๗ ขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน วัดนี้อยู่ใกล้สนามบิน ก็ตามที่เล่าให้ฟังแล้วว่า ได้รับจดหมายจากเจ้าคุณธรรมดิลก (วิชมัย ปุญญาราโม) ผู้เป็นพระเลขาธิการของมหามกุฎราชวิทยาลัย วัดบวรฯ ขอให้ไปสอนภาวนาที่ออสเตรเลีย และให้หลวงปู่เขียนเรื่องการภาวนาเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อได้รับจดหมาย ตอนแรกเขียนส่งเป็นภาษาไทยไป ให้ไปหาคนแปลเอาเอง แต่วันหนึ่ง ขณะออกบิณฑบาตก็เกิดเสียงก้องขึ้นในหู ในอก เหมือนเทปภาษาอังกฤษ หลวงปู่รีบบิณฑบาตและรีบกลับวัด หากระดาษปากกา รีบจดชนิดไม่ต้องคิด ว่าอะไรว่าตามกันเลย ตกค่ำใช้เทียนไข จดต่อจนราวตี ๓ เห็นจะกว่า ๓๐ หน้ากระดาษฟุลสแก๊ป เช้าขึ้นนั่งลอกใหม่ แล้วก็ส่งไปวัดบวรฯ ก็ไม่นึกว่าอะไร คิดแต่ว่าทำให้เสร็จก็แล้วกัน จากนั้นสัก ๑-๒ อาทิตย์ ได้รับโทรเลขให้เข้ากรุงเทพฯ ด่วน มีคำสั่งให้ไปออสเตรเลีย มีเวลาทำหนังสือเดินทางเพียงแค่ ๓ อาทิตย์

การไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ประเทศออสเตรเลียนี้ เริ่มแรกมีพระธรรมทูตจากวัดบวรฯ ไปรุ่นแรก คือท่านเจ้าคุณอมร วัดราชบพิธฯ (พระปริยัติเมธี อัมพร อัมพโร ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก พระองค์ที่ ๒๐ – webmaster)และพระขันติกาโร (พระฝรั่งชาวอังกฤษ ต่อมาลาสิกขา) พอท่าน ๒ องค์อยู่ครบ ๑ พรรษา (๑ ปี) ก็ครบกำหนดรุ่นที่ ๒ ก็ต้องผลัดเปลี่ยน ก็คือมาถึงอาตมากับพระมหาสมัย (สมัย สีลสมิทโธ(ฉายาที่ถูกคือ สุขสมิทฺโธ -webmaster) ) ซึ่งมีเวลาเตรียมตัวกะทันหันอย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว

ก็เป็นอันออกเดินทางกัน ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ ทางมหามกุฎราชวิทยาลัยเช่าบ้านให้อยู่เมืองโรสเบอรี่ บ้านเลขที่ ๙ เขตซิดนีย์ อยู่ได้ราวๆ ๑ ปี ก็มีศรัทธาคณะญาติโยมในประเทศไทย มีคุณหญิงเลื่อม เป็นผู้ซื้อถวายทั้งที่ดินรวมทั้งตึก เดิมเป็นตึกกงสุลเก่าของประเทศออสเตรเลีย สวยงาม เก่าแก่กว่า ๑๐๐ ปี รัฐบาลขึ้นทะเบียนเป็นอาคารโบราณต้องรักษาไว้ ถือเป็นของหลวง ก็ร่วมกับมหามกุฎราชวิทยาลัย ตั้งเป็นวัดพุทธรังษี ตั้งอยู่เลขที่ ๘๘ ถนนสแตนมอร์ (Stanmore Road) สมเด็จพระญาณสังวรฯ ขณะนั้นทรงเป็นหัวหน้าคณะกับพระเถระอีกรวม ๑๒ รูปเสด็จเป็นองค์ประธานพิธีเปิดวัดพุทธรังษีอย่างเป็นทางการ มีผู้คนทั้งไทยและต่างประเทศร่วม ๕๐๐ คน

ที่ออสเตรเลีย อาตมาตกลงกันกับท่านพระมหาสมัยให้ท่านดูแลเรื่องการบริหารวัดวา ส่วนท่านขอสอนภาวนาอย่างเดียว ก็เลยไม่ค่อยได้พักอยู่ที่วัดเพราะส่วนใหญ่ลูกศิษย์ภาวนาฝรั่งจะมานิมนต์ไปสอนและนิมนต์ให้พักตามสถานที่ภาวนาหรือบ้านลูกศิษย์เป็นส่วนใหญ่ ขนาดลูกศิษย์เอกคนไทยอยางคุณสุวิทย์ กงสุลใหญ่ซิดนีย์ (รองปลัดกระทรวงต่างประเทศตอนหลัง) ก็ยังไปพบอาตมาและหัดภาวนาที่บ้านแหม่มอีริค เรย์มอนด์ แม่ของแหม่มวิกกี้ ดังจะเล่าเรื่องต่อไป

ไปอยู่ออสเตรเลียที่ซิดนีย์ สักพัก ก็มีศิษย์ฝรั่งส่งตั๋วเครื่องบินให้ไปทางเหนือไปจากซิดนีย์ ๓๐๐ กิโลเมตรไปทางเหนือ Gold Coast ไปอยู่บนเขา เป็นป่าสวยงามมาก อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แม้แต่ส้วมก็ใช้ขุดเอาเฉยๆ มีผ้ากั้นรอบ สรงน้ำก็ไปอาศัยห้วยน้ำตื้นๆ ลำธารน้ำใสสะอาด เอาฝาบาตรตักน้ำอาบ ภูเขารูปร่างแบบภูเขาแอลป์ (Alps) ไม่ค่อยมีผู้คน จะมีบ้านคนบ้าง ก็ปลูกอยู่ห่างๆ กัน เป็นพวก Hippy บ้านเขาทำเป็นโดม เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เป็นกรอบไม้หกเหลี่ยมเหมือนรังผึ้งมาประกอบกัน เหมือนฝาชีครอบสำรับ เขาใช้ผ้าหรือพวกพลาสติกคลุมอีกที ไม่มีการรับจ้างทำ เขาทำกันเอง เราอยู่คาราวานเก่าๆ ไปภาวนาอยู่ในดงป่าใหญ่ 

คืออุดมคติของพวกฮิปปี้นี้คือการกลับไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทุกอย่างทำเองหมด ไม่มีตลาด ไม่มีการจ้างงาน = self sufficient economy บางคนเป็นอาจารย์ เป็นลูกคนมีตระกูลก็มี ฮิปปี้นี้เพิ่งแพร่หลายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ (World War II) เป็นความเห็นของพวกอาจารย์มหาวิทยาลัยในเยอรมันที่เริ่มต้นแนวคิดแบบนี้

เขาจะแต่งตัวง่ายๆ รองเท้าไม่ใส่ ผู้หญิงนุ่งผ้าแบบอินโด คล้ายๆ นุ่งซิ่น เดินไปตามถนนแบบถนนตามบ้านนอก เดินเท้าเปล่าไปตามถนน การงานไม่ต้องทำ สมัยนั้นเป็นสมัยของพรรคกรรมกร (Labour) รัฐบาลเขาแจกเงินดอลลาร์แก่ผู้ไม่มีงานทำ อาทิตย์ละ ๑๐๐ เหรียญ ไปอยู่แบบนี้ก็ไปเช่าฟาร์ม (Farm house) โรงนาอยู่ เพราะคนส่วนใหญ่ไปทำอุตสาหกรรมกันมากขึ้น พวกฟาร์มโรงนาก็ถูกทอดทิ้ง บ้านฟาร์มนี้เป็นไม้ ปลูกเป็นหลังใหญ่ๆ ค่าเช่าอาทิตย์ละ ๕ เหรียญเอง

พวกฮิปปี้นี้ชอบไปปลูกบ้านตามกลางแจ้ง หรือทำโดมอยู่ใต้ต้นไม้

พรรษาแรกในออสเตรเลียไปอยู่คาราวาน บริเวณนี้กว้างใหญ่มาก มีพวกคาราวานมาชุมนุมมากที่สุด คาราวานในออสเตรเลียนี้คันใหญ่ๆ มีมากกว่าในยุโรปหรือในอเมริกา เกวียนคาราวานนี้พอลากไปไหนๆ ได้ เหมือนบ้านขนาดใหญ่ เหมือนรถเสบียง มีห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น นับว่าใหญ่สบายทีเดียว

ศิษย์ต่างชาติ

ต่อมา ศาสนา Catholic ทางบ้านนอกเริ่มเสื่อมลง วัดฝรั่งเก่า ๆ ถูกขายบ้าง ถูกทอดทิ้งบ้าง พวกฮิปปี้ก็ไปเช่า ไปซื้อทำเป็นที่ภาวนาไปเลยก็มี พอออกพรรษาเขาพาอาตมาไปที่นิมบิน (Nimbin) เป็นภูขาสูงมีป่าสนเหมือนแถบภูเขา ไปอยู่ฟาร์มโรงนาร้างในหมู่บ้านเล็กๆ ที่นี่อาตมาได้ลูกศิษย์ชื่อ เดวิด ไทเลอร์ (David Tyler) ก็ไปอยู่บ้านไม้ บ้านฟาร์มใหญ่กับลูกศิษย์ อยู่กัน ๒ คน ภาวนากันทุกวัน เฉพาะอย่างยิ่งตอนเย็นๆ และกลางคืน

บ้านฟาร์มนี้เป็นบ้านใหญ่ ๒ หลังมีต้นศรีตรัง (Jacaranda) หรือจั๊กกะรันด้า ต้นใหญ่ ออกดอกสีม่วงสวยงามมาก บ้านนี้เป็นบ้านคนอเมริกัน อายุตอนนั้น ๒๐ กว่าๆ เดี๋ยวนี้คง ๕๐ กว่าแล้ว เขาทำทุกอย่างเองหมด เลี้ยงวัว ปลูกผัก ทำขนมปังเอง รีดนมวัวเอง เขามีรถกระบะแบบรถชาวนาอยู่คันหนึ่ง นานๆ ก็วิ่งออกไปถนนสักที ชีวิตของเขาเรียบง่าย ไม่มีความต้องการอะไรมากมาย มีเท่าที่จำเป็นอยู่ จำเป็นใช้

ลูกศิษย์ David Tyler ชอบภาวนามาก ก่อนฉันภัตตาหารเช้าก็ภาวนา หลังอาหารเช้าก็ภาวนา “แหมภาวนากันจังเลย”เรื่องอื่นไม่เอาเลย พอถึงเวลาเพล เขาก็ทำอาหารเพลมาถวาย เป็นอาหารชนิดกินได้ก็กินเข้าไปนั่นแหละ พอตกกลางคืนก็ภาวนาอีก

พูดถึง เดวิด ไทเลอร์ (David Tyler) ลูกศิษย์คนแรกของอาตมานี้ เขาสำเร็จมหาวิทยาลัย จบเภสัชกร จบมาแล้วเรียนมาก็แยะแล้วต้องมาขายพวกเครื่องคอสเมติก (Cosmetic) เลยแกก็เบื่อ ออกมาเป็นฮิปปี้ แสวงหาการภาวนา เดวิดเป็นคนดีมาก สนใจศรัทธาภาวนาอย่างยิ่ง วันไหนภาวนาไม่ได้ แกร้องไห้นะ (ตอนหลังก็ได้ไปบวชประมาณ ๑๐ ปี ไปอยู่กับหลวงปู่เทสก์ ต่อมาดูเหมือนจะสึกไป) 

ทีนี้เมืองนิมบิน (Nimbin) เป็นศูนย์กลางพวกฮิปปี้ของยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย พวกคนไทยแทบไม่ได้เจอ มีฝรั่งมาอยู่กว่า ๒๐ ชาติที่ไปสนใจภาวนา 

พวกที่ไปภาวนานี้ ต่อมาเขาก็คิดทำที่ภาวนา ทำเป็นโดมอยู่ใต้ต้นไม้ใบหนา โครงหุ้มพลาสติกใส นั่งอยู่ข้างในมองออกมา เห็นกิ่งไม้ใบไม้สวยดี โดมนี้ขึ้นไปทำบนยอดเขาเล็ก ๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ปูพื้นด้วยไม้กระดาน เขาทำส้วมไว้กลางแจ้ง ตามสุมทุมพุ่มไม้ มีลำธารน้ำใสสะอาดไหลเชี่ยว แต่น้ำตื้นๆ มีโขดหินใหญ่น้อย มองเห็นกรวดทราย น้ำสะอาด ใสแต่เย็นไหลผ่านทุ่งนาป่าละเมาะไป แถวนั้นไม่มีฝูงวัว ฝูงแกะ ไม่สกปรกอะไรเลย นานๆ มีตัวจิงโจ้วิ่งไปวิ่งมาเป็นเสรี ส่วนภายในโดมนี่เขาทำแบบไม่มีหน้าต่าง มีแต่ประตู อากาศมันหนาวเหมือนกัน โดยเฉพาะกลางคืน ไฟฟ้าไม่มีใช้ ส่วนฮีทเตอร์ (เครื่องทำความร้อน) ก็ใช้น้ำมันแทนไฟฟ้า ก็ใช้จุดตะเกียงจุดเทียนกัน โดมนี้จุคนได้ประมาณ ๘-๑๐ คน นั่งกันบนพื้นกระดานหาผ้าหาอะไรมาปูอีกที

พูดถึงบ้านฟาร์มใหญ่ที่เจ้าของบ้านเป็นคนอเมริกันที่สมัครเป็นโยมอุปัฏฐากนี่ เขาก็สำเร็จวิชาถ่ายรูปมา มีร้านถ่ายรูปอยู่ที่ถนนใหญ่ ภริยาเขาเป็นคนออสเตรเลีย มีลูก ๒ คน แล้วอาตมาก็มีลูกศิษย์ชาวคานาดาอีกคนชื่อ จอห์น

หมู่บ้านที่อยู่นี่เป็นหมู่บ้าน (village) เล็กๆ มีตำรวจ ๑ คน มีหมอ ๑ คน ไม่มีอาชญากรรมอะไร ไม่มีโจรผู้ร้าย ไม่มีขโมยเลย พวกฮิปปี้ก็ทำกระต๊อบ ทำโดมอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ตามใต้ต้นศรีตรัง (Jacaranda) ปลูกห่างจากถนนใหญ่ออกมา (ถนนใหญ่แบบในชนบทนะ) ส่วนพวกบ้านฟาร์มก็มีแยะ ไม่ค่อยมีคน ไม่มีคนทำเพาะปลูกอะไร ทิ้งๆ ไว้ให้คนเช่าถูกๆ 

นี่ก็อยู่กันอย่างนี้ มีภาวนาทุกคืน พวกฮิปปี้ที่เมืองนิมบิน (Nimbin) ชอบภาวนา วันนี้เป็นวันคริสต์มาส (Christmas Day) ๒๕ ธันวาคม ก็เลยกลายเป็นพุทธคริสต์มาส เป็น Buddhist Christmas

เขาทำต้นคริสต์มาส (Christmas Tree) มีเอาของไปแขวนตามต้นคริสต์มาส เขาจับของขวัญอันแรก เขาก็เอามาถวายอาตมา ต่อมาที่โดมภาวนานี้ พวกนี้เขาก็ขยายทำเป็นโดมขนาดใหญ่อยู่ได้ตั้งเกือบปี เขาเข้าใจหาที่ตั้งอยู่บนเนินเล็กๆ กลางทุ่งนาโปร่งสบาย แล้วโดมนี้ก็ทำไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ วันไหนกลางคืนมีพระจันทร์เต็มดวง มองดูเงาใบไม้ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านเหนือโดมสวยงามมาก เหมือนเทพนิยายฝรั่ง บรรยากาศสงบ ไม่มีเสียง ไม่มีผู้คน เงียบสบาย

ทุกวันพอ ๕-๖ โมงเย็นก็เป็นเวลาไปภาวนากันที่บนเนินหลังเขานี้ วันหนึ่งออกไปถนนกับเขาบ้าง ก็อาศัยรถกระบะจากบ้านฟาร์มออกไปถนนใหญ่ ไปสัก ๗ กิโลเห็นเป็นห้องแถวเล็กๆ มีร้านชำ ร้านหนังสือเล็กๆ ไม่มีตลาดอะไร บริเวณนั้นเป็นที่จอดรถบัส (Bus) เป็นบัสเล็ก วันหนึ่งจะมีผ่านมาคันเดียว

วันหนึ่งอาตมาไปนั่งที่ม้านั่งบริเวณลานจอดรถ ก็เห็นรถบัสมาจอดมีสาวฝรั่งแต่งตัวแบบชาวชนบทลงมาจากรถ แกแต่งกระโปรงมีหมวกสานขาดๆ เก่าๆ เมื่อหอบผ้าห่มลงมาด้วยมายืนตาแดง เก้ๆ กังๆ มาบอกว่าไม่รู้จะไปพักที่ไหน แถวนั้นไม่มี Hotel ที่พักเลย อาตมาก็ไปกับลูกศิษย์หลายคน ก็เลยอนุญาตให้แกไปพักที่บ้านฟาร์ม แต่ว่าการไปพักนั้นต้องช่วยกันทำงาน เพื่อช่วยการอยู่การกินด้วย

แหม่มคนนี้สำคัญ มารู้ภายหลังว่า แกรู้แล้วว่าหลวงปู่มาภาวนาอยู่นิมบิน คือแหม่มวิกกี้เขาเรียนภาวนาจากเทปของพวกอาจารย์อเมริกัน พวกมหาวิทยาลัย จากหนังสือของนักประพันธ์อังกฤษ ฮาซเล่ นักประพันธ์เอกของอังกฤษ พวกเรื่องวิวัฒนาการมนุษย์สร้างคนในขวด เรื่อง Scarleton in the cupboard (Skeleton in the cupboard ???) มีเรื่องราวของบาราบัมดัส (Barabumdas) ฝรั่งที่ไปอินเดียไปอยู่แถวเขาหิมาลัย ไม่มีโฮเต็ลที่พัก ก็นอนตามมีตามเกิด เวลากลางคืนเกิดคิดถึงแม่ ก็เข้าไปหาพวกโยคี คือแกมียาอาแล็คซิตินไปด้วย แต่ถ้ากินเกินขนาดเกินกำหนดจะตาย เขาอยากศึกษาอดีตชาติ แต่ถ้ากินไม่แรงไป ก็จะทำให้เห็นอะไรแปลกๆ ก็เที่ยวเหมาว่าเป็นการระลึกชาติ คืออาแล็คซิตินนี่มันเป็นพวกยางไม้ แกก็ไปหาโยคี โยคีก็บอกแกว่า เมื่อคืนนี่คิดถึงแม่ใช่ไหม แกก็ตื่นเต้นมาก ทำไมโยคีรู้ได้ แกก็ว่าแกมียาดี โยคีก็บอกว่าเอายามากินซี ก็เอาให้โยคีใส่ปากเคี้ยว ๑ เม็ด ถามว่ามีอีกไหม บอกมีอีก ๑๐ เม็ดแต่กินไม่ได้นะ ถึงตาย โยคีบอกว่า เอามาทั้ง ๑๐ เม็ด โยคีก็ใส่ปากเคี้ยวหมด ไม่เป็นอะไรเลย ฝรั่งก็ตื่นเต้นมาก ก็เลยนับถือ ขอเป็นศิษย์ฤๅษีอยู่ ๒ ปี เรียกตัวเองว่า บาราบัมดัสแล้วไปสอนภาวนาที่อเมริกา

แหม่มวิกกี้ก็เคยเรียนความรู้ทำนองนี้จากเทปการสอนแบบบาราบัมดัสนี้ จนกระทั่งเกิดสนใจทางภาวนา ก็มีคนแนะนำมาจนมาพบหลวงปู่ ตัวแกเองเคยเป็นดาราทีวี แต่ตอนมาภาวนานี่แกเลิกเล่นหนังแล้ว มาสนใจทางด้านจิตด้านสมาธิแทน แกเคยเป็นดาราทีวี ทีนี้แกมันพวกนักแสดงก็เลยทำตัวปอนๆ ทำตัวเป็นฮิปปี้มา ตอนแรกๆ ก็ไม่มีใครรู้ แกชื่อวิกกี้ (Vicky)

เป็นวันแรกที่มาภาวนาบนเขาเล็กๆ นี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสภาวนากับพระภิกษุฝ่ายเถรวาท พอวันนั้น เพียงนั่งภาวนาครั้งที่ ๑ พอนั่งเสร็จ แกยกมือพนมท่วมหัว ประกาศว่า “I am Buddhist now” (ข้าพเจ้านับถือพระพุทธศาสนาแล้ว) จากนั้นไปอยู่ ๓ เดือน ระหว่างนั้นมีแหม่มชาวไอร์แลนด์เหนือ ทำงานอยู่โรงพยาบาลในเมืองซิดนีย์ (Sydney) สำเร็จวิชากายภาพบำบัดประจำอยู่โรงพยาบาล แกทราบเรื่องเข้าก็ขับรถมาหา มาขอหัดภาวนา (แกนอนอยู่ในรถยนต์) มีอุตสาหะมากทีเดียว

พอครบพรรษา เราจะกลับเมืองไทยแหม่มนี้แกก็ให้ที่อยู่ ให้โทรศัพท์ ที่ในเมืองซิดนีย์ ตอนนั้นหลวงปู่ยังไม่เคยไปในเมืองซิดนีย์ เลยไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร รู้จักแต่พวกบ้านฟาร์มตามชนบทตามป่าเท่านั้น

เราก็เลยนึกว่าแหม่มแกคงเป็นพวกชาวนาฝรั่งหรือพวกคนชนบททั่วไป พอออกพรรษา แกก็กลับซิดนีย์ อาตมาก็กลับมาที่วัดพุทธรังษี ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ ๘๘ ถนนสแตนมอร์ (Stanmore Road) ตอนนั้นมีพระประจำอยู่ ๒ องค์ คือ พระมหาสมัยกับพระจากวัดบวรฯ ตามโครงการเดิมของมหามกุฎราชวิทยาลัย แต่ละชุดพระจะอยู่ประจำเพียงปีเดียว (๑ พรรษา)

กลับมาถึงวัดใหม่ๆ ต้องไปสอนที่พุทธสมาคมตอนค่ำ ๑๙.๐๐ น. อาทิตย์ละ ๔ ครั้ง ถ้าหลวงปู่อยู่ก็ต้องไปเทศน์ที่นี่แหละ อาทิตย์ละ ๔ ครั้ง ก็ไม่ได้ติดต่อไปที่ครอบครัวของลูกศิษย์หรือ ครอบครัวแหม่มวิกกี้เลย 

ทีนี้มาวันหนึ่ง ก็ไปที่พุทธสมาคมจีน มีคนไป ๓๐-๔๐ กว่าคน วันนั้นหลวงปู่สอนภาวนา ภาวนาให้ทุกคนหลับตาด้วย พอภาวนาเสร็จ ลืมตามา เห็นแหม่มวิกกี้มากับแหม่มอีกคน ฝรั่งที่ตอนแรกเขาก็ไหว้กราบไม่เป็น แต่พอเขารู้จักภาวนาเป็น กิริยามารยาทเขาก็สำรวมเรียบร้อยไปเอง เขาก็คลานเข้ามากราบไหว้เหมือนคนไทย หนนี้พาแม่มากราบด้วยเขาว่าจะขอมารับไปเมตตาอยู่ที่บ้าน อาตมาว่าต้องมีผู้ชาย เขาก็บอกว่ามีแดนนี่ (Danny) ไปอยู่ด้วย จะให้ขับรถมารับที่วัด 

ก็เป็นอันได้ไปบ้านเขาเป็นครั้งแรก พอไปถึง มันไม่ใช่บ้านชาวนาธรรมดาอย่างที่เคยคิด บ้านเขานี่อยู่ในเขตเศรษฐีอยู่ เป็นเขตบ้านคนรวยฝรั่งที่เขามีเป็นเขตๆ ย่านๆ เหมือนกัน ที่บ้านเขานี่มีบริเวณ มีที่ทำงาน (Office) ในตัวด้วย พ่อเขาเป็นคนค้าขายเรื่องที่ดินคล้ายๆ พวกนายหน้า (State agent) จัดหาบ้านหาที่ดินพวกนี้แหละ ก็มีฐานะทีเดียว มีรถยนต์ ๓ คัน มีโทรศัพท์ ๓ เครื่อง พ่อแม่เขาอยู่กันพร้อม มีคุณยายอยู่ด้วยอีกคน

พอไปถึงเขาเตรียมเป็นกระท่อม โรงเก็บของทำเป็นกุฏิให้ คือพวกฝรั่งนี่ เรื่องจัดบ้านช่องเขาเก่งมาก จากกระท่อมโรงนาโรงเก็บของเขาก็จัดดัดแปลงแต่งห้องแต่งบริเวณได้น่าดูสวยงามพอสมควร ฝรั่งนี่เขาช่างจัดจริงๆ 

ครั้งแรกนั้นเขานิมนต์ให้อยู่ ก็พักอยู่ถึง ๘ เดือน เขาถวายอาหาร เอาใจใส่ดูแลทุกอย่างพร้อม แล้วบ้านนี้ก็ไม่ไกลจากตัววัดพุทธรังษีด้วย

ทีนี้ก็มีเรื่องที่ว่าจะกลับเมืองไทยหลังออกพรรษา คืออาตมานี่เรื่องตั๋วเครื่องบินอะไรก็มีครบแล้ว สำรองที่นั่งเรียบร้อยแล้ว ส่วนท่านมหาสมัยก็เรียบร้อยแล้วเป็นอันว่าจะกลับพร้อมกันกับท่านมหาสมัยพรุ่งนี้แล้ว ก็ให้เกิดว่าพระหนุ่มๆ ที่อยู่นั่นก็จะกลับบ้าง ก็โทรรายงานทางวัดบวรฯ ทางวัดบวรฯ ก็เลยเปลี่ยนคำสั่งใหม่ให้อาตมากับพระมหาสมัย (พระเทพสีลาภรณ) อยู่ดูแลวัดต่อไปอีก ก็เป็นอันอดกลับ ก็เลยได้มาอยู่บ้านแหม่มวิกกี้นี่แหละ แต่ก็ดีที่ว่า อยู่ไม่ไกลจากวัดพุทธรังษี

ที่วัดพุทธรังษีนี้ หลวงปู่เทสก์ท่านก็เมตตาไปเยี่ยม ก็ได้ลูกศิษย์เชื้อจีนถือสัญชาติออสเตรเลีย มากราบท่านอยู่หลายคน ตอนหลวงปู่เทสก์ท่านสร้างวัดหินหมากเป้งพวกลูกศิษย์จีนนี่ก็มาภาวนาประจำที่วัดหินหมากเป้ง เมื่อครั้งที่มีงานทำพิธีเปิดวัดพุทธรังษี สมเด็จพระสังฆราช (สมเด็จพระญาณสังวรฯ) และเจ้าคุณธรรมดิลก (วิชมัย ปุญญาราโม) ก็ได้เมตตามาร่วมในพิธีเปิดด้วย

แหม่มวิกกี้ได้มาอาราธนานิมนต์พระไปเมตตาที่บ้านเขารวม ๑๐ กว่าองค์ (คือนิมนต์พระที่มาในพิธีเปิดวัดพุทธรังษี) เขาก็จัดรับพระแบบไทยของเรา มีตั้งโต๊ะหมู่บูชา มีองค์พระพุทธรูปเหมือนที่เมืองไทย ที่ห้องรับแขก แล้วก็จัดอาสนะพระ พวกผู้หญิงฝรั่งนี่นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันหมด คนเราพอรู้จักภาวนา รู้จักกราบพระ กิริยามารยาททุกอย่างก็กล่อมเกลาประณีตขึ้นไปเอง

ส่วนแหม่มวิกกี้ (Vicky) มาขออาราธนาศีลกับอาตมา แกเก่งทีเดียวมาหัดท่องบาลี กลับไปบ้านบอกว่าท่องไปทำกับข้าวไปพร้อมกัน (หัดท่องคืนเดียว) เช้าขึ้นก็อาราธนาศีลได้เองเลย บ้านนี้เขานิมนต์พระไปถึง ๒ ครั้ง สมเด็จพระญาณสังวรฯ (สมเด็จพระสังฆราช) ประทานพระพุทธรูป ภปร. ให้ ๑ องค์ไว้บูชาที่บ้านด้วย

ต่อมาแหม่มวิกกี้แกเลิกเล่นหนังแล้วก็อยู่บ้านเฉยๆ แล้วก็ได้มีการเดินทางไปท่องเที่ยวรอบโลก เขาไปกันทั้งครอบครัว เป็น Family tour ไปกันหมด พ่อ แม่ ลูก พ่อของวิกกี้เป็นชาวเยอรมัน เขาไปรอบโลกกันนี่ใช้เวลาไปร่วมปี แหม่มวิกกี้ก็ให้เกิดไปเจอเอาโปรเฟสเซอร์อเมริกัน (Professor) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาพวก โมโนกราฟ โปโลกราฟ (Monograph Polograph) พวกที่เขาสามารถใช้เครื่องฉายทำภาพจริงในอากาศ ด้วยวิธีการฉายแสง ก็เลยเกิดชอบพอกัน ก็กลับมาบ้านที่ซิดนีย์ (Sydney) มีการจัดพิธีแต่งงาน เขาจัดขึ้นที่บ้านของวิกกี้เอง ไม่ได้ไปจัดที่โบสถ์ เขาไปจัดพิธีใต้ต้นไม้ใหญ่ มีการเปิดไบเบิล (Bible) อ่านกันที่ใต้ต้นไม้นั้น มีแขกเหรื่อมาร่วมมากมาย เขานิมนต์หลวงปู่ไปด้วย โดยจัดให้หลวงปู่อยู่ในห้องรับแขก (Sitting room) เขาอาราธนานิมนต์ให้นั่งเก้าอี้พ่อบ้าน เขายกเก้าอี้พ่อบ้านให้ คือสำหรับธรรมเนียมฝรั่งแบบโบราณนี่เขาถือ เก้าอี้พ่อบ้าน คนอื่นหรือลูกๆ มักจะไม่ไปนั่ง เป็นเก้าอี้สำหรับหัวหน้าครอบครัว ก็เรียกว่าเขาเคารพในองค์หลวงปู่มาก ก็ได้นั่งเก้าอี้พ่อบ้าน อยู่ใน Sitting room มองดูงานที่เขาจัดกันที่บริเวณสวนนอกบ้าน

What is Buddhism?

อยู่ๆ ก็มีผู้หญิงกลางคนคนหนึ่ง มาถึงก็มานั่งที่พื้นใกล้ๆ มาถามว่า พระพุทธศาสนาคืออะไร (What is Buddhism?) ก็พูดไปบ้าง แต่วันนี้ ผู้คนมากมาย เป็นงานใหญ่ก็ไม่ได้พูดกันมาก จากนั้นอีกไม่กี่วัน ก็มีจดหมายมาถึงอาตมาบอกว่าเขามีบ้านอยู่เมลเบิร์น (Melbourne) จะให้อยู่เปล่าๆ 

อาตมาก็เอาจดหมายนี้ให้แหม่มวิกกี้ดู พอเห็น วิกกี้ก็บอกว่า คนคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา ชีวิตเขานี้ถ้าต้องการอะไรแล้ว ได้ทั้งนั้น หมายความว่าร่ำรวยมหาศาล ร่ำรวยมากทีเดียวและเป็นญาติกับแหม่มวิกกี้ อาตมาก็หาลูกศิษย์ชายได้คนหนึ่ง ก็ตกลงไปเมลเบิร์น 

ที่บ้านพักที่เขาจัดให้สะดวกสบายแบบบ้านฝรั่งครบถ้วน มีครบหมดทุกอย่าง ในห้องรับแขกใหญ่นั้นมีเตาผิงขนาดใหญ่อีกเช่นกัน ทำออกแบบสวยงามทันสมัย มีกระทั่งเครื่องซักเครื่องอบผ้าให้พร้อมสรรพ หลวงปู่อยู่กับลูกศิษย์ แต่ลูกศิษย์เกิดอยู่ชั่วคราวก็กลับ อาตมาก็เลยต้องจัดการเอง เครื่องซักเครื่องอบผ้าก็มีแล้ว ถึงเวลาอาตมาก็โยนผ้าซักเข้าเครื่อง กดปุ่ม พอเสร็จก็โยนเข้าเครื่องอบผ้า กดปุ่ม เรียบร้อย ผ้าก็แห้งดีหมด ไม่ต้องไปตากที่ไหนอีก สะดวกดี ทุกอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน อาหารเขาก็เอามาส่งตอนเช้าสม่ำเสมอ ก็อยู่มาๆ ก็เริ่มมีนักภาวนาฝรั่งมาเป็นหมู่ ภาวนากันเป็นหมู่ใหญ่แล้วก็มีคนมานิมนต์ไปสอนภาวนาที่สำนักพุทธของธิเบตทุกอาทิตย์

ทีนี้ก็มีคนออสเตรเลียในเมืองเมลเบิร์นมานิมนต์ เขาเป็นพวกข้าราชการของฝรั่ง เขาเอารถมารับ ขอให้ไปสอนอาทิตย์ละครั้ง ก็ได้ลูกศิษย์เป็นฝรั่งเพิ่มขึ้นๆ เป็นแต่พวกฝรั่งทั้งนั้นเลย คนไทยไม่มีหรอก ตกลงอาตมานี่ก็เลยอยู่ภาวนาและสอนภาวนาที่เมลเบิร์นเกือบ ๒ ปีกว่า

สติหยั่งลงสู่อมตธรรม

อยู่มาวันหนึ่งก็มีแหม่มที่มาจากไอร์แลนด์เหนือ เคยไปอยู่ภาวนาที่เมืองนิมบิน (Nimbin) แหม่มแกเดินทางมาจากไอร์แลนด์เหนือมาหา 

ตรงนี้มีเรื่องจะเล่าคือ ขณะรอเครื่องบินที่สนามบินเมลเบิร์น คือกำลังรอศิษย์ที่มาจากไอร์แลนด์ คือเราไปรับเขา รออยู่ ๒ ชั่วโมงกว่า รอนานเข้าก็เลยหาอะไรทำ (คืออาตมาสมัยเด็กๆ ที่ชอบวาดรูป) ก็เลยนั่งดูเงากับแสงเล่น มันก็เลยเกิดรู้ขึ้นว่า พอคิดมันก็รู้ว่า ไอ้ เห็น กับ รู้ นี่มันสั้นนิดเดียวจริงๆ ของจริงมันแป๊บเดียว อนาคตมันก็ยังมาไม่ถึง อดีตก็เป็น (๐) ศูนย์ ฉะนั้น ปัจจุบันมันสั้น มันไม่มีเวลา แม้จะคิด คิดก็คือหลง มันเอาอดีต อนาคต ปัจจุบันมาเย็บโยงกัน 

อืมม์ พอคิดได้ยังงั้น มันก็เกิดปีติสุข พอเกิดอย่างนั้น หน้ามันหงาย คือพอเกิดปีติอย่างนั้น คอมันก็หงายไปข้างหลัง ก็ไม่รู้นานเท่าไร ลูกศิษย์ฝรั่งแกก็คิดว่าเราง่วงนอน ก็เอาถ้วยกาแฟมารอที่จมูก นี่แหละเรียก วิญญาณรู้ รู้แต่ไม่รู้เรื่องละก็ มันคือหลง แหม พอมันเกิดเห็นแจ้งแบบนั้นก็สบาย เหมือนเอาลูกเชอรี่มาวางบนไอศกรีม งั้นซี คือมีสติประจำ ปัจจุบันมันก็สบายเรื่อย (โลก ภพ กามภพ รูปภพ คือวิญญาณรู้คิด แต่ไม่มีปัญญาคิด) สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงว่า สติหยั่งลงสู่อมตธรรม

พระพุทธศาสนาไม่ต้องการคำอธิบาย ถ้ายังอธิบาย เป็นปรัชญา อธิบายก็ผิด เพราะความคิดมันยังหลงอยู่ ของจริงๆ คือ จริง (Fact) ไม่มีการสงสัย มันแจ่มแจ้งตามธรรมชาติ นี้คือพุทธปัญญา

ถ้าการสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไม่มี ก็ถึงบางอ้อ เพราะความคิด คำพูด โดยธรรมชาติของมันนั้นบกพร่องอยู่ แล้วจะเอาอันนี้ไปสู่ความจริง “พุทธ” ไม่ได้ 

อาตมานี่เมื่อจบ ม. ๘ ใหม่ๆ เคยคุยกับบาทหลวงท่านหนึ่ง เรื่องปรัชญาของฝรั่งนี่มี ๒ อย่าง คือ วัตถุนิยม กับ ความคิด (ทิฎฐิ)

อย่างลัทธิเต๋า (เต๋าตีเกียง) เป็นคำสอนลึกลับ ขึ้นต้นก็ว่า ทีแรกไม่มีอะไร แล้วเกิดมี ๑ (หนึ่ง) พอมี ๑ แล้วก็มีทั่วไปหมด นี่คนธรรมดาฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ต่อมาก็เลยกลายเป็นคาถา มีรูปคนขี่ควาย

คือประวัติมีว่า แกเป็นบรรณารักษ์อยู่ในห้องสมุดของจักรพรรดิจีน หนังสือจีนมีมากกว่า ๓,๐๐๐ ปี เขียนบนกระดาษไม้ไผ่ แกอ่านมากก็เลยเกิดเบื่อ ก็ออกจากเมือง ทีนี้พวกขุนนางพวกทหารก็ไม่ให้ออก ถ้าไม่เขียนหนังสือก่อนออกจากกำแพงเมือง แกเลยเขียนอักษรไว้ประมาณ ๑,๐๐๐ ตัว ว่า แต่แรกไม่มีอะไร จาก ๑ แล้วเป็น ๒ จาก ๒ ก็มีทั่วไป

ยุคนั้นนี่เป็นยุคสมัยพระพุทธกาล = เป็นยุคทองของโลก

Golden age of the world – เป็นสมัยพระพุทธเจ้า

·     เล่าจื้อ-โซไครตีส โซไครตีส เป็นปรัชญาที่ยอดของฝรั่ง ต่อมามีพลาโตั นักอุดมคติ Republic – อริสโตเติล = วัตถุนิยม กฎหมาย ระเบียบต่างๆ วิทยาศาสตร์ แต่เขียนตำราอ่านยากมาก

ฝันว่า ไปอยู่ในปราสาทยุโรปโบราณ

ในช่วงนี้ อาตมากับลูกศิษย์ขึ้นไปอยู่กับฮิปปี้บนเขาสูง บนเขานั้นเป็นป่าแท้ๆ ยังคงสภาพตามธรรมชาติที่สมบูรณ์ คือ ๒ คนผัวเมีย ชื่อ มุนี (Muni) และสันติ (Santi) ทำกุฏิซีเมนต์เสริมเหล็กคอนกรีตให้ในป่า ชื่อ ปิดเชอนกาลเล คือเขามีที่ดินผืนใหญ่ในป่า ก็เลยไปสร้างกุฏิคอนกรีตที่พัก ทำอยู่ ๒ ปีเสร็จ อาตมาก็ไปภาวนาอยู่ประมาณเดือนกว่า แต่ว่าการไปมาลำบาก ถนนแย่มาก ตลอดทางขึ้นเขา รถต้องเครื่องดีจริงๆ จึงจะไหว เขาก็สร้างกุฏิที่พักนี่ตรงบริเวณยอดเขา มีลูกศิษย์แหม่มหมอชาวไอริชจากไอร์แลนด์เหนือ ทีนี้ วันหนึ่งก็ลงมาภาวนากับครอบครัวออสเตรเลีย เจ้าของกุฏิหลวงปู่ ก็วันหนึ่งก็ฝันว่า ไปอยู่ในปราสาท (Castle) ของยุโรปโบราณ ใหญ่โต โอฬาร สวยงาม บนเพดานห้องมีลายสลักเถาดอกไม้ 

หลวงปู่ก็เล่าฝันให้เขาฟัง แหม่มโจฮันก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ใครจะไปรู้ หลวงปู่อาจจะได้ไปจริงๆ ก็ได้ แล้วเวลาไปอาจจะเดินทางด้วยตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่งก็ได้นะ”

ที่บนเขานี้มีลูกตัวเล็กๆ ของมุนี ก่อนกลับไอร์แลนด์เหนือมานั่งภาวนาด้วยเป็นกลุ่ม บัดนี้เป็นหนุ่มสาวไปหมดแล้ว

ต่อมาแหม่มแกก็ถวายรถยนต์เก่า (second handed) ก็จอดไว้หน้ากุฏิ แล้วเผอิญมีเด็กหนุ่มชาวออสเตรเลียมาขออยู่ด้วย แล้วก็ขับรถเป็น อาตมาก็เลยได้ทั้งรถยนต์และคนขับรถมาพร้อมเลย

อยู่ต่อมาก็มีคนเขาซื้อรถคาราวานใหญ่ ใหญ่ขนาดรถเสบียง เอาไปไว้บนเขาเดน เดอ นอง (Den de Non) ก็เลยย้ายไปอยู่ในคาราวานกับเขา ทีนี้ก็มีศิษย์ออสเตรเลียมาเป็นกลุ่ม ที่ เดน เดอ นอง นี่อาตมาได้อยู่จำพรรษาราว ๔ – ๕  เดือน ตอนนี้ลูกศิษย์ฝรั่งที่เคยไปภาวนาอยู่ด้วยที่นิมบิน (Nimbin) ก็ไปบวชเป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ตอนนี้ได้กลับมาเยี่ยมที่ เดน เดอ นอง เขาเป็นชาวไอริช (Irish) ชื่อ เดวิด (David) ตอนนั้น แซม (Azzam) ก็มาภาวนาเป็นครั้งแรกด้วย

เมื่อหลวงปู่อยู่นิมบิน มีพระลูกศิษย์ชื่อ เดวิด ชาวไอริชนี้ เดิมไปเรียนวิชาหล่อเทียน ต่อมาเลิกทำเทียนมาสนใจภาวนา ภายหลังเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์สิงห์ทอง พอท่านสิงห์ทองสิ้น ครั้งเครื่องบินตก ก็เสียกำลังใจ จึงสึกออกไป

หลังจากหลวงปู่ไปไอร์แลนด์เหนือแล้วกลับไทย แซมกับเดวิด โรเจอร์ และคณะศิษย์บางคนก็ก่อตั้งพุทธสมาคม (Buddhist Society of South Australia) 

เมื่อหลวงปู่ยังพักอยู่ที่บนเขาในป่าเดน เดอ นอง ก็มี แซม (Azzami) กับ พระจอห์น (John) มาเยี่ยม สักพักหนึ่งหลังจาก ๒ คนนั้นกลับไป อาตมาก็ได้รับจดหมายจากไอร์แลนด์เหนือจากแหม่มโจนส์ (Joan) พร้อมส่งตั๋วเดินทางเครื่องบินแควนตัส (Quantas) เป็นตั๋วชั้น ๑ มาให้ (จากที่ฝันเรื่องไปปราสาทยุโรปแล้วเล่าฝันให้แหม่มโจฮันฟัง แกยังว่า ใครจะรู้หลวงปู่อาจได้ไปจริงๆ ด้วยตั๋วชั้น ๑ ก็ได้ จากวันที่ฝันถึงได้รับตั๋วเครื่องบินก็ห่างกันราว ๑ ปี) ทีนี้พอจะต้องเดินทางไปไอร์แลนด์เหนือซึ่งอากาศหนาวมาก ลูกศิษย์ฝรั่งก็เลยพาไปซื้อผ้าสักหลาดมาเย็บทำจีวรหลวงปู่ ให้ตัวอย่างจีวรแหม่มคนหนึ่งไปดู แหม่มแกเกิดมาก็ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเย็บจีวรเลย  แต่ด้วยอุตสาหะ ความมีปัญญาและตั้งใจจริง เพียงไม่กี่วันแหม่มก็เย็บจีวรสำเร็จ ถูกต้องตามพระวินัย เหมือนตามจีวรต้นแบบเปี๊ยบเลย จีวรผ้าสักหลาดนี่หนักมาก ถ้าไม่หนาวจริงๆ ห่มไม่ไหวหรอก แต่ที่ไอร์แลนด์เหนือหนาวมากต้องให้อุ่นจริงๆ จึงจะไหว

ทีนี้ก็เปิดฉากเดินทางโดยสายการบินแควนตัส (Quantas) ไปไอร์แลนด์เหนือก็ต้องไปลงที่ลอนดอน (London) ก่อน แหม่มโจนส์ (Joan) ให้คนมารับที่สนามบินแล้วเดินทางโดย British Airway ไปไอร์แลนด์เหนือ มีคนมารับมาเรียงแถวตั้งแถวรับ แล้วก็ของคือพวกหนังสืออะไรก็มาก น้ำหนักเกินเขาก็ไม่ว่าอะไร

พอไปถึงที่นี้ก็อยู่คาราวานอีกแล้ว คาราวานแบบอังกฤษเป็นชนิดเล็กๆ มีแต่ที่นอน ห้องน้ำใช้ในบ้าน ใช้ฮีทเตอร์ไฟฟ้าก็หนาวน่าดู ส่วนที่บ้านของแหม่มโจนส์ (Joan) เป็นตึกใหญ่ ๒ ชั้น พ่อของแหม่มนี่เป็นนายแพทย์ฐานะดี ส่วนอาตมาเขาจัดให้อยู่ที่คาราวาน ส่วนวันธรรมดา เขาก็นิมนต์ไปใช้ห้องรับแขกบ้านเขาได้ ก็มีคนมาภาวนาไม่มาก คือฝรั่งชาวไอริช (Irish) นี่เป็นนิกาย คาทอลิก (Catholic) เขาเคร่งครัดในศาสนาและถือขนบประเพณีโบราณอย่างเคร่งครัดทีเดียว คือพวกตระกูลจากสก๊อตแลนด์ การแต่งเนื้อแต่งตัว เพื่อนฝูงเขายังคงแต่งกายแบบชาวสก๊อต

อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้หญิงฝรั่งวัยกลางคนแต่งตัวเรียบๆ ธรรมดา มีกิริยาเรียบร้อยเป็นผู้ดีมาขอเรียนสมาธิหัดภาวนา แล้วถามว่า “ถ้าขอมารับไปที่บ้านจะได้ไหม” อาตมาก็บอกว่า “ได้ แต่ต้องมีโยมผู้ชายมาด้วย” เลยแกไปพาเด็กชายหนุ่ม ผิวพรรณรูปร่างหน้าตาดีมารับ ก็เลยไปกับเขา ขับรถไปไกลมาก ตามทางไปนอกเมือง ไม่มีบ้านคนเป็นป่าไปตลอดจนไปถึงบริเวณหน้าบ้านเขา มีประตูแบบโบราณใหญ่โตมาก มีตึกบ้านคนเฝ้าประตูรั้วแบบตามคฤหาสน์ฝรั่งโบราณ รถก็แล่นผ่านเข้าไปในบริเวณกว้างขวาง สองข้างทางเป็นป่าไม้ ป่าละเมาะสวยงาม มีสระน้ำกว้างใหญ่ บางช่วงเป็นลานสนามกว้าง มีกวางออกมาเดินอยู่หลายตัว ยังมองไม่เห็นผู้คนเลย 

รถแล่นไปตามถนนเรื่อยๆ ก็ผ่านต้นโอ๊คใหญ่ (Oak Tree) อายุไม่รู้กี่ร้อยปี ก็ขอให้หยุด ขอถ่ายรูปต้นโอ๊คหน่อย จากนั้น ก็เห็นตึกชั้นเดียวปลูกยาวๆ ขนานไปกับถนน ก็เลยบอกเขาว่า ตึกนี้น่าจะทำที่ภาวนาได้นะ เขาตอบว่านี่เป็นเพียงโรงเลี้ยงม้าเท่านั้น โอ้โฮ อาตมาเลยถามว่าที่บริเวณบ้านหรืออะไรกันแน่ เนื้อที่ดินกว้างขวางสักเท่าไร เขาตอบว่าประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าเอเคอร์ (เอเคอร์ก็ประมาณ ๒.๕ ไร่ ) ก็ร่วม ๒,๕๐๐ ไร่ของบ้านเราละซิ “ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาสามัญแล้วละนี่” พอรถแล่นพ้นป่า ถนนก็โค้งมาเป็นลานขนาดใหญ่ มีสนามกว้างขวางอยู่หน้าคฤหาสน์หรือปราสาทก็ว่าได้ เห็นสวนดอกไม้ปลูกไว้เป็นแถวเป็นแนวสวยงามมาก ตึกนั้นดูเหมือนแบบกระทรวงกลาโหม ตึกสีขาวแต่ใหญ่โตมโหฬาร ที่หน้าจั่วของหลังคาตึกมีธงประดับอยู่หลายธงหลายสีปลิวไสวดูสง่างาม อาตมาก็รู้ได้ในทันทีว่านี่มันเป็นปราสาท (Castle) ของพวกเจ้าพวกโนเบิล (Noble people) 

เขานิมนต์เข้าไปภายใน ผ่านห้องโถง ห้องรับแขกอะไรหลายห้อง เพดานสูงลิบ ข้างฝาเขาไม่นิยมติดภาพวิวภาพอะไร เห็นมีแต่รูปเขียนสีน้ำมันรูปบรรพบุรุษ แต่งกายเต็มยศเรียงเป็นแถวๆ ล้วนแต่รูปเจ้านายดูขึงขัง ก็รู้ว่า แหม่มผู้หญิงที่มาภาวนาแต่งตัวเรียบๆ นี่เขาเป็นถึง ดัชเชส (Duchess) ก่อนที่หลวงปู่จะเดินทางมาไอร์แลนด์เหนือ

เดิมเขาเป็นเลดี้ (Lady) สามีเป็นท่านลอร์ด (Lord) ต่อมาได้เลื่อนเป็น ดยุคและดัชเชส ออฟ อัลเบอร์คอน (Duke and Duchess of Abercorn) เขาก็พาเดินผ่านห้องต่างๆ เข้าไปภายในตัววัง ข้าวของเครื่องใช้ของเขานี่หาซื้อตามตลาดไม่มีหรอก มันของตกทอดกันมาของเจ้านายฝรั่ง เดินดูกันเหนื่อยก็ยังไม่ทั่ว อาตมาก็มีกล้องถ่ายรูปราคา ๒๕ เหรียญ กล้องเด็กเล่นน่ะ ก็ถ่ายรูปเรื่อยไป

มีห้องรับแขกห้องหนึ่งใหญ่โตโก้มาก เพดานสูงสีขาว เขาทำสวยงาม ละเอียด ก็ยกกล้องขึ้นจะถ่ายรูปเพดาน โอ๊ย อาตมาก็เข่าอ่อนต้องนั่งลงบนเก้าอี้เลย พอแหงนหน้าขึ้นดูเต็มๆ ตา ก็เลยบอกเขาว่า “ห้องนี้ เพดานนี้ที่ฉันฝันเห็นมาแล้ว เหมือนกันเปี๊ยบเลย” ก็บอกเขาตรงๆ ว่าเห็นมาล่วงหน้าแล้ว เหมือนเปี๊ยบจนหลวงปู่เกือบเป็นลม คือฝันเห็นล่วงหน้าตั้งแต่อยู่ออสเตรเลีย (ที่เล่าให้แหม่มโจฮันฟัง เขายังว่าหลวงปู่อาจจะได้ไปจริงๆ ก็ได้ แถมอาจไปเครื่องบินชั้น ๑ ก็ได้นะ) วันที่ฝันเห็นกับวันนี้ ห่างกันราวๆ ๑ ปี

แล้วหลวงปู่ก็ถามเขาว่า นี่พวกคุณเป็นอัศวินใช่ไหม เขาว่า ใช่ ตระกูลเขาเป็นอัศวิน แล้วเขาก็พาชมห้องต่างๆ แล้วพาเดินไปตามเฉลียง แหม เดินทางไกลทีเดียวไปยังห้องๆ หนึ่งมีหีบบรรจุของเดินทางโบราณขนาดใหญ่ ใหญ่ขนาดโลงศพขนาดใหญ่ ที่หีบมีประดับลวดลาย อาวุธมีตรา แกะสลักรูปดาบ โล่โบราณประทับไว้ หลวงปู่เองท่านก็เคยฝันเห็นอัศวินทรงเครื่องเต็มยศ สวมเสื้อเกราะ หมวกเหล็กประดับพู่ มือถือหอกขี่ม้าศึก

สมัยท่านยังเป็นเด็กน้อย เมื่ออายุได้ ๗-๘ ขวบ ขณะนอนอยู่ใกล้แม่บน เตียงไม้ใหญ่จากยุโรปสมัยเก่า ที่บ้านอุตรดิตถ์ (ท่านคงเคยเป็นเจ้านาย เป็นอัศวินฝรั่ง ท่านจึงมีโอกาสไปเมตตา โปรดลูกหลานฝรั่งเก่าของท่านในครั้งนี้ – ผู้จดบันทึก)

พวกคนอังกฤษนี่เขาถือชั้นวรรณะมาก ถือตัวมาก เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปว่า คนแต่ละชั้นไม่เท่ากัน พวกคฤหาสน์วังแบบบ้านนี้นี่ ปกติเขาไม่ให้เข้าไปหรอก คนธรรมดาทั่วๆ ไปก็ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกัน ไม่มีโอกาสเข้าไป ธรรมเนียมเขาเป็นอย่างนั้น หลวงปู่ก็เผชิญโชคดี เขามานิมนต์เข้าไปชมวังของเขา ก็พาไปดูห้องสมุด ห้องหนังสือของเขา ห้องใหญ่โต หนังสือไม่รู้จะสักกี่พันเล่ม เรียงเป็นหมวดหมู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย มีรูปแม่พระใส่กรอบทองแบบรัสเซียงดงามมากทีเดียว 

Duchess นี่แกเป็นเชื้อสายราชวงศ์รัสเซีย ตัวท่านลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบทเทน (Lord Louis Mountbatten) เป็นพ่อทูนหัว คือเป็น Godfather ส่วนพวกเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่ไปรับอาตมานั่น เป็นหลานของ Lord Louis Mountbatten 

คือเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านลอร์ดผู้นี้เป็นแม่ทัพใหญ่เข้ามาปลดอาวุธญี่ปุ่นในเมืองไทย มีการนำกองทหารอังกฤษมากระทำพิธีสวนสนาม ที่ถนนราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (ร.๘) ประทับยืนบนปะรำพิธี มีท่านลอร์ด Lord Louis Mountbatten ยืนอยู่ข้างๆ พระองค์ ท่านลอร์ดผู้นี้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังทหารอังกฤษ (เป็นรองของจอมพล McArther นายพล ๕ ดาวของอเมริกัน สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒) คุมกองกำลังภาคพื้นแปซิฟิก อินเดีย พม่า สิงคโปร์ ตัวท่านลอร์ดมีกองบัญชาการอยู่สิงคโปร์ ต่อมาสงครามโลกเลิกแล้ว กลับไปอยู่บ้าน ตอนอายุมากก็เกิดไปถูกระเบิดในเรือเสียชีวิตไปในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทางอังกฤษสมัยเชอร์ชิลล์ต้องการเอาเมืองไทยเป็นเมืองขึ้น แต่เดชะบุญ ประเทศไทยก็รอดมาได้จนปัจจุบันนี้

ทีนี้พอออกจากห้องหนังสือ เขาพาไปที่ห้องภาวนา เขาเรียกห้องพระ คือ ตัวดัชเชส (Duchess) แกซื้อผ้าจากเมืองไทยไปผืนหนึ่ง ไปแขวนห้อยลงมาที่ผนัง แบบที่เรียกว่า ทาพีสเซอรี่ (Tapiserie) เป็นเครื่องหมายแทนพระพุทธศาสนา ภายในห้องนั้นทุกอย่างเป็นสีขาว ผนังขาว เพดานสีขาว ที่พื้นทั้งห้องปูขนแกะไอร์แลนด์ นุ่มขาวสะอาด นุ่มมากจนเวลาเดินเหมือนจะลอยไป (แกะที่ไอร์แลนด์นี่ตัวเล็กๆ ขนสีขาวสะอาดและนุ่มมาก ไม่เหมือนกับแกะทางออสเตรเลีย)

จากนั้นเขาก็พาไปที่ห้องกระจก ห้องนี้ยกพื้นสูงพอดีลอยอยู่ระดับกิ่งไม้ใหญ่ ผนังห้องโค้งเป็นกระจก มองเห็นต้นไม้กิ่งไม้ เห็นวิวทิวทัศน์ของสวนดอกไม้สวยงาม เขาถวายน้ำชาที่นี่ คือห้องนี้เป็นห้องดื่มน้ำชาของเขาตอนบ่าย (Tea Room) เสร็จแล้วเขาก็พากลับไปส่ง ที่ปราสาทนี้เขานิมนต์หลวงปู่มา ๒ หน 

จากไอร์แลนด์เหนือ หลวงปู่กลับมาเมืองไทยมาพักอยู่บ้านพี่ชาย (ขุนประเสริฐศุภมาตรา) พักอยู่ชั่วคราว ตอนนั้นภริยา โยมอินทิรา (พี่สะใภ้) ตายแล้ว มีห้องบนบ้านว่าง เขาก็นิมนต์ให้เราพักอยู่ ก็อยู่หลายเดือน ทีนี้คือ พอเราไปวัดบวรฯ ไปที่กุฏิท่านเจ้าคุณธรรมดิลก (วิชมัย บุญมาก) เลขามหามกุฎฯ วัดบวรนิเวศวิหาร บังเอิญท่านถือจดหมายซองยาวอยู่ เราก็เดินเข้าไปถึงพอดี แล้วท่านก็เปิดออกอ่านในจดหมายนั้น แล้วท่านก็ว่า “ที่เมืองอาเดเลด (Adelaide) เขาต้องการพระ ท่านไปไหม” ตัดสินใจรับ นั่นแหละถึงได้กลับมาอเดเลด (Adelaide) ออสเตรเลียอีก เมืองนี้ห่างจากซิดนีย์ (Sydney) เกือบ ๑,๐๐๐ กิโล (หนึ่งพันกิโลเมตร) ห่างจากเมลเบิร์น (Melbourne) ขับรถกันเกือบร่วมวันกว่าจะถึง

ก็เสี่ยงมาที่อเดเลดนี้ เขามีพุทธสมาคม แล้วเขาก็เช่าบ้านให้อยู่ จ้างคนเฝ้าบ้านไว้เป็นลูกศิษย์พร้อมไปด้วย  ที่ฟินดอน (Findon) นี้ หลวงปู่อยู่ ๔ พรรษา ก็ได้ลูกศิษย์นักภาวนาเป็นพวกฝรั่งชาวลังกาที่ดีมาก เขามั่นคงมีศรัทธามาก อย่างเช่นลูกศิษย์ฝรั่งเมืองอาเดเลด ๒ คนผัวเมีย เพิ่งแต่งงานก็มาสนใจภาวนา ไปภาวนาทุกวันพุธ ต่อมาเขามีลูก ลูกคลอดได้ ๗ วันเท่านั้น พ่อแม่อุตส่าห์หอบหิ้วเอามาภาวนาด้วย เขาเล่าว่าลูกคนนี้แปลก เมื่อคลอดออกมาไม่ร้องแว้ๆ เหมือนเด็กทารกแรกเกิดอื่นๆ ตอนเจ็บท้อง แม่เด็กภาวนาตลอดเวลา เด็กออกมาก็เฉยๆ ลืมตา สบายๆ ต่อมาพ่อแม่ก็พามาด้วยทุกครั้ง เวลาพ่อแม่นั่งภาวนา เขาก็เอาลูกน้อยใส่ตะกร้าเด็กไปไว้ในห้องมืดๆ ข้างๆ เด็กทารกนั้นไม่เคยร้องให้ กว่าจะภาวนาเสร็จก็ ๕ ทุ่มโดยประมาณ ปลุกขึ้นไม่เคยร้องกวนพ่อแม่ เขาพาภาวนาด้วยตั้งแต่อายุ ๗ วัน ทุกวันพุธ พอโตหน่อยเด็กน้อยนี้ก็หอบที่นอนตัวเองมาด้วย พ่อแม่ก็นั่งภาวนาไป แกก็นอนรอ นอนหลับไปไม่มีรบกวน จนป่านนี้อายุเห็นจะ ๑๖-๑๗ ปีก็ยังไปกับพ่อแม่ เรียนหนังสือดี เชื่อฟังดี หายากเด็กฝรั่งแบบนี้ คล้ายภาวนาแต่อายุ ๗ วัน ต่อให้เด็กไทยก็หาไม่ได้แล้ว ถึงปี ค.ศ. ๑๙๙๙ ตัวสูงเกินพ่อแม่ เกือบจบชั้นมัธยมแล้ว

อีกคนหนึ่งเป็นศิษย์สำคัญชาวลังกามีศรัทธาเข้มแข็งมั่นคงมากชื่อ ดร.การุณารัตน์ (Dr.Karunarattana) เป็นจิตแพทย์ชาวลังกาที่สามารถมีคลินิกของตนเอง ภริยาเป็นคนศรีลังกาเป็นคนมีตระกูลทั้งสามีภริยา

ทีนี้ ดร.การุณารัตน์นี้แกสนใจธรรมะ เดิมก็ไปมุ่งเรียนพระอภิธรรม แต่ต่อมา มาภาวนา ก็นั่งภาวนาได้วันละ ๒ ชั่วโมงเลย แกก็ทิ้งอภิธรรม เอาภาวนาล้วนๆ ทีนี้แกมีศรัทธาสม่ำเสมอ แกส่งอาหารเช้าถวาย เป็นอาหารแบบสำเร็จรูป (fast food) เป็นพวก ซุป แฮม ไก่ ขนมปัง น้ำอุ่น มีบิสกิต (biscuits) มีเนยใส่กล่องมา เขามาส่งอาหารนี้ส่งอาทิตย์ละ ๑ หน แต่ให้พอสำหรับฉันได้พอดี ๑ อาทิตย์ เรียกว่า ๗ วันทำถวายที มาส่งอาทิตย์ละครั้งเวลามาภาวนาทุกอาทิตย์เป็นเวลา ๑๐ ปีกว่าจน พ.ศ. ๒๕๔๒ (ค.ศ.๑๙๙๙) ทุกอาทิตย์ ส่วนภัตตาหารเพลนั่นเป็นปิ่นโต จากร้านอาหารคนไทย นายแซมช่วยขับรถรับอาหารมาวัดทุกวัน

ที่เมืองออสเตรเลียนี่ ฝรั่งเขามีการหยุดพักฮอลิเดย์ปีละ ๑-๒ เดือน (ยาวนานมาก หยุดทำงานนี่) ทางดร.การุณารัตน์แกก็กลับไปศรีลังกา ไปหาพ่อ ไปถึงแกก็ไปจับพ่อนั่งสมาธิ พ่อแก่มากแล้วราวอายุ ๘๐ ปีก็ยอม สอนภาวนากันอยู่ประมาณ ๑ เดือน ทีนี้พ่อก็เลยเรียกลูกเป็นอาจารย์

คือว่าบ้านพ่อของดร.การุณารัตน์ ที่อยู่ตรงข้ามกับวัดพระเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี พอดี วัดนี้อายุกว่า ๑,๐๐๐ ปี บ้านเขาอยู่ตรงใกล้ๆ ทะเลสาบ (บึงใหญ่) อยู่มาวันหนึ่งตาพ่อแกก็ไปหาลูกชายคนที่เป็นหมออยู่โรงพยาบาลที่แคนดี้ พอไปถึงโรงพยาบาลก็บอกลูกชายว่า “วันนี้ฉันไปแล้วนะ ” แล้วก็ลงนอนบนเตียงตรวจคนไข้แล้วก็ไปเลย นี่รู้วันตายตัวเอง อันนี้เรียกว่าเป็นหลานศิษย์ของเรา เพราะเราสอนลูกชาย (ดร.การุณารัตน์) แล้วตัวดอกเตอร์แกไปสอนให้พ่อภาวนาจนพ่อเรียกลูกว่าอาจารย์ เพราะฉะนั้นตัวพ่อแกก็เป็นหลานศิษย์เรา

บันทึกจากหลวงปู่..พูดถึงพ่อของดอกเตอร์การุณารัตน์ ทำให้นึกถึงเรื่องของหลวงปู่ขาวที่ พ่อหมอ (นพ.อวย เกตุสิงห์) บอกนิมนต์หลวงปู่ให้ไปได้ (คือนพ.อวยได้นิมนต์ให้หลวงปู่ขาวอย่าเพิ่งสละขันธ์ ขอให้อยู่กับลูกหลานต่อไป อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งคุณหมอเห็นว่า การที่ขอให้หลวงปู่อยู่ต่อไปอีกจะเป็นการทรมาณธาตุขันธ์หลวงปู่ จึงได้อธิษฐานขอยกเลิกการนิมนต์ต่ออายุหลวงปู่ที่เคยขอหลวงปู่ – webmaster) หลวงปู่ขาวถามท่านบุญเพ็งว่า วันนี้วันอะไร ท่านบุญเพ็งถามว่า หลวงปู่จะไปไหน หลวงปู่ขาวท่านลงนอนแล้วท่านก็ไปเลย…

ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งพิเศษมากคนนี้ คือเป็นบาทหลวงฝรั่ง เป็นคาทอลิก (Father Catholic) มาหัดภาวนาอยู่ร่วม ๕ ปี บางทีเขาเอารถมารับ แล้วขับพาไปในบริเวณป่าช้าฝรั่งของพวกเศรษฐี สถานที่นี้อยู่บนเขา บริเวณริมหน้าผา มองไปเห็นมหาสมุทรแปซิฟิกกว้างใหญ่สุดสายตา ค่ำวันหนึ่งแกมารับ หน้าหนาว เที่ยงคืนฝนตก พระจันทร์เต็มดวง แต่งตัวชุดบาทหลวง มีไม้กางเขนติดเสื้อมาด้วย ช่วงนั้นอาตมายังอยู่ที่บ้านแหม่มวิกกี้ (Vicky) ค่ำนั้นก็ไปที่ป่าช้าใหญ่มาก บนหน้าผาริมมหาสมุทร แสงพระจันทร์ส่องผิวน้ำระยิบระยับ ในบริเวณติดป่าช้าเงียบสงัดวังเวง แหมบาทหลวงนั่งนานกว่าเรามาก แกนั่งตัวตรงแข็งเกือบ ๒ ชั่วโมง จนเรากลัวจะไม่ออก กลับบ้านเอา ตี ๔ ครึ่ง เป็นครั้งแรกและสุดท้าย แบบนี้เราก็กลัวบาทหลวงจะไม่ออกจากภาวนา เวลาอาตมาสอนบาทหลวงนี่ เราไม่สอนให้กราบไหว้พระอะไรหรอกเพราะเขาก็ยังเป็นบาทหลวง

บาทหลวงแกว่า “นี่ “ (นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเขาน่ะ)

“นี่” คือการเอาจิตออกจากขันธ์ ๕ ใช่ไหม

อืมม์ ก็ไม่ต้องตอบแล้ว

เขาปลงสังขารได้แล้วนี่

พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงว่า อาจารย์นี่มี ๔ จำพวก

พวกนี่ ๑ อาจารย์ดี ลูกศิษย์ ดี เก่ง

พวกนี่ ๒ อาจารย์ไม่ดี ลูกศิษย์ไม่ได้เรื่อง

พวกนี่ ๓ อาจารย์ดี ลูกศิษย์ก็ยังงั้นๆ

พวกนี่ ๔ อาจารย์ก็ยังงั้นๆ ลูกศิษย์เก่ง ปฏิบัติได้ผลดียิ่ง

หลวงปู่นี่ท่าจะดวงพวกที่ ๔

พวกลูกศิษย์เรียนไว ภาวนาเก่ง ภาวนาได้แล้วก็ไม่ทิ้ง ไม่พบกัน ๑๐ ปี ๒๐ ปี ไม่เลิกภาวนา ไม่มีทิ้งภาวนา เรื่องบาทหลวง ภาวนาเอาจิตออกจากขันธ์ ๕ นี่เรื่องนี้เคยไปเล่าถวายสมเด็จพระสังฆราชในปี พ.ศ.๒๕๔๒ ทรงฟังแล้วทรงยิ้มๆ และมีพระ องค์ (ที่อยู่) ข้างหลังบอกว่า “ก็จบหลักสูตร จบเรื่อง”

จากดร.ฟอง (Fong) ได้ซื้อบ้านเก่าพร้อมที่ดินสร้างสำนักสงฆ์ขึ้น ที่ ๔๕ Smith Street Thebarton, Adelaide ปัจจุบันคือวัดรัตนประทีปวิหาร ขึ้นกับมหามกุฎฯ ปัจจุบันท่านเจ้าคุณมหาสมัย ได้ขยายวัดฝ่ายธรรมยุตขึ้นไปออสเตรเลียเพิ่มขึ้นอีก ปัจจุบันเท่าที่ทราบ ๕ แห่งคือ

  • วัดพุทธรังษี เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย
  • วัดป่าพุทธรังษี (วัดป่าเลอเมียร์ ห่างจากซิดนีย์ประมาณ ๖.๐ กิโลเมตร)
  • วัดธรรมรังษี Melbourne, Victoria
  • วัดรัตนประทีปวิหาร ๔๕ Smith Street, Thebarton, Adelaide, South Australia ๕๐๓๑
  • วัดป่าสูญญตาราม นิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย

ยุโรป – เม็กซิโก

คือเมื่อเจอคุณพรพิมล จันทร์ดี (คุณแจ๊ว) ครั้งแรกเจอประเดี๋ยวเดียว เขาเป็นคนพิมพ์เรื่อง เสียงจากออสเตรเลีย กับ ดร.สุวิทย์ คุณแจ๊วไปอยู่พม่าแล้วก็อเมริกา เขาไปเรียนภาวนาที่พม่ามาก่อน อาจารย์พม่าทำนายว่า “ต่อไปข้างหน้าจะได้เจออาจารย์ดีกว่าเขาอีก” ก็มีคนแนะนำคุณแจ๊วไปหาเถ้าแก่เม้ง ก็มาเกี่ยวกับเรื่องครูบาศรีวิชัย คือท่านอนันต์นัดเถ้าแก่เม้งไปงานเปิดพิพิธภัณฑ์ครูบาศรีวิชัย ที่ลำพูน วันนั้นสมเด็จพระเทพฯเสด็จฯ ผู้คนมามากมาย ก็ที่ใต้ถุนกุฏิพระ คุณแจ๊วก็เห็นเถ้าแก่เม้งโกนหัว คุณแจ๊วเองก็แต่งชุดขาวมากับเพื่อนหลายคน

ถึงคราวอะไรมันเกิด มันพร้อมหมดล่ะ พอถึงเวลาก็มีเรื่องให้ต้องไปอีสานกับเถ้าแก่เม้งกับพวกหลายคน ขากลับคุณเม้งขอแวะถ้ำกลองเพล ก็พอดีเจอท่านบุญเพ็ง และได้เจอพระหนุ่มๆเพิ่งกลับจากเยอรมัน ก็ถามว่าไปอยู่เยอรมันมาเป็นอย่างไรบ้าง พอขึ้นรถกลับมากรุงเทพฯ ก็เกิดคิดว่าไปอยู่เยอรมันน่าจะดีเหมือนกัน ก็จะไปสวิสตามที่คุณพรพิมลนิมนต์มาก่อน แต่ใครจะมารับก็ไม่รู้ จะอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ ก็นึกว่าถ้าพลาดท่า ก็นั่งรถเข้าเมืองแฟรงค์เฟิร์ต ก็คงได้

ก็พอดีไปถึงสวิส คุณแจ๊วก็มารับกับเจ้าของร้านอาหารไทยชื่อร้านสุโขทัย เขาเช่าบ้านหลังใหญ่ ยังไม่มีคนอยู่ เขาก็ให้เราอยู่ ตอนนั้นแซม (Azzam) ยังไม่ได้มาอยู่ด้วย ก็เสี่ยงไป พอดีโยมม้วน คุณพ่อของคุณแจ๊วเป็นนายพันโททัพบก เกษียณอายุแล้ว มาอยู่เป็นลูกศิษย์ประจำตัว ก็อยู่รอดไปได้ ๑ พรรษา 

อาตมานี่ตอนอยู่ต่างประเทศ ภาวนาดีที่สุดก็ที่ฟินดอน (Findon) ออสเตรเลีย ที่นั่นมีเทวดารักษา ถ้ากลางวันนี่ ถ้าเกิดคิดจะเอนหลังละก็ จะมีเสียงเคาะประตู จะเตือน ทีวีก็ไม่ค่อยได้ดูเลย ไม่อ่านหนังสือมากด้วย ที่ฟินดอนนี่ไม่มีใครมารบกวน อยู่ ๔ ปีที่นั่น เป็นสถานที่สัปปายะ

ที่ว่าหลวงปู่มั่นท่านเมตตามาปรากฏเตือนสติ ครั้งสำคัญมากครั้งนั้น แล้วต่อมาก็มาภาวนาดีที่เม็กซิโก นี่ก็ภาวนาดีเหมือนกัน

พูดถึงเมืองเม็กซิโก เดี๋ยวนี้ผิวขาวแท้ๆ พวกฝรั่งมีสัก ๓๐% เขายังคงไว้ ไม่เหมือนอเมริกา เกือบทุกเดือน มีภัยธรรมชาติ ไฟไหม้ น้ำท่วม มีปัญหาสารพัดเรื่อง

แต่ที่เม็กซิโกนี่ รัฐบาลของสเปน โปรตุเกส เข้าช่วยป้องกันประชาชนไว้ ปัจจุบันยังมีฝรั่งชั้นสูงของลาตินอเมริกา ส่วนคนยากคนจนพื้นเมืองเป็นคนมองโกล พวกเม็กซิกันนี่ งานการฝีมือเก่งมาก รัฐบาลรับงานฝีมือของชาวบ้านมาขาย มีร้านของรัฐใหญ่โตมาก เดินซื้อกันครึ่งวันก็ดี ไม่หมด พวกภาพเขียน ภาพปั้น งานฝีมือแล้วราคาก็ไม่แพงเหมือนในยุโรปในอเมริกา หรือแม้ในออสเตรเลีย

แต่เม็กซิโกมีขโมยชุมมาก จอดรถดีไม่ดี ถอดกระจกข้างไปเลย แต่เขามีตำรวจเอกชน (บริษัทยาม) เขาใช้กันมาก มีตั้งกว่า ๔๐,๐๐๐ นาย เขาใช้ตำรวจยามนี้เฝ้าที่จอดรถ แม้ให้เฝ้าร้านกาแฟเล็กๆ ก็ยังมีให้เห็น แต่เขาแต่งตัวเป็นฟอร์ม เป็นตำรวจรัฐบาลนะ ตำรวจรับจ้างนี่ทำงานเหมือนพวก รปภ. แต่เรียบร้อยใช้ได้ แม้จะมีขโมยแยะ แต่ไม่น่ากลัว มันชอบขโมยอุปกรณ์รถยนต์ วันนั้นลูกศิษย์อาตมานิมนต์ไปฉันกาแฟบนร้านอาหารบน (Tower) หอคอยสูง มันก็มาถอดเอากระจกรถไป เขาเรียก รปภ.ว่า Private Police

ที่เม็กซิโกนี่น่าอยู่ ยังมีป่าเขา ป่ามากมายเหลือเกิน ผู้คนบ้านนอกก็เหมือนคนไทยตามบ้านนอก แต่ Pollution มลพิษเยอะกว่าบ้านเรา เม็กซิโกคน ๑๐ ล้าน มีแต่หมอกขาว ควันพิษ แต่ว่าบ้านคุณพรพิมลอยู่บนเขา ไกลจากเมือง ค่อยยังชั่ว

วัดที่จำพรรษาอยู่ใจกลางเมือง มีรูปเทพธิดาอยู่บนยอดเขาใจกลางเมือง หลวงปู่อยู่ก็จำพรรษาที่บ้านที่เขาเช่า ก็เรียกว่าวัดนี่แหละ เคยมีพระไปอยู่ชั่วคราว แต่เขาเก็บสตังค์ล่วงหน้า ภาวนาเขาเก็บหลายร้อยเปโซ ก็เลยไม่ได้ผล

คุณประธาน ลูกชายอาจารย์หิรัญ บรรจงปรุ ที่ม.บางแสน เคยได้ทุนวิศวะอยู่ที่ออสเตรเลีย เคยได้ทุนไปเยอรมัน อยู่ที่เบอร์ลิน เขาก็มาภาวนาอยู่ค้างที่วัดนี่ เมื่อคืนนี้เขาก็พาแม่เขามาหา จากบางแสนขับรถมาบ้านเถ้าแก่เม้ง ๔๕ นาที แล้วก็เดี๋ยวนี้หลานสาวอาตมา คุณอมรา จันทรสมบูรณ์ (ลูกสาวของพี่ชาย) เขาก็สนใจภาวนาขึ้นแยะเดี๋ยวนี้ เขาเคยไปเรียนกับคุณแม่สิริ แล้วก็ทราบว่าไปกราบท่านทิวาด้วย (ท่านพระอาจารย์ทิวา อาภากโร)

เมื่อก่อนนั้นอาตมาไปไหนๆ ก็เดินทางองค์เดียวตลอด ตอนนี้แก่แล้ว ก็เลยลูกศิษย์ คุณไก่ (ทิพยา) ก็เป็นห่วง ก็เลยตีตั๋วให้แซมติดตามช่วยยกกระเป๋า (แล้วน้องชื่อรัชยา ภมรมนตรี อยู่การบินไทย ก็ช่วยจัดการเรื่องที่นั่ง) เดินทางการบินไทยก็สะดวกตลอดปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ยังแถมเครื่อง KLM. ในครั้งนั้น จากยุโรป ฮอลแลนด์ บินเครื่อง KLM. จะไปเม็กซิโกอย่างไรไม่รู้ จับพลัดจับผลูฝรั่งเขาให้นั่งชั้น ๑ กันกับแซม ก็มีทีวีให้ดูด้วยทุกที่นั่ง

คือหลวงปู่รับนิมนต์ไปฉันเพล เปิดร้านอาหารไทยในกรุงเม็กซิโก พอเจ้าภาพถวายอาหารแล้วก็ให้พรเสร็จ เขาก็จัดการให้นั่ง ก็นั่งด้านติดริมถนน หลวงปู่นั่งสบายๆ อยู่ด้านริมประตู มีผู้หญิงเม็กชิกันเดินผ่านมา แกหยุดกึก ปรากฏว่าเป็นหมอฟัน ชื่อ Dr. Erma Gonzalez Pou หมอเออร์ม่านี่แกบอกว่าพอเห็นองค์หลวงปู่ แกว่าเหมือนเคยเห็นมาก่อน ก็เลยมาเป็นลูกศิษย์ มาภาวนาที่บ้านคุณพรพิมล (คุณแจ๊ว) หลายหน ต่อมาก็ขอนิมนต์ไปทำบุญที่บ้านเขา แล้วถวายภัตตาหาร

ศิษย์อีกคนเป็นศิลปิน คนที่วาดรูปอาตมานั่งบนดอกบัว ชื่อ Marcelia Acenedo Macias ครั้งแรกเขียนภาพสเก็ตช์ (Sketch) ต่อมาเขียนสีน้ำ ตัวแกเองเคยเป็นอาจารย์สอนโยคะ มาภาวนาด้วยหลายหน รูปที่แกเขียน คุณพรพิมลเอามาทำหน้าปกหนังสือ เสียงจากเม็กซิโก ที่คุณพรพิมลเรียบเรียงและจัดพิมพ์

แหม่มอีกคนชื่อ อลิซาเบธ (Elizabeth Tejedor Noriega) แกนับถือหลวงปู่ชอบมาก อาตมาให้รูปหลวงปู่ชอบให้แกไปบูชา แกก็ฝันเห็นองค์หลวงปู่ชอบ ก็เลยปีติแล้วนับถือมาก เขานับถือมากเหลือเกิน

พวกแหม่มพวกฝรั่งนี่แปลก พอมาภาวนาแล้วรู้จักนั่งพับเพียบกราบไหว้ไม่ต้องสอนเลย สอนภาวนาเฉยๆ พอเขาภาวนาแล้วก็เรียบร้อยเป็นกันเอง มันเป็นงั้นซี ที่เม็กซิโกนี่อาตมาไปอยู่ยุโรป ๓ ปี ก็ภาวนาไป สอนเขาไป ก็เรื่อยๆ แต่ที่ประเทศเม็กซิโกนี่ ภาวนาดีมาก ได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นอีก

พ.ศ. ๒๕๔๒ ทีนี้จากเม็กซิโก ท่านกงสุลใหญ่ที่ลอสแองเจลีส (LA) ก็นิมนต์ไปพักบ้าน พอดีมาฆบูชาที่ LA พอตอนกลางคืนก็ไปเวียนเทียนอยู่วัดป่าภูริทัตตฯ (ของท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ) มีฝรั่งมาอยู่มาภาวนาด้วย จากนั้นก็ไปขึ้นเขาไปวัดเมตตา ตอนนี้มีท่านเจฟฟรี ชาวอเมริกัน 

ลูกศิษย์ท่านพ่อลี ครูบาเฟื่อง (หลวงปู่เฟื่อง) ท่านเป็นศิษย์อาวุโส แล้วศิษย์อาวุโสท่านพ่อลีก็ที่ยังอยู่ เห็นมีพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท (มรณภาพแล้ว) ต่อจากพระอาจารย์เจี๊ยะก็น่ากลัวเป็นอาตมา จำได้ว่าตอนอยู่วัดคลองกุ้ง จันทบุรี (หลวงปู่เฟื่อง โชติโก) ครูบาเฟื่องตอนนั้นท่านบวชได้ ๑๓ พรรษา อาตมาเพิ่งได้ ๓ พรรษา ตอนพ.ศ.๒๕๓๐ ตอนนั้นอาตมาพักอยู่กุฏิหลวงปู่ชอบ วัดอโศการาม ปากน้ำ เขานำศพท่านพระอาจารย์เฟื่องกลับมาไทย คือท่านไปสิ้นที่ฮ่องกง เขานิมนต์ท่านไปสอนภาวนา

ที่สวีเดน

เมื่อไปสวีเดน ไปวัดไทยที่นั่น มีศรัทธาวัดชาวสวีเดน เป็นคนขับรถแท็กซี่ ภริยาน่าจะเป็นคนไทย พูดถึงธรรมและพูดถึงพระโสดาบัน แกบอกว่า โอ้ ๗ ชาติ ประเดี๋ยวเดียว กับที่เกิดมาแล้ว เวลามันผิดกันมาก ตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันก็สบายแล้ว โยมเหมือนตัดหัวงู ตัดหัวอวิชชาแล้ว

ในหนังสือพิมพ์เยอรมันชื่อ Spiegel (เหมือน Time ในอเมริกา) น.ส.พ.เขาลงรูปฝรั่งเข้าแถวเดินเข้าไปในเศียรพระพุทธรูป เขาว่าใน ๑๐-๑๕ ปี คนมาเป็นพุทธเพิ่มเป็น ๓ ล้านคนแล้วพวกฝรั่งนี่ แต่ส่วนใหญ่เรียนพุทธแบบธิเบต พระธิเบตพูดภาษาอังกฤษดี ก็สอนฝรั่งได้สะดวก แต่ส่วนใหญ่มหายานมีพิธีรีตอง ฝรั่งก็ชอบพิธีการ สังเกตพระญวนภาวนามากกว่า มหายานจีนนี่แบบญวน

ที่สวิสเซอร์แลนด์-เยอรมัน

อยู่ภาวนา ๑ ปี อยู่จำพรรษาที่บาเซิล สอนภาวนาที่บาเซิล เบิร์น ซูริค มีลูกศิษย์ไทยหลายคนในสวิสเซอร์แลนด์ ลูกศิษย์ฝรั่งไม่มี ก็มีคุณพรพิมลเป็นโยมอุปัฏฐากใหญ่

อยู่เยอรมันจำพรรษา ๓ ปี ลูกศิษย์เยอรมันมาก คนไทยก็หลายคน ได้ไปดูวังเก่าสถานที่โบราณต่างๆ มากมาย ไปไฮเดนเบิร์ก กูเท่นเบิร์ก ไปปราสาทชะวาลิน ไปแผ่เมตตาให้กษัตริย์เฟเดอริค (Federick The Great) ผู้เทียบบารมีได้กับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ กับนโปเลียน พระเจ้าเฟเดอริค ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ พวกพระญาตินำพระศพพาหนี พอสงครามเลิก นำมาฝังที่เดิม มีรูปปั้นเล็กๆ รูปเดียวบนหลุมพระศพ ไม่ทำใหญ่โตอะไร

คนเยอรมันนำพระพุทธศาสนาเข้ายุโรป (ปลายศตวรรษที่ ๑๙)

แม็กซิมิเลอร์ กับโอลเดนแบร์ก บางปีมีประชุมพุทธในมหาวิทยาลัย มีชาวเยอรมัน ชาวพุทธจากหลายชาติ(ที่)อาตมาได้ไปสอนภาวนาให้ มาประชุมกัน

ที่วัดพุทธารามที่เบอร์ลินตะวันออก (จำพรรษาอยู่ ๒ พรรษา) มีคนไทยพาฝรั่งนั่งเก้าอี้รถเข็นบังคับด้วยนเองด้วยเครื่องยนต์ เขามาภาวนาด้วย ๓-๕ หน ก็ถวายเก้าอี้รถเข็นแก่หลวงปู่ คันที่ใช้อยู่จนทุกวันนี้

จากเยอรมันก็ไปในยุโรป-ออสเตรเลีย-เวียนนา-ลิชเตนซไตน์ (ไป ๒ หน) เดนมาร์ค (๓ หน) ข้ามทะเลเหนือ ไปสวีเดน ดูพระอาทิตย์ตกสวยมาก ไปเรือใหญ่ ๒ ชม. ลูกศิษย์ฝรั่งบ้านอยู่ชายทะเล อยู่ฝั่งทะเลเหนือ (ลูกศิษย์ไทยสามีฝรั่ง) นิมนต์พักบ้านเขา ๒ ครั้ง

ที่เบลเยียมไป ๓ ครั้ง ครั้งสุดท้าย สถานทูตนิมนต์ไปทำบุญ ก็พักบ้านคุณพลเดช เขาก็ขออัดเทปเวลาอาตมาเทศน์ แล้วก็นำไปพิมพ์ เสียงจากบรัสเซลส์ (จิ๋วแต่แจ๋วเล่มนี้) คนไทยเยอะในเบลเยียม สนใจภาวนา ต้องนั่งรถไฟจากเบอร์ลินไปบรัสเซลส์ ขากลับก็กลับรถไฟ สรุปแล้วนั่งรถไฟเยอรมันมากที่สุด

จากนั้นไปเม็กซิโก (๑ ครั้ง) ๒๕๔๑ (ค.ศ. ๑๙๙๘) จำพรรษาได้ ๑ ปี ได้ลูกศิษย์หลายชาติ มีการบวชเณร ๔ รูป ๗ วัน คนฝรั่งเศส คนเม็กซิโก ลาว และ ไทย ถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระเจ้าอยู่หัว คนที่บวชที่เป็นฝรั่งเศส นี่มีบ้านพักไกลจากเมืองหลวง ก็เลยพาพวกที่บวชทั้งหมดไปพักที่บ้านของเขา ที่เม็กซิโกมีศิษย์ภาวนากันมาก

ที่สถานทูตไทย คุณพรพิมลเชิญแขกมากกว่าร้อย ได้ลูกศิษย์ศิลปินคนวาดรูปหลวงปู่นั่งในดอกบัว เป็นศิลปินอาชีพ พวกฝรั่งเขานิมนต์ไปฉันตามบ้านมากมายหลายแห่ง

พวกมองโกลเก่า ตา ๒ ชั้น มองโกลใหม่ ตาชั้นเดียว พวกเม็กซิกันนี่เป็นมงโกลเก่า ตา ๒ ชั้น พวกละตินนี่เชื้อผสม มีสเปน สมัยก่อนพวกขุนนางบาทหลวงไปยึดบ้านช่อง ทำผู้คนพื้นเมืองเดือดร้อน แต่บาทหลวงดีๆ ก็มี พยายามป้องกันประชาชน

พวกเม็กซิโกคล้ายคนไทย มีขนบธรรมเนียมแบบชีวิต คล้ายๆ คนไทย นิสัยใจคอก็เหมือนๆ กัน

ที่เมืองเม็กซิโกนี้ภาวนาดี อยู่ยุโรป ๓ ปี ภาวนาก็สอนเขาไปด้วย แต่ที่เม็กซิโกนี้ได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นอีก ภาวนาดีที่เม็กซิโกนี้ 

รวมเวลาที่หลวงปู่ภาวนาอยู่ที่ป่าเมืองไทยประมาณ ๑๓ ปี

รวมความว่า ออกจากประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๗ (๑๙๗๔) ไปออสเตรเลียแล้วก็ได้กลับมาเมืองไทย แล้วกลับไปอยู่อาเดเลด ออสเตรเลีย อีก

จากนั้นมีโอกาสไปกับเสี่ยเม้ง (โยมอุปัฏฐากคนสำคัญ) และหลวงพ่อลำไยไปเส้นทางสายไหม ยอดเขาเทียนอัน ถ้ำตุนฮวง อายุกว่า ๑,๖๐๐ ปี นอกกำแพงเมืองจีน

แล้วก็ไปยุโรป อยู่แต่ละแห่งก็ร่วมปี ก็ไปอยู่เยอรมัน

ไปอยู่สวิสเซอร์แลนด์ มีคุณพรพิมล จันทร์ดี เป็นศิษย์เอก เป็นโยมอุปัฏฐากใหญ่อยู่ร่วม ๑ ปี ที่สวิสฯ นี้

อยู่เยอรมันร่วม ๓ ปี มาพักอยู่ LA แค่ ๙ วัน

หลวงปู่บินข้ามมหาสมุทรอินเดียรวม ๔ หน แอตแลนติก ราว ๔ หน แปซิฟิก ๑ หน ไปเที่ยวแอนตาร์คติก ขึ้นสูงสุดไปไอร์แลนด์เหนือ สวีเดน แล้วก็ลงใต้ที่เมืองอาเดเลด ออสเตรเลีย รวมนั่งเครื่องบินนี่กว่า ๓๐ ครั้ง