To read in English: Copy a few pages at a time, and paste them in Claude AI’s message box after typing “Translate to English.” You will be surprised how well Claude AI translates Thai Dhamma to English.
ประวัติหลวงปู่คำดี ปภาโส
ตามที่ตีพิมพ์ไว้ในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ
พระครูญาณทัสสี (หลวงปู่คำดี ปภาโส)
วัดถ้ำผาปู่ ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย
วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๘
คำนำ
การเขียนประวัติ หลวงปู่คำดี ปภาโส ข้าพเจ้าเองผู้เขียนไม่สามารถจะเขียนให้ละเอียดได้ เพราะท่านเองเมื่อมีชีวิตอยู่ท่านก็ไม่ได้เขียนเอาไว้ เพราะท่านเองก็ไม่ค่อยจะเล่าให้ฟัง ถึงท่านเล่าก็ไม่ต่อเนื่องกัน เพราะท่านมีนิสัยไม่ค่อยจะเปิดเผย ครั้งสมัยท่านมีชีวิตอยู่ ถ้ามีผู้ถามถึงประวัติ ท่านชอบตอบเขาว่า “เอาไปทำไม ไม่ใช่ยาประสะนอแรดหรือยาทันใจ ให้ตายเสียก่อนจึงรู้” ที่ได้เขียนประวัติท่านนี้ คือได้กราบเรียนถามท่านสมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ บางตอนท่านก็เล่าให้ฟัง เมื่อท่านเล่าให้ฟังแล้วผู้เขียนก็ได้จดจำเอาไว้ บางตอนก็ได้ติดตาม ท่านไปบ้าง และรู้เห็นด้วยตนเองบ้าง และบางตอนได้ถามจากหมู่คณะบ้าง มีท่านอาจารย์ท่อน ญาณธโร ท่านอาจารย์เผย วิริโย และรวบรวมจากการเล่าของลูกศิษย์หลาย ๆ ท่านมารวมกัน เข้า จึงเป็นเรื่องติดต่อกันขึ้นมาได้ ถึงจะผิดพลาดบกพร่องก็คงเป็นบางแห่งนิดหน่อยเท่านั้น คงไม่เคลื่อนจากความจริงเท่าใด
ฉะนั้นผู้เขียนจึงขออภัยจากท่านผู้อ่านด้วย ถ้าตรงไหนผิดพลาด ตรงไหนขาดหรือเกิน ขอจงให้อภัยแก่ผู้เขียนด้วยเถิด
พระอาจารย์สีทน สีลธโน
ประวัติของหลวงปู่คำดี ปภาโส
หลวงปู่คำดี ปภาโส ท่านเป็นเกจิอาจารย์กรรมฐานองค์หนึ่ง ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตโต และท่านอาจารย์สิงห์ ขนตยาคโม
ชาติกำเนิด
หลวงปู่คำดี ปภาโส เกิดวันพฤหัสบดี วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2445 ตรงกับ แรม 14 ค่ำ ปีขาล ท่านเป็นบุตรคนที่ 2 ของนายพร – นางหมอก นินเขียว เกิดที่บ้านหนองคู ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดากัน คือ ชาย 3 คน หญิง 3 คน รวม 6 คน ด้วยกันดังนี้
1. นายบุญตา นินเขียว ถึงแก่กรรม
2. หลวงปู่คำดี ปภาโส
3. นายอ่อน นินเขียว ถึงแก่กรรม
4. นางซา กมล ถึงแก่กรรม
5. นางบาง พันธ์เมือง ยังมีชีวิต
6. นางหลง บำรุง ยังมีชีวิต
สมัยหลวงปู่คำดีฯ ท่านเป็นเด็กท่านไม่ได้เข้าโรงเรียน เพราะสมัยนั้นตามชนบทบ้านนอกไม่มีโรงเรียน ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วโดยเข้าเรียนโรงเรียนผู้ใหญ่จบชั้นประถมปีที่ 4 บริบูรณ์ ในสมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก ท่านเป็นเด็กที่อ่อนน้อมถ่อมตนและมีจิตใจเลื่อมใสในทางพระพุทธศาสนาตลอดมา ท่านนึกอยากจะบวชมาตลอด เมื่ออายุของท่านพอบวชเป็นสามเณรได้ ท่านขออนุญาตโยม บิดา – มารดาของท่านบวช โยมบิดา – มารดาของท่านไม่อนุญาต และบอกว่า เอาไว้อายครบบวชเป็นพระแล้วค่อยบวชทีเดียวเลย เพราะตอนนี้ทางบ้านกำลังต้องการให้อยู่ช่วยทำงานก่อนท่านก็ได้ช่วยโยมของท่านทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียรด้วยความอดทนมาตลอด
จนกระทั่งอายุของท่านครบ 22 ปีบริบูรณ์ ท่านจึงได้ขออนุญาตโยม บิดา – มารดาของท่านบวชอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้โยมของท่านเห็นว่าอายุครบบวชแล้ว จึงยินดีอนุญาตให้ท่านบวชได้ตามความต้องการ เมื่อท่านได้ยินคำอนุญาตจากโยมของท่าน ท่านดีใจมาก เพราะสมใจที่ท่านคิดไว้ ท่านพูดว่าสมัยท่านเป็นเด็กมองเห็นภูเขาเขียว ๆ ที่ใกล้บ้านท่าน เป็นสถานที่ที่เหมือนว่าท่านเคยอาศัยอยู่มาแต่ก่อนแล้ว และคิดว่าบวชครั้งนี้แล้ว คงจะได้ไปอยู่อาศัยทำความเพียรแน่ จึงบังเกิดความปิติ และเกิดความชื่นใจตลอดเวลา
อุปสมบท
หลวงปู่คำดี ปภาโส ท่านบวชเป็นพระมหานิกาย ที่วัดหนองแวง บ้านเมืองเก่า ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พระอาจารย์ที่บวชให้ท่านคือ
พระครูเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอาจารย์โพธิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอาจารย์ชานุหลิด เป็นพระอนุสาวนาจารย์
เมื่อท่านบวชแล้วท่านไปจำพรรษาอยู่ที่บ้านหนองคู ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำพรรษากับอาจารย์ของท่าน ต่อมาไม่นานอาจารย์ของท่านได้ลาสิกขาจากท่านไป ท่านจึงต้องทำหน้าที่เป็นสมภารวัดแทนอาจารย์ของท่าน ท่านได้บวชเป็นพระฝ่ายมหานิกายอยู่ 4 พรรษา ในระหว่างที่บวชอยู่นั้น ท่านไม่มีความยินดีและพอใจในความเป็นอยู่ เพราะท่านได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการบวชตามประเพณีเช่นนี้คงจะไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ถ้าฝืนบวชและจำพรรษาอยู่อย่างนี้แล้ว คงขาดทุนในการบวชแน่นอน เพราะเป็นการอยู่ด้วยความประมาท เลินเล่อเผลอสติ ทั้งวันทั้งคืน อยู่ตลอดเวลา เมื่อท่านพิจารณาเห็นโทษในความเป็นอยู่ ท่านจึงคิดอยากที่จะออกไปธุดงค์กรรมฐานปฏิบัติภาวนาให้รู้แจ้งเห็นจริงให้ได้
ลาญูาติโยมออกธุดงคกรรมฐาน
วันหนึ่งในตอนกลางคืนเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ท่านได้สั่งให้เณรตีกลองสัญญาณเพื่อเรียกญาติโยม อุปัฏฐากวัด มาร่วมประชุมกัน เมื่อญาติโยมทั้งผู้เฒ่า ชาย หญิง เด็ก หนุ่มสาว ได้ยินเพียงกลองสัญญาณเรียก ต่างก็รู้สึกแปลกใจเพราะไม่เคยมีเช่นนี้มาก่อน คิดว่าคงมีอะไรเกิดขึ้น ญาติโยมทั้งหลายได้มาร่วมกันที่วัดจนเต็มศาลา เมื่อท่านเห็นว่าญาติโยมทั้งหลายได้มาพร้อมกันเรียบร้อยท่านจึงได้พูดกับญาติโยมทั้งหลายว่า
โยมทั้งหลายโปรดทราบ อาตมาได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ก็นานหลายปีแล้ว ไม่ค่อยสบายใจนึกอยากจะสึกแล้ว
โยมทั้งหลายเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงคัดค้านว่า “ไม่้ให้ท่านสึกหรอกเพราะท่านบวชมานานหลายพรรษาแล้วเสียดายผ้าเหลือง”
หลวงปู่คำดี ฯ จึงถามว่า “ถ้าไม่ให้อาตมาสึก อาตมาจะขอลาญาติโยมออกธุดงค์กรรมฐาน เพราะถ้าให้อาตมาอยู่อย่างนี้เรื่อยไปสักวันหนึ่งต้องสึกแน่นอน”
โยมทั้งหลายพอได้ฟังคำพูดท่านอย่างนั้น ก็รู้สึกเสียใจ และเสียดายท่านกันทุกคน ถ้าให้ท่านอยู่ก็เกรงว่าท่านจะสึก จึงได้ปรึกษากันว่าจะให้ท่านอยู่ หรือให้ท่านออกธุดงค์กรรมฐาน เมื่อโยมปรึกษากันแล้ว ทุกคนมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ควรให้ท่านออกธุดงคกรรมฐาน ตามความประสงค์ของท่านเถิด เมื่อท่านรู้อรรถรู้ธรรม และเห็นธรรมแล้ว ท่านคงกลับมาโปรดพวกเราอีกเป็นแน่
เมื่อญาติโยมเห็นชอบ และไม่ขัดศรัทธา ท่านรู้สึกดีใจมาก สมกับความตั้งใจของท่าน เหมือนกับว่าปล่อยนกออกจากกรงขัง เพราะท่านอึดอัดใจมานานแล้ว เพราะว่าท่านเป็นพระที่เกรงใจ อ่อนน้อม ถ่อมตน เมตตากรุณาต่อผู้อื่นอยู่เสมอ ซึ่งเป็นอุปนิสัยที่ท่านปฏิบัติติดตัวท่านมาตลอดจนสิ้นชีวิต
การภาวนาครั้งแรก
การจะออกธุดงคกรรมฐานท่านมีความตั้งใจตั้งแต่ครั้งท่านยังบวชเป็นพระฝ่ายมหานิกายอยู่ โดยครั้งหนึ่งท่านเคยพาสามเณรออกไปนั่งกรรมฐานที่ป่าช้า ท่านเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งมีคนตายใหม่เพิ่งเอาไปเผา เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ท่านไปกับสามเณรเพียง 2 องค์ ถึงป่าช้าท่านกับสามเณรแยกกัน ท่านอยู่ที่โคนไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และสามเณรอยู่อีกที่หนึ่ง เมื่อแยกย้ายกัน หาที่ภาวนาเรียบร้อยแล้วต่างคนต่างนั่งภาวนากัน การภาวนาของท่านครั้งนั้นยังไม่มีครูอาจารย์สอน ท่านได้ศึกษาตามแบบแผนที่ท่านอ่านพบ และปฏิบัติภาวนาตาม คือ ให้บริกรรมพุทโธ ท่านก็เลยเอาพุทโธบริกรรม ท่านภาวนาไปสักพัก ทำให้เกิดจิตว่างจากความนึกคิด กายก็ปรากฏว่าหายไปหมด มีสติกับความรู้อยู่เฉย มีแต่ความสุขใจ ท่านนั่งประมาณ 3 ชั่วโมงจิตจึงถอนออกมา เห็นว่าดึกมากแล้วจึงลกขึ้นไปดูสามเณรน้อย ที่นั่งภาวนาอยู่อีกแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าสามเณรน้อยนั่งหลับจึงปลุกลุกขึ้นพากันกลับวัด นี้แสดงว่าสมัยท่านเป็นพระมหานิกายท่านเคยปฏิบัติมาแล้ว
การได้รับความสงบจากครั้งนั้นครั้งเดียวนี้แหละ เป็นเหตุและปัจจัยให้ท่านตัดสินใจออกธุดงคกรรมฐาน
แรงอธิษฐาน
ก่อนที่ท่านจะไปญัตติเป็นพระธรรมยุต เพื่อออกธุดงคกรรมฐานนั้น ตอนเย็นหลังจากท่านทำวัตรเสร็จแล้ว ท่านได้ตั้งสัจจะต่อหน้าพระประธานว่า “ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้ออกธุดงคกรรมฐานแล้ว ขอจงให้ข้าพเจ้าได้พบพระผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาโปรดข้าพเจ้าด้วยเถิด” เสร็จแล้วท่านก็พักผ่อนหลับนอนไปตามอัธยาศัย
รุ่งขึ้นหลังจากฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อย ท่านก็พักผ่อนตามวิสัยของท่าน พอเวลาประมาณ บ่าย 1 โมง มีพระธุดงคกรรมฐาน 2 องค์ เดินธุดงคกรรมฐานมาพักอยู่ที่ต้นโพธิ์ใหญ่ริมวัดของท่าน โดยไม่ยอมเข้าพักที่วัดและบริเวณบ้านของคน หลวงปู่คำดีฯ ท่านมองเห็นพระกรรมฐาน 2 องค์ พักที่ร่มโพธิ์ใหญ่ริมรั้ววัดของท่าน ท่านก็แปลกใจและทำให้ท่านนึกถึงแรงอธิษฐานจิตที่ท่านอธิษฐานกับพระประธานไว้ ทำให้ท่านรู้สึกปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ต่อจากนั้นท่านก็รีบเอาสิ่งของไปต้อนรับพระกรรมฐาน 2 องค์นั้น มี น้ำ บุหรี่ เสื่อปูนั่ง เป็นต้น พอถวายของเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่คำดีก็นิมนต์พระกรรมฐานนั้นเข้าพักที่วัด ท่านพระกรรมฐาน 2 องค์นั้นตอบว่า
“พวกกระผมพักวัดตามบ้าน และบริเวณในบ้านคน ต้องพักตามป่า เพราะได้อธิษฐานธุดงค์ไว้แล้ว ถ้าพวกกระผมไปตามนิมนต์ของท่าน อธิษฐานธุดงค์ของพวกกระผมก็ขาดเท่านั้นเอง”
หลวงปู่คำดีฯ ท่านกำลังสนใจการธุดงค์วัตร ท่านจึงถามพระธุดงค์ทั้ง 2 องค์ว่า การออกธุดงคกรรมฐานทำอะไรบ้าง กระผมขอนิมนต์ช่วยอธิบายให้ฟังดัวย พระธุดงค์ทั้ง 2 จึงอธิบายให้หลวงปู่คำดีฯ ฟังว่า
คำว่า “ธุดงค์วัตร” หมายถึง ข้อปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส
คำว่า “พระธุดงค์” ก็คือ พระภิกษุที่มีกิเลสอันกำจัดแล้วด้วยการถือธุดงค์
คำว่า “ถือธุดงค์” หมายถึง เจตนาที่แสดงออก เพื่อขจัดกิเลสของตนเกี่ยวกับเรื่องเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และความเพียรด้วยข้อปฏิบัติ “ธุดงควัตร” การถือธุดงค์นี้สำเร็จด้วยการสมาทาน คือ ด้วยอธิษฐานใจ หรือแม้แต่เปล่งด้วยวาจา มีอยู่ด้วยกัน 13 ข้อคือ
1. ปังสุกูลิกังคะ ถือผ้าบังสุกลเป็นวัตร
2. เตจีวริกังคะ ถือผ้าสามผืนเป็นวัตร
3. บิณฑปาติกังคะ ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
4. สปทานจาริกังคะ ถือเที่ยวบิณฑบาตไป โดยลำดับแถวเป็นวัตร
5. เอกาสนิกังคะ ถือฉันจังหันในอาสนะเดียว (ฉันมื้อเดียว)
6. ปัตตะปิณฑิกังคะ ฉันในภาชนะอันเดียว ถือฉันในบาตรเป็นวัตร
7. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ถือห้ามภัตตาหารที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร
8. อรัญญิกังคะ ถืออยู่ป่าเป็นวัตร
9. รุกขมูลิกังคะ ถืออยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร
10. อัพโภกาสิกังคะ ถืออยู่อัพโภกาสที่แจ้ง (การอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร)
11. โสสานิกังคะ ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร
12. ยถาสันถติกังคะ ถืออยู่เสนาสนะที่เขาจัดให้อย่างไร ยินดีเท่านั้นเป็นวัต
13. เนสัชชิกังคะ ถือไม่นอนเป็นวัตร
เมื่อพระธุดงค์ทั้ง 2 องค์อธิบายเรื่องธุดงคกรรมฐาน ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติให้หลวงปู่คำดีฯ ฟังจบลง หลวงปู่คำดีฯ ยิ่งมีเจตนาศรัทธาแรงกล้ายิ่งขึ้นกว่าเดิม หลวงปู่จึงขอติดตามพระธุดงค์ทั้ง 2 องค์ไปด้วย ท่านจึงถามว่า
ท่านเป็นพระฝ่ายมหานิกาย หรือพระธรรมยุต
หลวงปู่ฯ ตอบว่า กระผมเป็นพระฝ่ายมหานิกาย
พระธุดงค์ จึงบอกว่า ถ้าท่านเป็นพระฝ่ายมหานิกาย ไปกับพวกกระผมไม่ได้ ถ้าท่านอยากจะไปกับกระผมจริง ๆ ท่านต้องไปญัตติเป็นพระธรรมยุตเสียก่อน ท่านจึงจะไปกับพวกกระผมได้ พอท่านได้รับทราบแล้ว ท่านจึงรู้เรื่องการออกธุดงคกรรมฐานดี
ญัตติเป็นพระธรรมยุต
หลังจากที่หลวงปู่ฯ ได้ยินคำอธิบายจากพระธุดงค์ทั้ง 2 องค์ ผ่านไปไม่กี่วัน ท่านก็บอกญาติโยมให้เตรียมบริขารที่จะไปทำการญัตติใหม่ ไม่กี่วันการเตรียมบริขารเสร็จเรียบร้อย ท่านจึงลาญาติโยมเพื่อไปญัตติเป็นพระธรรมยุต ญาติโยมต่างก็อนุโมทนากับท่านทุกคน ท่านจึงออกเดินทางจากวัดบ้านหนองคู ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านนั้นเอง เดินทางไปเมืองขอนแก่น เมื่อถึงแล้ว ท่านจึงขออนุญาตเข้าพบ พระครูพิศาลอรัญเขต จันทร์ เขมิโย ปธ.3 ชื่อและฉายาพ้องกับ พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) วัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม เจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดนครพนม เจ้าอาวาสวัดศรีจันทราวาส ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และนมัสการกราบเรียนท่านว่า จะขอให้พระเดชพระคุณท่านช่วยญัตติเป็นพระธรรมยุต ท่านเจ้าอาวาสท่านก็รับไว้ด้วยความเมตตา และพักอยู่ที่วัดนี้ จนกระทั่งหลวงปู่คำดีฯ ได้ฝึกหัดอ่านอักขระฐานกรณ์จากอาจารย์ได้เรียบร้อยไม่ขาดตกบกพร่อง ท่านจึงได้อนุญาตให้ญัตติได้เมื่อ วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2471 ตรงกับปีมะโรง เวลา 13.30 น. เป็นอันเสร็จพิธี โดยมี
พระคูรพิศาลอรัญเขต เป็นพระอุปัชฌาย์
พระปลัดสังข์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระสมชาย เป็นพระอนุสาวนาจารย์
อบรมกรรมฐานภาวนา
อบรมกรรมฐานกับท่านอาจารย์สิงห์ ขนตยาคโม
ปีพ.ศ. 2471 หลังจากท่านญัตติแล้ว ท่านพักอยู่ที่วัดศรีจันทราวาสกับพระครูพิศาลอรัญเขต พระอุปัชฌาย์ ไม่กี่วันก็ลาท่านอุปัชฌาย์ไปจำพรรษากับอาจารย์ปลัดคำพวย วัดบ้านยาง ตำบลโคกศรี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 1 พรรษา และออกพรรษาแล้ว ท่านตั้งใจว่าท่านจะออกธุดงคกรรมฐานไปเรื่อย ๆ ตามอัธยาศัยของท่าน ท่านจึงกราบนมัสการลาอาจารย์ปลัดคำพวยฯ ท่านอาจารย์ฯ ได้ห้ามไว้และบอกว่า
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2472 จะมีอาจารย์กรรมฐานที่สำคัญ 2 องค์มาจากนครราชสีมา คือ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม
ท่านอาจารย์พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล
ท่านอาจารย์ทั้ง 2 องค์นี้ท่านจะมาอบรมสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานให้กับชาวจังหวัดขอนแก่น พอถึงเดือนมีนาคม 2472 ท่านอาจารย์ทั้ง 2 ก็มาถึงจังหวัดขอนแก่นจริง ท่านพักที่ป่าช้าวัดเหล่างา ปัจจุบันเรียกว่า “วัดป่าวิเวกธรรม” ท่านอาจารย์ปลัดคำพวยท่านก็พาหลวงปู่ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ กับท่านอาจารย์สิงห์ และอาจารย์มหาปิ่น ท่านก็ยินดีรับไว้เป็นศิษย์ นับว่าเป็นบุญกุศลที่ท่านหลวงปู่ ได้อธิษฐานจิตเอาไว้ หลวงปู่ท่านได้อยู่ปฏิบัติภาวนาที่วัดวิเวกธรรมประมาณ 3 – 4 เดือน เวลานั้นมีท่านอาจารย์ใหญ่ ๆ ร่วมอยู่ด้วยอีกหลายท่าน เช่น
– ท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ
– ท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโร
– ท่านอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต
การปฏิบัติภาวนาก็ดี การปฏิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์ก็ดี หลวงปู่ท่านได้รับเมตตาอบรมแนะนำสั่งสอน เตือนสติจากท่านอาจารย์อ่อน และอาจารย์ฝั้นอยู่เสมอ ๆ และหลวงปู่ท่านถือว่าท่านอาจารย์ทั้งสองเป็นพระพี่เลี้ยงของท่าน
ลุถึงปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2472 ท่านอาจารย์สิงห์ และท่านอาจารย์มหาปิ่นพร้อมหมู่คณะของท่านก็กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา เหมือนเดิม ส่วนหลวงปู่คำดีฯ เมื่อท่านอาจารย์ทั้ง 2 จากไปแล้ว ท่านรู้สึกลังเลใจไม่รู้ว่าจะไปไหนดี ท่านมีเพื่อนองค์หนึ่งเป็นที่ชอบอัธยาศัยกันดีมาก ท่านเลยชวนกันไปจำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา กับท่านอาจารย์สิงห์-ท่านอาจารย์มหาปิ่น
เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่คำดี กับท่านอาจารย์จันทร์ฯ ได้กราบลาอาจารย์ทั้ง 2 ไปวิเวกตามอัธยาศัย ท่านอาจารย์สิงห์ท่านจึงแนะนำให้หลวงปู่ฯ ไปวิเวกทางเขาตะกุดรังสะแกราช อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ท่านได้ธุดงค์ไปตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ ถึงเขาตะกุดรังสะแกราชแล้ว ท่านให้ญาติโยมชาวบ้านพาขึ้นชมดูภูเขา ท่านรู้สึกชอบใจมาก เห็นว่าเป็นที่สัปปายะดี และห่างไกลจากหมู่บ้านคนอีกด้วย ท่านได้ทำความเพียรภาวนาที่นี้เป็นเวลา 6 เดือน ก็กลับจากเขาตะกุดรังสะแกราชไปวัดป่าสาลวัน เพื่อกราบเรียนผลคืบหน้าของการปฏิบัติภาวนา และสอบถามปัญหาธรรมต่าง ๆ จากท่านอาจารย์สิงห์ฯ
หลวงปู่ฯ ท่านได้รับคำแนะนำสั่งสอน จากท่านอาจารย์สิงห์ฯ จนเป็นที่เข้าใจ ท่านพักจำวัดที่วัดป่าสาลวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ท่านจึงขอลาท่านอาจารย์สิงห์ – อาจารย์มหาปิ่นกลับจังหวัดขอนแก่น เพื่อเยี่ยม โยมบิดา – มารดาของท่าน
ปีพ.ศ. 2473 – 2474 – 2475 หลวงปู่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหนองกุง บ้านหนองคู ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีพระร่วมกับท่าน 2 รูป สามเณร 2 รูป ตาปะขาว 1 คน และมีโยมบิดา – มารดาของท่าน อยู่ร่วมปฏิบัติภาวนา ซึ่งการปฏิบัติภาวนาของท่านในระหว่าง 3 พรรษานี้ ไม่มีอุปสรรคแต่อย่างใด มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติภาวนาเพิ่มขึ้น และสามารถทำให้จิตสงบได้ในปีนั้น การจำพรรษาที่วัดนี้ ท่านรู้สึกดีใจ ที่ท่านได้ทำประโยชน์สองอย่างคือ
– ส่วนตัวคือท่านได้ปฏิบัติภาวนาได้เต็มที่ไม่มีอุปสรรค และข้อกังวลใด ๆ
– ประโยชน์ของผู้อื่น ท่านได้มีโอกาสสนองคุณบิดา – มารดา ญาติโยมของท่าน ด้วยการอบรมแนะนำการปฏิบัติภาวนา ซึ่งไม่เคยมีพระมาอบรมแนะนำเช่นนี้มาก่อน
อาจารย์สิงห์เตือนสติ
ลุปี พ.ศ. 2476 ท่านอาจารย์สิงห์ และท่านอาจารย์มหาปิ่น ได้ธุดงค์มาพักที่วัดป่าวิเวกธรรมอีก ท่านถามข่าวคราวถึงหลวงปู่คำดีฯ ว่าระยะนี้ท่านอยู่ที่ไหน
พระและสามเณรกราบเรียนท่านว่า ระยะนี้ท่านจำพรรษาอยู่ที่บ้าน
ท่านอาจารย์สิงห์ฯ จึงสั่งให้ท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ไปตามหลวงปู่คำดีฯ มาพบท่านที่วัดป่าวิเวกธรรม ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่ท่านคิดอยากจะสึก ท่านอาจารย์สิงห์ฯ กำชับท่านอาจารย์อ่อนว่า ให้เอาตัวท่านคำดีมา เอามาให้ได้เฉพาะท่านคำดี ส่วนลูกศิษย์ไม่ให้ติดตามมา
ท่านอาจารย์อ่อนไปตามหลวงปู่ฯ ท่านก็มาตามคำสั่งของอาจารย์ ถึงวัดป่าวิเวกธรรมแล้ว เข้ากราบนมัสการท่านอาจารย์สิงห์ ท่านได้ถามข่าวคราวความเป็นอยู่ของหลวงปู่ หลวงปู่ได้กราบเรียน ข้อวัตรปฏิบัติการภาวนา ตลอดจนสภาวะของจิตให้ท่านอาจารย์ทราบโดยละเอียด มิได้ปิดบังทุกประการ ท่านอาจารย์สิงห์เมื่อทราบแล้ว ท่านจึงย้อนถามหลวงปู่ว่า
ท่านคำดี ท่านจะสละชีพเพื่อพรหมจรรย์ได้ไหม ถ้าได้จึงจะอนุญาตให้ท่านไปนครราชสีมา
ท่านอาจารย์สิงห์เมื่อเห็นหลวงปู่ไม่ตอบและยังมีความลังเลใจอยู่ ท่านจึงพยายามรุกคำถามอยู่เรื่อย ๆ ว่า
“ท่านคำดี ว่าอย่างไรกัน”
“กระผมยังสงสัย ครับผม”
จนเวลาล่วงเลยไปเป็นเวลานาน หลวงปู่ฯ ก็ยังตกลงใจไม่ได้ ท่านอาจารย์อ่อนฯ ซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างหลวงปู่จึงให้สติว่า
“การสละชีพนั้น ท่านจะสละเพียง 3-4 เดือน หรือเพียงไตรมาส ก็ได้ทั้งนั้น ทำไมท่านจึงโง่หนักหนา”
หลวงปู่จึงได้สติทันที จึงรับกับท่านอาจารย์สิงห์ว่า “กระผมยอมสละชีพของกระผมเพื่อพรหมจรรย์ครับกระผม”
ท่านอาจารย์สิงห์ ได้ฟังคำตอบของหลวงปู่ ก็รู้สึกยินดี เบิกบานใจ และพูดว่า
“ท่านตัดสินใจแล้ว ให้ท่านเตรียมบริขาร และสิ่งของ เดินทางไปจังหวัดนครราชสีมาพร้อมกับผม” หลวงปู่ท่านพิจารณาแล้วจึงตอบท่านอาจารย์ว่า
“กระผมขอลาญาติโยมเสียก่อน แล้วจะเดินทางตามท่านไปทีหลัง” ท่านอาจารย์ไม่ขัดข้อง อนุญาตให้หลวงปู่ฯ ตามไป แล้วท่านอาจารย์สิงห์ และคณะท่านก็เดินทางกลับยังวัดป่าสาลวัน ต่อจากนั้นไม่กี่วันหลวงปู่ก็ลาญาติโยมและแจ้งให้ทราบว่าปีนี้จะไปจำพรรษาที่วัดป่าสาลวันตามที่รับปากกับท่านอาจารย์สิงห์ไว้แล้ว
การเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมาครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 ก่อนจากวัดและลาญาติโยมท่านรู้สึกสลดสังเวชใจมาก เพราะพวกคณะศรัทธา ญาติโยมทกคนรู้สึกเศร้าใจเพราะคิดถึงท่าน ต่อจากนั้นท่านก็ออกเดินธุดงค์ไปโดยมีพระ 2 รูป สามเณร 2 รูป ตาปะขาว 1 คน ร่วมเดินทางไปด้วยไปเรื่อย ๆ ตามอัธยาศัย จากวัดบ้านท่านเดินทางไปถึงจังหวัดขอนแก่น เข้าไปพักที่ วัดป่าชัยวัน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วเดินทางต่อไปทางอำเภอบ้านไผ่ การพักผ่อนหลับนอน เมื่อค่ำมืดที่ใดก็พักที่นั่น บางครั้งพักตามป่าช้า ตามทุ่งนา ตามภูเขา ระหว่างการเดินทางบางครั้งก็มีศรัทธามาถวายอาหารพอประทังชีวิต ไปได้ วันหนึ่ง ๆ ท่านใช้เวลาเดินทางจากขอนแก่น ถึงอำเภอบ้านไผ่ประมาณ 7 วัน
แต่ถึงก็เป็นเวลาค่ำมืดพอดี ไม่รู้ว่าจะพักที่ไหนดี จึงพากันเดินทางเดาสุ่มไปพบวัดจันทร์เข้า จึงขอเข้าพักหนึ่งคืน ที่วัดจันทร์ไม่มีพระมาต้อนรับเลย ไปขอน้ำท่านก็ให้มานิดหน่อย พอได้แบ่งปันกันดื่ม เพราะที่วัดนี้กันดารน้ำ ที่พักคืนนั้นได้ที่ศาลาร้างหลังหนึ่ง เสื่อสาดไม่มี เลยเอาผ้าอาบน้ำ ปูแทนเสื่อนอนกัน
ที่บ้านไผ่นี้ตอนนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม พวกเหล่าโจรเห็นว่า เป็นพระกรรมฐานคงมีสมบัติติดตัว หรือคงจะมีของดีกัน พวกเหล่านั้นจึงมารบกวนกันทั้งคืน คณะที่เดินทางร่วมไปด้วยจึงไม่ได้หลับนอนกัน รุ่งเช้าออกบิณฑบาตตามตลาดได้อาหารมาพอฉัน ฉันเสร็จยังล้างบาตรไม่ทันเสร็จเรียบร้อยดี มีคณะแม่ชีเดินบิณฑบาตมาพบเข้า รู้สึกมีจิตศรัทธา จึงนิมนต์ไปพักที่ วัดป่าสุมนะมัย อันเป็นสำนักที่พวกตนอยู่ คณะแม่ซีได้พร้อมกันมาช่วยกันเก็บสิ่งของนำไปพักที่วัดดังกล่าว
ที่วัดนี้มีแม่ชีสังข์เป็นประธาน แม่ชีคนนี้ภาวนาดีมาก สามารถเทศน์อบรมหมู่คณะได้เหมือนกับพระ มีหมู่คณะชี และญาติโยมต่าง ๆ มาอบรมภาวนาด้วยเป็นจำนวนมาก
แม่ชีได้ทำที่พักให้กลางป่า ร่มเย็นดีมาก ได้พักอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ ก็เตรียมตัวเดินทางต่อไป แต่แม่ชีขอร้องให้ขึ้นรถไฟไป เพื่อสะดวกในการเดินทางและถึงนครราชสีมาได้ง่าย เพื่อไม่เป็นการขัดศรัทธาจึงยอมให้แม่ชีซื้อตั๋วให้ แต่ให้ซื้อให้แค่เมืองพลเท่านั้น เพราะหลวงปู่ท่านต้องการเดินธุดงค์มากกว่า จากบ้านไผ่ถึงเมืองพลค่าตั๋วราคาคนละ 2.50 บาท เมื่อไปถึงเมืองพลมีป่าไม้ร่มเย็นเป็นที่สัปปายะดี หลวงปู่จึงพักอยู่ที่ป่านี้
รู้ดีว่าการภาวนาของท่านก้าวหน้าไปมาก การพักภาวนาของท่านที่นี่ดีมากจนเกือบลืมนึกถึงคำสั่งของท่านอาจารย์ ท่านอยู่ที่เมืองพลนี้ประมาณเกือบเดือน จึงได้พาลูกศิษย์ของท่านธุดงค์ต่อไปหลายวัน จนถึงทุ่งมะค่า ทุ่งนี้กว้างขวางมาก เดินทางถึงบ้านทุ่งมะค่า ได้พักอยู่ในป่าใกล้ ๆ ลำธารน้ำ และใกล้ทางรถไฟ รุ่งเช้าออกบิณฑบาตได้แต่ข้าวมาอย่างเดียวไม่มีกับข้าว จึงให้เณรไปเก็บมะกอกมาฉันกับข้าวพอประทังความหิวไปได้ ฉันเสร็จแล้วเดินทางผ่านท่งมะค่า ทั้งนี้เป็นท่าที่แปลกมาก เพราะไม่มีต้นไม้ใหญ่และมีแต่ทุ่งหญ้ามองไปทางไหนเห็นแต่ฟ้าจรดดิน ระหว่างการเดินทางผ่านทุ่งนี้ ทั้งแดดจัดร้อนมาก และลมพัดแรงจัดมาก กางร่มไม่ได้ หาร่มไม้เป็นที่พักก็ไม่มี ใช้เวลาเดินทางผ่านพ้นทุ่งนี้ได้ก็เป็นเวลาค่ำพอดี ขณะเดินทางกลางทุ่งมองดูสามเณรและตาปะขาวแล้วรู้สึกสงสาร แต่ทุกคนที่ร่วมคณะก็เชื่อมั่นในธุดงคกรรมฐาน จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย หน้าตาสดชื่นผ่องใสตลอดเวลา การธุดงค์ของท่านได้ผ่านความยากลำบากนานา จนกระทั่งถึงจังหวัดนครราชสีมา เข้ากราบนมัสการท่านอาจารย์ทั้ง 2 แล้วพักที่ วัดป่าสาลวันกับท่าน
ในครั้งนั้น ที่วัดมีพระเณรร่วมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ประมาณ100 รูป ล้วนแต่เป็นพระธุดงคกรรมฐานทั้งนั้น ถ้ารวมแม่ ซี และตาปะขาว ที่ธุดงค์มากับพระ แต่ละคณะมีประมาณ 250 คน ได้ หลวงปู่ท่านเป็นพระที่ชอบสงบไม่คลุกคลีกับใคร ท่านได้พาลูกศิษย์ของท่าน ไปพักอาศัยอยู่ในป่าห่างจากหมู่คณะ จะพบกับหมู่พระเพื่อนเฉพาะตอนฉันภัตตาหาร เวลาออกทำกิจวัตรส่วนรวม และเวลาเข้าอบรมธรรมะจากครูอาจารย์เท่านั้น ถ้านอกจากเวลานี้แล้ว ส่วนใหญ่ของท่านจะมุ่งหน้าเร่งความเพียร เดินจงกรมภาวนาตลอดเวลา
ระหว่างอยู่ที่วัดป่าสาลวันนี้ ท่านมักจะอบรมลูกศิษย์ของท่านอยู่เสมอ ๆ ว่า
“เรามีตาเท่ากับว่าไม่มีตา มีหู เท่ากับว่า ไม่มีหู มีท้องก็ฉันอยู่ได้ไปวัน ๆ เท่านั้น ไม่ต้องแสดงความโลภและตะกละ”
ก่อนเข้าพรรษาในปี 2476 นี้ ประมาณต้นเดือนกรกฎาคม ที่วัดป่าสาลวันมีพระอยู่รวมกันมาก และท่านอาจารย์สิงห์ท่านได้อบรมชี้แนะการปฏิบัติภาวนาให้ลูกศิษย์ทั้งหลายทราบเป็นแนวทางปฏิบัติภาวนาแล้ว ท่านเห็นว่าการอยู่รวมกันมาก ๆ จะทำให้การปฏิบัติภาวนาไม่ก้าวหน้าอีกด้วย ขณะนั้น ที่วัดป่าสาลวันมีพระอาจารย์ที่สำคัญ ๆ อยู่ร่วมกันหลายรูป นอกจากท่านอาจารย์สิงห์แล้วมีรูปอื่น ๆ คือ
ท่านอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล
ท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ
ท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโร
ท่านอาจารย์ ปัอง
ท่านอาจารย์สีโห
ท่านอาจารย์ญาคูดี
ท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ
ท่านอาจารย์สิงห์ ท่านได้พิจารณาแล้วจึงได้จัดให้ครูบาอาจารย์เหล่านั้นแยกย้ายไปจำพรรษาในที่ต่าง ๆ กัน เพื่อฝึกอบรมธรรมะ สมถกรรมฐาน คือ
ท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโร พร้อมลูกศิษย์ของท่านประมาณ 40 รูป ให้ไปจำพรรษาที่บ้านใหม่สำโรง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
ท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ อาจารย์เล่พร้อมด้วยลูกศิษย์ประมาณ 20 รูป ให้ไปจำพรรษาที่บ้านใหม่สำโรง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราสีมา
หลวงปู่คำดีจำพรรษาที่วัดป่าช้าดงขวาง บ้านหัวถนนโนนฝรั่ง ระหว่างจำพรรษา ที่วัดนี้มีคุณนายแตงอ่อน คุณหลวงเพชร คุณหลวงชาญ มีความศรัทธาในหลวงปู่มาก ได้ปวารณาเป็นโยมอุปัฏฐากท่าน ในระยะจำพรรษาท่านนำพาลูกศิษย์ของท่าน ทั้งพระเณร และญาติโยม ให้ทำความเพียรกันอย่างจริงจัง ท่านอบรมลูกศิษย์ของท่านให้กินน้อย นอนน้อย คุยน้อย แต่ให้ทำความเพียรปฏิบัติภาวนาให้มาก
ท่านได้จำพรรษาที่วัดนี้ถึง 5 พรรษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476-2477-2478-2479-2480 โดยท่านอยู่เฉพาะในระหว่างเดือนที่เข้าพรรษาเท่านั้น พอออกพรรษาของแต่ละปีท่านมักจะออกไปปฏิบัติภาวนาที่เขาตะกุดรังสะแกราช อำเภอปักธงชัย เพราะสถานที่นั้นเป็นที่สัปปายะถูกกับท่าน เป็นสถานที่วิเวก ภาวนาก้าวหน้าได้ผลดี สะดวกต่อการประกอบความเพียรเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อจวนเข้าพรรษา ท่านก็กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าช้าดงขวางทุกปี
ปฏิปทาในการปฏิบัติของท่าน ๆ เอาความตายเข้าสู้เลย คือบางวันเดินจงกรมตลอดคืนก็มี บางครั้งนั่งสมาธิตลอดคืน บางวันเดินจงกรมตลอดวันอีก การปฏิบัติของท่านปฏิบัติแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่ห่วงแม้แต่เรื่องการอาบน้ำ แม้เหงื่อจะไหลชุ่มโชกก็ตาม ท่านบอกว่าเหงื่อไหลตามตัวไม่เป็นไร แต่ใจมันเย็นชุ่มฉ่ำตลอดเวลา จึงไม่เกิดความรำคาญ ลูกศิษย์ที่ศึกษาปฏิบัติภาวนากับท่าน กราบเรียนถามท่านอีกว่า
“ท่านอาจารย์ กระผมเห็นท่านปฏิบัติภาวนาตลอดวันตลอดคืนไม่ทราบวาท่านเอาเวลาไหนนอน ”
ท่านตอบว่า “มันพักอยู่ในตัว นอนอยู่ในตัว มีความยินดีและเพลินเพลินในการปฏิบัติภาวนา จึงไม่รู้สึกเหนื่อยและไม่ง่วงนอน”
ในระหว่างที่ท่านวิเวกภาวนาอยู่ที่เขาตะกุดรังนั้นท่านได้ถือสัจจะอันหนึ่งคือท่านถือสัจจะฉันผลไม้แทนข้าว และอาหารสับเปลี่ยนกันไปคือ ฉัน กล้วย มะพร้าว มัน เผือก น้ำอ้อย น้ำตาล 5 วัน แล้วจึงกลับไปฉันอาหารคาว-หวาน 3 วัน สลับกันเช่นนี้ตลอดเวลาขณะที่ท่านออกธุดงค์ประมาณ 3-4 เดือน
ในระหว่างที่เพ่งความเพียรอยู่นั้นท่านพูดแต่น้อย ไม่มีเรื่องจำเป็นท่านไม่พูด คือท่านพยายามฝึกสติไม่ให้เผลอออกจากกายและใจไปทุก ๆ อิริยาบถ 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน
ท่านมีความเพียรพยายามจนจิตของท่านได้สมาธิใหม่สมความประสงค์ของท่าน จิตของท่านรวมอยู่เป็นวันเป็นคืนก็ได้ ขณะที่จิตของท่านได้กำลังเช่นนั้นท่านได้พิจารณาธาตุ 4 คือ ดิน นำ ลม ไฟ ตลอดทั้งอาการ 32 ก็เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่านได้เพียรพยายามพิจารณาทะลุเข้าไปถึงเวทนาทั้ง 3 ตลอดไปถึงสิ่งต่าง ๆ ก็เห็นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่านได้พิจารณาไปจนกระทั่ง จิตแสดงความบริสุทธิ์ของจิตให้เห็นอย่างชัดเจน ขณะนี้แสดงว่า จิตของท่านได้ผ่านไตรลักษณ์ไปแล้ว (หรือจิตของท่านถึงธรรมเบื้องต้นก็ถูก)
ปี พ.ศ. 2480 ท่านพาลูกศิษย์ไปจำพรรษาที่เขาตะกุดรังเหมือนที่เคยปฏิบัติ
ในปีนี้ลูกศิษย์ของท่านองค์หนึ่งป่วยเป็นไข้มาลาเรียอย่างหนัก หายาให้รับประทานก็ไม่หาย ท่านพาลูกศิษย์ของท่านลงภูเขา มาทำการรักษาที่วัดคลองเตย มีหมอแผนโบราณมารักษา รักษาเท่าไรไม่หาย ผลสุดท้ายลูกศิษย์ของท่านก็มรณภาพลง ท่านจัดการฌาปนกิจศพให้เป็นที่เรียบร้อย
พบเสือใหญ่
ในฤดูแล้ง ต้นปี 2476 เมื่อสอบนักธรรมเสร็จแล้ว ได้ไปวิเวกกับท่านอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต เป็นคนอำเภอภูเวียง เคยเป็นนักเรียนนักธรรมอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ลาออกจากการศึกษา ลาอุปัชฌาย์กรุงเทพฯ ไปพบหลวงปู่คำดีที่วัดเหล่างา ขอนแก่น ตอนก่อนจะลงไปโคราช เคยชอบพอกัน จึงได้ออกธุดงค์ด้วยกัน
การออกไปบำเพ็ญสมณธรรมคราวนี้นับว่าเป็นความเด็ดเดี่ยวครั้งแรก ได้ออกเดินทางไปอำเภอปักธงชัย และเดินทางต่อไปยัง “เขาตะกุดรัง” ด้วยกัน 2 รูป การบำเพ็ญในครั้งนั้นได้กำลังใจและเป็นหลักใจเรื่อยมา
เมื่อไปถึงเขาตะกุดรัง ท่านอาจารย์ เขมปฺปตฺโต เลือกเพิกหน้าผาที่อยู่สูงขึ้นไปด้านหนึ่ง มีทางจงกรมของท่านอีกด้านหนึ่งเป็นที่บำเพ็ญภาวนา ส่วนหลวงปู่คำดีอยู่ในถ้ำ และมีทางจงกรมอยู่หน้าถ้ำ ต่างก็แยกกันทำความเพียร ถ้าต้องการติดต่อกันก็เป่าไม้หวอด เสียงดังโว้ต….เตือนกัน ท่านอยู่ในเพิกหน้าผา ส่วนหลวงปู่คำดีอยู่ในถ้ำ เป่าไม้หวอดจะไม่ได้ยินกัน ถ้าต่างฝ่ายอยู่ที่ทางจงกรม จึงพอได้ยินเสียงกันได้
ไปคราวนั้นประสบอุปัทวเหตุ มีอุปสรรค….เสือ!
ขณะนั้นเป็นฤดูแล้ง ตรงกับเดือน 3 แรม 3 ค่ำ ปี พ.ศ. 247 ได้ยินเสียงใบพลวงหล่นดังตั้งติ้ง ๆ เวลาที่หลวงปู่คำดีเดินจงกรมอยู่นั้น ประมาณ 3 ทุ่ม สมัยนั้นใช้เทียนไขตั้งไว้ตรงกลางโคมผ้าที่ทำเป็นรูปทรงกลม เจาะรูมันก็สว่างดี ลมพัดไฟก็ไม่ดับ มองไกล ๆ เห็นแดงร่า
ทางจงกรมสูงขึ้นไปจากพื้นประมาณ 2 เมตร เงียบสงัดดี ได้ยินแต่เสียงใบพลวงตกดังตั้งติ้ง ๆ ทันใดนั้นได้ยินเสียงสัตว์ขู่
ได้ยินเสียงขู่ครั้งแรก สงสัยเสียงอะไรแปลก ๆ ใจมันบอกว่า “เสือ” แต่ก็ยังไม่แน่ใจ จึงเดินกำหนดจิตกลับไปกลับมา ที่ทางจงกรมอยู่อย่างนั้น
มันขู่ครั้งที่สองนี่ชัดเสียแล้ว มันดังชัด “อา….อา….อา….อา !” เสียงหายใจดังโครกคราก โครก คราก ไกลออกไปประมาณ 10 เมตร
ไม่นานนักได้ยินเสียงขู่คำรามอีก มาอยู่ใกล้ ๆ ทางจงกรม แหงนหน้าขึ้นดู แล้วขู่ อา….อา….อา….อา
กลัวแสนกลัว ยืนอยู่กับที่เผลอไปพักหนึ่ง จิตมันจึงบอกว่า “กรรม” พอจิตมันแสดงความผุดขึ้นในใจว่า “กรรม” ก็มีสติดีขึ้น ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และครูบาอาจารย์ พอระลึกได้แล้ว มีสติปกติ จึงได้พูดกับมันว่า
ถ้าเราเคยทำกรรมทำเวรต่อกัน ถ้าจะขึ้นมากินข้าพเจ้า จงขึ้นมากินเถิด ถ้าเราไม่เคยทำเวรทำกรรมต่อกัน ก็จงหนีเสีย เรามาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยรบกวนใคร ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ว่าสัตว์ตัวเล็กและสัตว์ตัวใหญ่ เรามาที่นี่เพื่อมาปฏิบัติสมณธรรมเท่านั้น
พอระลึกได้ จิตตั้งมั่นแล้ว หายกลัว ความกลัวหายหมดเลย ไม่มีความกลัว เกิดความเมตตา รักมัน ฉวยโคมได้ออกตามหามันทันที ถ้าพบแล้วจะไม่มีความกลัว ไม่ว่าจะเป็นเสือเล็กหรือเสือใหญ่ สามารถจะเข้าลูบหลังและขี่หลังมันได้ คล้ายกับว่า น้องรักหรือลูกรัก เสียไปหลายปี (เสีย = หาย) ถ้าพบเข้าก็อดใจจะเข้ากอดไว้ไม่ได้ เกิดรักเสือตัวนั้น รักอย่างแรง ขณะนั้นจิตใจไม่นึกกลัวอะไร ไม่ว่าจะเป็นเสือ งู หรือสัตว์ใหญ่ สัตว์เล็ก ต่าง ๆ คิดว่ามันจะไม่กัดแน่ ๆ
พยายามค้นหาอยู่ 3 วัน ได้ยินเสียงมันเดินผ่านใบพลวง คล้าย ๆ ฝูงวัวผ่านไป พอมันเดินมา เราก็ถือโคมลัดหน้ามัน (ลัด = ดัก) พอลัดหน้าแล้วเสียงหายไป ไม่รู้ว่ามันหยุดหรือไปที่ไหน ค้นหาอย่างไรไม่พบ ภายหลังจึงได้คิดว่า
“โอ้….. ! เราบ้าไปหามันทำไม ”
จึงเลิกค้นหา เสือที่ว่านี้เสียงมันขู่เป็นเสือใหญ่
เวลาท่านอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต ขึ้นมาเดินจงกรมได้เห็นเสือเหลืองนั่งอยู่ที่ก้อนหิน เมื่อมันเห็นคนก็หนีหรอก คงเป็นเสือตัวนี้
พบงูใหญ่
ไปวิเวกที่เขาตะกุดรังอีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อถึงฤดูแล้ง หลังจากได้กลับคืนมาจำพรรษาที่บ้านเม็ง ตำบลบ้านเม็ง จังหวัดขอนแก่น ท่านอาจารย์อ่อน ท่านอาจารย์ฝั้น ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงของหลวงปู่คำดี เล่าให้ฟังว่า ท่านทั้งสองได้ไปทำที่พักและทางเดินจงกรมไว้ก่อนแล้ว
หลวงปู่คำดีไปแทนที่ของท่านอาจารย์ฝั้น ถ้ำที่พักเป็นเพิกหมาหอน (ถ้ำเพิงหมาแหงน) สูงข้างหนึ่ง ต่ำลงไปข้างหนึ่ง พื้นเป็นดินทรายขาว ๆ
ทางเดินจงกรมของท่านทำไว้เป็นอย่างดี เตียนดี มีดินอ่อนสีขาวโรยข้างหน้า
ท่านใช้ก้อนหินเทินกันขึ้นทำเป็นร้านนั่ง สูงประมาณ 1 เมตรเศษ หรือ 2 เมตร (เทิน = วางทับ)
เดินจงกรมแล้วก็ขึ้นไปนั่งสมาธิ จิตถอนออกจากสมาธิก็ลงมาเดิน ปฏิบัติอยู่อย่างนั้น หลวงปู่คำดีไปก็ปฏิบัติเหมือนท่านอาจารย์ฝั้น
มีครั้งหนึ่งจิตถอนจากนั่งสมาธิ ลืมตาขึ้นจะลงมาเดินจงกรม พบงูสีดำตัวหนึ่งยาวประมาณ 2 เมตรเศษ ลำตัวขนาดแขน ขวางอยู่ทางจะลงพอดี
ท่านตะโกนบอกงูว่า “เอ้า ! ทำอย่างไรเราจะเดินจงกรม ไป…. ไป ทางใดก็ไปเถอะ
รวบเอาสะเก็ดไม้และหินหว่านลงใส่หว่านลงไป แล้วบอกให้ไป เราจะเดินจงกรม
งูไม่เคลื่อนไหว นั่งอยู่คล้ายงูตาย ท้ายที่สุดต้องกระโดดข้ามไป บอกให้ไปก็ยังไม่ไป หอบขี้ดินโพะ (โพะ = สาดดินรด)
ไป ไป เราจะเดินจงกรม
งูตัวนั้นกลับเลื้อยเข้าไปในถ้ำที่ท่านอยู่อีกนั่นแหละ
อีกทีหลัง (ต่อมา) ได้ยินเสียงดัง คล้ายเสียงเครื่องบินหรือเสียงรถไฟ ไม่เคยได้ยินเสียงเช่นนี้มาก่อน เสียงดัง ตึ้ง….ตึ้ง….ตึ้ง….ตึ้ง ข้างทางจงกรม ซึ่งเป็นป่าละเมาะทึบ สูงขนาดเอวตลอดแนวทาง จึงยืนตั้งใจฟัง เอ ! เสียงมันดังอยู่ใกล้ ๆ นี่ ได้ยินเสียงกิ่งไม้แห้ง หรือต้นไม้ขนาดนิ้วมือหักดังเปาะแปะ ๆ เสียงมันไปทืด ทืด ทืด ทืด….
เอ ! ครั้งนี้ มีทั้งกลัวทั้งหาญ เดินแล้วก็เลยเข้าไปทำวัตร ทำวัตรสวดมนต์เสร็จแล้วก็มองหา ทำจิตคงไว้ มองเห็นงูห่างออกไปประมาณ 5 เมตร
โอ้ ! คราวนี้เห็นผู้ใหญ่ทั้งสอง หล่วย หล่าย หล่วย หล่าย (กิริยาของงูเลื้อย) เลื้อยอยู่ในถ้ำที่พักนั้น ท้ายที่สุดไม่มีทางจะหนีไปที่อื่น จึงเข้าภาวนา
จิตถอนแล้วจึงเปิดมุ้งขึ้นดู ปรากฏว่างูทั้ง 2 ตัว ขดเป็นวงกว้างขนาด 1 เมตร ขดสูงขึ้นมาประมาณเข่า ชูหัวขึ้นมาตรงกลาง ตัวน้อยก็ขดเข้าด้วยกันเกี้ยวกันเป็นกอง (เกี้ยว = พัน) ถ้าแม้นเป็นอย่างอื่นก็ขึ้นไปนั่งสมาธิได้
โอ ขนคิงลุก (ขนลุกซู่ = ขนตามร่างกาย)
บอกให้หนีอย่างไรก็เฉย ไม่กระดุกกระดิก โคมเทียนไขห้อยอยู่กับราวที่นอน ที่นอนมีเสื่อหวาย ยาวประมาณเมตรกว่า ๆ ปูลาดไว้พอดีขนาดของมุ้ง ได้เข้าภาวนาอีก
ใต้ร้านที่พักมีช่องโหว่เข้าไปในถ้ำ กว้างประมาณ 1 ศอก พอจิตถอนออกจากภาวนาสำรวจดูพบว่าเจ้างูตัวใหญ่เข้ามาอยู่ใต้ร้านที่พัก เอาหัวมุดเข้าในช่องโหว่ถ้ำ ใต้ร้านที่พัก นอนนิ่งอยู่ ส่วนหางเลยร้านไปประมาณ 1 เมตร ร้านยาวเมตรเศษ
สำรวจดูปากซ่องโหว่พบว่า เป็นส่วนลำตัว ไม่ใส่หัว ขนาดลำตัวส่วนนั้น ประมาณกระติกนำร้อน (ชี้ไปที่กระติกน้ำร้อนขนาดกลางประกอบคำอธิบาย) นอนนิ่งอยู่อย่างนั้น จะเข้าไปอีกก็ไม่เข้า จะออกก็ไม่ออก ก็เฝ้าดูอยู่ถึงตี 1 ตี 2 ไม่รู้สึกง่วงเลย
เมื่อเห็นว่ามันไม่ไปแน่ ก็เลยเอามุ้งเหน็บกับเสื่อหวายตลอดแนวให้มั่นคง ล้มตัวลงนอนโงมโงะ (นอนคดคู้) ถ้าเหยียดขากลัวมันพันขา คุมสติไว้ โคมก็ติดไว้อย่างนั้น
เมื่อตื่นขึ้นมองดู ไม่เห็น ไม่รู้ว่าเข้าไปในที่ลึก หรือกลับไปเอง ไม่เห็นอีกเลย
โอ ! ก่อนหน้านั้น วันเดียวกันกับที่งูมาผ่านนั่นแหละ มีหนูตัวโตหางยาวตัวหนึ่งอยู่ในทางจงกรม เวลาเดินจงกรมก็เดินไปด้วย เวลาเดินกลับก็เดินกลับด้วย เป็นอยู่อย่างนั้น เลยหยุดเดินแล้วจับหางขึ้นดูว่าจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย ปรากฏว่าเป็นตัวเมีย ก็เลยปล่อย
ตอนกลับขอนแก่นได้เล่าให้ท่านเจ้าคุณเทพบัณฑิต อินทร์ ถิรเสวี ป.ธ.5 เจ้าคณะธรรมยุต วัดศรีจันทร์ฟัง ท่านบอกว่า
“ท่านไปจับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย เป็นอาบัติ ทุกกฎ”
ปี พ.ศ. 2479 ออกพรรษาแล้ว หมดเขตกฐินแล้ว ท่านก็พาลูกศิษย์ท่านกลับเข้ามาพักที่วัดป่าสาลวัน ราชสีมา กับท่านอาจารย์สิงห์ท่านอาจารย์มหาปิ่น เพราะเป็นอาจารย์ที่เคารพของท่านทั้งเป็นผู้ที่ชี้ทางให้ แต่หลวงปู่คำดีได้เข้าอบรมธรรมกับหลวงปู่มั่น แต่ไม่ได้จำพรรษาร่วมท่าน เพราะท่านอยู่กับท่านอาจารย์สิงห์เป็นส่วนมาก ส่วนท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ และท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโรท่านถือเป็นพระพี่เลี้ยงของท่าน เพราะท่านทั้งสองมีเมตตาต่อท่านมาก
หลวงปู่คำดี ท่านพักอยู่วัดป่าสาลวันไม่นานท่านก็พาลูกศิษย์ของท่านเข้านมัสการ กราบลาครูบาอาจารย์ กลับเยี่ยมบ้านที่จังหวัดขอนแก่น แต่ท่านก็อนุญาตให้แบบไม่พอใจด้วย ท่านอาจารย์สิงห์ ให้คติตอนท่านลาพาลูกศิษย์กลับบ้านว่า จะพาลูกศิษย์ไปสึกหรือ เป็นความจริง เมื่อท่านกลับไปถึงขอนแก่น ก็พาลูกศิษย์ไปพักอยู่ที่วัดป่าหนองกุง บ้านหนองคู ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน หลวงปู่คำดีพักอยู่ไม่พอเดือน ท่านก็พาลูกศิษย์ของท่านออกเที่ยววิเวก สามเณร 2 รูป สามรูปกับท่าน ไปได้ที่วิเวกป่าช้า บ้านค้อ ตำบลบ้านเหล่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นป่ารกชัฏดีมาก มีความร่มรื่นตลอดวัน สัปปายะทุกอย่าง
ต่อมาไม่นาน เณรที่ติดตามองค์หนึ่ง อยากจะสึก ท่านก็ให้สึกไปตามอัธยาศัย เหลือเณรอยู่กับท่านองค์เดียว ต่อมาเณรที่เหลืออยู่ ก็อยากจะสึกอีก ท่านก็เลยอนุญาตให้สึกไปอีก ตกลงเหลือท่านองค์เดียว พอเณรสึกจากท่านหมดแล้ว ท่านบอกว่าโล่งใจมาก หายความกังวล เมื่อเณรฝึกจากท่านหมดแล้ว ท่านอยู่องค์เดียว ท่านก็ตั้งใจประกอบความเพียรอยู่ที่ป่าช้าบ้านค้อ 3 เดือน ได้รับความสบายพอสมควร
จวนจะเข้าพรรษา ปี พ.ศ. 2480 ท่านไปจำพรรษา ที่วัดอภัยวัน บ้านทุ่ม กับท่านอาจารย์ สุภี การอยู่ท่านไม่เอาธุระอะไรทั้งนั้น เรื่องสาระในวัดก็มอบให้ท่านอาจารย์สุภีหมด ท่านหลวงปู่คำดี เพียงแค่อยู่อาศัยจำพรรษา และภาวนาเฉย ๆ ตกลงหลวงปู่จำพรรษาวัดอภัยวันบ้านทุ่มหนึ่งพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วท่านก็เดินธุดงค์ เพื่อแสวงหาที่วิเวกไปเรื่อย ๆ ตามอัธยาศัยของท่าน ท่านธุดงค์ไปเรื่อย ๆ ไปเจอที่วิเวกเอาที่ถ้ำกวาง บ้านหินร่อง อำเภอภูเวียง เขตขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2481 ท่านจำพรรษาที่วัดถ้ำกวาง บ้านหินร่อง ตำบลเมืองเก่า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ครั้งแรกท่านอยู่องค์เดียว อาศัยญาติโยมชาวบ้านหาร้านที่พักให้ชั่วคราว ต่อมามีหมู่คณะไปอยู่ด้วย มีพระ 3 องค์ ตาปะขาว 1 คน ถ้ำกวางนี้เป็นสถานที่ที่มีป่าทึบรกชัฏมาก ห่างไกลจากหมู่บ้านประมาณ 2 กม. ก่อนที่ท่านจะมาถ้ำกวางนี้ ท่านมุ่งมั่นทำความเพียรอย่างเดียว ยอมสละชีพเพื่อพรหมจรรย์ เพื่อมรรคผลนิพพาน ท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐานอยู่จำพรรษาที่ถ้ำกวางนี้ 5 พรรษา ถ้าหากจะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้น ท่านก็จะไม่ยอมหนีให้เสียสัจจะโดยเด็ดขาด
การจำพรรษาที่นี่ท่านได้ปฏิบัติภาวนาอย่างชนิดที่เรียกว่าแบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2483 ท่านได้เป็นไข้มาลาเรียอย่างหนัก แม้แต่หมู่คณะของท่านทุกองค์ก็เป็น ไม่มีใครดูแลกันได้เลย ได้อาศัยชาวบ้านหินร่องมาช่วยอุปัฏฐากดูแล ต่อมาพระ 2 รูป มรณภาพ และตาปะขาว 1 คน ได้ตายจากไป ส่วนพระที่ยังไม่ตายต่างก็หนีไปที่ต่าง ๆ ไม่มีใครกล้าอยู่เพราะกลัวไข้มาลาเรียกัน สำหรับหลวงปู่ได้มีญาติโยมมาอ้อนวอนให้หนี แต่หลวงปู่อธิษฐานไว้แล้ว ท่านอยู่ของท่านองค์เดียวตลอดฤดูแล้ง
พอจวนจะเข้าพรรษามีพระไปร่วมจำพรรษาอีก 4 รูป ตาปะขาว 1 คน คือ พระอ่อน หลวงตาสีดาฯ หลวงตาช่วงฯ ตาปะขาวบัวฯ (หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ วัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี) ได้ร่วมกับเพื่อนพระด้วยกันปฏิบัติภาวนาจนกระทั่งออกพรรษา ปีนั้นญาติโยมนิมนต์ไปงานกฐินที่บ้านกุดดุก ตำบลหว้าทอง อำเภอภูเวียง พอกฐินเสร็จเกิดอาการจับไข้อีก เกือบไม่รอด ชาวบ้านไปหาหมอพื้นบ้านตำบลนั้นหมด ก็ไม่มีหมอคนไหนกล้ารักษา มีแต่เขาเห็นว่าจะไม่ไหวแล้ว กลัวจะกำเริบใหญ่ สมัยนั้นไม่มีหมอรักษา มีแต่หมอเถื่อนเขาไปตามมารักษา หมอให้ยาถ่ายเวลาประมาณ 5 โมงเย็น
พอฉันยาถ่ายลงไปถ่ายมาก ถ่ายตลอดทั้งคืน ถึงเวลารุ่งหมดกำลัง พอสว่างก็ยังถ่าย สังเกตเห็นถ่ายมีเลือดปนเป็นฟองสีจาง ๆ ถ่ายเป็นเลือดออกมาด้วย ชาวบ้านพากันตกใจว่าจะไม่รอด
ได้ตามหาหมอกันอีก ได้ทราบว่ามีหมออพยพต่างถิ่นคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าย้ายมาจากไหนมาอยู่บ้านโป่งได้ไม่นาน จึงไปนำหมออพยพต่างถิ่นมาถึงกุฏิที่พักท่าน หมอใช้ยารากไม้ต้องฝนไว้หลาย ๆ ถ้วย ใส่ขันบ้างใส่ถ้วยบ้าง ปกติขณะป่วยหนัก กินน้ำไม่ได้กินไม่แซ่บไม่อร่อย เมื่อได้ฉันยาของเขาเป็นเหมือนกับธรรมชาติเหมือนกับกระหายน้ำมาจากป่าจากดง มีรสดี เย็นดี
ตอนแรกเขาก็ไม่ให้ฉันมาก ท่านได้ขอเขาฉันอีก เขาเอาขันอื่นมาให้ ฉันไม่ได้มีกลิ่นคาว ๆ พอฉันยาขันนั้นดูเหมือนหอม รสดี
หมอบอกว่า ถูกยาแก้แล้ว ได้ขอน้ำอีก พอตื่นเช้าค่อยรู้สึกเบาตัว จิตใจปกติแต่อ่อนเพลียลุกไม่ได้
ญาติโยมผู้เฒ่าผู้แก่จากขอนแก่นพากันไปเยี่ยม ต่างพากันน้ำตาตก เห็นร่างกายท่านซูบผอมมาก แต่ระยะที่ไปเยี่ยมนั้นมีอาการทุเลาลงบ้างแล้ว เรียกว่าถูกยาเขาแล้ว อาการจะหายไปบ้างแล้ว แต่พูดไม่ออก ไม่ได้ยินเสียง การส่งข่าวเล่าเรื่องอาจารย์ ต้องมีคนเอียงหูฟังใกล้ ๆ จึงบอกเล่าแก่พวกผู้หญิงผู้ชายที่ไปเยี่ยมฟังจึงรู้ ญาติโยมชาวบ้านกดดุกได้อุปถัมภ์ค้ำชูดูแลอาหารของท่านตลอดจนอาหารการฉันดีมากจนมีกำลังแข็งแรง เป็นปกติ
พอหายได้ท่านก็กลับคืนถ้ำกวางไปอยู่วัดบ้านหนองบัวน้อย บ้านโยมอุปัฏฐากที่ภูเวียงอีก อาการไข้กลับเป็นซ้ำเรื้อรังอีก บางครั้งก็เป็นไข้เรียงวัน (เรียง = ทุกวัน) บางครั้งก็บาวัน (บา = เว้น) ถึงเวลาไข้มันก็ไข้ แต่ก็ฉันอาหารได้บ้างแล้วมีกำลังพอสมควร
ในขณะอยู่ถ้ำกวาง บ้านหินร่อง กลางฤดูแล้ง ปี พ.ศ. 2484 คิดอยากจะไปวิเวกที่ “ภูเก้า” ขณะนั้นไข้ยังไม่หายดี ก่อนไปคิดเสียสละตัดสินใจไป หากจะเป็นอย่างไรก็ยอมเป็น จะหายก็หาย จะตายก็ตาย ตัดสินใจอย่างนั้นก็เล่าให้ลูกศิษย์ซึ่งเป็นไข้เหมือนกันฟัง
“ผมจะไปภูเก้า ท่านจะไปด้วยไหม ถ้าผมไปผมยอมสละชีพได้นะ จะหายก็หายจะตายก็ตาย หากถึงภูเขาและถ้ำแล้ว ถ้าลงบิณฑบาตไม่ได้ ผมก็ไม่ลง หากชาวบ้านเขาไม่เ่อาอาหารมาส่งผมก็ไม่ฉัน”
โสสุดอย่างนี้ก็ตกลงไปด้วยกัน (โสสุด = ตั้งใจแน่นอน)
การเดินทางจากถ้ำกวางไปภูเก้า ยากลำบากมาก เพราะยังเป็นไข้ด้วยกันทั้ง 2 ถ้าท่านเป็นไข้ก่อน ลูกศิษย์ก็ปูผ้าอาบน้ำให้นอนไข้เสียก่อน (นอนพักขณะเป็นไข้) กลัวจะไม่ถึงนัดหมายเมื่อไข้หานก็เดินทางต่อไป เดินไปได้ระยะไม่ไกลลูกศิษย์ก็จับไข้บ้าง ต้องนอนพักผ่อนอีก ช่วยกันไปตามกำลัง
จะด้วยอำนาจการสละชีพเพื่อศาสนา หรือเป็นด้วยกุศลผลบุญของท่านก็ตามพอย้ายจากบ้านกุดดุกไปพักอยู่หมู่บ้านเชิงภูเขา ชื่อบ้านหนองกุง ก็มีญาติโยมผู้เฒ่าผู้แก่มาเยี่ยม ได้เล่าให้ฟังว่าเป็นไข้ แต่ก็เลยมาหายไข้ที่นี่ ตื่นเช้ามันเคยไข้ไม่ไข้ สามารถขึ้นภูเขาได้ เที่ยวบิณฑบาตทางไกลประมาณร้อยกว่าเส้นได้
ท่านได้มาวิเวกที่ถ้ำพระ ถ้ำหามต่าง ภูเก้า อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี เป็นเวลา 3 เดือน ถ้ำนี้ก็กันดารมากพอสมควร และอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน การบิณฑบาตต้องอาศัยชาวไร่สามสี่หลังคาเรือนเขาใส่บาตรให้ฉัน พออยู่ไปได้วัน ๆ เท่านั้นอาหารอิ่มบ้างไมอิ่มบ้าง แต่ท่านก็ไม่รู้สึกอาทรร้อนใจ เพราะว่าท่านมุ่งหน้ามาทำความเพียร จิตท่านจึงไม่กังวลเรื่องอาหารของฉันเท่าใดนัก
ที่ถ้ำภูเก้านี้มีสัตว์ต่าง ๆ นานาชนิด เช่น ช้าง เสือ ลิง ค่าง วันหนึ่งประมาณ 3 ทุ่ม มีฝูงช้างมาเที่ยวหากินอาหาร ผ่านที่ท่านอยู่ ขณะฝูงช้างหาอาหารกินใกล้เข้ามา เหล่าช้างใหญ่น้อยเมื่อมันเห็นว่ามีคนอยู่ที่นั้นต่างก็ตกใจพากันวิ่งเตลิดหนีไป แต่มีช้างใหญ่ตัวผู้ตัวหนึ่งเข้าใจน่าจะเป็นหัวหน้าฝูงไม่ยอมหนี รู้สึกว่ามันจะโกรธมาก มันได้เดินตรงมาที่ท่านอาศัยอยู่ ด้วยความกลัวมากและตกใจจนตั้งสติไม่อยู่ ท่านได้วิ่งขึ้นไปบนหิน ใกล้ ๆ หินก้อนนั้นก็สูงพอสมควร ด้วยอาการกลัวตายจึงวิ่งขึ้นไปได้
ท่านยืนบนก้อนหินสักพักพอหายเหนื่อย ท่านจึงได้สติท่านจึงหันหน้ามองไปทางช้างแล้วก็แผ่เมตตาให้กับมัน พร้อมกับบอกว่า
พ่อช้าง..เรามาที่นี่ ไม่ได้มารบกวนท่าน แต่เรามาเพื่อประกอบความเพียรเพื่อความสงบ ขอท่านไปตามทางของท่านเถิด ส่วนเราก็จะอยู่ทางของเรา ต่างคนต่างอยู่โดยไม่เบียดเบียนกัน ขอให้ท่านจงเป็นสุขอยู่ตลอดปลอดภัยเถิด
สักพักหนึ่งช้างเชือกนั้นก็ค่อย ๆ จากไปและตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งออกจากภูเก้า ช้างหัวหน้าฝูงเชือกนั้น ก็ไม่เคยผ่านมารบกวนอีกเลย
เมื่อออกจากถ้ำหามต่าง ภูเก้า ท่านลงจากภูเขาไปพักบ้านท่าเสี้ยว ลูกศิษย์เดินทางล่วงหน้าไปก่อน เพราะท่านเดินไม่ทันเขา เมื่อเดินไปพบหมู่บ้านท่าเสี้ยวได้พักผ่อนมีแรงแล้วจึงเดินทางต่อไปยังบ้านดงกลาง ลูกชายของโยมอุปัฏฐากซึ่งเป็นครู มีครอบครัวอยู่บ้านดงกลาง มีงานทำบุญหาเงินสร้างบ้าน บิดา มารดา ญาติพี่น้องมาร่วมงานด้วย
ท่านและลูกศิษย์ได้รับนิมนต์ไปร่วมงานนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อเสร็จงานแล้วโยมอุปัฏฐากจึงรับท่านและลูกศิษย์กลับจำพรรษาที่ถ้ำกวาง และตั้งแต่ท่านหายไข้ครั้งนั้นแล้วท่านก็ไม่เคยเป็นไข้อีก ตลอดจนลูกศิษย์ของท่านก็ไม่เป็น นับว่าอัศจรรย์ และท่านก็ได้อยู่จำพรรษาทำความเพียรภาวนาด้วยความเจริญก้าวหน้าตลอดมาจนกระทั่งครบ 5 พรรษาตามที่ท่านได้อธิษฐานจิตไว้
ปี พ.ศ. 2486 หลวงปู่ท่านได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าชัยวัน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เนื่องจาก โยมพิม โยมโสดา และท่านนายอำเภอหา บุญมาชัย มานิมนต์ท่านให้ไปจำพรรษาที่วัดนี้ ท่านพิจารณาแล้วเห็นว่าสิ้นสุดเวลาที่ท่านตั้งสัจจะไว้แล้ว ท่านจึงรับนิมนต์ ญาติโยมเหล่านั้นก็เตรียมรถไปรับท่านที่บ้านเมืองเก่า เพราะทางที่เข้าไปถ้ำกวางเป็นทางเกวียน รถยนต์เข้าไปไม่ได้ หลวงปู่ได้มาอยู่ที่วัดป่าชัยวันเพื่อฉลองศรัทธาญาติโยมชาวขอนแก่น 9 พรรษา ในระหว่างที่จำพรรษาท่านได้อบรมสั่งสอนให้ญาติโยมทำสมถวิปัสสนาู รู้สึกว่าญาติโยมเข้าใจและยึดมั่นถือมั่นในธรรมะคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันดีพอสมควร
ปี พ.ศ. 2494 ท่านได้ลาญาติโยมชาวขอนแก่นไปจำพรรษาที่วัดป่าอรัญวาสี บ้านเหล่านาดี ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านเพราะตั้งแต่ท่านได้จากไปเป็นเวลานานหลายปี ท่านเพิ่งจะกลับครั้งนี้เพื่อโปรดญาติพี่น้องของท่าน
ปี พ.ศ. 2495 ท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดป่าชัยวัน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่นอีกครั้ง เพราะทายกทายิกาของวัดป่าซัยวันนิมนต์กลับมา เมื่อออกพรรษาปีนั้นท่านก็ออกธุดงค์ไปทาง ภูพานคำ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ท่านไปพบสถานที่ชื่อ คำหวายยาง ภูพานคำ ท่านเห็นว่าเป็นที่เงียบสงบร่มรื่นดี เหมาะเป็นที่วิเวก สัปปายะดีมาก เหมาะกับการปฏิบัติธรรม ท่านจึงพักอยู่ที่นั่น
ปี พ.ศ. 2496-2497 หลวงปู่จำพรรษาที่วัดคีรีวันคำหวายยาง บ้านปากช่อง บ้านหนองผือ ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น อยู่จำพรรษาได้สองพรรษา มีญาติโยมชาวขอนแก่นที่ศรัทธาท่าน เมื่อทราบว่าท่านไปอยู่ที่คำหวายยาง ภูพานคำต่างก็ตามไปกราบนมัสการท่าน ไปเห็นสถานที่ที่ท่านอยู่อาศัย ปลูกด้วยเพิงอยู่อาศัยชั่วคราว ญาติ โยมเห็นว่าเป็นสถานที่สงบร่มรื่น เหมาะกับการปฏิบัติภาวนาทำความเพียร ประกอบกับหลวงปู่ชอบเพราะเป็นที่สัปปายะดี ญาติโยมจึงมีศรัทธาที่จะก่อสร้างวัดให้ท่าน โดนมีเถ้าแก่เข่ง เป็นประธานด้านการก่อสร้างศาลาการเปรียญ โบสถ์ หอระฆัง กุฏิ ที่อยู่อาศัยของพระเณรที่ไปปฏิบัติธรรมประมาณ 20 หลัง และทำฝายน้ำสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย นับว่าญาติโยมชาวขอนแก่น ด้วยการนำของเถ้าแก่เข่งมีจิตใจเลื่อมใสหลวงปู่ฯ และเลื่อมใสฝักใฝ่ในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก
ในระหว่างจำพรรษาท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า มีสิ่งก่อสร้างมากขึ้นจะเป็นภาระหนัก ประกอบกับท่านเป็่นพระมักน้อย ชอบสันโดษ อีกทั้งต้องการเร่งความเพียรเพื่อมรรคผลนิพพาน ถ้าอยู่ต่อไปจะทำให้ติดวัตถุ จะถอนตัวไม่ขึ้น แต่เรื่องนี้ท่านคิดอยู่ในใจ และเมื่อออกพรรษาปีนั้นแล้ว ท่านจึงมอบวัดให้หลวงพ่อหา บุญมาชัย อยู่ดูแลแทน ในคราวนั้นท่านได้กลับมาพักที่วัดป่าชัยวันชั่วคราว เพื่อท่านจะออกไปหาสถานที่วิเวกต่อไป
ในระหว่างที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่คำหวายยางนั้น ในฤดูแล้งท่านออกธุดงค์ไปทางคำเม็ก ถ้ำวัวแดง เขตภูพานคำ อยู่ห่างจากวัดไปประมาณ 10 กม. ไม่ค่อยมีหมู่บ้านอยู่ใกล้ ต้องอาศัยบิณฑบาตกับตาปะขาว 15 วัน จึงมีญาติโยมไปทำบุญครั้งหนึ่ง นับว่าเป็นสถานที่กันดารมาก ที่ป่าแห่งนี้ก็เหมือนกับป่าหลาย ๆ แห่ง คือมีทั้ง ช้าง เสือ หมี หมูป่า ลิง ค่าง และสัตว์เล็กอื่น ๆ อีกมากมาย พระก็อยู่ส่วนพระ ส่วนสัตว์เขาก็อยู่ของเขา ต่างคนต่างไม่เบียดเบียนกัน ไม่เกี่ยวข้องกันและกัน ต่างก็อยู่กันอย่างมีความสุข โดยพระก็จะสุขอยู่ในความเพียรภาวนาไป ส่วนสัตว์เขาก็มีความสุขในการหากินไปวันๆ
ด้วยอำนาจเมตตาของท่าน ไม่เคยถูกสัตว์รบกวนเลย อยู่ป่านี้ ท่านเคยพูดว่ามีเทพมารักษาเสมอ บางครั้งเขาก็ทำหน้าที่ปรนนิบัติอุปัฏูฐาก แต่เรื่องนี้ที่จะรู้ได้เป็นไปได้และเห็นได้เฉพาะท่านที่มีแสงสว่างภายใน หรือรู้ได้เฉพาะผู้ที่มีภูมิจิตภูมิธรรมแก่กล้าเท่านั้น
ธุดงค์ไปจังหวัดเลย
ในระหว่างที่ท่านกลับจากคำหวายยางแล้ว ออกพรรษาปี 2497 ท่านมาพักที่วัดป่าชัยวันนั้น ท่านเจ้าคุณอดิสัยคุณาธาร เจ้าอาวาสวัดเลยหลงวัดศรีสุทธาวาส พระอารามหลวง จังหวัดเลย ท่านได้เดินทางจากจังหวัด เพื่อจะไปตรวจปัญหาธรรมที่จังหวัดนครราชสีมา ท่านได้มาและพักที่วัดป่าชัยวันกับหลวงปู่คืนหนึ่ง ท่านเจ้าคุณอดิสัยคุณาธาร หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ วัดศรีสุทธาวาส (พระอารามหลวง) ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย ชื่อเดิม ศรีจันทร์ จันทิหล้า เกิดวันพุธที่ ๑๘ มกราคม ๒๔๔๗ ณ บ้านฟากเลย ต.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย บิดาชื่อ อมาตย์ เพี้ยฤทธิ์ มารดาชื่อ นางตุ จันทิหล้าในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ ได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดศรีชมชื่น ต.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย ได้รับความเมตตาจากพระครูหวาด เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านจึงเข้าศึกษาทางด้านปริยัติธรรม การศึกษาพระวินัยนั้น ท่านได้สนใจในด้านการปกครองหมู่คณะ ท่านจึงได้เดินทางมาอยู่จำพรรษาที่กรุงเทพ และได้พำนักที่วัดสัมพันธวงศ์ ภายหลังท่านได้รับเมตตาอันสูงสุด ให้ได้แปรญัตติเป็นสามเณรฝ่ายธรรมยุติ โดยได้รับพระเมตตาจากพระเดชพระคุณสมเด็จพระสังฆราช เจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ วัดศรีสุทธาวาสได้รับคัดเลือกเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เมื่อ พ.ศ.2512 และได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญเมื่อ พ.ศ.2536 หลวงปู่ศรีจันทร์ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์จากเดิม พระครูอดิสัยคุณาธาร เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระอดิสัยคุณาธาร เมื่อ พ.ศ.2491 เลื่อนเป็นชั้นราชที่ พระราชคุณาธาร เมื่อ พ.ศ.2503 เลื่อนเป็นชั้นเทพที่ พระเทพวราลังการ เมื่อ พ.ศ.2517 และท้ายสุดเลื่อนเป็นชั้นธรรมที่ พระธรรมวราลังการ เมื่อ พ.ศ.2534และท่านอยู่ในสมณศักดิ์นี้จนถึงมรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2544 (ปัจจุบันเลื่อนยศเป็นพระเทพวราลังการ รองเจ้าคณะภาค 11)
หลวงปู่จึงเรียนถามว่า สถานที่วิเวกทางจังหวัดเลย ที่ไหนพอจะเป็นที่วิเวกประกอบความเพียรได้สะดวกบ้าง
พระเดชพระคณเจ้าคุณอดิสัยคุณาธารจึงเล่าให้ท่านฟังว่า มีหลายแห่งเป็นถ้ำสำคัญ ๆ ทั้งนั้น แต่ระยะนี้ไม่ค่อยมีพระอยู่ มีบ้างก็ไป ๆ มา ๆ กัน ไม่ค่อยอยู่เป็นประจำ เพราะถ้ำเหล่านี้เป็นที่กันดารมาก น้ำก็ขาดแคลน อาหารก็ลำบาก พระจึงอยู่กันไม่ได้ ถ้ำนี้มี 3 แห่ง คือ
ถ้ำมโหฬาร อำเภอวังสะพุง
ถ้ำผาปู่ บ้านนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
โดยปกตินิสัยของหลวงปู่ ท่านชอบที่กันดาร เพราะจะได้ทรมานกิเลสได้โดยปริยาย ท่านได้ฟังท่านเจ้าคุณเล่า ท่านมีความสนใจมาก พอรุ่งเช้าท่านเจ้าคุณฉันอาหารเสร็จ ท่านก็เดินทางต่อไปจังหวัดนครราชสีมา ตามความประสงค์ของท่าน
ต่อมาหลวงปู่ก็ปรารภกับสานุศิษย์ของท่านหลายองค์ว่า “เราควรลองไปเที่ยววิเวกทางจังหวัดเลยกันเถอะ ผมได้ฟังท่านเจ้าคุณอดิสัยคุณาธารเล่าถึงสถานที่วิเวกให้ฟังคงจะภาวนาได้ดี” เมื่อท่านปรารภกับลูกศิษย์ท่านก็ถามว่า
“ใครฉะไปเที่ยววิเวกธุดงคกรรมฐาน จังหวัดเลยกับผมบ้าง ถ้าไปกับผมครั้งนี้ต้องเป็นผู้เสียสละขีพกับศาสนาจริง ๆ จึงจะไปกับผมได้ เพราะเมืองเลยเป็นไข้มาลาเรียกันมาก และยังเป็นถิ่นกันดารอีกด้วย”
เมื่อท่านพูดจบลงก็มีพระยอมสละชีพติดตามท่าน 6 รูป สามเณร 2 รูป ตาปะขาว 1 คน มีดังนี้
ท่านอาจารย์ท่อน ญาณธโร หลวงปู่ท่อน ญาณธโร มีนามเดิมว่า ท่อน ประเสริฐพงศ์ เกิดวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ณ บ้านหินขาว ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น บรรพชาอุปสมบทเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๑ ณ วัดศรีจันทร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมีพระเทพบัณฑิต (อินทร์ ถิรเสวี ป.ธ.๕) วัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูคัมภีรนิเทศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุพจน์ อุตตโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ สังกัดธรรมยุติกนิกาย
ภายหลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้เดินทางไปพำนักจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่คำดี ปภาโส ณ วัดป่าชัยวัน โดยหลวงปู่คำดีเป็นอาจารย์สอนให้ทำภาวนา นั่งสมาธิกัมมัฏฐาน ในช่วงออกพรรษา หฃวงปู่คำดีได้เป็นหัวหน้าพาออกเดินธุดงค์เข้าป่าเป็นกิจวัตร ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๗ หลวงปู่ท่อนได้อยู่จำพรรษา ณ วัดถ้ำผาปู่นิมิตร อ.เมือง จ.เลยกับหลวงปู่คำดีด้วย
ครั้งหนึ่งท่านได้มีโอกาสพบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า และได้รับโอวาทอันทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้จากหลวงปู่มั่นว่า “ให้เร่งทำความเพียร มิให้ประมาท ชีวิตนี้อยู่ได้ไม่นานก็ต้องตาย” หลังจากนั้น ท่านมีโอกาสได้ไปกราบเยี่ยมครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม, หลวงปู่หลุย จันทสาโร, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต เป็นต้น
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ คณะศรัทธาญาติโยม ได้นิมนต์ให้หลวงปู่ท่อนไปอยู่ที่ป่าช้านาโป่ง อ.เมือง จ.เลย ซึ่งต่อมาได้สร้างเป็น “วัดศรีอภัยวัน” โดยหลวงปู่ท่อนได้จำพรรษาที่วัดศรีอภัยวันเรื่อยมา จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ท่านได้เมตตามาจำพรรษาที่ วัดป่ามณีกาญจน์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดียิ่ง ที่คณะศรัทธาทางกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโอกาสได้ร่วมทำบุญกับท่าน รวมถึงได้รับโอวาทธรรมจากท่านอย่างใกล้ชิด
หลวงปู่ท่อน ญาณธโร ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ “พระราชญาณวิสุทธิโสภณ” ในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ปัจจุบัน ท่านสิริอายุ ๘๗ ปี พรรษา ๖๗ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีอภัยวัน และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต) เป็นพระเถราจารย์ผู้ใหญ่สายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีความเชี่ยวชาญด้านจิตตภาวนา การเทศนาธรรม และวิทยาคมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
ท่านอาจารย์สีทน สีลธโน หลวงพ่อสีทน วัดถ้ำผาปู่นิมิตร จ.เลย เกิดในสกุล แข็งแรงดี เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2472 ที่บ้านหนองน้ำเค็ม ต.เชียงยืน อ.เมือง จ.ขอนแก่น
เมื่อ อายุได้ 17 ปี เข้าพิธีบรรพชา ที่วัดโพธิสมภรณ์ ต.เมือง อ.เมือง จ.อุดรธานี ภายหลังบรรพชาแล้ว ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าโพธิ์ชัย บ้านหนองน้ำเค็ม หลังจากออกพรรษา เริ่มออกธุดงค์ไปทางจังหวัดหนองคาย ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอรัญญวาสี กับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี จ.หนองคาย เพื่ออบรมสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานกับหลวงปู่เทสก์ ก่อนย้ายกลับมาจำพรรษาที่บ้านเขว้า อ.เมือง จ.ขอนแก่น
พ.ศ.2492 ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดศรีจันทร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมีพระพิศาลสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ตามวัดป่าต่างๆ ในจ.ขอนแก่น
พ.ศ.2498 ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดถ้ำมโหฬาร อ.ภูกระดึง ปัจจุบัน คือ กิ่ง อ.หนองหิน จ.เลย และไปจำพรรษาอยู่ตามวัดป่าในจังหวัดเลย ครั้งหลังสุด หลวงพ่อสีทน ได้มาจำพรรษาปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่คำดี ปภาโส ที่วัดถ้ำผาปู่ ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย
หลวงพ่อสีทน ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูอดิสัยคุณาธาร ต่อมา หลวงพ่อสีทน ได้ล้มป่วยอาพาธลง และมรณภาพที่โรงพยาบาลเลย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 เวลา 07.10 น. สิริรวมอายุ 67 พรรษา 47
ท่านอาจารย์พลวง สิริปญฺโญ
ท่านอาจารย์เสน ฯ
ท่านอาจารย์นู ฯ
ท่านอาจารย์กอง จนฺทวณฺโณ
สามเณรทองอยู่ ฯ
ตาปะขาวแพง ฯ
วันที่ 10 มกราคม 2498 หลวงปู่พร้อมด้วยลูกศิษย์ดังกล่าวได้มุ่งหน้าเดินทางไปสู่จังหวัดเลย เพื่อแสวงหาความวิเวกโดยรถยนต์ของโยมเอื้อม-เฉลิม หมายบุญ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านครอบครัวหนึ่ง เป็นผู้ที่มีจิตศรัทธาอย่างแรงกล้านำส่งท่าน สมัยนั้นถนนระหว่างจังหวัดขอนแก่นถึงเมืองเลยเป็นถนนดินลูกรัง การคมนาคมลำบาก อีกทั้งถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ รถวิ่งเร็วไม่ได้ และถนนแคบมาก สองฟากข้างทางเป็นป่า ถนนหนทางทำไว้พอรถวิ่งได้เท่านั้น เวลาเดินทางบางครั้งก็พบฝูงช้างต้องบีบแตรรถยนต์ไล่ช้างหนี การเดินทางสมัยนั้นน่ากลัวมาก เพราะเป็นถิ่นทุรกันดาร
วันนั้นออกเดินทางจากขอนแก่นเวลา 10.00 น. ถึงบ้านหนองหิน ตำบลปวนพุ อำเภอภูกระดึง เวลาค่ำมืดพอดี พากันไปพักนอนที่วัดร้างกลางโคก บ้านหนองหิน 1 คืน รุ่งเช้าออกบิณฑบาตในหมู่บ้าน ซึ่งมีบ้านราว ๆ 30 หลังคาเรือน ญาติโยมในหมู่บ้านมีจิตศรัทธากันดี แต่ได้ข้าวเปล่าไม่มีกับข้าว จึงฉันกันตามมีตามเกิด พอช่วยให้ท้องอิ่มได้ ด้วยชีวิตของผู้เสียสละเพื่อเพศพรหมจรรย์แล้ว เรื่องอาหารน้อยหรือไม่มีอาหารขบฉันเลยถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเรามาเพื่อมุ่งแด่ความเพียร เมื่อฉันจึงหันเสร็จแล้วเตรียมบริขารขึ้นรถออกเดินทางไปดูถ้ำมโหฬาร โดยโยมชาวหนองหินพาไปดู
พอเข้าไปถึงถ้ำเห็นแต่รอยพระอยู่เก่า กฏิรกร้างรุงรังพอสมควร และหลวงปู่พิจารณาดูแล้วยังไม่ปาก (ปาก = พูด) ชั่วครู่หนึ่งจึงกลับมายังบ้านหนองหิน และบ้านพ่อเลียน-แม่เลียน ผู้ใหญ่ดำ เขาขอนิมนต์หลวงปู่ แต่ท่านไม่รับนิมนต์ สักพักหนึ่งจึงลาโยมเหล่านั้นเดินทางต่อไปยังเมืองเลย โดยออกจากบ้านหนองหิน เวลาประมาณบ่ายโมง ถึงเมืองเลย 5 โมงเย็น การเดินทางสมัยนั้นล่าช้าผิดกับสมัยนี้มาก
ถึงวัดเลยหลงแล้วเข้านมัสการท่านเจ้าคุณอดิสัยคุณาธาร ขอพักค้างคืน 1 คืน พระเดชพระคุณท่านเมตตาอุปการะดีมาก รุ่งเช้าบิณฑบาตและฉันจังหันเรียบร้อยแล้ว พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณอดิสัยคุณาธาร จัดให้โยมนำทางไปยังวัดถ้ำผาปู่ มีโยมพ่อศึกษาประจักษ์ และอาจารย์คง บ้านปากภู นำออกจากวัด ก่อนออกจากวัด หลวงปู่อนุญาตให้ไปดูดลาดเมืองเลย โยมเอื้อม ฯ เจ้าของรถยินดีพาไปดูในเมือง ตลาดเขียวหวานไม่ค่อยมีผู้คน มีแต่อีกาเต็มไปหมด เสร็จแล้วออกจากตัวเมือง 12 กิโลเมตร จึงถึงวัดถ้ำผาปู่
ถ้ำผาปู่เป็นสถานที่ที่น่ากลัวมาก มีภูตผีปิศาจรุนแรงพอสมควร พระมาอยู่หลายรุ่นก็อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็อยู่ไม่ได้นาน เพราะพวกอมนุษย์รบกวน แสดงตัวให้เห็นเป็นรูปต่าง ๆ นานา การเดินทางไปถึงวัดถ้ำผาปู่ลำบากมาก ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ บางแห่งรกมากเอารถเข้าไปไม่ได้ ต้องจอดรถลงถางป่าก่อน จึงค่อยเอารถเข้าไป ถึงถ้ำเวลาบ่ายโมง
เมื่อถึงปากถ้ำ มีต้นไม้เถาไม้เลื้อยต่าง ๆ ปกคลุมอยู่รกมาก มองไม่เห็นอะไรหลวงปู่ท่านลงจากรถ ท่านยังไม่ให้เอาของลง หลวงปู่ท่านเดินตรวจดูสถานที่ก่อน เมื่อท่านเดินดูแล้วท่านพบพระพุทธรูปอยู่ในถ้ำ ไม่ทราบว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด เป็นพระเก่ามาก ท่านชอบใจ ท่านจึงให้เอาของลงจากรถ ท่านก็ให้ญาติโยมที่ไปส่งทำความสะอาดบริเวณหน้าถ้ำ พอได้เป็นที่พักอาศัยอยู่ได้ชั่วคราว
วันต่อมา ท่านเดินไปดูศาลาเก่าหลังหนึ่งชำรุดทรุดโทรมมาก ท่านขึ้นไปดูเห็นว่าพื้นยังดีอยู่พอพักอาศัยได้ ท่านให้ตาปะขาวทำความสะอาด แล้วหาหญ้ามามุงหลังคาพอกันแดดกันฝน ให้เป็นที่ฉันจังหันได้
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ท่านก็เรียกลูกศิษย์ประชุม เพื่อที่จะให้แยกย้ายกันไปอยู่กันคนละแห่ง เพื่อให้มีโอกาสทำความเพียรกันได้เต็มที่ เมื่อลูกศิษย์มาพร้อมเพรียงกันท่านพูดว่า
“ผมจะภาวนาทำความเพียรอยู่ที่นี่ ให้พวกท่านแยกกันไปอยู่คนละแห่ง” พวกลูกศิษย์ได้ฟังดังนั้นรู้สึกพากันวิตกมาก เกรงว่าท่านจะลำบาก เพราะสถานที่กันดารมากน้ำใช้น้ำฉันไม่มี หนทางไปบิณฑบาตก็ไกลจากหมู่บ้านมาก
ต่อมาลูกศิษย์ก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติภาวนาตามความประสงค์ของหลวงปู่ที่ตั้งเจตนาไว้คือ
ท่านอาจารย์ท่อน หลวงตาพลวง ท่านอาจารย์นู ไปวิเวกที่ถ้ำผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ท่านอาจารย์สีทน ท่านอาจารย์กอง ท่านไปวิเวกอยู่ที่ถ้ำมโหฬาร อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย
หลวงตาเสน พระเสาร์ สามเณรทองอยู่ สามเณรหนูเทียน ตาปะขาวแพง อยู่ที่วัดถ้ำผาปู่กับหลวงปู่
เมื่อท่านแยกย้ายกันไปถึงที่วิเวก ต่างก็มุ่งความเพียรปฏิบัติภาวนากันอย่างเอาจริงไม่ท้อถอยต่อความยากลำบากทั้งหลายแต่อย่างใด ส่วนหลวงปู่ ด้วยบุญบารมีของท่านเมื่อญาติโยมจังหวัดเลยทราบปฏิปทาของท่าน ต่างก็มีจิตใจศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่านจึงได้มากราบนมัสการฝากตัวเป็นศิษย์และขอเป็นโยมอุปัฏฐากท่านหลายคน คือ
พ่อเป่าเกิ้น
พ่อคำ
คุณแม่ม้วน
เมื่อท่านเหล่านี้เข้าวัดมาปรนนิบัติหลวงปู่ จึงทำให้ญาติโยมอื่น ๆ มีความศรัทธาหลวงปู่ตามมาอีกหลายคน เป็นคนของหมู่บ้านนาอ้อก็มี บ้านนาโคกก็มี ต่อมาคุณนายเกื้อกูล อดีตภรรยาคลังจังหวัดเลย คุณนายแจ่มและคุณนายเกตุ ได้มาสมบทเป็นกำลังเพิ่มอีก ท่านเหล่านี้เป็นผู้นำชาวบ้านสร้างกุฏิชั่วคราวหลังเล็ก ๆ สี่ห้าหลังให้พระเณรได้อยู่อาศัย ส่วนหลวงปู่ท่านอยู่ในถ้ำจนตลอดฤดูแล้ง
สำหรับน้ำอาบ น้ำฉันหลวงปู่ท่านอาศัยใช้น้ำจากทุ่งนาบ้านนาอ้อ อยู่ห่างจากถ้ำประมาณ 1 กิโลเมตร เมื่ออาบน้ำเสร็จพระหนุ่มก็หามน้ำมาเพื่อสรงหลวงปู่ เก็บไว้ฉัน และล้างบาตรทุกวัน ในระหว่างนั้น ท่านต้องผจญกับพวกเปรต และพวกอมนุษย์คอยรบกวนอยู่เสมอ ๆ หลวงปู่ท่านก็แผ่เมตตาให้กับพวกเปรตเหล่านั้น จนหายจากความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ต่อมาก็เกิดศรัทธาหลวงปู่ฯ ท่านจึงอยู่ที่ถ้ำผาปู่ อยู่ต่อมาด้วยความสบาย สามารถทำความเพียรภาวนาได้สะดวก และเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๆ
พอถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2498 เริ่มเข้าฤดูฝน ท่านจึงมีคำสั่งให้ลูกศิษย์ของท่านที่ไปวิเวกที่ต่าง ๆ เข้ามาพบท่านที่วัดถ้ำผาปู่ ลูกศิษย์เหล่านั้นก็ลาจากสถานที่วิเวกที่ต่าง ๆ นั้น มาพร้อมเพรียงกันตามคำสั่ง
ถึงวัดถ้ำผาปู่ ท่านก็นัดประชุมและพากันทำวัตรสวดมนต์แผ่เมตตา เสร็จแล้วท่านปรารภกับลูกศิษย์ว่า “จะพาไปจำพรรษาที่วัดป่าชัยวัน จังหวัดขอนแก่น เหมือนเดิม” ลูกศิษย์ก็เห็นดีทุกคน และท่านก็พูดว่า
“ผมอยู่ที่นี่สบายทั้งกายและใจ การทำความเพียรก็สะดวกสบาย คนที่จะมารบกวนก็น้อย อาหารก็พอดีไม่มาก ไม่น้อย พออยู่ได้ไปวัน ๆ”
แต่ลูกศิษย์พยายามขอให้ท่านกลับวัดป่าชัยวัน จังหวัดขอนแก่นอย่างเดียว หลวงปู่ท่านมีเมตตาต่อลูกศิษย์มาก ท่านก็เลยตามใจ กลับขอนแก่น
วันต่อมาท่านได้นัดให้ญาติโยมอุปัฏูฐากท่านมาประชุมพร้อมกัน มีโยมเกื้อกูล กลางแก้ว โยมซาวบ้านนาอ้อ นาโคก รวมกันมากพอสมควรแล้ว หลวงปู่จึงพูดว่า
“อาตมาอยู่ที่นี่ เป็นเวลาหลายเดือนพอสมควรแล้ว อาตมาพร้อมลูกศิษย์จะลาท่าน ทั้งหลายกลับไปจำพรรษาที่ขอนแก่น ถ้าไม่ตายและมีชีวิตอยู่ก็จะกลับมาเยี่ยมพวกท่านอีก ถ้าตายก็แล้วกันไป เพราะความตายอยู่ข้างหน้าเรามองไม่เห็น”
โยมทั้งหลายได้ฟังหลวงปู่จะอำลาก็รู้สึกตกใจพูดไม่ออกกัน ได้แต่นั่งหน้าเศร้า แต่ชาวคณะจังหวัดเลยมีจิตศรัทธาท่านมาก โดยการนำของคุณนายเกื้อกูล กลางแก้ว ได้อาราธนานิมนต์ท่านให้อยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำผาปู่นี้ ท่านไม่ยอมรับ และบอกพวกโยมว่า
“ถ้าจะให้อาตมาจำพรรษาที่วัดถ้ำผาปู่นี้ให้พวกโยมไปขอกับพวกโยมชาวขอนแก่นและท่านเจ้าคุณพิศาลสารคุณ เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นเสียก่อน”
เมื่อท่านอธิบายเหตุผลให้โยมชาวจังหวัดเลยทราบแล้ว ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 ท่านและลูกศิษย์ได้พากันกลับวัดป่าขัยวันโดยรถยนต์ของโยมเอื้อม หมายบุญ มารับกลับ สำหรับที่ถ้ำผาปู่ มีหลวงตากับตาปะขาวคนหนึ่งอยู่ เนื่องจากญาติโยมขอร้องเอาไว้ จะกลับตามทีหลัง
เมื่อหลวงปู่กลับถึงขอนแก่นไม่กี่วัน คณนายเกื้อกูลเป็นหัวหน้าหมู่คณะนำชาวจังหวัดเลย ไปขอนิมนต์หลวงปู่ที่วัดป่าชัยวัน ให้มาจำพรรษาที่วัดถ้ำผาปู่ โยมชาวขอนแก่นทราบข่าวกันต่างก็พากันมาที่วัดเป็นจำนวนมาก เพื่อจะมาคัดค้านไม่ให้เอาหลวงปู่ไป ขณะนั้นแต่ละคนต่างก็มีสีหน้าท่าทางแสดงความโกรธไม่พอใจ คณะโยมชาวจังหวัดเลยจึงต้องพยายามข่มสติ อารมณ์ และไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้แต่อย่างใด
คุณนายเกื้อกูลได้ไปกราบคารวะ ท่านเจ้าคุณพิศาลสารคุณ อินทร์ ถิรเสวี ป.ธ.5 ที่วัดศรีจันทราวาส เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น (ยศขณะนั้น ปัจจุบันท่านเลื่อนเป็นพระเทพบัณฑิต รองเจ้าคณะภาค 9 ) ท่านอนุญาตให้หลวงปู่มาจำพรรษาที่วัดถ้ำผาปู่ จังหวัดเลย เพราะเห็นว่าญาติโยมที่ไปนิมนต์หลวงปู่นั้นไปด้วยความเคารพศรัทธาหลวงปู่ อีกทั้งอ่อนน้อมถ่อมตนต่อโยมชาวขอนแก่น จึงทำให้ชาวขอนแก่นไม่ขัดข้อง และยอมตามที่ท่านเจ้าคุณอนุญาต และพากันไปกราบเรียนหลวงปู่ให้ทราบว่า ท่านเจ้าคุณอนุญาตให้หลวงปู่ไปจำพรรษาที่วัดถ้ำผาปู่ จังหวัดเลยเพื่อโปรดข้าน้อยแล้ว หลวงปู่พูดว่า
“ถ้าท่านอนุญาต อาตมาก็ยินดีรับนิมนต์ ไปจำพรรษาที่จังหวัดเลย”
คุณนายเกื้อกูล ได้จัดหาเช่ารถมารับหลวงปู่ ออกจากวัดป่าชัยวัน ขอนแก่นวันที่ 18 มิถุนายน 2498 เวลา 10.00 น. ถึงวัดถ้ำผาปู่เวลาประมาณ 18.00 น. โดยมีพระที่ติดตามท่านทั้งหมดติดตามท่านกลับมาด้วย และเมื่อถึงวัดแล้วไม่กี่วัน ลูกศิษย์ต่างก็แยกย้ายกันไปจำพรรษาตามสถานที่ที่เคยวิเวกอยู่เดิม ส่วนหลวงปู่พร้อมหมู่คณะอยู่ที่วัดถ้ำผาปู่ ดังนี้
1. หลวงปู่คำดี ปภาโส
2. อาจารย์ท่อน ญาณธโร
3. หลวงตาพลวง สิริปญโญ
4. หลวงตาเสน
5. หลวงตานู
6. สามเณรหนูเทียน
7. สามเณรทองอยู่
8. ตาปะขาวแพง
เมื่อจวนจะเข้าพรรษา คุณนายเกื้อกูลพร้อมด้วยญาติโยมชาวบ้านนาอ้อ-นาโคกสร้างกุฏิหลังเล็ก ๆ ไว้ในถ้ำหลังหนึ่งเพื่อให้หลวงปู่จำพรรษา และสร้างให้ลูกศิษย์อีกองค์ละหลังจนครบทุกองค์ หลวงปู่ท่านอยู่ในถ้ำมาตลอด และท่านได้ใช้สถานที่ภายในถ้ำ เป็นจุดรวมของหมู่คณะ และใช้เป็นที่อบรมกรรมฐานอีกด้วย
เทวดาทดสอบ
ปี พ.ศ. 2501 หลวงปู่เกิดอาพาธหนัก ญาติโยมนิมนต์ให้ท่านไปรักษาที่โรงพยาบาล ท่านไม่ยอมไปรักษา แต่ท่านกลับบอกว่า
“เวลามันป่วยมันก็ป่วยเอง เวลามันหายมันก็หายเอง ถ้าไม่ถึงคราวตายมันก็ไม่ตาย”
ต่อมาไม่กี่วัน มีแพทย์แผนโบราณนำยามารักษา อาการของท่านทุเลา ดีขึ้นเรื่อยๆ จนหายเป็นปกติ
ในขณะที่ท่านนอนป่วยอยู่ในถ้ำนั้น คืนวันหนึ่ง ฝนตกหนักมาก ถ้ำเกิดพังทลายลงมา ทั้งก้อนหินทั้งน้ำฝนร่วงลงมาใส่ที่ท่านอยู่ มีเสียงดังมากเหมือนกับภูเขาระเบิด หินก้อนใหญ่น้อยเมื่อตกลงมาแล้วบ้างก็กลิ้งตกไปทางอื่น บ้างก็กลิ้งเข้ามาตรงที่ที่ท่านนอนอยู่ แต่ไม่ถูกท่าน ก้อนหินเหล่านั้นกลับมากองรวมรอบ ๆ ตัวท่าน เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แม้แต่โยมที่มาเฝ้าปรนนิบัติท่านอีก 2-3 คน ไม่เป็นอันตรายเพราะเหตุนี้แม้แต่นิดเดียว เมื่อหินหยุดถล่มสักพัก ญาติโยมเกรงว่าหินจะตกลงมาเป็นอันตรายกับท่านอีก จึงนิมนต์ให้หนี ท่านจึงหัวเราะแล้วว่า “ไม่เ่ป็นไร เทพท่านมา่ล้อเล่นต่างหาก เดี๋ยวท่านก็หยุดเอง” ต่อจากนั้นสักครู่ ก้อนหินไม่ตกลงมาอีก นับว่าเป็นที่อัศจรรย์กับลูกศิษย์ที่ประสบพบเห็นมากับตาตนเองเป็นอย่างยิ่ง
ถูกปองร้าย
ในครั้งแรก ๆ ที่หลวงปู่มาอยู่ที่วัดถ้ำใหม่ ๆ ชาวบ้านปากภู ที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสท่าน ได้มานิมนต์ท่านให้ไปเทศน์อบรมธรรมะวิปัสสนาที่บ้านปากภู (อยู่ตรงข้ามกับทางไปเมืองเลย) บ้านที่ท่านแสดงธรรมะอบรมอยู่นั้น อยู่ใกล้ชิดกับวัดบ้าน ท่านแสดงธรรมเวลากลางคืนจบเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ท่านก็ลาญาติโยมกลับวัดถ้ำผาปู่ ท่านเดินกลับวัดพร้อมด้วยญาติโยม 2-3 คน ด้วยกัน เดินทางห่างจากบ้านมาประมาณครึ่งกิโลเมตร มีคนร้ายดักอยู่ และใช้ก้อนหินขว้างทำร้านท่าน ก้อนหินปลิวมาถูกที่เอวท่าน พระและโยมตกใจกันมาก กลัวว่าท่านจะเป็นอันตราย จึงถามท่านว่า
“ท่านอาจารย์เจ็บมาก ไหมครับ”
ท่านตอบว่าเจ็บนิดหน่อยไม่เป็นไร ไม่ต้องดู และท่านพูดต่อไปว่าถูกพระบ้านล้อเล่นเอา อย่าไปฉายไฟดูเขา ประเดี๋ยวเขาจะตกใจวิ่งหนีเป็นอันตราย ปล่อยไปตามกรรมที่เขาทำเถิด ต่อมาได้ทราบว่า พระที่มาดักคอยทำร้ายท่านมี 2 องค์ ด้วยกัน ต่อมาให้หลังประมาณ 1 เดือน พระทั้ง 2 องค์ ก็ได้รับกรรม คือ
องค์หนึ่งเป็นบ้าเสียสติไปจนกระทั่งถึงวันตาย
อีกองค์หนึ่งเป็นนิดหน่อยและ ต่อมาก็รักษาให้หายได้
นี่แสดงให้เห็นว่าการทำบาปกับหลวงปู่ กับพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และทำบาปกับพระอริยะเจ้าแล้ว จะได้รับผลกรรมปัจจุบันทันตาเห็น ส่วนพระอีกองค์หนึ่งนั้นคงจะไม่ได้ตั้งใจมาทำร้ายท่าน คงจะมาเป็นเพื่อนเท่านั้น บาปกรรมที่ร่วมกระทำจึงเบาจึงรักษาให้หายได้ กรรมที่พระได้กระทำไปนี้ ท่านจัดเข้าในจำพวกอนันตริยกรรม 5 ประการ คือ
1. ปิตุฆาต คือ ฆ่าบิดา
2. มาตุฆาต คือ ฆ่ามารดา
3. อรหันตฆาต คือ ฆ่าพระอรหันต์
4. โลหิตุปบาท คือ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงห้อพระโลหิต
5. สังฆเภท คือ ทำให้สงฆ์แตกกัน
ในระหว่างที่หลวงปู่จำพรรษานั้นท่านได้จำพรรษาอยู่บนถ้ำมาตลอด 7 พรรษา
ในปี พ.ศ. 2505 ญาติโยมทั้งหลายได้มีจิตศรัทธาสร้างกุฏิให้หนึ่งหลัง ชื่อว่ากุฏิสามัคคีธรรม สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นิมนต์ท่านลงจากถ้ำมาจำพรรษาที่กุฏินี้ ท่านก็ยินดีลงมาจำพรรษา เพื่อฉลองศรัทธาให้ญาติโยม ประกอบกับท่านเริ่มชราภาพแล้ว การขึ้นลงลำบาก ท่านได้จำพรรษาที่กุฏินี้รวม 4 พรรษา
จำพรรษากับหลวงปู่บัว
ปี พ.ศ. 2509 ท่านไปจำพรรษาที่วัดป่าหนองแซง ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี กับ หลวงปู่บัว สิริปุญฺโญ ฉายาที่ถูกคือ สิริปุณฺโณ เป็นบิดาของหลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม แห่งวัดป่าสามัคคีธรรม อำเภอเมือง ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านองค์หนึ่ง
หลวงปู่บัว สมัยเป็นตาปะขาว เคยไปอยู่จำพรรษากับหลวงปู่ที่ถ้ำกวาง บ้านหินร่อง ตำบลเมืองเก่า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ในระหว่างนั้น หลวงปู่ท่านเป็นผู้ฝึกสอนการขานนาคให้หลวงปู่บัว (ตาปะขาวบัว) ท่านสอนอยู่ถึง 1 พรรษา หลวงปู่บัวจึงขานนาคได้คล่อง จึงได้บวชเป็นพระ เมื่อท่านบวชแล้วได้อยู่ศึกษาอบรม สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานกับหลวงปู่คำดี จนกระทั่งหลวงปู่รับรองว่า เป็นผู้สามารถออกไปปฏิบัติธรรมด้วยตนเองผู้เดียวได้แล้ว ท่านจึงขอลาหลวงปู่คำดีไปศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่นต่อไป
การที่หลวงปู่คำดีไปจำพรรษาที่ วัดป่าหนองแซง นั้น เพราะหลวงปู่บัวท่านนิมนต์ให้ไปอยู่ เพื่อท่านจะได้มีโอกาสอุปัฏฐากหลวงปู่บ้าง เพราะตั้งแต่ผ่านจากไปยังไม่เคยอุปัฏฐากกันเลย ประกอบกับหลวงปู่คำดี เคยเป็นครูบาอาจารย์ท่านมาก่อน และเป็นผู้ชี้ทางเดินไปสู่มรรคผลนิพพานให้ท่านก่อนใครทั้งนั้น ท่านจึงไม่ลืมบุญคุณของหลวงปู่ หลวงปู่จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหนองแซงเป็นเวลา 1 พรรษา
จำพรรษาวัดถ้ำผาปู่
ปี พ.ศ. 2510 ญาติโยมชาวเมืองเลยได้ไปนิมนต์ท่านกลับมาจำพรรษาที่วัดถ้ำผาปู่เช่นเดิม ท่านได้จำพรรษาที่หอประชุมสงฆ์ 2 พรรษา ต่อมาญาติโยมได้สร้างกุฏิวิเวกธรรมขึ้นอีก 1 หลัง จึงนิมนต์หลวงปู่ไปฉลองศรัทธา หลวงปู่ก็รับนิมนต์ไปอยู่ที่กุฏิหลังนี้ตลอดมา ส่วนกุฏิหลังเก่าได้จัดไว้ทำเป็นที่ประชุมสงฆ์ต่อมา
เริ่มอาพาธ
ปี พ.ศ. 2518 หลวงปู่ฯ เริ่มอาพาธด้วยโรคต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะออกบ้าง ไม่ออกบ้าง กะปริบกะปรอย ท่านเป็นพระที่มีความเกรงใจต่อลูกศิษย์และญาติโยม ท่านได้ทนทุกข์ทรมานโดยไม่ยอมบอกใครมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณปัญญา คุณแต๋ว วงษ์ไทย ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด ไปกราบเยี่ยมท่าน จึงได้ทราบว่าอาการของท่านเริ่มกำเริบมากขึ้น ลูกศิษย์ทั้ง 2 จึงขอนิมนต์ท่านให้มารักษาที่กรุงเทพฯ หากปล่อยไว้จะเกิดอันตรายมาก ท่านจึงรับนิมนต์ และด้วยความอนุเคราะห์ของท่านองคมนตรี ดร. เชาวน์ และคุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ ได้จัดการติดต่อโรงพยาบาลสงฆ์ให้ จึงได้รับหลวงปู่ลงมา โดยมีลูกศิษย์ เช่น คุณบันยงค์ ศรลัมภ์ ตลอดจนลูกศิษย์อื่น ๆ เป็นโยมอุปัฏฐูาก การบำบัดรักษา ท่านองคมนตรีท่านได้ติดต่อคุณหมอมาช่วยผ่าตัดรักษาให้คือ
คุณหมออุดม โปษกฤษณะ
คุณหมออวย เกตุสิงห์
คุณหมอจำลอง มุ่งการดี
คุณหมอเกษม ฯ
ในขณะที่หมอทำการผ่าตัด หลวงปู่ท่านบอกว่า ท่านเข้าจิตภาวนา จิตมันรู้อยู่ตลอดไม่ได้สลบอะไรเลย แต่ไม่รู้เรื่องของกาย เมื่อคุณหมอทำผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยเขาหามออกจากเตียงผ่าตัด จึงรู้สึกกายว่าเจ็บ
เมื่ออยู่ห้องพักฟื้น 2-3 คืน ท่านก็ลุกมาภาวนา และเดินจงกรมได้ แผลผ่าตัดทำการรักษาได้เพียงอาทิตย์เดียว ก็หายเป็นปกติ ท่านอยู่ทำการรักษาประมาณครึ่งเดือน ก็ออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นอยู่ที่บ้านท่านองคมนตรีชั่วระยะเวลาหนึ่ง ท่านก็ขอลาองคมนตรีกลับวัดถ้ำผาปู่ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2518 โดยเครื่องบิน บดท. เที่ยวบินที่ 222 ออกจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ เวลา 8.30 น. โดย คุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ ได้จัดภัตตาหารคาว-หวาน เตรียมให้ไปถวายหลวงปู่บนเครื่องบิน เพราะคุณหญิงเป็นห่วงหลวงปู่ เกรงว่าอาหารบนเครื่องหลวงปู่จะฉันไม่ได้ การเดินทางในวันนั้น พอเครื่องขึ้นสักครู่หนึ่งก็ได้นำภัตตาหารถวายหลวงปู่ฯ ซึ่งท่านก็ฉันได้พอประมาณ เครื่องบินก็ถึงสนามบินจังหวัดเลย เวลา 11.05 น. ในคณะที่ติดตามมากับหลวงปู่ มี
1. ท่านอาจารย์เผย วิริโย
2. ท่านองคมนตรี ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์
3. คุณปัญญา วงษ์ไทย
เมื่อเครื่องบินถึงเมืองเลย ท่านอาจารย์สีทน สีลธโน ได้นำคณะลูกศิษย์ ตลอดจนคณะข้าราชการ และพ่อค้าประชาชนชาวจังหวัด มาคอยรับหลวงปู่กันอย่างคับคั่ง ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และดีใจที่หลวงปู่รักษาอาการไข้จนหายเป็นปกติ กลับมาเป็นมิ่งขวัญให้กับชาวจังหวัดเลย ในคณะที่มาต้อนรับมี คุณหญิงส่งศรี เกตุสิงห์ และคุณจำลอง สวัสติพงษ์ ซึ่งล่วงหน้าเดินทางมาก่อน มาต้อนรับด้วย หลวงปู่เดินทางถึงวัดแล้วจำวัดพักผ่อนตามปกติ
งูใหญ่มาเยี่ยม
เวลาประมาณบ่าย 3 โมง ท่านลุกขึ้นจากจำวัตรปฏิบัติกิจของท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้วยความเป็นห่วงแขก คือท่านองคมนตรีและคุณหญิง ท่านเกรงวาจะต้อนรับได้ไม่เรียบร้อยและกลัวแขกจะลำบาก จึงได้ชวนท่านอาจารย์เผย คุณจำลอง และคุณปัญญาออกจากกุฏิวิเวกธรรม เวลาประมาณ 16.00 น. ไปเยี่ยมคุณหญิง ซึ่งให้พักอาศัยที่กุฏิแม่ชี หลวงปู่เดินถึงศาลาโรงธรรมที่แม่ชีใช้เป็นสถานที่ไหว้พระสวดมนต์ หลวงปู่ท่านนั่งพักผ่อนอยู่ที่ม้ายาวข้างโรงธรรม สักครู่หนึ่งมีเสียงดังผิดปกติ เสียงดังกราวใหญ่คณะที่ร่วมไปกับหลวงปู่หันไปมอง ได้พบเห็นงูใหญ่ตัวหนึ่งกำลังเลื้อยมาอย่างรวดเร็วพอมาใกล้ถึงหลวงปู่ มันก็หยุดแล้วขดตัวเป็นวงกลมอยู่ห่างจากหลวงปู่ประมาณ 1 ศอกลูกศิษย์ต่างก็กลัวว่ามันจะทำอันตรายหลวงปู่ จึงร้องบอกหลวงปู่ว่า
หลวงปู่ งูใหญ่ขดอยู่ใกล้ ๆ ให้ระวังครับ
ท่านถามว่า ไหน ๆ อยู่ตรงไหน พร้อมกับหันหน้าหาูงู ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นมาก มีแสงขมุกขมัว พอท่านพบงูท่านจึงหยุดนิ่งพร้อมกับบริกรรมคาถาแผ่เมตตาให้กับงูตัวนั้น เมื่อท่านแผ่เมตตาเสร็จ ท่านก็กลับนั่งห้อยขาอยู่ม้ายาวตามเดิม พร้อมกับพูดกับงูใหญ่ว่า
“อย่าแสดงตัวแบบนี้ มนุษย์ทั้งหลายเขากลัวมาก จงแสดงแบบใหม่เถอะ” งูใหญ่ก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคงร่างอยู่อย่างเดิม ท่านจึงพูดกับงูใหญ่อีกว่า ไปรักษาโรคที่กรุงเทพฯ กลับมาถึงแล้ว หายดีแล้ว พ้นอันตรายแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง ขอบใจ แล้วจงหนีไปเสียเถิดคนเขากลัว”
ขณะที่หลวงปู่ฯ พูดกับงูใหญ่อยู่นั้น มันยังคงขดตัวสงบนิ่งขวางหน้าอยู่ระหว่างลูกศิษย์กับหลวงปู่ สักครู่หนึ่งมันก็เลื้อยออกไปนอนอยู่หลังศาลาโรงธรรม ขณะมันคลายตัวออกเลื้อยไป สังเกตดูยาวประมาณ 2 เมตรกว่า ๆ ลำตัวโตประมาณ 3.5 นิ้ว เมื่องูออกไปแล้ว ลูกศิษย์ถามหลวงปู่ว่า “มันมาทำไม”
หลวงปู่บอกว่า “ไม่ใช่งูจริงหรอก เป็นพวกเทพเขาคิดถึงที่หลวงปู่จากไปรักษาไข้นาน เขามาถามข่าวคราวความทุกข์สุขต่างหาก เพราะเขาเป็นห่วง และตอนที่เราไปทำการรักษาเขายังติดตามไปเพ่งถึงกรุงเทพ จึงค่อยกลับมายังวัดถ้ำผาปู่”
ลูกศิษย์สงสัยว่าขณะหลวงปู่พบงู หลวงปู่ใช้คาถาบทใดแผ่เมตตาให้กับมัน ท่านตอบว่า ใช้บท ขันธปริตร (วิรูปักเขหิ) แผ่เมตตา
หลังจากคุยกันสักครู่หนึ่ง ลูกศิษย์กลับไปดูงูใหญ่ยังเห็นมันนอนอยู่ที่หลังโรงธรรมจึงทดลองเอาไม้กวาดสำหรับกวาดลานวัดอันยาว ๆ ลองเขี่ยเพื่อไล่ให้มันกลับไปอยู่ที่ของมัน เข้าใจว่ามันจะโกรธ มันได้ยกตัวสูงขึ้นประมาณ 1 เมตร พร้อมกับแผ่แม่เบี้ย เมื่อเห็นเช่นนั้นลูกศิษย์จึงเลิกขับไล่และขอโทษเขาอยู่ในใจ จึงไม่รบกวนเขาอีก ขณะนั้นงูใหญ่ยังไม่ไป หลวงปู่ท่านเลยแสดงธรรมให้งูใหญ่ฟัง พอได้เวลาประมาณ 18 นาฬิกา พลบค่ำพอดี เห็นว่างูใหญ่ไม่ยอมกลับ ท่านจึงบอกลางูกลับกุฏิ
เรื่องของกรรม
หน้าแล้งปี พ.ศ. 2524 ท่านได้เดินทางไปวัดบ้านเหล่านาดี (วัดป่าอรัญวาสี) จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านเพื่อเป็นประธานสร้างกุฎิที่ญาติโยมเขามีศรัทธาที่จะสร้าง เป็นอนุสรณ์ในด้านวัตถุถาวรไว้ แต่ท่านไม่รู้สึกยินดี เพราะท่านชอบสันโดษ ไม่มีนิสัยชอบก่อสร้าง ส่วนที่เห็นว่าทางวัดมีการสร้างสิ่งต่าง ๆ ส่วนมากเป็นศรัทธามาสร้างถวาย ท่านก็ไม่ขัดศรัทธา การก่อสร้างกุฏิที่วัดนี้ก็เช่นเดียวกัน มีศรัทธา2 ฝ่าย คือ ฝ่ายหนึ่งต้องการก่อสร้าง อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการสร้าง ไม่เป็นที่ตกลงกัน
ฝ่ายที่ต้องการสร้างไม่ฟังเสียงคัดค้าน ได้ดำเนินการก่อสร้างไปเลย เมื่อรีบเตรียมหาวัสดุก่อสร้าง พวกที่คัดค้านก็หาเรื่องคัดค้านฟ้องร้องกัน หาว่าทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ให้เจ้าหน้าที่มาจับไม้ที่จะทำก่อสร้าง ยึดไว้เป็นของหลวงหมด พวกที่ขัดขวางได้กล่าววาจาก้าวร้าวต่อท่านนานาประการ ท่านก็ไม่โกรธ มีแต่ขอร้องให้หันหน้าเข้าหาปรองดองกัน พวกคัดค้านก็ไม่ยอมตกลง การก่อสร้างกุฏิหลังนั้นเดิมกะว่าจะใช้เป็นกุฏิไม่แต่ไม้ไม่มีเพราะถูกจับไป แต่ศรัทธาญาติโยมยังมีอยู่ จะสร้างให้ได้ หลวงปู่ท่านเห็นใจในเจตนารมณ์ของญาติโยม ท่านจึงบอกว่าสร้างเป็นกุฎิคอนกรีตเสริมเหล็กก็แล้วกัน
ญาติโยมก็เห็นดีด้วยและสามารถสร้างกฏิได้สำเร็จ เป็นกุฏิ 2 ชั้น ยาว 9 เมตร กวัาง 7 เมตรครึ่ง ขณะนั้นเพิ่งเริ่มก่อสร้าง พอประมาณเดือนมิถุนายนจวนเข้าพรรษาท่านก็กลับไปจำพรรษาที่วัดถ้ำผาปู่
พอออกพรรษาในปี พ.ศ. 2525 ท่านกลับไปวัดบ้านเหล่านาดีอีก พอดีกับการก่อสร้างเสร็จ ทางญาติโยมที่มีจิตศรัทธาก็ได้ทำบุญถวายกุฏิเป็นที่เรียบร้อย
ในปีนั้น พวกโยมที่คัดค้านการก่อสร้างกุฏิและกลั่นแกล้งท่านพร้อมพูดจาก้าวร้าวท่านต่าง ๆ นานับปการนั้น คนที่เป็นหัวหน้าเกิดอาเจียนเป็นเลือดตาย ส่วนอีกคนหนึ่งนอนหลับตายไปเฉย ๆ พวกญาติ ๆ ของฝ่ายคัดค้านเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็กลัวกันมากเกรงว่า บาปกรรมที่พวกตนทำไว้กับพระอริยเจ้าจะตกสนองเช่นเดียวกับสองคนแรก จึงพากันไปกราบนมัสการขอขมาโทษจากท่าน ๆ จึงเทศน์ให้ฟังว่า
“เรื่องเป็นเรื่องตายไม่ใช่เรื่องของอาตมาเป็นเรื่องของพวกเขาต่างหาก เป็นเพราะใครทำกรรมอย่างใดก็ได้รับผลของกรรมอย่างนั้น ส่วนพวกเจ้าทำกันเอง พวกเจ้าคงจะรู้ว่าเป็นเพราะอะไร” แล้วท่านก็ให้พากันทำคารวะสงฆ์ หลวงปู่พร้อมด้วยสงฆ์ก็ให้ศีลให้พรและท่านได้เทศน์ให้สติเตือนใจอีกว่า
“นี่แหละ การเบียดเบียนท่านผู้มีศีลย่อมได้รับกรรมทันตาเห็น จะหาว่าไม่มีบาปมีบุญที่ไหนได้ ศาสนามีทั้งคุณและโทษ ถ้าผู้ปฏิบัติดีก็นำพาจิตใจคนเหล่านี้ขึ้นสวรรค์นิพพาน ถ้าคนเหล่านี้ปฏิบัติไม่ดี ก็พาคนเหล่านั้นตกนรกอเวจีก็มีมาก เรื่องบาปกรรมย่อมไม่ยกเว้นให้กับใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระ เณร หรือเจ้านายชั้นไหน ๆ ก็ตาม ถ้าทำบาปลงไปเป็นบาปทั้งนั้น ไม่มีการยกเว้น ลำเอียง”
เริ่มอาพาธ
ต้นปี พ.ศ. 2526 หลวงปู่คำดีเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ สามวันดีสี่วันไข้ เมื่อท่านเห็นว่าร่างกายของท่านไม่ดี ท่านมักเตือนลูกศิษย์ของท่านเสมอว่า “ร่างกายสังขารของผมแย่พอควรแล้ว ถ้าเป็นรถยนต์ก็ทิ้งได้แล้ว ถ้าหากผมล้มป่วยคราวนี้คงจะไม่ไหวแน่ ถ้าหมู่คณะจะรักษาร่างกายผม ก็รีบจัดการรักษาเสีย”
พวกสานุศิษย์ทั้งหลายเห็นท่านพอเดินได้ พูดได้ ฉันได้ เทศน์ได้ ก็พากันใจเย็นและจัดหาให้ฉันตามปกติ แต่ไม่ได้พาหลวงปู่เข้าตรวจรักษาที่โรงพยาบาล
ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2526 ตอนเช้าหลังจากฉันภัตตาหารเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เรียกญาติโยมทั้งหลายมาพร้อมกันแล้ว ท่านก็พูดว่า
“มาฟังเทศน์กัน อาตมาจะเทศน์ครั้งสุดท้ายต่อไปจะไม่ได้เทศน์อีกแล้ว จะไม่ได้ประพรมน้ำพระพุทธมนต์อีกแล้ว และจะไม่ได้พูดกันอีกต่อไป”
พระลูกศิษย์ และโยมทั้งหลายเมื่อได้ฟังคำพูดของหลวงปู่อย่างนั้นก็พากันแปลกใจแต่ไม่มีผู้ใดเฉลียวใจว่า คำพูดของท่านนั้นเป็นการพูดครั้งสุดท้ายจริง ๆ และท่านได้พรมนำพระพุทธมนต์ได้ทุกคนแล้ว ท่านยื่นหญ้าคาให้แยกกันต่างได้รับทั่ว ๆ กันทุกคน ๆ ละเส้นสองเส้น
เทศน์ครั้งสุดท้าย
หลวงปู่เริ่มเทศน์เรื่อง “ ความไม่ประมาท”
ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย คำว่าตายในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าร่างกายเราตาย หมายถึงจิตใจคนเราตาย คือตายจากมรรคผลนิพพานต่างหาก
ความไม่ประมาทเป็นหนทางแห่งความไม่ตาย คือไม่ประมาทต่อการทำความดี ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา มีโอกาสจะได้ไปสวรรค์พรหมโลก หรือมรรคผลชั้นใดชั้นหนึ่ง ตลอดถึงพระนิพพานข้างหน้าแน่นอน ช้าหรือเร็วแล้วแต่บุญบารมีหรือความพากเพียรของตนเอง ความไม่ประมาทคือ เป็นผู้มีสติจดจ่ออยู่ที่ กาย และใจ ทุกอิริยาบถทั้งสี่ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่มีการเผลอสติจากอิริยาบถทั้งสี่ จึงจัดว่าเป็นผู้ไม่ประมาท เข้าใจไหมฯ (ท่านถามลูกศิษย์)
คำว่าประมาทนั้นคือ เป็นคนเลินเล่อเผลอสติ นึกคิดออกไปนอกกายและใจของตนเอง ตามอารมณ์ของโลกเขาคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ เหล่านี้เป็นต้น ท่านถือว่าเป็นผู้ประมาททั้งนั้น ถึงมีร่างกายอยู่ท่านก็เปรียบเหมือนคนที่ตายแล้วเอวัง
นี่คือเทศน์ครั้งสุดท้ายของท่านก่อนที่ท่านจะล้มป่วยลง เมื่อท่านเทศน์จบลูกศิษย์ลากลับแล้วท่านเข้าพักผ่อนตามอัธยาศัยของท่านจนกระทั่งเวลา 15.00 น. ของวันที่ 28 มิถุนายน 2526ท่านเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าเรียบร้อยแล้ว ท่านก็พูดขึ้นว่า ผมเป็นลม ขณะนั้นมีพระอุปัฏฐากท่าน 4 รูปได้ประคองท่านนอนลงที่อาสนะ เมื่อนอนลงแล้วท่านไม่พูด ไม่คุยกับใครทั้งนั้น มีแต่นอนเฉย ๆ ไม่มีการขยับตัว ลูกศิษย์ต่างก็พากันตกใจต่างก็หายามาให้ท่านฉันแต่ไม่หาย จนถึงเวลา 18.00 น. ก็ให้โยมไปเชิญหมอจากโรงพยาบาลมาตรวจดูอาการของหลวงปู่ มีการฉีดยาให้น้ำเกลือท่านก็ยังไม่ฟื้น
รุ่งขึ้นวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2526 คุณหมอก็สวนปัสสาวะให้ท่าน สายยางที่สวนเข้าไป ทำให้เกิดเป็นแผลภายใน เลือดไหลไม่หยุด จึงโทรศัพท์ติดต่อเรียนท่านองคมนตรี ดร.เชาวน์ และคุณหมอปัญญา ส่งสัมพันธ์ ทราบอาการป่วย คุณหมอได้ทราบและปรึกษาลูกศิษย์กรุงเทพแล้วเห็นควรรับตัวมารักษาในกรุงเทพฯ คุณหมอจึงได้นำรถพยาบาลไปรับหลวงปู่ ถึงวัดเวลา 17.00 น. ตรวจดูอาการเห็นว่าอาการหลวงปู่หนักมาก จึงทำการผ่าตัดเสียก่อน ผ่าตัดเสร็จเลือดหยุดไหลออกจากช่องปัสสาวะและนำหลวงปู่ขึ้นรถพยาบาล ออกจากโรงพยาบาลเมืองเลยเวลา 22.00 น.
วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2526 คุณหมอนำหลวงปู่ถึงโรงพยาบาลแพทย์ปัญญา ตรวจสอบอาการของหลวงปู่ แล้วให้การบำบัดรักษา ประมาณ 4 – 5 วัน หลวงปู่ก็พูดได้ เริ่มฉันจังหันได้บ้างเล็กน้อย แต่ยังให้น้ำเกลืออยู่ ส่วนเรื่องอาหารคุณชลูด ส่งสัมพันธ์คอยดูแลคอยคุมคุณภาพให้ได้ตามหลักโภชนาการ โดยมิได้บกพร่องไม่มีอะไรขาดแคลน
จนกระทั่งหลวงปู่นั่งได้เดินได้ และฉันจังหันได้พอสมควร เมื่อมีอาการดีขึ้นหลวงปู่อยากจะกลับวัดถ้ำผาปู่ เมืองเลย คุณหมอจึงปรึกษาหารือกับท่านองคมนตรี ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์ คุณธเนศ เอียสกุล คุณเฉลียว อยู่วิทยา พร้อมทั้งลูกศิษย์หลายท่านทางกรุงเทพฯ ต่างเห็นสมควรให้ท่านกลับวัดถ้ำผาปู่ โดยทุกคนเห็นว่าการเดินทางโดยทางรถยนต์จะทำให้หลวงปู่เหนื่อยมาก จึงขอความกรุณาจากท่านองค์มนตรี จัดหาเครื่องบินพิเศษนำหลวงปู่ส่งกลับวัดถ้ำผาปู่ จังหวัดเลย
วันที่ 4 มีนาคม 2527 หลวงปู่และคณะโดยสารเครื่องบินพิเศษออกจากดอนเมืองเวลา 9.00 น. ถึงสนามบินเมืองเลยเวลา 11.00 น. โดยมีท่านอาจารย์เผย วิริโย ท่านองคมนตรี ดร.เชาวน์ คุณไชย ณ ศีลวันต์ ร่วมเดินทางมาส่งด้วย ส่วนที่สนามบินมีข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนมาคอยรับการกลับของหลวงปู่ด้วยความดีใจกันอย่างคับคั่ง ขบวนรถรับหลวงปู่ออกจากสนามบิน ถึงวัดด้วยความเรียบร้อยทุกประการ
หลวงปู่คำดีฯ ได้พักผ่อนอยู่ที่วัดประมาณ 9 วัน อาการไข้ได้กำเริบขึ้นอีกถึงวันที่ 14 มีนาคม 2527 อาการไม่ดีขึ้น หมอปัญญาส่งรถพยาบาลมารับท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลแพทย์ปัญญาที่กรุงเทพอีก คราวนี้มีแต่ทรงกับทรุดมาตลอด พอถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2527 เวลา 13.13 น. หลวงปู่ท่านก็สิ้นลมจากไปด้วยอาการสงบก่อนที่ท่านจะสิ้นใจท่านลืมตาขึ้นมาแล้วกะพริบตาสามครั้งก็หมดลมหายใจ ซึ่งเสมือนหนึ่งว่าท่านได้บอกลาลูกศิษย์ใกล้ชิดที่ปรนนิบัติท่านว่า หลวงปู่ขอลาแล้วนะ แล้วต่อจากนั้นท่านก็ลาจากพวกเราไปจริง ๆ ไม่มีวันที่จะหวนกลับคืนมาให้พวกเราได้เห็น ได้ยินได้ฟังและได้รับศีลพรที่ท่านเคยให้พวกเราอีกต่อไป
หลังจากท่านมรณภาพ ลูกศิษย์ต่างก็ทยอยกันมาที่โรงพยาบาลเพื่อมาเคารพท่านเป็นครั้งสุดท้าย จนเต็มโรงพยาบาล หลังจากที่ทางโรงพยาบาลและลูกศิษย์ได้เตรียมการเรียบร้อยแล้ว เอาหลวงปู่ขึ้นรถพยาบาลแล้วเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลเวลา 23.30 น. โดยมีรถยนต์ติดตามส่งทั้งหมด 7 คันโดยคุณธเนศ เอียสกุล ได้จัดการเรื่องหีบใส่ศพของหลวงปู่ไปพร้อมด้วย สำหรับคณะนำส่งศพหลวงปู่มี คุณบันยงค์ ศรลัมพ์ ผู้ว่าการรถไฟ คุณหมอปัญญาฯ และญาติโยมอื่น ๆ ตามไปส่งถึงวัดถ้ำผาปู่ เวลา 7.30 น. ของวันที่ 18 พฤศจิกายน 2527 สรงน้ำศพท่านเวลา 13.00 น. ถึงเวลา 18.00 น. เสร็จแล้วบรรจุหีบ ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วิหาร ญาณทัสสี วัดถ้ำผาปู่ ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดรับเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลตลอด 7 วัน และบำเพ็ญพระราชกุศล 50 วันและ 100 วัน ตามลำดับ
สำหรับอาพาธของหลวงปู่รวมสองครั้งดังนี้
ครั้งแรก เป็นเวลา 9 เดือน
ครั้งที่สอง เป็นเวลา 9 เดือน
สิริรวมอายุจนถึงวันมรณภาพได้ 83 ปี รวมพรรษาธรรมยุตได้ 57 พรรษา 3 เดือน 23 วัน
สถานที่จำพรรษาของหลวงปู่คำดี ปภาโส
ปี พ.ศ. 2471
จำพรรษาที่ วัดบ้านยาง ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2472
จำพรรษาที่ วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
ปี พ.ศ. 2473 – 2474 – 2475
จำพรรษาที่ วัดป่าหนองกุง บ้านหนองคู ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2476 – 2477 – 2478 – 2479 – 2480
จำพรรษาที่ วัดป่าช้าดงขวาง ตำบลหัวทะเล บ้านโนนฝรั่ง จังหวัดนครราชสีมา
ปี พ.ศ. 2481
จำพรรษาที่ วัดป่าอภัยวัน บ้านทุ่ม ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2482 – 2483 – 2484 – 2485 – 2486
จำพรรษาที่ ถ้ำกวาง บ้านหินร่อง ตำบลเมืองเก่า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2487 – 2488 – 2489 – 2490 – 2491 – 2492 – 2493
จำพรรษาที่ วัดป่าชัยวัน ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2494
จำพรรษาที่ วัดป่าอรัญญวาสี บ้านเหล่านาดี ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2495
จำพรรษาที่ วัดป่าชัยวัน ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2496 – 2497
จำพรรษาที่ วัดป่าคิรีวัน คำหวายยาง ภูพานคำ ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น
ปี พ.ศ. 2498 – 2499 – 2500 – 2501 – 2502 – 2503 – 2506 – 2507 – 2508
จำพรรษาที่ วัดถ้ำผาปู่ เขานิมิตร ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
ปี พ.ศ. 2509
จำพรรษาที่ วัดป่าหนองแซง ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี
ปี พ.ศ. 2510 – 2511 – 2512 – 2513 – 2514 – 2515 – 2516 – 2517 – 2518 -2519 – 2520 – 2521 – 2522 – 2523 – 2524 – 2525
จำพรรษาที่ วัดถ้ำผาปู่ เขานิมิตร ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
ปี พ.ศ. 2526 – 2527
จำพรรษาที่โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา (เพื่อรักษาโรค) คลองตัน หัวหมาก กรุงเทพ ฯ
สมณศักดิ์
ปี พ.ศ. 2499
วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2499 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นที่พระครูญาณทัสสี พระครูชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
ปี พ.ศ. 2521
วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอก ฝายวิปัสสนาธุระ
หลวงปู่หลุย จันทสาโร
กล่าวพรรณนาพระคุณ “หลวงปู่คำดี ปภาโส”
…เผอิญได้พบที่ท่าน (หลวงปู่หลุย จันทสาโร) บันทึกไว้อีกตอนหนึ่ง เป็นการพรรณนาพระคุณของ หลวงปู่คำดี ปภาโส (พระครูญาณทัสสี) และเรื่องของถ้ำผาปู่ จึงใคร่ขออัญเชิญนำมาลงด้วยเป็นคู่เคียงกัน แสดงถ้อยคำสำนวนที่ท่านเขียนไว้ใน พ.ศ. ๒๕๐๔ เช่นเดียวกัน
“พระครูคำดี ญาณทัสสี พ.ศ. ๐๔”
“ขอท่านศาสนิกชนทั้งหลายกรุณาทราบไว้ว่า ท่านพระครูญาณทัสสี (คำดี) เป็นพระเถระผู้ใหญ่ทางฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีพรรษาไล่เลี่ยกับอาตมากับท่านอาจารย์ชอบ นับตั้งแต่ญัตติธรรมยุตมา ได้เคยไปฝึกปรือวิปัสสนาธุระกับท่านอาจารย์สิงห์ ท่านอาจารย์มหาปิ่น ที่จังหวัดขอนแก่น ด้วยกันกับอาตมา ท่านอาจารย์ชอบฉายความรู้มาจากอาจารย์เดียวกัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓-๒๔๗๔-๒๔๗๕ นั้นๆ”
“นิสัยท่านพระครูญาณชอบอยู่ในที่วิเวก ชอบเจริญสมณธรรมในถ้ำภูเขา ชอบปกครองพุทธบริษัท เพื่อนสหธรรมิก พระภิกษุ สามเณร ตลอดแม่ขาวนางชี และคณะอุบาสก อุบาสิกา ฉะนั้น ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหานั้นมาก นิสัยสุขุม ฉะนั้นบริษัทจึงชอบนัก แม้ท่านพระครูญาณทัสสีท่านเคลื่อนไปสู่จังหวัดไหน อำเภอไหนตำบลไหน ท่านทำอัตถประโยชน์มาก เห็นได้ว่าท่านพระครูญาณทัสสีอยู่จังหวัดขอนแก่น วัดวา ฝีไม้ลายมือของท่านก่อสร้างมีจำนวนมาก บรรดาข้าราชการ พ่อค้าพาณิชย์ ตลอดชาวไร่ชาวนา นิยมท่านมาก เพราะฉะนั้นการก่อสร้างของท่านจึงสำเร็จเพราะกำลังกาย กำลังวาจา กำลังทรัพ ย์เพียงพอทุกอย่าง ไม่บกพร่อง แม้ท่านพระครูญาณทัสสีจะดำเนินงานการใหญ่ๆ สำเร็จได้เป็นอย่างดี ดูได้ที่จังหวัดขอนแก่น มีวัดป่าคำมะยาง ๑ วัด วัดศรีภาพ ๑ วัด เป็นวัดที่ทุ่มเทเงินทองก่อสร้าง มีจำนวนมากๆ สำเร็จได้เป็นอย่างดี”
“อนึ่ง ท่านได้เคลื่อนพาลูกศิษย์ลูกหามาอยู่ถ้ำผาปู่ ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย ของพวกเรา ดูได้ที่การก่อสร้าง ถ้ำผาปู่ ๑ วัด วัดหนองหมากผาง ๑ วัด เป็นวัดที่กว้างขวางใหญ่โต ท่านพระครูญาณทัสสีเพิ่งมาอยู่ไม่นานเท่าไรปี เวลานี้วัดถ้ำผาปู่ วัดหนองผาง กำลังก้าวหน้าเรื่อยๆ มีคณะอุบาสกอุบาสิกาต่างจังหวัดมาเยี่ยมท่านเรื่อยๆ และมีพระภิกษุสามเณรมาจากต่างจังหวัดอื่นๆ มาเยี่ยม ศึกษาธรรมวินัยด้วยท่านเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น สังฆรัตนะจึงตกเข้ามาในท้องที่จังหวัดเลยมาก มีวัดป่าหนองหมากผางและถ้ำผาปู่เป็นอาทิ”
“ท่านพระครูญาณทัสสีเป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำผาปู่ก็จริง ปีไหนมีโอกาสดีๆ ท่านก็ไปอำเภอเชียงคานบ้าง ไปอำเภอวังสะพุงบ้าง แผ่อริยธรรม ให้โอวาทแก่พระภิกษุสามเณร ตลอดคณะอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ส่วน อ.ท่าลี่ อ.ด่านซ้าย นั้นท่านไม่มีโอกาสไป ด้วยหนทางไกล ไม่สะดวกในการเดินทาง ก็มีอันเตวาสิกสานุศิษย์ของท่านไปเที่ยววิเวกเพื่อทำอัตถประโยชน์ ปรมัตถประโยชน์ ต่อคณะอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายในถิ่นตำบลอำเภอนั้นด้วย ได้รับความอบรมศึกษาธรรมวินัยเป็นอย่างดี ฉะนั้นก็แลเห็นได้ว่า ท่านพระครูญาณทัสสีทำอัตถประโยชน์ ปรมัตถประโยชน์ให้จังหวัดเลยเป็นอันมาก ดุจท่านอยู่จังหวัดขอนแก่นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน”
หลวงตามหาบัวพูดถึงหลวงปู่คำดี ปภาโส
จากหนังสือ หยดน้ำบนใบบัว
หลวงปู่คำดีเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่งที่น่าเคารพบูชากราบไหว้อย่างสูงสุด ในสมัยบำเพ็ญเพียรท่านก็เป็นพระที่มีความกล้าหาญในการต่อสู้กับกิเลส สมัยต่อมาเมื่อท่านเป็นครูบาอาจารย์แล้ว ท่านก็เป็นพระที่มีเมตตาสูง ไม่ถือเนื้อถือตัว ด้วยท่านเคารพบูชาในอรรถธรรมสูงส่งยิ่งกว่าสิ่งใด
ท่านมีอายุพรรษามากกว่าหลวงตาหลายปี พระเณรลูกศิษย์ลูกหาของท่านมักจะได้ยินท่านปรารภถึงหลวงตาอยู่เสมอๆ กระทั่งแม้ว่าบางคราวหลวงปู่คำดีจะพูดขู่ขนาบพระเณรในวัดของท่านเองบ้าง ท่านก็ยังมักชอบที่จะยกเอาหลวงตาขึ้นขู่พระเณรเสมอๆ เช่น พูดว่า
“พระวัดนี้นะ ถ้ากับท่านมหาบัว พวกนี้แตกกระเจิงหมดเลยนะอยู่กับท่านไม่ได้นะ” หรือ
“ลองไปอยู่กับท่านมหาซิ พระเณรพวกนี้หน่ะ” เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้เองลูกหลานพระเณรที่วัดถ้ำผาปู่ จึงมีความรู้สึกเคารพสนิทสนมและผูกพันกับหลวงตาเสมือนหนึ่งครอบครัวเดียวกันโดยปริยาย และแม้สำหรับหลวงตาเอง ท่านก็ให้ความเมตตาต่อลูกหลานพระเณรที่วัดถ้ำผาปู่นี้ด้วยเช่นกัน เมื่อโอกาสอำนวยคราวใด ท่านไม่เคยลืมที่จะแวะไปเยี่ยมเยียน พร้อมขนของเครื่องจตุปัจจัยไทยทานข้าวสารอาหารต่างๆ ไปให้ และเทศนาสั่งสอนพระเณร เพื่อเป็นกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่เสมอๆ เป็นระยะๆ ไป
ที่น่าแปลกใจคือ หลวงปู่คำดีท่านจะกล่าวถึงหลวงตาไม่เพียงเฉพาะกับพระเณรเท่านั้น ศิษย์ฆราวาสผู้หลักผู้ใหญ่กระทั่งอย่าง ฯพณฯดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรี หลวงปู่ก็ยังเคยปรารภฝากความระลึกถึงกับท่านดร.เชาวน์ไปถึงหลวงตาด้วยว่า
“ฝากความระลึกถึง…ไปถึงท่านมหาบัวด้วยนะ” พร้อมกับยังกล่าวเชิงยกย่องในคุณธรรมของหลวงตาฝากไปกับท่านดร.เชาวน์ ในวาระเดียวกันนี้อีกด้วย
ทราบกันว่าหลวงปู่คำดีและหลวงตา ท่านเคยมีโอกาสได้สนทนาพูดคุยธรรมะกัน ท่านทั้งสองจึงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านได้พบปะพูดคุยกันท่ามกลางความแปลกใจแก่พระเณรในวัดถ้ำผาปู่มาก ก็ด้วยเหตุที่หลวงปู่คำดีท่านสั่งพระไว้อย่างเข้มงวดว่า
“ถ้าวันนี้มีครูบาอาจารย์องค์ใดเข้ามาให้รีบบอกเราทันทีนะ”
พระที่รับคำสั่งนี้มา จึงจดจ่อคอยเฝ้าสังเกตอยู่ตลอด เพื่อดูว่าวันนี้จะมีใครมาหรือไม่ พอตกตอนบ่ายปรากฏว่ามีรถเข้ามาที่วัดจริงๆ และก็พบว่าเป็นหลวงตามหาบัวนั่นเอง พระที่คอยดูอยู่ตลอดวันจึงรีบไปกราบเรียนหลวงปู่คำดีทันทีและพอหลวงปู่คำดีทราบว่าหลวงตามา ท่านก็รีบออกจากที่พักและเรียกหลวงตาทันทีเช่นกัน แล้วยังพูดด้วยว่า
“โฮ้ มาเร็วดีนะ” เหตุการณ์คราวนั้น เป็นที่แปลกใจแก่พระเณรอยู่มากเหมือนหลวงปู่จะทราบล่วงหน้าไว้แล้ว
ภายหลังต่อมา จึงทราบเหตุผลว่า ในครั้งนั้นท่านตั้งใจเดินทางเพื่อไปพักค้างคืนโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพียงแค่การไปเยี่ยมเยียนแล้วก็กลับธรรมดาๆ ครั้งนั้นพระเณรได้บอกเล่าต่อๆ กันว่า ครูบาอาจารย์ทั้งสอง ท่านได้พูดคุยสนทนาธรรมกันอยู่ตลอด มีการเขียนข้อความใส่กระดาษ เพื่อซักถามสนทนากันและกันด้วย ทั้งนี้คงเป็นเพราะหลวงปู่คำดีท่านหูไม่ค่อยได้ยิน
มีเทศนาอบรมพระของหลวงตาอยู่บางตอนที่ท่านกล่าวพูดยกย่องถึงคุณธรรมและความกล้าหาญของหลวงปู่คำดีในสมัยปฏิบัติ คราวหนึ่งของการแสดงธรรมท่านพูดถึงเหตุการณ์ในระยะก่อนๆ นั้น ได้เคยพบกับหลวงปู่คำดีอยู่เรื่อยๆ ในที่ต่างๆ ที่นั่นบ้างที่นี้บ้าง จากนั้นหลวงตาก็เล่ามาถึงเรื่องที่หลวงปู่คำดีเคยกล่าวชมเชยท่านในการแสดงธรรมเรื่องการแจงขันธ์ ๕ ดังนี้
“…การพบกับท่าน (หลวงปู่คำดี) เคยพบกันอยู่เรื่อยๆ ท่านมาอยู่วัดหนองแซงนี่ก็เคยพบกันอยู่เรื่อย ท่านเลยพูดถึงเรื่องว่าการแจงขันธ์ ๕ นี้ ไม่มีใครแจงได้ละเอียดลออมากยิ่งกว่าท่านมหา ท่านอ่านหนังสือ แว่นดวงใจ จบหมดเลย…” (“แว่นดวงใจ” เป็นหนังสือธรรมเทศนา บรรยายโดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
ตอนท้ายของเทศนากัณฑ์นี้ หลวงตาพูดถึงการที่ท่านไปวัดถ้ำผาปู่ในครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์บังเอิญพอดีกับที่หลวงปู่คำดีได้จุดธูปนิมนต์ขอให้ท่านเดินทางมาที่วัดถ้ำผาปู่ หลวงตากล่าวในตอนท้ายของเทศนาอบรมพระว่า
“…มันแปลกอยู่นะ คือท่าน (หลวงปู่คำดี) เดินจงกรมอยู่ พอตี ๔ ท่านลงมาเดินจงกรม ปัญหามันขวางใจท่าน ทำยังไงก็แก้ไม่ตกๆ มองหาใครไม่เห็น…จึงออกจากทางจงกรมไป จากนั้นก็ไปจุดธูปเทียนเลย หลังจุดธูปเทียนไหว้พระเสร็จแล้ว… ก็กล่าวว่า
‘ขอนิมนต์ท่านมหามา’…”
เรื่องนี้ภายหลังทราบจากคนรถที่คอยอุปัฏฐากรับใช้หลวงตาว่า เหตุการณ์ครั้งนั้น แกได้รับคำสั่งด่วนจากหลวงตาให้รีบเข้าไปที่วัดป่าบ้านตาดในเวลา ๕ โมงเช้าวันนี้ เมื่อขับรถไปถึงวัดแล้ว หลวงตาก็ให้รีบพาไปวัดถ้ำผาปู่ จังหวัดเลยโดยเร็ว ตอนเที่ยงวันพอดีจึงได้ออกเดินทาง
หลวงตาเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้สนทนากันในวันนั้นด้วยว่า
“…คือเราไปถึงวัดถ้ำผาปู่ พอทราบว่าท่าน (หลวงปู่คำดี) พักแล้วบอกพระว่า
‘อย่าไปกวนท่านนะ วันนี้ผมจะพักไม่กลับ ผมจะค้างกับท่าน
อย่าไปกวนท่านนะ ผมจะไปหาที่พักก่อน พอได้เวลาแล้วจะมาหาท่านเวลานี้ท่านยังพักอยู่’
เขาปิดประตูเงียบ พอเรามานี่ พระองค์นั้นแอบไปทางด้านหลัง ไปบอกหลวงปู่คำดี พอทราบท่านจึงรีบออกมาโดยเปิดประตูเหล็กเลื่อน เรียก
‘ท่านมหา ท่านมหาอยู่นี่เหรอ?’
โบกมือเรียก เราเลยดุพระว่า ‘ไปรบกวนครูบาอาจารย์ทำไม? ท่านองค์นี้นี่น่ะ ก็จะคุยอยู่แล้วนี่นะ’ พอไปถึงแล้ว ท่านพูดว่า
‘โฮ้ มาเร็วดีนะ’
‘เร็วอะไร? แล้วท่านอาจารย์จะมีเรื่องคุยอะไรกัน?’
เวลาจะคุยกัน ต้องได้ปิดประตูเลยนะ ตั้งแต่ยังไม่ถึง ๖ โมงถึง ๒ ทุ่มให้ท่านเล่าวิถีจิตของท่านเป็นยังไงสองต่อสอง จนกระทั่ง ๒ ทุ่ม เมื่อถึงจุดสำคัญ…เหมือนกับหอกกับหลาวทิ่มนะ เหมือนกับว่า…ถอดหลาวออกทีนี้ก็พุ่งเลย รู้ช่อง
‘เออๆ ๆ …’
มันสะดุดใจท่านมาก ‘เออ เอาละทีนี้ รู้ช่องแล้ว’ จากนั้นท่านจึงเล่าให้ฟังว่า ท่านจุดธูปมานิมนต์เรา เราเลยตอบท่านว่า
‘ผมก็มาสะเปะสะปะมาประสาบ้าของผมล่ะ’
‘เอาละ ประสาอะไรช่างเถอะนะ สดๆ ร้อนๆ นี้เอาละ’
คือพอเวลาเที่ยงเราก็ออกจากวัดป่าบ้านตาดไปเลย มันก็เหมือนกับว่าสดๆ ร้อนๆ นั่นละ มันบันดลบันดาลอะไร เราก็ไม่เคยไปเลย บอกสั่งรถให้เขามาโดยด่วน แปลก…”
การสนทนาธรรมครั้งอัศจรรย์ของครูบาอาจารย์องค์สำคัญคราวนี้ จึงเป็นหัวข้อปัญหาให้พระเณรได้สนทนาเล่าต่อกันอย่างไม่รู้จบ และเป็นกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมแก่พระกรรมฐานรุ่นลูกรุ่นหลาน

