หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล
พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน
โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๕
รศ.ดร.ปฐม – ภัทรา นิคมานนท์ เรียบเรียง
๑
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล
พระครูวิเวกพุทธกิจ หรือ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล เป็นพระบูรพาจารย์ผู้ริเริ่มการถือธุดงควัตร และใช้ชีวิตแบบพระธุดงคกรรมฐาน ออกบำเพ็ญภาวนาตามป่าเขาห่างไกลในถิ่นทุรกันดาร มุ่งความรู้แจ้งแห่งธรรม ตามรอยบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อความวิมุตติหลุดพ้นอย่างแท้จริง
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล เป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่สายพระกรรมฐานแห่งยุค
ในวัดป่า หรือ วัดในสายกรรมฐาน ทุกแห่ง เรามักจะได้ยินชื่อเห็นรูปถ่าย รูปปั้น ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ อยู่คู่กับ หลวงปู่มั่น เสมอ
แต่น่าเสียดาย ที่เรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ เป็นที่รู้จักกันน้อยมาก หาอ่านหาศึกษาได้ยากยิ่ง
ทั้งนี้ เพราะขาดการบันทึก และขาดการรวบรวมค้นคว้าอย่างเป็นระบบ ทำให้พวกเรา หลาน – เหลนรุ่นหลัง ไม่ค่อยทราบประวัติและเรื่องราวของท่านเท่าที่ควร
นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง!
ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ผู้เขียน และครอบครัวมีโอกาสกราบหลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา
หลวงพ่อ ได้เล่าเรื่อง หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ให้ฟังอย่างย่นย่อในฐานะที่หลวงพ่อ เคยเป็นสามเณรถวายการอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่ใหญ่ เมื่อครั้งอยู่เมืองอุบลฯ ได้รับการอบรมด้านข้อวัตรปฏิบัติ และการภาวนาอันเป็นพื้นฐานการปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป
นอกจากนี้ หลวงปู่ใหญ่ ยังได้เดินธุดงค์เข้ากรุงเทพฯ เพื่อนำสามเณรพุธ มาฝากให้เป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) พระสหธรรมิกคู่ธุดงค์กรรมฐานของท่าน ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสครองวัดปทุมวนากม ในสมัยนั้น
หลวงพ่อพุธท่านเริ่มต้นเล่าถึงครูอาจารย์ของท่านว่า
“หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ถ้าจะถามว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นลูกศิษย์ของใคร ก็ต้องตอบว่า พระอาจารย์เสาร์เป็นลูกศิษย์ของพระครูสีทาชยเสโน ถ้าจะถามต่อจากนั้นขึ้นไปหลวงพ่อก็ไม่รู้ แต่ถ้าจะให้ตอบ ก็ต้องตอบว่า ท่านพระครูสีทา ชยเสโน เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ก็ไปจบลงที่นั้น…”
หลวงพ่อพุธ เล่าว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ท่านชอบอ่านพุทธประวัติศึกษาเรื่องราวของพระพุทธเจ้าจากคัมภีร์ใบลาน ท่านจึงดำเนินรอยตามพระพุทธเจ้า คือท่านไม่ติดสถานที่ ไม่ติดญาติโยม ไม่ติดลาภยศ มุ่งบำเพ็ญเพียรตามป่าเขาห่างไกลจากผู้คน เพื่อบำเพ็ญไปสู่มรรคผลนิพพานอย่างแท้จริง
ในการภาวนา หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ท่านให้ใช้คำบริกรรมว่า “พุทโธ” เป็นอุบายธรรมน้อมนำเอาพระพุทธคุณเข้ามาเป็นอารมณ์จิต เพื่อให้เกิดความสงบ เป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น
หลังจากนั้น จึงค่อยพิจารณาธรรมอย่างอื่น เช่น การพิจารณากาย พิจารณาอสุภกรรมฐาน พิจารณาความตาย พิจารณากฎไตรลักษณ์ จนถึงพิจารณาอริยสัจสี่ ต่อไป ดังนี้เป็นต้น
เป็นการดำเนินชีวิตไปตามลำดับ จาก สมถกรรมฐาน อุบายให้เกิดความสงบ แล้วจึงเดินจิตเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน อธิบายให้เกิดปัญญาธรรม ต่อไป
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ท่านเป็นผู้เคร่งครัดในธรรมวินัยอย่างยอดเยี่ยมมีบุคลิกลักษณะสมบูรณ์ สง่าผ่าเผยน่าเกรงขาม พูดน้อย แต่มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ พูดจาอะไรมักเป็นอย่างนั้น
ดังตัวอย่าง สมัยหนึ่ง เมื่อท่านหลวงปู่ใหญ่ออกเผยแพร่ธรรมแก่ประชาชน ได้มีผู้เลื่อมใสไปทำบุญถวายท่านกับท่านเป็นจำนวนมากหลังจากนั้นญาติโยมได้ขอให้ท่านแสดงธรรม ท่านจึงกล่าวเป็นธรรมคติแต่โดยย่อว่า:
“การให้ทาน ใครๆ ก็ให้ทานมามากแล้ว มีพลานิสงส์มากเหมือนกัน แต่ผู้เป็นขาวเป็นชีรักษาศีลอุโบสถไม่ได้ มีอานิสงส์มากกว่าให้ทานนั้นเสียอีก ถ้าใครอยากได้บุญมาก ขึ้นสวรรค์ไปนิพพานพ้นทุกข์ก็ควรบวชเป็นขาวเป็นชีรักษาศีลอุโบสถเสียวันนี้”
ปรากฏว่าในค่ำวันนั้นเอง ได้มีญาติโยมชายหญิงพากันมาบวชผ้าขาว บวชชี ถือศีลอุโบสถ ฟังเทศน์ฟังธรรม และปฏิบัติภาวนากันเป็นจำนวนมากและถือปฏิบัติในวงพระป่าสายกรรมฐานตั้งแต่นั้นมาผู้เขียน (นายปฐม นิคมานนท์) เชื่อว่า ประเพณีการนุ่งห่มขาวถือศีลอุโบสถ ซึ่งเรียกกันภายหลังว่าบวชชีพราหมณ์บ้าง บวชเนกขัมมะหรืออย่างอื่น ที่จัดกันในทุกวันนี้ น่าจะสืบทอดมาจากสมัยที่หลวงปู่ใหญ่ท่านพาทำนั่นเอง
อันนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของผู้เขียน ถ้าผิดพลาดคลาดเคลื่อน ขอท่านผู้รู้โปรดช่วยแก้ไขชี้แนะด้วยครับ
ผู้เขียนเคยตั้งใจไว้นานแล้วว่า จะหาโอกาสเขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล โดยตั้งความหวังไว้ที่หลวงพ่อพุธ ในฐานะเป็นคลังข้อมูลใหญ่ อยากจะได้ข้อมูลจากปากของท่านเองเป็นหลัก
แต่ยังไม่ได้ลงมือสักที ผัดผ่อน รั้งรอไปเรื่อยเป็นเวลานานกว่าสิบปี ก็ยังไม่ได้ฤกษ์
ผู้เขียนมีโอกาสกราบหลวงพ่อพุธ บ่อย นิมนต์ท่านบ่อย รวมทั้งไปภาวนากับท่านเป็นประจำ ส่วนมากจะนั่งหลับตาต่อหน้าท่าน คือหลวงพ่อก็หลับตา และเราก็หลับตา ท่านแนะอุบายเพียงสั้นๆ และแก้ไขเมื่อเราติดขัดเมื่อเดินทางจิตต่อไปไม่ได้ เป็นส่วนใหญ่
หลวงพ่อเล่าเรื่องหลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น รวมทั้งครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ และประสบการณ์ของท่านเอง ให้เราฟังบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาสบายๆ ไม่มีญาติโยมคนอื่น ท่านจะเคี้ยวหมากและพูดไปเรื่อยๆ เราก็ถวายนวดที่เท้าท่านไปเรื่อย ๆ
แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้จดบันทึกไห้เป็นเรื่องเป็นราว มัวประมาทรอสอบถามหรือสัมภาษณ์ท่านอย่างเป็นทางการ ในที่สุดหลวงพ่อท่านก็มรณภาพลาขันธ์ไป เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒
การมัวแต่ตั้งท่า รีรอ จึงทำให้เสียประโยชน์ ดังที่เป็นอยู่นี้
จะหวังพึ่งครูบาอาจารย์องค์อื่น ต่างองค์ต่างก็มรณภาพลาขันธ์ไปตามกาล ยังเหลือไว้แต่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับหลวงปู่ใหญ่ ให้พวกเราได้ระลึกถึงเป็นสังฆานุสติเท่านั้น จะนำมาเขียนให้ละเอียดเป็นเรื่องราวดูจะไกลเกินฝัน
อยากสมน้ำหน้าตัวเอง ที่ครูบาอาจารย์บอกว่า ให้พวกสูรอไปถึงยุคพระศรีอาริย์ก็แล้วกัน ชาตินี้ยังไม่เอาจริง แล้วชาติต่อๆ ไปจะหวังได้อย่างไร?
โชคดีอย่างไม่น่าเชื่อ วันที่ ๒๑ มีนาคม พ ศ. ๒๕๔๖ ผู้เขียนกับอาจารย์ภัทรา ได้ไปร่วมพิธีสมโภชเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ที่วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ขากลับได้แวะไปกราบพระครูพิบูลธรรมภาณ หรือ หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค วัดภูเขาแก้ว ซึ่งอยู่ในตัวอำเภอพิบูลมังสาหาร
หลวงพ่อ คงรู้ใจหรือไว้ใจผู้เขียนก็สุดจะเดา ท่านเอาสำเนาบันทึกประวัติหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ซึ่งท่านบันทึกไว้นานกว่า ๒๐ ปี มอบให้ผู้เขียนรวมทั้งมอบเหรียญ ๓ บุพพาจารย์เมืองอุบลฯ คือหลวงปู่เสาร์ – หลวงปู่มั่น – หลวงปู่ดี ให้เราสองคน คนละเหรียญ
ไม่ต้องบอกก็ได้นะครับว่าเราตื่นเต้น ปีติเพียงไร!
โชคดีชั้นที่สอง ที่อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ได้บันทึกฉบับดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว แล้วท่านได้ใช้บันทึกนี้เป็นหลักในการสืบค้นประวัติหลวงปู่ใหญ่ ใช้เวลารวบรวมอยู่ ๔ – ๕ ปี จึงออกมาเป็นหนังสือ “ตามรอยธุดงควัตร พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล” ที่มีเรื่องราว เนื้อหา และหลักฐานสมบูรณ์ที่สุด เท่าที่จะหาได้
หนังสือ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ซึ่งเป็นเล่มที่ ๕ในโครงการหนังสือบูรพาจารย์ วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) บ้านแม่กอย ต.เวียง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ เล่มนี้ ได้ดำเนินไปในแนวทางเดียวกันกับหนังสือของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ
และก็แน่นอนที่ผู้เขียนเป็นฝ่าย “คัดลอก” งานของท่านอาจารย์พิศิษฐ์
เป็นการคัดลอกด้วยความภาคภูมิใจยิ่งครับ!
และ ขอยืนยันว่า ด๊อกเตอร์ก็ลอกเก่งเหมือนกัน นิ!
๒
ครูบาอาจารย์พูดถึงหลวงปู่ใหญ่
หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เขียนถึง หลวงปู่ใหญ่ ดังนี้:
“ท่านอาจารย์เสาร์ แท้ที่จริงควรที่จะมีประวัติไว้อ่านกันสนุกบ้างก็จะดี แต่นี่ไม่ค่อยเห็นประวัติของท่าน หรือมีข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ ได้ยินแต่ท่านเล่าให้ฟังว่า อยู่วัดเลียบ ได้ ๑๐ กว่าพรรษา คิดเลื่อมใสในพระคณะธรรมยุต จึงยอมสละญัตติเป็นธรรมยุต ฆ้อง กลองสำหรับตีในงานประเพณีทำบุญอึกทึกครึกโครมในสมัยนั้น ซึ่งมีอยู่ประจำวัดของท่าน ท่านก็สละทิ้งหมด ญัตติเป็นธรรมยุตแล้วก็อยู่วัดนั้นต่อมา
พวกที่เขาไม่ชอบเขาก็โกรธ พวกที่ชอบ เขาบอกว่า ของเหล่านั้นไม่จำเป็น เป็นสงฆ์ขอให้ปฏิบัติถูกต้องตามธรรมวินัยก็แล้วกัน
ข้าพเจ้าก็ลืมถามไปว่า ภูมิลำเนาของท่านเกิดบ้านใด อำเภอใด มารดาบิดา พี่น้องของท่านมีกี่คน แต่เชื่อว่าท่านอยู่ใกล้เมืองอุบลฯ นี้แหละ เพราะท่านเคยพูดถึงเรื่องญาติของท่าน บวชแล้วไปอยู่หลวงพระบาง เพราะคนหลวงพระบางชอบใจได้มานิมนต์ญาติของท่านไป ท่านนั้นก็ลืมชื่อไปอีกเหมือนกันไม่ทราบว่าชื่ออะไร จึงน่าเสียดายประวัติของท่านมาก ไม่มีใครบันทึกไว้
ส่วนข้าพเจ้าเองก็ไม่คิดจะบันทึกเสียด้วย ทั้งๆ ที่ท่านเล่าให้ฟังสอดๆ (ฉอดๆ) อยู่นั่นเอง มันจะเป็นเพราะพระกัมมัฏฐานในขณะนั้นไม่คิดจะบันทึกอะไรทั้งหมด คิดแต่จะทำความเพียรภาวนาอย่างเดียว การบันทึกนั้นบันทึกนี้ เรื่องราวต่างๆ เป็นเหตุให้ยุ่งสมอง ทำอารมณ์ให้ฟุ้งมาก..”
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ได้บันทึกเรื่องนิสัยของหลวงปู่ใหญ่ไว้ดังนี้:
“นิสัยท่านพระอาจารย์เสาร์ ชอบก่อสร้าง ชอบปลูกพริก หมากไม้ (ไม้ผล) ลักษณะจิตเยือกเย็น มีพรหมวิหาร ทำจิตดุจแผ่นดิน มีเมตตาเป็นสาธารณะ เป็นคนพูดน้อย ยกจิตขึ้นสู่องค์เมตตาสุกใสรุ่งเรือง เป็นคนเอื้อเฟื้อในพระวินัย ทำความเพียรเป็นกลาง ไม่ยิ่งไม่หย่อน พิจารณาถึงชั้นภูมิธรรมละเอียดมาก
ท่านบอกให้เราภาวนาเปลี่ยนอารมณ์แก้อาพาธได้ อยู่ข้างนอกวุ่นวาย เข้าไปหาท่านจิตสงบดี เป็นอัศจรรย์ปาฏิหาริย์หลายอย่าง
จิตของท่านชอบสันโดษ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หมากไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ท่านแดดัง เป็นอุปัชฌายะฯ เดินจงกรมเสมอไม่ละกาล น้ำใจดีไม่เคยโกรธขึ้งให้พระเณร อุบาสกอุบาสิกา
มักจะวางสังฆทานอุทิศให้สงฆ์สันนิบาต แก้วิปัสสนูแก่สานุศิษย์ได้ อำนาจวางจริตเฉยๆ เรื่อยๆ ชอบดูตำราเรื่องพุทธเจ้า
รูปร่างใหญ่ สันทัด เป็นมหานิกาย ๑๐ พรรษา จึงมาญัตติเป็นธรรมยุต ชอบรักเด็ก เป็นคนภูมิใหญ่กว้างขวาง ยินดีทั้งปริยัติ –ปฏิบัติ ลักษณะเป็นคนโบราณพร้อม ทั้งกาย วาจา ใจ เป็นโบราณทั้งสิ้น ไม่เห่อตามลาภ ยศ สรรเสริญ อาหารชอบเห็ด ผลไม้ต่างๆ ชอบน้ำผึ้ง”
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี พูดถึง หลวงปู่ใหญ่ดังนี้:
“ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านไม่พูด ไม่เทศน์ ถ้าท่านเทศน์ท่านเทศน์นิดเดียว เอา! ฟังเทศน์ พากันตั้งใจฟังเทศน์ กายสุจริต วาจาสุจริต มโนสุจริต พากันตั้งใจรักษากายให้บริสุทธิ์ รักษาวาจาให้บริสุทธิ์ รักษาใจให้บริสุทธิ์ เอวังฯ”
ท่านพระอาจารย์เสาร์ มีลูกศิษย์ของท่านมากมาย ท่านนำหมู่คณะเดินธุดงค์เพื่อทรมานกิเลส ฝึกความเพียร ลูกศิษย์พระกรรมฐานจึงมาก สามเณรที่อยู่กับท่าน จะบวชเป็นพระภิกษุต้องท่องปาฏิโมกข์ให้ได้เสียก่อน ถ้าท่องไม่ได้จะไม่อนุญาตให้บวช
ท่านพูดคำไหนคำนั้น มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ พูดคำสัตย์จริง ท่านพูดน้อย กับลูกศิษย์ลูกหาท่านไม่พูดมาก ท่านจะมาตรวจดูข้อวัตรว่า น้ำในโอ่งมีไหม? ฟืนมีไหม? แล้วท่านก็เข้าทางจงกรม ทำความเพียรปฏิบัติให้ลูกศิษย์ดู
คำสอนของท่านนั้นคือความเพียร ธรรมของท่านพระอาจารย์เสาร์ สอน “พุทโธ” คำเดียว แต่ความเพียรของท่านเป็นการพ้นทุกข์ ความเพียรของท่านเป็นธรรมเทศนา
ความเพียรของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นยอด เมื่อท่านฉันเสร็จ ท่านเดินไปที่กุฏิ เอากาน้ำ สะพายย่ามไปทางจงกรม จนถึงเวลาทำข้อวัตร
ท่านอาจารย์เสาร์นั้น ท่านจะไม่นั่งในที่นอน ท่านจะไม่นอนในที่นั่งสมาธิ…
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเป็นผู้ริเริ่มการถือ ธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ และออกธุดงค์เพื่อคิดค้นธรรมะจากการปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจัง จนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง
การประพฤติตามจรรยาแห่งพระวินัยแล้วนับว่าท่านปฏิบัติอย่างเคร่งครัดยิ่ง ไม่ยอมให้ตัวท่านเองและศิษย์ล่วงละเมิดวินัยแม้แต่เรื่องเล็กน้อย ท่านจึงมีความบริสุทธิ์ งดงาม ตลอดประวัติชีวิตของท่าน
๓
อุปนิสัยและข้อวัตรของหลวงปู่ใหญ่
ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี ได้พูดถึงปฏิปทาและอุปนิสัยของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ดังนี้:
“ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร พระอาจารย์ใหญ่ฝายวิปัสสนากัมมัฏฐานมีศิษยานุศิษย์เข้ามาศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับท่านเป็นจำนวนมาก
แต่ด้วยปกตินิสัยของท่าน เป็นคนไม่ชอบพูด พูดน้อยที่สุด ทั้งวันไม่พูดอะไรกับใครเกิน ๒ – ๓ ประโยค
เวลานั่งก็ทนทาน นั่งอยู่ได้เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง (หมายถึงนั่งสมาธิ) เดินก็ทำนองเดียวกัน (หมายถึงเดินจงกรม)
ลักษณะของท่านมีความสง่าผ่าเผย น่าเคารพเลื่อมใส มองเห็นท่านแล้วเย็นตาเห็นใจไปหลายวัน ประชาชนและพระเณรเคารพเลื่อมใสท่านมาก ท่านมีลูกศิษย์มากมายเหมือนท่านอาจารย์มั่น
ท่านพระอาจารย์เสาร์ อบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์โดยประพฤติปฏิบัติธรรมให้ดูเป็นเยี่ยงอย่าง ข้อวัตรปฏิบัติของท่านคือคำสอนที่ดีที่สุด
ศิษยานุศิษย์ที่เข้ามารับการอบรมธรรมปฏิบัติจากท่านพระอาจารย์เสาร์ ส่วนใหญ่มักจะสืบทอดแนวทางดำเนินของท่านคือ รักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัด มีความเป็นอยู่สมถะ สันโดษเรียบง่าย ไม่ชอบคนหมู่มาก เดินธุดงค์จาริกแสวงหาที่วิเวกบำเพ็ญภาวนาตามป่าเขา
พระคณาจารย์ที่เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์มีจำนวนมาก แต่ไม่เปิดเผยตัวเท่าที่ควร มีท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ศิษย์เอกของท่าน ที่ระยะหลังต่อมาได้ปรากฏประวัติและธรรมะของท่าน ซึ่งแต่เดิมท่านก็ไม่ปรากฏองค์ท่าน เช่นเดียวกับท่านพระอาจารย์เสาร์
และศิษยานุศิษย์ที่ถวายตัวเป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่นมาก่อนต่อมาก็มากราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์เพื่ออบรมศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ เช่นกัน เพราะพระคณาจารย์ที่เป็นศิษย์เหล่านั้นให้ความเคารพนับถือท่านเป็นอย่างมาก
ด้วยคุณธรรม และเป็นพระอาจารย์ใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนท่านเป็นพระปรมาจารย์ใหญ่สายพระกัมมัฏฐาน”
นอกจากปฏิปทาจริยาวัตรที่งดงามของท่านแล้วข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ สถานที่ใดที่หลวงปู่ใหญ่ เที่ยวธุดงค์ไปพักชั่วคราว สถานที่แห่งนั้นมักจะกลายเป็นวัดถาวรและเจริญรุ่งเรืองตามมาภายหลัง
เช่น พระธาตุพนม ซึ่งแต่ก่อนรกร้างเป็นดง เมื่อท่านเดินรุกขมูลเข้าไปพักอาศัยที่นั้นชั่วคราว ให้คนถากทางทำความสะอาดปัดกวาดอย่างดี ครั้นต่อมาภายหลังที่นั่นจึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเจริญรุ่งเรือง เป็นที่เลื่อมใสของชาวพุทธทั่วประเทศมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
และในทำนองเดียวกัน ก็ยังมีสถานที่อื่นอีกหลายแห่งในจังหวัดทางภาคอิสาน รวมทั้งฝั่งประเทศลาวที่หลวงปู่ใหญ่ ธุดงค์ผ่านไปพักชั่วคราว แล้วกลายมาเป็นวัด ได้รับความเจริญรุ่งเรือง เหลือเป็นอนุสรณ์จนกระทั่งทุกวันนี้
๔
รากแก้วของพระฝ่ายกรรมฐาน
ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เขียนถึงพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสององค์ คือ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ดังนี้:
“ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร เป็นหลักในการสั่งสอนกัมมัฏฐานอยู่ในภาคอิสานจนตลอดอายุขัยของท่าน
ปฏิปทาของพระเถราจารย์ ทั้งสองท่าน (โปรดระวังอย่าหลงไปเรียกว่า เกจิอาจารย์ นะครับ เพราะครูอาจารย์สายพระป่าท่านไม่นิยมเรื่องเครื่องรางของขลัง หรือเรื่องดูฤกษ์ยาม ทำพิธีมงคลต่างๆ ถ้าจะเรียกตามแนวที่ท่านถนัดก็ต้องว่า พระวิปัสสนาจารย์จะตรงกว่า -ปฐม) ได้ปลุกเร้าจิตใจชาวอิสาน ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ให้หันมานิยมศึกษาแนวปฏิบัติกัมมัฏฐานกันอย่างจริงจังอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ภิกษุสามเณรจำนวนมากจากจังหวัดต่างๆ ในภาคอิสานได้มารับการอบรมสั่งสอนทางกัมมัฏฐานจากพระเถราจารย์ทั้งสองท่านไม่ขาดสาย ทำให้เกิดมีพระเถระผู้มีปฏิปทาและสามารถทางกัมมัฏฐานขึ้นเป็นจำนวนมาก และพระเถระเหล่านี้ก็ได้กระจายกันออกไปแนะนำสั่งสอนพุทธบริษัททั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ประจำอยู่ในที่ต่างๆ ทั่วภาคอิสาน
เป็นเหตุให้เกิดมีวัดป่า หรือสำนักกัมมัฏฐาน ขึ้นทั่วไปในภาคอิสาน และมีพระคณาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐาน ที่ประจำอยู่ในสำนักต่างๆ ทั่วอิสานต่อมาจนทุกวันนี้
ล้วนเป็นศิษย์และอนุศิษย์สืบเนื่องมาแต่พระเถราจารย์ทั้งสองท่านดังกล่าวมาข้างต้นเกือบทั้งสิ้น”
ท่านหลวงตาฯ ได้เขียนบรรยายต่อไปว่า:
“พระกัมมัฏฐานรู้สึกจะมากทางภาคอิสาน และมากเรื่อยมา เพราะรากแก้วของกัมมัฏฐานในสมัยปัจจุบันก็อยู่ที่ภาคอีสานเป็นพื้นฐาน
ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นรากฐานของกัมมัฏฐานมานาน
เพราะฉะนั้น บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ต้องการอรรถธรรมจริงจึงต้องหมุนหาอาจารย์ซึ่งเป็นที่แน่ใจได้ แล้วก็ไม่พ้นท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ คือ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น
ท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ท่านไม่ค่อยเทศน์ เงียบ ไม่เทศน์ ถ้าจะเทศน์ก็พูดเพียงสองสามประโยคแล้วหยุดเลย
สำหรับท่านพระอาจารย์มั่น การเทศนาว่าการ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่นั้นหมดเลย ธรรมทุกขั้นอยู่นั้นหมด ออกจ้าๆ เลย
จากนั้นมา บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ไปศึกษากับท่านทั้งสององค์นี้มา ก็กลายเป็นอาจารย์ของหลวงปู่ทั้งหลายต่อมาเรื่อยๆ ดังที่เราเห็น เช่นอาจารย์นั้น อาจารย์นี้ ออกจาก เฉพาะอย่างยิ่ง ท่านพระอาจารย์มั่น ออกจากนี้เรียกว่ามีอยู่ทั่วไปทุกภาค
ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งเป็นพระอันเลิศเลอ ถ้าสมัยพุทธกาลก็เรียกว่า ท่านทั้งสององค์นี้คือพระอรหันต์ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นแล
ท่านได้อุตส่าห์บุกเบิกเพิกถอนสิ่งที่เป็นข้าศึกต่ออรรถต่อธรรมต่อธุดงค์ ข้อวัตรปฏิบัติ จารีตประเพณีที่พระพุทธเจ้าทรงพาดำเนินมาซึ่งถูกปกคลุมหุ้มห่อด้วยความมืดมิดปิดกำบังของกิเลสทั้งหลาย ให้ค่อยเบิกกว้างออกไปๆ
ท่านเป็นผู้ทรงข้อวัตรปฏิบัติ ซึ่งข้อวัตรปฏิบัตินี้มีมาแต่ดั้งเดิม ท่านจดจารึกในคัมภีร์ใบลานมาตลอดว่า พระธุดงค์กัมมัฏฐาน ธุดงค์ ก็แปลว่า เครื่องกำจัดกิเลสนั้นเอง กัมมัฏฐาน แปลว่า ฐานที่ตั้งแห่งงานอันชอบยิ่งทางพระพุทธศาสนา เมื่อรวมแล้วเรียกว่า พระธรรมกัมมัฏฐาน
ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ทั้งสองพระองค์นี้เป็นผู้อุตส่าห์พยายามบุกเบิกเพิกถอนขวากหนามที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุดงควัตร
เพราะแต่ก่อนในสมัยนั้นไม่มีใครสนใจธุดงควัตรพระกัมมัฏฐานประหนึ่งว่าแทบไม่มีในเมืองไทย แต่ครั้นแล้วก็มีท่านทั้งสองพระองค์ คือท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ นี้แลได้นำคัมภีร์ที่ทรงแสดงไว้แล้วในพระไตรปิฎกต่างๆ ออกมาประพฤติปฏิบัติให้เปิดเผย จนเป็นที่ร่ำลือ
และ ทางชั่วก็กีดขวางเข้ามา บางครั้งถูกขับไล่ไสส่ง หาว่าเป็นพระจรจัด พระขัดขวางต่อบ้านเมือง ถูกขับไล่ไสส่งจากฝ่ายปกครองตามสถานที่นั้นๆ เรื่อยมา ท่านก็ไม่หวั่นไหวในการประพฤติปฏิบัติ ดำเนินตามข้อวัตรปฏิบัติที่มีแล้วในคัมภีร์เรื่อยมา ค่อยบุกเบิกเพิกถอนไปเรื่อยๆ
การบำเพ็ญธรรมของท่านก็ปรากฏขึ้นภายในจิตใจเป็นลำดับลำดา เป็นกำลังใจที่ท่านอุตส่าห์พยายามเพิกถอนกิเลสตัณหาภายในจิตใจ แล้วก็เป็นไปพร้อมๆ กันกับการแนะนำสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาเรื่อยมา กัมมัฏฐานจึงค่อยเบิกกว้างออกไปๆ จนกระทั่งมาถึงสมัยปัจจุบันนี้ รู้สึกว่าไปที่ไหนพระกัมมัฏฐานเรา ซึ่งเป็นทางดำเนินมาดั้งเดิมก็ได้เปิดกว้างกระจายออกไปทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศไทยของเรา
ทั้งนี้ก็ขึ้นไปจากทั้งสองพระองค์นี้แลเป็นผู้บุกเบิก ในเบื้องต้นท่านจึงได้รับความลำบากลำบนมากทีเดียว”
ท่านหลวงตาฯ ได้แสดงความรู้สึกของท่านเองต่อเรื่องนี้ว่า:
“ก็ตามที่ท่านเล่าให้ฟัง เราน้ำตาร่วงๆ เวลาท่านเล่าถึงความทุกข์ความทรมาน ทั้งถูกขับไล่ไสส่งจากที่ต่างๆ ฝ่ายปกครอง มักจะเป็นอยู่เสมอ
เวลาท่านเล่า ท่านไม่ได้เล่าด้วยความโกรธความแค้นอะไร เวลาเรื่องไปสัมผัส ท่านก็เล่าให้ฟังธรรมดาๆ ท่านไม่มีลักษณะท่าทางว่าจะโกรธเคืองหรือเคียดแค้นให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่ขับไล่ท่าน แต่ท่านพูดถึงเรื่องความทุกข์ความทรมานของท่านที่สมบุกสมบันมาตลอดต่างหาก
สำหรับเราผู้ฟังท่านพูดแล้ว เกิดความสลดสังเวชสงสารท่านเป็นกำลัง น้ำตาร่วง โดยไม่ให้ท่านทราบแหละ กลืนน้ำตาเข้าภายใน รู้สึกกว่าเราก็มีกิเลสเหมือนกัน ท่านไม่เคียดแค้น เราก็เคียดแค้นอยู่ภายในใจถึงผู้ที่มาขับไล่ไสส่งโดยหาเหตุผลหลักเกณฑ์อะไรไม่ได้เลย
นั้น ท่านเล่ามาทีไรนี้ อดสลดสังเวชน้ำตาร่วงไม่ได้ เพราะความทุกข์ ความสมบุกสมบันของท่านเรื่อยมา
ความรู้ความเห็นที่เป็นขึ้นภายในจิตของท่าน ท่านก็เล่าไปพร้อมๆ กัน ไปอยู่ที่นั่น เกิดความรู้ความเห็นอย่างนั้น ไปที่นั่น เกิดความรู้ความเห็นอย่างนั้น นับตั้งแต่ธรรมภายในใจ พวกสมาธิ พวกปัญญา จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น แล้วแตกกระจายออกรอบด้านของจิตนั้น เกี่ยวกับเรื่องเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ตลอดนรกอเวจีกระจายไปหมด ท่านรู้ตลอดทั่วถึงเต็มกำลังของท่านนั้นแล
เวลา (หลวงตาฯ) เล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังจึงเป็นที่ปลื้มอกปลื้มใจ เป็นสดๆ ร้อนๆ ไม่ลืมมาจนกระทั่งถึงวันนี้ จึงได้นำเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังจากท่าน ซึ่งเล่าตลอดมาตามเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเข้าไปสัมผัสแล้ว ท่านก็นำออกมาเล่าให้ฟัง จึงได้นำเรื่องความจริงจังและความรู้จริงเห็นจริงของท่านมาเล่าให้พี่น้องชาวไทยเราทราบ ให้พึงทราบกันว่าสิ่งที่ท่านกล่าวถึงนั้นเป็นวิสัยของใจที่เกิดขึ้นจากจิตตภาวนา”
๕
หลวงปู่มั่นเล่าถึงหลวงปู่ใหญ่
เรื่องที่หลวงปู่มั่น ภูริทตโต ได้เล่าเกี่ยวกับพระอาจารย์ของท่านคือ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล นั้น ได้รับการถ่ายทอดโดย ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมปนโน มาอีกชั้นหนึ่ง ดังต่อไปนี้:
“เมื่อท่านพระอาจารย์มั่น เริ่มปฏิบัติวิปัสสนาใหม่ๆ ในสำนักท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร วัดเลียบ อุบลราชธานี ท่านบริกรรมภาวนาด้วยบท “พุทโธ”
ท่านเล่าว่า นิสัยของท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นไปอย่างเรียบๆและเยือกเย็น น่าเลื่อมใสมาก จิตของท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นไปอย่างเรียบๆ สงบเย็นโดยสม่ำเสมอ นับแต่ขั้นเริ่มแรกจนถึงสุดท้ายปลายแดนแห่งปฏิปทาของท่าน ไม่ค่อยล่อแหลมต่ออันตราย และไม่ค่อยมีอุบายต่างๆ และความรู้แปลกๆ เหมือนจิตของท่านพระอาจารย์มั่น
ท่าน (หลวงปู่มั่น) เล่าว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์เดิมท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เวลาออกบำเพ็ญ พอเร่งความเพียรเข้ามากๆ ใจรู้สึกประหวัดๆ ถึงความปรารถนาเดิม เพื่อความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แสดงออกเป็นเชิงอาลัยเสียดาย ยังไม่อยากไปนิพพาน
ท่าน (หลวงปู่ใหญ่เสาร์) เห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อความเพียรเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ท่านเลยอธิษฐานของดความปรารถนานั้น และขอประมวลเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานในชาตินี้ ไม่ขอเกิดมารับความทุกข์ทรมานในภพชาติต่างๆ อีกต่อไป
พอท่านปล่อยวางความปรารถนาเดิมแล้ว การบำเพ็ญเพียรรู้สึกสะดวกแลเห็นผลไปโดยลำดับ ไม่มีอารมณ์เครื่องเกาะเกี่ยวเหมือนแต่ก่อน สุดท้ายท่านก็บรรลุถึงแดนแห่งความเกษมดังใจหมาย
แต่การแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ท่านไม่ค่อยมีความรู้แตกฉานกว้างขวางนัก ทั้งนี้อาจเป็นไปตามภูมินิสัยเดิมของท่าน ที่มุ่งเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งตรัสรู้เองชอบแต่ไม่สนใจสั่งสอนใครก็ได้..
เวลาท่าน (หลวงปู่มั่น) ออกเที่ยวธุดงค์กัมมัฏฐานทางภาคอิสานตามจังหวัดต่างๆ ในระยะต้นวัย ท่านมักจะไปกับท่านพระอาจารย์เสาร์เสมอ แม้ความรู้ทางภายในจะมีแตกต่างกันบ้างตามนิสัย แต่ก็ชอบไปด้วยกัน
สำหรับท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านเป็นคนไม่ชอบพูด ไม่ชอบเทศน์ ไม่ชอบมีความรู้แปลกๆ ต่างๆ กวนใจเหมือนท่านพระอาจารย์มั่น
เวลาจำเป็นต้องเทศน์ ท่านก็เทศน์เพียงประโยคหนึ่งหรือสองเท่านั้น แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปเสีย ประโยคธรรมที่ท่านเทศน์พอจับใจความได้ว่า
ให้พากันละบาปและบำเพ็ญบุญ อย่าให้เสียชีวิตลมหายใจไปเปล่า ที่ได้มีวาสนาเกิดเป็นมนุษย์
หรือ
เราเกิดเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์เราจะต่ำลงกว่าสัตว์และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ
แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปกุฏิโดยไม่สนใจใครต่อไปอีก”
หลวงปู่เจี้ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เคยตามไปอุปัฎฐาก หลวงปู่ใหญ่ ที่วัดดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เล่าว่า ครั้งหนึ่งหลังจากถวายไทยทานแล้ว ญาติโยมขอให้หลวงปู่ใหญ่เทศน์ ท่านก็เทศน์เพียงสั้นๆ แล้วให้พระอาจารย์ดี ฉนฺโน เทศน์ต่อ
เทศน์ของหลวงปู่ใหญ่ มีว่า
“ทำให้ดูมันยังไม่ดู ปฏิบัติให้ดูอยู่ทุกวัน มันยังไม่ปฏิบัติตาม เทศน์ให้ฟัง มันจะฟังหรือพวกเจ้า ข้อยเฮ็ดให้เบิ่งยังบ่เบิ่ง เทศน์ให้หมู่เจ้าฟัง หมู่เจ้าสิฟังฤๅ”
หลวงปู่ใหญ่ ท่านพูดเป็นคติว่า “เขาสิเชื่อความดีที่เราเฮ็ดหลายกั่วคำเข้าที่เราสอน” (เขาเชื่อในความดีที่เราทำ มากกว่าในคำพูดที่เราสอน)
ท่านหลวงตาพระมหาบัวฯ เล่าต่อไปว่า:
ทราบว่าท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์นี้รักและเคารพกันมากในระยะวัยต้น ไปที่ไหนท่านชอบไปด้วยกัน อยู่ด้วยกัน ทั้งในและนอกพรรษา พอมาถึงวัยกลางผ่านไป เวลาพักจำพรรษามีแยกกันอยู่ แต่ไม่ห่างไกลกันนัก พอไปมาหาสู่กันได้สะดวก
มีน้อยครั้งที่จำพรรษาร่วมกัน ทั้งนี้อาจเกี่ยวกับบรรดาศิษย์ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีมากด้วยกัน และต่างก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที ถ้าจำพรรษาร่วมกันจะเป็นความลำบากในการจัดที่พักอาศัย จำต้องแยกกันอยู่เพื่อเบาภาระในการจัดที่พักอาศัยไปบ้าง
ทั้งสองพระอาจารย์ ขณะที่แยกกันอยู่จำพรรษา หรือนอกพรรษา รู้สึกคิดถึงและเป็นห่วงกันมาก เวลามีพระที่เป็นลูกศิษย์ของแต่ละฝ่ายมากราบนมัสการ จะมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ หรือมากราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่นต่างจะต้องถามถึงความสุขทุกข์ของกันและกันก่อนเรื่องอื่นๆ จากนั้นก็บอกกับพระที่มากราบว่า “คิดถึงท่านพระอาจารย์…” และฝากความเคารพคิดถึงไปกับพระลูกศิษย์ที่มากราบเยี่ยมตามสมควรแก่ อาวุโส – ภันเต ทุกๆ ครั้งที่พระมากราบ ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง แต่ละองค์
ท่านมีความเคารพในคุณธรรมของกันและกันมาก ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล เวลาท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์ใดองค์หนึ่ง พูดปรารภถึงกันและกันให้บรรดาลูกศิษย์ฟัง จะมีแต่คำที่เต็มไปด้วยเคารพและความยกย่องสรรเสริญโดยถ่ายเดียว ไม่เคยมีแม้คำเชิงตำหนิแย้งขึ้นมาบ้างเลย
ท่านพระอาจารย์มั่น เล่าให้ฟังว่า ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ว่าให้ท่านว่า “จิตท่านเป็นจิตที่โลดโผนมาก รู้อะไรแต่ละครั้งขึ้นมามันไม่พอดีเลย เดียวจะเหาะเหินเดินฟ้า เดี๋ยวจะดำดิน เดี๋ยวจะดำน้ำข้ามทะเล…” นั้น ท่านว่าเป็นความจริงที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ตำหนิเพราะจิตท่านเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เวลารวมสงบลงแต่ละครั้ง แม้แต่ขั้นเริ่มแรกบำเพ็ญ ยังออกเที่ยวรู้เห็นอะไรต่างๆ ทั้งที่ท่านไม่เคยคาดฝันว่าจะเป็นได้เช่นนั้น เช่น ออกรู้เห็นคนตายต่อหน้า และเพ่งพิจารณาจนคนตายนั้นเป็นวงแก้ว และเกิดความรู้ความเห็นแตกแขนงออกไปไม่มีที่สิ้นสุด…
เวลาปฏิบัติที่เข้าใจว่าถูกทางแล้ว ขณะที่จิตรวมสงบตัวลง ก็ยังอดจะออกรู้สิ่งต่างๆ มิได้ บางทีตัวเหาะลอยขึ้นไปบนอากาศและเที่ยวชมสวรรค์วิมาน กว่าจะลงมากินเวลาหลายชั่วโมง และมุดลงไปใต้ดิน ค้นดูนรกหลุมต่างๆ และปลงธรรมสังเวชกับพวกสัตว์นรกที่มีกรรมต่างๆ กัน เสวยวิบากทุกข์ของตนๆ อยู่ จนลืมเวล่ำเวลาไปก็มี เพราะเวลานั้นยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นความจริงเพียงไร
เรื่องทำนองนี้ ท่าน (หลวงปู่มั่น) ว่า จะพิจารณาต่อเมื่อจิตมีความชำนาญแล้ว จึงจะรู้เหตุผลผิดถูกชั่วดีได้อย่างชัดเจนและอย่างแม่นยำ พอเผลอนิด ขณะที่จิตร่วมลงและพักอยู่ก็มีทางออกไปรับรู้กับสิ่งภายนอกอีกจนได้ แม้เวลามีความชำนาญ และรู้วิธีปฏิบัติได้ดีพอสมควรแล้ว ถ้าปล่อยให้ออกรู้สิ่งต่างๆ จิตย่อมจะออกรู้อย่างรวดเร็ว
ระยะเริ่มแรกที่ท่าน (หลวงปู่มั่น) ยังไม่เข้าใจ และชำนาญต่อการเข้าออกของจิต ซึ่งมีนิสัยชอบออกรู้สิ่งต่างๆ นั้น ท่านเล่าว่า เวลาบังคับจิตให้พิจารณาในร่างกายส่วนล่างแทนที่จิตจะรู้ลงไปตามร่างกายส่วนต่างๆ จนถึงพื้นเท้า แต่จิตกลับพุ่งเลยร่างกายส่วนต่ำลงไปใต้ดินและทะลุลงไปใต้พื้นพิภพ ดังท่านพระอาจารย์เสาร์ว่าให้จริงๆ”
ตามประวัติบอกว่า หลวงปู่มั่น ท่านใช้เวลาตั้งนานกว่าที่จะแก้ไขบังคับจิตของท่านให้มาพิจารณาเฉพาะภายในกายของท่าน ไม่ให้เตลิดเปิดเปิงออกไปภายนอก ไปดูสวรรค์วิมาน ดูนรกดูเปรต ทำให้เสียเวลาไปนานพอสมควร
เรื่องนี้คงให้อุทาหรณ์สำหรับนักปฏิบัติธรรมกรรมฐาน จะได้นำไปพิจารณาว่า การปฏิบัติเพื่อยกภูมิจิตของตน เพื่อละเพื่อวาง เพื่อผลในทางวิมุตติหลุดพ้นนั้น ควรพิจารณาอยู่ภายในกาย ในใจของตน หรือควรจะเพลิดเพลินกับเรื่องนรก – สวรรค์ กันแน่?
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านสอนไม่ให้สนใจนิมิต คืออย่าสนใจในสิ่งที่เห็น ท่านว่าเราเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง ท่านให้มองเข้ามาข้างใน ค้นหาตัวผู้รู้ ผู้เห็น ให้เจอ
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร ขยายความเรื่องนี้ว่า การนั่งสมาธิแล้วเห็นนิมิต เปรียบเหมือนเราฉายไฟไปกระทบอะไร เราก็เห็นภาพของสิ่งนั้น ถ้าเราดูที่ภาพมันจะมีไปเรื่อยไม่จบสิ้น ให้มองย้อนลำแสงเข้ามาหากระบอกไฟฉายให้เจอ ถ้าได้กระบอกไฟฉาย และเปิดสวิตซ์เป็น เราจะส่องดูอะไรเมื่อไรก็ได้
๖
ชาติภูมิ
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล เป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี โดยกำเนิด
ตามบันทึกของพระครูพิบูลธรรมภาณ (หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค) วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ เดือนสิบสอง ปีระกา พ.ศ. ๒๔๐๒ ที่บ้านข่าโคม ตำบลหนองช้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอเขื่องใน”
ในงานสมโภชเจดีย์พิพิธภัณฑ์ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๖ ที่วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ผม (ปฐม นิคมานนท์) ได้รับหนังสือที่ระลึก ๓ เล่ม ซึ่งแต่ละเล่มล้วนมีคุณค่าที่ประเมินราคาไม่ได้ทั้งนั้น
เป็นที่น่าสังเกต (ตามประสาคนชอบจับผิดผู้อื่น) ว่า ข้อมูลเกี่ยวกับปี พ.ศ.เกิด กับสถานที่เกิดของหลวงปู่ไม่ตรงกัน ดังนี้.-
หนังสือเล่มที่หนึ่ง เขียนโดยอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ จัดพิมพ์โดย ชุมรมพุทธศาสน์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้เขียนถึงปีและสถานที่เกิดของหลวงปู่ ๓ ที่ ล้วนไม่ตรงกัน ดังนี้ –
๑. หน้าเปิดปก หรือ คำนำ เขียนว่า “ท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ ชาติภูมิของท่านเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี ชาตะเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๓ มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕”
๒ ในเนื้อเรื่อง หน้า ๑ หัวข้อชาติภูมิ เขียนค่อนข้างยาวว่า “ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ เดือนสิบสอง ปีระกา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๔ (ตามบันทึกของท่านพระครูพิบูลธรรมภาณ วัดภูเขาแก้ว) หรือวันจันทร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา ตรงกับวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๔ (ตามหนังสือที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพพระอาจารย์เสาร์ฯ โดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สังฆนายก) ที่บ้านข่าโคม (ชื่อเดิม “บ้านท่าโคมคำ”) ต.หนองขอน อ.เมืองอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือ ต.ปะอาว อ.เมือง จ.อุบลราชธานี)”
ในข้อนี้แปลกตรงที่ท่านยืนยันปีเกิดของหลวงปู่ เป็นปี ๒๔๐๔ ถึง ๒ แห่งติดกัน และก็อ้างบันทึกของพระครูพิบูลธรรมภาณ ด้วย บันทึกที่ว่านี้หลวงพ่อ ท่านมอบให้ผม ยังอยู่กับผม หลวงพ่อก็บันทึกว่าปี ๒๔๐๒ ตามที่ผมคัดลอกมาเสนอตั้งแต่ต้นนี้แหละ
ส่วนเดือนเกิดตามระบบจันทรคติ ในหนังสือเล่มดังกล่าวก็บอกไว้สองอย่างคือ “เดือนสิบสอง ปีระกา” กับ “เดือนยี่ ปีระกา” แล้วท่านก็บอกต่อไปว่า “ตรงกับวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๔“ ผมว่าถ้าเราเอาเดือนพฤศจิกายน เป็นตัวตั้ง ก็น่าจะใกล้กับเดือนสิบสอง มากกว่า ส่วน เดือนยี่ น่าจะเป็นเดือนมกราคม โดยประมาณ ซึ่งห่างกันตั้ง ๓ เดือน
ประเด็นนี้ขอทิ้งไว้ให้ท่านที่มีปฏิทินย้อนหลังมากกว่า ๑๐๐ ปี ได้กรุณาช่วยสอบทานด้วยก็แล้วกัน
๓. ในแผ่นพับเชิญชวนรวมบริจาคสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ฯ ที่แนบมากับหนังสือเล่มเดียวกันนี้ ระบุวันเกิดของหลวงปู่ว่า “หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๒ ที่บ้านข่าโคม ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี”
สรุป ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ ระบุปีเกิดของหลวงปู่ใหญ่ เป็น ๓ ปี คือ ๒๔๐๒, ๒๔๐๓ และ ๒๔๐๔ และน่าเสียดายที่ผมขาดความสังเกตไป ไม่ทราบว่าภายในเจดีย์ของหลวงปู่ จะมีการจารึกปีเกิดของท่านไว้หรือไม่ กราบท่านผู้สร้างเจดีย์โปรดช่วยตรวจสอบความถูกต้องด้วยครับ
หนังสือเล่มที่สอง เป็นหนังสือที่ยิ่งใหญ่และสวยงามมากใครได้รับก็ต้องปลื้มใจเป็นที่สุด ชื่อหนังสือ “พระปรมาจารย์สายพระกัมมัฏฐาน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตลีลเถร” ไม่ระบุชื่อผู้เขียน แต่ระบุเจ้าของลิขสิทธิ์ คือ คุณสุกัญญา มกุฏอรดี ศูนย์บริการสื่อการศึกษา สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนไว้ว่า
“ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตลีลเถร เป็นพระปรมาจารย์สายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านเกิดวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๓ ที่บ้านข่าโคม ตำบลปะอ่าว (หนองขอน) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี…”
เล่มนี้ระบุปี พ.ศ. ๒๔๐๓ และระบุ ตำบลว่า “ปะอ่าว” อันนี้รับรองว่าไม่ใช่ ชื่อ “ตำบลปะอาว” เขาดังมากในเรื่องเครื่องทองเหลือง
หนังสือเล่มที่สาม เล่มเล็กกะทัดรัด เนื้อหาสาระมาก ชื่อ “เจดีย์พิพิธภัณฑ์ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล” ไม่ระบุชื่อผู้เขียน อยากจะขอบพระคุณก็ไม่รู้จะขอบพระคุณไปที่ไหน หนังสือเล่มนี้ระบุวันและสถานที่เกิดของหลวงปู่ ๓ ที่ ดังนี้
– ที่คำนำ หน้า (๑): “ท่านเกิดที่บ้านข่าโคม ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๒…”
– ในเนื้อเรื่องหน้า ๑๕: “เกิด วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๒ ที่บ้านข่าโคม ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี”
– ในหน้า ๓๙ เป็นคำบอกเล่าจาก หลวงปู่หลุย จนทสาโร: “ท่านเกิดที่บ้านข่าโคม อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๒”
ในเล่มนี้ วันเกิดตรงกัน ต่างกันที่อำเภอเกิด…?
ต้องกราบขออภัยท่านผู้อ่าน ที่ผู้เขียนจู้จี้กับเรื่องเหล่านี้ซึ่งบางท่านอาจเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เพื่อความรอบคอบผมขอเสนอดังนี้
๑. ขอให้ท่านผู้สร้างเจดีย์และพิพิธภัณฑ์ให้เราได้ทราบไหว้ กรุณาสอบทานวันเดือนปีเกิดของหลวงปู่ ทั้งทางสุริยคติ และจันทรคติให้แน่ชัด อย่างน้อยต้องลงกันให้ได้
๒. เรื่องตำบล และอำเภอเกิด ว่าในปัจจุบันอยู่ในตำบลอะไร และอำเภออะไรกันแน่ อันนี้ผมขอทิ้งไว้ให้ท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติกับพี่น้องชาวอุบลฯ ช่วยตรวจสอบก็แล้วกัน
กราบขออภัยท่านผู้อ่านอีกที เรากลับมาเรื่อง ชาติภูมิ ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ต่อ –
เกี่ยวกับนามสกุลของหลวงปู่ ท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติเขียนว่า “นามสกุลสมัยนั้นยังไม่มี ภายหลังมีญาติสืบสายกันมาในตระกูล อุปวัน และ พันธ์โสรี”
หมายความว่า ลูก – หลาน หลวงปู่ รุ่นต่อๆ มาได้ใช้สองนามสกุลนี้ ส่วนในบันทึกของ พระครูพิบูลธรรมภาณ (หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค) เขียนไว้ว่า “ชื่อเดิม ชื่อ เสาร์ นามสกุล พันธ์สุรี บิดาชื่อ ทา มารดาชื่อ โม่”
หลวงปู่ มีพี่น้อง ๕ คน คือ
๑. หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล
๒. นางสาวแบ (ครองโสดตลอดชีวิต)
๓. แม่ดี
๔. แม่บุญ
๕. พ่อทิดพา อุปวัน
เรื่องชาติภูมิของท่าน หาข้อมูลได้เพียงเท่านี้
๗
ชีวิตในวัยเด็ก
เรื่องราวชีวิตในวัยเด็กของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ไม่มีการจดบันทึกไว้ แต่ผู้เขียนเชื่อว่าท่านคงใช้ชีวิตเยี่ยงเด็กท้องไร่ท้องนาทั่วไป คือช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนาไปตามกำลัง โดยเฉพาะท่านเป็นบุตรชายคนโต น่าจะเป็นแรงงานที่สำคัญของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก
ในบันทึกของ ท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ กล่าวถึงบุคลิกของหลวงปู่ใหญ่ ในวัยเด็กว่า “ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล มีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตา ผิวพรรณดีมาก”
และบันทึกของ หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค มีดังนี้
“มีความพึงพอใจ ศรัทธาเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ด้วยมองเห็นสีแห่งผ้ากาสาวพัสตร์เป็นสีแห่งความงามและสงบสุข เห็นสมณะเป็นเพศที่สูงส่ง เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ไม่เบียดเบียนชีวิตของเพื่อนสัตว์โลกผู้ร่วมเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน”
รวมความว่า หลวงปู่ใหญ่ เป็นเด็กชายที่หน้าตาดี รูปร่างสูงใหญ่ ใฝ่ทางศีลธรรม และสนใจบวชเรียนในพระศาสนามาตั้งแต่เด็ก
ในสมัยของหลวงปู่ใหญ่ ยังไม่มีโรงเรียน เพราะโรงเรียนอย่างในปัจจุบันเริ่มมีขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นี้เอง
ในบันทึกของหลวงพ่อโชติ บรรยายว่า
“กอปรกับการศึกษาสมัยก่อนยังไม่เจริญ กุลบุตรผู้มีความสนใจใคร่ศึกษา ต้องการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ ไม่เป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น หูป่าตาเถื่อน จะต้องอาศัยวัดเป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ ข้าราชการสมัยนั้น ส่วนมากไปจากผู้ผ่านการบวชเรียนหรือผู้ที่สอบได้นักธรรม และมหาเปรียญมาก่อน.. ”
บันทึกของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ในเรื่องเดียวกันนี้ว่า
“สำนักศึกษาในสมัยก่อนคือวัด ถือว่าวัดเป็นแหล่งรวมความรู้ เป็นที่ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการด้านต่างๆ และเป็นแหล่งเนื้อนาบุญ เป็นที่อยู่ของคนดี คนมีบุญ พ่อแม่ผู้ปกครองในสมัยนั้น จึงนิยมส่งบุตร – หลานอันเป็นที่รักของตนให้เข้าวัดและบวชเรียน เพื่อที่ว่าจะได้เป็น คนสุก ลบเสียซึ่งคราบของคนดิบ และยังเป็น ญาคู – ผู้รู้ เป็นมหาเปรียญ – ผู้ปราดเปรื่อง หรือสึกออกมาเป็น ทิด เป็น นักปราชญ์ มีความรู้รับราชการ ได้เป็นเจ้าเป็นนาย ต่อไป”
ด้วยเหตุนี้หลวงปู่ใหญ่ ของเราจึงได้ใฝ่ฝันที่จะบวชเรียนตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของเด็กหนุ่มผู้ใฝ่ในทางดีตามยุคสมัยในเวลานั้น
๘
อุบลเมืองนักปราชญ์
เมืองอุบลในอดีต ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนภาคอิสาน เด็กหนุ่มผู้สนใจศึกษาหาความรู้จากที่ต่างๆ จึงหลั่งไหลไปที่เมืองอุบลฯ เมื่อครั้งกระโน้น
บันทึกของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ เขียนไว้ว่า
“อุบลราชธานีในอดีตจึงเป็นแดน ตักกสิลา – เป็นเมืองศูนย์กลางการศึกษาของภาคอิสาน มีวัดวาอารามสวยงามตระการตา แพรวพราว หลากหลายเต็มไปหมดทุกแห่งแหล่งถนนในตัวเมืองอุบล ก่อให้เกิดพระเถรานุเถระพระอุปัชฌายาจารย์ นักปราชญ์ราชบัณฑิต อย่างมากมาย…”
บันทึกของหลวงพ่อโชติ เขียนว่า
“จังหวัดอุบลราชธานีเป็นแดนแห่งนักปราชญ์ราชบัณฑิตอันยิ่งใหญ่” และอีกตอนหนึ่งว่า “อุบลราชธานีในอดีต จึงเป็นแดนของนักปราชญ์ทางศาสนามากมาย”
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้กล่าวคำเปรียบเทียบคล้องจองว่า
“อุบลเมืองนักปราชญ์ โคราชเมืองนักมวย เชียงใหม่เมืองคนบุญ ลำพูนเมืองคนสวย”
(ผมขออนุญาตต่อเติมอีกว่า คนร่ำรวยอยู่ที่เมืองพอ แล้วท่านจะว่าอย่างไรครับ?)
หลวงพ่อโชติ เขียนถึงค่านิยมของคนเมืองอุบลว่า
“เกิดเป็นชายต้องบวช จะต้องให้เกลี้ยงให้หล่อน (หมดจด) ดังนั้น ไม่ว่าไปทางไหนของเมืองอุบลจึงตระการแพรวพราวไปด้วยวัดวาอาราม มีภิกษุสามเณรในพุทธศาสนาอย่างมากมาย เป็นค่านิยมของสังคมในสมัยนั้น”
หลวงพ่อโชติ ได้เขียนถึงสภาพภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของเมืองอุบลฯ อย่างย่นย่อไว้ดังนี้ –
“อุบลราชธานีเป็นเมืองชายแดน มีแม่น้ำมูล แม่น้ำชี ไหลผ่าน อันเปรียบเสมือนสายธารแห่งน้ำใจของชาวอุบลฯ ที่สดชื่นไหลเอื่อยอยู่ชั่วน้ำตาปี…
อุบลราชธานี แต่เดิมเรียก ดงอู่ผึ้ง และ ดอนมดแดง เป็นเมืองที่พระวอ พระตา สองพี่น้องเชื้อสายจ้าวลาวหนีศึกมาจากนครเวียงจันทน์
ครั้งแรก พระวอ พระตา ได้พาสมัครพรรคพวกหนีข้ามโขงมาตั้งรกรากอยู่ที่ หนองบัว หรือ หนองบัวลำภู ในปัจจุบัน แต่ถูกเจ้าศิริบุญสาร ทางฝั่งลาวติดตามรังควาญอีก จึงได้พากันอพยพหลบหนีลงไปทางใต้เรื่อยๆ จนไปปักหลักลงที่ ดงอู่ผึ้ง ข้างห้วยแจละแม และที่ดอนมดแดง แก่งส้มป่อย
ขุนทหารแม่ทัพของพระวอ พระตา ที่ติดตามมาด้วย ได้แก่ท่านขุนน้อย กับ ท่านขุนใหญ่ ได้ไปพักอยู่ที่บ้านทุ่งขุนน้อย บ้านทุ่งขุนใหญ่ ในปัจจุบัน เป็นทัพคอยรักษาด้านหน้าไว้
พระวอ พระตา ยังมีความประทับใจอยู่กับหนองบัวลำภู แหล่งแรกที่อพยพมา เมื่อมาถึงที่ใหม่ ปักหลักได้มั่นคงแล้วจึงได้ขุดหนองน้ำขนาดใหญ่แล้วปลูกดอกบัวขึ้น เรียกว่าหนองบัว อยู่ตรงค่าย ตชด. กม. ๓ (ผมเองก็ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน) ในปัจจุบันนี้เอง
แล้วได้ตั้งชื่อเมืองใหม่ตรงริมฝั่งแม่น้ำมูลแห่งนั้นว่า เมืองอุบลแปลว่า เมืองดอกบัว เพื่อเตือนความทรงจำถึงหนองบัวลำภู แห่งแรกที่ท่านอพยพมาอยู่ในประเทศไทย…”
หลวงพ่อ ท่านสรุปประวัติเมืองอุบลฯ ว่า “นี้คือตำนานเก่าแก่ของเมืองอุบลฯ ที่คนเฒ่าเก่าแก่พื้นเมืองเล่าสืบต่อกันมา”
นอกจากนี้ หลวงพ่อ ยังเขียนถึง ประเพณีการลงข่วงในคืนเดือนเพ็ญ ที่ผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้ทำความรู้จักและเกี้ยวพาราสีกัน อ่านแล้วอยากจะกลับไปเป็นหนุ่ม – สาวอีกสักครั้ง คงจะดีไม่น้อย
ท่านที่สนใจประเพณีดีงามอย่างนี้ คงต้องไปค้นหาอ่านเอาเองก็แล้วกัน ถ้ามาเขียนลงตรงนี้ เกรงจะพาพวกท่านเตลิดเปิดเปิงกลับไปสู่อดีต กลายเป็นหนุ่ม – สาวกันหมด ขัดกับคำสอนของพระที่ว่า “ให้อยู่กับปัจจุบัน”
๙
บรรพชาเป็นสามเณร
ด้วยเหตุที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล มีจิตโน้มเอียงไปทางด้านการบวชเรียนมาตั้งแต่เด็ก พออายุได้ ๑๒ ปี บิดามารดาจึงได้นำท่านไปฝากเป็นศิษย์วัด เพื่อเตรียมตัวรอบวชเป็นสามเณร ณ วัดใต้ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีพระอาจารย์บุญศรี เป็นเจ้าอาวาส
หลวงปู่ใหญ่ ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๕ ปี ณ วัดใต้ แห่งนี้ ซึ่งเป็นวัดในสังกัดมหานิกาย
ในบันทึกของหลวงพ่อโชติ กล่าวถึงการเป็นสามเณรของหลวงปู่ใหญ่ ว่า
“ด้วยความมุ่งมั่นในพระพุทธศาสนา ท่านเป็นคนพูดจริงทำจริง ไม่เหลาะแหละเหลวไหล เป็นผู้ไม่นิ่งนอนใจ เมื่อบรรพชาเป็นสามเณร ท่านมีความอุตสาหะขยันขันแข็ง ตั้งใจทำกิจการงานของวัด ทั้งการท่องบ่นสาธยายมนต์ เรียนมูลน้อย มูลใหญ่ มูลกัจจายน์ ศึกษาทั้งการอ่านการเขียนอักษรไทยน้อย ไทยใหญ่ และอักษรขอม จนชำนาญคล่องแคล่วทุกอย่าง”
บันทึกของหลวงพ่อโชติ มีต่อไปว่า
“ท่านอาจารย์เคยเล่าประวัติชีวิตครั้งเป็นสามเณรให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังเสมอ ซึ่งแสดงถึงความวิริยะอุตสาหะ และการปฏิบัติครูอาจารย์ของท่านว่า
สมัยนั้นท่านเป็นสามเณรใหญ่ ถ้ามีกิจนิมนต์พระไปฉันนอกวัดแล้ว ท่านจะต้องเป็นคนพิเศษได้ติดตามครูอาจารย์ไปด้วยเสมอ เพราะท่านเป็นเณรใหญ่ ที่ครูบาอาจารย์รัก และไว้เนื้อเชื่อใจมาก ไปไหนจะต้องเอาท่านไปด้วยเสมอ เพื่อคอยปฏิบัติรับใช้ครูอาจารย์
กิจการของครูอาจารย์ทุกอย่าง ท่านจะรับทั้งหมดโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากใจใดๆ ทั้งสิ้น เป็นต้นว่าบาตรของพระทุกองค์ ท่านจะรับภาระคนเดียว สะพายที่คอแล้วห้อยไว้ทั้งหน้าทั้งหลังจนรอบตัว
ท่านผู้อ่านคงจะนึกภาพออก คือสามเณรคนเดียวหอบหิ้วบาตรตั้ง ๖ ลูก พร้อมทั้งถือกล้วยอ้อยที่ชาวบ้านเขาถวายมา อันเป็นประเพณีของชาวอิสาน
ท่านเล่าว่าในสมัยเป็นสามเณร ท่านฉันอาหารได้มาก เมื่อไปฉันตามบ้าน ญาติโยมจะคอยตักเติมอาหารให้ท่านบ่อยๆ เขาเติมมากเท่าไรท่านก็ยิ่งฉันเพื่อฉลองศรัทธาเขาได้มากเท่านั้น จนชาวบ้านสงสัยว่าท่านฉันได้เยอะอย่างนี้แล้วท่านเอาไปเก็บไว้ที่ไหนกัน
แต่ชาวบ้านก็ดีใจที่เห็นเณรฉันได้มาก อามิสทานของพวกเขาได้รับการบริโภคอย่างเอร็ดอร่อย
นี่คือเรื่องราวบางส่วนในสมัยที่ท่านเป็นสามเณร”
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และพำนักอยู่ที่วัดใต้เรื่อยมาจนถึงพรรษา ๑๐ ได้ศึกษาเล่าเรียนจนได้เป็น “ญาคู” คือเป็นครูสอนหมู่คณะสืบต่อมา
ชาวบ้านทั่วไปเรียกท่านว่า “ญาคูเสาร์”
ท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับสมณศักดิ์ของพระภิกษุในสมัยก่อน ดังนี้
๑. ธรรมเนียมการจัดสมณศักดิ์ของวัฒนธรรมล้านช้างแบ่งออกเป็น ๘ ขั้น (จากต่ำไปสูง) คือ สำเร็จ ซา คู ฝ่าย ด้าน หลักคำ ลูกแก้ว ยอดแก้ว
๒ ธรรมเนียมการจัดสมณศักดิ์ของหัวเมืองอิสานโบราณแบ่งออกเป็น ๖ ขั้น คือ สำเร็จ ซา คู ฝ่าย ด้าน หลักคำ ส่วนสมณศักดิ์ขั้นลูกแก้ว กับ ยอดแก้ว นั้น ไม่มีในหัวเมืองอิสาน เพราะเป็นสมณศักดิ์เทียบเท่าชั้น รองสังฆราชา และ สังฆราชา
๓. สมณศักดิ์ฝ่ายปริยัติ เป็นครูอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการ ได้แก่ สำเร็จ ซา และ คู
๔. สมณศักดิ์ฝ่ายปกครอง ได้แก่ ฝ่าย – ปกครองในหมวด, ด้าน – ปกครองในแขวง และ หลักคำ – ประมุขสงฆ์
ทั้ง ๔ ข้อที่กล่าวมาเป็นคำอธิบายจาก “ทำเนียบสมณศักดิ์ของชาวเมืองเวียงจันทน์โบราณ” โดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน)
ก็คัดลอกมาให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ เป็นการประเทืองความรู้ซึ่งผมก็ไม่สามารถอธิบายขยายความไปอีกได้
เคยได้ยินชื่อพระที่มีชื่อเสียงของฝั่งลาวในอดีต ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก คือ ท่าน สำเร็จลุน ไม่ใช่ “สมเด็จ” อย่างที่หนังสือหลายเล่มเขียนถึงนะครับ
๑๐
วัดใต้
เมื่อหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล บวชเป็นพระแล้ว ท่านได้พำนักอยู่ที่วัดใต้นี้ถึง ๑๐ พรรษา ชีวิตบรรพชิตของหลวงปู่ใหญ่ จึงเริ่มต้นที่วัดแห่งนี้
ผมขออนุญาตคัดลอกข้อเขียนของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติเกี่ยวกับเรื่อง วัดใต้ มาเสนอดังนี้:
วัดใต้หรือวัดใต้เทิง เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนที่สูงริมฝั่งแม่น้ำมูลตอนใต้ ทางทิศตะวันออกของเมืองอุบลราชธานี เป็นบริเวณแถบที่อยู่ทางท้ายเมือง แล้วไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่ตะวันออกสุดของประเทศไทยที่อำเภอโขงเจียม
ตามประวัติวัดในเมืองอุบลราชธานีมีว่า วัดใต้เทิงนี้ ญาท่านบุญศรี เป็นผู้สร้าง เมื่อ จ.ศ.๑๑๗๖ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๗๗ โดยครั้งนั้นเป็นวัดในคณะมหานิกาย
เดิมทีนั้นที่ริมฝั่งแม่น้ำมูลที่ลาดลงไปจนจรดแม่น้ำมูลนั่นเป็นที่ตั้งของวัดใต้ เช่นกัน เรียกขานกันว่า วัดใต้ท่า เดิมพระมหาราชครูเจ้าท่านหอแก้ว ผู้เป็น หลักคำเมืองอุบล (ตำแหน่งประมุขสงฆ์เดิมของทางอิสาน) หลบไปนั่งกรรมฐานที่ป่าบริเวณนี้ ครั้นมีพระสงฆ์ตามไปอยู่ปฏิบัติมากขึ้นจึงได้สร้างเพิ่มขึ้นเป็นวัด เรียกว่า วัดใต้ท่า ต่อมาถูกยุบร้างไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙… ฯลฯ…
ในหนังสือประวัติวัดใต้ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๒๙ กล่าวว่า
“เดิมทีนั้นวัดใต้ มีอยู่ ๒ วัด คือ วัดใต้ท่า กับ วัดใต้เทิง เพราะเหตุที่วัดทั้งสองนั้นอยู่ติดกัน ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ซึ่งเป็นผู้ปกครองสังฆมณฑลในสมัยนั้น จึงได้ยุบวัดใต้ท่าที่ร้างไป ให้รวมกับวัดใต้เทิง กลายเป็นวัดใต้วัดเดียวในปัจจุบัน แล้วโอนมอบที่ดินวัดใต้ท่าให้เป็นศาสนาสมบัติกลางในกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ
ต่อมาที่ดินบริเวณนั้นก็ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นสำนักงานไฟฟ้าบริษัทส่วนบุคคล ทำการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง…”
บันทึกของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ได้อ้างถึงคำกล่าวของคุณตาบำเพ็ญ ณ อุบล ว่า
“วัดใต้นี้ มี ๒ วัด คือ วัดใต้ท่า และ วัดใต้เทิง (เทิงแปลว่า ที่สูง ข้างบน) ทั้งสองวัดนี้ตั้งอยู่ตรงกันข้าม ต่อมาไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใดที่ทำให้วัดใต้ท่ากลายเป็นวัดร้างไป ซึ่งต่อมาที่ตรงนั้นได้เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าของเมืองอุบลฯ ใช้เครื่องจักรฉุดเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า จนต่อมาใช้ไฟฟ้าจากเขื่อนกั้นน้ำจึงเลิกใช้เครื่องจักรปั่นไฟ เหลือเป็นที่ตั้งสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จ อุบลราชธานี ส่วนวัดใต้เทิง นั้น ยังคงอยู่และเจริญรุ่งเรืองมาจนกระทั่งบัดนี้ เรียกขานกันว่าวัดใต้”
๑๑
เตรียมตัวลาสิกขา
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล หรือ ญาคูเสาร์ ในขณะนั้นบวชได้สิบกว่าพรรษา และพำนักอยู่ที่วัดใต้ตลอดมา ท่านเกิดมีความคิดจะลาสิกขา อยากออกไปครองเพศฆราวาสเป็นกำลัง
หลวงปู่ใหญ่ ได้คิดวางแผนที่จะสึกเป็นเวลาหลายปี เตรียมตัวจะไปประกอบอาชีพพ่อค้า โดยล่องเรือค้าขายไปตามลำน้ำมูล และแม่น้ำโขง ลงไปทางเมืองโขง เมืองจำปาศักดิ์ เมืองสีทันดร ทางฝั่งลาว แวะขายสินค้า และซื้อสินค้าท้องถิ่นไปเรื่อยๆ เอาสินค้าจากบ้านนี้ไปขายบ้านนั้น เอาของจากบ้านนั้นไปขายบ้านโน้น เมื่อได้เงินพอสมควรแล้วจึงจะหวนกลับมาปลูกบ้าน แต่งเมีย สร้างหลักฐานทำไร่ทำนาค้าขายต่อไป
หลวงปู่ใหญ่ ได้สะสมวัตถุข้าวของและเงินทองไว้เป็นจำนวนมาก กุฏิของท่านจึงเต็มไปด้วยสิ่งของเครื่องใช้ ผ้าไหมแพรพรรณต่างๆ ที่พร้อมจะเป็นสินค้าเพื่อประกอบอาชีพภายหลังลาสิกขาแล้ว
หลวงปู่ใหญ่ มั่นใจว่าท่านสะสมสิ่งของมากพอสมควร เงินทองก็มีมากพอสมควรแล้ว สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็เรือบรรทุกสินค้าขึ้น – ล่องไปตามลำน้ำ หากได้เรือเมื่อไรก็พร้อมที่จะลาสิกขา ออกไปประกอบอาชีพตามที่ฝันเอาไว้
เป็นจังหวะเหมาะ ท่านได้ข่าวว่ามีท่อนซุงต้นหนึ่งอยู่ในดง เป็นขอนที่งดงามและเหมาะที่จะขุดเป็นเรือบรรทุกสินค้ามาก
แต่ขอนซุงที่ว่านั้นเป็นขอนที่มีอาถรรพณ์ ไม่มีใครสามารถไปเอาออกมาจากดงได้ มีผู้พยายามหลายคนแต่ไม่สำเร็จ บางคนต้องตายน่าอนาถ ที่ไม่ตายก็ป่วยไข้หรือเป็นบ้า ป้ำๆ เป๋อๆ ไปก็มี ที่นอนไหลตายก็มี จึงไม่มีใครกล้าไปแตะต้องขอนซุงต้นนั้นเลย ปล่อยให้นอนอยู่กับดินที่กลางดงนั้นอยู่นาน
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ทราบข่าว ก็เดินทางไปดู เห็นว่าเป็นขอนซุงที่งดงามเหมาะที่จะขุดเรือมาก ท่านจึงลงมือขุดจนกระทั่งสำเร็จเป็นเรือที่งดงามโดยที่ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นแต่อย่างใด
ท่านพอใจในเรือลำนั้นมาก ได้นำมาผูกไว้ที่ท่าน้ำตรงหน้ากุฏินั้นเอง ทุกวันคืนท่านจะมองเห็นเรือลำสวยงามนั้นลอยอยู่หน้ากุฏิส่ายขึ้นลงไปตามแรงกระเพื่อมของน้ำ เหมือนกับเร่งวันเร่งคืนให้เจ้าของรีบลาสิกขาเพื่อใช้พาหนะคู่ใจขึ้นล่องไปตามแม่น้ำสู่สถานที่ต่างๆ ดังใจฝัน
กล่าวกันว่าเรือลำนั้นมักจะมีเหตุการณ์ประหลาดๆ ให้พบเห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พอถึงวันพระ ตอนกลางคืน เรือจะลอยออกไปกลางลำแม่น้ำได้เองทั้งๆ ที่ผูกเอาไว้ จนกระทั่งเช้าเรือก็กลับมาได้เอง นอกจากนี้ก็มีเหตุการณ์ประหลาดอื่นๆ เป็นที่น่าอัศจรรย์ จนไม่มีใครกล้าที่จะขึ้นไปนั่งเรือลำนั้น
บัดนี้ การลาสิกขาของหลวงปู่ใหญ่เป็นอันว่าพร้อมทุกอย่าง เพียงแต่ว่ายังไม่ได้กำหนดวันเวลาที่แน่นอนเท่านั้น
๑๒
จุดเปลี่ยนเมื่อโยมแม่ถึงแก่กรรม
ช่วงที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล รอวันที่จะลาสิกขาอย่างกระวนกระวายใจนั้น บังเอิญโยมแม่ของท่านเสียชีวิต ท่านจึงเดินทางไปบ้านข่าโคม บ้านเกิด เพื่อประกอบพิธีเผาศพให้โยมแม่
ในช่วงนั้นหลวงปู่ใหญ่ท่านเศร้าโศกเสียใจและอาลัยอาวรณ์โยมแม่ของท่านมาก
เมื่อจัดงานศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ใหญ่ก็กลับมาพำนักที่วัดใต้ เหมือนเดิม
ในเวลาเย็น หลวงปู่ใหญ่ นั่งอยู่องค์เดียวเงียบๆ บนกุฏิที่พักของท่าน ทอดสายตาไปทางลำน้ำมูลที่อยู่เบื้องหน้า มันเป็นฤดูน้ำหลาก กระแสน้ำไหลค่อนข้างเชี่ยว พัดพาเอาโคลนตมสีขุ่นแดงมาตามแรงไหลของมัน เหล่านกกากำลังบินกลับรวงรังแข่งกับพระอาทิตย์ที่ใกล้จะลับขอบฟ้า
ลมเย็นพัดมาเรื่อยๆ กำลังสบาย สายตาของท่านจับอยู่ที่ลำเรือที่ท่านภาคภูมิใจ และเป็นเรือแห่งความหวังของท่าน มันถูกล่ามเชือกไว้ที่ตีนท่า มันเคลื่อนไหวโคลงหัวไปมาตามแรงคลื่น รอการปลดปล่อยเพื่อนำพาเจ้าของออกไปแสวงหาความร่ำรวย ตามที่ท่านคาดฝันเอาไว้
แม้ดูท่านจะนั่งสงบนิ่ง แต่ภายในจิตใจกำลังครุ่นคิดและสับสนพอประมาณ
หลวงปู่ใหญ่เล่าว่า ท่านหวนคิดไปถึงโยมแม่ที่เพิ่งจะลาจากไป โยมแม่เป็นคนขยันขันแข็ง ทำมาหากินไม่เคยได้หยุดพัก ทำงานหนักมาตลอดชีวิต อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาจนจัดได้ว่าเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ แต่เมื่อถึงคราวที่ท่านตายลง สมบัติทั้งหลายที่ท่านเก็บสะสมไว้ตลอดชีวิต ไม่สามารถนำติดตัวไปได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว เสื้อผ้าติดกายก็ถูกไฟเผามอดไหม้เป็นเถ้าถ่านจนหมดสิ้น เห็นแล้วชวนให้น่าสลดสังเวชเป็นอย่างยิ่ง
หลวงปู่ใหญ่ คิดทบทวนไปมา มันสมควรแล้วหรือเมื่อครั้งโยมแม่ยังมีชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา ท่านสู้เหน็ดสู้เหนื่อยทุกอย่างเพื่อสร้างฐานะให้ครอบครัว แล้วท่านได้อะไรที่เป็นแก่นสารของชีวิตที่พอจะนับได้ว่าเกิดมาแล้วไม่ขาดทุน
หลวงปู่ย้อนมานึกถึงตัวท่านเองว่า
“ตัวเรานี้ก็เช่นกัน เมื่อเราลาออกไปค้าขาย เราจะต้องเสี่ยงกับความไม่แน่นอนหลายอย่าง
ประการแรก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะได้กำไรหรือขาดทุน
ประการที่สองจะต้องเสี่ยงภัยกับโจรผู้ร้ายจะถูกปล้นถูกลักขโมยเอาเมื่อไรก็ได้
และประการที่สาม อาจต้องเสี่ยงกับอุบัติเหตุ เรืออาจจะจมอาจจะคว่ำเพราะโดนคลื่นโดนพายุ เราต้องล่มจมเพราะภัยธรรมชาติก็ได้
ถ้ามองในแง่ดี ถ้าหากการค้าของเรามีกำไร สะสมเงินทองได้มากพอ นำไปสร้างบ้านเรือน แล้วแต่งเมียอยู่กินด้วยกันมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับมีลูกที่น่ารักสร้างฐานะได้มั่นคง ก็นับว่าดีไป
แต่ถ้าเงินทองเราหมดลง ก็ต้องดิ้นรนขวนขวายต่อไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ดูแต่โยมแม่ของเรา ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยตลอดชีวิต เวลาท่านตาย ไม่เห็นท่านเอาอะไรไปได้บ้าง สมบัติพัสถานต่างๆ เราไม่สามารถเอาเป็นที่พึ่งที่ยึดได้…”
๑๓
ตัดสินใจขอบวชตลอดชีวิต
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล คิดทบทวนอยู่นานด้วยการถามตอบตัวเองกลับไปกลับมา เรือที่ผูกไว้ที่ท่าน้ำก็ดูกระสับกระส่ายคล้ายจะเร่งเอาคำตอบจากเจ้าของว่า
“จะเอาอย่างไรแน่ ทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว เหลือเพียงการตัดสินใจว่าท่านจะสึกหรือไม่สึก เรารอท่านอยู่อย่างนี้มานานพอสมควรแล้ว ขอให้ท่านรีบตัดสินใจไวไว”
ใกล้จะถึงเที่ยงคืน ก็เกิดความคิดสุดท้ายขึ้นมาว่า
“การสึกออกไปใช้ชีวิตฆราวาส เราจะต้องดิ้นรนขวนขวายหาทรัพย์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น เมื่อตายไปก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ ดูตัวอย่างโยมแม่ของเราซิ ท่านแสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ
ถ้าเช่นนั้นเราจะสึกหาลาเพศออกไป มันจะได้ประโยชน์และมีความหมายอย่างไรเล่า สู้อยู่ในเพศพรหมจรรย์อย่างนี้น่าจะดีกว่า นอกจากเป็นเพศที่ถือว่าสูงส่ง ไม่ได้ประกอบกรรมทำชั่วแล้ว ยังสามารถประกอบมรรคผลนิพพานให้เกิดให้มีขึ้นได้ อย่างน้อยก็เป็นอุปนิสัยปัจจัยติดตามต่อไปได้อยู่มิใช่หรือ
อย่ากระนั้นเลย เราไม่สึกดีกว่า!”
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ ได้พิจารณาเห็นความทุกข์ยากที่ไม่สิ้นสุดของการใช้ชีวิตฆราวาส และเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิตเช่นนั้นแล้ว ท่านจึงตัดเป็นใจแน่วแน่ว่า:
“ข้าพเจ้าตัดสินใจขอบวชเพื่อถวายพรหมจรรย์ตลอดชั่วชีวิต”
สาธุ! สาธุ! สาธุ! ก้อนสะอื้น ของผมปรากฏขึ้น รู้สึกปีติยินดีอย่างที่สุด สาธุ! สาธุ! สาธุ!
๑๔
สละสิ่งที่ชาวโลกเขามีกัน
เมื่อหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ตัดสินใจได้เด็ดขาดว่าจะไม่ลาสิกขาแล้ว ภายในจิตใจก็เกิดความเชื่อมั่นและเข้มแข็งขึ้นมาอย่างประหลาด
ท่านรีบลงจากกุฏิ เดินตรงไปยังท่าน้ำ จัดการแก้เชือกหรือที่ผูกไว้กับเสาหลัก หยุดอธิษฐานจิตครู่หนึ่ง แล้วผลักหัวเรือออกไปในทิศทางที่น้ำไหล เรือพุ่งออกไปตามแรงผลัก ลอยเคว้งคว้างกลางกระแสน้ำแล้วล่องลอยไปเรื่อยๆ ตามความแรงของกระแสน้ำ ไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน ดูราวกับแล้วแต่บุญแต่กรรมจะพัดพาไป
พอเรือลำงามลอยลับไปจนสุดสายตาแล้ว ท่านรู้สึกโล่งอกโล่งใจขึ้นทันที มีความสุขใจ สบายใจ และมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คล้ายกับได้ปลดเครื่องพันธนาการบางอย่างให้ออกไปจากชีวิตฉันนั้น
หลวงปู่ใหญ่ เดินขึ้นกุฏิด้วยความสุขใจ คืนนั้นท่านได้หลับอย่างมีความสุขและความสบายใจชนิดที่ไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน
พอรุ่งเช้า หลวงปู่ใหญ่ ได้ประกาศบอกข่าวให้หมู่คณะและญาติมิตรได้ทราบโดยทั่วกันว่า ท่านเลิกล้มความตั้งใจที่จะลาสิกขาแล้ว ผู้ที่ทราบข่าวต่างก็อนุโมทนาสาธุไปตามๆ กัน
นอกจากนี้ท่านได้บอกข่าวไปทางหมู่ญาติอย่างเปิดเผยว่า บรรดาข้าวของ เครื่องใช้ไม้สอย เสื้อผ้าแพรพรรณ ตลอดจนเงินทองที่ท่านอุตส่าห์เก็บสะสมมานานปี ท่านจะสละแจกสละทานให้จนหมดสิ้นใครอยากได้อะไรก็ขอให้มารับเอาไป
เมื่อญาติมิตรได้ทราบข่าว ต่างก็พากันมารับเอาสิ่งของที่ท่านสละเป็นทานเหล่านั้น แจกทานอยู่หลายวันจึงหมด เพราะของสะสมไว้มากจริงๆ
หลวงปู่ใหญ่ ท่านเล่าให้ศิษย์ฟังว่า ท่านไม่ได้นึกอาลัยอาวรณ์ในข้าวของเหล่านั้นเลย กลับโล่งใจเบาสบาย และเลิกการสะสมมาจนตราบเท่าชีวิต
ภายหลังที่ท่านออกธุดงค์กรรมฐานแล้ว ท่านบอกว่าแม้แต่ชีวิตของท่านก็สละถวายพระศาสนาอย่างหมดสิ้น ไม่มีความห่วงอาลัยในสิ่งใดเลย
กล่าวถึงเรือลำงามของท่าน ทราบต่อมาในภายหลังว่า มีชาวบ้านเขาจับได้ คนผู้นั้นเขารู้ข่าวคราวความอาถรรพณ์ของเรือลำนั้นดี จึงได้ทำพิธีบวงสรวงเซ่นไหว้อย่างถูกต้อง หลังจากนั้นไม่ช้านานนักเขากลายเป็นคนมั่งมีขึ้นมาทันตาเห็น
น่าเสียดาย ในบันทึกไม่ได้บอกว่า โยมผู้จับเรือได้นั้นเป็นใคร ไม่เช่นนั้นจะตามไปสัมภาษณ์เขียนเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังได้
และน่าเสียดายที่ไม่ทราบว่า หลวงปู่ใหญ่ ท่านอธิษฐานจิตก่อนปล่อยเรือลำนั้นว่าอย่างไร ใครทราบก็ช่วยบอกด้วยนะครับ
๑๕
กำเนิดธรรมยุติกนิกาย
ผมขออนุญาตพักเรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลไว้ตรงนี้ก่อน เพื่อนำเสนอเรื่องราวสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกัน
ในขณะนั้น หลวงปู่ใหญ่ ของเรายังเป็นพระสังกัดในคณะมหานิกาย ซึ่งท่านเห็นว่าการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ในสมัยนั้นยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานอย่างแท้จริง ท่านจึงญัตติใหม่มาสังกัดธรรมยุติกนิกาย
เพื่อให้เรื่องราวเชื่อมโยงกัน จึงได้นำเสนอเรื่องราว และเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับกำเนิดธรรมยุติกนิกาย ขึ้นในประเทศไทย และการประดิษฐานคณะธรรมยุติกนิกายในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ที่คณะธรรมยุติกนิกายแผ่ขยาย ออกไปยังต่างจังหวัด จนกระทั่งปักหลักฐานที่มั่นคงในภาคอิสาน แล้วแผ่ขยายออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ ซึ่ง หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มีบทบาทในการสร้างวัดกรรมฐานสังกัดคณะธรรมยุตเป็นร้อยๆ วัดทั่วภาคอิสานทีเดียว
ในหนังสือชื่อ พุทธศาสนวงศ์ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ได้ตรัสถึงธรรมยุติกนิกาย ไว้ดังนี้ –
ธรรมยุติกนิกาย เป็นนิกายสงฆ์นิกายหนึ่งในประเทศไทย เป็นผลเกิดจากการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ตั้งแต่ครั้งยังเสด็จออกผนวช มีพระนามในพระศาสนาว่า “วชิรญาโณ”
พระองค์สืบวงศ์บรรพชาอุปสมบทมาแต่คณะสงฆ์ผู้อุปสมบทในนิกายสีมากัลยาณี ในรามัญประเทศ อันสืบมาแต่ลังกา และสืบๆ ขึ้นไปได้จนถึงต้นเดิม
(หมายความว่ามีการอุปสมบทสืบต่อกันมาโดยไม่มีขาดสายสืบย้อนหลังไปได้ถึงสมัยพุทธกาล ซึ่งจะได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในตอนต่อไป – ผู้เขียน)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอุปสมบทในพระสงฆ์ไทยที่สืบมาแต่เดิม ซึ่งเรียกภายหลังว่ามหานิกาย แล้วได้ทรงรับอุปสมบทอีกในวงศ์สีมากัลยาณีนี้นำขึ้น ได้ทรงปฏิบัติและวางระเบียบให้เคร่งครัด ถูกตรงตามพระธรรมวินัย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงบัญญัติไว้ อันปรากฏในพระบาลีพระไตรปิฎก
ได้มีผู้บรรพชาอุปสมบทและปฏิบัติตามในวงศ์และระเบียบวิธีเดียวกันมากขึ้น จนเกิดเป็นพระสงฆ์นิกายหนึ่ง เรียกนามในภายหลังว่า “ธรรมยุติกนิกาย” หรือ “นิกายสงฆ์คณะธรรมยุติกา” เรียกสั้นว่า “ธรรมยุต”
ชื่อนี้แปลวา “ผู้ประกอบด้วยธรรม” หรือ “ชอบด้วยธรรม” หรือ “ยุติตามธรรม”
เป็นเนติกนามอันหมายถึงเหตุที่คณะสงฆ์นี้เกิดขึ้นด้วยมุ่งแสวงหาว่า ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ (คำสั่งสอนของพระศาสดา) แล้วปฏิบัติข้อนั้น เว้นข้อที่ไม่เป็นธรรมไม่เป็นวินัย ไม่เป็นสัตถุสาสน์ แม้จะเป็นอาจิณปฏิบัติ (ข้อปฏิบัติที่ประพฤติตามกันมาแต่ผิดธรรมวินัย)
๑๖
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์ผู้ก่อเกิดธรรมยุติกนิกาย
เพื่อพวกเราอันเป็นชนรุ่นหลัง จะได้ทราบประวัติการเกิดขึ้นแห่งคณะธรรมยุตโดยแจ่มแจ้ง ผมขออัญเชิญพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระศาสนาโดยย่นย่อ มาเสนอไว้ ณ ที่นี้
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ กับ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ประสูติเมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด ปีชวด ฉศก จ.ศ. ๑๑๖๖ ตรงกับวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ ศ. ๒๓๔๗ ทรงตั้งอยู่ในฐานะเป็นรัชทายาทตามโบราณราชประเพณี
พ.ศ. ๒๓๕๕ พระชันษา ๙ พรรษา มีการพระราชพิธีลงสรง ทำเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชทานพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฏ สมมุติเทวาวงศ์ พงศ์อิศรกษัตริย์ วรขัตติยราชกุมาร”
พ ศ. ๒๓๖๐ พระชันษา ๑๔ พรรษา ทรงผนวชเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุ ๗ เดือน จึงลาผนวช กล่าวกันว่า สมเด็จพระสังฆราช (มี) เป็นพระอุปัชฌาย์ และสมเด็จพระญาณสังวร (สุข) เป็นพระอาจารย์ถวายศีล
ก่อนออกทรงผนวชเป็นสามเณร พระองค์ทรงเริ่มเรียนอักขรสมัยในฝ่ายภาษาบาลีมาบ้างแล้ว เมื่อทรงผนวชจึงได้ทรงเล่าเรียนมากขึ้นโดยลำดับ และเมื่อลาบวชสามเณรแล้ว ก็ได้เสด็จไปเรียนภาษาบาลีต่อที่หอพระมณเฑียรธรรม จึงนับว่าพระองค์มีพื้นฐานทางภาษาบาลีเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยยังทรงพระเยาว์
ต่อมา พ.ศ. ๒๓๖๗ พระชันษา ๒๑ พรรษา เสด็จออกทรงผนวชเป็นภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และทรงได้รับการถวายสมณฉายาว่า “วชิรญาโณ” หลังพิธีผนวช ได้เสด็จประทับ ณ ตำหนักวัดมหาธาตุทรงทำอุปัชฌายวัตร ๓ วัน แล้วเสด็จไปจำพรรษาเพื่อศึกษาวิปัสสนาธุระตามนิยมผู้บวชมีเวลาน้อย ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส)
ทรงผนวชได้ ๑๕ วัน สมเด็จพระชนกนาถ รัชกาลที่ ๒ เสด็จสวรรคตโดยไม่ได้มีพระราชดำรัสสั่งมอบราชสมบัติ พระราชวงศ์และเสนาบดีได้ทูลถามว่าจะทรงปรารถนาราชสมบัติ หรือจะทรงผนวชต่อไป
ท่านวชิรญาโณภิกขุ ทรงตอบว่าจะทรงผนวชต่อไป พระราชวงศ์และเสนาบดีจึงทูลอัญเชิญ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระโอรสองค์ใหญ่ (ต่างพระมารดา) ซึ่งมีอายุแก่กว่าพระองค์ ๑๗ ปี ขึ้นเสวยราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
ส่วนท่าน วชิรญาโณภิกขุ ก็ทรงดำรงอยู่ในสมณเพศ ตั้งพระหฤทัยศึกษาพระพุทธศาสนาต่อไปไม่มีกำหนด
(เหตุการณ์ก่อตั้งธรรมยุติกนิกาย ผมขอยกไปเสนอในตอนต่อไป)
หากเราได้ศึกษาพระราชประวัติโดยละเอียด จะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จออกผนวชทรงปฏิบัติถูกปฏิบัติตรง และทรงปฏิบัติจริง เป็นธรรมทายาท (ทายาทแห่งธรรม) ไม่ได้ทรงมุ่งลาภยศสักการะ ที่เรียกว่า อามิสทายาท (ทายาทแห่งอามิส วัตถุสิ่งของเครื่องล่อใจ) และทรงเป็น กรณวสิกะ (ผู้เป็นไปในอำนาจแห่งเหตุ คือ ทรงประกอบกรรมดี โดยเชื่อกฎแห่งกรรมว่า ทำดีได้ดีอย่างไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ เลย)
พ.ศ. ๒๓๖๙ พรรษาที่ ๓ ท่านวชิรญาโณภิกขุ ทรงเข้าแปลหนังสือในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยได้ ๕ ประโยค ก็ขอพระราชทานหยุด
หมายความว่าพระองค์ทรงเข้าสอบแปลบาลีได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค แล้วขอพระราชทานหยุดการสอบไว้เพียงนั้น เพราะมิได้ทรงปรารถนาที่จะมียศมีตำแหน่งในทางพระแต่อย่างใด
พ ศ. ๒๓๗๒ พรรษาที่ ๖ สมเด็จพระสังฆราช (ปุสสเทว สา) วัดราชประดิษฐ์ฯ ทรงเล่าว่า วันหนึ่งได้เสด็จเข้าไปถวายเทศน์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ตรัสถึงท่านวชิรญาโณภิกขุ ว่า
“ชีต้นบวชมานานแล้ว ควรเป็นราชาคณะได้ แล้วพระราชทานพัดแฉกพื้นตาดให้ทรงถือเป็นพัดยศต่อมา”
ท่านวชิรญาโณภิกขุ ทรงจำพรรษาที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ตลอดจนถึง พ.ศ. ๒๓๗๙ พรรษาที่ ๑๓ จึงโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเสมอเจ้าคณะรอง แล้วเชิญเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหาร สาเหตุที่โปรดให้เชิญเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหารในเรื่องพระราชประวัตินั้นมีว่า:
“เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับไปอยู่วัดราชาธิวาสนั้น พระสงฆ์ซึ่งถือวัตตปฏิบัติอย่างธรรมยุติกามีจำนวนเพียงสัก ๒๐ รูป ตามเสด็จไปอยู่วัดราชาธิวาสบ้าง คงอยู่วัดมหาธาตุหรืออยู่วัดอื่นบ้าง
แต่เมื่อพระเกียรติคุณที่ทรงเชี่ยวชาญพระไตรปิฎกและพระปฏิภาณในการแสดงพระธรรมเทศนาเลื่องลือแพร่หลาย ก็มีพระภิกษุสามเณรมหานิกายพากันไปถวายตัวเป็นศิษย์แล้วเลยบวชเป็นธรรมยุติกามากขึ้น และพวกคฤหัสถ์พากันเลื่อมใสไปถือศีลฟังธรรมมากขึ้นโดยลอาดับ จนที่วัดราชาธิวาสเกิดเป็นสำนักคณาจารย์แห่งหนึ่ง
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงตั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชาคณะ
ถึงกระนั้นการทรงทำความเจริญให้เกิดขึ้น ณ วัดราชาธิวาสก็เป็นเหตุให้พวกศัตรูมีจิตริษยายิ่งขึ้น ถึงกล่าวแสดงความสงสัยว่า ที่คนพอใจไปวัดราชาธิวาสนั้นเพราะประสงค์จะยกย่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในทางการเมือง
(จากพระราชประวัติ จะเห็นว่ามีฝ่ายตรงข้ามพยายามต่อต้านขัดขวาง การตั้งคณะธรรมยุตของพระองค์มาโดยตลอด และในที่สุดปล่อยข่าวว่าพระองค์ท่านคบคิดกันที่จะแย่งราชสมบัติ -ปฐม นิคมานนท์)
ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ไม่ทรงระแวงสงสัยในส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ทรงรำคาญพระราชหฤทัยที่เกิดกล่าวกันเช่นนั้นแพร่หลาย
จึงตรัสปรึกษาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เมื่อยังเป็นที่พระยาศรีพิพัฒน์ฯ ๆ กราบทูลความเห็นว่า ถ้าโปรดฯ ให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมาอยู่เสียใกล้ๆ ความสงสัยนั้นจะระงับไปเอง พระบาทสมเด็จพระเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย
เผอิญมีกรณีเหมาะแก่พระราชประสงค์ ด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระราชาคณะ แต่ยังไม่ได้ครองวัด และเวลานั้นพระราชาคณะตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพทรงสร้างใหม่ ที่ในพระนคร ว่างอยู่ จึงโปรดฯ ให้เลื่อนสมณศักดิ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเสมอเจ้าคณะรอง แล้วเชิญเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหาร”
ในพระนิพนธ์ พุทธศาสนวงศ์ ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช บันทึกไว้ว่า
“เมื่อเสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหารแล้ว ก็ทรงได้อิสรภาพในการปฏิบัติลัทธิพิธีธรรมยุตได้โดยเอกเทศ เพราะเมื่อประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุก็ดี ที่วัดสมอรายก็ดี เพียงประทับอาศัยอยู่กับพระสงฆ์เนวาสิกะ (หมู่เจ้าอาวาส)
ครั้นได้ทรงครองวัดเป็นอิสระ โดยส่วนหนึ่งแล้วก็ได้จัดการศึกษาปฏิบัติพระธรรมวินัย และทรงตั้งขนบธรรมเนียมต่างๆ ไว้เป็นอันมาก ได้มีผู้มาบวชปฏิบัติเป็นธรรมยุตมากขึ้น จนถึงขยายออกไปตั้งสำนักต่างขึ้นโดยลำดับ.. ”
ขออนุญาตแทรกเหตุการณ์เรื่องหนึ่ง คือ ประมาณ พ ศ. ๒๓๙๑ ได้มีผู้นำพระพุทธรูปศิลาสมัยศรีวิชัย หน้าพระเพลาหนึ่งคืบสี่นิ้ว สูงตลอดพระรัศมีหนึ่งศอกมีเศษไม่ถึงนิ้วมาถวาย ทรงถวายพระนามว่า พระไพรีพินาศ ซึ่งประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหารมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
พ.ศ. ๒๓๙๔ พรรษาที่ ๒๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระราชวงศ์และเสนาบดีพร้อมกันทูลเชิญให้ทรงลาผนวชไปทรงปกครองบ้านเมือง
ทรงเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมืองอันเป็นที่ตั้งของพระศาสนาเป็นสำคัญ จึงทรงลาผนวช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ สืบพระราชสันตติวงศ์เป็นรัชกาลที่ ๔ เรียกพระนามโดยย่อว่า “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฏฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”
ทรงทะนุบำรุงบ้านเมืองและพระศาสนาให้เจริญสืบต่อมาจนสิ้นรัชกาล
๑๗
นาทีกาลแห่งสวรรคต
เรื่องนี้ดูจะห่างไกลไปจากเรื่องของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล แต่เห็นว่าให้อุทาหรณ์สอนใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรมได้ดีถึงเรื่อง “สติ” เพราะธรรมปฏิบัติทุกอย่างตามแนวทางพระพุทธศาสนา สามารถย่นย่อรวมลงที่เรื่อง “สติ” นี้เอง
สติ จึงเป็นแก่นธรรมในทางพระพุทธศาสนา (สิ่งที่คณะของ ดร เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง พยายามค้นหาทาง ทีวี แต่หาไม่เจอนั่นเอง) เราคงจะมีโอกาสพูดถึงเรื่องนี้ในภายหลัง
ณ โอกาสนี้ ผมขออนุญาตท่านผู้อ่าน เพื่อคัดลอกเหตุการณ์วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์ผู้ก่อกำเนิดธรรมยุติกนิกาย มาเสนออย่างย่นย่อที่สุด เพื่อแสดงอุทาหรณ์ให้เห็นถึงพระผู้เข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง สามารถครองสติได้อย่างแน่วแน่แม้เผชิญกับความตาย
เรื่องดีๆ อย่างนี้ ถ้าไม่ฉวยโอกาสนำเสนอ แล้วเมื่อไหร่จะได้กลับมาเขียนถึงอีกใช่ไหมครับ?
ท่านผู้อ่านคงทราบแล้วว่า สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประชวรหลังกลับจากทอดพระเนตรสุริยุปราคา ที่ตำบลหว้ากอ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ ๒๔๑๑ และพระองค์ท่านเสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ คือวันที่ ๑ ตุลาคม พ ศ. ๒๔๑๑ เมื่อพระชนมายุ ๖๔ พรรษา เท่านั้นเอง
ในหนังสือเรื่อง พระเจ้ากรุงสยาม ของท่านอาจารย์ ส.พลายน้อยได้บันทึกเหตุการณ์วันสวรรคต ดังนี้:
วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ วันที่ ๑ ตุลาคม (๒๔๑๑) เวลาเช้าสองโมง รับสั่งแก่พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ ว่า “วันนี้เป็นวันสำคัญอย่าไปข้างไหนเลย ให้คอยดูใจพ่อ ข้ารู้เวลาตายของข้าแล้ว ถ้าข้าจะเป็นอย่างไรลง ก็อย่าได้วุ่นวายบอกหนทางว่า อรหังพุทโธ เลย ให้นิ่งดูแต่ในใจเถิด เป็นธุระของข้าเอง”
ความสัตย์จริงที่มีพระกระแสรับสั่งดังนี้ เวลานั้นพระยาบุรุษฯ หาได้ลงใจตามเสด็จไม่ ด้วยเห็นพระอาการยังปกติเรียบร้อยอยู่ หาได้เห็นสัญญาวิปลาสสิ่งใดสิ่งหนึ่งในพระองค์ไม่
ครั้นเวลาสามโมงเศษ (ตอนเช้า ประมาณ ๙ น. – ผู้เขียน) จึงรับสั่งให้หาพระราชโกษา (จัน) กรมพระภูษามาลาเข้าไปเฝ้าแล้วรับสั่งว่า
“เมื่อข้าไม่มีตัวแล้ว เจ้าจะทำในสรีระร่างกายของข้าสิ่งไรไม่เป็นที่ชอบใจอยู่แต่ก่อน ขออย่าได้ทำ เป็นต้นว่า แหวนที่จะใส่ปากผี เอาเชือกผูกแหวนแขวนห้อยไว้ริมปาก กลัวผีจะกลืนแหวนเข้าไป อย่างนี้จงอย่าได้ทำแก่ข้าเลย แต่อย่าให้เสียธรรมเนียม แหวนที่จะใส่ปากนั้น ให้เอาเชือกผูกแหวนแขวนที่เข็มกลัดคอเสื้อเพชรที่ข้าได้ขอไว้นานแล้ว เมื่อจะตายจะเอากลัดไปด้วย ราคาก็ไม่มากนักเพียงห้าสิบชั่งเศษ แล้วจะได้ทำพระฉลองพระองค์ด้วย
เข็มขัดที่คาดนั้น อย่าให้เอาของแผ่นดิน ให้เอาของเดิมของข้าที่สมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ ซื้อกรมหลวงพิทักษ์มนตรี นั้น
แหวนที่จะใส่นั้นได้จัดมอบไว้แล้ว ให้ไปถามพ่อกลางดูเถิด
สังวาลเครื่องต้น เอาสายที่ข้าทำใหม่ อย่าให้เอาสายสำหรับแผ่นดิน ให้เอาของที่ข้าทำใหม่ การอื่นๆ นอกนั้นก็ให้ไปปรึกษาพ่อกลางดูเถิด แต่อย่าให้เกี่ยวข้องเป็นของแผ่นดิน ของแผ่นดินนั้นพระเจ้าแผ่นดินใหม่ท่านจะได้ใส่เลียบพระนคร
เมื่อเอาโกศลงเปลื้องเครื่อง ให้ค้นดูในปาก ฟันที่มีให้เอาไว้ให้หมด จะได้แจกลูกที่ยังไม่ได้ให้พอกัน ถ้าฟันไม่พอกันให้ถอดเอาเล็บมือ ถ้าเล็บมือไม่พอให้ถอดเอาเล็บตีน แบ่งปันกันไปกว่าจะพอ
เงินก้อนจีนของข้าหาสะสมไว้ ว่าจะทำลองในโกศขึ้นไว้อีกสักองค์หนึ่ง ก็ทำหาทันไม่ เงินก้อนนั้นวางอยู่ที่หน้าต่างข้างโน้นหรืออย่างไรไม่รู้ได้เลย ให้กับกรมหลวงเทเวศร์ สานเสื่อปูพระรัตนสถานเสียเถิด
ทองก็ได้หาสะสมไว้ จะทำโกศลงยาขึ้นไว้อีกสักองค์หนึ่งทำก็ไม่ทัน ทองนั้นระคนปนกันอยู่กับทองอื่นๆ ก็ให้เอาไปใช้ในการเบ็ญจาหรือจะเอาไปใช้ในพระฉลองพระองค์ก็ตามแต่ พระเบ็ญจานั้นอย่าทำให้ใหญ่โตไปเลยให้ปวยการผู้คนช่างเชียว ให้เอาอย่างเบ็ญจาที่ข้าทำให้วังหน้าน้องข้า มีตัวอย่างอยู่แล้ว ถึงจะใช้โครงอันนั้นก็ได้”
ครั้นเช้าห้าโมงเศษ (๑๑ น.) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าสั่งพระยาบุรุษราชพัลลภ ให้ไปเชิญเสด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ที่พระสมุหกลาโหม ท่านเจ้าพระยาภูธราภัย ที่สมุหนายก ให้เข้าเฝ้า เมื่อจะเข้ามาให้คอยเวลาทุกขเวทนาน้อยจึงให้เข้ามา
พระยาบุรุษฯ ก็ไปกราบทูล กราบเรียนตามพระกระแสพระราชโองการ
ครั้นเวลาเกือบจะใกล้เที่ยง พระวาโยถอย พระอาการค่อยคลายสบายขึ้น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ท่านเจ้าพระยาภูธราภัย เข้าไปเฝ้า รับสั่งเรียกพระนามและชื่อเรียงกันไป แล้วรับสั่งให้เข้าเฝ้าใกล้พระแท่น ให้ยื่นมือเข้าไปถวาย เอาพระหัตถ์มาทรงจับมือท่านทั้งสาม แล้วรับสั่งลาว่า
“วันนี้พระจันทร์เต็มดวง เป็นวันเพ็ญ อายุของฉันจะหมดจะดับในวันนี้แล้ว ท่านทั้งหลายกับดิฉันได้ช่วยทำนุบำรุงประคับประคองกันมา
บัดนี้ การมาถึงฉันแล้ว ฉันจะขอลาท่านทั้งหลาย ด้วยฉันออกอุทานวาจาไว้เมื่อบวชอยู่นั้นว่า วันไรเป็นวันเกิดอยากจะตายในวันนั้น
วันฉันเกิดเป็นวันเพ็ญ เดือนสิบเอ็ด วันมหาปวารณา เมื่อป่วยไข้จะตายจะให้สัทธิงวิหาริก อันเตวาสิก ยกลงไป จะขอตายในท่ามกลางสงฆ์ เมื่อเวลาที่พระสงฆ์กระทำวินัยกรรมมหาปวารณา
ก็บัดนี้เห็นจะไม่ได้พร้อมตามความที่ปรารถนาไว้ เพราะเป็นคฤหัสถ์เสียแล้ว ฉันจะขอลาท่านทั้งหลายไปจากภพนี้ในวันนี้แล้ว ฉันขอฝากลูกของฉันด้วย อย่าให้มีภัยอันตรายเป็นที่กีดขวางในการแผ่นดิน ถ้าจะมีความผิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นข้อใหญ่ ขอแต่ชีวิตไว้ ให้เป็นแต่โทษเนรเทศ ขอให้ท่านเป็นที่พึ่งแก่ลูกของฉันต่อไปด้วยเถิด”
ท่านทั้งสามก็พากันโศกเศร้าร้องไห้ จึงรับสั่งห้ามว่า
“อย่าร้องไห้เลยจ้ะ ความตายไม่เป็นของอัศจรรย์อะไรดอก สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ย่อมเหมือนกันทุกรูปทุกนาม แต่ผิดกันที่ตายก่อนตายหลัง แต่ก็ต้องตายเหมือนกันทั้งสิ้น
ก็บัดนี้กาลมาถึงตัวฉันเข้าแล้ว ฉันจึงได้อำลาท่าน ท่านเห็นว่าฉันจะพลัดพรากจากไป มีความอาลัยรักใคร่จึงได้ร้องไห้ด้วยความเสียดาย ก็บัดนี้ตัวฉันเป็นคนถึงเข้าก่อน แล้วท่านทั้งหลายก็คงจะต้องถึงเหมือนกัน ผิดกันแต่ถึงก่อนถึงหลัง คงจะต้องไปทางเดียวอย่างนี้เหมือนกันทุกรูปทุกนาม”
…ฯลฯ…
พระองค์รับสั่งกับท่านทั้งสามต่อไปว่า
“ฉันจะขอพูดด้วยการแผ่นดิน ยังหาได้สมาทานศีล ๕ ประการไม่ ฉันเป็นคนป่วยไข้จะขอสมาทานศีล ๕ ประการเสียก่อน แล้วจึงจะพูดด้วยการแผ่นดิน”
จึงทรงตั้ง นะโม ขึ้นสามหน ทรงสมาทานศีล ๕ ประการจบแล้วเลยตรัสภาษาอังกฤษต่อไปอีกยืดยาว แล้วรับสั่งว่า
“สมาทานศีลแล้วทำไมจึงพูดภาษาอังกฤษต่อไปอีกเล่า เพื่อจะสำแดงให้ท่านทั้งหลายเห็นว่าสติยังดีอยู่ ไม่ใช่ภาษาของตัวก็ยังทรงจำได้แม่นยำอยู่ สติสตังยังดีอยู่ จะพูดด้วยการแผ่นดินท่านทั้งหลายจะได้สำคัญว่าไม่ฟั่นเฟือนเลอะเทอะ สติยังดีอยู่
ตัวท่านกับฉันได้ช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดินมา ได้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดมาจนสิ้นตัวฉัน
ถ้าสิ้นตัวฉันแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงช่วยกันทำนุบำรุงการแผ่นดินต่อไปให้เรียบร้อย สมณพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์จะได้เป็นที่พึ่งอยู่เย็นเป็นสุข แต่ต้องรับฎีการ้องทุกข์ของราษฎรให้เหมือนฉันที่เคยรับมาแต่ก่อน…ฯลฯ…”
เวลาบ่ายห้าโมงเศษ (๑๗.๐๐ น ) มีพระบรมราชโองการรับสั่งแก่พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ ให้ไปตามตาฟัก (พระยาศรีสุนทรโวหาร) เข้ามา ให้เอาสมุดดินสอเข้ามาด้วย ให้เข้ามารอคอยอยู่ เมื่อพระอาการค่อยสบายจึงเข้ามา…
…พระศรีสุนทรโวหาร เข้ามาเฝ้าทูลละอองฯ แล้วจึงรับสั่งแก่พระยาศรีสุนทรโวหารเป็นภาษามคธยืดยาว เรื่องอนาถปิณฑิโกวาทะ จบแล้วจึงรับสั่งถามพระศรีสุนทรโวหารว่า ที่ตรัสเป็นภาษามคธดังนี้ ผิดเพี้ยนอย่างไรบ้าง
พระยาศรีสุนทรโวหาร กราบทูลพระกรุณาว่า ซึ่งภาษามคธนี้ไม่ผิดเพี้ยนแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนหนึ่งไม่ทรงพระประชวร
จึงรับสั่งว่า อาการก็มากถึงเพียงนี้แล้ว ยังมีสติดีไม่ฟั่นเฟือนให้เอาสมุดมา ข้าจะเขียนคาถาลาพระ
เมื่อทรงแต่งพระคาถาลาพระเสร็จแล้ว จึงรับสั่งแก่พระยาศรีสุนทรโวหาร ว่า ให้เอาไปคัดลอกให้อ่านออกง่ายๆ แล้วให้ไปสั่งมหาดเล็กให้จัดเครื่องนมัสการไปตั้งที่ในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐ์ เมื่อสงฆ์จะทำวินัยกรรมปวารณาพระวัสสา ให้จุดธูปเทียนขึ้น แล้วจึงอ่านคาถาลาพระในท่ามกลางสงฆ์แทนตัวข้า
พระยาศรีสุนทรโวหารก็กราบถวายบังคมลามาทำตามพระกระแสรับสั่งทุกประการ
ครั้นเวลาสองทุ่มสามสิบหกนาที จึงรับสั่งเรียกพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ ว่า “พ่อเพ็ง เอาโถมารองเบาให้พ่อที”
พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ จึงเชิญเอาพระโถพระบังคนขึ้นไปบนพระแท่นถวายลงพระบังคน แล้วก็พลิกพระองค์ไปข้างทิศตะวันออกรับสั่งบอกว่า “จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว”
แล้วพลิกพระองค์หันพระพักตร์สู่เบื้องตะวันตกก็รับสั่งบอกอีกว่า “จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว”
ต่อจากนั้นทรงภาวนาว่า อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ทรงอัดนิ่งไป แล้วผ่อนอัสสาสะ ปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า – ออก) เป็นคราวๆ ยาว แล้วผ่อนสั้นเข้าทีละน้อย หางพระสุรเสียงมีสำเนียงดัง โธ – โธ ทุกครั้ง สั้นเข้า โธ ก็เบาลงทุกทีตลอดไป จนยามหนึ่ง (สามทุ่ม) ก็ดังครอกเบาๆ
พอระฆังยามหอภูวดลทัศไนย ย่ำก่างๆ นกตุ้ดก็ร้องขึ้นตุ๊ดหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคต
ท่าบรรทมเมื่อสวรรคตนั้นเหมือนกับท่าพระไสยาสน์ในวัดบวรนิเวศวิหาร พระสรีรร่างกายและพระหัตถ์พระบาทจะได้กระดิกกระเดี้ยเหมือนสามัญชนทั้งหลายนั้นไม่มีปรากฏ แล้วก็มีหมอกคลุ้มมัวเข้าไปในพระที่นั่งเวลานั้น…
ที่คัดลอกมาค่อนข้างยาว เพื่อจะให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาดูว่าสมเด็จพ่อ ผู้เป็นองค์ปฐมวงศ์ธรรมยุติกนิกาย มีความงดงามและสะอาดบริสุทธิ์เพียงใด สมควรหรือไม่ที่พระองค์ท่านถูกประณามจากคนบางกลุ่ม ทั้งพระและคฤหัสถ์ ตั้งแต่อดีตมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ กล่าวหาว่าพระองค์เป็นตัวการทำให้สงฆ์เกิดการแตกแยก?
ถือเป็นเรื่องต่างจิตต่างใจ ต่างมุมมองก็แล้วกัน
เชิญท่านตรองดูด้วยใจเป็นกลาง ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นโปรดหาอ่านรายละเอียดจากแหล่งต่างๆ ซึ่งหาได้ไม่ยากนัก
๑๘
กำเนิดวงศ์ธรรมยุต
หลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสละสิทธิ์การขึ้นครองราชย์ และตั้งพระทัยที่จะผนวชต่อไปไม่มีกำหนดแล้วพระองค์ท่านได้ลาพระอุปัชฌาย์เสด็จไปจำพรรษาที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เพราะถือตามคติว่า วัดสมอรายเป็นที่สถิตของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านาลัย พระราชบิดา เมื่อครั้งทรงผนวชนั่นเอง
ในชั้นต้นพระองค์ทรงศึกษาทางวิปัสสนาธุระ “ทรงทราบสิ้นตำราที่พระอาจารย์เคยสอนเจ้านายมาแต่ก่อน เมื่อทรงสงสัยไต่ถามพระอาจารย์ก็ไม่อาจชี้แจงถวายให้สิ้นสงสัยได้ ทูลแต่ว่าครูบาอาจารย์เคยสอนมาอย่างนี้เท่านั้น จึงเห็นว่าเป็นอาจิณปฏิบัติ (ประพฤติตามกันมา) เป็นไปด้วยสัมโมหะงมงาย ก็เกิดท้อพระทัยในวิปัสสนาธุระเช่นนั้น ”
ข้อความนี้คัดมาจากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช มีเนื้อความต่อไปว่า
ออกพรรษาแล้วจึงเสด็จกลับมาประทับ ณ วัดมหาธาตุ ทรงตั้งต้นเรียนคันถธุระ ได้พระวิเชียรปรีชา (ภู่) เจ้ากรมราชบัณฑิตย์ เป็นพระอาจารย์สอนภาษามคธถวาย ทรงขะมักเขม้นเรียนอยู่ ๓ ปี ก็ทรงอ่านพระไตรปิฎกได้อย่างแตกฉาน
“เมื่อทรงเรียนทราบแล้ว ได้ทรงสอบพระธรรมวินัยกับข้อปฏิบัติของบรรพชิตสงฆ์บางหมู่ในเวลานั้น ก็ทรงเห็นว่าผิดพลาดบกพร่องครั้นทรงไต่ถามศึกษาถึงข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ได้มีมาแต่โบราณก็ได้ทรงทราบว่าอันตรธานมาแต่กรุงเก่าแล้ว
ทรงสลดพระหฤทัยในการที่จะทรงเพศเป็นบรรพชิตต่อไป วันหนึ่งจึงทรงอธิษฐานพระหฤทัยเพื่อจะได้ทรงประสบวงศ์บรรพชาอุปสมบทที่เนื่องมาแต่เดิม ก็ได้ทรงประสบและเข้าสู่วงศ์นั้น ตั้งธรรมยุติกนิกายสืบมา…”
ผู้เขียนเคยฟังเรื่องราวจากครูบาอาจารย์เก่าแก่ที่มรณภาพไปนานแล้วว่า สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงท้อพระทัยที่เห็นข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ในสมัยนั้น ย่อหย่อน ไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัยเช่น มีพระเตะตะกร้อ เล่นหมากรุก ตีไก่ กัดปลา สะสมของมีค่าราคาแพง หวังความร่ำรวย หวังยศตำแหน่งทั้งทางสงฆ์และทางฆราวาส ประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ รวมทั้งหากินหลอกลวงด้วยเล่ห์กลต่างๆ ไม่ได้ตั้งใจบวชเรียนเพื่อปฏิบัติและเพื่อสืบทอดพระศาสนาจริง แล้วจะสามารถรักษาพระศาสนาให้อยู่นานถึงห้าพันปีตามพุทธทำนายได้อย่างไร
พระองค์ได้ทรงอธิษฐานจิตขอให้ได้พบพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีงามถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัย เพื่อจะได้ถือเป็นแบบอย่างของการประพฤติปฏิบัติให้บังเกิดผลดีต่อไป
หลังการอธิษฐานจิตของพระองค์อยู่ไม่กี่วัน ก็มีพระธุดงค์ราว ๕ – ๗ รูป มาปักกลดอยู่แถวบางลำภู (สมัยนั้นยังเป็นป่าอยู่) พระองค์ใช้ให้คนของพระองค์ เฝ้าติดตามสังเกตดูการกระทำของพระธุดงค์กลุ่มนั้น โดยไม่ให้ท่านรู้ว่าติดตามดูอยู่
พระองค์ได้รับการรายงานว่า พระธุดงค์กลุ่มนั้นปฏิบัติตนเหมือนกับพระธุดงค์ในสมัยปัจจุบัน คือ กลางคืนมีการสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนา และเดินจงกรมแทบทั้งคืน ตอนเช้าออกบิณฑบาต ฉันมื้อเดียว ฉันในบาตร กลางวันก็ทำสมาธิภาวนาและเดินจงกรม ตอนบ่ายมีญาติโยมมาฟังธรรมและรับการอบรม ถวายน้ำปานะ ฯลฯ
พระองค์ทรงเลื่อมใสพระธุดงค์กลุ่มนั้น ทราบภายหลังว่าเป็นพระสงฆ์รามัญ บวชมาจากเมืองมอญในคณะสีมากัลยาณี ซึ่งรับสมณวงศ์มาจากพระภิกษุลังกา คณะมหาวิหาร และสืบมาจากพระมหินทเถระ อันพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งจากกรุงปาฎลีบุตรให้มาประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป ซึ่งมีปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกเรื่องสีมากัลยาณี ที่เล่าถึงประวัติสมณวงศ์ตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานมาได้ ๒๐๘ ปี เป็นสมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนเคยได้รับฟังมา และพระอุปัชฌาย์ของพระภิกษุชาวมอญกลุ่มนี้ มีการบวชสืบต่อมาถึง ๘๘ ชั่วรุ่น โดยไม่มีการขาดตอน
หลักฐานจากพระนิพนธ์ของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพผู้ได้ชื่อว่าบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ได้บันทึกเหตุการณ์ในเรื่องนี้ว่า
“การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาคันถธุระผิดกับผู้อื่น ด้วยตั้งพระหฤทัยจำนงแต่จะเรียนพระพุทธศาสนาให้รอบรู้อย่างถ่องแท้ มิได้หมายจะมีตำแหน่งฐานันดรอย่างใดในสังฆมณฑล
เพราะฉะนั้น เมื่อทรงทราบภาษามคธถึงสามารถอ่านพระไตรปิฎกเข้าพระหฤทัยได้โดยลำพังพระองค์ ก็ทรงพยายามพิจารณาหลักฐานพระพุทธศาสนาต่อมา…ฯลฯ… ยิ่งทรงพิจารณาไปก็ยิ่งทรงเห็นวิปลาสคลาดเคลื่อน และเป็นมาช้านานแล้ว ก็เกิดวิตกขึ้นในพระหฤทัยว่า หรือสมณวงศ์ที่สืบเนื่องมาจากพระอริยสาวกของพระพุทธเจ้าจะสูญเสียแล้ว
การที่พระองค์ทรงผนวช ได้สมาทานว่า จะประพฤติตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ถ้าทรงประพฤติวัตตปฏิบัติต่อไปในทางที่ผิดพระพุทธบัญญัติ เห็นว่าลาผนวชออกเป็นอุบาสกจะดีกว่า
ในขณะเมื่อกำลังทรงพระวิตกดังว่ามา และยังไม่เห็นทางที่จะแก้ไข ได้กิตติศัพท์ทราบถึงพระกรรณว่า มีพระเถระมอญองค์หนึ่ง (ชื่อ ซาย นามฉายาว่า พุทฺธวํโส) บวชมาแต่เมืองมอญ มาอยู่ ณ วัดบวรมงคล (อยู่เชิงสะพานกรุงธน หรือสะพานซังฮี้ ฝั่งธนบุรีเดิมเรียกวัดลุงขบ ภายหลังเรียกเพี้ยนเป็นวัดลิงขบ-ปฐม) ได้เป็นพระราชาคณะที่พระสุเมธมุนี เป็นผู้ชำนาญพระวินัยปิฎกและประพฤติวัตตปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
จึงเสด็จไปทรงทำวิสาสะสนทนากับพระสุเมธมุนี ๆ ทูลอธิบายระเบียบวิธีปฏิบัติของพระมอญคณะ (กัลยาณี) ที่ท่านอุปสมบทให้ทรงทราบโดยพิสดาร
ทรงพิจารณาเห็นไม่ห่างไกลจากพระพุทธบัญญัติเหมือนอย่างวัตตปฏิบัติของพระสงฆ์สยาม ก็ทรงยินดี ด้วยตระหนักพระหฤทัยว่าสมณวงศ์ไม่สูญเสียแล้วเหมือนอย่างทรงพระวิตกอยู่แต่ก่อน
ก็ทรงเลื่อมใสใคร่จะประพฤติวัตตปฏิบัติตามแบบพระมอญ แต่มีความขัดข้องด้วยเสด็จประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุฯ อันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช จะทรงประพฤติให้ผิดกับระเบียบแบบแผนของพระสงฆ์ในวัดนั้น ก็จะเป็นการละเมิด และคนทั้งหลายอาจจะเกิดความเข้าใจผิดต่อไป
จึงเสด็จย้ายไปประทับ ณ วัดสมอราย เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๗๒ เหมือนอย่างเคยเสด็จประทับเมื่อพรรษาแรกทรงผนวช
เวลานั้นมีพระภิกษุหนุ่ม เป็นเจ้าบ้าง เป็นลูกผู้ดีบ้างที่ได้ถวายตัวเป็นสิสสานุศิษย์ ศึกษาอยู่ในพระสำนักและเลื่อมใสในพระดำริอีกราว ๖ รูป ตามเสด็จไปอยู่วัดสมอราย ก็มี อยู่วัดอื่นเป็นแต่ไปประชุม ณ วัดสมอรายก็มี จึงเริ่มเกิดเป็นคณะพระสงฆ์ ซึ่งแสวงหาสัมมาปฏิบัติ อันมาได้นามในภายหลังว่า ธรรมยุติกา แต่นั้นเป็นต้นมา”
เรื่องราวการก่อตั้งคณะธรรมยุตมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจมากมายและส่วนหนึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่ถูกขัดขวาง กลั่นแกล้งใส่ร้ายด้วยประการต่างๆ ซึ่งยังมีสืบทอดมาจนปัจจุบัน รวมทั้งข้อกล่าวหาที่ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำสังฆเภท คือ ทำให้สงฆ์แตกแยก ก็ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบันเช่นกัน
หากเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา จะเห็นว่าในการทำสังคายนา หรือการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ไม่ว่ายุคใดสมัยใดมักจะมีกลุ่ม คณะ นิกายใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งเป็นธรรมดาของวิวัฒนาการ ซึ่งในศาสนาอื่นๆ ก็มีเช่นกัน
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ได้ประทานความเห็นในเรื่องนี้ว่า
“การที่ภิกษุสงฆ์แยกออกเป็นนิกายต่างๆ ไม่ใช่เป็นการแปลกมีในทุกๆ ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา และการที่แยกกันออกไปนี้ อาจกล่าวได้ตามประวัติศาสตร์ว่าต้องมีเป็นธรรมดา ถึงพยายามรวมให้เป็นหนึ่งสักเท่าไรก็ไม่สำเร็จ อาจสำเร็จได้ชั่วคราว แต่ต่อมาไม่นานก็กลับแยกกันออกไปอีก ในศาสนาอื่นๆ ก็มีแยกเป็นลัทธินิกายต่างๆ เหมือนกัน
การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา มิใช่อยู่ที่การพยายามเพื่อรวมนิกายสงฆ์ แต่อยู่ที่การพยายามให้พระสงฆ์ทุกนิกายตั้งอยู่ในพระธรรมวินัย
ส่วนการรวมกันนั้น เมื่อดีเสมอกัน หรือเสื่อมเสมอกันก็รวมกันเข้าได้เอง
ในประเทศไทย พระสงฆ์ลังกาวงศ์ได้เข้ามาหลายครั้ง เมื่อกาลล่วงไปนานก็เสื่อมหายไป ท่านผู้ต้องการฟื้นพระพุทธศาสนา คิดหาสมณวงศ์จากต้นเดิม ก็ต้องไปอาราธนามาตั้งใหม่
จนถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เมื่อทรงผนวชทรงรับศาสนวงศ์ที่พระสงฆ์รามัญรับมาจากต้นเดิม มาประดิษฐานคณะธรรมยุติกนิกายขึ้น
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีพระนามฉายาเมื่อทรงผนวชว่า วชิรญาโณ ศาสนวงศ์ธรรมยุติกนิกายนี้จึงนับว่าเป็น วชิรญาณวงศ์ เพราะเป็นวงศ์ที่สืบมาจากพระองค์ (เทียบ อุบาลีวงศ์ ในศรีลังกา) และเป็นพุทธศาสนวงศ์ เพราะเป็นศาสนวงศ์ หรือสมณวงศ์ที่สืบมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฯ.”
๑๙
กำเนิดวงศ์ธรรมยุตในภาคอิสาน
ถึงแม้หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับศิษย์ของท่านคือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จะได้ชื่อว่าเป็นปฐมปรมาจารย์สายพระกรรมฐาน ก็จริง แต่ทั้งสององค์ไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นของคณะธรรมยุตในภาคอิสาน
ในสมัยของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ นั้น คณะสงฆ์ธรรมยุตได้ลงหลักปักฐานในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็นกำเนิดวงศ์ธรรมยุตครั้งแรกในภาคอิสาน
พระมหาเถระผู้เริ่มต้นปักหลักวงศ์ธรรมยุตสายภาคอิสาน คือ ท่านพนฺธุโล (ดี) ท่านเป็นพระชาวอุบลฯ โดยกำเนิด สมควรที่ชาวอุบลฯ ทั้งหลายจะได้ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้เขียนหนังสือชื่อ “วงศ์ธรรมยุตในภาคอิสาน” ท่านเริ่มต้นดังนี้:
“ความเป็นจริงเรื่องนี้ไม่ควรพูดหรอก เพราะใครๆ ก็รู้กันอยู่เต็มอกว่าธรรมยุตเป็นมาอย่างไร แต่ที่ข้าพเจ้าอยากจะพูด คือ การเผยแพร่พุทธศาสนาในภาคอิสานนั้น เผยแพร่โดยการปฏิบัติกรรมฐาน ที่ว่าเผยแพร่เพราะกรรมฐานนั้น มีคนรับรองและนับถือกันมาก
แท้จริงพุทธศาสนานี้มีปริยัติและปฏิบัติเป็นพื้นฐาน ถ้าหากปริยัติและปฏิบัติเป็นไปโดยเสมอภาคกัน ศาสนาย่อมเจริญรุ่งเรือง
มายุคหลังๆ นั้น ศาสนาได้เสื่อมโทรมลงมาก
รัชกาลที่ ๔ ท่านได้ทรงผนวชแล้วไปศึกษาปริยัติจนเข้าใจแจ่มแจ้งว่า พระเราปฏิบัติอยู่นี้ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จึงได้ริเริ่มตั้งวงศ์ธรรมยุตขึ้น แล้วท่านก็นำศึกษาและปฏิบัติควบคู่กันไป จนเป็นเหตุให้คนนับถือขึ้นมาก แม้ตัวท่านเองก็เคยเสด็จเที่ยวรุกขมูล ส่วนปริยัติท่านก็ศึกษาจนถึงได้ประโยค ๕“
หลวงปู่เทสก์ ได้เล่าถึงการตั้งวงศ์ธรรมยุตในภาคอิสานว่า:
“วงศ์ธรรมยุตสายภาคอิสาน คือ ท่านพนฺธุโล (ดี) ก็เป็นสหธรรมิกของพระองค์ท่าน องค์หนึ่ง แต่น่าเสียดายไม่ทราบว่าท่านมีภูมิลำเนาอยู่ไหน ประวัติความเป็นมาของท่านอย่างไร จึงได้มาอยู่วัดสุปัฏน์ อุบลราชธานี นี้
ข้าพเจ้ามีโอกาสศึกษาหาประวัติของท่าน ได้ทราบว่า ก่อนที่จะมาอุบลราชธานีนี้ เจ้าเมืองอุบลฯ ได้ลงไปราชการในกรุงเทพฯ ไปเห็นเข้าเกิดศรัทธาเลื่อมใสในคณะธรรมยุต จึงได้ขออนุมัติจากพระเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ ๔ ขอให้ได้โปรดให้วงศ์ธรรมยุตไปตั้งที่เมืองอุบลฯ
ตอนนั้นรัชกาลที่ ๔ สึกออกไปเสวยราชย์แล้ว ยังเหลือแต่สหธรรมิกของท่าน จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระพนฺธุโล (ดี) ขึ้นมาอยู่เมืองอุบลฯ ตามคำขอร้องของเจ้าเมืองอุบลฯ
แล้วทรงพระราชดำรัสว่า จงรักษาให้ดีนะ อย่าให้มีอันตราย
เจ้าเมืองรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม แล้วก็อาราธนานำขึ้นมาเมืองอุบลฯ ตั้งวงศ์ธรรมยุตขึ้นที่วัดสุปัฏน์ ตำบลในเมือง
วัดสุปัฏน์ นี้ เดิมทีเข้าใจว่าเป็นป่า แล้วมาตั้งวัดลงที่นั่น เพราะลักษณะก็คล้ายๆ กับเป็นวัดป่า ข้าพเจ้าไม่ได้ถามคนเฒ่าคนแก่ว่าวัดตั้งมาได้อย่างไร
เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้ก็เป็นเรื่องคนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟัง เมื่อตั้งวงศ์ธรรมยุตแล้ว ก็ไม่ทราบอีกด้วยว่าท่านพระราชทานให้เป็นอุปัชฌาย์มาด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบ”
จากการค้นคว้าของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ได้เขียนเรื่องเดียวกัน ดังนี้:
“มีพระมหาเถระเมืองอุบลฯ รูปหนึ่ง ซึ่งเป็นปูราณสหธรรมิก (ร่วมปฏิบัติธรรมกันมาแต่เริ่มแรก) ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ของจักรีวงศ์ เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงผนวชอยู่ที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส)
พระมหาเถระรูปนั้นมีนามว่า พนฺธุโล (ดี) หรือ ญาท่านพันธุละ ท่านเป็นชาวบ้านหนองไหล อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านไปอยู่วัดเหนือ ในเมืองอุบลราชธานี ต่อมาได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้ ณ เมืองหลวง กรุงเทพมหานครที่สำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ แล้วเข้ารับทัฬหีกรรม (บวชใหม่ อ่านออกเสียงตามสำเนียงมคธว่า ทัล – ฮี่ – กำ) ตามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดราชาธิวาส นับว่าเป็นพระธรรมยุตรุ่นแรกของภาคอิสาน”
๒๐
ท่านพนฺธุโล (ดี)
หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้เล่าถึง ท่านพนฺธุโล (ดี) พระมหาเถระผู้แรกตั้งวงศ์ธรรมยุตในภาคอิสาน ดังนี้
“คนเก่าคนแก่เล่าให้ผู้เขียน (หลวงปู่เทสก์) ฟังว่า ท่านเรียนหนังสือเก่งมาก ขนาดเอามะพร้าวแห้งมาหนุนหัว พอหัวตกจากมะพร้าวก็ตื่น และจุดธูปจีนส่องหนังสือ ท่องบ่นหนังสือต่อไปอีก
เรียนจนไม่มีใครสอนได้ในเมืองอุบลฯ แล้วท่านเสาะแสวงหาเรียนจนกระทั่งถึงกรุงเทพฯ ไปพักวัดคอกหมู หรือ วัดอะไรก็ไม่ทราบ นอกกรุงเทพฯ แล้วเรียนหนังสือ ณ ที่นั้น
สมัยนั้น พระกรุงเทพฯ ค่ำมาก็เตะตะกร้อสนุกสนานกัน ส่วนท่านมีแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนถ่ายเดียว เรียนได้เท่าไรก็จารใส่ใบลานไว้ เพื่อจะเอาไปเผยแพร่เมืองอุบลฯ ต่อไป
พวกพระเหล่านั้นเตะตะกร้อไปๆ มาๆ ตะกร้อไปตกที่หน้าท่าน เขาบอกว่า ไอ้ลาว ส่งตะกร้อให้ซิ ท่านอุตส่าห์เอาตะกร้อไปส่งให้เขาแล้ว ก็กลับมาจารหนังสืออีกต่อไป อุตส่าห์ตั้งหน้าหลับหูหลับตาเรียนต่อไป เพราะไม่มีใครฝาก ญาติพี่น้องก็ไม่มีอีกด้วย
เรียน ณ ที่นั้นจนกระทั่งไม่มีใครสอนได้ ด้วยความวิริยะพากเพียร เขาเห็นดีเห็นชอบจึงได้ส่งเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ..
ไม่ทราบว่าท่านเรียนได้ประโยคไหน แต่ด้านปฏิบัติท่านเป็นเยี่ยมองค์หนึ่ง เหตุนั้น พระจอมเกล้าฯ จึงได้บัญชาให้ท่านไปเมืองอุบลฯ ตั้งวงศ์ธรรมยุตองค์แรก และการกลับไปเมืองอุบลฯ ครั้งนั้น ได้มีการรับแห่กันเหมือนกับเจ้าเข้าเมือง เห็นจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง ชาวเมืองอุบลฯ จึงมักกล่าว (เรียกขาน) พระผู้ใหญ่ว่า ท่านเจ้าท่านนาย สืบมาจนกระทั่งบัดนี้”
เกี่ยวกับข้อวัตรปฏิบัติของท่านพนฺธุโล (ดี) นั้น หลวงปู่เทสก์กรุณาเล่าดังนี้ –
“ท่านเป็นองค์แรกที่มาตั้งวงศ์ธรรมยุตที่เมืองอุบลฯ ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตรงตามธรรมวินัยโดยแท้ ท่านไม่ได้เที่ยวรุกขมูล แต่ธุดงควัตรท่านก็รักษาไว้ได้ตามสมควรแก่ภาวะสถานที่ คืออยู่วัดเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ไหว้พระสวดมนต์ แล้วนั่งสมาธิกันอีกที นั้นเป็นวิธีนั่งหมู่ แต่อยู่กุฏิแล้วก็ทำเฉพาะตนเอง ท่านบริหารหมู่คณะพร้อมทั้งการปฏิบัติไปด้วย
การตีระฆังของวัดธรรมยุต ซึ่งตี ๔ แล้วจะต้องตีทุกวันเป็นระเบียบของท่านที่ตั้งไว้แต่โน้น ธรรมยุตภาคอีสานจึงต้องรักษาสืบมาจนกระทั่ง ทุกวันนี้
หมายความว่า ตี ๔ จะต้องลุกขึ้นมาทำวัตรสวดมนต์พร้อมๆ กันทุกองค์ พอหลังจากนั้นแล้วก็นั่งสมาธิภาวนา ต่อนั้นไปใครจะท่องบ่นสวดมนต์อะไรก็ตามใจ
การตั้งวงศ์ธรรมยุตเมืองอุบลฯ นี้ มีอุปสรรคมาก เพราะพระท้องถิ่นไม่เคยปฏิบัติตามธรรมวินัย เห็นธรรมยุตปฏิบัติเข้าก็หาว่าเป็นป่าเถื่อนและเป็นสัตว์จำพวกหนึ่งเท่านั้น
แต่อาศัยท่านวางอุเบกขา เห็นว่าทำหน้าที่พุทธศาสนาที่ดีแล้วสิ่งภายนอกก็วางเฉยลงได้ ใครจะว่าอะไร ทำอะไร ก็ตามใจ นานหนักเข้าก็ค่อยดีขึ้น เพราะคนด้วยกัน พูดภาษาปรับปรุงความเข้าใจกันได้
ท่านพนฺธุโลนี้ เมื่อขึ้นไปเมืองอุบลฯ แล้วได้เผยแพร่วงศ์ธรรมยุตแต่เฉพาะในเมืองได้ไม่กี่วัด พอหมดอายุ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) สืบต่อมา”
๒๑
วัดสุปัฏน์: วัดธรรมยุตวัดแรกของอิสาน
การตั้งวัดธรรมยุตครั้งแรกในจังหวัดอุบลราชธานี หรือวัดธรรมยุตวัดแรกของภาคอิสานนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะตั้งรากฐานของคณะธรรมยุตในภาคอิสาน
ในปีแรกที่พระองค์ทรงครองราชย์ คือ ปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พระพรหมราชวงศา (กุทอง สุวรรณกูฏ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๘๘-๒๔๐๙) อาราธนา ท่านพนฺธุโล (ดี) ซึ่งเป็นชาวอุบลและเป็นปูราณสหธรรมิก ในพระองค์พร้อมด้วยท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ให้มาสร้างวัดธรรมยุตขึ้นในอุบลฯ
ท่านพนฺธุโล (ดี) และคณะ จึงได้ทำการก่อสร้างวัดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๓๙๕ ที่ริมฝั่งแม่น้ำมูลด้านเหนือ อยู่ระหว่างตัวเมืองกับ บุ่งกาแซว
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานทุนทรัพย์เป็นเงิน ๑๐ ชั่ง (๘๐๐ บาท) พระราชทานเลกวัด (ผู้ปฏิบัติรับใช้วัด) ๑๐ คน และพระราชทานนิตยภัต แก่เจ้าอาวาส เดือนละ ๘ บาท
การก่อสร้างวัดเสร็จในปี พ.ศ. ๒๓๙๖ ตรงกับ ร.ศ. ๗๒ พระราชทานนามว่า วัดสุปัตน์ แปลว่า วัดหรืออาศรมของพระฤๅษีที่ชื่อ “ดี” ภายหลังพระราชทานเปลี่ยนชื่อเป็น วัดสุปัฏนาราม แปลว่าท่าน้ำดี เพราะวัดตั้งอยู่ในทำเลจอดหรือที่ดี
วัดสุปัฏนาราม จึงเป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกของภาคอิสานมีท่านพนฺธุโล (ดี) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก
ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ โปรดให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงวรวิหาร ชั้นตรี มีนามว่า วัดสุปัฏนารามวรวิหาร มีพื้นที่ตามโฉนด ๒๐ ไร่ ๓๘.๓ ตารางวา
(อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ)
๒๒
ท่านเทวธมมี (ม้าว)
ท่านเทวธมมี (ม้าว) เป็นพระอาจารย์สายธรรมยุตองค์แรกของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล
ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เป็นหลานของท่านพนฺธุโล (ดี) ได้รับอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) วัดธรรมยุตวัดที่ ๒ ของภาคอิสาน
ท่านเทวธมมี (ม้าว) เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๑ ในเมืองอุบลราชธานี
ในช่วงที่ท่านพนฺธุโล (ดี) ไปศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ เมืองหลวง และเป็นสหธรรมิกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ท่านได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่อุบลฯ ขากลับได้นำพระหลานชายคือ ท่านเทวธมมี (ม้าว) เข้ากรุงเทพฯ ด้วย โดยพาเข้าถวายตัวเป็นพระศิษย์หลวง ซึ่งศิษย์หลวงเดิมมีอยู่ ๔๘ รูป
ดังนั้น ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) จึงได้เป็นสัทธิวิหาริก แห่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีสมเด็จพระสังฆราช (สา) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อครั้งทำญัตติกรรมเป็นธรรมยุต
ท่านพนฺธุโล (ดี) องค์ปฐมแห่งพระธรรมยุตสายอิสานนี้ได้ส่งศิษย์เข้าไปศึกษาเล่าเรียนทั้งด้านปริยัติและการอบรมวิปัสสนากรรมฐานในกรุงเทพฯ หลายรุ่น ซึ่งต่อมาพระมหาเถระเหล่านั้นได้มีบทบาทสำคัญในการแผ่ขยายการศึกษาทางพระพุทธศาสนา และการแผ่ขยายของคณะธรรมยุตไปยังที่ต่างๆ ทั่วภาคอิสาน และภาคอื่นๆ ของประเทศ
พระมหาเถระสายธรรมยุตที่ท่านพนฺธุโล (ดี) ส่งไปศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ และกลับมาสร้างความเจริญให้พระศาสนา ที่มีชื่อเสียงมาก ได้แก่
– อาชญาท่านก่ำ คุณสมฺปนฺโน
– ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
– พระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต)
– ท่านอาจารย์สีทา ชยเสโน
– พระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน)
– ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส)
พระมหาเถระแต่ละองค์ล้วนแต่มีผลงานในด้านพระศาสนาที่เป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่มาถึงพวกเราอันเป็นลูกหลานเหลนรุ่นหลัง
หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้เล่าถึงท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ดังนี้:
“ท่านเทวธมฺมี องค์นี้ ข้าพเจ้าเป็นเณรไปอยู่เมืองอุบลฯ มีคนเฒ่าคนหนึ่ง เขาตั้งให้แกเป็นสังฆการี แต่อาตมาก็จำชื่อแกไม่ได้ แกเล่าให้ฟังว่า
ท่านเทวธมฺมี องค์นี้ ปฏิบัติเคร่งครัดในกรรมฐานยิ่งนัก ไปบิณฑบาตก็เอาตาลปัตรกันหน้าไป
ท่านเกิดโรคหูเป็นหนอง แมลงวันขี้ใส่เลยเกิดเป็นตัวหนอนขึ้น หนอนไชหูท่าน เขาจะควักออกก็ไม่ให้เอาออก หนอนไชอยู่จนมรณภาพ
การมรณภาพ ท่านก็นั่งขัดสมาธิสิ้นลมหายใจในอิริยาบถนั้นเอง
ท่านมีเมตตามาก กลัวสัตว์อื่นจะเป็นทุกข์เพราะเหตุการกระทำของท่าน บ้านใครมีตัวเรือดมากๆ ไปขอมาเลี้ยงไว้ที่นอนท่านแหละ
เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนของโลก สมทุกประการอย่างท่านเทวธมฺมี แม้กระทั่งถึงสัตว์ที่เป็นสังเสทชะ และอัณฑชะ ซึ่งไม่รู้เดียงสาเลย ท่านก็เมตตาให้เขาได้ความสุข นับประสาอะไรแต่คนที่รู้เดียงสากัน
จิตที่มีเมตตาแล้วแผ่คลุมไปถึงสัตว์ทุกจำพวก เขาเห็นเป็นมิตรไปในที่ทุกสถาน สัตว์ที่เป็นศัตรูก็เป็นมิตร ถ้าใครคิดอิจฉาในผู้ที่มีเมตตาเช่นนั้นย่อมถึงความวินาศ เรื่องเหล่านี้ย่อมเห็นประจักษ์อยู่ทั่วไป”
น่าเสียดายที่ไม่มีการจดบันทึกประวัติของพระมหาเถระองค์นี้ไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ศึกษากัน
มีข้อมูลอีกส่วนหนึ่ง เล่าไว้ดังนี้
เมื่อตอนที่ท่านพนฺธุโล (ดี) ได้นำพระหลานชาย คือ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เข้าถวายตัวเป็นศิษย์ของพระองค์ท่าน รัชกาลที่ ๔ เมื่อทรงผนวช และเป็นองค์อุปัชฌาย์
พระองค์ท่านได้ใช้เทียนส่องดูหน้าท่านเทวธมฺมี เป็นเวลานาน พระองค์ท่านคงตรวจดูบุคลิกลักษณะ ซึ่งท่านเป็นพระหนุ่ม ร่างใหญ่ใบหน้าคมคาย เป็นที่สบอัธยาศัย
พระองค์ตรัสว่า “เออ! ขรัวดี คนอย่างนี้ทำไมไม่เอามาเยอะๆ”
ท่านพนฺธุโล (ดี) กราบทูลว่า “หายากพระเจ้าข้า”
ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) จึงได้เป็นศิษย์ หรือ สัทธิวิหาริกรุ่นแรกในพระองค์ท่านรัชกาลที่ ๔ เมื่อตอนเปลี่ยนญัตติกับคณะธรรมยุต พระองค์ท่านทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ต่างได้อยู่ศึกษาปริยัติธรรม ปฏิบัติสมาธิภาวนา และศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีในสำนักอุปัชฌาจารย์
๒๓
วัดศรีทอง
วัดศรีทอง หรือ วัดศรีอุบลรัตนาราม มีความสำคัญต่อหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล เพราะท่านเริ่มเข้าสู่คณะธรรมยุตโดยเข้ามารับการอบรมธรรม และทำญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุตที่วัดนี้
วัดศรีทอง สร้างโดย พระอุปฮาด (โท) ต้นตระกูล ณ อุบล ผู้เป็นบิดาของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) กรมการเมืองอุบลราชธานี
พระอุปฮาด (โท) ได้มีจิตศรัทธายกที่สวน เนื้อที่ ๓๐ ไร่เศษสร้างขึ้นเป็นวัด เมื่อปีเถาะ รัตนโกสินทร์ศก ๗๔ ตรงกับปี พ.ศ. ๒๓๙๘ เป็นปีที่ ๕ แห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
หลังจากที่ ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ได้รับอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีทอง ก็ได้กลายเป็นวัดธรรมยุตวัดที่สองของภาคอิสาน
ชื่อของวัดศรีทอง ตั้งตามนิมิตมงคลที่เห็นเป็นแสงสว่างกระจ่างไปทั่วบริเวณสวนแห่งนี้ ในขณะที่ประกอบพิธีถวายที่ดิน ยกให้เป็นที่สร้างวัดในพระพุทธศาสนา
หลังจากมาเป็นเจ้าอาวาสได้ ๒ ปี ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ก็ได้สร้างพระอุโบสถขึ้น และผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ และได้ให้ ญาท่านสีทา ชยเสโน เป็นช่างดำเนินการสร้างหอพระแก้ว เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วบุษราคัม ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถในปัจจุบันนี้
พระแก้วบุษราคัม องค์นี้ ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอุบลฯ มาแต่โบราณ เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ชาวเมืองอุบลราชธานีต่างพร้อมใจกันประกอบพิธีสมโภช เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ากราบนมัสการ และถวายน้ำสรงขอพร เป็นประจำทุกปี
(หลวงปู่ใหญ่เสาร์ได้เล่าถึงความเป็นมาของพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ ผมขอนำเสนอในตอนต่อไป)
หลังจากวัดศรีทอง เป็นวัดธรรมยุตแล้วก็มีการขยายเพิ่มจำนวนวัดและภิกษุสามเณรมากขึ้นโดยลำดับ จนกระทั่งภาคอีสานมีวัดและพระเณรในคณะธรรมยุตมากกว่าทุกภาคในประเทศไทย
๒๔
พระแก้วบุษราคัม
ก่อนจะนำเสนอเรื่องราวของ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลโดยตรงผมขอนำเรื่องพระแก้วบุษราคัม พระศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดอุบลราชธานีตามที่หลวงปู่ใหญ่ ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง นำมาให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบก่อน
หลังจากท่านเทวธมฺมี (ม้าว) มาปกครองวัดศรีทองแล้ว ประชาชนได้หลั่งไหลไปฟังเทศน์ ปฏิบัติธรรม รับพระไตรสรณคมน์จากท่านเจ้าอาวาสจนแน่นขนัดทุกวัน
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้เล่าเรื่องมหัศจรรย์ที่วัดศรีทองให้ลูกศิษย์ฟัง และได้รับการถ่ายทอดต่อจากพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส ศิษย์อุปัฏฐากใกล้ชิด ว่า
ครั้งหนึ่งเวลาเย็น ซึ่งเป็นวันพระ ภายในอุโบสถวัดศรีทอง จะมีแสงขาวนวลสว่างไสวด้วยรัศมีขึ้นมาเอง และบอกว่า อาชญาท่านเทวธมฺมี เคยเล่าว่า เป็นเพราะเทวดามานมัสการบูชาพระแก้วบุษราคัม นั่นเอง
พระแก้วบุษราคัม ศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหรือปางชนะมาร ขนาดหน้าตัก ๓ นิ้ว ตามประวัติเล่าว่า มีพระกรรมฐานรูปหนึ่งเป็นผู้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดศรีทอง
ตามประวัติบอกว่า พระธุดงค์กรรมฐาน รูปนี้ได้เที่ยวจาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ท่านผ่านไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง สภาพเป็นภูเขาสูง เป็นหมู่บ้านข่า คือ พวกชาวข่า อาศัยอยู่
พวกชาวป่าเป็นชาวป่าที่ห่างไกลจากความเจริญ แทบจะว่ามีความเป็นอยู่เยี่ยงมนุษย์ยุคหินจริงๆ ไม่มีเสื้อผ้า ปกปิดร่างกายด้วยใบไม้และหนังสัตว์
พระธุดงค์รูปนั้นเข้าไปเพื่ออาศัยบิณฑบาต พอไปถึงหมู่บ้าน ท่านเห็นภาพที่ชวนให้เศร้าสลดมาก คือเห็นเด็กคนหนึ่งใช้เชือกผูกที่คอพระพุทธรูป แล้วลากเล่นอย่างสนุกสนานไปรอบๆ ลานบ้าน ด้วยไม่รู้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนา
พระท่านตรงไปพูดจาขอสิ่งอันเป็นมงคลนั้นจากเด็ก เด็กไม่เคยเห็นพระมาก่อน จึงวิ่งหลบหาที่กำบังโดยทิ้งพระพุทธรูปไว้บนดิน
พระท่านไปหยิบพระพุทธรูปตั้งขึ้น แล้วก้มลงกราบบนพื้นดิน ๓ หน ด้วยกิริยาที่แสดงความเคารพอย่างแท้จริง
ทันใดนั้นมีผู้ชายชาวข่าสิบกว่าคนมือถืออาวุธ เข้ามารุมล้อมท่านด้วยกิริยาอาการที่พร้อมจะล่าเหยื่อ หรือต่อสู้กับศัตรู พวกเขามีทั้ง หน้าไม้ หลาว และหอก เตรียมพร้อมอย่างครบครัน
พระท่านกำหนดจิตแผ่เมตตาไปยังพวกคนเหล่านั้น ทำหน้ายิ้มแย้มแสดงความเป็นมิตร พร้อมทั้งเปิดจีวรทำท่าแสดงให้รู้ว่าท่านไม่มีอาวุธ และไม่เป็นภัยต่อพวกเขา
เมื่อพวกเขายอมรับรู้ว่าพระท่านไม่เป็นภัย จึงส่งสัญญาณขอให้ท่านตามพวกเขาไปทางหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อไปถึง พบว่าพวกชาวข่าเหล่านั้นให้ความเคารพและเกรงกลัวต่อหัวหน้าหมู่บ้านมาก
หัวหน้าหมู่บ้านพอจะพูดกันรู้เรื่องดีกว่าพวกลูกบ้าน พระท่านเจรจาขอพระพุทธรูปที่เด็กลากเล่น
หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าเขาให้ไม่ได้ กลัวผีจะโกรธเอา เพราะผีให้ของเล่นนั้นแก่เด็กมา ถ้าให้ไปเดี๋ยวผีจะโกรธและจะทำร้ายพวกเขา
เขาเล่าต่อไปว่า พวกเขาได้วัตถุชิ้นนั้นมาจากในถ้ำซึ่งอยู่บนยอดเขาสูง พวกเขาเห็นเป็นของแปลก เมื่อถูกแดดจะส่องแสงเลื่อมพรายเป็นประกายสวยงาม ถ้าเอาวัตถุชิ้นนั้นไปไว้ในสวน หรือในที่ปลูกข้าว พวกนกกาไก่ป่าไม่กล้าลงกินพืชผลเป็นอันขาด แม้พวกสัตว์ใหญ่ก็ไม่กล้าเข้ามาในบริเวณนั้น และที่แปลกอีกอย่างคือ ในกลางคืนบางคืน จะส่องแสงเป็นประกายสว่างไสวขาวนวลมาก สีนวลสวยงามยิ่งกว่าพระจันทร์วันเพ็ญ พวกตนจึงเก็บเอาไว้ให้เด็กเล่น
หลังจากการเจรจาเป็นเวลานาน หัวหน้าหมู่บ้านจึงใจอ่อน และยอมมอบพระพุทธรูปองค์นั้นให้แก่พระท่าน ท่านได้นำไปมอบให้เจ้าเมืองในนครเวียงจันทน์ แล้วถูกอัญเชิญไปประดิษฐานไว้คู่กับพระแก้วมรกต
เมื่อครั้งที่ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ครั้งดำรงตำแหน่งแม่ทัพเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพไปตีนครเวียงจันทน์ แล้วได้อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระแก้วบุษราคัม มายังกรุงเทพฯ และต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประทานพระแก้วบุษราคัมให้แก่อาชญาท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของพระองค์ท่าน ให้นำมาประดิษฐานไว้ที่จังหวัดอุบลราชธานี จึงได้มาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) ตราบเท่าทุกวันนี้
ทั้งหมดนี้สรุปมาจากบันทึกของท่านพระครูพิบูลธรรมภาณ (หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค) วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระแก้วบุษราคัม มีต่อไปว่า
ในปีหนึ่ง จังหวัดอุบลราชธานีเกิดภาวะวิปริตของดินฟ้าอากาศเกิดความแห้งแล้ง ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวนาชาวสวนไม่สามารถเพาะปลูกได้ บางทีถึงกับอดตายก็มี
ชาวบ้านได้พากันมาปรึกษาอาชญาท่านเทวธมฺมี ขออาราธนาพระแก้วบุษราคัมออกแห่แหนรอบเมือง เพื่อทำพิธีขอฝนให้ชาวเมืองได้มีโอกาส ฮดสรงน้ำ โดยทั่วกัน
ก่อนนี้ชาวบ้านได้เคยจัดการบวงสรวงและพิธีกรรมต่างๆ มาแล้วตามความเชื่อที่ถือกันมาแต่โบราณ นับตั้งแต่พิธีพราหมณ์ พ่อมดหมอผี การเซ่นสรวงบูชายัญต่างๆ นานา ก็ไม่เป็นผล
เมื่อจัดพิธีอัญเชิญพระบุษราคัม แห่รอบเมือง ชาวบ้านร้านตลาดได้พากัน ฮดสรงน้ำอบน้ำหอม กันแล้ว ก็เกิดเหตุอัศจรรย์เกิดฝนตกชุ่มฉ่ำอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ยังความปลาบปลื้มยินดีและเลื่อมใสศรัทธาให้กับชาวอุบลราชธานี ต่างก็กล่าวขานถึงอภินิหารของพระแก้วบุษราคัมกันมาตั้งแต่นั้น
พระแก้วบุษราคัมจึงเป็นพระมิ่งขวัญคู่บ้านคู่เมืองอุบลฯ นับตั้งแต่นั้นมาตราบเท่าปัจจุบัน ซึ่งทางวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) ได้จัดเป็นประเพณีแห่และสรงน้ำพระบุษราคัมเป็นประจำทุกปีในวันเพ็ญเดือน ๓ สืบต่อกันมามิเคยขาด
๒๕
การสอนของท่านเทวธมฺมี (ม้าว)
อาชญาท่านเทวธมฺมี (ม้าว) ได้ใช้วัดศรีทอง เป็นศูนย์กลางเผยแพร่พระธรรมคำสอนที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ให้แก่พระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ตลอดจนประชาชนทั่วไป
ดังนั้น ทั้งพระเณร และประชาชนจากที่ต่างๆ ต่างหลั่งไหลมาฟังเทศน์ ปฏิบัติธรรมฐาน ที่วัดศรีทอง กันอย่างเนืองแน่นเป็นประจำ
พระธรรมเทศนาของท่านเทวธมฺมี แตกต่างจากการสอนที่มีอยู่ในขณะนั้น คือท่านสอนให้มีเหตุมีผล อย่าเชื่ออะไรโดยไม่พิจารณาด้วยปัญญา อย่าเชื่อโดยความหลงงมงาย หลงผิดในลัทธิประเพณีบางอย่างที่ขัดต่อหลักการของพระพุทธศาสนา
ท่านสอนให้เลิกละประเพณีบางอย่างที่ขัดต่อคำสอน ให้ประพฤติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ได้แก่ การแสดงตนเข้าถึงพระไตรสรณคมน์กันใหม่ ให้ยืดเอาสามรัตนะ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันเกษม ที่จะนำพาให้พ้นทุกข์
สอนให้เลิกละกินของดิบของดาย งดบริโภคเนื้อสัตว์ ๑๐ อย่างตามที่พระองค์ทรงห้าม ไม่กราบไหว้ศาลผีปู่ตา ให้เลิกการเซ่นไหว้บูชาถือผีถือสาง เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สรณะที่พึ่งอันแท้จริง ไม่ช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้ มันเป็นเพียงมายาหลอกให้เราหลงเชื่อ ให้งมงาย
การบวงสรวงผีอาจช่วยด้านกำลังใจได้บ้าง ถ้าหากผีดีจริงมันจะไปเป็นเปรตเวทนา รอรับเครื่องเซ่นสรวงสังเวยบูชาของเราอยู่อย่างนั้นหรือ ถ้ามันดีจริง ทำไมจึงต้องเป็นอยู่อย่างอดอยากปากแห้งอยู่อย่างนั้น ทำไมไม่ไปเกิดไปขานกับเขาสักที
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผีก็คือความชั่ว บุคคลเคยประกอบกรรมทำชั่วร้ายเอาไว้ เมื่อตายไปจึงไปเป็นผีตกนรกหมกไหม้ พอพ้นขึ้นมา ก็ยังกลายเป็นเปรตเวทนาอีก จนกว่าพวกมันจะหมดเวรหมดกรรมมีคุณงามความดีขึ้นมาใหม่ จึงจะได้กลับมาเกิดเป็นคนกับเขาได้อีก
เมื่อความเป็นมาของผีเป็นอย่างนี้ พวกเรายังจะไปนับถือพวกที่เคยทำชั่วมาแล้วเช่นนั้นหรือ ดังนั้น ผู้ที่นับถือผี ก็คือผู้ที่นับถือผู้ที่ทำความชั่วนั่นเอง เมื่อตายไปต้องไปเป็นลูกน้องผี ไปอยู่กับผี คอยรอรับเครื่องสังเวยจากพวกมนุษย์
เมื่อมนุษย์ไม่นำไปให้ก็ต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ความหิวกระหายกดดันบังคับ จนทำให้ต้องเข้าสิงกายมนุษย์ หรือต้อง “ซูน” ให้เจ็บให้ป่วยเพื่อขออาหาร ให้เขาสังเวยเซ่นสรวงไปให้กิน ต้องอดอยากปากแห้งอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะได้ไปผุดไปเกิด
ส่วนเราเป็นมนุษย์ผู้มีใจสูงแล้ว เพราะสามารถที่จะทำให้มรรคผลนิพพานให้เกิดให้มีขึ้นได้ แล้วคิดจะพากันมาหลงงมงายนับถือผีกันอยู่ทำไม
พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ นำพาพวกเราสู่อารยธรรมแนวใหม่ที่พระองค์ท่านค้นพบ ที่สมบูรณ์ด้วยเหตุผล แล้วพวกเรายังจะพากันหูหนาตาเถื่อนอยู่อีกหรือ
การนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือการทำความดีด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเราทำดี ตายไปก็จะไปสู่สิ่งที่ดีคือ สุคติ ไม่ต้องไปเกิดทนทุกข์ทรมานเป็นเปรตเวทนาต่อไป
ท่านเทวธมฺมี ยังสอนต่อไปว่า
เรื่อง กรรม นี้ คือพระญาณที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ในยามที่สอง ในจำนวนทั้งหมด ๔ ญาณ
กรรม คือการกระทำประกอบด้วยเจตนา ความตั้งใจ จงใจ ไม่ว่าดีหรือชั่ว กรรมนั้นจะตามสนองผู้กระทำไม่ช้าก็เร็ว ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า เพราะเรา มีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ดังนั้น พวกที่ไปหลงในพิธีกรรมต่างๆ เช่น หักไม้ใส่มอ ดูหมอสังเวย เซ่นสรวงบูชา ถือฤกษ์งามยามดี วันจมวันฟู วันดีวันร้าย ถือผีถือสาง จึงเป็นลัทธิของคนโง่เขลา ไกลจากอารยธรรม ไกลจากแสงสว่างคือ พระธรรม เพราะเป็นการถือปฏิบัตินอกรีตนอกรอยของพระพุทธศาสนาไปแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนั้น อย่าหวังเลยว่า จะทำมรรคผล นิพพานให้บังเกิดขึ้นได้
พวกเชื่อดวงชะตา หาว่าพระพรหมลิขิตขีดเส้นชีวิตให้เป็นไปจึงเป็นอารยธรรมของคนยุคหิน เพราะชีวิตของมนุษย์สัตว์โลกจะเป็นไปอย่างไรนั้น จะดีจะชั่ว จะสุขจะทุกข์ ก็ด้วยผลแห่งกรรมเท่านั้นที่ตามสนอง ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต
พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบเวไนยสัตว์ เหมือนกับดอกบัวสี่เหล่า บุคคลที่หลงงมงายในสิ่งที่กล่าวมานี้คือเหล่าบัวที่ยังเป็นหน่อ จมปลักอยู่ในโคลนตม ไกลจากแสงสว่าง ไกลจากพระพุทธศาสนามาก
เป็นผู้อยู่นอกศาสนา
ศาสนา คือการปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ เท่านั้น แม้ตัวจะกราบไหว้ทุกวี่ทุกวันก็ตาม พอออกจากวัดไปก็ไปไหว้ผีไหว้เจ้า สังเวยบวงสรวงศาลพระภูมิ ไตรสรณคมน์ ก็ขาดแล้ว เศร้าหมองแล้วการเข้าวัดก็ไม่มีความหมายอะไร
ท่านยังสอนต่อไปว่า เราแขวนพระ เราถือพระ ก็คือเราอาราธนาเอาคุณพระไตรสรณคมน์ หรือพระรัตนไตรมาไว้ในตัวเรา เพราะพระที่เราแขวนเราถือ ก็คือสัญลักษณ์คุณเครื่องของพระไตรสรณคมน์ เมื่อเราถือเอาพระไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ สรณะอันนั้นก็เต็มเปี่ยมอยู่ในตัวเรา
บุคคลที่แขวนพระห้อยพระอยู่ในคออยู่ที่ตัว เมื่อพระไตรสรณคมน์ที่ท่านสถิตอยู่ในวัตถุมงคลเหล่านั้น พอมนุษย์ไม่มีความเชื่อถือ ยังจะน้อมเอาคุณอันอื่นที่ไม่เป็นแก่นสารเข้าไปอีก ทั้งกินเหล้าเมายา ประพฤติผิดศีลธรรม ท่านจะอยู่ต่อไปในวัตถุมงคลนั้นได้อย่างไร
ในเมื่อท่าน ก็คือศีลธรรม ท่านก็เสด็จออกจากวัตถุ เหล็กทอง ปูน ดิน ว่าน เหลือเพียงเศษเหล็ก เศษทอง เศษปูน เศษดิน เศษว่านเท่านั้นเอง
เมื่อปฏิบัติไม่ถูกต้องแล้ว จะให้ท่านคุ้มครองรักษาเราได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ท่านเป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับอยู่มิใช่หรือว่าพระเครื่อง เครื่องรางของขลังมีอยู่จริง ฯลฯ
ภาค ๒: บนทางเส้นใหม่
๒๖
เข้าเป็นศิษย์ท่านเทวธมฺมี
หลังจากที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ตัดสินใจจะขอบวชตลอดชีวิต และได้สละข้าวของเงินทองที่เคยสะสมมาจนหมดสิ้นแล้ว ท่านก็ได้พยายามคิดทบทวน ดูจิตดูใจของท่านเองว่า เราบวชเรียนมาก็มากกว่าสิบปีแล้ว จนสามารถท่องจำพระวินัยได้เกือบหมด แต่เหตุไฉนจิตใจของเราจึงยังมืดมนอนธกาลอย่างนี้หนอ ที่เราดำเนินมาตั้งแต่ต้นเห็นจะไม่ถูกทางแน่นอน เราจำเป็นจะต้องหาทางเดินเส้นใหม่
หลวงปู่ใหญ่ พยายามมองหาผู้รู้เพื่อชี้แนะทางเดินที่ถูกต้อง ในสมัยนั้นได้ทราบข่าวว่า อาชญาเทวธมฺมี (ม้าว) ที่วัดศรีทอง เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตรงต่อพระธรรมวินัย ตรงต่อมรรคผลนิพพาน
เมื่อหลวงปู่ใหญ่พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ท่านจึงละทิ้งทิฎฐิความเป็น “ญาคู” ของท่าน มุ่งตรงไปยังวัดศรีทอง ที่พำนักของอาชญาท่านเทวธมฺมี ทันที เพื่อขอรับฟังธรรม
เมื่อไปถึง อาชญาท่านได้เทศน์อบรมสั่งสอนให้ล้มเลิกการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และที่ไม่ใช่หนทางของพระพุทธเจ้าที่ดำเนินมา เป็นต้นว่า การเซ่นสรวงบูชา พาเขาแต่งเสียเคราะห์เสียคาย ผูกดวง ดูดวง หาฤกษ์หายาม วันจมวันฟู เวลาดีเวลาร้าย เครื่องรางของขลัง คงกระพันชาตรี
การกระทำเหล่านี้ นอกจากเป็นการกระทำนอกลู่นอกทาง ห่างไกลจากมรรคผลนิพพานแล้ว ยังเป็นการมอมเมาให้ประชาชนออกนอกรีตนอกรอยของพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้แล้ว อาชญาท่าน ยังแนะนำให้เลิกละเครื่องเกี่ยวข้อในประเพณีบางอย่าง อันเป็นทางเครื่องติดโลกโลกีย์ เครื่องสั่งสมกิเลสให้พอกพูน ซึ่งพระสงฆ์ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว ได้แก่ การเล่นบั้งไฟ เล่นกลองแข่ง กลองเส็ง เล่นเรือแข่ง เป็นต้น
ผู้ที่ต้องการเข้าถึงมรรคผลนิพพาน จะต้องเลิกราสิ่งดังกล่าวข้างต้นโดยเด็ดขาด และหันเข้ามาประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่แท้จริง ได้แก่การเจริญศีล สมาธิ และปัญญา ให้เต็มรอบบริบูรณ์ซึ่งเป็นของที่ไม่วิปริตแปรผัน อันพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกได้พาดำเนินมาแล้วด้วยดี
ท่านอาชญาเทวธมฺมี ได้สอนต่อไปว่า
พระ คือผู้ประเสริฐผู้สละเพศจากคฤหัสถ์แล้ว จะต้องไม่เป็นผู้ขวนขวายเพื่อ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ เพราะอันนั้นมันคือเหล็กแดงของร้อนโดยแท้ นั้นเป็นเรื่องของฆราวาสญาติโยมเขาทำกัน
พระเราจะต้องรู้ จะต้องทำความเข้าใจ ด้วยพระเราเป็นที่สักการะเป็นเนื้อนาบุญของโลก สมณะ คือผู้สงบ ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ความทนทุกข์ทรมาน ความเจ็บความตาย ความโศกเศร้าโศกาอาดูร
ให้เบื่อหน่ายให้เห็นภัยในวัตถุเหล่านี้ พยายามทำให้สิ้นให้หมด อย่าไปยึดถือ แม้ยังไม่สิ้นไม่หมด ก็จะเป็นอุปนิสัยติดตามตนต่อไปในภายภาคหน้า
การปฏิบัติของผู้เดินทางในเส้นทางศีล สมาธิ ปัญญา คือการปฏิบัติที่กาย วาจา ใจ ของเรานี้เอง เป็นหนทางของพระอริยเจ้า
สาวกผู้ยึดมั่นในธุดงควัตร ๑๓ คือกุลบุตรของพระตถาคตโดยแท้
ผู้พิจารณาไปนอกเหนือจากอริยสัจ คือผู้หลงทางเพราะมีดวงตาอันมืดบอด
ท่านหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้พิจารณาตามคำสอนของอาชญาท่านเทวธมฺมี ก็เห็นจริงไปตามกระแสธรรมที่ท่านแสดง แล้วท่านรับมาลงมือปฎิบัติในทันที โดยไม่มีข้อสงสัยในคำสอนแต่อย่างใด
๒๗
พาหมู่คณะเข้ารับการอบรมธรรม
ในระยะแรกๆ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ไปรับฟังโอวาทธรรมจาก อาชญาท่านเทวธมฺมี เพียงองค์เดียว แล้วนำมาพิจารณาประพฤติปฏิบัติจนเห็นจริงตามกระแสธรรม ที่ได้สดับรับฟังมา และเริ่มต้นนั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรม ตามวิธีการที่ได้รับมาอย่างจริงจัง ได้รับความสงบความเห็นใจและเห็นว่าเป็นแนวทางที่ตรงกับจริงของท่าน มีความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมมากยิ่งขึ้น
ต่อมาหลวงปู่ใหญ่ ได้ชักชวนสหธรรมิกที่ใกล้ชิด คือ หลวงปู่หนู ฐิตปญฺโญ (ภายหลังมีสมณศักดิ์ที่พระปัญญาพิศาลเถร เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ) และหมู่คณะที่พำนักอยู่วัดใต้ด้วยกันไปฟังเทศน์ที่วัดศรีทองด้วยเป็นจำนวนมาก
หลังจากที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และพระภิกษุสามเณรได้รับการอบรมธรรมจากอาชญาท่านเทวธมฺมี แล้ว การประพฤติปฏิบัตินอกหนทางพระศาสนาที่เคยทำมาแบบเก่า ก็พากันเลิกหมด หันเข้ามาประพฤติปฏิบัติด้วยการเดินจงกรม ทำสมาธิภาวนา พยายามรักษาศีลให้บริสุทธิ์ เลิกการฉันเพล โดยฉันหนเดียวเป็นวัตร เป็นการปฏิบัติแนวใหม่เพื่อมุ่งตรงต่อนิพพานอย่างจริงจังมากขึ้น โดยที่ไม่เคยได้รับรู้ในเรื่องเหล่านี้มาก่อนเลย
การประพฤติปฏิบัติตนใหม่ของหลวงปู่เสาร์และพรรคพวกนี้ ทำให้ญาติโยมและพระภิกษุบางพวกไม่พอใจ โดยเฉพาะเมื่อท่านเลิกเล่นหรือแข่ง (การแข่งเรือ) ทำให้ญาติโยมส่วนมากไม่พอใจ พากันนินทาว่าร้ายท่านต่างๆ นานา หาว่าท่านทำลายประเพณีที่ทำสืบทอดกันมานานโดยเฉพาะหรือแข่งของวัดใต้นั้นมีชื่อเสียงมาก
เสียงนินทาว่าร้ายต่างๆ มีมากระทบท่านมากมาย แต่หลวงปู่ใหญ่ท่านก็เฉยเสีย ไม่ปริปากโต้ตอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่ท่านก็ไม่ได้ขัดขวางการกระทำของคนอื่น แต่จะให้ลงมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงพาพระเณรและประชาชนลงแข่งเรือในนามของวัดนั้น ท่านไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วย
เมื่อเห็นหลวงปู่ใหญ่ เดินจงกรม นั่งสมาธิอย่างเอาจริงเอาจัง ก็โดนเพื่อนพระด้วยกัน แม้กระทั่งพระผู้ใหญ่บางท่าน ต่างพูดเยาะเย้ยเลยใส่ท่านว่า
“ถ้าญาคูเสาร์ไปสวรรค์นิพพานจริงๆ ก็ขอห้อยขอแขวนหางด้วยเด้อ”
โดยนัยแห่งคำพูด ก็หมายถึงว่าถ้าหาก หมา สามารถไปนิพพานได้ ก็จะขอเกาะหางตามไปด้วย
แทนที่หลวงปู่ใหญ่จะโกรธ ท่านกลับนิ่งเฉย ทำให้เห็นว่าคำพูดเหล่านั้นไม่มีความหมายใดๆ สำหรับท่าน ท่านเพียงพูดว่า
“เขามีปากให้เขาพูดไป สิ่งเหล่านี้ใครทำใครได้”
จากปฏิปทาของท่านจะแสดงให้เห็นถึงความอดทนอย่างยอดเยี่ยมตลอดชีวิตของท่าน ไม่ว่าจะต่อสู้กับสภาพความทุกข์ลำบากในป่าเขาลำเนาไพร การต่อสู้กับกิเลสต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกๆ ต้องต่อสู้กับปากคน และการขัดขวางของคนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งท่านสามารถเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างด้วยความอดทนและความสงบเย็นของท่าน
๒๘
ญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุต
แม้การปฏิบัติธรรมในแนวใหม่ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลจะได้รับความสงบเย็นและก้าวหน้าไปด้วยดี แต่ก็ยังมีอุปสรรคขวางกั้นทำให้ไม่มีความสะดวกเท่าที่ควร ทั้งนี้เพราะเป็นพระในสังกัดคนละนิกาย
ถึงแม้อาชญาท่านเทวธมฺมี จะยอมรับหลวงปู่ใหญ่ เป็นศิษย์และให้การอบรมสั่งสอนอย่างเต็มที่ก็ตาม เนื่องจากสังกัดคนละนิกาย จึงไม่สามารถเข้าอุโบสถร่วมสังฆกรรมกันได้ นอกจากนี้ก็ไม่สามารถไปหยิบจับหรือแตะต้องของใช้ของฉันของท่านได้ ถ้าถูกต้องแล้วจะต้องประเคน (ถวาย) ใหม่เหมือนกับฆราวาสทั่วไป
อุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การพูดจาว่าร้ายและการขัดขวางจากพระในสังกัดนิกายเดิมของท่าน ที่บรรดาพระเหล่านั้นไม่เห็นด้วยกับการฉันหนเดียว การฉันในบาตร รวมทั้งการมือไวปากไวของพระเณรทั้งหลาย ที่เคยชินมาแต่เดิม ต้องมีการพลั้งเผลอบ่อยๆ เพราะขาดการสำรวมระวังอย่างจริงจัง ทำให้ต้องล่วงละเมิดวินัยของพระอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีอะไรที่มาเป็นกรอบบังคับ ทำให้ความเกียจคร้านเข้ามาครอบงำ ไม่สามารถประกอบความเพียรอย่างเต็มที่ได้
พระที่ไม่เห็นด้วยต่างพากันเป็นปรปักษ์กับท่าน แทนที่จะพากันเป็นปรปักษ์ศัตรูคู่อาฆาตกับกิเลสที่อยู่ในใจของตน ซึ่งถือเป็นงานหลักของนักบวชในพระพุทธศาสนา
ด้วยอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง ในที่สุด หลวงปู่ใหญ่และพระเณรในวัดใต้ ทั้งหมดได้พร้อมใจกันเข้าญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุตกันทั้งวัด เป็นการบวชครั้งที่ ๒ ณ อุโบสถวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) โดยมีพระครูทา โชติปาโล เป็นพระอุปัชฌาย์ และเจ้าอธิการสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ด้วยเหตุนี้ วัดใต้ จึงได้กลายเป็นวัดธรรมยุตตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
เมื่อหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และพระเณรในวัดใต้ประกอบพิธีญัตติกรรม เป็นพระในสังกัดธรรมยุติกนิกายเรียบร้อยแล้ว ความกังวลใจที่เนื่องจากคำพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรยจากหมู่พวกในนิกายเดิมก็ลดลงไป สามารถปฏิบัติตามแนวทางธรรมยุตได้เต็มที่ไม่ต้องคอยเกรงอกเกรงใจหรือกล้าๆ กลัวๆ ต่อไปอีก
ในการประกอบความเพียรนั้น หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และคณะต่างพากันรีบเร่งโดยไม่นิ่งนอนใจ เวลาที่ผ่านไปทุกขณะเป็นเวลาแห่งชีวิต คนเราจะตายในวินาทีใดก็ได้ ท่านจึงไม่ประมาท ตั้งตัวเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับความเกียจคร้านโดยไม่เห็นแก่นอน ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง ไม่เห็นแก่ลาภสักการะ และสิ่งสรรเสริญเยินยอต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นหนามแหลมคม ที่ทิ่มแทงสรรพสัตว์ ให้ได้รับความปวดแสบสาหัสสากรรจ์มานาน จนนับภพนับชาติไม่ถ้วน
หลวงปู่ใหญ่ ยึดมั่นในหลัก ธุดงควัตร ๑๓ โดยถือเป็นเกราะเพื่อป้องกันความหลง ความเผลอไผล ในการดำเนินบนเส้นทางแห่งศีล สมาธิ ปัญญา โดยมีการเดินจงกรม การทำสมาธิภาวนา เป็นพาหนะนำไปสู่หลักชัย คือ มรรค ผล นิพาน แดนเกษมที่ชาวพุทธปรารถนาเป็นที่สุด
ในประวัติ ไม่ว่าหลวงปู่ใหญ่ จะไปที่ใด อยู่ที่ใด จิตใจท่านมิได้เหินห่างคลาดเคลื่อนไปจากความเพียร นับแต่ไปบิณฑบาต ปัดตาด กวาดลานวัด ขัดกระโถน เย็บผ้า ย้อมผ้า เดินไปเดินมาในวัดและนอกวัด ตลอดจนการขบฉัน ยืน เดิน นั่ง นอน ทุกอิริยาบถ จะตั้งสติกำหนดอยู่กับความเพียรทุกขณะไม่ให้คลาดเคลื่อน ไม่ยอมให้อารมณ์ภายนอกมากระทบจิตใจให้วอกแวกแส่ส่ายไปตามอารมณ์นั้น หรือไม่ยอมให้จิตปรุงแต่งไปตามอารมณ์ จิตของท่านก็ได้รับความสงบเย็นเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
๓๐
พระครูวิเวกพุทธกิจ
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระครูวิเวกพุทธกิจ ตั้งแต่เมื่อใด ไม่มีการบันทึกไว้
เมื่อศึกษาประวัติ และข้อวัตรที่ท่านบำเพ็ญมาตลอดชีวิตจะเห็นว่า หลวงปู่ใหญ่ เป็นผู้ชอบความสงบอย่างแท้จริง
ในบันทึกของหลวงพ่อโชติ อาภคฺโค ได้กล่าวถึงอุปนิสัยของหลวงปู่ใหญ่ ดังนี้:
“อุปนิสัยที่แท้จริงของพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นผู้สันโดษชอบความสงบ ไม่ระคนด้วยหมู่คณะ ไม่ชอบความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม
ตลอดเวลาการบำเพ็ญสมณธรรม ถ้าที่ไหนมีความวุ่นวาย จุ้นจ้านท่านก็จะปลีกตัวออกหนีทันที
อุปนิสัยของท่านเช่นนี้ จะเห็นได้จากการเที่ยวเพื่อบำเพ็ญเพียรและเผยแผ่สัจธรรมของท่าน ท่านจะท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ที่ห่างไกลผู้คน
พอไปถึงสถานที่ที่สงบสงัด เหมาะสม ตั้งหลักลงที่ไหน ที่นั้นจะต้องกลายเป็นวัดเป็นสำนักปฏิบัติธรรมทันที สถานที่ที่ท่านเคยพักบำเพ็ญเพียรจึงเกิดเป็นวัดป่าเป็นร้อยๆ แห่งในภาคอิสาน และทางฝั่งประเทศลาว
การเที่ยวไป แม้จะไปเป็นหมู่คณะ แต่จะเงียบสงบเหมือนกับไม่มีพระไม่มีคนในที่นั้นเลย
ญาติโยมคนเฒ่าคนแก่ในสถานที่ต่างๆ ที่ท่านเคยจาริกผ่านไปเล่าให้ข้าพเจ้า (หลวงพ่อโชติ) ฟังว่า เมื่อท่านเดินทางมาถึงที่ปักกลดพัก มีพระเณรติดตามท่านมามากทีเดียว กระทั่งพระธุดงค์จรก็จะเที่ยวมากราบนมัสการฟังโอวาทจากท่านมิได้ขาด
ทั้งๆ ที่มาเป็นจำนวนมากๆ อย่างนั้น ก็ดูเหมือนว่าไม่มีพระอยู่เลย ในวัดเงียบสงัด ไม่มีการจับกลุ่มพูดคุย ไม่มีพระเณรเดินเพ่นพ่านให้เห็น ไม่มีการหยอกล้อ แม้เสียงกระแอมไอก็ไม่มี
ต่างองค์ต่างบำเพ็ญเพียรทางจิต นั่งสมาธิภาวนาหรือเดินจงกรมในที่ของตนโดยมิได้ประมาท
เมื่อเข้าไปภายในวัด จะเห็นเพียงพระอาจารย์กับศิษย์อุปัฏฐากของท่านเท่านั้น พระนอกนั้นจะเข้าหาที่สงัดวิเวก ตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรดูจิตดูใจของตน ไม่ได้มาชุมนุมพูดจากัน
วัดทั้งวัดเหมือนกับเป็นวัดร้าง จะเห็นมีพระเณรก็ในเวลาเช้า พระจะออกมาบิณฑบาต มารวมฉันภัตตาหาร อีกครั้งก็ตอนเวลาเย็น พระจะออกมาปัดกวาดตาด ตักน้ำเป็นน้ำใส่โอ่งใส่ตุ่มทุกแห่ง
ในเวลาที่พระมารวมกันเช่นนี้ จึงจะเห็นพระเณรมากันเต็มไปหมด แม้กระนั้นก็ตาม ท่านจะพูดกันเท่าที่จำเป็นและพูดเพียงเบาๆ พอได้ยินระหว่างคู่สนทนาเท่านั้น ทุกท่านทุกองค์ต่างพากันสำรวมปิดประตูทวารทั้งหมด (หู ตา จมูก ลิ้น กายใจ) อย่างเต็มที่ ทำทุกอย่างด้วยความสงบเสงี่ยมระวังกายระวังใจ ไม่ให้เผลอสติออกนอกกายนอกใจตน เป็นการปฏิบัติภาวนาทุกอิริยาบถ และทุกช่วงลมหายใจเข้าออก
พระป่าท่านพยายามฝึกกันถึงขนาดนั้นจริงๆ เพราะท่านเห็นภัยในความเอิกเกริกเฮฮาสาไถย์ต่างๆ เพราะอย่างนี้เองพระธุดงค์กรรมฐานท่านจึงพากันได้ดิบได้ดีในทางธรรม เป็นที่เคารพศรัทธาแก่หมู่ชนทั่วไป
บรรดาพระลูกศิษย์ที่ติดตามปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ใหญ่ในสมัยนั้น ก็ได้แก่บูรพาจารย์สายธุดงค์กรรมฐานในยุคต่อมานั้นเอง ซึ่งรวมทั้ง หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม สืบมาจนถึงหลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นต้น”
๓๑
ไม่เอาเรื่องพิธีกรรมตลอดจนไสยศาสตร์ต่าง ๆ
เกี่ยวกับเสียงรบกวนและความจุ้นจ้านวุ่นวายต่างๆ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล หรือ พระครูวิเวกพุทธกิจ ตามสมณศักดิ์ของท่าน ท่านได้เข้มงวดกวดขัน ไม่ยอมให้เกิดให้มีในวัดที่ท่านปกครองอยู่
เป็นต้นว่า เสียงไก่ ซึ่งสมัยนั้นคนมักนิยมเอาไปปล่อยในวัด โดยเชื่อกันว่าเป็นการสเดาะเคราะห์ เสียกรรม หรือ “โผดสัตว์” ปล่อยสัตว์ เพื่อเป็นการต่ออายุ และทำให้ตนเองหมดเคราะห์หมดโศก
นอกจากนี้ก็ความเชื่อเรื่องพิธีกรรมต่างา เช่น การต่อหลักปีค้ำโพธิ์ (เอาไม้ไปค้ำต้นโพธิ์) ค้ำไฮ เหล่านี้เป็นพิธีกรรมที่นิยมทำกันมาแต่บรรพกาล
เรื่องต่างๆ เหล่านี้ หลวงปู่ใหญ่ ท่านสอนไม่ให้เชื่อ ไม่ให้ทำกันซึ่งไม่ใช่แนวทางตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นการงมงายที่ปฏิบัติต่อๆ กันมา
เกี่ยวกับการเอาไก่มาปล่อยในวัด หลวงปู่ใหญ่ จะไม่ยอมเป็นอันขาด ท่านแนะนำให้ไปปล่อยที่อื่น แต่ญาติโยมก็ยังขัดขืนดื้อดึงเอาไปแอบปล่อยหลังวัด
พอท่านได้ยินเสียงไก่ขัน หรือส่งเสียง ท่านก็จะสั่งให้ลูกศิษย์ตามจับ แล้วเอาไปปล่อยที่อื่นไกลๆ เพราะท่านไม่ชอบเสียงและความจุ้นจ้านของมัน เนื่องจากรบกวนการประพฤติธรรมของบรรดาพระเณร
นอกจากจะเป็นไก่ป่าจริงๆ ซึ่งมันพากันมาอาศัยอยู่ตามบริเวณวัด มันอยู่อย่างธรรมชาติจริงๆ ไม่จุ้นจ้านเหมือนไก่บ้าน (ซึ่งอาจติดนิสัยบ้านมาจากคนก็ได้)
ปฏิปทาเหล่านี้เองเป็นเครื่องบ่งบอกให้เห็นว่าหลวงปู่ใหญ่ทานชอบความสงบสงัดและความวิเวกอย่างแท้จริง สมกับราชทินนามพระครูวิเวกพุทธกิจ ของท่าน
อุปนิสัยที่ชอบความวิเวก ไม่ระคนด้วยหมู่คณะนี้ท่านเริ่มดำเนินอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มอธิษฐานจิตเพื่อขอบวชตลอดชีวิต ต่อมาถึงการได้ฟังเทศน์จากอาชญาท่านเทวธมฺมี (ม้าว) การเข้าพิธีญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุต ท่านมุ่งหน้าสู่ปฏิปทาแนวใหม่ เพื่อบำเพ็ญเพียรมุ่งสู่ความหลุดพ้นและหมดกิเลสอย่างแท้จริง
๓๒
สลดสังเวชในกามกิเลส
วัดใต้ ที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พำนักจำพรรษาและเป็นสถานที่แห่งแรกที่ท่านเริ่มต้นการบำเพ็ญเพียร เป็นวัดที่อยู่นอกเมืองยังเป็นสถานที่เงียบสงบพอประกอบความเพียรได้ดีอยู่
ต่อมาหมู่คณะก็มีมากขึ้น อารมณ์กิเลสก็มีมากเป็นเงาตามตัวท่านจึงต้องย้ายที่ใหม่เพื่อการบำเพ็ญเพียร
ดังนั้น ทุกๆ วัน หลังจากทำภัตกิจในตอนเช้าเสร็จ หลวงปู่ใหญ่จะถือโอกาสหลีกเร้นจากหมู่คณะ ไปหาที่บำเพ็ญเพียรตามลำพังองค์เดียว เที่ยวไปตามป่าละเมาะด้านหน้าของวัดใต้
หลวงปู่ใหญ่ เล่าให้ศิษย์ฟังว่า สถานที่นั้นถือว่าห่างไกลจากพระ ห่างไกลจากผู้คนแล้ว ก็ยังมีพวกหนุ่มสาวแอบไปพลอดรักกัน แอบกระทำกามกิจให้ท่านได้รู้ได้เห็นอยู่อีก แสดงถึงกิเลสตัณหาและเครื่องยั่วยวนใจนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง จึงขึ้นอยู่ที่ตัวเราว่าจะหนักแน่นมั่นคงเพียงใด
ท่านเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่ง หลังจากฉันภัตตาหารในตอนเช้าเสร็จแล้ว ท่านก็หลีกเร้นออกไปทำความเพียรดังที่เคยทำมาทุกวัน หลังจากเดินจงกรมพอประมาณแล้ว ท่านก็เข้าที่นั่งสมาธิภาวนาสงบนิ่งอยู่
ตรงที่ท่านนั่งนั้นเป็นจอมปลวกสูงใหญ่ (ทางภาคอิสานเรียกโพนใหญ่) ท่านนั่งสมาธิไปจนถึงเวลาบ่ายคล้อย ก็เกิดได้ยินเสียงหญิงชายกระซิบกระซาบในเชิงพลอดรักกันในบริเวณนั้น ตอนแรกท่านคิดว่าเป็นเสียงที่เกิดในนิมิต ท่านก็สงบนิ่งดูอยู่
สักพักหนึ่งท่านลืมตาขึ้น ก็เห็นภาพปรากฏขึ้นจริงต่อหน้าต่อตา มีหนุ่มสาวคู่หนึ่ง น่าจะเป็นเด็กที่เอาวัวควายมาเลี้ยง แล้วหลบมาพลอดรัก กระทำกามกิจกันอยู่ที่ตีนจอมปลวกนั้น พวกเขาไม่รู้สึกละอายแก่สิ่งใด คิดว่าคงไม่มีใครรู้เห็นการกระทำของพวกเขา
หลวงปู่ใหญ่ คงไม่อยากให้พวกเขาต้องอับอายจึงหลับตาสงบนิ่ง โดยที่พวกเข้าคงไม่รู้ว่ามีคนอื่นอยู่แถวนั้นด้วย
หลวงปู่ใหญ่ เล่าว่า ทั้งภาพและการกระทำที่ท่านพบเห็นนั้นชวนให้ปลงสังเวชเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายยังหมกอยู่ ของอยู่ จมอยู่ ในกิเลสวัฏฏะ ไม่อาจข้ามพ้น ต้องมืดมนบอดบ้าในสังสารวัฏร่ำไป
เมื่อพิจารณาจนถ้วนที่แล้ว ท่านบอกว่าเกิดความเบื่อหน่ายในการที่ต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่ร่ำไป ทำให้ท่านตั้งความปรารถนาขึ้นว่า ถ้ายังไม่หลุดพ้น ถ้าหากยังต้องเกิดอีก จะขอเว้นจากเรื่องเพศตรงข้ามทุกภพทุกชาติไป ขอบวชอุทิศพรหมจรรย์ถวายในพระพุทธศาสนาเพื่อให้พ้นกลมายาโลกเหล่านี้ตลอดไป
๓๓
เกิดวัดใหม่ชื่อวัดเลียบ
บริเวณป่าละเมาะด้านหน้าวัดใต้ ที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลหลีกจากหมู่คณะออกมาบำเพ็ญเพียรนี้ ต่อมาก็มีหมู่คณะตามมาปฏิบัติด้วย ต่างเห็นว่าเป็นที่สงบสงัดดี
บรรดาพระที่มาบำเพ็ญภาวนานั้น ได้พากันปลูกกระต๊อบหลังเล็กๆ แยกกันอยู่ตามจุดที่แต่ละองค์ถูกอัธยาศัย ต่อมาก็สร้างศาลาหอฉันขึ้นเป็นการชั่วคราว จนกระทั่งสถานที่ใหม่นี้เกิดเป็นวัดขึ้นมาในภายหลัง นั่นคือ วัดเลียบ และก็เป็นวัดสังกัดคณะธรรมยุตไปโดยปริยาย
ต่อมาทางเจ้าเมืองได้ตัดถนนผ่านด้านหน้าวัดใต้ ที่ดินในบริเวณนั้นจึงกลายเป็นวัด ๒ วัด ตั้งอยู่คนละฟากถนนคือฟากหนึ่งเป็นวัดใต้ที่อยู่เดิม และอีกฟากหนึ่งก็เป็นวัดเลียบ ได้มีการพัฒนามาเป็นลำดับจนเป็นวัดที่มีความมั่นคงและสวยงามในปัจจุบัน
วัดใต้ กับ วัดเลียบ จึงเป็นเสมือนวัดพี่วัดน้องที่มีถนนคั่นกลางมาเท่าทุกวันนี้
วัดเลียบ เมืองอุบลราชธานีแห่งนี้เอง เป็นวัดที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มาถวายตัวเป็นศิษย์วัดอยู่กับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโลกตั้งแต่ครั้งยังเป็นป่า ที่พักสงฆ์ยังเป็นเพียงกุฏิกระต๊อบหลังเล็กๆ อยู่ ซึ่งหลวงปู่มั่นก็ได้บวชเป็นสามเณร และบวชเป็นพระในเวลาต่อมา
ดังนั้น วัดเลียบเมืองอุบลฯ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในทางพระพุทธศาสนาของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่สายธุดงค์กรรมฐานในยุคปัจจุบัน
สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดเลียบ ตามที่ปรากฏในประวัติวัด ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๔๑ (ซึ่งผมคัดลอกมาจากหนังสือของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ อีกทีหนึ่ง) มีดังนี้ –
“เมื่อจุลศักราช ๑๒๑๐ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๙๑ ปีวอก เอกศกเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๐ ค่ำ วันพฤหัสบดี ได้ตั้งวัดเลียบ มีเนื้อที่ ๙ ไร่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา มีสมภารอยู่นับได้ ๑๐ รูป และมีพระอาจารย์ทิพย์เสนาแก่นทิพย์ ฉายา ทิพฺพเสโน เป็นหัวหน้าปกครองคณะสงฆ์ ต่อมาท่านได้มรณภาพลง สำนักสงฆ์แห่งนี้จึงร้างไป
ต่อมา พระครูวิเวกพุทธกิจ (เสาร์ กนฺตสีโล) ได้มาเป็นสมภารเมื่อจุลศักราช ๑๒๕๔ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๓๕ ปีมะเส็ง เบญจศก เดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำ วันอังคาร พร้อมภิกษุสามเณร
ส่วนฆราวาสมี พระอุบลการประชานุกิจ (บุญชู) พระสุระพลชยากร (อุ่น) ท้าวกรมช้าง (ทองจัน) สังฆการีจารปัจฌา สังฆการีจารเกษ และทายกทายิกา ได้พร้อมกันมีศรัทธาสร้าง ขยายวัดออกทางด้านบูรพา กว้างได้ ๑๑ วา ยาว ๖๔ วา ๒ ศอก ด้านอุดร กว้าง ๑๘ วา ๒ ศอก ยาว ๕๓ วา และได้สร้างรั้วรอบวัดมีเสนาสนะ มีพัทธสีมา ๑ มีหอแจก ๑ หลัง หอฉัน ๑ หลัง มีกุฏิ ๔ หลัง โปง ๑ และได้ปลูกต้นไม้ ได้แก่ มะพร้าว ๒๑๐ ต้น หมาก ๖๐ ต้น มะม่วง ๔๐๐ ต้น หมากมี้ (ขนุน) ๓๒๘ ต้น มะปราง ๒๕ ต้น
ต่อมาพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พร้อมด้วยท้าวสิทธิสาร และเพียเมืองจันได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามพระราชโองการที่ ๘๗/๓๐๓ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ ตรงกับ ร.ศ. ๑๑๕ อันเป็นปีที่ ๒๙ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีขนาดด้านยาว ๗ วา ด้านกว้าง ๕ วา
อุโบสถหลังเดิมมีขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ก่อสร้างด้วยไม้ หลังคามุงด้วยสังกะสี ควบคุมการก่อสร้างโดยพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสี โล
ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธาน นามว่า “พระพุทธจอมเมือง” ซึ่ง พระอาจารย์เสาร์เป็นผู้สร้าง…”
๓๔
ได้ศิษย์เอกชื่อว่ามั่น
มีอยู่ช่วงหนึ่ง ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๔ – ๒๔๓๕ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ออกธุดงค์มาพักที่กุดเม็ก ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านคำบง อำเภอโขงเจียม ออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตร
คำว่า “กุดเม็ก” มาจากคำว่า กุด คือลุ่มน้ำที่ปลายขาดห้วงเรียกปลายกุด และ เม็ก คือต้นสะเม็ก หรือที่เราเรียกว่า ผักเม็ก ยอดสีน้ำตาลอ่อน มีรสฝาด เอามาจิ้มกับน้ำพริก หรือกินกับลาบนั่นเอง
กุดเม็ก เป็นป่าร่มรื่นอยู่ติดกับลำห้วยยาง ที่ไหลลงมาจากภูหล่น มีน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดปี แม้ปัจจุบันนี้ชาวบ้านคำบงและหมู่บ้านใกล้เคียง ยังได้อาศัยน้ำที่นี่ดื่มกิน ยามขาดแคลนในหน้าแล้ง
ข้อมูลนี้ได้จากหนังสือของท่านพระครูกมลภาวนากร เจ้าอาวาสวัดภูหล่น ซึ่งท่านได้บรรยายต่อไปว่า กุดเม็กนี้ยังเป็นป่าร่มรื่นดีอยู่ในปัจจุบัน เพราะชาวบ้านคำบงได้เห็นความสำคัญของสถานที่ของพระบูรพาจารย์ จึงได้ร่วมกันอนุรักษ์สถานที่แห่งนี้ไว้
สมัยที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ มาพักบำเพ็ญเพียรอยู่นั้น กุดเม็กยังเป็นป่ารกชัฏไปตลอดแนวของลำห้วยยาง ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังว่าพอถึงตอนกลางคืน แถวนั้นดูแสนเปลี่ยวยิ่งนัก ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปหาหลวงปู่ใหญ่คนเดียว ต้องไปกันหลายๆ คน
ท่านพระครูกมลภาวนากร ได้ให้ข้อสังเกตโดยส่วนตัวของท่านว่า
“ท่านหลวงปู่เสาร์ท่านชอบไปพักที่เป็นสัปปายะใกล้ๆ ลำห้วยลำน้ำเสมอเช่น ที่กุดน้ำใส เขตอำเภอพิบูลมังสาหาร มีส่วนคล้ายคลึงมากกับสถานที่กุดเม็ก คืออยู่ใกล้ลำห้วยเหมือนกัน ยิ่งเป็นวัดดอนธาตุ บ้านทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร ที่ท่านอยู่จำพรรษาหลายปีนั้น เป็นเกาะดอน ตั้งอยู่กลางลำน้ำมูลเลยทีเดียว อากาศร่มรื่นเย็นสบายดี”
ที่เอ่ยถึงบ้านคำบง ข้างต้น พวกเราคงจำได้ใช่ไหมครับว่าเป็นบ้านเกิดของพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่สายพระป่าในปัจจุบัน
หลวงปู่มั่น ท่านเคยบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๕ ปี ซึ่งตรงกับปีระกา พ.ศ. ๒๔๒๘ ที่โบสถ์วัดคำบงโดยมี ญาท่านโครต บ้านตุงลุงกลาง ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านคำบงประมาณ ๓ กม. เป็นบรรพชาจารย์ของท่าน
หลวงปู่มั่นบวชเณรอยู่ได้ ๒ พรรษา เมื่อท่านอายุได้ ๑๗ ปี จึงได้ลาสิกขาเพื่อออกไปช่วยงานทางบ้าน ตามคำขอของบิดา
หลวงปู่มั่น เมื่อวัยหนุ่ม นอกจากจะมีความขยันขันแข็งในการงานแล้ว ท่านยังเป็นหมอลำฝีปากดี ของหมู่บ้านด้วย ซึ่งเล่ากันว่าท่านสามารถลำเดินนิทานพื้นเมืองอิสานได้ไพเราะจับใจผู้ฟังมาก ถึงกับผู้เฒ่าผู้แก่นั่งฟังด้วยน้ำตาซึมไปเลย
ในหนังสือของพระครูกมลภาวนากร เขียนไว้ดังนี้
“ผู้เล่าประวัติ เล่าว่า หลวงปู่มั่น (ตอนเป็นฆราวาสอยู่) พบกับหลวงปู่เสาร์ครั้งแรกที่กุดเม็ก และได้มอบตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่เสาร์ได้ขอเอาหลวงปู่มั่นไปบวชจากโยมพ่อแม่ของท่าน ในสถานที่กุดเม็ก นี้เอง ผู้เล่าเล่าว่าหลวงปู่มั่น เทียวเข้าเทียวออกเป็นประจำ บางคืนก็ไม่กลับเข้าไปนอนที่บ้าน อยู่ฝึกสมาธิกัมมัฏฐานและเพื่ออุปัฏฐากรับใช้ท่านอาจารย์”
ท่านพระครูกมลฯ ได้บันทึกคำบอกเล่าเป็นภาษาอิสานว่า
“เผิ่นนั่นแหล่ว เที่ยวเข้าเทียวออกดู๋กว่าหมู่ ล้างบาตร เช็ดบาตร ต้มน้ำร้อนน้ำอุ่น รับเคนสิ่งของเผิ่นประจำ ฮอดบ่เข้าเมือนอนเฮือน เผิ่นว่าอยู่นั่งหัดกรรมฐาน… กะหลวงปู่เสาร์ นั่นแหล่วชวนเอาเผิ่นไปบวชนำ เผิ่นว่า โตไปบวชกับเฮาเนอ”
และเล่าต่อว่า ท่านหลวงปู่เสาร์ ได้ขอเอาหลวงปู่มั่น กับโยมพ่อโยมแม่ของท่านไปบวชที่กุดเม็ก นี้เอง
ผมขออาสาถอดรหัสออกเป็นภาษาไทยกลาง ความว่า
“ก็ท่าน (หลวงปู่มั่น) นั่นแหละ เทียวเข้าเทียวออกบ่อยกว่าคนอื่น ล้างบาตร เช็ดบาตร ต้มน้ำร้อนน้ำอุ่น คอยประเคนสิ่งของท่านเป็นประจำ ถึงขนาดไม่กลับไปนอนที่บ้าน ท่านว่าอยู่นั่งหัดกรรมฐาน… และก็หลวงปู่เสาร์เองเป็นผู้ชวนให้ท่านบวช ท่านชวนว่า ไปบวชกับเรา เน๊าะ!”
(ที่แปลมานี้ เพื่อยืนยันกับท่านผู้อ่านว่า ผมก็ฮู้ภาษาอิสานคือกัน เด๊)
และ.. ในปี พ ศ. ๒๔๓๖ เมื่อหลวงปู่ใหญ่เสาร์ บวชเป็นพระได้๑๔ พรรษา ก็ได้นำศิษย์เอกจากบ้านคำบง ที่ชื่อว่า มั่น แก่นแก้ว เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในคณะธรรมยุต ณ วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) โดยมีพระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้รับสมณฉายาว่า ภูริทตฺโต
หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงปู่มั่น ก็ได้ไปพำนักฝึกอบรมด้านสมถะและวิปัสสนากรรมฐานอยู่กับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ที่วัดเลียบในเมืองอุบลฯ นั่นเอง
ความใกล้ชิดผูกพันระหว่างหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ผู้เป็นอาจารย์กับ หลวงปู่มั่น ผู้เป็นศิษย์ มีความลึกซึ้งเช่นไร ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงได้รับทราบจากหนังสือของท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กันมาแล้วนะครับ
อ้อ! ผมไปเจอเกร็ดอีกตอนหนึ่งว่า หลวงปู่มั่นเกือบจะไม่ได้บวชในตอนนั้น พระอุปัชฌาย์จะไม่บวชให้
ท่านพระครูกมลภาวนากร บันทึกคำบอกเล่าอีกตอนหนึ่งว่า
“ท่านอาจารย์ใหญ่ที่อยู่เมืองอุบลฯ (หมายถึงหลวงปู่เสาร์) สั่งลงมาว่า ให้นำผู้ชื่อมั่นขึ้นไปบวช ท่าน (หลวงปู่มั่น) จึงได้ขึ้นไปพร้อมกับคณะญาติพี่น้องของท่าน”
ท่านผู้เล่า ย้ำเป็นภาษาอิสานว่า “หั่งสิแม่นตัวของเป็นอาจารย์ของเผิ่น เผิ่นถือเป็นอาจารย์ เผิ่นสั่งมาอีกว่า ให้เอาผู้ลำหม่วนๆ นั่นเลอขึ้นมาบวช”
หลวงปู่ใหญ่ ท่านบอกว่า ให้เอาคนที่ลำสนุกๆ (เก่งๆ) นั่นแหละขึ้นมาบวชกับท่าน
เล่ากันว่าหลวงปู่มั่น สมัยเป็นหนุ่มท่านเป็นหมอลำ ลำเดินนิทานพื้นเมืองอิสานได้ไพเราะและกินใจมาก ผู้เฒ่าผู้แก่ฟังแล้วถึงกับน้ำตาไหล และการเป็นหมอลำที่เก่งนี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านเกือบไม่ได้บวชในครั้งนั้น
เรื่องมีอยู่ว่า ในตอนกลางคืนก่อนวันบวช ก็มีมหรสพ คือ มีหมอลำในงานบวชนั้น บังเอิญหมอลำชายไม่มา ผู้เฒ่าผู้แก่และเพื่อนๆได้รบเร้าให้ท่าน (ผมเข้าใจว่าเป็น นาค) ขึ้นไปลำแทน ทนรบเร้าไม่ได้ท่านจึงขึ้นไปลำเพื่อสนองตอบคำเรียกร้องนั้น
ด้วยเหตุการณ์คืนนั้นเอง
“ท่านถูกอุปัชฌาย์ดุเอา จนจะไม่ยอมทำการอุปสมบทให้ และดุพวกญาติโยมที่ยุให้ท่านขึ้นไปลำด้วย จนพระอาจารย์ของท่าน ต้องได้เข้าไปขอขมาโทษแทน พระอุปัชฌาย์จึงยอมทำการอุปสมบทให้”
ท่านพระครูกมลภาวนากร ท่านระมัดระวังในการเขียนมาก ท่านบอกว่าที่ผู้เฒ่าผู้แก่ อายุ ๙๐ – ๑๐๐ ปีกว่า เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง โดยใช้สรรพนามว่า “อาจารย์ของท่าน” เช่น “อาจารย์ของท่านได้เข้าไปขอโทษแทน” หรือ “อาจารย์ของท่าน สั่งลงมาจากเมืองอุบลฯ ให้เอาผู้ชื่อว่ามั่นขึ้นไปบวช” ฯลฯ ท่านอาวุโสที่เล่าเรื่องนี้ไม่ได้ยืนยันและท่านพระครูกมลฯ เอง ท่านก็ไม่กล้าชี้ชัดว่า เป็นหลวงปู่เสาร์ ท่านว่า
“ผู้เขียนเกรงว่าจะเป็นการล่วงเกินพระบูรพาจารย์ เพราะผู้เล่าประวัติก็ไม่ได้ยืนยันชัดเจน…”
นี่คือความระมัดระวังของพระป่า ลูกศิษย์สายหลวงปู่ใหญ่เสาร์- หลวงปู่มั่น อะไรไม่แน่ใจ แม้เพียงเล็กน้อยท่านก็จะไม่ฝืนทำ
ส่วนผู้เขียนเอง (นายปฐม) ไม่มีวินัย ๒๒๗ ข้อ เหมือนกับท่าน อยากจะฟันธงลงไปว่า “พระอาจารย์ของท่าน” ตามที่กล่าวข้างต้นน่าจะเป็น หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล นั่นเอง ท่านรักลูกศิษย์ของท่านมาก ถึงกับยอมขอขมาแทนลูกศิษย์ จึงได้บวชสมความตั้งใจ
ก็ฝากให้ท่านผู้รู้ช่วยพิจารณาตรงนี้ด้วยครับ!
ในตอนนี้ก็ยังจบลงไม่ได้ ยังมีคำถามคาใจที่ท่านพระครูกมลภาวนากรได้ถามผู้เฒ่าผู้แก่ว่า “ใครเป็นครูอาจารย์แต่งกลอนให้ท่าน (หลวงปู่มั่น)?”
ได้รับคำตอบว่า
“ท่านเรียนและค้นคว้าด้วยตัวท่านเอง เพราะเรื่องนิทานต่างๆ มีอยู่ในหนังสือใบลานและสมุดข่อยอยู่ในสมัยนั้นเช่น นิทานเรื่องกำพร้าไก่แก้ว ขุนทึง ขุนเทือง จำปาสี่ต้น ท้าวสุริวงศ์ ท้าวก่ำกาดำ ซึ่งเป็นนิทานพื้นเมืองอิสานที่นิยมกันอยู่ในสมัยนั้น”
ลูกหลานคนอิสานสมัยนี้ ได้มีโอกาสรู้เรื่องนิทานพื้นบ้านดีๆเหล่านี้ไหมหนอ? หรือว่าเรื่องซินเดอเรลล่า เรื่องสโนไวท์ ฯลฯ จะมีคุณค่าน่ารู้มากกว่า
๓๕
วัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ
เนื่องจากหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ท่านชอบที่วิเวก ชอบความสงบ ไม่ระคนด้วยหมู่คณะ ซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำองค์ท่าน
ในเวลาต่อมา ที่วัดเลียบมีศิษย์มากเข้า มีพระเณรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ท่านจึงได้หาที่วิเวกแห่งใหม่ และท่านไปพบสถานที่แห่งหนึ่งอยู่ด้านตะวันออกของตัวเมือง ห่างจากวัดเลียบ ประมาณ ๑ กิโลเมตร
สถานที่ตรงนั้นเป็นวัดเก่าแก่ ร้างมานานหลายปี มีโบสถ์หลังเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมมากแล้ว แต่พออาศัยเป็นที่บำเพ็ญเพียรได้ หากมีการซ่อมแซมทำความสะอาดขึ้น
ในบริเวณวัดร้างแห่งนั้นมีต้นหนามคอม ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมดไม่มีผู้ใดที่จะย่างกรายเข้าไปในที่แห่งนั้น หลวงปู่ใหญ่จึงหลบจากหมู่คณะออกมาใช้ที่นั่นเป็นที่นั่งสมาธิภาวนาและเดินจงกรม แสวงความวิเวกในเวลากลางวัน พอเห็นลงก็กลับไปประกอบกิจวัตร และพักผ่อนที่วัดเลียบ ตามปกติ
หลวงปู่ใหญ่ หลบผู้คนไปบำเพ็ญเพียรที่โบสถ์ในวัดร้างแห่งนั้นทุกวัน ท่านมุ่งหวังที่จะให้วัดร้างแห่งนั้นถูกสร้างขึ้นมาเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อีกแห่งหนึ่ง
หลวงปู่ใหญ่ เล่าว่า
ทุกวันในตอนเช้า เวลาท่านไปถึงและตอนเย็นเวลาท่านจะกลับวัดเลียบ ท่านจะกราบพระประธานในโบสถ์ ทำวัตรสวดมนต์และอธิษฐานจิต ขอให้ผู้มีฤทธิ์ดลบันดาลให้สถานที่แห่งนี้ได้เป็นวัดที่สมบูรณ์ภายในอนาคตอันใกล้นั้น
ในเวลาต่อมา หลวงปู่ใหญ่ได้พาหลวงปู่มั่น ศิษย์ของท่าน ออกแสวงวิเวก ไปภาวนาที่บ้านภูหล่น ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโขงเจียม อยู่บนฝั่งแม่น้ำโขงคนละฝั่งกับประเทศลาว
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ ออกเที่ยวธุดงค์ไปทางภูหล่น ได้เพียง ๗ วัน พระอาจารย์สีทา ชยเสโน พระกรรมวาจาจารย์ของหลวงปู่ใหญ่ ก็ได้มาใช้สถานที่ที่วัดร้างแห่งนั้นเป็นที่บำเพ็ญเพียร เพราะเห็นว่าเป็นที่สงบดี
พระอาจารย์สีทา เห็นโบสถ์ร้างแห่งนั้นก็เกิดศรัทธา อยากจะบูรณะสถานที่นั้นขึ้นเป็นวัดอีกครั้งหนึ่ง
จากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกวันที่ท่านไปบำเพ็ญเพียรที่วัดแห่งนั้น ท่านจะเอาศิษย์วัดติดตามไปด้วย ให้เอามีด พร้า จอบ เสียม ไปถางพงไม้ต่างๆ ที่ขึ้นเป็นป่ารกทึบ ทำความสะอาดและซ่อมแซมโบสถ์เพื่อให้สภาพดูดีขึ้น
พระอาจารย์สีทา พาเด็กออกไปถากถางทุกวัน ทำวันละนิดละหน่อย ส่วนตัวของท่านก็ใช้เวลาตลอดทั้งวันบำเพ็ญเพียรโดยการเดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิภาวนาบ้าง ตามแบบฉบับของพระกรรมฐาน
อยู่มาวันหนึ่ง เวลาบ่ายคล้อยมากแล้ว พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เจ้าเมืองอุบลราชธานีในสมัยนั้น ได้ขี่ช้างออกตรวจรอบเมืองมาพร้อมด้วยทหาร พอมาถึงบริเวณวัดร้างนั้นท่านข้าหลวงได้ยินเสียงคนตัดไม้ หักร้างถางพง ณ สถานที่นั้น
ด้วยความสงสัย จึงใช้ให้ทหารเข้าไปดู แล้วกลับมารายงานว่า
“ญาคูสีทา ท่านให้เด็กถางป่ารอบโบสถ์ร้าง”
ท่านข้าหลวงใช้ให้ทหารวิ่งเข้าไปถามพระท่านอีกว่า
“ท่านญาคูจะอยู่เองหรือ? ”
ทหารกลับมารายงานตามคำของพระอาจารย์สีทา ว่า
“ถ้ามีคนศรัทธาสร้างวัดให้ก็จะอยู่ ถ้าไม่มีใครสร้างให้ก็จะไม่อยู่”
เมื่อทราบความดังนั้น ท่านเจ้าเมืองก็ไม่ได้พูดอะไร ท่านเดินทางกลับเข้าเมือง
ตกเย็น ท่านพระอาจารย์สีทา ก็พาเด็กเดินทางกลับวัดตามปกติ
พอรุ่งขึ้นเช้าวันใหม่ ท่านข้าหลวงฯ ก็สั่งให้เบิกนักโทษจากเรือนจำทั้งหมด (เรือนจำสมัยนั้นอยู่ตรงที่ตั้งสโมสรข้าราชการในปัจจุบัน) ให้ไปถากถาง และทำความสะอาดบริเวณวัดร้างจนเตียนโล่ง เหลือไว้เฉพาะต้นไม้ใหญ่
จากนั้นมาก็เริ่มต้นสร้างวัดขึ้นมาใหม่ ชื่อว่า วัดบูรพาราม และเป็นวัดที่มั่นคงเป็นปึกแผ่นมาจนทุกวันนี้
เป็นอันว่าการอธิษฐานจิตของท่านหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล สัมฤทธิ์ผลตามที่ท่านปรารถนาในเวลาไม่นานนัก
๓๖
หลวงปู่มั่นต้องการลาสิกขา
คงอยู่ในราวปี พ ศ. ๒๔๔๐ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นพระบวชใหม่ อายุพรรษาราว ๔ พรรษา ขณะนั้นท่านพำนักปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ที่วัดเลียบ เมืองอุบลฯ ซึ่งหลวงปู่ใหญ่ท่านเป็นสมภารอยู่
หลวงปู่มั่น ท่านเป็นพระหนุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นภาวนา จิตใจของท่านคงจะยังโลดแล่นคึกคะนองตามธรรมชาติของคนวัยหนุ่มโดยทั่วไป จิตใจยังไม่สนิทแนบแน่นในทางธรรม ท่านเกิดอยากจะลาสิกขาไปครองเพศฆราวาสเป็นกำลัง สุดที่จะหักห้ามจิตใจไว้ได้
หลวงปู่มั่น จึงตัดสินใจเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องใช้สำหรับฆราวาสไว้พร้อม รอโอกาสเหมาะสมจึงได้จัดขันดอกไม้ธูปเทียนตามประเพณีเข้าไปแสดงความประสงค์จะขอลาสิกขากับหลวงปู่ใหญ่
จะเป็นด้วยบุญบารมีของหลวงปู่มั่น ที่จำเป็นจะต้องได้บำเพ็ญตนเป็นพุทธสาวกที่สามารถประกาศสัจธรรมได้อย่างกว้างขวาง หรือด้วยการที่หลวงปู่ใหญ่จะสามารถหยั่งรู้จิตใจและอนาคตของศิษย์ หรือด้วยองค์ประกอบทั้งสองอย่าง ก็สุดจะคาดเดา (ผมเชื่อว่า เป็นบุญของพวกเราผู้เป็นศิษย์รุ่นหลานเหลนด้วย ที่จะได้มีครูบาอาจารย์ที่ประกาศสัจธรรมได้ตรงตามคำสอนของพระพุทธองค์)
เมื่อหลวงปู่มั่น เข้าไปบอกความประสงค์จะขอลาสิกขา ปรากฏว่าหลวงปู่ใหญ่ ไม่ได้กล่าวคำทัดทานเลยแม้แต่น้อย ท่านพูดด้วยน้ำเสียงสงบเย็นตามอุปนิสัยของท่านว่า
“ถ้าท่านจะลาสึกก็สึกได้ ไม่ห้ามไม่หวง แต่ผมจะขอร้องและแนะนำท่านสักอย่างว่า การที่เราได้เกิดเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนาเช่นนี้ เป็นของยากเหลือเกิน
ฉะนั้น เมื่อเราได้ลาภอันประเสริฐ ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกิดเป็นลูกผู้ชายได้บวชครองผ้ากาสายะของพระพุทธองค์อันบริสุทธิ์เช่นนี้แล้ว ขออย่าได้ละโอกาสอันดีงามนี้ให้ล่วงเลยไปโดยปราศจากประโยชน์เลย
การได้มาบวชมาประพฤติธรรมเป็นบารมีของเรา เราอาจจะยังไม่ถึงพร้อมจึงยังไม่สามารถทำให้บรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้แต่ก็ช่วยอบรมบ่มนิสัยในทางที่ดีงามให้แก่เราได้พอสมควร
ในโอกาสที่ท่านจะสึกหาลาเพศออกไปนี้ ผมอยากขอร้องให้ท่านบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่สัก ๗ วัน เพื่อเป็นการสร้างสมบารมีให้เกิดเป็นอุปนิสัยติดตามตนไป ไม่ว่าจะไปทำอะไรจะได้มีชีวิตที่รุ่งเรืองสดใส
ในช่วง ๗ วันก่อนสึกนี้ ขอให้ท่านปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ขยันเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีให้เต็มที่ ระมัดระวังปิดประตูทวารทั้งหมดให้เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา
ใช้ความเพียรให้เต็มที่ เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายของท่านที่จะทำ ถ้าออกไปครองเพศฆราวาสแล้วไม่สามารถประกอบความเพียรเช่นนี้ได้ ด้วยการครองเพศฆราวาสนั้นมันวุ่นวาย ต้องต่อสู้ดิ้นรนจะหยุดนิ่งไม่ได้ โอกาสทำความเพียรของฆราวาสจึงยากแสนยาก ไม่เหมือนอยู่ในเพศบรรพชิตเช่นนี้
ในช่วง ๗ วันสุดท้ายของการเป็นพระนั้น จึงขอให้ท่านเร่งความเพียรให้เต็มที่เถิด ถือธุดงควัตร ๑๓ ให้เคร่งครัดที่สุด ฉันเอกาเป็นวัตร ถือเนสัชชิก ไม่นอนทอดกายตลอดวันคืน และการเข้าเยี่ยมป่าช้า เป็นต้น
ขอให้ท่านทำตามคำขอร้องของผมอย่างเคร่งครัด เมื่อครบ ๗ วันแล้วเราค่อยมาพูดเรื่องการลาสึกกันใหม่”
๓๗
หลวงปู่มั่นเปลี่ยนใจไม่สึก
เมื่อหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล แนะนำหลวงปู่มั่น ลูกศิษย์ของท่านแล้ว หลวงปู่มั่น ท่านมีความดีใจมาก เพราะความหวังที่จะได้สึกมาเป็นฆราวาสลอยมาอยู่แค่เอื้อม แค่ ๗ วันเท่านั้นเอง
หลวงปู่มั่น จึงตกลงรับปากกับครูอาจารย์ท่านอย่างแข็งขัน คือทำความเพียรให้เต็มที่เพื่อแลกกับการสึก
หลังจากนั้นหลวงปู่มั่น ก็กราบลาไปเร่งทำความเพียรอย่างเต็มที่ หวังแต่เพียงเพื่อให้เป็นอุปนิสัยปัจจัยต่อไปทั้งในภพนี้และภพหน้า ตามคำที่ท่านอาจารย์ใหญ่บอก
ส่วนหลวงปู่ใหญ่ ท่านก็เร่งทำความเพียรของท่านอย่างไม่หยุดหย่อน คือ ทุกวัน หลังฉันภัตตาหาร ท่านจะหลีกจากหมู่คณะไปบำเพ็ญเพียรที่โบสถ์วัดร้างจนถึงเวลาเย็นจึงกลับวัดตามปกติ
เมื่อครบกำหนด ๗ วันตามสัญญา ท่านก็เรียกหาหลวงปู่มั่น เข้ามาพบ แล้วก็ถามความสมัครใจว่าจะสึกหรือไม่ ถ้าต้องการจะสึกก็จะสึกให้
พร้อมกันนั้น หลวงปู่ใหญ่ ก็พูดในเชิงปรารภว่า
“สมณะหรือนักบวชที่แท้จริง ต้องเป็นผู้ขวนขวายหาที่สงบ เพื่อประกอบความเพียรชำระจิตใจของตน เพื่อทำให้ถึงที่สุดแห่งความทุกข์”
แล้วท่านก็บอกความประสงค์ของท่านว่า ท่านจะออกธุดงค์แสวงวิเวกไปทางภูหล่น ที่นั่นมีภูเขายาวเป็นเทือกโอบล้อมอยู่ มีถ้ำอยู่หลายแห่ง เป็นที่สงบสงัดเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา
หลวงปู่ใหญ่ บอกว่าท่านจะอยู่ที่ภูหล่น สักระยะหนึ่ง ต่อจากนั้นก็จะออกวิเวกไปเรื่อยๆ ไม่มีที่กำหนดหมาย สุดแต่ความพอใจและสมควรแก่สถานการณ์
หลวงปู่มั่น รู้สึกตื่นเต้นดีใจที่พระอาจารย์ของท่านบอกความประสงค์เช่นนั้น ประกอบกับช่วง ๗ วันนี้ท่านเร่งประกอบความเพียรอย่างเต็มที่ ถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด เกิดความมั่นใจในทางธรรมขึ้นมาก
หลวงปู่มั่น ได้พิจารณาถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต หาแก่นสารแท้จริงไม่ได้ ไปหลงยึดถือเอาสิ่งไม่เป็นแก่นสารมาเป็นสาระ จึงได้พากันเวียนว่ายตายเกิดในวัฏทุกข์อยู่ร่ำไป ไม่มีที่สิ้นสุดคิดแล้วชวนสลดสังเวชเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ท่านจึงเลิกล้มความคิดที่จะสึก และตัดสินใจด้วยตัวท่านเองว่า จะขออยู่ปฏิบัติธรรมในเพศบรรพชิต อย่างมอบกายถวายชีวิตไม่ขอสึกอีกต่อไป
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ บอกข่าวเรื่องที่ท่านจะไปภูหล่นและธุดงค์ไปเรื่อยๆ หลวงปู่มั่น จึงขอติดตามไปด้วย
หลวงปู่ใหญ่ ท่านอนุญาต และเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่หลวงปู่มั่นจะได้ถือโอกาสแวะเยี่ยมบ้านเกิดของท่านด้วย
ตั้งแต่นั้นมาทั้งอาจารย์ และศิษย์ คือหลวงปู่ใหญ่เสาร์และหลวงปู่มั่น ก็เที่ยวจาริกธุดงค์ไปด้วยกันหลายถิ่นหลายที่เรื่อยมา
๓๘
ไปบำเพ็ญเพียรที่ภูหล่น
ประมาณปี พ ศ ๒๔๔๐ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลกได้พาศิษย์ของท่าน คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งยังเป็นพระนวกะ บวชได้ ๔ พรรษา ออกเดินธุดงค์จากวัดเลียบ ในเมืองอุบลราชธานี ไปปฏิบัติภาวนาที่ภูหล่นซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโขงเจียม (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอศรีเมืองใหม่) จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตรงข้ามกับฝั่งประเทศลาว
หลวงปู่ใหญ่ ได้พาหลวงปู่มั่น แวะเยี่ยมบ้านเกิดของหลวงปู่มั่นที่บ้านคำบง ซึ่งอยู่ห่างจากภูหล่น ประมาณ ๕ กิโลเมตร เพื่อให้โอกาสลูกศิษย์ได้เยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ และศิษย์เดินทางไปถึงบ้านคำบง บรรดาเพื่อนฝูงญาติมิตรของหลวงปู่มั่น และพี่น้องชาวบ้านคำบง ต่างพากันมากราบเยี่ยมเยียน ทักทาย โอภาปราศรัย และให้การอุปัฏฐากต้อนรับเป็นอย่างดี
ท่านทั้งสองพักอยู่ที่บ้านคำบง ช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ในบันทึกไม่ได้บอกว่ากี่วัน) หลวงปู่ใหญ่ เห็นว่าถ้าพักอยู่นานจะทำให้ศิษย์ของท่านฟุ้งซ่านมากขึ้น ท่านจึงออกอุบายขอร้องให้ชาวบ้านคำบงช่วยนำทางไปยังบ้านภูหล่น เพื่อสำรวจหาสถานที่เหมาะสมในการภาวนา
หลวงปู่ใหญ่เสาร์กับหลวงปู่มั่น ได้มาพักปักกลดที่ภูหล่นและออกสำรวจดูภูเขาหลายลูก ในที่สุดก็ได้กำหนดเอาสถานที่บนหลังเขาภูหล่นเป็นที่พักบำเพ็ญเพียร โดยจะอยู่ประจำสักระยะเวลาหนึ่งที่นานพอสมควร
ภูหล่นเป็นภูเขาที่ไม่สูงนัก ขึ้นลงก็พอดี ไม่ถึงกับลำบาก ที่โคจรบิณฑบาตก็อยู่ไม่ไกล อีกทั้งบริเวณภูหล่นนั้นอากาศดี เหมาะแก่การทำความเพียรอบรมสมาธิภาวนา
(คนไทยแต่ละภาคจะเรียกชื่อภูเขาต่างกัน ภาคอิสาน เรียก ภู ภาคเหนือเรียก ดอย ภาคกลางเรียก เขา และภาคใต้เรียก ควน)
เล่ากันว่า ภูหล่น สมัยนั้นมีสัตว์ป่าชุกชุมมาก ตอนรุ่งเช้าเสียงนกร้องแข่งกับเสียงไก่ป่าขันกันเซ็งแซ่ พอตกตอนกลางคืนบางคืนเดือนมืด ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ได้ยินเสียงสัตว์ป่านานาชนิด และเสียงเสือร้องคำราม บางคืนเงียบสงัดน่ากลัวมาก ต้องเข้าที่ภาวนาทั้งคืนไม่ได้หลับนอนเลย
ในบันทึกของท่านพระครูกมลภาวนากร มีดังนี้
“ผู้เล่าประวัติเล่าว่า หลวงปู่มั่น ท่านชอบอากาศบริเวณหลังเขา (หมายถึงบนสันเขา) ท่านนั่งสมาธิ ได้รับความสงบติดต่อกันทั้งกลางวันกลางคืน จนได้เกิดนิมิตและอุคคหนิมิตหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้เกิดปีติดื่มด่ำเปี่ยมล้นท้นจิตใจ อย่างที่ไม่เคยประสบความสุขสงบอันลึกล้ำเช่นครั้งนี้จากที่ไหนมาก่อน จิตใจค่อยถ่ายถอนจากความฟุ้งซ่าน
ท่านได้เข้าไปเรียนให้ท่านพระอาจารย์เสาร์ ทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติ ที่ได้รับความรู้แปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้น
ท่านพระอาจารย์เสาร์กล่าวว่า ได้แล้วท่านมั่น ท่านมาบำเพ็ญอบรมสมาธิบนสถานที่แห่งนี้เพียงเวลาไม่นาน ท่านก็ได้กำลังใจที่ตั้งมั่นในสมาธิ และได้รับผลคือเกิดปีติ ความเย็นอกเย็นใจในสถานที่แห่งนี้ ให้ท่านพยายามรักษาความบริสุทธิ์ใจ และกำลังสมาธิที่เกิดขึ้นนั้นอย่าให้เสื่อม เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับญาติโยม ผมจะรับหน้าที่แทนเอง”
๓๙
คำบอกเล่าจากหลวงปู่โทน
หลวงปู่โทน กนฺตสีโล เป็นศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น ขณะที่เล่าเรื่องภูหล่นนั้น ท่านอายุได้ ๙๓ ปี ท่านขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่ภูหล่นครั้งสุดท้าย เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ท่านขึ้นมาทำวัตร (สักการะ) ณ สถานที่ของพ่อแม่ครูอาจารย์ ซึ่งท่านเคยมาปฏิบัติธรรมด้วย
หลังจากหลวงปู่โทน กลับลงจากภูหล่น ได้ ๕ – ๖ เดือน ก็เกิดอาพาธ และมรณภาพ ก่อนที่จะออกพรรษาเพียง ๑๐ วัน ที่สำนักของท่าน คือ วัดบูรพา บ้านสะพือ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
ส่วนภูหล่น ต่อมาภายหลังได้เป็นสำนักสงฆ์ และเป็นวัดภูหล่น โดยมี พระครูกมลภาวนากร (หลวงพ่อสีทน กมโล) เป็นเจ้าอาวาส และเป็นผู้บูรณะพัฒนาขึ้นมา เป็นสถานที่ที่เหมาะในการบำเพ็ญภาวนาในปัจจุบัน โดยได้รับการสนับสนุนจากหลวงปู่กิ ธมมุตฺตโม วัดป่าสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร และพระครูพิบูลธรรมภาณ (หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค วัดภูเขาแก้ว อ พิบูลมังสาหาร จ อุบลราชธานี)
หลวงปู่โทน เล่าว่า
“ภูหล่นสมัยนั้นไม่เหมือนปัจจุบันนี้หรอก สัตว์ป่ามีแทบทุกชนิด” แล้วท่านก็เปลี่ยนสำเนียงเป็น “นามมึ้อเซ้าจั่งซี้เสียงนกกก นกแกง นกกาเวา ฮ้องสนั่น เสียงไก่ป่าขันกันเป็นแซวๆ”
นี่คือบรรยากาศ นามมื้อเซ้า คือยามเช้า
“บางคืนเดือนมืด ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ได้ยินเสียงสัตว์ป่าต่างๆ และเสียงเสือร้อง และเงียบสงัดน่ากลัวมาก ต้องเข้าที่ภาวนาทั้งคืนไม่ได้นอน”
หลวงปู่โทน เล่าถึงช่วงที่ท่านมาปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่ใหญ่เสาร์และหลวงปู่มั่น เมื่อครั้งกระโน้น ให้ท่านพระครูกมลฯ ฟังว่า
“นั่น ผมนั่งอยู่ตรงนั้น ฝูงลิง ๓๐ – ๔๐ ตัวมันมานั่งล้อมดูเรา ไม่หนีไปไหน เวลานั่งสมาธิ มันจะมานั่งล้อมเราอยู่ใกล้ๆ เราได้เข้าไปเรียนเรื่องนี้กับหลวงปู่มั่น ท่านบอกว่าให้สวดกรณีฯ และแผ่เมตตา มันก็หนีหรอก”
(สวดกรณีฯ คือ บทสวดกรณียเมตตสูตร เป็นบทแผ่เมตตา โดยเฉพาะเวลาไปพักตามป่าตามเขา ในช่วงที่ผู้เขียนฝึกนั่งกลดเดินจงกรมใหม่ๆ เมื่อกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว เคยกลัวผีมาก ถึงกับเวลาเข้ากลดแล้วไม่กล้าลืมตาจนตลอดคืน กลัวจะเห็นอะไรที่เราไม่อยากเห็น หลวงพ่อพุธ ฐานิโย บอกให้สวดมนต์บทกรณียเมตตสูตร ทำให้มั่นใจหายกลัวได้ ใครที่กลัวผีลองดูนะครับ และควรศึกษาความเป็นมาของพระสูตรบทนี้ด้วย น่าสนใจมาก มีอยู่ในบทสวดมนต์ทำวัตรทั่วไป – ปฐม)
หลวงปู่โทน เล่าต่อว่า
“ตอนกลางคืน หมีมันไล่กัดกันขึ้นมาที่บนหลังภูหล่น กัดกันเอาเป็นเอาตาย ไม่ยอมไปที่อื่น และคืนหนึ่งเสือมันขึ้นมาหมอบอยู่ข้างๆ ต้นกระบก หัวทางเดินจงกรมของท่านอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่เสาร์) แต่ตอนกลางคืนที่มันมาไม่เห็นมันนะ ตอนเช้ามาแล้วจึงเห็นรอยของมันหมอบอยู่ใกล้ๆ
ท่านหลวงปู่เสาร์ ท่านได้เล่าเรื่องนี้ให้โยมชาวบ้านที่ขึ้นมาในตอนเช้าฟัง และให้ชาวบ้านขึ้นมาช่วยขนหินขนดินก่อเป็นถ้ำ มีประตูเข้าออกเปิดปิดได้ โดยเอาดินโคลนผสมกับเศษหินเล็กๆ และฟางข้าวทำอยู่หลายวันจึงแล้วเสร็จ”
ท่านพระครูกมลฯ ถามว่า “หลวงปู่ทั้งสองท่านได้ทำด้วยหรือถ้ำนี้?”
หลวงปู่โทน: “ก็ท่านนั่นแหละเป็นผู้บอกแนะวิธีทำยกหินเฝือดิน (ฉาบดินโคลน) ทำช่วยกันทั้งพระทั้งโยมนั่นแหละ ทำเสร็จยังไม่นานดินโคลนที่ฉาบทาผนังถ้ำบางแห่งยังไม่แห้งสนิทดี เสือมันขึ้นมาตอนกลางคืน คืนนั้นครึ้มฟ้าครึ้มฝนและลมด้วย มันมาเดินวนเวียนอยู่ที่บริเวณรอบๆ ถ้ำ”
ท่านพระครูฯ: “มีผู้อยู่ในถ้ำนั้นไหม?”
หลวงปู่โทน: “ก็ท่านอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่เสาร์) ท่านอยู่ข้างใน (เสือ) มันเดินวนเวียนไปมาเหมือนจะหาทางเข้า และมันได้เอาเท้าตะปบที่ข้างประตูด้านซ้าย ซึ่งยังเป็นรอยติดอยู่ที่ถ้ำข้างประตูมาจนถึงทุกวันนี้”
หลวงปู่โทน เล่าต่อไปว่า “วันหนึ่ง ตอนใกล้ค่ำ ท่าน (น่าจะเป็นหลวงปู่มั่น – ปฐม) จะให้ขึ้นเขาอีกลูกหนึ่งและจะให้ไปกับท่าน แต่ไม่ได้ขึ้นไปกับท่าน…ภูเขาที่อยู่ในบริเวณแถวๆ นี้ มีหลายลูก ท่านหลวงปู่มั่นท่านเที่ยวขึ้นไปบำเพ็ญสมาธิภาวนาเกือบทุกลูก ท่านเป็นคนกล้ามาก ท่านเล่าว่า ถ้าได้ไปอยู่ในที่เปลี่ยวๆ รู้สึกได้กำลังจิตดีมากในการทำสมาธิ แล้วต่อมาท่าน (ทั้งสององค์) ก็ได้แยกกันที่ภูหล่น”
บันทึกของท่านพระครูกมลภาวนากร มีต่อจากนี้ว่า
“ผู้เล่าประวัติ (หลวงปู่โทน) ไม่ได้ระบุให้ผู้เขียนฟังว่า ท่านหลวงปู่เสาร์ พร้อมกับหลวงปู่มั่น ท่านลงจากภูหล่น ด้วยสาเหตุอะไร? ท่านไปไหน? ปี พ ศ. เท่าไร ประวัติความเป็นมาในช่วงนี้จึงได้ขาดหายไป และไม่มีโอกาสเรียนถามท่านได้อีกเลย ท่านผู้เล่าประวัติก็ได้แยกจากท่านไปด้วยเหมือนกัน“
ประวัติที่ท่าน (หลวงปู่โทน) เล่าให้ผู้เขียน (พระครูกมลภาวนากร) ฟังบางตอนก็จบลงเพียงเท่านี้
แต่มีโยมผู้เฒ่าที่พอจำเหตุการณ์ได้ในตอนนั้นเล่าว่า ท่านหลวงปู่มั่น ได้ออกจากภูหล่น ได้เดินธุดงค์ไปกับอาจารย์ของท่าน (ไป) ทางฝั่งลาว และยังได้ยืนยันว่าท่านได้อยู่จำพรรษาที่ภูหล่น ๒ พรรษา บางคนว่า ๔ – ๕ พรรษา บางคนว่าท่านอยู่ถึง ๖ – ๗ ปี
ส่วนผู้ที่ยืนยันฝ่ายหลัง (ท่านพระครูหมายถึงตัวท่านเอง – ปฐม) คิดเอาเองว่า ท่านอาจเลยมาพักที่ภูหล่น และได้เล่าต่อมาว่า ท่านได้นำทองของเก่าแก่หลายอย่างมาจากทางฝั่งลาว มาหล่อเป็นพระพุทธรูปที่กุดเล็กได้สององค์ โดยทำเตาหลอมเททองด้วยตัวท่านเอง และประดิษฐานไว้ที่ วัดบ้านคำบง บ้านเกิดของท่าน (หลวงปู่มั่น) ซึ่งชาวบ้านคำบงและพระสงฆ์ได้เก็บรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้”
ในหนังสือ พระปรมาจารย์สายพระกัมมัฏฐาน:ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร ได้เขียนถึงเหตุการณ์ในตอนนี้ว่า
“ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร ได้อบรมแนะนำการปฏิบัติกัมมัฏฐานแก่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร จนรู้แน่ชัดว่า มีกำลังสมาธิพอแก่การบำเพ็ญเพียรโดยลำพังได้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร จึงได้ปลีกวิเวกไปแสวงหาที่ปฏิบัติแห่งใหม่ และให้ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ปฏิบัติอบรมภาวนาที่ภูหล่น เป็นเวลาประมาณ ๒ ปี
ต่อมา ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เดินรุกขมูลร่วมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ไปธุดงค์ฝั่งลาว และท่านทั้งสองได้กลับมาเยี่ยมบ้านคำบงอีกครั้ง พร้อมกับสร้างพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ๒ องค์ ที่ กุดเม็ก โดยทำเตาหลอมและหล่อพระด้วยองค์ท่านเอง”
ภาค ๓: ธุดงค์แดนไกล
๔๐
ออกธุดงค์โปทางฝั่งลาว
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับลูกศิษย์คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตพักบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ภูหล่น ราว ๒ ปี
หลวงปู่ใหญ่ เห็นว่าลูกศิษย์ของท่านได้ฝึกทำความเพียรจนจิตมีกำลังกล้าแข็งพอสมควรแล้ว จึงได้พาออกธุดงค์ข้ามแม่น้ำโขงไปทางฝั่งประเทศลาว
การออกธุดงค์ครั้งนั้นอยู่ระหว่างปี พ ศ. ๒๔๔๒ – ๒๔๔๓ ไปกัน ๓ องค์ มี หลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น ซึ่งเป็นพระหนุ่ม อายุพรรษาประมาณ ๖ พรรษา และสามเณรอีก ๑ รูป
ทั้งสามองค์พากันเดินลัดเลาะไปตามป่าเขาขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อยไป จนไปถึงเมืองหลวงพระบาง นอกจากแสวงหาที่วิเวกเพื่อบำเพ็ญเพียรแล้ว หลวงปู่ใหญ่ ยังมีความประสงค์ที่จะเสาะหาครูอาจารย์กรรมฐานที่เก่งๆ พอที่จะช่วยแนะนำการภาวนาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น
หลังจากเที่ยวเสาะหาอยู่ระยะหนึ่ง ก็ไม่พบว่าจะมีใครที่สามารถให้ความรู้ด้านกรรมฐานได้ดีกว่าแนวทางที่ตัวท่านเองกับลูกศิษย์กำลังปฏิบัติอยู่ จึงตัดสินใจกลับมาทางฝั่งไทยคืน
ทั้งสามองค์เดินย้อนลงมาทางแขวงคำม่วน ตลอดเส้นทางเป็นป่าดงดิบ และภูเขาเพิงผาสลับซับซ้อนเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่ง
หลวงปู่ใหญ่ พาศิษย์เดินธุดงค์ลงมาถึงเขตเมืองท่าแขก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจังหวัดนครพนมของไทย ระยะนั้นเป็นช่วงใกล้จะเข้าพรรษา จึงได้พักบำเพ็ญสมณธรรมและจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำแห่งหนึ่ง อยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านชาวป่า เรียกว่า บ้านถ้ำ
ภูมิประเทศแถบนั้นเป็นป่าเขาที่อุดมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดมีทั้งช้าง เสือ หมี และผีร้ายนานาประการ ตลอดจนไข้มาเลเรียก็ชุกชุม แต่เป็นที่สงบวิเวกเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งหมดนี้ได้จากบันทึกของ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ซึ่งท่านได้รับการบอกเล่ามาจากหลวงปู่มั่นโดยตรง ในบันทึกมีต่อไปว่า
“ในระหว่างพรรษานั้น ท่านอาจารย์เสาร์ และสามเณรได้จับไข้มาเลเรีย มีอาการหนักบ้างเบาบ้าง ก็ไม่ถึงกับร้ายแรงจริง..
วันหนึ่งมีคณะอุบาสกอุบาสิกาได้นำผ้ามาบังสุกุล ท่านอาจารย์เสาร์ ต้องการจะตัดจีวร เรา (หลวงปู่มั่น) ก็ต้องจัดทำทุกอย่างกว่าจะเย็บเสร็จ เพราะต้องเย็บด้วยมือ ใช้เวลาถึง ๗ วันจึงเสร็จ”
หลวงปู่มั่น เล่าว่า
“…(จีวร) ยังไม่เสร็จดีเลย ไข้มันเกิดมาจับเอาเราเข้าให้แล้ว ทำให้เราต้องเกิดความวิตกกังวลขึ้นมา นึกในใจว่าเณรก็ไข้ อาจารย์ก็ไข้ เราก็กลับจะมาไข้เสียอีก ถ้าต่างคนต่างหนักใครเล่าจะดูแลรักษากัน ถ้าเกิดล้มตายกันเข้า ใครจะเอาใครไปทิ้งไปเผากันเล่า
เจ้ากรรมเอ๋ย อยู่ด้วยกันสามองค์ก็เจ็บป่วยไปตามๆ กัน ยิ่งกว่านั้น อาจารย์ของเรานั่นแหละจะร้อนใจมาก”
หลวงปู่มั่น เล่าให้หลวงพ่อวิริยังค์ ฟังต่อไปว่า
“…เราได้คิดมานะขึ้นมาในใจว่า บัดนี้เราไม่มีทางเลือกทางอื่นแล้ว ที่จะมาระงับเวทนานี้ได้ เพราะยาจะฉันแก้ไข้ก็ไม่มีเลย มีแต่กำลังอานุภาพแห่งภาวนานี้เท่านั้น
เรามาอยู่สถานที่นี้ ก็เพื่อจะอบรมตนในทางเจริญกรรมฐานภาวนา เราจะมาคิดแส่ส่ายไปทางอื่นหาควรไม่ เราต้องเอาธรรมเป็นที่พึ่งจึงจะถูก แม้จะตายขอให้ตายด้วยการภาวนา ไม่ต้องท้อถอยอ่อนแอ จะต้องเป็นผู้กล้าหาญจึงจะจัดว่าเป็นนักพรตได้
แล้วเราก็ตัดสินใจปฏิบัติบูชาพระพุทธศาสนาด้วยข้อปฏิบัตินั้น”
แล้วหลวงปู่มั่น ก็กำหนดบริกรรมว่า พุทโธ ๆ ๆ ไป จนใจเริ่มสงบเย็น ซึ่งท่านบอกว่าในขณะนั้น ท่านยังไม่สันทัดในการเจริญกรรมฐานเท่าไร
“ครั้นบริกรรม พุทโธๆๆ ก็นึกถึงคำสอนของอาจารย์ขึ้นมาว่า กายนี้เป็นที่อาศัยของจิตและเป็นทางเดินของจิต เปรียบเหมือนแผ่นดิน ย่อมมีทางน้อยใหญ่เป็นที่สัญจรของหมู่สัตว์ทุกหมู่เหล่า
กายนี้ก็เหมือนกัน ย่อมเป็นที่อยู่อาศัยของจิต และเป็นที่เที่ยวไปมาของจิตฉันนั้น
ถ้าจิตมามัวยึดถือกายนี้ว่าเป็นตนอยู่เมื่อใด ย่อมได้รับความทุกข์ความเศร้าโศกเสียใจ มีความเดือดร้อนวุ่นวายอยู่เป็นนิตย์…”
หลวงปู่มั่น เล่าต่อไปว่า
“เมื่อหมดหนทางเพราะไม่มีใครช่วยแล้ว เรานั่งสมาธิเข้าที่อยู่ โดยการเสียสละกำหนดจิตแล้วทำความสงบ ทำให้เป็นหนึ่งแน่วแน่ ไม่ให้ออกนอกเป็นอารมณ์ได้เลย
เพราะขณะนั้นทุกขเวทนากล้าจริงๆ พอกำหนดความเป็นหนึ่งนิ่งจริงๆ ครู่หนึ่ง ปรากฏว่าศีรษะลั่นเปรี๊ยะปร๊ะไปหมด จนเหงื่อไหลออกมาเหมือนรดน้ำ
เมื่อออกจากสมาธิปรากฏว่า ไข้ได้หายไปราวกับปลิดทิ้ง
นี่เป็นการระงับอาพาธด้วยธรรมโอสถเป็นครั้งแรกของเรา เราได้พยาบาลอาจารย์ของเราได้เต็มที่..
การเดินทางในครั้งนี้นั้น ได้เป็นเช่นนี้หลายหน บางครั้งมาเลเรียขึ้นสมองแทบเอาชีวิตไม่รอด”
หลวงปู่ใหญ่ ท่านเห็นว่า การจะเดินธุดงค์ในถิ่นทุรกันดารเช่นนั้นต่อไปคงจะไม่เป็นผลดี พอออกพรรษาแล้วท่านก็พาศิษย์เดินทางกลับประเทศไทย
๔๑
ป้างหย่อนเกิดจากแรงพยาบาทของหญิง
เรื่องตอนนี้ได้รับการถ่ายทอดจาก หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ดังนี้ –
“ท่านอาจารย์เสาร์ ได้เล่าเรื่องประวัติท่านอาจารย์มั่นให้ผู้เขียน (หลวงปู่เทสก์) ฟังว่า ท่านมั่นเป็นลูกศิษย์ที่ดี พรรษาตั้ง ๑๐ กว่าแล้วยังตักน้ำให้อาจารย์อาบอยู่ ด้านการภาวนาก็เก่งมาก เราไม่เป็นไม่เห็นสิ่งต่างๆ แต่ท่านมั่นก็เห็นและเป็นไปต่างๆ
เมื่อครั้งมาเที่ยวประเทศลาวครั้งแรก ท่านพูดน่าขบขันมาก บอกว่า ท่าน (หลวงปู่เสาร์) ป่วยเป็นโรคป้างหย่อน คือ ม้ามหย่อนนั่นเอง เจ็บไม่หายสักที
ภาวนาวันหนึ่ง เกิดรู้ขึ้นมาว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอิจฉาพยาบาทท่านอยู่ไม่หาย ตั้งแต่สมัยท่านยังหนุ่ม สึกออกจากสามเณรไป เกิดชอบรักกัน เมื่อจะร่วมรัก ไปเห็นของสกปรกของผู้หญิงคนนั้น จึงไม่กล้าสำเร็จความใคร่ ผู้หญิงเลยอาย เกิดความพยาบาทอาฆาตจองเวร
ไม่ได้ดอก ถ้าไม่พาผมกลับไปเมืองอุบลฯ ไปให้เขาอโหสิให้เสียก่อนจึงจะหาย
เมื่อท่านกลับไปเมืองอุบลฯ แล้ว ได้เรียกผู้หญิงคนนั้นกับแม่เขามาหา ท่านอาจารย์เสาร์ได้เล่าเรื่องความจริงให้เขาฟังทุกประการ ถ้าหากเป็นความจริงอย่างนั้น ก็ให้อโหสิกรรมกันเสีย การผูกกรรมทำเวรกันเป็นกรรมอันยืดยาวมาก อันนี้ยังดีที่ยังไม่ได้ตายจากกัน อโหสิกรรมให้กันเสียก็จะแล้วกันไป
เมื่อพูดแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็ยิ้มๆ ได้ขันน้ำแล้วไปกรวดน้ำที่ตีนบันได เป็นอันว่าอโหสิกรรมกันหมดเท่านั้น”
(เรื่องกรรมนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ถ้ายังนั่งสมาธิ – ภาวนายังไม่ถึงที่ ก็จะไม่เข้าใจ ท่านที่สนใจโปรดหาอ่านได้ที่ ชีวิตนี้สำคัญนัก เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นเล่มบางๆ ๔๐ กว่าหน้าเท่านั้น พระองค์อธิบายสิ่งที่ยากให้เข้าใจได้ง่ายๆ เป็นพระปรีชาอย่างยิ่ง – ปฐม)
๔๒
จำพรรษาที่พระธาตุพนม
เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ก็พาหลวงปู่มั่นและสามเณร รอนแรมตามฝั่งโขงเรื่อยลงมา อาศัยบิณฑบาตตามหมู่บ้าน ซึ่งมีเป็นหย่อมๆ ของชนเผ่าต่างๆ ได้แก่ ชาวภูไท ไทยดำ ลาวโซ่ง เป็นต้น ซึ่งชนแต่ละเผ่านี้ล้วนแต่นับถือพระสงฆ์องคเจ้า ชอบทำบุญ
หลวงปู่มั่น ได้พูดถึงตัวท่านเองในขณะนั้นว่า
“…แต่ขณะนี้ตัวของเราเองก็ยังมองไม่เห็นธรรมของจริง ยังหาที่พึ่งแก่ตนเองยังไม่ได้ จะไปสอนผู้อื่นก็เห็นจะทำให้ตัวของเราเนิ่นช้า จึงไม่แสดงธรรมอะไร นอกจากเดินทางไป พักบำเพ็ญสมณธรรมไปตามแต่จะได้”
จากหนังสือของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ เขียนถึงการเดินทางในตอนนี้ว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้พาศิษย์
“เดินมาจนถึงปากเซบั้งไฟ จึงพากันนั่งเรือข้ามมาฝั่งขวาคือฝั่งประเทศไทย ขึ้นฝั่งที่ท่าน้ำหน้าวัดพระธาตุพนม และหยุดพักที่วัดพระธาตุพนม”
(การเรียกฝั่งซ้ายฝั่งขวานั้น ท่านให้ยืนหันหลังไปทางต้นน้ำหันหน้าไปทางที่น้ำไหลลง ฝั่งที่อยู่ทางซ้ายมือของเราถือเป็นฝั่งซ้ายและฝั่งทางขวามือเราก็เป็นฝั่งขวา-ปฐม)
ในปีนั้นน่าจะเป็นปี พ.ศ. ๒๔๔๓ หลวงปู่มั่น ได้เล่าถึงสภาพของพระธาตุพนมในสมัยนั้นว่า:
“ขณะนั้น พระธาตุพนมไม่มีใครเหลียวแลดอก มีแต่เถาวัลย์นานาชนิดปกคลุมจนมิดเหลือแต่ยอด ต้นไม้รกรุงรังไปหมด”
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น กับสามเณร ได้พักอยู่ที่นั่นเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม
จากบันทึกของหลวงพ่อโชติ อาภคฺโค ได้กล่าวถึงท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ ได้ร่วมคณะธุดงค์ในครั้งนั้นด้วย ดังนี้:
“สมัยหนึ่งท่านรวมกันอยู่ มีท่านพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น และท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร ออกปฏิบัติธรรมร่วมกัน เที่ยวบำเพ็ญไปตามฝั่งแม่น้ำโขง พอจวนเข้าพรรษาในปีนั้น ท่านหวนกลับมาฝั่งไทย ข้ามแม่น้ำโขงมาทางฝั่งจังหวัดนครพนม เข้าพักที่ธาตุพนม ประมาณปี ๒๔๔๓ พระธาตุพนมสมัยนั้นยังไม่สูงเหมือนสมัยนี้..”
ในบันทึกของ หลวงพ่อโชติ มีต่อไปว่า:
“ปี พ.ศ. ๒๔๔๔ พระครูวิโรจน์รัตโนบล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี วัดทุ่งศรีเมือง ได้ไปบูรณะพระธาตุพนม
ท่านเล่าว่า สมัยนั้นพระธาตุพนมรกทึบ มีต้นไม้ เครือเถาวัลย์ขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะต้นยางใหญ่นั้นใหญ่จนคนโอบไม่หุ้ม
ตรงบริเวณฐานและส่วนกลางของพระธาตุจะมองไม่เห็นองค์พระธาตุเลย ไม่มีคนกล้าไปแตะต้องถากถางได้ เพราะกลัวอาถรรพ์ต่างๆ นานา ซึ่งเป็นอำนาจลึกลับเร้นลับที่คนไม่สามารถเข้าไปที่นั่น”
บันทึกของหลวงพ่อโชติ ได้พูดถึงคณะของหลวงปู่ใหญ่ ว่า:
“ท่านพระอาจารย์เสาร์ ปกติวิสัยท่านชอบกุฏิน้ำ ถ้ามีสระท่านจะให้ทำยื่นไปในสระน้ำ แล้วทำสะพานเข้าไป ถ้าริมน้ำท่านจะให้ทำใกล้น้ำที่สุด
อยู่ที่ธาตุพนมก็เหมือนกัน ตรงบริเวณพระธาตุมีสระน้ำอยู่สระหนึ่ง น้ำใสมาก มีดอกบัวบานสะพรั่ง และจอกแหน
ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงให้ทำกุฏิน้ำให้ท่าน ส่วนพระอาจารย์มั่นและท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร ทำที่พักกุฏิริมรอบพระธาตุ ปีพ.ศ. ๒๔๙๘ ผู้เขียน (หลวงพ่อโชติ) ไปไหว้พระธาตุพนมยังเห็นกุฏิพระอาจารย์เสาร์ในสระข้างโรงเรียน”
๔๓
แสงประหลาดที่พระธาตุพนม
พระธาตุพนมในสมัยก่อน ประชาชนแถวนั้นคงไม่รู้ถึงความสำคัญ จึงไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก เมื่อคณะของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้มาพำนักจำพรรษา จึงได้เปิดเผยความลี้ลับและความศักดิสิทธิ์ ประชาชนและทางบ้านเมืองจึงได้ตื่นตัว ต่อมากได้มีการบูรณะขึ้นมาจนกลายเป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญของภาคอิสาน และของประเทศไทยในปัจจุบัน
จึงนับได้ว่าการมาพำนักของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระปัญญาพิศาลเถร (หลวงปู่หนู ฐิตปญฺโญ) และคณะ ในปี พ ศ. ๒๔๔๓ จึงถือเป็นคุณมหาศาล ที่ทำให้ชนรุ่นหลังได้พระธาตุพนมสถานศักดิ์สิทธิ์เพื่อการกราบไหว้มาจนทุกวันนี้
ในบันทึกของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ที่ได้ฟังจากปากของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เมื่อปี พ ศ ๒๔๘๖ บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านเล่าไปเคี้ยวหมากไปอย่างอารมณ์ดีว่า ขณะนั้นพระธาตุพนมไม่มีใครเหลียวแลดอก มีแต่เถาวัลย์นานาชนิดปกคลุมจนมิดเหลือแต่ยอด ต้นไม้รกรุงรังไปหมด
ทั้งสาม ศิษย์อาจารย์ก็พากันพักอยู่ที่นั่นเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ขณะที่ท่านอยู่กันนั้น พอตกเวลากลางคืนประมาณ ๔ – ๕ ทุ่ม จะปรากฏมีแสงเขียววงกลมเท่ากับลูกมะพร้าว และมีรัศมีสว่างเป็นทางผุดออกจากยอดพระเจดีย์ แล้วก็ลอยห่างออกไปจนสุดสายตา และเมื่อถึงเวลาก่อนจะแจ้ง ตี ๓ – ๔ แสงนั้นจะลอยกลับเข้ามาจนถึงองค์พระเจดีย์ แล้วก็หายวับเข้าองค์พระเจดีย์ไป
ทั้งสามองค์ ศิษย์อาจารย์ได้เห็นเป็นประจักษ์เช่นนั้นทุกๆ วัน ท่านอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร จึงพูดว่าที่พระเจดีย์นี้ต้องมีพระบรมสารีริกธาตุอย่างแน่นอน”
ในบันทึกของหลวงพ่อโชติ อาภคฺโค เล่าถึงเหตุการณ์เดียวกัน
“นับแต่วันแรกของการอธิษฐานเข้าพรรษา พระอาจารย์เสาร์ได้เห็นแสงฉัพพรรณรังสี พวยพุ่งออกมาจากองค์พระธาตุในระยะหัวค่ำ ครั้นพอจวนสว่างก็ปรากฏแสงสีต่างๆ ลอยพวยพุ่งเข้าสู่องค์พระธาตุเหมือนเดิม
ปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดนั้น ปรากฏขึ้นโดยตลอดจนออกพรรษา
ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านเชื่อแน่ว่า พระธาตุนี้บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย”
ท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ได้ไปเสาะหาข้อมูลในภายหลังได้บันทึกไว้ดังนี้:
“เรื่องแสงประหลาดลอยออกจากพระธาตุฯ มีผู้รู้เห็นกันมากมาย เรื่องนี้มีการเล่าขานสู่กันฟังในหมู่ลูกหลานชาวเมืองพนม (ชาวธาตุพนม) ว่า ตกมื้อสรรวันดี ยามค่ำคืนกะสิมีแสงคือลูกไฟลอยจากพระธาตุให้ไทบ้านไทเมืองพนมได้เห็นกันทั่ว
ข้าพเจ้าได้สอบถามจากคุณเฉลิม ตั้งไพบูลย์ เจ้าของร้านเจียบเซ้ง จำหน่ายยารักษาโรค ผู้ตั้งรกรากอยู่ที่ถนนกุศลรัษฎากร อันเป็นถนนจากท่าน้ำตรงไปยังวัดพระธาตุพนม ท่านเล่าให้ฟังว่า
สมัยก่อนนั้น (เมื่อ ๔๐ ปีย้อนหลัง) ท่านยังได้เห็นแสงจากองค์พระธาตุอยู่บ่อยๆ คือตอนกลางคืนราว ๓ – ๔ ทุ่ม จะมีแสงสว่างคล้ายหลอดไฟ ๖๐ แรงเทียน เป็นทรงกลมเท่าผลส้ม ลอยออกจากองค์พระธาตุฯ ในระดับสูงเท่ายอดมะพร้าว (๔๐ – ๕๐ เมตร) ลอยขนานกับพื้นในระดับความเร็วกว่าคนวิ่ง พุ่งไปทางทิศตะวันออก ผ่านหลังคาบ้านของท่าน… แล้วลอยข้ามโขง (แม่น้ำโขง) ไปจนลับสายตา… พอตกดึกจวนสว่างก็จะลอยกลับมาในแนวเดิม แล้วลับหายเข้าสู่องค์พระธาตุฯ เหมือนเดิม ผู้คนแถวนี้ได้เคยเห็นกันอยู่บ่อยๆ ปัจจุบันนี้ไม่มีปรากฏให้เห็นอีก”
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้พูดถึงการบำเพ็ญสมณธรรมที่พระธาตุพนมในครั้งนั้นว่า
“การพักอยู่ในบริเวณของพระธาตุพนมนี้ทำให้จิตใจเบิกบานมาก และทำให้เกิดอนุสรณ์รำลึกถึงพระพุทธเจ้าได้อย่างดียิ่ง”
๔๔
เริ่มต้นบูรณะพระธาตุพนม
จากบันทึกของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร ตามคำบอกเล่าของหลวงปู่มั่น เกี่ยวกับการเริ่มต้นบูรณะพระธาตุพนม มีว่า:
“ดังนั้น ท่าน (หลวงปู่ใหญ่เสาร์) จึงได้ชักชวนญาติโยมทั้งหลายในละแวกนั้น ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน และส่วนมากก็เป็นชาวนา ได้มาช่วยกันถากถางทำความสะอาดบริเวณองค์พระเจดีย์นั้น ได้พาญาติโยมทำอยู่เช่นนี้ ๓ เดือนเศษ จึงค่อยสะอาดเป็นที่เจริญหูเจริญตามาตราบเท่าทุกวันนี้
เมื่อญาติโยมทำความสะอาดเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์ก็พาญาติโยมในละแวกนั้นทำมาฆบูชา ซึ่งขณะนั้นผู้คนแถวนั้นยังไม่รู้ถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดศรัทธาเลื่อมใสอย่างจริงจัง จนได้ชักชวนกันมารักษาอุโบสถ ฝึกหัดกรรมฐานทำสมาธิกับท่านอาจารย์จนได้ประสบผลตามสมควร”
บันทึกของหลวงพ่อวิริยังค์มีต่อไปว่า
“…จากนั้นท่านทั้งสามก็ได้ออกเดินทางจาริกต่อไป และแสวงหาความสงบตามป่าดงพงพีไปเรื่อยๆ โดยมุ่งหวังเพื่อบรรลุธรรม แต่ก็ยังไม่สมความตั้งใจไว้
ต่อมาพระอาจารย์เสาร์ ก็พากลับจังหวัดอุบลราชธานีอันเป็นถิ่นเดิมของท่าน”
ในบันทึกของหลวงพ่อโชติ อาภคฺโค มีดังนี้.:
“ท่านพระอาจารย์เสาร์ จึงได้ข่าวประกาศให้ญาติโยมจังหวัดนครพนมได้ทราบว่า พระธาตุพนมนี้เป็นพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นพระธาตุที่บรรจุอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้า ขอให้ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายช่วยกันถากถาง ทำความสะอาดบริเวณพระธาตุ แล้วทำบุญอุทิศถวายกุศลแด่พระพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของเรา
เมื่อชาวบ้านชาวเมืองได้รู้เช่นนั้นแล้ว ก็พากันบังเกิดปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เอิกเกริกโกลาหลกันเป็นการใหญ่
ครั้นถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ท่านพระอาจารย์ ก็พาญาติโยมทั้งหลายทำบุญ อันมีพระอาจารย์มั่น และท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร รวมอยู่ด้วย จนเป็นประเพณีสืบๆ ต่อกันมามิได้ขาด จนกระทั่งบัดนี้”
หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค ได้เปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปมัยในการค้นพบพระธาตุพนม ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และคณะศิษย์ ดังนี้:
“เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๓ หลังจากที่ชาวเมืองนครพนมจมอยู่ในความมืดบอดเป็นเวลานาน ปล่อยให้พระธาตุเป็นป่ารกทึบ และแล้วพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น และท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถรได้นำเอาแสงสว่างดวงประทีปธรรมของพระพุทธองค์ สองทางให้ได้เห็นหนทางแห่งการปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องดำเนินต่อไป”
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้เล่าให้ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส ศิษย์อุปัฏฐากฟังว่า ทีแรก ชาวเมืองได้ขอให้หลวงปู่ใหญ่เป็นผู้บูรณะ แต่ท่านบอกว่า “เราไม่ใช่เจ้าของ เดี๋ยวเจ้าของผู้ซ่อมแซมจะมาทำเอง”
และเจ้าของ ที่หลวงปู่ใหญ่พูดไว้ก็คือ พระครูวิโรจน์รัตโนบล หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ท่านพระครูดีโลด นั่นเอง
๔๕
บันทึกการบูรณะพระธาตุพนม
บันทึกการบูรณะพระธาตุพนม หลังจากหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และศิษย์มาพักจำพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ แล้ว ก็ได้มีการบูรณะพระธาตุพนมอย่างจริงจังขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ (การบูรณะครั้งที่ ๕) ตามหนังสืออุรังคนิทาน ตำนานพระธาตุพนมที่ท่านเจ้าคุณพระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กนฺโตภาโส) ได้กล่าวไว้ ดังนี้ –
“ครั้นถึง พ ศ. ๒๔๔๔ มีพระเถระนักปฏิบัติชาวเมืองอุบลฯ ๓ รูป เดินธุดงค์มาจำพรรษาอยู่วัดสระพัง (ตะพัง) ซึ่งเป็นสระโบราณใหญ่อยู่บริเวณนอกกำแพงวัดทางด้านหรดีองค์ธาตุพนม คือ พระอุปัชฌาย์ทา ๑ พระอาจารย์เสาร์ ๑ พระอาจารย์มั่น ๑
ท่านและคณะได้มานมัสการพระบรมธาตุ และพิจารณาดูแล้วมีความเลื่อมใส เห็นว่าพระธาตุพนมเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุอันแท้จริง แต่เป็นที่น่าสลดใจ เมื่อเห็นองค์พระธาตุเศร้าหมอง รกร้างตามบริเวณทั่วไป
ทั้งพระวิหารหลวง ซึ่งพระเจ้าโพธิศาล (พ ศ. ๒๐๗๓ – ๒๑๐๓) แห่งนครหลวงพระบางได้สร้างไว้ (ตามประวัติพระธาตุพนมบูรณะครั้งที่๒) ก็พังทลายกลายเป็นกองอิฐปูนอยู่ภายในกำแพงพระธาตุ ถ้าได้ผู้สามารถเป็นหัวหน้าบูรณะจะเป็นมากุศลสาธารณะแก่พระพุทธศาสนาและบ้านเมืองมิใช่น้อย
จึงแต่งตั้งให้ตัวหน้าเฒ่าแก่ชาวบ้านธาตุพนม เดินทางลงไปเมืองอุบล ให้อาราธนาเอาท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) วัดทุ่งศรีเมือง จ อุบลฯ แต่เมื่อท่านดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูอุดรพิทักษ์คณาเดช ขอให้ท่านขึ้นมาเป็นหัวหน้าซ่อมแซมพระบรมธาตุ ท่านก็ยินดีรับขึ้นมาตามความประสงค์ (ท่านมีคุณสมบัติพิเศษ โอบอ้อมอารี จนได้นิมิตนามว่า “พระครูดีโลด” คืออะไรก็ดีหมด)
ท่านเป็นพระเถระผู้เชี่ยวชาญทางการฝีมือ ศิลปกรรม การก่อสร้าง แกะสลักทั้งไม้ อิฐ ปูน เป็นนักปกครองชั้นดี ทั้งเป็นนักปฏิบัติมีจิตตานุภาพและจิตวิทยาสูง เป็นที่นิยมของประชาชน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต มีศิษย์มากอยู่ ผู้ใดได้พบปะสนทนาด้วยแล้ว ต่างมีความเคารพรัก
เมื่อท่านพระครูฯ รับนิมนต์ เดินทางมาถึงแล้วได้ประชุมหารือทั้งชาววัดและชาวบ้าน
ชั้นแรกชาวบ้านจะยอมให้ทำแต่เพียงทาปูนลานพระธาตุ ให้มีที่กราบไหว้เท่านั้น มิยอมให้ซ่อมองค์พระธาตุเพราะเกรงกลัวเภทภัยทั้งหลายซึ่งเคยเป็นมาแล้วแต่หนหลัง
ท่านพระครูฯ ไม่ยอม บอกว่าถ้ามิได้บูรณะพระธาตุแต่ยอดถึงดิน แต่ดินถึงยอดแล้วจะมิทำ
ชาวบ้านไม่ตกลง เลิกประชุมกัน
ครั้นต่อมาในวันนั้น มีอารักษ์เข้าสิงคน ขู่เข็ญผู้ขัดขวาง จะทำให้ถึงวิบัติ ชาวบ้านเกิดความกลัวจึงกลับมาวิงวอนให้ท่านพระครูฯ ทำตามใจชอบ
ท่านพระครูวิโรจน์ฯ ได้เริ่มบูรณะแต่เดือนอ้าย ขึ้น ๑๔ค่ำ จนถึงเดือน ๓ เพ็ญ ได้ฉลอง มีประชาชนหลั่งไหลมาจากจตุรทิศ ช่วยเหลือจนมืดฟ้ามัวดินเป็นประวัติการณ์นับแต่หลังจากบ้านเมืองเป็นจลาจลมา (เกิดศึกสงครามระหว่างไทยกับญวน ทำให้ผู้คนแตกตื่นอพยพหนีหายไปจำนวนมาก และช่วงนั้นเกิดกรณีกบฏผีบุญ ขึ้นที่มณฑลอุบล เมื่อสมัย ร.ศ. ๑๑๗ ตรงกับ พ ศ ๒๔๔๓ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ด้วย)
มีผู้ศรัทธาร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อบูรณะพระธาตุเป็นจำนวนมาก
การบูรณะ ได้ชำระต้นโพธิ์เล็กที่เกาะจับอยู่ออก ขูดไคลน้ำและกะเทาะสะทายที่ชำรุดออก โบกปูน ทาสีใหม่ ประดับกระจกสีในที่บางแห่ง และลงรักปิดทองยอดตามที่อันควร สิ้นทองเปลว ๓ แสนแผ่น หมดเงินหนัก ๓๐๐ บาท ทองคำ ๕๐ บาทเศษ แก้วเม็ด ๒๐๐ แก้วประดับ ๑๒ หีบ หล่อระฆังโบราณด้วยทองแดง ๑ ลูก หนัก ๒ แสน (๒๔๐ กก.) ไว้ตีเป็นพุทธบูชา”
ทั้งหมดนี้ผมลอกมาจากหนังสือของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ อีกต่อหนึ่ง (จะหาว่าผมขโมยมาก็ยอมรับครับ)
๔๖
กลับมาเยี่ยมบ้านคำบงบ้านเกิดหลวงปู่มั่น
ข้อมูลในตอนนี้ได้จากการสืบค้นของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ เหตุการณ์ช่วงนี้ไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่แน่นอน แต่เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้นำลูกศิษย์ของท่าน คือ หลวงปู่มั่น ธุดงค์ออกจากภูหล่น ข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปทางฝั่งลาว แล้วกลับมาฝั่งไทยพักบำเพ็ญเพียรที่พระธาตุพนมระยะหนึ่ง แล้วก็เดินธุดงค์กลับมาจังหวัดอุบลราชธานี
ในช่วงนี้ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับหลวงปู่มั่น ได้เดินทางไปที่บ้านคำบง อำเภอโขงเจียม บ้านเกิดของหลวงปู่มั่นอีกครั้งหนึ่ง
ข้อมูลจากท่านอาจารย์พิศิษฐ์ บอกว่า ผู้เฒ่าชาวบ้านคำบง เล่าว่าหลวงปู่ทั้งสอง ได้รับการถวายทองคำมาจำนวนหนึ่ง ได้นำมาหล่อเป็นพระพุทธรูปที่ บ้านกุดเม็ก โดยทำเตาหลอม และเททองหลอมด้วยตัวของท่านเอง
ชาวบ้านเล่าว่า พระอาจารย์ กับ ศิษย์ ได้ช่วยกันหล่อพระพุทธรูปขึ้น ๒ องค์ องค์ใหญ่หลวงปู่ใหญ่เสาร์เป็นคนหล่อและหลวงปู่มั่นหล่อพระพุทธรูปองค์เล็ก
อาจารย์พิศิษฐ์ บรรยายว่า
“…พระพุทธรูปสององค์นี้เป็นทองสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักราว ๗ – ๙ นิ้ว ข้าพเจ้าคาดไม่ถึงว่าจะมีน้ำหนักมากมายจนเกือบยกไม่ขึ้นปานนี้ ต่อเมื่อได้ยกขึ้นพิจารณาดูอย่างละเอียดใกล้ชิดแล้ว จึงได้ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปที่หล่อตันทั้งองค์ จะมีกลวงนิดหน่อยก็ตรงส่วนฐานของพระพุทธรูปเท่านั้นเอง พระพุทธรูป ๒ องค์นี้ชาวบ้านคำบงและพระสงฆ์ทั้งหลาย พากันเคารพหวงแหนมาก โดยได้เก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้”
๔๗
การทำบุญฉลองการบูรณะพระธาตุพนม
การบูรณะพระธาตุพนมในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ โดยพระครูวิโรจน์รัตโนบล หรือ พระครูดีโลด เป็นการบูรณะครั้งที่ ๕ โดย
“ได้เริ่มบูรณะแต่เดือนอ้าย ขึ้น ๑๔ ค่ำ จนถึงเดือน ๓ เพ็ญ ได้ฉลอง มีประชาชนหลั่งไหลมาจากจตุรทิศ… จนมืดฟ้ามัวดิน…”
ในบันทึกของหลวงพ่อโชติ อาภคฺโค ได้กล่าวถึงงานฉลองพระธาตุพนม ดังนี้:
“ในงานมหามงคลวันนั้นท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู) เป็นผู้แสดงธรรม น้ำเสียงของท่าน สำนวนภาษา อรรถาธิบาย อุปมาอุปมัย ความสงบ กิริยาท่าทาง ดำเนินไปเยี่ยงผู้เห็นภัยด้วยความงดงามยิ่ง ไพเราะเพราะพริ้งเป็นที่ชื่นชมโสมนัส เลื่อมใสศรัทธา ประทับใจผู้ฟัง เป็นอย่างมาก ข้อความที่ท่านยกขึ้นแสดงแต่ละอย่าง ก็ซึ้ง สมบูรณ์ด้วยเหตุผล จนผู้ฟังบังเกิดความเห็นคล้อยตามไปทุกอย่าง ไม่มีแม้เสียงเคลื่อนไหว แทบจะไม่หายใจ เงียบกริบ นั่งเป็นระเบียบฟังอย่างเป็นสมาธิ ไม่มีเสียงกระแอมไอแม้กระทั่งเขยื้อนตัว เป็นต้น
น้ำเสียงของท่านเป็นกังวานชัดเจน ในสมัยนั้น ถึงไม่มีเครื่องขยายเสียง แต่กระแสเสียงของท่าน แม้จะพูดธรรมดาก็ได้ยินโดยทั่วเพราะความสงบเงียบนั่นเอง
นี่ละหนอ เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมท่ามกลางบริษัทมากๆ ต้องกินเนื้อที่กว้างไกล สมัยพุทธกาลก็ไม่มีเครื่องขยายเสียงทำไมคนจึงได้ยินโดยทั่วกัน
ก็คงเป็นเหมือนเช่นครั้งท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถรท่านแสดงธรรมทั่วพระธาตุพนมนั่นเอง เพราะอาศัยความเงียบ ความสำรวมของผู้ฟัง น้ำเสียงจึงแผ่ไปทั่วทุกอณูของสถานที่บริเวณอย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากปัจจุบันนี้เป็นไหนๆ
การแสดงความเคารพเป็นกิจเบื้องแรกในบวรพุทธศาสนา ผู้ที่ขาดความอ่อนน้อม แข็งกระด้าง ก็อย่าหวังเลยว่าจะทำมรรคผลนิพพานให้เกิดขึ้นได้ ความเคารพนั้น แสดงออกได้ ๓ ทาง คือ กาย วาจา ใจ
ก่อนฟังเทศน์ บริษัททั้งหลายสมาทานเอาไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งที่เคารพยึดถือ ต้องแสดงความเคารพอย่างสูงสุดหยุดนิ่ง
เมื่อครูอาจารย์ขึ้นเทศน์อบรม ถึงจะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเถระ พระเถรเณรน้อย หรือเจ้าฟ้าเจ้าคุณก็ตาม เราจะต้องให้ความเคารพเสมอภาคกันหมด เพราะผู้เทศน์ผู้แสดงธรรมท่านเอาพระธรรมของพระพุทธเจ้ามาอบรมสั่งสอนเรา เมื่อเราแสดงออกซึ่งความไม่เคารพ คือไม่ตั้งใจสงบนิ่งด้วยกาย วาจา ใจ ซึ่งแสดงว่าเราไม่มีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ที่เราอุตส่าห์สมาทานเอาเป็นสรณะแต่เบื้องแรก เมื่อเป็นเช่นนั้น การสมาทาน การฟังเทศน์ จะมีประโยชน์มีความหมายอะไร ไม่มีอานิสงส์แม้แต่น้อย สักแต่ว่าเป็นทุกขเวทนา เป็นบาปกรรมเปล่าๆ”
แม้ในบันทึกจะไม่ได้กล่าวถึงเนื้อหาของพระธรรมเทศนา ก็ได้บ่งบอกถึงบรรยากาศของการฟังเทศน์ของคนในสมัยนั้น ว่าเป็นไปด้วยความเคารพศรัทธา และความตั้งใจฟังอย่างแท้จริง
๔๘
พระครูวิโรจน์รัตโนบล พระผู้บูรณะพระธาตุพนม
ผมขออนุญาตนำเสนอประวัติและข้อมูลโดยย่อของท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล ผู้นำในการบูรณะพระธาตุพนมในครั้งนั้น ไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะโอกาสที่ท่านผู้อ่านจะไปค้นหาประวัติเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) หรือ “พระครูดีโลด” เกิดวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๓๙๘ ที่บ้านหมู่ที่ ๑ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
ท่านอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ ที่วัดป่าน้อย (วัดมณีวนาราม) เจ้าอธิการจันลา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์คำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ดี เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ท่านได้รับการศึกษาเบื้องต้นคือ การเรียนอักษรขอม อักษรธรรม อักษรไทยน้อย หนังสือไทย การคิดเลข จากท่านราชบรรเทา
เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านได้เล่าเรียน ท่องบ่น สวดมนต์น้อย สวดมนต์กลาง ได้แก่ เจ็ดตำนาน สิบสองตำนานในปัจจุบัน สวดมนต์ปลาย ได้แก่ ปาฏิโมกข์ สัททสังคหสูตร เรียนมูลกัจจายน์ และเรียนวิชาช่างศิลป์ (ช่างปั้น เขียน แกะสลัก) จากอาจารย์ชื่อ ราชบรรเทาอีกด้วย
หลังจากอุปสมบทระยะหนึ่ง ก็ย้ายไปอยู่ที่วัดทุ่งศรีเมือง ต่อมาเมื่อเจ้าอาวาสมรณภาพ ท่านจึงได้เป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง สืบมา
เกียรติประวัติของท่าน พอสรุปได้ดังนี้
๑. การปกครอง พ ศ. ๒๔๓๔ เป็นเจ้าคณะแขวง อำเภออุตตรุปรนิคม (อำเภอม่วงสามสิบ) ต่อมาเป็นเจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ รวมเวลาเป็นเจ้าคณะบริหารคณะสงฆ์รวม ๓๗ ปี
๒. การสาธารณูปการ เนื่องจากท่านเป็นช่างศิลป์ ท่านได้รับอาราธนาให้ดำเนินการปฏิสังขรณ์ และสร้างถาวรวัตถุที่สำคัญ คือ
(๑) ปฎิสังขรณ์พระธาตุพนม พ.ศ. ๒๔๔๔
(๒) ปฏิสังขรณ์วิหารพระเหลาเทพนิมิต
(๓) เป็นกรรมการสร้างอุโบถวัดสุปัฏนารามวรวิหาร หลังปัจจุบัน และ
(๔) เป็นประธานหล่อพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ พระประธานวัดสุปัฏนารามวรวิหาร พระประธานวัดบ้านท่าบ่อ พระประธานวัดบ้านหนองไหล เป็นต้น
๓. เกียรติคุณทางอาคม ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในอินโดจีน กองทหารหน่วยบุกยึดนครจำปาศักดิ์ได้มาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่อุบลราชธานี พระกล้ากลางสมร ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ได้นิมนต์ท่านพระครูวิโรจน์ฯ เป็นผู้ประสาทพรแก่ทหารและขุนบุรัสการบดี ผู้แทนสมัยนั้นได้นำเอารูปถ่ายของพระครูวิโรจน์ฯ มาทำเป็นเหรียญมอบให้ ปรากฏว่าทหารหาญรุ่นนั้นปลอดภัยเป็นส่วนใหญ่ เหรียญรุ่นนั้นจึงเป็นที่ต้องการอย่างแพร่หลาย
ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล มรณภาพเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ อายุได้ ๘๗ ปี
(ข้อมูลจาก พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ชมรมพุทธศาสน์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ๒๕๔๖ )
๔๙
ตำนานพระธาตุพนม
ตำนานพระธาตุพนม โดยย่อ มีดังนี้
ในตำนานพระธาตุพนมตอนหนึ่ง ได้กล่าวถึงพุทธประวัติโดยย่อไว้อย่างน่าสนใจว่า ครั้งหนึ่งในตอนปัจฉิมโพธิกาล (ช่วงท้ายที่พระองค์ยังทรงขันธ์อยู่) พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์ที่เป็นปัจฉาสมณะ ได้เสด็จออกจากพระเชตวันโดยทางอากาศ ผินพระพักตร์มาทางเบื้องบูรพาทิศ เสด็จประทับที่ดอนกอนเนา นั้นก่อน แล้วเสด็จไปหนองคันแทเสื้อน้ำ (เวียงจันทน์) ทรงทอดพระเนตรเห็นแลนคำ (ตะกวด) แลบลิ้น แล้วทรงทำนายชะตาเมืองล้านช้างไว้ตามนิมิตของแลนคำนั้น
จากนั้นก็ได้โปรดสัตว์มาตามลำแม่น้ำโขง (เดิมเรียก ขลนที) และได้ประทับรอยพระบาทมาโดยลำดับ มีรอยพระบาทบัวบก (อำเภอผือ อุดรธานี) พระบาทโพนเพล (ฝั่งซ้ายตรงกับอำเภอโพนพิสัย) พระบาทเวินปลา (เหนือบ้านสำราญ อำเภอเมืองนครพนม) แล้วมาพักแรมที่ภูกำพร้า หรือกปณศรี (ที่ตั้งพระธาตุพนม) ๒ ราตรี
รุ่งขึ้นเสด็จไปชำระพระบาทที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง เอาบาตรคล้องไว้ที่กิ่งไม้พุทรา ใต้ป่าไม้แป้งต้นหนึ่ง เดี๋ยวนี้เรียกว่า โพธิห้อยบาตร อยู่ริมแม่น้ำก่ำ ใต้พระธาตุพนมประมาณ ๒ กิโลเมตร
จากนั้นได้เสด็จไปประทับอยู่ใต้ต้นรังต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ใต้ปากเซบั้งไฟ พญาเมืองศรีโคตบูร ได้อาราธนาให้เข้าไปบิณฑบาตในเมืองแล้วได้กลับมาฉันที่ภูกำพร้า
ที่โคนต้นรังอันเป็นที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในครั้งนั้น ต่อมาในราว พ ศ. ๕๐๐ พญาสุมิตธรรมวงศา แห่งเมืองมรุกขนคร (นครพนมในปัจจุบัน) ได้สร้างเจดีย์ครอบไว้เพื่อเป็นพุทธบูชา คนทั้งหลายพากันเรียกว่า พระธาตุอิงฮัง (พิงต้นรัง) อยู่ห่างจากสุวรรณเขตไปทางเหนือประมาณ ๑๔ กิโลเมตร
เมื่อพระพุทธองค์ทรงทำภัตตกิจที่ภูกำพร้าเสร็จแล้วได้ทรงพยากรณ์เมืองศรีโคตบูร ปรารภถึงภูกำพร้า และเมืองมรุกขนคร แล้วได้เสด็จไปเมืองหนองหานหลวง ได้เทศนาโปรด พญาสุวรรณภิงคาร และ พระนางเทวี พร้อมทั้งบริวารทั้งหลาย ให้ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ดีแล้ว จึงได้เสด็จไปประทับรอยพระบาทไว้ที่ภูน้ำรอดเชิงชุม ได้ทรงตรัสว่า ณ สถานที่นั้น พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ได้มาประสานรอยบาทไว้แล้ว
พญาสุวรรณภิงคาร ทรงศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างแรงกล้า ได้ทรงสละมงกุฎทองคำถวายเป็นพุทธบูชาไว้ที่รอยพระบาทนั้น และทรงสร้างเจดีย์ครอบไว้ ๑ องค์ คนทั้งหลายเรียกว่าพระธาตุเชิงชุม มาจนกระทั่งบัดนี้ ที่อยู่ในตัวเมืองสกลนคร)
เมื่อพระพุทธองค์ได้โปรดพญาสุวรรณภิงคาร และพระนางเทวีแล้ว ได้เสด็จไปประทับที่แท่นศิลาอาสน์ ณ ดอยคูหาลูกหนึ่งทรงทอดพระเนตรเห็นเมืองหนองหานหลวง เมืองศรีโคตบูร และภูกำพร้า (ธาตุพนม) ทรงระลึกถึงพระมหากัสสปเถระ ทันใดนั้น เมื่อพระมหากัสสปเถระ ได้ทราบวาระจิตของพระองค์แล้ว ก็ได้มาเฝ้าโดยทางอากาศ
พระพุทธองค์ตรัสกับพระเถระว่า “ดูกรกัสสปะ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว เธอจงนำเอาอุรังคธาตุแห่งเราตถาคตไปประดิษฐานไว้ที่ภูกำพร้าโน้นเถิด เธออย่าได้ละทิ้งคำสั่งของเราตถาคตนี้เสีย”
พระมหากัสสปเถระ เมื่อได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้วก็ชื่นชมยินดี ยกอัญชลีขึ้นกล่าวว่า “สาธุ สาธุ!” ดังนี้ แล้วก็กลับไปที่อยู่ของตน
ภูเขาลูกที่พระพุทธองค์ประทับขณะนั้น คนทั้งหลายเรียกว่าดอยแท่น ในกาลต่อมาเรียกว่า ภูเพ็ก ตั้งอยู่ในเขตตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
จากภูเพ็ก พระองค์เสด็จไปภูกูเวียง ดอยนันทดังฮีแล้วเสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร อยู่มาไม่นานก็เสด็จดับขันธ์ไปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา
ในตำนานพระธาตุพนมได้กล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อพระมหากัสสปเถระ ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศาสดาเสร็จแล้ว ได้อัญเชิญเอาพระอุรังคธาตุของพระองค์มาประดิษฐานไว้ที่ภูกำพร้าตามพระดำรัสที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งไว้
ในระหว่างการเดินทาง พระมหากัสสปเถระ พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ พระองค์ ได้พักอยู่ที่ดอยแท่นหรือภูเพ็กก่อน รุ่งขึ้นได้ไปบิณฑบาตที่เมืองหนองหานหลวง เพื่อโปรดพญาสุวรรณภิงคารและแจ้งข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบ
กล่าวถึง เมืองหนองหานหลวง อันมี พญาสุวรรณภิงคาร และพระนางนารายณ์เจงเวง เป็นต้น พอได้ทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานแล้ว ก็มีความหวังอยู่ว่าตนเองจะได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุนั้น จึงได้สร้างเจดีย์ขึ้น ๒ องค์ด้วยศิลาล้วนๆ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ในการสร้างเจดีย์ขึ้นครั้งนั้น ได้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝายชายมีพญาสุวรรณภิงคาร เป็นหัวหน้าสร้างที่ภูเพ็ก ฝ่ายหญิงมีพระนางนารายณ์เจงเวง เป็นหัวหน้า สร้างขึ้น ณ สวนอุทยานห่างจากตัวเมืองสกลนครไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๖ กม. เดี๋ยวนี้เรียกว่า ธาตุนางเวง
ทั้งสองฝ่ายได้ให้สัญญากันว่า ถ้าเจดีย์ของฝ่ายใดสร้างเสร็จก่อนจะได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในที่สุดของทางฝ่ายหญิงเสร็จก่อน
เมื่อพระมหากัสสปเถระได้เดินทางมาถึงแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างผิดหวังไม่มีใครได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหากัสสปเถระอัญเชิญมา โดยพระเถระได้ชี้แจงให้ทราบว่า ที่พระธาตุนางเวงก็ดีและที่ภูเพ็กก็ดี ไม่ใช่ภูกำพร้า และถ้าจะนำเข้าบรรจุในเจดีย์ที่สร้างด้วยการพนันขันแข่งกันนี้ก็จะผิดพุทธประสงค์ และไม่เป็นศิริมงคลแก่บ้านเมือง
พระมหากัสสปเถระ จึงให้พระอรหันต์ไปอัญเชิญพระอังคารคือ เถ้าถ่านจากที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ณ เมืองกุสินารา มาบรรจุในเจดีย์ทั้งสององค์นั้น
พระมหากัสสปะเถระ พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ ออกจากเมืองหนองหานหลวง ตรงมาที่ดอยกปณคีรี หรือ ภูกำพร้าธาตุพนม ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำขลนที หรือแม่น้ำโขง ได้ทำการก่อสร้างเจดีย์ด้วยอิฐ ก่อเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยมสูงประมาณ ๘ เมตร แล้วอัญเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าบรรจุไว้ข้างใน
สำหรับประวัติการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมหรือเรียกตามแผ่นทองจารึกไว้ในสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก แห่งนครเวียงจันทน์มาบูรณะใน พ.ศ. ๒๒๓๖ – ๔๕ ว่า “ธาตุปะนม” เป็นพุทธเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนพระอุระ) ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีรูปทรงสี่เหลี่ยมประดับตกแต่งด้วยศิลปลวดลายอันวิจิตรประณีตทั้งองค์ มีความหมายทางพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง สูงจากระดับพื้นดิน ๕๓ เมตร ฉัตรทองคำสูง ๔ เมตร รวมเป็น ๕๗ เมตร
ในตำนานพระธาตุพนมกล่าวไว้ว่า องค์พระธาตุพนมสร้างครั้งแรกในราว พ.ศ. ๘ ในสมัยอาณาจักรศรีโคตบูร กำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่ โดยท้าวพญาทั้ง ๕ อันมีพญาศรีโคตบูร เป็นต้น และพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ อันมีพระมหากัสสปเถระ เป็นประมุข
ลักษณะการก่อสร้างในสมัยแรกนั้น ใช้ดินดิบก่อขึ้นเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยม แล้วเผาให้สุกทีหลัง กว้างด้านละสองวาของพระมหากัสสปเถระ สูงสองวา ข้างในเป็นโพรงมีประตูเปิดปิดทั้งสี่ด้าน เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธองค์ที่พระมหากัสสปเถระอัญเชิญมา ประดิษฐานไว้ข้างใน แล้วปิดประตูทั้งสี่ด้าน แต่ยังปิดไม่สนิททีเดียวยังเปิดให้คนเข้าไปสักการบูชาได้อยู่ในบางโอกาส
ในตำนานพระธาตุพนมบอกว่า “ยังมิได้ฐาปนาให้สมบูรณ์” ซึ่งหมายความว่า ยังมิได้ปิดประตูพระธาตุให้มิดชิด พึ่งมาสถาปนาให้สมบูรณ์ในราว พ.ศ. ๕๐๐
ท้าวพญาทั้ง ๕ ผู้มาเป็นประมุขประธานในการก่อสร้างพระธาตุในครั้งนั้น เป็นเจ้าผู้ครองนครในแคว้นต่างๆ คือ
๑. พญาจุลณีพรหมทัต ครองแคว้นจุลณี ก่อด้านตะวันออก
๒. พญาอินทปัตถานคร ครองเมืองอินทปัตถานคร ก่อด้านใต้
๓. พญาคำแดง ครองเมืองหนองหานน้อย ก่อด้านตะวันตก
๔. พญานันทเสน ครองเมืองศรีโคตบูร ก่อด้านเหนือ
๕. พญาสุวรรณภิงคาร ครองเมืองหนองหานหลวง ก่อขึ้นรวบยอดเข้าเป็นรูปฝาละมี
ประวัติการบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมยุคต่อมา มีดังนี้
บูรณะครั้งที่ ๑ ในราว พ.ศ. ๕๐๐ โดยมีพญาสุมิตธรรมวงศา แห่งเมืองมรุกขนคร และพระอรหันต์ ๕ องค์ เป็นประธานการบูรณะครั้งนั้น ได้เอาอิฐซึ่งเผาให้สุกดีแล้ว มาก่อต่อเติมจากยอดพระธาตุองค์เดิมให้สูงขึ้นไปอีกประมาณ ๒๔ เมตร แล้วอัญเชิญพระอุรังคธาตุจากอุโมงค์เดิม ขึ้นไปประดิษฐานไว้ใหม่ที่ใจกลางพระธาตุชั้นที่สอง แล้วปิดประตูอย่างมิดชิด หรือสถาปนาไว้อย่างสมบูรณ์ (อยู่สูงจากพื้นดิน ๑๔.๗๐ เมตร)
บูรณะครั้งสอง เมื่อ พ.ศ. ๒๑๕๗ โดยมีพระยานครหลวงพิชิตราชธานีศรีโคตบูร แห่งเมืองโคตบูร เป็นประธาน ได้โบกสะทายตีนพระธาตุทั้งสี่ด้าน และสร้างกำแพงรอบพระธาตุพร้อมทั้งซุ้มประตูและเจดีย์หอข้าวพระทางทิศตะวันออกพระธาตุ ๑ องค์
บูรณะครั้งที่สาม เมื่อ พ ศ. ๒๒๓๖ – ๔๕ โดยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก แห่งนครเวียงจันทน์ เป็นประธาน ได้ใช้อิฐก่อต่อเติมจากพระธาตุชั้นที่สองให้สูงขึ้นไปอีกเป็น ๔๓ เมตร ได้มีการปรับปรุงที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุใหม่ โดยสร้างอูบสำริดครอบเจดีย์ศิลาอันเป็นที่บรรจุบุษบกและผอบพระอุรังคธาตุไว้อย่างแน่นหนา และได้บรรจุพระพุทธรูปเงิน ทอง แก้วมรกตและอัญมณีอันมีค่าต่างๆ ไว้ภายในอูบสำริดไว้มากมาย มีจารึกนามพระธาตุพนมว่า “ธาตุปะนม” (ประนม)
บูรณะครั้งที่สี่ ใน พ.ศ. ๒๓๕๐ – ๕๖ โดยมีเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทนเป็นประธาน ได้ทำฉัตรใหม่ด้วยทองคำประดับด้วยเพชรพลอยสีต่างๆ ประมาณ ๒๐๐ เม็ด และได้ทำพิธียกฉัตรขึ้นสู่ยอดเจดีย์ในปี ๒๓๕๖
บูรณะครั้งที่ห้า ใน พ.ศ. ๒๔๔๔ โดยมีพระครูวิโรจน์รัตโนบล วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ได้ซ่อมแซมโบกปูนองค์พระธาตุใหม่ ลงรักปิดทองส่วนบน ประดับแก้วติดดาวที่ระฆัง แผ่แผ่นทองคำหุ้มยอด ปูลานพระธาตุ ซ่อมแซมกำแพงชั้นในและชั้นกลาง
บูรณะครั้งที่หก ใน พ.ศ. ๒๔๘๓ – ๘๔ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ให้กรมศิลปากร อันมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นหัวหน้า สร้างเสริมครอบพระธาตุองค์เดิมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งแต่ชั้นที่ ๓ ขึ้นไป และต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก ๑๐ เมตร รวมเป็น ๕๗ เมตร
มีเหตุการณ์ที่ทำความสะเทือนใจมาสู่ชาวพุทธ คือเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เวลา ๑๙.๓๘ น องค์พระธาตุพนมได้หักล้มลงไปทางทิศตะวันออกทั้งองค์ ทับวัตถุก่อสร้างต่างๆ ซึ่งอยู่บริเวณนั้นได้แก่ หอพระทางทิศเหนือและทิศใต้ ศาลาการเปรียญและพระวิหารหอพระแก้วเสียหายหมด ทั้งนี้เพราะฐานหรือพระธาตุชั้นที่ ๑ ซึ่งสร้างแต่สมัยแรกนั้นเก่าแก่มาก ไม่สามารถทานน้ำหนักส่วนบนได้จึงพังทลายลงมาหมดทั้งองค์
ต่อมาก็ได้ทำการรื้อถอน และได้สร้างขึ้นมาใหม่ สำเร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้จัดพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จมาเป็นองค์ประธาน และทรงบรรจุพระอุรังคธาตุ
หมายเหตุ: ทั้งหมดนี้สรุปมาจากหนังสือ ประมวลภาพประวัติศาสตร์พระธาตุพนม ซึ่งวัดพระธาตุพนมวรวิหารจัดพิมพ์ สำหรับท่านที่สนใจประวัติศาสตร์อิสานโบราณและตำนานพระธาตุพนมโปรดอ่าน อุรังคนิทาน: ตำนานพระธาตุพนม (พิสดาร) โดย พระธรรมราชานุวัตร อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม
๕๐
ขบถผีบุญที่มณฑลอิสาน
เหตุการณ์ขบถผีบุญ ที่มณฑลอุบล เป็นเรื่องที่ดังมากในสมัยนั้น ผมเองเคยได้ยินแต่ชื่อ ไม่ทราบเรื่องราวที่แท้จริง เผอิญเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับหลวงปู่มั่น อยู่บ้างเล็กน้อย คือ ชื่อของหัวหน้าผีบุญ ที่เรียกว่า อ้ายมั่น (อ้าย แปลว่า พี่ หรือ ลูกพี่) ต่อมาก็เรียกว่า องค์มั่นผู้วิเศษ ชื่อไปพ้องกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ของพวกเราเข้า เลยก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ก่อเรื่องกวนใจให้ครูบาอาจารย์ในสมัยนั้นพอสมควร
เรื่องขบถผีบุญ ที่นำเสนอ ณ ที่นี้ เป็นผลการศึกษาค้นคว้าของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ อีกตามเคย ต้องขอบพระคุณที่ท่านอุตส่าห์ค้นคว้าและเรียบเรียงสาระสำคัญมาให้พวกเราได้อ่านกัน
ผมเองก็ แหะ!.แหะ! คัดลอกมาทั้งดุ้น เพื่อเสนอท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้ครับ:
อาจารย์สมบัติ ตั้งชื่อหัวข้อว่า “กรณีขบถผีบุญหรือผู้มีบุญ” มีรายละเอียด ดังนี้:
เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกัน ควรที่จะนำลงมาพิมพ์ไว้เพื่อประโยชน์แก่คนรุ่นหลังที่อาจจะยังไม่ทราบ นั่นคือเกิดเหตุการณ์เรื่องขบถผีบุญ หรือขบถผู้มีบุญ ขึ้นที่มณฑลอุบล เมื่อ ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๓) ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีข้อความเป็นคำพยากรณ์ซึ่งนัยว่ามาจากหนังสือผูกที่จารลงใบลาน เป็นถ้อยคำปริศนา ความว่า
“…ถึงกลางเดือนหก ปีฉลู จะเกิดเภทภัยใหญ่หลวง หินแร่ (หินลูกรัง) จะกลายเป็นเงินทอง ฟักเขียวฟักทองจะกลายเป็นช้างม้า ควายทุยเผือกและหมูจะกลายเป็นยักษ์กินคน ท้าวธรรมิกราช (ผู้มีบุญ) จะมาเป็นใหญ่ในโลกนี้ ใครอยากพ้นเหตุร้ายก็ให้คัดลอกบทความลายแทงให้รู้กันต่อๆ ไป ถ้าใครเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่ได้กระทำชั่วบาปกรรมใดๆ แล้ว ให้เอาหินแฮ่มาเก็บรวบรวมไว้ รอท้าวธรรมิกราช มาชุบเป็นเงินเป็นทองขึ้น ถ้าใครได้กระทำชั่วต่างๆ แต่เพื่อแสดงตนให้เป็นคนบริสุทธิ์ ก็ต้องมีการล้างบาปโดยจัดพิธีนิมนต์พระสงฆ์มารดน้ำมนต์ให้ ถ้ากลัวตายก็ให้ฆ่าควายทุยเผือกเสียก่อนกลางเดือนหก อย่าทันให้มันกลายเป็นยักษ์ต่างๆ นานา ผู้ที่เป็นสาวโสดก็ให้รีบมีผัว มิฉะนั้นยักษ์จะกินหมด…”
(ข้อความข้างต้น มีที่สะดุดใจมากตอนที่ว่า “ใครอยากพ้นเหตุร้ายก็ให้คัดลอกบทความลายแทงให้รู้กันต่อๆ ไป” ข้อความตรงนี้คุ้นๆ ไหมครับ ทุกวันก็ยังมีอยู่บ่อยๆ ในลักษณะจดหมายลูกโซ่ ให้คัดลอกข้อความแล้วส่งต่อหลายๆ ชุด ถ้าใครทำก็บอกว่าจะเจริญ แล้วถ้าใครไม่ทำก็จะพบความหายนะต่างๆ นานา เข้าใจว่าหลายๆ ท่านคงเคยได้รับและหลายท่านก็ส่งมาให้ผมบ่อย ผมก็ฉีกทิ้งทุกครั้ง แล้วท่านยังกลัวยังเชื่อในเรื่องนี้อยู่หรือครับ – ปฐม)
อาจารย์พิศิษฐ์ เขียนต่อไปว่า:
ข้อความดังกล่าวนี้ ได้แพร่หลายไปในหมู่ชนชาวอิสานแถบมณฑลอุบล สร้างความสะเทือนขวัญ ปั่นป่วนหวาดผวา ให้กับชาวบ้านเป็นอันมาก
เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ สืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น สาเหตุความขัดแย้งกันระหว่างผู้ปกครองส่วนกลางจากกรุงเทพฯ กับผู้ปกครองส่วนท้องถิ่น “เจ้าเมืองเก่า” และความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้ปกครอง กับราษฎรอิสาน อันเนื่องมาจากสภาพความแร้นแค้นขัดสนทางเศรษฐกิจ ความกดดันทางจิตใจ ประกอบกับความเชื่อถือในเรื่องภูตผีปีศาจ พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ที่ยังครอบงำชีวิตจิตใจและวิถีชีวิตของชาวบ้านตามชนบทอยู่เป็นส่วนใหญ่
ราษฏรส่วนมากจึงเกิดความไม่พอใจข้าราชการ เกี่ยวกับการเข้ามาขูดรีดเงินส่วยโดยไม่เป็นธรรม อีกทั้งเหตุการณ์ภาวะแห่งการแผ่ขยายอำนาจ เข้ามาในภาคพื้นดินสองฝั่งลุ่มน้ำโขง ของมหาอำนาจประเทศฝรั่งเศสในช่วงนี้ (พ.ศ. ๒๔๓๖ – ๒๔๔๕) ที่กองทัพแห่งสยามประเทศจำต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงทั้งหมด ถอยมาอยู่ฝั่งขวา
จากเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้มีข่าวลือต่างๆ เช่น
“ผู้มีบุญจะมาแต่ตะวันออก”
“เจ้าเก่าหมดอำนาจ ศาสนาก็สิ้นแล้ว”
“บัดนี้ฝรั่งเข้าไปเต็มกรุงเทพฯ แล้ว กรุงจะเสียแก่ฝรั่งแล้ว”
ส่วนทางบ้านเมืองนั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งในสมัยนั้นทรงเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว (พ.ศ. ๒๔๓๖) ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเรียกเป็นมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ (พ.ศ. ๒๔๔๒) แล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น มณฑลอิสาน (พ.ศ. ๒๔๔๓) พระองค์ได้ทรงบันทึกเอาไว้ในหนังสือทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (เสนาบดี หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยนั้น) ว่า:
“ตามซึ่งไต่สวนขึ้นไป ได้ความเป็นพยายามมาตั้งแต่ปี ๑๑๘ (พ.ศ. ๒๔๔๒) มาแล้ว…เดิมมาเป็นหมอลำ เที่ยวลำคำผญา (สุภาษิตคำกลอนของอิสาน) บ่งความไปในส่วนผู้มีบุญจะมาแต่ตะวันออก
ข่าวลือจึงมาจากตะวันออก เพราะเดินเป็นสายไปทาง เดชอุดม ขุขันธ์ ทางหนึ่ง, ไปทางศรีสะเกษ สุรินทร์ ทางหนึ่ง, มาทางเขมราฐ อำนาจเจริญ เกษมสีมา ผาสีดอน กันทวิไชย หนองเลา วาปีปทุม มาหนองซำ พยัคฆ์ ไปทางกาฬสินธุ์ และเสลภูมิ”
ดูจะเห็นว่าการแพร่ของขบวนการผีบุญได้แผ่ขยายไปเร็วมาก (สมัยนั้นไม่มีสื่อมวลชนประเภททีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ หากแต่แพร่ขยายไปทางสื่อหมอลำ)
หมอลำได้กระจายไปตามท้องถิ่นต่างๆ ทั่วเมืองอุบลฯ และใกล้เคียง เนื้อหาของกลอนลำ เป็นการสรรเสริญผู้มีบุญ ว่าจะมาจากทิศตะวันออก และโจมตีการเข้ามาปกครองของกรุงเทพฯ เป็นต้นว่า
“ลือแซะแซงแซ่ลำโขง หนองซำเป็นเขตลาสีมา ฝูงไทยใจฮ้ายตายสิ้นบ่หลง”
ความหมายของกลอนลำข้างต้น หมายความว่า
“มีข่าวเล่าลือไปทั่วลำน้ำโขง จนไปถึงหนองซำ เมื่อผู้มีบุญมาเกิดแล้ว ชาวกรุงเทพฯ พวกใจโหดร้ายก็จะตายสิ้นไม่มีเหลือ (ด้วยอำนาจอิทธิฤทธิ์ของผู้มีบุญ)”
ปรากฏว่าชาวบ้านนิยมฟังกลอนลำประเภทนี้มาก และเริ่มเห็นคล้อยตามคำพยากรณ์ และคำโฆษณาชวนเชื่อกันเพิ่มมากขึ้นในทุกท้องที่ อันเป็นช่องทางให้มีผู้แอบอ้างกระทำตนเป็นผู้วิเศษสวมรอยข่าวโคมลอยขึ้นมา
ผู้แอบอ้างต่างตั้งสำนักขึ้นชวนเชื่อชาวบ้านให้เข้ามาอยู่ในอารักขา โดยมีเจ้าสำนักกระทำตนเป็นผีบุญ เป็นผู้วิเศษ ที่สามารถปัดเป่าความชั่วร้ายให้หายไปได้
บรรดาชาวบ้านซึ่งตกอยู่ในความหวาดกลัวอยู่แล้ว ต่างก็อยากจะแสวงหาที่พึ่งอยู่พอดี ซึ่งทันทีที่มีผู้วิเศษอวดอ้างฤทธิ์เดชปรากฏขึ้น จึงได้พากันแห่ไปหา เพื่อที่จะให้ช่วยเหลือคุ้มครองภัยต่างๆ
เหตุการณ์ตอนขบถผีบุญนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเอาไว้ในหนังสือพระนิพนธ์เรื่อง นิทานโบราณคดี ที่พระองค์ทรงรับสั่งเอาไว้ว่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องเกร็ดนอกพงศาวดาร เขียนรักษาไว้ให้เป็นประโยชน์แก่ลูกหลานและผู้อื่นต่อไป ว่า:
“ข่าวที่มีผู้วิเศษรับจะช่วยป้องกันภัยรู้ไปถึงไหน ก็มีราษฎรที่นั่นพากันไปหา โดยประสงค์เพียงจะขอให้เสกเป่ารดน้ำมนต์ให้ก็มี ที่นึกว่าเป็นท้าวธรรมิกราชผีบุญ มาบำรุงโลก เลยสมัครเข้าเป็นพรรคพวกติดตามผู้วิเศษนั้นก็มี ผู้วิเศษไปทางไหนหรือพักอยู่ที่ไหน พวกชาวบ้านก็รับรองเลี้ยงดู เลยเป็นเหตุให้มีคนเข้าเป็นสมัครพรรคพวกมากขึ้นโดยลำดับ เมื่อผู้วิเศษนั้นเห็นว่ามีคนนับถือกลัวเกรงมาก ก็เลยแสดงตนโดยเปิดเผย ว่าเป็นท้าวธรรมิกราชผีบุญ ที่จะมาดับยุคเข็ญตามคำพยากรณ์”
ในตอนแรก ฝ่ายรัฐบาลไม่ประสงค์จะเข้าไปยุ่งด้วย เพราะไม่แน่ใจว่าเรื่องผีบุญ หรือผู้มีบุญนี้จะเป็น “ความผิดแท้” (คือเจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าจะเอาความผิดในข้อกฎหมายใด)
และเกรงว่า “ถ้าห้ามไป กำลังตื่นคนนั้น ตำราว่า ไม่ได้จะกลายเป็นยาบำรุงไป” (คือเจ้าหน้าที่กลัวมวลชน เพราะตอนนั้นชาวบ้านไม่พอใจข้าราชการอยู่แล้ว ขืนทางการเข้าไปยุ่งก็จะเป็นการเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนรุนแรงขึ้น – ปฐม)
(ด้วยทางราชการประเมินสถานการณ์อย่างนี้) ทำให้ผู้มีบุญ หรือผีบุญ มีโอกาสเกลี้ยกล่อมและซ่องสุมผู้คนได้มากขึ้น จนต่อมาได้พากันตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ไม่ขึ้นกับทางการบ้านเมืองอีกต่อไป มีการปกครองกันเองในกลุ่ม มีกองกำลังคุ้มกันตนเอง
กลุ่มผีบุญ มีหลายกลุ่ม ที่เป็นกลุ่ม หรือ กอง ขนาดใหญ่ มีอยู่ ๓ กลุ่ม หรือ กอง ดังนี้:
ผีบุญกลุ่มที่หนึ่ง เรียกว่า กองอ้ายเล็ก หรือ อ้ายเหล็ก (ภาษาไทยกลางก็ต้องว่า กลุ่มพี่เล็ก หรือ พี่เหล็ก) เป็นผีบุญคนแรกที่อ้างตัวเป็น พระยาธรรมิกราช เป็นผู้มาดับยุคเข็ญให้ประชาชน ตั้งสำนักขึ้นที่บ้านหนองซำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย เมืองสุวรรณภูมิ (คนพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม กับ ร้อยเอ็ด ในปัจจุบัน)
ผีบุญกลุ่มที่สอง เรียกว่า กองอ้ายบุญจัน เป็นน้องชายพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เมื่อพี่ชายถึงแก่กรรมได้เกิดการขัดแย้งกับทางการ จึงร่วมมือกับท้าวทัน บุตรพระยาขุขันธ์ฯ พร้อมด้วยหลวงรัตน อดีตกรมการเมือง พากันไปตั้งตัวเป็นผู้มีบุญอยู่ที่สันเขาบรรทัด เขตเมืองขุขันธ์ (เขตปฏิบัติการก็อยู่แถวศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์)
ผีบุญกลุ่มที่สาม เรียกว่า กองอ้ายมั่น เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด กลุ่มนี้ที่ไปมีส่วนพัวพันทำให้ทางการเข้าใจผิด เพราะชื่อและข้อมูลบางอย่างเกิดไปพ้องกับหลวงปู่มั่น ของเรา ดังกล่าวแล้ว
ผีบุญอ้ายมั่น ตั้งตัวเป็น องค์ปราสาททอง หรือ องค์หาสาตรทอง ในภาษาอิสาน อยู่ที่บ้านกระจีน แขวงเมืองเขมราฐ (ใกล้ถิ่นของหลวงปู่มั่น) เคยร่วมมือกับ องค์แก้ว ทางฝั่งลาว มีราษฎรนิยมทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำโขง
ต่อมาได้เข้าสมทบกับกองกำลังของท้าวสน นายอำเภอโขงเจียม และกับกองอ้ายเล็ก (กลุ่มที่หนึ่ง) ที่ยกกำลังมาจาก หนองซำ นำกำลังประมาณ ๒,๕๐๐ คนเศษ ยกเข้าปล้นและเผาเมืองเขมราฐ อีกทั้งได้สังหาร ท้าวโพธิราช กรมการเมือง และจับตัว ท้าวธรรมกิตติกา กรมการเมือง และพระเขมรัฐเดชนารักษ์ ผู้รักษาเมือง ไปเป็นตัวประกัน แล้วถอดนักโทษออกทั้งหมด ทำให้ได้สมัครพรรคพวกเพิ่มขึ้นอีกมาก
หลังการกระทำอุกอาจครั้งนั้น พวกผีบุญทั้งหลายก็กลายเป็นขบถขึ้นแต่นี้ไป และได้เพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยส่งกำลังไปบุกล้อมจับท้าวกรมช้าง กรมการเมืองอุบลฯ ที่ออกมารักษาการนายอำเภอพนานิคม แล้วฆ่าทิ้งเสีย เป็นการข่มขวัญข้าราชการและประชาชน ทำให้ผู้คนตื่นกลัว ยินยอมเข้าเป็นพรรคพวกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
พวกราษฎรต่างพากันแห่เข้าไปขอให้พวกผีบุญช่วยขับไล่ป้องกันภัย “องค์ผีบุญ” ก็เป่าคาถา รดน้ำมนต์ให้ตามประสงค์ พร้อมโอภาปราศรัยด้วยเป็นอย่างดี ราษฎรทั้งหลายต่างพากันเข้านับถือ องค์มั่นผู้วิเศษ
ในการนี้ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เจ้าเมืองอุบลฯ ได้รายงานเหตุการณ์ต่างๆ ให้ทางกรุงเทพฯ (กระทรวงมหาดไทย) ทราบและขอกำลังทหารพร้อมอาวุธปืนไปโดยด่วน จำนวน ๔๐๐ – ๕๐๐ คน
พร้อมกันนั้น ทางจังหวัดอุบลฯ ก็จัดทหารไปคอยสกัดพวกผีบุญอยู่ที่วารินชำราบ บ้านตุงลุง เมืองเกษมสีมา บ้านลืออำนาจ และได้ส่งกองกำลังออกไปจับพวกผีบุญอีกหลายกอง
ในตอนแรก กองกำลังที่ไปทางเมืองขุขันธ์ โดยการนำของร้อยโทหวั่น ได้ทำการปราบปรามผีบุญกองอ้ายบุญจัน ลงได้อย่างราบคาบ อ้ายบุญจันตายในที่รบ ที่เหลือก็แตกสลายหนีไป ไม่มีให้พบเห็นอีกเลยตลอดท้องที่เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และอิสานตอนใต้
ส่วนศึกใหญ่หลวงซึ่งอยู่ทางตะวันออกและทางเหนือนั้นล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกผีบุญที่เป็นสมัครพรรคพวกขององค์มั่น ผู้ที่กำลังโด่งดังสุดขีด
ศึกยกแรก (ตามคำของอาจารย์พิศิษฐ์) นั้น ทางการประสบความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป คือ หน่วยของร้อยเอกหม่อมราชวงศ์ร้าย คุมกำลังพลตระเวน ๑๒ นาย กับคนนำทางและชาวบ้านที่เกณฑ์มาอีกเป็นจำนวน ๑๐๐ คน ได้เกิดปะทะกับกองระวังหน้าของพวกผีบุญจำนวนร้อยคนเศษ ใกล้บ้านขุหลุ (ไม่ทราบอยู่ที่ไหนเหมือนกัน)
พวกผีบุญร้องขู่ว่า “ผู้ใดไม่สู้ ให้วางอาวุธ หมอบลงเสีย”
พวกชาวบ้านที่โดนเกณฑ์มา ก็พากันหมอบกราบพวกผีบุญเสียหมดสิ้น เหลือแต่หม่อมราชวงศ์ร้ายกับพลตระเวน ๑๒ นาย ที่ได้ต่อกรกับพวกผีบุญ พร้อมกับล่าถอยกลับไปกราบทูลให้เสด็จในกรมฯ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เจ้าเมืองอุบล) ทรงทราบ
จากชัยชนะครั้งนั้นทำให้บรรดาสาวกของเหล่าผีบุญได้ใจ มีความฮึกเหิมถึงขนาดประกาศว่า จะยกพวกเข้ามาตีเมืองอุบลราชธานี แล้วผนวกร่วมกับดินแดนสองฝั่งลุ่มน้ำโขง จัดตั้งอาณาจักรใหม่ ที่ไม่ขึ้นต่อกรุงเทพฯ และฝรั่งเศส
สร้างความขุ่นเคืองให้กับเสด็จในกรมฯ ยิ่งนัก พระองค์จึงทรงให้ พันตรี หลวงสรกิจพิศาล ผู้บังคับการทหารอุบลราชธานี จัดทหารออกไปสืบดูเหตุการณ์ที่แท้จริงอีกครั้ง
(แสดงว่าการข่าวของทางราชการสมัยนั้นสู้สมัยนี้ไม่ได้ ใช่ไหมครับ!)
พันตรี หลวงสรกิจฯ จึงได้จัดส่ง ร้อยตรีหลี กับทหารจำนวน ๑๕ คนออกไปสืบดูร่องรอยของเหล่าขบถทางอำเภอพนา อำเภอตระการ (ตระการพืชผล) ปรากฏว่าพวกทหารได้ไปเสียท่า โดนพวกผีบุญล้อมจับฆ่าตายถึง ๑๑ คน เหลือพลตระเวนหนีรอดกลับมาได้ ๔ คนเท่านั้น/p>
ทางการเห็นว่ารอให้เพลี่ยงพล้ำมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว (เอาเป็นว่า เครื่องเพิ่งร้อน) การปราบปรามขั้นเด็ดขาดจึงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕ (หลังปล่อยให้ลุกลามอยู่ ๒ ปี) โดยรับสั่งให้ร้อยเอกหลวงชิตสรการ (จิตร มัธยมจันทร์) นายทหารปืนใหญ่ กับร้อยตรีอิน คุมทหาร ๒๔ คน พลเมือง ๒๐๐ คน อาวุธปืน ๑๐๐ กระบอก ปืนใหญ่อีก ๒ กระบอก ออกไปปราบขบถ
ขณะเดียวกันก็กราบทูลไปยัง กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (เสนาบดี กระทรวงมหาดไทย) เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕ (ร.ศ. ๑๒๑) ว่า
“ทหารอุบลราชธานีคิดใช้หลายทางหมดตัว เรียกตำรวจภูธรขึ้นหมดกำลังก็ยังไม่พอใช้ ถ้าเกณฑ์มา เชื่อใจชาวบ้านไม่ได้ว่าจะไม่วิ่งเข้าหาผีบุญอีก ขอทหารหรือตำรวจปืนดีๆ รีบไปช่วยเร็วๆ อีกสัก ๔๐๐”
แล้ว ทหารจากมณฑลนครราชสีมา จึงถูกส่งไปปราบขบถ โดยแบ่งออกเป็น ๔ กองพัน กองพันละ ๒ กองร้อย ยกไปมณฑลอิสาน ๒ กองพัน และเตรียมพร้อมอยู่ที่เมืองนครราชสีมาอีก ๒ กองพัน ทหารทุกคนได้รับจ่ายปืนคนละ ๑ กระบอก กระสุนคนละ ๑๐๐ นัดและเสบียงติดตัวอยู่ไปได้ ๕ วัน
อาจารย์พิศิษฐ์เขียนว่า “เป็นกองทัพที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น”
เชิญกลับมาดูด้าน ร้อยเอกหลวงชิตสรการ ได้ยกกำลังเข้าสู่บ้านสะพือ (อ.พิบูลมังสาหาร) ในวันที่ ๔ เมษายน (พ.ศ. ๒๔๔๕) ตอนกลางคืน ได้จัดให้กองกำลังส่วนหนึ่งตั้งพักตรงบ้านสา อีกส่วนหนึ่งตั้งค่ายอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม ห่างจากค่ายพวกผีบุญประมาณ ๕๐ เส้น (๒ กิโลเมตร)
“ที่ตรงนั้นเป็นทางเดินเข้ามาเมืองอุบลฯ สองข้างเป็นป่าไม้ ต้องเดินเข้าในตรอก”
จัดให้พระสุนทรกิจวิมล (คูณ สังโขบล) เป็นปีกขวา เพียซามาตย์ (แท่ง) เป็นปีกซ้าย ตั้งปืนใหญ่ไว้ใต้ซุ้มไม้ในป่าทึบ ใกล้ทางเลี้ยวออกมาจากบ้านสะพือ หมายยิงถล่มในทางตรอกนั้น แล้วให้ซุ่มกำลังไว้ในป่าสองข้างทางอีก
วันรุ่งขึ้น ได้เกิดปะทะกับพวกขบถผีบุญ ยิงถล่มสู้รบใส่พวกผีบุญ เกือบ ๔ โมง จึงกำชัยชนะได้โดยเด็ดขาด (ต้องร้องว่า โอโฮ! ง่ายจัง!)
พวกขบถผีบุญถูกถล่มเสียชีวิตไป ๒๐๐ คนเศษ บาดเจ็บอีกไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน แถมถูกจับเป็นได้ ๑๒๐ คน
ส่วนองค์มั่นผู้หัวหน้าผีบุญ ได้หลบหนีไปพร้อมกับสมุนราว ๑๐ คน
จากนั้นก็มีการกวาดล้างจับกุมพวกผีบุญไปทั่วมณฑลอิสาน สั่งปราบปรามอย่างเด็ดขาด มีตราสั่งไปถึงทุกหัวเมือง ดังนี้:
“อย่าให้มีการหลบหนีไปได้เป็นอันขาด ถ้าหากผู้ใดปกปิดพวกเหล่าภัยและเอาใจช่วยให้หลบหนีไปได้ จะเอาโทษแก่ผู้ปิดบังและเจ้าหน้าที่หัวเมืองนั้นๆ อย่างหนัก”
เป็นอันว่าพวกขบถผีบุญก็แตกฉานซ่านกระเซ็นไป
แล้วที่มาเกี่ยวกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ก็เพราะความบังเอิญที่มีส่วนไปพ้องกันหลายอย่าง
องค์มั่น หัวหน้าผีบุญที่พาพวกหลบหนีไป ถูกตามล่าอย่างหนัก ตอนนี้ข่าวกรองของทางราชการเกิดการสับสนในข้อมูล เพราะ
หนึ่ง ชื่อไปซ้ำกันกับหลวงปู่มั่น
สอง เป็นคนอยู่ใน ถิ่น แขวง เขต เมืองเดียวกัน
สาม มีความสามารถเฉพาะตัวเป็น หมอลำกลอน คล้ายกัน
สี่ เครื่องนุ่มห่มแต่งกายก็คล้ายคลึงกัน คือพวกผีบุญระดับหัวหน้า จะแต่งกายต่างไปจากสาวกคนอื่นๆ ซึ่งรายงานทางราชการบอกว่า “นุ่งห่มผ้าขาวจีบ ห่มครองอย่างพระหรือสามเณร”
ห้า ผีบุญที่เป็นพระสงฆ์ก็มีหลายรูป
และที่สำคัญยิ่งก็คือ
หก ในช่วงนั้น หลวงปู่มั่น ได้ธุดงค์ ติดตามหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ข้ามไปทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและมาพักบำเพ็ญเพียรอยู่ที่พระธาตุพนม แสดงว่าท่านหลบหนีไปจากเมืองอุบลฯ และไปในทิศทางเดียวกันกับที่องค์มั่นผีบุญ หลบหนีไป
สมัยนั้นไม่มีบัตรประจำตัว ไม่มีรูปถ่าย ไม่มีเอกสารยืนยันคงจะยุ่งกันพอสมควร
อาจารย์พิศิษฐ์ ก็ไม่ได้เขียนตอนจบว่า มีการ “เคลียร์” กันอย่างไร แต่ท่านลงท้ายว่า
“ครูบาอาจารย์รุ่นต่อๆ มา จึงได้มีเรื่องเล่าถึงการตามล่าผีบุญองค์มั่น ที่มาเกี่ยวข้องอย่างบังเอิญเหลือหลายกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ผู้ที่เราเคารพเทิดทูนอยู่เหนือเศียรเกล้าฉะนี้ แล”
โอ! โล่งใจ!
ผมเอง (ปฐม) ก็ไม่ได้ถามอาจารย์พิศิษฐ์ ว่าท่านเขียนโยงเหตุการณ์ขึ้นมา หรือเหตุการณ์เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่… ผมก็เชื่อว่าหลวงปู่ของเรา ท่านสร้างบารมีมามาก คงไม่กลับไปเป็น แพะ ให้พวกเจ้าหน้าที่เอาไปสร้างผลงานให้กับตนเองได้หรอก ใช่ไหมครับ?
ท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ได้ให้ความรู้ต่อท้ายไปอีกว่า
“หลังจากการจบสิ้นของกรณีขบถผีบุญหรือขบถผู้มีบุญแล้วไม่นานนัก อีก ๒ เดือนต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๕ ให้เป็นกิจจะลักษณะในรูปของกฎหมายเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังทรงโปรดให้จัดพิมพ์หนังสือพระไตรปิฎกขึ้นเป็นครั้งแรกอีกด้วย”
ก็ขอบคุณท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ที่อุตส่าห์ค้นเรื่องดีๆ มาให้เราได้ศึกษา ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะลอกผลงานของท่านต่อไป ขอบคุณครับ
๕๑
อาราธนาอยู่โปรดชาวนครพนม
ในปี พ ศ. ๒๔๔๕ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเลียบ กับสหธรรมิกของท่าน คือ หลวงปู่หนู ฐิตปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดใต้ (ภายหลังมีสมณศักดิ์เป็นพระปัญญาพิศาลเถร เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ) ได้ออกธุดงค์ไปจังหวัดนครพนม
ในหนังสือของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ระบุว่า หลวงปู่ทั้งสององค์ ได้พักปักกลดอยู่ใต้ต้นโพธิ์สุดเขตเมืองนครพนมทางด้านทิศใต้ เข้าใจว่าจะเป็นแถวบริเวณโรงฆ่าสัตว์เทศบาลจังหวัดนครพนมในปัจจุบัน
ได้มีประชาชนชาวบ้านจำนวนมากไปสนทนารับการอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ทั้งสององค์ ข้าหลวงประจำเมืองนครพนมคือ พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (เลื่อง ภูมิรัตน์) ได้ทราบเรื่อง จึงไปนมัสการและสนทนาธรรมด้วย
มีตอนหนึ่ง ท่านเจ้าเมืองได้ปรารภถึงปัญหาของพระเณรในจังหวัด ได้ขอคำปรึกษาหารือและขอให้หลวงปู่ทั้งสองได้ช่วยคิดอ่านแก้ไข พร้อมทั้งกราบเรียนหลวงปู่ให้พำนักโดยตั้งวัดธรรมยุตขึ้นในจังหวัดนครพนมด้วย
ท่านเจ้าเมืองกราบเรียนว่า
“กระผมขอโอกาสกราบเรียนนมัสการครูบาอาจารย์ พวกกระผมมีศรัทธาปสาทะอย่างเต็มที่ ต้องการอยากได้วัดคณะธรรมยุติกนิกาย ไว้เป็นศรีสง่าคู่บ้านเมืองของจังหวัดนครพนมสืบไป เกล้ากระผมในนามเจ้าเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวจังหวัดนครพนม ขอกราบอาราธนาให้ครูบาอาจารย์เป็นประมุขประธานเป็นพ่อแม่เป็นที่พึ่งต่อไป”
หลวงปู่ใหญ่ ท่านยิ้มตามลักษณะของท่าน แล้วพูดขึ้นว่า
“เมื่อญาติโยมมีศรัทธาอันแรงกล้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว อาตมาขออนุโมทนาสาธุการ แต่ทว่าเวลานี้อาตมายังเป็นพระเที่ยวอยู่ จะอยู่ประจำตามที่นิมนต์อาราธนานั้นคงยังไม่ได้ คงจะอยู่ได้ชั่วครั้งชั่วคราวอย่างนี้แหละ เอายังงี้ดีไหม เมื่อโยมมีความปรารถนาอันแรงกล้า อยากได้พระอยากได้วัดคณะธรรมยุตแล้ว ให้โยมไปหาพระมาสักรูปหนึ่ง พยายามเลือกเฟ้นเอาผู้มีอุปนิสัยพอเป็นไปได้ด้วยศีลาจารวัตร มีความอดทน แล้วอาตมาจะเอาไปญัตติกรรม ทำทัฬหีกรรมใหม่ เพื่อให้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ กับจะส่งไปเรียนที่กรุงเทพฯ เมื่อสำเร็จแล้วจึงจะส่งกลับมาเป็นหัวหน้าเป็นผู้นำสร้างวัด สร้างความเจริญในพระพุทธศาสนาต่อไป”
พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ข้าหลวงประจำจังหวัดนครพนมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำแนะนำของหลวงปู่ใหญ่ จึงได้ให้คนของท่านออกสืบเสาะเลือกเฟ้นหาพระภิกษุตามที่หลวงปู่ใหญ่บอก ใช้เวลาหลายวัน
ในที่สุดได้คัดเลือกพระภิกษุมา ๔ รูป ได้แก่ พระจันทร์ เขมิโย, พระสา อธิคโม, พระหอม จนฺทสาโร และพระสังข์ รกฺขิตธมฺโม กับสามเณรอีก ๑ รูปที่ติดตามพระจันทร์ เขมิโยจากท่าอุเทน ชื่อ สามเณรจูม จันทร์วงศ์
เวลานั้นท่านหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับ หลวงปู่หนู ฐิตปญฺโญ ยังพักรออยู่ที่พระธาตุพนม
ท่านข้าหลวงได้นำพระภิกษุและสามเณรทั้ง ๕ รูปเข้าถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อให้หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับ หลวงปู่หนูช่วยรับเอาเป็นธุระแนะนำสั่งสอนและฝึกอบรมต่อไป พระคุณเจ้าทั้งสองก็รับไว้ด้วยความยินดี
จากการติดตามศึกษาประวัติครูอาจารย์พระกรรมฐานในภายหลังจะปรากฏชื่อเพียง ๒ องค์ คือ พระจันทร์ เขมิโย ภายหลังมีสมณศักดิ์เป็น พระเทพสิทธาจารย์ ประชาชนชาวนครพนมเรียกว่า “เจ้าคุณปู่” เพราะเป็นปู่ใหญ่พระธรรมยุตองค์แรกของจังหวัดนครพนม กับสามเณรจูม จันทร์วงศ์ ภายหลังมีสมณศักดิ์เป็น พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) แห่งวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี มีบทบาทสำคัญยิ่งในวงศ์พระกรรมฐานสายหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น นั่นเอง
ส่วนพระภิกษุอีก ๓ องค์ ไม่เห็นกล่าวถึง หรือมีการกล่าวถึงแต่ผู้เขียนหาไม่พบ
ในบันทึกมีว่า
“ท่านเจ้าเมืองได้นำพระจันทร์ เขมิโย ไปถวายตัวเป็นศิษย์ของพระอาจารย์เสาร์ ที่ยังรออยู่ที่พระธาตุพนมเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว จึงได้พากันเดินทางธุดงค์กลับจังหวัดอุบลราชธานี รอนแรมผ่านป่าดงดิบผืนใหญ่ชื่อดงบัง ที่แสนลำเค็ญ แล้วเข้าเขตอำนาจเจริญ ใช้เวลาร่วมเดือนจึงลุถึงวัดเลียบ ในตัวเมืองอุบลราชธานี”
๕๒
คำบอกเล่าของเจ้าคุณปู่
จากปากคำของท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) หรือที่ชาวนครพนมเรียกว่า “เจ้าคุณปู่” ได้พูดถึงการติดตามไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ที่จังหวัดอุบลราชธานี ดังนี้:
ในปลายปี พ ศ. ๒๔๔๕ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่หนู (พระปัญญาพิศาลเถร) ก็ได้อำลาประชาชนชาวจังหวัดนครพนม เดินทางกลับสู่จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยพระภิกษุ ๔ รูป คือ หลวงปู่จันทร์ เขมิโย พระภิกษุสา พระภิกษุหอม พระภิกษุสังข์ และสามเณรอีก ๓ รูป ในจำนวน ๓ รูปนี้ มี สามเณรจูม จันทร์วงศ์ (ต่อมาได้เป็นพระธรรมเจดีย์) รวมอยู่ด้วย
คณะของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้จาริกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ หยุดพักรอนแรมกลางป่าดงพงไพร ได้พบสัตว์ป่านานาชนิด มีเสือ ช้าง ละอง ละมั่ง ควายป่า เป็นต้น
เมื่อเจอสัตว์ป่า หลวงปู่ใหญ่ ก็สั่งให้คณะนั่งลงกับพื้นดิน แล้วกำหนดจิตแผ่เมตตาให้สัตว์เหล่านั้น พระภิกษุสามเณรทุกรูปก็แคล้วคลาดปลอดภัย
ท่านเจ้าคุณปู่เล่าว่า
“ในการบำเพ็ญกรรมฐานในป่านั้น ประการสำคัญต้องทำตนให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์มักจะมีความวิตกกังวล คงจะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ต่อจากนั้นก็มีอันเป็นไป หากมีศีลบริสุทธิ์ จิตก็สงบเป็นสมาธิได้ง่าย และอีกประการหนึ่ง จะต้องยึดมั่นในพระรัตนตรัย ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณอยู่เสมอ”
ท่านเจ้าคุณปู่ เล่าต่อไปว่า การธุดงค์ไปกับหลวงปู่ใหญ่ในครั้งนั้น ทำให้การฝึกฝนด้านกรรมฐานของท่าน นับว่าก้าวรุดหน้าไปกว่าเดิมมาก ทั้งนี้เพราะท่านหลวงปู่ใหญ่ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทั้งสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ได้พยายามถ่ายทอดความรู้ และอบรมท่าน อย่างเคร่งครัดยิ่ง
“ตอนนั้น พอเราธุดงค์ถึงสถานที่อันวิเวกเหมาะแก่การปฏิบัติแห่งไหน ท่านพระอาจารย์เสาร์ จะหยุดพักและพวกเราเร่งบำเพ็ญเพียรอบรมจิตอย่างหนักทันที ท่านให้พยายามกำจัดมหาโจรภายใน อันหมายถึงตัวกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง ให้เบาบางลงไปให้ได้และให้ทำจนหมดสิ้นไปจากจิตใจ ตามกำลังความสามารถ
การปฏิบัติกรรมฐานภายในป่านั้น หลักสำคัญประการแรก ผู้ปฏิบัติจะต้องทำตนให้บริสุทธิ์ด้วยศีล เพราะในป่าเขาลำเนาไพรมีเทพารักษ์ สัตว์ร้ายนานาชนิด ดังนั้น ต้องคอยตรวจสอบศีลของเราอยู่เสมอ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์เมื่อไรแล้ว ก็มักจะมีอันเป็นไปในทางไม่ดีเสมอ
และเมื่อมีศีลบริสุทธิ์แล้ว ก็ต้องรักษาจิตของเราให้บริสุทธิ์ด้วยระวังอย่าให้จิตเอนเอียงไปหารากเหง้าแห่งกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ
หลังจากนั้น เมื่อศีลและจิตบริสุทธิ์ ก็ต้องตรวจความเห็นของตนว่ามีความบริสุทธิ์หรือไม่ ความเห็นของเราตรงต่อคุณธรรมจริงหรือไม่ เมื่อเราอุทิศชีวิตของตนต่อพระรัตนตรัยอย่างแท้จริงแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นแก่ชีวิตเราบ้าง
ควรยึดมั่นเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ยอมสละทุกอย่างเพื่อพระรัตนตรัย แม้ชีวิตของเราก็ต้องยอมเสียสละ จึงจะสามารถรู้แจ้งเห็นจริงในชีวิต สามารถหยั่งจิตลงในคุณแห่งพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหว จนถึงคุณอันสูงสุดในพระศาสนา จึงจะประสบตัววิปัสสนาอย่างแท้จริง ”
ท่านเจ้าคุณปู่ บอกต่อไปว่า
“สำหรับการเจริญกรรมฐานนั้น หากยังไม่พบตัววิปัสสนาแล้ว จะไม่สามารถพบกับความสุขอย่างแท้จริงได้
การเข้าถึงพระพุทธเจ้า ประการแรกก็คือ การไม่ทำความชั่วทุกอย่าง อันได้แก่ การรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์ การทำความดี มีความดี มีความเฉลียวฉลาดให้พร้อมอยู่เสมอ ก็คือการเข้าถึงพระศาสนาด้วยการบำเพ็ญสมาธิ และการเข้าถึงพระศาสนาด้วยการทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว”
ท่านเจ้าคุณปู่ เล่าถึงการเดินทางในครั้งนั้นว่า ท่านต้องใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์จึงเดินทางถึงจังหวัดอุบลราชธานี
จากนั้น ท่านหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้นำคณะพระเณรเข้าไปพำนักอยู่ที่วัดเลียบ ซึ่งเป็นสำนักของท่าน และ ณ สถานที่นั้นเอง ท่านเจ้าคุณปู่ ก็ได้พบกับ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต
ดังนั้น นอกจากเจ้าคุณปู่ จะร่ำเรียนความรู้ในทางธรรมจากหลวงปู่ใหญ่เสาร์แล้ว ท่านยังได้มีโอกาสร่วมศึกษาหาความรู้และปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น อีกระยะหนึ่งด้วย
ท่านเจ้าคุณปู่ พำนักอยู่ที่วัดเลียบ จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๖ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ จึงนำท่านไปแปรญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต ที่พระอุโบสถวัดศรีอุบลรัตนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยมีพระสงฺฆรกฺขิโต (พูน) วัดศรีทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปัญญาพิศาลเถร (ฐิตปญฺโญ หนู) วัดใต้ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูประจักษ์อุบลคุณ (ญาณสโย สุ้ย) วัดสุปัฏนาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาเดิมคือ เขมิโย
หลังจากที่อุปสมบทแล้ว ท่านเจ้าคุณปู่ ก็กลับมาพำนักที่วัดเลียบ ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ สำหรับการศึกษาด้านปริยัติธรรม ท่านก็สนใจศึกษาอย่างเอาจริงเอาจัง พยายามศึกษาพระปริยัติธรรมแผนใหม่ ได้แก่ วิชาธรรมะ วิชาวินัย วิชาพุทธประวัติ และวิชาอธิบายกระทู้ธรรม ซึ่งพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้นำมาเผยแพร่ที่อุบลฯ
ส่วนแนวทางปฏิบัติกรรมฐาน ท่านเจ้าคุณปู่ได้ฝึกอบรมในสำนักของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ท่านอาจารย์ใหญ่มั่น และหลวงปู่หนู (พระปัญญาพิศาลเถร) จนมีความรู้ทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติอย่างแท้จริง มีจิตใจมั่นคงแนบแน่นต่อธรรมะอย่างไม่สั่นคลอน
ท่านเจ้าคุณปู่ พูดถึงการศึกษาด้านปริยัติของท่านในสมัยที่พำนักอยู่วัดเลียบ อุบลราชธานีว่า นอกจากการปฏิบัติกรรมฐานอย่างคร่ำเคร่งแล้ว ท่านยังได้ศึกษาหลักพระพุทธศาสนาแผนใหม่ด้วยคือ ศึกษาวิชาวินัย วิชาธรรม วิชาพุทธประวัติ และวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม ตลอดจนการศึกษาทบทวนบทบาลีไวยากรณ์แบบเก่า จากคัมภีร์มูลกัจจายน์ ตามที่เคยศึกษามาก่อนด้วย ท่านว่า
“บาลีไวยากรณ์ที่แต่งขึ้นใหม่ มีความเข้าใจได้ง่ายกว่าแบบเก่า เมื่ออาตมาได้ศึกษาคัมภีร์ต่างๆ แล้ว จึงได้ศึกษาพระวินัยอันเป็นข้อปฏิบัติโดยตรงของพระสงฆ์จากคัมภีร์จุลวรรค ศึกษาบทสวดมนต์และขัดตำนานบทสวดมนต์ต่างๆ ศึกษาแบบแผนพิธีกรรมต่างๆ ของคณะธรรมยุตในแต่ละสำนักวัดต่างๆ”
ท่านเจ้าคุณอยู่พำนักร่ำเรียนทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติที่วัดเลียบ เมืองอุบลฯ อยู่ ๓ ปีเต็มๆ นอกจากอยู่เรียนในสำนักแล้ว บางโอกาสท่านยังได้ออกธุดงค์แสวงความวิเวก ติดตามพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ด้วย
ท่านเจ้าคุณปู่ เคยออกธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์ใหญ่มั่นไปบำเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขาแห่งหนึ่ง ในเขตจังหวัดสกลนคร และท่านพูดว่า
“แต่ในระยะหลัง อาตมาไม่ค่อยอยากไปพบท่านพระอาจารย์มั่นหรอก เพราะพออาตมาจะไปทีไร ท่านจะทราบล่วงหน้าทุกที แล้วท่านก็จัดสถานที่พักให้ยกใหญ่ มโหฬารมาก ทั้งที่ท่านอยู่ในป่าในเขา สร้างความยุ่งยากลำบากให้แก่ท่านเปล่าๆ
ท่านพูดกับอาตมาเสนอว่า อาตมาเป็นเจ้าคุณ
ต่อมาภายหลัง ท่านเจ้าคุณปู่ ก็ได้เป็นเจ้าคุณจริงๆ ตามที่หลวงปู่มั่น ออกปากปรารภ ซึ่งเรื่องการรู้ใจคนและการทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าของหลวงปู่มั่น นั้น เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางในหมู่พระกรรมฐานด้วยกันมาช้านานแล้ว
๕๓
บทเรียนที่ต้องจำฝังใจ
เมื่อหลวงปู่จันทร์ เขมิโย หรือท่านเจ้าคุณปู่ ของชาวจังหวัดนครพนม มาอยู่ศึกษาอบรมในสำนักของพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล จนเวลาล่วงเข้า ๓ ปี พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ข้าหลวงประจำเมืองนครพนมได้ทำหนังสือไปนมัสการ หลวงปู่ใหญ่ พร้อมทั้งอีกฉบับส่งไปกราบทูลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (พระองค์เจ้าชายชุมพลสมโภช เป็นพระโอรสองค์ที่ ๑๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ข้าหลวงต่างพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ ประจำมณฑลอุบลฯ
“เพื่อขอนิมนต์ตัวพระภิกษุจันทร์ เขมิโย และคณะกลับไปตั้งสำนักคณะธรรมยุติกนิกายขึ้นที่เมืองนครพนม”
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ จึงได้พา เจ้าคุณปู่ เข้าพบ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ท่านเจ้าเมืองอุบลฯ
พระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นเจ้าคุณปู่ ยังเป็นพระหนุ่มน้อยอยู่ จึงรับสั่งด้วยความห่วงใย (เชิงสบประมาท) ว่า
“นี่นะหรือพระที่ท่านอาจารย์เสาร์จะให้นำคณะธรรมยุตไปตั้งที่เมืองนครพนม ดูรูปร่างลักษณะเล็ก บาง ยังหนุ่มแน่นมาก จะไม่ทำให้ครูอาจารย์และวงศ์ธรรมยุตต้องเศร้าหมองเสียหายไปด้วยหรือ เพราะประสบการณ์ยังอ่อน หาพอที่จะรักษาตัวและหมู่คณะไว้ได้ไม่ จะไปตายเพราะผู้หญิง ฉันเกรงว่าจะเอาบาตรไปทำเป็นรังไก่เสียก่อนนะซิ”
ท่านเจ้าคุณปู่เล่าว่า ตอนนั้นท่านเป็นพระวัยหนุ่มแน่น เมื่อถูกท่านเจ้าเมืองสบประมาทเช่นนั้น ท่านถึงกับตัวสั่นระคนไปด้วยความน้อยใจ เสียใจ จนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ไปด้วย ท่านอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปในบัดนั้นเลย
และด้วยคำพูดอันรุนแรงของท่านเจ้าเมืองในครั้งนั้นเองที่ทำให้ท่านเจ้าคุณปู่ ยิ่งมุมานะ มีใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเพื่อที่จะลบคำสบประมาทนั้นให้ได้
ด้วยเหตุการณ์ที่ถูกสบประมาทอย่างรุนแรงในครั้งนั้นเองได้เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งที่ทำให้ท่านเจ้าคุณปู่ ได้ขยันศึกษาหาความรู้ บำเพ็ญสมณธรรมค้ำตน จนครองเพศบรรพชิตได้ดิบได้ดีสืบต่อมา
ถ้าสมัยใหม่ ต้องว่า ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส นั่นเอง
ทางฝ่ายหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อได้ฟังท่านเจ้าเมืองตรัสดังนั้น ท่านเพียงแต่ยิ้มด้วยนิสัยใจเย็นของท่าน แล้วจึงถวายพระพรเล่าถึงปฏิปทา จรรยามารยาท และความหนักแน่นในพระธรรมวินัยของพระลูกศิษย์ให้ทรงทราบทุกประการ
หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าเช่นนั้นแล้ว ท่านเจ้าเมืองก็ทรงอนุญาตให้เจ้าคุณปู่ และคณะเดินทางกลับไปนครพนม พร้อมกับทรงออกหนังสือรับรอง เป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้ มีใจความว่า
“ให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเส้นทางที่เดินผ่าน ให้จัดคนตามส่งตลอดทาง พร้อมทั้งให้จัดที่พักแลภัตตาหารถวายด้วย”
คณะของเจ้าคุณปู่ ใช้เวลาเดินทางจากอุบลฯ ถึงนครพนมเป็นเวลา ๒๑ วัน ท่านเจ้าเมืองนครพนมได้จัดขบวนออกไปต้อนรับแห่แหนเข้าเมือง แล้วนิมนต์ให้พำนักอยู่ ณ วัดศรีขุนเมือง
วัดศรีขุนเมือง เป็นวัดโบราณที่รกร้างมานาน ได้รับการบูรณะขึ้นสำหรับเป็นที่พำนักของพระสงฆ์ธรรมยุต ที่ขึ้นมาตั้ง ณ จังหวัดนครพนมเป็นครั้งแรก โดยคณะของเจ้าคุณปู่ ในครั้งนั้น
ภายหลังต่อมาวัดนี้ได้รับการขนานนามใหม่ว่า วัดศรีเทพประดิษฐาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ นับเป็นวัดธรรมยุตวัดแรกในจังหวัดนครพนม โดยมีเจ้าคุณปู่ ซึ่งยังเป็นพระอันดับ พรรษา ๔ เป็นผู้นำคณะธรรมยุตขึ้นมาประดิษฐาน ณ จังหวัดนครพนม เป็นครั้งแรก
ปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เจ้าคุณปู่ พร้อมด้วยคณะอีก ๓ รูป คือ พระสาร พระจูม พนฺธุโล (หลังสุดเป็น พระธรรมเจดีย์) และ สามเณรจันทร์ ได้เข้ามาศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพมหานครในสำนักของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวโร เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส แต่ครั้งยังเป็นพระเทพกวี
หลังจากเล่าเรียนอยู่ ณ วัดเทพศิรินทราวาส ๖ ปี เจ้าคุณปู่ จึงได้กลับมาประจำอยู่ ณ วัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๘
วัดศรีเทพประดิษฐาราม จึงเป็นแหล่งกำเนิดการศึกษาทั้งฝายพระปริยัติธรรมและฝ่ายสามัญศึกษาของจังหวัดนครพนม ซึ่งความสำเร็จทั้งปวงนี้เกิดจากความวิริยะอุตสาหะของเจ้าคุณปู่โดยแท้
โดยที่เจ้าคุณปู่ได้บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อการพระศาสนาและการศึกษาของบ้านเมืองเป็นอันมาก จึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์มาโดยลำดับ คือ พ.ศ. ๒๔๖๐ ในรัชกาลที่ ๖ เป็นที่ พระครูสีลสัมบัน, พ.ศ. ๒๔๗๓ ในรัชกาลที่ ๗ เลื่อนขึ้นเป็นที่ พระครูสารภาณพนมเขต รองเจ้าคณะจังหวัด, พ.ศ. ๒๔๗๘ เลื่อนเป็น พระครูสารภาณมุนี เจ้าคณะจังหวัด, พ ศ. ๒๔๘๐ เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระสารภาณมุนี, พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพสิทธาจารย์
เจ้าคุณปู่ หรือ พระเทพสิทธาจารย์ (เขมิโยเถร จันทร์) มรณภาพเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๖ สิริอายุได้ ๙๒ ปี
กรณีของพระเทพสิทธาจารย์ หรือ เจ้าคุณปู่ ของจังหวัดนครพนม นี้ เป็นปฏิปทาอีกอย่างหนึ่งของ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนุตสีโล ซึ่งนอกจากการมุ่งปฏิบัติธรรมกรรมฐานแล้ว ท่านยังส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาภาคปริยัติธรรมด้วย เพราะเป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน จะขาดเสียอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้
เมื่อพูดถึงการเริ่มต้นคณะสงฆ์ธรรมยุตในจังหวัดนครพนมแล้ว ผู้เขียนจะขออนุญาตนำบันทึกของ พระญาณวิศิษฏ์ หรือ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม ที่ได้บันทึกถึงการเผยแพร่ธรรมด้านวิปัสสนาธุระของกองทัพธรรมในจังหวัดนครพนมดังนี้:
“พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก, พระอาจารย์บุญมา มหายโส, พระอาจารย์ทอง อโสโก, พระอาจารย์สนธิ์, พระอาจารย์คำ คมฺภีโร, พระอาจารย์จรัส พร้อมด้วยภิกษุสามเณรหมวดละ ๗ องค์ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระในท้องที่จังหวัดนครพนม
เมื่อไปถึงจังหวัดนครพนมแล้ว ท่านได้แยกกันอยู่ตามสำนักต่างๆ ดังนี้:
๑. พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก อยู่สำนักวัดโพธิชัย ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ
๒. พระอาจารย์บุญมา มหายโส อยู่สำนักวัดอรัญญิกาวาส จังหวัดนครพนม ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูไพโรจน์ปัญญาคุณ
๓. พระอาจารย์ทอง อโสโก อยู่สำนักสงฆ์วัดป่าเกาะแก้ว อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
๔. พระอาจารย์สนธิ์ อยู่สำนักสงฆ์วัดถ้ำบ้านนาโสก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม
๕. พระอาจารย์คำ คมฺภีโร อยู่สำนักสงฆ์วัดป่าสิลาวิเวก อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม
๖. พระอาจารย์จรัส อยู่สำนักสงฆ์วัดป่าท่าควาย อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม”
พระเถระทั้ง ๖ องค์ จึงถือว่าเป็นบูรพาจารย์สายวิปัสสนาธุระรุ่นแรกของจังหวัดนครพนม
๕๔
พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)
ตัวอย่างการลนับลนุนด้านปริยัติธรรมของหลวงปู่ใหญ่
การยกเรื่องของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) แห่ง วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี มากล่าวในที่นี้ ก็เพื่อจะให้เห็นอีกตัวอย่างหนึ่งว่า แม้หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และ หลวงปู่มั่นจะให้น้ำหนักความสำคัญทางด้านวิปัสสนาธุระ แต่ท่านทั้งสองก็สนับสนุนการศึกษาด้านปริยัติเหมือนกัน
ในกรณีของ เจ้าคุณปู่ แห่งจังหวัดนครพนมที่กล่าวมาแล้ว เป็นตัวอย่างหนึ่ง และกรณีของพระธรรมเจดีย์ นี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง
ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ สมัยเป็นสามเณรจูม ได้ติดตามเจ้าคุณปู่ไปรับการศึกษาอบรมกับหลวงปู่ใหญ่เสาร์และหลวงปู่มั่น ที่จังหวัดอุบลราชธานี ถึง ๔ ปี ก่อนจะกลับมาร่วมตั้งวัดธรรมยุตแห่งแรกในจังหวัดนครพนม คือ วัดศรีขุนเมือง และเปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น วัดศรีเทพประดิษฐาราม ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
นอกจากการศึกษาด้านปริยัติขั้นต้นในจังหวัดอุบลราชธานีแล้วท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ สมัยยังเป็นสามเณรจูม ได้เคยติดตามหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับหลวงปู่มั่น ออกปฏิบัติธรรมตามป่าเขาในช่วงออกพรรษาหลายครั้ง จึงได้รับการฝึกหัดด้านวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างดี
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ คงจะมองเห็นอุปนิสัยและมองการณ์ไกลจึงได้สนับสนุนสามเณรจูมให้ก้าวหน้าในด้านปริยัติธรรม ซึ่งต่อมาสามเณรจูม ก็ได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมในกรุงเทพฯ เมืองหลวง จนได้เป็นพระมหาเปรียญ แล้วกลับมาบริหารและจัดการศึกษาแก่คณะสงฆ์ในภาคอิสาน นับเป็นการปกครองและจรรโลงหมู่คณะและทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญขึ้นเป็นอย่างมาก
ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ได้เป็นพระอุปัชฌายะให้การบวชแก่พระสายธรรมยุต ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหามาก จะว่าเต็มบ้านเต็มเมืองก็ได้ ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือของพระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และประชาชนทั่วไป อย่างกว้างขวาง แม้แต่ท่านหลวงปู่ใหญ่และหลวงปู่มั่นก็ให้ความเชื่อถือลูกศิษย์องค์นี้มาก
แม้ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ จะมีภาระในด้านการปกครองสงฆ์ และด้านการศึกษาของสงฆ์อย่างมากมาย ท่านก็ไม่เคยละทิ้งด้านการปฏิบัติพระกรรมฐาน ตามที่พระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ได้เคยพาดำเนินมา ซึ่งองค์ท่านเองก็ปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลายและสนับสนุนพระสายกรรมฐานอย่างเต็มที่
ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์องค์นี้ เป็นพระผู้ใหญ่ที่เดินทางไปอาราธนาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้กลับมาโปรดลูกศิษย์ลูกหาทางภาคอิสาน หลังจากหลวงปู่มั่น ได้ไปอยู่ทางภาคเหนือติดต่อกันนานถึง ๑๒ ปี
จึงกล่าวได้ว่า การที่พระป่าสายหลวงปู่มั่น ได้แพร่ขยายไปอย่างกว้างขวางนั้น ส่วนหนึ่งก็ด้วยการสนับสนุนของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) นี้เอง
สำหรับประวัติย่อของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) มีดังนี้:
พระธรรมเจดีย์ มีนามเดิมว่า จูม นามสกุล จันทรวงศ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๑ ณ บ้านท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม บิดา – มารดาชื่อ นายคำสิงห์ นางเขียว จันทรวงศ์ ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ มีพี่น้องทั้งหมด ๙ คน
ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้บรรพชาเป็นสามเณร ทีวัดโพนแก้ว อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มีพระอาจารย์เหง้า เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสังกัดธรรมยุติกนิกาย ชื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๔๔๐ ณ วัดมหาชัย อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระครูแสง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีมา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูสารภาณพนมเขต (เจ้าคุณปู่) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระปริยัติธรรมด้วยความขยันหมั่นเพียร สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ที่สำนักเรียนวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่ปี พ ศ. ๒๔๖๖ – ๒๔๙๖ ได้ปฏิบัติศาสนกิจด้วยความขยันหมั่นเพียรและเป็นผลดีแก่พระศาสนา จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ เมืองอุดรธานี เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะมณฑลอุดรธานีและสมาชิกสังฆสภา เป็นต้น
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้เลื่อนสมณศักดิ์ตามลำดับดังนี้ คือพระครูสังฆวุฒิกร, พระครูชิโนวาทธำรง, พระญาณดิลก, พระราชเวที, พระเทพกวี, และสุดท้าย พระธรรมเจดีย์
ท่านได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฏาคม พ ศ. ๒๕๐๕ สิริรวมอายุได้ ๗๔ ปี อายุพรรษา ๕๔
๕๕
สนับสนุนการเรียนปริยัติธรรม
แต่ไม่สนับสนุนการตั้งสำนักเรียน
จากกรณีของพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) หรือเจ้าคุณปู่ กับกรณีของ พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) รวมทั้งกรณีครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ อีก แสดงให้เห็นว่าหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลท่านสนับสนุนการเรียนด้านปริยัติธรรม เพื่อให้ลูกศิษย์ที่มีนิสัยชอบในทางนี้ได้เจริญก้าวหน้าทางด้านการปกครองและบริหารการศาสนา แต่หลวงปู่ใหญ่ท่านไม่สนับสนุนให้ตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมในสำนักปฏิบัติด้านวิปัสสนากรรมฐาน หรือในวัดป่าทั่วไป
ปฏิปทาในเรื่องนี้จะเห็นได้จากเมื่อหลวงปู่ใหญ่ ได้รับการนิมนต์จาก โยมนุ่ม ชุวานนท์ ให้ไปพำนักที่ป่าช้าดงปู่ตา นอกเมืองสกลนครซึ่งต่อมากลายเป็น วัดป่าสุทธาวาส สถานที่หลวงปู่มั่น ได้ละวางสังขารในปี พ.ศ. ๒๔๙๒
ในสมัยที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พร้อมด้วยบรรดาศิษย์ที่เป็นพระภิกษุและสามเณรพักจำพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร นี้ได้มีพระมหาเปรียญรูปหนึ่ง ชื่อ พระมหาปาน เดินทางมาจากวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาด้านธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่ใหญ่
ท่านพระมหาปาน ได้เข้ากราบเรียนหลวงปู่ใหญ่ เพื่อขอเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยที่ท่านมหารับจะเป็นครูสอนให้ บรรดาพระภิกษุสามเณรที่วัดป่าสุทธาวาส ก็แสดงความกระตือรือร้นที่จะเรียนด้วย
หลวงปู่ใหญ่ ท่านเห็นว่าไม่ควรจะทัดทานในตอนนั้น จึงได้อนุญาตให้ทดลองทำดูว่าผลจะเป็นอย่างไร พร้อมทั้งกำชับพระเณรอย่าให้ละทิ้งการปฏิบัติด้านภาวนาด้วย
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ ท่านยินยอมให้พระเณรเข้าเรียนหลักสูตรนักธรรมได้ตามความสมัครใจ ปรากฏว่ามีพระเณรสมัครใจเรียนเป็นจำนวนมาก การเรียนการสอนกดำเนินไปด้วยดี พอใจทั้งผู้สอนและ ผู้เรียน
บรรดาพระเณรที่วัดป่าสุทธาวาส เมื่อก่อนนั้นต่างก็มุ่งมั่นที่จะเอาดีด้านการปฏิบัติภาวนา และทำกันอย่างจริงจัง พอเริ่มเรียนด้านปริยัติ ในตอนแรกๆ ก็ตั้งใจเรียนและปฏิบัติข้อวัตรต่างๆ ควบคู่ไปด้วยกัน ดูคงเส้นคงวาเป็นปกติ
พอเรียนไปได้หน่อย การนั่งสมาธิ การเดินจงกรมก็เริ่มลดน้อยลง ตั้งใจท่องบ่นบทเรียนเป็นส่วนใหญ่ พอถึงกลางพรรษา เรื่องการเดินจงกรมก็หายหมด ทางเดินจงกรมกลายเป็นทางมดทางปลวกไปสิ้น การนั่งสมาธิก็ไม่มี หนักๆ เข้า วัตรปฏิบัติต่างๆ ในขันธวัตรแทบไม่มีเหลือเลย ทั้งๆ ที่ข้อวัตรเหล่านี้ถือเป็นชีวิตจิตใจของผู้มุ่งปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมอย่างแท้จริง
หนักกว่านั้น การสวดมนต์ทำวัตรก็ไปบ้างไม่ไปบ้าง ขาดๆ หายๆ ต่างก็หันไปเอาดีทางด้านหนังสือกันเลยหมด การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก็ดูย่อหย่อน ขาดๆ เกินๆ ไม่เอาจริงเอาจังเหมือนแต่ก่อน
เพื่อไม่ให้การปฏิบัติหย่อนยานของพระกลายเป็นความเคยชินไป หลวงปู่ใหญ่ จึงสั่งห้ามการเรียนการสอนด้านปริยัติในวัดป่าสุทธาวาสโดยเด็ดขาด ให้พระหันมาเอาดีด้านการปฏิบัติภาวนาอย่างแท้จริง
สำหรับพระเณรที่ใฝ่ใจศึกษาเล่าเรียนทางด้านพระปริยัติธรรมหลวงปู่ใหญ่ ท่านจะสนับสนุนโดยส่งให้ไปเรียนตามสำนักต่างๆ เช่นสำนักปริยัติธรรมใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งลูกศิษย์ของท่านต่างก็เจริญก้าวหน้าเป็นพระมหาเปรียญ และมีสมณศักดิ์ในระดับต่างๆ จำนวนมากมาย
แนวปฏิบัติในทำนองเดียวกันนี้ จะถือปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันมา ผู้เขียนขอยกตัวอย่างสำนักที่ผู้เขียนเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก คือสำนักวัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ ของท่านหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
ที่วัดนี้มีสอนทั้งด้านปริยัติธรรม และด้านสมาธิภาวนา แต่เป็นขั้นเริ่มต้นเท่านั้น
หลังจากนั้นก็แยกการศึกษาเป็นสองสาย คือ พระเณรที่ใฝ่ใจด้านปริยัติ ต้องการเรียนเป็นมหาเปรียญระดับสูงๆ ขึ้นไป ก็จะส่งต่อไปยังสำนักเรียนที่จังหวัดนครราชสีมา หรือส่งเข้ามาเรียนต่อที่วัดบวรนิเวศ ในกรุงเทพมหานคร
อีกสายหนึ่ง คือ พระเณรที่สนใจด้านปฏิบัติภาวนาก็จะส่งไปภาวนากับหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมภรณ์ จ.สกลนคร หรือกับ ท่านหลวงตา พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นต้น
นอกจากนี้ก็มีวัดเล็กวัดน้อยที่เป็นวัดสาขา อยู่ในถ้ำ ในป่าในเขา แถบชายแดนด้านสุรินทร์ บุรีรัมย์ และ ศรีสะเกษ อีก ๓๐ – ๔๐ วัด สำหรับพระและฆราวาสที่มุ่งปฏิบัติภาวนาอย่างแท้จริง
วัดบูรพาราม ซึ่งเป็นวัดหลัก อยู่ในตัวเมืองสุรินทร์ ก็จะคอยดูแล เจือจาน วัดเล็กวัดน้อยเหล่านั้น เพื่อไม่ให้พระเณรต้องกังวลกับการเรี่ยไรบอกบุญต่างๆ ท่านจะได้บำเพ็ญภาวนาอย่างแท้จริง โดยที่ผู้เขียนเองได้ร่วมกับท่านเจ้าคุณพระโพธินันทมุนี (หลวงพ่อสมศักดิ์) จัดตั้งทุนนิธิกัมมัฏฐานหลวงปู่ดูลย์ อตุโล เพื่อสนับสนุนเจือจานวัดเล็กวัดน้อยตามป่าตามเขาแถบชายแดนนั้นเอง
ตัวอย่างที่ท่านผู้อ่านพอจะทราบกันดี เช่น การที่ผู้เขียนจัดพิมพ์หนังสือ หลวงปู่ฝากไว้ อยู่ตลอดเวลา คือพิมพ์แล้วพิมพ์อีกหลายครั้งก็เป็นการหารายได้เข้าทุนนิธิฯ ดังกล่าวนั่นเอง
ไหนๆ ผู้พูดเรื่องนี้แล้ว ก็ขออนุญาตตอบคำถามที่หลายท่านสงสัยว่า ทำไมผู้เขียนชอบพาคณะไปทำบุญที่วัดใหญ่ๆ เช่น วัดบูรพาราม สุรินทร์ แทนที่จะไปทำที่วัดยากจน?
ความจริงแล้ว วัดเล็กวัดน้อยพวกเราก็ทำ แต่เน้นที่วัดปฏิบัติหรือ วัดป่า สำหรับวัดใหญ่ เช่น วัดบูรพาราม พวกเราไปทำบุญที่วัดเดียวซึ่งเป็นวัดศูนย์กลาง แล้วปัจจัยไทยทานเหล่านั้นจะถูกแบ่งเฉลี่ยแจกจ่ายไปยังวัดเล็กวัดน้อยที่มีความจำเป็นอีกต่อไป แทนที่จะกระจุกหรือจมอยู่ที่เดียว
อีกประเด็นหนึ่ง ที่คนชอบพูดว่า เขาชอบทำบุญกับคนยากจนมากกว่าทำกับวัดซึ่งรวยแล้ว อันนี้ก็ถือเป็นความชอบส่วนตัวก็เป็นบุญเหมือนกัน ก็น่าอนุโมทนา
ถ้าผู้เขียนถามว่า ทำไมพวกเขาจึงชอบถวายเงินกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ สมเด็จพระเทพฯ ทั้งๆ ที่พระองค์ก็มีพร้อมแล้ว คำตอบก็คือพระองค์ท่านเป็นเนื้อนาบุญที่ดีอย่างยอดเยี่ยมย่อมบังเกิดผลอย่างมหาศาลนั่นเอง เงินที่พวกเราทูลเกล้าฯ ถวายจะกระจายผลไปสู่ทุกส่วนของประเทศชาติต่อไป
ฉันใดก็ฉันนั้น ใช่ไหมครับ?
ขออภัยที่เขียนโยงออกไปนอกเรื่องเสียไกล คิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันก็แล้วกันนะครับ
๕๖
สิบปีที่ประวัติขาดช่วงไป
ประวัติของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๔๙–๒๔๕๘ เป็นช่วงเวลาประมาณ ๑๐ ปี ไม่สามารถหาหลักฐานได้ชัดเจน
จากการศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ผม (นายปฐม) พอจะประมวลเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่ใหญ่ ได้ดังนี้
๑. หลวงปู่ใหญ่ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดเลียบในเมืองอุบลฯ ประมาณ ๑๐ ปี เริ่มจากปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ถ้านับไป ๑๐ ปี ก็จะเป็นเจ้าอาวาสถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๕
ถ้าดูจากเรื่องราวของเจ้าคุณปู่ของชาวนครพนม คือ พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) จากตอนที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าคุณปู่ ติดตามหลวงปู่ใหญ่ จากนครพนมเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๕ มาอยู่รับการศึกษาอบรมที่ วัดเลียบ อุบลราชธานี เป็นเวลา ๔ ปี ก่อนจะกลับไปตั้งวัดธรรมยุตแห่งแรกที่จังหวัดนครพนม
จึงพอสรุปได้ว่า จากปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ไป หลวงปู่ใหญ่พักจำพรรษาอยู่ที่วัดเลียบ เมืองอุบลฯ อย่างน้อย ๔ ปี ถึง พ.ศ. ๒๔๔๙ ไม่ได้อยู่ในฐานะเจ้าอาวาส แต่เป็นพระผู้ใหญ่ประจำสำนัก และในช่วงนี้ท่านไปๆ มาๆ ระหว่างวัดเลียบ กับ วัดบูรพาราม ในเมืองอุบลฯ และตามปกติ ในช่วงออกพรรษาหลวงปู่ใหญ่ จะพาคณะศิษย์ออกท่องธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ พอใกล้จะเข้าพรรษาก็กลับมาจำพรรษาที่วัดเลียบ
๒. การออกธุดงค์กับหลวงปู่มั่นลูกศิษย์ของท่าน พอประมวลได้ว่า เมื่อกลับจากนครพนมมาอยู่ที่เมืองอุบลฯ แล้ว ทั้งสององค์ได้กลับไปพำนักที่ภูหล่นอีกครั้งหนึ่ง แล้วทั้งสององค์ได้พาชาวบ้านหล่อพระพุทธรูปทองสำริด ๒ องค์ หน้าตัก ๗ และ ๙ นิ้ว ไว้ที่บ้านกุดเม็ก องค์ใหญ่แทนหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และองค์เล็กแทนหลวงปู่มั่น ประดิษฐานอยู่คู่กันจนถึงทุกวันนี้
หลังจากพำนักที่วัดเลียบระยะหนึ่ง หลวงปู่มั่น ได้แยกเดินธุดงค์ไปทางภาคกลาง แล้วขึ้นเหนือไปในเขตพม่า กลับลงมาส่งสหธรรมิกท่านที่กรุงเทพฯ แล้วไปธุดงค์ที่จังหวัดเลย กลับมาอยู่วัดเลียบระยะหนึ่ง แล้วไปภาวนาที่ถ้ำไผ่ขวาง น้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายก บรรลุธรรมขั้นพระอนาคามี จำพรรษาที่กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง แล้วจึงกลับมาอุบลฯ แล้วตามไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ที่ ภูผากูด คำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙
(จะเสนอรายละเอียดในตอนต่อไป)
๓. การออกธุดงค์กับพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) ท่านเป็นพระสหธรรมิกรุ่นราวคราวเดียวกัน หลวงปู่ใหญ่ เป็นเจ้าอาวาสวัดเลียบ และ หลวงปู่หนูเป็นเจ้าอาวาสวัดใต้ ซึ่งสองวัดนี้อยู่คนละฟากถนนกัน
หลวงปู่ทั้งสององค์ ออกธุดงค์ด้วยกันหลายครั้งทั้งฝั่งไทยและฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง รวมทั้งไปที่นครพนม
มีช่วงหนึ่ง หลวงปู่ทั้งสององค์ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักอยู่ที่วัดปทุมวนาราม ได้รับข่าวว่าพระผู้ใหญ่จะแต่งตั้งหลวงปู่ใหญ่ ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส และให้หลวงปู่หนู เป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม แต่หลวงปู่ใหญ่ ท่านไหวตัวทัน หนีออกจากวัดทั้งกลางคืน เดินธุดงค์ไปเรื่อยๆ เลยไม่ถูกจับตัวเป็นเจ้าอาวาส แต่หลวงปู่หนู ท่านหลีกไม่ทัน จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ และครองวัดนี้จนมรณภาพ
เรื่องของหลวงปู่ใหญ่ มาปรากฏชัดเจนอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ เมื่อท่านมาพักจำพรรษาที่ภูผากูด คำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ดังจะกล่าวรายละเอียดในตอนต่อไป
ก่อนจะถึงเรื่องราวที่ภูผากูด จะขอยกการบันทึกเหตุการณ์ของครูบาอาจารย์สององค์ คือ บันทึกของหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี กับบันทึกของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร มาเสนอเพื่อทบทวนความจำของพวกเราอีกสัก ๒ ตอนยาวๆ ครับ
๕๗
บันทึกของหลวงปู่เทสก์
จากตอนที่แล้ว ผมบอกว่าจะนำเสนอบันทึก ๒ ตอนยาวๆ ก่อนจะถึงเรื่องของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ โดยตรง ตอนที่พักอยู่ที่ภูผากูด
ตอนนี้เป็นบันทึกของหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ซึ่งยังไม่ยาว ตอนต่อไปเป็นตอนที่ยาวจริงๆ
หลวงปู่เทสก์ ได้บันทึกเรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่เสาร์กับหลวงปู่มั่น ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๔๙ – ๒๔๕๘ ดังนี้
ท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น ได้นำพระและเณรที่พระยายศสุนทร (เจ้าเมืองนครพนม) หามาให้ลงไปเมืองอุบลฯ แล้วส่งไปเรียนกรุงเทพฯ ต่อไป ส่วนท่านทั้งสองนั้นอยู่วัดเลียบเรื่อยมา
ตอนนี้ไม่ทราบว่าท่านอยู่นานเท่าไร ท่านจึงได้ออกเที่ยวอีก แต่ไม่ทราบว่าเที่ยวไปที่ไหนบ้าง ไปคราวนี้ดูจะไป ๓ องค์ด้วยกัน คือท่านอาจารย์มั่น และท่านอาจารย์เสาร์ อาจารย์หนู อีกองค์หนึ่ง ต่อมาทีหลังเขาเลยจับเป็นสมภารที่วัดสระประทุม (วัดปทุมวนารามที่กรุงเทพฯ นี้เอง) จนกระทั่งได้เป็นเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร แล้วก็มรณภาพในที่นั้นเอง
ตอนนี้ไม่ทราบว่าท่านไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ได้ทราบแต่ว่าท่านอาจารย์มั่น ไปเที่ยวพม่าพร้อมด้วยท่านเจ้าคุณพระเทพมงคลปัญญาจารย์ (ภายหลังเป็น พระธรรมปาโมกข์ บุญมั่น มนฺตาสโย เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม รูปที่ ๖ ต่อจากพระปัญญาพิศาลเถร – หนู) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระประทุมเดี๋ยวนี้ (หมายถึง เมื่อตอนนั้น) กับพระเมืองโขง (ฝั่งประเทศลาว) องค์หนึ่ง ชื่ออะไรจำไม่ได้
ตอนนี้ท่านเจ้าคุณวิริยังค์ (วัดธรรมมงคล สุขุมวิท ๑๐๑ กรุงเทพฯ ) พูดว่า ท่านหลวงปู่มั่นไปเที่ยวพม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ แล้วกลับจากพระธาตุชะเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า กลับมาจำพรรษาที่มอระแมง (เมืองมะละแหม่ง)
ออกพรรษากลับมาเมืองไทย ส่งพระอาจารย์ (บุญ) มั่น กลับวัด แล้วเดินธุดงค์ไปจังหวัดเลย ไปจำพรรษาที่ถ้ำผาบิ้ง
ออกพรรษาแล้วกลับไปพักที่วัดเลียบ เมืองอุบลราชธานี เกิดภาพนิมิตหลายเรื่องหลายอย่าง กำหนดให้คนตายเต็มวัดทั้งวัดก็ได้ ขึ้นไปบนชั้นฟ้าสวรรค์ เห็นวิมานปราสาทเหลือที่จะคณานับ แล้วกลับลงไปเล่าให้ท่านอาจารย์เสาร์ฟัง ท่านก็บอกว่า ผมไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไร
พ ศ. ๒๔๕๕ ท่าน (หลวงปู่มั่น) ออกธุดงค์ไปคนเดียว เดินด้วยเท้าเปล่า มาอยู่ถ้ำไผ่ขวาง ลพบุรี และได้จำพรรษาที่ถ้ำสาริกา น้ำตกนครนายก จนเกิดความรู้ในธรรมชัดเจนขึ้นในใจ อันเป็นเหตุให้กล้าหาญจะออกเผยแพร่ธรรมต่อไป
ตอนนี้เจ้าคุณวิริยังค์ไม่ได้พูด แต่ท่านเล่าให้ผู้เขียน (หลวงปู่เทสก์) ฟังว่า ขณะที่อยู่ถ้ำไผ่ขวาง นั้นปรากฏเห็นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ นั่งหันหน้า ไปทางทิศตะวันออก อยู่ที่วัดบรมนิวาส กำลังพิจารณาปฏิจจสมุปปบาทอยู่ ท่านเกิดสงสัย แล้วกำหนดเวลา วันที่เท่านั้น เดือนที่เท่านั้น เมื่อเข้ามากรุงเทพฯ จึงเรียนถามท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านก็ตอบว่า เป็นอย่างนั้นจริง เจ้าคุณอุบาลีฯ ได้พูดในที่ประชุมว่า ท่านมั่นเป็นกัลยาณมิตร ควรสมาคม
พ.ศ. ๒๔๕๔ จวนเข้าพรรษา (หลวงปู่มั่น) เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี ไปลพบุรี พักที่ถ้ำสิงโต เขาช่องลม (ปัจจุบันเรียกว่า เขาพระงาม) จำพรรษาที่นี่
พ.ศ. ๒๔๕๗ เจ้าคุณอุบาลีฯ นิมนต์ (หลวงปู่มั่น) ไปจำพรรษาที่วัดสระประทุม (วัดปทุมวนาราม) กรุงเทพฯ
พ ศ ๒๔๕๘ ดำริถึงหมู่คณะว่า สมควรจะสอนธรรมต่างๆ ที่ได้รู้เห็นมา แล้วจึงลาเจ้าคุณอุบาลีฯ กลับไปจำพรรษาที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลฯ กับ อาจารย์สีทา (ชยเสโน) ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ของท่าน ปีนี้พรรษาท่าน (หลวงปู่มั่น) ได้ ๒๕ ปี
ตอนนี้ท่านอาจารย์สิงห์ (ขนฺตยาคโม) ซึ่งขณะนั้นเป็นครูโรงเรียนอยู่ และมหาปิ่น (ปญฺญาพโล) น้องชายของท่านอีกองค์หนึ่ง ได้ข่าวก็เข้าไปศึกษา เกิดศรัทธาเลื่อมใส ลาออกจากครูโรงเรียน แล้วติดตามท่าน (หลวงปู่มั่น) ไป ส่วนท่านมหาปิ่นน้องชายนั้น ขอลาไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ เสียก่อน แล้วจะตามไปทีหลัง
ส่วนท่านอาจารย์มั่น และท่านอาจารย์เสาร์ ได้ออกเที่ยวธุดงค์ไปทางอำเภอหนองสูง จังหวัดนครพนม โดยมีท่านอาจารย์สิงห์ติดตามไปด้วย และยังมีอีกคนหนึ่งที่สึกแล้วชื่อหนู ติดตามไปอีกด้วย
พอไปถึงอำเภอหนองสูง คำชะอี ท่านอาจารย์สิงห์ เป็นไข้ป่าอย่างหนัก จนญาติพี่น้องของท่านให้หามกลับคืนมา (เมืองอุบลฯ)
ท่านอาจารย์เสาร์ ไปถึงอำเภอหนองสูง คำชะอี แล้ว ก็ตั้งสำนักอยู่ ณ ที่นั้น ตอนนี้ไม่ทราบว่า ท่านอาจารย์มั่น จำพรรษาอยู่ที่ไหน แต่เข้าใจว่าอยู่ในบริเวณเดียวกัน
ก็จบบันทึกของหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี แล้วก็ไปต่อกับตอนพำนักที่ถ้ำจำปา ภูผากูด ข้ามตอนยาวๆ ไปอีกตอน
ตอนต่อไปเป็นบันทึกของ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร เป็นเรื่องราวของ หลวงปู่มั่น ในช่วง ๑๐ ปี ที่แยกจากหลวงปู่เสาร์ แล้วไปต่อกับตอนถัดไปคือ พำนักที่ถ้ำจำปา ภูผากูด ดังที่กล่าวมาแล้ว
ตอนต่อไปนี้เป็นตอนที่ยาวที่สุด มีหลายสิบหน้าผมไม่อยากตัดออก ขอนำเสนอเต็มๆ เลย ทนอ่านสักหน่อยก็แล้วกันนะครับ
๕๘
ช่วงสิบปีที่หลวงปู่มั่นแยกไปบำเพ็ญเพียร
เรื่องราวในส่วนนี้สรุปย่อมาจากบันทึกของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วัดธรรมมงคล สุขุมวิท ๑๐๑ พระโขนง กรุงเทพฯ
หลวงพ่อวิริยังค์ได้ติดตามอาจารย์ของท่าน คือ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ไปกราบหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร และมีโอกาสถวายอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ๓ – ๔ ปี ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จากปากของหลวงปู่มั่น โดยตรง
บันทึกที่เป็นเรื่องราวช่วง ๑๐ ปีดังกล่าว มีความยาวมากกว่า ๖๐ หน้า ผมขอนำเสนอ ณ ที่นี้อย่างย่นย่อที่สุดดังต่อไปนี้ ครับ –
… จากนครพนมในครั้งนั้น หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้พาหลวงปู่มั่น และคณะศิษย์เดินธุดงค์กลับมายังจังหวัดอุบลราชธานีแล้วพักอยู่ที่วัดเลียบเช่นเดิม
ในส่วนขององค์หลวงปู่มั่น ท่านพักที่วัดเลียบ อยู่ระยะหนึ่ง แล้วกราบลาหลวงปู่ใหญ่ ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ได้พบกับพระองค์หนึ่ง ชื่อ มั่น เหมือนกับท่าน (จากข้อมูลที่สืบค้นได้ พบว่า พระมั่น องค์นี้ก็คือหลวงปู่บุญมั่น มนฺตาสโย เป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม รูปที่ ๖ สมณศักดิ์ครั้งสุดท้ายเป็นเจ้าคุณชั้นธรรมที่พระธรรมปาโมกข์)
หลวงปู่มั่น กับหลวงปู่บุญมั่น ออกธุดงค์เดินทางด้วยเท้าข้ามป่าเขาหลายแห่งไปจนถึงเขตประเทศพม่า ตั้งใจแสวงหาความวิเวกไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจว่าเป็นเขตประเทศอะไร พอพบสถานที่เหมาะก็ปักกลดบำเพ็ญภาวนา พอเริ่มรู้สึกคุ้นกับสถานที่ คุ้นกับญาติโยมก็ต้องย้ายไปที่ใหม่ เพื่อไม่ให้ติดสถานที่ ไม่ให้ติดญาติโยม และที่สำคัญคือไม่ให้ติดความสุขอันเป็นอุปสรรคขัดขวางการปฏิบัติไปสู่ความหลุดพ้น
หลวงปู่มั่นบอกว่า ชาวพม่าที่ท่านพบล้วนมีศรัทธาต่อศาสนามาก ให้ความอนุเคราะห์ต่อพระสงฆ์เป็นอย่างดี แต่พูดกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นการดีที่ไม่ต้องพูดกันให้มีเรื่องกวนใจ สามารถปฏิบัติภาวนาได้เต็มที่
หลวงปู่ทั้งสอง ได้พำนักในที่ต่างๆ เป็นการชั่วคราวเพื่อฉลองศรัทธาชาวบ้าน ท่านไม่คิดจะอยู่ที่ใดเป็นเวลานานๆ เพราะท่าน “ไม่ได้มาเพื่อเอาคน แต่มาเพื่อหาทางพ้นทุกข์”
ช่วงนี้หลวงปู่มั่น ยังไม่ได้สอนธรรมะให้แกใคร เพราะท่าน “ต้องการความหลุดพ้นของตนก่อน ถ้าตนหลุดพ้นแล้วจึงจะช่วยให้คนอื่นหลุดพ้นตามได้” ท่านจึงมุ่งปฏิวัติอย่างเดียวโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น
ในท่ามกลางป่าเขา สัตว์ป่า เช่น เสือ ช้าง งูจงอาง หมี วัว กระทิง มีชุกชุม ท่านรู้สึกเคยชินกับพวกสัตว์เหล่านั้น “แม้จะเดินสวนทางผ่านกันไป ต่างก็ทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ซึ่งกันและกัน”
หลวงปู่ทั้งสององค์ ได้พักจำพรรษาที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งอยู่บนภูเขาในเขตเมืองมะละแหม่ง ซึ่งมีพระพม่าอยู่เพียงองค์เดียว การปฏิบัติทางจิตมีความก้าวหน้าพอสมควร
ออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่น กับหลวงปู่บุญมั่น ก็เดินทางกลับประเทศไทย ท่านเดินทางด้วยเท้าไปส่งหลวงปู่บุญมั่น ที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ พักอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง แล้วหลวงปู่มั่น ก็ออกเดินธุดงค์ต่อไปเพียงลำพังองค์เดียว มุ่งสู่จังหวัดเลย ไปพำนักบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง (ต่อมาภายหลัง หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ได้ไปสร้างเป็นวัด ชื่อ วัดถ้ำผาบิ้ง ในปัจจุบันนี้)
การอยู่ภาวนาที่ถ้ำผาบิ้ง แต่องค์เดียว “เป็นการทำความเพียรที่ได้ผลมาก แต่ก็ยังไม่ได้ปัญญาเป็นที่แน่ใจได้เลย”
หลวงปู่มั่น เล่าว่า
“แม้ผ่านการปฏิบัติมาอย่างทุรกันดาร จิตได้รับความสงบถึงที่สุดแล้ว วิเวกถึงที่สุดแล้ว นั่งสมาธิถึงที่สุดแล้ว อยู่ถ้ำมาก็ถึงที่สุดแล้ว แต่ความสงสัยก็ยังไม่สิ้นไปเสียที”
อยู่ถ้ำผาบิ้ง นานพอสมควร หลวงปู่มั่น ก็เดินทางกลับวัดเลียบ เมืองอุบลราชธานี สำนักของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ พระอาจารย์ของท่าน
เมื่อหลวงปู่มั่น ท่านมาอยู่กับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ เมื่อใดก็ตามหลวงปู่มั่น จะทำตัวประหนึ่งพระบวชใหม่ ดูแลหลวงปู่ใหญ่ทุกอย่างด้วยความเคารพ นับตั้งแต่ล้างบาตร เทกระโถน ปูอาสนะ ถวายน้ำอาบ บีบนวด และอุปัฏฐากทุกอย่าง ซึ่งท่านทำอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนรู้สึกว่าอาจารย์และศิษย์คู่นี้มีความผูกพันกันอย่างมาก และนี่ก็เป็นต้นแบบที่ศิษย์สายกรรมฐานปฏิบัติต่อครูอาจารย์ของตน สืบต่อมาจนปัจจุบัน
ที่วัดเลียบ เมืองอุบลฯ หลวงปู่มั่น ได้เพียรปฏิบัติภาวนาอย่างไม่ลดละ การดำเนินชีวิตของท่านมีความก้าวหน้าโดยลำดับ มีนิมิตสำคัญที่น่าสนใจ ๒ ครั้ง
ครั้งที่หนึ่ง หลวงปู่มั่น เล่าว่า คืนหนึ่ง “เราได้หลับไปแล้ว แต่การหลับของเราในขณะนั้นเหมือนจะตื่น เพราะต้องกำหนดจิตให้มีสติไว้เสมอ”
ท่านรู้สึกว่าฝันไป (สุบินนิมิต) ว่าเดินออกจากบ้านเข้าสู่ป่าที่รกชัฏ พบต้นไม้ใหญ่ ชื่อ ต้นชาด ถูกโค่นล้มอยู่กับพื้น กิ่งก้านผุพังหมดแล้ว ท่านขึ้นไปยืนบนขอนต้นชาด มองเห็นทุ่งกว้างอยู่เบื้องหน้า แล้วมีม้าขาววิ่งมาหยุดอยู่ใกล้ๆ ท่านขึ้นไปนั่งบนหลัง แล้วม้าก็วิ่งผ่านทุ่งไปจนสุด พบตู้พระไตรปิฎกตั้งตระหง่านอยู่ ท่านไม่ได้เปิดดู แล้วก็รู้สึกตัวตื่น
ท่านได้ทบทวนเรื่องที่ฝัน เกิดความรู้สึกมั่นใจในการปฏิบัติภาวนาของท่าน ภายหลัง ท่านเล่าคำทำนายฝันให้ฟังว่า ที่ออกจากบ้าน ก็คือออกจากเพศฆราวาส ไปพบป่ารกชัฏ แสดงว่ายังไปไม่ถูกทางจริงจึงต้องลำบากหนัก ที่ท่านขึ้นไปยืนบนขอนชาดที่ผุพังแล้ว แสดงว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่าน เหมือนขอนชาดย่อมไม่สามารถงอกขยายพืชพันธุ์ต่อไปได้ ท่านต้องแสวงหาต่อไป ทุ่งโล่ง หมายถึงแนวทางที่ถูกต้อง เป็นทางที่ไม่ลำบากนัก การได้ขี่ม้าขาว หมายถึงการเดินทางไปสู่ความบริสุทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว การพบตู้พระไตรปิฎกแต่ก็ได้เปิดดู ก็คือท่านคงมิได้ถึง ปฏิสัมภิทาญาณ ถ้าได้เปิดดูก็คงจะแตกฉานกว่านี้ ท่านเพียงได้ความรู้ถึงปฏิสัมภิทานุศาสตร์ สามารถสอนผู้อื่นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
ขณะอยู่ที่วัดเลียบ หลวงปู่มั่นได้เร่งความเพียรหนักขึ้น ได้เปลี่ยนวิธีการ คือ พอจิตดำเนินถึงขั้นสงบนิ่งแล้ว แต่ไม่หยุดที่ความสงบนิ่งเหมือนแต่ก่อน ยกกายขึ้นพิจารณา เรียก กายคตาสติ โดยกำหนดจิตเข้าสู่กายทุกส่วน ทั้งยืน เดินนั่ง นอนให้จิตจดจ่อที่กายตลอดเวลา พิจารณาให้เป็นอสุภะ จนเกิดความเบื่อหน่ายในจิต (นิพพิทาญาณ) บางครั้งขณะเดินจงกรมอยู่ ปรากฏเดินลอยอยู่ท่ามกลางซากศพก็มี เหตุการณ์ เช่นนี้ ปรากฏขึ้นเป็นเดือน ท่านว่า ปรากฏปัญญาขึ้นบ้าง ไม่เหมือนตอนทำจิตให้สงบอยู่อย่างเดียว เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งได้แต่ความสุข ความอิ่มใจเฉยๆ ไม่เกิดปัญญา ยิ่งกว่านั้นยังเกิดความหวั่นไหวไปตามอารมณ์กิเลสอยู่ แต่การปฏิบัติคราวหลังนี้ ความรู้สึกหวั่นไหวได้ชะงักลง จึงปลงใจว่าน่าจะไปถูกทาง
นิมิตครั้งที่สอง เกิดจากการปฏิบัติภาวนา เห็นนิมิตในสมาธิเกิดต่อเนื่องขึ้นไปเป็นลำดับ เกิดอยู่นานถึง ๓ เดือน
หลวงปู่มั่น เล่าว่า วันหนึ่งเกิดนิมิตในสมาธิว่า เห็นคนตายนอนอยู่ห่างจากตัวท่านราว ๑ ศอก มีสุนัขกำลังกัดทึ้งดึงไส้ออกมาเคี้ยวกินอยู่ ท่านกำหนดจิตพิจารณาดูซากศพทุกส่วน กำหนดขยายส่วนต่างๆ ขึ้นพิจารณาจนเห็นเด่นชัด สามารถกำหนดขยายให้ใหญ่ขึ้นหรือย่อให้เล็กลงได้ตามต้องการ (ปฏิภาคนิมิต) ยิ่งพิจารณาไปจิตก็ยิ่งสว่างไสว ปรากฏเป็นดวงแก้วขึ้นมา แล้วทิ้งการกำหนดอสุภะ มากำหนดเอาเฉพาะดวงแก้วเป็นอารมณ์
วาระต่อไป ได้ปรากฏนิมิตเป็นภูเขาสูงอยู่ข้างหน้า ท่านกำหนดจิตขึ้นไปดู เห็นมี ๕ ชั้น เดินขึ้นไปจนถึงชั้นที่ ๕ พบบันได้แก้ว แล้วหยุดอยู่ที่นั่น ไปต่อไม่ได้จึงเดินทางกลับ ท่านได้พบว่าตัวท่านได้สะพายดาบและรองเท้าวิเศษไปด้วยทุกครั้งที่เกิดนิมิตเช่นนั้น
ในครั้งต่อไป เมื่อทำสมาธิ ก็เกิดนิมิตและดำเนินไปเหมือนเดิมแต่ไปได้ไกลกว่าเดิม พบเห็นสิ่งต่างๆ มากขึ้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้เดินสวนทางกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท วัดบรมนิวาส) ท่านเจ้าคุณฯเปล่งเป็พาษาบาลีว่า “อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค” แล้วก็เดินต่อไป
นิมิตในสมาธิเช่นนี้ เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องกันไปนานถึง ๓ เดือน จนในที่สุดไม่มีนิมิตอะไรต่อไปอีกแล้ว มีแต่ความสุขสงบเหลือที่จะประมาณได้ จนท่านเองสำคัญว่า “ตนของตนถึงความบริสุทธิ์แน่จริง หมดจากกิเลสแล้ว”
ยังครับ! อย่าเพิ่งดีใจ!
หลวงปู่มั่น ได้ยกประสบการณ์ในครั้งนั้นมาเป็นตัวอย่างสั่งสอนศิษย์ว่า “ระวัง อย่าได้หลงในนิมิตเช่นนั้น เพราะมันวิเศษจริงๆ ผู้ปฏิบัติทางจิตชอบจะมาติดอยู่เพียงแค่นี้ แล้วสำคัญตนผิด… เราเองก็เป็นมาแล้ว และมันก็น่าจะหลงใหลเพราะเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก ที่เรียกว่าวิปัสสนูปกิเลสก็คือความเป็นเช่นนี้”
(ไปเที่ยวนรก เที่ยวสวรรค์ ไปกราบเจดีย์พระเกศแก้วจุฬามณี หรือแม้กระทั่งไปท่องในแดนนิพพาน ก็ตาม กิเลสหาได้หมดลงไม่ รู้สึกมีความสุขจริง ได้เห็นจริง…แต่ สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง นั่งเมื่อไรก็จะไปดูสวรรค์ แล้วตรงไหนจะเป็นการละวาง ละครับท่าน? – ปฐม)
หลังจากที่หลวงปู่มั่น รู้ตัวว่าหลงไปตามนิมิตต่างๆ แล้วท่านกลับมากำหนด กายคตาสติ จิตได้เข้าถึงฐาน ปรากฏว่าได้เลิกหนังของตนออกหมด แล้วแหวะในกาย พิจารณาทบทวนในร่างกายอย่างละเอียด แล้วพักจิต (ไม่ใช่พิจารณาไปเรื่อยโดยไม่พัก ภาษาพระท่านว่า เดินจิต แล้ว พักจิต สลับกันไป เดินจิตอย่างเดียวจิตอ่อนพลังแล้วฟุ้งซ่าน พักจิต นานไปก็ติดสุข เป็นการเข้าฌานเหมือนฤๅษีชีไพรไป – ปฐม)
ขณะที่พักจิตก็รู้ว่าปัญญาได้เกิดขึ้นพอควร มีอาการไม่ตื่นเต้นไม่หวั่นไหว จึงได้เปล่งอุทานว่า:
“นี่แหละจึงจัดว่ารวมถูก เพราะไม่ใช่จิตสงบแล้วก็อยู่เฉย ที่สงบนั้นต้องสงบแล้วพิจารณาอยู่ในกัมมัฏฐานคือ อยู่ในการพิจารณาตัวทุกข์ และให้เห็นตัวทุกข์อยู่ จึงจะได้ชื่อว่าดำเนินจิตอยู่ในองค์มรรค…ฯลฯ… เราจะต้องตรวจค้นให้รู้จริงเห็นจริงอยู่ที่กายกับจิตเท่านั้น จึงจะถูกอริยมรรคปฏิปทา”
หลวงปู่มั่น เล่าว่า มีครั้งหนึ่ง ปรากฏในนิมิตว่าร่างกายของท่านแตกออกเป็น ๒ ภาค ท่านกำหนดจิตให้นิ่งจนเกิดความสังเวชสลดใจ เห็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด จึงถือเอาหลักที่ทำมาเป็นการเริ่มต้น เพราะมั่นใจว่าปฏิบัติถูกต้องเป็นทางดำเนินจิตของท่านต่อไป
ไปภาวนาที่ถ้ำไผ่ขวาง น้ำตกสาริกา นครนายก
การปฏิบัติภาวนาในช่วงที่อยู่วัดเลียบ เมืองอุบลฯ แม้จะก้าวหน้าไปโดยลำดับ แต่หลวงปู่มั่น ตระหนักว่า “ยังไปได้ไม่ไกลเท่าไร” ท่านจึงได้กราบลาหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ออกธุดงค์เข้าป่าเพียงลำพังองค์เดียว ไปทางนครราชสีมา แสวงวิเวกไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณน้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายก เป็นป่าทึบเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ เป็นสถานที่น่าประหลาดสำหรับพระธุดงค์
หลวงปู่มั่น มุ่งหน้าสู่ถ้ำไผ่ขวาง ชาวบ้านได้ทัดทานไว้เนื่องจากมีพระธุดงค์ไปมรณภาพที่ถ้ำแห่งนั้นถึง ๖ องค์แล้ว แต่หลวงปู่ตอบชาวบ้านว่า “ขอให้อาตมาเป็นองค์ที่ ๗ ก็แล้วกัน”
หลวงปู่มั่น ศิษย์เอกของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ท่านมีความเด็ดเดี่ยว ปฏิบัติธรรมแบบมุ่งมั่นไม่กลัวตาย หากแต่กลัวกิเลสที่ย่ำยีจิตใจทำให้รุ่มร้อนมากกว่า
ถ้ำแห่งนั้นเป็นถ้ำที่ไม่ใหญ่โตนัก มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น บรรยากาศน่าสะพรึงกลัว ยิ่งตอนพลบค่ำยิ่งวังเวง แต่หลวงปู่ท่านเคยชินกับสภาพเช่นนั้นมากแล้ว จึงไม่มีอะไรทำจิตของท่านหวั่นไหวได้
หลังจากจัดแจงสถานที่และเดินดูรอบๆ บริเวณแล้ว พอค่ำลงสนิท ท่านก็เริ่มบำเพ็ญภาวนาโดยนั่งสมาธิตลอดคืน ปรากฏว่าในจิตเกิดสว่างไสวอย่างประหลาด นับเป็นนิมิตที่ดียิ่ง
รุ่งเช้า หลวงปู่มั่น ก็ออกบิณฑบาตที่หมู่บ้านชาวไร่นั้น หลังจากฉันแล้ว ท่านก็พักผ่อนไปสักหนึ่งชั่วโมง พอลุกขึ้นรู้สึกตัวหนักไปหมด หนำซ้ำเกิดท้องร่วงอย่างแรง เมื่อสังเกตดูอุจจาระ พบว่า อาหารที่ฉันเข้าไปไม่ย่อยเลย ข้าวสุกยังเป็นเม็ด อาหารที่รับเข้าไปยังอยู่ในสภาพเดิม ท่านจึงเข้าใจว่าพระธุดงค์องค์ก่อนๆ ที่มรณภาพไปก็คงเป็นเพราะเหตุนี้ ได้รำพึงกับองค์ท่านเองว่า
“เราเองก็เห็นจะตายแน่เหมือนพระเหล่านั้น”
หลวงปู่มั่น ได้หาที่ที่น่าหวาดเสียวที่สุด เห็นว่าริมปากเหวเหมาะที่สุดที่จะนั่งบำเพ็ญเพียร ท่านตั้งใจแน่วแน่ว่า
“หากจะตายขอตายตรงนี้ ขอให้ร่างกายหล่นลงไปในเหวนี้ จะได้ไม่ต้องเป็นที่วุ่นวายเดือดร้อนแก่ใครๆ ”
ตั้งแต่บัดนั้น หลวงปู่มั่น ได้ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า
“ถ้าไม่รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม ก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เป็นอันขาด”
หลวงปู่ได้นั่งสมาธิอยู่ ณ จุดนั้นติดต่อกันเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืนโดยไม่ขยับเขยื้อนและไม่ลืมตาเลย
หลวงปู่ เริ่มกำหนดจิตต่อจากที่เคยดำเนินการครั้งหลังสุด ได้เกิดการสว่างไสวดุจกลางวัน ความผ่องใสของจิตสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามต้องการ แม้จะกำหนดดูเม็ดทรายก็เห็นได้อย่างชัดเจนทุกเม็ด แม้จะพิจารณาดูทุกอย่างที่ผ่านมา ก็แจ้งประจักษ์ขึ้นในปัจจุบันหมด
ในขณะที่จิตของท่านดำเนินไปอย่างได้ผล ก็ปรากฏเห็นเป็นลูกสุนัขกำลังกินนมแม่ ท่านพิจารณาใคร่ครวญดู ว่าทำไมจึงเกิดมีนิมิตมาปน ทั้งๆ ที่จิตของท่านเลยขั้นที่จะนิมิตแล้ว เมื่อกำหนดจิตพิจารณาก็เกิดญาณรู้ขึ้นว่า
“ลูกสุนัขนั้นก็คือตัวเราเอง เราเคยเกิดเป็นสุนัขอยู่ตรงนี้มานับอัตภาพไม่ถ้วน เวียนเกิดเวียนตายเป็นสุนัขอยู่หลายชาติ ”
เมื่อพิจารณาโดยละเอียดได้ความว่า ภพ คือความยินดีในอัตภาพของตน สุนัขก็ยินดีในอัตภาพของมัน จึงต้องเวียนอยู่ในภพของมันตลอดไป
เมื่อหลวงปู่มั่น ทราบความเป็นไปในอดีตชาติของท่านก็ได้ถึงความสลดจิตเป็นอย่างมาก
ความสว่างไสวในจิตของท่านยังคงเจิดจ้าอยู่ แต่ทำไมยังมีการห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ ไม่สามารถพิจารณาธรรมให้ยิ่งขึ้นไปได้ เมื่อตรวจสอบดูก็พบความจริงที่ท่านไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ “การปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ” ของท่าน โอ! แล้วจะต้องเวียนตายเวียนเกิดไปอีกกี่หมื่นกี่แสนชาติ จึงจะถึง คิว ได้เป็นพระพุทธเจ้าสมความปรารถนา
หลวงปู่มั่น ได้ย้อนพิจารณาถึงภพชาติในอดีตปรากฏว่า ท่านเคยมีตำแหน่งเป็นเสนาบดีเมืองกุรุรัฐ (กรุงเดลฮี ในปัจจุบัน) พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดชาวกุรุรัฐ พระองค์ทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตร หลวงปู่ในชาตินั้นก็ได้เจริญสติปัฏฐาน แล้วยกจิตขึ้นอธิษฐานว่า
“ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์เถิด”
ได้ความว่า หลวงปู่มั่นได้ปรารภโพธิญาณมาตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านต้องชะงักในการพิจารณาอริยสัจเพื่อทำจิตให้หลุดพ้นได้ ต้องสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ไปอีกชั่วกัปชั่วกัลป์ ถ้าไม่ปล่อยวางความปรารถนานั้น
หลวงปู่มั่น ยังเห็นต่อไปอีกว่า หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี เคยเป็นหลานชายของท่านในชาติที่เป็นเสนาบดีเมืองกุรุรัฐ นั้น ภายหลังเมื่อหลวงปู่เทสก์ตามท่านไปอยู่ที่เชียงใหม่ หลวงปู่เคยบอกหลวงปู่เทสก์ว่า
“เธอเคยเกิดเป็นหลานเราที่กรุงกุรุรัฐ ฉะนั้น เธอจึงดื้อดึงไม่ค่อยจะฟังเรา และสนิทสนมกับเรายิ่งกว่าใคร”
ต่อจากนั้น หลวงปู่มั่น ได้ระลึกถึง หลวงปู่ใหญ่เสาร์ พระอาจารย์ของท่าน ก็ปรากฏว่า หลวงปู่ใหญ่ก็ได้เคยปรารถนาเป็นพระปัจเจกโพธิญาณ (พระปัจเจกพุทธเจ้า) จึงไม่สามารถที่จะกระตือรือร้น ที่จะทำจิตให้ถึงที่วิมุตติได้
หลวงปู่มั่นตั้งใจไว้ว่า จะต้องหาโอกาสไปกราบอาราธนาให้หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้ละวางความปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในชาตินี้ให้ได้ นี่คือความกตัญญูส่วนหนึ่งของท่าน
หลังจากที่ได้ใคร่ครวญสิ่งต่างๆ แล้ว หลวงปู่มั่น รู้สึกสลดใจที่เคยเกิดเป็นสุนัขนับอัตภาพไม่ถ้วน และยังจะต้องเวียนวายตายเกิดเพื่อสร้างบารมีต่อไปอีกนานแสนนาน ท่านจึงได้อธิษฐานจิตหยุดการปรารถนาพระโพธิญาณ ตั้งใจแน่วแน่ที่จะขอบรรลุธรรมในชาติปัจจุบัน
ต่อจากนั้น หลวงปู่มั่น ได้พิจารณาธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ จึงระลึกได้ว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ที่ทรงแสดงในปฐมเทศนาเป็นทางบรรลุที่แท้จริง พระองค์ทรงแสดงจากความเป็นจริงที่พระองค์ได้ทรงรู้ แล้วนำออกแสดงโปรดพระปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงถึง อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และทรงย้ำว่า
ปริเญยฺยนฺ เม ภิกฺขเว ทุกข์พึงกำหนดรู้
ปริญาตนฺ เม ภิกฺขเว เราได้กำหนดรู้แล้ว
ปหาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว สมุทัยควรละ
ปหีนนฺติ เม ภิกฺขเว เราได้ละแล้ว
สทฺฉกาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว นิโรธควรทำให้แจ้ง เราทำให้แจ้งแล้ว
ภาเวตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว มรรคควรเจริญให้มาก
ภาวิตนฺติ เม ภิกฺขเว เราก็เจริญให้มากแล้ว
เมื่อได้ระลึกถึงธรรมะอันเป็นหัวใจของพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรคือ อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ ควรกำหนดรู้ สมุทัย ควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง และ มรรค ควรเจริญให้มาก ดังนี้แล้ว หลวงปู่มั่นก็ได้พิจารณาอริยสัจไปตามลำดับ
หลวงปู่ได้พิจารณากายคตาสติ โดยยกเอาการระลึกชาติที่เกิดเป็นสุนัขมาเป็นตัวทุกข์ จนกระทั่งเกิดความแจ่มแจ้งขึ้นในจิต กลายเป็นญาณ คือ การหยั่งรู้ที่เกิดจากการดำเนินทางจิตจนพอเพียงแก่ความต้องการ (อิ่มตัว) ไม่ใช่เกิดจากการนึกเอาคิดเอา หรือน้อมเอาเพื่อให้เป็นไป แต่เกิดจากการพิจารณาโดยความเป็นจริงแห่งกำลังของจิตที่ได้รับการฝึกอบรมมาพอแล้ว
(ตัวอย่างเช่น ผลไม้ มันจะต้องพอแก่ความต้องการของมันจึงจะสุกได้ ไม่ใช่นึกเอาคิดเอา หรือ ข้าว จะสุกได้ก็ต้องได้รับความร้อนที่พอแก่ความต้องการของมัน)
ในการพิจารณากาย ที่เป็นตัวทุกข์ก็เช่นกัน กว่าจะกลับกลายเป็นญาณ ขึ้นมาได้ ก็ต้องอาศัยการพิจารณาทางจิต จนเพียงพอแก่ความต้องการ คือ อิ่มตัวในแต่ละครั้ง จะเกิดเป็นนิพพิทาญาณ คือความเบื่อหน่าย จะตั้งอยู่ในใจได้ ก็เมื่อการพิจารณากายได้เห็นชัดด้วยความสามารถแห่งพลังจิต…
“การพิจารณาทุกข์เป็นเหตุให้เกิด นิพพิทาญาณ ถ้าเกิดความเพียงพอแห่งกำลังเข้าเมื่อใด ญาณนั้นจึงจะเป็นกำลังตัดกิเลสได้”
โดยย่นย่อ หลวงปู่มั่นได้พิจารณาอริยสัจ ๔ จนเกิดญาณรู้แจ้งขึ้นในจิตโดยลำดับ ในวาระสุดท้าย หลวงปู่ได้กำหนดทบทวนกระแสจิตกลับมาหา ฐีติภูตํ คือ ที่ตั้งของจิต จนปรากฏตัว “ผู้รู้ – ผู้เห็น” และ “ผู้ไม่ตาย” ท่านพิจารณาทบทวนกลับไปกลับมา จนหมดความสงสัยทุกอย่างโดยสิ้นเชิง
ความจริงมีเรื่องราวการพิจารณาธรรมของหลวงปู่มั่นต่อไปอีกหลายอย่าง ครั้นจะนำเสนอในที่นี้ก็จะยาวและออกนอกเรื่องมากไป
ท่านที่ต้องการทราบเพิ่มเติม โปรดอ่านได้ที่หนังสือ “หลวงปู่มั่นภูริทตโต: ประวัติ ข้อวัตรและปฏิปทา – โครงการหนังสือบูรพาจารย์เล่ม ๑”
หรือถ้าต้องการอ่านรายละเอียดอย่างพิสดาร โปรดอ่านได้ที่หนังสือ ประวัติหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เขียนโดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วัดธรรมมงคล สุขุมวิท ๑๐๑ พระโขนง กรุงเทพฯ
เมื่อออกจากถ้ำไผ่ขวาง หลวงปู่มั่น ไปพักบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำสิงโต เขาช่องลม หรือที่เรียกว่า เขาพระงาม จังหวัดลพบุรี ในปัจจุบันประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๖
พ ศ ๒๔๕๗ หลวงปู่มั่น ได้รับการขอร้องจากท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ให้ลงมาจำพรรษาที่กรุงเทพฯ เพื่อโปรดพระเณรและประชาชนที่สนใจในธรรมปฏิบัติ ท่านพักจำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม
พ.ศ. ๒๔๕๘ หลวงปู่มั่น อายุ ๔๗ ปี อายุพรรษา ๒๕ ได้เดินทางกลับอิสาน พักจำพรรษาที่ วัดบูรพาราม ในเมืองอุบลฯ มีช่วงหนึ่งขณะที่ท่านกำลังพิจารณาว่า “ใครหนอจะเป็นผู้ควรแก่การสั่งสอน” ก็พอดีกับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม เข้าไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์
หลวงปู่มั่น ทักทายเป็นประโยคแรกว่า “เราได้รอเธอมานานแล้ว ที่อยากจะพบและต้องการชักชวนให้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน”
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม (วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา) องค์นี้จึงเป็นศิษย์รุ่นแรก ได้ติดตามปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น ได้รับความไว้วางใจและมอบหมายให้เป็นผู้ปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรสายกรรมฐานแทน เมื่อครั้งหลวงปู่มั่นท่านปลีกตัวไปอยู่ภาคเหนือนานถึง ๑๒ ปี และหลวงปู่สิงห์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม
ในปีเดียวกันนั้นหลวงปู่มั่น ได้ไปโปรดโยมมารดาจนเกิดศรัทธาแก่กล้า ลาลูกหลานออกบวชชีจนตลอดชีวิต
ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ หลังออกพรรษา หลวงปู่มั่น ได้ธุดงค์ไปหาหลวงปู่ใหญ่เสาร์ พระอาจารย์ของท่านซึ่งทราบว่าจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำภูผากูด บ้านหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม (ในขณะนั้น) เพื่อหาโอกาสให้สติหลวงปู่ใหญ่ได้วางการปรารถนาพระปัจเจกโพธิ ทำให้หลวงปู่ใหญ่ได้ปฏิบัติก้าวหน้าต่อไป จนบรรลุ หมดความสงสัยในพระธรรม สำเร็จคุณธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนาดังใจปรารถนา
๕๙
พำนักที่ถ้ำจำปา ภูผากูด
ตามประวัติทราบว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พักบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ถ้ำภูผากูด ต.หนองสูง อ คำชะอี จ.นครพนม (ปัจจุบันขึ้นอยู่กับจังหวัดมุกดาหาร) เป็นเวลา ๕ ปี แต่ไม่ได้ระบุว่าตั้งแต่ปีใดถึงปีใด
แต่จากประวัติหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ระบุว่าในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ หลวงปู่มั่น ได้ไปกราบ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ที่ถ้ำภูผากูด ด้วยจุดประสงค์หลักเพื่อให้สติหลวงปู่ใหญ่ ได้ละวางความปรารถนาพระปัจเจกโพธิ เพื่อจะได้บรรลุธรรมสูงสุดคือ อรหันตภูมิ ในชาติปัจจุบัน
เรื่องนี้หลวงปู่มั่น ท่านทราบด้วยญาณในขณะที่บาเพ็ญเพียรอยู่ที่ถ้ำไผ่ขวาง น้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายก ตามที่กล่าวแล้วในตอนต้น
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้บันทึกเหตุการณ์จากการบอกเล่าของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ดังนี้:
“.. (พ.ศ. ๒๔๕๙) เมื่อออกพรรษาที่วัดบูรพาฯ จังหวัดอุบลฯท่านอาจารย์มั่น ได้กราบลาพระกรรมวาจาจารย์ (พระครูสีทา ชยเสโน) เพื่อไปติดตามพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร ซึ่งขณะนั้นท่านจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำภูผากูด
เมื่อทราบแน่แล้ว ท่านอาจารย์มั่น ก็ได้เดินโดยเท้า เช่นพระธุดงค์ทั้งหลาย ท่านเล่าว่าทางรถยนต์ไม่มีรถยนต์วิ่ง…นับเป็นเวลาเดือนๆ ก็ไม่เห็นสักคันหนึ่ง
ตามทางที่ท่านไปก็เป็นดงดิบ ล้วนแต่ต้นไม้ใหญ่ๆ เช่น ต้นตะเคียน ต้นยาง ต้นประดู่ ต้นตระแบก และสารพัดไม้นั้นเป็นไม้ใหญ่บางต้น ๙ อ้อม ๑๐ อ้อม แลดูไม่เห็นพระอาทิตย์ทีเดียว เป็นป่าเปลี่ยวจริงๆ ขณะที่เดินธุดงค์เห็นว่าที่ไหนเหมาะก็แวะพักทำความเพียรกันเป็นเวลา ๕ วัน หรือ ๗ วัน
ขณะที่ท่านอาจารย์มั่น กำลังเดินธุดงค์ระหว่างทางยังไม่ถึงถ้ำภูผากูด นั้น ท่านได้คิดถึงท่านอาจารย์ของท่านมาก และก็วันหนึ่งหลังจากการพักผ่อนเดินทางซึ่งเร่งเดินเป็นวันๆ มาแล้วอย่างเหน็ดเหนื่อย ท่านได้พิจารณาถึงท่านอาจารย์เสาร์ ที่เป็นอาจารย์ของท่าน และได้ระลึกถึงที่ท่านได้ทราบภายในญาณ เมื่อคราวที่ท่านอยู่ที่ถ้ำสาริกา ว่า ท่านอาจารย์ของท่านปรารถนาพระปัจเจกโพธิ ถ้าหากว่าท่านยังมีจิตกังวลในการปรารถนาเช่นนั้น การทำความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ก็จะสำเร็จไปไม่ได้…
ถ้าเราไปพบท่านอาจารย์ของเรา เราก็จะต้องแนะนำให้ท่านเลิกจากการปรารถนาเช่นนั้นเสีย…”
“…ท่านก็ไค้ธุดงค์เรื่อยๆ ไปจนใกล้จะถึงถ้ำภูผากูด โดยรอบบริเวณภูเขาอันเป็นถ้ำแห่งนี้นั้น เป็นภูมิประเทศที่เป็นป่าไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้มะค่า แต่ไม่เป็นดงทึบเหมือนกับดงอื่นๆ จึงทำให้บริเวณนั้นมีอากาศปลอดโปร่งดี ถ้ำแห่งภูเขาแถวนั้นก็ไม่อับชื้น ทั่วบริเวณจึงเป็นสถานที่ที่จะพึงอาศัยเป็นเวลาแรมปีได้
ถ้าเป็นดงดิบมองไม่เห็นพระอาทิตย์แล้ว จะอยู่กันนานไม่ได้เพราะจะทำให้สุขภาพเสีย โดยที่ท่านอาจารย์เสาร์ท่านได้เลือกเอาสถานที่แห่งนี้อยู่ถึง ๕ ปี และท่านก็ยังมีสุขภาพดีเป็นปกติเหมือนกับอยู่ในวัดธรรมดา
นับว่าท่านอาจารย์เสาร์ มีความรู้ความชำนาญในการอยู่ป่าอย่างยิ่ง
ท่านอาจารย์มั่น ท่านว่า เราได้เดินมองพิเคราะห์ดูแล้ว เป็นที่เหมาะสมจริงๆ เพราะมีธารน้ำเล็กๆ ไหลไม่ขาด อยู่ที่ตรงกลางทางที่จะขึ้นถ้ำพอดี
คำว่า ภูผากูด คือ มีผักกูดขึ้นอยู่ตามตลิ่งธารน้ำนั้นมาก เมื่อผักกูดขึ้น ผักที่จะขึ้นตามผักกูดมากเช่นผักหนาม ผักเต่าเกียด
ในคราวนั้น ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ทราบว่าท่านอาจารย์มั่นธุดงค์ไป ท่านก็ธุดงค์ตามไปติดๆ กับท่านอาจารย์มั่น แต่พอก่อนจะถึงถ้ำภูผากูด ท่านก็ล้มเจ็บเป็นไข้ จึงได้เดินทางกลับมารักษาตัวอยู่ที่จังหวัดอุบลฯ เมื่อท่านหายป่วยแล้ว ก็ได้ติดตามท่านอาจารย์มั่นไป เพื่อหวังในการศึกษาธรรมปฏิบัติอีก โดยมิได้มีการย่นย่อท้อถอยแต่ประการใด”
๖๐
หลวงปู่มั่นตามมาจำพรรษาด้วย
ระหว่างพำนักอยู่ที่ภูผากูด หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลได้ทราบด้วยญาณและรู้ถึงวาระจิตของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ศิษย์เอกของท่าน ว่ากำลังเดินทางติดตามหาท่านอยู่ และใกล้จะถึงภูผากูดแล้ว
เมื่อหลวงปู่มั่น เดินทางเข้ามาถึง ก็ได้เห็นหลวงปู่ใหญ่นั่งรอรับอยู่แล้ว หลังจัดวางบริขารเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปกราบหลวงปู่ใหญ่ทันที
ทั้งอาจารย์และศิษย์ได้สนทนาปราศรัย ไต่ถามทุกข์สุขกันและกันสมกับที่ได้จากกันเป็นเวลานานหลายปี แล้วหลวงปู่ใหญ่ก็ให้หลวงปู่มั่นเข้าที่พักที่เตรียมไว้ให้ และบอกให้พักจำพรรษาอยู่ด้วยกัน
ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จึงได้พักจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่ถ้ำภูผากูด ซึ่งตลอดพรรษา ทั้งสององค์ก็ได้ปรึกษาสนทนาธรรมกันแทบทุกวัน
ในปีนั้น หลวงปู่มั่น มีอายุพรรษาได้ ๒๖ ท่านได้ปฏิบัติต่อหลวงปู่ใหญ่ เหมือนกับท่านเป็นพระใหม่ คือปฏิบัติตั้งแต่การล้างบาตร ขัดกระโถน ซักจีวร ปูที่นอน ตักน้ำ ถวายน้ำสรง ถูหลังให้ แม้กระทั่งบีบนวด แม้หลวงปู่ใหญ่ ท่านจะห้ามปรามก็ตาม หลวงปู่มั่นท่านก็ยังปฏิบัติต่อครูอาจารย์ของท่านด้วยความอ่อนน้อมทุกประการ
การที่หลวงปู่มั่น ปฏิบัติต่อครูอาจารย์ของท่าน จึงเป็นแบบอย่างของพ่อแม่ครูอาจารย์สายพระกรรมฐาน ที่แสดงถึงความกตัญญูรู้คุณต่อพระผู้เป็นครูอาจารย์
ทางฝ่าย หลวงปู่ใหญ่ แม้ท่านจะเป็นอาจารย์ท่านก็ยอมรับฟังข้อแนะนำจากศิษย์ด้วยความตั้งอกตั้งใจ ไม่มีที่ถือตนเองว่าเป็นครูเป็นอาจารย์เลย
คุณธรรมของบุพพาจารย์ทั้งสององค์นี้นับว่าประเสริฐยิ่ง และถือเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติระหว่างครูอาจารย์กับศิษย์ในสายกรรมฐานสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
๖๑
เลิกความปรารถนาพระปัจเจกโพธิ
จากประวัติของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่าในช่วงที่หลวงปู่มั่น บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ถ้ำสาริกา จังหวัดนครนายกนั้นหลวงปู่มั่น ได้ทราบด้วยญาณว่าอาจารย์ของท่าน คือ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ท่านปรารถนาปัจเจกโพธิ และถ้ายังมีจิตกังวลในการปรารถนาเช่นนั้น การทำความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ก็ไม่สามารถสำเร็จได้ในชาตินี้
การเดินทางตามหาหลวงปู่ใหญ่ ในครั้งนี้ ก็ด้วยความกตัญญู ที่หลวงปู่มั่นต้องการจะหาโอกาสให้สติอาจารย์ของท่าน ได้ปล่อยวางการปรารถนาปัจเจกโพธิ (ปรารถนาจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า) นั้นเสีย ไม่เช่นนั้นจะต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อสร้างบารมีไปอีกนานแสนนาน
หลวงปู่มั่น พยายามหาโอกาสที่จะให้สติแก่อาจารย์ของท่านในเรื่องนี้
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อได้โอกาสเหมาะ หลวงปู่มั่นได้กราบเรียนหลวงปู่ใหญ่ว่า
“ท่านอาจารย์ได้พิจารณาอริยสัจจธรรมหรือไม่?”
หลวงปู่ใหญ่ ตอบว่า
“เราก็พิจารณาเหมือนกัน”
หลวงปู่มั่น ถาม
“แล้วได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลวงปู่ใหญ่ ตอบว่า
“ได้ผลเหมือนกัน แต่ไม่ชัดเจน”
หลวงปู่มั่น ถามรุกต่อไปว่า
“เพราะเหตุไรบ้างครับ?”
หลวงปู่ใหญ่ ตอบว่า
“เราได้พยายามอยู่ คือพยายามคิดถึงความแก่ความตาย แต่ว่าบางคราวมันก็ไม่แจ่มแจ้ง”
หลวงปู่มั่น ก็ถามต่อไปว่า
“ถ้าเช่นนั้น ท่านอาจารย์คงมีอะไรเป็นเครื่องห่วงหรือกระมัง?”
หลวงปู่ใหญ่ ตอบ
“เราก็พยายามพิจารณาเหมือนกัน แต่ก็หาสิ่งขัดข้องไม่ได้” แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า “ความจริง ความสว่างของดวงจิตนั้นก็เป็นปกติดีอยู่ แม้มันจะดีบ้างไม่ดีบ้างมันก็เรื่องธรรมดาของสมาธิ แต่ว่าเมื่อจิตพิจารณาที่ไร รู้สึกว่ามันไม่ก้าวไป…”
หลวงปู่มั่น เห็นสบโอกาส จึงกราบเรียนไปว่า
“กระผมคิดว่าคงมีอะไรสักอย่างเป็นเครื่องห่วง”
หลวงปู่ใหญ่ จึงย้อนถามลูกศิษย์กลับไปว่า
“แล้วเธอรู้ไหมว่าเรามีอะไรเป็นเครื่องห่วง?”
หลวงปู่มั่น จึงได้เรียนตอบตามความรู้ที่ท่านได้ทราบเมื่อคราวอยู่ถ้ำสาริกาในทันทีว่า
“ท่านอาจารย์ห่วงเรื่องการปรารถนาพระปัจเจกโพธิกระมัง?”
หลวงปู่ใหญ่ ท่านเห็นด้วย จึงพูดว่า
“แน่ทีเดียว ในจิตของเราตั้งอยู่ว่า จะขอให้รู้ธรรมเองโดยมิต้องให้ใครมาแนะหรือบอกให้ และมันก็ตั้งอยู่ในใจของเรามาตลอด”
หลวงปู่มั่น จึงได้ถวายความเห็นว่า
“ขอให้ท่านอาจารย์อย่าเป็นห่วงเลย ขอให้พิจารณาอริยสัจจ์เพื่อความพ้นทุกข์เสียแต่ชาตินี้เถิด เพราะกระผมเองก็ปรารถนาพระโพธิญาณและกระผมก็ได้ละความปรารถนานั้นแล้ว เนื่องด้วยว่าการท่องเที่ยวในสังสารวัฏฏ์นี้มันนานเหลือเกิน”
การสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์ข้างต้นนี้ได้จากบันทึกของ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ที่ได้รับฟังมาจากหลวงปู่มั่นโดยตรง แล้วหลวงพ่อวิริยังค์ได้เขียนต่อไปว่า
“ในวันนั้นท่านอาจารย์เสาร์ ต้องประหลาดใจที่ศิษย์ของท่านได้ล่วงรู้ถึงความจริงอันปรากฏอยู่ในใจของท่าน ซึ่งท่านไม่เคยปริปากบอกใครเลย ฉะนั้น จึงทำให้ท่านรู้สึกว่า ท่านอาจารย์มั่นนี้ ต้องมีความดีความจริงชัดเจนในใจอย่างแน่นอน ในวันนั้นก็ได้คุยกันเพียงเท่านี้แล้วก็เลิกกันไป”
๖๒
พบวิมุตติสมปรารถนา
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้บันทึกตามคำบอกเล่าของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ดังนี้
“อยู่มาวันหนึ่ง ท่านอาจารย์เสาร์ได้ไปนั่งอยู่ที่สงัดเฉพาะองค์เดียว เริ่มด้วยการพิจารณาถึงอริยสัจจ์โดยอุบายอย่างหนึ่งคือ การพิจารณากายจนชัดแจ้งประจักษ์ เกิดนิพพิทาญาณ – ความเบื่อหน่ายขึ้น
และ ท่านก็เริ่มดำเนินจิต เจริญให้มาก กระทำให้มากจนเป็นญาณ สามารถทวนกระแสมาถึงที่ตั้งของจิตได้ และวันนั้น ท่านก็ตัดเสียซึ่งความสงสัยได้อย่างเด็ดขาด”
ในบันทึกมีต่อไปว่า:
“เมื่อได้รับการอธิบายจากท่านอาจารย์มั่น ซ้ำอีกว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ควรจะเจริญให้มาก จนกว่าจะพอแก่ความต้องการ
เมื่อถึงกาลปวารณาออกพรรษา ท่าน (หลวงปู่ใหญ่) ก็ทราบชัดถึงความเป็นจริงทุกประการ และท่านก็บอกแก่อาจารย์มั่นว่า
เราได้เลิกการปรารถนาพระปัจเจกโพธิแล้ว และเราก็ได้เห็นธรรมจริงแล้ว
เมื่อท่านอาจารย์มั่นได้ฟัง ก็ได้พูดให้ความแน่ใจว่าเป็นจริงเช่นนั้นแล้ว ต่างก็อิ่มเอิบในธรรม”
สาธุ! สาธุ! สาธุ!
แม้ในบันทึกไม่ได้เขียนไว้ แต่ผู้เขียนก็เชื่อว่า เหล่าเทพเทวดาต่างก็อนุโมทนาสาธุการอย่างสนั่นหวั่นไหว กระเทือนไปทั้งสามโลกธาตุอย่างแน่นอน
๖๓
บันทึกของท่านหลวงตาฯ
ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เขียนถึงการปล่อยวางความปรารถนาพระปัจเจกโพธิของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ในหนังสือประวัติหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ดังนี้:
“ท่าน (หลวงปู่มั่น) เล่าว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ เดิมท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เวลาออกบำเพ็ญ พอเร่งความเพียรเข้ามากๆ ใจรู้สึกประหวัดๆ ถึงความปรารถนาเดิมเพื่อความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แสดงออกมาเป็นเชิงอาลัยเสียดาย ยังไม่อยากไปนิพพาน
ท่าน (หลวงปู่เสาร์) เห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อความเพียรเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ท่านเลยอธิษฐานของดจากความปรารถนานั้น และขอประมวลมาเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานในชาตินี้ ไม่ขอเกิดมารับความทุกข์ทรมานในภพชาติต่างๆ อีกต่อไป
พอท่านปล่อยวางความปรารถนาเดิมแล้ว การบำเพ็ญเพียรรู้สึกสะดวกและเห็นผลไปโดยลำดับ ไม่มีอารมณ์เครื่องเกาะเกี่ยวเหมือนแต่ก่อน
สุดท้ายท่านก็บรรลุถึงแดนแห่งความเกษมดังใจหมาย”
ท่านหลวงตาฯ ได้เขียนต่อไปว่า
“…แต่การแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ท่านไม่ค่อยมีความรู้แตกฉานกว้างขวางนัก ทั้งนี้อาจจะเป็นไปตามภูมินิสัยเดิมของท่านที่มุ่งเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งตรัสรู้เองชอบ แต่ไม่สนใจสั่งสอนใครก็ได้
อีกประการหนึ่ง ที่ท่านกลับความปรารถนาได้สำเร็จตามใจนั้นคงอยู่ในขั้นพอแก้ไขได้ ซึ่งยังไม่สมบูรณ์เต็มภูมิแท้”
คำพูดประโยคหลังนี้ ผมก็ไม่เข้าใจหรอกครับ เชิญพิจารณาเองหรือถามผู้รู้ท่านอื่นเอาเถอะครับ
๖๔
หลวงปู่ใหญ่นั่งสมาธิแล้วตัวลอย
ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เล่าถึงปฏิปทาของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ตามคำบอกเล่าของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ดังนี้:
ท่าน (หลวงปู่มั่น) เล่าว่า นิสัยของท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นไปอย่างเรียบๆ และเยือกเย็นน่าเลื่อมใสมาก
ที่มีแปลกอยู่บ้าง ก็เวลาท่านเข้าที่นั่งสมาธิ ตัวของท่านชอบลอยขึ้นเสมอ บางครั้งตัวลอยขึ้นไปจนผิดสังเกต เวลาท่านนั่งสมาธิอยู่
ท่านเองเกิดความแปลกใจในขณะนั้นว่า ตัวเราท่าจะลอยขึ้นจากพื้นแน่ๆ เลยลืมตาขึ้นดูตัวเอง ขณะนั้นจิตท่านถอนออกจากสมาธิพอดี เพราะพะวักพะวงกับเรื่องตัวลอย ท่านเลยตกลงมาก้นกระแทกกับพื้นอย่างแรง ต้องเจ็บเอวอยู่หลายวัน
ความจริงตัวท่านลอยขึ้นจากพื้นจริงๆ สูงประมาณ ๑ เมตรขณะที่ท่านลืมตาดูตัวเองนั้น จิตได้ถอนออกจากสมาธิ จึงไม่มีสติพอยับยั้งไว้บ้าง จึงทำให้ท่านตกลงสู่พื้นอย่างแรง เช่นเดียวกับสิ่งต่างๆ ตกลงจากที่สูง
หลวงปู่ใหญ่ ท่านพยายามหาวิธีใหม่
ในคราวต่อไป เวลาท่านนั่งสมาธิ พอรู้สึกว่าตัวท่านลอยขึ้นจากพื้นดิน ท่านพยายามทำสติให้อยู่ในองค์ของสมาธิแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นดูตัวเอง ก็ประจักษ์ว่า ตัวท่านลอยขึ้นจริงๆ!
แต่… มิได้ตกลงสู่พื้นเหมือนคราวแรก เพราะท่านมิได้ปราศจากสติ และคอยประคองใจให้อยู่ในองค์สมาธิ ด้วยเหตุนี้หลวงปู่ใหญ่ท่านจึงรู้เรื่องของท่านได้ดี และจับหลักได้
เนื่องจากหลวงปู่ใหญ่ ท่านเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนอยู่มาก แม้จะเห็นด้วยตาท่านก็ยังไม่แน่ใจ ก่อนนั่งสมาธิครั้งต่อไป ท่านจึงเอาวัตถุเล็กๆ เบาๆ เช่น กลักไม้ขีดไปเหน็บไว้กับหญ้ามุงหลังคากุฏิ
แล้วท่านก็เริ่มนั่งสมาธิ พอจิตสงบและรู้ว่าตัวเริ่มลอยขึ้นอีก ท่านพยายามประคองจิตให้มั่นอยู่ในสมาธิ เพื่อตัวจะได้ลอยขึ้นไปจนถึงวัตถุเครื่องหมายที่นำไปเหน็บไว้ แล้วค่อยๆ เอื้อมมือจับเอาวัตถุนั้นด้วยความมีสติ แล้วนำลงมาโดยทางสมาธิภาวนา
คือ พอหยิบได้วัตถุนั้นแล้ว ก็ค่อยๆ ถอนจิตออกจากสมาธิ เพื่อกายจะได้ค่อยๆ ลงมาจนถึงพื้นอย่างปลอดภัย แต่ไม่ถึงกับให้จิตถอนออกจากสมาธิจริงๆ
หลวงปู่ใหญ่ ได้ทดลองทำหลายครั้งจนเป็นที่แน่ใจแล้ว ท่านจึงมั่นใจว่าตัวท่านเองลอยขึ้นได้จริงในเวลาเข้าสมาธิ คือ ลอยขึ้นได้ในบางครั้ง มิได้ลอยขึ้นทุกครั้งเสมอไป
ท่านหลวงตาพระมหาบัวฯ สรุปว่า
“นี้เป็นจริตนิสัยแห่งจิตของท่านพระอาจารย์เสาร์ รู้สึกผิดกับนิสัยของท่านพระอาจารย์มั่นอยู่มากในปฏิปทาทางใจ
จิตของท่านพระอาจารย์เสาร์ เป็นไปอย่างเรียบๆ สงบเย็นโดยสม่ำเสมอ นับแต่ขั้นเริ่มแรกจนถึงสุดท้ายปลายแดนแห่งปฏิปทาของท่าน ไม่ค่อยล่อแหลมต่ออันตราย และไม่ค่อยมีอุบายต่างๆ และความรู้สึกแปลกๆ เหมือนจิตท่านพระอาจารย์มั่น”
หมายเหตุ ผู้เขียนเคยได้ฟังเรื่องการเหาะของหลวงปู่มั่น ในคราวที่ท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ถ้ำเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
เรื่องนี้หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป เป็นผู้เล่าให้ผู้เขียนและอาจารย์ภัทราฟัง ท่านบอกว่าหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เล่าให้ท่านฟัง
คราวอยู่ถ้ำเชียงดาว หลวงปู่มั่นพักอยู่ที่ถ้ำด้านบน ส่วนถ้ำใหญ่ข้างล่างเป็นที่มารวมฉันภัตตาหารและการอบรมสั่งสอนศิษย์ซึ่งศิษย์แต่ละองค์แยกย้ายกันอยู่คนละที่ห่างๆ กัน
ปกติลูกศิษย์จะมารวมฉันภัตตาหารทุกๆ เช้า แต่องค์หลวงปู่มั่น ท่านจะลงมารวมฉัน ๔ วันต่อครั้ง ทำให้หลวงปู่ตื้อสงสัย เช้ามืดจึงได้ไปหมอบแอบดูที่ปากถ้ำ หลวงปู่ตื้อเล่าว่า “เห็นเพิ่นห่มจีวร สะพายบาตร แล้วเหาะข้ามหัวอาตมาไป” หลวงปู่ตื้อ แอบดูอยู่ ๒ – ๓ วัน เหตุการณ์ก็เป็นเช่นนั้น และท่านทราบภายหลังว่าหลวงปู่มั่น เพิ่นเข้าฌาน เหาะไปบิณฑบาตโปรดชาวเมืองเชียงใหม่ พวกอาตมาก็เลยเลิกเป็นห่วงท่าน
ถ้าท่านผู้อ่านเห็นว่า เหลือเชื่อ…ก็เหลือเชื่อจริงๆ ครับ!
๖๕
บวชชีให้โยมมารดาของหลวงปู่มั่น
ตามประวัติของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลังจากที่ท่านบรรลุธรรมขั้น ๓ คือ อนาคามิผล ที่ถ้ำสาริกาแล้ว ท่านได้รับนิมนต์ไปจำพรรษาในกรุงเทพฯ ๑ พรรษา
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ หลวงปู่มั่น ได้เดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณ คือไปให้สติ พระอาจารย์สีทา ชยเสโน พระกรรมวาจารย์ของท่าน ซึ่งพำนักอยู่ที่วัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ ทำให้พระอาจารย์ของท่านปฏิบัติธรรมก้าวหน้าไปได้อย่างน่าพอใจ และชื่นชมในความเฉลียวฉลาดและความกตัญญูของศิษย์
หลังจากนั้น หลวงปู่มั่น ก็เดินทางไปบ้านคำบง บ้านเกิดเพื่อโปรดโยมมารดา ยังความปลื้มปีติให้โยมมารดายิ่งนัก
หลวงปู่มั่น ได้เล่าเรื่องการเดินธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ทั้งในฝั่งลาว พม่า และตามป่าเขาในประเทศไทย ตลอดจนผลการปฏิบัติภาวนาให้โยมมารดาฟัง รวมทั้งเทศน์โปรดชี้แนะแนวทางปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ ยังความปลาบปลื้มและเลื่อมใสศรัทธาแก่โยมมารดายิ่งนัก
โยมมารดาของท่านเกิดความศรัทธาแรงกล้า จนได้ลาลูกหลานออกบวชชีจนตลอดชีวิต โดยมีหลวงปู่ใหญ่เสาร์ เป็นผู้บวชให้ แต่ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าท่านบวชชีที่ไหนกันแน่ บางท่านบอกว่าท่านบวชชีที่บ้านคำบง แล้วติดตามไปบำเพ็ญเพียรอยู่กับหลวงปู่ใหญ่ ที่ถ้ำภูผากูด และบางท่านก็บอกว่าท่านไปบวชชีกับหลวงปู่ใหญ่ที่ถ้ำภูผากูด
ผู้เขียนขอทิ้งประเด็นเรื่องสถานที่บวชชีของโยมแม่ของหลวงปู่มั่นไว้ แต่ชี้ให้ทราบว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘ หลังจากได้ฟังเทศน์จากพระลูกชายคือ หลวงปู่มั่น แล้ว โยมแม่ก็ออกเดินทางติดตามหลวงปู่มั่น ไปพักบำเพ็ญอยู่ที่ถ้ำภูผากูด โดยไปถึงทีหลังพระลูกชาย
เท่าที่ผู้เขียนได้สืบค้นจากแหล่งต่างๆ พอจะชี้ชัดได้ว่า ก่อนเข้าพรรษาปี พ ศ. ๒๔๕๘ แม่ชีจันทร์ โยมมารดาของหลวงปู่มั่น ได้อุตส่าห์เดินทางออกจากจังหวัดอุบลฯ ด้วยความล้มลุกคลุกคลานไปตามวิบากของคนแก่เฒ่า ติดตาม หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่นพระลูกชาย มาจนถึงถ้ำจำปา บนภูผากูด
หลวงปู่ใหญ่ ได้กำหนดให้ โยมแม่ชีจันทร์ พักอยู่ที่เงื้อมผาแถบนั้น ซึ่งต่อมาเรียกว่า ถ้ำแม่ขาว เป็นที่ปฏิบัติธรรม
แม่ชีจันทร์ โยมมารดาของหลวงปู่มั่น ท่านมีจิตใจที่มั่นคงเด็ดขาด แม้จะอยู่ในวัยสังขารร่วงโรยก็ตาม แต่จิตใจของท่านหาได้เสื่อมถอยไปตามสังขารไม่ กลับมีความแจ่มใสเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง ถ้าแม้จิตใจไม่แน่วแน่จริง คงไม่สามารถฟันฝ่าอุปสรรค นำพาสังขารของท่านผ่านป่าผ่านดง ที่เต็มไปด้วยสัตว์อันตรายต่างๆ จำพวกช้าง เสือ หมี งู ตะขาบป่า มาได้แน่
ด้วยจิตใจที่แจ่มใส มั่นคง สงบเยือกเย็นนี้ เป็นผลดีในการภาวนาของแม่ชีจันทร์เป็นอย่างมาก การปฏิบัติของท่านได้ผลเป็นอย่างมาก
ท่านแม่ชีจันทร์ ได้เร่งความเพียรเป็นยิ่งยวดไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน อยู่ ณ ภูผากูดแห่งนี้ นับว่าเป็นวาสนาของท่านแม่ชีจันทร์ที่มีท่านหลวงปู่ใหญ่ กับ หลวงปู่มั่น จำพรรษาอยู่ที่เดียวกันให้การแนะนำและอุบายธรรมที่สุดวิเศษในพรรษานั้น
๖๖
ถ้ำจำปา ภูผากูดในปัจจุบัน
ทราบแต่เพียงว่าหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พักจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำภูผากูด อยู่นานถึง ๕ ปี แต่ไม่ทราบว่าเป็นปีใดถึงปีใดเป็นการแน่นอน ที่ระบุชัดคือในพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๕๙ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กับ คุณแม่ชีจันทร์ โยมมารดาของท่านได้มาพักจำพรรษาอยู่ในสถานที่นี้ด้วย
ปัจจุบัน ถ้ำภูผากูดอยู่ในพื้นที่ตำบลหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ได้เขียนถึงถ้ำภูผากูด ดังนี้
“ปัจจุบันภูผากูด เป็นภูเขาขนาดกลางลูกหนึ่งในหมู่เทือกเขาแถบนี้ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากในหมู่บ้าน ต.หนองสูง อ.คำชะอี ตั้งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ราว ๕ กม. เท่านั้น โดยแยกเข้าทางบ้านคันแท ต.หนองสูง อ.คำชะอี
เดินลัดตัดทุ่งนาไปถึงเชิงเขา มีป่าโปร่งเป็นที่พักสงฆ์ มีนามว่าวัดถ้ำจำปากันตสีลาวาส
มองขึ้นไปตามไหล่เขาจะเห็นจุดที่เป็นเพิงผานี้อยู่สูงขึ้นไปพอประมาณ มีทางวกวนขึ้นไปถึงข้างบน ซึ่งมีลานตรงกลางโล่งๆ เป็นหลืบใต้ชะง่อนเพิงผา ถ่ายเทอากาศได้ดี มีชื่อเรียกว่า ถ้ำจำปา มีศาลาไม้ยกพื้นสูงเพียงเอวสร้างขึ้นใต้เพิงผานี้ชื่อ ศาลาธรรมสภามังคลา
ห่างออกไปทางขวามือ จะเป็นถ้ำลักษณะเดียวกันแต่เล็กกว่าเรียก ถ้ำแม่ขาว (แม่ขาว คือแม่ชี) ว่ากันว่าเป็นที่พักของแม่ชีจันทร์ ผู้เป็นมารดาของท่านหลวงปู่มั่นนั่นเอง
ส่วนถัดไปทางซ้ายมือ จะมีพระพุทธรูปใหญ่ปูนปั้นประดิษฐานบนแท่นหินและปูนหันหลังพิงหน้าผา ต่ำลงมาตรงแท่นข้างซ้าย มีรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่ด้วย
เลยไปอีกเป็นเนินขวางทางเดิน ต้องปีนบันได้ขึ้นไปใต้เพิงผาเป็นที่นั่งภาวนาพิจารณาธรรม
สภาพป่าเป็นป่าโปร่ง ไม่เป็นดงทึบมากนัก มีป่าไผ่ ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้มะค่า อยู่”
อาจารย์พิศิษฐ์ เขียนบรรยายต่อไปว่า
“ด้วยความรอบรู้ชำนาญชีวิตป่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้หาสถานที่พอเหมาะสม ถ้ำที่พักก็อยู่ไม่สูงจนเกินไป ป่าก็โปร่งดี ไม่ทึบอับชื้น ข้างล่างมีลำธารน้ำไหลผ่าน
สมัยก่อนนั้น พ่อแม่ครูอาจารย์เล่าว่า แถวนี้เต็มไปด้วยเสือส่งเสียงหยอกล้อกันเพ่นพ่าน ทำให้พระเณรต้องหมั่นเร่งภาวนาจิตอย่างยิ่งยวด ซึ่งสถานที่แห่งนี้เองเป็นที่ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เลือกพำนักอยู่ท่ามกลางแมกไม้ สัตว์ป่า อย่างสงบยาวนานร่วม ๕ ปี”
๖๗
หลวงปู่มั่นออกธุดงค์ต่อ
หลังจากที่ท่านแม่ชีจันทร์ โยมมารดาของหลวงปู่มั่น ได้บวชชีและมีที่พักบำเพ็ญเพียรที่ภูผากูด ภายในสำนักของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ทำให้หลวงปู่มั่นมีความสบายใจหายห่วงโดยมั่นใจว่าโยมแม่ชีของท่านต้องพอใจในสำนักของพระอาจารย์ได้อย่างดีแน่
พอออกพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ แล้ว หลวงปู่มั่น พร้อมคณะก็กราบลาหลวงปู่ใหญ่ ออกธุดงค์ไปอบรมเผยแพร่ธรรมปฏิบัติให้แก่ประชาชนตามสถานที่ต่างๆ ต่อไป
หลวงปู่มั่น และคณะได้ออกธุดงค์ไปเผยแพร่ธรรมะทางจังหวัดอุดรธานี จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๖๔ จึงย้อนกลับมาเยี่ยมแม่ชีมารดา และพระอาจารย์ที่ภูผากูดอีกครั้ง
พอถึงฤดูเข้าพรรษาหลวงปู่มั่น และคณะได้พักจำพรรษาที่บ้านห้วยทราย ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับภูผากูด นั่นเอง
ดังนั้น เราจึงมั่นใจได้ว่า ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๙ – ๒๔๖๔ หลวงปู่ใหญ่ ท่านพักจำพรรษาอยู่ที่ภูผากูด แห่งนี้ ส่วนระหว่างช่วงออกพรรษาไม่มีการบันทึกว่าท่านออกธุดงค์ไปที่ใดบ้าง นอกจากปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ท่านเดินทางไปนครพนม แล้วออกธุดงค์ไปฝั่งลาวแล้วกลับมาจำพรรษาที่ภูผากูดเหมือนเคย ดังเรื่องราวในตอนต่อไป
๖๘
เยือนนครพนมแล้วธุดงค์ไปฝั่งลาว
ออกพรรษาปี พ ศ. ๒๔๖๔ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ออกเดินทางไปทางนครพนม ได้แวะเยี่ยมลูกศิษย์ของท่านคือ เจ้าคุณปู่จันทร์ เขมิโย ที่สำนักวัดศรีเทพประดิษฐาราม บริเวณวัดยังมีสภาพเป็นป่าซึ่งเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา หลวงปู่ใหญ่ ได้พักที่วัดนั้นอยู่ระยะหนึ่ง
ต่อจากนั้น หลวงปู่ใหญ่ ได้ออกธุดงค์ข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่งประเทศลาว เจ้าคุณปู่จันทร์ เขมิโย ได้ติดตามไปด้วย
คณะของหลวงปู่ใหญ่ ออกธุดงค์ไปทางเมืองท่าแขกซึ่งอยู่ตรงข้ามจังหวัดนครพนม แถบนั้นมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีเถื่อนถ้ำเงื้อมผาอยู่มากมาย เหมาะที่จะบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อ ๒๐ ปีก่อนนี้ หลวงปู่ใหญ่ ได้เคยพาหลวงปู่มั่นมาธุดงค์ในแถบถิ่นนี้ จนพากันล้มป่วยด้วยได้มาเลเรียจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว
มาครั้งนี้ หลวงปู่ใหญ่ ท่านคุ้นและชำนาญภูมิประเทศมากขึ้นจึงไม่ค่อยลำบากลำบนเหมือนกับครั้งแรก เมื่อท่านเดินธุดงค์ผ่านไปถึงหมู่บ้านใด ก็จะชี้แจงแสดงธรรมอบรมให้ชาวบ้านตั้งมั่นอยู่ในศีลห้าและยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอาศัย รวมทั้งสอนให้รู้จักสวดมนต์ รู้จักภาวนา
การออกธุดงค์ของหลวงปู่ใหญ่ และคณะในครั้งนี้ ไม่มีบันทึกว่าท่านไปนานเท่าใด แต่พอประมาณได้ว่า เมื่อถึงฤดูกาลเข้าพรรษา ท่านกลับมาพักจำพรรษาที่ภูผากูด ซึ่งน่าจะเป็นพรรษาที่ ๕ ที่ท่านพำนักอยู่ ณ สถานที่นั้น
และในพรรษาเดียวกันนั้น หลวงปู่มั่น ลูกศิษย์ของท่าน ได้พักจำพรรษาที่บ้านห้วยทราย ไม่ห่างไกลจากภูผากูด ไปมาหาสู่กันได้สะดวก
๖๙
การธุดงค์และจำพรรษาร่วมกับหลวงปู่มั่น
ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้พูดถึงความผูกพันระหว่างหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับศิษย์เอกของท่านคือ หลวงปู่มั่นภูริทตฺโต ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์ทั้งสององค์นี้ (หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับ หลวงปู่มั่นรักและเคารพกันมาก ในระยะต้น ไปที่ไหนท่านชอบไปด้วยกัน อยู่ด้วยกันทั้งในและนอกพรรษา
พอมาถึงวัยกลางผ่านไป เวลาพักจำพรรษามักแยกกันอยู่ แต่ไม่ห่างไกลกันนัก พอไปมาหาสู่กันได้สะดวก มีน้อยครั้งที่จำพรรษาร่วมกัน ทั้งนี้อาจเกี่ยวกับบรรดาศิษย์ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีมากด้วยกัน และต่างก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกที ถ้าจำพรรษาร่วมกันจะเป็นความลำบากในการจัดที่พักอาศัย จำต้องแยกกันอยู่เพื่อเบาภาระในการจัดที่พักอาศัยได้บ้าง
ทั้งสองพระอาจารย์ ขณะที่แยกกันอยู่จำพรรษา หรือนอกพรรษา รู้สึกคิดถึงกันมากและเป็นห่วงกันมาก เวลามีพระที่เป็นลูกศิษย์ของแต่ละฝ่ายมากราบนมัสการ จะมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ หรือมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ต่างจะต้องถามถึงความสุขทุกข์ของกันและกันก่อนเรื่องอื่นๆ จากนั้นก็บอกกับพระที่มากราบว่า ‘คิดถึงท่านพระอาจารย์.. ‘ และฝากความเคารพคิดถึงไปกับพระลูกศิษย์ที่มากราบเยี่ยมตามสมควรแก่ ‘อาวุโสภันเต‘ ทุกๆ ครั้งพระมากราบพระอาจารย์ทั้งสองแต่ละองค์
ท่านมีความเคารพในคุณธรรมของกันและกันมากไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล เวลาพระอาจารย์ทั้งสอง องค์ใดองค์หนึ่งพูดปรารภถึงกันและกันให้บรรดาลูกศิษย์ฟัง จะมีแต่คำที่เต็มไปด้วยความเคารพและความยกยอสรรเสริญโดยถ่ายเดียว ไม่เคยมีแม้คำเชิงตำหนิแฝงขึ้นมาบ้างเลย”
หลวงปู่มั่น เล่าให้ท่านหลวงตาพระมหาบัว ฟังอีกตอนหนึ่งว่า
เวลาท่านออกเที่ยวธุดงค์กรรมฐานทางภาคอิสาน ตามจังหวัดต่างๆ ในระยะต้นวัย ท่านมักจะไปกับหลวงปู่ใหญ่เสาร์เสมอ แม้ความรู้ทางภายในจะมีแตกต่างกันบ้างตามนิสัย แต่ก็ชอบไปด้วยกัน
ท่านหลวงตาฯ ได้ถ่ายทอดคำบอกเล่าของหลวงปู่มั่นว่า
“สำหรับท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นคนไม่ชอบพูด ไม่ชอบเทศน์ ไม่ชอบมีความรู้แปลกๆ ต่างๆ กวนใจเหมือนท่านพระอาจารย์มั่น
เวลาจำเป็นต้องเทศน์ ท่าน (หลวงปู่ใหญ่เสาร์) ก็เทศน์เพียงประโยคหนึ่งหรือสองเท่านั้น แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปเสีย ประโยคธรรมที่ท่านเทศน์ซึ่งพอจับใจความได้ว่า
“ให้พากันละบาป และบำเพ็ญบุญ อย่าให้เสียชีวิตลมหายใจไปเปล่าที่ได้มีวาสนามาเกิดเป็นมนุษย์”
และ
“เราเกิดเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมากเวลาตกนรก จะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ”
แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปกุฏิโดยไม่สนใจกับใครต่อไปอีก
ปกตินิสัยของท่าน (หลวงปู่ใหญ่) เป็นคนไม่ชอบพูด พูดน้อยที่สุด ทั้งวันไม่พูดอะไรกับใครเกิน ๒ – ๓ ประโยค เวลานั่งก็ทนทาน นั่งอยู่ได้เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง เดินก็ทำนองเดียวกัน แต่ลักษณะท่าทางของท่านมีความสง่าผ่าเผย น่าเคารพเลื่อมใสมาก มองเห็นท่านแล้วเย็นตาเย็นใจไปหลายวัน ประชาชนและพระเณรเคารพเลื่อมใสท่านมาก ท่านมีลูกศิษย์มากมายเหมือนท่านพระอาจารย์มั่น”
๗๐
หลวงปู่สิงห์ตามมาที่ภูผากูด
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นศิษย์เอกของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มีบทบาทมากในการเผยแพร่ธรรมะสายวิปัสสนากรรมฐาน และบริหารหมู่สงฆ์แทนหลวงปู่มั่น ในช่วงที่หลวงปู่มั่น ไปพำนักอยู่ทางภาคเหนือ ๑๒ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๑ – ๒๔๘๒
ระหว่างที่หลวงปู่มั่นเดินทางจากอุบลราชธานี มาตามหาหลวงปู่เสาร์ที่ภูผากูด ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ นั้น หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโมก็ได้ออกติดตามหลวงปู่มั่นมาติดๆ แต่พอจวนจะถึงภูผากูด ก็เกิดมีอันล้มเจ็บไข้เสียก่อน จึงได้กลับไปพักรักษาตัวที่เมืองอุบลฯ เมื่อไข้หายดีแล้ว จึงได้ออกติดตามพระอาจารย์ของท่านคือหลวงปู่มั่น มาอีกครั้ง จนมาทันกันที่ภูผากูด และหลังจากนั้นก็ได้ออกปฏิบัติธรรมติดตามหลวงปู่มั่นไปหลายแห่งในภาคอิสาน
กลุ่มพระกรรมฐานที่ออกปฏิบัติธรรมและเผยแพร่ธรรมในสมัยเริ่มแรกนั้นมี ๓ กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กลุ่มของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กับกลุ่มของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม แต่ละกลุ่มมีพระเณรติดตามเป็นจำนวนมาก
เกี่ยวกับการเดินทางของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ในครั้งนั้น ปรากฏในบันทึกของหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ดังนี้
“เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม กับพระอาจารย์คำ ได้เดินรุกขมูลไปถึงบ้านนาสีดา (บ้านเกิดของหลวงปู่เทสก์).. เรากับบิดาของเราก็ได้ปฏิบัติท่านด้วยความเคารพเลื่อมใสเป็นอย่างดียิ่ง…”
ตอนนั้นหลวงปู่เทสก์ ยังเป็นฆราวาสอายุเพียง ๑๔ ปี ท่านบันทึกไว้ว่า
“หลวงปู่สิงห์ มีไข้ป่ากำเริบอยู่ตลอดเวลา หลังวันออกพรรษาปีนั้นแล้ว หลวงปู่สิงห์ ได้เดินทางกลับไปจังหวัดอุบลราชธานี โดยที่หลวงปู่เทสก์ ได้ติดตามไปด้วย ต่อมาก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร แล้วอยู่เรียนต่อ จนกระทั่งปี พ ศ ๒๔๖๓ หลวงปู่สิงห์ ก็ออกเที่ยวรุกขมูลกลับมาจังหวัดนครพนม – สกลนคร เพื่อติดตามหลวงปู่มั่น ต่อไป”
๗๑
ธุดงค์มาทางสกลนคร
ในปี พ ศ. ๒๔๖๕ หลวงปู่ทั้งสององค์ คือ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมพระเณรกลุ่มใหญ่ ได้ธุดงค์มาพักที่ป่าริมหนองน้ำบาก ใกล้บ้านหนองลาด ต.หนองลาด อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร
จากการเสาะหาข้อมูลของ อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ได้เขียนไว้ว่า
“เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๕ และหลังจากนั้นในพรรษากาลอีก ๒ ปีต่อมา สันนิษฐานว่าท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พำนักจำพรรษาอยู่ที่นี่ ส่วนท่านหลวงปู่มั่น ได้ไปจำพรรษาที่วัดมหาชัย หนองบัวลำภู อ.หนองบัวลำภู (ปัจจุบันเป็น จ.หนองบัวลำภู) และวัดป่าสารวารีบ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ตามลำดับ”
ตรงบริเวณที่คณะของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ พักจำพรรษาคือชายป่าริมหนองน้ำบาก ทางตะวันตกท้ายบ้านหนองลาด นั้น ต่อมาได้กลายเป็นวัด เรียกว่า วัดป่าหนองบาก ต่อมาภายหลัง เมื่อการศึกษาได้ขยายตัวเข้ามาถึง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันใช้สถานที่วัดนั้นสร้างเป็นโรงเรียนประชาบาลขึ้น ซึ่งก็คือ โรงเรียนบ้านหนองลาดวิทยาคาร ในปัจจุบัน
ส่วนวัดป่าหนองบากเดิม ได้ขยับออกไปสร้างใหม่ในป่าทางทิศเหนือ ห่างจากที่เดิมราว ๒ กม. ให้ชื่อว่าวัดป่าราษฎร์สามัคคี มีพระอาจารย์บุญธรรม ปญฺญาสาโร เป็นเจ้าอาวาส ได้พัฒนาขึ้นมาจนเจริญรุ่งเรืองถึงปัจจุบัน (ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ มี หลวงปู่ประดิษฐ์ ฐานวโร อายุ ๗๒ ปี เป็นเจ้าอาวาส)
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองลาด ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ตามคำบอกเล่าของ หลวงปู่มั่นภูริทตฺโต ดังนี้:
ท่านอาจารย์เสาร์ และท่านอาจารย์มั่น พร้อมด้วยศิษย์ของท่านอาจารย์ทั้ง ๒ รุ่นแรก และผู้เข้ามาฝึกหัดใหม่รวมกันจำนวนมากจำพรรษาอยู่ที่เสนาสนะป่า บ้านหนองลาด (ปัจจุบันเป็นโรงเรียนประชาบาล)…นับเป็นเวลา ๗ ปี ที่ท่านอาจารย์มั่นได้เริ่มแนะนำการปฏิบัติธรรมที่ง่ายๆ และได้ผลจริงจังจนถึงปีนี้ และได้มีผู้ที่ได้รับธรรมชั้นสูงจากท่าน จนสามารถสอนธรรมกรรมฐานแทนท่านได้ก็มากองค์
มาในปีนี้ ท่านอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ใคร่จะได้ปรับปรุงแผนการให้ได้ผลดีขึ้นทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ จึงได้มีการรวมประชุมบรรดาสานุศิษย์ทั้งหลายให้มาจำพรรษา ณ ที่นี้
แม้ท่านอาจารย์ทั้งสอง จะได้ปรึกษาหารือเกี่ยวกับธรรมปฏิบัติเป็นประจำก็ตาม แต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้มอบให้ท่านอาจารย์มั่นเป็นผู้วางแผนงาน ตลอดถึงแนะนำธรรมปฏิบัติเพื่อให้พระทุกองค์ได้ยึดเป็นแนวการปฏิบัติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ทางฝายบรรพชิต (นักบวช) ท่านอาจารย์มั่นได้ยืนยันถึงการที่ได้ปฏิบัติมาและแนะนำมาก่อนแล้วนั้น เป็นทางดำเนินถูกต้องแล้ว ว่าแต่ใครๆ อย่าไปแหวกแนวเข้าก็แล้วกัน เพราะเมื่อดำเนินมาเป็นเวลา ๗ ปีนี้เกิดผลสมความตั้งใจแล้ว คือการปฏิบัติตามอริยสัจจธรรม โดยเฉพาะท่านย้ำถึงการพิจารณากายนี้เป็นหลักประกันที่สำคัญยิ่ง
ท่านได้ยกตัวอย่างมากมาย นับแต่พระบรมศาสดา และพระสาวกทั้งหลาย ซึ่งผู้ที่จะผ่านเข้าสู่อริยสัจนั้น จะไม่พิจารณากายไม่มีเลย ข้อนี้ท่านยืนยันอย่างแน่วแน่
การที่ท่านย้ำลงในข้อการพิจารณาโดยอุบายต่างๆ นั้น เพราะกลัวศิษย์จะพากันเข้าใจผิดว่าเป็นการพิจารณาที่ไม่ถูก อาจจะเข้าใจไขว้เขว แล้วจะเป็นการเสียผลเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งท่านอาจารย์มั่น ได้วิตกว่า กลัวผู้ที่ไม่เข้าใจโดยละเอียดถ่องแท้จะพากันเขวหนทาง และพาให้หมู่คณะที่อยู่ในปกครองเขวหนทางตามไปด้วย เพราะท่านได้นิมิตภายในสมาธิของท่าน ณ ค่ำคืนวันหนึ่ง ว่า
“ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า เราได้พบพระภิกษุสามเณรเป็นจำนวนมากเข้าไปบิณฑบาตในละแวกบ้าน ในนิมิตนั้นเป็นที่น่าประหลาดใจ คือพระภิกษุสามเณรที่เดินตามเรามาดีๆ ก็เกิดมีพวกหนึ่งแซงซ้ายบ้าง แซงขวาบ้าง ขึ้นหน้าเราไป บางพวกก็เลยเดินออกไปนอกทางเสีย และก็มีอีกพวกหนึ่งที่เดินตามเราไป”
การนิมิตเช่นนี้ ท่านได้เล่าให้ศิษย์ในที่นั้นฟัง พร้อมทั้งอธิบายว่า ที่มี พวกภิกษุสามเณรแซงท่านขึ้นไปข้างหน้านั้น คือ บางพวกจะพากันอวดตัวว่าเก่งว่าดี แล้วก็จะละจากข้อปฏิบัติที่เราได้พาดำเนิน ครั้นแล้วก็จะเกิดความเสื่อมเสีย ไม่ได้ผลตามที่ได้เคยได้ผลมาแล้ว ซึ่งเขาเหล่านั้นก็จะมาอ้างว่าเป็นศิษย์ของพระอาจารย์เสาร์ เป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น แต่ที่ไหนได้ พากันหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตางๆ ที่เรากำหนดไว้ ที่สุดแม้แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น สีจีวร เป็นต้น การจะปฏิบัติเพื่อการพิจารณากาย อันนับเนื่องด้วยอริยสัจธรรม ก็ยิ่งห่างไกล
จำพวกหนึ่งเดินออกนอกทาง คือจำพวกนี้ เพียงแต่ได้ยินกิตติศัพท์เราแล้ว ก็อ้างว่าเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์เสาร์ ของท่านอาจารย์มั่น บางที่จะยังไม่เคยเห็นหน้าเราด้วยซ้ำ และก็หาได้รู้อุบายแยบคายในการปฏิบัติแต่อย่างใดไม่ หรือพวกที่เคยอยู่กับเรามา แต่เมื่ออยู่กับเราก็เคร่งครัดเพราะกลัว แต่พอออกจากเราไปแล้ว ก็ไม่นำพาในข้อธรรมและการปฏิบัติของเรา เพียงแต่มีชื่อว่าเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์เสาร์ ของท่านอาจารย์มั่น เท่านั้น แต่ไม่มีข้อปฏิบัติอันใดที่จะถือได้ว่าเป็นแนวทาง เป็นตัวอย่าง อันนำมาจากเราเลย
จำพวกหนึ่งที่เดินตามหลังเราไปนั้น จำพวกนี้เป็นผู้ดำเนินตามคำแนะนำของเรา ทั้งภายนอกและภายใน เป็นผู้ใคร่ต่อธรรม ต้องการพ้นทุกข์ในวัฏสงสาร พยายามศึกษาหาความรู้ทุกๆ ประการที่มีความสนใจ ต่อหน้าหรือลับหลังก็เหมือนกัน รับข้อปฏิบัติแม้เล็กน้อย รักษาไว้ด้วยชีวิตจิตใจ เพราะจำพวกนี้ ได้รับผลแห่งการปฏิบัติมากับเรา แล้วเกิดผลอันละเอียดอ่อนจากข้อวัตรปฏิบัติเหล่านี้ ก็เป็นที่แน่นอนว่าจะแปรผันเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้
พวกที่ออกนอกลู่นอกทางนั้นคือ เขาเหล่านั้นไม่ได้รับผลอย่างจริงจังจากการปฏิบัติอยู่กับเรา เพราะเหตุที่ไม่ได้ผลจริงนั้นเอง ทำให้เกิดความลังเลสงสัยไม่แน่ใจ
แต่พวกที่เดินตามเราย่อมได้รับความเจริญ
การที่หลวงปู่มั่น ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในอนาคตของศิษย์ของท่านเพื่อเตือนสติให้พระเณรรุ่นหลังให้ระลึกถึงความที่ว่า ธรรมปฏิบัติที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น ได้ลงทุนลงแรงพากเพียรพยายามทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จนบังเกิดผลดีมหาศาล จะพึงอยู่ได้นานเพียงใดนั้น ก็แล้วแต่ศิษย์ทั้งหลายจะพากันมีสติปัญญาหรือพากเพียรให้เกิดผลจริงจัง จะรักษาการปฏิบัติเหล่านี้ได้ ถ้าใครจักพึงกล่าวว่าเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์เสาร์ของท่านอาจารย์มั่น เขาก็จะได้รักษาไว้ซึ่งข้อวัตรปฏิบัติของอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น ผลที่ได้ก็จะได้สมจริง
ที่กล่าวนี้เป็นการสอนแนวทางปฏิบัติสำหรับพระเณร
สำหรับแนวทางปฏิบัติทางด้านฆราวาสนั้น ท่านเน้นหนักเรื่องการเชื่อ เพราะปรากฏว่าพุทธบริษัทบางพวก พากันไปนิยมนับถือในสิ่งที่ผิดเสียมาก เช่น นับถือภูตผีปีศาจ นับถือศาลเจ้า นับถือการเข้าทรง นับถือเทพเจ้าต่างๆ นับถือศาลพระภูมิ นับถือต้นไม้ใหญ่ ถืออารามเก่าแก่ ถือภูเขาเลากา เป็นต้น การนับถือสิ่งเหล่านั้นผิดจากคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยแท้
เป็นการนับถือที่งมงาย ผู้ที่เป็นพุทธบริษัทไม่ควรที่จะนับถือสิ่งเหล่านี้ เมื่อถือสิ่งเหล่านี้เข้าก็เท่ากับการอ่อนการศึกษา คือขาดปัญญาในทางพระพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นได้ปฏิญาณตนว่าได้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแล้ว กลับมีจิตใจกลับกลอกหลอกลวงตนเอง ไม่นับถือจริง เพราะถ้านับถือจริง ก็ต้องไม่นับถือสิ่งที่งมงายที่พระพุทธองค์ทรงตำหนิแล้ว
ดังนั้น จึงปรากฏในภายหลังว่า ภิกษุผู้เป็นชั้นหัวหน้า ผู้ที่ได้รับการอบรมจากหลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น แล้ว จะต้องรู้จักวิธีการแก้ไขผู้นับถือผิดเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ หรือสิ่งต่างๆ ดังกล่าว ได้ทุกองค์ ถ้าแก้สิ่งงมงายเหล่านี้ไม่เป็น หรือพลอยนับถือสิ่งผิดๆ ไปกับเขาด้วย ก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ศิษย์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ไม่ใช่ศิษย์หลวงปู่มั่นแน่นอน
เพราะว่าการแก้เรื่องภูตผีปีศาจเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากการนับถือสิ่งเหล่านี้ฝังอยู่ในสันดานมานานแล้ว และสถานที่อันถือว่าเป็นเทวสถานหรือภูตผีอยู่ ชาวบ้านก็ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากพากันเซ่นไหว้ กราบไหว้แล้ว ยังพากันหวาดกลัว ไม่กล้าถ่ายถอนหรือกำจัดออกไป
หลวงปู่มั่น ได้แนะทั้งวิธีการจัดการเกี่ยวกับการถอนสิ่งที่ชาวบ้านถือว่าศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ และวิธีการแนะนำอุบายต่างๆ ให้กับประชาชนเลิกเชื่อในเรื่องงมงายเหล่านั้น
เมื่อท่านแนะวิธีแล้วท่านจะใช้ให้ศิษย์ไปทดลองปฏิบัติงานจริงดูถึงผลงานที่ท่านเหล่านั้นไปปฏิบัติ
หลวงปู่มั่น อธิบายว่า อันที่จริงการนับถืองมงายนี้ เกิดจากการไม่เข้าใจถ่องแท้ในพระพุทธศาสนา หรือขาดการศึกษาที่แท้จริงในพระพุทธศาสนานั่นเอง ยิ่งชาวชนบทห่างไกลความเจริญแล้วก็ยิ่งมีแต่ความเชื่อกับสิ่งงมงายเหล่านี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน จึงเป็นสิ่งที่แก้ยากถอนยากทีเดียว
ไม่ต้องพูดถึงชาวชนบทจะพากันงมงายหรอก แม้แต่ชาวเมืองหลวงอย่างในกรุงเทพฯ ก็ตาม ยังพากันหลงงมงายในสิ่งเหล่านั้นมาก เช่น ศรัทธาเจ้าพ่อนั้น เจ้าพ่อนี้ บางแห่งพากันสร้างเป็นเทวสถาน แล้วพากันกราบไหว้บูชาถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปก็มีมากมาย
ในเรื่องเหล่านั้นพระเถระบางองค์ถือว่าไม่สำคัญ แต่หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่น ท่านถือว่าเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกสำหรับผู้นับถือพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว เพราะการจะเข้าถึงซึ่งความบริสุทธิ์ ถึงความเป็นพระอริยะในขั้นแรก คือ พระโสดาบัน ก็จะต้องแก้ไขความเชื่อถืองมงายเหล่านี้ในตนเองให้หมดไป ไม่เช่นนั้นจะเข้าไม่ถึงสัจธรรมของพระพุทธเจ้าได้เลย
เพราะหลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านต้องการสอนคนให้พ้นทุกข์จริงๆ สอนคนให้เป็นอริยะกันจริงๆ จึงให้เลิกเชื่อสิ่งงมงายเหล่านี้โดยสิ้นเชิง เดินตามรอยบาทพระบรมศาสดาอย่างแท้จริง ไม่มีสิ่งอื่นมาแอบแฝงแปลกปลอม
ในปีที่จำพรรษาที่บ้านลาดนี้ หลวงปู่ทั้งสององค์ ได้แนะนำแก่พระภิกษุที่ถือได้ว่าเป็นศิษย์ชั้นหัวหน้าแทบทั้งนั้น จึงปรากฏว่าหลังจากที่หลวงปู่มั่น ได้หลีกจากหมู่คณะ ออกธุดงค์ไปเชียงใหม่ และมอบศิษย์ทั้งหลายให้แก่ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม บรรดาศิษย์เหล่านั้นซึ่งล้วนแต่เป็นศิษย์ชั้นหัวกะทิ จึงเป็นกำลังให้หลวงปู่สิงห์ ในการปราบความเชื่อเรื่องการนับถือภูตผีได้เป็นอย่างดี ประชาชนพากันเลิกถือผี หันมาถือพระไตรสรณาคมน์ มีการไหว้พระสวดมนต์ รักษาศีลเจริญเมตตาภาวนา กันอย่างได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบจังหวัดอุบลฯ อุดร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม นครราชสีมา ฯลฯ ตามที่คณาจารย์เหล่านั้น ไปผ่านไปเผยแพร่ธรรมปฏิบัติ ซึ่งชาวชนบทไม่เคยได้รับทราบคำสอนเช่นนี้มาก่อนเลย
๗๒
จำพรรษาที่บ้านค้อ อ. บ้านผือ อุดรธานี
ในปี พ ศ. ๒๔๖๖ สันนิษฐานว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พักจำพรรษารวมกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่เสนาสนะป่าบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
จากหนังสือ อัตตโนประวัติพระราชนิโรธรังสี (เทสก์ เทสฺรํสี)ได้บันทึกเหตุการณ์ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ว่า
“..ท่านอาจารย์สิงห์ ได้พาพวกเรา (หลวงปู่เทสก์) ออกเดินทางไปนมัสการท่านอาจารย์มั่น ที่บ้านค้อ อ.บ้านผือ ขณะนั้นพระอาจารย์เสาร์ ก็อยู่พร้อม เป็นอันว่าเราได้พบท่านอาจารย์ทั้งสอง และได้กราบนมัสการท่านเป็นครั้งแรกในชีวิต…”
ขณะนั้นหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี เพิ่งอุปสมบทได้เป็นพรรษาแรก และอยู่จำพรรษาที่วัดสุทัศน์ ในเมืองอุบลฯ แล้วได้ออกธุดงค์ติดตามมากับคณะของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์องค์แรกของท่าน
ในประวัติของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลังจากท่านเดินธุดงค์ไปทางฝั่งประเทศลาวกับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม แล้วก็แยกทางกัน โดยหลวงปู่ตื้อธุดงค์เลียบฝั่งขึ้นไปทางเวียงจันทน์แต่ลำพัง ส่วนหลวงปู่แหวน ได้ย้อนกลับข้ามโขงมาฝั่งไทย เพื่อมุ่งแสวงหาหลวงปู่มั่นพระอาจารย์ใหญ่ และทราบว่าท่านพักอยู่ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุบลราชธานี จึงได้เข้าไปกราบถวายตัวเป็นลูกศิษย์ (คนละนิกาย)
ประโยคแรกที่หลวงปู่มั่นทักถาม คือ “มาจากไหน” เมื่อเรียนท่านว่า “มาจากอุบลฯ ครับ” (หลวงปู่แหวน เป็นชาวจังหวัดเลย แต่ไปบวชเรียนด้านปริยัติที่จังหวัดอุบลฯ)
หลวงปู่มั่น กล่าวเป็นประโยคที่สอง ซึ่งหมายถึงท่านลงมือให้การสอนทันทีว่า “เออ! ต่อไปนี้ภาวนา ความรู้ที่เรียนมาให้เอาใส่ตู้ไว้ก่อน”
คำพูดของพระอาจารย์ใหญ่เพียงสั้นๆ แค่นี้ ช่างมีความหมายต่อหลวงปู่แหวนมากมายเหลือเกิน เพราะเป็นความต้องการของท่านจริงๆ ท่านสุดแสนจะดีใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ได้ยินคำว่า “ต่อไปนี้ให้ภาวนา” เท่ากับความตั้งใจของท่านได้บรรลุตามความประสงค์โดยไม่ต้องเอ่ยปากขอแต่ประการใด…
๗๓
จำพรรษาที่พระบาทบัวบก
ในปี พ ศ ๒๔๖๗ สันนิษฐานได้ว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และคณะ มาพำนักที่พระบาทบัวบก อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี แต่ไม่มีการยืนยันว่าท่านจำพรรษาอยู่ที่นั่นหรือไม่ (แน่ใจว่าไม่ได้จำพรรษา ดูตอนต่อไป)
ในหนังสือ จนฺทสาโรบูชา ประวัติของ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เขียนโดย คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ภายใต้หัวข้อว่า…(พ.ศ. ๒๔๖๗) พบท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านพระอาจารย์มั่น มีข้อความดังนี้ –
“ท่าน (หลวงปู่หลุย) ได้อยู่กับพระอุปัชฌาย์พอสมควร แล้วก็ได้เดินทางจากจังหวัดเลยกลับไปอยู่กับท่านพระอาจารย์บุญ (พระกรรมวาจาจารย์ของหลวงปู่หลุย กับ หลวงปู่ขาว) ซึ่งทำญัตติกรรมพร้อมกันที่อำเภอหนองวัวซออีก และได้ติดตามท่านพระอาจารย์บุญไปยังวัดพระบาทบัวบก ณ ที่นี้เองที่หลวงปู่ (หลุย) ได้พบกับ ท่านพระอาจารย์เสาร์กนฺตสีโล และได้อยู่ปฏิบัติรับฟังโอวาทจาก ท่านพระอาจารย์เสาร์ โดยมีท่านพระอาจารย์บุญ เป็นพระพี่เลี้ยงผู้ชี้แนะในข้อที่ท่านไม่เข้าใจอีกชั้นหนึ่งด้วย”
ในหนังสือเล่มเดียวกัน มีต่อไปว่า
“จากนั้นท่านพระอาจารย์บุญก็ได้พาหมู่คณะศิษย์ พร้อมด้วยหลวงปู่ (หลุย) ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ที่ท่าบ่อ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันท่าบ่อเป็นอำเภอ)
คณะท่านอาจารย์บุญ ได้อยู่อบรมรับฟังโอวาทและฝึกปฏิบัติจากท่านพระอาจารย์มั่น จนกระทั่งจวนเข้าพรรษาจึงได้พากันกลับมาจำพรรษาที่วัดพระบาทบัวบก”
หมายเหตุ: ท่านพระอาจารย์บุญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ของหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย คราวญัตติกรรมพร้อมกันเมื่อ ปี พ ศ ๒๔๖๘ โดยหลวงปู่หลุย เป็นนาคขวา หลวงปู่ขาว เป็นนาคซ้าย
หลวงปู่มั่น เคยทำนายไว้ว่า หลวงปู่บุญ ปญฺญาวุฒฺโฑ จะอายุไม่ยืน เพราะท่านไม่ชอบเดินจงกรม ซึ่งก็เป็นจริง ท่านมรณภาพเมื่ออายุเพียง ๔๔ ปี ทั้งที่ท่านนั่งสมาธิดีมาก และจิตใสมาก
๗๔
วัดพระงาม อ.ท่าบ่อ หนองคาย
จากการสอบค้นของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ บอกว่าในปีพ.ศ. ๒๔๖๗ เป็นพรรษาที่ ๔๔ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมพระเณรลูกศิษย์ที่ติดตาม ได้ธุดงค์ประกาศธรรมเข้าเขตจังหวัดหนองคาย
ในข้อมูลบอกต่อไปว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้พักจำพรรษาที่วัดราช ใกล้บ้านน้ำโขง อำเภอท่าบ่อ ส่วนหลวงปู่มั่นไปพำนักที่ (ไม่ได้บอกว่าจำพรรษา) เสนาสนะป่าในอำเภอท่าบ่อ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวัด ชื่อ วัดอรัญญวาสี ขณะเดียวกันพระกรรมฐานกลุ่มของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม กับ หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล ยังคงจำพรรษาอยู่ที่เดิม ที่บ้านหนองลาด บ้านปลาโหล อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร
ที่วัดราช อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ที่หลวงปู่ใหญ่ และสานุศิษย์ พักจำพรรษาอยู่นี้ เป็นวัดเก่ามีพระพุทธรูปเก่าสมัยเวียงจันทน์อยู่ซึ่งได้ชำรุดทรุดโทรมมาก
ในบันทึกได้บอกว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับหลวงปู่มั่น ทั้งสององค์ได้ช่วยกันบูรณะให้สวยงามดังเดิม เมื่อชาวบ้านชาวเมืองได้ไปเห็นเข้า ต่างก็กล่าวชมว่า งามแท้ ภายหลังจึงพากันเรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดพระงาม และพระพุทธรูปองค์นี้ก็ได้ประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถของวัดมาจนทุกวันนี้
ข้อเขียนของอาจารย์พิศิษฐ์ มีว่า “ที่ท่าบ่อนี้เป็นสถานที่เหมาะสำหรับบำเพ็ญสมณธรรมยิ่งอีกที่หนึ่งของพระเถระทั้งหลายที่น้อมตัวเข้าเป็นศิษย์สายธารธรรม อาทิเช่น พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล พระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน พระอาจารย์กว่า สุมโน ฯลฯ ท่านเหล่านี้มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะอยู่ปฏิบัติตามแนวทางสายธรรมที่ได้รับฟังโอวาทมาอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ซึ่งต่างองค์ต่างได้รับผลทางใจเป็นอย่างสูง ตามภูมิจิตภูมิธรรมของแต่ละองค์”
เมื่อประมวลจากหลักฐานเอกสารจากแหล่งต่างๆ ผู้เขียน (ปฐม นิคมานนท์) เชื่อว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และคณะศิษย์ ได้อยู่จำพรรษาที่วัดพระงามแห่งนี้นาน ๒ พรรษา คือในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ – ๒๔๖๘ เป็นพรรษาที่ ๔๔ และ ๔๕ ของท่าน
ทั้งหมดนี้เขียนตามหลักฐานเอกสาร ตัวผู้เขียนเองยังไม่เคยไปที่วัดพระงาม แห่งนี้
อนึ่ง ช่วงที่หลวงปู่ใหญ่ พักอยู่ที่วัดพระงามแห่งนี้ได้มีเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหม่อีกครั้งหนึ่งของชาวไทยทั้งชาติ คือ การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ หลังจากครองราชย์ได้เพียง ๑๕ ปี
๗๕
กองทัพธรรม
พอออกพรรษาที่ ๒ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ธุดงค์ออกจากวัดพระงาม อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย แล้วจาริกขึ้นเหนือตามฝั่งแม่น้ำโขง จนถึงอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ลงมาใต้ไปถึงภูฟ้า ภูหลวง แล้ววกมาทางตะวันออกเข้าเขตจังหวัดอุดรธานี
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปู่ใหญ่ และคณะพักจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านดงยาง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
ศิษย์อาวุโสองค์อื่นๆ แยกพักจำพรรษาในที่ต่างๆ ตามบันทึกของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ มีดังนี้:
“พระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ผู้เป็นน้องร่วมสายโลหิต และพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี จำพรรษาที่ป่าบ้านอากาศ ต.อากาศ อ วานรนิวาส (ปัจจุบันเป็น อ.อากาศอำนวย) จ สกลนคร พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินโน จำพรรษาที่บ้านโนนแดง พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร จำพรรษาที่บ้านข่า ใกล้บ้านสามผง ท่านหลวงปู่มั่น และคณะส่วนหนึ่งได้ไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ใกล้กับวัดโพธิ์ชัย ตามคำอาราธนานิมนต์ของพระอาจฯย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก และพระอาจารย์สีลา อิสฺสโร”
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ มีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้กองทัพธรรมสายของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น มีชื่อเสียงโด่งดัง และได้รับความศรัทธาอย่างสูง
เหตุการณ์ที่ว่านี้เป็นเพราะพระเถระที่ชาวบ้านศรัทธามาก ๓ องค์ได้ขอญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต ติดตามปฏิบัติธรรมไปกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้แก่ พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก พระอาจารย์สีลา อิสฺสโร และพระอาจารย์ดี ฉนฺโน
พระเถระองค์แรก คือ พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก อายุพรรษา ๑๙ เป็นพระเถราจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนแถบลุ่มแม่น้ำสงคราม ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิชัย บ้านสามผง ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นเจ้าสำนักเรียนนักธรรมและบาลี และเป็นครูใหญ่ท่านแรกของโรงเรียนประถมศึกษาแห่งตำบลสามผง ที่ตั้งอยู่ในวัดนี้ด้วย
พระเถระองค์ที่สอง เป็นสหธรรมิกกับองค์แรก ได้แก่พระอาจารย์สีลา อิสฺสโร เป็นชาวสกลนคร อายุพรรษา ๑๗ พำนักอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย (คนละแห่งกับพระอาจารย์เกิ่ง) ตำบลวาใหญ่ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร
พระเถระทั้งสององค์ได้ยินกิตติศัพท์ทางธรรมของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น ก็มีความสนใจ พอทราบว่าหลวงปู่มั่น มาพักที่บ้านหนองลาด อำเภอวาริชภูมิ สกลนคร พระอาจารย์เกิ่ง จึงได้ชวนพระอาจารย์สีลา พร้อมพระเณรถูกวัดไปฟังเทศน์และสนทนาไต่ถามปัญหาข้ออรรถธรรมที่สงสัยค้างคาใจต่างๆ พร้อมทั้งสังเกตข้อวัตรของหลวงปู่มั่นอย่างใกล้ชิด จนเกิดความอัศจรรย์ใจในข้ออรรถข้อธรรมและจริยาวัตรของท่าน ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส
พระอาจารย์เกิ่ง ได้นิมนต์หลวงปู่มั่น ให้ไปโปรดญาติโยมและพักจำพรรษาที่บ้านสามผง ถิ่นที่พำนักของท่าน พร้อมทั้งขอถวายตัวเป็นศิษย์อยู่ปฏิบัติธรรมใกล้ชิด จนเกิดผลประจักษ์ทางใจอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสรับรู้มาก่อน
ในที่สุดพระอาจารย์เกิ่ง ได้ตัดสินใจสละตำแหน่งและลาภยศต่างๆ ทั้งหมด แล้วขอญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุต ลูกศิษย์พระเณรก็ขอญัตติตามหมดทั้งวัด รวมทั้งคณะของท่านอาจารย์สีลาก็ขอญัตติตามด้วยในภายหลัง
จำนวนพระภิกษุสามเณรที่ญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุตที่บ้านสามผงในครั้งนั้นมีประมาณ ๒๐ รูป รวมทั้งสามเณรสิม วงศ์เข็มมา (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่) ที่มาจากวัดศรีรัตนาราม บ้านบัว ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ สกลนครด้วย
พระเถระองค์ที่สาม ที่มาขอญัตติเป็นพระธรรมยุตในช่วงนั้นด้วยได้แก่ พระอาจารย์ดี ฉนฺโน พระดังจากบ้านกุดแห่ อ เลิงนกทา จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับ จ. ยโสธร) ชาวบ้านตั้งฉายาท่านว่าอาจารย์ดีผีย่าน เพราะท่านมีอิทธิฤทธิ์เก่งกล้าและคาถาอาคมในการปราบผีและคุณไสย์ต่างๆ
พระอาจารย์ดี ได้ดั้นด้นบุกป่าดงออกเสาะหาของดีของขลังมาถึงบ้านสามผง ได้รู้กิตติศัพท์เกี่ยวกับหลวงปู่มั่น จึงเข้าไปกราบขอฟังธรรมและปฏิบัติธรรมด้วย จนประจักษ์ผลทางใจอย่างน่าอัศจรรย์ ในที่สุดก็ขอสละตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านกุดแห่ หรือ วัดศรีบุญเรือง ท่าแขก ที่โด่งดังในสมัยนั้น แล้วขอญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุตออกติดตามคณะกองทัพธรรม และเป็นศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่ใหญ่เสาร์จนถึงวาระสุดท้ายของหลวงปู่ใหญ่ท่าน
ในพรรษานั้นจึงเป็น การประกาศธรรมชนิดพลิกแผ่นดินที่บ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ทำให้ชื่อเสียงของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมทั้งกิตติศัพท์ของกองทัพธรรมพระกรรมฐาน ลือเลื่องกระเดื่องไกล เป็นที่อัศจรรย์ร่ำลือของผู้คนในแถบนั้น ถึงกับว่า หลวงปู่ทั้งสององค์ เป็นพระผู้วิเศษที่ทำให้พระดังถึงสามองค์ยินยอมถวายตัวเป็นศิษย์ได้
ขออนุญาตโยงไปถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันด้วย คือในช่วงไล่เลี่ยกันนั้น ศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่น อีกองค์หนึ่ง คือ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล (วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์) เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้พักจำพรรษาที่บ้านกุดก้อม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ก็เกิดเหตุการณ์พลิกแผ่นดินบ้านม่วงไข่ขึ้นเหมือนกัน
กล่าวคือ พอออกพรรษา ปรากฏว่าบรรดาพระภิกษุสามเณรวัดม่วงไข่ ทุกรูป นับตั้งแต่เจ้าอาวาสคือ ท่านญาคูดี เป็นต้นมา ได้พากันสละละทิ้งวัด ออกจาริกธุดงค์ติดตามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล แล้วไปเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น และได้ญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุตทั้งหมด
ในบรรดาพระเณรวัดม่วงไข่ เมื่อครั้งนั้นก็มีพระภิกษุหนุ่มชื่อ ฝั้น อาจาโร (หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมภรณ์ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร) รวมอยู่ด้วย
รวมทั้งมีเณรเล็กๆ ติดตามอุปัฏฐากหลวงปู่ดูลย์ ชื่อ สามเณรอ่อน ซึ่งก็คือ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม อ.หนองวัวซอ จ. อุดรธานี นั่นเอง
๗๖
ประชุมศิษย์ วางระเบียบการปฏิบัติ
ในระยะนี้หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ฝึกฝนอบรมลูกศิษย์ลูกหาสายธุดงค์กรรมฐานจำนวนมากมายพอสมควร ที่ติดตามหลวงปู่ใหญ่เอง ติดตามหลวงปู่มั่น และติดตามหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ก็มีกลุ่มละหลายสิบองค์ ที่แยกย้ายกระจัดกระจายไปบำเพ็ญเพียรในที่ต่างๆ ก็มีมาก เกือบทั่วภาคอิสาน กระจายไปทางฝั่งประเทศลาว รวมทั้งอยู่ทางภาคตะวันออก เช่นท่านพ่อลี ธมมธโร และหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ และอยู่ทางภาคกลางก็มี
หลวงปู่ทั้งสององค์ เห็นว่าควรจะมีการประชุมศิษย์เพื่อกำหนดระเบียบการปฏิบัติต่างๆ ให้เป็นไปในแนวเดียวกัน ดังนั้น พอออกพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ แล้ว หลวงปู่ทั้งสอง จึงได้เรียกประชุมบรรดาพระอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นศิษย์ที่อยู่ทั้งใกล้ทั้งไกล ให้มาประชุมพร้อมกันที่บ้านโนนแดง ในปีนั้น หลวงปู่ใหญ่เสาร์ มีอายุพรรษา ๔๕ และหลวงปู่มั่น มีอายุพรรษา ๓๕
ในการประชุมพระธุดงค์กรรมฐานในครั้งนั้น ได้มีการวางระเบียบการปฏิบัติเกี่ยวกับการออกธุดงค์อยู่ป่า เกี่ยวกับการตั้งสำนักปฏิบัติ และเกี่ยวกับแนวทางการสั่งสอนการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติจิต
ผู้เขียนไม่สามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมครั้งนั้นได้เช่น ประชุมกันกี่วัน มีพระกรรมฐานมาร่วมประชุมจำนวนเท่าใด ตลอดจนรายละเอียดในเนื้อหาของการประชุม เป็นต้น ก็ขอฝากไว้ให้ได้พิจารณาต่อไป
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้เพียงสั้นๆ ว่า
“หลังจากออกพรรษาแล้วในปีนี้ พระอาจารย์มั่นฯ พระอาจารย์เสาร์ฯ ก็ได้เรียกบรรดาพระอาจารย์ที่เป็นศิษย์ทุกองค์ให้มาประชุมพร้อมกันที่บ้านโนนแดง
ในการประชุมครั้งนี้ ท่านได้วางระเบียบการปฏิบัติเกี่ยวกับการอยู่ป่า เกี่ยวกับการตั้งสำนักปฏิบัติ เกี่ยวกับแนวทางแนะนำสั่งสอนปฏิบัติจิต เพื่อให้คณะศิษย์นำไปปฏิบัติให้เป็นระเบียบเดียวกัน”
๗๗
เสนาสนะป่านอกเมืองสกลนคร
เมื่อเสร็จจากการประชุมคณะศิษย์ที่บ้านโนนแดง แล้ว บรรดาพระอาจารย์ที่เป็นศิษย์แต่ละองค์ต่างก็แยกย้ายออกธุดงค์แสวงวิเวกและประกาศธรรมตามที่ต่างๆ ตามอัธยาศัย
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับ หลวงปู่มั่น และพระเณรกลุ่มใหญ่ได้เดินธุดงค์มุ่งสู่เมืองสกลนคร
ในเมืองสกลนคร มีโยมสามคนพี่น้องที่เคยได้กราบและเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ทั้งสององค์ มาก่อน คือ คุณแม่นุ่ม คุณเม่นิล ชุวานนท์ และคุณแม่ลูกอินทน์ วัฒนสุชาติ
ขณะนั้นมารดาของคุณแม่ทั้งสามได้ถึงแก่กรรม และอยู่ระหว่างจัดงานศพ พอได้ข่าวว่า หลวงปู่ทั้งสอง พร้อมด้วยศิษย์จำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาทางสกลนครจึงได้ไปขอนิมนต์ให้มาพักอยู่ที่เสนาสนะป่าชานเมืองสกลนคร
หลวงปู่ทั้งสอง พร้อมด้วยคณะศิษย์ ได้รับนิมนต์อยู่ร่วมงานศพ เพื่อปลงธรรมสังเวช และพักปักกลดอยู่ที่เสนาสนะป่าแห่งนั้น เป็นการฉลองศรัทธาของโยมสามพี่น้องและชาวเมืองไทสกล ยังความปลาบปลื้มแก่ชาวเมืองสกลนคร ได้พากันมาศึกษาธรรมปฏิบัติจนบังเกิดผลทางใจ และเป็นนิสสัยปัจจัยสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน
ในระหว่างนั้น พระยาปัจจันตประเทพธานี บิดาของพระพินิจฯ ได้ถึงแก่กรรม เจ้าภาพได้อาราธนาหลวงปู่ทั้งสอง พร้อมด้วยสานุศิษย์ในการบำเพ็ญกุศลให้ผู้ตาย
ในงานฌาปนกิจศพครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่อนุโลมให้พระรับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารในบ้านเรือน เพราะเมื่อก่อนนี้พระคณะกรรมฐานได้ถือธุดงค์วัตรในข้อนี้อย่างเข้มงวดกวดขันจริงๆ ไม่ยอมอนุญาตให้รับนิมนต์ไปฉันในบ้าน
ครั้งนี้จึงเป็นการผ่อนอนุโลมเป็นครั้งแรก และยินยอมให้รับนิมนต์เพื่อฉลองศรัทธาญาติโยมได้ตั้งแต่นั้นมา
หลังจากเสร็จงานฌาปนกิจศพทั้ง ๒ งานนี้แล้ว หลวงปู่มั่น และคณะศิษย์ ได้กราบลาหลวงปู่ใหญ่ ออกเดินทางไปทางนครพนม เพื่อไปรับโยมมารดา คือ แม่ชีจันทร์ ที่ภูผากูด เพื่อกลับไปพำนักที่อุบลราชธานี บ้านเกิดต่อไป
หลวงปู่ใหญ่ และคณะศิษย์ของท่าน ยังพำนักที่เสนาสนะป่าแห่งนั้น เพื่ออยู่โปรดศรัทธาชาวสกลนครต่ออีกระยะหนึ่ง (ผู้เขียนเข้าใจว่าท่านพักจำพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ที่นี่)
เสนาสนะป่าแห่งนี้ ได้กลายเป็นวัดป่าสุทธาวาส สถานที่มรณภาพและถวายเพลิงศพหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในเวลาต่อมา
๗๘
บ้านสามผง ดงพระเนาว์
ออกจากสกลนคร หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล นำคณะศิษย์เดินธุดงค์ขึ้นไปทางบ้านอากาศ (อำเภออากาศอำนวย ในปัจจุบัน) เดินไปตามเส้นทางที่หลวงปู่มั่น เคยไปเมื่อคราวเหตุการณ์ “พลิกแผ่นดินบ้านสามผง” แล้วมาพำนักที่เสนาสนะป่าบ้านสามผง หรือ วัดป่าโพธิ์ชัย ของพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก แล้วพักจำพรรษาเพื่อโปรดญาติโยมอยู่ที่นี่ ๒ ปี คือปี พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๑
นับเป็นบุญวาสนาของญาติโยมชาวสามผง และชาวลุ่มน้ำสงคราม อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ที่มีบูรพาจารย์ใหญ่สายกรรมฐานทั้ง ๒ ท่าน มาพักจำพรรษาติดต่อกันถึง ๔ ปี คือหลวงปู่มั่น มาจำพรรษา ๒ ปี แล้วหลวงปู่ใหญ่เสาร์ มาอยู่ต่ออีก ๒ ปี นอกจากญาติโยมจะได้รับการอบรมด้านธรรมปฏิบัติอย่างเต็มที่แล้ว ปรากฏว่ามีลูกศิษย์ในแถบถิ่นนี้ เลื่อมใสศรัทธาพากันออกบวชติดตามหลวงปู่ทั้งสององค์ เป็นจำนวนมาก
อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ และคณะตามรอยบาทหลวงปู่เสาร์ ได้ไปติดตามข้อมูลที่ วัดโพธิ์ชัย บ้านสามผง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พบว่าร่องรอยสิ่งก่อสร้างของหลวงปู่เสาร์ที่คงเหลืออยู่ คือ หอไตรกลางน้ำ ทรงหกเหลี่ยม ที่ชำรุดทรุดโทรมมาก
พระหลวงตาที่วัดได้เล่าถึงหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ว่า
“หลังจากท่านหลวงปู่มั่นกลับไปส่งโยมมารดาที่เมืองอุบลฯ แล้ว ไม่นานนักท่านพระอาจารย์เสาร์ ก็ธุดงค์มาถึง ลักษณะท่าทางท่านองอาจ ร่างสูงใหญ่ ผิวขาว ผมขาวโพลน ผิวหน้าสุกแดงปลั่งดั่งพริก มีพระสงฆ์ทั้งพระเจ้าและบวชใหม่เวียนมากราบคารวะรับฟังโอวาท เมื่อยามเช้าติดตามท่านเป็นแถวออกบิณฑบาต มีพระเณรไม่เคยต่ำกว่า ๒๐–๓o รูป มีแม่ชีตามมาปฏิบัติอยู่ป่านอกเขตหน้าวัดไม่ต่ำกว่า ๑๐ รูป มีแม่ชีสาลิกาอายุราว ๖๐ ปี เป็นผู้นำ
ส่วนหอไตรกลางน้ำนี้ ผู้สร้างคือ หลวงปู่เกิ่ง อธิมุตฺตโก โดยได้แบบจากหอไตรกลางน้ำที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน… จุดประสงค์เพื่อสร้างเป็นหอสมุดให้ปลอดภัยจากปลวก หนู และแมลง”
ปีที่หลวงปู่ใหญ่ และคณะศิษย์ไปพักจำพรรษาที่วัดป่าโพธิชัย บ้านสามผง ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม คือ พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๑ เมื่อท่านอายุ ๖๘ – ๖๙ ปี อายุพรรษา ๔๖ – ๔๗
๗๙
จากสามผง ลงมานครพนม
ลุเข้าปี พ.ศ. ๒๔๗๒ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลกมีอายุย่างเข้าปีที่ ๗๐ แม้ท่านจะเข้าสู่วัยชราแล้วก็ตาม ท่านก็ยังมีสุขภาพดี แข็งแรงนั่งภาวนาได้นาน เดินจงกรมได้นาน บำเพ็ญภาวนาสม่ำเสมอไม่เคยท้อถอยในการปฏิบัติธรรม และสั่งสอนธรรมแก่มวลศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ด้วยน้ำใจเมตตาเต็มเปี่ยม
แม้หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ท่านพูดน้อย แต่ละวันพูดแค่ ๒ – ๓ ประโยค แต่ท่านสอนโดยการกระทำ สอนโดยองค์ท่านเองลงมือปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการสอนด้วยคำพูดเสียอีก
หลังจากพำนักโปรดญาติโยมที่บ้านสามผง ดงพะเนาว์ ได้ ๒ พรรษาแล้ว ท่านก็พาคณะออกธุดงค์ลงใต้ มาตามลำน้ำโขง ผ่านมาทางอำเภอท่าอุเทน ต่อมาถึงตัวจังหวัดนครพนม (เมืองหนองบึก ดินแดนศรีโคตบูรโบราณ)
หลวงปู่ใหญ่ และคณะติดตาม ซึ่งมีพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกากลุ่มใหญ่พอสมควร (น่าจะ ๒๐ – ๓๐ เป็นอย่างน้อย) เดินทางมาถึงป่าช้าดงโคกกิ่ว อยู่นอกตัวเมืองนครพนม
ที่บริเวณนี้ยังเป็นดงทึบ เป็นที่เนินสูง มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่นข้างล่างมีไม้พุ่มคลุมดินที่ชาวบ้านเรียกว่า ต้นหมากปังกิ่ว ขึ้นหนาทึบ
ที่ป่าแห่งนี้ชาวบ้านถือกันว่าเป็น ป่าช้าผีดิบ ใช้เป็นที่ฝังศพนักโทษ และเป็นแดนประหารนักโทษ ร่ำลือว่าผีดุ ชาวบ้านไม่กล้าย่างกรายเข้ามาในป่าบริเวณนี้
ทั้งหมดนี้ ผมก็ลอกตามหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ จำเป็นต้องลอกตามเพราะผมเองก็เกิดไม่ทันจึงต้องเชื่อท่าน
หลวงปู่ใหญ่ และคณะพระธุดงค์ได้มาพำนักปักกลดที่บริเวณป่าช้าดงโคกกิ่ว แห่งนี้
ตามธรรมเนียมการปักกลดของพระธุดงค์ ท่านจะกระจายอยู่ห่างๆ กัน อย่างน้อยก็พอส่งเสียงถึงกันได้ ท่านไม่มาปักกลดอยู่รวมกันเป็นกระจุกหรอก ต่างองค์ต่างเร่งบำเพ็ญเพียรไม่มาจับกลุ่มคุยกันเรื่องผีดุเหมือนพวกเราหรอก (อันนี้ผมว่าเองครับ หรือท่านผู้ใดว่าไม่จริงก็ให้ค้านมา)
เมื่อชาวนครพนมเห็นพระธุดงค์มาพักปักกลดจำนวนมาก จึงได้พากันออกมาช่วยจัดหาที่พักถวาย โดยจัดสร้างกุฏิเป็นกระต๊อบหลังเล็กๆ ปูพื้นด้วยฟากไม้ไผ่ ฝาขัดแตะ กรุด้วยใบตองตึง ใบพลวง หรือใบชาด หลังคามุงด้วยหญ้าคา ซึ่งวัสดุเหล่านี้หาได้ในป่าบริเวณนั้นพอให้ได้อาศัยพอคุ้มแดดคุ้มฝน จนครบทุกรูป
อนุโมทนาสาธุครับ!
ต่อมาก็มีโยมใจบุญ ชื่อ โยมแก้ว (น่าจะเป็นผู้ชาย) เจ้าของสวนที่อยู่ใกล้ๆ กับบริเวณนั้น ได้เกิดศรัทธาเลื่อมใสหลวงปู่ใหญ่จึงได้น้อมถวายที่สวน พร้อมทั้งกระท่อมเฝ้าสวนแก่หลวงปู่ใหญ่ และคณะพระธุดงค์
หลวงปู่ใหญ่ จึงได้จัดตั้งขึ้นเป็นสำนักสงฆ์โพนแก้ว เป็นการฉลองศรัทธาของโยมแก้ว และลูกหลานที่เป็นเจ้าของที่ดิน
ต่อมาภายหลัง สำนักสงฆ์โพนแก้ว ก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นวัดที่สมบูรณ์ ชื่อ วัดโพนแก้ว ได้รับพระราชทานเขตวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ แล้วก็เปลี่ยนชื่อเป็น วัดอรัญญิกาวาส มาจนทุกวันนี้
ไม่ทราบเหมือนกับว่า ทำไมต้องเปลี่ยนชื่อ? แต่ผมก็รู้สึกศรัทธาและปลื้มปีติกับ ท่านโยมแก้วอย่างสุดจิตสุดใจครับ อนุโมทนาสาธุ!
หมายเหตุ: เป็นเรื่องของคนชอบสงสัย คือผมสงสัยว่าทำไมหลวงปู่ใหญ่ ไม่ไปพักที่วัดศรีเทพประดิษฐาราม ของ เจ้าคุณปู่จันทร์ เขมิโย ลูกศิษย์ของท่าน?
อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ก็สงสัยเหมือนกัน แล้วก็ได้ไปกราบเรียนถาม พระอุดมญาณโมลี (มานิต ถาวโร ปัจจุบันคือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ) เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๔๐ สมเด็จฯ องค์นี้ท่านเคยเป็นสามเณรอยู่ที่วัดโพนแก้ว ระหว่างปี ๒๔๗๕ – ๒๔๗๙ ต่อมาได้ไปเข้าโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ วัดศรีเทพประดิษฐาราม
สมเด็จฯ ท่านให้ความเห็นว่า ช่วงนั้น วัดศรีเทพฯ เป็นสำนักเรียนพระปริยัติ ไม่มีสภาพเป็นป่าที่ห่างไกลชุมชนเหมือนเมื่อก่อน จึงไม่เหมาะกับพระธุดงค์ที่แสวงหาความวิเวก หลวงปู่ใหญ่จึงไม่พาคณะไปพักด้วยเหตุนี้ก็ได้
๘๐
หลวงปู่ใหญ่ถ่ายรูปเป็นครั้งแรก
การถ่ายรูปในสมัยหลวงปู่ใหญ่นับเป็นโอกาสที่ยากยิ่ง รวมทั้งบุคคลรุ่นปู่ย่าตาทวดของเรายังกลัวการถ่ายรูปด้วย บางท่านก็กลัวว่าจะทำให้อายุสั้นก็มี
ในประวัติของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จากหนังสือที่ท่านหลวงตาพระมหาบัวฯ เป็นผู้เขียน ก็บอกว่า
หลวงปู่มั่นท่านเคยถ่ายรูปเพียง ๓ ครั้ง ในชีวิตเท่านั้น ด้วยการอาราธนาอ้อนวอนของบรรดาลูกศิษย์ ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ได้เห็นรูปร่างหน้าตาท่านว่าเป็นอย่างไร
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านปลีกออกจากหมู่คณะ ขึ้นไปอยู่ที่เชียงใหม่ติดต่อกันนานถึง ๑๒ ปี ได้มอบภาระให้หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ดูแลปกครองพระเณรสายกรรมฐานแทนท่าน
ในช่วงนั้น พระคณาจารย์ที่เป็นเสาหลักของพระธุดงค์กรรมฐานที่พาหมู่คณะออกเผยแพร่ธรรมในภาคอิสานก็มีเพียง หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม
หลวงปู่ใหญ่เสาร์พำนักและสร้างวัดโพนแก้ว ที่จังหวัดนครพนม ส่วนหลวงปู่สิงห์ พาหมู่คณะออกเผยแพร่ธรรมอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น มีหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี รวมอยู่คณะด้วย
จากอัตตโนประวัติของหลวงปู่เทสก์ ท่านบันทึกไว้ ดังนี้ –
“…เราเป็นห่วงคิดถึงครูบาอาจารย์ เพราะเราหนีจากอาจารย์มาได้ ๒ ปี จึงได้ลาท่าน (หลวงปู่สิงห์)ไปนครพนม เพื่อเยี่ยมพระอาจารย์เสาร์
ท่านอาจารย์เสาร์ ตามปกติท่านไม่ค่อยเทศนา ถึงจะเทศน์ก็เป็นธรรมสากัจฉา
ปีนี้เราไปอยู่ด้วยก็เป็นกำลังของท่านองค์หนึ่ง คือเดิมมีท่านอาจารย์ทุมอยู่แล้ว เราไปอยู่ด้วยอีกรูปหนึ่งจึงเป็นสองรูปด้วยกัน และเราก็ได้ช่วยอบรมญาติโยมอีกแรงหนึ่ง
ปีนี้เราได้ขออาราธนาให้ท่านถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ทีแรกท่านก็ไม่อยากถ่าย พอเราอ้อนวอน อ้างถึงเหตุผลความจำเป็นเพื่อให้บรรดาศิษยานุศิษย์และลูกหลานยุคต่อไปได้มีโอกาสกราบไหว้เคารพบูชา ท่านถึงได้ยอม
นับเป็นประวัติการณ์ เพราะแต่ก่อนมาท่านไม่ถ่ายรูปเลย แต่กระนั้นเรายังเกรงท่านจะเปลี่ยนใจ ต้องรีบให้ข้ามไปตามช่างภาพมาจากฝั่งลาวมาถ่ายให้
เราดีใจมาก ถ่ายภาพท่านได้แล้วได้แจกท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ และท่านพระครูสีลสัมบัน (ภายหลังได้เลื่อนเป็นเจ้าคุณพระธรรมสารมุนี)…”
(ผู้เขียนเข้าใจว่า พระครูสีลสัมบันน่าจะหมายถึง เจ้าคุณปู่จันทร์ เขมิโย เจ้าคณะจังหวัดนครพนม ฝ่ายธรรมยุต สมณศักดิ์ของท่านเป็น พระครูสีลสัมบัน พระธรรมสารมุนีฯ และพระเทพสิทธาจารย์ฯ ตามลำดับ)
“รูปท่านอาจารย์เสาร์เราจัดถ่ายครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นรูปของท่านครั้งเดียวที่มีโอกาสถ่ายไว้ได้”
หลวงปู่เทสก์ ได้พูดถึงการถ่ายรูปของหลวงปู่มั่นด้วยว่า
“แม้ท่านอาจารย์มั่นก็เช่นเดียวกัน การถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเป็นเรื่องที่ท่านปฏิเสธเสมอ อาราธนาอ้อนวอนบ่อยๆ ท่านก็ว่า ซื้อขนมให้หมากินดีกว่า แต่เมื่อเราอ้อนวอนชี้แจงหนักเข้า สุดท้ายท่านก็ใจอ่อน ทำให้เป็นบุญของคนรุ่นหลังๆ ได้มีโอกาสมีรูปของท่านไว้กราบไหว้สักการะ”
๘๑
ภาวนาที่ถ้ำเสือฝั่งประเทศลาว
เมื่อออกพรรษาแรกที่พำนักอยู่วัดโพนแก้ว นครพนม หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ข้ามแม่น้ำโขงไปบำเพ็ญเพียรทางฝั่งประเทศลาว ได้มอบหมายให้ พระอาจารย์บุญมา มหายโส (พระครูไพโรจน์ปัญญาคุณ) พระลูกศิษย์ที่ติดตามมาจากบ้านสามผง อยู่เป็นผู้ดูแลสำนักจนกว่าท่านจะข้ามโขงกลับมา
หลวงปู่ใหญ่ ได้ข้ามไปทางเมืองท่าแขก ไปบำเพ็ญเพียรแถบป่าเขาที่สลับซับซ้อน อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนลาวประมาณ ๒๐ กิโลเมตร
หลวงปู่ใหญ่มีความคุ้นเคยกับภูมิประเทศแถบนั้นเป็นอย่างดี เคยไปธุดงค์แสวงวิเวกหลายครั้ง
หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้เขียนถึงการไปฝั่งลาวของหลวงปู่ใหญ่ในครั้งนี้ ดังนี้:
“ออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์เสาร์ให้เที่ยวไปฟากโขงฝั่งโน้น ไปพักอยู่ถ้ำส้มป่อย ซึ่งถ้ำนี้เมื่อท่านออกวิเวกครั้งแรก ท่านได้มาอยู่พร้อมกับท่านอาจารย์มั่น เป็นถ้ำใหญ่มีหลายซอกหลายถ้ำติดกันมีตู้พระไตรปิฎกอยู่ในนั้นด้วย แต่ไม่มีหนังสือ
เราได้ตามท่านไป แต่ท่านไม่ได้อยู่เลยแล้ว ท่านเข้าไปในถ้ำเสือ ซึ่งเดินไปอีกไกลจึงจะถึง ทางเข้าไปเป็นเขาวงกต มีภูเขาสลับซับซ้อนกันเป็นคู่ๆ
ถ้ำที่ท่านอยู่มีเสือมาออกลูกทางใต้ถ้ำ เขาจึงเรียกถ้ำเสือ
หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ได้เขียนเล่าถึงถ้ำเสือ ดังนี้:
“..ทางบนขึ้นไปสูงราวเส้นหนึ่ง เป็นถ้ำยาวไปทะลุฟากโน้น ชาวบ้านบอกว่าจุดไต้ไปหมด ๕ เล่ม (ถ้าคะเนเวลาก็คงไม่ต่ำกว่า ๕ ชั่วโมง–ผู้เขียน) จึงทะลุออกฟากโน้น
ท่าน (หลวงปู่ใหญ่) อยู่ปากถ้ำนี้ มีพระเณร ๒–๓ รูปไปด้วย มีตาแก่คนหนึ่งตามไปปฏิบัติท่าน
ตาแก่คนนี้แกสุมไฟนอนอยู่ปากถ้ำ กลางคืนวันหนึ่งได้ยินเสียงดังฮือๆ แกลุกขึ้นมาก็ไม่เห็นมีอะไร แกสงสัย รุ่งเช้าเดินไปดูที่ตรงได้ยินเสียงนั้น ปรากฏว่าเห็นรอยเสือมายืนอยู่ตรงนั้น เข้าใจว่ามันจะเข้าไปในถ้ำ พอเห็นคนนอนอยู่มันเลยกลับ…
ครูบาอาจารย์บางท่านบอกว่า เพราะอากาศหนาวมากจนกระทั่งเสือยังแอบมานั่งผิงไฟด้วย
หลวงปู่เทสก์ ได้เขียนเล่าถึงถ้ำนั้นต่อไปว่า
“ถ้ำนี้ราบเกลี้ยงสองข้างเป็นเหมือนหิ้งตู้รถไฟ มีน้ำน้อยอยู่ข้างใน พระไปตักเอาน้ำที่นั้นมาฉัน ไม่ต้องกรอง สะอาด ไม่มีตัวสัตว์
พระพาเราไป จุดเทียนไขหมดราวครึ่งเล่ม (หมายถึงช่วงเวลาที่เดินไปยังถ้ำ ต้องใช้เทียนไขจุดส่องทาง เทียนไขไหม้หมดไปครึ่งเล่มก็คงราวๆ ๑๕–๒๐ นาที น่าจะได้–ผู้เขียน) สบายมาก ไม่มีอึดอัดใจห่างไกลจากหมู่บ้านราวหนึ่งกิโลเมตร
เราอยู่ด้วยท่านสองคืนแล้วเดินทางกลับ”
หลวงปู่เทสก์ได้เล่าถึงถ้ำนั้นในภายหลังว่า
“เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง เราได้ข่าวว่าพวกคอมมิวนิสต์ขนครัวไปซุกอยู่ในนั้น อเมริการู้เข้าเอาลูกระเบิดไปทิ้งใส่ถ้ำ ลูกระเบิดถล่มปากถ้ำเป็นเหตุให้พวกคอมมิวนิสต์ตายอยู่ ณ ที่นั้นเป็นอันมาก ไม่มีใครไปรื้อออก น่าสลดสังเวชชีวิตคนเรานี้ หาค่าไม่ได้เสียเลย”
ในส่วนของหลวงปู่เทสก์เอง ท่านเพิ่งบวชได้ ๗ พรรษา ปีนั้นเป็น พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านบันทึกเหตุการณ์ขององค์ท่านเองว่า
“จวนเข้าพรรษา ท่านอาจารย์เสาร์ ได้ให้เราไปจำพรรษาที่บ้านนาทราย พระอาจารย์ภูมีไปจำที่บ้านนาขี้ริ้น เพื่อฉลองศรัทธาญาติโยม..ออกพรรษาแล้วได้ทราบข่าวว่า คณะท่านอาจารย์สิงห์และพระมหาปิ่น กลับจากอุบลฯไปถึงขอนแก่นแล้ว เราจึงได้ไปลาท่านอาจารย์เสาร์ แล้วออกเดินทางไปเพื่อนมัสการท่านทั้งสอง พอดีในปีนั้นทางราชการได้ประกาศไม่ให้ประชาชนนับถือภูตผีปีศาจ ให้พากันปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย ทางจังหวัดจึงได้ระดมคณะของท่านอาจารย์สิงห์ให้ช่วยปราบผี เมื่อเราไปถึงก็เลยเข้าขบวนกับท่านบ้าง”
๘๒
จำพรรษาที่บ้านม่วงสุม ฝั่งลาว
ข้อมูลในส่วนนี้ ได้จากการสืบค้นของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติบอกว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ อายุพรรษา ๔๙ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ยังท่องธุดงค์และจำพรรษาอยู่ในฝั่งลาว มีเหตุการณ์โดยสรุป ดังนี้:
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ ออกจากถ้ำป่าเขาเมืองท่าแขก แขวงคำม่วนแล้วท่านได้เดินธุดงค์ลงไปทางใต้ ไปไหว้พระธาตุเมืองเก่า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองท่าแขก แล้วธุดงค์ต่อไปยังบ้านม่วงสุมที่อยู่ถัดไป เห็นว่าสถานที่นั้นเป็นที่สัปปายะ มีความสงบเงียบ เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร และอยู่ไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านมากนัก พออาศัยโคจรบิณฑบาตได้ ท่านจึงพักจำพรรษาอยู่ที่นี่ตลอดพรรษากาล
หลังออกพรรษาในปี พ.ศ.๒๔๗๓ แล้ว หลวงปู่ใหญ่ก็ได้ข้ามโขงกลับมาฝั่งไทย แล้วไปพักที่วัดป่าโพนแก้ว จังหวัดนครพนม ที่ท่านมอบหมายให้พระลูกศิษย์ คือ หลวงปู่บุญมา มหายโส เป็นผู้ดูแลอยู่
๘๓
ตั้งสำนักวัดป่าที่ธาตุพนม
หลังออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ช่วงที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลพำนักที่วัดป่าโพนแก้ว (วัดอรัญญิกาวาส ในปัจจุบัน) อำเภอเมืองนครพนม วันหนึ่ง ท่านได้ปรารภกับหลวงปู่บุญมา มหายโส ว่า ท่านมีความประสงค์จะตั้งสำนักวัดป่าอีกสองแห่ง คือ ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กับ ที่จังหวัดสกลนคร เพราะทั้งสองแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานปูชนียสถานที่สำคัญอยู่
ที่อำเภอธาตุพนม เป็นที่ตั้งของ พระธาตุพนม และที่ตัวเมืองสกลนคร ก็เป็นที่ตั้งของพระธาตุเชิงชุมเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ และเป็นมงคลแก่สถานที่ รวมทั้งเป็นมงคลแก่ผู้กราบไหว้
นอกจากนี้ ในที่สองแห่งนี้ หลวงปู่ใหญ่เคยไปพักภาวนา และโปรดศรัทธาญาติโยมมาก่อน บรรดาศรัทธาญาติโยมพุทธบริษัทที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาต่อองค์หลวงปู่ใหญ่ และหลวงปู่มั่น มีอยู่จำนวนไม่น้อย เพราะหลวงปู่ทั้งสองได้ปูพื้นไว้อย่างดีมาแล้ว
ในปลายปี พ ศ ๒๔๗๓ นั้นเอง หลวงปู่ใหญ่จึงออกธุดงค์ไปทางอำเภอธาตุพนม ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครพนมไปทางใต้กว่า ๕๐ กิโลเมตร
หลังจากพาลูกศิษย์ไปนมัสการพระธาตุพนม แล้ว หลวงปู่ใหญ่ก็พาคณะไปพำนักปักกลดอยู่ที่ป่าดอนอ้อมแก้ว อยู่ทางทิศใต้ขององค์พระธาตุพนม
บริเวณป่าดอนอ้อมแก้วแห่งนี้ เป็นผืนดินที่มีลักษณะคล้ายเกาะ เพราะมีน้ำล้อมรอบอยู่ ทางตะวันตกมีน้ำจากลำห้วยแคน ไหลผ่านลงลำน้ำก่ำ แล้วลงแม่น้ำโขงอีกทีที่ปากก่ำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลบริเวณนั้น
ประชาชนชาวธาตุพนม ซึ่งเรียกว่าชาวไทพนม นำโดยโยมทองอยู่ และโยมแก้วผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ได้ร่วมแรงร่วมใจพากันช่วยถากถางป่าต้นหนามคอมและกอไผ่หนาม จัดสร้างกุฏิ กระต๊อบ และเสนาสนะที่จำเป็นสำหรับคณะพระธุดงค์ได้พักอาศัย พอกันแดดกันฝนได้ รวมทั้งอุปถัมภ์อุปัฏฐากให้คณะของหลวงปู่ใหญ่ได้พักจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น
เป็นอันว่าในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ หลวงปู่ใหญ่และคณะพักจำพรรษาโปรดญาติโยมอยู่ที่ป่าดอนออมแก้ว อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นพรรษาที่ ๕๐ ของท่าน
สำนักป่าดอนอ้อมแก้วแห่งนี้ จึงได้กลายเป็นวัดกรรมฐาน ชื่อว่าวัดป่าอ้อมแก้ว เพื่อเป็นการฉลองศรัทธาและเป็นเกียรติแก่โยมแก้ว เจ้าของที่ ในปลายปี พ ศ. ๒๔๗๓ นั่นเอง
หลวงปู่ใหญ่เสาร์จึงเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ต่อมาภายหลังได้ใช้ชื่อใหม่ว่า วัดเกาะแก้วอัมพวัน มาจนทุกวันนี้
๘๔
ท่านเจ้าเมืองสร้างถนนถวาย
ในระหว่างที่ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และศิษย์มาพักจำพรรษาและเริ่มต้นก่อสร้าง วัดป่าอ้อมแก้ว อำเภอธาตุพนมนี้ ได้มีศรัทธาญาติโยมชาวไทพนม มาถวายการอุปัฏฐากและฟังธรรมเป็นประจำ
แม้ที่ตั้งวัดจะเป็นป่ามีความสงบสงัดเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา แต่ทางเดินเข้าวัดก็เป็นไปด้วยความลำบาก คือ พอข้ามห้วยออกมาทางด้านหน้าวัด ก็ต้องเดินลัดเลาะผ่านป่าและเดินไปตามคันนาของชาวบ้าน
เวลาถึงฤดูฝน มีน้ำเจิ่งนอง การสัญจรไปมาเต็มไปด้วยความลำบาก ทั้งฝ่ายพระที่ออกไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน และฝ่ายฆราวาสญาติโยมที่จะเดินทางไปทำบุญ ถวายภัตตาหารและฟังธรรม
ทั้งพระและญาติโยมที่ศรัทธาในทางบุญก็ไม่ได้ย่นย่อท้อใจ ก็คงเหมือนคำพังเพยที่ว่า ทางเตียนเวียนลงนรก ทางรกวกขึ้นสวรรค์ (อันนี้ผู้เขียนว่าเองครับ จำขี้ปากเขามา ท่านผู้อ่านคงเข้าใจความหมายดี)
เหตุการณ์ที่ทำให้พระเณรลูกศิษย์ และศรัทธาชาวไทพนมได้ประหลาดใจ เหตุการณ์หนึ่ง มีดังนี้:
วันหนึ่ง หลวงปู่ใหญ่ สั่งให้ลูกศิษย์เตรียมสถานที่และจัดน้ำท่าไว้รอรับแขกสำคัญจะมาที่วัด
ทุกคนต่างงุนงง เพราะไม่มีใครทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า ไม่มีใครกล้าถาม ได้แต่จัดเตรียมการต้อนรับตามคำสั่งของหลวงปู่ใหญ่
หลังจากการตระเตรียมการต้อนรับเสร็จไม่นาน ปรากฏว่า ท่านพ่อเมือง (นครพนม) และคณะ ได้ด้นดั้นฝ่าหนทางที่วิบากนั้น มาถึงวัดด้วยความทุลักทุเล
ท่านพ่อเมืองได้พาคณะมานมัสการหลวงปู่ใหญ่ เพราะได้เคยรู้จักและศรัทธาหลวงปู่ใหญ่มาก่อน
การสนทนาในตอนหนึ่ง ท่านพ่อเมืองได้พูดถึงความลำบากในการเดินทางมาที่วัด หลวงปู่ใหญ่ท่านก็นั่งฟังด้วยความสงบเย็น อันเป็นปกติของท่าน
พอได้เวลาพอสมควร คณะพ่อเมืองก็ได้กราบอำลา
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ท่านพ่อเมือง ก็สั่งให้ทำการปรับปรุงถนนเข้าไปจนถึงวัด ทำให้การสัญจรไปมาได้รับความสะดวกขึ้น (ปัจจุบันเป็นถนนคอนกรีตตลอดทั้งสาย)
อาจารย์พิศิษฐ์ ได้บันทึกขมวดท้ายว่า
“ท่านพระอาจารย์ได้ออกบิณฑบาตโปรดชาวพนมไปอย่างทั่วถึงทุกคุ้มบ้าน เป็นภาพที่ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ไทพนมมาจนบัดนี้ ไทพนมทั้งหลาย ต่างเคารพรักและเลื่อมใสในองค์ท่านมาก โดยเอ่ยขานนามถึงท่านว่า “ญาท่านเสาร์”
อาจารย์พิศิษฐ์ ได้เขียนถึงบรรดาพระคณาจารย์ที่เป็นศิษย์สายกองทัพธรรม ว่า
“ระยะเวลาช่วงนี้ ลูกศิษย์ของท่านก็แยกย้ายกันพำนักปฏิบัติธรรมอยู่ทั่วไป ทั้งในจังหวัดนครพนม สกลนคร อุบลราชธานี และใกล้เคียง โดยมีข่าวคราวติดต่อกันมิได้ขาด และหาโอกาสผลัดเปลี่ยนกันมาเยี่ยมคารวะองค์ท่านอยู่เสมอ ตามธรรมเนียม ทำให้วัดอ้อมแก้วเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของพระเถราจารย์ในรุ่นต่อจากนั้นมาตั้งแต่บัดนั้น”
ท่านผู้อ่านคงยังจำได้ว่า วัดอ้อมแก้ว คือวัดป่าอ้อมแก้วในสมัยของหลวงปู่ใหญ่ ก็คือ วัดเกาะแก้วอัมพวัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในปัจจุบันนี้นั่นเอง
๘๕
เชื่อมโยงถึงสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส)
ในหนังสือของ อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ท่านเขียนพาไปดูเหตุการณ์ที่จังหวัดนครราชสีมา ผมเห็นว่าจะเชื่อมโยงกับเรื่องที่จะเขียนต่อไปได้ดี คือ ความเกี่ยวข้องระหว่าง หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) จึงขออนุญาตพาท่านผู้อ่านติดตามไปนครราชสีมากับผมด้วย
เป็นเหตุการณ์ที่เริ่มก่อตั้งวัดป่าสาลวัน ก็คือวัดของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ที่พวกเรารู้จักกันดีนั้นแหละ วัดนี้เคยเป็นศูนย์รวมของครูบาอาจารย์สายกรรมฐานในอดีต
บันทึกของอาจารย์พิศิษฐ์ มีดังนี้:
“ถึงวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๔๗๕ พระเทพเมธี (สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อ้วน ติสฺโส) เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมาในขณะนั้น ได้มีบัญชาให้พระกัมมัฏฐานในจังหวัดขอนแก่น เดินทางไปรวมกันที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเผยแพร่อบรมเทศนาสั่งสอนประชาชนร่วมกับข้าราชการ
ขณะนั้น พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ผู้เป็นสัทธิวิหาริก (ลูกศิษย์) ของท่าน กำลังนำพาหมู่คณะออกเผยแพร่ธรรมปฏิบัติอยู่ในละแวกนั้น จึงได้พาหมู่คณะเดินทางไปเมืองโคราช นครราชสีมา ประกอบกับ พลตรีหลวงชาญนิยมเขต ได้มีศรัทธาถวายที่ดินหลังสถานีรถไฟ จำนวนถึง ๘๐ ไร่เศษ ให้สร้างเป็นวัดพระอาจารย์สิงห์จึงได้จัดสร้าง วัดป่าสาลวันขึ้นมา เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางในการอบรมเผยแพร่กัมมัฏฐาน จังหวัดนครราชสีมา”
๘๖
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ท่านครองวัดบรมนิวาส และเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ ท่านปกครองวัดระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๕–๒๔๙๙ (ประวัติการสร้างวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน น่าสนใจมาก จะได้นำเสนออีกตอนหนึ่งต่อไป)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ท่านเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี เกิดที่หมู่บ้านแคน ตำบลดอนมดแดง อำเภอเมือง บิดาชื่อ เพี้ยเมืองกลาง (เคน) ตำแหน่งกรมการเมืองอุบล มารดาชื่อ บุดสี ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๑๐ เวลา ๐๕.๐๐ น. (อายุอ่อนกว่าหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ๘ ปี และแก่กว่าหลวงปู่มั่น ๒๑ ปี)
ท่านบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ อายุ ๑๙ ปี ที่วัดบ้านสว่าง อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี แล้วย้ายไปศึกษาที่วัดศรีอุบลรัตนาราม (เดิมเรียกวัดศรีทอง) ในเมืองอุบลฯ
อุปสมบทที่วัดศรีอุบลรัตนาราม เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๐ โดยมีพระเทวธัมมี (ม้าว) เป็นพระอุปัชฌายะ พระโชติปาลเถระ (ทา) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และได้ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) เป็นพระอุทเทสาจารย์
เมื่ออุปสมบทแล้ว เล่าเรียนอักษรสมัยและพระปริยัติธรรมอยู่ในสำนักวัดศรีอุบลรัตนาราม โดยเล่าเรียนต่อพระอุปัชฌายะบ้าง ต่อพระกรรมวาจาจารย์บ้าง ต่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์เมื่อยังเป็นเปรียญบ้าง
ครั้น พ.ศ. ๒๔๓๓ ย้ายสำนักเข้ามาศึกษาที่กรุงเทพฯ กับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ โดยพักที่วัดพิชัยญาติการาม ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักเจ้าคุณพระศาสนโศภน (อหิสโก อ่อน) ครั้งยังเป็นพระเมธาธรรมรส
เวลานั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้นที่วัดบวรนิเวศวิหาร และขยายสาขาออกไป
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ได้รับตำแหน่งครูบาลี ที่วัดเทพศิรินทราวาส จึงได้ย้ายไปอยู่ด้วย และสอบเปรียญได้ในปีพ.ศ. ๒๔๓๙ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ สอบได้เปรียญโท
ในปี พ ศ. ๒๔๔๐ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ได้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดสุปัฏนาราม จังหวัดอุบลราชธานี ท่านได้เป็นครูสอนแผนกบาลี โรงเรียนนี้นับเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแห่งแรกของจังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อว่าโรงเรียนอุบลวิชาคม
ท่านได้เป็นกำลังสำคัญยิ่ง และได้อุปถัมภ์โรงเรียนนี้มาโดยตลอด ทุกวันนี้โรงเรียนนี้ก็ยังอยู่ โดยเป็นโรงเรียนราษฎร์ของวัดสุปัฏนาราม สำหรับเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุสามเณร และกุลบุตรกุลธิดาทั่วไป และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า โรงเรียนสมเด็จ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ท่าน
โดยที่สมเด็จฯ ท่านเป็นผู้มีความสามารถทั้งในด้านการศึกษาและการปกครอง เมื่อคณะรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จัดสร้างวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ขึ้นเป็นอนุสรณ์ในสมัยประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ ครั้นสร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ จึงอาราธนาสมเด็จฯ ท่านมาเป็นเจ้าอาวาส และนับเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกในสมัยประชาธิปไตย
(การก่อตั้งวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะรวมพระในมหานิกาย และธรรมยุตเข้าด้วยกัน กำหนดระเบียบปฏิบัติด้วยกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จะขอนำเสนอไว้อีกหนึ่งตอนต่างหาก – ปฐม)
นอกจากสมเด็จฯท่านเป็นนักปกครองที่สามารถ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปแล้ว ท่านก็ยังเป็นนักเทศน์ นักประพันธ์ เจ้าของคติธรรมคำขวัญที่มีข้อเตือนใจที่ลึกซึ้งทั้งทางคดีโลก คดีธรรม
ทางคดีโลก เช่นคำว่า “ทรัพย์ในดินสินในน้ำ” คดีธรรม เช่นคำว่า “ผู้หามโลกอยู่ระดับต่ำ ผู้หิ้วโลกอยู่ระดับกลาง ผู้วางโลกอยู่ในระดับสูง” เป็นต้น และเป็นผู้เสกประเทศไทยทั้ง ๔ ภาค เป็นถิ่นต่างๆ ดังนี้ เสกภาคกลางเป็นถิ่นจอมไทย ภาคเหนือเป็นถิ่นไทยงาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นถิ่นไทยดี และเสกภาคใต้เป็นถิ่นไทยอุดม
ตำแหน่งเจ้าอาวาสมีดังนี้ คือ –
พ.ศ. ๒๔๔๖ เจ้าอาวาสวัดสุปัฏนาราม อุบลราชธานี
พ ศ ๒๔๗๐ เจ้าอาวาสวัดสุทธิจินดา นครราชสีมา
พ.ศ. ๒๔๗๕ เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
พ.ศ. ๒๔๘๕ เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ
สมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทาน ตามลำดับดังนี้. –
พ.ศ. ๒๔๔๗ พระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระศาสนดิลก
พ.ศ. ๒๔๕๔ พระราชาคณะเสมอชั้นราช ที่ พระราชมุนี
พ.ศ. ๒๔๖๔ พระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพเมธี
พ.ศ. ๒๔๖๘ พระราชาคณะเสมอชั้นธรรม ที่ พระโพธิวงศาจารย์
พ.ศ. ๒๔๗๒ พระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมปาโมกข์
พ.ศ. ๒๔๗๕ พระราชาคณะชั้นหิรัญบัตร ที่ พระพรหมมุนี เจ้าคณะรองหนกลาง
พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
ต่อมาเมื่อ พ ศ. ๒๔๘๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆนายกและนับเป็นสังฆนายกองค์แรกของคณะสงฆ์ไทย ภายหลังท่านย้ายไปประจำที่วัดบรมนิวาส และมรณภาพที่วัดบรมนิวาสนี้เอง เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เวลา ๑๘.๔๕ นาฬิกา ด้วยอาการอันสงบ สิริอายุได้ ๘๙ ปี พรรษา ๖๙
๘๗
ฝ่ายตรงข้ามที่คอยขัดขวาง
คำพระท่านว่า มารไม่มี บารมีไม่เกิด
ไม่ทราบใครเป็นผู้กล่าวคำนี้ แต่ดูเหมือนจะเป็นจริงทุกยุคทุกสมัย แม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ยังต้องผจญมาร ปราบมาร เอาชนะมาร รวมทั้งโปรดมาร อยู่ตลอด ตั้งแต่ก่อนตรัสรู้ และการเผยแพร่สัจธรรมภายหลังการตรัสรู้แล้ว
คงไม่จำเป็นต้องยกเรื่องมารที่พยายามขัดขวาง กลั่นแกล้งพระพุทธองค์มาแสดง ณ ที่นี้ เชื่อว่าท่านผู้อ่านจะต้องนึกออกอย่างแน่นอน
ในชีวิตนักบวชของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น ท่านก็ผจญมาร ผจญอุปสรรคขัดขวางมาตลอดเวลา หาได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยตลอดไม่
มาร หรืออุปสรรคจากภายนอก หรือจากบุคคลอื่นนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการไม่เห็นด้วย ที่หลวงปู่ทั้งสององค์ทำนอกประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมา เช่น วัดหรือบ้านที่เคยอยู่ เคยหลับนอนสบายๆ ก็ไม่อยู่ กลับไปทรมานตนตามป่าตามเขา ตามโคนต้นไม้ ตามป่าช้า ไปอยู่ตามที่อันตราย แทบเอาชีวิตไม่รอด
อาหารการฉัน ก็ต้องไปกินแบบอดอยากๆ ไม่มีรสไม่มีชาด เครื่องนุ่งห่มชนิดดีๆ แพงๆ ก็ไม่ใช้ ต้องใช้ผ้าบังสุกุล และจำกัดเพียง ๓ ผืน
ความสะดวกสบายต่างๆ ท่านก็พยายามปฏิเสธ พยายามจำกัดให้มีน้อยที่สุด เท่าที่จำเป็นจริงๆ
ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ หลวงปู่ทั้งสององค์ ย่อมมีเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิบัติของหลวงปู่ ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบ ระหว่างการปฏิบัติที่เข้มงวด ถับการปฏิบัติที่ย่อหย่อนสบายๆ ระหว่างการละการวางการไม่สะสม กับการสะสมทรัพย์สมบัติเยี่ยงฆราวาสเขานิยมกัน เหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดการเปรียบเทียบ และก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอน
การปฏิบัติของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น มีปฏิปักษ์ หรือฝ่ายตรงข้ามคอยขัดขวางอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นพระคนละนิกาย หรือพระเจ้าถิ่น ท่านย่อมไม่พอใจแน่ ที่อยู่ดีๆ ก็มีพระธุดงค์ต่างแดนไปปักกลดสั่งสอนประชาชนตามแนวทางใหม่ ภาษาสมัยใหม่เขาว่าเป็นการแย่งมวลชนกัน
อีกกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ขัดขวาง ถึงกับลอบทำร้าย ต้องการเอาชีวิตกันเลย ก็มีกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ได้แก่ กลุ่มหมอผี นักไสยศาสตร์ หรือกลุ่มที่หากินกับประชาชนด้วยเล่ห์กลต่างๆ
ถ้าเราศึกษาประวัติชีวิตการปฏิบัติธรรมของครูบาอาจารย์องค์ต่างๆ เราจะพบว่าแต่ละองค์ล้วนแต่ผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมาแล้วทั้งสิ้น ชนิดที่เรียกว่า ท่านผ่านความตายมาแล้ว จึงได้ธรรมะมาสอนประชาชน
ตัวอย่าง หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ท่านก็ถูกพระเจ้าถิ่นจ้างพวกนักเลงขี้เมาไปฆ่าท่าน โดยเอาก้อนหินทุ่มใส่ศีรษะท่านในขณะที่ท่านเข้าฌานอยู่ ถึงกับหน้าแตก ฟันหัก ซึ่งมารู้ตัวเมื่อออกจากฌานแล้ว ดังนี้เป็นต้น
ครูบาอาจารย์ต่างๆ ท่านผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้น ด้วยความอดทน หนักแน่น ใจเยน ด้วยกำลังสมาธิ และด้วยกระแสเมตตา
๘๘
การเป็นปฏิปักษ์จากพระผู้ใหญ่
นอกจากปัญหาและอุปสรรคจากพระเจ้าถิ่นคนละนิกายแล้ว หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ยังพบอุปสรรคสำคัญจากพระในนิกายเดียวกัน และเป็นพระผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในการบริหารคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายด้วย
พระมหาเถระรูปนั้นท่านเป็นพระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาอย่างมหาศาล จัดการศึกษาแก่พระและแก่ประชาชนอย่างได้ผลดียิ่ง จัดการปกครองคณะสงฆ์ได้อย่างเรียบร้อยดีงาม ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมายเต็มบ้านเต็มเมืองทีเดียว
แต่ในส่วนหนึ่ง ในตอนต้นท่านไม่เห็นด้วยกับการเป็นพระธุดงค์กรรมฐาน ไม่เห็นด้วยกับการศึกษาธรรมด้วยการนั่งสมาธิภาวนา ท่านจึงขัดขวางหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น แทบทุกวิถีทางก็ว่าได้
ต่อมาภายหลัง ท่านจึงมีความเข้าใจ คลายทิฏฐิลง และเปลี่ยนมาเป็นผู้ให้ความอุปถัมภ์ค้ำจุนพระธุดงค์กรรมฐานอย่างเต็มที่
ทำให้การศึกษาด้านปริยัติ ได้เจริญควบคู่ไปกับ การปฏิบัติสมาธิภาวนา อย่างจริงจังมาจนทุกวันนี้
พระมหาเถระที่กล่าวถึงคือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) พระบูรพาจารย์องค์สำคัญในสายธรรมยุตนี้เอง
การนำเสนอเรื่องนี้ หลายฝ่าย หลายท่านไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการติเตียนพระผู้ใหญ่ ดูจะไม่เหมาะสม
ในส่วนของผมเอง (นายปฐม นิคมานนท์) ได้ใคร่ครวญเรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้ว เห็นว่าถ้าไม่มีการเขียนถึง พูดถึง ก็จะทำให้เรื่องราวหรือความจริงบางอย่างที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ในวงศ์พระธรรมยุตและในสายพระป่า ต้องขาดหายลืมเลือนไปอย่างน่าเสียดาย
แต่ขออนุญาตรับรองตนเองว่า ที่เขียนนี้ ไม่มีความประสงค์จะติเตียนองค์ท่าน แต่เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า การเป็นผู้ใหญ่นั้นการกระทำทุกอย่างมีน้ำหนักและมีความสำคัญมาก ถ้าผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง แต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม ผู้ใหญ่ให้ความสนับสนุนแล้ว กิจการนั้นก็สามารถเจริญก้าวหน้าไปด้วยดี
จะเหมาะสมหรือไม่ ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณก็แล้วกัน นะครับ
หากเห็นว่าไม่เหมาะสม ด้วยประการใดๆ ก็ตาม ผม (รศ. ดร. ปฐม นิคมานนท์) กราบขอขมาต่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ขอขมาต่อทุกท่านที่เกี่ยวข้อง และขออภัยต่อท่านผู้อ่านด้วยครับ
๘๙
ห้ามประชาชนไม่ให้ใส่บาตร
เรื่องภวทั้งหมดที่นำเสนอนี้ เป็นบันทึกของ หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค (อ้างชื่อหลวงพ่อมาช่วยรับผิดด้วย) แห่งวัดภูเขาแก้ว และเจ้าคณะอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
บันทึกของหลวงพ่อโชติ มีดังนี้:
“ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ติสฺสมหาเถระ เป็นผู้หนึ่งที่แสดงตนอย่างเปิดเผยเป็นคู่ปฏิปักษ์กับท่านพระอาจารย์เสาร์
สมเด็จฯ ท่านหาวิธีทุกอย่าง เพื่อกลั่นแกล้งพระอาจารย์เสาร์ในอันที่จะกำจัดพระคณะของท่านพระอาจารย์ให้หมดสิ้นไป
จนถึงกับทำให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ ประกาศต่อประชาชนว่า ญาคูเสาร์ กับ ญาคูมั่น ห้ามไม่ให้ใส่บาตรให้กิน เพราะพวกนั้นคือพวกเทวทัต”
ในบันทึกมีต่อไปว่า:
“แต่ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านก็เฉย ไม่เคยโต้ตอบ เพราะท่านรู้ดีว่า การสาดน้ำใส่กันนั้นมันย่อมไม่เป็นผลดีเลย เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการเปียกปอน
ท่านได้รู้ได้ยิน ท่านก็เพียงแต่ยิ้ม ท่านก็ยังจาริกสมณธรรมเผยแผ่แก่พุทธบริษัทของพระบรมศาสดาไปเรื่อยๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน ด้วยพลังจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตากตัญญูอย่างมาก
เมื่อเจอหนักๆ เข้า ท่านก็พูดเพียงว่า สมเด็จฯ ว่าเราเป็นพวกเทวทัต เฮาบ่ได้เป็น กะบ่เห็นสิเดือดร้อน สมเด็จฯ สั่งคนบ่ให้ใส่บาตรให้เฮากิน แต่กะยังมีคนใส่ให้อยู่ พอได้ฉัน กะบ่เห็นเดือดฮ้อนอีหญัง สมเด็จฯ บ่เหนื่อยว่ากะช่างสมเด็จฯ”
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ยังพาพระเณรออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ตามปกติ บอกลูกศิษย์ว่า สมเด็จฯ ท่านไม่เหนื่อยก็เป็นเรื่องขององค์ท่าน
หลวงปู่ใหญ่ยังคงพาคณะศิษย์ปฏิบัติบำเพ็ญภาวนาและปฏิบัติกิจสงฆ์ไปตามปกติ ประชาชนก็ยังใส่บาตรให้ความอุปการะท่านไม่เปลี่ยนแปลง ในที่สุดการสั่งห้ามประชาชนตักบาตรแก่พระป่าสายของหลวงปู่ใหญ่ ก็ไม่บังเกิดผลอะไร
๙๐
ให้ตามรื้อกุฏิที่พัก
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ท่านจะย้ายสถานที่ในการบำเพ็ญเพียรไปเรื่อย
ในตอนหลังเมื่อการบำเพ็ญทางจิตของท่านมีความแก่กล้ามั่นคง สามารถเป็นที่พึ่งของศิษย์ได้อย่างมั่นใจแล้ว ท่านมักจะพาคณะศิษย์ออกเดินทางรวมกันไปเป็นหมู่คณะ แล้วแยกย้ายกันปักกลดตามป่าช้า ดอนปู่ตา หรือบริเวณป่าที่ไม่ไกลหมู่บ้านนัก เพื่อจะได้อาศัยบิณฑบาตจากชาวบ้าน เพื่อยังชีพอนุเคราะห์พรหมจรรย์ไปวันๆ เท่านั้น ไม่สะสมไว้วันต่อไป
คือ ฉันภัตตาหารวันละ ๑ มื้อ โดยออกบิณฑบาตมาฉันวันต่อวันเท่านั้น วันไหนบิณฑบาตได้ก็ฉัน บิณฑบาตไม่ได้ก็อด หรือถ้าช่วงที่เร่งภาวนาก็งดออกบิณฑบาต และงดฉัน ดังนี้เป็นต้น
หลวงปู่ใหญ่ จะไม่พักที่ใดนานๆ บางแห่งก็อยู่คืนเดียว บางแห่งก็สอง–สามวัน หรืออาจอยู่เป็นเดือน หรือจำพรรษาอยู่ตลอดพรรษา
ตามประวัติช่วงการเผยแพร่ธรรมของท่านหลวงปู่ใหญ่จะไม่เคยพักประจำอยู่ที่ใดที่หนึ่งเกิน ๓ ปีเลย
บันทึกของหลวงพ่อโชติ มีว่า
“…เมื่อท่านพระอาจารย์ปักกลดลงที่ไหน ด้วยความศรัทธาของประชาชน ทำให้สถานที่แห่งนั้นกลายเป็นวัดเป็นสำนักปฏิบัติธรรมไปในที่สุด
คือ มีสิ่งปลูกสร้างถาวรเกิดขึ้น จากแรงศรัทธาของประชาชนเช่น กุฏิ ศาลา โรงฉัน เป็นต้น ทั้งๆ ที่หลวงปู่ใหญ่ ท่านไม่เคยเอ่ยปากขอ
สิ่งเหล่านี้คือปฏิปทาอันงดงามของหลวงปู่ใหญ่ ของหลวงปู่มั่น และสืบทอดมาถึงลูกศิษย์พระป่าที่แท้จริงในปัจจุบัน คือ พระท่านจะไม่เอ่ยปากขออะไรจากใครให้เขาเดือดร้อนเป็นอันขาด เว้นแต่ญาติโยมเขาปวารณาหรือบังเกิดศรัทธาเลื่อมใสขึ้นมาเอง
นั่นคือ การปลูกสร้างวัดวาอารามและเสนาสนะต่างๆ เป็นเรื่องของศรัทธาญาติโยมเขาจะดูแลกัน เป็นไปตามกำลังศรัทธา
(อย่างที่ หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ท่านเรียกพระบางพวกว่า พระนักรบ คือ ชอบรบกวนแจกซองชาวบ้านตลอดเวลา ราวกับบวชมาเพื่อตั้งหน้าหาเงินทองท่าเดียว–อันนี้หลวงปู่โง่นท่านว่านะครับ ผมก็อยากจะว่า แต่ไม่กล้าครับ กลัวจะตัดหนทางทำมาหากินของท่าน ก็ดูเอาเองก็แล้วกัน ย้ำ! ผมไม่ได้ว่านะครับ)
ขออนุญาตย้อนกลับไปพูดถึงปฏิปทาของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ว่า ท่านไม่เคยพักประจำอยู่แห่งใดเกิน ๓ ปี แล้วท่านจะเดินทางไปที่แห่งใหม่ ที่ที่เหมาะต่อการบำเพ็ญเพียรของลูกศิษย์ และพอประกาศเผยแพร่ประดิษฐานสัจจธรรมของพระพุทธองค์ได้
การย้ายสถานที่บ่อยๆ นั้น หลวงปู่ใหญ่ท่านบอกลูกศิษย์ว่า เพื่อผลการภาวนา จะได้ไม่ติดวัตถุ ไม่ติดสถานที่ ไม่ติดญาติโยม และไม่ติดลาภสักการะ
แม้องค์พระศาสดา พระบรมครู ก็ไม่พำนักอยู่ประจำที่ใดที่หนึ่งเป็นการถาวร
เหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อคือ หลังจากที่หลวงปู่ใหญ่และคณะออกเดินทางไปที่ใหม่ “สมเด็จฯ จะสั่งรื้อถอนกุฏิ ศาลา สำนักของท่านทิ้งทันทีอย่างไม่ให้เหลือซาก ให้คนกลั่นแกล้งจนพระอยู่ไม่ได้ เพราะท่านมีอำนาจมากในสมัยนั้น” นี่คือบันทึกของหลวงพ่อโชติ
ในบันทึกมีต่อไปว่า:
“เมื่อสมเด็จฯให้คนรื้อกุฏิวิหาร ก็มีคนไปกราบเรียนนมัสการให้ท่านพระอาจารย์ได้ทราบ แทนที่จะแสดงอาการบึ้งตึง ขึ้งเคียด หรือโกรธเคือง ตรงกันข้าม ท่านกลับหัวเราะเบาๆ อย่างไม่อนาทรร้อนใจ
ท่านพูดด้วยสีหน้าสงบเย็นเป็นปกติว่า เออ! สมเด็จฯ ท่านรื้อก็ช่างท่าน ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ใครทำใครได้ ของเหล่านั้นก็ไม่ใช่ของใคร เมื่อเราตายไปก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้หรอก นอกจากบุญบาปเท่านั้น เพราะนั่นมันเป็นของภายนอก ไม่จีรังยั่งยืน”
หลวงพ่อโชติ ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำพูดและปฏิกิริยาของหลวงปู่ใหญ่ว่า
“วาจาของท่าน ทั้งปฏิปทา การแสดงออกของท่าน เราทั้งหลายคงจะมองเห็นความเยือกเย็น สุขุมคัมภีร์ภาพ แห่งดวงใจของท่านพระอาจารย์เสาร์ อย่างหาประมาณเปรียบปานมิได้
ด้วยขันติธรรม ซึ่งนอกจากภายในจิตสันดานของท่านจะไม่ยึดถือเก็บความโกรธเอาไว้แล้ว ยังแสดงออกให้เห็นถึงความเป็นผู้ไม่ติดข้องอยู่ในรูปสมบัติเลย ท่านไม่มีความอาลัยอาวรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น”
จากปัญหาความยุ่งยากที่เกิดจากการไม่เห็นด้วยในการออกธุดงค์ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งนี้ เพราะสมเด็จฯท่านพยายาม “จัดระเบียบพระ” ให้อยู่เป็นหลักแหล่ง มีสังกัดที่แน่นอนนี้เอง ท่านจึงไม่เห็นด้วยกับ “พระธุดงค์เร่ร่อน”
บูรพาจารย์บางองค์ท่านหลบหลีกความรำคาญ ข้ามโขงไปอยู่ทางฝั่งลาวก็มี บางองค์ เช่น ท่านธมฺมธีโร (แสง) ท่านก็หนีความรำคาญใจ จากวัดศรีทองเมืองอุบลฯ ไปอยู่หนองบัวลำภู เพราะท่านโดนข้อหาว่าเป็น “ธรรมยุตเถื่อน” จนกระทั่งท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ รับรองว่าท่านธมมธีโรเป็นสายของท่าน และขึ้นต่อวัดศรีทอง
หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ให้ความเห็นใน “วงศ์ธรรมยุตในภาคอิสาน” เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
“การบริหารคณะสงฆ์ในพุทธศาสนานี้ ถ้ามีแต่ปริยัติอย่างเดียวแล้วก็เป็นเช่นนี้แหละ เพราะปริยัติและปฏิบัติเป็นคู่กันไป ถ้ามีแต่อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ไม่ครบทั้งสองก็จะเสื่อมทรามลงอย่างนี้”
หลวงปู่เทสก์ ได้ให้ความเห็นว่า
“ส่วนดีก็มีอยู่บ้าง คือ ถ้าท่านไม่เป็นอย่างนั้น ธรรมยุตไม่ได้เผยแพร่ออกไป”
จะเห็นว่าการที่หลวงปู่ใหญ่ หลวงปู่มั่น และคณะศิษย์ไม่อยู่ประจำที่ สามารถเผยแพร่คำสอนไปได้กว้างไกล และเกิดวัดกรรมฐานขึ้นมากมาย นับเป็นผลดีอย่างยิ่ง
๙๑
หลวงปู่มั่นก็โดนเล่นงาน
ทางด้านหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ก็โดนเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านเล่นงานเหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น เมื่อคราวหลวงปู่มั่น ปลีกออกจากหมู่คณะไปบำเพ็ญเพียรทางเชียงใหม่ เพื่อหวังวิมุตติหลุดพ้นในชาติปัจจุบันให้ได้นั้น ท่านก็ออกแสวงวิเวกไปตามป่าเขาตามลำพังองค์เดียว ยอมสละตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง และสละตำแหน่งพระอุปัชฌาย์
โดยอุปนิสัยที่แท้จริง หลวงปู่มั่น ท่านชอบความสงบไม่ระคนด้วยหมู่คณะ ท่านมักเทศน์บอกลูกศิษย์ลูกหาเสมอว่า “ใจจริงนั้นไม่อยากจะเอาใคร ต้องการอยู่ป่าเขาลำเนาไพรเพียงผู้เดียว แต่ด้วยบารมีที่เคยสร้างร่วมกันไว้ในอดีตชาติ พอตกมาในภพนี้ชาตินี้ จึงต้องมาเป็นครูบาอาจารย์–ลูกศิษย์ลูกหากันอีก”
ด้วยเหตุนี้กระมัง บรรดาศิษย์ทั้งหลาย เมื่อได้ทราบข่าวว่าหลวงปู่มั่น ปลีกตัวไปบำเพ็ญเพียรอยู่ตามดงตามเขาสูง โปรดพวกชาวเขาชาวบ้านป่าดงอยู่ จึงได้พากันด้นดั้นบุกป่าฝ่าดง เดินทางจากภาคอีสานขึ้นไปตามหาท่านที่ภาคเหนือ แม้จะยากลำบากสักปานใดก็ไม่ย่อท้อ อดทนฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อจะได้มีโอกาสรับโอวาทธรรมและการอบรมจากท่าน
ครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาติดตามเสาะหา หลวงปู่มั่นที่พวกเราทราบกันดีก็มี เช่น หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม, หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ, หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ, หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ, หลวงปู่ชอบ ฐานสโม, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร และครูบาอาจารย์องค์อื่นอีกมากมาย ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันก็มี หลวงปู่เจี้ยะ จุนฺโท, หลวงปู่หนู สุจิตฺโต เป็นต้น
สมัยนั้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านเดินทางไปตรวจงานการคณะสงฆ์ มณฑลภาคเหนือ และมีโอกาสได้พบกับ หลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่
ด้วยความเป็นคู่ปรับกับพระกรรมฐานมีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงตั้งคำถามในลักษณะตำหนิว่า
“ญาคูมั่น เธอเที่ยวตามป่าเขาอยู่เพียงลำพังผู้เดียวอย่างนี้เธอได้สหธรรมิก ได้ธรรมวินัย เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติที่ไหน เธอได้รับฟังธรรมจากสหธรรมิกอย่างไร ทำไมเธอจึงได้ปฏิบัติมางมไปอย่างนั้น เธอทำอย่างนั้นจะถูกหรือ”
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ถามในเชิงติเตียนหลวงปู่มั่น เช่นนั้น เพื่อจะแสดงให้ผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นเห็นว่าหลวงปู่มั่น เป็นพระเร่ร่อน หลักลอย ไม่มีสังกัด ไม่มีหมู่คณะรับรอง
ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ในครั้งนั้น ได้ถึงกับมีการตรวจหนังสือสุทธิกันเลยทีเดียว
ปกติหลวงปู่มั่น ท่านไม่เคยยอมแพ้ใคร และก็ไม่เอาชนะใครเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาต่างยกย่องว่า ท่านเป็นผู้มีสติปัญญา ปฏิภาณไหวพริบ ที่เฉียบคมและฉลาดปราดเปรื่องหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก
หลวงปู่มั่น ได้กราบเรียนตอบสมเด็จฯ ไปว่า
“…สำหรับเรื่องนี้ พระเดชพระคุณท่านไม่ต้องเป็นห่วงกังวล กระผมอยู่ตามป่าตามเขานั้น ได้ฟังธรรมจากเพื่อนสหธรรมิกตลอดเวลา คือมีเพื่อนและฟังธรรมจากธรรมชาติ เลี้ยงนกเสียงกา เสียงจิ้งหรีด จักจั่นเรไร เสียงเสือ เสียงช้าง มันเป็นธรรมชาติไปหมด
มันทุกข์หรือสุขกระผมก็รู้ เขาคอยตักเตือนกระผมอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้ลืมสติว่า เจ้าเป็นใครมาจากไหน อยู่อย่างไร แล้วก็จะไปไหน
เวลาใบไม้ร่วงหล่นจากขั้ว ทับถมกันไปไม่มีสิ้นสุด ก็เป็นธรรม บางต้นมันก็เขียวทำให้ครึ้ม บางต้นมันก็ตายซากแห้งเหี่ยว เหล่านั้นมันเป็นธรรมเครื่องเตือนสติสัมปชัญญะไปหมด
ฉะนั้น พระเดชพระคุณท่าน โปรดวางใจได้ ไม่ต้องเป็นห่วงกระผม เพราะได้ฟังธรรมอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน”
เมื่อได้ฟังคำตอบเช่นนั้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านก็จนด้วยเหตุผล ไม่อาจจะหาคำพูดมาติเตียนหลวงปู่มั่น ต่อไปได้
อีกเหตุการณ์หนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่าเป็นครั้งเดียวกันกับเหตุการณ์ข้างต้นหรือไม่ ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังว่า หลวงปู่มั่น ได้พาลูกศิษย์ ๗ – ๘ องค์ มาร่วมประชุม โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นประธาน
คณะของหลวงปู่มั่น นั่งสงบเสงี่ยมเรียงตามลำดับอาวุโสพรรษา ดูจีวรขมุกขมัวไม่สดใสเหมือนกับพระที่อยู่ในเมือง
เจ้าประคุณสมเด็จฯ เอ่ยปากถามว่า “พวกพระที่จีวรดำๆ อยู่ข้างหลังนั้น มัวแต่อยู่ป่าอยู่ดง ได้พระปาฏิโมกข์กันบ้างหรือเปล่า?”
หลวงปู่มั่นที่เป็นหัวหน้าคณะกราบทูลว่า
“ขอให้พระเดชพระคุณท่านเลือกชี้เอาเถอะครับ จะเอาจากหัวไปท้าย หรือเอาจากท้ายไปหัวก็ได้ครับ ”
เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านเลือกชี้เอาองค์หนึ่งแบบที่ไม่มั่นใจว่าจะแสดงปาฏิโมกข์ได้ เพราะมัวแต่นั่งหลับตาอยู่ป่าอยู่ดง
ปรากฏว่าผิดคาด พระป่าที่ถูกชี้ตัวให้แสดงปาฏิโมกข์ ท่านว่าได้อย่างคล่องแคล่ว องอาจ แถมอักขรฐานกรณ์ก็ถูกต้องชัดเจนเกินความคาดหมายด้วย
ทำความประหลาดใจให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ และที่ประชุมสงฆ์อย่างมาก
๙๒
พาพระมหาเปรียญมาจับผิดหลวงปู่มั่น
ครูบาอาจารย์เล่าว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังไม่เลิกทิฎฐิที่จะเอาชนะพระกัมมัฎฐานให้ได้
ในคราวงานผูกพัทธสีมาพระอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านไปเป็นประธานในงานนี้ หลวงปู่มั่น ก็ได้รับนิมนต์ไปในงานนี้ด้วย
พอตกเย็น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ก็พาพระมหาเปรียญจากกรุงเทพฯ ๒–๓ รูป ไปสนทนาธรรมกับหลวงปู่มั่น ทราบกันดีว่าในครั้งนั้น ต้องการจะให้พระเปรียญที่คงแก่เรียนนั้น ไปไล่ต้อนให้หลวงปู่มั่นจนมุมให้จงได้
พระมหาเปรียญเหล่านั้นไม่มีใครกราบหลวงปู่มั่นตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกัน คงจะถือว่าพวกท่านเป็นพระของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ หรือถือตัวว่าเป็นพระมหาเปรียญผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ส่วนพระป่าที่เอาแต่นั่งหลับตา ไม่น่าจะรู้ธรรมะได้แตกฉานลึกซึ้งเท่า
เบื้องแรกมีการสนทนาไต่ถามทุกข์สุข ทำความคุ้นเคยกันพอสมควรแล้ว พระมหากลุ่มนั้นก็ตั้งปัญหาถามหลวงปู่มั่นว่า
“ในฐานะที่ท่านมีความชำนาญในสมาธิภาวนา จึงอยากจะถามท่านเกี่ยวกับเรื่อง กสิณ ว่าท่านใช้วิธีเพ่งกสิณอย่างไร เช่น การเพ่งดิน น้ำ ลม ไฟ หรือสีเหลือง แดง ขาว พวกนั้นมันเป็นอย่างไร ท่านใช้เพ่งอย่างไร ขอให้อธิบายด้วย?”
ตั้งคำถามเหมือนกับข้อสอบ พระมหากลุ่มนั้นหวังจะให้หลวงปู่มั่น ท่านตกหลุมพราง จะได้เป็นหลักฐานกล่าวได้ว่า หลวงปู่มั่นและศิษย์ ประพฤติปฏิบัติตนออกนอกรีตนอกรอย ของพระพุทธศาสนา
ฝ่ายหลวงปู่มั่น ท่านไม่ต้องรอคิดหาคำตอบ ท่านตอบทันทีว่า:
“อ๋อ! นั่นก็กสิณเหมือนกัน ที่เพ่งภายนอกนั้น แต่มันเป็นกสิณของพวกฤๅษีชีไพร
ส่วนกสิณของพระพุทธเจ้า ท่านให้เพ่งน้อมเข้ามาในกายตน เช่นเพ่งไฟ ก็ไฟธาตุในตน เพ่งน้ำ ก็น้ำเลือด น้ำดี น้ำหนอง น้ำเสลด เพ่งดิน ก็ดูผม ขน เล็บ ฟัน เพ่งลม ก็ลมหายใจเข้าออก ลมระบายออกทางทวาร ลมวิ่งไปในกระเพาะ ลมตีขึ้นเบื้องสูง ลมตีลงเบื้องต่ำ
ส่วนการเพ่งสีนั้น ก็เพ่งในร่างกายของเรานี้เอง สีแดงก็เลือด สีเหลืองก็หนอง สีขาวก็กระดูก สีเขียวก็น้ำดี
เพ่งให้เป็นธาตุปฏิกูล ความเปื่อยเน่า ความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนเราเขา
นี่คือกสิณของพระพุทธเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส สำหรับผู้ไปเพ่งอย่างอื่นที่อยู่นอกตัว ยังเพ่งไม่ถูกแน่…”
เมื่อได้ฟังคำตอบขอหลวงปู่มั่น เช่นนั้นพระมหาเปรียญผู้ถามถึงกับตลึงงัน เพราะไม่คิดว่าจะพลิกผันไปเช่นนี้ แถมยังเป็นสุดยอดของคำถามคำตอบ ซึ่งอ่านในตำราจนจบก็ไม่สามารถหาได้
ทุกองค์ยอมจำนน ไม่มีใครกล้าถามต่อไปอีก
๙๓
การรู้วาระจิตของคนอื่น
บรรดาครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐานต่างก็ยกย่องเรื่องการรู้วาระจิตของคนอื่นของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ว่าท่านเก่งในเรื่องวิชาปรจิตนี้มาก ใครมีความคิดอย่างไร หลวงปู่มั่น ก็รู้ได้ ถ้าองค์ท่านต้องการจะรู้ ไม่ว่าอยู่ใกล้หรือไกล หลักฐานประจักษ์พยานมีอยู่ในประวัติของครูอาจารย์แต่ละองค์ที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น
ประจักษ์พยานมีว่า แม้ลูกศิษย์ของท่านบางองค์บางรูป รวมทั้งศิษย์ฆราวาส ถ้าคิดไปในทางไม่ดี หลวงปู่มั่นจะทัก จะสอนทันที จนลูกศิษย์ทุกคน เมื่ออยู่กับท่าน จะต้องระมัดระวังความคิดกันเป็นที่สุด ระวังใจไม่ให้คิดไปนอกลู่นอกทาง ไม่เช่นนั้นจะต้องโดนทักโดนสอน ด้วยคำสอนที่แปลกๆ ชนิดคาดไมถึงเสมอ
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับฆราวาส เมื่อครั้งที่หลวงปู่มั่นพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ซึ่งวัดแห่งนี้มีโยมย่านุ่ม ชุวานนท์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ในการอุปัฏฐากวัดและพระเณร บรรดาพระเณรต่างก็ให้ความนับถือและเกรงใจโยมย่านุ่มกันทั้งนั้น
ปัญหาที่ญาติโยมต้องการจะกราบเรียนหลวงปู่มั่น ก็ด้วยที่วัดป่าสุทธาวาส ในระยะเข้าพรรษา จะมีพระภิกษุและสามเณรมากแทบล้นวัด ญาติโยมแทบจะรับภาระเลี้ยงดูไม่ไหว แต่พอออกพรรษาปวารณาแล้ว พระเณรต่างองค์ต่างแยกย้ายกันไปหมด วัดแทบร้างจะหาพระเณรทำบุญด้วยก็แสนยาก
คณะศรัทธาได้ปรึกษากัน เห็นว่าควรจะนำเรื่องนี้ไปกราบเรียนหลวงปู่มั่น และขอให้ท่านจัดพระเณรอยู่ประจำ หลังออกพรรษาจะได้ไม่มีสภาพเหมือนวัดร้าง
ปัญหาคือ ใครจะเป็นผู้ไปกราบเรียนท่าน ต่างคนต่างก็กลัว จึงได้ขอร้องแกมบังคับ ให้โยมย่านุ่ม นำเรื่องเข้ากราบเรียนหลวงปู่มั่น ส่วนคนอื่นรอฟังข่าวอยู่ห่างๆ ข้างนอก
ในวันนั้น หลวงปู่มั่น นั่งอยู่ใต้ร่มไม้เพียงองค์เดียว กำลังเหลาติ้วตาด (ไม้กวาดทางมะพร้าว) อยู่ มองเห็นแต่เพียงด้านหลังของท่าน
โยมย่านุ่ม รวบรวมความกล้า ค่อยๆ เดินท่องไปด้านหลังท่าน ด้วยอาการแผ่วเบาที่สุด พอได้ระยะห่างพอควรจึงหยุด แล้วนั่งกราบกราบลง ๓ หน
หลวงปู่มั่น ยังคงนั่งเหลาติ้วตาดอยู่ตามปกติไม่ได้หันมามองเลย โยมย่านุ่ม กราบแล้วนั่งประนมมือนิ่งอยู่ พูดไม่ออก
นั่งอยู่อย่างนั้นนานพอสมควร จึงก้มลงกราบ แล้วค่อยคลานออกไปเฉยๆ หมู่คณะก็ต่อว่าต่อขานกันใหญ่ และรบเร้าให้เข้าไปกราบเรียนท่านเป็นครั้งที่สอง
โยมย่านุ่ม ต้องรวบรวมความกล้าเข้าไปเป็นครั้งที่สอง ก็เหมือนกันกับครั้งแรก อ้าปากพูดไม่ออก คลานกลับออกมาเฉยๆ ฝ่ายหลวงปู่มั่น ก็นั่งเหลาติ้วตาดเฉยอยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โยมย่านุ่ม ต้องเข้าไปใหม่เป็นครั้งที่สาม ครั้งนี้พอกราบเสร็จ หลวงปู่มั่นก็หันหน้ามา แล้วพูดด้วยเสียงดุว่า
“ห่วงมันทำไมวัด ขี้ดินขี้ดอน ตายแล้วเอาไปด้วยได้หรือ ก็วัตรของตัวเอง คือวัตรใจ นั้น ทำไมไม่หมั่นกวาดให้มันสะอาดบ้าง ปล่อยให้มันรกรุงรังอยู่อย่างนั้น”
โยมย่านุ่ม พูดอะไรไม่ออก ยิ่งเพิ่มความกลัวองค์หลวงปู่มากขึ้น แล้วพูดละล่ำละลักว่า
“เจ้าข้า ดิฉันก็ว่าอย่างนั้น”
พูดเสร็จก็ก้มลงกราบ แล้วคลานออกมาเลย เรื่องที่เตรียมไว้ว่าจะกราบเรียนท่านยังไม่ได้พูดแม้แต่คำเดียว
ตัวอย่างนี้ แสดงถึงปฏิปทาของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ สืบทอดไปถึง หลวงปู่มั่น และต่อเนื่องไปถึงหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ศิษย์เอกของหลวงปู่มั่น อีกทอดหนึ่ง
ที่ยกเรื่องนี้มาพูด แสดงถึงพลังจิตของพระกรรมฐานในเรื่องการรู้ใจคน ดังใจคน และสะกด – ทรมานคน เพื่อการชี้แนะแนวทางที่ถูกที่ควรให้ ซึ่งหลวงปู่สิงห์นำไปใช้ในการ “ทรมาน” ให้สมเด็จฯ ท่านหลายทิฏฐิ เลิกเอาชนะคะคานพระกรรมฐาน เพราะไม่บังเกิดผลดีใดๆ แก่ใครเลย
๙๔
บทบาทของของหลวงปู่สิงห์
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น ได้มอบภาระให้หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นผู้แก้ทิฏฐิของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เพราะท่านเป็นครูเป็นศิษย์กัน
กล่าวคือ ตอนหลวงปู่สิงห์ ท่านทำญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุต ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์
หลังการญัตติกรรมแล้ว หลวงปู่สิงห์ ก็ได้เป็นศิษย์กรรมฐานออกปฏิบัติบำเพ็ญเพียรติดตามหลวงปู่ใหญ่เสาร์และหลวงปู่มั่น
สำหรับประวัติการเผยแพร่ธรรมของหลวงปู่สิงห์นั้น ท่านทำได้อย่างกว้างขวาง พลังจิตท่านมีอำนาจมาก เวลาท่านเทศน์ ท่านแสดงธรรมไม่ว่าพระเณรหรือฆราวาส จะนิ่งฟังเงียบเหมือนทุกคนโดนสะกดจิต แทบไม่ไหวติงเลยทีเดียว การเผยแพร่ธรรมของท่านจึงได้ผลเป็นอย่างมาก
กล่าวกันว่า ช่วงที่หลวงปู่มั่น ยังดำรงขันธ์อยู่ กิตติศัพท์ชื่อเสียงของหลวงปู่สิงห์ จะเป็นที่รู้จักมากกว่า กล่าวคือ หลวงปู่สิงห์ ท่านดังมากกว่าครูอาจารย์ของท่านในสมัยนั้น คือ ท่านเก่งทั้งบู๊และบุ๋น ครบเครื่องเลยทีเดียว
ในประวัติ หลวงปู่สิงห์ ท่านปราบพวกไสยศาสตร์ พวกหมอผีพวกมิจฉาทิฎิ และพวกใช้พลังจิตอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ มามากต่อมาก
ภาระในการทรมาน ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงเป็นเรื่องของหลวงปู่สิงห์ น่าจะเหมาะสมที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่าท่านเป็นครูกับศิษย์ ดังที่กล่าวแล้ว ประการที่สอง ท่านเป็นคนอุบลฯ บ้านเดียวกัน ใช้ภาษาถิ่นกันได้อย่างสนิทสนม ประการที่สาม หลวงปู่สิงห์ในฐานเป็นศิษย์ เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปกราบเยี่ยมเจ้าประคุณสมเด็จฯ อยู่บ่อยๆ และที่สำคัญ ท่านคุ้นเคยสนิทสนมกัน ชนิดที่ว่าพูดกันได้ตรงๆ อย่างไม่ต้องเกรงใจกัน
๙๕
ทรมานสมเด็จฯ ให้คลายทิฏฐิ
เมื่อหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้รับมอบภาระในการ “ทรมาน” ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้คลายทิฏฐิ เลิกกลั่นแกล้งขัดขวางพระกรรมฐานเสีย นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อการเผยแพร่พระศาสนาแล้ว ยังเป็นการสร้างบาปกรรมให้เกิดกับองค์ท่านเองอีกด้วย
หลวงปู่สิงห์ เคยกราบเรียนเรื่องนี้ แต่สมเด็จฯ ท่านไม่ฟัง มิหนำซ้ำ องค์ท่านยังมีบัญชากับพระเณรด้วยว่า
“ถ้าเห็นอาจารย์สิงห์มาอย่าให้ใครต้อนรับเด็ดขาด ให้ไล่ตะเพิดเสีย”
หลวงปู่สิงห์ ทราบคำบัญชานี้ดี แต่พอท่านก้าวเข้าไปในวัดจริงๆ ด้วยพลังจิตอันแรงกล้า ในวันนั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ออกต้อนรับหลวงปู่สิงห์ซึ่งเป็นศิษย์ ด้วยตัวท่านเอง ต้อนรับขับสู้เป็นอันดี แล้วยังบริภาษตำหนิพระเณรเป็นการใหญ่ หาว่าไม่ใส่ใจดูแลให้การต้อนรับลูกศิษย์ของท่าน ดูคล้ายกับว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ จะลืมคำบัญชาของท่านสิ้น
ช่วงที่หลวงปู่สิงห์พักอยู่กับพระอาจารย์ของท่าน วันหนึ่งมีการจัดการประชุมเถรสมาคม (อันนี้ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการประชุมเถรสมาคมจริงหรือไม่ เพราะไม่มีหลักฐานอ้างอิง เอาเป็นว่าเป็นการประชุมผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาก็แล้วกัน–ปฐม) วัตถุประสงค์ของการประชุมเป็นการอภิปรายเรื่องหัวใจพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯเป็นองค์ประธานการประชุม
ด้วยความเมตตาต่อศิษย์ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ให้หลวงปู่สิงห์ ติดตามท่านไปด้วย โดยท่านพูดว่า
“สิงห์ ข้าจะพาเจ้าเข้าไปฟังเขาประชุมกัน เจ้ามันพระป่า มัวแต่หลับหูหลับตาอยู่เฉยๆ เจ้าจะไปรู้อะไรทันเขา ไปเปิดหูเปิดตาดูเขาเสียบ้าง จะได้หายโง่”
หลวงปู่สิงห์ รู้สึกขอบคุณที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ มีเมตตาต่อท่าน จึงได้ติดตามเจ้าประคุณสมเด็จฯไปในฐานะศิษย์ใกล้ชิด
ในที่ประชุมล้วนมีแต่เจ้าฟ้า เจ้าคุณ ข้าราชการผู้ใหญ่ ล้วนแต่ผู้รู้ทางพระพุทธศาสนาทั้งนั้น แทบทั้งวัน ต่างอภิปรายถกเถียงกันอย่างเอาจริงเอาจัง ต่างคนต่างแสดงเหตุผลของตนเอง คล้ายกับการทำสังคายนา เพื่อค้นหาหัวใจของพระพุทธศาสนา แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุป หรือข้อตกลงกันได้ ต่างคนต่างก็ว่าข้อเสนอของตนถูกต้อง มีการหยิบยกข้อความในพระไตรปิฎก มาสนับสนุนเหตุผลของตน
หลวงปู่สิงห์ เป็นคนเดียวในที่ประชุมที่นั่งฟังอย่างนิ่งเงียบตลอดเวลา ในที่สุดท่านได้ยกมือขอโอกาสแสดงความคิดเห็นจากพระเถรานุเถระทั้งหลาย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ฉาดฉานว่า
“..เรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่พระคุณท่านตลอดทั้งผู้มีเกียรติทั้งหลายได้อธิบายมาแล้วนั้น เกล้ากระผมพระอาจารย์สิงห์พระป่า ลูกศิษย์ของพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น ขออธิบายกราบเรียนว่า
เรื่องที่พระคุณท่านทั้งหลายได้อธิบายนั้น กระผมเห็นว่าเป็นเพียงเปลือกและกระพี้เท่านั้น ยังลูบๆ คลำๆ อยู่ เปรียบเสมือนคนตาบอดคลำช้าง ซึ่งก็มีส่วนถูกเหมือนกัน แต่ถูกคนละจุดถูกคนละส่วน ยังไม่อาจบอกได้ว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนาที่แท้จริง
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ถ้าพูดถึงหัวใจจะต้องมีอันเดียว นี่คือจุดสุดยอดของความถูกต้องที่สุด
หัวใจพระพุทธศาสนานั้น ที่ถูกต้องแท้จริงก็ต้องมีอย่างเดียวเหมือนกัน สิ่งที่ว่านั้นคือ สติ
คนเราถ้าไม่มีสติจะทำอะไรได้ การที่คนเราจะทำดี จะทำชั่วหรือแม้จะทำให้เบิกบานนั้น จะต้องมีสติกำกับเสียก่อนจึงจะทำได้
ฉะนั้น เกล้ากระผมจึงเห็นว่า หัวใจของพระพุทธศาสนานั้นคือ สติ นอกจากนั้นไป เป็นเปลือกเป็นกระพี้หมด…”
ต่อจากนั้นหลวงปู่สิงห์ก็ได้อธิบายเพิ่มเติมโดยยกตัวอย่างและอุปมาอุปมัยต่างๆ เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นอย่างเด่นชัด
พระเถระทั้งหลายและสมาชิกในที่ประชุมต่างสงบนิ่งฟังด้วยความสนใจ ชนิดที่ว่าแทบไม่กระพริบตาเลย จะมีก็แต่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ผู้เป็นองค์ประธาน ถึงกับหน้าซีดเซียว พูดไม่ออก ท่านบอกตอนหลังว่ารู้สึกอายแทบจะเป็นลม เพราะท่านรู้สึกว่านำศิษย์คนนี้มาเพื่อตบหน้าหมู่คณะในที่ประชุม รวมทั้งตบหน้าท่านด้วย หมู่คณะคงจะต้องเพ่งเล็งมายังท่าน พร้อมกับมีความรู้สึกที่ไม่ดีกับท่านอย่างแน่นอน
แต่ในขณะที่หลวงปู่สิงห์ ลุกขึ้นพูดนั้น ไม่มีใครพูดขัดขึ้นเลย ต่างนั่งฟังอย่างสนใจตั้งแต่ท่านเริ่มต้นพูดจนกระทั่งจบลง
เกี่ยวกับประวัติการแสดงธรรมของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโมตามที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง บอกว่า พระเถระรูปนี้มีพลังจิตสูงมากสามารถใช้พลังจิตสั่งให้คนยืน เดิน นั่งนิ่ง ได้ทั้งนั้น
คราใดที่ท่านแสดงธรรม แบบจะมีผู้ฟังเป็นร้อย หรือหลายร้อย ขณะที่ท่านแสดงธรรมอยู่นั้น จะไม่มีเสียงแม้ไอหรือจาม หรือนั่งยุกยิกทุกคนจะนั่งนิ่งเงียบกริบตลอดเวลา
เมื่อการประชุมสัมมนาในวันนั้นยุติลง หลวงปู่สิงห์ ก็กลับวัดกับเจ้าประคุณสมเด็จฯ แบบศิษย์ที่ดีตามครู พอถึงวัด เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านบริภาษหลวงปู่สิงห์เป็นการใหญ่ ว่า
“สิงห์ เจ้าทำไมทำขายหน้าข้าฯ อย่างนี้? ข้าฯ ให้เจ้าไปนั่งฟังเขาพูดกันเฉยๆ ไม่ได้ให้เจ้าไปสอนเขา ข้าฯ อายเขามากรู้ไหม?”
ในวันนั้น ร้อนถึงพระเณรในวัด ต้องวิ่งหาน้ำร้อน หายาลมและพัดวีเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นการใหญ่
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ พูดเสียงดังว่า
“พวกกรรมฐาน พวกอลัชชี พวกเทวทัต ใครๆ ก็คบไม่ได้”
เป็นอันว่า วันนั้นหลวงปู่สิงห์ ก็ไม่สามารถโน้มน้าวเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้เลิกจงเกลียดจงชังพระกรรมฐานได้ เป็นแต่ว่าท่านเริ่มมีอะไรมาสะดุดใจให้ครุ่นคิดมากขึ้น ดูท่าทางท่านยังลังเลสับสนอยู่พอสมควร
๙๖
เจ้าประคุณสมเด็จฯ คลายทิฏฐิ
ต่อมาภายหลัง เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ท่านได้มีโอกาสออกตรวจการณ์คณะสงฆ์ ตามหัวเมืองมณฑลอิสาน ปรากฏว่า การออกตรวจการณ์ในครั้งนั้น ได้สร้างความประทับใจให้ท่านเป็นอย่างมาก
สมเด็จฯ ท่านเห็นประจักษ์ด้วยตาท่านเองว่า ทั่วอิสานได้เกิดวัดป่าสังกัดคณะธรรมยุตขึ้นอย่างมากมาย นับจำนวนหลายร้อยวัด ทั้งๆ ที่พระผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งฝ่ายบริหารขยายวัดธรรมยุตได้เพียง ๒ – ๓ วัด และก็อยู่ในเมืองที่เจริญแล้วเป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถขยายออกไปตามอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านรอบนอกได้
การที่วัดป่าเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ก็เกิดจาก หลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น และลูกศิษย์พระกรรมฐานพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสององค์
ยิ่งกว่านั้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังพบว่า เมื่อท่านผ่านไปตามหมู่บ้านที่พระกรรมฐานเคยจาริกปฏิบัติธรรม และที่มีวัดป่าเกิดขึ้น ปรากฏว่าประชาชนในหมู่บ้าน มีกิริยามารยาทเรียบร้อย แสดงว่าได้รับการอบรมมาดี รู้จักปฏิบัติต่อพระสงฆ์องค์เจ้า รู้จักการปฏิบัติต้อนรับ รู้ของควร ไม่ควร เข้าใจหลักการพระพุทธศาสนา รู้จักสวดมนต์ไหว้พระ มีการรักษาศีล มีการปฏิบัติสมาธิภาวนา และมีความอ่อนน้อมถ่อมตนน่าชมเชย
ต่างกันกับหมู่บ้านที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น และลูกศิษย์ลูกหาไม่เคยจาริกผ่านไป
ความประทับใจในครั้งนั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ถึงกับประกาศในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ว่า
“การเผยแผ่พระพุทธศาสนาต้องให้พระกรรมฐานเป็นแนวหน้า หรือเรียกว่า กองทัพธรรมแนวหน้า”
นับจากนั้นเป็นต้นมา เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ก็เริ่มมีทัศนคติที่ดีต่อ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น และคณะพระธุดงค์กรรมฐาน
คำเรียกแต่เดิมว่า “ญาคูเสาร์ ญาคูมั่น” ก็เปลี่ยนไปเป็น “พระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น” ส่วนลูกศิษย์พระกรรมฐานที่มีอาวุโส สมเด็จฯ ท่านก็เรียกว่า “อาจารย์สิงห์ ท่านลี (ธมฺมธโร) ท่านกงมา (จิรปุญฺโญ)” เป็นต้น
เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ มีความรู้สึกที่ดีต่อพระธุดงค์กรรมฐานแล้ว ท่านก็ให้ความสนับสนุนพระกรรมฐานเป็นอย่างดี แม้แต่วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีที่ หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน เจ้าประคุณสมเด็จฯท่านก็บัญชาให้สร้างเพื่อถวายหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ด้วยแห่งหนึ่ง
เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) พระองค์นี้ท่านสร้างความเจริญให้แก่พระพุทธศาสนา ทั้งด้านปริยัติธรรมศึกษา และด้านการปฏิบัติภาวนา จนเกิดมีพระผู้ได้รับการศึกษาสูง และมีพระกรรมฐานที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างมากมาย สืบต่อมาจนปัจจุบัน
เรื่องนี้ก็จบลงด้วยดี ทุกท่านคงจะโล่งใจกัน ส่วนบาปกรรม (ถ้ามี) ก็ขอให้หลวงพ่อโชติ กับ อาจารย์ปฐม ผู้เขียนรับไปคนละครึ่งก็แล้วกัน
๙๗
สมเด็จฯ สนใจด้านสมาธิภาวนา
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตได้เข้าไปนมัสการเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ที่วัดบรมนิวาส ในกรุงเทพฯ
สมเด็จฯ ได้ถามหลวงปู่มั่น เกี่ยวกับความขัดข้องในการปฏิบัติจิตภาวนาของท่านว่า
“เออ! นี่อาจารย์ ท่านสิงห์ (ขนฺตยาคโม) ท่านลี (ธมฺมธโร) มาสอนให้ผมภาวนา พุทโธ พุทโธ ให้จิตอยู่ที่พุทโธอารมณ์เดียว ไม่ให้จิตสอดส่ายไปไหน รู้สึกว่ามันยากเหลือเกิน ไม่สามารถทำให้มันหยุดนิ่งได้ เพราะเราก็เป็นผู้ปกครอง บริหารงานการคณะสงฆ์ทั้งประเทศ ยุ่งแต่กิจการงาน พอนั่งภาวนาพุทโธครั้งใดทีไร ความคิดก็พุ่งไปคิดอยู่แต่ในงานการบริหารคณะสงฆ์ ไม่สามารถทำให้หยุดคิดได้เลย จะทำให้ไม่คิดนี้มันยาก ท่านอาจารย์มีวิธีอื่นบ้างไหม ที่จะทำให้จิตเป็นสมาธิภาวนา?”
หลวงปู่มั่นท่านเป็นผู้รู้จิตอุปนิสัยของคนดีอยู่แล้ว คือ วิชาปรจิตของท่าน เฉียบคมเป็นพิเศษ ท่านจึงกราบนมัสการสมเด็จฯ ว่า
“การนั่งสมาธิภาวนานั้น ท่านให้คิดได้ แต่ให้มีสติตามรู้ พิจารณาถึงสภาพความเป็นจริง อนิจลักษณะ อยู่ตลอดเวลา”
ต่อจากนั้นหลวงปู่มั่น ท่านได้ให้คำอธิบายเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องด้านสมาธิภาวนาของเจ้าประคุณสมเด็จฯ จนบังเกิดผลดี
เป็นอันว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านเคยเป็นปฏิปักษ์กับพระกรรมฐาน มาบัดนี้ท่านกลับมาเป็นมิตรแล้ว ท่านเคยว่า พระกรรมฐานมัวแต่นั่งหลับหูหลับตาเฉยๆ จะมีประโยชน์มีความหมายอะไร เป็นการหลงโง่มัวเมางมงาย ไม่เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาต่อการพัฒนา
มาบัดนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านหันมานั่งหลับหูหลับตาเสียเอง ที่ท่านเคยส่งให้คนไปทำลายรื้อสำนักกรรมฐานต่างๆ บัดนี้ท่านกลับมาให้การสนับสนุนบำรุงเป็นอย่างดี เช่น การก่อสร้าง วัดภูเขาแก้ว ถวายหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ก็เป็นบัญชาของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ดังกล่าวมาแล้ว
๙๘
มีบัญชาให้พระป่าแสดงธรรม
เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว ได้ไว้ใจและชื่นชมพระป่า สายหลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น อย่างมาก
ผู้เขียนเห็นว่าเป็นอุทาหรณ์ที่ดี จึงขออนุญาตนำมาแทรกไว้ ณ ที่นี้รวม ๒ ตอนต่อกัน
เรื่องที่ยกมานี้นำมาจากหนังสือ ฐานิยตฺเถรวตฺถุ หนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพพระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา ดังนี้.:
สาเหตุที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) มีบัญชาให้พระอาจารย์ฝั้นไปจำพรรษาที่วัดบูรพาราม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเพราะในปีนั้น สมเด็จฯ อาพาธหนัก ถึงขนาดฉันอาหารไม่ได้ ต้องถวายอาหารทางเส้นโลหิต
ท่านจึงเรียกพระเถระฝ่ายกัมมัฏฐานเข้าไปปรึกษาหารือเพื่อหาทางบำบัดโรคในทางธรรมปฏิบัติ
สมเด็จฯ ได้นิมนต์พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ให้อธิบายธรรมเป็นองค์แรก เมื่อพระอาจารย์สิงห์อธิบายจบลง สมเด็จฯ จึงให้พระอาจารย์ทอง อโสโก เจ้าอาวาสวัดบูรพาฯอธิบายอีก จากนั้นจึงหันมาทางพระอาจารย์ฝั้น ให้อธิบายธรรมให้ฟังอีกเป็นองค์สุดท้าย พระอาจารย์ฝั้นจึงได้อธิบายธรรมถวาย โดยมีอรรถดังนี้:
“ให้ท่านทำจิตเป็นสมาธิ ยกไวยกรณธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ยกอันนี้ไว้เสียก่อน
ทำจิตให้เป็นสมาธิ เราต้องตั้งสมาธิให้ได้ ภาวนากำหนดจิตให้เป็นสมาธิ พอตั้งเป็นสมาธิดีแล้ว ให้เป็นหลักเปรียบเหมือนเรานับตั้งร้อยตั้งพัน ก็ต้องตั้งหนึ่งเสียก่อน ถ้าเราไม่ตั้งหนึ่งเสียก่อนก็ไปไม่ได้ ฉันใด จิตของเราจะรู้ได้ก็ตั้งจิตของเราเป็นสมาธิเสียก่อน
เปรียบเหมือนนัยหนึ่ง คือ เสมือนเราจะปลูกต้นไม้ พอปลูกลงแล้ว ก็มีคนเขาว่าปลูกตรงนั้นมันจะงามดี ก็ถอนไปปลูกตรงนั้น และก็มีคนเขามาบอกอีกว่าตรงโน้นดีกว่า ก็ถอนไปปลูกตรงโน้นอีก ทำอย่างนี้ ผลที่สุดต้นไม้ก็ตายทิ้งเสียเปล่าๆ ไม่ได้อะไรสักอย่าง
ฉันใด เราทำอะไร จะปลูกอะไร ก็ฝังให้มันแน่น ไม่ต้องถอนไปไหน มันเกิดขึ้นเอง นี่แหละสมาธิ ฉันใดก็ฉันนั้นแหละ
หรืออีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนเราจะขุดบ่อน้ำ ต้องการน้ำในพื้นดิน เราขุดลงไปแห่งเดียวเท่านั้น พอเราขุดไปได้หน่อยเดียวได้น้ำสัก ๒ – ๓ บาตรแล้ว มีคนเขาบอกว่าที่นั่นมันตื้น เราก็ย้ายไปขุดที่อื่นอีก พอคนอื่นเขาบอกว่าตรงนั้นไม่ดี ตรงนี้ไม่ดี ก็ย้ายไปย้ายมา ผลที่สุดก็ไม่ได้น้ำกิน
ใครจะว่าก็ช่างเขา ขุดมันแห่งเดียวคงถึงน้ำ ฉันใด เปรียบเสมือนสมาธิของเรา ต้องตั้งไว้แห่งเดียวเท่านั้น
เมื่อเราตั้งไว้แห่งเดียว ไม่ต้องไปอื่นไกล ไม่ต้องส่งไปข้างหน้าข้างหลัง ไม่ต้องคิดถึงอดีต อนาคต กำหนดจิตให้สงบอันเดียวเท่านั้น
ขอให้ท่านทำสมาธิภาวนา ทำจิตให้สงบ ให้พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ และอายตนะ ออกเป็นส่วนๆ ตามความเป็นจริง พิจารณาให้เห็นความเป็นไปของสิ่งเหล่านั้นตามหน้าที่ของมัน
ให้แยกกายออกจากจิต แยกจิตออกจากกาย ให้ยึดเอาตัวจิตคือผู้รู้ เป็นหลัก พร้อมด้วยสติ
ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้พิจารณาให้อยู่ในสภาพของมันเองแต่ละอย่าง เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว จะเห็นได้ว่าธาตุทั้ง ๔ ต่างเจ็บไม่เป็น ป่วยไม่เป็น แดดจะออก ฝนจะตก ก็อยู่ในสภาพของมันเอง
ในตัวคนเราก็ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ นี้รวมกัน การที่มีความเจ็บปวดป่วยไข้อยู่นั้น เนื่องมาจากตัวผู้รู้ คือ จิต เข้าไปยึดถือด้วยอุปาทานว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นของเขาของเรา
เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว สิ่งทั้งปวงเหล่านั้นไม่ได้เป็นอะไรเลย ดินก็คงเป็นดิน น้ำก็คงเป็นน้ำ ไม่มีส่วนรู้เห็นในความเจ็บปวดใดๆ ด้วย
เมื่อทำจิตให้สงบ และพิจารณาเห็นสภาพความเป็นจริงแล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายและจางจากอุปาทาน คือเว้นการยึดถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น
เมื่อละได้เช่นนี้ ความเจ็บปวดต่างๆ ตลอดจนความตายย่อมไม่มีตัวตน
เพราะฉะนั้นหากทำจิตให้สงบ เป็นสมาธิแน่วแน่แล้วโรคต่างๆ ก็จะทุเลาหายไปเอง”
เมื่อพระอาจารย์ฝั้น อธิบายธรรมถวายสมเด็จพระมหาวีรวงศ์จบลงแล้ว สมเด็จฯ ได้พูดขึ้นว่า “เออ เข้าทีดี” แล้วถาม พระอาจารย์ฝั้นว่า
“ในพรรษานี้ฉันจะอยู่ได้รอดตลอดพรรษาหรือไม่?”
พระอาจารย์ฝั้น ก็เรียนตอบไปว่า
“ถ้าพระเดชพระคุณทำจิตให้สงบได้ดังที่อธิบายถวายมาแล้ว ก็รับรองว่าอยู่ได้ตลอดพรรษาแน่นอน ”
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์จึงมีบัญชา ให้พระอาจารย์ฝั้นไปจำพรรษาอยู่กับท่าน ที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อจะได้ศึกษาธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังกล่าวแล้ว โดยพระอาจารย์ฝั้นได้เลือกเอาวัดบูรพาฯ เป็นที่จำพรรษา เพราะวัดนี้อยู่ฝั่งเดียวกันกับวัดสุปัฏน์ฯ ที่สมเด็จฯ พำนักอยู่ การไปมาสะดวกกว่าวัดป่าแสนสำราญ ซึ่งอยู่ทางฝั่งอำเภอวารินชำราบ
วัดบูรพาฯ ที่ท่านเลือกพัก มีเขตสองตอน ตอนหนึ่งเป็นสำนักเรียนปริยัติธรรม อีกตอนหนึ่งเป็นป่า มีกุฏิหลังเล็กๆ อยู่ ๕–๖ หลัง สำหรับพระเณรอาศัยปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ
พระอาจารย์ฝั้นได้เลือกเอาด้านที่เป็นป่าเป็นที่พักตลอดพรรษานั้น และได้หมั่นไปอธิบายธรรมปฏิบัติถวายสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ฯ ที่วัดสุปัฏน์ฯ เกือบทุกวัน
และด้วยอำนาจการปฏิบัติธรรมนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ก็หายวันหายคืน ทั้งอยู่ได้ตลอดพรรษาและล่วงเลยต่อมาอีกหลายปี
๙๙
สมเด็จฯ ชมพระกรรมฐาน
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ได้ออกปากยอมรับในความจริง และชมว่า พระกรรมฐานนี้เป็นผู้ปฏิบัตินั้นดีจริง ทั้งยังทำได้ดังพูดจริงๆ อีกด้วย สมควรที่พระมหาเปรียญทั้งหลายจะถือเอาเป็นตัวอย่างปฏิบัติต่อไป
สมเด็จฯ ได้กล่าวต่อหน้าพระอาจารย์ฝั้นด้วยว่า
“ฉันเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชพระบวชเณรมาจนนับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยนึกสนใจ ตจปัญจกกัมมัฏฐาน (กรรมฐาน ๕) เหล่านี้เลย เพิ่งจะมารู้ซึ้งในพรรษานี้เอง”
พูดแล้วท่านก็นับ เกสา โลมา นขา ทนตา ตโจ แล้วถามพระอาจารย์ฝั้นว่า
“นี่เป็นธาตุดิน นี่เป็นธาตุน้ำ นี่เป็นธาตุลม นี่เป็นธาตุไฟ ใช่ไหม?”
พระอาจารย์ฝั้น ก็รับว่าใช่
จากนั้นสมเด็จฯ ก็ปรารภขึ้นว่า ตัวท่านเองเปรียบเหมือนผู้บวชใหม่ เพิ่งจะมาเรียนรู้ เกสา โลมา ฯลฯ ความรู้ในด้านมหาเปรียญที่เล่าเรียนมามากนั้น ไม่ยังประโยชน์และความหมายต่อชีวิตท่านเลย ยศฐาสมณศักดิ์ ก็แก้ทุกข์ท่านไม่ได้ ช่วยท่านไม่ได้
พระอาจารย์ฝั้น ให้ธรรมปฏิบัติในพรรษานี้ได้ผลคุ้มค่า ทำให้สมเด็จฯ รู้จักกัมมัฏฐานดีขึ้น
ในพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๗ นั้น พระอาจารย์ฝั้น เกือบไม่มีเวลาเป็นของตัวท่านเองเลย ทั้งนี้เพราะท่านได้ทำหน้าที่อุปัฏฐากพร้อมกันถึง ๒ อาจารย์ กล่าวคือ นอกจากกลางคืนจะต้องเข้าถวายธรรมแก่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ที่วัดสุปัฏน์ฯ จากหัวค่ำไปจนถึงเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม บางครั้งก็ถึง ๖ ทุ่ม จึงได้กลับวัดบูรพาฯ
แล้วพอเช้าขึ้น ท่านก็ออกบิณฑบาตไปเรื่อยๆ แล้วข้ามแม่น้ำมูลไปทางฝั่งอำเภอวารินชำราบ ไปฉันเช้าที่วัดป่าแสนสำราญ ฉันเสร็จก็ประกอบยารักษาโรคถวายพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ซึ่งปีนั้นกำลังอาพาธด้วยโรคปอด อยู่ที่วัดป่าแสนสำราญ
พระอาจารย์ฝั้น ได้พยายามหาสมุนไพรต่างๆ มาปรุง แล้วกลั่นเป็นยาถวายพระอาจารย์มหาปิ่น หยูกยาที่ทันสมัยก็ไม่มี เพราะขณะนั้นกำลังอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒
ทั้งหมดนี้มีอยู่ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ดังได้เรียนมาแล้ว
๑๐๐
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม นับเป็นศิษย์อาวุโส และมีความสำคัญที่สุดในการนำธรรมปฎิบัติของ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่นออกเผยแพร่ในวงกว้าง จนได้รับฉายาว่าแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม
ในช่วงที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น ยังมีชีวิตอยู่ กล่าวกันว่าหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านดังที่สุดในยุค เป็นพระที่เก่งทั้งด้านพลังจิตและเก่งทั้งด้านการสอน ที่ธรรมปฏิบัติสายหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น เผยแพร่ออกไปกว้างไกล และสืบทอดมาจนปัจจุบันนี้ เป็นเพราะผลการเผยแพร่ของหลวงปู่สิงห์ องค์นี้เอง
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หรือ ท่านเจ้าคุณพระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ เป็นบุตรของ เพียอัครวงศ์ (อ้วน) และ นางหล้า บุญโท เกิดวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๓๒ ที่บ้านหนองขอน อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี บรรพชาครั้งที่สองที่วัดสุทัศนาราม ในเมืองอุบลฯ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๒ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ. ๒๔๕๘ หลวงปู่สิงห์ ได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นครั้งแรก ที่วัดบูรพา ในเมืองอุบลฯ และติดตามออกธุดงค์ไปกับหลวงปู่มั่น เพื่อไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ที่บ้านหนองสูง คำชะอี
ใน พ ศ ๒๔๖๑ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ หลวงปู่มั่น พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ และ หลวงปู่สิงห์ ได้จำพรรษาร่วมกันที่บ้านหนองลาด อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร
จากนั้น พ.ศ.๒๔๖๖ หลวงปู่สิงห์ ได้นำ หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล พระน้องชายของท่าน กับ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี เข้าถวายตัวเป็นศิษย์กับท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ที่บ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ด้วย
หลวงปู่สิงห์ จัดเป็นศิษย์ต้น คือศิษย์รุ่นแรกของหลวงปู่ใหญ่ทั้งสององค์ จึงได้เรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาครูบาอาจารย์ และได้นำแนวทางการปฏิบัติกรรมฐานของ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่นออกเผยแพร่อย่างกว้างขวางทั่วภาคอิสาน โดยเริ่มต้นที่จังหวัดขอนแก่น ในต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๒ และขยายไปตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศ
เนื่องด้วยหลวงปู่สิงห์ ได้รับมอบหมายจากหลวงปู่มั่นให้เป็นผู้นำพระเณรในสายธุดงค์กรรมฐาน ในช่วงที่หลวงปู่มั่นปลีกออกจากหมู่คณะไปอยู่ที่ภาคเหนือเป็นเวลา ๑๒ ปี หลวงปู่สิงห์ จึงเปรียบเสมือนขุนพลเอกของกองทัพธรรมสายพระกรรมฐาน
ในช่วงท้าย หลวงปู่สิงห์ ไปสร้างวัดป่าสาลวัน ที่จังหวัดนครราชสีมา และพักประจำอยู่ที่วัดแห่งนี้ ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์
หลวงปู่สิงห์ มรณภาพเมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๔ เมื่ออายุ ๗๓ ปี พรรษา ๕๑
๑๐๑
หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล
หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นพระน้องชายแท้ๆ ของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ทั้งสององค์จึงเป็นเสมือนสองแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรมสายพระกรรมฐาน
หลวงปู่พระมหาปิ่น ได้ทำให้วงการสงฆ์สั่นสะเทือนมากเหตุการณ์หนึ่งในสมัยนั้น กล่าวคือท่านเป็นพระมหาเปรียญ ๕ ประโยคจากวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ และความก้าวหน้าทางการศึกษาด้านพระปริยัติ ออกปฏิบัติธรรมกรรมฐานอยู่ป่าเขา ติดตามหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น ก่อให้มีพระเณรออกปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ใหญ่ทั้งสององค์ อีกเป็นจำนวนมาก
ครั้งแรกหลวงปู่สิงห์ ท่านเป็นครูสอนด้านพระปริยัติธรรม เมื่อได้ฟังธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่มั่นแล้ว จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนแนวการศึกษาด้านปริยัติไปเป็นการปฏิบัติกรรมฐานแทน และได้ติดตามปฏิบัติธรรมไปกับหลวงปู่มั่น
ต่อมาหลวงปู่สิงห์ ได้นำหลวงปู่พระมหาปิ่น ไปกราบฟังธรรมกับหลวงปู่มั่น เกิดความศรัทธามาก และได้ให้ปฏิญาณว่า จะขอลาไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ สัก ๕–๖ ปี แล้วจึงจะออกมาปฏิบัติธรรมด้วย
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังจากหลวงปู่พระมหาปิ่น สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค จากสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ แล้ว จึงได้กลับมาอุบลฯ บ้านเกิด
หลวงปู่สิงห์ กับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล พระคู่สหธรรมิกได้นำหลวงปู่พระมหาปิ่น พร้อมทั้ง หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ไปกราบถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับ หลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ตามที่หลวงปู่พระมหาปิ่นปฏิญาณไว้
นับแต่นั้นมา หลวงปู่พระมหาปิ่น จึงได้ออกธุดงค์ปฏิบัติพระกรรมฐาน ตามแนวทางที่ได้รับจาก พระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ซึ่งเป็นข่าวดังที่ฮือฮามาก ดังกล่าวมาข้างต้น
หลวงปู่พระมหาปิ่นได้ติดตามพระพี่ชายของท่านคือ หลวงปู่สิงห์ออกธุดงค์ตามป่าเขา บางครั้งก็แสวงหาที่สงัดเพียงลำพัง หากมีข้อสงสัยในธรรมะหรือติดขัดในการปฏิบัติ ท่านก็กลับไปกราบเรียนถามอุบายธรรมนั้นกับครูบาอาจารย์ แล้วก็กลับไปฝึกหัดบำเพ็ญภาวนาต่อ
เมื่อหลวงปู่พระมหาปิ่น สามารถนำแนวทางของครูบาอาจารย์มาใช้เป็นหลักใจได้แล้ว ก็ได้ติดตามหลวงปู่สิงห์ พร้อมด้วยหมู่คณะออกเผยแพร่ธรรมปฏิบัติ พร้อมกับสร้างเสนาสนะป่าเพื่อเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรด้านวิปัสสนากรรมฐาน
เมื่อครั้งจัดงานบำเพ็ญกุศลครบรอบ ๘๐ ปี ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์เมื่อปี พ ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่พระมหาปิ่น ได้ร่วมกับ หลวงปู่สิงห์เรียบเรียงหนังสือที่ระลึก เรื่องกติกาวิธีสัมมาปฏิบัติ ว่าด้วยข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สำหรับสำนักชีกรรมฐาน ถวายมุทิตาจิตแด่หลวงปู่ใหญ่เสาร์เพื่อพิมพ์แจกในงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ หลวงปู่สองพี่น้องนี้ก็ได้ร่วมกันแต่งหนังสือ แบบถึงพระไตรสรณคมน์ โดยถวายหลวงปู่ใหญ่ให้พิจารณาตรวจทานด้วย
เมื่อหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้มรณภาพลงที่วัดอำมาตยาราม นครจำปาศักดิ์ หลวงปู่สิงห์ หลวงปู่พระมหาปิ่น และคณะศิษย์ ได้เดินทางไปรับศพหลวงปู่ใหญ่ และยังเป็นกำลังสำคัญในการจัดงานถวายเพลิงศพของหลวงปู่ใหญ่ที่วัดบูรพา ในเมืองอุบลฯ เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖
ในบั้นปลายชีวิต หลวงปู่พระมหาปิ่น ได้ไปพักประจำที่ วัดป่าศรัทธารวม หัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
ในปี พ ศ. ๒๔๘๗–๒๔๘๘ หลวงปู่พระมหาปิ่น ได้อาพาธอยู่ที่วัดป่าแสนสำราญ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และมรณภาพเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๙
๑๐๒
สร้างวัดพระศรีมหาธาตุ: ความพยายามรวมมหานิกายกับธรรมยุต
การสร้างวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน นอกจากเจตนาเพื่อเป็นที่ระลึกแห่งประชาธิปไตยแล้ว รัฐบาลในขณะนั้น ยังมีความประสงค์ที่จะรวมพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย กับฝ่ายธรรมยุตให้รวมอยู่ในที่เดียวกัน และปฏิบัติภายใต้กฎระเบียบอันเดียวกันด้วย นับเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจกรณีหนึ่ง ในการพยายามรวมนิกายนี้
วัดพระศรีมหาธาตุ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ตั้งอยู่ริมถนนพหลโยธิน ตรงมุมอนุสาวรีย์หลักสี่ กิโลเมตรที่ ๑๘ ตำบลอนุสาวรีย์ (เดิมชื่อตำบลกูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก
ประวัติการสร้าง เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๔๘๓ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขออนุมัติเงินสร้างวัด เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ แห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย และต้องการให้เสร็จทันในงานวันชาติ วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๕
ด้านสถานที่นั้น เห็นว่า ควรจะสร้างใกล้ๆ กับอนุสาวรีย์หลักสี่ ด้วยเหตุผลที่ว่า ชาติกับศาสนาเป็นของคู่กัน เพราะศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และกล่อมเกลาอุปนิสัย และน้ำใจประชาชนให้บำเพ็ญตนและปฏิบัติในสิ่งที่ชอบ ฯลฯ
อีกประการหนึ่งเห็นว่า ศาสนาเป็นหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตย… และ…
“การเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ดี งานสร้างชาติซึ่งกระทำภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ดี ที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคและประสบความสำเร็จอย่างดีมาแล้ว ก็ได้อาศัยพุทธานุภาพคุ้มครองป้องกันประเทศชาติราษฎร และอำนวยความสถาพรสำเร็จประโยชน์อย่างดีที่สุดที่จะเป็นได้”
คณะรัฐมนตรีเห็นว่า
“สมควรที่จะสร้างวัดขึ้นสักวัดหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่เชิดชูพระบวรพุทธศาสนาคู่กันไปกับเกียรติศักดิ์ของประเทศชาติ คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบด้วยเป็นเอกฉันท์ให้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งในที่ใกล้อนุสาวรีย์หลักสี่ และให้ชื่อว่าวัดประชาธิปไตย”
ประกอบกับขณะนั้นรัฐบาลได้ส่งทูตพิเศษโดยมีพลเรือตรี ถวัลย์ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าคณะ ไปเจริญสันถวไมตรีกับประเทศต่างๆ ในจักรภพอังกฤษภาคเอเซีย
“รัฐบาลอินเดีย…เห็นว่าประชาชนที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีอยู่ในนานาประเทศเป็นอันมาก แต่ประเทศเอกราชที่ยกย่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาทางราชการ และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขของประเทศเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นองค์อัครพุทธศาสนูปถัมภก ก็มีแต่ประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น”
จึงได้มอบพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบ ณ มหาสถูปธรรมราชิกะ และเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พร้อมทั้งกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ และดินจากสังเวชนียสถาน ให้ตามความประสงค์
รัฐบาลได้อัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ ต้นพระศรีมหาโพธิ ๕ ต้น พร้อมดินจากสังเวชนียสถาน มาประดิษฐานที่วัดที่สร้างใหม่นี้ แล้วตกลงตั้งชื่อวัดตามศุภนิมิตนี้ว่า “วัดพระศรีมหาธาตุ”
สำหรับกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ ได้ปลูกไว้ที่เกาะกลมที่สุดของคูทั้ง ๒ ข้าง ทางทิศตะวันออก เกาะละต้น รวม ๒ ต้น ที่เหลือ ๓ ต้น อัญเชิญไปปลูกที่ วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม วัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ และ วัดพระมหาธาตุ นครศรีธรรมราช
ผู้อำนวยการก่อสร้างวัดได้แก่ พลเอก จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ กับ หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น
รัฐบาลเห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ การสร้างวัดนี้ “จึงควรยกให้เป็นงานของชาติ” จึงเปิดให้ประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมบริจาค (ซึ่งไม่ทราบว่าได้รับยอดบริจาคจำนวนเท่าใด)
ที่น่าสนใจมาก คือประมาณการก่อสร้าง เป็นค่าที่ดินซื้อเพิ่มเติม ๕๐ ไร่ ค่าถมที่ และสิ่งก่อสร้าง มี เจดีย์ใหญ่ โบสถ์ วิหาร ที่เก็บอัฐิ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง หอไตร กุฏิเจ้าอาวาส กุฏิสงฆ์ ๒๔ หลัง โรงครัว ที่เก็บศพและอยู่กรรม ฌาปนสถาน ฯลฯ
ท่านเดาออกไหมครับ ประมาณการค่าใช้จ่ายเท่าไร?
บอกให้เลยก็ได้ ตั้ง ๓๗๕,๐๐๐ บาท
ค่าใช้จ่ายหลักๆ มี ค่าที่ดินไร่ละ ๔๐๐ บาท ๕๐ ไร่ รวมเป็น ๒๐,๐๐๐ บาท, ค่าสร้างเจดีย์ใหญ่ ๔๐,๐๐๐ บาท, ค่าสร้างโบสถ์ และวิหาร หลังละ ๔๐,๐๐๐ บาท, กำแพงรอบวัด ๒๔,๐๐๐ บาท, กุฏิสงฆ์ ๒๔ หลัง หลังละ ๑,๐๐๐ บาท ถามว่า ถ้าเป็นสมัยนี้จะเป็นเงินเท่าไร
พูดถึงพระมหาเจดีย์ สูง ๓๘ เมตร มีนามว่า พระเจดีย์ศรีมหาธาตุ สร้างเป็น ๒ ชั้น ชั้นนอกเป็นองค์เจดีย์ใหญ่ ชั้นในเป็นองค์เจดีย์เล็กอยู่ตรงกลาง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เข้าไปกราบไหว้ได้ มีอะไรบ้างผมไม่บอก ขอให้หาโอกาสไปกราบเอง (ผมเองก็ไม่เคยเข้าไปกราบ กว่าหนังสือเล่มนี้จะพิมพ์เสร็จผมต้องไปกราบมาเรียบร้อยแล้ว สัญญาครับ)
วัดพระศรีมหาธาตุ ได้กระทำพิธีเปิด เพื่อเป็นเสนาสนะแห่งพระภิกษุสงฆ์ เป็นรัฐพิธี เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นประธาน
เวลา ๙.๐๐ น. เชิญพระพุทธสิหิงค์ จากพระที่นั่งพุทไธยสวรรค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไปประดิษฐานเป็นพระประธาน ณ พระอุโบสถ
เวลา ๑๔.๐๐ น. แห่พระภิกษุสงฆ์ ๒๔ รูป จากวัดบรมนิวาส ไปอยู่วัดพระศรีมหาธาตุ
ประเด็นที่ผมสนใจ ดังกราบเรียนแต่ต้น คือ รัฐบาลต้องการรวมพระฝ่ายมหานิกาย กับฝ่ายธรรมยุตให้อยู่ด้วยกัน อยู่ภายใต้ระเบียบปฏิบัติอันเดียวกัน คือ ตื่นนอนตี ๓ สวดมนต์ทำวัตรเช้า – ภาวนา, ออกบิณฑบาตมาฉันด้วยปลีน่องของตน, ฉันมื้อเดียว, ฉันในบาตร, ไม่จับเงิน, หนักในทางสมาธิภาวนา เดินจงกรม, ไม่ต้อนรับแขกที่กุฏิ, ไม่เก็บอาหารไว้ที่กุฏิ ฯลฯ
ได้มอบหมายให้แต่ละนิกายคัดเลือกพระมาอยู่ที่วัดนี้ โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เป็นเจ้าอาวาส
พระสงฆ์ที่ได้รับคัดเลือก และจัดขบวนแห่มาอยู่ที่วัดนี้ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๕ มี ๒๔ รูป ดังนี้
๑. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดบรมนิวาส
๒. พระญาณดิลก วัดสุทธจินดา นครราชสีมา
๓. พระมหาเขียน ๙ ประโยค วัดบวรนิเวศวิหาร
๔ พระมหาสนั่น ๘ ประโยค วัดบรมนิวาส
๕ พระมหาผุย ๘ ประโยค วัดปทุมวนาราม
๖ พระมหาเอี่ยม ๗ ประโยค วัดบรมนิวาส
๗. พระมหาสาย ๗ ประโยค วัดบวรมงคล
๘. พระมหาเขียน ๗ ประโยค วัดสระเกศ
๙. พระมหาโกศล ๖ ประโยค วัดมหรรณพาราม
๑๐. พระมหาเส็ง ๖ ประโยค วัดสัมพันธวงศ์
๑๑. พระมหาสำรอง ๕ ประโยค วัดบรมนิวาส
๑๒. พระมหาปรีชา ๕ ประโยค วัดบรมนิวาส
๑๓. พระมหาบุญมา ๕ ประโยค วัดจักรวรรติราชาวาส
๑๔. พระมหาแสวง ๕ ประโยค วัดทองนพคุณ
๑๕. พระมหาละห้อย ๕ ประโยค วัดประยุรวงศาวาส
๑๖. พระมหาสมพร ๕ ประโยค วัดอนงคาราม
๑๗. พระมหาพร ๕ ประโยค วัดพระเชตุพน
๑๘. พระมหาจิตร ๕ ประโยค วัดมหาธาตุ
๑๙. พระมหาคม ๕ ประโยค วัดเบญจมบพิตร
๒๐. พระมหาเอี่ยม ๔ ประโยค วัดราชบูรณะ
๒๑. พระมหาทัสนัย ๔ ประโยค วัดสามพระยา
๒๒. พระมหาจันดี ๓ ประโยค วัดสุทัศน์เทพวราราม
๒๓. พระมหาสมบูรณ์ ๓ ประโยค วัดบรมนิวาส
๒๔. พระมหาแสวง ๓ ประโยค วัดบรมนิวาส
ผลการที่พระสงฆ์ ๒ นิกายมาอยู่ด้วยกัน ปรากฏว่า พอสิ้นพรรษาแรก พระฝายมหานิกายยังเหลือแค่ ๒ รูป และก่อนเข้าพรรษาที่สอง พระฝ่ายมหานิกายไม่มีเหลืออยู่เลย
ด้วยเหตุนี้ วัดพระศรีมหาธาตุ จึงกลายเป็นวัดธรรมยุตมาจนทุกวันนี้
ผู้เขียนเคยถามครูบาอาจารย์ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? ได้คำตอบว่า
“เพิ่นจะอยู่ได้อย่างไร ข้าวก็กินมื้อเดียว เงินทองที่ผ่านมืออย่างคล่อง ก็จับต้องไม่ได้ เคยมีสีกาไปนั่งอยู่ถึงกุฏิ ก็ทำไม่ได้ ตื่นตี ๓ ก็ไม่เคย สมาธิไม่เคยนั่ง เดินจงกรมก็ไม่เคย แล้วเพิ่งจะทนได้จังได๋ เพิ่นเป็นมหา เอาแต่เรียนหนังสือ ไม่เคยนำมาปฏิบัติจักเทื่อ..”
ความจริงแล้ว เรื่องต่างนิกายไม่น่าจะสำคัญมาก ถ้าปฏิบัติอยู่ในธรรมวินัยเดียวกัน ดังพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ในหนังสือพุทธศาสนวงศ์ ที่ว่า
“การที่พระภิกษุสงฆ์แยกออกเป็นนิกายต่างๆ ไม่ใช่เป็นการแปลกมีในทุกๆ ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา และการที่แยกกันออกไปนี้ อาจกล่าวตามประวัติศาสตร์ว่าต้องมีเป็นธรรมดา ถึงพยายามรวมให้เป็นหนึ่งเท่าไรก็ไม่สำเร็จ อาจสำเร็จได้ชั่วคราว แต่ต่อมาไม่นานก็กลับแยกกันออกไปอีก ในศาสนาอื่นๆ ก็มีแยกเป็นลัทธินิกายต่างๆ เหมือนกัน
การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา มิใช่อยู่ที่การพยายามเพื่อรวมนิกายสงฆ์ แต่อยู่ที่การพยายามให้พระสงฆ์ทุกนิกายตั้งอยู่ในพระธรรมวินัย ส่วนการรวมกันนั้น เมื่อดีเสมอกัน หรือเสื่อมเสมอกัน ก็รวมกันเข้าได้เอง”
สาธุ!
ขอพูดถึงหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับหลวงปู่มั่น ท่านมีลูกศิษย์ทั้งสองนิกาย โดยเฉพาะหลวงปู่ใหญ่ ท่านบอกให้ลูกศิษย์ทั้งสองนิกายพักจำพรรษาด้วยกัน ลงอุโบสถด้วยกัน จนกระทั่งทางฝ่ายปกครองมีคำสั่งไม่ให้ทำสังฆกรรมรวมกัน ท่านจึงบอกศิษย์ว่า
“เมื่อผู้ใหญ่เขาไม่ให้ทำสังฆกรรมรวมกัน ต่างคนก็ต่างแยกกันทำซะ ไม่มีปัญหาอะไรดอก ”
๑๐๓
เรื่องของธรรมะจัดสรร
การที่เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ท่านไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติธุดงค์กรรมฐาน และหาทางขัดขวางต่างๆ นานา ในตอนแรก ทำให้พระกรรมฐานหลายองค์พยายามหนีออกไปอยู่ไกลๆ ส่วนหนึ่งก็หนีความรำคาญ เช่น ท่านธมฺมธีโร (แสง) หนีจากอุบลฯ ไปอยู่หนองบัวลำภู ได้สร้างวัดหลายแห่ง และมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
บูรพาจารย์สายกรรมฐานหลายท่าน ข้ามไปบำเพ็ญภาวนาและเผยแพร่ธรรมทางฝั่งลาว เกิดวัดกรรมฐานขึ้นหลายแห่ง
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ก็ไปเผยแพร่ธรรมอยู่ทางภาคอีสานตอนบน แถบจังหวัดอุดรธานี นครพนม สกลนคร หนองคาย รวมไปถึงจังหวัดเลย เกิดวัดกรรมฐานหลายร้อยแห่ง
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาโค และศิษย์ ก็เป็นคณะใหญ่ ออกเผยแพร่ธรรมแถบจังหวัดขอนแก่น แล้วมาพำนักประจำที่จังหวัดนครราชสีมา
ถ้าจะมองในแง่การเผยแพร่กรรมฐานของบูรพาจารย์พระกรรมฐานในยุคแรก ต้องเจอกับอุปสรรค หรือมารผจญอย่างหนักหนาสากรรจ์ อุปสรรคใหญ่มาจาก ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มพ่อมดหมอผี พวกไสยศาสตร์ต่างๆ กลุ่มที่สอง การขัดขวางจากพระสงฆ์เจ้าถิ่นที่อยู่เดิม ในกลุ่มนี้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ และยังเข้มข้นมาจนทุกวันนี้ และกลุ่มที่สาม จากพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตด้วยกันเอง ตัวอย่างจากเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นต้น
ในทางธรรมะ การเอาชนะอุปสรรคถือเป็นการสร้างบารมีดังคำพังเพยที่ว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด” พระพุทธองค์ยังต้องผจญมารและเอาชนะนักบวชกลุ่มต่างๆ ด้วย ขันติธรรม เมตตาธรรม และปัญญาธรรม พระองค์ท่านไม่เคยผูกพยาบาทกับศัตรูเลย
ถ้ามองในแง่ของ การบริหารจัดการ ตามแนวความคิดปัจจุบันต้องบอกว่า เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส หรือมองในสายตาธรรมะต้องบอกว่า ธรรมะจัดสรร
กล่าวคือ การที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และคณะศิษย์ ได้ออกจากจังหวัดอุบลฯ ไปเผยแพร่ธรรมในจังหวัดต่างๆ รวมทั้งในประเทศลาวนั้น ผลดีที่ตามมา ทำให้ประชาชนเข้าใจและศรัทธาในคณะธรรมยุต ศรัทธาในสายพระป่า ก่อให้เกิดวัดป่าหรือวัดกรรมฐานขึ้นมากมาย
ต่อมา หลวงปู่มั่น ได้ปลีกจากหมู่คณะไปบำเพ็ญธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ๑๒ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๑ – ๒๔๘๒ ก่อให้เกิดวัดป่าหรือวัดกรรมฐานอีกมากมาย ที่เป็นที่รู้จักดี เช่น วัดเจดีย์หลวง วัดสันติธรรม อำเภอเมือง, วัดป่าดาราภิรมย์, วัดห้วยน้ำริน อำเภอแม่ริม, วัดป่าอาจารย์ตื้อ, วัดอรัญญวิเวก อำเภอแม่แตง, วัดเจติยบรรพต, วัดดอยแม่ปั๋ง, วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) อำเภอพร้าว, วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง, วัดถ้ำผาปล่อง, วัดถ้ำปากเปียง อำเภอเชียงดาว, วัดถ้ำผาผึ้ง อำเภอฝาง เป็นต้น
นอกจากวัดป่าสังกัดสายธรรมยุตแล้ว ยังมีวัดป่าหรือวัดกรรมฐานสังกัดสายมหานิกายอีกมากมาย ที่ถือเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่นเช่น สายวัดหนองป่าพง ของหลวงพ่อชา สุภทฺโท สายวัดทุ่งสามัคคีธรรม อ สามชุก จ.สุพรรณบุรี ของหลวงปู่สังวาลย์ เขมโก พระอาจารย์ของหลวงพ่อสนอง กตปุญฺโญ วัดสังฆทาน นนทบุรี หลวงพ่อสำรวม สิริภทฺโท วัดไกลกังวล เขาสารพัดดีศรีเจริญธรรม อ.หันคา จ.ชัยนาท ทางภาคตะวันออก ก็มีหลวงปู่ใช่ สุชีโว วัดเขาฉลาก บางพระ อ.ศรีราชา ชลบุรี หลวงพ่อณรงค์ มหาวโร วัดบ้านเพ (รำไพพรรณีวัน) บ้านเพ ระยองเป็นต้น
หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค ผู้บันทึกเรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า
“สำหรับเรื่องนี้ เป็นอุทาหรณ์สอนใจเป็นอย่างดีว่า ความจริงย่อมเป็นความจริงวันยังค่ำ ธรรมชาติทองคำนั้นแม้จะเอาไปซุกซ่อนไว้ในโคลนตม มันก็ยังเป็นทองคำอยู่ดี ไม่เปลี่ยนแปลง ในธรรมชาติความเป็นจริงก็เหมือนกัน แม้บางครั้งจะมีเมฆหมอกแห่งความชั่วร้ายเข้ามาบดบังอยู่บ้าง แต่คราใด ขันติธรรม เราถึงพร้อม ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ อดทน รอเวลาให้เมฆหมอกเหล่านั้นเคลื่อนตัวออกไปอย่างไม่วู่วามรีบด่วนตัดสินใจไปก่อนวันสมหวังจะมาถึง ผลที่เกิดขึ้นในที่สุด ก็คือความแจ่มจำรัสของท้องนภากาศแห่งตะวันอันเจิดจ้า เพราะธรรมย่อมชนะอธรรม ธรรมแท้ย่อมเป็นของจริง ที่ทนต่อการพิสูจน์ เยี่ยงพระบูรพาจารย์ของเรา ผู้เห็นภัยในวัฏฏะ ผู้ได้ยอมทนเพื่อพระศาสนา และเพื่อความวิมุตติหลุดพ้น อย่างแท้จริง”
๑๐๔
ไปวัดอรัญญิกาวาส นครพนม
ขออนุญาตกลับมาต่อเรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ช่วงที่ออกเผยแพร่ธรรมทางภาคอีสานตอนบนกันต่อนะครับ
บันทึกของหลวงพ่อโชติ อาภคฺโค มีดังนี้.:
“ปี พ ศ ๒๔๗๗ ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้เดินทางจากสกลนครมาที่วัดอรัญญิกาวาส จังหวัดนครพนมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อฉลองศาลาโรงธรรม ที่พระอาจารย์บุญมา (มหายโส) กราบนิมนต์
ลูกศิษย์จำนวนมากมารวมกัน และท่านพระอาจารย์ (เสาร์) ปรารภที่จะกลับจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอน แต่ได้ปรึกษากันว่าทางอุบลฯ จะยินดีให้การสนับสนุนหรือไม่
ท่าน (หลวงปู่ใหญ่ฯ) ได้ให้ทำหนังสือถึงเจ้าคณะจังหวัดอุบลฯ และในเวลาต่อมาได้รับตอบจากท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน) วัดศรีทอง เจ้าคุณพระศรีธรรมวงศาจารย์ วัดสุปัฏนาราม ว่ามีความยินดีสนับสนุนต่อไป”
จากข้อความข้างต้น หมายความว่า เมฆหมอกทางจังหวัดอุบลฯ คืออุปสรรคขัดขวางการเผยแพร่ธรรมของพระธุดงค์กรรมฐานจากพระผู้ใหญ่ฝ่ายบริหารกิจการคณะสงฆ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว หลวงปู่ใหญ่จึงมีความประสงค์จะกลับบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายที่นั่น
จากหนังสือของ อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ บันทึกเหตุการณ์ในช่วงเดียวกันว่า
ในปีพรรษานั้นไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกว่าท่านพระอาจารย์ใหญ่ “ญาท่านเสาร์” ได้อยู่พักจำพรรษา ณ ที่ใด แต่ช่วงหลังจากออกพรรษาแล้ว ท่านคงจะไป–มา อยู่ระหว่าง ธาตุพนม–สกลนคร–นครพนม เพราะวัดป่าสุทธาวาสทางสกลนครนั้น มีหลักฐานว่า ได้สร้างกุฏิพระแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๓–๒๔๗๕ (มีป้ายติดไว้ที่กุฏิ พ.ศ. ๒๔๗๕) โดยกุฏิชั่วคราวที่ปลูกสร้างในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๓ นั้นมีลักษณะ
“กว้าง ๒.๕ – ๓ เมตร ใต้ถุนสูง ๑ เมตร มีชานด้านหน้า และพื้นปูด้วยไม้ยาง หลังคามุงด้วยจาก ฝากั้นด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ ค่าก่อสร้างจำไม่แน่ชัด แต่เข้าใจว่าประมาณหลังละ ๒๕ บาท กุฏิที่กล่าวนั้นคงได้ใช้ชั่วคราวจริงๆ คือเพียง ๕–๖ ปี ก็หมดอายุ”
ข้อความข้างต้นที่อยู่ในเครื่องหมายคำพูด “__” คัดจาก หนังสือเรื่อง “ตอนหนึ่งจากความทรงจำเรื่องวัดสุทธาวาส สกลนคร” ของท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ที่เขียนในหนังสือสุทธาวาสที่ระลึกในงานทอดกฐินวัดป่าสุทธาวาส วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๕
ที่บอกว่าคัดจาก หนังสือของนายแพทย์ฝนนั้น อาจารย์พิศิษฐ์ท่านเป็นคนคัดมา ส่วนผม (นายปฐม นิคมานนท์) ก็ถือเอาสะดวกเข้าว่า คือ–คือ! ลอกมาอีกต่อหนึ่งครับ!
๑๐๕
ใต้ต้นกะบก–ดงบาก มาเป็นวัดป่าสุทธาวาส
ปี พ.ศ.๒๔๗๘–๒๔๗๙ เป็นพรรษาที่ ๕๔–๕๕ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พักจำพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร พอถึงช่วงออกพรรษาท่านก็ออกเผยแพร่ธรรมไปตามที่ต่างๆ ไม่ได้อยู่ประจำที่ดังที่ทราบกันดีแล้ว
ในตอนนี้ผมขอพูดถึงการตั้งวัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนครพอให้เป็นที่เข้าใจสำหรับท่านที่ยังไม่เคยทราบ ส่วนท่านที่ทราบแล้วก็ถือว่าเป็นการทบทวนเรื่องเก่าก็แล้วกัน
สถานที่ตั้งวัดป่าสุทธาวาส ในปัจจุบัน แต่เดิมเป็นป่าอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมืองสกลนคร ชาวบ้านเรียกว่า “ดงบาก” ซึ่งก็คือป่าดงไม้กระบากนั่นเอง มีสภาพเป็นป่าทึบเป็นแนวกว้าง พื้นที่เป็นดินทราย อยู่บนสันดอนแหลมมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ เป็นที่สงบ ร่มรื่นตลอดทั้งวัน
แต่เดิมมีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ชุกชุม ค่ำเย็นลงระงมไปด้วยเสียงจักจั่นเรไร และเสียงนกกลางคืน เป็นสถานที่วิเวกเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการบำเพ็ญภาวนาของพระธุดงค์ ที่สำคัญก็อยู่ไม่ห่างไกลจากชุมชนมากนัก พอออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ได้โดยไม่ลำบาก
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เลือกเป็นที่พักบำเพ็ญเพียรในช่วงที่มาเผยแพร่ธรรมะให้กับชาวสกลนคร
ตามปรารภของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ท่านมีความประสงค์จะสร้างวัดใกล้กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ๒ แห่ง มีที่พระธาตุพนม แห่งหนึ่ง คือวัดอ้อมแก้ว หรือ วัดเกาะแก้วอัมพวัน ในปัจจุบัน ดังที่นำเสนอแล้ว และวัดที่ ๒ ที่สกลนครซึ่งมีพระธาตุเชิงชุม เป็นพุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ได้แก่วัดป่าสุทธาวาส นี้เอง
ที่ผมใช้คำว่าเป็น พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ เพราะสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูพระพุทธศาสนาจริงๆ ไม่มีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์หรือลัทธิอื่นมาเจือปน องค์พระธาตุก็เป็นความเชื่อแบบพุทธล้วนๆ เรียกว่า พุทธบริสุทธิ์ก็ได้ เป็นศิลปแบบล้านช้าง ซึ่งสืบทอดมาจากฝั่งลาว สายเดียวกันกับ ศิลปล้านนา ของชาวเหนือ เรียกว่าเป็นศิลปแบบพุทธแท้เลยทีเดียว มาระยะหลังๆ ในปัจจุบันเริ่มมีอิทธิพลจากศาสนาและลัทธิต่างๆ เข้ามาแทรก เช่น มีเทวรูป พระอินทร์ พระพรหม พระอิศวร หรือเจ้าแม่กวนอิม เทพเจ้าลัทธิต่างๆ มาปน ทำให้ความบริสุทธิ์ด้านศิลปชาวพุทธแท้ๆ ต้องแปรเปลี่ยนไป (อันนี้ผมว่าเองนะครับ ถ้ามีผิดพลาดก็กราบท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วย–ปฐม)
ขอพาท่านกลับมาที่ ป่าดงบากกันต่อนะครับ
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ท่านธุดงค์มาปักกลดใต้ต้นกะบกใหญ่
กะบกใหญ่ ต้นนั้นหักโค่นไปแล้ว หลวงปู่ใหญ่ ได้ปรารภว่า
“บริเวณป่าแห่งนี้มีทั้งที่เป็นสิริมงคลหลายอย่าง น่าจะได้สร้างเป็นสำนักสงฆ์ขึ้น เพื่อพระธุดงค์ที่ปลีกวิเวกจะได้มาพักพิง และชาวบ้านก็จะได้มาทำบุญปฏิบัติธรรมรักษาศีลภาวนา”
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ที่ดงบากแห่งนี้ ต่อมาก็ได้สร้างเป็นสำนักสงฆ์ และพัฒนามาเป็นวัดป่าสุทธาวาส ซึ่งเป็นสถานที่ที่ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาละขันธ์มรณภาพ ณ วัดแห่งนี้เอง นับเป็นสถานที่มงคลสำหรับชาวพุทธเป็นอย่างยิ่ง
สภาพป่าในปัจจุบันหายไปหมดแล้ว กลายเป็นบ้านเรือนขึ้นอยู่ล้อมรอบวัด ด้านหน้าวัดก็เป็นทางหลวงหมายเลข ๒๑๓ สกลนครกาฬสินธุ์ และมีศูนย์ราชการย้ายออกมาตั้งอยู่คนละฝั่งถนนกับที่ตั้งวัด แต่ภายในวัดก็ยังสงบร่มรื่นอยู่เช่นเคย
หมายเหตุ: ไม้กะบก กับ กะบาก เป็นคนละต้นกัน ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เรียกว่า กระบก กับ กระบาก มีคำอธิบาย ดังนี้
กระบก – ชื่อไม้ต้นขนาดใหญ่ ใบรูปไข่ ผลเท่ามะกอกหรือมะปรางขนาดเขื่อง เมล็ดแข็ง เนื้อในขาว มีรสมัน กินได้ ตระบก มะมื่น หรือ มะลื่น ก็เรียก
กระบาก – ชื่อไม้ต้นขนาดใหญ่ มีหลายชนิด ขึ้นในป่าดิบทั่วไป ลำต้นตรงสูงได้ถึง ๓๐–๔๐ เมตร เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้างที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมากนัก โดยมากใช้เป็นไม้แบบหล่อคอนกรีต
เมื่อมีโอกาสไปดูไม้จริง อันไหน กระบก อันไหน กระบาก ท่านต้องสืบค้นเอาเอง
๑๐๕
บันทึกการสร้างวัดป่าสุทธาวาส
ขอโอกาสท่านผู้อ่าน เขียนถึงกำเนิดหรือการสร้างวัดป่าสุทธาวาส ในสมัยเริ่มแรก ซึ่งมีอยู่ ๓ บันทึก คือ
๑. กำเนิดวัดป่าสุทธาวาส ในความทรงจำของข้าพเจ้า โดย นายวิศิษฐ์ วัฒนสุชาติ สามีของคุณลูกอินทน์ น้องสาวคนเล็ก ๓ พี่น้อง ผู้นำในการสร้างวัด บันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗
๒. สารคดีวัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร โดย พระทองคำ จารุวณฺโณ บันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ในการอุปสมบทครั้งที่ ๒
๓. ข้อคิดเกี่ยวกับประวัติและสารคดีวัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร โดย นายแพทย์เจริญ วัฒนสุชาติ
ผมขอโอกาสคัดลอกบางตอนของบันทึกทั้ง ๓ ฉบับ มานำเสนอด้วยกัน ดังนี้
หลวงตาทองคำ เริ่มต้นบันทึกว่า
“วัดป่าสุทธาวาส เป็นวัดที่ ๓ พี่น้องหญิง คือ นางนุ่ม นางนิล ชุวานนท์ และนางลูกอินทน์ วัฒนสุชาติ สร้างถวายพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น โดยเฉพาะ”
นายวิศิษฏ์ วัฒนสุชาติ ได้บันทึกเหตุการณ์ในปี พ.ศ.๒๔๗๒ ปีแรกที่หลวงปู่ใหญ่มาพักว่า
“…ในระยะนี้ได้มีพระธุดงค์มาจากถิ่นต่างๆ มาปักกลดพักเพื่อปฏิบัติธรรมทางวิปัสสนากรรมฐานในบริเวณดงบาก ซึ่งเป็นป่าไม้ทึบใกล้สนามบิน และอยู่ชานเมืองสกลนครด้านทิศใต้ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๒ กิโลเมตร ประชาชนจังหวัดสกลนครได้ออกไปทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา และฝึกสมาธิตามศรัทธา พระธุดงค์เหล่านั้น ส่วนมากมาพักปฏิบัติธรรมอยู่ชั่วคราว แล้วท่านก็จาริกไปอยู่ที่อื่นต่อไป..”
บันทึกของนายวิศิษฏ์ พูดถึงการเริ่มต้นก่อตั้งเป็นวัดว่า
“ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ท่านอาจารย์หล้า มีลูกศิษย์ตามมาด้วย ๓ – ๔ องค์ มาปักกลดพักอยู่บริเวณป่าแห่งนี้ (อยู่ตรงกลางที่สร้างวัดป่าสุทธาวาส)
พี่นุ่ม พี่นิล และลูกอินทน์ ภรรยาของข้าพเจ้า ซึ่งมีความเคารพและเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติ ของอาจารย์พระกรรมฐานที่เคยผ่านมาเป็นทุนอยู่แล้ว จึงได้ชักชวนผู้ใกล้ชิด ซึ่งมีข้าพเจ้าคนหนึ่ง และว่าจ้างคนงานไปช่วยถากถางปาในบริเวณนี้ให้กว้างขวางออกไป แล้วตัดไม้ในบริเวณนั้นเท่าที่จำเป็น เพื่อสร้างเป็นกุฏิเตี้ยๆ พอพักได้องค์เดียว
มุงหลังคาด้วยหญ้าคาและฟางเท่าที่หาได้ สร้างได้ ๔–๕ หลัง และได้สร้างศาลาเตี้ยๆ ยกพื้นสูงประมาณ ๗๕ เซนติเมตร กว้าง ๔ เมตร ยาว ๘ เมตร ปูพื้นด้วยไม้กลมเลี่ยนลำ มุงหลังคาด้วยหญ้าคาขึ้น ๑ หลัง เพื่อเป็นที่ฉันจังหัน และแสดงธรรมให้แก่ชาวบ้านที่สนใจฟัง และหัดนั่งสมาธิภาวนา ตามแต่โอกาสจะอำนวยให้
ในช่วงนี้ ชาวบ้านกกสัมโรง (กกสำโรง ในภาษากลาง) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของสนามบิน มีลุงหมื่นราษฎร์ ลุงตัน เป็นหัวหน้า ได้ชักชวนชาวบ้านมาช่วยกันถากถางให้บริเวณนี้กว้างออกไปอีก จนเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นมา จึงได้อาราธนานิมนต์ท่านอาจารย์ (หล้า) และคณะ พักปฏิบัติธรรมและจำพรรษาอยู่ ณ สำนักสงฆ์แห่งนี้
เนื่องจากบริเวณป่าแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ ท่านขุนอุพัทธ์ระบิล เป็นผู้ขออนุญาตจับจองไว้ พี่นุ่ม จึงได้ติดต่อกับท่านขุนอุพัทธ์ระบิลเพื่อสร้างเป็นสำนักสงฆ์
ท่านขุนอุพัทธ์ระบิลมอบให้ด้วยความยินดี ที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงเป็นดินปนทราย เวลาหน้าฝนน้ำไม่ขัง มีป่าไม้ปกคลุมหนาแน่น
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๓ เป็นต้นมา สำนักสงฆ์แห่งนี้ขยายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นตามลำดับ มีต้นไม้ใหญ่ๆ ขึ้นปกคลุม ร่มรื่นดี พี่นุ่ม พี่นิล และคณะผู้มีศรัทธาทั้งหลาย เห็นว่ากุฏิชั่วคราวชำรุดทรุดโทรมลง จึงได้ชักชวนกันสร้างกุฏิที่ดีกว่าเดิมขึ้นใหม่ มีขนาด ๓.๐๐ x ๒.๕๐ เมตร ใต้ถุนสูงประมาณ ๑.๕๐ เมตร ทำด้วยเสาไม้แก่น พื้นไม้ยาง ฝาไม้ไผ่ขัดแตะ มุงหลังคาด้วยหญ้าคา มีผู้รับสร้างให้ในราคาหลังละ ๒๕ บาท
กุฏินี้เมื่อสร้างแล้วคงมีความมั่นคงอยู่ได้ประมาณ ๕–๖ ปี ได้มีข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ช่วยกันบริจาคเงินเพื่อสร้างกุฏิดังกล่าวนี้คนละหลัง รวมแล้วได้หลายหลัง พอเพียงกับพระที่ท่านมาพำนักอาศัย ทำให้ท่านได้รับความสะดวกดียิ่งขึ้น
ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๔–๒๔๘๐ ได้มีการสร้างกุฏิถาวรขึ้นมา และสร้างศาลาโรงธรรมขึ้น ๑ หลัง ขนาด ๒o ๑๐ เมตร ยกพื้นสูง๑ เมตร มุงหลังคาด้วยกระเบื้องไม้ มีพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานจำพรรษาและพักอาศัยติดต่อกันตลอดมา
ในระหว่างปี ๒๔๘๑–๒๔๘๒ ทางวัดได้ดำเนินการขออนุญาตตั้งวัดเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยตั้งชื่อว่า วัดสุทธาวาส และท่านขุนอุพัทธ์ระบิล ทำหนังสือยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เป็นที่สร้างวัด ซึ่งได้รับอนุญาตจากทางการ ตามใบอนุญาต เลขที่ ๑๓๑ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๘๒ สมัยท่านพระครูวิมลสกลเขต เจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุม เป็นเจ้าคณะแขวง และท่านขุนศรีประทุมวงศ์ เป็นนายอำเภอเมืองสกลนคร
วัดสุทธาวาส จึงเป็นวัดธรรมยุตที่ถูกต้องแต่บัดนั้นเป็นต้นมา มีอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เสาร์และ ท่านอาจารย์มั่น ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาพักจำพรรษา และอยู่ประจำติดต่อกันมาจนปัจจุบัน”
นายวิศิษฏ์ เจ้าของบันทึก แสดงความรู้สึกในตอนท้ายว่า
“ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสใช้กำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิดและกำลังทรัพย์ เท่าที่หามาได้ด้วยตนเอง ผนึกกำลังกับชาวบ้านและมีบทบาทในการสร้างวัดสุทธาวาส เริ่มตั้งแต่การถากถางป่า จนกลายเป็นสำนักสงฆ์และวัดที่สมบูรณ์แบบ ถูกต้องตามกฎหมาย”
สาธุ! สาธุ! สาธุ!
บันทึกอีก ๒ ฉบับ ก็มีเนื้อหาเช่นเดียวกัน ต่างกันในรายละเอียดบ้าง เพราะบันทึกหลังจากเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว ก็คงไม่ต้องยกมากล่าวอีกนะครับ
สำหรับเจ้าสำนัก หรือเจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส มีตามลำดับ ดังนี้
(ถือตามบันทึกของ นายวิศิษฏ์ วัฒนสุชาติ)
๑. ท่านอาจารย์หล้า
๒. ท่านอาจารย์โชติ
๓. หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล
๔. หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ
๕. พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส)
๖. ท่านอาจารย์มหาไพบูลย์ (ท่านเจ้าคุณราชคุณาภรณ์ ต่อมาเป็นเจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุต และเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีโพนเมือง)
๗. ท่านอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต (พระครูอุดมธรรมคุณ) ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๙–๒๕๐๘
๘. ท่านอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร (พระญาณสิทธาจารย์) ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๘–๒๕๐๙
๙. ท่านอาจารย์วัน อุตฺตโต ปี พ.ศ. ๒๕๐๙
๑๐. ท่านอาจารย์แว่น ธนปาโล พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๒๓
๑๑. ท่านพระครูวินัยธร ประมูล รวิวํโส (พระวิบูลธรรมภาณ) เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร ฝ่ายธรรมยุต ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๓–๒๕๓๗
๑๒.หลวงปู่คำดี ปญฺโญภาโส พ.ศ. ๒๕๓๗–ปัจจุบัน ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดสกลนครฝ่ายธรรมยุต
(หลวงปู่คำดี เป็นพระกรรมฐานที่เมตตามาพักที่บ้านผู้เขียนเป็นองค์แรก หลังจากนั้นก็มีหลวงปู่หลวงพ่อองค์อื่นๆ เมตตามาพักโปรดญาติโยมที่บ้านอยู่เรื่อยๆ จนที่บ้าน คือ บ้านนิคมานนท์กลายเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมกลายๆ –ปฐม)
วัดป่าสุทธาวาส ปัจจุบันมีสิ่งสักการบูชาที่สำคัญคือ โบสถ์ที่สร้างตามสนองความคิดของหลวงปู่มั่น จัดสร้างบนเมรุที่เผาศพของท่าน มีพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่มั่น และเจดีย์ของหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานร่างต้นแบบด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง
นับเป็นสถานที่มงคลเป็นอย่างยิ่ง ใครยังไม่เคยไป ควรหาโอกาสไปให้ได้ เพราะเป็นแดนบุญที่บริสุทธิ์จริงๆ
๑๐๖
หลวงปู่บัวพา ศิษย์อุปัฏฐากรุ่นสุดท้าย
เหตุการณ์นี้เกิดในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ พรรษาที่ ๕๔ ในปีนี้ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กลับมาพำนักที่ป่าดงบาก หรือ วัดป่าสุทธาวาส เมืองสกลนคร อีกครั้งหนึ่ง
ศิษย์อุปัฏฐากของหลวงปู่ใหญ่ ในขณะนั้น คือ พระภิกษุอุย จากบ้านหนองดินดำ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร มีเหตุให้ต้องกราบลาไปเยี่ยมบ้าน เพื่อดูแลรักษามารดาที่กำลังป่วย ซึ่งโยมมารดาของท่านได้ถึงแก่กรรม ก่อนที่ท่านจะออกเดินทางไปเพียงวันเดียว
ขณะเดียวกันนั้น ท่านพระอาจารย์กอง วัดประชานิยม บ้านโพนทัน อ.คำเขื่อนแก้ว จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับ จ.ยโสธร) ซึ่งเป็นศิษย์ของ ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน วัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ อ เลิงนกทา จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับ จ ยโสธร) ได้นำศิษย์ที่เพิ่งบวชได้ ๒ พรรษา คือ พระอาจารย์บัวพา ปญญาภาโส วัดป่าพระสถิตย์ อ.ศรีเชียงใหม่ จ หนองคาย ไปถวายตัวเป็นศิษย์อุปัฏฐากทำหน้าที่แทนพระอาจารย์อุย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
จากหนังสือ ประวัติพระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส กล่าวถึงเรื่องราวในตอนนี้ว่า
“พอออกพรรษาแล้ว มีเพื่อนชวนไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดป่าบ้านโพนทัน พระที่ไปด้วยกันได้ขอทำทัฬหีกรรม ญัตติเป็นธรรมยุตหมด ยังเหลือแต่พระภิกษุบัวพา ที่ยังไม่พร้อมที่จะญัตติเป็นพระธรรมยุต เนื่องจากยังไม่ได้บอกพระอุปัชฌาย์
ในปีนั้น ท่านได้ปฏิบัติกรรมฐานอยู่วัดป่าบ้านโพนทัน กับ ท่านพระอาจารย์กอง ฝึกหัดนั่งสมาธิ เดินจงกรม บำเพ็ญเพียรในอิริยาบถต่างๆ รู้สึกว่าจิตใจสงบร่มเย็นขึ้นโดยลำดับ ตั้งแต่นั้นต่อมาท่านก็เลยเลิกเรียนปริยัติ มุ่งหน้าแต่ด้านปฏิบัติกรรมฐานเพียงอย่างเดียว
ด้วยเหตุที่มีจิตใจมุ่งมั่นในการปฏิบัติกรรมฐาน พระภิกษุบัวพาจึงออกเดินทางไปวัดสีฐาน อ.มหาชนะชัย (จ.ยโสธร) เพื่อฝึกอบรมกรรมฐานให้ได้ผล และแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความชำนาญในการสอนกรรมฐาน
ในช่วงนั้น ชื่อเสียงและปฏิปทาของพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโลและหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กำลังเลื่องลือและเป็นที่รู้จักกันทั่วไป
พระภิกษุบัวพา ก็อยากพบเห็น เพื่อจะได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์จึงได้ชักชวนเพื่อนสหธรรมิก เดินทางไปยังจังหวัดสกลนคร
การเดินทางในสมัยนั้นลำบากมาก เพราะไม่มีถนน ไม่มีรถยนต์ ต้องเดินทางด้วยเท้าไปตามทางเกวียน ผ่านป่าดงดิบหนาทึบ ข้ามภูเขาหลายลูก คณะของพระภิกษุบัวพา จึงออกเดินทางจากอำเภอมหาชนะชัย ไปจังหวัดสกลนคร
ในขณะเดียวกันก็มีคณะพระภิกษุสามเณรจะเดินทางไปอำเภอบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ และจะต่อไปยังสกลนคร พระภิกษุบัวพา จึงขอร่วมเดินทางไปด้วย
เมื่อไปถึงสกลนครแล้ว ก็ได้เข้าไปกราบนมัสการ พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ที่ วัดป่าสุทธาวาส ขอฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของท่าน
เมื่อฝึกปฏิบัติกรรมฐานไปได้ระยะหนึ่ง จิตใจของท่านรู้สึกสงบเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ท่านจึงตกลงใจว่า สมควรที่จะขอทำทัฬหีกรรม เป็นพระธรรมยุตได้แล้ว
ดังนั้น พระอาจารย์เสาร์ จึงสั่งการให้จัดเตรียมบริขารใหม่ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ท่านจึงให้พระภิกษุ ๒ รูป นำคณะของพระภิกษุบัวพา เดินทางไปขอทำทัฬหีกรรมที่จังหวัดนครพนม
พิธีการญัตติเป็นพระธรรมยุตครั้งนี้ มีขึ้นเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๘ ณ พัทธสีมา วัดศรีเทพประดิษฐารามโดยมีพระครูสารภาณมุนี (เจ้าคุณปู่จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาพรหมา โชติโก (พระราชสุทธาจารย์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ต่อจากนั้นพระภิกษุบัวพา และคณะ จึงได้เดินทางกลับไปยังสกลนคร อยู่ปฏิบัติกรรมฐานกับพระอาจารย์เสาร์เรื่อยมา”
หลวงปู่บัวพาได้ติดตามอุปัฏฐาก หลวงปู่ใหญ่ เรื่อยมาจนถึงกาลสุดท้ายของหลวงปู่ใหญ่ จึงถือได้ว่า หลวงปู่บัวพา เป็นศิษย์อุปัฏฐากรุ่นสุดท้าย ตามชื่อหัวเรื่องที่ตั้งไว้ข้างต้น
๑๐๘
ประวัติหลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส
หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ ณ บ้านบึงแก อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร เป็นบุตรของนายหยาด และนางทองสา แสงสี
พ.ศ. ๒๔๗๕ อุปสมบทครั้งแรกที่วัดกุดกุง อำเภอคำเขื่อนแก้วจังหวัดยโสธร โดยพระอาจารย์ม่อน เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้พระอาจารย์กอง วัดป่าโพนทัน เป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐานองค์แรก
ด้วยหลวงปู่บัวพา มีจิตใจใฝ่ในการปฏิบัติกรรมฐาน เมื่อทราบข่าวท่านหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล มาพักอยู่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร จึงน้อมจิตอธิษฐานถึงหลวงปู่เสาร์ว่า
“ขอได้พบ และเป็นศิษย์ติดตามปฏิบัติอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ด้วยเถิด”
หลวงปู่บัวพา ได้เดินทางไปวัดป่าสุทธาวาส เพื่อมอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ซึ่งท่านได้เมตตารับเป็นศิษย์ในสำนักซึ่งขณะนั้นหลวงปู่บัวพา ยังเป็นพระมหานิกายอยู่
หลวงปู่ใหญ่ ได้ฝึกหัดหลวงปู่บัวพาปฏิบัติตัวให้ถูกต้องก่อนที่จะญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุต เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ที่วัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม โดยมี พระครูสารภาณมุนี (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระมหาพรหมา โชติโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์
อุปสมบทเป็นพระธรรมยุตแล้ว หลวงปู่บัวพาก็กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส ซึ่งครูบาอาจารย์ พระเณร ประชุมกันเพื่อจัดเวรอุปัฏฐากหลวงปู่ใหญ่เสาร์ โดยพระทุกองค์ในวัดจะได้รับเวรปรนนิบัติรับใช้ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสมอกันทุกองค์ จัดเวรกันวันละ ๓ องค์ คือ พระสองกับเณรหนึ่งองค์
ส่วนหลวงปู่บัวพานั้น ตั้งใจจะอุปัฏฐากถวายหลวงปู่ใหญ่ตลอดไป จึงเข้าทำการอุปัฏฐากหลวงปู่ใหญ่ทุกวัน แม้วันที่ไม่ใช่เวรท่านก็ตาม ก็มาช่วยหมู่เพื่อนอยู่ทุกวัน จนหลวงปู่ใหญ่ จำหน้าท่านได้เป็นอย่างดี
วันหนึ่ง หลวงปู่ใหญ่ ได้ถามหลวงปู่บัวพาว่า
“เจ้าชื่อหยัง อยู่บ้านได๋ เมืองได๋?”
หลวงปู่บัวพา ได้กราบเรียนหลวงปู่ใหญ่ ให้ทราบความเป็นมาของท่านด้วยความเคารพ แล้วหลวงปู่ใหญ่ก็พูดว่า
“เฮามันคนเมืองอุบลฯ ทางเดียวกันน้อ”
หลังออกพรรษาในปีนั้น หลวงปู่ใหญ่ได้ปรารภกับลูกศิษย์ลูกหาว่า
“โยมทางเมืองอุบลฯ มานิมนต์ให้เขาไปโปรดญาติโยมทางบ้านเก่าบ้าง หากจะไปกันหมดวัดก็คงไม่งาม คงจะต้องแบ่งกันไป เขาจะว่าพระกรรมฐานเราได้ พระกรรมฐานตอนอยู่ก็แย่งกันอยู่ เมื่อตอนไปก็แย่งกันไป มันบ่อดีเด้อ”
ต่อมาหลวงปู่ใหญ่ได้นัดประชุมเรื่องจะเดินทางไปเมืองอุบลฯ ก่อนเลิกประชุม หลวงปู่ใหญ่ ได้คัดเลือกพระเณรที่จะติดตามท่านไปเมืองอุบลฯ
หลวงปู่บัวพาเป็นพระบวชใหม่พรรษาแรก นั่งอยู่ท้ายสุด ได้อธิษฐานในใจว่า
“นับถูกเราไหม? นับถูกเราไหมหนอ? ขอให้เราได้ติดตามไปกับท่านพระอาจารย์เสาร์ด้วยเถิด”
หลวงปู่บัวพา นั่งแบบใจหายใจคว่ำ จนหลวงปู่ใหญ่นับมาถึงองค์สุดท้าย ชี้มือมาทางท่านแล้วพูดว่า
“เจ้าผู้หนึ่งไปนำข้อย เรามันคนทางเดียวกัน บัดถ้าเจ็บป่วยไขได้เบิ่งกัน”
หลวงปู่บัวพา บอกว่าท่านดีใจจนน้ำตาไหล หมู่คณะที่มาประชุมหันมามองหลวงปู่บัวพาเป็นตาเดียว ที่เห็นหลวงปู่ใหญ่เรียกชื่อท่านเป็นองค์สุดท้าย
การที่หลวงปู่ใหญ่ เลือกหลวงปู่บัวพา และพูดว่า “ถ้าป่วยไข้จะได้ดูแลกัน” เหมือนท่านจะทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า เพราะต่อมาภายหลังเวลาหลวงปู่ใหญ่อาพาธ หลวงปู่บัวพาจะอุปัฏฐากดูแลท่านไปตลอดจนท่านถึงมรณภาพ
ก่อนที่หลวงปู่ใหญ่ จะเดินทางจากวัดป่าสุทธาวาส ไปเมืองอุบลราชธานีนั้น คิดได้แวะพักที่วัดอรัญญิกาวาส จังหวัดนครพนม และไปนมัสการพระธาตุพนมต่อ ซึ่งขณะนั้นพระอุปัฏฐากซึ่งเป็นชาวขอนแก่น ได้กราบลาไปดูแลโยมมารดาที่กำลังป่วย ดังนั้นหลวงปู่บัวพาจึงรับหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่ใหญ่ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
หลวงปู่บัวพาได้ติดตามรับใช้ใกล้ชิด หลวงปู่ใหญ่ไม่ว่าจะธุดงค์ไปสถานที่ใด ทั้งในเมืองอุบลฯ วัดบูรพา วัดป่าบ้านข่าโคม วัดภูเขาแก้ว วัดดอนธาตุ หรือแม้แต่ธุดงค์ออกไปประเทศลาว หลี่ผี ปากเซ และนครจำปาศักดิ์ รวมทั้งครั้งสุดท้ายที่วัดอำมาตยาราม ที่หลวงปู่ใหญ่มรณภาพลงในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๔
หลวงปู่บัวพา เป็นศิษย์ที่อุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่ใหญ่ด้วยความเคารพยิ่ง โดยท่านตื่นแต่ตี ๓ ทำวัตรเช้า–สวดมนต์ เสร็จก็มาที่กุฏิหลวงปู่ใหญ่ เตรียมน้ำร้อน ไม้สีฟัน น้ำล้างหน้า ผ้าเช็ดตัว ถวาย ซึ่งหลวงปู่ใหญ่ จะเดินจงกรมจนถึงสว่าง
ระหว่างนั้นหลวงปู่บัวพา จะเทกระโถนปัสสาวะของหลวงปู่ใหญ่ แล้วกลับลงมาที่ศาลา ปัดกวาดเช็ดถู เตรียมบริขารบิณฑบาต ทั้งของหลวงปู่ใหญ่ และของท่านเอง แล้วตามหลวงปู่ใหญ่ไปบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็จัดเตรียมถวายอาหารที่รับประเคนมาถวายหลวงปู่ใหญ่
ช่วงเย็นท่านจะมาสรงน้ำหลวงปู่ใหญ่ แล้วก็ลงทำวัตร–สวดมนต์เย็น แล้วจึงมาถวายการบีบนวด ซึ่งหลวงปู่ใหญ่ ให้การอบรมสั่งสอนและให้อธิบายธรรมไปในตัว
หลวงปู่บัวพา ได้เล่าถึงแนวทางปฏิปทาของหลวงปู่ใหญ่ ดังนี้. –
“ท่านพระอาจารย์เสาร์ ถือตามแบบเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเคร่งครัดมาก ลูกศิษย์ทุกคนต้องถือเคร่งกับการปฏิบัติภาวนาแต่หัวค่ำยันรุ่ง การประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญภาวนา พูดคุยกันไม่ได้ เวลาปฏิบัติต้องเอาจริง เมื่อถือธุดงค์กรรมฐานอย่างเคร่งครัดแล้ว พอตี ๓ ตื่นนอนทันที ก่อน ๔ ทุ่มต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ศึกษาข้อวินัยกับท่านพระอาจารย์เสาร์ และท่านไม่นิยมให้คลุกคลีกับหมู่คณะ การหลับนอนให้เคร่งครัด หัดจนคล่องตัว ถ้าใครฝึกได้ ท่านก็จะแนะนำการสอนต่อไป”
หลวงปู่ใหญ่ ไม่ค่อยจะพูดอะไรมาก อธิบายธรรมนี้ก็เหมือนกัน ถามก็ตอบ ถ้าไม่ถามก็นั่งเฉยกันทั้งวัน หลวงปู่บัวพา จึงไม่ค่อยเทศน์ ไม่ค่อยพูดตามหลวงปู่ใหญ่ไปด้วย หลวงปู่บัวพาจึงเป็นพระที่พูดน้อย สันโดษ มักน้อย ไม่ติดในลาภยศ ท่านถือแบบอย่างของหลวงปู่ใหญ่เป็นแนวทางการดำเนินตลอดมา
หลังจากหลวงปู่ใหญ่มรณภาพแล้ว อัฐบริขารของท่านได้แจกจ่ายลูกศิษย์หมู่คณะองค์อื่นๆ หลวงปู่บัวพาไม่รับอะไรเลย ท่านให้เหตุผลว่า
“เฮาได้ตัวท่านพระอาจารย์เสาร์แล้ว เฮาพอใจแล้ว”
ท่านพอใจที่ได้อยู่อุปัฏฐากหลวงปู่ใหญ่ และท่านก็ได้ดำเนินตามแนวทางปฏิปทาของหลวงปู่มาโดยตลอด
ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕ เสร็จจากงานถวายเพลิงศพหลวงปู่ใหญ่แล้ว หลวงปู่บัวพา กลับมาจำพรรษาที่วัดดอนธาตุ ๑ พรรษา แล้วกลับไปโปรดโยมมารดาที่บ้านเกิด จากนั้นได้ธุดงค์ไป วัดป่าบ้านหนองผือ และอยู่ศึกษาธรรมกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อีก ๑ พรรษาจึงธุดงค์ต่อไปอีกหลายจังหวัด
จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๘๙–๒๔๙๐ ท่านจึงได้มาอยู่จำพรรษาที่วัดร้างแห่งหนึ่ง ในอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดป่าพระสถิตย์
วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ หลวงปู่บัวพา ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นตรี ที่พระครูปัญญาวิสุทธิ
หลวงปู่บัวพา พำนักอยู่ที่ วัดป่าพระสถิตย์ จนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้มรณภาพลง สิริรวมอายุได้ ๘๑ ปี ๑๑ เดือน ๑๑ วันพรรษา ๖๑
๑๐๙
บันทึกจากหนังสือหลวงปู่หลุย
เรื่องราวต่อไปนี้ปรากฏในหนังสือ จนฺทสาโรบูชา ประพันธ์โดยคุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต มีดังนี้:
“…ครั้งแรก ท่าน (หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร) คิดจะเดินทางกลับไปทางจังหวัดบ้านเกิด (จังหวัดเลย) เพราะมีนิมิตถึงโยมมารดาและตัวท่านก็ธุดงค์จากบ้านเกิดมาช้านาน
อย่างไรก็ดี พอดีได้ทราบว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโลอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส ท่านจึงรีบไปกราบด้วยความเคารพ ทั้งนี้เพื่อจะรายงานเรื่องการที่ท่านสั่งให้ไปอยู่ ถ้ำโพนงาม แต่เมื่อปีก่อนโน้นให้ทราบด้วย
การได้มาอยู่ปรนนิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่อีกวาระหนึ่ง ทำให้ท่านคิดว่าเป็นโอกาสอันประเสริฐ เหมือนจู่ๆ ได้เห็นแก้ววิเศษลอยมาใกล้ตัว จะไม่เชิญแก้วดวงวิเศษไว้บูชาหรือ จะปล่อยให้ลอยผ่านพ้นไปได้อย่างไร.. โอกาสเช่นนี้มีไม่ได้ง่ายๆ สำหรับการกลับไปเยี่ยมบ้านนั้นน่าจะรอต่อไปได้ บ้านโยมมารดาก็คงอยู่ ณ ที่เก่า ไม่ได้ถอนเสาเรือนหายไปไหน อีกทั้งเราได้แผ่เมตตาให้มารดา ทำร่มมุ้งกลดแจกจ่ายพระเณร แม่ชี อุทิศกุศลให้มารดาตลอดเวลาอยู่แล้ว
ปี ๒๔๗๙ท่านจึงได้อธิษฐานพรรษาอยู่ด้วยท่านพระอาจารย์เสาร์ ณ วัดสุทธาวาส เนื่องจากท่านไม่มีนิสัยชอบเทศนาอบรมเอง หลวงปู่หลุยจึงรับหน้าที่เป็นผู้คอยดูแลอบรมพระเณรที่มาอยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ ให้อยู่ในธรรมวินัยและอาจาริยวัตร ข้อปฏิบัติอันดีงาม
อาจาริยวัตรที่ท่านฝึกปรือมาแต่สมัยอยู่กับท่านพระอาจารย์บุญ (พระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุฒฺโฑ พระกรรมวาจาจารย์ของ หลวงปู่หลุยกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งบวชพร้อมกันเป็นคู่นาคซ้าย–ขวา) ปฏิบัติรับใช้อาจารย์องค์แรกของท่านมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเป็นเวลา ๖ – ๗ ปี
มาครั้งนี้ท่านก็ใช้อย่างเต็มที่ แม้ท่านจะมีพรรษากว่าสิบแล้ว แต่ท่านก็คงนอบน้อมถ่อมองค์ให้พระเณรรุ่นหลังได้เห็นเป็นตัวอย่างให้ตระหนักในวัตรเหล่านั้น
– ต้องฉันทีหลังอาจารย์ ฉันให้เสร็จก่อนอาจารย์
– นอนหลังอาจารย์ และ ตื่นก่อนอาจารย์ เป็นอาทิ
การอุปัฏฐากพิเศษที่พระเณรพยายามปฏิบัติเป็นกิจวัตร แต่ทำไม่ค่อยคล่องก็คือ การกดเอ็นท้องให้ท่านในเวลานวดเส้นตอนกลางคืน ท่านเป็นคนรูปร่างใหญ่ หนังท้องค่อนข้างหนาด้วยท่านมีอายุมากแล้ว อีกประการหนึ่ง ท่านก็เคยชินต่อการนวดแรงๆ มาแล้ว การกดเอ็นท้องของท่านจึงต้องใช้และกำลังแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ
พระเณรผู้ปฏิบัติไม่ค่อยมีกำลังนิ้วมือแข็งแรงพอ จึงมาปรารภกัน หลวงปู่ (หลุย) ได้เข้าไปขออนุญาตนวดเอ็นท่าน และสุดท้ายก็ได้อุบายมาสอนกัน คือ ให้พยายามกำหนดภาวนาไปด้วย เมื่อจิตเป็นสมาธิกำลังมือก็จะหนักหน่วง แข็งแรง ..ใจสู่ใจ ผู้รับนวดก็จะสบายกาย ผู้นวดก็จะไม่เปลืองแรง…ดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย
หลวงปู่ (หลุย) บันทึกเรื่องเกี่ยวกับพระอาจารย์เสาร์ให้หลายแห่ง หลายวาระ คงจะเป็นความประทับใจของท่านอย่างมาก ที่เคยเดินธุดงค์และจำพรรษากับพระอาจารย์เสาร์…”
ผมคัดลอกข้อเขียนของคุณหญิงฯ มาอย่างยืดยาวเต็มที่ ท่านคงไม่ว่าอะไรนะครับ ถ้าเป็นประเทศฝรั่งแล้วละก็เกิดเรื่องแน่ คือคัดลอกได้ครั้งละไม่เกิน ๘ บรรทัด ไม่เช่นนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
อันนี้ครูอาจารย์ท่านสอนตอนเรียนอยู่ต่างประเทศ (ขอคุยสักหน่อย) แต่ไม่ทราบว่ากฎเกณฑ์ในตอนนี้จะเปลี่ยนไปแล้วหรือยังก็ไม่ทราบ เพราะหยุดงานวิชาการอย่างสนิทมาเป็น “ลุงคนขับรถให้วัด” หลายปีแล้ว
๑๑๐
ข้อมูลจากปากคำ หลวงปู่กิ
เรื่องราวของหลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม วัดป่าสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ที่มาเกี่ยวข้องเป็นศิษย์ติดตามหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล นั้นมีในหนังสือของ อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ดังต่อไปนี้
“ลุ พ.ศ. ๒๔๗๘ พระอาจารย์เสาร์ พำนักที่ วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร ชวนท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล (ศิษย์ทางสายมหานิกาย ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง) จำพรรษาที่วัดธาตุศรีคูณ อ.นาแก จ.นครพนม
ขณะนั้นประจวบกับเป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุหนุ่มใจเด็ดองค์หนึ่งมีนามว่า พระกิ ธมฺมุตฺตโม มาจากบ้านหนองผำ นครจำปาศักดิ์ แขวงจำปาศักดิ์ แดนดินถิ่นประเทศไทยในครั้งกระโน้น
เมื่อแรกเข้ามาเมืองอุบลราชธานีก็ได้ติดตามพระอาจารย์บุญมาก ฐิติปุญฺโญ ซึ่งท่านได้นำศิษย์ ๑๐ กว่ารูป ออกเดินทางธุดงค์จากอุบลฯ เพื่อเข้ากราบคารวะพระอาจารย์เสาร์
ระหว่างทางที่ติดตามมาจนถึงอำเภอนาแก ได้พบกับท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กอปรกับย่างเข้าเดือน ๘ หน้าพรรษากาลพอดี จึงได้อยู่พักจำพรรษาที่วัดธาตุศรีคูณกับท่านพระอาจารย์ทองรัตน์
พอออกพรรษาแล้ว ได้ร่วมเดินทางออกติดตามไปกราบนมัสการพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดป่าอรัญญิกาวาส จ. นครพนม ซึ่งในครั้งนั้นพระอาจารย์เสาร์ เดินทางจากวัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร มาเป็นประธานในการฉลองศาลาการเปรียญของวัดป่าอรัญญิกาวาส
ช่วงนั้นเป็นหน้าหนาว ขึ้นปี พ.ศ. ๒๔๗๙”
อาจารย์พิศิษฐ์ พูดถึงหลวงปู่กิ ว่า
“พระกิ ที่เป็นพระหนุ่มองค์นี้ ท่านก็คือ หลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม แห่งวัดป่าสนามชัย บ้านสนามชัย อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ทรงศีล สมาธิ พรหมจรรยา มีความทรงจำเป็นเลิศ รอบรู้เชี่ยวชาญเรื่องภูมิประเทศทั้งภูเขาและเถื่อนถ้ำในแดนลาว และแถบชายแดนภาคอิสาน”
อาจารย์พิศิษฐ์ ได้บันทึกเรื่องราวจากความทรงจำของหลวงปู่กิต่อไปว่า:
“ท่านหลวงปู่กิได้เล่าเรื่องราวแต่หนหลังจากความทรงจำอันแม่นยำว่า…
ครั้งแรก ท่านจะไปกราบคารวะท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดป่าสุทธาวาส พอดีทราบข่าวว่า องค์พระอาจารย์เสาร์มารับถวาย ศาลาหอแจก ที่วัดโพนแก้ว จึงติดตามไป
ปีนั้นหมอกลงหนาทึบแผ่ปกคลุมทั่วเมืองนครพนม อากาศหนาวเหน็บแทรกซอนผิวหนัง แผ่ซ่านความเย็นเฉียบเข้าไปทั่วทุกอณูขุมขนแห่งกายคตานี้
ยิ่งตอนเช้าเดินเหยียบน้ำค้าง อันเย็นยะเยือกบนยอดหญ้า ฝ่าสายหมอก ลัดทุ่งไปบิณฑบาต ยิ่งหนาวเหน็บจนเท้าเป็นตะคริว ต้องอาศัยขออังฝ่าเท้าด้วยกองไฟจากชาวบ้านที่สุมฟืนผิงไฟไล่ความหนาวอยู่หน้าบ้าน จนพอค่อยยังชั่วจึงออกเดินบิณฑบาตต่อไปได้
กล่าวถึงศาลาการเปรียญหลังนี้ เป็นศาลาไม้พื้นฝากระดาน หลังคามุงแฝก ที่ชาวบ้านรวบรวมปัจจัยไปซื้อเรือนไม้เก่ามาปลูกสร้างศาลาเป็นที่พำนักฉันภัตตาหาร และประกอบศาสนกิจ เมื่อแล้วเสร็จ จึงพร้อมใจกันถวายเป็นสมบัติของสงฆ์ โดยมีท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นประมุขประธานสงฆ์
ในคราวนั้นมีลูกศิษย์จำนวนมากมาชุมนุมรวมกัน โดยท่านเจ้าคุณปู่พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูสารภาณมุนีพนมเขต สุทธิศักดิ์พิเศษคณาภิบาลสังฆวราหะ ในรัชกาลที่ ๘ วัดศรีเทพประดิษฐาราม เจ้าคณะจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นเก่าครั้งพระอาจารย์เสาร์ เปิดศักราชการธุดงค์บุกเบิกมาถึงนครพนมครั้งแรก ได้รับนิมนต์แสดงธรรม
ท่านเจ้าคุณปู่ฯ ได้แสดงพระธรรมเทศนาด้วยกัณฑ์เทศน์ที่ว่า…
โจรโต ปิติ ตสฺวา – บุญโจรนำไปด้วยได้ยาก”
ท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ได้ขมวดลงท้ายว่า “นี่คือบันทึกจากปากคำของท่านหลวงปู่กิ ที่จดจำเหตุการณ์เมื่อ ๖๐ ปีก่อนโน้นได้ แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ลืมเลือนเลย นับว่าเป็นบุญของเราที่ได้รับรู้เรื่องราวในอดีตกาลก่อน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน องค์ท่านก็มาด่วนละสังขารไปโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลย”
ครับ! ผมก็คัดลอกมาอย่างสบายๆ ไม่ต้องไปเสาะหาข้อมูลด้วยตนเอง เขียนหนังสือแบบผมก็สบายอย่างนี้แหละ!
หมายเหตุ: หลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม วัดป่าสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลฯ เกิด พ.ศ. ๒๔๘๕ มรณภาพ พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่ออายุ ๘๔ ปี อายุพรรษา ๖๖ ท่านถูกอัธยาศัยกับ หลวงปู่เพ็ง พุทฺธมฺโม ของผมเป็นอย่างดี อายุคราวเดียวกัน รูปร่าง ผิวพรรณ การพูดจาคล้ายกันมาก
ผมพาคณะไปทอดผ้าป่า ๒ ครั้ง ก่อนท่านมรณภาพ ๒–๓ ปี ก่อนหน้านั้นมีเรื่องเศร้าและตื่นเต้น คือลูกศิษย์ของท่านไปก่อเรื่องขึ้น แล้วมาหลบซ่อนตัวที่กุฏิของท่าน แล้วถูกตามมายิงตายต่อหน้าท่าน
หลวงปู่กิเป็นพยานคนเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์ เขาจึงยิงหลวงปู่ด้วยกระสุนหลายนัด เพื่อหวังปิดปาก กระสุนนัดที่หนึ่งเข้าที่หัวไหล่ แล้ววิ่งไปตุงอยู่ใต้ผิวหนัง นัดที่สอง ถูกตรงหัวใจ วิ่งไปตุงอยู่ใต้ผิวหนัง ทั้งสองนัดเข้าไปไม่ถึงเนื้อ นัดที่สามผมจำไม่ได้ หมอเพียงผ่าตัดแค่ผิวหนังเพื่อเอากระสุนออกเท่านั้น
ถามหลวงปู่ว่ามีอะไรดี ท่านว่า ท่านก็มีพุทโธอยู่อย่างเดียวเท่านั้น
เหตุการณ์ครั้งนั้น ลูกศิษย์ได้ทำเหรียญรุ่นที่ ๑ ให้หลวงปู่แผ่พลังจิต แล้วแจกในงานทำบุญฉลองอายุของท่าน พวกเราคณะผ้าป่าได้รับกันทุกคน แล้วท่านยังเมตตามองให้ผมอีก ประมาณ ๑๐๐ เหรียญ รุ่นที่ ๒ ในปีต่อมา ผมก็ได้รับประมาณ ๑๐๐ เหรียญอีก ได้แจกจ่ายไปหมดแล้ว
ท่านที่เคยร่วมทำบุญกับผม ถ้าสนใจลองไปค้นดู จำได้ว่าเคยมอบให้ท่านไปคู่กับเหรียญ หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค วัดภูเขาแก้ว อ พิบูลมังสาหาร เป็นเหรียญศักดิ์สิทธิ์ที่มีเรื่องราวปาฏิหาริย์ทั้งคู่
ปฐม นิคมานนท์
๑๒ ก ค. ๔๖
๑๑๑
มอบหมายวัดให้ลูกศิษย์
ท่านผู้อ่านคงยังพอจำได้ว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้เคยไปพำนักที่จังหวัดนครพนม และสร้างวัดโพนแก้ว ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วัดอรัญญิกาวาส มาจนปัจจุบัน
หลวงปู่ใหญ่ ได้มอบหมายให้พระลูกศิษย์คือ หลวงปู่บุญมา มหายโส หรือ พระครูไพโรจน์ปัญญาคุณ เป็นผู้ดูแลปกครองวัด ในระหว่างที่หลวงปู่ใหญ่ไม่อยู่
และมาในขณะนี้ ปี พ.ศ. ๒๔๗๘–๒๔๗๙ หลวงปู่ใหญ่ ได้มาเป็นประธานรับถวาย ศาลาหอแจก หรือ ศาลาการเปรียญ จึงได้กลับมาพำนักที่วัดโพนแก้ว นี้อีกครั้งหนึ่ง
อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ได้เขียนถึงเหตุการณ์ต่อไปดังนี้:
วันหนึ่ง ประมาณ ๔ ทุ่ม ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เรียกท่านพระอาจารย์บุญมา มหายโส ไปพบท่านที่กุฏิ แล้วพูดว่า
“เราได้ปฏิบัติพระศาสนา เที่ยวอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรประชาชนทั้งหลาย ให้รู้แจ้งเห็นจริงในศีลธรรมมาด้วยความยากลำบากแสนเข็ญ ก็สู้อดทนมา
บางบ้านเขาเอาปืนไล่ยิง บ้างบ้านเขาว่าเป็นอีแร้งหม่น (หม่น = สีปนดำ, สีเทา) มันเป็นเสียอย่างนี้ ก็สู้ทนมาจึงถึงบัดนี้
ขอให้ท่านพิจารณาดูเอา ให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมของพระบรมศาสดาจารย์ แล้วใช้วิริยะความเพียร ปฏิบัติอย่าท้อถอย อย่าได้ละทิ้งวัดนี้ไป เทอญ”
หลวงปู่ใหญ่ ได้มอบภาระการเป็นเจ้าวัดอย่างเต็มที่ให้แก่หลวงปู่บุญมา มหายโส ตั้งแต่บัดนั้น
๑๑๒
ปรารภกลับจังหวัดอุบล
บัดนี้หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล อายุ ๗๗ ปี ท่านเข้าสู่วัยชรามากแล้ว และก็จากอุบลฯ บ้านเกิดเมืองนอนมานานปี การขัดขวางแนวทางพระธุดงค์กรรมฐานจากพระผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจบริหารการคณะสงฆ์ก็คลี่คลายไปแล้ว เป็นเวลาสมควรที่ท่านจะกลับไปพำนักเพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายที่จังหวัดอุบลได้แล้ว
หลังจากงานฉลอง ศาลาหอแจก วัดโพนแก้ว จังหวัดนครพนมเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ใหญ่ได้ปรารภถึงการกลับจังหวัดอุบลฯ ท่ามกลางบรรดาศิษย์ที่มาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก
บรรดาศิษย์อาวุโส เช่น พระเทพสิทธาจารย์, พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน, พระอาจารย์กว่า สุมโน, พระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล, พระอาจารย์บุญมาก ฐิติปญฺโญ, พระอาจารย์บุญมี ญาณมุนี (ครูบาอาจารย์มักเรียกว่า อาจารย์บุญมี สูงเนิน เพราะท่านเป็นชาวอำเภอสูงเนิน นครราชสีมา ขณะนั้นเพิ่งกลับจากไปธุดงค์ประเทศพม่า) เป็นต้น
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ ปรารภที่จะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่จังหวัดอุบลฯ แล้ว คณะศิษย์ก็เห็นชอบด้วย และควรจะได้สอบถามไปทางจังหวัดอุบลฯ ก่อนว่า คณะสงฆ์ที่นั่นยังยินดีให้การต้อนรับสนับสนุนการกลับบ้านเกิดของท่านหรือไม่
ทางคณะศิษย์ได้ทำหนังสือไปปรึกษาหารือกับเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาก็ได้รับคำตอบจากท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน) วัดศรีทอง และ ท่านเจ้าคุณ พระศรีธรรมวงศาจารย์ วัดสุปัฏนาราม ว่าต่างมีความยินดี ขอนิมนต์หลวงปู่ใหญ่ กลับจังหวัดอุบลฯ พร้อมที่จะให้การต้อนรับสนับสนุนอย่างเต็มที่
เมื่อทราบคำตอบจากจังหวัดอุบลฯ อย่างชัดเจนแล้ว หลวงปู่ใหญ่จึงได้นัดแนะให้คณะศิษย์ไปประชุมร่วมกันวางแผนการกลับ และร่วมทำบุญวันมาฆบูชาที่อำเภอธาตุพนม ที่ วัดอ้อมแก้ว หรือ วัดเกาะแก้วอัมพวัน ที่ท่านได้มาสร้างและเคยมาพำนักอยู่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓
ดังนั้น เมื่อใกล้ถึงวันมาฆบูชา วันเพ็ญเดือนสามในปีนั้น คือปี พ ศ. ๒๔๗๙ คณะศิษย์ทั้งหลาย ทั้งใกล้ ทั้งไกล ที่ทราบข่าวการนัดหมาย ต่างก็ทยอยกันเดินทางมาพร้อมกันที่วัดอ้อมแก้ว อำเภอธาตุพนม กันอย่างไม่ขาดสาย
หลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม เล่าไว้ในหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ว่า…หลังจากท่านได้กราบคารวะหลวงปู่ใหญ่ ที่วัดอรัญญิกาวาสแล้ว ก็ได้แยกย้ายกันเดินทางมาอำเภอธาตุพนม พร้อมกับคณะท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล
หลวงปู่กิ รับสะพายบาตรของท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ด้วยจนบ่าท่านเป็นแผล พากันเดินธุดงค์ล่องใต้มาเรื่อย ผ่านบ้านหนองจันทร์ ท่าค้อ ชะโงม บ้านกลาง นาถ่อน ดอนนางหงส์ แสนพัน หลักศิลา พระกลาง จนถึงธาตุพนม เห็นมีพระสงฆ์สามเณร มาร่วมชุมนุมกันมากมายหลายร้อย ทำให้บริเวณวัดอ้อมแก้วแคบลงไปถนัดใจ
การประชุมศิษย์ในวันมาฆบูชา ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ในครั้งนั้น ถือเป็นภารกิจครั้งสุดท้ายของหลวงปู่ใหญ่ ที่จังหวัดนครพนม เพราะหลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้กลับมาที่นครพนมอีกเลย
ในปีนั้นหลวงปู่ใหญ่ อายุล่วงเข้า ๗๗ ปี อายุพรรษา ๕๗ มีความชราภาพมากแล้ว เวลาเดินต้องใช้ไม้เท้าพยุงกาย แต่ท่านก็ยังเดินเหินได้คล่องแคล่วสำหรับผู้สูงอายุในวัยนั้น
หลวงปู่ใหญ่ได้ให้โอวาทแก่บรรดาศิษย์ ถือเป็นโอวาทครั้งสุดท้ายแก่ศิษย์ที่มีภารกิจไม่สามารถติดตามท่านไปยังเมืองอุบลได้
ต่อจากนั้น บรรดาศิษย์ต่างก็แยกย้ายกันไปบำเพ็ญเพียรหรือปฏิบัติสมณกิจของแต่ละองค์ ตามแบบครรลองของพระบูรพาจารย์เจ้าต่อไป
การประชุมศิษย์ในครั้งนั้น ถือเป็นการชุมนุมพระธุดงค์กรรมฐานครั้งใหญ่ที่สุดของจังหวัดนครพนมในยุคสมัยนั้น
๑๑๓
มอบภาระและจัดขบวนทัพ
คณะศิษย์ที่จะเดินทางติดตามหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลไปพำนักที่จังหวัดอุบลราชธานี ในครั้งนั้นมีไม่น้อยกว่า ๗๐–๘๐ รูป จัดเป็นคณะพระธุดงค์คณะใหญ่ ถ้าไม่มีการจัดการที่ดีย่อมทำความแตกตื่นโกลาหลให้แก่ประชาชนตามเส้นทางที่ผ่านไปไม่น้อยทีเดียว
แต่คณะของท่านไปอย่างแนบเนียน และได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
ถ้าพูดแบบวิชาการสมัยใหม่ต้องบอกว่า ท่านมีวิธีบริหารจัดการที่ดีเยี่ยม ซึ่งผมจะกล่าวอีกครั้งในหัวข้อต่อไป
หลวงปู่ใหญ่ได้จัดแบ่งคณะศิษย์ที่จะติดตามออกเป็นหลายกลุ่มหรือหลายคณะ ศิษย์ที่มีอาวุโสรับเป็นหัวหน้าแต่ละคณะ พร้อมทั้งกำหนดหมู่บ้านต่างๆ ที่แต่ละคณะจะไปพำนักเพื่อโปรดญาติโยมชาวเมืองอุบลฯ เช่น –
– ให้ พระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ไปตั้งวัดจำพรรษาอยู่ที่บ้านชีทวน
– พระอาจารย์บุญมาก ฐิติปญฺโญ ไปอยู่บ้านท่าศาลา
– ให้พระอาจารย์ทอง อโสโก อยู่บ้านสวนงัว เพราะเคยอยู่มาก่อน
– พระอาจารย์ดี ฉนฺโนให้ไปอยู่บ้านกุดแห่ เพราะเป็นบ้านเกิด
สำหรับองค์หลวงปู่ใหญ่ เองนั้นท่านจะไปโปรดญาติโยมชาวบ้านข่าโคม บ้านเกิดของท่าน ซึ่งบ้านข่าโคมนี้ อยู่ไม่ไกลจากบ้านชีทวนที่มอบหมายให้พระอาจารย์ทองรัตน์ ศิษย์ฝ่ายมหานิกายไปอยู่ บ้านสองแห่งนี้มีลำน้ำเซบายขวางกั้น อยู่ห่างกันราว ๘ กิโลเมตรเท่านั้น
๑๑๔
เรื่องของพระธรรมยุตและมหานิกาย
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านเห็นว่าเรื่องของนิกายไม่ใช่เรื่องสำคัญ ท่านให้ความสำคัญที่การปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เป็นเรื่องสำคัญมากกว่า และเป็นเรื่องที่พระภิกษุจะต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด อย่างไม่มีข้อยกเว้นหรือข้ออ้างใดๆ ทั้งสิ้น
หลวงปู่ใหญ่ทั้งสององค์ ท่านเน้นเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา แยกออกจากกันไม่ได้ เป็นเอกภาพของมรรค
ในเรื่องศีลของสงฆ์ ท่านถือพระวินัย จากสิกขาบท ๒๒๗ ข้อในพระปาฏิโมกข์เป็นหลักใหญ่ ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ ไม่ให้ด่างพร้อย ไม่ล่วงละเมิด เพราะจะนำพาพระไปสู่ความบริสุทธิ์ สร้างความสามัคคีในหมู่สงฆ์ และถ้าศีลบริสุทธิ์แล้ว ในการภาวนาจิตก็รวมลงเร็ว
นอกเหนือจากสิกขาบท ๒๒๗ ข้อในพระปาฏิโมกข์แล้ว หลวงปู่ใหญ่ทั้งสอง ก็ยังเน้นข้อวัตรปฏิบัติทั้งหลายที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ ซึ่งมี ๓ หมวดเรียกว่า ศีลอภิสมาจาร มีทั้งข้อห้ามและข้อทรงอนุญาต เป็นบทกำกับวิถีดำเนินของพระสงฆ์ ตั้งแต่เรื่องการรักษาความสะอาดของร่างกาย การแสดงความเคารพคารวะต่อกัน การรักษา การบริโภคใช้สอยปัจจัยและเครื่องบริขาร เรียกว่า ข้อวัตร ๑๔ หรือกิจวัตร ๑๔ ของสงฆ์ ซึ่งแบ่งเป็น ๓ หมวด คือ
– วิธีวัตร ว่าด้วยแบบอย่างต่างๆ ที่สมณะควรประพฤติ
– จริยาวัตรว่าด้วยมารยาทที่สมณะควรประพฤติ
– กิจวัตร ว่าด้วยกิจที่สมณะควรกระทำ
นี่ผมว่าตามตำราหรอกนะ อาจผิดบ้างถูกบ้างก็ต้องกราบขออภัย ส่วนรายละเอียดผมไม่กล้าอธิบาย เพราะเคยบวชพระแค่ ๓ เดือนตอนเป็นหนุ่มหล่อเท่านั้น
อีกเรื่องที่ หลวงปู่ใหญ่ทั้งสององค์ ท่านเน้นมากและส่งเสริมให้พระได้อธิษฐานปฏิบัติตามความเหมาะสม คือ ธุดงค์วัตร ๑๓ แม้ไม่บังคับให้พระถือปฏิบัติ แต่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เพื่อให้พระใช้เป็นอุบายขัดเกลากิเลส ช่วยส่งเสริมความมักน้อยและสันโดษ
ธุดงค์วัตร ๑๓ ดูจะเป็นเรื่องที่ขาดความสนใจในวงพุทธบริษัทเสมอมา ไม่ค่อยเห็นมีผู้ฟื้นฟูขึ้นมาปฏิบัติให้จริงจัง การที่ธุดงค์วัตรปรากฏเด่นชัดในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน ก็เพราะ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น เป็นผู้พาดำเนินอย่างจริงจัง หลวงปู่ทั้งสององค์ ถือปฏิบัติทั้ง ๑๓ ข้อ ตามโอกาสอันควร
ธุดงค์วัตร ๗ ข้อ ที่หลวงปู่ใหญ่ทั้งสององค์ ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเป็นประจำ และเป็นแบบอย่างของพระสายปฏิบัติในปัจจุบันได้แก่ ถือผ้าห่มบังสุกุลจีวร เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็นประจำ ถือฉันในบาตร ถือฉันหนเดียว รับเฉพาะอาหารที่ได้มาในบาตร ไม่รับอาหารที่ตามส่งภายหลัง ถือการอยู่เสนาสนะป่า และถือผ้าไตรจีวรเป็นวัตร
แม้ธุดงค์วัตร จะไม่ใช่วินัยที่บังคับให้พระต้องปฏิบัติ แต่การปฏิบัติธุดงค์ไม่ว่าข้อใด ย่อมเป็นความสง่างามของพระ ทั้งเป็นผู้เลี้ยงง่าย อยู่ง่าย เบากายเบาใจ ไม่พะรุงพะรังทั้งทางอารมณ์และเครื่องเป็นอยู่ต่างๆ เป็นอุบายการขจัดกิเลสตัณหาได้อย่างดี
ที่ผมเขียนมายืดยาวนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น ท่านเน้นให้พระภิกษุปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และข้อวัตรต่างๆ ที่เป็นพุทธบัญญัติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของธรรมยุต หรือมหานิกาย แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนของพระแต่ละรูปแต่ละองค์ ว่าจะถือเคร่งครัด และปฏิบัติจริงจังเพียงใดต่างหาก
แต่ที่พระธรรมยุต กับ มหานิกาย ไม่ทำสังฆกรรมร่วมกัน เช่นการลงพระอุโบสถ นั้น เป็นข้อห้ามของพระสงฆ์ที่เรียกว่า นานาสังวาสซึ่งผมก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเหมือนกัน
จะเห็นว่า ลูกศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น มีทั้งที่สังกัดฝายธรรมยุต และสังกัดฝ่ายมหานิกาย ที่สังกัดฝ่ายมหานิกายรุ่นบูรพาจารย์ยุคต้นได้แก่ พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ วัดอรัญญวาสี อ ท่าบ่อ หนองคาย, พระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล วัดป่าบ้านคุ้ม จ.อุบลฯ, พระอาจารย์บุญมี ญาณมุนี วัดป่าสูงเนิน จ.นครราชสีมา, หลวงปู่ชา สุภทโท วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี และที่อยู่ในภาคเหนือก็เช่น หลวงปู่คำปัน สุภทฺโท วัดสันโป่ง อ.แม่ริม จ เชียงใหม่, หลวงปู่คำแสน คุณาลงฺกาโร วัดดอนมูล อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นต้น
๑๑๕
ให้ศิษย์ธรรมยุตกับมหานิกายจำพรรษารวมกัน
ก่อนออกเดินทางกลับอุบลฯ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้บอกพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ศิษย์ฝายมหานิกายของท่านว่า:
“ท่านทองรัตน์ เมือนี่ ให้ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวน ชีทวนข่อยเคยไปอยู่ เป็นบ่อนสำคัญบ่อนหนึ่ง คนมีความรู้ความฉลาดมาก คนดีกะมีหลาย คนขี้ฮ่ายกะมีมาก ให้ไผผู้อื่นไปอยู่บ่ได้ เฮาลงไปนี่ให้จำพรรษาโฮมกันทั้งธรรมยุตกับมหานิกาย ท่านมีให้ไปจำพรรษานำข่อย เราไปฮอดตำอิดไปโฮมกันอยู่วัดบูรพา”
หลวงปู่ใหญ่ ท่านพูดเป็นภาษาอิสาน และผมก็ลอกมาจากหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์อีกนั่นแหละ
หลวงปู่ใหญ่ บอกกับ หลวงปู่ทองรัตน์ ที่วัดเกาะแก้วอัมพวัน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม บอกว่า เมื่อไปถึงอุบลฯ ให้หลวงปู่ทองรัตน์ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวน ซึ่งหลวงปู่ใหญ่เคยไปอยู่มาก่อน ที่นั่นเป็นหมู่บ้านสำคัญแห่งหนึ่ง คนดีมีความรู้ก็มีมาก คนไม่ดีก็มีมากเหมือนกัน ปะปนกันอยู่ ครั้นจะให้ผู้อื่นไปก็กลัวจะทนอยู่ไม่ได้ พอไปถึงอุบลฯ ให้จำพรรษารวมกันทั้งธรรมยุตและมหานิกาย เมื่อเกิดปัญหาจะได้ช่วยกัน ส่วนท่านมี (หลวงปู่บุญมี สูงเนิน ศิษย์มหานิกายอีกท่านหนึ่ง) ให้ไปจำพรรษาอยู่กับท่าน เมื่อไปถึงอุบลฯ แล้วให้ไปรวมกันที่วัดบูรพารามก่อน
คือแต่ละกลุ่มแต่ละคณะแยกกันเดินทาง ไม่ได้ไปพร้อมกันเป็นคณะใหญ่
๑๑๖
พระอาจารย์ดี ฉนฺฺโน
พระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็นศิษย์อาวุโสที่ติดตามหลวงปู่ใหญ่จนถึงวาระสุดท้ายของหลวงปู่ใหญ่ ประวัติย่อมีดังนี้ –
พระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็นบุตรคนที่ ๒ ในจำนวน ๙ คน ของหลวงอินทร์ และแม่จันทรา วงศ์เสนา เกิดที่บ้านกุดน้ำใส อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ปีมะโรง พ ศ. ๒๔๓๕
ประมาณ พ ศ.๒๔๕๒ ครอบครัวของบิดาได้ย้ายไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่บ้านกุดแห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร จึงจัดเป็นตระกูลที่เก่าแก่หลักบ้านหลักเมืองตระกูลหนึ่ง
พระอาจารย์ดี เคยบรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ ๑๖ ปี จนถึงอายุ ๑๘ ปี ได้ลาสิกขาออกมาช่วยงานทางบ้าน พออายุ ๒๐ ปี ได้แต่งงานกับนางมี กาฬสุข อยู่ด้วยกัน ๓ ปี ไม่มีบุตร ได้หย่าร้างกัน
หลังจากนั้นได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายมหานิกาย โดยมีพระธรรมบาล วัดบ้านกุดมะฮง เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ ศ. ๒๔๕๗ แล้วมาจำพรรษาอยู่ที่วัดศรีบุญเรืองท่าแขก บ้านกุดแห่ จนได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านกุดแห่ เป็นพระเถระนับพรรษาได้ ๒๔ พรรษา
วัดกุดแห่ ในสมัยพระอาจารย์ดี นั้นเป็นวัดที่ได้ชื่อว่าเจริญที่สุดในถิ่นนั้น มีศาลาโรงธรรมที่มีเสาใหญ่ที่สุด วัดโดยรอบได้ ๑ เมตร มีถึง ๓๖ ต้น
ท่านสร้างหอไตรที่มีลวดลายวิจิตรสวยงาม ทั้งประดิษฐ์ธรรมาสน์แบบไทยเดิม สร้างกุฏิใหญ่ ๒ หลัง เพราะท่านมีความชำนาญในทางช่างไม้ ช่างก่อสร้าง แกะสลัก เขียนภาพ ช่างเหล็ก ช่างปูน ช่างปั้นดินเผา ช่างเครื่องหนัง (เช่น ทำเข็มขัด อานม้า รองเท้า กระเป๋าหนัง เป็นต้น อีกทั้งมีความรู้ทางว่านยาแผนโบราณ เก่งทั้งทางคาถาอาคม เชี่ยวชาญในการปราบผีทุกชนิด จนชาวบ้านตั้งฉายาว่า “อาจารย์ดี ผีย่าน” (ย่าน คือ กลัว) อีกทั้งเทศนาโวหารก็เฉียบคม ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลมีลูกศิษย์ลูกหามาก
พ.ศ.๒๔๖๙ พระอาจารย์ดี ได้เดินทางไปบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เพื่อเสาะหาของขลัง และเรียนวิชาอาคมเพิ่มเติม ได้พบกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ได้มาเป็นศิษย์ศึกษาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แล้วได้เข้าญัตติเป็นธรรมยุติกนิกาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ ที่วัดสร่างโศก หรือวัดศรีธรรมาราม จังหวัดยโสธร ในปัจจุบัน
หลังจากนั้น พระอาจารย์ดี ก็ได้เป็นกำลังสำคัญช่วยเผยแผ่ธรรมปฏิบัติในกองทัพธรรมพระกรรมฐานตลอดภาคอิสาน และฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอีกด้วย
พระอาจารย์ดี ได้มีโอกาสกราบและถวายตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลกจนกระทั่งได้ออกธุดงค์ติดตามตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ไปจนตลอดอายุขัยของหลวงปู่ใหญ่
พระอาจารย์ดี ได้ติดตาม หลวงปู่ใหญ่ ไปจังหวัดอุบลราชธานีและไปพำนักอยู่กับท่านที่บ้านข่าโคม บ้านเกิดของหลวงปู่ใหญ่ ต่อมาได้ธุดงค์ไปที่อำเภอพิบูลมังสาหาร มีญาติโยมศรัทธาถวายที่ดินให้หลวงปู่ใหญ่สร้างวัดกรรมฐานขึ้น ชื่อวัดภูเขาแก้ว
หลวงปู่ใหญ่ มอบให้พระอาจารย์ดี เป็นเจ้าอาวาสวัดภูเขาแก้ว แล้วท่านไปสร้างวัดใหม่บนเกาะกลางลำแม่น้ำมูลชื่อ วัดดอนธาตุ และพำนักอยู่ที่วัดแห่งนี้เป็นวัดสุดท้ายในชีวิตของท่าน
พระอาจารย์ดี ได้ติดตามหลวงปู่ใหญ่ ไปอยู่ที่วัดดอนธาตุเป็นประจำ เห็นว่าพระอาจารย์ดี ท่านมีฝีมือในทางปั้น หลวงปู่ใหญ่ จึงได้มอบให้พระอาจารย์ดี เป็นผู้ปั้นพระพุทธไสยาสน์ ไว้สักการบูชามาถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้น หลวงปู่ใหญ่ยังได้มอบหมายให้พระอาจารย์ดี เป็นผู้เทศน์ ให้การอบรม แก่พระเณรและฆราวาสญาติโยมแทนท่านเสมอ
ในช่วงชีวิตสุดท้ายของหลวงปู่ใหญ่ พระอาจารย์ดี ได้ติดตามหลวงปู่ใหญ่ไปที่นครจำปาศักดิ์ จนกระทั่งหลวงปู่ใหญ่ได้มรณภาพทิ้งขันธ์ที่วัดอำมาตยาราม ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔
ในปัจฉิมวัย พระอาจารย์ดี มีปัญหาด้านสุขภาพ ท่านเจ็บป่วยบ่อย จึงไปพักรักษาตัวที่วัดป่าแสนสำราญ อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี จนกระทั่งมรณภาพลง ณ ที่นั้น เมื่อเวลา ๐๕.๓๐ น. ของวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๒ ในอิริยาบถท่านั่งอิงหมอนใหญ่ คล้ายกับนั่งเอนกายพักผ่อนตามปกติ
หลังจากนั้นอีก ๑ ปี คณะศิษย์จึงได้ทำการฌาปนกิจ ระหว่างวันที่ ๑๐ – ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๓
๑๑๗
พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ
พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ เป็นลูกศิษย์ฝ่ายมหานิกายของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น อีกองค์หนึ่งที่ควรพูดถึง ท่านได้สร้างวัดกรรมฐานหลายวัด และมีลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นฝ่ายปฏิบัติในสังกัดมหานิกายสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ เกิดที่บ้านค้อ อำเภอพิบูลมังสาหารจังหวัดอุบลราชธานี เป็นศิษย์รุ่นแรกของหลวงปู่มั่น และเป็นศิษย์รุ่นกลางของหลวงปู่ใหญ่เสาร์
ในปี พ ศ ๒๔๖๑ พระอาจารย์สุวรรณได้ติดตามหลวงปู่ใหญ่เสาร์และหลวงปู่มั่น ไปจำพรรษาที่บ้านหนองลาด อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร พร้อมกับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม
พ.ศ. ๒๔๖๖–๒๔๖๗ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น ได้ออกธุดงค์มาแถบอิสานเหนือ คือ จังหวัดอุดรธานี หนองคาย หลวงปู่ทั้งสองได้จำพรรษาที่บ้านค้อ อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี
หลังออกพรรษาแล้ว จาริกมายังอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย พระอาจารย์สุวรรณ ได้ติดตามมาฟังธรรมปฏิบัติด้วย
พระอาจารย์สุวรรณ มีนิสัยชอบสร้างวัด เช่น วัดป่าบ้านค้อ วัดป่าโศรกนาคำ วัดป่าสุจิณณารมย์ และวัดป่าอรัญญวาสี อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย
พระอาจารย์สุวรรณ สร้างวัด หรือโบสถ์วิหารใดๆ ท่านจะมีรูปปั้นสุนัขเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งมีผู้เล่าว่า เมื่อท่านอายุ ๖ เดือน มารดาได้เสียชีวิตลง ท่านได้คลานไปดูดนมสุนัขแทนนมมารดา ท่านจึงได้ชื่อเล่นว่า “หมา” ตั้งแต่นั้นมา
พระอาจารย์สุวรรณ เห็นว่าสุนัขมีบุญคุณต่อท่าน การสร้างวัดโบสถ์ วิหาร แทบทุกครั้งท่านจึงสร้างรูปสุนัขเป็นสัญลักษณ์ เป็นการสำนึกถึงบุญคุณนั้น นับเป็นการกตัญญูกตเวทีเป็นอย่างยิ่ง
ในตอนปัจฉิมวัย พระอาจารย์สุวรรณ ได้กลับมาจำพรรษาที่เมืองอุบลฯ บ้านเกิด และมรณภาพที่วัดใต้ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๑–๒๕๐๒
๑๑๘
หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล
หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล เป็นศิษย์ฝ่ายมหานิกายของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และ หลวงปู่มั่น ถือเป็นศิษย์ต้น หรือศิษย์อาวุโสที่มีบทบาทมากในการเผยแพร่พระธรรมกรรมฐาน และมีกิตติศัพท์ในการแก้พวกที่มีความเห็นผิด หรือพวกมิจฉาทิฏฐิที่คอยขัดขวางต่อต้านแนวทางของพระธุดงค์กรรมฐาน
หลวงปู่ทองรัตน์ เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ที่บ้านสามผง หรือที่บ้านชีทวน ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะบรรพบุรุษเป็นคนบ้านชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี แล้วอพยพไปอยู่บ้านสามผง อำเภอท่าอุเทน ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
บิดาของท่านเป็นคหบดีผู้มีอันจะกิน มีหน้าที่เก็บส่วย พี่ชายท่านชื่อศรีทัศน์ เป็นกำนันตำบลสามผง
ในวัยเด็ก หลวงปู่ทองรัตน์ ค่อนข้างจะหัวดื้อ นิสัยออกไปทางนักเลง ในวัยหนุ่ม ท่านใช้ชีวิตค่อนไปทางนักเลงสุรา พูดจาคึกคะนอง โผงผาง ตลกโปกฮา แต่ช่วยบิดามารดาทำมาหากินอย่างขยันขันแข็ง
หลวงปู่ทองรัตน์ เคยบรรพชาเป็นสามเณร แล้วลาสิกขาออกมา จนอายุ ๒๖ ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในสังกัดมหานิกาย ที่ วัดโพธิ์ชัย โดยมี พระอาจารย์คาน คนฺธิโย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก เป็นพระกรรมวาจารย์ ได้ฉายาว่า กนฺตสีโล
พื้นฐานการศึกษา ท่านเรียนจบชั้นประถม หลังจากอุปสมทบแล้วได้ศึกษาทางปริยัติธรรม แตกฉานในการสวดพระปาฏิโมกข์
ในพรรษาที่ ๖ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๓ ได้เดินทางไปกราบขอฝากตัวเป็นศิษย์กับ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่สกลนคร ตั้งใจศึกษาเคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติ เป็นพระผู้มักน้อย ถือสันโดษ มีใจเด็ดเดี่ยวมั่นคง ไม่ยึดติดถิ่น ไม่ติดวัด รักการธุดงค์ ท่านใช้บริขารบาตรใบเดียวตั้งแต่บวชจนถึงวันมรณภาพ
หลวงปู่ทองรัตน์ เที่ยวธุดงค์ทั่วทั้งแถบลุ่มน้ำโขงตอนกลางและตอนล่าง ท่านเป็นพระธุดงค์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ท่านธุดงค์ไปในประเทศลาว เขมร พม่า และอินเดีย พร้อมกับ หลวงปู่กินรี จนฺทิโย ศิษย์องค์หนึ่งของท่าน (และเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง)
สำหรับในประเทศลาว หลวงปู่ทองรัตน์ ได้วางรากฐานแห่งการปฏิบัติพระกรรมฐานไว้ โดยเฉพาะที่วัดภูมะโรง นครจำปาศักดิ์ และมีศิษย์ที่อยู่สืบทอดมรดกธรรมต่อมา คือ หลวงปู่บุญมาก ฐิติปญฺโญ และหลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม ซึ่งได้ติดตามปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่ใหญ่เสาร์และหลวงปู่มั่น ในเวลาต่อมา
หลวงปู่ทองรัตน์ ท่านเคารพนับถือ หลวงปู่ใหญ่ และหลวงปู่มั่นมาก และท่านได้รับการแนะนำอุบายธรรมที่ล้ำลึกเสมอ
ในปี พ ศ ๒๔๗๙ หลวงปู่ทองรัตน์ ได้มาพำนักที่บ้านชีทวนตามบัญชาของ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ เป็นเวลาถึง ๖ ปี เพื่อแก้มิจฉาทิฏฐิของชาวบ้าน หลังจากหลวงปู่ใหญ่ มรณภาพแล้ว หลวงปู่ทองรัตน์จึงได้ธุดงค์จากไปที่อื่นท่ามกลางความศรัทธาอาลัยของชาวบ้าน
ตลอดระยะเวลาที่ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กลับมาพำนักที่จังหวัดอุบลราชธานี ไม่ว่าจะพักที่บ้านข่าโคม ที่วัดบูรพา ที่วัดภูเขาแก้ว และที่วัดดอนธาตุ ซึ่งเป็นวัดสุดท้าย หลวงปู่ทองรัตน์ จะแวะเวียนมากราบหลวงปู่ใหญ่อยู่เสมอ และครั้งสุดท้ายได้ร่วมธุดงค์ติดตามหลวงปู่ใหญ่ไปเมืองลาว จนหลวงปู่ใหญ่มรณภาพที่นั่น
ในปัจฉิมวัย หลวงปู่ทองรัตน์ ได้ธุดงค์มาพำนักที่ป่าช้าบ้านคุ้ม ตำบลหนองไซ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับตำบลโคกสว่าง อำเภอสำโรง) ซึ่งเป็นหมู่บ้านชนบทที่กันดาร ห่างไกลจากตัวเมือง สมัยนั้นยังไม่มีทางรถยนต์เข้าถึงหมู่บ้าน
หลวงปู่ทองรัตน์ ได้พักประจำที่วัดป่าบ้านคุ้ม นานกว่า ๑๐ ปี ท่านบอกว่า “จะไม่ไปไหนอีก จะตายที่นี่”
ช่วงออกพรรษา ท่านจะธุดงค์ไปที่อื่นครั้งละนานๆ เมื่อเข้าพรรษาจึงกลับมา
ในปีที่ท่านจะมรณภาพ ท่านบอกให้ชาวบ้านหาฟืนมาไว้ให้เต็มโรงครัวถึง ๔ ห้อง ท่านว่า “ปีนี้จะมีการใช้ฟืนมาก” ในต้นเดือนกันยายนปีนั้น ท่านให้ทำซุ้มประตูโค้งทางเข้าวัดบอกว่า “จะมีรถยนต์มามาก” ท่ามกลางความแปลกใจของชาวบ้าน เพราะแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีรถยนต์เข้าถึงหมู่บ้านเลย
หลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๙ หลังจากเกิดปวดท้องอย่างกะทันหันก่อนหน้าเพียง ๒ วันเท่านั้น รวมอายุท่านได้ ๖๘ ปี พรรษา ๔๒
หลังการมรณภาพของท่าน ปรากฏว่ามีศิษย์จำนวนมาก พร้อมทั้งยานพาหนะต่างๆ เข้าร่วมงานศพจำนวนมาก ตามที่ท่านเคยบอกไว้
มรดกวัตถุที่ หลวงปู่ทองรัตน์มีอยู่เป็นของส่วนตัว มีเพียง บาตรกับย่ามใบเก่าๆ พร้อมมีดโกนที่ถูกใช้มานานจนคมกร่อนเกือบถึงสันเท่านั้น เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความสมถะที่มีประจำองค์ของท่าน
อัฐิของท่านส่วนหนึ่ง ชาวบ้านคุ้มได้บรรจุไว้ในเจดีย์ที่สร้างไว้เป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้ทราบไหว้อยู่กลางเนิน วัดป่าบ้านคุ้มมาจนบัดนี้
(สำหรับท่านที่สนใจทราบประวัติของ หลวงปู่ทองรัตน์ โดยละเอียด หาอ่านได้ที่หนังสือชื่อ “มณีรัตน์ อัญมณีแห่งไพรสณฑ์: ประวัติและธรรม หลวงปู่ครูบาอาจารย์เฒ่าทองรัตน์ กนฺตสีโล บูรพาจารย์พระกรรมฐาน ฝ่ายมหานิกาย สายหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น” จัดพิมพ์โดย วัดหนองป่าพง อ วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖)
๑๑๙
วีรกรรมหลวงปู่ทองรัตน์
ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านเขียนถึง หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโลสัก ๒ ตอนยาวๆ แทรกไว้ตรงนี้ เพราะโอกาสจะไปเขียนถึงท่านโดยตรงมันยาวเหลือเกิน ทนอ่านเอาหน่อยนะครับ
หลวงปู่ทองรัตน์ เป็นศิษย์ฝ่ายมหานิกายของ หลวงปู่ใหญ่ทั้งสองท่านเป็น “พระบู๊” ที่ครบเครื่อง ไม่แพ้ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เล่มที่ผมเคยเขียนผ่านมาแล้ว
หลวงปู่ทองรัตน์ เป็นอาจารย์ของ หลวงปู่กินรี จนฺทิโย ซึ่งเป็นอาจารย์ของ หลวงปู่ชา สุภทฺโท เจ้าสำนักวัดหนองป่าพง และวัดป่านานาชาติ อีกต่อหนึ่ง
ท่านผู้อ่านคงทราบดีแล้วว่า ลูกศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น มีทั้งฝ่ายธรรมยุติ และฝ่ายมหานิกาย ศิษย์ท่านใดที่ต้องการคงอยู่ในฝ่ายมหานิทายท่านก็ไม่ว่า ส่วนศิษย์ที่ต้องการญัตติเป็นฝ่ายธรรมยุตินั้น ท่านจะพิจารณาอนุญาตเป็นรายๆ ไป
หลวงปู่มั่นท่านให้เหตุผลกับศิษย์ที่ท่านไม่อนุญาตให้ญัตติใหม่ว่า
“ถ้าพากันมาญัตติเป็นพระธรรมยุตหมดเสียแล้ว ฝ่ายมหานิกายจะมีใครแนะนำการปฏิบัติ มรรคผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิกายหรอก แต่มรรคผลขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำสั่งสอนไว้แล้ว ละในสิ่งที่ควรละ เว้นในสิ่งที่ควรเว้น เจริญในสิ่งที่ควรเจริญ นั่นแหละทางดำเนินสู่มรรคผลนิพพาน…”
ผมขออนุญาตหยิบยกบางเรื่องที่เป็นวีรกรรมของหลวงปู่ทองรัตน์มาเสนอพอเป็นตัวอย่าง ดังนี้
กรณีแรก เมื่อหลวงปู่ทองรัตน์ ได้ฝึกอบรมธรรมเชิงปฏิบัติอยู่กับหลวงปู่ใหญ่ทั้งสององค์ จนเป็นที่มั่นใจแล้ว หลวงปู่มั่น ได้ทดสอบพลังจิตของลูกศิษย์ โดยให้ลูกศิษย์แต่ละองค์แยกไปจำพรรษายังที่ต่างๆ กัน สำหรับหลวงปู่ทองรัตน์นั้นท่านบอกให้ไปจำพรรษาที่ ถ้ำบังบด ถ้าไม่ครบ ๓ พรรษาไม่ต้องลง ที่ถ้ำนี้หลวงปู่มั่นเคยไปภาวนามาแล้ว เหมาะกับพระเณรที่มีภูมิจิตภูมิธรรมที่แข็งกล้าแล้วจึงจะไปอยู่ได้ เคยมีพระธุดงค์ไปมรณภาพหลายรูปแล้ว ถ้าไม่เก่งจริงคงกลับออกมายาก หลวงปู่มั่น ได้แนะนำอย่างนั้น
เมื่อหลวงปู่ทองรัตน์ รับคำพระอาจารย์แล้ว ก็ได้ไปภาวนาที่ถ้ำนั้นเพียงรูปเดียวจนตลอด ๓ พรรษา
ท่านเล่าว่า ในคืน ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ พรรษาแรกที่ไปอยู่ หลังจากเดินจงกรมตอนหัวค่ำแล้ว ได้เปลี่ยนมานั่งสมาธิ ท่านได้ยินเสียงกึกก้อง ราวกับฟ้าจะทลาย ภูเขาทั้งลูกถูกเขย่าให้สั่นสะเทือน ท่านแยกไม่ออกว่าเสียงอะไร ท่านเล่าว่า ท่านกลัวจนไม่รู้ว่ากลัวอะไร ขนและผมลุกชูชันแทบจะหลุดออกจากหัว เหงื่อออกท่วมตัว จะวิ่งหนีก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปไหน
เมื่อความกลัวถึงขีดสุด ก็ได้มีเสียงกระซิบที่หูท่านว่า
“ในสากลพิภพนี้ สรรพสัตว์ตลอดทั้งเทพ พรหม ยม ยักษ์ ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนเคารพและยำเกรงต่อพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น เราเป็นลูกศิษย์พระตถาคตจะไปกลัวอะไร”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นสติเริ่มกลับคืนมา ความกลัวค่อยหายไป แล้วเกิดความอาจหาญขึ้นมาแทน จากนั้นท่านไม่เคยรู้สึกกลัวอะไรเลย ท่านเล่าเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า
“อาการหายกลัวครั้งนี้มีอานุภาพมากกว่าครั้งที่ผ่านมาหลายร้อยพันเท่า เดินจงกรม นั่งสมาธิ มีแต่ความเยือกเย็นสบาย ข้าวปลาอาหารไม่หิว เป็นอยู่ ๗ วัน ๗ คืน นอนก็ไม่นอน”…ฯลฯ
เมื่ออยู่ครบ ๓ พรรษา จึงได้ลงมากราบหลวงปู่มั่น แล้วเล่าเรื่องต่างๆ ถวาย หลวงปู่มั่น ออกปากว่า
“ทองรัตน์ เดี๋ยวนี้ จิตของท่านเท่ากับจิตของผมแล้ว ต่อไปนี้ท่านจะเทศน์จะสอนคนอื่นก็จงสอนเถิด”
หลวงปู่ทองรัตน์ มีความคุ้นเคยกับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม มากเพราะเป็นศิษย์อุปัชฌาย์เดียวกัน ท่านจึงพูดสัพยอกกันแรงๆ ท่านเคยบอกศิษย์ว่า
“ญาท่านตื้อนี่ ต่อไปจะเป็นผู้มีชื่อเสียงหลาย องค์หนึ่ง” และก็เป็นจริงตามนั้น
หลวงปู่อวน ปคุโณ เล่าว่า
ช้างยังกลัวหลวงปู่ทองรัตน์ ครั้งหนึ่งท่านธุดงค์ไปทางฝั่งลาว ไปพักปักกลดที่ป่าช้าดอนเจ้าปู่ บ้านนาขาม ช่วงนั้นมีนายฮ้อยควานช้าง นำช้าง ๑๖ เชือก เดินทางมาจากเขตคำม่วน เพื่อนำไปขายทางเวียงจันทน์
เมื่อนำช้างมาถึงป่าช้าดอนเจ้าปู่ ช้างทั้งหมดไม่ยอมเดินทางต่อจะบังคับอย่างไรก็ไม่ได้ผล แม้จะถูกตีอย่างไรก็ได้แต่เอางวงกอดต้นไม้ไว้แน่น ไม่ยอมไป
พวกนายฮ้อยช้าง ต้องไปหาพ่อเฒ่าจ้ำ หมอผีรักษาป่าช้าให้มาช่วยแต่งขัน ดอกไม้ธูปเทียน เพื่อขอขมาเจ้าปู่ ก็ไม่ได้ผล ทำวิธีอื่นๆ หลายวิธีก็ไม่สำเร็จ จนในที่สุดก็ไปขอให้ หลวงปู่ทองรัตน์ ช่วย..(มีรายละเอียดการสนทนาเยอะ).. ในที่สุดหลวงปู่ทองรัตน์ บอกว่า
“มันแค่หิวหญ้าเท่านั้นแหละ กลับไปเถอะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”
เมื่อพวกนายฮ้อยช้าง กลับไปดูก็เห็นช้างกำลังกินใบไผ่และเชื่อฟังควาญแต่โดยดี จึงเชื่อว่าเป็นด้วยอำนาจจิตของท่าน
หลวงปู่ทองรัตน์ ได้เล่าประสบการณ์การภาวนาที่ภูเขาลูกหนึ่งว่า ขณะที่เดินจงกรมอยู่ ได้มีใบไผ่ร่วงลงมาตรงทางเดินมากมาย แล้วเกิดเป็นลมหมุน อากาศกลายเป็นน้ำ ใบไผ่กลายเป็นปลาหลดมากมายแหวกว่ายอยู่ นิมิตเช่นนี้เกิดอยู่นาน
หลวงปู่จึงตะโกนคนเดียวว่า
“ใบไผ่ผีบ้า หน้าหมา โคตรพ่อโคตรแม่มึง มึงตั๋ว (หลอก) กู ใบไผ่กะเป็นใบไผ่ อากาศกะเป็นอากาศ มึงอย่ามาตั๋วกู สิ่งได๋เกิด สิ่งนั้นกะดับ”
ท่านพูดซ้ำๆ ว่า
“สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นก็ดับๆ ๆ ”
ปรากฏว่านิมิตนั้นค่อยหายไป ใบไผ่ก็เป็นใบไผ่ อากาศก็เป็นอากาศตามปกติ
หลวงปู่มั่น ให้ความเชื่อถือหลวงปู่ทองรัตน์มาก ถึงกับให้ท่านเป็นผู้คอยตรวจตราพระเณรที่ออกนอกลู่นอกทางจากพระธรรมวินัย พระเณรบางพวกจึงไม่ชอบท่าน ไม่กล้าเผชิญหน้าท่าน
มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงปู่มั่นปรารภกับหลวงปู่ทองรัตน์ว่า
“ทองรัตน์เดี๋ยวนี้พระเณรเราไม่เหมือนเก่าแล้วนะ เครื่องใช้ไม้สอย สบู่ อะไรต่ออะไรมันหอมเกินวิสัยสมณะที่จะใช้ ไม่รู้จะแก้อย่างไร!”
อยู่มาวันหนึ่ง มีกลุ่มพระภิกษุ ๒–๓ รูป เดินผ่านท่าน กลิ่นสบู่หอมจนเตะจมูกเหมือนกับหลวงปู่พูดจริงๆ หลวงปู่ทองรัตน์ จึงตะโกนเสียงดังว่า
“โอ้ย! หอมผู้บ่าวโว้ยๆ ๆ” (หอมพวกหนุ่มๆ โว้ย) ทำให้พระกลุ่มนั้นรีบหลบไม่กล้าสู้หน้าท่าน
หลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม เล่าว่า หลวงปู่ทองรัตน์ได้จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ พระเณรต่างทำความเพียรอย่างหนัก วันหนึ่งมีพระรูปหนึ่งเอะอะโวยวายด้วยความดีใจ คิดว่าท่านเองเหาะได้ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ พูดบอกว่า “เอาแหม้ (เอาซิ) ทองรัตน์ เอาแหม้” หลวงปู่ทองรัตน์ เดินตรงไปยังพระองค์นั้น อัดกำปั้นใส่กกหูเต็มแรง พระองค์นั้นถึงกับล้มไปกองที่พื้น รู้สึกค่อยสร่างได้สติกลับคืนมา
หลวงพ่ออวน ปคุโณ เล่าว่า นอกจากหลวงปู่ทองรัตน์ จะได้รับมอบหมายหน้าที่ ให้ควบคุมดูแลพระเณรที่ปฏิบัติร่วมกันในสำนักหลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่น แล้ว ท่านยังเป็นผู้เตือนสติพระเณรผู้กำลังพลั้งเผลอต่อพระธรรมวินัย ซึ่งผลตามมาจะเป็นความเศร้าหมองของพระเณรเอง
มีบ่อยครั้งที่พระเณรที่เข้าศึกษาปฏิบัติธรรมกับ พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสอง ด้วยประสงค์ได้รับรสพระธรรม จากหลวงปู่ใหญ่ทั้งสององค์ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ แต่บางครั้ง องค์หลวงปู่ ก็ทรมานพระเณรเหล่านั้น โดยไม่อบรม ไม่เทศน์ จนพระเณรเหล่านั้นทนไม่ไหวจึงไปกราบเรียนหลวงปู่ทองรัตน์
หลวงปู่ทองรัตน์ ถามพระเณรเหล่านั้นว่า
“อยากฟังอีหลีบ้อ?” (อยากฟังจริงๆ หรือ)
พระเณรเหล่านั้นบอกว่า
“พวกขะน้อยมาปฏิบัติกับพ่อแม่ครูอาจารย์ตั้งดน (นาน) บ่เห็นครูอาจารย์เพิ่นสอนอีหยัง จนขะน้อยสิใจออกหนีเมื่อแหล่วไล้ขะน้อย (คิดจะเปลี่ยนใจจะลากลับแล้ว)”
หลวงปู่ทองรัตน์ รับปากพระเณรเหล่านั้นว่า
“บ่ยากตั๋ว เดี๋ยวเมื่อแลงกะได้ฟังเทศน์เพิ่น” (ไม่ยากหรอก เดี๋ยวตอนเย็นก็ได้ฟังท่านเทศน์)
พอถึงเวลาออกบิณฑบาตเช้าวันนั้น มีโยมเอาแตงกวาใส่บาตร หลวงปู่ทองรัตน์ เดินตามหลังหลวงปู่มั่น พอได้จังหวะ ท่านก็ล้วงแตงกวาขึ้นมาเคี้ยวกิน เมื่อหลวงปู่มั่น หันมาดู ท่านก็ปิดปากทำไม่รู้ไม่ชี้ หลวงปู่มั่น หันกลับมาดู ท่านก็ปิดปากเฉยอีก
พอตกเย็นก็ได้เรื่อง คือหลวงปู่มั่นได้เทศน์ให้พระเณรฟังสมปรารถนา
มีอีกคราวหนึ่ง พระเณรคนละกลุ่มอยากฟังเทศน์หลวงปู่มั่นเช่นเดียวกัน หลวงปู่ทองรัตน์ รับปากว่าจะช่วย กลางวันวันนั้น ท่านไปต่อยมวยชกลม อยู่ใต้ถุนกุฏิหลวงปู่มั่น ทำเสียงฟุดฟัดๆ อยู่จนกระทั่งแน่ใจว่าหลวงปู่มั่นท่านเห็นและได้ยินแล้ว
ตกเย็นวันนั้น ได้ผลตามคาดหมาย หลวงปู่มั่นท่านเทศน์ให้พระเณรฟังอย่างเต็มอิ่ม ทำให้พระเณรยกย่องหลวงปู่ทองรัตน์ว่า มีความกล้าหาญเป็นเลิศ เพราะไม่มีพระเณรองค์ไหนกล้าทำเช่นนั้น ยิ่งทำกับพ่อแม่ครูอาจารย์ อย่างหลวงปู่มั่นแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
เล่ากันว่า ควายป่าก็ยังขยาด คือมีครั้งหนึ่งหลวงปู่ทองรัตน์ ได้ออกธุดงค์ไปกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ และหลวงปู่มั่นโอกาสเช่นนี้หายากมาก
ระหว่างทางจากตัวเมืองไปบ้านสามผง ต้องผ่านป่าทึบ และเดินผ่านโป่งที่สัตว์ป่าลงมากินดินโป่ง ตอนบ่ายแก่ๆ ปรากฏว่ามีควายป่าตัวเขื่องยืนจังก้า ขวางทางด้วยท่าทางไม่เป็นมิตร ไวอย่างไม่มีใครคาดถึง หลวงปู่ทองรัตน์วิ่งรี่เข้าหา แล้วยกเท้าถีบสีข้างควายตัวนั้นเต็มแรงดังตึ้บ ควายตั้งตัวไม่ทัน วิ่งหนีไป ตัวอื่นๆ ก็วิ่งหนีตามไปด้วย
เรื่องนี้หลวงปู่กิ ธมฺมุตฺตโม เล่าให้พระครูกมลภาวนากร (หลวงพ่อสีทน กมโล เจ้าอาวาสวัดภูหล่น) ฟัง แล้วท่านพระครูฯ เป็นผู้ถ่ายทอดต่อ ว่า:
หลวงปู่ทองรัตน์ ได้ออกธุดงค์ไปกับหลวงปู่มั่น ระหว่างทางต้องปีนเขา พระเณรขออาสาสะพายบาตรให้ แต่หลวงปู่มั่นบอกว่าจะสะพายเอง หลวงปู่มั่น เดินออกหน้า พระเณรต่างไต่เขาตามหลังท่านเว้นระยะพอสมควร
เดินไปได้ครึ่งทาง เกิดอุบัติเหตุ บาตรหลวงปู่มั่นหลุดจากบ่าแล้วตกรูดลงมาตามเขา ผ่านพระเณรที่ตามหลังมา ทุกองค์ต่างยืนดูเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร ใช้มือจับก็ไม่ทัน จะใช้เท้าก็เป็นการไม่เคารพครูอาจารย์ ทุกองค์ยืนงงกันหมด
บาตรตกมาใกล้หลวงปู่ทองรัตน์ ท่านใช้เท้าเหยียบสายบาตรไว้ได้ทัน
จากเหตุการณ์นั้น หลวงปู่มั่น พูดว่า
“เออ! บ่มีผู้ได๋สิคิดซอยครูบาอาจารย์ดอก ทองรัตน์” (ไม่มีใครคิดช่วยอาจารย์หรอก ทองรัตน์)
หลวงปู่ทองรัตน์ในวัยหนุ่มท่านมีนิสัยไปทางนักเลง ชอบดื่มเหล้าเกเรเกกมะเหรกพอสมควร แต่ท่านก็มีความรับผิดชอบสูง ถ้าดูนิสัยท่านเปรียบได้กับม้าพยศ เมื่อได้รับการฝึกฝนแล้วกลับกลายเป็นม้าศึกหรือม้าอาชาไนยที่วิเศษยิ่ง (อันนี้ผมพูดเอง)
เรื่องราวของท่านมีมากมาย ล้วนแต่มีสาระและน่าสนใจ ถ้าดูบุคลิกภายนอกแล้วท่านเป็นพระที่ไม่ค่อยสงบเสงี่ยมเท่าไรนัก แต่เรื่องพระธรรมวินัยท่านเคร่งครัดและละเอียดเป็นอย่างยิ่ง
(จะขอเสนออีกตอน เป็นเรื่องราวสมัยที่ท่านไปอยู่บ้านชีทวนตามบัญชาของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ)
๑๒๐
หลวงปู่ทองรัตน์ทีบ้านชีทวน
ท่านผู้อ่านคงจำได้ ก่อนที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ จะเดินทางออกจากนครพนม เพื่อกลับจังหวัดอุบลฯ ภูมิลำเนาของท่าน ท่านได้มอบหมายภาระให้ลูกศิษย์อาวุโสแต่ละองค์ หลวงปู่ใหญ่เองท่านจะไปอยู่ที่บ้านข่าโคม บ้านเกิดของท่าน
สำหรับหลวงปู่ทองรัตน์นั้น หลวงปู่ใหญ่ให้ไปอยู่บ้านชีทวน คำพูดของหลวงปู่ใหญ่แปลเป็นภาษากลางว่า
“ท่านทองรัตน์ เมื่อไปถึง (อุบลฯ) ให้ไปจำพรรษาอยู่บ้านชีทวน ที่นั่นผมเคยไปอยู่ เป็นที่สำคัญคนที่มีความฉลาดมีมาก คนดีก็มีเยอะ คนขี้ฮ้าย (เกเร) ก็มีมาก ให้คนอื่นไปอยู่ไม่ได้…เมื่อไปถึงให้ไปรวมกันในตัวเมืองอุบลฯ ก่อน”
เมื่อแบ่งงานกันแล้ว ศิษย์แต่ละหมู่ก็แยกย้ายกันเดินทางไป เมื่อหลวงปู่ใหญ่ ไปถึงบ้านข่าโคม (พ ศ.๒๔๘๐) ได้มีญาติโยมจากบ้านชีทวนมากราบนมัสการ พร้อมกับพยายามนิมนต์ให้หลวงปู่ใหญ่ ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวน แต่หลวงปู่ใหญ่บอกว่า ท่านไปไม่ได้เพราะรับนิมนต์ชาวบ้านข่าโคมไว้แล้ว
ญาติโยมจากบ้านชีทวนพยายามอ้อนวอนให้หลวงปู่ใหญ่จัดพระองค์ไหนไปอยู่ก็ได้ เพราะพวกเขาศรัทธาพระสายกรรมฐานที่เคยไปสอนชาวบ้านเอาไว้แล้ว
หลวงปู่ใหญ่บอกว่า “ถ้าจะเอาพระไปเดี๋ยวนี้ยังไม่ได้ เพราะพระยังไม่มา”
ชาวบ้านเห็นว่าพระเณรที่บ้านข่าโคมมีตั้งเยอะ อีกแค่ ๓ วันก็จะเข้าพรรษาแล้ว จึงขอกับท่านว่า
“หลวงปู่ขะน้อย พระอยู่ในวัด คือจั่งมีหลายองค์อยู่ แบ่งให้ไปก่อนบ่ได้บ่อ ขะน้อย”
หลวงปู่ใหญ่ บอกว่า
“บ้านชีทวนเป็นบ้านเจ้าคัมภีร์ใหญ่ตั๋ว ถ้าให้พระมะเขมะขาไปสิมีเรื่องกัน ถ้าสาก่อนจั๊กสองมื่อ (รอก่อนสักสองวัน) เพิ่นจั่งสิมาฮอด (พระท่านจึงจะมาถึง)”
ในช่วงนั้นไม่ทราบว่า หลวงปู่ทองรัตน์ อยู่ที่ไหน แต่เมื่อหลวงปู่ใหญ่ ว่าอย่างนั้นชาวบ้านก็ดีใจ และกราบอำลาไปจัดแจงกุฏิ และทำความสะอาดวัด รอพระที่จะมาอยู่จำพรรษาให้
เมื่อครบ ๒ วัน ญาติโยมบ้านชีทวนก็มาทวงพระตามที่หลวงปู่ใหญ่บอกไว้ หลวงปู่ชี้ไปที่หลวงปู่ทองรัตน์ ซึ่งนั่งคู่กับหลวงปู่กิว่า
“นั่นเด พระที่เพิ่นจะไปอยู่กับพวกหมู่เจ้า”
หลวงปู่ใหญ่ จึงบอกให้ หลวงปู่ทองรัตน์ กับพระอีก ๓ องค์ ไปอยู่บ้านชีทวนพร้อมกับชาวบ้านที่มารับ และบอกให้หลวงปู่กิ กับพระอาจารย์กอน และพระอาจารย์บัญชี ไปอยู่บ้านโพนงาม ต.หนองบ่อ อ.เมือง จ.อุบลฯ
ทางด้านหลวงปู่ทองรัตน์ ท่านต้องเจอปัญหาที่บ้านชีทวนอย่างสาหัสสากรรจ์ที่สุด อย่างที่หลวงปู่ใหญ่บอกไว้ไม่ผิด ซึ่งชาวบ้านพูดภายหลังว่า
“ปัญหาแต่ละอย่าง ถ้าไม่ใช่ครูบาจารย์ทองรัตน์ คงจะอยู่ไม่ได้ เพราะมันหนักมากในการแก้ทิฏฐิคน”
ปัญหาอันดับแรกที่หลวงปู่ทองรัตน์ ไปถึงบ้านชีทวน พบว่าชาวบ้านแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกเป็นฝ่ายต่อต้านอย่างรุนแรง เป็นฝ่ายของอดีตพระมหา และผู้เคยบวชเรียนมีความรู้สูง ซึ่งมีความเห็นว่า
“เป็นพระเป็นเจ้าไปอยู่ป่า นั่งหลับหูหลับตาสิเห็นหยัง แม้แต่คนตาดีๆ มืนตาเบิ่งมันยั๋งบ่เห็น (แม้คนตาดีๆ ลืมตาดู มันยังไม่เห็น)”
อีกฝ่ายเป็นฝ่ายศรัทธาพระป่า พูดถึงฝ่ายแรกว่า
“ซ่างเขาคนเขาเว่าเขาบ่เห็นนำเฮา” (ช่างเขา พวกเขาพูดอย่างนั้นเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับเรา)
หลวงปู่ทองรัตน์ใช้สรรพนามแทนตัวท่านว่า ลูก พูดกับญาติโยมว่า พ่อ แม่ ทุกคน ท่านบอกว่า “ที่ใช้คำพูดอย่างนั้น ต้องการหัดให้ลูกเขารู้จักพูดกับพ่อแม่ด้วยคำพูดที่สุภาพ” เพราะเห็นว่าเด็กใช้คำว่า “อี” นำ เมื่อพูดกับผู้ใหญ่ เช่น อีพ่อ อีแม่ เรียกพี่ผู้ชายกว่า บักนั่น บักนี่ เรียกพี่สาวก็ว่า อีนั่น อีนี่ ฟังดูแล้วไม่น่ารัก
หลวงปู่ทองรัตน์มีเรื่องกับกลุ่มผู้หญิงที่มาตักน้ำในบ่อของวัด โดยท่านจัดหาถังน้ำส่วนกลางไว้ให้ แต่ชาวบ้านไม่ยอมใช้ จะใช้ครุ (ถังน้ำสานด้วยไม้ไผ่ แล้วใช้ชันทาไม่ให้น้ำรั่วซึม) ของตนเอง เมื่อหลวงปู่เห็นก็บอกว่า
“แม่เอ๊ย อย่าเอาครุลงตักน้ำในส่าง (บ่อ) เด้อ ให้เอาครุที่ลูกหาให้ นั้นตัก”
พวกโยมกลุ่มที่ต่อต้านก็พูดโจมตีต่อๆ กันว่า หลวงปู่ทองรัตน์หวงน้ำบ่อ พระที่เคยมาอยู่ก่อนไม่เห็นใครเป็นอย่างนั้น ซึ่งท่านก็ให้คำอธิบายว่า
“เมื่อพวกแม่เอาครุ (ที่มี) คาวปูคาวปลามาตักน้ำในบ่อ เมื่อพระเจ้าพระสงฆ์ไปตักน้ำมากินมาฉัน เพิ่นก็เป็นอาบัติตั๋วพ่อ แม่”
คือพวกชาวบ้านชอบเอาครุใส่ปูใส่ปลา แล้วเอามาใช้ตักน้ำบ่อกลิ่นคาวก็ติดอยู่ในน้ำ เมื่อพระตักน้ำมาฉันก็ทำให้พระอาบัติ ชาวบ้านก็เข้าใจ เรื่องนี้ก็จบไป
ก่อนมาบ้านชีทวน หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้กำชับว่าบ้านชีทวนนี้เป็นบ้านที่มีการศึกษามาก เป็นมหาก็เยอะ เรื่องที่จะไปพูดเฉยๆ ไม่มีอุบาย จึงยากที่คนเหล่านั้นจะเชื่อ เคยส่งพระไปอยู่แล้ว ต้องหันหลังกลับอย่างไม่เป็นท่า เพราะถูกลองภูมิ แม้แต่องค์หลวงปู่ใหญ่ก็เคยถูกลองดีมาแล้ว
“ถ้าบ่แม่นท่านทองรัตน์ บ่มีไผสิเอาอยู่”
หลวงปู่ทองรัตน์ ยังไปกราบหลวงปู่ใหญ่ และขอรับอุบายจากท่านอยู่บ่อยๆ
ในระหว่างพรรษา หลวงปู่ใหญ่ ให้พระลูกศิษย์ทั้งมหานิกายและธรรมยุต ที่ไปจำพรรษาในที่ต่างๆ ในละแวกนั้นมารวมลงอุโบสถด้วยกันที่ วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม ที่หลวงปู่ใหญ่พำนักอยู่
ต่อมาพระผู้ใหญ่ทางเมืองหลวงทราบเรื่องนี้ จึงได้แจ้งมายังหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ห้ามไม่ให้พระทั้งสองนิกายลงอุโบสถทำสังฆกรรมรวมกัน ท่านจึงบอกว่า
“ถ้าทางการเขาให้รวมกัน ก็ให้ลูกศิษย์แต่ละวัดทำอุโบสถกันเอง เมื่อมีงานจึงมาร่วมปรึกษาประชุมกัน”
หลวงปู่ทองรัตน์พยายามสอนให้ชาวบ้านรู้จัก เสียสละทาน รู้จักใส่บาตรกัน ซึ่งชาวบ้านกลุ่มต่อต้านก็หาว่าท่านเป็นพระขี้ขอ
เช่น บ้านที่เคยใส่บาตร แต่คิดว่าพระยังไม่มา หรือมองไม่เห็น ท่านก็จะยืนรอจนกว่าโยมจะเห็น แล้วลงมาใส่บาตร แล้วจึงไปบ้านอื่นต่อ
เมื่อฝนตก ท่านก็บอกชาวบ้านว่า
“แม่บ่ต้องลงมาหรอก มันเปียก ลูกสิไปรับเอง” คนที่ไม่ชอบก็รังเกียจท่าน หาว่าท่านเป็นพระขี้ประจบ
ถ้าบ้านไหนไม่เคยใส่บาตร ท่านก็พูดขอตรงๆ จนเจ้าของบ้านนำอาหารมาใส่บาตรให้ พอกลับจึงวัดท่านก็คัดแยกอาหารนั้นออก ไม่นำมาฉัน เพราะเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ ได้มาจากการเอ่ยปากขอ พระฉันแล้วต้องอาบัติ
ท่านต้องไปขออาหารบ้านนั้นทุกวัน จนกระทั่งเจ้าของบ้านมาใส่บาตรเอง ท่านจึงเลิกพูดขอ
บางครั้งเห็นกล้วยสุกคาต้น ท่านก็พูดกับโยมว่า
“แม่ กล้วยมันสุกคาเครือ บ่อยากได้บุญบ้อ คั่นอยากได้กะเอามาใส่บาตรตี้”
แล้วท่านก็ยืนรอจนกว่าโยมจะไปตัดกล้วยเครือนั้นมาใส่บาตร เมื่อถึงวัดแล้วท่านก็ไม่ฉันกล้วยนั้น
เมื่อเป็นอย่างนี้ ชาวบ้านกลุ่มต่อต้านก็แปลเจตนาของท่านว่าเป็นพระขี้ขอ ทำตัวไม่เหมาะสม แต่ท่านก็ไม่สนใจกับเสียงโจมตีนั้น
วันหนึ่งมีโยมบ้านหนึ่ง เอาไม้ค้อนสำหรับตอกสิ่วใส่บาตรให้ท่าน พอกลับจึงวัดท่านก็บอกพระเณรว่า
“โยมเขาคือสิคิดว่า ทางวัดป่าบ่มีค้อนตอกสิ่ว เขาเลยใส่บาตรให้”
วันต่อมา เจ้าของบ้านที่ตักบาตรด้วยค้อน ก็นำอาหารห่อใบตองห่อใหญ่ใส่ลงในบาตร พอถึงวัด หลวงปู่คัดแยกอาหารดิบ อาหารไม่บริสุทธิ์ อาหารที่ไม่ควรฉันออกไป แล้วค่อยๆ หยิบห่อใบตองห่อใหญ่ขึ้นมาค่อยๆ แกะ เพราะไม่รู้ว่าข้างในเป็นน้ำหรือเนื้อ
อย่างที่ไม่คาดคิด กลายเป็นกบตัวใหญ่ กระโดดแผล็วออกมา ท่านรีบตะครุบจับไว้ได้ แล้วก็พูดกับกบว่า
“โอ! ถ้าเขาไม่เอาเจ้ามาใส่บาตรให้พ่อ เจ้าก็ต้องไปลงหม้อต้มเขาแล้วหนอ”
แล้วท่านก็ให้เณรนำไปปล่อย
สาธุ! กบรอดตายก็เพราะบาตรพระแท้ๆ
วันต่อมาท่านก็ออกไปบิณฑบาตตามปกติ โยมคนเดิมคงจะแอบขำในใจ แต่ท่านก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันนี้เขามีกระดาษจดหมายใส่ลงในบาตร
พอกลับจึงวัดก็รู้ว่าเป็นจดหมายโจมตีท่าน ท่านก็ห่มจีวรเรียบร้อยพาดสังฆาฏิ ยื่นจดหมายให้เณรอ่าน บอกว่า
“เอ้า ลูกอ่าน อมฤตธรรมแน่ นี่เทวดาเขาใส่บาตรมา หาฟังยากตั๋ว”
เณรก็อ่านจดหมายต่อหน้าพระเณรที่นั่น หลวงปู่ท่านนั่งประนมมือตั้งใจฟังอย่างสำรวม ใจความในจดหมายว่า
“พระผีบ้า เป็นพระเป็นเจ้าไม่สำรวม ไม่มีศีล ไม่มีวินัย ประจบสอพลอ ขอของจากชาวบ้าน พระแบบนี้ถึงจะเหาะเหินเดินอากาศได้ ก็ไม่นับถือว่าเป็นพระ ให้ออกจากวัดไป ถ้าไม่ไปจะเอาลูกตะกั่วมาฝาก”
พอเณรอ่านจดหมายจบ ท่านก็จบมือขึ้น เปล่งวาจาว่า “สาธุ!” จนพระเณรทั้งวัดได้ยินทั่วถึง แล้วท่านก็พูดว่า
“เอ้า เก็บได้ ไว้ที่แท่นบูชาเด้อ โลกธรรมแปดมันนี่เอง แต่ก่อนได้ยินแต่ชื่อว่า มีลาภ–เสื่อมลาภ มียศ–เสื่อมยศ มีสรรเสริญ–มีนินทา มีสุข–มีทุกข์ โอ้ย! ของดีตั๋วนี้สาธุ! พ่อได้ฟังแล้ว แก่นธรรมเพิ่งมามื่อนี่ (วันนี้) เอง เก็บไว้ เก็บไว้”
หลวงปู่ทองรัตน์ ออกไปบิณฑบาตตามปกติไม่แสดงอาการโกรธเคืองหรือไม่พอใจใดๆ ทั้งสิ้น
๒–๓ วันต่อจากนั้น ครอบครัวของโยมคนนั้นเกิดวุ่นวาย ผัวเมียตบตีกัน ฝ่ายผัวมีอาการคลุ้มคลั่งหวาดระแวงกลัวจะมีคนตามฆ่า ต้องไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า ญาติพี่น้องต้องนำตัวมากราบขอขมาท่าน ท่านก็บอกว่าท่านไม่ได้โกรธเคืองและทำอะไรเขา การเป็นไปทุกอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเองทั้งนั้น
สุดท้ายหลวงปู่ทองรัตน์ ก็เทศน์ให้ฟังถึงโทษและกรรมของการใส่ร้ายคนอื่น แล้วบอกให้ญาตินำกลับไปบ้าน โยมคนนั้นก็กลับมีอาการปกติ
ต่อมาภายหลังได้สำนึกผิด ได้เข้าไปกราบขอขมาโทษ และไปอยู่เฝ้าอุปัฏฐากหลวงปู่ทองรัตน์ทุกวัน แม้ต่อมาหลังจากหลวงปู่ใหญ่เสาร์มรณภาพแล้ว ท่านย้ายไปตั้งวัดป่าบ้านคุ้ม โยมคนนี้ก็ยังตามไปอุปัฏฐากรับใช้ หลวงปู่เรียกโยมคนนี้ว่า “หมาแก้ว” แต่คนทั่วไปเรียก “อาจารย์มหาแก้ว” เพราะเคยบวชเรียนเป็นเปรียญ ๔–๕ ประโยค
เรื่องการกลั่นแกล้งโจมตีลองดีจากชาวบ้านมีมากมาย ผมนำมาเล่าเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านชีทวนเคยถามท่านว่า
“ท่านถูกแกล้งถูกโจมตีทุกวัน ท่านไม่โกรธไม่แค้นเขาบ้างหรือ ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงจะหนีไปนานแล้ว”
หลวงปู่ทองรัตน์ ได้ตอบว่า
“ถ้าไทบ้านชีทวนบ่ไห่นำสิบ่หนี”
หมายความว่า ถ้าชาวบ้านชีทวนไม่ร้องไห้คิดถึงแล้ว ท่านจะไม่หนีไปไหน ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นนั้นในตอนท้าย
พูดถึงฝ่ายชาวบ้านที่กลั่นแกล้งโจมตีท่าน ต่างประสบเหตุการณ์ที่ไม่ดีกันแทบทุกบ้าน ทุกคน ต่างพากันสำนึกและกลับมากราบขอขมาท่าน กลายมาเป็นฝ่ายสนับสนุนท่านเป็นอย่างดี
ผมขอกล่าวถึงการต่อต้านจากทางฝ่ายสงฆ์บ้าง ซึ่งก็ไม่เบาไปกว่าฝ่ายชาวบ้านเลย ทั้งกล่าวโจมตีและยุยงชาวบ้านให้เกลียดชังท่านต่างๆ นานา
ทางฝ่ายพระได้ส่งพระมหารูปหนึ่งชื่อ อาจารย์สี ได้ชื่อว่าเป็นพระที่เคร่งวินัย และรู้เรื่องวินัยดีมาก ยอมตัวมาอยู่เพื่อจับผิดท่านนานถึง ๓ ปี แต่หาข้อผิดของหลวงปู่ทองรัตน์ไม่ได้ แม้แต่อาบัติเล็กน้อยก็ไม่พบ
วันหนึ่งหลวงปู่เห็นพระมหารูปนั้นนั่งอยู่ใกล้ พอจะมองเห็นรางปัสสาวะได้ชัด หลวงปู่ทองรัตน์จึงไปนั่งปัสสาวะที่รางนั้น แล้วบ้วนน้ำลายลงในราง
ทางพระมหาลุกขึ้นมาต่อว่าทันที
“ไหนท่านว่าเคร่งวินัย ทำไมถึงบ้วนน้ำลายลงรางปัสสาวะ ไม่รู้หรือว่ามันผิดวินัย?”
หลวงปู่ทองรัตน์ ตอบกลับไปว่า
“ผมสงสารท่านที่มาคอยจับผิดผมตั้ง ๓ ปี ถ้าท่านว่าผมผิด แล้วท่านซ่อนอะไรไว้ให้อาสนะที่นั่งของท่าน ท่านไม่รู้หรือว่าศัสตรานั้นมันคู่ควรกับสมณะหรือเปล่า?”
ท่านมหาถึงกับหน้าถอดสี คิดไม่ถึงว่าหลวงปู่ทองรัตน์รู้ได้อย่างไรว่าตัวท่านซ่อนมีดไว้ใต้อาสนะ
โบราณว่า ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ต้องเอาด้วยกล ปรากฏว่ามีการร้องเรียนกล่าวโทษหลวงปู่ทองรัตน์ไปถึงพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง ว่าท่านทำตัวไม่เหมาะสม ประจบเอาใจและชอบขอของจากชาวบ้าน
ทางสงฆ์ได้ส่งคณะกรรมการจากในเมืองมาสอบสวน พระเถระฝ่ายปกครองถามข้อกล่าวหาแต่ละข้อว่า ที่เขากล่าวหานั้นมัน “ถูกไหม” หลวงปู่ทองรัตน์ ประนมมือแล้วตอบว่า “โดย ขะน้อย” คือตอบว่า “ขอรับกระผม” ทุกข้อกล่าวหา
พระเถระถามว่า
“เมื่อเป็นอย่างนี้ จะมีข้อแก้ตัวอย่างไร ท่านทองรัตน์?”
หลวงปู่ทองรัตน์ กราบเรียนว่า
“ภิกขุ คือใคร ถ้าแปลออกมาก็คือผู้ขอไม่ใช่หรือ ที่ขอก็เพราะไม่มี ถึงขอ ถ้าไม่ขอก็หาอยู่กินเอง เขาก็เรียกคฤหัสถ์ญาติโยม เท่านั้นแหละ ถ้าว่าการกระทำของกระผมผิด จะฆ่าจะแกงกระผมก็ยอม”
หลวงปู่ทองรัตน์ ได้อธิบายถึงเหตุผลและอุบายให้ฟังจนพระเถระเหล่านั้นพอใจ ไม่สามารถเอาผิดกับท่านได้
หลังจากหลวงปู่ทองรัตน์ เป็นที่เคารพรักของชาวบ้านชีทวนแล้ว ชาวบ้านหลายคนแสดงความจำนงถวายที่ดินและพร้อมใจกันสร้างวัดถวายท่าน แต่ท่านไม่อยากให้สร้างวัดให้ท่านอีก ท่านพูดว่า
“ไม่ต้องสร้างวัดหรอกพ่อ นาของลูกมีแล้ว นาแปลงนี้ยังไงล่ะ!”
พร้อมกับชี้ไปที่บาตรของท่าน ซึ่งตลอดชีวิตการเป็นพระของท่าน ท่านมีบาตรใบนี้ใบเดียวเท่านั้น
หลวงปู่ทองรัตน์ ท่านเป็นพระที่เทศน์เก่ง สอนเก่ง หลังจากท่านเป็นที่รู้กันดีแล้ว ที่วัดพระธาตุสวนตาลได้นิมนต์ท่านไปเทศน์ ๒ ธรรมาสน์ คู่กับ เจ้าคณะอำเภอเขื่องใน มีประชาชนศรัทธาไปฟังจำนวนมากหยอดเงินถวายกัณฑ์เทศน์คนละ ๑ สตางค์บ้าง ๕ สตางค์บ้าง ได้รวมกันแล้วเป็นเงินร่วม ๒,๐๐๐ บาท ได้แบ่งเป็น ๒ ส่วน ท่านเจ้าคณะฯ รับส่วนถวายของท่านไปทั้งหมด ในขณะที่หลวงปู่ทองรัตน์ถวายคืนแก่วัดพระธาตุสวนตาลทั้งหมดเหมือนกัน
เงินกัณฑ์เทศน์ครั้งนั้นถือว่าสูงมากเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่เงินเดือนครูประชาบาลแค่ ๘บาท และข้าวสารเหนียวชั้นหนึ่ง ๑๐๐ ก.ก. กระสอบละ ๙ บาท เท่านั้น
หลวงปู่ทองรัตน์ เข้มงวดกวดขันในการสอนพระเณรมาก อาบัติเล็กน้อยท่านก็ไม่ละเว้น ตัวอย่างการสอนพระเณร มีดังนี้:
“พระพุทธเจ้า ท่านทำทางเดินไว้ให้เราเดินแล้ว พระอริยเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็เดินตามทางที่พระพุทธองค์ทำไว้ แนะนำไว้แล้วทุกพระองค์ ถ้าเราได้ศึกษา ได้ปฏิบัติตาม เราก็จะพบทางเดินไปมรรค ผล นิพพานได้เหมือนพระอรหันต์ ๘๐ องค์นั้นเหมือนกัน เว้นแต่ผู้ประมาท ผู้ขี้เกียจ ผู้ไม่มีความเพียร ผู้หลงเดินตามกิเลส ก็จะไม่มีทางพ้นจากทุกข์ ไม่พ้นจากวัฏสงสาร เกิด ตาย ทุกข์โศก โรคภัยอยู่อย่างนี้นับภพนับชาติไม่ถ้วน
ใครมาบวชปฏิบัติในสำนักนี้ ให้มีความพากเพียรนั่งสมาธิเดินจงกรม อย่าให้น้อยกว่า ๓ ชั่วโมง วันหนึ่งกับคืนหนึ่งให้กิเลสเอาไป๒๑ ชั่วโมง
ถ้าทำความเพียร ทำจิตให้สงบจากกิเลสได้ไม่ถึง ๓ ชั่วโมงต่อวันเป็นอย่างน้อย ออกพรรษาให้สึกออกไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา ช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว ดีกว่ามาบวชไม่มีความเพียร ทำความเพียรน้อยกว่า ๓ ชั่วโมง เอาชนะกิเลสไม่ได้หรอก
มรรคผลนิพพานโน่น อยู่ฟากตายโน้น ต้องกินน้อย นอนน้อย ขยันมาก อดทนมาก ไม่กลัวลำบาก ไม่กลัวกิเลส เอาชนะกิเลสให้ได้จึงจะเห็นมรรคผลนิพพาน…ฯลฯ”
ตัวอย่างการเทศน์สอนชาวบ้าน เช่น:
“…ก่อนนอน ไหว้พระสวดมนต์ แล้วสมาทานศีลห้าด้วยตัวเอง สำรวจศีลห้า ข้อใดไม่บกพร่องแล้วดีใจ ปลื้มใจ ปีติยินดี
บริกรรม พุทโธ เม นาโถ ธัมโม เม นาโถ สังโฆ เม นาโถ นอนด้วยความมีสติ หายใจเข้าภาวนาว่า พุท หายใจออกภาวนาว่า โธให้หลับไปด้วยอารมณ์ พุทโธ ฝันก็ฝันดี มีนิมิตก็มีนิมิตดี ตายไปก็ตายดี ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์แน่ ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์อีก เกิดใหม่ก็จะดีกว่าเก่า…”
หลวงปู่ทองรัตน์ รักและเคารพหลวงปู่ใหญ่เสาร์มาก หลวงปู่ใหญ่สั่งว่าอยู่วัดป่าบ้านชีทวนอย่าไปไหน ท่านก็ไม่เคยออกจากวัดไปไหนเลย นอกจากไปกราบเยี่ยมหลวงปู่ใหญ่ ที่ท่านไม่ยอมไปไหนท่านบอกว่า
“หลวงปู่ สั่งให้อยู่วัด ถ้าเกิดท่านมาเยี่ยมแล้วเราไม่อยู่เดี๋ยวจะไม่ดี”
เมื่อคราวหลวงปู่ใหญ่เสาร์ เดินทางไปนครจำปาศักดิ์ ท่านก็ได้ติดตามไปด้วย หลวงปู่ใหญ่ได้มรณภาพที่นั่น หลวงปู่ทองรัตน์อยู่ประจำที่บ้านชีทวน ๖ ปี สอนชาวบ้านจนได้ผลแล้ว ท่านจึงย้ายไปสร้างวัดใหม่ที่วัดป่าบ้านคุ้ม แล้วท่านก็มรณภาพที่นั่น
(ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่ย่อที่สุด ท่านที่ต้องการอ่านในรายละเอียดติดต่อขอหนังสือจากวัดหนองป่าพงได้ ชื่อหนังสือ “มณีรัตน์ อัญมณีแห่งไพรสณฑ์”)
๑๒๑
การเคลื่อนทัพพระกรรมฐานสู่อุบลฯ
ผมเคยเกริ่นไว้แล้วในหัวข้อเรื่อง “มอบภาระและการจัดขบวนทัพ” ว่า ในการเคลื่อนย้ายคณะพระกรรมฐานสู่จังหวัดอุบลฯนั้น ถ้าพูดตามภาษาวิชาการสมัยใหม่ ต้องบอกว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่นท่านมีวิธีบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
ขอย้อนกล่าวถึงกรณีของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เมื่อครั้งที่ท่านพาสานุศิษย์ที่เป็นพระเณรราว ๗๐–๘๐ องค์ เดินทางจากคำชะอี ไปส่งโยมมารดาที่อุบลราชธานี แล้วปลีกตัวจากหมู่คณะไปบำเพ็ญเพียรที่เชียงใหม่เมื่อปลายปี พ ศ ๒๔๗๐ นั้น
หลวงปู่มั่นได้แบ่งศิษย์เอกเป็นคณะย่อยๆ คณะ ๕–๖ องค์ องค์อาวุโสเป็นหัวหน้าคณะ แล้วแยกย้ายทยอยกันไปเพื่อไม่ให้เป็นภาระหนักแก่ชาวบ้านในการต้อนรับเลี้ยงดูพระ
องค์หลวงปู่มั่นเอง ออกกรุยทางเป็นคณะแรก แวะพักปักกลดอบรมสั่งสอนชาวบ้านตามรายทางเป็นระยะๆ พอคณะแรกย้ายไป คณะใหม่ก็มาพักแทนที่ อบรมประชาชนอย่างต่อเนื่องกัน ทำเช่นนี้ต่อกันไปเรื่อยๆ และที่พักปักกลดนั้นก็กลายเป็นสำนักสงฆ์ กลายเป็นวัดป่า หรือวัดกรรมฐานขึ้นอีกมากมาย
วิธีการเช่นนี้ จะไม่เรียกว่าวิธีบริหารจัดการที่วิเศษยอดเยี่ยมหรือ? ชาวบ้านก็ไม่เดือดร้อน การบำเพ็ญภาวนาของพระเองก็ได้ผลดีการอบรมสั่งสอนชาวบ้านก็ได้ผลดี และเกิดเป็นวัดกรรมฐานขึ้นอีกมากมายสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้
การเคลื่อนย้ายทัพพระกรรมฐานของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ในครั้งนี้ ก็ทำเช่นเดียวกันกับหลวงปู่มั่น กล่าวคือ กองทัพพระกรรมฐาน เคลื่อนขบวนทัพออกจากธาตุพนมมุ่งหน้าลงใต้ จุดหมายปลายทางอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี ถิ่นของนักปราชญ์
ขบวนทัพพระกรรมฐาน แยกย้ายทยอยกันไปเป็นคณะย่อยๆ ด้วยเกรงว่า จะเป็นการลำบากแก่ชาวบ้านตามรายทาง ในการจัดหาภัตตาหารบิณฑบาต ทั้งยังได้เผยแพร่สั่งสอนอบรมธรรมให้แก่ชาวบ้านในเส้นทางอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อคณะแรกผ่านไปแล้ว คณะต่อๆ มาก็ติดตามมาให้การสอนเพิ่มเติมซ้ำอีก ชาวบ้านได้มีโอกาสรับฟังธรรมจากครูบาอาจารย์หลายๆ ท่านอย่างต่อเนื่อง สำนักวัดป่าที่เกิดใหม่ก็มีครูบาอาจารย์สายกรรมฐานมาโปรดมาเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่องด้วยเป็นผลดีทั้งแก่พระและแก่โยม และเกิดวัดกรรมฐานขึ้นอีกมากมาย
๑๒๒
หลวงปู่ใหญ่เดินทางโดยรถยนต์
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ที่ทัพพระกรรมฐานเคลื่อนย้ายสู่จังหวัดอุบลราชธานีนั้น หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล มีอายุ ๗๗ ปี ท่านต้องใช้ไม้เท้าพยุงกายเวลาเดิน
การเดินทางไกลด้วยเท้าจากนครพนม ถึงอุบลฯ ต้องผ่านป่าเขาเป็นระยะทางร่วม ๓๐๐ กิโลเมตร ย่อมเป็นการลำบากสำหรับหลวงปู่ใหญ่อย่างแน่นอนในวัยสังขารขนาดนั้น คณะศิษย์เป็นห่วงจึงขอให้ท่านเดินทางโดยรถยนต์ ในหนังสือของ อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติบันทึกไว้ดังนี้:
“คณะท่านพระอาจารย์เสาร์ เดินทางโดยรถยนต์โดยสารที่ศรัทธาญาติโยมได้จัดถวายค่ารถโดยสารให้
การเดินทางออกจากธาตุพนมต้องไปลงแพข้ามลำน้ำก่ำ ที่บ้านต้อง (สมัยนั้นยังไม่มีสะพานข้าม) ถนนหนทางก็ขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อในหน้าฝน พอถึงหน้าแล้ง เช่นที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เดินทางไปนี้ ก็คละคลุ้งตลบอบอวลไปด้วยฝุ่นแดงของลูกรัง และควันดำ เสียงดังจากท่อไอเสียรถ
กว่าจะถึงเมืองอุบลฯ ก็ต้องหยุดพักค้างคืนที่อำนาจเจริญเสียก่อน ๑ คืน จึงได้ถึงที่หมาย พอก้าวลงจากรถ ก็ต้องพากันสลัดฝุ่นเป็นการใหญ่ เพราะฝุ่นที่เกาะติดตามร่างกายนี้ทำให้ทุกคนกลายร่างเป็นผีแดงไปหมด”
เมื่อถึงจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว คณะของหลวงปู่ใหญ่ไปพักที่สวนข้างทุ่งนาบ้านท่าวารี พักรอคณะลูกศิษย์ที่ทยอยตามมาอยู่หลายเดือน เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว ก็ให้แต่ละคณะแยกย้ายกันออกไปปฏิบัติธรรม และเผยแพร่ธรรม ตามที่ได้มอบหมายตั้งแต่ครั้งก่อนออกเดินทางจากนครพนม
๑๒๓
จุดพักครั้งแรกที่บ้านท่าวารี
ที่บ้านท่าวารี จุดพักครั้งแรกของคณะของหลวงปู่ใหญ่นั้น เมื่อมาถึง ท่านพาคณะปักกลดบำเพ็ญภาวนาอยู่ชายทุ่ง แล้วมีคณะญาติโยมได้ช่วยกันทำที่พักชั่วคราวถวาย
มีผู้เลื่อมใสศรัทธามาสมาทานศีล เป็นอุบาสกอุบาสิกาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ใหญ่เป็นจำนวนร่วมร้อยคน
พอได้เวลาทำวัตรสวดมนต์ องค์หลวงปู่ใหญ่จะเคาะไม้ให้สัญญาณมารวมกัน กลางคืนท่านจะจัดให้มีการอบรมธรรม และพานั่งสมาธิภาวนาจนดึกดื่น บางคืนปฏิบัติภาวนาจนตลอดคืนก็มี
ถึงตอนเช้าหลวงปู่ใหญ่ ก็พาพระเณรออกรับบิณฑบาตโปรดญาติโยมตามปกติ และปฏิบัติกิจของสงฆ์เหมือนที่เคยทำเป็นประจำ
หลวงปู่ใหญ่พักอยู่ที่บ้านท่าวารี อยู่หลายเดือน ต่อมาท่านได้รับนิมนต์ให้ไปพักจำพรรษาที่บ้านข่าโคม บ้านเกิดของท่าน ตามความประสงค์ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจากนครพนม
ในหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ได้กล่าวถึงสถานที่ในจังหวัดอุบลราชธานี ที่หลวงปู่ใหญ่ได้ไปพำนัก ในช่วงปัจฉิมวัย ระหว่าง พ.ศ.๒๔๗๙ – ๒๔๘๔ ดังนี้ –
๑. บ้านสวนวัง อำเภอม่วงสามสิบ
๒. บ้านข่าโคม อำเภอเมืองอุบลราชธานี
๓. วัดบูรพา ในตัวเมืองอุบลราชธานี
๔. บ้านชีทวน อำเภอเขื่องใน
๕. บ้านกุดปากหวาย อำเภอวารินชำราบ
๖. บ้านโพธิ์ตาก อำเภอวารินชำราบ
๗. บ้านท่าฆ้องเหล็ก อำเภอวารินชำราบ
๘. วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร
๙. วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร เป็นสถานที่สุดท้ายของท่าน
๑๒๔
วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม
ในปี พ ศ. ๒๔๗๙ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล มาพักจำพรรษาที่บ้านข่าโคม บ้านเกิดของท่าน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองอุบลราชธานี
สำหรับเหตุการณ์ที่บ้านข่าโคมนั้น อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติได้คัดลอกมาจากหนังสือ ชีวประวัติพระครูวิเวกพุทธกิจ กันตสีโลเถร (พระอาจารย์เสาร์) เรียบเรียง โดย คุณวาสนา ไชยเดช
ผม นายปฐม นิคมานนท์ ขอสารภาพว่าไม่เคยเห็นหนังสือเล่มดังกล่าว จึงขออนุญาตคัดลอกมาเสนอด้วยความง่ายดาย (หรือจะว่ามักง่ายก็ตามใจ) ดังนี้ –
“เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เดินทางกลับมาบ้านข่าโคม
ในการเดินทางกลับมาบ้านเกิดในครั้งนั้น ได้เกิดแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนถึง ๒๐ วินาที สิ่งนั้นแสดงให้เห็นถึงอภินิหารแห่งธรรมของท่าน
มีผู้ติดตามในการกลับมาของท่านในครั้งนั้น คือเจ้าจอมมารดาทับทิม และข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่นับสิบๆ คน
โดยคณะเจ้าจอมมารดาทับทิมได้เดินทางจากกกรุงเทพฯ พร้อมเครื่องไทยทานมากมายเป็นประวัติการณ์ ซึ่งในสมัยนั้นการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้ช้าง ม้า เป็นพาหนะในการเดินทาง
ข้าพเจ้า…(ไม่ทราบว่าหมายถึงคุณวาสนา หรือ อ.พิศิษฐ์ เพราะเขียนไว้ในวงเล็บ)…เข้าใจว่าน่าจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงอุบลฯ โดยทางรถไฟ เมื่อมาถึงปลายทางที่อำเภอวารินชำราบแล้วจึงได้ใช้เรือกลไฟของ นายวิชิต – คุณนายตุ่น โกศัลวิตร คหบดีชาวเมืองอุบลฯ จากหาดสวนยา ริมฝั่งน้ำมูล บรรทุกผู้คนและสัมภาระต่างๆ เดินทางทวนแม่น้ำมูล ขึ้นไปตามลำน้ำเซบาย มาขึ้นบกที่ท่ากกโดน หรือ โฮงเฮือน (ท่าน้ำนี้ทำเป็นโรงสำหรับเก็บเรือพาย เรือแข่ง)
ชาวบ้านได้ใช้เกวียนเป็นพาหนะสำหรับขนย้ายสัมภาระต่างๆ เข้ามายังหมู่บ้านข่าโคม อีกทอดหนึ่ง”
ท่านผู้อ่านคงนึกภาพออกว่า กองการบุญของคณะผู้แสวงบุณย์ในยุคนั้นจะทุลักทุเล ไกลาหล และยิ่งใหญ่สักเพียงใดกันนะครับ
“ต่อมา ท่านเจ้าจอมมารดาทับทิม พระสรราชภักดี คุณนายอั๋น คุณนายชม พร้อมข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่ และชาวบ้าน ได้ร่วมกันจัดสร้างกุฏิที่พักสงฆ์ที่ป่าดอนหอธรรม หรือป่าหนองอ้อ ต่อมาชาวบ้านเรียกว่า วัดป่าหนองอ้อ ให้ไว้เป็นสำนักสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต”
ตอนท้ายของบันทึก มีต่อไปว่า:
“ในปี พ ศ. ๒๔๘๐ ท่านได้เริ่มสร้างอุโบสถในน้ำ (สิมน้ำ) ก่อสร้างโดยช่างคนพื้นบ้าน
ในขณะนั้น วัดป่าหนองอ้อ มีภิกษุสามเณรจำพรรษาอยู่ถึง ๑๕๐ รูป แม่ชีประมาณ ๖๐ ท่าน
ในครั้งกระโน้น หมู่บ้านข่าโคม มีความสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองด้วยร่มเงาของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งวัดป่าและวัดบ้าน”
บันทึกก็จบลงตรงนี้ ต้องขอขอบคุณทั้งคุณวาสนา และอาจารย์พิศิษฐ์ที่ทำให้พวกเราได้มีเรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่ให้ได้ศึกษากัน
อ้อ! ก็ยังจบตอนนี้ไม่ได้ ผมไปเจอข้อมูลใหม่จากหนังสือ “พระปรมาจารย์สายพระกัมมัฏฐาน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร” มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ดังนี้. –
“ณ หนองอ้อแห่งนี้เอง พระอาจารย์บัวพา เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งนั่งเข้ารับใช้ท่านพระอาจารย์เสาร์อยู่ เห็นท่านหัวเราะหึๆ ขึ้นพระอาจารย์บัวพาจึงกราบเรียนถามท่านว่า
“ขอโอกาสครูบาจารย์ มีอีหญังนอ ขะน่อย ท่านจึงได้หัวเราะ?”
ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงเล่าให้ฟังว่า
“หนองนี้แหละในชีวิตของข้อยเคยทำบาปใหญ่ครั้งหนึ่ง สมัยข้อยเป็นหนุ่ม ฝนตกหนักปลามันขึ้นจากหนองนี้มีแต่ตัวใหญ่ๆ ใครเขาไม่กล้ามาเอา เขากลัวเพราะผีมันดุ ตาปู่มันร้าย ใครมาทำอะไรในเขตของเขาเป็นอันไม่ได้ คนเขาถึงกลัว
ข้อยกับพ่อเป็นคนไม่กลัว ได้พร้าอีโต้คนละดวง ข้องคนละใบ ฝนตกตอนกลางคืนมา สองคนกับพ่อ ข้อยก็ฟัน พ่อก็ฟัน ฟันเอาฟันเอาจนเต็มข้องไผข้องมัน”
พระอาจารย์บัวพา เลยกราบเรียนท่านว่า
“ทอนี่ (เท่านี้) หรือครูบาอาจารย์ บาปใหญ่ที่สุดของชีวิต คนอื่นเขาทำจนนับไม่ถ้วนและไม่รู้ว่าเขาได้ทำบาปอะไรไว้บ้าง แล้วเขาพวกนั้นจะเป็นบาปขนาดไหน!”
และมีต่อไปอีกว่า:
“หลังจากที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร มาพักที่บ้านข่าโคมได้ระยะหนึ่งแล้ว ท่านได้เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อไปเยี่ยมท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (ฐิตปญฺโญ หนู) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม สหธรรมิกกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งจากกันเป็นเวลาหลายสิบปี หลังจากที่ท่านออกธุดงค์และเผยแพร่ธรรมทั่วภาคอิสานแล้ว
พร้อมกันนี้ท่านนำสามเณรพุธ ไปฝากเรียนหนังสือกับท่านเจ้าคุณฯ ที่วัดปทุมวนารามด้วย ซึ่งขณะนั้นองค์ท่านพระอาจารย์เสาร์ชราภาพมากแล้ว ต้องถือไม้เท้าไปด้วย
เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์เข้ากรุงเทพฯ เจ้าจอมมารดาทับทิมกำลังไม่สบายอยู่ ได้ให้คนมานิมนต์ท่านเข้าไปในวัง เพื่อเทศน์โปรดเพราะทราบกิตติศัพท์ของท่านพระอาจารย์เสาร์จากสามเณร (บุญ) นาคที่เป็นลูกศิษย์ท่านรูปหนึ่ง ซึ่งเจ้าจอมฯ อุปถัมภ์ในการบวชพระ และเจ้าจอมฯ ได้เป็นผู้อุปถัมภ์วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม เรื่อยมา และมีผู้มีศรัทธาติดตามมาด้วย เช่น คุณนายหวัด คุณนายชม คุณนายพริ้ง เป็นต้น”
เมื่อออกพรรษาปีนั้น วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้มีผ้าป่าชาววังจัดมาทอดถวายพระป่าเป็นครั้งแรก มีเจ้าจอมมารดาทับทิม นำคณะมาทอดถวายผ้าป่า ๗๐ กอง มีพระนาค พระมหาสมบูรณ์ร่วมขบวนมาด้วย
พระคณะศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ที่ได้ติดตามไปเพื่อศึกษาฟังธรรมท่านพระอาจารย์ แยกย้ายกันไปอยู่จำพรรษาในบริเวณใกล้ๆ แถวนั้น เมื่อออกพรรษาแล้ว ต่างองค์ต่างมารวมกันที่วัดหนองอ้อ บ้านข่าโคม อยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ เพื่อเตรียมตัวรับผ้าป่าทางวัง
พระเณรปักกลดอยู่ตามร่มไม้ในป่าหนองปู่ตาหนองอ้อเต็มไปหมด ดูแล้วเป็นบรรยากาศที่หาดูได้ยากจริงๆ คณะเจ้าจอมมารดาทับทิม ได้มาเห็นบรรยากาศที่พระเณรปักกลดพักอยู่ริมน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน จนพากันน้ำตาร่วงน้ำตาไหล เพราะบรรยากาศที่เห็นนั้นเป็นภาพที่ประทับใจของคนชาวกรุงมากทีเดียว
ญาติโยมชาววังจึงขอนิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์แสดงธรรมให้ฟัง เมื่อท่านขึ้นไปนั่งบนธรรมาสน์ พระภิกษุสามเณรและญาติโยมต่างก็ตั้งอยู่ในความสงบคอยสดับรับฟังธรรม
ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ เริ่มแสดงธรรม ท่านตั้งนะโม ๓ จบเสร็จแล้วท่านก็ว่า
“ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เอวังมีด้วยประการฉะนี้” จบแล้วท่านก็ลงจากธรรมาสน์
ท่านเป็นผู้มีนิสัยพูดน้อยและเยือกเย็น เจ้าจอมมารดาทับทิมได้อุปถัมภ์ในการอุปสมบทสามเณรเพ็ง คำพิพากในครั้งนั้น และมีศรัทธาสร้างสิมน้ำที่วัดป่าบ้านหนองอ้อ ถวายแด่ท่านพระอาจารย์เสาร์ด้วย”
๑๒๐
หลวงปู่ทองรัตน์ทีบ้านชีทวน
ท่านผู้อ่านคงจำได้ ก่อนที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ จะเดินทางออกจากนครพนม เพื่อกลับจังหวัดอุบลฯ ภูมิลำเนาของท่าน ท่านได้มอบหมายภาระให้ลูกศิษย์อาวุโสแต่ละองค์ หลวงปู่ใหญ่เองท่านจะไปอยู่ที่บ้านข่าโคม บ้านเกิดของท่าน
สำหรับหลวงปู่ทองรัตน์นั้น หลวงปู่ใหญ่ให้ไปอยู่บ้านชีทวน คำพูดของหลวงปู่ใหญ่แปลเป็นภาษากลางว่า
“ท่านทองรัตน์ เมื่อไปถึง (อุบลฯ) ให้ไปจำพรรษาอยู่บ้านชีทวน ที่นั่นผมเคยไปอยู่ เป็นที่สำคัญคนที่มีความฉลาดมีมาก คนดีก็มีเยอะ คนขี้ฮ้าย (เกเร) ก็มีมาก ให้คนอื่นไปอยู่ไม่ได้…เมื่อไปถึงให้ไปรวมกันในตัวเมืองอุบลฯ ก่อน”
เมื่อแบ่งงานกันแล้ว ศิษย์แต่ละหมู่ก็แยกย้ายกันเดินทางไป เมื่อหลวงปู่ใหญ่ ไปถึงบ้านข่าโคม (พ ศ.๒๔๘๐) ได้มีญาติโยมจากบ้านชีทวนมากราบนมัสการ พร้อมกับพยายามนิมนต์ให้หลวงปู่ใหญ่ ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวน แต่หลวงปู่ใหญ่บอกว่า ท่านไปไม่ได้เพราะรับนิมนต์ชาวบ้านข่าโคมไว้แล้ว
ญาติโยมจากบ้านชีทวนพยายามอ้อนวอนให้หลวงปู่ใหญ่จัดพระองค์ไหนไปอยู่ก็ได้ เพราะพวกเขาศรัทธาพระสายกรรมฐานที่เคยไปสอนชาวบ้านเอาไว้แล้ว
หลวงปู่ใหญ่บอกว่า “ถ้าจะเอาพระไปเดี๋ยวนี้ยังไม่ได้ เพราะพระยังไม่มา”
ชาวบ้านเห็นว่าพระเณรที่บ้านข่าโคมมีตั้งเยอะ อีกแค่ ๓ วันก็จะเข้าพรรษาแล้ว จึงขอกับท่านว่า
“หลวงปู่ขะน้อย พระอยู่ในวัด คือจั่งมีหลายองค์อยู่ แบ่งให้ไปก่อนบ่ได้บ่อ ขะน้อย”
หลวงปู่ใหญ่ บอกว่า
“บ้านชีทวนเป็นบ้านเจ้าคัมภีร์ใหญ่ตั๋ว ถ้าให้พระมะเขมะขาไปสิมีเรื่องกัน ถ้าสาก่อนจั๊กสองมื่อ (รอก่อนสักสองวัน) เพิ่นจั่งสิมาฮอด (พระท่านจึงจะมาถึง)”
ในช่วงนั้นไม่ทราบว่า หลวงปู่ทองรัตน์ อยู่ที่ไหน แต่เมื่อหลวงปู่ใหญ่ ว่าอย่างนั้นชาวบ้านก็ดีใจ และกราบอำลาไปจัดแจงกุฏิ และทำความสะอาดวัด รอพระที่จะมาอยู่จำพรรษาให้
เมื่อครบ ๒ วัน ญาติโยมบ้านชีทวนก็มาทวงพระตามที่หลวงปู่ใหญ่บอกไว้ หลวงปู่ชี้ไปที่หลวงปู่ทองรัตน์ ซึ่งนั่งคู่กับหลวงปู่กิว่า
“นั่นเด พระที่เพิ่นจะไปอยู่กับพวกหมู่เจ้า”
หลวงปู่ใหญ่ จึงบอกให้ หลวงปู่ทองรัตน์ กับพระอีก ๓ องค์ ไปอยู่บ้านชีทวนพร้อมกับชาวบ้านที่มารับ และบอกให้หลวงปู่กิ กับพระอาจารย์กอน และพระอาจารย์บัญชี ไปอยู่บ้านโพนงาม ต.หนองบ่อ อ.เมือง จ.อุบลฯ
ทางด้านหลวงปู่ทองรัตน์ ท่านต้องเจอปัญหาที่บ้านชีทวนอย่างสาหัสสากรรจ์ที่สุด อย่างที่หลวงปู่ใหญ่บอกไว้ไม่ผิด ซึ่งชาวบ้านพูดภายหลังว่า
“ปัญหาแต่ละอย่าง ถ้าไม่ใช่ครูบาจารย์ทองรัตน์ คงจะอยู่ไม่ได้ เพราะมันหนักมากในการแก้ทิฏฐิคน”
ปัญหาอันดับแรกที่หลวงปู่ทองรัตน์ ไปถึงบ้านชีทวน พบว่าชาวบ้านแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกเป็นฝ่ายต่อต้านอย่างรุนแรง เป็นฝ่ายของอดีตพระมหา และผู้เคยบวชเรียนมีความรู้สูง ซึ่งมีความเห็นว่า
“เป็นพระเป็นเจ้าไปอยู่ป่า นั่งหลับหูหลับตาสิเห็นหยัง แม้แต่คนตาดีๆ มืนตาเบิ่งมันยั๋งบ่เห็น (แม้คนตาดีๆ ลืมตาดู มันยังไม่เห็น)”
อีกฝ่ายเป็นฝ่ายศรัทธาพระป่า พูดถึงฝ่ายแรกว่า
“ซ่างเขาคนเขาเว่าเขาบ่เห็นนำเฮา” (ช่างเขา พวกเขาพูดอย่างนั้นเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับเรา)
หลวงปู่ทองรัตน์ใช้สรรพนามแทนตัวท่านว่า ลูก พูดกับญาติโยมว่า พ่อ แม่ ทุกคน ท่านบอกว่า “ที่ใช้คำพูดอย่างนั้น ต้องการหัดให้ลูกเขารู้จักพูดกับพ่อแม่ด้วยคำพูดที่สุภาพ” เพราะเห็นว่าเด็กใช้คำว่า “อี” นำ เมื่อพูดกับผู้ใหญ่ เช่น อีพ่อ อีแม่ เรียกพี่ผู้ชายกว่า บักนั่น บักนี่ เรียกพี่สาวก็ว่า อีนั่น อีนี่ ฟังดูแล้วไม่น่ารัก
หลวงปู่ทองรัตน์มีเรื่องกับกลุ่มผู้หญิงที่มาตักน้ำในบ่อของวัด โดยท่านจัดหาถังน้ำส่วนกลางไว้ให้ แต่ชาวบ้านไม่ยอมใช้ จะใช้ครุ (ถังน้ำสานด้วยไม้ไผ่ แล้วใช้ชันทาไม่ให้น้ำรั่วซึม) ของตนเอง เมื่อหลวงปู่เห็นก็บอกว่า
“แม่เอ๊ย อย่าเอาครุลงตักน้ำในส่าง (บ่อ) เด้อ ให้เอาครุที่ลูกหาให้ นั้นตัก”
พวกโยมกลุ่มที่ต่อต้านก็พูดโจมตีต่อๆ กันว่า หลวงปู่ทองรัตน์หวงน้ำบ่อ พระที่เคยมาอยู่ก่อนไม่เห็นใครเป็นอย่างนั้น ซึ่งท่านก็ให้คำอธิบายว่า
“เมื่อพวกแม่เอาครุ (ที่มี) คาวปูคาวปลามาตักน้ำในบ่อ เมื่อพระเจ้าพระสงฆ์ไปตักน้ำมากินมาฉัน เพิ่นก็เป็นอาบัติตั๋วพ่อ แม่”
คือพวกชาวบ้านชอบเอาครุใส่ปูใส่ปลา แล้วเอามาใช้ตักน้ำบ่อกลิ่นคาวก็ติดอยู่ในน้ำ เมื่อพระตักน้ำมาฉันก็ทำให้พระอาบัติ ชาวบ้านก็เข้าใจ เรื่องนี้ก็จบไป
ก่อนมาบ้านชีทวน หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้กำชับว่าบ้านชีทวนนี้เป็นบ้านที่มีการศึกษามาก เป็นมหาก็เยอะ เรื่องที่จะไปพูดเฉยๆ ไม่มีอุบาย จึงยากที่คนเหล่านั้นจะเชื่อ เคยส่งพระไปอยู่แล้ว ต้องหันหลังกลับอย่างไม่เป็นท่า เพราะถูกลองภูมิ แม้แต่องค์หลวงปู่ใหญ่ก็เคยถูกลองดีมาแล้ว
“ถ้าบ่แม่นท่านทองรัตน์ บ่มีไผสิเอาอยู่”
หลวงปู่ทองรัตน์ ยังไปกราบหลวงปู่ใหญ่ และขอรับอุบายจากท่านอยู่บ่อยๆ
ในระหว่างพรรษา หลวงปู่ใหญ่ ให้พระลูกศิษย์ทั้งมหานิกายและธรรมยุต ที่ไปจำพรรษาในที่ต่างๆ ในละแวกนั้นมารวมลงอุโบสถด้วยกันที่ วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม ที่หลวงปู่ใหญ่พำนักอยู่
ต่อมาพระผู้ใหญ่ทางเมืองหลวงทราบเรื่องนี้ จึงได้แจ้งมายังหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ห้ามไม่ให้พระทั้งสองนิกายลงอุโบสถทำสังฆกรรมรวมกัน ท่านจึงบอกว่า
“ถ้าทางการเขาให้รวมกัน ก็ให้ลูกศิษย์แต่ละวัดทำอุโบสถกันเอง เมื่อมีงานจึงมาร่วมปรึกษาประชุมกัน”
หลวงปู่ทองรัตน์พยายามสอนให้ชาวบ้านรู้จัก เสียสละทาน รู้จักใส่บาตรกัน ซึ่งชาวบ้านกลุ่มต่อต้านก็หาว่าท่านเป็นพระขี้ขอ
เช่น บ้านที่เคยใส่บาตร แต่คิดว่าพระยังไม่มา หรือมองไม่เห็น ท่านก็จะยืนรอจนกว่าโยมจะเห็น แล้วลงมาใส่บาตร แล้วจึงไปบ้านอื่นต่อ
เมื่อฝนตก ท่านก็บอกชาวบ้านว่า
“แม่บ่ต้องลงมาหรอก มันเปียก ลูกสิไปรับเอง” คนที่ไม่ชอบก็รังเกียจท่าน หาว่าท่านเป็นพระขี้ประจบ
ถ้าบ้านไหนไม่เคยใส่บาตร ท่านก็พูดขอตรงๆ จนเจ้าของบ้านนำอาหารมาใส่บาตรให้ พอกลับจึงวัดท่านก็คัดแยกอาหารนั้นออก ไม่นำมาฉัน เพราะเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ ได้มาจากการเอ่ยปากขอ พระฉันแล้วต้องอาบัติ
ท่านต้องไปขออาหารบ้านนั้นทุกวัน จนกระทั่งเจ้าของบ้านมาใส่บาตรเอง ท่านจึงเลิกพูดขอ
บางครั้งเห็นกล้วยสุกคาต้น ท่านก็พูดกับโยมว่า
“แม่ กล้วยมันสุกคาเครือ บ่อยากได้บุญบ้อ คั่นอยากได้กะเอามาใส่บาตรตี้”
แล้วท่านก็ยืนรอจนกว่าโยมจะไปตัดกล้วยเครือนั้นมาใส่บาตร เมื่อถึงวัดแล้วท่านก็ไม่ฉันกล้วยนั้น
เมื่อเป็นอย่างนี้ ชาวบ้านกลุ่มต่อต้านก็แปลเจตนาของท่านว่าเป็นพระขี้ขอ ทำตัวไม่เหมาะสม แต่ท่านก็ไม่สนใจกับเสียงโจมตีนั้น
วันหนึ่งมีโยมบ้านหนึ่ง เอาไม้ค้อนสำหรับตอกสิ่วใส่บาตรให้ท่าน พอกลับจึงวัดท่านก็บอกพระเณรว่า
“โยมเขาคือสิคิดว่า ทางวัดป่าบ่มีค้อนตอกสิ่ว เขาเลยใส่บาตรให้”
วันต่อมา เจ้าของบ้านที่ตักบาตรด้วยค้อน ก็นำอาหารห่อใบตองห่อใหญ่ใส่ลงในบาตร พอถึงวัด หลวงปู่คัดแยกอาหารดิบ อาหารไม่บริสุทธิ์ อาหารที่ไม่ควรฉันออกไป แล้วค่อยๆ หยิบห่อใบตองห่อใหญ่ขึ้นมาค่อยๆ แกะ เพราะไม่รู้ว่าข้างในเป็นน้ำหรือเนื้อ
อย่างที่ไม่คาดคิด กลายเป็นกบตัวใหญ่ กระโดดแผล็วออกมา ท่านรีบตะครุบจับไว้ได้ แล้วก็พูดกับกบว่า
“โอ! ถ้าเขาไม่เอาเจ้ามาใส่บาตรให้พ่อ เจ้าก็ต้องไปลงหม้อต้มเขาแล้วหนอ”
แล้วท่านก็ให้เณรนำไปปล่อย
สาธุ! กบรอดตายก็เพราะบาตรพระแท้ๆ
วันต่อมาท่านก็ออกไปบิณฑบาตตามปกติ โยมคนเดิมคงจะแอบขำในใจ แต่ท่านก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันนี้เขามีกระดาษจดหมายใส่ลงในบาตร
พอกลับจึงวัดก็รู้ว่าเป็นจดหมายโจมตีท่าน ท่านก็ห่มจีวรเรียบร้อยพาดสังฆาฏิ ยื่นจดหมายให้เณรอ่าน บอกว่า
“เอ้า ลูกอ่าน อมฤตธรรมแน่ นี่เทวดาเขาใส่บาตรมา หาฟังยากตั๋ว”
เณรก็อ่านจดหมายต่อหน้าพระเณรที่นั่น หลวงปู่ท่านนั่งประนมมือตั้งใจฟังอย่างสำรวม ใจความในจดหมายว่า
“พระผีบ้า เป็นพระเป็นเจ้าไม่สำรวม ไม่มีศีล ไม่มีวินัย ประจบสอพลอ ขอของจากชาวบ้าน พระแบบนี้ถึงจะเหาะเหินเดินอากาศได้ ก็ไม่นับถือว่าเป็นพระ ให้ออกจากวัดไป ถ้าไม่ไปจะเอาลูกตะกั่วมาฝาก”
พอเณรอ่านจดหมายจบ ท่านก็จบมือขึ้น เปล่งวาจาว่า “สาธุ!” จนพระเณรทั้งวัดได้ยินทั่วถึง แล้วท่านก็พูดว่า
“เอ้า เก็บได้ ไว้ที่แท่นบูชาเด้อ โลกธรรมแปดมันนี่เอง แต่ก่อนได้ยินแต่ชื่อว่า มีลาภ–เสื่อมลาภ มียศ–เสื่อมยศ มีสรรเสริญ–มีนินทา มีสุข–มีทุกข์ โอ้ย! ของดีตั๋วนี้สาธุ! พ่อได้ฟังแล้ว แก่นธรรมเพิ่งมามื่อนี่ (วันนี้) เอง เก็บไว้ เก็บไว้”
หลวงปู่ทองรัตน์ ออกไปบิณฑบาตตามปกติไม่แสดงอาการโกรธเคืองหรือไม่พอใจใดๆ ทั้งสิ้น
๒–๓ วันต่อจากนั้น ครอบครัวของโยมคนนั้นเกิดวุ่นวาย ผัวเมียตบตีกัน ฝ่ายผัวมีอาการคลุ้มคลั่งหวาดระแวงกลัวจะมีคนตามฆ่า ต้องไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า ญาติพี่น้องต้องนำตัวมากราบขอขมาท่าน ท่านก็บอกว่าท่านไม่ได้โกรธเคืองและทำอะไรเขา การเป็นไปทุกอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเองทั้งนั้น
สุดท้ายหลวงปู่ทองรัตน์ ก็เทศน์ให้ฟังถึงโทษและกรรมของการใส่ร้ายคนอื่น แล้วบอกให้ญาตินำกลับไปบ้าน โยมคนนั้นก็กลับมีอาการปกติ
ต่อมาภายหลังได้สำนึกผิด ได้เข้าไปกราบขอขมาโทษ และไปอยู่เฝ้าอุปัฏฐากหลวงปู่ทองรัตน์ทุกวัน แม้ต่อมาหลังจากหลวงปู่ใหญ่เสาร์มรณภาพแล้ว ท่านย้ายไปตั้งวัดป่าบ้านคุ้ม โยมคนนี้ก็ยังตามไปอุปัฏฐากรับใช้ หลวงปู่เรียกโยมคนนี้ว่า “หมาแก้ว” แต่คนทั่วไปเรียก “อาจารย์มหาแก้ว” เพราะเคยบวชเรียนเป็นเปรียญ ๔–๕ ประโยค
เรื่องการกลั่นแกล้งโจมตีลองดีจากชาวบ้านมีมากมาย ผมนำมาเล่าเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านชีทวนเคยถามท่านว่า
“ท่านถูกแกล้งถูกโจมตีทุกวัน ท่านไม่โกรธไม่แค้นเขาบ้างหรือ ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงจะหนีไปนานแล้ว”
หลวงปู่ทองรัตน์ ได้ตอบว่า
“ถ้าไทบ้านชีทวนบ่ไห่นำสิบ่หนี”
หมายความว่า ถ้าชาวบ้านชีทวนไม่ร้องไห้คิดถึงแล้ว ท่านจะไม่หนีไปไหน ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นนั้นในตอนท้าย
พูดถึงฝ่ายชาวบ้านที่กลั่นแกล้งโจมตีท่าน ต่างประสบเหตุการณ์ที่ไม่ดีกันแทบทุกบ้าน ทุกคน ต่างพากันสำนึกและกลับมากราบขอขมาท่าน กลายมาเป็นฝ่ายสนับสนุนท่านเป็นอย่างดี
ผมขอกล่าวถึงการต่อต้านจากทางฝ่ายสงฆ์บ้าง ซึ่งก็ไม่เบาไปกว่าฝ่ายชาวบ้านเลย ทั้งกล่าวโจมตีและยุยงชาวบ้านให้เกลียดชังท่านต่างๆ นานา
ทางฝ่ายพระได้ส่งพระมหารูปหนึ่งชื่อ อาจารย์สี ได้ชื่อว่าเป็นพระที่เคร่งวินัย และรู้เรื่องวินัยดีมาก ยอมตัวมาอยู่เพื่อจับผิดท่านนานถึง ๓ ปี แต่หาข้อผิดของหลวงปู่ทองรัตน์ไม่ได้ แม้แต่อาบัติเล็กน้อยก็ไม่พบ
วันหนึ่งหลวงปู่เห็นพระมหารูปนั้นนั่งอยู่ใกล้ พอจะมองเห็นรางปัสสาวะได้ชัด หลวงปู่ทองรัตน์จึงไปนั่งปัสสาวะที่รางนั้น แล้วบ้วนน้ำลายลงในราง
ทางพระมหาลุกขึ้นมาต่อว่าทันที
“ไหนท่านว่าเคร่งวินัย ทำไมถึงบ้วนน้ำลายลงรางปัสสาวะ ไม่รู้หรือว่ามันผิดวินัย?”
หลวงปู่ทองรัตน์ ตอบกลับไปว่า
“ผมสงสารท่านที่มาคอยจับผิดผมตั้ง ๓ ปี ถ้าท่านว่าผมผิด แล้วท่านซ่อนอะไรไว้ให้อาสนะที่นั่งของท่าน ท่านไม่รู้หรือว่าศัสตรานั้นมันคู่ควรกับสมณะหรือเปล่า?”
ท่านมหาถึงกับหน้าถอดสี คิดไม่ถึงว่าหลวงปู่ทองรัตน์รู้ได้อย่างไรว่าตัวท่านซ่อนมีดไว้ใต้อาสนะ
โบราณว่า ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ต้องเอาด้วยกล ปรากฏว่ามีการร้องเรียนกล่าวโทษหลวงปู่ทองรัตน์ไปถึงพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง ว่าท่านทำตัวไม่เหมาะสม ประจบเอาใจและชอบขอของจากชาวบ้าน
ทางสงฆ์ได้ส่งคณะกรรมการจากในเมืองมาสอบสวน พระเถระฝ่ายปกครองถามข้อกล่าวหาแต่ละข้อว่า ที่เขากล่าวหานั้นมัน “ถูกไหม” หลวงปู่ทองรัตน์ ประนมมือแล้วตอบว่า “โดย ขะน้อย” คือตอบว่า “ขอรับกระผม” ทุกข้อกล่าวหา
พระเถระถามว่า
“เมื่อเป็นอย่างนี้ จะมีข้อแก้ตัวอย่างไร ท่านทองรัตน์?”
หลวงปู่ทองรัตน์ กราบเรียนว่า
“ภิกขุ คือใคร ถ้าแปลออกมาก็คือผู้ขอไม่ใช่หรือ ที่ขอก็เพราะไม่มี ถึงขอ ถ้าไม่ขอก็หาอยู่กินเอง เขาก็เรียกคฤหัสถ์ญาติโยม เท่านั้นแหละ ถ้าว่าการกระทำของกระผมผิด จะฆ่าจะแกงกระผมก็ยอม”
หลวงปู่ทองรัตน์ ได้อธิบายถึงเหตุผลและอุบายให้ฟังจนพระเถระเหล่านั้นพอใจ ไม่สามารถเอาผิดกับท่านได้
หลังจากหลวงปู่ทองรัตน์ เป็นที่เคารพรักของชาวบ้านชีทวนแล้ว ชาวบ้านหลายคนแสดงความจำนงถวายที่ดินและพร้อมใจกันสร้างวัดถวายท่าน แต่ท่านไม่อยากให้สร้างวัดให้ท่านอีก ท่านพูดว่า
“ไม่ต้องสร้างวัดหรอกพ่อ นาของลูกมีแล้ว นาแปลงนี้ยังไงล่ะ!”
พร้อมกับชี้ไปที่บาตรของท่าน ซึ่งตลอดชีวิตการเป็นพระของท่าน ท่านมีบาตรใบนี้ใบเดียวเท่านั้น
หลวงปู่ทองรัตน์ ท่านเป็นพระที่เทศน์เก่ง สอนเก่ง หลังจากท่านเป็นที่รู้กันดีแล้ว ที่วัดพระธาตุสวนตาลได้นิมนต์ท่านไปเทศน์ ๒ ธรรมาสน์ คู่กับ เจ้าคณะอำเภอเขื่องใน มีประชาชนศรัทธาไปฟังจำนวนมากหยอดเงินถวายกัณฑ์เทศน์คนละ ๑ สตางค์บ้าง ๕ สตางค์บ้าง ได้รวมกันแล้วเป็นเงินร่วม ๒,๐๐๐ บาท ได้แบ่งเป็น ๒ ส่วน ท่านเจ้าคณะฯ รับส่วนถวายของท่านไปทั้งหมด ในขณะที่หลวงปู่ทองรัตน์ถวายคืนแก่วัดพระธาตุสวนตาลทั้งหมดเหมือนกัน
เงินกัณฑ์เทศน์ครั้งนั้นถือว่าสูงมากเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่เงินเดือนครูประชาบาลแค่ ๘บาท และข้าวสารเหนียวชั้นหนึ่ง ๑๐๐ ก.ก. กระสอบละ ๙ บาท เท่านั้น
หลวงปู่ทองรัตน์ เข้มงวดกวดขันในการสอนพระเณรมาก อาบัติเล็กน้อยท่านก็ไม่ละเว้น ตัวอย่างการสอนพระเณร มีดังนี้:
“พระพุทธเจ้า ท่านทำทางเดินไว้ให้เราเดินแล้ว พระอริยเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านก็เดินตามทางที่พระพุทธองค์ทำไว้ แนะนำไว้แล้วทุกพระองค์ ถ้าเราได้ศึกษา ได้ปฏิบัติตาม เราก็จะพบทางเดินไปมรรค ผล นิพพานได้เหมือนพระอรหันต์ ๘๐ องค์นั้นเหมือนกัน เว้นแต่ผู้ประมาท ผู้ขี้เกียจ ผู้ไม่มีความเพียร ผู้หลงเดินตามกิเลส ก็จะไม่มีทางพ้นจากทุกข์ ไม่พ้นจากวัฏสงสาร เกิด ตาย ทุกข์โศก โรคภัยอยู่อย่างนี้นับภพนับชาติไม่ถ้วน
ใครมาบวชปฏิบัติในสำนักนี้ ให้มีความพากเพียรนั่งสมาธิเดินจงกรม อย่าให้น้อยกว่า ๓ ชั่วโมง วันหนึ่งกับคืนหนึ่งให้กิเลสเอาไป๒๑ ชั่วโมง
ถ้าทำความเพียร ทำจิตให้สงบจากกิเลสได้ไม่ถึง ๓ ชั่วโมงต่อวันเป็นอย่างน้อย ออกพรรษาให้สึกออกไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา ช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว ดีกว่ามาบวชไม่มีความเพียร ทำความเพียรน้อยกว่า ๓ ชั่วโมง เอาชนะกิเลสไม่ได้หรอก
มรรคผลนิพพานโน่น อยู่ฟากตายโน้น ต้องกินน้อย นอนน้อย ขยันมาก อดทนมาก ไม่กลัวลำบาก ไม่กลัวกิเลส เอาชนะกิเลสให้ได้จึงจะเห็นมรรคผลนิพพาน…ฯลฯ”
ตัวอย่างการเทศน์สอนชาวบ้าน เช่น:
“…ก่อนนอน ไหว้พระสวดมนต์ แล้วสมาทานศีลห้าด้วยตัวเอง สำรวจศีลห้า ข้อใดไม่บกพร่องแล้วดีใจ ปลื้มใจ ปีติยินดี
บริกรรม พุทโธ เม นาโถ ธัมโม เม นาโถ สังโฆ เม นาโถ นอนด้วยความมีสติ หายใจเข้าภาวนาว่า พุท หายใจออกภาวนาว่า โธให้หลับไปด้วยอารมณ์ พุทโธ ฝันก็ฝันดี มีนิมิตก็มีนิมิตดี ตายไปก็ตายดี ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์แน่ ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์อีก เกิดใหม่ก็จะดีกว่าเก่า…”
หลวงปู่ทองรัตน์ รักและเคารพหลวงปู่ใหญ่เสาร์มาก หลวงปู่ใหญ่สั่งว่าอยู่วัดป่าบ้านชีทวนอย่าไปไหน ท่านก็ไม่เคยออกจากวัดไปไหนเลย นอกจากไปกราบเยี่ยมหลวงปู่ใหญ่ ที่ท่านไม่ยอมไปไหนท่านบอกว่า
“หลวงปู่ สั่งให้อยู่วัด ถ้าเกิดท่านมาเยี่ยมแล้วเราไม่อยู่เดี๋ยวจะไม่ดี”
เมื่อคราวหลวงปู่ใหญ่เสาร์ เดินทางไปนครจำปาศักดิ์ ท่านก็ได้ติดตามไปด้วย หลวงปู่ใหญ่ได้มรณภาพที่นั่น หลวงปู่ทองรัตน์อยู่ประจำที่บ้านชีทวน ๖ ปี สอนชาวบ้านจนได้ผลแล้ว ท่านจึงย้ายไปสร้างวัดใหม่ที่วัดป่าบ้านคุ้ม แล้วท่านก็มรณภาพที่นั่น
(ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่ย่อที่สุด ท่านที่ต้องการอ่านในรายละเอียดติดต่อขอหนังสือจากวัดหนองป่าพงได้ ชื่อหนังสือ “มณีรัตน์ อัญมณีแห่งไพรสณฑ์”)
๑๒๑
การเคลื่อนทัพพระกรรมฐานสู่อุบลฯ
ผมเคยเกริ่นไว้แล้วในหัวข้อเรื่อง “มอบภาระและการจัดขบวนทัพ” ว่า ในการเคลื่อนย้ายคณะพระกรรมฐานสู่จังหวัดอุบลฯนั้น ถ้าพูดตามภาษาวิชาการสมัยใหม่ ต้องบอกว่า หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่มั่นท่านมีวิธีบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
ขอย้อนกล่าวถึงกรณีของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เมื่อครั้งที่ท่านพาสานุศิษย์ที่เป็นพระเณรราว ๗๐–๘๐ องค์ เดินทางจากคำชะอี ไปส่งโยมมารดาที่อุบลราชธานี แล้วปลีกตัวจากหมู่คณะไปบำเพ็ญเพียรที่เชียงใหม่เมื่อปลายปี พ ศ ๒๔๗๐ นั้น
หลวงปู่มั่นได้แบ่งศิษย์เอกเป็นคณะย่อยๆ คณะ ๕–๖ องค์ องค์อาวุโสเป็นหัวหน้าคณะ แล้วแยกย้ายทยอยกันไปเพื่อไม่ให้เป็นภาระหนักแก่ชาวบ้านในการต้อนรับเลี้ยงดูพระ
องค์หลวงปู่มั่นเอง ออกกรุยทางเป็นคณะแรก แวะพักปักกลดอบรมสั่งสอนชาวบ้านตามรายทางเป็นระยะๆ พอคณะแรกย้ายไป คณะใหม่ก็มาพักแทนที่ อบรมประชาชนอย่างต่อเนื่องกัน ทำเช่นนี้ต่อกันไปเรื่อยๆ และที่พักปักกลดนั้นก็กลายเป็นสำนักสงฆ์ กลายเป็นวัดป่า หรือวัดกรรมฐานขึ้นอีกมากมาย
วิธีการเช่นนี้ จะไม่เรียกว่าวิธีบริหารจัดการที่วิเศษยอดเยี่ยมหรือ? ชาวบ้านก็ไม่เดือดร้อน การบำเพ็ญภาวนาของพระเองก็ได้ผลดีการอบรมสั่งสอนชาวบ้านก็ได้ผลดี และเกิดเป็นวัดกรรมฐานขึ้นอีกมากมายสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้
การเคลื่อนย้ายทัพพระกรรมฐานของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ในครั้งนี้ ก็ทำเช่นเดียวกันกับหลวงปู่มั่น กล่าวคือ กองทัพพระกรรมฐาน เคลื่อนขบวนทัพออกจากธาตุพนมมุ่งหน้าลงใต้ จุดหมายปลายทางอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี ถิ่นของนักปราชญ์
ขบวนทัพพระกรรมฐาน แยกย้ายทยอยกันไปเป็นคณะย่อยๆ ด้วยเกรงว่า จะเป็นการลำบากแก่ชาวบ้านตามรายทาง ในการจัดหาภัตตาหารบิณฑบาต ทั้งยังได้เผยแพร่สั่งสอนอบรมธรรมให้แก่ชาวบ้านในเส้นทางอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อคณะแรกผ่านไปแล้ว คณะต่อๆ มาก็ติดตามมาให้การสอนเพิ่มเติมซ้ำอีก ชาวบ้านได้มีโอกาสรับฟังธรรมจากครูบาอาจารย์หลายๆ ท่านอย่างต่อเนื่อง สำนักวัดป่าที่เกิดใหม่ก็มีครูบาอาจารย์สายกรรมฐานมาโปรดมาเยี่ยมเยียนอย่างต่อเนื่องด้วยเป็นผลดีทั้งแก่พระและแก่โยม และเกิดวัดกรรมฐานขึ้นอีกมากมาย
๑๒๒
หลวงปู่ใหญ่เดินทางโดยรถยนต์
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ที่ทัพพระกรรมฐานเคลื่อนย้ายสู่จังหวัดอุบลราชธานีนั้น หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล มีอายุ ๗๗ ปี ท่านต้องใช้ไม้เท้าพยุงกายเวลาเดิน
การเดินทางไกลด้วยเท้าจากนครพนม ถึงอุบลฯ ต้องผ่านป่าเขาเป็นระยะทางร่วม ๓๐๐ กิโลเมตร ย่อมเป็นการลำบากสำหรับหลวงปู่ใหญ่อย่างแน่นอนในวัยสังขารขนาดนั้น คณะศิษย์เป็นห่วงจึงขอให้ท่านเดินทางโดยรถยนต์ ในหนังสือของ อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติบันทึกไว้ดังนี้:
“คณะท่านพระอาจารย์เสาร์ เดินทางโดยรถยนต์โดยสารที่ศรัทธาญาติโยมได้จัดถวายค่ารถโดยสารให้
การเดินทางออกจากธาตุพนมต้องไปลงแพข้ามลำน้ำก่ำ ที่บ้านต้อง (สมัยนั้นยังไม่มีสะพานข้าม) ถนนหนทางก็ขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อในหน้าฝน พอถึงหน้าแล้ง เช่นที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เดินทางไปนี้ ก็คละคลุ้งตลบอบอวลไปด้วยฝุ่นแดงของลูกรัง และควันดำ เสียงดังจากท่อไอเสียรถ
กว่าจะถึงเมืองอุบลฯ ก็ต้องหยุดพักค้างคืนที่อำนาจเจริญเสียก่อน ๑ คืน จึงได้ถึงที่หมาย พอก้าวลงจากรถ ก็ต้องพากันสลัดฝุ่นเป็นการใหญ่ เพราะฝุ่นที่เกาะติดตามร่างกายนี้ทำให้ทุกคนกลายร่างเป็นผีแดงไปหมด”
เมื่อถึงจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว คณะของหลวงปู่ใหญ่ไปพักที่สวนข้างทุ่งนาบ้านท่าวารี พักรอคณะลูกศิษย์ที่ทยอยตามมาอยู่หลายเดือน เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้ว ก็ให้แต่ละคณะแยกย้ายกันออกไปปฏิบัติธรรม และเผยแพร่ธรรม ตามที่ได้มอบหมายตั้งแต่ครั้งก่อนออกเดินทางจากนครพนม
๑๒๓
จุดพักครั้งแรกที่บ้านท่าวารี
ที่บ้านท่าวารี จุดพักครั้งแรกของคณะของหลวงปู่ใหญ่นั้น เมื่อมาถึง ท่านพาคณะปักกลดบำเพ็ญภาวนาอยู่ชายทุ่ง แล้วมีคณะญาติโยมได้ช่วยกันทำที่พักชั่วคราวถวาย
มีผู้เลื่อมใสศรัทธามาสมาทานศีล เป็นอุบาสกอุบาสิกาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ใหญ่เป็นจำนวนร่วมร้อยคน
พอได้เวลาทำวัตรสวดมนต์ องค์หลวงปู่ใหญ่จะเคาะไม้ให้สัญญาณมารวมกัน กลางคืนท่านจะจัดให้มีการอบรมธรรม และพานั่งสมาธิภาวนาจนดึกดื่น บางคืนปฏิบัติภาวนาจนตลอดคืนก็มี
ถึงตอนเช้าหลวงปู่ใหญ่ ก็พาพระเณรออกรับบิณฑบาตโปรดญาติโยมตามปกติ และปฏิบัติกิจของสงฆ์เหมือนที่เคยทำเป็นประจำ
หลวงปู่ใหญ่พักอยู่ที่บ้านท่าวารี อยู่หลายเดือน ต่อมาท่านได้รับนิมนต์ให้ไปพักจำพรรษาที่บ้านข่าโคม บ้านเกิดของท่าน ตามความประสงค์ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางจากนครพนม
ในหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ได้กล่าวถึงสถานที่ในจังหวัดอุบลราชธานี ที่หลวงปู่ใหญ่ได้ไปพำนัก ในช่วงปัจฉิมวัย ระหว่าง พ.ศ.๒๔๗๙ – ๒๔๘๔ ดังนี้ –
๑. บ้านสวนวัง อำเภอม่วงสามสิบ
๒. บ้านข่าโคม อำเภอเมืองอุบลราชธานี
๓. วัดบูรพา ในตัวเมืองอุบลราชธานี
๔. บ้านชีทวน อำเภอเขื่องใน
๕. บ้านกุดปากหวาย อำเภอวารินชำราบ
๖. บ้านโพธิ์ตาก อำเภอวารินชำราบ
๗. บ้านท่าฆ้องเหล็ก อำเภอวารินชำราบ
๘. วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร
๙. วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร เป็นสถานที่สุดท้ายของท่าน
๑๒๔
วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม
ในปี พ ศ. ๒๔๗๙ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล มาพักจำพรรษาที่บ้านข่าโคม บ้านเกิดของท่าน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองอุบลราชธานี
สำหรับเหตุการณ์ที่บ้านข่าโคมนั้น อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติได้คัดลอกมาจากหนังสือ ชีวประวัติพระครูวิเวกพุทธกิจ กันตสีโลเถร (พระอาจารย์เสาร์) เรียบเรียง โดย คุณวาสนา ไชยเดช
ผม นายปฐม นิคมานนท์ ขอสารภาพว่าไม่เคยเห็นหนังสือเล่มดังกล่าว จึงขออนุญาตคัดลอกมาเสนอด้วยความง่ายดาย (หรือจะว่ามักง่ายก็ตามใจ) ดังนี้ –
“เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้เดินทางกลับมาบ้านข่าโคม
ในการเดินทางกลับมาบ้านเกิดในครั้งนั้น ได้เกิดแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนถึง ๒๐ วินาที สิ่งนั้นแสดงให้เห็นถึงอภินิหารแห่งธรรมของท่าน
มีผู้ติดตามในการกลับมาของท่านในครั้งนั้น คือเจ้าจอมมารดาทับทิม และข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่นับสิบๆ คน
โดยคณะเจ้าจอมมารดาทับทิมได้เดินทางจากกกรุงเทพฯ พร้อมเครื่องไทยทานมากมายเป็นประวัติการณ์ ซึ่งในสมัยนั้นการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้ช้าง ม้า เป็นพาหนะในการเดินทาง
ข้าพเจ้า…(ไม่ทราบว่าหมายถึงคุณวาสนา หรือ อ.พิศิษฐ์ เพราะเขียนไว้ในวงเล็บ)…เข้าใจว่าน่าจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงอุบลฯ โดยทางรถไฟ เมื่อมาถึงปลายทางที่อำเภอวารินชำราบแล้วจึงได้ใช้เรือกลไฟของ นายวิชิต – คุณนายตุ่น โกศัลวิตร คหบดีชาวเมืองอุบลฯ จากหาดสวนยา ริมฝั่งน้ำมูล บรรทุกผู้คนและสัมภาระต่างๆ เดินทางทวนแม่น้ำมูล ขึ้นไปตามลำน้ำเซบาย มาขึ้นบกที่ท่ากกโดน หรือ โฮงเฮือน (ท่าน้ำนี้ทำเป็นโรงสำหรับเก็บเรือพาย เรือแข่ง)
ชาวบ้านได้ใช้เกวียนเป็นพาหนะสำหรับขนย้ายสัมภาระต่างๆ เข้ามายังหมู่บ้านข่าโคม อีกทอดหนึ่ง”
ท่านผู้อ่านคงนึกภาพออกว่า กองการบุญของคณะผู้แสวงบุณย์ในยุคนั้นจะทุลักทุเล ไกลาหล และยิ่งใหญ่สักเพียงใดกันนะครับ
“ต่อมา ท่านเจ้าจอมมารดาทับทิม พระสรราชภักดี คุณนายอั๋น คุณนายชม พร้อมข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่ และชาวบ้าน ได้ร่วมกันจัดสร้างกุฏิที่พักสงฆ์ที่ป่าดอนหอธรรม หรือป่าหนองอ้อ ต่อมาชาวบ้านเรียกว่า วัดป่าหนองอ้อ ให้ไว้เป็นสำนักสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต”
ตอนท้ายของบันทึก มีต่อไปว่า:
“ในปี พ ศ. ๒๔๘๐ ท่านได้เริ่มสร้างอุโบสถในน้ำ (สิมน้ำ) ก่อสร้างโดยช่างคนพื้นบ้าน
ในขณะนั้น วัดป่าหนองอ้อ มีภิกษุสามเณรจำพรรษาอยู่ถึง ๑๕๐ รูป แม่ชีประมาณ ๖๐ ท่าน
ในครั้งกระโน้น หมู่บ้านข่าโคม มีความสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองด้วยร่มเงาของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งวัดป่าและวัดบ้าน”
บันทึกก็จบลงตรงนี้ ต้องขอขอบคุณทั้งคุณวาสนา และอาจารย์พิศิษฐ์ที่ทำให้พวกเราได้มีเรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่ให้ได้ศึกษากัน
อ้อ! ก็ยังจบตอนนี้ไม่ได้ ผมไปเจอข้อมูลใหม่จากหนังสือ “พระปรมาจารย์สายพระกัมมัฏฐาน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร” มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ดังนี้. –
“ณ หนองอ้อแห่งนี้เอง พระอาจารย์บัวพา เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งนั่งเข้ารับใช้ท่านพระอาจารย์เสาร์อยู่ เห็นท่านหัวเราะหึๆ ขึ้นพระอาจารย์บัวพาจึงกราบเรียนถามท่านว่า
“ขอโอกาสครูบาจารย์ มีอีหญังนอ ขะน่อย ท่านจึงได้หัวเราะ?”
ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงเล่าให้ฟังว่า
“หนองนี้แหละในชีวิตของข้อยเคยทำบาปใหญ่ครั้งหนึ่ง สมัยข้อยเป็นหนุ่ม ฝนตกหนักปลามันขึ้นจากหนองนี้มีแต่ตัวใหญ่ๆ ใครเขาไม่กล้ามาเอา เขากลัวเพราะผีมันดุ ตาปู่มันร้าย ใครมาทำอะไรในเขตของเขาเป็นอันไม่ได้ คนเขาถึงกลัว
ข้อยกับพ่อเป็นคนไม่กลัว ได้พร้าอีโต้คนละดวง ข้องคนละใบ ฝนตกตอนกลางคืนมา สองคนกับพ่อ ข้อยก็ฟัน พ่อก็ฟัน ฟันเอาฟันเอาจนเต็มข้องไผข้องมัน”
พระอาจารย์บัวพา เลยกราบเรียนท่านว่า
“ทอนี่ (เท่านี้) หรือครูบาอาจารย์ บาปใหญ่ที่สุดของชีวิต คนอื่นเขาทำจนนับไม่ถ้วนและไม่รู้ว่าเขาได้ทำบาปอะไรไว้บ้าง แล้วเขาพวกนั้นจะเป็นบาปขนาดไหน!”
และมีต่อไปอีกว่า:
“หลังจากที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร มาพักที่บ้านข่าโคมได้ระยะหนึ่งแล้ว ท่านได้เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อไปเยี่ยมท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (ฐิตปญฺโญ หนู) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม สหธรรมิกกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ซึ่งจากกันเป็นเวลาหลายสิบปี หลังจากที่ท่านออกธุดงค์และเผยแพร่ธรรมทั่วภาคอิสานแล้ว
พร้อมกันนี้ท่านนำสามเณรพุธ ไปฝากเรียนหนังสือกับท่านเจ้าคุณฯ ที่วัดปทุมวนารามด้วย ซึ่งขณะนั้นองค์ท่านพระอาจารย์เสาร์ชราภาพมากแล้ว ต้องถือไม้เท้าไปด้วย
เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์เข้ากรุงเทพฯ เจ้าจอมมารดาทับทิมกำลังไม่สบายอยู่ ได้ให้คนมานิมนต์ท่านเข้าไปในวัง เพื่อเทศน์โปรดเพราะทราบกิตติศัพท์ของท่านพระอาจารย์เสาร์จากสามเณร (บุญ) นาคที่เป็นลูกศิษย์ท่านรูปหนึ่ง ซึ่งเจ้าจอมฯ อุปถัมภ์ในการบวชพระ และเจ้าจอมฯ ได้เป็นผู้อุปถัมภ์วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคม เรื่อยมา และมีผู้มีศรัทธาติดตามมาด้วย เช่น คุณนายหวัด คุณนายชม คุณนายพริ้ง เป็นต้น”
เมื่อออกพรรษาปีนั้น วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้มีผ้าป่าชาววังจัดมาทอดถวายพระป่าเป็นครั้งแรก มีเจ้าจอมมารดาทับทิม นำคณะมาทอดถวายผ้าป่า ๗๐ กอง มีพระนาค พระมหาสมบูรณ์ร่วมขบวนมาด้วย
พระคณะศิษย์ของท่านพระอาจารย์เสาร์ที่ได้ติดตามไปเพื่อศึกษาฟังธรรมท่านพระอาจารย์ แยกย้ายกันไปอยู่จำพรรษาในบริเวณใกล้ๆ แถวนั้น เมื่อออกพรรษาแล้ว ต่างองค์ต่างมารวมกันที่วัดหนองอ้อ บ้านข่าโคม อยู่กับท่านพระอาจารย์เสาร์ เพื่อเตรียมตัวรับผ้าป่าทางวัง
พระเณรปักกลดอยู่ตามร่มไม้ในป่าหนองปู่ตาหนองอ้อเต็มไปหมด ดูแล้วเป็นบรรยากาศที่หาดูได้ยากจริงๆ คณะเจ้าจอมมารดาทับทิม ได้มาเห็นบรรยากาศที่พระเณรปักกลดพักอยู่ริมน้ำ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน จนพากันน้ำตาร่วงน้ำตาไหล เพราะบรรยากาศที่เห็นนั้นเป็นภาพที่ประทับใจของคนชาวกรุงมากทีเดียว
ญาติโยมชาววังจึงขอนิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์แสดงธรรมให้ฟัง เมื่อท่านขึ้นไปนั่งบนธรรมาสน์ พระภิกษุสามเณรและญาติโยมต่างก็ตั้งอยู่ในความสงบคอยสดับรับฟังธรรม
ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ เริ่มแสดงธรรม ท่านตั้งนะโม ๓ จบเสร็จแล้วท่านก็ว่า
“ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เอวังมีด้วยประการฉะนี้” จบแล้วท่านก็ลงจากธรรมาสน์
ท่านเป็นผู้มีนิสัยพูดน้อยและเยือกเย็น เจ้าจอมมารดาทับทิมได้อุปถัมภ์ในการอุปสมบทสามเณรเพ็ง คำพิพากในครั้งนั้น และมีศรัทธาสร้างสิมน้ำที่วัดป่าบ้านหนองอ้อ ถวายแด่ท่านพระอาจารย์เสาร์ด้วย”
๑๒๕
สามเณรบุญนาคเที่ยวกรรมฐาน
โดยส่วนตัว ผมรู้สึกตื่นเต้นและยินดียิ่งเมื่ออ่านและเขียนมาถึงตอนนี้ เพราะมีเรื่องเชื่อมโยงระหว่างสามเณรบุญนาค กับหลวงปู่ใหญ่ของเรา
ท่านผู้อ่านคงจำได้นะครับว่า ในหนังสือที่ระลึก หลวงปู่เพ็ง พุทธธมโม นั้นผมได้เขียนถึง สามเณรบุญนาคเที่ยวกรรมฐาน หรือพระภิกษุบุญนาค โฆโส มาบ้างเล็กน้อย
ผมตั้งเป้าหมายไว้ในใจว่า จะต้องหาเวลาค้นคว้าเรื่องของพระอาจารย์นาค องค์นี้มาเขียนให้ได้ เพราะท่านเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานองค์แรก และพาหลวงปู่เพ็งออกท่องธุดงค์ครั้งแรก และหลวงปู่เพ็ง ก็ได้รับการถ่ายทอดครั้งบุคลิกและวิชาธรรมมาไม่น้อย
(หลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม ท่านมาโปรดที่บ้านผมเป็นประจำ ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ อายุ ๘๘ ปี ขณะนี้พวกเรากำลังสร้างมณฑปพิพิธภัณฑ์ของท่านอยู่ รวมทั้งดำเนินการก่อตั้งวัดที่ท่านเริ่มต้น๒ แห่งให้เสร็จสมบูรณ์ คือ วัดป่าสามัคคีธรรม อ.เมืองร้อยเอ็ด และวัดป่าสิริปุณโณ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เพื่อถวายเป็นอนุสรณ์หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ บิดาของหลวงปู่เพ็ง)
ต้องกราบขออภัยครับ ที่พาท่านออกนอกเรื่อง
เรื่องสามเณรบุญนาคเที่ยวกรรมฐาน ในหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ (อีกแล้ว – และจะมีต่อๆ ไปอีกเยอะ) เขียนไว้ดังนี้:
“ในสมัยก่อนเมื่อ ๓๐–๔๐ ปีที่แล้วนั้นได้มีหนังสือบันทึกเรื่องราวในแวดวงพระกรรมฐาน จากประสบการณ์ในชีวิตจริงของสามเณรองค์หนึ่ง ที่เที่ยวธุดงค์เดี่ยวดั้นด้นไปโดยลำพัง ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ สารพัดอย่างที่น่าทึ่งและน่าสนใจ เป็นวิถีชีวิตจริงด้านหนึ่งของนักปฏิบัติธรรม ที่ต้องแน่วแน่ มีสัจจะ มีความเพียร และความทรหดอดทน ต่อสู้กับกิเลสทั้งมวลอย่างน่ายกย่องสรรเสริญยิ่ง ควรที่จะได้ศึกษาไว้เป็นแบบอย่าง ในทางปฏิบัติสืบไป”
อ่านข้อความข้างต้นแล้วน่าติดตามเรื่องของสามเณรบุญนาคใช่ไหมครับ? ในข้อเขียนมีต่อไป ดังนี้:
“สามเณรองค์นั้นมีตัวตนจริงๆ ชื่อ บุญนาค แต่มีน้อยคนที่จะทราบว่าสามเณรบุญนาคนี้ เป็นลูกศิษย์สายพระอาจารย์เสาร์ – หลวงปู่มั่น
ท่านมีชื่อว่า นาค นามสกุล กองปราบ เกิดที่บ้านด่าน ต.หนองสิม อ.บุ่ง จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันบ้านด่าน อยู่ในเขต ต สามแยก อ เลิงนกทา จ.ยโสธร)
บิดาชื่อว่า นายเนตรวงศ์ กองปราบ มารดาชื่อ นางทอง กองปราบ มีพี่น้องรวมกันทั้งหมด ๘ คน เป็นหญิง ๕ คน ชาย ๓ คน ท่านเป็นคนสุดท้อง เกิดเมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๕๓ พี่ชายถัดจากท่านก็ได้ออกบวชเป็นพระภิกษุเช่นกัน และมีชื่อคล้องจองกันคือ ชื่อว่า ครุฑ
ท่านมีอุปนิสัยใฝ่ในทางเป็นนักบวชตั้งแต่เยาว์วัย จึงได้ออกบวชตอนอายุได้ ๙ ขวบ
เมื่ออายุย่างเข้า ๑๕ ปี ท่านได้จากบ้านออกเดินธุดงค์ไปทั่วทั้งสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงโดยลำพังองค์เดียว เป็นผู้เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ตั้งมั่นอยู่ในธุดงควัตร จนผ่านพ้นภยันตรายนานัปการมาได้ ดังปรากฏรายละเอียดอยู่ในหนังสือ สามเณรบุญนาคเที่ยวกรรมฐาน
ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของพระอาจารย์สิงห์ พระมหาปิ่น เป็นสามเณรนักเทศน์ฝีปากเอก อยู่จนอายุล่วงเข้า ๒๒ ปี จึงเลยไปกรุงเทพฯ และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อเดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่วัดบรมนิวาส โดยมี เจ้าจอมมารดาทับทิม ซึ่งพำนักที่วังกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช โยมอุปัฏฐากเป็นเจ้าภาพบวชให้ท่านโดยได้รับฉายาสามว่า โฆโส…”
ผมขอคัดมาให้อ่านเพื่อเรียกน้ำย่อยเพียงแค่นี้ก่อน รออ่านเรื่องสมบูรณ์จากหนังสือของผม (ซึ่งไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะได้ทำ ดูลมหายใจรอไปเรื่อยๆ ครับ)
พระอาจารย์นาค โฆโส กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดและมากราบหลวงปู่ใหญ่ในปี พ ศ ๒๔๗๙ พร้อมทั้งพาคณะของเจ้าจอมมารดาทับทิมมาทอดผ้าป่า และถวายเครื่องไทยทาน ครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติการของเมืองอุบลฯ เมื่อครั้งนั้นด้วย
น่าเสียดายอย่างยิ่ง ท่านพระอาจารย์นาค ท่านมรณภาพเมื่ออายุเพียง ๔๑ ปี เท่านั้นเอง
อย่าลืมรออ่านหนังสือของผมให้ได้นะครับ!
ยังจบตอนนี้ไม่ลงครับ
เหตุที่เจ้าจอมมารดาทับทิมจะมีศรัทธาเลื่อมใสและได้รู้จักกับหลวงปู่ใหญ่ของเรา ก็สืบเนื่องมาจาก…ในเช้าวันหนึ่ง ที่กรุงเทพเมืองสวรรค์ มีสามเณรบุคลิกดีที่เพิ่งเดินทางไปจากอุบลฯ (พูดง่ายๆ ว่าเณรบ้านนอกเข้ากรุง) เดินบิณฑบาตเลยเข้าไปในเขตพระราชฐานโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงถูกกักตัวไว้สอบสวนตามธรรมเนียม
สามเณรองค์นั้นไม่แสดงอาการหวาดกลัวต่อโทษทัณฑ์อันใด นั่งสมาธิรอการสอบสวนด้วยอาการสงบเย็น
ความทราบถึงเจ้าจอมมารดาทับทิมเจ้าของพระตำหนัก สอบถามได้ความว่า ชื่อ สามเณรบุญนาค เป็นลูกศิษย์ของ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และ พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ซึ่งมีพระอาจารย์ใหญ่ชื่อ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต อยู่เมืองอุบลฯ สุดชายแดนไกลโน้น ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงได้รับเป็นเจ้าภาพทำพิธีอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุต่อไป พร้อมเป็นโยมอุปัฏฐากมาตั้งแต่บัดนั้น
เจ้าจอมมารดาทับทิม ได้พาคณะมาทอดผ้าป่าถวายไทยทานกับองค์หลวงปู่ใหญ่ ใน พ.ศ. ๒๔๗๙ ดังได้กล่าวแล้ว และในช่วงออกพรรษาก็ยังได้มอบให้บุตรชายนำคณะมาทอดกฐิน พร้อมทั้งกองบวชอีกกองหนึ่ง ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีฉลู ร.ศ. ๑๕๖ วันสุดท้ายของกฐินกาล ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ ศ. ๒๔๘๐”
งานบุญงานกุศลยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ไม่ทราบว่าลูกหลานชาวอุบลรุ่นหลังจะทราบเรื่องนี้กันหรือเปล่าหนอ!
๑๒๖
เรื่องเล่าจากหลานของหลวงปู่ใหญ่
ในคราวที่จัดทอดกฐินที่วัดป่าหนองอ้อในปี พ ศ ๔๔๘๐ ดังเสนอในตอนที่ผ่านมานั้นได้จัดพิธีบวชพระด้วย ผู้ที่บวชคือ สามเณรบุญเพ็ง คำพิพาก หลานของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล
พิธีอุปสมบทจัดขึ้น ณ สีมาน้ำ (โบสถ์กลางน้ำ) วัดป่าหนองอ้อ มีท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก (เสน ชิตเสโน) วัดศรีทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านเจ้าคุณพระศรีธรรมวงศาจารย์ วัดสุปัฏนาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระที่บวชได้รับสมณฉายาว่า นารโท ก็คือ พระภิกษุบุญเพ็ง นารโท ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ใหญ่หลายปี
เมื่ออาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ กำลังเสาะหาข้อมูลเพื่อเขียนประวัติหลวงปู่ใหญ่ได้รับความเมตตาชี้แนะจากหลวงพ่อพุธ ฐานิโยให้ไปสอบถามที่หลานของหลวงปู่ใหญ่ท่านนี้ เพราะรู้เรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่ในช่วง ๕ พรรษาสุดท้ายดี
อาจารย์พิศิษฐ์ไปเสาะหาข้อมูลที่บ้านข่าโคม เมื่อปี พ ศ ๒๕๔๐ พบว่าหลานของหลวงปู่ใหญ่ ได้สึกออกมาครองเพศฆราวาสแล้ว ชื่อ คุณตาบุญเพ็ง คำพิพาก อายุ ๘๑ ปี (เกิด พ.ศ. ๒๔๖๐) ยังมีสุขภาพดี สายตาดี ความทรงจำแม่นยำ มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข เรียบง่าย สมถะรักษาศีล ทำนุบำรุงวัดวาศาสนา เป็นร่มโพธิ์ชัยของภรรยาและลูกหลาน
ผมก็ขอหยิบยกข้อมูลจากปากคำของ คุณตาบุญเพ็ง คำพิพาก ที่นำเสนอในหนังสือของ อาจารย์พิศิษฐ์ ดังต่อไปนี้. –
เกี่ยวกับปฏิปทาของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ คุณตาเล่าว่า
“องค์ท่านมีน้ำใจดั่งมหานที แผ่บารมีกว้างไพศาล พระเณรอีกทั้งพ่อขาว แม่ขาว ต่างหลั่งไหลไปรวมกันปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐๐ รูป จนบางครั้งก็เกินกำลังที่ชาวบ้านข่าโคมจะรับไหวในเรื่องภัตตาหาร ทำให้ขาดแคลนไปบ้าง
บางวันองค์ท่านได้ขอบิณฑบาตภัตตาหารคำสุดท้าย ของพระแต่ละรูป ไปแบ่งปันให้แม่ชีและศิษย์วัด”
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เคยเป็นเณรอุปัฏฐากหลวงปู่ใหญ่ เคยกล่าวถึงเรื่องนี้เช่นกันว่า
“ตอนนั้นยังเป็นเณรอยู่ เห็นพระเณรมากมายมีเป็นร้อย เวลาไปบิณฑบาตอยู่แถวหลัง ได้ข้าวก้อนเท่ากำปั้นเท่านั้น”
ไหนๆ ก็ยกเรื่องหลวงพ่อพุธขึ้นมาแล้ว ผมก็ขอยกคำบอกเล่าของหลวงพ่อเรื่องหนึ่ง มาเป็นอุทาหรณ์ในตอนนี้เสียเลย หลวงพ่อเล่าว่า –
“สมัยที่หลวงพ่อเป็นเณรน้อยอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี วันหนึ่งเพิ่งฉันอาหารเสร็จกำลังจะไปล้างบาตร เหลือบไปเห็นหมาขี้เรื้อนหิวโซเดินโซซัดโซเซใกล้จะหมดแรงเต็มที เกิดความสงสารจับใจ มองดูข้างในก้นบาตรก็ฉันเกลี้ยง เพราะครูบาอาจารย์สอนไว้ว่าเป็นธรรมเนียมพระธุดงค์จะฉันให้หมดบาตรเสมอ ไม่ให้กินทิ้งกินขว้าง
มองหาอาหารรอบทิศก็ไม่มีอะไรพอประทังความหิวของหมาน้อยได้ เจ้าหมาที่น่าสงสารก็ใกล้จะหมดแรง
เมื่อหมดหนทางก็นึกได้ อาหารเพิ่งฉันใหม่ๆ พอจะเรียกคืนมาให้เจ้าหมาน้อยได้ จึงเอามือล้วงคอให้อาเจียนออกมา
หมาตัวนั้นคลานมาฟุบตรงเศษอาหารจากลำคอของเราพอดี มันได้กินอาหารนั้นจนมีกำลังขึ้น เราก็เรียกอาหารใหม่ออกมาจนหมดท้อง จนอาหารเก่าเริ่มระบายออกมาด้วย พอเห็นสุนัขมีแรงก็หยุด
เจ้าหมาตัวนั้นได้แรงขนาดวิ่งเหยาะๆ ตามเราได้”
นี่เป็นเหตุการณ์สมัยที่หลวงพ่อพุธเป็นเณรของหลวงปู่ใหญ่ สมัยที่อดอยาก แล้วหลวงพ่อ ได้เล่าต่อไปว่า:
“จากนั้นมา ลาภสักการะในเรื่องอาหารการกินที่มีมากเสียจนเขาบังคับให้กิน บางรายทำอาหารประณีตมาถวาย เห็นเราไม่แตะต้องเลยก็กลับไปนอนร้องไห้ เขามาเล่าให้หลวงพ่อฟังเอง หลวงพ่อจึงต้องพยายามฉันให้เขาทุกครั้ง เพื่อรักษาน้ำใจ”
๑๒๗
วิธีเรียกฝนของหลวงปู่ใหญ่
จากคำบอกเล่าของ คุณตาบุญเพ็ง คำพิพาก หลานชายของหลวงปู่ใหญ่ ได้เล่าถึงความอัศจรรย์ในองค์หลวงปู่ใหญ่ ในการเรียกฝนเพื่อบำบัดความแห้งแล้งช่วยชาวบ้าน ว่า
ในปีนั้น ที่บ้านข่าโคมเกิดฝนแล้ง พื้นดินท้องนาแห้งผาก ชาวบ้านพากันมากราบเรียนเพื่อขอฝนกับองค์หลวงปู่ใหญ่
ด้วยความเมตตาที่ท่านมีต่อชาวบ้าน เพราะเป็นญาติพี่น้องลูกหลานของท่านทั้งนั้น ท่านรับฟังคำขอจากชาวบ้านด้วยความสงบเย็นเป็นปกติ แล้วบอกให้นัดชาวบ้านมาทำพิธีรวมกันที่วัดป่าหนองอ้อในบ่ายวันเดียวกันนั้น
ทางวัดไม่ได้มีการตระเตรียมพิธีกรรมอันใดให้ยุ่งยากเลย ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ พอชาวบ้านมาพร้อมกันในตอนบ่ายตามที่นัดไว้ หลวงปู่ใหญ่ก็เป็นองค์ประธาน ให้ชาวบ้านกราบพระ รับศีล แล้วพระสงฆ์ก็เจริญพระพุทธมนต์ เหมือนในงานมงคลทั่วไป
เหตุอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น กล่าวคือ ใช้เวลาไม่นานนักฝนได้เทลงมาห่าใหญ่ในท่ามกลางพิธีนั้น จนทุกคนเปียกชุ่มโชก ทั้งๆ ที่ก่อนเริ่มพิธีมีแต่แสงแดดแผดจ้า บนท้องฟ้าไม่แสดงเค้าว่าจะมีฝนตกเลย
อาจารย์พิศิษฐ์ สรุปว่า นั่นแหละคือบุญญาภินิหารของพระบูรพาจารย์เจ้า
หมายเหตุ เรื่องขอฝนนี้ ผู้เขียนมีประสบการณ์ตรง อยากขอนำมาเล่าแทรก ๒ ครั้ง (หากไม่สมควรต้องขออภัยด้วย)
ครั้งแรก ผู้เขียนติดตาม หลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโมไปพักที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ราว พ ศ ๒๕๓๓ ช่วงนั้นแล้งจัด เจ้าของฟาร์มบ่นเรื่องฝนไม่ตกให้หลวงปู่ฟัง ท่านพูดว่า “เดี๋ยวตก บ่นานดอก”
เช้ามืด หลวงปู่พาพวกเราสวดมนต์ทำวัตรเช้า พอถึงบทสุดท้าย ปัตติทานคาถา เป็นบทแผ่เมตตา
หลวงปู่พูดว่า “บทนี้ให้ตั้งใจสวด ฝนมันจึงสิตก”
แล้วท่านก็นำแผ่เมตตาไปว่า “ยา เทวะตา สันติ วิหาระวาสินี, ถูเป ฆะเร โพธิฆะเร ตะหิง ตะหิง… ฯลฯ” สวดไปจนจบแล้วนั่งสมาธิ
หลังหลวงปู่ฉันเสร็จ พวกเราเตรียมตัวกลับ พอรถพร้อมจะออก ฝนตกลงมาอย่างหนัก ต้องขับรถฝ่าสายฝนกลับออกมา เพื่อเดินทางต่อไปเชียงใหม่
หลวงปู่บอกว่า ตอนท่านไปอยู่ที่วัดเทิงเสาหิน อ.เทิง จ.เชียงราย ใหม่ๆ ก็เกิดภาวะฝนแล้งท่านก็สวดมนต์แผ่เมตตาบทนี้แหละ คราวนั้นตก ๓ วัน ๓ คืน
ผมนำบท ปัตติทานะคาถา มาพิจารณา ค้นดูคำแปล พบประโยคท้ายๆ ๓ ประโยคว่าดังนี้
“สัมมา ธารัง ปะเวจฉันโต, กาเล เทโว ปะวัสสะตุ ขอฝนทั้งหลายจงหลั่งลงตกต้องตามฤดูกาล
วุฒฑิง ภาวายะ สัตตานัง ขอฝนจงนำความสำเร็จมาสู่พื้นปฐพี
สะมิทธัง เนตุ เมทะนิง เพื่อความเจริญแก่สัตว์ทั้งหลาย
ครั้งที่สอง คณะพวกเราจากสำนักพุทธธรรมปฏิบัติ นำโดย อาจารย์เบญจางค์ โกศิน ได้อาราธนานิมนต์ หลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก วัดทุ่งสามัคคีธรรม อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ไปพักผ่อนสุขภาพที่ วังแก้ว เป็นรีสอร์ทริมทะเล อยู่ที่จังหวัดระยอง
ช่วงนั้นฝนแล้งจัด ต้นไม้เที่ยวเฉา ทราบว่าเจ้าของสถานที่เขารักและห่วงต้นไม้มาก ดูเขากังวลใจกลัวต้นไม้ตาย
ตอนบ่ายหลัง ๔ โมงเย็น พวกเราประคองหลวงพ่อไปเดินที่ชายหาด ให้ท่านเหยียบสัมผัสน้ำทะเล ได้เวลาพอสมควร ก่อนกลับ หลวงพ่อยืนนิ่งสักอึดใจหนึ่ง แล้วพูดยิ้ม ๆ พอได้ยินว่า อาโปกสิณัง, อาโป กสิณัง แล้วท่านให้พากลับที่พัก พอหลวงพ่อลงนั่งเรียบร้อย ฝนตกลงมาอย่างหนักร่วมชั่วโมงจึงหยุด!
๑๒๘
การสอนศิษย์ที่สติไม่สมประกอบ
เรื่องนี้ก็เล่าโดย คุณตาบุญเพ็ง คำพิพาก เช่นเดียวกัน เรื่องมีอยู่ว่า ลูกศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่คนหนึ่งอยู่ที่วัดป่าหนองอ้อ แกชื่อ เถนดี เพราะเคยบวชพระมาก่อน แต่เป็นคนสติไม่สมประกอบ
ในตอนสายวันหนึ่ง เถนดี แกไปได้กบมาจากไหนก็ไม่ทราบ แกเอาไปต้มเตรียมทำอาหารถวายพระ ก็คงเป็นเจตนาดีของแกที่ต้องการอุปัฏฐากเลี้ยงดูพระ บังเอิญ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส พระอุปัฏฐากของหลวงปู่ใหญ่ เดินมาเห็น ได้สอบถาม แต่เถนดีไม่ตอบ กลับหลีกหนีเดินขึ้นกุฏิไปอย่างมีพิรุธ
หลวงปู่ใหญ่ทราบเรื่องนี้ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร พอถึงตอนเย็นท่านก็เรียกเถนดีมาหา ท่านอบรมไม่ให้ทำปาณาติบาต อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แม้จะเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยเพียงไรก็ตาม เขาก็มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตเขาก็มีความรู้สึกเจ็บปวดทรมานเหมือนกัน
สอนแล้ว ท่านก็ใช้ให้เถนดีไปหยิบไม้ค้อนสำหรับตีระฆังที่อยู่ใกล้ๆ มา แล้วบอกว่า:
“ลองเคาะหัวตัวเองดูซิ เจ็บไหม?..เจ็บหรือ… เออ! นี่แหละอย่าทำต่อไปอีกนะ”
หลวงปู่ใหญ่ สอนเถนดีเพียงเท่านั้น แล้วท่านไม่ได้พูดถึงอีกเลย
๑๒๙
จำพรรษาที่วัดบูรพาราม
ในบันทึกของ หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค เขียนไว้ดังนี้. –
“ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้มาพำนักที่บ้านข่าโคม ที่ข้างหนองอ้อ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน มีญาติโยมทำที่พักอาศัยจำพรรษา เป็นวัดภายหลัง
ชาววังหลวงได้จัดกฐินมาทอดถวาย ให้ทุนสร้างสิมน้ำขึ้นที่หนองอ้อ และทอดผ้าป่าเป็นประจำ
ท่านให้ พระอาจารย์บุญมี สูงเนิน จำพรรษาอยู่ด้วย ให้พระอาจารย์ทองรัตน์ไปจำพรรษาที่บ้านชีทวน เพื่อปราบพวกมิจฉาทิฏฐิ
ท่านพระอาจารย์เสาร์ จำพรรษาที่บ้านข่าโคม เป็นเวลา ๓ ปีแล้วมาจำพรรษาที่วัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ”
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ เข้ามาพำนักในตัวเมืองอุบลฯ แล้วได้ “ตั้งศูนย์กรรมฐาน” ขึ้นที่วัดบูรพาราม ถึงวันเพ็ญเดือน ๓ พระสงฆ์สามเณรลูกศิษย์ลูกหาทุกหนทุกแห่ง พร้อมทั้งพระอาจารย์มั่น มารวมกันที่วัดบูรพาราม เป็นประจำมิได้ขาด เพื่อรับฟังโอวาทข้อปฏิบัติปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ให้การปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน เป็นกองทัพธรรมที่สมบูรณ์ นำสัจจธรรมของพระพุทธศาสนาออกเผยแผ่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
(การประชุมทุกวันเพ็ญเดือน ๓) ถือเป็นการประชุมสันนิบาตของคณะกรรมการก็ว่าได้ เป็นการแสดงความเคารพนับถือ กตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณอีกทางหนึ่งด้วย”
แล้วหลวงพ่อโชติ ลงท้ายการบันทึกในตอนนี้ว่า “วัดคณะธรรมยุตได้เกิดขึ้นอีกมากมาย”
๑๓๐
สามเณรพุธ วัดบูรพาราม
วัดบูรพาราม สมัยที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และศิษย์มาพำนักอยู่นั้น มีสภาพเป็นวัดที่เงียบสงัดอยู่ท้ายเมืองอุบล
สามเณรพุธ อินทหา ได้พำนักอยู่ที่วัดบูรพาราม มาก่อนแล้วเมื่อหลวงปู่ใหญ่ เข้ามาพำนักประจำ สามเณรจึงมีโอกาสอุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิด และรับฟังธรรมโอวาทเป็นประจำ รวมทั้งเคยติดตามท่านไปอยู่ที่บ้านข่าโคมด้วย
สามเณรน้อยในครั้งนั้นก็คือ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย หรือ พระราชสังวรญาณ วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา มรณภาพเมื่อ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒
หลวงพ่อพุธ เคยเล่าถึง หลวงปู่ใหญ่ ว่า
ก็ได้พบท่านเวลาท่านมาพักวัดบูรพาฯ ก็ได้ปรนนิบัติท่าน ไม่ได้ติดสอยห้อยตาม
ผู้ติดสอยห้อยตามที่ยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งพระอาจารย์ท่านสิ้นนี่ยังเหลืออยู่ หลวงปู่บัวพา (หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕) องค์เดียว จากกันไป ๓๐ ปี พอพบท่านก็วิ่งมากอดท่านว่า
โอ้ย! บักห่า! กูนึกว่ามึงตายไปแล้ว ที่อยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์เสาร์นี่ มีแต่เฮาสองคนเด๊เหลืออยู่!
หลวงพ่อเล่าต่อไปว่า
“งานที่ทำถวายท่านก็อุปัฏฐาก นวดเฟ้น ซักสบง จีวร แล้วก็ปัดกวาดที่นอน เทกระโถน อะไรทำนองนี้ เวลาแขกมาหาท่าน ก็คอยดูแลรับแขก
พระอาจารย์เสาร์นี่ เพียงแต่เวลาท่านไปมาพักนี่ เราก็ได้อุปัฎฐากท่านเท่านั้นเอง แต่ก็ครูบาอาจารย์ในสายนี้เขาถือว่า ใครที่เป็นหัวหน้าใหญ่ เขาถือว่าเป็นลูกศิษย์องค์นั้นแหละ รองๆ ลงมาอาจารย์เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ใหญ่ เราก็มาเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์รองลงมา แต่ศูนย์รวมจิตใจมันอยู่ที่อาจารย์ใหญ่”
หลวงพ่อพุธ เล่าว่าสมัยนั้นเขาดูถูกพระป่ามาก ท่านเล่าดังนี้:
“หลวงพ่ออดที่จะนึกถึงสมัยที่เป็นสามเณรเดินตามหลังครูบาอาจารย์ไม่ได้ ใส่ผ้าจีวรสีดำๆ เดินผ่านหน้าชาวบ้าน หรือพระสงฆ์ทั่วๆ ไปนี้ เขาจะถุยน้ำลายขากใส่
บางทีถ้ามีแม่ชีเดินตามหลังไปด้วย เราจะได้ยินเสียงตะโกนมาเข้าหู “ญาคู เอ้ย! พาลูกพาเมียไปสร้างบ้านสร้างเมืองที่ไหนหนอ” เขาว่าอย่างนี้
มาบัดนี้ สิ่งที่เขาเกลียดมากที่สุดถึงกับถุยน้ำลาย เขามาแย่งเอาของเราไปห่มหมด ทำไม เพราะว่าสีผ้าชนิดนี้ลูกศิษย์สายอาจารย์เสาร์อาจารย์มั่น เคยนุ่งห่มมาแล้ว
พอลูกศิษย์สายอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น มีชื่อเสียงโด่งดังมีคนนิยมชมชอบ ผ้าจีวรสีดำก็เลยเป็นสินค้าที่สนใจของคนทั่วๆ ไป
บางทีพอมีใครถามเป็นลูกศิษย์สายไหน?… สายพระอาจารย์มั่น…เดี๋ยวนี้มีแต่ลูกศิษย์อาจารย์มั่นเต็มบ้านเต็มเมือง
เมื่อลองมาพิจารณากันดูแล้ว ขอพูดสรุปๆ ลงไปสั้นๆ ว่า ถ้าใครตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์จริงๆ อย่าไปสนใจกับใครทั้งนั้น หลักฐานและเหตุผลต่างๆ เราได้ข้อมูลมาจากครูบาอาจารย์ของเราแล้ว
เมื่อก่อนนี้ครูบาอาจารย์ของเรานี้ ไปที่ไหนๆ มีแต่เขาว่า พวกนี้นะใจแคบเห็นแก่ตัว ตัดช่องน้อยเอาแต่ตัวรอดคนเดียว
เอ้า! ในขณะที่ใครยังมองไม่เห็นคุณค่า ท่านก็ต้องเก็บสมบัติท่านเอาไว้ ทีนี้พอเกิดมีคนสนใจ ท่านก็เอาออกมาจ่าย พอจ่ายออกมาแล้วมันก็ได้ผล ทำให้มีคนปฏิบัติธรรมกว้างขวางออกไป”
๑๓๑
สอนทำอะไรให้เป็นเวลา
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย พูดถึงการสอนธรรมของหลวงปู่ใหญ่เริ่มจากการทำอะไรให้เป็นเวลาเสียก่อน ดังนี้ –
ท่านอาจารย์หลวงปู่เสาร์ นี้ ท่านเป็นสาวกแบบชนิดที่ว่าเป็นพระประเสริฐ ท่านสอนธรรมะนี้ท่านไม่พูดมาก ท่านชี้บอกว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่การปฏิบัติของท่านนี้ท่านเอาการปฏิบัติแทนการสอนด้วยปาก
ผู้ที่ไปอยู่ในสำนักท่าน ก่อนอื่นท่านจะสอนให้ทำวัตรนอน ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๓ นี้ข้อแรกต้องทำให้ได้ก่อน
บางทีก็ลองเรียนถามท่าน หลวงปู่ทำไมสอนอย่างนี้? การนอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ฉันเป็นเวลา อาบน้ำเข้าห้องน้ำเป็นเวลา มันเป็นอุบายสร้างพลังจิต แล้วทำให้เรามีความจริงใจ
ทีนี้นักปฏิบัติทั้งหลายไม่ได้ทำอย่างนี้ แม้แต่นักสะกดจิตเขาก็ยังยึดหลักอันนี้
มันมีอยู่คำหนึ่งที่หลวงพ่อไม่เคยลืม หลักปฏิบัติที่เวลาไปปฏิบัติท่าน ท่านจะพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “เวลานี้จิตข้าไม่สงบ มันมีแต่ความคิด”
ก็ถามว่า “จิตมันฟุ้งซ่านหรือไง อาจารย์?”
“ถ้าให้มันหยุดนิ่งมันก็ไม่ก้าวหน้า”
กว่าจะเข้าใจความหมายของท่านก็ใช้เวลาหลายปี ท่านหมายความว่า เวลาปฏิบัติ ถ้าจิตมันหยุดนิ่งก็ปล่อยให้มันหยุดนิ่งไปอย่าไปรบกวนมันถ้าเวลามันจะคิดก็ให้มันคิดไป เราเอาสติตัวเดียวเป็นตัวตั้งเป็นตัวตี
เป็นไงครับ งงไหมครับ!
๑๓๒
พุทโธแปลว่าจังได๋
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย กล่าวถึงการสอนของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ต่อไปดังนี้ –
สมัยที่หลวงพ่อเป็นเณรอยู่ใกล้ๆ ท่าน ถ้าวันไหนเราคิดว่าจะเดินจงกรมแข่งกับท่านอาจารย์ใหญ่ วันนั้นท่านจะเดินจงกรมไม่หยุด จนกว่าเราหยุดนั่นแหละท่านจึงจะหยุด ท่านจะไม่ยอมให้เราชนะท่าน เวลาท่านสอน สอนสมาธิ ถ้ามีใครถามว่า
“อยากปฏิบัติสมาธิเร็ว จังได๋ญาท่าน?”
“พุทโธ ซิ”
“ภาวนา พุทโธ แล้วมันจะได้อีหญังขึ้นมา?”
“อย่าถาม”
“พุทโธ แปลว่า จังได๋?”
“ถามไปหาสิแตกอีหญัง ยั้งว่าให้ภาวนา พุทโธ ข้าเจ้าให้พูดแค่นี่” แล้วก็ไม่มีคำอธิบาย
ถ้าหากว่าใครเชื่อตามคำแนะนำของท่าน ไปตั้งใจภาวนา พุทโธ จริงๆ ไม่เฉพาะแต่เวลาเราจะมานั่งอย่างเดียว ยืน เดิน นั่ง นอนรับประทาน ดื่ม ทำ ใจนึก พุทโธ ไว้ให้ตลอดเวลา ไม่ต้องเลือกเวลาว่าเวลานี้เราจะภาวนา พุทโธ เวลานี้เราจะไม่ภาวนา พุทโธ ท่านสอนให้ภาวนาทุกลมหายใจ
มีคนถามว่า “ภาวนาในห้องน้ำได้ไหม บาปไหม?
บางคนก็จะไปข้องใจว่า ภาวนา พุทโธ ในห้องน้ำห้องส้วมมันจะไม่บาปหรือ?
ไม่บาป ธรรมะเป็นอกาลิโก ไม่เลือกกาลเลือกเวลา พระองค์สอนไว้แล้ว ถ้ายิ่งเข้าในห้องน้ำห้องส้วมนะ ยิ่งภาวนาดี เพราะมันมีสิ่งประกอบ สิ่งที่จะทำให้เรามองเห็นสิ่งปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก มันก็แสดงออกมาให้เราเห็น แล้วเราภาวนา พุทโธ พุทโธ แปลว่า รู้ รู้ในสิ่งที่เราทำอะไรอยู่ในขณะนั้น
ถ้าหากว่าท่านผู้ใดเชื่อในคำแนะนำของหลวงปู่ท่าน ไปภาวนาพุทโธอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนใหญ่จะไม่เกิน ๗ วัน บางคนเพียงครั้งเดียวจิตสงบ สว่าง รู้ ตื่น เบิกบานขึ้นมา
ทีนี้เมื่อภาวนาจิตเป็นสมาธิ เวลามาถามท่าน ภาวนาพุทโธแล้วจิตของฉันนี่ตอนแรกๆ มันมีอาการเคลิ้มเหมือนกับจะง่วงนอน ทีนี้มันสะลึมสะลือ เหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น พอเผลอๆ จิตมันวูบลงไป สว่างตูมขึ้นมา เหมือนกับมันมองเห็นทั่วหมดในห้อง จนตกใจว่าแสงอะไรมันมาสว่างไสว
พอตกใจแล้วสมาธิถอน ลืมตาแล้วความมืดมันก็มาแทนที่
อันนี้เป็นจุดสำคัญ คือถ้าจิตของเราได้สัมผัสกับสิ่งแปลกใหม่ มันจะเกิดความตื่นตกใจ หรือเกิดเอะใจขึ้นมา แต่ถ้าหากว่าเราไม่เกิดการตื่นใจหรือเกิดตกใจ เกิดเอะใจ จิตของเราสามารถมีสติประคับประคองรู้อยู่โดยธรรมชาติ จิตมันก็สงบนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน มีปีติมีความสุข”
๑๓๓
แนะการภาวนาและนิมิต
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย พูดถึงการสอน การชี้แนะของ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ในเรื่องของการทำสมาธิภาวนา และเรื่องนิมิต ดังนี้:
“เมื่อหลวงพ่อไปเล่าเรื่องภาวนาให้ท่านฟัง ถ้าสิ่งใดที่มันถูกต้องท่านบอกว่า เร่งเข้าๆ ๆ แล้วจะไม่อธิบาย
แต่ถ้าหากมันไม่ถูกต้อง เช่น อย่างใครทำสมาธิภาวนาแล้ว มันคล้ายๆ กับว่า พอจิตสว่างรู้เห็นนิมิตขึ้นมาแล้ว ก็น้อมเอานิมิตเข้ามา พอนิมิตเข้ามาถึงตัวถึงใจแล้ว มันรู้สึกว่าอึดอัดใจเหมือนหัวใจถูกบีบ แล้วสมาธิที่สว่างก็มืดไปเลย
อันนี้ท่านบอกว่า อย่าทำอย่างนั้นมันไม่ถูกต้อง”
หลวงพ่อพุธ ได้อธิบายการภาวนาจากหลวงปู่ใหญ่ ว่า
“เมื่อเกิดนิมิตขึ้นมา ถ้าหากว่าไปเล่าให้อาจารย์องค์ใดฟัง ถ้าท่านแนะนำว่าให้น้อมให้เอานิมิตนั้นเข้ามาหาตัว อันนี้เป็นการสอนผิด
แต่ถ้าว่าท่านผู้ใดพอบอกไปว่า ภาวนาเห็นนิมิต ท่านแนะนำให้กำหนดรู้จิตเฉยอยู่ คล้ายๆ กับว่าไม่สนใจกับนิมิตนั้น แล้วนิมิตนั้นจะแสดงปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงไปในแง่ต่างๆ
เมื่อเรามีสติสัมปชัญญะดี มีสมาธิมั่นคง เราจะอาศัยความเปลี่ยนแปลงของมโนภาพอันเป็นของนิมิตนั้น เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารู้ว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา
นิมิตที่เปลี่ยนแปลงเป็น ปฏิภาคนิมิต
ถ้าหากว่านิมิตที่ปรากฏแล้ว มันหยุดนิ่ง ไม่ไหวติง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ บางทีสมาธิของเรามันแน่วแน่ ความทรงจำมันฝังลึกลงไปในส่วนลึกของจิตไปถึงจิตใต้สำนึก
เมื่อออกจากที่นั่งสมาธิแล้ว เราไม่ได้นึกถึง เหมือนกับคล้ายๆ มองเห็นนิมิตนั้นอยู่ นึกถึงมันก็เห็น ไม่นึกถึงมันก็เห็น มันติดตาติดใจอยู่อย่างนั้น อันนี้เรียกว่า อุคคหนิมิต
ว่ากันง่ายๆ ถ้าจิตของเรามองเพ่งอยู่ที่ภาพนิ่งเป็น อุคคหนิมิต ถ้าจิตเพ่งรู้ความเปลี่ยนแปลงของนิมิตนั้นเป็น ปฏิภาคนิมิต
อุคคหนิมิต เป็นสมาธิขั้นสมถกรรมฐาน แต่ ปฏิภาคนิมิตนั้นเป็นสมาธิขั้นวิปัสสนา เพราะจิตกำหนดรู้ความเปลี่ยนแปลง
อันนี้ถ้าหากใครภาวนาได้นิมิตอย่างนี้ ไปเล่าให้ท่านอาจารย์เสาร์ฟัง ท่านจะบอกว่า เอ้อ! ดีแล้ว เร่งเข้าๆ ๆ
แต่ถ้าใครไปบอกว่า ในเมื่อเห็นนิมิตแล้ว ผมหรือดิฉันน้อมเข้ามาในจิตในใจ แต่ทำไมเมื่อนิมิตเข้ามาถึงจิตถึงใจแล้ว จิตที่สว่างไสวปลอดโปร่ง รู้ ตื่น เบิกบาน มันมืดมิดลงไป แล้วเหมือนกับหัวใจถูกบีบ หลังจากนั้นจิตของเราไม่เป็นตัวของตัว คล้ายๆ กับว่าอำนาจสิ่งที่เข้ามานั้นมันครอบไปหมด
ถ้าไปเล่าให้ฟังอย่างนี้ ท่านจะบอกว่า ทำอย่างนั้นมันไม่ถูกต้อง เมื่อเห็นนิมิตแล้ว ให้กำหนดรู้เฉยๆ อย่าน้อมเข้ามา ถ้าน้อมเข้ามาแล้ว นิมิตเข้ามาในตัว มันจะกลายเป็นการทรงวิญญาณ
อันนี้เป็นเคล็ดลับในการปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดมาแนะนำเราว่า ทำสมาธิแล้วให้น้อมจิตไปรับเอาอำนาจเบื้องบน หรือเห็นนิมิตแล้วให้น้อมเข้ามาในตัว อันนี้อย่าไปเอา มันไม่ถูกต้อง
ในสายหลวงปู่เสาร์นี่ ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ”
๑๓๔
ทำไมจึงสอนภาวนาพุทโธ
คำบอกเล่าจาก หลวงพ่อพุธ ฐานิโย มีต่อไปดังนี้:
“หลวงพ่อ ก็เลยเคยแอบถามท่านว่า ทำไมจึงต้องภาวนาพุทโธ?
ท่านก็อธิบายให้ฟังว่า ที่ให้ภาวนาพุทโธนั้น เพราะ พุทโธ เป็นกิริยาของใจ
ถ้าเราเขียนเป็นตัวหนังสือเราจะเขียน พ พาน สระ อุ ท–ทหารสะกด สระ โอ ตัว ธ–ธง อันนี้เป็นเพียงแต่คำพูด เป็นชื่อของคุณธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อจิตภาวนา พุทโธ แล้ว มันสงบวูบลงไป นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน พอหลังจากนั้น คำว่าพุทโธมันก็หายไป
แล้วทำไมมันจึงหายไป เพราะจิตมันถึงพุทโธแล้ว จิตกลายเป็นจิตพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะเกิดขึ้นในจิตของท่านผู้ภาวนา
พอหลังจากนั้นจิตของเราจะหยุดนึกคำว่าพุทโธ แล้วก็ไปนิ่งรู้ ตื่น เบิกบาน สว่างไสว กายเบาจิตเบา กายสงบจิตสงบ ยังแถมมีปีติ มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก อันนี้มันเป็นพุทธะ พุทโธ โดยธรรมชาติเกิดขึ้นที่จิตแล้ว
พุทโธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นกิริยาของจิต มันใกล้กับความจริง
แล้วทำไมเราจึงมาพร่ำบ่น พุทโธๆ ๆ ในขณะที่จิตเราไม่เป็นเช่นนั้น?
ที่เราต้องมาบ่นว่า พุทโธ นั้นก็เพราะว่า เราต้องการจะพบพุทโธ ในขณะที่พุทโธยังไม่เกิดขึ้นกับจิตนี้ เราก็ต้องท่อง พุทโธๆ ๆ ๆ เหมือนกับว่าเราต้องการจะพบเพื่อนคนใดคนหนึ่ง เมื่อเรามองไม่เห็นเขา หรือเขายังไม่มาหาเรา เราก็เรียกชื่อเขา ทีนี้ในเมื่อเขามาพบเราแล้ว เราได้พูดจาสนทนากันแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปเรียกชื่อเขาอีก ถ้าขืนเรียกซ้ำๆ เขาจะหาว่าเราร่ำไร ประเดี๋ยวเขาด่าเอา
ทีนี้ในทำนองเดียวกัน ในเมื่อเรียก พุทโธๆ ๆ เข้ามาในจิตของเรา เมื่อจิตของเราได้เกิดเป็นพุทโธเอง คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาก จิตของเราก็หยุดเรียกเอง
ทีนี้พอเรามีความรู้สึกอันหนึ่งแทรกขึ้นมา เอ้า! ควรจะนึกพุทโธอีก พอเรานึกขึ้นมาอย่างนี้ สมาธิของเราจะถอนทันที แล้วกิริยาที่จิตมันรู้ ตื่น เบิกบาน จะหายไป เพราะสมาธิถอน
ทีนี้ตามแนวทางของครูบาอาจารย์ที่ท่านแนะนำพร่ำสอน ท่านจึงให้คำแนะนำว่า เมื่อเราภาวนาพุทโธไป จิตสงบวูบลงนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านก็ให้ประคองจิตให้อยู่ในสภาพปกติอย่างนั้น
ถ้าเราสามารถประคองจิตให้อยู่ในสภาพอย่างนั้นได้ตลอดไป จิตของเราจะค่อยสงบ ละเอียดๆ ๆ ลงไป ในช่วงเหตุการณ์ต่างๆ มันจะเกิดขึ้น ถ้าจิตส่งกระแสออกนอก เกิดมโนภาพ ถ้าวิ่งเข้ามาข้างในจะเห็นอวัยวะภายในร่างกายทั่วหมด ตับ ไต ไส้ พุง เห็นหมด
แล้วมักจะรู้สึกว่ากายของเรานี่เหมือนกับแก้วโปร่ง ดวงจิตที่สงบ สว่างเหมือนกับดวงไฟที่เราจุดไว้ในครอบแก้ว สามารถเปล่งรัศมีออกมารอบๆ จนกว่าจิตจะสงบละเอียดลงไป จนกระทั่งว่ากายหายไป แล้วจึงจะเหลือแต่จิตสว่างไสวอยู่ดวงเดียว ร่างกายตัวตนหายหมด
ถ้าหากจิตดวงนี้มีสมรรถภาพดีพอ จะเกิดความรู้ความเห็นอะไรได้ จิตจะย้อนกายลงมาเบื้องล่าง เห็นร่างกายตัวเองนอนตายเหยียดยาวอยู่ขึ้นอืดเน่าเปื่อยผุพัง สลายตัวไป.. ”
๑๓๕
หลักปฏิบัติที่ครูอาจารย์พาดำเนิน
หลวงพ่อพุธ ฐานิโยพูดถึงหลักปฏิบัติที่ครูอาจารย์สายกรรมฐานพาดำเนินสืบต่อกันมา ดังนี้
“พระบูรพาจารย์ของเรา เราถือว่าพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เป็นพระอาจารย์องค์แรก และเป็นผู้นำหมู่คณะลูกศิษย์ลูกหาออกเดินธุดงคกรรมฐาน ชอบพักพิงอยู่ตามป่าตามที่วิเวก อาศัยอยู่ตามถ้ำบ้างตามโคนไม้บ้าง
และท่านอาจารย์มั่น ก็เป็นอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์เสาร์
หลวงพ่อสิงห์ ขนฺตยาคโม ก็เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เสาร์และท่านอาจารย์มั่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอาจารสิงห์ เปรียบเสมือนหนึ่งว่าเป็นเสนาธิการใหญ่ของกองทัพธรรม ได้นำหมู่คณะออกเดินธุดงค์ไปตามราวป่าตามเขา อยู่อัพโภกาส อยู่ตามโคนต้นไม้ อาศัยตามถ้ำพักพิงอาศัยอยู่ในราวป่าห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๕๐๐ เมตร
การธุดงค์ของพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์สิงห์ จะไม่นิยมที่จะไปปักกลดอยู่ตามละแวกบ้าน ตามสนามหญ้า หรือตามบริเวณโรงเรียน หรือใกล้ๆ กับถนนหนทางในที่ซึ่งเป็นที่ชุมนุมชนท่านจะออกแสวงหาวิเวกในราวป่าห่างไกลกันจริงๆ
บางทีไปอยู่ในป่าเขาที่ไกล ตื่นเช้าเดินจากที่พักลงมาสู่หมู่บ้านเพื่อบิณฑบาต เมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้วกลับไปที่พักเป็นเวลา ๑๑.๐๐ น.หรือ ๕ โมงก็มี
อันนี้ก็คือหลักการปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐานในสายพระอาจารย์มั่น พระอาจารย์เสาร์ ซึ่งบางทีอาจผิดแผกจากพระธุดงค์ในสมัยปัจจุบัน ซึ่งไปปักกลดอยู่ตามสนามหญ้า หรือตามสถานีรถไฟ ตามบริเวณโรงเรียนหรือศาลเจ้าต่างๆ
พระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์สิงห์ ไม่นิยมทำเช่นนั้น ไปธุดงค์ก็ต้องไปป่ากันจริงๆ ที่ใดซึ่งมีอันตรายท่านก็ยิ่งไป เพื่อเป็นการทดสอบความสามารถของตัวเอง และเป็นการฝึกฝนลูกศิษย์ลูกหาให้มีความกล้าหาญ เผชิญต่อภัยของชีวิต ตะล่อมจิตให้ยึดมั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแน่วแน่
เมื่อไปในสถานที่ที่คิดว่ามีอันตราย ไปอยู่ในที่ห่างไกลพี่น้องเพื่อนฝูงสหธรรมิกก็ไปอยู่บริเวณที่ห่างๆ กัน ในเมื่อจิตใจเกิดความหวาดกลัวภัยขึ้นมา จิตใจก็วิ่งเข้าสู่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยึดเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะอย่างเหนียวแน่น เพราะในขณะนั้นไม่มีใครอีกแล้วที่จะเป็นเพื่อนตาย
ดังนั้นท่านจึงมีอุบายให้ไปฝึกฝนอบรมตัวเอง ฝึกฝนอบรมบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ผู้ติดตาม ในสถานที่วิเวกห่างไกล เต็มไปด้วยภัยอันตราย เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหามีความกล้าหาญชาญชัย ในการที่จะเสียสละเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อบูชาพระรัตน์ตรัยอย่างแท้จริง
การฝึกฝนอบรมหรือการอบรมสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ดังกล่าวนั้น ท่านยึดหลักที่จะพึงให้ลูกศิษย์ปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันดังนี้
ท่านจะสอนให้พวกเราประกอบความเพียรดังกล่าว ตั้งแต่หัวค่ำ จนกระทั่งเวลา ๔ ทุ่ม พอถึง ๔ ทุ่มแล้วก็จำวัดพักผ่อนตามอัธยาศัย
พอถึงตี ๓ ท่านก็เตือนให้ลุกขึ้นมาบำเพ็ญเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา หรือทำวัตรสวดมนต์ ก็ตามแต่ที่จะถนัด
แต่หลักที่ท่านยึดเป็นหลักที่แน่นอนที่สุดก็คือว่า ในเบื้องต้นท่านจะสอนให้ลูกศิษย์หัดนอน ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๓ ในขณะที่ยังไม่ได้นอนหรือตื่นขึ้นมาแล้วก็ทำกิจวัตร มีการสวดมนต์ไหว้พระ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ท่านก็จะสอนให้ทำอย่างนี้
อันนี้เป็นหลักสำคัญที่ท่านจะรีบเร่งอบรมสั่งสอนและฝึกลูกศิษย์ให้ทำให้ได้ ถ้าหากยังทำไม่ได้ ท่านก็ยังไม่อบรมสั่งสอนธรรมะส่วนละเอียดขึ้นไป
เพราะอันนี้เป็นการฝึกหัดดัดนิสัยให้มีระเบียบ นอนก็มีระเบียบ ตื่นก็มีระเบียบ การฉันก็ต้องมีระเบียบ คือฉันหนเดียวเป็นวัตร ฉันในบาตรเป็นวัตร บิณฑบาตฉันเป็นวัตร
อันนี้เป็นข้อวัตรที่ท่านถือเคร่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อฉันในบาตร ฉันหนเดียว อันนี้ท่านยึดเป็นหัวใจหลักของการปฏิบัติกรรมฐานเลยทีเดียว”
๑๓๖
หลักสมถวิปัสสนาของหลวงปู่ใหญ่
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย พูดถึงหลักการสอนด้านสมถะ และวิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ดังนี้. –
“หลักการสอน ท่านก็สอนในหลักของสมถวิปัสสนาดังที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วนั้น แต่ท่านจะเน้นหนักในการสอนให้เจริญพุทธคุณเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเจริญพุทธคุณจนคล่องตัว จนชำนิชำนาญแล้วก็สอนให้พิจารณา กายคตาสติ
เมื่อสอนให้พิจารณากายคตาสติ พิจารณาอสุภกรรมฐานจนคล่องตัว จนชำนิชำนาญแล้ว ก็สอนให้พิจารณาธาตุกรรมฐาน ให้พิจารณากาย แยกออกเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็พยายามพิจารณาว่าในร่างกายของเรานี้ไม่มีอะไร มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันอยู่เท่านั้น หาสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี
ในเมื่อฝึกฝนอบรมให้พิจารณาจนคล่องตัว จิตก็จะมองเห็นทั้งที่ไม่มีตัวตน คือเห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นอนัตตาทั้งสิ้น
(ถ้า) จะว่ามีตัวมีตน เมื่อแยกออกไปแล้วมันก็มีแต่ธาตุ ๔ ดินน้ำ ลม ไฟ สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี แต่อาศัยความประชุมพร้อมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิวิญญาณ มายึดครองอยู่ในร่างกายนี้ เราจึงสมมติบัญญัติว่าสัตว์ บุคคล ตัวตนเรา เขา
อันนี้เป็นแนวการสอนของพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่นและพระอาจารย์สิงห์
การพิจารณาเพียงแค่ว่า พิจารณากายคตาสติก็ดี พิจารณาธาตุกรรมฐานก็ดี ตามหลักวิชาการท่านว่า เป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐานแต่ท่านก็ย้ำให้พิจารณาอยู่ในกายคตาสติกรรมฐาน กับ ธาตุกรรมฐานนี้เป็นสวนใหญ่
ที่ท่านย้ำๆ ให้พิจารณาอย่างนั้น ก็เพราะว่าทำให้ภูมิจิตภูมิใจของนักปฏิบัติก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้เร็ว โดยเพราะอย่างยิ่งการพิจารณากายคตาสติ แยกผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเป็นต้น แยกเป็นส่วนๆ เราจะมองเห็นว่าในกายของเรานี้ก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันมีแต่เพียงผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เท่านั้น
ถ้าว่ากายนี้เป็นตัวเป็นตน ทำไมจึงจะเรียกว่า ผม ทำไมจึงจะเรียกว่าขน ทำไมจึงจะเรียกว่า เล็บ ว่าฟัน ว่าเนื้อ ว่าเอ็น ว่ากระดูก ในเมื่อแยกออกไปเรียกอย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตนเรา เขา
นอกจากนั้นก็จะมองเห็นอสุภกรรมฐาน เห็นว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยของปฏิกูลน่าเกลียด โสโครก น่าเบื่อหน่าย ไม่น่ายึดถือมั่นว่าเป็นอัตตาตัวตน แล้วพิจารณาบ่อยๆ พิจารณาเนืองๆ จนกระทั่งจิตเกิดความสงบ สงบแล้วจิตจะปฏิวัติตัวไปสู่การพิจารณาโดยอัตโนมัติ
ผู้ภาวนาก็เริ่มจะรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริงของร่างกายนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณากายแยกออกเป็นส่วนๆ ส่วนนี้เป็นดิน ส่วนนี้เป็นน้ำ ส่วนนี้เป็นลม ส่วนนี้เป็นไฟ เราก็จะมองเห็นว่าร่างกายนี้สักแต่ว่าเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี ก็ทำให้จิตของเรามองเห็นอนัตตาได้เร็วขึ้น
เพราะฉะนั้น การเจริญกายคตาสติก็ดี การเจริญธาตุกรรมฐานก็ดี จึงเป็นแนวทางให้จิตดำเนินก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้
และอีกอันหนึ่ง อานาปานสติ ท่านก็ยึดเป็นหลักสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรรมฐานอานาปานสติ – การกำหนดพิจารณา กำหนดลมหายใจ นั้น จะไปแทรกอยู่ทุกกรรมฐาน จะบริกรรมภาวนาก็ดี จะพิจารณาก็ดี ในเมื่อจิตสงบลงไป ปล่อยวางอารมณ์ที่พิจารณาแล้ว ส่วนใหญ่จิตจะไปรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก
ในเมื่อจิตตามรู้ลมหายใจเข้าออก กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่เป็นปกติ จิตเอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ สติเอาลมหายใจเป็นสิ่งระลึก ลมหายใจเข้าออกเป็นไปตามปกติของร่างกาย เมื่อสติไปจับที่ลมหายใจลมหายใจก็เป็นฐานที่ตั้งของสติ
ลมหายใจเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาย สติไปกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก จดจ่ออยู่ที่ตรงนั้น วิตกถึงลมหายใจ มีสติรู้พร้อมอยู่ในขณะนั้น จิตก็มีวิตกวิจารอยู่กับลมหายใจ
เมื่อจิตสงบลงไป ลมหายใจก็ค่อยๆ ละเอียดๆ ลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดลมหายใจก็หายขาดไป เมื่อลมหายใจหายขาดไปจากความรู้สึก ร่างกายที่ปรากฏว่ามีอยู่ก็พลอยหายไปด้วย
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าลมหายใจยังไม่หายขาดไป กายก็ยังปรากฏอยู่ เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปข้างใน จิตจะไปสงบนิ่งอยู่ในท่ามกลางของกาย แล้วก็แผ่รัศมีออกมารู้ทั่วกาย จิตสามารถที่จะมองเห็นอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้หมดทั้งตัว
เพราะลมย่อมวิ่งเข้าไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ลมวิ่งไปถึงไหนจิตก็รู้ไปถึงนั่น ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่เท้าจรดหัว ตั้งแต่แขนซ้ายแขนขวา ขาขวา ขาซ้าย
เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปแล้ว จิตจะรู้ทั่วกายหมด ในขณะใดกายยังปรากฏอยู่ สงบนิ่ง รู้สว่างอยู่ในกาย วิตก วิจาร คือจิตรู้อยู่ภายในกาย สติก็รู้พร้อมอยู่ในกาย
ในอันดับนั้น ปีติและความสุขย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อปีติและความสุขบังเกิดขึ้น จิตก็เป็นหนึ่ง นิวรณ์ ๕ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจทุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็หายไป จิตกลายเป็นสมถะ มีพลังพอที่จะปราบนิวรณ์ ๕ ให้สงบระงับไป
ผู้ภาวนาก็จะมองเห็นผลประโยชน์ในการเจริญสมถกรรมฐาน
๑๓๗
หลวงปู่ใหญ่ฉันเห็ดเบื่อ
เรื่องนี้เป็นปฏิปทาที่แปลก หรือที่สมัยใหม่เขาพูดว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัว หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นผู้เล่าให้ฟัง ดังนี้:
“หลวงปู่เสาร์ นี่ เห็ดมันขึ้นตามวัด บอกเณรไปเก็บ เณรก็เก็บเห็ดอันนี้ไปหมกไฟให้กิน เณรก็ไปเก็บได้ประมาณเต็มชามก๋วยเตี๋ยวหนึ่ง เอามาห่อหมก (หมายถึงใช้ใบตองห่อ แล้วนำไปหมกไฟให้สุก) เสร็จแล้วก็ไปถวายหลวงปู่ หลวงปู่ก็ฉันจนหมด
ทีนี้ไอ้เราพวกเณรที่ทำห่อหมก เณร ๕–๖ องค์ ตักแจกกันคนละช้อนๆ ๆ ฉันอาหารยังไม่ทันอิ่มเลย สลบเหมือดทั้ง ๖ องค์
ทีนี้
อุ๊ย! เณรเป็นอะไรๆ ถามมันดูซิว่ามันเป็นอะไร
เณรก็กินเห็ดเบื่อ (คือเห็ดเมา เห็ดมีพิษ)
รู้ว่าเห็ดเบื่อทำไมถึงกินล่ะ?
ท่านอาจารย์พากิน
ข้าไม่ได้กินเห็ดเบื่อ ถ้าข้ากินเห็ดเบื่อข้าก็เมาตายสิ
หลวงปู่เสาร์ฉันเป็นชามนั่งยิ้มเลย แต่เณรฉันคนละช้อน ฉันข้าวยังไม่อิ่ม สลบเหมือดไปเลย อันนี้จิตของเรานี่มันปรุงแต่ง จะให้มันแพ้หรือมันชนะก็ทำได้“
อีกเรื่องหนึ่ง หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค เล่าให้ผู้เขียนฟังเมื่อคราวไปร่วมงานฉลองเจดีย์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายที่หลวงปู่ใหญ่พำนักอยู่
หลวงพ่อโชติ บอกว่า
หลวงปู่ใหญ่ ท่านชอบฉันเห็ด ตรงหน้ากุฏิของท่านเป็นทางเดินจงกรม และที่ขอบทางเดินจะมีเห็ดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าฤดูไหนก็ตาม จำนวนไม่มาก พอเก็บถวายให้ท่านฉันองค์เดียวได้
ทุกวัน แม่ชีจะเก็บเห็ดนั้นไปทำถวายท่าน
ทุกคนในวัดรู้เรื่องนี้ดี เรียกกันว่า เห็ดเทวดาถวาย
แต่หลวงปู่ใหญ่ ไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องนี้เลย
๑๓๘
ทิพยจักษุ – กายมีตาทิพย์
ในเรื่องนี้ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นผู้เล่า ดังนี้:
“มีผู้บอกว่า เคยได้ฟังมาว่า หลวงปู่ฝั้น ดูหมอเก่ง (หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมภรณ์ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นลูกศิษย์หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับหลวงปู่มั่น อีกต่อหนึ่ง)
หลวงพ่อ แก้ว่า ไม่มีน้า ไม่เคยหรอก
เหมือนๆ กับมีพระองค์หนึ่งว่า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไปตัดเหล็กไหลที่ถ้ำสระบัว ภูเขาควาย (ฝั่งประเทศลาว) มันไม่ตรงกับความจริงเลยแม้แต่นิดหนึ่ง
พระองค์นั้นชื่อพระอาจารย์จันทร์ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ เขาบอกว่าตั้งแต่เขาเป็นเณรโน่น
ทีนี้ เหล็กไหล มันเป็นทรัพย์ในดินสินในน้ำ ท่านผู้เคร่งต่อพระธรรมวินัยท่านจะไปทำได้อย่างไร?
ขนาดหลวงพ่อเอาสีผึ้งใส่ในย่ามนี่ ท่านยังว่าเอาๆ ยังงงยังกะไก่ตาแตกเลย..โอ๊ย! หลวงปู่นี่มาค้นดูย่ามเราตั้งแต่เมื่อไร?
ตลับสีผึ้งนี่โยมเขาทำให้ตั้งแต่เป็นเณรอยู่บ้านนอก เขาบอกว่าอันนี้จะไปเรียนหนังสือ มันเรียนหนังสือดี ก็เลยเอามา…
หลวงปู่เสาร์ดุ จะมาภาวนาเอามรรคผลนิพพาน ยังเอาตลับสีผึ้งใส่ย่ามมาด้วย มันจะไปได้อย่างไร…
ว้า! หลวงปู่นี่มาค้นย่ามเราตั้งแต่เมื่อไร พอตื่นเช้ามาก็เอามัดติดก้อนอิฐ ปาลงแม่น้ำมูลเลย
ไม่มีหรอก กรรมฐานนี่ เครื่องรางของขลัง รูป เหรียญ หมู่นี้ไม่มี
๑๓๙
หลักคำสอนหลวงปู่ใหญ่อีกครั้ง
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย พูดถึงคำสอนการภาวนาของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล อีกครั้งหนึ่ง หนังสือ ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ในหัวข้อ ศิษย์องค์สุดท้ายของหลวงปู่เสาร์
ในตอนนั้น หลวงพ่อพุธ ดำรงสมณศักดิ์ที่ พระชินวงศาจารย์ ชาวบ้านเรียก เจ้าคุณชินฯ วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา
“อย่างครูบาอาจารย์ของเราที่ท่านมาแสดงธรรมให้ฟัง เช่นหลวงปู่สิม หลวงปู่แว่น หรือ ท่านอาจารย์เหรียญ ท่านอาจารย์บัวพา เคยผ่านสำนักของครูบาอาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์ มาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกศิษย์ต้นของท่านอาจารย์เสาร์ที่ยังเหลือค้างอยู่เวลานี้ ก็คือท่านอาจารย์บัวพาเพียงองค์เดียว นอกนั้นสึกหาลาเพศ ล้มหายตายจากไป ถ้าจะนับอีก องค์ที่ ๒ ก็คือเจ้าคุณชินวงศาจารย์
ท่านอาจารย์บัวพา ก็ไม่ค่อยเทศน์ไม่ค่อยพูด เพราะติดนิสัยท่านอาจารย์เสาร์ แต่ที่แหวกแนวก็คือ เจ้าคุณชินวงศาจารย์ (พุธ ฐานิโย) ซึ่งเป็นศิษย์คนสุดท้ายของท่านอาจารย์เสาร์ (หลวงพ่อพูดถึงท่านเอง)
อันนี้เป็นปฏิปทาย่อๆ ของครูบาอาจารย์ ที่นำมาเล่าเพื่อจะเป็นประโยชน์แก่สหธรรมิก
ทีนี้ หลักบริกรรมภาวนาพุทโธ เมื่อบริกรรมภาวนาพุทโธทำจิตให้เป็นสมาธิคล่องตัวจนชำนิชำนาญพอสมควรแล้ว เพื่อจะให้จิตมีสติปัญญาก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา
อันดับที่ ๒ ท่านให้พิจารณา กายคตาสติ ให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ให้มองเห็นเป็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก
การพิจารณากายคตาสติ ท่านถือสติเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งพิจารณาไปโดยอนุโลมปฏิโลม ไปตามลำดับ จนครบอาการ ๓๒
และอีกอย่างหนึ่ง ท่านให้พิจารณาเพียงอย่างเดียว คือ ให้กำหนดจดจ้องมองดูที่บริเวณหน้าอก แล้วกำหนดจิตลอกหนังลอกเนื้อออก มองให้มันถึงกระดูก พิจารณากลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น จนจิตเชื่อมั่นว่ามีกระดูกอยู่ตรงนี้
ในอันดับต่อไป ท่านก็ให้บริกรรมภาวนา อัฐิๆ ๆ แล้วก็จ้องความรู้สึกของจิตลงไปบริเวณหน้าอก พยายามทำบ่อยๆ ทำเนืองๆ ทำให้มากๆ
ในที่สุดเมื่อจิตสงบลงไปแล้ว จะได้นิมิตมองเห็นโครงกระดูกบริเวณหน้าอกหรือโดยทั่วตัว ในเมื่อเห็นโครงกระดูกขึ้นมาแล้ว ก็เพ่งจ้องมองดูที่โครงกระดูก จนกระทั่งโครงกระดูกมันแหลกละเอียดสลายตัวไปหรือได้อสุภกรรมฐาน
ในเมื่อพิจารณาอสุภกรรมฐาน รู้จริงเห็นจริงเป็นอุบายระงับราคะความกำหนัดยินดี ไม่ให้เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจ เพื่อจะได้มีโอกาสบำเพ็ญเพียรภาวนาในขั้นต่อไป
เสร็จแล้วพระอาจารย์เสาร์ ท่านสอนให้พิจารณาร่างกาย ให้มองเห็นด้วยความเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ คือ แยกออกไปว่าร่างกายนี้มีแต่ดิน แต่น้ำ แต่ลม แต่ไฟ ในเมื่อแยกออกไปแล้วก็ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา พิจารณาให้มองเห็นเป็นนิมิตว่า ร่างกายนี้มีแต่ดิน น้ำ ลม ไฟกันแท้จริง จนกระทั่งจิตยอมรับว่าสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ในดิน น้ำลม ไฟ ไม่มีความเป็นคนเป็นสัตว์ เพราะอาศัยดิน น้ำ ลม ไฟ ยังคุมกันอยู่ มีปฏิสนธิวิญญาณมายึดครองโดยความเป็นเจ้าของ เพราะอาศัยกิเลสตัณหา อุปาทาน กรรม จึงทำให้เราเกิดยึดมั่นถือมั่นว่า อัตตาตัวตนยึดว่าของเรา ของเขา ร่างกายของเรา ของเขา
ในเมื่อเห็นว่าร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ หาสัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี ในเมื่อเป็นเช่นนั้นจิตของผู้ภาวนาก็ได้ อนัตตานุปัสสนาญาณ เห็นว่าร่างกายเป็นอนัตตาหมดทั้งสิ้น ภูมิจิตภูมิใจ ก็ก้าวขึ้นสู่ภูมิธรรมเองโดยอัตโนมัติ
อันนี้เป็นปฏิปทาของท่านอาจารย์เสาร์ และท่านอาจารย์มั่นที่เคยได้ยินได้ฟังมาเพียงเล็กๆ น้อยๆ นำมาเล่าเพื่ออาจจะเกิดประโยชน์แก่วงการนักปฏิบัติบ้าง”
๑๔๐
ตอบปัญหาธรรมพระเจ้าอยู่หัว
เหตุการณ์นี้เกิดประมาณปี พ ศ. ๒๕๒๕ หลวงพ่อพุธ ฐานิโยไปเข้าเฝ้าถวายธรรมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
หลวงพ่อ เล่าว่า
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ท่านทรงเป็นบุคคลที่ช่างคิด เป็นนักวิชาการ เพราะพระองค์ทรงใช้พระทัยคิดอย่างไม่หยุดยั้ง การคิดด้วยการตั้งใจนี่มันก็เป็นเรื่องของสมาธิ ถึงแม้จะทรงรับสั่งถามด้วยโลกก็ตาม แต่ก็มีคุณธรรมแฝงอยู่ทุกประการ…”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงถามปัญหาธรรมต่อหลวงพ่อว่า
“ขอท่านได้อธิบายเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมดังที่ท่านอาจารย์เสาร์สอนมา”
หลวงพ่อ ถวายคำตอบว่า
“โดยหลักการที่ท่านอาจารย์เสาร์ได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหามานั้น ยึดหลักการบริกรรมภาวนาพุทโธและอานาปานสติ เป็นหลักปฏิบัติ
การบริกรรมภาวนา ให้จิตอยู่ ณ จุดเดียว คือ พุทโธ ซึ่งพุทโธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นกิริยาของจิต เมื่อจิตมาจดจ้องอยู่ที่คำว่า พุทโธ ให้พิจารณาองค์ฌาน ๕
การนึกถึงพุทโธ เรียกว่า วิตก จิตอยู่กับพุทโธไม่พรากจากไป เรียกว่า วิจาร หลังจากนี้ ปีติ และความสุข ก็เกิดขึ้น
เมื่อปีติ และความสุขเกิดขึ้นแล้ว จิตของผู้ภาวนาย่อมดำเนินไปสู่ความสงบ เข้าไปสู่ อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ
ลักษณะที่จิตเข้าสู่อัปปนาสมาธิ ภาวะจิตเป็นพาวะสงบนิ่ง สว่างไม่มีกิริยาอาการแสดงความรู้ ในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในสมถะ
ถ้าจะเรียกจิตก็เรียกว่า อัปปนาจิต
ถ้าจะเรียกโดยสมาธิก็เรียกว่า อัปปนาสมาธิ
ถ้าจะเรียกโดยฌานก็เรียกว่า อัปปนาฌาน
บางท่านนำไปเทียบกับ ฌานขั้นที่ ๔
จิตในขั้นนี้เรียกว่า จิตอยู่ในอัปปนาจิต อัปปนาสมาธิ อัปปนาฌาน จิตย่อมไม่มีความรู้อะไรเกิดขึ้น นอกจากมีสภาวะรู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อนักปฏิบัติผู้ที่ยังไม่ได้ระดับจิต เมื่อจิตติดอยู่ในความสงบนิ่งเช่นนี้ จิตย่อมไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านอาจารย์เสาร์ ผู้เป็นอาจารย์สอนกรรมฐานในสายนี้ จึงได้เดินอุบายสอนให้ลูกศิษย์พิจารณา กายคตาสติ เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น โดยน้อมนึกไปในลักษณะความเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด เป็นของโสโครก จนกระทั่งจิตมีความสงบลง รู้ยิ่งเห็นจริงตามที่ได้พิจารณา
เมื่อผู้ปฏิบัติได้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เห็นสิ่งปฏิกูล ในที่สุดได้เห็นจริงในสิ่งนั้นว่าเป็นของปฏิกูล โดยปราศจากเจตนาสัญญาแล้ว ก็เกิดนิมิตเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกจริงๆ โดยปราศจากสัญญาเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้พิจารณาเห็น อสุภกรรมฐาน
เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาอสุภกรรมฐานจนชำนิชำนาญจนรู้ยิ่งเห็นจริงในอสุภกรรมฐานนั้นแล้ว ในขั้นต่อไปท่านอาจารย์เสาร์ ได้แนะนำให้พิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นธาตุ ๔ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ จนกระทั่งเห็นเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ
เมื่อจิตรู้ว่าเป็นแต่เพียงสักแต่ว่าธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ จิตก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาว่า ตามที่พูดกันว่า สัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา ไม่มีมีแต่ความประชุมพร้อมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตก็ย่อมเกิดความคิดขึ้นมาได้ว่า ในตัวของเรานี้ไม่มีอะไร เป็นอนัตตาทั้งสิ้น มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น
ถ้าหากภูมิจิตของผู้ปฏิบัติจะมองเห็นแต่เพียงกายทั้งหมดนี้ เป็นแค่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ รู้แต่เพียงว่า ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ และภูมิจิตของท่านอยู่แค่นั้น ก็มีความรู้เพียงแค่ขั้นสมถกรรมฐาน
และในขณะเดียวกันนั้น ถ้าภูมิจิตของผู้ปฏิบัติ ปฏิวัติความรู้ไปสู่พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง –ไม่เที่ยง ทุกขัง – เป็นทุกข์ อนัตตา –ไม่ใช่ตัวตน ที่ แท้จริง
ถ้าหากมี อนิจจสัญญา – ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่เที่ยง ทุกขสัญญา –ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นทุกข์ อนัตตสัญญา –ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ภูมิจิตของผู้ปฏิบัตินั้นก็ก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา
เมื่อผู้ปฏิบัติมาฝึกฝนอบรมจิตของตนเองให้มีความรู้ด้วยอุบายต่างๆ และมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะของอสุภกรรมฐานโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง จนมีความรู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะที่ว่า กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความเห็นว่า ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เป็นแต่เพียงธาตุ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา ด้วยอุบายดังกล่าวแล้ว ผู้ปฏิบัติยึดหลักอันนั้น ภาวนาบ่อยๆ กระทำให้มากๆ พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมา จิตจะค่อยๆ ก้าวเข้าสูภูมิรู้ภูมิธรรม เป็นลำดับๆ ไป
หลักการปฏิบัติของท่านอาจารย์เสาร์ ก็มีดังนี้
๑๔๑
สถานที่พำนักในจังหวัดอุบลราชธานี
ในหนังสือของ อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ได้บันทึกสถานที่พำนักของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ในเขตจังหวัดอุบลราชธานีตามคำบอกเล่าของหลวงพ่อโชติ อาภคฺโค ดังต่อไปนี้:
“พระอาจารย์เสาร์ จำพรรษาที่บ้านข่าโคม เป็นเวลา ๓ ปี จึงย้ายมาบ้านปากกุดหวาย บ้านท่าฆ้องเหล็ก แล้วมาจำพรรษาที่วัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ ตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมกรรมฐานขึ้นที่นี่ ถึงวันเพ็ญเดือน ๓ จะมีพระสงฆ์สามเณรศิษยานุศิษย์ทั่วทุกสารทิศมารวมชุมนุมกันที่วัดบูรพารามเป็นประจำมิได้ขาด เพื่อรับฟังโอวาทข้อปฏิบัติ ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง ให้การปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน เป็นกองทัพธรรมที่สมบูรณ์ นำสัจธรรมของพระพุทธองค์ออกเผยแพร่ให้กว้างไกลไพศาลยิ่งขึ้น ถือเป็นการประชุมสันนิบาต ของคณะกองทัพธรรมพระกรรมฐานก็ว่าได้ เป็นการแสดงความเคารพนบน้อม กตัญญูกตเวทิตา ต่อครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ อีกทางหนึ่งด้วย ช่วงเวลานั้นวัดในคณะธรรมยุตได้เกิดขึ้นอีกมากมาย”
“จากบ้านข่าโคม ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ พระอาจารย์เสาร์ได้รับนิมนต์มาพำนักที่งานักสงฆ์บ้านกุดหวาย ของญาติโยมพุทธบริษัทที่เป็นลูกศิษย์ผู้เลื่อมใสในองค์ท่าน ได้นิมนต์ให้พระอาจารย์ใหญ่มาโปรดพวกตนบ้าง
ทำเลที่พักแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาแม่น้ำมูล เยื้องไปฝั่งน้ำตรงข้ามเป็นบ้านคูเดื่อ ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนที่มีชื่อเสียงของชาวเมืองอุบลราชธานี ที่มาพักผ่อนเล่นน้ำ ทานอาหาร ในยามหน้าแล้ง ชื่อว่าหาดคูเดื่อ เป็นโค้งน้ำมูลที่ไหลโค้งงอดั่งตะขอ ก่อให้เกิดทิวทัศน์ที่สวยงามมาก ก่อนที่จะไหลไปสู่ตัวเมืองอุบลฯ
บริเวณที่พำนักของพระอาจารย์เสาร์ ปัจจุบันเป็นวัดป่าพูนสิน (สาขาของวัดหนองป่าพง) บ้านปากกุดหวาย ต.หนองกินเพล อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี”
“จากบ้านป่ากุดหวาย เดินไปไม่ไกลนักก็ถึงบ้านโพธิ์มูล พระอาจารย์เสาร์ได้พาคณะมาพำนักที่ริมฝั่งแม่น้ำมูล บริเวณนี้เป็นชายป่าริมน้ำ มีหนองน้ำที่มีน้ำใสสะอาดอยู่ติดกัน มีป่าไม้ปกคลุมร่มรื่นอยู่ด้านหลังวัดบ้านโพธิ์มูลปัจจุบันนี้
คุณตาประสงค์ สุกวัฒน์ อายุ ๘๔ ปี บ้านท่าฆ้องเหล็ก เล่าให้ฟังว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ รับนิมนต์มาโปรดชาวบ้านปากกุดหวาย และพำนักให้เป็นศิริมงคล สนองศรัทธาญาติโยมชาวโรงสีไฟบ้านปากกุดหวาย แต่เนื่องจากที่นั่นมีเสียงดังรบกวน จากขบวนรถไฟที่เข้าไปบรรทุกข้าว ท่านจึงได้ย้ายไปที่สัปปายะบ้านโพธิ์มูล และบ้านท่าฆ้องเหล็ก เป็นลำดับต่อมา
ที่นี่คือ วัดป่าเรไรยกาวาส บ้านท่าฆ้องเหล็ก ต.คำน้ำแซบ อ.วารินชำราบ
คุณตาประสงค์ เล่าว่า ที่นี่มีต้นกระท้อน ต้นมะพร้าวน้ำหอม ที่สมัยก่อนหน้านี้ยังไม่มีปลูกกัน พึ่งมีมาพร้อมกับตอนที่กฐินจากในวัง ของเจ้าจอมมารดาทับทิม ยกขบวนมาทอดถวายท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคมนั่นเอง จึงได้นำพันธุ์ไม้แปลกใหม่มาถวาย ท่านพระอาจารย์เสาได้ให้นำมาปลูกไว้ที่วัดนี้ด้วย
มีเหตุการณ์ที่น่าสลดใจในปีนั้น คือ เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เพราะการแพทย์และหยูกยาที่จะบำบัดรักษา ในสมัยนั้นยังอัตคัดขาดแคลนอยู่เป็นอันมาก
การระบาดของโรคร้ายครั้งนั้น ไม่มีเว้นแม้สมณชีพราหมณ์ ต่างถูกโรคร้ายคุกคาม เป็นเหตุให้แม่ชีที่เป็นลูกศิษย์ในคณะติดตามพระอาจารย์ต้องจบชีวิตลงที่นี่ถึง ๖ รูป… ไม่เพียงแต่แม่ชี ๖ รูป เท่านั้นยังมีพระภิกษุอีก ๒ รูป และสามเณรอีก ๑ รูป รวมทั้งหมด ๙ รูป ได้เสียชีวิตเพราะโรคห่าระบาดครั้งใหญ่ ในครั้งนั้นด้วย”
เมื่อออกจากวัดป่าเรไรยกาวาส บ้านท่าฆ้องเหล็ก ต.คำน้ำแซบ อ วารินชำราบ แล้ว คณะของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ก็เดินธุดงค์ไปทาง อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดเดียวกัน
๑๔๒
วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร
ที่อำเภอพิบูลมังสาหาร หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้พาคณะมาพำนักที่วัดภูเขาแก้ว แต่เดิม คือ ป่าช้าภูดิน ตั้งอยู่บนเนินสูงก่อนเข้าสู่ตัวอำเภอพิบูลมังสาหาร
ประวัติการก่อตั้งวัดภูเขาแก้วนั้น มีอยู่ว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ได้ขอร้องให้หลวงปู่ใหญ่ พิจารณาหาหนทางสร้างวัดป่ากรรมฐานขึ้นที่อำเภอพิบูลมังสาหาร ด้วยปรากฏว่าญาติพี่น้องของสมเด็จฯ ได้อพยพมาจากบ้านแคน ดอนมดแดง มาปักหลักตั้งถิ่นฐานที่บ้านโพธิ์ตาก อ.พิบูลมังสาหาร เป็นจำนวนมาก
สมเด็จฯ ท่านอยากให้มีวัดกรรมฐาน เพื่อช่วยอบรมสั่งสอนทางธรรมให้ญาติโยมของท่าน “ได้รับแสงสว่างหายมืดหายบอด” และเพื่อโปรดญาติโยมชาวบ้านทั้งหลายให้มีสถานที่บำเพ็ญบุญ เป็นศูนย์รวมปฏิบัติธรรมอบรมภาวนาจิต จึงบัญชาให้พระอาจารย์เสงี่ยม และพระอาจารย์ดี ฉนฺโน มาตั้งสำนักปฏิบัติธรรมในสถานที่ดังกล่าว โดยสมเด็จฯ ได้ให้ความสนับสนุน
ชาวบ้านเรียกวัดที่สร้างใหม่นี้ว่า วัดป่า หรือวัดป่าภูเขาแก้วหรือ วัดภูเขาแก้ว ในปัจจุบัน
ข้อมูลอีกกระแสหนึ่งกล่าวว่า ขุนสิริสมานการ กับนายคำกาฬ เป็นผู้มานิมนต์ หลวงปู่ใหญ่ ท่านจึงได้ให้พระอาจารย์เสงี่ยม และพระอาจารย์ดี ฉนฺโน มาตั้งสำนักปฏิบัติธรรม ที่เนินป่าภูดิน นอกเมืองพิบูลมังสาหาร ซึ่งเล่ากันว่าเป็นที่อาถรรพณ์ร้ายแรง เพียงคืนแรกที่ไปปักกลดอยู่ใต้ร่มไม้ พระอาจารย์ทั้งสองก็โดนลองดีเสียแล้ว
กล่าวกันต่อมาว่า พระอาจารย์ทั้งสองได้นำพาชาวบ้านญาติโยมละแวกนั้น ทำบุญทำทาน รักษาศีล ปฏิบัติสมาธิภาวนา และทำบุญอุทิศแก่บรรพชนผู้ล่วงลับ เจ้าที่เจ้าทาง และเทพเทวดาอารักษ์ การสร้างวัดจึงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย
ประกอบกับการสนับสนุนของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ด้วย วัดจึงมีความเจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ
เจ้าอาวาสองค์แรกคือ พระอาจารย์ดี ฉนฺโนต่อมาหลวงพ่อเพชรเป็นองค์ที่สอง และหลวงพ่อโชติ อาภคฺโค (พระครูวิบูลธรรมภาณ) เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน และเจ้าคณะอำเภอพิบูลมังสาหารฝ่ายธรรมยุต
ที่วัดภูเขาแก้ว ในปัจจุบัน มีโบสถ์ที่สวยงามมาก สร้างบนเรือจำลอง ผู้เขียนเคยพาคณะมาทอดผ้าป่าและพักปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ ๓ – ๔ ครั้ง
๑๔๓
สร้างวัดดอนธาตุเป็นวัดสุดท้าย
| เกาะดอนธาตุ |
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้รับนิมนต์จากแม่ชีผุย โกศัลวิตร ไปในงานฉลองศาลาวัดภูเขาแก้ว ที่คณะศรัทธาชาวเมืองพิบูลมังสาหารสร้างถวาย
หลังจากงานฉลองศาลา ๔–๕ วัน หลวงปู่ใหญ่ ได้ปรารภกับลูกศิษย์ว่า… อันว่าลำน้ำมูลตอนใต้เมืองพิบูลฯนี้ องค์ท่านยังไม่เคยไปตามเกาะแก่งน้อยใหญ่ทั้งหลายนั้น จะมีผู้ใดอาสาพาไปสำรวจดูบ้าง
ก็มีลูกศิษย์ฝ่ายฆราวาสผู้ขันอาสา ได้แก่ ขุนสิริสมานการ (อดีตนายอำเภอพิบูลมังสาหาร) พ่อใหญ่อาจารย์บับ, พ่อใหญ่ครูคำดี, พ่อใหญ่พุทธา เป็นต้น
เมื่อถึงวันออกเดินทาง คณะศิษย์ได้จัดเตรียมเรือไว้หลายลำคอยอยู่ที่ท่าน้ำใต้แก่งสะพือลงไป
ตอนเช้าหลังฉันจังหันเสร็จแล้ว ได้ออกเดินทาง หลวงปู่ใหญ่นั่งรถสามล้อถีบซึ่งมารออยู่แล้ว
คณะพระเณรที่ไปด้วย มี พระอาจารย์ดี ฉนฺโน พระอาจารย์กงแก้ว พระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส, พระอาจารย์บุญเพ็ง นารโท, สามเณรหงส์ทอง, สามเณรคำผาย และสามเณรปุ่น เป็นต้น พากันเดินตามสามล้อหลวงปู่ใหญ่ไปลงเรือที่รอรับอยู่ ๔–๕ ลำ มีทั้งเรือแจว และเรือพาย
กองเรือได้ออกจากท่า ล่องตามลำน้ำมูลไปทางทิศตะวันออกผ่านบ้านแก่งเจริญ บ้านหินสง บ้านหินลาด บ้านไก่เขี่ย บ้านชาด ถึงดอนคับพวง แวะขึ้นไปเดินสำรวจดู
แล้วต่อไปยังดอนธาตุ ดอนตากไฮ ดอนเลี้ยว จนตะวันบ่ายคล้อยราว ๔–๕ โมงเย็น ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ฝนเริ่มตั้งเค้า จึงได้จอดเรือ แล้วขนบาตรขนบริขารขึ้นไปพักที่ศาลาท่าน้ำวัดบ้านหัวดอนของอุปัชฌาย์รัตน์
เย็นนั้นลมฝนพัดกรรโชกแรงอื้ออึง จึงได้พากันเคลื่อนย้ายไปขอพักยังศาลาวัดบ้านหัวดอนที่อยู่ใกล้กันนั้น
ตอนนั้น อุปัชฌาย์รัตน์ เจ้าอาวาสไม่อยู่ พระลูกวัดนิมนต์หลวงปู่ใหญ่ และคณะไปพักที่ศาลาการเปรียญ แล้วส่งข่าวให้ผู้ใหญ่บ้านหัวดอน บ้านทรายมูล และชาวบ้านละแวกนั้นทราบ
พอถึงค่ำ ผู้ใหญ่บ้าน และบรรดาลูกบ้านต่างก็พากันมากราบหลวงปู่ใหญ่ เป็นจำนวนมาก ในฐานะที่หลวงปู่ใหญ่เป็นพระอาจารย์ของพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ซึ่งเป็นพระที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธาอยู่แล้ว
หลวงปู่ใหญ่ พาคณะชาวบ้านสวดมนต์ไหว้พระ รับศีล แล้วให้พระอาจารย์ดี แสดงธรรมโปรดชาวบ้านจนดึกดื่น เป็นที่ซาบซึ้งและสร้างความศรัทธาให้ชาวบ้านมาก
เมื่อชาวบ้านทราบเรื่องราวและกิตติศัพท์ในทางธรรมของหลวงปู่ใหญ่ และคณะพระกรรมฐาน จึงได้พากันอาราธนานิมนต์ให้อยู่เผยแพร่ธรรมโปรดศรัทธาชาวบ้านในถิ่นแถบนั้น
รุ่งเช้าหลวงปู่ใหญ่ได้พาพระเณรออกบิณฑบาตในหมู่บ้านชาวบ้านหัวดอน และบ้านทรายมูลได้พากันมาถวายจังหันเป็นจำนวนมาก
พอฉันจังหันแล้ว หลวงปู่ใหญ่ บอกพระเณรและชาวบ้านว่าท่านพิจารณาแล้ว อยากเลือกดอนธาตุให้เป็นที่ตั้งวัด
๑๔๔
สำรวจที่ตั้งวัด
| แผนที่เกาะดอนธาตุ |
ดอนธาตุ สถานที่หลวงปู่ใหญ่เลือกเป็นสถานที่ตั้งวัดนั้น เป็นเกาะกลางแม่น้ำมูล อยู่ห่างจากตัวเมืองพิมูลมังสาหารไปทางทิศตะวันออกไปตามลำแม่น้ำมูลราว ๗–๘ กิโลเมตร เกาะมีสัณฐานทรงรี มีเนื้อที่ราว ๑๔๐ ไร่ รกทึบไปด้วยต้นยางขนาดใหญ่ ต้นพอก (ละมุดป่า) อุดมไปด้วยเห็ดและสมุนไพรนานาชนิด ทั่วบริเวณเงียบสงัดเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม
มีชาวบ้านข้ามน้ำไปทำนาปลูกข้าวในที่ลุ่มบางส่วนของเกาะ บ้างก็หาเก็บพืชผักสมุนไพร แม้ในปัจจุบันชาวบ้านก็ยังข้ามไปเก็บเห็ดที่มีขึ้นตามธรรมชาติในหน้าฝน
หลังจากฉันภัตตาหารเช้าวันนั้นแล้ว หลวงปู่ใหญ่ และคณะศิษย์ที่มาจากอำเภอพิบูลมังสาหาร พร้อมด้วยชาวบ้านในสองหมู่บ้านซึ่งมี พ่อใหญ่จอม, พ่อใหญ่ยง, พ่อใหญ่หมาจุ้ย (หลวงปู่ใหญ่เปลี่ยนชื่อให้เป็น พ่อใหญ่มงคล) พ่อใหญ่เจียง, พ่อใหญ่สี, พ่อจารย์คูณ เป็นต้น ได้พากันยกขบวนนั่งเรือพายทวนน้ำไปเทียบฝั่งเกาะทางด้านท้ายดอนธาตุ แถวนั้นเป็นดินปนทรายมีหญ้าและต้นกระโดนขึ้นอยู่ริมน้ำ
องค์หลวงปู่ใหญ่ ใช้ไม้เท้าพยุงร่างขึ้นไปบนฝั่งแล้วพาคณะขึ้นไปเดินสำรวจดูบนเกาะ พวกชาวบ้านหนุ่มฉกรรจ์แผ้วถางบุกเบิกให้เป็นทาง คณะเดินลึกเข้าไปเกือบถึงกลางเกาะ พบที่โล่งกว้างแห่งหนึ่งเป็นชัยภูมิที่ดี ลักษณะเป็นป่าหญ้าโล่งไม่มีต้นไม้ใหญ่
| เกาะดอนธาตุ |
หลวงปู่ใหญ่ หยุดยืนพิจารณา แล้วเลือกเอาบริเวณนั้นเป็นที่พักปักกลด
คณะชาวบ้านได้ช่วยกันแผ้วถางป่าหญ้า พร้อมสร้างกระต๊อบชั่วคราวขึ้นถวาย หลวงปู่ใหญ่และพระเณรก็ตกลงพักค้างคืน ณ ที่นั้นในคืนวันนั้นเลย
ผู้ใหญ่บ้านพร้อมด้วยชาวบ้านได้ยกเกาะนี้ถวายเพื่อสร้างเป็นสำนักปฏิบัติธรรม และกลายมาเป็นวัดดอนธาตุตราบเท่าทุกวันนี้
๑๔๕
ไหนธาตุอยู่ที่ไหน?
บันทึกของ หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค ถึงเหตุการณ์ที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลไปพักภาวนาที่ดอนธาตุ ในช่วงแรกที่ไปถึง ดังนี้:
“พ่อใหญ่จอม พันธ์น้อย พร้อมด้วยชาวบ้านทรายมูลได้พากันไปฟังเทศน์ ณ ใต้ต้นเดือยไก่ ที่พระอาจารย์เสาร์ และภิกษุสามเณรอีก ๔ รูป มี พระอาจารย์ดี ฉนฺโน พระอาจารย์กงแก้ว พระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส และสามเณรคำผาย (พระอาจารย์คำผาย วัดป่าบ้านชีทวน) พำนักปักกลดอยู่
เมื่อคณะญาติโยมนั่งลงแล้ว คำแรกที่ท่านอาจารย์เสาร์เอ่ยปากถามคือ
“ไหน ธาตุอยู่ที่ไหน?”
พ่อใหญ่จอม พันธ์น้อย กราบเรียนว่า
“ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นธาตุ ที่เรียกกันว่าดอนธาตุ ก็เรียกตามบรรพบุรุษ พ่อแม่ปู่ย่าตายาย พาเรียกสืบต่อกันมาเท่านั้น ที่ปรากฏก็เห็นมีแต่ดินจี่ (อิฐ) ที่กระจัดกระจายแห่งละก้อนสองก้อนเท่านั้น ไม่สามารถยึดถือเอาเป็นหลักฐานได้ว่าตัวธาตุ จริงๆ อยู่ที่ไหน”
ที่ท่านอาจารย์ถามหา ธาตุ เป็นคำแรก กล่าวกันว่าท่านเดินมาตามตำนานเก่าแก่ หรืออาจมาตามสมาธินิมิตของท่านก็ไม่อาจทราบได้”
หลวงปู่ใหญ่ พักปักกลดอยู่ที่นั่นไม่นาน พระเณรก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ แยกย้ายกันปักกลดตามร่มไม้ทำความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา กันทั้งวันทั้งคืน สร้างความแตกตื่นและความเลื่อมใสศรัทธาให้ประชาชนในละแวกนั้นเป็นอันมาก เพราะไม่เคยเห็นการปฏิบัติบำเพ็ญเพียรอย่างเอาจริงเอาจังเช่นนี้มาก่อน
พระเณรทั้งหมดฉันภัตตาหารหนเดียว ต่างองค์ต่างพิจารณา ฉันในบาตรอย่างสงบสำรวม ไม่ค่อยมีการพูดคุยกัน ต่างองค์ต่างกำหนดจิตดูใจของตนเองทุกลมหายใจ ไม่ปล่อยเวลาให้ทิ้งเปล่าเลยทุกเวลานาทีเป็นการบำเพ็ญเพียรทั้งสิ้น
ชาวบ้านมารวมสวดมนต์ฟังธรรมทุกเย็นหลวงปู่ใหญ่มอบหมายให้ พระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็นผู้เทศน์อบรมธรรมให้แก่พระเณรและญาติโยม โดยเทศน์แนะนำให้ญาติโยมเลิกละเรื่องการเซ่นไหว้ภูตผีปีศาจ หันมาถือพระไตรสรณคมน์ รู้จักทำบุญให้ทานรักษาศีล และฝึกการปฏิบัติภาวนา
หลวงปู่ใหญ่ได้ปรารภท่ามกลางสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกาและญาติโยม ณ ที่นั้นว่า ท่านอยากสร้างสถานที่นั้นให้เป็นวัด “เพราะทำเลเกาะแห่งนี้มีความเหมาะสมดีมากที่จะได้เป็นวัดป่าปฏิบัติธรรมสืบต่อไป”
๑๔๖
สร้างพระพุทธไสยาสน์
ในหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ได้เขียนถึงการเริ่มต้นสร้างวัดดอนธาตุ ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ดังนี้
“เมื่อพระอาจารย์เสาร์พักอยู่ที่เกาะดอนธาตุครั้งแรกในปี
| พระพุทธไสยาสน์ที่พระอาจารย์เสาร์ให้สร้างไว้ |
พ.ศ. ๒๔๘๑ นั้นไม่นาน พระเณร ลูกศิษย์ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น ต่างปักกลดตามร่มไม้ ทำความเพียรทางจิต ปฏิบัติธรรมกรรมฐานตามแบบอย่างครูบาอาจารย์ท่านพาดำเนินมา ยิ่งได้อยู่พำนักใต้ร่มบารมีขององค์ท่านพระอาจารย์ใหญ่ด้วยแล้วยิ่งเผลอไม่ได้
ข้อวัตรปฏิบัติที่ท่านได้เมตตาตักเตือนลูกศิษย์เสมอ เช่น
– เราเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ควรรีบเร่งทุกเวลาอย่าชักช้าจะเสียการ จงตั้งใจพยายามฝึกจิต ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ให้ได้ทัน
– งานของจิตนั้นต้องถือว่าเป็นงานเร่งด่วน โดยมีความตายคืบคลานคุกคามเข้ามาอยู่ทุกขณะ ถ้าเกิดเผลอสติเพียงนิดเดียวความตายก็มาถึงตัวทันที
ฯลฯ
ปฏิปทาของท่านพ่อแม่ครูอาจารย์ดังนี้ ก่อให้เกิดกระแสความศรัทธา สร้างความตื่นตัวให้ชาวบ้านทั้งหลายใน ต.ทรายมูล ต.ระเว ต.คันไร่ ฯลฯ เป็นอย่างมาก ต่างพากันเลิกละความยึดถือใดๆ ที่งมงายผิดแผกไปจากครรลองคลองธรรม ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพาดำเนินทั้งสิ้น พากันประพฤติปฏิบัติแนวใหม่ ถือพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งอาศัยอย่างเคร่งครัดและถูกต้องต่อไป”
เมื่อหลวงปู่ใหญ่ปรารภว่าอยากสร้างดอนธาตุขึ้นเป็นวัดกรรมฐานเพราะมีความเหมาะสม ญาติโยมต่างโมทนาสาธุการ แล้วผู้ใหญ่บ้านพร้อมทั้งประชาชนต่างยินยอมพร้อมใจยกที่ดินบริเวณเกาะดอนธาตุถวายให้ท่านนำพาสร้างวัดต่อไป
พ่อใหญ่จอม พันธ์น้อย ได้ถวายบ้านเก่าหนึ่งหลัง พ่อใหญ่หมาจุ้ย ผลสิทธิ์ (ภายหลังหลวงปู่ใหญ่เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า พ่อมงคล) ถวายบ้านหนึ่งหลัง และชาวบ้านอีกหลายคนก็ร่วมถวาย จึงได้บ้านเก่าหลายหลัง แล้วชาวบ้านได้พากันมาปลูกสร้างกุฏิสงฆ์ขึ้นได้หลายหลัง
พอถึงเทศกาลมาฆบูชา ชาวบ้านได้ช่วยกันขนหินทรายมาก่อเจดีย์ทรายถวายวัด ต่อมาหินทรายกองนั้นได้ถูกนำมาใช้สร้างพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) โดยมี พระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็นช่างปั้นพระพุทธรูปในครั้งนี้
หลวงพ่อโชติ ได้บันทึกการสร้างพระพุทธไสยาสน์ว่า ท่านพระอาจารย์คำผาย (วัดป่าชีทวน) เล่าให้ฟังว่า สมัยนั้นท่านยังเป็นสามเณรอยู่ เมื่อได้วัสดุก่อสร้างมาพร้อมแล้ว พระอาจารย์ใหญ่ท่านกำหนดเอาตรงลานที่ใช้เป็นศาลาชั่วคราวเป็นที่สร้างพระ แม้จะได้มีการคัดค้านจากลูกศิษย์ลูกหา ว่ามันใกล้ตลิ่งแม่น้ำมาก กลัวว่าต่อไปน้ำจะเซาะตลิ่งพังมาถึงเร็ว แต่องค์ท่านไม่ยอม โดยให้เหตุผลว่า
ตรงที่กำหนดจะสร้างพระนั่นแหละเป็นพระธาตุอังคาร (ธาตุเถ้าฝุ่นพระบรมศาสดา) แต่เดิมที่ทรุดลงไป ซึ่งพังทลายแล้วอย่างไม่เหลือซาก จึงได้ให้สร้างพระพุทธไสยาสน์ครอบเอาไว้เป็นสัญลักษณ์สำหรับกราบไหว้ต่อไป
เมื่อเป็นความประสงค์ขององค์ท่านเช่นนั้นจึงไม่มีใครคัดค้านอีก”
ตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำมูลตรงที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ก็ยังสมบูรณ์ดีอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ ไม่เห็นน้ำกัดเซาะตลิ่งพังตามที่ลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านวิตกกันเลย
๑๔๗
ถูกต่อต้านใส่ร้ายจากกลุ่มไสยศาสตร์หมอผี
เรื่องการต่อต้าน ใส่ร้าย ขัดขวาง คุกคาม พระกรรมฐานมีมาตั้งแต่สมัยหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาถึงยุคหลวงปู่ หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์รุ่นหลังๆ ต่อมา ต่างก็เคยโดนเล่นงานทั้งนั้น
ยิ่งมาถึงสมัยปัจจุบัน ทั้งที่เคยได้ทราบ และเคยประสบพบเห็นจากตัวเอง ผู้เขียนกล้าพูดได้ว่า การต่อต้านยังคงรุนแรงและซับซ้อนมากกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะเรื่องการสร้างวัดกรรมฐานขึ้นใหม่แต่ละแห่ง ต้องผจญทั้งภัย ทั้งอำนาจ และการใส่ร้ายข่มขู่สารพัดรูปแบบมีใช้ทั้งกฎหมาย เจ้าหน้าที่และองค์กรของรัฐ รวมทั้งใช้พลังมวลชนถ้าไม่เข้มแข็งและบารมีไม่ถึง ก็ไม่สามารถทนต่อการต่อต้าน คุกคามเหล่านี้ได้
คณะกรรมฐานของหลวงปู่ใหญ่ ท่านก็ต้องผจญมารเหล่านี้เหมือนกัน
จากบันทึกของหลวงพ่อโชติ อาภคฺโค มีดังนี้
“เป็นธรรมดาของโลก แม้พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสเรื่องโลกธรรมจะมีสิ่งตรงกันข้ามอยู่คู่กันเสมอ มีคนยกย่องสรรเสริญ ศรัทธา ก็ย่อมมีคนที่เกลียดชัง ขัดขวาง อยู่ด้วยเป็นธรรมดา
คนที่ต่อต้านการกระทำความดี ก็เปรียบประดุจเหล่าบัวที่ยังจมปลักอยู่ในโคลนตม ยังมืดบอดอยู่ในกิเลสตัณหา เท้าข้างหนึ่งยังอยู่ที่ขอบกระทะทองแดงในขุมนรกอเวจี เพราะในดวงจิตของเขาเหล่านั้นร้อนรุ่มไปด้วยเพลิงอิจฉา ริษยา อาฆาต ต้องร้อนรุ่มกระวนกระวายเหมือนเหยียบอยู่ปากห้อมแห่งขุมนรกที่กำลังเดือดพล่านอยู่ ทั้งที่เขาเหล่านั้นยังไม่ตาย
ในกลุ่มพวกมิจฉาทิฏฐิที่ตั้งตัวเป็นศัตรูคอยขัดขวางและให้ร้ายป้ายสีครูบาอาจารย์ต่างๆ นานานั้น
กลุ่มแรกได้แก่พวกเข้าจ้ำหมอผี ที่พวกเขาได้ร้อนความหลงงมงายให้กับประชาชน แล้วพากันกอบโกยตัดทอนเอาจากความโง่เขลานั้น
การเผยแพร่ธรรมของคณะพระกรรมฐาน ได้ทำให้พวกเขาขาดลาภสักการะลงไป เพราะประชาชนหูตาสว่างขึ้นด้วยสัจธรรมที่พระอาจารย์นำมาเผยแพร่ จึงพากันเป็นเดือดเป็นแค้นพระอาจารย์ถึงขั้นอยากจะกินเลือดกินเนื้อกันทีเดียว
พวกเข้าจ้ำหมอผี และหมอไสยศาสตร์ได้พากันหาวิธีกลั่นแกล้งพระอาจารย์ทุกวิถีทาง
บ้างก็ออกข่าวให้เสื่อมเสียว่า พระกรรมฐานมีเมียได้ จะไปไหนก็เอาเมียไปด้วย ก็คือพวกแม่ชีแม่ขาวนั่นเอง อย่าใส่บาตรให้พวกมันกิน สู้เราเอาข้าวโยนให้หมากินยังจะได้บุญมากกว่าใส่บาตรให้พระมีเมียพวกนี้กิน”
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เคยกล่าวเรื่องนี้เหมือนกัน เคยนำเสนอมาแล้วข้างต้นดังนี้
“หลวงพ่อ อดที่จะนึกถึงเมียที่เป็นสามเณรเดินตามหลังครูบาอาจารย์ไม่ได้ ใส่ผ้าจีวรดำๆ เดินผ่านหน้าชาวบ้าน หรือพระสงฆ์ทั่วๆ ไปนี้เขาจะถุยน้ำลายขากใส่ บางทีถ้าแม่ชีเดินตามหลังไปด้วย เราจะได้ยินเสียงตะโกนมาเข้าหู – ญาคูเอ๊ย! พาลูกพาเมียไปสร้างบ้านสร้างเมืองที่ไหนหนอ – เขาว่าอย่างนี้”
บันทึกของหลวงพ่อโชติ มีต่อไปว่า:
“…สารพัดที่เขาเหล่านั้นจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาใส่ร้ายป้ายสีจนบางคนบางพวกหลงเชื่อ เพราะไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นพระกรรมฐานมาก่อน ต่างพากันหลงเชื่อ และทั้งเกลียดทั้งกลัวพระกรรมฐาน ไม่ยอมเข้าวัด รวมทั้งร่วมมือขัดขวางขับไล่ต่างๆ นานา
ส่วนพวกที่หูตาสว่างแล้วก็พากันสลดหดหู่ใจ กลัวบาปกรรมที่พวกเขาเหล่านั้นก่อสร้างขึ้น”
ชาวบ้านได้นำเรื่องเหล่านี้ไปเล่าให้หลวงปู่ใหญ่ฟัง ท่านก็ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติว่า:
“เออ! กะซ่างเขาดอก เขามีปากกะให้เขาเว้าไป เขาว่าเขามีเมียเป็นแม่ขาว เฮาบ่มี มันกะบ่เป็นหยังดอก”
บางครั้งมีผู้มากราบเรียนหลวงปู่ใหญ่ว่า เขาบอกว่าจะเอาสากมอง (สากตำข้าวครกกระเดื่อง) เอาอุจจาระของเหม็นมาใส่บาตรให้ท่าน ท่านก็ตอบเพียงว่า. –
“เออ! เขาเว้าไปแนวนั้นแหละ แต่เขาบ่ใส่ดอก”
ท่านว่า เขาพูดไปอย่างนั้นแหละ แต่เขาไม่ทำหรอก
สิ่งที่หลวงปู่ใหญ่สอนลูกศิษย์เพื่อเป็นการตอบโต้การกระทำดังกล่าวได้แก่ การเร่งบำเพ็ญภาวนา สร้างพลังจิตให้แก่กล้า แล้วแผ่เมตตาแผ่บุญกุศลให้พวกเขาทุกวัน ถ้าเขามีบุญพอ คลายจากทิฏฐิเหล่านั้นได้ ก็จะเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลด้วยกันทั้งสองฝ่าย
๑๔๘
กุข่าวเรื่องอีแร้งหม่น
| กุฏิและรูปเหมือนหลวงปู่ใหญ่ วัดดอนธาตุ |
ในกลุ่มผู้ขัดขวาง ซึ่งหลวงปู่ใหญ่ เห็นว่าน่าสงสารที่สุด ได้แก่กลุ่มของพระอุปัชฌาย์พรหมา แห่งบ้านระเว อยู่คนละฝั่งของแม่น้ำมูล กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เปิดเผย ขัดขวางทั้งด้วยการพูดและการกระทำ
พระอุปัชฌาย์พรหมา เป็นพระผู้ใหญ่ มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธากว้างขวาง และมีลูกศิษย์ลูกหามาก ท่านเป็นคนบ้านเดียวกับหลวงปู่ใหญ่ก็ว่าได้ คือบ้านเกิดของท่านอยู่ที่ บ้านทุ่งขุนน้อย – ทุ่งขุนใหญ่ ใกล้บ้านข่าโคม บ้านเกิดของหลวงปู่ใหญ่
ครั้งแรกที่หลวงปู่ใหญ่ พาคณะศิษย์มาโปรดชาวบ้านตำบลทรายมูล และตำบลระเวนั้น พระอุปัชฌาย์พรหมาได้ให้การต้อนรับขับสู้ด้วยดี แต่พอลับหลังท่านเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม คือให้ร้ายป้ายสีขัดขวาง ขับไล่ คณะของหลวงปู่ใหญ่ ด้วยอุบายต่างๆ นานา ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ และเป็นการแสดงออกอย่างเปิดเผย
แสดงว่าท่านก็มีความเป็นนักเลงสมตัว (อันนี้ผมพูดเองครับ)
วันหนึ่ง พระอุปัชฌาย์พรหมาได้ข้ามฝั่งไปที่เกาะดอนธาตุ เห็นหลวงปู่ใหญ่นั่งผิงแดดอยู่ข้างศาลา
พระอุปัชฌาย์พรหมา รีบเข้าไปในหมู่บ้าน เที่ยวบอกข่าวที่น่าตื่นเต้นกับชาวบ้านว่า
“แห้งอีหม่น โตบั้กใหญ่ลงมาผึ่งแดดอยู่ศาลาวัดดอนธาตุ ไผอยากเห็นให้ฟ่าวไปเบิ่งเด้อ!”
ชาวบ้านต่างตื่นเต้นหอบลูกจูงหลานไปดู “แห้งอีหม่นโตบั้กใหญ่” (อีแร้งสีหม่นตัวใหญ่) กัน ต่างคนต่างผิดหวังและรู้ว่าถูกหลอก เพราะเห็นมีเพียงหลวงปู่ใหญ่ ท่านนั่งหันหลังผึ่งแดดอยู่ริมศาลา ท่านเป็นพระร่างใหญ่ ผิวหนังออกสีแดง และมีเส้นเกศาสีเทาเต็มศีรษะ
ชาวบ้านรู้ว่าถูกหลอก พากันกราบขอขมาท่านแล้วเล่าเรื่องให้ท่านฟัง หลวงปู่ใหญ่ฟังด้วยอาการสงบเย็น แล้วหัวเราะ หึ หึ ในลำคอแค่นั้น
๑๔๙
พระอุปัชฌาย์เป็นพระหุ่นยนต์
เมื่อตอนที่หลวงปู่ใหญ่ดำริจะให้สร้างพระพุทธไสยาสน์ ที่วัดดอนธาตุ ไว้ให้ประชาชนได้สักการบูชานั้น เรื่องได้ทราบไปถึงพระอุปัชฌาย์พรหมา ท่านจึงคิดที่จะขัดขวางยับยั้งไม่ให้มีการก่อสร้าง
ปกติ หลังจากทำภัตกิจเสร็จแล้ว หลวงปู่ใหญ่จะกลับขึ้นกุฏิเพื่อพักผ่อนเล็กน้อย ก่อนจะออกมาเดินจงกรม
แต่ในเช้าวันนั้น ท่านกลับบอกให้พระเตรียมปูอาสนะไว้บนศาลาที่ฉัน บอกว่า
“เดี๋ยวจะมีพระแขก (อาคันตุกะ) มาฟังเทศน์”
บรรดาพระเณรต่างงุนงง แต่ไม่มีใครกล้าซักถาม
ชั่วประเดี๋ยวก็มีเสียงเรือมาจอดที่ท่าน้ำของวัด แล้วพระอุปัชฌาย์พรหมา พร้อมพระติดตาม ๒–๓ รูป เดินตรงมาหาหลวงปู่ใหญ่ บนศาลา
หลวงปู่ใหญ่ให้การต้อนรับ นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะที่เตรียมไว้แล้วบอก
“เอ้า พากันกราบพระซะ”
พระอุปัชฌาย์พรหมา และพระติดตาม ก็นั่งคุกเข่าประนมมือกราบพระประธาน ๓ ครั้ง แล้วประนมมืออยู่อย่างนั้น
หลวงปู่ใหญ่ ได้พูดว่า
“เออ! กราบพระพุทธ กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ อันเป็นที่พึ่งที่นับถือของพวกเราทั้งหลาย”
ต่อจากนั้นท่านก็พูดเป็นการอบรมไปอีกเล็กน้อย แล้วก็บอกพระอาจารย์ดี ฉนฺโนว่า
“เอ้า! อาจารย์ดี เทศน์ต่อ”
พระอาจารย์ดี ฉนฺโนจึงลงมือเทศน์พระเณร ณ ที่นั้นก็นั่งสมาธิภาวนา ส่วนพระอุปัชฌาย์พรหมา และพระติดตาม ก็นั่งคุกเข่าประนมมือสงบนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น
พระอาจารย์ดี ฉนฺโน แสดงธรรมเป็นเวลา ๓ ชั่วโมงเต็ม
เมื่อเทศน์จบ หลวงปู่ใหญ่พูดกับคณะของพระอุปัชฌาย์พรหมาว่า
“เอ้า! กราบพระซะ แล้วพากันกลับไปได้”
คณะพระอาคันตุกะทำตาม แล้วลุกขึ้นเดินกลับไป ไม่ได้พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว!
๑๕๐
กล่าวหาพระพุทธรูปนอนขวางฟ้าขวางฝน
เมื่อการสร้างพระพุทธไสยาสน์ที่วัดดอนธาตุเสร็จแล้ว เป็นเวลาใกล้จะเข้าพรรษา หลวงปู่ใหญ่เดินทางกลับไปที่วัดบูรพาราม ในเมืองอุบลฯ แล้วกลับไปจำพรรษาที่บ้านข่าโคมอีกครั้งหนึ่ง
พระอาจารย์ดี ฉนฺโน พร้อมพระเณรที่เหลือ กลับไปจำพรรษาที่วัดภูเขาแก้ว ในตัวอำเภอพิบูลมังสาหารวัดเดิมของท่าน
ในปีนั้นเกิดดินฟ้าอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าไม่ตกต้องฤดูกาลก่อให้เกิดความแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง ประชาชนชาวไร่ชาวนาต่างเดือดร้อนกันมาก
ฝ่ายพระอุปัชฌาย์พรหมา และบรรดาพวกมิจฉาทิฏฐิได้ฉวยโอกาสกล่าวร้ายโจมตีหลวงปู่ใหญ่ และบรรดาศิษย์กรรมฐานของท่าน ว่า
“ที่เกิดฝนแล้งก็เพราะพระอาจารย์เสาร์มาสร้างพระนอนที่ดอนธาตุนี้แหละ พระนอนขวางฟ้าขวางฝนอยู่ทำให้ฝนไม่ตก…”
ประชาชนบางส่วนหลงเชื่อ จึงได้พากันยกพวกไปที่ดอนธาตุเพื่อทำลายพระพุทธรูป แต่คงไม่กล้าทำลายองค์พระทั้งหมด เพียงแต่มีผู้ขึ้นไปทุบจมูกพระให้เสียหาย เอาเป็นเคล็ดว่าทำลายพระพุทธรูปที่นอนขวางฟ้าขวางฝนเรียบร้อยแล้ว ต่อไปฝนคงจะตกตามปกติ
ทว่า…ฝนฟ้าหาได้ตกตามที่ผู้นำกลุ่มได้บอกไว้ไม่ บางคนเกิดความสำนึกเสียใจ และกลัวบาปจากความโฉดเขลาเบาปัญญาของพวกเขาในครั้งนั้น
คำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า “กมฺมุนา วตตี โลโก – สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” บุคคลทำกรรมใดไว้ ผลกรรมย่อมตามสนองไม่ช้าก็เร็ว!
เหตุการณ์ในครั้งนั้นต่างประจักษ์แก่ชาวบ้านในละแวกตำบลระเว ตำบลทรายมูล ตำบลคันไร่ เรื่อยมาถึงตัวอำเภอพิบูลมังสาหารเป็นอย่างดี
คือ หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีข่าวว่า พระอุปัชฌาย์พรหมาไหลตาย
ลูกศิษย์ลูกหาเห็นท่านตื่นสายผิดสังเกต ได้พังประตูกุฏิเข้าไปดูปรากฏว่าท่านมรณภาพนอนตัวแข็งทื่อไปแล้ว
บันทึกของหลวงพ่อโชติ เขียนไว้ว่า
“นอกจากอุปัชฌาย์พรหมา บ้านระเวแล้ว ยังมีคนบ้านคันไร่อีกคนหนึ่ง นอนไหลตายเช่นกัน และได้ข่าวว่าคนที่ไปทุบจมูกพระนอนนั้น โดนยิงตายใกล้ควายที่ถูกใครก็ไม่ทราบ ไปขโมยมาฆ่าชำแหละเนื้อ!”
ในหนังสืออาจารย์พิศิษฐ์ เขียนว่า
“…ส่วนผู้ที่ทุบจมูกพระพุทธไสยาสน์นั้น ก็โดนฟ้าผ่าตาย ทั้งนี้ไม่มีเค้าว่าฝนจะตก…”
สรุปว่า กรรมตามสนองทันตาเห็น!
ย้อนหลังไปก่อนการมรณภาพของท่านพระอุปัชฌาย์ไปประมาณ ๑ เดือน หลวงปู่ใหญ่ จะเพิ่งให้ลูกศิษย์ได้ยินเสมอๆ ว่า:
“สงสารอุปัชฌาย์พรหมาแท้เด๊!”
๑๕๑
สมโภชพระพุทธไสยาสน์
พอออกพรรษาปวารณาในปีนั้นแล้ว หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลพร้อมด้วยคณะศิษย์ ประกอบด้วยพระ เณร ชี อุบาสกอุบาสิกา และผู้ติดตามจำนวนมากจากบ้านข่าโคม สมทบกับคณะของท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน จากวัดภูเขาแก้ว ก็ได้เดินทางกลับมาที่เกาะดอนธาตุ เพื่อประกอบพิธีทำบุญสมโภชพระพุทธไสยาสน์ที่ได้สร้างไว้
ครั้งแรกที่ทุกคนย่างเหยียบขึ้นไปบนเกาะ เห็นพระนอนโดนทุบจมูกทิ้ง ต่างก็รู้สึกสลดหดหู่ใจ ทำไมหนอเขาจึงสามารถกระทำเช่นนั้น ได้
นรกแท้ๆ!
พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ผู้ปั้นได้พูดขึ้นว่า
“โอ๊ย! พระนอนไปเฮ็ดอีหยังให้เขา ย่านเขาบาปหลายเด้”
หลวงปู่ใหญ่ ท่านดูสงบเย็นเป็นปกติ หัวเราะในลำคอ หึ! หึ! แล้วพูดยิ้มๆ ว่า
“เห็นบ่ อาจารย์ดีเพิ่นเฮ็ดบ่งาม เขาจึงมาทุบถิ่ม คั่นว่าแปงใหม่งามแล้ว สิบ่มีไผมาทุบถิ่มดอก”
(เห็นไหม อาจารย์ดี ทำพระไม่สวยเขาจึงมาทุบทิ้ง ถ้าทำใหม่สวยงามแล้ว คงไม่มีใครมาทุบทิ้งหรอก)
พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้ทำการโบกปูนปั้นเสริมเติมต่อจนพระสมบูรณ์งดงามดังเดิม เสร็จแล้วจึงได้จัดพิธีสมโภชขึ้น โดยหลวงปู่ใหญ่นั่งปรกเป็นองค์ประธาน นำคณะสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ มีการแสดงธรรมและปฏิบัติสมาธิภาวนา
พระพุทธไสยาสน์ที่วัดดอนธาตุ จึงเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ให้ประชาชนได้กราบไหว้ขอพรมาจนทุกวันนี้
๑๕๒
วัดเกาะแก้วพระนอนคอนสวรรค์ฯ
เมื่อเสร็จงานฉลองสมโภชพระพุทธไสยาสน์ บนเกาะดอนธาตุเรียบร้อยแล้ว องค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้อยู่พักจำพรรษาที่นี่เป็นเวลาติดต่อกัน ๓ ปี นับเป็นวัดสุดท้ายในชีวิตของท่าน
ในระยะนี้หลวงปู่ใหญ่งดการเดินธุดงค์ไปไหนเป็นระยะไกลๆ นอกเขตอำเภอพิบูลมังสาหาร และอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
ขณะนั้น หลวงปู่ใหญ่มีอายุย่างเข้าปีที่ ๘๐ แล้ว การออกธุดงค์ไกลๆ ทำได้ไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน
วัดที่สร้างใหม่บนเกาะดอนธาตุนี้ยังไม่มีชื่อเรียกเป็นทางการ
วันหนึ่ง ในท่ามกลางศิษย์ที่เป็นพระเณร พ่อขาว แม่ชี และฆราวาสญาติโยมทั้งหลาย ที่อยู่พร้อมเพรียง ณ ที่นั้น หลวงปู่ใหญ่ได้พูดขึ้นเชิงปรึกษาหารือ ว่า
“วัดนี้ พวกหมู่เจ้าสิให้ชื่ออีหยัง เหอ?”
ในที่ประชุมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“แล้วแต่พ่อแม่ครูอาจารย์เป็นผู้ตั้ง…”
หลวงปู่ใหญ่จึงพูดขึ้นว่า
“ถ้าจังซั่น ข่อยสิให้ชื่อจังซี่ สิดีบ่ ฟังเด้อ!…วัดเกาะแก้วพระนอนคอนสวรรค์วิเวกพุทธกิจศาสนา”
บรรดาสานุศิษย์ ณ ที่นั้นต่างอนุโมทนาสาธุการ
หลวงปู่ใหญ่ ถามย้ำความเห็นวา
“พวกหมู่เจ้าเห็นดิบเห็นดีบ่ ถ้าเห็นดีกะให้เอากระดาษดินสอจดไว้เด้อ”
เป็นอันว่าวัดที่สร้างใหม่ ก็มีชื่ออันเป็นมงคลดังได้กล่าวมาแล้ว
ครูบาอาจารย์ในยุคนั้นเรียกสั้นๆ ว่า “วัดเกาะแก้ว” และมีชื่อในปัจจุบันตามชื่อสถานที่ว่า “วัดดอนธาตุ” อันเป็นปัจฉิมสถาน คือวัดสุดท้ายที่หลวงปู่ใหญ่นำสร้างและพำนักจำพรรษาในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือ “พระปรมาจารย์สายพระกัมมัฏฐานท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร” ได้เขียนเกี่ยวกับวัดแห่งนี้ว่า
“เดิมนั้นวัดดอนธาตุ ท่านพระอาจารย์เสาร์ ตั้งชื่อว่าวัดเกาะแก้วพระนอนคอนสวรรค์วิเวกพุทธกิจศาสนา ต่อมากรมการศาสนาเปลี่ยนให้เป็น วัดดอนธาตุ…”
และ
“..ที่เกาะวัดดอนธาตุ มียาสมุนไพรขึ้นมาก ท่านพระอาจารย์เสาร์และพระอาจารย์ดี เป็นผู้เริ่ม ยาพระกัมมัฏฐาน เป็นยาหม้อใหญ่ ชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นโรคอะไร เจ็บตรงไหน ก็อธิษฐานจิตเอา จะกินขม กินฝาด กินเปรี้ยว สมัยนั้นคนเป็นอหิวาตกโรคกันมาก ชาวบ้านอาศัยยาวัดดอนธาตุรักษาเยียวยา และถอนพวกเวทย์มนต์คาถาได้ เวลาท่านพระอาจารย์เสาร์ทำน้ำมนต์ ท่านไม่ได้พูดอะไร โยมเอาน้ำมาวางไว้ตรงหน้าท่านนั่ง ท่านนั่งพิจารณาเฉยๆ และบอกให้เอาไปๆ จิตท่านบริสุทธิ์เป็นอิสระ ท่านนั่งพิจารณาน้ำจึงบริสุทธิ์”
๑๕๓
ประวัติวัดดอนธาตุ
ข้อมูลต่อไปนี้คัดลอกมาจากหนังสือที่ระลึกในงานเปิด “เจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล” เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ดังต่อไปนี้:
วัดดอนธาตุ ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของแก่งสะพือ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อ โดยอยู่ห่างไปประมาณ ๖ กิโลเมตร ตามลำน้ำมูล
วัดนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นเกาะอยู่กลางลำน้ำมูล ระหว่างบ้านทรายมูล ตำบลทรายมูล และบ้านคันไร่ ตำบลคันไร่ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
โดยที่เกาะดอนธาตุ ร่องน้ำทิศเหนือแคบ จึงใกล้ชิดกับหมู่บ้านทรายมูล ทางราชการจึงให้อยู่ในปกครองของหมู่บ้านทรายมูล
เกาะดอนธาตุ มีเนื้อที่ดินประมาณ ๑๓๐ ไร่ ลักษณะยาวรีตามลำน้ำมูล หัวดอนเกาะอยู่ทิศตะวันออก มองเห็นหมู่บ้านทรายมูล อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สองฝั่งร้องตะโกนได้ยินถึงกัน (ผมไม่ได้ลองตะโกนดู จึงบอกไม่ได้ว่าต้องตะโกนดังหรือค่อยเท่าใด)
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้จาริกมาปักกลดกรรมฐานหาที่เหมาะสมเพื่อก่อสร้างวัดวิปัสสนากรรมฐานฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และได้ก่อสร้างวัดภูเขาแก้วขึ้นเป็นรูปร่างในปี พ.ศ. ๒๔๘๑
เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ชาวบ้านสะเว ตำบลสะเว เกิดอาเพท ประชาราษฎร์เจ็บป่วยกันมากเกือบจะทุกบ้าน หัวหน้าหมู่บ้านสะเวได้มานิมนต์พระอาจารย์ดี ฉนฺโน เดินทางข้ามลำน้ำมูลไปทำพิธีปัดเป่าทางศาสนา และแต่งยาต้ม (ยาฮากไม้) “หม้อใหญ่” รักษาชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วยจนเป็นที่ปกติสุขทั่วทั้งหมู่บ้าน
พ.ศ. ๒๔๘๐ พระปู่เย จากวัดบูรพาฯ อุบลฯ มาจำพรรษา ๑ ปี
พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านพระปู่แดง จากวัดบูรพาฯ มาดูแลรักษา
พ.ศ. ๒๔๙๒ ท่านพระอาจารย์เหลียว ซึ่งเป็นชาวบ้านทรายมูล อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ เข้าจำพรรษาดูแลรักษาวัดดอนธาตุนาน ๑๑ ปี นับจากปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๓ และลาสิกขาไปประกอบอาชีพค้าขายที่ตลาดอำเภอเดชอุดม
พ.ศ. ๒๕๐๔ พระอาจารย์คำน้อย ชาวบ้านเรียกท่านว่า คุณพ่อคุรา เพราะท่านคำน้อยมีเชื้อสายพม่า ท่านพระอาจารย์คำน้อย ถึงแก่มรณภาพขณะนั่งวิปัสสนากรรมฐานบนศาลาวัดดอนธาตุนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖
ท่านพระหอม ได้อยู่รักษาวัดนี้ต่อจากพระคุณพ่อคุรา และภายหลังพระหอมท่านมีอาการสติเลื่อนลอย พระเถระให้ลาสิกขา กลับไปภูมิลำเนาเดิมที่บ้านกล้วย แขวงโพนทอง นครจำปาศักดิ์
หลังจากปี พ.ศ. ๒๕๐๙ วัดนี้ไม่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาระยะหนึ่งหากแต่ยังอยู่ในความดูแลเอาใจใส่ดูแลรักษาแบบตระเวนเช้ามา–เย็นกลับของท่านพระครูพิบูลธรรมภาณ (หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค) เจ้าอาวาสวัดภูเขาแก้ว และเจ้าคณะอำเภอพิบูลมังสาหาร ฝ่ายธรรมยุต
ตลอดช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๙–๒๕๑๘ แม้จะขาดพระภิกษุอยู่จำพรรษาแต่ก็มีแม่ชี ๒ ท่าน คือ แม่ชีพัน และ แม่ชีปลา อยู่ดูแลรักษาศาสนสถานแห่งนี้
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ พระนวกะวัดภูเขาแก้ว ที่อุปสมบทจำพรรษาในปีนั้น ได้ทำการปฏิสังขรณ์วัดในสายวิปัสสนากรรมฐาน ฝ่ายธรรมยุต (วัดสายวิปัสสนากรรมฐาน ฝ่ายมหานิกายก็มี ที่มีชื่อเสียงมากคือวัดหนองป่าพง และวัดสาขาของหลวงพ่อชา สุภทฺโท) โดยการบัญชาการของพระครูพิบูลธรรมภาณ เจ้าคณะอำเภอพิบูลมังสาหาร ฝ่ายธรรมยุตและโดยการนำของ พระบุญเย็น โรจโน ได้นำคณะสงฆ์เข้าปฏิสังขรณ์วัดดอนธาตุ และเข้าจำพรรษาที่วัดแห่งนี้
ในปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๖) มีพระอาจารย์สมบูรณ์ ขนฺติโก เป็นเจ้าอาวาส
วัดดอนธาตุ นอกจากประกอบศาสนกิจตามปกติธรรมเนียมประเพณีแล้ว ยังมีพิธีทำบุญตามพื้นบ้านโบราณตามฤดูกาล เช่นบุญกวนข้าวทิพย์ บุญเดือนยี่ เป็นต้น
วัดดอนธาตุ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๙ ตอนที่ ๑๔๓ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ลำดับเจ้าอาวาสวัดดอนธาตุ ตำบลทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีดังนี้
๑. หลวงปู่ดี ฉนฺโน พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๓ ๓ พรรษา
๒. หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล พ.ศ. ๒๔๘๔–๒๔๘๕ ๑ พรรษา
๓. หลวงปู่หนุน พ.ศ. ๒๔๘๖–๒๔๘๗ ๑ พรรษา
๔. หลวงปู่เกษา พ.ศ. ๒๔๘๘–๒๔๘๙ ๑ พรรษา
๕. หลวงปู่แย พ.ศ. ๒๔๙๐– ๒๔๙๑ ๑ พรรษา
๖. หลวงปู่แดง พ.ศ. ๒๔๙๑–๒๔๙๒ ๑ พรรษา
๗. พระอาจารย์เหลื่อม พ.ศ. ๒๔๙๒ –๒๕๐๓ ๑๑ พรรษา
๘. หลวงปู่คำน้อย พ.ศ. ๒๕๐๔–๒๕๐๖ ๒ พรรษา
๙. พระอาจารย์หอม พ.ศ. ๒๕๐๗
๑๐. พระครูพิบูลธรรมภาณ พ.ศ. ๒๕๐๗–๒๕๑๗ ๑๐ พรรษา
๑๑. พระอาจารย์บุญเย็น โรจโน พ.ศ. ๒๕๑๘–๒๕๒๕ ๘ พรรษา
๑๒. หลวงปู่ทอง พ.ศ. ๒๕๒๖–๒๕๒๙ ๔ พรรษา
๑๓. หลวงปู่สมบูรณ์ ขนฺติโก (องค์ปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๔๖)
๑๕๔
เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่ใหญ่
ไหนๆ ก็พูดถึงวัดดอนธาตุแล้ว ก็ขอโอกาสเสนอเรื่องราวของเจดีย์พิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่ใหญ่ ซึ่งสร้างโดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และเปิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ น๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕ นี้เองเรื่องที่คัดลอกมานี้ชื่อ “ความเป็นมาของการก่อสร้างเจดีย์พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล” มีสาระสำคัญดังนี้:
ด้วยเหตุที่วัดดอนธาตุตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำมูลปัจจุบันอยู่ห่างจากสถานที่ตั้งของเขื่อนปากมูล ไปทางเหนือน้ำประมาณ ๓๐ กิโลเมตร
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนปากมูล เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อจ่ายไฟฟ้าแก่บริเวณอีสานใต้ ให้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ
ในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยโดยรอบโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูล ทางวัดดอนธาตุซึ่งเป็นจุดยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญของราษฎรหมู่บ้านทรายมูล และหมู่บ้านใกล้เคียงสถานที่ก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูล มีท่านพระอาจารย์สมบูรณ์ ขนฺติโก ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนธาตุ เป็นผู้ที่คอยให้ความรู้แก่ราษฎร ทำให้ชาวบ้านมีความกระจ่างต่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูล
ทาง กฟผ. ในเวลานั้น ดร.ณัฏฐวุฒิ อุทัยเสน วิศวกรหัวหน้าหน่วยวิศวกรสนาม โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูล ก็ได้มีการติดต่อกับท่านเจ้าอาวาสวัดดอนธาตุ อยู่เสมอ
จากโอกาสที่ได้รู้จักคุ้นเคยกับทางวัด ต่อมาท่านพระอาจารย์สมบูรณ์ ได้ปรารภว่า พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เป็นพระบูรพาจารย์ท่านเคยจำพรรษาอยู่ที่วัดดอนธาตุในช่วงปัจฉิมวัย
เพื่อระลึกถึงท่าน จึงน่าจะรวมกันคิดสร้างเจดีย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้เป็นที่สักการบูชา และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ให้ดำเนินชีวิตตามแนวทางของพระบูรพาจารย์
พระอาจารย์สมบูรณ์ ท่านเล็งเห็นว่า กฟผ. มีศักยภาพที่จะผลักดันให้มีการก่อสร้างพระเจดีย์พระอาจารย์เสาร์ ให้สำเร็จได้อีกทั้งเป็นโอกาสอันดีที่ กฟผ. จะได้ทำความดีฝากไว้ที่แผ่นดินแห่งนี้
หลังจากได้ปรึกษากันแล้ว พระอาจารย์สมบูรณ์จึงได้ประชุมหารือกับญาติธรรม และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ว่าน่าจะคิดสร้างเจดีย์เพื่อเก็บอัฐิธาตุของหลวงปู่เสาร์ เพราะท่านเป็นครูอาจารย์ชั้นสูง ควรแก่การกราบไหว้บูชา
คณะศิษย์และชาวบ้านได้ประชุมกัน เห็นพ้องต้องกันว่า ควรสร้างพระเจดีย์พระอาจารย์ปู่เสาร์ กนฺตสีโล ไว้ ณ วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
หลังจากนั้นพระอาจารย์สมบูรณ์ ได้ไปกราบเรียนปรึกษาหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ท่านได้อนุโมทนาเป็นปัจจัยก้นถุงในการก่อสร้างเป็นเงิน ๙๒๐ บาท และได้เอ่ยถึง หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวันจังหวัดนครราชสีมาว่าเคยเป็นเณรน้อยติดสอยปรนนิบัติ พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ภายหลังเมื่ออุปสมบทปี พ.ศ. ๒๔๘๗–๒๔๘๙ ได้มาเป็นลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร และจำพรรษาที่วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานีที่พระอาจารย์เสาร์ เคยจำพรรษา
หลวงพ่อพุธ เห็นด้วยในการสร้างพระเจดีย์และแนะนำให้ไปกราบเรียนพระอาจารย์โชติ อาภคฺโค เจ้าคณะอำเภอ ให้ดำเนินการออกหนังสือแจ้งเจ้าคณะจังหวัด และพระเถระผู้ใหญ่
ดร.ณัฏฐวุฒิ อุทัยเสน ซึ่งภายหลังได้ออกไปทำงานเป็นรองประธานบริหารบริษัทอิตาเลี่ยนไทย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด แต่ยังผูกพันกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้นำเรื่องสร้างพระเจดีย์ เรียนปรึกษาท่านอดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายจีระศักดิ์ พูนผล ในขณะนั้นท่านเป็นกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และเป็นรองประธานกรรมการคณะกรรมการประสานงานอพยพราษฎรและคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สิน โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูล ท่านเห็นด้วยและผลักดันให้มีการดำเนินการก่อสร้างพระเจดีย์พระอาจารย์เสาร์อย่างจริงจัง โดยนำเรื่องปรึกษาผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยขณะนั้น คือ นายวีระวัฒน์ ชลายน ซึ่งต่อมาได้เดินทางไปเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานีร่วมกับนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัทอิตาเลี่ยนไทย ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และได้มีโอกาสปรึกษากันเรื่องการสร้างพระเจดีย์ซึ่งท่านยินดีร่วมมือกับ กฟผ. สร้างพระเจดีย์ให้สำเร็จ โดยทางบริษัทอิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด พัดาเนินงานก่อสร้างส่วนโครงสร้างให้ โดยบริจาคทั้งวัสดุก่อสร้าง และค่าแรงก่อสร้าง
งานสร้างพระเจดีย์ได้เริ่มอย่างเป็นรูปธรรมในปี ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นวาระที่ นายวิทยา คชรักษ์ เป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ โดยมีท่านองคมนตรี กำธน สินธวานนท์ เป็นประธานที่ปรึกษา และทางเจ้าอาวาสวัดดอนธาตุ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการก่อสร้างโดย นายวิทยา คชรักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เป็นประธานทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างโดย นายเปรมชัย มุสิกะภุมมะ รองผู้ว่าการก่อสร้าง เป็นประธาน และอนุมัติให้ฝ่ายออกแบบและบริหารงานก่อสร้าง ดำเนินการออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง โดยมอบหมายให้ นางโสภาพิศ อหันทริกเป็นสถาปนิกออกแบบ
งานก่อสร้างได้เริ่มในปี ๒๕๔๔ และได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม โดย ฯพณฯ พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์องคมนตรี เป็นประธาน
ในระหว่างทำพิธีอยู่นั้น ได้มีเหตุอันน่าอัศจรรย์ประจักษ์แก่ผู้ที่อยู่ร่วมพิธี กล่าวคือ มีฟ้าร้องครืนๆ และท้ายสุดมีเสียงฟ้าฟาดเปรี้ยงและมีฝนเทลงมาดุจน้ำมนต์ประพรมจากสวรรค์ เสมือนเทพยดาฟ้าดินได้รับรู้กับงานมหากุศลครั้งนี้
เมื่อเริ่มต้นนั้นทางวัดดอนธาตุ ยังไม่มีผู้บริจาคมากนัก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จึงได้บริจาคเงิน ๒ ล้านบาท เป็นการเริ่มให้งานก่อสร้างดำเนินไปได้
งานก่อสร้างบนเกาะนี้เป็นไปด้วยความยากลำบากในการขนถ่ายวัสดุ เครื่องจักรเครื่องมือ อีกทั้งฝนตกน้ำท่วมในช่วงหน้าฝน แต่ด้วยแรงศรัทธาและพลังใจมุ่งมั่นที่จะสร้างถวายพระบูรพาจารย์ งานก่อสร้างได้รุดหน้าไปเสมือนเนรมิต เป็นที่ประหลาดใจแก่ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายที่มากราบนมัสการท่านเจ้าอาวาสวัดดอนธาตุ
ในระหว่างการก่อสร้างได้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญทอดกฐิน ทอดผ้าป่า และทยอยกันส่งเงินมาบริจาค อีกทั้งบริจาคเป็นวัสดุและชิ้นงานก่อสร้าง จนทำให้งานก่อสร้างองค์พระเจดีย์แล้วเสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งงานตกแต่งสวนโดยรอบองค์พระเจดีย์ งานติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้า ดึงสายไฟฟ้าข้ามแม่น้ำมูลมายังวัดดอนธาตุ งานซ่อมแซมกุฏิหลวงปู่เสาร์ ในเชิงอนุรักษ์ และงานก่อสร้างห้องน้ำและห้องสุขาสำหรับพระภิกษุ จำนวน ๘ ห้อง สำหรับอุบาสก ๕ ห้อง อุบาสิกา ๘ ห้อง รวมห้องน้ำห้องสุขาที่ก่อสร้างจำนวนทั้งหมดรวม ๒๑ ห้อง
รวมเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น ๑๖,๗๒๓,๒๗๓ บาท
แนวทางในการออกแบบเจดีย์พิพิธภัณฑ์
- ออกแบบให้เรียบง่าย สมถะ ยึดตามแนวปฏิบัติของหลวงปู่เสาร์
- มีเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมอิสาน ทั้งรูปแบบและการใช้วัสดุท้องถิ่น
- การจัดวางผังให้มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกับธรรมชาติต้นไม้ แท่นที่นั่งสมาธิของหลวงปู่ โดยอนุรักษ์กุฏิ แท่นที่หลวงปู่เคยนั่งสมาธิ และเก็บรักษาต้นไม้ที่มีอยู่ไว้
- ใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น หินทรายในการตกแต่งให้เข้ากับธรรมชาติ องค์เจดีย์ทาสีกรัก สีจีวรของพระวัดป่า ยึดความสมถะของหลวงปู่ ไม่หรูหรา แต่สง่าหมดจด
- ออกแบบให้ยอดเจดีย์มีความสูงเห็นได้จากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำยอดฉัตรจึงมีความสูงระดับพ้นยอดต้นไม้ใหญ่
- ประหยัดค่าก่อสร้าง ใช้โครงสร้างและวัสดุที่มีราคาพอสมควรไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ แต่ใช้ระบบระบายอากาศตามธรรมชาติ
- มีความคงทนถาวรง่ายในการบำรุงรักษาไม่ใช้วัสดุที่หลุดง่ายเช่น กระเบื้องโมเสด
- รักษาความเป็นป่าและธรรมชาติเดิมไว้ให้มีการตัดต้นไม้น้อยที่สุด
- ได้ประโยชน์ใช้สอยสูงสุด ให้ห้องปฏิบัติธรรมที่ฐานใต้องค์เจดีย์ ที่จำเป็นต้องยกเพื่อให้เจดีย์สูง
งานสถาปัตยกรรม
เจดีย์พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ปู่เสาร์ กนฺตสีโลได้รับการออกแบบให้มีโครงสร้างที่มั่นคงถาวร เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดฐานเจดีย์ ๑๖.๐๐ x ๑๖.๐๐ เมตร ความสูงถึงยอดฉัตร ๓๓.๐๐ เมตร
ส่วนบน เป็นที่ประดิษฐานรูปพระอาจารย์เสาร์ และห้องพิพิธภัณฑ์ทรงสี่เหลี่ยม ขนาด ๙.๕๐ x ๙.๕๐ เมตร สอบเข้าและย่อมุม มีซุ้มประตู ๓ ด้าน ต่อเนื่องกับบันไดขึ้นและลง ส่วนด้านหลัง เป็นซุ้มตันประดิษฐานรูปหล่อพระอาจารย์เสาร์บนแท่น เพดานรูปทรงกลม
ข้างนอก เป็นลานพื้นคอนกรีตกว้าง โดยรอบฐานส่วนล่างเป็นห้องอเนกประสงค์ใช้ปฏิบัติธรรม ด้านนอกฐานประดับด้วยหินทรายสีเข้มเข้ากับธรรมชาติ
เหนือส่วนองค์เจดีย์ มีปล้องไฉนปิดทองเป็นข้อรูปแปดเหลี่ยมหมายถึง มรรค ๘ ซ้อนกัน ๓ ข้อ หมายถึง พระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์ดี ถัดขึ้นไปเป็นบัลลังก์ ย่อมุมรูปดอกบัวปิดทอง อันเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นดอกไม้ประจำพระบวรพุทธศาสนา
สัณฐานเจดีย์ รูปทรงเป็นรูปกรวย เอกลักษณ์สถาปัตยกรรมอิสาน ทรงแปดเหลี่ยม หมายถึง มรรคมีองค์แปด อันได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ต่อด้วยยอดเจดีย์ หมายถึง นิพพาน เป็นรูปกรวยกลมแหลมประดับปิดด้วยทองอร่ามตา เป็นยอดสูงสุดแลลิ่วสู่ฟากฟ้าเหนือสุดมีฉัตรทอง ปรกองค์พระเจดีย์อันสูงส่ง ควรแก่การสักการบูชา
การตกแต่งภายใน
ภายในองค์เจดีย์เป็นห้องพิพิธภัณฑ์ขนาด ๙.๕๐๙.๕๐ เมตร มีประตูบานไม้สักหนา ๒ นิ้ว เปิดเข้าออกได้ ๓ ด้าน คือด้านหน้าและด้านข้าง ๒ ด้าน พื้นปูด้วยแกรนิต ผนังภายในห้องกรุด้วยหินทรายสีขาว แสดงถึงความเป็นธรรมชาติ
มีแท่นหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อของหลวงปู่เสาร์ ในท่านั่ง ประดับซ้ายขวาด้วยพานพุ่ม อยู่ภายใต้ซุ้มด้านหลังองค์พระเจดีย์ เสมือนหลวงปู่นั่งเจริญภาวนาในถ้ำ
เบื้องหน้าเป็นตู้แสดงอัฐิธาตุของหลวงปู่เสาร์ รูปทรงปิระมิด เจียระไนขอบ ยอดเป็นทองเหลืองชุบทองพร้อมด้วยเครื่องบูชา และดอกไม้ประดับเป็นพุทธบูชาอยู่เบื้องล่าง
ที่ขอบด้านหลังเป็นกำแพงหินทรายรูปโค้งยอดแหลม ล้อตามรูปซุ้ม เป็นขอบ STAIN-GLASS สีต่างๆ ให้แสงสว่างลอดเข้ามาจากเบื้องหลัง ทำเป็นรูปดอกบัวต่างรูปแบบ
ถัดจากแท่นรูปปั้นหลวงปู่ รายล้อมด้วยตู้พิพิธภัณฑ์ ๔ ตู้พร้อมไฟส่อง จัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ตามรายการอัฐบริขาร ของใช้ของหลวงปู่ ดังต่อไปนี้ –
๑. บาตรพร้อมขาบาตร ๑ ชุด
๒. เชิงเทียนไม้ สูง ๓๕ ซม. ๑ คู่
๓. กระโถน ๑ ใบ
๔. กาน้ำ ๑ ใบ
๕. มีดโกน ๑ อัน
๖. ไม้ย้อมผ้า ๑ อัน
๗. ผ้าปูนอน ๑ ผืน
๘. ผ้าปูนั่ง ๑ ผืน
๙. ย่าม ๑ ใบ
๑๐. พระพุทธรูป สูง ๑๒ ซม. ๑ องค์
๑๑. พระพุทธรูป สูง ๑๖ ซม. ๑ องค์
๑๒. พระพุทธรูป สูง ๖๕ ซม. ๑ องค์
๑๓. พระพุทธรูป สูง ๒๖ ซม. ๑ องค์
๑๔. พระพิฆเนศ สูง ๙ ซม. ๑ องค์
๑๕. มังกรโลหะ สูง ๑๘ ซม. ๑ ตัว
ซึ่งการจัดพิพิธภัณฑ์ได้ดำเนินการโดยกรมศิลปากร
ภูมิสถาปัตยกรรม
พระเจดีย์ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ใหญ่ ที่ยังรักษาสภาพป่าไม้ธรรมชาติเดิมไว้ ฐานพระเจดีย์เป็นกำแพงหินทรายโดยรอบยกสูง ปูหญ้าและจัดสวนตกแต่ง
เบื้องหน้าพระเจดีย์ทางซ้าย มีกุฏิที่พระอาจารย์เสาร์เคยอยู่จำพรรษา เป็นกุฏิไม้เล็กๆ ขนาดห้อง ๒ ๕๐๔.๐๐ เมตร ยกใต้ถุนสูง ๑.๒๐ เมตร มีเพียง ๑ ห้อง และมีระเบียงหน้าห้องยาวตลอด ทางขึ้นเป็นบันไดไม้พาด ๓ ขั้นก้าวห่างๆ ผนังกั้นเป็นผนังไม้ซ้อนทับเกล็ดหลังคามุงด้วยแผ่นไม้ ผ่าเป็นแผ่นยาว ๐.๔๐ เมตร ซ้อนทับกัน มีลักษณะง่ายๆ สมถะ
ถัดมาเป็นแท่นหิน ที่นั่งกรรมฐานของหลวงปู่เสาร์ เบื้องหน้าเป็นทางเดินจงกรมที่หลวงปู่เสาร์เคยใช้เดินจงกรม และที่ทางเดินจงกรมที่หน้าบันไดกุฏิด้วย ทำให้เห็นถึงปฏิปทาของหลวงปู่เสาร์ ที่มุ่งมั่นปฏิบัติสมาธิภาวนา
โดยรอบพระเจดีย์ เป็นลานกว้างให้ปฏิบัติศาสนกิจ เช่น เวียนเทียน และมีทางเชื่อมศาลากับเจดีย์เป็นลานคอนกรีตที่ยังเก็บรักษาต้นไม้ที่มีอยู่ไว้จึงมีต้นไม้ใหญ่ผุดขึ้นในลานดูร่มรื่นและให้บรรยากาศของวัดป่า ด้านขวามีป้ายชื่อ “เจดีย์พิพิธภัณฑ์ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระปรมาจารย์สายพระกรรมฐาน” ทำด้วยหินทรายสีขาว ขนาด ๒.๘๐ เมตร สูง ๑.๒๐ เมตร
หาโอกาสไปดูไปชม และไปกราบไหว้เพื่อรำลึกถึงคุณธรรมของหลวงปู่ และเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต ให้ได้นะครับ ผมขอเชิญชวนด้วยใจจริง
๑๕๕
พระเณรที่พำนักกับหลวงปู่ใหญ่
เป็นอันว่า ๓ ปีสุดท้าย หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พำนักจำพรรษาที่วัดดอนธาตุแห่งนี้
สำหรับพระเณร ลูกศิษย์ลูกหา ที่พำนักอยู่กับหลวงปู่ใหญ่ในช่วง๓ ปีนั้น มีท่านผู้ใดบ้าง ผมขอคัดหนังสือของ อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติมาเสนอ ดังต่อไปนี้:
“มีเรื่องราวที่บันทึกจากปากคำของคุณตาบุญเพ็ง คำพิพาก (อดีตพระภิกษุบุญเพ็ง นารโท หลานชายของหลวงปู่ใหญ่) และชาวบ้านทรายมูลรุ่นอาวุโสอีกหลายท่าน ที่ยังจดจำเรื่องราวแต่หนหลังได้แม่นยำเช่น.. (ระบุชื่อคุณตา–คุณยาย ๓ ท่าน อายุ ๖๗ – ๗๒ – ๗๗)… เล่าว่าพระเณรที่อยู่พำนักด้วย และเห็นไปมาอยู่สม่ำเสมอจนจำได้มี
พระอาจารย์ดี ฉนฺโน, พระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล, พระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส, พระอาจารย์อุย บ้านหนองดินดำ, พระอาจารย์ดำ บ้านดงหัวเปือย, พระอาจารย์บุญมี ญาณมุนี อำเภอสูงเนิน, พระอาจารย์สี เมืองปักธงชัย, พระอาจารย์น้อย บ้านท่าคันโท, พระอาจารย์เหลี่ยม บ้านคันว้า จำปาศักดิ์, พระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก บ้านหนองสูง คำชะอี, พระอาจารย์กิ ธมฺมุตฺตโม, พระอาจารย์เสงี่ยม, สามเณร หงส์ทอง ธนกัญญา (พระหงส์ทอง สหธมฺโม หลานพระอาจารย์ดี ฉนฺโน) สามเณรคำดี, สามเณรผาย
ส่วนแม่ชี ก็มีแม่ชีจันทร์, แม่ชีสาลิกา สกลนคร, แม่ชีคำ บ้านโคกศรีโคกดอน สกลนคร เป็นต้น
(พระเณรและแม่ชี) ท่านพากันปฏิบัติธุดงควัตรตามแบบอย่างครูอาจารย์พาดำเนินอย่างพร้อมเพรียงและเคร่งครัด เป็นที่เคารพและศรัทธาของชาวลุ่มน้ำมูลตอนใต้ทั้งมวล”
๑๕๖
สละเลือดให้ทานปลิง
เรื่องนี้เป็นปฏิปทาที่แปลกเรื่องหนึ่งของ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล มีเขียนไว้ในหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ดังนี้
“เรื่องนี้มีเล่าว่า…องค์ท่านได้ปรารภว่า.. องค์ท่านนั้นยังไม่ได้ให้ทานเลือด ให้ทานยางในกาย เพื่อพลีให้เป็นทาน ลูกศิษย์จึงไปจับเอาปลิงควาย (พันธุ์ตัวใหญ่ ส่วนพันธุ์ตัวเล็กเรียก ปลิงเข็ม) ใส่ไว้ในขวดมาให้ดูดกินเลือดที่หัวแม่เท้าของพระอาจารย์ท่าน จนอิ่มหนำสำราญแล้ว (ปลิงจะหลุดออกเองหลังจากดูดเลือดพอแล้ว) จึงได้ปล่อยลงแม่น้ำมูลไป
นี่เป็นคำบอกเล่าของคุณยายสีฟอง และคุณตาบุญเพ็ง คำพิพาก”
ข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือ “พระปรมาจารย์สายพระกัมมัฏฐาน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร” เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้ –
“และที่วัดนี้ ท่านพระอาจารย์เสาร์ นำปลิงมาเลี้ยงที่บ่อล้างเท้าก่อนขึ้นกุฏิ เอาจอกแหนมาวางลง แล้วท่านก็เอาเท้าของท่านหย่อนลงในบ่อให้ปลิงดูดเลือดเวลาปวดแข้งปวดขา ตามธรรมดาคนแก่เกิดปวดชาตามขา ซึ่งท่านบอกว่า มันเป็นยาดูดเลือดออกจากตัว และก็เป็นบุญเป็นกุศลให้เลือดเป็นทานกับปลิงด้วย นอกจากน้ำผึ้งแล้ว ท่านชอบพวกหมากน้อย ย่านาง ลูกไข่หิน เป็นยาเย็นในการฉันด้วย”
ผม (นายปฐม นิคมานนท์) ขออนุญาตแทรกเรื่อง “สละเลือด” ในทำนองนี้ตามที่เห็นมาเรื่องหนึ่ง คือ กรณีของหลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม (พระลูกชายของหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ) ซึ่งท่านมาโปรดที่บ้านเป็นประจำ
เรื่องแปลกคือ ยุงไม่กัดองค์ท่าน ซึ่งผมก็ (ทะลึ่ง) กล่าวล้อเลียนท่านว่า
“หลวงปู่มีแต่กระดูก ยุงที่ไหนจะกัดลงล่ะ ขืนกัดปากมันคงยู่ไปเลย…”
หลวงปู่เล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านเดินธุดงค์ไปทางขอนแก่น ได้แวะพักปักกลดแถวบ้านไผ่ ท่านภาวนาอยู่ในกลด แต่เณรนอนข้างนอก ใช้จีวรห่ม ท่านลุกขึ้นมาดูเณรตอนดึก ท่านบอก สงสารเณรจับใจ เพราะเนื้อตัวเณรมียุงกัดเต็มไปหมด ยุงแต่ละตัวมีเลือดเป่งๆ ทั้งนั้น ที่ร่วงลงพื้นก็มี
เกิดความสังเวชใจ ปลุกเณรขึ้นไปนอนในกลด มอบกลดให้เณรตั้งแต่บัดนั้น ท่านออกมานั่งสมาธิข้างนอกให้ทานเลือดแก่ยุงจนสว่าง
“อาตมาก็ว่าแปลกมาก จากวันนั้นมายุงไม่กัดอาตมาเลย จ้างห้าบาทมันก็ไม่กัด…” แล้วท่านก็หัวเราะด้วยอารมณ์ดี
ภาค ๖ ช่วงสุดท้าย
๑๕๗
งานถวายมุทิตาจิตอายุ ๘๐ ปี
ขณะที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พำนักอยู่ที่วัดดอนธาตุ หรือที่ครูอาจารย์สมัยนั้นเรียกว่า วัดเกาะแก้ว นั้น ท่านมีอายุเข้า ๘๐ ปี อยู่ในวัยชราภาพมากแล้ว ท่านมีอาการอาพาธอยู่บ่อยๆ
คณะศิษย์ได้ร่วมกันจัดงานบุญ เพื่อแสดงมุทิตาสักการะและพิธีสืบชะตา ถวายแด่ท่านหลวงปู่ใหญ่
งานนี้มี หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นประธานจัดขึ้นที่วัดบูรพารามในเมืองอุบลราชธานี
เมื่อ วัน ๗ ฯ๗ ๑ ค่ำ (อ่านว่าวันเสาร์ แรม ๗ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ มีกำหนดจัดงาน ๓ วัน
ในงานนี้คณะศิษย์ได้จัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกแจกจ่ายเป็นธรรมทานให้ผู้มาร่วมงาน เขียนโดย หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และหลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล ชื่อ “ข้อกติกาชี สัมมาปฏิบัติ ว่าด้วยข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สำหรับสำนักชี คณะกรรมฐาน”
หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค บอกว่าหนังสือเล่มนี้หายากยิ่งในปัจจุบัน ท่านแนะขุมทรัพย์ให้แล้ว ใครมีหนังสือเล่มนี้ช่วยบอกกล่าวกันด้วยนะครับ!
อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ เขียนถึงการจัดงานตามคำบอกเล่าของ คุณตาบุญเพ็ง และคุณยายสีฟอง คำพิพาก ดังนี้:
“พระภิกษุที่ได้รับนิมนต์มาเจริญพระพุทธมนต์ในงานพิธีนี้ มีจำนวน ๘๐ รูป ครบเท่าอายุ โดยคณะศรัทธาญาติโยมได้จัดเตรียมผ้าจีวรครบ ๘๐ ชุด สำหรับท่านพระอาจารย์ใหญ่ ได้ทอดถวายเป็นผ้าบังสุกุล
นอกจากนี้คณะพระลูกศิษย์ของท่าน ยังได้ช่วยกันตัดเย็บผ้าขาวเป็นจำนวน ๘๐ ผืน ให้ท่านได้แจกทานแด่แม่ชีที่มาในงานครั้งนี้ด้วย”
ในงานมุทิตาจิตหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลนี้ไม่มีมหรสพสมโภชใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่การปฏิบัติธรรมและแสดงพระธรรมเทศนา โดย ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ท่านพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล และพระลูกศิษย์ที่มีเทศนาโวหารเก่งๆ ทั้งหลาย ได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นธรรมาสน์กล่าวธรรมกถาสะกดผู้ฟังที่มากันเต็มศาลาใหม่วัดบูรพารามนั้น
นี่แหละคือครรลองของงานบุญล้วนๆ ที่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านพาดำเนินมา และเป็นรูปแบบในการจัดงานบุญในวัดกรรมฐานสืบทอดมาจนปัจจุบัน ที่พวกเราชั้นลูกชั้นหลานจะได้รักษาสืบทอดกันต่อไป
๑๕๘
เตรียมหีบศพไว้ล่วงหน้า
จากข้อมูลในหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ได้เขียนเรื่องนี้ อันมีเนื้อหาสาระดังนี้. –
ในงานทำบุญฉลองอายุ ๘๐ ปี ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อปี พ ศ. ๒๔๘๓ ที่วัดบูรพารามในเมืองอุบลฯ นั้น หลวงปู่ใหญ่ได้สั่งให้ศิษย์เตรียมต่อโลงไว้ให้ท่าน ลักษณะเป็นหีบไม้สักล้วนๆ ทรงสี่เหลี่ยม ที่ถูกส่งลงมาถวายจากทางวัดอ้อมแก้ว (วัดเกาะแก้วอัมพวัน) อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
องค์หลวงปู่ใหญ่ ได้ลงไปทดลองนอนกะขนาดตรวจดูความเรียบร้อยด้วยองค์ท่านเอง แล้วมอบให้ลูกศิษย์เก็บรักษาไว้ที่วัดบูรพารามเพื่อเตรียมไว้บรรจุร่างท่านตอนละสังขาร
ไม่มีใครคาดคิด โลงที่เตรียมไว้ได้ใช้บรรจุร่างของท่าน เมื่อท่านละสังขารหลังจากนั้นอีก ๓ ปี
๑๕๙
สงครามอินโดจีน ทิ้งระเบิดเมืองอุบลฯ
อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ท่านพาไปดูสงครามอินโดจีน ซึ่งมีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมืองอุบลฯ ก็ขอเชิญพวกเราย้อนเวลาตามไปดูเหตุการณ์ในอดีตด้วยกันครับ
“ลุปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ประเทศไทยเรียกร้องขอดินแดนที่ฝรั่งเศสยึดไปจากไทย เช่น จังหวัดศรีโสภณ เสียมราฐ พระตะบอง และนครจำปาศักดิ์ ตั้งแต่เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๕ กลับคืน ฝรั่งเศสไม่ยอมคืน ทำให้เกิดสงครามอินโดจีนขึ้นระหว่างไทยกับฝรั่งเศส
กองทัพไทยสามารถเข้าไปยึดพื้นที่ที่เรียกร้องคืนมาได้ทั้งในกัมพูชา และ ลาว
สงครามครั้งนั้น ยุติลงด้วยการช่วยประนีประนอมจากญี่ปุ่น ที่เข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ย ให้ประเทศสยามได้จังหวัดในอินโดจีนกลับคืนมา เหตุการณ์สงครามอินโดจีนครั้งนั้น ตรงกับช่วงเวลาที่มีการทำบุญฉลองอายุ ๘๐ ปี ของท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดบูรพาราม จังหวัดอุบลราชธานีพอดี
คุณตาบุญเพ็ง คุณยายสีฟอง เล่าให้ฟังว่า
– วันนั้นเป็นวันทำบุญวันสุดท้าย ตอนเช้าขณะพระสงฆ์กำลังฉันจังหัน มีผู้มาแจ้งว่าให้พากันระมัดระวัง เตรียมพร้อมหลบภัยให้จงดี เครื่องบินฝรั่งเศสจะมาทิ้งระเบิดเมืองอุบลฯ เร็วๆ นี้
ผู้คนทั้งหลายเกิดแตกตื่น พากันหอบลูกจูงหลานขนข้าวของ ไปหาที่หลบภัยกันนอกเมืองอย่างโกลาหล ไม่นานนักเมืองอุบลฯ ก็เงียบสงัดราวกับเมืองร้าง เหลือเพียงทหาร ตำรวจ คอยตรวจตราดูแลรักษาบ้านเรือนทรัพย์สินที่ถูกทิ้งไว้
บ้านไหนมีสมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ชาย ก็จะแบ่งให้ไปนอนเฝ้าบ้าน คนที่มีความจำเป็นหรือใจกล้าหน่อย ก็อยู่เฝ้าทรัพย์สินสิ่งของ นอกนั้นก็เป็นภาระหน้าที่ของตำรวจที่คอยตรวจตรารักษา คุ้มครองบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย เป็นที่อบอุ่นใจและที่พึ่งอาศัยของชาวเมืองอุบลฯ ได้อย่างยอดเยี่ยมและดียิ่ง
ท่านข้าหลวงประจำจังหวัด ผู้ร่วมเป็นร่วมตายกับชาวเมืองอุบลฯ อย่างเข้มแข็งในครั้งนั้นคือ พ.ต.อ.พระกล้ากลางสมร (มงคล หงส์ไกร )
ครั้งนั้นมารดาพร้อมด้วยคุณยายของข้าพเจ้า (คุณตาบุญเพ็ง) ได้พากันทิ้งบ้านเรือนจากคุ้มท่าตลาด ไปอพยพหลบภัยใช้ชีวิตอยู่บนเรือ จอดหลบอยู่ใต้พุ่มไม้ริมฝั่งปากมูลน้อย เหนือเมืองอุบลฯ แต่เพื่อนบ้านส่วนมากจะพากันหลบไปทางใต้ตามลำน้ำมูล
เสบียงอาหารที่นำไปก็มีข้าวสารกับเค็มสับปะรด (อาหารขึ้นชื่อของชาวอุบลฯ) แล้วไปหาขุดเอาหอยตามริมน้ำมาประกอบอาหาร
ตอนกลางคืน ต้องพรางไฟ อากาศหนาวเย็น ไม่นานก็ได้ยินเครื่องบิน หรือที่ผู้สูงอายุรุ่นยายทวดเรียกเฮือเหาะ ส่งเสียงดังกระหึ่มมาจากต้นน้ำมูล บินผ่านเข้าไปในตัวเมือง
เสียงระเบิดดัง ตูมๆ ก้องกังวานอยู่ห่างไป เข้าใจว่าอยู่แถวท้ายเมืองอุบลฯ”
“ครั้งนั้นผู้คนตื่นกลัวกันมาก เพราะไม่เคยผจญเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน แม้แต่พระเณรบางองค์ก็กลัวเฮือเหาะกัน ชนิดหอบบาตรหนีหายไปจากหมู่พวกจนมองตามแบบไม่ทันเลยก็มี!
ส่วนองค์ท่านหลวงปู่ผู้เฒ่า (หลวงปู่ใหญ่) นั้นอยู่เป็นประมุขประชาชนในวัดบูรพารามนั่นเอง
ครั้นตกค่ำ องค์ท่านได้เข้าไปพักในพระอุโบสถ (หลังเก่า) พระอุปัฏฐากเข้าไปอยู่คอยรับใช้ (รวมทั้งคุณตาบุญเพ็ง ซึ่งยังเป็นพระบุญเพ็ง นารโท ด้วย)
สักครู่หนึ่งองค์ท่านก็บอกว่า –เอาหละ พอสมควรแก่เวลาแล้ว พากันไปพักผ่อนซะ– แล้วองค์ท่านก็ปิดประตูอุโบสถอยู่ภายในองค์เดียว
พระลูกศิษย์ไม่วายเป็นห่วงองค์ท่าน ได้พากันพักนอนเฝ้าระแวดระวังอยู่ภายนอกอุโบสถนั่นเอง
แล้วคืนนั้น! เครื่องบินฝรั่งเศสก็บินมาทิ้งระเบิดจริงๆ!
ข่าวว่า…ลูกระเบิดลูกหนึ่งตกลงที่เล้าหมูในเมือง หมูบ้านนั้นตายเกลื่อน
อีกลูกหนึ่งไปตกนอกเมือง ไม่มีใครเป็นอันตราย
คุณตาบุญเพ็ง เล่าต่ออีกว่า
เครื่องบินฝรั่งเศสจะบินตามลำน้ำมูลมาทิ้งระเบิดในตอนกลางคืนหลายครั้ง และไม่นานหลังจากนั้น ญี่ปุ่นก็เข้ามาไกล่เกลี่ย..แล้วกองทัพของญี่ปุ่นก็ถือโอกาสขอเดินทัพผ่านไทยสงครามอินโดจีนก็สงบลง.”
ยังครับท่าน! กลิ่นอายสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็เริ่มครุกรุ่นขึ้นมาแทนที่ ผมของดเว้นการเล่าเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นผมยังไม่เกิดครับ!
๑๖๐
ผึ้งขวางตะวัน
ครูบาอาจารย์บอกว่า ที่หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล โดนผึ้งต่อยเป็นเรื่องกรรมของท่าน แล้วก็ยังไม่เห็นมีท่านผู้ใดอธิบายความในเรื่องนี้
เหตุการณ์ที่หลวงปู่ใหญ่โดนผึ้งต่อย ถูกเล่าถ่ายทอดโดยหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท วัดภูริทัตตปฎิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งคณะศิษย์นำลงในหนังสือ “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง”
เรื่องราวมีดังนี้.:
“ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) ได้เดินทางติดตามท่านพระอาจารย์มั่น ไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ฉะนั้นในระยะ ๓ ปีนี้เราเป็นพระอุปัฏฐากประจำ
เมื่อเดินทางถึงสกลนครและพักฟื้นอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาสได้ ๒–๓ วัน ท่านหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ก็มีจดหมายมานิมนต์ ท่านพระอาจารย์มั่น เนื่องจากหลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก ท่านพระอาจารย์มั่นจึงมอบหมายให้เราเดินทางไปอุบลฯ แทน เพื่อดูแลอุปัฏฐากในอาการป่วยของหลวงปู่เสาร์ และกราบเรียนตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งมา
เราจึงออกเดินทางโดยรถยนต์ยังจังหวัดอุบลราชธานีและเดินเท้าไปพบกับท่านหลวงปู่เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
ก่อนหน้าที่เราจะมาถึงวัดดอนธาตุนั้น มีอยู่วันหนึ่ง ตอนบ่ายหลวงปู่เสาร์นั่งสมาธิอยู่ใต้โคนต้นยางใหญ่ พอดีขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งได้บินโฉบไปโฉบมาเพื่อหาเหยื่อ จะด้วยกรรมแต่ปางใดของท่านไม่อาจทราบได้ เหยี่ยวได้บินมาโฉบเอารังผึ้ง ซึ่งอยู่บนต้นไม้ที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่พอดิบพอดี รวงผึ้งนั้นได้ขาดตกลงมาด้านข้างๆ กับที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่ ผึ้งได้รวมกันต่อยหลวงปู่หลายตัว จนท่านถึงกับต้องเข้าไปในมุ้งกลดพวกมันจึงพากันหนีไป.
จากเหตุการณ์ที่ผึ้งต่อยนั้นมา ทำให้หลวงปู่เสาร์ป่วยกระออดกระแอดมาโดยตลอด
เมื่อ (หลวงปู่เจึ๊ยะ) ถึงวัดดอนธาตุได้ ๒–๓ วัน หลวงปู่เสาร์ท่านอาการหนักขึ้นโดยลำดับ เราอยู่ปฏิบัติท่านจนกระทั่งหายเป็นปกติดีแล้ว”
ในหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ เขียนถึงเหตุการณ์เดียวกัน ดังนี้:
“…สาเหตุเพราะเหยี่ยวตัวหนึ่ง ได้บินโฉบเอารวงผึ้งรังใหญ่ที่ทำรังสูงใต้กิ่งต้นยางใหญ่ ข้างศาลาด้านมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กิ่งนี้อยู่สูง ทอดกิ่งชี้ไปทางทิศใต้ ทำให้รังผึ้งนี้อยู่แนวเหนือใต้ เรียกว่าผึ้งขวางตะวัน
พอเหยี่ยวบินโฉบมาครั้งที่สอง รวงผึ้งทั้งรังก็หล่นเป๊ะลงมา!
ผึ้งฝูงใหญ่ บินจู่โจมมารุมต่อยองค์หลวงปู่ที่เดินจงกรมอยู่แถวนั้นพอดี
พระอาจารย์เหลี่ยม ตะโกนขึ้นว่า ผึ้งต่อยพระอาจารย์
พระ เณร ลูกศิษย์ วิ่งฝ่าฝูงผึ้งไปนำเอาองค์ท่านเข้าอยู่ในมุ้งกลดบนกุฏิ ที่โดนผึ้งรุมต่อยก็แยกย้ายกันหลบหนี กระโดดลงน้ำมูลหนีรอดไปได้
องค์ท่านโดนพิษเหล็กไนทั่วตัวจนจับไข้อยู่สองวันจึงหาย อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้องค์ท่านมักเจ็บไข้ได้ป่วยมาตั้งแต่ครั้งนี้นั่นเอง
ข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือ “พระปรมาจารย์สายพระกัมมัฏฐาน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ” มีว่า:
“ท่านพระอาจารย์เสาร์บอกว่า บุพกรรมข้อยตอนเป็นฆราวาสได้ไปหาปลาตอนน้ำลงที่บ้านข่าโคม และไปฟันปลา แล้วร้อยปลาเป็นพวงๆ บุพกรรมที่ทำลายชีวิตปลา ฆ่าปลา กรรมนี้จึงมาโดนกับข้อย”
ท่านเคยบอกกับญาติโยมก่อนหน้าจะถูกผึ้งต่อยว่า “ข้อยสิตายจากเพราะผึ้ง” ญาติโยมที่นำน้ำผึ้งมาถวายท่านก็เลยไม่นำน้ำผึ้งมาถวายท่านอีกเลยตั้งแต่นั้นมา ซึ่งต่อมาท่านก็โดนผึ้งต่อยจริงๆ นับแต่นั้นมาองค์ท่านก็มีอาการเจ็บไข้ไม่สบายเรื่อยมา ประกอบกับความชราของท่านจึงได้มีอาการเจ็บป่วยของธาตุขันธ์อยู่เสมอ”
๑๖๑
ทำให้ดู มันก็ยังไม่ดู
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ได้พูดถึงวัดดอนธาตุ และเรื่องราวที่ท่านไปอุปัฎฐาก หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ดังนี้
วัดดอนธาตุ บ้านทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ราวๆ ๑๓๐ ไร่ มีแม่น้ำมูลล้อมรอบเป็นเกาะอยู่กลางน้ำ เป็นวัดที่ท่านหลวงปู่เสาร์มาสร้างเป็นองค์แรก
แต่ก่อน บางส่วนในบริเวณที่เป็นวัดเป็นทุ่งนาชาวบ้าน เมื่อหลวงปู่เสาร์ท่านมาภาวนา ญาติโยมเกิดความเลื่อมใส จึงถวายเป็นที่วัดบริเวณเกาะกลางแม่น้ำมูลนี้เป็นวัดทั้งหมด
เดิมเขาเรียกกันว่า ดอนทาก เพราะมีตัวทากเยอะ เป็นป่าดิบชื้นชาวบ้านเข้ามาหาของป่า ถูกตัวทากกัด มีตัวทากยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ชาวบ้านเรียกเพี้ยนจากดอนทาก กลายเป็นดอนธาตุ อาจเป็นเพราะหลวงปู่เสาร์ท่านเข้ามาอยู่ด้วย เขาจึงเรียกว่าดอนธาตุ
(จากในตอนต้นๆ หลวงปู่ใหญ่ท่านว่าเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุฝุ่น หรือพระอังคารธาตุของพระพุทธเจ้า แต่ถูกน้ำพัดพังหายไป ท่านจึงให้สร้างพระพุทธไสยาสน์ขึ้นมาแทน–ปฐม)
หลวงปู่เจี๊ยะ พูดถึงอุปนิสัยของหลวงปู่ใหญ่ ว่า.:
ตอนที่เรา พระเจี๊ยะ มาหาหลวงปู่ใหญ่ ท่านอยู่ที่นี่ ท่านไม่ค่อยเทศน์นักหรอก มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อเข้าไปหาท่าน ดูแลท่านเรื่องอาพาธเมื่อท่านหายป่วย ร่างกายมีเรี่ยวแรง ญาติโยมขอฟังเทศน์ท่าน ว่า
“หลวงปู่ เทศน์ให้ฟังหน่อย พวกขะน้อยอยากฟังธรรม”
โยมที่มาถวายภัตตาหารเช้าเข้านิมนต์ให้เทศน์ หลังจากท่านฉันเช้าเสร็จ
“ทำให้ดูมันยังไม่ดู ปฏิบัติให้ดูอยู่ทุกวัน มันยังไม่ปฏิบัติตามเทศน์ให้ฟังมันจะฟังคือพวกเจ้า? ข้อยเฮ็ดให้เบิ่งยังบ่เบิ่ง เทศน์ให้พวกหมู่เจ้าฟัง หมู่เจ้าสิฟังหรือ?”
เมื่อหลวงปู่เสาร์พูดเสร็จ ท่านก็จะสั่งให้ พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ผู้เป็นลูกศิษย์ที่นั่งเป็นลำดับต่อจากท่านไปเป็นองค์เทศน์
ท่านมีปกติเป็นพระพูดน้อย ต่อยมาก ส่วนมากท่านทำให้ดูเพราะท่านมีคติว่า “เขาสิเชื่อความดีที่เฮาเฮ็ด หลายกว่าคำเว้าที่เฮาสอน” (เขาจะเชื่อในความดีที่เราทำ มากกว่าจะเชื่อในคำที่เราพูด)
๑๖๒
การักหลวงปู่ใหญ่
เรื่องนี้ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ก็เป็นผู้เล่าให้ฟัง:
ก่อนที่หลวงปู่เสาร์ ท่านจะมาอยู่ดอนธาตุนี้ ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านเดินธุดงค์มาเรื่อยๆ พักตามบ้านนอกชนบทท้องนา ตามทุ่งลอมฟางโรงนาโคนไม้ ฯลฯ ค่ำที่ไหนก็หาที่พักปักกลดที่นั่นบางทีก็มีพระติดตามรูปสองรูป
ก่อนที่จะเข้ามาดอนธาตุ ท่านได้เข้าไปวิเวกพักที่บ้านดอนพันชาติ บริเวณต้นค้อใหญ่ใบดกหนาให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี พระติดตามก็ปักกลดในบริเวณใกล้ๆ
ต้นค้อใหญ่นี้อยู่ระหว่างบ้านดอนพันชาติ กับโรงสีพงษ์พานิชย์ อยู่กลางทุ่งนา
เมื่อท่านมาพักอยู่ที่นั่น ญาติโยมก็ทำกระท่อมน้อยๆ ให้ท่านพัก ตอนเช้าๆ ท่านก็จะออกเที่ยวบิณฑบาตที่หมู่บ้านดอนพันชาติ พวกเจ๊กพวกจีนที่ทำมาค้าขายเป็นลูกจ้างอยู่แถวโรงสี ก็จะเข้ามาทำบุญในตอนเช้า
ท่านเล่าว่ามีเรื่องน่าแปลก คือ กา
อีกานี่มันแปลก ท่านเล่า ในบริเวณต้นค้อใหญ่จะมีอีกาอยู่ฝูงใหญ่ๆ ร้องกาๆ อยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านเขาไม่กล้าไปทำอะไรมันหรอกเพราะกลัว บางคนกว่าเป็น กาตาปู่ ที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นค้อใหญ่ เป็นเจ้าที่ ใครไปฆ่าไม่ได้ ต้องเป็นไปต่างๆ นานา
เมื่อหลวงปู่เสาร์ท่านเข้ามาพักที่นั้นแล้ว อยู่ ณ ที่นั้นได้ ๒–๓ วันบิณฑบาตฉันเช้าเสร็จ เศษอาหารที่เหลือก้นบาตร ท่านนำมาเลี้ยงกา กาที่นั่นติดท่าน รักท่านมาก
เวลาออกบิณฑบาต ท่านก็จะเรียกว่า
“กาหลงเอ๋ย…ไปเถอะเราไปบิณฑบาตกัน ไปโปรดสัตว์ผู้มีทุกข์กัน ชาติสังขารนี้มันเป็นทุกข์ทั้งคนและสัตว์”
กามันก็จะบินตามไปเป็นขบวน ท่านเดิน ส่วนกาบิน ดูสวยงามมาก ชาวบ้านต่างก็รู้ว่าท่านออกบิณฑบาต เพราะกาบินนำหน้าและส่งเสียงร้องลั่น ร้องดัง กาๆ เป็นระยะๆ
คนถิ่นแถวนั้นอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง ต่างนิยมชมชื่นเคารพเลื่อมใสท่านมาก แต่ก่อนชาวบ้านแถวนั้นนับถือกาตาปู่ ตอนหลังได้คลายความเชื่อ มาพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ แม้แต่ลูกเล็กเด็กแสดงก็ออกมากราบไหว้เป็นทิวแถวในเวลาท่านไปบิณฑบาตโปรดสัตว์ในหมู่บ้าน
หลวงปู่เสาร์ ท่านมีเมตตามาก ดุใครไม่เป็น มีอุบายสอนคนแยบคายหลายอย่าง
ในระหว่างที่ท่านพักกรรมฐานอยู่ดอนพันชาติ ท่านเป็นที่พึ่งของเทวดา และมนุษย์ ตลอดจนสัตว์ทั้งหลาย เมตตาธรรมค้ำจุนโลกไม่มีประมาณ
ท่านเล่าให้ฟังน่าฟังมาก จำไม่ได้หมดมันนานมาแล้ว
๑๖๓
ปรารภไปเมืองลาว
ในปี พ ศ ๒๔๘๓ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พำนักอยู่ที่วัดเกาะแก้ว ดอนธาตุ เป็นพรรษาที่สอง
ท่านปรารภเรื่องที่จะข้ามไปฝั่งลาว ไปทำบุญอุทิศถวายแด่พระอุปัชฌาย์ของท่าน คือ ท่านพระครูทา โชติปาโล หรือพระครูสีทันดรคณาจารย์ อดีตเจ้าคณะใหญ่แห่งศรีทันดร เขตเมืองไทย แขวงนครจำปาศักดิ์
ท่านพระครูสีทันดรคณาจารย์ ได้มรณภาพไปนานแล้วที่วัดดอนฮีธาตุ เมืองโขงโน้น ซึ่งหลวงปู่ใหญ่ท่านมีความปรารถนาที่จะไปทำบุญอุทิศกุศลตั้งแต่เมื่อ ๑๒ ปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเที่ยวธุดงค์เผยแพร่ธรรมอยู่แถบจังหวัดสกลนคร นครพนม แต่ด้วยความที่ยังไม่พร้อม ท่านจึงได้รั้งรอเรื่อยมา
บัดนี้หลวงปู่ใหญ่ท่านชราภาพมากแล้ว จะต้องหาทางไปทำบุญอุทิศถวายครูอาจารย์ของท่านให้ได้ ท่านจึงเร่งเร้าให้คณะศิษย์หาทางให้ท่านได้ไปเมืองลาวตามความประสงค์โดยรีบด่วน
หลวงปู่ใหญ่ได้ปรึกษาแผนการเดินทางกับคณะศิษย์โดยกำหนดลงเรือจากวัดดอนธาตุไปตามลำน้ำมูล จนถึงบ้านด่านปากมูล แล้วล่องเรือไปตามน้ำโขง จนถึงเมืองโขง เป้าหมายสุดท้ายในฝั่งประเทศลาว
ถ้าดูตามเส้นทางที่ว่า พวกเราคงจะจินตนาการว่าแล่นเรือเรื่อยๆ ไปตามลำแม่น้ำ ดูช่างน่าสะดวกสบาย แถมยังได้ชื่นชมกับความงามของธรรมชาติสองฟากฝั่ง เป็นการเปิดหูเปิดตาของบรรดาพระเณรอีกด้วย
แต่ผิดคาด! บรรดาลูกศิษย์ใกล้ชิดและญาติโยมต่างพากันตระหนกตกใจ และคัดค้านท่านแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน พร้อมกับขอร้องไม่ให้องค์ท่านไป เพราะมันอันตรายเกินที่จะเสี่ยง
ทั้งนี้เพราะการเดินทางไปตามลำน้ำโขง ด้วยเรือแจว เรือพายที่มีในสมัยนั้น ต้องเสี่ยงอันตรายมาก ด้วยสภาพท้องน้ำเต็มไปด้วยเกาะแก่งน้อยใหญ่ มีทั้งน้ำเชี่ยว น้ำวนน้ำเป็นพุเป็นขัน หากใครไม่มีความชำนาญในน่านน้ำแถบนี้โดยเฉพาะแล้ว ก็ยากที่จะไปรอดปลอดภัยได้
ชาวบ้านสมัยนั้นกล่าวกันว่า
“ถ้าใครเดินทางโดยเรือแจว เรือพายไปแถวนั้นแล้ว เมียที่รออยู่ทางบ้านให้เตรียมตัวเป็นหม้ายได้เลย”
หลวงปู่ใหญ่ท่านยังคงยืนยันต้องไปให้ได้ ก่อนที่ท่านจะละสังขาร และท่านยังกล่าวด้วยว่า
“มันสิเป็นอิหยัง ยังบ่ถึงคราว”
ในครั้งนั้นยังหาผู้ชำนาญทางน้ำไม่ได้ การเดินทางของหลวงปู่ใหญ่จึงต้องชะลอไปก่อน
ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อพระอาจารย์ที่หลวงปู่ใหญ่ประสงค์จะไปทำบุญอุทิศให้จากแหล่งต่างๆ ไม่ตรงกัน บางแหล่งบอกว่าเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านที่ชื่อ พระครูทา โชติปาโล ส่วนบันทึกของหลวงพ่อโชติ กับหนังสือประวัติพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ชื่อหนังสือ “มณีรัตน์ อัญมณีแห่งไพรสณฑ์” จัดพิมพ์โดยวัดหนองป่าพง ได้ระบุชัดเจนว่า ญาคูสีทา ชยเสโน โดยเขียนภายใต้หัวข้อว่า “หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ทำบุญอุทิศให้พระกรรมวาจาจารย์” โดยมีเนื้อเรื่องดังนี้.:
“ในระหว่างจำพรรษา ๒๔๗๙–๒๔๘๓ อยู่ที่วัดป่าหนองอ้อ บ้านข่าโคมนั้น หลวงปู่เสาร์ได้นิมิตเห็น ญาคูสีทา ชยเสโน พระกรรมวาจาจารย์ของท่าน สมัยอยู่ที่วัดบูรพาในตัวเมืองจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งพื้นเพท่านอยู่เมืองสีพันดอน แขวงจำปาศักดิ์ ท่านไปเรียนที่กรุงเทพฯ และได้มาเป็นอุปัชฌาย์อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากนั้นได้ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่มาตุภูมิ ไปอยู่วัดดอนฮี (วัดเกาะรี) เมืองโขง แขวงจำปาศักดิ์ และได้มรณภาพลงที่นั่น ไปเกิดเป็นเปรตรบกวนลูกหลานทำให้ลูกหลานเดือดร้อน จึงคิดจะไปทำบุญอุทิศให้พระกรรมวาจาจารย์.. ”
เราซึ่งเป็นคนรุ่นหลัง ก็เพียงแต่รับทราบว่า หลวงปู่ใหญ่ไปทำบุญอุทิศให้ ครูอาจารย์ ของท่านองค์หนึ่งก็แล้วกัน เรื่องชื่อ เรื่องเวลา เรื่องสถานที่ มีคลาดเคลื่อน–แตกต่างกันไปบ้าง ก็คงต้องปล่อยให้ผู้รู้ท่านตรวจสอบก็แล้วกัน ในชั้นนี้เราคงทำได้เพียงรับรู้เรื่องราวไปเท่านั้น ส่วนที่ยังสงสัย ถ้ายังติดใจอยู่ก็หาทางสอบถามไปนะครับ
๑๖๔
สบโอกาสเหมาะ
ในช่วงเวลานั้น นายฮกเที่ยง (นายวิโรจน์ โกศัลวิตร) เศรษฐีใหญ่แห่งเมืองอุบลฯ ซึ่งเป็นพี่ชายของ นายฮกต่าย (นายวิชิต โกศัลวิตร) ได้ถึงแก่กรรม
ทางเจ้าภาพคือ คุณหญิงตุ่น ได้มากราบนิมนต์หลวงปู่ใหญ่พร้อมกับพระลูกศิษย์อีก ๓ รูป พระอาจารย์ดี ฉนฺโน พระอาจารย์บัวพา ปญฺญาภาโส และ พระอาจารย์กงแก้ว ขนติโก รวมเป็น ๔ รูปขึ้นไปเมืองอุบลฯ เพื่อทำบุญอุทิศให้กับผู้ตาย
ในงานนี้ เจ้าภาพได้ปวารณาถวายปัจจัยรูปละ ๑๐ บาท รวมพระ ๔ รูป เป็นเงิน ๔๐ บาท
ถ้าเทียบค่าของเงินในสมัยนั้นมีมูลค่าไม่น้อยเลย เพราะการซื้อขายข้าวของในสมัยนั้นยังนับเป็นสตางค์กันอยู่ ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕ – ๑๐ สตางค์เป็นอย่างมาก ถ้าเทียบเงิน ๑๐ บาท ก็มากกว่า ๑,๕๐๐ – ๒,๐๐๐ บาทในสมัยนี้เสียอีก
เมื่อกลับถึงวัดบูรพาราม เมืองอุบลฯ แล้ว หลวงปู่ใหญ่ก็บอกกับศิษย์ทั้งสามว่า
“เราจะไปเมืองโขงทำบุญอุทิศถวายพระอุปัชฌาย์ ปัจจัยจำนวนนี้เราขอนะ”
พระอาจารย์ทั้งสาม กราบเรียนว่า
“ปัจจัยทั้งหมดนี้มอบให้พ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยความเต็มใจ พ่อแม่ครูอาจารย์จะนำไปทำอะไรก็สุดแท้แต่ท่านเถิด”
เป็นอันว่าปัญหาเรื่องปัจจัยที่จะไปทำบุญได้ผ่านพ้นไปแล้วแก้ปัญหาไปได้หนึ่งเปลาะ
ปัญหาใหญ่ที่เหลือได้แก่เรื่องพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง
ความดำริของหลวงปู่ใหญ่ ทราบไปถึง แม่ชีผุย (มารดาของนายฮกเที่ยง นายฮกต่าย หรือ นายวิโรจน์ และนายวิชิต โกศัลวิตร เศรษฐีใหญ่เมืองอุบลฯ)
คุณแม่ชีผุยได้ปวารณา ขอเอารถยนต์ไปส่งคณะหลวงปู่ใหญ่จนถึงที่หมาย แทนการเดินทางด้วยเรือแจว เรือพาย ที่เสี่ยงอันตรายเกินไป
เป็นอันว่าแผนการเดินทางของหลวงปู่ใหญ่ที่จะไปทำบุญอุทิศแด่ครูอาจารย์ของท่านก็สำเร็จดังใจหมาย
สาธุ! สาธุ! สาธุ!
๑๖๕
การแบ่งการเดินทางเป็น ๓ คณะ
การเดินทางไกลครั้งสุดท้ายของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลถูกกำหนดขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔
คณะแรก หลวงปู่ใหญ่ ได้มอบหมายให้เดินทางล่วงหน้าไปก่อน มีพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล, พระอาจารย์บุญมาก และพระอาจารย์กิ ธมมุตฺตโม เดินทางด้วยเท้า เดินธุดงค์บำเพ็ญเพียรไปด้วย ให้เดินทางไปรอท่านอยู่ที่นครจำปาศักดิ์ ไปพักรออยู่ที่วัดภูจำปาศักดิ์
คณะที่สอง เป็นคณะใหญ่ของหลวงปู่ใหญ่ ศิษย์ผู้ร่วมเดินทางมี พระอาจารย์ดี ฉนฺโน, พระอาจารย์ทอง อโสโก, พระอาจารย์กงแก้ว ขนติโก, พระอาจารย์สอ, พระอาจารย์บัวพา ปญญาภาโส พร้อมด้วยพระเณรและลูกศิษย์ติดตามอีกมาก
ข้อมูลในหนังสืออาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ซึ่งได้จากการบอกเล่าของ ท่านหลวงตาพวง สุขินฺทริโย บอกว่า ตอนนั้น ท่านหลวงตาเองยังเป็น สังฆาการี (ศิษย์วัด) อยู่ ชื่อ พวง ลุล่วง อายุ ๑๔ ปี จากบ้านสีฐาน อ ป่าติ้ว ยโสธร เพื่อนฆราวาสที่ไปด้วยเท่าที่จำได้ มีชื่อ กร อายุ ๑๘ ปี ตัวโตกว่าเพื่อน, ชื่อบุญมี ไทรงาม อายุ ๑๕ ปี จากบ้านสีฐาน ชื่ออำนวย (พระครูโอภาสธรรมภาณ) และอีกคนชื่อ เจริญ จากบ้านท่าฆ้องเหล็ก เป็นศิษย์คอยอุปัฎฐากและผู้เก็บรักษาสะพายบาตรของหลวงปู่ใหญ่
ออกเดินทางประมาณเดือนธันวาคม จากวัดบูรพาราม มีคณะแม่ชีผุย ร่วมเดินทางไปส่ง
เมื่อรถวิ่งไปถึงบ้านเมืองเก่า หลวงปู่ใหญ่บอกให้พระอาจารย์ทอง อโสโก ลงที่นั่น บอกว่า
“ท่านทอง อยู่จุดนี้ให้เป็นด่านหน้า คอยส่งข่าวฟังข่าวต่างๆ เมื่อเราไปอยู่ที่ใดก็จะส่งข่าวมาบอก”
หลวงปู่ใหญ่ มอบมีดโต้ให้พระอาจารย์ทอง ๑ เล่ม และพระอาจารย์กงแก้ว มอบสามเณรให้คอยติดตามและอุปัฏฐากด้วย ๑ รูป
จากนี้คณะของหลวงปู่ใหญ่ ก็ออกเดินทางต่อไปจนถึงนครจำปาศักดิ์ ไปพักที่วัดอำมาตยาราม
หลวงพ่อโชติ ท่านเขียนไว้ว่า วัดอำมาตยาราม เป็นวัดที่ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) สมัยเป็นพระครูวิจิตรธรรมภาณี เจ้าคณะแขวง เคยมาจำพรรษาอยู่ที่นี่มาก่อน
ในหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ บรรยายไว้ดังนี้:
“วัดอำมาตยาราม เป็นวัดเก่าตั้งอยู่บ้านอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์ มีเนื้อที่ ๑๐ กว่าไร่ สร้างในสมัยที่ท่านเทวธมมี (ม้าว) เป็นอุปัชฌาย์แห่งเมืองอุบลฯ ตรงกับรัชกาลที่ ๕
ต่อมาพระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น) และ เจ้ายุติธรรมธร เจ้านครจำปาศักดิ์ พร้อมด้วย ท้าวเพี้ย กรมการเมือง ร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะขึ้น สำหรับเป็นวัดธรรมยุตวัดแรกของแขวงจำปาศักดิ์ และได้เปิดเป็นสำนักเรียนมีชื่อว่า โรงเรียนบูรพาสยามเขต ในยุคที่ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ มาปกครองคณะสงฆ์จำปาศักดิ์ เป็นเจ้าคณะสังฆปาโมกข์ นครจำปาศักดิ์ และเป็นเจ้าอาวาสวัดอำมาตย์นี้
วัดอำมาตยาราม นี้ มีพระอุโบสถอยู่ตรงกลางวัด ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสู่แม่น้ำโขง มีหน้ากว้าง ๘ วา ยาว ๑๑ วา (๑๖ x ๒๒ เมตร) ลักษณะเป็นผนังก่ออิฐถือปูน หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา และได้รับพระราชทานที่วิสุงคามสีมาเมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๓๑ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
นอกกำแพงวัดด้านหน้า กับข้างวัดด้านใน เป็นถนน ด้านหลังวัดเป็นที่สวนและทุ่งนา ข้างวัดด้านเหนือเป็นตึกรามบ้านพักอาศัยของชาวบ้าน ที่ตรงข้ามหน้าวัดเป็นสวนริมโขง ถัดจากสวนก็เป็นแม่น้ำโขง มีท่าน้ำตรงกับประตูหน้าวัด ที่ตรงดิ่งไปสู่ประตูอุโบสถ เรียกชื่อท่าน้ำนี้ว่าท่าอำมาตย์ ตรงข้างวัดทางทิศใต้เป็นท่าน้ำอีกเรียกว่า ท่าศาลา หรือ ท่าโรงหมอ เพราะในซอยข้างวัดเป็นที่ตั้งของสถานพยาบาล (โรงหมอ) นั่นเอง
คณะที่สาม เดินทางตามไปภายหลัง เป็นคณะของท่านพระอาจารย์เนียม สุวโจ ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท ทั้งสองท่านเป็นพระอาคันตุกะที่ท่านพระอาจารย์มั่นส่งมาจากสกลนคร เพื่อกราบเยี่ยมพระอาจารย์ผู้เฒ่า จึงต้องมีผู้นำทางไปคือ พระอาจารย์บุญเพ็ง นารโท หลานของหลวงปู่ใหญ่ และยังมีพระอาจารย์แก้ว (หลวงปู่เจี๊ยะเรียกว่าครูบาแก้ว ครูบาเนียม) พร้อมสามเณรกับผ้าขาวผู้ติดตามอีกด้วย
คณะที่สามนี้เดินทางด้วยเท้า เราลองมาอ่านคำเล่าบอกของหลวงปู่เจี๊ยะโดยตรงในตอนต่อไปครับ
๑๖๖
คณะที่สาม คณะของหลวงปู่เจี๊ยะ
เราลองมาดูการเดินทางของคณะที่สามก่อน เป็นคำบอกเล่าของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท โดยตรง ดังนี้
หลังจากหลวงปู่เสาร์ท่านหายจากอาพาธแล้ว ธาตุขันธ์กระปรี้กระเปร่า ท่านจึงเดินทางไปทำบุญอุทิศให้ท่านแดดัง ผู้เป็นอุปัชฌาย์ของท่านซึ่งอยู่ที่ หลี่ผี ประเทศลาว (ตามปกติหลวงปู่เสาร์จะชอบออกธุดงค์ลงไปทางใต้นครจำปาศักดิ์ หลี่ผี ปากเซ ฝั่งประเทศลาว แล้วก็ย้อนกลับมาจำพรรษาที่วัดดอนธาตุ เป็นประจำทุกปี)
หลวงปู่เสาร์ เดินทางล่วงหน้าไปประเทศลาวก่อนเรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) จึงเดินธุดงค์ติดตามไปทีหลัง ความจริงแล้วเราจะไม่ธุดงค์ติดตามท่านไปจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ตั้งใจว่าจะกลับสกลนครไปหาท่านพระอาจารย์มั่น ที่บ้านโคกสี (จ.สกลนคร) ก่อนเลยก็ได้
แต่เมื่อมานึกถึงคำสั่งของท่านพระอาจารย์มั่น ก็ให้หวนรู้สึกประหวัดๆ อยู่ในใจว่า
“เจี๊ยะเอ้ย! ดูแลหลวงปู่เสาร์แทนผมให้ดีนะ ถึงการป่วยอาพาธของท่านจะหายก็อย่าได้ไว้วางใจเป็นอันขาด”
เมื่อเป็นดังนี้ เราจึงจำเป็นต้องเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่เสาร์ไปประเทศลาว เพราะมีความมั่นใจในความรู้พิเศษของท่านพระอาจารย์มั่นว่า
“ท่านต้องทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าในเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่นอน จึงกำชับให้เราดูแลหลวงปู่เสาร์เป็นอย่างดี”
ท่าน (หลวงปู่มั่น) เน้นว่า “อย่าได้ไว้วางใจ” เหมือนกับท่านบอกเป็นนัยๆ แต่ท่านไม่พูดตรงๆ จะเป็นการทำนายครูบาอาจารย์ ท่านอาจารย์มั่น ท่านเคารพรักหลวงปู่เสาร์มาก
ขณะหลวงปู่เสาร์ เดินทางล่วงหน้าไปประเทศลาว นครจำปาศักดิ์ก่อนแล้ว ทางฝ่ายเราพระเจี๊ยะ และพระเพ็ง ผู้เป็นหลานของท่านครูบาแก้ว ครูบาเนียม และเณรกับผ้าขาว ก็ออกเดินทางด้วยเท้าจากดอนธาตุ มุ่งไปยัง เขตสุวรรณคีรี ริมแม่น้ำโขง ซึ่งใกล้กับปากน้ำมูลเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง
เราได้พาหมู่คณะพักค้างคืนที่บนภูเขาที่เขตสุวรรณคีรี ต่อมาได้มีผู้มานิมนต์ให้ไปพักอยู่ที่ใกล้ๆ กับแม่น้ำโขง เป็นที่มีป่าใหญ่มาก มีสัตว์นานาชนิด เช่น ช้าง เสือ หมี และในน้ำยังมีปลาโลมาน้ำจืด เสียงร้องดังเหมือนเสียงวัว อีกทั้งสถานที่นั้นยังเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านเกรงกลัวมาก เพราะใครจะไปตัดไม้ไม่ได้ หากตัดต้นไม้ก็มีอันเป็นไป คือเจ็บไข้ได้ป่วย
ในป่านั้นมีไม้ยางใหญ่ๆ เขาทำเป็นตะท้าวดักเสือ เมื่อเสือผ่านลอดเข้ามา ตะท้าวก็จะหล่นมาทุบเสือตาย เราไม่รู้ไปยกเอาไม้ออก ต้นไม้ก็มาแทงเอาขา ต้องเอาน้ำมันมาทา เดินไม่ได้ตั้งนาน เจ็บปวดมาก ไม่รู้ว่าเขาทำดักเสือ
เราพาหมู่คณะปฏิบัติพักอยู่ที่ป่าดงใหญ่นี้ไม่นานนักได้นำคณะธุดงค์ไปยังนครจำปาศักดิ์ตามคำนิมนต์ของโยมคำตัน
ในระหว่างนั่งเรือไปนครจำปาศักดิ์ แล้วมุ่งตรงไปทางปากเซ ปากซัน ปีนั้นน้ำเยอะเชี่ยวกรากมาก ล่องเรือไปตามกระแสน้ำ เรือมันจึงแล่นเร็ว พอไปถึงตรงสะดือน้ำใหญ่ บังคับเรือไว้ไม่อยู่ เรือหมุนติ้วๆ บึ้ดๆ ๆ งี้ ทีนี้เรือมันเล็กมันหมุนตั้ง ๒๐ รอบมั้ง วื้อๆ ๆ
ถ้าเป็นเรือใหญ่มันก็หมุนสักเดี๋ยวก็ไปได้ แต่เราไปเรือพายเล็กๆ ถึงตรงสะดือน้ำก็หมุนเคว้งคว้าง เราก็ตะโกนบอกสั่งให้พวกฝีพายช่วยกันงัดเรือออกไปอีกด้าน เราต้องใช้ไม้พายช่วยงัด จึงหลุดออกมาได้ ไม่งั้นตาย
คนตายแยะตรงนี้ มันดูดลงไปตาย ถ้าเกิดล่มขึ้นมาเราอาจจะไม่ตาย เพราะเราว่ายน้ำเก่ง แต่มันต้องเอาจีวรออก ถ้าเอาออกไม่ทันก็ตายเหมือนกัน มันเป็นสะดือน้ำ หมุนวนน่ากลัว
(หลวงปู่เจี๊ยะ เป็นคนจันทบุรี ลูกน้ำเค็ม ท่านว่ายน้ำเก่ง)
เดินทางถึงวัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์
เมื่อเรือเลียบฝั่ง เราได้พาพระเณรทั้งหมดไปพักยังวัดอำมาตย์ (วัดอำมาตยาราม) นครจำปาศักดิ์ มุ่งเพื่อจะไปให้ทันหลวงปู่เสาร์ แต่คลาดกัน หลวงปู่เสาร์ได้ธุดงค์ไปที่หลี่ผีก่อน
พักที่วัดอำมาตย์ พอสมควรแล้ว ต่อจากนั้นได้ธุดงค์ต่อไปที่ห้วยสาหัว เขตนครจำปาศักดิ์ ห่างตัวเมือง ๑๐ กว่ากิโลเมตร พักอยู่ที่นี่ราว ๔ เดือน เป็นหมู่บ้านที่มีผู้อยู่อาศัยราว ๑๘ หลังคาเรือน
ในการธุดงค์ครั้งนี้ เราพักอยู่กับพระเพ็งสององค์เพียงเท่านั้น
ในขณะที่เข้าไปพักอยู่ที่บ้านห้วยสาหัว อาหารการฉันก็เป็นอาหารพื้นบ้าน เรามาเพื่อธรรม สิ่งเหล่านี้จึงไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
เราไปกินปูนา เขาเอามาต้ม ตัวเล็กๆ กินกับข้าวเหนียว รสมันหื่น กินไม่ลง ติดคอ
อยู่ที่นั้น มีมันหัวใหญ่ๆ เท่าต้นเสากุฏิเรานี่ (ทำมือประกอบ) เวลาจะเอา ต้องเอาน้ำรดให้ชุ่ม โน้มลำต้นไผ่ลงมาคล้อง แล้วดึง (เถามัน) ขึ้นมาทั้งต้น ต้องมัดหัวจุกมันแล้วดึงขึ้นมา ต้องค่อยๆ ไม่งั้นหักหมด มันยาว
เวลารดน้ำ ดินมันก็อ่อน ค่อยๆ ดึงขึ้นมา ไม่งั้นหักหมด เราขุดธรรมดาไม่ได้ เพราะมันลึกหลายเมตรเลย ต้องใช้ต้นไม้ขนาดพอดีโน้มปลายลงมาแล้วค่อยๆ เอาเชือกผูกที่หัวมัน ด้วยแรงของไม้โน้มและดินที่อ่อนด้วยการรดน้ำให้ชุ่ม หัวมันก็จะค่อยๆ โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนสุด
บางหัวนี่ยาวหลายเมตร มันขาวอร่อย กินเปล่าๆ ไม่มีน้ำตาลน้ำอ้อยจิ้ม ถ้ามีกะทิก็ยิ่งดีใหญ่ แต่สมัยนี้ไม่มี
ปลาใหญ่ก็มีเยอะแยะ ร้องโอ้กๆ มันเล่นกันในน้ำตอนกลางคืน เขาเรียกปลาโลมาน้ำจืด มันร้องเหมือนเสียงควายเลย ร้องโอ้กๆ ๆ
เราลงไปเล่นในน้ำ อาบน้ำ โดนปลิงดูด เราไม่กลัวปลิง มันกัดก็จับปลดออก
นั่งเรือไปค้างกลางทาง ๑ คืน เพราะเรือไม่มีใบ ขากลับเดินไปเที่ยว เจอเสือกับช้างป่า เราอยู่ในร่องลึกมันอยู่ข้างบน เราถามอะไร เขาบอกช้าง เราไม่รู้ ไม่งั้นเราจะไปดู
เค้าจับช้างตัวเล็กๆ มา มันซน เราก็ไปแหย่ มันก็ไล่ขวิด เอาข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนให้มันกิน มันเอางวงรับเข้าปาก หมดปึ้บ ขอเราอีก ทีหลังเราลุกไปไหนมันเดินตามเลย มันอดอยากมาก
ไปมานานมากแล้ว ห้าสิบปีแล้ว
๑๖๗
นัดศิษย์มารวมกัน ทำพิธีมาฆบูชา
กลับไปติดตามคณะของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กันต่อนะครับ
เมื่อคณะของหลวงปู่ใหญ่ เดินทางไปถึงนครจำปาศักดิ์ ได้เข้าพักที่วัดอำมาตยาราม
ลูกศิษย์คณะที่หนึ่ง ที่เดินทางไปล่วงหน้า คือ พระอาจารย์ทองรัตน์ พระอาจารย์บุญมาก และ พระอาจารย์กิ ซึ่งไปพักบำเพ็ญสมณธรรมรออยู่ที่วัดภูจำปาศักดิ์ ทราบข่าวการเดินทางมาถึงของหลวงปู่ใหญ่ จึงพากันมากราบทำวัตรและถวายการอุปัฏฐากตามธรรมเนียมของพระสายกรรมฐาน
หลวงปู่ใหญ่ ได้นัดหมายให้ส่งข่าวลูกศิษย์ทั้งหมด ให้มารวมกัน ทำพิธีมาฆบูชาซึ่งเป็นการนัดรวมลูกศิษย์เป็นประจำทุกปีที่วัดภูจำปาศักดิ์ ก็อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๕ คณะศิษย์ต่างแยกย้ายไปบำเพ็ญสมณธรรมตามอัธยาศัยของตน
เมื่อนัดแนะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ขณะนั้นเป็นเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔) หลวงปู่ใหญ่ จึงได้พาคณะศิษย์ติดตามเดินหางต่อไปยังเมืองโขง–ดอนฮีธาตุ ซึ่งยังอยู่อีกไกล เพื่อทำบุญอุทิศถวายครูบาอาจารย์ของท่านตามที่ตั้งใจ
หลวงปู่ใหญ่ ยังได้กำชับคณะศิษย์ที่อยู่ที่นครจำปาศักดิ์ คอยสดับตรับฟังข่าวขององค์ท่านอย่าให้คลาด!
รวมทั้งให้พระอาจารย์บุญมากจัดทำประทุนเรือแจวไปคอยรับท่านในตอนขากลับด้วย
คณะของหลวงปู่ใหญ่ ออกเดินทางไปเมืองโขง–ดอนฮีธาตุ ด้วยการโดยสารเรือกลไฟ ล่องใต้ลงไป พักค้างคืนที่วัดกลาง เมืองมุลปาโมกข์ หรือมีชื่อทางการของไทยว่า อำเภอวรรณไวทยากร (ดินแดนส่วนนั้นยังเป็นของประเทศไทยในสมัยนั้น)
เมืองมุลปาโมกข์ หรืออำเภอวรรณไวทยากรนั้น อยู่ใกล้จะถึงเมืองโขง เป้าหมายปลายทางแล้ว ทางคณะออกเดินทางด้วยเรือพายเรือแจว ต่อไปยังเมืองโขง ดอนฮีธาตุ บ้านเกิดและที่ประดิษฐานสถูปบรรจุอัฐิธาตุของพระครูสีทันดรคณาจารย์ หรือ ท่านพระครูสีทา โชติปาโล พระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่ใหญ่
นับเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและทรหดอดทนอย่างยิ่งสำหรับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ที่ชราภาพอายุเลย ๘๐ ปีแล้ว และแสดงถึงความเด็ดเดี่ยว มุ่งจุดหมายหนึ่งเดียวอย่างแน่วแน่ไม่แปรผัน เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ ก่อนที่ท่านเองจะลาขันธ์
๑๖๘
วงศ์ธรรมยุตสีทันดร ดอนโขง
ขออนุญาตหยุดพักเรื่องของหลวงปู่ใหญ่ ไว้สักประเดี๋ยว ขอนำท่านไปรับทราบข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ธรรมยุต แขวงจำปาศักดิ์ หรือ วงศ์ธรรมยุตสีทันดร พอเป็นพื้นฐานสักเล็กน้อย
ทั้งหมดนี้เป็นผลการค้นคว้าของ อาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติอีกนั่นแหละ แล้วผมก็บรรจงคัดลอกมาเสนอ (เอาหน้า) ด้วยความภาคภูมิใจ
ขอเริ่มตรงบริเวณแม่น้ำโขง ส่วนล่างสุดของประเทศลาวเรียกว่า สีทันดร มากจากคำว่า สี่พันดอน
ดอน ในที่นี้หมายถึง เกาะ
ที่เรียกว่า สีทันดร หรือ สี่พันดอน ก็เพราะแม่น้ำโขงบริเวณนี้มีเกาะแก่งน้อยใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก จนว่ากันว่า สุดคณานับ (คงไม่มีใครไปลอยคอนับได้หมด)
เกาะที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณนี้ ชื่อ ดอนโขง (เกาะโขง) ตั้งอยู่กลางลำน้ำโขง เป็นที่ตั้งของหลายหมู่บ้าน หลายตาแสง (ตำบล) จนรวมกันกลายเป็นเมือง เรียกว่าเมืองโขง มีภูเขา ๗ ลูก มีสนามบินแห่งสุดท้ายใต้สุดของชาติลาวตั้งอยู่ที่เมืองนี้ ถ้าจะเทียบก็คล้ายกับเกาะภูเก็ตของไทยเรา น่าจะเทียบกันได้
พอนึกภาพออกนะครับ
ทีนี้มาพูดเรื่องพระสายธรรมยุตของลาว ก็ขอเริ่มมาตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ยังทรงผนวชเป็นวชิรญาโณภิกขุอยู่ ก็ได้มีชาวสีทันดรท่านหนึ่งชื่อว่า ก่ำ ได้มีจิตเลื่อมใสบวชเรียน เป็นสัทธิวิหาริก (ลูกศิษย์) ของพระเจ้าอยู่หัว วชิรญาโณภิกขุ
ตามประวัติ ท่านก่ำ เป็นหนึ่งในบรรดาชาวพื้นเมืองที่ถูกเกณฑ์ลงมาส่งช้างเผือกที่กรุงเทพฯ แล้วท่านก็สนใจบวชเรียน ตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย ชำนาญในอักษรสมัยและพระสูตร รอบรู้ในธรรมจนเป็นที่ไว้วางพระหฤทัยของท่าน วชิรญาโณ พระอาจารย์ของท่าน
หลังจากท่านวชิรญาโณ ขึ้นครองราชย์ เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แล้ว ท่านพระภิกษุก่ำ รำลึกถึงเมืองโขง สีทันดร บ้านเกิดเมืองนอนท่าน และใคร่จะเห็นวงศ์ธรรมยุติก่อตั้งขึ้นในถิ่นนั้น
เมื่อได้โอกาสกราบทูล พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทรงอยากให้คณะธรรมยุติกาตั้งมั่น แผ่ไพศาลรุ่งเรืองทั่วพระราชอาณาจักร
เวลานั้นเมืองโขง สีทันดร นครจำปาศักดิ์ ยังเป็นขอบขัณฑสีมาอาณาจักรสยามประเทศอยู่
เมื่อถึงกำหนดวันเดินทาง พระเถราจารย์เจ้าก่ำ คุณสมฺปนฺโนก็เข้าเฝ้ารับพระโอวาททูลลา นำวงศ์ธรรมยุติกาไปสู่เมืองโขง สีทันดร
นัยว่า ในโอกาสเดียวกันนี้ พระเถราจารย์เจ้าพันธุละ (ดี) ก็นำเอาวงศ์ธรรมยุติกาไปสู่เมืองอุบลราชธานี (โปรดไปอ่านทบทวนตั้งแต่ตอนแรกๆ นะครับ)
และ พระเถราจารย์เจ้า ธัมมปาละ ก็นำเอาวงศ์ธรรมยุติกาไปกรุงพนมเปญ กัมพูชา พร้อมๆ กัน
ดังนั้น วงศ์ธรรมยุติกาสีทันดร อุบลราชธานี และ กรุงพนมเปญจึงออกไปประดิษฐานเผยแพร่พร้อมกัน มีความเกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่บัดนั้นแล
เมื่อพระเถราจารย์เจ้าท่านก่ำ คุณสมปนโน นำเอาวงศ์ธรรมยุติกาไปถึงเมืองโขง สีทันดร แล้ว กิตติศัพท์ด้านคุณธรรมความดีงามของท่านก็แพร่ออกไปกว้างไกล ประชาชนตลอดจนท่านเจ้าเมือง คือพระอภัยราชวงศา ต่างเลื่อมใสศรัทธาเป็นเหตุให้มีการสร้างวัดธรรมยุตขึ้นมาหลายแห่ง
วัดภูเขาแก้วมณีวรรณ ตั้งเป็นวัดแรก ต่อมาก็มีวัดสุทัศน์มาลาราม บ้านนา, วัดสุวรรณเจดีย์ บ้านเวินทอง, วัดพระธาตุศรีบุญเรือง บ้านดง, วัดโพนแก้ววิชัย ที่ส้างไพโพนแสง, วัดดอนกระสัง และวัดดอนเหล็กไฟตามลำดับ
เมื่อมีการสมโภชพระประธานฉลองพระอุโบสถ วัดภูเขาแก้วมณีวรรณ มีการแห่พระทางชลมารค รอบเกาะโขง เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์คือ เจ้ายุติธรรมธร ก็เสด็จลงไปร่วมงาน นับว่าวงศธรรมยุติกาสีทันดรได้รับความอุปถัมภ์จากเจ้านายเชื้อพระวงศ์มาแต่เริ่มแรก ทำให้การเผยแพร่พระพุทธศาสนาสายนี้เป็นไปโดยสะดวก และเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ
พระเถราจารย์เจ้า ท่านก่ำ ต้นวงศ์ธรรมยุตสีทันดร ได้ดับขันธ์มรณภาพด้วยโรคชรา ที่วัดโพนแก้ววิชัย ดอนส้างไพโพนแสง อัฐิธาตุของท่านได้บรรจุในพระเจดีย์สูง ๑๕ วา กว้าง ๓ วา อยู่ทางทิศตะวันออกของวัดนั้นเอง
บรรดาลูกศิษย์อาวุโส มีพระครูธรรมสัง (วา) เป็นต้น ก็พาหมูคณะสืบศาสนทายาทวงศ์ธรรมยุตต่อมาโดยลำดับ ได้ส่งพระภิกษุสามเณรผู้หนักต่อทางศึกษาไปเล่าเรียนพระธรรมวินัย ที่สำนัก ท่านเทวธัมมี (ม้าว) ที่วัดศรีทอง และวัดสุปัฏนาราม ในเมืองอุบลราชธานี
ในสมัยต่อมา เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้รับอาราธนาให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดอำมาตยาราม และเจ้าคณะแขวงจำปาศักดิ์ ก็ได้มีพระภิกษุสามเณรจากเมืองโขง สีทันดร มาอาศัยเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยบ้าง มาบวชที่นั่นบ้าง และท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เองก็ได้เดินทางลงไปตรวจตราสั่งสอนหมู่คณะทางสีทันดร เป็นประจำ
ด้วยเหตุนี้ พระภิกษุสามเณรวงศ์ธรรมยุตสายสีทันดร นครจำปาศักดิ์ จึงมีความเกี่ยวพันกับสายอุบลฯ อย่างแน่นแฟ้น และเป็นเหตุสืบเนื่องให้ได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ ด้วยเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะมาพักอาศัยที่วัดบรมนิวาส และที่วัดปทุมวนาราม ที่ได้รับสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณ เป็นพระครู และที่เป็นมหาเปรียญ ก็มีหลายองค์
ครูบาอาจารย์วงศ์ธรรมยุตสายสีทันดรที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ได้แก่เจ้าอาวาสลำดับที่ ๒–๓–๔ คือ พระครูปทุมธาดา (สิงห์ อคฺคธมฺโม) พระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) และพระวิสุทธิสารเถร (ผิว)
สำหรับเจ้าอาวาสลำดับที่ ๕ คือ ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) ผู้เป็นสหธรรมิกของ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่สืบสายสีทันดรมาเช่นกัน
ท่านพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่เสาร์ ที่ท่านเดินทางมาทำบุญอุทิศถวาย คือ ท่านพระครูสีทันดรคณาจารย์ (พระครูสีทา โชติปาโล) ก็เป็นเชื้อสายวงศ์ธรรมยุตสีทันดร ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะใหญ่แห่งสีทันดร ซึ่งท่านมรณภาพที่ดอนฮีธาตุ เมืองโขง ที่ตั้งอยู่บนเกาะดอนโขง แห่งนี้เอง
๑๖๙
ทำบุญถวายกุศลพระอุปัชฌาย์
พระอุปัชฌาย์ที่หลวงปู่ใหญ่เดินทางมาถวายกุศลอุทิศคือ ท่านพระครูทา โชติปาโล ซึ่งต่อมาได้รับสมณศักดิ์ที่พระครูสีทันดรคณาจารย์ เจ้าคณะใหญ่แห่งสีทันดร
ท่านพระครูทา ท่านเป็นชาวเมืองโขง แขวงจำปาศักดิ์ ได้ไปบวชเรียนที่จังหวัดอุบลราชธานี จนได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ และในบั้นปลายชีวิตท่านได้เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ได้นำความเจริญทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน จนได้เกิดวัดธรรมยุตบนเกาะดอนโขงมากกว่า ๒๐ วัดสืบต่อมาจนปัจจุบันนี้
ท่านพระครูทา โชติปาโล หรือ พระครูสีทันดรคณาจารย์ ได้มรณภาพที่ดอนฮีธาตุ เมืองโขง บ้านเกิดเมืองนอนของท่าน ลูกศิษย์ลูกหาและญาติโยมได้พร้อมใจกันให้ก่อสถูปเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของท่าน ณ สถานที่แห่งนี้
ในวันทำบุญอุทิศถวายพระอุปัชฌาย์นั้น หลวงปู่ใหญ่เสาร์ได้บอกให้ลูกศิษย์ลูกหาของพระอุปัชฌาย์พร้อมทั้งญาติโยมที่ศรัทธาในองค์ท่านได้ทราบ แล้วได้นิมนต์พระสงฆ์มาร่วมพิธีในครั้งนั้นจำนวน๔๐ รูป ได้ถวายปัจจัยรูปละ ๑ บาท ครบจำนวน ๔๐ บาท ที่ท่านได้รับถวายจากงานศพของเศรษฐี ในเมืองอุบลฯ เมื่อคราวที่แล้ว
ญาติโยมชาวเมืองโขง–ดอนฮีธาตุ ได้จัดเตรียมภัตตาหารถวายบิณฑบาตพระเณรที่มาร่วมงาน
การจัดบำเพ็ญกุศลครั้งนี้เสร็จสิ้นด้วยดี หลวงปู่ใหญ่ได้บำเพ็ญกุศลถวายพระอุปัชฌาย์ท่านสมดังความตั้งใจ ที่ท่านมีมาก่อนนี้ถึง ๒๐ ปี นับว่าท่านมีความกตัญญูกตเวทีเป็นอย่างยิ่ง ท่านมีความตั้งใจที่เด็ดเดี่ยว แม้การเดินทางจะเต็มไปด้วยความยากลำบากและเสี่ยงอันตราย กอปรกับท่านเข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว ท่านก็ไม่ย่นย่อท้อถอย นับเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างดี
๑๗o
หลี่ผี และคอนพระเพ็ง
หลังจากการจัดงานถวายกุศลอุทิศแด่พระอุปัชฌาย์เสร็จแล้ว หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ท่านประสงค์จะธุดงค์ลงไปทางใต้รวมทั้งไปชมเกาะแก่งน้อยใหญ่บริเวณสีทันดรในบั้นปลายชีวิตของท่าน
หลวงปู่ใหญ่ และคณะศิษย์ ใช้เวลาหลายสิบวันเดินทางด้วยเท้าไปชมเกาะแก่งต่างๆ ไปจนถึง หลี่ผี และ คอนพระเพ็ง
หลี่ผี เป็นชื่อของน้ำตกในลำน้ำโขง ที่แผ่นดินมีระดับสูงต่ำแตกต่างกันหลายเมตร มีโขดเขาซอกผาเป็นเสมือนเขื่อนกั้นลำน้ำโขงไว้ทำให้น้ำจากแม่น้ำโขงทั้งสายไหลมาเอ่อล้นบริเวณแห่งนี้ แล้วไหลตกตามซอกผาหินลดระดับกัน กลายเป็นน้ำตกใหญ่ที่สายน้ำซ่านกระเซ็นเป็นฝอยฟอง เสียงดังกึกก้องไปไกล
การที่มีหินผาคล้ายเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งนี้ ได้ช่วยไม่ให้สายน้ำไหลลงทะเลไปเร็ว จึงคล้ายเขื่อนกักน้ำตามธรรมชาติ ถ้าไม่มีเขื่อนแห่งนี้กล่าวกันว่า น้ำในแม่น้ำโขงทั้งสายจะไหลลงทะเลเร็วมาก อาจเหือดแห้งไปในหน้าแล้งก็ได้
คำว่า หลี่ หรือ ลี่ เป็นชื่ออุปกรณ์ดักปลา คล้ายๆ กับไซ หรือลอบที่เรียกว่า หลี่ผี เพราะกระแสน้ำแถวนั้นไหลเชี่ยว และอันตรายมาก ถ้ามีคนตกลงไปจะไม่รอด และศพจะถูกพัดไปตามกระแสน้ำ มักไปติดอยู่ที่หลี่ ที่ชาวบ้านดักไว้ จึงเรียกหลี่ผี
คอนพระเพ็ง เป็นน้ำตกยิ่งใหญ่แห่งสุดท้ายในลำน้ำโขงอยู่ใต้หลี่ผีลงไป มีความสวยงามมาก ได้รับการขนานนามว่าเป็น ไนแอการาแห่งเอเซีย ว่ากันว่าน้ำตกคอนพระเพ็ง สวยงามและยิ่งใหญ่กว่าน้ำตกหลี่ผีเสียอีก
หลวงพ่อโชติ อาภคฺโคได้เขียนบรรยายถึงน้ำตกทั้งสองแห่ง ดังนี้
“น้ำตกหลี่ผี เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ อยู่ตอนใต้สุดของแม่น้ำโขงซึ่งเป็นชายแดนของประเทศลาวติดต่อกับประเทศกัมพูชา อยู่ในเขตเมืองขี้นาก
น้ำตกแห่งนี้เกิดจากภูเขาเป็นเหมือนเขื่อนผาหินกั้นน้ำในลำน้ำโขงกลายเป็นน้ำตกที่สูงชัน หากไม่มีเขาลูกนี้เป็นคูเขื่อนกั้นไว้ น้ำในลำโขงตอนเหนือขึ้นไปคงจะต้องเหือดแห้งลงได้
เสียงน้ำตกได้ยินกระหึ่มออกไปไกล เมื่อเข้าไปใกล้เสียงน่าสะพรึงกลัว มาก
ผู้เขียน (หลวงพ่อโชติ) เคยไปดูมาหลายครั้ง และคุ้นเคยพอสมควร ชาวบ้านเล่าต่อกันมาว่า ที่แก่งหลี่ผี และคอนพระเพ็ง นี้เมื่อมีอะไรพลัดตกลงไป แม้แต่ขอนซุงต้นใหญ่ๆ ก็จะแตกกระจายไม่มีเหลือ เพราะเป็นน้ำตกที่สูงชันเป็นหลายชั้น
บรรดาปลาน้อยใหญ่ไม่สามารถขึ้นมาข้างบนน้ำตกได้ จึงพากันอยู่ใต้น้ำตกเป็นจำนวนมาก พวกคนหาปลาจึงได้จับปลากันอย่างสนุกสนาน เพียงใช้ตาข่ายช้อนก็ได้ปลามากมาย
(คอนพระเพ็ง) ในฤดูแล้ง ช่วงน้ำลด จะมองเห็นเกาะอยู่เกาะหนึ่ง กระแสน้ำไหลแยกออกสองข้างเกาะ เห็นละอองไอน้ำเป็นหมอกควันที่เกาะนั้นมองเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีกิ่งใหญ่อยู่ ๓ กิ่ง ชี้ไปทางทิศใต้กิ่งหนึ่ง ชี้ไปทางทิศเหนือกิ่งหนึ่ง และใช้ไปทางทิศตะวันออกกิ่งหนึ่ง ที่ยอดกลับไม่มีกิ่ง เขาเรียกกันว่า มณีโคตร ถ้ามองแต่ไกลจะเห็นลักษณะคล้ายต้นงิ้วป่า แต่งิ้วป่ามักจะมีเพียงกิ่งยอดเท่านั้น แต่ต้นมณีโคตรนี้ไม่มีกิ่งยอด มีเพียงสามกิ่งชี้ไปกิ่งละทิศ
ทางฝั่งลาวเล่ากันว่า ไม่มีใครเคยเข้าไปดูต้นไม้ต้นนี้ได้ มีเพียงอาชญาท่านสำเร็จลุน พระอภิญญาของลาวในอดีต เพียงองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถเดินบนน้ำเข้าไปดูต้นไม้ต้นนี้ได้
ผู้เขียนได้ฟังมาอย่างนี้ ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านผู้รู้เถิด”
๑๗๑
หลวงปู่ใหญ่อาพาธ
หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และคณะศิษย์ได้เดินทางเที่ยวชมเกาะแก่งต่างๆ หลายวัน แล้วกลับมาพักที่ท่าเปือย หรือ คำปงเสลา และกำหนดจะทำพิธีมาฆบูชาในวันเพ็ญเดือนสาม ที่บ้านท่านาดี
หลวงปู่ใหญ่ ท่านเริ่มป่วยเป็นไข้หวัดขณะที่เที่ยวชมเกาะแก่งต่างๆ เพราะท่านถูกฝนซึ่งตกหนักในระยะนั้น ขณะที่พักอยู่บ้านหัวดอนหลี่ผี ศิษย์ผู้ใหญ่คือ พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ได้อาราธนาท่านกลับมาพักที่บ้านท่านาดี เพราะใกล้จะถึงวันมาฆบูชา ตามที่ท่านนัดหมายแล้ว
พระสมัยซึ่งเป็นหลานชายของหลวงปู่ใหญ่ได้สวดพระปาฏิโมกข์ถวาย อาการไข้หวัดของท่านยังไม่ทุเลาแต่กลับเป็นมากขึ้น อาการของท่านดูทรุดหนัก
หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส ศิษย์ผู้อุปัฏฐากเห็นว่าอาการของหลวงปู่ใหญ่ดูน่าวิตก จึงได้นำเรื่องนี้ไปกราบเรียนปรึกษากับพระอาจารย์ดี ซึ่งเป็นพระเถระในที่นั้น
“ครูบาจารย์… ครูบาจารย์ใหญ่จักเพิ่นเป็นจังได๋ ผิดปกติต่างเก่าต่างหลัง ข้าน้อย”
เมื่อพระอาจารย์ดีได้รับคำบอกเล่าจากหลวงปู่บัวพาอย่างนั้น จึงรีบเข้าไปเยี่ยมดูแลอาการของหลวงปู่ใหญ่ทันที และเห็นว่าอาการของท่านทรุดหนักจริง
ต่อไปนี้เป็นคำสนทนา ตามการบันทึกของหลวงพ่อโชติ ดังนี้
พระอาจารย์ดี: “ครูบาจารย์ เป็นจังได๋เดี๋ยวนี้ ฮั่นว่า บ่ซำบาย?
หลวงปู่ใหญ่: “หือ! มันสิเป็นอีหยัง บ่เป็นหยังดอก”
พระอาจารย์ดี: “บ่เป็นจังได๋ สุขภาพครูบาจารย์ทรุดลงเรื่อยๆ คั่นว่าซั่น ข้าน้อยขอนิมนต์ครูบาจารย์กลับไปรักษาตัวก่อน ข้าน้อย”
หลวงปู่ใหญ่: “กลับจังได๋ สิพาเขาทำบุญมาฆะอยู่”
พระอาจารย์ดี: “เรื่องทำบุญนั้น พวกข้าน้อยขอรับรองทุกอย่างขออย่าให้ครูบาจารย์เป็นห่วง ข้าน้อย”
หลวงปู่ใหญ่: “หือ! อยู่มันกะสิเป็นหยัง ตายใสทะแล่วตั๋ว ฟืนอยู่นี่สิอึด (หายาก) ซำบอ เผาช้างเป็นโต (ทั้งตัว) กะไหม้ตั๋ว”
พระอาจารย์ดี: “ครูบาจารย์เว้าจังซั่นกะแม่นอยู่ ข้าน้อยแต่ว่ากระดูกครูบาจารย์นั่นมีค่ามีคุณหลาย คั่นครูบาจารย์มรณภาพอยู่นี่ พวกญาติโยมกะสิมาติเตียนพวกข้าน้อย ว่าพาครูบาจารย์มากวงมาไกล”
หลวงปู่ใหญ่: “เออ! คั่นจังซั่น กะลงอุโบสถก่อน”
เป็นอันว่า พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ก็ต้องอับจนอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถจะกล่าวรบเร้านิมนต์ท่านต่อไปอีกได้ เพราะการลงอุโบสถในวันอุโบสถนั้น เป็นเรื่องจำเป็นของพระสงฆ์ที่ยึดพระธรรมวินัย จึงต้องยอมตามความต้องการของหลวงปู่ใหญ่
๑๗๒
อาราธนา นิมนต์ให้โปถึงวัดอำมาตย์ฯ
เมื่อพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ไม่สามารถอาราธนานิมนต์ให้ หลวงปู่ใหญ่กลับไปพักรักษาตัวได้โดยองค์ท่านกล่าวตัดบทว่า “ให้ลงพระอุโบสถเสร็จก่อน”
พระอาจารย์ดี มีความกังวลเรื่องสุขภาพของหลวงปู่ใหญ่ในตอนนั้นเป็นอย่างมาก เกรงท่านจะเป็นอะไรอย่างปุบปับในเวลานั้น จึงได้อาราธนานิมนต์ว่า
“ขอโอกาส ข้าน้อย คั่นครูบาจารย์ว่าจังซั่น พวกข้าน้อยกะบ่ขัดเจตนารมณ์ แต่ว่าเป็นจังได๋กะดี พวกข้าน้อยขออาราธนานิมนต์ให้ครูบาจารย์ไปถึงวัดอำมาตย์ก่อน ข้าน้อย”
หมายความว่า จะอย่างไรก็ตาม ขออาราธนานิมนต์ให้หลวงปู่ใหญ่ได้เดินทางไปถึงวัดอำมาตย์ฯ ซึ่งเป็นวัดใหญ่เสียก่อน
หลวงปู่ใหญ่ ท่านสงบนิ่ง ไม่พูดว่าอะไรเลย แสดงว่าท่านรับคำอาราธนานิมนต์
หลวงปู่ใหญ่ท่านพักนิ่งอยู่ คณะศิษย์จึงได้ปล่อยให้ท่านนอนพักผ่อน ต่างองค์ต่างมีความกระวนกระวายใจในอาการป่วยของครูบาอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะต่างองค์ต่างก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ต่างองค์จึงต่างนิ่งเฉย เพียงเฝ้าคอยดูอาการของหลวงปู่ใหญ่ท่านเท่านั้น
เมื่อได้เวลากราบเรียนถึงอาการของท่านครั้งไร หลวงปู่ใหญ่ก็บอกว่า “บ่เป็นหยัง” คือท่านจะบอกว่า ไม่เป็นไร คณะศิษย์ต่างก็เฝ้าดูอาการของท่านจนกระทั่งเสร็จการลงอุโบสถกรรม และเสร็จงานบุญมาฆบูชา
คณะศิษย์ได้อาราธนานิมนต์หลวงปู่ใหญ่เดินทางไปยังเมืองมุลปาโมกข์ (อำเภอวรรณไวทยากร) พักที่วัดกลาง ซึ่งมี ท่านญาคูบุปผา เจ้าอาวาส ให้การต้อนรับ
หลวงปู่ใหญ่และคณะศิษย์พักที่วัดกลาง เมืองมุลปาโมกข์ เพื่อรอเรือกลไฟเดินทางกลับนครจำปาศักดิ์ต่อไป ซึ่งไม่มีกำหนดการแน่นอนว่าจะออกเดินทางเมื่อใด
๑๗๓
ยังพูดเย้าแหย่ลูกศิษย์
เป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่ที่พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ศิษย์อาวุโสได้อาราธนานิมนต์หลวงปู่ใหญ่ไว้ว่า ขออย่าให้ท่านเป็นอะไรไปก่อนเดินทางถึงวัดอำมาตยาราม อาการป่วยของท่านดูยังคงที่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงให้น่าวิตกไปมากกว่านั้น หนำซ้ำดูท่านยังสงบเย็น อารมณ์ดีเป็นปกติ แถมยังพูดจาเย้าแหย่หลวงปู่บัวพา อยู่เลย
เหตุการณ์มีอยู่ว่า วันหนึ่ง ญาติโยมได้มาทำบุญถวายสังฆทานได้นำข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงพระเณร ซึ่งปกติอาหารหลักที่ขาดไม่ได้ก็คือ ข้าวปุ้น หรือ ขนมจีน นั่นเอง
วันนั้นชาวบ้านได้นำขนมจีนมาเลี้ยงพระเป็นจำนวนมากใส่มาเป็นกระบุงๆ
หลังจากชาวบ้านกล่าวพิธีถวายอาหารเป็นสังฆทานแล้วพระท่านทำพิธีอปโลกนกรรมแล้ว…
(ขออนุญาตอธิบายเรื่อง อปโลกนกรรม หรือพูดสั้นๆ ว่า พิธีอปโลกน์ สำหรับท่านที่ยังใหม่ในเรื่องวัดพอเข้าใจ กล่าวคือเวลาถวายสังฆทาน ซึ่งหมายถึงถวายให้แก่สงฆ์เป็นส่วนรวมไม่ได้เจาะจงถวายแก่องค์ใดองค์หนึ่ง
สังฆทาน ที่ญาติโยมถวายจึงเป็นสมบัติกลางของสงฆ์ ดังนั้นก่อนจะเอาไปบริโภคหรือใช้สอย พระท่านจึงทำพิธีอปโลกน์ คือประกาศให้รู้ว่าของนี้เป็นของสงฆ์ เป็นของส่วนรวม อนุญาตให้พระเณรแต่ละองค์ได้แบ่งไปใช้สอยได้ตามความจำเป็น หมายถึงสงฆ์อนุญาตแล้ว ไม่เช่นนั้นจะเป็นการบาปฐานลักขโมย ยักยอกของสงฆ์)
หลังจากญาติโยมประเคนของ และพระได้ทำพิธีอปโลกน์แล้วจัดแจงแบ่งปันอาหารถวายครูอาจารย์และพระเณรเสร็จ ขนมจีนที่เหลือเป็นกระบุงๆ ก็นำมาตั้งไว้ข้างที่นั่งของหลวงปู่บัวพา ซึ่งท่านคิดไว้ไนใจว่าวันนี้เราจะฉันขนมจีนให้เต็มอิ่มจุใจสักวัน เพราะมันมีมากมายเหลือเกิน จึงได้ลำเลียงทั้งกระบุงมาไว้ข้างๆ ท่าน
ปกติหลวงปู่บัวพาจะฉันทีหลังพระเณรองค์อื่นเสมอ เพราะต้องคอยอุปัฏฐากให้ครูอาจารย์ฉันเสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วท่านเองจึงได้ลงมือฉัน
ในวันนั้น หลวงปู่ตัวพาฉันพร้อมกับคณะ โดยท่านฉันข้าวเพียงนิดเดียว ส่วนขนมจีนท่านเติมแล้วเติมอีกตามความตั้งใจแต่แรกด้วยว่าจะฉลองศรัทธาญาติโยมอย่างเต็มที่ สมกับที่เขาทำมามาก
หลวงปู่ใหญ่เห็นเช่นนั้น ท่านก็เลยหัวเราะ หึ หึ หึ แล้วก็พูดกับพระที่นั่งถัดๆ ไปว่า
“เบิงพุ่นนา ท่านบัวพานั่งฉันข้าวปุ้นสิเหมิดกระบุงแล้วพุ้น”
พระเณรต่างพากันเหลียวมองมาทางหลวงปู่บัวพา เห็นกระบุงขนมจีนตั้งอยู่ข้างท่านหลายใบ ต่างก็ยิ้มและหัวเราะเพราะเห็นเป็นเรื่องขัน สร้างบรรยากาศแก่พระเณรและผู้ร่วมทำบุญในวันนั้น
ครั้งนี้นับเป็นการหัวเราะเป็นครั้งสุดท้ายของหลวงปู่ใหญ่
๑๗๔
ละวางหมดทุกอย่าง
ในตอนเย็น ปกติพระลูกศิษย์จะพากันเข้าอุปัฏฐากสรงน้ำ ถูเหงื่อไคลถวายท่าน แต่วันนั้น หลวงปู่ใหญ่บอกว่า จะลงสรงน้ำในแม่น้ำโขงด้วยองค์ท่านเอง ลูกศิษย์ลูกหาก็ดูแลประคองท่านลงไปสรงน้ำจนเสร็จเรียบร้อย ดูสุขภาพของท่านก็ยังแข็งแรงดีอยู่ ไม่น่าห่วงใยประการใด
เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงปู่บัวพา ได้เข้าไปอุปัฏฐากรับใช้ตามปกติ หลวงปู่ใหญ่ได้พูดขึ้นว่า:
“ฟ่าวเก็บของสา สิเอาหยังก็เอาสาตี้ ข่อยบ่เอาอีหยังอีก” (ให้รีบเก็บของได้แล้ว ต้องการอะไรก็เอาไปได้ เราไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว)
เมื่อได้ยินดังนั้น หลวงปู่บัวพาก็รีบเก็บเครื่องบริขารของหลวงปู่ใหญ่โดยที่ไม่ได้นึกเฉลียวใจว่า
“คำพูดของพระอาจารย์ใหญ่นั้นคือคำเทศนา คำสั่งเสียที่มีความหมายลึกซึ้ง บอกให้เห็นถึงการปล่อยวางความว่าง ไม่มีอะไรต้องยึดถืออยู่ในโลกธาตุ นับเป็นคำสอนที่แสดงถึงความสุดยอดของคำสอนทั้งปวง”
นี้เป็นคำบันทึกของ หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค
หลังจากนั้นแล้วหลวงปู่ใหญ่ก็สงบนิ่ง ไม่พูดจาอะไรอีกต่อไป
เช้าวันนั้นมีญาติโยมมาทำบุญเป็นจำนวนมาก หากแต่หลวงปู่ใหญ่ท่านไม่ยอมฉันอะไรเลย สร้างความวิตกกังวลให้กับศิษย์ผู้ติดตามเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อท่านไม่ยอมฉันอะไร ก็หมายความว่า อาการของท่านที่ดูอ่อนแรงอยู่แล้วก็จะต้องทรุดหนักลงไปอีกอย่างแน่นอน
พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ในฐานะศิษย์ที่มีอาวุโสสูงสุด ณ ที่นั้นได้พยายามอ้อนวอนให้ท่านฉันอาหาร โดยยกเหตุผลต่างๆ นานา แต่หลวงปู่ใหญ่กลับนิ่งเฉยเสีย ไม่ยอมฉัน
เมื่อพระอาจารย์ดี รบเร้าไปสักพัก ท่านจึงตัดความรำคาญโดยลุกขึ้นนั่ง จัดท่าทางนั่งตามปกติ ลูกศิษย์ลูกหาต่างดีอกดีใจ ยกสำรับกับข้าวมาตั้ง ถวายน้ำล้างมือท่าน
พระอาจารย์ดี ได้ตักข้าวต้มที่เตรียมมาอย่างดีสำหรับองค์ท่านโดยเฉพาะป้อนถวายไปที่ปาก หลวงปู่ใหญ่อ้าปากรับข้าวต้ม แล้วอมไว้สักประเดี๋ยว ต่อจากนั้นท่านก็คายทิ้งลงกระโถนไป และไม่ยอมรับอะไรต่อไปอีก เป็นอันว่าหมดปัญญาที่คณะศิษย์จะรบเร้าให้ท่านฉันอะไรลงท้องได้อีกเลย
หลวงปู่ใหญ่ไม่ยอมรับอะไรทั้งสิ้น ปล่อยวางหมดทุกอย่างตามที่ท่านบอกหลวงปู่บัวพา เมื่อตอนเช้ามืดของวันนั้น
๑๗๕
ลงเรือสู่นครจำปาศักดิ์
เป็นอันว่าตั้งแต่วันนั้นหลวงปู่ใหญ่ไม่ยอมรับอะไรเลยทั้งอาหารและน้ำ ท่านปล่อยวางหมดทุกอย่างตามที่ลั่นวาจาไว้
ปัญหาหนักใจของคณะศิษย์ คือการเคลื่อนย้ายองค์หลวงปู่ใหญ่ จากเมืองมุลปาโมกข์ไปยังนครจำปาศักดิ์ สมัยนั้นมีแต่เรือพาย เรือแจวเท่านั้น ระยะทางก็อยู่ไกลและทุรกันดาร ถ้าไปเรือแจวก็ต้องใช้เวลาหลายวัน
มีทางเดียวที่จะไปได้ คือต้องรอเรือกลไฟของทางราชการ ที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง แต่ไม่อาจคาดคะเนได้ว่า เมื่อไรจะมีเรือแล่นไปยังนครจำปาศักดิ์
สิ่งที่ทำได้ในขณะนั้น คือ รอ เพียงอย่างเดียว
จะด้วยอำนาจบุญญาภินิหาร หรือเทพบันดาลประการใดก็ไม่อาจทราบได้ ในวันนั้น นายอำเภอเมืองนครจำปาศักดิ์ได้ให้คนมาบอกพระว่า ขอให้พระคุณเจ้าทั้งหลายเตรียมตัวลงเรือแต่เช้ามืด เพราะเรือจะออกไปยังนครจำปาศักดิ์ ด้วยมีงานเร่งด่วน
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น คณะของหลวงปู่ใหญ่จึงพร้อมออกเดินทาง แต่การเดินทางโดยเรือกลไฟจะมีเสียงดังมาก ควันคละคลุ้ง เกรงหลวงปู่จะได้รับความกระทบกระเทือน จึงนิมนต์ท่านลงเรือเล็กที่มีประทุน เอาเชือกล่ามติดกับเรือกลไฟไปอีกต่อหนึ่ง พอจะบรรเทาเสียงดังลงไปได้ และความกระเทือนก็น้อยลง
หลวงปู่ใหญ่นอนบนแคร่ไม้ไผ่ ในเรือประทุน ศิษย์ผู้ติดตามอุปัฏฐากบนเรือเล็กมี หลวงปู่บัวพา พระอาจารย์กงแก้ว และเด็กชายเจริญ ที่เหลือนอกนั้น ซึ่งมี พระอาจารย์ดี พระอาจารย์กอง พระอาจารย์สอ สามเณรสุบรรณ สามเณรพวง (หลวงตาพวง สุขินฺทริโย) สามเณรอำนวย และเด็กชายมี ขึ้นโดยสารเรือกลไฟ
เมื่อได้เวลาออกเดินทาง เรือก็เปิด “โหวด” สัญญาณฟืนที่บรรจุเป็นเชื้อเพลิงก็ลุกโชน เสียงเครื่องเรือดังสนั่นหวั่นไหว สะเทือนไปทั่วทั้งลำ ควันจากท่อไอเสียก็พ่นเขม่าสีดำคละคลุ้งไปทั่วลำน้ำโขง
เรือกลไฟได้แล่นออกจากท่าน้ำเมืองมุลปาโมกข์ แล่นทวนกระแสน้ำขึ้นไปทางเหนือ ท่ามกลางแสงแดดที่แผดกล้าทั้งวัน แล่นผ่านเกาะแก่งน้อยใหญ่ของแม่น้ำโขง เป้าหมายปลายทางอยู่ที่นครจำปาศักดิ์
หลวงปู่ใหญ่ นอนสงบนิ่งในเรือประทุนลำเล็ก ที่ผูกล่ามอยู่กับเรือกลไฟลำนั้น ท่านไม่ได้พูดอะไรกับใคร เหมือนกับท่านอยู่ในสมาธิ หรือ เข้าฌาน ตลอดการเดินทาง
๑๗๖
เรือถึงปลายทาง
ตลอดการเดินทางทั้งวัน คณะศิษย์สังเกตเห็นว่า อาการของหลวงปู่ใหญ่เพียบลงอย่างมาก น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง
หลวงปู่ใหญ่นอนหลับตานิ่ง หายใจอ่อนๆ แสดงอาการสงบเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวท่าน เสียงบ่นเสียงครวญครางแม้ลอดออกจากไรฟันแต่เพียงเล็กน้อยก็ไม่มีให้ใครได้ยิน ราวกับว่าองค์ท่านยอมรับสภาพความแตกสลายของกาย ย่อมเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ แต่จิตของท่านไม่รับรู้กับความทุกข์เหล่านั้น ไม่มีอาการยื้อยุดไว้แต่ประการใด ๆ ทั้งสิ้น
ความกระวนกระวายใจทั้งหลายกลับบังเกิดในหมู่ศิษย์ ทั้งนี้เพราะความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงปู่ท่าน ไม่อยากให้ท่านจากไป แม้จะรับรู้ถึงความไม่เที่ยงของชีวิตอยู่เต็มอก แต่เมื่อต้องมาเผชิญกับความสูญเสียของครูบาอาจารย์ที่ตนรักและเคารพศรัทธาเป็นที่สุด ก็อดที่จะทุกข์ร้อนไปกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาไปไม่ได้
ในช่วงสุดท้ายของหลวงปู่ใหญ่ ท่านจะพูดน้อยที่สุด แม้เวลาญาติโยมกราบอาราธนาให้ท่านเทศน์ ท่านก็จะเทศน์แต่เพียงสั้นๆ ถึงกฎสามัญญลักษณะ หรือ ความเป็นทุกข์ ความเป็นของไม่เที่ยงและความไม์ใช่ตัวตนเราเขา
ท่านสอนไม่ให้เข้าไปยึดถือในสิ่งทั้งปวง ให้ละให้วาง แล้วท่านก็ทำตัวอย่างให้เห็นประจักษ์แก่ตาของศิษย์ทุกคนด้วย เพราะคำพูดแต่ละคำที่ออกจากปากท่านนั้น ไม่เคยพูดอย่างพล่อยๆ ท่านจะพูดแต่สัจธรรม คือของที่เป็นจริงทั้งนั้น ท่านรู้จริง เห็นจริง และก็ทำได้จริงด้วย
“แม้ร่างกายของท่านต้องเผชิญกับความแตกดับสูญสลาย แต่ทุกขเวทนาแม้น้อยนิดก็ไม่สามารถครอบงำจิตใจของท่านได้”
ตกเย็น แสงแดดที่แผดกล้ามาทั้งวันก็เริ่มบดแสงลง ความร้อนระอุเริ่มถูกแทนที่ด้วยไอเย็นของลำน้ำโขงที่พัดมาด้วยกระแสลมอ่อนๆ นำความชุ่มชื่นหายเหนื่อยให้กับผู้เดินทางได้ไม่น้อย
ประมาณ ๕ โมงเย็น ดูฝูงนกเริ่มโผผินบ่ายหน้ากลับสู่รวงรัง เจ้าเรือกลไฟที่เดินเครื่องมาทั้งวันคงจะเหน็ดเหนื่อย ได้เวลาพักพอดีก็เบนหัวเรือเข้าหาฝั่ง สู่ท่าน้ำวังหลวงแห่งนครจำปาศักดิ์ เสียงเครื่องเรือลดระดับลง จนเรือทั้งลำเข้าจอดเทียบท่าเป็นการเรียบร้อย
สิ้นสุดการเดินทางที่ยาวไกล และทนทรหดมาทั้งวัน
๑๗๗
ลาขันธ์ต่อหน้าพระประธาน
เมื่อเรือจอดเทียบท่าเรียบร้อยแล้ว
“ลูกศิษย์ลูกหาต่างกุลีกุจอหามแคร่ไม้ไผ่ลงไปท่าน้ำ เพื่อรับท่านพระอาจารย์มาบนบก ทั้งพระทั้งเณรฆราวาสญาติโยมพากันเตรียมพร้อม เพราะต่างรู้การมาของพระอาจาร9เป็นการล่วงหน้าแล้ว
คณะผู้ติดตามพร้อมคณะที่รอรับ รีบอุ้มพระอาจารย์ขึ้นนอนบนแคร่ไม้ไผ่ แล้วหามท่านขึ้นจากเรือ มุ่งหน้าเข้าวัดอำมาตยารามตรงไปที่โบสถ์ตามที่ทางวัดได้จัดเตรียมไว้รับท่าน
พอไปถึงพระอุโบสถ ก็วางแคร่ลงบนพื้นเบื้องหน้าพระประธาน
หลวงปู่ใหญ่ นอนสงบนิ่งเฉยเหมือนอยู่ในสมาธิหรือเข้าฌาน ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ท่านอยู่ในอาการนี้ตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง ดูประหนึ่งว่าอดทนรอเพื่อให้ถึงวัดอำมาตยาราม ตามที่พระอาจารย์ดี ได้อาราธนาไว้
เมื่อศิษย์พาหลวงปู่ใหญ่เข้าพักภายในโบสถ์เรียบร้อยแล้ว หลวงปู่บัวพาจึงได้กราบเรียนที่ข้างหูว่า
“ครูบาจารย์ ถึงแล้วจำปาศักดิ์ อยู่ในโบสถ์วัดอำมาตย์แล้ว”
หลวงปู่ใหญ่คงไม่ได้ยินชัดเจน แล้วถามกลับว่า “หือ! วัดอำมาตย์บ้อ?” (วัดอำมาตย์หรือ?)
หลวงปู่บัวพา ตอบว่า “โดย ข้าน้อย” (ครับ กระผม)
มหัศจรรย์อย่างเหลือเชื่อ หลวงปู่ใหญ่ ลุกขึ้นนั่งด้วยองค์ท่านเอง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ลูกศิษย์จะต้องช่วยประคองทุกครั้งเวลาจะนั่งหรือนอน แต่ครั้งนี้ท่านลุกขึ้นนั่งเหมือนกับไม่ได้เจ็บป่วยเลย
หลวงปู่ใหญ่นั่งพับเพียบ ลำตัวโน้มไปข้างหน้า ใช้มือยันกับพื้น มือข้างหนึ่งอยู่ระหว่างเข่าทั้งสองข้าง อีกมือยันออกไปด้านข้างเล็กน้อย สายตามองไปที่องค์พระประธาน
หลวงปู่ใหญ่ เรียกหาผ้าสังฆาฏิมาพาดบ่า แล้วจึงก้มหน้าลงแสดงท่ากราบพระประธาน ดูท่านจะไม่มีเรี่ยวแรง หลวงปู่บัวพา พระอาจารย์กงแก้ว จึงเข้าไปช่วยพยุง
หลวงปู่ใหญ่คงอ่อนเพลียมาก ไม่สามารถกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ได้ เพียงแสดงอาการก้มลงไปข้างหน้า ๓ ครั้ง
เมื่อกราบครั้งที่สาม ร่างท่านก็แน่นิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ไหวติง
หลวงปู่บัวพา มีความคิดว่าถ้าประคององค์ท่านให้นอนลงท่านคงจะอยู่ในอิริยาบถที่สบายมากกว่า จึงได้ขอความเห็นจากพระเณรที่อยู่ ณ ที่นั้น
พระเณรต่างก็เห็นด้วย พระอาจารย์ดี พระอาจารย์สอ พระอาจารย์กงแก้ว พระอาจารย์บุญเพ็ง และพระอาจารย์บัวพา รวม ๕ องค์ ได้เข้าพยุงกายหลวงปู่ใหญ่ เพื่อจะโน้มให้ท่านลงนอน
แต่แล้ว ทุกองค์ต่างเลิกล้มความตั้งใจ เพราะไม่สามารถทำให้ร่างท่านขยับเขยื้อนได้ องค์ท่านไม่ไหวติงและหนักราวกับก้อนหินใหญ่
หลวงปู่บัวพา ได้สติก่อน จึงพูดว่า “พอแล้วๆ ไม่ต้องเอาท่านลงนอน ท่านคงต้องการจะไปในท่านี้”
ศิษย์ทุกองค์จึงลงนั่งรอบองค์ท่าน เปิดช่องให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
หลวงปู่ใหญ่นั่งอยู่ในท่าก้มไปข้างหน้าอย่างนั้นประมาณ ๒๐ นาที มีเหงื่อผุดตามตัวท่านจนผ้าจีวรเปียก แต่ไม่มีใครกล้าไปแตะต้ององค์ท่าน มีเพียงพระอาจารย์กงแก้ว คอยระวังอยู่ด้านหลัง เพราะกลัวท่านจะล้ม
พระอาจารย์ดี รีบเอาน้ำพ่นให้เป็นละอองฝอยรอบองค์ท่านเพื่อจะให้ชุ่มชื้นขึ้นหลวงปู่ใหญ่ ยังคงนั่งในท่านั้นไม่ไหวติง ต่อมามีอาการหายใจเฮือกใหญ่ ๓ ครั้ง จนมองเห็นไหล่ทั้งสองยกขึ้น แล้วร่างท่านก็แน่นิ่งสงบไปเหมือนเดิม
ลูกศิษย์ลูกหาเพ่งสังเกตไปที่จมูกของท่านจนแน่ชัดว่าท่านหมดลมปราณเสียแล้ว จึงได้ประคองตัวท่านให้นอนลง คราวนี้ปรากฏว่าร่างท่านอ่อน เพียงโน้มองค์ท่านลงนิดเดียวท่านก็นอนลงอย่างง่ายดาย ผิดกับเมื่อตอนแรกที่หนักเหมือนก้อนหินไม่สามารถทำให้ขยับเขยื้อนได้
ท่านอาจารย์กงแก้ว ท่านอาจารย์สอนซึ่งยังเป็นพระหนุ่ม อายุพรรษายังน้อย สุดจะกลั้นความรู้สึกได้ถึงกับปล่อยโฮออกมาอย่างแรง รู้สึกสลดสังเวชในการสูญเสียครูอาจารย์ที่ท่านเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้เป็นวัน ๓ ฯ ๓ ๓ ค่ำ ปีมะเมีย
คือ วันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๓ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๕
สิริรวมอายุของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล หรือ พระครูวิเวกพุทธกิจ ได้ ๘๒ ปี อายุพรรษา ๖๒
หมายเหตุ แต่เดิม วันขึ้นปีใหม่ของไทยจะถือเอาเดือนเมษายน เป็นการเริ่มต้น ซึ่งถือตามจันทรคติ
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ในสมัยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงครามได้เปลี่ยนการเริ่มต้นปีให้เป็นไปตามอย่างสากลคือ เริ่มต้นวันที่ ๑ มกราคม ของทุกปี ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ จึงมีเพียง ๙ เดือน คือ เมษายน–ธันวาคม พอถึง มกราคม ก็เปลี่ยนเป็น พ.ศ. ๒๔๘๕ และถือกันมาจนปัจจุบัน
๑๗๘
ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่ใหญ่
ข่าวการมรณภาพของพระครูวิเวกพุทธกิจ หรือหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
บริเวณวัดอำมาตยาราม แห่งนครจำปาศักดิ์คับคั่งไปด้วยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้หลั่งไหลมากราบคารวะศพของท่านอย่างไม่ขาดสาย
ท่านพระครูนาคบุรีศรีคณาภิบาล (ม้าว) และเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ได้เป็นผู้นำในการจัดบำเพ็ญกุศล
ท่านอาจารย์กงแก้ว ได้ส่งโทรเลขไปยังเมืองอุบลฯ แจ้งข่าวให้ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และญาติโยมได้ทราบข่าวการมรณภาพของหลวงปู่ใหญ่ และให้เตรียมไปรับศพท่านกลับเมืองไทยต่อไป
กล่าวถึงคณะของ ท่านอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ท่านอาจารย์บุญมาก ฐิตปญฺโญ และท่านอาจารย์กิ ธมฺมุตฺตโม ที่รอหลวงปู่ใหญ่อยู่ที่ภูจำปาศักดิ์ ได้ใช้เรือแจวลงไปรับหลวงปู่ใหญ่ที่เมืองมุลปาโมกข์ ในช่วงที่เรือแล่นสวนทางกัน คงจะเป็นจังหวะที่ต้องอ้อมเกาะคนละฟากกัน จึงทำให้คลาดกันไป ทางคณะจึงได้เดินทางไปถึงเมืองมุลปาโมกข์ เมื่อทราบว่าหลวงปู่ใหญ่ลงเรือมานครจำปาศักดิ์แล้ว จึงเร่งรีบตามมา
ในระหว่างทางกลับ ได้สวนทางกับเรือกลไฟที่กลับจากไปส่งคณะหลวงปู่ใหญ่ที่นครจำปาศักดิ์ เจ้าหน้าที่บนเรือตะโกนบอกให้ทราบว่าหลวงปู่ใหญ่ได้มรณภาพแล้วที่วัดอำมาตยาราม เมื่อเย็นวานนี้ ทางคณะพระอาจารย์ทองรัตน์ จึงได้รีบเร่งเดินทางมาที่นครจำปาศักดิ์ เพื่อสักการะศพของหลวงปู่ใหญ่ และจัดการสรงน้ำศพท่าน รอคณะจากทางจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางมารับศพไปบำเพ็ญกุศลต่อไป
๑๗๙
บันทึกของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท
ท่านผู้อ่านคงยังพอจำได้ว่า การเดินทางไปเมืองลาวเป็นคณะที่๓ นั้น มีหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท กับพระอาจารย์บุญเพ็ง นารโท หลานของหลวงปู่ใหญ่ ได้ไปพักรออยู่ที่บ้านห้วยสาหัว เขตนครจำปาศักดิ์ รออยู่ที่นั่นราว ๔ เดือน
เหตุการณ์การมรณภาพของ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล จากปากคำของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท มีดังต่อไปนี้:
“ในกาลต่อมา พระครูเม้า วัดอำมาตย์ (น่าจะเป็น พระครูนาคบุรีศรีคณาภิบาล (ม้าว) – ปฐม) ให้คนถือจดหมายมาบอกให้ทราบว่าหลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก และท่านกำลังจะเดินทางโดยทางเรือ มาถึงนครจำปาศักดิ์ประมาณ ๕ โมงเย็น ให้เรากับพระเพ็งผู้เป็นหลานของหลวงปู่เสาร์ มารอรับท่าน หลวงปู่เสาร์จะมาถึงนครจำปาศักดิ์ประมาณ ๕ โมงเย็น
เมื่อเรือของหลวงปู่เสาร์มาถึง เราพร้อมกับพระเพ็งก็ลงไปรับท่านในเรือ พบว่าหลวงปู่เสาร์ท่านมีอาการหนักมาก จึงจัดเปลหามเข้าไปในวัดอำมาตย์ พาท่านเข้าไปในอุโบสถที่ทำด้วยไม้ ท่านก็ทำกิริยาให้ประคองท่านขึ้นกราบพระ เราทั้งสองก็ประคองท่านขึ้นเพื่อกราบพระ
เมื่อกราบลงครั้งที่สาม สังเกตเห็นท่านกราบนานผิดปกติ จึงจับชีพจรดู จึงรู้ว่าชีพจรไม่ทำงาน
พระทั้งหลายที่อยู่ในพระอุโบสถก็ว่า “หลวงปู่เสาร์มรณภาพแล้วๆ”
เราจึงตะโกนพูดขึ้นว่า “ปู่ยังไม่มรณภาพ ตอนนี้ปู่เข้าสมาธิอยู่ ใครไม่รู้เรื่องอย่าเข้ามายุ่ง”
จึงพยุงท่านจากอิริยาบถนั่ง เป็นอิริยาบถนอน แต่ทำได้ยากเพราะมีอาการจะดับขันธ์อยู่แล้ว
ขณะที่พยุงท่านให้ลงนอนนั้น สังเกตเห็นมีพระเณรนั่งร้องไห้อยู่หลายรูป เราจึงไล่พระเณรเหล่านั้นออกไป
หลวงปู่เสาร์ เข้าสู่อิริยาบถนอน ท่านก็หายใจยาวๆ ๓ ครั้ง แล้วท่านก็ถึงแก่กาลกิริยาโดยสงบ เมื่อเวลา ๑๗.๓๐ น. วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๕
เราจึงได้จัดเรื่องงานศพทุกอย่างสุดความสามารถให้สมกับหน้าที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นไว้ใจ และมอบหมายจัดแจงทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นสิ่งสมควรทำ ส่งโทรเลขไปบอกคุณวิชิต (โกศัลวิตร) จังหวัดอุบลราชธานี
แล้วหาครกใหญ่ๆ มารองตำถ่าน เราถอดอังสะเหน็บเตี่ยวหาไม้ใหญ่ๆ มา ยกตำๆ ตัวนี้ดำหมด ตำถ่านใส่โลงท่าน เราตำเองทั้งหมดถ่านนี้ใส่รองพื้นโลง เพื่อดูดน้ำเหลืองไม่ให้เหม็น วางถ่านรองพื้นโลงเสร็จแล้ว เอาผ้าขาวปูทับอีกทีหนึ่ง
ถ่านต้องเลือก อย่าเอาที่แตกๆ เวลาปูลงที่พื้นโลงให้ถ่านสูงประมาณ ๑ คืบ ใช้ถ่านประมาณ ๒ กระสอบก็เพียงพอ
เมื่อตำถ่านเสร็จแล้วตัวดำหมดเลย เราลงโดดน้ำโขง ตูม! ตูม! เราเป็นคนแข็งแรง ทำอะไรคนอื่นทำไม่ทัน
เมื่อเอาถ่านรอง ผ้าขาวปู ก็เอาศพท่านวางให้เรียบร้อย แล้วขอขมา ตั้งศพไว้ระยะหนึ่งให้ชาวจำปาศักดิ์มาสักการบูชา
เมื่อเห็นสมควรจึงนำศพท่านลงเรือกลับอุบลฯ ข้ามฝั่งโขงแล้ว ต่อมา คุณวิชิต โกศัลวิตร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่าน กับพระเถระมีพระอาจารย์ทอง (อโสโก) เป็นต้น และญาติโยมชาวจังหวัดอุบลฯ จึงได้จัดขบวนรถยนต์ไปรับศพท่านกลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี
ส่วนเรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) เมื่อนำศพหลวงปู่เสาร์ลงเรือกลับอุบลฯ แล้ว เราจึงเดินธุดงค์จากประเทศลาวเข้าทางจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ มาพักที่วัดพระอาจารย์ทอง อโสโก ศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่เสาร์ เดินทางต่อมาทางนครพนม สกลนคร เพื่อร่วมจำพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น และกราบเรียนเรื่องการมรณภาพของหลวงปู่เสาร์ให้ท่านพระอาจารย์มั่นทราบ”
๑๘๐
เดินทางไปรับศพหลวงปู่ใหญ่
ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโลก็แผ่กระจายออกไปเรื่อยๆ จนทางบ้านเมือง ญาติโยม พระเณร ชาวนครจำปาศักดิ์ขอตั้งศพท่านไว้ทำบุญ และให้ประชาชนมาสักการะเป็นเวลา ๓ วัน ก่อนอัญเชิญศพกลับเมืองไทย
ทางด้านจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อทางหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโมและคณะได้ทราบข่าวการมรณภาพของหลวงปู่ใหญ่ จึงได้นำหีบศพที่หลวงปู่ใหญ่ได้เตรียมไว้ที่วัดบูรพารามคราวทำบุญอายุครบ ๘๐ ปีมุ่งหน้าเดินทางไปนครจำปาศักดิ์โดยด่วน
การเดินทางได้ใช้รถยนต์ของคุณหญิงตุ่น โกศัลวิตร กับ แม่ชีผุย ซึ่งเคยให้บริการ เมื่อครั้งคณะของหลวงปู่ใหญ่ เดินทางเข้ามาทางฝั่งลาว ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ
ขบวนรถนำหีบศพแล่นพ้นเขตอำเภอพิบูลมังสาหารเข้าไปทางช่องเม็ก มุ่งหน้าสู่เมืองเก่านครจำปาศักดิ์
เพียงเข้าเขตประเทศลาว รถวิ่งอยู่ดี ๆ ก็เกิดยางระเบิด พอเปลี่ยนยางเสร็จวิ่งไปได้สักครู่เครื่องยนต์ก็เกิดดับขึ้นเฉยๆ แก้ไขอย่างไร เครื่องก็ไม่ยอมติด ตะวันก็จวนจะมืดค่ำลงทุกขณะ บริเวณนั้นก็เป็นป่าเปลี่ยวด้วย จนปัญญาที่สามารถจะแก้ไขให้รถยนต์วิ่งต่อไปได้
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม จึงพูดขึ้นว่า
“หรือว่าพวกเราจะขัดความประสงค์ของท่านอาจารย์ เทวดาทั้งหลาย จึงได้ขัดขวางการที่พวกเรา จะไปเคลื่อนศพท่านกลับมาประเทศไทย”
หลวงปู่สิงห์ ให้คนจัดหาดอกไม้ธูปเทียนถวายท่าน แล้วท่านก็ลงคุกเข่าอยู่ตรงข้างๆ รถ ผินหน้าไปทางนครจำปาศักดิ์ กล่าวคำขมาโทษครูบาอาจารย์ แล้วพูดดังๆ ป่าวประกาศให้เทวดาฟ้าดินทั้งหลายได้รับทราบทั่วกันว่า
“..ที่มานี้ก็มีความประสงค์อย่างแน่วแน่ ที่จะไปรับศพของพระอาจารย์ กลับมาบำเพ็ญกุศลทางฝั่งไทย เพราะลูกศิษย์ลูกหาทางฝั่งนั้นมีมาก หากพวกเขาจะต้องเดินทางมาบำเพ็ญกุศลทางฝั่งนี้ จะเป็นการลำบากวุ่นวาย ไม่สะดวกโดยประการทั้งปวง
ฉะนั้น ข้าพเจ้า พระอาจารย์สิงห์ จึงขอป่าวประกาศให้เทวดาฟ้าดินตลอดทั้งรุกขเทวดา อากาศเทวดา ภุมเทวดาทั้งหลายได้โปรดทราบโดยถ้วนทั่ว และขอศพพระอาจารย์เพื่อไปบำเพ็ญกุศลทางฝั่งประเทศไทยเถิด”
พอหลวงปู่สิงห์กล่าวจบลง ท่านก็สั่งให้คนขับติดเครื่องทันที
เป็นเรื่องที่แปลกและอัศจรรย์มาก หลวงปู่สิงห์ยังไม่ลุกจากที่นั่ง สตาร์ทเครื่องเพียงครั้งเดียวเครื่องยนต์ก็ติด รถจึงได้ออกแล่นมุ่งตรงไปยังนครจำปาศักดิ์เพื่อไปรับศพหลวงปู่ใหญ่ ที่วัดอำมาตยารามต่อไป
๑๘๑
อัญเชิญศพกลับสู่เมืองอุบลฯ
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม พร้อมคณะ ได้ขอศพหลวงปู่ใหญ่กลับไปบำเพ็ญกุศลที่เมืองอุบลฯ เจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลถวายอย่างสมเกียรติ แก่พระบูรพาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นเวลาพอสมควรแล้ว และเห็นว่าระยะเวลานั้นอยู่ในช่วงสงครามอินโดจีนของฝรั่งเศส หรือสงครามบูรพาอาคเนย์ยังร้อนระอุอยู่ จะจัดงานศพครูบาอาจารย์ทางฝั่งลาวคงไม่สะดวกนัก จึงได้มอบศพหลวงปู่ใหญ่ ให้คณะของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้เคลื่อนย้ายจากวัดอำมาตยาราม นครจำปาศักดิ์ สู่จังหวัดอุบลราชธานีต่อไป
เมื่อศพหลวงปู่ใหญ่ เดินทางถึงจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ได้ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดบูรพาราม เมื่อเป็นเวลาพอสมควรแล้ว หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จึงสั่งให้บรรจุเก็บศพของท่านไว้ก่อน รอความพร้อมที่จะฌาปนกิจในปีต่อไป
บันทึกถึงบรรยากาศและความรู้สึกของหลวงพ่อโชติ มีดังนี้:
“…ดวงประทีปอันเจิดจ้าได้พลันมาดับวูบลงจากดวงใจของบรรดาศิษยานุศิษย์ พุทธบริษัท ในขณะที่โลกซีกนี้กำลังร้อนระอุด้วยภัยสงคราม ประชาชนได้รับทุกข์ทรมานโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ทั้งทางโลกและทางธรรม สุมไหม้อยู่ในดวงใจเป็นล้นพ้น ผู้คนต้องหลบหลีกภัยในหลุมเพลาะหาเกราะที่กำบัง กลางคืนเงียบเหงาเศร้าสร้อย แสงไฟและเสียงพูดคุยกันแทบจะไม่มี ต่างมุดอยู่ในความมืดเพื่อหลบหลีกภัยจากสงคราม
ความว้าเหว่รันทดหดหู่ใจ ในการสูญเสียหลักใจในครั้งนั้น เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นประวัติการณ์ของคณะกรรมฐานเลยทีเดียว
ท่านพระอาจารย์เสาร์ ผู้เป็นหลักชัยไม้เท้าของหมู่คณะ เป็นศูนย์รวมจิตใจของหมู่บรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้ใคร่ในการปฏิบัติธรรม นับแต่ครูบาอาจารย์ ไปถึงสามเณรน้อย ที่เคยได้เห็นท่านพระอาจารย์ทุกเมื่อเชื่อวัน เคยได้อุปัฏฐากรับใช้ ปฏิบัติถูขี้เหงื่อขี้ไคลยามสรงน้ำ เคยนวดเฟ้นบีบจับเส้นเอ็นถวาย เคยได้ฟังเทศน์อบรมสั่งสอนจากท่าน
เมื่อท่านพระอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ไปที่ใดในถ้ำ ในเหว ป่าเปลี่ยว ป่าช้า ก็ช่างอบอุ่นใจเหลือเกิน
แต่มาบัดนี้ท่านพระอาจารย์ได้จากพวกเราไปแล้ว จากไปอย่างไม่มีวันจะหวนกลับคืน มันช่างเป็นความเศร้าโศกาอาดูรเสียนี่กระไร
สิ่งหนึ่งสิ่งใด มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา สังขารดับสิ้นทั้งอินทรีย์ แต่ความดียังปรากฏอยู่คู่โลกา
ท่านจากไปเพียงสังขารร่างกายเท่านั้น คุณความดีอันเป็นพระคุณของท่านยังปรากฏอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ให้กุลบุตร กุลธิดา ลูกศิษย์ลูกหารุ่นหลังได้ถือเป็นเนติแบบอย่างสืบไป”
๑๘๒
เผาศพสี่บูรพาจารย์เมืองอุบล
กำหนดวันจัดงานฌาปนกิจศพหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ระหว่างวันที่ ๑๐–๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖ ซึ่งเป็นเวลาอีก ๑๔ เดือน หลังจากการมรณภาพของท่าน ในช่วงวันที่ ๑๐–๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖ นี้เป็นช่วงเผาศพบูรพาจารย์แห่งเมืองอุบลฯ ถึง ๔ รูป คือ
๑. หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล จัดงานฌาปนกิจ ที่วัดบูรพาในวันที่ ๑๕–๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖
๒. พระศาสนดิลก (ชิตเสโน เสน) อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีทอง เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี จัดขึ้นที่วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) วันที่ ๑๐–๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖
๓ พระมหารัฐ รฏฺฐปาโล อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศนาราม จัดขึ้นที่วัดศรีทอง (ศรีอุบลรัตนาราม) วันที่ ๑๐–๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖
๔. พระครูวิโรจน์รัตโนมล (บุญรอด นนฺตโร) อดีตเจ้าอาวาส วัดทุ่งศรีเมือง ระหว่างวันที่ ๑๓–๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖
ทางด้านการเตรียมงานเผาศพของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล นั้นเมื่อใกล้จะถึงวันงาน พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ศิษย์อาวุโส ผู้มีฝีมือทางด้านศิลปะและงานก่อสร้าง ได้เป็นแม่งานจัดเตรียมสถานที่สร้างเมรุ โดยกำหนดเอาลานว่างตรงหน้าศาลาใหม่ของวัดบูรพาเป็นที่จัดสร้างเมรุ
การสร้างเมรุเป็นฝีมือของลูกศิษย์ฝ่ายอรัญวาสี โดยทำเป็นรูปภูเขาจำลอง ใช้ไม้ไผ่สานเป็นโครงสร้างปิดกระดาษหุ้มทับ
แล้วทาสีให้เหมือนจริง ประดับตามซอกชั้นแซมด้วยต้นไม้ใบหญ้าดูสมจริง จนมีผู้ไปนั่งไปยืนพิงเกือบเสียหายไปก็มี
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ศิษย์อาวุโสมากกว่าพระอาจารย์ดี ฉนฺโน เป็นแม่งานในการจัดเตรียมงานทั้งหมดแทน หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ศิษย์ผู้มีอาวุโสมากที่สุด ที่กำลังเดินทางจากบ้านโคก จังหวัดสกลนครมาเป็นประมุข ประธานก่อนวันเผาราว ๓ วัน และอยู่ต่ออีก ๑ วันหลังวันงาน จึงได้เดินทางกลับจังหวัดสกลนคร
ในหนังสือของอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ได้บรรยายถึงบรรยากาศการเผาตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าที่อยู่ในเหตุการณ์ว่า
“ระหว่าง ๑๐–๑๖ เมษายน ๒๔๘๖ เป็นช่วงงานเผาศพ ๔ พระอาจารย์ผู้อาวุโสแห่งเมืองอุบลฯ บนท้องฟ้าปรากฏประหนึ่งรูป ๔ พระอาจารย์ลอยอยู่เหนือเมืองอุบลฯ
วันเผานั้น เผาตอนเที่ยงคืน สัปเหร่อทำการถอดกระดูก พระเณรลูกศิษย์ทั้งหลายช่วยกันขัดล้างกระดูกแล้วห่อด้วยผ้าขาว ใส่หีบศพประชุมเพลิงด้วยไม้จันทน์
รุ่งขึ้นท่านพระอาจารย์สิงห์เป็นผู้จัดแบ่งอัฐิพระอาจารย์ไปยังวัดต่างๆ ที่เห็นสมควร ที่เหลือได้มอบให้วัดบูรพารามเก็บรักษา
หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค ได้จบบันทึกของท่าน ด้วยบรรยากาศการจัดงานเผาศพของหลวงปู่ใหญ่ ดังนี้:
“ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้ทำพิธีฌาปนกิจศพท่าน โดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เป็นประธานในงานพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และพระเถรานุเถระผู้ศิษย์ ร่วมกันจัดการฌาปนกิจศพท่านโดยพร้อมเพรียง ทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร เป็นการเชิดชูเกียรติประวัติของพระป่าผู้ใฝ่ธรรม ปฏิบัติธุดงคกรรมฐาน ตามแบบโบราณาจารย์แต่ปางก่อนเคยสอนสืบๆ มา นับเนื่องเป็นพระบูรพาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบควรแก่การยกย่องนับถือ เป็นปูชนียบุคคลโดยแท้ สาธุ!”
๑๘๓
คำเทศน์หลวงปู่มั่นในงานเผาศพหลวงปู่ใหญ่
ต่อไปนี้เป็นคำบอกเล่าของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย อดีตสามเณรอุปัฏฐากหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล
หลวงพ่อพุธ เน้นคำเทศน์ของหลวงปู่มั่น ว่า “ลูกศิษย์พระอาจารย์มั่น ต้องปฏิบัติอย่างพระอาจารย์มั่นปฏิบัติ”
รายละเอียดมีดังนี้
จำได้ว่างานศพหลวงปู่เสาร์ ตอนนั้นหลวงพ่อบวชเป็นพระได้พรรษาหนึ่ง อยู่วัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ) ใครต่อใครเขาก็ไปกัน แต่พระอุปัชฌาย์ (เจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร–หนู ฐิตปญฺโญ) ให้หลวงพ่อเฝ้ากุฏิ เลยไม่ได้ไปกับเขา
พอพระอุปัชฌาย์ท่านไป กลับมาก็มาเทศน์ให้ฟัง
เจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร กับหลวงปู่เสาร์ นี่ท่านให้คำมั่นสัญญากัน ถ้าใครตายก่อนให้ไปทำศพ หลวงปู่เสาร์ตายก่อนจึงทำที่วัดบูรพา ฯ
และอีกอย่างหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ท่านอาจารย์เสาร์ได้มรณภาพลงแล้ว ก็ได้ทำฌาปนกิจ คือถวายพระเพลิงศพท่านอาจารย์เสาร์
ในงานนั้นท่านอาจารย์มั่นก็ไปร่วมงานด้วยในฐานะที่ท่านก็เป็นอันเตวาสิก (ศิษย์) ของท่านอาจารย์เสาร์ ซึ่งอยู่ในระดับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
ในขณะที่ท่านแสดงธรรมท่านอาจารย์มั่นแสดงธรรมว่า
“เมื่อสมัยท่านอาจารย์เสาร์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็เป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนเรา บัดนี้ท่านอาจารย์เสาร์ได้มรณภาพไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่เราพระอาจารย์มั่น จะเป็นอาจารย์อบรมสั่งสอนหมู่ในสายนี้ต่อไป
ดังนั้น ท่านผู้ใดสมัครใจเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่นต้องปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านอาจารย์มั่น ถ้าใครไม่สมัครใจหรือปฏิบัติตามไม่ได้ อย่ามายุ่งกับท่านอาจารย์มั่นเป็นอันขาด
ทีนี้ถ้าเราคืออาจารย์มั่น ตายไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่ท่านสิงห์นั่นแหละ พอจะเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนหมู่ได้”
ท่านเทศน์ไว้อย่างนี้จำไว้นะ ไม่ทราบว่าสหธรรมิกซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นจะจำได้หรือเปล่า ถ้าหากจำได้ก็ขออภัยด้วย ถ้าหากจำไม่ได้ ก็ลองเอาไปคิดเป็นการบ้านดูซิว่า ปฏิปทาของอาจารย์มั่นท่านปฏิบัติอย่างไร แล้วเราควรจะดำเนินตามแนวทางของท่านอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น
ท่านทั้งหลายลองคิดดูซิว่า สมัยที่ท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์เสาร์ยังอยู่ บางสิ่งบางอย่างที่เราอนุโลมตามความต้องการของชาวโลกแทบจะไม่ปรากฏ
แม้แต่การทำบุญมหาชาติ การจัดงานวัดมีมหรสพต่างๆ เราไม่เคยมี
สมัยปัจจุบันนี้ ครูบาอาจารย์เป็นนักธุรกิจ ไปกันเสียไม่ได้หยุด จากเหนือไปใต้ จากใต้ไปเหนือ ไปเที่ยวโปรดญาติโยม แต่ไม่แน่นักว่าให้ญาติโยมโปรด หรือไปโปรดญาติโยมกันแน่ก็ไม่ทราบ
อันนี้คือของฝากให้ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ได้นำไปพิจารณาเป็นการบ้าน
ผมก็ขอจบเรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ลงเพียงแค่นี้ หากมีสิ่งใดผิดพลาดไม่สมควร ไม่เหมาะสมด้วยประการใดๆ ผมขอกราบแทบเท้าขอขมาต่อองค์หลวงปู่ใหญ่ ครูบาอาจารย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านด้วยครับ
กราบหลวงปู่ใหญ่ด้วยใจเคารพอย่างสูงสุด
รศ ดร.ปฐม นิคมานนท์
๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖
