Venerable Ajahn Suwat’s Autobiography

To read in English: Copy a few pages at a time, and paste them in Claude AI’s message box after typing “Translate to English.” You will be surprised how well Claude AI translates Thai Dhamma to English.

ประวัติหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

จากหนังสือ “พระโพธิธรรมาจารย์เถร (สุวัจน์ สุวโจ)”

เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ

วันเสาร์ที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

ณ วัดป่าเขาน้อย ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ตอนที่ ๑

ความนำ

สิ่งที่ควรเข้าใจก่อน

บัดนี้เป็นวาระสุดท้าย แห่งสังขารขันธ์ของพระโพธิธรรมาจารย์เถร (สุวัจน์ สุวโจ) กำลังจะมอดไหม้ในกองเพลิง ถูกทิ้งคืนเป็นเพียงธาตุไว้บนโลก เป็นการสละคืนโดยไม่มีเชื้อเหลือโดยแท้ แห่งพุทธสาวกผู้หักรานอวิชชาลงได้ ย่อมไม่มีวัฏฏะ เพื่อที่จะบัญญัติต่อไป เป็นโอปปาติกะ… ด้วยอาศัยปฏิปทาที่อาจหาญ ชาญฉลาด เสียงธรรมประกาศก้องทั่วสามแดนโลกธาตุ ธรรมะที่ท่านป่าวประกาศแสดงท่วงทำนอง ด้วยบทเพลงคือไตรลักษณ์ ให้ประจักษ์แก่มนุษย์ผู้หลงตัวได้ตื่นตน พ้นขาดเขลา ดังโอวาทที่ท่านเว้าวอนพร่ำสอนศิษย์อยู่เสมอว่า

“เราคนเดียว เทียวรัก เทียวโกรธ จะไปโทษใคร

แก้อะไรใครได้ ก็ไม่เท่าแก้ใจตน เพียงคนเดียว”

หนังสือ “พระโพธิธรรมาจารย์เถร (สุวัจน์ สุวโจ)” นี้ ใช้เวลารวบรวม-เรียบเรียง-เขียนต้นฉบับเพียงสามวัน เพราะถูกจำกัดเรื่องเวลาจากทางโรงพิมพ์ให้ทันงานพระราชทานเพลิงศพ เริ่มเป็นหนังสือขึ้นมาได้มีสาเหตุมาจากอาจารย์อุดม-คุณเกสร (ติ๋ม) สิทธิภู่ประเสริฐ ได้พยายามคะยั้นคะยอให้เขียนและเรียบเรียง ทั้งที่ผู้เขียน-เรียบเรียงไม่สะดวกใจนัก เกรงว่าหนังสือจะออกมาไม่ดีสมท่านผู้เป็นเจ้าของประวัติ ซึ่งเป็นพระเถระที่ดีเลิศ จึงตอบปฏิเสธอย่างแข็งขัน

แต่คุณติ๋มยกเหตุผลมาสารพัดว่า 

“วาระสุดท้ายแล้ว อยากทำอะไรให้ครูบาอาจารย์ เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพเป็นส่วนตัวบ้าง ถ้าไม่ได้ทำในครั้งนี้ จิตใจคงไม่สงบ” เหตุผลสุดท้ายที่ผู้เขียนจนมุมด้วยเหตุผลก็คือ “ถ้าท่าน (ผู้เขียน) ไม่ทำจะไม่มีหนังสือประวัติที่เป็นเรื่องเป็นราว สำหรับแจกในงาน คติธรรม ชีวิตและปฏิปทา ก็จะสูญหายไปในที่สุด ขอให้ทำเพียงประวัติโดยย่อ ๆ ก็เอา” อีกทั้งขณะที่ท่านพระอาจารย์สุวัจน์พักอยู่ที่วัดป่าเขาน้อย จังหวัดบุรีรัมย์ องค์ท่านเมตตาอนุญาตโดยตรงให้ผู้เขียน* เป็นผู้จัดทำอัตตชีวประวัติของท่าน

ด้วยความเคารพรักเทิดทูนในสัมมาปฏิบัติของท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ผู้เขียนจึงใช้ความเพียรพยายามที่มีอยู่ทั้งหมด โหมทำงานหนังสือนี้ถวายองค์ท่าน ด้วยจิตวิญญาณ ค้นคว้าจากหนังสือ แถบเสียง และบทสัมภาษณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่บ้างแล้ว ทั้งในและต่างประเทศ โดยถือคติจากองค์ท่านเป็นกำลังใจว่า “ถ้าขาดให้ช่วยต่อ ไม่พอให้ช่วยเพิ่ม ถ้าตกให้ช่วยเติม ช่วยแต่งต่อให้บริบูรณ์” จึงออกมาเป็นหนังสือเล่มเล็กอย่างที่ทุกท่านเห็นอยู่เวลานี้

หนังสือเล่มนี้สำเร็จลงได้ด้วยความร่วมมือแห่งศิษย์ทุก ๆ ท่าน กรรมอันใดที่ไม่สมควรขอพระโพธิธรรมาจารย์ (สุวัจน์ สุวโจ) โปรดอโหสิกรรมด้วยเทอญฯ

ศิษยานุศิษย์

๒๓ เมษายน ๒๕๔๕

* พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร

ประวัติการอยู่จำพรรษา

พรรษาที่   พ.ศ.                   จำพรรษาที่

๑-๒         ๒๔๘๔-๒๔๘๕ วัดป่าศรัทธารวม ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

๓            ๒๔๘๖            วัดป่าพระสถิต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

๔            ๒๔๘๗           วัดโยธาประสิทธิ์ ริมห้วยเสนง จังหวัดสุรินทร์

๕            ๒๔๘๘           วัดป่าศรีไพรวัน อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด

๖-๙         ๒๔๘๙-๒๔๙๒ วัดป่าภูธรพิทักษ์ ตำบลธาตุนาเวง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

๑๐          ๒๔๙๓            วัดเทพกัลยาราม บ้านน้อยจอมศรี อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

๑๑          ๒๔๙๔            วัดป่าพระสถิต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

๑๒          ๒๔๙๕            สำนักสงฆ์ควนเขาดิน อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา

๑๓          ๒๔๙๖            วัดเจริญสมณกิจ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

๑๔          ๒๔๙๗            วัดป่าภูธรพิทักษ์ ตำบลธาตุนาเวง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

๑๕          ๒๔๙๘            วัดป่าปราสาทจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์

๑๖          ๒๔๙๙            วัดถาวรคุณาราม อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

๑๗-๑๘    ๒๕๐๐-๒๕๐๑  วัดป่าปราสาทจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์

๑๙          ๒๕๐๒            วัดถาวรคุณาราม อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

๒๐          ๒๕๐๓            วัดป่าบ้านไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

๒๑          ๒๕๐๔            วัดถาวรคุณาราม อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

๒๒          ๒๕๐๕            สำนักสงฆ์ถ้ำขาม ตำบลบ้านไร่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

๒๓          ๒๕๐๖            วัดป่าภูธรพิทักษ์ ตำบลธาตุนาเวง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

๒๔          ๒๕๐๗            วัดถาวรคุณาราม อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

๒๕          ๒๕๐๘            วัดถ้ำขาม บ้านคำข่า ตำบลบ้านไร่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

๒๖-๓๑     ๒๕๐๙-๒๕๑๔  วัดป่าภูธรพิทักษ์ ตำบลธาตุนาเวง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

๓๒-๔๑    ๒๕๑๕-๒๕๒๔ สำนักสงฆ์ถ้ำศรีแก้ว ตำบลสร้างค้อ อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร

๔๒-๔๓    ๒๕๒๕-๒๕๒๖  สำนักสงฆ์ (ชั่วคราว) เมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน

๔๔         ๒๕๒๗            สำนักสงฆ์ (ชั่วคราว) เมืองแอนนาไฮน์ฮิล มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

๔๕         ๒๕๒๘            สำนักสงฆ์ป่าธรรมชาติ เมืองลาพวนเต้ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

๔๖          ๒๕๒๙            สำนักสงฆ์นอร์ธแซนฮวน เมืองซาคราเมนโต้ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

๔๗-๕๐    ๒๕๓๐-๒๕๓๓  วัดภูริทัตตวนาราม เนืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

๕๑          ๒๕๓๔            วัดเมตตาวนาราม เมืองแวลเลย์เซ็นเตอร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนึย

๕๒          ๒๕๓๕            วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

๕๓-๕๕    ๒๕๓๖-๒๕๓๘  วัดเมตตาวนาราม เมืองแวลเลย์เซ็นเตอร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

๕๖          ๒๕๓๙            วัดป่าเขาน้อย ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

๕๗         ๒๕๔๐            วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

๕๘-๖๑    ๒๕๔๑-๒๕๔๔ วัดป่าเขาน้อย ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ตอนที่ ๒

พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ

ชาติภูมิ

พระเดชพระคุณพระโพธิธรรมาจารย์เถร (สุวัจน์ สุวโจ) ท่านเป็นศิษย์ต้นของท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และได้ฉายานามจากท่านพระอาจารย์ฝั้นว่า “มือขวา”

เดิมท่านชื่อ อุ้ง นามสกุล ทองศรี เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๒ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะแม ณ หมู่บ้านตากูก ตำบลตากูก อำเภอเมือง จังหวัด สุรินทร์

บิดาชื่อ “บุตร ทองศรี” มารดาชื่อ “กึง ทองศรี” ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คน ท่านเป็นบุตรคนกลาง มีพี่ชาย ๒ คน มีน้องสาว ๒ คน เรียงตามลำดับดังนี้

๑. นายดิน ทองศรี

๒. นายดำ ทองศรี

๓. นายอุ้ง ทองศรี (ปี ๒๔๘๔ พระอาจารย์มหาปิ่น เปลี่ยนชื่อให้เป็น “สุวัจน์”)

๔. นางยือ ทองศรี

๕. นางเยียง ทองศรี

ถิ่นฐานบ้านเดิม

บิดา-มารดา เป็นชาวสุรินทร์แท้ ๆ เชื้อสายเป็นชาวเขมรโบราณ และได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ปู่-ย่า-ตา-ยาย เป็นร้อยปีมาแล้ว จนกระทั่งสายเลือดจิตใจกลมกลืนเป็นคนไทยเต็มภาคภูมิ บิดา-มารดามีอาชีพทำนา ทำสวน

พระอาจารย์สุวัจน์ตอนเป็นเด็กรูปร่างกิริยาท่าทางเป็นเด็กเฉลียวฉลาด บึกบึน ผิวเนื้อดำ แดง

ชีวิตในวัยเด็ก

พระอาจารย์สุวัจน์เล่าว่า…

ตอนเช้าก็นำวัวควายไปเลี้ยง เรามีวัว ๒ ตัว ควาย ๑ ตัว ไปเลี้ยงวัวควายมือหนึ่งก็อุ้มน้องคนสุดท้อง อีกมือหนึ่งก็จูงน้องอีกคน ส่วนปากก็ตะโกนไล่ควาย เที่ยววิ่งไล่ต้อนวัว ควายอยู่กลางทุ่ง ช่วยบิดามารดาคราดไถ ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เวลาว่างก็ไปจับปู จับปลาหาอาหาร ตามประสาเด็กบ้านนอก

พอตกตอนเย็น ๆ พวกเด็กเลี้ยงควาย ก็จะจูงวัว ขี่หลังควายของตนไปที่แหล่งน้ำ เพื่อให้วัว ควาย อาบน้ำ กินน้ำ พวกเราเป็นเด็กเลี้ยงควายก็จะขึ้นขี่หลังควายกระโดดน้ำสนุกสนานดำผุดดำว่าย บางทีก็ผุดไปใต้น้ำแอบจับแข้งจับขาเพื่อนๆ ถ้าในน้ำมีผักก็จะเก็บผักกลับบ้าน จับกบ จับเขียด จับปู จับปลา ถอนสายตัวแดงที่เกิดในน้ำ จะมุดเด็ดเก็บมากินกับน้ำพริกหรือทำเป็นเครื่องแกงก็ได้ ชีวิตเด็กบ้านนอกไม่มีอะไรมาก วัน ๆ ต้องทำงานขยันอดทน ถ้าขี้เกียจพ่อแม่จะตีจะดุ

บางวันออกไปเที่ยวเล่นบ้านเพื่อน พ่อแม่ก็จะสอนว่า “ไปเล่นบ้านเขา อย่าไปนั่งนานเสียเวลางานของเรา ให้กลับมาเร็ว ๆ เถอะลูก”

ถ้าเกิดพ่อแม่ใช้ไปธุระบ้านคนอื่น เขาไม่อยู่ต้องไปนั่งรอจนกว่าเขาจะกลับ เมื่อกลับมาถึงบ้านก็จะบอกแม่ว่า “แม่อย่าโกรธนะ ที่ไปนาน ไปนั่งรอเขาอยู่ รอจนกว่าเขาจะกลับมา เขาไปหาฟืนอยู่ จึงต้องนั่งรอคอยเขา” เมื่อพูดอย่างนั้น แม่ก็ไม่ว่าอะไร

พอได้เวลาใกล้พลบค่ำแล้วจึงนำวัวควายกลับเข้าคอก สุมควันไฟให้ควายและวัวเพื่อไล่ยุง รื้นที่มักจะรบกวน สัตว์เลี้ยงของตน เด็กบ้านนอกเหล่านั้น ก็มีหน้าที่เหมือนกัน หน้าที่นอกบ้านก็คือเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย จับปลา หาปู ตามทุ่ง หรือตามหนอง ตามบึงต่าง ๆ ให้มาเป็นอาหารประทังชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระของบิดามารดา เมื่อกลับถึงบ้านก่อนบิดามารดาก็จะปัดกวาดทำความสะอาดบ้าน ได้เวลานึ่งข้าวก็จะนึ่งข้าวรอจนกว่าท่านจะกลับมา ทำอย่างนี้อยู่ทุกวันเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อ-แม่ที่ท่านเหน็ดเหนื่อยจากทำนา

พอตกตอนค่ำมืดก็ไปตำข้าวกับพวกสาว ๆ เราเป็นคนตำ เขาเป็นคนฝัดข้าว ตามประสาหนุ่มสาวบ้านนอก บางทีพวกสาว ๆ ก็เอาบุหรี่มาให้สูบ (ตอนนี้ ๑๙ ปีแล้ว)

นอกจากนี้บางวันก็ยังได้ชวนพวกเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันออกไปหาของป่า เช่นหน่อไม้ ยอดตำลึง ผักขม ยอดผักหวาน ยอดขี้เหล็ก ฯลฯ เพื่อเอามาต้มแกงให้เป็นเครื่องเยียวยาอัตภาพร่างกาย บางทีช่วยพ่อแม่ทอหูก เรียกว่า “ตำไหมน้อยสีขาว” เอาไว้ตัดเสื้อผ้า ไม่ต้องซื้อหาจากที่อื่น (หลังจากท่านไปบวชแล้ว ไปอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อนพระชื่อบุญสอน ชวนสึก ท่านจึงเขียนจดหมายมาที่บ้านให้โยมแม่ส่งผ้าไหมน้อยสีขาวมาให้ ท่านจะเอาตัดกางเกง โยมแม่จึงส่งไปให้….แต่อีกไม่นานท่านก็ตอบจดหมายโยมแม่ท่านว่า ท่านไม่สึกแล้ว และไหมน้อยผืนนั้น ท่านขายได้ ๕ บาท นำเงินไปซื้อหนังสือเรียนนักธรรมโท)

เราก็มีชีวิตเช่นเดียวกัน ปกติธรรมดาเหมือนชาวบ้านทุกๆ คน นอกจากนั้น ยังมีหน้าที่คอยดูแลน้อง ๆ ที่ยังเล็กอยู่ ต้องคอยอุ้มพาไปเที่ยวนอกบ้านบ้าง อาบน้ำ ป้อนข้าว สุดแต่ความสามารถของตน ซึ่งธรรมชาติทั้งปวงก็ชวนให้รักใคร่ พี่น้องพ่อแม่ของตน ทั้งญาติมิตรบ้านใกล้เรือนเคียง

ชีวิตที่ตรากตรำช่วยบิดา-มารดาอย่างหนัก

ในชีวิตที่ทุกข์ยากลำบากในวัยเด็กนั้นได้กลายเป็นผลดีในกาลต่อมา เพราะทางแห่งชีวิตที่ตกระกำลำบากนั้นได้เป็นบทเรียนที่มีคุณค่ายิ่ง

บทเรียนนั้นยังตราตรึงอยู่ในความรู้สึกเราเสมอ

ความลำบากนั้นสอนเราไม่ให้อ่อนแอท้อแท้

สอนให้เรารู้จักสร้างกำลังใจให้ตนเองโดยไม่ต้องหวังพึ่งบุคคลอื่น

เมื่อรู้จักพึ่งตัวเองได้แล้ว จิตใจจึงมีแต่ความอ่อนโยน ไม่อ่อนแอ

จิตใจแข็งแกร่ง ไม่แข็งกระด้าง

มีเมตตาอารีสงสารสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากทั่วทุกนาม แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน เช่น เสือ ช้าง วัว ควาย หมี หมูป่า กระรอก กระแต ทั้งหลาย ก็ยังได้พึ่งพาอาศัยใจอันเปี่ยมด้วยเมตตาในกาลต่อมาในปัจจุบัน

อายุ ๑๒ ปีมีใจอยากบวช

พอเราอายุได้ ๑๒ ปี ใจที่อยู่กับเรามาเป็นเวลานานก็เกิดความใคร่ในการบรรพชา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ใจไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย อยากอยู่กับพระ-เณร อยากเข้าไปรับใช้พระเณรในวัด เห็นเด็กวัดอยู่กับพระเณร เดินตามพระเณรอยากเป็นอย่างนั้นบ้าง อยากให้ชีวิตสงบระงับ มีความฝักใฝ่ตั้งใจอยู่อย่างนั้นลึก ๆ คิดอยู่เสมอว่า เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาจะต้องบรรพชาอุปสมบท ต้องศึกษาหาความรู้ให้เกิดสติปัญญา เอาปัญหาที่มีอยู่ไปสอนแนะนำผู้อื่นต่อไป จะได้ไม่ต้องเป็นคนทุกข์จนทนโลก

การศึกษาในสมัยนั้น

เมื่ออายุมากขึ้น บิดา-มารดาก็ปรึกษากันอยากให้ลูกของตนได้ศึกษาหาความรู้กับเขาบ้าง จึงพาไปฝากเรียนที่โรงเรียนวัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้านจะได้สะดวก ตอนนั้นอายุ ๑๒ ปี ถึงเข้าโรงเรียน ป.๑

เหตุที่ต้องเรียนหนังสือตอนโตแล้วอายุ ๑๒ ปี เนื่องด้วยปี พ.ศ. ๒๔๖๔ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ได้ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาฉบับแรก บังคับให้เด็กอายุตั้งแต่ ๗-๑๔ ต้องเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนประชาบาล กำหนดให้ใช้คำนำหน้าชื่อว่า ด.ช. (เด็กชาย) – ด.ญ. (เด็กหญิง)

นักเรียนในสมัยนั้นจึงเป็นเด็กนักเรียนตัวโต ๆ อายุมาก ๆ ด้วยกันทั้งนั้น โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็มี อายุมากกว่านั้นก็มี เคยมีครอบครัวแล้วแต่ยังไม่เคยได้รับการศึกษาเล่าเรียนมาก่อนเลยก็มี บางแห่งบางที่ทำเอาครูวุ่นวายโกลาหลเลยก็มี อายุ ๒๐-๓๐ ปี เพิ่งจะเริ่มเรียน ป.๑ บางคนเรียนได้ ๑-๒ เดือนก็เลิกเรียนไป จะเหลือก็เฉพาะพวกเด็ก ๆ เท่านั้น จบป.๑ บ้าง ป.๓ บ้าง บ้างก็ออกไปเพราะโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันเต็มที่แล้ว

สำหรับเราได้อุตส่าห์พยายามศึกษาเล่าเรียนอย่างแข็งขันโดยตลอด พอเลิกเรียนก็กลับมาบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าไปกลางทุ่ง แบ่งเบาภาระ พ่อ-แม่ นำวัว ควาย เข้าคอก หาปู หาปลา เก็บผักป่ามาปรุงอาหารมื้อเย็นต่อไป ชีวิตก็หมุนวนเวียนอยู่อย่างนี้เป็นประจำ ถึงเราไม่เก่งเลิศเลออะไร แต่ก็นับได้ว่า เป็นเด็กมีไหวพริบในห้องเรียน มีสติปัญญาดีพอสมควร เพราะตลอดเวลา ๔ ปี การศึกษาเล่าเรียนไม่มีอุปสรรค การสอบไล่แต่ละปีก็สอบได้ จึงได้เลื่อนชั้นเรื่อย ๆ เมื่อถึงปีสุดท้ายของการเรียน ก็ได้สอบไล่ได้จบหลักสูตรชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ อายุได้ ๑๖ ปีเต็มเป็นหนุ่มแตกพานก็เรียนจบพอดี

เป็นนายช่างทอง

เมื่อเรียนจบแล้วก็ได้ช่วยบิดา-มารดา ทำนา ทำสวน ต่อไป ทำนาเก็บเกี่ยวข้าว ๑ เกวียน ๓๖ ถัง ขายได้ ๒๐ บาท นำเงินไปซื้อทองเก็บไว้ ได้ทองคำน้ำหนัก ๕๐ สตางค์ เมื่อมาคิดอีกทีว่า เราทำงานมาก็มากแล้ว เงินทองกับความเหนื่อยที่ทุ่มลงไปก็ได้ไม่เท่าไหร่ ไม่สมน้ำสมเนื้อกัน บางปีขายข้าวได้ไม่กี่บาท แต่ทำงานทั้งปีเหนื่อยยากเหลือเกิน จึงเข้าไปเรียนวิชาช่างตีทองที่บ้านเขว้า เรียนกับพ่ออุ้ง แม่หนู การเรียนเป็นช่างทองเบื้องต้นนี้ เข้าไปเป็นลูกจ้างเขาเสียก่อน คือเรียนโดยที่นายช่างทองไม่รู้ว่าเราไปแอบเรียนเอาวิชา จดจำเอาวิชาความรู้ความละเอียดลออ สังเกตทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำ ต้องละเอียดรอบคอบมีความพอตีในการกระทำ อย่าให้สิ่งของที่มีค่ามากเสียหาย การมาเป็นช่างทองนี้จึงทำให้เราละเอียดรอบคอบมากขึ้น ตอนนั้นเรียนตีทองจนชำนาญแล้ว

พระธรรมกระตุ้นเตือน

วันหนึ่งตอนสาย เราได้ต้อนวัว-ควายออกไปกลางทุ่งนาอันเวิ้งว้าง ซึ่งเป็นฤดูเก็บเกี่ยวที่ชาวบ้านตั้งหลายได้เก็บเกี่ยวข้าวในนากันจนหมดสิ้นแล้ว มองเข้าไปในกลางทุ่งนาอันเวิ้งว้างนั้น จะเห็นลอมฟางตั้งตรงเป็นยอดแหลม ๆ เหมือนเจดีย์ เป็นเจตีย์ฟางที่ตั้งตระหง่านชั่วคราวอยู่กลางทุ่งนา แต่พออีกไม่นานนัก ลอมฟางนั้นก็จะถูกชาวบ้านทยอยดึงฟางนั้นออกไปให้วัวควายกิน เจดีย์ลอมฟางนั้นก็จะค่อย ๆ พังทลายลง เมื่อเรามองเห็นดังนั้น ใจมันก็ไม่ค่อยดี รู้สึกว่า “ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ จวนตัวใกล้เราเข้ามาทุกที”

ชีวิตของเรานี้ถูกบีบด้วยกฎธรรมชาติที่มีความสูญสลายไปตามกาลเวลา ใจของเรานั้นมันดีดดิ้นอยู่ภายในร่างกาย ถ้าจะเปรียบก็เหมือนไฟกำลังไหม้บ้าน คนผู้ที่อยู่ในบ้านต้องพยายามหาทางหนีตายออกมาจนสุดชีวิต กฎธรรมชาติที่กำลังเผาไหม้ชีวิตอยู่ก็เช่นเดียวกัน ใจที่อยู่ภายในนั้นก็พยายามสละชีวิตทิ้ง ก่อนที่ชีวิตจะตาย ถูกไฟเผามอดไหม้ทิ้งไปเฉย ๆ

เมื่อสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว ก็จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนาน ช่วงนี้แหละชาวไร่ชาวนาทั้งหลายเขาจะพากันเที่ยวเตร่ตามงานมหรสพในหมู่บ้านอื่น ๆ บ้าง ไปรับจ้างทำงานในตัวเมืองในเมืองหลวงบ้าง หรือหางานอื่นมาทำเพื่อเจือจุนครอบครัวบ้าง

ส่วนเราในปีนั้นไม่ไปเที่ยวที่ไหนๆ นั่งมองเหม่อลอยทอดสายตาออกไปทางทุ่งนาอันเวิ้งว้าง ที่มีแผ่นดินอันแตกระแหง มีลมหมุนเป็นเกลียวเล็ก ๆ หอบเอาเศษฟางข้าวแล้วขึ้นไปบนอากาศเป็นกลุ่มก้อน เสียงดังหวีดหวิว มีเสียงกระดิ่งวัวควายดังมาเป็นระยะ ๆ เหมือนเสียงสัมผัสพิเศษ ค่อยกระตุ้นเตือนจิตใจให้ระลึกนึกถึงบุญคุณของมัน ที่เคยคราดไถ ทำไร่นา จนได้ข้าวปลามาเป็นอาหารเลี้ยงชีพ มองลงพื้นนาด้านซ้ายขวาใกล้ ๆ จะเห็นกองมูลวัวควายเรี่ยราดไปหมด ในกองมูลวัวควายนั้นยังมีแมงกุดจี่นำเอามาคั่วเป็นอาหารได้ ก็ทำให้คิดขึ้นว่า

“มูลวัวควายเพียงแค่นี้ยังมีคุณประโยชน์ต่อเราและต่อแผ่นดิน ในมูลนั้นยังมีแมงกุดจี่ที่เรานำมาเป็นอาหารได้ ส่วนมูลวัวควายนั้นยังเป็นปุ๋ยทำให้ข้าวงอกงาม ทำให้แผ่นดินไม่แห้งจืด แล้วเราล่ะมีประโยชน์อะไร ที่มีค่ากว่ามูลวัวควายนี้บ้างไหม”

เมื่อครุ่นคิดพิจารณาถึงชีวิตของตนดังนั้น ก็ดำริภายในใจว่า

“เรานี่หนอ! ก็เติบได้ใหญ่โตขึ้นมาเป็นคนเหมือนกับเขา ขณะนี้เราก็โตเป็นหนุ่มแล้ว ชาวบ้านทั้งหลายที่เรามองเห็นอยู่ทุก ๆ วันนี้ ดูแล้วแสนจะสับสนวุ่นวาย เหมือนเจดีย์ลอมฟาง ที่นับวันแต่จะเป็นเหยื่อเป็นอาหารของวัวของควาย นับวันจะถูกดึงอายุออกวันละนิดวันละหน่อยอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ชีวิตก็จะสั้นลงเรื่อย ๆ เหมือนกัน ชีวิตทุก ๆ วันก็คล้อยเพื่อจะบ่ายหน้าไปสู่ความตาย ถูกลิดรอนด้วยความแก่และความเจ็บ เหมือนฟางถูกดึงออกจากลอมฟางเพื่อนำไปเป็นอาหารให้วัวควายทุก ๆ วัน เมื่อฟางนั้นถูกดึงออกเรื่อย ๆ ลอมฟางนั้นก็จะแสดงอาการเอนเอียง ในที่สุดเจดีย์ฟางนั้นก็จะพัง เหมือนชีวิตคนเรา เกิด แก่ เจ็บแล้วก็ต้องถึงวันตาย

ชีวิตทางโลกนี้เมื่อเติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว เที่ยวออกสอดฟองหาดูคู่ครอง เบื้องต้นก็อยู่กันสงบสุขดีอยู่หรอก แต่พอนานไปกลายเป็นทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน ถึงทุบตีกัน เพราะผู้ชายขี้เหล้าเมายาดูไม่ได้ ส่วนผู้หญิงที่เคยเป็นสาวสวย ไม่นานสังขารก็ร่วงโรยรา แต่งงานเป็นสามีภรรยา มีลูกเพียงคน สองคนก็หมดสวยสิ้นงาม หน้าตาตกกระฟางฝ้าเต็มหน้า ขาที่เคยเรียวงามก็ใหญ่ หน้าที่เคยผ่องงามก็แห้งเหี่ยว รูปร่างหน้าตาที่เคยดีก็เปลี่ยนไปสิ้น 

บางคนก็กินหมากกินพลูปากแดงปากดำ ฟันเหยินเหยเก ปล่อยตัวปล่อยใจให้น่าเกลียดน่าชัง หมดความสวยความงามไปสิ้น โอ้! สัตว์โลกทำไมต้องเที่ยวสร้างโลกสร้างทุกข์สร้างอาณาจักร อันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เช่นนั้นเสมอเพื่อเผาลนตัวเอง”

ขณะที่นั่งนัยน์ตาเหม่อลอย มองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายอยู่อย่างนั้น บังเอิญตาเหลือบไปเห็นภิกษุ ๒ รูป กำลังเดินลัดผ่านทุ่งนาอันแสนจะเวิ้งว้าง ห่มคลุมผ้าสีกรักออกคล้ำ ๆ ผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด สะพายบาตรแบกกลด เดินก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความหมายมีความมั่นคงเด็ดเดี่ยว เร่งฝีเท้าเดินดุ่ม ๆ ไปข้างหน้า โดยไม่อาลัยเสียดายแก่สายตาชาวบ้านที่เพ่งมอง น่าเลื่อมใสยิ่งนัก! เวลาก้าวเดินเหมือนพญาคชสาร มีความหนักแน่น สติ-สัมปชัญญะอยู่พร้อมบริบูรณ์ ท่านเดินผ่านทุ่งนาอันแห้งแล้งในปลายฤดูหนาวต่อฤดูร้อน เดินดุ่มมุ่งตรงไปเบื้องหน้าอันเป็นป่าเขาเขียวขจี

เบื้องหลังท่านเป็นหมู่บ้านที่วุ่นวาย แต่เบื้องหน้าท่านเป็นป่าเขาอันเขียวขจี ซึ่งจะมีท่านเพียงสององค์เท่านั้นอยู่กลางป่า ส่วนเบื้องหลังท่านทางหมู่บ้านนี้ มีแต่เสียงโกลาหล เจี๊ยวจ๊าววุ่นวาย เสียงลูกเล็กเด็กแดงร้องกระจองอแง เสียงวัว ควาย หมู หมา กา ไก่ ร้องระงมอมทุกข์โดยตลอด

ก็ให้คิดย้อนมาที่ตัวเองว่า “เรานี้ควรจะไปข้างหน้ามันเป็นป่าเขียวขจี ที่มีผ้าย้อมด้วยน้ำฝาดเป็นธงชัย หรือว่าเราจะพึงยินดีในการครองโลกครองเรือน เราพึงคิดเอาเลือกเอา”

เมื่อเห็นดังนั้นจึงครุ่นคิดขึ้นภายในใจอีกว่า “พระภิกษุผู้เป็นบุตรพระพุทธเจ้าองค์นี้ เราดูอาการเด่นที่มุ่งหมายไปข้างหน้า อย่างมั่นอกมั่นใจ ท่านต้องมีที่หมาย แต่เอ! อะไรเล่า ที่เป็นที่หมายของท่าน เราจะต้องรู้ให้ได้”

“เออ…เราต้องออกบวชเป็นพระธุดงค์แบบนี้” เมื่อเราคิดดังนั้น จึงทำให้อยากออกบวชเป็นพระบ้าง”

จากนั้นเราจึงวิ่งลัดทุ่งเพื่อเข้าไปกราบท่าน ท่านเป็นหนุ่มที่มีร่างกายแข็งแรง ใบหน้าคมสัน กิริยาท่าทีไม่เก้อเขิน วาจาที่พูดมีเหตุผล รู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ นิสัยสงบเสงี่ยมเจียมตัว เป็นกันเอง ลักษณะท่านนำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่ใจเราเป็นอย่างยิ่ง เราจึงเกิดศรัทธาพร้อมพรั่งขึ้นในขณะนั้น

กราบท่านเสร็จแล้ว พอตะวันลับฟ้า ก็ไล่ต้อนวัวควายกลับเข้าคอกที่บ้านตามเดิม แต่ภายในใจนั้นยังมโนภาพถึงพระกรรมฐานสองรูปนั้นเสมอ ๆ ทั้งที่ชื่อเสียงเรียงนามของท่านเราก็ไม่รู้ แต่มีความศรัทธาเลื่อมใสในท่านเป็นอย่างยิ่ง

บิดามารดาของเรา เป็นพ่อแบบแม่แบบให้ลูกทุกคนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องการทำบุญสุนทาน ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่เคร่งครัดในหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา คือ ศีล ทาน รักความสงบ เอื้ออารีกับเพื่อนบ้านทุกคน

ทำคลอด-สลดใจโนการเกิด

อยู่มาวันหนึ่ง เราไม่ค่อยสบายนอนพักผ่อนเล่นอยู่ที่บ้าน ขณะกำลังนอนเคลิ้ม ๆ จะหลับ บังเอิญวันนั้น มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ข้าง ๆ บ้านร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เราก็รีบวิ่งเข้าไปดูทันทีนึกว่าใครจะเป็นจะตายเรื่องอะไร พอไปถึงเห็นผู้หญิงท้องแก่บ้านใกล้ ๆ นั่งพิงฝาบ้านอยู่ จึงถามขึ้นได้ความว่า “เธอท้องแก่เต็มที่ กำลังจะคลอดลูก น้ำคร่ำออกเต็มไปหมด เธอปวดท้องอย่างแรง จะคลอดลูกอยู่แล้ว จึงร้องโอดโอยขอความช่วยเหลือ”

วันนั้นไม่มีคนอยู่บ้านเลย คนเฒ่าคนแก่ก็ไม่อยู่บ้าน เราวิ่งหาใครก็ไม่มี เหลือแต่เพียงเรากับคนเจ็บท้องเพียงสองคน ทำยังไงล่ะทีนี้ บ้านนอกก็ไม่มีหมอ เลือดเธอก็ออกมาก เราจึงจำเป็นต้องทำคลอดให้ เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ความเกิดที่แสนจะทุกข์ทรมาน ความเจ็บที่สุดจะทุกข์ทน เสียงร้องระงมทั้งคนจะเกิด ทั้งคนจะให้เกิด เราต้องคอยหาอะไรมารอง ช่วยจับช่วยดึง ช่วยบอก

“เอ้า! เบ่ง ๆ ค่อย ๆ เบ่ง เบ่ง” เราต้องคอยบอกอยู่อย่างนั้น เหม็นคาวเหมือนกัน

ในขณะนั้นสารพัดที่เราจะทำ สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็นมาตั้งแต่วันเกิดมาประจักษ์แก่จิตใจเอามากในวันนั้น สงสารก็สงสาร สังเวชก็สังเวช ทั้งเลือดทั้งรกระคนปนกันออกมา เราก็ทั้งคลานทั้งจับทั้งดึง ทั้งมุดหน้ามุดหลัง ไม่มีใครอายใครล่ะ เพราะคนมันเจ็บปวดจะตาย ความเกิดเป็นทุกข์ประจักษ์ใจแบบไม่มีวันลืม นึกถึงพ่อแม่ของเราเองทันที เราก็ต้องเกิด พ่อแม่ก็ต้องทรมานอย่างนี้ ต้องออกมาจากช่องแคบ ๆ อย่างนี้ กว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะผุดโผล่ออกมาลืมตาดูโลก หูได้ยินเสียง จมูกได้ดมกลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส กายได้สัมผัสอากาศ ใจได้สนองกายรับใช้สังขารได้ มันเหลือทุกข์เหลือทนจริง ๆ ไม่มีอะไรอีกแล้วในโลกนี้ที่จะน่าดีใจและเสียใจพร้อมกัน นักรบที่เข้าสู่สงครามก็ไม่ได้อาจหาญชาญชัยเท่ากับพ่อแม่ผู้ให้เกิด หรือเด็กที่กำลังจะตกคลอดออกมาเป็นคน เราเห็นทุก ๆ อย่าง ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ประจักษ์แก่สายตาและจิตใจ เกิดความเบื่อหน่าย เห็นโทษในกามขึ้นมาทันใด ได้กระทำไว้ในใจว่า “สักวันหนึ่งเราจะต้องออกบวชอย่างแน่นอน” เพราะความสลดสังเวชในวัฏฏสงสารคราวนั้น นับได้ว่าเป็นมหาสังเวชเลยทีเดียว

นี่แหละท่านทั้งหลายพระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า “การเกิด สถานที่ทิ้งร่างกาย และคติในสัมปรายภพ ไม่มีใครกำหนดได้ เราจะเกิดเมื่อไหร่ จะตายตรงไหน ตายแล้วจะไปอยู่ในนรก สวรรค์ชั้นไหน เรากำหนดไม่ได้ ถ้าเรายังมืดบอดอยู่ แต่ถ้าเราปฏิบัติถึงเราก็กำหนดได้”

อายุ ๑๙ ปี บรรพชาเป็นสามเณร

ด้วยความที่ใจเราฝักใฝ่ในเพศบรรพชิตอย่างฝังแน่น ด้วยเหตุคือความศรัทธาในพระธุดงค์และสังเวชใจในการเกิดนั้น ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ อายุ ๑๙ ปี เราขออนุญาตพ่อแม่บวชเณร พ่อ-แม่ก็ยอมเพราะเข้าใจจิตใจเราได้ดี เพราะเรานิสัยแปลกกว่าคนอื่น ชอบอยู่เงียบ ๆ เรียบง่าย ไม่วุ่นวาย ไม่ชอบยุ่งกับใคร แม้อายุเราสมควรมีครอบครัวได้แล้ว แต่ก็ไม่สนใจสาวใดเลย มีแต่เด็กสาวชาวบ้านที่ให้ความสนใจในตัวเราเสมอ

จึงได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก ตำบลตากูก อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เป็นฝ่ายมหานิกาย โดยพระอาจารย์อุเทน เป็นพระปัพพชาจารย์ เวลาบวชขี่หลังช้างแห่ไป มีเรานั่งบนหลังช้าง และอีกคนนั่งข้างหลังกั้นร่มบังแดด มีมหรสพบรรเลงตามตลอด การบวชจัด ๒ วัน แห่ไปบวช ๑ วัน บวชกลับมาแล้ว แห่รอบหมู่บ้านอีกหนึ่งวันเพื่อเป็นสิริมงคล การกระทำอย่างนี้เป็นประเพณีนิยมในสมัยนั้น

วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่เป็นวัดพื้นบ้าน อยู่จำพรรษา ๑ ปี ก็ลาสิกขา ตั้งใจว่าจะศึกษาหาความรู้ในทางพระพุทธศาสนา และจะทำแบบอย่างพระธุดงค์ที่เคยเห็น อยากจะศึกษาค้นหาจุดหมายเช่นท่านบ้าง และอยากรู้ว่าจะธุดงค์ไปทำไม และทำไมจะต้องเดินไปในป่า และไปอยู่ในป่าด้วย แต่ต้องดูทีท่าไปก่อน รอโอกาสที่จะมาถึง

ในสมัยนั้น เขตจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งจังหวัดสุรินทร์ก็เป็นสภาพเดียวกัน คือบวชเข้ามาแล้วก็อยู่วัด กอนแล้วนิน คือกินแล้วนอนเฉย ๆ ไม่มีการเรียนการสอน และการปฏิบัติ อย่างที่คิดไว้ก่อนบวช

เพราะเราคิดเสมอว่า “กุลบุตรที่บวชเข้ามาแล้ว ต้องมีการศึกษา ต้องมีการปฏิบัติ ออกธุดงค์ เหมือนพระสองรูปที่เราเห็นนั้น” แต่เมื่อบวชเข้ามาแล้ว ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้เรียน อยู่มันเฉย ๆ ค่ำไปวัน ๆ หนึ่ง นั่งดูศาลา นั่งดูกุฏิ นั่งดูหน้าพระพุทธรูปไปวัน ๆ กว่าจะค่ำก็นาน จะหาคำสอนสั่งอะไรเพื่อเป็นกำลังใจไม่มี อยู่อย่างนี้เห็นจะไม่เป็นท่าเสียแล้ว สึกไปช่วยพ่อแม่ทำงานจะมีค่ากว่าละมั้ง

หลักสำคัญที่ท่านเจ้าอาวาสที่ปกครองดูแล ถ้าท่านไม่อบรมสั่งสอนหรือทำเป็นแบบอย่าง เราก็ไม่มีผู้นำทาง จิตใจมันก็มืดแปดด้าน ความสำคัญย่อมอยู่ที่ท่านเหล่านี้ที่ให้การศึกษาหาความรู้ ปกครองดูแล ให้อยู่ในระเบียบ ทั้งให้ความอบอุ่น เที่ยงตรง ไม่เอนเอียง นอกจากนี้ยังมีความประพฤติที่ดีเป็นแบบอย่าง มีปฏิปทาที่น่าเลื่อมใสตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลางและในที่สุด มีพรหมวิหารธรรม ๔ ประการครบถ้วนบริบูรณ์ แต่เราเห็นว่า การบวชแบบนี้ไม่ตรงกับเจตนาเดิมของเ์รา เป็นเพราะว่าในสมัยนั้น การศึกษายังไม่ขยายไปในมุมเมืองหรือชนบทต่างๆ ก็เป็นได้ ถึงจะมีแต่ก็ยังขยายไปไม่ถึงได้เหมือนกัน

ลาสิกขาจากสามเณร

ฉะนั้น พระ-เณร เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็อยู่กันไปวันหนึ่ง ๆ ไม่มีอะไรก้าวหน้าเลย เป็นเหตุให้เบื่อหน่าย จึงลาออกมาช่วยพ่อแม่ประกอบการงานต่อไป และได้ช่วยพ่อแม่ทำนา ทำสวน คู่กับน้อง ๆ เอาวิชาชีพช่างทอง ไปรับจ้างทำทองรูปพรรณ หาเงินมาเลี้ยงพ่อแม่และน้อง ๆ

พออายุครบ ๒๐ ปี ชาวไทยต้องรับราชการเป็นทหารจึงได้รับหมายเรียกตัวให้ไปคัดเลือก จึงเดินทางไปคัดเลือกที่จังหวัดสุรินทร์ ตั้งใจไว้ว่าจะสมัครเป็นพลทหาร ปรากฏว่ามีทหารเกณฑ์มากเกินต้องการ จึงเป็นทหารกองเกินไป คิดแล้วแทบจะหมดกำลังใจ เพราะจะเป็นพระกรรมฐานตอนบวชก็ไม่ได้เป็น จะเป็นทหารก็ไม่ได้เป็น จะเอาอย่างไรดีล่ะเราคราวนี้

ความคิดของเราก็เหมือนหนุ่มบ้านนอกคนหนึ่งที่ห่างไกลความสะดวกสบาย เราต้องพยายามที่จะไขว่คว้าหาความจริงแห่งที่หมายของชีวิต และเป็นที่สุดแห่งการดิ้นรน เรายังจำภาพพระธุดงค์เดินผ่านทุ่งนาอยู่เสมอ และยังอยากออกบวชอยู่ อย่างไรเสีย เราจะขอพ่อแม่บวชอีกสักครั้ง จึงเข้าไปขอลาพ่อแม่บวชอีกครั้ง ในที่สุดท่านก็ไม่ขัคข้องแต่ประการใด

อุปสมบทครั้งแรก

ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๒ อายุได้ ๒๐ ปี เราเข้าไปขอลาพ่อแม่อุปสมบท ท่านก็แสดงความยินดีปรีดาปราโมทย์ และบอกญาติพี่น้องและชาวบ้านมาร่วมอนุโมทนาในกุศลเจตนาโดยพร้อมเพรียงกัน บวชที่วัดเดิมคือ

วัดกระพุมรัตน์ ตำบลตากูก อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

โดยมีพระครูธรรมทัศน์พิมล (ดัน) เจ้าอาวาสวัดศาลาลอย เจ้าคณะอำเภอเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์เคลือบ วัดดาวรุ่งบ้านขาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระอาจารย์อุเทน วัดกระพุมรัตน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้รับฉายาว่า “สุวณฺโณ” แปลว่า “พระผู้มีผิวพรรณ-ชาติตระกูลดี”

จำพรรษาที่วัดกระพุมรัตน์ จังหวัดสุรินทร์ ๑ พรรษา

จำพรรษาที่วัดบุแกรง จังหวัดสุรินทร์ ๑ พรรษา

ตอนแรกจะบวชเพียงพรรษาเดียว แล้วจะสึก ถ้ายังไม่พบหนทางปฏิบัติธรรม เพราะรู้ว่าการบวชที่วัดเดิมนี้ก็เพียงแต่บวชธรรมดาไม่มีการศึกษาเล่าเรียนอะไร มีแต่สวดมนต์ไหว้พระประเพณีของสงฆ์เท่านั้นเอง

ส่วนการสวดคาถาต่าง ๆ นับตั้งแต่ “ยถา…สัพพี…” ต้องอาศัยจดจำเอาจากพระอาวุโสที่บวชมาก่อน ตอนกลางวันจะมีการต่อมนต์กัน คือฟังจำคำสวดจากปากต่อปากแล้วจดจำไปท่องเอา เพราะในสมัยนั้นจะหาตำรับตำรา หนังสือดินสอ มันไม่ใช่ของง่าย ๆ เหมือนในสมัยนี้และไม่มีให้หาอีกด้วย ฉะนั้นการต่อมนต์นี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

จบจากการต่อมนต์ ก็ต้องศึกษาโดยอาศัยความจำจากสิ่งที่เห็น ที่รู้ ที่ได้รับการแนะนำเช่น ศาสนาพิธีต่าง ๆ และกิจที่พระสงฆ์ควรจะต้องรู้ จำพระธรรมวินัยให้ขึ้นใจอีกด้วย

บวชได้ ๑ พรรษาต้องไปเป็นอาจารย์

หลังจากได้อยู่ศึกษากับพระอาจารย์อุเทน ที่วัดกระพุมรัตน์ได้ ๑ พรรษาแล้ว ชาวบ้านอำเภอบุแกรง อำเภอท่าตูม (ปัจจุบันอำเภอจอมพระ) จังหวัดสุรินทร์ พากันมาอาราธนาเราไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบุแกรง ซึ่งเป็นวัดร้างไม่มีพระอยู่จำพรรษา

เราไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดนี้หนึ่งปี เวลาไปลงอุโบสถเดินทางไกล ไปแทบจะไม่ทัน สมัยนั้นพระฝ่ายมหานิกายนิยมขี่ม้า ขี่ม้าไปไหนมาไหนได้ ไม่มีใครว่า พระอาจารย์รูปใดมีม้าขี่แสดงว่า ไม่ธรรมดา โยมพ่อเห็นเราเดินไปลงอุโบสถไกล จึงซื้อม้ามาถวาย ราคา ๒๐ บาท เราก็ได้ม้านั่นแหละขี่ ที่มาทำธุระ ขี่ไปเรียนหนังสือ จนสามารถสอบนักธรรมชั้นตรีได้

อยู่ที่นี่เรียนอะไรก็ยังไม่รู้จริง เรียนงู ๆ ปลา ๆ ต้องมาเป็นเจ้าอาวาส ต้องมามีภาระ อายุพรรษาเราเพียงแค่นี้ จะมาเป็นครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนคนอื่นเขาได้อย่างไร ท่องสวดมนต์ก็ยังไม่จบเล่ม เราควรที่จะหาความรู้ให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ เพราะหากว่าเราจะอยู่ทำประโยชน์ไว้ในบวรพุทธศาสนาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จำเป็นที่เราจะต้องศึกษาเพิ่มเติม จึงมอบหมายให้พระอาจารย์มีเป็นเจ้าอาวาสวัดบุแกรงแทน

แสวงหาครูบาอาจารย์

ดังนั้นในปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ หลังออกพรรษาแล้ว จึงเดินทางเข้าไปกราบลาพระอาจารย์อุเทน ที่วัดกระพุมรัตน์ ท่านก็อนุญาต เราจึงเดินทางไปศึกษาพระปริยัติ-ปฏิบัติธรรม แต่จุดหมายที่จะไปข้างหน้ายังไม่เป็นที่แน่นอน ไปเสี่ยงโชคเอาข้างหน้า จึงตัดสินใจเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมา เพราะว่าภายในจิตใจของเรานั้น คิดอยากออกเดินธุดงค์เสมอ อยากพบครูบาอาจารย์ที่จะอบรมสั่งสอนให้ตนได้รู้ได้เข้าใจ เรื่องราวของความจริงแห่งชีวิต เมื่อถึงจังหวัดนครราชสีมาแล้วก็ยังเคว้งคว้างอยู่ เพราะไม่รู้ว่าจะไปไหน ไปวัดใดดี เพราะไม่รู้จักใครในตัวเมืองนั้นเลย

พบท่านพระอาจารย์ฝั้น

ขณะที่กำลังหาทางจะไปพักวัดไหนอยู่นั้น ก็ได้ทราบจากโยมคนหนึ่งว่า ไม่ไกลจากที่เราอยู่นี้มีวัดป่าอันเป็นสำนักปฏิบัติกรรมฐาน ชื่อ วัดป่าศรัึทธารวม อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พระอาจารย์ที่สอนกรรมฐาน คือท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ศิษย์ผู้ทรงธรรมชั้นสูงของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านพระอาจารย์ฝั้นเป็นพระที่ชาวจังหวัดนครราชสีมาเคารพนับถือมาก เมื่อทราบดังนั้นเราจึงได้เดินทางไปวัดป่าศรัทธารวม และได้เข้าไปกราบท่านพระอาจารย์ฝั้น ท่านมีเมตตาต่อเรามาก มีอัธยาศัยอันดียิ่ง ได้ซักไซ้ ไล่เรียง ถามไถ่ ว่าอยู่วัดไหน มาจากไหน บวชได้กี่พรรษา มีความประสงค์อะไรที่มานี่ในวันนี้ จึงได้ตอบท่านทุกตอนทุกคำที่ท่านถาม จนท่านพอใจจึงให้พระภิกษุพาไปพักที่กุฏิแห่งหนึ่ง

ตอนเย็นได้ร่วมทำวัตรสวดมนต์ ท่านพระอาจารย์ฝั้นได้แสดงธรรมอบรมจิตใจพระภิกษุ-สามเณรทั้งหมด เราฟังอย่างตั้งอกตั้งใจที่หิวกระหายครูบาอาจารย์ที่มีอรรถธรรมอบรมสั่งสอนมานาน ยิ่งฟังก็ยิ่งเกิดความศรัทธาในองค์ท่านมากขึ้นตามลำดับ และยิ่งได้พบความจริงมากขึ้นทุกที จนในที่สุดธรรมะที่แสดงจบลง ก็พักดื่มน้ำปานะ พักอิริยาบถ ใครสงสัยธรรมะข้อไหนธรรมวินัยเรื่องใด จิตเป็นอย่างไรก็ถามกันเดี๋ยวนั้น เพื่อให้คลายความสงสัยทันที เราเริ่มแน่ใจตนเองแล้วว่า การเดินทางมาครั้งนี้ เป็นการเดินทางเข้าสู่ทางแห่งพระธรรมอย่างแท้จริง สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งธรรมะอย่างแท้จริง แล้วเรายังได้พบกับพระอริยสงฆ์ที่ควรแก่การกราบไหว้บูชา เราควรจะติดตามน้อมนำปฏิปทา เหล่านี้มาใส่ตนเอง ให้เกิดธรรมอย่างท่านบ้าง แม้นไม่ได้ทั้งหมดก็ยังดีกว่าที่เราได้บวชแต่ครั้งก่อน ๆ มา

ตลอดเวลาที่อยู่วัดป่าศรัทธารวมกับท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เมื่อเราได้ยินภิกษุทั้งหลายปรารภธรรมกับท่าน ก็ยิ่งให้ได้รู้คุณธรรมภายในของภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นท่านล้วนแต่เป็นผู้มีคุณธรรมสูงยิ่งทั้งนั้น เข้าใจในธรรมะ คิดพิจารณาตีธรรมะได้อย่างละเอียดแจ่มแจ้ง

เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ยิ่งมั่นใจและหมดความสงสัย คอยแต่เวลาจะเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์กับท่านอย่างถาวร พอได้โอกาสจึงคลานเข้าไปกราบท่าน และได้แจ้งความจำนงต่อท่านว่า

“ท่านอาจารย์ขอรับ! กระผมเดินทางมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ ที่จะประสิทธิ์ประศาสน์วิชาอบรมบ่มนิสัยผมให้รู้เข้าใจในแนวทางแห่งธรรม เพื่อให้เข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง บัดนี้เกล้ากระผมไม่มีความสงสัยอะไรอีกแล้ว เพราะธรรมที่ท่านอาจารย์แสดงไว้นี้เป็นอุบายที่ชัดแจ้งแก่จิตใจของเกล้ากระผมเป็นที่ยิ่ง ถ้าพระอาจารย์จะเมตตากรุณาแก่กระผมผู้น้อยด้วยสติปัญญาแล้ว ก็ขอได้โปรดรับเกล้ากระผมไว้เป็นศิษย์ด้วยเถิด”

เมื่อเรากราบเรียนท่านพระอาจารย์ฝั้นอย่างนั้น ท่านก็แสดงความพอใจที่เราเป็นพระมีเจตนาดีหวังความก้าวหน้า และมุ่งปฏิบัติพระกรรมฐานจริง แสดงท่าทีแห่งความมุ่งมั่นให้ท่านทราบ ท่านจึงอนุญาตและรับไว้เป็นศิษย์สายวัดป่า เพื่อเจริญสมาธิปัญญาต่อไป

ขณะนั้นเรายังเป็นพระภิกษุฝ่ายมหานิกาย ซึ่งความจริงก็ไม่มีอะไรผิด ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านไม่ได้แยกแยะแต่ประการใดสำหรับมหานิกาย และธรรมยุต เพราะศีล ๒๒๗ เท่ากัน มีศาสดาองค์เดียวกัน คือพระสมณโคดม แต่การญัตติเป็นธรรมยุตใหม่นี้ ก็เพื่อจะปฏิบัติตนเข้าหมู่เข้าคณะให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเท่านั้นเอง เพราะเรื่องพระธรรมยุตหรือพระมหานิกายนั้น ไม่ห้ามมรรคผลนิพพานด้วยกัน ใครจะบวชฝ่ายไหนก็ตาม ถ้าตั้งใจปฏิบัติก็ไปสู่นิพพานได้เช่นเดียวกัน แต่เพื่อเป็นการเข้าหมู่ให้ถูกต้องและปฏิบัติสะดวก เราจึงจำเป็นที่จะต้องญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต ก่อนญัตติเป็นพระธรรมยุต ได้พยายามศึกษาเล่าเรียน เดินเท้าจากวัดป่าศรัทธารวม ไปเรียนหนังสือที่วัดสุทธจินดาทุกวัน จนกระทั่งสอบนักธรรมชั้นโทได้ เมื่อท่านพระอาจารย์ฝั้นเห็นความตั้งใจอย่างนั้น ท่านจึงอนุญาตให้ญัตติเป็นพระธรรมยุตได้

อุปสมบทครั้งที่สองญัตติเป็นฝ่ายธรรมยุต

ญัตติใหม่ที่วัดสุทธจินดา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสมา โดยมี 

ท่านเจ้าคุณพระธรรมฐิติญาณ (สังข์ทอง พันธุ์เพ็ง ป.ธ. ๕) เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์มหาปิ่น ปญญาพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระครูธรรมธร (ทองดี) วัดศรีจันทร์ เป็นพระอุเทศาจารย์ 

ได้รับฉายาว่า “สุวโจ” แปลว่า “ผู้อันบุคคลพึงว่ากล่าวตักเตือนได้โดยง่าย”

เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เสร็จเวลา ๑๕.๐๐ น. (บ่าย ๓ โมงตรง)

ตอนที่ ๓

ได้รับการอบรมกับพระอาจารย์มหาปิ่น

เมื่ออุปสมบทเสร็จพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ได้อบรมให้เราได้รู้จักคำว่า “พระแท้” ดังนี้ ว่า

“การที่ได้เข้ามาบวชในเพศสมณะนี้แล้ว นับว่าเป็นผู้เสียสละต่อการได้และการรับ ได้เป็นผู้ไม่ต้องกังวลต่อทรัพย์สินเงินทอง เรื่องสวนไร่นา อะไรต่าง ๆ ที่ทางโลก เขานิยมชมชื่นต้องการ ต้องหาอยู่

เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ต้องใช้เวลาที่มีอยู่ในเพศแห่งพรหมจรรย์ ทำประโยชน์ให้แก่ตัวเราเองด้วย สงเคราะห์หมู่ญาติ และศรัทธาญาติโยมด้วย แต่ก่อนที่เราจะสงเคราะห์เขานั้น เราต้องปฏิบัติตัวเองให้ถึงพร้อมต่อความดีงาม หมั่นสำรวจกายของเรา จิตของเราอยู่เนือง ๆ การที่ได้พบพระศาสนา ก็เป็นของยากอยู่แล้ว การที่ได้เข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ก็ยิ่งเป็นการยากนักหนา ต้องพิจารณาให้มาก เราออกมาจากเพศฆราวาสวิสัยแล้ว เราจะประพฤติปฏิบัติอย่างนั้นอีกไม่ได้ต่อไป”

“การดำเนินชีวิตของตนเองเพื่อเข้าสู่ความเป็นพระแท้ ต้องมีการปฏิบัติภาวนาเพราะจะเป็นไปเพื่อการเกิดสติปัญญา รู้ความจริง ไม่ท้อถอย จิตแกร่งกล้าขึ้นเสมอ การเจริญเช่นนี้อุปมาเหมือน นายช่างไม้ ไสไม้ให้เรียบให้ตรง จะมาดูว่าส่วนไหนสูง ส่วนไหนต่ำ ได้ส่วนหรือไม่ได้ส่วน ส่วนไหนที่ไม่เรียบก็ต้องไสเสียใหม่ให้เรียบร้อยเสมอกัน จิตใจของมนุษย์ผู้ปฏิบัติก็ต้องเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ต้องปฏิบัติคือว่าต้องตรวจดูจิตใจของตนเอง มันจึงจะดีเป็นพระแท้ได้แน่นอน”

เมื่อพระอาจารย์มหาปิ่นสอนดังนั้นเราก็ทำไว้ในใจว่า ต่อแต่นี้เป็นต้นไป เราต้องเป็นผู้อดทน หนักแน่น มั่นคง จุดหมายปลายทางที่ต้องการ คือ “ความพ้นทุกข์”

กลับไปจำพรรษาวัดป่าศรัทธารวม

เมื่อพระอาจารย์มหาปิ่น ให้โอวาทจบลง จึงเดินทางกลับไปอยู่จำพรรษาที่วัดป่าศรัทธารวมเหมือนเดิม การปฏิบัติที่วัดศรัทธารวมนี้เกิดความสงบมาก เพราะขณะนั้นไม่ค่อยมีใครผ่านเหมือนในปัจจุบัน เพราะเป็นป่าดง มีต้นไม้หนาทึบ ผู้คนจึงร่ำลือกันว่า ผีดุมาก แม้เวลากลางวันก็หาผู้คนผ่านไปมาได้ยาก ความเงียบสงบเป็นเหตุให้จิตใจตั้งมั่นได้รวดเร็ว ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม แต่เดิมที่วัดนี้เป็นป่าช้าที่ ๒ (ป่าช้าที่ ๑ คือวัดป่าสาลวัน) สำหรับเผาฝังหรือเผาคนตายที่เป็นโรคติดต่อ เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค เป็นต้น ภายในวัดมีกุฏิไม้ของพระอาจารย์ฝั้น เพียงหลังเดียวเท่านั้น ส่วนมากเป็นป่าดง สัตว์ป่ามากมายเดินผ่านไปมาไม่เว้นแต่ละวัน การคมนาคมลำบาก เป็นทางเกวียนพื้นทรายบ้างดินบ้าง เป็นหลุมเป็นบ่อเป็นโคลนตามสภาพ

ความไม่สมดุลทางโลกหลาย ๆ อย่างกลับเป็นผลดีต่อการประพฤติปฏิบัติกรรมฐานมาก จึงทำให้เรามีความมั่นใจในอรรถในธรรมขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอย่างยิ่งว่า

“ของแท้เราได้มาถึงแหล่งแล้ว ถ้าเราพลาดโอกาสนี้ไป ชาตินี้เราจะต้องเสียใจอย่างใหญ่หลวง แต่เมื่อโอกาสอำนวยเช่นนี้คงเป็นเพราะเราได้เคยสร้างบุญบารมีไว้บ้างพอสมควรทีเดียว ”

วัดป่าศรัทธารวมในสมัยนั้นเป็นศูนย์รวมแห่งพระกรรมฐานแห่งที่ ๒ (แห่งแรกคือวัดป่าสาลวัน ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นผู้นำ) มีพระวิปัสสนาจารย์ที่เข้ามาศึกษาและเป็นครูบาอาจารย์ที่สำคัญในเวลาต่อมาคือ พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล พระอาจารย์เทสก์ เทสฺรงฺสี พระอาจารย์ภุมมี ฐิตปญฺโญ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร ฯลฯ

ในพรรษาที่ ๒ แห่งการอุปสมบทใหม่ ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมได้พอสมควร เอาตัวรอดได้บ้างแล้ว ฉะนั้นท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงติดตามการปฏิบัติเหมือนเงาติดตามตัว ไม่มีการอ่อนข้อต่อกิเลสเลย เราพอใจที่ท่านควบคุมอบรมอย่างยิ่ง ในวันอุโบสถ ท่านจะอบรมสานุศิษย์เป็นประจำ อบรมแล้วก็นำให้นั่งสมาธิภาวนาและเดินจงกรมตลอดทั้งคืน

ท่านพระอาจารย์ฝั้นสอนให้พิจารณากายให้มาก กิเลสจะพึงเกิดขึ้นได้จากอายตนะทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าส่งจิตส่งใจ แส่ส่ายไปมาในอารมณ์ที่มากระทบ ท่านสอนให้รู้ถึงความรู้สึกนึกคิด กำหนดรู้ถึงอาการต่าง ๆ ที่จะมากระทบ มีสติรู้อยู่ ฝึกฝนจิตใจให้เกิดพลังแก่กล้า

เรื่องของความพยายามนี้ถ้าหากเราไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส ไม่เห็นประโยชน์ จะนั่งก็นั่งไม่ได้ จะฟังก็ฟังไม่ได้ มันอยากแต่จะหนี จะไป เพราะมันไม่สนุกไม่ชอบอย่างที่โลกเขาชอบกัน ฉายหนัง หมอลำ อะไรต่าง ๆ จะลำกันทั้งคืนก็ได้ มันชอบ แต่ให้นั่งฟังพระพูดนี่ มันไม่ยอมเพราะมันไม่ชอบ ไม่ศรัทธา เมื่อเราศรัทธา มองเห็นประโยชน์ จึงจะเกิดผลแห่งการทำความเพียร

การศึกษาและปฏิบัติของครูบาอาจารย์โนสมัยนั้น

การปฏิบัติของครูบาอาจารย์ในสมัยนั้นสวยงามมาก ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ พระฝ่ายปฏิบัติจะเข้ามาเรียนปริยัติที่วัดสุทธจินดา ส่วนพระฝ่ายปริยัติถ้าสนใจในการปฏิบัติจะเดินเท้าเข้าไปฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์สิงห์ ที่วัดป่าสาลวัน หรือฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์ฝั้นและพระอาจารย์มหาปิ่น ที่วัดป่าศรัทธารวม การสัญจรไปมาเดินด้วยเท้ากันทั้งนั้นไม่มีรถเป็นพาหนะ

ท่านเจ้าคุณพระธรรมฐิติญาณ (สังข์ทอง) พระอุปัชฌาย์ของเราท่านเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม เมื่อสบโอกาสอันเหมาะสม ท่านจะชักชวนพระเณรเดินเท้าจากวัดสุทธจินดาไปฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์สิงห์ ที่วัดป่าสาลวันบ้าง ไปฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์ฝั้น ที่วัดป่าศรัทธารวมบ้าง ท่านเจ้าคุณฯ ท่านเป็นพระที่สนใจในเรื่องจิตภาวนา ไม่ถือตัว ยอมรับความจริง อันไหนที่พระกรรมฐานปฏิบัติได้ ท่านปฏิบัติไม่ได้ ท่านก็จะยอมรับความจริงและพูดว่า “พระป่า พระกรรมฐานเก่งนะ ปฏิบัติเคร่งครัด บางอย่างเราทำอย่างนั้นไม่ได้”

แม้ทางฝ่ายวัดป่าศรัทธารวมเองก็เช่นกัน เมื่อวันสำคัญทางพระศาสนามาถึงเข้า ท่านพระอาจารย์ฝั้น ก็จะนำพาพระเณรเดินทางมากราบ ฟังธรรมท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านพระอาจารย์สิงห์ขึ้นแสดงธรรม มีพระเณรอุบาสกอุบาสิกามาฟังธรรมมากมาย ท่านตั้งนโม ๓ จบ แล้วก็ต่อด้วยภาษาบาลีว่า “พุทโธติ”สั้น ๆ เพียงเท่านั้น แล้วท่านก็จะอธิบายเรื่องพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ใต้ต้นไม้ชนิดหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ที่ใต้ต้นไม้นั้นแล้ว ต้นไม้นั้นจึงชื่อว่า “โพธิ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และความหมายของคำว่าพุทโธ ท่านจะอธิบายเป็นสายธรรมยาวเป็นชั่วโมง ๆ

ท่านพระอาจารย์ฝั้นแก้พระเป็นวิปัสสนู

อยู่มาวันหนึ่ง มีพระรูปหนึ่งชอบเดินเที่ยวกรรมฐานตามป่าตามเขาลึก ๆ เป็นวิปัสสนูอย่างหนัก สำคัญตนว่าสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เที่ยวแสดงธรรมในที่ต่าง ๆ เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ เมื่อเที่ยวแสดงธรรมตามที่ต่าง ๆ เป็นที่พอใจแล้ว จึงมานึกถึงบุญคุณของพระอุปัชฌาย์ คือท่านเจ้าคุณธรรมฐิติญาณ (สังข์ทอง) เธอจึงเดินทางมาที่วัดสุทธจินดา เข้ามากราบท่านเจ้าคุณฯ แล้วแสดงความประสงค์ของตนให้ท่านทราบว่า

“ท่านอาจารย์ครับ ผมออกปฏิบัติ ตอนนี้สิ้นกิเลส เป็นพระอรหันต์แล้ว อยากมาตอบแทนพระคุณของครูบาอาจารย์ด้วยการพูดธรรมะอันลึกซึ้งให้ฟัง ท่านอาจารย์จะว่าอย่างไร จะขัดข้องไหม?” เธอถามขึ้นแบบนอบน้อม

ท่านเจ้าคุณฯ จึงตอบเธอว่า “เออ..ถ้าปฏิบัติได้อย่างนั้น เราก็ขออนุโมทนา เธอว่ามาซิ เราจะตั้งใจฟัง”

ขอโอกาสนะครับท่านอาจารย์… นี่ไม้ขีด ๓ กล่อง กล่องที่หนึ่งคืออนิจจัง กล่องที่สองคือทุกขัง กล่องที่สามคืออนัตตา…” แล้วเธอก็อธิบายไปยาวเหยียดตลอด ๓ ชั่วโมง ท่านเจ้าคุณฯ ก็นั่งฟังนิ่ง ศรัทธาเลื่อมใสในคุณธรรมของเธอ เมื่อเธอแสดงธรรมเสร็จก็ลาท่านเจ้าคุณฯ จากไป

พอบ่าย ๆ หน่อย ท่านพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ ก็เดินทางมาที่วัดสุทธจินดา เข้ามากราบท่านเจ้าคุณฯ ว่า “ท่านอาจารย์เห็นพระผีบ้ามันมาทางนี้ไหม มันสำคัญตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์ เที่ยวแสดงธรรม แก่คนและพระไปทั่ว ผมกำลังมาตามหาตัวไปรักษา”

ท่านเจ้าคุณก็ตอบว่า “โอ้ย….พึ่งไปจากที่นี่เมื่อตะกี้นี้เอง ผมก็นึกว่าเป็นพระอรหันต์ พูดธรรมะไหลลื่นไม่มีที่ต้องติเลย

พออีกไม่นานหลายวันนัก เป็นวันอุโบสถที่วัดป่าศรัทธารวม พระรูปที่เป็นวิปัสสนูนั้นก็มาในงานวันนั้นด้วย เมื่อเข้ามาสู่วัดศรัทธารวม เห็นอุบาสกอุบาสิกาพระเณรอยู่กันเยอะ เธอก็ขอโอกาสท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโรขึ้นแสดงธรรม เพราะเป็นพระอรหันต์แล้วต้องแสดงธรรมโปรดสัตว์ ให้พ้นไปจากทุกข์ เมื่อท่านอนุญาต เธอก็ขึ้นแสดงธรรมอย่างที่เคยแสดงมาก่อนหน้านี้ด้วยการนำไม้ขีดสามกล่อง แยกเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช้เวลาในการแสดงธรรม ๓ ชั่วโมง ข้อความหนึ่งที่เธอแสดงธรรมนั้นว่า พระนิพพานเป็นธรรมชาติสูญ

เมื่อลงมาจากธรรมาสน์ เข้ามากราบท่านพระอาจารย์ฝั้น ท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงถามขึ้นว่า “พระนิพพานเป็นอย่างไร” เธอตอบว่า “เป็นธรรมชาติสูญ”

ท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงเอามือขีดที่พื้นว่า “สูญแบบนี้เหรอ” ท่านทำมือเป็นวงกลมขีดที่พื้นเหมือนเลขศูนย์ แล้วท่านก็หันหน้ามาจ้องที่หน้าพระรูปนั้นว่า “ศูนย์แบบนี้เหรอ เพ่งดู ดูให้ดี ๆ สิ ดูให้ลึก ๆ ตามที่มือผมขีดเขียน”

พอพระรูปนั้นจ้องที่ศูนย์นั้น เธอก็ตอบขึ้นว่า “ผมยอมแล้วท่านอาจารย์ ผมเป็นคนหลง ผมเป็นวิปัสสนู กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากที่เมตตา ดึงออกมาจากความหลงงมงาย”

นี้แหละครูบาอาจารย์ที่ท่านรู้จริง ท่านแก้วิปัสสนูไม่ยาก เพราะท่านเป็นผู้ที่รู้จริง เห็นถ่องแท้เรื่องจิตใจ คำว่ารู้จริงเห็นจริงนี่แหละ จึงสอนอะไรไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน

ออกธุดงค์กับพระอาจารย์ผั่น ปาเรสโก

ภายหลังจากออกพรรษาที่ ๒ แล้ว พระอาจารย์ผั่น ปาเรสโก เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นรูปหนึ่ง ได้เดินธุดงค์ผ่านมาทางวัดป่าศรัทธารวม แวะเข้ามาพักค้างคืนที่วัดศรัทธารวมให้หายเหนื่อย และได้ขออุบายธรรมจากท่านพระอาจารย์ฝั้นด้วย พระอาจารย์ผั่นจึงได้ชวนเราออกเที่ยวเดินธุดงค์ด้วย เราอยากคุยสนทนากับท่าน ท่านก็ไม่พูดมาก เพราะนิสัยพระป่าจะไม่ค่อยพูด ทำอะไร ทำจริง ชอบวิเวกตามป่าเขา ชอบประพฤติปฏิบัติอยู่เสมอ ด้วยความที่อยากได้ธรรมะ ออกรบกับกิเลส ขจัดขัดเกลา ทำจิตใจให้แจ่มใสขึ้น จึงเข้าไปกราบขออนุญาตจากท่านพระอาจารย์ฝั้น ท่านพระอาจารย์ฝั้นก็อนุญาต แต่ก่อนไปได้กล่าวตักเตือนมากมาย ดังนี้

โอวาทท่านพระอาจารย์ฝั้น ก่อนออกธุดงค์

การเดินธุดงค์ของครูบาอาจารย์ทั้งหลายไม่ใช่ท่านเดินชมนกชมไม้เล่น ท่านเดินจริง ทำจริง เดินเข้าสู่พระนิพพาน

เมื่อถึงหมู่บ้าน ที่มีบ้านผู้คนก็ให้พักอยู่ห่าง ๆ จากหมู่บ้าน พอที่จะเดินบิณฑบาตได้ ไม่ใช่เข้าไปพักในหมู่บ้าน การเดินธุดงค์ก็เพื่อเป็นไปในการอบรมจิตให้แก่กล้า ทนในทุกวิถีทาง แม้จะมีอันตรายรอบด้านใด ๆ ก็ตาม ทำใจให้มั่นคงต่อพระรัตนตรัย และคุณงามความดีที่เราทั้งหลายได้กระทำมาแล้วเท่านั้น

ฉะนั้นอัตภาพร่างกายนี้เมื่อเกิดภัยขึ้นมา จงพยายามทำจิตใจให้หนักแน่น มีสัจจะตั้งมั่นคง แม้เราจะตายในขณะนั้นก็จงอย่าเสียดายในอัตภาพร่างกายนี้ ให้จำว่าเอาตนเองเป็นที่พึ่งของตน ตนจึงจะพ้นทุกข์ สมบัติของพระกรรมฐานก็คือ “พุทโธ” อย่าวางไว้ให้ห่างตัว เก็บรักษาไว้ใกล้ ๆ ตัว จึงจะมีผล เมื่อมีเหตุจวนตัวก็จะขยับจะหยิบฉวยอาวุธ “พุทโธ” มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว และฉับพลัน

เมื่อได้รับอุบายธรรมจากท่านพระอาจารย์ฝั้นแล้ว เราจึงได้ออกเดินธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์ผั่น ปาเรสโก (ซึ่งต่อมาท่านทั้ง ๒ เป็นสหธรรมมิกที่สนิทชิดเชื้อไปมาหาสู่กันโดยตลอด แม้จะมีพรรษาต่างกันเล็กน้อย แต่ทางด้านการปฏิบัติแล้ว อาจารย์สุวัจน์ ยอมรับนับถืออาจารย์ผั่นอยู่มาก) เราและพระอาจารย์ผั่น ออกจากวัดป่าศรัทธารวม นครราชสีมา ขึ้นไปทางจังหวัดขอนแก่น ซึ่งการเดินทางในสมัยนั้นเป็นทางเกวียน และมีต้นไม้หนาทึบ ไม่มีถนนหนทางอย่างสมัยนี้ เส้นทางเดินสายเก่านี้ผ่านไปทางอำเภอบัวใหญ่ อำเภอมัญจาคีรี บางแห่งที่เหมาะแก่การปฏิบัติ ก็จะหยุดพักเจริญสมณธรรมอยู่ที่นั้นเป็นเวลาหลายวัน ที่เหมาะสมคือมีชัยภูมิดี มีน้ำท่าดื่มกิน ไม่ไกล อากาศไม่ทึบเกินไป ปลอดโปร่ง

เขตอำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น และอำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เป็นป่าโปร่งน่าอยู่ปฏิบัติธรรมมาก เราทั้ง ๒ ได้หยุดพักแขวนกลดกับกิ่งไม้ อธิษฐานขอเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมในวันหนึ่ง คืนหนึ่ง ในคืนแรก ๆ ไม่มีปัญหาอะไร ปฏิบัติได้ผล จิตใจสบายเยือกเย็นจนเป็นสมาธิตั้งมั่นแจ่มใสยิ่ง

คืนต่อมาเราเห็นผิดสังเกตในมุมมืดสลัว ขณะเดินจงกรมจิตใจก็สบายดี ไม่มีอะไรตื่นเต้นทำใจเป็นกลาง ๆ แต่รู้สึกว่ามีเสือโคร่งมาอยู่ใกล้ ๆ เราไม่วิตกหวาดหวั่นอะไร แต่กลับทำจิตให้อยู่กับความสงบ เฉยอยู่ จนสายตาเราชินความมืดขึ้นแล้ว เราจึงมองเห็นเสือโคร่งตัวหนึ่ง จ้องมองเราเดินจงกรมอยู่ด้วยความสงสัย ครั้นแล้วเสือโคร่งตัวนั้นคงจะรู้ตัวเองว่าฝ่ายตรงข้ามมองเห็นตัวเองเข้าอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นมันจึงกระโดดเข้าป่าหายไป

ไม่ว่าจะเป็นสัตว์บ้านก็ตาม สัตว์ป่าก็ตามมักจะมีนิสัยรู้ตัวเช่นเรื่องนี้ สัตว์เหล่านี้พวกช้าง เสือ หมี งู เขาก็มีจิตใจ มีความรู้สึกทุกข์สุขอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี้เหมือนกัน ใคร ๆ ก็ชอบความสงบ ความสุข รักความเป็นอิสระ ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ถ้าได้พูดดี ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันก็เชื่อได้เหลือเกินว่าสัตว์ป่าที่ว่าดุ ๆ นั้น กลับเชื่องยิ่งกว่าสุนัขบ้านเราเสียอีก

ครั้งหนึ่งได้เดินธุดงค์ไปทางจังหวัดเลย ซึ่งเป็นภูเขาและป่าดงดิบมาก ในสมัยนั้น ป่าดงพงไพรมืดทึบมองไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเลย เขียวมืดไปหมด

ปีนั้นได้บำเพ็ญธรรมอยู่บนเขาเรียกว่าภูสวรรค์ เป็นภูเขาลูกใหญ่อยู่ด้านหน้า และเป็นป่าทึบด้วย มีชาวบ้านป่าเขาพักอยู่เชิงเขาลูกนี้ เขามาบอกว่า ขอให้เราทั้งสองออกไปพักอยู่ขวางทางเดินของช้าง เพราะตอนกลางคืนเจ้าป่าคือฝูงช้างจะมารบกวนทำลายเหยียบย่ำพืชไร่ที่พวกเขาปลูกไว้

คืนนั้นเรากับพระอาจารย์ผั่น ปฏิบัติธรรมไปตามปกติ ที่ไม่ลืมก็คือการเจริญเมตตา จากนั้นก็อธิษฐานจิตให้เจ้าป่าฝูงนั้นจงออกไปหากินในที่แห่งอื่น อย่ามาทำลายพืชไร่ของชาวบ้านให้เดือดร้อนเลย นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ช้างป่าไม่เคยมาทำลายความสงบสุขของชาวบ้านให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนเสียหาย พืชต่าง ๆ ที่ปลูกไว้ก็เก็บเกี่ยวได้ตามฤดูกาลมาด้วยดี ในปัจจุบันนี้หมู่บ้านแห่งนั้นกลับมีตึกรามบ้านช่องเจริญรุ่งเรืองแล้ว ผู้คนสมัยนั้นยังมีชีวิตอยู่จำกันได้อีกหลายคน

การเดินธุดงค์เพื่อขจัดกิเลสออกจากจิตใจนี้ มันไม่ใช่ง่าย ๆ มันยากนักยากหนา ต้องอดทนฝึกฝนกำลังกายกำลังใจของตนให้แก่กล้า แล้วต้องทำจริง ๆ มันจึงจะมีผลขึ้นได้ การปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าในดงนี้ กินเวลาเป็นแรมเดือนไม่ใช่วันสองวัน

ในพรรษานั้นออกเดินธุดงค์จากภูสวรรค์ จังหวัดเลย มาที่จังหวัดหนองคาย ก็เป็นเวลาใกล้เข้าพรรษาแล้ว จึงไปที่วัดป่าพระสถิตย์ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เรากับพระอาจารย์ผั่น ปาเรสโก ได้จำพรรษาที่นี่ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ มาช่วยทำเพิงพักเล็ก ๆ มุงด้วยหน้าและใบตองตึงพอได้อยู่อาศัยกันแดดกันฝน บริเวณวัดป่าพระสถิตย์ ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยป่าไม้สูงใหญ่ทั้งนั้น ไม่โล่งเตียนเหมือนในสมัยปัจจุบันนี้ เนื่องจากสภาพป่าดงมีความสวย วิเวกดี อากาศปลอดโปร่ง สามารถตัดกังวลต่าง ๆ ได้จิตสงบเป็นสมาธิได้รวดเร็วไม่ฟุ้งเฟ้อไปกับอารมณ์ภายนอก แม้จะอยู่ห่างครูบาอาจารย์ แต่การอบรมสั่งสอนจิตใจของท่านก็ยังก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกเสมอ เราทั้ง ๒ จึงมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ไม่มองไม่ข้อง ไม่แวะ กับอารมณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นหรือที่มากระทบ ท่านจะอาศัยสติพิจารณาอารมณ์นั้น ๆ ให้ขาดสะบั้นไปโดยสิ้นเชิง

ในเวลาต่อมาเรา ได้แยกกับอาจารย์ผั่น เดินธุดงค์ไปโดยลำพังเมื่อต้องการฝึกฝนกำลังใจของตนเอง ทดสอบดูว่าจะมีความเข้มแข็งมากน้อยเพียงไร ด้วยเหตุนี้เราและท่านจึงแยกทางเพื่อพิสูจน์จิตใจของตนเอง และมีจุดหมายปลายทางนัดพบกันในที่จังหวัดอุบลราชธานี

เราเดินเลียบไปตามริมฝั่งแม่น้ำโขง มืดค่ำที่ไหน ก็หยุดพักที่นั่น การเดินเลียบชายฝั่งแม่น้ำโขงไปนี้ เป็นเส้นทางที่พระธุดงค์สมัยก่อนนั้นใช้เดินทางไปโดยตลอด แม้ในสมัยปัจจุบันนี้ก็ยังเดินธุดงค์ เพื่อหวังความหลุดพ้นจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน หลีกเลี่ยงความสับสนวุ่นวาย แม้บางท้องที่จะยากลำบากเพียงไร เราก็ไม่เคยหยุด และไม่ท้อถอย แม้จะต้องสละชีวิตก็จะต้องยอมพลีถวายไว้ คือคืนสภาพสังขารทิ้งไว้บนโลก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติโลกสังขารทั้งสิ้นนี้ต้องคืนไว้ต้องทิ้งไว้บนโลก

การที่เราได้ออกเดินธุดงค์ก็เหมือนกับนกตัวน้อย ๆ ที่เขาจับมาใส่กรง ครั้นมีโอกาสเหมือนถูกปลดปล่อยก็โผทะยานปีกทั้งสองข้าง บินออกจากกรง ทะยานสู่โลกกว้าง ย่อมมีความสุขเบิกบาน ตัดความทุกข์โศก ร่ำไร รำพัน ตัดชีวิต แต่หนหลังไปจนหมดสิ้น ถึงสภาวะปัจจุบันเป็นธรรมะ พิจารณาไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ก็พร้อมไปด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่ยอมผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปแม้แต่น้อย

เราธุดงค์ถึงจังหวัดนครพนมได้เข้าไปกราบนมัสการพระธาตุพนม ซึ่งเป็นที่เคารพสักการบูชาของชาวไทยทั่วทุกภาคและเดินทางต่อไปยังจังหวัดอุบลฯ เข้าพักที่วัดบูรพาราม วัดนี้มีความเกี่ยวข้องกับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระบูรพาจารย์ที่ทรงคุณธรรมของพวกเราทั้งหลายอยู่มาก และในปีนี้นับว่าเป็นวาสนาดีมาก เพราะพระอาจารย์มหาปิ่น ได้มาพักจำพรรษาที่วัดป่าแสนสำราญ อันไม่ไกลจากวัดบูรพารามมากนัก นอกจากนี้ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ขุนพลอันเกรียงไกรแห่งกองทัพธรรมก็ได้เดินธุดงค์มาพักเหนื่อยที่วัดบูรพารามแห่งนี้เช่นกัน

ฉะนั้นจึงนับว่าเป็นบุญลาภของเรา จึงถือโอกาสนี้เข้าน้อมรับใช้ปฏิบัติครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพเลื่อมใส ในปีที่อยู่วัดบูรพารามนี้ยังได้พระมหาพุธ ฐานิโย เป็นสหธรรมิกทางภาคปฏิบัติด้วย (พระราชสังวรญาณ – พุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน) ขณะนี้อยู่รับใช้ท่านพระอาจารย์สิงห์ ท่านได้ปรารภธรรมให้ฟังว่า

“การกำหนดรู้ถึงสภาพปัจจุบันธรรมในสภาพของร่างกายเรานี้เอง เรา (ท่านพระอาจารย์สิงห์) ได้พิจารณาดูอาการดับของสภาพธรรมนี้แล้ว”

ความจริงฟังดูแล้วก็ว่าง่าย ฟังชัดเจนดี แต่เวลาปฏิบัติจริง ๆ นี่ซิ มันต้องอาศัยเวลา ความมานะพากเพียรพยายาม จึงจะเห็นผล

ในโอกาสสำคัญนี้เราได้เข้านมัสการกราบเรียนถามปัญหาธรรมะ ที่ติดขัดข้องอยู่ในใจเป็นเวลานาน จากท่านพระอาจารย์สิงห์ ก็ได้รับความเมตตาสงเคราะห์เป็นอย่างดี เพราะท่านชื่นชมในน้ำใจของเรา ท่ามกลางสงฆ์ว่า

“ท่านสุวัจน์มีจิตใจเด็ดเดี่ยวมั่นคงดี ตั้งใจสละละกิเลสทางโลก ไม่ยอมเกี่ยวข้องเลย การดำเนินจิตไม่ยอมท้อถอย แม้ป่วยเป็นไข้ป่าก็ไม่ยอมแพ้แก่สภาพสังขารนั้น มีใจแน่วแน่ มีจิตใจเลื่อมใสต่อพระศาสนา ว่าเป็นความจริงทุกประการ คือเมื่อโลกยังปรากฏ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ๔ อย่างนี้เป็นเนืองนิตย์อยู่ ก็ย่อมมีบุคคลผู้ตั้งใจหาทางพ้นจากสิ่งเหล่านี้ อย่างท่านสุวัจน์นี้ยังมีอีกมากมายเหมือนกัน ฉะนั้นเรา (ท่านพระอาจารย์สิงห์) ควรเอาใจใส่ดูแลและสอนอุบายธรรมให้แก่กุลบุตรสุดท้ายภายหลัง เพื่อเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในกาลต่อไป”

พรรษาที่ ๔ นี้ได้รับธรรมะจากท่านพระอาจารย์สิงห์นับว่าเป็นโชคดี เราจึงเร่งภาวนาทำจิตใจให้สงบ สะอาด จนเป็นที่มั่นใจของท่านพระอาจารย์สิงห์ที่สอนสั่ง เมื่อเราอยู่ปฏิบัติครูบาอาจารย์ได้พอสมควรแล้ว จึงกราบท่านพระอาจารย์มหาปิ่น (พระกรรมวาจาจารย์) ที่วัดป่าแสนสำราญ ขออนุญาตไปจังหวัดสุรินทร์

แสดงธรรมให้โยมพ่อฟัง

จากนั้นเราก็กลับไปจังหวัดสุรินทร์ไปเยี่ยมบิดามารดา พอถึงบ้านก็ทราบว่าบิดาล้มป่วยพอดี เราจึงได้มีโอกาสทดแทนบุญคุณ โดยการพาไปหาหมอรักษาและยังใช้ธรรมะอีกทางหนึ่ง ได้แสดงธรรมแก่บิดาว่า

“สภาพสังขารนี้เมื่อมีความยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตนว่าเป็นกูของกูแล้ว ย่อมมีทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านสอนพวกเราให้ทำความสงบ เพื่อจะได้เกิดปัญญา ๆ นี้ถ้าปรากฏแก่ผู้ใด ผู้นั้นย่อมเป็นผู้แจ้งในสภาวะโลก โลกคือตัวเรานี้เอง มันมีแต่ความทุกข์ มีความสับสนวุ่นวาย มีแต่ความเดือดร้อน เพราะอะไรเล่า เพราะมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันนี้เป็นเหตุ เพราะถูกอวิชชาเข้าครอบงำให้มืดบอด มองไม่เห็น ไม่รู้ในความจริง แต่ผู้มีปัญญาย่อมมองเห็นความจริงข้อนี้ บุคคลนั้นจะไม่มีความทุกข์ร้อนวุ่นวาย จะไม่มีความเกรงกลัวกับสิ่งเหล่านี้เลย

ทั้งนี้ท่านได้จับมัดตัวต้นเหตุ ทำให้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไว้สิ้นแล้ว อย่างเช่นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นแบบอย่างที่เราควรปฏิบัติตาม

ฉะนั้นเมื่อสิ้นความเกรงกลัว มองเห็นสภาพของโลกเป็นธรรมดา สักแต่ว่ามันเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้ว ทุกขเวทนามันจะไม่ปรากฏรบกวนจิตใจของเราทั้งหลายอีกได้เลย เพราะอะไรเล่า!

โยมพ่อเอ๋ย เพราะอาการทุกขเวทนานั้นมันกินได้แต่กาย อันประกอบด้วยธาตุ ๔ มีดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มาประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนนี้เท่านั้น ก็ให้มันกินกายไปเฉย ๆ เราไม่เดือดไม่ร้อน นี้เป็นธรรมดาของโลก แต่เราอย่าให้มันกัดกินจิตใจ เมื่อเรารู้เล่ห์เหลี่ยมของกิเลสเวทนานี้แล้ว เราก็เก็บรักษาจิตใจของเราให้มิดชิดซิ เอาดวงจิตดวงใจของเราไปฝากไว้กับคุณงามความดี อันมี ทาน ศีล ภาวนา นั่นอันนี้แหละมันเป็นธนาคารใหญ่ ใหญ่กว่าธนาคารโลกหลาย ๆ ธนาคารมารวมกัน เพราะเป็นโลกุตรธนาคารอันยิ่ง ที่พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายทรงเป็นประธาน มีแต่ความบริสุทธิ์สะอาดล้วน ๆ มั่นคงวนเวียน ตลอดไป

ขอให้โยมพ่อจงพิจารณาทำใจให้สงบ ไม่ทุกข์ร้อนวุ่นวาย มีแต่ความปกติให้พร้อมเถิด”

เมื่อฟังดังนั้น บิดามีความซาบซึ้งจิตใจ มีปีติยินดี และมีกำลังใจมากขึ้น มีความอดทนไม่หวั่นไหวต่ออาการทุกขเวทนา ในที่สุดอาการเจ็บป่วยที่กินกายนั้นก็ค่อย ๆ ทุเลา หายวันหายคืน และได้ปฏิบัติสมาธิภาวนาตามคำสอนของเราตั้งแต่นั้นตลอดมา

เราได้ทดแทนพระคุณบิดา มารดา เป็นที่เรียบร้อยสมบูรณ์บ้างแล้ว โดยการเปิดจิตใจให้เกิดแสงสว่าง ถ้าเป็นภาษาทางโลกก็นับได้ว่า เราเป็นบุตรผู้มีความกตัญญูรู้คุณของบิดามารดา เป็นอย่างแท้จริง แต่นั่นคงยังไม่พอต่อพระคุณของท่าน ในขณะที่พักอยู่ที่วัดกระพุมรัตนบ้านเกิดนั้น ได้ทราบข่าวว่าท่านพระอาจารย์ฝั้นได้เดินธุดงค์ มาทางจังหวัดสุรินทร์ พักปฏิบัติธรรมอยู่ที่ริมห้วยเสนง เมื่อเราทราบข่าวว่าท่านพระอาจารย์ฝั้นเดินทางมาจังหวัดสุรินทร์ ดังนั้นจึงรีบเดินทางไปหาท่านทันที

ตอนที่ ๔

เสนาสนะป่าริมห้วยเสนง

หลังจากที่ท่านพระอาจารย์ฝั้นได้อยู่วัดป่าศรัทธารวม เป็นเวลา ๑๒ ปีแล้ว

ออกพรรษาปี ๒๔๘๗ ท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงได้ออกธุดงค์ไป

การเดินธุดงค์ของท่านพระอาจารย์ฝั้นในครั้งนี้มี หลวงพ่อเลาะ และเด็กที่เป็นตาปะขาวอีก ๓ คน ซึ่งขอติดตามมาจากอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์อีกด้วย

ท่านพาลูกศิษย์พักวิเวกตามป่าตามเขา ที่เห็นว่าสงบเงียบ พอเจริญกรรมฐานได้ โดยเปลี่ยนสถานที่ ผ่านหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ จนถึงปราสาทหินเขาพนมรุ้ง อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ 

ปราสาทหินเขาพนมรุ้งในสมัยนั้น เป็นที่รกร้าง ตัวปราสาทหินนั้นถูกเครือไม้ปกคลุมแทบจะมองไม่เห็น ท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านก็เข้าไปพักภายในปราสาทหินนั้น 

ท่านพระอาจารย์ฝั้นเล่าให้ฟังว่า เข้าไปพักที่ภายในปราสาทหินนั้น ฝนตกอย่างหนัก น้ำฝนที่ไหลซอกซอนตามหินนั้นทำให้จีวรท่านเปียกหมด แต่ก่อนรอบ ๆ ปราสาท เป็นดงเป็นป่า เสือยังออกมาคาบสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านไปกินเลย ไม่มีใครกล้าขึ้นไปเข้าไปในปราสาทหินเพราะชาวบ้านกลัว ท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านธุดงค์ผ่านมา จึงเข้าไปพักในที่นั้น

เมื่อท่านพระอาจารย์ฝั้นบำเพ็ญความเพียรอยู่ที่เขาพนมรุ้ง เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ท่านได้เดินทางต่อไปจนถึงจังหวัดสุรินทร์ เพื่อเยี่ยมลูกศิษย์ที่เป็นทหาร และได้ไปพักใกล้ ๆ ริมลำห้วยเสนง พักอยู่ในป่าไม้กระเบา อันเป็นที่ราบลุ่ม เรียบ สวย เหมาะแก่การปฏิบัติดีมาก มีลมพัดผ่านสะดวก พื้นดินไม่อับชื้นมากนัก แดดส่องได้ถึง แม้จะมีต้นกระเบาขึ้นมากมาย 

ต้นกระเบาเป็นไม้ป่าที่มีผลกินได้ ผลของมันมีลักษณะคล้าย ๆ กระท้อน ผิวสีน้ำตาล เมื่อสุกแล้วจะออกลักษณะสีดำคล้ำ ๆ เนื้อภายในกินได้ เป็นแป้งสีเหลือง ๆ พวกลิงป่าชอบกินผลกระเบามาก

เรา (พระอาจารย์สุวัจน์) กับพระอาจารย์อินตามาทันท่านพระอาจารย์ฝั้นที่ริมห้วยเสนงพอดี

ภายในป่าริมห้วยเสนงนั้น มีเรือนร้าง ๆ มีต้นมะม่วงใหญ่ สองโอบสามโอบ ตั้งตระหง่านในบริเวณนี้เป็นที่มีตำนานที่ชาวบ้านไม่ค่อยกล้าเข้าไปใกล้ เพราะว่า มีศพคนตายโหงด้วยการถูกฆ่า ทำให้ชาวบ้านกลัว สาเหตุที่มีการฆ่ากันเป็นลูกโซ่นั้น เพราะว่ามีนายทหาร ๒ นาย เกิดรักผู้หญิงคนเดียวกัน แล้วก็มีการดักยิงกันตาย ในขณะที่ฆ่ากันตายนั้น มีชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า เขาจึงฆ่าชาวบ้านนั้นเพื่อเป็นการฆ่าปิดปาก บริเวณริมห้วยเสนงนี้จึงมีตำนานที่ชาวบ้านเกรงกลัว

เมื่อท่านพระอาจารย์ฝั้น ธุดงค์มาพักที่ริมห้วยเสนงนั้น ทางผู้ใหญ่บ้านจึงเคาะกะลอเรียกประชุมชาวบ้านให้ไปทำบุญว่า “พรุ่งนี้เช้าพระจะมาบิณฑบาต จงพากันหุงข้าวใส่บาตร” เพราะโดยปกติไม่มีพระมาบิณฑบาต หมู่บ้านนี้ยังไม่มีวัด

จังหวัดสุรินทร์ในสมัยนั้นห่างไกลความเจริญมาก ห้วยเสนง จังหวัดสุรินทร์ในอดีตยิ่งเป็นที่ห่างไกลจากความเจริญนัก และยังไม่มีพระที่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานมากนัก นับว่ามีครูอาจารย์น้อยองค์ในขณะนั้น ดังนั้นเมื่อท่านพระอาจารย์ฝั้นมาพักที่นี้ เราจึงมีโอกาสได้เป็นกำลังสำคัญช่วยท่านพระอาจารย์ฝั้นในการเผยแพร่การปฏิบัติธรรมกรรมฐาน

ท่านพระอาจารย์ฝั้นอยู่ที่ห้วยเสนงในปีนั้น บรรดาพุทธบริษัทชาวจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดใกล้เคียง ต่างเลื่อมใสในองค์ท่านมาก ผู้คนล้นหลาม มานมัสการท่านทั้งกลางวันกลางคืน พากันมากราบท่านมืดฟ้ามัวดิน ราวกะว่ามีงานมหรสพเลยทีเดียว ธรรมะของท่านพระอาจารย์ฝั้นถึงเหตุถึงผล พูดให้คลายทุกข์คลายโศกได้จริง ๆ เพราะผู้ฟังธรรมสามารถมองเห็นเหตุของความจริงนั้นได้อย่างแท้จริง เป็นต้นว่า

“คำว่าศีล ศีลอยู่กับทุกคนแล้ว ทำไมไม่รักษาล่ะ เรามาขอศีลกับพระก็เท่ากับโกหกพระเรื่อยไป เรามีศีลอยู่แล้ว ไม่ปฏิบัติ แล้วมันจะดีได้อย่างไร เรามีศีลเราก็ต้องรักษาซิ เราไม่รักษาศีลของตัวเอง ปล่อยไปทำชั่วช้าลามก มันก็ไม่ดี ไม่ได้ซิคนเรา

ฉะนั้นมันจะต้องปฏิบัติ มันจะต้องรักษาซิ ศีลมีอยู่ในตัวแล้ว เราจะไปขอกับใครล่ะ เรามีสองขา สองมือ ศีรษะหนึ่ง นั่นแหละเขาเรียกว่าศีล ให้รู้เอาไว้ ศีลจะรักษาผู้มีศีล ผู้ปฏิบัติศีล เราจะถึงความสุขความเจริญได้ก็เพราะศีล เมื่อทุกคนมีศีลพร้อมแล้ว ก็จะพบกับความสุขความสบาย เห็นอกเห็นใจไม่ใช่รึ นั่นแหละ ความสุขล่ะ”

ท่านพระอาจารย์ฝั้น ได้ให้ลูกศิษย์หาเครื่องยามาประกอบเป็นยาดองโดยมีผลสมอเป็นตัวยาสำคัญ กับเครื่องเทศอีกบางอย่าง ปรากฏว่ายาดังที่ท่านประกอบขึ้นคราวนั้น มีสรรพคุณอย่างมหาศาลแก้โรคได้สารพัด แม้คนที่เป็นโรคท้องมานมาหลายปี รักษาที่ไหนก็ไม่หาย พอเข้าไปฟังพระธรรมเทศนารับไตรสรณคมน์ และรับยาดองจากท่านไปกิน เพียง ๓ วันโรคท้องมานก็หายเป็นปลิดทิ้ง แม้กระทั่งคนที่เสียจริต เมื่อรับไตรสรณคมน์ และได้รับการประพรมน้ำมนต์ ก็หายเป็นปลิดทิ้งอย่างน่าอัศจรรย์ทันตาเห็นไปหลายรายเช่นเดียวกัน พุทธบริษัททั้งหลายจึงพากันแตกตื่นในธรรมวิเศษ และยาวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์ ของท่านเป็นอย่างยิ่งถึงขนาดขนานนามให้ท่านเป็น “เทพเจ้าผู้มีบุญอันศักดิ์สิทธิ์” เลยทีเดียว

ปกติท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านจะอบรมญาติโยมหลังจากฉันจังหันแล้ว คนมากันมากมายจนเห็นความอัศจรรย์ในครั้งนั้น จึงเกิดพลังขึ้นในใจว่า

“นี่พระอาจารย์ของเรา เป็นที่พึ่งของผู้คนญาติโยมทั้งหลายอย่างมหาศาลเลยทีเดียว เราจะต้องพยายามปฏิบัติตัวเองให้ยิ่งขึ้นไป ต่อไปภายภาคหน้าจะได้นำความรู้ความสามารถของตนเองมาสงเคราะห์เหล่าญาติโยมทั้งหลายให้ได้เข้าถึงธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าจนได้”

พระอาจารย์สุวัจน์รู้วาระจิต

มีเรื่องเล่าขานอันหนึ่งในหมู่ศิษย์ที่เป็นตาปะขาวในสมัยนั้น ขณะนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ว่า..

“พระอาจารย์สุวัจน์ บอกให้โยมเตรียมมะพร้าว ส่งไปอุบลฯ แต่โยมคนนั้นไม่มีเวลาเอามาส่ง พระอาจารย์สุวัจน์จึงใช้ตาปะขาวที่อยู่ด้วย ๒ คนไปเอามะพร้าว เมื่อตาปะขาวไปหาบมาแล้วเดินทางกลับมาถึงประมาณครึ่งทาง ด้วยความร้อนเกิดหิวจัด เพราะไปตั้งแต่เช้ายังไม่ทันได้กินข้าว ตาปะขาวที่ไปด้วยกันเกิดทะเลาะกัน ตาปะขาวอีกคนอยากจะทุบมะพร้าวกิน “กินไม่ได้เดี๋ยวอาจารย์ด่า” ตาปะขาวอีกคนพูดขึ้น “โอ้ย…เพิ่นบ่ฮู้ดอก…บ่อต้องย่าน (ไม่ต้องกลัว)” ในที่สุดก็ทะเลาะกันหนักขึ้น คนหนึ่งจะกิน อีกคนไม่ให้กิน มะพร้าวมีทั้งหมด ๔๐ กว่าลูก จึงแบ่งกันคนละครึ่ง คือคนละ ๒๐ กว่าลูก หาบเดินมาตามทาง ด้วยความเหนื่อยล้า ตาปะขาวอีกคนหนึ่งหิวจัด จึงเอาลูกมะพร้าวทุบใส่หลักกิโลเมตร เพื่อกินมะพร้าว

เมื่อเดินทางมาถึงวัด พระอาจารย์สุวัจน์นั่งรออยู่ จึงดุตาปะขาวที่ทุบมะพร้าวกินทันที

ว่า “มึงทุบมะพร้าวกินหรือ

“มึงอย่านึกนะว่ากูไม่รู้ มึงคดอะไรกูก็รู้ แต่กูไม่พูด คราวหลังจะทำจะพูดจะคิดอะไรให้มีสติ ทำอะไรให้รอบคอบ ความชั่วไม่มีที่กำบัง ขึ้นชื่อว่าที่ลับ ความลับไม่มีในโลก พากันจำไว้นะ”

“พวกมึงหิวข้าวนักก็พากันไปกินข้าว กูเก็บไว้ให้แล้ว”

เมื่อท่านดุและสอนตาปะขาวนั้นแล้ว เธอทั้งสองก็นั่งงุนงง ทำอะไรไม่ถูก มองตากันเลิ่กลั่ก นิสัยที่เคยคึกคะนอง ดูหมิ่นครูบาอาจารย์ว่าไม่รู้เรื่องที่ตนเองพูดทำนั้น ทำให้เธอไม่ทำอย่างนั้นอีกเลย นี้เป็นความอัศจรรย์ใจ จึงได้นำเรื่องนี้ไปเล่าขานกันสืบต่อมา

สร้างวัดป่าโยธาประสิทธิ์

เดือนมิถุนายน ๒๔๘๗…. 

เดิมทีท่านพระอาจารย์ฝั้นตั้งใจจะจำพรรษาที่ริมห้วยเสนงนี้เพราะคณะศิษย์ที่เป็นทหารและชาวบ้านอาราธนานิมนต์ มอบถวายที่ริมห้วยเสนงในเขตทหารเพื่อสร้างเป็นวัด แต่เมื่อมีหนังสือนิมนต์จากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) ท่านจึงบอกลาคณะนายทหารทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ว่า

“เรามีเหตุจำเป็นต้องเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี”

“แล้วจะให้พวกผมทำอย่างไรกันล่ะ เพราะผู้คนได้พร้อมใจกันแล้วว่า อยากให้ท่านอาจารย์จำพรรษา เป็นที่พึ่งทางจิตใจ” คณะนายทหารกราบเรียนขึ้น

ท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงกล่าวว่า “ให้ท่านสุวัจน์ นี้แหละ นำหมู่เพื่อนอยู่นะ ท่านสุวัจน์เป็นหลักได้ ช่วยเขาหน่อยนะสุวัจน์นะ”

ท่านพระอาจารย์ฝั้นได้เดินธุดงค์ไปที่จังหวัดอุบลฯ ตามคำนิมนต์ของคณะญาติโยมชาวจังหวัดอุบลฯ เพื่อเข้าไปถวายการดูแลอุปัฏฐากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ที่วัดบูรพาราม ส่วนเราอยู่จำพรรษาที่ห้วยเสนง ๑ พรรษา

ณ ที่ป่าไม้กระเบาริมห้วยเสนงนี้ จึงเริ่มตั้งต้นเป็นวัดตั้งแต่บัดนั้น

ในกาลต่อมา…แต่ละปีจะมีประชาชนติดตามไปปฏิบัติธรรมด้วยเป็นอันมาก จนในที่สุดญาติโยมได้ช่วยกันสร้างวัดขึ้น อันเป็นเครื่องระลึกเตือนสติถึงท่านพระอาจารย์ฝั้นที่ริมห้วยเสนงว่า “วัดป่าโยธาประสิทธิ์ แปลว่า วัดนักรบ(ทหาร) สร้าง” ที่แห่งนี้จึงเป็นวัดที่รุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ของจังหวัดสุรินทร์

เมื่อออกพรรษาปี ๒๔๘๗ แล้ว เรา (พระอาจารย์สุวัจน์) จึงตั้งใจออกธุดงค์ไปเพื่อกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เพราะท่านพระอาจารย์ฝั้นได้เคยเล่าเรื่องของท่านให้ฟัง ทำให้อยากไปกราบท่านให้ได้

ขณะนั้นท่านพระอาจารย์มั่นพักจำพรรษาที่บ้านนามน อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร แต่ด้วยคิดว่าการไปกราบครูบาอาจารย์ระดับท่านพระอาจารย์มั่นนี้ ต้องมีบุญวาสนา ต้องทำจิตทำใจให้ได้ดีเสียก่อน เพราะเกรงจะไปทำให้องค์ท่านลำบากใจ จึงออกเดินธุดงค์ให้จิตใจแก่กล้าขึ้นก่อน โดยออกเดินทางมุ่งตรงไปจังหวัดร้อยเอ็ด ไปเจริญกรรมฐานที่นั่นระยะหนึ่งก่อน

ได้ศิษย์น้อยติดตาม

ในปี ๒๔๘๘ ระหว่างพรรษา ณ ที่วัดป่าศรีไพรวัน อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เราได้จำพรรษาที่นี่ พระอาจารย์ทุย พุทธธมฺโม เคยเป็นเจ้าอาวาสมาแต่อดีต เราได้รู้จักกับพระอาจารย์ลี ฐิตธมฺโม (เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าเหวลึก จังหวัดสกลนคร มรณภาพแล้ว) ระหว่างที่ได้อยู่ด้วยกันนี้ทำให้มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น เมื่อออกพรรษาแล้วจึงชวนกันออกธุดงค์ต่อไป (กราบขออนุญาตอาจารย์ทุยแล้ว)

เมื่อธุดงค์ผ่านไปตามหมู่บ้านตำบลในจังหวัดร้อยเอ็ด ไปปักกลดที่บ้านจังหาร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๑๒ กิโลเมตร มีเด็กชื่อ “ชาย” เป็นเด็กเลี้ยงควายอยู่แถว ๆ นั้น ได้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส และพ่อแม่ของเขาก็ฝากฝังให้ติดตาม เพื่อที่จะได้มีโอกาสรับการศึกษาที่ดีกว่านี้ เมื่อเห็นเด็กน้อยตาดำ ๆ ใคร่จะติดตาม เราจึงรับไว้ด้วยความเมตตาสงสารทั้ง ๆ ที่เป็นภาระ 

เราจึงหอบหิ้วกระเตงเด็กชาย “ชาย” ธุดงค์ติดตามมาทางบ้านอูเม้า อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงบรรพชาสามเณรให้เด็กชาย “ชาย” ที่วัดบ้านอูเม้านี่เอง แล้วจึงธุดงค์ต่อไปยังจังหวัดสกลนคร เด็กชาย “ชาย” คนนี้อาจเรียกได้เลยว่า “เราดึงมาจากหางควาย”

(เด็กชาย “ชาย” คือ พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี เดิมชื่อ “ชาย” ภายหลังเปลี่ยนเป็นสมชาย)

ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งให้ไปอุปัฏฐากพระอาจารย์ฝั้น

ธุดงค์ขึ้นเทือกเขาภูพานเพื่อนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดบ้านหนองผือ..

สมัยก่อนโน้น ป่าเป็นป่าจริง ๆ เป็นป่าทึบไปหมดเลย ความเป็นของไม่เที่ยง เห็นมั้ยล่ะ บัดนี้ป่าเตียนเป็นตึกรามขึ้นมาแทนที่ ไข้ป่าที่ว่าเป็นของร้าย ๆ เคยจับคนกินจนตาย เดี๋ยวนี้มันแพ้คน มันถูกฆ่าตายไปหมดแล้ว และอีกอย่างพวกสัตว์ป่า อันมี ช้าง เสือ หมี งู มากมายนั้น ชุกชุมมาก รอยช้าง รอยเสือเกลื่อนกลาดไปหมด บนภูพานนี่เป็นดงเสือทั้งนั้น เดี๋ยวนี้หมดไปแล้ว ไม่เหลือ มันกลัวคน หนีไปหมด มันถูกตามล่าจากน้ำใจของคนที่โหดร้าย นี่แหละวัฏฏจักรวัฏฏวน มันเวียนกลับมาทางเก่าอีก เพื่อสร้างบาปให้ติดตัวต่อไปอีก แต่ที่เราเป็นพระธุดงค์เราต้องฝึกฝนอบรมจิตใจตน เพื่อความเป็นผู้พ้นกิเลส ชำระจิตใจตนเองในป่าดงพงไพรคือต้องการความสะอาด ความสงบ ความบริสุทธิ์เท่านั้น ไม่ต้องการความมัวหมองข้องใจ จิตใจไม่เอาบาปไม่เอากรรม พระกรรมฐานจึงจะต้องอยู่ในป่าดงพงไพรได้อย่างปลอดภัย

เมื่อออกพรรษาแล้วเราพอมั่นใจในตนได้ ดังนั้นจึงออกเดินทางไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นที่วัดบ้านหนองผือ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เราได้รับฟังธรรมะจากท่านพระอาจารย์มั่นพอเป็นอุบายแห่งการปฏิบัติ การฟังธรรมนั้นไม่มาก แต่ให้หนักแน่นในการปฏิบัติให้มาก เพราะทำให้คนฉลาด มีปัญญาขึ้น คนส่วนมากไม่ค่อยฉลาดเพราะไม่ฝึกฝนอบรมตัวเอง ไม่แก้ไขตนเอง ความจริงของดีมีอยู่ แต่คนไม่รู้จัก มันจึงเห็นได้แต่ทุกข์ วิ่งวนอยู่เต็มโลก เต็มแผ่นดิน

เมื่อเราเข้ามาพักที่วัดบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านพระอาจารย์มั่นเห็นว่า เราเป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์ฝั้น ท่านจึงกล่าวสอนว่า 

“ครูบา..(สุวัจน์) ท่านฝั้นซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านตอนนี้ก็เป็นพระแก่มีอายุพรรษามากแล้ว สมควรที่ท่านจะต้องทดแทนบุญคุณครูบาอาจารย์ ครูบาไม่ต้องมาอยู่ที่นี่หรอกนะ ให้ไปปฏิบัติท่านฝั้น ศึกษาและปฏิบัติกับท่านฝั้นก็เป็นที่เพียงพอแล้ว”

แล้วทำไมเราต้องฝึกหัดปฏิบัติตนเองล่ะ ก็เพราะโลกมันมีอยู่ ๒ อย่าง คือดีกับไม่ดี บาป-บุญ-คุณ-โทษ พระพุทธเจ้าท่านจึงอบรมสอนให้เราปฏิบัติตนให้เกิดปัญญา เมื่อมีปัญญา แล้วเราจะหยิบอะไรล่ะทีนี้ หยิบร้อนชนิดมือขาดสะบั้นไปเลย หรือหยิบของเย็นกำลังดีมีประโยชน์กันล่ะ นั่นแหละท่านจึงให้พากันปฏิบัติอย่างชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันกันเลยทีเดียว นิยมกันอย่างนั้น

ฉะนั้นในสมัยนั้น จึงมีการฝึกปฏิบัติหัดอบรมกันให้รู้ เพื่อนำไปปฏิบัติกับตนเองให้เกิดพลัง มีปัญญา พิจารณาธรรมแห่งความดีนั้น ๆ ผู้ปฏิบัติจะเปรียบเทียบดูตนเองว่าจะสะอาดบริสุทธิ์แค่ไหนเพียงไร

ผู้ปฏิบัติมีศีลเป็นฐานที่มั่นคง แต่พระพุทธเจ้าให้พวกเรามีความประพฤติปฏิบัติตามเพศตามภูมิของพวกเรา พระภิกษุ-สามเณร-ชี และพราหมณ์ ปฏิบัติไปอย่างหนึ่ง พวกฆราวาสมีเหย้ามีเรือน ท่านก็ให้ปฏิบัติไปอย่างหนึ่ง ให้เป็นไปตามความสามารถ เป็นพระ เป็นสามเณร ก็ให้ศึกษาไปแบบหนึ่ง ถือศีลรักษาไปตามความสามารถของตนเองนั่นแหละ ส่วนสมาธิและปัญญา ท่านก็ให้อบรมไปให้บริสุทธิ์ เพราะถ้าไม่มีสติไม่มีปัญญาแล้ว ศีลก็ยากที่จะบริสุทธิ์

ฉะนั้นเราทั้งหลายพึงศึกษา และสำเหนียกกาย วาจา จิตใจของตน ๓ อย่างนี้ ด้วยการฝึกอบรมให้มีศีล มีสมาธิ ปัญญา กาย วาจา ใจ จึงจะสะอาด เมื่อทุกอย่างสะอาดเรียบร้อยหมดแล้ว จึงเรียกว่าเป็นเนื้อนาบุญของโลก มีความสุขุมไม่หวั่นไหวอย่างแน่นอน

วัดป่าภูธรพิทักษ์ จังหวัดสกลนคร

เมื่อเราออกจากวัดป่าหนองผือแล้ว จึงได้เดินธุดงค์ไปที่วัดธาตุนาเวง (วัดป่าภูธรพิทักษ์) เพื่อร่วมจำพรรษาและอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์ฝั้น (๒๔๘๙-๒๔๙๒) ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่ง ความจริงแล้วแม้ท่านพระอาจารย์มั่นไม่สั่ง เราก็จะต้องอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์ฝั้นอยู่แล้ว เพราะท่านเป็นอาจารย์องค์แรกที่ให้อรรถธรรมทางด้านจิตภาวนา ท่านพระอาจารย์ฝั้นเป็นคนพูดจริงทำจริง เป็นพระที่มีแบบอย่างที่ดีเลิศ

การสอนของท่านทำเป็นตัวอย่างให้ดู วันพระท่านจะเอาสามวันคือ ๗ ค่ำ, ๘ ค่ำ, ๙ ค่ำ และ ๑๔ ค่ำ, ๑๕ ค่ำ, ๑ ค่ำ ท่านจะพานั่งภาวนาตลอดรุ่งเป็นประจำ องค์ท่านเองจะเป็นผู้นำทำจิตภาวนา โดยไม่มีลดละความพากเพียร พระทุกรูปต้องภาวนาตลอดรุ่งด้วยอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง เท่านั้น ห้ามนอน ท่านพระอาจารย์ฝั้นพาทำอย่างนั้นโดยตลอด

เราเคารพรักในองค์ท่านมาก ไม่ว่าจะไปจะอยู่ที่ใด ต้องวนเวียนกลับมาหาท่านโดยตลอด บางปีไปเที่ยวธุดงค์เดือน สองเดือน ก็ต้องย้อนกลับมาหาท่าน เพราะภายในระลึกเสมอว่าจะต้องกตัญญูกตเวทิตา สนองพระคุณท่าน

สมัยหนึ่งพระอาจารย์สาม อกิญฺจโน (ซึ่งเป็นสหธรรมิกกับพระอาจารย์ขาว พระอาจารย์ฝั้น) เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ได้พาพระเณรไปบำเพ็ญธรรมที่พระพุทธบาทบัวบก คืนหนึ่ง กำลังนั่งสมาธิในกระท่อม พอจิตสงบเป็นสมาธิ มีเสียงดังกึกก้อง คล้ายกับหินก้อนน้อยก้อนใหญ่กำลังถล่มทลายลงมา จนรู้สึกว่าแผ่นดินสั่นสะเทือนไปหมด จนกิ่งไม้ใหญ่ที่ถูกหินหล่นมาใส่ชนต้นไม้หักสะบั้น ทำท่าจะล้มลงมาทับให้ตาย แต่พระอาจารย์สามไม่หวั่นไหว ท่านกำหนดจิตส่งไปคุ้มครองทั้งพระ-เณรให้ปลอดภัย ด้วยอำนาจเฉพาะองค์ท่าน ในความสัตย์ความจริงที่มีอยู่ ที่เรียกว่าสัจจกิริยา

คืนนั้นทั้งคืนที่หอนางอุสา บริเวณพระพุทธบาทบัวบก พระอาจารย์สามและคณะได้แผ่เมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ และพักผ่อน จนเกือบตีสี่ ได้เริ่มสวดมนต์ ภาวนาดูอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบและพิจารณาความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต จนแจ้งในความจริง จิตใจอิ่มเอิบ

เป็นอย่างยิ่ง พอสว่างพระอาจารย์สามเดินตรวจดูที่พักของพระ-เณร ดูรอบ ๆ บริเวณ ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ ต้นไม้ที่ดังเหมือนหักสะบั้นแต่ก็เป็นปกติ ก้อนหินก็อยู่ปกติ พระอาจารย์สามไม่ได้หวั่นวิตกอะไร แต่สามเณรกลัวมาก หลังฉันจังหันแล้วได้รีบเดินไปกราบลาพระอาจารย์สามที่กุฏิทันที ปล่อยให้พระอาจารย์สามอยู่ลำพังเพียงองค์เดียว

คนโบราณเคยเล่าว่าที่พระพุทธบาทบัวบกนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองอยู่ ถ้าคืนวันเพ็ญจะมีงูเลื้อยออกมาจากพระพุทธบาทนี้ เขาว่าเป็นพญานาค เรื่องอัศจรรย์ของพระธาตุที่เกิดแสงสว่างลอยขึ้นไปบนอากาศขณะเดือนข้างแรม แสงสว่างนั้นจะค่อย ๆ ลอยตัวเด่นขึ้นไป ๆ และเด่นเฉยอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน และจากนั้นก็จะลอยต่ำลงมา ๆ เป็นแสงที่งามมาก เย็นตาเย็นใจแก่ผู้ที่ได้เห็น แล้วก็ดับไป ถ้าในสมัยนี้จะคิดว่า ทหารยิงลูกแฟล์ขึ้นไปสว่าง แต่ในสมัยก่อนไม่มีลูกแฟล์นะ และทหารก็ไม่มี

เราผู้ปฏิบัติ เมื่อมีความตั้งใจอันแน่วแน่ว่าจะดำเนินหนทางแห่งความดีแล้ว ก็ไม่ควรที่จะย่อท้อเกียจคร้าน บางคนไปพบความทุกข์ยากลำบากในป่า ได้ยินเสียงต่าง ๆ นานา ที่น่าขนพองสยองเกล้าเข้านิดหน่อย ก็ละความตั้งใจเดิม จนหมดสิ้น หนีแน่บไปเลย นี่เพราะจิตใจไม่แน่นอน ไม่มั่นคง ไม่มีที่พึ่งของตนเอง ด้วยเหตุนี้เพราะเป็นผู้ประมาท ใจจึงไม่ตั้งมั่น

พระอาจารย์ขาว อนาลโย

เรื่องเดินธุดงค์แล้วไปพบกับสิ่งอัศจรรย์นั้นมีมาก แต่จะยกเหตุการณ์ของครูบาอาจารย์ที่เคยพบมาก็มี เช่น พระอาจารย์ขาวท่านเล่าว่า ที่พระพุทธบาทบัวบกนี่แรงและศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ถ้ามาปฏิบัติธรรมต้องมีความพากเพียรให้มาก ๆ นั่งสมาธิ ภาวนา เดินจงกรมทำจิตใจให้สงบระงับ มีความสงบ กาย วาจา ใจ ทำตัวเองให้เป็นพระให้จงได้ ถ้ามามัวแต่เหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ ท้อถอย เอาแต่หลับนอนสัปหงกหัวโขกพื้น หรือเอาแต่พูดคุยไม่ค่อยทำความเพียร ทำความเพียรน้อย พูดคุยใจหลากมากก็ไม่ดี เพราะเคยปรากฏว่ามีสิ่งลึกลับคอยมาดึงขา กระชากแขนแรง ๆ เกียจคร้านมาก ๆ ไม่ค่อยภาวนา จะเอาขั้นชนิดต้องเก็บบริขารลากลับวัด ลาสึกไปเลย ถ้ามากกว่านั้นเช่นทำผิดพระธรรมวินัย ถูกอาบัติร้าย ๆ ก็อาจเป็นไข้ป่าร้ายแรง เสียชีวิตลงที่นั่นเลยก็เป็นได้

สมัยท่านพระอาจารย์เสาร์กับท่านพระอาจารย์มั่นนั้น จึงต้องฝึกฝนอบรมจิตใจให้อ่อนนุ่มนวล เบิกบาน ปล่อยวางอารมณ์ที่จะฟุ้งซ่านออกไป ทุ่มเทจิตใจกับการปฏิบัติอบรมใจ อย่างที่เรียกว่า เอาชีวิตนี้แหละเป็นเดิมพัน เอาทุกอย่างลงทุน จนกว่าจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะอย่างใสสะอาด คือชนะกิเลสในตน นั่นแหละเป็นความตั้งใจจริงของผู้ปฏิบัติและสามารถเอาตัวรอดได้อย่างสิ้นสงสัย

ชีวิตพระธุดงค์เป็นชีวิตที่น่าศึกษามาก สมัยก่อนป่าไม้มากในทุก ๆ แห่ง สัตว์ป่าชุกชุมเราก็ถือว่า เราก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เรียกตนเองว่าคน มนุษย์อะไรทำนองนี้แหละ ส่วนสำคัญมากคือ สติ เพราะการอยู่ในสิ่งแวดล้อม อย่างในป่าดงพงพฤกษ์ เป็นผลดีอย่างหนึ่ง ฉะนั้นพระพุทธเจ้าของเรา พระองค์จึงนิยมป่ามากกว่าอย่างอื่น พระองค์ให้ตั้งสติมั่น อย่าหวั่นไหวสิ่งที่ได้ผ่านพ้นมานั้นเป็นอุบายภาวนา เอามาเป็นครู คอยกำชับ กำหราบ จิตใจให้เกิดความสงบเพื่อให้ได้พบทางแห่งความดี ครูบาอาจารย์ท่านสอนพวกเราว่า อะไร ๆ ก็ไม่สำคัญเท่าสติ ความชำนาญ ให้เราปฏิบัติให้ชำนาญมาก ๆ คือ วสี ที่ต้องกล่าวถึงวิธีนี้ ต้องพูดเสียก่อน ท้าย ๆ เรื่องถึงจะได้เข้าใจว่า วสี นั้นถ้าใครชำนาญ แม้จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นเฉพาะหน้า ก็จะเอาตัวรอดได้ 

วสี มีอยู่ ๕ ชนิด และต้องทำให้ชำนาญด้วย คือ

๑. ชำนาญในการยกอุบายอะไรขึ้นมาพิจารณาก็ได้ ให้ทันท่วงที

๒. ชำนาญในการเข้าสมาธิ

๓. ชำนาญในการออกจากสมาธิ

๔. ชำนาญในการตั้งอยู่ของสมาธิ

๕. ชำนาญในการกำหนดรู้ของอารมณ์ของสมาธิ

นี่ว่ากันตามวิถี ถ้าพูดกันตามปัญญา อย่างครูบาอาจารย์ท่านมีความชำนาญ เราก็ต้องพิจารณาให้เห็นสรรพสังขารทั้งหลายตกลงสู่พระไตรลักษณ์ เพราะนี่เปรียบเป็นยานพาหนะให้พบความสำเร็จขึ้นถึงฝั่งได้ ทีนี้จะพูดกันว่า วสี ๕ นั้นมีความสำคัญอย่างไร ทำไมต้องชำนาญ

คืนหนึ่งเรานั่งปักกลดอยู่หน้าปากถ้ำที่มีพลาญหินกว้างมากนะ ตอนนั้นเป็นฤดูหนาวนั่งข้างนอกไม่ไหว เลยต้องย้ายเข้าไปในถ้ำเล็ก ๆ ในบริเวณนั้น เวลาก็ดึกมากแล้ว เที่ยงคืนเศษ ๆ ขณะนั่งสมาธิ ภาวนา ก็ได้มีเสือโคร่งตัวหนึ่ง โตนะ มองเห็นมันเดินไปมาหน้าปากถ้ำมันคงจะหนาวมากจึงมาหาที่อบอุ่น มันเดินวนไปวนมาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมันก็ก้าวเข้ามาทรุดตัวหมอบลงลักษณะครึ่งนั่งครึ่งนอน ความจริงจะว่ามันมาเยี่ยมก็ไม่เชิง เพราะข้างนอกอากาศหนาวจัดนี่ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ก็มีสัญชาติญาณรักตัวกลัวทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น มันจึงมารวมอยู่ในถ้ำเล็กคับแคบนี้ด้วยกัน ตลอดทั้งคืนมันก็ยังนอนขวางทางอยู่อย่างนั้นนะ จนกระทั่งสว่าง 

ก็มาคิดว่า เออ! จะทำอย่างไรดี เสือมันก็มานั่งอยู่อย่างที่เห็นเมื่อตอนกลางคืน ถึงเวลาออกบิณฑบาตก็ไม่สามารถออกจากปลดได้ เสือโคร่งตัวนี้มันก็ยังนั่งเฉยอยู่เหมือนว่าจะแกล้ง เอาล่ะ! เมื่อไม่มีทางแล้วก็เอาอย่างนี้ดีกว่า เราจะขอตั้งจิตอธิษฐานแล้วก็แผ่เมตตาไปยังเสือโคร่งตัวนี้”

จากนั้นชั่วครู่ใหญ่ ๆ เขาก็มองมาที่กลดของเรา แล้วก็ร้องคำรามขึ้นครั้งหนึ่ง เหมือนจะบอกกล่าวให้รู้ว่า “ไปละ” จากนั้นเขาก็เดินออกจากถ้ำเข้าป่าไป พอเขาไปแล้ว จึงออกบิณฑบาตไปยังหมู่บ้านซึ่งห่างจากถ้ำ ๕ กิโลเมตร

จำพรรษาวัดป่าพระสถิตย์

ออกพรรษาแล้วได้ออกเดินธุดงค์ไปทางอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ประกอบด้วย เรา (อาจารย์สุวัจน์) อาจารย์ไพบูลย์ อาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต อาจารย์คำพอง ติสฺโส เดินทางมาจังหวัดสกลนคร เข้ากราบนมัสการอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาสในครั้งนั้น ซึ่งขณะนั้นกำลังดำเนินงานการก่อสร้างพระอุโบสถ ทับที่ที่ถวายเพลิงท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เรากับคณะ ได้มีส่วนร่วมสร้างพระอุโบสถดังกล่าวนี้ด้วยจนแล้วเสร็จ ต่อมาพระอาจารย์คำ (รุ่นเดียวกับพระอาจารย์ขาว) ธุดงค์มาที่สกลนคร เราจึงได้เข้าไปกราบนมัสการศึกษาธรรมจากท่านและได้นำมาปฏิบัติจนกระทั่งทุกวันนี้ คือ

เราควรกำหนดใจทำใจให้เป็นธรรมและให้เป็นภาชนะที่สะอาด คอยรับธรรมะที่สะอาดนำไปปฏิบัติการต่อไป พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่สะอาดและบริสุทธิ์ เราจงพยายามชำระจิตใจของเราให้สะอาดและบริสุทธิ์ เพื่อจะได้รองรับธรรมะที่บริสุทธิ์ เราก็จะได้เข้าใจได้ถูกต้อง จะได้รับรสพระสัทธรรมตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เราผู้สนใจธรรมะ เราควรกำหนดจิตมารวมกันอยู่ที่ใจ เพราะเมื่อรู้จักชื่อสิ่งใดแล้ว ธรรมะเหล่านั้นมันอยู่ที่ใจทั้งนั้น เพียงแต่เราได้ยินชื่อแล้ว ก็ดูธรรมะอยู่ที่ใจของเรา เราก็จะได้เข้าใจธรรมะเหล่านั้นอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้พระอาจารย์คำท่านยังให้นิสัยเรายึดถือเป็นแบบอย่างเสมอมาคือ ท่านเป็นพระที่มีอุปนิสัยสันโดษ เงียบๆ ไม่ค่อยพูด เป็นพระสมถะมากในเรื่องนี้ ท่านอยู่อย่างไรก็ได้ มีก็ฉัน ไม่มีก็อด ไม่คิดให้เปลืองเวลาสำหรับการปฏิบัติธรรม

ธุดงค์ล่องใต้

พ.ศ. ๒๔๙๕ ล่องใต้ไปพังงา ได้เดินธุดงค์ไปกับอาจารย์มหาปิ่น ชลิตฺโต อาจารย์คำพอง ติสฺโส ก่อนไป ได้เข้าพักที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ เมื่อถึงจังหวัดพังงาก็จำพรรษาที่วัดป่าควนเขาดิน อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา (๒ พรรษา)

ความจริงดินแดนทางภาคใต้ ชาวพุทธทั้งหลายเขามีความศรัทธาพระสงฆ์ดีมาก เหตุที่ห่างเหินไปเพราะขาดผู้นำกล่าวชวนให้เข้าแนวทางที่ดีไป ขาดผู้สอนสั่งอันถือว่าเป็นธุระอันสำคัญไป ที่วัดควนเขาดินนี้ มีความสะดวกดี เขาไม่เคยเห็นพระธุดงค์ เขามาดู มาถามกัน พวกเขาก็ศรัทธา ส่วนเราและหมู่คณะอยู่ในกลดเป็นนิตย์ แม้จะมีกุฏิก็จะมีการแขวนกลดอยู่ เขาชอบใจกันเมื่อไปอยู่แรก ๆ เขามองเห็นพระธุดงค์เป็นของใหม่แปลก คอยติดตามดูพระในทุกย่างก้าว ไปไหนมาไหน เขาคอยดูคอยมอง พระพวกเราก็ต้องทำเป็นแบบอย่าง เพื่อเขาจะได้นำไปพิจารณาตามสัญญาของเขา ในที่สุดเขาเหล่านั้นก็ศรัทธาสงเคราะห์พระกรรมฐานทุกรูป และเชื่อในคุณธรรม ไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมฐานของพวกเรา

ได้อยู่กับเขาถึง ๒ พรรษา เพราะเขาได้นิมนต์ไว้เพื่อเป็นที่พึ่งของพวกเขานั่นเอง โดยปกติชาวบ้านเห็นพระพอบวชเข้ามาแล้ว พอออกพรรษาก็สึกหาลาเพศไปอย่างนี้ทุกปี ๆ จนเกิดความเคยชินเห็นเป็นธรรมดา จึงมีความศรัทธาน้อย

กราบท่านพระอาจารย์เทสก์

ขณะอยู่ที่จังหวัดพังงานี่ได้คิดถึงพระอาจารย์เทสก์ เทสฺรงฺสี ซึ่งขณะนั้นท่านกำลังเผยแพร่คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยท่านมาจำพรรษาอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต อยู่ที่วัดเจริญสมณกิจ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เราจึงได้เข้าไปกราบนมัสการและขออุบายในการปฏิบัติตนเองขณะอยู่ทางภาคใต้ ตลอดจนถึงอธิบายธรรมที่จะประพฤติปฏิบัติต่อไป นอกจากนี้ ยังได้พบพระมหาเนียม สุวโจ (พระโสภณคุณาธาร) พระสหธรรมิกที่คุ้นเคยกันมาก เคยติดตามท่านพ่อลีไปอยู่จังหวัดจันทบุรี วัดคลองกุ้ง และวัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ

คณะกองทัพธรรม ทำการเผยแพร่พระศาสนา

คณะกองทัพธรรม ทำการเผยแพร่พระศาสนาได้สำเร็จคือ

๑. พระอาจารย์เทสก์ เทสฺรงฺสี

๒. พระอาจารย์มหาเนียม สุวโจ ได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ (ธ.)

๓. พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ จังหวัดสกลนคร

๔. พระอาจารย์คำพอง ติสฺโส จังหวัดอุดรธานี

๕. พระอาจารย์มหาปิ่น ชลิตฺโต จังหวัดราชบุรี

๖. ภรรยาท่านเจ้าเมืองในสมัยนั้นและอุบาสิกากลิ่น รับใช้พระในวัดเจริญสมณกิจ จังหวัดภูเก็ต

กลับจังหวัดสุรินทร์บ้านเกิด

พ.ศ. ๒๔๙๖ เนื่องจากโยมมารดาป่วย ญาติโยมส่งข่าวไปให้ทราบ เราจึงเดินทางจากภาคใต้กลับมาจังหวัดสุรินทร์ และได้ฝากให้ญาติโยมดูแลโยมมารดา ส่วนเราเดินทางเข้าไปพักจำพรรษาที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ จังหวัดสกลนคร

สมัยก่อนโน้น ท่านพระอาจารย์ฝั้นมีความอดทนมากนะ ถ้าจะเปรียบเทียบกับพวกเราแล้ว เราทั้งหลายยังไกลนัก ท่านไปอยู่ในป่าดงพงไพรที่ชุกชุมด้วยไข้ป่า สัตว์ป่า เสือ ช้าง ท่านก็อยู่ได้เป็นอย่างดี อันนี้เราน่าคิดพิจารณากันให้ดี ว่าท่านผ่านพ้นความเป็นความตายมาได้อย่างไร อะไรมารักษาให้ท่านอยู่รอดปลอดภัย เมื่อพูดถึง ทาน ศีล ภาวนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา พระอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นท่านก็ต้องพร้อมและบริสุทธิ์ทุกเมื่อ อย่างไม่ต้องสงสัย

ฉะนั้นการที่ท่านสั่งสมบารมีธรรม ออกปฏิบัติพระกรรมฐานจนปรากฏความสำเร็จได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เราทั้งหลายเป็นบุคคลภายหลัง ท่านสอน บอก แนะนำ ก็เอาธรรมะความเป็นจริงนั้นแหละมาสอน เป็นธรรมะจากดวงใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของท่านมาบอกให้เรา นำป้อนเข้าปากเลยทีเดียว เราจึงเป็นเพียงผู้เคี้ยวกลืนเท่านั้น ท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านเคยพูดว่าคนเดี๋ยวนี้แปลก สอนยากเหลือประมาณ เอาของดีให้นำไปปฏิบัติให้เป็นธรรม เขาเหล่านั้นไม่ยอมรับ ไปรับเอาสิ่งอื่นที่ไกลตัว ชอบคว้าเอามาเหมือนหมากับเงาฉะนั้น

ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๘ โยมมารดาถึงแก่กรรม เราได้เดินทางไปแสดงความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้าฯ พร้อมกับหมู่ญาติมิตร บำเพ็ญกุศลจนแล้วเสร็จ จากนั้นจึงได้เดินทางไปเขตอำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ได้จำพรรษาที่นี่ด้วย

(ตอนที่อยู่จำพรรษาที่วัดป่าประสาทจอมพระ ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ได้เป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้านและต่างก็ให้ความเคารพเลื่อมใสท่านเป็นอย่างมาก ท่านได้พาญาติโยมปฏิบัติธรรมรักษาศีล)

ในปีนี้พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมมวโร ได้นำสามเณรอุ่น (พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม) มาจากบ้านศรีฐาน จังหวัดยโสธรมาฝากไว้เป็นสามเณรอุปัฏฐากรับใช้เรา

ตอนที่ ๕

ลงโต้

ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ ท่านได้เล่าเรื่องการไปภาวนาตามที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคใต้ ท่านไปมาระหว่างภาคอีสานกับภาคใต้อยู่บ่อย ๆ จำพรรษาที่จังหวัดภูเก็ตและทั้งที่วัดพังงา รวม ๗ พรรษา โดยไม่ติดต่อกัน เดินทางไปมาระหว่างภาคอีสานกับภาคใต้อยู่บ่อย ๆ ท่านเล่าว่า

“ถ้าหากผู้ใดได้ศึกษาจนจบวิชาของพระพุทธรูปองค์ บุคคลผู้นั้นจะได้ถึงซึ่งความสุขอย่างแท้จริง คือไม่มีความเศร้าโศก เลยใจ ทุกข์ใจ มีแต่ความอิ่มอกอิ่มใจ สมบูรณ์ บริบูรณ์ ประกอบไปด้วยความสุข ความหิวโหยเดือดร้อนไม่มี จึงกล่าวได้ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นคำสั่งสอนที่ดี มีความวิเศษประเสริฐสุด มีประโยชน์แก่พวกเราทั้งหลายนับไม่ถ้วน

เราจะไปอยู่ที่ใดก็ตามไม่ควรลืมครูบาอาจารย์ เมื่อเรากลับมาหาครูบาอาจารย์ จิตเราก็ได้กำลังเพิ่มขึ้น ได้ฟังธรรมอันเป็นอบายอันแยบคายเพิ่มขึ้น ศิษย์จึงไม่ควรห่างครูบาอาจารย์นานนัก เพราะในพระวินัยท่านก็บอกไว้แล้วว่า ศิษย์ควรจะปฏิบัติกับครูบาอาจารย์เช่นไร ไปที่ไหนเราจึงไม่ไปนาน ต้องย้อนกลับเข้ามากราบท่านพระอาจารย์ฝั้น”

เมื่อพระอาจารย์สุวัจน์ไปอยู่ทางภาคใต้ได้มีสหธรรมิกติดตามไปหลายรูปเช่น พระอาจารย์จันทร์แรม เขมสิริ พระอาจารย์คำพอง พระอาจารย์ประสาน สุมโน และสามเณรอุ่น (พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม วัดป่าแก้วชุมพล สกลนคร) ฯลฯ ท่านได้อบรมสั่งสอนประชาชนทางภาคใต้ให้เลื่อมใสสนใจปฏิบัติธรรม น้อมนำตนเข้าสู่พระธรรมคำสอนได้อย่างมากมาย เมื่อมีผู้เข้ามาศรัทธาเลื่อมใส ท่านก็จะแนะนำชนเหล่านั้นให้เข้ามาหาท่านพระอาจารย์ฝั้น นำชนเหล่านั้นมาเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์ฝั้น ปัจจุบันศิษย์ที่พระอาจารย์สุวัจน์ได้มาจากทางภาคใต้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือพระอาจารย์จิรวัฒน์ ที่เขาค้อ เพชรบูรณ์ (พระอาจารย์จิรวัฒน์ อตฺตรกข วัดป่าไชยชุมพล จ.เพชรบูรณ์)

กลับมาหาท่านพระอาจารย์ฝั้น

ท่านพระอาจารย์ฝั้นได้จำพรรษาที่สำนักสงฆ์ถ้ำขาม เราได้มาอยู่ช่วยงานท่านอย่างใกล้ชิด เพราะสังขารของท่านนับวันจะร่วงโรย มีการเจ็บป่วยเสมอ ๆ องค์ท่านเองก็ไว้วางใจมาก ให้ช่วยอบรมดูแลภิกษุสามเณรที่สำนักสงฆ์ถ้ำขาม พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

ส่วนเรานั้นได้พิจารณาแล้วว่า องค์ท่านมีอายุมากแล้ว และมีโรคภัยเบียดเบียนด้วย จึงติดตามอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์ฝั้นมาโดยตลอด ดูแลอุปัฏฐากท่านอย่างใกล้ชิด และร่วมจำพรรษากับท่านที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ จังหวัดสกลนคร เราอยู่กับท่านจนธาตุขันธ์ท่านแข็งแรงขึ้น

ถ้ำศรีแก้ว

● สาเหตุที่ท่านพระอาจารย์สุวัจน์มาอยู่ถ้ำศรีแก้ว

ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ นายพรานชื่อ นายเชย ตุนกลิ่น ได้มาเห็นถ้ำศรีแก้วก่อน จึงบอกหลวงพ่อสุดซา (ตอนหลังนายพรานศรัทธาเลื่อมใสในพระอาจารย์สุวัจน์ กลับใจเป็นอุบาสก ลูกสาวก็มาวัดตลอด) เดิมจริง ๆ หลวงพ่อสุดซากับเณรเยื้อน คนสุรินทร์ มาที่ถ้ำศรีแก้วก่อน ญาติโยมอยากให้สร้างวัด แต่หลวงพ่อสุดซาบอกไม่มีบารมี จึงไปบอกให้พระอาจารย์สุวัจน์มาดู จากนั้นท่านก็ตามมาดู มาพักที่ถ้ำศรีแก้ว เห็นว่าเป็นสถานที่ดี เป็นดงช้าง ดงเสือ น้ำใช้ดี มีสัตว์ป่าเยอะ เป็นป่าสงวน

พระอาจารย์สุวัจน์พักอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วันคุณแม่เลี่ยน ก็ให้รถมารับนิมนต์ท่านไปทำบุญปีใหม่ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ ท่านจึงขอโอกาสกราบเรียนท่านพระอาจารย์ฝั้นว่า

“หลวงปู่ครับ ผมเจอสถานที่ดี เป็นกึ่งกลางภูพานพอดี หมู่เพื่อนขึ้นมาจากด้านใต้ก็มาพักได้ เป็นกึ่งกลางระหว่างสกลนครกับกาฬสินธุ์ ลงเขามาทางบ้านหนองผือนาในก็สะดวก”

ท่านพระอาจารย์ฝั้นก็บอกว่า “ถ้าดีจะสร้างวัดก็ให้ทำได้”

ตอนก่อนใครมาอยู่ไม่เกิน ๑ พรรษา ต้องเป็นไข้มาลาเรีย ถ้าใครไม่เป็นจะยกนิ้วโป้งให้เลยว่ายอด มีพระมาเป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมองเยอะ ผมร่วงหมด ใช้ยาหอมประเสริฐโปะที่หัวจนหัวแดงหมด พระองค์หนึ่งชื่อ “มงคล” กระโดดกุฏิเลย ตะโกนร้องลั่นก่อนกระโดดกุฏิ “หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น ช่วยมงคลด้วย มงคลจะสำเร็จแล้ว” กระโดดกุฏิบึ้ม! ต้องหามไปส่งโรงพยาบาล

นอกจากสัตว์ชุกชุมแล้ว พวกผู้ก่อการร้ายยังซ่องสุมกำลังอยู่ในป่าเยอะ อยู่มาวันหนึ่งพระอาจารย์ทองฮวดและพระอาจารย์ปิ่น ออกเดินธุดงค์พร้อมพระเณรอีก ๕-๖ รูปที่ติดตามไปด้วย เดินทางผ่านมาวัดถ้ำศรีแก้ว เพื่อกราบลาพระอาจารย์สุวัจน์เข้าไปธุดงค์ในป่าลึก พระอาจารย์ทองฮวดท่านได้พูดติดตลกกับพระอาจารย์สุวัจน์ว่า “ท่านอาจารย์ ถ้าผมถูกจับ ผมจะบอกเขาว่ามาจากวัดถ้ำศรีแก้วนะ”

ในที่สุดพระอาจารย์ทองฮวดและคณะ ก็ถูกจับ ผู้ก่อการร้ายจับเอาพระอาจารย์ทองฮวดและพระอาจารย์ปิ่นไปยิงทิ้งทั้งสองรูป ตอนแรก ๆ ยิงไม่ออก ต้องเอาผ้าถุงผู้หญิงคลุมหัวยิง ส่วนพระเณรที่เหลือเขาปล่อยกลับออกมา เมื่อผู้ก่อการร้ายเหล่านั้นฆ่าพระ จึงเกิดวิบัติอย่างหนัก ถูกทางการปราบปรามจนสิ้นซากไม่มีเหลือ

ที่ถ้ำศรีแก้วนี้มีช้างเยอะ ชอบมาก่อกวน โยมหาบน้ำกินมาให้ ช้างขโมยกินหมด ช้างมาตีหม้อน้ำแตกหมด สำหรับน้ำใช้ไม่อด เก้ง กวางเยอะแยะเหมือนฝูงไก่เดินไปตรงไหนก็เจอ หมูป่าตัวใหญ่สูงเท่าเอว มีนายพรานเข้าไปจับช้างได้ที ๘-๙ เชือก ถูกช้างเหยียบตายไปหลายคน บางทีพระนั่งภาวนาอยู่ในกุฏิ ช้างมันมาก่อกวน มันเอางวงสอดเข้าไปในกุฏิ เพราะกุฏิมุงด้วยหญ้าคา มุงด้วยใบจาก ช้างเอางวงสอดเข้าควานหาพระ พระก็ค่อย ๆ ขยับตัวหลบไม่ให้มันรู้

สมัยนั้นเป็นดงเป็นป่าจริง ๆ ชาวบ้านก็ปลูกกระต๊อบอยู่ เคยมีพระมาพักเป็นครั้งเป็นคราวก็จากไปเพราะมันกันดาร บิณฑบาตตั้งแต่หน้าวัดจนสุดบ้านที่ใส่บาตร มี ๙ หลัง เดินไปกลับ ๒ ชั่วโมงครึ่ง เป็นป่าสงวน

สมัยมาอยู่ถ้ำศรีแก้วใหม่ ๆ มีพระอาจารย์สุวัจน์ หลวงพ่อพวง พระจีรวัฒน์ พระหนู พระวัฒน์ เณรล้ำ และเณร… ต้นปี ๑๕ ปลาย มกราคม กำลังหนาวพอดี พระอาจารย์สุวัจน์จึงมากับพระอาจารย์ขานและพระอื่นรวม ๗-๘ รูป มาพักกันอยู่ตามเถิบหิน ใต้ต้นไม้ ส่วนพระอาจารย์สุวัจน์เข้าไปอยู่ในถ้ำศรีแก้ว ไปตอนแรกอากาศแห้งก็ไม่เป็นไร แต่พอฝนตกอากาศมันอับ เหม็นขี้ค้างคาว เลยต้องไปทำตูบให้ท่านพักอยู่บนหลังถ้ำ ญาติโยมเห็นครูบาอาจารย์มาก็มาช่วยสร้าง ช่วยทำ ชาวบ้านที่เป็นหลักใหญ่ก็บ้านอีเติ้ง บ้านหนองชาติ

พระอาจารย์สุวัจน์พักอยู่หลังถ้ำ กาลต่อมามีหินอยู่ก้อนหนึ่งเหมือนเป็นเตียงไปในตัวก็มาปลูกกุฏิไว้ให้ท่านพัก ตอนนี้หินนั้นก็ยังอยู่บนหลังถ้ำ

ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ พระเริ่มมีตูบมีกระต๊อบอยู่ เขาเรียกว่าถ้ำหมี (เคยมีหมีมาอยู่) ถ้ำบาตร (มีบาตรเหลือแต่ขอบ พอให้รู้ว่าเป็นบาตรอยู่ที่ถ้ำไม่รู้ว่าพระรุ่นไหนเอามาทิ้งไว้) แสดงว่าที่ถ้ำศรีแก้วนี้แต่ก่อนก็มีพระมาพักอยู่นานแล้ว

พอดีงานปีใหม่ญาติโยมกับแม่เลี่ยน ก็มารับพระอาจารย์และพระกลับวัดป่าภูธรพิทักษ์ เหลือเณรเฝ้าวัดองค์เดียว (สัตว์ป่ามี เก้ง หมูป่า เสือ เสือปลาและช้าง ฯลฯ) แต่ตอนหลังเณรหนีไปเพราะมีพี่น้องสองคนมาหาล่าสัตว์จะมาเอาบ่าง เห็นต้นไม้ต้นหนึ่งมันตาย (เป็นโพรงข้างใน) พี่ชายก็ขึ้นบนต้นไม้ให้น้องเอาไม้แหย่ตัวบ่าง พี่ชายสะพายปืนขึ้นไปด้วย ปืนตกลงมาลั่นโดนพี่ชายตาย ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะเอาศพไปไหนเพราะแถวนั้นไม่มีวัด ไม่มีป่าช้า แต่รู้ว่ามีพระมาอยู่ที่นี่ เขาเลยเอาเสื่อม้วนศพ หามมาทิ้งไว้ที่ถ้ำ เณรอยู่คนเดียวกลัวเลยหนีไปอยู่ในบ้าน พวกพระกลับมาก็มาจัดการสวดศพเผาในวันนั้น

ข้อวัตรปฏิบัติที่วัดถ้ำศรีแก้วเหมือนวัดป่าภูธรพิทักษ์ ตอนเย็นก็ทำวัตรมีญาติโยมทำวัตรด้วย พ่อออกสรวย พ่อออกมี และอีกหลายคน เริ่มมีคนมาพัก ทำอาหารตอนเช้าให้พระฉัน เพราะบิณฑบาตไม่พอฉัน ได้แต่ข้าว บิณฑบาตไปกลับประมาณ ๗ กิโลเมตร

การสอนที่ถ้ำศรีแก้ว

พระอาจารย์สุวัจน์ท่านไม่พาคนออกนอกเส้นทางธรรม นำปฏิบัติสมาธิจนสว่าง เดินจงกรมภาวนา ปฏิบัติอย่างเข้มข้น ท่านเทศนาธรรมให้ภิกษุสามเณรฟังว่า…

“เราและปล่อยทิ้งลงที่หยาบ ก็เหมือนเราต้องการข้าวสุก เราได้ข้าวเปลือกมา เราก็ทิ้งเปลือกมันเสีย เหลือแต่ข้าวสาร เราก็มาแก้ไข เพราะข้าวสารก็ยังบริโภคไม่ได้ เราก็เอาไปทำกรรมวิธีคือ ไปหุงต้ม ต้องอาศัยไฟต้องอาศัยน้ำ ต้องอาศัยความคุ้มครองความดูแลของเรา ข้าวสารก็กลายเป็นข้าวสุก ละเอียดเข้าไปตามลำดับ ถ้าเราได้ข้าวสุกไปแล้ว เอามาเคี้ยวบริโภคให้ละเอียดลงไปอีก เมื่อกลืนลงไปแล้ว ยังมีธาตุน้ำย่อย เอาสิ่งที่ละเอียดไปบำรุงร่างกาย สิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายนี้ละเอียดมากหีเดียว ส่วนกากข้าวสุกนั้นก็ขับถ่ายออกมาทิ้งไป สิ่งที่มีประโยชน์ที่แท้จริงเพียงนิดเดียวเป็นสิ่งที่ละเอียด ฉันใดก็ดี จิตใจของเราที่มีความสุขสะอาดบริสุทธิ์หรือละเอียดมาก ส่วนจิตที่หยาบที่อยู่นี้ เพราะมีสิ่งภายนอกมาผสมเจือปนใจนี้สามารถปรุงแต่งไปน้อมไปในทางที่ดีก็เป็นใจที่ดี ถ้าปรุงแต่งไปในทางที่ไม่ดีเอาสิ่งที่ไม่ดีมาประกอบก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดี เหมือนกับน้ำที่ใสบริสุทธิ์เอาดินที่ไม่สะอาดมาใส่ก็จะกลายเป็นน้ำที่สกปรก จะเอาสิ่งที่สะอาดมาใส่ เอาน้ำตาลมาใส่ ก็จะกลายเป็นน้ำหวาน เอาสิ่งที่เปรี้ยวมาใส่ก็จะกลายเป็นน้ำเปรี้ยว เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น บัดนี้เราทั้งหลายควรจะปรุงแต่งจิตใจให้มีคุณค่ามีราคา ให้ได้นิยมชมชอบในสิ่งที่เราทั้งหลายต้องการและทุกคนต้องการ ใจจะมีค่ามีราคาก็ต้องใจมีคุณธรรมคนใดผู้มีความอดทน ไม่ลุอำนาจแก่ความขัดเคือง ไม่ลุอำนาจแก่ความพอใจ ไม่ลุอำนาจ แก่ความหลงความมัวเมา มีสติรอบคอบ ทำให้บุคคลนั้นมีธรรมลังการเป็นเครื่องประดับมีความสงบเสงี่ยม มีความสำรวมระวังเราทั้งหลายจงเพียรพยายาม อย่าเข้าใจว่าเราเป็นคนบุญน้อยวาสนาน้อย ถ้าบุญน้อยวาสนาน้อยเราก็ไม่ได้ฐานะอันดีอย่างนี้คือ มนุษย์ การได้ฐานะมนุษย์นี้ เป็นฐานะที่ประเสริฐเลิศล้ำแล้ว เพราะฉะนั้น เราควรใช้ฐานะที่เลิศล้ำนี้ให้เป็นประโยชน์ ให้ฉลาด ให้ถูกต้องสมควรที่จะเรียกว่า มนุษย์ผู้มีจิตใจสูง ไม่ใช่ผู้มีจิตใจต่ำ

การสวดมนต์ก็เป็นวิธีหนึ่งเพื่อชะลอจิตของเราไม่ให้ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่าง ๆ ห่างไกลออกจากตัวของเรา เพื่อจะได้กำกับอยู่ที่ธรรมที่เราจะสวด ก็เป็นเครื่องชะลอจิตได้อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น การสวดมนต์จึงควรจำเป็น เราทั้งหลายจะต้องฝึกบ้าง จะต้องตั้งใจสวด แล้วเราก็สร้างสติขึ้นมา ถ้าเราสามารถท่องให้ได้จำไว้ในใจก็จะมีประโยชน์ยิ่งกว่าเราอ่านตามหนังสือ เพราะเราจะได้สำรวม ยิ่งมีคำแปลแล้วเราก็จะได้พิจารณาไปตามธรรมที่เราว่าไปนั้นเพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรม และมีอยู่ในตัวของเรา ล้วนแต่จะเกิดประโยชน์ปริยัติ คือการศึกษาค้นคว้า หาหลักความจดจำ ข้ออรรถข้อธรรมบางส่วนเพื่อเป็นหลักของจิตใจในการที่เราจะกำหนดจิตว่าถูกหรือผิด เป็นทางเลือกเดินในทางหรือนอกทาง ถ้าเราไม่มีหลักปริยัติแล้ว เราก็ไม่สามารถรู้ตัวว่าเราเดินทางผิดหรือทางถูก เพราะทางมันมีมาก อารมณ์ของจิตนั้นมีมาก เพราะฉะนั้น เราจะต้องอาศัยหลักเรียกว่าปริยัติ คือการสดับตรับฟัง มันเป็นเหตุให้เกิดปัญญาด้วย เรียกว่าสุตมยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นจากการสดับตรับฟัง เพราะฉะนั้นการฟังด้วยความเคารพด้วยความตั้งใจ เวลาจะเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ๆ เราจำบทใดบทหนึ่งที่แจ้งชัดในจิตของเราแล้ว เรานำไปใช้บทเดียวเท่านั้นก็จะสำเร็จประโยชน์เหมือนกันถ้าจิตใจเข้าถึงสมาธิแล้วอวัยวะทุกส่วนทำงาน การสูบฉีดโลหิตหมุนเวียนทั่วร่างกายก็ค่อยละเอียดลงตามเช่นกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าสมาธิถึงจิตละเอียดแล้ว เป็นการพักผ่อนสังขาร จะเป็นกายสังขาร ลมหายใจก็ค่อยละเอียดไม่รุนแรง แม้แต่การหมุนเวียนของสิ่งต่าง ๆ ในร่างกายคอยชักช้าลง เพราะงานไม่หนัก งานเบา ท่านถือว่าเป็นการพักผ่อนต่ออายุให้ยืนนานให้ทนทานต่อไป เพราะฉะนั้นพระอริยเจ้าท่านจึงชอบเข้าฌานสมาบัติ เพื่อเป็นเครื่องพักผ่อนและต่อกำลังทางประสาท และร่างกาย และจิตใจ

คติธรรมจากการทำเหรียญท่านพระอาจารย์ฝั้น

การสอนฆราวาสของพระอาจารย์สุวัจน์ที่ถ้ำศรีแก้ว เช่นถ้าคนใกล้ชิดให้ทำน้ำมนต์ ท่านจะไม่ทำให้ เพราะเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดอย่างนี้ทำไมต้องเชื่อเรื่องน้ำมนต์ แต่ถ้าคนมาไกลก็ทำให้แต่จะสอนก่อน ท่านไม่พาเราหลงไปทางอื่น โดยท่านจะยกพุทธภาษิตมาสอนเสมอว่า

“ผู้ใดไม่ถือมงคลตื่นข่าว ไม่ถืออุกกาบาต ไม่ถือความฝัน ไม่ถือลักษณะดีหรือชั่ว ผู้นั้นชื่อว่า ล่วงพ้นโทษ คือการถือมงคลตื่นข่าว ข้ามพ้นกิเลสเทียมแอกที่ผูกสัตว์ไว้ในภพเสีย ย่อมไม่กลับมาเกิดอีก” ดังนี้

บางครั้ง ท่านจะบ่นให้ฟังเรื่องเหรียญของท่านพระอาจารย์ฝั้น ที่มีขึ้นนี้เพราะท่านเองเป็นผู้กราบเรียนขอ สมัยนั้นพวกทหารอากาศมาขอทำเหรียญปู่ฝั้นประมาณ ๑,๐๐๐ เหรียญจะแจกกันเอง ท่านพระอาจารย์ฝั้นปฏิเสธไม่ให้ทำ พวกทหารเขาก็เข้ามาหาพระอาจารย์สุวัจน์ เห็นเป็นพระอุปัฏฐาก ใกล้ชิดท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงมาอ้อนวอนขอให้ช่วย

ครั้งแรกพระอาจารย์สุวัจน์ไปขอ ท่านพระอาจารย์ฝั้นก็ไม่อนุญาต เขาก็มาอ้อนวอนก็มาขอให้พระอาจารย์สุวัจน์ช่วยอีก ท่านก็ไปขอท่านพระอาจารย์ฝั้นให้อีก ตอนหลังท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงอนุญาตให้ทำได้ ต่อมาก็มีคนอื่นมาขออีก โดยอ้างว่าทำไมให้คนอื่นทำได้ ทำไมไม่ให้ผมทำบ้าง ท่านพระอาจารย์สุวัจน์จึงจดจำเอาเรื่องนี้มาเป็นคติโดยตลอด

ตั้งสำนักสงฆ์ถ้ำศรีแก้ว

ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นสำนักสงฆ์ชื่อว่า “สำนักสงฆ์ถ้ำศรีแก้ว” (วัดถ้ำศรีแก้ว ตำบลสร้างค้อ อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร) อยู่ในเขตป่าสงวน กรมป่าไม้กำหนดให้เป็นเขตสำนักสงฆ์จำนวนหนึ่งพันไร่

ท่านพระอาจารย์ฝั้นได้สั่งให้พระอาจารย์สุวัจน์คอยดูแลเยี่ยมเยือนสำนักต่าง ๆ เช่น

วัดป่าภูธรพิทักษ์ ตำบลธาตุนาเวง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

วัดป่าถ้ำขาม ตำบลไร่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

พระอาจารย์สุวัจน์ท่านหนักแน่น อดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก มีปฏิปทางดงาม เพียบพร้อมเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ และผู้พบเห็นทั้งหลาย เป็นกำลังใจแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรม

พระอาจารย์สุวัจน์ได้แยกย้ายศิษย์ให้ไปอยู่ในสำนักสงฆ์ที่ตั้งใหม่ ๕ แห่ง

๑. สำนักสงฆ์บ้านหนองค่า อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร

๒. สำนักสงฆ์ถ้ำเชียงของ ตำบลสร้างค้อ อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร

๓. สำนักสงฆ์โนนอุดม หมู่บ้านหนองซ่าน ตำบลโคกภู อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร

๔. สำนักสงฆ์ภูน้อย หมู่บ้านนาเติม ตำบลโคกภู อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร

๕. สำนักสงฆ์ยางโลน อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร

สำนักสงฆ์ทั้ง ๕ แห่งนี้ให้หมู่ศิษย์ไปอยู่ดูแลหมู่พระสหธรรมิกทั้งหลายที่ได้ธุดงค์มาถึง นับว่าเป็นความรอบคอบดีแท้

ท่านพระอาจารย์ฝั้นอาพาธ-มรณภาพ

พระอาจารย์สุวัจน์เล่าว่า…

“แม้ในระหว่างที่อยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำศรีแก้ว เราก็เดินทางไปมาหาสู่กับท่านพระอาจารย์ฝั้นเสมอ ๆ มิได้ขาด เพราะท่านเป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ความรู้และการประพฤติทุกอย่างพระคุณและความรักที่มีต่อท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงไม่มีลืมเลือน

ท่านพระอาจารย์ฝั้นเป็นนักสร้างคน คือสร้างคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ ท่านได้แก้ไขผู้ประพฤติเป็นพาลเกเร เบียดเบียนข่มเหงรังแก สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น โดยการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ตลอดจนพวกติดอบายมุขต่าง ๆ ให้บังเกิดความสำนึกตนและละเว้นจากการประพฤติมิชอบ เป็นผลสำเร็จมามากต่อมาก

เมตตาบารมีธรรมของท่านกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นทุกที แต่ละปีที่ล่วงไปผู้คนที่หลั่งไหลไปนมัสการท่านเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น จนกระทั่งในระยะหลัง ๆ บรรดาสานุศิษย์ และคณะแพทย์ ได้กราบวิงวอนท่านครั้งแล้วครั้งเล่า ให้บรรเทาการรับแขกลงเสียบ้าง ท่านจะได้มีเวลาพักผ่อนมากยิ่งขึ้น เพราะนับวันที่ผ่านไป สังขารของท่านได้ทรุดโทรมลงไปมาก ทั้งยังล้มป่วยลงบ่อย ๆ อีกด้วย แต่ท่านก็ไม่ยอมกระทำตาม ซึ่งทุกคนก็ตระหนักดีในเหตุผลว่าเป็นการขัดต่อเมตตาธรรม ที่ท่านยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด

ความตรากตรำในการแผ่บารมีธรรมของท่านนี้เอง เป็นมูลเหตุสำคัญให้ท่านเกิดอาพาธอย่างฉับพลัน เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ จึงได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสกลนคร แต่อาการของท่านไม่ดีขึ้น จึงได้เข้ามารับการรักษา ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในกรุงเทพฯ อีกระยะหนึ่ง โดยอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

รักษาตัวอยู่ได้ระยะหนึ่ง ท่านพระอาจารย์ฝั้นก็ขอกลับวัด กลับมาคราวนี้ คณะศิษย์ได้ร่วมกันสร้างกุฏิหลังใหม่ให้ท่านพักอาศัย โดยยกพื้นขึ้นมาบนสระหนองแวง ข้างโบสถ์น้ำและทำรั้วกั้น เพื่อไม่ให้ผู้คนเข้าไปรบกวนท่านด้วย แต่อาการของท่านก็ยังไม่ดีขึ้นมีแต่ทรงกับทรุดอยู่ตลอดเวลา

พระอาจารย์สุวัจน์เล่าให้ฟังว่า 

“ในระหว่างที่ท่านพระอาจารย์ฝั้นป่วยอยู่นั้น ท่านได้สั่งเราว่า “ท่านสุวัจน์ ท่านจะรับรองได้ไหมว่า ภายในสามเดือนนี้ จะไม่ให้ใครมารบกวนผมได้”

“ผมรับรองครับท่านอาจารย์ ถ้าเป็นความต้องการของท่านอาจารย์ผมก็ทำได้” เมื่อเรารับปากท่านพระอาจารย์ฝั้นแล้ว จึงจัดการล้อมรั้วกุฏิทุกด้าน ไม่ให้ใครเข้าไปได้

อยู่ต่อมาวันหนึ่ง ท่านเจ้าคุณพิศาลศาสนกิจ หลานท่านพระอาจารย์ฝั้น อ้างว่าเป็นหลานอยากเข้าไปกราบด้วยวิธีการต่างๆ  เราจึงใจอ่อนให้เข้าไปกราบท่านพระอาจารย์ฝั้นได้ เมื่อเจ้าคุณฯ กลับ ท่านพระอาจารย์ฝั้นจึงเรียกเราเข้าไปถามว่า “ไหนสุวัจน์! ไหนว่าไม่ให้ใครเล็ดลอดเข้ามาได้” เราก็จนปัญญาก็มีแต่นิ่ง เมื่อเรื่องนั้นเกิดขึ้น ข่าวแพร่ออกไป ชาวบ้านกุดบากก็ด่ากันใหญ่ ด่าเราว่า อย่าใส่บาตรให้มันกิน พระองค์นี้มันไม่ใช่พระ เราก็ได้แต่นิ่งและอดทนตลอดมา”

จนกระทั่งถึงวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้เกิดอาการโรคแทรกซ้อนขึ้นอย่างรุนแรงและกะทันหัน ท่านจึงต้องทิ้งขันธ์ธาตุของท่านไป ด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา ๑๙.๕๐ น. ของวันเดียวกัน

ข่าวมรณภาพแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว สานุศิษย์และญาติโยมทั้งหลายต่างหลั่งไหลไปคารวะศพของท่าน แต่ละคนพบกันด้วยสีหน้าหม่นหมอง หลายต่อหลายคน บรรยายความรู้สึกในขณะนั้นด้วยน้ำตาเพราะไม่ทราบจะบรรยายถึงความเศร้าเสียใจให้สมบูรณ์ตีไปกว่านั้นได้อย่างไร

ณ บัดนี้ พระภิกษุผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้ารูปหนึ่ง คือท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติตรง ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้แจ้งเห็นจริงในพระสัจธรรม ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ ละสังขารขันธ์พ้นโลกดับสูญไปแล้ว จะเหลืออยู่ก็แต่รอยแห่งเมตตาบารมี ธรรมอันสูงส่งของท่าน ซึ่งจะจารึกอยู่ในความทรงจำของบรรดาสานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปอย่างไม่มีวันลืมเลือน

เมื่อท่านพระอาจารย์ฝั้นมรณภาพลง เราก็ได้แต่ปลงธรรมสังเวช เพราะท่านเป็นพระผู้ทรงคุณ เราเป็นลูกศิษย์คนโตก็ได้ให้โอวาทหมู่เพื่อนว่า

“สังขารขันธ์ มันก็ผกผันแปรเปลี่ยนแตกสลายไปอย่างนี้เอง และไม่เพียงจะเป็นวันนี้หรือสองวัน แต่จะเป็นไปตลอดอนันตกาล เราจะแสวงหาความสุขใส่ถังแตก คือขันธ์นี้ไม่มีทาง ลองดู! พระพุทธองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้แล้ว พระองค์ไม่หลงตักน้ำใส่ถังแตก เหมือนกับพวกเรา เหมือนกับโลกทั้งหลายที่สำคัญตนว่าเป็นคนฉลาด มีความรู้สูง แต่พยายามหาความสุขด้วยถังแตก บำรุงถังแตกให้มันเต็ม มันจะเต็มได้อย่างไร เพราะมันรั่วไหลอยู่ตลอดเวลา ไม่พยายามปิด ไม่พยายามแก้ไข ได้ประโยชน์อะไร เหนื่อยเปล่า ๆจงพยายามสอนตนไม่ให้ประสาทในวัย ไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาทในความไม่มีโรค บุคคลที่ประมาทในวัยนั้น สำคัญตนว่ายังหนุ่มแน่น ก็เลยมัวเมาในวัยของตนเอง จะหาความสุขในถังแตก หาเท่าไหร่ก็ไม่มีวันพบ เพราะคนก่อนๆ เขาหามาแล้ว เราก็ดูไม่เห็นใครได้อะไรกันเลย เมื่อหลงเช่นนั้น หาควรไม่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์อาศัยสติปัญญาพิจารณาสอดส่องเห็นความจริงในข้อนี้ พระองค์จึงสลัดทิ้งเหมือนกับน้ำลาย อันถังแตกที่อยู่ในการครองราชสมบัติ ล้วนแต่หมกมุ่นอยู่ในถังแตกทั้งนั้น ความสุขในถังแตกพระองค์ทรงสละทิ้ง หันกลับมาประพฤติปฏิบัติ อบรมจิตใจที่ไม่ให้แตก ไม่ให้รั่วไหล สิ่งใดที่พระองค์ได้บรรลุ สิ่งนั้นเป็นสมบัติอันมั่นคงเมื่อพระพุทธองค์พบถังอันมั่นคง ที่พระองค์พยายามบรรจุจนเต็มเปี่ยมรอบแล้ว พระองค์ก็ปฏิญาณว่าพอแล้ว ได้รับความสุขพอแล้ว ไม่แสวงหาอีกแล้ว พระองค์หยุดเลิกไม่แสวงหาความสุข เพราะไม่ต้องอาศัยถังแตกอีก… เพราะความสุขที่เจือด้วยอามิสนั้นตักมาเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม รั่วไหลออกไปอยู่ตลอดเวลาโบราณบัณฑิตทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า “ที่พึ่งอย่างอื่นไม่มี จะพึ่งข้าวพึ่งน้ำ พึ่งธาตุ พึ่งขันธ์ พึ่งโลกอันนี้ พึ่งไม่ได้สักอย่าง มองดูแล้วมีแต่ทรุดโทรมคร่ำคร่าทั้งนั้น ทั้งโลกทั้งแผ่นดินไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่ามั่นคง สิ่งที่ควรยึดมั่นนั้นก็คือธรรม ธรรมของบัณฑิตไม่เคยคร่ำคร่า ไม่เคยทรุดโทรม เป็นสิ่งที่มั่นคง เป็นสัจจธรรม ธรรมนั้นคืออะไร ธรรมนั้นเป็นสภาวะมีลักษณะแห่งความมั่นคง เป็นธรรมชาติที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เรียกว่า “สัจจธรรม”เราจึงต้องก้าวเดินต่อไปอย่าหยุดยั้ง ถ้าหากเราเหนื่อยนักเราก็ต้องพักผ่อน เราพักผ่อนมีกำลังแล้ว เราก็เดินต่อสู้ไปอีก เพื่อให้ข้าศึกอยู่ข้างหลัง อย่าให้อยู่ข้างหน้า ถ้าข้าศึกอยู่ข้างหลัง แสดงว่าเราได้ผ่านพ้นมาแล้ว แปลว่าเราปลอดภัยแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีข้าศึกหรือข้าศึกยังไม่มาถึง หรือข้าศึกอยู่ข้างหน้า เราไม่ควรประมาท เราควรเตรียมพร้อม ไม่ควรเลินเล่อเผลอตัวเพราะข้าศึกอยู่ข้างหน้า จะมาเมื่อไหร่เราก็ยังไม่รู้ชีวิตของเราเป็นของชั่วคราว ไม่ใช่เป็นของยั่งยืน ร่างกายของเราเป็นเครื่องแตกดับ แตกสลายทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที ถ้าหากว่าเราไม่ทำกิจเพื่อประโยชน์แก่ตัวของเราเอง ชีวิตนี้ก็ไม่มีความหมาย ไม่เกิดประโยชน์อะไร หมดไปเปล่า ล่วงไปเปล่าท่านเปรียบเหมือนบุรุษหรือนายโคฆาตที่จูงโคไปสู่โรงฆ่าสัตว์ ตั้งแต่เขาจับได้แล้วจูงไป ยกเท้าขึ้นทีแรกก็นับว่าใกล้เข้าไปในที่มรณะฉันใด ชีวิตของเราก็ฉันนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นมีชีวิตขึ้นมาแล้ว ก็เข้าไปสู่ความแก่ชรา เข้าไปสู่ความคร่ำคร่า เข้าไปสู่ความตาย ความตายขยับเข้ามาใกล้ทุก ๆ ที เพราะฉะนั้นชีวิตนี้ ยังมีเหลืออยู่ประมาณเท่าใด ควรจะทำชีวิตให้มีประโยชน์ให้มีคุณค่า ถ้าเราทำแต่สิ่งที่ไม่ดีขึ้นมาแล้ว ชีวิตจะมีคุณค่าอะไร จะมีประโยชน์อะไร ที่มันผ่านไป ๆ ถ้าหากเราไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไข รีบสร้างความดีขึ้นมา ให้มีคุณค่าเป็นสมบัติในจิตใจของเรา สร้างบุญสร้างกุศล อบรมจิตของเราให้มีความสงบ ความฉลาดในทางธรรมะ เพราะธรรมะเป็นที่พึ่งในด้านจิตใจ ถ้าหากเรามีธรรมะประจำใจแล้ว เท่ากับเรามีที่พึ่ง มีที่อาศัย ทุกข์ ภัยที่เกิดขึ้นในจิตใจแล้ว เราก็จะได้มีธรรมะ เป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัย ยกจิตยกใจขึ้นสู่ธรรมะ” ท่านพระอาจารย์ฝั้นท่านผ่านดงกิเลสเข้าสู่พระนิพพานแล้ว ส่วนพวกเราก็ต้องดำเนินตามปฏิปทาที่ท่านสอน อย่ามามัวกำดำกำขาว ถ้าเป็นอย่างนั้นจะไม่ได้เรื่องนะ”

พระอาจารย์สุวัจน์ได้อบรมพระต่อไปอีกว่า…

“ผมเชื่ออันหนึ่งว่า ถ้าพวกเราพร้อมเพรียงกันรักษาธรรมวินัย แบบฉบับของครูบาอาจารย์ไว้อย่าไปหลงเถลไถลแบบใหม่ ๆ แบบเขาว่าโลกเจริญ ก็เลยลืมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โลกมันเจริญแค่ไหนมันเพียงแค่กามเท่านั้นแหละ ผลที่สุดโรคกามรุมหัวมันหมดแล้ว มันเจริญของโลกนั่นมันจะอัศจรรย์สักเท่าไร ธรรมะเรามันอัศจรรย์จริง ๆ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้หมู่พวกเชื่อในธรรมในวินัยพระพุทธเจ้าพระองค์ก็มองพระองค์ก่อน พระองค์ไม่ได้วิ่งไปสอนโลกก่อน พระองค์สอนพระองค์จนเสร็จกิจแล้ว พระองค์จึงสอนคนอื่น ครูบาอาจารย์ตั้งแต่ท่านทนทุกข์ทรมานจนกว่าจะบรรลุ นี่… เหมือนกับท่านพระอาจารย์มั่น ผมไปดูไปอยู่ใกล้ชิดแล้ว ท่านไม่ค่อยเอาใจใส่เรื่องญาติโยมเท่าไร ท่านเอาใจใส่พระเราสามเณรของเรา ถ้าเราดีแล้วโยมเขาก็ดีด้วย ท่านพูดอย่างนั้นนะ ผมจำชัดจริง ๆฉันใดก็ดี โมหะก็ดี อวิชชาก็ดี ถ้าเราเผลอเมื่อไหร่แล้ว มันก็ครอบงำทันที เนื่องด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรามีสติทุกอิริยาบถ ไม่ว่าอยู่บ้าน อยู่ป่า ไม่ว่าในที่ทำงานในที่ชุมนุมชน ตามถนนหนทาง ขับรถขับเรือ ไปที่ไหน ก็มีความสำรวม มีความเจริญสติ ทำให้สมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว เราจะได้ปลอดภัยและได้กุศล ตลอดถึงได้ความสุขความเจริญแก่ตัวของเรา ขอให้เราทั้งหลายพึงทราบว่า สตินี้เป็นอริยสัจอันหนึ่งเพราะอริยสัจธรรมนี่ ถือว่าเป็นอมตธรรมก็ว่าได้

สนองคุณท่านพระอาจารย์ฝั้น

เมื่อท่านพระอาจารย์ฝั้นมรณภาพวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ก่อนพระราชทานเพลิงศพในวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ได้วางแผนแบบละเอียดลึกซึ้ง ให้พระอาจารย์แปลง เจ้าอาวาสวัดป่าอุดมสมพร ซื้อที่ด้านนอกวัดเตรียมการไว้สำหรับที่พระราชทานเพลิง และอีกด้านทำเป็นที่จอดรถ ถมดินจำลองให้เหมือนถ้ำขาม ทำกลดใหญ่กว้าง ๖ เมตร วางบนเมรุ เมื่อวางแผนเรื่องนี้แล้วก็ไปนิมนต์หลวงตามหาบัวมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ติดต่อคนเขียนแบบเมรุ ติดต่อนายอำเภอ

เพราะผู้คนจะหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ คณะกรรมการทุกคน ตลอดจนพระเณรก็มีความเห็นแย้งว่า ต้องเอาท่านพระอาจารย์ฝั้นไว้ในวัด ท่านจึงเป็นพระหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่โดยที่สุดเมื่อมหาชนหลั่งไหลมาก ๆ ก็ต้องทำตามวิธีที่ท่านคิดไว้เดิมหมด

พิธีเปิดพิพิธภัณฑ์เจดีย์เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๕ พระอาจารย์สุวัจน์ได้เรียบเรียงอาจารมหาเถรประวัติ ลงในหนังสืออาจาราภิวาท ที่ระลึกในมหาวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงบรรจุอัฐิ และทรงเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร นับได้ว่า พระอาจารย์สุวัจน์ได้ทำการสนองคุณท่านพระอาจารย์ฝั้น ที่ท่านเคารพรัก อย่างสมบูรณ์งดงามยิ่ง

ตอนที่ ๖

อรหัตตมรรค-อรหัตตผลในระหว่างปฏิบัติอยู่ที่ถ้ำศรีแก้ว ปี ๒๕๑๕-๒๕๒๔ ตอนนั้นเราก็สวดมนต์คล่องแคล่วเดินจงกรมสมาธิ ตอนเย็นสวดธรรมจักร ตอนเช้าสวดสติปัฏฐาน ทุกวันเลย เริ่มสวด แต่ก่อนก็ไม่ค่อยสนใจสวดเท่าไร สังเกตดูเราปฏิบัติเร่งเข้าไป แปลกอันหนึ่งที่เราปฏิบัติ ได้เวลาแผ่เมตตานะ ไม่เมตตาตัวเอง ไปเมตตาแต่คนอื่น อหัง สุขิโต โหมิเป็นมานานเหมือนกัน ปฏิบัติอยู่มาตอนใกล้จะมานี้ มันเหมือนกับลืมตัวหรือไม่รู้ตัว หายไปเลยแม้แต่ว่า นโม ก็ไม่จบ ทำไมอยู่ ๆ เราสวดได้ดี ๆ ก็ไปยังไง แต่ขณะที่ลืมตัวอยู่นั้นน่ะ มันเป็นคล้ายกับอันที่เป็นคราวก่อนที่เป็นอยู่ถ้ำศรีแก้วแต่ตอนเป็นที่อยู่ถ้ำศรีแก้วนั้น ก็เป็นด้วยเราตั้งใจปฏิบัติ ตั้งแต่เราพิจารณาอริยสัจ ๔ พอพิจารณาอริยสัจ ๔ เราก็คิดว่า ทุกข์ก็ดี สมุทัยก็ดี มรรคก็ดี เราก็พออธิบายได้คล่อง พอกำหนดเรื่องนิโรธไม่รู้เรื่อง ก็เลยมาว่าตัวเอง “เอ้า่! ตัวเราไม่เคยดับ แต่นี่มันจะรู้ได้ยังไง”เพราะความดับนี่มันต้องให้มันปรากฏรู้จริง จะเดาเอาไม่ได้ จะคิดวิจารณ์ไม่ได้ ก็เลยมาภาวนาเพื่ออยากให้รู้จักนิโรธนี่เอง ด้วยเหตุนี้พอเราเร่งภาวนาไปแล้ว มันได้เงื่อนไขมาจนในคืนนั้นสุดท้ายก็จิตมันสงบไปนี้ จนเกิดความรู้สึกในจิตนี่ มันต่อสู้ไปเห็นสัญญากับเวทนา เป็นตัวข้าศึกที่ขัดข้องในเรื่องนิโรธนี่ นี้เองตัวสำคัญก็เลยต่อสู้กันเหมือนกับเป็นศัตรูกันถ้าไม่กูก็มึงอันนี้มันเกิดในจิตนะ ไม่ใช่เรามาปรุงแต่งได้พอต่อสู้แล้ว มันสว่างแล้วนี่ เณรเก็บบาตรเก็บอะไรไปแล้ว มันก็ต่อสู้กันเดินบิณฑบาตแล้ว ฉันแล้ว ยถาให้พรแล้ว มันก็สักแต่ว่าพูดไปไม่ผิดหรอก แต่จิตมันต่อสู้กัน มันไม่ถอยนี่ไม่เคยเป็นอย่างนั้นมา แต่ก่อนมันก็เป็น แต่มันก็ไม่ถึงสู้กันขนาดหนักพอจัดอาหารฉัน ยถาเสร็จแล้ว เก็บของเสร็จแล้วพอเดินจะไปถึงกุฏิปรากฏว่ามันถอนออกเลยที่นี่ถอนสัญญากับเวทนานี่ มันถอนกำลังเดินนะ ไม่ใช่นั่งสมาธินะนี่พอมันถอน ปรากฏว่าถอนทิ้งเหมือนดิ่งลงไปในเหวเหมือนกับเราถอนต้นไม้ที่มันรวมกันแล้วก็ทิ้ง พอถอนแล้วมันก็ด่าตัวเองว่า “เรามันโง่! ฉิบหาย! ”เท่านี้มันก็ไม่รู้ มันก็สะอื้น “เอ๊ะ่! ทำไมเป็นอย่างนี้”แต่จิตหนึ่งมันก็บอกว่า “อ้าว! มันรู้ก็รู้แล้ว ถอนก็ถอนแล้ว จะไปคิดอะไรทำ”มันวิจารณ์อยู่มันค่อยหายไป พอหายไปแล้ว จากนี้มันก็สงบวิเวก ถ้าพูดถึงความสงบทั้งกลางวันกลางคืน มันไม่เผลอได้นี่เลยนะ มันมีแต่ความเบาอยู่ทั้งกลางวันกลางคืนจิตพลิกไปสู่อรหัตตผลต่อมาในวันหนึ่ง ตอนเช้า หลังฉันจึงหันแล้ว พอนั่งกำหนดจิต มันก็แว๊บ! จิตพลิก จิตเหมือนกับพลิกแผ่นดิน แผ่นดินเหมือนกับเราเคยอยู่อย่างนี้ มันเลิกไปอย่างนั้นแล้วก็บอกว่า “เราเลิกได้ พลิกจิตได้แล้ว” ไปอย่างนั้นนะแต่เราก็เอ๊ะ! ทำไมนะ มันถอนไม่ลงพอนานอีกวันหลัง แว๊บ! เข้ามาอีก อีกปรากฏเหมือนว่า เดินในป่าแล้วก็ได้ซากขนาดนี้ ตัดแล้ว ขอนที่ตัดอยู่มันนอนมันผุหมดแล้ว ขอนนั้นกระพี้กับเปลือกมันก็ผุหมดแล้ว เราก็จับดึง พอดึงก็เห็นว่า มันก็ยังมีอยู่ติดกับดินอยู่ กว่าจะดึงออกก็ต้องออกได้แต่ก็มีเตือนบอกว่า โอ๊ย!…ไม่จำเป็นจะต้องดึงออกหรอก เพราะมันตายแห้งหมดแล้ว มันผุแล้ว เหลือแต่แก่น มันไม่งอกงามอีก ก็เลยไม่ดึง ก็ทิ้งไป ทิ้งก็เดินไป เอ๊ะ! มันกลางวันนี่ ไม่ใช่เรานั่งหลับหรือนอนหลับแต่ตอนนั้นมันก็จิตเบาอยู่ ไม่ได้กำหนดว่า กลางวันหรือกลางคืนในความรู้สึกแต่พอระยะที่เป็นอย่างนั้นนะ มันลืมหมดเหมือนกันนะ ตอนนั้นน่ะเทศน์ไม่ได้เลย พูดอย่างอื่นไม่ได้เลยแต่เรื่องธรรมะ เรื่องปฏิจจสมุปบาท เรื่องอะไรนี้มันคล่องมาก แต่มันเทศน์ไม่ออก เทศน์ไม่ได้ พูดไม่ได้ เอ๊ะ่! ทำไมมันหายไปไหนหมด ธรรมะนี่ แต่มันไปรู้อันนั้น แต่ธรรมะที่จะพูดมันไม่ออก จนเขาให้อธิบายธรรมะมันพูดไม่ได้ตั้งแต่เข้าพรรษาจนมาถึงเดือนสามในงานวัดสุทธาวาส เขาก็นิมนต์ขึ้นธรรมาสน์ ก็บอกว่าเทศน์ไม่ได้ ธรรมะมันไม่มีเลย มันหายไปเลย มันดับไปหมดนี่ พอตั้ง นโม แล้วก็เทศน์ไม่ได้ ลงธรรมาสน์ไปเฉย ๆ จึงมารู้เอาว่าต้องการดับอยากรู้ดับ มันดับ มันก็ดับให้รู้ มันดับ จนจากนี้มาก็เรื่องธรรมะไม่ค่อยได้ปรารภเพราะว่าท่านพระอาจารย์ฝั้นก็ไม่สบายป่วย ก็ได้ดูมาตลอด ถึงมารักษาท่าน แต่ต่อมาภายหลัง ธรรมะก็ค่อยขึ้นมา ๆ ตอนหลังก็เทศน์เก่งเหมือนแต่ก่อนวุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ

ขณะ จิตคว่ำอวิชชา มันบอกว่า “กิจจะทำหมดสิ้นแล้ว ไม่มีกิจแล้ว เลิก กิจจะทำอีกไม่มีแล้ว จะต้องทำอะไรอีกไม่มีแล้ว พออย่างนั้นมันก็ประหาร”เมื่อไม่มีกิจแล้ว เครื่องมืออะไรทุกอย่างก็ไม่มีประโยชน์อะไรก็ตัดทิ้งหมดเลย ตัวมรรคประหารตัวนั้นมันไปจนพิจารณาอะไรไม่ทันนะพอมันประหารแล้ว มันไปปรากฏว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์แล้ว แล้วก็ศีล สมาธิปัญญานี่ ไม่ต้องศึกษาและไม่ต้องเกี่ยวข้องแล้ว”แม้แต่กำหนดไปถึงอริยมรรคอริยผล มันก็กำหนดไปหมดแล้ว กามโลก รูปโลก อรูปโลก ทำลายหมดเลยนะ มันปลดแต่มันแปลก ๆ มันทำลายในมรรคนี่ทำลายไม่มีเหลือ ไม่มีเศษแม้แต่จิตมันก็ทำลายนะ จิตก็ทำลาย แม้แต่อรหัตมรรคก็ทำลายอีก ไม่เอาไว้ ไม่ได้อุทธรณ์แต่นิดเดียวเลย อันนี้มันแปลกอันนี้แหละ ที่ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ ท่านสอนมาที่พูดถึงอรหัตมรรคว่าเรื่องจิต แต่เราตัวมรรคเอง ตัวนี้เองก็ทำลายไปด้วยกันนะ ไม่มีเหลือเลยทีนี้พอมันทำลายหมดแล้ว มันมาปรากฏลมละเอียดแจ่มใสละเอียดที่ประชุมกันอยู่ ให้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกิเลส อุปธิอะไร ทั้งที่มันเป็นธาตุอยู่ คุมกันอยู่ แต่มันก็เย็นสบายโดยไม่มีอุปสรรคอะไรขัดข้อง เวลาเดินเรานึก เราอยู่ได้ด้วยลมอันนี้ ความสุขความทุกข์อะไรก็ลมหายใจอยู่ด้วยกันผ่องใสเท่านั้นเอง ที่ปรากฏขึ้นมาพอจากนั้นตั้ง นโม ก็ระลึกไม่ได้เลย หายไปหมด จนไปหาหมอ ไปตรวจค้นทุกอย่าง ไม่เห็นมีอะไร พูดก็พูดได้ ฉันก็ฉันได้ ทุกอย่างสมบูรณ์ทุกอย่างเลย แต่อันนั้นน่ะมันไม่พูดเลย เหมือนคนเป็นใบ้ไปเลยหวนรำลึกถึงพระพุทธเจัาก็เลยกำหนดไปได้ความอันหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ แม้พระองค์จะมีปัญญาปรีชาอย่างไร จะตัดกิเลสอย่างสิ้นแล้ว พระองค์เสวยวิมุติสุขถึง ๗ อาทิตย์ ๔๙ วันแต่เรากำลังธรรมดานี่ต้องพักอยู่เพื่อสร้างคนที่มันเปลี่ยนระบบใหม่ ที่จะต้องอยู่แบบนั้นนี่ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้เกือบเดือนแล้ว ยังไม่ถึง ๗ อาทิตย์ เหมือนพระองค์นะแต่พระองค์นั้นไม่พูดกับใครเลย ไม่ฉันเลยเพราะฉะนั้นพระองค์จึงพักผ่อนได้เต็มที่ ๔๙ วัน เพื่อจะได้มาโปรดแต่ส่วนเรานี้เราไม่ได้ตั้งใจโปรด เราเป็นแต่เพียงสาวกรู้ตาม รู้เห็น ตามปฏิบัติเท่านั้นเอง เราจะพักอยู่เท่าไรก็ไม่รู้ ไม่เหมือนพระองค์ เดี๋ยวนี้มันก็พูดอะไรไม่ค่อยคล่องเลย ไม่ทราบมันอะไร แม้แต่ในจิตใจมันก็เปลี่ยนไปหมด มันไม่เอาอะไรแล้วเพราะฉะนั้นที่เราเคยตั้งใจว่าจะสร้างจะทำอะไร มันถอดทิ้งหมดเดี๋ยวนี้ มันไม่เอา โดยที่ว่ามันไม่เอาเลย มันทำลายแล้ว อันนี้มันขัดกับครูบาอาจารย์ที่ทำทางนี้มา แล้วที่ว่าจิตใจโดนทำลายไปด้วยทีนี้จะถามว่า เมื่อจิตทำลายแล้วอยู่ได้อะไร มันก็อยู่ได้โดยรูปโดยอาศัยอริยมรรคไม่ทำลาย อริยผลยังมีอยู่ ผลมันยังมีอยู่ ผลเศษที่มีอยู่ เหมือนท่านพระอาจารย์ฝั้นมรณภาพแล้ว แต่เสียงของท่านยังอยู่ ยังจะได้ฟังอยู่แต่หากว่าอันนี้มันไม่ใช่อยู่ยั่งยืน มันก็ประกอบกันอยู่ชั่วคราว เมื่อนานๆ ไปมันก็หมดด้วยกัน อันนี้รูปก็ยังเหลืออยู่ประกอบอยู่ แล้วจึงมารู้ว่าพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงตรัสว่า “ถ้าหากเจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ทำให้สมบูรณ์แล้ว จะอยู่ทั้งกัปก็ได้” เราก็มารู้อันนี้แหละ เพราะอิทธิบาท ๔ ที่พระองค์เจริญแล้ว เจริญตั้งแต่บำเพ็ญบารมีนั่นเอง ไม่ใช่มาเจริญทีหลัง อิทธิบาท ๔ นี้ แต่เมื่ออริยมรรคตัวนั้น มันรักษาไว้ด้วยอกุศล ด้วยกิเลส มันอยู่ด้วยรูปธรรมแต่มีผลที่ปรากฏขันธ์ขึ้นมาไม่ใช่เกี่ยวเนื่องด้วยจิต เมื่อหมดเหตุปัจจัยอันนี้แล้วมันก็ดับไปตามกันในระยะหนึ่งเพราะฉะนั้นพระอรหันต์ก็ดี เราก็ดี อยู่ได้ไประยะหนึ่ง ๆ ไป ค่อย ๆ หมดไป แต่มันปรากฏว่าเมื่อดับแล้ว สภาพธรรมที่ไม่ใช่ว่าดับสูญนะ มันไม่ได้ว่าดับสูญ ก็ไม่ได้ว่ามิจฉาทิฐิ สัมมาทิฐิ อันนั้นก็ถูกทำลายหมดแล้ว มรรคมันทำลายหมด มันมีไม่ได้เลยคำวา “ดับ” ที่นี่คำว่า “ดับ” มันไม่ได้ว่ามันทำลายสูญแล้ว มันก็ไม่ปรากฏอันนั้นอีก แม้แต่สีแสงอะไรก็ไม่ปรากฏ เหลือแต่ดับ ดับตัวนี้ไม่มีวันที่จะกลับคืนมาอีกเพราะมันไม่มีเชื้ออะไรที่จะนี่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเสียเลย แต่ตอนนี้เราอยู่ได้เฉพาะวันๆ ไม่ได้หมายว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อดีตเป็นอย่างไร อะไรมันจะเป็นอย่างไร มันอยู่มันจะอยู่ได้ยังไง มันจะเกิดจะดับยังไง มันไม่ได้กำหนดอะไรมาก นี่มันแปลก!พอมันปรากฏว่ามันเป็นอยู่อย่างนี้แล้ว มันตัดออกหมดแล้ว ทีนี้คนก็จะสงสัยว่า “หมดแล้ว” ก็ยังพูดอย่างนี้อยู่ ความรู้สึกอันนี้เรื่องกัปป์ที่มันตัดนั่น มันเป็นส่วนเหตุ ส่วนผลที่ยังเหลืออยู่ มันปรากฏก็เหมือนกับเครื่องที่มันยังเหลืออยู่ที่ยังไม่หมดนั่นเองที่ปัจจัยมันยังเหลืออยู่ มันปรากฏตั้งแต่มีลมหายใจแล้วก็…แต่มันรู้อยู่ แต่มันจะไม่พูดออกนี้แต่บางทีอาจจะหมดกาลนี้ มีกำลังขึ้นมาก็อาจพูดได้ก็ได้สิ่งเหล่านี้ ตอนนี้มันพูดอะไรไม่ค่อยได้เลย แบบเหมือนกับคราวก่อนมันอยู่ทั้งเดือนแล้วก็ยังพูดอะไรไม่ได้ จนนานจึงค่อยคืนกลับขึ้นมา มาคราวนี้ก็ไม่ทราบว่าเมื่อใดมันจะพูดชัดขึ้นมา แต่มันรู้อยู่อันนี้แหละ แปลก! แปลก! ที่ว่ามรรคที่ประหารนั้นน่ะไม่เคย ไม่ถาม ไม่ศึกษา ไม่มีอะไรเลยคล้ายกับมันไม่ให้เอาอะไรเหลือเลยแม้แต่จิตเหลือ มันก็จะเกิดอุทธรณ์ ไม่งั้นคนจะว่ายังงั้นยังงี้ ไม่ได้เลย มันไปเลย ที่มารู้จากผลที่มันยังเหลืออยู่นี้เอง แต่ตอนนี้เราพูดยังไม่เต็มปากเพราะฉะนั้นที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าเราคิดมาพูด เพราะสิ่งที่ปรากฏไม่ใช่ว่าเราได้ เราเป็น เราถึง เราไม่เป็นอันนั้น เราไม่ได้คำนึงถึงตัวนั้น พูดให้หมู่เพื่อนฟังก็อยากให้หมู่เพื่อนใครคนใดประสบเหตุการณ์อย่างไร ขอให้บอกหรือให้เล่าให้ฟังเพื่อจะได้เป็นพยานขึ้นมาหรือถ้าหากว่าหมู่พวกทุกองค์เร่งทำความเพียรไม่เหลวไหล และศาสนธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า เฉพาะศีล สมาธิ ปัญญา ต้องพ้นทุกข์แน่นอนขอให้หมู่เพื่อนตั้งใจจริงขอให้พวกเราพยายาม รู้แน่นอนแต่ไม่ใช่ว่ารู้โดยคิด โดยนึก โดยตรอง ที่เราก็เคยคิดเคยนึก เคยตรองมาแล้วบางทีก็คิด “เอ๊ะ่! เราสำเร็จอรหันต์แล้วอย่างโน้นอย่างนี้ หรือกิเลสยังเหลือบ้าง” มันเคยคิด แต่บทเวลามันปรากฏความจริงขึ้นมากับใจแล้ว มันไม่ใช่ความคิด มรรคแต่ละครั้ง ๆ มันเป็นผลพลังของธรรมะที่เราได้ฝึกฝนอบรมมาประชุมกันเหมือนเขาสะสมระเบิดอย่างนั้นน่ะ สะสมต่าง ๆ พอมารวมกันแล้ว พอได้ชนวนแล้วก็ระเบิดครั้งหนึ่ง มรรคไม่ใช่ว่า… เท่าที่เราเป็นสาวกหรือรู้ตามพระพุทธเจ้า มีแต่ทำลาย มันรู้แต่ทำลาย ไม่ใช่ว่ามันเจริญ มันได้อะไรส่วนผลค่อยกำหนด ค่อยดูว่า ผลในระยะนั้น เรื่องสุขเรื่องทุกข์มันไม่ได้พูดถึง ดีชั่วมันก็ไม่มี ไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมายอะไรในนั้นเลยเพราะฉะนั้นอยากให้หมู่พวกทั้งหลายที่ได้บวชมาแล้วน่ะ ต้องเร่งความเพียร ไม่ต้องทำอะไรที่ไหนล่ะ ดูกายกับจิตนี้ ผมก็ทำตามแบบครูบาอาจารย์สอนนี้เอง แต่ความที่เราพูดเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เราเป็นผู้รู้คนเดียวนะ มันยังรู้ว่า “ครูบาอาจารย์ของเราก็พ้นทุกข์ไปมากแล้ว มันเชื่อนะ”ท่านพระอาจารย์ฝั้นนี่ท่านพ้นแล้วนะ มันเชื่อนะเราโง่เราไม่รู้ ครูบาอาจารย์ของเรานี่ ผู้ปฏิบัติจริง ๆ เหมือนหลวงปู่ขาวอย่างนี้ ถึงท่านไม่พูดนี่ ไม่จำเป็นต้องพูด ไม่จำเป็นต้องอวด มันสิ้นสุดในกิจ มันรู้บอกในขณะนั้นว่า กิจที่จะต้องทำอีกเสร็จสิ้นแล้ว เครื่องมืออะไรไม่จำเป็นแล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว คล้าย ๆ กับเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เรื่องวิชาวิมุตติที่เราเรียน เราท่อง เราจำ เราอวดนักอวดหนาเหล่านี้แหละไม่ต้องนำมาใช้แล้ว มันเป็นอย่างนั้น แทนที่จะไปได้ความรู้ขึ้นสูง โวหารขึ้นสูง มันกลับทำลายเลยเดี๋ยวนี้ ทำลายหมดเกลี้ยงไปเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย เศษแม้แต่นิดเดียวก็ไม่มีเศษเหลืออะไรเลยในขณะนั้น มันจึงดับเพราะฉะนั้นใครได้อธิบายอย่างไร ช่วยบอกด้วย เพื่อจะได้เป็นพยานกัน ไม่ใช่ว่าสงสัยแล้ว ไม่ใช่ว่าอันนั้นมันดับอยู่แล้ว ถ้ามีผู้ใดมาอีกนี่เหมือนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอพระองค์สอนอัญญาโกณฑัญญะก็ได้บรรลุธรรม แน่ะ! มันเป็นพยานแล้วทีนี้ เออมันแน่! คนอื่นก็รู้ตรงกัน เหมือนๆ กันไปเลยเพราะฉะนั้นพวกเราตั้งใจปฏิบัติ ใครจะสงสัยอะไรก็รีบชำระ เรื่องศีล เรื่องอะไรก็รีบชำระรีบปฏิบัติให้มันเห็นตรง อุชุปฏิปันโนจริง ๆ อย่าทำเหลาะแหละเหลวไหลโลเลเราเองรู้สึกตัวเองว่า นิสัยถึงแม้ว่าจะอย่างไรก็ตาม การพิจารณาธรรม อุบายต่าง ๆ ที่อยู่ภายในมันมีตลอดเวลา แม้แต่เดิน แม้แต่ฉัน แม้แต่อยู่ในหมู่ชุมชนที่ไหน ยิ่งพลิกแพลงส่วนท้าย ๆ นี่มันไปกำหนดอัตตามากทีเดียว เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี่ จนมันหมดเวลา มันรู้น่ะ ไม่ใช่เราไปปรุงไปแต่ง มันตัดสินชี้ออกบอกเลยหลุดพ้นดัวยอิริยาบถเดินเพราะมันเป็นเรื่องของธรรมกับจิตที่มันจะตัดสินชี้บอก แต่สุดท้ายมันเสร็จกิจหมดแล้ว มันไม่ต้องทำ ไม่ต้องใช้เครื่องมือแล้ว มันประหารเลยทีนี้ แม้แต่จิตมันก็ประหาร เพราะจิตมันใช้สำหรับคิดนึก มันไม่ต้องใช้อะไรแล้ว มันก็ไม่จำเป็นต้องมีผมเองสังเกตดูแล้วคล้ายว่า “เอาให้พ้นทุกข์อย่างเดียว ไม่มีอะไรมากที่เราทำมา”เพราะฉะนั้นสามัญผลพิเศษ หลังอย่างนั้นคงไม่มีอะไร อิทธิฤทธิ์อะไร มีฤทธิ์เดชอะไร มีอานุภาพอะไร อยู่เงียบ ๆไป แล้วแต่มันจะเกิด เหมือนกับครูบาอาจารย์บางองค์ ท่านไม่พูดไม่สอน อยู่อย่างไรก็ได้ อะไรก็ได้ แล้วท่านก็มรณภาพไป มีหลายองค์ส่วนมากเป็นอย่างนี้เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย ถ้าหากว่าพอจะมีบุญวาสนามีศรัทธาอยู่กับจิตเป็นกองทุนแล้ว ก็พยายามสร้างศรัทธาพร้อมกับวิริยะ ความพากเพียร สติปัญญาขึ้นมา คู่นี้แหละที่ปฏิบัติ เราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม สติปัญญาขึ้นมา ธรรมะเท่านี้แหละ พลังนี้แหละเป็นตัวสำคัญ มันรวมในมรรค มันอยู่ด้วยกัน จะว่ามรรคก็ได้ จะว่าพลังก็ได้ ธรรมะที่เด่นๆ ที่จะเอาชนะกิเลสได้นี่ศรัทธา วิริยะ ตลอดทั้งสติ สมาธิ ปัญญานี่ มันตัวธรรมที่สำคัญมาก ไม่ต้องเอาอันอื่น เวลาสงบก็สงบ ถ้าต้องการสบายก็พิจารณาทั้งกลางวันกลางคืน ยืน เดิน นั่ง นอนบางครั้งกำลังฉันนี่ มันไม่ได้อยู่ในฉันแล้ว มันไปอยู่ในธรรมะส่วนใหญ่ทำข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ยิ่งปัดกวาดนี้ มันก็เกิดธรรมะสลดสังเวชหรือข้อวัตรต่าง ๆ นี้มันเกิดขึ้นประจำ ถ้าเราชอบทำแล้ว จิตมันตั้งชอบแล้ว มันก็น้อมไปทางเรื่องที่ชอบไปทั้งนั้นเพราะฉะนั้นคราวนี้ที่มันไปรู้ ไปรู้อยู่โน้น จึงได้เป็นพยานยืนยัน อยู่ที่ไหนก็ทำได้ ไม่สงสัย ขอให้จิตเราอย่างเดียวเท่านั้น ทีนี้พอตอนที่จิตมันจะถอน ก็ไม่ใช่นอน ไม่ใช่นั่ง กำลังเดินจะถึงกุฏิ คือจุดปัญญามันจะพอของมัน พอมันปรากฏของมัน มันอยู่ตรงไหนก็ได้ กลางวันก็ได้ กลางคืนก็ได้ แต่พลังในส่วนนั้นที่มันปรากฏเรื่อย ๆ มา มันก็มีอยู่เหมือนกัน แต่เราก็ไม่ได้จดจำไว้ ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติมันก็มีอยู่เหมือนกัน ทีนี้กิเลสที่มันต่อสู้มันก็มีไม่ย่อยเหมือนกันเหมือนคู่แข่งกันธาตุธรรมเพราะฉะนั้นคราวนี้จึงได้เห็นว่า เมื่อกิเลสดับแล้ว ธรรมะก็ดับไปด้วยกัน เครื่องมือก็ดับ มันดับคู่กัน มรรคก็ทำลายด้วยกัน  สมุทัย ทุกข์ นิโรธ มันดับไปด้วยกัน เพราะมันหมดกิจแล้วนี่ ไม่ต้องใช้แล้วนี่ มันปรากฏไปอย่างนั้นแหละ จึงว่าแม้แต่มรรคแม้แต่จิต มันก็ไม่ได้ใช้แล้วนี่ มันไม่เคยปรากฏอย่างนี้มาก่อนแต่มันปรากฏออกมาอย่างนี้ก็ไม่ทราบว่าจะว่ายังไง เหมือนกับไม่ใช่เถียงครูบาอาจารย์ แต่พูดตามที่มันปรากฏมาว่านี้แหละ เราก็เชื่อว่า “มันเป็นด้วยที่สร้างบารมีมาแต่ก่อน ก่อนมันจะขาด”ตอนนี้ไม่ว่าพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้า ก่อนจะตรัสรู้ ที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์มากน้อยเท่าไหร่ก็ตรงนั้นแหละ แต่ถึงเวลาประหารไปแล้วมันไม่มีสีแสง ไม่มีอะไรกว่านั้น เป็นพระพุทธเจ้านั้น เป็นสาวกนั้นเป็นอะไร ไม่มีแล้ว มันเป็นธาตุธรรม ธรรมฐิติ เพราะมันไม่มีแสงสีที่กำหนดที่อะไร แต่มันมีอยู่ มันไม่ปฏิเสธ มันมีอันเดียว ไม่ทราบว่าจะเอาอันอื่นมาเทียบไม่ได้ ไม่มีอะไรที่จะเปรียบ ไม่มีอะไรจะเทียบ ก็ไม่มีอะไรที่จะบัญญัติด้วย ไม่ใช่ว่าบัญญัติได้โอกาสดีแล้ว ทุกองค์อยู่ที่ไหนก็ขอร้องพวกเราทุก ๆ คน ให้เร่งทำความเพียรอย่าไปยุ่งกับญาติโยมมากนัก อย่าไปยุ่งกับอย่างอื่น พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ของเรา ท่านได้กำลังมา ได้สอนพวกเรามา ไม่ได้ไปยุ่งกับโยมชาวบ้านมากนะ ท่านเด็ดเดี่ยว เมื่อท่านทำกิจ กำลังท่านพอแล้ว ท่านจึงมาทำที่เราเห็นภายหลังครูบาอาจารย์ที่หลุดพ้นแล้วที่ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดี ท่านได้ฉันดี นอนดี อยู่ดี อันนี้มันเป็นเรื่องเปลือก ไม่ใช่เรื่องแก่น ไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องสนใจ สนใจแต่ทำความเพียรทั้งกลางวันกลางคืน เฉพาะในจิตในใจโดยเฉพาะมันไม่ใช่มากนะอันเรื่องที่จะพ้นทุกข์นี่ ดูเหมือนมันเฉพาะๆ  พอเรารู้ตามพระองค์แล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปเห็นตาม รู้ตาม กำหนดตาม แล้วก็ดับไปตาม ปรากฏในจิตในใจที่มันมีธรรมะอยู่ในตัวของมันเอง มันชัดอยู่ในตัวของมันเองเพราะฉะนั้นบางองค์ที่ท่านรู้ ท่านรู้จริง แต่บางองค์ที่ท่านไม่บัญญัติมาพูด ไม่ได้ตั้งใจมาพูด มันรู้เลย อย่างหลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์ที่ท่านไม่พูด นึกว่าท่าน “ไม่พ้น ไม่ใช่นะ” ไม่ใช่ว่าท่านไม่ได้อะไร บางคนไปเห็นนึกว่าท่านไม่ได้เทศน์ไม่สอน นึกว่าท่านไม่เก่งเหมือนตัวเอง บาปกินไม่รู้ตัวไม่มีอะไรจะพูดแล้วเวลานี้ เพราะมันไม่ได้อะไรเลย เพราะมันปรากฏแต่เท่านั้น เพราะมันทำลาย ไม่ใช่เรื่องได้นี่นะที่ปรากฏ นี้มันเรื่องทำลายหมด ไม่มีอะไรที่จะเหลือเลย จะเอาอะไรมาพูด ถ้าพูด ก็พูดแต่ของเก่าที่เคยจำมาแล้วเท่านั้นแหละ ถ้าพูดขึ้นมาก็ของเก่าทีนี้ถ้าหมดขันธ์อันนี้แล้ว ก็ไม่มีของเก่าที่เหลืออยู่ ไม่มีอะไรอีก อายตนะที่เกี่ยวเนื่องด้วยธาตุนี่มันก็มีอยู่ ก็อาจจะไม่ได้ทำความเพียรต่อเนื่องกันถึงตอนนี้หรอกทางจงกรมกับกุฏิก็อยู่ใกล้กันทำได้ตลอด อากาศก็ดี มันก็สัปปายะอันหนึ่ง แต่สำคัญว่าจิตของเราอย่าไปหลงความเจริญของบ้านเมืองเขา ถ้าไปเอานั้นมานี้แล้วเสร็จ ธรรมะหายไปหมดเลย แต่จิตใจของคนมันไม่อัศจรรย์เลย แม้แต่เขาจะวิเศษยังไงมันไม่อัศจรรย์เลย อัศจรรย์แต่พระพุทธเจ้า ธรรมคือพระองค์สามารถที่จะพ้นทุกข์ความสุขจนขนาดเทวดานี่ พระองค์ยังเห็นโทษ ขนาดที่นั่งฌานสงบ ที่เรานั่งสงบมีความสุข พอใจในความสุขอันนั้น แต่พระองค์ก็ยังเห็นโทษไม่ติด ขนาดทำลายรูป มีแต่อากาศ มีแต่วิญญาณ แต่พระองค์ก็ยังเห็นทุกข์เห็นโทษจนพ้นได้ อันนี้มันอัศจรรย์ ปัญญาเราน่ะมันไปไม่ได้นะ เราต้องอาศัยพระพุทธเจ้าเพราะฉะนั้นการปฏิบัติมันต้องยึดหลักพระองค์แล้วก็เร่งทำความเพียร เพราะทำแล้วจะต้องรู้ นอกจากพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ที่เราใกล้ชิดที่เห็นปฏิบัติยึดหลวงตามหาบัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันผมก็ยึดหลวงปู่บ้านตาด เพราะนิสัยชอบท่านมาก การพิจารณาการพลิกแพลงต่าง ๆ นิสัยเราชอบหลวงปู่บ้านตาด กับหลวงปู่ฝั้นเหมือนกันนะ แต่ผมเสียอันหนึ่งที่มันไม่อดทนในญาติในโยมเหมือนกับท่านเท่านั้นแหละ แต่เรื่องพลิกแพลงสติปัญญาที่ท่านแนะนำมาน่ะผมชอบใครสงสัยอะไรก็ถามได้ บางทีตอบให้ได้ ถ้าตอบไม่ได้ก็แล้วไป บางทีก็คิดไม่ออก แต่ท่านพระอาจารย์มั่นท่านท้าทายนะ เอ้า! สงสัยตรงไหนถามมา ท่านก็พูดเผง ๆ ตรง ๆไปเลย ท่านพระอาจารย์มั่นน่ะ เป็นผมตอบอะไรไม่ได้เลยมีแต่ทำลาย เอ๊ะ! ทำไมมันเป็นอย่างนี้ ของเรามีแต่ทำลาย ส่วนที่จะไปมีทิฐิมานะว่าตัวเองฉลาด ตัวเองรู้ เทศน์เก่ง สอนเก่ง อย่างนี้มันไม่เป็นอย่างนั้น มีแต่ทำลายเป็นระยะๆ มาจนสุดท้ายทำลายหมดทำลายหมดไม่เหลือเศษแต่คราวนั้นทำลายแต่เพียงเวทนากับสัญญาขันธ์สองอย่างเท่านั้นเอง สามอย่างมันยังไม่ปรากฏมันไม่ได้บอก พอคราวนี้มันไม่เหลืออะไรเลย มันบอกถึงความบริสุทธิ์แล้วก็หมดกิจตลอดถึงโลกทั้งสามเลย มันทำลายหมดแล้วนี้ มันบอกหมด ไม่มีอะไรเหลือเศษแม้คำว่าเศษเหลือนิดเดียวมันก็ไม่มีอะไรเลย แม้แต่จิตกับมรรค อรหัตตมรรคผู้ทำลายนี่ มันทำลายไปด้วยกัน เพราะไม่มีกิจจำเป็นจะต้องมีไว้แล้วหลังจากนั้นเราก็เดินทางไปเมืองนอก ไปจำพรรษาเมืองนอก

การรับแต่งตั้งให้ปฏิบัติศาสนกิจและการรับสมณศักดิ์

๑. ตามหนังสือที่ ๒๖/๒๕๒๙ ลงวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ท่านได้รับแต่งตั้งจากเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ให้เป็นพระอุปัชฌาย์

๒. ตามหนังสือที่ ๙/๒๕๒๙ ลงวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ท่านได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ให้เป็นประธานกรรมการคณะธรรมยุตในประเทศสหรัฐอเมริกา

๓. วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๒ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็น “พระครูปลัดสุวัฒนญาณคุณ”

๔. วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ “พระโพธิธรรมาจารย์เถร”

การปฏิบัติศาสนกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา

นับเป็นเวลา ๑๕ ปี ตั้งแต่ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ได้รับแต่งตั้งพระธรรมทูตจากคณะสงฆ์ไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านได้ปฏิบัติศาสนกิจนี้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างวัดภูริทัตตวนารามและวัดเมตตาวนาราม มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ให้เป็นที่ประพฤติปฏิบัติธรรมตามแบบอย่างของวัดกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และพุทธศาสนิกชนชาวอเมริกา หนึ่งในจำนวนนั้นได้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ถวายปัจจัยแด่ท่าน เพื่อซื้อที่ดินบนเขา เนื้อที่ ๖๐ เอเคอร์ (ประมาณ ๑๕๐ ไร่) คิดเป็นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ ดอลล่าร์ (ประมาณ ๑๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท) ให้เป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนา ซึ่งก็คือ วัดเมตตาวนาราม เมืองแวลเลย์เซ็นเตอร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในปัจจุบัน

ผลงานในอเมริกา

๑. ปี พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๒๖ เมื่อเดินทางถึงสหรัฐอเมริกาแล้วสิ่งแรกก็ได้พยายามจัดหาที่ดิน และอาคารที่พักอาศัย เพื่อเผยแพร่การปฏิบัติจิตภาวนาตามแนวทางท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโรจึงได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดวอชิงตันพุทธวนาราม เลขที่ 4401 South 360th Street Auburn WA 98001 จำนวน ๗ เอเคอร์ (ประมาณ ๑๗.๕ ไร่) ราคา ๑๕๐,๐๐๐ บาท

๓. ปี พ.ศ. ๒๕๓๐-๓๕ ได้มาเป็นผู้ริเริ่มร่วมกับอุบาสกอุบาสิกาจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดภูริทัตตวนาราม ออนทาริโอ แคลิฟอร์เนีย ได้เนื้อที่ ๔.๖๘ เอเคอร์ หรือประมาณ ๑๑.๗ ไร่ ราคา ๓๖๕,๐๐๐ ดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว ๙,๑๒๕,๐๐๐ บาท มีอาคารพออาศัยได้ ๒ หลัง มีห้องนอนรวม ๗ ห้อง ห้องน้ำ ๒ ห้อง

ได้ทำการบูรณะวัดภูริทัตตวนารามเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ โครงการได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว ดังนี้

๓.๑ กุฏิสงฆ์สร้างใหม่ ๓ หลัง มีห้องให้พระภิกษุ สามเณรอาศัย ๑๘ หลัง ห้องน้ำ ๖ ท้อง

๓.๒ อาคารสำนักงานใหม่ ๑ หลัง ประกอบห้องทำงาน ๓ ท้อง และห้องน้ำ ๑ ห้อง

๓.๓ อุโบสถขนาดกว้าง ๕๐ ฟุต (๑๕ เมตร) ยาว ๗๐ ฟุต (๒๑ เมตร) และทำพิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิตไปเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ภายในพระอุโบสถมีพระประธานเหมาะสมแก่สถานที่ปฏิบัติจิตภาวนา มีเนื้อที่ใช้สอยไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ ตารางฟุต

๓.๔ สร้างห้องสุขาชาย-หญิง ตามแบบมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา ๑ หลัง

๓.๕ สร้างลานจอดรถ สามารถจอดรถได้ประมาณ ๙๐ คัน

๓.๖ ทำถนนเทปูนโดยรอบบริเวณวัด เหมาะแก่การเดินปฏิบัติจิตภาวนา สาหรับผู้ที่ต้องการความสงบทางจิตใจ เป็นอย่างดี

๓.๗ นอกจากนั้นก็มีศาลาอเนกประสงค์เพื่อเป็นที่ ทำบุญตักบาตรและมีโรงครัวพอใช้ได้ตามสภาพการณ์ของวัดจะพึงมี

๓.๘ ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ นี้กำลังดำเนินการจัดซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้านทิศเหนือของวัด เนื้อที่ประมาณ ๑ เอเคอร์ในราคา ๒๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ ๕,๖๒๕,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นสถานที่พักของอุบาสก อุบาสิกา และทำที่จอดรถเพิ่มเติม

๔. ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๓-๒๕๓๔ ทางชมรมพุทธศาสนาที่บอสตัน ได้อาราธนาให้ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ไปช่วยบรรยายเกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนา ๒ ครั้ง

จากผลที่ไปให้การอบรม ๒ ครั้ง ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับชาวอเมริกันที่เลื่อมใสในคำสอนพุทธศาสนา เรื่องปฏิบัติจิตภาวนาให้ได้ผล ก็ต้องมีสถานที่ที่เงียบสงัดร่มรื่น เหมาะที่จะเก็บอารมณ์ภาวนาด้วยความสบายใจ และพระสงฆ์ผู้ให้การอบรม ก็ต้องปลอดภาระเกี่ยวกับการหาปัจจัยมาจัดซื้อที่ดินสร้างอาคารเพื่ออยู่อาศัย ยังผลให้ชาวอเมริกันผู้หนึ่งเกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างมาก และต่อมาได้จัดซื้อที่ดินจำนวน ๖๐ เอเคอร์ (ประมาณ ๑๕๐ ไร่) ราคา ๗๐๐,๐๐๐ ดอลล่าร์สหรัฐหรือราว ๑๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท ถวายให้ก่อตั้งสถานปฏิบัติจิตภาวนา ตามแบบปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สถานที่แห่งนี้ปัจจุบันได้เป็นที่ตั้งของวัดเมตตาวนาราม

การดำเนินการของวัดเมตตาวนาราม

๑. บริเวณวัดส่วนใหญ่เป็นสวนอโวคาโด ซึ่งให้ผลผลิตที่จะทำประโยชน์แก่ทางวัดแล้ว ทุกต้นมีความสมบูรณ์ ให้ความร่มรื่นเหมาะแก่การปฏิบัติจิตภาวนามาก นอกจากนี้ยังมี ต้นลูกพลับที่ให้ผลแล้ว ๖๐๐ ต้น และจะเริ่มให้ผลในปีหน้าอีก ๔๐๐ ต้น

๒. ได้สร้างอาคารอเนกประสงค์สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา และปฏิบัติจิตภาวนา

๓. มีอาคารที่พำนักสงฆ์พออาศัยอยู่ได้ชั่วคราว ๔ หลัง และรถเทลเลอร์ ๒ คัน เป็นที่พักของสงฆ์

๔. มีอาคารที่พักขนาด ๓ ห้องนอน พร้อมห้องครัว ๑ หลัง และรถเทลเลอร์ ๒ คันสำหรับเป็นที่พักอาศัยของอุบาสก อุบาสิกา

ขณะนี้ท่านอาจารย์เจฟฟรี่ ฐานิสสโรได้ทำหน้าที่ดูแลบริหารกิจการ โดยมีหลวงปู่สุวัจน์เป็นผู้ให้คำแนะนำ

วัดป่าเขาน้อย

ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นต้นมา พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดป่าเขาน้อย ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เพราะท่านพิจารณาเห็นว่า เป็นสถานที่สัปปายะ มีป่าเขาโดยรอบ มีพวกนก เช่นนกเป็ดน้ำ มากินน้ำที่บริเวณสระภายในวัด และสัตว์อื่นๆ เช่น กระรอก กระแตมากมาย ฯลฯ เหมาะแก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อีกทั้งบริเวณวัดนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดเก่าในสมัยโบราณกาล

ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี นับเป็นมงคลสมัยยิ่ง ยังความปีติปราโมทย์แก่พสกนิกรชาวไทยโดยถ้วนหน้า พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์จึงได้มีสมานฉันท์สร้างศาลาและพระพุทธปฏิมาประธาน น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลโดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตหล่อจำลอง พระพุทธชินสีห์ขนาดพระเพลากว้าง ๖๙ นิ้ว และตรากาญจนาภิเษก ประดิษฐาน ณ ศาลา “กาญจนาภิเษก เมตตาสุวโจ”

ในการนี้สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ทรงมีพระเมตตารับเป็นองค์ประธานเททองหล่อพระประธาน เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ตรงกับวันพุธขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด เวลา ๑๒.๐๙ นาฬิกา ณ มณฑลพิธีหน้าพระอุโบสถคณะเหลืองรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร พร้อมทั้งได้ประทานพระนามว่า “พระพุทธโพธิธรรมประทาน”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะศิษยานุศิษย์ จึงได้พร้อมใจกันขอโอกาสถวายกฐินสามัคคี และถือเป็นศุภฤกษ์ิฉลองศาลา “กาญจนาภิเษก เมตตาสุวโจ” เพื่อถวายกตัญญูกตเวทิตาแด่องค์ท่านด้วยความเคารพอย่างสูง

ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะศิษยานุศิษย์ได้ดำเนินการขอวิสุงคามสีมา เนื่องจากวัดป่าเขาน้อยเป็นวัดเก่าแก่มาแต่ครั้งโบราณกาล จึงได้รับความสนใจและร่วมมือสนับสนุนอย่างดียิ่งจากทางกระทรวงศึกษาธิการ และกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนหน่วยงานราชการอื่น ๆ และเป็นที่น่าปีติยินตีเป็นอย่างยิ่งที่ทางราชการรังวัดเนื้อที่โดยประมาณได้ ๑,๓๐๐ ไร่

ในบริเวณวัดนี้ได้สร้างกุฏิสงฆ์ กุฏิสำหรับผู้ที่มาปฏิบัติธรรม ขุดสระน้ำบนภูเขา พื้นที่ประมาณ ๑ ไร่เศษ ด้วยความสนับสนุนจากทาง รพช. อันเป็นการก่อความชุ่มเย็นให้แก่พื้นที่ป่า และสัตว์ทั้งหลายได้มาอาศัย ไม่ต้องออกไปหากินห่างไกลบริเวณวัด

หลวงตามหาบัวรับรองในคุณธรรมพระอาจารย์สุวัจน์

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ พระอาจารย์สุวัจน์ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อหลวงตามหาบัวได้ทราบเรื่อง จึงได้เทศนาธรรมเรื่อง “จิตท่านสุวัจน์” อันเป็นการชมเชย รับรอง ในคุณธรรมของพระอาจารย์สุวัจน์ว่า

“จิตท่านสุวัจน์ก็เป็นพระ “สุปฏิปนฺ-อุชุ-ญาย สามีจิปฏิปนฺโน” เป็นพระ “เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ” ได้ ท่านสุวัจน์นี้องค์หนึ่ง เพราะอย่างนั้นเวลาท่านพักอยู่เมืองนอก ลูกศิษย์ลูกหาเขาเขียนจดหมายบอกมาว่า ได้ไปเยี่ยมวัดท่าน เราบอกเลยให้ไป ไปวัดนี้ให้ไป พระองค์นี้ให้ไป เราบอกอย่างนี้ ตายไปก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าจิตบริสุทธิ์ซะอย่างเดียว แบบตายมันไม่ได้ซ้ำกันน่ะ มันตายคนละแบบละแบบ ตามนิสัยวาสนากรรมของใครตายไม่เหมือนกัน แต่ถ้าความบริสุทธิ์นี้ตายแบบไหน ตายแบบไหน ก็แบบนั้นแหละ คือความบริสุทธิ์ล้วนๆ ๑. ศาลาหอฉัน ๒. ภายในศาลาหอฉัน ๓. กุฏิท่านพระอาจารย์สุวัจน์พำนักก่อนมรณภาพ๔. กุฏิหลังใหม่ที่คณะศิษยานุศิษย์สร้างถวายให้ท่านพักอาพาธ ๕. ที่พักอุบาสกอุบาสิกาที่มาปฏิบัติธรรม๖. ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเด็กๆ เตรียมสถานที่พักพระกรรมฐานเนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพหน้า ๑๐๕พระพุทธเจ้าท่านก็ตายในป่าในเขานั่นแล้ว พระกรรมฐานตายในป่าในเขานั่นแหละเหมาะสม หลวงตาบัวตายใครอย่ามายุ่งไมได้นะบอกไว้ชัด ๆ เลย ใครมายุ่งไม่ได้ ถึงเวลาไม่ให้ใครเข้ามายุ่งเลย เราจะไปคนเดียวของเรา เป็นตัวของเราตัวเดียวเท่านั้น ไม่มีสองตัว มันแนบอยู่ในหัวใจผู้ปฏิบัติธรรม มาทำเล่นรึ ศาสนาองค์เอกไม่ใช่ศาสนาปลอม ๆ มาสอนโลกเล่นๆ อย่างนั้นปฏิบัติให้เห็นตามพระพุทธเจ้าด้วยซิ มันจะไปไหนความจริงก็เต็มอยู่ในหัวอกของพระพุทธเจ้า แสดงออกมาจากหัวอกที่บริสุทธิ์ พุทโธ จะผิดไปไหนใช่รึเปล่า แง่ใดมุมใดของธรรมที่แสดงออกไปไม่มีผิดแม้นิดหนึ่งเลย ท่านก็ตายอย่างสง่าผ่าเผย ตายอย่างไว้ลวดลายของศาสนาเต็มอก ไว้ลวดลายให้สมกับความเป็นศาสดาของโลกใจบริสุทธิ์อย่างเดียวไม่มีความกังวลท่านสุวัจน์นี่ ท่านได้มาเล่าเรื่องธรรมของท่านให้ฟังแล้ว ท่านมาเล่าเรื่องภาวนาของท่านให้่ฟังแล้วเรียบร้อย เป็นที่หายสงสัยตายแบบไหนก็ตาย เอามาตายที่ไหนก็ตาย ถ้ามันจะตายเอามาตายที่วัดนี่แหละสมภูมิกรรมฐาน ก็คราวตายก็ทิ้งร่างเฉย ๆ ใจบริสุทธิ์ซะอย่างเดียวไม่มีความได้ความเสียกับธาตุกับขันธ์แล้วจะเป็นอะไร ถ้าใจมันรับผิดชอบมันหึงหวงอยู่นั่นซี เล็ก ๆน้อย ๆ ก็กลัวแต่จะเป็นจะตายเดี๋ยวเป็นโรคขึ้นมาอันใหญ่โตภายในใจอีก โรคกังวลโรคกลัวตาย โรคนี้เป็นมากกว่ายิ่งกว่าโรคร่างกายนะ โรคกระวนกระวายระส่ำ ระสาย โรควุ่นวาย โรคอันนี้หนักมากยิ่งกว่าโรคร่างกายนะ (หมายเหตุ เทศน์กัณฑ์นี้หลวงตามหาตัวได้แสดงขณะที่พระอาจารย์สุวัจน์กำลังอาพาธอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๓๙)

หลวงตามหาบัวแสดงเรื่องพระอาจารย์สุวัจน์มรณภาพ

เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เวลา ๑๓.๑๒ น. พระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ มรณภาพ ที่โรงพยาบาลเอกชน จังหวัดบุรีรัมย์ คณะศิษยานุศิษย์ได้เคลื่อนศพมาไว้ที่ศาลากาญจนาภิเษก เมตตาสุวโจ วัดป่าเขาน้อย และวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๕ (เช้า) หลวงตามหาบัวทราบข่าวได้แสดงธรรมเทศนา เรื่อง “พุทธศาสนาไม่มีอะไรบกพร่อง” อันเกี่ยวด้วยการมรณภาพ ของพระอาจารย์สุวัจน์ว่า..

“ท่านสุวัจน์นี้เสียเวลาเท่าไร?” (บ่ายโมง ๑๒ นาที ครับ)

“วันที่ ๕ ใช่ไหม ” (ครับ)

ท่านหล้าก็เสียที่ภูจ้อก้อ อันนั้นเราไปดูอยู่นี่ ท่านอาจารย์หล้า ที่ภูจ้อก้อ พอจวนตัวเข้ามาเราก็ไปดู เราสั่งเสียทุกอย่าง สั่งพยาบาลด้วย พยาบาลมาคอยดูแลอยู่นั้น เราสั่งเสียให้ปฏิบัติเพียงพอเหมาะสมเท่านั้นไม่ให้เลย คือตามธรรมดาเมื่อเอาเข้าโรงพยาบาลแล้ว หมอต้องทำหน้าที่ของหมอเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราก็เป็นแต่เพียงขอนซุง จะเป็นใหญ่ในตัวเองไม่ได้ ถ้าลงได้เข้าโรงพยาบาลแล้วเป็นหน้าที่ของหมอพยาบาล จะต้องดูแลเต็มเม็ดเต็มหน่วย

พูดให้เต็มยศก็คือ : พระอรหันต์ตาย

ทีนี้ คนไข้ร้อยทั้งร้อยก็เป็นไปตามหมอหมด ถ้าจะแยกออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ ๑% หรือ ๒% จะแยกออกมาเป็นตัวของตัวทางฝ่ายธรรมะคือท่านผู้ที่มีจิตเป็นธรรม ธรรมเป็นจิตล้วนๆ แล้วนั้น ไปเพียงอาศัยเวลาที่จะผ่านเท่านั้น ท่านไม่ได้อาศัยว่าหวังพึ่งอะไร เพราะท่านพอทุกอย่างแล้ว ท่านจะไม่มีอะไรพึ่ง หยิบออกมาก็ไม่มี จึงว่าพยุง แต่ไม่ให้ขัดข้องจากการพยุง กลายเป็นอุปสรรคไป พยุงไว้พอเวล่ำเวลาที่จิตใจของคนมีจำนวนมากที่จ่ออยู่กับท่าน รอให้พอเหมาะพอแล้วดีก็ผ่าน ถ้าพูดให้เต็มยศคือ พระอรหันต์ตาย ว่างั้นเลย ท่านจะไม่ถามใครทั้งหมด ท่านพออยู่ในท่านหมดเลยทุกอย่าง

ท่านสุวัจน์นี้เป็นพระประเภทที่ว่าพอตัว เพราะได้คุยธรรมะกันเรียบร้อยแล้ว อันนี้ก็รู้สึกว่าท่านลงเรา พูดไม่ใช่เราพูดยอเรา ท่านมาพูดเอง อย่างที่พูดเมื่อคืนนี้ว่า ท่านได้ฟังเทปเราเทศน์ที่วัดอโศการาม เทปนี้อาจจะออกจากวัดอโศการามก็ได้

ในขณะที่เราเทศน์แล้วท่านเอามาฟังก็ได้ หรือว่าคิดว่าท่านฟังเราที่นั่นคงไม่ใช่ คงจะมีใครเอาถวายท่าน ท่านถึงได้ฟัง คิดว่าเป็นอันนี้มากกว่า เทศน์ที่วัดอโศการาม ว่างั้น เทศน์ที่วัดอโศการาม ก็เป็นเทศน์สอนพระนี่ เทศน์สอนพระเรื่องอรรถเรื่องธรรมก็เป็นไปตามประเภทของพระ ถ้าประชาชนอย่างแกงหม้อใหญ่ก็อย่างพี่น้องทั้งหลายฟังนั่นซิ เทศน์มีธรรมะสูงที่ไหนไม่เคยมี เห็นมีพระมาก ๆ ก็แย็บไปหาพระเสียเล็กน้อยไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้ง ๆที่เทศน์มาแต่ต้นเต็มเม็ดเต็มหน่วยตลอดมา

ทีนี้ย้อนมาถึงท่านสุวัจน์ ท่านบอกว่าท่านได้ฟังเทปของเรา ตอนที่มันสะดุดใจอย่างแรง เทศน์ไปพอถึงจุดนั้น ธรรมะออกมาผางเข้าหัวใจเลยเทียว ธรรมะขั้นพอเหมาะกัน เห็นไหมล่ะ จิตใจสะดุ้งปึ๋งเลยทันที ท่านว่างั้น นี่ละ่ฟังซิธรรมะ พระพุทธเจ้าเทศน์สอนโลกมา เทวบุตรเทวดามนุษย์มนาึ้ทั้งหลายสำเร็จมรรคผลนิพพานมีมากขนาดไหน ก็อย่างนี้เอง ผู้ที่ควรจะรับธรรมประเภทไหนๆ มันรอกันหมดแล้ว นิสัยของใครขั้นใด ๆ มันก็เข้าผึง ๆ นี่ผู้มุ่งต่อมรรคผลนิพพานคือแดนพ้นทุกข์ ส่วนมากมีบรรดาพระสงฆ์เหล่านี้ท่านตั้งอย่างนั้นๆ เทศน์ผึงๆ ก็รับ ๆ สำเร็จมรรคผลนิพพานน้อยเมื่อไร พระพุทธเจ้าเทศน์แต่ละครั้ง ๆ นี่เพียงเรามาพูดเป็นหนูตัวหนึ่งมาพูด ที่ว่าท่านสะดุดใจอย่างแรง ผึงทันทีเลย ท่านว่า พอเทศน์ลงไปถึงจุดนั้นปั๊บก็โดนปึ๋ง ว่างั้นนะ ตั้งแต่นั้นมาจิตหมุนติ้วเลย พอเปิดกุญแจให้เท่านั้นละหมุนติ้ว หมุนๆ ใหญ่เลย นั่นเห็นไหม นี่ท่านเล่าให้ฟัง ท่านเล่าเอง

ท่านเล่าแล้วยังไม่แล้วนะ ท่านมาไม่ได้แสดงกิริยาว่าขอบบุญขอบคุณ แต่เรื่องขอบบุญขอบคุณแสดงอยู่กับกิริยาเนื้ออรรถเนื้อธรรม และยอมรับธรรมทั้งหลายล้วนๆ นั้นทั้งหมด ไปลงอยู่นั้น เรียกว่าเห็นบุญเห็นคุณนี้มากยิ่งกว่าที่จะแสดงขอบคุณอย่างนี้นะ อันนี้ท่านเล่าเอง เล่าถึงขั้นนี้ก็ขั้นจะผึงแหละ จากนั้นมาก็ไม่มีปัญหาอะไร

ใครจะไปรู้เรื่องยิ่งกว่าพระสิ้นกิเลสแล้ว

เพราะฉะนั้นว่าท่านสุวัจน์เสีย เราจึงสะดุดใจปั๊บเลย ข่าวว่าท่านเสียที่ศิริราช วันนั้นที่ได้ยิน เราแย็บในจิต เอ๊ะ! ยังไงกัน พอว่าตายที่บุรีรัมย์สนิทใจทันที

(ขออนุญาตครับ ท่านอาจารย์สุวัจน์ตอนเพียบหนักที่วัดที่บุรีรัมย์ ลูกศิษย์เห็นว่าเพียบหนักก็นำท่านไปโรงพยาบาล ท่านอาจจะสั่งลูกศิษย์ไว้ไม่ให้เจาะคอ เลยไม่ได้เจาะคอ) ท่านต้องสั่งแน่ๆ เพราะไม่ใช่เรื่องของท่านจะรับอันนี้เข้ามากวนธาตุขันธ์ของท่านมากขึ้น ว่าจะเบาตามความคาดหมายของหมอ แต่ก็เป็นการขัดของท่านอยู่ในขันธ์ หลวงปู่ขาวก็เหมือนกัน นั้นเราก็ได้ไปดูท่านเวลาท่านเพียบมาก ๆ คอยดู คอยเตือนพระเณรให้ปฏิบัติต่อท่านด้วยความราบรื่น ไม่ใช่อะไรนะ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ก็เป็นเรื่องของมัน คอยเตือนพระเณรอยู่เสมอเวลาปฏิบัติต่อท่าน เขาเอาเครื่องอะไรจ่อเข้าไปหาหาท่าน พอไปสัมผัสท่านปั๊บ ท่านก็ปัดทันทีเลย ถึงใจเราทันที นั่นต้องอย่างนี้ ท่านปัดท่านไม่ให้เอาเข้ามายุ่งเลย ปล่อยตามธรรมชาติ ก็มันจะไปของมันโดยหลักธรรมชาติอยู่แล้ว ไปตบไปแต่งมันหาอะไร ใครจะไปรู้รอบยิ่งกว่าพระที่สิ้นกิเลสแล้ว

ปริโยสานกาล

ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ เป็นพระที่รักสันโดษ โดดเดี่ยว ปลีกวิเวก มีจิตฝังลงในพระตถาคตเจ้า ด้วยศรัทธาที่มีเหตุผล มั่นคง เที่ยวจาริกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั่วโลกไม่ยึดติดในหมู่คณะ ไม่ติดในสถานที่ ไม่คลุกคลีกับใครหรือผู้ใด เป็นพระประเภท “เอเกโกว” เป็นผู้เดียวเทียว เที่ยวไปเพื่อปรารถนาวิเวก เมื่อท่านได้หลักใจมีหลักธรรมแล้ว ก็เที่ยวออกสั่งสอนผู้คนทั้งในและต่างประเทศ สมดังพระพุทธเจตนารมณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย! เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุข ของชนเป็นอันมากเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แก่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย” 

นอกจากจะปรารภเรื่องกรรมฐานแล้ว ท่านยังเป็นพระที่สนใจใฝ่ศึกษาในศาสนกิจ วิธีเดินปักขคณนาในวันอุโบสถสังฆกรรมท่านก็คำนวณเป็น โดยไม่ต้องซื้อตำรามาอ่าน นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้สนใจในภาษาขอม เขียนอ่านภาษาขอมได้อีกด้วย การเขียน การอ่านภาษาขอมนี้ ท่านเรียนจากท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ ท่านเล่าว่า “คำเทศน์สอนของหลวงปู่ฝั้น และพระอาจารย์มหาบัว เป็นหัวใจของเรา” ถึงครูบาอาจารย์ของท่านจะอยู่ไกล หรือว่าตายไป แต่ท่านยังคงเป็นศิษย์ที่ถือนิสัยในครูบาอาจารย์เสมอ ไม่มีวันเสื่อมคลาย ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์ฝั้นยังไม่มรณภาพ ถ้าเราไปอยู่ที่ไหนไกลก็ต้องกลับมากราบท่านเสมอ เมื่อท่านพระอาจารย์ฝั้นมรณภาพไป เราไปอยู่เมืองนอก ไปได้สักระยะหนึ่งก็ต้องกลับมากราบท่านพระอาจารย์มหาบัว เพราะระลึกถึงบุญคุณของท่าน

ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ นับได้ว่า ท่านเป็นพระธุดงค์แท้จริง ท่านเล่าว่า บางปีท่านเดินธุดงค์ถึงสองรอบ คือจากสกลนคร ไปอุบลฯ จากอุบลฯ ลงมาทางนครราชสีมา ทุก ๆ ครั้งทีออกเดิน ท่านจะเดินด้วยเท้าไม่ขึ้นรถ คู่หูของท่านก็คือพระอาจารย์อินตา ไปธุดงค์ที่ไหนมักจะไปด้วยกัน ถูกอัธยาศัยกัน เหมือนท่านพระอาจารย์ฝั้น ก็มีสหธรรมิกที่ไปไหน ท่านมักจะไปด้วยกันก็คือ พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ

ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ได้ทำประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นถึงที่สุดแล้ว สมเป็นพุทธสาวกแล้ว ได้นำคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ประกาศกังวานไกลถึงต่างแดน เป็นที่เลื่อมใสของชาวต่างชาติ นับว่า ท่านเป็นพระธรรมทูตที่ไปเผยแผ่ศาสนาในต่างแดนได้ประสบผลสำเร็จ

ท่านจึงเป็นพระประเภท “ปาสาณเลขูปโม” คือสลักความดีลงบนแผ่นหินคือหัวใจ ไม่มีใครที่จะสามารถไปลบความดีนั้นทิ้งได้ ถูกจารึกเป็นอนันตกาล เป็นเอกธรรม อันมีรสเดียวคือวิมุตติรส เป็นเครื่องดื่มด่ำ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงคุณเช่นนี้ แม้ได้ทิ้งเรือนร่างไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำเดือน ๕ สิริอายุรวม ๘๒ ปี ๗ เดือน ๗ วัน พรรษา ๖๑ แต่สำหรับอกาลิกธรรมที่ท่านครองอยู่นั้น จะเป็นปัจจุบันธรรมคู่โลกคู่สงสารตลอดไป เป็น “ธมฺมํ-สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ” “เป็นธรรมธาตุ เป็นธรรมฐีติ” โอบอุ้มสามแดนโลกธาตุให้ผาสุกร่มเย็นตลอดมาและจะตลอดไป… สาธุ ภนฺเต ฯ

ประวัติและปฏิปทา
พระโพธิธรรมาจารย์เถร
(หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ) 

วัดป่าเขาน้อย
ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ 

๏ อัตโนประวัติ 

“พระโพธิธรรมาจารย์เถร” หรือ “หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ” มีนามเดิมว่า สุวัจน์ (อุ้ง) ทองศรี เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๖๒ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะแม ณ บ้านตากูก ตำบลตากูก กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายบุตร และนางกิ่ง ทองศรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๕ คน โดยมีพี่ชาย ๒ คน และน้องสาว ๒ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ 

๏ ปฐมวัยและการศึกษาเบื้องต้น 

เมื่ออายุถึงเกณฑ์ ท่านได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก ตำบลตากูก จนจบชั้นประถมบริบูรณ์ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียนในสมัยนั้น และท่านได้อยู่ช่วยงานด้านเกษตรกรรมร่วมกับโยมบิดา-โยมมารดา และพี่ๆ น้องๆ นอกจากนั้น ท่านได้มีโอกาสเรียนวิชาชีพกับช่างตีทอง จนมีความรู้พอประกอบอาชีพได้ 

ในวัยหนุ่มที่นมีอาชีพเป็นช่างทอง วันหนึ่งท่านนั่งอยู่กลางทุ่งนาเห็นพระธุดงค์เดินผ่านมา เมื่อได้สนทนาเกิดความเลื่อมใส จึงตั้งความปรารถนาไว้ว่า “กาลข้างหน้าจะต้องออกบวชเป็นพระธุดงค์”

อยู่มาวันหนึ่งท่านได้ปลงธรรมสังเวชในมนุษย์เป็นๆ คือ มีผู้หญิงท้องแก่คลอดก่อนกำหนดไม่มีใครอยู่ในหมู่บ้าน เธอร้องขอความช่วยเหลือ น้ำคร่ำไหลออกมาเต็มไปหมด ท่านเห็นเช่นนั้นจึงได้เข้าไปช่วยเหลือ ช่วยจับ ช่วยดึง ช่วยบอกให้ เบ่งๆ ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็นตั้งแต่เกิดมาประจักษ์แก่ใจมากในวันนั้น สงสารก็สงสาร สังเวชก็สังเวช ทั้งเลือดทั้งคนปะปนกันออกมา ความเกิดเป็นทุกข์ประจักษ์แก่ใจแบบไม่มีวันลืม เกิดความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลายขึ้นมาทันใด ได้กระทำไว้ในใจว่า “สักวันหนนึ่งจะต้องออกบวชอย่างแน่นอน”

๏ การบรรพชาและการอุปสมบท 

ด้วยจิตใจที่ฝักใฝ่สนใจในทางธรรม และรักในเพศบรรพชิตมาตั้งแต่เป็นเด็ก ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ซึ่งขณะนั้นท่านอายุได้ ๑๙ ปีบริบูรณ์ ท่านก็ได้ขออนุญาตโยมบิดา-โยมมารดาเพื่อบรรพชาเป็นสามเณร โดยเข้าพิธีบรรพชา ณ วัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก ตำบลตากูก นั้นเอง 

ท่านได้ตั้งใจศึกษาและประพฤติปฏิบัติธรรม จนเมื่ออายุใกล้ครบอุปสมบท ซึ่งแม้ว่าการปฏิบัติธรรมของท่านในช่วงที่เป็นสามเณรอยู่นี้จะไม่นานนัก แต่ความศรัทธาต่อศาสนธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้หยั่งลึกในจิตใจท่านและเพียงพอที่จะเกิดเป็นปณิธานภายในใจท่านว่า อย่างไรเสียท่านต้องอุปสมบทเพื่อประพฤติธรรมในสมณเพศนี้สืบไป ดังนั้น ท่านจึงได้ขออนุญาตโยมบิดา-โยมมารดาเพื่ออุปสมบท ซึ่งท่านทั้งสองก็ไม่ขัดข้อง อย่างไรก็ดีตอนนั้นเป็นช่วงที่กำลังเก็บเกี่ยวข้าวพอดี ประกอบกับเพื่อจะได้จัดการในเรื่องต่างๆ ก่อนที่จะอุปสมบท ท่านจึงได้ลาสิกขาจากสามเณรเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน 

ในปีถัดมาคือปี พ.ศ. ๒๔๘๒ หลังจากที่ท่านได้จัดการเรื่องต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับท่านมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านจึงได้เข้าพิธีอุปสมบทอยู่ในภิกษุภาวะสมความตั้งใจ ณ พัทธสีมาวัดกระพุมรัตน์ บ้านตากูก ซึ่งเป็นวัดฝ่ายมหานิกายที่ท่านเคยบรรพชาเป็นสามเณร โดยมี พระครูธรรมทัศน์พิมล (ด้น) เจ้าอาวาสวัดศาลาลอย (เมื่อครั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์เคลือบ วัดดาวรุ่ง บ้านขาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์อุเทน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ 

หลังจากที่ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ในพรรษาแรกนั้นเอง ได้มีคณะศรัทธาชาวบ้านบุแกรง อำเภอท่าตูม (ปัจจุบันคืออำเภอจอมพระ) จังหวัดสุรินทร์ พากันมาอาราธนาท่านไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบุแกรง ซึ่งเป็นวัดร้างไม่มีพระจำพรรษา ต่อมาเห็นด้วยว่า หากจะอยู่ทำประโยชน์ไว้ในบวรพระพุทธศาสนาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น จำเป็นต้องศึกษาพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ หลังจากออกพรรษาแล้ว ท่านได้เดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดป่าศรัทธารวม ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีและชั้นโท ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ และ พ.ศ. ๒๔๘๔ ตามลำดับ 

๏ ญัตติเป็นธรรมยุต 

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ หลังจากสอบพระปริยัติธรรมได้นักธรรมชั้นโทแล้ว ท่านเกิดมีศรัทธาหนักไปในทางปฏิบัติจิตตภาวนา จึงได้เดินทางเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทั่งได้พบกับ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ณ วัดป่าศรัทธารวม ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา แล้วเกิดความเลื่อมใสข้อวัตรปฏิปทาของท่านพระอาจารย์ฝั้นเป็นยิ่งนัก ดังนั้น ท่านจึงได้ขอญัตติใหม่ในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ณ พัทธสีมาวัดสุทธจินดา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมี ท่านเจ้าคุณพระธรรมฐิติญาณ (สังข์ทอง นาควโร พันธ์เพ็ง ป.ธ. ๕) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระครูธรรมธร (ทองดี) วัดศรีจันทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “สุวโจ” อันมีความหมายเป็นมงคลว่า “ผู้ว่ากล่าวตักเตือนง่าย”

เมื่อญัตติแล้วท่านได้กลับไปจำพรรษา ณ วัดป่าศรัทธารวม จังหวัดนครราชสีมา เป็นเวลา ๒ พรรษา โดยได้อยู่จำพรรษาและศึกษาธรรมกับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และพระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้ติดตาม พระอาจารย์ผั่น ปาเรสโก ออกเดินธุดงค์ไปทางพระธาตุพนม 

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ เมื่อออกพรรษาแล้วท่านได้ธุดงค์ไปทางจังหวัดกาฬสินธุ์ ขึ้นเทือกเขาภูพาน ไปจำพรรษา ณ วัดป่าบ้านหนองผือ (วัดป่าภูริทัตตถิราวาส) จังหวัดสกลนคร เพื่อกราบนมัสการขอโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมกับ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ท่านพระอาจารย์มั่นได้ให้โอวาทว่า “อาจารย์ของเธอคือพระอาจารย์ฝั้น ตอนนี้แก่มากแล้ว สมควรที่เธอจะต้องทดแทนบุญคุณ เธอไม่ต้องมาอยู่กับเราที่นี่ ให้ไปปฏิบัติท่านอาจารย์ฝั้น ศึกษาและปฏิบัติกับท่านอาจารย์ฝั้นก็เป็นที่เพียงพอแล้ว”

หลังจากนั้นท่านก็กลับมาติดตามอุปัฏฐากดูแลพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จนได้รับการยกย่องว่าประดุจดัง “มือขวา” ของพระอาจารย์ฝั้น ท่านอุปัฏฐากดูแลกระทั่งพระอาจารย์ฝั้นได้ละสังขาร

๏ การปฏิบัติศาสนกิจและสมณศักดิ์ 

๑. ได้รับแต่งตั้งจาก สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสนมหาเถร) เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ตามหนังสือที่ ๒๖/๒๕๒๙ ลงวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ 

๒. ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสนมหาเถร) เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ให้เป็นประธานกรรมการคณะธรรมยุตในประเทศสหรัฐอเมริกา ตามหนังสือที่ ๙/๒๕๒๙ ลงวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ 

๓. ได้รับแต่งตั้งให้เป็น “พระครูปลัดสุวัฒนญาณคุณ” เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๒ 

๔. ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่ “พระโพธิธรรมาจารย์เถร”เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๓

๏ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสหรัฐอเมริกา 

ปี พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๒๖ หลวงปู่สุวัจน์ สวโจ ท่านเดินทางไปเผยแผ่ธรรม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามคำนิมนต์ นับแต่หลวงปู่สุวัจน์ได้รับแต่งตั้งเป็นพระธรรมทูตจากคณะสงฆ์ไทยในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เพื่อไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านปฏิบัติศาสนกิจที่ได้รับมอบหมายนี้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งในบางครั้งท่านต้องเดินทางไปแสดงธรรมยังที่ไกลๆ เช่น ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๓-๒๕๓๔ ท่านเดินทางไปแสดงธรรมและอบรมจิตตภาวนา ตามคำอาราธนาของสมาคม IMS (Insight Meditation Society) ที่เมืองบอสตัน (Boston Town) มลรัฐแมสซาชูเซทท์ (Massachusetts State) ๒ ครั้งๆ ละประมาณ ๒ สัปดาห์ 

สำหรับการวางรากฐานพระพุทธศาสนาในต่างประเทศที่สำคัญยิ่ง ก็คือ การสร้างวัด รวมถึง การวางระเบียบข้อวัตรปฏิบัติตามแบบอย่างของวัดกัมมัฏฐานสาย ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เพื่อมุ่งเผยแพร่พระธรรมคำสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคปฏิบัติจิตตภาวนา ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ต่อมามีผู้ศรัทธาซื้อที่ดินถวายให้สร้าง วัดวอชิงตันพุทธวนาราม เมืองออเบิร์น มลรัฐวอชิงตัน เลขที่ 4401 South 360th Street Auburn, WA 98001. มีเนื้อที่ ๗ เอเคอร์ (ประมาณ ๑๗.๕ ไร่) 

ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ สร้าง วัดป่าธรรมชาติ เมืองลาพวนเต้ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีเนื้อที่ ๕ เอเคอร์ (ประมาณ ๑๒.๕ ไร่) และปี พ.ศ. ๒๕๓๐-๒๕๓๕ สร้าง วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีเนื้อที่ ๔.๖๘ เอเคอร์ (ประมาณ ๑๒ ไร่) 

ครั้นต่อมามีพุทธศาสนิกชนชาวอเมริกันท่านหนึ่งมีจิตศรัทธาถวายปัจจัยเพื่อซื้อที่ดินบนเขา ในเมืองแวลเลย์เซ็นเตอร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีเนื้อที่ ๖๐ เอคอร์ (ประมาณ ๑๕๐ ไร่) คิดเป็นเงิน ๗๐๐,๐๐๐ ดอลล่าร์ หรือประมาณ ๑๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้เป็นสถานที่บำเพ็ญจิตตภาวนา ซึ่งต่อมาได้จัดตั้งเป็น วัดเมตตาวนาราม โดยในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ท่านได้มอบหมายให้ พระอาจารย์เจฟฟรี ฐานิสฺสโร รับเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา

๏ พระอริยเจ้าผู้หลุดพ้นด้วยอิริยาบถเดิน 

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ พระอริยเจ้าผู้เป็นศิษย์สายกัมมัฏฐานของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ อีกรูปหนึ่ง เมื่อได้พบท่านพระอาจารย์มั่นครั้งแรก ได้รับโอวาทธรรมจากท่านว่า “คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเล่น ถ้าทำเล่นจะไม่เห็นของจริง” ท่านเป็นศิษย์ต้นของ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้รับการยกย่องจาก หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง

ท่านเป็นพระที่รักสันโดษ โดดเดี่ยว ปลีกวิเวก มีจิตฝังลึกลงในธรรมของพระตถาคตเจ้าด้วยศรัทธา ที่มีเหตุผล มั่นคง มีความปรารถนาจะบรรพชาและอุปสมบทตั้งแต่เยาว์วัย

อุปนิสัยของท่านชอบท่องเที่ยวจาริกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศและต่างประเทศ ไม่ยึดติดในหมู่คณะ ไม่ติดสถานที่ ไม่คลุกคลีกับใคร หรือผู้ใด เปรียบเหมือนนกตัวน้อยๆโผปีกทั้งสองทะยานขึ้นสู่โลกกว้าง ไม่อาลัยกับสิ่งใดๆ ท่านจึงเป็นพระประเภท “เอเกโก ว” ชอบเที่ยวไปผู้เดียว ปรารถนารสแห่งวิเวกอันมีวิมุตติธรรมเป็นเครื่องดื่มด่ำ บางปีท่านเดินธุดงค์ถึง ๒ รอบ จากจังหวัดสกลนครไปทางจังหวัดอุบลราชธานี ลงไปทางจังหวัดนครราชสีมา แล้วก็ย้อนกลับมาทางจังหวัดอุดรธานี แล้วเข้าสู่จังหวัดสกลนครตามเดิม

บางครั้งท่านเป็นผู้นำพระกัมมัฏฐานรุ่นน้องออกเดินธุดงค์ เช่น คราวที่ถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่นเสร็จ พระกัมมัฏฐานระส่ำระสายขาดที่พึ่ง ท่านจึงเป็นผู้นำออกเดินธุดงค์ไปทางเขตอำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี โดยมี พระอาจารย์วัน อุตฺตโม, พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ, พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร, พระอาจารย์คำพอง ติสฺโส, พระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต และพระอาจารย์ประยูร เป็นผู้ติดตาม

หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ท่านถึงที่สุดแห่งธรรมในระหว่างปี ๒๕๑๕-๒๕๒๔ ณ ถ้ำศรีแก้ว บ้านภูพานทอง ตำบลสร้างค้อ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ด้วยอิริยาบถเดิน ขณะกลับกุฏิ

ท่านเล่าว่า “คำเทศน์ของหลวงปู่ฝั้นและหลวงตามหาบัว เป็นหัวใจอันสำคัญที่นำท่านไปสู่อุดมธรรม”

ท่านได้ทำประโยชน์ตนถึงที่สุดแล้ว ก็ยังทำประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ท่านได้นำพระธรรมที่บรรลุรู้เห็นแจ้งไปประกาศกังวานไกลถึงต่างแดนเป็นที่เลื่อมใสของชาวต่างชาติ 

ท่านเป็นพระประเภท “ปาสาณเลขูปโม” คือสลักความดีลงบนแผ่นหินคือหัวใจอันแข็งแกร่งไม่มีใครสามาลบล้างทิ้งไปได้ ถูกจารึกตลอดอนันตกาล

๏ สูญเสียร่มโพธิ์ร่มไทร 

เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เป็นเหตุทำให้องค์ท่านต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นเวลานานและเดินไม่ได้ ประกอบกับองค์หลวงปู่ท่านมีปัญหาเรื่องปอดไม่แข็งแรงมานานแล้ว ในช่วงระยะ ๑ ปีที่ผ่านมา องค์หลวงปู่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคปอดติดเชื้อมาโดยตลอด (ประมาณ ๔-๕ ครั้ง) ครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะละสังขารนี้ องค์หลวงปู่เข้ามารักษาองค์ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธและหัวใจท่านได้หยุดเต้นไปแต่เป็นบุญที่คณะแพทย์และพยาบาลได้ถวายการรักษาได้ทันท่วงทีจึงสามารถช่วยท่านไว้ได้ตลอดระยะเวลาที่ทำการรักษาองค์หลวงปู่มักจะปรารถอยู่เนืองๆ ว่าท่านอยากกลับไปวัด จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม องค์หลวงปู่แข็งแรงขึ้นมาก คณะแพทย์จึงเห็นสมควรให้ท่านเดินทางกลับบุรีรัมย์ได้

หลวงปู่ท่านสดใสมาก เมื่อได้กลับไปที่วัดป่าเขาน้อย อาการท่านก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แข็งแรงมากพอที่จะไปโปรดญาติโยมที่วัดป่าปราสาทจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ได้ หลวงปู่เมตตาพำนักที่วัดป่าปราสาทจอมพระ และแสดงธรรมโปรดญาติโยมประมาณ ๑ อาทิตย์ คือในช่วงระหว่างวันที่ ๑๓ มีนาคม ถึง ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๕ จึงได้กลับเดินทางกลับมายังวัดป่าเขาน้อย

หลังจากที่หลวงปู่ท่านเดินทางกลับมาพำนักที่เขาน้อยได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ หลวงปู่มีอาการอ่อนเพลียมาก จนต้องพาท่านเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนบุรีรัมย์ หลังจากที่ท่านได้เข้าไปรักษาตัวได้ ๒ วัน อาการดีขึ้นมาก แพทย์ที่ถวายการรักษาขอดูอาการ ซึ่งหากไม่ทรุดลงไปก็จะอนุญาตให้กลับวัดได้ แต่แล้วอาการของหลวงปู่ก็เริ่มทรุดลงเมื่อวันที่ ๒ เมษายน และอาการหนักในคืนวันที่ ๓ เมษายน เนื่องจากโรคปอดติดเชื้อที่แทรกซ้อนขึ้นมาเช้าวันที่ ๕ เมษายน เป็นวันที่ศิษยานุศิษย์ใกล้ชิดและคณะแพทย์ต้องตัดสินใจ คณะแพทย์แนะนำให้เจาะคอองค์หลวงปู่ แต่เมื่อประชุมร่วมกันแล้ว ลงความเห็นว่าไม่สมควรเจาะคอเพราะจะเพียงแค่ยืดอายุขัยท่านเท่านั้น นอกจากนี้ก็จะทรมานองค์หลวงปู่มากมายอีกด้วย คณะแพทย์หลายๆ ท่านพยายามติดต่ออาจารย์หมอที่ชำนาญทางปอด เพื่อให้เดินทางมาถวายการรักษาที่จังหวัดบุรีรัมย์ 

ประมาณช่วงเที่ยงวันที่ ๕ เมษายนนั้นเอง องค์หลวงปู่ท่านแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ที่จะละสังขารด้วยการค่อยๆ ถอนให้เห็น โดยปกติคนที่ป่วยหนัก ค่าต่างๆ ที่แสดงถึงความมีชีวิตอยู่ อาทิเช่น ความดัน ชีพจร เป็นต้น จะเปลี่ยนแปลง แปรผันขึ้นๆ ลงๆ แกว่งไปมา (fluctuate) แต่ขององค์หลวงปู่ท่านจะคงที่ ค่อยๆ ลดลงเป็นลำดับ แสดงให้เห็นว่าองค์ท่านสามารถควบคุมได้ และไม่ประสงค์จะครองสังขารอีกต่อไป คณะศิษยานุศิษย์จึงเตรียมนำองค์ท่านกลับคืนสู่วัด หากแต่ก็ไม่ทันเวลา องค์หลวงปู่ละสังขารจากไปด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๕ เวลา ๑๓.๑๒ น. สิริรวมอายุได้ ๘๒ ปี ๗ เดือน ๗ วัน พรรษา ๖๑

ครั้นเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุชั่วคราว วัดป่าเขาน้อย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นประธาน และองค์จุดไฟพระราชทานเผาสรีระสังขารหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ

ภายหลังจากที่ได้พระราชทานเพลิงศพขององค์หลวงปู่ท่านแล้ว คณะศิษย์ยานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดสร้าง “พระบรมธาตุเจดีย์ศรีสุวจคุณานุสรณ์” เจดีย์พระโพธิธรรมาจารย์เถร (หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ) ขึ้นมา เป็นเจดีย์อนุสรณ์สถานเพื่อบรรจุอัฐบริขารและอัฐิธาตุขององค์ท่าน 

๏ ตัวอย่างคำสอนหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ 

(๑) ความทรงจำจดจำ แม้จะได้สูตรใดสูตรหนึ่งต้องจำได้ ปาฏิโมกข์ควรให้คล่องให้ถูกต้องตามภาษาที่ได้บัญญัติไว้ ชื่อว่าเราได้ศึกษาปริยัติธรรมเช่นเดียวกัน ปริยัติธรรมเป็นหลักของการปฏิบัติ เพราะเป็นศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เราถือเป็นหลักการปฏิบัติ ถ้าไม่มีหลักสิ่งเหล่านี้แล้วก็ถือว่าเลื่อนลอยไปตามกิเลส ตามอารมณ์ที่มีกิเลสเจือที่จิตใจของเรา เราจะถือเป็นแบบฉบับที่ใจชอบหรือไม่ชอบตามใจของเราไม่ได้ ต้องถือหลักโอวาทศาสนธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสนาอยู่มาถึงพวกเราเป็นเวลายาวนานก็ต้องมีหลัก อาศัยหลักนี้เป็นเครื่องรองรับหมู่คณะ

(๒) พระพุทธเจ้าพระองค์รู้ดี รู้ชอบด้วยพระองค์เองแล้ว พระองค์ได้ทรงสั่งสอนพวกเราทั้งหลายให้ประพฤติตาม

(๓) พระธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงวางไว้ ให้รักษากาย รักษาวาจา รักษาจิตใจ โดยอาศัยหลักศีล สมาธิ ปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญาอย่าไปดูที่ตัวหนังสือ ความจดจำด้วยสัญญานั้นยังไม่ใช่ ยังเป็นรู้ภายนอก ศีล สมาธิ ปัญญานั้นก็คือการสำรวมกาย รักษากายนี้เอง เราก็ดูที่กาย เราสำรวมแล้วหรือยัง เรียบร้อยหรือยังในตัวเราเอง ในการเข้าสู่สังคมสมาคมเรียบร้อยเป็นระเบียบตามที่พระพุทธเจ้าพาดำเนินมาหรือไม่ ในกาย ในวาจาคำพูดของเรา เรามีสติคุ้มครองรักษา เลือกคำพูดได้สะอาดบริสุทธิ์มากน้อยแค่ไหน เราก็ต้องรู้ตัวเราเอง

(๔) ที่เราสวดมนต์ไหว้พระอยู่เสมอ ก็อย่าไหว้แต่วาจา อย่ากราบแต่ด้วยมือ ต้องจิตใจน้อมระลึกถึงความจริงด้วย ให้เกิดขึ้นในจิตใจ ให้มีศรัทธาความผ่องใสในจิตในใจ จะเห็นอานิสงส์ จะได้เกิดความอุตสาหะพยายาม เกิดความพากเพียร เกิดสติระลึกคุ้มครองรักษาตัวเรา ให้เป็นผู้หมดจดสะอาดไปถึงสภาพแห่งความบริสุทธิ์ ให้จิตตั้งมั่นในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ได้ชื่อว่าเราเจริญรอยตามเป็นสาวกของพระองค์ ผู้เชื่อฟังผู้ทำตามพระองค์ เราเป็นผู้เดินตามพระองค์ต่อๆมา เราเป็นสาวกผู้น้อง ผู้ลูก ผู้หลาน แต่สุดท้ายเดินตามๆกันไป

(๕) ถ้าพวกเราพร้อมเพรียงกันรักษาธรรมวินัย แบบฉบับของครูบาอาจารย์ อย่าไปเถลไถลแบบใหม่ๆ แบบเขาว่าโลกเจริญก็เลยลืมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โลกมันเจริญแค่ไหนมันเพียงแค่กามเท่านั้นแหละ ผลที่สุดโรคเอดส์รุมหัวมันหมดแล้ว มันเจริญของโลกนี่ มันจะอัศจรรย์สักเท่าไร ธรรมของเรามันอัศจรรย์จริงๆ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้หมู่พวกเชื่อในธรรมในวินัย

(๖) ขอให้หมู่พวกลูกหลานทุกคนที่บวชเข้ามานี้ อย่าไปมุ่งหวังว่าให้โยมเขามีศรัทธาให้คนนั้นมีศรัทธา ไม่ต้อง ขอให้เรามีศรัทธาคนเดียว ให้ปฏิบัติจริงทำจริง ยังไม่ต้องมองคนอื่นให้มองตัวเรา พระพุทธเจ้าพระองค์ก็มองพระองค์ก่อน พระองค์ไม่ได้วิ่งไปสอนโลกก่อน พระองค์สอนพระองค์จนเสร็จกิจแล้ว พระองค์จึงสอนคนอื่น

(๗) เหมือนกับหลวงปู่มั่น ผมไปดูไปอยู่ใกล้ชิดแล้ว ท่านไม่ค่อยเอาใจใส่เรื่องญาติโยมสักเท่าไร ท่านเอาใจใส่พระเราสามเณรของเรา ถ้าเราดีแล้วโยมเขาก็ดีด้วย ท่านพูดอย่างนั้นนะ ผมจำชัดจริงๆ

(๘) สัทธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยศีล สมาธิ ปัญญา แล้วยังผ่องใสสดใสบริสุทธิ์ไม่เสื่อมสูญอันตรธาน แต่จิตใจของเรานี่แหละไม่ฉลาด ไม่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่จิตใจของเรา ยังเถลไถลยังอนุโลมไปตามอารมณ์ จิตใจของเราที่ผสมกับกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง ความฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ ง่วงเหงาหาวนอน ฟุ้งซ่านรำคาญ วิจิกิจฉาในจิตในใจ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องที่ผสมในจิตใจของเรา ด้วยมองเห็นพระสัทธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าไม่แจ้งชัด เราเถลไถลอยู่ เราจึงไม่สามารถที่จะข้ามแม่น้ำอันเต็มไปด้วยอันตราย เพื่อให้พ้นอันตรายเหล่านั้นได้ ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา เพราะเหตุนั้นเราจึงจำเป็นต้องได้รับความทุกข์ ความเศร้าหมองทางจิตใจอยู่เสมอ

(๙) คำสอนพระพุทธเจ้าสอนกิเลสไม่ได้สอนอันอื่น อยู่ที่ไหนก็ชำระที่นั่นปฏิบัติที่นั่น ผมก็ทำตามมาตลอดไม่ได้ลดละ ฉะนั้นขอให้พวกเราช่วยกันตั้งใจปฏิบัติดูแลต่อไป เรื่องธรรมของพวกเราจะต้องช่วยกันทะนุบำรุงรักษา

(๑๐) เพราะฉะนั้นพวกเราตั้งใจปฏิบัติ ใครสงสัยอะไรก็รีบชำระ เรื่องศีล เรื่องอะไรก็รีบชำระ รีบปฏิบัติให้มันเห็นตรง อุชุปฏิปันโนจริงๆ อย่าทำเหลาะแหละเหลวไหลโลเล

(๑๑) ได้โอกาสดีแล้วทุกองค์อยู่ที่ไหนก็ขอร้องพวกเราทุกๆคน ให้เร่งทำความเพียรอย่าไปยุ่งกับญาติกับโยมมากนัก อย่าไปยุ่งกับอย่างอื่น พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ของเราท่านได้กำลังมา ได้สอนพวกเรามา ไม่ได้ไปยุ่งกับโยมชาวบ้านมากนะ ท่านเด็ดเดี่ยว เมื่อท่านทำกิจกำลังท่านพอแล้ว ท่านจึงมาทำ ที่เราเห็นภายหลังที่ท่านได้ฉันดี นอนดี อยู่ดี อันนี้มันเรื่องเปลือก ไม่ใช่เรื่องแก่น ไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องสนใจ สนใจแต่ทำความเพียรทั้งกลางวันกลางคืน เฉพาะในจิตในใจเฉพาะ มันไม่ใช่มากนะอันเรื่องที่จะพ้นทุกข์นี่

(๑๒) พวกเราทั้งหลาย ถ้าหากว่าพอจะมีบุญวาสนา มีศรัทธาอยู่ในจิตเป็นกองทุนแล้ว ก็พยายามสร้างศรัทธากับวิริยะความพากเพียร ปัญญาขึ้นมา คู่นี้แหละที่ปฏิบัติ ผมจะอยู่อเมริกาก็ตาม อยู่ที่ไหนก็ตาม ธรรมะเท่านี้แหละ พลังนี้แหละเป็นตัวสำคัญ 

(๑๓) อยากให้หมู่พวกทั้งหลายที่ได้บวชเข้ามาแล้วน่ะต้องเร่งความเพียร ไม่ต้องทำอะไรที่ไหนล่ะ ดูกายกับจิตนี้ ผมก็ทำตามแบบครูบาอาจารย์สอนนี้เอง แต่ความที่เราพูดเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เราเป็นผู้รู้คนเดียวนะ มันยังรู้ว่าครูบาอาจารย์ของเราก็พ้นทุกข์ไปมากแล้ว

(๑๔) หลวงปู่ฝั้นนี่ท่านพ้นแล้วนะ มันเชื่อนะ เราโง่เราไม่รู้ ครูบาอาจารย์ของเรานี่ ผู้ปฏิบัติจริงๆ ถึงท่านไม่พูดนี่ ไม่จำเป็นจะต้องพูด มันหมดสิ้นสุดในกิจ มันรู้บอกในขณะนั้นว่ากิจที่จะต้องทำอีกเสร็จสิ้นแล้ว 

(๑๕) บางองค์ที่ท่านรู้ท่านรู้จริง แต่บางองค์ที่ท่านไม่บัญญัติมาพูด ไม่ได้ตั้งมาพูดมันรู้เลย อย่างหลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ครูบาอาจาย์ที่ท่านไม่พูด นึกว่าท่านไม่พ้นไม่ใช่นะ ไม่ใช่ว่าท่านไม่ได้อะไร บางคนไปเห็นนึกว่าท่านไม่เทศน์ไม่สอน นึกว่าท่านไม่เก่งเหมือนตัวเอง บาปกินไม่รู้ตัว 

(๑๖) ปัญญาเรานะมันไปไม่ได้นะ เราต้องอาศัยพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นการปฏิบัติมันต้องยึดหลักพระองค์แล้วก็เร่งทำความเพียร เพราะทำแล้วจะต้องรู้ นอกจากพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารที่เราใกล้ชิดที่เห็นปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันผมก็ยึดหลวงปู่บ้านตาด เพราะนิสัยชอบท่านมาก การพิจารณาการพลิกแพลงอะไรต่างๆ นิสัยเราชอบหลวงปู่บ้านตาดกับหลวงปู่ฝั้นเหมือนกันนะ แต่ผมเสียอันหนึ่งที่มันไม่อดทนในญาติโยมเหมือนท่านเท่านั้นแหละ แต่เรื่องพลิกแพลงสติปัญญาที่ท่านแนะนำมาน่ะผมชอบ

(๑๗) พูดให้หมู่เพื่อนฟังก็อยากให้หมู่ใครคนใด ประสบเหตุการณ์อย่างไร ขอให้บอกให้เล่าให้ฟังเพื่อจะได้เป็นพยานขึ้นมา หรือถ้าหากว่าหมู่พวกทุกองค์เร่งทำความเพียรไม่เหลวไหล และศาสนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เฉพาะศีล สมาธิ ปัญญา ต้องพ้นทุกข์แน่นอน ขอให้พวกเราพยายาม

(๑๘) องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ตรัสว่าพระองค์ได้ตรัสรูแล้ว ทีนี้พอพระองค์สอนอัญญาโกณฑัญญะก็ได้บรรลุธรรม แน่ะมันเป็นพยานแล้วทีนี้ 

(๑๙) ใครสงสัยอะไรก็ถามได้ บางทีตอบให้ได้ ถ้าตอบไม่ได้ก็แล้วไป บางทีก็คิดไม่ออก แต่หลวงปู่มั่นท่านท้าทายนะ เอ้า..สงสัยตรงไหนถามมา ท่านก็พูดเผงๆตรงๆไปเลย หลวงปู่มั่นน่ะ 

(๒๐) ไปอยู่อเมริกาได้ทำความเพียรต่อเนื่องกันประจำ ทางจงกรมกับกุฏิก็อยู่ใกล้กันได้ทำตลอด อากาศก็ดีมันสัปปายะอันหนึ่ง แต่สำคัญว่าจิตของเราอย่าไปหลงความเจริญของบ้านเมืองของเขา ถ้าไปเอาอันนั้นมานี้แล้วเสร็จ ธรรมหายไปหมดเลย แต่จิตใจของคนมันไม่อัศจรรย์เลย แม้แต่เขาจะวิเศษอย่างไรมันไม่อัศจรรย์เลย อัศจรรย์แต่พระพุทธเจ้า ธรรมของพระองค์สามารถที่จะพ้นทุกข์ ความสุขจนขนาดที่เทวดานี่พระองค์ยังเห็นโทษ ขนาดนั่งฌานสงบ ที่เรานั่งสงบมีความสุข พอใจในความสุขอันนั้นแต่พระองค์ก็ยังเห็นโทษ 

(๒๑) ท่านสอนกรรมฐานว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้มัวเมาในวัย ไม่มัวเมาในชีวิต ไม่มัวเมาในความไม่เป็นโรค ไม่มัวเมาในความเป็นอยู่ ให้รู้สภาพตามความเป็นจริง ตัวของเรานี้คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นของชำรุดทรุดโทรมคร่ำคร่าเปลื่อยเน่า ใครจะมากราบความเปลื่อยเน่าสักการะบูชาอันนี้ ใครจะบูชาสิ่งไหนนี้เราต้องกำหนดรู้ให้เห็นชัด 

(๒๒) ที่เขากราบไหว้บูชาสักการะเวลานี้ ก็เพราะบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เรามาอยู่อาศัยบารมีของท่าน เรายึดหลักของท่าน เหมือนกับกาไปยึดหลักภูเขาทอง เวลาเขามองไปแล้วตัวกาก็เป็นทองไปด้วย เมื่อตราบใดกายังจับภูเขาทองอยู่นั้น เขาก็มองเห็นเป็นทองอยู่อย่างนั้น ถ้าทอดทิ้งภูเขาทองบินไปตามลำพังแล้ว มันก็เป็นกาดำๆ ดีๆ นี่แหละ

(๒๓) แต่เราอย่าลืมว่าเราเป็นตัวกา อย่าไปเข้าใจว่าตัวเราเป็นทองทั้งตัว อาศัยภูเขาทองอยู่ เรายึดภูเขาทองเฉยๆ นี่รูปเปรียบฉันใด ตัวเราเองต้องพิจารณาตัวเราเอง 

(๒๔) คำสอนพระพุทธเจ้าก็เป็นคำสอนพระพุทธเจ้าที่เราได้อาศัย ส่วนกาคือเรา ก็เป็นกาเปลื่อยเน่าผุพังเหมือนกับคนธรรมดา ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนของธรรมดา ทำไมเขาจึงกราบไหว้ ทำไมเขาถึงบูชา เพราะเงาของภูเขาทองนี่เอง เพราะอานุภาพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะฉะนั้นเราควรกราบ ควรไหว้ ควรปฏิบัติ

(๒๕) อย่าเข้าใจอย่าหลงลืมตัวเองว่าเรามีผู้กราบไหว้สักการบูชา เขาได้ทำบุญให้ทาน เราได้รู้จักคนมาก แต่คนนับถือก็ให้อุปการะเลี้ยงดูเรา เลยไปถือตัวเราเองเป็นเกณฑ์ ใช้ไม่ได้ แม้ว่าคนไม่รู้ความจริงของเรา เขาก็ยังหลงใหลอยู่ มีตัวอย่างมากต่อมากแล้ว เอาตัวเองเป็นอุปมาแล้ว ยังพยายามปฏิบัติให้คนรักให้คนชอบ ให้คนนับถือ ไม่ได้แก้ไขจิตใจของตนเองให้เป็นตามคำสอนพระพุทธเจ้า โดยความถูกต้องหรือโดยความชอบ ผลที่สุดก็ถูกทอดทิ้ง ถูกขจัดออก อยู่กับหมู่คณะไม่ได้ ถูกประณามถูกลงโทษ ด้วยความสำคัญตัวเองผิด มัวเมาหลงตัวเองผิด เราต้องพิจารณา 

(๒๖) ขอให้เราทั้งหลายพึงมีสมณสัญญา ความระลึกหมายว่าเราเป็นสมณะผู้ปฏิบัติผู้สงบ อยู่ที่ไหนให้สงบ เป็นหัวหน้าด้วยความสงบ เป็นหัวหน้าในความเพียร เป็นหัวหน้าในการเดินจงกรม ไม่เป็นหัวหน้าใครก็เป็นหัวหน้าจิตใจของเรา เป็นความเพียรในจิตใจของเรา ความขยันในจิตใจของเรา ความสงบในจิตใจของเรา ให้ระลึกตัวเราอยู่เสมอ ให้รักตัวของเราเป็นที่รัก เราจะต้องรักษาตัวเราให้ดี อย่าปล่อยให้สมกับเรารักตัวของเรา ที่พระพุทธเจ้าว่า ถ้าตัวเราเป็นที่รักของเราแล้ว เราก็มุ่งรักษาเราให้บริสุทธิ์หมดจดสะอาด อย่าไปทำความชั่วอันสกปรกแก่ตัวของเราเอง 

(๒๗) เพราะฉะนั้นทุกท่านเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วจดจำไว้ให้ดี ตั้งใจประกอบความพากความเพียร ทั้งกลางวันและกลางคืนให้ได้รู้ธรรม ถึงธรรม เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้พาพบเห็นมาแล้ว ได้เห็นตามพระองค์ เราก็จะได้ความสุขความเจริญ