To read in English: Copy a few pages at a time, and paste them in Claude AI’s message box after typing “Translate to English.” You will be surprised how well Claude AI translates Thai Dhamma to English.
พระญาณสิทธาจารย์
ประวัติหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
วัดถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๒
จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ
๑. หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
ท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร แห่งสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระมหาเถราจารย์ที่มีศีลาจารวัตรงดงามอย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดสายในชีวิตการเป็นนักบวชของท่าน
หลวงปู่เป็นศิษย์รุ่นอาวุโสของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน
หลวงปู่มั่นได้เคยพูดถึงหลวงปู่สิม สมัยยังเป็นพระน้อยพระหนุ่ม ต่อหน้าพระเถระบางรูป ในเชิงพยากรณ์และด้วยความชื่นชมว่า “…ท่านสิม เป็นดอกบัวที่ยังตูมอยู่ เบ่งบานเมื่อใดจะหอมกว่าหมู่…”
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงยกย่องหลวงปู่สิม ว่า “เป็นผู้มีศีลงดงาม” โดยมีพระลิขิตดังนี้ : –
“ท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์ (สิม พุทฺธาจาโร) เป็นผู้มีศีลงดงาม บรรดาผู้รู้จักท่านย่อมเห็นชัด ว่าชีวิตของท่านรับรองพุทธศาสนสุภาษิตที่อัญเชิญไว้เบื้องต้น อย่างชัดเจน “
สำหรับพุทธภาษิตที่ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ ทรงอัญเชิญมาอ้างอิงนี้ ความว่า : –
“สีลํ เสตุ มเหสกฺโข สีลํ คนฺโธ อนุตฺตโร
สีลํ วิเลปนํ เสฏฐํ เยน วาติ ทิโส ทิสํ
ศีลเป็นสะพานอันมีศักดิ์ใหญ่ ศีลเป็นกลิ่นที่ไม่มีกลิ่นอื่นยิ่งกว่า
ศีลเป็นเครื่องลูบไล้อันประเสริฐ ซึ่งขจรไปทั่วทุกทิศ”
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงอธิบายขยายความพุทธภาษิตข้างต้นต่อไปว่า
“ศีลเป็นสะพานทอดนำไปสู่ฐานะที่สูง คนทั้งหลายไม่ว่าตนเองจะมีศีลหรือไม่ ใจก็ย่อมยกย่องนับถือผู้มีศีล
ท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์เป็นผู้มีศีล ศีลที่นำท่านสู่ฐานะที่สูงขึ้นเป็นลำดับ ไม่เพียงสูงขึ้นด้วยสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทานเลื่อน แต่สูงขึ้นด้วยฐานะในความรู้สึกนึกคิดจิตใจของผู้ที่รู้จักท่าน แม้เพียงโดยกิตติศัพท์โดยชื่อ
ศีลมีกลิ่นหอมไกลยิ่งกว่ากลิ่นใดอื่น กลิ่นเครื่องร่ำน้ำหอมหรือกลิ่นบุปผามาลัยใดๆ ก็ตาม ก็มีอยู่ในขอบเขตและกาลสมัยใกล้เคียง แต่กลิ่นศีลหามีเวลามีขอบเขตไม่ ข้ามน้ำข้ามทวีปข้ามกาลเวลา ข้ามยุคสมัย ไกลเท่าไกลได้ทั้งสิ้น
ท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์ เป็นผู้มีศีล ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักอย่างดียิ่ง ในนามหลวงปู่สิม ผู้งดงามด้วยความปฏิบัติเคร่งครับในศีล ขจรไกลไปทั้งในหมู่ผู้ที่ไม่เคยพบเคยเห็นท่านเลย
ศีล เป็นเครื่องลูบไล้อันดีเลิศ เครื่องประทิ่นทั้งหลายไม่ทำให้เกิดคุณค่าเสมอศีล เพราะเครื่องประทิ่นทั้งหลายย่อมคลายคุณสมบัติได้ในเวลาไม่นาน
แต่ตลอดกาล ศีลที่มีประจำใจจะส่งประกายใสสว่างอย่างงดงามครอบคลุมอยู่
ความเป็นผู้สงบงดงามเป็นปกติด้วยกิริยาวาจานั้น เกิดจากความมีศีลที่ใจ
ท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์ นั้นเป็นที่รู้ไกล ว่ามีศีลเครื่องลูบไล้อันประเสริฐ กิริยาท่านสงบเป็นปกติ วาจาท่านสงบเป็นปกติผู้ได้พบได้เห็นได้สนทนาวิสาสะ ย่อมประจักษ์แจ้งใจในคุณอันควรอนุโมทนาสาธุการของท่าน”
หลวงพ่อ พระพุทธพจนวราภรณ์ แห่งวัดเจดีย์หลวงวรวิหารเชียงใหม่ สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมดิลก ได้เขียนถึงคุณธรรมของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ไว้อย่างครอบคลุม ด้วยข้อเขียนเพียงสั้นๆ สองหน้ากระดาษ ภายใต้ชื่อเรื่องว่า “หลวงปู่ผู้ทรงคุณ”
ผมขออัญเชิญข้อเขียนของหลวงพ่อ มาเสนอ ณ ที่นี้อย่างเต็มๆ โดยไม่มีการตัดทอนเลย ดังต่อไปนี้
“บรรดาพระเถระกัมมัฏฐานที่มีปฏิปทาตามสาย หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มีอยู่หลายรูป อาทิ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว เชียงใหม่ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม สกลนคร หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอหนองบัวลำภู อุดรธานี (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดหนองบัวลำภู) พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี พระราชนิโรธรังสี (หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี) อำเภอศรีเชียงใหม่ หนองคาย พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง อุดรธานี หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดภูจ้อก้อ อำเภอคำชะอี (ปัจจุบัน อำเภอหนองสูง) มุกดาหาร พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว เชียงใหม่
พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) เป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่มีอายุพรรษามาก ปฏิปทาหลักของหลวงปู่สิม คือ พระกัมมัฏฐาน หรือ พระธุดงค์
ท่านจะจาริกแสวงหาความสงบวิเวกไปในถิ่นต่างๆ ตามชนบทป่าเขา ณ ที่ใดให้ความสงบสงัด ก็จะพักอยู่เพื่อปฏิบัติธรรม และโปรดญาติโยมด้วยการจาริกออกบิณฑบาต พร้อมกับเทศนาสั่งสอนเผยแผ่หลักธรรมวินัย เป็นการให้แสงสว่างทางใจ ให้ชาวชนบทรู้จักบุญ รู้จักบาป รู้จักคุณ รู้จักโทษ
หลวงปู่ มีความขยันในการเทศนาสั่งสอน ทุ่มเทเสียสละในการเผยแผ่พระธรรม โดยสม่ำเสมอตลอดมา
คำสอนของหลวงปู่ จะตักเตือนให้เกิดความสำนึกในเรื่องความไม่ประมาท เช่นสอนว่า ชีวิตของคนเราแค่ลมหายใจเข้า-ออก สูดเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้ก็ตาย ออกมาแล้วสูดเข้าไปไม่ได้ก็ตาย ผู้ใดไม่นึกถึงความตายที่จะมาถึงตน ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนประมาท
คำสอนของหลวงปู่บางประโยค ก็เป็นปรัชญา ที่ชวนให้คิด เช่น สอนว่า ใจเราไปติดกิเลส ไม่ใช่กิเลสมาติดอยู่ในใจของเรา
และ สอนว่า …จึงหลงศีล หลงธรรม หลงคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าอยู่ที่อื่น ความจริงอยู่ที่กาย วาจา จิต ของคนเราทุกคน
หลวงปู่สิม นอกจากจะมีปฏิปทาหนักไปในทาง ธุดงควัตร แสวงหาความสงบสงัดตามป่าเขาแล้ว ท่านยังมีผลงานในทางสร้างสรรค์ศาสนาวัตถุ ศาสนสถานด้วย ผลงานในด้านนี้ คือ วัดสันติธรรม ณ หมู่บ้านสันติธรรม อำเภอเมือง เชียงใหม่
หลวงปู่ ได้เป็นประธานสร้างวัดขึ้นในบริเวณนั้นก่อน ขณะที่เริ่มสร้างวัด ที่ดินบริเวณนั้นยังเป็นไร่เป็นนา มีบ้านอยู่ไม่กี่หลัง
เมื่อหลวงปู่สร้างวัดแล้ว ได้ตั้งชื่อว่า วัดสันติธรรม หมู่บ้านจึงได้ตั้งชื่อตามวัดว่า หมู่บ้านสันติธรรม
เมื่อมีวัดมีพระสงฆ์สามเณรอยู่เป็นหลักฐาน หลวงปู่ก็จัดให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรม มีการเปิดสอนนักธรรมตรี โท เอก และสอนแผนกบาลีไวยากรณ์ ขึ้นโดยลำดับ
วัดสันติธรรม นอกจากจะเป็นวัดที่เน้นหนักในการให้การศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติ แก่พระสงฆ์สามเณรและพุทธบริษัทที่ใฝ่ปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานแล้ว ยังเป็นสำนักเรียนที่มีผลงานในด้านการศึกษาปริยัติธรรมอีกสำนักหนึ่งในปัจจุบัน
แสดงว่า หลวงปู่สิม ท่านส่งเสริมการศึกษาธรรมวินัยคู่กันไปกับการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรทางจิตใจ
เมื่อวัดสันติธรรม ได้ทำการพัฒนาเจริญขึ้นโดยลำดับ หลวงปู่จึงมอบการบริหารวัดให้แก่ พระครูสันตยาธิคุณ (สมณศักดิ์สุดท้าย คือ พระนพีสีพิศาลคุณ – หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต) ซึ่งเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ รับผิดชอบบริหารสืบต่อมา
ส่วนหลวงปู่ได้ออกจาริกเดินธุดงค์ไปตามสถานวิเวกในป่าเขา จนกระทั่งปี พ ศ ๒๕๑๐ หลวงปู่ได้ไปปฏิบัติเจริญสมณธรรมที่ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
ถ้ำผาปล่อง ดอยหลวงเชียงดาว สมัยนั้น เป็นป่าพงรกทึบเป็นที่อาศัยอยู่ของสิงสาราสัตว์ ผู้มีจิตหวั่นไหว ไม่รักสงบ ไม่ทุ่มเทเพื่อคุณธรรมเบื้องสูงแล้ว ก็ยากที่จะอยู่ในที่สงบสงัดและเสี่ยงต่ออันตรายเช่นนั้นได้
ด้วยปฏิปทาที่สงบแนวแน่ มุ่งสู่กระแสธรรม ด้วยพลังใจที่ยิ่งใหญ่ด้วยการเสียสละที่สูงส่งของหลวงปู่
กาลเวลาผ่านไปไม่กี่ทศวรรษ ผู้ทำให้ถ้ำผาปล่อง กลายเป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่สำคัญยิ่ง เป็นศาสนสถานที่สวยงาม ก่อให้เกิดศรัทธาปสาทะแก่ผู้ที่ได้เห็นได้สัมผัส นับเป็นบุญสถาน บุญเขต ที่อำนวยประโยชน์แก่สาธุชนทุกถ้วนหน้า
ทั้งนี้ เนื่องด้วยบุญญาบารมีของหลวงปู่ ที่ได้ทุ่มเทเสียสละร่างกายและชีวิต อุทิศแด่พระศาสนาอย่างแท้จริง นั่นเอง
สมกับที่หลวงปู่สอนไว้ว่า “มรรคผลนิพพาน ก็ไม่ต้องไปหาที่อื่น มันอยู่ที่ความเพียร ความขยัน ความอดทน ความหมั่น ในการภาวนาไม่ขาด”
สำหรับท่านเจ้าคุณพระสุธรรมคณาจารย์ หรือหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ แห่งวัดอรัญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย สหธรรมิกผู้เคยร่วมธุดงค์กับหลวงปู่ ได้เขียนคำไว้อาลัย ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ มีใจความดังนี้
“เมื่อปี พ ศ ๒๔๘๒ ข้าพเจ้าได้พบกับหลวงปู่สิม ที่วัดโรงธรรม (วัดโรงธรรมสามัคคี) อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
ท่านมีพรรษาแก่กว่าข้าพเจ้าสามพรรษา ท่านมีนิสัยใจคอเยือกเย็นดี ถูกนิสัยกันกับข้าพเจ้า
เคยได้เที่ยวธุดงค์ด้วยกันตามถ้ำ ภูเขา ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้จำพรรษาร่วมกับท่านสามพรรษา
นับว่าท่านเป็นบัณฑิตผู้หนึ่งในพุทธศาสนานี้ และก็นับว่าท่านมีอายุยืนรูปหนึ่ง ท่านมรณภาพอายุได้ ๘๓ ปี
ควรที่กุลบุตรผู้บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาจะถือเอาเป็นเยี่ยงอย่างในทางประพฤติพรหมจรรย์
การจากไปของท่านหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในครั้งนี้ (วันศุกร์ที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕) ย่อมเป็นที่อาลัยของสานุศิษย์ทั้งหลายโดยแท้ แม้ข้าพเจ้าก็อาลัยถึงท่านเหมือนกัน
แต่เมื่อมาพิจารณาถึงสังขารธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วก็ปลงลงได้ว่า ทุกคนต้องตายด้วยกันทั้งหมด ต่างแต่ก่อนและหลังกันเท่านั้น
แต่ข้อสำคัญก็คือ การละชั่วแล้วทำดีให้สูงขึ้นไปโดยลำดับนั้นแหละ เราจะได้ความอุ่นใจในเวลาจวนจะสิ้นชีพทำลายขันธ์ฉะนี้แลฯ”
พระมหาเถระอีกองค์ที่เขียนคำไว้อาลัย ไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ ก็คือ หลวงปู่บุดดา ถาวโร แห่งวัดกลางชูศรีเจริญสุข อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
หลวงปู่บุดดา ได้กล่าวถึงความตายโดยกลางๆ ทั่วไปว่า
“เป็นคนเป็นสัตว์ มันก็มีเกิดมีตาย
ธรรมะ ไม่เกิด ไม่ตาย มีแต่เกิด-ดับ
กิเลส ตายไปแล้ว ไม่มาอีก
เหลือแต่ นิโรโธ นิพพานัง”
เป็นอันว่าในตอนเริ่มเรื่อง คือหัวข้อที่ ๑ นี้ ผมได้คัดลอกข้อเขียนของพระมหาเถระ ครูบาอาจารย์ ๔ องค์ มานำเสนอไว้อย่างครบถ้วน เพราะผมเองไม่มีวิธีเขียนเริ่มเรื่องอย่างใดที่จะครอบคลุม และสมบูรณ์มากยิ่งไปกว่านี้ได้แล้วครับ
๒. คำพยากรณ์ของหลวงปู่มั่น
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จัดเป็นเพชรน้ำเอกองค์หนึ่งในวงพระกรรมฐาน ศิษย์พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต
องค์หลวงปู่มั่น เคยได้ปรารภกับศิษย์รุ่นใหญ่ของท่านในเชิงเป็นการพยากรณ์ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เมื่อครั้งยังเป็นพระหนุ่มร่วมอยู่ในกองทัพธรรม ว่า
“…ท่านสิมเป็นดอกบัวที่ยังตูมอยู่ เบ่งบานเมื่อใดจะหอมกว่าหมู่”
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ก็เคยกล่าวถึงคำพยากรณ์ของพระอาจารย์ใหญ่เหมือนกัน ก่อนที่จะเดินทางจากเชียงใหม่กลับไปพำนักประจำที่จังหวัดนครพนม บ้านเกิดของท่าน ในปี พ ศ. ๒๕๑๖ ก่อนท่านมรณภาพเพียง ๑ ปี
หลวงปู่ตื้อ ได้ไปเยี่ยม หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ช่วงที่ท่านยังพำนักที่ วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี๒๕๑๖ ดังกล่าว
ในการปราศรัยสนทนากันช่วงหนึ่ง หลวงปู่ตื้อได้บอกกับหลวงปู่สิม ว่า
“…ผมมีความลับจะบอกท่านอยู่เรื่องหนึ่ง ผมรักษาเอาไว้ ๓๔ ปีนี่แล้ว เมื่อครั้งที่หลวงปู่มั่นยังอยู่ที่เชียงใหม่ ก่อนท่านจะกลับไปอุดร ท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า ศิษย์รุ่นต่อไปที่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง คือท่านสิม กับท่านมหาบัว…”
ท่านสิม ก็คือ พระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร แห่งสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว เจ้าของประวัติในหนังสือเล่มนี้
ส่วน ท่านมหาบัว ก็คือ พระธรรมวิสุทธิญาณ หรือ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งพวกเราต่างก็ตระหนักถึงกิตติศัพท์กิตติคุณของท่านเป็นอย่างดีแล้ว
สำหรับองค์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จัดเป็นศิษย์รุ่นแรกๆของหลวงปู่มั่น ท่านมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเผยแผ่ธรรมะปฏิบัติสู่พุทธศาสนิกชนจนเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างกว้างขวาง
เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของหลวงปู่สิม คือ การพานั่งขัดสมาธิเพชรและการยกมรณานุสติกรรมฐานไว้เป็นกรรมฐานชั้นเอก
หลวงปู่เน้นย้ำเสมอว่า “การนั่งสมาธิภาวนา ใจต้องเด็ด นั่งขัดสมาธิเพชรนี่แหละ จะช่วยให้จิตใจอาจหาญขึ้นมาได้ โดยน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งก่อนตรัสรู้ พระพุทธองค์ทรงนั่งขัดสมาธิเพชรใต้ต้นโพธิ์ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน แลกกับการตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ”
หลวงปู่สอนว่า “การปฏิบัติจะให้ได้ผลต้องปล่อยวางร่างกายลงไป ปล่อยวางความมั่นหมายในรูปร่างกาย อันเป็นก้อนเกิด ก้อนแก่ ก้อนเจ็บ ก่อนตาย อันนี้
ทั้งต้องระลึกถึงความตายให้ได้ทุกลมหายใจเข้าออกจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท”
ด้วยปฏิปทาที่เด็ดเดี่ยวอาจหาญของหลวงปู่ ด้วยลีลาการเทศนาธรรมที่ยังดวงจิตดวงใจของผู้ฟังธรรมให้เข้าสู่ความสงบระงับได้อย่างรวดเร็ว และด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมอันบริสุทธิ์ สานุศิษย์ของท่านจึงเพิ่มมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ จนนามของท่านเป็นที่รู้จักและกล่าวขานกันทั่วไปในหมู่ผู้สนใจในธรรมปฏิบัติทั่วทั้งประเทศ
หลวงปู่จึงเป็นเสมือนเพชรน้ำเอก ในหมู่พระกรรมฐาน สมดัง
คำพยากรณ์ของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ดังกล่าวมาแต่ต้นแล้วว่า
“…ท่านสิมเป็นดอกบัวที่ยังตูมอยู่ เบ่งบานเมื่อใด จะหอมกว่าหมู่…”
๓. ศิษย์ลูกศิษย์หลานของหลวงปู่
ท่านผู้อ่านครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของผมเอง ที่บังอาจแต่งตั้งหรืออุปโลกน์ตัวเองว่าเป็น “ศิษย์” ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ทั้งๆ ที่มีโอกาสได้กราบองค์ท่านแค่ ๓ ครั้งเท่านั้นเอง
ท่านผู้อ่านที่ไม่แน่ใจว่า เมื่ออ่านเรื่องนี้แล้ว “ต่อมหมั่นไส้” อาจเกิดการกำเริบได้ ก็ขอให้ข้ามไปอ่านตอนอื่นได้นะครับ
ผมได้กราบ องค์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่ถ้ำผาปล่องครั้งแรกในปี ๒๕๒๔ ต้องเดินทางไปจากกรุงเทพฯ ถึงสองครั้งจึงได้กราบองค์ท่านดังประสงค์
ไปครั้งแรกต้องชวดการกราบหลวงปู่ด้วยอาการ “ปรามาส” องค์ท่านเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ
ต้องขออนุญาตเล่าเรื่องส่วนตัวเพื่อย้อนเรื่องสักนิดนะครับ คือผมไปทำปริญญาโท (ใบที่สอง) ที่ประเทศอังกฤษอยู่ปีครึ่ง กลับมาเมืองไทยระยะหนึ่ง แล้วก็ไปทำปริญญาเอกที่ประเทศแคนาดาอีกสามปีครึ่ง
ระหว่างอยู่ต่างประเทศก็เริ่มสนใจธรรมะ และฝึกทำสมาธิได้ผลดีพอสมควรแล้ว แต่ไม่ค่อยรู้จักพระสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ในเมืองไทย
ปีแรกที่ผมกลับจากประเทศแคนาดา คือปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ผมมีโอกาสเดินทางไปเชียงใหม่ ไปเก็บข้อมูลที่ อำเภอพร้าว มีลูกศิษย์ที่ทำงานที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเชียงใหม่เป็นมัคคุเทศก์ผู้นำทาง
ผมเป็นหัวหน้าทีม มีลูกศิษย์ปริญญาโทจากกรุงเทพฯไปด้วย ๔-๕ คน ในเชียงใหม่ได้อาศัยรถยนต์ของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเชียงใหม่ เป็นพาหนะเดินทางตลอดรายการ
นอกจากเก็บข้อมูลเพื่องานวิจัยแล้ว ผมบอกลูกศิษย์ผู้นำทางว่า ต้องการไปกราบพระด้วย ซึ่งตอนนั้นผมรู้จัก (เคยได้ยิน) พระเชียงใหม่เพียงองค์เดียว คือ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง ซึ่งท่านมรณภาพแล้ว
ส่วนพระดังอีกองค์ก็คือ พระอาจารย์นิกร แห่งดอยนางแล ตอนนั้นท่านกำลังดังมาก หากโชคดีผมคงได้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ก็ได้ ความตั้งใจเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ลูกศิษย์ก็ยินดีพาไปตามความประสงค์ของผม แต่เธอได้แนะนำผมว่า “อาจารย์ไม่ไปกราบหลวงปู่สิม ที่ถ้ำผาปล่องด้วยหรือ ท่านกำลังดังในขณะนี้” พร้อมทั้งเสนอแนะเส้นทางว่าเราควรไปทางอำเภอเชียงดาว กราบหลวงปู่สิมก่อน แล้วจึงไปทางอำเภอพร้าวก็สามารถไปได้ภายในวันเดียว
ผมขอสารภาพว่าตอนนั้น ผมไม่เคยได้ยินชื่อหลวงปู่สิมจริงๆ จึงเป็นการพูดในลักษณะปรามาสท่านว่า “ไม่เป็นไรหรอก ไปทางอำเภอพร้าวก่อน แล้วจึงมาทางเชียงดาว จะได้กราบหลวงปู่สิมหรือไม่ก็ไม่ว่าอะไรหรอก”
ดูซีครับ ผมเลือกไปกราบ พระอาจารย์นิกร แทนการไปกราบ หลวงปู่สิม
เอาเป็นว่าผมและคณะได้แวะไปกราบบารมีหลวงปู่แหวน ที่ดอยแม่ปัง แล้วไปทำธุระทางราชการจนเสร็จในเวลาที่รวดเร็ว แล้วก็ไปดอยนางแล ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะได้กราบพระอาจารย์นิกร
แต่ผมต้องผิดหวัง เพราะพระอาจารย์นิกรท่านไม่อยู่ จึงไม่มีโอกาสถวายตัวเป็นศิษย์ และก็มีอันแคล้วคลาดไม่เคยได้พบหน้าท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว เราคงไม่มีบุญพอที่จะได้เป็นลูกศิษย์ของพระดังแห่งยุค !
ออกจากอำเภอพร้าว ขับรถลัดเลาะไปตามเขาเพื่อไปอำเภอเชียงดาว ตอนนั้นถนนเส้นนั้นเพิ่งตัดใหม่ๆ ยังเป็นถนนลูกรังอยู่ เราเดินทางด้วยฝุ่นคลุ้งไปจนถึงบ้านสันปิงโค้ง แล้วเลี้ยวลงใต้เพื่อไปเชียงดาว
พวกเราไปถึงเชียงดาว ประมาณ ๔ โมงเย็น มีเวลามากพอที่จะไปถ้ำผาปล่อง สถานที่ที่องค์หลวงปู่สิม พำนักอยู่
ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับ ราว ๔ โมงเย็น รถยนต์ของพวกเราไปจอดเสียอยู่ที่ ทางแยกไปถ้ำผาปล่อง พยายามหาทางแก้ไขจนกระทั่งเกือบสองทุ่ม จึงซ่อมรถเสร็จ
เป็นอันว่าเที่ยวนั้นผมอดไปกราบหลวงปู่สิม แต่ก็ไม่ได้นึกเสียใจหรือผิดหวังอะไรเลย เพราะเรายังไม่รู้จักท่าน !
เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ แล้ว จึงได้มารู้มาได้ยินกิตติศัพท์และทราบเรื่องราวของหลวงปู่ จึงรู้สึกว่าคราวที่แล้วเราพลาดด้วยความไม่รู้จริงๆ
เมื่อมีโอกาสผมจึงเดินทางขึ้นเชียงใหม่อีกครั้ง คราวนี้ไปรถตู้ เป้าหมายหลักคือเจาะจงไปกราบหลวงปู่สิมที่ถ้ำผาปล่องจริงๆ ส่วนไปที่อื่นๆ เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น
ท่านผู้อ่านครับ ผมเดินขึ้นถ้ำผาปล่อง ด้วยใจมุ่งมั่น ต้องการกราบองค์หลวงปู่ให้ได้
แต่…เมื่อไปถึงถ้ำ ได้พบป้ายประกาศเขียนไว้ชัดเจนว่า
“หลวงปู่อาพาธ หมอแนะนำให้พักผ่อน ห้ามรบกวน”
เอาซีครับ หลวงปู่ท่านอยู่ แต่งดรับแขก !
แต่ไหนๆ ก็มาถึงถ้ำผาปล่องแล้ว หลังจากกราบพระแล้วผมก็ลงมือนั่งหลับตาทำสมาธิทันที ในใจไม่รู้สึกว่าผิดหวังอะไร โอกาสหน้าค่อยมาใหม่ยังได้ แต่ต้องมาอีกอย่างแน่นอน
ผมนั่งอยู่นานราวครึ่งชั่วโมง ได้ยินเสียงเหมือนมีคนจัดของหยิบสิ่งนั้น วางสิ่งนี้ ก๊อกแก๊กๆ แล้วได้ยินเสียงกระแอมน้อยๆ พร้อมกับได้ยินเสียง ซึ่งไม่แน่ใจว่าหูแว่วไปหรือไม่ว่า “เออ! มันเอาจริง”
ผมลืมตาขึ้นน้อยๆ เพื่อจะดูว่าเสียงอะไรอยู่ข้างหน้าเรา
ปลื้มสุดปลื้มครับ ! หลวงปู่ท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้นวม อยู่ข้างหน้าเรานี่เอง
มีหลวงปู่อยู่องค์เดียวจริงๆ !
ผมลุกขึ้นนั่งคุกเข่าทั้งๆ ที่ขายังชา ก้มกราบท่านด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
ดูองค์หลวงปู่ท่านหนักแน่น สงบเย็น ยิ้มด้วยเมตตา ท่านเอ่ยถามพอได้ยินว่า “มาจากกรุงเทพฯ หรือ? “
ท่านพูดสอนสั้นๆ ว่า “ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของจริง ต้องทำต้องปฏิบัติเอาด้วยตัวของเราเอง จึงจะพบของจริง”
ผมคลานเข้าไปใกล้ ขอให้หลวงปู่ เป่ากระหม่อมให้ (ตามแบบที่ใครๆ เขาก็นิยมทำกัน)
หลวงปู่ได้เมตตาลูบหัวผมเบาๆ พร้อมทั้งเป่ากระหม่อมให้ด้วย !
พอดีคณะที่ไปด้วยกันได้เข้ามาสมทบ ต่างก้มกราบหลวงปู่ด้วยความชื่นอกชื่นใจ แล้วก็รีบพากันทราบลา เพราะไม่อยากจะรบกวนท่านมากไปกว่านั้น
ผมได้กราบองค์หลวงปู่อีก ๒ ครั้ง คือได้ฟังธรรม และฝึกนั่งสมาธิเพชรกับท่านครั้งหนึ่ง คราวที่ท่านมาโปรดที่ซอยนภาศัพท์ พระโขนง กรุงเทพฯ
อีกครั้งก็ได้พาคณะไปทอดผ้าป่าที่ถ้ำผาปล่อง ในปีถัดมา
ต่อจากนั้นก็ได้มางานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่
หลังจากหลวงปู่มรณภาพแล้ว ก็ได้พาคณะมาทอดผ้าป่าที่ถ้ำผาปล่องอีกราว ๒ ครั้ง
และมาคราวนี้ เมื่อคณะของเราได้มีโอกาสช่วย หลวงพ่อจำรัส จิรวํโส สร้าง พระมหาธาตุมณฑปบูรพาจารย์ ที่วัดป่าอาจารย์มั่น ทำให้เกิดโครงการหนังสือบูรพาจารย์ ครั้งนี้ขึ้น
ท่านผู้อ่านก็ทราบกันดีแล้วว่า วัดป่าอาจารย์มั่นแห่งนี้ สามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่า เป็นวัดของหลวงปู่สิม เพราะองค์ท่านให้ความอุปถัมภ์วัดนี้มาตั้งแต่ต้น
เริ่มจากการส่งพระลูกศิษย์ คือ หลวงพ่อทองสุก อุตฺตรปญฺโญ มาเป็นผู้ริเริ่มตั้งวัด ตามคำขอของญาติโยมชาวเมืองพร้าว
หลวงปู่ได้ให้ความช่วยเหลือเรื่องการซื้อที่ดินที่ก่อสร้างวัดในปัจจุบัน ช่วยเหลือด้านการสร้างศาลาการเปรียญ รวมทั้งได้มาพำนักอยู่ที่วัดป่าอาจารย์มั่น บางครั้งบางคราวในช่วงเริ่มต้นการก่อสร้าง จนกระทั่งกลายเป็นวัดโดยสมบูรณ์มาตราบเท่าปัจจุบัน
เรื่องราวของวัดป่าอาจารย์มั่น ผมได้นำเสนอโดยละเอียดในหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๗ : พระกรรมฐานสู่ล้านนา ตอน ๒ ไปแล้วนะครับ
ที่เขียนมายืดยาวก็เพียงเพื่อจะอวดอ้างเอาว่า “เราก็เป็นศิษย์ของหลวงปู่ด้วยเหมือนกัน” ดูจะเขียนเข้าข้างตัวเองอย่างมากทีเดียว
ก็ต้องกราบขออภัยด้วยครับ !
๔. ชาติกำเนิด
พระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เกิดที่บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ ศ. ๒๔๕๒ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีระกา เวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น.
บิดาของท่านชื่อ นายสาน วงศ์เข็มมา มารดาชื่อ นางสิงห์คำ วงศ์เข็มมา
หลวงปู่ เป็นบุตรคนที่ห้า ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๑๐ คน เป็นชาย ๕ คน หญิง ๕ คน เรียงตามลำดับดังนี้
๑. เด็กชาย (ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเล็ก)
๒. นางสาวบง วงศ์เข็มมา
๓. นางสาวบาง วงศ์เข็มมา
๔. นางแก้ว สมรสกับ นายถา ทุมกิจจะ
๕. หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
๖. นายกลม วงศ์เข็มมา
๗. พระอาจารย์คำดี (มรณภาพที่จังหวัดเลย)
๘. นางมาลี สมรสกับ นายสอน ภานาดา
๙. นางจำปี สมรสกับ นายอินตา ทุมกิจจะ
๑๐. นายจำไป วงศ์เข็มมา
หมู่บ้านบัว ที่หลวงปู่ถือกำเนิดนี้ เป็นหมู่บ้านภูไท หมายถึงว่า หลวงปู่ มีเชื้อสายเป็นชาวภูไท
บรรพบุรุษรุ่นคุณปู่ ของหลวงปู่ อพยพมาจากเมืองบก เมืองวัง ประเทศลาว เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้รับพระบรมราชโองการจาก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ให้ยกทัพไปตีเวียงจันทน์ และรวบรวมหัวเมืองลาวไว้ในพระราชอาณาจักรสยามได้ทั้งหมด
ชาวภูไทที่เป็นบรรพบุรุษของหลวงปู่ได้อพยพเข้ามาทางฝั่งไทย ได้ย้ายแหล่งที่ทำมาหากินหลายครั้ง และมีกลุ่มของ “พรานเครือ” ได้พาชาวภูไท ๘ ครอบครัว มาตั้งรกรากที่บ้านบัว ในปัจจุบัน
เหตุที่ชื่อ บ้านบัว เพราะบริเวณนั้นแต่เดิมมีสระบัวอยู่ ๒ สระ จึงได้ถือเอา ดอกบัว เป็นมงคลนามสำหรับชื่อของหมู่บ้าน
สำหรับสกุล “วงศ์เข็มมา” ของหลวงปู่นั้น เป็นสกุลเก่าแก่สกุลหนึ่งของบ้านบัว ผู้เป็นต้นสกุลคือ ขุนแก้ว กับน้องชายชื่อ อินทปัญญา และขุนแก้วท่านนี้ก็คือ คุณปู่ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร นั่นเอง
๕. นิมิตดีในวันเกิด
ในปีที่หลวงปู่ ถือกำเนิดขึ้นมา คือปี พ.ศ. ๒๔๕๒ นั้น เป็นปีที่ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ฝนไม่มากไปไม่น้อยไป มีน้ำอุดมสมบูรณ์ เป็นปีที่ทำนาได้ผลดี
ปกติในฤดูทำนา ชาวบ้านที่มีที่นาห่างไกลหมู่บ้าน มักจะไปพักที่กระต๊อบที่อยู่ในที่ใกล้ๆ กับที่นานั้น เพื่อจะได้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางไป-กลับทุกวัน
กระต๊อบของ นายสาน-นางสิงห์คำ วงศ์เข็มมา อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านบัว ออกไปประมาณ ๔ กิโลเมตร
ฤดูทำนาในปีนั้น นางสิงห์คำ ได้ตั้งครรภ์บุตรคนที่ ๕ นางจึงพักที่กระต๊อบนั้นตลอดฤดูการทำนา
ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเดือนเกิดของหลวงปู่นั้น ฟ้าฝนหยุดตกแล้ว เป็นช่วงต่อระหว่างปลายฝนกับต้นหนาว น้ำยังเจิ่งนองทุ่งนา ต้นข้าวเริ่มตั้งท้องพร้อมที่จะเกิดเป็นรวงข้าว อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นมาบ้างแล้ว
ในคืนที่หลวงปู่ถือกำเนิดลืมตาขึ้นมาดูโลก คือคืนวันศุกร์ที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ นั้น นางสิงห์คำ ได้เริ่มเจ็บครรภ์ตั้งแต่ตอน เย็น
พอถึงเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม อาการเจ็บครรภ์ทุเลาลง นางจึงได้เคลิ้มหลับไป และก็ได้ฝันเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งมีรัศมีกายสุกสว่างเปล่งปลั่ง แลดูเย็นตาเห็นใจยิ่งนัก
พระสงฆ์รูปนั้นได้ลอยเลื่อนลงมาจากท้องฟ้า ลงมาสู่กระต๊อบกลางทุ่งนาที่นางพักอยู่
ต่อมา เวลาประมาณ ๓ ทุ่ม นางสิงห์คำ ให้กำเนิดทารกเพศชายผิวขาวสะอาด
และจากนิสิตที่ นางสิงห์คำ ได้เล่าให้นายสาน ผู้สามีฟังโดยละเอียด ตามความทรงจำที่ชัดเจนเหมือนกับได้เห็นด้วยตาจริงๆ
นายสาน ผู้สามีเป็นคนมีจิตใจใฝ่บุญใฝ่กุศลอยู่แล้ว ได้เกิดความยินดีกับความฝันของภรรยาเป็นอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับทารกผู้เกิดใหม่อย่างแน่แท้
จึงได้ตั้งชื่อทารกน้อยตามศุภนิมิตนั้นว่า “สิม” ซึ่งภาษาอิสานแปลว่า โบสถ์ อันมีใบเสมาแสดงขอบเขตหรือปริมณฑลที่คณะสงฆ์ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ชื่อ สิม จึงบ่งบอกถึงความใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา และในกาลต่อมา เด็กชายสิม วงศ์เข็มมา ก็ได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยรุ่นสืบต่อมา ได้บำเพ็ญสมณธรรมอย่างต่อเนื่อง ใช้ชีวิตที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง จนตลอดชั่วอายุขัยของท่าน คือ เป็น หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่พวกเราให้ความเคารพและศรัทธาที่สูงยิ่งองค์หนึ่งนั่นเอง
๖. ฉายแววแต่เยาว์วัย
ในหนังสือ พุทฺธาจารปูชา ซึ่งเป็นหนังสือที่ระลึกในการพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ ได้เขียนถึงเรื่องราวในวัยเด็กของหลวงปู่ภายใต้หัวข้อว่า ฉายแววแต่เยาว์วัย ดังนี้
ประกายแห่งสติปัญญาและลักษณะแห่งความเป็นผู้นำในตัวเด็กชายสิม วงศ์เข็มมา ได้ฉายแววให้เป็นที่ประจักษ์แก่เพื่อนพ้องมาตั้งแต่ในวัยเด็กแล้ว
โดยเมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๒ ก็ได้ทำหน้าที่ช่วยครูใหญ่สอนหนังสือ
ซึ่ง หลวงปู่แว่น ธนปาโล พระเถระซึ่งเป็นญาติผู้น้องและมีวัยอ่อนกว่าหลวงปู่เพียงปีเดียว ก็เคยเป็นลูกศิษย์ท่านในครั้งนั้นด้วย
ครั้งหนึ่ง น้องชายของเด็กชายสิม เล่นซนปีนขึ้นต้นไม้ตามประสาเด็ก ผู้ใหญ่ก็กลัวจะพลาดพลั้งตกลงมาเป็นอันตราย แต่เรียกให้ลงอย่างไรก็ไม่ยอมลง จนผู้ใหญ่หมดปัญญา
เด็กชายสิมจึงออกอุบายให้หลอกว่า บนต้นไม้มีผี น้องชายซึ่งกลัวผีขนาดหนัก ก็รีบลงมาจากต้นไม้ทันที
หน้าที่ของเด็กในครอบครัวชาวนาในชนบทไทย เห็นจะหนีไม่พ้นการช่วยเลี้ยงควาย
หลวงปู่เคยเล่าว่า
“เรามีควายตู้อยู่ตัวหนึ่ง มันอยากจะชนกับเขาอยู่เรื่อย แต่ชนทีไรแพ้ทุกที เพราะมันไม่มีชั้นเชิงเอาเสียเลย ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเอาหัวงัดลูกเดียว ไม่กี่ทีก็หันหลังวิ่งหนีแล้ว”
(ควายตู้ หรือ ควายเขาตู้ เทียบภาษาภาคกลางว่า เขาทู่ คือควายที่มีเขาสั้นหงิกเข้ามาหาหู ไม่สามารถจะขวิดตัวอื่นให้เป็นอันตรายได้)
ด้วยเหตุนี้เอง หลวงปู่จึงเปรียบเทียบคนไม่มีปัญญา ว่าเหมือนกับควายเขาตู้ ซึ่งท่านได้นำไปเปรียบเทียบกับการภาวนา ว่า
“ต้องรู้จักเลือกอุบายภาวนา พิจารณาอุบายที่ถูกจริต อาศัยความเพียรอย่างเดียว บ่ได้
เหมือนคนกินอาหาร ต้องรู้จักเลือกกินปลา กินไก่บ้าง ไม่ใช่กินเนื้ออยู่นั่นแล้ว
กิเลสมันพลิกแพลงเก่ง ต้องตามให้ทัน
คนรู้จักพิจารณาก็ได้บรรลุธรรมเร็ว อย่างสาวกในครั้งพุทธกาล ตั้งใจจะบวชเพื่อปลงผม ผมตกลงมาเท่านั้นแหละ ท่านก็ปลงกรรมฐานได้เลยว่า ผมไม่ใช่ของใคร ปล่อยวางทุกอย่างก็ได้บรรลุธรรมเลย
แล้วแต่สติปัญญาของคนจะพิจารณา บางองค์นั่งฟังเทศน์ก็ได้บรรลุเลย อย่างนั้นปัญญาท่านมาก”
คนที่ปฏิบัติธรรมไปอย่างทื่อๆ ตรงๆ ไม่รู้จักพลิกแพลงให้เหมาะสม หลวงปู่จึงเรียกคนประเภทนี้ว่า ควายเขาตู้ ด้วยประการฉะนี้แล
เด็กชายสิม วงศ์เข็มมา หรือ หลวงปู่สิม ของพวกเรานับได้ว่าเป็นผู้มีบุญกุศลหนุนนำมาดี จึงทำให้เป็นผู้รู้จักเตือนตนเองให้อยู่ในทางที่ชอบที่ควร
เป็นผู้ที่มีใจฝักใฝ่ในทางธรรมตั้งแต่ยังเด็ก เป็นผู้มีความกตัญญูสูง มีความขยัน มานะอดทน มีน้ำใจเสียสละ มีวาจาไพเราะ สุภาพอ่อนโยน จึงเป็นที่รักของบิดามารดา และหมู่เพื่อน
ตลอดจนได้รับความไว้วางใจจากบิดามารดาของเด็กในละแวกบ้านนั้นว่า ถ้าลูกของตนมาคลุกคลีกับเด็กชายสิมละก็ เป็นอันหมดกังวลในข้อที่จะชวนกันไปในทางเสียหาย
นอกจากนี้ บิดาของท่านก็เป็นไวยาวัจกรของวัดศรีรัตนาราม จึงทำให้เด็กชายสิม พร้อมด้วยเพื่อนๆ วัยเดียวกัน ได้มีโอกาสติดตามผู้ใหญ่ไปช่วยงานที่วัดอย่างขยันขันแข็ง และมักไปคลุกคลีอยู่ที่วัดเป็นประจำ
หลวงปู่จึงมีความใกล้ชิดกับวัด ใกล้ชิดกับพระศาสนามาตั้งแต่เด็ก
๗. ผู้เห็นภัยในความตาย
ทั้งชื่อเรื่องและเนื้อเรื่องเขียนไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ ดังต่อไปนี้
เมื่อเด็กชายสิมเริ่มเข้ารุ่นหนุ่ม อายุ ๑๕ – ๑๖ ปี ก็มีความสนใจในดนตรีพื้นบ้านอยู่ไม่น้อย
หลวงปู่แว่น ธนปาโล (ญาติผู้น้องของหลวงปู่) แห่งวัดถ้ำพระสบาย อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง เล่าว่า ตัวหลวงปู่แว่นเองเป็นหมอลำ ส่วนหลวงปู่สิมนั้นเป็นหมอแคน เป่าแคนจนแคนหักไปหลายอัน
หลวงปู่แว่นได้กรุณาเล่าต่อไปว่า ในเรื่องสตรีเพศนั้นหลวงปู่สิมไม่ใคร่ให้ความใส่ใจเหมือนเด็กหนุ่มทั่วๆไป แต่หากมีหนุ่มต่างบ้านมาเกี้ยวสาวบ้านบัวแล้วละก็ อาจเจอ “ไม้บิน” ของหลวงปู่สิมเข้าบ้างก็ได้
หลวงปู่สิมท่านเคยเล่าถึงตอนสมัยเป็นหนุ่มว่า ท่านเคยเที่ยวไปล่ากระต่ายกระแตบ้างเหมือนกัน รู้สึกการครองชีพตามวิสัยชาวโลกนั้นหลีกเลี่ยงต่อการทำบาปได้ยาก
หลวงปู่พูดถึงสิ่งที่บันดาลใจให้ท่านอยากจะบวชได้แก่ ความสะดุ้งกลัวต่อความตาย
หลวงปู่ได้เล่าเรื่องนี้ว่า “ตั้งแต่ยังเด็กแล้ว เมื่อได้เห็น หรือได้ข่าวคนตาย มันให้สะดุ้งใจทุกครั้ง แล้วว่าเราจะตายเสียก่อนได้ออกบวช”
ความหมายข้อความข้างต้นหมายถึงว่า มรณานุสติ ได้เกิดขึ้นในใจของหลวงปู่อยู่ตลอดเวลา เฝ้าย้ำเตือนให้ท่านไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาทในวัย ไม่ประมาทในความตาย
เป็นเพราะหลวงปู่ได้กำหนด “มรณํ เม ภวิสฺสติ” ของท่านมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนั่นเอง ตั้งแต่ท่านยังไม่ได้ออกบวช มาในระยะหลังหลวงปู่ก็ยังคงใช้อุบายธรรมข้อเดียวกันนี้ อบรมลูกศิษย์ลูกหาเป็นประจำ
อาจกล่าวได้ว่า หลวงปู่เทศน์ครั้งใด มักจะมี “มรณํ เม ภวิสฺสติ” เป็นสัญญาณเตือนภัยจากพญามัจจุราชให้ลูกศิษย์ลูกหาตื่นตัวอยู่เสมอทุกครั้งไป
ผมลืมเรียนท่านผู้อ่านว่า ข้อมูลเกี่ยวกับหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรที่เขียนมาแต่ต้น ผมนำมาจากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ ที่มีชื่อหนังสือว่า “พุทฺธาจารปูชา”
สำหรับผู้เขียนหนังสือเล่มที่ว่านี้ ไม่มีการบอกกล่าวเอาไว้ว่าเป็นท่านผู้ใด แต่แน่นอนต้องเป็นลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดหลวงปู่อย่างแท้จริง
แม้ไม่ทราบชื่อผู้เขียน ผมก็ต้องกราบขอบพระคุณและขออนุญาตอ้างอิงพร้อมทั้งคัดลอกมาโดยตรงจนตลอดทั้งเล่มเลย และรับรองว่าผมจะทำด้วยความตั้งใจ รอบคอบ และทำด้วยความเคารพอย่างแท้จริง
อ้อ ! ขอคุยหน่อยว่า หนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” และหนังสือเล่มอื่นๆ อีกหลายเล่ม ผมได้รับจากการไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ด้วยตนเอง และได้อยู่ร่วมปฏิบัติธรรมตลอดทั้งคืนโดยไม่ได้หลับนอนเลย เป็นการถือ “เนสัชชิก” ครั้งแรกในชีวิตครับผม !
ขออนุญาตกลับมาที่ประวัติของหลวงปู่กันต่อไปนะครับ ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” ได้ใช้หัวข้อเรื่องว่า “สามเณรสิม” แล้วดำเนินเรื่องดังต่อไปนี้
“เมื่อท่านอายุได้ ๑๗ ปี จึงได้ขอบิดาบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดศรีรัตนาราม ซึ่งเป็นวัดมหานิกาย ณ บ้านบัว นั้นเอง ในวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๔๖๙ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะโรง โดยมีพระอาจารย์สีทอง เป็นพระอุปัชฌาย์”
หลังจากบรรพชาแล้ว สามเณรสิม วงศ์เข็มมา ได้พักจำพรรษาที่ วัดศรีรัตนาราม บ้านบัว บ้านเกิดของท่าน
ในระหว่างที่จำพรรษานั้น มีเหตุการณ์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะของสามเณรสิม โดยที่พระอาจารย์สีทอง พระอุปัชฌาย์ได้เล่าว่า
… ครั้งหนึ่งที่วัดมีการขุดสระ สามเณรสิม ก็ไปช่วยขุด และขุดจนกระทั่งใครต่อใครเขาทิ้งงานกันไปหมด เนื่องจากขุดลงไปลึกถึงสิบเอ็ดสิบสองวาแล้วก็ยังไม่มีน้ำ
เมื่อพระอุปัชฌาย์ของท่านถามว่า “จะขุดไปถึงไหนกัน” สามเณรสิมตอบว่า “ขุดไปจนสุดแผ่นดินนั่นแหละ”
นอกจากนี้ สามเณรสิมยังได้แสดงออกให้เห็นถึงปรีชาญาณด้วยการขึ้นแสดงธรรมแต่ครั้งเป็นสามเณร
สามเณรสิม วงศ์เข็มมา จึงเป็นที่ชื่นชมรักใคร่ของครูบาอาจารย์ของท่านเป็นอย่างมาก
๙. เข้าญัตติกรรมเป็นธรรมยุต
ในปีเดียวกันกับที่หลวงปู่บรรพชาเป็นสามเณร คือปี พ.ศ. ๒๔๖๙ นั้น ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่พลิกผันชีวิตของหลวงปู่ให้หันเข้าสู่วงการพระกรรมฐาน หรือพระป่า อย่างที่พวกเราเรียกขานกัน
ในหนังสือเขียนไว้ดังนี้
ต่อมา คณะกองทัพธรรม ของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินธุดงค์มาจากจังหวัดหนองคาย เพื่อมาเผยแพร่ธรรมปฏิบัติแก่ประชาชน โดยเดินทางมาถึงวัดศรีสงคราม (วัดป่าบ้านสามผง) ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
สามเณรสิม วงศ์เข็มมา จึงได้มีโอกาสเดินทางไปฟังธรรมทั้งจากท่านพระอาจารย์ใหญ่ คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล
สามเณรสิม โดยปกติเป็นผู้ที่มีความละเอียด จดจำสิ่งต่างๆ ได้แม่นยำ ช่างคิดช่างพิจารณาอยู่แล้ว เมื่อได้เฝ้าสังเกตข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ และท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ก็ยิ่งบังเกิดความเลื่อมใสอย่างมาก
จึงตัดสินใจขอถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น และได้ขอญัตติใหม่มาเป็นธรรมยุติกนิกาย
จากหนังสือในโครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่มก่อนๆ ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่า ในปีนั้นได้มีการทำญัตติกรรมครั้งใหญ่ มีพระเณรเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยมีการทำพิธีที่โบสถ์น้ำ หรืออุทกกุกเขปสีมา หรือ อุทกสีมา อยู่กลางหนองน้ำบ้านสามผง
และสามเณรสิม วงศ์เข็มมา ได้เข้าพิธีญัตติกรรมเปลี่ยนมาสังกัดคณะธรรมยุติกนิกายในครั้งนั้นด้วย
ในหนังสือเล่มที่ผมคัดลอกมา บันทึกเหตุการณ์ไว้ ดังนี้
…แต่โดยที่ขณะนั้น ยังไม่มีโบสถ์ของวัดทางฝ่ายธรรมยุตในละแวกนั้น การประกอบพิธีกรรมจึงต้องจัดทำที่โบสถ์น้ำ ซึ่งแบบแผนนี้ท่านพ่อลี ธมฺมธโร อดีตเจ้าอาวาสวัดอโศการาม ก็เคยใช้มาแล้วเมื่อตอนอุปสมบทหมู่ ๒๕ พุทธศตวรรษ เนื่องจากช่วงนั้นยังมิได้สร้างพระอุโบสถขึ้นเป็นการถาวร
การญัตติเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุตของสามเณรสิม ได้กระทำพิธีที่โบสถ์น้ำ ซึ่งทำจากเรือ ๒ ลำ ทำเป็นโป๊ะลอยคู่กัน เอาไม้พื้นปูตรึงเป็นแพแต่ไม่มีหลังคา โดยสมมุติเอาเป็นโบสถ์
หลวงปู่มั่น เป็นประธาน และมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์
พิธีนี้จัดขึ้นที่ วัดป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
หลังจากทำพิธีญัตติกรรมใหม่แล้ว สามเณรสิม ก็ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านข่า อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
๑๐. หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล
พวกเราคุ้นเคยกับชื่อของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และหลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล พระเถระสองที่น้อง แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม
แต่ข้อมูลและเรื่องราวของหลวงปู่ทั้งสององค์นี้มีน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์น้อง คือ หลวงปู่พระมหาปิ่น แทบจะหาอ่านไม่ได้เลย
ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่าน รวมทั้งผมเอง ก็คงอยากทราบประวัติและเรื่องราวของท่านใช่ไหมครับ?
ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” เล่มที่ผมกำลังคัดลอกอยู่นี้ได้เขียนถึง “เกร็ดประวัติ” ของหลวงปู่พระมหาปิ่น แทรกไปกับเรื่องราวการทำญัตติกรรมของสามเณรสิม วงศ์เข็มมา
อย่ากระนั้นเลย ผมก็ขอคัดลอกเกร็ดประวัติ ของหลวงปู่พระมหาปิ่น มาไว้ตรงนี้ด้วยก็น่าจะให้ประโยชน์น้อยสำหรับท่านที่สนใจ
ในหนังสือเขียนไว้ดังนี้
สำหรับตัวท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล นั้น มีเกร็ดประวัติที่น่าสนใจ กล่าวคือ ตัวท่านเป็นน้องชายของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ซึ่งจัดว่าเป็นศิษย์องค์สำคัญ เปรียบได้กับมือขวาของท่านพระอาจารย์ใหญ่ คือ หลวงปู่มั่น ทีเดียว
แต่ด้วยความที่ตัวท่านพระอาจารย์มหาปิ่น เป็นพระนักปริยัติและเป็นพระนักเทศน์ด้วย
ท่านพระอาจารย์สิงห์ เห็นว่า พระน้องชายมุ่งแต่ปริยัติ มรรคผลมิได้เกิดมิได้มีขึ้นที่ใจเจ้าของ จะเสียทีกลายเป็น “เถนใบลานเปล่า “
ท่านจึงคิดหาหนทางทรมาน ปลูกฝังสัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้นแก่พระน้องชาย ทั้งด้วยการปรารภธรรมเป็นครั้งคราว และทั้งการสอนด้วยการปฏิบัติให้ดู จนเห็นว่าพระน้องชายคลายทิฏฐิมานะลง จึงได้ชวนไปภาวนาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น
ท่านอาจารย์พระมหาปิ่น นี้ เมื่อแรกมาก็ให้รู้สึกขัดเคืองใจด้วยถูกท่านพระอาจารย์มั่นตำหนิติติงไปเสียทุกเรื่อง จนรู้สึกอึดอัดและเสียหน้ามาก
ซึ่งเรื่องนี้ สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับปฏิปทาของพระป่าหรือพระกรรมฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายท่านพระอาจารย์มั่นด้วยแล้วย่อมทราบดีถึงความละเอียดลออ ทั้งทำข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว เรียบร้อย แต่ไร้เสียง
ทำให้พระอาจารย์พระมหาปิ่น แม้กลับมาที่กุฏิที่พักแล้วก็ตามก็ยังครุ่นคิดนินทาหลวงปู่มั่นอยู่ไม่แล้ว
ทันใดนั้น หลวงปู่มั่นก็เดินมาหยุดที่ด้านนอกกุฏิ แล้วเอาไม้เคาะฝากุฏิ พร้อมกับกล่าวว่า “เอ๊า ! ท่าน มัวแต่คิดตำหนิ ปรามาสครูอาจารย์อยู่นั่นแหละ “
ทำเอาท่านพระอาจารย์มหาปิ่นตกใจกลัวจนตัวสั่น
นับแต่นั้น จึงได้ยอมรับนับถือในตัวท่านพระอาจารย์มั่น และตัวพระพี่ชาย คือ ท่านพระอาจารย์สิงห์ เป็นอันมาก สามารถปรับทิฏฐิให้ตรง เพียรเจริญในอริยมรรค จนได้มาเป็นครูอาจารย์ที่พร้อมด้วยภูมิปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ที่สำคัญองค์หนึ่ง
รวมทั้งได้ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้แก่หลวงปู่สิมในกาลต่อมาอีกด้วย
๑๑. ติดตามคณะหลวงปู่มั่นไปเมืองอุบลฯ
ผมขอเขียนย้อนหลังไปนิดหนึ่ง เพื่อให้เรื่องเชื่อมโยงกัน กล่าวคือ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลังจากที่สามเณรสิม วงศ์เข็มมา เข้าญัตติเป็นธรรมยุตแล้ว ก็ได้ไปพักจำพรรษาที่วัดป่าบ้านข่า อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม (ในหนังสือไม่ได้บอกว่าท่านไปอยู่ปฏิบัติกับพระอาจารย์องค์ใด แต่ผมเข้าใจว่าท่านไปอยู่กับ หลวงปู่สิงห์ ขนตยาคโม ครับผม )
ส่วนท่านพระอาจารย์ใหญ่ คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ยังพักจำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม และบรรดาศิษย์ท่านอื่นๆ ก็แยกย้ายจำพรรษาในที่ต่างๆ กัน แถวจังหวัดสกลนคร นครพนม อุดรธานี และหนองคาย
ศิษย์สำคัญอีกองค์หนึ่ง คือ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ได้จำพรรษาที่ บ้านดอนแดงคอกช้าง อำเภอท่าอุเทน (ปัจจุบันอยู่ในอำเภอนาหว้า) จังหวัดนครพนม
พอออกพรรษาปี ๒๔๖๙ นั้นแล้ว หลวงปู่มั่นได้นัดพระลูกศิษย์ของท่านที่จำพรรษาในท้องที่แถบนั้นประมาณ ๗๐ รูปให้ไปประชุมพร้อมกันที่บ้านดอนแดงคอกช้าง สถานที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่กู่ ธมฺมทินฺโน และหลวงปู่เกิ่ง อธิมุตฺตโก จำพรรษาอยู่
เมื่อพระภิกษุสามเณรศิษย์ของหลวงปู่มั่น มาพร้อมเพรียงกันแล้วก็ได้จัดประชุมที่ศาลาโรงฉัน
เรื่องที่หลวงปู่มั่นยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมครั้งนั้น เบื้องแรกท่านได้ให้โอวาทตักเตือนสั่งสอนเพื่อให้ศิษย์มีกำลังใจ ท่านแสดงธรรมปลุกใจให้ลูกศิษย์ลุกขึ้นต่อสู้กับกิเลสที่ครอบงำจิตใจให้อ่อนแอ ให้ง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจขี้คร้าน ฟุ้งซ่านเถลไถลไม่มีความอดทน พยายามบำเพ็ญเพียรภาวนา
ต่อจากนั้น หลวงปู่มั่นได้ปรารภในที่ประชุมว่า
“…ในท้องที่ ๔-๕ จังหวัด คือ จังหวัดเลย สกลนคร อุดรธานี นครพนม หนองคาย พวกเราได้ออกเดินธุดงค์ทำความเพียรบำเพ็ญภาวนา วกไปเวียนมาอยู่ในภูเขาแถบนี้ก็เป็นเวลาหลายปีแล้ว ปีนี้พวกเราควรไปทางไหนกันดี
สำหรับผม จำต้องพาคุณโยมแม่ให้ไปอยู่กับพวกน้องสาวที่เมืองอุบลฯ เพราะท่านชราภาพมาก อายุ ๗๘ ปีแล้ว จะพาทุลักทุเลอยู่ดงอยู่ป่าคงจะไปไม่ไหว…”
หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม กับพระน้องชายคือ หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล ได้รับรองจะพาคุณโยมแม่ของหลวงปู่มั่น ไปส่งให้ถึงเมืองอุบลฯ แต่ต้องไปด้วยเกวียน จะให้ท่านเดินเท้าไปคงไม่ไหว เพราะท่านชราภาพมาก ไม่มีกำลังพอ
ที่ประชุมตกลงขอตามหลวงปู่มั่นลงไปเที่ยวธุดงคกรรมฐานแถบท้องที่จังหวัดอุบลราชธานีหมดด้วยกันทุกองค์ คือมีมติเป็นเอกฉันท์
หลังจากการประชุมสิ้นสุดลงแล้ว พระเณรก็แยกย้ายกันออกธุดงค์ไปเป็นหมู่ๆ ถ้าใครองค์ใดไปพบสถานที่เหมาะสมดีสบาย มีความสงัด จะพักอยู่ปฏิบัติฝึกหัดเพื่อให้ได้กำลังใจเพิ่มยิ่งๆ ขึ้นอีกก็อยู่ได้ แต่ให้มีจุดหมายไปพบกันที่เมืองอุบลฯ
ด้วยเหตุนี้ สามเณรสิม วงศ์เข็มมา จึงได้ออกธุดงค์ร่วมไปกับคณะกองทัพธรรมไปยังจังหวัดอุบลราชธานี
ในหนังสือ พุทฺธาจารปูชา บันทึกเหตุการณ์เพียงสั้นๆ ภายใต้หัวข้อ “ออกธุดงค์แต่ครั้งเป็นสามเณร” ว่า
ในปี พ ศ. ๒๔๗๐ สามเณรสิม ได้ร่วมขบวนธุดงค์ติดตามท่านพระอาจารย์มั่น จากจังหวัดนครพนม ไปยังจังหวัดอุบลราชธานี โดยเริ่มจากอำเภอท่าอุเทน ไปยังบ้านดอนแดงคอกช้าง กิ่งอำเภอนาหว้า ต่อไปยังบ้านเดียว บ้านหัววัว อำเภอกุดชุม ตามลำดับ จนกระทั่งถึงบ้านหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
และในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ท่านจึงย้ายมาจำพรรษาที่วัดป่าท่าวังหิน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
เมื่อศึกษาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ แล้ว ผมมั่นใจว่าสามเณรสิม ยังคงติดตามปฏิบัติอยู่กับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และ หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล ครับผม
๑๒. ติดตามพระอาจารย์ไปขอนแก่น
ในช่วงปี พ ศ. ๒๔๗๐-๒๔๗๑ สามเณรสิม วงศ์เข็มมา ได้ออกธุดงค์จากจังหวัดนครพนม ไปจังหวัดอุบลราชธานี และพักจำพรรษาที่วัดป่าท่าวังหิน อำเภอเมืองอุบลฯ กับพระอาจารย์ของท่าน คือ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และหลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ในช่วงที่สามเณรสิมพำนักที่จังหวัดอุบลราชธานี ได้เกิดมีเหตุการณ์สำคัญในวงการพระป่าสายกรรมฐาน ๒ เหตุการณ์ที่ควรนำมากล่าว ณ ที่นี้
ความจริง ผมได้กล่าวถึงหลายครั้งแล้วในหนังสือบูรพาจารย์เล่มก่อนๆ โดยเฉพาะในเล่ม ๕ : หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และ เล่ม ๑๑ : หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านที่ต้องการทบทวนเหตุการณ์เชิญย้อนกลับไปอ่านได้ครับ
เหตุการณ์สำคัญที่ว่านั้น เหตุการณ์แรก ได้แก่ความกระทบกระทั่งกันของพระเถระผู้ใหญ่ คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) แม้จะเป็นพระในฝ่ายธรรมยุตด้วยกัน แต่สมเด็จฯ ท่านมาทางด้านปริยัติ คือการเรียนหนังสือ ท่านจึงไม่เห็นด้วยกับพระสายกรรมฐานที่หลีกเร้น ไปหลับหูหลับตาอยู่ตามป่าเขาห่างไกลจากผู้คน และทำตัวเป็นพระจรจัด ทำตัวห่างไกลจากความเจริญ
สมเด็จฯ ท่านมีคำสั่งให้ขับไล่พระกรรมฐานศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ให้ออกไปจากจังหวัดอุบลฯ ต่อมาภายหลังสมเด็จฯ ท่านคลายทิฏฐิ และเปลี่ยนมายอมรับพระป่า เห็นว่าการทำกรรมฐานภาวนาเป็นการเข้าถึงธรรมะตามวิธีการของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง
สมเด็จฯ ท่านเปลี่ยนมาให้การสนับสนุนพระป่า อาศัยพระป่าเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ธรรมไปสู่ประชาชน และองค์ท่านเองก็มาฝึกนั่งสมาธิภาวนาอย่างจริงจังอีกด้วย
เป็นอันว่าเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันก็จบลงเอยด้วยดี นี้ผมเล่าเฉพาะใจความเนื้อๆ เพียงย่อๆ เท่านั้นนะครับ
เหตุการณ์ที่สอง เป็นเรื่องของ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต โดยตรง
เรื่องย่อมีว่า องค์หลวงปู่มั่น ท่านบรรลุพระอนาคามีตั้งแต่คราวบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำสาริกา น้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายก ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๖
ต่อจากนั้นท่านก็เดินทางกลับอิสาน ให้การฝึกฝนอบรมแก่ลูกศิษย์ลูกหาเป็นเวลาติดต่อกันนานถึง ๑๔ ปี จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๐ องค์ท่านก็ตระหนักว่าการบำเพ็ญเพียรของท่านยังไม่บรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดที่ชาวพุทธตั้งไว้เป็นหลักชัย คือการบรรลุถึงพระอรหันต์ ผู้พิชิตกิเลสได้อย่างราบคาบ
หลวงปู่มั่น จึงได้สลัดภาระหนักที่ท่านรับมาตลอด ๑๔ ปี ปลีกองค์ออกจากบรรดาศิษย์ ออกเที่ยววิเวกแสวงหาโมกขธรรมตามลำพังองค์เดียว
ในปี ๒๔๗๐ หลวงปู่มั่นจึงได้มอบภาระในการบริหารและอบรมศิษย์ให้แก่ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ศิษย์อาวุโสสูงสุด แล้วองค์ท่านเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พักจำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน ๑ พรรษา
ต่อจากนั้นก็ได้ติดตาม พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ไปบูรณะวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่
หลวงปู่มั่นได้ปลีกวิเวกออกบำเพ็ญเพียรตามป่าเขาที่ห่างไกลผู้คนในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอเชียงดาว และอำเภอพร้าว และท่านบรรลุธรรมถึงเป้าหมายสูงสุดคือบรรลุพระอรหันต์ที่ถ้ำดอกคำ ตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว ตามความประสงค์ของท่าน
หลวงปู่มั่นเที่ยววิเวกอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่นานถึง ๑๒ ปี จนถึงกลางปี พ.ศ. ๒๔๘๒ คณะศิษย์ นำโดยท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ได้เดินทางไปนิมนต์ให้หลวงปู่มั่น กลับไปโปรดลูกศิษย์ลูกหาทางภาคอิสาน
หลวงปู่มั่นอยู่โปรดลูกศิษย์ลูกหาทางภาคอีสานรวม ๑๐ ปี จนกระทั่งถึงมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ตามที่ท่านผู้อ่านคงทราบกันดีแล้ว
ที่ผมเขียนเหตุการณ์อย่างย่อชนิดยืดยาวนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าช่วงปี พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๔๗๑ ที่สามเณรสิม วงศ์เข็มมา พำนักอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งท่านก็ยังคงปฏิบัติติดตามพระอาจารย์ของท่าน คือ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และหลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล
หลังออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้เรียกประชุมพระเณรคณะกองทัพธรรม ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตที่พำนักในจังหวัดอุบลฯ ประมาณ ๗๐ รูปมาประชุมกันที่ที่พักสงฆ์บ้านหัววัว (อำเภออำนาจเจริญ ในขณะนั้น)
สาระของการประชุมเป็นการร่วมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการไปช่วยอบรมธรรมให้กับประชาชนในจังหวัดขอนแก่น
ที่ประชุมตกลงทันว่า “พวกเราควรออกเดินธุดงค์ไปเผยแพร่การประพฤติปฏิบัติธรรมแก่ประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่น เพื่อช่วยท่านเจ้าคุณพระพิศาลอรัญเขต (จันทร์ เขมิโย) ซึ่งท่านได้ไปรับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ฝ่ายธรรมยุต”
เมื่อตกลงถูกต้องพ้องกันแล้ว จึงได้แยกย้ายกันออกเดินธุดงค์ไปคนละทิศคนละทาง แต่ก็ได้นัดหมายให้ไปรวมกันที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๗๒
จากการประชุมข้างต้น หลังออกพรรษาปี พ ศ ๒๔๗๑ แล้ว สามเณรสิมจึงได้ติดตาม หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และคณะกองทัพธรรม ออกเดินธุดงค์โดยมีจุดหมายปลายทางที่จังหวัดขอนแก่น
เมื่อคณะพระกรรมฐาน กองทัพธรรม ได้เดินทางมาถึงจังหวัดขอนแก่นครบหมดทุกชุดแล้ว ก็มอบหมายให้แยกย้ายกันออกไปตั้งวัดป่าสายธรรมยุตตามหมู่บ้านที่มีสถานที่เป็นป่า มีความร่มเย็นสงบสงัด เพื่อมุ่งปฏิบัติธรรมบำเพ็ญภาวนาแสวงความวิเวก พร้อมกับเผยแพร่ธรรมสู่ประชาชน ให้เลิกนับถือภูตมีต่างๆ แล้วหันมาเข้าถึงพระไตรสรณาคมน์เป็นสรณะต่อไป
บรรดาพระกรรมฐานที่อาวุโสรองๆ ลงมา ได้แยกย้ายกันไปตั้งวัดในท้องที่ต่างๆ ของจังหวัดขอนแก่น ส่วน หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม กับ หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล ได้ก่อตั้งสำนักสงฆ์ที่ป่าช้าบ้านเหล่างา ในเมืองขอนแก่น ซึ่งต่อมากลายเป็น วัดป่าวิเวกธรรมวิทยาราม จนปัจจุบันนี้
สำนักสงฆ์ป่าช้าบ้านเหล่างา จึงเป็นเสมือนศูนย์บัญชาการของกองทัพธรรมในครั้งนั้น
และ…สามเณรสิม วงศ์เข็มมา ก็ติดตาม หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม มาพำนักที่สำนักสงฆ์ป่าช้าบ้านเหล่างา ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ด้วยประการฉะนี้ครับ
ตอนที่ ๒ : ตระเวนแถบอิสาน
๑๓. อุปสมบท
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ นี้เอง สามเณรสิม วงศ์เข็มมา อายุครบบวชพอดี จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดศรีจันทราวาส ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๔๗๒ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเส็ง โดยมีท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูพิศาลอรัญญเขต เจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดขอนแก่น เป็นพระอุปัชฌาย์และมีหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดดวงจันทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “พุทฺธาจาโร”
หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ของพวกเราก็กลับไปจำพรรษาที่ สำนักสงฆ์ป่าช้าบ้านเหล่างา อยู่กับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์ของท่านดังเดิม
ขออนุญาตทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านนิดหนึ่งว่า สำหรับพระสายป่านั้น ตามปกติท่านจะอยู่ประจำที่เฉพาะในช่วงฤดูกาลเข้าพรรษาเท่านั้น ส่วนนอกฤดูพรรษาท่านมักจะเที่ยววิเวกไปตามป่าเขาที่สงบสงัดเพื่อบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นนิจ
สำหรับพระภิกษุสิม พุทฺธาจาโร ซึ่งเป็นพระนวกะ คือ พระบวชใหม่ ก็ได้ติดตามครูอาจารย์ออกท่องธุดงค์หลายแห่งในท้องที่จังหวัดขอนแก่น
น่าเสียดายว่า ไม่สามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ท่องธุดงค์ขององค์หลวงปู่สิมที่เป็นเรื่องแปลกๆ สนุกๆ มาเสนอพวกเราได้ ก็เสียใจด้วยนะครับ
๑๔. ป่าช้าบ้านเหล่างา
ป่าช้าบ้านเหล่างา หรือ วัดป่าวิเวกธรรมวิทยาราม อำเภอเมือง ขอนแก่น ในสมัยแรกเริ่มนั้น คงจะมีสภาพชวนสยดสยองเกินกว่าที่พวก
เราสมัยนี้จะนึกจินตนาการไปถึงได้
หลวงปู่บุญเพ็ง กปฺปโก พระเถระผู้ครองวัดป่าวิเวกธรรมฯ องค์ปัจจุบัน ได้เล่าถึงสภาพของวัดในอดีตว่า
“…วัดป่าวิเวกธรรมฯ เดิมเป็นป่าช้า ชาวบ้านเรียกวา ป่าช้าบ้านเหล่างา หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม มาสร้างไว้ตั้งแต่ปี พ ศ ๒๔๗๑ ครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายองค์ล้วนแต่เคยมาพำนักอยู่วัดนี้
ตรงกันข้ามกับวัดจะเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ซึ่งจะมีคนไข้จากจังหวัดใกล้เคียงกับจังหวัดขอนแก่นเข้ารับการรักษา เมื่อเสียชีวิตลง ญาติจะไม่สามารถนำศพกลับไปยังบ้านเกิดได้ ก็จะนำมาฝังในวัดนี้
บางครั้งศพมีจำนวนมาก การฝังก็ไม่เรียบร้อย สุนัขก็จะคุ้ยศพลากเศษอวัยวะออกมา…
บางครั้งพระลงศาลาฉัน สุนัขก็จะลากอวัยวะศพผ่านไป เป็นที่อุจาดตา…”
บรื๋อ ! สุดสะอิดสะเอียนใช่ไหมครับ?
หลวงปู่บุญเพ็ง เล่าต่อไปว่า เมื่อท่านมาอยู่ปกครองวัดเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ท่านได้พยายามรวบรวมปัจจัยจากลูกศิษย์ลูกหาในกรุงเทพฯ ก่อสร้างเมรุเผาศพขึ้นมา ทำให้ปัญหาดังกล่าวลุล่วงไปได้ และบริเวณป่าช้าก็มีใช้ประโยชน์น้อยลง
พอดีกับวิทยาลัยเทคนิคฯ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัด ขาดสถานที่ที่จะก่อสร้างสนามฟุตบอล จึงมาขอเมตตาหลวงปู่ท่าน ซึ่งท่านก็เมตตาด้วยเห็นแก่เยาวชนซึ่งต้องการสถานที่ออกกำลังกาย ท่านว่าดีกว่าให้เขาไปติดยาเสพติด
ดังนั้น “ในปัจจุบัน มุมด้านตะวันออกของวัดจึงมีสนามฟุตบอลอยู่ เด็กที่มาเล่นฟุตบอลส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่า ข้างใต้นั้นมีซากศพกองอยู่จำนวนมาก !!”
สำหรับองค์ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้เมตตาเล่าถึงประสบการณ์ในพรรษาแรกเมื่อครั้งเป็นหลวงพี่หนุ่ม ให้ฟังว่า
มีอยู่วันหนึ่ง ฝนต้นฤดูกาลตกลงมาอย่างหนัก ชาวบ้านร้านตลาดออกมารองน้ำและเล่นน้ำฝนกัน เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่ท่อรองน้ำ เป็นผลให้มีคนตาย ๒-๓ คน เขาก็เอาศพมาฝังที่ป่าช้าอย่างกะทันหัน
พอฝังไปได้ ๓-๔ วัน ท่านพระอาจารย์สิงห์ก็ออกอุบายพาพระเณรไปขุดศพขึ้นมา…
หลวงปู่สิม ได้เล่าด้วยเสียงกลั้วหัวเราะว่า
“ขุดขึ้นมาใส่กองไฟ เขียวอื๋อเลยละ เขียวเหมือน เทา* สภาพศพกำลังเน่า หนังตอนนั้นยังเหนียวอยู่ ยังไม่แตก”
(เทา คือสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวชนิดหนึ่ง)
พูดง่ายๆ ว่าศพกำลังขึ้นอืดบวมเป่งจวนจะปะทุแตกอยู่รอมมะร่อ ! หลวงปู่ ได้เล่าด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ถ้าส่งใจไปตามก็จะเห็นภาพอย่างชัดเจน แล้วท่านบอกต่อไปว่า
“…เหม็นไม่ต้องบอกละ เต็มจมูกทุกองค์ ได้อสุภะกันหมด ถ้าได้สักศพเอามาเผาที่ถ้ำผาปล่อง เณรน้อยน่ากลัวจะไม่ยอมอยู่ละ !”
“นี้แหละร่างกาย” หลวงปู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ปราศจากความรู้สึกรัก – ชังโดยสิ้นเชิงว่า “ บางคราวบางสมัยมันก็ต้องดม ครูบาอาจารย์เพิ่นทำ เราจะหลบไปทางอื่นก็ไม่ได้ ก็ต้องดมไปด้วยกัน”
๑๕. อสุภํ มรณํ
อีกตอนหนึ่ง หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้เมตตาเล่าประสบการณ์ที่ท่านได้อสุภกรรมฐานจากการพิจารณาซากศพ สมัยพำนักอยู่ที่สำนักสงฆ์ป่าช้าบ้านเหล่างา (วัดป่าวิเวกธรรมวิทยาราม) จังหวัดขอนแก่น ว่า
“ศพที่เก็บไว้ ๔-๕ วันก่อนจะเผานั้น ถ้าสมณะนักบวชเรายังไม่เคยเห็นก็อาจจะไม่รู้สึกอะไร
แต่ผู้ที่เคยดูศพอย่างนั้นมาแล้วจะนึกได้ว่า พอเปิดฝาโลงเท่านั้นแหละ จะเห็นน้ำท่วมเอ่อขึ้นมาตั้งครึ่งโลง
แมลงวันไม่รู้มาจากไหน ไม่ต้องมีใครเชื้อเชิญละ มาจับสบงจีวร
เต็มไปหมด
เวลาไปชักบังสุกุลเสร็จ ดมซากศพเสียไม่รู้ว่ากี่ลมหายใจ…”
“.อันกลิ่นเหม็นอสุภะของน้ำเหลืองน้ำหนองคนเรานั้น มันไม่เหมือนเนื้อสัตว์อย่างอื่น มันเหม็น…” หลวงปู่เว้นช่วงนิดหนึ่ง ด้วยคงไม่รู้จักเปรียบเทียบกับอะไรดี “…เหม็นเหมือนแบบ. ที่ไม่ชอบนะ คือร่างกายมนุษย์คนเรามันก็ดูจะชอบกัน มันดูดกันได้ ดูดเอากลิ่นเหม็นเข้ามาอยู่ในคนที่ไม่เหม็น เลยเหม็นไปด้วยกัน”
“นี่แหละร่างกายนั้น พระพุทธองค์ท่านจึงทรงสอนให้กำหนดเป็นอสุภกรรมฐาน อย่าไปเห็นว่ารูป ไม่ว่ารูปหญิง รูปชาย ให้เข้าใจว่าเป็นอันเดียวกัน ไม่มีใครสวยใครงามกว่ากัน”
“สมมติโลกว่าสวยว่างาม สมมติธรรมมันไม่มีสวยงาม อสุภํ มรณํ ทั้งนั้น
ถึงมันจะยังไม่ตายตอนเด็กตอนหนุ่มก็เถอะ ไม่นานละเดี๋ยวมันก็ทยอยตายไปทีละคนสองคน หมดไป สิ้นไปไม่เหลือ…”
สาธุ! แล้วจะโลภเอาอะไรกัน ใช่ไหมครับ?
๑๖. โสสานิกังคะ
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้อธิบายถึง การไปเยี่ยมป่าช้า ซึ่งเป็นธุดงควัตรข้อหนึ่งในจำนวน ๑๓ ข้อ ดังนี้
“โสสานิกังคะ ไปเยี่ยมป่าช้า ไปนอนป่าช้า เป็นธุดงควัตรข้อหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เป็นอุบายภาวนา
ผู้ภาวนาในทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะผู้มาบวชเรียนแล้ว ให้เข้าใจออกห่างจากอารมณ์ที่ว่าสวยว่างามให้ได้ ให้มาเห็นว่าเป็นก้อน อสุภ กรรมฐาน
คล้ายกับว่าเราเดินไปเห็นคนเขาถ่ายกองอสุภะไว้ข้างทาง คือบางคนเขาไม่ไปไกล
ถ้าเราเห็นเราก็ว่าเป็นอสุภะ คือว่าไม่งาม
แท้จริงมันไปจากคนเราตัวเราด้วย เมื่อถ่ายออกไปแล้วก็ว่าเป็นปฏิกูล อยู่ในท้องเราว่าเป็นของดิบของดี เพราะว่าเราไม่พิจารณา ถ้าพิจารณาแล้ว มันเต็มไปด้วยก้อนอสุภะ…”
๑๗. ปฏิทินพรรษา ๒๔๗๓-๒๔๗๖
ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงที่ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พักจำพรรษาอยู่ที่ ป่าช้าบ้านเหล่างา ไว้สองตอนสั้นๆ ดังนี้
ตอนแรก
“ที่วัดป่าเหล่างานี้เอง ที่ภิกษุสิม พุทฺธาจาโร ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมอย่างใกล้ชิดกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นเวลา ๓-๔ปี
ทั้งมีโอกาสมักคุ้นกับพระกรรมฐานองค์สำคัญๆ หลายองค์ เช่น หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และพระอาจารย์กว่า สุมโน เป็นต้น”
อีกตอนหนึ่ง ในตอนเริ่มต้นของหนังสือ เป็นการสรุปสถานที่จำพรรษาของหลวงปู่ ตั้งแต่ครั้งบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ เรียงลำดับเป็นปีๆ ไป จนถึงปีสุดท้ายแห่งอายุกาลของท่าน คือปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
สำหรับในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๗๓-๒๔๗๖ ช่วงพำนักที่วัดป่าเหล่างา มีดังนี้
ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ (พรรษาที่ ๒) ออกพรรษาแล้วได้ธุดงค์ไปอำเภอชนบท (จังหวัดขอนแก่น) แต่ได้กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าวิเวกธรรม (วัดป่าเหล่างา) อีก
ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ (พรรษาที่ ๓) ธุดงค์ไปอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ตั้งใจจะไปจำพรรษาที่ถ้ำพระเวส แต่อาพาธด้วยไข้มาเลเรียเลยจำพรรษาที่วัดป่าบ้านนาแก
ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ (พรรษาที่ ๔) กลับมาจำพรรษาที่วัดป่าวิเวกธรรม
ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ (พรรษาที่ ๕) ธุดงค์ไปจำพรรษาที่ภูระงำ จังหวัดขอนแก่น โดยผ่านบ้านเหล่านาดี อำเภอมัญจาคีรี และอำเภอชนบท จนกระทั่งออกพรรษาจึงได้ไปยังภูหัน อำเภอพล (จังหวัดขอนแก่น)
น่าเสียดายว่าไม่สามารถหารายละเอียดถึงประสบการณ์การออกธุดงค์แต่ละแห่งของหลวงปู่ในช่วงนี้ได้ ก็ขอผ่านไปดูตอนต่อไปกันครับ
๑๘. จำพรรษาที่นครราชสีมา
ใน “ปฏิทินพรรษา” ของหลวงปู่ กล่าวเพียงย่อๆ ว่า
“ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ (พรรษาที่ ๖) ธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา ผ่านบ้านหนองหัวฟาน อำเภอบัวใหญ่ อำเภอขามสะแกแสง อำเภอโนนไทย
ปีพ.ศ. ๒๔๗๘ (พรรษาที่ ๗) สร้างวัดขึ้นที่อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา และจำพรรษาที่วัดสร้างใหม่นี้”
รวมความว่า หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พักจำพรรษาอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ๒ พรรษา ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ และ ๒๔๗๘ เป็นพรรษาที่ ๖ และ ๗ ของท่าน
ผมขออนุญาตเขียนย้อนถึงเหตุที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้มาอยู่จำพรรษาที่จังหวัดนครราชสีมาอย่างย่อๆ พอให้ต่อเรื่องติดก็แล้วกัน ทั้งๆ ทีเขียนเล่ามาหลายครั้งแล้วในหนังสือบูรพาจารย์ เล่มก่อนๆ
เรื่องราวมีว่า ขณะที่หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และกองทัพธรรมกำลังเผยแพร่ธรรมแก่ประชาชนในจังหวัดขอนแก่นนั้น ก็ได้มีคำสั่งของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ให้หลวงปู่สิงห์ และคณะพระกรรมฐานในจังหวัดขอนแก่น เดินทางไปยังจังหวัดนครราชสีมา เพื่อทำการเผยแพร่ธรรมอบรมสั่งสอนประชาชน
สมัยนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เมื่อยังเป็นพระพรหมมุนี ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอิสาน ได้ย้ายจากเมืองอุบลฯ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา ในเมืองจังหวัดนครราชสีมา
หลวงปู่สิงห์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะ จึงได้พาลูกศิษย์พระกรรมฐานพร้อมด้วยบริษัทบริวารเป็นจำนวนมาก ออกเดินธุดงค์จากจังหวัดขอนแก่นมายังจังหวัดนครราชสีมา เพื่ออบรมสั่งสอนธรรมให้แก่ประชาชนตามคำบัญชาของท่านเจ้าคณะมณฑล ดังกล่าวแล้ว
และ หลวงปู่สิม ซึ่งยังเป็นพระหนุ่ม อายุพรรษา ๕ จึงได้ติดตามหลวงปู่สิงห์ พระอาจารย์ของท่านเดินทางเข้านครราชสีมาด้วย
ครั้งแรกหลวงปู่สิงห์และคณะมาพักที่วัดสุทธจินดา ในเมืองนครราชสีมา คุณหลวงชาญนิคมเขต ผู้บังคับกองตำรวจกองเมืองนครราชสีมา มีศรัทธายกที่ดินถวายเป็นสำนักพระกรรมฐาน อยู่หลังกองช่างกลรถไฟนครราชสีมา ซึ่งก็คือวัดป่าสาลวันในปัจจุบันนี้เอง
ส่วนพระกรรมฐานที่อาวุโสรองๆ ลงมา ได้แยกย้ายกันออกไปตั้งวัดกรรมฐานในท้องที่อำเภอต่างๆ เพื่อเป็นฐานในการอบรมสั่งสอนประชาชน
สำหรับหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ก็ได้พักปฏิบัติอยู่กับพระอาจารย์ของท่าน ที่วัดป่าสาลวัน ดังกล่าวมาแล้ว
๑๙. เหตุการณ์ชวนให้สลดใจ
ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ปีแรกที่ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร มาพักจำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน ในเมืองนครราชสมา ได้มีเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ คือเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ตามที่พวกเราทราบกันดีอยู่แล้ว
เหตุการณ์วุ่นวายที่ว่าคือ กรณี “กบฏบวรเดช” ส่งผลให้บริวารของพระองค์เจ้าบวรเดชถูกจับกุมทั่วประเทศ
หลวงปู่ เล่าว่า คุณหลวง โยมอุปัฏฐากคนสำคัญซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ถวายให้สร้างวัดป่าสาลวันขึ้นนั้น ก็ถูกรวบตัวหลังจากวันทอดกฐินนั่นเอง และถูกนำตัวไปคุมขังไว้ที่คุกบางขวาง
เมื่อหลวงปู่ลงไปกรุงเทพฯ ก็ได้แวะเยี่ยมให้กำลังใจ พอไปเห็นนักโทษในห้องขังแล้วก็ได้ปลงธรรมสังเวช
หลวงปู่ เล่าว่า
“ตอนนั้นนึกถึงพวกที่ชอบเอานกมาใส่กรงขังเลี้ยงไว้จริงๆ เขาขังนักโทษไว้ในสองเล็กๆ มองแล้วเหมือนนกในกรงไม่มีผิดเลย”
๒๐. อานิสงส์การให้ทาน
หลังออกพรรษาแล้ว หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ก็ออกท่องธุดงค์แสวงวิเวกไปยังที่ต่างๆ ตามธรรมเนียมของพระธุดงค์ในสมัยนั้น
เมื่อหลวงปู่กลับมาที่วัดป่าสาลวันอีกครั้งในฤดูแล้ง ได้มีเหตุการณ์ที่หลวงปู่เล่าว่า ทำให้ท่านได้เห็นอานิสงส์ของการให้ “ทาน” ทันตาจริง ๆ
เรื่องมีอยู่ว่า คราวหนึ่ง หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล มีกิจนิมนต์ไปจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางโดยทางรถไฟ
หลังจากนั้นเกิดพบเห็นธนบัตรใบละสิบบาทปลอม สืบสาวหากับใครไม่ได้ พนักงานเก็บเงินบนรถไฟก็เลยมาทวงถามเอากับโยมอุปัฏฐากของท่าน
โยมอุปัฏฐากก็ว่า “ถ้าเป็นของท่านอาจารย์จริง ทำไมไม่ทักท้วงเสียตั้งแต่ตอนนั้น แต่นี่จับใครไม่ได้ก็มาโทษท่านอาจารย์ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง”
บรรดาญาติโยมของหลวงปู่พระมหาปิ่นก็ไม่มีใครยอมรับผิดชอบในเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่รถไฟคนนั้นก็เป็นทุกข์เป็นร้อนมาก จึงได้ไปปรารภให้หลวงปู่สิมฟังว่า ถ้าเขาไม่ได้เงินสิบบาทคืนให้หลวง ก็จะถูกไล่ออกจากราชการ ลูกเมียก็จะพลอยลำบาก
หลวงปู่ได้ฟังก็เกิดจิตเมตตาคิดจะช่วยเหลือ แต่ท่านเองไม่มีเงินพอ จึงให้ลูกศิษย์วัดไปรวบรวมเงินพระเณรวัดป่าสาลวันหมดทั้งวัดได้เพียง ๔ บาทเท่านั้น
ยังขาดอยู่อีก ๖ บาท หลวงปู่จึงได้ออกปากขอยืมจากคุณนายผู้มีอันจะกินท่านหนึ่ง
ได้เงินครบแล้ว ก็มอบให้เจ้าหน้าที่รถไฟคนนั้น ดูเขาดีอกดีใจเหลือเกิน มีอาการเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก
หลวงปู่เล่าว่า หลังจากนั้นไม่นาน อานิสงส์ก็ส่งผลให้ท่านได้รับกิจนิมนต์ไปสวดบ้าง ไปเทศน์บ้าง ไม่เท่าไรก็ได้เงินมากกว่า ๑๐ บาท
เห็นไหมครับ เป็นตามที่พระท่านสอนว่า “อยากรวยต้องทำทาน อยากสวยต้องรักษาศีล และอยากมีปัญญาต้องภาวนา” สามารถพิสูจน์ตรวจสอบได้ด้วยตัวเราเองครับ
๒๑. ทานละเอียดบริสุทธิ์
เรื่องของการให้ทานนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรได้สอนอย่างละเอียดลออ
ทานที่หลวงปู่ย้ำเสมอคือ “อภัยทาน”
ท่านบอกว่า
“คนเราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างนานที่สุดก็ไม่เกินร้อยปีหรอก เพราะฉะนั้น อย่าไปโกรธแค้นอาฆาต คิดจองเวร คิดเบียดเบียนหรือทำร้ายกันเลย ให้อภัยเสียเถอะ
ยังไงเขาก็จะตายเองอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปลงมือหรอก ตัวเราเองก็จะต้องตายเองด้วยเหมือนกันนั่นแหละ”
ท่านผู้อ่านจะว่าอย่างไรครับ? ถ้าทุกคนเชื่อหลวงปู่กันหมด ข่าวฆ่ากันก็ไม่มีจะให้ลงหนังสือพิมพ์ แล้วจะไม่จืดชืดไปหรือ!
หลวงปู่ได้สอนถึงการให้ทานต่อไปว่า…แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานที่ตัวเล็กกว่ายุง เช่น ริ้น ไร และลอด หลวงปู่ก็ยังสอนให้พวกเราให้ทาน
ตัว ลอด นี่ หน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้ ท่านบอกว่าตัวมันเล็กจน
ลอดรูผ้าเข้าไปกัดเราได้นั่นแหละ
และหลวงปู่ก็ยกย่องว่า การที่เราให้ทานน้ำเลือดน้ำเหลืองในตัวเราแก่พวกนี้ เป็นทานบริสุทธิ์เสียด้วย “ทานํ เม ปริสุทฺธํ นิพฺพานํปรมํ สุขํ” นั่นทีเดียว
“เวลาเรากินสัตว์อื่น เรากินทั้งเลือดทั้งเนื้อหนัง ตับไตไส้พุง แม้กระทั่งกระดูก แต่พวกนี้กินเราก็แค่มาดูดน้ำเลือดน้ำเหลือง เลือดเนื้อเชื้อไขในตัวของเรา ได้มาจากพ่อแม่ ไม่ได้ไปซื้อไปหามาจากไหน
ปล่อยให้เขากัดไปเถอะ ตั้งใจให้เป็นทานไป เป็นทานละเอียดบริสุทธิ์ “
๒๒. เมตตาไม่มีประมาณ
นอกจากให้ธรรมะเป็นท่าน อันเป็นกิจประจำวันของ หลวงปู่สิมพุทฺธาจาโร แล้ว มีวัตถุท่านอะไร พ่อจะให้ได้ หลวงปู่เป็นแจกไม่อั้นไม่ว่าจะเป็นเหรียญปลุกเสก ผ้าพุทโธ รูปถ่าย ฯลฯ
ก็ด้วยเมตตาไม่มีประมาณของหลวงปู่นี้เอง ทำให้ท่านไม่ค่อยขัดใจใคร
ถ้าเป็นคำขอที่ไม่ผิดกาละเทศะ หลวงปู่มักจะอนุโลมให้เสมอโดยเฉพาะผู้ที่กำลังมีทุกข์
แต่ไม่ว่าจะแจกอะไรก็ตาม หลวงปู่จะกำชับให้ภาวนาพุทโธอยู่เสมอ
ครั้งหนึ่ง ระหว่างพรรษา คุณหมอท่านหนึ่งจากกรุงเทพฯ ขึ้นไปกราบนมัสการหลวงปู่ ที่ ถ้ำผาปล่อง และได้เอ่ยปากขอเทปพระธรรมเทศนา
หลวงปู่ตอบว่า “ไม่มีแล้วก๊า ทั้งเทปทั้งหนังสือ ทำมาเท่าไรๆ ก็ไม่พอคน ยังเหลือแต่ พุทโธ เอาไหม แจกเท่าไหร่ๆ ก็ไม่หมด”
ของแจกอีกอย่างหนึ่งที่คนชอบ คือ “ลมปาก” ของหลวงปู่นั่นเอง แจกจนลูกศิษย์ใกล้ชิดห่วงว่าจะหมดลงในเร็ววัน
ใครไปใครมา ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย เด็กเล็กหรือผู้ใหญ่เฒ่าชะแรแก่ชรา มักจะชอบให้หลวงปู่เป่าหัวให้
โดยเฉพาะโยมผู้ชายมักจะได้สิทธิพิเศษเหนือโยมผู้หญิง
นอกจากเป่าให้แล้ว หลวงปู่มักจะลูบหัวแถมให้ด้วย ซึ่งเจ้าตัว
ก็จะปลื้มใจเป็นนักหนา
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปเทศน์ที่สนามหลวง ก็ในกรุงเทพฯ มหานครของพวกเราชาวเทวดานี้แหละครับ
ขณะที่หลวงปู่กำลังนั่งพักผ่อน ก็มีญาติโยมเข้าไปขอให้ท่านเป่าหัวให้ ๒-๓ ราย
หลวงปู่ก็อนุเคราะห์เป่าให้แล้วๆ ไป
แต่พอมีรายต่อๆ ไปไหลตามกันเข้ามา หลวงปู่คงเห็นท่าจะเป็นเรื่องราว ท่านก็เลยรีบท้วงขึ้นด้วยสำเนียงภาคเหนือปนอิสานของท่านว่า
“เอ๊าๆ เพิ่นมาเทศน์เน้อ บ่ใช่มาเป่าหัว”
นั่นแหละครับ กระแสคลื่นคนจึงได้ไหลกลับ
ถ้าเป็นผม ที่คงจะต้องรวมอยู่ในกระแสนั้นด้วยอย่างแน่นอนแม้แต่ตอนที่หลวงปู่ เป่าหัวให้ผมครั้งแรกเมื่อปี พ ศ. ๒๕๒๔ ผมก็ยังชื่นใจมาจนบัดนี้เลย !
๒๓. ถูกขอตัวเข้ากรุงเทพฯ
“ปฏิทินพรรษา” ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สำหรับปี พ.ศ. ๒๔๗๘ และ ๒๔๗๙ เขียนไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ (พรรษาที่ ๗) สร้างวัดขึ้นที่อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา และจำพรรษาที่วัดสร้างใหม่นี้
ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ (พรรษาที่ ๘) จำพรรษาที่วัดบรมนิวาสกรุงเทพ ฯ “
ส่วนเหตุการณ์ที่หลวงปู่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มีเขียนไว้ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” ในหัวข้อ “มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ” มีเนื้อหาดังนี้
ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ (พรรษาที่ ๘) เมื่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) แห่งวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือน พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ที่วัดป่าจักราช เพราะท่านสมเด็จฯ กับครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต นี้ มีความรู้จักคุ้นเคยกันมาก
กับบางคราวท่านได้ไปฝึกอบรมพระกรรมฐานจากหลวงปู่มั่นบ้าง จากพระอาจารย์สิงห์บ้าง แม้พระอาจารย์สิงห์จะเป็นสัทธิวิหาริกในสมเด็จฯ เนื่องด้วยสมเด็จฯ เคยเป็นอุปัชฌาย์บวชให้
แต่มาภายหลัง สมเด็จฯ ท่านก็ยอมรับในข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์สิงห์ รวมทั้งพระกรรมฐานทั้งหลายอีกด้วย
ในระหว่างที่สมเด็จฯ กับท่านพระอาจารย์สิงห์พบกันและได้ปฏิสันถารกันอยู่นั้น สมเด็จฯ ท่านก็แลเห็นจริยาวัตรของหลวงปู่สิมขณะทำหน้าที่อุปัฏฐากรับใช้ และเกิดชื่นชอบถูกอกถูกใจขึ้นมา ถึงกับปรารภจะชวนให้หลวงปู่ไปอยู่ด้วยกับท่าน จึงเอ่ยปากขอตัวหลวงปู่สิมกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ว่า
“พระองค์นี้มีลักษณะเป็นผู้มีบุญบารมี ผมจะขอตัวให้ไปอยู่ด้วยจะขัดข้องหรือเปล่า?”
เมื่อพระอาจารย์สิงห์ได้ยินดังนั้น ท่านก็มิได้ขัดข้อง ด้วยเห็นเป็นวาสนาบารมีของหลวงปู่สิมที่จะได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับพระเถระผู้ใหญ่เยี่ยงท่านสมเด็จฯ นี้
ทั้งจะได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมวินัยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป ท่านจึงตกลงตามที่สมเด็จฯ บัญชาทุกประการ
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเหตุเช่นนี้แล
๒๔. จำพรรษาที่วัดบรมนิวาส
การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ มีเขียนไว้ดังนี้
…ดังนั้น วันเดินทางกลับกรุงเทพฯ (ของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จึงได้ร่วมเดินทางมากับสมเด็จฯ
ที่วัดบรมนิวาส มาจำพรรษา ได้ศึกษาพระธรรมวินัยในสำนักสมเด็จฯ ตั้งแต่บัดนั้น ทำให้หลวงปู่สิมได้รับความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัยมากขึ้น
หลวงปู่สิมอยู่รับใช้สมเด็จฯ ด้วยจริยาดีเยี่ยม
พร้อมกันนั้นหลวงปู่ก็ได้ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระธุดงค์กรรมฐาน โดยสมเด็จฯ โปรดให้ปลูกกุฏิกรรมฐานรอบกำแพงโบสถ์ เพื่อเป็นที่พักของพระเณรจำนวนมากที่มารับการฝึกฝนอบรม จากหลวงปู่
องค์ท่านสมเด็จฯ เอง ก็โปรดที่จะมานั่งภาวนาใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างโบสถ์ซึ่งเป็นที่ร่มรื่นเสมอ
โอกาสเช่นนี้ที่หลวงปู่ได้ถวายคำแนะนำในการปฏิบัติสมาธิภาวนาแก่องค์สมเด็จพระมหาวีรวงศ์อยู่เป็นประจำ
๒๕. “ฌาน” เป็นอย่างไร ?
ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) มีรับสั่งถามหลวงปู่สิมว่า
“ที่พูดกันว่าได้ฌานนั้นฌานนี้ คำว่าฌานนี้หมายถึงอะไร? เห็นว่ามีตั้งหลายอย่าง มี วิตก วิจาร อะไรต่ออะไร มันเป็นยังไง?”
หลวงปู่ได้ถวายคำอธิบายว่า
“เวลาญาติโยมเขาสร้างบ้านเรือน สร้างกุฏิให้พระอยู่อาศัย พอขึ้นบันไดบ้านมา ก็จะถึงชานก่อน แล้วจึงไปถึงที่นอน”
“อ้อ! ๆ รู้แล้ว” สมเด็จฯ ทรงเข้าใจในทันที “มันเป็นที่พักผ่อนชั่วคราวเองนะ ยังไม่ใช่ที่หลับที่นอนจริงๆ”
สาธุ !
๒๖. ฌานของหลวงปู่ตื้อ
ท่านผู้อ่านที่ได้อ่าน บูรพาจารย์ เล่ม ๒ : หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์ในยุคปัจจุบัน มาแล้ว คงจะทราบเรื่องราวและกิตติศัพท์เกี่ยวกับเรื่องฤทธิ์ของหลวงปู่ตื้อ แล้วเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ หลวงปู่ตื้อยังได้เปิดเผยให้พวกเราได้ทราบว่า ช่วงที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ถ้ำเชียงดาว ท่านได้เข้าฌานเหาะไปบิณฑบาตในตัวเมืองเชียงใหม่อยู่บ่อยๆ อย่างน่าอัศจรรย์
(เรื่องราวอยู่ใน บูรพาจารย์ เล่ม ๗ : พระกรรมฐานสู่ล้านนา ตอน ๒ ครับผม)
กลับมาคัดลอกเรื่องของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร กันต่อนะครับ ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” เขียนเล่าไว้ว่า
เรื่อง ฌาน นี้ หลวงปู่มีเกร็ดฝอยเกี่ยวกับหลวงปู่ตื้อเล่าให้ฟังว่า
หลวงปู่ตื้อ ท่านเคยเข้าฌานไปดูศพพระมหากัสสปะเถระ ซึ่งตามตำนานมีว่า ยังคงเก็บรักษาไว้แถบภูเขาหิมาลัย
(ถ้าผมเขียนไว้แค่นี้ แล้วแนะนำว่า รายละเอียดมีอยู่ในหนังสือพุทฺธาจารปูชา เชิญไปค้นหาอ่านได้ครับ ! ท่านผู้อ่านคงจะสวดให้พรผมจมกระเบื้องเลยใช่ไหมครับ?
อย่ากระนั้นเลย ผมจะคัดเลือกมาให้อ่านต่อไปได้เลยดังนี้)
คือ…ก่อนที่จะเข้าสู่นิพพาน พระมหากัสสปะเถระท่านได้อธิษฐานให้ภูเขาปิดล้อมศพเอาไว้สามด้าน รอเวลาพระศรีอาริย์มาตรัสรู้ แล้วจะได้เผาศพของท่านบนฝ่ามือของพระศรีอาริย์ เนื่องจากท่านมีบุพกรรมต่อกัน
เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพระมหากัสสปะเถระ ท่านมีชาติกำเนิดเป็นช้างแสนรู้ของพระจักรพรรดิ คือ พระศรีอาริย์ นั่นเอง
วันหนึ่งพระจักรพรรดิทรงช้างเสด็จออกประพาสป่า ช้างหนุ่มกัสสปะ พอเห็นช้างสาวก็วิ่งเข้าหาทันทีตามประสาช้าง วิ่งไม่วิ่งเปล่า แถมสะบัดเอาพระจักรพรรดิตกลงจากหลังไปด้วย
ช้างกัสสปะ เลยถูกลงโทษให้เอางวงจับเหล็กเผาไฟจนตาย
ท่านทั้งสองจึงมีเวรกรรมต่อกันมาตั้งแต่ครั้งกระโน้น จนเดี๋ยวนี้ศพของพระมหากัสสปะเถระ ก็ยังรอพระศรีอาริย์อยู่
เมื่อหลวงปู่ตื้อเข้าฌานไปดูถึงประเทศเนปาลโน้น ต้องไปถึงสองครั้ง เพราะไปครั้งแรกประตูไม่เปิด
หลวงปู่ตื้อเล่าว่า ในห้องหรือภูเขาที่เก็บศพนั้น มีแสงสว่างเรืองรอง แต่ไม่ยักจะมีดวงไฟสักดวง
เล่ามาถึงตรงนี้ หลวงปู่ก็พูดกับลูกศิษย์ด้วยน้ำเสียงสงบเย็นว่า
“ใครอยากพิสูจน์ให้เห็นจริง ก็ให้เร่งภาวนาเอาให้ถึงให้ได้ ภาวนาเอง เห็นเอง ฟังคนอื่นเล่ามันก็ไม่สิ้นสงสัย”
สาธุ !
๒๗. เข้าฌานตามแบบพระพุทธเจ้า
อีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้เล่าตำนานเกี่ยวกับพระพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาที่ตาวติงสาเทวโลก เพื่อโปรดพระพุทธมารดา
หลวงปู่ ได้พูดแถมท้ายเทียบกับความเจริญทางวิทยาศาสตร์ว่า
“สหรัฐ รัสเซีย เขาไปโลกพระจันทร์ ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือเยอะแยะ ต้องพกอากาศไปหายใจ อาหารก็ต้องเตรียมใส่หลอด พอหิวจะได้บีบใส่ปากเลย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวลอยหนีไปหมด
เดินอยู่บนพระจันทร์ก็เหมือนกบเต้น เพราะในอวกาศอะไรๆ มันก็เบา
พระพุทธเจ้าไปอยู่ที่ตาวติงสา สูงถึงอวกาศเหมือนกัน ถังออกซิเจนก็ไม่ได้เอาไป ไม่รู้ท่านหายใจอย่างไร จำพรรษาอยู่ตั้งสามเดือนได้ไปบิณฑบาตที่ไหนบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้
วิชาการทางโลกเขาก็เก่งอยู่เหมือนกัน คิดค้นทำอะไรๆ ได้ตั้งหลายอย่าง
ยิงจรวดออกไปนอกโลกก็ได้ แต่ก็ยังไว้ใจบ่ได้ เดี๋ยวก็จรวดระเบิดบ้าง เรือบินตกบ้าง
เราลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ก็ควรที่จะค้นคว้าวิชาของเรา เอาให้ได้ให้ถึงเหมือนกัน มีวิชาภายในแล้วไปเที่ยวรอบโลกได้หลายรอบ ไปฟรีด้วย ไม่ต้องกลัวเรือบินตก”
ว่าไงครับ พวกเราจะแข่งกันไปหรือเปล่าล่ะ?
๒๘. กลับบ้านเกิดที่สกลนคร
ใน “ปฏิทินพรรษา” ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เขียนไว้ดังนี้
“ใน ปีพ.ศ. ๒๔๘๐ (พรรษาที่ ๙) ธุดงค์กลับไปจำพรรษาที่บ้านบัว และได้สร้างวัดป่าธรรมยุติกนิกายขึ้นเป็นวัดแรกในบ้านบัว ชื่อวัด สันติสังฆาราม”
ส่วนเนื้อหาในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” ได้เขียนเนื้อหาภายใต้หัวข้อ “กลับสู่บ้านเกิด” ดังนี้
ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ออกพรรษาแล้วหลวงปู่เดินทางจากวัดบรมนิวาส ธุดงค์เรื่อยมาจนถึงบ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อโปรดญาติโยมที่บ้านเกิดตามคำอาราธนา
หลวงปู่กลับบ้านเกิดอย่างพระเถระผู้รุ่งเรืองด้วยบารมีธรรมสมควรกับการปฏิบัติ เพราะนับจากบรรพชาแล้ว ท่านก็ได้ผ่านช่วงของการฝึกฝนอบรมตนเองอย่างเข้มข้น ตามปฏิปทาทางดำเนินของพระธุดงค์กรรมฐานอย่างแท้จริง เป็นเวลา ๑๑ ปีเต็ม (รวมที่บวชเป็นสามเณรด้วย)
เนื่องจากท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมี ได้รับการอบรมโดยตรงจากท่านพระอาจารย์มั่น และศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล
เพราะเหตุที่มีโอกาสอยู่ใกล้ชิด ทั้งอยู่จำพรรษา และร่วมขบวนธุดงค์กับท่านพระอาจารย์ ไปในสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ยากไร้ทุรกันดาร นับแต่พรรษาแรกของการบรรพชาเรื่อยมา ซึ่งนับว่าหาได้ยาก ทำให้หลวงปู่มีประสบการณ์ที่จะช่วยส่งเสริมบารมีธรรมส่วนตัวของท่านให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
จึงไม่น่าประหลาดที่ชาวบ้านบัวและบ้านใกล้เคียง จะมีความเคารพเลื่อมใส แห่กันมาทำบุญกุศล และฟังพระธรรมเทศนา รับการอบรมการปฏิบัติสมาธิภาวนาจากหลวงปู่อย่างมากมาย
เมื่อหลวงปู่ปรารภที่จะให้มีวัดป่าธรรมยุติกนิกายขึ้นเป็นวัดแรกในบ้านบัว ญาติโยมซึ่งมีความตื่นตัวเต็มที่ในการประพฤติปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระธุดงค์กรรมฐาน จึงต่างสนองตอบคำปรารภของหลวงปู่อย่างกระตือรือร้นและเต็มอกเต็มใจ
๒๙. สร้างวัดป่าธรรมยุติกนิกาย
เมื่อ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ปรารภการสร้างวัดป่าที่บ้านบัวปรากฏว่า โยมอาของท่าน คือ นางคำไพ ทุมกิจจะ ได้มีศรัทธาถวายที่ดินให้หลวงปู่จัดสร้างเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นในปี พ ศ. ๒๔๘๐ นั้นเอง
หลวงปู่จึงได้จำพรรษาที่บ้านบัว นับเป็นพรรษาที่ ๙ ของท่าน
นอกจากเพื่อเป็นกำลังใจในการก่อสร้างเสนาสนะสำหรับสำนักสงฆ์แห่งใหม่แล้ว ท่านยังได้ช่วยในการบูรณะวัดเดิมทั้งสองวัด คือวัดสระพังหิน (วัดศรีรัตนาราม) และ วัดสระพังทอง ซึ่งเป็นวัดมหานิกายทั้งสองวัดของบ้านบัวอีกด้วย
สำหรับสำนักสงฆ์ที่หลวงปู่จัดตั้งขึ้นใหม่นั้น ภายหลังได้พัฒนาขึ้นเป็น วัดสันติสังฆาราม และเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังได้จัดสร้างวัดและสำนักสงฆ์สาขาเกิดขึ้นอีก ๙ แห่งตามลำดับดังนี้
๑. วัดมะหัวเมย บ้านมะหัวเมย
๒. สำนักสงฆ์เวฬุวันสันติวรญาณ (ท่าวังหิน) บ้านสายร่องข่า
๓. สำนักสงฆ์สันติวราราม บ้านโนนทรายคำ
๔. สำนักสงฆ์สันติวนาราม บ้านนาขาม
๕. สำนักสงฆ์บ้านพอกใหญ่
๖. สำนักสงฆ์บ้านสว่าง
๗. สำนักสงฆ์บ้านตาล อำเภอนาหว้า (จังหวัดนครพนม)
๘. สำนักสงฆ์บ้านยะชี
๙. วัดคำประมง บ้านคำประมง
ทั้ง ๙ แห่งนี้อยู่ในท้องที่จังหวัดสกลนคร และนครพนม
ผมไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เพราะยังไม่เคยไปวัดทั้ง ๙ แห่งที่ระบุชื่อมานี้ รวมทั้งวัดสันติสังฆาราม ที่บ้านบัว บ้านเกิดของหลวงปู่ก็ยังไม่เคยไปครับ
๓๐. ที่นามรดกของพระพุทธเจ้า
เนื้อหาในหนังสือ “พุทธจารปูชา” มีต่อไปว่า
ตัวหลวงปู่เองนั้น เป็นผู้ที่มักน้อยสันโดษอย่างยิ่ง ใช้ชีวิตนักบวชเยี่ยงท่านผู้ประพฤติชอบทั้งหลาย
การก่อสร้างต่างๆ ในส่วนที่เกินเลยออกไป เป็นแต่ฆราวาสญาติโยมพากันจัดการทั้งสิ้น
หลวงปู่ ท่านไม่นิยมการสั่งสมทรัพย์สมบัติใดๆ หากมีลาภเกิดขึ้น ท่านเป็นต้องแจกจ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว ฝากชีวิตไว้กับบาตร ที่เป็นเสมือนมรดกที่ได้รับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อครั้งญาติพี่น้องของท่านนิมนต์ท่านไปที่บ้านเกิดเพื่อรับส่วนแบ่งมรดกที่ดิน
หลวงปู่ได้บอกกับพี่น้องของท่านว่า “นาที่เป็นมรดกนั้น ให้แบ่งกันเองเถอะ เราเอานาทุ้งนี้”
(ทุ้ง ภาษาอิสานแปลว่า ทุ่ง หรือ แปลง)
พูดแล้วหลวงปู่ก็ชี้ไปที่บาตรของท่าน
เรื่องนี้ ถ้าได้พิจารณาคำของ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร อดีตเจ้าอาวาสวัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ก็จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น
ท่านพ่อลี บอกว่า บาตรนี้ เป็นเหมือนดั่งที่นาอันเยี่ยม พระภิกษุไม่ต้องไปเพาะปลูกที่ไหนดอก เพียงแต่เพาะปลูกในบาตรนี้เท่านั้นก็พอ
จะปลูกเงาะก็ได้ ปลูกทุเรียนก็ได้ สารพัดที่จะปลูกลงไป
หมายความว่า บิณฑบาตเอากับชาวบ้าน เรียกว่าเป็นการเพาะปลูกทางอ้อม
ยิ่งถ้าพระเณรได้ฝึกฝนอบรมตนจนเป็นเนื้อนาบุญที่เลิศด้วยแล้ว ก็มักมีอานิสงส์ให้ได้เพาะปลูกพืชผลอันประณีตอย่างเหลือประมาณ
เอวัง !
๓๑. จำพรรษาที่ อ.หล่มสัก เพชรบูรณ์
“ปฏิทินพรรษา” ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๒ หลังจากสร้างวัดที่บ้านบัว บ้านเกิดของท่านแล้ว มีดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๒ (พรรษาที่ ๑๐-๑๑) ธุดงค์จากบ้านบัวผ่านป่าลึกในจังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น เลย จนถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ จำพรรษาที่วัดป่าสระคงคาน อำเภอหล่มสัก”
ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลังจากมอบหมายงานสร้างสำนักสงฆ์ให้พระเณรและญาติโยมที่บ้านบัวดำเนินการต่อไปแล้ว
หลวงปู่ก็ไม่รอช้า จัดแจงบริขารเตรียมออกธุดงค์ทันที ตามวิสัยแห่งผู้ไม่ประมาท ดังที่หลวงปู่พร่ำสอนศิษย์เสมอว่า
“กาลเวลามันล่วงไปผ่านไป แต่มันไม่ได้ล่วงไปเปล่า มันเอาอายุของเราไปด้วย…
ดังนั้น อย่าประมาทเรื่องกาลเวลา ให้แสวงหาสาระคือบุญกุศลไว้เสมอๆ อย่าให้ชีวิตล่วงไปเปล่าประโยชน์”
“เราเกิดมา มีอายุเท่านั้นเท่านี้ปี มันเป็นเรื่องที่แล้วมาแล้ว แต่เวลาข้างหน้ามันขึ้นอยู่กับลมหายใจ กำหนดแน่บ่ได้ ถ้าลมหายใจขาดเมื่อไรก็ตาย
เมื่อยังมีลมหายใจอยู่ก็อย่าประมาท พยายามทำจิตให้สำรวมระวังเกิดปัญญาฟาดฟันกิเลสให้หมดไปสิ้นไปเสมอ”
จุดหมายปลายทางของการธุดงค์ครั้งนี้ คือที่อำเภอหล่มสักจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยจุดหมายปลายทางอยู่ที่ วัดสระคงคาน
การธุดงค์จากบ้านบัวครั้งนี้ มีโยมคำดี น้องชายของหลวงปู่ร่วมเดินทางไปด้วย เพราะจะไปอุปสมบทที่จังหวัดเลย
หลวงปู่เล่าว่า เพชรบูรณ์สมัยนั้นเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะแวดล้อมด้วยภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาและดงทึบ การคมนาคมติดต่อเป็นไปด้วยความยากลำบาก
การเดินธุดงค์รอนแรมไปในสภาพแวดล้อมที่มีภัยอันตรายอยู่รอบด้านเช่นนั้น สำหรับพระภิกษุบวชใหม่และยังขาดประสบการณ์ก็คงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสอยู่ทีเดียว
สำหรับองค์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านเดินธุดงค์มาอย่างโชกโชน ตั้งแต่สมัยยังเป็นสามเณร มาจนถึงขณะนี้ก็เป็นเวลา ๑๒ ปีแล้ว ส่วนอายุพรรษาในการเป็นพระภิกษุของหลวงปู่ก็เข้าพรรษาที่ ๑๑-๑๒ จัดเป็นพระเถรแล้ว ประสบการณ์เดินธุดงค์ในสภาพที่อันตรายจึงหมดห่วงสำหรับ องค์หลวงปู่ ใช่ไหมครับ?
๓๒. ธุดงค์เจอเลียงผา
การออกธุดงค์ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ไม่ทราบว่าปี พ.ศ.อะไร เข้าใจว่าเป็นคนละครั้งกับหัวข้อที่แล้ว การธุดงค์ครั้งนี้โยมคำดีน้องชายของท่านได้บวชเป็นพระภิกษุคำดี หรือท่านคำดีแล้ว
เรื่องมีดังนี้
ครั้งหนึ่งระหว่างการธุดงค์ หลวงปู่ได้แวะพักที่ถ้ำใกล้ๆ กับตัวจังหวัดกำแพงเพชร โดยหลวงปู่พักที่ถ้ำด้านใน ส่วนท่านคำดีพักที่ถ้ำ นอก
วันหนึ่ง ขากลับจากบิณฑบาต ก็เจอเลียงผาตัวหนึ่งอย่างจังหน้าห่างกันเพียง ๓-๔ วา “มันยืนจ้องเห็นลูกนัยน์ตาใสเม่าๆ” หลวงปู่เล่าด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ เพราะองค์ท่านนึกขบขันไปด้วย
“…แต่ไม่กล้าทำอะไร มันคงคิดว่า ข้างเรามี ๒ องค์ ถ้ามันจะเข้าขวิดองค์หนึ่ง แล้วอีกองค์หนึ่งไปดึงขามันไว้จะทำยังไง !”
หลังจากยืนคุมเชิงกันอยู่สักครู่หนึ่ง หลวงปู่ก็ร้องทักออกไปว่า “อ้าว ! หัวมายืนทำอะไรอยู่ล่ะ จะไปไหนก็ไปเลยซิ เดี๋ยวนายพรานก็มาเจอเข้าหรอก”
มันก็เลยกระโจนแผล็วหายไปเลย !
เมื่อกลับถึงที่พักหลวงปู่ก็ได้ขำอีก เพราะท่านคำดีได้ยินเสียงเสือร้องอยู่ที่ตีนเขา เกิดความกลัวเป็นอันมาก รีบไปหาไม้มาทำฝากั้นยกพื้นฟากที่นั่งอยู่
“ฝาไม้ขี้ปะติ๋ว มันจะไปกั้นอะไรได้” หลวงปู่บอกพระน้องชาย
ลูกศิษย์ได้เรียนถามหลวงปู่ว่า ถ้าเสือมันขึ้นมาถึงที่พักจริงๆ ท่านไม่กลัวบ้างหรืออย่างไร?
หลวงปู่ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เป็นปกติว่า “ก็หลวงปู่พักถ้ำด้านใน คิดว่าเสือมันคงเข้าไม่ถึง แต่ถ้าเป็นงูจงอางละก็ว่าไม่ได้ เพราะถ้ำในมีเยอะ วันหนึ่งมันตกลงมาจากเพดานถ้ำ ตัวเบ้อเร่อ!”
๓๓. ธุดงค์เจอเสือ
เมื่อพูดถึงเสือ โดยเฉพาะเสือจริงๆ ในป่า ใครๆ ก็คงอดระทึกใจไม่ได้ ใช่ไหมครับ?
หลวงปู่ ได้เล่าถึงการธุดงค์แล้วเจอเสือสองครั้ง ดังนี้
อันที่จริงมาถึงขั้นนี้ หลวงปู่คงรู้สึกคุ้นเคยกับเสือมามากแล้วเพราะท่านได้เจอเสือในระยะประชิดขนาดเอื้อมถึงกันทีเดียว ตอนที่ธุดงค์ผ่านป่าลึกในจังหวัดกาฬสินธุ์
ตอนนั้นหลวงปู่พักอยู่ที่ดอยแห่งหนึ่ง มีจอมปลวกกอใหญ่ เณรทำห้างร้านให้หลวงปู่พักบนหัวปลวก ทางขึ้นลงใช้มีดสับดินจอมปลวกเป็นขั้นบันได
พลบค่ำขณะที่หลวงปู่ กำลังพักผ่อนโดยหันเข้าไปทางบันไดจอมปลวก ฉันใดก็ได้ยินเสียงเจ้าถิ่น
“เสียงมันเดินเป็นจังหวะดังตล๊อบๆ มาเรื่อย จนกระทั่งมาหยุดที่ตีนจอมปลวก”
หลวงปู่เล่าต่อไปอย่างนึกขำ “มันคงไม่เคยเห็นกลดพระธุดงค์เลยแปลกใจว่าเป็นอะไหนอิ สีคล้ำๆ อุ้มลุ้มอยู่ตรงนั้น
ยืนดูสักครู่มันก็ปีนมา เอาเท้าหน้าเขี่ยฝ่าเท้าหลวงปู่ลองดู
หลวงปู่ก็จั๊กจี้ สะบัดฝ่าเท้าวักเอาหน้ามันเข้าโดยบังเอิญ มันตกใจร้อง โฮก! แล้วกระโจนหนีไปเลย”
อีกครั้งหนึ่งที่หลวงปู่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเสือ
ครั้งนั้นธุดงค์ผ่านจังหวัดสระบุรี ในขณะที่หลวงปู่เพิ่งอุปสมบทได้ ๒ พรรษา ออกพรรษาก็ธุดงค์จากขอนแก่นเข้ากรุงเทพฯ มีหลวงพี่องค์หนึ่งติดตามไปด้วย ตั้งใจจะไปนมัสการท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
วันหนึ่ง ขณะที่กำลังเดินมุ่งหน้าไปทางพระพุทธบาท สระบุรีโดยหลวงปู่เดินนำหน้า หลวงพี่องค์นั้นเดินตามหลัง
ทั้งสององค์ก็ได้ยินเสียงเสือคำราม โฮก ! ขึ้น แต่ยังไม่ทันเห็นตัว
หลวงพี่ที่เดินอยู่ข้างหลังคงตกใจสุดขีด ออกวิ่งแซงหน้าหลวงปู่ทั้งที่ทางก็แคบนิดเดียว
หลวงปู่เล่าว่า “นี้แหละ คือว่าไม่ภาวนา…วิ่งไปได้ประมาณสองเส้นจึงได้หยุด ยังไม่เห็นตัวมันเลย ได้ยินแต่เสียงก็วิ่งแล้ว ถ้าวิ่งไปข้างหน้า แล้วไปเจออีกตัวหนึ่งจะทำยังไงก็ไม่รู้”
๓๔. คาถาป้องกันสัตว์ร้าย
ลูกศิษย์ได้กราบเรียนถามหลวงปู่ว่า มีหลักในการปฏิบัติอย่างไรหรือมีคาถาบทสวดมนต์พิเศษอะไรไว้ป้องกันสัตว์ร้ายในป่าบ้าง?
หลวงปู่ ตอบว่า
“อยู่เฉยๆ นี่แหละ เสือมันก็ร้องก็ส่งเสียงไปตามประสาสัตว์ แต่อันที่จริงน่ะ มันกลัวคน เพราะมันเห็นคนเป็นเหมือนยักษ์มาร ถ้ามันรู้ว่ามีคนอยู่ที่ไหนมันจะรีบหนีเลย
ยกเว้นเวลาจวนตัว มันคิดว่าเราจะทำร้ายมันนั่นแหละมันจึงจะกัดเอา
แต่ถ้าเราอยู่เฉยๆ มันคงคิดว่า อีตานี้มีอะไรดีแน่ๆ เลยนิ่งเฉยอยู่ได้”
“นั่นแหละ เพิ่นถึงสอนให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ มรณํ เม ภวิสฺสติ
สติ แปลว่า ระลึกได้
ระลึกได้ มันมาจากไหน มาจากระลึกไว้ก่อนเสมอๆ ถ้าไม่อย่างนั้นจวนตัวเข้าแล้วมันนึกไม่ทัน
อย่างพวกเรานี่ ถ้าไปภาวนาอยู่ในถ้ำ และถ้ำนั้นมีเสือด้วยละก็ฮึ ! อะไรจะเกิดขึ้น นั่นมันความตายนะนั่น บ่ใช่เรื่องเล็กน้อย”
ท่านผู้เขียน (ไม่ใช่ผม ผมเป็น ท่านผู้ลอก ต่างหาก) บอกว่า
อันที่จริงแล้ว หลวงปู่ก็เคยให้คาถาเวลาอยู่ป่าอยู่เขาบ้างเหมือนกัน
ท่านบอกว่า
“อยู่ป่าอยู่เขา ให้มีคาถาบริกรรมภาวนาดังนี้เสมอ…โอมพินิจมหาพิจารณา
จะทำอะไร จะไปจะมา ให้หมั่นพิจารณาเสียก่อน ไม่ว่าจะทำจะพูด จะคิด ต้องมีสติ คิดดูให้รอบคอบจึงค่อยทำ การพลาดพลั้งจึงจะไม่ค่อยมี การเจ็บป่วยก็จะน้อย งานการอะไรก็จะไม่เสียหาย”
เอาหละ ! จำไว้นะครับ “โอมพินิจ มหาพิจารณา” เป็นคาถาครอบจักรวาลจริงๆ ที่หลวงปู่เมตตามอบให้พวกเรา รับรอง “ผ่านตลอด” ทุกเรื่องเลยครับ
๓๘. หลวงปู่เรียนภาษาอังกฤษ
ดูชื่อหัวเรื่องข้างบน เด็กๆ ก็คงร้องว่า ว้าว ! อิมพอสซิเบิล หรืออะไรทำนองนั้น
เรื่องนี้ผมไม่ได้ยกเมฆเขียนขึ้นเอง และก็น่าจะเป็นไปได้ อย่างน้อยหลวงปู่ก็คงได้เรียนรู้คำศัพท์ที่จำเป็น สามารถใช้สนทนาซักถามกันได้โดยใช้กริยาท่าทางประกอบ ก็น่าจะพอสื่อสารกันได้
อีกอย่างหนึ่ง หลวงปู่ไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนเรา ท่านได้พากเพียรอบรมจิตของท่านจนมีพลังจิตแก่กล้า มีสมาธิขั้นสูง ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมสามารถทำได้ดีเหนือบุคคลธรรมดา
ดูตัวอย่างในกรณีของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) แห่งวัดธรรมมงคล สุขุมวิท ๑๐๑ กรุงเทพฯ ท่านก็เริ่มเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจังภายหลังอายุ ๘๐ ปีแล้ว
ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า หลวงพ่อสามารถเทศน์อธิบายธรรมะให้แก่ศิษย์ที่เป็นฝรั่งต่างประเทศได้เข้าใจและหันมาปฏิบัติธรรมในสำนักของท่านเป็นจำนวนหลักร้อยหลักพันทีเดียว
ผมไม่เคยได้ฟังจากปากของท่านโดยตรง แต่เคยชมผ่านทางรายการโทรทัศน์ คาดไม่ถึงครับ หลวงพ่อท่านหลับตาแล้วเทศน์เป็นภาษาอังกฤษอย่างลื่นไหลเป็นอัตโนมัติ ราวกับเทศน์ภาษาไทยฉะนั้น
ส่วนเรื่องสำเนียงการออกเสียง จะให้เหมือนฝรั่งเจ้าของภาษาอย่างแท้จริงย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ท่านใช้คำศัพท์ถูกต้อง และได้ใจความชัดเจน
มหัศจรรย์ ครับ !
อีกกรณีหนึ่งที่เด่นชัด คือองค์หลวงปู่ชา สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
ท่านผู้อ่านคงทราบดีว่ามีพระฝรั่งชาวต่างประเทศ รวมทั้งชาวญี่ปุ่นมาบวชเรียนในสำนักของท่านเป็นจำนวนมาก แล้วท่านจะสอนพระชาวต่างประเทศนั้นได้อย่างไร พื้นฐานการศึกษาทางโลกของท่านก็จบแค่ชั้นประถมปีที่ ๔ แล้วจะพูดภาษาอังกฤษสอนฝรั่งเป็นร้อยเป็นพันได้อย่างไร ?
เคยมีผู้กราบเรียนถามหลวงพ่อในเรื่องนี้ แล้วท่านตอบด้วยท่าทางและน้ำเสียงเรียบๆ ของท่านว่า :-
“ตอนเป็นเด็ก อาตมาเคยเลี้ยงควาย อาตมาไม่รู้ภาษาควาย แต่ก็สอนพวกมันได้
อันนี้พวกฝรั่งเป็นคน ทำไม่คนจะสอนคนด้วยกันไม่ได้”
งงไหมครับท่าน !!!
เอาละครับ ! กลับมากรณี หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ของพวกเรากันต่อไปนะครับ
ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” เขียนไว้ว่า
ในระหว่างที่หลวงปู่จำพรรษาอยู่ที่เชียงใหม่นี้เอง หลวงปู่ได้มีโอกาสเรียนภาษาอังกฤษ
และเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาอุบัติขึ้น ท่านก็ได้ไปหาที่สงบบำเพ็ญธรรมอยู่ที่ถ้ำผาผัวะ (อำเภอจอมทอง) ปรากฏว่ามีทหารญี่ปุ่นขึ้นไปฟังเทศน์หลวงปู่ที่ถ้ำ
หลวงปู่เล่าว่า ตอนแรกก็เทศน์เป็นภาษาไทย แล้วมีล่ามแปลจากไทยเป็นอังกฤษ และจากอังกฤษแปลเป็นญี่ปุ่นอีกที ทำให้เกิดความยุ่งยากมาก
พอทหารญี่ปุ่นรู้ว่า หลวงปู่สามารถคุยภาษาอังกฤษให้พวกนายทหารญี่ปุ่นรู้เรื่องโดยตรงได้ ต่างก็พอใจ ยิ้มออกทีเดียว
สิ่งนี้ผมคัดลอกจากหนังสือมาได้ก็มีเพียงแค่นี้แหละครับ
๔๐. หลวงปู่หลอด ปโมทิโต
ผมขออนุญาตเขียนถึง หลวงปู่หลอด ปโมทิโต สักตอนนะครับ ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๙) ท่านมีอายุ ๙๑ ปี ครองวัดสิริกมลาวาส หรือวัดใหม่เสนานิคม เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ สมณศักดิ์ของท่านคือพระครูปราโมทย์ธรรมธาดา
ที่ต้องเขียนถึงหลวงปู่หลอด เพราะท่านเป็นสหธรรมิกเคยร่วมธุดงค์กับ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในหลายที่ และเป็นเจ้าอาวาสวัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง ต่อจากองค์หลวงปู่สิม
ประเด็นที่เขียนถึง ก็ต้องการชี้ให้เห็นแนวทางปฏิบัติของพระป่า ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากองค์พระอาจารย์ใหญ่ คือ หลวงปู่มั่นภูริทตฺโต สืบทอดมาถึง หลวงปู่สิม หลวงปู่หลอด และวัดป่าสายกรรมฐานส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (ที่ยังไม่กลายพันธุ์)
ข้อความต่อไปนี้ ผมคัดลอกมาจากหนังสือชื่อ “ปโมทิตเถรบูชา” ซึ่งเป็นชีวประวัติ ธรรมปฏิปทา และโอวาทธรรม ของ หลวงปู่หลอด ปโมทิโต โดยตรง
ข้อความที่ผมคัดลอกมานี้ อยู่ภายใต้หัวข้อว่า “จำพรรษาที่วัดป่าโรงธรรมสามัคคี” ส่วนคำว่า “หลวงปู่” ก็หมายถึงหลวงปู่หลอดนะครับ ดังนี้
…จากนั้นหลวงปู่ (หลวงปู่หลอด) ท่านก็ย้ายไปพำนักอยู่เพื่อศึกษาปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่วัดป่าโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
ที่แห่งนี้หลวงปู่ได้เคยเล่าถึงอยู่ครั้งหนึ่งว่า
“วัดนี้ ปู่ย่าของนายกฯ (ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร) เป็นโยมอุปัฏฐาก คือ เถ้าแก่ชินวัตร (นายเชียง) และ คุณแม่แสง
คุณแม่แสงนี้เป็นคนปฏิบัติธรรมนะ ทำได้ดีและสม่ำเสมอทีเดียวเลย
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ อาตมาจึงได้จำพรรษาที่วัดป่าโรงธรรมฯ (พรรษาที่ ๑๑ ของหลวงปู่หลอด) แทนพระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโรเนื่องจากท่านอาจารย์ไปจำพรรษาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กิรติปาล (คิวริเปอล์ Queripel) สามีของแม่เลี้ยงเป็นชาวต่างชาติ
โดยการนิมนต์ของ เจ้าชื่น สิโรรส เพราะเจ้าของบ้านได้อพยพหลบภัยไปอยู่ที่อื่น ทั้งบ้านหลังนี้ให้ร้างไว้
บ้านหลังนี้ใหญ่มากนะ ตั้งอยู่ที่ถนนดอยสุเทพ (ปัจจุบันคือสำนักงานวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)
ทุกวัน เวลาประมาณ ๕ โมงเย็น โยมจะออกมาได้พระสวดมนต์ ฟังเทศน์ และฝึกสมาธิที่วัด
พรรษานี้มีพระที่อยู่จำพรรษารวมกันคือ พระอาจารย์น้อย สุภโร, พระอาจารย์กุศล กุสลจิตโต, พระอาจารย์อาล และอาตมา (หลวงปู่หลอด) เท่านั้น
ภายในพรรษานี้เราตกลงกันว่า พวกเราจะร่วมกันทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นด้วยกัน ส่วนการทำความเพียรนั้น ก็แยกกันทำและจะไม่นอนทอดหลังจนตลอดภายในพรรษา…”
ในการอยู่ร่วมจำพรรษากันที่วัดป่าโรงธรรมฯ แห่งนี้ อาจารย์กุศล กุสลจิตฺโต ได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ว่า
“ในด้านข้อวัตรปฏิบัติที่หลวงปู่ (หลวงปู่หลอด) ท่านสอนนั้น เหมือนหลวงปู่มั่นทุกกระเบียดนิ้วเลย ไม่มีผิดแผกแตกต่างจากหลวงปู่มั่นเลย
ลองเอาหนังสือประวัติหลวงปู่มั่น หรือถามครูบาอาจารย์ที่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น เล่าให้ฟังก็ได้ว่า ข้อวัตรของหลวงปู่มั่นเป็นอย่างไร หลวงปู่ท่านก็สอนและปฏิบัติไม่ผิดจากหลวงปู่มั่นเลย
เดี๋ยวนี้ถ้าจะอนุโลมก็ด้วยเหตุผลของสังขารท่านที่ชราภาพมากแล้ว และสุขภาพไม่แข็งแรง
ผมเองก็ได้อยู่ทั้งกับหลวงปู่และหลวงปู่มั่น ไม่มีอะไรแตกต่างหลวงปู่มั่นเลย
ตอนที่หลวงปู่อยู่วัดโรงธรรมฯ ท่านสอนเข้มมาก ด้านการภาวนา ท่านให้ชาวนาว่า พุทโธ พุทโธ เหมือนหลวงปู่มั่น
อุบายธรรมท่านก็ให้พิจารณากาย อายตนะ ๖
แต่โดยบุคลิกแล้ว ท่านเป็นคนพูดน้อย ท่านจะสอนธรรมเกร็ดเล็กๆ แต่หนักด้วยคุณค่า ไว้กระตุ้นเตือนศิษย์ที่อยู่ขอนิสัยกับท่านว่า..คมฟัน สันต่อย ด้ามตำหมากพริก.. คือประโยชน์รอบด้าน คมไว้ฟัน สันก็เอาไว้ต่อย ด้ามก็ยังเป็นประโยชน์
นี่ท่านให้เอากายเรานี้แหละบำเพ็ญเพียรฟาดฟันกับกิเลส
ขณะที่ท่านอยู่ที่นี่ มีญาติโยมศรัทธามากมาย ออกมาปฏิบัติภาวนากันมาก ขนาดว่าท่านจะไป เขาก็ยังไม่อยากให้ไป เขาเคารพรักท่านมาก
พอออกพรรษาแล้ว ท่านก็ให้ผมอยู่วัดโรงธรรมฯ ส่วนท่านก็ออกเดินธุดงค์ต่อไป ท่านไม่เอาศิษย์คนไหนไปด้วยเลย
อย่างหนึ่งตอนนั้นท่านเองก็ยังหนุ่มแน่น นิสัยท่านเด็ดเดี่ยว ที่ไม่เอาใครไป ท่านจะไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเป็นภาระท่าน เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากด้วย”
ผลของการปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่หลอดในพรรษานั้นมีความก้าวหน้าอย่างมาก ท่านทำความเพียรได้มากขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ
ในราวเดือนธันวาคมของปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่หลอดได้ออกเดินทางจากวัดโรงธรรมฯ อำเภอสันกำแพง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร
ท่านได้วิเวกไปตามป่าในแถบนั้นเรื่อยไป
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของ หลวงปู่หลอด ปโมทิโต ในส่วนที่ผมคัดลอกมา
ผมเคยเขียนประวัติ หลวงปู่แว่น ธนปาโล พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพของท่าน พอจะจำได้ว่า ในพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๒หลวงปู่หลอด ได้ไปจำพรรษาร่วมกับ หลวงปู่แว่น ธนปาโล ที่ถ้ำพระสบาย อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง กับหลวงปู่ผั่น ปาเรสโก อีกองค์หนึ่งเป็น ๓ องค์
หลวงปู่หลอด กับ หลวงปู่ผั่น ท่านยังมีชีวิตอยู่ (ในปี พ.ศ.๒๕๔๙) ถ้ามีโอกาสควรไปกราบให้ได้ทั้งสององค์นะครับ
อ้อ! หลวงปู่ผั่น ปาเรสโก ท่านอยู่ที่วัดป่าหนองไคร้ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ครับผม
๔๑. ปลูกศรัทธาให้กับชาวเชียงใหม่
ขอนำท่านผู้อ่านกลับมาสู่เรื่องราวของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรช่วงที่พักจำพรรษาอยู่ที่เชียงใหม่กันต่อนะครับ
ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” เขียนไว้ดังนี้
ช่วงเวลาห้าปีที่หลวงปู่จำพรรษาติดต่อกันที่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง ก็เป็นเวลาที่ชาวเชียงใหม่ได้ซาบซึ้งกับรสพระธรรมเทศนาของหลวงปู่อย่างเต็มที่
ปฏิภาณโวหารในการแสดงธรรมของหลวงปู่เป็นที่ประทับใจคนฟังยิ่งนัก ผู้ที่สดับรับฟังแล้วก็นำไปเล่าสรรเสริญชักชวนคนอื่นให้ไปฟังต่อๆ กันไป
แม้ว่าการคมนาคมระหว่างเชียงใหม่-สันกำแพง จะไม่สะดวกสบายเช่นกับทุกวันนี้ แต่ก็มีประชาชนผู้สนใจเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปฟังการอบรมและปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ ที่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง อยู่เสมอ
(ระยะทางเชียงใหม่-สันกำแพง ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร)
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ช่วงที่หลวงปู่ไปพักจำพรรษาที่ถ้ำผาผัวะอำเภอจอมทอง ได้มีโอกาสรู้จักศิษย์อาวุโสชาวเชียงใหม่ท่านหนึ่งชื่อเจ้าชื่น สิโรรส ซึ่งได้หลบภัยสงครามพาครอบครัวผู้อพยพไปอยู่ในเขตอำเภอจอมทอง
พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระพุทธพจนวราภรณ์ แห่งวัดเจดีย์หลวง ได้เมตตาเล่าถึงเจ้าชื่น สิโรรส กับ หลวงปู่สิม ว่า
“…หลวงปู่สิม ท่านเป็นพระธุดงค์ เดินทางไปในที่ต่างๆ ท่านจาริกไปปฏิบัติธรรมตามป่าเขา เดินทางถึงบ้านสบเตี้ย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสพบกับโยมชื่น สิโรรส ซึ่งประกอบอาชีพทำเตาบ่มใบยาสูบอยู่ที่นั่น
เมื่อได้สนทนากัน มีศรัทธาเลื่อมใสปฏิปทาของท่านจึงได้ปฏิบัติมอบตัวเป็นศิษย์ติดตามไปในที่ต่างๆ…”
ผมขออนุญาตหยุดเรื่องของเจ้าชื่น สิโรรส ไว้แค่นี้ก่อน จะนำไปกล่าวถึงในตอนต่อๆ ไปอีก ตอนที่ได้นิมนต์ให้หลวงปู่ไปพักจำพรรษาในเมืองเชียงใหม่ และได้ไปก่อตั้ง วัดสันติธรรม
กลับมาทางฝ่าย หลวงปู่สิมของพวกเรากันต่อนะครับ ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” เขียนต่อไปว่า
…เมื่อหลวงปู่ไปจำพรรษาที่ถ้ำผาผัวะในปีนั้น ท่านจึงเปรียบเสมือนที่พึ่งอันสูงสุดที่มีความหมายมากสำหรับคนที่อยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดเนื่องจากสงคราม
ทุกเช้าเย็น หลวงปู่จะลงจากที่พักของท่านบนเนินเขามาที่ศาลาข้างล่าง เพื่อนำสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น และนั่งสมาธิ
นอกจากนี้ ทุกวันพระ หลวงปู่ยังเดินเท้าไปอบรมธรรมะที่วัดในหมู่บ้านอีกด้วย ซึ่งหลวงปู่ได้เล่าให้ศิษย์ฟังคล้ายกับเป็นเรื่องเล็กน้อย ว่า
“เดินไปเทศน์ แล้วก็เดินกลับ รวมระยะทาง ๒๕ กิโลเมตร”
แค่นั้นเอง ใช่ไหมครับ !
๔๒. จำพรรษาในเมืองเชียงใหม่
ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เมื่อสงครามหาเอเชียบูรพาใกล้จะยุติ
เจ้าชื่น สิโรรส ได้อพยพจากถ้ำผาผัวะ อำเภอจอมทอง กลับคืนตัวเมืองเชียงใหม่ ได้กราบอาราธนา หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ให้ย้ายเข้ามาพักจำพรรษาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กิรติปาล (คิวริเปอร์)
ตึกหลังใหม่ของแม่เลี้ยงดอกจันทร์นั้นอยู่ที่บ้านหลิ่งห้า ติดกับถนนดอยสุเทพ ตรงข้ามกับถนนไปสนามบินเชียงใหม่ ในปัจจุบันตึกหลังนี้เป็นที่ตั้งของศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในช่วงนั้น ตึกหลังนี้เป็นตึกว่างไม่มีใครอยู่ นอกจากคนที่อยู่เฝ้าคอยดูแลรักษา เนื่องจากแม่เลี้ยงดอกจันทร์ และลูกหลานได้อพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่อื่น
หลวงปู่ได้พักจำพรรษาที่ตึกว่างของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ แห่งนี้ในปี พ ศ ๒๔๘๙ เป็นพรรษาที่ ๑๘ ของท่าน และหลวงปู่มีอายุได้ ๓๘ ปี
ในปีนี้เองหลวงปู่ได้ศิษย์สำคัญ และเป็นศิษย์คนแรกที่อุปสมบทที่เมืองเชียงใหม่ คือหลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ได้ทำการอุปสมบทที่วัดเจดีย์หลวง โดยมีเจ้าแม่กาบคำ ณ เชียงใหม่ เป็นเจ้าศรัทธา คือเจ้าภาพให้การอุปการะในการอุปสมบท
สำหรับหลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต องค์นี้ ท่านเป็นชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ นามสกุลเดิม “แก้วตา” เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ จบเปรียญธรรม ๔ ประโยค จากสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพ ฯ
หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ ได้เป็นกำลังสำคัญช่วยภาระงานของหลวงปู่สิม และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ต่อจากองค์หลวงปู่ และภายหลังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน (ฝ่ายพระธรรมยุต) สมณศักดิ์ของท่านคือ พระครูสันตยาธิคุณ และครั้งสุดท้าย คือ พระนพีสีพิศาลคุณ มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ อายุ ๗๖ ปี หลังจากฌาปนกิจศพแล้ว อัฐิและเถ้าถ่านจากการเผาได้แปรสภาพเป็นพระธาตุที่งดงามมาก คือมีวรรณะหลากสี รวมทั้งเป็นสีบุษราคัมและใสประดุจเพชร
(ข้อมูลจาก :
๑. นพีสีพิศาลคุณานุสรณ์ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระนพีสีพิศาลคุณ วัดสันติธรรม เชียงใหม่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ และ
๒. ที่ระลึก ๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์ วัดสันติธรรม เชียงใหม่ วันอังคารที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๔๕๔๘)
ตอนที่ ๔ : ใส่ใจสร้างวัด
๔๓. ดำริการสร้างวัด
“ปฏิทินพรรษา” ของหลวงปู่ เขียนไว้ว่า
“ปี พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๑ (พรรษาที่ ๑๙-๒๐) สงครามสงบต้องไปจำพรรษาที่วัดโรงธรรมสามัคคี ระหว่างนี้ดำเนินการสร้างวัดสันติธรรม”
เรื่องมีอยู่ว่า
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร อยู่จำพรรษาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ ได้ ๒ พรรษา คือปี พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๐
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ สงครามสงบลง แม่เลี้ยงดอกจันทร์และลูกหลานต้องการจะใช้บ้าน คือจะกลับมาอยู่ หลวงปู่และคณะศิษย์จึงจำเป็นจะต้องหาที่อยู่ใหม่
วันหนึ่ง หลวงปู่ได้ปรารภระหว่างเทศน์ว่า “นกมันยังทำรังอยู่ได้ คณะศรัทธาจะสร้างวัดอยู่สักวัดหนึ่งไม่ได้หรือ?”
จากคำปรารภของหลวงปู่ เป็นแรงบันดาลใจให้โยมคิ้ม หรือคุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์ เกิดศรัทธาขึ้นมาอย่างแรงกล้าที่จะสร้างวัดถวายหลวงปู่ และได้ลงมือเตรียมการทันที
การดำเนินการสร้างวัดของโยมคิ้ม หรือ คุณแม่นิ่มนวล ก็เริ่มขึ้นในวันต่อมาทันที และวัดที่สร้างนี้คือ วัดสันติธรรม ในเมืองเชียงใหม่นั่นเอง
เรื่องของโยมคิ้ม หรือ คุณแม่นิ่มนวล และการสร้างวัด ผมต้องขออนุญาตพักไว้ก่อน จะนำไปเสนอในตอนหน้าครับ
ในตอนนี้ผมขอนำคำบอกเล่าของ หลวงพ่อพระพุทธพจนวราภรณ์ แห่งวัดเจดีย์หลวง ที่กล่าวถึงการเสาะหาสถานที่เพื่อสร้างวัดสันติธรรมก่อน
ผมขออนุญาตนำคำบอกเล่าของหลวงพ่อ โดยคัดลอกมานำเสนอเต็มๆ ซึ่งมีบางส่วนเหลื่อมหรือซ้ำกับที่เคยนำเสนอไปแล้ว ก็ต้องกราบขออภัยด้วย
เรื่องที่หลวงพ่อพระพุทธพจนวราภรณ์ เล่านี้ปรากฏในหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” ภายใต้ชื่อหัวข้อว่า “ความเป็นมาวัดสันติธรรม” มีดังนี้ครับ
“ไม่แน่ใจว่า จุดเริ่มต้นของวัดสันติธรรมมาจากไหน ใครเป็นคนริเริ่มนึกถึงบริเวณสถานที่ตั้งวัดสันติธรรม ชั้นเดิมเป็นทุ่งนาเป็นบริเวณกว้างขวาง
พอจะนึกถึงความจำเดิมมาประติดประต่อกันว่า หลวงปู่สิม (พระญาณสิทธาจารย์) ท่านเป็นพระธุดงค์เดินทางไปในที่ต่างๆ
ท่านจาริกไปปฏิบัติธรรมตามป่าเขา เดินทางไปถึงบ้านสบเตี้ย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสพบกับโยมชื่น สิโรรสซึ่งประกอบอาชีพทำเตาบ่มใบยาสูบอยู่ที่นั่น
เมื่อได้สนทนากัน มีศรัทธาเลื่อมใสปฏิปทาของท่าน จึงได้ปฏิบัติมอบตัวเป็นศิษย์ติดตามไปในที่ต่างๆ จนมาถึงวัดอุโมงค์ก็พอใจสถานที่อันสงบ มีไม้สักต้นใหญ่ร่มเงาร่มรื่น
ประการสำคัญ คือมีเจดีย์องค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนเนิน มีอุโมงค์เป็นถ้ำใหญ่ มีหลายสิ่งที่แสดงว่าเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม
ในวงการพระสงฆ์และชาวบ้านทั่วไป เรียกว่า อุโมงค์เถรจันทร์
โยมชื่น สิโรรส เป็นคนมีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ ทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นสัมมาอาชีวะ
เมื่อท่านมาพบสถานที่ที่เป็นสถานที่เหมาะสมกับการปฏิบัติ ท่านจึงอาราธนาให้หลวงปู่สิมมาพักเพื่อปฏิบัติ
โยมชื่น สิโรรส นอกจากส่งเสริมการปฏิบัติธรรม ท่านเกิดความคิดในการเผยแผ่เพื่อประกาศพระธรรมคำสอนพร้อมกันไป จึงตั้งโรงพิมพ์ พิมพ์หนังสือเผยแผ่ธรรมะ
หลวงปู่สิมท่านไม่ถนัดการเผยแผ่โดยการพิมพ์หนังสือ ไม่มีความคิดในการพิมพ์หนังสือ แต่ประกาศเผยแผ่พระธรรมคำสอนโดยการปฏิบัติและเทศนาสั่งสอนควบคู่กันไป ตามปฏิปทาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
ในเวลานั้นมีอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อโยมหมา สามีเป็นคนจีน ชื่ออาแปะฮั้งยิ้น น้องสาวชื่อคิ้ม ภายหลังตั้งชื่อเป็นไทยว่านิ่มนวล เจ้าของร้านรองเท้าบาจา ช้างม่อย ได้อาราธนาหลวงปู่สิม มาอยู่วัดสันติธรรม
ที่ที่เป็นที่ตั้งวัดสันติธรรม เป็นที่ดินของพระอาสาสงคราม ท่านมอบถวายให้สร้างวัด
ในเวลานั้น บริเวณเป็นทุ่งนายังไม่มีชาวบ้านมาอยู่
หลังจากสร้างวัดสันติธรรมแล้วชาวบ้านตามมาอยู่ จึงเป็นชื่อบ้านตามนามของวัดว่า บ้านสันติธรรม”
หลวงพ่อจบข้อเขียนของท่านด้วยการลงมือชื่อท่านไว้อย่างสวยงามแฝงไว้ด้วยความสงบเย็นและเมตตาว่า

กราบเท้าขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูงครับ
ปฐม นิคมานนท์
๑๕ เมษายน ๒๕๔๙
๐๑ : ๓๕ น.
เมื่อตอนก่อน ผมได้ขยักเรื่องของโยมคิ้ม หรือ คุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์ ผู้เริ่มต้นในการสร้างวัดเพื่อถวายหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรเอาไว้
ก็ขอเชิญมาต่อในตอนนี้นะครับ ข้อมูลทั้งหมดผมคัดลอกมาจากหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” ครับ ขอกล่าวย้อนหลังไปเล็กน้อย เพื่อให้เรื่องติดต่อกัน ดังนี้
ก่อนที่หลวงปู่สิม และคณะจะจาริกไปในที่ต่างๆ หลวงปู่พำนักที่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง เชียงใหม่
โยมแสง ชินวัตร เป็นผู้มีปสาทศรัทธาในรสพระธรรมเทศนาของท่านอาจารย์ จึงได้ชักชวนผู้รู้จักคุ้นเคยให้มาฟังเทศน์
คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ (นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง) เป็นผู้หนึ่งที่ถูกชักชวนให้ไปฟังเทศน์แต่ไม่ยอมไป
คุณนิ่มนวลเล่าความรู้สึกให้ฟังว่า สาเหตุที่ไม่ยอมไปฟังเทศน์เพราะไม่คุ้นเคยต่อขนบธรรมเนียม มีความกระดากใจ เห็นคนไปวัดจะต้องถือพานดอกไม้ไปด้วย จะทำตามเขาก็ทำได้ไม่สนิท กลัวจะไปทำผิดๆ ถูกๆ เพราะไม่เคยทำมาก่อน
ตั้งแต่เกิดมาก็เคยไปแต่โรงเรียน แม้จะเคยไปวัด ก็ไม่ได้สังเกตว่าเขาทำอะไรบ้าง
เรื่องทำนองนี้ คงจะมีคนอื่นๆ อีกมากที่มีความรู้สึกเหมือนๆ กัน
คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ เล่าให้ฟังต่อไปว่า เมื่อแม่แสง ชินวัตรพรรณนาถึงรสพระธรรมเทศนาของหลวงปู่สิม ว่า เทศน์ได้ไพเราะ ฟังเข้าใจง่าย
นึกอยากจะไปฟัง แต่ยังไม่เชื่อโดยสนิทใจ เท่าที่เคยฟังเทศน์มาไม่เคยรู้เรื่อง เพื่อความมั่นใจ จึงจ้างให้ น้อยหมู ลูกจ้างของเตี่ยให้ไปฟังเทศน์แทน
ต่อมาเจ๊หมา และพ่อน้อยเงิน พรหมโย ก็ไปฟังและนำมาเล่าว่า หลวงปู่เทศน์ดี จึงนึกอยากไปฟังบ้าง
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงปู่สิม และคณะ ได้มาจำพรรษาอยู่ที่ตึกแม่เลี้ยงดอกจันทร์ บ้านหลิ่งห้า อำเภอเมือง เชียงใหม่ แม่แสง ชินวัตร ได้มาชวนให้ไปฟังเทศน์อีก จึงตกลงไปฟัง
จำไม่ได้ว่าหลวงปู่สิมเทศน์เรื่องอะไร จำได้แต่เพียงว่าท่านเทศน์ดี รู้สึกจับใจ
ตั้งแต่นั้นมา จึงได้ไปฟังเทศน์บ่อยๆ
หลวงปู่สิม อยู่จำพรรษาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ ได้ ๒ พรรษาคือปี พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๐
แม่เลี้ยงดอกจันทร์และลูกหลานต้องการจะใช้บ้าน คือจะกลับมาอยู่ หลวงปู่และคณะศิษย์จึงจำเป็นจะต้องหาที่อยู่ใหม่
วันหนึ่ง หลวงปู่สิมปรารภในระหว่างเทศน์ว่า “นกมันยังทำรังอยู่ได้ คณะศรัทธาจะสร้างวัดอยู่สักวัดหนึ่งไม่ได้หรือ?”
ก็ขอยกไปต่อในตอนหน้าครับ
๔๕. เริ่มต้นสร้างวัดสันติธรรม
คุณนิ่มนวลบอกว่า เมื่อได้ฟังคำพูดของหลวงปู่สิม ประโยคนั้นแล้ว ทำให้คิด กลับมาบ้านแล้วก็ยังเก็บมาคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเพิ่มแรงศรัทธาอยากจะได้ที่สร้างวัด
รุ่งขึ้น รับประทานอาหารเช้าแล้ว บังเอิญมีผู้นำเงินค่าแหวนมาให้จำนวน ๑,๐๐๐ บาท จึงตกลงใจว่าจะบริจาคเงินจำนวนนี้เป็นค่าที่ดินสร้างวัด
ขณะนั้นคิดอยากจะพบกับพ่อน้อยเงิน พรหมโย และบังเอิญพ่อน้อยเงินก็มาหา จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อน้อยเงินฟัง
พ่อน้อยเงินเห็นดีเห็นชอบด้วยทุกอย่าง พร้อมรับอาสาว่าจะพยายามหาที่ให้ได้
เจ๊หมาเมื่อทราบเรื่องการหาที่ดินจะสร้างวัด ได้แสดงความจำนงบริจาคทรัพย์ร่วมอีก ๑,๐๐๐ บาท
ในวันต่อมา พ่อน้อยเงิน และ นายฮั้งยิ้น (สามีเจ๊หมา) จึงพากันไปหาซื้อที่ดิน ช่วงเวลาไม่กี่วันก็ไปได้ที่ดินของคุณพระอาสาสงคราม
คุณพระฯ ท่านทราบว่าอยากจะได้ที่ดินสร้างวัด ท่านก็ยินดีขายให้ในราคาถูก
(ผมขอโอกาสคัดลอกรายชื่อผู้ร่วมบริจาค เพื่อร่วมอนุโมทนาสาธุการ นะครับ)
เนื้อที่ที่ตกลงซื้อขายกันครั้งแรกเป็นที่ ๕ ไร่ คิดราคาไร่ละ ๙๐๐ บาท ต่อมาได้ขอซื้อเพิ่มเติมอีก ๓ ไร่ ๓ งาน คิดเป็นราคาทั้งหมด ๗,๕๖๘ บาท
รายนามผู้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินมีดังนี้
๑. นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง บริจาค ๑,๙๗๐ บาท
๒. นายฮั้งยิ้น-แม่หมา และบุตรธิดา บริจาค ๑,๙๗๐ บาท
๓. นางสาวทองหล่อ ขาวประไพ บริจาค ๑,๐๐๐ บาท
๔. เจ้าบัวผัด ณ เชียงใหม่ บริจาค ๑,๐๐๐ บาท
บริจาคครั้งที่สอง มีดังนี้
๑. นายฮั้งยิ้น – แม่หมา บริจาค ๓๒๘ บาท
๒. นางสาวนิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง บริจาค ๑,๐๐๐ บาท
๓. แม่บุญทอง ตุงคมณี บริจาค ๒๐๐ บาท
๔. แม่แก้วลูน สุวรรณยืน บริจาค ๑๐๐ บาท
คุณพระอาสาสงคราม นอกจากท่านจะยินดีขายที่ดินให้แล้ว ท่านยังให้การสนับสนุนช่วยเหลือทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ ท่านบริจาคทรัพย์สร้างกุฏิ บ่อน้ำ และส้วม ตลอดจนตั้งแต่การแผ้วถางและการทำการก่อสร้าง คุณพระฯ ท่านช่วยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด
ผู้มีส่วนริเริ่ม และร่วมมือร่วมใจในการแผ้วถางและก่อสร้าง คือคุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ พ่อน้อยเงิน พรหมโย นายฮั้งยิ้น-นางหมา และลูก
ผู้ที่เป็นช่างออกแบบสร้างกุฏิ และคอยดูแลเอาใจใส่คือ นายเล่งไฮ้
ท่านผู้ใจบุญบริจาคทรัพย์เป็นค่าแรงงาน คือ แม่แสง ชินวัตรบริจาค ๑,๐๐๐ บาท และโยมชื่น สิโรรส บริจาค ๕๕๐ บาท
ในการแผ้วถางดำเนินการครั้งแรก สังเกตเห็นได้ว่าเนื้อที่บริเวณที่จะสร้างกุฏิมีอิฐ มีกระเบื้อง มีแนวกำแพง และมีเนินโบสถ์หรือวิหารพอจะหยั่งสันนิษฐานได้ว่า ที่แห่งนั้นเคยเป็นวัดมาก่อน แต่ไม่อาจสืบประวัติได้ว่าเป็นวัดอะไร
เมื่อทำการก่อสร้างกุฏิพอเป็นที่อาศัยของพระภิกษุสามเณรได้แล้ว คณะศรัทธาจึงได้อาราธนาหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร (ขณะนั้นท่านพักอยู่วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง) และพระภิกษุสงฆ์สามเณร ที่เป็นศิษย์ของท่านมาอยู่
ได้ทำพิธีเปิดป้ายเป็นการชั่วคราวขึ้น ชื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ให้ชื่อว่า “วัดสันติธรรม นครเชียงใหม่”
ในวันเปิดป้าย ผู้ใหญ่ที่ได้อาราธนาและเชิญให้มาร่วมงาน คือฝ่ายสงฆ์ มี (๑) ท่านพระครูพิศาลขันติคุณ (เจ้าคุณเทพสารเวที) วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ ฝ่ายฆราวาส มี (๑) พลตรีหลวงกัมปนาทแสนยากร ข้าหลวงภาค (๒) ขุนไตรกิตติยานุกูล ข้าหลวงประจำจังหวัดเชียงใหม่ (๓) ข้าหลวงยุติธรรม (๔) นายจรัส มหาวัจน์ ศึกษาภาค(๕) ร.ต.อ. สุจินต์ หิรัญรักษ์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ (๖) นายวิชาญ บรรณโสภิษฐ์ (๗) นายเฉลิม ยูปานนท์ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่
มีพุทธศาสนิกชนไปร่วมงานประมาณ ๒๐๐ คน
พรรษาแรก (ปี พ.ศ. ๒๔๙๒) มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษา คือพระภิกษุ ๑๑ รูป สามเณร ๙ รูป
ดูจากเอกสารของวัดสันติธรรม มีรายชื่อครูบาอาจารย์สายพระกรรมฐาน ที่เคยมาพักจำพรรษา นับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ปีที่เปิดป้ายวัดมีเขียนไว้ดังนี้
พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม, พระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม, พระอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ, พระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร บ้านเดิมสกลนคร, พระอาจารย์อ่อนสี จุนฺโท, พระอาจารย์จาม มหาปุญฺโญ, พระทองอินทร์ กุสลจิตฺโต บ้านเดิมเพชรบูรณ์, หลวงตาพรหมมินทร์ พรหมปุญฺโญ บ้านป่าเปอะ เชียงใหม่, พระอาจารย์บุญจันทร์ จนฺทวโร บ้านเดิมขอนแก่น, ท่านอาจารย์รินทอง กิติสุทฺโธ บ้านเดิมสกลนคร เป็นหลานของหลวงปู่สิม, ท่านอาจารย์กาวงศ์ ทาตวณฺโณ บ้านเดิมนครพนม, พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต บ้านเดิมยโสธร และพระอาจารย์หลอด ปโมทิโต บ้านเดิมหนองบัวลำภู
ส่วนองค์อื่นๆ ที่มาเยี่ยมเยือน (ไม่ได้พักจำพรรษา) ได้แก่ ท่านอาจารย์ลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม มาพักที่วัดสันติธรรมระหว่างวันที่ ๗-๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔, หลวงปู่สาม อกิญฺจโน, หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ, หลวงปู่แว่น ธนปาโล, หลวงปู่บุญเพ็ง กปฺปโก, หลวงพ่อเจริญ ญาณวุฑฺโฒ และ หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ
พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้ทำหนังสือยื่นขอสร้างวัดต่อทางการ โดย นางสาวคิ้ม แซ่เฮ้ง (นิ่มนวล สุภาวงศ์) เป็นตัวแทนลงนามในหนังสือขณะนั้นทางการคณะสงฆ์ได้มีการปรับปรุง พ.ร.บ. คณะสงฆ์หลายอย่างโดยเฉพาะ พ รบ อันว่าด้วยการสร้างวัด
ขณะนั้นเป็นเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อในการปฏิบัติงานของคณะสงฆ์การยื่นหนังสือขอสร้างวัดจึงพบกับปัญหาหลายแง่หลายกระทง กว่าจะได้รับอนุญาตให้สร้างวัดได้ต้องใช้เวลาถึง ๓ ปี
คือ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดได้ เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ..๒๔๙๘ ใช้นามว่า วัดสันติธรรม
ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกคือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร (พระครูสันติวรญาณ ต่อมาเป็น พระญาณสิทธาจารย์)
ผมจะคัดลอกเรื่องราวของวัดสันติธรรมนำมาเสนออีกหลายตอน เพราะเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร โดยตรง และเป็นเรื่องที่หาอ่านได้ยาก สมควรอนุรักษ์ไว้
อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ ติดตามอ่านไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องมงคลอ่านแล้วได้บุญได้กุศลทั้งนั้น
๔๖. ป้ออุ้ยแม่อุ้ยเล่าให้ฟัง
เรื่องราวและเกร็ดต่อไปนี้ได้จากคำบอกเล่าของป้ออุ้ย แม่อุ้ย (หมายถึงผู้สูงอายุ) ที่รู้เห็นและมีส่วนร่วมในการก่อสร้างวัดสันติธรรมมาตั้งแต่เริ่มแรก
บันทึกนี้อยู่ในหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” ใช้ชื่อเรื่องว่า “ผู้เฒ่าบอกเล่า” มีเนื้อหายาวหน่อย ผมคัดลอกรวมไว้ในตอนเดียวกัน ไม่ได้แบ่งเป็นตอนย่อยๆ เหมือนเรื่องอื่น
ถ้าสนใจก็ต้องอดทนอ่านกันหน่อยละครับ
เรื่องมีดังนี้
จากคำปรารภของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในระหว่างแสดงธรรมเทศนาที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กิรติปาล ว่า “นกมันยังทำรังอยู่ได้ คณะศรัทธาจะสร้างวัดอยู่สักวัดหนึ่งไม่ได้หรือ? “ทำให้แม่คิ้มยิ่งคิดก็ยิ่งเพิ่มแรงศรัทธาจะสร้างวัด
เมื่อแม่คิ้มได้เงินขายแหวนจำนวน ๑,๐๐๐ บาท จึงตกลงใจว่าจะบริจาคเงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายในการเริ่มสร้างวัด
เดิมแม่คิ้มมีความเห็นว่า วัดร้างที่ยังไม่ทรุดโทรมมากในเชียงใหม่มีอยู่ น่าจับบูรณะเป็นวัดโดยไม่ต้องสร้างใหม่ แต่ไม่เป็นไปตามคิด ด้วยเหตุผลข้อจำกัดบางประการ
เมื่อพ่อน้อยเงิน พรหมโย แม่หมา และนายฮั้งยิ้น คุณาดร พากันไปซื้อที่ดินจะสร้างวัด ได้ที่ดินของคุณพระอาสาสงคราม
สภาพสถานที่มีต้นทองกวาว ไผ่ ต้นมะกอม หอมหวน ขี้เหล็กเทศ สาบเสือ ผกากรองป่า หญ้าต่างๆ เป็นที่เลี้ยงวัวและแพะของชาวบ้าน รอบๆ บริเวณทุ่งนา หญ้ารก ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีถนนดีๆ
มีลำน้ำเหมืองกว้างประมาณ ๑ เมตร ลึก ๐.๕-๑ เมตรเป็นทางนำน้ำเข้านาและระบายน้ำฝน ตัดผ่าน (หน้าโบสถ์ในปัจจุบัน) ลงร่องกระแจะทางทิศเหนือ และลงสู่น้ำแม่ข่าทางทิศตะวันออก หน้าแล้งไม่มีน้ำ
เมื่อแผ้วถางปรับที่แล้ว ก็สร้างกุฏิ บ่อน้ำ ส้วม ฯ
กุฏิของพระเป็นตูบเล็กๆ เสาทั้งสี่วางบนดิน ไม่ได้ฝัง ใต้ถุนสูงประมาณ ๕๐ ซม. หลังคามุงตองตึง นายเล่งไฮ้ ศรีธรรม (นายบุญยืน ศรีธรรม) เป็นผู้ออกแบบและคุมสร้าง ฤดูที่มีพายุพัดแรง จะพัดย้ายกุฏิไปได้ทั้งหลัง
มีกุฏิทำด้วยไม้ถาวร ๑ หลัง ศรัทธาคือ พ่อน้อยเงิน พรหมโย (อยู่ทิศตะวันออกของกุฏิเจ้าอาวาส ปัจจุบันรื้อเพื่อสร้างกุฏิตึกสองชั้น)
ศรัทธาได้นำไม้ผลมาปลูก มีลำไย มะม่วง มะเฟือง มะปราง สมอ ขนุน มะรุม กล้วย ฯลฯ
พระเอาเศษผ้าเหลืองพันรอบต้นไม้ที่ปลูกใหม่ อีกปลายหนึ่งจุ่มลงในน้ำในหม้อดินที่อยู่โคนต้น ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ต้นไม้
มีกอไผ่หลายกอ กอที่อยู่สุดเขตวัดทางทิศตะวันตกมีรังนกกระจาบห้อยสวยงาม
ที่วัดเป็นดินปนทรายละเอียดสีขาว ลึกลงไปเป็นดินเหนียวมีบ่อน้ำ ๕ บ่อ ปัจจุบันถมไป ๓ บ่อ เหลือที่หลังหอฉัน ๑ บ่อ กับน้ำบ่อแป๊ะ ซึ่งอาแป๊ะฮั้งยิ้นเป็นศรัทธา อาแป๊ะและพระเณรช่วยกันขุด
ต่อมาต่อเครื่องสูบน้ำแบบโยกไว้ใกล้ๆ บ่อ น้ำบ่อเป็นน้ำออกสีขาวเหมือนสีดิน หอมเย็นชื่นใจ ล้างมือใส่สบู่แล้วลื่นเหมือนล้างน้ำฝน
หน้าแล้งน้ำขาดแคลน แม่คิ้มไปติดต่อพ่อหลวง ขอน้ำมาจากห้วยแก้ว ไหลมาตามลำเหมือง ผ่านหมู่บ้านมาถึงวัด มีคนคอยเฝ้ามิให้ใครปิดกั้นน้ำ หรือนำน้ำไปทางอื่น
หลังวัดมีหนองน้ำไม่ใหญ่นัก ผู้เฒ่าเล่าว่าถ้าน้ำมาอยู่เต็มหนองน้ำในบ่อจะมีด้วย แต่พอมาถึงหน้าแล้งก็มีปัญหาเรื่องน้ำขาดแคลนเสมอ
ระยะต่อมาใช้น้ำบาดาล สูบขึ้นไปเก็บในชั้นสองของพระเจดีย์ (สันติเจดีย์ ซึ่งจะกล่าวถึงในโอกาสต่อไป) สามารถใช้ได้สะดวกสบายกว่าเดิมมาก
ตอนกลางคืน จะได้ยินแมลง กบ เขียด ร้องระงม
น้ำต้น (คนโทน้ำ) ที่วางตามมุมเสาศาลา มีขันอะลูมิเนียมครอบไว้ เวลาลมพัดขันน้ำปลิว บางทีมีเขียดโผล่หน้าออกมาที่ปากน้ำต้น
ใต้ถุนกุฏิมีดินปนทรายละเอียดสีขาว มักมีแมลงช้างทำดินเป็นหลุมกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒ นิ้ว ปากหลุมลาดเอียงไปเป็นมุมแหลมที่จุดศูนย์กลางลึกลงไปประมาณ ๑ นิ้ว (เป็นรูปกรวยกลมเด็กๆ ชอบคุ้ยหาตัวแมลงช้างที่อยู่ก้นหลุม
ศาลาหลังเก่าเป็นไม้สัก คุณพระอาสาสงคราม และคณะศรัทธาร่วมกันบริจาค คุณพระอาสาสงครามเป็นผู้ควบคุมการสร้างสำหรับภิกษุสามเณรสวดมนต์ ศรัทธาฟังเทศน์ฟังธรรม
พื้นไม้กระดานสะอาดแผ่นใหญ่ สะอาดเป็นมัน มีแท่นสงฆ์ด้านหลังยกสูงขึ้นเป็นหิ้งพระ มีพวงกลางทำด้วยกระดาษห้อยลงมาจากเพดาน
ดอกไม้บูชาไม่หลากหลายเหมือนปัจจุบัน เท่าที่จำได้มักเป็นดอกจำปี จำปา เรียงแถวเป็นระเบียบจนเต็มอยู่ในขวดแม่โขง มีของเหลวคล้ายน้ำบรรจุอยู่ ไม่ได้ถามว่าเป็นน้ำอะไร บูชาอยู่นานวันไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ
ถึงเวลาทำวัตรเช้า-เย็น พระภิกษุสามเณรนำโดยหลวงปู่สิม จะมานั่งเป็นระเบียบเต็มแท่นสงฆ์ ทำวัตรพร้อมคณะศรัทธา หลวงปู่จะเทศน์อบรมสมาธิภาวนาแก่ญาติโยมเป็นประจำ
ศาลานี้เคยเป็นที่เก็บหนังสือ คุณแม่สิลา อุปติพงษ์ บริจาคหนังสือของขุนอุปติพงษ์ เป็นหนังสือดีๆ สมัยเก่า ปกแข็งเดินทอง ไม่ได้สังเกตว่าเป็น พ.ศ.ใด เท่าที่จำได้มีพงศาวดารจีน ฯลฯ สมัยนี้หาอ่านได้ยาก
หลวงปู่ตั้งชื่อว่า “ห้องสมุดทันสมัย วัดสันติธรรม” เปิดเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๙๙ มีป้ายแขวนไว้ด้วย
น่าเสียดาย ที่ผู้อ่านบางคนไม่มีจิตสำนึกที่ทันสมัยในการรักษาและรักษาหนังสือ ความเป็นห้องสมุดจึงยุติไปโดยปริยาย
ศาลาหลังนี้รื้อเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๔ ไม้ที่รื้อออกนำไปใช้ในศาลาใหม่ ชื่อศาลา “ฟองสมุทร” ทำบุญถวายเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕
กุฏิที่ศรัทธานอนวัด เข้าประตูวัดมา ฝั่งซ้ายมือ หลังที่ ๑ กุฏิแม่หมา (ปัจจุบันรื้อแล้ว มีกุฏิ ๒ชั้นของแม่อุไร มาแทน) หลังที่ ๒ กุฏิแม่คิ้ม, หลังที่ ๓ กุฏิแม่แก้วลูน, หลังที่ ๔ ก่อนถึงน้ำบ่อแป๊ะ เป็นผาม (โรง) มุงตองตึง เป็นที่อยู่ของอุบาสก
ต่อมารื้อกุฏิแม่แก้วลูน และผามออก สร้างศาลาบำเพ็ญบุญ เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๐
ฝั่งขวา มีกุฏิอุบาสิกาเจียน กุฏิพ่อน้อยเงิน ฯลฯ
ศรัทธาบางคนนอนวัดเฉพาะวันพระ บางคนอยู่ปฏิบัติธรรมตลอดพรรษา
สภาพแวดล้อมเปลี่ยว ยังไม่มีหมู่บ้านสันติธรรม รั้ววัดไม่แข็งแรง
แม่คิ้มเล่าว่า มองออกจากกุฏิไปทางใต้ เห็นแต่หญ้ารก มีกระต๊อบเก่าๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งอยู่กับลูกชายตัวเล็กมอมแมมคนหนึ่งเป็นเพื่อนทางสายตา
กลางคืนยิ่งมืด มีป่าช้าลื้อ (สุสานในปัจจุบัน) อยู่ไม่ไกลด้วย
เสียงสัตว์ต่างๆ ร้องในเวลากลางคืน ผู้ที่นอนวัดจึงต้องมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ประมาท รู้ระมัดระวังตัวเองให้ปลอดภัยจากทั้งคนและสัตว์ที่มารบกวน เช่น ยุง มด ปลวก ตะขาบ งู หนอน แมลงที่กัดหรือถูกตัวแล้วคัน ฯลฯ
ปัจจุบัน มีหมู่บ้านประชาชนอยู่หนาแน่น สภาพแวดล้อมต่างจากอดีตมาก บางส่วนของกำแพงวังคือกำแพงบ้าน
มีข้อสังเกตถึงภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าว่า ทำไมวัดต่างๆ ในเชียงใหม่จึงทำถนนไว้รอบกำแพงวัด แม่คิ้มบอกว่ามิได้คิดเรื่องนี้มาก่อน
๔๗. เกร็ดที่ผู้เฒ่าเล่าบอก
เรื่องที่ “ผู้เฒ่าเล่าบอก” เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดสันติธรรม มีดังนี้. –
เรื่องที่ ๑
ครั้งหนึ่ง แม่คิ้ม แม่ต้อ และนางสาวลั้ง (หลาน) นอนวัด ตื่นขึ้นมาทำอาหารถวายพระตั้งแต่เช้ามืด ประมาณตี ๔
ขณะแกะปลาอยู่ สายตรวจนอกเครื่องแบบมากันหลายคน ท่าทางแปลกๆ สมัยนั้นแถวสันติธรรมขโมยชุม ทำให้แม่คิ้มตกใจนึกว่าขโมย จึงร้องตะโกนเรียก “พ่อน้อย!”
พ่อน้อยเงิน ได้ยินแล้วก็ตอบ “เหย” แต่ไม่มาสักที
ลุงตั๋น ลุงแดง ถือไม้มาคนละอัน มาช่วย
สายตรวจ หัวเราะ “ผมเป็นตำรวจไม่ใช่ขโมย ผมจะมาปล้นอะไรยาย มีแต่หม้อแกง!”
ที่จริงเกราะไม้สำหรับเคาะยามฉุกเฉินก็มี แต่ไม่ทันได้เคาะ
เรื่องที่ ๒
รถจักรยานที่แม่คิ้มถีบไปวัด ต้องยกขึ้นไว้บนกุฏิเพื่อความปลอดภัย
ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด การติดต่อประสานงาน ดูแลการก่อสร้างพ่อน้อยเงิน แม่หมา แม่คิ้ม ล้วนใช้จักรยานเป็นพาหนะ บางวันไปกลับบ้าน-วัด มากกว่า ๑ เที่ยว
ยกเว้นไปไกลๆ จึงได้รับอนุเคราะห์จากคุณวีณา ทองสวัสดิ์ ผู้เป็นญาติ ขับรถจิ๊ปไปส่ง หากมีการนิมนต์พระจากวัดอื่น หลานชายของคุณวีณา ก็จะช่วยขับรถรับส่งพระ
เรื่องที่ ๓
เรื่องการบิณฑบาต สมัยแรก ทุกเช้า พระภิกษุและสามเณรนำโดยหลวงปู่สิมจะออกบิณฑบาต เดินเป็นแถวตามลำดับเป็นระเบียบงดงาม และเดินเร็ว
จากวัด ไปถึงถนนช้างม่อย ย่านตลาดวโรรส วิชชยานนท์ ท่าแพ กลางเวียง ถึงวัด ไป-กลับ ระยะทางประมาณ ๖ กิโลเมตร
ต่อมา เมื่อมีหมู่บ้านสันติธรรม ประชาชนอยู่หนาแน่น พระก็ไม่ต้องไปไกล
พ.ศ. ๒๔๗๙ หลวงปู่สิมไปจำพรรษาอยู่ภูลังกา นครพนม ซึ่งเป็นป่าลึก อาหารการขบฉันฝืดเคือง สภาพการดำรงชีวิตไม่สะดวก หลวงปู่ป่วยเป็นวัณโรค
พ.ศ. ๒๔๙๘ หลวงปู่กลับมาจำพรรษาที่วัดสันติธรรม เชียงใหม่ได้รับการรักษาเป็นอย่างดีจาก นายแพทย์สง เสียมภักดี (บิดา มารดาญาติพี่น้องท่าน เป็นศรัทธาหลวงปู่)
คุณหมอมอบหน้าที่การจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยให้แก่แม่คิ้ม โดยกล่าวว่า “การทำอาหารทุกวันไม่ใช่เรื่องสนุก จะรับได้ไหม? “
แม่คิ้มรับอาสา ทางวัดจึงจัดคนมารับปิ่นโตจากบ้านแม่คิ้มไปถวายหลวงปู่ทุกเช้า
ที่มีเป็นประจำคือ นมผงคลิมผสมน้ำตาลทราย โอวัลติน ห่อกระดาษสีขาว ปริมาณพอชงได้หนึ่งแก้ว (สมัยนั้นไม่มีถุงพลาสติก) และโรตีสองแผ่น จนกระทั่งหลวงปู่หายจึงหยุดส่ง
ระยะต่อมา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙ จนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อให้ภิกษุสามเณรมีภัตตาหารเพียงพอ ญาติโยมได้บริจาคภัตตาหาร แม่คิ้มได้ขอแรงศรัทธามาช่วยกันทำ
แรกๆ ค่าภัตตาหารเดือนละประมาณ ๔๕๐-๕๕๐ บาท บางเดือนก็มากกว่า ระยะหลังเดือนละ ๗๐๐ บาท
ผู้รับเรื่องอาหาร คือ แม่อุไร (อยู่หน้าวัด ที่เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมในปัจจุบัน) ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ – ต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๓ คุณยายสุรินทร์ แก้วตา (โยมมารดาของพระนพีสีพิศาลคุณ-หลวงพ่อเจ้าอาวาส) จาก พ.ศ. ๒๕๑๓ ไป คุณทองอินทร์ ตะริโย กับ คุณบุญทอง ขัตติยะ
ระยะหลังมีประชาชนเพิ่มขึ้น อาหารบิณฑบาตอุดมสมบูรณ์ จึงไม่
ต้องมีค่าภัตตาหารรายเดือน
ส่วน คุณบุญทอง และญาติมิตร มี คุณสุดา ทรงประศาสน์, คุณวันทา อาโรร่า และครอบครัว, คุณคำฟู เครือเงิน, คุณสุมาลี เอมโอช เป็นต้น ได้มีจิตศรัทธาทำอาหารถวายพระนพีสีพิศาลคุณ และภิกษุสามเณรตลอดมา
ต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พระนพีสีพิศาลคุณ (หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์-เจ้าอาวาส) อาพาธเป็นโรคหัวใจ ต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่
เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเส้นเลือดด้วย จำเป็นต้องควบคุมอาหาร
คุณบุญทองและคณะได้ถวายการดูแลเรื่องภัตตาหารสำหรับพระนพีสิพิศาลคุณเป็นพิเศษ คุณสุวรรณา ธัญญาผลิน ได้ถวายค่ารักษาพยาบาลเป็นประจำด้วย
เรื่องที่ ๔
เมื่อหลวงปู่สิมปรารภสร้างวิหาร (สมัยนั้นยังไม่เป็นอุโบสถ) พ่อน้อยเงิน พรหมโย นำเงินค่าขายกล้วยที่ปลูกในวัด ๘ บาทไปซื้อเชือกเพื่อวัดระยะกว้างยาว และตำแหน่งของวิหาร
หลวงปู่สิม พ่อน้อยเงิน แม่ออกคิ้ม ปรึกษากัน แล้วจึงได้ขนาดที่เห็นในปัจจุบัน
กวนเสาวิหาร
คุณยายฮัม ปัทมสุคนธ์ บ้านอยู่ถนนราชวงศ์ เชียงใหม่ ได้รวบรวมเงินทำบุญสร้างเสาวิหาร จำนวน ๒,๐๐๐ บาท ด้วยการกวนมะม่วงและทำมะม่วงแผ่นขาย
มีพระรูปหนึ่งเดินมาเยี่ยมคุณยาย ถามว่า “คุณยายทำอะไร?”
คุณยายตอบว่า “กวนเสาวิหารวัดสันติธรรม!”
เรื่องที่ ๕
คุณยายขันแก้ว กาละปัญญา เป็นศรัทธาที่มั่นคงของวัดสันติธรรมมาตลอด
ทุกวันพระ คุณยายจะมีแกงหนึ่งหม้อมาถวายเสมอ
คุณยายเล่าว่า ที่หลังบ้านมีกอไม้บง ไม้รวก คุณยายรวบรวมเงินไว้ ๗ วัน ได้เงินจำนวนหนึ่งไปซื้ออาหารเพื่อทำแกงได้หนึ่งหม้อไปทำบุญ
เรื่องที่ ๖ : เสียงที่ได้ยิน
แรกสร้างวัดยังไม่มีโบสถ์ กลางคืนแม่คิ้ม ได้ยินเสียงสวดมนต์ดังมาจากที่เป็นโบสถ์ในปัจจุบัน ได้ยินบ่อย ไม่ใช่วันพระก็ได้ยิน จนต้องลุกขึ้นออกไปเปิดประตูดู ก็ไม่เห็นอะไร
คนอื่นจะได้ยินหรือไม่ แม่คิ้มไม่ได้ถาม และไม่มีใครเล่าให้ฟัง
ส่วนแม่หมา อยู่อีกกุฏิหนึ่ง ถ้านั่งภาวนาใกล้จิตสงบจะได้ยินเสียงร้องเรียก เป็นเสียง ย-า-ววว มาจากป่าเฮ่ว (ป่าช้า – สุสานวัดสันติธรรมในปัจจุบัน)
เสียงเรียกนั้นว่า “แม่…ห…ม…าา. แม่หมา แม่หมา…”
บรื๋อ! ขนลุกครับ
เรื่องที่ ๗ : ชายหน้าดำ
สามเณรหนู อายุ ๒๐ ปี บวชได้ ๓ ปี เป็นคนจังหวัดเพชรบูรณ์กับ สามเณรปัญญา อายุ ๑๖ ปี เป็นคนจังหวัดลำปาง
สมัยหลวงปู่สิมจำพรรษาอยู่ที่วัดสันติธรรม เณรหนูและเณรปัญญาออกไปเที่ยวหาผลสมอ จนถึงสนามยิ่งปืนหนองฮ่อ ช่วงเวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. ได้เก็บลูกระเบิดมอลต้า เอามาทุบเล่น ตูม! ระเบิดถึงแก่ชีวิตทั้งสองรูป
ตอนเย็น พระเณรจะทำวัตร จึงทราบว่าเณรหายไป
หลวงปู่สิม ให้หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ (พระนพีสีพิศาลคุณ)และสามเณรไปตามหา พบพ่อหลวงจึงทราบว่าสามเณรเสียชีวิตอยู่ที่หนองฮ่อ พอดีมืดแล้วจึงกลับวัด อีกวันหนึ่งจึงไปรับศพมาทำพิธี
เพื่อนสามเณรต่างกลัวกันมาก หลวงปู่สิมแก้ปัญหาโดยนำกระดูกของเณรทั้งสองใส่หม้อดิน เอาผ้าขาวปิดปากหม้อ ให้เณรอุ้มไว้ทีละรูป พร้อมกับเปล่งคำเรียกว่า” เณรหนู-เณรปัญญา” แล้วส่งต่อๆ กันจน
ครบ
ต่อมา มีผู้เห็นชายหน้าดำตัวไม่ใหญ่ อยู่ระหว่างหน้าวิหารกับน้ำบ่อแป๊ะนานหลายปี หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ถามว่าเป็นใครก็ไม่มีผู้ใดทราบ
จนหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ (วัดป่าวิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ในปี ๒๕๔๙ อายุ ๙๖ ปี) บอกว่าเป็นเณรหนู
หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ จึงบอกแม่ออกคิ้มให้ทอดกฐินหรือทานใหญ่ๆ แล้วอุทิศส่วนกุศลให้เณรหนูด้วย
ภายหลังไม่มีผู้ใดเห็นชายหน้าดำอีก
เรื่องที่ ๘ : เรื่องสามเณรท่องหนังสือ
สามเณรรูปหนึ่งมีวิริยะมาก ก่อนจะสอบก็ท่องหนังสือเป็นการใหญ่ จะท่องในกุฏิของตนก็เกรงจะมีผู้รบกวน จึงไปท่องในกุฏิที่ไม่มีใครอยู่ แล้วเพลินหลับไป
เช้ามา สามเณรอื่นๆ ตื่นเตรียมตัวไปบิณฑบาต และไปสอบไม่เห็นสามเณรผู้นั้นอยู่ในกุฏิ ก็นึกว่าไปแล้ว จึงพากันไปหมด
สามเณรรูปนั้นตื่นขึ้นมา ไปสอบไม่ทัน จึงขาดสอบ เกิดเสียใจมากจนคุมสติไม่อยู่ ร้องตะโกนซ้ำๆ ว่า
“บิณฑบาตโว้ย! ไปสอบโว้ย!”
หลวงปู่จึงต้องนำส่งคุณหมอ
ก็จบ “เกร็ด” จากวัดสันติธรรมแค่นี้ กราบขอบพระคุณทั้งท่านผู้เล่าเรื่องราว และท่านผู้รวบรวมเรื่องราว ครับผม
๔๘. โบสถ์ ๑๘ ปี วัดสันติธรรม
เรื่องการสร้างโบสถ์วัดสันติธรรม ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ ในประวัติของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง ๑๘ ปี จึงสำเร็จบริบูรณ์
เรื่องนี้ผมคัดลอกมาจากหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” ดังต่อไปนี้
พ.ศ. ๒๔๙๕ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในฐานะเจ้าอาวาสได้พิจารณาเห็นว่า การดำเนินการสร้างวัดก็ได้ลุล่วงผ่านพ้นมาโดยลำดับ เสนาสนะที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรก็มีพอสมควร ศาลาโรงธรรมที่มีพอได้อาศัย
แต่วัดยังขาดพระอุโบสถ ที่สำหรับทำสังฆกรรมของสงฆ์ นับว่าขาดถาวรวัตถุอันเป็นหลักของวัด
จึงดำริที่จะสร้างพระอุโบสถ แต่ก็หนักใจเรื่องทุนทรัพย์ที่จะนำมาใช้จ่ายดำเนินการก่อสร้าง
ถึงจะหนักใจอย่างไรก็ต้องเริ่มดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องจำเป็น
ในขั้นต้น หลวงปู่ได้เริ่มดำเนินการปักเขตที่สร้างพระอุโบสถโดยอาศัยแนวซากอุโบสถเก่า ซึ่งยังปรากฏให้เห็นเนินดินอยู่ ทั้งนี้โดยมีความประสงค์ว่า เมื่อปักเขตเป็นรูปร่างไว้แล้ว ผู้มีปสาทะศรัทธาได้รู้เห็นก็จะบริจาคทรัพย์ช่วยกันก่อสร้าง
วิธีหาทุนทรัพย์ดำเนินการก่อสร้าง หลวงปู่ ใช้วิธีค่อยคิดค่อยทำไปตามกำลังทรัพย์ เมื่อมีผู้บริจาคทรัพย์ถวายก็ทำการก่อสร้าง เมื่อหมดทุนทรัพย์ก็หยุดไว้ก่อน
ไม่เคยออกใบฎีกาบอกบุญเรี่ยไร ไม่เคยทำตะกรุดผ้ายันต์ ไม่เคยสร้างพระ ทำเครื่องรางของขลัง
การก่อสร้างพระอุโบสถได้ดำเนินการมาโดยลำดับ จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ จึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ส่วนกว้าง ๔๐ เมตร ส่วนยาว ๘๐ เมตร
การก่อสร้างพระอุโบสถ ได้หยุดชะงักลงในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๐๖ สาเหตุเนื่องจากท่านเจ้าคุณพระสุทธิธรรมรังษี (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ได้ถึงแก่มรณภาพลง
วัดอโศการาม จึงขาดพระเถระผู้ใหญ่ที่จะให้การอบรมสั่งสอนทายก-ทายิกา ในทางภาวนากัมมัฏฐาน
ทายกทายิกาจึงพากันนิมนต์หลวงปู่สิมไปช่วยอบรมสั่งสอนหลวงปู่เลยอยู่จำพรรษาที่นั้น
แม้ว่าหลวงปู่สิมจะไปอยู่จำพรรษาที่วัดอโศการาม ไม่ได้อยู่ก่อสร้างโบสถ์วัดสันติธรรม แต่เรื่องโบสถ์วัดสันติธรรมก็ตามหลวงปู่ไปด้วย
ทายกทายิกาวัดอโศการามเมื่อได้ทราบว่า หลวงปู่มีงานสร้างโบสถ์ที่เชียงใหม่ ต่างก็บอกกล่าวเล่าเรื่องบุญเรี่ยไรช่วยกันบริจาคทรัพย์สมทบทุนสร้างพระอุโบสถ เป็นจำนวนทั้งหมดประมาณสามแสนบาท
นับเป็นปัจจัยที่ได้มาเพราะแรงศรัทธาที่เขามีต่อหลวงปู่สิม หรือจะกล่าวว่า เป็นผลงานที่เกิดจากรสพระธรรมเทศนาที่หลวงปู่อบรมสั่งสอนพวกญาติโยมก็ได้
ผู้ที่เป็นกำลังช่วยเหลือในการชักชวนการบริจาคทรัพย์ที่ควรกล่าวชื่อเพื่อแสดงมุทิตาจิต คือ โยมกิมหงษ์
สาธุ !
เนื่องจากหลวงปู่สิม ต้องรับภาระในการอบรมสั่งสอนทายกทายิกาที่วัดอโศการาม ต้องไปมาระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ บ่อยๆ ทำให้ห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่สะดวกที่จะปฏิบัติงานทั้งสองฝ่าย
ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ หลวงปู่จึงมีหนังสือให้พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ศิษย์ของท่าน ให้มาอยู่จำพรรษาที่วัดสันติธรรม เพื่อดูแลควบคุมการก่อสร้างแทน
ขณะนั้น พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต อยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำผาจรุย อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย
ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงปู่เป็นโรคไตอย่างแรง ต้องหยุดพักรักษาตัว ไม่ทำการอบรมสั่งสอน และได้ทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ออกไปพักรักษาตัวอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง สกลนคร จังหวัดบ้านเกิดของท่าน
ทางการคณะสงฆ์จึงแต่งตั้ง พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ให้รักษาการเจ้าอาวาสแทนในปีนั้น และได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. ๒๕๑๐
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ พระมหาทองอินทร์ได้รับช่วงการดำเนินการก่อสร้างต่อ ผู้มีจิตศรัทธาได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหาทุนที่จะเว้นกล่าวอนุโมทนาเสียไม่ได้ คือ คุณสุนทร จันทรวงษ์, คุณกระดิ่ง โอวาทสาร, คุณพงศ์ศักดิ์ ฐิตะปุระ และ คุณชูศักดิ์ กุศลวงษ์
ท่านที่ออกนามมานี้ นอกจากขวนขวายชักชวนญาติมิตรผู้ใจบุญให้ช่วยบริจาคทรัพย์สมทบทุนแล้ว ยังได้สละทรัพย์ส่วนตัวเป็นค่าพิมพ์หนังสือ “เที่ยวกรรมฐาน” ของ ท่านอาจารย์บุญนาค แจกจ่ายแก่สาธุชนเป็นบรรณาการแก่ผู้บริจาคเงิน เพื่อสมทบทุนสร้างพระอุโบสถอีกโสตหนึ่งด้วย
อนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๓ ได้อาศัยกำลังความคิด กำลังทรัพย์ และกำลังคน จากนายช่างสมเกียรติ ทรงเกียรติกุล เป็นอย่างมาก จึงขอจารึกชื่อไว้ ณ ที่นี้ด้วย
เป็นอันสรุปได้ว่า การก่อสร้างพระอุโบสถ วัดสันติธรรมที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้สำเร็จบริบูรณ์ลงในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ รวมเป็นเวลา ๑๘ ปี สำเร็จด้วยกำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังใจของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พร้อมทั้งแรงสนับสนุนของคณะศิษย์และศรัทธาวัดสันติธรรม
โดยเฉพาะอุบาสิกาผู้มีแรงศรัทธาอันแก่กล้า ได้ทำการยืนหยัดต่อสู้ด้วยกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดเป็นต้นมาจนกระทั่งสร้างอุโบสถเสร็จ โดยมิได้ปลีกตนเองออกห่างแม้แต่ระยะใดระยะหนึ่ง ได้มีส่วนรับรู้งานมาโดยสม่ำเสมอ
อุบาสิกาท่านนี้ คือ คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์
จึงขออนุโมทนาสาธุการ จารึกชื่อไว้กับประวัติวัดสันติธรรมนี้ชั่วกัลปาวสาน
พระอุโบสถวัดสันติธรรมหลังนี้ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สูงจากพื้นดิน ๓๐ เมตร สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดเป็นจำนวนเงิน ๗๘๒,๙๑๐.๑๐ บาท (เจ็ดแสนแปดหมื่นสองพันเก้าร้อยสิบบาทสิบสตางค์)
ขออนุโมทนาสาธุครับ
ที่ผมคัดลอกมาอย่างครบถ้วน ก็เพื่อรักษาข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับองค์หลวงปู่สิม ของพวกเรา ให้คงอยู่ตราบนานแสนนาน ดังได้กล่าวมาแล้วครับ
๔๙. การอธิษฐานจิตของหลวงพ่อพระมหาทองอินทร์
หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต หรือ พระครูสันตยาธิคุณ และสมณศักดิ์สุดท้าย พระนพีสีพิศาลคุณ เป็นศิษย์คนแรกของหลวงปู่สิม ที่บวชเป็นพระภิกษุ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม เป็นองค์ที่สอง สืบต่อจากหลวงปู่
หลวงพ่อฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๐
หลวงพ่อฯ มีดำริว่า “เราจะดำเนินการสร้างอุโบสถที่หลวงปู่ท่านริเริ่มสร้างค้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ยังไม่เสร็จ จะทำให้สำเร็จให้ได้”
หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ เข้าที่สงบจิต ทำจิตให้เป็นหนึ่งแล้วอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าจะสร้างอุโบสถนี้ให้เสร็จภายใน ๓ ปี”
ปรากฏว่าการก่อสร้างอุโบสถได้สำเร็จตามกำหนด ๓ ปี ระหว่างพ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๓ ดังที่ท่านได้อธิษฐานไว้
รวมเวลาการสร้างอุโบสถวัดสันติธรรม ตั้งแต่หลวงปู่สิม ได้เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ก็สำเร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ใช้เวลาทั้งสิ้น ๑๘ ปีเต็ม
อุโบสถหลังนี้ กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๘ เมตร สูง ๓๐ เมตร เป็นอุโบสถที่วิจิตรสวยงาม หน้าบันด้านหน้าเป็นปูนปั้นเรื่องเมฆขลาล่อแก้ว หน้าบันด้านหลังหันหน้าสู่สันติเจดีย์ เป็นงานจิตรกรรมเขียนสีลงทอง เรื่องราวของพระพุทธเจ้าตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน
สิ้นทุนการก่อสร้างรวมทั้งสิ้น ๗๘๒,๙๑๐ ๑๐ บาทได้จัดฉลองอุโบสถในวันอาทิตย์ที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๓สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสากลมหาสังฆปริณายก (จวน อุฎฐายีมหาเถระ) เสด็จเป็นองค์ประธาน ผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต และทำการฉลองอุโบสถเป็นเวลา ๓ วัน ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ ๒ ถึงวันเสาร์ที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๓
มีพระภิกษุสามเณร และศรัทธา ร่วมงานเป็นจำนวนมาก
สาธุ !
๕๐. พระพุทธรูปสำคัญของวัดสันติธรรม
พระพุทธรูปที่ทำการบูรณปฏิสังขรณ์จากเศียรพระพุทธรูปโบราณมีพระนามว่า “หลวงพ่ออนันตญาณมุนี” ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดสันติธรรม
ในสมุดบันทึกของวัด เป็นลายมือของหลวงปู่สิม เขียนไว้เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๔๙๕ เขียนถึงที่มาของเศียรพระพุทธรูปพระองค์นี้ว่า “เจ้าน้อยเมืองชุม เป็นศรัทธาจ้างคนไปเอาเศียรพระเจ้าปางมะโอมา หลวงตาแสงเป็นผู้นำพาเอามาจึงสำเร็จ”
จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อพระมหาทองอินทร์บอกว่า “พระเศียรได้มาจากปางมะโอ อำเภอพร้าว”
คำบอกเล่าจากศรัทธาสูงอายุ บอกว่า “ภายหลังได้เพิ่มมาอีกไม่ใช่มีแค่เศียรเดียว”
ทีนี้บทความในหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” ภายใต้ชื่อบทความว่า การบูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูป “หลวงพ่ออนันตญาณมุนี” เรียบเรียงจากบันทึกของขุนเจริญจรรยา มีเนื้อหาดังนี้
เดิม พระภิกษุแสง ยโสธโร ชาวหลวงพระบาง ได้ออกธุดงค์ไปทางเหนือ ถึงตำบลเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พบพระเศียรพระพุทธรูป วัดรอบพระเศียรเหนือพระกรรณได้ ๒๘ นิ้วครึ่ง
พระภิกษุแสง ได้มาแจ้งแก่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เจ้าอาวาสวัดสันติธรรม
หลวงปู่สิมจึงขอให้ เจ้าน้อยเมืองชุม ณ เชียงใหม่ ไปนำมาบูรณปฏิสังขรณ์ไว้เป็นพระประธาน ณ อุโบสถวัดสันติธรรม
เจ้าน้อยเมืองชุม ผู้ประกอบด้วยปสาทศรัทธา จึงรับภาระด้วยความยินดี ได้เดินทางไปพร้อมพระภิกษุแสง เพื่อไปรับพระเศียรดังกล่าว
เจ้าน้อยเมืองชุม ยังได้บริจาคทรัพย์ในการนี้จำนวน ๓๙๐ บาท
พระเศียรพระพุทธรูปนั้นได้มาตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ค้างอยู่นาน
ต่อมาจนถึงวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๖ น.ส.นิ่มคิ้ม แซ่เฮ้ง (นิ่มนวล สุภาวงศ์) เจ้าของร้านไทยสิริ ได้ไปเรียนขุนเจริญจรรยา (บิดานายแพทย์สง เสียมภักดี) ว่า เศียรพระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดสันติธรรม ยังไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าภาพศรัทธาทำการบูรณปฏิสังขรณ์ให้คืนคงอยู่ในพุทธสารูปตามสภาพเดิม
ขุนเจริญจรรยาได้ตรวจดูพระเศียรนั้น เห็นว่ามีลักษณะสวยงามยิ่ง ทำให้บังเกิดศรัทธาปสาทะ จะขอรับเป็นผู้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ด้ายความเชื่อมั่นในความเป็นฉันทสามัคคีแห่งบรรดาสาธุชนทั้งหลายผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ปรารถนาที่จะให้ดำรงอยู่ชั่วกัลปาวสาน ร่วมใจร่วมมือกันสร้างสรรค์ให้เป็นองค์พุทธสารูปโดยบริบูรณ์และเป็นพุทธานุสรณีย์ควรแก่ความเคารพสักการะ ประดิษฐานไว้ ณ ปูชนียสถานแห่งวัดสันติธรรมต่อไป
ในการร่วมใจร่วมมือโดยพร้อมเพรียงกันนี้ บรรดาญาติมิตรศรัทธาสาธุชนทั้งหลาย ได้ช่วยกันรวบรวมทองสำหรับหล่อพระ บริจาคทรัพย์ เป็นกำลังขวนขวายในกิจอันเนื่องในการนี้
ที่น่าปลาบปลื้มอีกอย่างคือ มีเจ้าอาวาสแห่งพระอารามต่างๆ ได้ร่วมใจบริจาคทองและปัจจัยร่วมบูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปนี้ถึง ๓๖ พระอาราม เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีโดยทั่วหน้ากัน
รวมได้ทองทั้งสิ้นหนักประมาณ ๕๔๐ กิโลกรัม ใช้ในการหล่อสิ้นไปประมาณ ๒๐๖ กิโลกรัม คงเหลือประมาณ ๓๓๔ กิโลกรัม
พระพุทธรูปนี้ได้ทำการหล่อที่วัดสันติธรรม เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ตรงกับวันศุกร์ เดือน ๖ แรม ๑๑ ค่ำ เวลา ๐๓.๓๖ น.
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตัก ๒๙ นิ้ว
การบูรณปฏิสังขรณ์ และปิดทองพระพุทธรูป ได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ เวลา ๑๔.๓๕ น
ท่านขุนเจริญจรรยา เป็นเจ้าศรัทธา พร้อมด้วยสาธุชนทั้งหลายได้ร่วมบริจาคทอง ปัจจัย และปิดทองคำเปลว ๑,๐๐๐ แผ่น รวมเป็นเงิน ๘,๙๕๓ ๒๕ บาท
ขุนเจริญจรรยา ถวายพระนามว่า “พระอนันตญาณมุนี”
วันที่ ๑๓-๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้ประกอบพิธีสมโภชมีพระสำนักกัมมัฏฐานมาร่วม ๑๑ วัด พร้อมด้วยคณะศรัทธามากมาย
วันที่ ๑๓ มีการเจริญพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ ๔๐ กว่ารูปและสมโภชพระพุทธรูปด้วย ตอนกลางคืนมีการแสดงพระธรรมเทศนาโดยพระอาจารย์ ๔ องค์ มี หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นประธาน
เช้าวันที่ ๑๔ ถวายอาหารบิณฑบาตพระภิกษุสามเณรมากกว่า ๗๐ รูป มีการแสดงพระธรรมเทศนาโดยพระครูวินัยโกศล (หลวงพ่อพระพุทธพจนวราภรณ์ วัดเจดีย์หลวง ในปัจจุบัน)
นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปโบราณอีกสององค์ คือ พระศรีศากยมุนี และพระศรีสรรเพชญ์ เป็นพระพุทธรูปยืนทั้งสององค์ ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ สร้างภายหลังหลวงพ่อพระอนันตญาณมุนี
คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ เล่าว่า คุณแม่ของคุณชุลี ปิฏกานนท์เป็นเจ้าศรัทธา ๑ องค์ และ คุณอุไร เลาหไพบูลย์ เป็นเจ้าศรัทธา ๑ องค์
ได้ทำบุญฉลองพระพุทธรูปสององค์นี้ เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มีการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร ๕๒ รูป พร้อมnับถวายผ้าห่มกันหนาวองค์ละผืน ถวายน้ำมันก๊าด ๑ ปี๊บ
งานนี้ได้ปัจจัยสมทบสร้างพระวิหาร ๓,๑๖๐ บาท
อนุโมทนาสาธุ ครับ
๕๑. พระสันติเจดีย์
พระเจดีย์ หรือที่ทางภาคเหนือเรียกว่า พระธาตุ เป็นปูชนียวัตถุที่วัดในทางภาคเหนือนิยมสร้างกัน เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือพระอรหันตธาตุ
พระบรมสารีริกธาตุ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า พระบรมธาตุหมายถึงพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ส่วน พระธาตุ โดยทั่วไปจะหมายถึงพระอรหันตธาตุ คือพระธาตุของพระอรหันตสาวก นับตั้งแต่สมัยพุทธกาล จนถึงสมัยปัจจุบัน
เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเพณีการสร้างพระธาตุ หรือ พระเจดีย์ในภาคเหนือ มักจะสร้างไว้ด้านหลังพระอุโบสถ ในแนวตรงกับองค์พระประธาน จะมีความเชื่อถือหรือคตินิยมประการใด ผมยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาค้นคว้า แต่ก็เห็นเป็นความฉลาดในอุบายของคนโบราณ กล่าวคือเมื่อเรากราบพระประธานในโบสถ์ เราก็ได้กราบพระธาตุไปพร้อมกันด้วย
ดังนั้น ทุกครั้งที่เรากราบองค์พระประธาน ก็อย่าลืมกราบให้ทะลุกำแพงโบสถ์ไปให้ถึงพระธาตุ หรือพระเจดีย์ที่ประดิษฐานอยู่ด้านหลังของพระประธานด้วยนะครับ
เรียกว่า กราบหนึ่งได้ถึงสอง หรือ ทูอินวัน ตามที่สมัยใหม่นิยมกัน จัดเป็นบุญต่อบุญทีเดียวเชียวครับ
พระเจดีย์ หรือ พระธาตุ ที่วัดสันติธรรม มีชื่อว่า พระสันติเจดีย์ มีเรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจมาก ดังนี้
ก่อนจะสร้างพระเจดีย์ แม่คิ้ม แม่ต้อ ได้ตระเวนดูเจดีย์ตามวัดต่างๆ โดยคุณวีณา ทองสวัสดิ์ ได้กรุณาขับรถจี๊ปไปส่ง
ไปดูหลายวัดในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ประทับใจเจดีย์กู่กุดหรือเจดีย์จามเทวี (วัดจามเทวี) จังหวัดลำพูน เป็นเจดีย์มีลักษณะทรงกรวยสี่เหลี่ยมเป็นห้าชั้น มีซุ้มจรนำทั้งหมด ๖๐ ซุ้ม มีพระพุทธรูป ๖๐ องค์ ประดิษฐานอยู่ในแต่ละซุ้ม
พระเจดีย์เป็นศิลปะละโว้หริภุญไชย ถอดแบบมาจากเจดีย์เหลี่ยม วัดเจดีย์เหลี่ยม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่เป็นเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากมอญในพุกาม
โดยความเห็นชอบของท่านอาจารย์ (หลวงปู่สิม) ได้ตกลงสร้างพระเจดีย์วัดสันติธรรมตามรูปแบบเจดีย์เหลี่ยม มีฐานกว้าง ๑๒ x ๑๒ เมตร สูง ๓๑ เมตร
ตอนหลัง เมื่อซ่อมใน พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้เพิ่มความสูงของยอดฉัตร และความสูงของเจดีย์เป็น ๓๕ เมตร
พระราชวินยาภรณ์ (ปัจจุบันคือ หลวงพ่อพระพุทธพจนวราภรณ์วัดเจดีย์หลวง) เป็นผู้ให้ฤกษ์วางศิลา วันอังคารที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เวลา ๐๘.๑๕ น. สมโณฤกษ์
มีการวางศิลาฤกษ์โดย พันตำรวจเอก นิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพระราชวินยาภรณ์ วัดเจดีย์หลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
วันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙ พระราชวินยาภรณ์ เป็นประธานทำบุญยกยอดฉัตรเจดีย์
ระหว่างวันที่ ๑๔-๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้จัดงานทำบุญฉลองพระสันติเจดีย์ มีการเจริญพระพุทธมนต์ และประกอบพิธีเบิกเนตรพระที่สร้างใหม่ตรงกลางเจดีย์หันหน้าออกทั้ง ๔ ทิศ
วันจันทร์ที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ เวลา ๑๙ ๐๐ น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (วาสน์ วาสนมหาเถระ) เสด็จเป็นองค์ประธานการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และปูชนียวัตถุไว้ที่ยอด และในองค์สันติเจดีย์ เจริญพระพุทธมนต์และทรงแสดงพระธรรมเทศนาอบรมกัมมัฏฐาน ๑ กัณฑ์
เช้าวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ทำบุญตักบาตรและถวายสันติเจดีย์และพระพุทธรูปทั้งหมด
สิ้นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๘๙๓,๓๐๔.๗๕ บาท
ปัจจัยในการก่อสร้าง ได้รับบริจาคจากศรัทธาทั้งหลายส่วนหนึ่งแม่คิ้มได้สำรองจ่ายเงินส่วนตัวสร้างเหรียญหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรรุ่นเจดีย์ ๑๗-๗-๑๗ โดยคุณชัชวาลย์ ชุติมา เป็นผู้ติดต่อประสานงาน ช่างเกษม เป็นผู้แกะพิมพ์
หลังจากหักต้นทุนออกแล้วเหลือเงิน ๗๔,๕๒๘ ๕๒ บาท สมทบทุนสร้างพระเจดีย์
(เมื่อหลวงปู่สิม มรณภาพ วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕แม่คิ้ม และ แม่ต้อ ได้นำเหรียญหลวงปู่สิม รุ่นเจดีย์ ที่เหลือที่เก็บไว้คุ้มครองบ้านเรือนนาน ๑๘ ปี มาให้ลูกศิษย์บูชาที่วัดถ้ำผาปล่อง จำนวน๓,๕๐๐ เหรียญ ได้ปัจจัย ๓๕๐,๐๐๐ บาท ให้บูชาที่บ้านอีก ๓๐,๐๐๐บาท รวมเป็นเงิน ๓๘๐,๐๐๐ บาท ถวายเป็นมูลนิธิเพื่อภิกษุสามเณรวัดถ้ำผาปล่อง)
พิธีกรรมในการวางศิลาฤกษ์และการยกฉัตรพระเจดีย์ การบรรจุพระธาตุ ปูชนียวัตถุ แม่คิ้มได้ไปกราบนมัสการขอคำแนะนำจากหลวงปู่ครูบาคำแสน คุณาลังกาโร วัดดอนมูล อำเภอสันกำแพงหลวงปู่ได้เมตตาแนะนำทุกอย่าง พิธีต่างๆ จึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอนึ่งโดยคำแนะนำของช่างก่อสร้าง ภายในองค์พระเจดีย์ได้สร้างชั้นสองของพระเจดีย์เป็นที่เก็บน้ำ
พ.ศ. ๒๕๔๐ ซ่อมพระเจดีย์ ได้ทำที่เก็บน้ำใหม่ที่ชั้นสามของพระเจดีย์ เพื่อเพิ่มแรงดันน้ำ ได้ประโยชน์มาจนทุกวันนี้ และเพิ่มความสูงของยอดฉัตรเป็น ๓๕ เมตร
ก็ขออนุโมทนาสาธุการ ครับผม
๕๒. ข้อมูลของวัดสันติธรรม
วัดสันติธรรม เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓ ถนนหัสดิเสวี ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
มีเนื้อที่ ๑๐ ไร่ ๑ งาน ๘๑ ตารางวา ธรณีสงฆ์ ๑ ไร่ ๑ งาน ๕๕ ตารางวา
เปิดป้ายชื่อวัด เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒
ได้รับ อนุญาตจากกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ให้สร้างวัดตามหนังสือเลขที่ ๑ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๘
ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๐
ผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๓
ณ วันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ มีพระภิกษุ ๓๕ รูป สามเณร ๔๓ อุบาสก อุบาสิกา รักษาศีลประมาณ ๕๐ คน
งานการศาสนา มีการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม-บาลี มีการจัดตั้งมูลนิธิสงฆ์อาพาธ
งานเผยแผ่ศาสนา ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด ได้มีการแสดงธรรมอบรมสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน ให้แก่พุทธศาสนิกชน มาจนถึงปัจจุบันส่งพระภิกษุสามเณรไปให้การอบรมจริยธรรมในโรงเรียน
ลำดับเจ้าอาวาส
๑. พระครูสันติวรญาณ (สิม พุทฺธาจาโร) พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๕๑๐
๒. พระนพีสีพิศาลคุณ (ทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ป.ธ. ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
๓. พระครูวิมลธรรมรัต พ.ศ. ๒๕๔๗ – ปัจจุบัน
เป็นอันว่าผมคัดลอกเรื่องราวของ วัดสันติธรรม วัดของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่อยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่มานำเสนอค่อนข้างจะครบถ้วนในเรื่องสำคัญหลักๆ แล้ว
ขอเรียนย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้ ผมนำมาจากหนังสือ “๕๐ ปีสันติธรรมานุสรณ์”
ผมไม่ได้ยกเมฆเขียนนะครับ
๕๓. …บ่ต้องท้อแท้อ่อนแอ…
ขอกลับมาสู่เรื่องราวและปฏิปทาขององค์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรโดยตรงกันต่อ แต่ก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัดสันติธรรมอยู่ เป็นเรื่องที่เกิดกับคุณแม่คิ้ม หรือ คุณนิ่มนวล สุภาวงศ์ อุบาสิกาผู้ริเริ่มสร้างวัด และดูแลอุปถัมภ์วัดมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด
เรื่องนี้เขียนไว้ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” มีดังนี้
เมื่อมีวัดสันติธรรม เป็นเสมือนรังที่พักอันมั่นคงถาวรแล้วการบำเพ็ญกิจที่เป็นบุญกุศลต่างๆ ทั้งในฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ญาติโยม ก็เป็นไปด้วยความสะดวกยิ่งขึ้น
ขณะนั้น (ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒) พระเณรมีมากถึง ๓๘ รูป ทางคุณแม่นิ่มนวล และพี่ๆ น้องๆ ตลอดจนเพื่อนสหธรรมิกอื่นๆ ก็ได้ไปรักษาอุโบสถศีล ถือ เนสัชชิก (ปฏิบัติสมาธิภาวนาแบบไม่นอนตลอดทั้งคืนเป็นประจำทุกวันพระ
คุณแม่นิ่มนวล เล่าว่า คืนวันพระวันหนึ่ง เธอเกิดความง่วงขึ้นมาอย่างสุดแสนจะทนทาน จิตใจอ่อนแอท้อแท้ รู้สึกอยู่แต่ว่าการไปถือเนสัชชิกเป็นความทุกข์ทรมานเพียงอย่างเดียว ก็เลยรำพึงกับตัวเองขึ้นมาว่า
“เออหนอ ! ที่เรามาปฏิบัติอยู่เวลานี้ ถ้าได้สำเร็จมรรคผลขึ้นมาบ้างก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้ไม่ดีอะไรขึ้นมา แล้วเรามาทนทุกข์ทรมานอย่างนี้เพื่อประโยชน์อะไร ไปหลับไปนอนเป็นสุขสบายอยู่ที่บ้านเสียไม่ดีกว่าหรือ?”
ดูเหมือนว่าคุณแม่นิ่มนวลจะรำพึงรำพันยังไม่ทันสิ้นกระแสความดีนัก พลันก็ได้ยินเสียงหลวงปู่ท่านเทศน์ขึ้นมาว่า
“บ่ต้องท้อแท้อ่อนแอ บ่ต้องหน่ายแหนง ทำมาได้แค่ไหนก็ให้ถือว่าเป็นนิสสัยปัจจัย เป็นต้นทุนต่อไปในภาคหน้า
ระวังให้ดีเถอะ ถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน) นี่มันตัวร้ายทีเดียว มันเป็นตัวขัดขวางมรรคผลนิพพาน มันนี่ละที่พามาเกิดมาตายวนเวียนอยู่ไม่รู้จบสิ้น…”
คุณแม่นิ่มนวล ยังคงไปวัดและถือเนสัชชิกทุกวันพระอยู่ต่อมามิได้ขาด เธอเล่าให้ฟังว่า
“ดีนะที่ท่านเตือนสติขึ้นมาในคืนนั้น หาไม่เราคงเลิกไปวัดแล้วตั้งแต่วันนั้น เพราะรู้สึกทรมานเหลือเกิน”
๕๔. เมตตาต่อพระเณรในปกครอง
เรื่องนี้เป็นคำบอกเล่าของ คุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์ อีกเช่นเดียวกัน ดังนี้
หลวงปู่ ปกครองพระเณรถูกวัดของท่านอย่างอบอุ่นใกล้ชิดเหมือนพ่อดูแลลูกๆ
ภาพในอดีตที่ประทับใจคุณแม่นิ่มนวลอีกภาพหนึ่งก็คือ เวลาที่พระเณรอาพาธ หลวงปู่ท่านจะนั่งเฝ้าไข้อย่างสงบ ไม่ยอมห่างจนกระทั่งผู้ป่วยอาการดีขึ้น
ครั้งหนึ่ง เณรน้อยนอนซมด้วยโรคพยาธิตัวเหลืองซูบซีดผอมเพราะฉันอาหารไม่ได้เลย
คุณแม่อุไรได้เอายาถ่ายพยาธิมาถวาย เณรน้อยก็ฉันไม่ได้อาเจียนออกมา ทำให้คุณแม่อุไรโมโหมาก พยายามจะบังคับให้เณรฉันยาให้ได้
หลวงปู่ซึ่งนั่งอยู่อย่างใจเย็น ณ ที่นั้น ได้พูดเชิงปลอบประโลมเณรน้อยของท่านว่า
“วันพรุ่งเถอะเน้อ ไปบิณฑบาตได้กล้วยมาก่อน จะเอายาใส่ในกล้วยให้เณรน้อยฉัน”
ท่านผู้อ่านผู้สูงวัย คงพอจะนึกภาพการกินยาบางอย่างในอดีตได้ จะต้องเอายาแอบยัดในกล้วยน้ำว้าสุก เพื่อไม่ให้มองเห็นยา
หรือแม้กระทั่งการกลืนกินยาใบไม้บางอย่าง ที่ทำให้เกิดอาการแสบคันในลำคอ ยังต้องใช้มะขามเปียกหุ้มยาแล้วปั้นเป็นลูกกลอนเล็กๆให้คนไข้กลืนเข้าลำคอไปเลยก็มี
ผู้เขียนจำได้ว่า ตอนเป็นเด็กเคยมีอาการคันตามง่ามมือ ยังเคยกินกล้วยน้ำว้าสุก ซุกซ่อนผงกำมะถันไว้ข้างในเลย
พูดถึงคนแก่ก็ยังงี้แหละครับ ไม่ว่าพูดเรื่องอะไร ภาพเก่าๆ ที่ประทับใจในอดีตจะผุดขึ้นมาให้เห็น ให้เชื่อมโยงได้เสมอๆ
ใครยังไม่เคยแก่ ก็ลองแก่ดูก็แล้วกัน จะได้เข้าใจใช่ไหมครับ
๕๕. จำพรรษาที่ภูลังกา นครพนม
เรากลับมาดู “ปฏิทินพรรษา” ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร กันก่อนนะครับ เขียนไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๔๙๖ (พรรษาที่ ๒๑-๒๕) จำพรรษาที่วัดสันติธรรม
ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ (พรรษาที่ ๒๖) เดินทางกลับบ้านบัว โยมแม่เสียชีวิต จำพรรษาที่ภูลังกา จังหวัดนครพนม”
เหตุการณ์ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่เขียนไว้ในหนังสือ “พุทฺธจารปูชา” มีดังนี้
ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ โยมมารดาของหลวงปู่ถึงแก่กรรม
หลวงปู่ จึงได้เดินทางจากเชียงใหม่ลงมาที่ บ้านบัว (จังหวัดสกลนคร) อีกครั้งหนึ่ง
ครั้นเสร็จงานฌาปนกิจศพโยมมารดาแล้ว หลวงปู่ก็ออกเดินธุดงค์ไปจังหวัดนครพนมทันที เพื่อจำพรรษาที่ภูลังกา
ภูลังกา ในระยะหลัง แม้ได้รับผลกระทบจากการตัดไม้ทำลายป่าเช่นเดียวกับป่าไม้อื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในสมัยที่หลวงปู่ออกธุดงค์เมื่อ ๕๐ ปีมาแล้วนั้น ป่าไม้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของป่าดงดิบอยู่อย่างแท้จริง
ช่วงที่หลวงปู่ไปพักจำพรรษา ภูลังกาจึงเป็นที่สงบวิเวก ห่างไกลจากผู้คนเป็นอันมาก หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่บำเพ็ญเพียรของหลวงปู่มากที่สุดก็ต้องเดินเท้าเป็นวันๆ จึงจะถึง
เรื่องอาหารการขบฉันจึงฝืดเคืองเต็มที่ น้ำใช้น้ำฉันได้อาศัยน้ำไหลรินจากหลังคาถ้ำ
อากาศที่ภูลังกาชื้นมาก หลวงปู่ขึ้นไปพำนักอยู่เกือบหนึ่งเดือนจึงได้รับนิมนต์ให้ลงมารับผ้าป่าในหมู่บ้าน
ขากลับได้ข้าวสาร และอาหารแห้ง ซึ่งชาวบ้านขนตามขึ้นไปถวาย
นอกจากนี้ยังมีพระภิกษุชื่อ พระส่วน กับตาผ้าขาวอีก ๑ คนตามขึ้นไปพักบำเพ็ญเพียรอยู่ด้วย
ทั้งพระส่วน และตาผ้าขาว อยู่ได้ไม่นาน อาจเป็นเพราะได้พบเห็นสภาพที่สุดแสนลำบากลำเค็ญอย่างมาก จึงต้องกลับลงมา
หลวงปู่ได้อยู่ภาวนาที่ภูลังกาจนกระทั่งออกพรรษา
หลวงปู่ได้เมตตาเล่าถึงอาหารการฉันช่วงที่บำเพ็ญเพียรอยู่ภูลังกาตอนหนึ่งว่า
“…ที่ภูลังกามันมีต้นลูกแคนขื้นอยู่แยะ ซึ่งที่อื่นไม่มี ส่วนมากก็ฉันหน่อไม้ ฉันลูกแคน แทนข้าว มีอยู่วันหนึ่งได้ฉันหัวกลอย แต่ก็คันคอแทบแย่”
ในหนังสือไม่ได้บอกว่า หลวงปู่พักอยู่องค์เดียวหรือมีผู้อื่นอยู่ด้วย แต่ผม (นายปฐม นิคมานนท์) ค่อนข้างแน่ใจว่าจะต้องมีเณร หรือผู้ขาว หรือชาวบ้าน อยู่อุปัฏฐากท่าน เพราะโดยปกติพระธุดงค์ท่านจะถือวินัย (ศีล) อย่างเคร่งครัด ท่านจะไม่ขุดดิน ไม่ก่อไฟ ไม่เก็บผักเก็บหญ้าหรือผลไม้เอง ไม่หุงหาอาหารเอง จะต้องมีผู้ทำถวาย และอาหารการฉันจะต้องได้รับประเคน
ในหนังสือได้พูดถึง หัวกลอยที่หลวงปู่เอ่ยถึง โดยอธิบายว่าเป็นพืชป่า ประเภทเดียวกับหัวเผือก หัวมัน
ก่อนจะเอาหัวกลอยมาหุงหรือนึ่งเป็นอาหาร จะต้องเอาหัวสดๆ มาเฉือนเป็นชิ้นบางๆ แช่น้ำไว้จนจืดสนิทเสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะคันคออย่างที่หลวงปู่ท่านพบนั่นแหละ
๕๖. กิเลสอันเห็นแก่นอนแก่กิน
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พูดถึงการไปบำเพ็ญเพียรที่ภูลังกาซึ่งเป็นที่ลำบากลำเค็ญ เป็นที่ที่ฝึกละกิเลสตัวที่เห็นแก่นอนแก่กินได้เป็นอย่างดี
ท่านเคยเทศน์อบรมลูกศิษย์ถึงวิธีการภาวนาเพื่อแก้ไขกิเลสตัวที่ว่า ดังนี้
“สมมติว่าผู้ (ที่) ถือว่านอนเป็นสุข ถ้าได้นอนแล้วก็ว่าเป็นสุขสบายก็ให้ภาวนาให้จิตใจมันบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลส ราคะ โทสะ เสียก่อน(แล้ว) จะนอนอย่างไรก็ได้ จะกินอย่างไรก็ได้
แต่ถ้ากิเลสมันไม่หมด ไม่หายไปเสียก่อน ก็ไปติดแค่กินแค่นอนแล้วก็ไปไม่ได้ล่ะ
ท่านเปรียบอุปมาเหมือนอย่างว่าปลาที่มันติดเบ็ด
เขาเอาเหยื่อล่อ แล้วเจ้าปลาช่อน ปลาดุก ปลาไหล ปลาไม่ไหลอะไรก็ตาม มาเห็นเหยื่อเข้า เหยื่อที่เคยกินนั่นแหละเขาเสียบเบ็ดในนั้นมันไม่รู้
เข้าใจว่าเป็นอาหารโอชะ คาบเข้าไป เหล็กงอๆ ที่อยู่ข้างในมันก็เกาะปาก
เมื่อกลืนลงไปจนติดพุงข้างในแล้วดึงไม่ได้ล่ะ ดึงไม่ขาด สายเบ็ดเขาก็เอาไหมทำด้วย มันทนดี แล้วปลามันก็ดึงไม่ขาด
เวลาเจ้าของเขามา แล้วก็เอาปลาติดเบ็ดไปกินเป็นอาหาร
คนที่หลงใหลในรสอาหารการกิน ก็ระวัง เหมือนปลาติดเบ็ด ตาย ! ตายลูกเดียว
ฉะนั้น ต้องภาวนาแก้
ถ้าผู้ใดเห็นแก่การนอนการหลับ ไม่ลุกขึ้นภาวนาแก้ ถ้าแก้ไม่ได้ เกิดตายไปเป็นงูล่ะ? เป็นงูอยู่ในรูในโพรง ในหัวปลวก นอนอยู่ในนั้นแหละ
มันชอบนอน ฉะนั้นเป็นถึงขั้นงูแล้ว ไม่มีทางแก้ ถ้านักงูมาเห็น เขาก็เอาไปต้มไปแกงล่ะ
เราผู้หลงกินหลงนอน ก็เลยเป็นทุกข์
ต้องแก้ไม่ให้มันง่วง ให้ตามันใสอยู่ข้างใน อะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นสุข อะไรผิดอะไรถูก อะไรชั่วอะไรดี ให้มันมองเห็น
ไม่ให้ใจหลงใหลในอาหารการกิน ถ้าหลงใหลในอาหารก็เป็นงูเหลือมงูใหญ่ นอนอึ้งลึ่งอยู่นั่นแหละ…
ฉะนั้น ให้พากันตั้งอกตั้งใจ ปฏิบัติบูชาภาวนา ให้จิตมองเห็นทุกข์เห็นโทษในรูปในนาม ในกายในจิต
ในเรื่องจิต เรามาติดมาข้องมาหลงอยู่เรื่องใด ให้แก้ไขให้ได้
ถ้าแก้อย่างอื่นไม่ตก ก็ให้แก้ลงไปสู่ความตาย
ดูคนเราเวลาจะตายมันกินอะไรได้บ้าง ทีแรกก็กินอาหารได้ถ้าเมื่อมันใกล้จะตายเกิดโรคเกิดภัยมา กินข้าวบ่ลำกินน้ำบ่ลง กินข้าวไม่อร่อย ดื่มน้ำไม่อร่อย
มันใกล้เข้าไปล่ะ ใกล้มรณกรรมฐาน หนักเข้าอาหารกินไม่ได้ น้ำ นม ดื่มไม่ได้ ผลที่สุดปิดหมด
หมอแพทย์ก็แก้ไข เจาะหน้าท้องเอาอาหารเข้าไปอีก มันก็ไม่รับอยู่นั่นแหละ มันถึงเวลามันแล้ว
ฉะนั้น เราต้องพิจารณาให้มันรู้ในใจของเราเอง ท้องของเราเอง เกิดผาในโลกหลายสิบปี อย่าให้ผู้อื่นเจาะท้องของเรา เพราะหลงใหลในรสอาหาร
ฉะนั้นต้องแก้ไขตัวเอง…”
๕๗. ได้รับสมณศักดิ์และพบถ้ำปากเปียง
เมื่อออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๗ แล้ว หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรก็ลงจากภูลังกา จังหวัดนครพนม กลับมาพักที่วัดสันติธรรม เชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง
มาครั้งหลังนี้ หลวงปู่ อยู่จำพรรษาที่วัดสันติธรรม ต่อเนื่องกัน ๖ ปี จากปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๓ เป็นพรรษาที่ ๒๗-๓๒ ของท่าน
เมื่อหลวงปู่กลับจากภูลังกาท่านป่วยเป็นวัณโรค ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความลำบากยากเข็ญในเรื่องอาหารการขบฉัน ประกอบกับอากาศชื้น ทำให้ร่างกายขาดความต้านทาน ทำให้ท่านเจ็บป่วยได้ (อันนี้ผมคาดคะเนเอาเองนะครับ-ปฐม)
ในหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์” เขียนบรรยายไว้ว่า
“พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงปู่สิมได้จำพรรษาอยู่ภูลังกา จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นป่าลึก อาหารการขบฉันฝืดเคือง สภาพการดำรงชีวิตไม่สะดวกหลวงปู่ป่วยเป็นวัณโรค
พ.ศ.๒๔๙๘ หลวงปู่กลับมาจำพรรษาที่วัดสันติธรรม เชียงใหม่ได้รับการรักษาเป็นอย่างดีจากนายแพทย์สง เสียมภักดี (บิดา มารดาญาติพี่น้องของคุณหมอ เป็นศรัทธาหลวงปู่)
คุณหมอมอบหน้าที่การจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยให้แก่แม่คิ้ม โดยได้กล่าวว่า การทำอาหารทุกวันไม่ใช่เรื่องสนุก จะรับได้ไหม?
แม่คิ้มรับอาสา ทางวัดจึงจัดคนมารับปิ่นโตจากบ้านแม่คิ้มไปถวายหลวงปู่ทุกเช้า ที่มีเป็นประจำคือ นมผงคลิม ผสมน้ำตาลทราย โอวัลติน ห่อกระดาษสีขาว ปริมาณพอชงได้หนึ่งแก้ว (สมัยนั้นไม่มีถุงพลาสติก) และโรตีสองแผ่น จนกระทั่งหลวงปู่หายดีจึงหยุดส่ง”
เป็นอันว่า หลวงปู่ ท่านหายจากอาการอาพาธแล้ว และปฏิบัติสมณภารกิจตามปกติของท่าน
ต่อมาหลวงปู่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งเป็นพระครูที่ “พระครูสันติวรญาณ” ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ยังความปลาบปลื้มปีติยินดีแก่บรรดาศิษยานุศิษย์โดยทั่วกัน
ในช่วงปลายปี ๒๕๐๒ ต่อต้นปี ๒๕๐๓ ได้มีพระลูกศิษย์ของหลวงปู่ไปพบถ้ำปากเปียง ซึ่งอยู่ที่ตำบลบ้านถ้ำ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และได้ไปพักภาวนาบ่อยครั้ง ด้วยเป็นสถานที่สงบสงัด ร่มรื่น และน้ำท่าอุดมสมบูรณ์
หลวงปู่ได้เดินทางไปสำรวจและพักภาวนา ณ ถ้ำปากเปียงนี้ด้วย
และการมาพักภาวนาที่ถ้ำปากเปียงนี้เอง ทำให้หลวงปู่ได้พบกับ ถ้ำผาปล่อง แล้วได้พัฒนาขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ และเป็นที่พำนักในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน
ซึ่งจะนำเสนอในตอนต่อไปครับ
ท่านผู้อ่านครับ ถ้ำปากเปียง ในปัจจุบันก็คือ วัดถ้ำปากเปียงซึ่งมีพระอาจารย์เจริญ ญาณวุฑฺโฒ หรือ พระครูสังวรโสภณ เป็นเจ้าสำนัก
ที่วัดถ้ำปากเปียง อยู่ใกล้ๆ กับ วัดถ้ำผาปล่อง มีความวิเวกดีมาก ท่านที่มีปัญหาด้านแข้งขาขึ้นเขาไม่ไหว จะหันไปภาวนาที่วัดถ้ำปากเปียงดูบ้างก็น่าจะเป็นการดี แถมยังมีพระเถระในสายพระกรรมฐานคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือด้านการภาวนาที่สุดวิเศษอีกด้วย
๕๘. พบถ้ำผาปล่อง “บ้านที่แท้จริง” ของท่าน
จากการภาวนาที่ถ้ำปากเปียง ตำบลบ้านถ้ำ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้พบถ้ำผาปล่องในเวลาต่อมา
ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” เขียนถึงการพบถ้ำผาปล่องของหลวงปู่ ไว้ดังนี้
วันหนึ่งในฤดูหนาว ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ระหว่างที่หลวงปู่ไปพักภาวนาที่ถ้ำปากเปียง ท่านต้องการที่จะสำรวจสถานที่เพื่อค้นหา “บ้านที่แท้จริง” ของท่าน จึงได้ลุงติ๊บ คนบ้านถ้ำ ทำหน้าที่เป็นคนนำทาง นำหลวงปู่ปีนป่ายภูเขาขึ้นไปตามซอกเล็กๆ เพื่อเสาะหาสถานที่ที่หลวงปู่ต้องการ
ลุงติ๊บได้เล่าเหตุการณ์ย้อนหลังว่า
“หลวงปู่มาภาวนาที่ถ้ำปากเปียงนานมาแล้ว มาแล้วก็กลับไปไปแล้วก็กลับมาอีก ท่านมองหาถ้ำที่อยู่สักแห่งหนึ่ง ยังไม่ถูกใจถ้ำปากเปียง
(ท่าน) ปรารภกับผมว่า อยากได้ถ้ำที่กว้างและอยู่สูงสักหน่อยกิเลสจะได้เข้าหายาก ท่านว่าอย่างนั้น”
ถ้ำผาปล่องนี้อยู่ทางเหนือของถ้ำหลวงเชียงดาว มีลักษณะแปลกคือ ไม่ใช่เป็นถ้ำที่เข้าเข้าไปในตัวภูเขาเหมือนถ้ำอื่นๆ แต่แยกตัวออกมาอยู่ข้างๆ มีทางเดินได้รอบราวกับธรรมชาติได้สร้างไว้โดยเฉพาะ
หลวงปู่ เล่าว่า “…เป็นถ้ำขึ้นมาได้เพราะหินก้อนใหญ่ๆ ๒ ก้อนเกิดหล่นลงมาจากภูเขา แต่ไม่กลิ้งตกลงเหว ไปหยุดอยู่ที่ตีนเขาแล้วเอายอดชนกันไว้ ทำให้เกิดเป็นช่องว่างกว้างขวาง
ทางด้านหน้าถ้ำมีทางทะลุไปทางด้านหลัง กว้างขนาดประตูบานใหญ่ๆ ๒ บาน
รูปร่างของถ้ำเหมือนถุงกาแฟก้นขาดวางไว้ในแนวนอนยังไงยังงั้น
อันที่จริงไม่น่าเรียกว่าถ้ำ ลักษณะที่ก้อนหินเอายอดชนกันเป็นหลังคานั้นดูเหมือนกระต๊อบมากกว่า เพียงแต่ว่าเป็นกระต๊อบหินขนาดมหึมาเท่านั้นเอง”
ลุงติ๊บผู้นำทาง ได้เล่าถึงการมาพบถ้ำว่า
“ผมขึ้นมาตัดไม้จึงได้มาเจอถ้ำนี้เข้า…ตอนนั้นมีแต่เถาวัลย์ปกคลุมรกรุงรังเต็มไปหมด ข้างในถ้ำมีแต่ขี้เลียงผา เหม็นอับแล้วก็ชื้นมากคิดว่าถ้าหลวงปู่ไม่เอา ผมก็จะขึ้นมาอยู่ทำสวนกล้วย
แต่พอเห็นถ้ำท่านก็ชอบใจมาก ตกลงพักในถ้ำคืนนั้นเลย
ท่านชี้ให้ผมทำแคร่ให้ท่านนอนตรงนั้น”
ลุงติ๊บหมายถึงตรงที่กางกลดหลวงปู่ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ท่านจำวัดที่นั่นมาตั้งแต่ตอนนั้น ขณะที่ในถ้ำมีเพียงแคร่ของหลวงปู่หลังเดียว
มาในระยะหลัง ถ้ำพัฒนาไปมาก บางคนมาเที่ยวถ้ำผาปล่องรู้เห็นความสะดวกสบายทันสมัยต่างๆ แล้วก็ชอบใจ ถึงกับอุทานว่า
“โอ้โฮ! ดีจังเลย ถ้าฉันบวชชีฉันจะมาอยู่ที่วัดนี้แหละ !”
๕๙. เป็นมงคลสถาน
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ไม่ใช่พระรูปแรกที่พบถ้ำผาปล่อง เล่ากันว่าก่อนหน้าหลวงปู่ เคยมีพระขึ้นไปพบถ้ำแล้วหลายรูป แต่ไม่มีใครกล้าพักค้างคืนเลย
ลุงติ๊บ คนนำทางบอกว่า หลวงปู่ชอบใจมากเมื่อพบถ้ำที่มีลักษณะตรงกับความประสงค์ที่จะพัฒนาให้เป็นอาวาสที่ถาวรต่อไป
แม้ว่าหลวงปู่จะได้พักค้างคืนในวันแรกที่มาพบถ้ำนี้ก็ตาม แต่ด้วยภาระและความจำเป็นต่างๆ ท่านมาเริ่มต้นพัฒนาถ้ำผาปล่องอย่างจริงจังได้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลังจากการพบถ้ำครั้งแรก ๗ ปี
เกือบ ๓๐ ปีหลังจากนั้น เมื่อถ้ำผาปล่องได้รับการพัฒนาอย่างดีแล้ว หลวงปู่ได้เล่าเท้าความหลังให้ฟังว่า
“ตอนใหม่ๆ ได้เจอครกหินอันหนึ่งกับสากสองอัน แสดงว่าคนสมัยก่อนที่อยู่ถ้ำผาปล่อง เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ตำรากไม้ใบไม้กินเป็นยาแต่ตอนตายครกหินมันหนัก เอาไปด้วยบ่ได้”
หลวงปู่ ยังได้พูดถึงความสำคัญ ความเป็นมงคลสถาน ของถ้ำผาปล่องอย่างน่าปลื้มปีติอย่างยิ่ง ว่า
“ ได้มานั่งสมาธิภาวนาในถ้ำผาปล่องนี้แหละ ยากที่จะมาได้มันไกล
บางคนก็อยู่แถวใกล้ๆ นี้ แต่ว่าขึ้นไม่ได้ เพราะว่าถ้ำผาปล่องนี้มันสูง สูงด้วย ชันด้วย คนไม่มีความเพียรแล้วขึ้นมาไม่ได้ ใจไม่เลื่อมใสศรัทธาจริงๆ แล้วขึ้นมาไม่ได้
ได้ขึ้นมาที่นี่นับว่าเป็นบุญเป็นบารมีอันหนึ่ง ให้พากันตั้งใจภาวนา…
…เราได้มานั่งสมาธิภาวนาในถ้ำผาปล่องนี้ ก็นับว่าเป็นมงคล คือถ้ำผาปล่องนี้ มิใช่ว่ามันพึ่งเกิดมีในชั่วระยะเวลาที่เราเห็นนี้ ถ้ำผาปล่องนี่ตั้งมาแต่ตั้งฟ้าตั้งแผ่นดิน เมื่อแผ่นดินมีเท่าไร ถ้ำผาปล่องก็มีมาตั้งแต่โน้น
ถ้ำผาปล่องนี้ผ่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาทั้งสี่พระองค์กับองค์ปัจจุบันแล้ว
สมัยพระพุทธเจ้ากกุสันโธ มาตรัสรู้ในโลก พร้อมด้วยสาวกพุทธบริษัท ถ้ำผาปล่องนี้ก็รับรองพระพุทธเจ้าองค์ที่หนึ่งนั้น
องค์ที่สอง (พระพุทธเจ้าโกนาคมโน) มาตรัส ก็ผาปล่องนี้รับรอง
องค์ที่สาม (พระพุทธเจ้ากัสสโป)มาตรัส ก็ถ้ำผาปล่องก็มีมาก่อนแล้ว ก็รับรองทั้งนั้นแหละ
จนองค์ปัจจุบัน (องค์ที่สี่-พระพุทธเจ้าโคตโม) พระพุทธเจ้าของเราในเวลานี้ แม้พระองค์จะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานแล้วก็ตาม พระธรรมวินัย คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังมีครบถ้วนทุกส่วนทุกประการ…
..ที่ถ้ำผาปล่องนี้ ป้ายนะ ข้างหลังป้ายให้พากันดู.. ใครยังไม่เห็น ท่านมีพุทธภาษิตข้อหนึ่งว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี
คือ เมื่อเรามาสู่สถานที่นี้ ให้พากันตั้งอยู่ในความสงบ จะมีเรื่องพูดจาปราศรัยอะไรกันก็ให้มีเสียงเบา อย่าไปพูดเสียงดัง ให้ตั้งอยู่ในความสงบ
เพราะว่าในป่าในเขาในถ้ำนี้ ถ้าเราไม่รักษาความสงบ ก็ไม่ตรงกับพุทธภาษิตที่ท่านตั้งไว้
อันนั้นเป็นบทเตือนใจอันหนึ่ง แต่ว่าในถ้ำในป่านี้มีหลายๆ อย่างถ้าไม่ตั้งใจอยู่ในความสงบระงับ มีภัยอันตราย ถ้าตั้งอยู่ในความสงบแล้วละก็ เรื่องร้ายอันตรายต่างๆ ย่อมไม่เกิดขึ้น”
หลวงปู่ ได้เมตตาเล่าให้ฟังถึงนายทหารท่านหนึ่งมาผาปล่องด้วยกิริยาที่ไม่สำรวม ดังนี้
“ยังมีนายทหารคนหนึ่ง มาเพิ่นจะมานอน มานอนภาวนาของเพิ่นละ พอมาถึงก็ถามว่า ที่นี่มีผีไหม? ผีดุไหม? ผมนี่ไม่กลัวผีหรอก…
ว่าอย่างนั้น ผมไม่กลัวผี มาถามว่าที่ถ้ำมีผีไหม? ใครจะไปตอบว่า มี-บ่มี ไม่ได้ละ มันบ่เห็นตัว
ทีนี้พอแกไปนอน …ทั้งคืนไม่ได้นอน
ก็ผีท่าจะฟังอยู่ตอนแกถามหาผี พอกลางคืนละ จะนอนเมื่อใดไม่ได้นอน ผีมาหา มาทำอะไรต่อมิอะไรให้แก เพราะเห็นแกถามหา
ผีมันก็มา กลางคืนไม่ได้นอนเลย มันมีอยู่
เพราะฉะนั้น ใครมานี่ให้ตั้งอยู่ในความสงบ ไปเล่นสนุกเฮฮาฟ้อนรำทำเพลงบ่ได้ล่ะ เดือดร้อน
อันนี้เรื่องนายทหาร มันปรากฏออกมาอย่างนั้น”
แล้วหลวงปู่ก็เล่าถึงกรณีของหลวงตากับศิษย์จากจันทบุรี
“แล้วก็มีหลวงตาองค์หนึ่ง เอาเด็กในราวสิบกว่าขวบนี้แหละมาจากจันทบุรี
พอมาถึงนี่ หลวงตาบอก เด็กมันก็ไม่ฟัง ร้องรำทำเพลงเล่นตลกเฮฮาอะไรทุกอย่าง
พอทำอย่างนั้นละ คืนเดียวเท่านั้น ตื่นเช้าขึ้นมาไข้จับสั่นขึ้นมาทีเดียว กินข้าวบ่ลำ กินน้ำบ่ลง
หลวงตาก็เลยพาหลานน้อยกลับจันทบุรี ไปถึงจันทบุรีก็แก้ไม่ตกเลยไปตายอยู่โน่น จันทบุรี
นั่น! มันเล่นถึงตายเน้อ
เพราะฉะนั้น พุทธภาษิตที่เพิ่งตั้งไว้นั้นต้องเจริญดู
นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี
ท่านว่าอย่างนั้น คือว่าผู้ใดเข้ามาอยู่สถานที่นี้ต้องตั้งอยู่ในความสงบ ถ้าไม่ตั้งอยู่ในความสงบ มันผิดหลัก
เราจะไปมองว่า ต้นไม้ธรรมดา ภูเขาธรรมดา ถ้ำธรรมดา ก้อนธรรมดาไม่ได้ มันมีอะไรหลายๆ อย่างอยู่ในนี้แหละ ในเขาเชียงดาวนี้แหละ”
เวลาไปทำวัตรสวดมนต์ หลวงปู่จะเตือนเสมอ ให้ทุกคนสงบสำรวม เพราะ
“ในถ้ำนี้มีพระอรหันต์มาละสังขารไว้หลายองค์ เทวดาเพิ่นมาเคารพ เวลาสวดมนต์เพิ่นก็มาร่วมด้วยเป็นหมู่”
บางครั้งแม่ชีสังเกตเห็นหลวงปู่จุดรูปเทียนควันคลุ้งไปหมด ครั้งละเป็นกำมือเลย พอธูปไหม้หมดก็จุดต่อเลย จนโยมบ่นเพราะขี้เถ้าเกลื่อน
“ท่านคงเห็นอะไรเป็นพิเศษ คนไม่รู้ไปบ่น ท่านก็เฉยไม่อธิบาย”
หลวงปู่ได้พูดถึงสัปปายะน่ารื่นรมย์ ของถ้ำผาปล่อง ว่า
“.อันถ้ำผาปล่องนี้เป็นที่สัปปายะด้วยประการทั้งปวง มีทั้งแหล่งน้ำ ป่าไม้ ภูเขา หน้าร้อนอากาศเย็นสบายไม่ต้องติดแอร์ แต่ถ้าหน้าหนาวก็หนาวหน่อยนะ…”
“..ที่ถ้ำผาปล่อง ผู้ใดตั้งใจภาวนา ปลอดโปร่ง ปล่องนั้นละตรงนั้นละ ปลอดโปร่ง ภาวนาดี กายก็สบาย ใจก็สบาย เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่รุนแรง..”
หลวงปู่มียาดี สำหรับขนาบโรค “หัวใจอ่อน” ภาวนาไม่ได้
“ให้พากันตั้งใจมั่น มั่นขนาดไหน แข็งขนาดไหน แข็งเท่าถ้ำผาปล่อง หินผานั่น หินผานั่นแข็งขนาดไหน ใจเราก็ให้แข็งแกร่ง (อย่างนั้น)
แต่เดี๋ยวนี้พวกเราทั้งหลายมันเป็นคนโรคหัวใจอ่อน จะนั่งสมาธิภาวนาก็กลัวเจ็บกลัวไข้ กลัวไม่สบาย กลัวตาย จะนั่งภาวนาตลอดคีนซักคืนก็ไม่ไหว กลัวตาย
ใจมันเป็นโรคหัวใจอ่อนมานานแล้ว ตั้งแต่อเนกชาติ ก็ไม่แข็งแรงขึ้นมาสักที จนมานั่งภาวนาถ้ำผาปล่อง มันก็คอยลอดปล่องหนีไปทางอื่น”
(ทั้งหมดที่เขียนมานี้ ผมไม่ได้ประสบเองหรอกครับ ผมคัดลอกมาจากหนังสือ “ละอองธรรม” ซึ่งคณะศิษย์วัดถ้ำผาปล่อง จัดพิมพ์เป็นธรรมบรรณาการ เนื่องในวันมรณภาพครบรอบ ๑๐ ปี ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๕ )
อ้าว ! ยังจบตอนไม่ได้ครับ ไปเจอคำบอกเล่าเรื่อง ถ้ำผาปล่องของหลวงปู่ ในหน้า ๒๐๘ ในหนังสือ “ละอองธรรม” อีก ดังนี้
“สถานที่เรานั่งสมาธิภาวนาอยู่นี้ เป็นสถานที่สงบระงับที่สุดในโลกก็ว่าได้ ถ้ำผาปล่องที่เราอยู่นี้เรียกว่า สงัดที่สุด วิเวกที่สุด แล้วที่นี่มันเป็นที่เก่าแก่โบราณ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้า สาวกพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ตั้งแต่พระพุทธเจ้ากกุสันโธ มาตรัสรู้ในโลก สาวกท่านก็มาภาวนาพระพุทธเจ้าโกนาคมโนมาตรัสรู้ในโลก สาวกท่านก็มาภาวนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสโป พระเจ้ากัสสป สาวกท่านก็มาภาวนา
มาถึงศาสนาพระพุทธเจ้าโคดมของเราท่านทั้งหลายนี้ สาวกท่านก็มา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ตาผ้าขาว นางชี ฤๅษีพราหมณี ท่านก็มาภาวนา… “
แล้วท่านที่ยังไม่เคยไป จะไม่ลองขึ้นไปภาวนาดูบ้างหรือครับ?
๖๐. เป็นเจ้าอาวาสวัดอโศการาม
ความคิดที่จะพัฒนาถ้ำผาปล่องให้เป็นสำนักถาวรของ หลวงปู่สิมพุทฺธาจาโร จำเป็นต้องพักไว้ก่อน เพราะในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร เจ้าอาวาสวัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ได้มรณภาพลง ทางคณะสงฆ์ได้ลงมติขอให้ หลวงปู่รับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส
หลวงปู่จึงต้องมาพักจำพรรษาที่วัดอโศการาม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าอาวาส ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๘ ในพรรษาที่ ๓๓-๓๗ ของท่าน
ระหว่างพำนักที่วัดอโศการาม หลวงปู่ต้องเดินทางขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ อยู่บ่อยๆ เพราะท่านยังต้องทำหน้าที่บริหารวัดสันติธรรม และอยู่ในระหว่างการก่อสร้างโบสถ์ ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงมากด้วย
ทุกครั้งที่หลวงปู่ขึ้นมาเชียงใหม่ ท่านต้องหาโอกาสมาพักที่ถ้ำ
ผาปล่องเสมอๆ
การตรากตรำกับภาระอันหนักทั้งในฐานะเจ้าอาวาสวัดอโศการาม เจ้าอาวาสวัดสันติธรรม รวมทั้งการเริ่มต้นพัฒนาสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่องด้วย ทำให้หลวงปู่ต้องเหน็ดเหนื่อยและสุขภาพเริ่มทรุดโทรมอย่างมาก
เรื่องการก่อสร้างโบสถ์ วัดสันติธรรม ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๙๕ ก็ยังคั่งค้างอยู่ ซึ่งท่านดำเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป หากมีทุนทรัพย์ที่สร้าง หากหมดก็หยุดพักการก่อสร้างไว้ก่อน
ทางคณะศิษย์วัดอโศการาม เมื่อทราบเรื่องการสร้างโบสถ์ของหลวงปู่ ก็พร้อมใจกันรวบรวมปัจจัยมาร่วมกับหลวงปู่เป็นเงินถึง ๓ แสนบาท โดยที่หลวงปู่ไม่ต้องเอ่ยปากบอกบุญเลย เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระหลวงปู่ไปได้ส่วนหนึ่ง
เพื่อลดภาระ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ หลวงปู่ ได้สั่งการให้หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ศิษย์อาวุโสสูงสุดของท่าน ที่เป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจรุย อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย ย้ายมาทำหน้าที่บริหารวัดสันติธรรม แทนหลวงปู่
หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสันติธรรมอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ และท่านรับภาระสร้างโบสถ์ต่อจากหลวงปู่จนเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓
รวมเวลาก่อสร้างโบสถ์วัดสันติธรรม นานถึง ๑๘ ปี ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๑๓ ดังที่เคยกล่าวในรายละเอียดมาแล้ว
๖๑. ธรรมเมตตา
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ไปจำพรรษาที่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่เจ้าอาวาส และให้การอบรมพระเณรและญาติโยม แทนท่านพ่อลี ธมฺมธโร ดังกล่าวมาแล้ว
แต่ด้วยความเป็นห่วง ความผูกพันกับสานุศิษย์ที่อยู่วัดสันติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ได้มีลิขิตเป็นจดหมายชี้แจงข้อธรรมสั้นๆ แต่มีใจความลึกซึ้ง ส่งถึงคณะศิษย์วัดสันติธรรมอยู่เสมอ อย่างต่อเนื่อง
คณะศิษย์วัดสันติธรรม ได้รวบรวมลิขิตของหลวงปู่ โดยเรียกว่า “ธรรมเมตตา” จากหลวงปู่ ตั้งแต่วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๐๖ ถึงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๐๖ ทั้งหมดมี ๒๐ ฉบับ แต่ฉบับที่ ๑๙ ขาดหายไป
เพื่อไม่ต้องไปรออ่านในภาคผนวกท้ายเล่ม ผมขออัญเชิญธรรมเมตตา ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร มานำเสนอไว้ ณ ที่นี้เลย
ไม่เพียงแค่ “เมตตา” ที่หลวงปู่ได้มอบให้คณะศิษย์วัดสันติธรรมเท่านั้น พวกเรา คือทั้งผมและผู้อ่านทุกท่านคงจะได้น้อมรับ “เมตตา” อันเป็นมรดกธรรม ตกทอดมาถึงพวกเรารุ่นลูก-หลาน-เหลน โดยทั่วทุกท่านด้วยนะครับ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑
วันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
ให้ละกิเลสออกจากจิตใจให้หมดทุกคน กิเลสนี้แหละทำให้คนเราเดือดร้อนวุ่นวายอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด กิเลสนั้นเมื่อท่านย่นย่อเข้ามา คือความโกรธ ความโลภ ความหลง สามอย่างเท่านี้ ทำไมหนอใจคนเราจึงไม่ยอมละ การละก็ไม่หมดซักที ทำไมจึงเกิดมาเพื่อสร้างกิเลสให้มากขึ้นในทุกภพ ทุกชาติ ในชาติเดียวนี้ให้ตั้งใจละ ทั้งพระทั้งเณร และญาติโยมทั้งหลาย ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น อย่าไปโกรธตาม ถ้าไม่ได้โกรธไปตามมันจะตายเชียวหรือ ทำไมจึงไม่ระลึกอยู่เสมอๆ ว่า เราจะละความโกรธให้หมดสิ้นไป เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ อย่ามีความท้อถอยในการสร้างความดี มีการรักษาศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ดพร้อมทั้งการเจริญสมาธิภาวนา ฆ่ากิเลสตัณหาให้หมดไป ใจจะเย็นเป็นสุขทุกคนเลย
โดยความเมตตาถึงทุกๆ คน
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๒
วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
ให้พากันตั้งใจฟังด้วยดี จึงจะได้ปัญญา ความโลภในจิตของคนเราไม่มีที่พอที่เต็มได้เลย ต่อให้ดอยสุเทพหมดทั้งลูกกลายเป็นทองคำจิตของคนเราก็จะยังไม่พอ ทางที่ดีให้ตั้งจิตอยู่ในสมาธิภาวนา ตั้งจิตดวงนี้ให้เต็มในขั้นสมถกรรมฐาน พร้อมด้วยวิปัสสนากรรมฐาน ให้แจ่มแจ้งในดวงใจทุกๆ คน เท่านี้ก็พอ เพราะว่าเมื่อเราเกิดมา ก็ไม่ได้นำอะไรติดตัวมา ครั้นเมื่อเราทุกคนตายไป แม้สตางค์แดงเดียวก็เอาไปไม่ได้ด้วยเหตุนี้ จงพากันตั้งใจทำสมาธิภาวนาให้เต็มที่ จนกิเลสโลภะอันมันนอนเนื่องอยู่ในจิตนี้ให้หมดเสียวันนี้ๆ ถ้ากิเลสความโลภนี้ยังไม่หมดจากจิต ก็ไม่ให้หยุดยั้ง ภาวนาไปจนถึงวันตายโน้น
โดยความเมตตาถึงทุกคน
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๓
วันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
กิเลสตัวสำคัญที่ฝังลึกในใจมนุษย์ คือกิเลสความหลง ความหลงนี้ก็คือหลงกายหลงจิตนี้เอง ทางที่แก้จิตหลงนั้นให้พากันทำสมาธิให้ได้ทุกวัน ทุกคืน ทั้งยืน ทั้งนั่ง ทั้งนอน การตั้งจิตนั้นให้มั่นอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก จนจิตนี้ใสสว่าง หายมืดหายหลง หายมัวเมาในกามคุณทั้ง ๕ จนเกิดดวงตาญาณ เผาผลาญกิเลสให้หมดไป กิเลสความหลงนี้มันชอบกับคนขี้เกียจขี้คร้าน หลังยาว ชอบนอนก่อนยังไม่ภาวนา ด้วยเหตุนี้เราทุกคนอย่ามาหลงใหลอยู่แค่กินแล้วก็นอนๆ เท่านั้นเลย เมื่อพากันได้ฟังธรรมคำสอนนี้แล้ว จงพากันลุกขึ้นทำลายกิเลสโมหะ ความหลงในจิต ให้หมดสิ้นไป เทอญฯ
โดยความเมตตาถึงทุกคน
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๔
วันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
บัดนี้ เราทุกคนรู้แล้วว่า กิเลสมันดองอยู่ในจิตใจของเรามานานจนนับภพนับชาติไม่ได้ ที่เรามาเกิดมาตายอยู่ในโลกนี้ก็เพราะจิต เพราะจิตนี้หลังอยู่ในกามารมณ์ สำคัญผิดว่ากามให้ความสุข ที่ไหนได้ กามนี้มันให้ความทุกข์ ตั้งแต่เกิดจนเราตาย ตายแล้วยังตามจิตหลงไปจนนับภพนับชาติก็ได้ในอนาคต ดูแต่ในปัจจุบันนี้ชาตินี้ คนใดบริโภคกามทางกายอยู่ ทางวาจา ทางจิตอยู่ ย่อมมีแต่เรื่องร้อนจิตร้อนใจทั้งภายนอกภายใน ด้วยเหตุนี้แหละ เมื่อเราท่านทั้งหลายได้ฟังธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว ให้พากันละกามตัวมารร้ายนี้ ออกให้หมดสิ้น อย่าเสียดายตามอยากอยู่เลย
โดยความเมตตาถึงทุกคน
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๕
วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
ความขยันหมั่นเพียรเป็นยอดแห่งธรรม คำว่า ความขยันหมั่นเพียรมีทั้งภายนอกและทั้งภายใน ภายนอก นั้น ผู้ที่เป็นนักบวช ก็ต้องขยันหมั่นเพียรในการปัดกวาดเช็ดถู แต่ก่อนอื่นที่จะปัดกวาดนั้น ต้องพร้อมเพรียงกันถางหญ้าดายหญ้าในบริเวณวัดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในฤดูกลางพรรษา ไม่ว่าวัดใดย่อมมีหญ้าขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อได้รับอุบายนี้เมื่อไรแล้ว ให้เณรทุกรูป ศิษย์วัดทุกคน ลุกขึ้นจับจอบดายหญ้า พระทุกรูปก็ลุกขึ้นปัดกวาดพร้อมกันไป ให้เห็นว่าเป็นกิจส่วนรวมของหมู่คณะ อย่านั่งดูดายเป็นอันขาด ส่วนความขยันหมั่นเพียรภายในนั้นได้แก่ การท่องบ่นสาธยาย ศึกษาเล่าเรียน ฟังเทศน์สนทนาธรรม กราบพระทำวัตรเช้าเย็น สวดมนต์ ภาวนา ท่องคาถา นั่งสมาธิไม่ให้ขาดกลางวัน ๒ ชั่วโมง กลางคืน ๒ ชั่วโมง ส่วนการตั้งจิตนั้น ให้กำหนดลมหายใจ เมื่อหายใจเข้า ก็ให้มีสติว่านี้ลมหายใจได้เข้าไป เมื่อลมหายใจออก ให้มีสติว่านี้ลมหายใจออกไป ไม่ให้ลืมเป็นอันขาด จงเลียนแบบลมหายใจตั้งแต่เราเกิดมาไม่เห็นมันหยุดสักที ถ้าหากลมหายใจหยุดเราก็ตายเป็นมีเฝ้าปฐพีเท่านั้นเอง อาจารย์หวังว่าศิษยานุศิษย์พร้อมทั้งญาติโยมทั้งหลายคงปฏิบัติได้ตามที่กล่าวมานี้ทุกๆ คน
ท้ายนี้ อาจารย์เมตตาจิตมาช่วยทุกลมหายใจ
ลงชื่อ พระครูสันติวรญาณ
ปญฺญาวโรภิกขุ ผู้เขียนแทน
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๖
วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
การทำความเพียรเพื่อละกิเลสนั้น ไม่ใช่เรื่องทำเล่นๆ กิเลสในใจของมนุษย์นั้น มีมาตั้งแต่ก่อนเกิด จนเดี๋ยวนี้กิเลสก็ยังมีอยู่ ถ้าไม่เพียรละให้หมดในชาตินี้ กิเลสนี้ก็จะพาเกิดพาตายในอนาคต ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ พุทธบริษัททั้งสี่ ที่ยังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ จงเพียรทำทานการกุศลจนวาระสุดท้ายหมดลมหายใจ จงเพียรพยายามรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ตามศรัทธาของตนๆ พร้อมทั้งขันติความอดทน ทุกๆ คนไป จนตราบเท่า ยาวชีวํ ตลอดชีวิต ด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ให้พากันทำความเพียร นั่งสมาธิ ยินดีให้เป็นสมาธิ เดินไปข้างหน้าก็ให้เป็นสมาธิ ถอยหลังก็ให้เป็นสมาธิ ขึ้นรถก็ให้เป็นสมาธิ ไปรถไปเรือก็ให้เป็นสมาธิ ลงจากรถก็ให้เป็นสมาธิ ขึ้นจากเรือให้เป็นสมาธิ ขึ้นเครื่องบินและขณะโดยสารอยู่ในเครื่องบินก็ให้เป็นสมาธิ ตลอดทั้งกลางวัน ตลอดทั้งกลางคืน ก็ให้เป็นสมาธิ อยู่ดีก็ให้เป็นสมาธิ เจ็บไข้ได้ป่วยก็ให้เป็นสมาธิ ครั้งสุดท้าย เวลาจะตายยิ่งให้เป็นสมาธิอย่างยอดเยี่ยม ถอดถอนอาสวกิเลสออกให้หมดสิ้น ก็ดับเข้าสู่นฤพานเลย เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้
อาจารย์ส่งอำนาจจิตมาช่วยพุทธบริษัททุกๆ คน
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๗
วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
เวลาเขียนธรรมอยู่นี้ อยู่ในระยะกลางพรรษา ในพรรษานี้ให้พากันระลึกถึงพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย ท่านพระโยคาวจรพยายามตั้งจิตในก่อนเข้าพรรษาว่า ในพรรษาที่ถึงนี้ จะทำความเพียรแผดเผากิเลสให้หมดสิ้นไปภายใน ๗ วัน พระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายก็ละกิเลสได้ตามชั้นตามภูมิในการปฏิบัติของตนๆ บางท่านก็เป็นพระโสดา บางท่านก็เป็นพระสกิทาคา องค์สำคัญก็สำเร็จพระอรหันต์ภายใน ๗ วันนั้นเองบางท่านก็ยังไม่สำเร็จ ก็ตั้งจิตอธิษฐานใหม่ ภายใน ๗ วันข้างหน้าอีกถ้ายังไม่สำเร็จก็ตั้งจิตว่า ครึ่งพรรษาให้สำเร็จ ถ้ายังไม่สำเร็จก็ตั้งจิตทำความเพียรต่อไป ในวันใดวันหนึ่งในกลางพรรษานั้น ถ้าหากยังไม่สำเร็จ ท่านก็ตั้งจิตให้เด็ดเดี่ยวเต็มที่ ว่าไม่เกินคืนออกพรรษา วันมหาปวารณา เมื่อวันมหาปวารณาผ่านไปแล้ว พระโยคาวจรเจ้าทั้งหลายที่จำพรรษาอยู่ในอาวาส พร้อมด้วยญาติโยมก็สำเร็จมรรคผล เห็นแจ้งซึ่งพระนิพพาน ตามอุปนิสัยวาสนาของตน ฉะนั้น พวกเราเหล่าพุทธบริษัททั้งหลาย ผู้ใดสดับรับฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว จงให้พากันทำความเพียร ละกิเลสให้หมดไปสิ้นไปภายในพรรษานี้ ทุกๆ ท่านทุกๆ คน เท่าที่มีชีวิตอยู่นี้ เทอญฯ
อาจารย์มีความเมตตาสงสารศิษย์และญาติโยมพร้อมหน้ากัน
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๘
วันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
การละกิเลสเป็นของละง่าย การเอากิเลสเป็นของยาก คนทุกคนที่เกิดมาหาเอาแต่กิเลสมาเพิ่มใหม่เรื่อยไป เมื่อเราเกิดมามีกิเลสตัวเดียวผู้ชายก็ชายคนเดียว ไม่ได้กอดคอหญิงมา และเมื่อเกิดเป็นหญิง ก็เป็นหญิงคนเดียว ไม่ได้กอดคอชายมาแต่เกิด ทั้งชายและหญิง เมื่อคลอดออกมาจากท้องแม่ก็เปลือยกายออกมาทุกคน ในเวลานั้นยังไม่มีสมบัติใดๆ เป็นของตัว เมื่อผู้ใหญ่แล้วจิตดิ้นรนวุ่นวายหาเอาสมบัติในโลกนี้จึงได้เกิดความยุ่งยากร้อยแปดพันประการอย่างนี้แหละ เราท่านทั้งหลาย อาจารย์เองจึงแสดงธรรมว่าละกิเลสเป็นของง่าย ให้ดูตัวอย่างที่อ้างมาให้เห็น เมื่อพิจารณาเห็นแจ้งดังกล่าวสอนมานี้แล้ว จงพากันตื่นลุกขึ้นกราบพระ ๓ หน ไหว้พระสวดมนต์ เข้าที่นั่งสมาธิ ละกิเลสที่ย่องเข้ามาใหม่นี้ออกไปให้หมด ถ้ายังไม่หมด ให้ลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้กับกิเลสให้หมดไป ในขณะที่ยืนอยู่นี้ ถ้ายังไม่หมด ให้ก้าวเท้าเดินจงกรมภาวนาต่อสู้กับกิเลสและความโกรธ ความโลภ ความหลง ให้หมดสิ้นไปในทางเดินจงกรมนั้น ถ้ากิเลสยังไม่ตาย เราผู้เดินจงกรมภาวนาก็ให้เดินต่อไป จนหมดลมหายใจ ล้มตายลงตรงทางเดินจงกรมนั้นเลย
โดยความเมตตาถึงทุกคน
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๙
วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
การภาวนาละกิเลสให้หมดไปจริงๆ นั้น ต้องปฏิบัติดังนี้ เมื่อกำหนดคำบริกรรม กำหนดลมหายใจ จนจิตตั้งมั่นดีแล้ว ต้องกำหนดรูปร่างกายของเราเอง นับตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไปตลอดหมดในร่างกายนี้ให้เห็นตามความเป็นจริง ที่มันตั้งอยู่ มันเสื่อมไป ทรุดโทรมไปด้วยความเจ็บไข้ได้ป่วย มีทวารทั้ง ๙ เป็นสถานที่ไหลออกไหลเข้าซึ่งของไม่งาม คนที่เกิดมาแล้วมักจะหลง ไม่ค่อยกำหนดดูว่า ตัวเรานี้เมื่อมาปฏิสนธิมาเกิดในท้องของมารดา ต้องมาเอาก้อนอสุภกรรมฐานอยู่ในท้องมารดานานถึงสิบเดือนจึงได้คลอดออกมา ในวันคลอดนั้นปฏิกูลขนาดไหน ในบริเวณคลอด เต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำเหลือง กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว นี้แหละรูปกายนี้เป็นของไม่งาม จงกำหนดให้เห็น ถ้ายังไม่เห็น ก็ให้พิจารณาจนถึงวันตาย สุดท้ายเมื่อได้ฟังธรรมกัณฑ์นี้แล้ว จงพากันกำหนดกาย อันเป็นอุบายกิเลสให้หมดไป
อาจารย์ส่งจิตมาช่วยเสมอ
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๐
วันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
โลกนี้มีแต่เรื่องทุกข์ ความสบายในโลกนี้ไม่มี จงพากันตั้งจิตให้มั่นไม่หวั่นไหว ก็จะเห็นแจ้งว่าโลกนี้เป็นทุกข์จริง โดยเฉพาะโลกในกายกับจิตของเรานั้นเอง มันทุกข์จริง กายมันทุกข์เพราะความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สบายต่างๆ นานา ทั้งที่ล่วงมาแล้วก็นับครั้งไม่ถ้วน ทั้งที่เป็นอยู่ในเวลานี้เดี๋ยวนี้ มันทุกข์ในการบริโภคอาหาร ทุกข์ในการแสวงหาอาหาร ทุกข์ในการแสวงหาที่อยู่อาศัย ทุกข์กับเครื่องนุ่งเครื่องห่ม ทุกข์ในการแสวงหายาแก้โรค รูปร่างกายนี้เป็นสิ่งลำบากเต็มทน ผู้ใดทนได้ก็ทนอยู่ไป ผู้ทนไม่ได้ก็ตายไป นี้แหละทุกข์กาย ทุกข์จิตใจนั้นไม่มีเวลาว่าง ทุกข์เพราะตัณหา ความอยากได้ ไม่มีเพียงพอ ที่พอในจิตนี้ไม่มีเสียแล้ว ถ้าใครปล่อยจิตให้ไปตามตัณหา ไม่ภาวนา ยิ่งอยู่ยิ่งทุกข์ ถ้าหากผู้ใดมารู้ว่าจะละตัณหาได้ด้วยการภาวนา ก็ให้รีบตั้งใจแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ไม่ประมาทในการรักษาจิต เพ่งพินิจอยู่แต่ในกายกับจิตเท่านั้น จนกระทั่งรู้แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ ถึงจะพ้นจากทุกข์ได้ทุกๆ คนแล
ด้วยความหวังดีแด่ทุกๆ คน
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๑
วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
พระธรรมพระวินัยเป็นครูเป็นอาจารย์ให้แก่ทุกคน แต่คนทุกคนต้องทำตามพระวินัย อย่าล่วงเกิน อย่าประมาทพลาดพลั้ง ให้มีสติทุกขณะ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ทุกขณะใจคิดธรรมารมณ์ อย่าหลงใหลไปในข้างที่ดีจนดีแตก อย่าให้จิตหลงไปในทางชั่วจนถอนตัวไม่ขึ้น จงระลึกอยู่เสมอว่า พระธรรมท่านพร่ำสอนเราอยู่ทุกลมหายใจ ว่าให้ทำดีทางกาย ให้พูดดีทางวาจา ให้คิดดีทางใจ พระวินัยนั้นสอนให้ละออกไปสิ่งใดไม่ดี ผิดศีล อย่าทำอย่าพูด ไม่ให้พากันพาตัวทำชั่ว ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ไม่ให้ความโลภอยากได้มานอนอยู่ในดวงใจ จนประพฤติผิดพระวินัยไม่รู้สึกตัว ถ้าคนทุกคนทำตามครู คือพระวินัย ดังกล่าวมา ก็จะได้รับแต่ความสุขความเจริญอย่างเดียว ดังนี้แลฯ
(ฉบับนี้ของวัดสันติธรรมขาดหายไป ได้คัดลอกจากหนังสือละอองธรรม ของสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ท่านพระอาจารย์บุญกู้ อนุวฑฺฒโน วัดอโศการาม ได้เก็บไว้)
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๒
วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
การฝึกหัดทำจิตในสมาธิภายใน ให้ทำอยู่เสมอไม่ว่าเวลาใด จิตให้มีความระลึกอยู่ในดวงจิต ดวงที่รู้อยู่ภายใน คอยระวังจิตดวงในไม่ใหลหลงตามสังขารจิต จิตที่ไปไม่เอา ให้เอาดวงจิตที่รู้อยู่ ดวงจิตที่รู้อยู่นี้ไม่ได้ไปที่ไหน ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ภายในนี่เอง ขณะใดที่จิตสังขารมันไปก็ยังรู้อยู่ว่าจิตเราไป ขณะที่จิตสังขารมันกลับมาก็รู้ว่ามันกลับมา ให้ทุกคนกำหนดให้ได้ว่า จิตดวงในนี้ อยู่ภายในนี้แล้ว ไม่ต้องไปหาที่อื่น จงรู้เฉพาะหน้าเฉพาะใจอยู่เสมอๆ รู้ให้ได้ทุกอิริยาบถ ทั้งนั่งทั้งนอน ตั้งมั่นอยู่ในจิตดวงที่รู้อยู่นี้ นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ทั้งหมด เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้เป็นทุกข์ทั้งโลก นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ เป็นของที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ควรลุ่มหลงไปกับสิ่งใดๆ ทั้งหมด ควรรู้อยู่เห็นอยู่ในเวลาปัจจุบันนี้อย่างเดียว ถ้าผู้ปฏิบัติมาทำความเพียรเพื่อละกิเลส รวมกำลังจิตลงไปสู่ดวงจิตที่รู้อยู่นี้ให้เต็มที่แล้ว ก็จะเกิดความรู้แจ้งได้แสงสว่างในธรรมปฏิบัติทุกๆ คนไป
โดยความเมตตาถึงทุกคนอยู่เสมอ
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๓
วันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖
วันนี้เรานั่งสมาธิแล้วหรือยัง เวลานี้จิตเราตั้งมั่นในสมาธิเป็นปรกติดีหรือยัง ผู้ใดปล่อยจิตไปตามกามารมณ์ ผู้นั้นจะต้องเดือดร้อนในภายหลัง เพราะกามทั้งมวลล้วนแต่นำทุกข์มาให้ ทั้งในอดีตและในปัจจุบันและติดตามไปในอนาคต นักปฏิบัติทางจิตทั้งหลาย ควรละทิ้งให้ได้ในเวลานี้เป็นการดีมาก เพราะท่านผู้ใดละกามตัวนี้ได้ ย่อมอยู่เป็นสุขทุกลมหายใจ สิ่งเดือดร้อนทั้งหลายในโลกนี้ ทั้งมวลนี้ ล้วนแล้วแต่กามเป็นเหตุ เหตุใหญ่อยู่ที่ใจหลงใหลในกามารมณ์ เหตุนี้ท่านผู้ยังละกามทางกายไม่ได้ ก็ให้พยายามละ ผู้ยังละทางวาจายังไม่ได้แก็ให้พยายามละ ผู้ละกามทางจิตยังไม่หมด และให้หมดในเวลานี้ ท่านผู้นั้นจึงชื่อว่าอยู่ในพุทธศาสนา แล
โดยความหวังดีให้แก่ทุกๆ คน
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๔
วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖
คุณความดีทั้งหลายนั้น อยู่ที่ตัวบุคคลประพฤติดี มีการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ดี ความดีทั้งหลายรวมอยู่ที่จิตเจตนาดี มุ่งอยู่ในทางดีเสมอ ไม่ว่าความดีนั้นๆ จะเป็นเรื่องดีภายนอกก็ตาม ดีภายในก็ตาม สำเร็จขึ้นมาจากดวงใจที่มีความมุ่งหวังดีอยู่เสมอทั้งนั้น ถ้าจิตเจตนาอันนี้ไม่ดีมาแต่อดีต ก็ให้ตั้งจิตเจตนาเสียใหม่ ให้เจตนานี้ดีตลอดไป และให้คอยระวังอยู่เสมอ เวลาตั้งจิตเจตนาดีอยู่นั้นเอง มักจะมีอุปสรรคมาคอยขัดขวางอยู่เป็นระยะๆ ผู้สร้างความดีทั้งหลาย ให้มีสัจจะอธิษฐานตั้งใจให้เต็มบริบูรณ์อยู่ทุกเมื่อ ไม่ให้หลงลืม ถ้าหากมีอุปสรรคใดๆ มาขัดข้อง ก็ให้เตือนจิตที่มุ่งทำดีนั้น เราจะเอาชีวิตนี้แหละบูชาความดี เราจะประพฤติดีต่อไปจนถึงวันตายเป็นที่สุด
โดยความเมตตาถึงทุกๆคน
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๕
วันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖
ตั้งจิตให้มั่นอย่าหวั่นไหวไปตามโลก โลกนี้ทั้งโลกไม่มีสิ่งใดเป็นของใหม่ ดินฟ้าอากาศก็ของเก่า คนและสัตว์ในโลกทั้งปวงก็ดวงจิตวิญญาณอันเก่า กิเลสราคะก็อันเก่า กิเลสโทสะก็อันเก่า กิเลสโมหะก็อันเก่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็ล้วนแล้วแต่สิ่งอันเก่า ทำไมเล่าจิตนี้จึงได้หลงของเก่า เหตุสำคัญที่จิตหลงก็คือ จิตคนไม่กล้าแข็งพอ ถ้าจิตทุกคนกล้าพอแล้ว ก็จะไปหวั่นไหวมันทำไม ให้ตั้งจิตเจตนาอันแรงกล้า รักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์เต็มที่ แล้วจิตดวงนี้ก็จะใสสะอาด ฉลาดรู้ ไม่หมกมุ่นอยู่ในโลกอันแสนทุกข์นี้เลย
ด้วยความเมตตาถึงเสมอ
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๖
วันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖
เกิดมาเป็นคนในชาตินี้ อย่าเป็นคนใจสั้นคันเคร่ง จงมีใจกว้างขวางเผื่อแผ่เจือจาน จิตใจให้เบิกบาน หน้าตาให้ยิ้มแย้มแจ่มใส นั่งที่ไหนอยู่ที่ใด ก็ให้มีจิตเมตตากรุณาแก่บุคคลและสัตว์โลกทั้งปวง มุ่งหวังให้บุคคล สัตว์โลกทั้งปวง อยู่เย็นเป็นสุข พ้นจากความทุกข์ ผู้ตั้งจิตอย่างนี้ และฝึกหัดจิตของเขาให้เจริญภาวนาเมตตาแก่สัตว์อยู่เนืองนิจ ติดต่อกันไปจนเคยชิน ก็จะถอนใจสั้น ใจเห็นแต่ประโยชน์ตน ใจแคบ ใจน้อย ใจเบา ใจไม่เอาถ่าน ใจขี้คร้านภาวนา ทั้งหมดก็จะถอดถอนออกจนหมดสิ้น แล้วใจดวงนี้ก็จะใสสะอาด สามารถสร้างบารมีให้เต็มที่ในชาตินี้เลย ฉะนั้น ผู้ใดใจสั้นก็ให้ยาว ใจดำก็ให้ขาว จงทำใจของตนนานจนหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เทอญฯ
ขอให้ท่านทั้งปวงจงเห็นแจ้งซึ่งพระนิพพาน เทอญ.
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๗
วันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖
คนเราทุกคนหลงกลกิเลส ดูแต่กิเลสราคะสั่งให้ทำก็ทำตาม กิเลสโทสะสั่งให้ทำก็ทำเลย กิเลสโมหะสั่งให้ทำ ก็เป็นอันว่าทำตามไปทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าผู้ใดทำตามอำนาจกิเลสอยู่เรื่อยไปอย่างนี้ละก็ บุคคลผู้นั้นไม่มีหนทางใดที่จะละกิเลสออกจากจิตได้ เพราะจิตผู้นั้นไม่ยกขึ้นสู่กรรมฐาน แค่อสุภกรรมฐานที่ถ่ายออกมาทุกๆ วันก็ไม่กำหนด กำหนดก็ไม่เห็น ปล่อยให้กรรมฐานเสียไปทุกวันๆ ให้พากันตั้งจิตให้สูงขึ้น อย่าปล่อยให้จิตต่ำ ตั้งขึ้นมาให้ได้ทุกลมหายใจ ว่านี่เราใกล้จะตายเข้ามาทุกทีแล้ว อย่าประมาท
อาจารย์ส่งจิตมาช่วยเสมอ
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๘
วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖
การทำความเพียรละกิเลสนั้น อยู่ที่เพียงทำจิตให้เป็นสมาธิไม่ว่าเวลาใด ให้จดจ่ออยู่ในการรักษาจิต ไม่ปล่อยให้อำนาจกิเลสใดๆ มาสิงสู่ในจิตได้ ตั้งจิตให้มั่นคงที่สุด เมื่ออารมณ์ใดมากระทบ ไม่ให้จิตนี้หลงไปตาม รู้อยู่เฉพาะจิตดวงที่รู้อยู่นั้น ถ้าจิตดวงนี้ยังหลงใหลไปได้ก็แสดงว่าความเพียรยังอ่อน ให้เพียรพยายามให้มากขึ้นไปอีก ให้ความประพฤติปฏิบัติทุกส่วนก้าวไปข้างหน้าอย่าถอยหลัง จงคอยระวังตัวสังขารมารจะมากั้นกลาง ไม่ให้ทำความเพียรอันเยี่ยมยอดนี้ มารสังขารตัวนี้มันจะยึดให้อยู่กับที่ นั่นหนึ่ง และมันจะดึงถอยหลังคืนไปหากิเลสโทสะ โมหะ อีกหนึ่ง ผู้ทำความเพียรเพื่อละกิเลสทั้งหลาย อย่าหลงใหลไปตามกิเลสทั้งหลาย อย่าหลงใหลไปตามกิเลสนั้นๆ เลย
โดยความเมตตาถึงทุกคนอยู่เสมอ
พระครูสันติวรญาณ
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๑๙ (ขาดหายไป)
ธรรมเมตตา ฉบับที่ ๒๐
วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖
ใจมนุษย์ขุดให้ถึง ใจคนเราทุกคนเพราะขุดค้นไม่ถึง เปรียบอุปมาเหมือนน้ำที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดินทุกแห่งหน เมื่อคนไม่ขุดค้นลงไปหาน้ำก็ไม่ได้รับน้ำฉันนั้น ใจมนุษย์ก็เช่นกัน มันก็มีอยู่ในรูปร่างกายนี้ มีผมขน เล็บ เป็นต้น ตลอดไปทั่วสรรพร่างกาย ให้ดวงจิตดวงนี้กำหนดขึ้นมาพิจารณาลงไป ภายนอกมีหนังหุ้มอยู่ทั่วตัว ภายในหนังหุ้ม มีอะไรกำหนดให้ได้ ไม่ให้จิตไปคิดที่อื่น ให้จิตคิดค้นในตนของตน เรื่องของคนอื่นอย่าเอามาคิด จงเพียรขุดค้นลงไปถึงดวงจิต ที่เป็นผู้ค้นอยู่ปัจจุบันนั้น อยู่ที่ไหนก็ให้พินิจคิดค้นอยู่ในดวงจิตนั้น จนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยธรรมจักษุ คือดวงตาญาณแจ่มแจ้งแสงสว่างทางธรรมนี่แหละใจมนุษย์ ขุดให้ได้ทุกคนไป
โดยความเมตตาถึงทุกคนอยู่เสมอ
พระครูสันติวรญาณ
ป.ล. ธรรมเมตตาที่ส่งมานี้ ได้รับหรือว่าไม่ได้รับประการใดโปรดกรุณา
ตอบให้ทราบด้วย
๖๒. เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส สกลนคร
ในช่วงที่จำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสวัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้อาพาธด้วยโรคไต ในปลายปีพ.ศ. ๒๕๐๖
จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๘ อาการของโรคกำเริบขึ้น ท่านจึงได้อำลาจากวัดอโศการาม ไปพักรักษาตัวที่จังหวัดสกลนคร
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ จำพรรษาที่ วัดป่าสุทธาวาส ในเมืองสกลนคร ในฐานะเจ้าอาวาส
เป็นอันว่า หลวงปู่ต้องรับภาระเจ้าอาวาสอยู่ถึง ๓ วัดในเวลาเดียวกัน คือ หนึ่ง วัดสันติธรรม อำเภอเมือง เชียงใหม่ สอง วัดอโศการาม อำเภอเมือง สมุทรปราการ และ สาม วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
ถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ด้วยปัญหาด้านสุขภาพ หลวงปู่จึงได้ตัดสินใจวางภาระกิจการต่างๆ โดยขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสทั้ง ๓ วัดดังกล่าว
จากนั้น หลวงปู่ ก็เดินทางกลับเชียงใหม่ มาจำพรรษาที่ ถ้ำผาปล่อง ติดต่อกันหลายพรรษา เพื่อพัฒนาถ้ำผาปล่อง ให้เป็นอาวาสถาวรตามที่ท่านตั้งใจไว้
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๒๐ หลวงปู่ ได้ไปจำพรรษาที่วัดสันติสังฆาราม บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เพื่อสร้างโบสถ์ที่สร้างค้างคาไว้ให้เสร็จสมบูรณ์
ต่อจากนั้น ท่านก็กลับมาจำพรรษาที่ ถ้ำผาปล่อง ตลอดมาจนถึงวาระสุดท้ายของท่านในปี พ.ศ. ๒๕๓๕
เกี่ยวกับเรื่องอาการเจ็บไข้ และปัญหาด้านสุขภาพของหลวงปู่ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า : –
“สมัยท่านอาจารย์มั่น ถ้ามีผู้เจ็บไข้ ท่านมิให้นอนซมเกินไป ให้ใช้กำลังใจเข้าต่อสู้ด้วย
ถ้าพอลุกนั่ง ยืน เดิน หรือออกบิณฑบาตได้ ก็ไม่ให้นอนอยู่เฉยๆ ต้องเข้มแข็งต่อสู้กับพยาธิสภาพนั้นๆ ด้วยกำลังใจ
เมื่อจิตใจมีกำลัง มักหายเจ็บไข้เร็ว ถ้าจิตใจท้อแท้ เอาแต่นอนซมเป็นน้อยก็กลายเป็นมาก บางทีถึงตายเอาง่ายๆ”
![]() | ![]() |
| พระอุโบสถ และพิพิธภัณฑ์กัมมัฏฐานหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต วัดป่าสุทธาวาส จ สกลนคร | |
๖๓. คำพยากรณ์จากพระอาจารย์ใหญ่
ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่า หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ได้มาวิเวกอยู่ในเขตเชียงใหม่เป็นเวลาถึง ๑๒ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ และเดินทางกลับภาคอิสาน เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๔๘๒
ลูกศิษย์ลูกหาของพระอาจารย์ใหญ่ ส่วนมากก็กลับภาคอิสานกันไป ศิษย์อาวุโสที่บรรลุธรรมขั้นสูงสุด (สำเร็จพระอรหันต์) ที่เดินทางกลับภาคอีสานในช่วงนั้นก็มี หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ (วัดป่าประสิทธิธรรม อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี) หลวงปู่ชอบ ฐานสโม (วัดป่าสัมมานุสรณ์ อ.วังสะพุง จ.เลย) และ หลวงปู่ขาว อนาลโย (วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู)
ส่วนศิษย์ที่บรรลุธรรมถึงขั้นสูงสุด ที่ยังคงปักหลักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ในรุ่นนั้น เห็นจะมีอยู่ในพียง ๓ องค์ คือ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ (วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว) หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม (วัดป่าอาจารย์ตื้อ อำเภอแม่แตง) กับ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร (สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว)
ทั้งหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ และหลวงปู่สิม เป็นพระเถระ ที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยและชอบพอกัน
หลวงปู่บุญเพ็ง กปฺปโก (วัดป่าวิเวกธรรมวิทยาราม อ.เมือง จ.ขอนแก่น) ได้พูดถึงปฏิปทาของพระเถระสายกรรมฐานทั้งสามองค์ดังนี้ : –
“ประสบการณ์ที่เคยได้อยู่กับครูบาอาจารย์น่ะ รูปอื่นๆ นะ เช่น หลวงปู่สิม น่ะ ท่านก็เป็นพระที่เงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไรนัก เมื่อสอนธรรมมะเท่านั้นที่หลวงปู่จะพูดสอนนานๆ ส่วนเวลาที่นั่งดื่มน้ำชาร่วมกับพระอื่นๆ ท่านจะพูดน้อยมาก ไม่ถามไม่ตอบ
เมื่อได้อยู่กับ หลวงปู่ตื้อ โอ..ท่านพูดเก่งมาก สอนธรรมนี่ทั้งวันทั้งคืน ไม่จบสิ้น ฟังจนขึ้นใจ จำคำพูดของท่านได้หมด
ส่วนหลวงปู่แหวน นี่ ท่านเงียบเลย ไม่ถามไม่ตอบ ไม่ถามไม่พูดอะไรเลย..”
ความจริงแล้ว ในหัวข้อนี้ผมตั้งใจจะกล่าวถึง คำพยากรณ์ที่หลวงปู่มั่น พระอาจารย์ใหญ่ ได้เคยพยากรณ์หลวงปู่สิม ศิษย์ของท่านไวเมื่อหลายปีแล้ว หลวงปู่ตื้อเพิ่งจะมาเปิดเผยให้หลวงปู่สิมทราบซึ่งในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” ได้เขียนไว้ว่า –
ในปี พ.ศ. ๔๕๑๖ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม สหายรักของหลวงปู่ ได้บอกอำลาในคราวที่หลวงปู่ตื้อไปเยี่ยมท่านที่อำเภอสันกำแพง ว่า
“ผม (หลวงปู่ตื้อ) จะขอลาท่าน (หลวงปู่สิม) กลับไปบ้านเกิดจะเอาสังขารไปทิ้งที่นั่น คงจะมิได้กลับมาเชียงใหม่อีก
ผมมีความลับจะบอกท่านอยู่เรื่องหนึ่ง ผมรักษาเอาไว้ ๓๔ ปีนี่แล้ว
เมื่อครั้ง หลวงปู่มั่น ยังอยู่ที่เชียงใหม่ ก่อนท่านจะกลับไปอุดรธานี ท่านได้พยากรณ์ไว้ว่า ศิษย์รุ่นต่อไปที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังคือท่านสิม กับท่านมหาบัว นี้แหละ”
แล้วหลวงปู่ตื้อ ก็เดินทางกลับไปจำพรรษาที่วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน แล้วในปีต่อมา คือปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ท่านก็เอาสังขารของท่านไปทิ้งที่นครพนมบ้านเกิด ตามที่ท่านบอกลาหลวงปู่สิมไว้จริงๆ
ส่วนศิษย์สององค์ที่หลวงปู่มั่นได้พยากรณ์ไว้นั้น ก็เป็นที่รู้จักกันดีแล้ว คือ : –
ท่านสิม ก็คือ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
ท่านมหาบัว ก็คือ ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโนแห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
ด้วยประการฉะนี้ ครับผม
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เคยเดินทางไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดีย ๒ ครั้ง นอกจากนี้ท่านยังได้รับนิมนต์ให้ไปปีนัง ประเทศมาเลเซีย ไปประเทศอังกฤษ และประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป และอเมริกาอีกด้วย
ในหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” เขียนไว้ดังนี้ –
หลวงปู่ไปต่างประเทศ
ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ หลวงปู่ ได้เดินทางไปสังเวชนียสถานที่อินเดีย
การเดินทางครั้งนั้น คณะศิษย์ที่ร่วมเดินทางไปด้วยต่างประทับใจในบารมีของหลวงปู่ ที่ช่วยขจัดปัญหาต่างๆ เป็นต้นว่าปัญหาตั๋วเครื่องบินไม่มี และปัญหาโรงแรมที่พัก ฯลฯ
ทำให้พระครูองค์หนึ่งซึ่งเพิ่งรู้จักหลวงปู่ และร่วมเดินทางไปกับคณะ ทั้งมีโอกาสใกล้ชิดและจำวัดกับหลวงปู่ด้วย กระซิบกับคณะศิษย์ที่ไปว่า
“ให้ติดตามหลวงปู่ให้ดีนะ หลวงปู่นี่แหละเป็นพระแท้ อาตมาพิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้ว”
แม้ตัวพระครูเอง ก็ไม่กล้าเอนกายจำวัดเสมอกับหลวงปู่ปัจจุบันทราบว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยวัดหนึ่งในต่างประเทศ
(ผมเองก็ไม่ได้ติดตามสอบถามดูว่า ท่านพระครูองค์นั้น คือท่านผู้ใด และก็ไม่มีความจำเป็นอะไรใช่ไหมครับ)
ลูกศิษย์ที่ติดตามท่านไปด้วยเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ประทับใจในสังเวชนียสถานเป็นอันมาก ตลอดถึงสถานที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพระพุทธประวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาคิชฌกูฎ และบริเวณเขาและถ้ำที่แกะสลักเรื่องราวในพุทธประวัติ
หลวงปู่ จะพาปฏิบัติสมาธิภาวนาบ้าง เวียนเทียนบ้าง และหลวงปู่เองก็ปรารภธรรมให้ฟังเสมอๆ ในสถานที่แต่ละแห่งๆ
แต่ที่แน่ๆ ที่ทั้งคณะผู้ติดตามยอมรับเป็นเสียงเดียวกันก็คือ ไม่เคยมีใครเดินตามหลวงปู่ได้ทันเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางขึ้นเขา
หลวงปู่ ได้เดินทางไปอินเดียอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ นอกจากนี้แล้ว หลวงปู่ยังได้มีโอกาสเดินทางไปที่ ปีนัง ประเทศมาเลเซีย กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตลอดถึงทวีปยุโรปและอเมริกา อีกด้วย
![]() | ![]() |
| หลวงปู่เดินทางไปอินเดีย ปี พ.ส. 2523 | ครั้งไปมนัสการพระคันธกุฏี ณ เขาคิชกุฏ ประเทศอินเดีย เมื่อ 09-02-25 |
๖๕. เมื่อหลวงปู่ฉันสุกี้
เมื่อเขียนถึงการไปต่างประเทศของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ก็มีเกร็ดเกี่ยวกับเรื่อง อาหาร ที่เจ้าภาพจัดถวายหลวงปู่ ได้แก่เรื่อง สุกี้ ที่หลวงปู่ได้รับจัดถวายที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งลูกศิษย์หลวงปู่เขียนไว้ในหนังสือ “ละอองธรรม” ภายใต้หัวเรื่องว่า “อาหารอสัปปายะ” หมายถึง อาหารที่ไม่สบาย ไม่สะดวก ไม่เหมาะสม สำหรับหลวงปู่นั่นเอง
เรื่อง “สุกี้” มีดังนี้
ครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงปู่ไปโปรดญาติโยมที่ประเทสิงคโปร์เจ้าภาพได้จัดอาหารญี่ปุ่นถวาย คือ สุกียากี้ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันสั้นๆ ว่า สุกี้ โดยจัดเป็นชุด ประกอบด้วย เนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ และผักสดชนิดต่างๆ ให้ผู้รับประทานปรุงเองในหม้อไฟ ตามแบบที่ฆราวาสนิยมกัน
หลวงปู่กลับมา เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า
“เคยเห็นแต่สุกี้ในถ้วยในหม้อ ไม่เคยเห็นเป็นอย่างนั้น ดิบๆ แดงๆ เราก็คิดในใจว่า ถ้าวันนี้ไม่มีคนเอาข้าวมาถวายก็จะไม่ฉัน
พอดีมีคนไทยในสิงคโปร์ หิ้วปิ่นโตมาถวาย หลวงปู่ก็เลยฉันเฉพาะของในปิ่นโต”
ไหนๆ ก็เขียนเรื่อง อาหาร ที่ญาติโยมนำถวายหลวงปู่แล้วในเรื่องเดียวกัน คือเรื่อง “อาหารอสัปปายะ” นี้ มีเกร็ดอีก ๓ เรื่อง ผมก็ขอนำมาเสนอไว้ด้วยกัน เพื่อจะได้เป็นอุทาหรณ์ และให้ข้อคิดในการพิจารณาเรื่องอาหารที่จะจัดถวาย หลวงปู่ หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ที่พวกเราเคารพ
เรื่องแรก มีชื่อว่า “สิฮาก”
“ฮาก” ก็คือ ราก หรือ อาเจียน ดังนั้น “สิฮาก” ในภาษาอิสาน ก็หมายความว่า จะอ๊วกแตก นั่นเอง
เรื่องมีดังนี้
อาหารง่ายที่ไม่สัปปายะสำหรับหลวงปู่เอาเสียเลย มีข้าวต้มเป็นเบอร์หนึ่ง
ขึ้นชื่อว่า ข้าวต้ม ไม่ว่าข้าวต้มเครื่อง หรือข้าวต้มกุ๊ย ท่านไม่โปรดทั้งนั้น แม้กระทั่งเวลาอาพาธ ถ้าอยู่ที่ถ้ำ ท่านก็ฉันข้าวสวย
สำหรับ ข้าวเหนียว หรือข้าวนึ่งนั้น แน่นอนอยู่แล้วว่า หลวงปู่ฉันมาแต่อ้อนแต่ออก จึงไม่มีปัญหา
จึงเป็นที่รู้กันในโรงครัวว่า จะไม่ทำข้าวต้มถวาย
มีบางครั้งที่จำเป็นต้องจัดถวายด้วยเหตุผลบางประการ ก็ได้พบว่าหลวงปู่ เพียงแต่เขี่ยๆ ให้มีร่องรอยเหมือนกับว่าฉันไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วท่านไม่ได้ฉันเลย
จำได้ว่า ครั้งหนึ่งมีโยมไปพักที่ถ้ำผาปล่อง พอกราบว่าหลวงปู่ไม่สบาย ก็รีบขมีขมันรับอาสากับแม่ชี ขอทำข้าวต้มด้วยข้าวหอมอนามัยถวายเอง
ปรากฏว่า หลวงปู่ฉันเกือบหมด เป็นที่ฮือฮาด้วยความแปลกใจในโรงครัวว่า “หลวงปู่เมตตามาก” ทำให้โยมปลื้มปีติเหลือหลาย
ครั้งล่าสุดที่ หลวงปู่อาพาธ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลประมาณ ๑๕ วัน
วันแรกที่กลับถึง ถ้ำผาปล่อง ท่านสั่ง “หม้อข้าวหม้อแกง” (คำที่ท่านเรียกแม่ครัวของวัด) ว่า
“เขาบังคับให้ฉันแต่ข้าวต้มทั้ง ๑๕ วัน หลวงปู่จะแย่อยู่แล้ว อย่าเอาข้าวต้มมาให้เห็นอีก สิฮาก!”
เกร็ดเรื่องที่สอง ชื่อ “สุกี้” ได้นำเสนอไปแล้ว
เกร็ดเรื่องที่สาม ชื่อว่า “ไม่ฉันเจ”
ฟังหลวงปู่อบรมเรื่อง “อาหาเร ปฏิกูลสญฺญา” ครั้งหนึ่งใจความเหมือนกับท่านรังเกียจการฉันเนื้อสัตว์
“ความจริงในการบริโภคอาหารนั้น แสดงความตายของสัตว์ทั้งหลายที่เอามารวมเลี้ยงธาตุขันธ์ของมนุษย์เรา
ถ้ากำหนดได้ก็จะเห็นว่า ในท้องไส้ของคนเราทุกคน ในตัวของเรานี้ เป็นป่าช้าใหญ่ ป่าช้าข้างนอกนั้นยังไม่ใหญ่เท่าป่าช้าในท้องในไส้ของคนเรา
มันลุ่มหลงอยู่นี่ ป่าช้าใหญ่ สัตว์บกก็กินลงไป สัตว์น้ำก็กินลงไป ใหญ่ที่สุดเท่าช้างก็กินลงไป ฝังลงไปนี้ เก็บอยู่ที่นี่ไม่รู้ว่าอะไรต่อมิอะไร นับไม่ถ้วน
นี่แหละป่าช้าล่ะ ป่าช้าผีดิบ
ผีดิบ คือผียังเดินไปเดินมา พูดจาปราศรัยได้ ยังไม่เป็นผีตายถ้าหมดลมเมื่อใดก็จะเป็นผีตาย มันยังมีลมหายใจอยู่ เรียกว่า ป่าช้าผีดิบ
เมื่อเห็นป่าช้าผีดิบในท้องในไส้ในปากในฟันตัวเองแล้ว การที่จะมายินดีพอใจในการบริโภคอาหาร มันก็ไม่มี
เพราะที่บริโภคเข้าไป มันเป็นประเภทเอาเนื้อสัตว์ทั้งหลายที่เขาตายแล้วมาเลี้ยงร่างกายของตัวเอง ให้สืบชีวิตไปนิดหน่อยเท่านั้นแหละ อีกไม่นานก็จะต้องตายเหมือนสัตว์ที่เราบริโภคเข้าไป”
แต่หลวงปู่มิได้ฉันเจ ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า
“มังสวิรัติ หลวงปู่ก็เคยลอง ลองอยู่พักหนึ่ง เมื่อลองแล้วพอเลิก มากินเนื้อ มันคาวไปหมด
หลวงปู่มาคิดว่า เราเป็นพระ ต้องฉันตามมีตามได้ ญาติโยมเอาอะไรมาถวาย เลือกไม่ได้”
หลวงปู่จึงไม่ได้ฉันเจ เพราะไม่เหมาะแก่อัตภาพ
(ที่หลวงปู่ให้พิจารณาถึงป่าช้าใหญ่ ที่อยู่ในท้องของเรา ก็เพื่อให้เห็นความเป็นปฏิกูล ไม่เป็นสิ่งที่น่ายินดี น่าเพลิดเพลิน เราฉันหรือรับประทานเพื่ออยู่ ไม่ให้ติดใจ หลงใหลในรสชาติ)
เกร็ดเรื่องที่สี่ ชื่อ “อิมานิแกงเย็น”
เรื่องนี้เล่าเป็นอุทาหรณ์สำหรับญาติโยม ที่ยึดติดอยู่กับพิธีประกอบการบุญ ที่ไม่ค่อยเป็นกุศล
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ รับนิมนต์ไปฉันในงานมงคล ของครอบครัวหนึ่ง เจ้าภาพก็จัดหาอาหารไว้ถวายเต็มที่
แต่เพราะเป็นครอบครัวใหญ่กว่าหัวหน้าจะต้อนสมาชิกแต่ละคนรวมทั้งลูกเล็กเด็กแดง มาร่วมพิธีได้หมด เดี๋ยวรอคนนั้น เดี๋ยวรอคนนี้ เดี๋ยวถ่ายรูป เดี๋ยวทำนั่น เดี๋ยวทำนี่ มากเรื่องเสียจริงๆ
กระทั่งกล่าวถวายทาน ก็ยืดยาวเยิ่นเย้อ
ระหว่างขับรถกลับ คนขับได้กราบเรียนถามด้วยความเป็นห่วงว่า “อาหารวันนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ? ผมเห็นหลวงปู่ฉันนิดเดียวก็เลิกแล้ว”
หลวงปู่ ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นๆ ตามปกติ แต่มีสีหน้ายิ้ม เหมือนขำว่า
“โอ้ ! บ่ได้เรื่องดอก อิมานิ แกงเย็น !”
๖๖. อาหารสัปปายะ
หัวข้อที่ผ่านมา ได้คัดลอกเกร็ด เกี่ยวกับ อาหารอสัปปายะ คืออาหารการฉันที่ไม่คอยสะดวก ไม่ค่อยเหมาะกับองค์หลวงปู่
ในหัวข้อนี้ ผมเลยคัดลอกเรื่อง อาหารสัปปายะ มาเสนอต่อเนื่องกันไปเลย
ก็คัดลอกมาจากหนังสือ “ละอองธรรม” เล่มเดียวกันนั้นแหละก็มีเกร็ดอยู่สองสามเรื่อง ดังนี้
สำหรับหลวงปู่ อาหารสัปปายะ ในความเห็นของท่านก็คือ“อะไรๆ มันเป็นอาหารที่ไม่เบื่อเมา ให้ถือว่า อาหารสัปปายะ อาหารเป็นที่สบาย”
นับว่า เป็นความเห็นที่สะท้อนความสันโดษในการบริโภคอาหารเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลวงปู่ท่านถือคติว่า
“กฎเกณฑ์ในการบริโภคอาหาร ท่านว่าเพื่อประทังชีวิตให้เป็นไปจะได้เจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เรียกว่าฉันเพื่อประทังชีวิต ฉันเพื่อได้อยู่ภาวนา ไม่ใช่อยู่เพื่อฉัน
อยู่เพื่อฉันนั้นอย่างหนึ่ง (แต่) ฉันเพื่ออยู่นั้นง่าย”
เกร็ดเรื่อง ที่ ๑ : โปรดไข่ต้ม
อาหารสัปปายะ สำหรับหลวงปู่นั้นง่ายชนิดไม่ต้องอาศัยฝีไม้ลายมือในการทำครัวเลย ใครๆ ก็อาจปรุงถวายได้
แม่ชีผู้ที่ได้รับสมญา “หม้อข้าวหม้อแกง” จากหลวงปู่เล่าว่า
“ไข่ต้มราดซ๊อสนี่แหละค่ะ อาหารเป็นที่สบายของหลวงปู่ เวลาท่านอาพาธฉันไม่ได้ ฉันอะไรไม่ลง ลองทำอาหารไข่ขึ้นไปถวาย ท่านฉันได้ ฉันหมด และดูท่านแจ่มใสขึ้นทันตา
แต่ต้องเป็นไข่ต้ม เท่านั้นนะคะ ไข่เจียว ไข่ลูกเขย ท่านไม่ชอบ
เคยมีคนทำไข่ดาว ถวายกับต้นหอม ท่านก็ฉันเฉพาะต้นหอม”
อย่างไรก็ตาม อาหารไข่ นี้ เป็นข้อห้ามข้อหนึ่งของคุณหมอเนื่องจากไข่แดงมีปริมาณไขมันมาก ทางแพทย์ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง มีผลให้เส้นเลือดอุดตัน จึงไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ
เมื่อมีผู้กราบเรียนเรื่องนี้ หลวงปู่ ก็รับฟังเรื่อยๆ แต่ภายหลังท่านปรารภกับแม่ชี ผู้เป็น “หม้อข้าวหม้อแกง” ของท่านว่า
“หมอรู้กว่าหลวงปู่ได้ยังไง ตัวของหลวงปู่ หลวงปู่ต้องรู้ซิ อาหารวิเศษแต่ฉันไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร ของที่ว่าแสลงสำหรับคนอื่น แต่หลวงปู่ฉันได้ ฉันแล้วมีกำลัง ถือว่าเป็นอาหารสัปปายะ”
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ เดินทางไปอิสาน ระหว่างทางคนขับรถแวะซื้อไข่ต้มที่ชาวบ้านวางขาย
หลังจากปอกถวายไป ๓-๔ ลูก ก็ชักลังเลว่า ควรถวายต่อหรือ ไม่ ?
หลวงปู่ รู้แกว ท่านบอกว่า “ส่งมาเถอะ”
“หมอเขาว่ากินไข่มากไม่ดีนะครับ หลวงปู่” คนขับรถอ้อมแอ้มทักท้วงอย่างเกรงใจ
แต่หลวงปู่ตัดบทว่า “ช่างหมอเถอะน่า สำหรับหลวงปู่ อันใดมันถูกธาตุขันธ์ของเฮาละก็ดีทั้งนั้นแหละ”
ปรากฏว่าวันนั้น หลวงปู่ฉันไข่ต้มไปทั้งหมด ๙ ลูก ! ! !
แต่ใช่ว่าหลวงปู่ละเลยคำแนะนำของแพทย์ในเรื่องเกี่ยวกับอาหารการขบฉัน
ระยะหนึ่งเคยมีญาติโยมจัดอาหารจีน ซึ่งถือกันว่ายอดเยี่ยมในด้านรสชาติ และแน่นอนราคาก็ต้องสมน้ำสมเนื้อกับชื่อเสียง มาให้แม่ชีถวายในช่วงอาหารว่างตอนเช้าตรู่ของหลวงปู่ และพบว่าเป็นที่สัปปายะ เหมือนกัน
แต่เมื่อหลวงปู่ ทราบในภายหลังว่า อาหารชนิดนั้น (หูฉลาม) แสลงโรค หลวงปู่ก็เลิกฉันเด็ดขาด
อาจเป็นได้ว่าเกณฑ์ ในการตัดสินอาหาร “สัปปายะ” ของหลวงปู่นอกจากให้ถูกธาตุขันธ์แล้ว ยังมีเรื่องของสนนราคาและความเรียบง่ายประกอบอีกด้วยกระมัง
เกร็ดเรื่องที่สอง : ฉันแล้วมีแฮง
นอกจากไข่ต้มแล้ว ลูกอีสานอย่างหลวงปู่ ก็ย่อมมีธาตุขันธ์ถูกกับอาหารอิสาน เป็นธรรมดา
สำรับของหลวงปู่ ในแต่ละวันจึงมักไม่ขาด น้ำพริก ผักนึ่งแกงหน่อไม้ แกงอ่อม
โดยเฉพาะวันไหนมี แกงปลาไหลน้ำขลุกขลิก ละก็วันนั้นหลวงปู่เจริญอาหารเป็นพิเศษ
มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนเอาอาหาร” ยำลูกต่อ” มาถวาย หลังฉันแล้วท่านเล่าบอกว่า ท่านถูกต่อต่อยที่ศีรษะ
“กลางคืนคนเอาไฟไปลนรังต่อ มีอยู่ตัวหนึ่งมันไม่ตาย ตอนเช้ากลับจากบิณฑบาตมาเจอ มันคงนึกว่า ไอ้คนนี้แหละมันเผาเราเมื่อคืนมันเลยลงมาเหม่งเอาตรงนี้”
หลวงปู่ท่านเล่าอย่างนึกขัน พร้อมกับชี้ตรงกลางศีรษะของท่านแสดงตำแหน่งประกอบ !
เมื่อหลวงปู่อาพาธครั้งล่าสุด วันแรกที่กลับจากโรงพยาบาลถึงถ้ำผาปล่อง ทางโรงครัวจัดข้าวสวยและแกงหน่อหวาย ซึ่งเก็บจากดอยนั่นเองขึ้นถวาย
หลวงปู่ฉันได้หมด
เมื่อโยมที่ขึ้นไปกราบเยี่ยม ตั้งข้อสังเกตว่าหลวงปู่ดูสดใสแช่มชื่นผิดกับตอนที่อยู่โรงพยาบาล
หลวงปู่ท่านบอกว่า
“แม่ชีทำอาหารถูกปาก ฉันเข้าไปก็มีแฮง พอมีแฮงแล้วไข้มันก็หาย”
ท่านผู้เขียนไม่ได้บอกชื่อไว้ อย่างไรก็ตามก็ต้องกราบขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆ เกี่ยวกับหลวงปู่ ให้พวกเราได้อ่าน และให้ผมได้คัดลอกมาเสนอโดยไม่ต้องบอกกล่าวให้ผู้เขียนทราบแต่อย่างใด
ขอบพระคุณครับ !
๖๗. สร้างฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน
งานสร้าง ฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน ที่บ้านเกิดของหลวงปู่ เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของงานพัฒนาชุมชน ที่หลวงปู่ท่านทุ่มเททำเพื่อความกินดีอยู่ดีของชาวบ้าน
ผมขอคัดลอกมาจากหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” (อีกแล้วละครับท่าน) ดังต่อไปนี้
งานพัฒนาชุมชน ที่นับว่าเป็นงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมเพรียงร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาส
และผลงานก็ได้ก่อประโยชน์อเนกอนันต์ชิ้นหนึ่งของหลวงปู่
งานดังกล่าว คือ งานสร้างฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน อันเนื่องจากความแห้งแล้งที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อชาวบ้าน ที่ฝากชีวิตไว้กับลำน้ำแห่งนี้
ชาวบ้านที่เดือดร้อนมาก ได้แก่ชาวบ้าน ตำบลสว่าง ตำบลเชิงชุม ของเขตอำเภอพรรณานิคม และชาวบ้านตำบลขมิ้น ตำบลหนองลาด ของเขตอำเภอเมืองสกลนคร ซึ่งอยู่คนละฟากของลำน้ำอูนสายนี้
ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ภายหลังที่หลวงปู่จำพรรษาที่วัดสันติสังฆาราม ท่านก็ได้รับอาราธนาจากชาวบ้านทั้ง ๔ ตำบลใน ๒ เขตอำเภอ ให้มาเป็นประธานในการสร้างฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูนแห่งนี้
ภายหลังจากที่ได้ประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานทั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาส ในวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ก็ได้ข้อสรุปว่า จะสร้างฝายกันที่ท่าวังหิน ซึ่งก็คือบริเวณสำนักสงฆ์เวฬุวันสันติวรญาณ (ท่าวังหิน) ในปัจจุบัน
ต่อจากนั้น ที่ประชุมได้ปรึกษากันว่า จะเริ่มงานกันวันไหน ?
หลวงปู่ ก็ว่า “ให้เริ่มงานกันวันนี้เลย !”
ดังนั้น เมื่อเลิกประชุมในวันนั้น หลวงปู่ ก็ได้พาคณะศิษย์และชาวบ้าน ทำการตระเตรียมสถานที่จนมืดค่ำ ในวันนั้นเอง
อันนี้สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะของหลวงปู่ที่เด่นชัดมาก ในเรื่องความเป็นผู้เอาใจใส่และรับผิดชอบ ในภารกิจการงาน
เรียกว่า ต้องลงมือกันเดี๋ยวนั้น และต้องทำกันให้สำเร็จ
หลวงปู่เป็นผู้มีความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง อดทน พูดจริง ทำจริง ถือสัจจะมั่นคง เป็นผู้ไม่มากโวหาร
๖๘. เข้าร่วมอย่างเกินตัว
งานก่อสร้าง เขื่อนน้ำล้น เริ่มจากพระ เณร และชาวบ้านทั้งชาย หญิง เด็ก คนชรา รวมกันประมาณ ๒๐๐ ชีวิต ช่วยกันขนหินจากป่าบ้านหนองลาด โดยพระจะช่วยกันงัดหิน และทุบหินก้อนใหญ่ให้แตกเป็นก้อนเล็กขนาดพอที่จะขนได้สะดวกขึ้น
ทุกวัน หลวงปู่จะพาเริ่มงานตั้งแต่ตี ๔ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น
พอ ๑๐ โมงเช้า จึงพักฉันอาหาร และอาหารหลักของชาวบ้านก็คือ ตำหมากหุ่ง (ส้มตำมะละกอ) กับข้าวเหนียว
หลังอาหารแล้วก็เริ่มทำงานกันต่อจนมืดค่ำจึงหยุดพัก
พอถึงเวลา ๑ ทุ่ม หลวงปู่ ก็จะพาสวดมนต์ ฟังเทศน์และทำสมาธิภาวนา
พอเลิก ก็เริ่มงานทิ้งหินลงในคอกไม้ที่สร้างไว้ตลอดแนวฝายกว่าจะหยุดงานเข้าพักผ่อนจำวัดได้ก็ ๔ ทุ่ม หรือบางวัน มีงานติดพันจนถึงตีหนึ่งตีสอง
การทำงานเป็นดังนี้ตลอดระยะเวลา ๔ เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๑
บางคืนฝนตก พระเณรซึ่งใช้บริเวณป่าที่ขนหินเป็นที่กางกลดจำวัด ก็มีอันต้องนั่งหลับทั้งเปียกๆ อยู่ในกลดนั้นเอง
องค์หลวงปู่นั้น ทีแรกที่ประชุมก็ขอให้ท่านเป็นเพียงประธาน แต่ท่านก็กระโดดเข้าร่วมอย่างเต็มตัว หรือเกินตัวเสียด้วยซ้ำ
คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องสุขภาพร่างกายของคนที่มาช่วยงาน แต่ละคนถูกแดดเผาจนตัวดำเป็นนิโกรกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งองค์หลวงปู่ของเรา
เป็นอันว่า ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของพระเณรและชาวบ้านทั้ง ๔ ตำบล งานสร้างฝายน้ำล้นก็สร้างเสร็จในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๑
หลังจากงานสร้างฝายเสร็จแล้ว หลวงปู่ก็กลับไปจำพรรษาที่ถ้ำผาปล่องตามเดิม
สำหรับฝายน้ำล้นที่เกิดจากการร่วมมือร่วมใจในครั้งนี้ ก็ใช้ได้ผลดีในระยะแรก แต่ด้วยเป็นการทำที่ขาดหลักวิชาการ ต่อมาในระยะหลัง ในช่วงที่ฝนตกลงมามาก น้ำจะกัดเซาะตรงบริเวณคอฝายซึ่งเป็นดินทรายให้พังลงเป็นแนวกว้าง
ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๓ หลังงานฉลองพระอุโบสถวัดสันติสังฆาราม บ้านบัว เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๓ หลวงปู่ก็ได้พาพระเณร เตรียมการซ่อมแซม ด้วยการเทคอนกรีตเสริมฝายเดิมที่ทำไว้ และได้ช่วยกันกับชาวบ้านขนหินมาเตรียมไว้
แต่พอกลางปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ทางกรมชลประทานได้มาพบเข้าก็รับที่จะดำเนินการแทนต่อไป โดยได้มาทำการสำรวจในปี ๒๕๒๗ และทำการก่อสร้างจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ แล้วตั้งเครื่องสูบน้ำ ๔ ตัว พร้อมทั้งสร้างคลองส่งน้ำ เพื่อส่งน้ำออกไปยังพื้นที่เกษตรทั้งสองฝั่งลำน้ำ ตามดำริของหลวงปู่
ฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน นี้ นับว่าได้อำนวยประโยชน์แก่ชาวบ้านเกษตรกรในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก เป็นประโยชน์แก่พื้นที่เพาะปลูกกว่า๑,๐๐๐ ไร่
ทั้งต้นไม้สองฟากฝั่งของลำน้ำอูนก็เขียวขจีตลอดปี น้ำบ่อที่เคยขุดด้วยความยากลำบากก็ขุดง่ายขึ้นเนื่องจากความอิ่มตัวของน้ำโดยรอบบริเวณฝายน้ำล้นแห่งนี้
พระลูกศิษย์รูปหนึ่งของหลวงปู่ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หลวงปู่ดูจะชอบให้น้ำเป็นทาน สังเกตได้จากการที่ท่านชอบสร้างเขื่อน
เมื่อจำพรรษาอยู่ที่ ถ้ำผาผัวะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ก็ทดลองขนหินมาทำเขื่อน ปรากฏว่าเขื่อนพังแล้วพังอีก กว่าวิศวกรจำเป็นจะเกิดความรู้แจ้งว่าควรจะให้มีความลาดชันเท่าใดเขื่อนจึงเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้…วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ-คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
๖๙. ห้ามกบเขียดไม่ให้ร้องได้หรือ
เรื่องการติฉินนินทา เป็นเรื่องธรรมดาที่มีอยู่ในโลก พระพุทธองค์ทรงรวมไว้ ๑ อย่างใน โลกธรรม ๘ แม้แต่องค์พระพุทธรูป ก็ยังถูกคนติ คนนินทา แล้วนับประสาอะไรกับคนเรา ใช่ไหมครับ
รู้ทั้งรู้แต่เราก็อดหวั่นไหวไปตามคำติฉินนินทานั้นไม่ได้
ในช่วงท้ายของการสร้างฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน ในครั้งนั้น พระลูกศิษย์ของหลวงปู่องค์หนึ่ง ได้รับความกดดัน-ความคับข้องใจอย่างมากจากคำนินทาว่าร้าย (ในหนังสือไม่ได้ระบุว่าจากพระเณรด้วยกัน หรือจากชาวบ้าน หรือจากใคร ก็คงไม่ต้องสนใจมากใช่ไหมครับ)
พระภิกษุนั้นคงจะทนแรงเสียดทานไม่ไหว จึงคิดจะหนีไปอยู่ที่อื่นโดยไม่บอกลาใคร
ตื่นเช้า พอเข้าไปใกล้หลวงปู่ ท่านก็เรียกชื่อพระองค์นั้น พร้อมกับตั้งคำถามชวนคิดว่า
“ท่าน…ท่านห้ามเสียงกบเสียงเขียดไม่ให้มันร้องได้ไหม? “
เพียงคำพูดเชิงคำถามประโยคเดียวของหลวงปู่ ทำให้พระลูกศิษย์รูปนั้นมีความสงบเยือกเย็นขึ้นในใจอย่างประหลาด
หลวงปู่ ได้พูดช้าๆ เย็นๆ ทำนองเตือนสติพระลูกศิษย์ต่อไปอีกว่า “ที่กบเขียดมันร้อง ก็เท่ากับมันฆ่าตัวเอง”
แล้วท่านก็อธิบายต่อไปว่า.. “…กบเขียดมันร้องว่า กูอยู่นี่…กูอยู่นี่..กูอยู่นี่ ๆ ๆ… เมื่อคนได้ยินก็มาจับไปกิน
เมื่อเราไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาว่า มันก็จะฆ่าคนว่าเอง ไม่ต้องไปเดือดร้อนอะไร”
ผมเชื่อว่า ท่านผู้อ่านจะต้องสรุปได้แน่ว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ใช่ไหมครับ?
ขอบอกใบ้สักหน่อยว่า พระองค์ที่ว่านี้ท่านก็ยังครองเพศสมณะอยู่มาจนปัจจุบัน และเป็นศิษย์สำคัญองค์หนึ่งของหลวงปู่ ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่สกลนครครับผม
ตอนที่ ๕ : พัฒนาถ้ำผาปล่อง
๗๐. เริ่มพัฒนาถ้ำผาปล่อง
ผมขอพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปเริ่มที่ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ กันใหม่ในปีนั้น “ปฏิทินพรรษา” ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร บันทึกไว้ว่า
“ปี พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๘ (พรรษาที่ ๓๙-๔๗) ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสทุกวัด เริ่มพัฒนาถ้ำผาปล่อง”
ที่ว่า ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสทุกวัด ก็คือ
๑. เจ้าอาวาสวัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ มอบให้พระเถระองค์อื่น ทำหน้าที่เจ้าอาวาสต่อไป
๒. เจ้าอาวาสวัดสันติธรรม จ.เชียงใหม่ ได้แต่งตั้งให้หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต เป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ ในปีพ.ศ. ๒๕๑๐
๓. เจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส จ. สกลนคร ได้แต่งตั้งให้ หลวงปู่แว่น ธนปาโล เป็นเจ้าอาวาสลำดับถัดไป
ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่สิม ท่านจึงกลับไปจำพรรษาที่ ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ. เชียงใหม่ เป็นการเริ่มต้นพัฒนาถ้ำผาปล่อง ให้เป็นสำนักสงฆ์ ที่ถาวรต่อไป
เหตุการณ์การเริ่มต้นพัฒนาถ้ำผาปล่อง ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือ“ละอองธรรม” ดังนี้
เจ็ดปีหลังจากหลวงปู่พบ ถ้ำผาปล่อง คือในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่ จึงวางภารกิจที่อื่นทั้งหมด เริ่มพัฒนาถ้ำผาปล่องอย่างจริงจัง
โยมที่อยู่ในคณะบุกเบิกรุ่นแรก ได้ช่วยกันเล่าบรรยากาศของสำนักสงฆ์แห่งใหม่ ในตอนนั้นให้ฟังว่า
หลวงปู่ในช่วงบุกเบิกนั้นยังเป็น “ท่านอาจารย์” แม้วัยใกล้๖๐ ท่านยังทะมัดทะแมงแข็งขัน และไม่หวั่นงานหนัก
นอกจากงานด้านสถานที่ก่อสร้างเสนาสนะแล้ว ท่านยังเอาธุระจัดหาฟืนที่ใช้ในโรงครัวด้วย โดยรวบรวมกิ่งไม้เก่าๆ ที่แห้งอยู่บริเวณถ้ำแงบ ซึ่งเป็นที่ตั้งพระเจดีย์ ในปัจจุบัน สมทบกับฟืนแห้งที่เด็กผ่าจากไม้สดเตรียมไว้ แล้วท่านก็แบกไปให้ที่โรงครัว
บางครั้งหลวงปู่ แบกฟืนท่อนใหญ่ เท่าสองกำมือไปให้ทางโรงครัวเผาถ่านไว้ใช้เอง
ฝ่ายหญิงนอกจากเผาถ่านแล้ว ก็ขนกรวดโรยทางเดินเข้าครัวด้วย
ถึงเวลาสรงน้ำ “ท่านอาจารย์” ไปสรงที่ลำธารต้นน้ำ ขาเดินไปก็เก็บกวาดทำความสะอาดทางน้ำ ไม่ให้มีใบไม้เน่าหล่นลงมาที่รางน้ำโจ้ก
พร้อมกันนั้น ท่านก็หมายตาหินก้อนสวยๆ เอาไว้ สรงน้ำเสร็จขากลับก็เก็บหินมาทำขั้นบันได
ถ้าหินก้อนใหญ่ ท่านก็แบกใส่บ่า ขนาดย่อมหน่อย ท่านก็แบกก้อนหนึ่ง หิ้วหอบอีกก้อนหนึ่ง
หลวงปู่ใช้เวลาทุกนาที “ได้ประโยชน์หลายอย่าง” แม้มือข้างเดียวท่านก็ไม่ยอมให้ว่าง
มีเหมือนกันที่บางวัน หลวงปู่สรงน้ำในแอ่งบริเวณใต้สะพานข้ามห้วยในปัจจุบัน
ครั้งหนึ่ง หลังเสร็จจากสรงน้ำที่แอ่ง มีคนเห็นหลวงปู่เขียนตัวหนังสือไว้บนแผ่นหินข้างๆ แห่งน้ำ มีใจความคล้ายจะประกาศสถานภาพขององค์ท่านในเวลานั้น ว่า “ฤๅษีภิกขุ”
หลวงปู่มีนิสัยในทางขีดๆ เขียนๆ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เช่น ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งหลวงปู่จำพรรษาที่วัดอโศการาม สมุทรปราการท่านได้เมตตาบันทึกธรรมะคำสอนสั้นๆ ส่งถึง ลูกศิษย์ลูกหาที่วัดสันติธรรม เชียงใหม่
เท่าที่พระอาจารย์บุญกู้ อนุวฒฺโน แห่งวัดอโศการาม ได้รวบรวมไว้มี ๑๒ ฉบับ ได้นำตีพิมพ์ในหนหนังสือ “พุทฺธาจารปูชา” ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่
ส่วนคณะศิษย์ที่วัดสันติธรรม เชียงใหม่ รวบรวมไว้มี ๑๙ ฉบับ ตีพิมพ์ในหนังสือ “๕๐ ปี สันติธรรมานุสรณ์”
และ ผมก็ได้คัดลอกนำเสนอในหนังสือเล่มนี้เรียบร้อยแล้ว
ที่ระเบียงหลังถ้ำผาปล่อง ซึ่งเดิมเป็นที่พักผ่อนคลายอิริยาบถของหลวงปู่ บนกระดานสีขาว ซึ่งแขวนอยู่ที่ผนังข้างที่นั่งของท่าน มักมีธรรมะสั้นๆ เตือนสติ ปรากฏอยู่เสมอ เช่น “เสียอะไรก็ได้ แต่อย่าเสียใจ” เป็นต้น
และหลวงปู่ก็ขยันเปลี่ยนข้อความใหม่ๆ เสียด้วย จนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา ท่านจึงได้เลิกเขียน
นอกจากนี้ ยังมีหนังสือรวมบันทึกธรรม ซึ่งเป็นลายมือของหลวงปู่ ที่ลูกศิษย์พิมพ์เผยแพร่ในโอกาสงานพระราชทานเพลิงศพของท่านอีกด้วย
(หนังสือที่เป็นลายมือของหลวงปู่ เล่มนี้ ชื่อว่า “พุทธาจาโรลิขิต” เป็นลายมือของหลวงปู่ล้วนๆ มีความหนา ๔๐๐ หน้า ผมเป็นผู้หนึ่งที่ถือว่าโชคดีอย่างมาก เพราะตอนกลางคืนก่อนพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ในวันรุ่งขึ้น ได้อธิษฐานถือ เนสัชชิก คือปฏิบัติธรรมทั้งคืนโดยไม่นอน พอถึงประมาณตี ๓ ช่วงหยุดพักการนั่งสมาธิ ได้มีการแจกหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งมีการพิมพ์ทั้งหมด ๕,๐๐๐ เล่ม และแจกหมดในคืนนั้น แล้วจะไม่ภูมิใจได้อย่างไร เพราะผมเดินทางร่วมไปกับคณะๆ หนึ่ง มีราว ๘๐ คน คือ ๒ รถบัส มีผมแตกพวกไปอยู่ปฏิบัติธรรมที่ถ้ำผาปล่อง คนเดียว นอกนั้นไปพักที่อื่น ผมจึงเป็นคนเดียวในคณะที่ได้รับแจกหนังสือดังกล่าว สมควรที่จะนำมาคุยใช่ไหมครับ )
๗๑. ทำอะไรอย่าได้ประมาท
ในระยะแรกที่เริ่มต้นพัฒนา ถ้ำผาปล่อง ได้มีอุบัติเหตุกับคนงานก่อสร้าง เนื่องด้วยความประมาทไม่สำรวม เรื่องมีดังนี้
หลังคาถ้ำผาปล่อง แรกทีเดียวมุงด้วยสังกะสี ต่อมาสังกะสีรั่ว จึงมีงานเปลี่ยนสังกะสีใหม่ พร้อมกับ งานหล่อถังน้ำที่ฐานถ้ำ
แรงงานหลายคนที่รับจ้างมาช่วยเป็นเด็กหนุ่มวัยคะนองจากบ้านถ้ำ
มีอยู่คนหนึ่ง ระหว่างทำงานก็ร้องรำทำเพลงไปด้วย แล้วอยู่ๆ ก็พลาดท่าตกลงมา (จากหลังคา)
ผู้เห็นเหตุการณ์ ต่างก็คิดว่า หมอนั่นคงไม่รอด เพราะข้างล่างเทคอนกรีตเป็นขอบบ่อ
แต่ก็เหมือนปาฏิหาริย์ จำเพาะให้เจ้าหนุ่มตกลงมาพอดีตรงช่องคอนกรีต ซึ่งมีไม้คร่าวพาดอยู่ระหว่างขอบบ่อ ไม้คร่าวรับน้ำหนักจากต้นคอของเขาไว้ถึงกับเนื้อไม้แยก หัวจึงไม่ฟาดพื้น
หลวงปู่เป็นห่วงมาก ถึงกับออกวิ่งนำหน้าขบวนที่หามคนเจ็บลงจากเขา เพื่อส่งโรงพยาบาล
ขาเดินกลับขึ้นถ้ำ หลวงปู่บอกกับลูกศิษย์ว่า “วิ่งเสียเหนื่อย”
เมื่อเด็กหนุ่มหายเป็นปกติดีแล้ว ได้ขึ้นไปกราบขอบคุณหลวงปู่แล้วท่านสอนว่า
“บุญนะที่ไม่ตาย พระที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ จะขึ้นไปมุงหลังคาให้กราบพระเสียก่อน การขึ้นไปร้องเพลงบนนั้น เป็นการไม่เคารพพระศาสนสถานเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่นี้เป็นสถานที่ควรเคารพ”
หลังอุบัติเหตุครั้งนั้น ช่างทุกคนที่อาศัยพักนอนในวัดระหว่างทำงาน พากันขึ้นไปสวดมนต์ ฟังเทศน์ นั่งสมาธิทุกคืน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเคยสนใจเลย
หลวงปู่แจกเหรียญให้เพื่อเป็นสิริมงคล พร้อมกับสอนว่า “ทำอะไรอย่าได้ประมาท”
นอกจากนั้น ท่านยังเมตตาสอนคาถาเตือนสติ ซึ่งหลวงปู่เลือกมาให้เหมาะกับอุปนิสัยว่า : –
“โอมพินิจมหาพิจารณา จะไปจะมาให้พิจารณาเสียก่อน”
สาธุ ! พวกเราอย่าลืมน้อมรับเอาไปด้วยนะครับ รับประกันว่าดีแน่ ในทุกกิจการ
๗๒. นั่งขัดสมาธิเพชร
เมื่อเอ่ยถึง หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ศิษย์ทุกคนจะต้องนึกถึงการนั่งสมาธิเพชรไปด้วย
สมัยที่องค์หลวงปู่ยังอยู่ ใครไปภาวนาที่ถ้ำผาปล่อง ท่านต้องให้หัดนั่งสมาธิเพชรฟังเทศน์กันทุกคน
สมาธิเพชรจึงเป็นเสมือนท่าบังคับในการนั่งภาวนาของสำนักถ้ำผาปล่อง
บางคนสงสัยว่าหลวงปู่เป็นต้นคิดของการนั่งสมาธิภาวนาแบบนี้หรืออย่างไร เพราะที่อื่นๆ ก็ไม่ได้เข้มงวดกวดขันกับท่านั่งมากมายนัก มีแค่บอกให้นั่งสบายๆ คงมีเฉพาะสำนักของหลวงปู่เพียงแห่งเดียวที่ทุกคนต้องนั่งสมาธิเพชรภาวนา
เกี่ยวกับคำถามเรื่องนี้ หลวงปู่บอกว่า
“อันการนั่งสมาธิภาวนาขัดสมาธิเพชรนี้ ไม่ใช่ว่าหลวงปู่เป็นผู้คิด
พระพุทธรูปปางต่างๆ โดยเฉพาะทางเชียงแสน หรือหลวงพ่อองค์ที่ขัดสมาธิเพชรมีมากมาย
สมัยโบราณ ท่านนิยมหล่อพระนั่งขัดสมาธิเพชร ต่อมาญาติโยมขี้เกียจนั่งภาวนาขัดสมาธิเพชร ก็เลยหล่อไปตามใจชอบ ตามนั่งสบาย”
หลวงปู่สอนวิธีนั่งขัดสมาธิเพชร ดังนี้
“การนั่งขัดสมาธิเพชรนี้ ให้เอาขาซ้ายขึ้นมาทับขาขวาก่อน แล้วก็เอาขาขวาขึ้นมาทับขาซ้าย เอามือข้างขวาทับมือข้างซ้าย ตั้งกายให้เที่ยงตรงเหมือนพระพุทธรูป หรือเหมือนหลวงปู่สิม..รูปเหมือนมานั่งอยู่นั่นแหละ เพิ่งนั่งตัวตรงดี แล้วก็อ้วนท้วนดี เพิ่งนั่งภาวนาละ
ฉะนั้น ให้พากันตั้งใจหัดนั่ง หัดไปนั่งทุกคืนๆ เรานั่งที่วัดได้แล้ว กลับไปบ้าน หรือทุกคืนที่เราก่อนจะหลับจะนอนก็นั่งให้ได้ เพราะว่าการนั่งขัดสมาธิเพชรนี้ เป็นของดีวิเศษ ไม่มีอะไรจะดีเท่าเทียมได้”
“การนั่งขัดสมาธิเพชรนั้น เป็นการฝึกฝนคนเราให้เกิดความตั้งใจมั่น
ดูเมื่อพระพุทธเจ้าเราจะได้ตรัสรู้นั้น พระองค์นั่งขัดสมาธิเพชรใต้ร่มโพธิ์ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า…
…นั่งสมาธิเพชร ใจของเราต้องเป็นเพชร ไม่ใช่เป็นพลอย..พลอยตามกิเลส
เป็นเพชร คือว่า ถ้าเหล็กเพชร ก็เรียกว่าตัดเหล็กต่างๆ ได้ เพชรนิลจินดา มนุษย์สมมุติกันว่ามีราคาแพง แต่ยังสู้ ใจเพชรพระพุทธเจ้าไม่ได้
ใจเพชรพระพุทธเจ้านั้น นั่งขัดสมาธิเพชร ทางร่างกายได้เจ็บปวดทุกขเวทนาอะไรๆ ทิ้งหมด พระองค์สละตายลงไป
เราทุกคนก็ให้พยายามหัดนั่งสมาธิเพชร จิตมันจะได้เป็นเพชรบ้าง
เดี๋ยวนี้มันเป็นแต่พลอย กิเลสราคะมาก็พลอยตาม โทสะมาก็พลอย โมหะมาก็พลอย พลอยตามมันไป…”
๗๓. ท่านทำเป็นตัวอย่าง
เรื่องการนั่งขัดสมาธิเพชร ต่อนะครับ
เวลามีคนใหม่ที่ตั้งอกตั้งใจไปหัดนั่งสมาธิเพชร หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จะสอนโดยองค์หลวงปู่เองทำให้ดูเป็นตัวอย่างช้าๆ ถึงการยกขาทั้งสองมาขัดกัน
พร้อมกันนั้น หลวงปู่ก็จะอธิบายประกอบด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใสนุ่มนวล ฟังแล้วเกิดกำลังใจและมั่นใจว่าจะต้องทำให้ได้
คำพูดให้กำลังใจของหลวงปู่ ทำให้ศิษย์ผู้มาใหม่ต้องกัดฟันยกขาที่แข็งโป๊กทั้งสองข้าง ค่อยๆ ดัดขึ้นมาไขว้กันตามอย่างที่ท่านทำให้ดูให้จงได้
แม้บางคน จะรู้สึกเจ็บปวดจนน้ำตาแทบเล็ด และบางคนรู้สึกคล้ายจะล้มหงายท้องตึงลงเดี๋ยวนั้น ก็จำเป็นต้องทนเพื่อไม่ให้เสียฟอร์ม
เสียงหลวงปู่ ท่านพูดเป็นการปลอบประโลม
“ ไม่ต้องหนักอกหนักใจ ทำตาม หลวงปู่จะทำให้ดูการนั่งแบบนี้ ตอนแรกๆ ก็ขัดข้องบ้าง คือมันยังไม่คุ้นเคย ปวดแข้งปวดขาบ้าง เส้นเอ็นมันยังไม่ยาน ยังตึงอยู่คนเรา ไม่ว่าอะไร การงานใดๆ มันยังใหม่ ก็ยังไม่คล่องตัว
ที่จะได้เป็นไปก็คือว่า ต้องหัดนั่งไปทุกๆ คืน เดี๋ยวมันก็คล่องสบาย เป็นการหัดกายบริหารอย่างหนึ่ง หรือว่า ดัดเส้นฤๅษีก็ว่าได้…
…ความจริงแล้ว ร่างกายของมนุษย์คนเรานั้น จะนั่งอย่างไรมันก็มีความเจ็บปวดเป็นธรรมดา เพราะร่างกายมนุษย์นั้น ร่างกายละเอียด เนื้อก็อ่อน หนังก็บาง ไม่เหมือนหนังควาย ไม่ว่านั่งแบบใดก็ต้องเจ็บปวด…
…หัดนั่งให้มันได้ เอาขาซ้ายขึ้นมาทับขาขวาก่อน แล้วเอาขาขวาขึ้นมาทับขาซ้าย ตอนแรกมันไม่อยู่ เส้นเอ็นมันตึง ก็ให้เอามือจับไว้ไม่ให้มันหลุดลงไป พอนั่งไปสักพักหนึ่งมันก็จะยานออก (ความเจ็บปวด) ก็จะค่อยหายไป…”
ท่านผู้อ่านครับ ผมเคยไปกราบหลวงปู่ ที่บ้านกรุงเทพภาวนา ดูเหมือนจะอยู่ซอยนภาศัพท์ สุขุมวิท ซอย ๓๖ แถวๆ พระโขนง เป็นตอนค่ำ ราวๆ ๒ ทุ่ม มีญาติโยมนั่งอยู่เต็มห้อง หลวงปู่ท่านนั่งสงบเย็น เปล่งน้ำเสียงสงบเย็น อยู่ด้านหน้าของพวกเรา
เริ่มต้นการแสดงธรรม หลวงปู่ท่านก็แนะนำให้นั่งขัดสมาธิเพชรเหมือนกับที่บอกในตอนต้นนี้แหละครับ
ศิษย์ทุกคน ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่ ดูจะกระตือรือร้น ต่างก็ตั้งใจจะทำให้ได้ ผมเองก็ตั้งใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
เมื่อทุกคนนั่งเข้าที่กันเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ ท่านก็ให้ธรรมะ ทุกคนตั้งใจทำสมาธิ บรรยากาศเงียบสงบ ชนิดที่แม้เข็มหล่นลงกระทบพื้น ก็คงจะได้ยินอย่างแน่นอน
หลังจากหลวงปู่ ท่านเทศน์ไปได้ราวๆ ๕ นาที เสียงเหมือนของหนักกระทบพื้นดัง “พลั่ก !” ก็เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
หลายคนใกล้ๆ กลั้นหัวเราะไม่อยู่ ปล่อยคิกคักออกมา แล้วมีคนหนึ่งพูดเบาๆ ว่า “ใครทำเพชรหลุด?”
ท่านผู้อ่านครับ คงจะถึงเวลา “สารภาพ” กันแล้ว ผู้ที่ทำเพชรหลุด ทำลายสมาธิของผู้ที่นั่งข้างเคียงคืนนั้น ก็คือ ผมเองครับ!
ผมพยายามเต็มที่แล้ว ตอนแรกก็พยายามเอามือกำข้อเท้าประคองตัวไว้ พอปล่อยมือเท่านั้น เท้าขวาก็ดีดผึง เตะพื้นดัง “พลั่ก!” มันสุดวิสัยครับ !
ผมเก็บความลับนี้ไว้ ๒๐ ปีกว่า เพิ่งมีโอกาสสารภาพตอนนี้เอง เพชรเม็ดที่ผมทำร่วงเอาไว้ ปานนี้คงไม่เหลืออยู่ ท่านเจ้าของบ้านคงจะปัดกวาดทิ้งไปหมดแล้ว !
“…หลวงพ่อท่านนั่งสมาธิเพชรตั้งแต่วันเททองหล่อ จนเดี๋ยวนี้ยังไม่เลิกเลย…”
๗๔. ให้ทำไป ไม่มีข้ออ้าง
ก็ขอเขียนถึง การนั่งสมาธิเพชร อีกหนึ่งตอนครับ
..แต่ถ้าไม่ตั้งใจจริง ไปทำเล่นเหลาะแหละ หรือมีข้ออ้างโน่นอ้างนี่ลับหลังหลวงปู่ละก็..ระวัง เดี๋ยวจะโดนท่านเทศน์อบรมให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อน ไปตามระเบียบจนได้
ตัวอย่าง (จากหนังสือ “ละอองธรรม”)
มีครูสาวสี่คน ไปจากกรุงเทพฯ วันแรกหัดนั่งกับหลวงปู่ แข้งขาก็เป็นเพชรบ้าง เป็นก้อนหินก้อนกรวดบ้าง เป็นธรรมดา
วันต่อมา พอมีเวลาก็มาหัดนั่งกันเอง หวังจะค้นหาเพชรไปอวดหลวงปู่ให้จงได้
คุณเธอทั้งสี่สาวนั้น ต่างก็มีทรวดทรงองค์เอวตามมาตรฐานของเธอเอง คืออ้วนและเตี้ยแบบมะขามครึ่งข้อ ๒ คน เตี้ยแต่ไม่อ้วนอีก๑ ที่เหลืออีก ๑ นั้นดูจะสูงเพรียวกว่าเพื่อนร่วมทีม
คนสูงนั้นขัดสมาธิเพชรได้เป็นเรื่องเป็นราวกว่าเพื่อน ก็เลยรับหน้าที่เป็นครูฝึก ให้กับเพื่อนๆ อีก ๓ คน แต่ก็ถูกเพื่อนๆ ต่อว่าเนื่องจากแข้งขายาวไม่เท่ากัน
“เธอขายาวเธอก็เอามาขัดกันได้ ขาฉันสั้นทำไม่ได้”
“ขาฉันทั้งสั้นทั้งใหญ่ ก็ขัดกันไม่ได้เหมือนกัน” อีกคนเสริม
ฯลฯ
ทั้งกลุ่มก็เลยหัดไป เล่นไป หัวร่อต่อกระซิกกันทั้งวัน พอตกเย็น ระหว่างขึ้นไปนั่งรอเวลาสวดมนต์ทำวัตร ก็ได้ยินเสียงหลวงปู่พูดเปรยขึ้นต่อหน้าที่ประชุม ว่า
“มันเป็นการไม่มีวินัย ขัดสมาธิเพชรแบบแผนของพระพุทธเจ้า จะไม่ทำก็อ้างโน่นอ้างนี่ ขาจะสั้นจะยาว จะอ้วนจะผอม มันก็เรื่องของขา…”
อันนี้แค่เริ่มต้น เป็นการอบรมนำคล้ายการอุ่นเครื่อง.. หรือวอร์มอัพ ให้กับคุณครูสาวทั้งสี่ท่าน
ต่อจากนั้น หลวงปู่ก็พาทำวัตรสวดมนต์ แล้วก็พานั่งสมาธิภาวนา คำสอนของท่านคล้ายๆ จะจงใจกำชับคุณครูนักภาวนาทั้งสี่สาวเป็นนัยๆ ว่า
“การนั่งสมาธิภาวนานั้น ให้นั่งขัดสมาธิเพชรให้ได้
การนั่งขัดสมาธิเพชรนั้น พระพุทธเจ้าท่านนั่งตั้งแต่วันตรัสรู้จนถึงวันนิพพาน ท่านบ่ได้นั่งเล็กๆ น้อยๆ
เรานั่งเล็กๆ น้อยๆ ก็อย่าไปบ่นว่าปวดนั่นปวดนี่ ขาสั้น ขายาวอ้วนมาก ผอมมาก อย่าไปคิดอย่างนั้น
ทำอย่างไรเราจะเอาชนะกิเลสในหัวใจของเรา ให้พากันตั้งใจนั่ง ตั้งใจทำตาม เมื่อผลมันออกมา จะมีสติ จะมีสมาธิ จะมีปัญญา จะเกิดญาณวิเศษ ละกิเลสให้หมดไป สิ้นไป…”
มีตัวอย่างจากแม่ชีอีกท่านหนึ่ง เล่าประสบการณ์ที่เริ่มหัดนั่งสมาธิเพชรครั้งแรก ต่อหน้าหลวงปู่
เมื่อเริ่มต้น แม่ชีก็คิดหาเหตุผลเพื่อแก้ตัวให้แก่ตนเองอยู่ในใจ
แต่ก็ต้องแปลกใจและตกใจ ที่หลวงปู่จะพูดสวนออกมาทันทีกับความคิดของแม่ชี เป็นการดักใจได้ถูก พร้อมกับสอนแทรกขึ้นมาทุกครั้งก็ว่าได้
เช่น แม่ชีนึกในใจว่า “ขาเรานี่มันใหญ่ด้วย สั้นด้วย คงนั่งไม่ได้ มันจะปวด”
หลวงปู่ “นั่งได้สิ…มันต้องนั่งได้ หลวงปู่จะสอนให้”
แม่ชี “โอย! ยิ่งนั่งก็ยิ่งปวดขา” บ่นอยู่ในใจ
หลวงปู่ “มันจะปวดแค่ไหน จะยอมแพ้มันทำไม”
ในที่สุด เมื่อแม่ชีอดทนนั่งไป..นั่งไป สักพัก ก็รู้ดีกว่าความเจ็บปวดค่อยหายไป รู้สึกผ่อนคลาย ใจค่อยสงบและเย็นสบาย ก็ได้ยินเสียงหลวงปู่แทรกขึ้นมาว่า “เห็นหรือยัง จิตมันเย็นสบายแล้วใช่ไหม?”
เรื่องการดักจิตของหลวงปู่นี้ โยมผู้หญิงคนหนึ่งเล่าเรื่องของเธอว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อเธอขึ้นไปถ้ำผาปล่อง หลังจากประสบอุบัติเหตุขาหัก ต้องดามเหล็กเอาไว้
พอถึงเวลาอบรมสมาธิภาวนา หลวงปู่ ได้เริ่มต้นกล่าวนำเหมือนกับที่ลูกศิษย์ได้ฟังมาจนชินหูว่า
“ต่อจากนี้ไปเป็นเวลานั่งสมาธิภาวนา ให้ทุกคนนั่งสมาธิเพชร…”
(บางคนคงนึกในใจเหมือนกับผมว่า “…เอาอีกแล้ว..”)
โยมท่านนั้นก็คิดต่อรองในใจว่า “เที่ยวนี้ขาเจ็บเพราะดามเหล็กอยู่ ขอนั่งธรรมดาไปก่อน”
แต่แล้วก็ต้องสะดุ้ง รีบไขว้ขาขัดกันในท่าสมาธิเพชรทันที โดยลืมความเจ็บปวดเสียสนิท เพราะเสียงหลวงปู่ดูจะเข้มและจริงจังมาก ว่า
“คนที่ขามีเหล็กหรือมีอะไรอยู่ ก็ไม่ต้องไปคิดถึงมัน ให้พยายามนั่งให้ได้..”
แต่ในบางกรณี หลวงปู่ท่านก็อนุโลม โดยเฉพาะเวลาที่โยมเป็นคณะจากทางไกลไปกราบนมัสการถึงถ้ำผาปล่อง เมื่อเริ่มเทศน์ ท่านบอกให้หลับตานั่งสมาธิฟัง โดยไม่เอ่ยถึงนั่งขัดสมาธิเพชรให้โยมอกสั่นขวัญแขวนแต่ประการใด
หลวงปู่ท่านคงพิจารณาเห็นว่า มีโยมบางคนที่อยู่ในวัยสูงอายุอุตส่าห์หอบหิ้วสังขารตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นมาจนถึงถ้ำผาปล่องก็แย่อยู่แล้ว ขืนบอกให้นั่งสมาธิเพชรอีก เดี๋ยวจะตกใจกันยกใหญ่
และบางกรณี โดยเฉพาะพระลูกศิษย์ที่มีอันดับ บางท่านบางองค์ หลวงปู่ท่านก็ยอมผ่อนปรนให้เหมือนกัน
กล่าวคือ ขณะที่หลวงปู่เริ่มต้นเทศน์ โดยบอกให้นั่งขัดสมาธิเพชร พระเถระองค์นั้นคิดว่าองค์ท่านเองน่าจะได้รับการยกเว้นให้นั่งตามสบาย “เรานั่งยังไงก็ได้น่ะ”
หลวงปู่จะเทศน์สวนความคิดนั้นทันที “นั่งเพชรนั่นแหละทนดี แต่จะนั่งยังไงก็เอาเถอะ ตามใจ !”
ขอย้ำว่า เรื่องทั้งหมดนี้ผมคัดลอกมาจากหนังสือ “ละอองธรรม”ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อผู้เขียนไว้ ผมก็กราบขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆ ไว้ให้ผมคัดลอกนะครับท่าน
๗๕. หลวงปู่ผู้ผจญเพลิง
ผมเองก็เพิ่งมาทราบว่า หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านเป็นนักอนุรักษ์ป่า และนักผจญไฟป่ามืออาชีพ ก็เมื่อได้มาอ่านหนังสือ “ละอองธรรม” ของวัดถ้ำผาปล่องนี้เอง
ท่านผู้เขียนให้ชื่อเรื่องว่า “อนุรักษ์ป่ายอดเยี่ยม” แล้วมีเรื่องย่อยภายใต้ชื่อเรื่องนี้อยู่ ๒ – ๓ เรื่อง
เรื่องย่อยเรื่องแรก ชื่อว่า “ดับไฟให้สิ้นเปลว” มีเนื้อหาดังนี้
กิจวัตรที่เป็นมหกรรมประจำหน้าแล้งของ ถ้ำผาปล่อง ได้แก่การเตรียมป้องกันและดับไฟป่า
การทำ ทางกันไฟ นั้น เริ่มลงมือทำจริงจังในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยทำเป็นทางกว้าง ๑ เมตรก่อน ภายหลังจึงขยายให้กว้างเป็น ๒ เมตร
ตั้งแต่นั้นมาจึงไม่มีไฟป่าใหม่เข้ามาในเขตวัดเลย
แต่ด้วยเมตตาไม่มีประมาณของหลวงปู่ ต่อสรรพชีวิตในป่างานผจญภัยของพระเณรจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในเขตวัดเท่านั้น
ทุกครั้งที่ทราบว่าเกิดไฟไหม้ป่า ไม่ว่าต้นไฟจะอยู่ห่างจากวัดออกไปเพียงใดก็ตาม หลวงปู่จะสั่งการด้วยองค์ท่านเอง ให้หน่วยเฉพาะกิจ ของวัดออกปฏิบัติการทันที
บางครั้งพระเณรหน่วยปฏิบัติการ ต้องเดินข้ามเขาไปหลายๆ ลูกกว่าจะถึงสนามปฏิบัติการ และเวลาปฏิบัติการนั้นก็ไม่เลือกว่ากลางวันหรือกลางคืน ในหรือนอกเวลาราชการ
คำสั่งอันเฉียบขาดของหลวงปู่ คือ “ดับให้หมด !”
มาในระยะหลัง เมื่อพระเณรลูกศิษย์มีความเป็นมืออาชีพพอตัวแล้ว หลวงปู่จะสั่งให้รัวระฆังถี่ยิบเป็นสัญญาณ
และเป็นที่เข้าใจกันว่า เมื่อได้ยินเสียงระฆังรัวขึ้น พระเณรหน่วยผจญไฟป่าจะต้องออกปฏิบัติการทันที ตามที่หลวงปู่ท่านได้เคยเทศน์ซักซ้อมข้อปฏิบัติให้เป็นที่เข้าใจอย่างดีว่า
“…ไฟมันกลัวกำลังแขนขาของหลวงพี่หนุ่มๆ นั่นแหละ ทำใจให้ฮึกเหิม คว้าอะไรได้เอาไปดับเลย มัวกลัวร้อนอยู่จะสู้มันไม่ได้
นอนอยู่ก็ต้องรีบลุก ไปให้ถึงเร็วๆ อย่ามัวรอองค์อื่น อยู่มัวนั่งสมาธิเพชร หรือท่อง อตฺถิโลเก อยู่ไม่ได้นา นั่นมันสำหรับดับไฟในใจ…”
ย้อนกลับไปประมาณสิบห้าปีก่อน (ราว พ.ศ. ๒๕๑๐ ตอนที่หลวงปู่มาเริ่มพัฒนาถ้ำผาปล่องใหม่ๆ) ครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดไฟป่าขึ้นหลวงปู่มีคำสั่งให้พระเณรรวม ๓ รูป ออกไปรับมือข้าศึก เป็นแนวหน้าก่อน
พระที่เป็นหัวหน้าหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่ออกไปเป็นแนวหน้าในครั้งนั้น เล่าเหตุการณ์ให้ฟังภายหลังว่า ต้องเดินร่วม ๒ ชั่วโมงไปถึงไฟลุกท่วมเขา แล้วก็ลามกินบริเวณกว้างมาก ช่วยกันตีไฟจนดับไปด้านหนึ่งแล้ว พอลมพัด เปลวไฟก็ลุกลามขึ้นอีกด้านหนึ่ง ตามตีไฟกลับไปกลับมาจนเหนื่อยอ่อน หมดแรง
ในที่สุด เมื่อเห็นว่าเกินกำลังของหน่วย ที่จะดับไฟให้สิ้นเปลวตามที่หลวงปู่สั่ง และหลังปรึกษากันแล้วเห็นว่า เปลวไฟที่เหลืออยู่บ้างคงจะไม่ลุกลามให้ใหญ่โตขึ้นอีก จึงตัดสินใจ “กลับ”
แต่ด้วยความเคารพและยำเกรงในบัญชาของหลวงปู่ ระหว่างเดินทางกลับ สมาชิกของหน่วยต่างก็ปรารภกันด้วยความกังวลใจ
“ขออย่าให้หลวงปู่ถามเลย ว่า ไฟดับหมดไหม ?”
“หลวงปู่คงไม่รู้หรอก และท่านคงไม่สนใจถึงขนาดขึ้นมาดู”
“ถึงท่านสนใจ ท่านจะขึ้นมาได้ยังไง หลวงปู่ไม่ได้ขึ้นเขามานานแล้ว อายุท่านก็ล่วงเจ็ดสิบกว่า ทั้งอ้วนทั้งกลม ถึงจะมาก็คงไม่ไหว !”
ฯลฯ
แต่ละองค์ต่างคาดการณ์ต่างๆ นานาในระหว่างเดินทางกลับวัดพอเดินมาได้ราวครึ่งชั่วโมง กองทัพหน้าทั้งสามองค์แทบไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นหลวงปู่เดินนำหน้าขบวนพระเณรขึ้นเขามาทางด้านถ้ำฤๅษี
กองทัพหน้าจึงจำต้องหันกลับ นำกองทัพหลวง กลับไปช่วยกันตีไฟจนสิ้นเปลว
ปฏิบัติการในช่วงหลังนี้ ฮึกเหิมและเฉียบขาด เมื่อท่านแม่ทัพขึ้นมาบัญชาการด้วยองค์ท่านเอง
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทางกรมป่าไม้ หรือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ จะยังอยากขับไล่พระกรรมฐานออกจากป่าอีกหรือนอกจากจะมอบเหรียญอนุรักษ์ป่าให้ท่านแล้ว สมควรจะจัดผ้าป่าไปสนับสนุนบำรุงวัดถวายท่านด้วยซ้ำไป
หรือท่านผู้อ่านจะเห็นว่าอย่างไรครับ ?
๗๖. ไว้หลวงปู่จัดการเอง
เรื่องนี้เป็นเรื่องย่อยเรื่องที่สอง ที่เกี่ยวเนื่องกับการดับไฟป่ามีดังนี้
ฤดูแล้งปีหนึ่ง เมื่องานป้องกันไฟป่าเริ่มขึ้น พระเณรในสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง ออกปฏิบัติการภาคสนามกันแต่เช้า ตัดต้นไม้และกิ่งไม้ที่ล้มหรือหักลงมาขวาง “ทางกันไฟ”
ต่างช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาด ทางกันไฟ (แนวกันไฟ) ที่ทำไว้เพื่อให้เตียนโล่ง แน่ใจว่าไม่มีเชื้อเพลิงที่จะนำไฟป่าเข้ามาสู่เขตวัด
เมื่อพระเณรทำกันเต็มที่แล้วก็ยังรู้สึกว่า งานยังเหลืออีกมาก เกินกำลังพระเณรวัดถ้ำผาปล่อง จะรับไหว
หลวงพี่ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติงานรู้สึกเป็นกังวล กลัวงานจะไม่เสร็จ ท่านก็เกิดความคิดตอนเดินทางกลับวัดในตอนเย็นว่า
“ทำทั้งวันยังไปไม่ถึงไหน ถ้าทำกันได้วันละแค่นี้อีกเป็นเดือนก็คงไม่เสร็จ
เรามีเงินอยู่ราวพันบาทที่แม่ชีดูแลไว้ให้ พรุ่งนี้จะเอาไปจ้างคนบ้านถ้ำ ให้ขึ้นมาช่วยทำทางกันไฟให้เสร็จสิ้นไป พระเณรจะได้ไม่ต้องเหนื่อยอีกนาน”
หลวงพี่ท่านเหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจตลอดทั้งวัน ถึงตอนค่ำท่านจึงหมดแรง ขึ้นไปทำวัตรเย็นไม่ไหว จึงถือโอกาส ”โดดร่ม” แบบที่พวกเราถนัดกัน
ปกติก่อนลงมือสวดมนต์ทำวัตรเย็น หลวงปู่จะพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกับศิษย์พระเณรและญาติโยมที่มักจะขึ้นไปรอหลวงปู่อยู่เรียบร้อยก่อน
ในเย็นนั้น หลวงปู่ได้ฝากคำมาบอกหลวงพี่ ผู้มีน้ำใจเมตตาต่อหมู่คณะพระเณร ว่า
“พรุ่งนี้หลวงปู่จะจ้างคนบ้านถ้ำมาช่วยทำทางกันไฟ หลวงปู่จะจ่ายเงินเอง หลวงพี่ไม่ต้องจ่าย ให้เก็บเงินไว้”
๗๗. ดับให้หมดไฟนอก – ไฟใน
เรื่องนี้เป็นพระธรรมเทศนาของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในการอบรมพระเณรและญาติโยมที่ถ้ำผาปล่อง ในตอนเย็น ในช่วงที่ต้องช่วยกันดับไฟป่าครั้งหนึ่ง
หลวงปู่ ได้นำเรื่องการดับไฟป่าซึ่งเป็นไฟนอก มาเป็นอุทาหรณ์สอนใจในการทำสมาธิภาวนาเพื่อดับไฟใน ได้อย่างแยบคายดังนี้
“…ไฟนั้นเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนใจคน แต่กระนั้นก็ตามก็ต้องมีวิธีกั้นทางมัน เอาหญ้าเอาต้นไม้ออกจากทาง
ไฟน่ะมันไปได้ทุกทิศทุกทาง แล้วมันก็ไม่นอนกลางวันเหมือนคนด้วย คนนี่กลางวันก็นอน กลางคืนก็นอน
ไฟถ้ามันลุกขึ้นมาแล้ว ไม่ได้นอนหรอก เพาะแพะ เพาะแพะ ไหม้ไปเรื่อย ถึงมันไม่มีจิตใจ แต่ว่ามันก็เหมือนมีจิตใจ
ไฟมา ลมก็พัดแรงเข้า ถ้ามันลุกติดแล้วถึงจะไปดับไฟน่ะ มันดับไม่ได้ล่ะ มันแรง จะเอาน้ำไปดับมันก็อยู่ไกล ดับบ่ค่อยได้ ดับมันบ่ค่อยได้ดอก
ฉะนั้น เพิ่นจึงมีวิธีกั้นด้วยเอาหญ้าคา เอาใบตองออกหนีจากทางมัน ทางไฟ
เวลาเราทำทางใหม่ๆ นั้น เหมือนกับว่ามันจะไม่มีอะไร ไม่มีไฟมาผ่านได้ แต่สักประเดี๋ยว เมื่อทำทางเสร็จแล้ว จะได้เห็นใบไม้ทุกใบที่อยู่ในต้นเวลานี้นะ มันกำลังร่วงหล่นลงมา
เวลาวันไหนมีลมแรงๆ ใบไม้มันจะตกลงมาเป็นเส้นเป็นสาย
ใบไม้ที่มันหล่นลงมานั้นละ เป็นทางไฟ ไต่เข้ามาหาในวัดถ้ำผาปล่องได้ จะต้องได้กวาดได้ดูแลเวลาไฟมาอีกทีหนึ่ง
ไฟป่ามันมาเพราะมีขี้เยื่อใบตองฉันใด ไฟราคะ โทสะ โมหะของคนเรา มันก็มีเชื้อเพลิงอยู่ จิตลืมกรรมฐานไป ไม่ได้พิจารณากรรมฐาน ๕ ตั้งแต่วันบวช
วันบวชนั้น ก่อนจะบวชนุ่งผ้าเหลือง นุ่งผ้ากาสาวพัสตร์กันนั้น พระพุทธเจ้าสั่งสอนว่าให้เรียนกรรมฐาน ตจปัญจกกรรมฐาน ๕ อย่าง เกศา – ผม โลมา – ขน นขา – เล็บ ทันตา – ฟัน ตโจ – หนัง ตโจ ทันตา นขา โลมา เกศา
เพิ่นให้ว่ากลับไปกลับมาจนจำได้ เพื่อได้นำไปพิจารณา และอุปัชฌาย์ท่านก็แนะนำพอเป็นหัวข้อไว้ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นของไม่งาม เป็นของปฏิกูล
แต่จิตมนุษย์คนเราปุถุชนน่ะ มันเห็นว่าเป็นของสวยของงามเพราะมันเห็นหน้าเดียวคือไม่เห็นสี่หน้า เห็นแต่ทางหน้า ทางหลังไม่เห็น มันก็เข้าใจว่าร่างกายสังขารนี้มันเป็นของสวยของงาม
ที่นี้ถ้ามันแก่ชรามากแล้ว ก็เกลียดชังมันละที่นี้ เมื่อใดมันจะตาย เมื่อใดมันจะหมดเรื่องหมดราวเสียที
นั่นคือว่าไม่ได้กำหนดพระกรรมฐาน
กรรมฐาน นั้น ท่านให้กำหนดร่างกายสังขารของเราทุกคนตามธรรมดามันเป็นอย่างไร ? ได้มาจากอะไร ? ได้มาจากที่ไหน ?
ก่อนที่จะได้ก้อนกรรมฐาน คือ ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง นี้ ต้องไปปฏิสนธิวิญญาณในครรภ์มารดา อยู่ในท้องแม่เก้าเดือนสิบเดือน จึงได้รูปขันธ์ร่างกายอันนี้มา
เมื่อได้มาแล้วก็ไม่ได้กำหนดพิจารณาปัญจกกรรมฐาน ที่นี่มันก็เห็นเป็นของดิบของดีไป
บวชแรกๆ ก็อยู่ได้ ถ้านานเข้ามาละผ้าจีวรร้อนละบาดนี้ (ทีนี้) เพราะลืมกรรมฐาน
ฉะนั้นอย่าไปลืม
ผู้ใดลืมก็ให้ตั้งต้นใหม่ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ
ผม อยู่บนศีรษะ ขน อยู่ตามสรรพางค์ร่างกาย เล็บ อยู่ปลายมือปลายเท้า ฟัน อยู่คางข้างบนข้างล่าง ที่หลงลืมไม่ได้ต้องเอามาพิจารณา
ฟัน ฟันเขี้ยว เราอมฟันตัวเองมาตั้งแต่เกิด มีฟันขึ้นมาจนฟันหลุดไป
บางคนก็ยังไม่ได้กำหนดพิจารณาให้เห็นเป็นอสุภกรรมฐานจิตใจมันก็วุ่นวาย
สิ่งเหล่านี้ เหมือนกับเราทำทางกันไฟข้างนอก ไม่ให้ลุกลามเข้ามาในวัด
ถ้าเรามากำหนด ธาตุกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน อาทีนว โทษของร่างกายสังขารนี้ให้ดี ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ มันลุกขึ้นมาไม่ได้ เพราะมันเห็น แจ้งว่าคนๆ ไหน ก็เหมือนกับตัวของเรา
ที่สมมุติว่าเป็นชาย ก็โดยสมมติ
ความจริง เป็นหญิงมันก็เป็นอันเดียวกับชาย เป็นชายมันก็เป็นตัวของหญิง อันเดียวกัน เพราะว่าพ่อแม่ของเราทุกคนก็เป็นหญิงเป็นชาย
ถ้าเราลืมกำหนดพิจารณาสิ่งเหล่านี้ ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ทับถมจนกระทั่งเห็นเป็นของสวยของงาม มั่นคงถาวร เพลิดเพลินไปตามการอยู่การกิน แล้วจิตใจก็วุ่นวายว้าวุ่น
ฉะนั้น ต่อไปให้กำหนด เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ของตัวเองให้เห็น ไม่เห็นอย่าไปมัวนิ่งนอนใจ ให้กำหนดพิจารณาลงไป ให้มันเห็นเป็นเพียงธาตุดิน เป็นเพียงธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ทรงอยู่ได้ชั่วระยะ ไม่ถึงร้อยปีก็จะแตกจะดับแล้ว
อย่าพากันมาหลงหนาวหลงร้อนอยู่ มาห่มผ้าให้สังขาร แต่จิตใจไม่ภาวนา ไม่ได้ หลงทาง
นี่เป็นอุบายธรรมอันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา”
การแสดงธรรมอีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่ได้เปรียบเทียบระหว่างไฟนอก กับ ไฟใน ดังนี้
“กิเลส คือไฟราคะ โทสะ โมหะ นี้แหละ มันเป็นของร้อนร้อนยิ่งกว่าไฟธรรมดา
ไฟธรรมดา อย่างไหม้ที่สุด ก็ให้ชีวิตของบุคคลผู้นั้นแตกดับไป ก็หยุดแค่นั้น
แต่ว่าไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ไฟอวิชชา ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ไฟอันนี้ไม่หยุดแค่นี้ ๆ
จะต้องไหม้จากภพนี้ ชาตินี้ เดี๋ยวนี้ เป็นต้นไป จนต่อเนื่องไปภพใหม่ ชาติใหม่ ก็ตามไปไหม้”
๗๘. ให้พิจารณาความตาย
ในหนังสือ “ละอองธรรม” มีข้อเขียนเรื่องหนึ่งชื่อว่า “หนึ่งเดียวนี้แหละ” เน้นเรื่อง มรณกรรมฐาน หรือ การพิจารณาความตาย เป็นกรรมฐานที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านเน้นมากบทหนึ่ง
เรื่องมีดังนี้
ถ้าไปถามหลวงพ่อ หลวงพี่ หรือหลวงพี่เณร วัดถ้ำผาปล่องว่า หลวงปู่ท่านเทศน์เรื่องอะไร ?
คำตอบที่ได้รับ นอกจาก “อัฐิกัง – กระดูก ๓๐๐ ท่อน” หรือ “ดวงจิตผู้รู้” แล้วก็คงมี “มรณํ เม ภวิสฺสติ เราจะต้องตาย” นั่นแหละที่หลวงปู่ท่านเทศน์บ่อยที่สุด
ครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงปู่รับนิมนต์ไปเทศน์ในงานทำบุญวันเกิดท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ สุมงฺคโล แห่ง วัดอนาลโย. ดอยบุษราคัม จังหวัดพะเยา
เมื่อหลวงปู่ ขึ้นธรรมาสน์ ท่านก็เทศน์ “มรณํ เม ภวิสฺสติ” ตามที่ศิษย์ผู้ติดตามไปจากวัดถ้ำผาปล่องคาดไว้ไม่ผิดเลย
ศิษย์ท่านนั้นนึกอยู่ในใจว่า “อยู่ถ้ำผาปล่อง ก็ มรณกรรมฐาน หลวงปู่มาเทศน์ที่พะเยา ก็มรณกรรมฐานเหมือนกัน คิดว่าท่านจะยกเรื่องอื่นมาเทศน์”
เมื่อเทศน์เสร็จ ตอนลงจากธรรมาสน์ มาพักผ่อนอิริยาบถศิษย์ก็รินน้ำชาถวาย หลังจากยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้ว หลวงปู่ก็ปรารภกับศิษย์ท่านนั้นว่า
“คนเมืองพะเยาก็จะต้องตายเหมือนกัน จึงเอามรณกรรมฐานมาเทศน์“
แล้วหลวงปู่ก็ยังยก มรณํ เม ภวิสฺสติ เป็นการเทศน์นอกรอบ ต่อไปอีกว่า
“ดูเบื้องต้น ไม่มีอะไร ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมา
เวลาเบื้องปลาย คนเราเวลาจะตายหรือตายไป ก็ไม่มีอะไรติดตามไป
ญาติ มิตรสหาย สามี ภรรยา พ่อแม่ เขาก็ไปส่งได้แค่ป่าช้า เขาก็กลับมา ไม่ได้ตามไปในโลกหน้า
ฉะนั้น เราอย่าไปห่วงใครทั้งนั้น ห่วงตัวเราคนเดียว ห่วงใจของเรา เอาใจของเรามาตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชา ไม่ได้อะไรก็ได้จิตใจเลื่อมใสศรัทธาในการปฏิบัติธรรม…”
“…คนโบราณฉลาด มีปัญญา เอ ! ทำอย่างไรจะให้มันรู้จักว่า มันตายเป็น มันแก่เป็น มันหมดสิ้นไปตามวันคืน เดือน ปี นี่
ครั้นเกิด ตาย กันขึ้นมา ก็เอาละ ที่นี้ นิมนต์พระมาชักบังสุกุล มาเทศน์ให้ฟัง
แต่คนเราที่ยังอยู่ ก็ไม่เข้าใจว่าพระท่านมาเทศน์ให้เราฟัง (นึก) ว่าท่านเทศน์ให้ผีฟัง
เวลารับศีลก็อาราธนา (พอ) พระให้ศีลละก็ เอาฆ้อนเอามือตบตีโลง ว่า พระจะให้ศีล ๕ นะ จงมารับศีล ฟังธรรม
รับศีลแล้ว ก็รักษาศีล ๕ ให้ได้นะ
อันความหลงของคนเรา มันเข้าใจว่า ผีของคนนั้นมันจะอยู่ที่นั้น มันจะมาอยู่ทำไม มันแตกสลายไปแล้วนะ..”
๗๙. อธิษฐานสร้างพระพุทธชินราช
เรื่องนี้ก็ยังคงคัดลอกมาจากหนังสือ “ละอองธรรม” มีเนื้อหาดังนี้
ย้อนหลังไปเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เมื่อครั้งที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรยังเป็นพระหนุ่ม เดินธุดงค์ขึ้นมาทางภาคเหนือ
หลวงปู่ได้มีโอกาสนมัสการพระพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลก รู้สึกประทับใจในความงดงามขององค์พระ จึงได้อธิษฐานว่า
“ถ้าข้าพเจ้ามีบุญวาสนาพอสร้างพระพุทธชินราชได้ จะสร้างไปไว้ที่วัดบ้านเกิดสักหนึ่งองค์”
หลวงปู่มีความผูกพันกับพระพุทธชินราชมาแต่ครั้งไหนก็ไม่อาจทราบได้ ทุกครั้งที่เดินทางผ่านพิษณุโลก ถ้ามีโอกาสท่านต้องแวะนมัสการพระพุทธชินราชเสมอ
อีกสี่สิบห้าปีต่อมา (พ.ศ. ๒๕๒๗) คำอธิษฐานของหลวงปู่จึงสัมฤทธิ์ผล
ลูกศิษย์ที่มีศรัทธาอยากสร้างพระพุทธรูปถวาย ได้ขึ้นไปกราบหลวงปู่ที่ถ้ำผาปล่อง พร้อมกับขอคำแนะนำ
หลวงปู่ให้ความเห็นว่า
“พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่สวยที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธชินราช”
ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ หลวงปู่เริ่มดำเนินการหล่อพระพุทธชินราชจำลองตามที่มีผู้ปวารณาสร้างถวาย
การเซ็นสัญญาหล่อพระ กระทำกันต่อพระพักตร์พระพุทธชินราชที่วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก
หลวงปู่เล่าให้ฟังภายหลัง ท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า
“องค์พระพุทธชินราชนี้ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีบุญญาธิการสูง เมืองพิษณุโลกฝนฟ้าก็ตกต้องตามฤดูกาล
เมื่อหล่อองค์จำลองเสร็จ จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่บ้านบัว ขอให้มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ มีบุญญาธิการ ให้มีความอุดมสมบูรณ์เท่าองค์จริง”
พระพุทธชินราชองค์จำลองที่สร้างขึ้นนี้ เป็นฝีมือหล่อของช่างชาวพิษณุโลกคนเดียวกัน แต่แยกหล่อเป็นส่วน ส่วนเศียรหล่อที่วัดพระศรีมหาธาตุ พระเนตรทำด้วยนิลบริสุทธิ์จากจันทบุรี ส่วนอื่นๆ หล่อที่บ้านช่างที่บางพยอม
หลวงปู่ได้เอาใจใส่แวะเวียนไปดูความก้าวหน้าทุกขั้นตอนด้วยองค์ท่านเอง
หลวงปู่ปรารภกับช่างหล่อว่า “อยากให้เหมือนองค์จริง จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่บ้านบัว”
หลวงปู่ท่านเคยเล่าเกี่ยวกับประวัติการสร้างพระพุทธชินราชองค์จริงให้ฟังว่า เป็นงานที่ยุ่งยากมาก เพราะนายช่างปั้นแบบกี่ครั้งกี่หนก็ไม่เป็นที่พอใจ ร้อนถึงเทวดาต้องแปลงกายเป็นช่างมาช่วยปั้น
“เทวดาเพิ่นอายุยืน อยู่มาตั้งแต่สมัยโน้น ทันได้เห็นหน้าตาพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร
พอปั้นเสร็จ ถามหา ก็บ่มีไผฮู้ว่าคนมาช่วยปั้นหายไปไหน !”
เมื่องานหล่อเสร็จเรียบร้อย พระพุทธชินราชองค์จำลองที่ได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วิหารวัดบ้านบัว อ พรรณานิคม จ.สกลนคร บ้านเกิดของหลวงปู่ เพื่อให้ญาติโยมได้สักการบูชา สมความปรารถนาของหลวงปู่ ที่พูดให้ลูกศิษย์ฟังด้วยความปีติยินดีว่า
“ในชีวิตของหลวงปู่ อยากสร้างพระพุทธชินราชสักองค์ ขณะนี้ก็ได้สร้างสมใจแล้ว”
สาธุ ! สาธุ ! สา…..ธุ !
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ก่อนที่หลวงปู่จะละสังขาร พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ ลูกศิษย์ของหลวงปู่ ซึ่งเป็นประธานสำนักสงฆ์เวฬุวันสันติวรญาณ ที่จังหวัดสกลนคร ได้ขึ้นมากราบหลวงปู่ที่ถ้ำผาปล่อง
เมื่อถึงตอนลากลับ หลวงปู่สั่งว่า
“ท่านเชาว์มานี่ ปีนี้ฝนแล้ง ท่านกลับไปสกลนคร ไปกราบหลวงพ่อใหญ่ (พระพุทธชินราชองค์จำลอง) แทนหลวงปู่ด้วยนะ ให้ฝนมาตกที่สกลนคร”
๘๐. ระเบียบปฏิบัติในวัด
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านจะยึดถือแนวทางปฏิบัติที่ครูบาอาจารย์ได้อบรมสั่งสอน และพาทำมา อย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยเฉพาะแนวทางของพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ที่ถ่ายทอดมาสู่พระสายป่ารุ่นลูกรุ่นหลานในปัจจุบัน
ระเบียบปฏิบัติของพระเณรวัดถ้ำผาปล่อง หลวงปู่ท่านเขียนที่บรรทัดบนสุดว่า “ให้รักษาข้อวัตร เหมือนท่านอยู่”
“ท่าน” ในที่นี้ก็คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่สายพระกรรมฐานนั่นเอง
ผมขอคัดลอกระเบียบปฏิบัติของวัดถ้ำผาปล่อง มาเสนอ ณ ที่นี้ดังนี้
ให้รักษาข้อวัตรเหมือนท่านอยู่ระเบียบข้อปฏิบัติ สำหรับพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่มาพักปฏิบัติธรรม สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง๑. เวลา ๐๓.๐๐ น. สัญญาณระฆังใหญ่ ไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรเช้า เสร็จแล้วนั่งสมาธิฟังพระธรรมเทศนา เมื่อได้เวลาอรุณแล้ว พระภิกษุ สามเณร ออกบิณฑบาต๒. เวลา ๐๘.๐๐ น. หลังบิณฑบาตกลับมาแล้ว พระภิกษุ สามเณรทุกรูป ฉันภัตตาหารบนถ้ำ๓. เวลา ๑๕.๐๐ น. สัญญาณระฆังเล็ก ปัดกวาดทำความสะอาดเสนาสนะ ตลอดทั้งบริเวณสำนักสงฆ์๔. เวลา ๑๙.๐๐ น. สัญญาณระฆังใหญ่ ไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรค่ำ เสร็จแล้วนั่งสมาธิภาวนา๕. ขณะทำวัตร นั่งสมาธิฟังธรรม ห้ามลุกจากที่นั่ง หากไม่มีกิจธุระอันสมควร ขอให้ทุกท่านปฏิบัติตามโดยเคารพ อย่างเคร่งครัด และพร้อมเพรียงกันพระครูสันติวรญาณ
๘๑. หลวงปู่สอนศิษย์
เรื่องที่นำมาเขียนนี้ อยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” ภายใต้หัวข้อ “เทศน์เฉพาะกิจ” ประกอบด้วยเกร็ดที่เป็นตัวอย่างถึงการอบรมศิษย์ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร อยู่ ๖ – ๗ ตัวอย่าง
ณ ที่นี้ผมขอคัดมาเสนอบางตัวอย่างที่พอเหมาะกับหนังสือเล่มนี้เท่านั้น คือไม่ได้คัดมาทั้งหมด เพราะบางเรื่องน่าจะเป็นการรับทราบเฉพาะในหมู่พระเณรวัดถ้ำผาปล่องเท่านั้น อย่างเราๆ อ่านก็ไม่สามารถเข้าใจความตื้นลึกหน้าบางได้ จึงขอเว้นไว้
ในข้อเขียนดังกล่าว มีดังนี้ครับ
ปกติหลวงปู่อบรมลูกศิษย์วันละสองครั้ง คือ ก่อนสวดมนต์ทำวัตรเย็น และหลังสวดมนต์ทำวัตรเช้า
เวลาประชุมฟังหลวงปู่เทศน์ ลูกศิษย์ต้องนั่งสมาธิเพชร ฟังท่าน
ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร จนกระทั่งล่วงกาลผ่านวัยไปถึง ๘๐ ปีจึงได้ผ่อนคลายภารกิจนี้ลง
การเทศน์ของหลวงปู่ ไม่สู้มีกลเม็ดเด็ดพรายหรือสำนวนโวหารของนักปริยัติเท่าใดนัก แต่เทศน์ตัดตรงเข้าไปภายในที่การปฏิบัติจิตให้หมดจดจากกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง โดยไม่อ้อมค้อม
บ่อยครั้งที่ท่านหยิบยกเอาเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันมาปรารภเพื่อโยงเข้าสู่การปฏิบัติ
นอกจากขยันเทศน์ตามแบบอย่างพระบรมครูของท่านแล้วหลวงปู่ยังขยันอ้างอิงด้วย
แทบทุกครั้งที่หลวงปู่เทศน์ ที่จะลืมเสียมิได้เลยก็คือการเอ่ยถึง “พระพุทธเจ้าท่าน” เป็นแบบอย่างหรือหลักฐานอ้างอิง ช่างสมฉายา “พุทฺธาจาโร” ของท่านเสียจริงๆ
ลูกศิษย์ระดับพระเถระองค์หนึ่ง พูดถึงวิธีการสอนของหลวงปู่ว่า “ท่านใช้วิธีเทศน์รวม ใครมีปัญญาเอาได้ก็เอา เอาไม่ได้ก็เป็นหมูเป็นหมาไป ท่านว่าอย่างนั้น”
“หลวงปู่ท่านไม่ค่อยว่าใคร บางครั้งเรารู้สึกว่าลูกศิษย์บางองค์ก็เละละ จนเรานึกอยากให้หลวงปู่ท่านว่าเอาเสียบ้าง” นี่ก็อีกความเห็นหนึ่ง
อย่างไรก็ตามมีบางตัวอย่างของ “เทศน์เฉพาะกิจ” ที่แสดงให้เห็นว่าหลวงปู่อาจมีวิธีสอนหรือ “คุม” ลูกศิษย์ของท่านตามจริตนิสัยหรือภาวะจิตของแต่ละบุคคลในขณะนั้นๆ ก็เป็นได้
กรณีที่หนึ่ง : ปล่อยไปก่อน
อย่างเช่น พระเถระองค์หนึ่ง ซึ่งญาติโยมห่วงใยในข้อวัตรของท่านมาก เมื่อห่วงมากก็กังวลมาก จึงมีเรื่องไปปรารภกับหลวงปู่อยู่เสมอ
“ทำไมท่านองค์นี้เก็บเนื้อเก็บตัวจังเลยครับหลวงปู่ ? สวดมนต์ทำวัตรก็ไม่ค่อยมาประชุมกับหมู่คณะ อายุพรรษาท่านก็มากแล้ว ทำไมไม่เห็นไปธุดงค์บ้างเลย ? “
แล้วก็อะไรต่อมิอะไรอีกสารพัดเท่าที่โยมคิดว่าพระที่ดีในสายตาของโยมจะพึงปฏิบัติ
โดยมากเมื่อโยมบ่น หลวงปู่มักจะ “วางเฉยเหมือนแผ่นดิน”
จนกระทั่งเห็นว่าโยมชักกังวลบ่นพร่ำเกินเหตุ ท่านก็ชี้แจงด้วยน้ำเสียงสงบเย็นว่า
“บ่ต้องไปกังวลกับเพิ่น ถึงเวลาเพิ่นก็ออกมาเอง ฆราวาสเราไม่ค่อยรู้เรื่องพระหรอก อยากธุดงค์ก็เดินรอบวัดนี่แหละ ชอบป่าไหน อยากหยุดก็หยุดซี”
และ การณ์ก็เป็นไปอย่างที่หลวงปู่ว่าไว้ไม่ผิด คือ “ถึงเวลา” ลูกศิษย์องค์นั้นของหลวงปู่ก็ออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามควรแก่สถานภาพของตัวเอง โดยไม่บิดพลิ้ว…
กรณีที่สอง : ปฏิบัตินอกแบบแต่อยู่ในใจ
พระเถระอีกรูปหนึ่งเป็น “เจ้าแห่งปัญหา” เพราะในการภาวนานั้น ท่านเล่าว่า มีปัญหาติดขัดต้องไปกราบเรียนถามหลวงปู่อยู่บ่อยๆ แล้วหลวงปู่ก็เมตตาแนะนำอุบายต่างๆ ซึ่งองค์หลวงปู่เองก็ออกตัวว่าอาจเป็นอุบายเฉพาะสำหรับองค์ท่านก็ได้ ท่านว่า
“สำหรับเรานะ หลวงปู่ไม่เน้นวิธีการ ท่านบอกว่าเอาวิธีไหนก็ได้ มันเป็นภาวนาทั้งนั้น ไม่จำเพาะจะต้องภาวนาหลับตา สำคัญที่ใจ”
เวลาลูกศิษย์กราบเรียนถามปัญหาในการปฏิบัติ หลวงปู่ไม่ค่อยตอบ บางทีก็เหมือนกับตอบไปคนละเรื่องกับที่ถาม
“ท่านชอบให้ลูกศิษย์ใช้ปัญญาแก้ปัญหาเองมากกว่า ถ้าท่านตอบแล้วเราต้องเอาไปพิจารณา คำตอบของท่านมักให้ไว้ล่วงหน้า บางทีเพียรปฏิบัติตามไปๆ ปีหนึ่งหรือบางทีสามถึงสี่ปี จึงเข้าใจว่าที่ท่านสอนนั้นจริงและตรง
ครั้งหนึ่งไปกราบเรียนถามว่า ภาวนาจิตสงบแล้ว ต่อไปจะอย่างไร ?
หลวงปู่ตอบว่า ภาวนาไม่เป็นนี่ เราสอนให้ภาวนาละกิเลสแต่นี่ภาวนาเอากิเลส
ฟังแล้วก็งง หลวงปู่ก็เลยอธิบายต่อว่า เห็นในปัจจุบันเป็นหนึ่งเดียว มีสติเห็นตามความเป็นจริงเท่าที่เห็น มีปัญญาเลิกละความยึดมั่นถือมั่น จิตก็หยุดไม่สงสัย เป็นการเห็นเพื่อการเลิกละทั้งหมด เป็นการรู้เพื่อการเลิกละทั้งหมด
…การภาวนานั้นไม่ได้เอา เป็นการละกิเลส อะไรๆ ที่จิตมันชอบ – ไม่ชอบ บังเกิดขึ้นไม่ บ่ต้องไปเอา มรรคผลนิพพานก็ไม่ต้องเอา“
(ในกรณีที่สองนี้ ผมลอกมาด้วยความงงๆ ท่านผู้อ่านก็ค่อยๆ อ่านทบทวนดูก็แล้วกันนะครับ)
๘๒. ผู้รู้มีอยู่ในโลก
เรื่องนี้ก็รวมอยู่ในเรื่อง “เทศน์เฉพาะกิจ” ที่นำเสนอในตอนที่ผ่านมา ชื่อหัวข้อว่า “ผู้รู้มีอยู่ในโลก” เป็นกรณีที่สาม นำมาเสนอต่อจากตอนที่แล้ว
ในโอกาสอันเหมาะอันควร หลวงปู่ก็ดักคอลูกศิษย์ให้ได้สะดุ้งกันเสียทีหนึ่ง
บางท่านเจอบ่อย จนคิดว่า “อยู่ต่อหน้าหลวงปู่ไม่กล้าคิดอะไรกลัวท่านรู้ !”
ครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงปู่ไปสกลนคร ปกติแทบทุกครั้งที่หลวงปู่แวะพักผ่อนคลายอิริยาบถที่ศาลาริมน้ำ วัดท่าวังหิน
วันนั้น เมื่อหลวงปู่ไปถึง ลูกศิษย์ออกมารับย่าม แล้วก็เดินตามหลวงปู่ไปเงียบๆ แต่ความคิดนั้นไม่ยอมเงียบ
“เอ ! เวลาเราอยู่คนเดียว การกระทำทางกาย วาจา จิต ของเราที่ไม่ดี หลวงปู่จะรู้ไหมน้อ ?
แล้วการกระทำ ความคิดของเรา ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง จะมีผู้รู้หรือเปล่าหนอ ?“
หลวงปู่ ซึ่งเดินอยู่ข้างหน้าลูกศิษย์ผู้ที่ช่างสงสัย ก็พูดสวนขึ้นมาทันทีว่า
“ท่าน… ผู้รู้มีอยู่ในโลก !”
อีกครั้ง เมื่อไปกราบหลวงปู่ที่บ้านกรุงเทพภาวนา (ที่ซอยนภาศัพท์ สุขุมวิท ๓๖)
ระหว่างนั่งรอเพื่อให้โอกาสญาติโยมเข้าถวายของหลวงปู่ ก็มีเวลาให้จิตปรุงแต่งได้แสดงบทบาทโต้ตอบกัน
…ของถวายหลวงปู่มากมายจริง ๆ ศิษย์น่าจะได้รับแบ่งบ้าง วัดเรายังแร้นแค้น เทียนที่จะจุดในกระท่อมก็หายาก น้ำตาลจะฉันยังไม่มีเลย..ฯลฯ
…เอ๊ะ ทำไมจึงโลภคิดไปอย่างนั้น ?
ก็มันไม่มีนี่ ! … “
จนได้โอกาสเข้าสนทนาธรรม แล้วถึงเวลากราบลาก็ต้องกระอักกระอ่วนใจเต็มที เมื่อหลวงปู่ผลักของที่กองอยู่ข้างๆ ตัวท่านมาให้จำเพาะเป็นของที่คิดอยากได้ทั้งนั้น ! ! !
ช่วงฤดูฝนปีหนึ่ง หลวงปู่ไปสกลนคร ท่านพักในกระท่อมที่ท่าวังหิน ตรงข้ามกับวัด
ระยะนั้น พอดีลูกศิษย์ก็กำลังปั่นป่วนรวนเรด้วยโลกธรรมกระทบจิตหวั่นไหวฟูๆ แฟบๆ ไปตามสรรเสริญ นินทา เลยพาลโทษวัดบ้าง โทษกุฏิบ้าง โทษโยมบ้าง ว่าไปเรื่อย
จนในที่สุด คิดหนี
เมื่อตัดสินใจว่าไปแน่ ก็ผลุนผลันออกจากกุฏิ จะไปกราบลาหลวงปู่
พบท่านคอยอยู่ระหว่างทาง
หลวงปู่พูดเตือนสติลูกศิษย์ด้วยคำอุปมาว่า
“ท่าน… ห้ามเสียงกบเสียงเขียดได้ไหม กบเขียดที่มันร้องน่ะ มันฆ่าตัวมันตายเองนะ มันร้องว่า ข้าอยู่นี่ ! ข้าอยู่นี่ ! คนก็มาจับมันไป”
ยิ่งโดนหลวงปู่ดักคอบ่อย ยิ่งมีอานิสงส์มาก ลูกศิษย์ก็เลยอยู่หมัด หนีก็ไม่หนี สึกก็ไม่สึก อยู่มาจนปัจจุบัน ท่านเป็นประธานของสำนักสงฆ์ที่ท่านคิดหนีในตอนนั้นนั่นเอง
ท่านผู้อ่านคงพอระลึกได้นะครับ เคยเขียนถึงพระเถระลูกศิษย์ของหลวงปู่องค์นี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ในตอนท้ายของ “การสร้างฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูน” จังหวัดสกลนคร
ลองกลับไปอ่านทบทวนดู แล้วท่านก็จะระลึกชาติได้ ผมรับรองครับ !
๘๓. แผ่นดินกระแอม
ชื่อเรื่องข้างต้นนี้ เป็นหัวข้อเรื่องที่อยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” เพียงอ่านชื่อเรื่องว่า “แผ่นดินกระแอม !” ใจผมสะดุ้ง หวั่นไหวสะเทือนทันที
เป็นคำที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ หนักแน่น น่าเกรงขาม และต้องระมัดระวังตัวเรามากยิ่งขึ้น
คนอะไร หรือพระอะไร คิดคำดีๆ เขียนเรื่องดีๆ แล้วก็ไม่ยอมบอกชื่อบอกแซ่ให้ทราบ แล้วผมจะไปขอบพระคุณใครล่ะ ขอบคุณแผ่นดินผู้กระแอม ก็แล้วกัน ท่านคงจะรับทราบ
ท่านผู้เขียนได้เรียงลำดับเรื่องจากต้นไปปลาย แต่เพื่อไว้เชิงของนักลอกผู้ยิ่งใหญ่อย่างผม จะขอเขียนย้อนจากตอนปลายกลับไปหาตอนต้น เป็นการพลิกแผ่นดินเล่นแล้วกัน
ผมขออนุญาตพลิกปฏิทินไปเริ่มต้นเหตุการณ์ เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๓๗ หลังจากที่หลวงปู่สิมมรณภาพไปแล้ว ๒ ปี
เหตุการณ์วันดังกล่าวเกิดขึ้นที่ วัดกลางชูศรีเจริญสุข อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เป็นการจัดงานบุญครบรอบวันมรณภาพของหลวงปู่บุดดา ถาวโร
หลวงปู่หลวง กตปุญโญ พระเถระผู้มีศักดิ์เป็นหลานของหลวงปู่สิม ได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม
หลวงปู่หลวง ได้แสดงธรรมโดยกล่าวเชื่อมโยงไปถึง หลวงปู่สิมว่า
“…หลวงปู่บุดดา ก็เคารพหลวงปู่สิมเหมือนกัน ว่า หลวงปู่สิมนั้นเป็นพระเจ้าทอง ว่าอย่างนั้น
คำว่า พระเจ้าทอง คืออย่างไร ?
คำว่า พระ นั้น ไผด่าก็ไม่โกรธ เหมือนพระเจ้านั่งอยู่นี่แหละ นั่งอยู่ที่เรากราบ เขาด่าว่า พระพุทธรูปองค์นี้ไม่ดี ไม่สวย ไม่งาม ด่าท่านั้นท่านี้ ติท่านั้นท่านี้น่ะ เฉย ไม่เดือดร้อน
เขาจะด่าท่านั้นท่านี้ ท่านก็ไม่เดือดร้อน
มีคนมาฟ้องว่า อาจารย์… เขามาด่าอาจารย์เรื่องนั้น เรื่องนั้นเรื่องมันน่าเจ็บใจ
ท่านก็ไม่พูดมาก ท่านว่า เออ ! ใจของอาจารย์ดุจดอยสุเทพ เขาสุเทพนั้นน่ะไม่หวั่นไหว เขาด่าว่าร้าย (หรือว่า) ดอยสุเทพดี มันก็ไม่เดือดร้อน ไม่โกรธ ไม่โมโหอะไร ใจของอาจารย์ก็อย่างนั้น”
ทีนี้ขอย้อนมาดูเรื่องตอนต้น ที่เป็นหัวใจของเรื่อง “แผ่นดินกระแอม” มีอยู่ว่า
คงมีคนคิดปรามาสหลวงปู่ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะวันหนึ่งท่านเทศน์เสียงเข้มขึ้นว่า
“หลวงปู่น่ะเลียนแบบพระพุทธรูป และหลวงปู่ทำได้จริง พระพุทธรูปน่ะ ใครจะติฉินท่านก็นิ่งได้ หลวงปู่น่ะเลียนแบบพระพุทธรูปและหลวงปู่ทำได้จริง”
อีกโอกาสหนึ่ง เมื่อมีพระอาคันตุกะขึ้นไปกราบนมัสการหลวงปู่ที่ถ้ำผาปล่อง
แม้เป็นพระนวกะ ก็กล้าหาญชาญชัยถึงกับพูดจาในทำนองติเตียนหลวงปู่ด้วยเรื่องต่างๆ โดยไม่กลัวบาปกรรมเลย
หลวงปู่นั่งฟังด้วยอาการสงบ วางเฉยเหมือนแผ่นดินอย่างที่ท่านสอนลูกศิษย์จนติดหู
จนกระทั่งได้โอกาส ท่านจึงย้อนถามด้วยเสียงเรียบๆ ว่า
“อย่างหลวงปู่นี่ ต้องให้ท่านสอนด้วยรึ ? “
เรื่องที่นำเสนอก็จบแค่นี้ครับ แต่ในใจผมนั้นยังไม่จบ ผมสะเทือน สะเทือนจริงๆ ครับ !
ย้อนนึกถึงตัวเอง ตอนเขียนหนังสือเล่มแรกๆ ในโครงการฯผมได้เขียนถากถาง กระทบกระเทียบเปรียบเปรย ยิ่งกว่านั้นบางโอกาสยังตำหนิ และก็บังอาจสั่งสอนพระสงฆ์องค์เจ้าอีกด้วย
มาช่วงหลังได้สำนึก ถามตัวเองว่าเราเป็นใคร เราผู้เป็นฆราวาสทำไมจึงบังอาจไปติเตียนพระ ไปสอนพระ เราอยู่ในฐานะที่สมควรแล้วหรือ ?
ก็ต้องกราบเท้าขอขมาพระคุณเจ้าองค์เหล่านั้นด้วยครับ ผมจะพยายามฟังรวมระวังในกาลต่อไป
อันนี้ผมจึงรู้สึกสะเทือนอย่างรุนแรง เมื่อได้ยินเสียง “แผ่นดินกระแอม”
๘๔. สวดมนต์ที่ถ้ำผาปล่อง
เรื่องที่ผมนำมาเขียนนี้ คัดลอกมาจากเรื่อง “สวดมนต์ก็เป็นภาวนา” ที่อยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” โดยผมนำมาซอยออกเป็นตอนสั้นๆ ตามนิสัยของผมที่ใจร้อน ช่วงความสนใจสั้น ไม่ชอบอ่านเรื่องยาวๆ (อันส่อลักษณะของคนขี้เกียจ และอ่อนทางปัญญาด้วย อันนี้ผมกลัวว่าท่านผู้อ่านจะว่าให้ ก็เลยชิงว่าตัวเองเสียก่อน !)
เอาละครับ ผมเริ่มก้มหน้าก้มตาลอก ให้ท่านอ่านได้เลย
เพื่อนๆ หลายคนที่ไปถ้ำผาปล่อง ประทับใจในความไพเราะของเสียงสวดมนต์ในเวลาทำวัตรเช้า – เย็น ของพระภิกษุสามเณรยิ่งนัก
ใช่ว่าสวดไพเราะอย่างเดียว แถมสวดให้ฟังอย่างจุใจด้วย คือทั้งเพราะทั้งยาว ว่าอย่างนั้นเถอะ
นอกจากสวด เจ็ดตำนาน สิบสองตำนานแล้ว ยังสวดพระสูตรทั้งสี่ ได้แก่ อาทิตตปริยายสุตตัง อนัตตลักขณสุตตัง ธัมมจักกัปปวัตตนสุตตัง และ มหาสมยสุตตัง สลับในแต่ละวันอีกด้วย
โดยเฉพาะวันที่มีการสวด “มหาสมัย” รวมกับบทสวดประจำอื่นๆ สำหรับผู้ใหญ่ด้วยแล้ว เปิดหนังสือสวดตาม ก็ต้องพลิกตัวแล้วพลิกตัวอีกหลายตลบทีเดียว กว่าจะจบลงอย่างโล่งใจ แล้วก็แฮ็ปปี้เอนดิ้ง !
ว่ากันว่า สมัยก่อน พระที่จะไปจำพรรษาที่ถ้ำผาปล่อง ต้องสวดมนต์สามบท ที่เป็นเสมือนวิชาบังคับให้ได้ก่อน ซึ่งได้แก่บทมหาสมัยฯ พาหุงฯ และธัมมจักฯ
ต่อมา ในปี ๒๕๒๙ ก็เพิ่ม พระคาถาชินบัญชร เข้ามาอีกบทหนึ่ง
บทสวดทั้งหลายนี้ หลวงปู่เคยให้อรรถาธิบายถึงความสำคัญเอาไว้ว่า
“อย่างมหาสมัยสูตร เรียกว่าเป็นสูตรใหญ่ สูตรสำคัญ เวลาเทวดาทั้งสิบโลกธาตุมาประชุมกัน พระองค์ก็แสดงให้เทวดาทั้งหลายที่มาประชุมกันนับตั้งแต่กรุงกบิลพัสดุ์ออกไป
พระองค์เทศน์ให้พระอริยสงฆ์สาวกเจ้าทั้งหลายฟังว่า เทวดาในกรุงกบิลพัสดุ์ ก็เรียกว่าเพิ่นประจำอยู่นั้น ส่วนมากเป็นยักษ์ แล้วเทวดาอื่นๆ ก็มา
เทวดาที่มีฤทธิ์มีเดช มีอะไรดี ๆ ก็มารวมบ้าง เป็นการประชุมใหญ่
เมื่อมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งที่มาตรัสรู้ในโลกแล้ว เทวดาทั้งสิบโลกธาตุจะมาประชุม
อย่างที่พระองค์ตรัสเทศน์ให้ฟังว่า เทวดาที่นั้นก็มา เทวดาที่นี้ที่มีฤทธิ์มีเดชมีอานุภาพอย่างนั้นอย่างนี้ก็มา อันนี้เป็นมงคล
เหมือนกับว่า คนดีไปที่ไหนใครก็ชอบ เทวดา อินทร์ พรหม เมื่อท่านเสด็จไปไหน ที่นั้นก็เป็นมงคล”
นอกจากนี้ หลวงปู่มีเคล็ดแถมให้ด้วยว่า มหาสมัยสูตรนี้เป็นบทสวดมหานิยม
“ทำการใหญ่ๆ ใดๆ สวดมหาสมัย เทวดาอนุโมทนา”
เมื่อศิษย์รับภาระในการสร้างพระวิหารพระพุทธชินราชจำลองถวายหลวงปู่ และต้องใช้งบประมาณเป็นล้าน หลวงปู่ก็กำชับว่า
“ถ้าอยากให้วิหารเสร็จเร็ว ให้สวดมหาสมัยฯ ทุกวัน”
๘๕. สวดมนต์ป้องกันภัย
คำสอนเรื่องการสวดมนต์ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร มีต่อไปว่า
เวลาเดินทางหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คับขันอาจเป็นอันตรายเช่น ฤดูกาลเข้าพรรษา ซึ่งมักมีปรากฏการณ์ฟ้าผ่าและพายุฝน ทำให้ต้นไม้ใหญ่ล้มลงมาฟาดกุฏิที่พักอาศัยพังพินาศ
ก่อนเลิกประชุมทำวัตร หลวงปู่มักกำชับให้ลูกศิษย์ขยันสวดมนต์ภาวนา
“ก่อนจะหลับจะนอน ให้สวดมนต์ภาวนาอีกครั้ง สวดพร้อมกันในที่ประชุมแล้ว ก็กลับไปสวดของตัวเองอีก
สวดบ่อยๆ ตั้งใจสวด เป็นสิริมงคล
โดยเฉพาะสวดพาหุงฯ จะช่วยปัดเป่าภัยอันตราย (เช่น) ไฟฟ้าไปไว้ใจมันบ่ได้ มันเป็นงูพิษ งูตัวยาวที่สุดในโลกละนั่น ยาวตั้งแต่เหนือจรดใต้.. “
(บทพาหุงฯ มีชื่อเป็นทางการว่า ชัยมงคลคาถา หรือที่พวกเราเรียกว่า บทพระเจ้าชนะมาร นั่นแหละครับ)
๘๖. สวดบทธัมมจักฯ เป็นมงคลมาก
บทธัมมจักกัปปวัตนสูตร ก็เป็นบทสวดมนต์อีกบทหนึ่งที่หลวงปู่สวดบ่อย
ทุกครั้งที่รับนิมนต์ไปงานขึ้นบ้านใหม่ หรืองานมงคล หลวงปู่เป็นต้องสวดธัมมจักฯ “ซึ่งเป็นมงคลมาก” ท่านว่าอย่างนั้น
หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ เล่าว่า ท่านเคยได้รับนิมนต์ไปงานมงคลที่บ้านโยมเพียงสององค์กับหลวงปู่
หลวงปู่ก็พาสวดธัมมจักฯ “สวดกันอยู่เพียงสอง (องค์) พอหยุดหายใจพร้อมกัน เสียงสวดก็เลยเงียบหายไปครู่หนึ่ง
เคยกราบเรียนถามท่านว่า สมัยก่อน พระอานนท์ท่านเลือกพระสูตรเหมาะมาสวด เทวดาพิจารณาแล้วปล่อยวางได้ บรรลุก่อน
เหตุใดพระอานนท์ซึ่งเป็นผู้สวด ยังเป็นเพียงโสดาบัน ไม่บรรลุ”
หลวงปู่ตอบว่า “คนสวดก็มัวแต่ตั้งใจสวด ถ้าพิจารณาไปด้วย เดี๋ยวก็สวดผิดสวดถูก”
ขออนุญาตสรุปว่า ผู้ที่ฟังสวด ถ้าเราตั้งใจฟัง แล้วนำคำสวด (ความหมาย) น้อมนำมาพิจารณาด้วย ก็จะทำให้เกิดปัญญารู้แจ้งในธรรมนั้นได้ครับผม
๘๗. การสวดพระคาถาชินบัญชร
ได้เรียนแต่ต้นแล้วว่า พระคาถาชินบัญชรของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) นี้ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เพิ่งพาพระเณรและญาติโยมชาวถ้ำผาปล่อง สวดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ นี้เองไม่ได้สวดมาแต่ต้น
ในหนังสือของวัดถ้ำผาปล่อง เขียนไว้ว่า
สำหรับพระคาถาชินบัญชรนั้น หลวงปู่ไม่ได้ชี้แจงสรรพคุณแต่อย่างใด เพียงเล่าว่า มีคนเอารูปหล่อเก่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) มาถวายท่าน (พ.ศ. ๒๕๒๙)
ท่านก็เลยสั่งให้ลูกศิษย์องค์หนึ่งไปคัดลอกบทสวดพระคาถาชินบัญชรพร้อมทั้งบทแปล มาแจกจ่ายให้สมาชิกของวัดถ้ำผาปล่องได้ท่องบ่น
เพราะ “หลวงพ่อโตท่านสั่งให้สวด” หลวงปู่ท่านว่าอย่างนั้น
และองค์หลวงปู่เองก็หัดสวดไปพร้อมๆ กับลูกศิษย์ด้วย
ตั้งแต่นั้นมา พระคาถาชินบัญชรจึงเป็นบทสวดมนต์ประจำอีกบทหนึ่งของสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง ด้วยเหตุดังนี้แล
สำหรับ “คอวัด” อย่างเราๆ ท่านๆ แล้วละก็ ผมไม่ต้องบรรยายถึงความหมาย สรรพคุณ และรายละเอียดอื่นๆ ของพระคาถาชินบัญชรกันอีกแล้วใช่ไหมครับ
เอาแค่คำแปล พระคาถาชินบัญชร แปลว่า พระคาถาที่เป็นประตูแห่งชัยชนะ ดูคำแปลชื่อก็รู้ว่าศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหมครับ อยู่ที่ว่าเราจะสวดด้วยความตั้งใจ และด้วยจิตที่เป็นสมาธิมุ่งมั่นเพียงใดอีกด้วย
๘๘. สวดมนต์ก็เป็นการภาวนา
การสวดมนต์จึงเป็นการภาวนาวิธีหนึ่งที่ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโรท่านอบรมลูกศิษย์ให้ฝึกฝนจนเกิดความชำนิชำนาญ นอกเหนือจากการเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนา
หลวงปู่ย้ำว่า อานิสงส์ของการสวดมนต์ทำให้จิตใจตั้งมั่นได้เช่นเดียวกัน แต่ต้องสวดด้วยความตั้งอกตั้งใจจริงๆ ฝึกให้คล่อง ออกเสียงให้ชัดเจน
“ ไม่ใช่สวดเล่นๆ สวดเปล่าๆ สวดให้เป็นสิริมงคลแก่ตนและหมู่คณะ
บางแห่งท่านก็กล่าวไว้ว่า สวดมนต์ภาวนา สวดมนต์ก็เป็นภาวนาทำให้จิตใจตั้งมั่นได้
คือ เมื่อสวดไปจิตก็ตามไปพิจารณา ทำให้จิตใจสงบระงับได้
แม้บางครั้งบางอย่างเราจะไม่รู้ความหมายก็ตาม แต่ในนั้นมันเป็นอุบายธรรม เป็นธรรมมงคล เมื่อเราสวดไปไม่รู้ ก็จะรู้ภายหลัง
เพราะอะไรทุกอย่าง ถ้าสวด ถ้าว่า ถ้ากล่าวไปบ่อยๆ ความเคยชิน ความชำนิชำนาญมันก็เกิดมีขึ้น
ถ้าเราอยากจะรู้จะเข้าใจ ก็มีในสวดมนต์แปล
สวดมนต์แปลนั้น เพิ่นแปลเอาไว้ อธิบายไว้ ถ้าเราอ่านก็จดจำไปในนั้น ก็เป็นมงคล
ฉะนั้น มงคลอันนี้นั้นอยู่ที่เจริญ (สวด, ระลึกถึง) ไม่ใช่ว่ามงคลอยู่ที่ธรรม มีตู้พระธรรมแล้วนั่งเฝ้าพระธรรมอยู่ ไม่ไหว้พระสวดมนต์ไม่ภาวนา ก็ได้ผลน้อยเต็มที”
๘๙. การสวดมนต์ของหลวงปู่
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านเป็นประธานการสวดมนต์ทำวัตรนำลูกศิษย์สวดมาแต่ไหนแต่ไร แม้เมื่อท่านเจริญวัยถึง ๘๐ ปี ก็ยังนำสวดเป็นปกติ
ในโอกาสสำคัญๆ หลวงปู่ ยังเป็นต้นเสียงนำสวดเองด้วยซ้ำเสียงสวดมนต์ของหลวงปู่ มีพลังกังวานแต่ต้นจนจบ ไม่มีเสียงตกเสียงเครือเสียงแหบพร่าแบบเสียงผู้เฒ่าเลย
น่าอัศจรรย์แท้ !
ตรงกันข้ามกับเวลาที่ท่านพูด ซึ่งเสียงเบา จนบางครั้งเหมือนท่านตั้งใจไม่ให้เราได้ยิน
แม่ชีท่านหนึ่ง รู้สึกประทับใจในการสวดมนต์ของหลวงปู่ ตั้งแต่ยังไม่เคยรู้จักองค์หลวงปู่ด้วยซ้ำ เล่าว่า
“ได้ยินท่านสวด อนัตตลักขณสูตร ครั้งแรก น้ำตาไหลเลยต้องไปเที่ยวถามว่า พระองค์ไหนสวด ? เขาก็บอกว่าเป็นหลวงปู่สิม”
เพื่อนสหธรรมิกอีกคนหนึ่ง (ผมเข้าใจเป็นเพื่อนของแม่ชีเพราะใช้คำว่า คนหนึ่ง) ก็ซาบซึ้งการสวดชุมนุมเทวดาของหลวงปู่
“ท่านไม่ได้สวดไพเราะเฉยๆ แต่ชัดเจน จับคำได้ มีจังหวะจะโคน การเอื้อนไพเราะมาก ไม่เคยได้ยิน สัคเคฯ ที่ไหนไพเราะอย่างนี้
พอท่าน สัคเค กาเมฯ จบลงเท่านั้นเอง มันปีติรู้สึกเย็นกายเย็นใจ“
(บทสัคเคฯ ก็คือ บทชุมนุมเทวดา ครับผม)
อย่างไรก็ตาม ขยันสวดมนต์ก็ต้องไม่ลืมกาละเทศะ หลวงปู่บอกว่า ไฟป่าเกิดขึ้นมาต้องรีบลุกไปช่วยกันดับ
“มัวนั่งขัดสมาธิเพชร หรือท่อง อตฺถิโลเก อยู่ไม่ได้นา นั่นมันสำหรับดับไฟในใจ”
หลวงปู่เทศน์สอนเรื่องการดับไฟในใจ ว่า
“กิเลส คือ ไฟราคะ โทสะ โมหะ นี้แหละ มันเป็นของร้อนร้อนยิ่งกว่าไฟธรรมดา
ไฟธรรมดา อย่างไหม้ที่สุด ให้ชีวิตของบุคคลผู้นั้นแตกดับไปก็หยุดแค่นั้น
แต่ว่า ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ไฟอวิชชา ตัณหา มานะทิฏฐิ ไฟอันนี้ไม่หยุดแค่นี้ จะต้องไหม้จากภพนี้ ชาตินี้ เดี๋ยวนี้ เป็นต้นไป จนต่อเนื่องไปภพใหม่ ชาติใหม่ก็ตามไปไหม้”
๙๐. ฟังเอาประโยชน์
พระลูกศิษย์เขียนว่า หลวงปู่สิม เคยเล่าเรื่องแปลกให้ฟังเรื่องหนึ่ง สมัยที่ท่านจำพรรษาที่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ
เรื่องมีว่า มีโยมคนหนึ่งแกป่วยเป็นวัณโรคมานาน รักษาอย่างไรก็ไม่หาย
อยู่มาคืนหนึ่ง แกฝันว่ามีพระมาบอกยาให้ ส่วนผสมที่สำคัญคือใบโพธิ์
เมื่อโยมได้กินยาปรุงตาม “สูตรในฝัน” แล้วแกก็หายจากวัณโรค
แกมาทราบทีหลังว่า พระที่เมตตามาโปรดตนในฝันนั้น คือหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เมื่อแกไปเห็นรูปท่านที่ศาลา
ต่อมาก็มีเรื่องน่าพิศวงเกี่ยวกับองค์หลวงปู่มั่น เกิดขึ้นที่ถ้ำผาปล่องเหมือนกัน
คือ อยู่ๆ ก็มีโยมชราขึ้นเขามากราบเรียนหลวงปู่สิมว่า เวลาที่ตนเองนั่งสมาธิ หลวงปู่มั่นท่านมาสอนวิธีภาวนาให้ ว่าทำอย่างโน้นอย่างนี้
จนกระทั่งสุดท้าย หลวงปู่มั่นก็บอกว่า ต่อไปจะไม่มาสอนอีกแล้ว ให้โยมไปหาหลวงปู่สิมที่ถ้ำผาปล่อง ให้หลวงปู่สิมสอนเรื่องขันธ์ ๕
หลวงปู่สิม ท่านฟังเรื่องที่โยมชรานั้นเล่าด้วยอาการสงบ เมื่อจบแล้ว ท่านก็เทศน์เรื่องขันธ์ ๕ ให้โยมนั้นฟังจริงๆ
พระลูกศิษย์ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นด้วยเล่าว่า
“ตอนแรกอาตมามาฟังแล้วก็คิดว่า ออเฒ่านั้นเจ้าเล่ห์ ถ้าอยากฟังเทศน์หลวงปู่ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาหลวงปู่มั่น มาอ้างเลย
แต่แล้วก็ต้องหยุดคิด เมื่อได้ยินหลวงปู่ปรารภว่า ดูซิ หลวงปู่มั่นท่านมีเมตตา นิพพานแล้วยังมีเมตตา
แล้วหลวงปู่ยังสั่งให้จดชื่อและที่อยู่ของโยมชรานั้นเก็บไว้ด้วยเพื่อจะได้อนุเคราะห์ หากต่อไปโยมมีปัญหาในการปฏิบัติธรรมอีก”
หลวงปู่ได้สอนพระลูกศิษย์เกี่ยวกับการฟัง ไม่ว่าจะเป็นฟังข่าวหรือเรื่องราวใดๆ แม้จะเป็นเรื่องนอกเหตุเหนือผลก็ให้รับฟัง “ฟังแล้วให้พิจารณาเอาประโยชน์จากการฟัง ไม่ใช่ฟังเอาจริงหรือไม่จริง”
นอกจากนี้ หลวงปู่ยังสอนเรื่องการฟังธรรมด้วย ว่า
“เวลาฟังธรรม ถ้าเราฟังแต่เสียง เอาโสตเอาหูฟัง ใจไม่ฟัง ก็ไม่เข้าใจตลอดกาล
การที่เราฟังธรรมแต่เล็กแต่น้อยจนเฒ่าจนแก่ ก็ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน คือเราฟังแต่เสียง ฟังเพียงเอาหูฟัง ใจยังไม่ฟัง”
ก็เอวํ ครับ !
๙๑. เทศน์ไล่ความขี้เซาเหงานอน
ความขี้เกียจขี้คร้าน ซึมเซา ง่วงเหงาหาวนอน เรียกว่า ถีนมิทธะ จัดเป็นประเภทหนึ่งของ นิวรณ์ ๕ หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรม พูดง่ายๆ ก็คือตัวมารมาขัดขวางการทำความพากเพียรนั่นเอง
คำกล่าวของคนโบราณที่แสดงถึงตัว ถีนมิทธะ ก็อย่างเช่น “ฟังเทศน์หาวนอน ดูละครตาแจ้ง” ดังนี้ เป็นต้น
ในหนังสือ “ละอองธรรม” (อีกนั้นแหละ) ได้เขียนถึงการเทศน์การสอนของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เพื่อขจัดตัวถีนมิทธะ ดังนี้
ช้าๆ นานๆ หลวงปู่ ก็เทศน์เปรี้ยงปร้างแบบจุดพลุเพื่อขับไล่ถีนมิทธะ ให้ลูกศิษย์ลูกหาตาสว่างเสียที
แต่เนื่องจากเป็นเทศนาที่ประกอบด้วยเมตตาธรรมล้วนๆ แม้หลวงปู่ใช้เสียงดัง ฟังดูเข้มงวด ผู้ฟังก็ไม่รู้สึกระคายเคือง เพราะเสียงที่ฟังดุของท่านมิได้มีร่องรอยของโทสะให้สัมผัสได้เลย
ที่ง่วงเหงาหาวนอนอยู่ ก็เลยตื่นขึ้นมาแจ้งตาใสฟังเทศน์กันต่อไป
“ญาติโยมมีศรัทธาหาระฆังมาไว้ให้ตี ระฆังนั้นตีแตกไปหลายลูก แต่ว่าไอ้ผู้ปฏิบัติภาวนาตีกิเลสตัวเองไม่แตก แตกแต่ระฆัง…”
“…ขี้เซาเหงานอน ไล่ให้มันไปอยู่โน่น…เมืองรัสเซีย อย่าให้มันมาอยู่เมืองไทย
ให้พากันลุกขึ้นยืนต่อสู้กับกิเลส อย่าปล่อยให้กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เข้ามาย่ำยีจนกระทั่งนอนไม่ตื่น
เรียกว่ากินแล้วนอน เหมือนสุกรไม่รู้จักตื่น
อันนั้นเรียกว่าใช้ไม่ได้…”
บางครั้ง หลวงปู่ก็ปรารภด้วยน้ำเสียงเย็นๆ เรียบๆ เรื่อยๆ กลั้วด้วยเสียงหัวเราะในทำนองเห็นขันอยู่ภายในลำคอ ท่านคงนึกสลดสังเวชลูกศิษย์ที่ขี้เซาเหงานอน ที่ยังคงตกค้างอยู่ในเมืองไทย ไปไม่ถึงเมืองรัสเซียก็เป็นได้
ท่านว่า
“หลับไปพอบรรเทาร่างกาย ตื่นขึ้นมาเมื่อใดก็บ่ต้องบ่นเสียดาย ฮึ..ฮึ ! เสียดายนอน
เออ ! กำลังนอนดี ระฆังก็ดังขึ้น เป็นทุกข์เป็นร้อน ตื่นขึ้นมาตีระฆังให้ก็บ่ได้
เพิ่นตีแล้ว ก็…โอ๊ย ! รบกวนลงนอนอีก !”
นี่แหละครับ หลวงปู่ท่านเตือนหนักที่สุดแล้ว ถ้าศิษย์คนใดยังไม่รู้สึกรู้สา ก็โน่นครับ – เนรเทศตัวเองไปอยู่รัสเซียโน่น ! หรือไม่ก็ปล่อยตัวเองให้ “เป็นหมูเป็นหมาไป” ตามที่หลวงปู่ท่านว่า
ย่อหน้าหลังสุดนี้ ผมว่าเองนะครับ เป็นการรับลูกต่อจากหลวงปู่เพื่อว่าพวกกันเอง เขาเรียกว่า “เล่นลูกตามน้ำ” หรือ “ท่านว่าขี้ข้าพลอย” ครับ
๙๒. เณรน้อยพญานาค
ท่านผู้เขียนเรื่องนี้ ได้อารัมภบทก่อนเริ่มเรื่องว่า
“ใครที่ยังไม่เห็นโทษร้ายของถีนมิทธะ – กิเลสความง่วงเหงาหาวนอน ว่ามันร้ายกาจขนาดไหน น่าจะลองฟังนิทานจากพระธรรมเทศนาของหลวงปู่ เรื่องต่อไปนี้…“
พระธรรมเทศนาของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เรื่อง “เณรน้อยพญานาค” มีดังนี้
“..ตำนานมีว่า มีสามเณรองค์หนึ่ง ได้ปฏิบัติพระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง พระสาวกตั้งห้าร้อย มีสามเณรน้อยองค์เดียวปฏิบัติ
สามเณรน้อยองค์นั้นปฏิบัติตลอดไตรมาสสามเดือน เหมือนกับว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอน เดี๋ยวก็หลวงพี่องค์นั้นให้ประเคนของ ทำนั้นทำนี้ให้
คิดให้ดีว่า พระห้าร้อย สามเณรน้อยองค์เดียว ทำไมท่านจึงเอาได้สู้ได้
แต่ถ้ำผาปล่องเรานี้ พระมีอยู่แค่ยี่สิบองค์ สามเณรชื่อ ใหญ่ องค์หนึ่ง สามเณรชื่อ วิรัติ องค์หนึ่ง สามเณร จ่อย อีกองค์หนึ่ง ก็เป็นสาม เรื่องก็เป็นเรื่องเล็ก อย่าไปท้อถอย
โดยเฉพาะเณรจ่อย ชื่อจริงไม่ใช่เณรจ่อย ร่างกายเพิ่นจ่อย (ผอม) ก็เลยให้ชื่อว่า เณรจ่อย ขยันดี ขยันขันแข็ง ทำอะไรได้เต็มกำลัง พระแค่ยี่สิบองค์นี้ ถ้าจะแบ่งก็ได้น้อยเดียวหนอ
ที่นี่ สามเณรน้อยไม่ได้หลับก็ได้นอน มันอยากนอน พอเสร็จธุระไตรมาสสามเดือนก็ไม่รู้จะปรารถนาเอาอะไร
สามเณรน้อยนั้น ถ้าปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็จะได้ ถ้าปรารถนาจะเป็นพระเจ้าจักรพัตราธิราชก็จะได้ เพราะว่าความเพียรเต็มที่ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน
สามเณรน้อยองค์นั้นก็มีแต่อยากหลับอยากนอนอย่างเดียว จะปรารถนาเอาดีกว่านั้นก็ไม่ได้ ก็ปรารถนาเอาว่ามันง่วงนอนอยากนอนอย่างนี้ ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้นอนเถิด ว่าอย่างนั้น อย่าได้มีการงานเหนื่อย ขอนอนตลอดเถิด
ก็เลย (พอ) ตายไปในชาตินั้น ไปเกิดเป็นนาคราช หรือว่าพญานาคราช เลยนอนอย่างเดียวที่นี้ ไม่ตื่น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัส ถาดที่เสี่ยงทายนั้นจมลงในที่ๆ เดียวกัน
อย่างในแผ่นดินนี้ (ในกัปป์นี้ ที่เรียกว่า ภัทรกัปป์ จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสทั้งหมด ๕ พระองค์) ก็เมื่อพระเจ้ากกุสันโธ มาตรัส ท่านก็เสี่ยงถาดของพระองค์ท่าน ถาดก็ไหลไป
เป็นถาดทองคำแรกไปวางไว้บนศีรษะ สามเณรน้อยเป็นนาคราชก็รู้สึกเท่านั้นแหละว่า ถาดได้ลอยมาลงที่นี้
(พระพุทธเจ้า) องค์ที่สองไปก็ โกนาคมโน มาตรัส ก็เสี่ยงถาดอีก ถาดก็ไปลอยซ้อนกัน
พอถาดองค์ที่สอง มาตรัสรู้ห่างกันตั้งพุทธันดรหนึ่ง (ระยะเวลาจากพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ไปถึงพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง เรียกว่า ๑ พุทธันดร) พญานาคราชก็ตื่นขึ้นสักทีหนึ่ง ดังแกร็ก
แล้วก็ เออ ! เมื่อวานก็มาตรัสรู้องค์หนึ่ง วันนี้ก็มาตรัสรู้อีกองค์หนึ่งหนอ
นั่นล่ะ ! ปรารถนานอนขนาดนี้ จนสิ้นพุทธันดรหนึ่ง จึงได้ตื่น- แกร็ก – ตื่นทีหนึ่ง
แต่พวกเราไม่ต้องเอาแค่นั้น เอาให้มันมาก ให้มันพ้นทุกข์พ้นภัย ได้แต่นอนเหมือนสามเณรน้อยไม่ได้ความ
ทีนี้ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) องค์ที่สาม มาตรัส กัสสโปสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เสี่ยงถาด อย่างนั้นแหละ ถาดก็ไปแกร็กอีก
นาคราชก็ตื่นลืมตาขึ้นมาดูถาดนี่ และว่า เอ ! วานนี้ก็มาตรัสองค์หนึ่ง วันนี้ก็มาตรัสอีกหนอ ท่านว่า
จนพระพุทธเจ้าของเราเรียกว่า พระเจ้าโคดม มาตรัสรู้เป็นองค์ที่สี่ ก็มาเสี่ยงถาดนางสุชาดา
คือว่าวันนั้น พระพุทธเจ้าของเราก็ฉันบิณฑบาตนางสุชาดานางสุชาดานั้นทำขนมสี่สิบเก้าก้อนถวายพระพุทธเจ้า แต่เวลานั้นก็เรียกว่า บวงสรวงเทวดาดินฟ้า ตามธรรมเนียมคนหลง คนไม่รู้
ก็บังเอิญพระโพธิสัตว์พระพุทธเจ้าของเราก็นั่งอยู่ในที่นั้น ที่ร่มไม้โพธิ์นั้นแหละ
พอนางสุชาดา มองเห็นปุริสลักษณะพระพุทธเจ้า ก็ทึ่งในใจว่าเทพเจ้ามารอเราแล้ว ก็เลยเกิดปีติธรรมยิ่งใหญ่ น้อมเอาถาดขนมที่ตั้งใจไว้ไปถวายพระพุทธเจ้าของเรา
พระองค์ก็เสวยพระกระยาหารนั้นเสร็จเรียบร้อย พระองค์ก็นำเอาถาดไปลอยน้ำ ตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าเราจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ ละก็ อย่าให้ถาดทองคำนี้ไหลลงตามน้ำ ให้ไหลทวนกระแสขึ้นไป ว่าอย่างนั้น
พระองค์ก็วางถาด ถาดก็หมุนติ้วอยู่กับที่ก่อน เมื่อหมุนอยู่กับที่พอสมควรแล้ว ก็ผันขึ้นไปทางเหนือน้ำ เป็นความอัศจรรย์ให้พระพุทธองค์ของเราตั้งใจมั่นว่า คงจะได้ตรัสรู้จริง
เพราะธรรมดาถาดไม่มีจิตใจ พอพระองค์ตั้งใจอย่างนั้น ก็บันดาลถาดเหมือนมีจิตใจ หมุนติ้วขึ้นไปเหนือน้ำ เหมือนเรือกลไฟอเมริการัสเซียวิ่งตามน้ำอย่างนั้นแหละ
ฉะนั้น พอไปถึง ฟาดก็หมุนไปเรื่อย ทวนกระแส (น้ำ) ขึ้นไป
ส่วนพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้คิดอะไรต่อมิอะไร พระองค์ดูแต่แรกก็รู้ทีเดียวว่า พระองค์ท่านคงจะได้ตรัสรู้จริง
ที่นี่พอถาดลอยไปถึงที่ที่นาคราชนอนหลับอยู่ ถาดไหลไปตกใส่ข้างๆ ศีรษะ สามเณรน้อยที่เป็นนาคราชตื่นสักทีหนึ่ง ก็ว่าเมื่อวานนี้ก็มาตรัส วันนี้ก็มาตรัสอีก พระพุทธเจ้านี้ก็รวดเร็วหนอ
ตื่นขึ้นสักทีหนึ่งก็หลับ หลับตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ วันเทศน์นี้ก็ยังหลับอยู่ เณรน้อยนี้บ่ได้ตื่น โน้นหละ พระศรีอาริยเมตตโยโพธิสัตว์มาตรัส จึงจะตื่นได้
นั่นละปรารถนานอน อย่าไปปรารถนาเอาเลย มันนอนรวดไปเลยนี่ บ่ได้เรื่องบ่ได้ราว
อันนี้ความคิดเด็กน้อย ความคิดสามเณรน้อย มันง่วงเหงาหาวนอน แกก็เลยขอให้ได้นอนเถิด ตายแล้วไปเป็นนาคราช ไม่ได้เรื่อง
จะว่าปรารถนาอย่างไรไม่ได้ก็ไม่ถูก ความจริงแล้วเมื่อมีความตั้งใจอันใด ถ้าตั้งใจจริงย่อมสำเร็จลุล่วงไปได้…”
สาธุ !
๙๓. อุบายให้กำลังใจศิษย์
เรื่องต่อไปนี้ ๔ – ๕ ตอน เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงเมตตาของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร มีอยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” ภายใต้ชื่อเรื่องใหญ่ว่า “ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ” ซึ่งภายใต้ชื่อนี้ประกอบด้วยเรื่องย่อยๆ แสดงถึงตัวอย่างเมตตาของหลวงปู่ในแต่ละกรณี
เรื่องแรกชื่อเรื่องว่า “แยบคายในเมตตา” ผมคงไม่ต้องกล่าวนำอะไร ลงมือลอกอย่างเดียว แล้วก็เชิญท่านลงมืออ่านเอาเองครับผม
การล้อมรั้วลวดหนามสำนักสงฆ์ เป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ลูกศิษย์ถ้ำผาปล่องภูมิใจ
งานนี้เริ่มเมื่อต้นพรรษาในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ มาแล้วเสร็จเอาเมื่อออกพรรษา รวมระยะเวลาการทำงานประมาณ ๓ เดือน หลวงปู่เป็นองค์ประธานดำเนินงาน และคอยให้กำลังใจบรรดาลูกศิษย์อย่างใกล้ชิด
เริ่มตั้งแต่ พระเณรแบกเสารั้ว ท่านก็ยกเก้าอี้ไปนั่งดู ต่อมาก็เดินตาม จนเดินไม่ไหวต้องให้พระช่วย
หลวงปู่พยายามไปปรากฏตัวยังจุดที่ลูกศิษย์ช่วยกันทำงานเพื่อเป็นกำลังใจ
“ทั้งดึงและดันท่านขึ้นไป ว่างั้นเถอะ อาตมาน่ะดันอยู่ข้างล่าง”
หลวงพี่รูปร่างสูงใหญ่ อดีต “พระดัน” ย้อนความหลังให้ฟัง
จิตวิทยาในการบริหารงานโยธาของหลวงปู่ ยอดเยี่ยมจริงๆ ท่านมีวิธีให้กำลังใจลูกศิษย์แข่งกันทำงานหนัก โดยไม่นึกถึงความเหน็ดเหนื่อย
เพราะระหว่างไปนั่งเป็นกำลังใจ พอพระเณรผ่านตรงที่หลวงปู่นั่งอยู่ ท่านก็คอยถามไถ่ด้วยความอาทร
เหนื่อยไหมล่ะ ? แบกได้กี่เที่ยวแล้ว ? ได้กี่ต้นแล้ว ?
อย่างนี้เป็นต้น
หมู่คณะพอได้ยินหลวงปู่ ถามองค์อื่นก็ฟังไว้ แล้วก็เทียบกับจำนวนงานของตนเอง
ถ้าเราได้น้อยกว่า ต้องเร่งแบกให้ทัน ถ้ามากกว่าก็รักษาระดับเอาไว้ ไม่ให้น้อยหน้าเวลาหลวงปู่ถาม
องค์อื่นๆ ก็เหมือนกัน
สรุปแล้วก็คือ หลวงปู่ถามทุกองค์ ลูกศิษย์ก็ภูมิใจ การทำงานที่มีหลวงปู่เป็นผู้นำ จึงสำเร็จลุล่วงอย่างเรียบร้อยและรวดเร็ว”
สาธุ ! ลอกจบไปแล้วเรื่องหนึ่ง
๙๔. การลงโทษศิษย์ทำงานช้า
เรื่องที่สอง ลงมือลอกเลย
…อย่างไรก็ตาม หลวงปู่มีบทลงโทษเหมือนกัน สำหรับพระเณรที่รับงานไปแล้วบกพร่องต่อหน้าที่ ทำให้งานของส่วนรวมเสียหาย
บทลงโทษก็ไม่หนักหนาสาหัสอะไร เพียงเป็นวิธีการกระตุ้นความรับผิดชอบ เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป
เช่น ครั้งหนึ่ง เมื่อออกปฏิบัติงานภาคสนาม มีการแบ่งกลุ่มทำงานเป็น ๓ กลุ่ม
กลุ่มแรก ล่วงหน้าไปสำรวจและจัดเตรียมสถานที่
กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มดำเนินการขุดหลุมเตรียมไว้เพื่อฝังเสา
และ กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มแบกเสาคอนกรีต ทั้งหมด ๑,๖๕๒ ต้น ยาว ๒ เมตร แต่ละต้นหนัก ๔๕ กิโลกรัม ขึ้นไปปัก
(ผมไม่ได้เห็นเหตุการณ์ แต่จินตนาการเอาว่า ต้องแบกเสาคอนกรีตทั้งหมด จากลานจอดรถเชิงเขา แล้วเดินขึ้นไปตรงหลุมแต่ละหลุม ซึ่งอยู่เรียงรายอยู่บนดอย โอ้ ! พระเจ้าจ๊อด ! ราวกับสร้างกำแพงเมืองจีนเลยทีเดียวเชียว)
เมื่อหลวงปู่ ติดตามผลงาน ปรากฏว่า งานยังเริ่มไม่ได้ เพราะกลุ่มแรกทำงานล่าช้า
หลวงปู่สั่งให้พระเณรกลุ่มแรกออกทำงานล่วงหน้าไปก่อนแปดโมงเช้า และนำอาหารไปฉันในป่าในพื้นที่ทำงานด้วยเลย
ฆราวาสอาจเห็นว่าเป็นโทษกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่ได้ผลเพียงพอสำหรับพระ
โธ่ ! หลวงพี่ครับ ท่านรู้จักฆราวาสเราน้อยไป พวกเราประเภท “หนาตราช้าง” แค่นี้มันกระจุ๋มกระจิ๋มจริงๆ อย่างที่หลวงพี่ว่านั่นแหละลงโทษแค่นี้เราจะไปรู้สึกอะไร หนักหนากว่านี้เรายังทนได้ เพราะเรา “อดหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน” ตามที่หลวงปู่สอนไว้นั่นแหละครับ
๙๕. ต้องให้เสร็จ !
นอกจากงานล้อมรั้วรอบเขตวัดแล้ว งานปักธงบนยอดเขา ก็เป็นอีกงานที่คณะศิษย์วัดถ้ำผาปล่อง ภาคภูมิใจ
งานปักธงบนยอดเขา เป็นงานประเพณีที่ต้องทำให้เสร็จก่อนถึงวันทำบุญครบรอบวันเกิดของหลวงปู่
เดิมที เสาธงก็ใช้ไม้ไผ่ ส่วนธงใช้จีวรเย็บติดกันเป็นผืนใหญ่เมื่อโยมมีศรัทธาถวายท่อเหล็กให้เป็นเสาธงถาวร งานปักธงในปีนั้นจึงกลายเป็นมหกรรมฝึกความอดทน และฝากความประทับใจให้กับพระเณรซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะลูกหาบ” ไม่รู้ลืมเลย
พระอาจารย์ที่เป็นอดีตลูกหาบผู้แข็งแกร่ง เขียนเล่าไว้ว่า
“ลำพังขึ้นยอดดอยตัวเปล่านั้นก็เต็มทีแล้ว ยังต้องแบกท่อเหล็กหนักเกือบ ๓๐ กิโลกรัมขึ้นไปด้วย
คิดดูก็แล้วกัน ว่าจะขนาดไหน !”
“…แต่ไหนๆ ก็ฝากชีวิตไว้กับการชี้นำของท่านแล้ว ถ้าหลวงปู่เห็นชอบกับการ ฝึกหนัก ขนาดนี้ ก็จะเป็นไรมี…”
ว่าแล้ว เสาเหล็กสูง ๑๘ เมตร จำนวน ๓ ต้น ก็ถูกลูกหาบผู้ฮึกเหิมด้วยพลังศรัทธา แบกหามถูลู่ถูกังขึ้นเขาไปจนได้
ข้างต้นนี้ ทำให้พวกเรา – ผู้อ่าน รวมทั้งผมเอง – เกิดภาพพจน์มองเห็นภาพพระเณรต้องทำงานหนักชนิดเหลือเชื่อ ได้อย่างเด่นชัด
แต่…ตรงที่ผมทึ่ง ! อึ้ง ! และเกิดปีติอย่างสุดๆ จนขนลุกขนพอง ก็ตรงบทสรุป ที่พระท่านเขียนไว้ข้างท้ายเรื่องว่า
“แบกเสาหนักครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วก็วาง แต่แบกขันธ์ ๕ มากี่ภพกี่ชาติแล้ว ? จะวางได้เมื่อไรหนอ !”
สาธุ ! สาธุ ! สาธุ ! หลักแหลม เฉียบคม สมกับเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ครับ
๙๖. เหรียญกล้าหาญ
ปกติเราจะเห็นข่าวในสื่อมวลชนเกี่ยวกับผู้ได้รับเหรียญกล้าหาญ หลายท่านจะได้รับธงชาติคลุมร่าง และได้เลื่อนขั้นอีก ๗ ขั้นเป็นต้น
แต่กรณีของพระเณรถูกหาบแห่งสำนักถ้ำผาปล่องนั้นพระท่านเขียนบรรยายดังนี้
งานล้อมรั้วเหล็ก และ ปักเสาธงถาวร เสร็จสิ้นก่อนถึงงานวันเกิดหลวงปู่ ๒ วัน ด้วยความโล่งใจและอิ่มใจของทุกคน
หลวงปู่ปูนบำเหน็จด้วยรางวัลพิเศษ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ศิษย์ทุกองค์อิ่มเอิบขึ้นเป็นทวีคูณ
“ท่านแจกเหรียญน่ะ” องค์หนึ่งในทีมวิ่งผลัดแบกเหล็กขึ้นเขาเล่า
“เราก็รู้ว่า เหรียญเหล่านั้นผ่านพิธีปลุกเสกมาเรียบร้อยแล้ว แต่หลวงปู่เอามาเสกซ้ำ แผ่เมตตาต่อหน้าคณะสงฆ์อีกรอบหนึ่ง พร้อมกับบอกว่า เหรียญกล้าหาญ ก่อนแจกจ่ายให้ลูกศิษย์ครบถ้วนทั่วทุกองค์
น่าสังเกตเหมือนกันว่า ในช่วงทำงานหนักอย่างนั้นไม่มีพระเณรเจ็บไข้ได้ป่วยเลย กลับสุขภาพแข็งแรงกว่าในช่วงงานเบาเสียอีก !”
เรื่องงานล้อมรั้วเหล็ก และปักเสาธงบนยอดดอย ก็จบลงแค่นี้ เชิญท่านผู้อ่านสรุปเอาเอง
แต่ผมขอให้ข้อสังเกตต่อท้ายว่า “พระเณรท่านฉันอาหารวันละ ๑ มื้อเท่านั้นนะครับ !”
อ้อ ! พวกเราผู้อ่านก็มีของรางวัลจากหลวงปู่ เหมือนกัน คือมีภาพประกอบเรื่อง เป็นภาพหลวงปู่ยกมือประนม บ่งบอกว่าท่านกำลังอธิษฐานจิต แผ่เมตตามาให้พวกเรา ตั้งใจรับเอานะครับ
นอกจากนี้ หลวงปู่ ยังย้ำกับพวกเราด้วยว่า
“…คำว่า เครื่องรางของขลัง ที่หลวงปู่ปลุกเสกนั้นเสมือน เครื่องป้องกัน ภัยพิบัติอันจะเกิดขึ้นในรูปขันธ์คือตัวร่างกายคนเรานั่นเอง จะไปถือดี ถือเด่น เท่านั้นไม่ได้…
ให้เหรียญ แจกเหรียญ อันนี้มันเป็นเรื่องภายนอก ส่วนภายในนั้นต้องแจกด้วยการทำภาวนา ทำความเพียรละกิเลส”
สาธุ !
๙๗. เมตตาพระอุปัฏฐาก
เรื่องต่อจากนี้ไปอีก ๗ – ๘ ตอน เป็นปกิณกธรรม คือ สิ่งละอันพันละน้อยที่เป็นตัวอย่างแสดงถึงเมตตาคุณของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่ศิษย์ผู้จัดทำหนังสือ “ละอองธรรม” ได้รวบรวมไว้ภายใต้ชื่อเรื่องว่า “ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ”
เรื่อง เมตตาพระอุปัฏฐาก มีดังนี้
พระอาจารย์ที่เป็นองค์อุปัฏฐากหลวงปู่ ได้พบหลวงปู่ครั้งแรกที่จังหวัดจันทบุรี ได้มีโอกาสถวายอุปัฏฐากหลวงปู่ในครั้งนั้น และหลวงปู่ก็ปราศรัยด้วยอย่างอบอุ่น
“หลวงปู่นะ อยู่ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว นั่งรถถั่ว (ทัวร์) จากกรุงเทพฯ ไปลงเชียงใหม่ จากเชียงใหม่นั่งรถจากท่าช้างเผือกไปลงเชียงดาว จากเชียงดาวมีรถสองแถวไปส่งถึงบันไดถ้ำ”
แล้วหลวงปู่ก็กำชับด้วยว่า “ให้ไปนะ”
พระอาจารย์ท่านบอกว่า รู้สึกปลาบปลื้มประทับใจในคำสอนของหลวงปู่เป็นนักหนา จึงตัดสินใจลาจากวัดเดิมที่จันทบุรี ไปอยู่ถ้ำผาปล่องและได้รับหน้าที่อุปัฏฐากหลวงปู่สมดังความตั้งใจ
พระอาจารย์จึงทุ่มเทเวลาปฏิบัติหลวงปู่เต็มสติกำลัง นัยว่าความละเอียดรอบคอบในงานอุปัฏฐากของท่าน นอกจากเป็นที่สบายแก่ธาตุขันธ์ของหลวงปู่แล้ว เพื่อนสหธรรมิกที่ประจักษ์ในผลงานก็พลอยชื่นชมอนุโมทนาด้วย
หลวงปู่เองก็เคยปรารภชมเชยกับลูกศิษย์องค์อื่นว่า พระอุปัฏฐากองค์นี้ไม่เคยนอนกลางวันเลย แต่หลับทุกครั้งที่หลวงปู่เทศน์ในช่วงทำวัตรเช้า – เย็น เป็นที่ขบขันแกมเอ็นดูของเพื่อนพ้องที่เป็นพระด้วยกันเสมอ
พระอาจารย์องค์อุปัฏฐากบอกว่า “แต่หลวงปู่ท่านเข้าใจและท่านก็เมตตา ไม่เคยตำหนิเลย มีบางครั้งก่อนเริ่มเทศน์ หลวงปู่พูดยิ้มๆ ดักคอว่า วันนี้อย่าพึ่งหลับเสียก่อนล่ะ” ท่านเล่าด้วยความพอใจ
ครั้งหนึ่งหลวงปู่ได้เอ่ยถามท่านพระอุปัฏฐากว่า “ปีนี้อายุเท่าไร ? “
“เข้าเบญจเพสครับผม”
“โบราณท่านว่าแรงนะ ไปทางไหนก็อย่าลุกลี้ลุกลน”
หลวงปู่เมตตาเตือนล่วงหน้า แต่ท่านพระอุปัฏฐากก็ยังลื่นล้มพังพาบจนได้ เพราะรีบร้อนลงบันไดถ้ำไปรับหลวงปู่ พอหลวงปู่ทราบเข้า ท่านก็ปรารภว่า “ไปมามันเร็วไป”
ทุกครั้งที่ท่านพระอุปัฏฐากกราบลาไปเยี่ยมบ้าน หรือไปธุระที่อื่นหลวงปู่มักถามว่า “จะไปเยี่ยมใคร มีอะไรไปฝากเขาล่ะ ?“
แล้วท่านก็มอบเหรียญของท่านให้เอาติดตัวไปด้วยเป็นถุงทีเดียว
“เดี๋ยวเขาจะว่า กลับไปไม่มีอะไรไปฝาก”
บางครั้งเมื่อไปกราบลา หลวงปู่ถามว่า ”กลับไปทำไมบ้านน่ะ”
“จะกลับไปโปรดญาติโยมครับผม”
“ระวังเถอะจะโดนญาติโยมโปรดกลับมา”
อีกครั้งหนึ่ง มีครูจากดอยแม่ปั๋งมาบวชและจำพรรษาที่ถ้ำปากเปียง ได้ปรารภกับพระอุปัฏฐากว่า ที่โรงเรียนไม่มีพระพุทธรูป ท่านก็มีศรัทธาบริจาค
ก่อนมอบพระพุทธรูปให้ทางโรงเรียน พระอุปัฏฐากได้ขอให้หลวงปู่เมตตาอธิษฐานจิตให้ หลวงปู่บอกว่า
“เอ้า ! ว่าตามหลวงปู่น่ะ
ข้าพเจ้าพระอุปัฏฐาก ขอปรารถนาอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าพระองค์
ใดพระองค์หนึ่ง”
พระอุปัฏฐากได้เล่าให้ฟังในภายหลังว่า “อาตมาก็ว่าตาม แต่ไม่ได้ตั้งใจตามนั้นหรอกนะ มันตั้งตัวไม่ทันนะ แล้วใจก็ไม่ได้ปรารถนาใหญ่ขนาดนั้น กลัวว่าถ้าตั้งความปรารถนาแล้วทำไม่จริงจัง ก็จะเป็นบาป
เพราะหลวงปู่เคยสอนเรื่องการปรารถนาใหญ่ ไว้ เช่นการปรารถนาพุทธภูมิ เป็นต้น
การปรารถนาใหญ่ทำเล่นไม่ได้ ข้อดีก็คือจะได้เป็นกำลังใจ ส่วนภายหลังปรารถนา เลิกก็ได้ถ้ายังไม่ได้ลัทธพยากรณ์”
ทุกครั้งที่พระอุปัฏฐากถูกโลกธรรมกระทบกระทั่งเป็นระยะๆ จนซวนเซ หลวงปู่เมตตาคอยให้อธิบายธรรมเตือนสติเสมอ และเมื่อหลวงปู่พิจารณาว่ากำลังภายในของพระอุปัฏฐากอ่อนลงเต็มที ท่านก็แนะให้หลบไปวิเวกเสียก่อนสักระยะหนึ่ง
จนกระทั่งผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปแล้ว พระอุปัฏฐากได้มาปรารภในภายหลังว่า
“ถึงตอนนี้ก็รู้สึกว่าเป็นบุญคุณนะ ถ้าไม่มีอะไรกระทบ เราก็คงเพลินอยู่กับหลวงปู่ไปเรื่อยๆ แล้วก็คงหลงตัวเองอยู่นั่นแหละ ต้องถือว่าสิ่งที่มากระทบเป็นครูของเราด้วย
อาตมาว่าอย่างนี้นะ คิดว่าพระอุปัฏฐากองค์อื่นๆ ก็คงรู้สึกอย่างเดียวกัน“
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระอุปัฏฐากมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่มากกว่าลูกศิษย์องค์อื่นๆ แต่ท่านพระอุปัฏฐากองค์ดังกล่าวก็ยืนยันหนักแน่นว่า เมตตาธรรมอันไม่มีที่สุดไม่มีประมาณของหลวงปู่ที่มีต่อลูกศิษย์นั้น เท่าเทียมกันทุกรูปทุกนาม
ท่านผู้อ่านโปรดอย่าถามผมนะครับว่า พระอาจารย์ที่เป็นพระอุปัฏฐากที่กล่าวถึงนี้ ท่านชื่ออะไร ?
ผมไม่รู้ครับ ผมก้มหน้าก้มตาลอกจากหนังสือลูกเดียว แล้วท่านก็โปรดอ่านๆ ไป อย่าได้สงสัยเลย ผมตอบไม่ได้หรอก
๙๘. เมตตาพระอาคันตุกะ
ผู้ที่ไปกราบหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่ถ้ำผาปล่องแล้วได้ประสบกับความเจริญของวัตถุธรรม คงอดชื่นชมบารมีของหลวงปู่เสียมิได้ แต่ก็มีเหมือนกันที่เกิดอกุศลจิต
ลูกศิษย์ของหลวงพ่อผู้มีปฏิปทาน่าเลื่อมใสรูปหนึ่งในวัดทางภาคอิสาน ได้ไปเยือนถ้ำผาปล่อง ในโอกาสมีงานมงคล เมื่อเห็นหลวงปู่เดินทางด้วยรถนั่งยี่ห้อดัง ก็คงคิดอะไรหลายๆ อย่างในเชิงเปรียบเทียบปฏิปทาของหลวงปู่กับหลวงพ่อผู้เป็นครูบาอาจารย์ของตนเอง
เมื่อถึงวันกลับ ขึ้นไปกราบลา หลวงปู่ที่พูดแบบยิ้มๆ เย็นๆ กับพระอาจารย์องค์นั้นว่า
“ฝากไปบอกท่านอาจารย์…ด้วยเด้อ เวลาไปไหนให้ขี่ม้าก้านกล้วยไป !”
อีกครั้งหนึ่ง มีพระอาคันตุกะไปจำพรรษาที่ถ้ำผาปล่อง จะเป็นด้วยสำคัญผิดในความรู้ระดับปริญญาของท่านเอง หรือมีมิจฉาทิฏฐิมาแต่ไหนแต่ไรก็ไม่ทราบ
แต่ละวันหลวงพี่องค์นั้นก็เลยทำความเพียรด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปเรื่อย
“พระพุทธเจ้ามีจริงเร้อ ?…
ที่สอนๆ เล่าๆ กันมาว่า ปฏิบัติอย่างนั้น ได้ผลอย่างนี้ ครูบาอาจารย์องค์นั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรทั้งหลายนะ ไม่เชื่อหรอก…”
หลวงปู่ท่านได้ยินหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ วันหนึ่ง ลูกศิษย์ลูกหาก็ต้องสะดุ้ง เมื่อท่านกัดฟัน (ปลอม) เทศน์เสียงเข้มเปรี้ยงปร้างออกมาว่า
“พระพุทธเจ้านะ พระองค์เป็นบุคคลพิเศษ คุณวิเศษของพระองค์ เกิดจากการบำเพ็ญบารมีมานับอสงไขย เป็นคุณวิเศษเฉพาะ ที่ความรู้ความสามารถของคนธรรมดาเข้าใจไม่ได้หรอก”
ลงท้ายหลวงปู่ก็สรุปเสียงหนักว่า
“..แกไม่เชื่อก็แล้วแต่แกสิ !”
ผมว่า อย่างนี้ยิ่งกว่าแผ่นดินกระแอม เสียอีก หรือท่านผู้อ่าน
จะว่าอย่างไรครับ ?
ไหนๆ ก็คัดลอกมาแล้ว เหลือบเห็นกรอบสี่เหลี่ยม เป็นคำเทศน์ของหลวงปู่ เกี่ยวกับ คุณวิเศษของพระพุทธองค์ อย่ากระนั้นเลย ขอคัดลอกมาเป็นธรรมบรรณาการแด่ท่านผู้อ่านก็แล้วกัน
“คำโบราณว่า เสียงของพระพุทธเจ้านั้น เป็นเสียงเหมือนเสียงนกการะเวก ว่าอย่างนั้น
คือว่า ไพเราะที่สุดไม่เป็นเสียงกระแทกแดกดันเหมือนคนเราคือไม่มีความโกรธออกมาในสำเนียงเสียงภาษา
และ พระวรกายของพระพุทธเจ้าก็เป็นของวิเศษ เรียกว่า ดีทุกอย่าง
ลูกกะตา ก็เรียกว่า ตาดี มองได้ไกล ไม่เหมือนคนเราสมัยสมัยนี้สายตาสั้น สายตายาว สวมแว่นจึงเห็น ไม่สวมแว่นไม่เห็น
พระพุทธเจ้า อายุท่าน ๘๐ ปี ท่านไม่ได้สวมแว่น ไกลๆ ที่คนเรามองไม่เห็น พระองค์ก็มองเห็น ตาท่านดี
โสตหูท่านก็ดี คือว่าฟังเสียงได้ชัดเจน พระพุทธเจ้านั้นใครจะพูดยังไงท่านก็ได้ยิน
นอกจากหูธรรมดาแล้ว ท่านยังมีหูทิพย์ เทวดาปราศรัยที่ไหนพญาอินทร์พญาพรหมพูดจาที่ไหน พระสงฆ์สาวกพูดจาอย่างไร ท่านได้ยินหมด เรียกว่า หูทิพย์
หูทิพย์ นั้น เรียกว่าเป็นหูพิเศษ ไม่ออกเป็นเสียงท่านก็ฟังออกมันได้ยินอยู่ภายใน
ดังนั้น คนสมัยพระพุทธเจ้า ได้เห็นพระพุทธเจ้า จึงพาให้ศรัทธาแก่กล้า มีความสามารถอาจหาญในการบำเพ็ญบุญบารมีต่างๆให้มากขึ้น
ตัวอย่างใกล้ๆ ก็คือว่า หลวงปู่มั่น หรือ ท่านอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน…”
สาธุ ! แล้วท่านผู้อ่านจะเชื่อคำเทศน์ของหลวงปู่ หรือเปล่าล่ะ? ก็ต้องใช้คำของหลวงปู่ที่ว่า “…แกไม่เชื่อก็แล้วแต่แกสิ !…”
๙๙ เมตตาพระชะตาขาด
พระลูกศิษย์หลวงปู่องค์หนึ่งเป็นโรคลมชัก เนื่องจากเนื้องอกในสมอง แต่เมื่อเข้ามาสู่เพศบรรพชิตไม่นาน กลับได้ตรวจร่างกายพบว่าเนื้องอกทุเลาไป ท่านจึงอธิษฐานบวชตลอดชีวิต
ตอนที่ยังเป็นเณรอยู่ที่ถ้ำผาปล่อง พระได้ใช้ให้ขึ้นต้นมะพร้าวเมื่อหลวงปู่มาเห็นเข้า ท่านก็ดุลั่นเลย สั่งให้พระรีบเรียกเณรลงมา พร้อมกับสำทับว่า
“มันจะตกต้นมะพร้าวตายน่ะ !”
เมื่อถึงโอกาสที่จะได้บวชเป็นพระ ก็มีโยมคัดค้านว่าเณรรูปนี้บวชไม่ได้ เพราะมีโรคที่เป็นข้อห้ามตามพระวินัย พระอุปัชฌาย์ก็จนใจจึงแนะนำให้กลับไปบวชที่บ้านเกิด ทำให้เณรรู้สึกผิดหวังมากที่ไม่ได้บวชกับหลวงปู่
พระอุปัฏฐากเห็นอาการเศร้าสร้อยของเณรแล้วก็สงสาร อยากสงเคราะห์ให้เณรได้บวชสมปรารถนา
เมื่อได้โอกาส พระอุปัชฌาย์มาร่วมงานทำบุญครบรอบวันเกิดของหลวงปู่ พระอุปัฏฐากจึงกราบเรียนหลวงปู่ถึงปัญหาของเณรต่อหน้าท่านพระอุปัชฌาย์
หลวงปู่ จึงเอ่ยปากขอร้องว่า
“มหา บวชให้ทีนะ เรารับรองเอง”
เมื่อหลวงปู่ครูบาอาจารย์ขอร้อง และรับรองถึงขนาดนี้ มีหรือท่านอาจารย์มหาผู้เป็นพระอุปัชฌาย์จะไม่รับสนอง
การเตรียมงานอุปสมบทเณรจึงเป็นไปอย่างคึกคัก หลวงปู่เมตตาจัดบริขารทุกอย่างสำหรับการอุปสมบทด้วยองค์ท่านเอง ประคดเอวก็ให้ใช้ของท่าน มีดโกนก็หยิบเอาจากย่ามของท่าน
(เขียนถึงนี้แล้วตื้นตันใจจนสะอื้น และขนลุกด้วยความปีติครับ)
พิธีอุปสมบทมีขึ้นที่วัดสันติธรรม ในเมืองเชียงใหม่ หลวงปู่สั่งพระทุกรูปจากถ้ำผาปล่องไปร่วมงาน องค์ท่านเองไปนั่งเป็นประธาน
พระที่วัดสันติธรรม ทั้งหมดก็เข้าร่วมงานด้วย
วันนั้นมีพระเข้าร่วมพิธีอุปสมบทกรรมทั้งหมด ๓๐ รูป เป็นงานบวชที่นับว่ายิ่งใหญ่มาก
โยมผู้ที่เคยคัดค้านการบวช ก็เลิกล้มความคิดเดิม กลับลำกระโดดเข้ามาช่วยงานอย่างแข็งขัน น่าปลื้มใจ
เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงพี่รูปนี้ก็ยังพำนักที่ถ้ำผาปล่องเรื่อยมาจนกระทั่งหลวงปู่ดับขันธ์ (ใน พ.ศ. ๒๕๓๕)
หลังจากงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่เสร็จสิ้นแล้วหลวงพี่ก็กราบลาครูบาอาจารย์ที่ถ้ำผาปล่อง กลับไปช่วยพัฒนาวัดที่บ้านเกิด
ระยะก่อนที่หลวงพี่จะมรณภาพ ท่านปรารภความฝันบอกพระบอกโยมว่า “หลวงปู่มาชวนไปอยู่ด้วย”
วันหนึ่ง หลวงพี่ ก็สังเกตดูต้นมะพร้าวที่ยืนตายตรงทางเข้าวัดท่านเป็นห่วงกลัวทางมะพร้าวแห้ง ลูกมะพร้าวแห้งจะหล่นลงมาเป็นอันตรายกับผู้ที่ผ่านไปผ่านมา
ด้วยความหวังดี ท่านจึงปีนขึ้นไปเพื่อดึงทางมะพร้าวแห้งกับลูกมะพร้าวแห้งลงมาจากต้น
อาจเป็นเพราะโรคเก่ากำเริบโดยปัจจุบันทันด่วน หรือเพราะเหตุใดก็ไม่ทราบ สิ่งที่หล่นลงมาไม่ใช่ทางมะพร้าวหรือลูกมะพร้าว แต่เป็นตัวของหลวงพี่เอง
พรรษา ๘ หลวงพี่มรณภาพด้วย “ตกต้นมะพร้าวตาย” ตามที่หลวงปู่เคยปรารภไว้จริงๆ
๑๐๐. เมตตานักการเมือง
ก่อนอ่านเรื่องนี้ต้องตกลงกันไว้ก่อนว่า อย่าได้มาถามผมว่านักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นเป็นใคร ผมจะตอบว่า ไม่รู้ ลูกเดียวจะบอกให้ !
สายวันหนึ่ง ที่บ้านกรุงเทพภาวนา สุขุมวิท ซอย ๓๖ พระโขนง กรุงเทพฯ มีญาติโยมไปกราบหลวงปู่หลายคน ตามปกติที่ท่านเมตตามาโปรด
ช่วงนั้นเป็นฤดูหาเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎร
ปรากฏท่านนักการเมืองรูปหล่อ ผู้มีฉายาว่า “จมูกงาม” ได้พาร่างอันสง่างามของท่านขึ้นไปกราบหลวงปู่ มีบริวารตามท่านไปด้วย ๒ – ๓ คน เล่นเอาลูกศิษย์ลูกหาและญาติโยม ณ ที่นั้น ต่างตื่นเต้นตกใจและแปลกใจไปตามๆ กัน
เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีนักการเมืองคนดัง เช่นท่านผู้นี้จะมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ด้วยเหมือนกัน
แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยปรากฏ
พอเข้ามาใกล้ สุภาพบุรุษนักการเมืองท่านนั้นที่ทรุดตัวลงหมอบกราบลงบนตักหลวงปู่ด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย ใครๆ ณ ที่นั้นก็ต้องบอกว่าท่านเป็น ” ศิษย์ก้นกุฏิ” ของหลวงปู่อย่างแน่นอน
ท่านกราบเรียนหลวงปู่ ว่าอย่างไรก็ฟังไม่ถนัด เพื่อให้ปลอดภัยที่สุดบอกว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน
หลวงปู่ก้มลงเป่ากระหม่อม แล้วเอามือลูบศีรษะให้อยู่อึดใจหนึ่ง
ใครเห็นก็ต้องบอกว่า หลวงปู่ท่านเมตตาต่อศิษย์รัก และสนิทสนมกันมานาน
หลังจากที่ท่านนักการเมืองท่านนั้นลากลับไปแล้ว หลวงปู่ก็ถามศิษย์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ นั้นว่า
“ผู้ชายคนตะกี้เป็นใคร ที่มากราบหลวงปู่นี่ ? “
“อ้าว ! ก็คุณ… ยังไงล่ะครับ หลวงปู่ไม่รู้จักเขาหรอกหรือครับ ?” ศิษย์ย้อนถามกลับคืน
“ไม่รู้จัก” หลวงปู่ตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าปกติแล้วท่านก็ถามต่ออีกว่า “ก็แล้ว เขาเป็นอะไร ? “
“นักการเมืองครับหลวงปู่”
“อ้อ !”
นี่แหละครับ “เมตตาไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ” ไม่ว่าคนรู้จัก ไม่รู้จัก หรือเป็นใครมาจากไหน มาขอให้หลวงปู่ทำอะไรให้ ถ้าไม่ขัดธรรมวินัย ท่านเมตตาให้เสมอ และ เป็นไปอย่างเสมอหน้ากันด้วยครับ
๑๐๑. เมตตานักปฏิวัติ
เรื่องนี้ก็อยู่ในชุดของ “ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ” ในหนังสือ “ละอองธรรม” นะครับ ผมไม่ได้เขียนขึ้นเอง แต่คัดลอกมาครับ
สมัยที่เมืองไทยมีการปฏิวัติรัฐประหารบ่อย ท่านผู้เคยก่อการท่านหนึ่ง เมื่อทำการปฏิวัติไม่สำเร็จ ก็หนีภัยการเมืองมาบวช
ระหว่างที่อยู่ในเพศบรรพชิต ได้ขึ้นไปนมัสการหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่ถ้ำผาปล่อง
มีอยู่ตอนหนึ่ง หลวงปู่ได้ปรารภธรรมกับพระภิกษุนั้นว่า
“ตัณหา คือ ความอยาก ความดิ้นรนของสัตว์ทั้งหลาย เรียกว่าไม่เพียงพอ ต่อให้ภูเขาเชียงดาวนี้เป็นทองคำทั้งลูกนี้แหละ แล้วก็ไม่ให้คนอื่น ให้คนเดียว ให้แล้วก็ให้พอ มันก็ไม่พอ ได้ทองคำเท่าภูเขาเชียงดาว ก็ไม่เพียงพอ…”
ถ้าดูเนื้อหาธรรมะที่คัดลอกมา ก็ไม่น่าจะมีนัยทางการเมือง เป็นการปรารภธรรมถึงเรื่อง ความอยาก ความไม่รู้จักพอ ของคนเรา เป็นการเตือนสติของพระภิกษุนักปฏิวัติท่านนั้น
ในเหตุการณ์ทางบ้านเมือง ปรากฏว่า เมื่อท่านผู้นั้นลาสึกออกไป เมื่อได้โอกาส ท่านก็ก่อการปฏิวัติอีกเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ผมเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องไปไล่เลียงเหตุการณ์ หรือหาชื่อหาเสียงของท่านผู้นั้นนะครับ
ประเด็นที่ผมสนใจจะนำเสนอ ก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ถ้ำผาปล่อง ซึ่งมีการเขียนบันทึกไว้ดังนี้
“ก่อนวันปฏิวัติหนึ่งวัน หลวงปู่สั่งให้ปักธงที่ทำด้วยผ้าจีวรตามบริเวณถ้ำ คู่กับธงชาติ และนำลูกศิษย์สวดมนต์ และนั่งสมาธิภาวนาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นกิจที่ท่านปฏิบัติทุกครั้ง เวลาที่บ้านเมืองมีเหตุร้ายหรือเข้าที่คับขัน เช่น ก่อนวันมหาวิปโยค เป็นต้น”
๑๐๒. เมตตาดอกเตอร์ขี้กลัว
ผมขอออกตัวก่อนว่า ดอกเตอร์ ที่ว่านี้ไม่ใช่ผม เพราะเธอเป็นดอกเตอร์หญิง เป็นสุภาพสตรีครับ
ที่ออกตัวอย่างนี้ก็เพื่อจะคุยโม้โอ้อวดว่าผมก็ ‘ดอกเตอร์’ เหมือนกัน ขออวดสรรพคุณหน่อยว่า ผมเรียนจบปริญญาโททั้งในเมืองไทย และที่ประเทศอังกฤษ แล้วก็จบดอกเตอร์จากประเทศแคนาดา ครับผม
ที่คุยอวดตัวมานี้ ความจริงต้องการสารภาพว่า ตอนจบดอกเตอร์มาใหม่ๆ (ปี ๒๕๒๔) ผมเคยกลัวผีอย่างแรง
ผมเริ่มสนใจการทำสมาธิภาวนา แล้วก็ไปปักกลดค้างคืนแถวอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
ตอนอยู่นอกกลดก็รู้สึกเฉยๆ เพราะคุ้นกับสภาพแวดล้อมดี แต่พอเข้ากลดประมาณ ๒ ทุ่ม กลับรู้สึกเงียบเหงาวังเวง และเกิดความกลัวอย่างแรง ถึงขนาดไม่กล้าลืมตาตลอดทั้งคืน กลัวจะเห็นสิ่งที่เราไม่ค่อยอยากจะเห็น บรื๋อ !
แต่เป็นแค่คืนแรกเท่านั้นเอง พอคืนที่สองก็ตั้งหลักได้ ต่อมาก็สบาย น่าจะพูดโอ้อวดได้ว่า “ไม่กลัวแล้วครับ !”
ต้องกราบขออภัยครับ ให้โอกาสผมเล่าเรื่องตัวเองสักครั้งเถอะ อยากเล่ามานานแล้ว
ขอเชิญมาดูเรื่องของท่านดอกเตอร์ที่เป็นสุภาพสตรีท่านนั้นนะครับ : -นักวิชาการระดับปริญญาเอกคนหนึ่ง เป็นโรคกลัวสิ่งที่ไม่มีตัวตน (คนละอย่างกับอนัตตา) จึงมีประสบการณ์น่าหวาดเสียว (สำหรับตนเอง) ไปเล่าให้หลวงปู่ฟัง เพื่อขอความเมตตาให้ท่านช่วยปัดเป่าบรรเทาความกลัวให้เสมอ
ดอกเตอร์ท่านนั้นไม่เคยขึ้นไปกราบหลวงปู่ที่ถ้ำผาปล่อง แต่เธอจะไปกราบเมื่อหลวงปู่เข้ากรุงเทพฯ และพำนักที่บ้านกรุงเทพภาวนา ถนนสุขุมวิท ซอย ๓๖
เธอมีโอกาสเข้ากราบครั้งแรกโดยไม่คาดคิดมาก่อน เป็นการบังเอิญมากกว่า หลังจากนั้นก็ไปกราบแทบทุกครั้งเมื่อหลวงปู่มาโปรดที่บ้านดังกล่าว
ดอกเตอร์ท่านเล่าถึงการเข้ากราบหลวงปู่ครั้งแรก เธอได้เล่าเหตุการณ์ที่ทำให้เธอทุกข์ใจด้วยความลนลาน แต่หลวงปู่ก็รับฟังโดยไม่มีการขัด “หลวงปู่เพียงเอื้อนเอ่ยมาแค่ ๒ – ๓ คำ ทุกข์ที่ดูหนักหนาสาหัสนั้นก็บรรเทาลงทันที หรือบางครั้งก็หายเป็นปลิดทิ้ง”
“ที่ประทับใจคือว่า หลวงปู่ท่านไม่เคยดูถูกความทุกข์ของใคร ที่จริงท่านน่าจะรำคาญหรือดุเอาด้วยซ้ำ ว่าโตจนป่านนี้ เรียนหนังสือมาก็มาก ยังมากลัวอะไรเหลวไหลเป็นเด็กๆ ไปได้
แต่ท่านไม่เคยตำหนิ มีเวลาให้เสมอ และสงเคราะห์ให้หายกลัวทุกครั้ง“
ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ถ้าจิตเมตตาเกิดถึงที่สุดแล้วที่จะมองเห็นทุกรูปทุกนามที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ เป็น สามัญลักษณะ (ลักษณะที่เสมอกัน) เมตตาของท่านจึงไม่มีขีดคั่น ไม่มีประมาณ
เมตตาของหลวงปู่ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ อนุบาล หรือดอกเตอร์ ทุกคนก็มีสิ่งที่ร่วมกันอยู่ คือ ความทุกข์ ที่ต้องการให้หลวงปู่ช่วยบำบัดปัดเป่า
เด็กก็ทุกข์อย่างเด็ก ผู้ใหญ่ก็ทุกข์อย่างผู้ใหญ่ หรือดอกเตอร์จะทุกข์อย่างอนุบาล หลวงปู่ก็ไม่ว่าอีกนั่นแหละ
ประสบการณ์ของเธอผู้นี้เป็นเครื่องยืนยันว่า หลวงปู่ให้ธรรมะตามจริตและความพร้อมของผู้รับ
ดอกเตอร์เล่าถึงวิธีสอนของหลวงปู่ ว่า
“ท่านไม่เคยสอนให้เราภาวนา พุทโธ เพราะเราไม่เคยรู้จักพระพุทธเจ้า ถ้าท่านให้ว่า พุทโธ ก็คงเข้าไม่ถึงใจ เราเรียนโรงเรียนคริสต์มาแต่เด็ก เลยรู้จักแต่พระเจ้า ถ้าท่านให้ว่า พุทโธ ก็คงเข้าไม่ถึงใจ
ท่านก็เลยแนะว่า ถ้ากลัวขึ้นมาเมื่อไรก็ให้กราบพระ
ท่านให้พระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง แล้วก็สวดมนต์บทที่สวดได้ สวดแล้วให้นึกถึงหลวงปู่ หลวงปู่จะให้บารมีมาคุ้มครอง
ก็ช่วยได้มากทีเดียว เพราะเมตตาของหลวงปู่เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ มั่นใจว่าไปอยู่ที่ไหนก็คงแผ่เมตตาไปคุ้มครอง”
ดอกเตอร์ก็เลยได้ “สังฆานุสติ” จากหลวงปู่มาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งแต่บัดนั้น
และ “เมื่อหลวงปู่ล่วงลับดับขันธ์ ขาดที่พึ่งที่เป็นรูปธรรมเสียแล้ว จึงได้เห็นความจำเป็นที่จะต้องศึกษาธรรมะ และให้เวลากับการปฏิบัติตามคำสอนของหลวงปู่อย่างจริงจัง เพื่อเป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้เสียที”
เรื่องนี้คงจะได้คตินำไปคิดพอสมควรนะครับ – สวัสดี
๑๐๓. เมตตาคนขับสองแถว
เท่าที่ผมจำได้ คำว่า “รถสองแถว” เราเพิ่งมาใช้กันในระยะไม่นานมานี้เอง เมื่อก่อน ตามต่างจังหวัดเราเรียกรถยนต์รับจ้างว่า “รถโดยสาร” หรือ รถยนต์โดยสาร
รถโดยสาร สมัยก่อน มีที่นั่งเป็นม้าไม้อยู่ด้านข้างยาวตลอดตัวรถ ลักษณะเดียวกันกับ รถสองแถว ที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ ซึ่งที่นั่งเป็นเบาะ ผู้โดยสารจะนั่งสองข้างหันหน้าเข้าหากัน
รถโดยสาร กับ รถสองแถว ก็จัดที่นั่งเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ที่นั่งไม้ กับ ที่นั่งเบาะ แล้วก็เรียกเด็กเก็บค่าโดยสารว่าแอ๊ดรถ ผิดกับสมัยนี้ที่เรียกว่า กระเป๋า
ท่านผู้ใดเข้าใจได้ตามที่ผมเขียนมานี้ ก็แสดงว่าท่าน “แก่ได้ที่” หรือเข้าสู่ “วัยตกรุ่น” อย่างเต็มขั้นแล้ว จริงไหมครับ?
ผู้เขียนเรื่องนี้ใช้คำว่า “รถสองแถว” ก็สองแถวไปตามเพิ่นว่าก็แล้วกันนะครับ
เรื่องมีอยู่ว่า
ในอดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อหลวงปู่แว่น ยังเป็นสามเณร (หลวงปู่แว่น ธนเปาโล วัดถ้ำพระสบาย อ.เกาะคา จ.ลำปาง อายุน้อยกว่าหลวงปู่สิม ๒ ปี)
สามเณรแว่น ได้ติดตามไปกับคณะธุดงค์ซึ่งมีหลวงปู่สิม เป็นหัวหน้า เล่าว่าเวลามีรถผ่านมา หลวงปู่สิม ก็ยกมือ “เบารถ”
พอรถหยุด หลวงปู่ ก็ถามคนขับว่า “อยากได้บุญไหม ?”
ถ้าคนขับตอบว่า “ไม่อยากได้” ท่านก็บอกให้เขาขับต่อไป
แต่ถ้าคนขับตอบว่า “อยากได้” ท่านก็พาคณะขึ้นรถ ระยะทางก็แล้วแต่ว่ารถจะไปทางเดียวกันกับพระจะไป ท่านไม่เคยขอให้รถไปส่งนอกเส้นทางเลย
หลวงปู่สิมจะทำเช่นนี้อยู่เรื่อย
สามเณรแว่น เกิดความสงสัยจึงได้กราบเรียนถามว่า “เขาจะเอาบุญ แล้วเราจะเอาตัวบุญอะไรให้เขา ?”
“เฮาขึ้นรถนั่นแหละก้อนบุญ บุญได้หลาย” หลวงปู่อธิบาย “เขาต้องการบุญแค่ไหน ก็ให้บุญเขาแค่นั้น จึงไม่ขอให้เขาไปส่งนอกเส้นทาง”
๑๐๔. เมตตาพ่อค้าก๋วยเตี๋ยว
นี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งในชุด เมตตา ของ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร อยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” ผมต้องบอกบ่อยๆ ย้ำให้รู้ว่าผมลอกมาเดี๋ยวจะเผลอคิดว่าเป็นคนเขียนเอง เรื่องมีดังนี้
บ่ายวันหนึ่ง ที่ถ้ำผาปล่อง ขณะที่หลวงปู่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่หน้าถ้ำ หลังกลับจากกิจนิมนต์ข้างนอกได้เพียงครู่เดียว
ชายไทยเชื้อสายจีนอายุคงจวนปลดเกษียณคนหนึ่งโผล่ขึ้นบันไดถ้ำมา หน้าตาดูอมทุกข์ทีเดียว
พอเห็นหลวงปู่ก็ปราดเข้ามากราบ พร้อมกับต่อว่าต่อขานยกใหญ่ “หลวงปู่ไปไหนมา ผมมาหาตั้งสามครั้งแล้ววันนี้ อุตส่าห์ออกจากบ้านแต่เช้ามืดยังไม่ทันอีก”
“อืม ! ไปข้างนอกแต่เช้ามืดเหมือนกัน” หลวงปู่ ตอบเรื่อยๆ อย่างอารมณ์ดี ตรงข้ามกับท่าทางร้อนรนของอีกฝ่ายหนึ่ง
“หลวงปู่ ผมจะทำยังไง ? เถ้าแก่เขามาไล่ที่ไม่ให้ขายก๋วยเตี๋ยว ตอนนี้ผมเช่าเขาอยู่เดือนละ ๖๐ บาท” อาแป๊ะเริ่มปรึกษาทันที
แล้วรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาในการทำมาหากิน และปัญหาในครอบครัวของอาแป๊ะก็หลั่งไหลออกจากปากของแกราวกับน้ำก๊อกแตก
หลวงปู่ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ จนกระทั่งได้จังหวะจึงถามขึ้นว่า “เช่าเพิ่นมานานเท่าใด ?“
“หลายสิบปีแล้ว” อาแป๊ะตอบ
“อืม ! ก็ไปบอกเพิ่น” หลวงปู่เริ่มแนะอุบาย
“เถ้าแก่เอ๋ย…มีแค่นี้แหละเดือนละ ๖๐ บาท ขอขายหน่อย ถ้าเพิ่นบ่เอา ก็เพิ่มให้เพิ่นหน่อย เดือนละ ๗๐ บาทไหวไหม ?๗๐ บาทบ่ได้ก็ ๘๐ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงเดือนละพันนั่นแหละ”
พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวนิ่งอึ้งไปเหมือนกับตามไม่ทันอุบายอันแยบคายของหลวงปู่ หรือแกอาจจะเห็นว่าทุกข์ของแกได้รับการแก้ไขเยียวยาไปบ้างแล้วก็ได้
สักครู่ แกก็ปรึกษาปัญหาใหม่ “ลูกชายผมก็ค้าขายเหมือนกัน แต่ตอนนี้ขายของไม่ดีเลย ขอรูปหลวงปู่ไปติดที่ร้านให้มันสักรูปได้ไหม ?”
หลวงปู่หยิบรูปถ่ายที่อยู่ข้างที่นั่งของท่านส่งให้ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตและแนะนำด้วยว่า “ขายแพงเกินไปละก๊า ขายให้ถูกลงหน่อยซี”
หมดปัญหาของตัวเองและลูกชายแล้ว ก็ถึงปัญหาของหลานชาย
“หลานชายคนเล็กผมนะ หลวงปู่ ไม่รู้มันเป็นอะไรร้องไห้ทั้งคืนหลวงปู่มีน้ำมนต์บ้างไหม ? “
“อืม…ม ! มี ไปตักเอาในตุ่มข้างนอกนะ”
หลวงปู่ตอบ แล้วก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ในท่าพักผ่อน เสร็จภารกิจไปรอบหนึ่ง สำหรับบ่ายวันนั้น
พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวหิ้วถุงพลาสติกใส่ถุงน้ำมนต์ลงจากถ้ำไปแล้ว แกคงรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นกว่าตอนขามาอยู่บ้างหรอก เพราะสมาชิกที่มีปัญหาในครอบครัวได้รับการสงเคราะห์ถ้วนทั่ว
คุ้มค่าอยู่หรอกกับการวิ่งขึ้นลงถ้ำผาปล่องตั้งสามเที่ยว !
๑๐๕. เมตตาแม่ค้าหน่อไม้
สำหรับท่านที่เคยไปวัดถ้ำผาปล่อง คงจะนึกถึงภาพลานกว้างตรงเชิงบันไดขึ้นถ้ำได้นะครับด้านในสุดของลานจะเป็นมณฑปรูปเหมือนของหลวงปู่ สร้างครอบเมรุพระราชทานเพลิงศพของท่าน เป็นที่สักการบูชาเมื่อแรกไปถึงบริเวณวัด
ส่วนด้านที่เป็นลานกว้างจะเป็นที่จอดรถ มีซุ้มขายของกับมีห้องน้ำห้องสุขาให้พวกเราลดน้ำหนักตัว เพื่อเตรียมพร้อมที่จะปีนบันไดขึ้นถ้ำด้วย
เหตุการณ์ในเรื่องนี้ก็เกิดที่ลานเชิงบันไดขึ้นถ้ำนี่แหละครับ เรื่องราวมีดังนี้
นอกจากร้านขายดอกไม้ให้ผู้คนที่มาถึงถ้ำผาปล่องได้ซื้อขึ้นไปบูชาพระแล้ว บางครั้งมีชาวบ้านนำหาบสินค้ากระจุกกระจิกมาวางขายที่เชิงบันไดขึ้นถ้ำด้วยครั้งละเจ้าสองเจ้า
ครั้งหนึ่ง มีแม่ค้าหาบหน่อไม้มาวางขายอยู่หลายวัน แกเล่าว่าทุกครั้งที่เห็นหลวงปู่ลงจากถ้ำเพื่อไปกิจนิมนต์ข้างนอก แกก็ได้แต่กราบแต่ไม่เคยพูดกับหลวงปู่เลย
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่แกคิดในใจว่า
“คนมาหาหลวงปู่คงมีแต่คนรวยๆ คนจนอย่างเรา ท่านจะเมตตาไหมหนอ ?”
แล้ววันต่อมาแม่ค้าหน่อไม้ก็ได้กราบหลวงปู่อย่างใกล้ชิดและได้พูดกับหลวงปู่เป็นครั้งแรก เมื่อท่านมาหยุดยืนที่หาบของแก พร้อมกับพูดว่า
“หน่อไม้หมดหาบนี้ หลวงปู่ซื้อ”
ก่อนเดินจากไป หลวงปู่ยังสั่งให้แกหาโอกาสขึ้นไปกราบพระบนถ้ำด้วย แม่ค้าได้รับเมตตาจากหลวงปู่เป็นเงิน ๑๐๐ บาท เป็นค่าหน่อไม้ไม่กี่หน่อในหาบนั้น
อีกครั้งหนึ่ง ในโอกาสต่อมา แกก็เก็บเหรียญของหลวงปู่ได้ที่ลานซีเมนต์เชิงบันได ทำให้โยมที่ลงไปกวาดทำความสะอาดบริเวณนั้นจนโล่งเตียนแปลกใจเป็นอันมากว่า เหรียญมาได้อย่างไร โดยที่คนกวาดมองไม่เห็นเลย
เรื่องจากหนังสือก็จบลงแค่นี้ครับ
จากกรณีของแม่ค้าหน่อไม้เจ้านี้ ผมสะดุดใจคำพูดของแกที่บอกว่า “คนมาหาหลวงปู่คงมีแต่คนรวยๆ…
คำพูดเช่นนี้ผมได้ยินบ่อย รวมทั้งมีคนตั้งข้อสังเกตด้วยว่า “ชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัด อยู่ล้อมรอบหลวงพ่อหลวงปู่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายล้วนแต่เป็นคนยากคนจน แต่คนมาทำบุญจากที่ไกลๆ ล้วนแต่คนร่ำรวยทั้งนั้น“
ข้อสังเกตนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม ผมมองเห็น ๒ ประเด็น
๑. คนมาจากที่ไกลเข้าไปทำบุญ ไปบริจาค ไปเพื่อให้ เพื่อสละเป็นจุดมุ่งหมายหลัก ส่วนคนที่อยู่ใกล้มีแนวโน้มว่าไปเพื่อรับ เพื่อได้เพื่อเอา เสียมากกว่า จึงเกิดความรู้จักเปรียบเทียบกันอย่างตรงกันข้าม
อานิสงส์จากการทำบุญด้วยการบริจาค การให้ ส่งผลให้ผู้นั้นได้พบคนดี เช่นมีเพื่อนดี ลูกค้าที่ดี บริวาร – ลูกน้องดี เจ้านายดี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะเกื้อหนุนให้เขาดียิ่งๆ ขึ้นไป
ครูบาอาจารย์สอนว่า อยากรวยต้องให้ทาน อยากสวยต้องรักษาศีล และอยากมีปัญญาต้องทำสมาธิภาวนา เรื่องนี้พิสูจน์ตรวจสอบได้ด้วยตัวเราเองครับ ขอให้ทำด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์ใจเถอะครับ
๒. มีข้อน่าสังเกตว่า คนอยู่ใกล้วัด คุ้นเคยกับวัด มีความรู้สึกว่าวัดเป็นเสมือนบ้านของตน ทำให้ประมาท ขาดความระมัดระวัง และเผลอทำบาปได้ง่าย ส่วนคนที่อยู่ไกลวัด จะเห็นวัดเป็นวัด จึงเกิดความเคารพ ความระมัดระวังมากขึ้น ก็เปิดประตูบุญได้กว้างขึ้น
อันนี้ผมพูดโดยรวมเท่านั้น ข้อยกเว้นปลีกย่อยมีมาก เถียงกันคุยกันไม่จบแน่
๑๐๖. เมตตาลูกศิษย์มีปีก
เรื่องนี้น่าจะพูดถึงพวกเทวดา นางฟ้า ผู้มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้กระมัง น่าสนใจ ลองอ่านดูนะครับ
ทุกครั้งที่หลวงปู่ ได้พบชาวบ้านจับนกใส่กรงขังไว้ให้คนซื้อปล่อย ถ้ามีโอกาสท่านต้องอุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นเสมอ
สัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างยุง เหลือบ ริ้น ไร ก็ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่ทั่วหน้าเช่นกัน
การบริจาคเลือดให้เป็นทานแก่สัตว์พวกนี้ หลวงปู่ยกย่องว่าเป็นทานบริสุทธิ์
“พระพุทธเจ้า พระองค์ภาวนาอยู่ที่รุกขมูลร่มไม้ เรียกว่า สละทาน
พระพุทธองค์อยู่ในป่าให้ต้นไม้น่ะ พวกริ้นพวกยุงพวกนี้มันเยอะ ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าสมัยใด แต่ว่าพระองค์ ทาน
เรียกว่า ทานํ เม ปริสุทฺธํ ปรมํ สุขํ
พระองค์ตั้งใจให้เป็นทานไว้ เรียกว่าเป็นทานที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องไปหาบไปหาม ไม่ต้องไปสะสมที่ไหน
เลือดเนื้อเชื้อไขที่ได้มาจากบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้ามีอยู่เต็มตัวเราก็สละทาน สัตว์เล็กสัตว์น้อยมันได้อาศัย ได้กินมันก็มีกำลังบินกำลังเล่นไปตามประสาสัตว์
เราเสียสละให้มันเสีย เรียกว่า ทานํ เม ปริสุทฺธํ ปริสุทฺโธ”
ตั๊กแตนและแมลงตัวใหญ่ๆ มักตามเข้าไปในห้องหลวงปู่เวลาเปิดประตูเข้าออก แต่เนื่องจากมีมุ้งลวด พอเข้าไปแล้วก็เลยออกไม่ได้
ประมาณตีสาม เมื่อพระหรือเณรอุปัฏฐากเปิดประตูเข้าไปในห้องท่าน หลวงปู่สั่งให้เอาแมลงในครอบแก้วไปปล่อย
สำหรับสัตว์น้ำก็ไม่น้อยใจ คงมีคนรู้แกวว่า หลวงปู่ชอบปล่อยนกปล่อยปลา นี่เอง ในงานวันเกิดของหลวงปู่ปีหนึ่งจึงมีเข่งและกล่องโฟมบรรจุเต่า ตะพาบน้ำ และปลาไหล เป็นจำนวนมาก ถูกลำเลียงขึ้นไปบนถ้ำผาปล่อง เพื่อให้หลวงปู่โปรด
เจ้าของความคิดคงไปเหมามาจากหลายๆ ตลาด เห็นแล้วน่าอัศจรรย์จนต้องร่วมขบวนไปช่วยเขาปล่อยสัตว์ลงน้ำแทนหลวงปู่
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่รับนิมนต์ไปฉันที่บ้านโยม แถบนั้นคงมีแมลงวันมาก เจ้าของบ้านมิได้ใช้ฝาชีครอบอาหาร แต่สาละวนปัดแมลงวันและเรียกญาติพี่น้องมาช่วยกันปัดเป็นที่วุ่นวาย จนไม่เป็นอันได้ฟังธรรมจากหลวงปู่
สุดท้ายท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า
“เอาล่ะๆ บ่ต้องไล่หรอก ช่างมันเถอะแมลงวันก็ลูกศิษย์หลวงปู่เหมือนกัน !”
๑๐๗. …พูดน้อย แต่เมตตามาก…
เรื่องนี้เป็นตอนสรุปในเรื่อง เมตตาไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
ก็รวมอยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” นั้นแหละครับ ที่ผมต้องเขียนถึงชื่อหนังสือนี้บ่อย เพราะผมให้ความเคารพ ลอกด้วยความเคารพ เคารพทั้งหนังสือ เคารพทั้งผู้เขียน เคารพท่านผู้จัดทำ และท่านผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน
ถึงแม้ผมคัดลอกมาเผยแพร่ โดยไม่ได้ขออนุญาตให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็มั่นใจว่าท่าน “เจ้าของ” หนังสือคงไม่ถือเอาโทษนะครับ ท่านคงร่วมอนุโมทนากับผมด้วย ถือเป็น บุญต่อบุญ ให้แพร่ให้ขยายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
เรื่องที่ผมคัดลอกมานี้ มีชื่อว่า “เมตตาแต่ไม่ร่ำไร” มีดังนี้
หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป พูดถึงปฏิปทาของหลวงปู่ ว่า
“หลวงปู่ ท่านพูดน้อย – ท่านพูดน้อย แต่เมตตามาก
อาตมาเคยถวายการนวด ท่านก็นอนเงียบ ไม่พูดอะไรสักคำแต่เรื่องเทศน์อบรมลูกศิษย์ หลวงปู่สิม ท่านขยันเทศน์ทั้งเช้าทั้งเย็น
อย่างหลวงปู่แหวน ถ้าเข้าไปนวด ท่านก็เล่าเรื่องธุดงค์ เรื่องการปฏิบัติให้ฟังบ้าง ยิ่งหลวงปู่ตื้อ ละก็ เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟังตั้งสองชั่วโมง”
อุปนิสัย “พูดน้อย เทศน์มาก” ของหลวงปู่ นี้ ญาติโยมที่ไปกราบหลวงปู่ คงพอสังเกตได้ไม่ยาก
ถ้าไปกราบโดยเฉพาะเป็นหมู่คณะ แล้วขอฟังธรรม หลวงปู่ก็จัดให้เข้าที่ทันที คือให้ทุกคนนั่งสมาธิฟัง แล้วท่านเทศน์เป็นเรื่องเป็นราว
แต่ถ้าไปกราบ แล้วชวนคุย ถามโน่นถามนี่ หลวงปู่มักเฉย อย่างมากก็ อือ ! เออ ! ไม่ต่อความยาวสาวความยืด
หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ พูดถึงความเมตตาในทางให้ธรรมะของหลวงปู่ ว่า
“ท่านมีความเพียร ความหมั่น บ่มีอคติ มีเมตตาสม่ำเสมอ
จำพรรษาที่ จอมทอง ท่านเดินไปเทศน์ ๕ วัดในวันเดียวกัน บางวัดก็มีคนมาฟังมาก บางวัดคนน้อย
ถึงมีคน ๒ – ๓ คน ท่านก็เทศน์ ตั้งอกตั้งใจเทศน์เนื้อหาเท่ากัน ไม่ใช่คนน้อยไม่เต็มใจเทศน์ กลัวไม่คุ้ม อะไรอย่างนั้น”
เมื่อมหาวิทยาลัย มีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กราบนิมนต์หลวงปู่ไปเทศน์ ผู้จัดพยายามชักชวนคนไปฟังอย่างเต็มความสามารถ ได้ประมาณสิบคน ช่างบุญน้อยเสียจริงๆ !
ก่อนเทศน์หลวงปู่ปรารภยิ้มๆ ว่า “ถ้าเรียกมาดูหนังดูละครคนคงมาเต็ม”
ครั้งหนึ่ง มีญาติโยมชาวเหนือไปกับที่ ถ้ำผาปล่องเป็นครั้งแรก ต่างตื่นเต้นชื่นชมความงดงามของสถานที่กันใหญ่
มีอุ้ยคนหนึ่งถามหลวงปู่ว่า “หลวงปู่ ปีนี้อายุเต้าใดเจ๊า ?”
“แปดซิบ” หลวงปู่ตอบยิ้มๆ เสียงเย็นๆ ตามปกติ
“อุ๊ย ผ่อโละ (ดูซิ) หลวงปู่เปิ้นภาวนาเก่งน้อ อายุถึงแปดซิบปี๋แล้ว เขี้ยวยังงามเต๋มปากยังกะบ่าวน้อ”
หลวงปู่ท่านวางสีหน้าเฉย
พอถึงเวลาทำวัตรเย็น ระหว่างเทศน์อบรมลูกศิษย์
หลวงปู่ปรารภถึงเหตุการณ์ในตอนกลางวัน ว่า
“นี่แหละ คือว่าคนบ่ภาวนา ไม่พิจารณาแยกแยะของจริงของปลอม คนเฒ่าอายุตั้งแปดซิบปีแล้ว จะไปเอาฟันจริงทีไหน ได้อย่างนี้”
เวลารับนิมนต์ไปโปรดญาติโยม หลวงปู่ไปด้วยรถของวัดเสมอ มิใช่รถของท่านนั่งสบายกว่า แต่เหตุผลที่คือ
“เขามา (นิ) มนต์ – เขาเอารถมารับ
เรานะเสียเปรียบ เสร็จแล้วเราจะกลับก็ไม่ได้ เขาจะอ้าง ยังไม่พร้อม อย่างโน้น อย่างนี้”
แต่เมื่อไปโปรดแล้ว หลวงปู่ก็ปฏิบัติหน้าที่ของท่านเต็มที่ ท่านสวดมงคลให้เต็มยศทุกบทที่ควรสวด
เจ้าภาพให้เป่าหัวเป่าหู เจิมตรงไหน ทำอะไร ท่านก็ทำให้ไม่ขัดข้อง
แต่เมื่อท่านถามว่า เสร็จหรือยัง มีอะไรอีกไหม ? เมื่อเจ้าภาพตอบว่า ทุกอย่างเสร็จแล้ว หลวงปู่ก็ลุก แล้วกลับทันที ใครจะหน่วงเหนี่ยวหรืออ้างอะไร ท่านก็ไม่ยอมอยู่ต่อทั้งสิ้น เป็นอย่างนี้
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ ไปเทศน์ที่มูลนิธิพระอาจารย์มั่น (ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย ๓๗ เขตบางกอกน้อย กทม.) พอเทศน์เสร็จ ท่านก็ลงจากธรรมาสน์ เตรียมตัวกลับ
โยมผู้หญิงคนหนึ่งได้กราบเรียนให้หลวงปู่อยู่ต่อ เพื่อให้คนฟังได้ถามปัญหา แต่หลวงปู่กลับเป็นผู้ถามเสียเองว่า
“เมื่อกี้ฟังเทศน์หรือเปล่า ? “
“ฟังเจ้าค่ะ”
ฟังแล้วรู้เรื่องหรือเปล่า ? “ หลวงปู่ถามต่อ
“รู้แล้วจะถามอะไรอีก ฟังแล้วจะถามทำไม ?”
สำหรับเหตุผลของหลวงปู่ คือ “ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าเป็น ปจฺจตฺตํ ต้องลงมือปฏิบัติ คนภาวนาไม่ถาม”
ลูกศิษย์บอกว่า นี่ถ้าวันนั้นเทศน์ที่ถ้ำ หลวงปู่อาจปรารภต่อก็ได้ว่า
“นี่แหละคือว่า คนบ่ภาวนา เอาแต่ถาม”
สมาชิกของถ้ำผาปล่องตั้งข้อสังเกตว่า ระยะจวนหลวงปู่จะดับขันธ์ ท่านยิ่งเงียบเฉยจนโยมรู้สึกผิดสังเกต เกรงไปว่าอาจจะมีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับธาตุขันธ์ของท่าน
เลยกราบเรียนถามว่า
“หลวงปู่เป็นอะไรไปเจ้าค่ะ ถามตั้งหลายหนก็ไม่พูดจา ?“
หลวงปู่ตอบว่า
พูดมาตั้งแปดซิบปีแล้ว จะเอาอะไรอีก !”
๑๐๘. เลขเด็ด !
คนไทยน่าจะเก่งทางคณิตศาสตร์ ไม่ว่าไปที่ไหนเห็นคนสนใจตัวเลขกันจัง ในประวัติของหลวงปู่สิมของพวกเราก็มีเรื่อง “เลขเด็ด” มาเที่ยวข้องเหมือนกัน
เรื่องที่ผมคัดลอกมาเสนอนี้ มาจากต้นฉบับเดิมชื่อว่า “๕๕๕ เลขเด็ด” ก็อยู่ในหนังสือ “ละอองธรรม” อีกเช่นกัน ดังนี้
พระในเมืองไทย ที่แคล้วคลาดไม่โดนโยมขอหวยมีน้อยองค์ โยมบางคนอาจไม่กล้าขอตรงๆ แต่ก็คาดหวังและคอยจ้องเอาหวยจากพระ เรื่องขอศีลขอธรรมเป็นเรื่องรองสำหรับพวกที่ชอบหวย (ความจริงต้นฉบับเดิมเขาใช้คำว่า พวกบ้าหวย)
ยิ่งพระระดับหลวงพ่อหลวงปู่ยิ่งเป็นที่หวังมาก ขยับตัวทำอะไรหรือพูดอะไร พวกเอาไปตีเป็นหวยทั้งนั้น (เช่น พระท่านเกาศีรษะซึ่งโกนใหม่ๆ พวกก็ยังตีเป็นเลข ๕๐ – ๐๕ เป็นต้น งงใช่ไหมครับ? ศีรษะของพระก็เลข ๐ ไง แล้วนิ้วมือที่ท่านยกขึ้นเกา ก็มี ๕ นิ้ว เข้าใจหรือยังล่ะ ใครไม่เป็น ผมจะแนะให้)
องค์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ของพวกเราก็เช่นกัน เขาลือกันว่าท่านให้หวยแม่น
มีเถ้าแก่คนหนึ่งจากจังหวัดอุดรฯ ตั้งใจจะไปเฝ้าหลวงปู่ ทั้งวันเพื่อเอาเลขให้ได้
พอแกเข้าไปกราบ ก็ได้ยินหลวงปู่ สั่งให้เณรไปเอาใบชามา
เณรกลับมาพร้อมกับห่อชายี่ห้อ ๕๕๕
เถ้าแก่คงหัวเราะในใจว่า “ห้า – ห้า – ห้า” แล้วรีบกราบลากลับไป แทงหวยถูก แล้วไปนำหินโรยทางเข้าวัดให้หลวงปู่
คนมันจะรวยเสียอย่าง ไม่ว่าเณรจะเอาใบชายี่ห้ออื่นมา แกก็ต้องแปลเป็นเลขเด็ดของแกจนได้ละน่า
เคยมีคนขึ้นไปถ้ำผาปล่อง แล้วถูกล็อตเตอรี่ เกิดติดใจกลับขึ้นไปติดสินบนหลวงปู
“หลวงปู่ครับ ผมขอถวายเงิน ๒,๐๐๐ บาท คราวก่อนผมมากราบหลวงปู่ แล้วถูกรางวัลที่สอง คราวนี้ขอเป็นรางวัลที่หนึ่งนะครับแล้วจะมาถวายล้านนึง !”
ลูกศิษย์กราบเรียนถามว่า หลวงปู่บอกเลยอะไรเขา ? ท่านหัวเราะหึๆ ตอบว่า
“ไม่ได้บอกอะไร เขาเอาจากไหน ก็บ่ฮู้”
บางคนตั้งใจจะไปขอเลขจากหลวงปู่โดยตรง เห็นหลวงปู่ยืนอยู่ที่ระเบียงกุฏิ ท่านคงจะรู้แกวก็เป็นได้ จึงชี้มือบอกว่า “โน่น ! ไปดูหมีกันทางโน้น” เลยไม่ได้กราบหลวงปู่
พระลูกศิษย์ของหลวงปู่ที่ภาวนาเก่งจนเห็นเลขก็มีเหมือนกัน ท่านบอกว่าพอจิตสงบ ก็เห็นตัวเลขขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ตามดูเวลาหวยออก ก็ตรงหลายงวด
เอ ! แม่นนี่นา ชักอยากบอกใครเสียแล้วซี แต่ไม่กล้า เลยไปเขียนไว้ที่จอมปลวก
โธ่ ! อย่างนี้ก็เสร็จโยมละซิ เขายิ่งสอดส่ายค้นหาอยู่
มีคนเห็นเลขที่จอมปลวกแล้วลองซื้อดู ก็ถูกจริงๆ !
ชาวบ้านก็เลยอาสามาช่วยงานวัดกันใหญ่ พร้อมกับส่งตัวแทนมาเจรจา
“ขอแม่นๆ อีกครั้งเถอะ จะบูรณปฏิสังขรณ์วัดให้”
เอาละซีครับเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ครั้งก่อนๆ เวลาภาวนาก็เห็นตัวเลขขึ้นมาเอง พอต้องการจะให้เห็น เพราะอยากสงเคราะห์ชาวบ้านให้หายยากหายจนกัน กลับไม่เห็น
ครั้นจะบอกตัวเลขมั่วๆ ไป ก็กลัวเขาจะทุ่มซื้อกันจนหมดตัว
ถ้าไม่ถูกคงล้มละลายกันทั้งหมู่บ้าน
“โอย ! แย่แล้ว หลวงปู่ช่วยด้วยครับ”
คืนนั้น พอจำวัด (นอน) ก็เลยฝันว่าหลวงปู่มาบอก
“ท่าน… ท่านเป็นคนผูก ท่านก็ต้องแก้เองซี มาให้หลวงปู่แก้จะได้อย่างไร”
เรื่องเดิมก็มีแค่นี้ บังเอิญ ! ผมก็รู้จักพระอาจารย์องค์ที่ว่านี้ด้วยก็เลยขอโอกาสเขียนต่อ
ในฝัน หลวงปู่ยังสอนด้วยว่า
“การจะสงเคราะห์ญาติโยมให้มีอยู่มีกินนั้นเป็นเรื่องดี แต่ควรสอนให้เขาขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ มิใช่คิดหารวยทางลัดโดยวิธีนี้…”
เป็นอันว่า หลวงปู่ ไม่ช่วย พระท่านก็พยายามจะช่วยตัวเองโดยลุกขึ้นนั่งสมาธิ นึกออกได้ว่าพรุ่งนี้ก็เป็นวันหวยออก จึงพยายามส่งใจไปลุ้นที่กองสลาก ในกรุงเทพฯ แต่ไม่เป็นผล
นึกถึงคำของหลวงปู่ที่ปรากฏในฝันว่า “ท่านผูกเองก็ต้องแก้เอง” แล้วก็เลยคิดวิธีแก้ได้
ลุกขึ้นจัดบริขาร ก่อนฟ้าสาง ท่านก็รีบเดินทางออกจากวัด โดยไม่ได้บอกใคร และไม่มีใครรู้ว่าท่านหายไปไหน (ในตอนนั้น)
ผมรู้ ! (จ้างผมก็ไม่บอกว่าท่านไปปรากฏกายที่วัดถ้ำพระสบาย อ แม่ทะ จ.ลำปาง ไปอยู่กับ หลวงปู่แว่น ธนปาโล ในตอนนั้น)
๑๐๙. สูบได้ ก็เลิกได้
ดูชื่อเรื่องแล้วก็รู้ทันทีว่า จะต้องเกี่ยวกับบุหรี่ ใช่ไหมครับ ?
เรื่องนี้ผมลอกมาเต็มๆ ทั้งชื่อเรื่อง และเนื้อเรื่อง อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ชนิดไม่ให้ตกหล่นเลย ถึงไม่บอกท่านก็คงรู้ว่ามาจากหนังสือ “ละอองธรรม” อย่างแน่นอน
พระกับบุหรี่ นี่จะเป็นของคู่กันมาแต่ครั้งไหนก็ไม่ทราบ ที่จริงน่าจะเป็นของไม่คู่ควรกัน มากกว่า
จำได้ว่าสมัยยังเด็ก ที่บ้านทำบุญเลี้ยงพระบ่อย เวลามีงานเลี้ยงพระทีไร ผู้ใหญ่มักให้ช่วยจัดพานหมากพลูและบุหรี่ถวายพระให้ครบทุกองค์ด้วยทุกครั้ง
ทั้งๆ ที่พระท่านก็ไม่เคยเสพย์ จัดไปอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น นานๆ จึงเห็นหลวงตาองค์หัวแถวฉันหมากสักครั้ง แต่พระลูกแถวไม่เคยเห็นแตะต้องพานเลย
เคยทักท้วงไม่อยากจัด แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่ยอม บอกต้องจัดให้ครบ ของถวายตามประเพณี ท่านจะเอาไม่เอาก็ช่างท่าน..ว่าอย่างนั้น
โยมที่ติดประเพณีนี้ตัวสำคัญ น่าจะถือว่าเป็นตัวการชี้นำให้พระสูบบุหรี่…แล้วก็ติด (มาสมัยหลังนี้ ก้าวหน้ามาถึงขั้นถวายเครื่องดื่มชูกำลังก็เห็นติดกันทั้งพระป่า พระบ้าน วันไหนไม่ได้ฉัน คงสวดมนต์ ทำวัตรไม่ได้กระมัง?)
ก็ดูเอาเถอะ ขนาดท่านไม่เอา ก็ยังถวายอยู่ได้ !
หลวงปู่ก็เคยสูบบุหรี่ ตามที่ท่านพระครูสันตยาภิมณฑ์ (หลวงพ่อบัวไข สนฺตจิตฺโต) ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของหลวงปู่ และปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดสันติสังฆาราม สกลนคร เล่าให้ฟังว่า
“เดิมทีนั้น หลวงปู่ ก็เป็นนักสูบยาตัวยงกับเขาเหมือนกัน สูบตั้งแต่ยาฉุนจนถึงกรุงทอง”
แต่หลวงปู่ก็เลิกบุหรี่ได้เด็ดขาดเมื่อท่านเห็นโทษของมันชัดเจน คือในปีที่ท่านไปจำพรรษาที่บ้านบัว ท่านเกิดมีอาการไอ ฉันข้าวไม่ได้และนอนไม่หลับเลย
เมื่อเดินทางกลับเชียงใหม่ และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาล แพทย์พบว่าท่านเป็นโรคปอด และได้ถวายคำแนะนำให้หลวงปู่เลิกสูบบุหรี่ เพื่อรักษาสุขภาพ
หลวงปู่ ก็เลิกบุหรี่เด็ดขาดตั้งแต่นั้นมา
“เมื่อหลวงปู่ตกลงใจแล้ว ทำทันที ท่านทำได้ เพราะท่านทำจริง” หลวงพ่อบัวไข กล่าวชื่นชม และยกย่องความเด็ดเดี่ยวของหลวงปู่
แต่ เป็นที่น่าเสียดายที่ลูกศิษย์หลายรูปพากันเดินตามรอยเท้าหลวงปู่ไปได้เพียงครึ่งทาง คือ สูบจริง แต่ไม่เลิกจริง ตามท่าน
แม้หลวงปู่ ได้เคยขอร้อง ห้ามปราม รวมทั้งใช้มาตรการบางอย่าง เช่น ให้ตั้งสัจจอธิษฐานต่อหน้าท่าน ก็ยังไม่ค่อยได้ผล
ทั้งนี้ รวมทั้งหลวงพ่อบัวไขเองด้วย ซึ่งท่านปรารภออกตัวว่า
“หลวงปู่ ก็ห้ามพระเณรอยู่เสมอนะ เรื่องบุหรี่ มันมีปัญหาต่อสุขภาพ แต่ก็ไม่ค่อยฟังกัน หลวงพ่อเองยังไม่ฟังเลย
ตอนไปกราบท่านที่ถ้ำผาปล่อง ท่านก็ขอร้องให้เลิก บอกให้พักอยู่ที่ถ้ำผาปล่อง จนอดบุหรี่ได้เสียก่อน ค่อยกลับสกลนคร
หลวงพ่อก็พักอยู่กับท่านราว ๑๕ วัน ช่วงนั้นก็เลิกบุหรี่ได้แต่เมื่อไปที่อื่นก็สูบอีก
นี่ก็เจ็บคอนะ เจ็บคออยู่บ่อยๆ ก็สูบมา ๖๐ ปีแล้วนะ จะให้เลิกได้ยังไง”
ว่าแล้ว หลวงพ่อก็ควักยาเม็ดแก้เจ็บคอออกมาอมประกอบคำบอกเล่าของท่าน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดแจ้งว่า หลังกลับจากงานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายในโอกาสครบรอบวันมรณภาพของหลวงปู่ หลวงพ่อบัวไขก็ตัดสินใจว่า
“เอ้า ! สูบมา ๖๐ ปีแล้ว จะต้องเลิกเสียที”
แล้วท่านก็เลิกจริงๆ ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาอนุโมทนาสาธุการด้วย
ก็เหมือนที่หลวงปู่เคยเตือนสติบรรดาลูกศิษย์อยู่เสมอๆ นั่นแหละ ว่า
“การฝืนหรือทวนกระแสกิเลสนี้ มิใช่เรื่องเล็กน้อย ถ้าไม่ตั้งใจทำจริงๆ จังๆ ละก็ สู้มันบ่ได้”
(ตอนนี้ผมขออนุญาตตัดข้อความบางส่วนออก ไปกล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้พระอาจารย์ท่านหนึ่งตัดสินใจเลิกบุหรี่ เป็นเรื่องสำคัญและน่าสนใจมาก)
พระอาจารย์ ศิษย์องค์หนึ่งของหลวงปู่ เล่าเรื่องของท่าน ว่า
“…ตอนเตรียมงานฉลองโบสถ์ที่บ้านบัว อาตมาก็ยังสูบบุหรี่จัดอยู่นะ เคยนึกในใจว่าจะเลิกเหมือนกัน แต่ก็เป็นแค่นึก
พอดีขณะกำลังต่อน้ำประปา มีธุระเดินไปหาหลวงปู่ที่ลานวัดข้างศาลา
มองไปเห็นท่านก้มลงเก็บก้นบุหรี่ !
เกิดความสลดใจว่า ไม่น่าเลย เราทำให้ครูบาอาจารย์ลำบากแท้ๆ สูบแล้วก็ทิ้งให้ท่านต้องเก็บ
จึงตั้งจิตในบัดนั้นว่า จะเลิก”
พระอาจารย์ เล่าถึงความคิดและการตัดสินใจของท่านว่า
“…ลานวัดเป็นดินลูกรัง สีของก้นบุหรี่ก็กลืนไปกับสีของพื้น ไม่จำเป็นที่หลวงปู่ต้องก้มลงเก็บ
แต่คงเป็นวิธีการอันละมุนละม่อมของท่าน ที่อยากให้กำลังใจศิษย์ให้สามารถเลิกบุหรี่ได้เด็ดขาด
เมื่อคิดดังนั้นแล้ว อาตมาก็เดินเข้าไปในโบสถ์ ตั้งสัจจะต่อหน้าพระพุทธรูปพระประธาน ว่า
มวนนี้ขอให้เป็นมวนสุดท้าย จะไม่สูบบุหรี่อีกต่อไป”
ตอนที่ ๖ : ช่วงทองช่วงท้าย
๑๑๐. ทุกข์ทั้งนั้น
ทั้งชื่อเรื่อง และเนื้อหาในตอนนี้ ผมคัดลอกมาจากหนังสือ “ละอองธรรม” ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มครับ
พระอาจารย์กรรมฐานซึ่งมีชื่อเสียงมากรูปหนึ่งในภาคอิสานเคยปรารภถึงการดำเนินชีวิตซึ่งเอียงไปข้าง กามสุขัลลิกานุโยโค คือการหมกมุ่นอยู่ในกามสุขอย่างมากของคนสมัยปัจจุบันเอาไว้อย่างน่าคิด
ท่านบอกว่า คนสมัยนี้ติดสุขกันเหลือเกิน สมัยก่อนทำห้องน้ำห้องส้วมไว้ใกล้บ้าน ก็เรียกว่าสบายที่สุดแล้ว
ต่อมาก็ยกมาไว้บนบ้าน เดี๋ยวนี้ถึงกับมีห้องน้ำห้องส้วมอยู่ในห้องนอน
ไม่รู้จะเอาสบายกันไปถึงไหน ท่านว่าอย่างนั้น
ถ้ำผาปล่องยุคพัฒนาก็จัดอยู่ในอันดับแนวหน้าเหมือนกันสำหรับเรื่องของความสะอาดสะอ้านสวยงาม และสะดวกสบาย โดยเฉพาะที่พักของหลวงปู่ ในช่วงปลายอายุขัยของท่านนั้น จัดว่าทันสมัยทีเดียวเพราะเครื่องบำรุงความสะดวกสบายต่างๆ ที่โยมคิดว่า จะช่วยเกื้อกูลให้ธาตุขันธ์องผู้สูงอายุ และค่อนข้างอุ้ยอ้ายอย่างหลวงปู่ ดำรงอยู่ด้วยดี ถูกจัดสรรมาอย่างสุดชีวิต
หลวงปู่อยู่กับสภาพที่ “เป็นไปเอง” นี้อย่างวางเฉย บริขารที่เกินจำเป็น และถ้าแจกจ่ายได้ ท่านก็แจกให้ลูกศิษย์ลูกหาไปเรื่อยๆ
สมัยก่อน หลวงปู่สรงน้ำกลางแจ้ง พระอุปัฏฐากจัดที่และน้ำอุ่นเตรียมไว้ ลูกศิษย์อื่นๆ ก็มาร่วมถวายการสรงน้ำ ครั้งละ ๗ – ๘ องค์ บางครั้งถึง ๒๐ เป็นมหกรรมไปเลย
เพราะทุกองค์อยากช่วยสรงน้ำหลวงปู่ ได้รดน้ำ ถูสบู่ ขัดเนื้อขัดตัว ถูกต้องมือเท้าหลวงปู่นิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี ก็ปลื้มอกปลื้มใจรู้สึกได้บุญได้กุศลกันอย่างถ้วนหน้า
มาตอนหลัง เมื่อมีผู้จัดถวาย “อ่างเพื่อสุขภาพ” ขึ้นมา หลวงปู่ก็อนุโลมตามความปรารถนาของโยมเจ้าภาพ
มหกรรมสรงน้ำกลางแจ้งของหลวงปู่จึงเหลืออยู่เพียงในความทรงจำของลูกศิษย์ลูกหาเท่านั้น
ห้องพักของหลวงปู่ อยู่ด้านหลังถ้ำ ปกติท่านตื่นก่อนเวลาตีสามเมื่อตื่นแล้วก็เดินไปเปิดไฟที่สวิทช์มุมห้อง ทำกิจวัตรส่วนตัว แล้วก็ทำโยคะบริหารร่างกาย ซึ่งหลวงปู่เรียกว่า “ดัดเส้นฤๅษี” ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร
คนขับรถซึ่งรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่มานานนับสิบๆ ปี สังเกตความเป็นไปแล้วเกิดความเป็นห่วง
“ผมเห็นว่าหลวงปู่ก็ชรามากแล้ว กลัวว่าเวลาท่านลุกจากเตียงเดินฝ่าความมืดไปเปิดไฟ ท่านอาจสะดุด แล้วก็หกล้ม”
สิ่งที่คนขับรถจัดถวายเพื่อความสะดวกสบายของหลวงปู่ คือจัดการต่อสายไฟให้สวิทช์มาห้อยอยู่ที่หัวเตียง กะว่าพอหลวงปู่ตื่นก็เอื้อมมือเปิดไฟได้ทันที
พอทำเสร็จก็ไปกราบเรียนด้วยความภูมิใจ แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะหลวงปู่เพียงรับทราบแต่ไม่แสดงท่าว่าสนใจเลย
“วันต่อมา ผมก็ไปถามว่า หลวงปู่ใช้หรือเปล่า ? ท่านก็อือออเหมือนเสียไม่ได้ ผมรู้สึกน้อยใจมาก อุตส่าห์ทำก็เพราะเป็นห่วง อยากให้ท่านสบาย แต่ท่านทำเหมือนไม่สนใจเลย
ตอนนั้นก็ไม่ได้เฉลียวใจว่า นั่นน่ะ ท่านสอนผมไม่ให้ติดใน สุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา
คิดแล้วผมยังอายใจตัวเองอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ อยู่กับหลวงปู่มาตั้งนาน ก็ยังไม่วายน้อยใจเสียใจอยู่นั่นเอง”
สำหรับคุณพี่ยอดสารถีของหลวงปู่ ได้เก็บความน้อยใจไว้หลายวัน เพราะคิดว่าผลงานที่เกิดจากความรักและห่วงใยต่อองค์หลวงปู่อย่างแท้จริงนั้น “ไม่เข้าตากรรมการเลย”
จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะนั่งอยู่ต่อหน้าหลวงปู่ ใจกำลังนึกปรุงแต่งความรู้สึกที่ว่านี้ หลวงปู่ก็พูดเป็นการให้สติว่า
“สบายแค่ไหนมันก็แค่นั้นแหละ โลกนี้มันทุกข์ทั้งนั้น”
๑๑๑. เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จะเจริญอายุถึง๘๐ ปี เท่ากับองค์สมเด็จพระบรมครู คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับเป็นโอกาสอันเป็นมงคลยิ่ง
คณะศิษย์มีความประสงค์จะจัดสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ถวายเป็นอนุสรณ์สถานแด่องค์หลวงปู่ กะว่าจะให้เสร็จและจัดงานสมโภชให้เป็นงานบุญครั้งยิ่งใหญ่ของถ้ำผาปล่อง ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ วันครบ ๘๐ ปีบริบูรณ์ของหลวงปู่
เจดีย์พิพิธภัณฑ์นี้ได้รับการออกแบบโดย ม.ร.ว. มิตรารุณ เกษมศรี (ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๐)
แต่เนื่องจากเจดีย์มีความละเอียด ประณีต และงดงาม จึงต้องอาศัยเวลาค่อนข้างมาก จะเร่งรัดให้เสร็จในเวลารวดเร็วดูจะเป็นไปไม่ได้งานสมโภชพระเจดีย์จึงจำเป็นต้องเลื่อนออกไปจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ได้จัดงานสมโภชเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕
ในพิธียกฉัตรพระเจดีย์นั้น หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโปซึ่งคอยจับมือช่วยหลวงปู่ชักรอกยกยอดฉัตร ได้เล่าให้ฟังว่า ตัวท่านกำลังจะเดินทางไปยุโรปตามคำนิมนต์ แต่หลวงปู่ผู้เป็นครูอาจารย์ที่ท่านให้ความเคารพมาก ให้ลูกศิษย์มา
นิมนต์ไปงานยกยอดฉัตรเจดีย์
หลวงพ่อเปลี่ยน บอกว่า ครั้งแรกท่านอึกอักลังเลอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า “ควรมาช่วยงานฉลองพระเจดีย์จะเป็นประโยชน์มากกว่า” การเดินทางไปยุโรปจึงเป็นอันต้องงดไป
ในพิธียกยอดฉัตร หลวงพ่อเปลี่ยน นั่งอยู่ข้างๆ เบาะหลวงปู่ ถวายการนวดขาด้วยความเคารพ แล้วพูดเชิงสัพยอกหลวงปู่ว่า
“หลวงปู่นี้มีบุญหลาย ลูกหลานจะไปยุโรปก็บ่ได้ไป ต้องมายกยอดฉัตรช่วยหลวงปู่”
หลวงปู่ท่านฟังแบบยิ้มๆ ไม่ได้โต้ตอบ แล้วหลวงพ่อเปลี่ยน ได้ถามเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพสังขารร่างกายของหลวงปู่ทุกวันนี้เป็นอย่างไร
“มันก็เป็นอย่างนี้ละนะ”
หลวงปู่ท่านตอบอย่างอารมณ์ดี ท่านหัวเราะหึ หึ ในลำคอแล้วก็ยิ้มอย่างสุขสบาย และท่านพูดว่า
“อาตมาไม่เคยยิ้มมากๆ จนเห็นฟันอย่างนี้ !”
ดูทั้งหลวงปู่ และลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ในที่นั้น ต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ดูหน้าตาสดชื่น อิ่มเอิบในผลบุญกันอย่างทั่วหน้า
ก็ลองดูรูปถ่ายซีครับ
บริเวณลานกว้างเชิงบันไดขึ้นถ้ำผาปล่อง ส่วนหนึ่งเคยเป็นเมรุพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ หลังจากนั้นก็ได้พัฒนามาเป็นมณฑปอนุสรณ์สถานของหลวงปู่ ให้สาธุชนได้กราบไหว้ระลึกถึงพระคุณของหลวงปู่มาจนปัจจุบันนี้
สำหรับความเป็นมาของ “ลานมณฑป” หรือ “ลานทอง” แห่งนี้ มีเขียนไว้ในหนังสือ “ละอองธรรม” ดังนี้
บริเวณลานมณฑปแห่งนี้ สมัยหนึ่งยังเป็นเพียงดงไมยราบและสนามหญ้ารก มีกระต่ายป่าชุกชุม
ครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงปู่นำพระเณรและแม่ชี ลงไปทำความสะอาดโรงรถ สนามรกก็ได้รับการพัฒนาไปด้วย
หลังสรงน้ำเสร็จในตอนเย็น หลวงปู่ปรารภกับลูกศิษย์ว่า
“ทำความสะอาดเข้าไว้ ต่อไปภายหน้า พระอรหันต์ ๕๐๐ จะมารวมกันที่นี่ แต่หลวงปู่แก่แล้ว จะไม่ได้เห็นหรอก”
ลูกศิษย์ฟังแล้วก็นิ่ง แต่ใจนั้นคิดไปไกลว่า ที่ตรงนี้คงเป็นที่สำคัญอยู่ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่หลวงปู่ปรารภถึง “บ้านกระต่ายป่า” แห่งนี้
ครั้งหนึ่ง เมื่อกลับจากกิจนิมนต์ข้างนอก ขณะนั่งพักผ่อนอยู่ที่โรงรถ หลวงปู่เหลียวมองธรรมชาติรอบๆ แล้วก็ชี้มาทาง ลานมณฑป พร้อมกับปรารภสั้นๆ ว่า
“ดูบริเวณนี้ไว้ให้ดีนะ”
แต่เมื่อลูกศิษย์กราบเรียนถามถึงเหตุผล หลวงปู่ก็ไม่อธิบายขยายความ นอกจากตอบแบบตัดบทสั้นๆ ว่า
อือ ! ดูไว้เถอะ”
หลังจากนั้น กระต่ายป่า ก็เลยต้องย้ายบ้าน เพราะสนามหญ้ารกได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ ลูกศิษย์บางท่านบางองค์ก็ฉงนอยู่ว่า
“กาลภายหน้าที่หลวงปู่ ปรารภให้ฟังนั้นจะมาถึงเมื่อไร และด้วยเหตุอันใดหนอ หรือจะเป็นงานหลวงปู่ ?”
ตอนนี้ หลวงปู่ไม่ปรารภอะไรอีกเลย และพระอรหันต์ ๕๐๐ ได้มารวมกันที่นี่แล้ว หรือว่าจะมาด้วยเหตุการณ์สำคัญอื่นในอนาคตกาลลูกศิษย์ของหลวงปู่ ก็ไม่ทราบ
ที่ทราบแน่ๆ ในปัจจุบัน และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมาพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ ณ ลานมณฑปแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖
๑๑๓. นึกถึงคำสอนของหลวงปู่
ย้อนรำลึกไปถึงประวัติและปฏิปทาขององค์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร พระอริยเจ้าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแห่งสำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
นับได้ว่าหลวงปู่เกิดมาเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ ให้กับตนเอง และใช้ชีวิตที่เหลือในการเกื้อกูลมหาชนอย่างแท้จริง
หลวงปู่ ได้พร่ำสอนเสมอๆ มิให้ตั้งตนในทางที่ประมาท ทั้งความประมาทในชีวิต ความประมาทในวัย และความประมาทในความตาย
หลวงปู่เน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการปฏิบัติภาวนา ว่าเป็นหนทางอันสูงสุดที่จะทำให้ทุกคนพ้นทุกข์ ดังคำสอนของท่านตอนหนึ่งว่า
“ทางพระสอนให้ละชั่ว ทำความดี แต่ไม่ให้ติดอยู่ในความดีให้บำเพ็ญจิตให้ยิ่งขึ้นจนถึงไม่ติดดีติดชั่ว จึงจะพ้นโลกนี้ไปได้
เพราะแม้คุณงามความดีจะส่งผลให้เป็นสุข ไปเกิดในสุคติ โลกสวรรค์ เป็นเทพ อินทร์ พรหม ก็ตาม
แต่เมื่อกำลังของกุศลธรรมความดีนั้นๆ หมดลง ก็ย่อมต้องกลับเวียนว่ายตายเกิดอีก
ทางพระจึงสอนให้มุ่งภาวนา ทำจิตให้รวมระวังตั้งมั่น ทำจิตให้มีปัญญารู้ตามความเป็นจริงด้วยตนเอง จนถอดถอนอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ ออกเสีย จึงจะเป็นไปเพื่อความสิ้นภพสิ้นชาติ หมดทุกข์หมดยากได้โดยแท้จริง”
และอีกตอนหนึ่ง ว่า
“เรื่องการภาวนา เป็นยอดของบารมีทั้งหลาย เป็นการเสริมสร้างกำลังใจ กำลังปัญญา ให้เข้มแข็ง สามารถต่อสู้เอาชนะกิเลสน้อยใหญ่ได้…
เมื่อไม่รู้จักภาวนา ก็ปล่อยให้พวกกิเลสเป็นเจ้านายผู้บงการการกระทำของตน ตนก็เลยเป็นทาสของกิเลส เป็นเหตุให้ทำกรรมไม่ดีสะท้อนเอาความทุกข์ยากมาสู่ตน…”
๑๑๔. ช่วงท้ายเข้ากรุงเทพฯ บ่อย
ในช่วงท้ายของหลวงปู่ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามาก โอกาสที่จะถูกนิมนต์ไปในที่ต่างๆ จึงมีมากด้วย
ในระยะหลังท่านมีกิจนิมนต์ให้เดินทางลงมาโปรดญาติโยมทางกรุงเทพฯ บ่อยครั้ง บางครั้งหลวงปู่ต้องขึ้นเทศน์ในโอกาสสำคัญๆ เช่นในงานสัปดาห์วันวิสาขบูชา ซึ่งจัดที่ท้องสนามหลวง มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังธรรมและปฏิบัติธรรมเต็มบริเวณนับพันๆ คน
กลางเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๕ หลวงปู่ ได้เดินทางจากถ้ำผาปล่องเพื่อมาทำพิธีเททองหล่อรูปเหมือน ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
และอีกครั้งในตอนต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๓๕ เพื่อเททองหล่อรูปเหมือนขององค์หลวงปู่เอง
ที่โรงหล่อช่างสมนึก ซึ่งอยู่ในซอยวัดเพลงวิปัสสนา (จรัญสนิทวงศ์ ซอย ๓๗) เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
เพื่อนำไปประดิษฐานที่ วัดสันติสังฆาราม บ้านบัว อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร วัดบ้านเกิดของท่านเอง
ขอเขียนย้อนเพื่อเรียกความทรงจำเกี่ยวกับวัดสันติสังฆาราม สักนิดว่า หลวงปู่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จนแล้วเสร็จ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาฝังลูกนิมิตในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๓ ในโอกาสเดียวกันงานลองอายุครบรอบ ๗๑ ปีของหลวงปู่
วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕ต๕ หลวงปู่ได้เดินทางลงมากรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง โดยพักที่ บ้านกรุงเทพภาวนา สุขุมวิท ซอย ๓๖ จนถึงวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕ หลวงปู่จึงเข้าไปรับพัดยศเนื่องในโอกาสได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์จาก ที่ พระครูสันติวรญาณ ขึ้นเป็นพระญาณสิทธาจารย์
หลังจากนั้น หลวงปู่ก็เร่งรีบเดินทางกลับถ้ำผาปล่อง ด้วยมีภารกิจอื่นๆ รออยู่
เมื่อกลับจึงวัด หลวงปู่ก็ยังแลดูแจ่มใสเบิกบาน มิได้ส่ออาการให้เห็นว่าอาพาธแต่อย่างใด
๑๑๕. เกินความคาดคิดของศิษย์
เรื่องในตอนนี้ มาจากบทความชื่อ ”รอนรอนอ่อนอัสดง” หมายถึงช่วงที่พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ได้ย้อนรำลึกถึงหลวงปู่ตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย มาจนถึงสุขภาพของท่านช่วงหลังอายุ ๘๐ จนถึงกาลมรณะดับสังขารของท่าน มีดังนี้ครับ
หลวงปู่ เกิดที่บ้านบัว จังหวัดสกลนคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ตั้งแต่ได้บรรพชาเมื่ออายุ ๑๗ ปี แล้วท่านก็อยู่ในสมณเพศตลอดมาจนถึงวันดับขันธ์เมื่ออายุ ๘๓ ปี
ตลอดเวลาอันยาวนานถึง ๖๖ ปี ในเพศบรรพชิต หลวงปู่ครองชีวิตอย่างผ่องแผ้วงามพร้อมและหอมไกลด้วยศีลวัตร เป็นบัวงามที่สุดดอกหนึ่งในพระพุทธศาสนา ที่แตกสาขามาจากรากแก้วใหญ่ คือ องค์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ปรมาจารย์แห่งพระกรรมฐานในยุคปัจจุบัน
สำหรับลูกศิษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฆราวาส ซึ่งยึดหลวงปู่เป็นสรณะอย่างเหนียวแน่น เมตตาอันเต็มเปี่ยมไม่มีจำกัด ไม่มีขีดคั่นของหลวงปู่ นับว่าเป็นคุณธรรมเด่นที่ประทับใจยิ่งกว่าสิ่งใด
หลวงปู่ ในช่วงปัจฉิมวัย ไม่ค่อยมีอาพาธเบียดเบียนจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ
มีเพียงครั้งเดียว เมื่อท่านอายุ ๘๐ ปี ที่ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลระยะหนึ่ง
หลังจากนั้นแล้ว แพทย์ได้ถวายการตรวจสุขภาพทั่วไปครั้งใหญ่และถวายการบำบัดรักษาบางอย่าง ซึ่งทำให้หลวงปู่กระชุ่มกระชวยขึ้นเป็นอันมาก จนองค์ท่านเองถึงกับออกปากว่า
“รู้สึกแข็งแรงเหมือนตอนเป็นเณรเลย”
ว่าแล้วหลวงปู่ ก็ลุกขึ้นเดินอย่างกระฉับกระเฉงให้ลูกศิษย์ดูประกอบด้วย ทำให้หลายๆ คนคาดหวังว่าหลวงปู่คงเจริญอายุถึง ๙๐ เป็นอย่างต่ำ
หลังวันทำบุญในโอกาสที่หลวงปู่เจริญอายุครบ ๘๐ ปี ไม่กี่วันหลวงปู่ปรารภกับลูกศิษย์ หลานศิษย์ว่า
“หลวงปู่เดี๋ยวนี้เป็นพระเก่าพระแก่ ทำอะไรก็หลงลืม พระพุทธเจ้าเมื่อท่านอายุ ๘๐ ปี ท่านไม่หลงลืม ท่านก็ละสังขารเข้าสู่นิพพาน“
“แล้วหลวงปู่ กะจะอยู่ถึงอายุเท่าไรเจ้าคะ ?” เสียงหลานศิษย์คนหนึ่งถามขึ้น
“อยู่ไปเรื่อยๆ” หลวงปู่ตอบเสียงเรื่อยๆ เหมือนกัน
ทุกคนที่ชุมนุมกันที่บ้านกรุงเทพภาวนาในวันนั้นต่างก็ดีใจและวางใจ
หลายคนตีความเอาเองว่า หลวงปู่คงอายุยืน อยู่ไปเรื่อยๆ อย่างที่หลวงปู่ว่า อาจจะเฉียดๆ ร้อยปีอย่างหลวงปู่แหวนก็เป็นได้
บางคนที่ประมาทมัวเมา คิดว่าหลวงปู่ จะอยู่เป็นที่พึ่งได้อีกนานก็ประมาทมัวเมาต่อไป
จนกระทั่งหลวงปู่ละสังขารไปอย่างกะทันหัน ในเช้ามืดวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ หลังกลับจากรับพระราชทานสมณศักดิ์ที่กรุงเทพฯ ถึงถ้ำผาปล่องเพียง ๑ วัน
ลูกศิษย์ลูกหาส่วนมาก โดยเฉพาะฝ่ายฆราวาส แทบช็อกเมื่อเจอของจริงที่หลวงปู่พร่ำบอก ซักซ้อม ทบทวนให้ตลอดมาชั่วชีวิตของท่าน ยิ่งเมื่อไปทันร่วมงานถวายรดน้ำศพหลวงปู่ ท่านคงปลงสังเวชที่เห็นว่าลูกศิษย์สอบ “มรณกรรมฐาน” ตกกันเป็นแถว
ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานาในทำนองว่า “หลวงปู่จะไปก็ไม่บอก !”
จนเวลาผ่านไปและได้ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์บางอย่าง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหลวงปู่จากไป หลายคนได้ตระหนักว่าแท้ที่จริงหลวงปู่ได้แสดงให้เห็นเป็นนัยๆ มาโดยลำดับ
๑๑๖. แปลกแต่ไม่เฉลียวใจ
ท่านผู้อ่านก็คงรับทราบอย่างชัดเจนแล้วว่า ตอนนี้เรากำลังว่ากันด้วยเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายก่อนที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จะลาขันธ์ในเดือนสิงหาคม ๒๕๓๕
และเรื่องที่นำเสนอในช่วงนี้ เป็นการประมวลประสบการณ์จากศิษย์ของหลวงปู่บางท่านว่า ได้สัมผัสกับเหตุการณ์บอกเหตุล่วงหน้าอะไรบ้าง ส่วนใหญ่เป็นการย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเองประสบ ภายหลังจากที่หลวงปู่ท่านมรณภาพแล้ว
ในเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ของคนขับรถของหลวงปู่ ซึ่งรับใช้ใกล้ชิดกับหลวงปู่เป็นสิบๆ ปี
คนขับรถได้พูดถึงเรื่อง “แปลก” ๒ เหตุการณ์ อยู่ในบทความคนละเรื่อง แต่ผมขออนุญาตนำมาเขียนลงในตอนเดียวกัน ดังนี้
เหตุการณ์ที่ ๑
ช่วงหนึ่งที่งานพระเจดีย์จวนเสร็จ (พ.ศ. ๒๕๓๕) แต่ก็ยังไม่เสร็จเสียที วันหนึ่งหลวงปู่เรียกหาคนขับรถแต่เช้า
“ท่านสั่งให้ผมขับไปที่โรงเลื่อยจักรช้างเผือก ท่านจะไปลงไม้เอง” คนขับรถเริ่มเล่าเหตุการณ์ย้อนหลัง
ซึ่งผมก็นึกแปลกใจว่า ทำไมท่านจึงรีบร้อนอย่างนี้ ดูผิดปกติวิสัย เพราะปกติหลวงปู่ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับเรื่องจัดซื้อวัสดุอะไรเลย
ไปถึงโรงเลื่อยยังไม่แปดโมง ประตูยังไม่เปิดด้วยซ้ำ ผมต้องจัดให้ท่านฉันในรถ”
อันนี้เป็นเรื่องแปลก ครั้งที่หนึ่ง ที่คนขับรถเห็นเป็นเรื่องผิดสังเกตแต่ก็ไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมมากไปกว่านี้
เหตุการณ์ที่ ๒ : อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไปนะ
อีกเรื่องหนึ่งที่คนขับรถเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกทีเดียว แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจอยู่ดี คือ หลังงานยกยอดฉัตรพระเจดีย์เพียง ๒ วัน คือในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๓๕ หลวงปู่ก็ไปโปรดโยมที่สันกำแพง
ตามปกติแล้ว ทุกวันที่ ๙ สิงหาคม หลวงปู่รับนิมนต์ไปโปรดโยมที่บ้านในอำเภอสันกำแพงเป็นประจำติดต่อกันทุกปี และเป็นที่ทราบกันดีว่าในวันนี้หลวงปู่ไม่รับนิมนต์อื่น
สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อได้รับคำสั่งให้ไปสันกำแพง คนขับรถจึงแปลกใจ จนต้องกราบเรียนถามว่า
“หลวงปู่ จำผิดหรือเปล่าครับ ที่เคยนิมนต์น่ะวันที่ ๙ สิงหาคม ไม่ใช่เดือนนี้”
แต่หลวงปู่ ก็ยืนยันสั้นๆ ว่า “ไม่ผิด เขานิมนต์”
ไปถึงสันกำแพง ก่อนแปดโมงเช้า เจ้าของบ้านก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ประกอบกับเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ บ้านยังปิดเงียบอยู่
คนขับรถได้รีบเข้าไปบอกกับเจ้าของบ้าน ซึ่งเจ้าของบ้านยังออกมารับอย่างงงๆ
คนขับรถบอกว่า “จะใช่วันของคุณหรือไม่ หลวงปู่ท่านก็มาแล้วนะครับ วันนี้คือวันนี้ วันหน้าก็คือวันหน้า หลวงปู่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน วันนี้ท่านมาโปรดแล้ว วันถ้าท่านอาจจะมาไม่ได้”
ตอนนั้นทางถ้ำผาปล่อง ยังไม่ได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนสมณศักดิ์ด้วยซ้ำ
สำหรับเจ้าของบ้านเอง ก็ได้เปิดเผยความรู้สึกที่ได้รับเมตตาจากหลวงปู่เป็นพิเศษในวันนั้นว่า
“ทั้งแปลกใจและตื่นเต้นค่ะ เด็กขึ้นไปบอก ดิฉันยังไม่ค่อยเชื่อว่าเป็นหลวงปู่ แต่ก็รีบลงมา เห็นท่านนั่งคอยอยู่ก็เข้าไปกราบขออภัย
วันนั้นที่บ้านก็บังเอิญไม่มีอาหารสด ตลาดก็วายแล้วด้วย ได้แต่เห็ดเผาะมาต้มถวาย กับน้ำพริกผักลวก แล้วมีไข่ดาว ๒ ฟอง ไข่ต้ม ๒ ฟอง ท่านก็ฉันให้หมดเลย
พอฉันเสร็จท่านก็เทศน์สอนวิธีภาวนา และยังเมตตาบอกว่าหลวงปู่มาแล้ว มีอะไรอีกก็ว่ามา
เราได้ยกพระพุทธรูปพร้อมเซียนทั้ง ๘ องค์ และรูปบูชาทั้งหมดมาให้ท่านอธิษฐาน
ก่อนกลับ หลวงปู่ยังให้พรอีกว่า ให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไปนะ”
๑๑๗. เทวดาไม่เมตตา ก็ขอมนุษย์ !
มีเรื่องแปลกใจที่เกิดขึ้นกับหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ที่ลูกศิษย์ที่ถ้ำผาปล่องได้ตั้งข้อสังเกต คือ ช่วงก่อนถึงงานฉลองเจดีย์ (ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๓๕) หลวงปู่สั่งให้งดรับนิมนต์ ที่รับไว้ล่วงหน้าก็ให้บอกงดไปทั้งหมด
แต่แล้ว หลวงปู่ก็กลับให้รับนิมนต์ได้และโดยไม่ให้ปฏิเสธแม้แต่รายเดียว
แม้บางวันที่กิจนิมนต์มีมาก ลูกศิษย์ขอตัดทอนลงเพราะกลัวเกินกำลัง หลวงปู่ก็ไม่อนุญาต
ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๓๕ เมื่อได้ทราบข่าวว่าหลวงปู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่ พระญาณสิทธาจารย์ และจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมพิธีในพระบรมมหาราชวังครอบครัวนี้ (ที่สันกำแพง ที่หลวงปู่เพิ่งไปโปรดมา) ได้ขึ้นไปกราบไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าเป็นการกราบหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย
และในปีนั้น ถ้ำผาปล่องก็แห้งแล้งจริงๆ ฝนตกน้อยมาก แม้หลวงปู่ ได้พาลูกศิษย์สวดขอฝนแล้วก็ตาม
ช่วงนั้น หลวงปู่ ให้เอาน้ำไปด้วย ท่านปรารภกับโยมว่า
“น้ำแห้ง สวดมนต์แล้วเทวดาท่านไม่เมตตา เราขอมนุษย์ดีกว่า น้ำหวานด้วยนะ เอานะ เอามาเป็นคันรถเลย พระจะเหนื่อยมากเพราะมีงาน”
เมื่อโยมกราบเรียนถามว่า งานอะไร ? หลวงปู่ไม่ตอบ บอกเพียงสั้นๆ ว่า” เอามาเถอะ !”
ใครเลยจะคิดว่างานนั้นคืองานลาจากขององค์ท่านเอง !
๑๑๘. อย่าไปเลยราชบุรี
เรื่องนี้ก็น่าแปลก ที่หลวงปู่แสดงเป็นนัยคล้ายจะบอกให้รู้ว่าท่านจะละสังขาร
จวนเข้าพรรษา (ปี ๒๕๓๕) แม่ชีรูปหนึ่งของถ้ำผาปล่องได้รับคำสั่งว่า หลวงปู่ให้หา
เมื่อขึ้นไปกราบก็ต้องแปลกใจ เมื่อหลวงปู่ ถามว่า
“แม่ชี… จะไปจำพรรษาที่ราชบุรีหรือ ? คิดถึงราชบุรีหรือ ? มีอะไรสำคัญนักหนาถึงต้องไป”
แม่ชีได้ซื้อตั๋วรถทัวร์ไว้แล้ว ตั้งใจว่าจวนถึงวันออกเดินทางจะขึ้นไปกราบเรียนหลวงปู่ ขอลากลับไปจำพรรษายังวัดเดิมที่ราชบุรี
เมื่อหลวงปู่ ดักคอถามนำเหมือนอยากให้อยู่ถ้ำผาปล่องก็เลยอึ้งไป
อีกอย่างก็งงด้วย เพราะหลวงปู่ไม่เคยถามมากอย่างนี้ “ปกติพอกราบลาไปไหน ท่านก็ถามแค่ จะไปกี่วัน พอกลับ ขึ้นไปกราบก็ กลับแล้วหรือ เท่านั้นเอง”
กลับลงมาแล้วก็ยังคิดอยู่ว่า “จะไป” พอดี “คุณป้า” มารวบหัวรวบหางพาขึ้นไปกราบหลวงปู่อีกครั้ง พร้อมกับรับปากกับหลวงปู่ด้วยว่า” จะอยู่”
แม่ชีเผยความรู้สึกในตอนนั้นว่า
“ก็เลยเหมือนตกกระไดพลอยโจน เมื่อท่านมาสิ้นไปในกลางพรรษา ถึงได้รู้ว่าท่านเมตตาเรา
ที่จริง วันนั้นหลวงปู่คงอยากบอกว่า ท่านจะไม่อยู่แล้ว เพราะถ้าท่านไม่เอ่ยปาก และคุณป้าไม่มารวบรัด พรรษานั้นแม่ชีคงไปอยู่ที่ราชบุรี แล้วก็คงต้องเสียใจไปตลอดชีวิตที่ไม่ได้อยู่กับหลวงปู่ในวาระสุดท้ายของท่าน !”
๑๑๙. ให้ถ่ายรูปศิษย์ทุกคน
เรื่องนี้ก็น่าแปลกอีกเรื่องหนึ่ง ดังนี้
ย้อนหลังไปถึงวันเข้าพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๓๕
โยมคนหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกับถ้ำผาปล่อง ได้เล่าเหตุการณ์ซึ่งเหมือนกับหลวงปู่ ได้แสดงเป็นนัยให้ลูกศิษย์ที่ชุมนุมกันอยู่ในคืนนั้นได้รู้ล่วงหน้าถึงการละสังขารของท่าน
แต่ก็ไม่มีผู้ใดเฉลียวใจคิดไปไกลถึงเพียงนั้น เข้าใจเอาว่าหลวงปู่ลาลูกศิษย์ถ้ำผาปล่องเพื่อไปจำพรรษาที่สกลนครในปีต่อไป
วันนั้นเมื่อหลวงปู่กลับจากเยี่ยมวัดคำประมง (จังหวัดสกลนคร) ท่านก็สั่งให้จดชื่อพระเณรและญาติโยมที่อยู่บนถ้ำผาปล่องในวันนั้นขึ้นไปให้ท่าน กำชับให้เขียนชื่อ นามสกุลให้ครบทุกคนลงในกระดาษแผ่นเดียวกัน
ก่อนทำวัตรเย็น เมื่อสมาชิกไปพร้อมหน้ากันที่ถ้ำ หลวงปู่อ่านรายชื่อในแผ่นกระดาษและมองหน้าลูกศิษย์เรียงไปตามลำดับ แล้วก็มาสะดุดลงที่เด็กน้อยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิกที่คุ้นเคยกับถ้ำผาปล่องด้วยเหมือนกัน
“ทำไม่ไม่มีชื่อเด็กน้อย ?” หลวงปู่ถามขึ้น
เมื่อผู้ปกครองกราบเรียนว่าใส่ชื่อจริง หลวงปู่ก็เขียนชื่อเล่นที่ท่านรู้จัก กำกับชื่อ นามสกุลจริงของเด็กด้วยตัวของท่านเอง
จากนั้นจึงให้โยงสายสิญจน์เพื่อประกอบพิธีสวดพุทธมนต์ตามที่เคยปฏิบัติเป็นประจำในวันเข้าพรรษา
หลังจากเสร็จพิธี หลวงปู่เรียกหาคนขับรถให้เข้าไปนั่งใกล้ท่านและอุปโลกน์ให้เป็นช่างภาพ ถ่ายรูปลูกศิษย์ที่อยู่บนถ้ำในคืนนั้น เริ่มจากด้านหน้าก่อน กำชับว่าให้ติดทุกคน จากนั้นก็ถ่ายจากด้านหลัง
ระหว่างนั้น หลวงปู่ก็จัดจีวรให้ดูเรียบร้อยด้วย เสร็จแล้วให้ถ่ายรูปซ้ำหลายๆ ครั้ง
“อันนี้ผมก็เห็นแปลกอยู่” คนขับรถเล่า
“ปกติท่านไม่ชอบถ่ายรูป ยิ่งสั่งให้ถ่ายท่านั้นท่านี้ยิ่งไม่ใช่วิสัยของหลวงปู่เลย และท่านไม่เคยสนใจจัดจีวรอย่างที่ทำในวันนั้นด้วย”
ทุกคนที่อยู่บนถ้ำผาปล่องในคืนนั้นก็เลยมีรูปถ่ายกับหลวงปู่ในปีสุดท้ายที่ได้อยู่จำพรรษาที่ถ้ำผาปล่อง
ยกเว้นคนๆ เดียว คือ คนขับรถผู้ใกล้ชิด ซึ่งมัวกังวลว่าฝีมือถ่ายภาพของตัวเองในคืนนั้นคงไม่เป็นที่ประทับใจ จนไม่ได้นึกถึงการที่จะถ่ายรูปกับหลวงปู่ แม้ท่านได้เมตตาถามแล้วถามอีกว่า
“ไม่อยากมีรูปถ่ายกับหลวงปู่ไว้เป็นที่ระลึกหรือ ?”
๑๒๐. เตรียมพร้อมการเดินทางไกล
เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่เล่าโดยคนขับรถของหลวงปู่อีกเช่นกัน
แต่ไหนแต่ไรมาหลวงปู่เป็นคน “ตรงต่อเวลา” ในการประกอบภารกิจทุกอย่างท่านเตรียมพร้อมก่อนเวลาเสมอ
ไม่ว่าเดินทางด้วยวิธีใด สำหรับหลวงปู่แล้ว ไม่มีคำว่ามาสายหรือตกรถตกเรือเป็นอันขาด
มาทำวัตร หลวงปู่ก็มาก่อนลูกศิษย์ เพราะท่านตื่นตั้งแต่ยังไม่ตีสาม
เพราะฉะนั้น ใครยืดยาดชักช้าทำให้ท่านต้องรอ มักถูกเรียกว่า “คนหัวโบราณ ไม่ทันสมัย” แม้ผู้ถูกเรียกเป็นคนรุ่นเยาว์และสมัยใหม่เพียงใดก็ตาม
“ครั้งหนึ่งหลวงปู่เรียกหาผมแต่เช้า”
คนขับรถเล่าเรื่องเป็นตัวอย่าง เพื่อยืนยันอุปนิสัยของหลวงปู่ในข้อนี้ “
“ผมก็รู้แล้วว่าจะมีการเดินทาง ก็กะเวลาให้ท่านฉันเสร็จ แล้วก็เตรียมตัว เลยไม่ได้ขึ้นไปหาทันที ทำนั่นทำนี่ไปพลางๆ
ที่ไหนได้ พอผมขึ้นไปบนถ้ำ ท่านลงเขาไปแล้ว
ผมตกใจมาก รีบวิ่งตามลงไป พบว่าท่านรออยู่ในรถแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตำหนิ
ตั้งแต่นั้นมา ผมต้องคอยสังเกต ถ้าเห็นท่านห่มผ้าสีกรัก ซึ่งท่านใช้ประจำเวลาเดินทางไกล ผมไปเฝ้าคอยหน้าห้องเลย ไม่ต้องให้ท่านเรียก
ระยะก่อนที่ท่านจะสิ้นไม่นาน บ่อยครั้งที่ผมเห็นท่านห่มผ้าสีกรักผมกับไปคอยหน้าห้อง แต่ท่านกลับมิได้ไปไหน แล้วก็จำวัดในชุดนั้นย่ามกับไฟฉายวางไว้เรียบร้อยข้างเตียง เป็นอย่างนี้ทุกวัน
ผมซึ่งมานึกออกตอนหลังว่า
ท่านเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกลด้วย “ยาน” ของท่านเอง ไม่ต้องใช้ผมอีกแล้ว !”
๑๒๑. ปฏิบัติภารกิจสุดท้าย
ดูชื่อหัวเรื่องข้างต้นแล้วน้ำตาซึมนะครับ ต่อไปนี้เป็นบันทึกจากคำให้การของลูกศิษย์ในกรุงเทพฯ ถึงภารกิจของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วันต่อวัน ในช่วงเดินทางมาพักที่บ้านกรุงเทพภาวนา สุขุมวิทซอย ๓๖ เพื่อรอเข้ารับพระราชทานสมณศักดิ์ในพระบรมมหาราชวัง อันเป็นการปฏิบัติภารกิจสุดท้ายของหลวงปู่
บันทึกนี้เขียนภายใต้หัวข้อ “เข็นสังขาร” ในหนังสือ “ละอองธรรม” ครับผม
ต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ลูกศิษย์ที่ถ้ำผาปล่องรู้สึกแปลกใจที่สังเกตเห็นว่า หลวงปู่มีทีท่ากระตือรือร้นต่อข่าวที่ว่าท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่พระญาณสิทธาจารย์
ทั้งๆ ที่ข่าวทำนองนี้เคยมีมาก่อนหลายครั้งแล้ว แต่หลวงปู่วางเฉยเหมือนแผ่นดินเสมอ
จนกระทั่งครั้งนี้ เมื่อได้รับการยืนยันแน่นอนแล้ว หลวงปู่จึงเตรียมตัวเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเข้ารับพระราชทานพัดยศจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จากคำบอกเล่าของพระและโยมที่ช่วยกันถวายการอุปัฏฐากที่บ้านกรุงเทพภาวนา ทำให้พอมองเห็นภาพว่า หลวงปู่คงต้องใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการ เข็นสังขาร ของท่าน เพื่อปฏิบัติภารกิจสุดท้ายในพระบรมมหาราชวัง
เพราะสภาพของหลวงปู่ในตอนนั้น คงเหมือนตะเกียงที่มีแสงเพียงริบหรี่จวนจะสิ้นเชื้อเต็มที
๖ สิงหาคม ๒๕๓๕
บ่ายสี่โมงกว่า หลวงปู่ออกเดินทางจากถ้ำผาปล่องด้วยรถยนต์นั่งประจำตัว ถึงบ้านกรุงเทพภาวนา (สุขุมวิท ๓๖) ประมาณเที่ยงคืนคนขับรถถวายน้ำ ถวายย่าม แล้วกราบลาไปพักผ่อนเมื่อเวลาประมาณ ๑ นาฬิกา
๗ สิงหาคม ๒๕๓๕
ตอนเช้า ญาติโยมมากราบถวายอาหาร แม่ชียกสำรับจากครัวขึ้นไปด้วย
แต่ภายในห้องหลวงปู่ นอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศแล้วก็ไม่มีสรรพสำเนียงอื่นใดเลย
“หลวงปู่ครับ ! หลวงปู่ครับ !”
คนขับรถส่งเสียงปลุก แต่คำตอบก็คือความเงียบ จึงได้ไขกุญแจเปิดประตูเข้าไป ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกสงสารหลวงปู่จับใจ
“หลวงปู่ ท่านนอนเหนื่อยคล้ายหมดแรง ท่อนล่างเลื่อนไหลลงจากเตียงแล้วครับ พอเห็นหน้าผม ท่านก็บอกเสียงเบาว่า มันไหลลงไปคนเดียว (ไหลลงไปเอง)
ผมเลยกราบเรียนว่าจะจัดให้ท่านฉันในห้อง หลวงปู่ไม่ต้องออกไป
ท่านตอบว่า ยังจะกินอยู่ดี กินไม่รู้จักจบสิ้น”
วันนั้นหลวงปู่ฉันได้เพียง ๓ คำ
๑๒๒. อีก ๔ วันระหว่างรอ
อีก ๔ วันต่อมา ระหว่างพักที่บ้านกรุงเทพภาวนา หลวงปู่ต้อง “เข็นสังขาร” เพื่อรอการเข้าวัง พร้อมทั้งโปรดญาติโยมด้วยความอดทนยิ่ง
๘ สิงหาคม ๒๕๓๕
พระอาจารย์อานนท์ อดีตพระอุปัฏฐาก และพำนักที่วัดสันติสังฆาราม บ้านบัว อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้ข่าวว่าหลวงปู่ลงมากรุงเทพฯ เพื่อรับพระราชทานพัดยศ ตอนกลางคืนเกิดฝันว่า หลวงปู่อาพาธ อาการไม่ดีเลย
รุ่งเช้าพระอาจารย์อานนท์ก็รีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งก็พอดีกันกับที่โยมทางบ้านกรุงเทพภาวนา กำลังโทรศัพท์ตามตัวท่านเป็นจ้าละหวั่น เนื่องด้วยหลวงปู่มีอาการ “ไม่ดีเลย” จริงๆ เสียด้วย ท่านก็เลยมีโอกาสได้มาทำหน้าที่อุปัฏฐากหลวงปู่อีกครั้งหนึ่ง
“เป็นบุญที่อาตมาได้ปฏิบัติหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย”
ตอนเย็น ญาติโยมมากราบถวายของ หลวงปู่ยังคงนอนเหนื่อยอ่อนอยู่ในห้อง
เมื่อคนขับรถเข้าไปกราบเรียนว่ามีโยมมารอถวายของ จะทอดผ้ารับประเคนออกไปข้างนอก ให้หลวงปู่นอนรับในห้องไม่ต้องออกไป ท่านก็พยักหน้า เห็นด้วย
แต่พอประตูห้องเปิด ญาติโยมก็กรูเข้าไปในห้อง หลวงปู่จึงต้องรวบรวมกำลังลุกขึ้นมารับประเคนของ
มีคนเอารูปไปให้หลวงปู่เซ็นด้วย คนขับรถสังเกตเห็นว่ามือท่านสั่น เขียนผิดเขียนถูก
๙ สิงหาคม ๒๕๓๕
ตอนเช้า โยมออกไปข้างนอกเพื่อหาซื้อรถเข็น เนื่องจากหลวงปู่อ่อนเพลียป้อแป้เต็มทีอย่างเห็นได้ชัด
ตอนบ่าย หลวงปู่ออกมาข้างนอกซึ่งเปิดพัดลมทิ้งไว้ ท่านฉีกปฏิทินออกไปทีละใบ (ใบละ ๑ วัน) เพื่อนับดูจนถึงวันที่ ๑๒ สิงหาคม
หลวงปู่หมดแรง ใบปฏิทินที่ฉีกออกมาก็ถูกพัดลมพัดปลิวกระจายไปทั่ว หลวงปู่ถึงกับคลานเข้าห้อง
ตอนเย็น พระอาจารย์อานนท์ เดินทางมาถึงบ้านกรุงเทพภาวนาแล้วเข้าถวายการอุปัฏฐากทันที
เนื่องจากเมื่อตอนเช้ามีคนมากราบขอเส้นเกศาของหลวงปู่ (วันนั้นเป็นวันโกน) เมื่อพระอาจารย์อานนท์ปลงผมถวาย หลวงปู่บอกว่า
“เอาผมอานนท์ใส่ให้เขาไปด้วยซี เขาจะได้เยอะๆ”
เรื่องปลงผมนี้พระอาจารย์อานนท์ท่านออกตัวว่า ตัวท่านเองไม่เคยปลงผมถวายหลวงปู่มาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่เป็นพระอุปัฏฐากอยู่หลายปี
“อาตมาปลงไม่ได้ มือไม่เที่ยง สมาธิไม่ดี อีกอย่างหลวงปู่มีขี้กะต๊อด (หูด) เม็ดหนึ่งบนศีรษะท่าน ซึ่งทำให้ยากแก่การปลงผม กลัวมีดโกนจะไปเฉือนเอาหูดเข้า เรื่องปลงผมนี้ต้องท่านจรัญ”
พระอาจารย์อานนท์ หมายถึงพระอุปัฏฐากอีกองค์หนึ่งซึ่งรับหน้าที่ต่อจากท่าน
ในช่วงการถวายอุปัฏฐากนี้ หลวงปู่ปรารภว่า
“นนท์เอ๊ย ! สังขารหลวงปู่ไม่ไหวแล้ว บังคับมันไม่ได้”
พระอาจารย์อานนท์ เล่าว่า ต้องคอยสังเกตกิริยาอาการของหลวงปู่ ถ้าท่านขยับตัวต้องรีบเอากระโถนเข้าไปรองเพราะหลวงปู่กลั้นปัสสาวะไม่ได้แล้ว
ตอนกลางคืน หลวงปู่มีเลือดไหลออกทางจมูก ท่านสั่งบอกว่า
“อานนท์ คืนนี้นอนนี่ ข้างเตียงหลวงปู่นี่แหละ อย่าไปไหน“
๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๕
ตอนเช้า พระอุปัฏฐากกราบเรียนขออนุญาตไปทำธุระข้างนอกตอนเย็นถึงจะกลับมาใหม่ หลวงปู่บอกว่า
“ปล่อยธุระไปก่อน ไม่ต้องไปไหน ทำอะไรทั้งนั้น”
เวลาฉัน หลวงปู่ไม่มีแรงพอที่จะเอื้อมไปตักอาหาร แค่ยกช้อนขึ้นถึงปากก็แทบไม่ไหวแล้ว
พระอุปัฏฐากได้ขอโอกาสให้แม่ชีถวายข้าวต้มตอนเพล เพราะกลัวหลวงปู่จะได้รับอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งท่านก็อนุโลมตาม
ตอนเย็น ก็ขอถวายชอคโกแลตดำ พร้อมกับน้ำชา หลวงปู่ให้พระบิชอคโกแลตคำเล็กๆ ป้อน ทั้งๆ ที่ปกติท่านไม่เคยฉันชอคโกแลตดำหลังเพลเลย
พระอาจารย์อานนท์สังเกตอาการหลวงปู่แล้วก็ให้รู้สึกหวั่นใจ นึกถึงที่หลวงปู่เคยปรารภหลายครั้งว่า
“ถ้าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว อยู่ลำบาก”
๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๕
ตอนเย็น เมื่อพระอุปัฏฐากถวายการเช็ดตัวหลวงปู่ด้วยโคโลญน์ พร้อมกับกราบเรียนว่า
“โคโลญน์นี้เช็ดตัวดีนะครับหลวงปู่ เช็ดแล้วสดชื่น”
“มันสดชื่นจริงหรือ” หลวงปู่ถาม
“ถ้าจริง เวลาตายจะได้เอามาเช็ด”
๑๒๓. วันเข้าวัง-วันมงคล
๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕
ตอนเช้า ก่อนออกเดินทางไปยังพระบรมมหาราชวัง หลวงปู่สั่งว่า จะฉันเพลที่บ้านกรุงเทพภาวนาก่อน และให้เป็นข้าวต้ม
เมื่อไปถึง พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทางสำนักพระราชวังได้จัดห้องพักของกองแพทย์หลวงถวายให้หลวงปู่ได้พักรอพระราชพิธี ทั้งนี้ โดยการประสานงานของพระอาจารย์ธงชัย ธมฺมชโย ลูกศิษย์ของหลวงปู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร
ปกติเวลาจำวัด หลวงปู่นอนตะแคงขวาในท่าสีหไสยาสน์ แต่ระหว่างพักผ่อนที่ห้องพยาบาลของกองแพทย์หลวง พระอุปัฏฐากสังเกตว่า หลวงปู่นอนหงาย มือประสานกันไว้บนอก พอท่านหลับแล้วแขนขวาตกลงมาพาดอยู่ข้างตัวในลักษณะมือแบออกมา
พระอุปัฏฐากซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ถึงกับสะดุ้งในใจ
“โอ้หลวงปู่ ทำไมนอนท่านี้ เหมือนนอนให้ลูกศิษย์รดน้ำศพ”
เมื่อได้เวลา ผู้ติดตามเข็นรถไปส่งหลวงปู่ที่ประตูพระที่นั่ง จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้ช่วยเข็นรถของหลวงปู่ออกไปรับพระราชทานพัดยศจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่ต้องไปนั่งแถวตามลำดับ
และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณยกเว้นให้หลวงปู่ไม่ต้องออกไปห่มผ้าไตร หลังรับพระราชทานพัดยศ
บ่ายเกือบเย็นแล้ว เมื่อเข็นรถของหลวงปู่กลับออกมาจากประตูพระที่นั่ง พอเห็นคณะที่ไปรอรับ หลวงปู่ก็ปรารภกับพระอุปัฏฐากคล้ายกับโล่งใจว่า
“นนท์เอ๊ย! หลวงปู่หมดภาระแล้ว หมดเรื่องหมดราวเสียที”
พระอาจารย์อานนท์บอกภายหลังว่า “อาตมาคิดว่าท่านคงตั้งใจถวายพระราชกุศลเป็นครั้งสุดท้าย”
วันนั้น ภายในพระบรมมหาราชวังรถติดมาก อากาศก็ร้อนอบอ้าว กว่าหลวงปู่จะขึ้นรถได้ก็ต้องนั่งรอในรถเข็นนานทีเดียว เกือบ ๒ ชั่วโมง
โยมที่ไปรอรับคนหนึ่งกราบเรียนถามขึ้นว่า
“หลวงปู่เหนื่อยไหมเจ้าคะ?”
คำตอบของหลวงปู่ทำให้คนคงแทบน้ำตาหยดด้วยสงสารท่าน
“เหนื่อยจนพูดไม่ถูกแล้ว”
พระอาจารย์อานนท์ เข้าไปกราบลาแทบเท้าเป็นครั้งสุดท้ายและได้กราบอาราธนานิมนต์ขึ้นว่า
“ขอให้หลวงปู่ดำรงขันธ์อยู่ให้นานที่สุดที่จะนานได้”
หลวงปู่นิ่ง ปกติเวลาได้รับอาราธนาในทำนองนี้ ท่านมักจะย้อนถามแบบขำๆ ว่า “คนนิมนต์น่ะจะอยู่ได้หรือเปล่า? “
เย็นแล้ว เมื่อรถออกจากประตูพระบรมมหาราชวัง หลวงปู่สั่งให้ตรงกลับเชียงใหม่ในเส้นทางเดิม แต่ยังอุตส่าห์เป็นห่วงคนขับรถและผู้ร่วมโดยสาร
“วันนี้ได้กินข้าวกันหรือยัง แวะกินข้าวกันก่อนก็ได้”
ออกจากกรุงเทพฯ หลวงปู่หลับตลอดทาง จนถึงนครสวรรค์ท่านบอกคนขับรถว่า
“เพื่อนเอ้ย ! จอดให้เทหม้อมูตรหน่อย”
(คนขับรถหลวงปู่ชื่อ เพื่อน นะครับ)
หลวงปู่เปิดประตูรถ เทปัสสาวะออกนอกรถด้วยองค์ท่านเอง แล้วท่านไม่มีแรงปิดประตู
เมื่อรถเลยลำปาง ขณะรถกำลังขึ้นเขา คนขับรถได้ยินเสียงดังโจ้ก เหมือนเทน้ำลงถังเปล่า
“ผมคิดว่าธาตุไฟท่านคงแตก!”
“หลวงปู่เหนื่อยไหมเจ้าคะ?”“เหนื่อยจนพูดไม่ถูกแล้ว”
๑๒๔. สู่แดนอันเกษม
๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๕
รถถึงถ้ำผาปล่องเวลาประมาณ ๓ นาฬิกา
วันนั้นทั้งวัน หลวงปู่นอนพักผ่อนอยู่ข้างในโดยไม่ได้ฉันอะไรเลยแม้แต่น้ำส้มคั้น
ตอนกลางคืน คณะศิษย์ทั้งบรรพชิต และคฤหัสถ์ร่วมใจกันเจริญพระพุทธมนต์ฉลองพัดยศถวาย
หลวงปู่นั่งรถเข็นออกมาเป็นประธาน และยังพาลูกศิษย์นั่งสมาธิภาวนาต่ออีกประมาณหนึ่งชั่วโมง
หลังจากเสร็จพิธี ท่านก็นั่งพักเหลียวดูไปรอบๆ บริเวณเหมือนกับจะสำรวจและร่ำลา สักครู่ใหญ่จึงได้กลับเข้าที่พักหลังถ้ำ
๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๕
วันกำหนดทำบุญฉลองพัดยศหลวงปู่
๖.๐๐ น. พระส่วนใหญ่ทยอยกันออกไปบิณฑบาต พระบวรอินฺทปญฺโญ ยกสำรับของว่างของหลวงปู่ขึ้นไปถวาย แต่พบว่าหลวงปู่ยังไม่ตื่น ก็เลยวางสำรับไว้ในห้องแล้วกลับลงมา
เนื่องจากเห็นว่าหลวงปู่อ่อนเพลียมากจนฉันอะไรไม่ลงมาแล้วหนึ่งวันเต็ม คณะศิษย์มีความประสงค์จะให้หลวงปู่ได้ฉันของว่างที่ยังร้อนเพื่อฟื้นฟูกำลัง จึงพากันขึ้นไปขอโอกาสกราบเรียนให้หลวงปู่ลุกขึ้นฉัน
แต่…ไม่ว่าจะกราบเรียนอย่างไร ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง มีเพียงความเงียบและวังเวงจนผิดสังเกต จึงพากันไปเรียกพระที่ยังไม่ได้ลงไปบิณฑบาต ให้มาช่วยกันดูอาการ
พระจรัญ อภิชาโต รีบไปตีระฆังรัวถี่ยิบบอกเหตุฉุกเฉินเสียงดังก้องไปทั่วขุนเขา ส่งสัญญาณให้พระที่ลงไปบิณฑบาตให้รีบรุดกลับขึ้นมาที่ถ้ำโดยเร็ว
หลวงปู่อยู่ในท่านอนสีหไสยาสน์ หน้าเข้าหาผนัง ย่ามและไฟฉายวางอยู่ข้างๆ อย่างเรียบร้อย แขนตกพับลง
เมื่อพระช่วยกันพลิกองค์ท่านให้นอนหงาย ทุกองค์และทุกคนต่างก็ใจหายวาบที่เห็นฟันปลอมของท่านร่วงหล่นออกจากปาก ซึ่งปกติเวลาจำวัดหลวงปู่ไม่ใส่ฟัน
เนื้อตัวของท่านยังอุ่น แต่ปลายมือเริ่มมีสีคล้ำ พระเณรวิ่งหายาหม่องมานวดถวาย คนขับรถเสนอให้ตามหมอ ต่างคนต่างอกสั่นขวัญหาย หยิบจับอะไรแทบไม่ถูก
๖.๓๐ น. ทุกชีวิตที่อยู่บนถ้ำผาปล่องจึงได้ตระหนักและยอมรับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่
หลายคนยังคงมึนงงที่ถูกจู่โจมด้วยข้อสอบมรณกรรมฐานของหลวงปู่
แต่สักพักก็ตั้งสติกันได้ เริ่มต้นจัดงานใหญ่ที่สุด งานสุดท้ายถวายหลวงปู่ผู้เป็นครูบาอาจารย์ได้โดยอัตโนมัติ
พริบตาเดียวข่าวก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
หลวงปู่ผู้เป็นสรณะอันเกษมของลูกหลาน ได้วางโลก วางลูกวางหลาน ปลีกไปแล้วแต่องค์เดียว….สู่แดนอันเกษม
“สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้ มิใช่ฐานะจะมีได้”มหาปรินิพพานสูตร
๑๒๕. เทศน์กัณฑ์สุดท้าย
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ท่านสอนเน้นย้ำให้พวกเราพิจารณาความตาย อยู่เนืองๆ เพื่อจะได้ไม่ประมาทในชีวิต
คืนวันที่ ๑๓ ต่อเช้าวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ หลวงปู่ได้แสดงธรรม กัณฑ์สุดท้ายเพื่อสอนลูกศิษย์ โดยการทำให้ดูจริง ว่าสุดท้ายปลายทางของทุกชีวิตก็ต้องเป็นเช่นนี้ โดยไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้น เป็นความเสมอภาคของทุกชีวิตอย่างแท้จริง
เรื่องราวที่นำมาเสนอในตอนนี้ เป็นคำบอกเล่าของพระอุปัฏฐากที่อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่ในช่วงกลางวันของวันนั้น
คืนวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๕
เวลา ๒๐.๓๐ น. พระเณร พร้อมด้วยอุบาสก อุบาสิกา ได้พร้อมใจกันเจริญพระพุทธมนต์ฉลองสมณศักดิ์ถวายหลวงปู่
หลังจากเสร็จพิธี หลวงปู่พาพระเณร และญาติโยม นั่งภาวนาต่อจนถึงเวลาประมาณ ๒๑.๓๐ น.
แล้วท่านก็นั่งพักดูบริเวณภายในถ้ำอีกประมาณ ๒๐ นาที คล้ายกับจะเป็นการอำลาสถานที่
จนถึงเวลา ๒๒.๐๐ น ท่านจึงกลับเข้ากุฏิที่พักด้านหลังถ้ำ
พระชัย อปฺปกิจฺโจ ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากในคืนสุดท้าย ได้เล่าเหตุการณ์ต่อจากนั้น ว่า
หลังจากหลวงปู่เข้าที่พักในเวลาสองยาม (๖ ทุ่ม) หลวงปู่ก็ให้เอามุ้งกลดลง
พอถึงตอนตีหนึ่ง หลวงปู่ได้ลุกขึ้นมาบ้วนเสลด ท่านพูดว่า “ขี้เท่อมันติดคอ”
หลังจากนั้นหลวงปู่ ก็ล้มตัวลงนอนในท่าสีหไสยาสน์ จนถึงตอนตีสอง ท่านลุกขึ้นอีกครั้งถามหากระบอกปัสสาวะ
ปัสสาวะครั้งนี้ท่านบอกว่ารู้สึกขัดๆ เสร็จแล้วหลวงปู่ก็เอนลงนอนในท่าสีหไสยาสน์ (ตะแคงขวา) เหมือนเดิม
พระชัยเล่าเหตุการณ์ต่อไปว่า
หลังจากนั้น สังเกตว่าลมรายใจของหลวงปู่เริ่มติดขัด มีเสียงหายใจสั้น ยาว ดังบ้างค่อยบ้าง เป็นระยะๆ ได้สักพักใหญ่ เสียงก็เงียบหาย ไป
พร้อมกันนั้นมือขวาที่หนุนใต้ศีรษะท่านก็ตกลงมา พระชัยนึกว่าหลวงปู่คงจะนอนหลับไป
จนกระทั่ง ๖ โมงเช้า (วันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๕) ได้มีศิษย์มาเรียกหาหลวงปู่ จึงได้ทราบกันว่า
หลวงปู่ได้มรณภาพแล้วตั้งแต่เมื่อคืน เวลาประมาณตีสาม (๑๔ สิงหาคม )
หลวงปู่ได้จากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ รวมสิริอายุของท่าน ๘๒ ปี ๙ เดือน ๑๙ วัน อายุพรรษา ๖๓ พรรษา
๑๒๖. การจัดการกับสรีะของหลวงปู่
เกี่ยวกับการจัดการเรื่องสรีระร่างกายเมื่อมรณภาพแล้วนั้นหลวงปู่ได้เคยบอกไว้เป็นนัยๆ จากเทศน์กัณฑ์หนึ่ง ซึ่งคณะศิษย์ได้ยึดเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อให้สมกับเจตนารมณ์ของท่าน ดังนี้
“…เมื่ออายุสังขารแก่ชราถึง ๘๐ ปีแล้ว อะไรๆ มันก็ชำรุดทรุดโทรมหมดแล้ว พระองค์ก็ตัดสินใจเข้าสู่นิพพาน ปล่อยวางสังขารนี้ไว้ให้อยู่ที่โลกนี้ จิตใจพระพุทธเจ้าก็เข้าสู่นิพพาน
นิพพานํ ปรมํ สุขํ – นิพพานเป็นสุข
พระองค์เอาจิตใจไปแล้ว ส่วนร่างกายมนุษย์ก็ทำฌาปนกิจถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าภายใน ๗ วันนั้นเอง ก็ถวายพระเพลิง ไม่เก็บไว้เหมือนคนสมัยนี้
คนสมัยนี้ไม่รู้เก็บไว้ทำไม ร่างกายของคนเรา ของพระเณร ผ้าขาวนางชี อะไรก็ตาม มันก็ตกอยู่ในหลัก อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา
เมื่อมันหมดเรื่องแล้ว ก็เผาผีจี่กระดูกไปให้มันหมดเรื่องหมดราว
คือไม่ต้องไปเป็นห่วง เจ้าของเขาผู้ตายไปเขาก็ไม่ห่วงแล้ว เราจะมาห่วงทำไมเล่า… “
๑๒๗. กราบแทบเท้าหลวงปู่
ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ณ บ้านบัว อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร กำเนิดของหลวงปู่ เปรียบได้ดั่งดอกบัวงามดอกหนึ่งที่เกิดขึ้น มีชีวิตที่ขาวสะอาดตลอดมา
แม้มาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ หลวงปู่ก็ยังรักษาความบริสุทธิ์สะอาดแห่งพรหมจรรย์ในภิกษุภาวะไว้ ไม่มีที่ด่างพร้อย ประพฤติตรงต่อการหลุดพ้น เพื่อความหมดไปสิ้นไปแห่งอาสวะกิเลส
จนเป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมของโลกองค์หนึ่ง และเป็นที่เคารพรักของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
สมดังคำพยากรณ์ของบูรพาจารย์ใหญ่ที่เป็นแม่ทัพแห่งกองทัพธรรม คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร
หลวงปู่ ได้ทำหน้าที่ครูอาจารย์ได้โดยสมบูรณ์ยิ่งแล้ว ทั้งด้านเทศนาธรรม และด้วยการประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีงามในวงพระพุทธศาสนา
หลวงปู่เป็นผู้มีใจหนักแน่น มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปด้วยโลกธรรมทั้งหลาย ซึ่งพวกเราบรรดาศิษย์สามารถยึดถือองค์ท่านเป็นหลักในการปฏิบัติตามได้โดยสนิทใจ
หลวงปู่ จากไปอย่างผู้ที่พร้อมรับต่อความตายทุกขณะสมตามที่ท่านได้พร่ำสอนศิษย์อยู่เสมอ
บัดนี้ คงเหลือไว้แต่ธรรมานุสรณ์ที่จะคอยย้ำเตือนลูกศิษย์เสมือนหนึ่งหลวงปู่ยังคงอยู่อย่างใกล้ชิดในดวงใจของพวกเราตลอดไป
หนึ่งแห่งธรรมอันนั้นก็คือ ”มรณํ เม ภวิสฺสติ” เพื่อให้พวกเราไม่ประมาทต่อความตายที่จะมาถึง
แล้วเร่งขวนขวายภาวนา ตามอุบายวิธีที่หลวงปู่ได้พร่ำสอนให้เป็นผู้ที่พร้อมรับความตายทุกลมหายใจเข้าออก ก็จะได้ชื่อว่าปฏิบัติบูชาคุณหลวงปู่อย่างสูงสุด…
“ชีวิตของเราไม่เป็นของยั่งยืน เป็นของที่จะต้องตายลงโดยแน่นอนเวลานี้เราอาจได้ยินข่าวมรณกรรมของผู้อื่น ของพระอื่นแต่อีกไม่นาน… ข่าวนั้นต้องเป็นของเราบ้างเพราะชีวิตทุกชีวิต จะต้องเป็นไปในลักษณะนี้ทั้งนั้นฉะนั้น อย่าประมาทเรื่องความตาย ให้เร่งภาวนาทำจิตใจให้หมดกิเลส หมดทุกข์ หมดร้อน ให้ได้ก่อนความตายจะมาถึง”พุทฺธาจาโรวาท
การรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติ และปฏิปทาของพระญาณสิทธาจารย์ – หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ก็ขอจบลงเพียงแค่นี้
สังฆัง นะมามิ ขอกราบแทบเท้าคารวะหลวงปู่ด้วยความเคารพอย่างสูงที่สุด
หากมีการกระทำใดที่ศิษย์ได้กระทำขึ้น ทั้งโดยเจตนา ไม่เจตนาหรือด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างใดก็ตาม ศิษย์ขอกราบแทบเท้าเพื่อขอขมากรรมด้วย
ธรรมะใดที่หลวงปู่เคยเมตตาพร่ำสอน ที่หลวงปู่ได้รู้ได้เห็นได้เข้าถึง ขอได้โปรดเมตตาให้ศิษย์ได้รู้ได้เห็น ได้เข้าถึงธรรมะนั้นๆ ตามหลวงปู่ด้วยเถิด





