Venerable Ajahn On’s Autobiography

To read in English: Copy a few pages at a time, and paste them in Claude AI’s message box after typing “Translate to English.” You will be surprised how well Claude AI translates Thai Dhamma to English.


อัตโนประวัติ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ

วัดป่านิโครธาราม ต.หมากหญ้า อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี  

หมายเหตุ * ประวัติหลวงปู่อ่อนนี้ ท่านได้เขียนขึ้นเองด้วยตัวของท่าน คำว่า “ข้าพเจ้า” หรือ “ข้า” หมายถึง หลวงปู่อ่อน นั่นเอง 

ชาตะ 

วันอังคาร ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีขาล พ.ศ.๒๔๔๕ (ตามพ่อแม่บอกให้ข้าพเจ้ารู้) แต่ตามปฏิทิน ๑๐๐ ปี ไม่ตรงวันอังคาร วันอังคารมีอยู่ขึ้น ๕ ค่ำและ ๑๒ ค่ำ

มาตุภูมิ 

บ้านดอนเงิน ต.แชแล อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี โยมพ่อ ชื่อเมืองกลาง โยมแม่ชื่อบุญมา กาญวิบูลย์ โยมทั้ง๒ มีบุตรด้วย กัน ๒๐ คน แต่ตายเสียแต่เด็ก ๑๐ คน ใหญ่ได้มีครอบครัว ๑๐ คน บุตรของพ่อแม่ ที่ตายแต่เล็ก ๑๐ คนนั้น จะไม่เขียนลง เพราะเกิดไม่ทัน ไม่รู้จักชื่อ ที่ยังอยู่ ๑๐ คนนั้น คือ

๑. ชายชื่อ ทิดชาลี กาญวิบูลย์ อายุ ๘๐ ปี เป็นโรคชราตาย

๒. ชายชื่อ จารย์นิสา กาญวิบูลย์ อายุ ๕๖ ปี เป็นโรคท้องร่วงตาย

๓. หญิงชื่อ มาพา กาญวิบูลย์ อายุไม่ทราบ แท้งบุตรตาย

๔. ชายชื่อ ทิดอ่อนสา กาญวิบูลย์ อายุ ๗๖ ปี มีคนมายืมเงินเกือบเข้า ๒ ปี ไปทวงหนี้ เขาโกรธถูกลูกหนี้แทงตาย

๕. ชายชื่อ ทิดสีดา กาญวิบูลย์ อายุ ๖๖ ปี เป็นวัณโรคตาย

๖. ชายชื่อ คำมี บวชเป็นสามเณรแต่อายุ ๑๘ ปี เลยเป็นพระไปเรียนหนังสือ สนธิ และมุลกระจาย อยู่กับอาจารย์พระครูพรหม จ.กาฬสินธุ์ ๕ ปี กลับมาเป็นสมภาร อยู่วัดบ้านดอนเงิน ๓ ปี ลาสมภารออกปฏิบัติกรรมฐานตามข้าอยู่ ๔ ปี ลาพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่มั่น ไปวิเวกภูลังกา เขต อ.เซกา จ.หนองคาย ไข้ป่าจับ รักษาไม่หายตาย

๗. หญิงชื่อ คำไข กาญวิบูลย์ ข้าไม่รู้อายุ ไปสวนเปิดประตูไม้ราวประตูหลุดมือตกถูกแข้งถลอก เป็นบาดทะยัก รักษา ไม่หายตาย

๘. ชายชื่อ พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ(กาญวิบูลย์) ผู้แต่งหนังสือให้ถืออ่านอยู่เดี๋ยวนี้เอง อายุ ๗๔ ปี

๙. หญิงชื่อ นางขาว กาญวิบูลย์ อายุ ๗๓ ปี บวชเป็นชีอยู่กับข้าเวลานี้

๑๐.  หญิงชื่อ นางแก้ว อายุ ๗๒ ปี มีครอบครัว เวลานี้ครอบครองมรดกอยู่บ้านดอนเงินนั้นดังนี้

ชีวิตในการครองฆราวาส 

ข้าพเจ้าได้เริมฝึกหัดทำงานช่วยพ่อแม่ แต่อายุ ๑๔ ปี เพราะพ่อเฒ่าแก่มาก พ่อบวชเป็นพระอยู่นานได้ ๑๔ พรรษา จึง ได้ลาสิกขาออกไปทำการงาน ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ของท่านอยู่ ๑ ปี จึงได้แต่งงงานกับโยมแม่ของข้า พ่อเล่าให้ข้าฟัง จำได้มาดังนี้

โยมพ่อของข้าชื่อเดิม ภูมิใหญ่ ได้ทำการปกครองช่วยเจ้าฝ่ายศักดิ์ขวา ซึ่งเป็นบิดาของพ่อนั้นเอง อัญญาลุงเจ้าเมือง ร้อยเอ็ด จึงได้ตั้งชื่อให้ว่า (เมืองกลาง) พ่อข้าเป็นปราชญ์ผู้หนึ่ง จำธรรมะพระสูตร เช่น เวสสันดรชาดกสูตร เป็นต้น ได้ตลอด ตาย พระวินัย เช่น แปลบาลี พระปาฏิโมกข์ได้จนตาย จำคาถาวิชา ของขลังลางร้ายดี เสียเคราะห์ เสียเข็ญสารพัด ได้จนตาย ดังนี้

โยมแม่ข้าก็เป็นปราชญ์ อ่านหนังสือไม่ได้ อาศัยแต่การฟังเทศน์ พระท่านเทศน์เรื่องพระสูตรพระวินัยให้ฟัง แม่จำเรื่อง ได้อย่างแม่นยำ เช่น บาลีข้อสั้นๆ พระท่านเทศน์ให้ฟังก็มีปนกันกับเนื้อความ โยมแม่ของข้า ก็จำได้ มาสอนพวกลูกๆ หลานๆ ให้เข้าใจบุญและบาป ได้ดีดังนี้

โยมพ่อโยมแม่ของข้าพเจ้า วันธรรมดารักษาศีล ๕ ประจำตัว แต่โยมแม่ประกอบอาชีพในการเลี้ยงไหม เมื่อหม่อนสุก ก็ปลงศีล สาวหลอก (สาวไหมเพื่อทอผ้า) เมื่อเสร็จจากธุระแล้ว ก็สมาทานศีลคืน เมื่อถึงวันพระ ๘ ค่ำ-๑๔ ค่ำ-๑๕ ค่ำ ไปวัดสมาทานศีลอุโบสถ รักษาตลอดวัน ๑ กะคืน ๑ เช้าแล้วปลงศีลกลับบ้านดังนี้ แต่ตัวข้ารู้มา เห็นพ่อแม่รักษามาอย่างนี้ จนถึงวันตาย โยมแม่ตอนสุดท้ายแห่งชีวิต ได้บวชเป็นชีรักษาศีล ๘ ด้วย ตัวข้าเป็นผู้บวชให้ ตายพร้อมนุ่งขาวห่มขาว เมื่อเริ่มป่วยลง โยมพ่อและโยมแม่รู้จักวันจะตาย จึงสมาทานศีล ๘ และรักษาให้บริสุทธิ์ และก็ตายแบบสงบสมกับเป็นนักปราชญ์ทั้งสองคนด้วยดังนี้

โยมพ่อโยมแม่ อาชีพทำนา เลี้ยงโคฝูง เลี้ยงหม่อนทำไหม ค้าขายของย่อยต่างๆ การทำนาของพ่อแม่ นามีอยู่ ๘ ทุ่งใหญ่ นาทุ่งใหญ่ทำกินเลี้ยงพวกลูกๆ มา ปีไหนฟ้าฝนดี ข้าวไม่เกิดโรคต่างๆ ได้ข้าวปีละ ๑,๐๐๐ กว่าถัง พ่อแม่พวกพี่ๆ ขุด ทำยังไม่แล้วเสร็จ ข้าฝึกหัดทำงาน พ่อได้นำข้ากับคุณพี่คำมี ขุดทำแล้วเสร็จ อีกทุ่งหนึ่งพ่อได้ทำกินมา คุณพี่คำมีจากข้าไป บวชแล้ว ข้าได้ฟันต้นไม้ใหญ่และถางต้นไม้น้อยกับพ่อด้วย ทำไร่ปลูกพวกข้าวโพดและแตงกิน และขุดดินทำเป็นคันนาไว้พอ เป็นรูปๆ เท่านั้น จากนี้อีก ๖ ทุ่ง เป็นแต่นาจับไว้ ขุดทำที่นั้นที่นี้บ้างทั่วไปไว้เท่านั้น จึงทุกปี พอถึงเดือน ๖ ฝนตกพอปักไถได้ เท่านั้น ต้อลงไถนาไปเลย จนถึงเดือน ๑๐ แรม ๘ ค่ำ เป็นอย่างได้หยุดทำนาเร็ว เดือน ๑๐ แรม ๑๒ ค่ำ จึงได้หยุดทำนาก็มี เพราะทำนาเพียงทำกินนั้นแล้ว (นาทุ่งที่เตียน) จำเป็นต้องได้เข็นคราดเข็นไถไปทำนาที่จับไว้ ถ้าไม่ทำอย่างนี้คนเขาก็จะจับ ทับเอาดังนี้ ข้าเอาควายใหม่ไถ ความมันข้ามคันนา ข้างัดรากไถไม่ทัน ดึงควายไม่อยู่รากไถหัก ข้าทำนา ๓ ปี รากไถหัก ๓ รากเก่งมาก งานทำนาก็ทำเพื่อกินอิ่มกันเท่านั้น ข้าวเปลือก ๑๐ ถัง ขาย ๑ บาท ก็ไม่มีใครซื้อกันเลย เพราะต่างคนก็ต่างมี ข้าวกินกันทุกบ้านทุกเมืองไปกันหมด

งานเลี้ยงวัวเลี้ยงควายก็เป็นการ ยามทุกข์ แทบตาย เพราะแต่ก่อนบุคคลน้อย โคกและดงกว้าง พ่อแม่มีวัวฝูง ๒๐๐ กว่าตัว ปล่อยทิ้งไว้ตอนค่ำ วัวมาคอกเอง ถ้ามันไม่มาคอก ๔-๕ วัน จึงไปตามหา ไล่มาคอนที่หนึ่ง นี้ก็เป็นการยากใหญ่ของ ข้า มีวัวฝูงมากอีกหนึ่งละ เมื่อวัวไม่มา ข้าไปชวนใครไปหาด้วยเขาก็รู้แล้วว่า วัวเขามันอยู่กับหมู่วัวข้า เขาก็ว่าไม่ไปดอก เพราะเขาว่า ข้าไปไล่วัวข้ามา วัวเขาก็ต้องมาด้วยดังนี้ เขาจึงว่าไม่ไป ตัวข้าก็จำต้องไปคนเดียว วัวมันไม่ว่าเราเป็นเจ้าของ มัน มันอยากไปไหนใกล้ไกล มันก็ไปตามชอบใจมัน เราก็ไปตามหาวัว ก็ไม่รู้ว่าเป็นรอยวัวบ้านไหน เพราะมีฝูงวัวทุกบ้าน ในแถวนั้น โคกและดงก็รก เสือและงูมันก็มาก ข้าก็จำเดินหาไปกลัวหลงทางบ้าน ตายก็กลัว กว่าจะเห็นวัวก็ต้องตะวันบ่ายแล้ว ครั้งหนึ่งเป็นเดือน ๕ ข้าไปหาวัวลืมเอาน้ำไปกินด้วย ตะวันบ่ายเห็นจะได้ ๒ โมงแล้ว จึงไปเห็นฝูงวัว ตัวข้าไล่มันมาบ้าน วัวตั้งหน้ามาบ้าน มันวิ่งเลยข้าวิ่งตามมันไม่ไหว ไฟไหม้ป่าหญ้าแพรก และตอไม้น้อยอื่นๆ มันมีมาก ตีนข้าไม่ได้ใส่รองเท้า ตอไม้มันทิ่มเท้าเอา ข้าก็ต้องเดินเอา ข้าเดินมาใกล้บ้านราว ๑๐ เส้นจะถึง เดินไปดีๆ หัวเข่าข้าอ่อน ล้มฮวบลงเลย ข้าลุกขึ้นค่อยๆ คลานเข้าไปหาร่มไม้ นั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง ข้าลุกขึ้น วิ่งลองดู ข้าก็ยิ่งล้มแรงใหญ่ ลุกขึ้นหาไม้เท้าถือ สองมือเท้าไป จึงถึงบ้านได้ ข้ากินน้ำหมด ๑๔ กระบวยมะพร้าวใหญ่ๆ ข้าจุกน้ำเกือบตาย อีกเหงื่อและไคลคล้ายยางตายพุ่งออกอย่างแรง ผ้านุ่งเปียกหมด ข้าถอดเสื้อออก เอาพัดตัวอยู่พักใหญ่ จึงกินข้าวได้ นี้ทุกข์ใหญ่ในความมีวัวฝูงมากหนึ่งแล

เมื่อวัวตัวเมียมันได้ลูก ลูกมันใหญ่เป็นตัวผู้ พอตอนหำมัน ก็จำมันมาทับหำมัน นี้ก็แสนยากและวัวตัวเล็กไม่ได้เคยจับมันสักที มันก็ไม่ให้จับ จำต้องเอาหนังฝั้นห้างบ่วง ไล่มันใส่มันติดบ่วง จับมันมาตอนหำมันได้ พอหัดให้มันเป็นเกวียน (หัดเทียมเกวียน) ก็ทำเป็นห้างบ่างไล่มันใส่ มันถูกบ่วงแล้ว จึงจับมันแทงจมูกสนเคามัน หัดวัวนี้เริ่มแต่ลาข้าวจากลาน เอาขึ้นยุ้งขึ้นสาง (ฉาง) จนตลอดไปถึงเดือน ๔ จึงหัดวัวเล็ก ให้เป็นเกวียนหมดได้ 

เรื่องหัดวัวนี้ก็สารพัดมันแสนจะพยศ บางตัวชนเรา บางตัวดึงไม่อยู่ บางตัวยืนต่ำไม่เดิน บางตัวเอาแอกใส่คอมัน แล้วกลับนอนไปเสียนานาประการ ดังนี้ จำเป็น ข้าจึงหาหมู่มาช่วยกันดึงช่วยกันฝึก ทั้งวัวเล็กของหมู่ก็เอามาหัดร่วมกันด้วย ตัวไหนมันซน จำต้องเอาปอเครือม้วยฝั้นเคา ฝั้นเชือก ร้อยจมูกมันผูกเคามัน เอาไม่ไผ่ยาวประมาณวาหนึ่ง ฟันเจิ้มๆ (เสี้ยม) ตรงข้อมันให้เป็นแง่ม (แฉก) เจาะใต้ข้อมัดลงมา พอเอาเชือกสอดผูกเคามันได้ และแหย่เข้าไปในรูไม้ที่เจาะนั้นดึงเข้าให้จำชิดเคามัน แล้วจึงเกี้ยว(พัน) มาตามลำไม้ให้ดี แล้วบังคับวัวเข้าหลักหนีบ หนีบคอมันไว้ดีแล้ว เอาแอกเกวียนใส่คอมัน เอาหนังฝั้นเป็นเชือกอ้องใส่คอมัน เส้นยาวเอาดึงไปทางท้ายเกวียนเลยไปให้หมู่จับดึงมันไว้ พอถอดเอาไม้หลักหนีบ ออกจากคอมันได้เท่านั้น วัวมันก็กระโดด เกวียนปลิ้นคว่ำปลิ้นหงาย (พลิกคว่ำพลิกหงาย) แอกหลุดออกจากคอมัน คนพวกดึง กลัวมันวิ่งหนีกันหมด 

ข้าจับไม้คันจามสู้มัน มันกระโดดมาชนข้า ข้ากดส้นไม้คันจามลงกับดิน งัดดัง(จมูก) มันขึ้น พอดังมันเงยขึ้น ข้าได้ท่าใช้แรงข้าดันส่งวัวมันล้ม ตูมลงอย่างแรง มันลุกขึ้นได้ตามันเขียวปื๋อ กระโดดจะชนข้าอีก ข้าทำดังเก่าเอามันล้มอีก มันล้มถึงสามครั้ง มันกลัวข้า ยืนขี้แตก เยี่ยวไหลออกมาผากๆ ปากมันร้องอ๊ากๆ เลย หมู่ที่วิ่งหนีเอาตัวรอด จึงเดินมาช่วยจับหนัง จับเชือกดึงช่วยเข้า เอาไปผูกแหงนไว้ไม่ให้มันกินหญ้ากินน้ำอะไรเลย กินข้าวแล้วไปแต่งเกวียนให้ดี วันหลังหัดอีกจนกว่าจะเป็นเกวียนให้ได้ดีทีเดียว นี้ก็ทุกข์หนึ่งละ เอาตายเข้าสู้ จึงได้รอดตายมาทีเดียวแล ตัวมันดึงไม่อยู่ก็เตรียมตัวหัดมันแบบเดียวกัน กับตัวที่มันเคยชนข้า พาหมู่มาดึงหนังทางท้ายเกวียนให้มาก ก็เอาชนะมันเป็นเกวียนได้ ตัวมันค้ำมันนอน ก็คิดหาวิธีหัดมันเป็นเกวียน ได้หมดทุกตัวแล้ว เข้าพอเป็นวันใหม่ หัดวัวเช้า ๓ โมง ไปกินข้าวเช้า กินข้าวแล้วเตรียมมีดขวาน ไปฟันเสารั้วและราวเอามา ล้อมรั้วบ้านและสวน บ่ายกลับบ้านกินข้าวสายแล้วไปหาอาหาร มากินตัวและเลี้ยงพ่อแม่ และพี่ๆ น้องๆ ยุ่งอยู่อย่างนั้นทุกวันไป วัวถ้าไม่หัดให้มันเป็นเกวียน ขายมันไม่ออก ก็ยุ่งใหญ่ และไม่ได้เงินเพราะมีวัวมากแล

ธุระของการเลี้ยงหม่อน พ่อแม่ พอถึงฤดูฝน พ่อแม่พากันเลี้ยงเอาพันธุ์มันไว้ คอยพวกลูกๆ ทำนาเสร็จ ครั้งละ ๔๐ กระด้ง เมื่อพวกลูกทำนาเสร็จแล้ว พ่อแม่พาเลี้ยงครั้งละ ๑๓๐ กระด้ง และครั้งละ ๑๒๕ กระด้ง เมื่อเลี้ยงหม่อน ก็จำต้องทำสวนหม่อนให้มาก ให้พอเก็บใบหม่อนให้หม่อนกิน พ่อและข้า จึงฟันสวนปลูกหม่อนได้ ๔ สวน สวนใหญ่ ๕ กับสวนหม่อนเก่าของพ่อแม่ทำไว้ แต่ข้ายังน้อยโน้น ข้าจำต้องฟันรั้วดคนเจาะ ด้วยไม้เนื้อแข็ง มีไม้จิก ไม้แดง เป็นต้น จนขวานบ้องสึก ๔ เล่ม เก่งมาก

จบในการครองฆราวาส ทำกิจธุระช่วยครอบครัว ต่อไปนี้ไป ก็เป็นชีวิตในการออกบรรพชา ดำเนินกิจทางพระพุทธศาสนา ต่อไป

ชีวิตในการออกบวช 

พอข้าอายุ ๑๖ ปี ได้ยินพ่อแม่ผู้เป็นปราชญ์ ได้อบรมสั่งสอนในทางพุทธศาสนา ว่าการบวชนี้เป็นบุญมาก จึงมีศรัทธา ใคร่จะบวชในพระศาสนา ก็ไปลาบิดามารดา บิดามารดาก็อนุญาต แล้วก็บอกบิดามารดา ลูกบวชแล้วจะไม่สึก พ่อแม่ก็ให้พร ตามความประสงค์ พ่อแม่ก็นำไปฝากให้เป็นศิษย์วัดกับท่านพระครูพิทักษ์คณานุการ วัดจอมศรี บ้านเมืองเก่า อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ต่อมาเมื่อเรียนหนังสือได้พอสมควร ท่านก็บรรพชาให้เป็นสามเณร และได้ศึกษาเล่าเรียนสวดมนต์ไหว้พระทุกสิ่งอย่าง พอได้แล้ว และเป็นสามเณรอยู่กับท่าน ๓ พรรษา อายุได้ ๑๙ ปี ได้เข้ากราบเรียนลาพระอาจารย์สมุห์สี (พระครูพิทักษ์คณานุการ) ไปเรียนหนังสือกรุงเทพมหานครฯ ท่านหาว่าข้าอวดดีกว่าท่าน ท่านก็ขับออกหนีจากวัดจอมศรี ข้าออกจากวัดจอมศรี ไปพักอยู่วัดบ้านดอนเงิน ลาโยมพ่อโยมแม่ ไปเรียนหนังสือ กรุงเทพฯ โยมพ่อโยมแม่ไม่ยอมอนุญาต ให้ข้าเป็นเด็ดขาดเลย อ้างว่า คิดถึง ข้าจำเป็นจึงได้อยู่วัดดอนเงินนั้น ไปจนเดือน ๗ แรม ๑๑ ค่ำ ปี พ.ศ.๒๔๖๔ อายุใน ๒๐ ปี โยมพ่อโยมแม่ จึงได้คิดกองบวชอุปสมบทขึ้นเป็นพระ ข้าเป็นเณรธรรมยุต จำใจได้ลาสิกขาเป็นพระมหานิกายกับท่าน พระอุปัชฌาย์ จันทา เจ้าคณะอำเภอกุมภวาปีนั้น อยู่วัดบ้านดอนเงิน สิ้นพรรษา ๓ เดือน

ถึงเดือน ๑๒ ปี พ.ศ.๒๔๖๕ ข้าได้ลาโยมพ่อ โยมแม่ทั้งสองออกเดินธุดงค์กรรมฐาน เดือน ๓ ไปถึง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย พักอยู่วัดป่ากับท่านอาจารย์สุวรรณ์ เรียนข้อปฏิบัติกรรมฐานกับท่าน ข้าพอเข้าใจในข้อปฏิบัติแล้ว ปฏิบัติอยู่ไปถึง ปี พ.ศ.๒๔๖๖ ได้ไปพบท่านอาจารย์หลวงพ่อใหญ่เสาร์ กันตสีละ พร้อมพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่มั่น ภูริทัตตะ อยู่ที่วัดป่าบ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ข้าได้กราบเท้าท่าน หลวงพ่อทั้งสอง ถวายตัวข้าเป็นศิษย์ ข้าขอญัตติ ท่านไม่อนุญาต ท่านพูดว่า “ให้ปฏิบัติอยู่กับพวกผมไป ปี ๑ ก่อน ให้ผมได้พิจารณาดูจิตของท่านว่า จะพอปฏิบัติเป็นไปไหม ไปปี ๑ ก่อน ผมจึงจะบอกท่านได้” ดังนี้ 

พอตัวข้าได้ปฏิบัติอาศัยท่านหลวงพ่อทั้งสองไปจนเต็มปีหนึ่งแล้ว ข้าขอถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์หลวงพ่อทั้งสอง พร้อมทั้งถวายตัวของตน ให้เป็นเหมือนตัวของท่านหลวงพ่อทั้งสองนั้นทีเดียว เมื่อท่านต้องการไปธุระสิ่งใด ขอให้ใช้ตัวเกล้าทำแทนหรือไปแทน เกล้าทำหรือไปผิดถูกประการใด ขอให้ท่านหลวงพ่อตักเตือนดุด่า เฆี่ยนตี เอาแต่สุดจะมีพระกรุณาแก่เกล้าประการใด หากเกล้าขืนดื้อตอบคำก็ดี หรือไม่ไปตามคำบอกให้ไปก็ดี ขอให้ไล่เกล้าหนีจากสำนักเลย ด้วยความที่เกล้ารู้และได้ยิน เกล้าจำได้มากอยู่แล้ว แต่เกล้ายังไม่ได้ทำด้วยแล้ว แล้วเลยไม่รู้ อันจะทำ เกล้ากลับแต่จะผิดอยู่อย่างนั้นร่ำไป และทั้งตัวข้าขอญัตติเป็นพระธรรมยุตกับท่านหลวงพ่อทั้งสองอีกด้วย 

ท่านหลวงพ่อทั้งสองได้มีความกรุณารับคำขอร้องของข้าทุกอย่าง

ท่านหลวงพ่อใหญ่อาจารย์มั่น ท่านพูดตอบข้าว่า “เออดีมาก ทีเดียว ที่ท่านต้องการอยากมา ให้ผมทั้งสองสอนนี้ ผมจะสอนให้ท่านรู้และทำเป็นทุกอย่างเท่าที่ผมรู้ มันไม่มีใครมาขอถวายตัวเป็นศิษย์ ให้ผมทั้งสองสอนเหมือนท่านสักองค์เลย” 

ต่อจากนี้ไป ท่านหลวงพ่อใหญ่อาจารย์เสาร์ ถามข้าว่า ท่านได้ท่องปาฏิโมกข์และนวโกวาทแล้วหรือ

ข้าเรียนตอบท่านว่า “เกล้าเป็นเณรอยู่กับพระอาจารย์สมุห์สี วัดจอมศรี อ.กุมภวาปี มาแล้ว ๓ ปี ได้แต่ฟังพระวินัย ตามหนังสือบุพพสิกขาและมหาขันธ์ วินัยมุข จำได้วินัยมาบ้างเท่านั้น การท่องปาฏิโมกข์และนวโกวาท เกล้ายังไม่ได้ท่อง” 

ท่านหลวงพ่อเสาร์เลยเอาหนังสือ ๒ อย่าง มอบให้ข้าไปท่อง ข้ารับไปพร้อมกัน นวโกวาทข้าท่องอยู่ ๔ วันจบ ปาฏิโมกข์ท่องอยู่ ๗ วันจบ ข้าเอาหนังสือไปถวายคืนเลย

ต่อจากนี้ไปท่านหลวงพ่อทั้งสองก็ได้อนุญาตให้ข้าญัตติเป็นพระธรรมยุต ตอนนั้นอายุได้ ๒๔ ปี พรรษามหานิกายข้าได้ ๔ พรรษา ท่านหลวงพ่อใหญ่อาจารย์เสาร์ท่านเป็นผู้ศรัทธา จัดหาเครื่องบริขารทุกอย่างให้ข้าญัตติเลย

ท่านหลวงพ่ออาจารย์ใหญ่มั่น ท่านสั่งให้ข้าไปหาพระอาจารย์อุ่น (ธัมมธโร) มาให้ท่าน แล้วให้ไปญัตติพร้อมกันกับข้าเสียดังนี้ 

ข้าสั่งพระอาจารย์อุ่นมากราบเท้าท่านแล้ว พระหลวงพ่ออาจารย์ใหญ่มั่นท่านศรัทธามอบเครื่องบริขารของท่านให้ครูบาอุ่นเลย เมื่อต่างพากันได้บริขารสมบูรณ์แล้ว ได้ลาท่านหลวงพ่อทั้งสอง เดินทางมาวัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี กราบเท้าท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ตั้งแต่ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระครูชิโนวาทธำรงค์ ขอญัตติกับท่านเดือน ๓ ขึ้น ๑ ค่ำ ปี พ.ศ.๒๔๖๗ ท่านหลวงพ่อพระครูอดิศัย เจ้าคณะ จ.เลย เป็นพระกรรมวาจาจารย์องค์เดียว 

ญัตติแล้ว ได้พากันลาอุปัชฌาย์ กลับมากราบเท้าท่านหลวงพ่อทั้งสอง ที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ศึกษาและฝึกหัดข้อปฏิบัติกับท่านไป จนได้เกิดความรู้ ความฉลาด ตามวาสนาของตน จนตลอด ๕ พรรษา

การศึกษาธรรมเป็นพิเศษ ในด้านการปฏิบัติภาวนา (ก่อนญัตติ เป็นธรรมยุต)

สมัยนั้น ปี พ.ศ.๒๔๖๖ ข้าจำพรรษาวัดป่าไผ่ บ้านโพนสา อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ออกพรรษาแล้วเดินกรรมฐานไปกราบเท้า ท่านหลวงพ่ออาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตตะ สมัยนั้นท่านกลับจาก อำเภอคำชะอี จ.นครพนม ท่านนำโยมแม่ของท่าน มาพักอยู่วัดป่าบ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี 

เดือนอ้าย ข้าไปถึงท่าน ข้ากราบเท้าท่านแล้วขอถวายตัวเป็นศิษย์ท่าน

เบื้องต้น (ท่าน) ถามข้าก่อนว่า “ท่านศึกษา ข้อปฏิบัติกรรมฐาน มาจากอาจารย์ไหนก่อน”

ข้าตอบท่านว่า “ศึกษามาจากอาจารย์สุวรรณ์” ดังนี้

ท่านถามข้าว่า “ท่านสุวรรณ์ ท่านสอนคำภาวนาให้ท่านคำไหน และการเดินจงกรมนั่งสมาธิ ท่านสุวรรณ์ สอนให้ท่านทำอย่างไร”

ข้าเรียนถวายท่านว่า “ท่านสอนให้เกล้าภาวนาว่า พุทโธ อยู่แก่ในใจ เดินจงกรมนั่งสมาธิ อาจารย์สุวรรณ์ สอนให้เกล้าทำอย่างนี้ๆ ถวายท่าน”

ท่านหลวงพ่อจึงว่า “ท่าน (เป็น) คนราคจริต ภาวนาว่า พุทโธ มันไม่ถูก” 

ท่านบอกข้าว่า “เอา! ท่านยกมือขึ้น ประนมมืออยู่ แล้วเรียนเอาคำภาวนาใหม่” 

ข้ายกมือขึ้นแล้ว ท่านสอนคำภาวนาให้ข้าใหม่ว่า กายะเภทัง กายะมระณัง มหาทุกขัง ดังนี้ 

ข้าจำได้แล้ว ท่านให้ข้ากำหนดใจภาวนาให้ท่านดูในเวลานั้นเลย ข้าภาวนาไปประมาณ ๑ นาทีกว่า ท่านบอกให้ข้าหยุด ถามข้าว่า “ภาวนาสะดวกกว่า ง่ายไหม” 

ข้าเรียนท่านว่า “มันหลายคำว่ายาก ภาวนายาก” ดังนี้ 

ท่านจึงให้คำใหม่อีกว่า “เยกุชฺโฌ ปฏิกุโล” ดังนี้ ให้ข้านั่งกำหนดจิตภาวนา ถวายให้ท่านดูอีก นานประมาณเท่าเก่า ท่านให้ข้าออกอีก แล้วท่านถามข้าอีกว่า “ภาวนาสะดวกไหม และว่าง่ายไหม” 

ข้าตอบท่านว่า “คำนี้รู้สึกว่าง่าย เพราะมันน้อยคำ และมันเหมือนว่า พุทโธ อีกด้วย”

ท่านบอกว่า “ให้ท่านภาวนาไปนานๆ มันจะสะดวกดอก” ดังนี้ แล้วท่านก็เทศนาสอนข้าไปพอสมควร แล้วท่านก็สั่งเลิก

วันหลัง ข้ากราบเท้าท่านแล้ว ข้าถามท่านว่า เรื่องคนภาวนาเกิดเป็นบ้าหนึ่ง และการภาวนานานสักปานใด จึงให้มีคำเปลี่ยนคำภาวนาทีหนึ่งดังนี้ 

ท่านหลวงพ่อสอนข้าให้เข้าใจ เรื่องข้าเรียนถามทั้งสองเรื่องนี้ ให้ข้าเข้าใจจนแจ่มแจ้งเลย 

วันหลังข้าสงสัยเรื่องการปฏิบัติศีลของพระผู้ปฏิบัติ ข้าเข้ากราบเท้าท่านอีก เรียนถามท่านว่า พระผู้ปฏิบัติให้ปฏิบัติศีลในตามแบบไหนหนอดังนี้ ให้ปฏิบัติศีลตามแบบหนังสือบุพพสิกขา และมหาขันธ์นี้หรือ หรือปฏิบัติศีลในแบบหนังสือ พระวิสุทธิมรรค นั้นประการใดหนอ

ท่านหลวงพ่อบอกข้าว่า ปฏิบัติให้ถูกต้องตามทั้งสองแบบนั้นแหละ ศีลท่านบัญญัติ ไว้ในหนังสือ บุพพสิกขามหาขันธ์ นั้นเป็น ปฐมศีล ๑ เป็นมัชฌิมศีล ๑ ศีลในหนังสือวิสุทธิมรรคนั้น เป็นศีลใกล้ต่ออริยะกัณตะศีล เป็นศีลอันพระองค์อธิบายเข้าไปหามรรคผล เป็นศีลอันละเอียดกว่ากันดังนี้ เท่านั้นแหละ 

และต่อไปนี้ ข้าขอยืมหนังสือบุพพสิกขากับท่าน ไปดูให้เข้าใจชัดด้วยตนเอง แต่ก่อนข้าเป็นแต่ฟังพระอื่นเทศน์ เมื่อข้าดูข้าเข้าใจ และสงสัยในสิกขาบทไหน ข้าเรียนถามท่านหลวงพ่อไปจนหมดทุกสิกขาบท ข้าดีใจเพราะได้เข้าใจศีลอันเป็นรากเหง้าของพระศาสนาดังนี้

ต่อไปข้าตั้งใจศึกษาทางด้านปฏิบัติ ภาวนากับท่านเรื่อง ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ตลอดขึ้นมรรค ผล กับท่านอยู่ในระยะ ๕ ปี เข้าใจแจ่มแจ้ง จนสิ้นสงสัยในการปฏิบัติภายนอก และท่านมอบหนังสือ ปาฏิโมกข์ และหนังสือ นวโกวาท ให้ไปท่องให้ท่องพร้อมกันไปเลย นวโกวาท ข้าท่องอยู่สามวันสี่วันจบ ปาฏิโมกข์ ข้าท่องอยู่ ๖ วัน วัน ๗ บ่าย ๑ โมง ข้าท่องจบอีก เอาหนังสือไปส่งท่าน หลวงพ่อทั้งสองชมข้าเป็นการใหญ่เลย ว่าเป็นผู้ตั้งใจจริงๆ ดังนี้เป็นต้น 

ในระยะ ๕ ปีที่ศึกษาฝึกหัดปฏิบัติภาวนา ข้าสิ้นสงสัยในธรรมเป็น แต่ข้าทำจิตข้าให้เป็นไปยังไม่ถึงเท่านั้น ข้าจึงได้ตั้งใจปฏิบัติ มาจนตลอดกาล 

บัดนี้ ถึงปี พ.ศ.๒๔๗๑ ท่านให้ข้ากับท่านฝั้นไปอยู่กับท่าน อาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ( ๑, ๒ )  และ พระอาจารย์ปิ่น ปญฺญาพโล เพื่อช่วยให้การเผยแพร่พระศาสนา ข้าได้เป็นคณาจารย์สอนหมู่ ช่วยครูบาอาจารย์มา แต่บัดนั้น จนถึงบัดนี้ 

ข้าไม่ได้ปริยัติธรรม เป็นแต่รู้จากที่ครูบาอาจารย์สอนและภาวนาเกิดรู้ขึ้นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น พอสอนหมู่ช่วยพระอาจารย์ ได้บ้างเท่านั้นแล การสั่งสอน ข้าสั่งสอนไปก็มีอาจารย์ผู้ที่เคยเรียนรู้ สึกไปเป็นคฤหัสถ์มาถามธรรมกับข้า ข้าแก้ความข้องใจ ของเขาให้เขาเข้าใจในธรรมแจ่มแจ้ง เขาก็ชมข้าเป็นการใหญ่ ว่าสมกับเป็นผู้ปฎิบัติรู้จริงๆ เพราะไม่ได้เรียน ปริยัติธรรมเลย ตอบปัญหาแก้ความข้องใจได้ดีมากๆ เปรียบเหมือนมหา ๙ ประโยค ก็จะไม่ทันฉะนี้

ในโอกาสการประชุมวันหนึ่ง ตัวข้าได้ขอโอกาสกราบเรียนเรื่องการปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์ใหญ่หลวงพ่อมั่น ตามที่ข้าได้เคยเห็นอาจารย์ต่างๆ สอนกันมามีหลายแบบ มีการสอนธรรม ๔๐ ห้อง สอนธรรม มีขออาราธนาพระไตรสรณคมน์ อาราธนาพระไตรลักษณ์ สอนธรรมปีติ ครูผู้เข้าสอน เขาว่าเป็นธรรมพระอรหันต์ดังนี้เป็นต้น ธรรมที่เขาสอนกันทั้งหลายนั้น เป็นธรรมอันพ้นทุกข์กันทั้งหมดหรือประการใด ดังนี้

พระอาจารย์จึงย้อนถามตัวข้าว่า 

“ท่านเห็นเขาสอนกันมาเป็นอย่างไรเล่า”

ข้าเรียนท่านว่า 

“ธรรมอื่นเกล้าเห็นว่า คนนิยมกันว่าดี เป็นบุญใหญ่กันไปเท่านั้น ไม่เห็นมีแปลกอะไร เห็นมีแปลกอยู่ก็แต่ธรรมปีติ ที่ครูผู้สอนเขาว่าเป็นธรรมพระอรหันต์ นี้แหละเขาเรียนกันมีเกิดเป็นบ้ามีตัวสั่นเซ็น บางคนมีกระโดดโลดเต้นตึงๆ ตังๆ ปากพูดดู้ดีๆ พูดไปทั่วต่างๆ นานา ปฏิบัติ นานไป มีคนเขาว่าเป็นบ้ากันไปก็มี ก่อนจะเข้าเรียนกับครู เขาเตือนกัน ให้พวกลูกศิษย์ ที่จะเข้าเรียนนั้นให้แต่งเครื่องธูป เทียน ให้ได้คนละมากๆ และให้กำหนดน้ำหนักของขี้ผึ้งด้วย เพื่อจุดบูชาและเพื่อยกครูด้วย แล้วครูสอนเขา สอนให้พวกศิษย์ ภาวนาบริกรรมว่า สัมมาอะระหัง นี้คำหนึ่ง ว่า อะระหังนี้คำหนึ่ง แล้วครูแนะให้พวกศิษย์ของเขาค้นหาวัด ๖ กก ๕ สีมา ๘ พ่อนอกแม่นอก พ่อในแม่ใน อุปัชฌาย์อาจารย์ สวดขวาซ้ายนอก อุปัชฌาย์อาจารย์สวดขวาซ้ายในเป็นต้น นี้เขาว่าเป็นธรรม อะไรขอรับ ปฏิบัติไปหรือผู้ปฏิบัติจะเป็นการพ้นทุกข์หรือไม่”

พระอาจารย์ใหญ่ท่านได้ยกคำถามของข้าขึ้นเป็นอุเทศ เป็นหลักฐานในการเทศนาของท่านว่า

“เรื่องธรรมของท่านถามดังนี้ พระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีลเถระ ท่านได้เรียนรู้จากครูต่างๆ มามาก ผมได้ออกปฏิบัติมาพบกับท่าน ผมรู้ ผมมาแก้ท่านเอาอยู่ ๓ ปี พระอาจารย์ท่านจึงตกลงเห็นด้วย ผมจึงได้เลิกสอนธรรมต่างๆ มาเวลานี้ จึงได้สอนกันแต่ให้ถึงไตรสรณคมน์กันเท่านั้น ตามแบบเดิมของพระองค์สอนกันสืบมาอยู่เท่านี้ เพราะธรรมอื่นพวกอาจารย์สอนกันมานั้น สอนกันเพื่อเป็นการหลอกลวงผู้คน หวังเพื่อเป็นทางหากินของอาจารย์ผู้สอนกันทั้งนั้น และแบบของพระองค์สอนพวกลูกศิษย์ที่เป็นสาวกเข้ามาบวชในพระศาสนาของท่าน ก็มีแต่ท่านสอนให้ถึงพระไตรสรณคมน์กันเท่านั้น เช่นหมู่พวกเราบวชกันมา ก็มีแต่ขอถึงพระไตรสรณคมน์กันเท่านั้น ก็เป็นอันว่า เป็นผู้ควรแก่ปฏิบัติพระธรรมวินัย ให้สมบูรณ์พ้นทุกข์กันได้แน่นอน ธรรมปีติที่ท่านว่า มีอาจารย์เขาสอนกันนั้น ครูผู้สอนกันเป็นต้นมานั้น เขาอยู่จังหวัดสุรินทร์ เขาเป็นคฤหัสถ์ สอนกันเป็นบ้าตั้งมากๆ เมื่อลูกศิษย์เป็นบ้าแล้ว อาจารย์เลยไม่รู้จักแก้ไขลูกศิษย์ให้หายได้เลย ธรรมปีติจะไปเรียนไปขึ้นขออาราธนาเอาเองได้อย่างไร เพราะปีติมันเกิดจากภาวนา จิตรวมลงเป็นสมาธิต่างหาก เมื่อไม่รวมแล้ว ใครจะไปขอร้องอาราธนาให้ปีติ มันเกิดขึ้นสักเท่าไร ปีติมันก็ไม่เกิดขึ้นดอก”

สุดท้ายท่านอาจารย์ว่า 

“ถ้าหากว่าหมู่ผู้ปฏิบัติอยู่กับผม ไม่ต้องให้กลัวเรื่องมันจะเกิดเป็นบ้ากันเลย ถ้าหมู่เป็น ผมรับรองแก้ให้หมู่หายได้ แต่หมู่(ต้อง)เชื่อผมเตือน มันจึงจะหาย ถ้าเราภาวนา จิตรวม เกิดมีความสบายปลอดโปร่งดีอยู่ และเกิดความรู้เห็นอะไร ใจก็รู้ชัดแจ่มแจ้งเหมือนลืมตาเห็นรูป ใจก็รู้รูปแจ้งชัดอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นบ้าอะไรกัน เหตุนั้น จึงให้หมู่ปฏิบัติไปเถิด ใจจะได้เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์จริงแน่ทีเดียว อันใจเป็นบ้านั้นเมื่อปฏิบัติไป ใจเกิดไม่สบาย มีอาการกระวนกระวาย เป็นเครื่องบอกว่า ตัวเกิดเป็นบ้าขึ้นมาเช่นนั้นได้ ตัวเองก็ต้องรู้ตัวเองว่าเป็นบ้า ตัวก็ต้องละการปฏิบัตินั้นเสีย มาจับอยู่กับภาวนา เอาจิตจดจ่ออยู่กับคำภาวนาบริกรรมภาวนานั้นไปไม่นาน ความกระวนกระวายจะเกิดเป็นบ้านั้นก็จะหายไป ใจมันก็สบายขึ้นมา มันจะมีอะไรเกิดให้เราเป็นบ้าอีก เมื่อมันยังไม่หายอยู่ ก็ให้ยกเอาคำวิปัสสนาขึ้นมาดัดมันว่า 

สพฺเพ สงฺขารา สพฺเพ สญฺญา อนิจฺจา

สพฺเพ สงฺขารา สพฺเพ สญฺญา ทุกฺขา

สพฺเพ สงฺขารา สพฺเพ สญฺญา อนตฺตา

๓ คำนี้ จับเอาคำใดคำหนึ่งขึ้นมาภาวนา หรือจะเอาหมดทั้งสามคำนี้ภาวนาไปเลยก็ได้ จับเอาคำภาวนาขึ้นมา ตัดลม อาการเป็นบ้าจะขาดหายไปเลย ความจะเป็นบ้าอยู่ในใจมันตั้งอยู่ไม่ได้ดอกดังนี้”

ท่านได้เทศนาไปมาก ตัวข้าฟังได้หลักทางปฏิบัติอย่างสำคัญใหญ่หลวงเลย เรื่องนี้ขอยกเอาไว้อธิบายตอนหลัง ที่ข้าได้แสดงแก่พวกอาจารย์ทั้งหลายต่อไปข้างหน้า และท่านอาจารย์ก็สั่งเลิกประชุมกัน

พอถึงวันที่ ๒ พระอาจารย์ฉันจังหันเสร็จแล้ว ท่านก็เตรียมตัวออกเดินทางไปเที่ยวธุดงค์ ตัวข้ากับพระอีกรูปหนึ่งพัก (ต่อ) ไปอีกสามวัน ฉันจังหันเสร็จแล้ว ก็ได้ออกเดินทางวิเวกไป ๗ คืน จึงไปถึงบ้านนาหมี ที่พระอาจารย์ใหญ่ไปพักอยู่ทีแรกนั้น

ข้าไปถึงไม่ทันพระอาจารย์ ท่านได้เดินทางไปบ้านนาต้องก่อนแล้ว ตัวข้ากับพระที่ไปด้วยกัน พักอยู่บ้านนาหมี นั้น ๖ วัน พระที่เดินทางไปกับข้านั้น ชื่อท่านว่า พระป้อง บ้านท่านอยู่จังหวัดนครพนม ท่านมีใจศรัทธา ท่านอยากออกปฏิบัติเด็ดเดี่ยว ไปอย่างไรก็ไม่รู้ ท่านจึงพูดให้โยมนำขึ้นไปอยู่ถ้ำข้างเขา ตัวข้าก็ได้ไปแต่งถ้ำให้ท่านอยู่แล้ว ตัวเองกลับมาอยู่วัดคนเดียว

ตัวข้าอยู่วัดบ้านนาหมีนั้น ราว ๑๐ กว่าวัน วันหนึ่งบ่ายราว ๒ โมง เห็นจะได้ เสือใหญ่มันกัดควาย เสียงควายมันร้องอากขึ้น บาด (ที) หนึ่ง ตัวข้าได้ยิน เข้าใจว่า เป็นเสียงช้างป่ามันร้อง ข้ากลัวขึ้นบ้าง นึกหาทางป้องกัน จึงนึกเห็นหญ้าตีนชายคามุงกุฏิด้านใต้ว่า ถ้าช้างมาเราจะไปดึงเอาหญ้านั้นจุดไฟไล่มัน ช้างมันกลัวไฟดอกดังนี้ แล้วก็อยู่ทำความเพียรภาวนาพิจารณากายใจตนไปตามพระอาจารย์สอนสั่ง ที่ตนจำได้มานั้น 

ถึงค่ำ พอมืดเข้าหน่อย ได้ยินเสียงหมู่ควายมันโอบอ้อม (ล้อม) ควายตัวที่ถูกเสือกัด มันยังไม่ตายมาเพราะหมู่มันช่วย รุมเข้าชนเสือ เสือมันกลัวกระโดดหนี ควายตัวเสือกัดมันจึงไม่ตาย หมู่มันจึงรักษา เสือตามมาจะกัดให้ตาย เป็นอาหารของมันอีก หมู่ควายประคองควายตัวเสือกัดนั้นมา เดินจากวัดมาที่ข้าอยู่นั้น เข้าไปบ้านนาหมี ตัวข้าเข้าใจว่า เป็นหมู่ช้างป่ามา กลัวได้วิ่งขึ้นไปบนกุฏิ ไปนั่งฟังอยู่ พอดีได้ยินเสียงควายมันกลัวกัน มันร้องงอกขึ้นบาด (ที) หนึ่ง ข้าจึงเข้าใจแน่ว่าเป็นหมู่ควาย จึงลงไปเดินจงกรมอีก

สมควรแก่กำลังตนแล้ว ก็หยุดประณมมือ เคารพแก่คุณ พระรัตนตรัยว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ จบแล้ว เจริญพรหมวิหาร ๔ แผ่เมตตาจิต อุทิศส่วนกุศล ที่ตนได้ทำความเพียรมา ทั้งหลาย ส่งไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทุกหมู่เหล่า เสร็จแล้วจึงวางมือลงเดินออกจากทางจงกรม ไปขึ้นกุฏิ เริ่มคลุมจีวร พาดสังฆาฏิ พาดเสร็จแล้ว นั่งคุกเข่ากราบสามหน ไหว้พระทำวัตร สวดมนต์เสร็จแล้ว กราบสามหนนั่งสมาธิต่อ เหนื่อยถึง ประมาณ ๔ ทุ่ม หยุดนอนสีหไสยาสน์ ไป

ตื่นเช้า ตัวข้าเดินออกบิณฑบาต พอหวิด (พ้น) เขตวัดออกไปเห็น รอยเสือใหญ่มัน เดินตามซากควาย ที่มันกัดไม่ตายนั้นมา มันเดินตามทางที่ข้า จะไปบิณฑบาตนั้นเอง ตัวข้ามีใจกลัวเสืออยู่แล้ว เมื่อได้เห็น รอยเสือ ใจก็ยิ่งมีความกลัวใหญ่ ตัวข้ายืนตัวแข็ง ได้ยินงง อยู่นั้นสักครู่หนึ่ง จึงระลึกคำพระอาจารย์สั่งขึ้นมาได้ว่า เมื่อกลัวให้ระลึกแผ่เมตตาจิต จึงได้ตั้งใจแผ่เมตตาจิต เสร็จแล้ว ตัวข้าจึงตั้งใจกดตัวฝืนตัวเดินก้าวขา ภาวนาไปตามทางที่เสือไปก่อนนั้น 

เสือเดินไปถึงริมบ้าน เขาได้แวะทางเดินเข้าป่าไป ตัวข้าเดินตรงตามทางเข้าบ้าน พวกโยมใส่บาตร ให้เสร็จแล้ว ตัวข้าให้พรพวกโยม มีโยมผู้ชายคนหนึ่งมารับเอาบาตร นำส่งถึงวัด เขาเดินก่อน เขาเห็นรอยเสือ เขาพูดขึ้นว่า “รอยเจ้าดง ตามซากควายที่มันกัดไม่ได้วานนี้ มาแค่นี้” ดังนี้

ตัวข้าภาวนาอยู่วันนั้นองค์เดียวได้เดือนกว่า หมู่พระอาจารย์มั่น จึงได้กลับมาหาตัวข้า พระป้องขึ้นไปอยู่ถ้ำที่ลงมากราบท่าน พระป้องกับข้าฟังโอวาทท่านพระอาจารย์ไปได้ ๔ วัน ท่านพระอาจารย์ใหญ่ได้ปรารภว่า จะนำอาหารดงออกไปส่งโยมแม่ของท่าน ได้สั่งข้าว่า ให้ภาวนาอยู่ในดง คอยท่าท่านไปก่อน พระป้องก็ลาพระอาจารย์ไปเที่ยววิเวกทางจังหวัดเลย พระอาจารย์ก็อนุญาตให้ไป 

ตัวข้าได้ยินเรื่องพระอาจารย์ว่า จะให้ภาวนาอยู่ในดงคอยท่าท่านอยู่องค์เดียวเช่นนั้น ข้าเกิดกลัวใหญ่ ขนลุกซ่า เหงื่อก็บีบออกมาตามขุมขนเต็มไปหมดเลย นึกในใจว่า เราตายก่อน เสือมากัดตัวเราแล้วบาต (คราวนี้) เราจะทำอย่างไรดีหนอ นึกอยู่อย่างนี้ไปหน่อยหนึ่ง ก็พอดีพระอาจารย์ถามตัวข้าขึ้นว่า 

“ท่านอ่อนได้มีความขัดข้องอะไรบ้างเล่า ในการอยู่ในดงไปผู้เดียวนี้” 

ตัวข้าได้โอกาส จึงเรียนท่านว่า “เกล้าก็ไม่เห็นมีขัดข้องอะไร มีอยู่แต่เกล้ากลัวมากเท่านั้น”

พระอาจารย์ก็ได้เทศนาปลอบใจและให้กำลังใจข้า 

“ผมไปส่งของส่งอาหารแม่ออกผมแล้ว พักอยู่พอหายเหนื่อยสมควรแล้ว ถ้าผมไม่มีขัดข้องจำเป็นอะไรอีกแล้ว ผมก็จะกลับมาวิเวกอยู่ในดงกับท่านเร็วดอก”

ดังนี้ ท่านเตือนตัวก็รู้อยู่ แต่ความกลัวของหัวใจมันไม่หาย แล้วท่านก็สั่งให้เลิก

ตัวข้า จึงไปพิจารณานอนไม่หลับตลอดคืน เลยตกลงใจแต่เพียงว่า ท่านให้เราอยู่ก็ลอง ทนอยู่ไปดูก่อน ถ้าเราไม่อยู่ก็ได้ แต่ว่าตัวจักเป็นคนไม่ดี เพราะไม่ฟังคำของครูบาอาจารย์ แล้วท่านจะไม่มีแก่ใจสงสาร สอนเรา เราก็จะไม่พ้นทุกข์กว่านั้น ฉะนั้นเราต้องอดใจอยู่ไปก่อน ก็พอดีทำกิจวัตรตอนเช้าเสร็จแล้ว เตรียมเอาของที่จะลงไปฉันจังหันศาลา ไปศาลาแล้วออกบิณฑบาต 

กลับมาวัด ฉันจังหันเสร็จไปหน่อยหนึ่ง มองไปทางเข้าวัด มองไปเห็นครูบาพ่อชา กับสามเณรทองปาน เดินเข้าวัดมา หมู่ลูกศิษย์พระอาจารย์ใหญ่ และตัวข้า เดินไปรับเครื่องบริขาร ท่านครูบาพ่อชา มาบนศาลา ครูบาพ่อชา เข้ากราบพระอาจารย์ใหญ่แล้ว พระอาจารย์ท่านถามข่าวว่า 

“ท่านพ่อชามาแล้ว จะไปเที่ยวที่ไหนอีกเล่า” 

ครูบาพ่อชา ตอบท่านว่า “ไม่มีมุ่งใจจะไปเที่ยวที่ไหนอีก มุ่งใจเข้ามาเที่ยวในดงกับครูบาอาจารย์เท่านี้” ดังนั้น 

พระอาจารย์ใหญ่ท่านจึงว่า “ดีแล้ว ฝากท่านอ่อนไปเที่ยวด้วย ท่านอ่อนว่า ท่านกลัว ดีแล้วละอ่อน ท่านกลัวก็ยังมีท่านพ่อชา มาเป็นเพื่อนแล้ว ให้ท่านตั้งใจปฏิบัติให้ดี ไปกับท่านพ่อชา” ดังนี้ 

ตัวข้าได้ยินก็ดีใจมาก หายกลัวใจมีแรงใจเย็นวาบๆ ลงทันทีเลย พอสมควรท่านอาจารย์ได้เลิกสั่ง ตัวข้าก็ได้เดินตามท่านพ่อชา นำบริขารไปกุฏิ ทำความสะอาด จัดที่นอนถวายท่านเสร็จแล้ว ข้าก็ได้กราบท่าน ขอถวายตัวเป็นศิษย์ท่านเสร็จทุกอย่างแล้ว ตัวข้าก็ได้กราบลาครูบาพ่อชา เดินกลับกุฏิของตน

วันหลังพระอาจารย์ใหญ่ ฉันจังหันเสร็จแล้ว ท่านก็ออกเดินทาง กลับสำนักบ้านค้อ อ.บ้านผือ นำเอาอาหารดง มีหน่อหวาย และบุ่น เป็นต้น ไปให้โยมแม่ของท่าน 

ตัวข้ากับครูบาพ่อชา สามเณรทองปาน พักทำความเพียรอยู่วัดป่าบ้านนาหมี ต.โสมเยี่ยม อ.บ้านผือ ไปอีกพอควรแล้ว ท่านครูบาพ่อชา ก็ได้พาเดินไปพักสำนักป่าบ้านนายูง ภาวนาอยู่บ้านนายูงนี้ ซึ่งเป็นบ้านตั้งอยู่สุดหมู่กลางดงเลย ไม่มีหมู่บ้านใดต่อไปอีกแล้ว ฉะนั้น อันตรายทุกอย่างเช่นพวกเสือ พวกช้าง ผีกองกอย ผีมุ่งค้างทั้งหลายเต็มไปหมดเลย พวกโยมผู้ชายในบ้านนายูงผู้ใจบุญ จึงมาแนะนำคำพูดในการอยู่ในดง การไปการมา เช่น ทำงานเอาฟืน ห้ามไม่ให้ลากมา เสียงเสือร้อง ให้ว่าเสียงเจ้าดงร้อง เสียงปืนให้ว่าเสียงไม้หัก ดังนี้เป็นต้น 

ตัวข้าได้ยินเขาสอนให้ว่า รู้ขึ้นว่า เขาสอนให้เราเอาใจใส่ออกจากการนับถือพระรัตนตรัย เอาใจไปนับถือผีกับเขาดังนี้ อย่าอย่างนั้นเลย เราจะตั้งใจภาวนา ไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้นละ หากพวกโยมเขามาพูดถามนามอะไร กับเราๆ ก็จะพูดกับเขาไปแต่สิ่งเป็นธรรม เป็นวินัยเท่านั้น แล้วก็ขอบคุณโยมที่เขามาบอกให้รู้นั้นแล้ว ตัวข้าก็ได้นิ่งเฉยไป

เมื่อครูบาพ่อชากับข้า และสามเณรทองปาน ไปถึงสำนักป่าบ้านนายูง พักเอาแรงอยู่วันหนึ่ง สามเณรทองปานได้ชวนข้าไปหาที่ทำร้าน พักรุกขมูล อยู่ตามร่มไม้ในดงป่าทึบนั้น ตัวข้าก็ไปด้วย เดินลงจากโนน (เนิน) ที่พักอยู่แล้ว ลงห้วยน้อยๆ แห่งหนึ่งแล้วจึงขึ้นอีกโนนหนึ่ง เห็นหลังโนนนั้นราบสะอาดดี ตัวข้ากับสามเณรทองปาน ก็ต่างพากันชอบใจ ทั้งเห็นมีร้านเก่าที่พระท่านไปภาวนาอยู่ด้วยแล้ว ก็ยิ่งพากันชอบใจมาก 

ข้ากับสามเณรทองปาน จึงช่วยกันทำร้านอยู่คนละร้าน เสร็จแล้วกลับมาลา บอกครูบาพ่อชาท่าน ท่านก็อนุญาต แล้วมีโยมคนหนึ่ง แกนั่งคุยกับท่านพ่อชาอยู่ แกเห็นข้ากับสามเณรทองปาน จะไปอยู่ภาวนาดงโน้น แกจึงบอกว่า 

“ให้พากันไปภาวนาให้ดีหนา พระท่านไปภาวนามาก่อนนั้น เจ้าดงมามาเดินรอบและมานั่งเฝ้าอยู่หมดคืนยังรุ่ง บางวัน พระท่านลุกล้างหน้าตอนเช้า รินน้ำในกาเทสาดใส่ มันจึงค่อยกระโดดหนีก็มี”

พอตัวข้าได้ยิน ตาแก่คนนั้นพูด ก็เกิดกลัว หัวใจข้า จนกระด้าง ไม่อยากไปขึ้นมาเลย แต่อาศัยสามเณรทองปานนำไป ข้าก็จำต้องไปตามสามเณร ข้าจึงถามสามเณรว่า “โยมแกบอกว่าอันตราย หยุดก่อน เราทั้งสองควรไปหรือไม่” ดังนี้ สามเณรทองปานเธอว่า “ไปละ” ดังนี้ ต่างหัดให้เราเองเป็นผู้กล้าหาญ ให้หมดความกลัว ถ้าเราทั้งสองไปอยู่เห็นอย่างโยมว่า พวกเราจึงกลับมาเสียก็ได้ 

เณรว่าดังนี้แล้ว ข้าก็เห็นด้วย ข้ากับเณรจึง ได้ไปอยู่กัน ข้ากลัว ตอนกลางวันพออยู่สบายใจดี เมื่อถึงตอนกลางคืน ใจมันเกิดกลัว ถึงได้หาฟืนมาก่อกองไฟใหญ่ ไว้ตรงหน้าประตูร้าน เพื่อให้เสือกลัวไฟ ถึงว่าไฟมีอยู่ก็ตาม ข้ายังกลัวมาก นอนเอาหัวลงใส่หมอนไม่ลงเลย จึงเอาศอกเท้าหมอน เอามือค้ำหัวนอนอยู่อย่างนั้นตลอดคืน เพราะกลัวเสือกระโดดมากัดเอาขาหรือตีน วิ่งออกจากร้านไปกิน ถึงนอนอย่างนั้นก็ได้ ตั้งใจภาวนาอยู่ ไม่มีใจออกไปจากภาวนา ไปยึดถืออยู่กับกลัวเลย ส่วนนอนก็นอนกลางวันเอาเล็กน้อยแล้ว ลุกเดินจงกรม นั่งสมาธิ

ไปได้ในราว ๘ วัน ตอนบ่ายเห็นพระ ๑ รูป เณร ๑ รูป มาจากพระอาจารย์ใหญ่มาหาครูบาพ่อชา ว่าพระอาจารย์ใหญ่ ให้มานิมนต์สามเณรทองปาน ไปรับใบกองเกินบ้านเดิมเณร อ.มุกดาหาร จ.นครพนม ดังนี้ 

ตัวข้าได้ยินเกิดกลัว ใจหายวาบๆ แข็งกระด้างขึ้นมาอีกแล้ว ข้าจึงได้ถามพระที่มานั้นว่า พระอาจารย์ได้พูดถึงเรื่องของผม ให้อยู่ให้ไปอย่างไรบ้าง หรือไม่ดังนี้ 

พระท่านบอกว่า พูดเหมือนกัน พระอาจารย์พูดว่า สำหรับท่านอ่อน ให้ตั้งใจภาวนาอยู่ในดงนั้นไปก่อน ภาวนาอยู่ ผู้เดียว สงบดี อย่าให้ท่านอ่อนออกมาเลย พระอาจารย์สั่งผมมาอย่างนี้แหละ 

ตัวข้าได้ยินเกิดเสียใจ เพราะความกลัวของตัว มันกลัวมาก ใจจึงเกิดโทมนัส จะเกิดร้องไห้ขึ้นให้ได้ เป็นแต่อดใจไว้ และนึกรู้ขึ้นมาในใจว่า พระอาจารย์ท่านเป็นผู้รู้ ท่านคง รู้ว่าเราทำความเพียรอยู่ในดงนี้ จะไม่มีภัยเกิดขึ้นในตัวเรา เหมือนเรากลัวนี้ ท่านเมตตาเรา โปรดให้เรามีความกล้าหาญ และจะมอบความกล้าหาญอันมีอยู่ในตัวท่าน มอบให้เราแน่นอนละดังนี้ ขึ้นมาในใจ ตัวข้าจึงไม่ถึงกับร้องไห้ ข้าจึงนึกขึ้นในใจว่า

“เราจำต้องกลับมาอยู่สำนักเดิม ให้พวกโยมเขาทำร้านริมสำนักเดิมให้อยู่ เมื่อเราไปอยู่กุฏิที่เขาปลูกไว้แล้ว ใจเราจะไม่กล้าหาญหายกลัวเลย” ดังนี้ 

ข้าก็จึงบอกพวกโยมทำร้านให้เป็นสองห้อง โยมก็ทำให้ดังใจข้านึกนั้น พวกโยมก็พอใจทำให้ จนเป็นที่พอใจทุกอย่างคือ โยมทำร้านให้เป็นสองห้อง ห้องหนึ่งสำหรับนอน มีหน้าต่างข้างตะวันตก อีกห้องหนึ่ง เป็นห้องสำหรับฉันจังหัน มีไม้เข็น (ลูกตั้ง) มัดขวางพิงอย่างดี หลังคามุงด้วยใบหวายบุ่น ฝนตกไม่รั่ว ตัวข้าไปเก็บของมาขึ้นอยู่ร้าน ได้ตั้งใจปรารถนาความเพียร นึกขึ้นในใจว่า “เรากลัวตอนกลางคืน เราก็ทำความเพียรกลางวันหมดวันยังค่ำ แก้ทำความเพียรกลางคืนเอาเช่นนี้” แล้วก็ได้มุ่งหน้าทำความเพียรดังตนได้นึกอธิษฐานไว้ในใจนั้นไป 

ตื่นเช้าล้างหน้าแล้ว เตรียมตัวคลุมผ้าทำวัตรเช้า สวดมนต์อะไรต่ออะไรต่อท้ายเสร็จแล้ว เจริญเมตตาตน เมตตาสัตว์ เสร็จดีแล้ว นั่งสมาธิจนแจ้ง เป็นวันใหม่ แล้วออกจากนั่งสมาธิ ลงเดินจงกรมพอไปบิณฑบาต เลิกเดินจงกรม เตรียมตัวไปบิณฑบาต กลับมาฉันจังหัน เสร็จแล้ว ล้างบาตรเช็ดแห้งดีแล้ว เอาบาตรเข้าถลกล้างกากรองน้ำ เช็ดกาแห้งดีแล้ว เอาไว้ที่ฉันข้าวนั้น ลงไปปัดกวาดร้านและลานวัด และทางจงกรมเสร็จแล้ว เอาไม้กวาดไปเก็บไว้ตามที่ เข้ายืนหัวเงื่อนทางจงกรม ยกมือประณม ไว้เพียงหัวอก ระลึกเคารพพระรัตนตรัยว่า พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ๓ จบอยู่ในใจ แล้วระลึกเจริญพรหมวิหารแผ่ เมตตาตน แผ่เมตตาสัตว์เสร็จแล้ว วางมือลง เอามือเบื้องซ้ายจับใต้พกผ้านุ่ง เอามือเบื้องขวาจับมือเบื้องซ้ายดีแล้ว เดินลืมตา สำรวมทางใจภาวนาน้อมตาม น้อมหูเข้าไปดู เข้าไปฟังภาวนาอยู่ในท่ามกลางอก ให้ได้เห็น ให้ได้ยินอยู่เป็นนิจ  ใจก็เอารู้จับจดจ่ออยู่กับคำภาวนา ไม่ให้มีคิด ไปอื่น  

ตัวข้าเดินจงกรมอยู่อย่างนี้ แต่ฉันจังหันแล้วไปจนถึงบ่าย ๕ โมงเย็น จึงหยุดดังนี้ไปทุกวัน เมื่อหยุดจากเดินจงกรม แล้วก็กวาดลานวัด และบนร้านเก็บของไว้ให้เข้าที่ดีเรียบร้อย แล้วเอาครุ (กระป๋อง) ไปตักสรงน้ำบ่อข้างวัดนั้น เสร็จแล้ว ตักเอาน้ำหิ้วมาเทใส่โอ่งไว้แล้ว เดินจงกรมอีก พอค่ำมืดหน่อยหนึ่ง นึกกลัวขึ้นมา เลยหยุดขึ้นนั่งพักอยู่พอควรแล้วก็เตรียมตัว ไหว้พระ มีสวดมนต์ต่อตามพระอาจารย์ใหญ่สั่ง เจริญพรหมวิหารเสร็จแล้วนั่งสมาธิเท่าที่ตัวอดทนต่อความเหนื่อย ทำได้แล้ว ก็พักนอนภาวนาไป แต่ใจนึกกลัว นอนก็นอนเอาศอกเท้าหมอน เอามือค่ำหัว หันหน้ามาทางห้องฉันข้าว ที่มีบันไดก่ายๆ (พาด) ระวังเสือมันจะขึ้นมากัดตน เมื่อนอนก็นอนอยู่ท่าเดียว เดินมากกว่าอิริยาบถอื่น ใจก็ไม่มีความสุข เพราะกลัว ตัวข้าก็ชักเกิดเหนื่อยขึ้นบ้าง จึงนึกพิจารณาหาอุบายแก้ความกลัวให้หาย ทุกวิถีทาง นึกหาอุบายมาแก้ใจตนที่กลัวนั้นหายลงบ้าง เดี๋ยวก็เกิดขึ้นมา อยู่อย่างนั้น ข้าจึงนึกนิทานเรื่องปลาช่อนและกระต่ายขึ้นมาได้

นิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่า คนๆ หนึ่ง จับสัตว์สองอย่าง คือปลาและกระต่ายได้วันเดียวกัน ปลาและกระต่ายมันฉลาด ปลาเมื่อมันถูกแหเข้าแล้ว มันกระโดดตำแหเข้าทั้งแรง เมื่อตัวเข้าเพราะแหแล้ว ดิ้นไม่หลุด ปลามันทำเป็นตาย คนผู้หว่านแห จับปลานึกว่าปลาตาย จับใส่ครุ กระต่ายมันวิ่งตำเก้ง หรืองขิงตา (ข่าย) เข้าเต็มทั้งแรง ดิ้นแรงก็ไม่ขาด แล้วมันก็ทำเป็นตาย ไม่หายใจ คนผู้ได้กระต่ายก็จับขามันหิ้วมา เอาสุ่มครอบไว้บนชานเรือนกับปลานั้น 

สายพอถึงเวลาทำอาหารกินข้าว พ่อผู้ไปได้ปลาและกระต่ายมานั้น ก็บอกลูกสาวว่า จงเอาปลาที่ตายแล้วอยู่ในครุ ไปทำกิน 

ลูกสาวก็เข้าใจว่า ปลามันตายดังพ่อว่า แล้วจึงว่ามันตากจากเขียง เพราะมันยังไม่ถึงคราว มันจึงจับเอาไปล้างน้ำหนองใหญ่ ติดริมบ้านนั้น ปลาก็ดิ้นทั้งแรง หลุดมือลูกสาวไปพ้นจากความตาย 

ลูกสาวบอกพ่อว่า ปลามันยังไม่ตาย มันดิ้นหลุดมือไปในน้ำแล้ว ตัวพ่อบอกว่า เอากระต่ายที่ตายแล้ว กูเอาสุ่มครอบไว้ทำกิน ลูกสาวไปเปิดสุ่มออก กระต่ายลุกยืนขึ้น กระโดดไปพิงหม้อน้ำกิน 

ลูกบอกพ่อว่า กระต่ายก็ยังไม่ตาย 

พ่อได้ยินเข้ารีบคว้าดุ้นฟืน วิ่งไปฟาดลงใส่กระต่ายๆ โดดหนี ดุ้นฟืนโดนโอ่งน้ำแตก กระต่ายไปพิงไหปลาร้า ตาแกวิ่งไปตีกระต่าย กระต่ายโดยหนี ดุ้นฟืนถูกไหปลาร้าแตก กระต่ายไปแอบอยู่ข้างหม้อแกง ตาแกวิ่งตามไปตี กระต่ายโดดหนี ตีถูกหม้อแกงแตก กระต่ายกระโดดไปแอบอยู่ที่หม้อนึ่งข้าว ตาแกวิ่งไปตีกระต่าย กระต่ายโดดหนี ตีถูกหม้อนึ่งข้าวแตก กระต่ายกระโดดหนีลงเรือน และวิ่งเข้าป่าหนีไป พ้นจากความตาย เรื่องเป็นเช่นนี้

ตัวข้าพิจารณาเรื่องปลาและกระต่ายที่ถูกเขาจับ จนจะทำเป็นอาหารกินอยู่แล้ว แต่เมื่อกรรมไม่เคยฆ่ากันมาก่อน มันก็ยังไม่ถึงที่ตาย เราก็จะมาเป็นบ้ากลัว ให้มันเป็นทุกข์ตัวอยู่อะไรกัน กรรมเรากับเสือ จะมิได้เคยกระทำกันมา หรือไม่มีเราก็ไม่รู้ ถึงมีกรรมเกี่ยวกับเสือ เราเคยได้กระทำมันมา เราก็ยังได้ทำความเพียร ปฏิบัติศีลธรรมให้เกิดบุญอันใหญ่ อุทิศบุญกุศลไปให้สัตว์ทั้งหลาย ให้ได้รับผลอยู่แล้วดังนี้ เราก็ทำอย่างไรอีกเล่า คนเขาฆ่าคนตาย ปล้นเอาทรัพย์ลักของกัน ถ้าผู้เป็นโทษรับสารภาพว่าตนได้เป็นโทษแล้ว ยอมรับใช้สิ่งของที่ตนกระทำแล้ว เจ้าโจทย์ก็ยังอโหสิกรรมโทษให้ หยุดเอา เรื่องกันมีเต็มโลกอยู่อย่างนี้ เราก็ได้บวชได้ถวายชีวิตในพรหมจรรย์ในพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลานี้เราก็ได้ปฏิบัติศีลธรรมความดี เพื่อตนและสัตว์ แผ่เมตตาจิต อุทิศผลบุญไปให้สัตว์ ได้รับทุกข์ถ้วนหน้า กรรมเราหลุดพ้นหมดแล้วละ 

ใจที่มันกลัวเสือหายวาบไปเลย ใจก็มีความสุขตลอดไปในกลางวัน พอตอนกลางคืน ใจก็ยังกลัว เป็นอย่างที่เคยเป็นมา จึงจำเป็นให้ได้คิดหาอุบายใหม่ ทำความเพียรแก้ความกลัวกลางคืนให้หาย ให้ลงเดินจงกรมได้ดัง เคยปฏิบัติมาในที่อื่นๆ 

วันหนึ่งจึงบังเอิญเกิดอุบายปัจจุบันขึ้นมา คือค่ำมืดจริงแล้วมีหมาแม่ลูกอ่อน มันออกหากินเศษอาหารที่เอาไปทิ้งตามริมวัดที่อาศัยอยู่นั้น เวลานอนเอามือค้ำหัวอยู่นั้น ได้ยินเสียงหมามันเดิน หูได้ยินก็ว่าเสียงตีนหมา เสือเดินบาดตีนไม่ดังดอก ใจมันกลัวเสือ มันก็ว่าเสียงตีนเสือ หมาอะไรมันมาไม่ได้ดอก ค่ำป่านนี้ เพราะหมามันกลัวเสือ มันจะมาได้อย่างไร หมามันก็ยิ่งเข้ามาใกล้เข้าทุกที เข้ามารอบร้านที่อยู่นั้นเรื่อยไป ใจมันกลัวจนตัวแข็ง เหงื่อไหลโทรมตัว เปียกเหมือนอาบน้ำ แต่ในย่ามมีมีดเงาะอยู่เล่มหนึ่ง ใจมันกลัวมันหวังพึ่งมีดสู้กับเสือ ถ้าเสือมาจริง จะไม่มีเมตตาจิต จึงเอาผ้าพันมีดให้ดี เก็บไว้ก้นถุงย่าม เมื่อหมาแม่ลูกอ่อนมา ใจมันกลัว มันว่าเสือมา จึงเอามือคว้ามีดมากำไว้แน่นแต่เมื่อไรไม่รู้ จนหมามันมาเลีย กินเศษอาหารตามใบตองหมดแล้ว มันจึงขึ้นบันไดร้านมา หัวมันโผล่ขึ้นมา มองเห็นหมายืนพักอยู่ ก็เข้าใจว่าเป็นหัวหมา แต่ใจที่มันกลัว มันก็ว่าเป็นหัวเสือ มันขึ้นมาจะกัดตัวเราแล้ว ก็ยิ่งกลัวใหญ่อยู่พักหนึ่ง หมาตามันดี มันมองเห็นเราที่จ้องมันอยู่แล้ว มันกลัวว่าจะไปตีมัน มันจึงถอยตัวกลับมา หมามันคางหงิงๆ จนมันลงไปถึงดิน แล้วมันก็เห่าฟิดๆ อยู่อย่างนั้นหลายคำ จึงได้ตกลงในว่าเป็นหมาแน่ จึงได้หายกลัวลง 

เวลานั้นจึงได้รู้ตัว มองดูตัวเปียกไปหมด มือก็กำด้ามมีด เหงื่อไหลหยดลงถูกผ้าปูที่นอนเปียกไปหมด จึงได้นึกหน่ายตัวเอง เป็นผู้ชายแท้ๆ ใจยังไม่กล้าเท่าหมาแม่ (ตัวเมีย) เสียแล้ว เสือชอบกินหมา แต่มันก็ไม่กลัวสักนิด ยังมากลางคืนได้ จึงนึกเอาใจไปไหว้หมาตัวเมีย เรียนความกล้าหาญกับมัน อีกหน่อยหนึ่ง ใจนึกอายขึ้นมา ก็เลยหายจากความกลัวเสือ ตอนกลางคืนอยู่เป็นสุข นอนเอาหัวลงใส่หมอนได้ 

วันหลังนึกว่าตัวหายกลัวแล้ว นึกอยากลงไปเดินจงกรมกลางคืน จึงลุกขึ้นเดินไปบันได หย่อนตีนลงไปเหยียบลูกบันได เกิดกลัวขาแข็ง ฝืนกดตัวลงเหยียบอย่างไรไม่ยอมลง จำเป็นได้เดินกลับคืนที่นอน นอนพิจารณาแก้กลัวเรื่อยไป จนตลอดคืน ไม่ได้ความ จนถึงวันหลังจึงนึกขึ้นได้ว่า ค่ำวันนี้เราจะลงเดินจงกรมไม่ต้องลงบันได เปิดหน้าต่างโดดลงเดินจงกรมเลย 

พอถึงเวลาค่ำ ทำกิจวัตรทุกอย่างตลอดไหว้พระสวดมนต์ เจริญเมตตาพรหมวิหาร ทุกอย่างเสร็จแล้ว ทำใจให้สงบดี เปิดหน้าต่างกระโดดลงดินเลย ตามความนึกไว้แล้ว กระโดดลงดินแล้ว มันเกิดกลัวเสือขึ้นมาทันที ตัวแข็งไปหมดเลย ได้ถอยหลัง เข้าไปยืนโกงโก้อยู่ใต้ร้าน ใจรู้ขึ้นว่า ร้านก็ไม่มีอะไรแอ้ม (ปิด) เสือมันวิ่งลอดร้านมาคาบเอาไปกินก็ได้ จึงก้มหน้ามองดู ก็เห็นใต้ถุนร้านโล่งจ่างว่าง (ไม่มีอะไร) อยู่จริง จึงได้ถอยตัวมายืนแอบร้านอยู่สักครู่หนึ่ง จึงนึกขึ้นในใจว่า ตัวเราลงมาถึงดินได้แล้ว เราจะไปเดินจงกรมดี หรือจะกลับขึ้นบันไดไปนอนดีประการใด 

ใจมันกลัวมันก็ว่าไปนอนนั้นแหละดี เพราะกลัวมาก ใจมันว่าอย่างนี้ 

ทางความรู้ก็ไม่ยอมลดละ เราลงถึงดินได้แล้ว เป็นไรก็เป็นกัน ไปเดินจงกรมให้ได้เป็นแน่ทีเดียว 

ก็เรากลัวจนตัวแข็งไปหมดแล้ว เราจะทำอย่างไรจึงจะไปได้

ความรู้เกิดขึ้นมาว่า เราต้องทำใจให้ดี ให้หายกลัว แล้วกระโดดไปทางจงกรมเลย แล้วก็ตั้งสติกำหนดจิตให้วางความกลัว ให้จับคำภาวนาอยู่ พอจิตรวมได้ดีแล้ว ก็กระโดดว่าจะไปหาทางจงกรม จิตมันกลัวมาก กระโดดตกลงที่เก่า กระโดดอีกทีเคลื่อนไปนิดหน่อย กระโดดครั้งที่สาม ตกหัวเงื่อนจงกรม กระโดดอีกที ถึงทางพอดี 

พอถึงทางจงกรมได้แล้วก็วิ่งซำน้อย (วิ่งแกมเดิน) ยอกๆ ไปเลย ถ้าไม่วิ่งไปอย่างนั้น ตัวแข็งทื่อไปเลย จนถึงกับหยุดอยู่กับที่ ฉะนั้นจึงจำเป็นได้ วิ่งกลับไปกลับมา อยู่ในทางจงกรมไปอย่างนั้น จนเหนื่อยเหงื่อชุ่มไปหมดแล้ว ยังไม่รู้ว่า ตัวได้ภาวนา หรือไม่ได้ภาวนาอย่างไร ยังไม่รู้ตัวอะไรเลย เห็นว่า พอสมควรแล้ว ก็หยุดเดินกัน และดีใจมากว่า ตัวลงเดินจงกรมได้แล้ว คิดว่าวันหลัง คงจะหายกลัวได้ละ

ครั้นถึงวันหลัง ก็เปิดประตูหน้าต่างกระโดดลงมาอีก ใจมันกลัว พอรู้สึกว่า ตัวแข็งขึ้นบ้าง พอเดินไปหาทางจงกรมได้ พอทำพิธียกมือระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยได้ดีอยู่ แต่ว่ายังเดินไม่ได้เพราะความกลัวจนขาแข็ง จึงจำเป็นต้องวิ่งน้อยอีก วิ่งกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น จนเหนื่อยเหงื่อออกชุ่มตัวอีก จึงนึกในใจว่า เรานี่อย่างไรกัน เราภาวนาว่าอย่างไร 

จึงรู้ตัวว่า ไม่ได้ภาวนาตามแบบและตามครูบาอาจารย์สอนเสียเลย ใจมันกลัวเสือ ก็เลยภาวนาว่า เสือกัดหัวกูตาย เสือกัดหัวกูตาย อยู่อย่างนี้ จึงได้ระลึกรู้ตัวขึ้นมาว่า ได้ทักตัวเองว่า ตายซิเรา ภาวนาอย่างนี้ จะใช้อะไรกันได้เล่า ว่าตัวกลัวเสือ ซ้ำยังภาวนาว่า เสือกัดหัวกูตายแล้ว เสือกัดหัวกูตายแล้ว อยู่เช่นนี้ จึงนึกหาคำภาวนา ที่พระอาจารย์ให้นั้น นึกไม่เห็นเสียเลย จึงนึกว่า เมื่อเรานึกคำภาวนาคำใดได้ เราก็จะภาวนาไปก่อนละ จึงเอาใจที่มันกลัวๆ อยู่นั้น นึกไปนึกมา จึงระลึกพุทโธขึ้นมาได้ จึงเอาใจจับพุทโธ ภาวนาไปได้แพล็บเดียว ใจมันลืมว่าพุทโธ มันไปว่า เสือกัดหัวกูตายแล้ว อย่างนั้นอีก ก็ด้วยความกลัวมันท่วมทับหัวใจตนอยู่ จึงตั้งใจกำหนดตัดเอาคำภาวนาพุทโธ มันก็ไม่อยู่ ก็รู้ตัวอยู่อย่างนั้น ก็ได้กดใจตนเองให้ขืน กลับมาภาวนาพุทโธ อยู่อย่างนั้นเรื่อยไป พอรู้สึกว่า ตัวได้ภาวนาพุทโธได้บ้าง ความเหนื่อยมากมันก็เกิดขึ้นมา ก็ได้หยุดเดินจงกรม ขึ้นร้านอีก

วันหลังฉันจังหันเสร็จแล้ว ก็ทำความเพียรภาวนา เดินจงกรมและคิดหาอุบายแก้ความกลัวต่อไป สามโมงเย็นหยุดทำกิจวัตรอย่างเก่าที่เคยทำกันมาทุกวัน พอค่ำก็ลงเดินจงกรม 

วันสามนี้ ลงบันไดได้ไม่ถึงกับกระโดดหน้าต่างดอก เดินไปทาง หัวเงื่อนทางจงกรมแล้ว ก็เดินตามสบายใจตนได้ดี ไม่ถึงกับวิ่งน้อยเหมือน ๒ วันก่อน จึงภาวนาแก้ใจตนไม่ให้มันว่า เสือกัดหัวกู ใจก็ภาวนาได้สะดวก มีอาการกลัวอยู่ในใจบ้างเล็กน้อย จึงตั้งใจเร่งภาวนาพุทโธ ไปนานหน่อยหนึ่ง ได้ระลึกคำ ภาวนาที่อาจารย์ใหญ่สอนขึ้นมาได้ ก็ได้ระลึกหัดใจว่า ปนกันไปก่อน พอให้ระลึกว่า ชำนาญในใจพอระลึกคำภาวนา ที่พระอาจารย์ใหญ่สอนให้สะดวกดีแล้ว ก็หยุดว่า พุทโธ ภาวนา เย กุชฺโฌ ปฏิกุโล ไปนาน 

ใจก็หวนระลึกรู้ตนขึ้นมาว่า เราเดินจงกรมให้สำรวมดูทางเหมือนเราเคยเดินมาไหมดังนี้ ไหนเลยตามีแต่มองเข้าป่า ดูเสือจะมากัดตนอยู่เรื่อยไป จนคอบิดแรงแงง ทางเดินจงกรมยาวไปทางทิศเหนือ ทิศใต้ ป่าอยู่ทิศตะวันตก เดินจากทิศเหนือไปทิศใต้ คอบิดไปข้างขวาริมทางป่า เดินกลับทิศเหนือ คอบิดแยกข้างซ้ายดูป่าริมทางอยู่อย่างนั้น เนื่องจากมันกลัวเสือ มันนึกว่าเมื่อ เสือมาจะได้เห็นมัน จะได้กระโดดเอาตัวรอด ใจมันนึกอย่างนี้ มันจึงเอาตามองทางป่าเรื่อยไปอย่างนั้น 

พอรู้ตัวขึ้น ก็ได้ตั้งใจสำรวมดูทาง ใจมันกลัว มันไม่ยอมให้ดูทางได้เลย คอมันแข็งกระด้างไปเลย จึงนึกหาอุบายทั้งหมดมาแก้ใจ ไปพร้อมกับ ตั้งใจให้ตาแยก มองดูทาง ตามวิธีเดินจงกรมนั้น คิดหาอุบายใดมาแก้ มันก็ไม่หายเลย พอดีเหนื่อยหยุดเดิน วันหลังตอนเช้า นึกขึ้นได้ว่า ถ้าเราคิดหาอุบายใดมาแก้ใจเรา ให้มองดูทางไม่ได้แล้ว จำเราเอาศอกกดอก เอามือค้ำคางดูทางให้ได้ 

ก็พอดีค่ำถึงเวลาเดินจงกรม ก็ได้ลงเดินจงกรม คิดหาอุบายธรรมใดๆ มาแก้ใจให้มองดูทางไม่ได้เสียจริง คือใจไม่ยอมให้ตามดูทางเลย ก็จำเอาศอกกดอก เอามือค้ำคาง จนหน้าแยกออกจากทาง มองไปทิศตะวันออก ทำอยู่อย่างนี้ พิจารณาไป นึกดีใจอยู่ว่า เราทำอยู่อย่างนี้ไป มัน หากจะมันหายได้ ให้เราสบายลงได้สักทีหนึ่ง ดังเราเคยแก้เรามาได้ด้วยอุบายต่างๆ ได้ความสบายมาแล้วเป็นแน่ พอดีเหนื่อยพอสมควร แล้วก็หยุด

วันหลังพอได้เดินจงกรมก็ลงเดิน วันนี้เป็นแต่พอเอามือค้ำคางพอ ชูๆ (พยูง) ไว้ก็เดินภาวนาไปได้ เดินจงกรมภาวนาไปครึ่งเหนื่อย ความกลัวก็หายขาด วางมือลง จับกันภาวนาไปได้ดีแล้ว มีความดีใจมาก ด้วยตัวได้ทำความเพียร แก้ความกลัวอันตัวได้ความทุกข์มาใหญ่โต ให้หายขาดจากใจตนเองได้ ทั้งรู้ตน ได้ธรรม ความกล้าหาญของพระอาจารย์ได้มอบให้ตน ตนได้อุตสาหะทำความเพียร ให้เกิดมีขึ้นในดวงใจของตนได้ดังนี้

ต่อแต่นี้ไป ก็ตั้งใจทำความเพียร ได้ยกเอาตัวอย่างพระอานนท์ที่พระองค์เจ้าเตือน ให้ระลึกถึงความตายอยู่ทุกลมหาย ใจเข้าและหายใจออก ว่าเป็นผู้ไม่ประมาทนั้นมาเป็นอารมณ์ เพื่อให้ตนนั้นเป็นผู้ไม่ประมาท ดังพระอานนท์นั้น จึงนึกเอา ความเหนื่อย ที่เกิดขึ้นในตอนทำความเพียรนั้น ว่าเป็นอาการของความตาย เมื่อเหนื่อยมากขึ้นมาจริงๆ เราก็ต้องตายแน่ ใจที่ภาวนาอยู่ ก็มองเห็นความตายด้วยดังนี้ 

พิจารณาอยู่เช่นนี้ สองวัน ได้เกิดนิมิตความฝันขึ้น ในเวลากลางคืน ฝันว่าตนได้ ฝืนพระวินัยพระองค์บัญญัติไว้ ด้วยความเห็นประโยชน์แก่ชุมชน ในหมู่บ้านที่ตนพักอยู่นั้น มันกันดารน้ำ กินน้ำใช้ทุกอย่าง ตนได้ชักชวนคนบ้านนั้น ขุดบ่อน้ำ เขาได้พร้อมกันมาขุด ที่ชี้บอกให้นั้น ให้เขาขุดลึกลงไปเพียง ๑ ศอก เขาว่า น้ำไม่ออก เขาหยุดกัน จึงได้อ้อนวอนให้เขาขุดลงไปอีกสัก ๑ ศอกดูก่อน มันจะออกน้ำอยู่ เขาไม่ยอมขุด ตัวเองจึงโกรธขึ้นในใจ แล้วก็นึกว่า เราขุดดินเป็นอาบัติปาจิตตีย์ เอาเถอะ เราไปถึงหมู่ เราจึงขอแสดงอาบัติเอา แล้วตัวเองจับเอาด้ามเสียมกับเขา ขุดลงไปได้อีก ๑ ศอก ถูกรูน้ำใหญ่ พุ่งขึ้นมาเต็มหลุมเต็มบ่อ น้ำมันพุ่งซัดขึ้นมาสูงเพียงหน้าอก พุ่งอยู่อย่างนั้น ตัวเองจึงด่า พวกที่เขาขุดและชาวบ้านนั้นใหญ่เลย แล้วนำเขาทำท่อ และรางน้ำให้น้ำมันไหลไปไกล เพื่อสัตว์มีควายเป็นต้นมากิน และนอน ก็ไม่ให้บ่อเป็นอันตราย เสร็จดีแล้ว ก็พอดีตื่นจากหลับขึ้นมา พิจารณาดูก็ไม่รู้ความหมายความฝันของตน เลยวางความอยากรู้ทิ้ง

อีก ๒ วันต่อมา ตั้งใจทำความเพียร พิจารณาตนต่อไป ใจรวมตกกระแสรู้ความตายวูบขึ้นมาใหญ่เลย มองดูตนอะไร ทุกอย่างไม่เห็นมีแก่นสารสักอย่าง หนังก็เป็นหนังห่อเนื้อ ไม่มีแก่นแข็ง ห่ออยู่เหมือนผ้าห่อนุ่น เนื้อก็เป็นเหมือนนุ่น เส้นก็เป็นเหมือนสายเย็บ กระดูกก็เห็นท่อนๆ มีเส้นผูกติดกันอยู่ ดูตับไส้เป็นที่สุด ก็เห็นเป็นเพียงแขวนอยู่ต่อเป็นพวงอยู่ ดูลำไส้ก็กองกันอยู่ ดูอาหารก็เห็นเป็นของสกปรกอยู่เต็มในลำไส้ ดูในตัวเห็นเป็นเหมือนที่เล่ามานี้เป็นอันๆ ไม่เห็นอะไรเป็นอยู่สักอย่าง ทั้งเห็นว่า มันไม่มีแก่นแข็งสักอย่างเลยดังนี้ ใจเกิดกลัวตายจริง ก่อนตนได้ทำความดี ให้พอเต็มที่ขึ้นมาอย่างนี้ เกิดความร้อนกลุ่มหมดทั้งตัวเลย จะพักอยู่ให้ตัวสบายหน่อยหนึ่งก็ไม่ได้ กลัวตัวตายทิ้งเปล่า เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมาใหญ่อีกละ 

ตัวทำความเพียรอยู่ด้วยความเป็นทุกข์กังวลอยู่อย่างนี้ได้ ๒-๓ วัน ทำความเพียรไม่ได้ ในเวลาประมาณบ่ายหน่อยหนึ่ง ทำไปไม่ไหวเป็นทุกข์ ออกร้อนตัวมาก จึงได้หยุดเดินเล่นอยู่ไปมา จึงไปเห็นขอนไม้เขาฟันทำไร่ๆ มันร้างแล้ว ทิ้งอยู่กลางไร่ร้างเขา มีกิ่งหนึ่งใหญ่พอสมควร โด่ขึ้นสูง ใจคิดอยากไปขึ้นขอน ดูเหมือนจะได้เกิดความสบายใจขึ้นมา ก็ได้เดินช้า กำหนดจิตไปถึงกกขอนนั้น ยืนพิจารณาความถูกความผิดศีลธรรม ตริตรองการปฏิบัติมันถูกผิดประการใดหรือไม่ เห็นว่าไม่ผิดอะไรแน่ จึงอธิษฐานขึ้นในใจว่า เราขึ้นไต่ขอนไม้ไปนี้ ขอให้เรารู้เห็นอะไรขึ้นมาให้ได้ความสบายเถิด เพราะเวลานี้เป็นทุกข์ใจมาก จนจะทนอยู่ไม่ได้แล้ว เสร็จแล้วก็เดินไต่ขอนขึ้นไป เดินไปบ้าง ยืนบ้าง บนขอนไม้นั้นปนกันไป ถึงกลางขอน ค่อนไปหาปลายหน่อยหนึ่ง เกิดความรู้รวมเป็นเสียงดังพูดขึ้นว่า ท่านรู้ตาย จะเอาตายนั้นหรือเป็นทุกข์ใหญ่หนาดังนี้ ในใจอันรวมอยู่นั้น ความไม่สบายตัวทั้งหลายอันมีอยู่ มันหายวาบไป เหมือนลมพายุใหญ่พัดเอาฝนในพื้นดิน ขึ้นไปหมดฉันนั้น 

ตัวเองก็ได้ยืนกำหนดจิตพิจารณาอยู่นั้นว่า พระธรรมเรารู้ขึ้นมาว่า เอาตายเป็นทุกข์ใหญ่หนาดังนี้ ไม่ให้เอาตาย จะให้เอาอะไรกันเล่า ตัวก็ยืนกำหนดอยู่นาน ก็ไม่เห็นได้ความอะไรต่อไป จึงได้เดินต่อไปอีก จนขึ้นไปบนกิ่งโด่นั้น ไปถึงค่อนปลาย มันพาสั่นทึดๆ (เทิ้ม) จึงขยับตัวถอยกลับค่อยๆ เดินกลับมาเหมือนขาขึ้นไปนั้น ไปถึงขอนที่เกิดรู้นั้น เกิดรู้ขึ้นมาอีกว่า ให้เอาพุทโธนั้น จะเอาตายอะไร ใจยิ่งสบายมาก ตั้งแต่ภาวนามา ไม่ได้เกิดความรู้อย่างนี้สักทีเลย พึ่งมาเกิดขึ้นทีเดียวเท่านี้แหละ จึงเกิดปิติ มีความอิ่มใจยินดีขึ้นมาก

จากนี้จึงพิจารณาว่า เอาพุทโธอย่างไรกันหนอ เอาพุทโธเป็นคำบริกรรมว่า พุทโธๆ ไป อย่างนี้หรือ หรือเอาพุทโธคือดวงใจรู้แจ้งนั้นอย่างไรกัน ก็ไม่ได้เห็นรับรู้ ตามขึ้นมาแต่อย่างไรอีก จึงได้เดินไปหากกขอนอีก จนไปถึงกกขอนอีก ก็ไม่เห็นเกิดรู้อะไรขึ้นมาอีก จึงลงขอนเดินพิจารณาไปอีก ไปหาทางจงกรม ได้ความขึ้นมากลางทางว่า ก็แต่ก่อนพระอาจารย์สุวรรณ ให้เราภาวนาว่าพุทโธ ครั้นมาถึงท่านพระอาจารย์ใหญ่ท่านมาให้เราเลิกว่าพุทโธ มาให้เราภาวนาว่า เย กุชฺโฌ ปฏิกุโล ดังนี้ พระธรรมว่า ให้เราว่าพุทโธนี้  คงจะให้เอาพุทโธ ใจรู้นั้น แน่ละ ฉะนั้น ต่อนี้ไป เราจะเอาใจจับจดจ่ออยู่กับคำภาวนา เยกุชฺโฌ ปฏิกุโล นี้ เพราะคำภาวนาก็จิตนั้นแหละ คือแต่ก่อนจิตมันคิดส่งส่ายไปทั่ว อยู่นั้น เรามานึกภาวนาขึ้นความส่งส่ายของจิต ที่เคยเป็นมาก่อนนั้นไม่มี มีแต่คำภาวนาอยู่คำเดียวเท่านั้น จึงว่าคำภาวนาเป็น จิตได้ความแน่ใจดังนี้แล้ว ก็ได้น้อมเอาจิตรู้ของตน จับอยู่กับคำภาวนา

ทำความเพียรต่อไปอีกประมาณสัก ๗ วัน คงจะได้ นอนหลับฝันไปอีก ฝันว่าพระอาจารย์ใหญ่มั่น ให้เอาหนังหมีไปทุบ ไม่รู้ว่าท่านให้ทุบจะไปทำอะไร ท่านบอกแต่ว่า ท่านเอาไปแช่น้ำไว้แล้ว ๓ คืน ให้ท่านเอาไปทุบ ก็ได้เดินไปจับเอาขึ้นจากน้ำ ดูไม่เป็นหนังหมี มันเป็นหนังควาย ก็ทุบไปจนหนังอ่อนมากแล้ว จึงนึกขึ้นในใจว่า พระอาจารย์ท่านให้เราทุบหนังนี้ จะไปทำอะไรหนอ  เราทุบนี้จะพอเอาได้หรือยัง เราเอาไปให้ท่านดูก่อนเถอะดังนี้ จับเอาหนังถือเดินไป พบพระป้องเข้ากลางทาง ถามว่า จะถือหนังไปทำอะไรที่ไหน ตอบท่านว่า จะเอาไปให้พระอาจารย์ท่านดู จะอ่อนพอเอาแล้ว หรือ พระป้องจึงได้เดินมาดูหนังถืออยู่นั้น ท่านว่ายังไม่ใกล้จะพอเอาแล้วนี้ ท่านพระอาจารย์ใหญ่บอกให้พวกผมทุบอ่อนกว่านี้อักโข เอาไปให้ท่านดู ท่านก็ยังว่าไม่ใกล้พอเอาเลย พระป้อง จึงบอกให้เอาหนังที่ถืออยู่นั้น เอาไปทุบที่เดิม อีก ก็ได้เอาหนังคืนไปทุบอีก จนอ่อนเหมือนหนังที่พวกคนเขาใช้ แล้วจึงนึกขึ้นมาได้ว่า เอาไปให้ท่านอาจารย์ดูก่อน ถ้าเราจะทุบให้อ่อนกว่านี้ หนังก็จะขาดมุ่น (ละเอียด) ไปหมด แล้วก็จับเอาหนังถือไปพบพระป้อง อีกในกลางทาง พระป้องก็มาดูหนังอีก ท่านก็ยังว่า ไม่ทันพอเอา จึงนึกว่า จะไม่พอเอาหรือพอเอา เราจะเอาไปให้พระอาจารย์ดูให้ได้ก่อน เพราะบางทีพระอาจารย์ให้พระป้องนี้ ทุบเอาไปทำงานอีกอย่าง เราทุบหนังเสียหายอ่อนเกินไป ท่านสั่งให้เราทุบนี้ ท่านจะเอาไปทำงานไปอีกอย่าง เราทุบหนังเสียหายอ่อนเกินควรแล้ว พระอาจารย์จะดุเราตาย จึงถือหนังเดินผ่านต่อไปอีก ยังไม่ถึงพระอาจารย์เลย ตื่นจากหลับ ลุกพิจารณาความฝันของตน ไม่ได้ความอย่างไรอีก 

ต่อนั้นก็ได้ตั้งใจทำความเพียร ตั้งสติพิจารณาธรรมทั้งหลาย ที่ตนรู้มาอยู่ อย่างนั้น เดือนยี่ถึงเดือน ๔ ข้างขึ้น ก็พอดีพวกโยมบ้านนาต้องเขาจะทำบุญ สำนักป่าบ้านเขา เขามานิมนต์ไป ช่วยดูการเขาจะจัดทำที่รับพระ เขาได้ไปอาราธนา แต่พระอาจารย์ใหญ่มั่น ก็ได้ไปนำพาเขาทำ พอไปถึงสำนักป่าบ้านนาต้อง เป็นสำนักร้างอยู่พระไม่มี จึงได้ช่วยเขาทำตูบ รับพระขึ้นไม่รู้ว่าได้กี่หลัง พอถึงวันเวลาที่พวกโยมเขา กำหนด แล้วเห็นพระ ท่านมาจากพระอาจารย์ใหญ่ วัดป่าบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ ได้มาถึง พระท่านบอกพวกโยมว่า พระอาจารย์ใหญ่ไม่ได้มา ให้พวกอาตมามาแทนท่าน ค่ำพอควร พวกโยมก็มาพร้อมกัน ทำการไหว้พระ รับศีลเสร็จแล้ว นิมนต์พระสวดมนต์ เสร็จแล้วคุยธรรมกันเล็กน้อย พอควรแล้วก็เลิกกัน เช้าวันใหม่ พวกโยมก็นำอาหาร เครื่องไทยทาน มาทำบุญถวายทานแล้ว พวกพระที่อนุโมทนา เสร็จพิธีแล้ว พวกพระที่มาจากพระอาจารย์ใหญ่กลับกันหมด ตัวข้าก็ได้ทำความเพียรอยู่แต่รูปเดียวไป

ต่อมาอีกไม่กี่วัน เห็นพระคำมี คือพี่ชายเดินมาหา พระพี่ชายนี้ แต่ก่อนท่านเป็นสมภารอยู่วัดบ้านดอนเงิน อ.กุมภวาปี บ้านเกิดเมืองนอนนั้นเอง จึงได้ลุกไปรับเครื่องบริขารมาพักที่ศาลา พอขึ้นพักบนศาลาแล้ว ก็กราบท่านพี่ เสร็จแล้วถามข่าวท่านว่ามาอะไร ท่านพี่บอกว่า มาตามเอาท่านกลับบ้าน เวลานี้พอออก (โยมผู้ชาย) เราตายแล้ว แต่เดือน ๑๑ ข้างขึ้นจนวันเพ็ญ ศพก็ได้เผากันไปแล้ว แต่แม่เป็นทุกข์มาก เพราะมีความคิดถึงพ่อและท่านมาก ไม่เป็นอันอยู่อันกิน จึงไล่ให้ผมมาเที่ยวตามท่านกลับคืน ไปให้แกเห็นหน้าเพื่อหายโศกดังนี้ ผมออกจากวัดหาท่านแต่เดือน ๑๒ ข้างแรม ไปทางจังหวัดสกลนคร หาที่ไหนก็ไม่พบ จึงถามคนเขาผู้รู้จักพระอาจารย์ใหญ่มั่น เขาจึงบอกว่า ท่านกลับไปทางอำเภอท่าบ่อ แต่ก่อนพรรษานี้แล้ว ผมจึงได้ย้อนกลับมาพักกับพระอาจารย์ใหญ่มั่น วัดป่าบ้านค้อคืนวานนี้ ถามข่าวหาท่าน พระอาจารย์ท่านได้บอกว่า ท่านอยู่ในดง ผมจึงมาถึงท่านเดือน ๔ นี้เอง ผมเหนื่อยมากขอพัก

พอได้ยินท่านพี่บอกข่าว ว่าพ่อได้ตายไปแล้ว หัวใจที่ฝึกหัดมา เพื่อวางความรักและความชัง ความรักทั้งหลายก็ขาดไปจากใจเลยทีเดียวในขณะนั้น ใจมันรู้ขึ้นมาว่า พ่อผู้เราได้คิดถึงอยู่ประจำใจไม่ลืม ได้ตายและเดินทางไปก่อนเราผู้เป็นลูกเสียแล้วหนอ ทรัพย์สมบัติอันพ่อขยันหา ทั้งนาเราให้ช่วยหาได้มากมาย พ่อก็ไม่มีใจห่วงอาลัยแม้แต่น้อย มัจจุราชตัดห่วงใย และชีวิตของพ่อเรา ให้ขาดสิ้นไป ไม่ให้รั้งรอ นี้เป็นคำสอนให้เรารู้ตัว เราก็ไม่ห่วงแล้ว เหมือนพ่อตายหายห่วงบอกเราให้รู้ เราก็ไม่ห่วง โลกสงสาร เรารู้ของจริงคือ เกิด แก่ เจ็บตาย ว่ามีอยู่ประจำร่างกายของบุคคลและสัตว์ให้เรารู้นั้น เราได้พิจารณารู้ตามอยู่นี้ มันจริงแน่เหลือเกินเทียวหนอ ดังนี้ขึ้นในใจ ทั้งปากก็พูดกับท่านพี่ไป ใจก็พิจารณารู้ไป เหมือนได้บรรยายมาข้างบนนี้ 

ก็เลยพูดกับท่านพี่ว่า 

“ศพพ่อก็ได้เผาไปแล้ว จะให้ผมกลับไปบ้านทำไมหนอ ผมอยากอยู่ทำความเพียร ภาวนาอุทิศส่งบุญกุศล ไปให้พ่อออก เมื่อพ่อออกตกทุกข์ได้ยาก ให้พ้นทุกข์พ้นยาก เมื่อพ่อออก ได้ขึ้นถึงสุข ก็จะให้ได้สุขยิ่งๆ ขึ้นไป เห็นจะดี ส่วนแม่ออก (โยมผู้หญิง) คิดถึงพ่อและตัวผมเป็นทุกข์มากนั้น ก็แม่ออกเป็นผู้เข้าวัด ฟังธรรม จำศีล ๕ ศีล ๘ ตลอดแล้งและฝน ธรรมอันใดแม่ออกก็จำตลอดทั้งบาลีเล็กน้อย แม่ออกเรา ฟังทีเดียวก็จำได้ ผมว่านานๆ ไป แม่ออกคงจะหายไปเอง”

ท่านพี่จึงพูดว่า 

“หายไม่หายก็ยังไม่รู้ได้ ผมกลัวไปทางไม่หายนั้นแหละมากไปกว่าความตาย เพราะแม่เราเป็นแรงหลายเติบ (มาก) ถึงผมเป็นพระอยู่ขนาดนี้ แม่ก็ยังด่าป่นปี้แหลกลานไปเลย จนผมทนอยู่ไม่ได้ ได้มาตามหาท่านให้นี้เอง”

จึงได้ถามท่านพี่ว่า “ท่านพี่มานมัสการพระอาจารย์ใหญ่ ได้พูดเรื่องที่แม่ออกเป็น ถวายท่านให้รู้ไหม”

ท่านพี่บอกว่า “ได้เล่าถวาย”

ข้าถามว่า “พระอาจารย์ใหญ่ ท่านพูดเรื่องแม่ออก ว่าอย่างไรบ้าง” 

ท่านพี่บอกว่า “พระอาจารย์พูดว่า ให้ท่านไปตามเอาท่านอ่อนไปแก้ และให้เห็นแล้ว ก็หายดอก แต่ท่านอ่อน จะไปเยี่ยมแม่ออกนั้น ให้มาหาผมก่อน” พระอาจารย์ใหญ่สั่งมาอย่างนี้ 

จึงนึกขึ้นในใจว่า “ถ้าอย่างนั้นตัวเราก็ต้องไปแน่”

จึงถามท่านพี่ว่า “ท่านพี่จะกลับบ้านด้วยผมไหม ผมจะกลับบ้านวันพรุ่งนี้แหละ” 

ท่านพี่บอกผมว่า “ไม่กลับดอกบ้าน ผมจะตั้งใจหนีจากความเป็นสมภาร จะออกปฏิบัติอย่างท่านเวลานี้ ผมต้องการไม้เท้า ผมจะให้โยมบ้านนี้หาไม้ยูงมา ให้ทำเสียก่อน จึงเดินเที่ยวหาวิเวก”

“ถ้าท่านพี่ไม่กลับบ้านกับผมแล้ว ท่านพี่มีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องอยู่ทางบ้านบ้างไหม ถ้ามีสั่งไปกับผมก็ได้ ผมจะช่วย ถ้าหากไม่เป็นของเหลือวิสัย”

ท่านพี่บอกว่า “ไม่มีเกี่ยวข้องอะไรทางบ้าน ผมจัดการของผมหมดแล้ว ให้เรียบร้อย จึงมาตรวจสิ่งของพ่อ ของแม่ออก หากจะมีการแบ่ง ผมก็บอกแม่แล้วว่า ไม่ให้ห่วง”

ต่อนั้นไปก็ได้เลิกกัน ทำความเพียรของใครของมันไปตามอุปนิสัยดังนี้

ตื่นเช้าวันใหม่ ฉันบิณฑบาตเสร็จก็ได้ลาพวกญาติโยมและท่านพี่ ออกเดินทางผู้เดียวนอนทางคืนหนึ่ง วันหลังจึงได้พบ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น วัดป่าบ้านค้อ อ.บ้านผือ พักแรงพอควรแล้ว คลุมผ้าไปกราบพระอาจารย์ใหญ่เสร็จแล้ว พระอาจารย์ถามข่าวการไปอยู่ในดง และการเดินทางออกมาพอควรแล้ว และเรียนถวายท่านทราบเรื่องดีทุกประการ 

พระอาจารย์จึงพูดเรื่องท่านพี่คำมีมาพักกับท่านและเรียนเรื่องแม่ออกให้ฟังว่า “ท่านคำมี พี่ชายท่านมาตามท่าน ว่าพ่อออกตายแล้ว ว่าแม่ออกท่านกลุ้มใจเป็นทุกข์มาก จึงให้ท่านคำมีมาตามพาท่านไปบ้าน ให้แม่ได้เห็นหน้าว่า อย่างนี้ ผมจึงว่าให้ท่านไปเยี่ยมบ้าน ให้แม่ท่านออกเห็นให้หายเป็นทุกข์ใจเสีย พ่อแม่ของตนไม่ใช่คนอื่น”

พระอาจารย์พูดเช่นนั้น จึงประณมมือขอโอกาสกับท่านแล้ว เรียนท่านว่า “เรื่องกลับบ้านนั้น เกล้าขอโอกาสแล้ว แต่ท่านพระอาจารย์จะเห็นสมควร แต่ว่าครูคำมีเล่าให้เกล้าฟังว่า แม่ออกมีความกลุ้มใจมาก เกือบจะเป็นบ้าไปแล้วก็ว่าได้ ถ้าแม่ออกเกล้าเป็นไป ถึงเพียงนั้นจริง เกล้าก็ไม่รู้ว่าจะแก้แม่ออกให้หายได้อย่างไร”

พระอาจารย์พูดว่า “เรื่องนี้ ท่านคำมี พูดให้ผมฟัง เหมือนกัน ผมพิจารณาดูแล้ว จะไม่ยากดอก ท่านกลับไปให้เห็นหน้า แล้วแม่ออกท่านก็หายดอก หรือถ้ายังไม่หายให้ท่านสอนแม่ออก ให้ภาวนาอุบายวิปัสสนา ให้ภาวนาระลึกในใจว่า สพฺเพ สงฺขารา สพฺพสญญา ทุกฺขา สพฺเพ สงฺขารา สพฺพสญฺญา อนตฺตา ดังนี้ระลึกอยู่ไม่นาน แม่ออกท่านก็จะหายดอก การปฏิบัติถ้าเกิดเป็นบ้าต่างๆ ให้ภาวนาคำนี้หายหมดนั้นแหละ แต่ให้ท่านบอก ให้แม่ออกท่านรู้ว่า การไม่สบายปรากฏอยู่ในใจทั้งหมดนี้ มันเป็นอนิจจัง มันเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังคำแม่ออกภาวนาอยู่ ในใจทั้งหมดนั้นแหละ ให้ท่านเตือนแม่ออกให้รู้ ให้ภาวนาอยู่อย่างนี้ไปไม่นาน แม่ออกท่านก็หายดีได้ดอก เพราะความขึ้น ในธรรมทั้งหลายมันไม่สู้วิปัสสนาธรรมนี้ได้ดอก”

พระอาจารย์เตือนดังนี้ มีความดีใจมาก ได้อะไรก็ไม่ดีเท่าได้โอวาท ของพระอาจารย์คราวนี้ เพราะตัวจะได้จำถือไว้เป็นประจำในกายปฏิบัติใจของตัว หากตัวหรือใครเป็นก็จะได้แก้และช่วย ความเป็นบ้าให้หายได้ แล้วจึงได้ขอเรียนท่านอาจารย์ไปอีกว่า 

“หากเกล้าไปบ้านและแม่ออกของเกล้าไม่หายแล้ว เกล้าขอโอกาส จะเอาแม่ออกของเกล้ามาให้พระอาจารย์พิจารณาช่วยเกล้า จะอนุญาตให้เกล้าเอามาได้ไหม” 

พระอาจารย์ท่าน นิ่งพิจารณาอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วพูดว่า 

“เออ หายนา ท่านไม่ต้องวิตกแรงไปกว่าความเป็นจริง แม่ออกท่าน ไม่เป็นแรงจนถึงกับจะเป็นบ้าไปอย่างนั้น กลุ้มใจคิดถึงท่านและผัวตายจากไปเป็นธรรมดา คนเขาเป็นอยู่ในบ้านในเมืองนี้ เท่านั้นเอง” 

ก็พอดีหมดเวลาเลิกกัน 

พักเอาแรงอยู่กับพระอาจารย์สองวัน วันสามก็ได้ลาท่าน เดินทางไปบ้าน พอไปถึงบ้าน ท่านพี่จะไม่ไปบ้าน กลับเกิดท่านไปถึงบ้านก่อน ๒ วัน พักอยู่ในดงข้างบ้าน ก็พอดีไปพักด้วยกัน 

ท่านพี่จึงพูดว่า “ว่าจะไม่มาบ้านดอก เพราะท่านมาแล้ว แต่ผมได้พิจารณาดู ผมข้องใจอยู่กับเรื่องแม่ออกไปขึ้นอยู่กับธรรมปีติ อันไม่มีสาระ แก่นสาร ผมมีประสงค์ อยากจะให้แม่ออกเราออกจากธรรมปีติ มาเข้าอยู่พระไตรสรณคมน์ เหมือนพระอาจารย์ใหญ่ สอนญาติโยมทางอำเภอผือ ให้มาอยู่ปฏิบัติไตรสรณคมน์กันอยู่นั้นดอก ผมจึงได้มาบ้านกับท่านอีก แต่เรื่องนี้เราสองคน จึงพูดกันทีหลัง เพราะพวกญาติพี่น้องก็ได้มาเยี่ยมท่านมากแล้ว ให้ท่านพูดกันกับพวกญาติไปเสีย”

ก็ได้หยุดกัน ก็พอดีพวกญาติก็มาถามตามเรื่องของญาติที่เขามาเยี่ยมถามข่าวพอควรแล้ว พวกญาติก็ได้เลิกกันไป เหลืออยู่ก็แต่พวกที่มาทำร้านพักให้ และนำพวกญาติทำร้านพัก และทางจงกรมอะไรทุกอย่าง จนเรียบร้อย พวกญาติก็ได้พากันลากลับบ้าน ค่ำมาก็พากันเดินจงกรมเสร็จแล้ว มองเห็นท่านพี่จุดโคมเดินมาทางบ้านพัก รับรอง และกราบท่านแล้ว ท่านพี่ถามว่า 

“ท่านพิจารณาเห็นอย่างไรบ้าง เรื่องพ่อออกลุง ผู้เป็นครูสอนปิติให้แม่ออกให้มาปฏิบัติอยู่นั้น อย่างไรจึงจะเป็นการเหมาะสม ให้พ่อออกลุงได้อนุญาตให้แม่ออกเรามาปฏิบัติ และปฏิญาณรับพระไตรสรณคมน์ด้วยดีได้เล่า ผมให้ท่านพูดกับแก หากผมก็เข้ามาปฏิบัติใหม่ ยังไม่มีความรู้พอจะพูดกับแกให้เข้าใจและยอมให้แม่ของเราออกมาปฏิบัติพระไตรสรณคมน์ ได้ดอก ทั้งผมก็ได้เรียนธรรมปีติกับแก ผมนึกเกรงใจแกอยู่ นึกกลัวแกจะมีใจว่า ผมอวดรู้อะไรต่างๆ นานา ผมจึงให้ท่านพูดเป็นพ่อออกลุง ให้แม่ออกเราออกจากธรรมปีติของพ่อออกลุงดังนี้ เรื่องที่จะให้ผมพูดกับพ่อออกลุงแกว่า แกเป็นนักปราชญ์ใหญ่คนหนึ่ง จนแกได้ออกปากว่า แกไม่ต้องการอยากพูดกับคนในโลกมาพูดกับแก เพราะใครมาพูด ก็เอาแต่เรื่องในโลกมาพูด แต่ของเก่ามาพูดกัน เบื่อใจแล้วพูดกับคนไป มันไม่สนุกใจ อยากพูดกับคนผู้พูดนอกโลกได้นั้น มันจึงไม่เป็นของเก่า พูดกันสนุกดี พ่อออกลุงแกพูดทะนงตัว อวดความรู้ของแกอยู่อย่างนี้ ท่านที่เคยเป็นลูกศิษย์ ของแกมาองค์หนึ่ง ก็คงได้ยิน และรู้ดีอยู่แล้วมิใช่หรือ เมื่อเราทั้งสอง ต้องการอยากให้แม่ออกเราออกมาจากธรรมปีติ ของพ่อออกลุงมารับพระไตรสรณคมน์แล้ว เราต้องสู้ฝีปากของพ่อออกลุง จนกว่าให้ชนะนั้นแหละ พ่อออกลุงจึงจะไม่มีการแยแส กับแม่ออกเรา ที่ได้ออกจากนามของแก มารับปฏิบัติพระไตรสรณคมน์ ต่อไปด้วยดีดังนี้”

“ถ้าท่านอนุญาตกับพ่อออกลุง แล้วให้ผมพูด ผมก็จะลองพูดดูละ เท่าที่ผมรู้และศึกษามากับครูอาจารย์ จะสู้พ่อออกลุงได้หรือไม่นั้นผมยังแน่ใจไม่ได้อยู่ ถ้าคำพูดใดท่านพี่มองเห็นทางที่จะพูดกับพ่อออกลุง พอให้แกเข้าใจได้ ก็ขอให้ท่านพี่ช่วยผมพูดกับแกบ้าง ก็ดีเหมือนกัน  ท่านไม่รับจะพูดเป็นเด็ดขาดเลย” 

และได้ถามท่านพี่ว่า 

“ก็เคยเป็นศิษย์เรียนธรรมปีติ กับพ่อออกลุงมาแล้ว ธรรมปีติอันพ่อออกลุงว่าเป็นธรรมพระอรหันต์นั้นเป็นอย่างไร  จึงอยากให้แม่ออกเราออกมาปฏิบัติธรรมพระไตรสรณคมน์เล่า” 

ท่านพี่พูดว่า “อันธรรมปีติที่พ่อออกลุงสอนว่า เป็นธรรมพระอรหันต์นี้ ผมเห็นว่าอันธรรมปีติที่พ่อออกลุงสอนว่า เป็นธรรม พระอรหันต์นี้ ผมเห็นว่าไม่มีแก่นสารเสียเลย ทั้งการสอนของแก ผมเห็นว่า แกสอนเพื่อเป็นการอาชีพของแกเสียอีก คือแกมีการประกาศให้คนอื่นๆ มาเรียนธรรมกับแก สั่งให้หาธูปเทียนให้มาก เทียนยกครูเล่มหนึ่ง ให้หนัก ๖ บาท ๖ เล่ม เทียนจุดบูชาเล่ม ๑ หนัก ๒ สลึง หรือหนัก ๑ บาท เมื่อคราวเข้าเรียนกับแก แกให้เอาถวายให้แกหมด แกแบ่งเอาเทียนลูกศิษย์คนละครึ่ง เทียนยกครูแกก็เอาของลูกศิษย์ ๑ ชุด ให้ลูกศิษย์ไว้เป็นเครื่องบูชา ระลึกถึงคุณของครูอีก ๑ ชุด ลูกศิษย์หลายคน เทียนก็ได้มาก เมื่อเลิกพิธีเรียนกันแล้ว แกก็เอาเทียนไปต้มเพียงเอาผึ้งขายเป็นอาชีพดังนี้ ผมจึงว่า แกสอนเป็นอาชีพ ผมจึงว่า พ่อออกลุงสอนแก่พวกศิษย์ ไม่สอนให้ศิษย์พ้นทุกข์เลย สอนเพื่อเป็นอาชีพเท่านั้น”

เมื่อได้ยินท่านพี่พูดธรรม และการสอนธรรมพ่อออกลุง นึกหมั่นไส้ขึ้นมาในใจ เพราะได้เรียนพระอาจารย์ใหญ่ให้ท่านเทศนา ให้ฟังจำได้เข้าใจมาเป็นอย่างดีแล้ว ทั้งได้ยินท่านพี่พูดเล่าให้ฟัง ไม่ผิดกันกับพระอาจารย์ใหญ่สอนให้รู้มานั้นเสียด้วย จึงได้ นึกในใจว่า ถ้าพ่อออกลุงปราชญ์ใหญ่มาสนทนาเล่นงานกับเราจริงแล้ว เราจะเอาแกให้เสียชื่อเสียงว่า เป็นปราชญ์ใหญ่ คราวนี้แหละ ทั้งท่านพี่ผู้แกเคยดุเคยด่า ดูถูกว่าเราเป็นน้องไม่มีความรู้อะไรนี่ก็ดี เราจะเทศนาเอาให้แกเห็นความรู้ ความสามารถ ของเรา ในครั้งนี้ พอสมควร แล้วก็เลิกกันไป

วันหลังได้พากันไปบิณฑบาตพอควรแล้วก็กลับมาที่พัก พวกญาติโยมพร้อมทั้งแม่ออกด้วย ก็ได้นำไทยทานไป ทำบุญ ถามข่าวคราว ก็ได้พูดปราศรัยกับพวกญาติโยมพอสมควร และฉันจังหันเสร็จแล้ว พวกญาติโยมก็ได้เลิกกลับบ้านกัน หมด เหลืออยู่แต่แม่ออกคนเดียว ท่านพี่ก็ได้โอกาสพูดกับแม่ออก ให้ออกจากธรรมปีติกับพ่อออกลุงเสีย ให้มารับขึ้นอยู่กับ ธรรมพระไตรสรณคมน์กับพวกลูกเสีย แม่ออกได้ตอบท่านพี่ว่า 

“แม่ไม่ว่า เอาแต่ลูกทั้งสองจะเห็นเป็นดีหรือประการใด สุดแล้วแต่ลูก ลูกทั้งสองจะให้แม่ออกละธรรมคุ้มครองของพ่อออกลุง มาขึ้นปฏิบัติธรรมพระไตรสรณคมน์ กับพวกลูกแล้ว จำเป็นแม่ออกจะได้ทำการสั่งลา ออกจากธรรมของลุงของพวกลูกเสียก่อน จึงจะเป็นความงามและเรียบร้อย ก็ต้องลาก่อน นั้นแหละเป็นการดี” 

ต่อนี้ไปแม่ออกก็ได้หารือ เรื่องทรัพย์สิ่งของต่างๆ ไปหลายอย่าง จนถึงบ่าย หน่อยหนึ่ง แม่ออกจึงได้ลากลับบ้าน 

วันหลังเมื่อฉันบิณฑบาตก็ได้เห็น พ่อออกลุงจารย์อ่อนสี ผู้เป็นครูสอนธรรมให้แม่ออกและแม่ออกพร้อมด้วยพวกญาติอีกมาก เดินตามกันออกมา เพื่อถวายจังหัน ทั้งอยากมาฟังการสนทนาธรรมของอาจารย์อ่อนสี นักปราชญ์ใหญ่จะได้สนทนาธรรมกับข้า

เมื่อฉันบิณฑบาตเสร็จ พ่อออกลุง ก็ได้ทำการปราศรัย ถามข่าวคราวว่า ไปเที่ยวถึงไหน ได้พบพระอาจารย์ไหนบ้าง ได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ทั้งหลาย ท่านสอนได้ความมาว่าอย่างไร นิมนต์เล่าให้พวกญาติฟังบ้างเถิด พวกญาติผู้บางก็จะได้มีใจสว่างขึ้นบ้าง

ท่านพี่ได้ปราศรัยกับพ่อออกลุงไปบ้างบางประการ สุดท้ายท่านพี่ก็ได้สรรเสริญพระอาจารย์ใหญ่มั่น ได้สอนพระไตรสรณคมน์ ให้ญาติโยมทางอำเภอท่าบ่อ และอำเภอบ้านผือ ได้ปฏิบัติกันเป็นที่น่าเลื่อมใส เวลาท่านพี่พูดเรื่องพระไตรสรณคมน์อยู่ ข้าพิจารณาพ่อออกลุง แกได้ยิน แกทำหน้าเป็นอาการเฉยๆ

พอท่านพี่พูดจบความ พ่อออกลุงแกจึงพูดขึ้นว่า 

“ธรรมพระไตรสรณคมน์ กับธรรมพระอรหันต์ที่พ่อออกลุงสอนหมู่อยู่นี้ ก็ดี เป็นธรรมพระพุทธเจ้า ธรรมปีติเป็นธรรมพระอรหันต์ เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้านั้นเอง จะไม่ใช่ธรรมอันเดียวกัน อย่างไรเล่า เมื่อค่ำวานนี้ แม่เฒ่าไปพูดว่า อยากออกจากธรรมปีติ อยากมาขึ้นอยู่กับธรรมพระไตรสรณคมน์กับพวกลูก คือพวกคุณหลานนี้ ลุงก็ไม่ว่าเพราะเป็นธรรมอันเดียวกัน ดีเหมือนกัน ความจริงมันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดอก ถ้าปฏิบัติไม่ได้ แล้ว ธรรมใด ก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละ ถ้าปฏิบัติดีอยู่แล้ว ธรรมใดก็ดีหมดนั้นแหละ” 

นี้เป็นจุดเริ่มต้นพูดกัน ท่านพี่กับพ่อออกลุง พูดกันเรื่องธรรมปีติ และธรรมพระไตรสรณคมน์ เป็นพันวันกันไป แต่ฉันจังหันไปเสร็จไป จนถึง ๔ โมงเช้า แม่ออกเห็นจะรำคาญใจ จึงพูดขึ้นว่า 

“สำหรับคุณลูกผู้ใหญ่ ให้หยุดพูดเสียก่อน ให้คุณลูกผู้น้อย พูดกับพ่อออกลุงดูที” 

ท่านพี่จึงหยุดพูด

ตัวข้าจึงได้พูดขึ้นว่า 

“เออ พ่อออกลุงอย่าได้เสียใจเลย เวลานี้เป็นเวลาสนทนาธรรมกัน ขอให้พ่อออกลุงถือว่า อาตมาทั้งสองนี้เป็นหลานของพ่อออกจริงก็แล้วกัน หลานทั้งสองเกิดทีหลัง ความรู้ ความฉลาดก็ไม่เท่าพ่อออกลุงอยู่ดีๆ ละ จึงจำเป็น หลานทั้งสองขออภัยในเรื่องที่พูดกันต่อไปไว้แต่ต้นเสียก่อน” 

ตัวข้าจึงเริ่มพูดต่อไปว่า 

“ธรรมปีติที่พ่อออกลุงว่า เป็นธรรมอัน เดียวกันกับธรรมพระไตรสรณคมน์นั้นถูก แต่เป็นธรรมเกิดแฝงธรรมพระไตรสรณคมน์ ทั้งไม่ใช่ธรรมปีติเป็นธรรมพระอรหันต์ ธรรมพระไตรสรณคมน์เป็นธรรมพระพุทธเจ้าเหมือนพ่อออกลุงว่านั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ก็ได้ตรัสรู้ธรรมพระไตรสรณคมน์ แล้วท่านนำเอาธรรมพระไตรสรณคมน์ ไปสอนพวกปัญจวัคคีย์ จึงว่าเมื่อพระองค์เทศนาธรรมจักรจบลงแล้ว พระอัญญาโกญฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ได้สำเร็จพระโสดา แต่พวกสี่องค์นั้นเพียงแต่ได้ความเลื่อมใส ได้ถึงพระไตรสรณคมน์เท่านั้น นี้เป็นหลักบอกว่า พระองค์ตรัสรู้ก็ตรัสรู้ตามพระไตรสรณคมน์ ท่านจึงนำความรู้ของท่านไปเทศนา โปรดปัญจวัคคีย์ ก็เทศนาให้ปัญจวัคคีย์ถึงไตรสรณคมน์เป็นต้นมา ดังพระองค์ทรงอนุญาตให้อัครสาวกทั้งสองรับกุลบุตร เข้าบวชในพุทธศาสนาของพระองค์ พระองค์อนุญาตให้อัครสาวก สอนธรรมพระไตรสรณคมน์ ให้แก่กุลบุตรให้ถึงแล้ว ก็ให้เข้าหมู่พระสงฆ์ขึ้นได้ในศาสนาของพระองค์ดังนี้เป็นต้นไป ไม่เห็นพระองค์ทรงอนุญาตให้อัครสาวกสอนธรรมปีติทางไหนเลย หรือพระองค์อนุญาตให้อัครสาวกอื่น รับกุลบุตรเข้าบวชในศาสนาของพระองค์ มีอนุญาตให้พระมหากัสสปะ เป็นต้น ก็ทรงอนุญาตให้ปฏิญาณถึงไตรสรณคมน์ก่อน แล้วจึงขอบวชเป็นสามเณรและพระอุปัชฌาย์สอนกรรมฐานให้ เสร็จแล้วก็ไปนุ่งผ้าห่ม ผ้ากาสาวะ เข้าครองศีลเป็นการปฏิบัติ ในความอยู่เป็นสามเณร ไปดังนี้เป็นต้น ไม่เห็นพระองค์ให้ขอถึงธรรมปีติกันที่ไหนอีกเล่า พ่อออกลุง”

พ่อออกลุงแกพูดขึ้นว่า “คุณหลานพูดมานั้นถูก แต่เหตุใดธรรมที่พระองค์บัญญัติไว้ให้คนขึ้นคนเรียน เป็นแบบเป็นแผน คือมีมากเข้าเป็นธรรม ๔๐ ห้อง ก็คือมี ธรรมพระไตรลักขณญาณ ธรรมปีติ ๕ อนุตตริยะ ๖ ธรรมวิปัสนาญาณ ๙ อย่างนี้ พ่อออกลุงก็คือว่ามีอยู่ คุณหลานเห็นจะต้องเรียนไปไม่ถึงดอกกระมัง” 

แกก็พูดไปในเรื่องธรรมที่กล่าวมานั้น เป็นสิ่งเป็นอัน ใครเรียนธรรมวิเศษมีฤทธิ์มีเดชไปอย่างนั้น ดังธรรมปีติ ๕ ผู้ว่าเรียนก็เกิดรู้เห็นเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ 

“เป็นอย่างนั้นนะคุณหลาน อย่าไปว่าแต่ธรรมพระไตรสรณคมน์ดีวิเศษหลาย แหม คุณหลานข้า มองดูคนทั้งหลายที่เขา มาฟัง เขาเพลิน จนเขาอยากปีบ อยากโฮ เป็นส่วนมาก” 

พ่อออกลุงแกอธิบายของแกไปจนชั่วโมงกว่าโน้นแหละ 

จึงได้พูดกับพ่อออกลุงขึ้นว่า “พ่อออกลุงว่าธรรมของพระองค์มีมากนั้น ก็จริงละ ไม่ใช่มีเท่าพ่อออกลุงว่าเลย หลานได้ยินท่านผู้รู้ พูดให้ฟังมาว่า ธรรมของพระองค์มีมากตั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่ว่าหลานได้ศึกษากับพระอาจารย์เสาร์พระอาจารย์มั่นมา ท่านสอนหลานว่า ธรรมทั้งหลายตลอด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น พระองค์แจกออกไปจากพระไตรสรณคมน์สามนี้ ทั้งนั้น พระไตรสรณคมน์สามนี้เป็นที่รวมไว้ซึ่งธรรมทั้งหลายหมด พระอาจารย์ทั้งสองท่านสอนให้หลานเข้าใจมาเช่นนี้ หลานจึงว่า ธรรมพระไตรสรณคมน์ เป็นหลักฐานเป็นธรรมอันมีสาระแก่นสาร กว่าธรรมทั้งหลายอื่น 

เพราะการขึ้นเรียนธรรมทั้งหลายนั้น ท่านอาจารย์ใหญ่เสาร์ ท่านได้ประกาศลูกศิษย์ของท่านมีอาตมาองค์หนึ่งได้ยินว่า ท่านได้เรียนธรรมทั้งหลาย ได้ยกเครื่องบูชา เรียนกับครูมามาก ธรรม ๔๐ ห้อง และธรรมทั้งหลาย ดังพ่อออกลุงพูดไปเมื่อตะกี้นี้ พระอาจารย์ ใหญ่เสาร์ ก็ได้เรียนยกครูด้วยเครื่องบูชากับมากับครูของท่านมาหมดแล้ว แต่พระอาจารย์ทั้งสอง คือพระอาจารย์เสาร์ และพระอาจารย์ใหญ่มั่น ได้มาพิจารณาดูกัน พระอาจารย์มั่นท่านรู้ว่า ธรรมอื่นไม่เป็นของจำเป็น จะแต่งเครื่องบูชาขึ้นกับอาจารย์ ให้อาจารย์สอนเลย เพราะเป็นธรรมอุบายอันพระองค์รับเอาสาวกด้วย เอหิ ภิกขุ ให้เข้ามาอยู่ในสำนักของพระองค์ แล้ว ท่านแนะอุบายกรรมฐาน ให้สาวกลูกศิษย์ของท่านนำไปปฏิบัติกัน ให้จิตเป็นสมาธิสมาบัติกันขึ้นเท่านั้น ขึ้นกับอาจารย์ อาจารย์สอนให้ศิษย์ไม่มีราธนาอย่างธรรมปีติ ธรรมพระไตรสรณคมน์ ธรรมสารพัดธรรม ธรรมจะไปขอเอาได้ง่ายๆ ความพ้นทุกข์ มันก็ไม่อดแหละ เช่น ธรรมปีติธรรมจะเกิดมีขึ้นในบุคคลได้ ก็ต้องอาศัยคนนั้นตั้งใจปฏิบัติธรรม คุณพระไตรสรณคมน์ ให้จิตรวม เป็นสมาธิลงได้เสียก่อน ปิติ ๕ อันใดอันหนึ่ง ก็จะเกิดขึ้นในจิตของของบุคคลผู้รวมอยู่นั้นขึ้นมาได้ เมื่อได้ทำจิตไม่รวมเป็นสมาธิได้แล้ว จะไปราธนา ขอเรียกเอาปิติ ใด้ให้มันเกิดจนตายเท่าใดชาติ ปิติมันก็ไม่เกิดขึ้นมาให้ดอก 

อันธรรมปีตินี้ ก็หากมีแบบว่า ให้บุคคลขึ้นกันเรียนกัน แต่ไม่เห็นมีบอกคำภาวนากันว่าอย่างไร คำสอนให้ผู้ขึ้นธรรมปีติภาวนา ก็ว่าอะระหังๆ หรือว่าสัมมาอะระหัง ในพุทธานุสสติ เอาคุณพระพุทธเจ้าเป็นหลักจำอยู่ จึงว่าธรรมใดจะนอกเหนือไปจาก ธรรมพระไตรสรณคมน์ นี้ไม่มีเลย จึงว่าแบบของพระองค์และพระสาวก ของพระองค์ท่านสอนกันมา ก็มีแต่สอนให้ถึง พระไตรสรณคมน์ กันเท่านั้นก็พอแล้ว ธรรมอื่นเป็นแต่แนะสอน ให้ลูกศิษย์ของท่านไปเลย อันแบบขึ้นกันเรียนกันมานี้ แบบเดิมของพระองค์สอนไม่เห็นมีในผูกในมัดใดเลย เห็นจะเป็นด้วยอาจารย์ต้องการสอนศิษย์เพื่อเป็นอาชีพกับลูกศิษย์ เพื่อเป็นการเลี้ยงตัว ใช้สอยสิ่งใดในตัวให้ง่ายกันนั้น เสียโดยมาก จึ้งตั้งแบบสอนให้มีขึ้นกันกับพระอาจารย์มานั้น พระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองสอนอาตมาให้รู้มาว่า ดังนี้แหละพ่อออกลุง พ่อออกลุงจะว่าอย่างไร ก็ขอให้ว่าไปเลย” 

เวลาพูดและอธิบายธรรมอยู่นั้น มองดูหน้าพ่อออกลุงหน้าตายมาแต่นานแล้ว เมื่อแกจะพูดต่อไป ดูเหมือนมีตัวสะเดิด (สะดุ้ง) ตื่นนอนหลับทั้งแรงเลย แกพูดกับหมู่ขึ้นว่า 

“หมู่ทั้งหลาย คุณหลานได้พูดอธิบายธรรมมานี้ เป็นธรรมมีแบบแผน เป็นธรรมมีหลักฐาน เป็นของพวกเราผู้หวังความพ้นทุกข์ ควรจดจำเอาไปปฏิบัติแท้ทีเดียว” 

แกพูดกับแม่ออกว่า 

“แม่เฒ่านี้มีบุญมาก ลูกของแม่เฒ่าคนนี้ เป็นลูกอันประเสริฐทีเดียว ได้ไปเที่ยวแสวงหาธรรมของดีอันประเสริฐ มาโปรดสอนพ่อแม่และพวกญาติใครๆ ให้เข้าใจสิ้นความสงสัยความข้องใจ ได้ปฏิบัติเอาตนให้พ้นทุกข์ด้วย แม่เฒ่าจะออกจากธรรมปีติทั้ง ๕ ของลุงไปขึ้นอยู่กับ ธรรมพระไตรสรณคมน์ คุณลูกของเฒ่าก็ดีแล้ว ส่วนลุงเวลาต่อไป จึงจะขึ้นธรรมพระไตรสรณคมน์ ภายหลังดอก”

ตัวข้าจึงว่า 

“นั้นแหละพ่อออกลุง พระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองท่านได้เรียนธรรมปฏิบัติมามาก ท่านได้พิจารณาตรองดูเห็นว่า ธรรมอื่นไม่จำเป็น จะขึ้นจะเรียนกันมีพิธีการยกครูยกทะลาย ให้เป็นการลำบากชักช้าแก่การปฏิบัติดำเนินใจ เข้าสู่ วิปัสสนาธรรมชั้นสูง ครั้นผู้ปฏิบัติเอาตนให้พ้นทุกข์เสียเปล่าดอก ท่านจึงได้หยุดพิธีการสอนธรรมทั้งหลายนั้นเสีย ท่านจึงมา สอนแต่ธรรมพระไตรสารณคมน์กันอยู่เท่านั้น อันธรรมพระไตรสารณคมน์นี้ คือ พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ คำพวกเราว่า ใจรู้สว่าง ดังนี้ คำพระพุทธเจ้าว่า ธมฺโม คำพวกเราว่า ใจรู้สว่าง คำพระพุทธเจ้าว่า สงฺโฆ คำพวกเรารู้ ใจรู้ข้อปฏิบัติดี รู้ปฏิบัติเอาตนพ้นทุกข์ จึงว่า ใจดวงเดียว มีพร้อมบริบูรณ์ทั้ง ๓ รัตนะ 

ให้ผู้ขอถึงไตรสรณคมน์แล้ว ให้ปฏิบัติเอาตนของตน คือให้เอาใจรู้ของตนนั้นรักษา กาย วาจา ของตนให้เป็นศีล เอาใจรู้ของตนนั้น ระลึกคำภาวนาขึ้น เอาใจรู้จับจดจ่ออยู่กับคำภาวนานั้น จนใจรู้นั้นอยู่รวมเป็นหนึ่ง เกิดเป็นแสงสว่างขึ้นมาได้ ชื่อว่าผู้นั้นเอาคำภาวนาฟอกใจรู้ของตนนั้นให้สะอาดขึ้นมาได้แล้ว จึงจับเอาใจรู้นั้นกำหนดพิจารณาดูกายของตน อันเป็นรูปธรรมรวมอยู่แล้ว ซึ่งสมมุตธรรมทั้งหลาย มีขันธธรรม อายตนธรรม เป็นต้น ให้เห็นแจ้งจะได้อาศัยเห็นแจ้งในธรรม คือรูปธรรมนี้ เข้าไปฟอกใจรู้ของตนให้ใสยิ่งขึ้นได้อีก ใจรู้นั้นก็จะได้ถอน อุปาทานการยึดถือมั่นของตน ออกจากความเป็นปุถุชนของตน ก็จะได้หมดไป ความเป็นอริยชนของตนก็จะเกิดขึ้นมาในใจ รู้ของตนดังนี้แล้ว จึงได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรมพระไตรสรณคมน์ หากเกิดรู้เองเห็นเอง เพราะตัวรู้เป็นตัวจิต คิดหาอุบายน้อม ความรู้อันรู้อยู่ ดวงตารู้หูได้ยินเป็นต้นนี้ รวมเข้าไปในใจได้หมดแล้ว ผู้นั้นหากเกิดรู้เองเห็นเอง ขึ้นมาเหมือนพระองค์ท่าน แสวงหาความรู้ทางอื่นอยู่ ๖ ปี ก็ไม่รู้เห็นอันใดขึ้นในใจท่าน เมื่อท่านคิดหาทางได้ อานาปานสติกรรมฐาน น้อมความรู้ของ ท่านเข้าไปรวมอยู่ในใจได้แล้ว แล้วท่านก็เข้าไปรู้ถึงฐานความรู้ของท่าน ท่านก็ได้ตรัสรู้ของท่านขึ้นมาในใจท่าน เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาเท่านั้นแหละ 

พ่อออกลุง อันพ่อออกลุงได้ปฏิบัติธรรมปีติ ว่าเป็นผู้บรรลุในธรรมทั้งหลาย จนพ่อออกลุงพูดประกาศตนอยู่เสมอว่า อยากพูดกับคนผู้พูดนอกโลกได้นั้น คนนอกโลก พ่อออกลุงรู้เขาพูดกันว่าอย่างไร เขานับถือลิทธิอะไร เขาปฏิบัติกันอย่างไร ขอให้พ่อออกลุงเล่าให้หลานฟังดูเถิด”

พ่อออกลุงแกเริ่มพูดขึ้นว่า 

“ลุงนั่งสมาธิ จิตรวมสงบดีแล้วเกิดใจสว่างไปนอกโลก เห็นคนในนุปปพพะวิทหทวีป เห็นคนในอุตรกุรุทวีป เห็นคนในอมรโคยาทวีป ขมภูทวีป แต่ละทวีป มีรูปต่างๆ กันอย่างนั้น ใหญ่น้อยต่างกันอย่างนั้น ความนับถือเขามีศีล ๕ ประจำเหมือนกันทั้งสามทวีป แต่ละทวีปเขามีหลักอันหนึ่ง พอกคำประดับแก้วรุ่งสว่างไสว หลักนั้น สูงประมาณ ๖ ศอก เป็นสี่เหลี่ยมใหญ่ ประมาณ ๑ ศอกคืบ มีคำไหว้ของเขาว่า เป็นคำบาลี มหาสมุเท ปุคคลาอัคฺคี เหมือนกัน ทั้งสามทวีป ตลอดทั้งหญิงทั้งชาย ก็ไหว้คำเดียวกัน ทั้งนั้น เป็นอย่างนั้นแหละคุณหลาน”

“คำไหว้ของเขานั้นพ่อออกลุงแปล ได้ไหมเล่า แปลว่าอะไร”

แกก็ว่า 

“แปลได้ มหาสมุเท อันว่าแม่น้ำมหาสมุทร ใหญ่กว้างลึกไม่มีประมาณนี้ ปุคคลาอคฺคี ไม่มีบุคคลใดจะมีความสามารถหาเอาฟืนมาก่อมาสุมน้ำมหาสมุทร ให้เหือดแห้งสูญไปนั้นไม่มีจะหมดจะแห้งไปได้เลย” แกแปลอย่างนี้

จึงถามแกต่อไปว่า 

“พ่อออกลุงรู้ดังนั้น ได้รับประโยชน์อะไรบ้าง” เห็นแกเพียง รักษาศีล ๕ ก็ยังไม่ได้อยู่เลย จึงได้ถามแกเช่นนั้น พ่อออกลุงแกพูดอักอักอยู่ในคอหน่อยหนนึ่ง แกพูดขึ้นว่า 

“ไม่เห็นได้รับประโยชน์อะไร ได้แต่รู้อย่างนี้เท่านั้นเอง”

“ถ้าอย่างนั้น พ่อออกลุงรู้เพียงลมๆ เท่านั้น บุคคลไม่สามารถจับเอาลมที่มันพัดไปมาตามอากาศ มาเป็นสมบัติอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าอาตมาแปลไม่แปลอย่างนั้นดอก ไม่เห็นจะมีประโยชน์อันใด แปลเปลี่ยน วิภตฺโต เป็น ตัง เสีย ว่า มหาสมุทร นิยมอันมีในใจตนนั้น ปุคคลอัคคี อันว่าบุคคลใดจะเอาไฟมาเผามาสุมให้มันเหือดแห้ง ไปด้วยอำนาจไฟนั้น ไม่มีเหือดแห้งไปได้เลย มีแต่จะเอาปัญญาอันใด อันเกิดจากสมาธินั้นแหละเผามัน มันจึงจะเหือดแห้งไปได้ ก็จะเป็นประโยชน์กว่า(ที่)พ่อออกลุงรู้แปลนั้นเสียดอก 

อันพ่อออกลุงรู้นอกโลกนั้นก็ดี ตามอาตมามาฟัง ได้เข้าใจตามว่า มิใช่พ่อออกลุงรู้นอกโลกอะไรเลย เพราะโลกหนึ่งๆ พระองค์หมายเอาทวีปทั้ง ๔ เป็นโลกอันหนึ่ง จึงว่าทวีปทั้ง ๓ นั้น ก็มีรักษาศีล ๕ อยู่เหมือนกันกับชมพูทวีปนี้อยู่ จึงว่าทวีปทั้ง ๔ นี้ รวมเป็นโลกอันหนึ่ง เพราะมีอาทิตย์ดวงเดียวอยู่ในทวีปทั้ง ๔ นี้ อีกด้วย จึงว่าทวีปทั้ง ๔ นี้ เป็นโลกอันหนึ่ง 

อาตมานึกว่า พ่อออกลุงจะรู้นอกโลกเหมือนประวัติพระโมคคัลลานเถระ ท่านขออนุญาตกับพระองค์ อยากเหาะขึ้นไปบนอากาศให้สูง อยากมองดูโลกว่า มันใหญ่กว้างเท่าใด พระองค์ก็ให้อนุญาต แต่พระองค์ได้สั่ง พระโมคคัลลานะว่า โมคคัลลาท่านเหาะขึ้นไปสูง จนมองดูแผ่นดินทั้งหลายนี้ เห็นเท่าใบผักแว่น ให้กลับลงมานะ ถ้าท่านเหาะขึ้นให้สูง จนมองแผ่นดินนี้ไม่เห็นแล้ว ท่านจะหลงโลกนะดังนี้ พระโมคคัลลา เมื่อได้รับอนุญาต แล้วก็เหาะขึ้นไป สูง จนเลยพระองค์สั่งขึ้นไป จนมองแผ่นดินไม่เห็นเสียเลย เห็นว่าสมควรแล้ว จึงเหาะถอยกลับมา พระโมคคัลลา หลงโลก เสียเลย หลงไปตกโลก พระเจ้าหลักดำมี ๔ ทวีปเหมือนกันกับโลกพระพุทธเจ้าโคตมะ บรมครูของพวกเรานี้ พระโมคคัลลา มองเห็นรัศมี อันสว่างของพระเจ้าหลักดำเข้าใจว่า รัศมีของพระพุทธเจ้าโคดม บรมครูของตน จึงลงถึงพื้นดินแล้ว เตรียมตัว เข้าไปกราบไหว้ พระพุทธเจ้าหลักดำท่านจึงบอกพระโมคคัลลานะว่า เราไม่ใช่พระพุทธเจ้าโคดม บรมครูของท่านดอก เราชื่อพระพุทธเจ้าหลักดำ อยู่อีกโลกหนึ่ง ต่างหาก กับโลกพระพุทธเจ้าโคดมบรมครูของท่าน เอาละเราจะเปล่งรัศมี ไปส่งท่าน ไปหาพระพุทธเจ้าโคดมบรมครูของท่าน ให้ท่านไปตามรัศมีอันสว่างของเรา ไปจนกว่ารัศมีของเราจะหมด ยังเหลืออยู่อีกเท่าแสงหิ่งห้อย ท่านมองไปข้างหน้า จะมองเห็นแสงสว่างเท่าแสงหิ่งห้อยแล้ว นั้นแหละให้ท่านเหาะไปหา แสงสว่าง อันมองเห็นอยู่ข้างหน้านั้นแหละเป็นรัศมีของพระพุทธเจ้าโคดม อันเปล่งมารับเอาท่าน เพราะพระพุทธเจ้าโคดม ท่านก็รู้ว่า ศิษย์หลงโลก มาตกโลกของเราผู้เป็นพระพุทธเจ้าหลักดำนี้เหมือนกัน ท่านจึงได้เปล่งเอารัศมีมารับเอาท่านดังนี้ 

อาตมานึกว่า พ่อออกลุงรู้นอกโลก รู้อย่างไปรู้โลกพระเจ้าหลักดำ ๔ ทวีปเป็นโลกหนึ่ง แล้วก็รู้อย่างนี้เรื่อยไป อย่างนั้นดอก อาตมาจึงถามเพราะหลานอยากรู้ด้วยดังนี้” 

อธิบายแก้ความเห็นของพ่อออกลุงมาถึงนี้ พ่อออกลุงแกหันหน้าพูดกับหมู่ว่า 

“หมู่ทั้งหลาย แต่ก่อนกันก็ว่ากันรู้ถึงหลัก คือกายจิตแน่ไม่ผิดแล้ว บาดเมื่อได้มาฟัง คุณหลานอธิบายผู้ข้ารู้ได้ว่า ความรู้ตน แต่ก่อนนั้นไกลหลักความจริง พอปานฟ้ากับดินไกลนั้นแหละผู้นี้ (เรา) ไม่มีคำใดจะพูดแย้งกับคุณหลานไปได้แล้ว เพราะคุณหลานพูดทวนเข้ามาใส่ใจ มันถูกหัวใจผู้นี้ กึกๆ เอาทุกคำเลย จะให้ผู้นี้พูดแย้งคุณหลานไปได้อย่างไร แต่ก่อนนี้ นึกอยากไปฟังโอวาทของพระอาจารย์มั่นอยู่เสมอ เมื่อมาได้ยินคุณหลานไปศึกษามากับท่าน มาแสดงให้ฟังอยู่นี้ ผู้นี้มันพอปานได้ฟัง เฉพาะหน้ากับพระอาจารย์มั่นเลยทีเดียว กันสิ้นอยากไปนมัสการฟังโอวาทของพระอาจารย์มั่นแล้ว” พ่อออกลุงพูดชมอยู่อย่างนี้

ขณะนั้นก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงแล้ว จะค่ำหมดเวลาไปก่อน จึงถามแกว่า

“อันว่าพ่อออกลุงว่าปฏิบัติธรรมปีติมา ได้ค้น หาวัดหกกกห้า สีมาแปด พ่อแม่นอก พ่อแม่ใน อุปัชฌาย์อาจารย์สวดขวาซ้าย นอกอุปัชฌาย์อาจารย์สวดขวาซ้ายใน เป็นต้น ตลอด พ่อออกลุงค้นหาได้แล้ว ผู้รู้จริงอยู่ในพ่อออกลุงนั้นว่า พ่อออกลุงไม่ควรบอกให้ใครรู้ด้วยเป็นอันขาด เป็นของรู้เฉพาะตน ใครอยากรู้ให้พิจารณาค้นหาให้รู้เห็นด้วยตนเอง เมื่อใครได้พิจารณาเห็นแล้ว ผู้นั้นเป็นพระผู้ประเสริฐขึ้นในตัวเลย ไม่ต้อง มีการบวชกับพระอุปัชฌาย์ใดเลย เมื่อพ่อออกลุงบอกให้คนอื่นรู้ไม่ได้ เล่าให้อาตมาฟังได้ไหม”

ถามแกไปอย่างนี้ พ่อออกลุงแกพูดว่า “จะประหารคอขาดไปเดี๋ยวนี้ ให้บอกดังนี้ พ่อออกลุง ก็บอกไม่ได้เลย”

จึงพูดกับแกว่า “พ่อออกลุง ท่านพระอาจารย์มั่นท่าน ไม่เห็นจะขัดข้อง อาตมาเรียนถามท่าน ท่านได้แสดงให้ฟังเลย อาตมาจะเล่าคำที่ได้ยิน พระอาจารย์เทศสอนอาตมา ให้พ่อออกลุงฟัง จะถูกตามพ่อออกลุงรู้มาไหม คือ 

วัตร ๖ นั้น ได้แก่จักขุวัตตัง ตาเป็นวัตรอันหนึ่ง ใครจะทำการงานด้วยรูปทั้งหลายแล้ว ต้องเอาตาดูจึงจะเป็นผลสำเร็จตามประสงค์ได้ โสตะวัตตัง หูเป็นวัตรในการฟังเสียง ใครจะสำเร็จในเรื่องราวต่างๆ ต้องเอาหูฟัง ฆานะวัตตัง จมูกเป็นวัตรในการรู้จักกลิ่น ให้สำเร็จตามใจตัวประสงค์ได้ ชิวหาวัตตัง ลิ้นเป็นวัตรในการรู้จักรส ให้สำเร็จดังใจประสงค์ได้ กายะวัตตัง กายเป็นวัตรในการสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง รู้จัก สำเร็จตามใจประสงค์ได้ มะโนวัตตัง ใจเป็นวัตรในการรู้ธรรมารมณ์ ให้สำเร็จดังใจประสงค์ได้ ใครไม่เอาอายตนะภายใน ทั้ง ๖ อย่างนี้ทำธุรกิจการงาน ให้สำเร็จผลเป็นบุญหรือเป็นบาปขึ้นมาแล้ว ไม่มีอันจะทำเลยต้องหกอย่างนี้เป็นวัตร ใครจะ ปฏิบัติดีชั่วอย่างไร ก็ต้องเอา หกอย่างนี้ ปฏิบัติให้เป็นขึ้นมาทั้งนั้น

ส่วน กกห้า นั้นพระอาจารย์สอนอาตมาว่า ได้แก่ขา ๒ แขน ๒ รวมเป็นสี่ ห้ากับหัว ๑ เพราะวัตรหก ต้องอาศัยพวกนี้ตั้งอยู่ จึงเป็นอยู่ได้ 

สีมาแปด นั้นได้แก่หู ๒ ตา ๒ รวมเป็น ๔ จมูก ๒ รวมเป็น ๖ ลิ้นหนึ่ง กายหนึ่ง รวมเป็นสีมาแปด ใจเป็นลูกนิมิตอยู่ตรงกลาง พระองค์ท่านบัญญัติให้ทำสีมา บอกให้เป็น ที่สำเร็จสังฆกรรมอยู่ตามวัดทั้งหลายนั้น พระองค์ก็บัญญัติให้เป็นการถูกต้อง ตามสีมาภายในตัวดังนี้ จึงว่าเป็นการทำ ถูกต้องได้ ส่วนทำการผูกสีมาภายใน ก็ให้อาจารย์ผู้ฉลาดจับเอาสัจจะ ๔ ของจริง เป็นหลักพิจารณาทักรู้ทักเห็นแล้วๆ เล่าๆ จนกว่าให้ใจตกลงว่าสัจจธรรมของจริง 4 อย่างนี้ จริงแน่ทีเดียว ขึ้นมาในใจตามนั้นเป็นการสำเร็จผูกสีมา ภายในได้เท่านั้น เหมือนกันกับผูกสีมาภายนอก ก็มีอาจารย์ผู้ฉลาดนำพระสงฆ์ออกไปทักข้างนอก ให้สีมาภายนอกพระก็รู้ว่าเป็นหิน เป็นใบสีมา พวกโยมก็รู้ว่าหิน ก็ยังมีการให้ทัก ให้บอกกัน อยู่เป็นหนสองหน มีทักอยู่อย่างนี้ ไปจนรอบสีมาหลังนั้นแล้ว จึงเข้าไปสวดลูกนิมิตอีก ทั้งลูกนิมิตอีก จน ๔ รอบ ๔ จบให้เหมือนพระองค์สอนไว้ หรือแสดงไว้ว่า มรรค ๔ ผล ๔ ดังนี้จึงจะ เป็นการสำเร็จกิจวัตรเป็นกกเป็นต้นของการปฏิบัติธรรม เอาตนให้พ้นทุกข์ได้จริงดังนี้ 

ส่วน พ่อแม่นอก พ่อแม่ใน นั้น พระอาจารย์สอนอาตมาว่า พ่อแม่นอก ได้แก่พวกเรา ได้เกิดร่วมท่านมาได้แก่พ่อแม่อัน หมู่พวกเราได้เรียกพ่อแม่กันมาอยู่ ทุกวันนี้ พ่อแม่ในนั้นได้แก่ลมหายใจเข้า และลมหายใจออก อันให้ชีวิตของพวกเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ เหมือนพ่อแม่มีความ อุตสาหะเลี้ยงดู จนได้พวกเรามีชีวิตเติบโตขึ้นมานี้ เหมือนกัน

ส่วน พระอุปัชฌาย์ อาจารย์สวดขวาซ้าย นอกใน นั้น พระอาจารย์สอนว่า พระอุปัชฌาย์ได้แก่ จมูกมันให้ชีวิตเป็นอยู่ได้นี้ พระอาจารย์สวดขวาได้แก่ตาข้างขวา พระอาจารย์สวดซ้ายนั้นได้แก่ตาเบื้องซ้าย 

นี้ยังเป็นนอกอยู่ เพราะว่าตามหนังสือธรรมสามไตร กล่าวไว้ดอก ถ้าพูดพระอุปัชฌาย์ อาจารย์ขวาซ้ายกันจริงๆ แล้ว 

พระอุปัชฌาย์ใน ได้แก่สติตัวรู้ คือดวงใจ อยู่ในท่ามกลางอกนั้น 

พระอาจารย์สวดขวา ได้แก่ตัวรักของใจ ความชังของใจเป็นอาจารย์สวดซ้าย พระองค์จะได้ตรัสรู้ ก็เพราะท่านเอาสติจับ เอารักชังขึ้นมาพิจารณาจนรู้จักรู้ชัง เห็นแจ้งชัดว่า ความรักเป็นการเนิ่นช้าไม่เป็นประโยชน์ ความชังเป็นทุกข์เปล่า ไม่เป็น ประโยชน์ ท่านจึงเอาสติทางเงื่อนสอน คือรักกับชังนั้นออกจากดวงใจ สติความรู้ของท่านนั้น ขาดไปไม่เข้าไปยึดถืออยู่ ท่านจึงได้ตรัสรู้ มีดวงตาทิพย์เกิดขึ้นได้เห็นธรรมทั้งหลาย จนได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ก็เป็นอันว่าพระองค์ได้บวชตัวเอง ด้วยมีพระอุปัชฌาย์อาจารย์สวดขวาซ้าย บริบูรณ์ ขึ้นในตัวของท่าน พระองค์ได้มาตั้งพิธีการบวชกุลบุตรให้เป็นการถูกต้อง ดังพระองค์บวชท่านเองดังนี้ ไว้ประจำพระพุทธศาสนาของท่านมาจนตลอดทุกวันนี้แล 

อย่างนี้แหละพ่อออกลุง พระอาจารย์ใหญ่มั่นท่านเทศน์สอนอาตมาจำได้มา ท่านบอกถึงที่สอนว่าอาจารย์ผู้สอนธรรมปีติ เป็นคฤหัสถ์ เป็นคนเขมร เขาสอนกันอยู่จังหวัดสุรินทร์ สอนพวกลูกศิษย์เป็นบ้า เสียคนกันมาตั้งมากๆ เขาเอาหนังสือธรรมสามไตร เป็นหลักสอนกัน ดอกดังนี้พ่อออกลูก ถูกดังพ่อออกลุงรู้มาไหม” 

พ่อออกลุงถูกถาม แกก็เดินไปอย่างแรง แล้วแกตั้งตัวเที่ยงดีแล้ว แกจึงพูดตอบว่า 

“แหม แม่เฒ่า คุณหลานลูกแม่เฒ่านี้ เป็นผู้มีวาสนามาก ปฏิบัติไป จะต้องได้สำเร็จพระอรหันต์แน่ๆ ทั้งจะได้มาโปรดพวกญาติๆ ให้พ้นทุกข์ด้วยเสียอีก ไปศึกษาความรู้ไม่นานเลย จำความรู้อาจารย์สอนได้ลึกซึ้ง ได้อย่างละเอียดลออ เอาเสียจริงๆ”

พ่อออกลุงได้อนุโมทนากับหลาน ได้นำคำสอนของครูบาอาจารย์มาสอนให้หมู่ญาติได้รู้และเข้าใจดีมากดีมาก มันถูกเอาเสียทุกอย่างไม่มีผิดเลยดังนี้ 

ต่อไปก็ได้ถามพ่อออกลุงอีกว่า 

“อันที่ว่าพ่อออกลุงได้ปฏิบัติธรรมปีติมาว่า ได้เห็นผู้รู้ของตน คำว่าได้ผู้รู้แล้วนั้น รู้เป็นอย่างไร วัตร ๖ กก ๕ ที่พ่อออกลุงได้นั้นเป็นอย่างไร พ่อออกลุงว่าพูดให้ใครฟังไม่ได้นั้น อาตมาก็พูด ให้พ่อออกฟังได้แล้ว ทั้งพ่อออกลุงก็ได้พูดรับรองว่า อาตมาอธิบายถูกต้องดีแล้ว อันผู้รู้นี้พูดให้อาตมาฟังได้ไหม”

พ่อออกลุงแกพูดว่า “มันได้พูดกันมาแล้ว ก็พูดกันไปเสียเถอะ” ดังนี้ แกจึงพูดขึ้นว่า

“ผู้รู้ ที่พ่อออกลุงได้รู้ ได้เห็นและที่ว่าพ่อออกได้นั้นคือ พ่อออกภาวนากำหนดจิต รวมเข้าไป จิตสงบเกิดความสว่างขึ้นดีแล้ว เกิดเห็นเบ้าทองคำอันหนึ่งมีฝาปิด มีน้ำเต็มอยู่ในเบ้า นั้น เบ้าและฝาปิดเบ้า ก็ดีสุกใสเสียจริงๆ ไม่กำหนดจิตเพ่งดูให้ชัดๆ แล้ว จะมองไม่เห็นเลย น้ำอยู่ในเบ้านั้นจะใสแสนที่จะใส เมื่อตนเองอยากรู้ อยากเห็นอันใดก็ดี หรือคนอื่นมาถามอยากรู้อยากเห็นของเสียหาย บ้านอยู่ไม่สบายอย่างนี้เป็นต้น เมื่ออยากรู้เปิดฝาเบ้าออก ดูลงไปในน้ำอันอยู่ในเบ้านั้น เห็นอันตนอยากรู้และสิ่งของที่เขามาถามอยากรู้นั้น อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเลยทีเดียว นี้แหละพ่อออกเห็น พ่อออกรู้ และได้ผู้รู้นั้น ถูกไหมคุณหลาน” 

ตัวข้าจึงว่า “พ่อออกลุง เบ้าที่พ่อออกลุงเห็นนั้น ว่าเป็นผู้รู้นั้น มันเห็นนิมิตต่างหาก ไม่ใช่เป็นผู้รู้ อันผู้รู้นั้น ได้แก่ผู้เห็นเบ้าและรู้เบ้านั้น และผู้เปิดฝาเบ้าแลลงไปในน้ำ เห็นนิมิตอยู่น้ำนั้น รู้จักนิมิตว่าเป็นอันใดได้แน่นั้น เป็นผู้รู้ไม่ใช่เบ้าเป็นผู้รู้ เป็นแต่นิมิต ให้ผู้รู้เห็นและรู้เท่านั้นเอง”

พ่อออกลุง แสดงตัวแกนิ่งอยู่เหมือนใจจะขาด นิ่งอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วแกจึงพูดขึ้นว่า “แหม บาดนี้ (ทีนี้) ละเอียดจริงๆ” 

แล้วแกพูดว่า “ที่พ่อออกพูดให้คุณหลานฟังแล้วนี้มันไม่ใช่ผู้รู้จริงๆ แต่ก่อนพ่อออกว่าเป็นผู้รู้ ครั้นต่อมามันได้หายไปแล้ว จึงว่าเบ้านี้ไม่ใช่ ผู้รู้อย่างคุณหลานว่า แต่มาเวลานี้มันมีเกิดขึ้นดังนี้ เป็นผู้รู้ขึ้นมาในใจของพ่อออก พ่อออกเห็นว่าเป็นผู้รู้อย่างแน่นอน ของพ่อออกเลยทีเดียว คือเมื่อพ่อออกทำจิตให้รวมดีแล้วเกิดความสว่างขึ้นมา มองเห็นตู้แก้ว สูงศอกคืบ กว้างหนึ่งศอก ตู้แก้วนี้ใสแสนที่จะใส จนเอาจิตรวมอยู่นั้น เพ่งดูเกือบจะไม่เห็น ในตู้นั้น มีพระพุทธรูปแก้วอยู่องค์หนึ่ง สูงราวหนึ่งคืบ สี่นิ้ว สุกใสเหลือประมาณ จนจะนำพูดให้ใครฟังไม่ได้ทีเดียว เมื่อคนมีความรู้อันใดก็ดี หรือมีใครมาถามอยากรู้อันใดก็ดี เปิดฝาตู้แก้วออกแล้ว พระพุทธรูปอยู่ในตู้แก้วนนั้น หากเทศนาบอกมาให้รู้ทุกอย่างเลย อันนี้จะใช่เป็นความรู้ไหมคุณหลาน ถ้าไม่ใช่พระพุทธรูปแล้ว และตู้แก้วอันพ่อออกลุงค้นหามาได้หลังนี้ที่ได้เล่าให้คุณหลานฟังมานี้ ก็ไม่ใช่ผู้รู้อีก พ่อออกหมดปัญญาที่จะค้นหาต่อไปอีกแล้ว”

จึงได้ตอบลุงอีกว่า “อันตู้นี้ก็เป็นเพียงนิมิตเหมือนเบ้าทองคำ อันพ่อออกลุงได้พูดให้หลานฟัง มาแล้วนั้นเหมือนกัน ใครเป็นผู้มองเห็นตู้ ใครเป็นผู้เปิดตู้นั้น ใครเป็นผู้เห็นพระพุทธรูปแก้ว และได้ยินพระพุทธรูปเทศนา และจำได้ว่า เป็นพระพุทธรูปแก้วเทศนาอย่างนี้ใครรู้อย่างนี้มิใช่จิต คือ ผู้รู้ของพ่อออกลุง วันใดมองเห็นตู้แก้วและ พระพุทธรูปแก้วนี้หรือเป็นผู้รู้ เป็นผู้เข้าใจในการที่พระพุทธรูปเทศนาบอกให้รู้”

พ่อออกลุง จารย์อ่อนสีแกหมดปัญญา ยอมแพ้ ข้าเลย ทั้งยอมให้แม่ออกของข้าออกจากธรรมปีติของแก แกบอกว่า 

“แม่เฒ่าจะออกจากธรรมของฉัน ไปขึ้นอยู่กับธรรม พระไตรสรณคมน์ของคุณลูกของแม่เฒ่าก็ไปได้ ฉันยินดีด้วย” 

พูดกันมาถึงนี่บ่าย ๕ โมงเย็น จึงลงเอยกันได้ และก็หยุดพัก พอควรก็เลิกกันไป แต่พ่อออกลุงได้ขอตัวไปภาวนาค้นหาตัวรู้ของแกว่าจะให้เห็นให้จนได้ สิ้นการโต้วาทีกับพ่อออกจารย์อ่อนสี เพียงเท่านี้

ครั้นวันหลัง แม่ออกได้ออกมาเล่าเรื่องได้ปฏิบัติธรรมปีติมากับพ่อออกลุงนั้น ว่าจิตรวมได้ดีแล้ว เกิดรู้นิมิตขึ้นมาที่ใจ รวมอยู่นั้น ว่าตัวข้าและท่านพี่เท่านั้น เป็นลูก ๑๘ คน นอกนั้นเป็นแต่เขามาเกิดร่วมเท่านั้น 

ตัวข้าจึงรู้ขึ้นมาว่า “กุศลของแม่ เราคงมาถึงแล้ว แม่เราจึงได้พูดอย่างนี้” 

ตัวข้าจึงได้พูดกับโยมแม่ขึ้นว่า “แม่ออกว่า มีแต่อาตมาสองคนเท่านี้ เป็นลูกของแม่ ก็ดีแล้ว แต่อาตมากับท่านพี่สองคนนี้บวชแล้วว่า จะไม่สึก แม่ออกจะทำอย่างไรเล่า” 

แม่ออกจึงพูดว่า “ก็แล้วแต่ลูกทั้งสอง ถ้าไม่สึกก็อนุโมทนา” 

“อาตมาทั้งสองไม่สึกแล้ว แม่ออกก็ต้องบวชเป็นแม่ชีปฏิบัติอยู่เป็นผู้มีศีลธรรมอยู่ด้วยลูกทั้งสอง อันแม่ออกว่าเป็นลูกแท้จึงจะถูก ถ้าแม่ไม่ออกบวช นิมิตที่แม่ออกเห็นนั้นก็ไม่เป็นของจริง เป็นนิมิตหลอกแม่ออกเท่านั้นเอง แม่ออกจะว่าอย่างไร” 

แม่ออกจึงว่า “แม่ก็ไม่ว่า ลูกจะให้บวช แม่ก็ยินดีบวชตาม ตามลูกเห็นดีทุกอย่าง” 

แม่ออกจึงปรึกษาเรื่อง น้องสาวสองคน ยังไม่มีครอบครัว “น้องสาวของคุณลูกทั้งสองคนยังไม่มีผัวอยู่นั้น จะให้แม่ทำอย่างไร” 

ข้าตอบแม่ว่า “แม่ก็ว่าไม่ ใช่ลูกของแม่ เป็นแต่เขามาอาศัยร่วมเกิดเท่านั้น ก็ยังจะไปเป็นห่วงเขาอยู่หรือ” 

“แม่ก็ไม่เป็นห่วง แต่ถ้าเขามีความประพฤติ เสียไปเป็นคนไม่ดีแล้ว ชาวบ้านเขาก็จะรังเกียจติเตียน แม่ก็ไม่มีความสุขต่อไปข้างหน้า” 

“เป็นแต่ให้แม่ออกบวชในเวลา อาตมาทั้งสองได้มาร่วมอยู่ด้วยกับแม่ออก เท่านี้ก็เอาดอก ส่วนการอยู่ของแม่ออกนั้น เวลาน้องทั้งสองเขายังไม่มีครอบครัว อยู่นี้ แม่ออกบวชแล้ว ก็ให้แม่ออกอยู่กับเขานั้นก่อน ต่อเมื่อน้องเขามีครอบครัวหมดแล้ว จึงให้เขาและผัวของน้องและพี่ๆ ไปทำกุฏิอยู่ริมวัด ข้างใดข้างหนึ่ง แล้วแม่ออกจึงไปอยู่กุฏิที่เขาทำให้นั้น ต่อภายหลังก็ได้ดอก” 

วันหลังตัวข้าและท่านพี่ก็ให้ แม่ออกรับพระไตรสรณคมน์ และบวชเป็นชีรักษาศีล ๘ เสร็จเลย

ท่านพี่เมื่อได้ให้แม่ออกรับไตรสรณคมน์ บวชชีเสร็จแล้ว อยู่ร่วมกันไปอีก ๘ วัน ท่านก็ได้ลาไปเที่ยววิเวก ทำความเพียรเพื่อประโยชน์ตนต่อไป 

ส่วนตัวข้าได้อยู่สอนแม่ออกและพวก ญาติ ให้เข้าใจในข้อปฏิบัติธรรมและพระไตรสรณคมน์ และศีลอันเป็นของเกี่ยวเนื่องกันกับการปฏิบัติธรรมพระไตรสรณคมน์ ให้ถูกต้องทางพ้นทุกข์อยู่ในระยะ ๒๐ วัน เห็นว่า แม่ออกและพวกญาติเข้าใจดีในข้อปฏิบัติแล้วก็ได้ลาไปเที่ยวธุดงค์ ทำความเพียร เพื่อให้ประโยชน์ตนเกิดขึ้นต่อไป 

ต่อแต่นี้ไปก็ได้เดินทางมาเยี่ยมแม่ออกปีละหน อยู่สอนแม่ออกและพวกญาติ เห็นว่า เข้าใจธรรมดีพอสมควรแล้ว จึงได้ลาไปเที่ยวธุดงค์ตามเคย

เมื่อได้ลาแม่ออกไปธุดงค์แล้ว ได้เดินเข้าไปในดงอีกแต่องค์เดียว ปฏิบัติอยู่บ้านนายูงของเก่า ที่เคยอยู่มาแล้ว 

ถึงเดือน ๖ ข้างขึ้น พวกโยมบ้านนาหมี เกิดโรคอหิวาต์ลงท้องกันมาแต่เดือน ๔ แก้กันด้วยยาไม่หาย ไปนิมนต์พระอาจารย์ใหญ่มั่น ให้มาสวดระงับให้โรคหาย ท่านก็ไม่มา ท่านดุเขาว่า ไม่ฟังความที่ท่านสอนไว้ ท่านสั่งเขาผู้ไปนิมนต์ว่า ให้ไปนิมนต์เอา ท่านอ่อนมาสวดให้ เขาก็ไม่ไป 

เขาได้นิมนต์พระอาจารย์ใหญ่ ถึง ๗ ครั้ง ท่านก็ไม่มาให้เขา แต่ท่านก็สั่งให้เขาไปนิมนต์ ตัวข้าอยู่อย่างนั้น ถึงครั้งที่ ๗ พวกโยมเขาจึงไปนิมนต์บอกว่า พระอาจารย์สั่งมา ให้นิมนต์ท่านไปสวดมนต์ 

ตัวข้าจึงพิจารณา ว่าจะไปดีหรือไม่ไปดี เขาจะมีใครเคารพเรา สวดมนต์พอให้โรคเขาหายได้หรือประการใด จึงได้ถามเขาทุกประการ เขาก็รับว่าจะตั้งใจฟังและเคารพธรรม จึงได้เกิดความสงสารเขาขึ้นมาในใจ จึงได้มาสวดมนต์บ้านนาหมี ได้สวดมนต์ให้เขา 

เวลาสวดมนต์อยู่นั้น มีคนลงท้องมากจวนจะตายอยู่ ๔ คน ผู้หญิงหนึ่งคน ผู้ชายสามคน สวดมนต์องค์เดียวเสร็จ ประมาณสามทุ่ม หนทางไปตามดงไกลหน่อยหนึ่งถึงวัด จึงได้รีบกลับวัด พวกโยมที่เป็นญาติของคนป่วย เอาน้ำมนต์ที่สวดไว้นั่น ไปให้คนป่วยกินก็หายจากลงท้องทันที (เป็นท้องร่วง) เหมือนทิพย์โอสถหายขาด เหมือนปลิดทิ้งเสีย เขาจึงนิมนต์ไปสวดมนต์ให้สามคืน 

เสร็จจากนั้นแล้ว ก็เดินทางออกจากดง มากราบนมัสการพระอาจารย์ใหญ่มั่น อยู่ต่อมาเกิดเป็นไข้ดงจับ อย่างหนัก รักษาอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ จึงหายดีเป็นปกติ 

ต่อมาไม่นานท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านออกธุดงค์เดินวิเวกไปในเขตอำเภอสว่างแดนดิน จ.สกลนครไปเรื่อย ไปทางอำเภอท่าอุเทน นครพนม จัดเสนาสนะที่บ้านสามผง 

พระอาจารย์ใหญ่มั่น รับเอาพระอาจารย์เกิ่ง อาจารย์ฝ่ายมหานิกาย อยู่บ้านสามผง ยาครูสีลา อยู่บ้านวา ท่านยาครูดี บ้านม่วงไข่ อำเภอพรรณานิคม พร้อมด้วยหมู่ลูกศิษย์ ให้ญัตติเป็นพระธรรมยุต กับท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ 

พระอาจารย์สิงห์ จัดเสนาสนะ บ้านอากาศอำนวย อยู่จำพรรษา ตัวข้าได้นำท่านพี่คำมี ที่เป็นไข้ดงจับอย่างแรงไปรักษา อยู่จำพรรษากับ พระอาจารย์สิงห์ วัดป่าบ้านอากาศ 

เดือน ๘ แรม ๘ ค่ำ ท่านพี่ได้มรณภาพไป 

ออกพรรษาแล้ว ข้าได้เดินทางไปบ้านสามผง เพื่อกราบท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น แต่ไม่พบท่าน สำหรับท่าน เมื่อออกพรรษาได้ ๑ วัน ท่านพระอาจารย์ท่านได้เดินทางไปพักสำนักวัดป่าบ้านโนนแดง (บ้านดอนแดงคอกช้าง) และบ้านเสี้ยว อ.ท่าอุเทนโน้น 

ตัวข้าพักเอาแรงอยู่สำนักวัดป่าบ้านสามผงนั้นได้สองคืน จึงได้เดินทางไปสำนักบ้านโนนแดง ทันท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านเลยสั่งให้มีการประชุมหมู่ มีพระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น เข้าในการประชุมด้วย 

ท่านพระอาจารย์ใหญ่ท่านปรารภว่า เรื่องจะนำแม่ออกท่านไปส่งมอบให้หมู่น้องสาวท่าน เพราะท่าน เห็นว่า แม่ออกท่านแก่มากอายุ ๗๘ ปีแล้ว เกินความสามารถท่านผู้เป็นพระปฏิบัติได้แล้ว 

พระอาจารย์สิงห์ อาจารย์มหาปิ่น ก็ต่างรับรองเอาแม่ออกท่านไปส่งด้วย เพราะแม่ออกของพระอาจารย์แก่มาก หมดกำลัง ต้องไปด้วยเกวียน จึงจะไปถึงเมืองอุบลๆ ได้ 

ฉะนั้นหมู่พวกข้าทั้งหลายและเณร รวมกันทั้งหมด ๖๐ รูป ก็ต่างพากันตกลงใจไปเมืองอุบลฯ กับพระอาจารย์ด้วย ไปถึงหัวบ้านตะพาน บ้านหนองขอน เป็นบ้านเดิมของท่านพระอาจารย์สิงห์ อาจารย์มหาปิ่น ซึ่งอยู่ในเขตอำเภออำนาจเจริญ จ.อุบราชธานี ได้จัดตั้งสำนักป่า จำพรรษากันอยู่นั้นก่อน 

พระอาจารย์อุ่น ไปจัดสำนักป่าบ้านโนนเมือง ได้มหาปิ่น มุทุกันต์ มาบวชเป็นศิษย์ปฏิบัติอยู่ด้วยท่าน 

ออกพรรษาแล้ว พระอาจารย์ใหญ่ได้นำแม่ออกท่านไปมอบให้น้องสาวท่านในเมืองอุบลฯ หมู่พวกข้าจึงค่อยทยอยกันอยู่ตาม

พระอาจารย์ใหญ่มั่น อยู่วัดบูรพา เพราะท่านสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ใช้ท่านไปจำพรรษา 

พระอาจารย์สิงห์ อาจารย์มหาปิ่น ได้จำสำนักป่า จำพรรษาอยู่ท่าวังหินคุ้มบ้านสว่าง 

ตัวข้าพร้อมด้วยหมู่จำพรรษา บ้านหัวงัว อำเภอยโสธร 

ออกพรรษาแล้ว ถึงเดือน ๓ หรือเดือน ๔ ไม่แน่ใจ พระอาจารย์ใหญ่มั่นได้มอบหมู่พวกข้า ไว้กับพระอาจารย์สิงห์ อาจารย์มหาปิ่น ส่วนตัวท่านได้ไปกับเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถระ จำพรรษาวัดสระประทุม 

จากนี้ไป ขอจบเรื่องการศึกษาปฏิบัติผิดถูกอันจำเป็นกับครูอาจารย์และได้ศึกษาเข้าใจดีพอ ปฏิบัติเอาตนให้พ้นทุกข์ได้แล้ว ส่วนที่ยังอยู่ ก็แต่ตนจะตั้งใจปฏิบัติ ทำใจตนให้เป็นไปตามธรรมที่ได้ศึกษาอบรมมาเท่านั้น จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน ฯลฯ 

การทำกิจพระศาสนา 

แต่นี้ไป จะได้พรรณนาเรื่องที่ได้ทำกิจพระศาสนา ช่วยครูบาอาจารย์และปฏิบัติเอาตน ก่อกู้ค้ำจุนรักษาพระศาสนาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป เรื่องทำกิจพระศาสนาปี จำพรรษาบ้านหัวงัว อำเภอยโสธรนั้น เดือน ๑๐ ข้างแรมเห็น พระมหานิกายแตกพรรษา มาขออาศัยอยู่กับข้า ข้าถามพระนั้นว่า พวกโยมอาจารย์ครูจันทร์ ปราชญ์ใหญ่ นายกำนันขุนเสน ตำบลพาสมัย อำเภอยโสธร ไล่ผมหนีจากสำนักป่า บ้านกุดกะเจิม ตำบลพาสมัยนั้น คือพวกโยมที่กล่าวมานี้ มาถามธรรม กับผม ผมบอกพวกโยมว่า อาตมาปฏิบัติยังไม่รู้อะไรดอก พวกโยมก็เลยว่า ตัวผมปฏิบัติเลือกทำเอาเอง ครองพระ ครองสงฆ์ ไม่มีดอกแบบท่านทำอยู่นี้ แล้วก็ได้พากันมาไล่ผมหนี ผมจึงได้มาขออาศัยอยู่กับครูบานี้แหละ

ตัวข้าพร้อมหมู่ก็ได้อนุญาต ให้พระองค์นั้นได้มาอาศัยอยู่กับหมู่พระมหานิกาย ที่จัดสำนักอาศัยศึกษาติดกันอยู่นั้นไป แต่ตัวข้านึกในใจขึ้นว่า อาจารย์ครูจันทร์ปราชญ์นี้ ไปเรียนความรู้ธรรมจนให้เขาว่า ปราชญ์อย่างไรกัน จึงไม่รู้ธรรมปริยัติ ปฏิบัติปฏิเวธ อย่างนี้ออกพรรษานี้แล้ว เราเดินไปเอาใบสุทธิที่เจ้าคณะอำเภอยโสธร เราจะหาโอกาสไปดูตัวแกสักครั้ง ครั้นออกพรรษาแล้ว ก็ได้เดินทางไปขอใบสุทธิเดินธุดงค์ต่อไป ท่านเจ้าคุณเจ้าคณะอำเภอวัดสร่างโสก ท่านหลวงพ่อพระครูจิตวิโสธนาจารย์ ท่านทำให้แล้ว ก็ได้เดินทางมาพักอยู่บ้านหนองข่า ตำบลคำใหญ่ ที่เหมาะดี พักอยู่นั้นนานพอสมควร ครั้นต่อมามีหมู่อีกองค์หนึ่งขื่อ พระอาจารย์คูณ กับเณรอีกองค์หนึ่ง ไปพักอยู่ด้วย สอนคนในแถวนั้น ละการ นับถือ ผีต่างๆ ให้รับพระไตรสรณคมน์ได้มาก เป็นจำนวนห้าหมู่บ้าน เดือนยี่เท่าไรค่ำ จำไม่ได้ พ.ศ. ๒๔๗๐ สมัยนั้นอายุได้ ๒๖ ปี ครั้นพอสมควรแล้ว จึงได้ลาญาติโยมบ้านหนองข่า เดินทางไปบ้านหนองหิน ที่เป็นบ้านกำนันขุนเสนวาปี และจารย์ครูจันทร์ เป็นต้นนั้น ไปพักกันอยู่ริมป่า ดอนผีปู่ตาเขา มองไปเห็นคนเขาล้อมรั้วสวนปลูกยาอยู่ ได้เดินไปบอกให้เขาไปบอกนายกำนัน ขุนเสนวาปีเป็นต้น หรือพ่อออกจารย์ครูจันทร์ ให้ออกมาเยี่ยมเล่นกับหมู่พวกอาตมา ที่ได้เดินทางมาพักริมป่าที่มองเห็น อยู่นั้นด้วย โยมก็ได้วางงานเข้าไปบอก ให้กำนันขุนเสวนาปี กำนันขุนเสน ให้จารย์ครูจันทร์มาคนเดียว แกมาถึงแกก็ปิดชื่อ ถามชื่อว่าพ่อออกเป็นใคร เป็นพ่อออกจารย์ครูจันทร์หรือๆ เป็นนายกำนันขุนเสนวาปี ประการใด พ่อออกจารย์ครูจันทร์ แกว่า ไม่ใช่ทั้งนั้น แกบอกว่า พ่อออกจารย์ครูจันทร์และกำนัน จะออกมาตามทีหลัง เมื่อพูดกันไปสังเกตดูแกพูดและแกหัวเราะ เป็นลักษณะคนมีความรู้ ข้าจึงทักแกขึ้นว่า พ่อออกนี้เป็นพ่อออกจารย์ครูจันทร์ใช่ไหม แกก็เลยรับรองว่าใช่ ข้ากับแกก็เลยได้สนทนาธรรมกันกับแกพอควร ก็ได้ไปเดินหาที่พัก เห็นดอนหนึ่งพอพักได้แล้ว ก็ให้จารย์ครูจันทร์พร้อมด้วยหมู่ของแก จัดที่พักขึ้น วันนั้นไม่แล้วดี วันหลังให้ทำให้ดีพอทำความเพียรได้สะดวกดีแล้วเสร็จ ไปอีกวันหนึ่ง ถึงวันที่สอง จึงเห็นกำนัน ขุนเสนวาปี และจารย์ครูจันทร์เป็นต้น พร้อมด้วยชาวบ้านหนองหิน หลังคาเรือนร่วมสามร้อยกว่า ได้พากันเตรียมตัว มาไต่ถามธรรมกันเป็นอย่างมาก ตัวข้าเห็นคนเขามามาก จึงนึกรู้ขึ้นในใจ ว่านี้ไม่ใช่เขาจะมาไต่ถามธรรมกับเราหรือ ประการใด จึงได้ถามเขาดูว่าพวกพ่อออกแม่ออก พากันมามากมาย พากันมาธุระอะไร พ่อออกจารย์ครูจันทร์ตอบขึ้นว่า มาถามไล่ธรรมกับท่านนี้แหละ จึงได้พูดกับแกว่า จะมาไล่อาตมาอย่างไร อาตมาไม่ได้เรียนคัมภีร์วินัยอะไรมากมายเลย เรียนแต่พอรู้ข้อปฏิบัติบ้างเล็กน้อยเท่านั้น หากพวกพ่อออกมาไล่อาตมา อาตมาก็ต้องยอมแพ้พวกพ่อออกเลย แล้วยอมๆ พ่อออกจารย์ครูจันทร์แกจึงพูดว่า อาจารย์พูดนี้พูดซ่อนเล็บมากทีเดียว ถึงอย่างไรพวกผมก็จะเปิดเล็บของท่านอาจารย์ดู ให้รู้แน่ ว่าจะเล็บสั้นเล็บยาวแค่ไหน พวกผมก็จะถามท่านให้รู้ในวันนี้แหละ พวกผมเตรียมมาถามท่านอาจารย์วันนี้ ๗ คัมภีร์ เท่านั้นดอก ทั้ง ๗ คัมภีร์นี้ พวกผมจะขอถามท่านอาจารย์ แต่ที่สำคัญๆ เท่านั้นดอก เพราะพวกผมเป็นฆราวาส มีกิจธุระมาก มีเวลาจะถามท่านอาจารย์ได้อยู่ เฉพาะวันเดียวเท่านี้แหละ ก็ตัวอาตมาขอยอมแพ้ ขอให้พ่อออกหยุดไล่อาตมาแล้ว ทั้งอาตมาก็ได้บอกว่า อาตมาไม่รู้แล้ว พวกพ่อออกก็ยังไม่หยุด ไล่อาตมาอยู่หรือ อันพวกพ่อออกจะถามอาตมานี้ ถามเอา ความรู้ด้วยกันหรือจะถามเอาแพ้เอาชนะกันประการใด อาตมาขอทราบ พ่อออกจารย์ ครูจันทร์ จึงตอบขึ้นว่า ถามเอาความรู้ด้วยกันนั้นแหละ ถ้าถามเอาแพ้เอาชนะกันนั้น พวกโยมเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย จารย์ครูจันทร์แกปรารภธรรมขึ้นมาว่า การอธิบายธรรมกันนี้ ต้องพูดกันให้ถึงธาตุ วิภัติ ปัจจัย เป็นต้น แหมมันจึงจะดี แกว่าดังนี้ ตัวข้านึกยิ้มในใจ เพราะอยากรู้ อยู่แล้วอันเรื่องธาตุ เรื่องขันธ์ เป็นต้น จึงได้ถามแกว่า พ่อออกอาจารย์ อันเรื่องธาตุนี้ อาตมาก็อยากรู้อยู่ ก็แต่ว่าได้ยินแต่ว่า พวกท่านเรียกคัมภีร์พูดกันในเรื่องธาตุนี้ อันธาตุที่เอาลงตั้งเป็นหลักแปลหนังสือกันนี้ เอาธาตุอะไรลงตั้ง เอามหาภูตธาตุ ๔ นี้ หรือเอาธาตุ ๗ มีมหาภูติธาตุ ๔ แล้วมีอากาศธาตุ ไปหาวิญญาณธาตุ เป็นที่สุดนี้ตั้งลง หรืออัฏฐรสธาตุ ๑๘ นี้ตั้งลง หรือเอา ธรรมธาตุ นี้ตั้งลง มีวัณโณธาตุ คันโธธาตุ อะไรถึงภวังคธาตุ วิญญาณธาตุ ๗ นี้ ตังลงหรือ หรือเอาธาตุที่อาตมาพูดมาทั้งหมด นี้ตั้งลงประเภทใด หรือไม่เอาธาตุพวกนี้ หรือเอาธาตุอะไรมาตั้งแปลหนังสือกันเล่า อันส่วนขันธ์นั้นเอาขันธ์ ๕ นี้หรือตั้งลง หรือเอาขันธ์ ๔ ขันธ์ ๓ ขันธ์ ๑ นี้ หรือตั้งลง หรือเอา ๘๔,๐๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น หรือมาตั้งลงแปลหนังสือกันประการใด ส่วนวิภัตินั้น ได้แก่อารมณ์คือชื่อของจิต สิ่งของที่มงคลสัตว์ต่างๆ นี้หรือเป็นวิภัติปัจจัยนั้น ได้แก่เครื่องอาศัยให้ชีวิตของ คนสัตว์ทั้งหลาย เป็นไปอยู่นี้ หรือเอามาเป็นเครื่องประกอบกันเข้าเป็นปัจจัยแปลหนังสือกันนั้นประการใด อาตมาขอให้ พ่อออกจารย์อธิบายไปให้อาตามาฟังให้เข้าใจแจ่มแจ้งด้วย เพราะอาตมาเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าท่านรู้เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ ทั้งหลายเหล่านี้ แจ้งชัดอยู่แล้ว จึงเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาได้ในโลกดังนี้

มองดูพ่อออกจารย์ครูจันท์ แกมีอาการอึกอึกๆ อยู่บ้างแล้ว แกจึงพูดว่า เรื่องธาตุ เรื่องขันธ์นี้ มันมีมากเหลือที่จะมาก ถึงพวกผมเรียนคัมภีร์ก็เรียนไปไม่จบดอก เรียนพอเอามาตั้งแปลหนังสือกันเท่านั้น ก็รู้เท่าได้เรียนไปถึงเท่านั้นแหละ แต่ถึง อย่างไร ก็เอาธาตุเอาขันธ์ที่ท่านอาจารย์อธิบายไปแล้ว หมู่นี้แหละตั้งแปลกัน ทั้งเวลานี้โยมก็ได้สึกจากพระมานานปี ก็ลืมไป บ้างแล้ว นึกเอามาอธิบายให้ท่านอาจารย์ฟัง ให้เข้าใจให้แจ้งในเวลานี้ไม่ได้แล้ว อันเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ขอยกไว้ก่อน เพราะเวลาของพวกผมจะหมดไปเสียแล้ว เวลานี้ผมจะได้ขอถามท่านอาจารย์ตามที่พวกผมได้ปรารภเรื่องลำดับของ คัมภีร์มาทั้ง ๗ คัมภีร์ นั่นไปก่อน โพธิปักขิยธรรมนี้แปลว่าอะไร แต่ผมยังเป็นพระอยู่ได้ถามท่านพระครูและอาจารย์รวมเป็น สามองค์ ท่านทั้งสามองค์นั้นแปลว่า เป็นอย่างเหมืองน้ำบ้าง แปลว่า เป็นอย่างคลองน้ำบ้าง เป็นอันไม่ถูกอย่างพวกผมเรียนมา ขอให้ท่านอาจารย์แปลให้พวกผมฟังอีกบ้างดังนี้

คำถามแบบนี้ที่จารย์ครูจันทร์ยกขึ้นมาถามก็ไม่เคยนึกขึ้นมาพิจารณาให้รู้ว่า แปลว่าอย่างไรกันไว้ก่อน พอพ่อออกจารย์ ครูจันทร์ถามอยู่นั้น นึกศัพท์นี้ขึ้นมาได้และพร้อมทั้งแปลขึ้นมาได้พร้อมกันเลย พอแกถามและอธิบายหมดความ ก็ได้พักตอบ คำถามของแกไว้ก่อน ข้าจึงย้อนถามแกเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ทั้งหลาย ที่ได้พูดกับแกไว้นั้นอีกว่า 

พ่อออกจารย์ ตัวหนังสือธรรมที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ก็ว่ามี ๓๒ ตัว ๓๓ ตัว กับ อํ ที่ยกเอามาเป็นสระนั้น เหตุใดพ่อออกจึงว่า ธาตุและขันธ์ของธรรมมีมาก ดังนั้นเล่า เอาอันใดมาแต่ที่ไหน มาใส่เข้าให้ธาตุขันธ์ของธรรมมีมาก อย่างพวกเราเขียนหนังสือกัน ก็เอาอักขระ ๓๒ ตัวนี้ ตัวใดตัวหนึ่งลงตั้ง เอาสระพยัญชนะสะกดการันต์ผสมกันเข้าเรื่อยไป จะเขียนไปหมด วันยังค่ำเท่าไร ก็ไม่เห็นมันหมดตัว หนังสือกันสักที หรือเอาตัวอักขระสะกดการันต์ ด้านพยัญชนะเขียนปนกันไปนั้นหรือเป็นธาตุเป็นขันธ์กันพ่อออกจารย์ 

พ่อออก จึงว่า ธาตุขันธ์มันมากจึงนับไม่ถ้วน 

พ่อออกจารย์ครูจันทร์ แกจึงตอบขึ้นมาว่า เอาละ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์นี้ ผมยอมท่าน อาจารย์ ไว้ก่อนละ เพราะเป็นของยุ่งยากมาก ขอให้ท่านอาจารย์ได้อธิบายคำถามพวกผมได้ถามไปแล้วนั้นเสียก่อนดังนี้ 

ตัวข้าจึงนึกขึ้นในใจว่า เราหมดความคิดที่จะถามเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ ให้รู้จริงๆ กับแกแล้ว จึงแปลคำถามที่เขาถาม และได้ ย้อนถามแกว่า โพธิปักขิยธรรมนี้ มี ๓ คำศัพท์ใช่ไหมดังนี้ 

จารย์ครูจันทร์แกก็ฉงนตกตะลึงอยู่ 

ข้าจึงพูดขึ้นเป็นคำนำแก่ว่า คือ โพธินี้ศัพท์ ๑ ปักขิย ศัพท์ ๑ ธรรม ศัพท์ ๑ ดังนี้ใช่ไหม 

จารย์ครูจันทร์ แกจึงว่าถูกละ 

จึงได้แปลให้แกฟังว่า โพธิแปลว่า รู้หรือตรัสรู้ ปักขิยะ แปลว่าทางของผู้ปฏิบัติเข้าไปตรัสรู้ธมฺม ในธรรมทั้งหลายดังนี้ถูกไหม 

ตาจารย์ครูจันทร์ แกรับรองว่าถูกละ ท่านอาจารย์แปลนี้ พวกผมก็ได้เรียนมาอย่างนี้แหละ

ข้าจึงว่า นี้แปลตามศัพท์นะ ถ้าแปลเอาเนื้อความ ต้องการ โพธิปักขิยธรรมแปลว่า ธรรมอันเป็นทางปฏิบัติเข้าไป ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายดังนี้ ถูกไหม 

แกก็รับรองว่าถูกอีก

จารย์ครูจันทร์แกจึงพูดว่า เรื่องคัมภีร์โพธิปักขิยธรรมนี้ พวกผมขอยุติเพียงเท่านี้ จะขอถามคัมภีร์สนธิกับคัมภีร์ มูลกระจายต่อไป คำว่า สนธิๆ นี้แปลว่าอะไร แต่ผมเป็นพระเคยได้ถามท่านพระครูและมหาเป็น ๓ องค์ องค์หนึ่งแปลว่า ผู้หญิงมีท้อง อีกองค์แปลว่า ภาพของสัตว์เกิด อีกองค์แปลว่า ภาพของเทวดาดังนี้ ยังแปลไม่ถูกอยู่ ขอให้ท่านอาจารย์แปลให้พวกผมฟังอีก 

จึงได้ตอบคำถามแกว่า สนธินี้ ๔ อักขระ เป็นศัพท์เดียวต้องแปลว่า ต่อคำเดียวเท่านั้น จะต่อกับอะไรอีกก็ แล้วแต่จะเอาไปต่อ หรือจะต่อเข้ากับกุศลมูล ๓ อกุศลมูล ๓ ก็ได้ทั้งนั้น 

จารย์ครูจันทร์แกรับรองว่าถูก พวกผมเรียนแปลกัน ก็แปลอย่างนี้แหละ 

จารย์ครูจันทร์รู้สึกว่า แกมีความฉลาดแหลมอยู่ เมื่อยกธรรมอะไรมาถาม หาเอาเรื่องว่าไปถามพระนั้น พระนี้มาแปลอย่างนั้นอย่างนี้ ฉากตัดบท ให้เราติด แต่ข้ารู้ดีอยู่เรื่องนี้ จึงอยากรู้เรื่องสนธิเรื่องนามตลอดธาตุวิภัติ ปัจจัยให้แจ้งชัดอยู่แล้วในใจ คิดหาทางถามแก ที่แกถามมาแล้วนั้น ย้อนถามอีกว่า

พ่อออกจารย์ อาตมาอยากถามความที่ อาตมาอยากรู้ กับพ่อออกจารย์จะให้อาตมาถามได้ไหม 

จารย์ครูจันทร์จึงได้ว่า ธรรมดา การศึกษาธรรมกันนี้ ก็ต้องมีผู้หนึ่ง ถามผู้หนึ่งแก้ เปลี่ยนกันไปอย่างนี้แหละ 

จึงถามแกว่า อาตมาได้ยินพวกนักปราชญ์ถามกันเรื่องสนธิ เรื่องนามนี้ได้ถามกัน ขึ้นต้นแต่สมาธิ ไปหานามอันต้นของสมาธิ ได้แก่อะไร ขอให้อธิบายไปให้อาตมาฟังให้เข้าใจด้วยดังนี้ 

จารย์ครูจันทร์ จารย์ครูขอม ต่างพากันพิจารณาคำถามของข้าอยู่นานหน่อยหนึ่ง จารย์ครูจันทร์ ก็เลยถามจารย์ครูขอมว่า ขอมอะไรเว้ยเป็นต้นของสนธิ ท่านอาจารย์ถาม อธิบายให้ท่านอาจารย์ฟังดูที 

จารย์ครูขอมพูดขึ้นว่า ไม่รู้ละเว้ย เรื่องสนธิเรื่องมูลนี้ ก็เพียงแต่ เรียนจบเท่านั้น ไม่ได้เล่ากับอาจารย์สักทีเลย ตัวเจ้าได้เรียนจบแล้ว ยังได้เล่ากับอาจารย์อีกตั้ง ๓ จบ เจ้านั้นแหละจะรู้จัก ต้นสนธิต้นมูลได้ เจ้าก็อธิบายให้ท่านอาจารย์ฟังดูที 

ตาจารย์ครูจันทร์แกจึงตอบข้าขึ้นว่า พวกผมไม่รู้แล้วขอรับ ต้นของสนธิ ของมูลนี้ พวกผมก็เรียนกัน แต่สนธินี้ไปหามูล ท่านอาจารย์ผู้สอนก็ไม่เห็นบอกว่า ต้นของสนธิได้แก่ธรรมอะไร ธรรมอันนั้น ธรรมอันนี้ เป็นต้นของสนธิของมูล ก็ไม่เห็นท่านบอกไว้เลย 

ตัวข้าสันนิษฐานภูมิความรู้ของพวกตาจารย์ครูจันทร์ถูกแล้ว ว่าพวกนี้เรียนกันจบเพียงตำรากันเท่านั้น ข้าจึงนึกขึ้นในใจว่า เราจะเล่นพวกนี้เอาจนกว่าจะอ่อนและยอมละ ข้าจึงพูดเป็นอยากรู้ต้นของสนธิขึ้น เพื่อเป็นการศึกษาก่อนว่า 

“โอ้ อาตมานึกในใจมาว่าเราจะได้รู้ต้นของสนธิ ให้ดักใจกับพวกพ่อออก ผู้เสียงคนเขาเล่าลือว่าเป็นปราชญ์ ก็จะไม่ได้รู้อย่างไรกันหนอ ถ้าอย่างนั้นอาตมา จะอธิบายตามอาตมารู้มาว่าเป็นต้นของสนธิ ให้พวกพ่อออกตัดสินให้อาตมารู้ว่าเป็นต้นตอของสนธิของมูลจริงๆ อย่างนี้จะพอได้ไหม” 

พ่อออกจารย์ครูจันทร์ แกพูดรับรองว่า “ก็พอจะตัดสินให้ได้ พวกผมก็ได้เรียนสนธิมูลมากับอาจารย์จนจบแล้วนี้ จนไม่มีความสงสัย เสียเลยละ เรื่องสนธิเรื่องมูลนี้ ตามกำหนดดูเรื่องสนธิเรื่องมูลนี้พอปานมองขึ้นฟ้าแจ้งสว่าง ไม่มีความสงสัยเลย”

พ่อจารย์ครูจันทร์แกพูดรับรองจบคำลง อาตมายกมือขึ้นว่า “มือนี้แหละเป็นต้นของสนธิ ของนามและมูลทุกอย่างนั้น ใช่ไหม”

ตาจารย์ครูจันทร์ ตาจารย์ครูขอม นั่งนิ่งพิจารณากันอยู่พักหนึ่ง ตาจารย์ครูจันทร์จึงพูดขึ้นว่า “พวกผมยังไม่เข้าใจ” 

ข้าจึงนึกรู้ขึ้นมาว่า พวกนี้รู้แต่ตำราที่เรียนกันอยู่เท่านั้น ข้าจึงพูดขึ้นว่า 

“อันสนธินี้ก็ไม่ใช่อักขระทั้งหลาย มี กะ ขะ คะ ฆะ งะ จะ ฉะ ชะ ละ ไปเป็นต้น จนถึง ฬะ หะ สะ ๓๒ ตัวนี้หรือ ๓๓ ตัวกับอัง (อํ) แล้วจึงเอาอัง (อํ) นี้มาแบ่งตั้งลงเป็นสระ ๘ มี อะ อา เป็นต้น จนถึงโอ เป็นที่สุดดังนี้ใช่ไหม” 

ตาจารย์ครูจันทร์แกตอบว่า “ใช่แล้วขอรับ” 

ตัวข้าจึงพูดว่า “เพียงเอาปากพูดชื่อของอักขระไปดังอาตมาว่าไปแล้วนี้ มันก็ไม่เห็นมีตัวอักขระขึ้นมาให้มองเห็นด้วยตาได้มิใช่หรือ” 

ตาจารย์ครูจันทร์พูดบอกว่า 

“ใช่ ไม่มีอักขระ สักตัวเกิดขึ้นให้ตามองเห็นได้ เพียงเอาปากพูดอักขระเฉยๆ นี้นั้นแหละ ต่อเมื่อใดเอามือจับเหล็กจารเขียนลงในใบลานกัน ถึงศัพท์ต่างๆ บ้างคือในนาม ปุงลิงค์ สิ วิภัติ มีผสมกันกับปุริสะศัพท์ ต้องยก สิ ขึ้นเป็นปุริโส ศัพท์นี้แปลได้หนึ่งร้อยพันอย่าง ดังนี้ ใช่ไหม”

ตาจารย์ครูจันทร์แกรับรองว่า “ได้อย่างนั้น” 

“ถ้าอย่างนั้นอาตมาถามพ่อออกเมื่อวานซืนนั้น พ่อออกนำอาตมาเดิน หาที่พักมาถึงนาแห่งนี้ พ่อออกได้บอกอาตมาว่า นี้นาของผม อาตมาได้ถามพ่อออกอีกว่า อันป่าไผ่อันใหญ่โน้น ก็เป็นนาของพ่อออกหรือ พ่อออกบอกอาตมาว่า เป็นนาของผมสุดป่าไผ่นั้นแหละ นี้แหละพ่อออกจารย์ในบาลีว่า อุสิกา แปลว่า ทุ่ง อริกา หนังสือ ๓ ตัว เอาข้าวปักลงต้นเดียวก็ไม่ได้เพราะมันน้อยนิดเดียว อุสิกานี้มันเพียงเป็นตัวหนังสือ ใช้แทนตัวสนธิ ตัวนามจริงเท่านั้น ตัวสนธิตัวนามแท้ๆ มันได้แก่ทุ่งนาใหญ่ของพ่อออกโน้น เอาข้าวปลูกนับเป็นสิบถังปลูกหรือดำลง ก็ยังจะไม่พอเสียซ้ำ มันจึงเป็นตัวสนธิตัวมูลแท้ๆ เหตุนั้น ตัวหนังสือ อุสิกา ก็ดี ก็ต้องเอามือจับด้ามปากกา หรือเหล็กจารเป็นต้น เขียนลงใส่กระดาษหรือใบลาน จึงจะเอามือจับด้ามขวานด้ามมีด ด้ามจอบถากถาง ตัดฟันต้นไม้ให้เตียน และราบรื่น จึงจะเป็นทุ่งเป็นนา ในคำสอนของพระองค์ จึงว่า อุสิกา เป็นนามชื่อมันขึ้นมาได้” 

อาตมาจึงว่า 

“เรานี้แหละเป็นต้นของสนธิ ของมูลและนามทั้งหลายดังนี้ พวกพ่อออกเข้าใจกันแล้วหรือยัง”

พ่อออกตาจารย์ครูจันทร์ ก็ยังบอกไม่เข้าใจกันอยู่อย่างเก่านั้นแหละ 

ข้าจึงได้อธิบายไปอีกว่า 

“ถ้าพ่อออกยังไม่เข้าใจกันอีกแล้ว ก็คืออาตมาเดินไปบิณฑบาต ถึงบ้านพ่อออกตาจารย์ครูจันทร์ อาตมาเห็นเสาเรือนกองอยู่ติดรั้วบ้านของพ่อออกนั้น อาตมาถามพ่อออกว่า เสาเรือนใครนี้ พ่อออกว่าเสาของผม ว่าจะปลูกเรือนใหม่อยู่สบายอีกสักหลังดอก จึงไปหาเสามาไว้นี้แหละ พ่อออก เคหาแปลว่า เรือน เคหาตัวหนังสือนี้ คนเดียวนั่งก็ไม่ได้เพราะมันน้อยนิดเดียว ใช้แทนชื่อตัวนามจริง ตัวนามจริงแท้ได้แก่ตัวเรือน อันพ่อออกจะยกขึ้นนั้นแหละ คนอยู่ได้ตั้ง ๑๐ คน ๒๐ คน เป็นต้นขึ้นไปนั้นแหละ ถึงตัวหนังสือ ใช้แทนชื่อของนามจริง ก็ต้องเอามือจับด้ามปากกา เขียนลงใส่กระดาษ จึงจะมองเห็นตัวอ่านได้ว่า เคหากันได้ หรือเสาเรือน ก็ต้องเอามือจับด้ามขวาน ถากไม้ จึงเป็นเสาเรือนขึ้นมาได้ อาตมาจึงว่า มือเป็นต้นของสนธิ ของมูลได้แน่แท้ อีกประการ หนึ่ง พระองค์เป็นผู้รู้สนธิ รู้นามแจ่มแจ้งแล้ว จึงให้นัยนะแก่พระมหาสังกัจจายไปแต่ง ให้เป็นคัมภีร์สนธิ คัมภีร์มูลกระจาย ขึ้นมาให้พวกเราได้เรียนกันอยู่นี้ ท่านรู้สนธิรู้มูลกันหมดแล้ว อาตมาไม่ได้ยินว่า ท่านเหล่านั้น ยังไปทำเรือนยกเรือน อยู่สบายขึ้น ที่ไหนมีเหมือนพ่อออกจารย์ว่าเรียนสนธิเรียนมูลกันจบแล้ว ยังมียกเรือนโถงอยู่สบายอย่างนี้ อาตมาไม่เห็นมีอยู่ ในหนังสือเล่มใดเลย อาตมาจึงว่า พ่อออกนี้พึงเรียนสนธิเรียนมูลกันอยู่ยังไม่จบเลย ถึงเรียนจบก็เรียนแต่ตำราสนธิมูลกัน เท่านั้น”

ตาจารย์ครูจันทร์แกดุข้าว่า “ดูถูกกันหรือ สนธิมูลนี้ข้าเรียนจบแล้ว ยังได้เล่ากับอาจารย์อีก ๓ จบโน้น” ลงท้ายแกก็ยังตอบข้าว่า ไม่เข้าใจอีกละ 

ตัวข้าไปบิณฑบาต เห็นเมียตาจารย์ครูจันทร์มีท้องใหญ่อ้างป้างอีกละ ข้าจึงว่า “พ่อออกจารย์ว่า ได้เรียนสนธิเรียนมูลจบแล้วที่ศัพท์ว่า กุมาริโก กุมาริกา อันแปลว่า เด็กชาย เด็กหญิงดังนี้ใช่ไหม” 

แกรับรองว่า ใช่ดังนี้

ข้าจึงว่า “เมื่อพ่อออกอาจารย์ว่าเรียนสนธิเรียนมูลจบ ทั้งว่า ได้เรียน ได้เล่า กับอาจารย์มาทั้ง ๓ ครั้ง จนว่า ไม่มีความ สงสัยในสนธิมูลเลย ดังพ่อออกพูดกับอาตมาไปแล้วเมื่อตะกี้นี้ ทำไมจึงให้เมียพ่อออกจารย์มีท้องใหญ่อยู่เล่า พระพุทธเจ้า เป็นต้น ท่านรู้สนธิ รู้มูลจบแล้ว ท่านยังทำท้องของพระนางพิมพามเหสีของท่านให้มีท้องใหญ่อยู่เหมือนกัน พ่อออกนี้หรือ ประการใด”

พ่อออกจารย์ ตาจารย์ครูจันทร์ แกตอบว่า “ไม่มีท้อง ดังพวกผมเรียนจบกันดอกขอรับ”

ตาจารย์ครูจันทร์แกจึงพูดกับหมู่ของเขาทั้งหลายขึ้นว่า 

“พวกเรายอมท่านอาจารย์เสียเถอะ ถ้าไม่ยอมมันจะเข้าเนื้อพวกเราเรื่อยไป ตามที่พวกเราฟัง มานี้ ท่านอาจารย์ท่านรู้สนธิ รู้มูลจริงๆ ท่านไม่รู้เพียงแต่ชื่อของมัน คือพวกเราฟังท่านอธิบายมานี้ ตัวสนธิตัวมูลท่านว่าได้แก่ พวกเรานี้ หากท่านไล่ให้พวกเราเข้าใส่ศีลถามแล้ว พวกเราจะเอาอะไรมาแก้ท่าน เพราะพวกเราเพียงศีล ๕ ก็รักษากันไม่ได้ อยู่แล้ว เราจะไปไล่ท่านผู้ถือศีล ๒๒๗ ธรรมอะไรท่านก็ปฏิบัติ ท่านปฏิบัติธรรมของท่านได้ดีอยู่หมด จะไล่ให้ท่านจน ไม่มีทางแล้ว มีแต่พวกเราทั้งหลายนั้นแหละจนท่าน เหตุนั้นพวกเราทั้งหลายมายอมท่านเสีย”

พวกโยมหมู่ทั้งหลายของแก จึงพูดขึ้นว่า “จารย์ครูจันทร์ ทำไมจะยอมท่านง่ายไปทำไม พวกผมกำลังฟังกันดีอยู่ ถึงแพ้ท่าน พวกเราก็ไม่ได้รับความ เสียหายอะไร ก็มีแต่ได้ความรู้ธรรมกับท่านเป็นการดีเสียอีก”

ตัวข้าจึงพูดว่า “เรื่องที่พูดกันทั้งหลายมานี้ ก็มิใช่อาตามาพูดเอา แพ้เอาชนะอะไร พูดแต่เพียงอาตมาอยากรู้ต้นของสนธิ ของมูลเท่านั้น ต้นของสนธิของมูล ได้แก่มือของพวกเรา ใจเป็นเหง้า ของมูลของสนธิ มันจริงไหมเท่านี้แหละ หากพวกพ่อออกยอมละ อาตมาผู้อยากรู้ต้นของสนธิของมูล ก็ไม่มีจะรู้ได้ เท่านั้นแหละ”

ข้าจึงอธิบายต่อไปอีกว่า “อันพระพุทธเจ้าตลอดพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ผู้ท่านรู้สนธิรู้มูลจบแล้ว ท่านมาไล่ มหึสา แปลว่า ควาย หรือเรียกให้ควายหยุดว่า ยอ เหมือนอย่างพ่อออกว่าได้เรียนจบแล้วหรือ หรือจะเรียกสุกรที่แปลว่า หมู เรียกหมู ว่า ตุ่ยๆ ไล่ว่า อุปๆ และ จะมาเรียก กุกฺกุโต ที่แปลว่าไก่ เรียกว่า กุ๊กๆ ไล่ว่า โช กันอยู่ อย่างนี้หรือ ทั้งมีการสร้าง กุมาโร กุมารี แปลว่า เด็กหญิง เด็กชาย ให้เกิดกันอยู่ อาคารํ แปลว่าเรือนชานกันอยู่อย่างนี้ ก็ไม่ใช่เริ่มเรียนสนธิ เรียนมูลกันหรือ หรือเรียนศัพท์เรียนแปลกันดอกหรือ เช่น พวกเราพวกเป็นปุถุชนกันนี้ จะได้ชื่อว่าเป็นผู้แปลสนธิแปลนามออกให้พ้นทุกข์ อย่างพระพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์เจ้า ผู้ท่านแปลออกทุกข์ แปลได้พ้นทุกข์ ได้นิพพานเลย กันอย่างไรได้อย่างนี้” 

อาจารย์ครูจันทร์ จึงตอบขึ้นว่า “ถูกแล้วขอรับ พวกผมฟังอาจารย์อธิบายมาทั้งหลายนี้ จึงรู้ได้ว่า พวกผมพึงเริ่มเรียนสนธิ เรียนมูลและนามกันจริงๆ เวลานี้ แต่ก่อนพวกผมเข้าใจว่า ได้เรียนแบบตำราทั้งหลายมานั้นว่าตัวได้เรียนตัวธรรม ตัวสนธิ ตัวมูลกันจริง จึงพากันดีใจไม่มีทีเปรียบเลย พอมาได้ฟังพระอาจารย์สอนพวกผมอยู่เดี๋ยวนี้ จึงรู้ได้ว่า ตัวรู้แต่ตำรา ที่แท้จริง แล้วตัวสนธิตัวมูล ได้แก่ตัวของเราเอง พวกกระผมขอยอมพระอาจารย์แล้ว” 

แกจึงหันหน้ามาพูดกับหมู่ทั้งหลายนั้นว่า “อย่างไร หมู่ทั้งหลาย ผมขอยอมพระอาจารย์แล้ว เพราะพวกเราถามท่านมากเท่าไร มันก็ยิ่งจะเข้าเนื้อพวกเรามากเท่านั้น ดีที่ท่านยังไม่ยอมอธิบาย หวั่น(หัน) คืนใส่พวกเราถึงศีลถึงธรรมเท่านั้น ถ้าท่านอาจารย์ถามศีลธรรมของพวกเราแล้ว พวกเรายังไม่มี การเลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ขาย หรือฆ่ากินด้วยตนเอง กินเนื้อมันก็ผิดศีล ๕ พระอาจารย์ท่านกำลังอธิบายเริ่มเข้าไปหา อยู่นั้น รู้กันไหม ผมยอมแล้วละ เพราะพวกเราไม่มีศีล ๕ สักตัวเดียว สำหรับตัวพระอาจารย์ ท่านมีศีล ๒๒๗ ท่านเป็นผู้ปฏิบัติ ท่านปฏิบัติได้ทุกตัวธรรม ท่านปฏิบัติได้บริบูรณ์ทุกอย่าง พวกเราถามท่าน จะให้ท่านติดพวกเรา ท่านจะติดจะคาพวกเราได้อย่างไร มีแต่พวกเรานี้แหละ จะติดท่าน หากท่านถามพวกเราคืนมานี้ ผมนี้นึกอายท่านเต็มที”

จารย์ครูจันทร์ก็นั่งคุกเข่าประณมมือ พวกญาติโยมหมู่ของแก ทั้งหลายประมาณ ๓๐๐ คน ก็ได้พากันนั่งคุกเข่าประณม มือขึ้นพร้อมกัน ตาจารย์ครูจันทร์แกพาหมู่กราบยอมอยู่อย่างนั้น ๓ หน แล้วก็ขอถวายตัวเป็นลูกศิษย์ ขอเป็นผู้รับใช้ ขอรับเป็นผู้อุปัฏฐากไปตลอดชีวิตกันทั้งหมดเลย ตัวข้าก็ยินดีให้รับพระไตรสารณคมน์ ให้ละการนับถือผีกันทั้งหมด และก็นำปฏิบัติพากันนั่งสมาธิภาวนากัน และได้พักสอนเขาอยู่นั้นเกือบ ๒๐ วัน ได้ท่านสิบเอกฝั้น ปเรสโก กับท่านชวนมาบวชปฏิบัติเป็นศิษย์อยู่ด้วย ท่านสิบเอกฝั้น ตั้งสำนักสอนเขาแทนตัวข้าอยู่เวลานี้

ต่อแต่นี้ไป พวกพ่อออกจารย์ครูจันทร์ จึงนำพวกญาติโยม ทั้งหลายฟังธรรมเทศนา ได้อาราธนาธรรมให้ข้าแสดงธรรมให้ฟัง ๑ กัณฑ์ พอสมควร ว่าแล้วก็ตั้งนโม ๓ จบ ได้ยกอุเทศตามพระปุคคลบัญญัติ อภิธรรมคัมภีร์ที่ ๔ ขึ้นแสดง ว่า ฉะปัญญัติโย เป็นต้นไป จนถึง จิตตา ววตา ปุคคลานํ ปุคฺคปญญตฺติ จบอุเทศ ขึ้นอารัมภบทแล้ว จึงยกหลักขึ้นอธิบายขึ้นเป็นต้นว่า 

อายตนะภายใน ๖ มหาภูติรูป ๔ ธาตุ ๑๘ สัจจธรรม ๔ อินทรีย์ ๕ ภายในภายนอก และอินทรีย์ ๒๒ บุคคล ๑๐ จำพวก หากมีแล้ว ในตัวของพวกเราทุกคนทั้งหลายทั้งหญิงทั้งชาย พระองค์วางธรรมทั้งหลายไว้ ก็เพียงบอกธรรมทั้งหลายอันมีอยู่ แล้วในตัวของพวกเรา ให้พวกเรารู้ตามท่าน ให้พวกเราพ้นทุกข์เท่านั้น พระองค์ท่านจึงบัญญัติเป็น บุคคล ๑๐ จำพวก ขึ้นมี สามัญบุคคล ๑๐ จำพวกขึ้นมี 

สามัญบุคคล คือ บุคคลสามัญ เช่นหมู่พวกเราที่พากันนั่งฟังธรรมเทศนากันอยู่ทั้งหลายนี้เป็นต้น 

อสามัญบุคคล คือ บุคคลชั่วช้าเป็นคนลักขโมย หรือบุคคลกินเหล้าสูบฝิ่นกินกัญชา เป็นต้น

วิสามัญบุคคล คือ บุคคลที่เป็น พระอรหันต์ พวกท่านสำเร็จกิจ เห็นแจ้งในพระอริยสัจ ๔ มีญาณละ ๓ คือ ทุกขสัจจที่ ๑ นี้ก็มีญาณ ๓ คือ สัจจญาณ ความทุกข์ ได้แก่ชาติ ความเกิด เป็นทุกข์เป็นต้น จนถึงมรณทุกข์ คือความตายเป็นที่สุด เป็นของมีอยู่ในตัวเราจริงนี้ ญาณความเห็นแจ้ง ที่ ๑ ญาณที่ ๒ ได้ตั้งใจเอาใจพิจารณากำหนดทุกข์ อันมีอยู่ในตัว ใจได้รู้แจ้งทุกข์ ขึ้นว่าเป็นทุกข์จริงขึ้นในญาณที่ ๓ ใจก็รู้ว่า คนรู้ทุกข์จริงจนวางความยึดถือร่างกาย ว่าเป็นตัวตนได้ขาดหนึ่งเป็นญาณ ๓ ดังนี้ 

สมุทัยก็มีญาณ ๓ นิโรธก็มีญาณ ๓ มรรค ก็มีญาณ ๑ ตกลงว่ารู้ว่าเห็นในอริสัจจะ ๔ มีญาณละ ๓ รวมเป็นญาณ ๑๒ ดังพระองค์ได้แสดงธรรมจักร โปรดพวกปัญจวัคคีย์นั้นว่า เอวันติปริวัตตัง ทวาทสาการัง ดังนี้ ซึ่งมีใจความว่า พระองค์รู้พระอริยสัจจธรรม ๙ มีญาณเป็นปริวัตะละ ๓ มีอาการ ๑๒ พระองค์จึงได้ออกอุทานว่า พระองค์ได้ตรัสรู้เห็น ได้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาในพระองค์นี้ เหตุนั้น พระองค์จึงได้เอาพระอริยสัจจะ ๔ อันพระองค์ได้รู้เห็นในตัวท่าน ตั้งลงเป็นคัมภีร์ทั้งหลาย มีคัมภีร์โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการขึ้นมาเป็นธรรม อันเป็นทางให้บุคคลผู้รู้ทั้งหลาย ได้ปฏิบัติเอาตัวพ้นทุกข์ ส่วนคัมภีร์สนธิพระองค์จึงเอา ปฏิสนธิบุคคลเกิดขึ้นมา ตั้งขึ้นตามเหตุเดิมของบุคคลเกิดขึ้นมาด้วยมีมูล ๓ คือ ความหลงพระองค์ให้ชื่อ โมหะมูล ความโลภ ชื่อว่าโลภะมูล ความโกรธให้ชื่อว่า โทสะมูล เหตุนี้ติดใจมา จึงได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีก เหตุ ๓ นี้ เป็นฝ่ายบาป อกุศลส่วนใหญ่ ทั้งหลายเกิดได้ด้วยน้ำใจของบุคคล มีเหตุ ๓ นี้ ฝังหุ้มห่อดวงใจของบุคคลอยู่ ให้หลงยินดีไปทำบาปทำความชั่ว ตามเหตุ ๓ ประการนี้ ให้เป็นโทษเป็นบาปกรรมขึ้นมา ดังพวกเราได้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ 

แล้วยังเป็นเหตุที่เป็นมูลฝ่ายให้ทำกุศลอีก ๓ เหมือนกัน คือ อโมห เหตุได้แก่ความไม่หลง อโลภะ ความไม่โลภ อโทสะ ความไม่โกรธ บุคคลทำบุญน้อยใหญ่ ทั้งหลาย ได้นั้น อาศัยเหตุ ๓ มีความไม่หลงเป็นต้นนี้ เข้าสิงใจให้ทำบุญน้อยใหญ่ขึ้นมาได้จนกว่าพ้นทุกข์ได้ เหตุนั้น พระองค์จึงได้ ตั้งคัมภีร์สนธิ คัมภีร์มูล ๒ ชื่อนี้ไว้ เพื่อให้บุคคลผู้มีบุญวาสนาให้ได้เรียนกัน ให้รู้เอาตนให้พ้นทุกข์ ดังพระองค์ได้ตั้งคัมภีร์ ธรรมขึ้นเป็นปฐมบัญญัติแรก ดังอาตมาได้ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นนั้นว่า

ฉะ ปัญญัสติโต ฯลฯ นี้ ฉะ แปลว่า ๖ ปัญญัติแปลว่า พระองค์ได้บัญญัติธรรมขึ้นได้ในตัวของบุคคลทั้งหลาย เป็นทีแรก ๖ อย่าง คือ ขันธปัญญัติ พระองค์บัญญัติคนเราออกเป็นขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์เป็นที่ ๑ ไปจนถึงวิญญาณขันธ์ เป็นที่ ๕ ดังนี้ ขันธ์แปลว่า กองของธรรม ธรรมทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แจกออกไปจากกองธรรมคือ ขันธ์ทั้งนั้น เช่น อายตนะที่ว่า จักขวายะตะนัง ได้แก่ ตา ไปจนถึงมนายะตะนัง ได้แก่ใจเป็นที่สุด ดังนี้ตั้งแต่ จักขวายะ ตะนัง ได้แก่ตาของพวกเรานี้ไป จนถึงกายายะตนะได้แก่กาย ๕ นี้เป็นส่วนของรูปขันธ์ คือกายของพวกเรานี้ มนายะตะนะที่ ๖ นี้เป็นส่วนใจของพวกเรานี้เอง อันอายตนะ ๖ อย่างนี้ ท่านแปลว่า เป็นบ่อเกิดแห่งกุศลธรรม และอกุศลธรรม อัพพยากตธรรม ทั้งหลายมันหากเกิดมีอยู่ในใจ ในกายของบุคคลเราประจำเป็นนิจอยู่แล้วนี้เอง จากนี้ มหาภูตธาตุ ๔ หรือ ธาตุ ๖ มีอากาศธาตุ จนถึงวิญญาณธาตุเป็นที่สุด ธรรมธาตุ ๗ มีวัณโณธาตุ ไปจนถึงภวังคธาตุ เป็นที่สุด และธาตุ ๑๘ มีจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ไปจนถึง มโนธาตุ ธรรมธาตุทั้งหลายอื่นจนตลอดธรรม แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ พระองค์ก็ยังบอกว่า ขันธ์ ๆ อยู่อย่างนี้ เมื่อมีขันธ์ก็ต้องมี ธาตุด้วยทุกหมวด ของธรรมไปทีเดียว เหตุนั้น ที่พระองค์วางคำสอนไว้ในคัมภีร์ของสนธิ มีวางขันธ์ไว้เพื่อให้บุคคลผู้มีวาสนา ได้เรียนกันว่า มีให้ตั้งธาตุตั้งขันธ์ขึ้นเป็นหลัก ในการเรียนแปลหนังสือกันนั้น ก็พระองค์ต้องการให้ผู้เรียนนั้น ให้รู้จักธาตุ รู้จักขันธ์ อันได้แก่ตัวของบุคคลและสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาเป็นตัวของบุคคลและสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนแต่ได้มีธาตุ มีขันธ์ตั้งขึ้นมาเป็นตัวของบุคคลและสัตว์ทั้งหลาย หากมีบริบูรณ์อยู่แล้ว พระองค์หวังให้ผู้ได้เรียนนั้นได้รู้ดีว่า ธาตุขันธ์รูปร่าง กายใจของบุคคลตลอดทั้งสัตว์ทั้งหลายนี้ มันเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เมื่อกายใจของบุคคลและสัตว์มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อยู่เช่นนี้ มันก็เป็นอนัตตา เป็นของ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของใครเลย เมื่อบุคคลใดมารู้ธาตุขันธ์ได้ดังนี้นั้น ผู้นั้นก็มีใจเบื่อหน่าย ในธาตุในขันธ์ อันเป็นตัวของตนขึ้นมา ในใจของผู้นั้นก็วางธาตุวางขันธ์ อันได้แก่ร่างกายใจของตัวนั้นออก ใจของผู้นั้นก็ตั้ง ลงเป็นองค์เป็นสมาธิสมาบัติ เป็นมรรคเป็นผลขึ้นมาตามกำลัง ความรู้ความเชื่อของตน ก็พ้นทุกข์กันเท่านั้นเอง พระองค์ท่านที่หวังในพุทธบริษัททั้งหลาย มีใจรู้ธาตุ รู้ขันธ์ อันมันตั้งอยู่มีบริบูรณ์อยู่แล้ว ในตัวของบุคคลเราทั้งหลายเป็นต้นนี้ เพื่อใช้ผู้รู้พ้นทุกข์ดังนี้ มิใช่พระองค์วางคำสอนไว้ให้พวกเราเอาชื่อของธาตุของขันธ์ดังธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นมา ตั้งลงเรียนกันสอนแปลกัน เอาลมปากบอกกันไป ผู้เรียนจำเอาเสียงกันไป ใจจำเอาเสียงบอกว่า ธาตุขันธ์ได้แล้วก็ว่าตัวรู้ ตัวได้แล้วคัมภีร์มูล ดังผู้เรียนทั้งหลาย พากันเรียนได้สนธิ ได้มูลกันอยู่ หากมีใจหลงไม่พ้นทุกข์ กันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะผู้เรียน ทั้งหลาย ไม่รู้ความประสงค์พุทธธิบายไว้ดังได้อธิบายมานี้และเหตุนั้น ถ้าผู้เรียนรู้คัมภีร์มูลขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนาของท่าน นี้บัญญัติวางไว้ เพื่อให้กุลบุตร ได้พิจารณาธาตุขันธ์อันมีอยู่ในตนให้รู้ให้เข้าใจแจ่มใส จนเอาใจก้าวล่วงธาตุขันธ์ อันเป็นตัวทุกข์นี้ พ้นไปถึงสมาธิสมาบัติ อันเป็นตัวพระนิพพานขึ้นมาในใจได้สมกับคำของพระองค์สรรเสริญไว้ว่า อคฺคํ ฐานํ มนุสฺเสสุ มัคคสจฺจวิสุทธิยา ดังนี้ แปลว่า มนุษย์คนเรานี้ อันมีใจรู้อยู่ท่ามกลางอกนี้เอง เป็นฐานอันเลิศ เพราะมีอริยสัจจธรรม ๔ มีบริบูรณ์อยู่ในตัวของบุคคลเรานี้เหมือนกัน เพราะอริยสัจจธรรม ๔ นี้ เป็นบาทก้วแรกของพรองค์ เดินเหยียบไป เข้าสู่ พระนิพพานดังคำสอน ท่านบอกไว้ว่า สัจจานํ จตุโรปาทา ว่า พระองค์เดินเข้าสู่พระนิพพาน มีเดินไปตามอริยสัจ ๔ เป็น ๔ รอบ ดังว่า ปาทะ แปลว่า รอยเท้าดังนี้ จบขอยุติ

ที่เทศนามานี้เป็นเดือนยี่ข้างขึ้น ปี พ.ศ.๒๔๗๐

เดือน ๓ เพ็ญของปี พ.ศ.๒๔๗๐ พระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น ได้นำหมู่ศิษย์ มีข้าด้วยไปทำบุญมาฆบูชา ที่บ้านหัวงัว ตำบลไผ่ช้าง อำเภอยโสธร ซึ่งเป็นบ้านญาติท่าน มีเทศน์ปุจฉา พระอาจารย์สิงห์ และพระอาจารย์มหาปิ่น กับอาจารย์รินทร์ (เป็นคฤหัสถ์) แกเป็นพระ แกเรียนคัมภีร์สนธิคัมภีร์มูล เรียนคัมภีร์มาก แกเป็นครูสอนคัมภีร์พวกพระและเณร และเป็นนักเทศน์นี้ ๓-๔ ธรรมมาสน์มา เมื่อแกสึกแล้ว พวกโยมผู้ชอบฟังเทศน์แก ก็ไปเชิญแกมาเทศน์ในงานของตนอยู่เสมอไป ฉะนั้นพวกโยมญาติของท่านพระอาจารย์สิงห์พากันรู้ว่า พวกอาจารย์ทั้งสองนี้ มีสอนกรรมฐานแก่พวกไม่มีหลัก เป็นแต่สอนพระไตรสรณคมน์กันเฉยๆ ดังนี้ ต่างพากันเสียใจโกรธ จึงได้ไปเชิญแกมาเทศน์ปุจฉากันกับพระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น ในงานมาฆบูชาเดือน ๓ นั้น มีเทศน์ ปัญหาเรื่อง ปฐมสมโภช เมื่อจบเทศนาลงแล้ว โยมอาจารย์รินทร์จึงได้ขอมอบตัวเป็นศิษย์ ถวายตัวเป็นโยมผู้รับใช้พระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น เนื่องจากแกเข้าใจว่า ธรรมทั้งหลายที่พระองค์เทศนาเป็นคัมภีร์ต่างๆ ไว้ รวมสงเคราะห์ลงที่ใจของ บุคคลแห่งเดียว ตามกระแสธรรมพระอาจารย์สิงห์ ผู้ท่านแสดงสรุปใจความของธรรมที่พระอาจารย์มหาปิ่น อาจารย์รินทร์ได้ ปุจฉากันไป หยุดพัก พักให้อาจารย์สิงห์แสดงสรุป ใจความจนจบ ในการได้ปุจฉากันมาดังนี้

ข้างแรมของเดือน ๓ นั้น พระอาจารย์สิงห์ อาจารย์มหาปิ่น จึงได้นำหมู่ศิษย์ทั้งหลายมีข้าด้วยไปเที่ยววิเวกจังหวัด ขอนแก่น เพื่อเยี่ยมท่านพระครูพิศาล (จันทร์) ญาติของท่านด้วย ไปถึงรุกขมูลป่าช้า บ้านโนนยาง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เดือน ๓ แรม ๖ ค่ำ 

ข้าพักแรมอยู่ที่พักรุกขมูลกับพระอาจารย์ทั้ง ๒ ได้ ๔ วัน แล้วได้ขอลาท่านไปเยี่ยมแม่ออกข้า ที่ได้บวชเป็นแม่ขาวไว้ที่บ้านดอนเงิน อำเภอกุมภวาปี เป็นบ้านเดิมของข้า 

เมื่อท่านอาจารย์ทั้งสองได้อนุญาตแล้ว ข้าเดินทางไป ๓ คืนถึงบ้าน สอนแม่ออกให้รู้จักภาวนาและศีลธรรม

เดือน ๖ ของ พ.ศ.๒๔๗๑ ข้าได้ลาแม่ออก กลับถึง พระอาจารย์สิงห์ท่านได้นำหมู่ศิษย์ไปพักอยู่รุกขมูลโคกป่าช้าเหล่างาทิศตะวันออก เมืองขอนแก่น ข้าได้พักอยู่กับพระอาจารย์สิงห์ ฟังเสียงพวกโยมคนเมืองขอนแก่น ไม่เคยเห็นพระกรรมฐาน ตื่นเต้นกล่าวร้ายติเตียนกันไปสารพัดต่างๆ นานา 

มิใช่เขาตื่นเต้นไปทางกลัวทางเลื่อมใส ดังพวกชาวเมืองราชคฤห์ ตื่นเต้นคราวได้เห็นพระพุทธเจ้าออกบรรพชาใหม่ ไปเที่ยวบิณฑบาตนั้น เมืองขอนแก่นพากันตื่นเต้นอย่างเห็นพระกรรมฐานเป็นสัตว์ เรียกพวกพระกรรมฐานว่า พวกบักเหลือง 

คำว่า บักเหลืองนี้ เขาว่าพระกรรมฐานทั้งหลายเป็นงูจงอาง อีหล้าคางเหลือง ฉะนั้นจึงมีคนเขาออกมาดูพวกพระกรรมฐาน เขาจำต้องมีมือถือไม้ค้อนกันมาแทบทุกคน เมื่อมาถึงหมู่ข้าแล้ว ถือค้อนเดินไปมาเที่ยวดูพระเณรที่พากันพักอยู่ตามร่มไม้ และร้านที่เอากิ่งไม้ แอ้ม และมุงนั้นไปๆ  มาๆ แล้วก็ยืนเอาไม้ค้อนค้ำเอว ยืนดูกันอยู่ก็มีพอควรแล้วก็พากันกลับบ้าน เสียงร้องว่าเห็นแล้วละพวกบักเหลือง พวกอีหล้าคางเหลือง พวกมันมาแห่น (แทะ) หัวผีหล่อน (กะโหลก) อยู่ป่าช้าโคกเหล่างา มันเป็นพวกแม่แล้ว ไปอยู่ทีไหนฝนฟ้าไม่ตกเลย จงให้มันพากันหนี ถ้าพวกบักเหลืองไม่หนีภายในสามสี่วันนี้ ต้องได้ถูกเหง้า ไม้ไผ่ค้อนไม้สะแก ไปฟาดหัวมันดังนี้ไปต่างๆ นานา 

จากนี้ไปก็มีเขียนหนังสือปักฉลากบอกให้หนี ถ้าไม่หนีก็จะเอาลูกทองแดงมายิงบูชาละ ดังนี้เป็นต้น 

ไปบิณฑบาตไม่มีใครยินดี ใส่บาตรให้ฉัน จนพระอาจารย์สิงห์ ภาวนาคาถาอุณหัสสวิชัย ว่าแรงๆ ไปเลยว่า ตาบอดๆ หูหนวกๆ ปากกึกๆ (ใบ้) ไปตามทางบิณฑบาตนั้นแหละ ทั้งมีแยกกันไปบิณฑบาต ตามตรอก ตามบันไดเรือนไปเลย จึงพอได้ฉันบ้าง ทั้งพระอาจารย์ก็มีการประชุมลูกศิษย์วันสองวัน ต่อครั้งก็มี ท่านให้โอวาทแก่พวก ลูกศิษย์ได้มีความอบอุ่นใจ ให้มีความกล้าอยู่เสมอ แต่ตัวข้าก็ได้อาศัยพิจารณากำหนดจิตตั้งอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่า ธมฺ โม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี นี้อยู่เรื่อยไป

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระอาจารย์สิงห์ ได้เรียกข้าเข้าไปหาที่วิเวกตามร้าน ร่มไม้ในป่าช้า ข้าตามท่านไปถึงร่มไม้ดี บนมีเครือไม้ขึ้นคลุมปลายไม้ ท่านมานั่งแล้ว พระอาจารย์สิงห์ได้พูดถึงเรื่องเหลวไหลของท่านครูดี ที่ท่านได้ขอร้องให้ไปจัดที่พักดอนปู่ตา บ้านโคกแสง บ้านหนองขาม บ้านหนองโจด ริมหนองซองแมวด้วยอาศัยโยมหมอลำก้อน บ้านหนองโจด พร้อมด้วยโยมบ้านหนองขามมีศรัทธามาขอนิมนต์ ขอพระจากพระอาจารย์สิงห์ ไปนำจัดสำนักขึ้น พระอาจารย์สิงห์ จึงให้ครูดี พร้อมด้วยหมู่ไป 

พวกโยมหมอลำก้อน ได้นำหมู่โยมบ้านหนองขาม ไปทำร้านรุกขมูล ให้พวกท่านครูดี พร้อมดัวยหมู่ในดอนปู่ตานั้นยังไม่เสร็จดี พวกโยมโสกแสง ซึ่งเป็นบ้านเขาไปตั้งก่อนบ้านหนองโจด บ้านหนองขาม เขาไม่ยอมให้ตั้งสำนัก เขาแบกปืนถือดาบถือไม้ค้อนออกไปและดุด่า เอาพวกหมอลำก้อนและโยมบ้านหนองขามและท่านครูดี พร้อมด้วยหมู่ จนท่านอยู่ไม่ได้ ได้นำหมู่หนีกลับคืน คืนมาหาท่านพระอาจารย์สิงห์ เรียนท่านว่า ไม่ไหวเขาจะฆ่าตายดังนี้เป็นต้น ต่อไปพวกโยมบ้านโสกแสง ใช้อำนาจบังคับโยมหมอลำก้อนทำลายร้านให้หมด และให้ปลูกต้นไม้แทน ให้ผีปู่ตาเสร็จ พวกโยมบ้านโสกแสงได้บังคับพวกหมอลำก้อนว่า ไม่ให้ทำอีกเป็นอันขาด แล้วก็ได้ยุติกันไป 

พระอาจารย์ให้ปรารภเรื่องนี้ ท่านมีการตำหนิท่านครูดีว่า ใจน้อย ขี้ขลาดไม่เชื่อคำสอนของท่าน ยังกลัวตายอยู่ดังนี้เป็นต้น แล้วท่านจึงขอให้ข้าไปนำพวกโยมหมอลำก้อนจัดขึ้นอีกให้ได้ 

“ถ้าท่านไม่ไปจัดสำนักขึ้นในที่นั้นให้ได้อีกแห่งหนึ่ง แล้วที่อยู่จำพรรษาของหมู่พวกเราไม่พอกันอยู่เลย ถ้าจะหา จัดบ้านอื่นอีก ก็ไม่มีใครเขาเกิดศรัทธา ความเลื่อมใสมาติดต่อพวกเรา พอจะได้จัดสำนักขึ้นได้”

 พระอาจารย์สิงห์ท่านพูด อย่างนี้ 

ข้าพิจารณาดูในเวลาท่านพูดกับข้าอยู่นั้น ข้ารู้สึกว่า ท่านมีหวังประโยชน์ ๒ อย่าง เพื่อแก้คนชาวเมืองขอนแก่น และหวังประโยชน์แก่หมู่ลูกศิษย์จริงๆ เพื่อให้คนเมืองขอนแก่น รู้จักพระกรรมฐาน ขึ้นดังนี้ 

ข้าจึงขอโอกาสปรารภเรื่องจะไปจัดสำนักขึ้นบ้านโสกแสงเขาไม่มีความเลื่อมใส จนเกิดการขู่เข็ญรังควาน ท่านครูดี และพวกหมอลำก้อน จนได้เลิกสร้าง สำนักกันมาแล้วอย่างนั้น หากเกล้าไปนำเขาจัดขึ้นอีก พวกคนชาวบ้านโสกแสง เขาเกิดมารังความเกล้าจนถึงเกิดฟ้องร้อง เข้าถึงโรงขึ้นศาล ท่านอาจารย์จะคิดช่วยเกล้าอย่างไร 

ท่านอาจารย์สิงห์ท่านพูดรับรองข้าว่า เมื่อเรื่องทั้งปวงเกิดขึ้นเกี่ยวกับจัดสำนักนี้ ผมขอเอาคอผมรับประกันท่าน เมื่อคอผมยังไม่ขาดจากตัวผมแล้วตราบใด ผมไม่ยอมให้ท่านรับความยุ่งยาก รับโทษอันใดเลย 

ข้าเห็นว่าอาจารย์มีใจประสงค์ให้เราไปจริงๆ จึงพูดรับรองการไปของเรา จนถึงกับเอาคอประกันรับรอง อย่างนี้ ข้าจึงได้เรียนการไปของข้าว่า เมื่อเกล้าไป ถ้ามันเกิดได้มีการได้โต้กันกับเขาอย่างไร เกล้าจะจดบันทึกคำพูดเกล้า และคำพูดของเขา ส่งมาถวายพระอาจารย์ตรวจดูให้รู้ไปทุกวัน 

พระอาจารย์ท่านก็ยิ่งยินดี แล้วเลิกพูดกัน

วันหลังก็ได้นำหมู่เดินทางไป ทางเกือบ ๓๐๐ เส้น จวนเที่ยงถึงบ้านหนองโจด บ้านหมอลำก้อน ให้คนออกไป บอกหมอลำก้อนออกมาหา หมอลำก้อนไม่อยู่ไปหากิน จนค่ำแกจึงมาหา พูดกันเรื่องจะจัดสำนักขึ้น หมอลำก้อนกับพวกโยมบ้านหนองขามมาพูดด้วย พูดแบบไม่ให้มีทางที่จะตั้งขึ้นได้เลย พูดไปทางใด พวกหมอลำก้อนก็ว่า ถูกพวกบ้านโสกแสง เขาใช้อำนาจขวางไว้หมดเลย 

ข้าจึงคิดว่าเราต้องใช้ศีลธรรม ในพระพุทธศาสนาเข้าบุกลองดู  พรุ่งนี้เราไปบิณฑบาตบ้านโสกแสง เชิญคนใครๆ มาพูดด้วยกันดูละ 

พูดคุยกับหมอลำก้อนอยู่ประมาณ ๓ ทุ่ม หมอลำก้อนก็ลาเลิกกันไป 

ตื่นเช้า ข้าพร้อมหมู่ผ่านบ้านตรงไปบ้านผู้ใหญ่บ้าน และบ้านทายก ใครต่อใครเขามาใส่บาตร ขอเชิญออกไปหาผู้ใหญ่บ้าน ให้ผู้ช่วยทายกกับจ้ำ (หมอผี เป็นสื่อกลางการติดต่อระหว่างผีกับคน)  ผู้ปฏิบัติผีด้วย พร้อมกัน ๕ คน จำจังหันออกไปถวาย ฉันจังหันเสร็จ พวกโยมก็รับประทานเสร็จ เสร็จแล้วก็พูดกันไป จนถึงบ่าย ๑ โมงกว่า พวกโยมบ้านโสกแสงพูดไม่ยอมให้ตั้งเป็นเด็ดขาดเลย 

ตัวข้าจึงถามดูฟากดอนปู่ตา (ผีประจำหมู่บ้าน ชาวบ้านจะสร้างศาลขึ้นไว้สำหรับเซ่นไหว้ บวงสรวง) ไปทางทิศใต้มีบ้านอะไร 

หมอลำก้อนบอกว่า มีบ้านกุดกว้างดังนี้  

ข้าจึงพูดว่า “ถ้าพวกโยมไม่ยินดีมีศรัทธาให้ตั้งสำนักวัด ลงในดอนปู่ตาของพวกโยมแล้ว พวกอาตมาขอเวลาเดินทางไปหาที่วิเวก ที่ตั้งสำนักที่ใกล้เคียงบ้านกุดกว้างดูละ”

พวกข้าเตรียมตัวเดินทาง มีหมอลำก้อน โยมจารย์นวน บ้านหนองขาม เป็นต้น เอาของนำส่ง แท้จริงข้าอยากเห็นดอนปู่ตา ว่าเป็นโนนที่เหมาะสมพอจะตั้งเป็นสำนักได้หรือไม่ มันจะเป็นที่วิเวกของผู้ปฏิบัติหรือไม่ ถ้าตั้งสำนักลงไม่ได้จริง ก็พอได้ไปพูดเรียนท่านอาจารย์สิงห์ทราบ พอไม่ให้ท่านเสียใจ ว่าตัวข้าเหลวที่สุดนี้หนึ่ง ข้าถึงถามหาบ้าน ทางที่จะได้เดินผ่านดอนปู่ตาไปดังนี้ 

เมื่อพวกข้าออกเดินทางไป พวกโยมบ้านโสกแสงก็พากันเดินกลับบ้าน เขาเดินไปตาเขามองดูพวกข้า เห็นเขาเดินไปทางดอนปู่ตาของเขา เขาพร้อมกันวิ่งไปบอกคนในบ้านเขา พวกคนในบ้าน มีทิดพรเป็นหัวหน้า วิ่งมือถือไม้ ค้อน ถือดาบ วิ่งออกหน้าของหมู่เขามาแต่ข้ากับโยมจารย์นวน ถึงดอนปู่ตาก่อน และได้เดินไปดูที่ผีปู่ตาเขาแล้ว ทิดพรจึงวิ่งไปถึงตีนดอน เดินเข้าไปตามทาง เข้าไปถึงริมมองเข้าไปดูเห็นเขาทำที่เตือนที่หน้าหอปู่ตาเขานั้นแล้ว 

ข้าจึงถามแกว่า “โยมถือดาบมาทำไม” 

ทิดพรแกนั่งลงวางดาบและด้ามขวาน แล้วยกมือประนมพูดว่า 

“มาหาท่านนี้แหละ เพราะมีธุระ นิมนต์ท่านออกไปข้างนอกหาพวกผม ที่พากันมารออยู่นอกตีนดอนนั้นเดี๋ยวนี้”

ข้าจึงถามทิดพรว่า “มีธุระอะไรกัน อาตมาเข้ามาไหว้ปู่ตานี้มันผิดอย่างนั้นหรือ” 

ทิดพรว่า “ผิดนั้นแหละขอรับ” 

ข้าจึงว่า “พระมาไหว้เจ้าปู่มิผิด พวกโยมมีประกาศไว้ที่ไหน ที่บ้านหรือ ที่ศาลอำเภอที่ไหนไม่เห็นมี อาตมาไม่รู้ไม่เห็น ก็จำเป็นได้เข้ามาไหว้ แล้วดังอาตมาเคยได้ไปไหว้ที่เขาบ้านอื่นเมืองอื่น เขายกหอไว้ ตามต้นโพธิ์ ในวัดหรือในดอนระหว่างหมู่บ้านและกลางเมือง ตามหนองตามคลองต่างๆ มา ในบ้านอื่นเมืองอื่น เขาก็ไม่เห็นว่า พระคนใครได้เคยไหว้ตาปู่มา จึงได้เข้ามาไหว้ตาปู่ของพวกโยมนี้ ดังเคยได้ไหว้มานั้น เมื่ออาตมาไหว้ตาปู่ของพวกบ้านโสกแสงนี้ ก็เท่าเป็นปู่เป็นตาของอาตมาด้วย เพราะปู่ๆ ตาๆ นี้ ก็ต้องหมายเอาคนแก่กว่า คนเป็นส่วนมากที่สมควรเรียกว่าเป็นปู่เป็นตาของคนผู้อายุอ่อนกว่า ดังนี้ ตาปู่ของพวกโยมนี้ ท่านเป็นผู้มีอายุมาก อายุหมดจนท่านตายไป จากความเป็นมนุษย์ไปแล้ว อย่างอาตมาก็จำต้องเรียกท่านว่า ปู่อยู่ดีๆ นี้แหละ อาตมาจึงเข้ามาไหว้ท่าน หากพวกญาติเห็นกันว่า อาตมาไหว้ตาปู่นี้ผิด แล้วก็ให้พ่อออกไปเรียกกันเข้ามาพูดกับอาตมาในที่นี้แหละ อาตมาไม่ออกไปดอก ถ้าอาตมาออกจากที่นี้ไป ก็จะออกเดินทางไปบ้านกุดกว้างเท่านั้นแหละ เพราะอาตมาไม่รู้ระยะทางไปบ้านกุดกว้าง ว่าไกลหรือใกล้ กลัวจะ ไปไม่ถึง อาตมาว่าดังนี้และพ่อออก จะว่าอย่างไร”

ตาทิดพรจึงว่า “ถ้าอย่างนั้น ผมจะไปเรียกเฒ่าแก่พี่น้องผมเข้ามาพูดกับท่านในที่นี้ แล้วแกก็ถือดาบถือด้ามขวาน ที่แกถือมาเดินกลับออกไปบอกหมู่ของแกให้เข้ามาหาข้า ที่เดินอยู่หน้าหอตาปู่ตานั้น แต่ทิดพร หมู่คนหนุ่มทั้งหลายเลยพากันกลับกลับบ้าน ทำกิจการงานของเขาไปหมด คงมีแต่ผู้ใหญ่บ้าน ทายกวัด เฒ่าจ้ำผี กับอีกรวมกันเป็นเก้าคน เดินเข้าไปหาข้า พวกทิดพรที่พากันกลับบ้านแล้ว เห็นจะจนคำพูดของข้า ที่ได้พูดกันไปแล้วนั้น จึงได้พากันกลับบ้านก็ไม่รู้ เพราะข้าพูดไม่ให้มีทางเอาผิดข้าได้ 

ข้าถามว่า “พวกพ่อออกคือใครบ้าง” 

ผู้ใหญ่บ้านแก จึงบอกชื่อว่า ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านจารย์เบ้า คนนั้นชื่อนั้นๆ ไปจนหมด 

“ดีแล้วพ่อออกผู้ใหญ่บ้าน ตลอดพ่อออกทั้งหลายที่เดินเข้ามานี้” ข้าจึงถามว่า “คนชื่อไร ที่เขาเดินไปบอกพวกพ่อออกมาหาอาตมานี้ เขาว่า อาตมาไหว้บูชาตาพ่อออกบ้านโสกแสงนี้ว่ามันผิด มันผิดอะไร ผิดตาปู่หรือข้อประกาศห้ามของพวกโยมชาวบ้าน ได้มีประกาศห้ามกันไว้ว่าตาปู่นี้ ห้ามมิให้พระมาไหว้กันดังนี้ ประการใด อาตมาขอทราบ เพราะอาตมาไม่เคยได้ยินว่า พระหรือคน ใครไปไหว้ตาปู่ไหนว่ามันผิด ดังว่าอาตมามาแล้ว มานี้สักทีเลย อาตมาเพิ่งมาได้ยินว่า ไหว้ตาปู่ผิดวันนี้เอง” 

โยมผู้ใหญ่บ้านแกพูดว่า “ผมก็ยังไม่เคยได้ยินมา คือกันกับท่าน อาจารย์อีกนั้นแหละ ทิดพรมันมาพูดกันกับท่านอาจารย์นั้น มันไม่เข้าใจคำพูดของท่านอาจารย์ มันพูดผิดไปกระมัง พวกผมอยู่นอกก็ได้ยินมันพูด พวกผมก็เข้าใจว่ามันพูดผิดอยู่เหมือนกัน” 

ข้าจึงพิจารณาคำพูดของพวกผู้ใหญ่ ตลอดถึงใจเขาว่า พากันกลัวผีตาปู่อย่างไม่มีที่เปรียบเลย ข้าจึงนึกขึ้นในใจว่า จะตั้งสำนักลงในตอนนี้ ตั้งลงได้แน่ๆ ข้าจึงมองพิจารณาดูดอน ข้าไม่ชอบป่าไม้ห่างๆ พื้นที่ก็เป็นโนนสูงขึ้น จากพื้นดินธรรมดาเล็กน้อย ดอนก็ไม่กว้างใหญ่ ถ้าไม่ใช่ ท่านอาจารย์ให้ไปสร้างขึ้น ข้าไม่จัดขึ้นแล้ว เพราะไม่เหมาะสม แต่นี้หากไม่เห็นว่า ท่านอาจารย์สั่งให้ไปจัดขึ้นเท่านั้น จึงคิดหาทางจะจัดขึ้นให้ได้ ข้าจึงคิดพูดให้เวลามันหมดไป ในการเดินทางไปบ้านกุดกว้างนั้นเสีย จึงได้พูดกับพวกผู้ใหญ่ ในเรื่องเข้าไปดูหอปู่ตาเขานั้น เขาว่ามันผิดไป จนคร่าเวลา บ่าย ๕ โมง ข้าจึงถามผู้ใหญ่บ้าน 

“จะพอตกลงให้อาตมา เดินทางต่อไปบ้านกุดกว้างได้แล้วหรือยัง” 

โยมผู้ใหญ่ว่า “ไปบ้านกุดกว้างไม่ถึงดอกวันนี้มันค่ำแล้ว ทั้งพวกผมก็กลัวเจ้าปู่จะไป จะไปต้องสิงหมู่พวกผมมากอยู่แล้วที่ท่านอาจารย์เข้ามาดูนี้ เพราะแต่ก่อนมา พวกผมไม่เคยมีพระธรรมเจ้ามาดูหอตาปู่ของ พวกผมเลย ก็เพิ่งมาเห็นท่านอาจารย์เข้ามาเห็นนี้แหละ พวกผมจึงมีความกลัวมาก พวกผมจึงขอไหว้วอนท่านอาจารย์คิดช่วยเหลือ แก้ไขความกลัวของพวกผมนี้ ไม่ให้มีภัยแก่หมู่พวกผมนี้ด้วย” 

ข้าจึงเห็นรู้แน่สมจริงดังข้าว่า พวกผู้ใหญ่มีใจกลัวผีตาปู่อย่างไม่มีที่เปรียบเลย ข้าจึงว่า 

“ถ้าอย่างนั้น เชิญผู้ใหญ่ออกไปพูดกันริมดอน ที่ใดมันกว้างขวางนั่งกันได้ดี จะว่ากันไป อย่างไร ก็จึงค่อยว่ากันไปจนหมดเรื่องกันหมด” 

ข้าก็เดินออกหน้าไป ข้ามองเห็นต้นเครือตระคอมใหญ่ต้นหนึ่งร่มดี พาหมู่และพวกโยมผู้ใหญ่ไปพัก ใต้ร่มคอมนั้น พูดกันไปจนค่ำเลย พวกผู้ใหญ่ก็ไม่ตกลงหายกลัว ข้าจึงให้หมู่จัดที่นอน กางกลด กางมุ้งกันเสร็จแล้ว พูดกันไปถึง ๔ ทุ่ม พวกผู้ใหญ่ก็ไม่ตกลงหายกลัวเลย ข้าบอกให้รับพระไตรสรณคมน์ พวกผู้ใหญ่ก็บอกว่า 

“พวกผมจำได้อยู่ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นี้ ผีก็ยังมาเข้าพวกผมได้อยู่ ท่านอาจารย์ให้พวกผมรับพระไตรสรณคมน์ ก็จะให้ รับ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง มิใช่หรือ พวกผมได้อยู่แล้ว หากรับกับท่านอาจารย์ไป ผีก็จะเข้าพวกผมได้อยู่คือเก่า (เหมือนเดิม) นั้นแหละ” 

ข้าคิดหาธรรมมาอธิบายให้ผู้ใหญ่ได้ตกลงกันรับพระไตรสรณคมน์ไปจนถึง ๗ ทุ่ม (ตี ๑) พวกผู้ใหญ่จึงขอให้ข้ารับเอาสัญญาของเขาไว้ว่า ถ้าผีตาปู่ไปเข้าพวกผมกลับนี้ก็ดี หรือเวลาต่อไปก็ดี ขอให้ท่านอาจารย์ไปช่วยพวกผมได้ทุกคราวไป พวกผมจึงจะรับ 

ข้ามีความดีใจรับรองพวกผู้ใหญ่ พร้อมหมู่จึงตกลงรับพระไตรสรณคมน์กัน กินเวลาที่ข้าสอน พระไตรสรณคมน์และสอนวิธีปฏิบัติไตรสรณคมน์ เกือบถึง ๘ ทุ่ม (ตี ๒) จึงเสร็จกัน พวกผู้ใหญ่จึงพากันกลับบ้านได้

ตื่นเช้ามองดูอากาศฝนจะตก ข้าออกจากมุ้งมามองเห็นโยมจารย์นวน บ้านหนองขาม พร้อมด้วยหมู่ ๕ คน มายืนอยู่ ถามว่า “พากันมาอะไร” 

โยมจารย์นวนบอกข้าว่า 

“พวกผมว่าจะพากันมาถางป่าทำวัดขึ้นในที่นี้แหละ เพราะพวกผมพิจารณาดู ท่านอาจารย์มาพูดคราวนี้ พวกผมเห็นว่า จะสร้างวัดขึ้นได้แน่ พวกผมจึงได้เตรียมกันมาเพื่อจะถางป่ากัน ท่านอาจารย์จะว่าอย่างไรกัน” 

ข้าก็เลยตามใจพวกของโยมจารย์นวน จึงได้บอกเขาว่า 

“ถ้าโยมบ้านโสกแสงเขาออกมาส่ง จังหัน เขามองเห็นเขาคัดค้าน พวกโยม ไม่ให้ถางป่าก็ดี ให้พวกโยมหยุดกันเสีย” 

พวกโยมรับคำแล้วก็ได้พากันถางป่ากันไป จนตะวันขึ้นพอได้บิณฑบาต ข้าก็นำหมู่ไปบิณฑบาต พอไปรอบบ้านแล้ว ก็กลับออมามาฝนก็เริ่มตก รีบเดินมาให้ถึงที่แล้ว พวกโยมบ้านโสกแสงก็ได้พากันนำจังหันมาส่ง จึงได้รีบจัดอาหารลงในบาตรเสร็จแล้ว พวกโยมก็รีบกลับพากันบุกฝน กลับบ้านกันหมด ไม่เห็นพวกโยมบ้านโสกแสงว่า บ้านโยมหนองขาม ที่พากันถางป่านั้นแต่ประการใดเลย 

เมื่อฉันจังหันเสร็จ ฝนก็ค่อยอ่อนเบาลง แต่ไม่หยุด พวกโยมบ้านหนองขาม และโยมหมอลำก้อน บ้านหนองโจด พร้อมด้วยหมู่ก็พากันรับเศษอาหารที่พวกพระฉันเสร็จแล้ว จึงให้พวกโยมไปเอาไม้มายกปรับมุงไว้ เครื่องบริขารเสร็จแล้ว ได้นำพวกโยมจัดยกร่าง ศาลากุฏิขึ้น ได้ร่างกุฏิ ๕ หลัง ศาลา ๑ หลัง ครัวไฟ ๑ หลัง ฝนตกอยู่ ๕ วันจึงหยุด จำวัดอยู่นั้นไปคืนที่ ๓ ฝันเห็นพระมีฐานะของท่านว่าเป็นสังฆราช ท่านเห็นข้าไปไหว้ ท่านมีความยินดี ท่านออกอุทานให้พรว่า ให้อยู่เป็นสุข ให้อยู่ไปด้วยความสะดวกตามความชอบใจ

วันหลังจึงถามโยมจารย์นวนว่า “ตาปู่นี้เขาเรียกให้ชื่อว่าอย่างไร” 

จารย์นวนบอกว่า เขาเรียกกันว่า “ผียาครูโกกตาปู่ หลักเมือง” อยู่ในเมืองขอนแก่นนั้น เขาเรียกตาปู่ยาครูโกก โยมจารย์นวน บอกว่าดังนี้ ข้าจึงดีใจเพื่อจะได้เอาเป็นอุบาย แก้พวกโยมบ้านโสกแสง ทั้งนึกว่า เราฝันนี้ เห็นจะเป็นเรื่องตาปู่ ก็อาจเป็นได้ดังนี้ จึงนำพวกหมู่และโยมจัดสำนัก ไป ๕ วัน ฝนหยุดไปถึงวันที่ ๖ พวกญาติโยมบ้านโสกแสง จึงพากันออกมาดุว่าให้ข้า ทำร่างกุฏิและศาลาโรงไฟขึ้นได้ ๗ หลังนั้นว่า ท่าน อาจารย์จะไม่ทำวัดขึ้นในที่นี้ ทำไมจึงทำกุฏิศาลาเป็นหลายหลังอย่างนี้ 

ข้าจึงตอบพวกญาติโยมบ้านโสกแสง มีผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้นว่า “พ่อออกผู้ใหญ่ แท้จริงอาตมา ก็ว่าจะไม่ทำวัดขึ้นในที่นี้ อย่างอาตมาว่าได้พูดกับพ่อออกนั้น แท้จริงอาตมานอนหลับไป ฝันเห็นท่านหลวงปู่โกกมาพูด มีความยินดี ที่อาตมาพักกับท่าน ท่านได้ขอให้อาตมาช่วยจัดหอขึ้นถวายท่าน ๑ หลัง ท่านว่าหอที่พวกโยมทำขึ้น ให้ท่านมันเล็กไป นอนก็ไม่หมดขาหมดหัวท่านเลย ท่านว่าอย่างนั้น ท่านจึงได้สั่งให้อาตมาจัด ขึ้นให้ใหญ่ เท่าที่อาตมาได้จัดทำร่างไว้นี้เป็นอย่างน้อย หากจะทำใหญ่ได้เท่าไรยิ่งดี ให้ทำให้ได้ ๑๑ หลัง เพราะหมู่ท่านมาก ท่านปู่พูดขออาตมาให้ทำถวายท่านดังนี้ อาตมาจึงขอให้โยมบ้านโสกแสง ได้พากันมาสร้างด้วย ก็จะเป็นบุญไม่น้อยเลย ทั้งท่านปู่ก็จะมีความเมตตา อำนวยความสุขทุกประการ ให้แก่พวกญาติโยมด้วยดังนี้” 

โยมผู้ใหญ่บ้านพากันหัวเราะคำตอบอาตมา แล้วก็ได้พากันถามเอาความจริงกับอาตมาว่า ตาปู่มาเข้าฝันบอกอาจารย์จริงๆ หรือ ถ้าเป็นความจริงพวกผมก็จะ สร้าง ๑ หลัง ให้ได้ละ 

ข้าก็บอกว่า “ฝันจริงๆ นั่นแหละพ่อออก” 

พวกผู้ใหญ่บ้านโสกแสง ก็เลยได้พากันตกลงสร้างกุฏิให้หลังหนึ่ง เขายกของขึ้นไปนอนเขามาเห็นเข้า เขาเลยต่อว่า ว่า “ท่านอาจารย์ว่าจะให้พวกผมสร้างตาปู่ เหตุไรท่านจึงขึ้นนอนแล้ว” 

จึงตอบโยมผู้ใหญ่เขาว่า “อาตมาได้ขอโอกาสกับท่านปู่แล้วว่า ขออย่าให้เกล้านอนร่วมเถอะ เพราะเกล้าเกรง เป็นการประมาทกลัว จะเป็นโทษ ท่านปู่ว่าไม่เป็นไร คุณลูกผู้มีใจรักปู่ ได้ช่วยทำกุฏิอันปู่ขัดข้อง และมีความต้องการที่สุดขึ้นให้ปู่ ให้เป็นที่พอใจอย่างยิ่ง ทั้งได้ไปบิณฑบาต มาให้ปู่ได้ฉันไปทุกวัน ปู่ทิ้งหลานไม่ได้แล้ว ต้องให้นอนกับปู่ให้ได้ทีเดียว ท่านว่ากับอาตมาเช่นนี้ อาตมาก็จำเป็น จึงได้ขึ้นนอนบนกุฏิกับท่านปู่อย่างนี้”

พวกญาติโยมผู้ใหญ่บ้านได้ยินพากันหัวเราะ แล้วถามข้าอีก “ท่านปู่เมื่อท่านอยู่กับท่าน ท่านอยู่อย่างไรเล่า”

จึงตอบเขาอีกว่า “ท่านปู่ท่านเลยอยู่ตามชอบใจของท่าน ท่านอยากนอนอยู่บนขื่อ ท่านก็นอน ท่านอยากนอนในมุ้งอยู่กับอาตมา ท่านก็นอน เพราะท่านเป็นพระเหมือนอาตมา ท่านอยากอยู่อยากนอนอย่างไร ท่านก็อยู่นอนตามสบายของท่าน” พวกโยมผู้ใหญ่พากันหัวเราะ แล้วก็หยุดกันไป

ครั้นต่อมามีพวกมิจฉาทิฐิ มีจารย์สังข์ เรียนธรรมแต่เป็นพระสอบนักธรรมเอกได้ สอบเปรียญประโยค ๓ ตก เป็นหัวหน้าทิดพร ทิดช่าง ทิดเรือง กับอีก ๒ คน เป็นหัวหน้าหมู่ของพวกบ้านโสกแสง ที่ไม่เลื่อมใส พระกรรมฐาน ทั้งไม่รู้ เรื่องกรรมฐานเลย ตอนค่ำมืดวันนั้น เป็นวันที่ ๗ ที่ข้าพักอยู่นั้น จารย์สังข์ได้นำหมู่มาโจทย์ไล่ทั้งฟ้องหาว่า สร้างวัดไม่ได้ขออนุญาต ว่าผิดการปกครองคณะสงฆ์ หาว่าสร้างวัดไม่มีทายกใดได้ถวายที่ดินได้ก่อน จึงสร้างวัดลง ทั้ง ๓ ข้อนี้ว่าผิดหมด ลงท้ายเขาว่า ให้ข้าหยุดการก่อสร้างต่อไปดังนี้

ข้าจึงอยากรู้ชื่อคนที่เขามาถามว่า ชื่อเขาว่าอย่างไรหนอ ผู้ใหญ่บ้านจารย์เบ้า จึงบอกว่า “จารย์สังข์เขาเรียน ม. ๘ สอบนักธรรมเอกได้ สอบเปรียญ ๓ สอบตก เลยสึกออกมามีครอบครัวเสีย พวกผมเห็นว่า เป็นผู้มีความรู้ จึงได้เชิญเขามาพูดธรรมะกับท่านอาจารย์ เพื่อพวกผมจะได้ฟัง ได้เข้าใจกันนี่แหละขอรับ” 

ข้าจึงพูดด้วยความยินดีกับจารย์สังข์ว่า “โยมจารย์สังข์ อาตมาขอแสดงความยินดี กับโยมผู้มีอุตสาหะได้เล่าเรียนธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นการบูชาคุณของท่าน เป็นอย่างยิ่งด้วยหนา แต่อาตมาขอถามโยมอาจารย์ว่า สำหรับท่านผู้รู้ ตั้งกฎปกครองสงฆ์ทั้งหลายนั้น ท่านตั้งเพื่อรักษาพระศาสนาให้เจริญ หรือท่านตั้งเพื่อทำลายพระศาสนา ให้เสื่อมประการใด”

จารย์สังข์ตอบว่า “ท่านก็ตั้งเพื่อรักษาศาสนาให้เจริญ มิใช่ท่านตั้งเพื่อทำลายพระศาสนา”

ข้าจึงได้หลักพูดแก้จารย์สังข์ ดังต่อไปนี้ว่า 

“ก็ทุกวันนี้ พระอุปัชฌาย์สอนอนุศาสน์ กิจที่ควรทำข้อที่หนึ่งว่า รุกขมูลเสนาสนัง นิสสายะ ปัพพชา ตัสสะเต ยาวะชีวัง อุตสาโห กระณีโย คำนี้อาจารย์สังข์ บวชมาจนสอบนักธรรมเอกได้ ได้ทำตามอุปัชฌาย์สอนนั้นมาแล้วหรือยัง หรือท่านองค์อื่นนอกจากอาจารย์ ที่ได้บวชกันมาแล้วสึกไปก็ดี หรือเป็นพระทั้งหลายอยู่ทุกวันนี้ก็ดี ได้ออกปฏิบัติรุกขมูลตามอุปัชฌาย์สอนหรือไม่ มิใช่มีแต่ บวชรับ อามะ ภันเต หลอกพระอุปัชฌาย์ กันทั้งนั้น อย่างตัวจารย์นี้บวชมาก็บวชรับ อามะ ภันเต หลอกพระอุปัชฌาย์มาอีกคนหนึ่งมิใช่หรือ”

คนมาทั้งหลายกับจารย์สังข์ มีผู้ใหญ่บ้านเป็นต้น ก็พากันหัวเราะกันขึ้นเลย ข้าจึงว่า

“นี้ละ โยมจารย์สังข์ พระมหาเถระทั้งหลาย ท่านตั้งข้อกฎหมาย บังคับทุกข์ข้อทั้งหลายมานั้น ท่านบังคับผู้ประทุษร้ายพระพุทธศาสนา ให้กลับมาประพฤติปฏิบัติพระศาสนาดอก ถูกอย่างโยมจารย์สังข์ว่า ท่านตั้งข้อกฎรักษาพระศาสนานั้นแหละ นี้ก็อาตมาเป็นผู้ปฏิบัติพระศาสนาตามพระอุปัชฌาย์สอนตั้งแต่วันบวชมาว่า รุกขมูลเสนาสนัง ให้อนุญาตแก่อาตมาบวชมานั้น เมื่ออาตมาปฏิบัติตามคำสอนนั้น มันจะมีผิดอะไรกันอีกเล่า เมื่ออาตมาได้มาปฏิบัติตามคำอุปัชฌาย์สอนแล้ว ว่าเป็นผิดอย่างโยมจารย์ว่า อาตมาผิดอยู่เดี๋ยวนี้ ก็คำสอน พระอุปัชฌาย์สอนโกหก สอนหาเรื่องไล่ลูกศิษย์ ของตนก็แย่กันเท่านั้นเองแหละ แท้จริง ท่านไม่สอนหาเรื่องนะ ท่านสอนจริงๆ เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ ก็ได้ตรัสรู้ในรุกขมูลร่มเงาของต้นโพธิ์ ใครๆ ก็รู้กันดี อยู่แล้ว ท่านบวชพระสาวกทั้งหลาย ก็บวชให้อยู่ในป่า โยมจารย์สังข์ ก็คงรู้ดีอยู่แล้ว เหตุนั้น พวกอาตมา ได้มานำพาพวกญาติ พวกท่านพระเถระองค์ใด ตั้งกฎข้อห้ามพระทั้งหลายว่า ไม่ให้ออกธุดงค์รุกขมูล กันที่ใด มีเลย หรือออกธุดงค์แล้ว เมื่อจะตั้งที่พักอยู่จำพรรษา ถูกต้องตามพระวินัยอนุญาตแล้วว่า ให้มีตูบหรือกระท่อมมุงหลังคา มีฝาแอ้มแล้ว มีประตูเปิดปิดได้ จึงให้พระอยู่จำพรรษาได้ ไม่เห็นว่าต้องขออนุญาตก่อน แล้วจึงทำที่พักได้ดังนี้ อาตมายังไม่เคยได้ยินหนังสือประกาศสักทีเลย โยมจารย์สังข์เคยได้ยินมาไหมเล่า”

จารย์สังข์ก็ตอบว่า “ไม่เคยได้ยินมาขอรับ”

ข้าจึงพูดต่อไปว่า “ถ้าเช่นนั้น คำที่จารย์ว่า อาตมาได้นำพาพวกโยม จัดทำที่พักขึ้นในที่นี้ ว่ามันผิด ก็โยมจารย์แต่บวชอยู่ ยังไม่เคยออกธุดงค์รุกขมูล ไม่รู้เรื่อง ก็เลยเอา ความไม่รู้เรื่องนั้นมาโทษอาตมา ว่าผิดไปด้วยกับความไม่รู้ ของตนอย่างนั้น อาตมาว่าใช้ไม่ได้แล้วอย่างนี้”

จารย์สังข์ก็เลยหมดเสียงไปเรื่องสร้างที่พักไม่ได้ขออนุญาต แต่จารย์สังข์ แกพูดไปเรื่องตัดไม้มาทำกระท่อมว่าผิดกฎหมายป่าไม้อีก คือ ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ นั้น ไม้ที่มีภาษีนั้นมีไม้สาระ เพียง ๑๖ ต้นเท่านั้น

“เรื่องจารย์สังข์พูดไปเรื่องตัดไม้ผิดนี้ เป็นเรื่องของญาติโยม ไม่ใช่เรื่องของอาตมาๆ ไม่ได้ตัดไม้สักต้นเลย เพราะพระวินัยของพระพุทธเจ้า ห้ามไม่ให้อาตมาตัดต้นไม้ อาตมาเพียงแต่ผู้รับอยู่เสนาสนะ ที่พวกโยมจัดขึ้นเท่านั้น”

จารย์สังข์ก็หมดเรื่องอีก เรื่องทำลายผีตาปู่ ข้าให้จารย์สังข์ ผูกบาลีผีดูว่า คำว่าผีๆ นี้ คำบาลีของพระพุทธเจ้า ว่าอย่างไร จารย์สังข์จึงได้พากันถือผีว่าเป็นของจริง และถือว่า เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ถือว่าเป็นของพึ่งเจ็บพึ่งไข้ได้ เป็นการแน่นอนใจอันแท้จริง จารย์สังข์แกว่า “บาลีก็ว่า มหาภูติ มีอยู่ อย่างนี้แหละ”

ข้าจึงว่า 

“มหาภูตินี้ก็หมายถึงมหาภูตรูป คือ ธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ได้แก่ตัวของคนเรานี้ มันเป็นรูปอันใหญ่ ช้างตัวใหญ่ๆ ก็ขึ้นขี่คอมันได้ ภูเขาอันใหญ่ และแผ่นดินอันใหญ่ๆ ก็ขุดทุบตีมันได้ ไม่มีแผ่นดิน ภูเขาที่ไหนมาด่า ต่อว่า ให้คนได้ ทั้งดินน้ำไฟลม เป็นตัว ของบุคคลนี้มันเป็นมหาภูตรูป มันเห็นธาตุอันใหญ่ เอาอะไรใส่ไม่มี เต็มข้าวเต็มเล่า เต็มสาง (เต็มยุ้งเต็มฉาง) ใส่มันก็ไม่เต็มในท้องคน สัตว์ทั้งหลาย มีวัว ควาย ปู ปลา หมู เป็ด ไก่เหล่านี้ เป็นต้น ผลไม้ ยอดไม้ เป็นต้น สารพัดขนเข้ามาใส่ท้องคน ก็ไม่มีเต็มสักที จึงว่า มหาภูตธาตุทั้ง ๔ นี้ มันเป็นผีใหญ่ ผีกินปู กินปลา กินหมู กินไก่ สารพัดสัตว์และผลไม้ยอดไม้ ก็มิใช่คนเรานี้หรือเป็นผีใหญ่”

โยมจารย์สังข์ตอบว่า “ถ้าผีได้แก่ตัวแล้วเช่นนั้น พระองค์จึงวางศีลธรรม เป็นศาสนาไว้ ให้พวกเราเรียนรู้ เพื่อได้ปฏิบัติศีลธรรมกัน ชำระผีของตนๆ ให้จืดจาง ไปจากตัวของพวกเรา กลับตัวกลายขึ้นเป็น มนุษย์ธรรม เป็น มนุษยเทโว จนถึงเป็น มนุษยพรหม มาเป็น มนุษยอริโย ดังอาตมาได้พานำพวกญาติโยม จัดสำนักขึ้น เพื่อเป็นการนำพาพวกญาติโยมปฏิบัติศีลธรรม ชำระผีของตนๆ ให้กลับเป็น มนุษยเทโว ขึ้นเป็นต้น จะไม่ดีกว่าพวกญาติโยม กลัวตายพากันมา ปลูกตูบ ( กระต๊อบ) เล็กๆ เอาแกลบข้าวลีบ มัดเป็นรูปช้าง รูปวัวต่างๆ มาไว้แล้วพากันมาไหว้วอน ขอความอยู่เย็นเป็นสุขอยู่ นี้หรือ โยมจารย์สังข์ เรียนนักธรรม มาตามพระองค์สอน ที่จารย์สังข์รู้มาไหว้ผีอย่างนี้ หรือพระองค์ว่าดี ประการใดดังนี้ 

ตังเขมะสรณสูตร พระองค์แสดงไว้ว่า มนุสฺสาภยตสฺสิตา แปลว่า พวกมนุษย์หลงกลัวความตาย พากันหาที่พึ่งต่างๆ มีพากัน ไหว้ภูเขา หักดอกไม้บูชา มัดไม้เป็นรูปต่างๆ บูชา ไหว้ วอนขอความอยู่เย็นเป็นสุขต่างๆ บางพวกก็ปลูกตูบเล็กๆ ไว้บนจอม ปลวก ร่มไม้ใหญ่ ปลูกไว้ข้างธาตุเจดีย์ ริมสระหัวบ้าน หรือเรือนต่างๆ มัดไว้เป็นรูปช้าง รูปม้า รูปวัว รูปควาย เอาแกลบข้าวลีบ เอาขี้เถ้าใส่แล้วก็มีฆ่า เป็ด ไก่ ฆ่าหมู จนถึงฆ่าวัว ฆ่าควาย เช่นสรวงบูชา เอาดอกไม้บูชา ขอความอยู่เย็น เป็นสุข ขอการเพาะปลูกพืชทั้งหลาย ให้งอกงาม เป็นหมากเป็นผล ให้ร่ำรวยต่างกันไป 

ของมันไม่มีอยู่เดิม อาศัยคนไปยกตูบ ยกหอขึ้น สมมติ ให้เป็นให้มีขึ้น มันเลยมีขึ้นจริง ดังความสมมตินั้น ให้สุญสั่นเซ็น ให้เป็นทุกข์จะตายขึ้นบ้าง จากนี้ก็ให้เป็นเจ็บเป็นไข้ เจ็บท้อง ชักจะตายลงทันทีต่างๆ นานาไปก็มี ความมุ่งหวังของผู้ไปสมมติขึ้นนั้นไม่มีความสุข ความสำราญเลย ตรงกันข้าม ยิ่งกลับมาให้เป็นทุกข์ เป็นไข้ เป็นทุกข์ ด้วยผีที่สมมติขึ้นนั้น เข้ามาสิงสู่ใจไม่หยุดหย่อน ด้วยพากันเลี้ยงไม่ถูกบ้าง ด้วยการปฏิบัติอยู่กิน ทำการไปมากันไม่ถูกบ้าง มีคนใครไปทำลายดงดอน ที่พากันไปสมมติขึ้น อยู่นั้นบ้าง ผีนั้นจึงเข้ามาสิงสู่ ให้เป็นเจ็บ เป็นไข้ ให้เป็นทุกข์ เพิ่มความทุกข์ ความเจ็บไข้ ด้วยรูปร่างกายของคนเราเป็นของไม่เที่ยงเป็นตัวทุกข์อยู่ โดยธรรมชาตินี้ ให้มากขึ้น มันจะดีอะไรกัน พระองค์ก็ติเตียน บอกไว้แล้วว่า พวกที่ตัวกลัวตาย มีการนับถือไหว้วอนกันไปต่างๆ อย่างนั้น เนตังโข สะระณังขมัง ไม่ใช่สรณะอันเกษม ไม่ใช่สรณะอันอุดม ให้พ้นทุกข์ได้เลย มีแต่พวกได้นับถือ คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สามรัตนะ นี้แหละ เป็นตัวพ้นทุกข์ เพราะได้สรณะอันเกษม อันอุดม พ้นทุกข์ได้จริงนี้ 

ก็เรื่องตาปู่ ของพวกโยมบ้านโสกแสง นี้ก็ชื่อว่า ตาปู่ ยาครูโกก ยาครูๆ คำนี้ ก็เป็นชื่อของพวกโยม ก็พากันสมมติเอาพระให้เป็นผี เป็นตัวประมาท พระก็เป็นโทษแก่ผู้สมมติ อาตมาว่า หากท่านหลวงปู่ยาครูโกก ท่านยังมีชีวิตเป็นพระอยู่ ใครๆ ไปเรียกท่านเป็นผี ท่านก็จะโกรธเอาเสียใหญ่ละ เหตุนั้น อาตมารู้อย่างนั้น จึงได้นำพาพวกโยมผู้เลื่อมใส ทำการถากถางหญ้า และป่าไม้เล็กออกให้เตียน ยกหอ คือกุฏิ หรือตูบศาลาทั้งหลายขึ้น เพื่อเป็นการถวายบูชา คุณของท่านปู่ยาครูโกก อาตมาว่า เป็นการดีที่สุดแล้ว มิใช่หรือ จารย์สังข์ ทั้งอาตมาก็ได้ไปบิณฑบาตมาบูชาความดีท่าน ให้ท่านได้ฉันทุกวันอีกด้วย จะไม่ดีกว่าหรือ แต่ก่อน ๖ วัน จึงได้ฉันข้าวทีหนึ่ง ก็พากันว่าได้ปฏิบัติดีพอแล้ว ๗ วันจึงให้ท่านปู่ฉันข้าวทีหนึ่ง ถ้าเป็นพวกเรา ๗ วัน จึงได้กินข้าวกันทีหนึ่ง จะไม่ตายกันแล้วหรือ หรือว่าอย่างไร”

โยมจารย์สังข์หมดเสียงเลย แกพูดออกปาก (ยอมรับ) กับหมู่แกว่า “ว่าอย่างไรหมู่ กันหมดความขัดข้องและหายสงสัยแล้ว มาได้ฟัง ท่านอาจารย์อธิบายมานี้มันถูกศีลธรรมดังกันได้เรียนมาทุกอย่างแล้ว กัน ไม่มีความจะพูดกับท่านต่อไปอีกแล้ว” ดังนี้ 

โยมพวกหมู่จารย์สังข์ มีทิดพร และทิดช่างเป็นต้น พูดกันซุบซิบๆ อยู่หน่อยหนึ่ง จารย์สังข์จึงพูดกับข้าอีกว่า “หมู่ของผมยังขัดข้อง ไม่ตกลงใจยอมเห็นตามที่ท่านอาจารย์อธิบาย ให้ฟังมาแล้วนี้ แต่วันนี้ดึกแล้วหมดเวลา พวกผมขอลากลับบ้าน” 

ผู้ใหญ่บ้านพร้อมด้วยหมู่ก็ได้กราบลากลับบ้านกัน 

เช้าวันใหม่ตอนฉันจังหัน จารย์สังข์ได้นำหมู่เล็กน้อยออกมาพูดกับข้าอีก ตอนแรกแกพูดชมว่า

“ท่านอาจารย์ได้มาจัดสำนึกขึ้นในที่นี้เพื่ออยู่โปรดพวกผม พวกผมมีความยินดีปานได้แก้ว อันหาค่ามิได้ ได้ท่านอาจารย์มาอยู่นี้ แต่หมู่พวกผมเขายังมีใจมืดมนอยู่มาก เขาไม่มีความพอใจกับท่านอาจารย์เทศน์สอนเลย ผมอยู่กันกับหมู่เขา เขายกเอาผมให้เป็นหัวหน้า ถ้าผมไม่ช่วยเขา ไม่ตามเขาบ้าง เขาก็จะฆ่าผม จำเป็นผมก็ต้องช่วยเขา พูดแทนเขาไปบ้างแหละ ท่านอาจารย์อย่าได้ถือผมเลย”

ข้าจึงว่า “การถือ ไม่ถือนี้ อาตมาก็ปล่อยวางเป็นธรรมดาอยู่ แต่ว่า อาตมาก็อาศัยโยมจารย์ผู้รู้ในธรรมนั้นแหละ ช่วยแก้ พวกหมู่พวกโยม ช่วยให้เขารู้เขาเห็น ตามที่อาตมาอธิบายให้เขาฟัง”

จารย์สังข์ก็รับคำข้า แต่แกพูดว่า “ผมพูดแทนท่านอาจารย์ไม่ได้ ผมพูด เขาจะฆ่าผมทีเดียวเลย”

อยู่ต่อมาจนถึงวัน ๙ ค่ำ ตอนประมาณ ๒ ทุ่ม ข้าเดินจงกรมอยู่ ได้ยินเสียงร้องคุกคาม มาทางบ้านโสกแสง ข้าฟังดู ได้ยินเสียงว่า 

“พระตัวดีหัวดื้อ พูดเอาแต่ความตัวให้หนีเด้อ ไม่หนีวันนี้จะถูกค้อนทุบหัวให้แตก หรือมิฉะนั้นให้ถึงตาย ถ้ากลัวตาย ให้หนีเดี๋ยวนี้” เป็นต้น 

เสียงอึกทึกครึกโครม ข้ามองดูเห็นแสงตะเกียงเจ้าพายุสว่างพ้นป่ามา ข้าจึงนึกจะคิดหาอุบายแก้ไข กันอย่างไร เมื่อมันมากันรูปนี้แล้ว ข้าจึงนึกถึงคุณพระรัตนตรัย อันตนได้ปฏิบัติอยู่และบุญคุณอันตนได้ปฏิบัติมา ตั้งแต่บวช เป็นสามเณรจนบัดนี้ เหมือนอย่างเคยปฏิบัติมาและปลอดภัย มาแต่หนหลังอย่างไร ข้าก็ได้ระลึกอย่างนั้น ระลึกจบดีแล้ว มีความดีใจ มีใจกล้าเบิกบาน ไม่สะทกสะท้านต่อเหตุการณ์ ไม่มีนึกกลัวต่อเรื่อง ที่เขาร้องขู่เข็ญคุกคามมานั้นเลย 

จนเขามาถึง มีพวกถือตะเกียงขึ้นบนศาลา อีกพวกหนึ่งจำนวนมาก ไม่ขึ้นบนศาลา พากันยืนอยู่ติดศาลา ห่างจากข้านั่งไปประมาณ ๒ วา ข้าห่มจีวรดีแล้วเดินไป และระลึกหาตัวปัญญาความรู้ที่เป็นอุบายรักษาใจตัวขึ้นว่า 

“พระองค์สอนเราให้รู้และให้ละโลภ โกรธ หลง ดีแล้วละ ที่เขามานี้ เราต้องให้เข้าใจว่า เขามาบอกให้เราเห็นตัวโลภ โกรธ หลง อันมีอยู่ในใจเรา ให้เราเห็นชัด เพื่อเราจะได้แก้ได้ละ ให้หมดไปจากใจเรา ให้เราพ้นทุกข์ดอก ดีมากเราขอขอบคุณเขา ผู้เขามาบอกของอันเราหายังไม่เห็น ให้เราเห็นได้ชัดเต็มที่ พวกนี้ มันจะมาบอกให้เรา เห็นโลภ โกรธ หลง อันมีอยู่ในใจเรา ให้เราเห็นมากเท่าไร เราก็จะได้รู้ ได้เห็น ในเวลามีคนมาบอกให้รู้นี้เอง” 

ดังนี้แล้ว ก็ระลึกหวนถึงการมาตั้งสำนัก ก็รู้ได้ว่า 

“ตนสร้างอุทิศต่อคุณพระรัตนตรัย เป็นบุญอันใหญ่อยู่แล้ว เราจะไปมีใจหวาดหวั่นต่อความตายอยู่อย่างไร” 

พอดีเขามาถึงพวกคนเฒ่าถือตะเกียง มีจารย์สัง่ข์ เป็นต้น ขึ้นบนศาลา ที่ข้าเคยนั่งต้อนรับเขา ข้าก็ไปนั่งรับเขาตามธรรมเนียมพระ

จารย์สังข์ และผู้เฒ่า มีผู้ใหญ่บ้าน จารย์สังข์เบ้าเป็นต้น กราบข้าแล้ว ก็พากันนั่ง จารย์สังข์ จึงพูดขึ้นว่า 

“ท่านอาจารย์ จะอยู่ในวัดที่ท่านจัดขึ้นนี้จริงหรือครับ”

ข้าจึงตอบจารย์สังข์ว่า 

“อาตมาก็ยังไม่ตกลงใจว่า จะอยู่ในสำนักนี้ เป็นแน่นอนดอก รอฟังเหตุผลในการอยู่ในสำนักนี้ไปดูก่อน ถ้าอาตมาอยู่ในสำนักนี้ได้มีความหมาย อาตมาก็อาจจำพรรษาในสำนักนี้อาศัยบิณฑบาตกับพวกญาติโยมนี้แหละ”

จารย์สังข์จึงว่า “เรื่องท่านอาจารย์จะอยู่ในวัดนี้ต่อไปไม่ได้นะขอรับ เพราะพวกผม ในบ้านโสกแสง ไม่พอใจให้ท่านอยู่ตามตกลงในหมู่บ้านพวกผมว่า อยากให้ท่านอาจารย์เตรียมตัวหนี ในวันมื้ออื่นนี้แหละ ท่านอาจารย์จะว่าอย่างไร”

ข้าจึงว่า “ก็นั่นแหละ โยมจารย์สังข์ อาตมาจึงว่าในการอยู่การไปของอาตมานั้น จึงว่ารอดูเหตุการณ์ไปก่อน ก็พอดี โยมจารย์มาพูดดังนั้น เรื่องให้อาตมาหนีด้วยหมู่พวกของโยม จารย์ไม่เห็นดี ในการที่อาตมามาอยู่นี้ ไม่เห็นดีอย่างไร อาตมาขอรู้เรื่อง ไม่เห็นดีที่อาตมามาอยู่ จะเป็นเหตุพอสมควรให้อาตมาหนีได้ไหม ขอให้โยมจารย์พูดให้อาตมาฟังไปลองดู ถ้าอาตมาเพียงแต่ได้ยิน โยมจารย์สังข์มาพูดนี้ว่า หมู่พวกผมไม่เห็นดี ให้ท่านหนีเท่านี้ อาตมาหนีไปก็เท่ากับเอาภัยใส่ตัวอาตมา ให้เป็นทุกข์เท่านั้น ด้วยอาตมาหนีเพราะพวกโยมไล่ไปจากบ้านโสกแสงนี้ ไปอยู่ที่ไหนอีก เขาจะสงสัยในอาตมาว่า พระองค์นี้เห็นจะเป็นผีปอบ กินคน หรือเป็นพระไม่บริสุทธิ์ หรือเป็นโทษอะไรมาแล้ว พวกโยมบ้านโสกแสงจึงได้ขับไล่หนีมา อย่างนี้ เราจะรับท่านอยู่กันได้อย่างไร อาตมาจะไปบ้านใดเมืองใด เขาก็จะไล่อาตมาไปอย่างพวกโยมบ้านโสกแสงไล่อาตมา อยู่เดี่ยวนี้เท่านั้น อันพวกโยมไม่เห็นดี ไม่อยากให้อาตมาอยู่ในที่นี้ มีเรื่องอะไรจึงไม่เห็นดี อาตมาขอทราบด้วย”

จารย์สังข์จึงว่า “เขาว่า ท่านอาจารย์มาอยู่นี้ เจ้าปู่มะเหสักกลัวท่าน อยู่ไม่ได้ ได้หนีไป เมื่อเจ้าปู่มะเหสักบินจากไปแล้ว ไม่มีอันใดมาคุ้มครองปกปักรักษาแล้ว ผู้คนใครๆ ก็ต้องตาย พร้อมบ้านกันหมด เขาจึงให้ท่านหนีไปจากที่นี้ ไปวันมื้ออื่นนี้ (พรุ่งนี้)”

ข้าจึงพูดกับโยมจารย์สังข์ว่า “ใครช่างมีตาทิพย์ รู้เห็นท่านเจ้าปู่อยู่หรือไม่อยู่ได้ดีแท้ ท่านเจ้าปู่มาเข้าฝันอาตมา มานอนอยู่นี้คืนที่ ๓ ฝันว่า ท่านเจ้าปู่มาขออาตมา ให้ช่วยปลูกหอให้ใหญ่เท่าที่อาตมาได้ นำพวกโยมยกขึ้นนี้ให้ได้ ๑๑ หลัง พร้อมศาลา ๑ หลัง โรงไฟ ๑ หลัง ตลอดทั้งโรงน้ำ และส้วมถ่ายด้วยดังนี้ อาตมาก็เข้าใจว่า ท่านปู่อยู่ที่อาตมายกถวายท่านนี้ จึงว่าใครช่างมีญาณรู้ ได้รู้เห็นท่านปู่กลัวอาตมาอยู่ไม่ได้หนีไป เมื่อท่านหนีไป เวลานี้ท่านไปอยู่ที่ไหน แล้วท่านเป็นพระ เหมือนกันกับอาตมา ชื่อท่านก็ว่ายาครูโกก เป็นพระเหมือนกันกับอาตมาอยู่แล้ว จะมากลัวอาตมาผู้เป็นพระเหมือนกันอย่างไร อาตมาก็ไม่เห็นด้วย”

จารย์สังข์จึงพูดขึ้นว่า “ท่านอาจารย์พูดนี้ก็ถูกแล้ว แต่หมู่พวกผม จะเห็นกันว่าอย่างไร ผมถามพวกหมู่ของผมดูก่อน” 

แกก็ร้องเรียกขึ้นว่า “หมู่พวกเรา ใครจะเห็นกันว่าอย่างไร เมื่อพากันมาได้ยินท่านอาจารย์พูดดังนี้พร้อมกันแล้ว คือท่านอาจารย์ ท่านต้องการเหตุผลให้เป็นการเพียงพอสมควรพอหนี ท่านจึงจะหนีไปจากที่นี้ได้ พวกเราจะมีเหตุผลอันใดมาพูดให้ ท่านเห็นเป็นการสมควร ก็ให้พากันว่าขึ้นมาลองดู”

จึงมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาจากข้างล่าง “เหตุก็มีอยู่ว่า คือ ข้าพเจ้าฝันว่า เจ้าปู่อยู่ในที่นี้ ไม่ได้ เพราะกลัวพระองค์นี้ ท่านมีธรรมแก่ เจ้าปู่กลัวอยู่ไม่ได้ จึงได้หันไปอยู่ตีนเขาภูเพ็ง ปะ (หนี) หมู่พวกเราทิ้งเสียแล้ว เมื่อหมู่บ้านของพวกเราไม่มีเจ้าปู่ตา รักษาแล้ว ผีตัวอื่นก็จะมากินคน ลูกเล็กเด็กแดง พวกเราตายหมดเท่านั้นเอง จึงให้พระองค์นี้ หนีมื้อนี้ หรือมื้ออื่นนี้ ให้ได้ทีเดียว ทั้งพระองค์นี้พูดเอาแต่ความเห็นของตัวคนเดียวนี้ มาตั้งแต่ตั้งวัดลง ในที่นี้ก็ไม่มีใครมาร่วมรู้ด้วยเลย มาข่มเหงคนเขาทั้งบ้าน ตั้งวัดด้วยตนเอง จะควรให้มันอยู่ไปทำไม นี้แหละเหตุผล มันจะเห็นเป็นการเพียงพอไหม ถ้ามันยังไม่เป็นการเพียงพออยู่แล้ว มันจะให้เอาไม้ค้อนฟาดหัวมันอย่างนั้น หรือมันจึงจะเห็นว่า เป็นการสมควร หรือเพียงพอประการใด”

เขาดุด่า ตั้งแต่เขาเดินมา จนได้พูดกัน ข้าก็ยกคืนให้เป็นของเขาด่า ข้ายังไม่เอามาพิจารณา เพื่อตอบเขาอยู่ก่อน เพราะข้าอยากรู้นิสัยคนบ้านโสกแสง และคนเมืองขอนแก่นให้แน่ชัด พอรู้ใจเขาแน่นอนแล้ว ข้าจึงว่า “โยมก็เอาความฝัน ยกขึ้นเป็นเหตุเป็นผล อาตมาที่จะได้นำพาพวกญาติโยมบ้านหนองโจด บ้านหนองขาม และพวกโยมผู้ใหญ่บ้านโสกแสง ผู้มีศรัทธาทั้งหลาย คนด้วยกันมาช่วยกันสร้างสำนักขึ้น อาตมาก็ได้ฝันก่อนเหมือนกัน ดังอาตมาได้พูดให้โยมฟังมาแล้วนั้น แต่วันหลัง เหตุนั้นอาตมาจึงได้นำพวกโยมสร้างขึ้น อาตมาฝันกับโยมฝัน ใครจะแน่กว่ากันประการใด”

จารย์สังข์ตอบขึ้นว่า “ถ้าจะว่าพระนั้นแหละฝันจะจริงกว่า เพราะพระมีศีลธรรม ทั้งพระอยู่ด้วยความไม่มีการงาน ให้เป็นการบอบบี้ แก่ร่างกายเหมือนพวกโยม” ดังนี้

ข้าจึงว่า “อาตมาจะขอพูดไปให้ฟังอีกก่อน พวกที่ดุอาตมาอยู่ข้างล่างทั้งหลายนั้น ก็ขอให้ฟังอาตมาไปอีกก่อน คือการอยู่และการไปจากที่นี้ เมื่ออาตมาพูดเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้จบแล้ว ก็จึงจะพูดเรื่องการอยู่การไปของอาตมา ให้พวกญาติโยมทั้งหลายทราบ ต่อเมื่อภายหลังอันอาตมาฝันนี้ อาตมาว่า เป็นความจริง อาตมาจึงได้ตกลงใจ ได้นำมาพวกญาติโยม ผู้มีใจศรัทธาสร้างสำนักนี้ขึ้น ดังพวกญาติโยมทั้งหลาย ได้เห็นกันอยู่นี้ เพราะท่านเจ้าปู่มาเข้านิมิตฝันอาตมาอย่างไร อาตมาก็ได้นำพาญาติโยม จัดทำหอขึ้นถวายท่าน จึงมีพวกโยมบางพวกเข้าใจผิด เข้าใจว่า อาตามทำลายในที่นี้นั้นไม่ใช่แล้ว เพราะตูบหอ พวกโยมทำขึ้นเล็กๆ ถวายท่านเจ้าหลวงปู่โกกนี้ อาตมาก็ยังรักษาไว้ดีอยู่ อาตมาไม่ได้ทำลายประการใด เลย ลานวัดของท่านเตียนอยู่เล็กๆ นั้น อาตมาก็ได้ให้พวกญาติโยม ถางให้เตียนกว้างขวาง ออกไปได้มากกว่าเก่าอีก ทุกอย่าง อาตมาได้นำพวกโยมบูรณะได้เพิ่มเติมขึ้นก็ได้มากอยู่ ก็จะให้อาตมาทำดีขนาดไหนอีกเล่า ถ้าอาตมาได้หนี จากที่นี้ไปจริง ดังพวกโยมบางพวกอยากให้หนีบัดนี้นั้น อาตมาได้เคยเห็นมานับว่าทุกแห่งเลย อันดอนปู่ตานี้ ดอนศาลเจ้านี้ เมื่อพระใดไปตั้งสำนัก หรือทำลายตูบ และรูปตอนเดิม ให้เสียรูปไปแล้ว พระผู้นำ ทำไม่อยู่รักษา ได้หนีไปอื่นดังนี้ เคยเห็นเจ้าปู่โกกใหญ่ ทำให้คนบ้านนั้นล้มตายกันใหญ่ จนได้แตกบ้านไปอยู่ที่อื่นก็ยังนำไปเบียดเบียน ให้ตายอยู่ก็มี ที่อาตมาเคยเห็นมา 

เหตุนั้นเมื่ออาตมาได้นำพาพวกโยมสร้างสำนักนี้ขึ้น หากอาตมาหนีไป ดังพวกโยมบางพวกอยากให้หนีนั้น อาตมาก็ยังมี ความกลัวจะมีความเดือดร้อน พวกญาติโยมบ้านโสกแสง กลัวเจ้าปู่โกกอยู่แล้ว ท่านอาจโกรธให้ ที่พวกญาติโยมไปทำการเบียดเบียนพระดังอาตมาทั้งหลายนั้น และอีกประการหนึ่ง ก็เมื่ออาตมาได้จัดสำนักขึ้น ก็เนื่องจากโยมหมอลำก้อน ได้ไปขอพระกับอาจารย์ใหญ่ของอาตมาให้มาอยู่ เพื่อโปรดโยมหมอลำก้อนเป็นต้น ตลอดคนอื่นๆ ผู้มีใจเลื่อมใสศรัทธา พระอาจารย์ของอาตมา จึงให้ยาครูดีมากับโยมหมอลำก้อนแล้ว ก่อนอาตมาได้มานี้ ท่านยาครูดี ไม่มีความสามารถ จัดสำนักขึ้นไม่สำเร็จ ได้กลับคืนมากราบบอกท่านอาจารย์ว่า จัดขึ้นไม่ได้ดังนี้ ก็พอดีอาตมามาจากเที่ยวธุดงค์ พระอาจารย์ท่านจึงได้จัดให้อาตมา มานำพวกโยมมีโยมหมอลำก้อน ตลอดโยมอื่นบ้านหนองโจด และบ้านหนองขาม มีผู้ใหญ่บ้านจารย์เบ้า และสารวัตรเป็นต้น ได้พากันมาจัดสร้างขึ้น จนจวนจะสำเร็จอยู่แล้วนี้ เมื่ออาตมาหนีไปตามพวกโยมที่อยากให้หนี เช่นนั้น อาตมาก็กลัวความผิด ด้วยอาตมาผู้นำสร้างหนีไป พวกโยมผู้มีศรัทธาสร้างทั้งหลาย โกรธให้อาตมาว่าพูดไม่สำเร็จ และไม่มีความจริงฟ้องร้องอาตมาก็ได้ เพราะได้สละของมาทำ มีหญ้ามุง หญ้าคา ไม้ไผ่ทำฟากปูพื้น และสานฝาแอ้มมากมาย ทั้งเสียเวลา ก็หลายวันมาแล้ว ด้วยทุกอย่าง จึงสมควรฟ้องร้องอาตมาได้ อาตมาก็ไม่มีหนทางแก้ตัวได้เลย จึงพวกโยมผู้ไม่พอใจ ในเรื่องจัดสร้างสำนักขึ้น จะถืออภิสิทธิ์ของตนมาบ้างในการปลูกสร้าง ที่เขามีศรัทธาได้ยกขึ้นนี้ก็ไม่ได้อยู่อีกนั่นแหละ มีอยู่ แต่ผู้เขาสร้างจะม้าง (รื้อ) ของเขาเองเท่านั้นแหละ คนนอกนั้นจะมารื้อของเขาไม่ได้เลย เขาฟ้องได้หมดนั้นแหละ เหตุนั้น ในเรื่องหนีนี้อาตมาขอบอกว่า อาตมายังหนีไม่ได้ดอก และอาตมามานี้มีพระอาจารย์ใหญ่ของอาตมา พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัด ท่านพระครูพิศาลได้สั่งให้อาตมา มานำพวกญาติโยมผู้มีศรัทธาสร้างที่พักขึ้น ตามคำขอของโยมหมอลำก้อน ได้ไปขอพระกับพระอาจารย์ของอาตมาให้มาโปรดญาติโยมนั้น เมื่ออาตมาจะได้หนีไปจากสำนักนี้จริงแล้ว อาตมาก็จำต้องเขียนรายงานบอกความขัดข้อง ของพวกญาติโยม บางพวกไม่เห็นดีให้อยู่ ไปให้ท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ของอาตมา ให้ท่านทราบ เพื่อพิจารณาแล้ว ให้ท่านสั่งมาว่า ให้อาตมาหนี หรือให้อยู่ประการแล้วก่อน จึงจะรู้เรื่องอยู่เรื่องหนีไปของอาตมาให้เป็นการแน่นอนลงได้”

พวกเขายืนอยู่ข้างล่าง เขาได้ยินข้าพูดมาทั้งหลายนั้น จนจบเรื่องลงนี้ มันยิ่งโกรธยิ่งด่า จะเอาพร้าฟันหัว ตีหัว เป็นการใหญ่ เพราะเขาว่า ข้าพูดเอาแต่ความตัว ไม่ฟังเหตุผลคนอื่น ไม่เอาคำพูดของใครเลย ตัวข้าได้ยินเสียงเขาพูดอยู่ข้างล่าง เขาโกรธให้ข้ามาก จึงได้เอาใจพิจารณาคำพูดของเขา และของตนที่พูดมาทั้งหลายนั้น เห็นว่าตนได้วางความเห็น ไว้เป็นหลักแน่นหนาพอสมควรดีแล้ว จึงได้ไปเอาเรื่องพวกอยู่ข้างล่างที่เขาโกรธให้นั้น เพื่อเป็นการแก้ไขเขาสงบลง แต่ว่าก่อนข้าจะไป ข้าได้ระลึกใจ ถวายชีวิตบูชาคุณพระรัตนตรัย อันตัวข้าได้ตั้งใจปฏิบัติมา ให้ใจได้ถวาย ให้จริงดิ่งลงแน่นอน ก่อนใจตกลง เห็นว่าภัยมันจะเกิดขึ้นในเราได้ก็เพราะธรรมอันเหลือความสามารถ กุศลเราได้ตั้งใจปฏิบัติมา ในคุณพระ รัตนตรัยมา แก้ไม่หลุดนั้นแหละ มาบันดาล ให้คนหมู่นี้ ฆ่าดีหรือกระทำสิ่งใดเราได้ ดังตัวข้าได้ระลึกถึงได้ปลอดภัยมาแล้ว แต่ว่าก่อนทุกคราว มาแล้ว จึงรวนไปเอาเรื่อง

ข้าจึงถามขึ้นว่า พ่อออกจารย์เบ้า หรือโยมจารย์สังข์อันพวกใคร ที่ยืนอยู่ข้างล่างทั้งหลาย พากันพูดอวดดี อยู่นี้เป็นคนบ้านโสกแสงเราหรือๆ เป็นคนบ้านใดกันนี่ โยมผู้ใหญ่บ้าน และโยมจารย์สังข์บอก ข้าไม่รู้ เพราะเขาอยู่ไกล ทั้งอยู่ที่มืดด้วย มองไม่เห็นดังนี้ 

ข้าจึงว่า

“โยมว่า ไม่รู้ไม่เห็นก็ว่าไม่รู้ไม่เห็นกัน แต่อาตมารู้อยู่นะ คือโยมผู้ยืนอยู่หน้าหมู่ ในแสงไฟสว่าง เห็นตัวอยู่นั้น คือโยมทิดพร ผู้ที่ถือความวิ่งตามอาตมา วันที่อาตมาได้มาถึงตอนนี้ วันแรกนั้นนี้ ก็เป็นทิดพร คนนั้นแหละ 

โยมทิดพร อาตมาจะบอกให้รู้นะ อาตมาเองก็เป็นพระคนเกิดที่บ้านดอนเงิน อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี อาตมาอยู่ในความปกครองเจ้าจอมเมืองไทยของพวกเรา และอยู่ในความปกครองของพวกเจ้านายทั้งหลายเหมือนกับพวกพระทั้งหลาย อยู่กันตามบ้านเมืองขอนแก่นเรานี้แหละ เหตุนั้น พวกโยมจะทำอาตมาอย่างไร ก็ให้พากันทำไปตามชอบใจเถอะ ไม่เอาแต่ปากพูดจาฟันหัว ตีหัวเปล่าๆ เลย จะฟันจะตีอาตมาก็เอาเลย ก็ได้ 

อาตมาได้บวชปฏิบัติคุณพระไตรสรณคมน์ ได้อุทิศชีวิตถวายพรหมจรรย์ มอบไว้แก่คุณพระไตรสรณคมน์ทุกประการ จึงสามารถนั่งอธิบายธรรม ทนต่อความดุ ความว่า ของพวกโยม อยู่นี้เองแหละ แต่พวกโยมทำร้ายอาตมาตลอดหมู่ที่ของอาตมาให้ถึงตาย หรือเพียงให้เจ็บ แต่อย่างไรก็ดี พวกโยมจะได้ถูกพวกเจ้านาย มาเอาตัวพวกโยมไปลงโทษ เหมือนทำตัวอาตมาและหมู่ของอาตมา ก็เหมือนกันฉะนั้น เพราะอาตมาไปอยู่ที่ใด ไม่เคยได้มีผิดพาลกับใครๆ มาเลย พออาตมาจะได้มีความสงสัยว่า คนที่อาตมาผิดกับเขานั้นได้ตามมากระทำดังนี้ ไม่พึงมีแต่อาตมา มาอยู่นี้เท่านี้แหละ เพื่ออุปัฏฐากท่านเจ้าปู่ อันอาตมาเห็นว่า ไม่เป็นที่ของบุคคลใดมาหวงแหนว่าเป็นที่ของตนไว้เลย ได้บังเกิดมีพวกโยมบ้านโสกแสงพวกหนึ่ง มีโยมทิดพร เป็นต้น มีความเข้าใจผิดได้มีความไม่พอใจ มาหาเรื่องว่าอาตมา มาข่มเหง ยกวัดอยู่เอง พูดเอาแต่ความตัวคนเดียว อยากฆ่า อยากฟัน ตีหัว มันว่าต่างๆ นานา อยู่เดี๋ยวนี้แหละ เหตุนี้ เรื่องคำพูดเช่นนี้ หากพวกโยมไม่หยุดกันเวลานี้แล้ว อาตมาก็จะเขียนรายงานไปแจ้งเรียนต่อเจ้านาย ในเมืองขอนแก่น ผู้ท่านรักษาชาติพระศาสนา ดูละ เพราะอาตมา มาอยู่นี้ ไม่เคยก่อกรรมทำผิดกับพวกญาติโยมใดๆ เลย เรียกคนเฒ่า คนแก่ ผู้ชาย ผู้หญิง ก็เรียกพ่อออก แม่ออก เหมือนกันกับอาตมา เรียกพ่อ เรียกแม่ ผู้อาตมาได้เกิดด้วย เหมือนกัน พระองค์ได้สอนว่า ใครได้เลี้ยงชีวิตให้เป็นอยู่ ถ้าเป็นผู้ชาย ให้เรียกเป็นพ่อออก ถ้าเป็นผู้หญิง ให้เรียกเป็นแม่ออก อาตมาได้เรียกอย่างพระองค์นั้นสอนมา ก็จะให้อาตมาเคารพนับถือญาติโยมไปถึงที่ไหนอีกไม่มีเล่า พวกโยม ก็ยังจะมาหา เรื่องเกลียดชังใส่อาตมาอยู่ จึงว่าอาตมาจะได้ร้องเรียน ให้ท่านเจ้านายทราบดู แน่ละต่อไปหากไม่หยุดกันแล้ว โยมจารย์สังข์ จะว่าอย่างไร กันเรื่องนี้ ถ้าอาตมาเรียนไปถึงท่านเจ้านาย จะมีผิดไหม” ดังนี้ 

จารย์สังข์จึงว่า “มันก็ผิดนั้นละขอรับ แต่ผมขอกับท่านอาจารย์ไว้ก่อน” ดังนี้ 

แกจึงร้องเรียกลงไปหาพวกทิดพร ที่ยืนอยู่ข้างล่างนั้นว่า 

“พวกเราที่ยืนอยู่ข้างล่างนั้น ใครพูดกับพระไม่เป็นให้หยุดเสีย ให้ขึ้นมาบนศาลาพักหมู่อยู่นี้ หรือจะพากันกลับบ้านเสียก็ได้ พระกับโยมฟ้องร้องกัน โยมร้อยคนพันคนก็สู้พระองค์เดียวไม่ได้เลย เพราะพวกเจ้านายท่านเชื่อคำพระ ด้วยพระท่านพูดมีศีลธรรม พวกเจ้านายจึงได้เชื่อท่านมากกว่าโยม” ดังนี้ 

จารย์สังข์พูดเขาดังนั้น พวกอยู่ข้างล่างจึงได้เตรียมพากันกลับบ้านกันไปหมด ไปแล้ว จารย์สังข์จึงถามปัญหาข้าว่า 

“ใหญ่ยิ่งกว่าใหญ่ที่สุดในโลกได้แก่อะไร” 

ข้าจึงตอบว่า “ปัญญา ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจนโลกใหญ่ๆ ไม่ทับไม่ครอบพระองค์ได้ ท่านจึงไปอยู่พระนิพพานอยู่บนโลกอย่างนั้นได้”

จารย์สังข์ก็รับว่า “ถูกละ”

จารย์สังข์ถามอีกว่า “มืดกว่าสิ่งใดในโลกได้แก่อะไร” 

ข้าตอบว่า “ได้แก่อวิชชาหรือโมหะ หัวใจคนเรามืด ไม่รู้จักสังขาร จึงให้สังขารมันทับจนได้เป็นทาสของตัณหากันอยู่หมดทั้งโลกดังนี้”

จารย์สังข์ก็รับว่า “ถูกละ”

จารย์สังข์ถามอีกว่า “หนักที่สุดในโลกได้แก่อะไร”

ข้าตอบว่า “ได้แก่โทสะความไม่รู้เท่าขันธ์ 5”

จารย์สังข์ก็รับว่า “ถูกละขอรับ”

จารย์สังข์ ถามอีกว่า “ร้อนกว่าอะไรที่สุดในโลกได้แก่อะไร”

ข้าตอบว่า “ได้แก่โมหะ ความไม่รู้เท่า ราคา โทสะ โมหะ อันเป็นไฟ ของหัวใจ หลงเป็น ธรรมชาติของร้อน มันจึงเผาผลาญเอาหัวใจคนสัตว์ ให้ร้อน เป็นมหันตทุกข์ใหญ่ในโลกนี้ดังนี้”

อาจารย์สังข์ก็รับว่า “ถูกละ” ก็พอดีเวลาจะเข้าถึง ๗ ทุ่ม จารย์สังข์ก็ได้ชวนหมู่กลับบ้าน จากนี้ไปก็ไม่มีเรื่องอะไรอีก จบเรื่องเบื้องต้นแต่เท่านี้

เรื่องจารย์สังข์ พร้อมหมู่ของแกฟ้องร้องยังอยู่ตอนหลัง 

ตอนเช้า วัน ๑๐ ค่ำ พวกผู้ใหญ่บ้านจึงมาพูดข้าว่า 

“พวกจารย์สังข์และผู้ใหญ่ถูกพวกหมู่เขาโจษและโกรธให้เป็นการใหญ่ แต่ข้าไปอยู่นำพวกผู้ใหญ่สร้างที่พักขึ้น ทั้งเขาโกรธ พวกผู้ใหญ่และทายกวัดเฒ่าแก่จ้ำผี รับสรณคมน์กับข้าไป เขาว่าพวกผู้ใหญ่พึ่งเขา เขาปลดผู้ใหญ่เองเลยและปลดเฒ่าจ้ำผี หมดเลย เขาจึงเตรียมกันออกมาไล่ข้าให้หนี เขาบังคับไม่ให้พวกผู้ใหญ่พูดต้านทานห้ามปราม เขาได้เลยเป็นอันขาด ถ้าพวกผู้ใหญ่ยังขืนมีปากเสียงห้ามเขาๆ จะลงมือมอบให้นายเอาเลย ผู้ใหญ่พูดให้ข้าฟังดังนี้ 

ข้าได้พาพวกโยมจัดที่พักขึ้น ๑๔ วัน ก็เสร็จเรียบร้อย ข้ารอฟังเรื่องของพวกโยมบ้านโสกแสงอยู่ไปอีก ๑๐ วัน เห็นว่า เรื่องสงบอยู่ ข้าจึงได้ลาพวกโยมทั้งหลาย นำหมู่กลับไปกราบพระอาจารย์สิงห์ สำนักรุกขมูล โคกป่าช้าเหล่างา เพื่อฟังดูเรื่องของข้า ที่ใดเขียนเนื้อความที่ได้โต้ตอบกันกับโยมบ้านโสกแสง ส่งไปให้ท่านพระอาจารย์ทราบทุกวัน ไม่เห็นท่านตอบให้ทราบสักที จึงอยากทราบเรื่องกับท่าน 

เมื่อไปถึงก็เข้าไปกราบท่านแล้ว ท่านจึงพูดชมความสามารถของข้าในที่ประชุมใหญ่ แล้วท่านได้ไปพูดกับพวกเจ้านาย มีเจ้าเมืองเป็นต้นไว้ดีเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้จัด ยาครูดี พร้อมพระเณร ไปอยู่สำนักที่จัดขึ้นที่บ้านโสกแสง แทนข้าเป็นการเรียบร้อย

จากนี้ไปไม่กี่วัน พระอาจารย์สิงห์ ก็ได้นำไปจัดกุฏิขึ้นที่ป่าช้าบ้านดอนยาง ซึ่งเป็นบ้านญาติของท่านพระอาจารย์สิงห์ ข้าจัดขึ้นได้กุฎี ๙ หลังเสร็จ ส่วนศาลาและสิ่งอื่นๆ พวกโยมจัดไว้เสร็จแล้ว แต่สมัยพระอาจารย์สิงห์นำหมู่มาพัก อยู่แถบเมืองขอนแก่นทีแรกโน้น พอจัดกุฎีขึ้นเสร็จแล้ว ก็กลับมากราบท่านอีก 

อยู่ไม่นานวัน ฝนห่าใหญ่ได้ตกลงเป็นทีแรกที่เมืองขอนแก่น น้ำเต็มไปหมดเลย พวกโยมบ้านโสกแสง ไปจับปลาที่ทำนบที่พวกเจ้านายทำไว้ เพื่อเอาน้ำมาใช้ในเมืองขอนแก่น ทำนบนั้นอยู่ใกล้บ้านโสกแสง เมื่อเขาไปจับปลากัน มีคนแก่คนหนึ่ง ป่วยชักลงทันที เลือดแตกออกปากออกจมูก ออกหู พวกจารย์สังข์ ทิดพร ช่วยกันรักษา ไม่หาย ตายเลย เหตุนี้แหละพวกจารย์สังข์ เป็นต้น เลยเข้าใจว่าผีตาปู่โกกทำ เรื่องข้าไปจัดสำนักขึ้นที่ตอนนั้น จึงพร้อมใจกันมาไล่ ยาครูดีหนี ถ้าไม่หนีเขาจะฟ้องโรงศาลดังนี้ 

ท่านยาครูดี กลัวเขาได้หนีไปอีกหละ พวกโยมหมอลำก้อน จึงไปกราบพระอาจารย์สิงห์ให้ทราบ พระอาจารย์สิงห์ จึงขอให้ข้า ไปพิจารณา เรื่องจารย์สังข์เขาจะฟ้องร้องอีก ข้าไปถึงพวกจารย์สังข์ เขาก็มาพูดร้องขอว่าให้หนีนี้ ๑ และขอให้ยกวัดออกไปจากดอนหอปู่ตาให้ได้นี้ ๑ 

ข้าพูดบอกเขาว่า “การจะให้พระหนีจากสำนักนี้ ขัดข้องหลายอย่าง เวลานี้ก็จวนจะเข้าพรรษาอยู่แล้ว จะไปจัดสำนักที่ไหนไม่ทันเสียแล้ว ทั้งสำนักนี้ก็มีพวกญาติโยมหลายคน พากันมาจัดสำนักขึ้นทั้งสามบ้าน ถ้าหมู่พวกอาตมาหนีไปก็จะเป็นโทษถึงปาราชิกก็เป็นได้ เพราะพูดมุสาให้โยมจัดสำนักถวายว่าตนจะอยู่ (แล้ว)ไม่อยู่ ของและอุปกรณ์ที่เอามาสร้างขึ้นนี้ คิดเป็นเงินราคาหลายบาท พระไม่อยู่ให้ก็เป็นการหลอกลวง พระเป็นโทษอย่างหนัก หนีไม่ได้แล้ว ส่วนจะให้ย้ายสำนักไปตั้งที่อื่นก็จะย้ายไปที่ใดได้ เวลานี้ก็เดือนข้างแรม จวนกับการเข้าพรรษาอยู่แล้ว ผู้คนก็ลงมาทำนากันหมดแล้ว จะเอาใครมาช่วยยกกันไปได้ หรือพวกโยมจารย์สังข์ จะยกเองก็ได้ แต่ให้ทันวันเข้าพรรษา อาตมาจึงจะให้ยกไป” 

จารย์สังข์จึงว่า “พวกตนไม่รับยกแล้ว เพราะพวกผมไม่ได้ทำกัน ให้พวกเขาทั้งหลายนั้นแหละมายก ข้าจึงมองดูพวกหมอลำก้อน เป็นต้น ที่เป็นพวกมาตั้งสำนักขึ้นว่า ขอให้โยมไปบอกเขามายกให้ด้วย”

จารย์สังข์แกก็ไม่รับไปบอกอีก 

“ถ้าเช่นนั้น สำนักนี้ก็คงตั้งอยู่นี้ ต่อไปเท่านั้นเอง”

จารย์สังข์จึงว่า “ถ้าท่านอาจารย์ไม่นำพวกโยมของท่านที่ได้พากันมายกสำนักนี้ขึ้น ไม่มายกหนีไปจากที่นี้ จริงแล้ว พวกผมก็จะฟ้องต่อพวกเจ้านายเท่านั้นแหละ”

ข้าขอห้ามพวกจารย์สังข์ด้วยอุบายใดก็ไม่ฟัง วันหลังพวกจารย์สังข์ ก็พากันมาพูดท้าทายกับข้าว่า 

“พวกผมมีนา มีวัว มีควาย มากพอจะขายสู้ความกับท่าน จนหมดของทั้งหลายนี้” 

จารย์สังข์พูดต่อไปอีกว่า “พวกผมจะฟ้องท่านจนถึงสามศาล ในจังหวัดพวกผมนี้แพ้หรือชนะก็จะหยุดกันดอก” ดังนี้ 

ข้าก็ได้ขอร้องว่า “อย่างฟ้องอาตมาเลย อาตมายอมตัวกับพวกโยม จนได้เรียกพวกโยมว่า พ่อออกๆ เรียกเหมือนเป็นพ่ออาตมา ก็จะไม่สงสารอาตมา ผู้เป็นพระทั้งเป็นผู้จนๆ อย่างนี้หรือ อะไรก็ไม่มีจะสู้ความกับโยม เพราะได้ขอทานข้าว อาหาร กับพวกโยม มาเลี้ยงชีวิตของอาตมา ให้เป็นอยู่ไปทุกวันนี้เสียด้วย ก็จะไม่มีความสงสารอาตมาบ้างหรือ”

พวกจารย์สังข์ก็ไม่ฟังเสียง ได้พากันเดินลงศาลาวัดอาตมา แล้วก็พากันเดินเข้าไปในเมือง ฟ้องศาลนายอำเภอ

นายอำเภอถามพวกจารย์สังข์ จารย์สังข์ ก็บอกตามเรื่องที่ได้พูดกันมา นายอำเภอดุใหญ่ ว่าเอาผีมาขึ้นศาล ศาลอำเภอนี้ ไม่ใช่ศาลผีทั้งกฎหมายชำระผี เจ้าแผ่นดิน ก็ไม่ได้ตั้ง ไม่มีจะเอากฎหมายไหนมาชำระให้แล้ว ท่านนายอำเภอสั่งเสมียนไปเอาโซ่มา จะจับพวกนี้มันเอาผีมาขึ้นศาลเราดังนี้ พวกจารย์สังข์ก็ได้วิ่งลงศาล แตกกันหนีไปขึ้นศาลเจ้าเมือง

ท่านเจ้าเมืองท่านได้สั่งสอน ให้ออกจากการนับถือผี ท่านว่าท่านได้สั่งให้ข้าออกไปขับผีให้ดีแล้ว ถ้าสิ่งใดขาดเขิน ท่านจะจัดมาถวายข้าให้ไปเอากับท่าน ท่านเจ้าเมืองบอกให้พวกจารย์สังข์ ลงจากศาลของท่านไป จารย์สังข์ ก็ได้พาหมู่ไปศาลยุติธรรม ฟ้องต่อผู้พิพากษา

ท่านผู้พิพากษา ก็โทษพวกจารย์สังข์ว่าเอาผีขึ้นศาลยุติธรรมของท่าน ท่านให้เสมียน เอาโซ่มาจะจับอีก ท่านบอกพวกจารย์สังข์ เอาเงินมาแปลง (เสียค่าปรับ) ศาลยุติธรรมของท่านอีก ๕๐๐ บาท เพราะหาว่า ประมาทศาลยุติธรรม พวกจารย์สังข์ ก็ได้วิ่งหนีกันอีก ก็พากันไปร้องขอให้เจ้าคณะจังหวัด เจ้าพระครูพิศาล ให้ไล่ข้าหนีให้ได้

ท่านพระครูพิศาลท่านบอกว่า ฉันส่งพระไปสอนพวกเธอละผีก็ดี แล้วมันจะยุ่งอะไร ท่านไปเอาไม้ค้อนเท้าไล่ตีเอา วิ่งหนีท่านอีก พวกจารย์สังข์ เขาพักเอาอีก ๓ วัน เขาไปฟ้องนายป่าไม้ เรื่องตัดไม้มาทำกระท่อม

นายกรมป่าไม้ ออกไปสืบสวนดู ท่านอาจารย์สิงห์ อาจารย์มหาปิ่น ก็ออกไปด้วย วันนายป่าไม้ออกไปนั้น นายป่าไม้ ท่านว่า พวกจารย์สังข์ ฟ้องผิด ไม้เป็นกิ่ง ไปฟ้องว่า ไม้เป็นต้น นายป่าไม้จึงว่า พวกจารย์สังข์ว่าฟ้องผิด ทำให้ท่านเสียเวลา นายป่าไม้จะจับเขาอีก ทั้งนายป่าไม้หาว่า พวกจารย์สังข์นี้เบียดเบียนพระพุทธศาสนา ให้พระยุ่งยาก พวกนายป่าไม้ จึงจะจับ เอาจริงๆ พวกจารย์สังข์ก็ได้ ขอร้องไม่ให้นายป่าไม้ จับจนถึงกับร้องไห้ นายป่าไม้ก็อนุญาต ให้ไม้ ๔ ต้นใหญ่ๆ มาทำกุฏิ และศาลาวัดนั้นให้ถาวรขึ้น พวกจารย์สังข์ รับรองคำนายป่าไม้ ท่านจึงให้หยุดเรื่องกันไป

เรื่องสำนักบ้านโสกแสง หมดเท่านี้ ต่อไปนี้ พวกทิดพรเป็นไข้ ๗ วันตาย จารย์สังข์เอาทิดพรไปทิ้งกลับมาได้ ๕ วันตาย ทิดเรืองเอาจารย์สังข์ไปทิ้งกลับมาเป็นไข้ ๗ วันตาย ทิดของกับอีกคนหนึ่ง หัวหน้าเขา ได้นำดอกไม้ธูปเทียนเป็นต้น วิ่งไปขอขมาข้า เลยไม่ตาย ดังนี้แหละ

ท่านยาครูดี กลับมาในเวลาพระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น ออกไปคราวนายป่าไม้ออกไปตรวจไม้เขาฟ้องนั้น พระอาจารย์เลยสั่งให้ยาครูดี จำพรรษาในสำนักนั้น ตัวข้าพระอาจารย์สิงห์ ให้ไปจำพรรษา สำนักป่าบ้านพระค้อ

แต่นี้ไป เรื่องยังไม่จบเห็นว่าพอสมควร จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ต่อไปเพียงแต่จะเขียนเรื่องการก่อสร้าง บำรุงพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ปัจจุบัน ได้มาสร้างวัดป่านิโครธาราม บ้านหนองบัวบาน ต.หมากหญ้า อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ได้ประมาณ ๒๐ กว่าปี ได้สั่งสอนอบรมพุทธบริษัทชาวเมืองอุดรๆ และจังหวัดใกล้เคียงต่างๆ จนมีศรัทธา เลื่อมใส บริจาคทรัพย์ มาเพื่อปัจจัย ๔ 

เมื่อมีมากขึ้น จึงคิดทำพระอุโบสถอันเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา เป็นพระอุโบสถ ที่ทำสังฆกรรม ทำเป็น ๒ ชั้น ใหญ่สูงด้วย และมาระลึกถึงพระคุณของพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง คือพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนและประสิทธิ์ประสาท ความรู้ความฉลาด ตลอดหนทางพ้นทุกข์ทุกประการ และหนทางปฏิบัติกรรมฐาน จึงได้คิดสร้างพระประธานใหญ่ หน้าตัก ๗ ศอก หล่อด้วยทองสูง ๑๐ ศอก ประดิษฐานไว้ใน พระอุโบสถ อันประจักษ์แก่ตาพวกท่านทั้งหลายอยู่เวลานี้ ให้นามว่า พระธรรมสัตตะ โพชฌงคะพุทธสัพพัญญู เพื่อเป็น สัญลักษณ์ของพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ด้วยเป็นการตอบแทนบุญคุณของท่าน ที่ท่านได้มอบภาระศาสนาให้ ก็ได้รับคำของท่านแล้ว จึงได้นำมาสนอง บุญคุณของท่านโดยเคารพ

พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ

วัดป่านิโครธาราม บ้านหนองบัวบาน ตำบลหมากหญ้า

อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

คัดลอกมาจากกระทู้ที่ 000421 ในลานธรรมเสวนา นำเสนอโดย *คุณโยคาวจร* 

ปัจจุบันนี้โลกเราต้องการคนดี โลกต้องการการให้อภัยเพราะนั่นเป็นทางแห่งความสันติสุข ต้องให้อภัย ทำใจให้กว้างขวาง จึงจะได้ชื่อว่า เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้จริง 

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เดิมชื่ออ่อน กาญวิบูลย์ เกิดวันอังคารขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีขาล พ.ศ. 2445 (ตามพ่อแม่ของท่านบอก) หรือเกิดวันอังคาร ขึ้น 5 ค่ำหรือ 12 ค่ำ (ตามปฏิทิน 100 ปี) ณ บ้านดอนเงิน ตำบลแซแล อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรของ นายภูมีใหญ่และนางบุญมา กาญวิบูลย์ ซึ่งมีลูกทั้งหมด 20 คน เลี้ยงจนเจริญเติบโตเพียง 10 คน ท่านเป็นคนที่ 8 ของผู้ที่ยังมีชีวิตรอดจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ 

ท่านได้รู้จักทำงานช่วยเหลือพ่อแม่มาตั้งแต่อายุได้ 14 ปี  พ่อภูมีใหญ่ได้บวชเป็นพระอยู่นานถึง 14 ปี ก่อนได้ลาสิกขาบทมาแต่งงาน ถึงขณะนี้อายุท่านจึงมากแล้ว ได้ทำหน้าที่ปกครองช่วยเจ้าฝ่ายศักดิ์ขวา ซึ่งเป็นปู่นั่นเอง อัญญาลุงเจ้าเมืองร้อยเอ็ดจึงได้ตั้งชื่อให้ว่าเมืองกลาง (ชื่อใหม่ของภูมีใหญ่) เป็นนักปราชญ์ จำพระปาติโมกข์วิชาคาถาอาคม เสียเคราะห์เสียเข็ญได้อย่างดี ทั้งกลางเมืองและนางบุญมา ต่างเป็นคนมีศีลธรรมประพฤติปฏิบัติ จดจำคำสอนจากพุทธศาสนามาสอน บุตรธิดา และหลานให้เข้าใจบุญบาปได้เป็นอันดี 

หลวงปู่อ่อนท่านเกิดในท่ามกลางสภาพของธรรมชาติป่าดงอันอุดมสมบรูณ์ มีความอบอุ่นอยู่กับพ่อแม่ซึ่งมีฐานะไม่จนแต่ก็ไม่รวย  จึงมีความเป็นอยู่พอมีความสุขตามสมควรจากอาชีพทำนาเลี้ยงโคฝูง ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ค้าขายเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ อาชีพทำนาอาศัยฟ้าฝน ถ้าปีไหนฟ้าฝนดี ข้าวไม่เกิดโรคก็จะได้ผลผลิตเกิน 1,000 ถัง จากที่นา 8 ทุ่ง (แปลง) เป็นการผลิตเพื่อบริโภคกันทุกครัวเรือน มีวัวฝูงกว่า 200 ตัว กลางวันต้อนออกคอกปล่อยไปหากินเอง ตอนเย็นกลับเข้าคอกเอง ถ้าวัวไม่เข้าคอกเกิน 4-5 วัน จึงออกตามไล่ต้อนเข้าคอกสักทีหนึ่ง ถ้าวัวหายไปตามหาก็ลำบาก ป่าดงมันรกเสือและงูร้ายชุกชุม 

หลวงปู่ได้เล่าถึงประวัติตนเองเมื่อครั้งช่วยพ่อแม่ทำงานด้วยความทุกข์ใหญ่ ว่าครั้งหนึ่งเดือนเมษายน วัวไม่กลับเข้าคอกจึงออกติดตาม ไม่ได้เตรียมน้ำดื่มไปด้วยกว่าจะเห็นฝูงวัวก็บ่าย 2 โมงเข้าไปแล้ว ตอไม้ตอหญ้าแพรกที่ไฟไหม้ก็แข็งเดินเท้าเปล่าไม่มีรองเท้าตอไม้ทิ่ม หิวน้ำก็หิว ก่อนเข้าหมู่บ้านหัวเข่าอ่อนล้มฮวบลงลุกขึ้นหาไม้เท้า ใช้สองมือยันไปจึงถึงบ้านได้  ครั้นถึงบ้านด้วยความกระหายน้ำอย่างมาก จึงรีบดื่มน้ำไป 12 กระบวยใหญ่ จุกน้ำเกือบตาย นี่คือทุกข์ใหญ่เพราะเลี้ยงวัวฝูงในครั้งนั้นท่านบอกว่ามีทุกข์อยู่หลายอย่าง เช่น ทุกข์เฮ็ดนา ทุกข์เลี้ยงหม่อน ทุกข์เลี้ยงวัวฝูง ทุกข์ฝึกแอบวัวใส่เกวียน แอบเป็นแล้วจึงขายได้ 

สมัยที่หลวงปู่อ่อนอายุ 11 ปี พ่อแม่ของท่านได้นำลูกชายคนนี้ ไปฝากให้อยู่วัดใกล้บ้านซึ่งสมภารมีความรู้ทางด้านภาษาลาว ภาษาขอม และภาษาไทย เป็นอย่างดี โดยหวังให้ลูกชายได้รับการศึกษา มีอนาคตสามารถเลี้ยงพึ่งพาตนเองได้ พออายุได้ 16 ปี พ่อของท่านได้อบรมว่าการบวชนี้เป็นบุญมาก ในที่สุดท่านก็ใคร่จะบวชจึงบอกเล่าและลาพ่อแม่ว่า ต้องการบวชเมื่อได้บวชแล้วจะไม่สึก พ่อแม่จึงนำท่านไปฝากให้เป็นศิษย์วัดกับท่านพระครูพิทักษ์คณานุการ วัดจอมศรี บ้านเมืองเก่า อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ต่อมาท่านก็ได้บรรพชา ให้เป็นสามเณรอ่อน ให้ศึกษาเล่าเรียนสวดมนต์ไหว้พระ การบวชเป็นสามเณรนี้ก็เพื่อจะได้ศึกษาเล่าเรียนให้มีความรู้มากขึ้น สามเณรอ่อนได้ศึกษาพระธรรมวินัยพอเป็นนิสัยเข้าใจถึงชีวิตสมณเพศเท่านั้น

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรมและปฏิปทา

เด็กชายอ่อนได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 17 ปี (พ.ศ. 2462) สามเณรอ่อนได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัย เมื่อเลิกจากเวลาเรียนแล้ว ก็ต้องเข้าไปรับใช้อุปัฏฐากครูบาอาจารย์ ปัดกวาด ทำความสะอาด ล้างกระโถน รุ่งเช้าก็ออกบิณฑบาต ท่านมีฝีมือด้านการช่าง ได้ร่วมกับพระอาจารย์นำดินมาสร้างพระพุทธรูป แกะสลักไม้ทำบานประตูหน้าต่างที่สวยงามมาก ท่านมีมานะอดทน ขยัน หมั่นเพียร ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดจอมศรีกับท่านพระครูพิทักษ์คณานุการผู้เป็นอุปัชฌาย์ 3 ปี ท่านมีอายุ 19 ปี จึงเข้าอำลาอาจารย์ ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ท่านอุปัชฌาย์หาว่าอวดดีจึงขับออกจาก วัดจอมศรีไปพักอยู่ที่วัดดอนเงินไปลาโยมพ่อโยมแม่ แต่ไม่ได้รับอนุญาตอ้างว่าคิดถึง

เมื่อสามเณรอ่อนอายุครบ 20 ปี ในปี 2464 ได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุในคณะมหานิกาย ที่วัดบ้านปะโค ตำบลปะโค อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระครูจันทา (เจ้าอธิการ จันทา) เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วไปจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านดอนเงิน 1 พรรษา 

ในปี 2465 ได้ขอลาโยมพ่อโยมแม่ออกธุดงค์กรรมฐานไปอยู่กับพระอาจารย์สุวรรณ วัดป่าอรัญญิกาวาส อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ตามความตั้งใจของท่านมาแต่เดิม คือ

1. ยึดมั่นต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการบริกรรมว่า พุทโธ

2. ถือผ้าบังสกุลเป็นวัตร

3. บิณฑบาตเป็นวัตร

4. ไม่รับอาหารที่ตามมาส่งภายหลัง รับเฉพาะที่ได้มาในบาตร

5. ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร

6. ฉันในบาตร คือมีภาชนะใบเดียวเป็นวัตร

7. อยู่ในป่าเป็นวัตร คือเที่ยวอยู่ตามร่มไม้บ้าง ในป่าธรรมดาบ้าง บนภูเขาบ้าง ในหุบเขาบ้าง ในถ้ำบ้าง ในเงื้อมผาบ้าง

8. ถือผ้าไตรจีวรเป็นวัตร คือมีผ้า 3 ผืน ได้แก่ ผ้าสังฆาฏิ ผ้าจีวร ผ้าสบง (รวมผ้าอาบน้ำฝนด้วย) 

ในปี 2466 ได้ออกธุดงค์แสวงหาความสงบวิเวกปฏิบัติธรรม ได้ไปฝึกหัดเรียนพระกรรมฐานอยู่กับพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ยอมมอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์ อยู่ที่วัดป่าบ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี และได้ขอให้สวดญัตติแปรจากมหานิกายมาเป็นธรรมยุต พระอาจารย์ยังไม่ยินยอมให้ฝึกภาวนาไปอีก 1 ปี แล้วได้ขอให้ญัตติเป็นธรรมยุตอีก ท่านยินยอม แต่ต้องให้ท่องหนังสือนวโกวาทและพระปาติโมกข์ให้จบเสียก่อน หลวงปู่อ่อนจึงตั้งใจท่องนวโกวาท 4 วันจบ ท่องปาติโมกข์ 7 วันจบ จึงได้รับทำการญัตติเป็นธรรมยุต เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2467 ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 อายุได้ 23 ปี โดยมีพระครูชิโนวาทธำรง (พระมหาจูม พนธุโล : พระธรรมเจดีย์ในเวลาต่อมา) รักษาการตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอุดร เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีพระครูอดิสัยคุณาธาร (คำ อรโก) เจ้าคณะจังหวัดเลย วัดศรีสะอาด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ แล้วกลับไปจำพรรษา ที่วัดป่าอรัญญิกาวาส อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

ในปี 2468 หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้ไปจำพรรษาปฏิบัติธรรมอยู่กับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่วัดป่าอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ในปีนี้หลวงพ่อคำมี ผู้เป็นพี่ชายของหลวงปู่อ่อน บวชสังกัดมหานิกายมาขออยู่ปฏิบัติธรรมฝึกหัดภาวนากับท่านด้วย แต่ได้เกิดไข้ป่าอย่างแรง มรณภาพเมื่อเดือน 8 แรม 8 ค่ำ 

ในปี 2469 ได้ธุดงค์ไปจำพรรษากับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ที่เสนาสนะป่า ตำบลหัวตะพาน อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ปี 

2470 จำพรรษาที่ป่าช้าบ้านหัวงัว ตำบลไผ่ช้าง อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี 

ปีถัดมา (2471-2472) ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านสาวะถี ตำบลสาวะถี อำเภอพระลับ จังหวัดขอนแก่น (สมัยนั้น) 

ถัดมาอีกปี 2473 ธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านพระคือ อำเภอพระลับ จังหวัดขอนแก่น ในปี 2474 หลวงปู่อ่อนได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าวิเวกธรรม บ้านเหล่างา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 

และในปี 2475 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ขณะดำรงตำแหน่งพระเทพเมธี เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา มีบัญชาเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2475 ให้พระกรรมฐานที่มีอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ไปร่วมอบรมประชาชนร่วมกับทางราชการที่จังหวัดนครราชสีมา มีพระกรรมฐานไปชุมนุมกันจำนวนมาก เช่น พระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น พระอาจารย์อ่อน พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร 

ณ ปีนี้เอง พ.ต.ต. หลวงชาญนิยมเขต ได้ยกที่ดิน 80 ไร่ ถวายพระกรรมฐานที่มาชุมนุมเพื่อสร้างสำนักปฏิบัติธรรมอบรมศีลธรรมตั้งชื่อให้สถานที่แห่งนี้ว่า วัดป่าสาลวัน ในครั้งนี้คณะพระกรรมฐาน ได้แยกย้ายกันออกอบรมศีลธรรมและสร้างวัดอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ได้ไปสร้างวัดป่าบ้านใหม่สำโรง อำเภอสีคิ้ว ชื่อวัดสว่างอารมณ์ พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริได้อยู่ปฏิบัติศาสนกิจ อยู่ที่วัดป่าสาลวันเป็นเวลา 12 ปี เท่ากับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร 

เมื่อปี 2488 พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ได้ออกจากวัดป่าสาลวันไปนมัสการ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดบ้านหนองผือ ได้สร้างวัดที่บ้านหนองโคก อำเภอพรรณานิคม ให้เป็นคู่กับวัดป่าบ้านหนองผือ ทางที่จะไปนมัสการพระอาจารย์มั่น เพื่อให้ถูกกับอัธยาศัย ของพระอาจารย์มั่น ด้วยว่าให้พระผู้ให้ฝ่ายวิปัสสนาธุระสร้างวัดขึ้น ในรัศมีของวัดป่าบ้านหนองผือ จะได้ฝึกหัดพระที่มาศึกษาภาวนา เป็นการแบ่งเบาภาระของท่านเมื่อพระอาจารย์อ่อนได้สร้างวัดนี้แล้ว ท่านได้อยู่จำพรรษาหลายปีและได้เดินทางไปนมัสการพระอาจารย์มั่น เป็นประจำเพราะท่านอายุมาก 

ในปี 2492 พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต อาพาธหนัก ได้รับการนำไปรักษาที่วัดสุทธาวาส สกลนคร และมรณภาพที่นี่

ในปี 2493 เมื่อพิธีถวายเพลิงศพพระอาจารย์มั่นผ่านไปแล้ว พระอาจารย์อ่อน ได้เที่ยวธุดงค์ไปถึงเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี อยู่จำพรรษา 1 พรรษาแล้วกลับมาช่วยพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม สร้างกุฏิและหล่อพระประธานที่วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา ต่อมาพระอาจารย์สิงห์ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระญาณวิศิษฏ์วิริยาจารย์ มาอีกหลายปีท่านมรณภาพ ทางคณะสงฆ์จึงได้ขอแต่งตั้งให้ อาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสาลวันแทนท่านเจ้าคุณอยู่ประมาณ 1 ปี จึงลาออก เพราะเห็นว่าขัดต่อการออกรุกขมูลวิเวก

ในปี 2496 ท่านได้มาสร้างวัดป่าบ้านหนองบัวบาน ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ตามคำบัญชาของท่านเจ้าคุณ พระธรรมเจดีย์ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ สิ้นเงินหลายล้านบาท 

ครั้งปี 2518 หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เริ่มอาพาธด้วยโรคกระเพาะอาหาร ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดหลายครั้ง อาการพอทรงตัวอยู่ได้ ร่างกายทรุดโทรม แต่ท่านก็ยังปฏิบัติกิจด้วยความอุตสาหะ สงเคราะห์พุทธบริษัท ปฏิบัติธรรมตลอดมิได้เว้น วันที่ 23 พฤษภาคม 2524 อาการอาพาธทรุดหนัก จึงได้นำเข้ารักษาที่โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม อุดรธานี (24 พ.ค.) โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ (25 พ.ค.) โรงพยาบาลรามาธิบดี (26 พ.ค.) อาการไม่ดีขึ้น ครั้นวันที่ 27 พฤษภาคม 2524 คืนวันพุธ เวลา 04.00 น. ท่านก็ได้มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ท่ามกลางนายแพทย์และคณะศิษย์ที่ติดตาม สิริรวมอายุได้ 80 ปี เป็นสามเณร 3 พรรษา เป็นพระ 58 พรรษา