ธรรมประวัติองค์หลวงตาพระมหาบัว พระอรหันต์แห่งประวัติศาสตร์
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หรือ พระธรรมวิสุทธิมงคล วัดป่าบ้านตาด อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ท่านเป็นพระมหาเถระผู้บําเพ็ญคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างใหญ่หลวง อเนกอนันต์ และกว้างขวางมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติไทย สมกับท่านเป็นศิษย์เอกองค์สําคัญองค์หนึ่งของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร และสมดังที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านได้พยากรณ์ไว้อย่างแม่นยําล่วงหน้าเกือบร้อยปี
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น อยู่ในฝ่ายวิปัสสนาธุระ อันเป็นฝ่ายสําคัญของพระพุทธศาสนา ท่านเป็นพระอริยสงฆ์องค์สําคัญของชาติไทยและของโลก ภายหลังท่านบรรลุอริยธรรมสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็เป็นพระผู้เมตตาสงเคราะห์โลก สงเคราะห์ธรรม ตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา สมกับคําว่า“มหาการุณิโก นาโถ หิตาย สพฺพปาณินํ” พระองค์มีความเมตตาสงสารแก่โลก ทําประโยชน์ให้แก่โลกมากมายที่สุด หาประมาณไม่ได้
นอกจากนี้ท่านยังเป็นพระผู้ปกป้องรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง และเป็นพระอรหันต์ผู้สร้างประวัติศาสตร์โลก จากผลงานชิ้นสําคัญชิ้นเอกยากที่ผู้ใดจะทําได้ คือ “โครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” ท่านเป็นพระผู้นําโครงการฯ โดยนําหลักธรรมะคําสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟื้นฟูประเทศชาติและจิตใจประชาชนจากหายนะวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับการระดมเงินบริจาคช่วยชาติในรูปทองคํา ดอลลาร์ เงินสด ฯลฯ จนประเทศชาติพ้นภัยวิกฤติและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยพุทธบริษัทตลอดปวงชนชาวไทยนับตั้งแต่สถาบันพระมหากษัตริย์ลงมา ได้ร่วมใจกันเสียสละบริจาคทองคํามากที่สุดในโลก จนมีการบันทึกลงในหนังสือสถิติโลกกินเนสส์บุ๊ก และได้รับการถวายรางวัลต่างๆ มากมาย ซึ่งโครงการช่วยชาติฯ นี้ได้ทําให้องค์หลวงตาฯ พระผู้นําโครงการช่วยชาติฯ ซึ่งมีชื่อเสียง กิตติศัพท์ กิตติคุณ คุณธรรมอันเฟื่องฟุ้งโด่งดังอยู่แล้ว ยิ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศไทยและทั่วโลก
องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นพระแท้ พระสมบูรณ์แบบ นับเป็นพระอาจารย์ที่หายากอีกองค์หนึ่ง ซึ่งวงกรรมฐานต่างให้การยอมรับท่านเป็นพระสําคัญประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” และเป็น “โพธิ์ธรรม” ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร เพราะท่านเป็นผู้ทรงทั้งภาคปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ เป็นพระผู้สืบทอดรักษาพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องแท้จริง โดยท่านออกบวชเรียนปริยัติพร้อมปฏิบัติภาวนา ท่านก็ตั้งใจเรียนจนได้มหาเปรียญ และต่อมาก็ออกปฏิบัติ หลังจากที่ท่านได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์และได้รับคําชี้แจงในเรื่องมรรคผลนิพพานจากท่านพระอาจารย์มั่น จนสิ้นสงสัยแล้ว ท่านก็สละเป็นสละตายออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ในชีวิต สมกับเป็นนักรบธรรมเดนตาย ท่านตั้งใจทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวด จนในที่สุดท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวก ประเภทปฏิสัมภิทาญาณ
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านมีประวัติอันงดงามมาตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อออกบวชเป็นพระก็เป็นแบบฉบับของเนติสงฆ์ เข้มงวดกวดขันรักษาพระธรรมวินัย ธุดงควัตร และข้อวัตรปฏิบัติ โดยตลอดสมณเพศดํารงสมณชีวิตยาวนานเกือบ ๘๐ ปี ไม่เคยด่างพร้อยแม้แต่เล็กน้อย ท่านสมกับเป็นศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญองค์หนึ่งที่ท่านพระอาจารย์มั่น ให้ความเมตตาไว้วางใจอย่างสูงสุด จนได้รับการมอบหมายให้เป็นพระอุปัฏฐากปรนนิบัติดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งท่านทําหน้าที่ของพระอุปัฏฐากได้อย่างดีเลิศ ไม่ขาดตกบกพร่อง และที่สําคัญท่านได้สืบทอดรักษาพระพุทธศาสนา โดยรักษาปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ได้อย่างมั่นคง แน่วแน่ เด็ดเดี่ยว จริงจัง เคร่งครัด สมบูรณ์ครบถ้วน และเด่นชัดที่สุด จนท่านได้ชื่อว่า “เป็นศิษย์ผู้โปรดของท่านพระอาจารย์มั่น” ทั้งท่านได้รับคําพยากรณ์และคําชมจากท่านพระอาจารย์มั่นว่า “จะทําประโยชน์ให้ทางโลก ทางธรรม ได้กว้างขวางมาก” และ “ท่านมหาสําคัญทั้งภายนอกและภายใน” จนครูบาอาจารย์ และ พระธุดงคกรรมฐาน ตลอดฆราวาสศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่นต่างก็ให้การยอมรับ ยกย่อง และให้ความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างสูงสุด
ด้วยคุณงามความดีขององค์หลวงตาพระมหาบัวนั้น ที่ท่านยอมสละชีวิต ๒ คราว คือ คราวทําประโยชน์ตนจนสมบูรณ์ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และคราวทําประโยชน์โลก ท่านทําได้อย่างกว้างขวางมากมายที่สุด หาประมาณไม่ได้ เหล่านี้ท่านล้วนฝากไว้เป็นแบบอย่างคติธรรมอันเลอเลิศลํ้าค่า เป็นที่ประจักษ์ตา ประจักษ์ใจ ของพุทธบริษัทชาวไทยและชาวโลก จนท่านได้รับการถวายสังฆสมัญญาอย่างสูงสุดเป็น “พระอรหันต์แห่งประวัติศาสตร์” และเป็น “สังฆรัตนะ” สรณะที่พึ่งอันเอกอุดมมงคลประเสริฐสูงสุดองค์หนึ่งในสมัยกึ่งพุทธกาล จนเป็นที่เคารพสักการบูชาของบรรดาเหล่าทวยเทพ ตลอดบรรดาพุทธบริษัทอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ภาค ๑ ชีวิตฆราวาสก่อนบวช
ชาติภูมิถิ่นกําเนิดและถิ่นฐานบ้านเดิม
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านเป็นผู้มีบุญญาธิการมาเกิด ในอดีตชาติอันยาวนานของท่านนับแสนกัป ท่านได้สั่งสมอํานาจวาสนาบารมีธรรมมาเปี่ยมล้นสมบูรณ์แล้วในชาตินี้ต้องเป็นชาติสุดท้ายของท่าน ภพใหม่จะไม่มีกับท่านอีกต่อไปตลอดอนันตกาล ภพนี้ท่านจึงได้กําเนิดในแผ่นดิน ปฏิรูปเทสวาสะ คือ การอยู่ในประเทศที่เหมาะสม ในสยามประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองมั่นคง ถึงพร้อมด้วยสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเอื้ออํานวยประโยชน์ต่อการบําเพ็ญสมณธรรมของบรรดาสมณะผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร และท่านได้ถือกําเนิดในกาลเวลาอันเหมาะสมเพราะท่านเป็นสายบุญสายกรรมเคยร่วมสร้างวาสนาบารมีธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น มาอย่างยาวนาน ในกาลข้างหน้าเมื่อท่านออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์แล้ว ท่านจะได้เข้ากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์ ทั้งได้อยู่อุปัฏฐากดูแลและศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ดังนั้น ในชาติสุดท้ายนี้ช่วงที่ท่านถือกําเนิดนั้น จึงเป็นช่วงแห่งการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้ง โดยท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร และ ท่านพระ-อาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร สองพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน นอกจากได้รักษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดตามที่พระวชิรญาโณ หรือ พระบาทสมเด็จพระจอม-เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ในขณะทรงผนวชได้ฟื้นฟูและทรงตั้งคณะธรรมยุตเอาไว้ ท่านทั้งสองยังได้ร่วมกันบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร และได้ออกเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ตามพระโอวาท “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ”
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านกําเนิดในตระกูลชาวนาชนบททางภาคอีสาน เป็นครอบครัวผู้มีอันจะกิน มีฐานะดีเป็นที่หนึ่งในหมู่บ้าน ใจบุญสุนทานและมีสัมมาทิฐิ บิดามารดายินดีสนับสนุนให้ลูกหลานออกบวชในพระพุทธศาสนา ต้นตระกูลเดิมของท่านอยู่ที่บ้านแคน (หรือบ้านแคนพระบุ หรือพระบู๋) ตําบลแคน อําเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ต่อมาพากันอพยพหนีภัยนํ้าท่วมและหนีภัยแล้งมาอยู่จังหวัดอุดรธานี
ท่านเกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ตรงกับวันขึ้น ๑๑ คํ่า เดือน ๙ ปีฉลู ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ หมู่บ้านตาด ตําบลบ้านตาด อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โยมบิดาชื่อ นายทองดี โยมมารดาชื่อ นางแพง นามสกุล โลหิตดี ได้ให้มงคลนามว่า “บัว” ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒ ในจํานวนพี่น้องทั้งหมด ๑๖ คน ในจํานวนพี่น้องของท่าน มีท่านคนเดียวที่ดํารงอยู่ในสมณเพศ บําเพ็ญสมณธรรม เมื่อท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้วจะทรงพระศาสนา ท่านจะงามด้วยธรรมตลอดสิ้นอายุขัย งามในเบื้องต้น ด้วยการรักษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และ ด้วยศีลาจารวัตรอันงดงาม งามในท่ามกลาง ด้วยสมาธิธรรมอันแน่วแน่มั่นคง และ ด้วยปัญญาธรรมอันชาญฉลาด แหลมคม คล่องแคล่ว และงามในที่สุด ด้วยวิมุตติธรรมอันสะอาดบริสุทธิ์ครองใจ
ชีวิตวัยเด็ก
นิสัยท่านมักจะผาดโผนอยู่ตลอด แต่ก็ดี ไปทางดี ท่านระลึกได้ว่า มันผิดแปลกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ขณะที่แม่ตั้งครรภ์นั้น ได้ปรารภขึ้นในครอบครัวและหมู่ญาติว่า “ธรรมดาทารกในครรภ์ เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมา ต้องดิ้นบ้างไม่มากก็น้อยพอให้แม่รู้สึก แต่กับลูกคนนี้แปลกกว่าคนอื่น ตรงที่นอนนิ่งเงียบเหมือนไม่มีลมหายใจ จนบ่อยครั้งทําให้แม่คิดตกอกตกใจว่า “ไม่ใช่ตายไปแล้วหรือ? ทําไมจึงเงียบผิดปกตินัก” ครั้นเวลาจะดิ้นก็ดิ้นผิดทารกทั่วๆ ไป คือดิ้นเสียจนแม่เจ็บในท้อง ครั้นพอถึงระยะจะคลอดก็เจ็บท้องอยู่ถึง ๓ วัน ก็ไม่เห็นว่าจะคลอดแต่อย่างใด ตอนเจ็บท้องอยู่นั้นก็ชนิดจะเอาให้ล้มตายไปเลย เสร็จแล้วก็หายเงียบไป จนกระทั่งคิดว่า ไม่ใช่ตายไปอีกแล้วหรือ? แล้วก็กลับดิ้นขึ้นมาอีก”
คุณตาของท่านทํานายถึงอุปนิสัยของทารกในครรภ์ว่า “ลักษณะอย่างนี้ กูแน่ใจเลยว่าเป็นผู้ชาย ถ้าหากเป็นชาย ชอบไปทางไหน เรียกว่า ขาดเลยทีเดียว เป็นคนจิตใจหนักแน่น ลงได้ทําอะไรแล้ว ต้องจริงจังทุกอย่าง ไม่มีเหลาะๆ แหละๆ”
เมื่อทารกคลอดออกมา มีสายรกพาดเฉวียงบ่าออกมาด้วย คุณตาเห็นดังนั้น จึงพูดขึ้นว่า “สายบาตรๆ” แล้วทํานายไว้เป็น ๓ อย่าง คือ
๑. สายบาตร ถ้าเป็นนักปราชญ์จะเหยียบแผ่นดินสะเทือน
๒. สายกํายํา ถ้าเป็นนายพรานก็จะมีความชํานาญลือลั่นสะท้านป่า
๓. สายโซ่ ถ้าเป็นโจรก็เป็นประเภทคุกตะรางแตก
องค์หลวงตาฯ ท่านว่า “ผู้เฒ่าสะเดาะเคราะห์ก็คือว่า สายบาตรๆ ขึ้นเลย ขึ้นก่อนเลยนี่ล่ะสายบาตรๆ ขึ้นเลย ขึ้นแต่สายบาตรเรื่อย อันนั้นตกลงออกหมดเลย ๓ สายนั่น มาสายบาตร เด็กน้อยคนนี้ มันจะได้บวชเป็นพระ แล้วก็จะได้เป็นนักปราชญ์ นี่คือ ทางสายบาตร”
ด้วยอํานาจวาสนาบารมีธรรมที่ท่านสั่งสมบําเพ็ญมาเพื่อความหลุดพ้น ท่านจะต้องมาทางสายบาตร ได้ออกบวชอย่างแน่นอน ทําให้ในวัยเด็กท่านแตกต่างจากเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน คือ มีคุณธรรม มีสติปัญญา เชาวน์ปัญญา เฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก และทําให้ท่านไปเกิดในครอบครัวชาวนาสัมมาทิฐิ ในท่ามกลางป่าดงที่มีสัตว์ป่า สัตว์ร้าย เช่น ช้างป่า เสือ หมี ฯลฯ ชุกชุม ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยภัยอันตรายรอบด้าน ย่อมสร้างให้คนไม่อาจอยู่อย่างประมาท ล้วนมีส่วนสําคัญทําให้ท่านได้ฝึกฝนอบรมจิตใจให้มีความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และรอบคอบ
การหล่อหลอมจากครอบครัวก็เป็นปัจจัยสําคัญ ด้วยครอบครัวของท่านมีการทํานาเป็นอาชีพหลัก โยมพ่อโยมแม่ย่อมมีความขยันขันแข็งและทรหดอดทนมาก เพราะต้องต่อสู้กับความทุกข์ยากลําบาก ชนิดหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน เมื่อยามว่างจากการทํานาก็เข้าป่าล่าสัตว์ หาของป่าโยมพ่อท่านเป็นนายพรานที่มีชื่อเสียงมาก มีนิสัยช่างสังเกต ช่างพินิจพิจารณา โยมพ่อนอกจากจะชํานาญในทางแกะรอยสัตว์แล้ว ยังขึ้นชื่อลือชาในการแกะรอยคนด้วย นิสัยดีๆ เหล่านี้ล้วนถูกถ่ายทอดสู่ “เด็กชายบัว”
ท่านมีนํ้าใจ มีความเมตตาตั้งแต่เด็กจนคุณตาของท่านชม ตอนเป็นเด็กอายุ ๖ ขวบ ท่านและพี่ชายเคยขโมยอ้อย จนถูกคุณตาดัดนิสัย ท่านว่า “มาก็ขนาบเรา ให้ไปหุงข้าวหุงนํ้าหาอาหารการกินเตรียมให้เด็ก เขาจะมามัดเด็กสองตัวนี้เข้าตะรางวันนี้ มันไปขโมยอ้อย โอ๊ย ! ร้องห่มร้องไห้วิ่งขึ้นบนบ้าน เราไม่ลืมนะ วิ่งเข้าห้อง นั้นล่ะเข้าห้องแล้ว เขายิ่งเอาได้ง่าย วิ่งลงจากห้อง โดดลงทุ่งนา เราไม่ลืมนะ พ่อตาดัดสันดาน คือกลัวเด็กจะเสียนิสัย มันจะเป็นขโมย”
ชีวิตเด็กชายบัวก็เล่นสนุกสนานเหมือนกับเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน ท่านเป็นเด็กนิสัยขี้กลัวมาก คงจะเป็นเพราะผู้เฒ่าผู้แก่เคยพูดถึงเรื่องผี เรื่องปอบ หรือเรื่องสัตว์ เรื่องเสือให้ฟังมาก่อน ตั้งแต่เด็กไม่กินของดิบ ท่านว่า “โหย ! ไม่ได้เลยนะ มันเป็นในนิสัยเอง ไม่มีใครสอน จนขนาดว่าพ่อตาทดลองดูทุกอย่าง อาเจียนออกมาต่อหน้าเลย” และชอบเล่นกับหมา ท่านว่า “นิสัยกับหมาถูกกันแต่ไหนแต่ไรมา จนกระทั่งเป็นหนุ่มแล้ว ก็เล่นอยู่อย่างงั้น มันเป็นตั้งแต่เด็ก กับหมานี่พูดจริงๆ นะ จนกระทั่งเป็นพระเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ถอยกับหมา”
การศึกษา ท่านเรียนที่โรงเรียนประชาบาลบ้านตาด ท่านเป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่ง มีความขยัน อดทน และ มีความรับผิดชอบสูง จะเห็นได้จากผลการเรียนอันดีเยี่ยม โดยชั้นประถมปีที่ ๑ สอบได้ที่สอง พอขึ้นชั้นประถมปีที่ ๒, ที่ ๓ ก็สอบได้ที่หนึ่งมาโดยตลอด เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๓ ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับสูงสุดในสมัยนั้นแล้ว ท่านก็ไม่ได้เรียนต่อในชั้นใดอีกเลย ในช่วงที่เป็นเด็กนักเรียน ท่านเป็นที่รักที่วางใจของคุณครูอยู่ไม่น้อย เวลาไปไหนมาไหน คุณครูมักพาไปด้วยเสมอๆ สมัยเรียนท่านก็เคยหนีเรียนมาแล้ว ท่านว่า
“นี่หลวงตาบัวเคยเป็นนักเรียนมาแล้วนี่ เป็นนักเรียน เป็นยังไงล่ะ วันไหน ขี้เกียจเรียนหนังสือก็หาอุบายลาไปเลี้ยงน้อง “วันนี้ลาเอาน้องครับ พ่อแม่หนีหมด” ว่ายังงั้นนะ “พ่อแม่บอกดูน้องให้ด้วย” นั่น ว่าไปยังงั้นนะ เคย ครูเขาก็ต้องอนุญาตนะสิ ใช่ไหมล่ะ พอครูอนุญาต ที่แท้ก็เผ่นแน่บเข้าป่าหายจ้อยไปเลย เคยเป็นแล้วจึงเอามาพูด อย่าให้เป็นนะเด็กเหล่านี้ หลวงตามันเคยเป็นมาแล้ว มันไม่ดี จึงได้เอามาสอนลูกสอนหลาน”
อุปนิสัย ท่านมีอุปนิสัยใจคอดี มีจิตใจงดงามมากด้วยนํ้าใจ ชอบช่วยเหลือการงานผู้อื่นอยู่เสมอ เป็นคนมีวินัย รักกฎระเบียบ รักษาคําพูด และเคารพเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ครูบาอาจารย์มาแต่เดิม ให้ความเคารพในพระศาสนา มีความเลื่อมใสในพระเณรมาตั้งแต่วัยเด็ก ชอบใส่บาตรกับผู้ใหญ่ ท่านเคยฟังเทศน์พระกรรมฐาน และจดจํานิทานที่ท่านนํามาเทศน์ได้ดี
ชีวิตหนุ่มลูกชาวนา ยามว่างรับจ้างเลื่อยไม้และเป็นนายพราน
เด็กชายบัว เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๓ ท่านเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม ท่านก็ยึดอาชีพทํานา ดังนี้
“การทํานาของเล่นเมื่อไร พวกชาวนาลําบากมากที่สุดนะ หลวงตาเป็นลูกชาวนา พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พาทําไร่ทํานา ตัวเราเองก็ตัวสําคัญตัวหนึ่ง ทํานา จึงรู้เรื่องของไร่ของนาหมด…หลวงตาบัวเคยเป็นชาวนา การคราด การไถ การปัก การดํา เคยชินทุกอย่างแล้ว”
ยามว่างจากนา ก็รับจ้างเลื่อยไม้ และท่านเป็นนายพรานเข้าป่า ตีผึ้ง หาของป่า ซึ่งก็ต้องเสี่ยงอันตราย ต้องเผชิญกับสัตว์ป่าสัตว์ร้ายซึ่งชุกชุมมาก ท่านเคยฆ่าหมีใหญ่ตาย ท่านว่า “เรายังไม่ลืม เรายิงหมีตัวหนึ่งตาย ยังสะดุดใจอยู่เรื่อยจนกระทั่งทุกวันนี้นะ เป็นหมีใหญ่จริงๆ นะ” ท่านเคยกล่าวกับพระด้วยว่า “เราก็ไม่ลืม ยังแผ่เมตตาให้มันเสมอ หมีใหญ่โตมาก” ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ก็ยังแผ่เมตตาให้มันอยู่ตลอดมิเคยขาด
องค์หลวงตาฯ ในวัยหนุ่มก่อนบวชเป็นพระเข้าสู่ทางธรรม ท่านก็ใช้ชีวิตปุถุชนคนธรรมดาเหมือนกับชาวนาทั่วไปในภาคอีสาน ท่านอยู่ในครอบครัวชาวนาสัมมาทิฐิ ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตทางโลกมาอย่างโชกโชนมากมาย ชีวิตชาวนาและชีวิตนายพรานล้วนหล่อหลอมร่างกายและจิตใจของท่านให้แข็งแรงและเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง ทั้งเป็นบททดสอบอันสําคัญ และเป็นการปูพื้นฐานให้ท่านไปสู่ชีวิตพระธุดงคกรรมฐาน ตามรอยแห่งองค์พระบรมศาสดาได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อบวชแล้ว ท่านออกเที่ยวธุดงค์ภาวนาตามป่าตามเขา ย่อมเผชิญกับความทุกข์ยากลําบากหนักหนาอย่างแสนสาหัส และต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมากกว่านี้ ซึ่งภายภาคหน้าท่านจะก้าวขึ้นมาเป็นศาสนทายาทธรรมองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็น “มหาบุรุษผู้ภักดีแผ่นดิน” และเป็น “พ่อแม่ครูอาจารย์” ของพระเณรวงกรรมฐาน และเป็น “องค์หลวงตาพระมหาบัว” ที่พุทธบริษัททั้งในและต่างประเทศรู้จักกันเป็นอย่างดี และต่างก็ให้ความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างสูงสุด
ในวัยหนุ่ม ท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ขยันขันแข็ง ทํางานหนัก ท่านว่า “มันก็ทําทุกอย่างแหละ เป็นฆราวาส แต่เรื่องงานหนัก คือ งานตอกทอย เหงื่อนี้ออกจนกระทั่งฝ่าเท้านะ หนักมาก เราก็ไม่เคยสละตายกับมัน คิดดูซิงานเหล่านี้หนักแต่ไม่เคยสละตาย แต่เวลางานภาวนานี้สละเลยเทียว จึงว่าเป็นงานหนักมากที่สุดงานของเรา”
ท่านเป็นคนช่างสังเกตและเลือกคบเพื่อน เวลาทําการทํางานจะไม่อยากให้คนรู้คนเห็น มีความสัตย์ความจริง ทํางานอะไรทําจริงๆ จังๆ ไม่เหลาะแหละ และมีความทรหดอดทนเป็นเลิศ อันเป็นคุณสมบัติสําคัญของผู้ที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านว่า “เรานี่จะว่าความฉลาด แต่ก่อนก็ไม่ปรากฏนะ แต่เรื่องความสัตย์ความจริงนี้เด่น เป็นมาแต่ครั้งเป็นฆราวาส คือ เจ้าของรู้ตัวเองว่ามีความสัตย์ความจริง แต่ไม่ได้สนใจด้วย มันหากเป็นอยู่ในจิต ถ้าใครเหลาะแหละไม่อยากคบ ถ้าพูดเชื่อถือไม่ได้ก็ไม่คบ เวลาว่าอยู่ อยู่ เวลาว่าไป ไป นิสัยเรา ว่าทํา ทําเลย ไอ้ที่ว่าอย่างนี้แล้วไปเป็นอย่างนั้น เราไม่คบ อันที่สองพวกฉกพวกลักขโมยนี้ไม่คบ พวกหนุ่มด้วยกันที่ชอบฉกลักขโมยนี้ก็หลีก ไม่คบ อันนี้เป็นนิสัยอันหนึ่งไม่ชอบคบคนเหลาะแหละ เรายังไม่ลืมนะ”
ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ทําให้ท่านเป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงาน ครั้งหนึ่งโยมพ่อโยมแม่ปล่อยให้ท่านทํานากับน้องๆ ท่านทํานาอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย จนน้องๆ พากันไปฟ้องแม่ ด้วยท่านเป็นคนดุ น้องๆ จึงไม่กล้าเข้าใกล้ และยังกลัวท่านด้วย สมัยเป็นหนุ่ม นอกจากท่านทํางานทําการเก่งแล้ว ท่านยังร้องหมอลําได้ไพเราะ เสียงดีเหมือนโยมแม่ ท่านเคยถูกหลอกให้ดื่มเหล้า เมาหนเดียวในชีวิต ท่านเมาไป ร้องหมอลําไป การชกมวย การฝึกหัดมวยก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบของเด็กหนุ่มทางภาคอีสานสมัยนั้น ท่านเองก็ชื่นชอบ ท่านเคยฝึกหัดชกมวยเล่นกันระหว่างเพื่อนๆ แต่ไม่นานก็เลิกราไป เพราะท่านเคารพเชื่อฟังในคําขอร้องของโยมแม่ว่า “ลูกเอ๊ย ! อย่าไปหาชกมันเลย แม่เป็นห่วงมันเสียตับเสียปอด”
เรื่องบุญคุณคนนี้ ฝังลึกไม่มีถอน ท่านว่า “ใครมาทําคุณต่อเรานี้ไม่ลืมนะ ฝังลึกมากทีเดียว อันนี้ดีอันหนึ่ง เป็นกตัญญูกตเวทีรู้คุณ”
เรื่องการเคารพในศาสนา เลื่อมใสกับพระกับเณรนี้ เราเลื่อมใสมากมาแต่เด็กตลอด ไปใส่บาตรตั้งแต่เด็กก็ไปกับผู้ใหญ่ เวลาโตขึ้นมานี้ความเลื่อมใสของศาสนาก็มาก แต่กิเลสก็มากเหมือนกัน เขามีลูกมีเมียก็คิดอยากได้ลูกได้เมียกับเขา แต่มันแปลกอันหนึ่งนะ ฟังให้ชัดนะ ถ้าคิดว่าจะเอาลูกเอาเมียที่ไหน มันหากมีสิ่งที่มากีดขวางๆ จนได้นั่นแหละ ทั้งๆ ที่สกุลของเรา ถ้าพูดถึงเรื่องสกุลชาวนาก็ไม่ได้ตํ่าต้อย จัดเป็นอันดับหนึ่งในหมู่บ้านนั้นก็ไม่น่าจะผิด และหมอดูทํานายท่านไม่ได้เมีย “จะเอาเมีย จ้างก็ไม่ได้ สายบวชมันเต็มแน่วแล้วเวลานี้ จะบวชเร็วๆ นี้” เราก็หน้าซีดไป เพราะไม่อยากบวช เราอยากได้เมียยิ่งกว่าอยากบวช ความเลื่อมใสศาสนา เราเลื่อมใสอยู่ แต่เวลานั้นอยากได้เมีย
เราพูดจริงๆ นะ เรารักสาวเกือบตายมี โถ ! จนจะกินข้าวไม่ลง นอนไม่หลับ รักสาวรักสาวรู้จักไหม โธ่ๆ เป็นปานนั้นก็เป็นนะเรา แต่มันหากดีอันหนึ่งที่หัวใจเราพูดตามความจริงมันมีหลักอยู่นะ ถึงมันจะเป็นขนาดไหนก็ตามอันหนึ่งตัดลงกึ๊กเลย เหมือนกับว่าทอดสมอกึ๊กเลย ไม่ให้มันกระดุกกระดิก เอารักให้มันดิ้นอยู่ในนี้ ว่างั้นเถอะ
และในที่สุด ท่านก็ไม่มีครอบครัวเหย้าเรือนใช้ชีวิตทางโลกตามที่เคยตั้งใจไว้ เป็นเพราะอํานาจวาสนาบารมีธรรมเป็นปัจจัยหนุนนําให้ชีวิตของท่าน ต้องออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์ ใช้ชีวิตทางธรรม ทางสายเอกอันประเสริฐสุดโดยถ่ายเดียว ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา ที่ท่านเคยสร้างสมอบรมคุณงามความดีมาแต่ชาติปางก่อนอํานวยผลนั่นเอง
มูลเหตุการออกบวช นํ้าตาพ่อร่วง
บทเวลาที่เราจะได้บวชนี้ก็ ก่อนหน้านี้พ่อพูดเป็นเชิงวิงวอนขออยากให้บวชให้ บวชให้แล้วจะมีอะไร พ่อไม่ว่าล่ะ พ่ออยากให้บวชให้ ว่าเรื่อยหลายครั้งหลายหน เราก็เหมือนหูไม่มีรู นิ่งตลอดๆ ไม่เคยตอบโต้ ไม่เคยให้คํามั่นสัญญาอะไรเลย บทสุดท้ายที่จะได้บวชนี้ นี่อํานาจแห่งพ่อแม่รักเรา แล้วเรารักพ่อแม่ สะดุดใจถึงกับสะเทือน กําลังรับประทานในวงเดียวกัน พ่อแม่มีลูกหลายคน อยู่ๆ พ่อก็พูดมาอย่างลอยๆ ว่า ต้องขออภัยนะ เป็นภาษาภาคอีสาน เออ ! กูนี้ก็มีลูกหลายคน คือพ่อแม่กับลูกพูดกันว่ากูว่ามึง นี่เป็นภาษาภาคอีสานใช้กันอย่างนั้น อยู่ๆ ก็ว่า
“กูนี้มีลูกหลายคน ลูกเหล่านั้นกูก็ไม่ได้หวังพึ่งมันแหละ แต่ไอ้บัวนี้กูหวังพึ่ง หวังพึ่งทุกสิ่งทุกอย่างลูกคนนี้” เหมือนกับว่ายกขึ้นยอขึ้น เพื่อจะทุ่มลง ไม่ได้ยกขึ้นเฉยๆ ยกแล้วทุ่มลง “ไอ้ลูกคนนี้กูไว้ใจได้ทุกอย่างเลย กูไม่เคยยกยอมันแหละ วันนี้กูจะพูดตามความจริง ไอ้นี่ถ้าลงกูได้ปล่อยให้มันทําอะไรแล้ว กูสู้มันไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบไปหมด กูสู้มันไม่ได้ โดยหน้าที่การงานทุกอย่าง แต่สําคัญที่เวลาขอให้บวชทีไร มันเหมือนหูไม่มีรู พูดทีไรก็นิ่งๆ ทีนี้เวลากูตายแล้วจะไม่มีใครลากกูขึ้นจากนรกแหละ ถ้าไอ้นี่มันลากกูขึ้นไม่ได้แล้ว กูต้องจมในนรกไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้เลยแหละ” พอว่าอย่างนั้นนํ้าตาพ่อร่วงลงทันทีเลยต่อหน้าต่อตา แม่ก็ร่วงลงเลย
(การที่แม่ก็นํ้าตาไหลเหมือนกันกับพ่อ เพราะว่าแม่ก็เคยอบรมและขอร้องท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่ท่านก็ยังยืนยันทุกครั้งไปว่า “ไม่บวช กําลังรักสาวอยู่”)
เราสะดุดกึ๊กถึงที่เลยนะ ลุกทันที รับประทานยังไม่อิ่มเลยลุกหนีเลยเทียว ไปคิดอยู่ ๓ วัน เอาเต็มเหนี่ยวเลย คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงมานี้ ตลอดถึงหน้าที่การงานทุกอย่างมอบมากับลูกๆ ได้ผลรายได้มากน้อย ชีวิตจิตใจทุกสิ่งทุกอย่างมอบมาให้ลูกนี้ เวลานี้พ่อได้มอบความไว้วางใจให้เราแล้ว พ่อเสียหวังไปอย่างนี้ สมควรแล้วเหรอ เราเป็นลูกทั้งคน อย่างอื่นเขาทําได้ เราทําได้แล้วเวลานี้ทั้งโลกทั้งสงสารเขาบวชได้ด้วยกัน ไม่เห็นเสียหายอะไร
บางองค์บวชไปจนเป็นสมภารเจ้าวัด ท่านก็ไม่เห็นมีอะไร ผู้ที่บวชไปมากน้อยกี่วัน กี่คืนเขาสึกมาได้อย่างสบายๆ นี่พ่อแม่ให้เราบวช ก็ไม่ได้กําหนดกฎเกณฑ์ให้เราบวชว่าต้องเท่านั้นวัน เท่านี้วัน มีกําหนดสึกหรือไม่สึกอะไร ท่านก็ไม่ว่า แต่ทําไมเราจึงบวชไม่ได้ บวชไม่ใช่ติดคุกติดตะราง ยํ้ากันตรงนี้ ๓ วัน ไม่ยอมมารับประทานร่วมวงเลย เพราะจะติดปัญหาอีก
พอลงได้แล้วก็มาลงคําที่ว่า “พ่อแม่รักลูก เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ลูกทุกคน เราเห็นอยู่ เวลาพ่อแม่เลี้ยงลูก เราดูอยู่ เราเป็นลูกผู้ใหญ่ดูลูกผู้น้อยที่พ่อแม่เลี้ยงดูทุกอย่างๆ ประมวลเข้ามาในตัวของเราหมด” นี้ล่ะเหตุที่จะสละบวชได้ สรุปความลงได้ ที่เราบวชนี้ก็เพราะพ่อแม่รักที่สุด ลูกทุกคนๆ เลี้ยงเอาเป็นเอาตายเข้าว่าเลยทุกคนๆ จนกระทั่งมาถึงตัวของเรา ก็เลี้ยงแบบเดียวกันเลย แล้วทําไมพ่อแม่ขอเพียงเท่านี้ ขอไม่ได้ มีอย่างเหรอลูกทั้งคน
นี่ล่ะเป็นส่วนสําคัญ ที่ว่าพ่อแม่รักลูกมาก รักอย่างที่ว่านี่ เสียสละทุกอย่าง แล้วมามอบความไว้วางใจให้ลูกเพียงเท่านั้นไม่ได้เรื่อง พ่อแม่นํ้าตาตกเลย เสียใจเอามากทีเดียว ถ้ากูหวังพึ่งไอ้นี่ไม่ได้แล้ว กูไม่มีวันหวังใครแหละ ลูกทั้งหมดกูไม่หวัง กูหวังพึ่งคนเดียวเท่านี้ มันถึงใจกึ๊กเลยนี่ล่ะเรียกว่า พ่อแม่รักลูก รักอย่างไรบ้าง พิจารณาเอาทุกคน ออกมาจากหัวตับหัวปอดพ่อแม่มาให้ลูก ไม่เสียดายอะไรทั้งหมด ชีวิตจิตใจมอบให้หมดเลยกับลูก นี่จึงเรียกว่า ความรัก
สุดท้ายก็ลงใจปึ๋ง เอาล่ะที่นี่แน่แล้ว อย่างไรต้องบวชเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ มาก็มาเล่าให้แม่ฟัง มาบอกแม่ ขู่แม่ด้วย เพราะลูกส่วนมากจะติดแม่ ไม่ค่อยติดพ่อ เราจนกระทั่งเป็นหนุ่ม เราก็ติดแม่อยู่ตลอด เอะอะก็มาบอกแม่ บอกขู่นะ เอา ! ว่าจะให้บวชจะบวชให้แล้วนะแต่เวลาบวชแล้วอยากสึกเมื่อไรก็ได้ ใครจะมาบังคับให้บวชเท่านั้นปี เท่านี้เดือนไม่บวช ว่างั้นนะ ถ้าให้ตามอัธยาศัย สึกเมื่อไรก็ได้จะบวช เราว่างั้น แม่ก็สาธุ โอ๊ย ! แม่ฉลาดกว่าลูกเราเห็นตรงนี้นะ ฉลาดกว่าลูกยังไง สาธุ ลูกบวชออกมาจากอุปัชฌาย์แล้วจะมาสึกต่อหน้าคนมากๆ แม่ก็ไม่ว่าฟังซิน่ะ อุบายแม่หว่านล้อมเก่งนะ แม่อยากเห็นผ้าเหลืองในขณะลูกบวช แม่ก็พอใจแล้ว ลูกออกมาแล้ว อุปัชฌาย์ยังไม่ไป พระสงฆ์ทั้งหลายมาบวชก็ยังไม่หนี คนที่ไปบวชก็เต็มอยู่นั้น ลูกจะมาสึกต่อหน้าคนมากๆ แม่ก็ไม่ว่า แม่อยากเห็นผ้าเหลืองในเวลาบวชเท่านั้นพอ
ความจริงแม่คิดไว้หมดแล้ว มันจะมาสึกได้ยังไง ไม่บวช ไม่ดีกว่าหรือ บวชแล้วมาสึกต่อหน้าคน ขายหน้าที่สุด แม่ก็รู้ว่านิสัยเป็นยังไง เราก็ว่า ถ้างั้นก็บวช โยมแม่เปิดโอกาสให้สึกเมื่อไรก็ได้ เอ้า ! บวช ก็จนกระทั่งป่านนี้ เห็นไหมล่ะ มันเป็นเองแหละ เหตุที่จะบวชก็เพราะเหตุนี้เอง
ก่อนบวช ป่วยหนักใกล้ตาย
ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ก่อนที่ องค์หลวงตาพระมหาบัว จะบวชไม่นาน ท่านป่วยหนักใกล้ตายด้วยชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย เป็นชาติยิ่งใหญ่ของท่าน ท่านจะมาทําประโยชน์ให้กับประเทศชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนอย่างใหญ่หลวง ท่านทําความดีชนิดทิ้งเหวและทําเพื่อลาวัฏฏะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทําประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนา ด้วยการสืบทอดพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติและเป็นเสาหลักของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ย่อมมีเหตุอัศจรรย์ที่เหลือเชื่อเกิดขึ้นกับท่าน เพราะอํานาจวาสนาบารมีธรรมที่ท่านสั่งสมบําเพ็ญมาเต็มเปี่ยมล้นแล้ว และอํานาจคุณพระศรีรัตนตรัยตลอดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะมาคุ้มครองรักษา ทําให้ท่านรอดตายราวปาฏิหาริย์ ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“ทีแรกก็ไม่อยากบวช ค่อยขยับจ่อเข้าไป ถึงกาลเวลาป่วยหนัก ป่วยหนักจริงๆ จนพ่อกับแม่มานั่งอยู่สองข้าง ที่ไม่ลืมเลยก็แม่นั่นล่ะปากเปราะกว่าพ่อนะ มานั่งเทียบสองข้างเลย เราก็กําลังเป็นหนักในขณะนั้น แล้วกําลังอารมณ์ในการบวชนี่ก็เป็นหนักเหมือนกันหนุนเข้ามา หนุนเข้ามา “คราวนี้ คราวเราจะไปไม่รอด ถ้าวาสนาของเรายังมีอยู่จะพอสืบภพ สืบชาติไปถึงชั้นสูงๆ บ้าง ก็ขอให้การเจ็บไข้ได้ป่วยเรา ซึ่งเป็นมากๆ ให้หายวันหายคืนไป” พอว่าอย่างนั้นกลางคืนนั้นล่ะ พญายมบาลดึง ทางพญาแดนสวรรค์ก็ดึง สุดท้ายก็เลยได้มาทางแดนสวรรค์หรือแดนอะไรก็ไม่รู้นะ แต่มาทางแดนสวรรค์ ฟังให้ชัดนะคราวนี้ บวชคราวนี้เหมือนว่าเอาเป็นเอาตายเข้าว่า
พ่อกับแม่นั่งอยู่สองข้าง จะไปพูดก็จะพูดไม่ได้แล้ว แม่ไม่ต้องพูดมากล่ะแม่ นํ้าตาแม่เร็วกว่านํ้าตาพ่อนะ พอเห็นลูกเป็นอย่างนั้น แม่ก็ร้องไห้อยู่ข้างๆ นั่นล่ะ กําลังใจของเราก็มุ่ง “ขอให้หายในคราวนี้ เราจะออกบวช พอหายคราวนี้ เราจะออกบวชเลย” เราก็หายวันหายคืนจริงๆ นะ ไม่น่าพ้นคืนนั้นกลับหายวันหายคืน พอหายวันหายคืนแล้ว สายแห่งกุศลมากระตุกอยู่เรื่อย “อย่างไรล่ะว่าจะบวช หายแล้วทําไมไม่เห็นบวช” ยอมรับทันทีเลย ยอมรับว่า “ยังไม่ได้บวช แต่จะบวชให้ได้คราวนี้” พอว่าอย่างนั้นการเจ็บไข้ได้ป่วยหายวันหายคืน ไม่กี่เดือนนะ
เรื่องสะดุดจิต ตายไปแล้วจะไม่ได้บวช ตายกับยังไม่ตายจะบวชหนักสองทาง การที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อจะบวช เพื่อจะบวช จากนั้นก็หายวันหายคืน พ่อกับแม่นั่งอยู่สองข้าง เพราะเป็นหนักจริงๆ เป็นถึงขนาดพูดไม่ได้เลย ส่วนแม่นํ้าตาพังนะ แม่นะ พอหายจากไข้แล้ว เรื่องการบวชกระตุกเรื่อย กระตุกเรื่อย เลยลั่นคําออกมาให้แม่ฟัง “นี่ตั้งใจว่าจะบวชหลายหน มันก็เคลื่อน-คลาดไปเรื่อยๆ คราวนี้จะบวชให้แล้วนะ” บอกแม่พอบอกแม่จบลงแล้ว แม่ก็รีบไปบอกพ่อ เพราะเห็นเรานิสัยอย่างนั้น นิสัยของเราเป็นอย่างไร ว่าจะไป ไป ว่าจะอยู่ อยู่ ว่าจะทํา ทํา ถ้าลงได้ลั่นคําแล้วขาดสะบั้น ทีนี้แม่ได้ยินว่า เราจะบวชให้ แม่ร้องไห้ พ่อก็เหมือนกัน
เมื่อใกล้จะถึงวันบวช พระครูปลัดอ่อนตา เขมงฺกโร ได้เดินทางมางานบุญประเพณีที่วัดในหมู่บ้านตาด (บริเวณที่ตั้งสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ในปัจจุบัน) พ่อกับแม่จึงได้ฝากให้ลูกชายเป็นนาคและเตรียมของเดินทางไปพร้อมท่านพระครูฯ ในบ่ายวันเดียวกันนั้น ก่อนไป ด้วยความที่แม่เป็นห่วงเรื่องการนอนของท่าน จึงมาพูดเตือน และท่านก็ได้ปรับปรุงเรื่องตื่นนอน ท่านว่า
“นี่พูดถึงว่าแม่มาสอน วิตกวิจารณ์ถึงเรื่องการนอนของลูก พลิกใหม่หมดเลยไม่มีเหลือล่ะที่แม่ต้องติตรงนั้น ตื่นนี้จะตื่นเวลาไหน จิตมันดีดของมัน ปึ๋งทันทีเลย ทันทั้งนั้น การฝึกอบรมตนเอง บวชนี้ เพราะฉะนั้น การบวชนี้เป็นการฝึกคนให้ต้องการอรรถธรรมอยู่แล้ว ให้เป็นคนดีโดยลําดับ จนกระทั่งถึงดีสุดยอดได้ไม่สงสัย ใจเรานี้เป็นสิ่งที่ฝึกได้”
ภาค ๒ อุปสมบท เรียนปริยัติควบคู่กับการปฏิบัติภาวนา
ท่านพระครูฯ ชมเชย คนนี้ล่ะจะทรงพระศาสนา
องค์หลวงตาพระมหาบัว ในขณะที่เป็นนาคอยู่วัดโยธานิมิตรนั้น ท่านอาศัยนอนอยู่หน้าโบสถ์กับเพื่อนนาคด้วยกัน ๓ คน ส่วนท่านพระครูปลัดอ่อนตา ท่านจําวัดอยู่หลังพระประธาน ด้วยนาคบัวมีนิสัยเอาจริงเอาจังมาก การประพฤติปฏิบัติตัวของท่าน จึงไม่มีที่ต้องติ ตั้งแต่เป็นนาค ท่านขยันทําข้อวัตร ตั้งใจไหว้พระสวดมนต์ ท่านฝึกหัดท่องขานนาคจนคล่องแคล่ว การฝึกตนเอง การฝึกตื่นนอน ท่านว่า “ครั้นเวลาก้าวเข้าไปสู่วัดแล้ว ก็ปฏิบัติตัวอย่างนั้นจริงๆ ไม่เคยเถลไถลออกนอกวัด ไปเที่ยวเตร็ดเตร่เร่ร่อนยังสถานที่ต่างๆ ดังเพื่อนฝูงที่มาฝึกหัดนาคเพื่อจะบวชเป็นกัน พูดถึงเรื่องการฝึก ตั้งแต่วันไปบวชเริ่มฝึก การนอนฝึก ทุกอย่างฝึก เวลาตื่นนี้ดีดผึงๆ เลยนะนอนอยู่ด้วยกันกับพระ กับอะไรอย่างนี้ก็ตาม พระอาจจะตื่น เพราะการตื่นของเรา ตื่นนี้มันสะดุ้งปึ๋งๆ เลย มันเอาจริงเอาจังมากนี่นะ นี่ล่ะการฝึกตนเองไปถึง ๑๘ พรรษา มันนอนแบบนี้ล่ะพอรู้สึกนี้ มันจะดีดขึ้นมาเลยจนเป็นนิสัย” พอถึงวันบวชท่านพระครูฯ ชมเชยท่าน ดังนี้
“พอพูดอย่างนี้ทําให้ระลึกตอนจะบวชเหมือนกันนะ ท่านพระครูฯ วัดโยธานิมิตร ท่านเดินกึ๊กๆ มาเลยนะ พวกนาคทั้งหลายเขานุ่งแต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อยก่อนจะบวช เราเตรียมพร้อมที่จะบวชล่ะวันนั้น ท่านพระครูฯ วัดโยธาฯ นี่ล่ะท่านเดินกึ๊กๆ เข้ามาว่าเอาเจ็บๆ นะ “บักทองดี” เราไม่ลืมนะ “สูไม่มีเหรอ อะไรๆ สูไม่มีเหรอ ดูซิ นาคบัวเดินอยู่ในวงของนาคทั้งหลายซอมซ่ออยู่นั่น สูเห็นไหม ไม่มีสง่าราศีอะไร เขาแต่งตัวทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยหมด นาคบัวแต่งตัวซอมซ่อ” ว่าอย่างนั้น “สูไม่มีเหรอ” ว่าอย่างนี้นะ ว่าเอาจริงๆ นะ “สูไม่มี กูจะหามาให้”
พอว่าอย่างนั้นทั้งพ่อทั้งแม่เตรียมจะบวชเราไปยกตะกร้าใหญ่ๆ เครื่องแต่งตัวทุกอย่างให้เราแต่ง เราไม่แต่ง “นุ่งอย่างนี้ใครจะมาจับ” เราว่าอย่างนี้ล่ะ “นี่เครื่องเตรียมมาให้ลูกเวลาจะบวช มีอย่างไร เราก็จัดมาพร้อมเลย แต่มันไม่มาสนใจ นุ่งอย่างนี้ ถืออย่างนี้ ใครจะมาจับ” มันว่าอย่างนั้นแล้วก็หนีไปเลย ไม่สนใจเลย มันจึงเป็นอย่างนั้น แต่งตัวซอมซ่อ “เอาล่ะ กูเห็นด้วย เป็นอัธยาศัยของตัวเอง คนนี้ล่ะ คนจะทรงศาสนา ไม่ฟุ้งเฟ้อ” ว่าอย่างนั้นนะ หันหลังกึ๊กเลย ดีใจ
เราสงวนเนื้อหนังของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไรนะ ตั้งแต่เป็นฆราวาส ถ้าเป็นเสื้อ เป็นผ้าเป็นอะไร แม่ทอออกมานี้ เอาๆ นุ่งหมดเลย ไม่ไปซื้อให้เสียเงิน ถ้าแม่ทอออกมาอะไรนุ่งหมดเลย เป็นมาตั้งแต่ฆราวาส เรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว เรื่องสงวน รักสงวนเนื้อหนังของตัวเอง ของคนอื่นไม่เอามาใช้ไม่จําเป็นนะ เราผลิตขึ้นได้ เราใช้ของเราเอง ดีไม่ดี ดีกว่าเขา ว่าอย่างนั้นนะ ของที่ไปซื้อไปหามานี้ ไม่ค่อยสนใจ ถ้าแม่ทอให้ อะไรเป็นผ้าของแม่ทอขึ้นมา ใช้หมดเลย ไม่ซื้อพวกเพื่อนฝูงเขาซื้อโก้เก๋ล่ะ เราไม่โก้ เฉย เป็นอย่างนั้นล่ะ”
เคารพพระธรรมวินัยตั้งแต่วันบวช
องค์หลวงตาพระมหาบัว ขณะมีอายุ ๒๑ ปี ท่านเข้ารับการบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดโยธานิมิตร ตําบลหมากแข้ง อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันขึ้น๙ คํ่า เดือน ๗ ปีจอ เวลา ๑๔ นาฬิกา ๔๕ นาที ตรงกับวันอังคารที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗โดยมี พระราชเวที (จูม พนฺธุโล) ต่อมาท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมเจดีย์ วัดโพธิสมภรณ์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูศาสนูปกรณ์ (อ่อนตา เขมงฺกโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ โดยได้นามฉายาว่า “ญาณสมฺปนฺโน” แปลว่า ถึงพร้อมแล้วด้วยญาณ
การสละชีวิตฆราวาสออกบวชทําได้ยาก เพราะการบวชเป็นเรื่องยาก วันบวชของท่านถือเป็นวันมหามงคลวันหนึ่งของท่านและครอบครัว พ่อแม่ของท่านย่อมมีความสุขใจ ปลาบปลื้มใจเป็นอันมาก สมกับที่ได้รอคอย จากที่วิตกความเป็นความตายของท่าน จนท่านรอดตายได้มาบวชในวันบวชนี้ ทุกอิริยาบถการเคลื่อนไหวของท่าน ย่อมอยู่ในสายตาของพ่อแม่ ซึ่งมองท่านด้วยใจจดจ่ออย่างไม่ยอมละทิ้งสายตา ท่านห่มผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยพระอรหันต์ให้โยมพ่อโยมแม่ได้เห็น ได้อาศัยเกาะชายจีวรขึ้นสู่สวรรค์ ท่านทั้งสองย่อมเกิดปีติสุข จนนํ้าตาไหล และเกิดความภาคภูมิใจในพระลูกชาย พระบัว พระบวชใหม่ลูกชายเรา ช่างดูดีมีราศีผ่องใสงดงามอิ่มเอิบยิ่งนัก
ชีวิตสมณเพศของพระผู้เปี่ยมล้นด้วยบุญญาธิการบารมีธรรม จะก้าวมาเป็นศากยบุตร-พุทธชิโนรส เป็นศาสนทายาทธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น จะมาสร้างประโยชน์อันใหญ่หลวงให้แผ่นดินไทยและพระพุทธศาสนา บัดนี้ได้เริ่มต้นแล้ว เป็นภาพอันน่าจดจําฝังใจ ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“ชีวิตฆราวาสมายุติกันวันบวช วันนั้นเป็นวันที่ ๑๒ พฤษภาฯ ๒๔๗๗ เวลาบ่ายโมงเป็นเวลาที่เราบวช ชีวิตของฆราวาสเป็นมาได้ ๒๐ ปี กับ ๙ เดือน ทีนี้ปัดชีวิตของฆราวาสออกหมด เอาชีวิตของวัด ของพระเข้าแทน ตั้งแต่ออกมาจากโบสถ์ บวชสําเร็จเป็นพระสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วตั้งแต่นั้นชีวิตของพระติดตลอดเลย ชีวิตของโลก ของอะไรที่มาเกี่ยวข้อง จะมากระทบกระเทือนกับธรรมวินัยของพระไม่ได้ ปัดๆ ตลอด มีแต่ชีวิตของพระตั้งแต่นั้นมา
เราภูมิใจในการปฏิบัติรักษาพระธรรมวินัย ไม่เคยมีความด่างพร้อยในศีล ในธรรม อะไรเลยนะเรา ปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วย ความระมัดระวังรักษาศีลเป็นสําคัญมาก เพราะฉะนั้นเราจึงอ่านพระวินัย ดูพระวินัยไม่รู้กี่เที่ยวกี่ตลบทบทวน เพราะเรารักพระวินัย การที่จะข้ามเกินพระวินัยด้วยความไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่มีเลย นอกจากผิดพลาดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นได้ทั้งเขาทั้งเรา นี่ปฏิบัติมาอย่างนั้น การปฏิบัติธรรมก็ปฏิบัติทั้งเรียน ทั้งปฏิบัติมาเรื่อย จนกระทั่งก้าวขึ้นสู่เวทีฟัดกับกิเลสโดยทางด้านจิตตภาวนา มาจนกระทั่งถึงบัดนี้ล่ะที่นี่นะ
นี้เราสั่งสมธรรมสั่งสมความดีงามตั้งแต่วันเราบวช เราไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องความชั่วช้าลามก ปัดตลอด สร้างแต่ความดีงามมาเรื่อยตามขั้นตามภูมิของธรรมที่เราจะบําเพ็ญได้ จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ แล้วการประพฤติปฏิบัติธรรมที่เราเข้มงวดกวดขัน ก็เขียนไว้แล้วในตํารับตําราที่ไหนก็มีแล้วไม่จําเป็น นี่มาพูดด้วยความสรุปว่าผลที่เราปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยมา ในชีวิตแห่งการบวชของเราตั้งแต่วันนั้นล่ะ จนกระทั่งถึงวันนี้ผลได้โดยสมบูรณ์แล้วทุกอย่าง”
ปฐมฤกษ์ ปฐมมหามงคลแห่งการภาวนา
ด้วยท่านมีนิสัยเป็นคนช่างสังเกต และด้วยอํานาจวาสนาบารมีธรรมที่เต็มเปี่ยมล้นของท่าน พอเห็นท่านพระครูฯ เดินจงกรมเท่านั้น ก็กระตุ้นเตือนใจให้ท่านอยากภาวนาทันที อันเป็นวิสัยของนักปราชญ์ และเป็นการแสดงออกว่า ท่านเป็นพระผู้มีบุญญาธิการ ดังนั้น ในขณะที่ท่านเรียนปริยัติ ก็เริ่มฝึกหัดภาวนาควบคู่กันไป ท่านใช้คําบริกรรม “พุทโธ” อันถูกกับจริตนิสัยของท่าน และใช้เป็นคําบริกรรมประจําใจตลอดมา นับตั้งแต่เป็นฆราวาส ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“การภาวนาเป็นสําคัญมาก เราเคยพูดให้ฟังก็เพื่อเป็นคติแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลาย บวชมาใหม่ๆ เราเป็นนิสัยชอบภาวนาอยู่แล้ว เห็นท่านพระครูวัดโยธาฯ เราไปเป็นนาคอยู่นั้น ตอนเช้ามืดท่านลงเดินจงกรมตั้งแต่เช้าๆ เราสังเกตดู พอบวชแล้วก็ไปถามท่าน อยากภาวนา จะภาวนายังไง ท่านก็บอกว่า “เอ้อ ! เอาพุทโธนะ เราก็เอาพุทโธแหละ” ท่านว่า ท่านพระครูฯ ก็สอนเท่านั้นเราก็ไปภาวนาพุทโธด้วยความเลื่อมใส พอใจในการภาวนา อยู่กุฏิใหญ่ทางด้านทิศเหนือ กลางคืนดึกๆ จะลงมาเดินจงกรมทุกคืนนะ แม้บวชมาใหม่ๆ แต่นิสัยชอบภาวนา นิสัยอันนี้มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ไม่มีใครสอน มันหากเป็นอยู่ในจิต มันแปลกมากเรื่องนี้
เวลาจะหลับจะนอน จะเหลือเวลาไว้ คือหยุดจากอ่านหนังสือ จะเหลือเวลาไว้ ๑ ชั่วโมงเพื่อนั่งภาวนาทุกๆ คืน สมมุติว่าจะพักนอนตี ๒ ตอนตี ๑ จะหยุดอ่านหนังสือก่อนแล้วต้องทําสมาธิภาวนา ตั้งใจพุทโธๆ ไปเรื่อยๆ ชั่วโมงนั้นแหละเป็นชั่วโมงภาวนา เป็นประจํานะ ถึงเวลาก็ลงมาเดินเงียบๆ จากนั้นก็นั่งภาวนาแล้วก็หลับ
เราก็เอาพุทโธมาภาวนาตามประสีประสา ไม่คาดไม่ฝัน ไม่คิดไม่อ่านว่า มันจะแสดงความแปลกประหลาดขึ้นมา ก็พุทโธๆ วันนี้วันนั้นไปตามประสาอย่างนั้นแหละ โอ๋ย ! บทเวลามันจะเป็น พุทโธๆ สติติดอยู่นั้น สักเดี๋ยวกระแสของจิตที่มันคิดฟุ้งซ่าน เหมือนเราตากแหนี่ ทีนี้พอจิตจะเริ่มสงบก็เหมือนเราดึงจอมแห พุทโธๆ นี่เหมือนจับจอมแหดึงเข้ามา ตีนแหก็หดเข้ามาๆ จนกระทั่งเป็นกองแห ทีนี้กระแสของจิต มันรวมตัวเข้ามาๆ จนกระทั่งเป็นกองความรู้ที่อยู่เป็นจุดเดียวเท่ากับกองแหที่นี่ นี่ล่ะพอมันเข้ามาถึงนี้กึ๊กเท่านั้น โถ ! เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ลืมนะ
นี่ล่ะเป็นปฐมฤกษ์แห่งการภาวนาของเรา นี่เป็นครั้งแรกที่เราบวชใหม่ๆ เรายังไม่รู้เรื่องรู้ราว พอเข้ามาถึงใจแล้วหยุดกึ๊กเลยเทียวนะ ทีนี้ปรากฏว่า มันว่างหมดเลย ยังเหลืออยู่เฉพาะความรู้ที่เด่นอัศจรรย์ โอ๊ย ! เกิดความอัศจรรย์ตื่นเต้นนะเวลานั้น โอ๊ย ! ทําไมจิตเราอัศจรรย์เอาขนาดนี้ เราก็ไม่เคยเห็นเคยได้ยิน วันนี้ได้ปรากฏแล้ว
พอเข้าถึงนั้นกึ๊กจะว่าเป็นสมาธิ ไม่สมาธิ พูดไม่ถูกนะ พอเข้านั้นกึ๊ก ขาดหมดเลยโลกอันนี้ ปรากฏไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่ธรรมชาติที่อัศจรรย์สุดส่วน คือใจดวงนั้น ขาดออกหมดนะอารมณ์ทั้งหลาย ขาดหมด เกิดความอัศจรรย์ ตื่นเต้น ความตื่นเต้นในความอัศจรรย์เลยไปกระตุกธรรมชาตินั้นเสีย รวมไม่ได้นานนะ คือขาดไปหมดจริงๆ เหมือนอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร เรามีที่นั่งอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร หรือว่ามีเกาะ ว่าเกาะก็กว้างไป เหมือนว่าที่นั่งกลางมหาสมุทรมันอัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย โถ ! ทําไมถึงเป็นอย่างนี้ ความตื่นเต้น ความอัศจรรย์ไปกระตุกจิตเลยถอนขึ้นมาเสีย โหย ! เสียดายเสียจน วันหลังขยับใหญ่เลย ไม่ได้เรื่องๆ ก็เพราะทํามันไปหมายเอาที่เป็นนั่นมาเป็นผลแล้ว ทั้งๆ ที่เหตุยังไม่ได้ทํา ไปเอาผลที่เกิดมาแล้วนั้น ดับไปแล้วนั้นมาเป็น มันก็ไม่เป็นซิ ทํายังไงก็ไม่ได้ ขยับใส่เท่าไรก็ไม่ได้ จนกระทั่งใจมันจืดเข้ามาแล้ว ความหวังจะเป็นอย่างนั้นๆ
นี่พูดถึงเรื่องปฐมฤกษ์ของเราที่เป็น ให้เกิดความอัศจรรย์ จากนั้นแล้วถึงเรียนหนังสืออยู่ ภาวนาได้ไม่ได้ก็ตาม สิ่งที่เราเชื่อมั่นแล้วนั้นเป็นอยู่ในใจนะ ฝังลึกเป็นอจลศรัทธา เรียกว่าฝังลึกอยู่ในใจ นี่ล่ะรากฐานสําคัญอยู่กับภาวนา ไม่เคยเป็น พอเป็นขึ้นมันก็เป็นอย่างนั้น อัศจรรย์เสียจนวันนั้นทั้งวันอยู่กับอันนั้นนะ อยู่กับความอัศจรรย์ของจิตที่เป็นเมื่อคืนนี้ กลางวันทั้งวันก็อยู่กับอันนั้นๆ เรื่อยไปเลย คือจิตมันมีเอิบอิ่มอยู่นั้นล่ะ เป็นอย่างนั้นนะ ทั้งๆ ที่เรื่องผ่านไปแล้ว ยังไปหาชมเงามันอยู่นั้น ตัวไปถึงไหนก็ไม่รู้ จนกระทั่งได้ปักใจไว้ เอ้า ! ไม่ได้ก็ตาม
เวลาออกปฏิบัตินี้จะเอาให้เต็มเหนี่ยวให้ได้ เป็นอื่นไปไม่ได้ นั่น ปักไว้เลยล่ะ เวลานี้เรากําลังศึกษาเล่าเรียน ภาระยังมีอยู่ จะทําอันนี้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็เข้าใจเอาไว้ พอออกมาทีนี้ฟัดเลย เอาจริงๆ ได้เลยล่ะที่นี่ เพราะมันเข้าใจแล้วที่มันหมายอะไรต่ออะไร ทีนี้เวลาเข้าไปนี้ไม่ต้องมุ่ง ไม่ต้องหมายสิ่งที่เป็นมาแล้วอะไรๆ นั้น ใส่ลงปัจจุบันปึ๋งๆ เลย มันก็ได้ๆ เรื่อยมาถึงขนาดนั้นก็ตาม ปฐมฤกษ์ ปฐมมหามงคลของเรา เราไม่ได้ลืมจนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่ลืมนะมันจะขนาดไหนก็ตาม มันก็ไม่ลืมอันนั้น เพราะอันนั้นเขาเรียกว่าเป็นมรดกในเบื้องต้น ให้ได้สืบทอดความเชื่อความเคารพในธรรมทั้งหลายต่อไปได้จากอันนี้ว่างั้น
ทีนี้เวลามันหนักเข้าๆ มันก็เปลี่ยนไปล่ะ จิตใจนี้เปลี่ยนเรื่อยๆๆ ด้วยการภาวนาของเรา ไปถึงอันนั้นแล้ว มันก็ยังยึดเป็นหลัก เป็นกตัญญูกตเวทีในธรรมบทนี้อยู่นะ เห็นบุญเห็นคุณอันนี้อยู่ ถึงมันจะผ่านไปไหน มันก็ไม่ลืมอันนี้นะ ที่ว่าหยุดกึ๊กลงนั้นน่ะ ขาดสะบั้นไปหมด ขาดสะบั้นในเวลานั้นของสมาธิ ปล่อยอารมณ์ทั้งหลายในเวลานั้น แต่ไม่ได้ถอนอารมณ์ ไม่ได้ถอนเชื้อที่เป็นอารมณ์ของกิเลสออกจากใจ มันก็ยังเห็นเป็นของอัศจรรย์ ทีนี้เวลามันถอนเชื้อออกเสียหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว ก็รู้ว่าอัศจรรย์ แต่มันก็ไม่ลืมอันนี้จนได้นั่นแหละ เพราะอันนี้เป็นมรดกเหมือนเป็นเจ้าบุญเจ้าคุณ ให้เราพิจารณาต่อไปได้อย่างนี้นะ มันก็เป็นอย่างนั้นล่ะ ถ้าเทียบถึงเรื่องมันกึ๊กลงเลยกับจิตขาดสะบั้นกับกิเลสทั้งหลายนั้น มันต่างกันขนาดไหนก็รู้ แต่อันนี้มันไม่ลืมรากฐานสําคัญ”
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านมีนิสัยชอบกรรมฐานมาแต่เดิม ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“เราเป็นนาคฝึกหัดบวช แต่ก่อนเราก็เคยรักกรรมฐานอยู่แล้วเป็นฆราวาส เวลาท่านผ่านมาพักอยู่ตามบ้าน บ้านตาดท่านเคยมา วงกรรมฐานมา เวลาถามท่าน อยากภาวนา จะภาวนายังไง เอาพุทโธแหละ เราก็เอาพุทโธ เราก็เอานั้นแหละไปว่าตามประสา เพราะไม่เคย พุทโธๆ ตั้งจิตไว้ไม่ให้เผลอ สักเดี๋ยวหายเงียบ มันเผลอ ทําทุกคืนแหละ
ตั้งแต่เริ่มออกบวชมาแล้วเริ่มปฏิบัติมานี้ มันไม่ลืมนะ เริ่มออกปฏิบัตินี่ไม่ลืม ถ้าออกบวชมาธรรมดาก็เป็นอย่างหนึ่ง เวลาเราฝึกหัดภาวนาของเราตามประสีประสา แต่ว่านิสัยมันชอบกรรมฐานมาแต่ไหนแต่ไร เห็นพระกรรมฐานนี้โดดผึงเลย ชอบ ทั้งๆ ที่เรียนหนังสืออยู่วัดโยธา-นิมิตร หนองขอนกว้าง เห็นพระกรรมฐานมาพักด้วยนี้ ต้องไปถึงท่านก่อน คุยธรรมะท่านก่อน คือ ท่านเล่าให้ฟังเรื่องจิต เราก็มาทําของเรา ทําจิตให้มีความสงบขึ้นมาโดยไม่คาดไม่ฝัน โอ้โห ! เกิดความติดอกติดใจกระหยิ่มยิ้มย่องเชียวล่ะ มันไม่ลืมนะ”
พ.ศ. ๒๔๗๗ จําพรรษา ๑ ที่วัดโยธานิมิตร
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ องค์หลวงตาพระมหาบัว จําพรรษาแรกกับท่านพระครูปลัดอ่อนตาเขมงฺกโร ที่วัดโยธานิมิตร อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ท่านเป็นพระบวชใหม่ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย นิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เป็นฆราวาส คือ เป็นคนจริง พูดจริง ทําจริงทําตามความสัตย์ความจริง ก็ปรากฏให้เห็นตั้งแต่บวช ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“พอก้าวออกจากบ้านเข้าวัด ก็เตือนตัวเองทันที เอาล่ะนะที่นี่ ไม่มีใครจะตามแนะนําตักเตือนเรา ตลอดถึงการหลับ การตื่น ไม่มีใครปลุกล่ะนะ เราต้องเป็นเราเต็มตัวตั้งแต่บัดนี้ไป ไม่หวังพึ่งพ่อแม่ดังแต่ก่อนอีกแล้ว เรียนหนังสือตีสองบ้าง ตีสามบ้าง เป็นประจํา ตีห้าบ้างเป็นบางคืน ตีห้าก็สว่าง เดือนมิถุนายน กรกฎาคม พอสว่างก็ลงทําวัตรแต่เช้าก่อนแล้ว จึงค่อยออกบิณฑบาต มันตื่นทัน ดูซิ ผมก็แปลกเหมือนกันนะ มันตั้งท่าของมันอย่างจริงจังไม่เคยพลาดเลยจะนอนตีสอง ตีสาม ตีสี่ เรื่องทําวัตรนั้นในเวลาพรรษานี้ตั้งสัจอธิษฐานไว้เลย ว่าจะไม่ให้ขาดทั้งเช้า ทั้งเย็น การทําวัตร และกราบเรียนท่านพระครูฯ ไว้ด้วย หากว่า ท่านสั่งให้เราไปในที่นิมนต์ ว่าให้ท่านรอจนเรากลับมาถึงค่อยทําวัตร เราขอท่านไว้อย่างนั้น ท่านก็รอเหมือนกันนะ พอเรายังไม่มา ท่านก็ยังไม่ทําวัตร ทําวัตรรวมกัน นี่เด็ดอย่างนั้นล่ะ เวลาทํานะมันเด็ด นี่หมายถึง ทําวัตรส่วนรวม ส่วนที่กุฏิเราทําอีกทีหนึ่ง นี่เราอธิษฐานไว้เป็นส่วนรวม ทําวัตรส่วนรวมไม่ให้ขาดทั้งเช้าและเย็นในพรรษา จะไม่ให้ขาดใน ๓ เดือน คือ เข้าพรรษา
เราอยู่กุฏิ ๒ ชั้น เขาไปทํางานนอนอยู่ข้างหน้า เขาก็ไม่ทราบว่า เรานอนเมื่อไร จะไปคลุกคลีตีโมงกับใครไม่เคยเห็นเลย เงียบๆ มีแต่ดูหนังสือดูตลอด จนกระทั่งเขาไปฟ้องท่านพระครูฯ ว่า “กลัวท่านบัวจะเป็นบ้า ไม่ทราบท่านนอนเวลาไหน เวลาไหนมีตั้งแต่ดูหนังสือตลอดเวลา กลัวท่านเป็นบ้า” ท่านก็ใส่เปรี้ยง “เหอ ! ท่านบัวหนุนมะพร้าว หรือหนุนหมอน” ท่านว่า “หนุนหมอน” “กูหนุนมะพร้าวนี่นะ กูไปเรียนสน (สนธิ) เรียนมูล (มูลกัจจายน์) ที่เมืองอุบลฯกูหนุนมะพร้าว พอมะพร้าวกลิ้งปั๊บตื่น กูพุ่งเลย” เรียนหนังสือว่างั้น “นี่คุณบัวหนุนหมอน อย่าไปเตือนเธอนะ เดี๋ยวเธอจะอ่อนกําลังปวกเปียกไปแล้ว” ท่านบอก ท่านพระครูฯ เองก็ไม่เคยพูด แต่มีผู้มาพูดให้ฟัง อย่างนั้นล่ะ”
ต่อมาองค์หลวงตาฯ ท่านนอนหนุนมะพร้าว หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต เล่าว่า
“หลวงปู่มหา เรียนหนังสือเอามะพร้าวหนุนหัวโน่น คําว่าปฏิบัตินี่ ถ้าได้รู้สึกตัวก็ไม่ยอมนอนหลับอีก ลุกปุ๊บปั๊บเลย ไม่ยอมเอาอีกสักตื่นก่อนนะ ไม่ได้ว่าอย่างนั้น หลวงปู่มหาดูท่าเดินท่านก็รู้จักหรอก ยึกยักๆๆ ดูองอาจกล้าหาญ คนลักษณะนี้มีจิตใจเด็ดเดี่ยว ชนิดกัดเหล็กขาดได้นะ โดดเด่นแท้ มันเด่นไปทางดี ไม่ได้เด่นไปทางชั่ว”
พระบวชใหม่หยอกล้อกัน
พอพูดถึงเรื่องการอบรม เราก็คิดถึงอาจารย์กอง พวกเพื่อนกัน มันตายแล้วล่ะ เกิดปีเดียวกันกับเรา เพื่อนกัน อยู่บ้านโนนทัน มันบวชก่อนเรา มันพูดขึงขังนะ มันไม่ได้หัวเราะ พูดเฉยขึงขัง เหมือนเอาจริงเอาจัง เอาไฟเผาหัวอกเรา พอขึ้นไป คือพระใหม่ก็สูบบุหรี่เป็นธรรมดา ขึ้นไปหากันคุยกัน สูบบุหรี่เป็นธรรมดา “ไอ้พระใหม่เหล่านี้น่ะ บวชมามันไม่มีธรรมมีวินัย มาสูบบุหรี่ปุ๊บปั๊บๆ มันได้พินทุอธิษฐานหรือยังก็ไม่ทราบ คาบเข้าไปเลยๆ สูบสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวอาบัติกินหัว” ท่านว่าอย่างนั้นนะ ว่าแล้วเฉยนะ ใครก็ไม่เคยคิดว่าบุหรี่จะต้องพินทุอธิษฐานเหมือนผ้า เราก็สูบไปเห็นหมู่เพื่อนสูบก็ไม่เห็นองค์ไหนพินทุอธิษฐาน แล้วมาว่าให้เราซึ่งเป็นเพื่อนกัน ท่านพูด เราก็เชื่อล่ะซี คนหนึ่งพูดหน้าตาขึงขังเหมือนเราผิดจริงๆ นี่นะไม่ใช่ธรรมดา หน้าเคร่งขรึมนะ
นี่ล่ะเวลาจะตลกนะ “โอ๊ย ! บุหรี่นี่ก็ต้องอธิษฐานหรือ” “โธ่ ! ตาย มันแบกอาบัติมาเท่าไรแล้ว” เอาแล้วนะที่นี่ขนาบใหญ่เลย จนกระทั่งเราร้อนนะ เรานึกว่าเป็นความจริง มันไม่หัวเราะนะ เฉย มันแบกอาบัติมา “บวชมาได้กี่วันแล้วนี่ มันแบกอาบัติมา เพียงเท่านี้มันก็ไม่ได้ พินทุอธิษฐานที่ไหนมันก็ไม่ได้อธิษฐาน คาบเลยๆ” ว่าอย่างนี้นะ ว่าแล้วเฉยนะ มันนิสัยอย่างนั้น เราก็เลยร้อนขึ้นเลย “อ้าว ! ต้องพินทุอธิษฐานเหรอ” “นั่นล่ะมันแบกอาบัติมากี่วันแล้ว” ยิ่งขนาบขึ้นอีก เราก็เลยร้อนจริงๆ มันพูดไม่หัวเราะ เฉย มันนิสัยอย่างนั้น ตั้งแต่เป็นฆราวาสมาคุ้นกัน
ทีนี้เวลาจะบอก “เอ้า ! ตั้งใจฟังให้ดีนะ อิมัง ควันถมดัง (จมูก) อธิฏฐามิ” หมดท่าเลย “โอ๊ย ! บักห่า” มันโมโห พูดเฉย ขึงขังตึงตังเสียด้วยนะ บ่ (ไม่) หัวเราะ มันเอาจริงเอาจังเวลาจะเอา มันบ่หัวเราะ พูดตลกเก่ง พูดบ่หัวเราะ “อิมัง ควันถมดัง อธิฏฐามิ เท่านั้นก็ไม่ได้” อิมัง ควันถมดัง ก็ถมจมูกนั่นล่ะ นั่นล่ะพระหยอกกัน หยอกอย่างนั้น บ่เป็นอาบัติ พูดในวงตลกกันเรียกว่าพระหยอกกันหยอกอย่างนั้น บ่ผิดธรรมวินัย “โอ๊ย ! ต้องอธิษฐานเหรอ” “โธ่ ! ตายๆ มันกี่มวนแล้วนี่” บทเวลาจะออก “อิมัง ควันถมดัง อธิฏฐามิ เท่านั้นก็ไม่ได้”
ไม่มีใครขโมยผึ้งแล้วนะ
นี่ (เรา) เป็นคู่กันกับผึ้ง จับแต่ผึ้งอยู่ต้นไม้ทั้งสูงทั้งตํ่า จ่าเบ้า แกอยู่กรมทหารอุดรฯแกเป็นจ่าเบ้าทางทหาร เราอยู่บ้านตาดได้ยินว่า ผึ้งอยู่ที่ไหนๆ เขาตามเองนะ ว่าให้หลวงตาบัวนี่ล่ะไปหาเอาหมดผึ้ง ผึ้งอยู่ในป่า เขาผู้เสียภาษี เขาอยู่อุดรฯ อยู่เก้าอี้ เราผู้ไม่เสียภาษีอยู่ในป่าผึ้งที่ไหน รู้หมด ไปเอาหมด ทีนี้เวลาบวชแล้วออกไปบิณฑบาต “โอ้ ! พอบวชแล้ว ไม่มีใครไปขโมยผึ้งแล้วนะทีนี้นะ” เราก็ยิ้มๆ แกพูดหยอก พอบวชแล้วไม่มีใครไปขโมยผึ้งล่ะทีนี้ ไม่มีจริงๆ
ตั้งแต่เราบวชแล้ว เราก็ไม่ไป แกพูดหยอกเรา ชื่อจ่าเบ้า จ่าทหาร แกเป็นคนถือภาษี เสียภาษีผึ้ง แกเป็นเจ้าของทั้งหมด เป็นคนเสียภาษีผึ้ง เราไม่ได้เสียภาษี แต่ผึ้งอยู่ที่ไหนรู้หมด ขโมยเอามันก็ได้ยินถึงแกซิ ขึ้นต้นไม้ก็เก่ง ผึ้งนี่มันมีอยู่กี่รัง อยู่ที่ไหนเห็นหมดล่ะ อยู่เก้าอี้ไม่เห็น ไม่เห็น เขาก็รู้ว่าบัวมันตัวขโมยผึ้ง เราไปตีผึ้ง กลางคืนก็มีผึ้ง กลางวันก็มี ได้ทั้งกลางคืนกลางวันเรากลางคืนก็ได้ กลางวันก็ได้ เขาอยู่โต๊ะเก้าอี้เขา เราอยู่ในป่าเอาเมื่อไรก็ได้ เรารู้หมดล่ะ เรื่องขโมยผึ้งเก่ง เรารู้หมด แกพูดหัวเราะ พูดหยอกเล่น แล้วก็ไม่ได้สึกไปจริงๆ เลยไม่ได้ขโมยผึ้งอีก ถ้าสึกไปไม่แน่นะ ไม่สึกไปก็เลยปลอดภัย ผึ้งทั้งหมดไม่ถูกขโมยล่ะ
ทุกข์ที่สุดในชีวิตของพระ บวชพรรษาแรกถูกนิมนต์เทศน์
เราทุกข์ที่สุดในชีวิตของพระนี้ก็ที่บ้านหนองแวงนั่นล่ะ จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ นั่นเราไม่ได้ลืมนะภาษิตนั้น เรายกขึ้นเทศน์ โอ๊ย ! ฉันเพลไม่ได้ บวชพรรษาแรก ที่ว่าฉันเพล ขนมนางเล็ดแผ่นเดียว ครึ่งแผ่นก็ไม่ได้ กลืนไม่ลง กูจะเอาอะไรเทศน์ให้เขาฟัง มันจะตาย อกมันจะแตก เข้าใจไหม ก็บวชได้พรรษาเดียว เรียนสวดมนต์ ๗ ตํานาน ๑๒ ตํานานจบ จากนั้นก็เรียนปาฏิโมกข์จบ ได้สวดปาฏิโมกข์ในกลางพรรษา ก็เท่านั้นพอ เต็มกําลังแล้ว บวชเดือนพฤษภาฯ วันที่ ๑๒ พฤษภาฯ นี้เดือนพฤศจิกาฯ กี่เดือนคิดไปซิจากพฤษภาฯ ไปถึง พฤศจิกาฯ ดันเอาไปถูกเทศน์ เข้าใจไหมตรงนั้นน่ะ
อันนี้เรียนแต่หนังสือสวดมนต์สวดพร สวดปาฏิโมกข์ ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องเทศน์เรื่องธรรมอะไรเลย ภาษิตก็มีติดหัวใจอยู่สองสามภาษิต ไม่มีอะไรก็ยกภาษิตเทศน์ให้เขาฟังล่ะซิ ไม่ลืมนะ จึงพูดตลกอยู่เรื่อยๆ ผ่านไปแถวนั้นเห็นหมูเห็นหมาวิ่งผ่าน สูอย่ามาผ่านกูนะ กูยังโมโหไม่ถอย แต่ก่อนยังไม่มีบ้าน เขามาตั้งทีหลังต่างหาก ทุ่งนาอยู่แถวนั้น ไปฉันที่นั่นนอนค้างคืนที่นั่น ตอนเช้าเขาถวายจังหันเสร็จแล้ว เทศน์จบไปเรียบร้อยแล้วกัณฑ์หนึ่ง ได้กัณฑ์เทศน์เล่มหนึ่งบางๆ ไป เทศน์จบแล้วเขายังแห่กันมาอีก ท่านเทศน์จบแล้วๆ ว่างั้น มีอีตาหนึ่งแกตายหรือยัง ถ้ายังไม่ตายบอกไปตามแกมาฆ่าสักหน่อยมันโมโห พูดอย่างสบายนี่นะก็มันไม่ใช่ผู้เทศน์นี่ “โอ๊ย ! ถึงเทศน์จบแล้วก็ไม่ยากอะไรแหละ ท่านฉันเพลแล้วค่อยให้ท่านเทศน์ให้ฟังก็ได้ ยากอะไร” ว่างั้น มันไม่ยากซิมันไม่ได้เทศน์นี่ เราอยากตามฆ่ามัน เดี๋ยวนี้โมโหยังไม่ถอย เข้าใจหรือ (หัวเราะ)
เราก็ไม่ลืมคําแกพูดนี่ก็ดี เรานี้อกจะแตกแล้ว โห ! บืนเทศน์ให้เขาฟัง แต่มันก็ไปได้นะล่ะมันจะตายจริงๆ ก็ไปได้ นี่แหละที่ว่ามันฝังลึกมากนะ เราไม่เหมือนใคร ไม่ว่าอะไรฝังลึกมากอยู่ อย่างเรื่องของเจ้าของนี้จนอกจะแตก โถ ! คราวนี้มันอกจะแตก เทศน์กลางเดือนพฤศจิกาฯ จวนสิ้นเดือนนั่นแหละ กําลังหนาวแล้วนะ ได้ห่มผ้าแล้ว เวลาตอนฉันเพลแล้วเทศน์นี้ โอ๋ย ! เหงื่อแตกออกมาทั้งๆ ที่หนาวๆ มันไม่ใช่เหงื่อ มันยางตาย เข้าใจไหม อู๊ย ! ไม่ลืมนะ
พอจากนั้นมาแล้วไปค้นหนังสือกัณฑ์เทศน์ต่างๆ ได้หนังสือท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เลือกกัณฑ์ไหนที่ชอบใจ ท่องกัณฑ์นั้นคล่องยิ่งกว่าท่องปาฏิโมกข์ ไปไหนไป กูไม่ตาย กูได้กัณฑ์เทศน์นี้แล้ว ไปไหนกูก็จะเทศน์กัณฑ์นี้แหละ ท่องจนติดปาก คล่องยิ่งกว่าปาฏิโมกข์ เลยไม่ได้เทศน์นะ จากนั้นมาแล้วเลยไปเลย ไม่ได้เทศน์ ลืมจนกระทั่งภาษิตทั้งๆ ที่ท่องเสียคล่องยิ่งกว่าปาฏิโมกข์ คล่องยิ่งกว่าสวดมนต์ ไม่ได้เทศน์ มันก็ลืมไปหมดแหละ นั่นล่ะที่ว่าทุกข์ที่สุดในชีวิตของพระเรา คราวนั้นแหละ เราไม่ลืม
พ.ศ. ๒๔๗๘ จําพรรษา ๒ ที่วัดป่าโยธานิมิตร ช่วยเลื่อยไม้สร้างศาลา
ในพรรษานี้ องค์หลวงตาพระมหาบัว นอกจากการเรียนปริยัติและการปฏิบัติภาวนาแล้ว ท่านได้ช่วยสร้างศาลาวัด ด้วยท่านเลื่อยไม้เก่ง และท่านมีนิสัยเอาจริงเอาจังมาก อันเป็นนิสัยสําคัญประการหนึ่งของผู้ที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ จนท่านพระครูฯ ชมท่าน ดังนี้
“เราไม่เคยเป็นช่างมาแต่ก่อนด้วย แล้วก็ไม่สนใจมาตลอดด้วย ยิ่งออกบวชและปฏิบัติด้วยแล้ว ยิ่งปล่อยเลย การก่อสร้างก่ออะไร ก็มีที่มาจําพรรษาที่วัดโยธานิมิตร หนองขอนกว้าง๒ พรรษาแรกอยู่นี้ พอพูดอย่างนี้ก็ทําให้ระลึกถึงท่านพระครูฯ (พระครูปลัดอ่อนตา เขมงฺกโร) เหมือนกันนะ อย่างนั้นนะแปลกอยู่ ท่านพระครูฯ เป็นเจ้าอาวาสวัด ทําให้คิดเหมือนกันนะ เราได้ช่วยก่อสร้าง คือว่าเลื่อยไม้ ท่านพาไปเลื่อยไม้ในป่าแถวๆ ใกล้นี้ ไม่อดนี่ไม้แต่ก่อน อดอยากที่ไหน
ท่านพาไปเลื่อยไม้มาสร้างศาลา เราก็ได้ช่วยท่านอยู่ปีหนึ่ง จําได้ก่อสร้าง เรียกว่า เราได้ช่วยก่อสร้าง แล้วเข้าไปเรื่องท่านพระครูฯ พามาเลื่อยไม้ พระเณรก็มาจํานวนมากอยู่นะมาช่วยกันเลื่อยไม้ ท่านเป็นหัวหน้า แล้วก็มีโยมแทรกมาด้วยๆ แต่ไม่มากเท่าพระ มาเลื่อยไม้แถวนี้ เราก็ไม่ลืม ท่านพูดเองนะล่ะแปลกอยู่ “วันไหน ถ้าคุณบัวไม่ได้ทํางานด้วย งานไม่เดิน” เราไม่ลืมนะ อย่างนั้นนะ แปลกนะ ท่านพูดว่า “งานไม่เดิน อืดอาด” เราก็เลยไม่ลืม ทําไมจึงเป็นอย่างนั้น นี่ล่ะจะว่าคุยหรือไม่คุย ถ้าลองได้จับเลื่อยนี้ ขาดปึ๊ดๆ เลย กี่คนมาเปลี่ยนเรื่อย เราคนเดียว นั่นซีงานก้าวเดิน เพราะอะไร อย่างนี้เอง เพราะเราเลื่อยไม้ก็เก่ง ฟาดวันหนึ่งๆ ไม้หน้าหก…
ท่านพระครูฯ ท่านพูดของท่านเอง ก็ไปเลื่อยไม้กับท่านตลอด วันไหนเรามีธุระจําเป็น ไม่ได้ไปเสียเท่านั้นแหละ เอาแค่นั้นแหละนะ มีธุระจําเป็น ก็ไปด้วย ผู้ใหญ่ให้ไปนั่นแหละไม่ใช่อะไรเราก็ได้ไป กลับมาแล้ว ท่านเรียกว่า “คุณบัว วันไหนคุณบัวไม่ไปเลื่อยไม้ด้วย งานไม่เดิน” เราก็ไม่ลืม จะเดินอะไรเราว่า จับเลื่อยเข้าแล้วกี่คนมาเปลี่ยนอยู่นั่น ฟังซิน่ะ องค์นี้เหนื่อย องค์นั้นออกไป องค์นี้เข้ามาแทน เราอยู่คนเดียวใส่ปึ๋งๆ ตลอด ท่านก็เห็นอยู่นี่ ทํางานอย่างนั้นแล้ว จึงคุยได้เต็มเหนี่ยวล่ะซี เอาจริงเอาจังทุกอย่าง ถ้าลงได้จับปั๊บเข้าแล้ว ขาดสะบั้นไปเลยทุกอย่าง”
อยากเป็น “พระอรหันต์” เท่านั้น
พอบวชเข้าไป เราจะตั้งหน้าบวชให้สมบูรณ์แบบ ไม่ให้ตําหนิติเตียนเจ้าของได้ในหลักธรรมวินัยข้อใดเลย เราจะเอาจริงเอาจังจนกระทั่งวันสึก กะไว้อย่างนาน ๒ ปี คิดไว้นะ บวชแล้วทําหน้าที่บวชให้สมบูรณ์ คือจะเรียนหนังสืออะไรๆ ก็แล้วแต่เถอะ จะทําหน้าที่ให้สมบูรณ์…
เวลาบวชแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ นี่เล่าเป็นคติให้หมู่เพื่อนฟังเรื่องความจริงจัง เรียน เรียนจริงๆ ไม่ถอย แต่สําคัญที่เรียนธรรมะไปตรงไหน มันสะดุดใจ เอ๊ะๆ ชอบกลๆ เข้าไปเรื่อยๆ ธรรมก็เข้ากับเราซึ่งเป็นคนจริงอยู่แล้วได้ง่าย ธรรมะเป็นของจริงอยู่แล้ว กับนิสัยจริงก็เลยเข้ากันได้สนิท เอ๊ะ ! ชอบกลๆ เวลาบวชไปแล้ว ก็ไปอ่านหนังสือธรรมะ อ่านตรงไหนๆ ตําหนิเจ้าของตลอด อ่านตรงไหนตําหนิตลอด เอ๊ ! ตรงนี้เราก็เคยเห็นมาแล้ว ตรงนี้เราก็เคยผิดมาแล้ว พยายามแก้ เห็นโทษเจ้าของเรื่อยๆ หลายเรื่อง มันถึงได้หมุนเข้ามาทางด้านธรรมะ เวลามันหมุนก็หมุนเข้าเรื่อยๆ ตลอดเลย สรุปแล้วว่านิสัยนี้จริงจังมากทีเดียว
เวลาอ่านพุทธประวัติและอ่านสาวกประวัติเข้าไปอีก อ่านธรรมะตรงไหน มันสะดุดเข้าๆ ทันทีนะ เอ๊ะๆ ทําไมเป็นอย่างนี้ๆ อ่านประวัติพระพุทธเจ้า เกิดความสลดสังเวช ทั้งสงสารพระพุทธเจ้านํ้าตาร่วง ทั้งอัศจรรย์พระพุทธเจ้า นํ้าตาร่วงในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อ่านประวัติของสาวกที่มาจากสกุลต่างๆ ที่สําเร็จมรรคผลนิพพานที่นั่นที่นี่นํ้าตาร่วงเหมือนกัน โอ้โฮ ! ทีนี้ใจหมุนติ้วๆ นั่นแลเรื่องที่จะอยู่ไปได้ เรื่องภายนอกก็ค่อยจืดไปจางไปๆ เรื่องธรรมะก็หมุนติ้วๆ ดูดดื่มเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ตั้งสัจอธิษฐานเวลาเรียนหนังสือว่า “จบเปรียญ ๓ ประโยคแล้ว เราจะออกปฏิบัติโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข เพราะอยากพ้นทุกข์เหลือกําลัง”
พูดง่ายๆ อยากเป็นพระอรหันต์นั่นเอง เห็นพระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ สาวกทั้งหลายออกมาจากสกุลต่างๆ สกุลพระราชา มหาเศรษฐี กุฎุมพี พ่อค้า ประชาชน ตลอดคนธรรมดาองค์ไหนออกมาจากสกุลใด ก็ไปบําเพ็ญในป่าในเขา หลังจากได้รับพระโอวาทจากพระพุทธเจ้าแล้ว เดี๋ยวองค์นั้นสําเร็จพระอรหันต์อยู่ที่นั่น องค์นั้นสําเร็จอยู่ป่านั้น อยู่ในเขาลูกนั้น อยู่ในทําเลนี้ มีแต่ที่สงบสงัด การประกอบความพากเพียรของท่านทําอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นเนื้อเป็นหนัง เอาเป็นเอาตายเข้าว่าจริงๆ ท่านไม่ทําเหลาะๆ แหละๆ เล่นๆ ลูบๆ คลําๆ เหมือนอย่างเราทั้งหลายทํากันผลของท่านแสดงออกมาเป็นความอัศจรรย์ เป็นพระอรหันต์วิเศษๆ นี่ล่ะมันถึงใจ
ทีแรกก็คิดจะไปสวรรค์ คิดจะไปพรหมโลก พออ่านประวัติสาวกมากๆ เข้า มันไม่อยากไปล่ะซิ อยากไปนิพพาน สุดท้ายก็อยากไปแต่นิพพานอย่างเดียว อยากเป็นพระอรหันต์อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีเปอร์เซ็นต์อื่นเข้ามาเจือปนเลย ทีนี้จิตมันก็พุ่งลงตรงนั้นลงช่องเดียว
โห ! นี่เราจะออกกรรมฐาน เราอยากเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง แต่ยังไงต้องเรียนเสียก่อน เรียนให้เข้าใจเสียก่อนถึงจะออก ออกๆ แน่ๆ ออกปากพูดเลยนะ เรียนจบชั้นนั้นแล้วจะออกปฏิบัติ เพราะอยากเป็นอรหันต์…
องค์หลวงตาฯ ท่านตั้งใจศึกษาให้จบเปรียญธรรม ๓ ประโยค ก่อนออกปฏิบัติตามสัจจะที่ตั้งไว้ ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ก่อนเข้าพรรษา ท่านจึงเดินทางไปศึกษาปริยัติที่สํานักเรียนในจังหวัดนครราชสีมา และท่านไม่ได้กลับไปจําพรรษาที่วัดโยธานิมิตรอีก ท่านเทศน์ว่า
“เราบวช ๖๘ ปี (พ.ศ. ๒๕๔๕) อยู่วัดโยธาฯ ๒ ปี ออกจากนั้นก็ออกเตลิดเปิดเปิง ไม่เข้าวัดโยธาฯ อีก ทั่วประเทศไทย ออกไปถึง ๖๖ ปี เรียกว่าทั่วประเทศไทย ไม่ได้เข้ามาอยู่วัดโยธาฯ อีก มาก็มากราบเยี่ยมท่านพระครูฯ ทีละคืนสองคืนเท่านั้น ก็ไปเลย ไม่เข้าอีกจนกระทั่งป่านนี้”
พ.ศ. ๒๔๗๙ จําพรรษา ๓ ที่วัดท่าช้าง อดอาหารดัดความหิว
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเดินทางมาถึงจังหวัดนครราชสีมาในระยะนั้นใกล้เข้าพรรษาแล้ว ท่านจึงได้เข้าพักและจําพรรษาที่วัดท่าช้าง ๑ พรรษา (ปัจจุบัน คือ วัดป่าคีรีวัลลิ์ ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา) ท่านอดอาหารดัดความหิว ดังนี้
“เหตุที่จะได้ดัดเจ้าของให้รู้เหตุรู้ผล รู้หนักรู้เบากัน ก็เพราะตอนที่ธาตุขันธ์มันกําลังรุนแรง ฉันข้าวเจ้าเสียด้วย ข้าวเจ้ามันไม่ค่อยอยู่ท้องนานแหละ เพราะเราไม่เคย ถ้าเคยก็ไม่เป็นไร อยู่โคราช วัดท่าช้างเป็นวัดกรรมฐาน เราลงไปทีแรกก็ไปอยู่วัดท่าช้าง ฉันเท่าไรมันก็ไม่อิ่มจนกระทั่งรําคาญนะ เราก็ดี เพราะเรามุ่งธรรมนี่ แต่ธาตุขันธ์ มันไม่ได้สนใจกับอรรถกับธรรมอะไรกับเรา ลิ้นปากไม่สนใจอรรถธรรมอะไรกับเรา มันมีแต่จะเอาท่าเดียว ฉันลงไปเท่าไรก็ไม่พอไม่อิ่ม เอามันอีก เอ้า ! ฟาดมันลงไปให้มันอิ่มจนกระทั่งไม่มีท้องใส่ ปรากฏว่ามันเต็มอัดเลย ขนาดนั้นอัดลงไปแล้วมันยังไม่หยุดความหิว ความอยาก ยังอยาก
เอาข้าวเปล่าๆ มาฉันมันก็หวานไปเลย เอ๊ ! มันทําไมจึงเป็นอย่างนี้ น่ารําคาญนะออกจากนั้นก็ไปล้างบาตร ล้างบาตรกลับมาเช็ดบาตร ยังไม่เข้าถลก หิวข้าวอีกแล้ว หือ ! มันทําไมจึงเป็นอย่างนี้ นี่นะต้นเหตุจะดัดกัน ก็ให้กินมาสักครู่นี้แท้ๆ ยังไม่ถึง ๓๐ นาทีเลย อิ่มออกมานี้มาล้างบาตร เช็ดบาตร ยังไม่ได้เข้าถลกเลย ทําไมถึงอยากอีกแล้ว ตั้งแต่นี้ไปถึงวันพรุ่งนี้เช้าก็๒๔ ชั่วโมง มันทําไม มันเก่งนักเหรอ “เอ้า ! ลองดูมันจะตายจริงๆ เหรอ ไม่ได้กิน มันจะตายจะลองดูสัก ๖ – ๗ วัน
เอาเลยที่นี่ดัดมัน ตัดสินใจปุ๊บลงไป ตายก็ตาย ช่วง ๗ วันนี้มันจะตาย เพราะไม่กินข้าวเอาให้เห็นเสียทีว่ะ จะทดลองดูให้รู้ความหนักเบาของธาตุของขันธ์ มันจะเป็นไปขนาดไหน ก็หยุดกึ๊กเลยไม่เอา จนกระทั่งถึงกําหนดถึงมาฉัน มันไม่เห็นตายนี่นะ แน่ะ จากนั้นมาก็พอฟัด พอเหวี่ยง ถึงจะหิว จะอะไร ธาตุขันธ์มันจะดื่มอย่างเดิมก็ตาม ทีนี้จิตใจก็ปล่อยกังวลได้ เพราะเคยรู้เรื่องราวกันมาแล้ว นี่มันเป็นเรื่องของธาตุของขันธ์กําลังดูดดื่ม มันเป็นอย่างนั้นๆ เราอดแล้วเท่านั้นวัน เท่านี้วัน ไม่เห็นตาย
พูดถึงเรื่องความหิว ก็ไม่เห็นมันหิวเอานักเอาหนา วันหนึ่งสองวันมันหิวมาก พอจากนั้นไปแล้วก็ค่อยเบาลงไป จนกระทั่งถึงกําหนดวันฉันก็ไม่เห็นหนักหนาอะไรพอจะให้ล้มให้ตาย อันนี้เราฉันให้มันอยู่ทุกวันๆ แล้วฉันขนาดอิ่มแล้ว มันยังจะตายก็ให้มันตายไปซี เหมือนกับคนหมดกังวล นี่เป็นคติอันหนึ่งนํามาพูดให้หมู่เพื่อนฟังไม่ใช่คุย พูดให้เป็นคติในฐานะที่เราเป็นอาจารย์ดําเนินมาก่อนได้รู้เรื่องรู้ราว ยังไงก็ขอให้มุ่งอรรถมุ่งธรรมเป็นสําคัญ ให้ฝังอยู่ภายในจิตใจ อย่าให้เอนเอียง สิ่งภายนอกที่เกี่ยวกับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ให้เป็นอันหนึ่ง อย่าถือสิ่งเหล่านั้นเป็นใหญ่ยิ่งกว่าธรรม จิตใจจะค่อยเป็นไป และให้เข้มงวดกวดขัน
สิ่งใดที่จิตชอบ ๙๙% เป็นกิเลส ถ้าเป็นจิตเราธรรมดามักจะชอบในสิ่งที่เป็นภัย แต่ถ้าจิตมีธรรมขึ้นเป็นลําดับๆ นั้นอาจจะมีชอบหลายด้าน อาจหมุนเข้ามาชอบในธรรม ภายนอกที่ยังชําระกันไม่ได้ ใจก็มีลักษณะชอบ แต่ก็รู้สึกตัวและพยายามแก้ไขไปโดยลําดับ จนกระทั่งความชอบเกี่ยวกับเรื่องโลกเรื่องสงสารจางไปๆ จนกระทั่งความรู้สึกชอบทั้งหลายหมุนไปทางธรรมะล้วนๆ จากนั้นใจก็สบาย แรงของโลกไม่ดึงดูดจิตใจได้ มีแต่จิตใจดึงดูดกับธรรม หมุนกันไปเลย”
พ.ศ. ๒๔๘๐ – ๒๔๘๑ จําพรรษา ๔ – ๕ ที่วัดสุทธจินดา – ไม่คิดอยากสึก
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ เมื่อออกพรรษาแล้ว องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านได้ย้ายจากวัดท่าช้าง มาศึกษาเล่าเรียนปริยัติและจําพรรษาที่วัดสุทธจินดา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ๒ พรรษาติดต่อกัน วัดแห่งนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ท่านได้มาเปิดสํานักเรียนนักธรรมและบาลี จนเจริญและมีชื่อเสียงในสมัยนั้น มีพระเณรจากภาคอีสานเดินทางมาศึกษากันมาก
การเรียนหนังสือที่วัดสุทธจินดา ในครั้งนั้น มักมีเหตุทําให้ท่านได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ อยู่บ่อยๆ และเมื่อต้องโดยสารรถไฟก็ต้องยอมอดอาหารในวันนั้น และมีเรื่องแปลก ดังนี้
“เราคิดไปถึงเวลามันจนตรอกของมันมีนะ เราตอนเรียนหนังสืออยู่ก็มี คือตอนเรียนหนังสือ เราไปเรียนที่โคราช แล้วเกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ อยู่เสมอ ไปกรุงเทพฯ จากกรุงเทพฯ มาโคราช ไปมาบ่อยด้วยรถไฟ คือตอนก่อนไม่มีรถยนต์ ทางถนนรถยนต์ไม่มี มีแต่รถไฟ รถไฟเขาก็ไปตามเวลา เช่น ตอนเช้า ไม่ได้เหมือนทุกวันนี้ ซึ่งมีรถเต็มถนน ไม่ว่ารถไฟ รถยนต์เต็มถนน มันไม่มีนะ ถ้าไปไม่ทันเวลาไม่ได้ นี่เราก็ไป คือออกจากโคราชแต่เช้า รถไฟออก คือว่าต้องเสียสละแหละ (ไม่ฉัน) ตอนเช้าก็ตอนเช้า
นี่อันหนึ่งมันก็แปลกๆ อยู่นะ ไปนั่ง คือวันนี้มาเรียกว่าตั้งใจเสียสละไม่ฉัน อยู่ในรถไฟมันมีเทวดาอยู่นั้นจนได้ เทวบุตรเทวดามี เราก็นั่งอยู่ในนั้นไม่สนใจ เขาก็รู้นี่พระท่านฉันตอนเช้า ตอนอะไร ก็เขารู้เรื่องของพระนี่ เราก็นั่งของเราเฉย แล้วอยู่ๆ เขาเอาจานเอาอะไรในรถไฟ ตู้เสบียง เทวบุตรเทวดาอยู่ในนั้น เขาไปสั่งอาหารในตู้เสบียงเอามาถวายเต็มไปหมดเลย คือเราก็เหมือนว่าตัดสินใจไม่ได้ฉันล่ะวันนี้ ตั้งใจไม่ฉันล่ะ ที่ไหนได้เต็มเลย แน่ะ มันแปลกอยู่นะ”
ในช่วงที่ท่านกําลังเรียนหนังสืออยู่นี้ ทางบ้านเริ่มเกิดความสงสัยเกี่ยวกับความคิดที่จะลาสิกขาของท่านว่าคิดอย่างไรบ้าง ดังนั้น ในคราวที่ท่านบวชได้ ๔ พรรษา มีโอกาสเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน โยมพ่อจึงได้ถามขึ้นมาว่า “ไม่อยากสึกบ้างเหรอ” ครั้งนั้นพระลูกชายได้แต่นั่งนิ่งไม่ตอบว่าอะไร แต่ในใจของท่านขณะนั้นไม่คิดอยากสึก ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“ไม่คิดอยากสึก อยากหาอะไร ตั้งแต่วันบวชมาไม่คิด มีแต่บืนข้างหน้า บืนข้างหน้ามาบวชแล้วไปสวรรค์ก็พอใจ รําพึงในเจ้าของนะ เวลาบวชแล้วได้ไปสวรรค์ก็พอใจ คํานวณดูอายุไปสวรรค์ไม่นานก็กลับมาเกิด เอา ! ไปพรหมโลกไม่นานลงมาเกิดอีกอยู่อย่างนั้นแหละ ไปที่ไหนก็ต้องลงไปนิพพาน ติดตรงนั้นล่ะ ไปนิพพานไม่ได้กลับ จิตก็เลยหมุนตรงนั้น หมุนเข้านิพพานหมุนเรื่อย ไม่หมุนกลับ มีแต่หมุนข้างหน้า
บวชภาวนาลําบากมากอยู่นะ บวชเฉยๆ มันก็ไม่ลําบาก เหมือนหมูขึ้นเขียง ถ้าบวชเพื่อภาวนาแล้วมันหมุนของมัน ต่างกันนะ บวชอยู่ธรรมดามันเหมือนหมูขึ้นเขียง พอบวชแล้วมันหมุนของมันเพื่อธรรมขั้นสูง อันนี้หมุนๆ เรื่อย สุดท้ายหมุนจะให้ถึงนิพพาน ในชาตินี้ขอให้ถึงนิพพาน ขออย่ากลับมาเกิดอีกเลย มันหมุนตรงนี้ล่ะหมุนแรง แล้วเป็นจริงๆ นะ บวชธรรมดาไม่เป็นอะไร ถ้าบวชมุ่งอรรถมุ่งธรรมแล้ว โอ้ ! มันเป็นธรรมจักรนะ ถ้าบวชมุ่งอรรถมุ่งธรรม มุ่งมรรคผลนิพพานแล้ว จิตมันจะหมุนของมันเรื่อย ถ้าบวชอยู่ธรรมดามันก็เหมือนหมูขึ้นเขียง ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ถ้าว่าบวชเพื่อให้ถึงนิพพานแล้วหมุน หมุนเรื่อยๆ เอาเสียสุดขีดเหมือนกันล่ะ หมุนเพื่อให้ถึงนิพพาน หมุนเรื่อยเลย ก็ดีอยู่นะล่ะ จิตมันไม่ถอย หมุนเรื่อย”
ขณะเรียนปริยัติก็ปฏิบัติภาวนาอย่างเงียบๆ
วัดสาลวันนี้ ตั้งแต่สมัยที่เราลงมาโคราชทีแรก ๒๔๗๙ ป่านั้นเป็นต้นไม้พุ่มๆ เป็นย่อมๆกุฏิพระเป็นกุฏิหลังเล็กๆ ทั่วไป หลวงปู่สิงห์ ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นั่น ผมก็ลงไปพักที่วัดสาลวันเราพักวัดสาลวันบ้าง วัดศรัทธารวมบ้าง วัดศรัทธารวม เขาเรียกวัดป่าช้าที่สองบ้าง อะไรบ้างวัดศรัทธารวมอยู่ทางด้านตะวันออกโคราช วัดสาลวันก็อยู่นี้แหละ แต่ก่อนต้นไม้เล็กๆ เป็นพุ่มคุณหลวงชาญถวายที่นั้นเป็นวัดสาลวัน สร้างปี พ.ศ. ดูว่า ๒๔๗๕ พ.ศ. ๒๔๗๙ เราก็ลงไปที่นั่น เพราะฉะนั้นจึงเป็นต้นไม้ย่อมๆ เป็นสวนของคุณหลวงชาญ พระก็เยอะนะ
ตอนนั้นหลวงปู่สิงห์ ท่านเป็นเจ้าอาวาส เราก็เป็นพระหนุ่มน้อยไปพักที่นั่น วัดศรัทธารวมก็อาจารย์มหาปิ่น น้องชายท่านหลวงปู่สิงห์นั่นล่ะ ท่านอยู่ทางนู้น พระก็มีมาก ไล่เลี่ยกันวัดสาลวันมีมาก วัดศรัทธารวมมีน้อย ไปมาหาสู่กันเดินทั้งนั้นนะนั่น ไม่มีรถ แต่ก่อนไม่มี รถไม่มีเลยในโคราช รถที่จะรับคนรับพระอะไรๆ ไม่มี จากวัดศรัทธารวมมาก็เดินมา จากสาลวัน – ศรัทธารวม ไปไหนเหมือนกัน เดินทั้งนั้นแหละ ผมอยู่วัดสุทธจินดาที่กําลังเรียนหนังสืออยู่นั้นผมมันเรียนหลายสํานักเอาแน่ไม่ได้นะ คนหลายสํานัก
ตอนนั้นเรียนอยู่ที่วัดสุทธจินดา พอวันว่าง คือ ว่างจากการเรียน เป็นวันหยุด วันพระวันอะไรอย่างนี้ ท่านมีประชุมกันในระยะนั้น สี่วันประชุมทีหนึ่ง ประชุมตอนบ่ายโมง เราได้ไปฟังเทศน์ท่าน ท่านอาจารย์สิงห์ท่านเทศน์ เพราะเราชอบทางปฏิบัติมาดั้งเดิม ไปอยู่ไหนไม่เคยละภาคปฏิบัติ พอว่างเมื่อไรก็เข้าป่าเลย อย่างวัดสุทธจินดานี่ว่างปั๊บนี่เข้าป่า ไปทางวัดป่าดงขวาง อยู่ทางตะวันออกวัดสาลวัน สงัดดี ไปพักอยู่ที่นั่น ไปภาวนา
ไปวัดนั้นวัดนี้ เขาก็ทราบว่า เป็นวัดกรรมฐาน ไม่ได้บอกว่าภาวนานะ ดูหนังสือก็ดูอยู่แล้วในวัดนะ แต่เราบอกว่าไปดูหนังสือ ความจริงไปดูหนังสือใหญ่ คือ ภาวนา ไม่ให้ใครทราบ มันหากเป็นอยู่ลึกๆ ถ้าหากพูดออกมาหมู่เพื่อนขัดทันที จึงไม่พูด เฉยดีกว่า เขาเป็นลิง เราก็เป็นลิงเขาเป็นอะไรก็เป็นกับเขาไป ออกจากเรียนก็ไปภาวนา จนกระทั่งได้ออกปฏิบัติ คือเวลาเรียนหนังสือ ภาคปฏิบัติก็แฝงกันไป แฝงกันไปอย่างเงียบๆ นะ เราปฏิบัติอยู่ภายในวัดปริยัติ เรียกว่าปฏิบัติอย่างเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้เลย เรื่องภาวนาไม่เคยเล่าให้ใครฟัง
เดินจงกรม ก็อย่างเคยเล่าให้ฟัง ไปเผลอตัวเดินจงกรมตอนดึกๆ หยุดเรียนหนังสือแล้วลงเดินจงกรม พระเพื่อนฝูงเรามา “ทําอะไร” เราก็เซ่อไปหน่อยบอกว่า “เดินจงกรม” “เหอ ! จะไปสวรรค์เดี๋ยวนี้ ไปนิพพานเดี๋ยวนี้เหรอ รอกันสักหน่อย ให้เรียนเสร็จแล้วค่อยไปด้วยกัน” นั่นมันแหย่ ก็แขนซ้ายแขนขวาเอาผิดกับใครล่ะ ก็พวกเดียวกัน ลิงเหมือนกัน เราเผลอไป ตั้งแต่นั้นมาพลิกใหม่ เวลาดึกๆ ลงเดินจงกรม เพื่อนฝูงคนใดๆ เดินผ่านมา ทําอะไร “อ๋อ ! เปลี่ยนบรรยากาศ นั่งนานเหนื่อย เปลี่ยนบรรยากาศ” จะว่าเดินจงกรมไม่ได้ มันหยอกนะ มันพูดหยอกแหย่นั้นนี้ จะว่าผิดถูกอะไรก็ว่าไม่ได้ มันลําบาก
เราเรียนหนังสืออยู่ที่นี่ก็เรียน ออกปฏิบัติกรรมฐานไปทางเขาใหญ่ ป่าเขาทางอําเภอปักธงชัย ที่ไหนไปทั้งนั้น ไปเที่ยวภาวนาเวลาว่าง คือเวลาหยุดโรงเรียน
เรื่องภาวนาไม่เคยเล่าให้ใครฟัง อยู่เงียบๆ อย่างนั้นล่ะ มันหากเป็นอยู่ในจิตนะ ฝังลึกๆ พูดให้ใครฟังไม่เหมาะทั้งนั้น เก็บอยู่คนเดียวอย่างนี้เหมาะ ก็เก็บจริงๆ ตลอดเวลา ที่เรียนหนังสืออยู่ ไม่เคยเล่าภาวนาให้ใครฟังเลย ทั้งๆ ที่ทําประจําอยู่ ทางภาคปฏิบัติละเอียดภาคปริยัติหยาบกว่ากัน หากอยู่ในขอบเขตของหลักธรรมวินัยด้วยกัน เวลาเราเรียนหนังสืออยู่นี้ ทําตัวเหมือนไม่เคยภาวนา เก็บเงียบเลย แต่อันหนึ่งมันฝังอยู่ลึกๆ ไม่จืดจาง มันรักมันสนิท มันติดใจในเรื่องกรรมฐาน เรื่องมรรค เรื่องผล เรื่องนิพพานจากทํากรรมฐาน จากภาวนา หากไม่แสดงต่อใครให้ทราบ
มันคงเป็นนิสัยฝังลึกๆ อยู่ในใจ เรื่องกรรมฐานเราไม่เคยลดละ แต่ไปอยู่กับพวกลิงพวกค่างด้วยกันพูดไม่ได้ เขาก็เป็นพระแบบเดียวกันกับเรา แต่มันพระลิงสิ เราก็ลิงกับเขา คนก็มี ลิงก็มี ครั้นเวลาเข้าหาหมู่เพื่อนพระลิงพระค่างนั้น ก็เป็นลิงเป็นค่างกับเขา แต่ภายในไม่เป็น ครั้นออกมาก็ทําหน้าที่ของตัวเองไป เวลาเข้าภาวนาไม่ให้ใครเห็น กลางคืนดึกๆ หยุดจากเรียนแล้วก็ลงเดินจงกรม หากเป็นอยู่ในนั้นลึกๆ แปลกๆ อยู่นะ เราก็ได้พิจารณาย้อนหลังของเรา เอ้อ ! รู้สึกว่า มันฝังลึกๆ คือ ออกกรรมฐานภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์ ฝังลึกๆ
เรียนหนังสืออยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน ไม่ว่าในกรุงเทพฯ ไม่ว่าต่างจังหวัดที่ไหนก็ตาม มันจะเป็นของมันอยู่อย่างนั้น แต่ไม่เคยพูด ว่าเราภาวนาอย่างนั้นไม่พูด เพราะเพื่อนฝูงมันก็เหมือนลิงเมื่อเขาเหมือนลิง เราก็ลิงกับเขาไปเสีย พอออกมาถ้าจะเป็นพระก็ค่อยเป็น แต่เป็นอยู่ลึกๆ อยู่ในห้องภาวนา เป็นอย่างนั้นนะ จนออกมาแล้วถึงได้ออกหน้าออกตา ก้าวขึ้นสู่เวทีเข้าถึงพ่อแม่ครู-จารย์มั่นทีนี้ออกสนามล่ะที่นี่ ซัดกันใหญ่เลย อันนี้เรียกว่าออกสนามไม่มีปิดบังลี้ลับ ออกตลอดเลย ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งทุกวันนี้
ที่เรียนหนังสือนี้ผู้สนใจในธรรมมีเยอะอยู่นะ แต่ว่าจิตใจมันมุ่งต่ออรรถต่อธรรมมันก็ต้องพูดไปทางปริยัติล่ะมากต่อมาก เพราะไปเรียนหนังสือนี่ ถ้ามีเวลาแล้วพูดเกี่ยวกับเรื่องอรรถเรื่องธรรมกรรมฐานครูบาอาจารย์นี้ท่านเลื่อมใสเยอะอยู่นะ ในสํานักเรียนท่านเลื่อมใสอยู่ หากจะมีบ้างก็เป็นบางรายลืมตัว ดินเหนียวติดหัวแล้วว่าตัวมีหงอน อย่างนั้นมีบ้าง มีอยู่ ถ้าอย่างนั้นเราไม่เล่นด้วย พระประเภทนั้นไม่เล่นด้วย
หลวงปู่สิงห์ชม “พระหนุ่มองค์นี้สําคัญนะ”
พอพูดถึงเรื่องนี้ก็ระลึกถึงเรื่องอาจารย์คําดี ตอนเรียนหนังสืออยู่ ท่านอยู่วัดสาลวัน ตอนนั้นท่านอาจารย์สิงห์อยู่ที่นั่น ท่านอาจารย์คําดีก็อยู่ที่นั่น ถ้าวันไหน เราหยุดเรียนหนังสือ ทางวัดสาลวันมีการอบรม เราต้องไปฟังเทศน์ทุกครั้งๆ หลวงปู่สิงห์ท่านตาแหลมคมอยู่นะ แปลกอยู่ เราก็ไม่ได้เคยไปกราบไปไหว้ต่อหน้าท่านนะ แต่เวลาท่านเทศน์ ท่านประชุมบ่ายโมง วัดสาลวันบ่ายโมงท่านประชุม พระมาเต็มหมด ทีนี้เป็นเวลาที่เราว่างวันนั้นเราก็ไป ไปองค์เดียว คือแต่ก่อนไม่มีรถยนต์ เดินเลย จากวัดสุทธจินดาไปวัดสาลวัน เดิน ไม่มีรถอย่าไปถามหาเลย ไปฟังเทศน์
ท่านนั่งเทศน์นี้ เราไปนั่งตรงหน้าท่าน หากไม่ได้พูดอะไรกับท่าน ท่านคงจะสังเกตนะ เพราะตาท่านแหลมคมอยู่ พอไปฟังเทศน์ท่านแล้ว เราก็กลับวัดสุทธจินดา แต่ไปอยู่ประจํานี่ ไปทีไร ไปนั่งอยู่ตรงหน้าธรรมาสน์ท่าน ท่านคงอดคิด อดสังเกตไม่ได้ ท่านเคยพูดให้พระทั้งหลายฟัง เราได้ไปฟังเทศน์แล้ว เราก็กลับของเรา เราไม่เคย แต่ส่วนเพื่อนฝูงนั้นมีเยอะ ท่านจะพูดจะคุยอะไรกับเพื่อนฝูง ส่วนกับท่าน เราไม่เคย ฟังเทศน์แล้วไปเลย
ประชุมวันไหน พระหนุ่มองค์นี้มักจะมี คือ คําว่า “มักจะมี” ได้แก่ว่า ถ้าเราว่าง เรามาถ้าโรงเรียนเราเปิด ในเวลาประชุม เราก็ไม่ได้มา นั่นล่ะที่ว่ามักมาเสมอ ท่านว่า มาแล้วมานั่งปั๊บนั่งเหมือนหัวตอ ท่านพูดกับพระ “พระหนุ่มองค์นี้สําคัญนะ มานั่งฟังเทศน์เหมือนหัวตอ”ท่านพูดเท่านั้น “มาปั๊บมานั่งข้างหน้านี่นะ ไม่พูดอะไรเหมือนหัวตอ” ก็เราเคยนั่งภาวนา เราชอบภาวนา เรียนหนังสืออยู่ เราหยุดเมื่อไร เราไม่ได้ละภาวนา ถ้ายิ่งไปออกหน้าออกตาในการฟังเทศน์เกี่ยวกับเรื่องภาวนาแล้ว มันยิ่งออกเลยเรา “พระหนุ่มองค์นี้สําคัญอยู่นะ มานั่งฟังเทศน์เหมือนหัวตอ นั่งตรงแน่วไม่เอนไม่เอียง มาแล้วมานั่งข้างหน้า เทศน์จบแล้วหายเลย (ไม่คุยกับใคร)” เราก็ไม่ลืม เพราะเราไปฟังเทศน์ของท่านตลอด ตอนนั้นเราภาวนายังไม่เป็น ยังไม่ทราบว่า ท่านเทศน์มีบทหนัก บทเบาขนาดไหน แต่เรื่องวิถีจิตที่ท่านแสดงนั้น เรายังไม่เคยได้ยินมาก่อน
องค์หลวงตาฯ ท่านชมหลวงปู่สิงห์ ท่านอาจารย์มหาปิ่น ไว้ดังนี้
“เราเรียนหนังสืออยู่วัดสุทธจินดา ก็มีวัดป่ากรรมฐาน เช่น วัดป่าสาลวัน วัดป่าศรัทธารวม เป็นต้น วัดเหล่านี้เป็นวัดใหญ่มาก วัดศรัทธารวม ท่านอาจารย์มหาปิ่นเป็นเจ้าอาวาส วัดสาลวันหลวงปู่สิงห์เป็นเจ้าอาวาส พระเณรเยอะ น่าดูเวลาพระท่านออกบิณฑบาต ท่านจัดท่านแจกอาหาร เราเป็นพระหนุ่มน้อย แต่ตามี หูมี มันต้องคิดซิ ดูไปงามตา ความสมํ่าเสมอท่านถือเป็นสําคัญมาก จะมีมากมีน้อยไม่สําคัญ สําคัญให้สมํ่าเสมอ มีมากมีน้อยแจกให้เสมอกัน เราเป็นพระหนุ่มพระน้อยได้ไปรับความเสมอภาคกับท่านในสองสํานักนี้ฝังใจไม่ลืมนะ น่าชม มีมากมีน้อยก็เถอะ ถ้าลงความเสมอภาคได้เข้าไหนเป็นธรรมอบอุ่นด้วยกัน ตายใจกันได้ เห็นแก่ได้เห็นแก่กิน ดูไม่ได้นะ เข้ากันไม่สนิท ถ้าลงมีเท่าไรถึงไหนถึงกันให้สมํ่าเสมอ”
พ.ศ. ๒๔๘๒ จําพรรษา ๖ ที่วัดศาลาทอง – จิตเราอยู่ภาคปฏิบัติ
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ องค์หลวงตาพระมหาบัว จําพรรษาที่วัดศาลาทอง ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา พอออกพรรษาแล้ว ท่านขึ้นจังหวัดเชียงใหม่ เรียนปริยัติที่วัดเจดีย์หลวง และในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านย้อนกลับมาจําพรรษาที่วัดป่าจักราช ในระยะที่ท่านเรียนหนังสือที่โคราช เมื่อมีเวลาว่างท่านก็ออกเที่ยวกรรมฐาน ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“โคราชนี้หลวงตาก็อยู่ได้ ๕ ปีนะ อยู่โคราชได้ ๕ ปี อยู่จักราชปีหนึ่ง ท่าช้างปีหนึ่ง แล้วก็วัดสุทธจินดาในโคราชเองสองปี วัดศาลาทองปีหนึ่ง ส่วนวัดป่าแถวนั้นไปหมดนั่นแหละ ขึ้นชื่อว่าวัดป่าอยู่ที่ไหน หลวงตานี้ต้องถึงหมดเลย มันเป็นอย่างนั้น นิสัยกรรมฐานมีอยู่เป็นประจําตลอดเลยนะ รักกรรมฐานมาก นี่ที่โต้กับพวกปริยัติได้เต็มปากเต็มคอ ก็คือเราก็เป็นปริยัตินั่นซิ แต่เขาไม่รู้ความหนักแน่นของเราว่าหนักไปทางไหน เรียนปริยัติเป็นเพียงทางผ่านของเราเท่านั้น ที่จะอยู่จะกิน จะพึ่งเป็นพึ่งตายจริงๆ คือ ภาคปฏิบัติใช่ไหม จิตเราอยู่ภาคปฏิบัติ เวลาเราไปเรียนหนังสือก็เป็นลิงเป็นค่างกับเขาไป
ใครมาพูดตําหนิกรรมฐานไม่ได้นะ ตําหนิไม่มีเหตุมีผลนี้ใส่ทันทีเลย ฟัดกันเลยเทียว ทีนี้จะมาว่าเรา เราก็ลิงเหมือนกัน แขนซ้ายแขนขวานี่ ถ้าหนึ่งเป็นฝ่ายกรรมฐาน เป็นฝ่ายปริยัติมันทะเลาะกันได้ใช่ไหม มันเหมือนคนละก๊กไป อันนี้มันพวกปริยัติด้วยกัน เขาไม่รู้ความหนักแน่นของเราไปทางไหน เขาไม่รู้ซี เราเรียนหนังสือ เวลาเขาพูดถึงเรื่องตําหนิกรรมฐานอะไรขึ้นมานี้มันถึงใส่กันเปรี้ยงเลย ซัดกันเลยๆ ส่วนมากสู้เราไม่ได้นะ คือสําคัญๆ เราถึงโต้ ถ้าเขาพูดอะไรๆ เราก็ฟังไปๆ ถ้าอันไหนมันขัดต่ออรรถต่อธรรม เอากันตรงนั้นล่ะ เพราะแขนซ้ายแขนขวามันตีกันได้ถนัด พวกลิงต่อลิงกัดกัน เราไปไหนเป็นอย่างนั้น เรียนหนังสือก็เรียน แต่จิตใจไม่ได้อยู่ที่เรียน มันอยู่ที่ภาคปฏิบัติ
หลวงตาอยู่นี่ก็เพราะได้รับเลี้ยงมาจากโคราชตั้ง ๕ ปี จะเรียกว่า พระโคราช เราจะผิดไปไหน อยู่โคราช เวลาหยุดเรียนหนังสือก็เข้าป่า เข้าไปหลายแห่ง แต่ก่อนกลางดงไม่มีบ้านมีเรือนอะไรล่ะ มีแต่พวกกองไผ่ เขาพริก เราไปเที่ยวทางนู้น ไม่มีบ้านมีเรือนแต่ก่อน มีเท่านั้นแหละพอว่างๆ ก็ไปเที่ยวกรรมฐาน ชอบกรรมฐานอยู่นะ เรียนหนังสืออยู่ กรรมฐานไม่เคยปล่อยวางนะ ไปอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน พอว่างออกแล้ว พอว่างปิดโรงเรียนปั๊บนี่ออกเลยไปเที่ยวกรรมฐาน มีเวลาแล้วค่อยมาเป็นประจํา พอหยุดเรียนแล้วก็ออกเลยล่ะ ออกเตลิดเปิดเปิงจนกระทั่งบัดนี้ เข้าป่าเข้าเขาไปเรื่อยๆ”
อุปนิสัยฆราวาสที่ติดตัวมา
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นผู้มีธุลีเบาบางมีอุปนิสัยปัจจัยที่จะทรงมรรคทรงผล แต่ท่านมีอุปนิสัยภายนอก มีกิริยาภายนอก ที่ไม่ขัดต่อหลักธรรมวินัยติดตัวมาตั้งแต่ครั้งเป็นฆราวาส
นิสัยขี้ดื้อ ท่านว่า “เราเคยพูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง พูดเพื่อเป็นคติ เพราะเรามันมีนิสัยอันนี้ พูดถึงนิสัยถ้าว่า “ดื้อ” มันดื้อจริงๆ ความดื้อที่ว่านี้ เราไม่เคยทําใครให้เดือดร้อน” เมื่อบวชแล้วนิสัยขี้ดื้อนี้ก็ติดตัวท่านมา ท่านว่า “ไอ้เรามันเป็นนิสัย จะว่านิสัยขี้ดื้อหรืออะไรก็ไม่ทราบ แต่ไม่อยากว่านะ ขี้ดื้อ มันหากเป็นนิสัยซอกแซกหาเรื่องหาราวที่จะได้สารธรรมมา เรามันนิสัยขี้ดื้อ”
นิสัยชอบหัวเราะ ท่านว่า “ถ้าบวชแล้วห้ามหัวเราะ เราตายเลย เรามันขี้หัวเราะนี่ ตายตั้งแต่วันบวชนู่นแหละ มันจะหัวเราะในวันนั้นเลย เป็นอย่างนั้นนะนิสัย ถ้าว่าหัวเราะไม่ได้พระนี่ เราตายตั้งแต่วันเริ่มแรกบวชเลย นอกนั้นก็ฝึก นี่เป็นธรรมดา เราก็พูดกันไป อะไรที่จะขัดต่อหลักธรรมหลักวินัยนี้เป็นไม่ทํา อะไรจะขัดข้องต่อหลักธรรมหลักวินัยนี้ปัดปุ๊บๆ ตลอดเลย”
ส่วนอุปนิสัยเอาจริงเอาจังที่ติดตัวมา เมื่อตัดสินใจทําอะไรไปแล้ว ต้องทําให้สําเร็จ ชนิดขาดสะบั้นไปเลย อุปนิสัยนี้จึงเข้ากับธรรมะที่เป็นของจริงอยู่แล้วได้อย่างสนิทใจ ดังนั้น เมื่อท่านมุ่งมั่นต่ออรรถต่อธรรม ต่อมรรคผลนิพพาน อยากเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านจึงมุ่งมั่นที่จะศึกษาเล่าเรียนและออกธุดงค์ปฏิบัติธรรม เพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว และด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าวนี้ ถึงกับทําให้ท่านเคยพูดเชิงทีเล่นทีจริงกับโยมแม่ของท่านเองว่า “แม่ เสื้อผ้าที่ลูกเก็บไว้นั้น เอาให้หมู่เพื่อน เอาให้พี่ให้น้องนะ ถ้าเกิดตอนหลังคิดจะสึกมา จะหาถากเปลือกไม้เอามาใส่แทนหรอก”
แม้ในขณะนั้นท่านจะเริ่มรู้สึกจืดจางในทางโลกและยินดีในทางธรรม ในเพศของนักบวชมากขึ้น อีกทั้งมีอุปนิสัยเอาจริงเอาจังติดตัวมา แต่หากไม่มีอํานาจวาสนาบารมีธรรมช่วยเกื้อหนุน และหากเกิดมีอุปสรรคขัดขวางในช่วงเวลานั้นขึ้นมา ความตั้งใจพ้นทุกข์ก็อาจสะดุดลงได้ ดังนี้
“มันแปลกอันหนึ่งนะ ถ้าคิดจะเอาเมียทีไร มันปรากฏมีสิ่งขึ้นมากีดขวางๆ จนได้ หรือแม้กระทั่งเราบวชแล้วก็ตามเถอะ ผู้หญิงที่เรารักกับพี่ชายเขาตามหาเรา แต่ไม่พบกัน เพราะเราออกเดินทางไปก่อนแล้ว นี่ถ้าได้พบกัน มีหวังเราจะบวชมาจนทุกวันนี้ไม่ได้แน่ๆ มันคงจะมัดคอติดกันไปเลย”
ส่วนความรู้สึกเกี่ยวกับสตรีเพศทั่วไปนั้น ท่านก็ได้เคยเล่าไว้เช่นกันว่า
“ออกบวชทีแรก อะไรงามหมด ขึ้นชื่อว่าผู้หญิง ขึ้นชื่อว่าสาวๆ ชอบทั้งนั้น แต่ไม่หนักเหมือนความที่จะไปนิพพาน สะเทือนปึ๋งเข้าไปก็ซัดกันเรื่อยนะ อันนั้นลบอันนี้ขึ้น ซัดกันเรื่อยนะ”
ความสงสัยมรรคผลนิพพาน – ตั้งสัจอธิษฐานขอพบครูบาอาจารย์
สิ่งที่เป็นอุปสรรคแก่ตนอยู่ในระยะเริ่มต้นนี้ ก็คือความสงสัยว่า “ปฏิปทาที่เราดําเนินตามท่านจะบรรลุถึงจุดที่ท่านบรรลุหรือไม่ หรือว่าทางเหล่านี้จะกลายเป็นขวากเป็นหนามไปเสียหมด หรือจะกลายเป็นอื่นจากนิยยานิกธรรม ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายดําเนินไปตามทางสายนี้แล้ว ถึงแดนแห่งความเกษม” นี่เป็นความสงสัยปฏิปทาฝ่ายเหตุ ฝ่ายผลก็ให้มีความสงสัยว่า “เวลานี้มรรคผลนิพพานจะมีอยู่เหมือนครั้งพุทธกาลหรือไม่” ความสงสัยที่ฝังอยู่ภายในใจ ทั้งนี้ ไม่สามารถจะระบายให้ผู้หนึ่งผู้ใดฟังได้ เพราะเข้าใจว่า จะไม่มีใครสามารถแก้ไขความสงสัยนี้ให้สิ้นซากไปจากใจได้ จึงเป็นเหตุให้มีความสนใจและมุ่งหวังที่จะพบท่านพระอาจารย์มั่นอยู่เสมอ แม้จะยังไม่เคยพบเห็นท่านมาก่อนเลยก็ตาม แต่เคยได้ยินกิตติศัพท์ กิตติคุณของท่านฟุ้งขจรมาจากจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลานานแล้วว่า ท่านเป็นพระสําคัญรูปหนึ่ง โดยมากผู้ที่มาเล่าเรื่องของท่านให้ฟังนั้น จะไม่เล่าธรรมขั้นอริยภูมิธรรมดา แต่จะเล่าถึงขั้นพระอรหัตตภูมิของท่านทั้งนั้น
จึงเป็นเหตุให้มั่นใจว่า เมื่อเราได้ศึกษาเล่าเรียนให้เต็มภูมิคําสัตย์ของตนที่ตั้งไว้แล้ว อย่างไรเราจะต้องพยายามออกปฏิบัติ และไปอยู่สํานักของท่าน และศึกษาอบรมกับท่าน เพื่อจะตัดข้อข้องใจสงสัยที่ฝังใจอยู่ขณะนี้ให้จงได้ ความสัตย์ที่เคยตั้งต่อตนเองนั้น คือฝ่ายบาลีขอให้จบเพียงเปรียญ ๓ ประโยคเท่านั้น ส่วนนักธรรมแม้จะไม่จบชั้น ก็ไม่ถือเป็นปัญหา พอสอบเปรียญได้๓ ประโยคแล้ว จะออกปฏิบัติโดยถ่ายเดียว จะไม่ยอมศึกษาและสอบประโยคต่อไปเป็นอันขาดนี่เป็นคําสัตย์ที่เคยตั้งไว้ ฉะนั้น การศึกษาเล่าเรียนจึงมุ่งเพื่อเปรียญ ๓ ประโยค
ขอให้เราได้พบครูบาอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่งมาชี้แจงในเหตุในผล เรื่องของมรรคผลนิพพานว่า ยังมีอยู่ด้วยเหตุนั้นๆ ให้เราได้ถึงใจเท่านั้นแหละ เราจะมอบกายถวายตัวต่อครูบา-อาจารย์องค์นั้นด้วย และเราจะมอบหัวใจเราลงสู่อรหัตตผลนั่นด้วย ตายก็ตาย ยังไม่ได้ก็ตามให้ตายอยู่ในสนามรบ มาก็บึ่งหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นเลย เรื่องราวเป็นอย่างนั้น เพราะชื่อเสียงท่านโด่งดังมาตั้งแต่เราเป็นเด็ก จะไปหาท่านให้ตัดสินเรื่องมรรคผลนิพพาน เอาตรงนั้นแหละ
ภาค ๓ ขึ้นภาคเหนือเห็นหลวงปู่มั่นครั้งแรก เรียนหนังสือจนจบ
นิมิตหลวงปู่มั่นและคําทํานายพระหนุ่มองค์หนึ่ง
มีเรื่องแปลกประหลาดเรื่องหนึ่งที่หลวงปู่มั่นเกิดขึ้นทางนิมิตภาวนา ขณะที่ท่านพักอยู่ที่ดอยคํา บ้านนํ้าเมา อําเภอพร้าว ก่อนที่จะออกเดินทางมาถึงวัดเจดีย์หลวง นิมิตดังกล่าวหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ซึ่งติดตามหลวงปู่มั่นอยู่ในขณะนั้น ได้ยิน ได้ฟังด้วยตนเองและได้เล่าแบบย่อๆ ว่า
“หลวงปู่มั่นนิมิตเห็นพระหนุ่ม ๒ รูปนั่งช้าง ๒ เชือก ติดตามท่านซึ่งนั่งสง่างามบนช้างตัว-ขาวปลอดจ่าโขลง เป็นช้างใหญ่ พระหนุ่มสองรูปนี้จะสําเร็จก่อนและหลังท่านนิพพานไม่นานนัก” (รายละเอียดองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้บันทึกไว้ในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น)
องค์หลวงตาฯ ท่านว่า “พูดแปลกอยู่นะ ที่พ่อแม่ครูจารย์พูดไม่ผิดเลย ตรงที่ว่าก่อนหลังท่านเล็กน้อยนี้ จะมีพระหนุ่มรู้ธรรมอยู่สององค์ก็เป็นจริง พ่อแม่ครูจารย์ถ้าลงได้ว่าอะไร”
และในคราวหนึ่งช่วงอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนกลับภาคอีสาน หลวงปู่มั่นท่านได้ทํานายพระหนุ่มองค์หนึ่งให้หลวงปู่เจี๊ยะฟังว่า “มีพระหนุ่มอยู่องค์หนึ่งเวลานี้กําลังเรียนหนังสืออยู่ จะมาหาเรา พระองค์นี้ล่ะองค์หนึ่งที่จะทําประโยชน์ใหญ่ให้ทางโลก ทางธรรม ได้กว้างขวางมากพระหนุ่มองค์นี้อายุพรรษาไล่เลี่ยกันกับท่านเจี๊ยะ ลักษณะคล้ายๆ ท่านเจี๊ยะ แต่ไม่ใช่ท่านเจี๊ยะ ตอนนี้อยู่เชียงใหม่ เขาอยากมาหาเรา ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเรา แต่ยังไม่เข้ามาหาเรา องค์นี้ต่อไปจะสําคัญอยู่นะ เขายังไม่มาหาเรา แต่อีกไม่นานก็จะเข้ามา”
หลวงปู่เจี๊ยะเล่าถึงความรู้สึกภายหลังจากได้ฟังคําทํานายของหลวงปู่มั่นในครั้งนี้ด้วยว่า
“เมื่อท่านพูดอย่างนั้น เราก็จับจ้องรอดูอยู่ ไม่ว่าใครจะไปจะมา ก็คอยสังเกตอยู่ตลอดเพราะคําพูดของท่านสําคัญนัก พูดยังไง ต้องเป็นอย่างนั้น เรื่องนี้เราจึงเก็บไว้แล้วคอยสังเกตตลอดมา เพราะผู้ที่จะมาสืบต่อท่านต้องเป็นผู้มีบุญใหญ่”
เหตุการณ์นี้เกิดราวเดือนพฤษภาคม ๒๔๘๓ อยู่ในระยะเวลาเดียวกับที่องค์หลวงตาฯ เพิ่งเดินทางไปถึงวัดเจดีย์หลวง แต่ในครั้งนั้นองค์หลวงตาฯ ยังไม่เข้าไปหาหลวงปู่มั่น จึงยังไม่มีโอกาสได้สนทนากับหลวงปู่เจี๊ยะแต่อย่างใด ต่อมาคําทํานายของหลวงปู่มั่นก็เป็นจริง ดังที่ท่านเทศน์ไว้ว่า “ทีนี้ใครก็เลยมาชี้หน้าเรา ว่าเราขวนขวาย ก็จริง ทางโลก ทางธรรม เราช่วยเต็มกําลังนี่น่ะก็ถูกต้อง ท่านทํานายเราว่าจะทําประโยชน์ให้โลกให้ธรรมได้กว้างขวาง”
ท่านเห็นและฟังเทศน์หลวงปู่มั่นครั้งแรก พฤษภาคม ๒๔๘๓
เราก็มาคิดย้อนหลังอย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่น ที่เราอยู่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่นั่น ท่านลงมาจากเขา จะมาอุดรฯ เพราะท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ อุปัชฌาย์เรานี่ไปนิมนต์ท่านเองถึงเชียงใหม่เลยเทียว เข้าไปถึงท่านในภูเขา ตกลงท่านก็รับปากรับคํา เมตตารับให้ นั่นล่ะเรื่องราว ท่านออกมา เราก็ไปถึงเชียงใหม่พอดีในระยะเดียวกัน ตื่นเช้ามาท่านออกบิณฑบาต เราก็ไปของเรา มีเพื่อนฝูงมาเล่าให้ฟัง เมื่อเช้านี้ท่านบิณฑบาตผ่านมานี้ ท่านอาจารย์มั่น เราถามมาทางไหนๆ ว่ามาทางนั้นๆ ท่านผ่านมานี้ ฝังจิตแล้วนั่น วันพรุ่งนี้เช้าเราออกบิณฑบาตให้เช้ากว่าปรกติหน่อย เพื่อมาก่อนท่าน กว่าท่านจะมาถึงท่านบิณฑบาตจะสายๆ หน่อย ท่านมาทางนี้แหละ เราบิณฑบาตแล้วก็เตรียม พร้อมคอยดูท่าน อุ๊ย ! ไม่ลืมนะ มันถึงใจ วันนั้นจิตเอิบอิ่มปีติยินดีทั้งวันเลย เราไม่ลืม เราเป็นเองทีนี้พอท่านโผล่มาทางโน้นแล้ว หมู่เพื่อนก็บอก นั่นท่านมาแล้ว ไหนๆ พอใกล้เข้ามา เราก็เข้าห้อง ห้องมันมีช่องมีฝา เราก็คอยสังเกตดูท่าน ดูด้วยความปีติยินดีเอิบอิ่มทุกอย่าง
พูดแล้วสาธุ เราพูดด้วยความเคารพและตามความจริง ตาท่านแหลมคม แพล็บๆๆ ลักษณะของท่านเหมือนไก่ป่านะ คล่องแคล่ว ตาแหลมคม ท่านจะดูหรือไม่ดู เราก็ไม่ทราบ แต่เรานี้ดูท่านอย่างจังๆ ดูทุกอากัปกิริยาท่านมา วันนั้นปีติยินดีทั้งวันเลย มันออกอุทานในใจ “วันนี้เราเกิดมาไม่เสียชาติเป็นมนุษย์ เราได้เห็นพระอรหันต์แล้ววันนี้ด้วยตาของเรา ประจักษ์ในใจ”ทั้งๆ ที่ไม่มีใครบอกว่า ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพระอรหันต์ แต่ใจเรามันหยั่งเชื่อแน่วแน่ลงไปอย่างนั้น พร้อมทั้งความปีติยินดี จนขนพองสยองเกล้าอย่างบอกไม่ถูกในขณะที่ได้เห็นท่าน ทั้งๆ ที่ท่านก็ไม่ได้มองเห็นเราด้วยตาเนื้อ มันเอิบอิ่มอยู่ในใจนี่ล่ะ วันนี้เราได้เห็นพระอรหันต์แล้ว ได้ยินแต่ชื่อแต่เสียงท่าน ไม่เคยเห็นเลย วันนี้ได้เห็นจังๆ แล้ว มีความปีติยินดี เราไม่ลืมนะ เห็นท่านแล้วอัศจรรย์ เห็นวันนั้น แหม ! ทั้งวันเลยนะ จิตใจนี้อยู่ด้วยความเอิบอิ่ม เหมือนว่าใจนี้พองอยู่ตลอดเวลา นี่ล่ะเวลามันเป็นอย่างนั้น มันก็เป็นอย่างนั้น จะให้ว่าไง เราเห็นได้ชัดๆ อย่างนั้น
นั่นเป็นครั้งแรกที่พบเห็นท่านอาจารย์มั่น จากนั้นก็เรื่อยมาจนกระทั่งถึงท่าน ไปหาท่าน สืบเนื่องมาตั้งแต่โน้นแหละ เราพูดถึงเรื่องได้เห็นครูบาอาจารย์ “ทัสสนานุตตริยะ” เรายกตัวอย่างเช่น เราเห็นท่านอาจารย์มั่น นี่ล่ะมันถึงใจตลอดทั้งวันเลยเชียวนะ ทัสสนานุตตริยะ เป็นความเห็นที่เลิศเลอ เรายังไม่เห็นภายใน เราเห็นสมณะภายนอกเสียก่อน อย่างที่เราเห็นหลวงปู่มั่นเราพอใจ นี่เรียกว่าสมณะอยู่ภายนอก ทีนี้พอเราบําเพ็ญเข้าๆ สมณะภายในจะเริ่มเกิดขึ้นจากเราผู้บําเพ็ญ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ จะขึ้นที่นี่ๆ ทีนี้ อรหันต์นอก กับ อรหันต์ใน เข้ากันได้แล้วพอใจ เต็มสัดเต็มส่วน หาที่สงสัยไม่ได้เลย เรายกตัวอย่าง อย่างหลวงปู่มั่นได้เห็นท่านแล้ว ได้ชมท่าน ได้กราบท่านพระอรหันต์คราวนี้ เราพอใจ วันนั้นปลื้มปีติทั้งวัน เราไม่ได้ลืมนะ…
องค์หลวงตาพระมหาบัวได้ฟังเทศน์ของหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อวันวิสาขบูชา ตรงกับวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันนั้นหลวงปู่มั่นแสดงธรรมนานถึง ๓ ชั่วโมงพอดีถึงจบกัณฑ์ ท่านตั้งใจฟังธรรมด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้
“เราก็อยู่นั้นเวลาท่านเทศน์ แต่ก่อนไม่มีรถนี่ เทศน์อยู่วิหารใหญ่ ทางรถผ่านหน้าวัด จนเขาแตกตื่นเข้ามาดู เขาว่าพระทะเลาะกัน มาดูก็เห็นท่านอาจารย์มั่นเทศน์อยู่บนธรรมาสน์ นั่นล่ะขนาดนั้นล่ะ ท่านเทศน์ เปรี้ยงๆ เอาอย่างถึงเหตุถึงผล แต่เราก็เพลินไปด้วยความเลื่อมใสท่านนะ จะให้รู้เรื่องรู้ราวในเรื่องท่านเทศน์ เรื่องวิถีจิต วิถีอะไรก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มันเพลินด้วยความเชื่อท่าน ความเลื่อมใสว่า เราเกิดมาไม่เสียชาติ ได้พบท่านอาจารย์มั่นที่รํ่าลือมานาน ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์เป็นที่จับใจอย่างฝังลึก ไม่มีวันลืมเลือนตลอดมาถึงปัจจุบัน กัณฑ์นี้เราได้ฟังด้วยตัวเองอย่างถึงใจดังที่ใฝ่ฝันในองค์ท่านมานาน”
(ใจความสําคัญของธรรมที่ท่านแสดงในวันนั้น องค์หลวงตาฯ ท่านได้บันทึกไว้ในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ)
หลังจากนั้นไม่นาน หลวงปู่มั่นก็ออกเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และมุ่งหน้าไปจังหวัดอุดรธานี กับคณะลูกศิษย์ของท่าน สําหรับองค์หลวงตาฯ ท่านยังคงอยู่เรียนหนังสือที่วัดเจดีย์หลวงนี้ต่อไป โดยตั้งใจไว้ว่า หากเรียนจบจะออกปฏิบัติและเข้ากราบถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น
เอื้อเฟื้อ มีนํ้าใจ ความเสียสละ
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) ท่านเป็นพระนักเสียสละ ไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว เราอยู่กุฏิเดียวกับท่าน เป็นผู้ดูแลของทุกสิ่งทุกอย่างของท่าน เป็นผู้สั่งจับ สั่งจ่าย สั่งเก็บอะไรๆ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงรู้จักท่านได้ดี ท่านมีเท่าไหร่ให้หมด ท่านเด่นมากในทางเป็นนักเสียสละอยู่ที่วัดเจดีย์หลวงด้วยกัน ท่านมาเป็นผู้ใหญ่ปกครองอยู่ที่นี่ โห ! ท่านเมตตามากทีเดียว ติดพันสมเด็จฯ นี่ มาอยู่กุฏิเดียวกับท่าน ทีแรกอยู่กุฏิหนึ่งก่อน ไปอยู่ที่ไหนไม่รู้ ตอนนั้นมันหลงตะวันมันจําไม่ได้ ตอนนั้นมาอยู่กับท่าน ท่านให้อยู่กับท่าน คอยรับใช้ท่าน เป็นหัวหน้าคณะของท่านทั้งหมด เราเป็นคนดูแลคณะ เราอยู่กับท่าน เวลาเรียนหนังสือ ท่านเป็นผู้สอนฝ่ายบาลีให้เรา
ขณะเรียนหนังสืออยู่ ถ้าเราทราบว่า มีพระกรรมฐานท่านมาอยู่ในวัด หรือมาอยู่ที่ไหนๆ เราจะต้องเข้าไปหาท่านจนได้ เวลาฟังธรรมะกรรมฐาน รู้สึกว่าธรรมะมันกล่อมใจเคลิ้มไปเลย เราจะเป็นนิสัยอย่างนั้น ตั้งแต่เราเป็นพระหนุ่มน้อย เราไปอยู่วัดไหน หากสมภารตระหนี่ เราอยู่ไม่ได้นะ มันคับหัวอก เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่พูดเล่นนะ เรียนหนังสือก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน คณะของเรานี้มีเรามีเขาที่ไหน ของตกมาหาเรานี่ พระเณรนี้รุมพรึบเดียวหมดเลย นั่นแหละเป็นอันเดียวกันมาตลอด เรียนหนังสือก็เป็นอย่างนั้น ไม่เคยว่านี่เป็นของเรา นั้นเป็นของท่าน เหมือนครัวเรือนเดียวกัน เราไปไหนมา ได้ของมากน้อย พระเณรนี้พรึบเดียวหมดเลย คณะของเราช่วงเรียนหนังสือ จึงมีพระเต็มไปหมด เราไปอยู่ที่ไหน คณะของเราจะมากที่สุด มากกว่าเพื่อนลูกศิษย์ลูกหา เพื่อนฝูงเต็มไปหมด เพราะความเสียสละ
ฝ่ายกรรมฐานเรา ยกให้พ่อแม่ครูจารย์มั่น นี้เป็นเลิศทางเป็นนักเสียสละ ไม่มีแม้เม็ดหินเม็ดทรายปรากฏในใจว่า ท่านจะเก็บสั่งสมไว้เพื่ออะไรไม่มี ทางปริยัติก็ สมเด็จมหาวีรวงศ์วัดพระศรีมหาธาตุ ชื่อเดิมท่านชื่อ “พิมพ์” มหา ๖ ประโยค นั่นล่ะเป็นอาจารย์สอนบาลีเราสอนธรรมบท สอนเปรียญ ๓ นี่เป็นอาจารย์เรา องค์นี้ก็ไม่มีเหลือ มีเท่าไรหมด เราได้อาจารย์๒ องค์ในประเทศไทย ว่างั้นเลยนะ อาจารย์เรามี ๒ องค์ …
ที่วัดเจดีย์หลวง องค์หลวงตาพระมหาบัวได้พบกับพระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) ท่านทั้งสองเป็นสหธรรมิกที่มีความผูกพันกันมา ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นพระภิกษุหนุ่มตราบจนชราภาพ เพราะเป็นศิษย์ร่วมสํานัก ร่วมอาจารย์กัน คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) ในครั้งนั้นพระมหาจันทร์เคยนิมนต์พระมหาบัวไปฉันภัตตาหารที่บ้านโยมมารดาของท่าน ณ จังหวัดลําพูน สําหรับความผูกพันในฐานะสหธรรมิก องค์หลวงตาฯ เล่าว่า “เราเป็นเพื่อนกัน แต่ต่อมาท่านก็พยายามยกให้เราเป็นอาจารย์ให้ได้”
พ.ศ. ๒๔๘๓ จําพรรษา ๗ ที่วัดเจดีย์หลวง
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ นี้เอง พอถึงเข้าพรรษา องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้อยู่จําพรรษากับท่านเจ้าคุณราชกวี (พิมพ์ ธมฺมธโร) ที่วัดเจดีย์หลวง ๑ พรรษา ท่านว่า “ตุ๊เจ้าหลวงเป็นหลวงตาบัวอยู่ที่นี่แต่ก่อนนะ พ.ศ. ๒๔๘๓ – ๘๔ อยู่ที่นี่ หลังจากนั้นแล้วก็เข้าป่าเข้าเขาไปล่ะหยุดจากเรียนนี้ออกเลย ออกจากวัดเจดีย์หลวงแล้วเข้ากรุงเทพฯ” นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ท่านยังได้ออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานตามป่าตามเขาทางภาคเหนือหลายแห่ง ดังนี้
“ทางเชียงใหม่ เราก็ไปมาก แต่จําไม่ได้ว่าไปที่ไหนต่อที่ไหนบ้าง ตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่เชียงใหม่เราก็ซอกแซก เพราะนิสัยเรากับกรรมฐานนี้มันเป็นแต่ไหนแต่ไรมา เรียนก็เรียนเพื่อจะออกปฏิบัติอย่างเดียว เราไม่ได้เรียนเพื่ออื่น เรียนเพื่อปฏิบัติ เพราะฉะนั้น พอว่างเมื่อไรปั๊บจึงเข้าหาสํานักกรรมฐาน วัดไหนอยู่แถวนั้น เราไปหมดนั่นแหละ ไปภาวนา พอถึงเวลาโรงเรียนจะเปิด เราก็มาเข้าโรงเรียนเสีย พอว่างเมื่อไรก็ปั๊บเลยไปแต่วัดกรรมฐาน เพราะฉะนั้นเชียงใหม่จึงไปหลายแห่งนะ ไปสํานักนั้นสํานักนี้ ส่วนมากก็มีแต่สํานักลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น เราก็เที่ยวตอนที่หลังจากท่านมา (อุดรธานี) แล้ว เที่ยวซอกแซกไปสํานักนั้นสํานักนี้ จึงได้เห็นหลายแห่งที่จังหวัดเชียงใหม่ได้เห็นหลายแห่งเหมือนกัน
พูดถึงเรื่องเชียงใหม่นี้ เราตั้งแต่อายุพรรษาหนุ่มน้อย ออกจากวัดเจดีย์หลวง ตัดเข้าวัดสวนดอกขึ้นเลย ตรงเลยนะ ไม่ได้ไปตามทาง ขึ้นทางเส้นตรง จากนี้ปั๊บเข้าผ่านวัดสวนดอกแล้วผ่านขึ้นเลย โอ้ ! ไม่ใช่เล่น เดินด้วยเท้าขึ้นเลยเชียว แต่ก่อนมันไม่มีรถ มีแต่ทาง จะว่าไม่ค่อยมีรถมันก็ไม่ถูก ว่าไม่มีรถเสียดีกว่า ทางทําเอาไว้เรียบร้อยแต่ไม่มีรถ ขึ้นเขาไป เขาก็ขึ้นตัดๆๆ เขาไม่ได้ไปตามทางรถนะ เขาตัดๆ เลย เราไปทางวัดสวนดอกก็เหมือนกัน จากวัดเจดีย์หลวง ตัดเข้าวัดสวนดอกแล้วขึ้นเลย จากวัดสวนดอกแล้วขึ้นเขาดอยสุเทพเลย”
จบเปรียญ ๓ หยุดเรียนตามสัจอธิษฐาน
ชีวิตการเรียนปริยัติขององค์หลวงตาฯ เป็นอันสิ้นสุดลงที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ นับเป็นปีที่ท่านบวชได้ ๗ พรรษาพอดี ท่านสอบเปรียญ ๓ ไม่ผ่าน ๒ ปีติดต่อกัน การสอบในครั้งที่ ๓ นี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) ครูของท่านถึงกับออกปากว่า “ท่านบัวนี้ ได้แต่ก่อนสอบนะ ให้เป็นมหาเลยนะ ถ้าลงท่านบัวตก นักเรียนทั้งชั้นตกหมด” ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น คือ ท่านสอบได้เป็นมหาเปรียญ โดยได้คะแนนบาลีเต็มร้อย ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“พอสอบเปรียญ ๓ ประโยคจบแล้ว ขาดสะบั้นไปเลย เพราะตั้งสัจอธิษฐานจุดนั้นเท่านั้นเอง เพราะเราเรียนนี้ เราเรียนเพื่อออกปฏิบัติ เราไม่ได้เรียนเพื่อชื่อเสียงอะไรๆ ไม่เอาไม่สนใจ เรียนเพื่อออกปฏิบัติ ถึงขั้นมหาแล้ว การประพฤติปฏิบัติตามแผนการหรือตํารับตําราที่เรียนมา เรียกว่า ไม่บกพร่อง แม้แต่นักธรรม ๓ ชั้นนี้ก็พอแล้วในการปฏิบัติ ชี้แจงแนวทางต่างๆ ในภาคปฏิบัติได้เป็นอย่างดีแล้ว ส่วนเปรียญ ๓ ประโยค เหมือนว่าเป็นสิ่งเสริมกันไปเฉยๆ ภูมิแท้ๆ ภูมิปฏิบัตินี้อยู่นักธรรม ๓ ชั้นนี้หมดเลย เพราะฉะนั้นเวลาเรียนหนังสือที่เรียนบาลีกับเปรียญจึงต้องจุดไว้เพียงแค่ ๓ ประโยค ถ้าได้นี้แล้วสมบูรณ์ หาทางสงสัยไม่ได้แล้วในภาคปฏิบัติ ว่าจะขัดข้องตำรับตําราตรงไหนๆ ในภาคปฏิบัตินั้น เราแน่ใจหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงตั้งจุดเอาไว้ว่าได้ ๓ ประโยคเท่านั้นจะออกโดยถ่ายเดียว ไม่มีข้อแม้..
นิสัยอันนี้มันไม่เหมือนใคร ว่าหยุด หยุดเลย หยุดเรียนหยุดเลย ไม่เอา มีแต่เร่งปฏิบัติเท่านั้น พุ่งๆ เลย เวลานั้นมันยังหนุ่มน้อยอยู่ พรรษา ๖ พรรษา ๗ พรรษา ๖ มาอยู่ที่นี่ กําลังแข็งแรง พรรษา ๗ ก็สอบเปรียญได้ ทั้งนักธรรมเอกก็ได้พร้อมกันที่นี่ เพราะมันสุกมาแล้ว เปรียญ สอบตกๆ มันสุกมาพอ มันยังจะเละ พอมาถึงที่นี่นักธรรมเอกก็ได้พร้อมกันเลย พรรษา ๗ จากนั้นก็เข้ากรุงเทพฯ ออกจากกรุงเทพฯ ก็เข้าป่าเลยล่ะ
ครูบาอาจารย์ที่จะให้เป็นครูสอนพวกนักธรรม สอนพวกบาลีอะไร ไม่เอาทั้งนั้น “ไม่เอาครูไม่อดไม่อยาก เอาองค์ไหนก็ได้” เราว่าอย่างนั้นเสีย เราเลยหลีกได้ ถ้าหากว่า ครูไม่มีจริงๆ เราจะหลีกอย่างนั้น มันก็ไม่งาม แต่นี้ครูก็มีอยู่ ผู้มีภูมินั้นมีอยู่ที่จะเป็นครู เราก็ทิ้งให้องค์นั้นๆไปเสีย เราก็ออกได้ เราจึงไม่เป็นครูใครเลย จะไปสอนตัวเอง ว่าอย่างนั้น ก็เป็นจริงๆ นะ ทีนี้จะไปสอนตัวเอง เรียนมาเพื่อตัวเอง เราจะไปสอนตัวเอง พอสอบได้ปั๊บ ออกเลย ก็เดชะเหมือนกันนะ ออกปฏิบัตินี้ ไม่มีอะไรขัดข้อง ออกได้สะดวกๆ เลย มันหากหลุดหากพ้นไปได้ รอดไปได้ๆ อุปสรรคมันมี ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านมีความเมตตาสงสาร มีความผูกพันอะไร เราก็รอดไปได้ๆ ผ่านไปได้เลย เฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดพระศรีมหาธาตุ โอ๋ย ! เอาจริงเอาจังมาก ตามต้อนเลย จะเอากลับมากรุงเทพฯ มันก็รอดไปได้ รอดไปได้อีก”
ในระหว่างเรียน ท่านศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก เพื่อให้เป็นประโยชน์ในเวลาออกปฏิบัติ ท่านว่า “เราเรียนหลายสํานัก ออกจากสํานักนี้ไปสํานักนั้น ออกจากสํานักนั้น ไปสํานักนั้นมันถึง ได้รู้ได้เห็นทางด้านปริยัติทั่วถึง วัดใหญ่ วัดน้อย วัดราษฎร์ วัดหลวงไปหมดเลย ขอเงินแม่ เราก็ไม่ลืม ขอไปซื้อหนังสืออะไรจําเป็นๆ เกี่ยวกับการศึกษา พอหยุดนั้นแล้วปัดเลย เงินสตางค์หนึ่งไม่เคยขอแม่ล่ะทีนี้ เข้าป่าเลย หาธรรมล่ะซิ”
เรียน ๗ ปีจิตสงบอัศจรรย์ ๓ หน
ตั้งใจพุทโธๆ ไปเรื่อยๆ ตอนแรกมันไม่ได้เรื่อง เพราะคนไม่เคย วันไหนไม่ได้เรื่องก็ช่างมัน เราได้ภาวนา ได้บุญก็เอา เป็นเพียงสงบเล็กๆ น้อยๆ ธรรมดาๆ จิตสงบของมันอยู่ธรรมดา หลายครั้งหลายหน สุ่มไปสุ่มมา เหมือนสุ่มหาปลานะ สุ่มหลายครั้งหลายหนก็ไปเจอเอาจนได้
สําหรับเรานั่งภาวนา เวลาเรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี เราภาวนาได้แบบนี้เพียง ๓ หนเท่านั้น เป็นอย่างมากที่จิตลงถึงขนาดที่อัศจรรย์เต็มที่ คือ ลงกึ๊กเต็มที่แล้ว อารมณ์อะไรขาดหมดในเวลานั้น เหลือแต่รู้อันเดียว กายก็หายเงียบเลย
เราก็ไม่ลืม แบบอัศจรรย์เลยนะ โห ! จนตื่นเต้นนะ มันสุข มันอัศจรรย์อะไรอย่างนี้จิตไม่เคยมี เป็นอย่างนี้เชียวหรือ ความสุข เราไม่เคยมีตั้งแต่เกิดมา พึ่งมาเจอเอาขณะนั้น มันจะไม่ตื่นเต้นได้ยังไง มันก็ตื่นเต้นล่ะซี คราวหลังทําอีก มันไม่เจอ มันก็ไม่ถอย เรื่องความเชื่อ จิตประเภทที่เป็นนั้นแล้ว ถอนขึ้นมาแล้ว มันก็เชื่ออยู่งั้น ถ้าทําอีกจะได้อีกอยู่ ความหวังมีนั่นแหละ จากนั้นก็ทํา พอออกปฏิบัติเท่านั้น ทีนี้จะเอาใหญ่ มันมุ่งไว้แล้วนะ ตอนนี้เราเรียนหนังสืออยู่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เอาผ่อนไว้เสียก่อน
ออกจากเรียนหนังสือ เราจะขึ้นเวทีปฏิบัติ ทีนี้ฟัดใหญ่เลยนะ เอาจริงๆ ด้วย ฟัดใหญ่เป็นขึ้นมาๆ เลยนั้นไปอีก เราไม่พูดแหละนะ เบื้องต้นที่ตั้งรากตั้งฐาน เบื้องต้นที่เราได้เป็นคติหรือเป็นที่ระลึกไม่ลืม ก็คือเราเป็นภาวนาทีแรก จากนั้นสูงกว่านั้น เราก็ไม่ว่าล่ะ ทีนี้เรื่อยๆๆ แต่อันนั้นเป็นรากฐานสําคัญ จิตใจก็ค่อยสง่างามขึ้นเรื่อยๆ เวลามันรวมจริงๆ นี้ โลกนี้มันไม่มี ฟังซิน่ะจิตเข้านี้หมด โลกธาตุนี้มีหรือไม่มี ความแปลกประหลาดอัศจรรย์อยู่ในจิตดวงเดียวนี้เท่านั้น มันจะไม่ชัดได้ยังไง ประจักษ์กับหัวใจเจ้าของเอง ใครไม่เคยเจอก็เถอะน่ะ จะไม่ไปถามใครล่ะนะ ความแปลกประหลาดอัศจรรย์ จะเป็นสมบัติของเจ้าของด้วยความตื่นเต้นทันทีเลย หลังจากนั้นก็ขยับเข้าไปเรื่อย ทีนี้มันก็เข้าเรื่อย รู้เรื่อย เห็นเรื่อย ละเอียดเรื่อย จิตใจละเอียดเท่าไร ยิ่งเป็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาเรื่อยๆ นี่การภาวนา
จิตที่ว่าอัศจรรย์อย่างนี้นะ วันนั้นทั้งวัน จิตไม่พรากไม่ห่างจากอัศจรรย์ที่ปรากฏในจิตนั้น มันกระหยิ่มอยู่อย่างนั้น เรียนหนังสือมันก็อยู่ด้วยกัน จิตไม่ส่งไปไหนเลย นี่แหละ เป็นหลักใหญ่ที่เป็นเครื่องยึดของใจเอามากอันหนึ่ง เราเรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี ภาวนาลงแดนอัศจรรย์ ๓ หนเราไม่ลืม เป็นอยู่วัดโยธาฯ นี่หนแรก หนหนึ่ง แล้วก็ไปเป็นที่ไหนอีกน้า ทางเชียงใหม่ ทางไหน๓ หนที่เป็นแบบอัศจรรย์
เราสรุปเลยว่า เราเรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี เราได้จิตที่สงบแบบนี้ ๓ หน ได้ ๓ หนเท่านั้น เรียนหนังสือตั้ง ๗ ปีเต็มๆ แต่มันได้หลักไว้แล้วนะ คือมันไม่ถอนความเชื่อที่จิตเป็นของอัศจรรย์ เป็นแต่เพียงว่า เรายังทํามันไม่รวมให้เฉยๆ ที่ทํามานี้มีชัดเจนแล้ว พอหยุดจากการเรียนแล้วทีนี้จะเอาให้ได้เลย เพราะอันนี้ได้จับไว้แล้วเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ไปก็ซัดกันใหญ่เลย ทีนี้มันก็ได้ล่ะซิ เลยได้ นี่ล่ะเรื่องภาวนาเบื้องต้นเป็นอย่างนั้น
เรื่องออกปฏิบัตินี้ ท่านได้เปิดเผยให้หมู่เพื่อนฟัง ท่านเทศน์ปริยัติกับปฏิบัติต่างกัน ดังนี้
“ขอคุยสักหน่อยมหาบัวประถม ๓ เปรียญ ๓ ประโยค นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ผ่านมาแล้ว พูดได้มันก็เห็นไปหมดล่ะซีทางปริยัติ ทีนี้ออกทางภาคปฏิบัติ ขึ้นเขาขึ้นป่าซัดกับกิเลสตลอดมา จนได้มาเป็นครูเป็นอาจารย์ ผ่านทั้งสอง เพราะฉะนั้นการพูด จึงพูดได้แม่นยําไม่ผิดการเรียนจึงเป็นบาทฐาน หรือเป็นปากทางเพื่อออกปฏิบัติ ถ้าเรียนเฉยๆ ไม่ปฏิบัติก็เหมือนนกขุนทอง ดีไม่ดีเป็นหนอนแทะกระดาษ เรียนไม่ตั้งใจปฏิบัติ ได้แต่ความจํา ความจําไม่ใช่เป็นสมบัติแก้กิเลสได้นะ จําได้เฉยๆ เรียนไปแล้ว จําได้แล้ว ก็หลงไปลืมไปๆ ภาคปฏิบัตินี้ต่างหาก พอปฏิบัติแล้วปรากฏผลเข้าสู่ใจๆ เป็นสมบัติของใจล่ะที่นี่เป็นเรื่อยๆ”
ยึดมั่นสัจจะ – นิมิตขณะออกปฏิบัติ
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ องค์หลวงตาพระมหาบัว เพื่อมุ่งหน้าออกปฏิบัติกรรมฐานตามคําสัตย์ที่ตั้งไว้ ท่านจึงเดินทางจากวัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ เข้ากรุงเทพฯ มาวัดบรมนิวาส เพื่อหาโอกาสเข้ากราบนมัสการลาพระเถระผู้ใหญ่ ท่านเจ้าคุณราชกวี (พิมพ์ ธมฺมธโร) ดังนี้
“พอสอบเปรียญได้ก็เข้าไปกรุงเทพฯ เพื่อมุ่งหน้าออกปฏิบัติกรรมฐานตามคําสัตย์ที่ตั้งไว้แต่ถูกผู้ใหญ่ (ท่านเจ้าคุณราชกวี พิมพ์ ธมฺมธโร) สั่งให้อยู่ที่นั่นด้วยความเมตตา หวังอนุเคราะห์ทางด้านปริยัติ พยายามหาทางหลีกออกเพื่อปฏิบัติตามความตั้งใจและคําสัตย์ที่ตั้งไว้แล้ว เพราะคิดว่าคําสัตย์ได้สิ้นสุดแล้วในขณะที่สอบเปรียญได้ เราจะเรียนและสอบประโยคต่อไปอีกไม่ได้โดยเด็ดขาด ตามปกตินิสัยรักความสัตย์มาก ถ้าได้ตั้งคําสัตย์ลงคราวไหนแล้ว จะไม่ยอมทําลายคําสัตย์นั้น แม้ชีวิตก็ไม่รักเท่าคําสัตย์ นี่อย่างไรจะพยายามออกปฏิบัติให้จนได้
เผอิญในระยะนั้น พระผู้ใหญ่ (ท่านเจ้าคุณราชกวี พิมพ์ ธมฺมธโร) ที่เป็นอาจารย์ถูกนิมนต์ไปต่างจังหวัด เราก็พอมีโอกาสปลีกตัวออกจากกรุงเทพฯ ได้ในเวลานั้น หากว่าท่านยังอยู่ที่นั้นจะหาทางออกยาก เพราะท่านก็เป็นเจ้าบุญเจ้าคุณเหนือกระหม่อมเราอยู่ อาจจะเกรงอก เกรงใจท่าน และหาทางออกได้ยาก พอเห็นเป็นโอกาสดีตอนกลางคืน ก็เข้านั่งตั้งสัจจาธิษฐาน ขอบันดาลจากพระธรรม เพื่อเป็นการสนับสนุนความแน่ใจในการออกคราวนี้
เมื่อทําวัตรสวดมนต์เสร็จแล้ว ในคําอธิษฐานนั้นมีความมุ่งหมายว่า ถ้าจะได้ออกปฏิบัติกรรมฐานตามที่ได้ตั้งคําสัตย์โดยความสะดวกด้วย ออกไปแล้วจะได้สมความปรารถนาด้วย ขอให้นิมิตที่แปลกประหลาดแสดงขึ้นในคืนวันนี้ จะแสดงขึ้นทางด้านภาวนาหรือด้านคําฝันก็ได้ แต่ถ้าจะไม่ได้ออกปฏิบัติก็ดี ออกไปแล้วไม่สมหวังก็ดี นิมิตที่แสดงขึ้นมานั้น ขอจงแสดงเหตุที่ไม่สมหวังและไม่เป็นที่พอใจ แต่ถ้าเป็นด้วยความสมหวังเมื่อออกไปแล้ว ขอให้เป็นนิมิตที่แปลกประหลาดและอัศจรรย์ยิ่งแสดงขึ้นมาในคืนวันนี้
จากนั้นก็นั่งภาวนาต่อไป ก็ไม่ปรากฏว่ามีนิมิตใดๆ มาผ่านในระยะที่นั่งอยู่เป็นเวลานานก็หยุดและพักผ่อน ขณะที่หลับลงไปปรากฏว่า ได้เหาะขึ้นไปบนอากาศสูง และในขณะที่เหาะนั้น ได้เหาะขึ้นจากพระนครหลวง แต่ไม่ใช่พระนครหลวงกรุงเทพฯ เรา จะเป็นนครหลวงอะไรก็ไม่ทราบ กว้างสุดสายหูสายตาและเป็นนครหลวงที่สวยงามมาก เหาะรอบพระนครนั้นสามรอบ แล้วก็กลับลงมา พอกลับลงมาถึงที่ก็ตื่นขึ้นมา เป็นเวลาสี่นาฬิกาพอดี จึงรีบลุกจากที่นอนด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบภายในอกในใจ เพราะขณะที่เหาะไปรอบๆ พระนครหลวงนั้น ได้เห็นสิ่งที่แปลกประหลาดและอัศจรรย์หลายประการ ซึ่งไม่สามารถจะนํามาพรรณนาให้ฟังโดยทั่วถึงได้
ขณะที่ตื่นขึ้นมาก็ตื่นด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสและยินดีในนิมิตเป็นอันมาก ทั้งเกิดความคิดขึ้นในเวลานั้นว่า อย่างไรเราต้องสมหวังแน่นอน เพราะนิมิตประเภทอัศจรรย์เช่นนี้ เราไม่เคยปรากฏตั้งแต่กาลไหนๆ มา เพิ่งจะมาปรากฏในคืนวันนี้เท่านั้น ทั้งสมกับเจตนาที่เราตั้งไว้ในคําอธิษฐานด้วย คืนนี้รู้สึกเป็นของอัศจรรย์ยิ่งในนิมิตของเรา พอฉันจังหันเสร็จก็ถือโอกาสเข้าไปนมัสการกราบลาพระมหาเถระที่เป็นผู้ใหญ่ในวัดนั้น (สมเด็จฯ ติสฺโส อ้วน วัดบรมนิวาส) ท่านก็ยินดีอนุญาตให้ไปได้ จากนั้นก็ออกเดินทางมาจังหวัดนครราชสีมา พักจําพรรษาที่อําเภอจักราช”
ภาค ๔ ออกปฏิบัติธรรม ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น
พ.ศ. ๒๔๘๔ จําพรรษา ๘ ที่วัดป่าจักราช เวทีแรก จิตแน่นปึ๋งเป็นสมาธิ
เมื่อถึงคราวออกปฏิบัติตามคําสัตย์ที่ตั้งไว้ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ก่อนเข้าพรรษาองค์หลวงตา-พระมหาบัว จึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา ในตอนแรกท่านเจ้าคุณราชกวี (พิมพ์ ธมฺมธโร) (ต่อมาเป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์) ท่านได้ฝากผ้าห่มผืนใหญ่ พร้อมแนบจดหมายมาถึงท่านที่โคราช ข้อความในจดหมายมีเพียง ๒ – ๓ ประโยค มีใจความว่า “ให้มหาบัวกลับกรุงเทพฯโดยด่วน ให้กลับกรุงเทพฯ โดยด่วน” แต่ท่านก็ไม่กลับ ท่านทําตามคําสัตย์ และได้เข้าจําพรรษาที่วัดป่าจักราช อําเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา นับปีบวชได้ ๘ พรรษาพอดี การปฏิบัติธรรมของท่านก็เริ่มตั้งแต่ขั้นล้มลุกคลุกคลาน โดยยึด “พุทโธ” เป็นคําบริกรรมประจําใจ ดังนี้
“จิตธรรมดายังหาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ไม่ว่าจิตของใครทั้งนั้น พอมีสิ่งถูไถลากไปลากมาในทางที่ไม่ดี ก็กลิ้งไปตามอารมณ์นั้นไม่หยุดหย่อน จนหาหลักยึดพอจะประทังความสงบสุขไว้ไม่ได้ ตามหลักธรรมท่านว่า กิเลส เราจะเห็นได้จากเวลาเริ่มฝึกหัดอบรมเบื้องต้น จิตมันล้มลุกคลุกคลานไม่ยอมไปตามอรรถตามธรรมเลย เพราะกิเลสมันรุนแรง ผมจําไม่ลืมเลย ตั้งแต่ออกปฏิบัติทีแรกจนกระทั่งปัจจุบัน เพราะมันเป็นเรื่องสัจธรรมฝังอยู่ในจิตจะลืมได้อย่างไร
ตอนปฏิบัติทีแรกก็เอาจริงเอาจัง และนิสัยเรามันจริงด้วยไม่ใช่เล่นๆ หยอกๆ ถ้าปักลงตรงไหนแล้ว ต้องเป็นอย่างนั้น ทีนี้พอออกปฏิบัติแล้ว มีหนังสือปาฏิโมกข์พกอยู่เล่มเดียวเท่านั้นติดย่ามไป คราวนี้จะเอาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มเหตุเต็มผล เอาเป็นเอาตายเข้าว่าเลย อย่างอื่นไม่หวังทั้งหมด หวังความพ้นทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น จะให้พ้นทุกข์ในชาตินี้แน่นอน ขอแต่ท่านผู้หนึ่งผู้ใดได้ชี้แจงให้เราทราบเรื่องมรรคผลนิพพานว่ามีอยู่จริงเท่านั้น เราจะมอบกายถวายชีวิตต่อผู้นั้น และมอบกายถวายชีวิตต่ออรรถต่อธรรมด้วยข้อปฏิบัติอย่างไม่ให้มีอะไรเหลือหลอเลย ตายก็ตายไปกับข้อปฏิบัติ ไม่ได้ตายด้วยความถอยหลัง นั่น จิตมันปักลงเหมือนหินหัก
เราขึ้นมา ก็มาจําพรรษาอําเภอจักราช เพราะตามท่านอาจารย์มั่นไม่ทัน (วัดป่าจักราช) เป็นวัดป่าล้วนๆ ป่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้ภาวนาเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะตั้งแต่ออกไป ตั้งหน้าตั้งตาเอาจริงเอาจัง คราวนี้เราจะให้เห็นจิตที่เราปรากฏ ๓ ครั้งนั้นให้ได้ทีเดียว คราวนี้จะไม่ให้มันเป็นอย่างที่เป็นมาแล้ว ๒ ปี ๓ ปี ถึงปรากฏหนหนึ่งนี้ไม่เอา คราวนี้จะเอาให้มันอยู่มือทีเดียว ตั้งแต่ออกมาก็เอาจริงเอาจัง นิสัยเราเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมีแต่ภาวนาทั้งนั้น เรื่องการเรื่องงานอะไรไม่ยุ่ง มายุ่งไม่ได้ แปลกจริง เวลาเราเอาจริงเอาจัง ตั้งแต่อยู่เรียนหนังสือ จิตก็ไม่เห็นเป็น เวลาออกปฏิบัติตอนจะเอาจริงเอาจัง มันจะมีมารนะหรือยังไง ได้ยินเสียงผู้หญิงก็ไม่ได้นะ ทําไมเรื่องของราคะ มันแย็บทันทีๆ เลย จนเรางงเหมือนกัน เอ้า ! เราก็ตั้งใจมาปฏิบัติธรรม ไม่เคยสนใจกับผู้หญิงเลย ทําไมเพียงได้ยินเสียงผู้หญิงเท่านั้น มันก็แย็บ แต่มันแย็บอยู่ภายในจิตต่างหากนะ
มันแย็บๆๆ ของมัน เอ๊ะ ! ชอบกลว่ะ ทําไมมันเป็นอย่างนี้ ก็ยิ่งขยับเข้า แต่เวลามาพิจารณาทีหลังไม่ใช่อะไรนะ คือ เรามีสติสตังบ้าง เวลาแย็บออกไปมันรู้ รู้ได้ง่ายพูดง่ายๆ เท่านั้นล่ะ ไม่ใช่เราเป็นอย่างนั้น มันกลับกําเริบขึ้นมาก็ไม่ใช่ เวลาผ่านไปถึงรู้ อ๋อ ! แต่ก่อนจิตของเรามันมืดมันดํา มันไม่รู้เรื่องรู้ราวเหมือนหลังหมีนี่แล้ว มันจะไปทราบอะไร สีขาว สีด่าง สีอะไร มันเป็นหลังหมีเสียหมด ทีนี้พอเราผ่านไปแล้วค่อยๆ รู้ เวลาจิตละเอียดเข้า มันรู้ได้เร็ว เป็นเหมือนกับว่า มันแสดงกิเลสขึ้นอย่างรวดเร็ว แย็บเท่านั้นล่ะ พอให้รู้ ไม่เลยจากนั้นจึงได้เร่งกันใหญ่
ตั้งแต่เราเริ่มปฏิบัติมาเป็นเวลา ๙ ปีเต็มๆ นี่เรียกว่า ตะลุมบอนกันเลยเทียว ไม่มีงานอะไรมายุ่งเราได้เลย มีแต่หน้าที่ภาวนาอย่างเดียว ตามประสาของคนล้มลุกคลุกคลานนั่นแหละ ไม่ไปอยู่กับวัดที่ไหนที่ท่านก่อสร้างเลย เพราะเราไม่ชอบ มันขาดงานเรา ประกอบกับนิสัยเราเป็นอย่างนั้น ถ้าทําอะไร ทําอย่างนั้นจริงๆ พอปล่อยแล้ว ปล่อยจริงๆ ตะลุมบอนกันเข้า ไม่นานนะจิตมันก็เริ่มขึ้นๆ ปรากฏเด่น ปรากฏเรื่อยอันนั้นที่นี่ ประมาณเดือนกว่าเท่านั้นแหละ ได้หลักจิตเลย ทีแรกก็ได้บ้างเสียบ้าง ได้บ้างไม่ได้บ้างเรื่อยๆ ต่อไปก็ได้ๆๆ ได้ทุกคืน ได้ทุกวันทุกเวลาจนแน่วแน่ จิตแน่นปึ๋งเป็นสมาธิ ตอนนั้นสมาธิไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ แน่นปึ๋งเลยเทียว แน่ใจว่ามรรคผลนิพพานมีแล้ว เพราะจิตมันแน่นปึ๋ง ไม่สะทกสะท้านกับอะไร
จักราชนี่ก็เป็นวัดที่ทรงบุญทรงคุณต่อเราอยู่มาก เร่งความเพียรที่นั่น เอากันหนักเหมือนกัน พรรษา ๘ จําพรรษาที่นั่น ออกจากกรุงเทพฯ เรียกว่า ขึ้นเวที จักราชเป็นเวทีแรกแหละ หนักมากอยู่นะ ไม่ใช่เล่น พอจากนั้นมาทีนี้ก็เรื่อยเลย เรื่องทํางานหนักในการฆ่ากิเลส เพราะฉะนั้นพูดจึงไม่จืดไม่จาง พูดเผ็ดๆ ร้อนๆ มีรสมีชาติในหัวใจตลอดไป ความหนักในเรื่องความเพียรของตัวเองนี้ ตั้งแต่เริ่มพรรษา ๘ ที่หนัก หนักจนกระทั่งถึงที่ว่า ๙ ปีเต็ม”
สละร่มใหม่ๆ ให้เป็นทาน
เมตตาจิตขององค์หลวงตาฯ ที่มีแต่สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่ประจํานิสัย ท่านว่า “ถ้ามีธรรมเข้าไปแล้วเป็นเทวบุตรเทวดาขึ้นมาทันที จิตใจเมตตาอ่อนโยน ไม่เห็นแก่ได้ เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อันนั้นจะได้เท่าไรก็แล้วแต่ ไม่อดตาย ว่างั้นเถอะ ไม่อดตายก็เอาแหละ ได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็พอ อย่างนั้นถูกต้องสําหรับธรรม แต่ผู้นั้นไม่อดนะ”
พอพูดนี้เราก็เลยระลึกได้ มีสองสามีภรรยาไปจากศรีสะเกษ ไปทํางานภาคกลางเป็นไข้โซซัดโซเซมา เงินติดกระเป๋าก็ไม่มีเข้าไปวัดป่า ตอนนั้นเรามาพักอยู่ที่โคราช (วัดป่าจักราช) เราได้ร่มเชียงใหม่มาคันหนึ่ง อู๊ย ! สวยงามมาก ร่มคันนั้นแต่ก่อนถ้าถึงสิบสลึงหรือสามบาทแล้ว เรียกว่า แพงที่สุด ร่มเชียงใหม่ทําเป็นร่มที่ดีที่สุด ได้ร่มมาคันหนึ่ง เราก็มาชมของเรา ถ้าภาษาภาคอีสาน เราว่าเอามาแงงเบิ่ง (ชื่นชม) มันสวย พอดีสองสามีภรรยามา ผัวนั่นเป็นไข้สั่นงกๆ มา ไม่มีร่มกั้น มาขอยา ยาก็ไม่มี สั่นงักๆๆ อยู่นั่น พอดีเราก็มีร่มคันหนึ่ง จะไปยังไงล่ะนี่ทั้งไข้ ทั้งสั่น ทั้งฝนก็ตก ฟ้าก็ร้องอย่างนี้ จะไปยังไง โอ๊ย ! ก็ไปอย่างนั้นแล้ว ไปแบบคนจนตรอกจนมุม ทําอย่างไรหัวใจมี จะกลับบ้านศรีสะเกษ เราก็เลยเอาร่มให้ เอาเสียร่มคันนี้สวยงามมาก แน่นหนามั่นคงมาก
พอให้ “โอ๊ย ! ญาครูให้แล้ว ญาครูจะใช้อันไหนล่ะ” “ใช้อันไหนก็ช่างเถอะ ร่มใหญ่เราอยู่นี่ เรานั่งอยู่กุฏิน่ะ เอาร่มน้อยไปเสีย” “โอ๊ย ! ของดิบๆ ดีๆ ให้ ขอให้ท่านจงเจริญรุ่งเรืองนะ” ให้พรด้วย ขอให้ท่านจงเจริญรุ่งเรืองนะ เอาของดิบของดีให้ขนาดนี้ แต่เกิดมาก็ยังไม่เคยได้สักที จับแล้วชื่นชม หันทางนั้น หันทางนี้ดู งามจริงๆ ราคาสามบาทได้มาจากเชียงใหม่ เรายังไม่ทันได้ใช้ ใหม่ ใหม่เอี่ยม เขาว่าให้เจริญรุ่งเรือง เราไม่เห็นอดตาย
พบกัลยาณมิตร
มีเพื่อนพระ (หลวงปู่มหาชํานาญ) เสียแล้วล่ะ พระองค์นี้ก็ดี ก็เก่งอยู่นะ เจตนาแกเป็นธรรมมาก จําพรรษาด้วยกันที่อําเภอจักราช (วัดป่าจักราช) แกพูดเป็นธรรมน่าฟัง ไม่ลืมจนกระทั่งบัดนี้นะเรา แกว่า ได้อาหารมานี้ที่จะใส่บาตร อันไหนดี เจ้าของไม่เอาไปแจก คือ เจ้าของไม่เอาไปแจกเจ้าของ อันไหนดีต้องเอาไปแจกคนอื่นๆ เจ้าของแล้วแต่บุญแต่กรรม เพื่อนฝูงจะให้อะไรก็เอา แต่สําหรับแจกแล้ว อันไหนดี แกเอาอันนั้นไปก่อน ไปแจกเลย บาตรเจ้าของไม่มอง น่าฟังนะ พระองค์นี้น่าฟัง เราฝังใจลึก เราไม่ลืมนะ ท่านเป็นธรรม อายุเท่ากันกับเรา ตั้งใจออกปฏิบัติ ออกปฏิบัติทีแรก ท่านภาวนาดีนะ ไปจําพรรษาที่อําเภอจักราช เราก็ออกจากกรุงเทพฯ มาจําพรรษา ทางนี้ก็ไปจากทางนี้ไปจําพรรษาด้วยกัน ท่านความเพียรดี จากนั้นมาท่านคิดอะไรก็ไม่รู้นะ ท่านก็ตั้งใจภาวนาดีอยู่ เวลาจะจากกันไป คิดว่าจะเรียนเสียก่อน
“เรียนหาอะไร” เราว่างี้ “ผมก็เรียนมาแล้วจนเป็นมหายังออกมาปฏิบัติ ท่านไปเรียนหาอะไร” ว่างี้ล่ะ “ก็อยากเรียนให้มันรู้ทั้งปริยัติ รู้ทั้งปฏิบัติ” อันนี้ก็รู้ปริยัติมาแล้ว ทางปฏิบัติกําลังปฏิบัติอยู่นี้ มันก็พูดได้ล่ะซิ คนหนึ่งยังไม่เรียน ยังไม่ได้ปล่อย ไปเรียนจริงๆ นะ ได้มหากลับไปอีก พอได้มหาปั๊บเข้าป่าเลย พระองค์ว่านี่เป็นธรรมนะ เพื่อนกัน เกิดปีเดียวกัน ออกปฏิบัติคราวนี้เอาจนกระทั่งอัฐิกลายเป็นพระธาตุ ท่านก็บอกกับเพื่อนฝูงไว้ว่า “เราตายคราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเกิดอีก” ท่านว่า สั่งไว้เรียบร้อย นี่เพื่อนเดียวกัน ที่ว่าท่านกลับไปเรียนอีก พอเรียนจบแล้วท่านกลับไปอีก ท่านเอาจริงเอาจัง ก็เป็นพระธาตุจริงๆ แล้วก็สิ้นสุดจริงๆ
ท่านชื่อ ชํานาญ เป็นมหาเปรียญแล้วกลับมาออกปฏิบัติอีก ท่านก็บอกไว้แล้วว่า ท่านจะไม่กลับมาเกิดอีก ตั้งแต่ท่านยังไม่ตาย ทีนี้พอตายแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุก็เป็นพยานอันหนึ่ง ท่านจริงจังมาก กับเราสนิทกันมากจริงๆ เป็นเพื่อนกัน เรียนหนังสือนั้น เราเป็นมหาก่อน ท่านกลับไปเรียนอีกเป็นมหามาทีหลังเรา แต่ท่านออกไปเลยนะ พอเป็นมหาแล้วออกปฏิบัติเลย เราเป็นมหาแล้วก็ออกปฏิบัติ ออกเตลิดเลย ท่านปฏิบัติเสียก่อนแล้วกลับไปเรียนอีก กลับออกมาอีกคราวนี้ก็เป็นอันว่าสิ้นสุด อัฐิกลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว องค์นี้ก็เป็นธรรม ที่อยู่ด้วยกันองค์ไหนเป็นธรรม ไม่เป็นธรรม จะจับไว้ในหัวใจนะเรา
นิมิตตาปะขาว บอก ๙ ปีสําเร็จ
เมื่อเราผิดด้วยประการใดนี้ เวลาสอนหมู่เพื่อนนั้นก็เป็นครู เป็นอาจารย์ได้ดี ออกมาภาวนา มันสําคัญอยู่น่ะล่ะ เวลาล้มลุกคลุกคลานในการภาวนานั้น ผมยังไม่ลืมนะนิมิตผม ผมเคยเล่าให้หมู่เพื่อนฟังแล้วยังล่ะ นิมิตแปลกประหลาด ภาวนาอยู่นะ มาพักจําพรรษาที่จักราช อําเภอจักราชนี่ จังหวัดโคราชนี้เอง นอนภาวนานะ ตอนนั้นจําได้ถนัดนอนภาวนา จิตรู้สึกมันสงบ ค่อยยุบยอบๆ เข้าไป หดตัวเข้ามาๆ สู่ความสงบ แต่ไม่สงบมากนัก พอสงบ รู้ได้ว่าสงบ ปรากฏว่า
มีตาปะขาวคนหนึ่งเดินมายืนต่อหน้าประมาณสักวาหนึ่งเศษๆ ตาปะขาวนั้นอายุประมาณสัก ๕๐ หรืออย่างสูงก็ไม่เลย ๖๐ มีรูปลักษณะพอดี ทุกส่วนสัดพอดีทุกอย่าง แต่ผิวพรรณนั้นรู้สึกจะมีสีเนื้อรู้สึกขาว พอมานั้นมายืนตรงหน้าเรา เราก็ปรากฏว่าดูแก ดูตาปะขาวคนนั้น แล้วพอมองมาทางเราแล้ว ก็ก้มลงและนับข้อมือให้เราดู เรายังไม่ลืมนะ นับข้อมือไม่ได้บอกว่า หนึ่ง สอง สามนะ หากทําอย่างนี้ให้เราดูชัดนะ มันไม่ลืมนะ มันติดตาใจ อย่างนี้ๆ ทําไปอย่างนี้ล่ะ คือดูด้วยแกทําอย่างนี้ มานับข้อมือ ๖ ๗ ๘ ๙ พอถึงข้อที่ ๙ นี้ พอปุ๊บลงนี้รู้สึกว่าหนักมือตรงนี้ ปั๊บนี้เงยหน้าขึ้นดูเรา พอดูปรากฏว่า รู้กันทางนี้เหมือนว่า ตาปะขาวคนนั้นมาบอกอยู่ในนี้เลย บอกว่า “๙ ปีสําเร็จๆ” แล้วตาปะขาวก็เดินกลับหายเงียบไปเลย
พอจากนั้นจิตของเราก็ถอยออกมา โห ! ๙ ปีสําเร็จนี่ นี่เราก็ได้ ๗ ปีแล้วนะบวชมานี่ ทําไมสําเร็จง่ายนักนะ สําเร็จง่ายนักหรือ ใช่หรือภาวนา ๙ ปีสําเร็จ มันก็ภาวนาเอาใหญ่เลยจะให้ ๙ ปีสําเร็จ พรรษา ๗ มาจําพรรษาโคราช ออกพรรษา พรรษาเป็นพรรษา ๘ มาจําพรรษาที่ ๘ นะ พรรษา ๗ ออกปฏิบัติ พรรษา ๘ มาจําพรรษาที่โคราชเป็นพรรษาแรกแห่งการออกปฏิบัติ จิตมันก็เจริญได้ดี แต่ที่ว่าเสื่อมมาทํากลดนี่ล่ะมันเสื่อม เสื่อมตั้งแต่พรรษา ๘ “เอ ! หรือจะเริ่มนับตั้งแต่ ๙ ปีที่เราเริ่มออกปฏิบัติ ?” เราก็พึ่งออกมาปฏิบัติ จิตของเราเป็นไฟอยู่ มันจะสําเร็จอย่างไรคงจะเป็นปฏิบัติไปอีก ๙ ปี ว่าอย่างนั้นนะ พอถึงปีนั้นปักแล้วนะ
พระผู้ใหญ่ตามกลับไปเรียน แต่รอดตัว
การออกปฏิบัติเพื่อแสวงหาโมกขธรรมของบรรดาผู้ที่จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารนั้น เป็นเรื่องสําคัญและยิ่งใหญ่มาก เมื่อถึงโอกาสแล้ว ท่านต้องได้ออกบําเพ็ญ โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ จะมากีดมาขวางท่านได้ ดังองค์หลวงตาพระมหาบัวในคราวออกปฏิบัติ ติดตามหาท่านพระอาจารย์มั่น เพราะอํานาจวาสนาบารมีธรรมของท่านที่ได้สั่งสมบําเพ็ญมาเต็มเปี่ยมล้น ประดุจผลไม้ที่ใกล้จะสุกงอมพร้อมที่หลุดออกจากขั้วแล้ว ท่านเป็นผู้มีอุปนิสัย มีธุลีอันเบาบางแล้วอย่างไรก็ต้องได้ออก
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ระหว่างที่องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านมาอยู่จําพรรษาที่วัดป่าจักราช อําเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา พระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นครูสอนภาคปริยัติให้ท่าน ต่อมา คือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) เป็นพระเถระที่มีบุญมีคุณต่อท่าน และท่านให้ความเคารพนับถือมากรูปหนึ่ง พระเถระผู้ใหญ่ท่านยังไม่อยากให้ออกปฏิบัติ แต่อยากให้ท่านกลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนเปรียญธรรมต่อในชั้นสูงขึ้นไปอีก พอออกพรรษาแล้ว ก็ยังเมตตาตามท่านกลับกรุงเทพฯ อีก ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“ทีนี้พอออกพรรษาแล้วท่านก็มา ท่านเขียนจดหมายมาบอก วันนั้นๆ เราจะผ่านไปโคราช บอกขบวนรถ มันก็มีขบวนเดียวออกตอนเช้าถึงอุบลฯ ให้เราไปรอดักอยู่สถานี ท่านจะเอากลับกรุงเทพฯ ให้เราไปรออยู่สถานี พระผู้ใหญ่จะให้เข้าไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ อีก และท่านอุตส่าห์เมตตาตามมาสั่ง แล้วก็เลยไปต่างจังหวัด ขากลับมาท่านจะให้ไปกรุงเทพฯ ด้วย พอไปก็ “มหาบัวต้องกลับกรุงเทพฯๆ” จี้เลยนะ เรารู้สึกอึดอัดใจ มีแต่ต้องกลับกรุงเทพฯๆ รถไฟมันจอดนาทีเดียวนี่นะ รถไฟก็ช่วยเราด้วยๆ พูดกันยังไม่สักกี่คํา “มหาบัวต้องกลับกรุงเทพฯๆ โดยด่วนนะ”
วันนั้นกลับมา เราก็ขึ้นรถไปด้วยกันนะ ต้องกลับกรุงเทพฯ สักเดี๋ยวรถก็เคลื่อน เราก็โดดลงรถไฟไป รอดตัว แปลกอยู่นะ อะไรๆ ก็ดี รู้สึกว่ามันพร้อมๆ นะอุปสรรคไม่ค่อยมี ว่าจะออกทางนี้นะ รู้สึกว่าคล่องตัวๆ อย่างผู้ใหญ่ท่านห้ามอย่างเข้มงวดกวดขันอย่างนี้ก็เหมือนกัน รอดไปได้ แม้แต่ขึ้นไปสถานีรถไฟ รถไฟยังช่วย สักเดี๋ยวรถไฟเคลื่อนที่ปึ๋งปั๋ง ก็โดดลงรถไฟ ได้เท่านั้น ท่านก็ไม่ทราบจะว่ายังไง ไม่ได้รับคําตอบจากเราเลย ตามขู่อยู่เรื่อยนะ ท่านสงสาร ท่านเมตตามากนะกับเรา มอบให้เราหมดแหละในคณะนั้นๆ เป็นคณะใหญ่ เพราะท่านเป็นเจ้าคุณนี่ ให้เราเป็นผู้ดูแลคณะ เพราะฉะนั้นท่านถึงได้เข้มงวดกวดขันในการไปการมาของเรา ท่านไม่ให้ไปไหน เหมือนว่าผูกมัดในตัว… เราเคารพผู้ใหญ่ เราก็เคารพ แต่เราเคารพความสัตย์นี้สุดหัวใจเรายิ่งกว่าผู้ใหญ่ เราจึงหาทางออกจนได้…”
องค์หลวงตาฯ ท่านดําเนินตามหลักธรรมคําสอนขององค์พระบรมศาสดา ในเรื่องปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ท่านเรียนเพื่อออกปฏิบัติ ในกาลต่อมาท่านออกปฏิบัติตามคําสัตย์ที่ตั้งไว้ และท่านได้ทรงธรรมทั้งสามนี้
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ไปไม่ทันหลวงปู่มั่น
ทีนี้พอออกพรรษา เราก็เตรียมจะรีบมาหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา เขาก็รีบมาขอให้รอทอดกฐินเสียก่อน เขากําหนดกฐินวันนั้นๆ เราก็บอก เรารอไม่ได้ ไม่ได้ แกก็เอาใหญ่เลย โธ้ ! ผู้หญิงคนนี้มันก็เก่งเหมือนกันนะ เป็นเมียนายจ่า ลูกตัวเล็กๆ น่ารักมาก ตอนเย็นๆ แม่จะเอากาแฟให้ลูกส่งมาหาเรา เพราะฉะนั้นถึงสนิทกันเข้าใจไหม ที่มันดัดกัน สุดท้ายแพ้ผู้หญิง ไปที่ไหนแพ้แต่ผู้หญิงนะเรา เป็นยังไงไม่ทราบ ซัดกันอยู่นี้มันร้องไห้ต่อหน้าเรา เราก็เฉยไม่สนใจ
แต่เราเผลอซี ผ้าสังฆาฏิ เราไปบิณฑบาตซ้อนผ้ามาแล้วก็มาพับวางไว้ต้นเสาข้างหลัง แกก็นั่งซัดกันกับเราอยู่นี่ พอเสร็จแล้ว เราก็ไปจัดอาหารแจกกันตอนฉันจังหัน แกก็ด้อมมาข้างหลังเอาผ้าสังฆาฏินี้ไป แล้วแกก็ไปเฉยเลย พอจะลงศาลาปั๊บ หันหน้ามา “ท่านจะไปอุดรฯ ก็ไปเสีย” แล้วมีลักษณะยิ้มๆ นะ โอ้โห ! มันร้องไห้ตะกี้นี้ มันลงไปมาพูดท้าทายเรา “ท่านจะไปอุดรฯ ก็ไปเสียนะ” มียิ้มๆ นิดหนึ่ง เราก็เฉย ทีนี้พระเลยมาสะกิด “ไม่ใช่เขาเอาหมัดเด็ดใส่แล้วเหรอ”“หมัดเด็ดอะไร” “ก็เห็นเขายิ้มๆ ไม่ใช่เขาเอาผ้าสังฆาฏิไปแล้วเหรอ” “กูตาย ไปแล้ว”
นี่ซิยอมเขา เขาเอาไปแล้ว ยังไม่แล้ว เขายังมาสืบหากับพระอีก เอาผ้าสังฆาฏิพระท่านไปนี้ผิดพระวินัยข้อไหนๆ พระท่านก็ชี้แจงให้ทราบตามหลักพระวินัย ออกพรรษานี้ปราศจากไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ คือไม่ต้องอยู่ครบ ธรรมดาผ้าจีวรต้องมีอยู่ครบตลอดคืน ส่วนกลางวันไม่ได้กําหนดนะ แต่เวลาออกพรรษาแล้วนี้อานิสงส์พรรษาครอบไปได้ ๑ เดือน จึงปราศจากผ้าไตรจีวร เช่น สังฆาฏิ สบง จีวร ผืนใดผืนหนึ่ง ปราศจากได้ เขาเอาไปแล้วก็เรียกว่าปราศจากแล้วใช่ไหมเขาเอาไปผืนหนึ่งแล้ว เขามาสืบถามพระ ได้ความแล้วเขายิ่งมั่นนะ “ท่านจะไปเมื่อไรล่ะอุดรฯ” มาใส่เรานะ “ท่านจะไปอุดรฯ เมื่อไรล่ะ” เราโมโหพอแล้วแพ้เขาอย่างหลุดลุ่ย นี่ล่ะเรื่องมันน่ะ เลยต้องรอ พอรับกฐินแล้วก็บึ่งเลยเทียวนะ บึ่งมาไม่ทัน ท่าน (หลวงปู่มั่น) ไปได้ ๓ วันแล้ว
การบําเพ็ญขึ้นอยู่กับเหตุ
ผมพูดนี้เอาตัวผมยันเลยเชียว ปริยัติ ผมก็เรียนมาดังท่านทั้งหลายทราบแล้ว แล้วทางปฏิบัติ ผมก็ได้ปฏิบัติเต็มสัดเต็มส่วน เต็มกําลังความสามารถ เพราะมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าว่าจะรื้อถอนกิเลสออกจากใจโดยสิ้นเชิงในชาตินี้ การปฏิบัติตัวเองจึงผาดโผนโจนทะยานมากทีเดียว ความพากความเพียรเอาเต็มเม็ดเต็มหน่วย นี่ล่ะเหตุเป็นยังไง ผลก็ตามมาอย่างนั้น มีความขยันหมั่นเพียร เด็ดเดี่ยว หรือผาดโผนขนาดไหนในการบําเพ็ญเหตุ ผลก็ตามมาๆ อย่างนั้นผมจึงเชื่อเรื่องการบําเพ็ญขึ้นอยู่กับเหตุ ถ้าเหตุบําเพ็ญขนาดไหน ผลจะค่อยแสดงออกมาๆ ตามนั้น นี่เราบําเพ็ญ จึงว่ามันไม่ใช่คุย คือ เราเอาความจริงที่เราบําเพ็ญมาแล้ว มาพูดให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายฟัง พูดนี้ไม่อยากมีใครเชื่อนะ ถึงขนาดนั้น แต่เราก็ทําเองแล้ว
ใครเชื่อไม่เชื่อ ก็เราทําเอง เราเชื่อเราเองพอ นั่น เราไม่ได้เอาใครมาเป็นสักขีพยานเพื่อจะตัดคะแนน หรือเพิ่มคะแนนให้เรา เราไม่มี เราจะตัดเราเองคะแนน เพิ่มคะแนนของเราเองให้ประจักษ์กับใจของเรา เพราะฉะนั้นการบําเพ็ญเพียรเพื่อละกิเลส การศึกษาเล่าเรียน ท่านเหมือนเรา เราเหมือนท่าน ไม่มีหนักมีเบาอะไร ธรรมดา ผมไม่ถือเป็นข้อสะดุดใจ แต่เวลาออกปฏิบัตินี่สําคัญมากนะ เพราะเรามีความมุ่งมั่นอยู่ตั้งแต่ต้นแล้ว แม้แต่เรียนหนังสืออยู่ ผมก็ไม่เคยละการภาวนา แต่ไม่เคยพูดให้ใครฟัง อยู่ภายในจิตๆ ตลอดตั้งแต่เรียนหนังสือ พอจบจากการเรียนตามคําอธิษฐานแล้วก็ก้าวเดินทางด้านกรรมฐาน เข้าป่าเข้าเขา ได้หลวงปู่มั่นเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นหลักชัยให้แล้วก็ฟังอย่างถึงใจ ทีนี้เวลาออกปฏิบัติด้วยความเชื่ออรรถเชื่อธรรมของท่านอย่างถึงใจ แล้วการปฏิบัติของเราก็แบบเดียวกัน ไม่มีคําว่าอ่อนข้อย่อหย่อน หนักมากการประกอบความพากเพียร สําหรับผมนิสัยวาสนาอาภัพ ทําอะไรนี้ ทําธรรมดาๆ มันไม่ค่อยได้ผล
เราเคยทําทดลองดูทุกอย่าง เป็นธรรมดาๆ ทําตามเวลํ่าเวลาอะไร ไม่ค่อยได้ผล เพราะกิเลสมันไม่มีเวลา มันเป็น อกาลิโก มีอยู่ตลอดในหัวใจของสัตว์โลก เราจะไปหาเวลํ่าเวลาประกอบความพากเพียรเพื่อแก้กิเลสนี้ไม่ทันกัน กิเลสเป็น อกาลิโก ธรรมก็เป็น อกาลิโก ฟัดกันเลย นั่นล่ะถึงได้เห็นเหตุเห็นผลโดยลําดับลําดา เพราะความเพียรนี้จัดได้เลยว่าความเพียรกล้าไปตลอดสาย
จิตเสื่อมเพราะทํากลดคันเดียวเท่านั้น
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๔ องค์หลวงตาพระมหาบัว จิตเสื่อม ดังนี้
“พรรษา ๘ เดินทางจากโคราช มาจังหวัดอุดรธานี มาว่าจะตามพ่อแม่ครูจารย์มั่นให้ทัน มันไม่ทัน เราก็มาถึง โห ! หวุดหวิด ไม่ทัน พอดีท่านออกจากวัดโนนนิเวศน์ไปสกลฯ สองวันท่านไปได้ ๒ – ๓ วันแล้ว เลยมาทํากลดหลังหนึ่งอยู่ที่บ้านตาดนี่ล่ะ อยู่ในป่า ใจที่มีความเจริญในทางด้านสมาธิ ก็ปรากฏว่าเสื่อมลงที่บ้านตาดซึ่งเป็นบ้านเกิดของตน การเสื่อมทั้งนี้เนื่องจากการทํากลดคันหนึ่งเท่านั้น และการมาอยู่บ้านตาดก็ยังไม่ถึงเดือนเต็ม จิตรู้สึกเข้าสมาธิไม่ค่อยสนิทดีเหมือนที่เคยเป็นมา บางครั้งเข้าสงบได้ แต่บางครั้งเข้าไม่ได้ พอเห็นท่าไม่ดี จะฝืนอยู่ไปก็ต้องขาดทุน จึงรีบออกจากที่นั้นทันทีไม่ยอมอยู่ เราก็เลยออกไปเที่ยวทางอําเภอกุมภวาปี ทางโน้นเป็นดงเป็นป่าทั้งนั้นนะ ไปที่ไหนสะดวกสบาย บ้านเป็นบ้านเฉพาะๆ ดงรอบหมดเลย
ที่จิตเจริญแล้วเสื่อมๆ จิตเราเจริญก็เคยเล่าให้ฟังแล้ว เราไม่รู้จักรักษา เพราะไม่เคยรู้ ไม่เคยเป็น นึกว่ามันจะไม่เสื่อมอย่างนั้น เราก็เลยรามือบ้าง มาทํากลดหลังหนึ่ง นั่นแหละตัวเหตุ จิตมันก็ไปจ่ออยู่ที่กลด ไม่ได้มาจ่ออยู่ที่นี่ ทีนี้จิตขาดการอารักขา มันก็เสื่อม
พอเข้าสมาธิได้บ้างไม่ได้บ้างเท่านั้น ไม่ได้มากอะไรนะ พอเข้าได้บ้างไม่ได้บ้างเท่านั้นก็รีบร้อยกลดทันทีๆ โอ๋ย ! ไม่ได้ จิตเราเสื่อมแล้ว โดดผึงออกเลยซัดกันใหญ่ สู้มันไม่ได้ นี่ล่ะเรื่องจิตเสื่อม มันก็เสื่อมเลยที่นี่ โถ ! เสียใจเสียจน อะไรๆ ไม่มีความหมายในโลกนี้ เสียดายจิตอันนั้นที่ปรากฏว่ามันเลิศเลอ ที่เสื่อมไปนั้นนะ ก็สมาธิเรานั้นแหละ แต่สมาธิขั้นนี้มันแน่นปึ๋ง เราจึงตายใจนึกว่าจะไม่เสื่อม เวลามันเสื่อมเพียงยิบแย็บๆ เท่านั้น เราก็รีบออกเลย มันลงหมดเลยไม่มีเหลือ
นี่ล่ะที่ว่า เรามีเงินเป็นล้านๆ ไปถูกล่มจมลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง แม้จะมีเงินอยู่ในบ้านในเรือนเป็นแสนๆ ก็ไม่มีความหมาย ความทุกข์ไปรวมอยู่กับจํานวนเงินเป็นล้านๆ นั้นที่สูญหายไปนั้นหมดเลย นี่ล่ะกองทุกข์เกิดขึ้นมา สู้เขามีเงินสิบบาท ยี่สิบบาทไม่ได้ เขาไม่ได้ทุกข์เหมือนเราเราทุกข์มากที่สุด แต่ความเพียรมันไม่ถอยเท่านั้นแหละ ถ้าความเพียรถอยตายเลยนะ ความเพียรไม่ถอย เสื่อมลงไป เอ้า ! เอาอีกซัดอีก ได้ ๑๔ – ๑๕ วันหมุนกันเต็มเหนี่ยวๆ ไปถึงขั้นนั้นแล้ว ทีนี้มันไม่เหมือนเก่าซี พอเข้าเฉียดๆ ชานเมืองไม่ใช่ตัวเมือง คือ สมาธิ สมาธิ คือ ตัวเมือง เข้าไปชานเมือง อยู่ได้สองคืนเท่านั้นเสื่อม เสื่อมลงแบบกลิ้งครกลงจากภูเขาล่ะ ผึงเลยเทียว ไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น ผึงลงเลย …
ทุกข์มากเหมือนกันจิตเสื่อม ทุกข์มากจริงๆ หัวอกนี้เหมือนจะพัง มันร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ ภาวะเสื่อมนี้มันถึงขนาดจะเป็นจะตายจริงๆ เพราะทุกข์มาก เหตุที่ทุกข์มากเพราะได้เคยเห็นคุณค่าของสมาธิที่แน่นปึ๋งมาแล้ว และก็กลับเสื่อมเอาชนิดไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวเลย มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาหัวใจตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน ทั้งยืนทั้งเดิน ทั้งนั่งทั้งนอน จึงเป็นทุกข์เพราะอยากได้สมาธินั้นกลับมา มันเป็นมหันตทุกข์จริงๆ ก็มีคราวที่จิตเสื่อมนั้นแลที่ทุกข์มากที่สุด”
เพื่อแก้ความสงสัยในมรรคผลนิพพานว่ายังมีอยู่จริง และแก้จิตเสื่อมในขณะนั้นของท่าน ก็มีแต่หลวงปู่มั่นองค์เดียวที่จะแก้ไขให้ท่านได้ ท่านจึงออกติดตามหลวงปู่มั่นต่อไป องค์หลวงตาฯ ท่านว่า “ถ้ากิเลสไม่ตาย เราต้องตาย ขอแต่ปลงใจลงเชื่อแน่แล้วว่า มรรคผลนิพพานยังมีอยู่ เราจะเอาตายเข้าว่าเลย นั่นซิ ถึงได้ไปหาหลวงปู่มั่น”
ข่าวอันเป็นมงคล
ในระยะนี้ท่านพระอาจารย์มั่นรับนิมนต์ไปจังหวัดสกลนคร ส่วนท่านต้องออกจากบ้านตาดเพื่อเร่งภาวนาแก้จิตเสื่อม ด้วยท่านมีนิสัยองอาจกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และจริงจังมาก ฉายแววแห่งพระธุดงคกรรมฐานที่มุ่งมั่นเพื่อมรรคผลนิพพาน ท่านจึงชอบเที่ยวองค์เดียวตามป่าช้า ป่าเปลี่ยว ตามลําพังตั้งแต่ออกปฏิบัติปีแรก ประดุจพญาช้างสารที่ละออกจากโขลง เที่ยวตามลําพังไปในไพรกว้างด้วยท่วงท่าอันองอาจสง่างาม ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านธุดงค์ไปแถบอําเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จากนั้นท่านเลยไปพักอยู่ที่วัดทุ่งสว่าง จังหวัดหนองคาย ดังนี้
“ตอนที่เรามาพักอยู่วัดมัชฌิมวงศ์ (บ้านเหล่าใหญ่ อําเภอกุมภวาปี) นั้นเป็นดงทั้งหมด เราไปพักอยู่ทางด้านตะวันออก ไม่ได้อยู่ในเขตวัด ไปอยู่ในป่าอีก ทั้งๆ ที่วัดนี้ก็เป็นป่า มีพระอยู่ในวัด นอกเขตวัดไปนี้ไม่มีพระ เราไปอยู่ในป่าเหมือนกัน ต้นไม้นี่ โหย ! สูงจรดเมฆ ไม้ยางทั้งนั้นแต่ก่อนก็มีแต่ไม้ใหญ่อย่างนี้ มันเป็นดงจริงๆ ศาลามีก็ไม่ได้หลังใหญ่โตอะไรเลย มีศาลาหลังเดียวเล็กๆ กุฏิกระต๊อบๆ อยู่ในป่า ถึงอย่างนั้นเรายังไม่อยู่ ออกไปอยู่โน้นอีก นอกเขตนั้นอยู่ในป่าไปอีก เขาบอกว่าทางป่าช้า เราอยู่ทางป่าช้านั่นล่ะ ไปพักภาวนาอยู่ที่นั่น
เป็นดงทั้งหมดรอบวัด เป็นดงทั้งหมดเลย ดงสัตว์ ดงเสือ ดงเนื้อ เต็มไปหมด จนกระทั่งถึงบ้านไชยวาน วังสามหมอ มันต่อกันไปนี้เป็นดงใหญ่ พรรษา ๘ ออกจากนี้ไปหนองคายที่อําเภอท่าบ่อ ไปพักวัดอรัญญิกาวาส อําเภอท่าบ่อ อยู่ในป่า เป็นดงจริงๆ มาพักอยู่กับท่านอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน ต้นปี พ.ศ. ๒๔๘๕ มันเป็นทุ่งกว้างขวาง แถวนั้นมีแต่ทุ่ง ทุ่งนาล้อมรอบหมดวัดทุ่งสว่างก็เป็นเกาะท่ามกลางทุ่งนา ท่านอาจารย์กู่ท่านอยากให้เราอยู่ด้วย ไม่อยากให้ไปไหน
ไปพักรอที่วัดทุ่งสว่าง เพื่อจะไปหาท่านอาจารย์มั่น ตอนนั้นยังไม่ได้มีกําหนด แต่จะต้องไปแน่ๆ เราเลยไปหนองคาย เรื่องมันนะ เริ่มเป็นผลบวกมาที่เราแบกความสงสัยเรื่องมรรคผลนิพพาน พอไปก็ไปเจอเอาพระองค์นี้ล่ะ เมื่อมีเหตุการณ์แล้วจะจําได้ทุกแง่ทุกมุม พระองค์นี้ชื่อพระสีนวล ท่านมาจากพ่อแม่ครูจารย์มั่น ที่บ้านนามน พอดีเราไปพักอยู่กับท่านอาจารย์กู่ที่หนองคาย ท่านก็มาจากบ้านนามน แล้วท่านเล่าเอง “ผมพึ่งมาจากสกลฯ” “มาจากวัดไหน” เราว่างั้น บอกว่า“วัดพ่อแม่ครูจารย์มั่น” “หือ !” ขึ้นทันทีเลย “ไหนว่าอีกน่ะ” “มาจากพ่อแม่ครูจารย์มั่น”“ท่านอยู่ไหน” “อยู่บ้านนามน” “เวลานี้มีพระจํานวนมากเท่าไร” “ดูเหมือนมี ๘ องค์ ๙ องค์ ส่วนมากท่านไม่รับพระมาก นี้ก็เรียกว่ามากที่สุดแล้ว ๘ องค์ ๙ องค์” ว่างั้น
จากนั้นเราก็ถามว่า “ได้ทราบว่าท่านดุด่าว่ากล่าวเก่งมากใช่ไหม” “โอ๋ย ! เรื่องดุด่าไม่ต้องพูด พอขับ ท่านขับเลย” ฟังคําไหนมันเป็นผลบวกทั้งนั้นนะ ว่าเรื่องดุด่าไม่ต้องพูด ควรขับไล่ท่านจะขับไล่ทันทีเลย ทางนี้ถึงใจเลยนะ แทนที่จะกลัวไม่นะ มันเข้าทันที ครูบาอาจารย์ขนาดนี้ ชื่อเสียงท่านโด่งดังมาตั้งแต่เราเป็นเด็กหัวเท่ากําปั้น ท่านมาเที่ยวทางอําเภอบ้านผือ ท่านจะดุด่าว่ากล่าว หรือขับหนีตีส่งใครก็ตาม โดยหาเหตุหาผลไม่ได้นี้เป็นไปไม่ได้ นี้คืออาจารย์ของเรา ขึ้นแล้วนะ เราจะไปเอง ท่านดุด่าว่ากล่าวประการใด เราจะฟังเอง ขับไล่เราจะฟังเอง หรือโดนเรา เราก็จะเป็นผู้ฟังเอง ถามซักไซ้เข้าไปทุกอย่างละเอียดลออแล้ว ๓ วันลาท่านอาจารย์กู่ไป”
องค์หลวงตาฯ ท่านพักภาวนาอยู่ที่วัดทุ่งสว่าง กับท่านพระอาจารย์กู่ พระศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น อยู่ ๓ เดือนกว่า จากนั้นพอถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ท่านก็ออกเดินทางจากหนองคายไปจังหวัดสกลนคร เพื่อติดตามหาหลวงปู่มั่นต่อไป
น้อมมอบกายถวายชีวิต
พอทราบแล้ว ๓ วันเท่านั้นนะ เตรียมของเลย ไปเลย ไปก็ไปโดนเอาจริงๆ นี่ล่ะมันมีแต่ผลบวกนะ พอไปก็ไปพักอยู่สุทธาวาส (วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร) ๒ คืน พอฉันจังหันแล้วสายๆ ก็ออกเดินทาง ไปถึงบ้านโคกมืดแล้ว บุกไปอย่างนั้นล่ะกลางคืนมืด ถนนไม่ต้องถามล่ะ ไม่มี ไปตามทางล้อทางเกวียนธรรมดา พอไปถึง เราไปถามชาวบ้านเขา เขาก็บอก ไปถึงบ้านโคกมันมืดแล้ว วัดป่าบ้านโคกอยู่ที่ไหน แล้วท่านอาจารย์มั่นท่านอยู่ที่นี่ใช่ไหม อยู่ ท่านพึ่งย้ายมาจากบ้านนามน ท่านจะมาพักจําพรรษาที่นี่ในปีนี้ ไหนวัด ไปทางไหน เขาก็เลยพาไป ไป ผมจะพาไป เพราะทางเข้าไปวัดของท่านอาจารย์มั่นเป็นทางด่านนะ มันไม่ได้เป็นทางล้อ ทางเกวียนอะไรทางเป็นด่าน พอคนเดินไปพ้นตัวไปเท่านั้นแหละ ชาวบ้านเขาบอก ออกไปนี้พอไปถึงกลางบ้าน เขาบอกให้มานี่ เขาก็ชี้ทาง
“นี่ล่ะทางเส้นนี้ไปวัด ให้จับทางสายนี้นะ นี่แหละต้นทาง ให้เดินตามทางนี้ อย่าปลีกทางนี้ มันเป็นทางแคบๆ เพราะท่านพึ่งมาอยู่ใหม่ ทางก็แคบๆ บุกไปอย่างนั้นแหละ ให้ตามทางนี้ อย่าปล่อยทางนี้แล้วจะเข้าถึงวัดเลย” พอเขาบอกอย่างนี้แล้ว เราก็ไป ไปทั้งมืดๆ ไปพอซุ่มซ่ามๆ เข้าไปในวัด จากนั้นก็ดูนั้นดูนี้มืดๆ จนไปเห็นศาลาหลังหนึ่ง ทําให้สงสัยนะ “เอ๊ ! นี่ ถ้าเป็นศาลาครูอาจารย์ขนาดนี้มันก็ดูว่าเล็กไปสักหน่อย” หมายถึง ศาลากรรมฐานนะ ถ้าว่าเป็นกุฏิก็จะใหญ่ไป กําลังดูอยู่อย่างนั้นแล้วก็เดินเซ่อซ่าๆ เข้าไป ท่านอาจารย์มั่นกําลังเดินจงกรมอยู่นี่น่า มันก็ไม่เห็น เอ้อ ! ท่านเดินจงกรมอยู่ข้างศาลา ท่านกั้นห้องศาลาพักอยู่นั่น พักจําวัดอยู่ที่ห้องศาลาเล็กๆนั่นนะ เราก็เดินซุ่มซ่ามๆ มองนั้นมองนี้ไปก็เราไม่เห็นนี่ มันกลางคืนแล้ว ท่านก็ยืนอยู่ใกล้ๆ นี้
เราดู พวกบาตร พวกกลดอะไรยังสะพายอยู่นั่น เราดูกลางคืน ไปยืนอยู่นั่น ท่านเดินจงกรมอยู่ข้างศาลาเงียบๆ มืดๆ ท่านถามว่า “ใครมานี่” “กระผม” โอ๋ย ! แผดออกมาเลยนะ“อันผมๆ นี้ ตั้งแต่คนหัวล้าน มันก็มีตรงที่มันไม่ล้าน” แย้งซิแย้งตรงไหน “มันมีผมตรงที่มันไม่ล้าน” เจ็บหมดเลยเอามาพูด พอท่านว่าอย่างนั้น เราก็เปลี่ยนปุ๊บปั๊บ “กระผม พระมหาบัว” “เอ้อ ! ก็ต้องอย่างนั้นซี” “นี่ผมๆ ตั้งแต่เด็กมันก็มีผม” เอาอีกนะ โอ๊ย ! ท่านแหย่เอาด้วยนะ เสียงลั่นไปเลย มันไม่มีที่แย้งนะ อันนี้ที่มันฝังลึกนะ คือแทนที่มันจะเป็นผลลบ ท่านขนาบปั๊วะๆโถ ! กลับเป็นผลบวกไปหมด ถึงใจๆ
นั่นล่ะ ท่านทราบว่า เราเป็นมหา ก็ตรงนั้นล่ะ ตั้งแต่นั้นมา เราไม่เคยแสดงกิริยามหาให้ท่านเห็นตลอดท่านล่วงลับไปเลยนะ ถ้าพูดถึงทางด้านปริยัติ ท่านจะทดลองเราทุกแบบเลยพ่อแม่ครูจารย์มั่นนะ เพราะกิริยาของมหาไม่มี ก็มุ่งต่อธรรมล้วนๆ แล้ว เรียน เราก็เรียนมาแล้วมากน้อยก็อยู่กับเรา ได้ผลประโยชน์มากน้อยก็อยู่กับเรา ส่วนภาคปฏิบัติ เราตั้งใจมาศึกษาอบรมกับครูบาอาจารย์ จิตใจเราก็พุ่งๆ ใส่ภาคปฏิบัติล่ะซิ
เสียงดังนะ ไม่ใช่ธรรมดา เสียงท่านเป็นเสียงกังวานด้วย เสียงของธรรมด้วย ไม่ใช่เสียงความโกรธ ความโมโหโทโส เป็นเสียงพลังของธรรมออกมา แต่ก่อนเราก็ไม่รู้ว่าเป็นเสียงธรรมหรือเสียงอะไร แผดไปเลย ถ้าจะกลัวก็กลัวเต็มเหนี่ยว แต่นี้มันไม่กลัวนะ มันไปจับเอาความจริงที่ท่านพูด ทําไมจึงจริงเอานักหนา มันก็ยิ่งเป็นผลบวกเข้าตะพึดตะพือนะ พูดตรงไหนหาที่ค้านไม่ได้ ทําไมท่านถึงพูดถูกต้องเอานักนะ เข้ากันกับเหตุเบื้องต้นที่เราถามพระชื่อ พระสีนวล เห็นไหมลืมเมื่อไร ถ้ามีเหตุแล้วไม่ลืมนะ เราไม่ลืม
พระเดินจงกรมอยู่ตามนั้นต่างองค์ต่างเงียบนะเดินจงกรม เหมือนไม่มีพระเลย เราเข้าไปเหมือนวัดร้าง พอเสียงท่านลั่นขึ้น พระอยู่ตามที่ต่างๆ ต่างองค์ก็รุมมา พอว่าอย่างนั้น เราก็เลยออกจากที่ไป จากนั้นท่านก็ขึ้นไปกุฏิ ศาลาหลังนั้นแหละเล็กๆ ท่านกําลังจะจุดตะเกียง ตะเกียงดอกบัวตูม โป๊ะเล็กๆ นั่นน่ะ กําลังจุด พระก็ปุ๊บปั๊บขึ้นมาจุดให้ท่าน เท่านั้นล่ะท่านใช้ เห็นไหมล่ะ ตะเกียงใช้อย่างนั้น เราจับทุกกระเบียดเลย…
ในบรรยากาศตอนคํ่าบริเวณหน้าศาลาที่ท่านพระอาจารย์มั่นพัก ท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่าอันวิเวกเงียบสงัด มีเพียงแสงตะเกียงไฟสลัวๆ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นนั่งลงแล้ว ท่านจึงคุกเข่าคลานเข้าไปกราบนมัสการองค์ท่านจริงๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตอย่างใกล้ชิด ท่านกราบด้วยความเคารพนอบน้อมอย่างลงใจทุกอย่าง และถือโอกาสกราบเรียน ขอน้อมมอบกายถวายชีวิต ถวายตัวเป็นลูกศิษย์เพื่ออยู่ศึกษาอบรม และกราบเรียนให้ท่านทราบถึงที่มาที่ไป พอให้ท่านได้รับทราบ ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นเอง ท่านย่อมรับทราบด้วยวิถีแห่งญาณภายในอันแจ่มชัดอยู่แล้ว และท่านก็เคยกล่าวเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้วกับหลวงปู่เจี๊ยะ ทั้งนี้เป็นไปตามความประสงค์ของทั้งศิษย์ที่มาขอศึกษาอบรม และของอาจารย์ที่ปรารถนาสร้างศาสนทายาทธรรม เป็นมรดกฝากไว้กับพระพุทธศาสนา เหตุการณ์ทุกอย่างจึงเสมือนดําเนินไปอย่างธรรมบันดาลจัดสรร
ในตอนนั้นท่านพระอาจารย์มั่นยังคงฟังอยู่นิ่งๆ ด้วยความมุ่งมั่นอยากจะมาศึกษาอยู่กับท่านเต็มเปี่ยมมานานหลายปีแล้ว ประกอบกับรู้สึกประทับใจในสติปัญญา และปฏิภาณอันรวดเร็วฉับไวของท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยความกลัวที่ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วย ทําให้ท่านเกิดความวิตกกังวลและครุ่นคิดอยู่ในใจว่า “ไม่อยากได้ยินเลยคําที่ว่า นี่ที่นี่เต็มแล้ว รับไม่ได้แล้ว กลัวว่าหัวอกมันจะแตก ถึงขนาดนั้น” เรายังไม่ลืมนะ คําพูดของท่าน คํานั้นเป็นสดๆ ร้อนๆ ว่า “นี่พอดีนะนี่เมื่อวานนี้ท่านเนตรไปจากนี้ แล้ววันนี้ท่านมหาก็มา ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้อยู่ กุฏิไม่ว่าง” นั่นฟังซิ ท่านพูด “อู๋ย ! มันเสียวซิจะตาย เข้าถึงหัวตับโน่นน่ะ ทั้งๆ ที่จะได้อยู่ อยู่นะ ฟังซิ”
ท่านพระอาจารย์มั่น แม้เมตตารับท่านไว้ในสํานักแล้วก็ตาม แต่คําพูดขององค์ท่าน ถึงกับทําให้องค์หลวงตาฯ รู้สึกหวาดหวั่นจนหัวใจเต้นระทึก หายใจไม่ทั่วท้อง เพราะกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้อยู่ศึกษาอบรมด้วย ท่านจดจําคําพูดขององค์ท่านในครั้งนั้นอย่างฝังใจ ไม่เคยลืม ท่านว่า “นี่ล่ะเป็นปฐมฤกษ์ที่เราไปหาท่านทีแรก ยิ้มแย้มแจ่มใสพออกพอใจ นี่ล่ะเป็นปฐมฤกษ์”
พระเณรก็เป็นตามขั้นตามภูมิอีก ผู้ที่ต้องการเด็ดที่สุด ก็หาที่เด็ดที่สุด เป็นอย่างนั้นนะเป็นขั้นๆ อย่างหลวงปู่มั่นนี้ท่านเด็ดที่สุด เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่รับพระเณรมาก พระต้องเป็นพระเอาจริงๆ ถึงจะอยู่กับท่านได้ สุ่มสี่สุ่มห้า ท่านไม่รับ ท่านสอนอย่างจริงจัง สอนอย่างแม่นยําๆไม่ผิด เรายกเทิดทูนบนศีรษะบนหัวใจเราตลอดมา คือ หลวงปู่มั่น
องค์หลวงปู่มั่นแก้ความสงสัยเรื่องมรรคผลนิพพาน
พอขึ้นศาลาแล้วเอาล่ะ ที่นี่เรียกว่าครั้งที่สองล่ะต่อไป “ท่านมาหาอะไร” ขึ้นเลย “มาหามรรคผลนิพพานเหรอ ชี้ไปเลยทางไหนๆ ต้นไม้ ภูเขา ดิน ฟ้า อากาศ ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไล่ไปหมดทั่วแดนโลกธาตุ ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน กิเลสแท้ มรรคผลนิพพานแท้อยู่ที่ใจ” นั่นท่านชี้ลงนี้ อยู่ที่ใจ ไม่อยู่ที่อื่น ความสุข ความทุกข์ทั้งหลายอยู่ที่ใจไล่เข้าไปนี้เลย มหาเหตุ คือ กิเลสอยู่ที่นั่น ไฟก็อยู่ที่นั่น ธรรมอยู่ที่นั่น เมื่อชําระได้แล้ว ธรรมก็แสดงความอัศจรรย์ขึ้นมา อยู่ด้วยกัน อยู่ที่ใจๆ นั่นล่ะ
แล้วพอใจเอามากจริงๆ นะ เหมือนว่าตัวพองเลย เพราะไปด้วยความตั้งใจจริงๆ เรื่องมุ่งต่อมรรคผลนิพพาน มุ่งอย่างเต็มหัวใจ จึงต้องเสาะแสวงหาครูอาจารย์ที่เป็นที่แน่ใจว่า ท่านแสดงออก มาเป็นที่แน่ใจแล้วว่า มรรคผลนิพพานมีอยู่ เราจะกราบท่านถวายตัวเป็นลูกศิษย์ลูกหาตลอดชีวิตทุกอย่างเลย จากนั้นเราก็จะเอาตายเข้าว่าเลย บําเพ็ญเพียรเพื่อมรรคผลนิพพาน จะไม่มีคําว่าถอย
นี่ล่ะท่านคงจะกางเรดาร์เอาไว้ดูความมุ่งมั่นของเรา ตาข่าย คือ พระญาณของท่านหยั่งทราบไว้หมดแล้ว พอไปท่านก็ไล่เบี้ยเลย ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ ไล่อย่างเข้มข้นนะ เหมือนว่ากางเรดาร์นั่นแหละ แล้วท่านก็ไล่เบี้ยขึ้นมาๆ ลงมาหาจิตตภาวนา “จิตตภาวนาเป็นที่จะบุกเบิกเพิกถอนสิ่งเลวร้ายทั้งหลายภายในจิตใจนี้ออกได้โดยสิ้นเชิง อย่างอื่นถอนไม่ได้ อย่างอื่นดับไม่ได้” ขึ้นเลย “มีธรรมเท่านั้นถอนได้ ดับได้ เอ้า ! ท่านเอาให้หนักทางจิตตภาวนานะ”เราไม่ลืม “เอาทางจิตตภาวนาอย่าถอย” พระพุทธเจ้าเปิดขึ้นด้วยจิตตภาวนา สาวกทั้งหลายเป็นสรณะของพวกเรานี้เปิดด้วยภาวนา เอ้า ! เปิด กิเลสอยู่ที่นี่ ธรรมอยู่ที่นี่ ไม่อยู่ที่อื่น อย่าไปหาให้เสียเวลํ่าเวลา ท่านใส่เปรี้ยงๆ ทางนี้ขึ้นเลยทันที
จากนั้นท่านก็ขยายออกไปว่า “นี่ก็อย่าว่าผมประมาทปริยัตินะ” ท่านให้แง่ไว้ทั้งสองแง่ก็เป็นความถูกต้องทั้งสองแง่เลย “นี่ท่านก็นับว่าเรียนมามากพอประมาณจนถึงเป็นมหา แต่อย่าว่าผมประมาทธรรมะพระพุทธเจ้านะ เวลานี้การศึกษาเล่าเรียนมามากน้อยยังไม่เป็นประโยชน์ ให้ท่านพักบูชาไว้ก่อน ให้ท่านเน้นหนักทางด้านจิตตภาวนา อย่างไรจิตจะสงบร่มเย็นลงไปด้วยจิตตภาวนาให้เร่งนี้ให้มาก ท่านอย่าไปสนใจกับทางปริยัติที่ท่านเรียนมามากน้อย เวลานี้ยังไม่เกิดประโยชน์ ถ้าไปสนใจนําปริยัติเข้ามาเกี่ยวข้องกันแล้ว มันจะมาคละเคล้ากัน แล้วเป็นข้าศึกต่อการเดิน การบําเพ็ญธรรมไม่สะดวก เวลานี้ให้ท่านพักไว้หมด ปริยัติที่ท่านเรียนมามากน้อยให้ท่านเน้นหนักทางด้านจิตตภาวนา” บอกชัดๆ อย่างนี้เลย “ท่านอย่าไปเป็นอารมณ์กับการศึกษาเล่าเรียนมามากมาน้อยนะ”
ไอ้เราก็เป็นคนตับเดียว พอว่าอย่างนั้น ก็ลงจุดนั้นเลยไม่ได้สนใจกับอะไร เอาตั้งแต่ภาคปฏิบัติขึ้นทางด้านจิตใจ ทีนี้ท่านบอกตอนท้ายอีกนะ “เวลานี้ปริยัติกับปฏิบัติ ปริยัติยังไม่เกิดประโยชน์ ถ้านําเข้ามาพิจารณาคละเคล้ากันกับภาคปฏิบัติแล้วจะเกิดความสับสนปนเป การก้าวเดินไม่สะดวก จึงต้องพักปริยัติไว้เสียก่อน เมื่อถึงกาลเวลา ภาคปฏิบัติ กับ ภาคปริยัติ จะวิ่งถึงกันแล้วเอาไว้ไม่อยู่ นี่สําคัญตรงนี้นะ เอาไว้ไม่อยู่” ท่านว่า “จะวิ่งถึงกันเลย”
นี้มันก็เป็นในเราเอง พอถึงภาควิปัสสนา ภาคปัญญา ภาคสมาธิมีกําลังแล้ว ออกทางภาคปัญญามุ่งฆ่ากิเลสที่นี่ แดนโลกธาตุนี้มันแคบไปนี่นะ เรื่องของปัญญาฆ่ากิเลส มันพุ่งๆ วิ่งใส่ปริยัติ ปริยัติกับปฏิบัติวิ่งประสานกันเอาไว้ไม่อยู่ไม่ผิดเลย มันวิ่งหาหลักหาเกณฑ์ หาพยาน ท่านบอกเอาไว้ไม่อยู่ ตรงแน่วเลย เราไม่ลืมนะ นี่ล่ะพอเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง ก็เพราะได้ยินได้ฟังจากท่าน จากนั้นก็เอาใหญ่เลย ดังที่เคยเล่าให้ฟัง พอใจเราได้อยู่กับท่าน พอใจตั้งแต่ต้นเลย อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ตั้งแต่ต้นจนวาระสุดท้าย ท่านหลุดมือไป ท่านนิพพานไปก่อน เอาไว้ไม่อยู่ ท่านล่วงไปก่อน เอาจนสุดท้ายการปฏิบัติท่าน
พอออกจากที่ท่านมา กลับไปยังไม่ถึงที่พัก เป็นยังไงทีนี้ถึงใจไหม ฟังอย่างถึงใจ หายสงสัย ทั้งๆ ที่กิเลสมีอยู่ในใจ แต่มรรคผลนิพพานนั้นหายสงสัยเลย ทีนี้มีแต่จะฟัดกันล่ะที่นี่ ทีนี้จะจริงไหม ได้ฟังธรรมะอย่างถึงใจจากพ่อแม่ครูจารย์มาแล้ว เป็นยังไงจะจริงไหม จริง ไม่จริงต้องตายเท่านั้น นั่นเห็นไหมล่ะ ไม่จริงตายเท่านั้น นั่นล่ะ ตั้งแต่บัดนั้นมา ฟัดกันเลยไม่ได้ถอย นิสัยอันนี้ มันนิสัยอะไรไม่รู้ล่ะ ถ้าเป็นทางโลก เขาเรียกว่า ผาดโผนโจนทะยาน ถ้าเป็นทางธรรม เรียกว่า เด็ดขาดเฉียบขาด มันก็พุ่งซิ
ตั้งแต่บัดนั้นมา เอาเป็นเอาตายเข้าว่าๆๆ เป็นเวลา ๙ ปี เราตกนรกทั้งเป็นนะ ได้รับความทุกข์ ความยากลําบากที่สุดในชีวิต อันนี้ชีวิตของพระ ย่นเข้าไปชีวิตของการภาวนา หนักมากที่สุดในชีวิตของเราที่เป็นนักบวช ตั้งแต่เป็นฆราวาสมา งานใดก็ตาม หนักขนาดไหนทิ้งได้เลย แต่งานจิตตภาวนาไม่มีทิ้ง มีแต่ฟัดกันตลอด ให้ตายอยู่บนเวทีเลยเชียว นั่นล่ะถึงได้หนักมาก
ตั้งสัจอธิษฐาน จะไม่หนีจากหลวงปู่มั่น
เรื่องกลัวๆ แต่เหตุผลนะสําคัญ กลัวขนาดไหนก็กลัวเถอะ กลัวท่าน กิเลสมันจะลากหนีเข้าใจไหม มันกลัวท่าน เรื่องกลัวนี่กลัวมากนะ กลัวพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาก แต่เหตุผลบังคับไว้จะไปไหน เราไม่ไป ลงได้มาพบครูบาอาจารย์ขนาดนี้แล้ว หาที่ต้องติไม่ได้เลย เราหาของดี หาครูหาอาจารย์ที่ดิบที่ดี พูดนี้หาที่ต้องติไม่ได้แล้ว เป็นคติเต็มทุกสัดทุกส่วน นี่ล่ะบังคับ มันกลัวท่าน มันอยากหนี อันหนึ่งหนีไม่ได้ บอกเลย บีบกันเลยเทียวนะ
ธรรมก็ลากเราไปตั้งแต่ต้นแล้วนี่ นี่ล่ะคืออาจารย์ของเรา นี่คือธรรมลากเราไป ธรรมนี้ก็มาทันที ไม่ไป ไปไหนก็ไม่ไป เราได้พิจารณาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้น เอาให้ถึงเหตุถึงผล จากนั้นก็ตั้งสัจอธิษฐาน ขอถวายตัวต่อท่านเลยให้เป็นครูเป็นอาจารย์ในจิตใจของเรานะ หากว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ตราบใดแล้ว เราจะไม่หนีจากท่าน เราจะอยู่กับท่านจนกระทั่งท่านจากไป มรณภาพไป หรือเราตายไปถึงจะจากท่าน นอกจากนั้นก็ขอไปเที่ยวเป็นกาล เป็นเวลาไปตามธรรมดา เพื่อประกอบความพากเพียร เร่งความเพียรจนเต็มเหนี่ยว แต่ถือท่านเป็นหลัก ไปที่ไหนต้องกลับมาหาท่าน ถือท่านเป็นถิ่นฐานบ้านเรือน เหมือนกับว่าบ้านเรือนอยู่กับท่าน เป็นพ่อเป็นแม่ประจําบ้านนั้นเลย เป็นอย่างนั้นตลอดนะเราเรื่อยมา นั่นล่ะ ถึงได้อยู่กับท่านมาเรื่อย เรื่องราวเป็นอย่างนั้น เบื้องต้นเวลาไปถึงแล้ว
ความฝัน เราก็ไม่ลืม ความฝันนี้ก็เคยเล่าให้หมู่เพื่อนฟังแล้ว แต่ก็รู้สึกว่า มันดูดดื่มพอให้พูดได้อีกเหมือนกัน ไปอยู่กับท่าน พอตั้งสัจอธิษฐานแล้วด้วยความลงใจของเรา เชื่อต่อท่านเต็มเม็ดเต็มหน่วยหาที่แย้งไม่ได้ ไม่ว่าท่านจะแสดงออกมาภายนอกภายในตรงกับหลักธรรมวินัยเป๋งๆ ไม่มีอ้อมค้อม จึงได้ปลงใจอธิษฐานว่าจะอยู่กับท่าน
หลวงปู่มั่นทํานายความฝันปฏิปทาการดําเนิน
ไปอยู่กับท่าน (หลวงปู่มั่น) ได้ประมาณสัก ๔ – ๕ คืนเท่านั้นกระมัง ความฝันนี้ ก็เป็นความฝันเรื่องอัศจรรย์เหมือนกัน ฝันว่าได้สะพายบาตรแบกกลดครองผ้าด้วยดีไปตามทางอันรกชัฏ สองฟากทางแยกไปไหนไม่ได้ มีแต่ขวากแต่หนามเต็มไปหมด นอกจากจะพยายามไปตามทางที่เป็นเพียงด่านๆ ไปอย่างนั้นแหละ รกรุงรัง หากพอรู้เงื่อน พอเป็นแถวทางไป พอไปถึงที่แห่งหนึ่งก็มีกอไผ่หนาๆ ล้มทับขวางทางไว้ หาทางไปไม่ได้ จะไปทางไหนก็ไปไม่ได้ มองดูสองฟากทางก็ไม่มีทางไป เอ ! นี่เราจะไปยังไงนา เสาะที่นั่น เสาะที่นี่ไป ก็เลยเห็นช่อง ช่องที่ทางเดินไปตรงนั้นแหละ เป็นช่องนิดหน่อยพอที่จะบึกบึนไปให้หลวมตัวกับบาตรลูกหนึ่งพอไปได้
เมื่อไม่มีทางไปจริงๆ ก็เปลื้องจีวรออก มันชัดขนาดนั้นนะความฝัน เหมือนเราไม่ได้ฝัน เปลื้องจีวรออกพับเก็บ อย่างที่เราพับเก็บเอามาวางนี้แล เอาบาตรออกจากบ่าเจ้าของก็คืบคลานไป แล้วก็ดึงสายบาตรไปด้วย กลดก็ดึงไปไว้ที่พอเอื้อมถึง พอบืนไปได้ก็ลากบาตรไปด้วย ลากกลดไปด้วย แล้วก็ดึงจีวรไปด้วย บืนไปอยู่อย่างนั้นแหละ ยากแสนยาก พยายามบึกบึนกันอยู่นั้นเป็นเวลานาน พอดีเจ้าของก็พ้นไปได้ เดี๋ยวก็ค่อยดึงบาตรไป บาตรก็พ้นไปได้ แล้วก็ดึงกลดไป กลดก็พ้นไปได้ พยายามดึงจีวรไป จีวรก็พ้นไปได้ พอพ้นไปได้หมดแล้วก็ครองผ้า มันชัดขนาดนั้นนะความฝัน ครองจีวรแล้วก็สะพายบาตร นึกในใจว่าเราไปได้ล่ะที่นี่ก็ไปตามด่านนั้นแหละ ทางรกมาก พอไปประมาณสัก ๑ เส้นเท่านั้น สะพายบาตร แบกกลด ครองจีวรไป
ตามองไปข้างหน้าเป็นที่เวิ้งว้างหมด คือ ข้างหน้ามันเป็นมหาสมุทร มองไปฝั่งโน้นไม่มี เห็นแต่ฝั่งที่เจ้าของยืนอยู่เท่านั้น และมองเห็นเกาะหนึ่งอยู่โน้นไกลมาก มองสุดสายตา พอมองเห็นเป็นเกาะดําๆ นี่แหละ นี่เราจะไปเกาะนั้น พอเดินลงไปฝั่งนั้น เรือไม่ทราบมาจากไหน เราก็ไม่ได้กําหนดว่าเรือยนต์ เรือแจว เรือพายอะไร เรือมาเทียบฝั่ง เราก็ขึ้นนั่งเรือ คนขับเรือเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา พอลงไปนั่งเรือแล้ว ก็เอาบาตร เอาอะไรลงวางบนเรือ เรือก็บึ่งพาไปโน้นเลยนะ โดยไม่ต้องบอก มันอะไรก็ไม่ทราบ บึ่งๆๆ ไปโน้นเลย ไม่รู้สึกว่ามีภัยมีอันตราย มีคลื่นอะไรทั้งนั้นแหละ ไปแบบเงียบๆ ครู่เดียวเท่านั้นก็ถึง เพราะเป็นความฝันนี่
พอไปถึงเกาะนั้นแล้ว เราก็ขนของออกจากเรือแล้วขึ้นบนฝั่ง เรือก็หายไปเลยไม่ได้พูดกันสักคําเดียวกับคนขับเรือ เราก็สะพายบาตรขึ้นไปบนเกาะนั้น พอปีนเขาขึ้นไปๆ ก็ไปเห็นท่านอาจารย์มั่นกําลังนั่งอยู่บนเขาบนเตียงเล็กๆ กําลังนั่งตําหมากจ๊อกๆ อยู่ พร้อมกับมองมาดูเราที่กําลังปีนเขาขึ้นไปหาท่าน “อ้าว ! ท่านมหามาได้ยังไงนี่ ทางสายนี้ใครมาได้เมื่อไหร่ ท่านมหามาได้ยังไงกัน” “กระผมนั่งเรือมา ขึ้นเรือมา” “โอ้โฮ ! ทางนี้มันมายากนา ใครๆ ไม่กล้าเสี่ยงตายมากันหรอก เอ้า ! ถ้าอย่างนั้นตําหมากให้หน่อย” ท่านก็ยื่นตะบันหมากให้ เราก็ตําจ๊อกๆๆ ได้๒ – ๓ จ๊อก เลยรู้สึกตัวตื่น แหม ! เสียใจมาก อยากจะฝันต่อไปอีกให้จบเรื่องก่อนค่อยตื่นก็ยังดี
พอตื่นเช้ามาก็เลยไปเล่าความฝันให้ท่านฟัง ท่านพูดทํานายได้ดีมาก “เอ้อ ! ที่ฝันนี้เป็นมงคลอย่างยิ่งแล้วนะ นี้เป็นแบบเป็นฉบับในปฏิปทาของท่านไม่เคลื่อนคลาดนะ ให้ท่านดําเนินตามปฏิปทาที่ท่านฝันนี้ เบื้องต้นจะยากลําบากที่สุดนะ” ท่านว่าอย่างนั้น “ท่านต้องเอาให้ดี ท่านอย่าท้อถอย เบื้องต้นนี้ลําบาก ดูท่านลอดกอไผ่มาทั้งกอ นั่นแหละลําบากมากตรงนั้น เอาให้ดีอย่าถอยหลังเป็นอันขาด พอพ้นจากนั้นไปแล้วก็เวิ้งว้าง ไปได้สบายจนถึงเกาะ” ท่านว่าอย่างนั้น อันนั้นไม่ยาก ตรงนี่ตรงยากนา
เราฟัง เราฟังจริงๆ นี่มันถึงใจๆ เป็นกับตายท่านอย่าถอยตรงนี้ ครั้งแรกนี้ยากที่สุด พอดีกับตอนจิตเจริญ จิตเสื่อม ตอนนั้นแหละมันยากจนจะเอาหัวฟาดใส่ภูเขาไปโน้นแน่ะ มันโมโห เจริญแล้วก็เสื่อมๆ ท่านก็แนะไว้อย่างนั้น พอพ้นจากนี้แล้ว ท่านจะไปด้วยความสะดวกสบายไม่มีอุปสรรคอันใดเลย มีเท่านั้นแหละ เบื้องต้นเอาให้ดีอย่าถอยนะ ท่านว่าอย่างนี้ ถ้าถอยตรงนี้ไปไม่ได้นะ เอ้า ! เป็นก็เป็นกัน ตายก็ตาย ฟาดมันให้ได้ตรงนี้น่ะ ในนิมิตบอกแล้วว่าไปได้นี่ มันจะยากแค่ไหน มันก็ไปได้นี่ อย่าถอยนะ จําได้ฝังใจ ดีใจพอใจ ถึงได้ดําเนินตามนั้นเรื่อยมา
คติเตือนใจจากฝัน “โรงเลี้ยงหมู”
ระยะที่ท่านเข้าอยู่ศึกษาใหม่ๆ ท่านรู้สึกเกรงกลัวหลวงปู่มั่นมาก อาจเป็นเพราะเหตุนี้เอง ทําให้วันหนึ่งในตอนกลางวัน หลังจากเอนกายลงพักผ่อนอิริยาบถได้ไม่นาน ก็เลยเคลิ้มหลับไป ขณะที่เคลิ้มหลับไปนั้นปรากฏว่า หลวงปู่มั่นมาดุเอาเสียยกใหญ่ว่า “ท่านมานอนเหมือนหมูอยู่ทําไมที่นี่ เพราะที่นี่มิใช่โรงเลี้ยงหมู ผมจึงไม่เสริมพระที่มาเรียนวิชาหมู เดี๋ยววัดนี้จะกลายเป็นโรงเลี้ยงหมูไป” เสียงของหลวงปู่มั่นในฝันนั้น เป็นเสียงตะโกนดุด่าขู่เข็ญให้ท่านกลัวเสียด้วย จึงทําให้ท่านสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความตระหนกตกใจ ท่านพยายามโผล่หน้าออกมาที่ประตูเพื่อมองหาหลวงปู่มั่น แต่ก็ไม่พบ ท่านเล่าความรู้สึกของท่านในตอนนั้นว่า “ทั้งตัวสั่นใจสั่นแทบเป็นบ้าไปในขณะนั้น เพราะปกติก็กลัวท่านแทบตั้งตัวไม่ติดอยู่แล้ว แต่บังคับตนอยู่กับท่านด้วยเหตุผลที่เห็นว่าชอบธรรมเท่านั้น แถมท่านยังนํายาปราบหมูมากรอกเข้าอีก นึกว่าสลบไปในเวลานั้น พอโผล่หน้าออกมา มองโน้นมองนี้ไม่เห็นท่านมายืนอยู่ตามที่ปรากฏ จึงค่อยมีลมหายใจขึ้นมาบ้าง”
พอได้โอกาสท่านจึงกราบเรียนเล่าถวาย หลวงปู่มั่นก็เมตตาแก้ให้เป็นอุบายปลอบโยนโดยอธิบายความฝันนั้นให้ฟังว่า “เรามาหาครูอาจารย์ใหม่ๆ ประกอบกับมีความระวังตั้งใจมาก เวลาหลับไป ทําให้คิดและฝันไปอย่างนั้นเอง ที่ท่านไปดุว่าเราเหมือนหมูนั้น เป็นอุบายของพระธรรม ท่านไปเตือนไม่ให้เรานําลัทธินิสัยของหมูมาใช้ในวงของพระและพระศาสนา โดยมากคนเราไม่ค่อยคํานึงถึงความเป็นมนุษย์ของตัวว่ามีคุณค่าเพียงไร เวลาอยากทําอะไร ทําตามใจชอบ ไม่คํานึงถึงความผิด ถูก ชั่ว ดี จึงเป็นมนุษย์เต็มภูมิได้ยาก พระธรรมท่านมาสั่งสอนดังที่ท่านปรากฏนั้นเป็นอุบายที่ชอบธรรมดีแล้ว จงนําไปเป็นคติเตือนใจตัวเอง เวลาเกิดความเกียจคร้านขึ้นมาจะได้นําอุบายนั้นมาใช้เตือนสติกําจัดมันออกไป
นิมิตเช่นนี้เป็นของดีหายาก ไม่ค่อยปรากฏแก่ใครง่ายๆ ผมชอบนิมิตทํานองนี้มาก เพราะจะพลอยได้สติเตือนตนมิให้ประมาทอยู่เนืองๆ ความเพียรจะได้เร่งรีบ ถ้าท่านมหานําอุบายที่พระธรรมท่านมาเทศน์ให้ฟังไปปฏิบัติอยู่เสมอๆ ใจท่านจะสงบได้เร็ว เรามาอยู่กับครูอาจารย์อย่ากลัวท่านเกินไป ใจจะเดือดร้อนนั่งนอนไม่เป็นสุข ผิดถูกประการใด ท่านจะสั่งสอนเราไปตามจารีตแห่งธรรม การกลัวท่านอย่างไม่มีเหตุผลนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย จงกลัวบาปกลัวกรรมที่จะนําทุกข์มาเผาลนตนให้มากกว่ากลัวอาจารย์ ผมเองมิได้เตรียมรับหมู่คณะไว้เพื่อดุด่าเฆี่ยนตีโดยไม่มีเหตุผลที่ควร”
แอบฟังหลวงปู่มั่นสวดมนต์ – ท่านทราบจิตเราไหมหนอ
เวลาไปพบไปเห็นท่านทีแรก โอ๋ย ! ตัวสั่นนั่นแหละ ตาท่านเหลือบมาพับเท่านั้น มันก็อยากจะหงายไปแล้ว ตาท่านสําคัญมากนะ ตามีอํานาจด้วย เสียงก็มีอํานาจ พูดออกมานี้แหลมคม ไม่ขนาดนั้นกิเลสก็ไม่หมอบจะว่ายังไง เวลาท่านมาสอนใครๆ ท่านก็สอนอย่างนั้น ผมเคยพยายามสืบเสาะถามเรื่องราวของท่าน ตั้งแต่ท่านเป็นมาทีแรกเป็นยังไง อู๋ย ! เก่งกว่านี้หลายเท่า อันนี้อย่าว่าท่านดุ ท่านด่าเลย ท่านลดลงเยอะ ว่างั้น ผู้ไปอยู่กับท่านแต่ก่อนๆ เมื่อท่านยังหนุ่มยังแน่นนั้น ท่านจริงท่านจังทุกอย่าง พระเณรนี้นิสัยมีท่าไม่ดี ท่านไล่หนีเลย เอาจริงเอาจัง
ท่านสวดมากจริงๆ หลวงปู่มั่น สวดมนต์ โหย ! เก่ง ที่เราไม่ลืม โอ๋ย ! พูดแล้วยังสยดสยองนะ แอบเข้าไป คือ เซ่อๆ คนหนึ่งจอมปราชญ์สวดมนต์ภาวนา เราก็เดินจงกรมอยู่ข้างนอกเงียบๆ นะ ท่านอยู่ในศาลา กุฏิเราอยู่อย่างนั้น ตอนกลางคืนเราก็เดินจงกรม ฟังเสียงท่านสวดมนต์พุมๆๆ อยู่ในห้อง นี่เราก็เรียนมาเหมือนกันสวดมนต์ คิดดูซิ ฉบับหลวงเกือบหมด เรียนสวดมนต์นะ แต่นี่พูดตั้งแต่ก่อนนะ เดี๋ยวนี้ลืมหมดไม่มีอะไรเหลือ ท่านสวดมนต์พุมๆ
เอ๊ ! นี่ท่านสวดอะไรน้า ท่านสวดสูตรไหนๆ จะคอยไปฟัง ค่อยด้อมๆ เข้าไป พอเข้าไปจวนจะถึงห้องท่าน ท่านหายเงียบเลย เราก็จ่อฟัง เห็นไม่ได้การแล้วถอยออกมาไปเดินจงกรมสักเดี๋ยวพุมๆ ก็ด้อมเข้ามาอีก ไม่ได้ความเลยว่าท่านสวดสูตรไหนนะ พอมาครั้งที่ ๒ ก็ยังไม่รู้ตัวนะ เข้ามาแล้วเงียบเลย เอ๊ ! ยังไงนี่ แล้วถอยออกไป ครั้งที่ ๓ รู้ตัวนะ โอ๋ย ! เวลารู้ตัว ตัวสั่นเลยเชียวนะ ครั้งที่ ๓ เข้าไปอีก ท่านเงียบอีก เงียบก็จ่อคอยฟังท่านจะสวดสูตรไหน มาระลึกได้ เอ๊ ! นี่ไม่ใช่ท่านรู้เราแล้วเหรอ โอ๋ย ! เผ่นเลยนะ เผ่นออกไปเลยเชียว ทีนี้ไม่ทราบว่าเข็ดหรือหลาบ ไม่ไปเลย ท่านก็สวดของท่านไปเรื่อย เราก็เดินจงกรม
ทีนี้จะคอยจับพิรุธท่านตอนเช้า พอไปเปิดประตู เราก็เข้าเอาของไปเก็บ เอาบริขารท่านออกมา เช่น บาตร กานํ้าบ้าง อะไรบ้างอย่างนี้ บริขารท่านออกมา ปรกติเราไปที่ไหนมักจะเป็นอย่างนั้นเรื่องการข้อวัตรปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ รู้สึกมันจะออกหน้าๆ ไม่ว่าอยู่กับครูบาอาจารย์องค์ใดเป็นอย่างนั้น นี่กับหลวงปู่มั่นเราก็เป็น พอเปิดประตูมา เราคอยสังเกตท่านเป็นยังไง อู๊ย ! น่ากลัวยังใจหายอยู่เดี๋ยวนี้นะ พอเปิดประตูมานี้ แต่ก่อนพอเปิดแล้วท่านจะออกนะ วันนั้นพอเปิดแล้วท่านอยู่ประตู ท่านจ้องเรา นี่แหละตัวสําคัญเมื่อคืนนี้ คงว่าอย่างนั้น แต่ท่านไม่พูดนะ ทางนี้มันตัวสั่นแล้ว เปิดประตูออกมาแล้วยืนจ้อ ดูอยู่อย่างนี้ โถ ! ตัวนี้ล่ะ ตัวสําคัญเมื่อคืนนี้ คงว่าอย่างนั้น เราก็หมอบเลย ยอมรับเลย ท่านดูจริงๆ รู้จริงๆ พอสักเดี๋ยวท่านก็ถอยมาปุ๊บเข้าไป ตั้งแต่วันนั้นไม่ทําอีกเลยนะ หากจับได้เรื่องที่ว่านี่ เข้าถึง ๓ ครั้งถึงรู้ตัวนะ ครั้งที่ ๓ เป็นครั้งที่รู้ตัว
ท่านสวดมนต์นาน จากนั้นก็เงียบเลย ท่านภาวนา ท่านไม่เกี่ยวข้องกับใคร นี่ล่ะธรรมแท้ไม่ยุ่งกับใคร อยู่ที่ไหนสบาย อารมณ์ คือ ความรู้ที่บริสุทธิ์อันเดียว ใจที่บริสุทธิ์ไม่มีอะไรเจือปนใจดวงนั้น สวดมนต์เก่งหลวงปู่มั่นนะ เสียงพุมๆๆ คือ สวดมนต์ “โอ๊ย ! ก็พระอรหันต์สวดมนต์วะ” พูดตรงๆ อย่างนี้ล่ะ อะไรมันก็เป็นธรรมหมดแล้ว ทุกอย่างเป็นธรรมหมด ท่านสวดมนต์เก่งจริงๆ นะ
องค์หลวงตาฯ ท่านจะได้ยินเสียงหลวงปู่มั่นทําวัตรสวดมนต์เบาๆ ทุกคืน เป็นเวลานานๆ ท่านสวดบทยาวๆ โดยจําได้อย่างแม่นยํา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มหาสมัยสูตร เป็นต้น จากนั้นท่านก็นั่งสมาธิต่อไปจนถึงเวลาจําวัด ถ้าวันที่มีประชุมจะได้ยินเสียงตอนหลังเลิกประชุมแล้วทุกคืนเช่นเดียวกับคืนที่ท่านสวดมนต์ตั้งแต่หัวคํ่า วันเช่นนั้นท่านต้องเลื่อนการจําวัดไปพักเอาตอนดึกสงัด กล่าวถึงความเข้มข้นในการสั่งสอนพระศิษย์ของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น
อีกเหตุการณ์หนึ่ง องค์หลวงตาฯ จิตของท่านเคยคิดไปว่า หลวงปู่มั่นจะสามารถทราบวาระจิตของท่านได้ไหมหนอ จากนั้นไม่นานท่านได้ขึ้นไปกราบพระประธานที่ศาลา เห็นหลวงปู่มั่นกําลังเย็บผ้าอยู่ จึงได้คลานเข้าไปเพื่อจะกราบขอโอกาสช่วยเย็บให้ ขณะนั้นเองหลวงปู่มั่นแสดงอาการแปลกกว่าทุกครั้งที่เคยเป็นมา โดยจ้องมองมาที่ท่านอย่างดุๆ พร้อมกับปัดมือห้าม แล้วพูดขึ้นว่า “หืย ! อย่ามายุ่ง” ในตอนนั้นท่านคิดในใจว่า “โอ้ย ! ตาย กูตาย”
และหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง หลวงปู่มั่นก็กล่าวต่อว่า “ธรรมดาการภาวนากรรมฐานก็ต้องดูหัวใจตัวเอง ดูหัวใจตัวเองมันคิดเรื่องอะไรๆ ก็ต้องดูหัวใจตัวเองสิผู้ภาวนา อันนี้จะให้คนอื่นมาดูให้รู้ให้ กรรมฐานบ้าอะไร” จึงเป็นอันรู้เหตุรู้ผลชัดเจนทันทีว่า ที่หลวงปู่มั่นแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ ก็เพราะความคิดสงสัยของท่านนั่นเอง ท่านถึงกับหมอบราบในใจอย่างสุดซึ้งว่า “ยอมแล้วๆ คราวนี้ขออ่อนขอยอมแล้ว” หลังจากนั้นท่านจึงกราบขอโอกาสเข้าช่วยเย็บผ้าอีกครั้ง ซึ่งองค์ท่านก็ไม่ได้ดุหรือห้ามอะไรอีก เพราะทราบดีว่า ลูกศิษย์ผู้นี้ได้ยอมแล้วอย่างสนิทใจ
พ.ศ. ๒๔๘๕ จําพรรษา ๙ ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ฝึกฝนฟังธรรมภาคปฏิบัติ
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เมื่อเข้าพรรษา องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น เป็นปีแรก ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก (วัดป่าวิสุทธิธรรม) ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ในพรรษานี้มีพระ ๙ รูป เณร ๒ รูป มี หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ฯลฯ อยู่ร่วมจําพรรษา หลวงปู่มั่นท่านพาพระเณรจําพรรษาด้วยความผาสุกทั้งทางกายและจิตใจ ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วยตลอดพรรษา ท่านเล่าถึงความรู้สึกในครั้งนั้นว่า
“ท่านพระอาจารย์มั่นได้เมตตารับเราไว้แบบท่อนซุงทั้งท่อน ไม่เป็นท่าเป็นทางอะไรเลย อยู่กับท่านแบบทัพพีไม่รู้รสแกง คิดแล้วน่าอับอายขายหน้าที่พระซุงทั้งท่อนไปอยู่กับท่านผู้ฉลาดปราดเปรื่องเลื่องลือระบือทั่วทั้งจักรวาลเบื้องบนเบื้องล่าง
หลวงปู่มั่นเทศน์นี้มีนํ้าหนักมากทีเดียว คือ ผู้ฟังนี้เพลินตลอด ไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดแต่อย่างใดเลยว่า ท่านเทศน์นานไปอย่างนี้ ไม่มี ทั้งๆ ที่ท่านเทศน์ ในสมัยที่เราไปอยู่กับท่านนี้ ท่านเทศน์ถึง ๔ ชั่วโมง แล้วก็ลดลงมา ๓ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง แล้วหยุดเทศน์ ท่านเทศน์เรียกว่าไหลไปเลยนะ ไม่มีอึ๊ๆ อ๊ะๆ อะไรไม่มี เพราะธรรมะเต็มหัวใจ พอไขก๊อกเท่านั้น มันก็ไหลออกมาเลยเรื่อยๆ ผู้ฟังก็เพลินๆ เพลินเป็นลําดับลําดานะ ที่จะว่าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการฟังเทศน์นี้ดูอาการของพระทั้งหลายรู้สึกจะไม่มี องค์ไหนก็จดจ่อต่อการฟังเทศน์ของท่าน เช่นอย่างในพรรษา ๗ วัน ท่านประชุมเทศน์ทีหนึ่ง พอถึงวันเทศน์นั้นอากัปกิริยาหน้าตาของพระทั้งหลายนี้รู้สึกยิ้มแย้มแจ่มใสว่าจะได้ฟังเทศน์วันนี้ แม้องค์ท่านเองก็รู้สึกเพลิดเพลินไปด้วยในการแสดงธรรมแก่พระเณรแต่ละครั้ง ท่านแสดงอย่างถึงเหตุถึงผลและถึงใจผู้ฟังซึ่งมุ่งมั่นต่ออรรถธรรมจริงๆ
ขณะที่ฟังท่านแสดง ทําให้จิตประหวัดถึงครั้งพุทธกาลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงแก่ภิกษุบริษัทโดยเฉพาะเป็นที่แน่ใจว่า พระองค์ทรงหยิบยกเอาแต่ธรรมมหาสมบัติ คือ มรรคผลนิพพานออกแสดงล้วนๆ ไม่มีธรรมอื่นแอบแฝงอยู่ในขณะนั้นเลย
การฟังธรรมที่ท่านแสดงทางภาคปฏิบัติ เช่น แสดงเรื่องสมาธิ และปัญญาขั้นใดก็ตาม จิตรู้สึกว่าคล้อยตามไปโดยลําดับ เคลิบเคลิ้มเพลิดเพลินอะไรพูดไม่ถูก ซึ้งจนลืมเวลํ่าเวลา มีแต่ความรู้สึกกับธรรมที่สัมผัสกัน เกิดความเข้าใจทุกขณะๆ ที่ท่านแสดงไป ซึ่งเป็นการซักฟอกจิตใจไปในตัวและกล่อมจิตให้สงบเย็นไปด้วย ถ้าจิตกําลังอยู่ในขั้นจะควรสงบ ธรรมก็กล่อมให้มีความสงบ จิตกําลังก้าวทางด้านปัญญา ก็เหมือนกับธรรมนั้นขัดเกลาซักฟอก บุกเบิกทางเดินให้จิตก้าวไปตามด้วยความสะดวก เวลาฟังเทศน์ จึงเหมือนกับเอานํ้าที่สะอาดมาชะล้างสิ่งสกปรกที่อยู่ภายในจิตใจให้ผ่องใสขึ้นโดยลําดับ เห็นผลประจักษ์ในขณะฟัง จิตยิ่งมีความรักความชอบในการฟัง และมีความจดจ่อต่อเนื่องกันไปไม่ขาดวรรคขาดตอน กระทั่งฟังเทศน์จบลง จิตยังอยากได้ยินได้ฟังอยู่โดยสมํ่าเสมอทุกวันเสียด้วย นอกจากนั้นยังอยากจะฟังคําอธิบายธรรมในแง่ต่างๆ ไปตามโอกาสที่ท่านว่างอีกด้วย
กรุณาคิดดู จิตดวงเดียวนี่แหละ ขนาดที่ฟังไม่รู้เรื่องก็มี นี่เคยเป็นมาแล้ว จึงขอเรียนเรื่องความโง่ของตนให้ท่านทั้งหลายฟัง ขณะที่ไปหาท่านอาจารย์มั่นทีแรก ได้ฟังท่านเทศน์เรื่องสมาธิเรื่องปัญญา ไม่ว่าขั้นไหนไม่รู้เรื่องเลย เหมือนกับร้องเพลงให้ควายฟังนั่นแล แต่ดีอย่างหนึ่งที่ไม่เคยตําหนิติเตียนท่านว่า ท่านเทศน์ไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ย้อนกลับมาตําหนิเจ้าของว่า นี่เห็นไหม ท่านอาจารย์มั่นชื่อเสียงท่านโด่งดัง กิตติศัพท์ กิตติคุณท่านลือกระฉ่อนไปทั่วโลกมาเป็นเวลานานตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก เรามีความพอใจที่จะได้พบ ได้เห็น ได้ฟังโอวาทของท่าน ทีนี้เราได้มาฟังแล้วไม่เข้าใจ เราอย่าเข้าใจว่า เราฉลาดเลย นี่เราโง่แค่ไหน รู้หรือยังทีนี้
เราเคยฟังเทศน์ทางด้านปริยัติ ฟังจนกระทั่งเทศน์ของสมเด็จ เราเข้าใจไปหมด แต่เวลามาฟังเทศน์ท่านอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นองค์ประเสริฐทั้งภาคปฏิบัติและจิตใจ แต่ไม่เข้าใจ เราเชื่อแล้วว่าท่านเป็นพระประเสริฐที่ปรากฏชื่อเสียงมานานถึงขนาดนั้น เรายังไม่เข้าใจ นี่เห็นแล้วหรือยัง ความโง่ของเรา เราหาบ “ความโง่” เต็มตัวมาหาท่าน ความฉลาดนิดหนึ่งไม่มี จึงไม่สามารถเข้าใจอรรถธรรมของท่านที่แสดงอย่างลึกซึ้ง ดังที่พระทั้งหลายซึ่งอยู่กับท่านมานานแล้ว เล่าให้ฟังว่า “แหม ! วันนี้ท่านแสดงธรรมลึกซึ้งมาก ฟังแล้วซาบซึ้งบอกไม่ถูก” ดังนี้ แต่เรามันลึกซึ้งที่ไหน มันไม่ซึ้ง จึงไม่เข้าใจ นี่เราโง่ไหม? ทราบหรือยังว่าตัวโง่ อันเป็นคําตําหนิเจ้าของ ดีอย่างหนึ่งที่ไม่ไปตําหนิท่าน แล้วกอบโกยเอาบาปกรรมเข้ามาทับเข้าไปอีก ทั้งๆ ที่ก็หนักอยู่แล้ว
ครั้นฟังท่านไปนานๆ เราก็ปฏิบัติไปทุกวี่ทุกวันทุกเวลา ฟังเทศน์ท่านค่อยเข้าใจ จิตค่อยได้รับความสงบเย็นเข้าไปๆ เป็นลําดับ ทีนี้รู้สึกว่าเริ่มค่อยซึ้ง เพราะฟังธรรมเทศนาของท่านก็เข้าใจ พูดถึงเรื่องสมาธิแล้ว “แจ๋ว” ภายในจิตใจ จากนั้นก็เริ่มเข้าใจโดยลําดับๆ ซาบซึ้งโดยลําดับๆ เลยกลายเป็น คนหูสูงไป ! สูงยังไง? คือนอกจากท่านแล้ว ไม่อยากฟังเทศน์ของใครเลย เพราะเทศน์ไม่ถูกจุดที่ต้องการ เทศน์ไม่ถูกจุดของกิเลสที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ นั่น ! เทศน์ไม่ถูกจุดของสติปัญญา ซึ่งเป็นธรรมแก้กิเลส เทศน์ไม่ถูกจุดแห่งมรรคผลนิพพาน นั่น ! เพราะความซึ้ง ความเชื่อ เหตุที่จะเชื่อจะซึ้ง ก็เพราะเห็นเหตุเห็นผล ปรากฏภายในใจของตนในขณะที่ฟังโดยลําดับๆ นั้นแล”
ศิษย์อาจารย์เหมือนพ่อกับลูก
พ่อแม่ครูจารย์มั่นรักท่านมากนะ รักอาจารย์เจี๊ยะ เหมือนพ่อกับลูกเลย เหมือนเราอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น โอ๋ย ! ผมมาพิจารณาเทียบกันได้สัดส่วนเลยนะ อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นทีแรกกลัวตัวสั่น ท่านดุ เฉพาะอย่างยิ่งท่านเจี๊ยะนี่ล่ะ ท่านขนาบเอา เราไปอยู่ใหม่ๆ กลัวจนตัวสั่น อาจารย์เจี๊ยะ ท่านเป็นนิสัยอย่างนั้น เคยอยู่กับท่านมาตั้งแต่อยู่เชียงใหม่โน่นน่ะ เหมือนพ่อกับลูกนะอาจารย์เจี๊ยะ ท่านสนิทกันขนาดนั้นล่ะ เมตตาขนาดนั้นล่ะ เราไปทีแรก โหย ! ตัวสั่นเลยครั้นอยู่ไปๆ ฟังไปๆ ดูไปๆ ดุเท่าไร อ้าว ! ธรรมะยิ่งออกตอนดุๆ มันฟังแล้วก็ปรับใจตลอด ปรับใจเจ้าของเข้าไปเรื่อยๆ มันก็รับกันไปเรื่อยๆ ทีนี้ โอ๋ย ! ถ้าท่านไม่ดุ ไม่สบาย เห็นไหมล่ะ ถ้าได้ยินเสียงเปรี้ยงปร้างล่ะ เอาล่ะที่นี่ฝนตก เห็นไหม
ท่านเอาจริงเอาจังนะท่านเจี๊ยะ นิสัยท่านเด็ด ตรงไปตรงมา กับพ่อแม่ครูจารย์ควรค้านที่ไหน ท่านซัดกับพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ว้ากๆ เลยนะ เราอยู่นั้น เราก็ฟัง ไม่พอ ๒ – ๓ ประโยค เดี๋ยวเงียบเลย แสดงว่าหน้าผากแตกแล้ว หงายลงไป สู้พ่อแม่ครูจารย์มั่นไม่ได้ เสียงว้ากวี้กๆเอากัน เดี๋ยวเงียบ ตอนนั้นเราเดินจงกรมอยู่ในป่าที่มันชัดเจนมากนะ เสียงว้ากวี้กๆ สององค์เท่านั้นแหละ ท่านเย็บผ้าปะผ้าอยู่ด้วยกัน สักเดี๋ยวเสียงว้ากวี้กๆ มันยังไงกันน้า เราตัวสั่นอยู่ข้างในมันกลัว ทางนั้นยังซัดกันอยู่ พอเงียบแล้ว เราก็เลยด้อมๆ ออกมา ท่านกําลังเก็บอะไรๆ พอเสร็จแล้วอาจารย์เจี๊ยะก็ลงมา ท่าน (หลวงปู่มั่น) ก็เข้าห้อง ตอนสิบโมงเช้าแหละ
“เป็นยังไงตะกี้นี้ เสียงอะไรว้ากวี้กๆ ท่านดุอะไร ท่านว่าอะไร” “ท่านดุผม” ว่างั้น “แล้วดุอะไร” “ก็ผมเย็บผ้าผิด ท่านก็ดุล่ะซี” ยอมรับนะ ก็ผมเย็บผ้าผิด ท่านก็ดุล่ะซี เขกเอาบ้างล่ะซิ ไม่ได้ว่าตัวเองดีนะ ท่านก็เขกเอาบ้างล่ะซิ พูดด้วยความพอใจ พูดด้วยความเคารพท่าน อย่างนั้นล่ะ อาจารย์เจี๊ยะนิสัยเด็ด.. เราสังเกตดู เราไปอยู่ใหม่ๆ ท่านอาจารย์เจี๊ยะอยู่ก่อนเราแล้วนี่ อะไรก็ตาม เอะอะๆ อะไรๆ ท่านพระอาจารย์จะดุอาจารย์เจี๊ยะนี้ก่อน ทางนั้นก็ไม่ถอยนี่ ซัดกันเลยซัดทีไรอาจารย์เจี๊ยะหน้าผากแตกทุกที สู้ท่านไม่ได้ ก็ท่านเป็นอาจารย์ฉลาดแหลมคม ในสมัยปัจจุบันใครจะเหมือนพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น
เทพบันดาล
หลวงปู่มั่นนี่ทําให้เราคิดไม่รู้กี่ครั้งกี่หนล่ะ เหมือนว่าเทพคอยแทรกอยู่ตลอด คอยรับทราบความเคลื่อนไหวของท่านภายในจิตใจนี่ อย่างไปอยู่กับท่านทีแรก ผ่านวิสาขบูชาแล้ว เราก็ไป ทีนี้วันเข้าพรรษานั้นเลยล่ะ ปีนั้นผ้าหายากนี่ พ.ศ. ๒๔๘๕ สงครามญี่ปุ่นกําลัง… พวกผ้าไม่มี อดอยาก ปีนั้นก็มีพระ ๙ เณร ๒ อยู่จําพรรษาบ้านโคกนามนด้วยกัน ปีนั้นเป็นปีแรกที่เราจําพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น
ทีนี้ก็แจกผ้า พระก็กลัว ท่านจะเอามาแจกหมด ความหมาย ผ้าที่เขาเอามาถวายแล้วกองเอาไว้นั้นนะ พระท่านก็เลยแยกจากนั้นไป เอาไปไว้ในห้องท่านผืนหนึ่งเป็นผ้าอาบนํ้า ผ้าขาวนี่ล่ะพอดีท่านเข้าไปข้างใน ท่านก็ไปเห็น ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แจก กําลังจะแจกแล้ว ฉันจังหันเสร็จแล้วก็จะแจกผ้า ท่านเข้าไปในห้องของท่าน ซึ่งก็คือศาลากั้นห้องไว้ “ใครเอาผ้ามาวางไว้นี้” ท่านว่างั้น “เอามาวางไว้ทําไม เรากําลังจะแจกพระอยู่นี่” พอว่างั้นแล้วก็เข้าไปทําธุระของท่าน เสร็จแล้วท่านก็ออกมา แล้วก็แจกๆ จนหมด เพราะผ้านี้มีไม่ครบพระนะ ดูเหมือนขาดอยู่ผืนเดียว ท่านก็เลยไปคว้าของท่านมา ถ้าเอาผืนของท่านมาแล้วก็จะพอ แต่มันขาดท่าน พระทั้งหลายก็พูดขึ้น
ท่านอาจารย์กงมา วัดดอยธรรมเจดีย์นี้เอง “ก็อันนั้นสําหรับแจกท่านอาจารย์ต่างหากนี่เอามาทําไม” ท่านอาจารย์กงมา ท่านเป็นคนตรงไปตรงมา พูดอาจหาญมากนะ “ขาดก็ขาดไปซิจะเป็นอะไรไป ขอให้ครูบาอาจารย์ได้เถอะ องค์ไหนก็เป็นที่พอใจ” ท่านว่างั้นนะ “องค์ไหนไม่มีความเดือดร้อนเสียใจ ได้ไม่ได้ไม่สําคัญ ขอให้ครูบาอาจารย์ได้เถอะ” ท่าน (หลวงปู่มั่น) ก็พูดมีเหตุผลนี่ “โอ๊ย ! เรามันเป็นผู้ใหญ่ เมื่อไรมันก็ได้” ท่านว่าอย่างนี้นะ แน่ะฟังซิ ผู้ใหญ่ตอบ “ก็เราเป็นผู้ใหญ่ ผู้น้อยมันไม่ค่อยได้นะ ผู้ใหญ่ได้อยู่เรื่อยๆ อะไรๆ ก็ได้ ใครเอามาๆ ก็ให้แต่ผู้ใหญ่แหละ” ท่านไม่ยอมเอากลับมา “เอาล่ะบุญมีหากได้เองแหละ” ท่านว่างี้ คําพูดนี้เราก็จับปุ๊บไว้เลยนะ บุญมีหากได้เองแหละ…
ในที่สุดโยมอุปัฏฐากของหลวงปู่มั่น ก็จ้างคนขี้ยาสูบฝิ่นสะพายผ้าด้ายดิบอย่างดีจํานวน ๑๑ ผืน เดินจากสกลนคร เข้ามาถวายหลวงปู่มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านโคกนามน ระยะทางไกลถึง ๒๓ กิโลเมตร เหมือนกับเทพบันดาล ดังนี้
“เวลาเอาผ้าเข้าไป แกก็เล่าเรื่องให้ฟัง เพราะคํ่าแล้วนี่นะ เขาสั่งว่าไปนี้ให้รีบเอาไปถวายท่านเลยนะ ไม่ให้รอ เจ้าของทานเขาสั่งมา พอไปถึงแล้วรีบเอาไปถวายท่านเสียก่อน แกจึงได้ไป กําลังเริ่มจะมืด เราจึงถามว่าไปสกลฯ เมื่อไร ผมไปเมื่อเช้านี้ แล้วทําไมจึงได้ผ้ามา แกเลยเล่าเรื่องให้ฟัง นี่เหตุที่เราจะรู้ ก็เหมือนกับว่าเทวดาบันดลบันดาลนะ แปลกอยู่ หลายอย่างเราไม่เอามาพูดมากล่ะ เอาแต่ว่าเทพบันดลบันดาล เทพเนรมิตแค่นี้ก็พอแล้วแหละ เรื่องเหล่านี้เคยมีมาดั้งเดิมไม่ใช่มีมาเมื่อวานนี้หรือวานซืนนี้ อะไรก็ตามถ้าครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ พูดอะไรแปลกๆ”
ครูบาอาจารย์สําคัญมาก หลวงปู่มั่นเป็นอาจารย์ชั้นเอก
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านออกปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน เพราะการปฏิบัติในธรรมทุกขั้น ทุกอริยภูมิ ติดและหลงได้ จึงจําเป็นต้องพึ่งครูบาอาจารย์ที่รู้จริง ดังองค์หลวงตาฯ กว่าจะบรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านติดและหลงมาโดยตลอด นับตั้งแต่เริ่มออกปฏิบัติก็จิตเสื่อม หลวงปู่มั่นท่านก็เมตตาชี้แนะให้โดยตลอด จนกล่าวได้ว่า หากไม่มีพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นในวันนั้น ก็ไม่มีองค์หลวงตาพระมหาบัวในวันนี้ ท่านจึงยกย่องเทิดทูนบูชาหลวงปู่มั่นอย่างสุดหัวใจ ดังนี้
“เรื่องกรรมฐานนี่สําคัญอยู่ที่ครูอาจารย์เป็นผู้นํา นี่สําคัญมาก นําผิดๆ ถูกๆ ไปมากต่อมากนะ ไม่ค่อยจะนําไปตามแถวทางที่พระพุทธเจ้าสอน นําเคลือบๆ แฝงๆ ออกไปนอกลู่นอกทาง สุดท้ายก็กิเลสลากไป เลยกลายเป็นกิเลสนําไปเสียไม่รู้
ครูอาจารย์สําคัญมาก ที่คอยให้คําแนะนําตักเตือนสั่งสอนทางด้านจิตตภาวนา ส่วนคัมภีร์วินัย เราก็เห็นทุกคน ปฏิบัติตามนั้นแล้วก็ไม่มีข้อสงสัย แต่เรื่องของใจนี้ละเอียดลออมาก จึงต้องอาศัยครูอาจารย์แนะ ครูอาจารย์ถ้าไม่ชํานิชํานาญ ไม่เชี่ยวชาญทางด้านจิตใจมาแล้วก็สอนผิดๆ พลาดๆ ไปอีก จึงว่าสําคัญสําหรับครูอาจารย์ที่จะแนะจะบอก
เพราะจิตนี่พิสดารมากนะ เวลาเราภาวนาเข้าไป แต่ไม่พิสดารกว้างขวางไปเสียทุกองค์นะ หากกว้างขวาง ถ้าพูดถึงเรื่องกว้างขวาง แต่องค์ที่เลิศเลอเข้าไปอีกยังมี ผู้เด่นกว่ากันยังมี จึงบอกว่ามันเป็นไปตามรายๆ ผู้กว้างขวางลึกซึ้งมากก็มี ผู้หย่อนลงมากว่านั้นก็มี แต่ยังไงก็ต้องแสดงความกว้างขวางของตนจนได้แหละ อํานาจของจิต เวลาภาวนาเข้าไป สิ่งไม่รู้ มันรู้มันเห็นนี่ แล้วเห็นสิ่งนี้จะปฏิบัติยังไง ถ้ามีครูมีอาจารย์ท่านแนะ เป็นอย่างนั้น แนะให้ปฏิบัติอย่างนั้น นั่นผ่านไปได้ๆ
นี่เมื่อได้รับการอบรมจากครูบาอาจารย์ พร้อมกับความเพียรของเราหนุนอยู่เรื่อยๆ ก็ค่อยแก่กล้าขึ้นไป สอนเข้าไป เด็ดเข้าไป ผู้ที่ควรจะหลุดพ้นก็ใส่ตูมเลยให้ออกเลย อย่าอยู่ว่างั้นเลย มันหลายขั้นการสอน นี่เราก็ได้ปฏิบัติตัวของเรามาอย่างนั้น จึงยกหลวงปู่มั่นเป็นอาจารย์ชั้นเอกในสมัยปัจจุบัน เท่าที่เราผ่านมาในครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เรายังไม่เห็นองค์ไหนที่จะแซงหน้าหลวงปู่มั่นไปได้เลย ทางภาคปฏิบัติ ไม่ว่าวินัย ไม่ว่าธรรม ไม่ว่าข้อวัตรปฏิบัติ ไม่มีเคลื่อนคลาด เพราะเราเรียนแล้วถึงไปนี่ ท่านปฏิบัติออกในแง่ใดมุมใดนี้ เข้ากันได้กับหลักธรรมหลักวินัยข้อใดๆ ก็เราเรียนมาหมดแล้ว มันวิ่งถึงกันๆ หาที่ค้านท่านไม่ได้เลย”
ปฏิปทาพ่อแม่ครูจารย์มั่นพาดําเนินมา ท่านดําเนินตามธุดงควัตร ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ สัลเลขธรรม ๑๐ และวางข้อวัตรปฏิบัติ ฯลฯ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ทุกประการ ท่านว่า “สมัยปัจจุบันนี้ หลวงปู่มั่นเป็นองค์ที่หนึ่งเลยล่ะ พูดถึงว่าทรงอริยประเพณีของพระพุทธเจ้า ของสาวกทั้งหลายมาได้ด้วยปฏิปทา ทั้งความรู้ความเห็นภายในใจ มีหลวงปู่มั่นที่เด่นมากที่สุด”
องค์หลวงตาฯ ท่านถือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน เด่นชัด และเคร่งครัดที่สุด นับตั้งแต่ท่านมาอยู่ศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่นตราบจนวันมรณภาพ ท่านสมกับเป็นศาสนทายาทธรรมของหลวงปู่มั่นอย่างแท้จริง จนวงกรรมฐานให้การยอมรับและยกย่องอย่างสูงสุด
หลวงปู่มั่นดําเนินตามหลักธรรมชาติ
สําหรับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ดูไม่ได้อยู่กุฏิถาวรที่ไหนนะ อย่างนั้นล่ะ กั้นห้องศาลาอยู่พ่อแม่ครูจารย์มั่น แต่ก่อนเราก็ไม่ได้พิจารณานัก ไปที่ไหนท่านไปโดยหลักธรรมชาติๆ เราไม่รู้ว่าท่านดําเนินตามหลักธรรมชาติ คือร่างกายนี้มันก็ไม่ได้แน่นหนามั่นคงสดสวยงดงามอะไร ทีนี้สิ่งปลูกสร้างที่จะมาบรรจุอันนี้ให้อยู่ก็ควรเป็นสภาพเดียวกัน นั่นท่านคิดเรียบร้อยหมดแล้วเรียกว่าหลักธรรมชาติ ไปอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นกุฏิกับกระต๊อบอยู่ พอ เป็นกระต๊อบๆ อยู่ สูงแค่นี้ ดูเหมือนประมาณสักสองเมตรล่ะมั้ง ทางจงกรมท่านอยู่ที่นั่น เวลากลางวี่กลางวันก็มีทางจงกรมอยู่ร่มไม้ ท่านทําไว้เหมาะ คือกลางวันก็เดินจงกรมอยู่ร่มไม้ พอกลางคืนท่านก็เดินจงกรมอยู่หน้ากระต๊อบของท่านอย่างนั้นเป็นประจํา
ท่านอยู่ที่ไหนแบบเดียวกัน ตั้งแต่เราได้ไปอยู่กับท่าน เรื่องของท่านเป็นอย่างนั้นตลอดมา ถ้าสมมุติว่าไปอยู่ในวัดเก่าเขานี้ ท่านก็ไปกั้นห้อง เช่น หนองผือ เป็นวัดเก่าเขา ท่านก็ไปกั้นห้องที่ศาลาอยู่ เป็นอย่างนั้น ท่านสบายมาก ปล่อยตามสภาพของร่างกาย ร่างกายเรานี้แน่นหนามั่นคงและสดสวยงดงามที่ไหนไม่มี สิ่งที่จะมาให้อันนี้อาศัยก็ต้องเป็นสภาพเดียวกัน เหมาะ พอดีๆ แต่ก่อนเราไม่ได้คิดนัก หลังมานี้จึงได้คิด เลยซึ้งมากตามหลังท่านไป แต่เรื่องธรรมนี้หนาแน่นมั่นคงมากทีเดียว อะไรมาแตะไม่ได้ความพากเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนากับพระกับเณร มีงานเท่านั้นที่เด่นที่สุด งานเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ไม่ให้มีงานอะไรเลย
พระที่ไปอาศัยท่านอยู่ ก็เป็นร้านเล็กๆ เท่ากับเตียงนั่นแหละ แคร่เล็กๆ อยู่ อยู่อย่างเห็นภัย ไม่ได้อยู่แบบฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม อยู่แบบเห็นภัยทุกอย่าง พออาศัยไปๆ เท่านั้นเอง หลักใหญ่อยู่กับธรรม ธรรมเป็นสิ่งที่เลิศเลอภายในใจ ปฏิบัติได้เท่าไร ธรรมยิ่งเลิศเลอภายในใจ ทีนี้ธรรมเลิศเลอภายในใจ สิ่งเหล่านั้นเหลวไหลหมด อันนี้เพียงไปอาศัยเขาเล็กน้อยเท่านั้นๆ เพราะธรรมชาตินี่เลิศเลออยู่ภายในหัวใจ ท่านอยู่ที่ไหน ท่านจึงอยู่แบบนั้น สมัยปัจจุบันก็คือแบบฉบับตายตัวและถูกต้องแม่นยําตามตํารับตํารานี้คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่ผิดเลย ตรงแน่ว ตอนกลางคืนตั้งแต่ท่านยังหนุ่มน้อยอยู่ กลางคืนท่านก็ลงเดินจงกรมของท่าน พอแก่มาแล้วนี่ ท่านจะลงเดินเฉพาะตอนเช้า – ตอนเย็น ตอนกลางคืนท่านไม่ลง กลางคืนจะไม่มีใครยุ่งท่าน ตกคํ่า หากว่าจะมีธุระอะไร พระก็ไปเสียบ้างเล็กน้อย ส่วนมากท่านไม่ประชุมนะ ถ้าขึ้นทางจงกรมแล้วก็เข้าห้องพักของท่าน แล้วสวดมนต์ โถ ! ไม่ใช่เล่น สวดนาน ท่านสวดมนต์ พวกมหาสมงสมัย พวกธัมมจักฯ อนัตตฯ ท่านได้หมด
เวลาไปอยู่สํานักท่าน ดูพระเณรองค์ใด ตอนนั้นดูมีพระอยู่กับท่าน ๘ องค์นะ ตอนเราไปมีอาจารย์เจี๊ยะนี่ล่ะองค์หนึ่งอยู่ที่นั่น ดูพระองค์ไหนนี้เหมือนผ้าพับไว้ๆ จนไปยกพระทั้งหลายนี้ แล้วก็มาเหยียบตัวเอง โธ้ ! พระทั้งหลายเหล่านี้ ท่านคงจะเป็นพระอรหันต์ด้วยกันหมดแล้วมังจะเป็นลิงตัวเดียวแต่เราที่มาอยู่นี่เท่านี้ล่ะมัง พออยู่ไปๆ นี่คือความเรียบร้อย เข้าใจไหม ทุกสิ่งทุกอย่างมีสติสตังระมัดระวังตลอดเวลา ไปด้วยความปลื้มปีตินั่นล่ะ ดูพระเณรทั้งหลายเหมือนผ้าพับไว้ แล้วทําให้คิดไปอีกว่า เอ๊ ! พระที่ท่านมาเหล่านี้ไม่ใช่ท่านเป็นพระอรหันต์หมดทุกองค์แล้วเหรอ จะเป็นพระเซ่อๆ ซ่าๆ มีแต่เราคนเดียวเท่านี้เหรอ ครั้นอยู่ต่อไปสนทนาธรรมะก็ค่อยรู้เรื่องๆ ของกันและกันไป
หลวงปู่เจี๊ยะอุทาน “เจอแล้วองค์นี้”
ต่อมาเมื่อการจําพรรษาผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง หลวงปู่เจี๊ยะซึ่งได้สังเกตเห็นพระเณรที่มาเกี่ยวข้องกับหลวงปู่มั่นมาโดยตลอดเป็นเวลาถึง ๓ ปี จนกระทั่งคราวนี้ได้มาพบและร่วมจําพรรษากับท่าน (องค์หลวงตาฯ) ในที่แห่งนี้ ได้เห็นถึงความจริงจังและลักษณะที่เหมือนดั่งนิมิตคําทํานายของหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่มาก ท่านได้เล่าเหตุการณ์และความรู้สึกในครั้งนั้นว่า
“ในที่สุดพระอาจารย์มหาบัว ก็มาหาท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านโคก จังหวัดสกลนคร เราเห็นลักษณะ ถามความเป็นมาเป็นไป จึงแน่ใจเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นมาท่านพระ-อาจารย์มั่นก็ไม่พูดเรื่องนี้อีกเลย เราไปถามท่านว่า “ใช่องค์นี้ไหมครับ?” ท่านไม่พูด ท่านนิ่งเงียบ
หลังจากได้อยู่ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นเป็นเวลา ๓ ปี ๔ แล้งแล้ว ผ่านฤดูแล้งปี ๒๔๘๖ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านปรารภจะไปจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน เราเห็นว่า ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากขึ้นแล้ว ท่านอาจารย์มหาบัวก็เป็นที่ตายใจ ท่านเก่งฉลาด เป็นที่ตายใจในเรื่องเกี่ยวกับท่านพระอาจารย์มั่นได้เป็นอย่างดีเยี่ยม เรื่องข้อวัตรปฏิบัติที่เราเคยทํามาเป็นเวลานาน สมควรกับท่านอาจารย์มหา เพราะท่านมีวิชาความรู้ กล้าสู้หน้าไม่อายใคร และจะเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่หมู่คณะต่อไปในอนาคต เหมือนดั่งนิมิตที่ท่านพระอาจารย์มั่นทํานายไว้ที่ดอยคํา บ้านแม่ปั๋ง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเราเห็นท่านอาจารย์มหาบัวเข้ามา ก็ตรงตามลักษณะที่ท่านทํานายไว้ก็เบาใจเป็นที่ยิ่ง ถึงได้กับอุทานภายในใจว่า
“นี่แหละ องค์นี้แหละต้องเป็นองค์ที่ท่านทํานายไว้อย่างแน่นอน เจอแล้วทีนี้”
เมื่อท่านอาจารย์มหาบัวเข้ามา รู้สึกว่าท่านเมตตาเป็นพิเศษ ข้อวัตรปฏิบัติอะไร ท่านตั้งใจปฏิบัติรักษาสุดความสามารถ สุดชีวิตเหมือนดังที่เราเคยทํา ความเพียรท่านก็แรงกล้า มีสติปัญญาไวเป็นเลิศ สมเป็นผู้มีบุญมาเกิด ประเสริฐด้วยความดี อย่างนี้อีกไม่นานต้องพบพานธรรมอันเลิศ บุญเขตอันประเสริฐจะบังเกิดในวงพุทธศาสน์ เป็นปราชญ์ทางธรรม คํ้าชูพระศาสนาเหมือนอย่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นทํานายเอาไว้อย่างแน่นอน เมื่อคิดดังนี้จึงดําริว่า สมควรที่หมู่ผู้ที่ไม่เคยมาจะได้ช่องเข้าศึกษาปฏิบัติ ในขณะนั้นพระเณรที่ติดตามและลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นมีมากขึ้นโดยลําดับ ชื่อเสียงคุณธรรมของท่านเป็นที่เลื่องลือขจรไปทั่วทุกทิศ เราจึงเข้าไปกราบลาท่านและปลีกตัวอยู่องค์เดียวเร่งความเพียร”
องค์หลวงตาฯ เทศน์เรื่องนี้ไว้ว่า
“ท่านพึ่งมาเปิดเอาตอนนี้ล่ะ ตอนท่านจวนจะตาย มาเปิดให้หมู่เพื่อนฟัง เปิด คือ เปิดตัวเราเลย ว่าองค์นี้เอง ไม่ใช่ท่านยอเรานะ แต่เขียนไปตามประวัติท่านอาจารย์เจี๊ยะเล่า ว่าพ่อแม่-ครูจารย์มั่น อยู่บ้านอะไรน้า ทางดอยแม่ปั๋ง ท่านทํานายพระองค์นี้ กําลังจะเข้ามาหาเราอยู่ท่านว่างั้น พอเราไปหาท่าน ดูท่านเมตตาตลอดเลย ไม่เห็นมีข้อคัดค้านต้านทานหรือดุด่าว่ากล่าวอะไรเลย ดูก็เรียบๆ เราก็เลยชี้มา คงเป็นองค์นี้แหละ ท่านเรียบ ต่อมาไม่ใช่คงเป็นเสียแล้วล่ะที่นี่ “องค์นี้แหละ” ขึ้นเลย ตอนเย็นๆ ตอนท่านจะตาย อาจารย์เจี๊ยะ ก็มีเท่านั้นล่ะ”
เรื่องหลวงปู่เจี๊ยะสอนองค์หลวงตาฯ อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นท่านมีหลวงปู่เจี๊ยะอุปัฏฐากมา หลวงปู่เจี๊ยะขออุปัฏฐากมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่เชียงใหม่ จากนั้นหลวงปู่เจี๊ยะก็มาอุปัฏฐากอยู่ที่หนองผือ ทีนี้หลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นคนภาคกลาง พอจะทําสิ่งใดไป พระที่อยู่ด้วยกันก็ไม่ค่อยให้เกียรติ พอไม่ค่อยให้เกียรติ การอุปัฏฐากมันก็มีการติดขัด หลวงตาท่านเล่าให้ฟัง และหลวงปู่เจี๊ยะท่านก็เล่าให้เราฟังเอง พอหลวงตาท่านเห็นสภาพแบบนั้น หลวงตาก็เข้าไปคุยกับหลวงปู่เจี๊ยะ “เจี๊ยะ เจี๊ยะสอนเรา สอนเรื่องการอุปัฏฐากให้เรา” เสร็จแล้วหลวงตาท่านก็รับต่อจากหลวงปู่เจี๊ยะมา พอรับต่อจากหลวงปู่เจี๊ยะมา ท่านก็ทําได้สมศักดิ์ศรีของผู้อุปัฏฐาก ฉะนั้น หลวงตาท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น เห็นไหม หลวงตาท่านเป็นผู้อุปัฏฐากเป็นผู้ดูแล
พวกเราพอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เราจะต้องการให้ลูกหลานดูแลเรา เพราะเราจะเหงา นี่พูดถึงโลก คนแก่ถ้าไม่มีลูกหลานคอยดูแล ก็จะน้อยเนื้อตํ่าใจทั้งนั้น เพราะความเศร้า ความหงอย ความเหงา แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วไม่มี พระอรหันต์ไม่มีหรอก ไม่มีอาลัยอาวรณ์ ไม่มีเศร้า ไม่มีเหงา ไม่มีหงอย แต่ร่างกายมันอ่อนแอ ร่างกายมันก็ต้องการให้คนช่วยเหมือนกัน ช่วยเอานํ้าล้างหน้า ช่วยเข้าห้องนํ้า ก็ต้องมีคนช่วยเหมือนกัน หลวงตาถึงบอกกับหลวงปู่เจี๊ยะ “เจี๊ยะสอนเรา เจี๊ยะสอนเรา””
กรรมฐานนํ้าตาร่วงบนเขา
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านมีนิสัยเอาจริงเอาจังในการบําเพ็ญภาวนามาก ท่านว่า “ผมนั่งภาวนา ๓ – ๔ ชั่วโมงถือเป็นธรรมดานะ นั่งตามอัธยาศัยต้อง ๓ – ๔ ชั่วโมง กลางวันพอฉันจังหันเสร็จแล้ว ล้างบาตรล้างอะไร เช็ดบาตรเรียบร้อยแล้วไม่เข้าถลกแหละ เอาไปวางไว้ปุ๊บแล้วเข้าทางจงกรมเลย ฟัดกันจนโน้น ๑๑ โมงเป็นอย่างน้อย หรือเที่ยงวันออกมาจากทางจงกรมก็พัก ออกจากพักก็นั่งภาวนาราวชั่วโมง ก็ลงเดินจงกรมอีกแล้วจนกระทั่งถึงเวลาปัดกวาด อย่างนั้นเป็นประจํา” ในตอนบ่ายหลังจากทําข้อวัตรปัดกวาดลานวัด ทํากิจวัตรส่วนตัว ฯลฯ ก็เดินจงกรมอีก ตอนคํ่าท่านก็ไหว้พระสวดมนต์ เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาจนดึกดื่นค่อนคืน ตื่นแต่เช้ามืด ท่านก็ทําความเพียรอีก ท่านทําความเพียรอย่างหักโหมอยู่เช่นนั้นจนเป็นกิจวัตรประจําวัน
แม้ท่านมุ่งมั่นทําความเพียรภาวนาเช่นนี้ตลอดพรรษา แต่ภาวะจิตของท่านกลับมีแต่เจริญกับเสื่อมทางด้านสมาธิ ต่อมาเมื่อเห็นว่าได้ศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่นพอสมควรแล้ว ท่านจึงอยากทดลองทําความเพียรโดยลําพังอย่างเต็มที่ดูบ้างว่าจะเกิดผลดีเพียงใด ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕พอออกพรรษา ท่านจึงกราบขออนุญาตหลวงปู่มั่นขึ้นไปภาวนาบนหลังเขา เพื่อความสงบสงัดและทําความเพียรได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อท่านออกวิเวกจริงๆ แล้ว การบําเพ็ญเพียรกลับไม่ค่อยเป็นผล ต้องล้มลุกคลุกคลานอย่างหนัก จนหลายครั้งทําให้ท่านรู้สึกท้ออกท้อใจและเคียดแค้นกิเลสถึงกับนํ้าตาร่วง แต่ด้วยใจที่ “สู้ไม่ถอย” และที่สําคัญท่านมีหลวงปู่มั่น คอยเมตตาแนะนําแก้ไขและให้กําลังใจ จึงทําให้ท่านสามารถผ่านภาวะจิตเสื่อมเช่นนี้ไปได้ในเวลาต่อมา ดังนี้
“เราเริ่มต้นตั้งแต่ฝึกหัดภาวนา อ่านวิถีจิตของเจ้าของที่มันผาดโผนโจนทะยาน ถึงกับนํ้าตาร่วงบนภูเขา สู้กิเลสไม่ได้ เราเองเป็นผู้เป็นได้นํามายืนยันว่า ไม่ผิดจากความเป็นจริงที่เราผ่านมา นี่ล่ะเวลากิเลสผาดโผน ผาดโผนจริงๆ
พ่อแม่ครูจารย์เรานี้ คือ หลวงปู่มั่นเรานี้ ท่านเป็นสํานักโรงงานใหญ่สําหรับซักฟอกความสกปรกแห่งจิตใจของบรรดาลูกศิษย์ ลูกศิษย์ลูกหาได้รับการอบรมแล้วก็เข้าป่าเข้าเขาฝึกฝนอบรม ใครได้อุบายวิธีการใด หรือว่าสู้กิเลสไม่ได้เพราะเหตุใดก็มาเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ชี้แจงเหตุผลกลไกเบิกทางให้แล้วก็ไปๆ สําหรับเราเองที่ได้ประจักษ์นี้ก็คือว่านํ้าตาร่วงบนภูเขา เริ่มต้นมาตั้งแต่โน้นที่ฝังลึกที่สุด เราเป็นจริงๆ นั่นล่ะเวลากิเลสมันผาดโผน เอาขนาดเราจะสู้กับมันอย่างเต็มเหนี่ยวๆ มันฟาดเราจนนํ้าตาร่วงบนภูเขา คือสู้มันไม่ได้ ตั้งสติพับล้มพร้อมเลย ไม่ได้ตั้งอยู่นะ ตั้งเพื่อล้มๆ
กระแสของจิตมันไม่ให้ตั้งตัวได้เลย สติตั้งได้ ก็เรียกว่าเป็นท่าทางแห่งการทําใจให้สงบได้ ถ้าสติตั้งไม่ได้ ใจหาความสงบไม่ได้เลย เวลาเอากันจริงๆ สติตั้งไม่อยู่นะ คือกระแสของกิเลสมันรุนแรง ตั้งพับล้มๆ ตั้งเพื่อล้มไม่ใช่ตั้งเพื่ออยู่ นี่ก็เต็มหัวใจเรา เล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เพราะเราสอนเราเอง มันเป็นธรรมทั้งนั้น ไม่เป็นโลก ไม่เป็นความสกปรกโสมมอะไร เพราะเรื่องของธรรม กิเลสหยาบ ธรรมต้องหยาบ ซัดกัน นํ้าตาร่วงบนภูเขา นี่ขึ้นแล้วทางนี้ขึ้นนะ เหอ ! มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ ว่าอย่างนั้นล่ะ เคียดแค้นให้กิเลสที่เป็นภัยต่อตัวเองอยู่ภายในจิตใจ สู้มันไม่ได้ ตั้งสติพับล้มผล็อยๆ อยู่บนภูเขา
มันเป็นอุทานหรือว่าเป็นลักษณะท้าทายกันอยู่ภายในใจ “เหอ ! มึงเอากูนะ” มึงกู คือซัดกิเลสในใจเจ้าของเอง “มึงเอากูถึงขนาดนี้เชียวเหรอ” นํ้าตาร่วง ไม่ลืมนะ อันนั้นล่ะเป็นสาเหตุให้เกิดความเคียดแค้นมุมานะที่จะฟัดกับกิเลสให้ได้ เราจึงกล้าพูดซิว่า ความเคียดแค้นนี่ ลงออกถึงกูถึงมึงทีเดียว ซัดกับกิเลสนี่ ฟังซิว่า กูมึง กูมึงในใจ ไม่ใช่กูมึงออกมาข้างนอก ทีนี้ก็ลงบทตัดสินกันว่าเอาล่ะอย่างไร “มึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอย กูไม่ถอย เวลานี้กูสู้มึงไม่ได้ กูยอมรับ”
มึงยังไง มึงต้องพังวันหนึ่ง กูจะเอาให้มึงพังแน่ๆ มึงเอากูขนาดนี้เชียวนะ ยังไงกูได้ที่แล้วกูจะเอามึงเหมือนกัน ยังไงมึงต้องพัง มึงไม่พังวันหนึ่ง มึงต้องพังวันหนึ่ง มึงไม่พัง กูต้องพังต้องตายกัน มาก็เอากันแหละ ซัดกันไม่ถอย ต้องตายกัน ต่างคนต่างสู้กันไม่มีถอยกัน เอ้า ! กิเลสกับเราเป็นคู่ต่อสู้กันนี้จนกระทั่งถึงวันตายไม่ให้เป็น เอาให้ตายด้วยกัน กิเลสไม่ตายก็เราตายเท่านั้น
เข้าไปอยู่ในป่าในเขา ตั้งใจจะไปฟัดกับกิเลสเอาให้เต็มเหนี่ยวล่ะนะคราวนี้ หลีกจากครูบาอาจารย์ออกไปเข้าไปอยู่ในภูเขา ป่ามันสงบสงัด ป่าไม่มีเรื่องอะไร แต่หัวใจมันสร้างเรื่องขึ้นมาล่ะซิ วุ่นอยู่กับเจ้าของคนเดียว เป็นบ้าอยู่คนเดียว “โอ๊ย ! อย่างนี้จะอยู่คนเดียวได้ยังไง นี่หนีจากครูบาอาจารย์ไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว” โรงงานใหญ่ของเรา คือ พ่อแม่ครูจารย์มั่น ลงจากนั้นก็ไปหาท่าน พูดถึงเรื่องเหตุผลกลไกที่สู้กิเลสไม่ได้ก็ต้องเล่าให้ท่านฟังหมด ท่านบอกอุบายวิธีการ การฝึกการทรมานตน”
หลวงปู่มั่นสอนอุบายวิธีภาวนา
นี่ล่ะครูบาอาจารย์เฉลียวฉลาดอย่างนั้นนะ ไม่อย่างนั้นสอนลูกศิษย์ให้เป็นอรรถเป็นธรรมไม่ได้ เราก็ไม่ค่อยคิด เวลาฝึกหัดทีแรก ถ้าว่าฉันก็เต็มเหนี่ยว ถ้าว่านอนก็หมอนแตก เสื่อขาดแต่ว่าจะสู้กับกิเลสก็ไม่ทราบเอาอะไรไปสู้ มันหากเป็นอยู่ในใจ จนท่านหาอุบายสอน เออ ! ที่สติตั้งไม่อยู่นี้ มันมีสิ่งผลักดันอยู่ภายใน นั่น ท่านว่านะ การอยู่กินหลับนอน ท่านขึ้นต้นนี่ล่ะพ่อแม่ครู-จารย์มั่นเรา ถ้าอยู่แบบสบาย กิเลสเอาให้แหลกตลอด ท่านว่าอย่างนั้น อยู่กินสบาย นอนสบาย เรียกว่า ขึ้นเขียงให้กิเลสสับยําตลอดเวลา นี่ได้ฟังไหม อุบายครูบาอาจารย์สอนเรา ต้องมีฟัดมีเหวี่ยง การต่อสู้กัน นักมวยเขาต่อสู้กัน เขาต่างคนต่างฟัดต่างเหวี่ยงกันเต็มสติกําลังความ สามารถของทั้งสองฝ่ายที่เขาต่อสู้กัน นั่นท่านว่า เราที่ต่อสู้กับกิเลสด้วยธรรม เราก็ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องหาอุบายวิธีการหลายอย่างมาใช้ เราจะมีแต่ความตั้งใจเฉยๆ ล้มเหลว ท่านว่า
นี่ล่ะครูบาอาจารย์สอนเรา เราจําได้ มันมีกําลังอะไรมากมายนัก มันถึงตั้งสติไม่อยู่ ทําให้ล้มเหลวๆ นี่แสดงว่ากําลังวังชาทางด้านร่างกายมากเป็นเครื่องหนุนของกิเลสได้ดี นั่นฟังซิน่ะ คือ กินมาก นอนมาก เป็นเครื่องส่งเสริมของกิเลส ทําให้ความเพียรของเราล้มเหลวๆ เอา ! ให้ตัดทอนลง ฟังซิ ท่านพูด กินมากให้กินแต่น้อย นอนมากให้นอนแต่น้อย ให้ดัดมันลง แล้วความเพียรคือสติให้ตั้งไม่ถอย ท่านว่าอย่างนั้น เอา ! สังเกตดู ให้ลดการกิน ลดการนอน นี่ล่ะครูบาอาจารย์สอนลูกศิษย์ลูกหา การกิน ถ้ากินมาก มันเหมือนหมูขึ้นเขียง ไม่มีลวดลายอะไรเลย เอาๆ กินน้อย นอนน้อย พักไม่กิน นั่นท่านพูดเป็นหลายขั้นหลายตอน กิเลสมันอาศัยอันนี้ล่ะเป็นเครื่องมือ เป็นกําลังของมันทําลายเรา ให้เราทําความเพียรไม่สะดวก ดีไม่ดีล้มเหลว
จับอันนั้นปุ๊บๆ เพราะฟัง ฟังจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา ฟังอย่างเอาจริงเอาจัง เราที่ไม่เข้าใจอุบายใด พอท่านว่าปั๊บ จับปุ๊บๆๆ นํามาปฏิบัติทันทีๆ มันก็เห็นผลอย่างท่านว่า เอา ! ลดอาหารลงมันเป็นอย่างไร ลดการนอนลง เอาทีนี้ความเพียร สติตั้งให้ดีจะเป็นผลประโยชน์อย่างไรบ้างดูกันตรงนี้ ซัดไปซัดมามันก็ได้เงื่อน อ๋อ ! การกินนี่ก็ตัดทอนความเพียร การกินมากตัดทอนความเพียร สติไม่ดี นอนมาก สติไม่ดี เป็นเครื่องส่งเสริม ทีนี้ตัดลง อาหารกินแต่น้อย นอน นอนแต่น้อย ต่อจากนั้นตัดบ้างอาหารไม่กิน เอา ! สังเกตดูสติเป็นอย่างไร ตั้งสติ สติค่อยดีขึ้นๆ พอดีขึ้นจับได้ ดีเพราะเหตุไร เช่น ดีเพราะผ่อนอาหาร เอา ! ผ่อน ดีเพราะการอดนอน เอา ! อด ผ่อนนอนมากเข้าๆ สุดท้ายการกินตัดบ้าง ไม่กินบ้าง อะไรบ้าง สติค่อยดีขึ้นๆ จับได้เอามาทบทวนกัน
ความเพียรค่อยก้าวขึ้นๆ พอจับเงื่อนได้แล้วทีนี้ มันก็เอาล่ะ แต่นิสัยเรามันมักจะผาดโผนตลอดนะ แม้แต่ครูบาอาจารย์ท่านไสเราขึ้นนี้ ท่านยังต้องได้รั้งเราไว้ เพราะมันผาดโผนมากแต่ไหนแต่ไรมา ถ้าลงใจในจุดไหนแล้วขาดสะบั้นไปเลย นี่ก็ลงใจ ซัดกับกิเลสมันก็เอาอย่างเดียวกัน สติตั้งได้เพราะเหตุนี้ๆ ทีนี้ลดลงๆ อาหารลดลง ไม่กิน ไม่กินเท่าไร ภาวนายิ่งดีๆ แล้วตัดอาหารการฉันอาหาร ฉันเมื่อไรก็ได้ มีกําลังวังชาเหมือนม้าแข่ง หลังจากฉันเสร็จแล้ว เวลาเรามาจากภูเขาเดินไปถึงหมู่บ้านเขาไม่ถึง ไปหยุดแค่กลางทาง มันเดินไม่ไหว อ่อนปวกเปียกไม่มีกําลัง พอฉันเสร็จแล้วกลับมานี่เหมือนม้าแข่ง กําลังมันขึ้นรวดเร็วทางร่างกาย แต่กําลังทางด้านจิตใจขึ้นช้าขึ้นยาก จึงต้องได้ดัดเพื่อจิตใจให้มาก เช่น อดอาหาร สุดท้ายก็อดอาหาร อดมากเข้าๆ เห็นว่าภาวนาดีก็ซัดทางด้านอดอาหาร นี่มันผาดโผน สุดท้ายไม่ค่อยกินล่ะที่นี่ ภาวนาดี
อดอาหารไปเท่าไร จิตมันยิ่งดีด คือร่างกายของเรานี้อ่อนเปียก แต่จิตนี้เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า สง่างามอยู่ภายใน ทีนี้มันก็เอาจิต เพราะเรามุ่งแต่จิต ร่างกายกินเมื่อไรก็ได้ กําลังวังชายากอะไร ซัดกันเอาเสียจนท้องเสีย อย่างนั้นล่ะ คือเรามันผาดโผน มันไม่ค่อยกิน กี่วันๆจึงฉันหนหนึ่งๆ นี่ก็เคยได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง มีกรรมฐานองค์ไหน แต่กรรมฐานองค์นี้มีเห็นประจักษ์ พวกชาวบ้านเขาอยู่ในป่าในเขา เขายังรู้เรื่องของเรา เรื่องเป็นเรื่องตายของเราแต่นิสัยเราเคยทําอย่างนั้นมาตลอดเขาไม่รู้ เขาพึ่งรู้เวลาเราไปพักอยู่กับเขา
ไปบิณฑบาตสักวันหนึ่ง หายเงียบๆ ไปเรื่อย มันจะตายจริงๆ ก็ด้อมๆ ไปบิณฑบาตเสียวันหนึ่ง หายเงียบ ทีนี้เขาตีเกราะประชุม ไม่ใช่เล่นๆ นะ สองสามสี่ห้าหลังคาเรือนก็ตาม เขามีสัญญาณ เขาเคาะป๊อกๆ ให้ชาวบ้านมาประชุม มาประชุม ใครว่าอย่างไร พระองค์นี่น่ะ เขาว่าอย่างนั้น มาอยู่กับเรา ตั้งแต่มาอยู่นี้ไม่ทราบว่ากี่วันเห็นด้อมๆ มาบิณฑบาตทีหนึ่ง หายเงียบๆ หายเงียบอยู่อย่างนี้นานแล้ว เป็นยังไง ตั้งแต่ตั้งบ้านมา เราก็ไม่เคยเห็น เขาว่าอย่างนั้นนะผู้ใหญ่บ้านเขา แล้วพระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดานะ ให้ไปถามท่านดูเป็นอย่างไร ท่านถึงอดอาหารเอามากมาย ไม่ค่อยขบค่อยฉันเป็นอะไร แต่เวลาไปให้ระวังนะเขาบอก ผู้ใหญ่บ้านเขาให้ระวัง พระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดา พระองค์นี้เป็นมหา เดี๋ยวท่านจะสับเอาแหลกนะ เขาเตือนกัน
เขาก็รุมกันมา มาอะไรนี่น่ะ จะมาแห่พระเวสเข้าเมืองเหรอ นี่ไม่ใช่พระเวสนะ ไม่ใช่ เขาก็มาเล่าให้ฟังว่าผู้ใหญ่บ้านเขาตีเกราะประชุม เห็นท่านไม่ค่อยฉันจังหัน แล้วเป็นอย่างไร ท่านทําไมถึงไม่ฉันจังหันให้ไปถามท่าน แล้วเขาก็บอกว่าให้ระวังให้ดีนะ พระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดา เป็นมหานะ เดี๋ยวท่านจะสับเอา มีเท่านั้นเหรอ ท่านไม่ตายแล้วเหรอ หนึ่ง ที่สอง ท่านไม่โมโหโทโสอยู่เหรอ สองข้อนี่สําคัญมาก แล้วก็มาถามเป็นอย่างไรตายหรือยัง เอ๊ ! ก็ไม่เห็นท่านตาย ท่านยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วโมโหโทโสอยู่ไหม ท่านก็ไม่เห็นโมโหโทโส มีเท่านั้นเหรอ มีเท่านั้น ไปกลับ ไม่ถึงสิบนาทีไล่แตกฮือเลย กลับ อย่างนั้นล่ะ เขาตีเกราะประชุมก็มี เรามันเป็นนิสัยอย่างนั้น มันมักผาดโผนก็ยังบอก ทําอะไรมันจริงมันจัง แต่ก็เห็นผลทุกอย่าง
เราไม่ได้ตําหนิในปฏิปทาการดําเนินของเรา ว่าท้อแท้อ่อนแอเหลวไหลปวกเปียก ไม่มีถึงจะเป็นล้มลุกคลุกคลานซัดกัน ระหว่างนักมวยฟัดกันนี้ล้มลุกคลุกคลาน เขาล้มเราล้ม เขาลุกเราลุก ซัดกันอย่างหนักอยู่ตลอดมาอย่างนั้น จนกระทั่งถึงตั้งตัวได้ นี่ล่ะปฏิปทาของเราที่ดําเนินมา แต่สรุปความลงแล้วว่าเหมาะสมกับนิสัยเราหยาบ นิสัยเรานี้มันหยาบจริงๆ ถ้าธรรมดานั่งทําความพากความเพียร นั่งธรรมดาหนึ่งชั่วโมงสองชั่วโมงอย่างนี้หยุด หรือเดินจงกรมชั่วโมงสองชั่วโมงหยุดมันไม่ได้เรื่องนะ ทําอะไรมันต้องมีผาดโผน
โยมไม่อดข้าวแล้วตรัสรู้ไหม
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านถูกจริตกับการอดอาหารเพื่อบําเพ็ญภาวนา โดยดําเนินตาม ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ “ถ้าอดอาหารเพื่อการโอ้อวดโลกสงสารเขานั้น ปรับอาบัติทุกระยะเลย ปรับโทษทุกระยะ แต่ถ้าอดอาหารเพื่อความเพียรแล้วอดเถิด เราตถาคตอนุญาต” ท่านอดอาหารจนผอมโซ จนโยมตั้งคําถาม ดังนี้
“อดอาหารนี้ไม่ได้เพื่อบรรลุธรรมหรือตรัสรู้ธรรม เพราะอดอาหารนะ การอดอาหารเป็นเครื่องหนุนกําลังความเพียร เช่น พระเรานี้ฉันแต่น้อย สติดีๆ สติสําคัญมากในการก้าวเดินความเพียร สติเป็นพื้นเพอันสําคัญมากทีเดียว
พอพูดถึงเรื่องพระพุทธเจ้าอดพระกระยาหาร ๔๙ วัน ก็พอดีเรามาจากบ้านตาดภูวงอยู่ในเขตอําเภอวาริชภูมิ เราไปภาวนาอยู่นั้น ทีนี้ออกมาข้างนอกมาบ้านคําบิดคําบ่อ แล้วก็มาพักอยู่ที่นั่น เขามีกระต๊อบเล็กๆ สําหรับกรรมฐาน พอดีเหมาะ เราก็เลยมาพักก่อนจะมาหาพ่อแม่ครู-จารย์มั่น ทีนี้โยมคนนี้แกเคยเป็นลูกศิษย์ท่านมหา แต่มันเก่งกว่าครู เข้าใจไหม พอเราลงมาจากนู้น ก็เราอดอาหารนี่ ผอมโซลงมา แกไปรับบาตร เราไปบิณฑบาตมา “อู๊ย ! ทําไมท่านผอมมากนักล่ะ ท่านเป็นไข้หรือ” “ก็ไม่ได้เป็นนะ” “หรือท่านอดอาหาร” แกสอบได้นักธรรมตรี โอ๋ย ! บักห่านี่ “อดอาหารหรือ” “ก็ต้องอดบ้างอิ่มบ้าง เราไม่ได้ทํานา” เราก็ว่างั้น “อดทําไม พระพุทธเจ้าอดตั้ง ๔๙ วัน ไม่เห็นได้ตรัสรู้ แล้วท่านจะอดไปทําไม”
ทีนี้เราก็สอดปั๊บ “แล้วโยมกินทุกวันเหรอ” “โอ๋ย ! กินทุกวันแหละ ผมไม่อดแหละ” “แล้วได้ตรัสรู้ไหม” พอว่าได้ตรัสรู้ไหม ฟาดมันตรงนั้น ร้องก้ากเลย “โอ๊ะ ! มาช่องนี้เชียวหรือ” นั่นเห็นไหม มีแต่ผู้เซ่อๆ ไม่พิจารณา เอาพระพุทธเจ้ามาอ้าง ก็คนหนึ่งไม่ได้ทํา คนหนึ่งทําอย่างนั้นซิ พูดเฉยๆ โม้เฉยๆ “กินทุกวันแหละผม” “แล้วได้ตรัสรู้ไหม” มันตอบยากนะ ถ้าว่าไม่ได้ตรัสรู้ก็จะว่า “แล้วกินหาสะแตกอะไร สะแตกอิ่มแล้วมาอวดพุงทําไม” ใช่ไหม เราใส่เสียเปรี้ยงๆวันหลังเห็นเรา หัวเราะก้ากๆ เลย”
องค์หลวงปู่มั่นแก้จิตเสื่อม ให้บริกรรมพุทโธ
เมื่ออยู่กับหลวงปู่มั่นในพรรษา การภาวนาก็มีความสงบร่มเย็น จิตเจริญบ้าง เสื่อมลงบ้าง ครั้นพอออกจากท่านกลับปรากฏว่ามีแต่ความฟุ้งซ่าน จึงกลับมากราบและขออุบายธรรมจากหลวงปู่มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านนาสีนวล ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร องค์หลวงตาฯ ท่านว่า “ผมไปเที่ยวภูเขากลับลงมาก็ไปหาท่านที่บ้านนาสีนวล แต่ก่อนเป็นดงหมด ตั้งแต่บ้านโคกนี่เป็นดงทั้งนั้น ป่าทั้งนั้น” ท่านเล่าถึงภาวะจิตในขณะนั้นว่า
“จิตมันยังไม่ได้เรื่องได้ราวต้องฝึกฝนอย่างหนัก กิเลสมันถอยใครเมื่อไร พอจากพ่อแม่ครู-จารย์มั่นไปได้ ๒ – ๓ วัน จิตมันดีดมันดิ้นหาเขียงสับยํา เพื่อเป็นอาหารกิเลสอย่างเห็นได้ชัดถึงขนาดได้ตําหนิตนเองว่า “อ๋อ ! เรานี่ มันกาจับภูเขาทอง เวลาอยู่กับครูบาอาจารย์จิตสงบร่มเย็น พอออกจากท่านมาแล้วไม่ได้เรื่องได้ราว ทําความเพียรก็เดินไปเฉยๆ ไม่มีอุบายอะไรที่จะแก้กิเลสได้สักตัวเดียว มีแต่ความฟุ้งซ่านภายในใจ นับวันรุนแรงขึ้นทุกวันๆ ถ้าเป็นอย่างนี้อยู่ห่างท่านไม่ได้ หนีจากครูบาอาจารย์ไม่ได้ เมื่อเป็นแบบนี้ เรารีบกลับคืนไปหาท่านทันที แต่เดชะบุญเวลากลับคืนไปองค์ท่านไม่เคยตําหนิติเตียน ไม่เคยขับไล่ไสส่งเลย
บางคืนไม่ยอมหลับนอนตลอดรุ่ง เพราะกลัวจิตจะเสื่อม ถึงอย่างนั้นก็ยังเสื่อมได้ เฉพาะอย่างยิ่งเวลาจิตเริ่มก้าวเข้าสู่ความสงบ ความเพียรก็ยิ่งรีบเร่ง เพราะกลัวจิตจะเสื่อม ดังที่เคยเป็นมา แม้เช่นนั้นก็ยังฝืนเสื่อมไปได้ ต่อมาก็เจริญขึ้นอีก แล้วก็เสื่อมลงอีก ความเจริญของจิตนั้นอยู่คงที่ได้เพียง ๓ วัน จากนั้นก็เสื่อมลงต่อหน้าต่อตา เจริญขึ้นไปถึงเต็มที่แล้วเสื่อมลงๆ แหม ! แบกความเสียอกเสียใจ ความทุกข์ ความทรมานใจ นี่ก็พยายามไสเข้าอีกอย่างนั้นมา เจริญแล้วเสื่อม เราอย่าว่าเลยห้าหน หกหน มันปีหนึ่งกับห้าเดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกาฯ (พ.ศ. ๒๔๘๔) จนกระทั่งเดือนเมษาฯ ปีต่อไป (พ.ศ. ๒๔๘๖) ปีหนึ่งกับห้าเดือนที่ไสครกขึ้นภูเขาแล้วมาทับหัวเจ้าของลงไป ไสครกขึ้นภูเขาเวลาลงมาทับหัวเราลงไป นี่เป็นทุกข์แสนสาหัส
เราไม่ลืม สดๆ ร้อนๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ ดังที่เคยพูดถึงเรื่องจิตเสื่อมมาเป็นปีกว่านั้นเสื่อมแล้วเจริญๆ หาบหามกองทุกข์ แบกกองทุกข์นี้ แหม ! ไม่มีกองทุกข์ใดที่จะมากยิ่งกว่ากองทุกข์ของจิตที่เจริญแล้วเสื่อมๆ ซึ่งปรากฏกับหัวใจของเรา จนกระทั่งถึงความเข็ดหลาบเลยถึงขั้นที่ว่าจิตพอได้หลักขึ้นมาเป็นความสงบแล้ว ต้องเอาตายเข้าว่า “คราวนี้จิตจะเสื่อมไปไม่ได้ ถ้าจิตเสื่อมคราวนี้เราต้องตาย จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นั่นซิมันอาจเป็นได้นะ” สําหรับนิสัยเรานี้มันเด็ดขาดจริงๆ เราก็เทียบเอา พระโคธิกะ นั่นมาเป็นตัวอย่าง ท่านฆ่าตัวเองตาย เพราะจิตท่านเสื่อม ท่านไปบําเพ็ญสมณธรรมเจริญขึ้นไปโดยลําดับๆ แล้วเสื่อมลง เจริญขึ้นเสื่อมลง ฟังว่าถึงหกหน หนที่เจ็ด ท่านจะเอามีดโกนมาเชือดคอตนเอง “โอ้ ! เสียใจ” แต่กลับได้สติขึ้นมา จึงได้พิจารณาธรรมจนได้เป็นพระอรหันต์ในวาระสุดท้าย”
เมื่อมีโอกาส ท่านจึงเข้ากราบเรียนปรึกษาถึงภาวะจิตเสื่อมว่าควรแก้ไขอย่างไร และด้วยกุศโลบายแยบยลของหลวงปู่มั่น ท่านกลับแสดงเป็นเชิงเสียใจไปด้วย พร้อมกับให้กําลังใจศิษย์ว่า
“น่าเสียดาย มันเสื่อมไปที่ไหนกันนา เอาเถอะท่านอย่าเสียใจ จงพยายามทําความเพียรเข้ามากๆ เดี๋ยวมันจะกลับมาอีกแน่ๆ มันไปเที่ยวเฉยๆ พอเราเร่งความเพียร มันก็กลับมาเองหนีจากเราไปไม่พ้น เพราะจิตเป็นเหมือนสุนัขนั่นแล เจ้าของไปไหน มันต้องติดตามเจ้าของไปจนได้ นี่ถ้าเราเร่งความเพียรเข้าให้มาก จิตก็ต้องกลับมาเอง ไม่ต้องติดตามมันให้เสียเวลา มันหนีไปไหนไม่พ้นเราแน่ๆ จงพยายามทําความเพียรเข้าให้มากเชียว มันจะกลับมาในเร็วๆ นี้แล ไม่ต้องเสียใจให้มันได้ใจ เดี๋ยวมันว่าเราคิดถึงมันมาก มันจะไม่กลับมา จงปล่อยความคิดถึงมันเสีย แล้วให้คิดถึงพุทโธติดๆ กันอย่าลดละ พอบริกรรมพุทโธถี่ยิบติดๆ กันเข้า มันวิ่งกลับมาเอง คราวนี้แม้มันกลับมา ก็อย่าปล่อยพุทโธ มันไม่มีอาหารกิน เดี๋ยวมันก็วิ่งกลับมาหาเรา
จงนึกพุทโธเพื่อเป็นอาหารของมันไว้มากๆ เมื่อมันกินอิ่มแล้วต้องพักผ่อน เราจะสบายขณะที่มันพักสงบตัวไม่วิ่งวุ่นขุ่นเคืองเที่ยวหาไฟมาเผาเรา ทําจนไล่มันไม่ยอมหนีไปจากเรา นั่นแลพอดีกับใจตัวหิวโหยอาหารไม่มีวันอิ่มพอ ถ้าอาหารพอกับมันแล้ว แม้ไล่หนีไปไหน มันก็ไม่ยอมไป ทําอย่างนั้นแล จิตเราจะไม่ยอมเสื่อมต่อไป คือ ไม่เสื่อม เมื่ออาหาร คือ พุทโธ พอกับมัน จงทําตามแบบที่สอนนี้ ท่านจะได้ไม่เสียใจ เพราะจิตเสื่อมแล้วเสื่อมเล่าอีกต่อไป”
เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖ แก้จิตเสื่อมสําเร็จ
นี่ล่ะรากฐานที่จะยึดได้เป็นอย่างนี้ ชะรอยมันจะเป็นเพราะเรากําหนดเฉพาะจิตเฉยๆไม่มีคําบริกรรมกํากับมันถึงได้เสื่อม ถึงเวลามันเสื่อมแล้วเอาไว้ไม่อยู่ ทีนี้เราก็เห็นมีวิธีเดียวจะเอาคําบริกรรมติดกับใจ สติไม่ให้เผลอ ให้อยู่กับใจ มันจะเสื่อมได้ไปในทางใด ให้เราทราบในตอนนี้ พอว่างั้น ก็ปลงใจลงที่จะบริกรรม นําพุทโธ สําหรับเราเอง ชอบพุทโธ นําพุทโธมาประจํา สติติดอยู่กับพุทโธ เราทํามาแล้ว เป็นที่ยอมรับในตัวของเราเองประจักษ์ไม่สงสัยแล้วจึงเอาสิ่งที่แน่ใจนี้มาสอน เราเริ่มทีแรก คือ จิตเรามันเจริญแล้วเสื่อม ทีแรกจิตมันแน่นปึ๋งเหมือนภูเขาทั้งลูก เราไม่รู้จักวิธีรักษา เพราะทางไม่เคยเดิน สิ่งที่ไม่เคยรู้ รู้ขึ้นมาก็ไม่รู้จักวิธีรักษา
เมื่อไม่รู้จักวิธีรักษา จิตมันก็เสื่อม พอเสื่อมแล้วก็พลิกใหม่เอาใหม่ ตั้งแต่นั้นมาเจริญแล้วเสื่อมๆ อยู่อย่างนั้นตลอด ปีหนึ่งกับ ๕ เดือน อกจะแตก จิตเสื่อมนี้ แหม ! ทุกข์มากนะ จิตมีความแน่นหนามั่นคง จิตสงบเย็นตลอดเวลา แล้วมาเสื่อมไปเสีย มีแต่ไฟเผาแทนกันเลยเทียว อยู่ที่ไหนหาความสะดวกสบายไม่ได้ จึงได้ทบทวนพิจารณาดูตัวเอง คือเวลาเรากําหนดเอาแต่ความรู้เฉยๆ ทีนี้สติมันอาจเผลอไปไม่รู้ตัว ขยับเข้าไป ๑๔ – ๑๕ วันขึ้นไปได้ พอไปอยู่นั้นได้เพียงสองคืนเสื่อม เสื่อมเหมือนกลิ้งครกลงจากภูเขา ผึงเลยใครห้ามไม่อยู่ทั้งนั้น ลงผึงเลย เหลือแต่อีตาบัวไม่มีค่าเลย
เอ้า ! ไสขึ้นไปอีก กว่าจะไปถึงนั้น ๑๔ – ๑๕ วัน ไปอยู่ได้คืนหรือสองคืนลง เป็นอย่างนี้ปีกับ ๕ เดือน เอ๊ ! เป็นยังไง ความทุกข์ก็ทุกข์มาตลอดปีกับ ๕ เดือน เป็นเพราะเหตุไรนา จิตของเราเจริญแล้ว เวลามันเสื่อมนี้ถึงเอาไว้ไม่อยู่ เรามาพิจารณาดูก็มาสะดุดเอาที่สติ เราอาจจะขาดคําบริกรรม คือตอนนั้นเรากําหนดแต่จิตเฉยๆ ไม่มีคําบริกรรมกํากับ จิตของเราอาจเผลอ สติของเราอาจเผลอไปได้ตอนนั้น กิเลสเข้าแทรกได้ จิตจึงเสื่อมได้ แต่นี้ต่อไปเราจะเอาพุทโธ
นี่ตั้งใหม่นะ กําหนดรวมมาหมดเรียบร้อยแล้วก็เอ้า ! ทีนี้ให้อยู่กับพุทโธ เอาคําบริกรรม พุทโธ นิสัยเราชอบพุทโธ คําบริกรรมนี้แล้วแต่นิสัยของใครชอบอันไหน เอาได้ทั้งนั้น เราชอบพุทโธ เลยเอาพุทโธติดเป็นคําบริกรรม ไม่ยอมให้จิตคิดออกไปไหนเลย จะให้อยู่กับคําบริกรรมคําเดียวมีสติบังคับเอาไว้ เช่น ช่องนี้กิเลส คือ สังขารมันปรุงออกมาจากอวิชชา มันดันออกมาให้อยากคิดอยากปรุง อยากรู้อยากเห็น อยากตลอดเวลาพลุ่งๆ อยู่ตลอด
ทีนี้เวลาเอาคําบริกรรมเข้าไปปั๊บ ปิดช่องมันเลย แต่เราเอาจริงเอาจังนะ ไม่ได้ทําเล่นพอลงใจแน่แล้ว เอาล่ะที่นี่เราจะเอาวิธีนี้ เป็นตายก็วิธีนี้ให้เห็นเหตุเห็นผลกัน เรื่องเสื่อมก็ตาม เจริญก็ตาม เราจะปล่อยหมด มันจะเสื่อมก็ให้เสื่อมไป เจริญก็เจริญไป เพราะเรายุ่งกับมันนี้เป็นทุกข์แสนสาหัส ทีนี้เราจะไม่ยุ่ง แต่เราจะอยู่กับพุทโธคําบริกรรมคําเดียวไม่ให้เผลอ ตัดสินตัวเอง แน่ใจแล้วเหรอ แน่ เอา ! ถ้าแน่ใจแล้วตั้งแต่บัดนี้ต่อไป เหมือนกับนักมวยจะต่อยกัน พอระฆังดังเป๋งก็ซัดกันเลย อันนี้พอลงใจว่า เอาล่ะนะ คําบริกรรมกับสติติดแนบอยู่กับใจนี้เท่านั้นล่ะ เป๋งล่ะที่นี่ ไม่ให้เผลอเลย ตั้งแต่ตื่นนอนไม่ให้เผลอแม้ขณะเดียวไม่มี เอ้า ! อกมันจะแตกให้แตกให้เห็น สติจะเผลอไปไม่ได้กับคําบริกรรมนี้ ซัดกันเลย นี่เห็นชัดเจน ในวันนั้นเหมือนอกจะแตก
เราจึงได้รู้ว่า สังขารตัวนี้มันปรุงออกไป ทําให้จิตเราเสื่อม มันคิดออกไป ไปกว้านเอากิเลสมาเผาเราๆ จิตเราจึงเสื่อมได้ ทีนี้เมื่อไม่ให้มันคิด ให้คิดแต่กับคําว่าพุทโธ พุทโธเป็นทางเดินของธรรม เป็นงานของธรรม สั่งสมธรรมขึ้นมาก็เป็นนํ้าดับไฟล่ะซิ
พุทโธๆ ติดไม่ยอมให้เผลอเลย ตั้งแต่ตื่นนอนจนคํ่า ขณะไหนไม่ให้มีเลย ฟังซิ นี่ล่ะทุกข์มากที่สุด ทีนี้ความคิดนี้มันก็ดันขึ้นๆ วันแรกเหมือนอกจะแตก มันดัน มันจะคิดจะปรุง ไม่ให้คิดเป็นยังไงก็ไม่ยอมให้คิด จะมีแต่พุทโธๆ ติดตลอดเวลา วันนั้นทั้งวันเหมือนอกจะแตก จึงได้เห็นโทษของความคิดปรุงนี้มันดันถึงขนาดอกจะแตก มันออกไม่ได้ เพราะพุทโธปิดมันไว้ พอวันแรกผ่านไป วันที่สองต่อไปอีก แบบไม่ให้เผลอเหมือนกัน ติดตลอดตั้งแต่ตื่นนอนปั๊บจนกระทั่งถึงหลับ ไม่ให้มีเวลาไหนเผลอเลย เพราะอยู่คนเดียว พ่อแม่ครูจารย์มั่นไปเผาศพหลวงปู่เสาร์ ท่านสั่งไว้ว่า“ให้ท่านมหาอยู่องค์เดียวนะ นี่จะไปเผาศพครูจารย์เสียก่อน แล้วจะกลับมาหาท่าน” ท่านว่าอย่างนั้น เราไม่ได้ลืม “ตั้งใจภาวนาให้ดีนะ” ท่านว่า เท่านั้นล่ะ ฝังลึกนะคําพูดของท่าน
เราก็พอดีได้จังหวะอยู่คนเดียว อยู่บ้านนาสีนวล ไม่ใช่วัดดอยธรรมเจดีย์นะ วัดบ้านเขาวัดร้าง เราอยู่ที่นั่น เอาอยู่นั่นเลยหลายวัน แต่ไม่ให้เผลอทั้งนั้น ที่มันหนักมากอกจะแตกลําดับหนึ่ง แล้วลดลงมาๆ ค่อยเบาลงๆ ความคิดปรุงของสังขารที่ดันขึ้นๆ จนอกจะแตกนี้เบาลงๆ จิตนี้ก็ค่อยสงบเข้าไป เย็นเข้าไปๆ พุทโธถี่ยิบไม่ให้เผลอ สติติดแนบเลย จากนั้นมาจิตของเรา ก็ค่อยละเอียดๆ นี่ล่ะที่นี่เข้ามาถึงจุดนี้แล้วนะ พอมันไปเต็มที่แล้ว มันออกไม่ได้แล้วสังขารความคิด เพราะสติกับคําบริกรรมปิดแน่นเลยไม่ให้ออก ทีนี้ก็สร้างความร่มเย็น สร้างความสงบเข้ามาภายในใจ เย็นขึ้นๆ สังขารความคิดปรุงเบาไปๆ ทางนี้ค่อยเย็นขึ้นๆ คําบริกรรมไม่หยุด
พอถึงขั้นมันละเอียด พุทโธๆ ไปถึงจุดนี้แล้ว พุทโธหายเงียบเลย เหลือแต่ความรู้ที่ละเอียดสุดอยู่ในนั้น แล้วเกิดความงง งงก็ไม่ให้เผลอ นั่นน่ะฟังซิ เอ๊ะ ! ทําไมคําบริกรรม เราบริกรรมมาตลอด แล้วทําไมถึงบริกรรมไม่ได้ มันหายไปไหน ตั้งขึ้นมาก็ไม่ได้ เงียบเลย แต่ความรู้เด่นอยู่นะ ละเอียด เอ้า ! ถ้าบริกรรมไม่ได้ ให้อยู่กับความรู้อันนี้ด้วยสติอีกเหมือนกัน เผลอไม่ได้อีก ต่อกันไปเลย ทีนี้พอมันได้จังหวะแล้ว มันก็ค่อยคลี่คลายออกมา พอคลี่คลายออกมา บริกรรมได้ พุทโธได้ก็พุทโธๆ ติดเข้าไปอีก ทีแรกเวลาจิตละเอียดจริงๆ แล้วบริกรรมไม่ได้นะ หมด ให้อยู่กับความรู้อันนั้น พอจากนั้นมาคลี่คลายออกมาแล้ว บริกรรมเข้าไปอีก พอเข้าไปได้จังหวะมันละเอียดเข้าไปเต็มที่แล้ว มันก็หยุดอีก เราก็รู้วิธีต่อไป
ต่อไปจิตของเรานี้ มันก็ค่อยเย็นขึ้นๆ เย็นขึ้นจนกระทั่งถึงที่ว่า มันเจริญแล้วเสื่อมได้ คืนสองคืนเสื่อม เอ้า ! เจริญก็เจริญ เสื่อมก็เสื่อม คราวนี้จะเอาให้เห็นพริกเห็นขิงกันคราวนี้พุทโธนี้จะไม่ปล่อย เจริญก็เจริญ มันจะเสื่อมพาลงนรก เราก็จะลงด้วยพุทโธของเรานี่ล่ะลงเลย ถึงนั่นแล้วแทนที่จะเสื่อมไม่เสื่อมนะที่นี่ อยู่นั่นล่ะ เอา ! เสื่อมก็เสื่อม ปล่อยเลยไม่เป็นอารมณ์ พุทโธกับสติติดแนบๆ แล้วก็ค่อยแน่นหนามั่นคงขึ้นๆ เรื่อยๆ ทีนี้ไม่เสื่อม นั่นเห็นไหม จับได้แล้วที่นี่ มันเคยไปอยู่ได้สองคืนเสื่อมลง ทีนี้ไม่เสื่อม ไม่เสื่อมก็ติดกันเรื่อยๆ แล้วละเอียดเข้าๆ จนกระทั่งฟาดนั่งหามรุ่งหามคํ่าล่ะที่นี่
นี่ล่ะ เราสรุปความให้ท่านทั้งหลายฟังว่า เรื่องความคิดความปรุงนี้ เวลามันดันออกมามากๆ นี้เหมือนอกจะแตกนะ คือ มันอยากคิดอยากปรุง นี่เรื่องของกิเลสออกทํางาน เอาไฟมาเผาเรา เวลาเอาพุทโธบีบบังคับเอาไว้ไม่ให้มันออก มันจึงอกจะแตก อกจะแตกก็ตาม พุทโธไม่ถอย ต่อไปพุทโธก็สร้างธรรมขึ้นมาภายในใจ ใจก็สงบเย็นขึ้นไปๆ ความคิดความปรุงที่หนาแน่นแต่ก่อนเบาลงๆ สุดท้ายเบาไปเลย มีแต่ความสว่างไสวในจิตใจขึ้นเรื่อยๆ
ให้พากันจํานะ การภาวนาไม่มีครูมีอาจารย์แนะนําสั่งสอนที่ถูกต้องแม่นยํา จิตมันไขว่คว้า มันเหลวไหลโลเล ไม่มีหลักมีเกณฑ์ ให้ยึดให้ดี ดังที่ว่านี่ หลักนี้เป็นหลักที่ถูกต้อง ได้ดําเนินมาเรียบร้อยแล้ว เป็นที่ตายใจ จึงได้นํามาสอนพี่น้องทั้งหลาย ว่าไม่ผิด ขอให้ดําเนินตามนี้เถิด มันจะเสื่อมไปไหน ถ้าลงสติกับคําบริกรรมติดกันอยู่แล้ว จะฟื้นตัวขึ้นมาจนได้นั่นแหละ
ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องนี้ไว้ว่า
“ถ้านักปฏิบัตินะ ไม่เคยจิตเจริญแล้วจิตเสื่อม ไม่ใช่นักปฏิบัติ เพราะคนที่ปฏิบัติมันจะมีจิตเจริญขึ้นมา แล้วมันก็ต้องมีเสื่อมเป็นธรรมดา แล้วเวลาจิตเจริญขึ้นมา เจริญขึ้นมาเพราะเหตุใด เจริญขึ้นมาด้วยความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ แล้วถ้าความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ ไม่มีสติปัญญาควบคุมมันดี มันจะเสื่อมของมันไป
หลวงตาท่านบอกว่า จิตเสื่อมไปปีกับห้าเดือน ทุกข์คราวใดเท่ากับจิตเสื่อมอันนี้ไม่มีท่านจําแม่นในหัวใจเลย ทุกข์มาก เพราะดูจิต ไม่ได้กําหนดคําบริกรรม
คําว่า ดูจิต ของหลวงตานี่ท่านเคยดูมาแล้วผิดพลาด เราถึงมั่นใจมาก หลวงตาไม่เคยพูดเรื่องดูจิตเลย ใครไปหาท่าน ท่านจะบอกให้พุทโธอย่างเดียว เพราะอะไร? เพราะท่านเคยผิดพลาดมาก่อน คนที่มีความผิดพลาดมาก่อน คนที่ทําเสียหายมาก่อน จะไม่สอนให้คนทําผิดเหมือนเรา จะไม่สอนให้คนทําผิดเหมือนเรา ให้เรารักษาจิต รักษาใจนะ ให้รักษามัน ให้ดูแลหัวใจของตัว ท่านพูดในทํานองนี้ ท่านพูดให้เราทํานองว่ารักษามันนะ เราตั้งสติรักษามัน ไม่ใช่ดูจิตอย่างนั้น แล้วถ้าดูจิตอย่างนั้น พอเวลาท่านผิดพลาดมาแล้ว ท่านถึงได้เขียนหนังสือออกมาว่า ปัญญาอบรมสมาธิ หลวงตาท่านสอนเรื่อง ปัญญาอบรมสมาธิ ท่านไม่ได้บอกว่า ดูจิต !”
เดินทางไปรับหลวงปู่มั่น – หลวงปู่มั่นถ่ายรูป
หลวงปู่มั่น ท่านเมตตาอนุญาตให้ถ่ายรูป เป็นเหตุการณ์เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖ ดังนี้
“พอเราไปถึงบ้านนํ้ากํ่า แถวนี้สามแยกนํ้ากํ่า นี่พระธาตุพนม นี้ไปอุบลฯ นี้มาทางอําเภอนาแก เรามาพักอยู่วัดป่าสามแยกนี่ เราถามโยมเขา ทราบว่าท่านมาเมื่อวานนี้ คือเราไปรับท่าน ท่านไปเผาศพหลวงปู่เสาร์มา กะว่าเผาวันนี้ วันนี้ท่านจะออก ตามธรรมดาท่านไม่ยุ่งกับใครท่านไปด้วยความจําเป็น เป็นอาจารย์ของท่าน ท่านไปเผาศพให้ ท่านให้เราเฝ้าวัดอยู่ที่วัดนาสีนวล พอเผาศพวันนั้น กะวันนั้นเราก็ออกเดินทางจากวัดนาสีนวลไปเลย พองานศพหลวงปู่เสาร์เสร็จวันนี้ วันหลังนั้นท่านก็ออกมาเลย ท่านไปพักวัดอ้อมแก้ว เดี๋ยวนี้ดูไม่เรียกวัดอ้อมแก้วที่ธาตุพนม พอเราไปถึงสามแยกนํ้ากํ่า มาถามข่าวเขา ชื่อท่านไปที่ไหนดังล่ะ ถามพอดีได้ความเลย ท่านมาถึงแล้ว มาที่ธาตุพนมแล้ว พอเราทราบ เราก็บึ่งเข้าไปที่วัดอ้อมแก้ว ไปก็ไปเห็นท่าน
เราก็ไปนิมนต์ท่านมา เรากราบเรียนท่านว่า “สถานที่นี้มันไม่สะดวกสบาย รู้สึกว่าวุ่นวาย สู้สถานที่ที่ผมพักอยู่ไม่ได้ นั้นมันเป็นวัดป่าเหมาะสมดีเหลือเกิน ที่บ้านฝั่งแดงเวลานี้เป็นวัดร้าง กระผมมาพักอยู่องค์เดียว ที่นั่นดี สงัดมากทุกอย่าง” ท่านว่า “ฮือ ! อย่างนั้นเหรอ ถ้างั้นก็ไปสิ” เพราะท่านเป็นไข้หวัดใหญ่มาจากโน้น ดูเหมือนอยู่นั้นสองคืนเท่านั้นล่ะมั้ง เดินมาๆ ท่านเป็นไข้หวัดใหญ่มาจากอุบลฯ เดินมาจากพระธาตุพนม มานี้ก็ประมาณสัก ๗ – ๘ กิโลฯ เห็นจะได้นะ จากวัดอ้อมแก้วนี่ พระธาตุพนมอยู่ทางโน้น วัดอ้อมแก้วอยู่อีกทาง เป็นวัดท่านอาจารย์เสาร์เป็นผู้สร้างนะ พอตื่นเช้าวันหลังท่านไปเลย พอกราบเรียนท่านแล้ว ท่านเดินไปนะ
ออกจากนั้นมาก็มาพักบ้านฝั่งแดง (เสนาสนะป่าบ้านฝั่งแดง ตําบลฝั่งแดง อําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม) ถ่ายรูปท่านั่ง – ท่ายืน ที่วัดฝั่งแดงนี่ ที่มีต้นไม้ (ต้นค้อ) อยู่ข้างหลังท่าน ท่านยืนอยู่ใต้ร่มไม้นั่น เราอยู่ที่นั่น ท่านอนุโลมให้ลูกศิษย์ของท่าน”
หลังจากนั้นองค์หลวงตาฯ ท่านติดตามหลวงปู่มั่น ออกเดินทางกลับมาพักที่เสนาสนะป่าบ้านนามน ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร
๙ ปีสําเร็จนับจากออกปฏิบัติ
บวชมาคือทีแรกคิดว่าบวชมา ๙ ปีนี้สําเร็จ ก็เร่งภาวนา พรรษา ๙ ออกแล้ว จิตมันยังเจริญแล้วเสื่อมๆ อยู่อย่างนั้น แต่ที่ว่าเสื่อมมาทํากลดนี่ล่ะ มันเสื่อม เสื่อมตั้งแต่พรรษา ๘ จนกระทั่งพรรษา ๙ ผ่านไปแล้ว มันยังเจริญเสื่อมๆ ไม่หยุด จนถึงเดือนเมษาฯ (พ.ศ. ๒๔๘๖) โน่นน่ะแล้วพรรษา ๙ ก็ออกไปแล้ว สําเร็จได้ยังไง จิตคนมันเป็นบ้าอยู่อย่างนี้ เอาอะไรมาสําเร็จ แต่มันก็คิดไปปั๊บอีกแง่หนึ่ง หรือจะเป็นออกปฏิบัติ ๙ ปี ได้สําเร็จนา ถ้า ๙ ปี ในการออกบวชนับการออกบวชมาถึง ๙ ปี ไม่สําเร็จ หรือจะเป็นไปทางว่า ออกปฏิบัติได้ ๙ ปีสําเร็จนะ
ทีนี้มันก็เลยปล่อยอันนั้น ปล่อยที่ว่า ๙ ปี ในการบวชสําเร็จ มันไม่สําเร็จนี่ นี่ ๙ พรรษาแล้วก็ไปถึง ๙ ปี จนเข้าพรรษา ๑๐ มันยังไม่สําเร็จ แต่เดือนเมษาฯ ไปแล้วนั้นมันเจริญแล้วล่ะจิตนี่ ทางสมาธิเจริญแล้วไม่เสื่อมล่ะที่นี่
พรรษา ๑๐ นั้นเป็นพรรษาที่ทุ่มเต็มที่กําลังวังชา ทุ่มความเพียรนี้เต็มที่ในชีวิตของเรา ประกอบความเพียรที่เกี่ยวกับประโยคพยายามทางร่างกายด้วยนี้เป็นพรรษานั่นล่ะ เป็นพรรษาที่เด็ดที่สุด เมื่อถึงพรรษา ๑๐ เข้าพรรษาแล้ว มันก็หมดหวังที่ว่า ๙ ปีสําเร็จ แสดงว่าไม่ใช่ ๙ ปีสําเร็จในการออกบวช แต่คิดว่าคงเป็น ๙ ปีสําเร็จ เพราะการปฏิบัติ ปฏิบัติ ๙ ปีถึงจะสําเร็จคิดใหม่นะ อันนั้นคงไม่ใช่ คงจะใช่อันนี้ ว่างั้นนะ
คือ ๙ มีสอง ๙ หนึ่ง) ๙ ตั้งแต่บวช เราบวชมาจนกระทั่งถึงพรรษา ๙ เรียกว่า ๙ ปี สอง) ตั้งแต่เริ่มออกปฏิบัติไปจนกระทั่งถึง ๙ ปี จึงสําเร็จนี้อันหนึ่ง อาจจะเป็นอันนี้ก็ได้ ทีนี้ใจก็รู้สึกว่า มันปักอยู่ตรงนั้น เร่ง ๙ ปี พอพรรษา ๑๐ จิตรู้สึกว่าแน่ใจล่ะเรื่องความเสื่อมนั้นไม่เสื่อม เพราะความเพียรเอากันอย่างเต็มที่ มันบอกอยู่ชัดๆ นี่ว่าจิตได้ฐาน ได้อะไรชัดเจนแล้ว จนถึงกับออกอุทานว่า เอ้อ ! ต้องอย่างนี้ไม่เสื่อม ทีนี้ไม่เสื่อม มันชัดอยู่นี่
ภาค ๕ สู่อริยภูมิ กระแสพระนิพพาน
กิเลสกล่อม ธรรมเตือนสติ
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ก่อนเข้าพรรษา องค์หลวงตาฯ ขณะอยู่ศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่น ที่เสนาสนะป่าบ้านนามน ท่านเริ่มหักโหมทําความเพียรอย่างหนักมาตั้งแต่เดือนเมษายน และ พฤษภาคม เกิดเหตุการณ์กิเลสกล่อมเช่นเดียวกับพระวัชชีบุตร พระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาลซึ่งวันบรรลุธรรม ท่านภาวนาอยู่ในป่าช้าองค์เดียว ท่านได้ยินเสียงเขาเล่นมหรสพสนุกสนานแล้วก็เกิดความท้อถอยน้อยใจ จนเทวดาที่เคยเป็นเพื่อนกันมาแต่ชาติปางก่อนมาเตือน ดังนี้
“การอยู่คนเดียวมันสนุกประกอบความเพียร ไม่พูดคุยกับใครเลย มีคนเดียว ไม่มองเห็นใคร เห็นแต่เราคนเดียว ไม่กินข้าวกี่วันก็ไม่เห็นใครทั้งนั้น เราสนุกทําความเพียรตลอดเวลา เว้นแต่เวลาหลับเท่านั้น ไม่มีอะไรมายุ่งเกี่ยวในวงความเพียร บางทีกิเลสมันกล่อมเราเหมือนกันนะ โธ่ ! มาอยู่อย่างนี้เหมือนคนสิ้นท่า ไม่มีคุณค่ามีราคาอะไรเลย โลกสงสารเขาก็อยู่ได้อย่างสะดวกสบายสนุกสนาน ไม่ต้องมารับความทุกข์ทรมานเหมือนเราซึ่งเปรียบเหมือนคนสิ้นท่านี่ ทําไมจึงต้องมาทรมานอยู่ในป่าในรกกับสัตว์กับเสืออย่างนี้ ไม่มีคุณค่าราคาอะไร นี่มันจะทําให้ท้อถอยน้อยใจและอ่อนความเพียร มันมีได้ กิเลสมันกระซิบขึ้นมาเหมือนอย่างพระวัชชีบุตร
อันนี้เราบางทีก็มี อย่างวันหนึ่งผมยังไม่ลืม ผมไม่ได้ดูนาฬิกา เราก็นั่งภาวนาจะไปดูนาฬิกาอะไร มันดึกจริงๆ นะวันนั้น จิตมันยังลงไม่ได้ ทางภาคอีสานเขาเรียกลํา เขาลํายาวข้ามทุ่งนาไปจากบ้านนามน เขามาเที่ยวสาวทางบ้านนามน เขาอยู่บ้านโพนทอง ด้านตะวันออกวัดบ้าน-นามนนู้นน่ะ เขาลํายาวไปตามทุ่งนา ฟังอาการเขาร้องเพลง เขาลํายาวเพลงภาคนี้ จิตมันยังวิตกขึ้นมาได้ในขณะนั้น โอ้ ! เขายังมีความสนุกสนานรื่นเริง เดินขับลําทําเพลงตัดทุ่งนาไปอย่างเพลิดเพลิน ไม่มีความทุกข์กายทรมานใจเหมือนเรา ไอ้เรานี้กําลังตกนรกทั้งเป็น
ดูซิมันคิดปรุงขึ้นมา ไม่มีใครที่จะทุกข์ยิ่งกว่าเราคนในโลกนี้ กําลังตกนรกทั้งเป็นอยู่เวลานี้ ใครไม่เคยเห็นนรกและคนตกนรกก็จงมาดูเรา ซึ่งกําลังตกนรกทั้งเป็นอยู่เวลานี้ นี่มันคิดปรุงขึ้นมาในขณะที่ได้ยินเสียงลํา (เพลงอีสาน) เขา ธรรมะก็ปรากฏขึ้นในขณะนั้นว่า เราเคยตกนรกทั้งเป็นกับกิเลส ตกนรกทั้งตายกับกิเลส มากี่กัปกี่กัลป์แล้ว นี่จะตะเกียกตะกายตนให้พ้นจากนรกของกิเลส ทําไมจึงเห็นว่าเป็นความทุกข์ความลําบาก เธอประกอบความเพียรหาอะไร หานรกอเวจีที่ไหนเวลานี้ นั่น มันปุ๊บขึ้นเลย มันแก้กันทันที จากนั้นไม่นาน จิตก็ลงได้ นี่แหละที่เรียกว่า มาร มันมีได้เป็นได้”
พ.ศ. ๒๔๘๖ จําพรรษา ๑๐ ที่เสนาสนะป่าบ้านนามน – วัดที่ระลึกความเพียร
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ พอเข้าพรรษา องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้อยู่จําพรรษากับหลวงปู่มั่น ที่เสนาสนะป่าบ้านนามน ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ปัจจุบัน คือ วัดป่า-นาคนิมิตต์ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านโคกประมาณ ๔ กิโลเมตร ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“วัดบ้านนามน จึงเป็นวัดที่ระลึกในชีวิตและความเพียรสําหรับผม เพราะตั้งแต่เราบวชมา การหักโหมทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน ก็มีพรรษานั้นในชีวิตของเรา คือ พรรษาที่ ๑๐ ในชีวิตของพระเรา ปีพรรษา ๑๐ หนักมากที่สุด หนักทั้งทางร่างกาย ทั้งทางจิตใจ ทางร่างกายก็นั่งตลอดรุ่งๆ เรียกว่า หนักทางร่างกาย ทางจิตนี้บังคับตลอดเวลา ในสามเดือนนั้นกลางวันไม่ให้นอนเลย เว้นแต่คืนไหนนั่งตลอดรุ่ง มาตอนเช้าวันหลังก็พักให้ ถ้าไม่มีการนั่งตลอดรุ่งกลางวันไม่ให้พัก ความเพียรและความหักโหม มันเริ่มมาตั้งแต่ยังไม่เข้าพรรษา เดือนเมษายน และ พฤษภาคมน่ะ มาจากพระธาตุพนมกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านไปเผาศพพ่อแม่ครูอาจารย์เสาร์กลับมา ก็ไปรับท่านมาด้วยกัน ก็เข้ามาอยู่บ้านนามน จําพรรษาที่นั่น มันหมุนติ้วๆ เริ่มแต่โน่นแล้ว สมาธิเริ่มแน่นไม่เสื่อมอีกมาตั้งแต่เดือนเมษายน แต่นี้ไม่เกี่ยวกับสมาธิ แต่เป็นปัญญาในเวลาจนตรอก มันเป็นปัญญาสายฟ้าแลบ สติปัญญากับกิเลสราวกับมัดคอติดกัน ไม่ใช้ปัญญาได้ยังไง เวลามันจะตาย มันจนตรอกจนมุมก็ต้องใช้ปัญญาซิ เวลารู้ขึ้นมา มันก็รู้ด้วยปัญญา
ที่ว่าเกิดความอาจหาญในเรื่องความเป็น ความตาย อะไรมันตาย พิจารณาจนกระทั่งหาสิ่งที่ตายไม่ได้เลย นี้มันกลัวอะไร มันกลัวตาย หือ โกหกกัน นั่น เวลาพิจารณาลงไป ดินก็เป็นดิน นํ้าเป็นนํ้า ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ใจที่กลัวตายมันก็ไม่ตาย มันยิ่งเด่น ยิ่งเห็นชัด มันตายได้ยังไง มันสง่าผ่าเผย รู้เด่น นี่มันตายได้ยังไงโกหกกัน นี่ล่ะพรรษานี้เอากันอย่างเต็มเหนี่ยวเลย หักโหมร่างกายหักโหมมากจริงๆ กลางวันไม่นอนเลย เว้นแต่วันไหน เรานั่งสมาธิตลอดรุ่ง วันนั้นจะยอมพักกลางวันให้ ถ้าวันไหนทําความเพียรธรรมดา กลางวันไม่พักให้เลย ไม่นอนกลางวันในพรรษานั้น ถึงว่ามันหักโหมมาก
พรรษาที่หนักมากในชีวิตของนักบวช ผมหนักมากพรรษานั้น แต่ไม่ได้สนใจว่าเป็นภาระหนักมากนะ เพราะความมุ่งมั่นมาก มันจําไม่ลืม กลางวันไม่นอน เดินจงกรม หมากพลูไม่แตะเลยในสามเดือน ทิ้งเลย พอหลังออกพรรษาแล้วไปที่ไหน แต่ก่อนมันมีหมากพลูเต็มไปหมดนี่ เขาเอามาถวายก็ฉันไปอย่างนั้นเอง เลยฉันมาเรื่อยๆ ปีนั้นมันหักโหมเต็มที่ ทิ้งหมดเรื่องหมาก เรื่องอะไรไม่เอา มันเป็นกังวล ไม่เอาทิ้งหมดเลย จิตเป็นเหมือนหิน สมาธิแน่นปึ๋งเหมือนหิน แต่มันไม่ใช้ปัญญาน่ะซิ ถ้าใช้ปัญญา มันก็จะไปรวดเร็วกว่านั้น มันเพลินกิน เพลินนอนอยู่กับสมาธินั้นเสียมันขี้เกียจ มันสบาย ไม่ยุ่งกับอะไร จิตมันอิ่มตัวของมัน อิ่มตัวในขั้นสมาธินะ ไม่ใช่อิ่มตัวด้วยการหลุดพ้นโดยประการทั้งปวงแล้ว มันอิ่มตัวในสมาธิ ไม่ยุ่งกับอารมณ์อะไร รูปเสียงอะไรๆ ไม่ยุ่ง สบายอยู่นั้น แบบหมูได้เขียง ไม่ได้คิดว่าเขียงคือที่รองสับยําหมูเลย”
พ.ศ. ๒๔๘๖ พรรษา ๑๐ นั่งภาวนาตลอดรุ่งคืนแรก บรรลุโสดาบัน
ตอนที่เห็นความอัศจรรย์ก็เห็นตอนนั่งภาวนาตลอดรุ่ง ตั้งแต่เริ่มคืนแรกเลยพิจารณาทุกขเวทนา แหม ! มันทุกข์แสนสาหัสนะ ทีแรกก็ไม่นึกว่าจะนั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่ง นั่งไปๆ ทุกขเวทนาเกิดขึ้นๆ พิจารณายังไงก็ไม่ได้เรื่อง “เอ๊ะ ! มันยังไงกันนี่ว่ะ เอ้า ! วันนี้ตายก็ตาย”เลยตั้งสัจอธิษฐานในขณะนั้น เริ่มนั่งตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงสว่างถึงจะลุก “เอ้า ! เป็นก็เป็น ตายก็ตาย” ฟาดกันเลยทีเดียว จนกระทั่งจิตซึ่งไม่เคยพิจารณา ปัญญายังไม่เคยออกแบบนั้นนะ
แต่พอเวลามันจนตรอกจนมุมจริงๆ โอ๋ย ! ปัญญามันไหวตัวทันเหตุการณ์ทุกแง่ทุกมุม จนกระทั่งรู้เท่าทุกขเวทนา รู้เท่ากาย รู้เรื่องจิต ต่างอันต่างจริง มันพรากกันลงอย่างหายเงียบเลย ทั้งๆ ที่เราไม่เคยเป็นอย่างนั้นมาก่อนเลย กายหายในความรู้สึก ทุกขเวทนาดับหมด เหลือแต่ความรู้ที่สักแต่ว่ารู้ ไม่ใช่รู้เด่นๆ ชนิดคาดๆ หมายๆ ได้นะ คือ สักแต่ว่ารู้เท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนที่สุด อัศจรรย์ที่สุดในขณะนั้น พอถอนขึ้นมาก็พิจารณาอีก แต่การพิจารณา เราจะเอาอุบายต่างๆ ที่เคยพิจารณามาแล้วมาใช้ในขณะนั้นไม่ได้ผล มันเป็นสัญญาอดีตไปเสียต้องผลิตขึ้นมาใหม่ให้ทันกับเหตุการณ์ในขณะนั้น จิตก็ลงได้อีก คืนนั้นลงได้ถึง ๓ ครั้งก็สว่าง โอ๋ย ! อัศจรรย์เจ้าของล่ะซิ
รุ่งเช้ามาพอได้โอกาส ก็ขึ้นไปกราบเรียนท่านอาจารย์มั่น ซึ่งตามปกติมีความกลัวท่านมาก แต่วันนั้นไม่ได้กลัวเลย อยากจะกราบเรียนเรื่องความจริงให้ท่านทราบ ให้ท่านเห็นผลแห่งความจริงของเรา ว่าปฏิบัติมาอย่างไรจึงได้ปรากฏเช่นนี้ พูดขึ้นมาอย่างอาจหาญเลย ทั้งๆ ที่เราไม่เคยพูดกับท่านอย่างนั้น พูดขึงขังตึงตังใส่เปรี้ยงๆ พอเล่าถวายท่านจบแล้วก็หมอบฟังท่าน ท่านขึ้นทีแรกท่านยอ “เอ้อ ! มันต้องอย่างนี้แหละ” ท่านว่างั้นเลย “เอาล่ะที่นี่ได้หลักแล้ว เอาเลย อัตภาพร่างกายอันเดียวนี้มันไม่ได้ตายถึงห้าหน มันตายหนเดียวเท่านั้น ทีนี้ได้หลักแล้ว เอาเลย” โอ๋ย ! เราก็เป็นหมาตัวหนึ่งเหมือนกันนะ ลงมาเห่าลมเห่าแล้งก็เห่า ใบไม้ร่วงก็เห่า มันกล้าหาญเช่นไรทั้งจะเห่า ทั้งจะกัด ฟัดอีกๆ…
องค์หลวงตาฯ ท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นต้นจากการพิจารณาเวทนาขณะนั่งตลอดรุ่ง เป็นพระโสดาบัน อันเป็นอริยภูมิขั้นต้นของพระอริยบุคคลในทางพระพุทธศาสนา ในพรรษาที่ ๑๐ ท่านเรียกอริยภูมินี้ว่า ภูมิอัศจรรย์ในปฐมฤกษ์ ดังนี้
“คนตายแล้วสิ่งเหล่านี้มีไปเผาไฟ มันไม่ได้ว่าอะไร มันเป็นทุกข์ เพราะหัวใจไปสําคัญมั่นหมาย ทุกข์เป็นอันหนึ่งต่างหาก ทุกข์ไม่ใช่กาย กายไม่ใช่ทุกข์ จิตไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่จิต แยกกันไป แยกกันมา พอมันรอบพอแล้ว ปัญญามันพอพร้อมแล้ว จิตนี้ลงผึงเลย ฟังซิน่ะ นี่ล่ะผลแห่งการปฏิบัติบีบบังคับตัวเอง เวลาลงนี้ถึงแดนอัศจรรย์สว่างจ้าไปหมด ตามภูมิของเรานั่นแหละ ถึงยังไม่พ้นกิเลสก็ตาม ภูมินี้ก็เป็นภูมิอัศจรรย์ในปฐมฤกษ์ของเรา ได้หลักได้เกณฑ์มาตั้งแต่บัดนั้นแหละที่นี่ แล้วฟัดกันคืนไหนไม่เคยมีพลาด ความอัศจรรย์ของจิตที่ลง เพราะการพิจารณาด้วยสติปัญญาในทุกขเวทนาทั้งหลายนี้รอบหมดแล้ว จิตลงผึงๆ ได้ทุกคืนไม่มีพลาดเลย”
หลวงปู่จันทา ถาวโร ได้มีโอกาสไปกราบศึกษาอบรมกับองค์หลวงตาพระมหาบัว ถึงการทําความเพียรด้วยการนั่งตลอดคืนยังรุ่ง องค์หลวงตามหาบัวท่านก็ว่า “ผู้ที่จะนั่งตลอดคืนยังรุ่งได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีศรัทธาความเชื่อมั่นและบําเพ็ญมรรค เผากิเลสกับกายอย่างหนักมาแล้วเป็น๒ เดือน ๓ เดือน นั่นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง จิตของผู้นั้นรวมลงสู่อุปจารสมาธิได้ ก็สามารถนั่งคืนยังรุ่งได้ เพราะอํานาจของสมาธินั้น จะไปปราบกิเลสและธาตุขันธ์ไม่ให้มีเวทนาเกิดขึ้นนั่นแหละ ๒ ประเด็น ถ้าทําได้ก็ดีมาก” ท่านว่า
ครูบาอาจารย์เทศน์การบรรลุธรรมขั้นโสดาบันขององค์หลวงตาฯ ไว้ดังนี้
“นี่คือการต่อสู้ของท่าน (องค์หลวงตาฯ) นะ แล้วพอท่านปฏิบัติไปเห็นไหม พอพิจารณาเวทนา เพราะมันเจ็บปวดมาก ต้องใช้การพิจารณา ถ้าไม่พิจารณา ถ้านั่งต่อไปนานๆ ท่านบอกเลย ความทุกข์ในโลกนี้แทบไม่รู้จักว่า อันไหนมันจะเท่ากับอันนี้เลย เหมือนกับว่าเรานั่งอยู่นี่ เรานั่งอยู่ปกติแล้วเอาท่อนฟืน เอาฟืนทั้งหมดทุ่มใส่เรา แล้วจุดไฟเผาเรา คือ เผาร่างกายนี้เลย เวลาเวทนามันเกิดแล้วปัญญามันเข้าไปต่อสู้กับมัน ต่อสู้กับเวทนาจนเวทนามันดับ มันปล่อยทีเดียว มันไม่ขาด ปล่อยแล้วปล่อยเล่า เพราะท่านนั่งทั้งคืนใช่ไหม มันมีตั้งกี่รอบ
ถึงที่สุดนะ พอพิจารณาเวทนา คือจิตที่มันมั่นคง จิตที่มันมั่นคงนี่ โสดาปัตติมรรคมันเกิดตรงนี้ โสดาปัตติมรรค เพราะจิตมันมั่นคง จิตมันเป็นสมาธิ พอจิตเป็นสมาธิ จิตมันมั่นคงแล้วเพราะต่อสู้กับเวทนามา พอต่อสู้เวทนามา มันเห็นช่องทางต่อสู้เคยชนะ เคยแพ้กันมา จิตมันมีเอกภาพของมัน จิตมันตั้งมั่นของมัน พอจิตตั้งมั่น จิตออกไปต่อสู้กับเวทนาอีก เพราะมันไม่ขาดไง มันตั้งมั่น มันต่อสู้แล้ว พอมันลง มันก็เข้ามาเป็นจิต
พอจิตออกจากอัปปนาสมาธิ เป็นอุปจารสมาธิ มันก็ต่อสู้เวทนาก็เกิดอีก เวทนาเกิดอีกก็ต่อสู้กันอีก ต่อสู้กันอีก การต่อสู้น่ะ วิปัสสนา ถึงที่สุดนะเวทนามันขาด เวทนาเป็นเวทนา จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ แล้วมันจะเอาเวทนาหน้าไหนมาหลอกเราอีกวะ นี่ท่านพูดนะ เวทนาก็แค่ตายนี่ แค่ตายนี่ แล้วเราก็ผ่านมันมาแล้วนี่ นี่โสดาบัน
นี่ด้วยความมั่นใจท่านถึงขึ้นไปรายงานหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านภูมิใจมาก ท่านดีใจมาก เพราะครูบาอาจารย์องค์ไหนก็แล้วแต่ ถ้าเราปั้นลูกศิษย์ขึ้นมาได้แต่ละองค์นะ มันปลื้มใจมาก เพราะอะไร? นี่ศาสนทายาท ถ้าผู้รู้จริงเห็นจริงแล้ว จะเป็นศาสนทายาท เป็นทายาทโดยธรรม ถ้าเป็นทายาทโดยธรรม จะเป็นประโยชน์กับสังคมมาก นี่เพราะมันจะเป็นผู้ชี้นํา เป็นผู้คอยบอกกล่าวกับสังคมที่ประพฤติปฏิบัติ”
การพิจารณาเวทนาขณะนั่งตลอดรุ่ง
นับแต่ขณะเริ่มนั่งจนถึงขั้นเวทนาใหญ่เกิดขึ้น ถ้าผู้ยังไม่เคยประสบมาก่อน ก็น่าจะไม่ทราบว่าอันไหนเป็นเวทนาเล็ก อันไหนเป็นเวทนาใหญ่ กลัวจะเริ่มเหมาไปแต่เวทนาเล็ก ซึ่งเป็นเพียงลูกหลานของมันเท่านั้นว่า เป็นเวทนาใหญ่ไปเสียหมด ทั้งที่เวทนาใหญ่ยังไม่ตื่นนอนก็เป็นได้ แต่ถ้าผู้เคยประสบมาแล้วก็ทราบได้ทันทีว่า เป็นเวทนาอะไร เพราะเวทนาใหญ่จะเริ่มปรากฏตัวนับแต่ห้าหกชั่วโมงล่วงไปแล้ว ก่อนหน้านี้มีแต่เวทนาเล็ก ซึ่งเปรียบกับลูกๆ หลานๆ เท่านั้นมาเยี่ยมหยอกเล่นพอให้รําคาญ
เวทนาใหญ่เมื่อเกิดขึ้นเต็มที่แล้ว อวัยวะส่วนต่างๆ ปรากฏว่า เจ็บปวดรวดร้าวและระบมไปหมด ราวกับจะแตกทลายลงในขณะนั้นจริงๆ ความออกร้อนตามหลังมือหลังเท้ารุนแรงมาก เหมือนมีคนมาก่อไฟหุงต้มแกงอะไรๆ ในที่นั้น กระดูกในอวัยวะส่วนต่างๆ เหมือนมีคนเอาค้อนมาทุบตีให้แตกให้หักไปในขณะนั้น เพราะความเจ็บปวดแสบร้อนสาหัส จนไม่มีที่ปลงวางร่างกายจิตใจลงได้เลย ปรากฏเป็นกองเพลิงไปทั้งร่าง
สิ่งที่จะสามารถต้านทานกันได้เวลานั้น มีแต่สติปัญญา ศรัทธา ความเพียร มีความอด ความทนเป็นเครื่องหนุนหลัง ไม่ยอมถอยทัพกลับแพ้ข้าศึกที่กําลังโหมกันมาอย่างเต็มที่ มีสติกับปัญญาเท่านั้นที่ต้องผลิตขึ้นมาด้วยอุบายต่างๆ เพื่อให้ทันกับเวทนาในเวลานั้น โดยแยกแยะกาย เวทนา จิต ออกทดสอบเทียบเคียงกัน ดูจนทราบความจริงของแต่ละสิ่งอย่างชัดเจนด้วยปัญญา
การแยกแยะ ไม่ว่าแยกแยะกายกับเวทนา หรือแยกแยะจิตกับเวทนา สติกับปัญญาต้องหมุนติ้วอยู่ในวงงานที่ทําจะส่งออกไปอื่นไม่ได้ เวลานั้นทุกขเวทนาแสดงตัวมากเพียงไร สติปัญญายิ่งพิจารณาไม่หยุดหย่อนเพื่อรู้ความจริงในสิ่งที่ประสงค์อยากรู้ อยากเห็น อยากเข้าใจ เวทนาจะกําเริบหรือลดตัวลง หรือว่าจะดับไป ก็ให้รู้ประจักษ์ในวงการพิจารณาเป็นสําคัญ
ข้อสําคัญ อย่าตั้งความหวังให้ทุกข์ดับไป โดยที่พิจารณายังไม่เข้าใจความจริงของกาย ของเวทนา และของจิต ว่าต่างอันต่างเป็นความจริงของตนอย่างไรกันแน่ พิจารณาจนเข้าใจทั้งกาย ทั้งเวทนา ทั้งจิต เมื่อเข้าใจด้วยสติปัญญาจริงๆ แล้ว กายก็สักแต่ว่ากาย ไม่ได้นิยมว่าตนเป็นทุกข์ เป็นเวทนา เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนาอยู่เท่านั้น ไม่นิยมว่าตนเป็นกาย เป็นจิต แม้จิตก็สักแต่ว่าเป็นจิตอยู่เท่านั้น ไม่นิยมว่าตนเป็นกาย เป็นเวทนา ดังที่เคยสําคัญแบบสุ่มๆ เดาๆ มาแต่เวลาที่ยังมิได้พิจารณาให้เข้าใจ พอสติปัญญาพิจารณารอบแล้ว ทุกขเวทนาทั้งหลายก็ดับลงในขณะนั้นไม่กําเริบต่อไป จิตก็รวมลงอย่างสนิทชนิดไม่รับรู้กันเลย
อีกประการหนึ่ง แม้จิตจะไม่รวมลงถึงขั้นดับสนิท แต่ก็มิได้รับความกระทบกระเทือนจากเวทนา คือ กายก็จริง เวทนาก็จริง จิตก็จริง ต่างอันต่างจริง ต่างอันต่างอยู่ตามความจริงของตน ขณะที่ต่างอันต่างจริงนั้น จะได้เห็นความอัศจรรย์ของจิต และเห็นความอาจหาญของจิต ว่าสามารถแยกตนออกจากเวทนาทั้งหลายได้อย่างอัศจรรย์เกินคาด นอกจากนั้น ยังเกิดความอาจหาญต่อความเป็นความตายที่ขวางหน้าอยู่อย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ อีกด้วย เนื่องจากได้เห็นหน้าตาเวทนาที่เคยหลอกลวงให้กลัวเป็นกลัวตายอย่างประจักษ์ใจแล้วในขณะนั้น
คราวต่อไป แม้เวทนาจะแสดงความกล้าสาหัสมากมายขนาดใด ใจก็สามารถพิจารณาได้ทํานองที่เคยพิจารณาและเข้าใจมาแล้ว การรู้เห็นอย่างนี้แล คือ การรู้เห็นสัจธรรมด้วยสติปัญญาแท้ แม้จะมิใช่รู้เห็นขั้นเด็ดขาดฟาดกิเลสให้จบไปโดยสิ้นเชิงก็ตาม แต่กิเลสจะจมมิดหัวไม่มีฟื้นได้ก็ต้องอาศัยวิธีนี้เป็นเครื่องดําเนินในวาระต่อไป
พ.ศ. ๒๔๘๖ พรรษา ๑๐ นั่งภาวนาตลอดรุ่งอีก
นั่งภาวนา ท่านทั้งหลายฟังซิ ผมโกหกไหม ผมนั่งตลอดรุ่งๆ นี้ เก้าคืน สิบคืน เว้นคืนหนึ่ง สองคืน นั่งตลอดรุ่งทีหนึ่ง เว้นสองคืน สามคืน นั่งตลอดรุ่งๆ ทีแรกก้นเรานี้เหมือนเอาไฟเผาออกร้อนทั้งวัน มันไม่แตก พอคืนที่สองซํ้าเข้าไปนี้มันก็พอง ก้นพอง ต่อจากนั้นไปแตก จากแตกแล้วเลอะ นั่นก้นแตกเลอะ นั่งภาวนาไม่มีหยุดเลย ตั้งคําสัตย์คําจริงเอาตายเท่านั้นเข้าว่าเลยเอาคําสัตย์คําจริงบีบบังคับ เราจะนั่งตั้งแต่บัดนี้ถึงตลอดรุ่งเป็นวันใหม่อย่างน้อย เราถึงจะออกถ้าไม่ถึงเวลาแล้ว เราจะไม่ยอมออก ตายก็ตายไปเลย จะได้เห็นเรื่องกับกิเลส ฟัดกิเลสตอนจนตรอกจนมุม ใครจะเก่ง ใครไม่เก่งจะให้รู้กันตอนนั้น
เรามีข้อยกเว้นตั้งแต่ครูบาอาจารย์ หรือพระเณรในวัดเกิดอุบัติเหตุในเวลานั้น เราจะออกจากที่นี้ไปช่วยเหตุการณ์อันนั้นเท่านั้น นอกจากนั้นไม่มีคําว่ายกเว้น จะปวดหนัก เอ้า ! ออกเลยจะปวดเบาออกเลย อะไรจะเป็นอะไร เป็นว่าไม่มีเป็นอุปสรรคต่อคําสัตย์คําจริงที่เราตั้งใจไว้ว่านั่งตลอดรุ่งนี้ได้เลย พุ่งๆ ความเพียร ความทุกข์ เอ้า ! ใครลองดูซิน่ะ ให้รู้ล่ะนั่งตลอดรุ่งนี้เป็นยังไง ตั้งแต่เริ่มมืดจนกระทั่งเป็นวันใหม่ขึ้นมา ๑๒ ชั่วโมง บางวันถึง ๑๓ ชั่วโมง ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย ไม่มีปวดหนักปวดเบา ไม่มีข้อแม้ แต่มันก็ไม่เคยปวดถ่ายนะ เรื่องปวดเบานี่ไม่มีล่ะ เพราะจีวรมันเปียกหมด เปียกเหมือนเราซักผ้าจริงๆ นะ ไม่ใช่ธรรมดา เปียกหมดตัวเลย เพราะมันจะตาย มันไม่ใช่เหงื่อล่ะ ภาษาภาคอีสานเขาเรียก “ยางตาย” อันนี้มันจะไปปวดเบาที่ตรงไหน เหงื่อมันออกหมด มันจะหาทางออก เวลามันจะตาย เดี๋ยวปวดหนัก เดี๋ยวปวดเบา มันจะหาทางออก
เราบังคับไว้หมดเลย มีตายเท่านั้นกับสว่าง สว่างเป็นวันใหม่แล้วเราจะลุก ถ้าไม่เป็นวันใหม่เราจะไม่ลุก นี่ล่ะ คําสัตย์คําจริงที่ได้มัดตัวเอง จึงได้เกิดความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาในเวลาจนตรอกจนมุม เวลาเรานั่งภาวนานี้ ถ้าเป็นภาพพจน์แล้ว ก็เหมือนกับว่า เราที่นั่งอยู่นี่เป็นเหมือนหัวตอ ความทุกข์ทรมานทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเวลาเรานั่งนั้นน่ะ มันเหมือนกับเป็นเปลวไฟรอบตัวเรา เราเป็นซุง หรือว่าเป็นตอไม้ให้ไฟ คือ ความทุกข์ ความทรมานทั้งหลายเผาอยู่ขนาดนั้นไม่ยอมลุก เอาๆ จะเป็นจะตายก็ให้มันเป็นมันตาย ซัดกันเลย พิจารณาไม่ถอยนะ
เวลาความทุกข์มากเท่าไรนี้ สติปัญญาจะหยุดอยู่ไม่ได้ ทนเอาเฉยๆ ไม่ได้ ต้องทนด้วยสติปัญญาฟัดกันกับความทุกข์ ความทรมาน แยกธาตุ แยกขันธ์ แยกหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตับ ไต ไส้ พุง อะไรเป็นทุกข์ อะไรเกิดขึ้นจากอะไรนี้ไล่กันไป ไล่กันมา ว่าหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นทุกข์ เวลาตายแล้วหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก มีอยู่เอาไปเผาไฟ เขาว่าไง เขาไม่เห็นว่าอะไร นี้มันเป็นกับอะไร มันถึงได้เดือดร้อน ว่าร้อน ว่าทุกข์ว่ายาก มันเป็นกับอะไร ไล่เข้าหาจิต จิตเป็นตัวสําคัญมั่นหมาย กายก็เป็นกาย ทุกข์ก็เป็นทุกข์ แล้วจิตก็เป็นจิต มันไปหมายอะไร ไปหาโทษเรื่องอะไร ตัวของมันเป็นโทษเต็มตัวมันไม่ดู นี่ว่าให้จิต หาดูตามหลักความจริง แยกไปแยกมา
เวลาทุกข์มากเท่าไรนี้ จิตจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้นะ จะต้องหมุนเป็นกงจักรไปเลย หมุนเป็นสติ หมุนเป็นปัญญา ฟัดกัน พอมันรอบของมัน พิจารณาธาตุขันธ์ต่างๆ รู้ตามความเป็นจริงแล้วจิตมันก็พรึบเลย รวม นั่นเห็นไหมล่ะ บางครั้งรวม หรือดับหมดเลย เหลือแต่ความแปลกประหลาด หรือความอัศจรรย์สุดที่จะคิดอยู่ภายใน ร่างกายหายหมดเลย ไม่มีคําว่าทิศใต้ทิศเหนือ ทิศไหนไม่มี เหลือแต่ความรู้อันเดียว ไม่มีอะไรมาเป็นสอง ว่างั้นเถอะ
นี่อัศจรรย์ไหม ธรรมชาติที่ปรากฏอยู่เด่นๆ อันเดียว ไม่มีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง นั้นล่ะเป็นธรรมชาติที่อัศจรรย์ในเวลานั่งตลอดรุ่งนั้น แม้จิตจะยังไม่หลุดพ้นก็ตาม ความอัศจรรย์ขนาดไหนที่ปรากฏขึ้นกับจิตในเวลาเรานั่งภาวนาตลอดรุ่ง เห็นชัดเจนๆ เวลาลงอย่างงั้นแล้ว ทุกข์นี่หายหมดเลย ที่ไล่เบี้ยกันอยู่ด้วยสติปัญญา แยกธาตุ แยกขันธ์ แยกทุกข์ แยกอะไรอยู่นั้น พอมันรอบตัวของมันแล้ว จิตก็ลงปึ๋งเลย ร่างกายหายเงียบเลยไม่มี ทุกข์ทั้งหลายดับหมด เหลือแต่ความปรากฏ พูดได้แต่ว่าปรากฏ คือปรากฏเป็นความอัศจรรย์อันเดียวเท่านั้น จะมีสองเข้าไปแทรกไม่ได้ จึงบอกว่ามีแต่ความปรากฏ อะไรๆ ไม่มีเวลานั้น นู่นจนกระทั่งมันได้เวลาของมันแล้ว มันก็ยุบยิบๆ ถอยขึ้นมา
พอถอยขึ้นมา ร่างกายตอนจิตถอนขึ้นมาใหม่ๆ มันไม่เป็นทุกข์นะ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่จิตจะลงนั้นมันเป็นทุกข์ ทุกข์แทบเป็นแทบตาย แต่คําสัตย์คําจริงนี้บีบบังคับไว้ เอาตายเป็นเกณฑ์เลย คําสัตย์บีบลงกระทั่งถึงตาย ทีนี้พอจิตถอนขึ้นมา ร่างกายไม่ทุกข์นะเงียบเลย พอนั่งเข้าไป พิจารณาเข้าไป สักเดี๋ยวร่างกายเป็นทุกข์ขึ้นมาอีก เป็นทุกข์ขึ้นมาอีก พิจารณาอีกอย่างนั้นล่ะ แต่เราจะไปเอาสัญญาอารมณ์ของความรู้ของเราที่พิจารณามาแล้วนั้น มาเป็นอารมณ์แก้กิเลส แก้ทุกข์ในเดี๋ยวนั้นไม่ได้นะ ต้องคุ้ยเขี่ยขุดค้นหาใหม่ มันจะเป็นของเก่าก็ตาม ขอให้เกิดขึ้นปัจจุบันๆ เป็นธรรมทั้งนั้นๆ พิจารณาลงอีก
บางคืนลงได้สามหนก็มี บางคืนลงได้แค่สองหนก็มี ลงได้นานได้ช้ามีต่างกันบ้าง แต่ลงถึงขั้นอัศจรรย์เหมือนกันหมด ถ้าลงถึงนั้นแล้วเงียบไปเลย มันมีอยู่อีกอันหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติได้พบได้เห็นจากการปฏิบัติของตน คือลงแบบดับไปหมดเลย นี่อันหนึ่งนะ อันหนึ่งนี้ลงไปถึงแดนอัศจรรย์นั้น แต่มันไม่ดับวูบนะ ลงๆๆ พอรู้แล้วมันหดตัวเข้ามาสู่แดนอัศจรรย์นั้น ร่างกายทุกส่วนยังมี ยังรู้สึกอยู่ ทุกข์จะมีอยู่ในร่างกายก็ตาม แต่ทุกข์ในร่างกายกับจิตดวงนั้นไม่ประสานกัน ไม่ซึมซาบกันนี่ประการหนึ่ง ถึงทุกข์จะเป็นขนาดไหนก็ไม่ทําจิตใจให้กําเริบเลย นี่ประการหนึ่ง
มันเป็นได้สองภาคสําหรับผมเองนะ ซึ่งไม่เคยเรียนจากผู้ใด เรียนโดยลําพังตนเอง เห็นขึ้นมาสองประเภท ก็พูดได้อย่างเต็มปาก เพราะมันเกิดกับเรา เวลาลงผึงทีเดียวนั้นก็มี เวลารู้รอบหมดแล้ว จิตหดเข้ามาลงที่อัศจรรย์ ร่างกายยังมีความรู้สึกอยู่ก็มี จะมีทุกข์มีอะไรบ้างนิดๆ หน่อยๆ มันไม่เป็นพิษเป็นภัยล่ะ ถ้าลงจิตใจได้ลงถึงขั้นนั้นแล้วนะ นี่ก็มี แล้วการลงนี้มีช้ามีเร็วต่างกัน ถ้าวันไหนเราพิจารณารอบคอบ สติปัญญาของเราคล่องตัวๆ พิจารณาเรื่องทุกขเวทนาทั้งหลายนี้ลงได้อย่างรวดเร็วๆ จิตลงๆ พอถอนขึ้นมาพิจารณาก็ลง วันเช่นนั้นร่างกายจะไม่บอบชํ้า พอลุกจากที่แล้วเดินไปเลย แต่วันไหนที่บอบชํ้า ฟัดกันจนกระทั่งถึงเป็นถึงตาย เวลาจะออกจากที่นี้ มันตายหมดแล้ว บั้นเอวลงไปนี้ตายหมดเลย ร่างกายดีแต่ส่วนนี้ขึ้นไป เวลาเราลุกนี่ล้มตูมล้มแล้วลุกไม่ขึ้น คืนแรกผมเป็นอย่างงั้น มันตายหมด ต้องปล่อยไว้นั้นก่อน จนกระทั่งแข้งขาของเราคู้เข้ามาดู เหยียดดู กระดิกนิ้ว ถ้ามันยังเฉยอยู่อย่าลุก ลุกก็ล้ม
ต่อไปมันก็รู้วิธีปฏิบัติต่อกันเองระหว่างทุกขเวทนา ร่างกายของเราที่ขนาดตายไปแล้ว แล้วมันเป็นยังไงก็รู้เอง ต่อมาพอมันรู้เรื่องมันกระดิกพลิกแพลง คู้เข้าเหยียดออกได้แสดงว่าไปได้แล้วที่นี่ ไป วันเช่นนั้นเป็นวันพิจารณาลําบากมาก ถ้าวันไหนพิจารณาได้เป็นความสะดวก ลงผึงๆ พอถึงเวลาเท่ากันก็ตามนะ วันนั้นจะไม่บอบชํ้าเลย ลุกจากที่ไปเลย ทําหน้าที่การงาน เดินจงกรมอะไรไปได้สะดวกสบาย ไม่บอบชํ้ามากมายเหมือนวันไหนที่พิจารณากันยากๆ
นี่ผมก็เคยทํามา จนกระทั่งก้นคืนแรกมันออกร้อน เป็นไฟเผาก้นเลย นั่งอยู่กลางวี่กลางวันออกร้อนจะเป็นจะตาย แล้วเว้นไปสักสองคืน หรือสามคืนนั่งอีก เอาอีกไปตลอดรุ่งๆ ทีนี้ทีแรกมันออกร้อนก้น ต่อมามันก็พอง คืนต่อไปมันก็พอง จากพองมันก็แตก คืนต่อไปเรื่อยๆ จากแตกมันก็เลอะ ก้นเลอะหมดเลย เอ้า ! เลอะก็เลอะ ถ้ากิเลสยังไม่แตก ยังไม่ถอย นั่นเห็นไหมจิต ฟัดกันอย่างงั้น จนกระทั่งพ่อแม่ครูจารย์มาหักห้าม หรือมากระตุกอย่างแรง
จิตอัศจรรย์จากการนั่งภาวนาตลอดรุ่ง
พอเว้นคืนหนึ่งสองคืน ก็นั่งตลอดรุ่งอีก เว้น ๒ – ๓ คืนเอาอีก จนกระทั่งจิตอัศจรรย์เรื่องความตายนี้หายหมด เวลามันรู้จริงๆ แล้ว แยกธาตุ แยกขันธ์ ดูความเป็นความตาย ธาตุสี่ดิน นํ้า ลม ไฟ สลายตัวไปแล้ว ก็เป็นดิน เป็นนํ้า เป็นลม เป็นไฟตามเดิม อากาศธาตุก็เป็นอากาศธาตุตามเดิม ใจที่กลัวตายก็ยิ่งเด่น มันเอาอะไรมาตาย รู้เด่นขนาดนี้มันตายได้ยังไง ใจก็ไม่ตาย แล้วมันกลัวอะไร มันโกหกกัน โลกกิเลสมันโกหกกันต่างหาก (คําว่าโกหกกันนั้น หมายถึง กิเลสโกหกสัตว์โลกให้กลัวตาย ทั้งที่ความจริงไม่มีอะไรตาย)
พิจารณาวันหนึ่งได้อุบายแบบหนึ่งขึ้นมา พิจารณาอีกวันหนึ่งได้อุบายแบบหนึ่งขึ้นมา แต่มันมีอุบายแบบเผ็ดๆ ร้อนๆ แบบอัศจรรย์ทั้งนั้น จิตก็ยิ่งอัศจรรย์และกล้าหาญจนถึงขนาดที่ว่า เวลาจะตายจริงๆ มันจะเอาเวทนาหน้าไหนมาหลอกเราวะ ทุกขเวทนาทุกแง่ทุกมุมที่แสดงในวันนี้เป็นเวทนาที่สมบูรณ์แล้ว จากนี้ก็ตายเท่านั้น ทุกขเวทนาเหล่านี้เราเห็นหน้ามันหมด เข้าใจมันหมด แก้ไขมันได้หมด แล้วเวลาจะตาย มันจะเอาเวทนาหน้าไหนมาหลอกเราให้หลงอีกวะ หลงไปไม่ได้ เวทนาต้องเวทนาหน้านี้เอง
พูดถึงเรื่องความตายก็ไม่มีอะไรตาย กลัวอะไรกัน นอกจากกิเลสมันโกหกเราให้หลงไปตามกลอุบายอันจอมปลอมของมันเท่านั้น แต่บัดนี้ไปเราไม่หลงกลของมันอีกแล้ว นั้นล่ะ จิตเวลามันรู้ และมันรู้ชัดตั้งแต่คืนแรกนะ ที่ว่าจิตเจริญแล้วเสื่อมๆ ก่อนมาภาวนาจนนั่งตลอดรุ่ง คืนแรกมันก็ไม่เสื่อม ตั้งแต่เดือนเมษายน (พ.ศ. ๒๔๘๖) มาก็ไม่เสื่อม แต่มันก็ยังไม่ชัด พอมาถึงคืนวันนั้นแล้ว มันชัดเจน เอ้อ ! มันต้องอย่างนี้ไม่เสื่อม เหมือนกับว่ามันปีนขึ้นไปตกลงๆ พอปีนขึ้นไปเกาะติดปั๊บ ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่เสื่อม มันรู้แล้ว จึงได้เร่งเต็มที่เต็มฐาน
ในพรรษานั้นนั่งภาวนาตลอดรุ่งถึง ๙ คืน ๑๐ คืนกว่าๆ แต่ไม่ติดกัน โดยเว้น ๒ คืนบ้าง๓ คืนบ้าง บางทีก็เว้น ๖ – ๗ คืนก็มี จนเป็นที่แน่ใจในเรื่องของทุกขเวทนาหนักเบามากน้อย เข้าใจวิธีปฏิบัติต่อกัน หลบหลีกปลีกตัวแก้ไขกันได้ทันท่วงทีไม่มีสะทกสะท้าน แม้จะตายก็ไม่กลัว เพราะได้พิจารณาด้วยอุบายแยบคายเต็มที่แล้ว สติปัญญาทันความตายทุกอย่าง
องค์หลวงปู่มั่นแก้การนั่งภาวนาตลอดรุ่ง
เล่าความอัศจรรย์ให้ท่านฟัง ทุกคืนไม่มีพลาด ลงถึงความอัศจรรย์ จนกระทั่งตอนท้ายนี้ ท่านไม่ค่อยพูดยกยออะไรนัก ท่านฟังนิ่งๆ ไป เราก็ยังไม่รู้ตัว ความรู้ของเรามันก็เด่นอยู่ตลอดเวลา ไม่เห็นบกพร่องที่ตรงไหน พอถึงวาระที่ท่านจะกระตุกหรือเหยียบเบรกให้เรา พอขึ้นไปหาท่าน กราบท่านเท่านั้น “กิเลสมันไม่ได้อยู่ในกายนะ มันอยู่ในใจนะ มันอยู่กับใจต่างหาก มันไม่ได้อยู่ในธาตุในขันธ์ มันไม่อยู่ในกายนะ” ท่านว่างั้น ถ้าธรรมดาเราแล้ว จะหักโหมอะไรนักหนา ความหมายว่างั้น เมื่อจิตก็พอเป็นพอไปแล้ว จะมาหักโหมอะไรนักหนา
แต่ท่านรู้นิสัยเราเป็นนิสัยผาดโผนเอาจริงเอาจัง ท่านก็ใส่เปรี้ยงเลยว่า “กิเลสมันไม่อยู่กับกายนะ มันอยู่กับใจ” ท่านก็ยกม้าที่มีในตํารานั้นแหละมาสอนมาบอกเรา “สารถีฝึกม้า ถ้าม้าตัวไหนมันผาดโผนมาก มันคึกมันคะนองมาก ผาดโผนมาก สารถีเขาจะต้องฝึกอย่างแรงทีเดียวฝึกอย่างหนัก ไม่ควรให้กินหญ้าไม่ให้มันกิน ไม่ควรให้กินนํ้าไม่ให้กิน แต่การฝึก ฝึกอย่างหนักแน่นทีเดียว จนกว่าว่าม้านี่ค่อยลดพยศลงไป การฝึกอย่างนั้น เขาก็ค่อยลดลงตามส่วน จนกระทั่งว่าม้านี้ใช้ได้แล้ว ไม่มีพยศอดสูอะไร พอที่จะต้องฝึกอย่างนั้นแล้ว เขาก็ใช้งานใช้การเป็นธรรมดาเท่านั้นแหละ”
ท่านไม่ได้ย้อนมาหาเรา เรายังเสียดาย เพราะนิสัยเรามันหยาบ ท่านว่างั้น เราเข้าใจหมดแล้ว พอพูดอย่างงั้น เพราะมันมีแล้ว ในตําราก็มี เราก็เห็นมาแล้ว พูดเท่านั้นแหละ เราก็เข้าใจ แต่เราที่ยังเสียดายอยู่อันหนึ่งว่า สารถีเขาฝึกม้า เขารู้จักประมาณ เขาฝึกเป็นอย่างนั้น แต่ไอ้หมาตัวนี้มันฝึกยังไง มันถึงผาดโผนเอานักหนา แต่ก้นแตกไม่เคยเล่าถวายท่านนะ ก้นแตกไม่เคยเล่า เล่าตั้งแต่ความผาดโผนเวลาฝึกทรมานตัวเองให้ท่านฟัง เรายังเสียดาย ท่านไม่ย้อนกลับมาว่าไอ้หมาตัวนี้มันฝึกยังไง มันถึงไม่รู้จักประมาณ ความหมายก็ว่าอย่างงั้น
ทีนี้พอท่านว่าให้วันนั้นแล้ว เราหยุดเลยนะนั่งตลอดรุ่งๆ ถ้าหากว่าท่านไม่มากระตุกนั้น มันยังจะเอาอีก ไม่ใช่เล่นๆ นะ ก็เลยหยุดตั้งแต่บัดนั้น ไม่นั่งตลอดรุ่งอีกเลย นั่งเป็นเวลา ๙ คืน ๑๐ คืน เว้นสองคืนบ้าง สามคืนบ้าง ตลอดรุ่งๆ นี่ล่ะจับจิตได้ความอัศจรรย์ ได้ความแปลกประหลาดจากภาคปฏิบัติ เวลาที่เราฝึกทรมานอย่างเต็มเหนี่ยว เพราะกิเลสมันดื้อ เราก็ใส่กันอย่างหนัก อย่างที่ว่านี่แหละ จากนั้นมาจิตของเรามันก็แน่นหนามั่นคงแล้ว เราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่งอีกเลย จิตสงบแน่ว นั่น เห็นไหม ผลแห่งการปฏิบัติด้วยจิตตภาวนาของผู้บําเพ็ญทั้งหลาย จิตใจมีความแน่นหนามั่นคงขึ้นไปเรื่อยๆๆ
หลวงปู่มั่นขอใส่บาตร อุบายสอนศิษย์
เราเคยปฏิบัติมาแล้วในสมัยอยู่กับท่านอาจารย์มั่น ยกตัวอย่างเช่น เราสมาทานธุดงค์ข้อใดข้อหนึ่ง หรือหลายข้อ เพื่อปฏิบัติเป็นวัตร โดยไม่เรียนให้ท่านทราบ แต่ท่านก็ทราบได้ดีปิดไม่อยู่ เพราะความเคารพท่านมากที่จําต้องอนุโลมทั้งที่ขัดใจ (ขัดกิเลสเรา) ถ้าธรรมดาแล้วจะไม่ยอมลดหย่อนลงเลย นั่น นี่คือความรู้สึกมันขวางอยู่ในจิตเจ้าของเอง เพราะเจตนาเรามุ่งเด็ดเดี่ยวอย่างนั้นจริงๆ ไม่ให้มีอะไรมาผ่านเอาให้ทะลุปรุโปร่งไปด้วยความตั้งใจอันนี้
พอไปอยู่กับท่านปีแรก ก็เห็นท่านพูดถึงเรื่องธุดงควัตร เพราะท่านเคร่งครัดในธุดงควัตรมากมาตามนิสัย มีการรับอาหารเท่าที่บิณฑบาตได้มา เป็นต้น จากนั้นมาเราก็สมาทานธุดงค์เป็นประจําในหน้าพรรษา ไม่เคยลดละเลย สมาทานธุดงค์ข้อฉันของที่ได้มาในบาตรเท่านั้น ใครจะเอาอาหารมาใส่บาตร นอกจากอาหารในบาตรของตัวเเล้ว เป็นไม่รับไม่สนใจ ตั้งแต่บัดนั้นมาเรื่อยไม่เคยลดละ คนเดียวเราก็ทําของเราไม่ให้ขาด เมื่อถึงพรรษาเข้ามาแล้ว เราต้องสมาทานธุดงค์ข้อนี้เป็นหลักเกณฑ์ในจิตใจไม่ให้ขาดแม้แต่ปีเดียว
ปีจําพรรษาบ้านนามน ท่านหูดีตาดี ท่านฉลาด จอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบันใครจะเก่งไปกว่าท่านอาจารย์มั่นเล่า การสมาทานธุดงค์ท่านก็รู้ว่า เราไม่รับอาหารที่ตามมาทีหลัง แต่บทเวลาท่านจะใส่บาตรเรา ท่านก็พูดเป็นเชิงว่า “ขอใส่บาตรหน่อยท่านมหา นี่เป็นสมณบริโภค” ท่านว่าอย่างนั้น นี่เป็นเครื่องบริโภคของสมณะขอนิมนต์รับเถอะ ก็หมายความว่าท่านเป็นผู้ใส่เองนั่นแล
บางครั้งก็มีคณะศรัทธาทางจังหวัดหนองคายบ้าง และที่สกลนครบ้าง ที่อื่นๆ บ้าง ไปใส่บาตรท่านและพระในวัดบ้านนามน อ.เมือง จ.สกลนคร นานๆ มีไปทีหนึ่ง เพราะแต่ก่อนรถราไม่มี ต้องเดินด้วยเท้า แต่เขาไปด้วยเกวียน จ้างล้อจ้างเกวียนไป เขาไปพักเพียงคืนสองคืนและไม่ได้พักอยู่ในวัดกับพระท่าน พากันไปพักอยู่กับกระท่อมนาของโยมแพง ตอนเช้าทําอาหารบิณฑบาต เสร็จแล้วก็มาถวายพระในวัดนั้น เขาไม่ได้ไปดักใส่บาตรนอกวัด เราก็ไม่กล้ารับกลัวธุดงค์ขาดเดินผ่านหนีมาเลย สําหรับท่านก็รับให้เพราะสงสารเขาเท่าที่สังเกตดู
อาหารก็เหลือจากใส่บาตรมากมาย นําขึ้นมาบนศาลาอย่างนั้นแล เป็นหมกเป็นห่อและผลไม้ต่างๆ น่ะ เราก็ไม่รับ ส่งไปไหนก็หายเงียบๆ ไม่มีใครรับ จะมีรับบ้างก็เพียงองค์สององค์ ผิดสังเกตศรัทธาเขาไม่น้อย ส่วนเราไม่กล้ารับ เพราะกลัวธุดงค์ข้อนี้ขาด หลายวันต่อมาท่านก็ขอใส่บาตรเรา โดยบอกว่า “นี้เป็นสมณบริโภค ขอใส่บาตรหน่อย” แล้วท่านก็ใส่บาตรเรา ท่านใส่เองนะ ถ้าธรรมดาแล้ว โถ ! ใครจะมาใส่เราได้วะ สําหรับเราเองกลัวธุดงค์จะขาด หรืออย่างน้อยไม่สมบูรณ์ ความจริงท่านคงเห็นว่านี่มันเป็นทิฐิแฝงอยู่กับธุดงค์ที่ตนสมาทานนั้น ท่านจึงช่วยดัดเสียบ้าง เพื่อให้เป็นข้อคิดหลายแง่หลายกระทง ไม่เป็นลักษณะเถรตรงไปถ่ายเดียว ท่านจึงหาอุบายต่างๆ สอนเราทั้งทางอ้อมและทางตรง
เฉพาะเราเถรตรง มีความคิดความมุ่งหมายอย่างนั้น จึงไม่ยอมให้ใครมาใส่บาตร อันเป็นการทําลายธุดงค์เราได้เลย นอกจากท่านอาจารย์มั่นผู้ที่เราเคารพเลื่อมใสเต็มหัวใจเท่านั้น จึงยอมลงและยอมให้ใส่บาตรตามกาลอันควรของท่านเอง เราเองมีความหนักแน่นในใจว่า จะไม่ยอมให้ธุดงค์นี้บกพร่องแม้นิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ระแคะระคายภายในใจ ต้องสมบูรณ์ทั้งธุดงค์ที่เราได้ทําลงไปและจิตใจที่มุ่งมั่นอยู่แล้ว แต่เพราะความเคารพเลื่อมใสท่าน ความรักท่าน ทั้งๆ ที่ไม่สบายใจก็ยอมรับ นี่แลที่ว่า หลักใจ กับ หลักปฏิบัติ ก็ยอมรับว่าถูกในความจริงจังที่ปฏิบัตินี่ แต่มันก็ไม่ถูกสําหรับธรรมที่สูงและละเอียดกว่านั้น เล็งดูเรา เล็งดูท่าน มองเราและมองท่านนั้นผิดกันอยู่มาก
อย่างท่านอาจารย์มั่น ท่านมองอะไร ท่านมองตลอดทั่วถึงและพอเหมาะพอสมทุกอย่างภายในใจ ไม่เหมือนพวกเราที่มองหน้าเดียว แง่เดียวแบบโง่ๆ ไม่มองด้วยปัญญาเหมือนท่าน เราจึงยอมรับตรงนั้น นี้พูดการปฏิบัติธรรมอยู่บ้านนามนกับท่านอาจารย์มั่น… ในพรรษาหนึ่งๆ จะมีเพียง ๓ ครั้ง หรือ ๔ ครั้งเป็นอย่างมาก ท่านไม่ใส่ซํ้าๆ ซากๆ เพราะท่านฉลาดมาก คําว่า “มัชฌิมา”ในทุกด้าน จึงยกให้ท่านโดยหาที่ต้องติไม่ได้…
สนทนาธรรมกับหลวงปู่พรหม
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ พอออกพรรษา องค์หลวงตาฯ ได้มีโอกาสสนทนาธรรมและสนิทสนมคุ้นเคยกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ศิษย์อาวุโสองค์สําคัญของหลวงปู่มั่น ดังนี้
“หลวงปู่พรหม นี้เป็น (บรรลุธรรม) อยู่ข้างๆ ทางดอยแม่ปั๋ง มันมีแต่ป่าแต่เขาทั้งนั้นนี่นะ คือได้เคยคุยธรรมะกันแล้วตั้งแต่ท่านยังไม่ตายจะว่าไง ที่ได้คุยกันเป็นเวลานานๆ ก็คือท่านอยู่ที่บ้านนามน คือเราอยู่บ้านนามนกับหลวงปู่มั่น ท่านอาจารย์พรหมท่านเคยพูดให้ฟังตั้งแต่อยู่บ้านนามน เวลาเงียบๆ วันไหนไม่ได้ขึ้นหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นก็แอบไปหาท่าน คุยกันสองต่อสองทุกคืน คุยสนุกสนาน ท่านพูดให้ฟังทุกแง่ทุกมุมในการปฏิบัติธรรมของท่าน นี่ท่านก็ผ่าน (บรรลุธรรม) ที่เชียงใหม่ ท่านผ่านมานานแล้วนี่ ก็รู้ได้อย่างชัดเจนล่ะซี ท่านเล่าให้ฟัง ถึงเรายังไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร ทางปริยัติ ทางอะไร มันก็เข้ากันได้ๆ ลงใจทันที
หลวงปู่พรหมกับเราสนิทสนมกันมาเป็นเวลานาน นี่วัดของท่าน คือแต่ก่อนท่านอยู่วัดนี้(วัดผดุงธรรม) แล้วท่านย้ายจากนี้ออกไปตะวันตก แต่ก่อนตะวันตกนี้เป็นดงใหญ่นะ ดงทั้งหมดดงสัตว์ ดงเนื้อ ดงเสือเต็ม วัดท่านก็อยู่ในดง (วัดประสิทธิธรรม) เราไปพักกับท่านอยู่นั้น รู้สึกท่านเมตตามากนะกับเรา นิสัยท่านน่าเกรงขามมาก นิสัยจริงจังเด็ดเดี่ยวทุกอย่างฉลาดรอบคอบ ไม่ใช่เล่นนะ พอเห็นเราไปแล้ว “หา !” ขึ้นเลย ก็สนิทกันมาเท่าไรแล้ว พอมองเห็นเรา เรากําลังสะพายบาตรเข้าไป “หา ! ท่านมหามาเหรอ” “โอ๊ย ! มาแล้วคิดถึงครูบาอาจารย์มาก ต้องมาล่ะ” “เอ่อ เอ้า ! มาเวลานี้กําลังหนาว” เราไปเดือนธันวาคม มันก็หนาวล่ะซี แล้วบ้านดงเย็นเป็นบ้านที่หนาวมากด้วย ไปคุยธรรมะธัมโมกับท่าน โอ๊ย ! สนิทกันมากตั้งแต่อยู่บ้านนามน พอออกพรรษาแล้วท่านก็ไปหา
ทีแรกจวนจะเข้าพรรษา ท่านไปหาหลวงปู่มั่นก่อน พอดีทางสกลฯ วัดสุทธาวาสไม่มีหัวหน้าวัด เขาก็ไปขอพ่อแม่ครูจารย์มั่น จากนั้นไม่นานสักสี่ห้าวันหรือไง พอดีท่านอาจารย์พรหม ท่านมาจากเชียงใหม่ มาวัดสุทธาวาส แล้วพุ่งใส่พ่อแม่ครูจารย์มั่นเราเลย นั่นล่ะ ท่านถึงพูดเป็นเชิงเล่าเรื่องนี้ล่ะ “เขามาขอพระอะไรๆ ถ้าท่านพรหมพอจะอยู่พักอบรมสั่งสอนให้เขาร่มเย็นบ้างก็จะดีนะ” ท่านพูดกลางๆ ท่านก็รู้อัธยาศัยเหมือนกันนะ ท่านไม่บังคับนะ “ถ้าท่านอยู่ที่นั่น เป็นหัวหน้าให้เขาบ้างก็จะดี” ท่านว่าอย่างนั้น “ออกพรรษาเราอยากมาค่อยมา”
พอออกจากนั้นปั๊บ ท่านก็กลับคืนไปจําพรรษาอยู่ที่วัดสุทธาวาส พอทีนี้ออกพรรษาแล้วท่านก็มาอีก พอออกพรรษาแล้วท่านมาเลย มาอยู่นั้นนานกับเรา พอตกกลางคืน เราจะแอบไปหาท่านทุกคืนเลย ถ้าวันไหนไม่ได้ขึ้นไปหาท่าน (หลวงปู่มั่น) ต้องเข้าไปนั้นล่ะ คุยธรรมะกัน ถึงได้รู้เรื่องราวภายในของท่าน นั้นแหละได้คุยกันตลอด สนิทสนมกันมา ท่านเป็นคนศักดิ์ศรีดีงาม มีอํานาจวาสนาน่าเกรงขามมาก เด็ดเดี่ยว แน่นอนมาตั้งแต่คุยกันอยู่บ้านนามน อย่างนี้แหละ เห็นไหมล่ะไม่ต้องเอาอะไรมายันกัน เพราะท่านคุยให้เราฟังอย่างถึงใจเมื่ออยู่บ้านนามน ท่านผ่านมาตั้งแต่อยู่เชียงใหม่โน้น แต่ก่อนท่านเล่าให้ฟัง เราก็ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร ท่านเล่าให้ฟังจนกระทั่งถึงท่านผ่านได้เลย เราก็ฟังแบบหูหนวกตาบอด ครั้นเวลามาปฏิบัติ ปฏิบัติไม่ถอย มันก็รู้ตามกันไปๆ สุดท้ายยอมกราบท่านราบ ท่านเล่าให้ฟังแล้ว ทางนี้ตามอีกด้วยข้อปฏิบัติ ด้วยความรู้ ความเห็นมันตามเข้าไป หาที่แย้งกันไม่ได้ ยอมรับเลย นี่องค์หนึ่ง”
หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต (วัดอุดมคงคาคีรีเขต อําเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น) เป็นพระองค์สําคัญอีกรูปหนึ่งที่เดินทางมาขอศึกษาอุบายธรรมจากหลวงปู่มั่นที่วัดนามนแห่งนี้ ดังนี้
“พอพูดถึงเรื่องพญานาค หลวงพ่อผางสําคัญอยู่นะ กับพวกงู พวกพญานาค นี่ล่ะอํานาจวาสนาของคน มีฤทธาศักดานุภาพ ปัจจุบันนี่หลวงพ่อผาง ขอนแก่น นั่นน่ะ ท่านบวชทีหลังเรา ตอนท่านไป เราก็อยู่ที่นั่นวัดนามน ที่ท่านศึกษาปรารภกับหลวงปู่มั่น ท่านก็เทศน์อย่างเด็ดทีเดียว นั่นล่ะ ท่านได้ธรรมะนั่นล่ะมา ใส่เปรี้ยงๆ ลง ท่านคงเล็งดูแล้ว เหมาะแล้ว ธรรมะจึงไม่มีอ่อนข้อเลย เด็ดตลอดจนจบ ใส่เปรี้ยงๆ เหมือนคนโกรธแค้นกันมาได้ห้ากัปห้ากัลป์ พอมาก็ปรี่ใส่กันเลย ว่างั้นเถอะน่ะ นั่นล่ะ ผู้ท่านได้อันนั้นมา มาพิจารณาก็ได้คติตั้งแต่นั้นมา เอาจนทะลุไป นี่ล่ะองค์นี้หลวงพ่อผาง แล้วก็เล่าถึงเรื่องของเรา ท่านบอกว่า ท่านเคยพบกับเราอยู่ที่นั่น นามน เล่าให้พระทั้งหลายฟัง เพราะตอนนี้ เราก็มาขั้นครูขั้นอาจารย์แล้ว หลวงพ่อผางก็เป็นครูเป็นอาจารย์ไปแล้ว เลยเล่าเรื่องถึงกันเฉยๆ”
หลงป่า – อํานาจทานพารอดตาย
เดือนพฤศจิกายนปีนั้น ท่านกราบลาหลวงปู่มั่น ไปเที่ยวกรรมฐาน ไปหลงป่าในภูเขา ดังนี้
“ออกจากบ้านโคกนามนจากพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไปก็เข้าเขาเลย เพราะภูเขามันติดกันกับบ้านห้วยหีบ เข้าไปนั่นไปภูเขา เข้าไปกลางเขาเลยหลง หลงอยู่กลางเขาเลย ไปเที่ยวในภูเขาจากระหว่างสกลนคร กับ กาฬสินธุ์ เข้าไปในเขา ไปหลงป่าล่ะซี เข้าไปในหุบเขาเลยนะ เขาไม่รู้กี่ลูกกี่ชั้น เข้าไปจมอยู่ในเขาเลย พอดีไปเจอพวกเขาไปทําไร่อยู่ในเขามี ๔ – ๕ หลังคา เขาไปทําไร่อยู่ในหุบ หลงเข้าไปตรงนั้น เขาจนงงเลย “โห ! ท่านมาได้ยังไง?”
คือตอนกลางคืนนั้นมีนิมิตเสียก่อนนะ หลงป่าไปด้วยกัน ๓ องค์ ยังไม่ได้แยกจากกันตามธรรมดาออกจากวัดแล้ว ก็ไปทีละ ๒ องค์ ๓ องค์แล้วก็ไปแยกกันข้างหน้า ไปวันนั้นยังไม่ได้แยกเลย ไปก็ไปหลงป่ากลางคืน งมเงาไป “เอ้า ! นอนในป่านี่แหละงมไปไหน แล้วตั้งสัจอธิษฐานนะ จะออกทางภาวนาก็ได้ ออกทางความฝันก็เอา แล้วบ้านอยู่ทางไหน มันหลงถนัดแล้ว เข้าในหุบเขา บ้านอยู่ทางไหน ให้ตั้งสัจอธิษฐานนะ” องค์นั้นก็ตั้ง องค์นี้ก็ตั้ง เราก็ตั้ง ตั้งสัจอธิษฐานจะออกทางภาวนาก็ได้ ออกทางไหนก็ได้ พอดีกลางคืนมานิมิตแล้ว ทีนี้พอกลางคืนมาก็ฝันล่ะที่นี่
องค์นั้นก็ฝัน องค์นี้ก็ฝัน ฝันด้วยกันทั้ง ๓ องค์ด้วยนะ แปลกอยู่ องค์หนึ่งฝัน “บ้านอยู่ทางไหน?” “บ้านอยู่ทางนี้” ชี้ไปทางทิศใต้ “รู้ได้ยังไงว่าบ้านอยู่ทางนี้?” “มีแต่ผู้หญิงหาบอะไรต่ออะไร หลั่งไหลผ่านมานี่ไปทางนี้แหละ ไปทางทิศใต้นี้” “แล้วองค์นี้ล่ะ ฝันว่ายังไง?” “บ้านอยู่ทางนี้อีก” “รู้ได้ยังไง?” “มีแต่ผู้หญิงหาบสิ่ง หาบของพะรุงพะรังไปนี้” แล้วว่า “วันนี้ เราจะพบผู้หญิงก่อนนะ” “เอ้า ! อยู่ในกลางเขาจะพบผู้หญิงได้ยังไง?” “หากจะพบก็เพราะความฝันบอกอย่างนั้น” เราก็อีกเหมือนกัน หมู่เพื่อนมาถามเราว่า “เป็นยังไง?” “บ้านอยู่ทางนี้จริง แต่ไม่ใช่บ้านนะ เป็นทับ เขามาตั้งทับอยู่ทางด้านนี้ เมื่อคืนเห็นโยมแม่มาหา มีเด็กสองสามคนติดตามโยมแม่มา โยมแม่มาหา มาถางนั้นถางนี้ปุบปับๆ แล้วก็พาเด็กขนของไป ไปทางนี้แหละ บ้านอยู่ทางนี้หรือทับอยู่ทางนี้แหละ เอ้า ! ไปทางนี้”
นั่นล่ะ พอตื่นแล้วก็บุกตามทิศเลย ไปอยู่ในหุบเขาลึกๆ นะ มีบ้านอยู่ ๔ หลังคาเรือนเขามาทําไร่อยู่ในหุบเขา ไป เขางงเลย “โอ๊ย ! ท่านมาได้ยังไงนี่ โถตายๆๆ” ไปได้พบผู้หญิงก่อนจริงๆ มีแต่ผู้หญิงตําข้าวกันตุบตับๆ ผู้ชายไม่มีสักคนเดียว มีเด็กเล่นอยู่อีกสองสามคน เด็กก็ลักษณะที่ว่านั่นแหละ เขาว่า “ญาครู” (พระ) เป็นความเคารพ ญาครู ญาซาหลวงตา นี่เป็นความเคารพของเขา “มาได้ยังไง? “เมื่อคืนนี้ก็ฝันกัน มาเล่าสู่กันฟังอยู่นี่” ฝันว่า “พระท่านมาโปรด ๓ องค์ เมื่อคืนนี้” บ้านนั้นก็ฝัน บ้านนี้ก็ฝัน ก็แปลกอยู่นะ ฝันว่า “ญาครู ท่านมาโปรด ๓ องค์ เมื่อคืนนี้ พูดกันจบเดี๋ยวนี้ พวกผู้ชายเขาไปไร่นอกบริเวณนั้น เพิ่งไปตะกี้นี้ว่าพระมาโปรด ๓ องค์”
พอดีไป พวกนั้นเขาก็งง เขาว่า “ถ้าไม่พบบ้านนี้ต้องตาย ไม่มีทางอื่นทางใด นอกจากจะไปพบพวกนายพรานเขานะ ถ้าผู้มีแก่ใจ เขาก็จะพาย้อนกลับหลังไป ย้อนทางไปสู่บ้าน มานี้มันลึกพอแล้วนี่ ข้ามเขาแต่เพียงลูกเดียวสองลูกเท่านั้นตายเลย เพราะแถวนี้ไม่มีบ้านเลย อยู่ในหุบเขา”เราก็เลยได้กินข้าวกับเขา แล้วบอกเพื่อนฝูงด้วยว่า “วันนี้เราอย่าพูดอะไรนะ จะมีคนตามส่งเรานะวันนี้ เพราะมีเด็กมาเอาของบริขารผมไป เราไม่ได้บอกเด็ก เด็กมาขนบริขารไปเลย วันนี้คอยดูจะมีคนไปส่งเรา” พอกินข้าวแล้วเขาบอกว่า “พวกผมต้องไปส่งท่าน ถ้าไม่ไปส่ง ท่านก็ตายอีก”เขาตามส่งย้อนหลังไปส่งใส่ทางเข้าหมู่บ้าน
นี่เรามันอัศจรรย์ที่ว่าอยู่ในหุบเขาลึกๆ มันหลงไปได้ยังไง หลงไปในหุบเขาเท่ากําปั้นนี่นะ ภูเขานี่กว้างเท่าท้องฟ้ามหาสมุทร แล้วมันหลงไปได้ยังไงนี่อัศจรรย์อยู่เหมือนกันนะ เวลาจะตายไม่ตายนะ ที่ว่าจะตายๆ ก็เพราะปีนเขา เขาพูดว่า “ไม่ใช่อะไรหรอกท่าน ปีนเขาลูกนี้ ลงลูกนี้ขึ้นลูกนั้น กว่าจะถึงบ้านคน มันกี่สิบเขา ท่านไปได้เพียง ๒ – ๓ วัน ท่านก็แย่แล้ว ตายแล้ว นี่มาเจอพวกผมดีแล้ว ท่านไม่ตายแหละคราวนี้”
นี่เราเชื่อ เวลาจําเป็น เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ มันหากบันดลบันดาล มิหนําซํ้าเทวบุตรเทวดายังบันดลบันดาลให้เขาฝันทางโน้นว่า “พระท่านมาโปรด ๓ องค์” ทางนี้ก็ฝันว่า “จะไปหาโยม โยมตามส่ง เราเลยฝังใจจนกระทั่งทุกวันนี้” ภายในใจนี้เราเชื่อ เชื่อในหัวใจเจ้าของเองว่าเปิดโล่งอยู่ตลอด… นี่แหละอํานาจแห่งการทําบุญให้ทานไม่อดอยาก ถึงเวลาจําเป็น หากมีผู้มาช่วยจนได้ นั่นแหละ หากมี ฟังแต่ว่า “มี” เถอะ อํานาจทานบันดลบันดาลให้มีผู้ใดผู้หนึ่งมีใจบุญเข้ามาช่วยสงเคราะห์สงหา เพราะอํานาจแห่งบุญของเรามีเป็นเครื่องดึงดูดกัน…”
อุบายการประกอบความพากเพียรที่ท่านดําเนินมา
นิสัยของผมเองนั้นเป็นนิสัยที่หยาบ จะว่าคนหยาบก็ได้ ไปอยู่ในสถานที่ธรรมดาความเพียรไม่ค่อยดี ไม่เห็นมีความเด่น ไม่มีความรู้สึกว่า ภูมิใจในเจ้าของเท่าที่ควรเลยและไม่ภูมิใจ ผลที่จะพึงได้ก็ไม่ค่อยปรากฏนัก นี่ล่ะทําให้จิตใจของเราดีดดิ้นหาเหตุหาผลที่สะดุดจุดธรรมที่สําคัญ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในใจในเวลาคับขัน หรือในสถานที่เช่นนั้น คือ ที่กลัวๆ จึงมักเสาะแสวงในสถานที่กลัวๆ เสมอ ทั้งๆ ที่เราก็กลัว แต่ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากความกลัวนั้น เป็นผลประโยชน์อัศจรรย์มหาศาล เราจึงจําเป็นต้องได้สละเป็นสละตายเข้าอยู่บําเพ็ญเพื่อธรรม เพราะชีวิตจิตใจนี้ไม่มีคุณค่าเท่ากับธรรมที่เรามุ่งหวังอยู่นั้นเลย นี่ล่ะเป็นเหตุที่จะให้ก้าวเข้าสู่สถานที่ดังกล่าวนี้ตามนิสัยเรื่อยมา
เมื่อก้าวเข้าไปสู่สถานที่ดังกล่าว ก็ต้องเป็นดังที่เราคิดไว้ เพราะที่นั้นเป็นสถานที่น่ากลัวจริงๆ พอไปถึงสถานที่น่ากลัว กลางวันก็กลัว กลางคืนก็กลัว เวลาไหนก็กลัว ยิ่งกลางคืนด้วยแล้วจิตก็ยิ่งมีแต่ตั้งหน้าตั้งตาที่จะกลัว ในขณะเดียวกัน สติต้องติดแนบอยู่ตลอดเวลาที่จิตมีความรู้สึกว่ากลัว หรือจิตผิดปกติจากธรรมดา แสดงตัวเป็นความกลัวขึ้นมามากน้อย สติจะจดจ่อต่อเนื่องกันเรื่อยๆ ยิ่งในเวลาที่น่ากลัวมากที่สุด ก็คือ ในเวลากลางคืนหนึ่ง เวลาดึกสงัดหนึ่ง เพราะเราเดินจงกรมนี่ จะเป็นกลางคํ่ากลางคืน เวลาดึกดื่นอะไรก็ตาม ฟังแต่ว่า ความเพียรเพื่อฆ่ากิเลสเราจะไปเลือกกาล สถานที่ เวลํ่าเวลาอยู่ ไม่สมกับเราต้องการในสถานที่เด็ดๆ เช่นนั้น จึงต้องได้เดินจงกรมทั้งๆ ที่กลัวๆ นั่นแหละที่ได้เห็นเหตุเห็นผลกันในเวลานั้น
พอความกลัวเริ่มขึ้นมาก สติเริ่มจับ คือจิตนี้ห้ามหรือบังคับเด็ดขาด ไม่ให้เคลื่อนจากจุดที่ตนต้องการ เช่น เราบริกรรมพุทโธ พุทโธ ก็ให้อยู่กับคําบริกรรมนี้เท่านั้น เป็นก็ตาม ตายก็ตาม เสือก็ตาม ช้างก็ตาม สัตว์อันตรายใดๆ ก็ตาม ไม่ไปคิด ไม่ไปยุ่ง ให้รู้อยู่กับจุดเดียวคือคําบริกรรมนี้เท่านั้น นี่หมายถึง ขั้นเริ่มแรกของการภาวนา ซึ่งต้องอาศัยคําบริกรรม กลัวมากเท่าไร จิตยิ่งติดแนบกับคําบริกรรม ไม่ให้ปราศจากเลย ความมุ่งหมาย นั้นคือ หมายตายกับธรรมนี้เท่านั้น ไม่ให้จิตไปสู่อารมณ์ที่กลัวนั้นๆ
ธรรม คืออะไร คําบริกรรมนั้นแลคือ บทแห่งธรรม ชื่อแห่งธรรม ธรรมแท้จะปรากฏที่จิตที่จิตกําลังบริกรรมอยู่นั้นแหละ คือสั่งสมพลังของธรรมให้เกิดขึ้นที่ใจ มากน้อยตามความพากเพียรของตน เมื่อสติได้ติดแนบอยู่กับคําบริกรรม บังคับจิตไม่ให้แย็บออกไปสู่อารมณ์ที่เป็นภัย ซึ่งทําให้น่ากลัว น่าหวาดเสียวนั้น ให้อยู่เฉพาะกับคําบริกรรมนี้ติดต่อสืบเนื่องกันเป็นลําดับลําดา ก็เป็นการสั่งสมพลัง คือกําลังของอรรถของธรรมขึ้นภายในจิตใจ หนุนใจให้มีความแน่นหนา หรือให้มีความอบอุ่นมากขึ้นๆ สุดท้ายจิตใจดวงนั้นก็แน่นเหมือนกับหินทั้งก้อน หรือภูเขาทั้งลูก สติก็ติดอยู่นั้นไม่พรากจากใจ ทีนี้ความที่เคยว่ากลัวๆ คิดออกไปหาสิ่งที่น่ากลัว ก็ไม่กลัว คิดไปถึงอันใด คําว่าน่ากลัว ไม่กลัวทั้งนั้น
เอ้า ! คิดหมด ในแดนโลกธาตุนี้กลัวอะไร จะมีสิ่งน่ากลัว แม้สิ่งหนึ่งมาปรากฏที่ใจนี้มีไหม ไม่มีเลย นั่นฟังซิ นั่นล่ะ เมื่อถึงขั้นจิตเป็น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ คือ ช่วยตัวเอง ช่วยอย่างนั้น พึ่งตนเอง พึ่งอย่างนั้น อยู่กับตัวเองด้วยความแน่นหนามั่นคงก็อยู่แบบนั้น แบบที่ตนสั่งสมขึ้นมา แล้วนั้น ผลก็ปรากฏเด่นชัด นี่ล่ะการประกอบความพากเพียรมันถึงเห็นผล
นี่ก็เป็นสิ่งที่เราลืมไม่ได้ในชีวิตและการภาวนาของเรา ซึ่งไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้น และไม่อยู่เพียงวันหนึ่งวันเดียว สถานที่แห่งหนึ่งแห่งเดียว เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ พอจิตจะมีความคุ้นในสถานที่ใดจะเป็นความชินชา กิเลสจะเกิดขึ้นแล้วนะ ตัวหน้าด้าน ตัวขี้เกียจขี้คร้านประกอบความพากเพียร การตั้งสติสตังจะค่อยเหลวไหลไป นี่ต้องเปลี่ยน นั้นล่ะ อุบายของการประกอบความพากเพียรให้ท่านทั้งหลายจําเอาไว้
นี้อธิบายเพื่อเป็นแนวทางสําหรับผู้บําเพ็ญให้ได้คิดหลายแง่หลายทาง เพื่อทันกับกลมายาของกิเลสที่คอยสอดแทรกอยู่เสมอภายในจิตใจ เราจึงต้องพลิกหลายสันหลายคม พอมีความรู้สึกว่าสถานที่นี้จะเป็นความเคยชินขึ้นมาแล้ว เปลี่ยนแปลงทันที เปลี่ยนขยับเข้าไปในสถานที่ที่จิตเข้าใจว่า จะเป็นสถานที่น่ากลัวมากยิ่งกว่านี้ หรือว่าเป็นว่าตาย ก็เรียกว่าถึงขั้นเป็นขั้นตาย มากยิ่งกว่านี้ๆ เอาชีวิตเป็นตัวประกันเลย เมื่อไปอยู่สถานที่เช่นนั้น จิตใจก็เปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ ความพากเพียร สติสตังตลอดปัญญาอุบายต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่
การที่สติปัญญามีความเปลี่ยนแปลงไปตามความพากเพียร และกาล สถานที่นั้นมากน้อยเพียงไร ก็เป็นการสั่งสมกําลังของธรรมขึ้นภายในจิตใจของตน และในขณะเดียวกันก็ตัดกําลังวังชาของกิเลส ซึ่งเคยเป็นตัวข้าศึกห้อมล้อมอยู่ตลอดเวลานั้นให้เบาบางลงไปๆ จนถึงกับเหมือนกับผ้าขี้ริ้ว ชีวิตไม่มีราคํ่าราคาเลย ตายที่ไหนก็ตายได้ทุกกาล สถานที่ ทั้งๆ ที่เรากลัวมากที่สุดความกลัวนั้นหายไปหมดไม่มีอะไรเหลือ อยู่เป็นธรรมดาเป็นเอกเทศ ประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเป็นภัยต่อเราเลยในโลกนี้ เพราะตัวของเราเองก็เป็นผ้าขี้ริ้วหาราคํ่าราคาไม่ได้แล้ว อะไรหรือสิ่งใดจะมาทําอะไร ให้เป็นอย่างไร ก็เป็นไปไม่ได้ ไม่นอกเหนือจากผ้าขี้ริ้วนี้ไปเลย นั่นจิตปล่อยลงถึงขนาดนั้น ยิ่งสนุกประกอบความพากเพียร ความพากความเพียรนี้ยิ่งเด่น สติยิ่งดี ปัญญายิ่งเฉียบยิ่งแหลม นี่คือ อันหนึ่งเป็นผ้าขี้ริ้ว อันหนึ่งกลับเด่นขึ้น เป็นทองทั้งแท่งขึ้นภายในจิตใจ
นี่คืออุบายของการประพฤติปฏิบัติที่พระทั้งหลายในครั้งพุทธกาล ท่านอยู่อย่างนี้เป็นส่วนมาก เพราะเป็นแนวทางที่จะให้หลุดพ้นอย่างกระจ่างแจ้ง และรวดเร็วกว่าสถานที่ธรรมดาซึ่งมักจะเป็นการสั่งสมกิเลสมากกว่าสั่งสมธรรม ในตํารับตํารามีมากต่อมาก
กลัวเสือ เข้าดงเสือ ดัดสันดาน
แต่ก่อนเป็นฆราวาสขี้ขลาดที่สุดนะ หลวงตาบัว นี้ไม่ได้ยกยอเจ้าของเรื่องความขี้ขลาดนี่ คนในบ้านไม่มีใครขี้ขลาดยิ่งกว่าเรา เรานี่ขี้ขลาดที่สุดเลย กลัว พอไปบังพุ่มไม้พุ่มเดียวก็ว่าจะมีเสือ หมีในนั้น ๕ ตัวแล้ว มันกลัว เวลาไปบวชนี้ดัดใหม่หมดว่าไง กลัวเท่าไรยิ่งเข้า แต่ก่อนกลัวแล้วเผ่น เดี๋ยวนี้กลัวเท่าไร ยิ่งเข้าๆ ตรงไหนสถานที่ไหนที่กลัวๆ มากนั้นล่ะภาวนาดี บังคับเจ้าของเข้าไป กลัวเท่าไรยิ่งเข้า ไปอยู่ที่นั่นภาวนาดีนี่ จิตมันไม่คึกคะนอง ไม่ดิ้น ไม่กวัดแกว่งไปไหน บังคับจับใส่ธรรมก็ง่ายๆ ภาวนาก็ได้ผล เมื่อได้ผลในที่เช่นไร ที่เช่นนั้นก็ต้องเป็นสถานที่บําเพ็ญของเรา ยากลําบากจะเป็นจะตายอย่างไร ก็ต้องยอม
นี่ล่ะที่ว่าไม่เอาหมู่เพื่อนไป มันไม่สนุก มันไม่ได้เด็ด ไปลําพังเจ้าของมันเด็ดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้พูดอวดนะ เรานี่เอาจริงๆ พูดถึงเรื่องความพากเพียรนี่ ไม่ลืมจนกระทั่งวันตาย งานทางโลกได้ทํามามากน้อยเพียงไรก็เคยทํา ไม่เคยได้สละเป็นสละตายกับมันนะงานเหล่านั้นแต่งานเพื่อฆ่ากิเลสนี้ สละตลอดๆๆ ถึงจุดแล้วเอานะเท่านั้นพอ คําว่า “เอาหนา” เป็นอันว่าขาดสะบั้นไปเลย เป็นก็เป็น ตายก็ตาย จึงว่าหนักมาก
อยู่ในป่าในเขา มันตื่นเต้น แต่ก่อนเป็นป่า พวกสัตว์ พวกเสือเนื้อร้ายเต็มไปหมดจริงๆก้าวเข้าทางนี้ปั๊บเป็นป่าแล้ว มีสัตว์แล้ว พวกสัตว์ พวกเนื้อ พวกอีเก้ง พวกหมู พอลึกเข้าไปก็พวกกวาง พวกช้าง พวกเสือ เสือมีอยู่ทั่วไป สัตว์มีอยู่ที่ไหน เสือมีอยู่ที่นั่น มีอยู่ทั่วไป
บางทีก็เสียงเสืออาวๆ ขึ้นแล้ว อาวๆ ขึ้นข้างทางจงกรม โถ ! เสียงเสือมันไม่เหมือนเสียงเพลงลูกทุ่งล่ะซี มันจะงับหัวเอา ประมาทได้เหรอ เสียงอาวๆ ขึ้นข้างๆ ไม่รู้มันมาตั้งแต่เมื่อไร ตอนมันหยุดเสียงคําราม มันอาวตามภาษาของมันแล้ว นั่นล่ะ มันน่ากลัวตอนนั้น ไม่ทราบมันจะมาแบบไหนซิ ได้ยินเสียงมันอยู่ มันอยู่ตรงนั้นก็ค่อยยังชั่วนะ พอเงียบเสียงไปแล้ว ไม่ทราบจะมาแบบไหน
ขณะก่อนที่เราไป กลัวจะตาย จนตัวสั่นนั่นล่ะ พอเวลาภาวนาเข้าไปนี้ อํานาจแห่งธรรมนี้เป็นกําแพงกั้น กล้าหาญชาญชัยในขณะหลังนั้น ฟังซิ มันเป็นในหัวใจนะ เรานี้เชื่ออย่างฝังใจเลย เรื่องธรรม เราเชื่ออย่างนั้นจริงๆ เพราะเคยดัดเจ้าของแล้ว วิ่งหาเสือก็มี เหมือนบ้าเวลาฝึกเจ้าของ เราทําแล้วนะไม่ใช่ไม่ทํา ไปที่นี่มันน่ากลัวๆ เดินจงกรมนี่เหมือนว่าเสือหมอบราบรอจะกัดกินเราคนเดียว เขาเรียกพระอะไรประเภทนี้ ทางนี้ก็เป็นแถวหมอบๆ อยู่ทางจงกรมของเรา เสือหมอบอยู่สองข้างทางจะคอยกินคนคนเดียว ตัวไหนก็หิวๆ หิวแต่พระหนักศาสนาองค์เดียวนี้แหละ
ทีนี้เวลาจนตรอกจนมุมจริงๆ มันพลิกนะ เสือเป็นแถวนี้ กําหนด เอ้า ! ตัวไหนใหญ่ คือเสือนั่น สังขารมันวาดภาพเอาไว้ เข้าใจไหม ไม่มีเสือสักตัวเดียวแหละ มันหากวาดภาพหลอกตัวเอง ให้ก้าวเดินจงกรมไม่ได้ กลัว หมอบราบมีแต่ตัวใหญ่ๆ ทีนี้บทเวลาจะเอาจริงๆ เอ้า ! ตัวไหนใหญ่ที่สุดจะเข้าไปหาตัวนั้นก่อน เจ้าของวาดภาพว่า เสือหมอบแล้ว เจ้าของจะไปให้เสือกิน เจ้าของก็วาดภาพอีกเหมือนกัน เอ้า ! ตัวไหนใหญ่ มันหากบอกล่ะว่าตัวนั้นใหญ่ ก็บึ่งเข้าไปหาตัวนี้ หายเงียบ ไม่มี เอ้า ! ตัวไหนใหญ่อีก ตัวนั้นใหญ่ เอ้า ! บึ่งเข้าไปๆ หมดแถวไม่มีเสือสักตัว ไอ้นี่มันโกหกกู นั่นเห็นไหมล่ะ ทีนี้ฟาดเข้าในป่า บุกป่าไปเลย นั่น
นี่เวลาจะเอากัน ทั้งๆ ที่กลัวนั่นล่ะ ซัดเสียจนกระทั่งกล้าหาญชาญชัย ทีนี้คิดถึงโลกธาตุมันกลัวอะไรไม่เห็นมีเลย ไม่มีกลัวอะไรเลย กลับไปหาอะไร กลับมาสง่างาม เดินจงกรม เอ้า ! เสือตัวไหนจะมาไม่มีเลย แน่ะอย่างนั้นนะ ดัดเจ้าของต้องดัดอย่างนั้นซิ เวลาจนตรอกจนมุมจริงๆ แทนที่มันจะหนี ไม่หนีนะ เข้าสู้เลย ตัวไหนใหญ่ให้ตัวนั้นกิน ตัวนี้ไม่มีแล้ว ตัวไหนใหญ่อีก หาหมดจนไม่มีเสือสักตัวเดียว นี่มันหลอกเจ้าของ มึงหลอกกู ขึ้นแล้วนะ ทีนี้ก็ฟาดใหญ่เลย นั่นวิธีการฝึกตัวเองต้องเป็นอย่างนั้น
เราไปอยู่ในที่ดัดสันดานจริงๆ นะ ไม่ใช่ธรรมดานะ มีแต่ที่ดัดสันดานทั้งนั้นแหละ ป่าก็ป่าเสือ กลางคืนเวลาเราเดินจงกรม มันไม่ใช่ธรรมดานะ แล้วยิ่งเสียงเสือด้วยนะ เราไปอยู่แคร่ ตอนตื่นเช้ามาเห็นรอยมันผ่านไปทางนี้แล้วฉากออกไป เพราะเราปัดกวาดไว้เรียบร้อย มันเดินผ่านไปผ่านมา มันก็เห็น โอ้ ! เสือมา มาเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจกับเรา เขาเดินฉากไปเฉยๆ แสดงว่าเขาไม่ได้สนใจกับเรา เขาไปตามประสาของเขา เราก็รู้
ถ้ามันเดินวกเวียนนี่สนใจนะ มันสนใจ ถ้าพอทํา (เสือกัดกิน) มันก็อาจจะทําอย่างว่านะนี่ไม่มี ไม่เคยปรากฏ เราเองก็ไม่เคยปรากฏ เสือจริงๆ ก็ไม่เคยเห็นในป่า แต่เสียงมันมีอยู่ทั่วไป กระหึ่ม กระหึ่ม โอ้ ! ขนนี้ไม่ทราบว่ามันลุกซู่ผึงเหมือนจรวดดาวเทียม มันเป็นเองนะ ไม่ทราบว่ากลัวไม่กลัว มันลุกซู่ จิตหดเข้ามา หันเข้ามา สมมุติว่าอยู่ในขั้นบริกรรม พุทโธ ก็ติดกับ พุทโธ ไม่ให้ออกไปหาเสือ ความคิดนี้จะไปคว้าเอาพิษเอาภัย เอาอารมณ์ไม่ดีงาม เช่น อย่างกลัวอย่างนี้ มันก็เป็นอันตรายอันหนึ่ง ต้องคิดอย่างนั้นไม่ให้ออก หมุนติ้วนั่น มันเป็นอย่างนั้น ไม่งั้นมันจะวาดภาพเสือ วาดภาพอันตรายขึ้นมาให้เรากลัว เพราะไปอยู่ในสถานที่กลัวด้วย ในสถานที่มีเสือจริงๆ ด้วย ต้องบังคับจิตไม่ให้ส่งออกไปภายนอกเลย ให้รู้อยู่กับใจนี้ เป็นกับตายก็มอบอยู่กับนี้
จิตมันมีกําลังมากเวลานั้น เพราะไม่ให้มันออกนอก กําหนดเข้าเรื่อยๆ มันก็มีกําลังจนแน่นปึ๋งเลย ขึ้นชื่อว่าอันตรายอะไรก็มาเถอะ ว่าอย่างนั้นเลยนะ มันอาจหาญขนาดนั้น เสือก็มา ช้างก็มา ไม่หนีว่าอย่างนั้นเลยนะ คือมันเป็นความอาจหาญของมันจริง ซึ่งเราก็ไม่เคยเป็นมาก่อนมาเป็นเอาตอนฝึกดัดสันดานในขณะกลัวนั่นแล ไม่คิดว่าเสือหรือช้าง เป็นต้น จะมาทําลายเราได้เลย จะเดินเข้าไปหามันได้อย่างสบาย แม้เสือจะเดินมาต่อหน้าต่อตา มันจะเดินเข้าไปลูบคลําหลังเสือได้อย่างสบายเลยนะ ตามความรู้สึกมันแน่ในใจยังงั้น ไม่คิดว่าเสือจะทําอะไรได้เลย นี่อาจเป็นความสําคัญผิดของตัวก็ได้ แต่จะสําคัญผิดหรือสําคัญถูกก็ตาม เมื่อจิตได้กล้าถึงขนาดนั้นแล้วมันเดินเข้าไปลูบคลําหลังเสือได้จริงๆ ด้วยจิตใจอ่อนโยนเมตตาสงสาร ไม่สะทกสะท้านในเรื่องว่าจะกลัว ความกลัวก็ไม่มี
แม้มันจะทําเรา ฆ่าเราให้ตายในขณะนั้น ก็รู้สึกว่าจะตายไปด้วยความอาจหาญนั่นเองให้ตายด้วยความกลัวนี่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเวลานั้นจิตมันมีกําลังมาก นี่เป็นวิธีหนึ่งแห่งการระงับดับความกลัว แห่งการระงับความฟุ้งซ่าน ความก่อกวนตัวเองด้วยอารมณ์ต่างๆ ระงับกันอย่างนี้ ทั้งนี้ตามแต่อุบายแยบคายของแต่ละรายจะผลิตขึ้นมาใช้ เปลื้องตัวจากความจนตรอกในเวลานั้นๆ เพราะธรรมหรือสติปัญญาไม่สิ้นสุดอยู่กับผู้ใด สามารถทําให้เกิดให้มีในแง่ต่างๆ ได้ด้วยกัน
ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงตาท่านพูดเอง ที่บอกว่า หลวงปู่มั่นท่านบอกให้พระไปอยู่กับในป่าในเขา แล้วพระก็กลัวเสือมาก ไม่อยากไป ไม่กล้าไปเลย ทุกคนไม่กล้าไป ท่านใช้ให้หลวงตานี่ไปเอง ให้ไปอยู่กับเสือ ให้ไปอยู่ในป่า ก็ตัวท่านเองนั่นแหละ ตัวหลวงตาพระมหาบัวเนี่ย หลวงปู่มั่นท่านสั่งให้ไปอยู่ที่เสือพลุกพล่านนั่นน่ะ แล้วท่านเป็นพรานป่าเก่า คนเป็นพรานป่าเก่าเคยล่าสัตว์มา เวลาเข้าป่ามันมีปืน มันก็จะยิงเสือได้ แล้วเวลาไป ไปตัวเปล่าๆ มือเปล่า มีศีลเท่านั้นที่คุ้มครอง มันจะทุกข์ยากขนาดไหน นี่กลัวไหม กลัวมาก นี่ท่านพูดเองนะ แต่กลัวมากก็ใช้ปัญญา ใช้ปัญญาไล่ไล่ความกลัวของตัวเองไง มันจะหายกลัว หายตรงนี้ ใช้ปัญญาไล่ ไล่ความกลัวของตัวเอง
นี่พูดถึงว่า ทําไมท่านอาจารย์โหดร้ายอย่างนั้น แต่ในความเป็นจริง ท่านอาจารย์ท่านเมตตามากมายมหาศาล ท่านว่าเนี่ยคนที่มีอํานาจวาสนาเห็นไหม แต่กิเลสมันรุมเร้า ได้สร้างอํานาจวาสนาบารมีมาไง คนที่สร้างอํานาจวาสนาบารมีมาบ้านหลังใหญ่ บ้านหลังใหญ่ทําความสะอาด บ้านหลังใหญ่ทํายากทําลําบากมาก เราคนไม่มีบารมี เรามีกระต๊อบห้อมหอ กระต๊อบไม่ต้องทําความสะอาด มันก็สะอาดอยู่แล้ว
คนที่มีอํานาจวาสนาบารมีเห็นไหม มันมีอํานาจวาสนาบารมีได้สร้างสมมา เห็นไหมมันมีสิ่งสภาวะแวดล้อมที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ทําความสะอาด มันทําได้แสนยากไง มันต้องอาศัยธรรมชาติ อาศัยเสือเป็นครู เป็นอาจารย์ เพื่ออะไร เพื่อจะให้มันไม่คิดฟุ้งซ่านมากจนเกินไปไง ให้มันหดสั้นเข้ามาๆ ในหัวใจของตนไง แล้วฝึกหัดภาวนาขึ้นมาให้มันได้ผลขึ้นมาไง”
ธุดงค์หลงป่าถูกหลอก
ครั้งหนึ่งท่านไปเที่ยวธุดงคกรรมฐาน ท่านหลงทางหลงป่าไปเจอนาข้าวของ “ทิดสาย”ซึ่งไปทํานาทําไร่อยู่บนเขา ทิดสายมีลูกชายชื่อหอม อยู่บ้านนาขาม ท่านเล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า
“บ้านนาขามอยู่ไกล เราก็เลยไม่ลืม เราถามเขาว่า “บ้านหนองสะไนไปอีกไกลไหมโยม?”เขาชี้มือบอกว่า “โอ๋ย ! จะไกลอะไร นี่ นี่ อยู่ฟากเขาลูกนี้ เขาลูกเล็กๆ นี้ อยู่ใกล้ๆ แค่นี้”“ถ้าอาตมาเดินไปจะถึงคํ่าขนาดไหน?” เราถาม เขาบอกว่า “อย่างมากตีโปง ตําโปง เวลาโพล้เพล้จวนมืด ก็ถึงแล้ว” (ตีโปงลักษณะคล้ายระฆัง แต่ทําด้วยไม้ ใช้ตีเวลาประมาณ ๕ – ๖ โมงเย็น)
เราก็ไป ที่ไหนได้เกือบตาย ๓ – ๔ ทุ่มจึงถึงบ้านนั้น ที่เขาโกหกเรา เพราะเขากลัวว่า เราจะไปอาศัยกินข้าวกับเขา เขาขนข้าวไปพอดีกิน ๓ – ๔ วัน พอกินหมด เขาก็กลับลงมาเอาอีก สาเหตุที่รู้ว่าเขาโกหก เพราะหลังจากนั้น ๒ – ๓ วันให้หลัง โยมคนหนึ่งไปจากบ้านนามน ที่พ่อแม่-ครูจารย์มั่นจําพรรษาอยู่ ไปถึงที่นั่น (ที่ที่เขาโกหกเรา) เขาก็บอกว่า “ไปนี้ ดูรอยพระไปทางนี้หน่อยนะ เมื่อวานนี้ได้โกหกพระให้ไปทางนี้ จ้างมันก็ไปไม่ถึง นอนซมอยู่กลางป่าล่ะวันนี้”
เราไม่ได้นอนกลางป่าเหมือนเขาคิดล่ะซี เดินกลางป่าเหมือนขาขาดไปเลยน่ะ สมมุติว่าเดินสะดุดอย่างนี้ ไม้ไม่ขาด ขาก็ต้องขาด เพราะความรวดเร็วแห่งการเดิน บุกไปป่ากลางคืน นี้เราโดนเขาหลอก อันนี้ก็แปลกอยู่น่ะ มันน่าคิดอยู่มากนะ เรื่องกรรมบันดลบันดาลนะ คนที่โกหกเรานี้
อีก ๓ ปีต่อมา เราก็เที่ยวธุดงค์ย้อนกลับมาทางเดิมนั้นอีก ไปก็พอดีมีโยมบ้านนาขามเขาเข้ามาพักอยู่ที่บ้านหนองส่าน แกมาส่งบาตรเรา แกก็บอกว่า แกอยู่บ้านนาขาม เราก็เลยถามถึง “โยมชื่อทิดสาย ลูกชายชื่อหอม เป็นอย่างไรบ้าง?” “โอ้ย ! ผู้เฒ่าตายได้ ๓ ปีแล้ว” ว่างั้น “เป็นอะไรตาย” “ลงท้องตายแบบปัจจุบัน”
คํานวณเวลาพอดีกับที่เราจากตรงนั้นไป ๓ ปีพอดี นี่ ก็บันดลบันดาลน่าคิดอยู่มาก ถ้าจะคิดถึงเรื่องแบบนี้มีอยู่หลายเรื่อง ไม่ใช่พูดอวดตัวนะ พูดถึงเรื่องบุญกรรม มีประจําโลกประจําสงสารประจําสัตว์ทุกประเภท เราหมายความว่าอย่างนั้น”
พ.ศ. ๒๔๘๗ ช่วงหน้าแล้งเที่ยวกรรมฐานศรีสงคราม ภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกา
เราไปทางนั้น (ภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกา) ดูเหมือนปีหรือสองปี ตอนที่เราเที่ยวกรรมฐานเริ่มแต่ทางศรีสงครามเข้าไปๆ เรื่อย สองปีก็ไม่เต็ม เราเข้าไป ตอนที่กําลังเที่ยวเก่งๆ มาหนักเอาทางสกลนคร กาฬสินธุ์ เขาใหญ่ป่าใหญ่ เราไปแถวนี้ ทะลุไปทางหนองสูง คําชะอี จ.มุกดาหาร เวลาเราเที่ยว เราหนักไปทางนี้ พ่อแม่ครูจารย์มั่นก็อยู่หนองผือ จุดศูนย์กลางอยู่ที่นั่น จึงไม่ได้ค่อยได้ไปทางด้านนั้น ย่านที่กล่าวถึงอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้ไปอยู่นาน ไปอยู่พักผ่าน ไม่นาน เป็นทําเลดีไปทางภูทอกน่าจะสะดวกกว่าทางถํ้าพระภูวัวกระมัง ทางภูทอกน่าจะใกล้กว่า
สถานที่รู้สึกว่ารํ่าลือกันในวงกรรมฐาน คือวงกรรมฐานรํ่าลือกันว่าที่ไหนๆ เมื่อพูดกันแล้วสู้ภูวัวไม่ได้ ว่างั้น ภูวัวเลยเด่น แต่ขาดอาหาร สถานที่โคจรบิณฑบาตไม่มี สถานที่เหมาะสมๆ มากที่สุด แต่ก่อนเราก็ไป แต่หากไม่ได้ไปพักที่นั่น เราไปเที่ยวกรรมฐานโดยลําพัง เราไปแถวนั้นหากไม่ได้ตั้งใจพักจริงๆ พ.ศ. ๒๔๘๗ ตอนที่เราเที่ยวอยู่ทางภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกา ดงศรีชมภู (ปัจจุบัน ขึ้นกับจังหวัดบึงกาฬ) สถานที่เป็นป่าเป็นเขา สัตว์เนื้อเสือร้ายชุมมากทีเดียว เราเคยไปเที่ยวทางนั้น เราก็ไปองค์เดียว เรานั่นแหละ เพราะนิสัยเราเป็นอย่างนั้น นิสัยอาภัพ ไปที่ไหนมีแต่องค์เดียวนะเรา หมู่เพื่อนไม่ค่อยมี เรียกว่าเป็นพระอาภัพ ไปที่ไหนมีแต่องค์เดียวๆ
เราไม่ได้คิดเลยว่า พวกป่าเหล่านี้จะถูกทําลาย แล้วสัตว์เสือเนื้อต่างๆ นี้จะถูกทําลายหมดนะ ป่าหมด สัตว์ก็หมด แต่ก่อนโอ๊ย ! ยั้วเยี้ยๆ อยู่ตามป่า จนสัตว์ไม่รู้จักคน ไม่รู้จักกลัว ยิ่งไปทางดงศรีชมภู ทางภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกานี่ บ้านคนอยู่ห่างๆ ไปทั้งวันก็ไม่เจอบ้าน บางแห่งนะไปทั้งวันไม่เจอบ้าน ห่างกันไหม ฟังซิ นอกจากนั้นมีแต่ดงแต่ป่าทั้งหมดเลย แล้วสัตว์เต็ม เราไป สัตว์ไม่รู้จักกลัวคน เพราะไม่มีใครทําลายเขา บ้านคนไม่มี คนมีน้อยแต่ก่อน ประกอบกับที่เหล่านี้ เป็นที่ไข้ป่าด้วย ยาแก้ไข้ป่าไม่มี ใครไปก็ตาย
พวกย้ายบ้านย้ายเรือนไปจากทางส่วนมากร้อยเอ็ด อุบลฯ ยโสธรนี่เป็นอุบลฯ อันเดียวกันแต่ก่อน ย้ายเข้าไป แล้วคนทุ่งเข้าไปดง ไปก็เป็นไข้ ผู้ตายก็ตาย ผู้ไม่ตายก็เผ่นกลับบ้าน มันถึงไม่มีบ้านคนแต่ก่อน ครั้นต่อมานี้ความจําเป็นบังคับเข้าไป ยาก็ทันกันกับไข้ป่า ไข้มาลาเรียนั่นแหละไข้ป่าจะเป็นอะไรไป คนหนาแน่นเข้าๆ เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นบ้านคนหมด ป่าทั้งหลายหมดเลย หมดจริงๆ ไม่มีเหลือ มองดูความกว้างขวางของทุ่งของสวนนี้สุดสายตาๆ แต่ก่อนเป็นป่าสุดสายตา ทําลายหมดเลยไม่มีเหลือ
ธรรมะสยบโรคฝีดาษ
หลักใจ จึงเป็นของสําคัญ หลักใจ ก็คือ หลักธรรม ออกมาจากหลักธรรมมาเป็นหลักใจแล้วปฏิบัติตามนั้น ความร่มเย็นเป็นสุขก็มี บ้านน้อยเมืองใหญ่ ถ้าที่ไหนมีศีลมีธรรม ที่นั้นสงบร่มเย็นดี พูดอันนี้ก็ทําให้ระลึกถึงปีฝีดาษ มันเอาจริงๆ นะฝีดาษนี้ เอาจนคนแตกบ้านได้จริงๆโรคฝีดาษ บ้านใหญ่ๆ หลังคาเป็นร้อยๆ นี้แตกบ้านเลย เข้าอยู่ในป่าใน อู๊ย ! ทุกแห่งเข้าได้หมดคนหนีตายนี้ไปได้หมดนะ ไม่ว่าพุ่มไม้ ไม่ว่าที่ไหน หาที่หลบที่ซ่อนยิ่งกว่าสัตว์นะ เวลาคนกลัวตายนี้กลัวมากกว่าสัตว์ แตกบ้านแตกเมือง ตายวันละ ๑๔ – ๑๕ – ๑๖ ศพ บ้านเดียวนะแล้วจะเอาอะไรมาเหลือล่ะ วันหนึ่งตายอย่างน้อย ๘ ศพ นอกจากนั้น ๑๔ – ๑๕ ศพๆ หลั่งไหลไป เราก็เดินผ่านไปตรงนั้นนะ เขาบอกว่า “ทําไมจะไปที่นั่น นั่นป่าช้าผีตาย” “นี่ป่าช้าคนเป็น จะเป็นอะไรไป”
เราผ่านไปตรงนั้นแหละ โห ! เขาสยดสยองกันทั้งบ้านทั้งเมือง เราไปกับโยมสองคน ไปเราไม่พากลัว ไม่ต้องกลัว ไปเลย ความตายมันอยู่กับเรา ไม่ได้อยู่กับที่นั่นที่นี่แหละ อยู่กับเรา ถ้าเรายังมีลมหายใจไม่ตาย ไปเลยผ่านไปนี่ นี่ล่ะมันได้มองเห็นชัดนะ เห็นจริงๆ ประจักษ์ตา โรคฝีดาษ ผ่านไปจริงๆ นี่ เขากลัวกันทั้งบ้านพากันแตกหนี เรายังผ่านเข้าไปได้สบาย ไปไม่เป็นไร ลมหายใจมีอยู่ ก็บอกสองคนนั่นให้ไปก่อน เราเดินตามหลัง บอกขนาดนั้นนะ เพราะเขาเอาเราเป็นหัวใจนี่สองคนนั่น ไปอําเภอสว่างฯ กลับมา เดิน มันไม่มีรถแหละแต่ก่อน มาก็ผ่านเข้าไปในบ้านนั่นแหละ โอ๊ย ! อยู่สองฟากทางเต็มไปหมด ก่อไฟให้ คนตายเฝ้ากองไฟก็มี คนครางอือๆ อาๆ อยู่ข้างกองไฟกองฟืน อยู่ที่ไหนเต็มไปหมด น่าทุเรศนะ เราก็ได้สนุกดู แต่เราจะว่าอวดอาจหาญ หรือว่าอวดก็ไม่อวด แต่ไม่กลัวก็บอกไม่กลัว เดินดู สนุกดูจริงๆ นี่นะ ถ้าว่าสนุกนะ
ดูสองฟากทางที่ไปนี้ โถ ! มองดูบ้านไม่มีคนเลย แตกหนีหมดแล้ว หลังคาเรือนเป็นร้อยๆ นะ แตกหนีหมด เข้าอยู่ตามป่า ตามพุ่มไม้ ตามที่ไหนๆ กอไผ่กอผาที่ไหนไปอยู่หมด นั่นแหละแถวนั้นไม่มีที่อยู่ มีแต่ทุ่ง มีแต่กอไผ่ป่าไผ่ ไปพักอยู่นั่น มองไปที่ไหนเห็นแต่ควันไฟ เขาไปอยู่ที่ไหนเขาก็ก่อไฟขึ้นที่นั่น เราก็ไปวัด เราปลูกกระท่อมไว้เล็กๆ ไปอยู่กับบ้านน้อย ๙ หลังคาเรือน นี่ก็แปลกอยู่นะ ธรรมของพระพุทธเจ้านี่เห็นประจักษ์ ไม่ใช่อวดธรรม ไม่ใช่อวดตัวเอง เอาความจริงมาพูด นี่เราเห็นด้วยตา ไปก็ผ่านไปได้สบาย ไม่เป็นอะไรเลย ตอนเช้าเขารุมไปถาม “เป็นยังไง ท่านผ่านมาที่นั่น ท่านสบายดีอยู่เหรอ เดี๋ยวนี้ท่านเป็นอะไรไหม” “จะเป็นอะไร ไปหาอะไรมาให้เรากิน เรากําลังหิวข้าว” เราว่าอย่างนี้ กําลังจะฉันจังหัน เขาไปจังหันด้วย หาอะไรมากิน เรากําลังหิวข้าว อย่ามาถามเรื่องความเป็นความตาย
จากนั้นมาพวกนั้นรุมเข้ามานะ พวกที่ไม่ตายรุมเข้ามา บ้านน้อยนั่นน่ะ เต็มอยู่แถวนั้นอีกแหละ นี่ก็เป็นภาระหนักมากอยู่ รุมเข้ามาอยู่บ้านน้อย อยู่ตามร่มไม้ ร่มอะไร บ้านน้อยที่เราอยู่นั่นนะ ก็เดชะนะ ไม่เป็นอะไรสักคนเดียว ผู้ที่เป็นวิ่งเข้ามาก็หาย มันดลบันดาลอะไรนะธรรมพระพุทธเจ้า ผู้เป็นฝีดาษก็เข้ามาบ้านน้อยนั้น ๒ ราย เขาไม่ให้เข้ามา มันยังโดดเข้ามาได้นะเขาดันไว้หมดไม่ให้เข้า พวกฝีดาษน่ะ ใครเป็นแล้ว เขาห้ามไม่ให้เข้าเป็นเด็ดขาดเลย นี่มันยังรอดเข้ามาได้ มาอยู่นั่นก็จะทํายังไง ให้อยู่นั่นล่ะ จะเป็นอะไรไป ทํากระต๊อบให้เขาอยู่เสีย เขาก็ไปทํากระต๊อบเล็กๆ ไว้ให้ไปอยู่ในนั้น ไม่ให้ออกเที่ยวคนนี้ พวกคนเหล่านั้นล้อมอยู่แหละ คนนั้นอยู่ที่นั่น ก็เดชะนะ ไม่เป็นอะไรเลย สองคนนี้หาย ไม่ตายนะ แล้วพวกนั้นก็ไม่เป็นอะไร
ทีนี้ตอนจะจากเขาล่ะซิ โอ๊ย ! น่าทุเรศเอาจริงๆ นะ ถึงเวลาเราจะเข้าป่าไปทางภูสิงห์ ภูวัว ไปเที่ยวป่าทางโน้นแหละ เราไปคนเดียวนี่ ไปนี่ร้องห่มร้องไห้กันเหมือนเด็กนะ “จะมีพึ่งที่ไหนท่านไปแล้วก็หมดที่พึ่งเสียแล้ว” “ไม่หมด เอาพุทโธไว้นะ ให้จับพุทโธไว้ นี่องค์ศาสดาอยู่ในหัวใจแล้วไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว นี่เราไป เราก็ไปกับพุทโธ” เราก็บอกอย่างนี้ นี่พวกนี้อยู่ก็อยู่กับพุทโธนะ ให้อยู่กับพุทโธ ไม่เป็นอะไรนะ จนหายเงียบไปถึงเดือนมิถุนายน บทเวลาเราย้อนกลับออกมา เราถาม “เป็นยังไงทางนี้” สบายดีอยู่ไม่เป็นอะไร ตั้งแต่นั้นมาสบายหมด บ้านน้อยไม่เป็นไรสักคนเดียวนะ คนเดียวก็ไม่มีบ้านน้อย แต่มันไกลกับบ้านใหญ่ คนมารุม
นี่ล่ะอํานาจธรรมพระพุทธเจ้าไม่ใช่เล่นๆ นะ แล้วบอกยังไงได้หมด คนกลัวตาย บอกอย่าให้ส่งเสียงอึกทึกครึกโครม อย่าเอิกเกริกเฮฮา เวลากลางคํ่ากลางคืนให้สวดมนต์ไหว้พระ แล้วพากันอยู่ด้วยความสงบ บอกอย่างนั้น ปฏิบัติตามนั้นอย่างเคร่งครัดเลยนะ คนกลัวตายปฏิบัติตามเราสั่ง เพราะเราสั่งด้วยความถูกต้องนี่ ผิดเพี้ยนไปไม่ได้นะ บอกจําให้ดีนะ พอว่าอย่างนั้นก็สอนเลย
เรื่องโสตายเผชิญลมฝน
พูดถึงเรื่องฝนเรื่องลมนี่ เราก็มีหนเดียวในชีวิตของเรากรรมฐาน โถ ! มันจริงๆ นะลมนี่ คือทีแรกเดินจงกรมอยู่ตอน ๕ โมงเย็น มองไปทางด้านทิศตะวันตก เห็นเมฆเหลืองไปหมดเลย มองดูเมฆเหลืองไปหมด โอ๊ย ! นี่ไม่ใช่ฝนมันจะเอาลมใหญ่มาเหรอ มันเดือนเมษาฯ นี่กําลังฟ้าฝนด้วย ตกกลางคืน ๓ ทุ่ม โห ! เอาจริงๆ นะ ต้นยางนี่คอขาดๆ เลย แล้วเราอยู่ข้างล่าง มันขาดตกไปนู้นๆ เลยนะ ทางด้านนี้ต้นไม้ใหญ่ไม่มี ด้านที่เราอยู่ต้นไม้ใหญ่ ต้นยางทั้งต้น มันเอาคอขาดไปเลย ตัดยกลงไปตูมลงโน้นๆ คราวนี้ แหม ! ภาษาอีสานเขาเรียกว่า “โสตาย” เรียกว่า สละตายเลย เสียงลมจริงๆ มันไม่ใช่เสียงอืดๆ อาดๆ นะ มันเป็นเสียงเหล็ก เสียงหอกมาเลยหวิวๆๆ ไม้ยางทั้งต้นกิ่งใหญ่ๆ นี้ขาดๆ เลย รุนแรงมากทีเดียว ต้นไม้ไผ่อยู่ตรงนี้ กลดเราอยู่ข้างล่าง ไม้ไผ่นี้กดลงๆกลดของเราก็กดลงๆ เราก็หมอบ ก็มันไปไหนไม่ได้กลางคืน มันเอาเต็มเหนี่ยวเลย
เช้าไปบิณฑบาต ดูหมู่บ้าน คอขาดเหมือนกัน บ้านก็ดีมันยกไปหมด สังกะสี หญ้า ไม่มีเหลือเลย เช้าเดินไปบิณฑบาต บ้านที่มีต้นไม้ปิดบังบ้างก็ไม่เป็นไร ตั้งแต่เที่ยวมา ลมคราวนี้เป็นคราวรุนแรงมาก แต่ก็ไม่ปรากฏว่า ชาวบ้านเสียหาย หรือล้มตายกันนะ เราก็รอดตายเหมือนกันมีหนเดียวเท่านี้ล่ะ อู๊ย ! พิลึกจริงๆ คราวนั้นก็เรียกว่า ไม่มีที่ไป ฝนตก และตอนสามทุ่มกลางคืนไปไหนไม่ได้ ต้องหมอบคอยตายอยู่งั้น ทางอําเภอศรีสงคราม ตอนเดือนเมษาฯ เที่ยวมาทางนั้น เข้าไปทางภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกา ลมมันพิลึกพิลั่น จากนั้นก็ไม่เคยเห็นที่ไหน มีหนเดียว โฮ้ ! เวลามันมาจริงๆ ลมไม่ใช่เล่นนะ เสียงมันไม่ใช่เสียงหวือๆ หวาๆ นะ มันเป็นเสียงเหล็ก เสียงหอกมาเลย หวิวๆๆ ฟังแต่ว่า ต้นยางกิ่งใหญ่ๆ บางต้นคอขาดไปเลย ขาดๆๆ มันรุนแรงขนาดนั้น มันยกไปตกนู้นนะ ขาดนี้แล้ว ลมมันยกไปตกโน้นๆ
เที่ยวกรรมฐานในป่าที่เสือกินคน
ทางภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกานี้ ๒ ปี เรียกว่าไปป่า ป่ารกชัฏป่าหนาป่าแน่นป่าเสือกินคน เราได้ไปเจอ ๒ แห่งที่เสือกินคน เขาจะมานอนเฝ้าเรา โห ! เสือกินคนนี้ฉลาดมากนะ ธรรมดาเราไม่ได้เห็นเสือๆ เพราะเสือมันหลีกคน มันไม่ให้พบคน เราจึงไม่ค่อยเจอเสือ เสือกินคนแล้วมันไม่ได้ไปอยู่ในป่าลึกๆ นั่น มันแอบอยู่ตามไร่ตามสวนป่าละเมาะอย่างนั้นนะ ใครเผลอปั๊บเอาเลย พอกินนี้ปั๊บ นู่นไปอยู่ฟากทวีปนู้นนะ มันซ่อนเงื่อน มันหลบภัย พอกินนี้ปั๊บ หนีไปโน้น กินนู้นปั๊บ ไปนู้นแล้ว พอจางๆ กลับมาอีกแล้ว เสือได้กินคนแล้วไม่กินสัตว์ เห็นชัดจริงๆ นะ เข้าไปกัดสัตว์ในบ้านเขากัดสัตว์นั่น กัดหลอกคน กัดหมูบ้าง กัดวัวบ้าง พอร้อง คนก็ลงมา ลงมาก็คาบคนปั๊บวิ่งไปเลยมันไม่ได้เอาสัตว์นะ มันกัดหลอกคน ถึงว่ามันฉลาดมากเสือ กัดที่ไหน ทีนี้คนเขาก็รู้ พอเห็นรายหนึ่งแล้ว ทีหลังมากัด เขาก็ไม่ลง คือมันกัดสัตว์นี้ มันคอยจะเอาคน พอคนลงไปคาบวิ่งเลย
คาบคน โอ๊ย ! เหมือนแมวคาบหนูนะ ไม่ได้หนักนะคาบคน คาบวิ่งไปเลย มันแบกไปเลย วิ่งไปเลยคาบคน มันไม่ได้ลากได้เข็นนะ คาบคนนี่เหมือนเอาขึ้นบนหลังมันวิ่งไปเลย ไปเห็นแล้วทําเลที่เสือกินคน แต่เขาก็ฆ่าเท่านั้นแหละ เสือกินคนไม่นานแหละก็ถูกเขาฆ่า ใครจะไปฉลาดยิ่งกว่าคน ฆ่าตาย ทางกาฬสินธุ์แห่งหนึ่ง ทางดงศรีชมภูนี้แห่งหนึ่ง นี่ก็ถูกฆ่าทั้งนั้น แต่กินไปหลายศพนะ ทางดงศรีชมภูดูว่า ๘ ศพ มันกินห่างๆ กัน ทางนี้กี่ศพไม่รู้ เสือกินคนนี้ฉลาดมากที่เราไปเที่ยวนี้เจอ ๒ แห่งที่เสือกินคน นอกนั้นไม่มี ไปอยู่ในป่าในเขาที่ไหน ก็ไม่เคยได้ยินว่าเสือกินคน เขาอยู่ในป่าในเขา เขาก็อยู่กับเสือนั่นแหละ เสือกับคนเหมือนว่าเป็นอันเดียวกันเขาไม่ได้กลัวเสือ เสือก็ไม่ได้กลัวคนนักนะ แต่ไม่กินคน มันหลบๆ หลีกๆ อยู่กับคนนั่นแหละ
แต่ที่ไหนได้กินคนแล้ว โอ๋ย ! เก่งมาก เป็นอย่างนั้นล่ะเสือ ฉลาดมาก เราไป เขาจะมานอนเฝ้า ไล่เขาหนี “โอ๋ ! ไม่ได้ๆ ตายก็ตายไปเถอะ” ว่างั้นเลย กลัวเสือแล้วให้คนมานอนเฝ้าขายขี้กรรมฐานเหลือเกิน อย่าออกเที่ยวเลย มันจะขายขี้เขา ไล่หนีเลยเรา ไม่ให้มาอยู่ เรากินสัตว์มาเท่าไร พุงเรานี้มีแต่สัตว์เต็มท้อง เสือจะกินเราคนเดียวเท่านี้ กินก็ให้มันกินไปซี ตัดสินปุ๊บเลยก็ไม่เคยมากิน พูดถึงเรื่องเสือกินคน มันรวดเร็วนะ เราเคยเห็นเวลาเราไปเที่ยวทางนู้น ทางดงศรีชมภู เสือกินคน ตอนเราไปนั้นเขาพึ่งฆ่ามัน เสือตัวนี้แหละ เขาไปเล่าให้ฟัง พูดถึงเรื่องสัตว์ เรื่องเสือ เรื่องที่เขาดักอะไรอย่างนี้ เขาฉลาดมาก ในภูเขาไปไม่ระวังไม่ได้ล่ะ เราไปเห็นพวกแหลมพวกหลาวเขา เขาดักไว้ เขาทิ้งแล้ว เขาปล่อยแล้ว เขาไม่ดักแล้ว ไปเห็น อ๋อ ! เขาทํากันอย่างนี้ๆ ดู เพราะเราไม่เคยเห็น ไปเห็นกับพวกอยู่ในป่าในเขา วิธีดักสัตว์นี้เขามีวิชาของเขา เก่ง พวกเราไม่รู้เรื่องแหละ พวกนี้หากินในป่า ก็ดักสัตว์ในป่าแบบนั้น แบบหลาว แบบอะไร ปืนเขาก็มี
เสือดาวนี้เก่ง พวกหมู พวกหมา ลูกวัว เสือดาวเก่ง แอบเข้าไปกิน เข้าไปกินในบ้านนะเข้าไปกินหมาในบ้าน เอาลูกหมูในบ้าน คาบวิ่งเลย แต่เสือโคร่งไม่เห็นเข้าไป แต่นี้บางบ้านมีเสือโคร่ง เขาบอกว่ามันเข้ามาเอาหมู ว่างั้น ทีนี้เวลาเขาออกมาเขาพูดกัน เขาไม่ให้เราได้ยินแหละ เป็นเจตนาที่เขาพูดฟังกันเฉพาะๆ คือเขากําลังจะดักเสือ ว่างั้นนะ ทีนี้เราก็ไม่ใช่คนหูหนวกเขากระซิบกัน หูเรามันก็กระซิบฟัง เขากําลังจะดักเสือ เสือตัวนี้ทําไมมันดื้อนัก เขาว่างั้น เขากําลังจะดัก ดักก็คือเอาลูกหมูไปไว้ในนั้น ไปครอบไว้ ทีนี้เราเลยอดคิดไม่ได้นะก็ที่เราเดินจงกรมอยู่นั้น มันผ่านเข้าไปออกมา แทนที่จะไปกลัวมัน กลับสงสารมัน กลัวเขาจะดักมัน เลยแผ่เมตตาให้มันหนี มึงไม่อยากตายให้หนี เป็นกังวล เดินจงกรมกลางคืนนะ มันอดวิตกกังวลไม่ได้ เพราะเขากระซิบกัน เขาพูดเบาๆ เขามาตอนเช้า ผู้ชายสองสามคนเขาออกมา เขามาพูดถึงเรื่องว่า เสือมันไปกัดเอาลูกหมูเขา คาบได้ปุ๊บวิ่งเลย ลูกหมูมันคาบง่าย วิ่งง่าย
เขากําลังจะดัก มันชอบเข้าช่องไหนๆ เขาว่านะ คือในหมู่บ้านมันเข้าได้หลายช่อง สะดวกช่องไหนจะไปดักช่องนั้น เขาว่างั้น เราก็เดินจงกรมอยู่กลางคืน ทําให้อดสงสารเสือตัวนี้ไม่ได้นะ แทนที่จะกลัวมันไม่เห็นมี มันก็ผ่านเข้าไปนั้นล่ะ ที่ทําเลเราอยู่ เพราะเป็นป่าที่เสือสําหรับหลบซ่อนได้ดีเสียด้วย แทนที่จะไปคิดกลัวมัน กลับไม่กลัว กังวลกลัวมันเข้าไปนั้นจะถูกกับเขา เขาดักกับเอาไว้ แต่ก็เงียบไปเลยนะล่ะ เราก็อยู่นั้นนาน ดูไม่ได้ยินว่าเขาดักเสือตัวนี้ได้ เลยเงียบไปเลย เราแผ่เมตตา มึงอย่าเข้ามานะ เข้าไปแล้วตายนะ เมตตาสงสารมัน ก็ปรากฏว่าไม่เป็นไรนะ เงียบๆ ไปเลย ไม่ได้ยินว่าเขาฆ่ามันแหละ แสดงว่ามันไม่เข้า
หาที่ไม่มีคน อาศัยคนป่าหมู่บ้านเล็กๆ
ทางดงศรีชมภู ดงภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกา อันนี้มันต่อกันทางนครพนม เขตนครพนม เขตหนองคาย เขตสกลนคร เข้ามาแล้วเขตอุดรฯ ก็ชนกับอะไรที่บ้านดุง เป็นดงใหญ่ทั้งนั้นนะ แถวนี้ไม่มีบ้านผู้บ้านคน ไปทั้งวันก็ไม่เจอบ้าน ไปอย่างสะดวกสบาย บ้านคนไม่ค่อยมี แล้วแต่ก่อนไข้ป่าชุมด้วย เข้าไปนี้อยู่ไม่ได้ ผู้ตายก็ตาย ผู้ไม่ตายก็วิ่งกลับบ้าน ครั้นต่อมานี้ ยามันก็มีมากคนไม่ตายมันก็หาที่ เลยหมดเลย
สมัยก่อนที่เราอยู่นั้นได้เห็นได้ชมป่าเต็มหูเต็มตา นกยูงนี้อยู่ข้างบน กลางวี่กลางวันไม่ค่อยพบมันนะ ส่วนมากถ้าพบก็มีแต่มันเห็นเรา แล้วมันวิ่งไปก่อนแล้ว เราไม่เคยเห็นมันก่อนล่ะ มีแต่มันเห็นเราก่อน มันตาดีนกยูง มันวิ่งผ่านหน้าไป เอ้า ! นกยูง ที่เห็นไม่มากนักนะ ไม่เหมือนกลางคืน เวลากลางคืนมันเหมือนกับไก่ขันยามนั่นแหละ พอตัวหนึ่งขันขึ้น ตัวหนึ่งก็ขันๆ เต็มไปหมดเลย อันนี้เราอยู่ภูเขา อยู่ในถํ้า มันร้องอยู่ข้างบน เขาเรียกว่า “นกยูงขันยาม” ตัวนั้นก็ร้องตัวนี้ก็ร้อง ภูเขาแถวนั้นมีแต่นกยูงร้องทั่วไปหมดเลย นกยูงมากจริงๆ แต่กลางวี่กลางวันไม่เจอมัน เจอก็เจอตัวสองตัว แต่กลางคืนเสียงมันร้องลั่นไปหมดเลย อยู่ที่ไหนก็มีพวกสัตว์ป่าเต็มไปหมด การภาวนาก็สะดวกสบาย ไม่เจอล่ะเรื่องคน เจออะไรก็เราไม่ได้บิณฑบาต เขาก็ไม่มา
เราไป เราก็ไปหาที่อย่างนั้นด้วย ที่ไหนคนชุมๆ เราไม่ได้ตําหนิติเตียนเขานะ คือว่ามันภาวนาไม่ดี ถ้าไปที่ไหน เราไปพักนอกบ้านนี่ เขาออกมาหา โอ๊ย ! บ้านนี้ไม่เป็นท่า คือคนจะมากวน เข้าใจไหม พูดตรงๆ อย่างนี้แหละ ภาษาธรรม ถ้าคนมาเกี่ยวข้อง การภาวนามันก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไปหาเอาตามใจชอบของเรา ตามใจชอบก็ไปหาแต่คนอยู่ในป่า
ในภูเขาเรามองไปเห็นนี้ อย่าว่าไม่มีบ้านคนนะ มี สามหลังคาเรือน สี่หลังคาเรือนอยู่ห่างๆ กันมีจนได้ นั่นล่ะเราไปอาศัยเขาอย่างนั้น ทีนี้เวลาเราไม่บิณฑบาต เขาก็ไม่ได้ออกมา เห็นแต่เราคนเดียว คนนี่ไม่เห็น กี่วันก็ไม่เห็น เป็นอย่างนั้นนะ เขาก็ไม่ใช่ผู้สนใจกับอรรถกับธรรม เขาเป็นคนป่า หากินไปตามเรื่องของเขา เราชอบสถานที่เช่นนั้น เราก็ไปอยู่ของเราสะดวกสบาย กลางวี่กลางวันที่จะได้พบผู้พบคน ไม่พบ ทั้งวันก็ไม่พบ ตลอดเลย เพราะบ้านก็เป็นบ้านเล็กๆ เขาก็ไปหาอยู่หากินของเขา บ้านกับเราก็อยู่ห่างกัน บ้านเล็กๆ น้อยๆ สี่หลังห้าหลังพออาศัยเขาเท่านั้น
นั่นเห็นไหม การฝึกทรมานตนเอง จะไปเห็นแก่ความรํ่าความรวย ตายเลย การภาวนาไม่ถึงไหน เพราะฉะนั้นจึงว่าเดินผ่านไปนี้ พอถึงเวลาพัก มันคํ่าแล้วพักข้างบ้านเขานี้ ถ้าเขาออกมาหา คือธรรมดา ถ้าเขาไม่เกี่ยวข้องกับเราก็ไม่ค่อยออกมา อันนี้เขาออกมาหาเลย แสดงว่าเขาจะมีความสนใจ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ บ้านเช่นนั้นไม่อยู่ ก็บอกว่าจะไปนู้นไปนี้ไปเสีย ไม่อยู่ ไปอยู่ที่ไหน มันก็สงัดหมด ไม่มีคําว่ากลางวัน กลางคืน สงัดตลอด เกี่ยวกับผู้กับคนนี้ไม่ได้เจอใคร เพราะอยู่ในป่าในเขาล้วนๆ ไปเลย ไม่ฉันกี่วันนั้นล่ะ ไม่เจอคนเลย มีแต่เราคนเดียวอยู่อย่างนั้น
ไอ้เราเองก็ไม่เคยสนใจจะพูดจะคุยกับใคร ต่างคนต่างไม่สนใจกัน เขาก็ไม่สนใจกับเราเราก็ไม่สนใจกับเขา มีแต่นํ้า เอานํ้ามาไว้เท่านั้นพอ ข้าวอดได้ แต่นํ้าไม่อด ไม่เคยอดนํ้า เวลาเราไม่ฉันข้าวแล้ว ฉันนํ้าก็ไม่ได้มาก ถ้าฉันข้าวนี้มีเพิ่มนํ้า แล้วอยู่อย่างนั้นตลอด สําหรับเราเองอยู่อย่างนั้นไปตลอด จึงว่าทุกข์ทรมานก็ทรมาน แต่จิตใจมันไม่เคยสนใจกับว่าความทุกข์ ความทรมาน คือ มันมุ่งใส่ธรรมอยู่ตลอดเวลา สงัดเท่าไรยิ่งดี ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายเท่าไรยิ่งดีๆ อยู่อย่างนั้นนะ ที่จะไปคิดอยากพบผู้คนจะใช้นั้นนี้ ใช้เขาอะไร เราไม่มีอะไรจะใช้เขา เขามาทําแคร่ให้เล็กๆ เท่านั้นพอ พอเสร็จแล้วก็เลิกกันเลย เราก็อยู่อย่างนั้นสบาย เขาทําแคร่ให้ ทําทางจงกรมเท่านั้นพอ เราก็เดินจงกรม ทีนี้กลางวี่กลางวัน เราอยากจะไปเที่ยวบนหลังเขา ไปนอนสบายๆ นั่งภาวนาอยู่บนหลังเขาที่มีร่มไม้ชุ่มเย็นอย่างนั้น เราก็ไป จะไปไหนก็ไม่เจอคนแหละ เพราะไม่มีคน อยู่อย่างนั้นตลอด สติสตังนี้จ่อตลอด
นั่นล่ะ การรักษาใจ ไม่ใช่เพ่นๆ พ่านๆ คิดทั้งวันทั้งคืนไม่เคยสนใจกับสติสตังเลย โลกเป็นอย่างนั้นนะ โลกจึงเรียกว่า ไม่มีธรรม มีแต่กิเลสเต็มหัวใจคิดออกแง่ใดมุมใด มีแต่กิเลสฉุดไปลากไป โดยเจ้าตัวไม่รู้ เหมือนซุงทั้งท่อนลากไปไหนก็ไป นี่เป็นนิสัยของโลก เขาไม่มีศาสนา แม้แต่มีศาสนาอยู่ก็ยังไม่ค่อยสนใจและไม่สนใจ นั่นเป็นขั้นๆ อยู่ไปกินไปวันหนึ่งๆ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ เมื่อเทียบธรรมะภายในจิตใจซึ่งมีหลักเกณฑ์ภายในใจแล้ว ดูไปที่ไหน มันจะดูไม่ได้จะว่าอะไร
หลักใจเป็นหลักที่เลิศเลอมากตายใจได้ตลอด อยู่ที่ไหนจะเป็นจะตายอย่างนี้ หรือเสือจะมากัด กัดก็กัดซิ อันนี้ของเรา มาทําลายของเราไม่ได้ จะตายก็มีแต่ร่างกาย เอาไปกิน ก็ไปกินซิ เขาไม่กินเรา ถึงวันมันก็จะตาย แน่ะมันพลิกไปอย่างนั้นเสีย แล้วก็ภาวนาเรื่อย จิตใจเมื่อได้รับการบํารุงรักษาด้วยสติ สตินี้สําคัญมากทีเดียว ไปที่ไหน สติจะต้องติดแนบๆ ตลอดเวลา ยิ่งไม่มีใครมาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมตลอดเลย ในการรักษาสติ สติรักษาใจ ใจไม่มีภัย กิเลสจะฉุดจะลากคิดไปโน้นไปนี้ สติควบคุมตลอด
เรื่องตกนํ้า – พญานาคฟังธรรมหลวงปู่มั่น
พอพูดถึงแม่นํ้าโขง เรายังโมโหให้พระอยู่ เรายังจะตามฆ่าพระองค์นี้อยู่ เราโมโห นี่ที่แม่นํ้าสงครามทางบ้านสามผง ที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นไปจําพรรษา ท่านเล่าให้ฟังเองว่า สมัยที่ท่านพักอยู่บ้านสามผง จังหวัดนครพนม พอตกกลางคืนตอนสามทุ่ม ขณะที่ท่านกําลังเทศน์สอนพระเป็นจํานวน ๓๐ – ๔๐ รูป ท่านเทศน์ไป จิตมันแย็บออก ออกจากวงเทศน์สอนพระ ทีแรกจิตก็พุ่งเทศน์สอนพระ แย็บออกไปเลย สว่างจ้าไปเห็นพญานาคกับบริษัทบริวารเต็มอยู่แม่นํ้าลําสงคราม เขาพาบริษัทบริวารแห่มาขึ้นอยู่แน่นฝั่งเป็นทิวแถว เขาพากันมา เพื่อมาฟังเทศน์ท่าน จากนั้นไม่นาน ท่านก็บอกเลิกกันแล้วจะรับแขกพิเศษ แล้วท่านก็แผ่เมตตาเทศนาว่าการสั่งสอนพวกพญานาค เขาฟังเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามมาก เพราะใจขององค์ท่านไม่ได้เหมือนใจพวกเรา จ้าไปหมด มองไปไหนเห็นหมด พากันฟังเอาซิ หลวงปู่มั่นพูดอะไรนี้ก็ลูกศิษย์ตถาคตว่างั้นเถอะจะเคลื่อนไปไหน หลวงปู่มั่นพิสดารมากเรื่องอย่างนี้
เราไปพักที่สามผง จากนั้นเราก็จะย้อนกลับมาทางอําเภอศรีสงคราม ทีนี้มีพระองค์หนึ่งขอมาด้วย เราจะไปศรีสงคราม ก็ขอเดินทางมาด้วย ทีนี้พอจะลงเรือ ของก็ขนลงใส่เรือ พวกบาตร พวกอะไรลงเรือเล็กในลําสงครามนั่นแหละ จะข้ามไปฝั่งทางนั้น แล้วเรืออยู่ทางนี้ ขนของลงๆ พอเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็เข้านั่งก่อนล่ะซี พระองค์นั้นเข้านั่งทีหลัง เข้าไปแทนที่จะไปเหยียบให้เหมาะสมกลับไม่เหยียบ ไปเหยียบแคมเรือนี้ก็ปั๊บควํ่าเลย โอ๋ย ! ลงหมดเลย องค์นั้นก็ลง เราก็ลงจมลงในนํ้าเลยไม่ใช่ธรรมดา ของบริขารไหลออกไปทุกทิศทุกทาง
เรายังโมโหอยู่ยังจะตามฆ่าพระองค์นั้น ใครเห็นผ่านไปทางไหนบ้างไหม พระองค์นั้นน่ะโอ๊ ! โมโห ทีนี้เลยไปไม่ได้นะ พอขนของขึ้นมาแล้วก็มาตากจีวรอยู่นั้นกว่าจะแห้งเลยคํ่าพอดีวันนั้นนะตกนํ้า โอ๊ย ! น่าโมโห ลําสงครามนี่แหละ ที่ว่าไหลลงแม่นํ้าโขง มันยังไง จะคิดสักนิดหนึ่งก็ไม่คิดไปเหยียบแคมเรือปั๊บ มันก็ลงเลย พอเหยียบปั๊บ มันก็ควํ่าเลย ควํ่าก็ลงทั้งพระองค์นั้นทั้งเราจมด้วยกัน ก็นํ้ามันลึกนี่ พอโผล่ขึ้นมาเห็นพวกบริขารเกลื่อนเลย เลยไปเก็บพวกบริขารพวกบาตร พวกจีวรอะไรอยู่ในบาตรลงจมด้วยกัน ต้องเอามาตากหมดเลย นี่พูดถึงเรื่องตกนํ้าตกถนัดคราวนั้นแหละ ตกอย่างไม่ระเวียงระวังเลย พอนั้นเหยียบปั๊บก็ลงตูม ควํ่าเลย
ปีไหนไปเที่ยวทางนู้น ๘๗ – ๘๘ หรือ ๘๙ ในระยะนี้แหละ เราเที่ยวไปทางภูเขาทางโน้น เข้าไปถึงป่าใหญ่ ที่กว้างขวางนั้นไม่มีใครทํานาได้เลย คือ เวลาแม่นํ้าโขงมันไหลมาปั๊บนี้ท่วมหมด เหมือนกับเป็นฟ้าไปหมดเลย ขาวเปี๊ยะ นํ้าท่วมไปหมด ใครจึงทํานาไม่ได้ แถวนั้นว่างเปล่าเยอะนะเพราะทํานาไม่ได้ ถ้าหากว่าทํานาได้ จะตั้งได้จนกระทั่งจังหวัด มันกว้างนี่นะ ผู้คนทําไร่ทํานาได้หนาแน่น ผู้คนหนาแน่นก็ตั้งจังหวัดได้ล่ะซี อันนี้ว่างหมดเลย ก็คิดดูตั้งแต่อําเภอบึงกาฬ มันน่าจะเป็นจังหวัดมานานแล้ว ยังเป็นไม่ได้ เพราะนํ้าท่วม ไม่มีผู้คนไปตั้งบ้านตั้งเรือนแถวนั้น มันก็เป็นอําเภออยู่นั้นล่ะ นํ้าทางโน้นมากนะ ท่วมมาก
ใช้ผ้าปะๆ ชุนๆ ตามปฏิปทาหลวงปู่มั่น
มาสมัยปัจจุบันนี้ก็คือท่านอาจารย์มั่น ผ้าจีวร สบง ผ้าอาบนํ้า แม้ที่สุดผ้าเช็ดมือไม่ทราบว่ากี่ปะกี่ชุน มองดูที่ปะๆ ชุนๆ นั้นเหมือนเสือดาว ในจีวร สบง ผ้าอาบนํ้า เครื่องบริขารใช้สอยของท่าน ใครจะไปเปลี่ยนให้ไม่ได้นะ “มันใช้ได้ดีอยู่ ไม่เห็นหรือ” นั่น มันเจ็บขนาดไหนล่ะออกปฏิบัติทีแรก เราเป็นอย่างนั้น ยิ่งไปเห็นพ่อแม่ครูจารย์มั่นด้วยแล้ว อู๋ย ! สลดสังเวชเรา เคารพกราบสนิทเลย เอาอะไรๆ มา ท่านไม่สนใจ ปะๆ ชุนๆ อยู่งั้นล่ะที่ใช้อยู่ เป็นอย่างนั้นนะ ท่านไม่ยุ่งกับอะไร ไม่ใช่อดอยากขาดแคลนที่ไหน ไปที่ไหนเขาก็รุมถวายท่าน ท่านทานไปหมดเลย ท่านไม่เก็บไม่สั่งสม แต่ของท่านเองใช้ปะๆ ชุนๆ อย่างนั้นแหละ เราก็ถึงใจ
ทีนี้ไปเราก็แบบเดียวกัน ออกกรรมฐานไปเหมือนเสือดาว ไปถึงบ้านสามผง พักชั่วคราวนะ สํานักนั้นท่านมีพระหลายองค์ เป็นสํานักใหญ่พอสมควร วัดบ้านสามผง พ่อแม่ครูจารย์ไปสร้างวัดที่นั่น ที่ได้เอามาพูดนี้คือท่านอาจารย์บุญมา ท่านอยู่บ้านสามผง เราไปเที่ยว เราไปคนเดียวๆ เวลาจีวรควรจะซักจะฟอกอะไรก็ไปหาส่วนรวม ไปซักฟอกจีวร เช่นอย่างวัดสามผงเขามีโรงซักสบงจีวร เราไปคนเดียว เราจะมีโรงที่ไหน แต่เวลาจีวรพอซักแล้ว ไม่งั้นอีแร้งอีกาจะบินตาม มันนึกว่าตายแล้วก็ต้องไปซัก ทีนี้เวลาไปซัก ไปพักอยู่บ้านสามผง เอาจีวรออกซัก ซักหมดเลยเทียวนะถึงเวลาซักก็ไปซักหมด ออกจากนั้นก็ขึ้นเวทีฟัดล่ะ
พอซักแล้วเอาจีวรไปตาก ท่านอาจารย์บุญมา ท่านมาเห็นล่ะซิ เห็นจีวรของเราตากอยู่ “โหย ! มันยังไงกันนี่” ท่านเห็นผ้าเรา “มหาปะ มหาชุน มหาตาบ (ปะ, ชุน) มองดูชิ้นไหนๆเครื่องบริขารเหมือนเสือดาว” ท่านว่าอย่างนั้น มันด่างมันดาวเพราะปะชุน ท่านเลยประกาศให้พระมาดูทั้งวัดเลย ท่านอาจารย์บุญมา เราไม่ลืม “เอ้า ! ดู ใครไม่เคยเห็นมหาปะ มหาชุน ดูเอามาดูซิน่ะๆ นี่มหานะ พวกเรามันเป็นยังไงกัน” ท่านใส่พระเณรในวัด “มันหรูหราฟู่ฟ่า นี่ดูเอาๆมันเหมือนเสือดาว คือทั้งปะทั้งชุนเต็มไปหมด ไม่ว่าจีวร ไม่ว่าสบง ไม่ว่าผ้าอาบนํ้าอะไรปะชุนไปตลอดเลย เอาเท่านั้นไม่ยุ่งกับอะไร ไม่ใช่ไม่มีนะ ไม่เอา เอาเท่านั้น ใช้เท่านั้นล่ะไป”
ท่านมา ท่านเลยประกาศในวัดเลย ให้พระเณรมาดู เครื่องบริขารอะไรๆ ทั้งปะทั้งชุนไปอย่างนั้นล่ะ นี้เราเคยปฏิบัติมาอย่างนั้น รุมมาดูกันหมดเลย เราก็ไม่ลืม เราไม่ได้ทําเพื่ออวดนะจะผิดไปที่ไหน ก็ท่านมาดูเป็นเรื่องของท่านต่างหาก เราเป็นเรื่องของเราต่างหาก เป็นคนละเรื่อง ถ้าทําเพื่อโอ้อวดอย่าทํา ปรับอาบัติ นั่นล่ะ ท่านผู้ปฏิบัติธรรม ท่านไม่สนใจกับอะไรยิ่งกว่าดูใจที่มันตัวดีดดิ้นที่สุด คือหัวใจ หัวใจดีดดิ้นที่สุด
พ.ศ. ๒๔๘๗ จําพรรษา ๑๑ ที่เสนาสนะป่ายางบ้านท่าบ่อสงคราม
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ องค์หลวงตาพระมหาบัว หลังจากเที่ยวกรรมฐานภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกา พอเข้าพรรษา ท่านได้มาอยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่ายางบ้านท่าบ่อสงคราม ต.ท่าบ่อสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ดังนี้
“ที่อําเภอศรีสงคราม เราเคยไปจําพรรษาพรรษาหนึ่งนะ จําด้วยกัน ๓ องค์ ทํากระต๊อบเล็กๆ กระต๊อบสําหรับฉัน ๓ องค์นี้ ๓ องค์รวมกันฉัน ส่วนที่พักนั้นเอาหญ้ามุง ทําแคร่นี้ตลอดพรรษา สูงจากพื้นเท่านั้นพอ ตั้งแต่ปี ๒๔๘๗ – ๘๘ จําพรรษาที่นั่น ใกล้บ้านสามผงอยู่ จากนั้นไปสามผงก็ประมาณ ๑๑ – ๑๒ กิโลฯ แถวนี้เราไปหมดแล้วล่ะ อยู่ศรีสงครามแล้วก็ไปสามผงไปทางด้านทิศเหนือ ไปทางนั้นไปทางบ้านข่า บ้านข่า ท่านอาจารย์ตื้อ ไปทางนี้ไปสามผงหรือศรีสงคราม เราไปอยู่ที่นั่น มันก็ทั่วถึงกันหมด เขานิมนต์ไปเสมอ ไปบ้านข่า ไปสามผง
พระอาจารย์ตื้ออยู่วัดบ้านข่า เป็นบ้านป่าบ้านเสือ เราเคยไปพักแล้ว หากไม่เคยจําพรรษา ไปพักเฉยๆ เป็นป่า ออกจากบ้านข่าก็ไปสามผง ไปศรีเวินชัย – ปากยาม เข้าสามผงเคยไปแล้วเราไปพักบ้านศรีสงครามเอาเลยเถอะ แถวนั้นล่ะ เคยจําพรรษาที่นั่นปี ๘๗ จากพ่อแม่ครูจารย์มั่น นามนไป (เสนาสนะป่าบ้านนามน) ไปจําพรรษาที่นั่นพรรษาหนึ่ง
แต่ก่อนที่เราเที่ยวอยู่โน้น มันเป็นดงล้วนๆ ก้าวเข้าไปตั้งแต่อําเภอศรีสงคราม นี่ก้าวเข้าดงแล้ว เข้าอําเภอศรีสงคราม ไปทางสามผง ดงน้อย เข้าไปเป็นดงทั้งนั้นเลย เดินไปไม่ค่อยได้เจอหมู่บ้านง่ายๆ แหละ บ้านไม่ค่อยมี มีแต่ดงแต่ป่า พวกสัตว์เสือเนื้อ โอ๊ย ! อดอยากเมื่อไร บางแห่งมันไม่รู้จักกลัวคน คือเขาไม่เคยเห็นคน คนไม่ค่อยมี แต่สัตว์ต่างๆ เต็มไปหมด เราเคยไปแล้วแต่ก่อน ถึงมาเทียบทุกวันนี้ได้ถูกต้อง ทุกวันนี้ไม่มีแล้วอย่างนี้ หมดไป มันเปลี่ยนเอาจริงๆ นะ เปลี่ยนจนเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์เลยเทียวกับที่ว่าป่าดง แต่ก่อนป่าดงหนา โอ๊ย ! รกชัฏเทียว เดี๋ยวนี้มีแต่ไร่แต่สวนเขาหมดเลย คําว่าดงๆ มีแต่ชื่อ
ตอนเราไปเที่ยวกรรมฐานไปคนเดียวเรานะ ไปพักที่ศรีเวินชัยก็พักนะแต่ไม่นาน เข้าป่าพักชั่วระยะ สามผง เข้าไปพักกับอาจารย์บุญมา สามผง เข้าป่าแถวนั้นล่ะเที่ยว เราไปคนเดียวของเราหรอก กรรมฐาน มีแต่กรรมฐานผู้เดียวนะนี่ ออกรบออกคนเดียวๆ ตลอด ไม่มีใครติดตามได้หรอก ที่พักเครื่องชั่วระยะๆ ก็ไปพักที่ศรีเวินชัยบ้าง พักสามผงบ้าง เข้าป่าๆ เรื่อย ที่ไหนบ้างนะ พักหลายแห่งอยู่นะ ลืมเสีย ตั้งแต่ พ.ศ. เท่าไรน้อ ๘๗ – ๘๘ นะ ย่านนั้นล่ะ ตอนนั้นสงคราม (สงครามโลกครั้งที่ ๒) ก็รู้สึกว่ายังมีอยู่เล็กน้อยนะ
แถวนี้เราไปเที่ยวมากทีเดียว ถํ้าพระเวส (อําเภอนาแก จังหวัดนครพนม) นี่ก็ห่างไกล มาถึงบ้านแก้งนี้ตั้ง ๔ กิโลฯ พระมารับบาตรที่ครึ่งทาง ไปลําบากนะเพราะไม่ใช่ถนนเรียบๆ บุกป่าเข้าไป เราเคยไปหมดแล้วเหล่านี้ พักบ่อยด้วยแถวนั้น มันเป็นป่าเป็นเขา บ้านแก้งเราก็เคยไปพักอยู่แล้ว
เราเคยไปเที่ยวกรรมฐาน บ้านนางัว นาหว้า (อําเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม) เราเคยไปหมดแล้ว เที่ยวกรรมฐานแต่ก่อน ตอนนั้นเป็นพรรษา ๑๑ มาทางบ้านนางัว นาหว้า แล้วก็เข้าดงศรีชมภู ดงใหญ่ ไปแต่องค์เดียวเท่านั้นแหละ ไปองค์เดียวเป็นอย่างนั้นแหละ เรามันเป็นอยู่ในจิตนี่นะ ถ้ามีใครไปด้วย มันเป็นนํ้าไหลบ่า คือความรับผิดชอบมันกระจายของมันไปเองรับผิดชอบกัน มันหากเป็นของมันไปเอง ถ้าเราไปคนเดียวนี้ ป่าช้าอยู่กับเราเท่านั้นพอ ถ้ามีสององค์สามองค์แล้วเป็นนํ้าไหลบ่า ไม่มีกําลังทางความเพียร ถ้าไปองค์เดียวมันพุ่งๆๆ เลย ต่างกัน”
คตินกเขียนคู่พึ่งเป็นพึ่งตาย
เออ ! พูดอย่างนี้ก็มีเรื่องอันหนึ่งที่สะดุดใจมาไม่ลืม นกกระเรียนนี้แถวอําเภอศรีสงคราม นกกระเรียนเขาหากิน ๒ ตัวผัวเมีย อันนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก แล้วมีทั้งดีทั้งเสีย พอดีเขามาหากินกลางทุ่งนา นายพรานคนนั้นเป็นครู ด้อมไปยิงเขาตาย พอปืนเปรี้ยงทีนี้ตัวผู้ตัวหนึ่งบินขึ้น อีกตัวหนึ่งดิ้นชักอยู่ข้างล่างอยู่พื้น ถูกปืนเขา ตัวนั้นก็บินว่อนๆๆ พอดูชัดเจนแล้วปักหัวลงเลยนะ พอชัดเจนแล้วตัวเมียถูกยิงเหมือนกันนี่แหละ ตัวเมียถูกยิงตายแล้ว ตัวผัวร่อนลงมาเห็นชัดเจนแล้วปักหัวลงเลย ตูมใส่กันเลยนะ ใส่ซากเมียเลย ตายกับนั้นเลย นี่ล่ะครูที่น่าชมอันหนึ่งก็คือว่า มีนิสัยอยู่นะ พอยิงนกกระเรียนตัวนี้ตายแล้ว ตัวผัวเขา ตัวผู้น่ะบินว่อนดูใกล้ๆ พอเห็นชัดเจนว่าเมียเรานี้ตายแน่แล้ว ปักหัวลงเลยเชียว ตูมลงที่ศพเมียเลยนะ ชักตายไปด้วยกันเลย
ทีนี้ครูนี้ก็ไปดู ไปดูแล้วเกิดความสลดสังเวช โห ! ทําไมนะ ความรักความสงวนกันถึงขนาดสละชีวิตได้ขนาดนี้ เราก็ไม่เคยได้คิด แม้แต่สัตว์เขายังคิดได้ ทําไมเราคิดไม่ได้ นี่เขาตายเพราะเราเป็นเหตุนี้ถึงสองตัว ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะไม่จับปืนเลย แล้วสัตว์ตัวใดก็ตาม เราจะไม่ยอมฆ่าแต่นี้อีกต่อไป นี้เป็นสิ่งที่สอนเราอย่างถึงใจแล้ว แกปัดเลย ตั้งแต่นั้นแกบอกว่า แกไม่ฆ่าสัตว์ตั้งแต่บัดนั้นไปเลย นี่ก็เป็นคติอันหนึ่งพี่น้องทั้งหลายจําไว้นะ นี่ความรักความสงวนซึ่งกันและกันถึงขนาดนั้น แล้วผู้นี้ก็มีนิสัย พอเห็นแล้วบอกว่า นกสอนเรา ถ้าเราไม่ยอมรับคําสอนของนกคราวนี้เราเลวกว่านก นั่นเห็นไหมล่ะ เราต้องเป็นคน ตัดขาดปุ๊บ หยุดเลยการฆ่าสัตว์ตั้งแต่บัดนั้น ละขาดสะบั้นไปเลย นี่พี่น้องทั้งหลายจําไว้นะ อําเภอศรีสงครามนี่นะ เขามาเล่าให้ฟัง สะเทือนใจ เราก็เลยไม่ลืมนะ ศรีสงครามนี้แต่ก่อนนกกระเรียนเต็มท้องฟ้านะลงหากิน แต่ก่อนไม่มีคนทําลายบนท้องฟ้านี้เต็ม แล้วลงมากลางทุ่งนาก็เต็ม เป็นอย่างงั้นล่ะ เดี๋ยวนี้ไม่มี
นิมิตโยมพ่อตาย (ในระหว่างเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๗)
พ่อพูดคําหนึ่ง เราก็ไม่ลืมนะ ส่วนแม่ไม่พูด ส่วนพ่อนั้นมาพูดคําหนึ่ง ได้ ๑๐ พรรษากว่าแล้วล่ะ ตอนนั้นกําลังเร่งความเพียร ก่อนพ่อจะเสียก่อนนิดเดียว พูดไปพูดมา “ไม่คิดอยากสึกเหรอ” ว่าอย่างนั้นนะ ท่านถาม เราไม่ตอบเลย เฉยไม่ตอบ จากนั้นพ่อก็เสียไป
ตอนนั้นเป็นตอนที่เรากําลังออกประกอบความเพียร เร่งความเพียร เป็นปีที่พ่อเสียนะจิตวิญญาณก็แปลกอยู่ จิตวิญญาณมันถึงกัน มันแปลกอยู่นะ ดูเป็นพรรษาที่ ๑๑ จําพรรษาที่ ๑๑ เวลาประมาณตี ๓ ถึงตี ๔ นั่งภาวนาอยู่ เวลาจิตสงบรวมเข้าไป แล้วปรากฏเห็นภาพ เห็นน้องของพ่อ.. อา เอาจดหมายไปยื่นให้เราในขณะภาวนา พอยื่นให้ปั๊บ เรายังไม่ได้อ่านจดหมาย “อะไรล่ะ” ไม่ตอบ ออกไปเลย มันก็ทราบภายในรับกันกับจดหมายว่า “พ่อเสียแล้ว” เสียเมื่อคืนนี้ ว่าอย่างนั้นนะ
พอออกจากที่ภาวนา ตื่นเช้ามาก็เลยเล่าให้หมู่เพื่อนที่อยู่ด้วยกัน ๒ องค์ฟังว่า “วันนี้วันที่เท่าไร หมู่เพื่อนจดจําไว้นะ วันนี้มีนิมิตแปลกๆ นะ เมื่อเช้านี้นั่งอยู่ตี ๔ ปรากฏว่า อา.. น้องของพ่อนั่นล่ะ เอาจดหมายมายื่นให้แล้วถามว่าจดหมายอะไร ไม่บอกแล้วออกไป มันก็รู้รับกันว่าจดหมายบอกข่าวว่า พ่อตายแล้วเมื่อคืนนี้ๆ” ไปบอกทางนิมิตภาวนา พ่อเสียแล้ว คอยดูมันจะจริงไหมจําเอาไว้ล่ะ ประมาณสัก ๗ วันจดหมายก็มา พอมาอ่านจดหมายก็เป็นจริงๆ เสีย พ่อตายแล้วจริงๆ ตายคืนวันนั้นล่ะ ตรงกันเป๋งเลยนะ แปลกอยู่ นู่นจําพรรษาอยู่ที่ศรีสงคราม นั่งภาวนาอยู่
พ่อนี่ทางศรัทธากับแม่เท่ากัน ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน เรื่องศรัทธายกให้ทั้งสองเลย ไม่มีใครขัดกันล่ะ การทําบุญให้ทานถึงไหนถึงกันเลยแต่ไหนแต่ไรมา เก่งการทําบุญให้ทานนี้เก่ง พ่อกับแม่เสมอกัน ไม่มีใครคัดค้านใครให้เราได้ยิน ว่าอะไรถึงไหนถึงกันตลอดมาจนกระทั่งเราบวช แต่แม่นี่ได้ใกล้ชิดกับเรา ตอนที่เรามาอยู่ที่นี่ (วัดป่าบ้านตาด) สอนแม่จนหายสงสัย แม่บอกว่า แม่หายสงสัย แม่ไม่สงสัย ว่าอย่างนั้นเลยนะ เราก็ทราบทันทีในขณะนั้น ส่วนพ่อเลยไม่ได้สั่งสอนอะไรเรากําลังเร่งความเพียรอยู่ในป่า ตอน ๑๑ พรรษา อยู่ศรีสงคราม นั่นล่ะพ่อเสียปีนั้น
เทศน์เศรษฐีตระหนี่ถี่เหนียวจนสละออกบวช
มีผู้ชายคนหนึ่ง แต่ก่อนจําชื่อได้ทั้งผัวทั้งเมีย เป็นเศรษฐีแต่ตระหนี่ถี่เหนี่ยว ผัวนั่นตระหนี่ถี่เหนี่ยวมากที่สุด เมียเป็นธรรมดาบ้านเมืองเรา เศรษฐีสองผัวเมีย อายุราว ๕๐ ปี เงินทองข้าวของในสมัยนั้นเขาเรียกว่าค้าเงินหมื่น คนถ้าลงมีเงินหมื่นแล้วรํ่าลือกัน เงินล้านสมัยนี้สู้ไม่ได้ สองผัวเมียเขามีเงินเป็นหมื่นๆ เวลาจะทําบุญให้ทานก็ไม่อยากทํา ผัวไปซื้อของไปจ่ายตลาด ถือตะกร้าเปล่าไปฉันใด ก็ถือตะกร้าเปล่ากลับมาฉันนั้น คือ ซื้อไม่ลง ตระหนี่ถี่เหนียว จะซื้ออะไรมากิน ซื้อไม่ลง ซื้อไม่ได้ ความตระหนี่ไม่ยอมให้ซื้อ แต่มีดีอันหนึ่งพอกลับมาแล้ว เมียถามว่า “ทําไมไม่ซื้อของมา” “โอ๊ย ! ข้อยซื้อไม่ลง เจ้าไปซื้อซะไป๊” จึงให้เมียไปซื้อแทน พอเมียไปซื้อ ซื้อมาเท่าไร ไม่เคยถามนะว่าราคาเท่าไร อันนั้นราคาเท่าไรๆ กินได้สบาย คือเจ้าของไม่เชื่อตัวเอง นี่ข้อหนึ่งที่เป็นคติอันดี…
ตอนที่เราไปเที่ยวทางอําเภอศรีสงคราม วันนั้นเผอิญเราเดินกรรมฐานไปทางนั้น เขานิมนต์ไปฉันที่บ้านเขา เราก็สงเคราะห์ เลยไปฉันที่บ้านเขา ธรรมดาไปเที่ยวกรรมฐาน ไม่ไปฉันบ้านใดนะ เราไม่ไป ไม่รับนิมนต์ที่ไหนเลย เขานิมนต์ไปฉัน แต่บ้านนี้ไป พอไปฉันที่บ้านเขาแล้ว เขานิมนต์เราเป็นองค์เทศน์ เราก็เทศน์ให้ฟัง ก็เทศน์ตามหลักธรรมนั้นแหละ เทศน์ไปโดนเอาใจดําแกยังไงไม่รู้นะ จากนั้นแกไปทํางานทําการอะไรไม่พูดทั้งวัน นั่งก็ขรึม เดินก็ขรึม ทําอะไรก็ขรึมไปหมด เคร่งขรึมตลอดเวลา ผิดสังเกต
หมู่เพื่อนจึงถามว่า “อ้าว ! เป็นยังไงเพื่อน แต่ก่อนก็เห็นรื่นเริงบันเทิง วันนี้ทําไมถึงเงียบๆ ตลอด เป็นอะไรได้รับความทุกข์ ความทรมานอะไรบ้าง ถึงเป็นอย่างนี้” “อ๋อ ! เรื่องความทุกข์ก็ถูก หรือความสุขก็ไม่น่าจะผิด” แกว่า “อ้าว ! มันเป็นยังไงว่าให้ฟังบ้างสิ” เพื่อนถาม “โอ๊ย ! ไม่ใช่อะไร เสียใจเจ้าของ” แกว่างั้น “เพื่อน ก็เมื่อเช้านี้เราไปในงานเขา เขาทําบุญบ้าน ท่านมหาบัวเป็นองค์เทศน์ ท่านเทศน์ถึงเรื่องความตระหนี่ถี่เหนียว แล้วพูดถึงเรื่องความเสียสละ ความตระหนี่ถี่เหนียวมันมากองอยู่กับเราหมด ท่านก็เทศน์ว่า ตายไปไม่ได้อะไร เราก็พิจารณาดู ตาย เราจะเอาอะไรไป เราก็ไม่ได้อะไร ตรงนี้ล่ะเศร้าโศก เสียอกเสียใจ”
เงินทองข้าวของมีมากมีน้อยเท่าไร ก็ไม่เป็นประโยชน์ ลูกก็ไม่มี อยู่กันผัวเมียสองเฒ่าเท่านั้นแหละ เลยเกิดความเศร้าโศกเหงาหงอย แล้วพลิกใจ นี่ล่ะ คนมีนิสัย เห็นไหมล่ะ เสียใจให้เจ้าของ ที่เคยเป็นมาดังที่ท่านเทศน์หมดแล้ววันนี้ คราวนี้จะแก้ตัวใหม่ เรามืดมนอนธการมานานแสนนาน เพลิดเพลินรื่นเริงบันเทิงกับสมบัติเงินทองว่า เจ้าของมีมากเท่าไรยังไม่พอ ยังจะขายอีกมาอีกๆ แต่นี้ต่อไปจะไม่เป็นคนประเภทนี้อีก จะเป็นนักทําบุญให้ทาน หมดก็หมด เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ตระหนี่ เราก็เคยตระหนี่มาแล้ว ความสุขก็ไม่เห็นมีเท่าไร ก็เหมือนโลกๆ เขาดีๆ นี่เองดีไม่ดี ทุกข์กว่าเขาอีก เพราะเรามีสมบัติมากด้วย เราตระหนี่ถี่เหนียวมาก ต้องหึงหวงมาก เป็นทุกข์กว่าโลกเขามาก คราวนี้จะต้องแบ่งให้กินให้ทาน ให้สมํ่าเสมอดั่งที่ท่านว่า
ตั้งแต่นั้นมาแกเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เมียจะไปจ่ายตลาดก็ไป ผัวไปจ่ายตลาด จ่ายได้สบายเลย ทําไมแกพลิกได้ขนาดนั้น แล้วการทําบุญให้ทานนี่จนเป็นหัวหน้าเขาเลย มีงานอะไรๆ เขาต้องมาเชื้อเชิญแก… เงินทองข้าวของบริจาคทาน เอาแต่ทานๆ ตั้งแต่นั้นมา จากนั้นออกบวชทั้งผัวทั้งเมียเลย แน่ะ คนมีนิสัย เราก็เห็นเวลาแกบวชแล้ว มาพบกันอยู่ที่อําเภอศรีสงครามนั่นล่ะ (ในงานศพหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่วัดอรัญญวิเวก บ้านข่า อําเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม)
เราก็นึกว่าแกตายไป ๕ ทวีปแล้วนะ แกเข้ามาหา ได้บวชเป็นพระ เข้ามากราบทักถามว่า “ท่านมหา ท่านจําผมได้ไหม? ผมบวชแล้วครับ” “เอ้อ ! จําได้ เศรษฐีคนนั้นเหรอ” “เศรษฐีปัดหมดแล้ว” แกบอกตรงๆ เลย “ปัดหมดความเป็นเศรษฐีด้วยความตระหนี่ถี่เหนียวนั้น ผมได้เป็นผู้เป็นคนมาก็เพราะท่านมหา อยู่ไหนก็ตาม ผมกราบท่านไม่ลืมเลย ผมไม่นึกว่า ผมจะได้พบท่านมหาอีก วันนี้ยังมาพบกันจนได้ บุญผมมี ท่านมหาเป็นคนลากผมขึ้นจากนรก ผมเป็นผู้เป็นคนมาทุกวันนี้ เพราะท่านมหาเทศน์อยู่ที่บ้าน ผมเป็นผู้เป็นคนมาตั้งแต่บัดนั้น เวลานี้ผมชื่นบานหรรษาภายในจิตใจ การทําบุญให้ทาน ผมก็ไม่อัดไม่อั้น ทานเสียเต็มที่แล้วก็มาบวช เสียสละไปหมดเลย ความตระหนี่ถี่เหนียวก็เคยตระหนี่ ความเสียสละก็เคยเสียสละ เสียสละจนบวช ผมนี่เต็มภูมิ เต็มภูมิทั้งสอง ผัวก็ออกบวช เมียออกบวช สละหมดเลย เพราะได้ฟังเทศน์ท่านอาจารย์วันนั้นๆ” แกเล่าให้ฟัง
กลับบ้านตาดมาทําบุญให้พ่อ หักใจใส่ธรรม
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ก่อนเข้าพรรษา องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเดินธุดงค์กลับบ้านตาดจังหวัดอุดรธานี เพื่อมาทําบุญอุทิศให้โยมพ่อที่เพิ่งเสียไปไม่นาน ท่านเทศน์ว่า
“เที่ยวกรรมฐานมีแต่บุกป่าไปทั้งหมด ดงก็เป็นดงธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีว่านั่นเป็นที่นา นี้เป็นที่สวนของใคร มีแต่ดงแต่ป่าเต็มไปหมด และคนก็มีจํานวนน้อยด้วย ป่าเขาลําเนาไพรก็ไม่ถูกทําลาย การค้าการขายแทบจะเรียกว่าไม่มีก็ได้ เพราะการไปมาไม่สะดวก ใครจะเอาของไปค้าไปขายกันที่ไหน ใครอยู่ที่ไหนๆ บ้านใด เขาก็หากินรอบบ้านเขาก็พอแล้ว การซื้อการขายกันไม่มี มีแต่ดงแต่ป่าไปตลอด เรื่องรถเรื่องรา อย่าไปถามไม่มีเลย ไปไหนก็เดินด้วยเท้าๆ
เราเดินทางจาก อําเภอศรีสงคราม มาอุดรฯ นี้ตั้ง ๖ คืน สะพายบาตรเดินบุกป่า ตามทางคนๆ ไป เราจําได้ เราเดินทางมีแต่เดินด้วยเท้าล้วนๆ ตั้งแต่อําเภอศรีสงคราม จนกระทั่งถึงบ้านตาด เดินทางตั้ง ๖ คืน พอฉันเสร็จแล้วก็ออกเดิน ออกเดินเรื่อยๆ ทีนี้เวลาเรานั่งรถไปหมู่บ้านที่เรามาตั้ง ๖ คืนนี่ ตอนทางรถสะดวกแล้ว ออกจากวัดเรานี้ เราไปโรงพยาบาลศรีสงคราม ไปถึงหมู่บ้านนี้มัน ๒ ชั่วโมงไม่ครึ่งด้วยนะ ไม่ถึง ๒ ชั่วโมงครึ่ง กับเราเดินตั้ง ๖ คืน รถวิ่งนั้นไม่ถึง๒ ชั่วโมงครึ่งขาดอยู่บ้างเล็กน้อย แต่อย่างมากก็ในราว ๒ ชั่วโมงครึ่ง มันกินกันขนาดนั้นแหละ เดินทั้งวันๆ มันไม่มีทางแต่ก่อน ทางไปตามหมู่บ้าน”
ก่อนถึงบ้านตาด ท่านเจอน้องสาวระหว่างทาง แต่จําไม่ได้ ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“ตอนเราบวช ดูอายุเขาจะ ๔ ขวบมั้งยังเป็นเด็ก เขาว่าไม่ทราบก็ถูกต้องแล้ว อย่างนั้นล่ะพี่กับน้องไม่รู้กัน ก็บวชแล้วไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับบ้าน พอบวชแล้วไปเลย พี่ๆ น้องๆ อะไรไม่เคยสนใจนะ เหมือนทั่วไปในโลกนี้ ไม่มีใกล้มีไกล บ้านน้องๆ ไม่เคยเข้าไปเหยียบเลยนะ เหมือนกันหมด
มารดาเราคือตอนนั้นพ่อก็เสียใหม่ๆ เรามาทําศพพ่อ แล้วเราก็เป็นห่วงทางด้านจิตตภาวนา ทั้งเป็นห่วงโยมแม่ เราบอกว่าวันนี้จะไปค้างที่กกสะทอน เขานิมนต์ให้ไปฉันที่นั่น พอตอนเย็นๆแม่แอบไปรออยู่ทางไป แต่เราไม่รู้ แม่ไปแอบดูอยู่ พ่อก็เสียไปใหม่ๆ ลูกไม่ได้ดีกับแม่เลย เกิดความน้อยใจ แม่เกิดความน้อยใจ ลูกก็ไปแบบลูกเลย พอมาทําบุญถึงพ่อเสร็จแล้ว อยู่ได้สองวัน ลูกก็ไปคือเราก็ไป แม่ไปนั่งนํ้าตาร่วงอยู่ทางที่ลูกไป แต่ลูกไม่เห็นนะ แม่ออกไปดูข้างทาง สถานที่พักของเรา แม่ก็รู้อยู่ เวลาออกแม่ก็ไปรออยู่นู้นคอยดูลูก เรื่องพ่อเสียไปก็คิดห่วงใยเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ลูกมาทําบุญหาพ่อแล้ว ลูกก็จะไป ไม่อยู่หลายวัน พอทําเสร็จแล้วลูกก็ไป ทีนี้แม่บอกว่า แม่จึงนํ้าตาร่วง ทั้งคิดถึงพ่อ ทั้งจะคิดถึงลูก ลูกก็จะไปแบบลูก ไปภาวนา พ่อไปที่ไหนก็ไม่รู้แหละนี่หมายถึงแม่ล่ะเล่าให้ฟังนะ เรื่องคิดถึงพ่อถึงแม่ ทําไมจะไม่คิด แต่เรื่องธรรมเป็นเรื่องใหญ่โต เราต้องหักใจใส่ธรรม”
หลังจากที่ท่านหักใจใส่ธรรมแล้ว ท่านก็มุ่งหน้าออกเที่ยวกรรมฐานบําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขาเพียงองค์เดียวตามลําพัง จากนั้นท่านก็เดินธุดงค์กลับไปศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่น ดังนี้
“(หลวงปู่มั่น) มาจําพรรษาอยู่นามน มีแต่ที่สงัดๆ แต่ก่อนคนไม่รู้จักท่าน ก็มีแต่พวกโยมนุ่มที่เป็นลูกศิษย์ไปหาท่าน เอาล้อเอาเกวียนไปนิมนต์ท่านมาหนองผือ ท่านก็เดินทางจากบ้านโน้นมาหนองผือ (วัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร) ตอนนั้นผมไม่อยู่ ไปเที่ยวในภูเขา พอทราบว่าท่านไปหนองผือ เราก็ออกจากภูเขาลงมาหนองผือเลย ไม่ไปบ้านโคกนามนอีก ท่านมาถึงตอนเดือนเมษายน หรือเดือนไหน โน่น เดือนมิถุนายน ผมถึงมาหนองผือ มาหาท่าน”
ภาค ๖ ยุคหนองผือ ศิษย์ผู้โปรดอุปัฏฐากใกล้ชิด
พ.ศ. ๒๔๘๘ – ๒๔๙๒ จําพรรษา ๑๒ – ๑๖ ที่วัดป่าบ้านหนองผือ
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ก่อนเข้าพรรษาไม่นาน องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเดินทางมาถึงวัดป่าบ้านหนองผือ ท่านเข้ากราบนมัสการและได้พํานักอยู่กับหลวงปู่มั่น เมื่อถึงเข้าพรรษา องค์หลวงตาฯ ท่านได้อยู่จําพรรษากับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าแห่งนี้ และได้อยู่ติดต่อเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เมื่อออกพรรษาในหน้าแล้ง ท่านก็กราบขออนุญาตหลวงปู่มั่นออกเที่ยวกรรมฐาน
สาเหตุที่องค์หลวงตาฯ ท่านอยู่จําพรรษากับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ ติดต่อกันนานถึง ๕ พรรษา ก็เพื่ออยู่ศึกษาอบรมและอยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่มั่น เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่มั่น ท่านเข้าสู่วัยชราภาพมากแล้วและสุขภาพธาตุขันธ์ร่างกายนับวันก็มีแต่เสื่อมและทรุดโทรมลงโดยลําดับ เนื่องจากท่านตรากตรําใช้สังขารร่างกายอย่างหนักมาโดยตลอดชีวิตสมณเพศ ท่านยอมสละเป็นสละตายออกบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตร ออกเที่ยวกรรมฐานแสวงหาโมกขธรรม ต้องอดทนต่อสู้กับความทุกข์ยากลําบากอยู่ตามป่าตามเขาอย่างสมบุกสมบัน ท่านจึงหยุดการออกเที่ยวกรรมฐาน โดยท่านได้พํานักและอยู่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือเป็นแห่งสุดท้าย ถือเป็นวัดที่ท่านอยู่ติดต่อกันยาวนานที่สุด ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมครองธาตุขันธ์ให้นานที่สุด เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ให้กับเหล่าบรรดาพุทธบริษัท และอยู่ด้วยความเมตตาธรรม เพื่ออบรมสั่งสอนบรรดาพระศิษย์ที่มุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพาน ไว้เป็นศาสนทายาทธรรมสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนาสืบต่อไป
ภายหลังหลวงปู่มั่นมรณภาพ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ได้เปลี่ยนชื่อวัดป่าบ้านหนองผือ เป็น “วัดป่าภูริทัตตถิราวาส” เพื่อถวายเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกแด่หลวงปู่มั่น
ในยุคที่หลวงปู่มั่นพาพระเณรอยู่พํานักและจําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ วงกรรมฐานได้ขนานนามยุคนี้ว่า ยุคหนองผือ อันเป็นยุคทอง ยุคสําคัญยุคหนึ่งของวงกรรมฐาน ในระยะนี้องค์หลวงตาฯ นอกจากท่านจะเร่งบําเพ็ญเพียรเพื่อธรรมขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้น เพื่อให้ถึงซึ่งเป้าหมายอันสูงสุด คือ พระนิพพาน ที่ปรารถนาไว้แล้ว ท่านยังได้รับความเมตตาไว้วางใจจากหลวงปู่มั่น ให้เป็นพระผู้อุปัฏฐากดูแลรับใช้อย่างใกล้ชิด และให้เป็นผู้ปกครองดูแลพระเณร ตลอดดูแลความเรียบร้อยภายในวัด ซึ่งท่านได้ทําหน้าที่อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ที่สําคัญท่านได้ดําเนินตามปฏิปทาหลวงปู่มั่นอย่างเคร่งครัด สมบูรณ์ทั้งภายนอก คือ ข้อวัตรปฏิบัติ และสมบูรณ์ทั้งภายใน คือ ท่านมีคุณธรรม ทั้งมีการปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดเพื่อให้ได้วิมุตติธรรมมาครองใจ จนท่านได้รับการยกย่องชื่นชมจากครูบาอาจารย์ด้วยกันว่า “ลูกศิษย์ผู้โปรดของหลวงปู่มั่น”
วัดป่าบ้านหนองผือ ศูนย์กลางพระกรรมฐาน
ท่าน (หลวงปู่มั่น) พักอยู่ที่หนองผือ ปรากฏมีพระเณรมากขึ้นโดยลําดับ เฉพาะภายในวัด ในพรรษาหนึ่งๆ ก็มีถึง ๒๐ – ๓๐ กว่าองค์อยู่แล้ว นอกจากนั้นยังมีพระเณรพักและจําพรรษาอยู่ตามหมู่บ้านเล็กๆ แถบใกล้เคียงอีกหลายแห่ง แห่งละ ๒ องค์บ้าง ๓ องค์บ้าง ๔ – ๕ องค์บ้าง แห่งละ ๙ – ๑๐ องค์บ้าง วันประชุมทําอุโบสถ ปรากฏมีพระมารวมทําอุโบสถถึง ๓๐ – ๔๐ องค์ก็มี รวมทั้งในวัดและบริเวณใกล้เคียงแล้วมีพระเณรไม่ตํ่ากว่า ๕๐ – ๖๐ องค์ พระมาลงปาฏิโมกข์ ปรกติอยู่ตามที่ต่างๆ ไม่ห่างไกลนัก ๓ กิโลฯ ๔ กิโลฯ ๕ กิโลฯ ถึง ๑๑ – ๑๒ กิโลฯ ท่านมา แต่ก่อนอย่าไปถามหาเรื่องรถเรื่องรา ตั้งแต่ทางไปก็ยังจะไม่มีทาง จะว่าไง ฉันเสร็จแล้วท่านก็มานอกพรรษายังมีมากกว่านั้นในบางครั้ง และมีมากตลอดมานับแต่ท่านไปจําพรรษาที่นั้น เวลากลางวันพระเณรต่างปลีกตัวเข้าไปอยู่ในป่าลึกนอกบริเวณวัดเพื่อประกอบความเพียร เพราะป่าดงที่ตั้งสํานักรู้สึกกว้างขวางมากเป็นสิบๆ กิโลเมตร ยิ่งด้านยาวด้วยแล้วแทบจะหาที่สุดป่าไม่เจอ เพราะยาวไปตามภูเขาที่มีติดต่อกันไปอย่างสลับซับซ้อนจนไม่อาจพรรณนาได้
อําเภอพรรณานิคมทางด้านทิศใต้ โดยมากมีแต่ป่าแต่เขาทั้งนั้น จนไปจรดจังหวัดกาฬสินธุ์ ฉะนั้น เวลาท่านพระอาจารย์มั่นไปพักอยู่วัดหนองผือ จึงเป็นจุดศูนย์กลางแห่งพระธุดงคกรรมฐานดีมาก ที่ท่านต้องมารวมฟังปาฏิโมกข์และฟังโอวาทตามโอกาสตลอดเวลา เกิดข้อข้องใจทางด้านภาวนาขึ้นมาก็มาศึกษาได้สะดวก พอออกพรรษาหน้าแล้ง ท่านผู้ประสงค์จะขึ้นไปพักอยู่บนเขาก็ได้ ในถํ้าหรือเงื้อมผาก็ได้ จะพักอยู่ตามป่าดงธรรมดาก็สะดวก เพราะหมู่บ้านมีประปรายอยู่เป็นแห่ง แห่งละ ๑๐ หลังคาเรือนบ้าง ๒๐ – ๓๐ หลังคาเรือนบ้าง แม้บนไหล่เขาก็ยังมีหมู่บ้านเล็กๆ น้อยๆ ที่อาศัยทําไร่ทําสวนอยู่แทบทั่วไป แห่งละ ๕ – ๖ หลังคา ซึ่งปลูกเป็นกระต๊อบเล็กๆ พอได้อาศัยเขาโคจรบิณฑบาต
บ้านหนองผือตั้งอยู่ในหุบเขา ซึ่งทั้งสี่ด้านหรือสี่ทิศมีป่าและภูเขาล้อมรอบ แต่เป็นหุบเขาที่กว้างขวางพอสมควร ประชาชนทํานากันได้สะดวกเป็นแห่งๆ ไป ป่ามีมาก ภูเขาก็มีมาก สนุก เลือกหาที่วิเวกเพื่ออัธยาศัยได้อย่างสะดวกเป็นที่ๆ ไป ฉะนั้น พระธุดงค์จึงมีมากในแถบนั้น และมีมากทั้งหน้าแล้งหน้าฝน สมัยที่ท่านอาจารย์มั่นพักอยู่ พระธุดงค์ทยอยกันเข้าออกวัดหนองผือไม่ค่อยขาดแต่ละวัน ทั้งมาจากป่า ทั้งลงมาจากภูเขาที่บําเพ็ญมาฟังการอบรม ทั้งออกไปป่าและขึ้นภูเขาเพื่อสมณธรรม ทั้งมาจากอําเภอ จังหวัดและภาคต่างๆ มารับการอบรมกับท่านมิได้ขาด ยิ่งหน้าแล้งพระยิ่งหลั่งไหลมาจากที่ต่างๆ ตลอดประชาชนจากอําเภอและจังหวัดต่างๆ ทั้งใกล้และไกล พากันมากราบเยี่ยมและฟังโอวาทท่านมิได้ขาด แต่ล้วนเดินด้วยเท้าเปล่ากันทั้งนั้น นอกจากผู้หญิงที่ไม่เคยคิดเดินทางไกลและคนแก่เท่านั้น ที่ว่าจ้างล้อเกวียนเขาไปส่งถึงวัดหนองผือ
ทางจากอําเภอพรรณานิคมเข้าไปถึงหมู่บ้านหนองผือ ถ้าไปทางตรง แต่ต้องเดินตัดขึ้นหลังเขาไปราว ๕๐๐ เส้น ถ้าไปทางอ้อมโดยไม่ต้องขึ้นเขาก็ราว ๖๐๐ เส้น ผู้ไม่เคยเดินทางไปไม่ตลอด เพราะทางตรงไม่มีหมู่บ้านในระหว่างพอได้อาศัยหรือพักแรม ส่วนทางอ้อมยังพอมีหมู่บ้านบ้างห่างๆ ซึ่งไม่ค่อยสะดวกนัก พระที่ไปหาท่านต้องเดินด้วยเท้ากันทั้งนั้น เพราะไม่มีทางที่รถยนต์พอเข้าไปได้ แม้รถมีก็เฉพาะที่วิ่งตามทางใหญ่จากจังหวัดถึงตัวจังหวัดเท่านั้น ทั้งไม่ค่อยมีมากเหมือนสมัยนี้ ไปผิดเวลาบ้างก็มีหวังตกรถและเสียเวลาไปอีกหนึ่งวัน
ปีแรกที่ไปอยู่ชาวบ้านหนองผือหนักมากที่สุด
พระนี่ไปเท่าไรๆ ไปหนองผือ ตั้งแต่วันเริ่มพ่อแม่ครูจารย์ก้าวเข้าสู่วัดหนองผือ พระเณรนี้รุมๆ ตลอด ท่านเอง ท่านก็หนักใจรําคาญ เพราะท่านไม่เคยยุ่งเหยิงวุ่นวายกับพระกับเณรอย่างนั้น แต่ท่านก็ทนเอา เมื่อรับเขามา ท่านเดินทางมาจากบ้านนามน บ้านโคกนามน เดินด้วยเท้านะ เดินทางสองสามคืนมาถึงหนองผือ เมื่อท่านตกลงแล้ว เขาก็ไปรับท่านมา มันไม่มีล่ะไอ้เรื่องถนนหนทาง อย่าไปถาม มีแต่ทางด้นดั้นไปตามป่าตามเขาไปอย่างนั้น ซอกแซกไป ทางคนพอไปได้เท่านั้น บ้านนามนก็ตัดมาทางนี้เข้ามาหนองผือ มาตามป่าตามเขา ไม่ได้มาทางเมืองนะ ตัดมามานั้นท่านมาจําพรรษาที่นั่น
พระเณรนี้มากมาย ตอนที่ท่านเข้าหนองผือ ท่านเข้าก่อนเรา เรายังเที่ยวอยู่ในป่านะ แต่ก็ทราบญาติโยมทางหนองผือไปรับท่านมา เราก็รอเวลาอันสมควรแล้ว เราถึงจะเข้าไปหนองผือเลยทีเดียว ไปพระเณรก็แน่นอยู่แล้ว เราก็คิดทั้งเรื่องของท่าน ที่ท่านชอบสงบสงัดนี้เป็นนิสัยจริงๆฝังลึกมากนะพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ คิดดูซิว่าตั้งแต่เราก้าวเข้าไปอยู่กับท่าน จนกระทั่งวันท่านจากไป เราไม่ได้มีข้อใดเลยที่จะตําหนิท่านอย่างนั้นไม่ถูกไม่ดี ไม่เคยมีเลยนะ เห็นไหม ถึงใจไหม
การตําหนิก็ดี การชมก็ดี ต้องเอาแบบเอาฉบับออกติออกชม ไม่ใช่ชมแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ท่านผิดพลาดตรงไหนๆ ไม่มีเลย เก็บหอมรอมริบหลักธรรมหลักวินัยไม่ให้เรี่ยราดไปไหนเลย นั่นเป็นยังไง สงวนมากไหม นั่นล่ะ ธรรมในหัวใจท่านมีคุณค่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีคุณค่าไปตามๆกันหมด เพราะออกจากหลักใหญ่ คือ ธรรมที่ท่านทรงไว้ในหัวใจของท่าน แล้วแต่ไหนแต่ไรท่านก็เป็นอย่างนั้นตลอดจนกระทั่งท่านจากไป เราไม่เคยเห็นเลยจริงๆ ว่า เราได้ตําหนิท่านตรงไหนว่า ท่านทําไม่ถูกตามหลักธรรมหลักวินัย เพราะต่างคนก็ต่างเรียนมาแล้วก็รู้ นี่ล่ะจึงว่าเทิดสุดหัวใจเลย สุดหัวใจสดๆ ร้อนๆ ตลอดมา
ทีนี้เวลาท่านอยู่ ท่านอยู่อย่างนั้นแหละ ไปอยู่ในป่าบ้างเล็กๆ น้อยๆ ท่านไม่ไปหาอยู่หมู่บ้านใหญ่นะ บ้าน ๕ – ๖ หลังคาเรือน ๗ หลังคาเรือน วันหนึ่งๆ พอฉันยังธาตุยังขันธ์ให้เป็นไปเท่านั้น ท่านอยู่ด้วยความผาสุกในระหว่างขันธ์กับจิตที่เป็นไปด้วยความสงบสงัดเท่านั้น นี่ล่ะวิหารธรรมที่ท่านอยู่ ท่านไม่เอาอะไร ท่านปล่อยหมดทุกอย่าง เหลือแต่ธรรมสง่างามครอบโลกธาตุในหัวใจของท่าน ท่านอยู่กับอันนี้สบาย และอันนี้เหมาะสมกับความเป็นผู้ผู้เดียว ไม่ยุ่งกับอะไรเลย อันนี้ก็ทนไม่ไหว เพื่อนฝูงก็เข้าไปเกี่ยวข้องท่านตลอดมา ท่านก็ปัดออกๆ อยู่ตลอด
ทีนี้เวลาก้าวเข้ามาหนองผือนี้ พระเณรรุมล่ะซิ นี่ตอนสุดท้ายท่าน เราก็เคยเห็น อยู่กับท่านก็เคยอยู่ เคยเห็นท่านแล้ว ท่านอยู่ยังไง แล้วทราบประวัติของท่านก็ทราบมาตลอด ท่านอยู่โดดเดี่ยวๆ อย่างนั้น ทีนี้เวลาเข้าไปหนองผือนี้พระเณรยั้วเยี้ยๆ ประชาชนญาติโยมทั้งผู้หญิงผู้ชายปีแรกดูจะไม่ได้ทํางานทางบ้านเจ้าของแหละ พี่น้องชาวหนองผือนะ จะวิ่งเต้นตั้งแต่เรื่องของวัดของวา ผู้ชายวิ่งจัดที่พักที่อยู่ กระต๊อบกระแต๊บ ร้านนั้นร้านนี้ ทางจงกรมจงเก็มให้พระ พระก็รุมเข้าไป ฝ่ายผู้หญิงก็ต้องวิ่งเต้นขวนขวายหาอาหารการบริโภค สําหรับใส่บาตรวันพรุ่งนี้เช้าๆ เป็นประจํา พวกนี้ก็ไม่ได้อยู่ พวกผู้ชายก็วิ่งไปในวัด เหมือนหนึ่งว่า ปีที่เราไปอยู่ปีแรกนั้นเป็นปีที่พี่น้องชาวหนองผือนี้หนักมากที่สุด เราฝังลึกนะฝังใจ
วัดป่าหนองผือนี้เป็นวัดสําคัญมาก เราไม่ลืมเลย ฝังลึกมาก หลวงตานี้ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าเชื่อทางดี ทางชั่ว ถ้าลงได้เชื่อแล้วถอนไม่ขึ้น ถ้าเชื่อว่าคนนี้เป็นคนชั่วด้วยเหตุผลเต็มเหนี่ยวแล้วถอนไม่ขึ้น เขาจะเป็นเทวดา อินทร์ พรหมมาจากไหน มาประกาศตน เราก็ไม่เชื่อ ถ้าลงเชื่อด้วยเหตุผลเต็มหัวใจแล้วว่า คนนี้เป็นคนชั่ว เขาจะมาแสดงตน เอาเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม มาเป็นพยาน ประกาศตนว่าเขาเป็นคนดีอย่างนี้ เราก็ไม่ถอน นี่เรียกว่า ความเชื่ออย่างฝังลึก
บ้านหนองผือเรานี้ พ่อแม่ครูอาจารย์มาอยู่ที่นี่ บรรดาพี่น้องชาวหนองผือนี้หัวใจเป็นธรรมทั้งแท่งๆ ตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดงถึงผู้ใหญ่สุดในหมู่บ้าน แล้วบ้านนี้แต่ก่อนมีจํานวนครัวเรือน ๗๐ หลังคาเรือน แล้วพระหลั่งไหลเข้ามาในวัดหนองผือนี้จํานวนมากน้อยเพียงไร แต่ก่อนไม่มีตลาด การไปมาหาสู่กันแทบจะว่าไม่มี พี่น้องชาวหนองผือนี้ขวนขวายด้วยนํ้าพักนํ้าแรง ไม่ได้คํานึงถึงความทุกข์ความจน เลี้ยงพระมาทั้งวัดๆ มีจํานวนมากน้อย เลี้ยงมาได้ตลอดเลย
นี่ที่เราถึงใจ เลี้ยงมาตลอด หมดเป็นหมด ยังเป็นยัง ไม่คํานึงถึงความทุกข์จน ทั้งๆ ที่ตลาดตเลที่จะหาซื้อขายอะไรมาทําบุญให้ทานไม่มี ขวนขวายด้วยนํ้าพักนํ้าแรงของตนทั้งบ้านเลย พอว่าอะไรอย่างนี้ หนองผือจะพร้อมกันทั้งบ้านๆ เลย ช่วยผึงๆ เลยตลอดมา ดูตลอดมาจนฝังใจ คือดูมาอย่างนี้จนฝังใจๆ ด้วยความดีของพี่น้องชาวหนองผือเราเป็นมาตลอดอย่างนี้
ข้อวัตรปฏิบัติ ณ วัดป่าบ้านหนองผือ
ท่านอาจารย์มั่น พักอยู่ที่วัดหนองผือด้วยความผาสุก พระธุดงค์ที่ไปอาศัยร่มเงาท่านก็ปรากฏว่าได้กําลังจิตใจกันมาก แม้จะมีจํานวน ๒๐ – ๓๐ องค์ในพรรษา ต่างก็ตั้งใจปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนๆ ไม่มีเรื่องราวที่น่าให้ท่านหนักใจ มีความสามัคคีกลมกลืนกันดีมากราวกับอวัยวะอันเดียวกัน
ตอนออกบิณฑบาตรู้สึกน่าดูมาก เดินกันเป็นแถวยาวเหยียดไปตลอดสายทาง ชาวบ้านจัดที่นั่งเป็นม้ายาวไว้สําหรับพระสงฆ์ท่านนั่งอนุโมทนาทาน หลังจากใส่บาตรเสร็จแล้ว ท่านฉันรวมที่โรงฉันแห่งเดียวกัน โดยนั่งเรียงแถวกันตามลําดับพรรษา เมื่อเสร็จแล้วต่างองค์ต่างล้างและเช็ดบาตร ใส่ถลกนําไปเก็บไว้เรียบร้อย แล้วต่างองค์เข้าหาทางจงกรมในป่ากว้างๆ ติดกับวัดทําความเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิตามอัธยาศัย
จวนบ่าย ๔ โมงเย็น ถึงเวลาปัดกวาดลานวัด ต่างก็ทยอยกันออกมาจากที่ทําความเพียรของตนๆ พร้อมกันปัดกวาดลานวัด เสร็จแล้วขนนํ้าขึ้นใส่ตุ่มใส่ไห นํ้าฉัน นํ้าล้างเท้า ล้างบาตร และสรงนํ้า หลังจากนั้นต่างก็เข้าหาทางจงกรมทําความเพียรตามเคย ถ้าไม่มีการประชุมอบรมก็ทําความเพียรต่อไปตามอัธยาศัยจนกว่าจะถึงเวลาพักผ่อน ปกติ ๗ วัน ท่านจัดให้มีการประชุมครั้งหนึ่ง แต่ผู้ประสงค์จะไปศึกษาธรรมเป็นพิเศษกับท่านก็ได้ โดยไม่ต้องรอจนถึงวันประชุม หรือผู้มีความขัดข้องจะเรียนถามปัญหาธรรมกับท่านก็ได้ ตามโอกาสที่ท่านว่าง เช่น ตอนหลังจังหัน ตอนบ่ายๆ ตอนราว ๕ โมง และตอน ๒ ทุ่มกลางคืน
เวลาท่านสนทนาหรือแก้ปัญหาธรรมกันตอนกลางคืนเงียบๆ รู้สึกน่าฟังมาก เพราะมีปัญหาแปลกๆ จากบรรดาศิษย์ซึ่งมาจากที่ต่างๆ ที่ตนพักบําเพ็ญ เป็นปัญหาเกี่ยวกับธรรมภายในบ้าง เกี่ยวกับสิ่งภายนอก เช่น พวกกายทิพย์บ้าง ฟังแล้วทําให้เพลิดเพลินอยู่ภายใน ไม่อยากให้จบสิ้นลงง่ายๆ ทั้งเป็นคติ ทั้งเป็นอุบายแก้ใจในขณะนั้น เพราะผู้มาศึกษากับท่านมีภูมิธรรมทางภายในเหลื่อมลํ้าตํ่าสูงต่างกันเป็นรายๆ ไป และมีความรู้แปลกๆ ตามจริตนิสัยมาเล่าถวายท่าน จึงทําให้เกิดความรื่นเริงใจไปกับปัญหาธรรมนั้นๆ ไม่มีสิ้นสุด เวลามีโอกาสท่านก็เล่านิทานที่เป็นคติให้ฟังบ้าง เล่าเรื่องความเป็นมาของท่านในชาติปัจจุบันแต่สมัยเป็นฆราวาส จนได้บวชเป็นเณรเป็นพระให้ฟังบ้าง บางเรื่องก็น่าขบขัน น่าหัวเราะ บางเรื่องก็น่าสงสารท่าน และน่าอัศจรรย์เรื่องของท่าน ซึ่งมีมากมายหลายเรื่อง
ฉะนั้น การอยู่กับครูบาอาจารย์นานๆ จึงทําให้จริตนิสัยของผู้ไปศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางดีตามท่านวันละเล็กละน้อยทั้งภายนอกภายใน จนกลมกลืนกับนิสัยท่านตามควรแก่ฐานะของตน ทั้งมีความปลอดภัยมาก มีทางเจริญมากกว่าทางเสื่อมเสีย ธรรมค่อยซึมซาบเข้าสู่ใจโดยลําดับ เพราะการเห็น การได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ ความสํารวมระวังอันเป็นทางส่งเสริมสติปัญญาให้มีกําลังก็มากกว่าปกติ เพราะความเกรงกลัวท่านเป็นสาเหตุไม่ให้นอนใจ ต้องระวังกาย ระวังใจอยู่รอบด้าน แม้เช่นนั้นท่านยังจับเอาไปเทศน์ให้เราและหมู่คณะฟังจนได้ ซึ่งบางเรื่องน่าอับอายหมู่คณะ แต่ก็ยอมทนเอา เพราะเราโง่ไม่รอบคอบต่อเรื่องของตัว
เวลาอยู่กับท่านมีความเย็นกายเย็นใจเจือด้วยความปีติอย่างบอกไม่ถูก แต่ถ้าใจไม่เป็นธรรมก็ให้ผลตรงข้าม คือเกิดความรุ่มร้อนไปทุกอิริยาบถ เพราะความคิดผิดของตัวในความรู้สึกของตนเป็นอย่างนี้ สําหรับท่านผู้อื่นก็ไม่อาจทราบได้ เรามันเป็นคนหยาบต้องอาศัยท่านคอยสับคอยเขกให้อยู่เสมอ จึงพอมีลมหายใจสืบต่อกันไปได้ กิเลสตัณหาไม่แย่งเอาไปกินเสียหมด ยิ่งเวลาท่านเล่าเรื่องจิตท่านในเวลาบําเพ็ญให้ฟังเป็นระยะๆ ก็ยิ่งเพิ่มกําลังใจมากขึ้น ราวกับจะเหาะเหินเดินเมฆบนอากาศได้ ปรากฏว่ากายเบาใจเบายิ่งกว่าสําลี แต่เวลาไปทําความเพียรเข้าจริงๆ ให้สมกับใจที่จะเหาะลอยอยู่ขณะนั้น แต่กลับกลายเป็นเหมือนลากภูเขาทั้งลูก ทั้งหนักทั้งฝืด ซึ่งน่าโมโหแทบมุดดินลงได้อยู่ใต้พิภพ ไม่อยากให้ใครเห็นหน้าเลย พอดีกับจิตที่หยาบคายร้ายเลวเอาเสียจริงๆ ไม่ยอมฟังอะไรกับใครเอาง่ายๆ
ฟังเทศน์ท่าน จิตดับ ๓ วัน เป็นหนเดียว
เราไปเห็นที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเทศน์ที่วัดหนองผือ แต่ก่อนเราอ่านในตํารับตําราว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม พวกเทวบุตร เทวดา มนุษย์มนา ได้บรรลุธรรมมรรคผลนิพพานเป็นแสนๆ ว่าอย่างนั้นนะ มีในตํารา มีอยู่ทั่วไป เราก็อ่านไปอย่างนั้นแหละ มันไม่ถึงใจ คือใจมันอยู่ลึก อยู่ใต้ก้นเทวทัตนู่น ฟังไปๆ บทเวลาออกมาปฏิบัติ มาเห็นกันอยู่ที่หนองผือ
นี่ล่ะเราได้เห็นในหัวใจเราเอง ฟังเทศน์ท่าน จิตนี้ไม่ทราบอะไรดับนะ ความรู้รู้อยู่ แต่ดับอยู่ถึง ๓ วัน ฟังซิน่ะ เป็นกับเราเอง ถ้าคนอื่นพูดให้ฟัง เราก็ยังไม่เท่าไร นี้เป็นกับตัวเองปฏิเสธได้ยังไง ดับอยู่ ๓ วัน โลกเหมือนไม่มี แต่ความรู้นี้เด่นอยู่อย่างนั้น ฟังเทศน์ท่านตอนกลางคืน ฟังซิอัศจรรย์ไหมล่ะ ท่านเทศน์ออกจากหัวใจที่เป็นธรรมล้วนๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ มรรคผลนิพพานเต็มในหัวใจท่านหมด ไม่บกพร่อง เวลาเทออกมานี้ ผู้ตั้งใจรับนี้ก็พุ่งๆ รับกัน
ตอนนั้นจิตดับ ความรู้ที่รอบจิตนะ ตัวจิตจริงๆ ไม่ดับ ความรู้รอบจิตต่างๆ เหมือนไม่มีเดินไปไหนเหมือนว่าโลกนี้ว่างไปหมดเลย ฟังเอาท่านทั้งหลาย เราเป็นเอง ตอนไปฟังเทศน์ท่าน นี้ล่ะที่มันลงใจอย่างเต็มที่ว่า ที่พระพุทธเจ้าเทศนาว่าการสอนเทวบุตร เทวดา มนุษย์มนานี้แต่ละครั้งๆ สําเร็จมรรคผลนิพพานกันเป็นแสนๆ ท่านว่า จะไม่สําเร็จยังไง ก็มันเห็นอยู่ประจักษ์ พอเทศน์วันนี้จิตขยับขึ้นมาขั้นนี้ เราปฏิบัติถึงวันจะเทศน์อีก จิตเราอยู่ขั้นนี้คอยมันจะรับกันล่ะ ธรรมเทศนาจะมานี้ เราปิดอยู่ตรงไหน ท่านมาเปิดๆ ขยับๆ เรื่อย มันถึง
อย่างที่เราฟังอยู่หนองผือ เพราะฟังจริงๆ เพื่อมรรคเพื่อผลจริงๆ ไม่มีอะไรมาแฝง แม้นิดหนึ่งไม่มี หัวใจดวงนี้กิเลสมีก็ตาม แต่ความพุ่งในธรรมนี่พุ่งอย่างเต็มขีดเลย จิตดับ คือความรู้รอบจิตนี้ดับถึง ๓ วันก็มี ความรู้ รู้กระจ่างแจ้งแต่ไม่มีอะไรเข้ามากวน นี่เรียกว่า จิตดับ คือ ดับจากอาการทั้งหลาย ดับ เป็นในหัวใจเราเอง อัศจรรย์ ความรู้นี้เด่นอยู่ทั้งวันเลย ความดับกิริยาอาการที่จิตจะไปรับอันนั้นอันนี้ ไม่เลยๆ พอตัวอยู่กับความสว่างไสว นี่เห็นชัดเจน ดับถึง ๓ วัน ฟังเทศน์ท่านอาจารย์มั่น เวลาท่านเร่งธรรมนี่พุ่งๆๆ เปิดออกๆ ทางนี้ขยับตามๆ ไปถึงวาระมันอย่างไร มันดับพรึบเลยในจิต พอดับพรึบ กิริยาอาการเสียงท่านเพียงแหววๆๆ ลงแล้วนั่น เวลาท่านเทศน์หยุดแล้ว จิตมันยังกระจ่างแจ้งอยู่ ไม่ค่อยออกรับภายนอก รู้พอวิบๆ แว็บๆ ส่วนภายในมันจ้าๆ เลย นี่ล่ะธรรมพระพุทธเจ้าสอนไว้ถูกต้องแม่นยําที่สุด คือ พุทธศาสนา ชี้นิ้วเลยไม่ผิด
แต่ก่อนที่เรายังไม่ได้ออกปฏิบัติ และยังไม่มีหลักมีเกณฑ์ภายในจิตใจพอจะเป็นเครื่องเทียบเคียงกัน ก็ไม่ค่อยมีข้อหนักแน่นอะไรมากนัก แต่พอปฏิบัติเข้าไป จิตใจมีหลักมีเกณฑ์เป็นเครื่องรับกันๆ ได้มาฟังเทศน์พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ แหม ! จึงได้พูด ก็มันเป็นในตัวของเราเอง ตาก็เห็นอยู่ หูก็ได้ยินอยู่ อะไรๆ ก็เหมือนปรกติ แต่มีธรรมชาติอันหนึ่ง หลักใหญ่ ก็คือ ใจ ปรากฏว่ามันดับอยู่ถึง ๓ วันจากการฟังเทศน์ท่าน ฟังซิน่ะ อะไรดับก็ไม่รู้นะ ถ้าพูดให้มันตรงๆ ก็คือว่ากิเลสไม่ได้ออกเพ่นพ่าน ธรรมตีหัวมันไว้ถึง ๓ วันจากเทศนาของท่าน เราเลยไม่ลืม ก็เป็นหนเดียวเท่านั้น
พ.ศ. ๒๔๘๘ เห็นกายที่หนองผือ บรรลุสกิทาคามี – พิจารณาในหลักปัจจุบัน
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านบรรลุธรรมขั้นต้นพระโสดาบันตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ขณะนั่งภาวนาตลอดรุ่งพิจารณาเวทนา จากนั้นท่านเร่งความเพียรอย่างหนักและต่อเนื่องเรื่อยมา ต่อมาไม่นาน ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ขณะท่านอยู่จําพรรษากับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าหนองผือ เป็นปีแรก ท่านได้พิจารณาธาตุ ๔ พิจารณาเห็นกาย บรรลุอริยธรรมขั้นสอง คือ ขั้นพระสกิทาคามี ดังนี้
“ปีพรรษา ๒๒ ท่าน (องค์หลวงปู่มั่น) ได้หลักเกณฑ์ไม่หวั่นไหวตรงนั้นล่ะ ทั้งๆ ที่กิเลสมีอยู่นะ แต่ว่าหลักธรรมนี้เข้าสู่ใจแล้ว ไม่หวั่นไหวเลย เชื่อแน่ต่อมรรคผลนิพพาน กล้าหาญตั้งแต่นั้นมา ไปได้หลักเกณฑ์อันใหญ่หลวงที่ถํ้าสาริกา สิ่งเหล่านี้มันมีตั้งแต่ครั้งนั้นเหรอ ทุกวันนี้ก็ทําลงไปซิ ใครจะทํา สิ่งที่จะเจอของจริงมีอยู่ เป็นแต่เพียงว่าหลับตาดูเฉยๆ ไม่เห็น เวลาลืมตาปั๊บก็เห็นอย่างท่านเห็น
เราพูดไม่ใช่อวดนะ จนได้ไปเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ฟัง อยู่หนองผือ พิจารณาร่างกายนี้แหละ พิจารณาลงไปๆ ดึกๆ นะ พิจารณาลงไปๆ ร่างกายมันเป็นของมันเอง เวลามันจะเป็นขึ้นมา มันแปลกนะ ไม่มีใครช่วย ไม่มีใครตกใครแต่ง มันหากเป็นของมันเอง พอจิตจ่อลงไปจุดเดียวเท่านั้น ร่างกายจะทํางานของมันเอง ผุพังแตกสลาย สลายๆ ลงไป พังลงไป ก็ยิ่งสนใจยิ่งดูความเป็นของมัน นั่นล่ะธรรมท่านแสดง อันหนึ่งเหมือนผู้ดู อันหนึ่งเหมือนธรรมแสดงลวดลายต่างๆ สุดท้ายร่างกายนี้ก็พังลงไปๆ หมด ยังเหลือแต่กองกระดูก พิจารณากองกระดูก กระดูกเหล่านี้มันก็เป็นดินเหมือนกัน เหล่านั้นก็เป็นดิน ส่วนที่ละเอียดมันก็ลงไปก่อนแล้ว อันนี้ส่วนหยาบมันก็จะลงเป็นแผ่นดินอันเดียวกันนี้แหละ พอว่าอย่างนั้นพรึบเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ลงก็พรึบหมดเลย โลกธาตุดับหมด
โอ้โห ! อัศจรรย์ ลงเป็นชั่วโมงๆ นะ เงียบเลย แต่ธรรมชาติที่รู้ไม่ได้เงียบตัวเอง สว่างจ้าเลย มันเงียบสิ่งมาเกี่ยวข้องต่างหาก ว่างไปหมดเลย โลกธาตุนี่ว่างเปล่าไปหมด โอ้โห ! อัศจรรย์เป็นชั่วโมงๆ จิตถึงค่อยถอนขึ้นมา พอถอนขึ้นมาแล้วกําหนดดูต้นไม้ ภูเขา กําหนดดูกุฏิศาลาไม่เห็นเลย ว่างไปหมด ลืมตาดูก็มองเห็นเป็นรางๆ แล้วว่างไปหมด ตานี่เห็นพอเป็นรางๆ เงาๆ นะ ส่วนใหญ่ของจิต มันทะลุไปหมด ว่างไปหมดเลย อัศจรรย์
ขึ้นไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ขึ้นทันทีเลย “เอ้อ ! ได้หลักพยานแล้ว อย่างนี้ล่ะผมเป็น” ท่านก็ยกนั้นล่ะขึ้นมา ขึ้นอย่างขึงขังตึงตัง “ผมเป็นที่ถํ้าสาริกา เป็นอย่างท่านมหานี่ล่ะ” เอาเลยได้การ ขึ้นเลยนะขึงขัง นั่นเห็นไหม ธรรมเข้าดลใจท่าน ก๊อกนํ้าที่ใสสะอาด ท่านก็ผางออกมาเลย เราก็ฟังอย่างเคลิ้มเทียว ใครบอก มันเป็นขึ้นมาเอง มันจึงไปพูดให้ท่านฟังได้อย่างอาจหาญ เอาความจริงไปพูด ท่านก็รับขึ้นเลยทันที “เออ ! เอาล่ะที่นี่ได้การ ผมเป็นอย่างนี้แหละที่ถํ้าสาริกา เอ้า ! ทีนี้ได้การๆ” ผึงผังตึงตังเลย สองต่อสองนะ เสียงลั่นอยู่ในห้อง เรากับท่านไม่มีอะไรกัน มันเหมือนพ่อกับลูกนั่นแหละ จะเข้าหาท่านเมื่อไร ท่านไม่เคยห้ามนะ กับเรานะ องค์อื่นไปยุ่งไม่ได้นะ
เราอยู่หนองผือ ท่านเคยเล่าเรื่องจิตของท่านสว่างไสวปรากฏผีใหญ่มาหาจะมาทําลายท่าน แบกตะบองใหญ่มา ท่านอยู่ถํ้าสาริกา ทีนี้มันมาเข้ากันกับของเราตอนเราอยู่หนองผือ ผิดกันตั้งแต่ไม่มีผีแบกตะบองมาจะตีเท่านั้นเอง เรื่องความสว่างไสวนี้ โอ้โห ! เกิดมาก็ไม่เคยเห็น อยู่หนองผือ จิตเวลามันจะเป็น เราก็พิจารณาอยู่แล้วล่ะ ธรรมก็อยู่ที่จิต จิตก็อยู่ที่รู้ มันก็รู้กันอยู่นี้ แต่ไม่รู้สิ่งที่แปลกประหลาดอัศจรรย์ อยู่หนองผือวันนั้นรู้เสียแล้วนะ ไม่คาดไม่ฝันเลย ถึงกับต้องไปกราบเรียนพ่อแม่ครูจารย์ในคํ่าวันหลัง กลางคืนเป็นแล้ว วันหลังตื่นเช้ามาตอนคํ่าก็ขึ้นหาท่านเลย นั่นล่ะถ้ามันเหมือนกันถึงกันแล้ว มันสนุกด้วยกัน ท่านก็รู้สึกว่าเป็นความตื่นเต้นมากกับเรื่องความรู้ของเราที่แสดงออกไปเล่าถวายท่านฟัง โห ! ท่านรู้สึกตื่นเต้นเมตตามากอยู่นะ
แปลกตรงที่ว่าของท่านมีผีแบกตะบองเหล็กมาจะมาตีท่าน แต่เราไม่มี มีแต่มันว่างหมดเลย ของท่านว่างแล้วยังมีผีมา ผีใหญ่ตัวนี้น่ะ อํานาจครอบหมดนครราชสีมา นครนายก ปราจีนบุรี อํานาจของผีเป็นใหญ่ทั้งหมด ครอบหมดเลย เวลาเขาลงท่าน เขามอบตัวถวายเป็นลูกศิษย์ของท่านเรียบร้อยแล้ว เขาก็เล่าให้ฟังเรื่องอํานาจของเขา นครราชสีมา นครนายก ปราจีนฯ ดูเหมือนสระบุรีหรือที่ไหนด้วย อํานาจของผีตัวนี้ล่ะ นั่นเห็นไหมล่ะ ก็ไม่มีใครรู้ใครเห็น ครั้นเวลาจะรู้จะเห็นระหว่างผีกับพ่อแม่ครูจารย์มั่นรู้เห็นกัน มาถวายตัวเป็นลูกศิษย์แล้วก็บอกว่า เขาเป็นใหญ่ทั้งหมดในแถวนี้ ชี้อะไรเป็นอันนั้นเขาว่างั้น อํานาจของเขามากทีเดียว พอเขามาถวายตัวเป็นลูกศิษย์ท่านแล้ว เขาก็เล่าให้ฟังทุกอย่าง นี่ล่ะที่ท่านสว่างจ้าขึ้นมาครอบไปหมดเลย แล้วก็มีผีใหญ่แบกตะบองเหล็กมาจะมาตีท่าน
พอเล่าถวายท่านแล้วใจก็พอง แล้วเราก็ได้หลักของเราก็แน่อยู่แล้ว ก็ยิ่งมีสักขีพยานอันเป็นตัวเอกแล้ว ใจก็ยิ่งพองขึ้น โถ ! เราก็ซัดใหญ่เลย วันหลังก็จะเอาอย่างเก่า มันไม่ได้อีกแหละ สองสามวันซัดกันอยู่ยังไม่ได้ ขึ้นไปหาท่านอีก “ที่นี่มันไม่เป็นอย่างนั้นอีก” “มันเป็นยังไง” ท่านว่า “ว่าจะเอาให้เป็นอย่างนั้น มันเลยเป็นหนเดียว จากนั้นมันก็รู้ธรรมดา ลงธรรมดา” “มันจะเป็นบ้านะนี่” ท่านว่า บทจะเอา “ไม่ได้สอนให้คนเป็นบ้า มันเป็น มันก็เป็นหนเดียวเท่านั้น ผมก็เป็นหนเดียวเท่านั้นแหละ ผมไม่เห็นเป็นบ้า นี่มาเป็นบ้าอะไรอีก” ขนาบใหญ่เลย “ไม่ได้สอนคนให้เป็นบ้านี่นะ มันเป็นแล้วก็ผ่านไปแล้ว ไปยุ่งกับมันทําไม พิจารณาในหลักปัจจุบันซิ มันจะเป็นอะไรก็ให้เป็นขึ้นในหลักปัจจุบัน ท่านรู้นั้น ท่านรู้ในหลักปัจจุบันใช่ไหม นั่นท่านเอาล่ะนะนี้ไปคว้าหาที่ไหนอีก” โอ๋ย ! ขนาบอีกนี่ก็ดี เราก็ไม่ลืม นั่นเห็นไหม จิตเวลามันแสดง…
เป็นหนเดียวเท่านั้น เป็นแบบนั้นนะ แบบอื่นมันก็เป็นของมันจิปาถะ แล้วแต่มันจะเป็นแต่ที่เด่นๆ เด็ดๆ มากๆ สะดุดใจอย่างมาก อย่างไม่เคยเป็น เราก็เล่าให้ฟังอย่างที่ขึ้นไปเล่าถวายท่านอย่างอื่นมันก็เป็นอยู่แต่ธรรมดาๆ แต่วันนั้นมันเป็นแบบสะเทือนโลก ไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็คึกคักขึ้นเลย “เออ ! ถูกต้องแล้ว เหมาะแล้ว ได้หลักได้เกณฑ์แล้ว ผมเคยเป็นมาแล้วตั้งแต่อยู่ถํ้าสาริกา” ท่านว่า “ผิดกันตั้งแต่ผีใหญ่เท่านั้น ท่านมหาไม่มีผี ผมมีผี” ท่านก็เลยรื้อมาเล่าให้ฟัง “โห ! โลกธาตุดับหมดเลย เหมือนกันกับท่านมหาแหละ พูดตรงกันเป๋งเลย เอาล่ะทีนี้ได้หลักใหญ่แล้ว” ท่านว่าหลักใหญ่ คือ มันครอบไปหมดเกี่ยวกับเรื่องมรรคผลนิพพาน เกี่ยวกับความรู้แปลกประหลาดอะไร มันครอบไปหมด ก็เป็นหนเดียวเท่านั้นล่ะ จนกระทั่งป่านนี้ไม่เคยเป็นอย่างนั้นอีก
แต่นี้มันเป็นอย่างนั้น เป็นยังไงพูดไม่ถูก มันเป็นของมันอยู่เป็นประจํา แต่อันไหนที่เป็นบทเด็ดของมันก็มีอย่างที่ว่านี่ บทเด็ดมันก็มี ท่านก็ไม่ค่อยเล่าเรื่องอะไรอีก ท่านก็พูดบทเด็ดให้ฟังอย่างนั้นล่ะ ของท่าน ท่านก็รู้ของท่านไปตลอดเวลา พูดมันแปลกอยู่นะ”
ครูบาอาจารย์เทศน์ถึงการพิจารณาอริยธรรมขั้นนี้ขององค์หลวงตาฯ ไว้ว่า
“เวลาท่าน (องค์หลวงตาฯ) จะผ่านเป็นสกิทาคามีขึ้นมา ท่านพิจารณาธาตุ ๔ กลับสู่สถานะเดิมของเขา เพราะพิจารณาไปแล้ว มันปล่อยหมด กายกับจิตแยกเลย”
การพิจารณาธาตุ ๔ ดิน นํ้า ลม ไฟ
ใจเมื่อคราวกล้า กล้าเต็มที่ หาญเต็มที่ และสู้ไม่ถอย เอาเถอะ พูดง่ายๆ แบบตรงไปตรงมาเป็นอย่างนั้น เมื่อถึงคราวตายก็เอาเถอะ จิตเป็นไม่ถอย เมื่อถึงคราวจะตายน่ะ ความตายจะเอาทุกข์มาจากไหนที่ยิ่งไปกว่านี้ไม่มี ทุกข์ก็แค่ทุกข์ที่มีอยู่ในขันธ์เท่านั้น มีมากมีน้อยก็ได้รู้กันแล้วในขันธ์นี้ ทุกข์จะเกิดมากน้อย หนักเบาขนาดไหนก็ไม่เหนือจากความรู้ความสามารถ ไม่เหนือจากสติปัญญาไปได้ สติปัญญาเป็นผู้สามารถจะตามรู้ได้หมด ดังที่ได้รู้มาแล้ว ดังที่ได้เคยถอดถอนกันมาแล้ว จึงทําให้เกิดความกล้าหาญมาก เวลาตายก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เมื่อสติปัญญามีรอบตัวอยู่เช่นนี้แล้ว จะตายก็ตายเถิด ความเกิดกับความตายเป็นของคู่กัน จะแยกจากการเกิดแล้วไม่ให้ตายย่อมไม่ได้ เพราะเป็นความจริงเท่ากัน
คราวต่อไปก็เอาอีก ก็รู้เหมือนนั้น รู้เหมือนนั้นอยู่เรื่อย ชนะทุกที ลงได้ทุ่มกําลังขนาดนั้นแล้ว ไม่มีวันไหนที่จะได้ตําหนิตนว่า นั่งตลอดรุ่งทั้งคืนไม่มีผลอะไรปรากฏเลย แต่คืนใดที่จิตพิจารณายาก ลงได้ยาก ก็มีความบอบชํ้าไปทั่วร่างกาย ปรากฏว่าระบมไปหมด การได้อุบายและกําลังใจนั้น คืนไหนก็คืนนั้น ได้อย่างเด่นทุกคืน จนกระทั่งเรื่องความตายนี้มันไม่กลัวเลย ก็จะเอากลัวมาจากไหน ความตายก็เป็นธรรมดา คือ ปัญญาแยกแยะลงไป จนกระทั่งอันไหนมันตาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกนี้ มันเป็นส่วนธาตุเดิม ธาตุดิน
ธาตุดินนี้มันตายเมื่อไร สลายลงไปแล้วเป็นอย่างไร กําหนดตามลงไปก็รู้ว่า ลงไปสู่ธาตุเดิมของมัน ธาตุนํ้าก็ลงไปสู่ธาตุนํ้าตามเดิมของมัน ธาตุลม ธาตุไฟก็ลงไปสู่ธาตุเดิมของตนเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรฉิบหาย มีแต่เพียงว่าธาตุเหล่านี้มาประชุมหรือมาผสมเข้ากันเป็นก้อน อาศัยจิตเข้าไปสิงตัวเจ้ามหาหลงเข้าไปสิงเท่านั้น ก็ไปแบกเอาหมด นี่เป็นตัวของตน ไปจับจองเอา นี่เป็นเรา นี่เป็นของเรา จึงไปกอบโกยเอาทุกข์ทั้งมวลแบบรับเหมาหมด ด้วยความสําคัญอันนั้นเข้ามาเผาลนตนเองเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น
ตัวจิตนี้เองเป็นนักโทษ ธาตุขันธ์เขาไม่ได้เป็นนักโทษ เขาไม่ได้เป็นตัวข้าศึกอะไรแก่เราเขามีความจริงของเขาอยู่อย่างนั้น แต่เราไปแบกไปหาม ไปสําคัญต่างหาก ความทุกข์จึงเป็นเราเป็นผู้ผลิตขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ผลิตให้เรา ไม่มีอะไรมาให้ทุกข์แก่เรา แน่ะ มันเข้าใจอย่างนี้ เราเองเป็นผู้สําคัญผิด เป็นผู้ทุกข์ เพราะสําคัญผิดเป็นเหตุ ให้เป็นทุกข์เกิดขึ้นมาเผาลนจิตใจให้เดือดร้อน เห็นได้ชัดว่า ไม่มีอะไรตาย
จิตก็ไม่ตาย มันยิ่งเด่น พิจารณาธาตุ ๔ ดิน นํ้า ลม ไฟ ลงถึงธาตุเดิมของเขาเต็มที่แล้ว จิตยิ่งเด่นชัด คําว่า “ตาย” ที่ไหนตาย อะไรตาย อาการเหล่านี้มันก็ไม่ตาย ธาตุ ๔ ดิน นํ้า ลม ไฟ ก็ไม่ตาย จิตล่ะมันตายอย่างไร จิตยิ่งรู้ ยิ่งเด่น ยิ่งเห็นได้ชัด อันนี้มันก็ไม่ตาย แล้วมันกลัวตายอะไร อ้อ ! นี่หลอกกัน นั่นแน่ะ หลอกกันมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ความจริงแล้วไม่มีอะไรตาย
คําว่า “หลอก” นี่ไม่ได้หมายความว่าด้วยเจตนา หลอกเพราะความหลงพาเป็นต่างหาก กลัวตาย อ๋อ ! โลกกลัวตาย กลัวอย่างนี้ เมื่อเรียนไม่ถึงความจริงของมัน เพราะไม่ทราบอะไรตาย ก็มันไม่มีอะไรตายนี่ ต่างอันต่างจริงอยู่เพียงเท่านี้ รู้ชัดเจน จิตมันประกาศตนโดยธรรมชาติเห็นความอัศจรรย์ทุกครั้งอย่างเด่นชัด
เวลามันดับหมดจริงๆ ด้วยการพิจารณา ทั้งๆ ที่ทุกขเวทนามันเหมือนจะส่งตัวไปถึงเมฆนั่นแน่ะ ความทุกข์ความร้อนเป็นฟืนเป็นไฟภายในร่างกาย แต่แล้วมันก็ดับลงด้วยอํานาจของสติปัญญาอย่างราบ ไม่มีอะไรเหลือเลย ร่างกายก็ดับไปด้วยกันในความรู้สึก ไม่ปรากฏเลย เลยเป็นความรู้อันเดียว เหมือนอยู่ในกลางอากาศ แต่ก็ไม่ไปเทียบกันเวลานั้น มันว่างไปหมด แต่ความรู้นั้น รู้อยู่ชัดเจน มีอันเดียวเท่านั้น สิ่งที่แปลกในโลกนี้มีอันเดียว คือ ใจ
ดิน นํ้า ลม ไฟ กับใจ ไม่สัมผัสสัมพันธ์ จึงหมดความรู้สึกจากดิน จากนํ้า จากลม จากไฟ จากร่างกายทุกส่วน เหลือแต่ความรู้อยู่ลําพังตนเองล้วนๆ เป็นความรู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอะไรเลย เป็นความรู้ที่อัศจรรย์จากการพิจารณารอบคอบแล้วถอนตัวออกมาจากสิ่งเหล่านั้น เด่นชัดเจน อัศจรรย์ ถ้าลงจิตได้เป็นเช่นนั้นแล้ว แม้จะเป็นอยู่สักกี่วันกี่คืนก็ตาม ก็ไม่มีความหมาย ถึงทุกขเวทนาว่า ร่างกายจะแตกจะดับ หรือจะเจ็บจะปวดที่ไหน มันไม่มี จะเอาอะไรมามีกาล สถานที่ ไม่มีในขณะจิตนั้น
นี่ก็ทําให้หยั่งถึงเรื่องพระสาวก หรือพระพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ท่านเข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน ท่านถึงออก เข้าเท่าไรก็เข้าได้ ถ้าลงจิตไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไรเลยเช่นนั้น เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ ซึ่งสักแต่ว่าปรากฏขึ้นนี้เท่านั้น ไม่มีกาล สถานที่เข้าไปเกี่ยวข้อง จะนั่งอยู่ตั้งกัปตั้งกัลป์ก็นั่งเถอะ แม้ร่างกายทนไม่ไหว มันจะแตกก็สลายไปเฉยๆ นั่นแน่ะ โดยไม่กระทบกระเทือนถึงธรรมชาตินั้นเลย
ทีนี้จิตยอมรับแล้ว เชื่อจริงๆ ในการเข้านิโรธสมาบัติ ได้เท่านั้นวัน เท่านี้วันของท่านผู้วิเศษทั้งหลาย ลงถึงจิตชั้นนี้แล้ว ไม่ถอนตัวออกมาสู่อะไรๆ เข้าไปกี่วัน กี่เดือนก็ไม่รู้ความหมายอะไร ร่างกายมันมีสุขมีทุกข์ที่ไหน ไม่มีเลย ร่างกายมันไม่มีความรู้สึก เวทนามันก็ไม่มีความรู้สึก เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ นั่งอยู่ตั้งกัปตั้งกัลป์ก็นั่งได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ ทําให้เชื่อถึงเรื่องพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านเข้านิโรธสมาบัติ เลยถืออันนี้เป็นหลักฐานยืนยันภายในจิต ใครจะว่าบ้าก็ว่าไป ปากเขามี หูเรามี อยากฟังก็ฟังไป ไม่อยากฟังก็เฉยเสีย เรื่องนี้เรื่องนั้นก็รู้ไปเห็นไป ไม่มีใครผูกขาดนี่
แม้เราจะไม่นั่งไปนานก็ตาม แต่ขณะจิตที่มันสงบตัวขนาดนั้นชั่วระยะเดียว ก็พอเป็นหลักฐานพยานได้กับท่านที่เข้าสู่นิโรธสมาบัติได้เป็นเวลานานๆ เพราะเป็นลักษณะนี้ ลักษณะที่ไม่เกี่ยวข้องกับอะไรเลย ร่างกายก็มีแต่ร่างกาย เปื่อยพังไปหมด มันทนไม่ไหว เพราะร่างกายมันเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา มันก็เปื่อยไปเฉยๆ โดยที่จิตนั้นไม่รับทราบเลย มันเป็นขั้นที่เกิดขึ้นด้วยสติปัญญา
นี่เป็นขั้นของปัญญาอบรมสมาธิ คือจิตดวงนี้มันเต็มภูมิเต็มฐานของความสงบเช่นนั้น เพราะปัญญาค้นคว้าอย่างเต็มเหตุเต็มผลแล้ว รวมลงไปนี้รวมอย่างองอาจกล้าหาญ รวมอย่างละเอียดมากทีเดียว ลําพังจิตที่เต็มไปด้วยกําลังของสมาธิ กําหนดแล้วลงไปเลยนั้น มันแน่วอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลึกซึ้งละเอียดเหมือนอย่างนี้ แต่จิตที่สงบลงด้วยอํานาจของปัญญานั้นละเอียดทุกครั้งไป ถ้าลงได้ตะลุมบอนขนาดนี้แล้วเป็นผลขึ้นมา จะต้องสงบเต็มที่ ดังที่เป็นอยู่นี้
นี่เป็นรากฐานหรือเป็นต้นทุนแห่งความอาจหาญ หรือเป็นเชื้ออันสําคัญที่ให้เกิดความเชื่อมั่นในเรื่องของจิต อะไรจะสูญสิ้นไปเพียงไรก็ตาม แต่ธรรมชาติที่รู้นี้ไม่สูญ เห็นได้ชัดเจน เห็นก็เห็นกันอย่างชัดเจน ในขณะที่ไม่มีอะไรเข้าเกี่ยวข้องเลยในความรู้สึกนั้น มีสักแต่ว่ารู้อันเดียวเท่านั้น จึงเด่นมาก นี่จะว่าขั้นสมาธิหรือขั้นปัญญา มันพูดไม่ถูกนะ เวลาจิตเป็นจริงๆ เป็นอย่างนั้น
แต่นั้นมาก็เรื่อยๆ พิจารณาเรื่อย ออกทางปัญญานี้ ขยับขยายออกอย่างกว้างขวางแล้วก็ย่นเข้ามา พอเข้าใจเป็นลําดับลําดาแล้ว จิตก็ปล่อยเข้ามา ปล่อยเข้ามา ย่นเข้ามา เข้าวงแคบๆ มาเรื่อยๆๆ พิจารณาถึงธาตุถึงขันธ์ แยกธาตุแยกขันธ์ ทีนี้จะเริ่มเป็นสมุจเฉทปหาน คือ จะละกันได้โดยเด็ดขาด จากการพิจารณาในวาระต่อมานั้น มันชนะกันได้ชั่วกาล พอให้เป็นหลักฐานพยานยืนยันได้เท่านั้น ในเวลาที่เรายังพิจารณามันไม่เด็ดขาด ยังไม่เป็นสมุจเฉทปหาน เวลาพิจารณาทางด้านปัญญานี้มันเข้าใจได้ชัด ขาดออกจากกัน ถอนออกจากกัน ขาดออกเป็นลําดับๆ ขาดไม่มีชิ้นต่อ ขาดไปโดยลําดับๆ เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ
ญาณหยั่งทราบของหลวงปู่มั่น
ดูทุกแง่ทุกมุม เราดูจริงๆ นะ เพราะเราตั้งใจไปศึกษากับท่าน (หลวงปู่มั่น) จริงๆ บางทีท่านก็พูดมีทีเล่นทีจริงเหมือนกันกับเราในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ ก็พ่อกับลูกนี่แหละ แต่เรามันไม่ได้ว่าทีเล่นทีจริงนี่นะ มันเอาเป็นจริงทั้งนั้นเลย ท่านจะพูดแง่ไหน ท่านมีคติธรรมออกมาทุกแง่นะ ถึงแม้จะเป็นข้อตลกนี้ ท่านก็มีคติธรรมออกมา มีธรรมแทรกออกมา ไม่ได้เป็นแบบโลกนะ…
พูดถึงเรื่องความเลิศเลอที่สุดในภายในหัวใจก็ดี ภายนอกก็ดี การประพฤติปฏิบัติของท่านก็ดี รู้สึกว่าที่เราผ่านครูบาอาจารย์มานี้ ไม่มีใครเหมือน ท่านพร้อมทุกอย่าง ถ้าพูดถึงเรื่องเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม พวกเปรตพวกผีนี้ ใครจะไปเก่งยิ่งกว่าท่านอาจารย์มั่น โอ๊ย ! เวลาท่านเล่าอัศจรรย์ นํ้าตาร่วงนะ หันหน้าเข้าฝาเรา คือ อัศจรรรย์นํ้าตาร่วง อัศจรรย์ถึงท่านเล่าถึงพวกเปรต พวกผี พวกสัตว์นรก โน่นเห็นไหม จากนั้นก็เล่าถึงพวกเทพ สวรรค์ พรหมโลก พวกเหล่านี้มากราบท่านทั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชก็มา นําคณะมา มานี้กฎระเบียบเขาดีมาก ว่างั้นนะ มานี้มีองค์เดียวที่จะฝากปัญหากันเข้ามา หาผู้เดียวเป็นผู้ถามปัญหามา
เวลาพวกเทพทั้งหลายมาฟังเทศน์กับท่าน ฝากปัญหามาถามปัญหา ท่านก็ตอบๆ ปัญหาภายในใจ อย่างนี้เป็นประจํา แต่ท่านจะพูดในเวลาเฉพาะนะ ท่านไม่ได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้านะ นั่นแหละเห็นไหม จอมปราชญ์ ท่านรู้หนักรู้เบา รู้ในรู้นอกนะ รู้ควร ไม่ควร เวลามีโอกาสอันดีงามอยู่เพียง ๒ – ๓ องค์คุยกัน แล้วก็เสาะนั้นเสาะนี้ อยากรู้อยากเห็น ท่านก็ค่อยเปิดออกมาๆ ทางนี้ก็ค่อยสอดค่อยแทรกเข้าไป ครั้งนั้นบ้าง ครั้งนี้บ้าง หลายครั้งต่อหลายหน
เรี่องเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ที่มาเยี่ยมท่าน ท่านบอกว่า “มาอยู่ที่สกลนครนี้พวกเทวดามาเกี่ยวข้องน้อยมาก จะมาเป็นเวลา คือมาในวันเข้าพรรษา วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชาวันออกพรรษา นอกนั้นเทวดาไม่ค่อยมากัน” หมายถึงเทวดาชั้นสูงนะ “พวกสวรรค์ พวกภูมิเทวดามาห่างๆ เหมือนกันนะ ส่วนไปอยู่เชียงใหม่ โห ! ต้อนรับแทบทุกวัน” ท่านว่ายังงั้น ไม่มีเวลาว่างเลย เทวดาชั้นนั้นๆ ที่มาเป็นชั้น เป็นชั้นๆ มาเป็นลําดับลําดา พวกเทวดา เช่น ดาวดึงส์นี้มา การแต่งเนื้อแต่งตัวนี้มีลักษณะไหน รูปร่างนี้จะหยาบไปอย่างนี้ ความละเอียดนะละเอียด เรื่องของเทพนั้นละเอียด แต่เมื่อเทียบกับเทพทั้งหลายแล้วจะละเอียดต่างกันเป็นชั้นๆๆๆ ขึ้นไป นั่นล่ะเห็นไหม ญาณหยั่งทราบ
องค์หลวงตาฯ กล่าวถึงบทธรรมที่หลวงปู่มั่นเคยเทศน์ในท่ามกลางสานุศิษย์บ่อยครั้ง ดังนี้
“ธรรมของพระพุทธเจ้า แม้จะเป็นของจริง แต่เมื่อสิงสถิตอยู่กับปุถุชน ธรรมนั้นก็กลายเป็นธรรมปลอม ครั้นสิงสถิตอยู่กับพระอริยเจ้า จึงเป็นของจริงตามส่วนแห่งธรรมและภูมิของผู้บรรลุ คนที่รู้จักธรรมพองูๆ ปลาๆ กับคนที่ไม่รู้จักธรรมเสียเลย คนเหล่านี้จะไม่สามารถรู้ธรรมว่า เป็นของจริงหรือของปลอมได้เลย แต่คนที่รู้จักธรรมแท้ พร้อมทั้งที่เกิดขึ้นแห่งธรรมและที่ดับแห่งธรรม โดยความรอบคอบด้วยปัญญาและพร้อมทั้งความไม่ถือมั่นในธรรม ผู้นี้เองจะสามารถรู้จักธรรมที่แท้จริงหรือธรรมปลอม ในเมื่อธรรมสิงสถิตอยู่กับบุคคลนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน”
ลวดลายพุทธภูมิหลวงปู่มั่น
เรื่องหลวงปู่มั่นที่เราเรียนถามท่าน เวลาท่านพิจารณา นั่นเห็นไหมท่านพิจารณาตลอดสีผ้า เราอยากทราบก็ซอกแซก ท่านบอกว่า “สีผ้ามีอยู่ ๓ ขั้น สีแก่นขนุนอ่อน สีแก่นขนุนปานกลาง สีแก่นขนุนแก่” ทีนี้ก็มีช่องที่จะถาม “แล้วสีเหลืองอย่างธรรมดาที่พระใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มีไหม” ท่านบอก “ไม่มี ไอ้สีเจ้าชู้ สีขุนนาง มันจะมีในพระพุทธเจ้าได้ยังไง” ใส่เด็ดมาเลยนะ พิจารณาๆ แล้วมีอยู่ ๓ แก่นขนุนสีอ่อน สีกลาง สีแก่ ท่านว่าอย่างนั้น
ท่านใช้นี้รู้สึกจะเป็นสีกลางๆ นะ สีที่ท่านครองเป็นสีกลาง สีอ่อนก็มีบ้าง เป็นบางระยะ ผ้าที่ย้อมใหม่ก็เป็นสีแก่นขนุนอ่อนอยู่บ้าง จากนั้นที่ท่านใช้เป็นประจําก็สีกลางหรือแก่ มีอยู่สาม ท่านบอก เวลาท่านพิจารณาดูถึงเรื่องอดีต โห ! น่าอัศจรรย์นะ เห็นไหมล่ะ ความรู้ของท่าน เพราะแต่ก่อนท่านปรารถนาพุทธภูมิ ท่านพูดเองจึงชัดเจนซิ
เพราะฉะนั้นลวดลายของพุทธภูมิ หรือของศาสดาจึงมี ถึงไม่มีเต็มที่ก็มี ปรารถนาพุทธภูมิ เวลาภาวนาไปเท่าไร จิตมันก็ยิ่งเข้มข้นเข้า จะเข้าด้ายเข้าเข็มทีไรเรื่องโพธิสัตว์ โพธิญาณจะแย็บเข้ามาเลยทุกครั้ง ท่านว่างั้นนะ ทุกครั้งพอจะเข้าด้ายเข้าเข็ม คือเวลาจะพุ่ง สายโพธิญาณ โพธิสัตว์ ผ่านเข้ามา เลยถอย เพราะผ่านเข้ามาก็เป็นสมบัติของตัวเอง ท่านว่า สายโพธิสัตว์ก็คือเรื่องของท่านเองผ่านเข้ามา ท่านก็ถอย ท่านว่างั้น
ทีนี้ความอยากพ้นจากทุกข์ก็หนักเข้าเป็นลําดับ เลยมาประมวล ท่านว่างี้นะ เรื่องเป็นพระพุทธเจ้าก็เลิศเลอ ปรารถนามาก็ปรารถนาเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนสัตว์โลกได้มากเต็มภูมิของศาสดาแต่ละพระองค์ๆ เวลาท่านจะออกนะ แต่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์นั้นเสมอกัน ท่านว่างี้นะ “เออ ! เอาล่ะ ที่นี่ถอยนะ แนะนําสั่งสอนใครไม่ได้ ก็สั่งสอนเจ้าของให้หลุดพ้นจากทุกข์นี้ก็พอแล้ว” ท่านว่างั้น เลยตั้งเป็นคําสัตย์ขอหยุด ขอพัก ของดเลย เรื่องสายโพธิสัตว์ โพธิญาณ จะมุ่งเฉพาะสาวกภูมิ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์โดยถ่ายเดียวเท่านั้น
หลวงปู่หลุยเด่นทางมักน้อย
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้จําพรรษาร่วมกับหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ๑ พรรษา ท่านเทศน์ถึงหลวงปู่หลุยดังนี้
“ในบรรดาลูกศิษย์พ่อแม่ครูจารย์มั่นเรานี้ท่านอาจารย์หลุยเป็นที่หนึ่ง ความมักน้อยนะ เป็นพระที่ปรารถนาน้อยที่สุด แต่กับเรานี่ก็คุ้นกันมาก อันนี้ก็แบบเดียวกัน ขบขันจะตายไป เราเดินจงกรมอยู่ในป่าลึกๆ หนองผือ ท่านไปหาเรา ไปหาที่กุฏิไม่เจอ ถามพระว่า “ท่านมหาไปไหน” “ท่านเดินจงกรมอยู่ในป่า ทางเข้าไปนี่ในป่า” ท่านก็ไปเลย ไปหาเรา นี่ล่ะมันขบขัน ที่ว่าท่านสนิทกับเรามากนะ พอเข้าไปเสียงกุบกับๆ กลางคืน ก็ไม่มีไฟนี่ ไปก็โดนนั้นโดนนี้ไป เสียงกุบกับๆ เราก็เดินจงกรมไม่มีไฟอีกแหละ เราก็ดี พอไปก็ประมาณต้นเสานี่ล่ะ กุบกับๆ เข้าไป เราวิตกถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นนะ เอ๊ ! พ่อแม่ครูจารย์เป็นอะไรน้า มีใครมาหาเราล่ะนี่ เกี่ยวกับท่านแน่ๆ พอไปถึง เราก็เลยถาม “ใครมานี่” “ผมเอง” ท่านว่า
ท่านก็รู้ทิศทางของเราว่าอยู่ตรงไหน เข้าใจไหม กุบกับๆ เข้ามา มาก็คว้าแขนเรา จูงเลย จูงไม่ถอยนะนั่น จูงมาเรื่อย บุกออกมาจากป่า มืดๆ นะ จนกระทั่งมาถึงที่โล่งแจ้งถึงปล่อยมือแล้วก็เดินไปด้วยกัน ดึง จากนั้นมา “เอ้า ! จะเอาไปไหนอีก” “ไปหาท่านอาจารย์ล่ะซี” “ไปหาอะไร” “ไปฟังเทศน์” “อ้าว ! เมื่อคืนนี้ผมก็ไป ทําไมท่านอาจารย์ไม่ไป” เราว่า “ก็นั่นนะซี”ขึ้นเลย ถ้าไปแต่ท่านไม่ได้ โอ๊ย ! ถูกเขกไล่ลงๆ เราไป ท่านไม่ว่าอะไร ก็นิสัยต่างกัน นั่นท่านเมตตาแบบหนึ่งนะ ท่านอาจารย์หลุยขึ้นไปนี่ “มาอะไรหลุย” ขึ้นเลยนะ ไล่ บางทีก็ไล่ลงไป “ไปนะ” ไล่ นี่คือเมตตาแบบหนึ่ง เข้าใจไหม ใช้ต่อลูกศิษย์นี่คนละแบบๆ ไม่ซํ้ากันนะ กับท่านอาจารย์หลุยนี้แบบนี้ กับท่านอาจารย์หลุย ท่านใช้เมตตาแบบนั้นกับลูกศิษย์คนนี้ ใช้เมตตาแบบนี้กับลูกศิษย์คนนี้ ไม่ได้ซํ้ากันนะพ่อแม่ครูจารย์มั่น
เรื่องความมักน้อยนี่ยกให้ท่านอาจารย์หลุย ไม่มีใครสู้ มีอะไรๆ ไม่เอา ใช้ของใหม่ๆ ไม่ใช้ ใช้แต่ของเก่าๆ ทั้งนั้นล่ะ นี่อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุแล้วพูดถึงเรื่องความสนิทกัน ท่านสนิทมากกับเรา นิสัยชอบพูดเล่น ไม่ถือเนื้อถือตัว การถือเนื้อถือตัวไม่มี”
ทางจงกรมตามอริยประเพณี
องค์หลวงตาพระมหาบัว สังเกตเห็นการเดินจงกรมของหลวงปู่มั่นตลอดมามีแบบฉบับ ท่านเองจึงถือปฏิบัติตามแบบนั้นเรื่อยมา ดังนี้
“การเดินจงกรม ท่านสอนให้เดินไปตามตะวัน หรือเยื้องตะวันไปทางทิศเหนือหรือทิศใต้ ท่านว่าการเดินตามตะวันเป็นที่หนึ่ง เยื้องตะวันทั้งสองสายเป็นอันดับรองลงมา ส่วนการเดินตัดตะวันหรือไปตามทิศเหนือทิศใต้ไม่เห็นท่านเดินเลย นอกจากไม่เห็นท่านเคยเดินแล้ว ยังได้ยินท่านว่าไม่ควรเดินด้วย แต่จะเพราะเหตุไรนั้น ลืมคําอธิบายท่านเสียสิ้น
ทิศทางและความสั้นยาวของทางสําหรับเดินจงกรม มีดังนี้ ทางเดินจงกรมตามที่ท่านกําหนดรู้ไว้และปฏิบัติตามเรื่อยมานั้นมีสามทิศด้วยกัน คือ ตรงไปตามแนวตะวันออก – ตะวันตก หนึ่ง ไปตามแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้ หนึ่ง และไปตามแนวตะวันออกเฉียงเหนือ หนึ่ง การเดินจงกรมก็เดินไปตามแนวทั้งสามที่กําหนดไว้ในแนวใดแนวหนึ่ง ความสั้นยาวของทางจงกรมแต่ละสายนั้น ท่านว่าตามแต่ควรสําหรับรายนั้นๆ ไม่ตายตัว กําหนดเอาเองได้ตามสมควร แต่อย่างสั้นท่านว่า ไม่ควรให้สั้นกว่าสิบก้าว สําหรับเวลาอยู่ในที่จําเป็นหาทางเดินมิได้ ทางจงกรมขนาดธรรมดายาวราวยี่สิบก้าว ขนาดยาวราวยี่สิบห้าถึงสามสิบก้าวเป็นความเหมาะสมทั่วๆ ไป เฉพาะทิศทางท่านถือเป็นแบบฉบับและปฏิบัติตามนั้นจริงๆ ไม่ให้เคลื่อนคลาดในเมื่อไม่จําเป็นจริงๆ และสั่งสอนพระเณรให้ปฏิบัติตามนั้นด้วย
บางครั้งท่านเห็นพระเดินจงกรมผิดทิศทาง ท่านยังเรียกมาดุด่าสั่งสอนเอาบ้างว่า ที่สั่งสอนหมู่คณะจะเป็นทางธรรมก็ดี ทางวินัยก็ดี ได้สอนตามแบบฉบับเรื่อยมาไม่เคลื่อนคลาด แม้การเดินจงกรมซึ่งเป็นทางธรรมก็มีแบบฉบับไปตามธรรมเช่นกัน การเดินจงกรมในครั้งพุทธกาลท่านมีกําหนดทิศทางกันอย่างไรบ้างหรือไม่ ได้ทราบว่ามีทิศทางอยู่สาม ดังที่เคยอธิบายให้ฟังเสมอมา หมู่คณะจึงไม่ควรถือว่า เป็นเรื่องไม่สําคัญแล้วไม่สนใจปฏิบัติตาม ก็แสดงว่าไม่ได้ตั้งใจมาศึกษาด้วยความสนใจ แม้สิ่งอื่นๆ ก็จะเห็นว่าเป็นของไม่สําคัญ ดังที่เป็นมาแล้วและผ่านไปๆ โดยไม่เห็นอะไรสําคัญ ความเป็นทั้งนี้จึงส่อให้เห็นความไม่สําคัญของผู้มาอบรมศึกษาอย่างเต็มตาเต็มใจ เวลาออกจากที่นี่ไปก็จะต้องนําลัทธินิสัยความไม่มีอะไรสําคัญนี้ไปใช้ กลายเป็นเรื่องไม่สําคัญในตัวของผู้ปฏิบัติไปเสียสิ้น”
สําหรับวิธีการเดินจงกรมตามแบบอริยประเพณีนี้ หลวงปู่มั่นสอนไว้เช่นกันว่า
“การเดินจงกรมกลับไปกลับมาไม่ช้านักไม่เร็วนัก พองามตางามมรรยาท ตามเยี่ยงอย่างประเพณีของพระผู้ทําความเพียรท่าเดินในครั้งพุทธกาล เรียกว่า เดินจงกรมภาวนา เปลี่ยนจากวิธีนั่งสมาธิภาวนามาเป็นเดินจงกรมภาวนา เปลี่ยนจากเดินมายืน เรียกว่า ยืนภาวนา เปลี่ยนจากยืนมาเป็นท่านอน เรียกว่า ท่าสีหไสยาสน์ภาวนา เพราะฝังใจว่าจะภาวนาด้วยอิริยาบถนอนหรือสีหไสยาสน์ การทําความเพียรในท่าใดก็ตาม แต่ความหมายมั่นปั้นมือก็เพื่อชําระกิเลสตัวเดียวกันด้วยเครื่องมือชนิดเดียวกัน มิได้เปลี่ยนเครื่องมือ คือ ธรรมที่เคยใช้ประจําหน้าที่และนิสัยเดิมก่อนเดินจงกรมพึงกําหนดหนทางที่ตนจะพึงเดินสั้นหรือยาวเพียงไรก่อน ว่าเราจะเดินจากที่นี่ไปถึงที่นั้นหรือถึงที่โน้น หรือตกแต่งทางจงกรมไว้ก่อนเดินอย่างเรียบร้อย สั้นหรือยาวตามต้องการ”
มั่นคงธุดงควัตร – ภาวนาไม่ให้ใครเห็น
เวลามาอยู่บ้านหนองผือ เราก็สมาทานธุดงควัตรอย่างนั้นอีก อยู่ที่ไหนก็ตามเรื่องธุดงควัตรนี้ เราจะต้องเอาหัวชนอย่างไม่ถอยเลย ยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมให้ขาดได้เลย บิณฑบาตมาแล้วก็รีบจัดปุ๊บปั๊บ จะเอาอะไรก็เอาเสียนิดๆ หน่อยๆ เพราะการฉัน ไม่เคยฉันให้อิ่ม ในพรรษาไม่เคยให้อิ่มเลย โดยกําหนดให้ตัวเองว่า เอาเพียงเท่านั้นๆ สัก ๖๐% หรือ ๗๐% เช่น ๑๐๐ % เราหักไว้เสีย ๓๐% หรือ ๔๐% ซึ่งคิดว่าพอดี เพราะอยู่กับหมู่เพื่อนหลายองค์ด้วยกัน ถ้าจะอดก็ไม่สะดวก เพราะการงานในวงหมู่คณะเกี่ยวข้องกันอยู่เสมอ เราเองก็เหมือนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งอย่างลับๆ ทั้งที่ไม่แสดงตัว ทั้งนี้เกี่ยวกับการคอยสอดส่องดูแลความสงบเรียบร้อยของหมู่คณะภายในวัด พรรษาก็ไม่มาก สิบกว่าพรรษาเท่านั้นแหละ แต่รู้สึกว่าท่านอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่มั่น) ท่านเมตตาไว้ใจในการช่วยดูแลพระเณรอย่างลับๆ เช่นกัน
เวลาเข้าพรรษาก็ต่างองค์ต่างสมาทานธุดงค์กันทั้งวัด ครั้นสมาทานแล้วไม่กี่วันมันก็ล้มไปๆ นี่ก็ส่อแสดงให้เห็นความจริงจัง หรือความล้มเหลวของหมู่คณะ ก็ยิ่งทําให้เรามีความระมัดระวังและขะมักเขม้นในหน้าที่และธุดงค์ของเรามากขึ้น เมื่อได้เห็นอาการของหมู่เพื่อนเป็นอย่างนี้ ทําให้เกิดความอิดหนาระอาใจไปหลายแง่หลายทางเกี่ยวกับหมู่คณะ จิตใจยิ่งฟิตตัวเอง ปลุกใจตัวเองให้แข็งขัน และย้อนมาถามตัวเองบ้าง ว่าไงเราจะไม่ล้มไม่เหลวไปล่ะหรือ เมื่อเหตุการณ์รอบข้างเป็นไปอย่างนี้ ก็ได้รับคําตอบอย่างมั่นใจว่า จะเอาอะไรมาให้ล้มให้เหลวไหลวะ ก็ตัวใครตัวเรานี่ ประกอบกับนิสัยเราเป็นอย่างนี้มาดั้งเดิมอยู่แล้ว ทําอะไรต้องจริงทั้งนั้น ถ้าลงได้ทําแล้วต้องจริง ทําเล่นไม่เป็น เรานี่จะล้มไม่ได้ นอกจากตายเสียเท่านั้นก็สุดวิสัย ฉะนั้น ความเปลี่ยนแปลงของหมู่เพื่อน จึงเป็นราวกับแสดงธรรมเทศนากัณฑ์หนึ่งให้เราฟังอย่างถึงใจ จําไม่ลืมจนบัดนี้
ธุดงค์ทั้ง ๑๓ นี้ผู้จะเห็นคุณค่ามีน้อย ทั้งๆ ที่ธุดงค์ทั้ง ๑๓ ข้อเป็นเครื่องชําระกิเลสของพระเราทั้งนั้นนั่นเอง นี่แลขึ้นชื่อว่า กิเลส กับ ธรรม ย่อมปีนเกลียวและลบล้างกันเสมอแต่ไหนแต่ไรมา ผู้จะพลีชีพ พลีดวงใจ เพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ปฏิบัติตามธรรมที่ทรงสอนไว้ ส่วนผู้จะพลีชาติ พลีดวงใจ เพื่อบูชากิเลสวัฏฏ์ ก็ปฏิบัติตามความเห็นของกิเลส
มาอยู่บ้านหนองผืออย่างนี้ ผมจะเดินจงกรมให้หมู่เพื่อนเห็นไม่ได้ โน่น ต้องเวลาสงัดสี่ทุ่มห้าทุ่มล่วงไปแล้ว หมู่เพื่อนเงียบหมดแล้ว ถึงจะลงเดินจงกรม กลางวันก็เข้าไปอยู่ในป่าโน่น ถ้าวันไหนออกมาแต่วัน เช่น ห้าโมงเย็นออกมาอย่างนี้ ก็เข้านั่งสมาธิเสียในกุฏิ จนกระทั่งหมู่เพื่อนเงียบไปหมดแล้วถึงจะลงทางจงกรม เป็นนิสัยอย่างนั้นมาดั้งเดิม ไม่ให้ใครเห็นการประกอบความเพียรของเราว่ามากน้อยขนาดไหน แต่ธรรมดาใครก็รู้ ทางจงกรมจนเป็นหลุมเป็นเหวไป ใครจะไม่รู้ เดินจงกรมกี่ชั่วโมงมันถึงจะเป็นขนาดนั้น อยู่ในป่าก็ดี อยู่ในวัดก็ดี มองดูก็รู้ แต่หากนิสัยเป็นอย่างนั้น ทางภาษาอีสานเขาเรียกว่า คนนิสัยหลักความ คือ การลักๆ ลอบๆ ทําสมาธิภาวนาอยู่คนเดียว เราไม่สนิทใจที่จะทําความเพียรให้ใครต่อใครเห็นอย่างโจ่งแจ้ง
ฉันในบาตร ไม่ใช้ช้อน ไม่ฉันนม
ผู้นําจึงเป็นของสําคัญมากทีเดียว ทางภาคปฏิบัติยิ่งสําคัญ ฉันก็ฉันหนเดียวไม่ต้องยุ่งยากวุ่นวาย และฉันในบาตร ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จะตัดอํานาจของความยินดีในอาหารการบริโภค เพื่อให้ใจได้เข้าสู่ธรรม หมุนเข้าสู่ธรรมเป็นสําคัญ ฉันหนเดียวเท่านั้นไม่ยุ่งยากวุ่นวาย นี่หลักใหญ่ในครั้งพุทธกาลท่านฉันมื้อเดียวเท่านั้น ที่อนุโลมก็คือ เช่น ข้าวต้ม ท่านว่า ยาคูๆ คือ ข้าวต้ม ดื่มนํ้าข้าวต้ม ไม่ใช่เป็นข้าวต้มทั้งเนื้อยังงั้น นํ้าข้าวต้มเฉยๆ ก่อนบิณฑบาต มีได้ในครั้งพุทธกาลในตํารับตํารามี ถ้ามีคนทําถวาย แต่ส่วนมากสําหรับความรู้สึกของเราเองนี้ คิดว่าเป็นผู้ที่ท่านปลดเปลื้องภาระอะไรหมดสิ้นไปแล้วภายในจิตใจโดยประการทั้งปวง เพียงแต่เยียวยาธาตุขันธ์ให้เป็นไปในวันหนึ่งๆ เพื่อทําประโยชน์แก่โลกเท่านั้น จึงจะมาสนใจกับเรื่องข้าวต้มอะไรเหล่านี้
ถ้าผู้ปฏิบัติแล้วจะไม่สนใจเลย วุ่นวายเปล่าๆ สําหรับความรู้สึกของเราในเวลาปฏิบัติก็ดี ในทุกวันนี้ก็ดี สิ่งที่จะมาทําก่อนเวลํ่าเวลา เช่น เอาข้าวต้มมาให้ฉัน เอานี้มาให้ฉันก่อนเวลาหรือก่อนบิณฑบาตนี้ เราไม่เล่นด้วยตั้งแต่กาลไหนๆ มา เพราะถือว่าเป็นความรําคาญ และขัดต่อการดําเนินของผู้ที่ต้องการเพื่อความพ้นทุกข์โดยเด็ดขาดเท่านั้นประจําใจ เมื่อความรู้สึกขนาดนี้ที่มีนํ้าหนักมากภายในหัวใจเต็มหัวใจอยู่แล้ว เกินกว่าที่เราจะไปคิดในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ให้มาเป็นเครื่องยุ่งเหยิงวุ่นวาย ท่านจึงไม่ยอม นี่ความรู้สึกของเราแน่ใจว่าเป็นอย่างนั้น เพียงแต่เราตัวเท่าหนูนี้ก็ยังเป็น ไม่ยุ่งกับอะไรจนกระทั่งเป็นนิสัยติดมาถึงทุกวันนี้
ท่านอาจารย์มั่น ฉันข้าวในบาตรแล้วก็ฉันด้วยช้อน ธรรมท่านผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมา โอ้โห !เหมือนนํ้าไหลไฟสว่างไปเลย ผุดขึ้นๆ มาเหมือนกับว่า สอนเราผึงๆ ขึ้นมาเลย ท่านว่าอย่างนั้น “ฉันก็ฉันเพื่อเห็นภัย ยืน เดิน นั่ง นอน เพื่อเห็นภัย และในขณะเดียวกันเพื่อคุณธรรมทั้งหลาย ทําไมเวลามาฉัน จึงเห็นแก่ลิ้นแก่ปากอย่างนี้ นี้หรือผู้เห็นภัยเป็นอย่างนี้หรือ” เด็ดเผ็ดร้อนมากเหมือนกัน อุบายที่ผุดขึ้นมาในเวลานั้น “นี้ไม่ใช่ผู้เห็นภัยนะนี่ ผู้ที่นอนจมอยู่ในวัฏสงสาร หาเวลาพ้นไปไม่ได้แบบนี้น่ะ” พอเป็นอย่างนั้นแล้ว จิตมันก็สลดทันที…
ด้วยอุบายธรรมของหลวงปู่มั่นเช่นนี้ องค์หลวงตาจึงเข้มงวดกับการขบฉันของตัวเอง ดังนี้
“ท่านไม่ได้บอกว่า เราตั้งใจก็ตาม แต่กิริยาที่แสดงออกมานั้นเป็นการบอกอยู่ชัดๆ ว่าท่านทราบทุกอย่างว่า เราทํายังไง เช่น เราไม่ฉันนมอย่างนี้ เวลาเขาเอานมมาถวาย ให้ผสมเผสิมอะไรใส่มันเทนมลงไปแล้วก็แจกพระ ผมไม่เคยฉัน แม้แต่ผมเรียนหนังสือ ผมยังไม่ฉันนม เพราะธาตุของผมมันผิด นอนเฉยๆ นี่ไม่ต้องฝันล่ะนะ เพราะกําลังมันเต็มที่ของมันอยู่แล้ว แต่จะว่าเป็นราคะจริตก็ไม่ใช่นะ ราคะจริตมันต้องเพลิดต้องเพลินไปข้างนอกนู่นหาเรื่องกามกิเลส แต่มันไม่ไป ธาตุขันธ์มันเต็มที่ของมัน บางทีมันก็แสดงไม่ได้ ฉันนมก็ตามมันจะปวดที่ตรงตานกเอี้ยง มันจะปวด เจ้าของรู้ตัวนอนได้ระมัดระวัง นานๆ มาทดลองฉันนมดูนี้มันก็เห็นอยู่
เพราะฉะนั้นจึงต้องตัดขาดเลย เวลาปฏิบัติยิ่งเป็นเรื่องเฉียบขาดด้วยแล้ว ผมไม่แตะเลยนี่ท่านก็เห็น เหตุที่ท่านจะเห็นก็เวลาชงขนมอะไรเอานมใส่นี้ ท่านว่า “แบ่งให้ท่านมหาก่อนนะ ท่านมหาไม่ฉันนมนะ แบ่งให้ท่านมหาก่อนนะ” นี่คือประกาศสอนพระเณรทั้งหลายนั่นเองพูดง่ายๆ ดูซิ อุบายของท่าน ไม่เพียงแต่พูดกับเรา ยังเอาเราเป็นเหตุอีกด้วย”
พ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านก็รู้ว่า เราไปธุดงค์ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่เต็มฐาน ไปทรมานอยู่ตามป่าตามเขาลูกไหนๆ ท่านก็รู้แล้วท่านทําไมพูดขึ้นมาว่า “ท่านมหาไปนานนัก ไปหลายวันแล้ว มัวไปซดซ้ายซดขวาอยู่ที่ไหนนา ไม่เห็นมา” ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ว่า เราตั้งใจขนาดไหน เราไม่เคยแตะช้อนเลย ท่านก็รู้ แต่ทําไมท่านพูดอย่างนั้น ก็คือท่านสอนหมู่สอนคณะในวงนั้นนั่นเอง เวลาเรากลับมา พระก็เล่าให้เราฟัง ท่านว่า “พระกรรมฐานฉันช้อน ดูแล้วมันขวางตา ขวางใจ สะดุดใจทันที เหมือนพระเจ้าชู้ขุนนาง การฉันเพื่อความเห็นภัย จะหาอะไรมาเป็นความสะดวกสบาย มาโก้เก๋อย่างนั้น มันขัดกันกับความเห็นภัยในการฉัน”
หนองผือมีสัตว์ป่าและไข้ป่าชุกชุม
หนองผือนี่เห็นได้ชัดมากทีเดียว พระอยู่ที่ไหนมันก็แอบๆ อยู่กับพระนั่นแหละ จะให้ออกมาจุ้นจ้านไม่มา ชอบอยู่ข้างๆ เพราะมันเป็นดงนี่ องค์นี้อยู่ตรงนั้น องค์นั้นอยู่ตรงนั้นอย่างนี้นะ อยู่ว่างๆ ในดงนี่เขาอยู่ได้ทั่วไป ก็เหมือนกับว่ามีผู้รักษาทั่วไป หนองผือนี่มากที่สุดบรรดาสัตว์ที่เราเคยไปเที่ยวที่ไหนๆ ในวัดหนองผือ เพราะแต่ก่อนมันเป็นดงทั้งหมดที่เราเห็นนั่น ไปถึงบ้านนาใน มีแต่ดงติดต่อกันไปเลย สัตว์อยู่ได้ทั่วไป แต่อยู่ที่อื่นเขาไม่ปลอดภัย เขาจึงไม่อยากอยู่ แอบเข้ามาๆ ถึงขนาดไม่กลัวคนก็มี
หมูทอก หมูโทนสูง เราอยากจะว่าตั้งเกือบร่วมเมตรนะ มันสูงเป็นเมตร มันตัวใหญ่ ใหญ่จริงๆ เขาเรียก หมูโทน หมูทอก ตัวใหญ่ ได้พากันไปยืนดูเขาอยู่ ต้นกะบกต้นนั้นยังอยู่นะต้นที่เราชี้มือให้หมู่เพื่อนไปดู ไอ้หมูป่า พอตกบ่าย ๔ โมงเย็น ๕ โมงเย็นเขาก็มา เขาจะมากินลูกกะบก เขามากินเฉยเหมือนสัตว์บ้านนะ เราก็ไปยืนดูอยู่ นั่นดูซิ เห็นไหม เขากลัวไหม เขาเฉย เขาเดินเหมือนควายเราเที่ยวหากิน ต้วมเตี้ยมๆ เฉย กินอิ่มแล้ว เขาก็ออกไป เราก็ยืนดูเขาอยู่นั้น เขาไม่สนใจนะ อย่างนั้นนะ อีเก้งก็มีมันแอบๆ มา เขาไม่กลัว เขาปลอดภัย ความหมายว่างั้น…
นอกจากสัตว์ป่าชุกชุมแล้ว ยังเต็มไปด้วยไข้ป่ามาลาเรีย ท่านบันทึกไว้ดังนี้
“ท่าน (หลวงปู่มั่น) ออกเดินทางจากบ้านโคกมาบ้านหนองผือด้วยเท้าเปล่า และพักแรมมาตามรายทางราว ๓ – ๔ คืนจึงถึงหมู่บ้านหนองผือ เพราะทางเต็มไปด้วยป่าดงพงลึก ต้องด้นดั้นซอกซอนมาตลอดสายจนถึงหมู่บ้านหนองผือ เพียงไม่กี่วันที่มาถึงบ้านหนองผือ ท่านเริ่มป่วยเป็นไข้มาลาเรียแบบจับสั่น ชนิดเปลี่ยนหนาวเป็นร้อนและเปลี่ยนร้อนเป็นหนาว ซึ่งเป็นการทรมานอย่างยิ่งอยู่แรมเดือน ไข้ประเภทนี้ใครโดนเข้ารู้สึกจะเข็ดหลาบไปตามๆ กัน เพราะเป็นไข้ชนิดที่ไม่รู้จักหายลงได้ เป็นเข้ากับรายใดแล้ว ตั้งแรมปีก็ไม่หาย คงแอบมาเยี่ยมๆ มองๆ อยู่ทํานองนั้น คือหายไปตั้ง ๑๕ วันหรือเดือนหนึ่ง นึกว่าหายสนิทแล้วก็กลับมาเป็นเข้าอีก หรือตั้งเป็นเดือนๆ แล้วก็กลับมาเป็นอีก ซึ่งเคยเขียนเรื่องไข้ประเภทนี้บ้างแล้วว่า
ถ้าลูกเขยเป็นก็อาจทําเอาจนพ่อตาแม่ยายเบื่อ ถ้าพ่อตาหรือแม่ยายเป็นก็ทําเอาจนลูกเขยเบื่อ เพราะทํางานหนักหนาอะไรไม่ได้ แต่รับประทานได้มาก นอนหลับสนิทดีชนิดไม่รู้จักตื่นและบ่นได้เก่งชนิดไม่หยุดปาก พอให้คนดีเบื่อกันดีนั่นแล ผู้เป็นไข้ชนิดนี้ใครไม่เบื่อเป็นไม่มี เพราะเป็นไข้ที่น่าเบื่อเอามากทีเดียว ทั้งนี้เนื่องจากสมัยนั้นไม่มียาแก้กันให้หายเด็ดขาดได้เหมือนสมัยนี้ เมื่อเป็นเข้าแล้วต้องปล่อยให้หายไปเอง มิฉะนั้นก็กลายเป็นโรคเรื้อรังไปเป็นปีๆ ถ้าเป็นเด็กโดยมากก็ลงพุง จนกลายเป็นเด็กพุงโตหรือพุงโร หน้าไม่มีสีสันวรรณะเลย
ไข้ประเภทนี้ชอบเป็นกับคนที่เคยอยู่บ้านทุ่งๆ แล้วย้ายภูมิลําเนาเข้าไปอยู่ในป่าตามไร่นา แม้คนที่เคยอยู่ป่าเป็นประจํามาแล้วก็ยังเป็นได้ แต่ไม่ค่อยรุนแรงเหมือนคนมาจากทางทุ่ง และชอบเป็นกับพระธุดงคกรรมฐานที่ชอบเที่ยวซอกแซกไปตามป่าตามเขาโดยมาก สําหรับผู้เขียน (องค์หลวงตาฯ) แล้ว ถ้าเป็นสิ่งที่มีค่าควรออกอวดโลกได้เกี่ยวกับไข้ชนิดเข็ดหลาบตลอดวันตายนี้ ก็คงได้อวดอย่างเต็มภูมิไม่ยอมแพ้ใครอย่างง่ายๆ ทีเดียว เพราะเคยโดนมามากมายหลายครั้ง และรู้ฤทธิ์ของมันชนิดไม่กล้าสู้ตลอดวันตายเลย ขณะเขียนก็ยังกลัวอยู่เลย แม้มาอยู่บ้านหนองผือปีแรกก็โดนไข้นี้ดัดสันดานจนตลอดพรรษา และเตลิดถึงหน้าแล้งไม่ยอมหายสนิทได้เลย จะไม่ให้เข็ดหลาบอย่างไร เพราะพระก็คือคนที่มีหัวใจและรู้จักสุข ทุกข์ ดี ชั่วอย่างเต็มใจเช่นเดียวกับคนทั่วๆ ไปนั่นเอง สิ่งที่น่าเข็ดน่ากลัวจึงต้องเข็ดต้องกลัวเช่นเดียวกับคนทั้งหลาย
ที่วัดหนองผือโดยมากเป็นป่าดงพงลึกไข้ป่าชุกชุมมาก พระเณรไปกราบเยี่ยมท่าน ท่านต้องสั่งให้รีบออกถ้าจวนเข้าหน้าฝน ถ้าหน้าแล้งก็อยู่ได้นานหน่อย ผู้ป่วยต้องใช้ความอดทน เพราะยาแก้ไข้ไม่มีใช้กันเลยในวัดนั้น เนื่องจากยาหายาก ไม่เหมือนสมัยทุกวันนี้ ถ้าเป็นไข้จําต้องใช้ธรรมโอสถแทนยา คือต้องพิจารณาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นในขณะนั้นด้วยสติปัญญาอย่างเข้มแข็งและแหลมคม ไม่เช่นนั้นก็แก้ทุกขเวทนาไม่ได้ ไข้ไม่สร่างไม่หายได้เร็วกว่าธรรมดาที่ควรเป็นได้”
ช่วงที่องค์หลวงตาฯ ท่านเป็นไข้มาลาเรียอยู่นั้น มีอยู่วันหนึ่งในตอนกลางวัน ปรากฏว่าไข้เริ่มหนักแต่เช้า ท่านจึงไม่ไปบิณฑบาตและไม่ฉันจังหันด้วย ในวันนั้นท่านพยายามต่อสู้กับทุกขเวทนาด้วยการพิจารณา พอถึงเวลาบ่าย ๓ โมง ไข้จึงสร่าง ปรากฏว่ากําลังเรี่ยวแรงอ่อนเพลียมาก จึงเพ่งจิตให้อยู่กับจุดใดจุดหนึ่งของทุกขเวทนาที่กําลังกําเริบหนัก โดยไม่คิดทดสอบแยกแยะเวทนาด้วยปัญญาแต่อย่างใด ในจังหวะเวลานั้นเป็นเวลาที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านพิจารณาธรรมบางประการ จึงเห็นท่านกําลังปฏิบัติอยู่เช่นนั้นพอดิบพอดี พอบ่าย ๔ โมง ท่านเข้าไปหาหลวงปู่มั่น ก็ถูกตั้งปัญหาถามขึ้นทันที โดยท่านไม่ทราบสาเหตุบ้างเลยว่า
“ทําไมท่านจึงพิจารณาอย่างนั้นเล่า? การเพ่งจิตจ้องอยู่ไม่ใช้ปัญญาพิจารณาแยกแยะ กาย เวทนา จิต ให้รู้เรื่องของกันและกัน ท่านจะทราบความจริงของกาย ของเวทนา ของจิตได้อย่างไร แบบท่านเพ่งจ้องอยู่นั้นมันเป็นแบบฤๅษี แบบหมากัดกัน ไม่ใช่แบบพระผู้ต้องการทราบความจริงในธรรมทั้งหลาย มีเวทนาเป็นต้น ต่อไปอย่าทําอย่างนั้น มันผิดทางที่จะให้รู้ให้เห็นความจริงทั้งหลายที่มีอยู่ในกาย ในเวทนา ในจิต ตอนกลางวันผมได้พิจารณาดูท่านแล้วว่า ท่านจะปฏิบัติอย่างไรบ้างกับทุกขเวทนาที่กําลังแสดงอยู่ในเวลาเป็นไข้ พอดีไปเห็นท่านกําลังเพ่งจิตจ่ออยู่กับเวทนาเฉยๆ ไม่ใช้สติปัญญาคลี่คลายดูกาย ดูเวทนา ดูจิตบ้างเลย พอเป็นทางให้สงบและถอดถอนทุกขเวทนาในเวลานั้น เพื่อไข้จะได้สงบลงดังนี้”
ความหนาวสมัยที่ท่านเที่ยวกรรมฐาน
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ พอออกพรรษาแล้ว องค์หลวงตาฯ ท่านก็กราบลาหลวงปู่มั่น ออกเที่ยวกรรมฐานดงศรีชมภู ดงเสือกินคน และมีอากาศหนาวเหน็บ ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“ถ้าพูดถึงเรื่องหนาวนี้ โอ๊ย ! หนาวเหน็บ เหล่านี้แตกหมดนะ แตกหมดเลย แตกหมด หนุ่มๆ นะ หนาวขนาดนั้นล่ะ นํ้าค้างนี้เหมือนห่าฝน ตอนเช้าประมาณตี ๕ นี่เหมือนห่าฝน ซ่าๆๆ ไปดูตามพื้นทางนี้ โอ๋ย ! เหมือนห่าฝน เสือผ่านมานี้เหยียบรอยใหม่ๆ เหยียบรอยฝนมา รอยนํ้าค้างมา มันพึ่งผ่านไป
ทุกวันนี้ความหนาวกับแต่ก่อนไม่ได้เหมือนกัน มันคงขึ้นอยู่กับธาตุขันธ์หนึ่ง ขึ้นกับความมุ่งมั่นความตั้งใจหนึ่ง คือความตั้งใจในธรรมนี้มันหนักมาก อะไรไม่ค่อยมาเป็นอุปสรรคได้ง่ายๆ เช่น นอนกลางคืนนี้ บางคืนนอนไม่หลับตลอดรุ่งก็มี คือมันหลับไม่ได้ เวลาเรานั่งภาวนาจิตสงบเข้าภายใน มันก็ไม่หนาว หายเงียบเลย ทีนี้พอจิตถอนออกมาแล้วจะพัก ทีนี้หนาวก็เริ่มขึ้นแล้ว พอหนาวเริ่มขึ้นหนักขึ้น เรานอนเพื่อหลับ หลับไม่ได้ ลุกขึ้นอีกนั่งอีก ตลอดรุ่ง บางคืนไม่หลับเลย หนาวขนาดนั้น เหล่านี้แตกหมด ตกกระ แตกหมดเหล่านี้ๆ หมด ในช่วง ๓ เดือนมันหนาวอยู่ ตั้งแต่ พฤศจิกาฯ ธันวาฯ มกราฯ หนาว แล้วก็ทนตลอดอยู่อย่างนั้น แต่ไม่เคยเป็นอารมณ์กับมันนะ กับหนาวกับอะไรไม่เคยเป็นอารมณ์ ถึงขนาดตัวนี้ตกกระไปหมด ก็ไม่เป็นอารมณ์
ทุกวันนี้คิดดูซิ ลง ๑๔ ร้องแหงๆ แล้ว แต่ก่อนเราไม่มีปรอทก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามือนี้กําจนไม่ได้ แข็งหมดเลย หนาว ครองผ้านี้ก็จะครองไม่ได้ ต้องเอาสองมือจับครองผ้า คือมันแข็งหมดนิ้วมือ แสดงว่าหนาวมากนะ มันก็ไม่เป็นอารมณ์ เพราะจิตใจไม่ได้อยู่กับอันนี้ มันอยู่กับธรรมๆ อะไรสะดวกหมด ถ้าเรื่องของธรรมแล้วไม่มีอะไรมาขวางได้ง่ายๆ นะ คือจิตใจอยู่กับธรรมๆ หนาวก็เหมือนไม่หนาว ร้อนเหมือนไม่ร้อน มันไม่เป็นอารมณ์ อย่างทุกวันนี้มันอยู่กับขันธ์ กระดิกนิดรู้แล้ว ผิดปกตินิดรู้แล้ว คือขันธ์มันอ่อนมาก จิตใจเราก็ไม่มีอะไรไปมุ่งมั่น มันมีอะไร มันก็รู้ของมันทันทีๆ เลย นี่ก็พูดถึงเรื่องนํ้าค้าง นํ้าค้างมากจริงๆ คือแต่ก่อนเป็นดงร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ดงนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ดี
สมัยเราเที่ยวอยู่นั้น ป่าดงเหล่านี้เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ แม้แต่ดงบ้านตาดนี้ก็ร้อยเปอร์เซ็นต์ มาสร้างวัดทีแรกเหล่านี้เป็นดงทั้งหมด ต่อกับดงใหญ่นู้นเลย แถวนี้เป็นดง นํ้าค้างเหมือนห่าฝน เดี๋ยวนี้ไม่มี อยู่ในป่านี้ก็ไม่มี ไม่เห็นมีนํ้าค้าง มันไปไหนก็ไม่รู้แหละ เดี๋ยวนี้เป็นไร่เป็นสวนไปหมดแหละ เราได้เห็นชัดเจนอย่างดงศรีชมภูนี่ เราไปเที่ยวสมัย ๘๘ – ๘๙ เราเที่ยวทางโน้น เดินไปนี้เกือบจะพูดว่าทั้งวัน ไม่ได้เจอหมู่บ้าน มีแต่ดงแต่ป่าทั้งนั้น พวกสัตว์พวกเนื้อนี้เต็มไปหมด คือไม่มีใครไปยุ่งเขา เพราะการไปมาหาสู่ หนทางไม่มี มีแต่เป็นด่านๆ ที่นานๆ เขาจะไปหากันทีนึงเป็นด่านไปไกลๆ เราไปก็ไปตามนั้น แล้วบ้านก็ไม่ค่อยมีด้วย แต่สัตว์เนื้อนี้เต็มไปหมดตามสองฟากทาง ไม่ได้กลัวคนนักนะ คือไม่มีใครทําไมเขา เนื่องจากแต่ก่อนหนทางไม่มีหนึ่ง การซื้อการขายไม่มีหนึ่ง ผู้คนไม่มากหนึ่ง สัตว์จึงอยู่โดยอิสระสบายๆ
ครั้นต่อมาคนมากเข้าๆ ขยับขยายเข้าไป หนาแน่นขึ้นๆ สุดท้ายป่าดงทั้งหลายก็เกลี้ยงไปหมด เพราะถนนหนทางมี รถยนต์มี การซื้อการขายหนาแน่นขึ้น อะไรก็ขนไปขายมากกว่าจะกินนะ ไปขายๆ เลยไม่มีอะไรเหลือเดี๋ยวนี้ กับย้อนหลังไปนี้ สภาพที่เราเคยเที่ยวแต่ก่อน จําไม่ได้เลยนะ เป็นคนละโลกๆ ไปหมด มันเปลี่ยนขนาดนั้นล่ะ ยังดีตอนสมัยเราเที่ยวอยู่เป็นป่าร้อยเปอร์เซ็นต์”
องค์หลวงตาฯ ท่านเที่ยวกรรมฐานดงศรีชมภูพอสมควรแล้ว ท่านก็เดินเท้าธุดงค์กลับมาวัดป่าบ้านหนองผือ เพื่อศึกษาอบรมและอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์
พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงปู่หล้าชมท่านสมภูมิเป็นมือขวาหลวงปู่มั่น
ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ได้เข้ากราบถวายตัวเป็นพระศิษย์หลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านได้ยกย่ององค์หลวงตาพระมหาบัว ดังนี้
“ขณะนั้นเป็นเดือนเมษายนข้างขึ้น แต่ลืมวันที่ เพราะไม่ได้ดูปฏิทิน เป็น พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะนั้นอาจารย์มหาบัว ก็อยู่นั้นก่อนข้าพเจ้า (หลวงปู่หล้า) แล้ว เมื่อคิดคืนหลังแล้วเป็นธรรมสังเวชถึงใจไม่จืดจาง เมื่อล่วงถึง ๕ วันแล้วก็เข้าไปกราบเท้าขอนิสัย องค์ท่านก็ได้กรุณารับ พระอาจารย์มหาบัวได้โอกาสลับหลังหลวงปู่มั่นแล้วก็กรุณาเตือนว่า
“เอาให้ดีนะ เมื่อคุณได้มอบกายถวายตัวกับองค์ท่านแบบแจบจมอย่างนี้แล้วต้องเข่นหนักนะ เพราะองค์ท่านมีความหมายว่าจะจริงเหมือนที่มอบกายถวายตัวหรือไม่ หรือเป็นเพียงมายาว่าเปล่าๆ แล้วจะแสดงการสู้ข้อต่อครูเหล่านี้ เป็นต้น เพราะธรรมดาเหล็กเมื่อเอามาให้ช่างตี ช่างก็ต้องตี พอจะเป็นมีดเป็นพร้าก็ต้องให้รู้จัก ถ้าเป็นเหล็กก้นเตาก็ใช้ไม่ได้ คืนให้เจ้าของเดิม ถ้าเป็นเหล็กแข็ง เผาไฟแดงๆ แล้วก็ตีลงไปอย่างหนักนะท่าน แต่การตีค่อย ตีแรง ไม่เป็นหน้าที่ของเหล็กจะไปผูกขาดตั้งกฎไว้ผูกมัดช่างผู้จะตีนะท่าน สิ่งเหล่านี้ท่านต้องรู้ล่วงหน้าไว้นะ
ผมนึกสงสารท่าน เพราะเป็นคนชาวอุดรฯ ด้วยกัน แม้ตัวของผม ท่านก็เข่นมามากแล้วด้วยอุบายต่างๆ ธรรมดาพ่อแม่ถึงจะเข่นลูกๆ เต็มภูมิสักเพียงไรด้วยอุบายต่างๆ นานาก็ดี ยังมีเมตตาอยู่เต็มภูมิและถือว่าเป็นลูกๆ อยู่เต็มภูมินั้นเอง”
ในขณะที่พระอาจารย์มหาเทศน์ให้อุบายอยู่นั้น ข้าพเจ้ายกมือประนมฟัง นั่งนิ่งพิจารณาตามกระแสที่เทศน์ พอเสร็จองค์ท่านก็กลับที่พักของท่าน เมื่อพิจารณาแล้ว องค์ท่านบอกขุมทรัพย์เอาเพชรเอาพลอยไว้ให้เราเป็นทุน องค์ท่านสมภูมิเป็นมือขวาของหลวงปู่มั่นในยุคบ้านหนองผือแท้ๆ ครูบาอาจารย์ชุดใหญ่องค์อื่นๆ มิได้เป็นมือขวาดอกหรือ เป็นอยู่เต็มภูมิเหมือนกัน แต่ว่าองค์ท่านไปเป็นหัวหน้าอยู่อาวาสอื่นๆ นี้หมายเฉพาะในวงชุดยุควัดป่าหนองผือเท่านั้น มิได้หมายว่าจะลบหลู่ดูหมิ่นชุดก่อนเก่า ไม่เลยนา
เมื่อกล่าวถึงยุคบ้านหนองผือที่ข้าพเจ้าไปมอบกายถวายชีวิตอยู่ด้วย ก็จําได้กล่าวปฏิปทาของพระอาจารย์ใหญ่มั่นและพระอาจารย์มหาบัวไปในตัว เพราะท้องเรื่องสมัยนั้นสัมพันธ์กันเหมือนเดือนดาวในท้องฟ้า เพราะเป็นประวัติของตนที่เห็นด้วยตา พิจารณาด้วยใจ ได้ปฏิบัติตามองค์ท่านตามสติปัญญาของตน แต่จะเป็นเหมือนกาจับภูเขาทองหรือกบเฝ้าดอกบัว ก็เป็นหน้าที่ของตนเองจะรู้ตัวเท่านั้น และต้องการเป็นศิษย์ที่มีครูนอก ครูใน ครูจิต ครูใจ ครูปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มรรคผลนิพพาน เพราะไม่ต้องการครูอัตโนมัติบัญญัติเอาเอง”
บ้านหนองผือเป็นดงเสือ เสือเข้ากลางวัด
เป็นดงเสือนะ หนองผือ มันมาข้างๆ วัด เสือมาหาเรา ข้างๆ วัด ตามทางไปมาเสมอบางทีมันเข้าในวัดก็มี เงียบๆ ดึกๆ เสือโคร่งมันเข้ามากลางวัดเลย เวลาเงียบๆ เข้าผ่านกลางวัด เห็นรอยมัน มันมากลางคืนดึกๆ โอ๋ย ! นี่รอยเสือ เสือโคร่งใหญ่ มันผ่านมากลางวัดเลย มาจากบ้านนาใน มาแล้วก็ตัดเข้านี้ออกไปเลย
มันทําได้ทุกอย่างล่ะเสือ เสียงมันทําหลอกสัตว์มันทําได้ทุกอย่าง บางทีเหมือนเขาแขวนขอแขวนอะไรก๊อกล็อกๆๆ เหมือนเสียงขอวัวที่แขวนคอวัวคอควาย ก๊อกล็อกๆๆ มันมาข้างวัด รอบๆ ทางสัตว์ ทางวัวทางควายไป มันมากลางคืน คุยกันอยู่ประมาณสองทุ่มไม่ดึก ไม่เลยสามทุ่มคุยธรรมะท่านอบรมมากแล้ว คุยกันเงียบๆ ฟังเสียงก๊อกล็อกๆๆ พระก็ว่า อ้าว ! ควายมาอย่างไรมาดึกๆ อยู่นี้ตั้งสองทุ่ม เขาไม่ผูกไม่มัดมันเหรอ ปล่อยให้มันมาเพ่นพ่าน เสียงก๊อกล็อกๆ
นี่ล่ะจอมปราชญ์กับจอมโง่ มันต่างกัน นั่งอยู่ด้วยกัน เสียงก๊อกล็อกๆ พระก็จุดตะเกียง กลัวว่าควายมันจะเข้าประตูรั้ว ประตูไม่ดีกลัวมันจะเข้ามา พระเลยหิ้วตะเกียงไป ทีนี้จอมปราชญ์ขึ้นนะ พระไป แต่อย่างไรก็ไม่ทําล่ะทางพระ ท่านก็รู้อยู่แล้ว ลงจากกุฏิปั๊บได้ยินเสียงก๊อกล็อกๆมาทางเข้าวัด เสียงก๊อกล็อกๆ นี่ล่ะเสียงเสือมันทําได้นะ จนพระหลงกลมันว่าควาย ที่ขอก๊อกล็อกๆ ล่ะมา จะมาเข้าวัด พระจุดตะเกียงรั้วไป มันควายอะไร ท่านว่า นั่นเห็นไหมจอมปราชญ์ ควายใหญ่นั่นล่ะ แต่อย่างไรมันก็ไม่ทํากับพระ ท่านก็ไม่ว่าอะไร นี่ควายใหญ่มาท่านว่างั้น พอมาพระก็จุดตะเกียงไปประตู มันก็เลาะออกนอกประตูไป
ตอนเช้ามาท่านล่ะตาแหลมคม เพราะท่านคิดไว้แล้วกลางคืนแต่คุยกัน ท่านไป ท่านก็ดู คือมันรอบๆ วัด ออกประตูวัด ท่านเดินไป นี่ควายใหญ่ ท่านว่า นี่ควายใหญ่เมื่อคืนนี้ เสียงขอก๊อกล็อกๆ พระเลยว่า โหย ! น่ากลัว ทั้งๆ ที่จุดตะเกียงไปหามัน มาน่ากลัวทีหลัง ท่านบอกแล้วควายใหญ่นะนั่น ท่านว่าอย่างนั้น ควายใหญ่ คือ เสือ แต่อย่างไร มันก็ไม่ทําพระ ท่านก็ไม่ว่าอะไร พอเห็นตะเกียงพระเท่านั้น มันก็หลบไปข้างๆ รั้ววัดข้างนอก พระกลับมาก็มาเงียบๆ ไม่พากันพูด เพราะไม่เห็นตัวมัน เห็นอย่างไรเสือทั้งตัว มันเห็นคนก๊อกๆ มันไปแล้ว ตอนเช้าเวลาออกบิณฑบาต ทางมันนี่ควายใหญ่ ท่านว่า รอยมันนี่ควายใหญ่ก๊อกล็อกๆ เมื่อคืนนี้
มันทําได้ทุกอย่าง เสียงว้อดๆ เหมือนคนก็เป็น ร้องเอิ้กๆ เหมือนคนก็เป็น มันทําได้ทุกอย่าง มันถึงหลอกสัตว์ได้ วัดมีทางรอบๆ รั้วข้างนอก เสือมันผ่านไปผ่านมา เสือโคร่งใหญ่ เสือเยอะนะ บางทีก็ได้ยินเสียงมันมา มันทําตามประสามัน พระก็รู้ แต่มันไม่ทําไมคน ที่เห็นได้อย่างชัดเจน เวลาเขามาตามประสาของเขา เขาเดินมา เสียงก้าวเดินเขาเหมือนเสียงคน เดินซวบๆๆ มา ข้างรั้ววัดออกมาข้างนอก เขาเดินข้างนอก ทีนี้เราเดินจงกรมอยู่ข้างนอกวัดกลางคืน ท่านหล้า (หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต) ท่านอยู่กุฏิหลังนี้ ทางข้างๆ รั้วที่เสือมา ท่านอยู่กุฏิท่าน ท่านฟังเสียงซวบๆ ไป ท่านก็เห็นเราไปเดินจงกรมอยู่ในป่า ทางจงกรมเป็นทางมันออกไป
ถึงรู้ได้ชัดว่า เวลาได้รู้คนแล้ว ไม่มีเสียงนะ เราก็ไม่กลัว เราเดินจงกรมอยู่นั้นล่ะเสียงมันมา เสียงชัดเจน ท่านหล้าท่านก็ยืนฟังเสียงมันไปข้างๆ ท่านก็รู้ว่าท่านอาจารย์มหา อยู่ที่นั่น คอยฟังท่านเป็นอย่างไร เราก็เดินจงกรมอยู่ มันมาถึงนั้นซวบๆ พอมาถึงนั้น มันเห็นเราซิ ก็เราเดินจงกรมอยู่นี้ พอเห็นเราจากนั้นเงียบเลย หายเงียบไปเลย นั่นล่ะมันเก็บเสียงไปแล้ว พอเห็นเรา หลบไปเลย เราก็อยู่ทางจงกรมนั้นแหละ เราก็ไม่กลัวมัน
ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงตาท่านพูดเอง เพราะตัวท่านนะ ท่านบอกเลย ท่านเป็นพรานป่านะ แต่ท่านก็เป็นคนกลัวเสือมาก ท่านให้หลวงตาไปอยู่ในที่ที่มีเสือ นี่แล้วท่านเชื่อ เชื่อว่าหลวงปู่มั่นท่านไม่ทําลายใครทั้งสิ้น ท่านเองท่านก็ใฝ่หา ท่านเองท่านก็แสวงหาความจริง ท่านก็ไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นสั่งเองให้ไปอยู่ในป่าที่มีเสือ แล้วพอบังเอิญพี่ชาย พี่ชายมาเยี่ยม มาหาท่านที่หนองผือ หลวงปู่มั่นบอกว่าอยู่ที่นั่น นี่ท่านก็เลยไปเยี่ยมน้องชายท่าน พี่ชายของหลวงตา พี่กับน้องรู้จักนิสัย รู้จักว่าชอบหรือกลัวอะไร พอไปถึงไปเดินดูสถานที่นั้น โอ้ ! เห็นแล้วมันสะเทือนใจ มันสะเทือนใจ น้องเรานะ พี่กับน้อง น้องเราเป็นอย่างไร เราก็รู้จักอยู่ น้องของเรากลัวมากในเรื่องสถานที่อย่างนี้ เสือกลัวเป็นนิสัยเลย แล้วมาอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร เดินวนดูนะ เดินดูสถานที่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยของพี่ชาย เสร็จแล้วกลับบ้าน พอเขากลับไปบ้านก็ไปรําพันที่บ้าน
เวลาหลวงตาท่านกลับมาเยี่ยมโยมแม่ โยมแม่ท่านเล่าให้ฟัง บอกว่าพี่ชายไปเห็นน้องชายวันนั้น กลับมาถึงแม่นะ มานั่งร้องไห้กับแม่ บอกไอ้บัวนะ มันไปอยู่สถานที่อย่างนั้น มันนิสัยมันเป็นอย่างนั้น มันกลัวขนาดนั้นนะ มันไปอยู่อย่างนั้นได้อย่างไรๆ โอ๊ย ! มันรําพึงรําพัน รักน้อง ห่วงน้อง สงสารน้องๆ น้องที่กลัวเสือมาก แล้วไปอยู่ในสภาพแบบนั้นนะ มันจะทุกข์ขนาดไหน ร้องไห้ ร้องไห้แล้วร้องไห้อีกนะ แต่นี้มันก็เป็นความเห็น เป็นความจริง เป็นสายเลือด เป็นเรื่องของความจริง ความจริงที่ว่าเกิดมาด้วยกัน พี่กับน้องโตมาด้วยกัน รู้จักนิสัยกัน แล้วเวลาไปเยี่ยมนะ เห็นไหม หลวงปู่มั่นให้ไปอยู่กับเสือ นี่เห็นไหม ดูถูก ดูถูกต้องดีงามอยากจะฝึก เห็นไหม เวลาท่านฝึกของท่านได้แล้ว”
ข้อปฏิบัติต่อหลวงปู่มั่นที่ละเอียดลออเหมาะสม
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดภูจ้อก้อ จังหวัดมุกดาหาร เป็นพระอีกรูปหนึ่งที่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ฯลฯ ที่วัดบ้านหนองผือในครั้งนั้น หลวงปู่หล้ากล่าวถึงวิธีปฏิบัติต่อหลวงปู่มั่นที่ละเอียดลออเหมาะสม มักได้รับคําแนะนําจากองค์หลวงตาพระมหาบัว อยู่เนืองๆ ดังนี้
“เมื่อองค์ท่าน (หลวงปู่มั่น) วิการในธาตุขันธ์ผิดปกติ ได้ถ่ายตอนกลางคืนลงที่หลุมใต้ถุน ได้รีบเก็บด้วยมือ โดยเอามือกอบใส่บุ้งกี๋ที่เอาใบตองรองแล้วเอาขี้เถ้ารองอีก กอบอุจจาระจากหลุมมาใส่บุ้งกี๋นั้น ส่วนหลุมนั้นเอาเถ้ารองหนาๆ ไว้แล้วมีฝาปิดไว้ตอนกลางวัน คํ่ามืดแล้วรีบไปเปิดไว้ เช้ามืดรีบไปตรวจดูแบบเงียบๆ เมื่อเห็นรอยถ่ายก็รีบเก็บ รีบล้างมือด้วยขี้เถ้าและนํ้ามันก๊าด ตัดเล็บมือไว้ให้เรียบ ข้อที่เอามือกอบออก หลวงปู่มหา (องค์หลวงตาฯ) บอก แต่ว่าไม่ได้บอกต่อหน้าหลวงปู่มั่น บอกว่า “ครูบาอาจารย์ชั้นนี้แล้ว ไม่ควรเอาจอบเสียมนะ ควรเอามือกอบเอา” ดังนี้ ย่อมเป็นมงคลลํ้าค่าของข้าพเจ้า
เมื่อคราวซักหรือย้อมถวายองค์ท่าน เราก็ต้องอยู่กองย้อม กองซัก กองตาก กองพับไว้ กองตัด หลวงปู่มหา กองเย็บ ท่านอาจารย์… กองถวายยาแก้โรค ท่านอาจารย์… อาจารย์… ปูที่นอนและเอาบาตรไว้ อาจารย์… อาจารย์… หลวงปู่ให้อุบายข้าพเจ้าปูที่นอนต่อหน้าอาจารย์…ว่า “ท่านหล้าปูที่นอนกับเขาไม่เป็น เอาแต่ของหยาบๆ หนักๆ” พูดเย็นๆ เบาๆ แต่ข้าพเจ้าก็เก็บไว้เฉพาะส่วนตัว ในสมัยนั้น ถ้าหากว่าเล่าให้อาจารย์มหาฟัง ท่านอาจารย์มหาก็จะต้องให้ปูจริงๆ
มีอยู่ข้อหนึ่งที่อดไม่ได้ได้เล่าถวายท่านอาจารย์มหาฟัง คือ มีพระองค์หนึ่งปูที่นอนถวายหลวงปู่มั่น ทั้งปูทั้งเหยียบไปมาเต็มเท้า บริขารขององค์ท่านบางชนิด เช่น กระป๋องยาสูบ ก็ข้ามไปมา ข้าพเจ้าอดไม่ได้ก็เล่าถวายท่านอาจารย์มหา ท่านอาจารย์มหาก็หาอุบายสังเกต ก็พบจริง จึงพูดขึ้นว่า “หมู่ทําแบบไม่มีสูงมีตํ่าแบบนี้ ผมไม่เหมาะหัวใจ ปล่อยให้คนที่เขาเคารพกว่านี้มาทําจะเป็นมงคล ทําขวางหมู่เฉยๆ” ดังนี้ แต่นั้นมาพระองค์นั้นก็เข็ดหลาบ
การทําข้อวัตรถวายหลวงปู่มั่นประจําวัน คือ ไม่ให้หลวงปู่หาอุบายคอยลูกศิษย์ มีแต่ลูกศิษย์คอยเท่านั้น ตอนนั้นพระอาจารย์มหาได้เทศน์หมู่ในยุคหนองผือลับหลังหลวงปู่ซํ้าๆ ซากๆ เสมอๆ แม้ตัวของผู้เขียนอยู่นี้ก็ดี ถ้าไม่มีหลวงปู่มหาควบคุมในยุคนั้น ก็มักจะตีความหมายไม่ออกหลายเรื่องอยู่ เพราะบางเรื่องลึกลับจนมองไม่ออก เมื่อองค์ท่านมีโอกาสลับหลังมาอธิบายให้ฟังก็เท่ากับของควํ่าอยู่แล้วหงายขึ้น สําหรับองค์ท่าน (หลวงปู่มหา) ในสมัยนั้น ต้องมีภาระหนักใจกว่าองค์อื่น แต่ด้วยความศรัทธาและพอใจก็เลยกลายเป็นเบาลง (เหตุผลของท่านก็คือ)
ก. ด้านธรรมะส่วนตัว เพราะเราหลายพรรษา ทั้งชื่อใหญ่ เป็นมหาด้วย
ข. ด้านเกี่ยวกับหลวงปู่ เพราะเราเคารพและรักท่านมากๆ
ค. ด้านบริหารหมู่ เพื่อแบ่งเบาหลวงปู่
ง. ด้านญาติโยม เพื่อให้รู้จักความหมายของหลวงปู่ จิปาถะสารพัดทุกๆ ด้าน
ท่านเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังบ่อยๆ ในยุคนั้น เพราะเข้าใกล้พระอาจารย์ใหญ่ขนาดไหน ก็เข้าใกล้หลวงปู่มหาขนาดนั้น องค์ท่านฉลาดมาก บอก (ผู้เขียน) ไว้ว่า
“ถ้าวันไหนจะไม่ทันหลวงปู่มั่นในข้อวัตรขององค์ท่าน อย่ามาล้างกระโถนผม อย่ามาเอาบาตรผมลงไปศาลา จงรีบให้ทันข้อวัตรขององค์หลวงปู่ก็แล้วกัน เพราะองค์ท่านจะวิจารณ์ว่ามาเป็นคณาจารย์แข่งกัน เพราะข้อวัตรขององค์ท่านมีมาก แต่องค์ท่านฉลาดรีบออกห้องก่อนหลวงปู่มั่นตอนเช้า เรามีเวลาไปล้างกระโถนไม้ไผ่ถวายให้และได้เอาบาตรลงมาไว้ศาลาถวาย ส่วนบาตรตนเองเอาลงไปก่อนแต่ยังไม่ได้อรุณ ต้องคล่องว่องไวจึงได้ วิชาเกียจคร้าน วิชาหลับกลางวัน วิชาเกรงจะไม่ได้ฉันของดีๆ และมากๆ และเกรงจะไม่ได้ใช้บริขารดีๆ ก็ไม่มีในสมัยนั้น”…”
อนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ มีพระถึงแก่มรณภาพในวัดป่าบ้านหนองผือ ทั้งก่อนและในเข้าพรรษา ๒ องค์ คือ ท่านพระอาจารย์เนียม กับ ท่านพระอาจารย์สอ การเผาศพตามปฏิปทาหลวงปู่มั่น เมื่อมรณภาพวันไหนก็เผาวันนั้น รายละเอียดเรื่องนี้ องค์หลวงตาพระมหาบัว บันทึกยกเป็นคติสอนผู้ที่มีชีวิตอยู่ ไว้ในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น
ภาค ๗ ยอดนักรบธรรมเดนตาย
ลาธุดงค์แบบศิษย์มีครู
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ได้เล่าไว้ดังนี้
“พอตกถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๔๘๙ พระอาจารย์มหาบัวก็ดําริจะออกวิเวก โครงการขององค์ท่านจะไม่ไปไกล เพราะจะได้ฟังข่าวสุขทุกข์ของหลวงปู่ใหญ่ (หลวงปู่มั่น) ทุกประการ จะได้เป็นผู้กลับเข้ากลับออกอยู่ ไม่ไปแบบเตลิดเปิดเปิง และหวังจะได้ธรรมะพิเศษ มาศึกษากราบเรียนเพิ่มเติม เพราะอายุพรรษาก็มากเข้า ๑๓ พรรษาแล้ว และก็อาลัยหลวงปู่ เกรงผู้อยู่ข้างหลังจะปฏิบัติในสํานักบกพร่อง ทําให้หลวงปู่ไม่สะดวกธรรมะทุกๆ กรณี แต่ลงท้ายก็เลยตกลงใจไป
ฝ่ายข้าพเจ้าก็นึกอยากจะไปกับองค์ท่านด้วย หลวงปู่ก็รู้จักแล้ว และหลวงปู่ได้เทศน์อยู่บ่อยๆ ว่า “ใครออกวิเวกปีนี้กลับมา เมื่อถูกถามไม่ได้ความในด้านภาวนาจะไม่ให้อยู่จําพรรษาด้วย” ต่อไปในอนาคต ถ้าไปวิเวกจริง ถามก็ต้องได้ความแท้ไม่น้อยก็ต้องมาก แต่ไปวิ่งวุ่นเสียเป็นส่วนมาก เพราะไปเที่ยวเล่นตามสํานักเฉยๆ การไปวิเวกในสมัยนั้น ไปในดง ในป่า ในโคก ในดอน ในภูเขาได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีสิ่งที่สงสัยกันในการเมือง ขอแต่กล้าหาญไม่กลัวเสือสัตว์ป่านานาชนิดเท่านั้น การไปองค์เดียวเป็นชั้นที่หนึ่ง ไป ๒ องค์เป็นชั้นที่สอง ไป ๓ องค์เป็นชั้นที่สาม ไปมากกว่านั้นอยู่วัดดีกว่า เพราะถือกันว่าวุ่นวายไม่สะดวกได้ มีปัญหาว่า “พระอาจารย์มหาบัวนั้น หลวงปู่มั่นก็เกรงว่าจะไปเที่ยวเล่นดอกหรือ จึงปรารภอย่างนั้น?” แก้ว่า “ปรารภเพื่อพวกอื่น บุคคลอื่นต่างหาก เพราะปีนั้นจะออกวิเวกหลายพวกอยู่”
ครั้นล่วงเวลามาอีก ๒ – ๓ วัน ท่านอาจารย์มหาบัวขึ้นไปกราบเรียนหลวงปู่มั่นว่า “เกล้าฯ นึกจะไปเที่ยววิเวกจะเป็นประการใด และการงานที่จะใช้เกล้าฯ พาหมู่ทํานั้นยังมีอะไรอยู่บ้างหนอ เกล้าฯ จะพาหมู่ทําเสร็จแล้วจึงจะไป ถ้ามีงานจําเป็นอยู่ เกล้าฯ จะรออยู่ก่อน”
หลวงปู่มั่นท่านตอบว่า “จีวรกาลเราก็เสร็จแล้ว ฟืนเราก็บริบูรณ์แล้ว แต่บูรณะกุฏิซ่อมแซมหลังคาและเอาฟืน ถึงเดือนกุมภาพันธ์จึงพากันจัดทํา วาระนี้จะไปก็ไปได้”
พระอาจารย์มหาบัวกราบเรียนท่านว่า “ถ้าไปจะไปวันไหนและทิศทางใดหนอ จึงจะวิเวกพอควร”
หลวงปู่มั่นตอบว่า “ถ้าสะดวกใจตน จะไปวันไหนก็ได้ ไปทางทิศตะวันออกก็มีที่วิเวกดีพอควรอยู่นะ”
แล้วพระอาจารย์มหาบัวก็กราบลากลับกุฏิของตน แต่ไม่ถึงวันจะไป เป็นเพียงไปกราบศึกษาให้หลวงปู่มีสิทธิ์ ถึงวันจะไปจริง ท่านจึงจะไปกราบลาใหม่
ข้าพเจ้า (หลวงปู่หล้า) ได้สําเหนียกว่า “ลูกศิษย์ที่มีครูไปลาอาจารย์เพื่อเที่ยวแสวงหาวิเวกเป็นธรรมะลึกซึ้ง เป็นเชิงปรึกษาให้เกียรติอาจารย์ ให้ความเป็นใหญ่ไว้เสมอด้วยเคารพไม่ตัดสินเอาแต่ตัวตามอัตโนมัติ เป็นเยี่ยงอย่างอันดีของฝ่ายปฏิบัติ ไม่ข้าม ไม่เกิน ไม่อวดดีอะไรอาจารย์ก็นักปราชญ์ ลูกศิษย์ก็บัณฑิต สมัยปัจจุบันนี้หาได้ยากแท้ๆ หนอ เพราะโดยมากลูกศิษย์ตกลงเอาเองหมดแล้ว เป็นเพียงมาลาไปเฉยๆ บางรายกรุ่นให้อาจารย์อย่างไม่อาย เวลาไปไม่มาลาซํ้าอีก กลายเป็นปฏิบัติแบบเปรตแบบผีไปอีก นึกๆ แล้วก็น่าสังเวชมาก””
หลวงปู่หล้าขอติดตามไปด้วย
หลังจากที่องค์หลวงตาพระมหาบัวกราบเรียนปรึกษาเรื่องลาวิเวกกับหลวงปู่มั่นประมาณ ๓ วัน หลวงปู่หล้าก็เข้ากราบลาองค์ท่านเพื่อเตรียมออกวิเวกบ้าง ท่านเล่าเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า
“ข้าพเจ้า (หลวงปู่หล้า) ก็เตรียมพร้อมแล้ว เรียนท่านอาจารย์มหา (องค์หลวงตาฯ) ว่า “กระผมจะต้องขึ้นไปกราบลาหลวงปู่หรือไม่หนอ” พระอาจารย์มหาตอบว่า “ถ้าไปกราบลาแต่ผม มันก็ถูกแต่ผม ส่วนท่านก็ผิด เพราะเรื่องของใครของมัน” ข้าพเจ้ายิ่งเพิ่มเห็นความเป็นธรรมะระหว่างพระอาจารย์มหายิ่งขึ้นเป็นอันมาก แล้วก็ขึ้นไปกราบลาพร้อมกัน องค์ท่านหลวงปู่ก็ใช้มารยาทอันละมุนละไมแบบเมตตา กราบลาแล้วเตรียมเดินทางไปทางทิศตะวันออกของวัด ตามทางคนบ้าง ทางเกวียนบ้าง มีป่าดงเป็นทิวแถว มีทุ่งนาสลับเล็กน้อย มุ่งตรงไปวัดป่าบ้านพระคําภู อันเป็นวัดร้าง เป็นป่าเต็งรังสูงๆ ขณะนั้นกําลังหนาวจัดเริ่มเข้า ข้าพเจ้าก็ขอนิสัยกับพระอาจารย์-มหา ท่านให้โอกาสสั่งสอนประทับใจว่า
“เออ ! เดี๋ยวนี้เราออกมาวิเวกไกลจากครูบาอาจารย์ เราทําความเพียรขนาดอยู่วัด มันก็ไม่สมกับคําที่ว่ามาวิเวก เพราะการอยู่วัดก็เป็นธรรมดาของคนมาก ก็ต้องมีงานจุกๆ จิกๆ อันนั้นบ้าง อันนี้บ้าง นี้สองคนเท่านี้ต้องตัดข้อวัตรให้น้อยลง เพื่อให้มีเวลาภาวนาติดต่อ ไม่ขาดวรรคไม่ขาดตอน ส่วนนํ้าล้างบาตรและนํ้าที่ผมจะสรงนั้น ให้คุณคอนมาไว้ที่ไหให้เต็ม ส่วนนํ้าดื่มนํ้าฉันนั้น ขอให้คุณไปตักมาไว้ใส่กาใส่ตุ่มให้เรียบร้อย ส่วนล้างบาตรนั้น โยมเขาตามมาล้างเอง แล้วผมเช็ดใส่ถลกเอง คุณจึงเอาไปผึ่งแล้วเก็บไว้ให้เรียบร้อย สรงนํ้าก็ดี ปัดที่อยู่ปูที่นอนก็ดี ผมทําเอง ที่พักเราก็อยู่ไกลกันพอควรแล้ว คือ กุฏิมุงหญ้า กั้นใบไม้ตองกุง ปูฟากแคบๆ พอดีมุ้ง มอดเจาะมอดไชทั้งฟากและใบตองกั้น และขอให้คุณตั้งใจทําความเพียรนะ ไม่จําเป็นอย่าพูดกับผมนะ และอย่าเข้าใจว่าผมรังเกียจ ไปบิณฑบาต ผมไม่ให้ท่านรับดอก เพราะท่านสามสี่วันก็จับไข้ มันเป็นเรื้อรังมาแต่กลางพรรษา”
แล้วก็พักอยู่นั้นเกือบเดือน นํ้าใช้นํ้าฉันไปตักเอาที่ห้วย เขาทดไว้ไกลจากวัดประมาณ๓ เส้น ข้าพเจ้าไปคอนมาไว้แต่ตี ๔ ตอนกลางคืน งมมืดไป ไม่ได้จุดไฟเลย เพราะโคมไฟไม่มี ท่านพาทําความเพียรไม่หยุดหย่อน ไม่มีกลางวันกลางคืน แต่ข้าพเจ้ามักจับไข้ตอนเที่ยงหรือบ่ายหนึ่ง หนึ่งชั่วโมงก็สร่าง แต่ปวดหัวอยู่มับๆ แต่ฉันได้ ไปได้ ไม่เพลียนัก ๒ – ๓ วันครั้งหนึ่งแต่ตอนกลางคืนไม่ค่อยไข้
วันหนึ่งพระอาจารย์มหาเอายาควินินเคลือบนํ้าตาลให้ฉัน ก็เลยฉัน ๖ เม็ดทีเดียว หูดับอยู่ทั้งวัน เลยไม่ฉันอาหาร ปล่อยให้ยาออกฤทธิ์ คุ้มได้ ๑๕ วันไข้อีก อยู่อย่างนั้น แต่ตักนํ้า กวาดลานวัดอยู่ พาไข้เดินจงกรมอีก ไข้แบบนั้นก็มี ถ้า (เป็น) ไข้รากสาด มุทะลุแบบนี้ก็คงจะตายกัน
ครั้นพักทําความเพียรอยู่นั้นประมาณเกือบเดือน พระอาจารย์มหาพาย้ายที่เข้าไปในดง ไกลจากที่พักเดิมประมาณ ๑๓ เส้น ส่วนนํ้านั้นมาตักเอาที่เก่า ไปบิณฑบาตบ้านพระคําภูตามเดิม เขามาทําร้านให้ ปูไม้กลมเล็กๆ กว้างพอดีกลด ไกลจากพระอาจารย์มหาประมาณ ๒ เส้นแต่กรรมบันดาลอีก เขาเอาไม้กลมเล็กมาปูต่างฟากให้นั้น มีไม้นํ้าเกลี้ยงปนอยู่ ๒ – ๓ ท่อน พอพักได้ ๓ – ๔ วัน หน้าบวมขึ้นเห็นหน่วยตาลูกตาพอริบหรี่
นํ้าเกลี้ยง มีนํ้ายางที่เป็นพิษรุนแรง คนที่แพ้หรือถูกยางจากต้นหรือละอองเกสรจะทําให้เกิดผื่นคัน ปวดแสบปวดร้อนมาก สรรพคุณ เปลือกและใบต้มนํ้าดื่ม รักษาโรคนํ้าเหลืองเสีย แผลเปื่อยทั้งตัว
พระอาจารย์มหาหัวเราะแล้วพูดว่า “ยิ่งขี้ร้ายก็ยิ่งตื่ม (เพิ่ม) ตดเหม็น” แล้วองค์ท่านไปตรวจดูร้าน ก็เห็นไม้นํ้าเกลี้ยง ๒ – ๓ ท่อน เขาเอามาลาดปูนอนให้ ปนกับไม้อื่นอยู่ จึงคุมให้โยมถอดทิ้งเอาใหม่แทน เมื่อพิจารณาแล้ว เขาไม่ได้แกล้งทํา เพราะเป็นเวลาใบไม้ร่วง เขาไม่รู้จักว่าไม้อะไร เห็นเกลี้ยงกลมแล้วก็เอากัน ทั้งทําด่วนด้วย ไม่ได้กั้น ไม่ได้มุงอะไรหรอก เช้ามามุ้งก็เปียก กลดก็เปียก ตากกับที่เลย นี้การเที่ยวในสงสารแห่งชาติๆ ภพๆ มันเป็นอย่างนี้”
หลวงปู่หล้าพักปฏิบัติอยู่กับองค์หลวงตาฯ ได้ประมาณ ๒ เดือนแล้ว การจับไข้ก็ยังกลับคืนมา ไม่พอจะหายขาดแท้ เมื่อเป็นดังนี้จึงจําเป็นต้องลาไปปฏิบัติคนละแห่ง องค์หลวงตาฯก็เห็นดีด้วย ทั้งหัวเราะ ทั้งพูดว่า “ให้ออกไปทุ่งทางสกลนคร ให้ไปกางกลดกางมุ้งอยู่กลางทุ่งเดินจงกรมภาวนาตากแดดอยู่ ชะรอยธาตุขันธ์มันจะชอบอากาศโปร่ง” ว่าแล้วองค์ท่านก็หัวเราะอีก ข้าพเจ้าอดไม่ได้ก็เลยหัวเราะไปตาม ดูคําเทศน์ขององค์ท่านขันมาก เป็นคติไปแบบลึกๆ ชวนให้หวนคิดพิจารณาจับใจ จึงได้จําไว้ไม่ลืมเลย เพราะธรรมดาองค์ท่านปรารภอะไรเป็นอุบายให้ผู้ฟังมีคติทั้งนั้น ไม่ใช่พูดแบบคติโลกล้วนๆ มีลีลานัยอยู่ในตัว ผู้เขียนได้ยินกับหูที่หลวงปู่มั่นเทศน์ว่า “ลูกศิษย์ร้อยคนก็ต้องใช้อุบายร้อยนัย เพราะนิสัยต่างกัน”
หันมาปรารภจะไปวิเวกคนละแห่งให้เหมาะสมกับผู้ไข้เรื้อรัง ครั้นบิณฑบาตฉันเสร็จแล้วองค์ท่านก็เขียนจดหมายฝากเจ้าตัวผู้จะไป จ่าหน้าซองว่า “ส่งท่านมหาผ่าน บ้านโพนงาม วัดปริยัติธรรม” เนื้อความในจดหมายว่า
ท่านมหาผ่านที่นับถือ
พระองค์ที่ถวายจดหมายนี้ออกจากสํานักหลวงปู่มั่นมาวิเวก ต้องการพักวิเวกอยู่ในเขต บ้านนี้บ้าง ตามสมัยเท่าที่จะเป็นไปได้ และก็มีหวังจะกลับเข้าสํานักเดิมแห่งหลวงปู่มั่นอยู่ฉะนั้น จงกรุณาให้โยมทําที่พักให้ช่วยเท่าที่เห็นสมควรว่าแห่งใดจะวิเวกพอ
ขอแสดงมาด้วยความนับถือ
บัว ป.
เมื่อรับจดหมายจากองค์หลวงตาแล้ว หลวงปู่หล้าก็กราบลาออกเดินทางต่อไป ท่านเล่าว่า
“ตอนจะออกจากพระอาจารย์มหาบัว ได้กราบวิงวอนองค์ท่านว่า “เมื่อพระอาจารย์กลับถึงหลวงปู่มั่นก่อนกระผม กรุณากราบเรียนหลวงปู่ว่า คุณหล้าได้ลาเกล้าฯ ไปที่อื่น เพราะเกรงใจเกล้าฯ เพราะ ๔ – ๕ วันจับไข้ อีกอันหนึ่ง จะลองดีตนว่า จะกล้าเป็นกล้าตายต่อพระศาสนาเพียงไร ดังนี้ หรือพระอาจารย์เห็นดีอันใดเหมาะสมตามเป็นจริง ก็แล้วแต่จะกรุณากราบเรียนเทอญ” พระอาจารย์มหาย้อนถามคืนว่า “คุณเห็นประโยชน์ยังไง จึงให้ผมกราบเรียนหลวงปู่มั่นอย่างนั้น” เรียนพระอาจารย์มหาว่า “เพราะเกรงหลวงปู่จะเขกว่า คุณหล้าไปวิเวกกับคุณมหาแล้วแตกหนีจากคุณมหา เพราะไม่ลงคุณมหา ทิฐิมากเหลือเกิน เราจะไม่ให้คุณหล้าอยู่กับเราอีกต่อไปด้วย ดังนี้ ก็อาจเป็นได้ครับ” พระอาจารย์ยิ้มแล้วพูดว่า “เออ ! คุณพูดมีเหตุผลดี ผมจะกราบเรียนหลวงปู่ตามคําสัตย์ของคุณนั้นเอง””
อะไรๆ ไม่มีที่ต้องติ แต่กับหมาไม่ทราบเป็นยังไง
หลังจากเที่ยวธุดงค์ในปีนั้น องค์หลวงตาฯ กลับวัดป่าบ้านหนองผือ ท่านพักระหว่างทาง ด้วยท่านมีนิสัยชอบเล่นกับหมา คืนนั้นท่านเล่นกับหมาจนถูกเพื่อนพระด้วยกันดุ ดังนี้
“ท่านสมเป็นเพื่อนฝูงกันกับเรา (องค์หลวงตาฯ) นิสัยตรงไปตรงมา เคยกันมาตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส พอบวชมาก็ยังเคยกันอยู่ สนิทกันมาก องค์นี้แหละองค์ที่เคยขู่เรา ท่านสมขู่เราจริงๆ นะ คือ ทางจงกรมท่านสมอยู่ทางนั้น ออกมาหาเรานี้มันตรงแน่วนะ เราอยู่ที่นี่ ท่านสมอยู่ดูจะห่างขนาดนั้นล่ะ ขนาดโรงไฟนั้นล่ะ ทางนี้มันตรงแน่วกว้างๆ เราก็อยู่ทางนี้
ทีนี้หมามันมาเที่ยวเพ่นพ่านกําลังคํ่ามืด แถวนั้นก็มีเสือ แต่เราไม่คํานึงถึงเสือยิ่งกว่าการเล่นกับหมาเท่านั้น พอเห็นหมามาจุ้นจ้านคํ่าๆ กําลังจะมืด “เอ๊ะ ! มันมายังไง มันมาเที่ยว?” เราไปก็ด้อมๆ ไปจับพุ่มไม้ หมามันอยู่ทางนี้ เราไปหัวจงกรมนี้จับพุ่มไม้เขย่านี้ หมามันก็วิ่ง “สมๆๆ ลัดๆ (ดักหมา)” ท่านสมก็โดดออกมายืนจังก้าอยู่นั่น “ลัดอะไรๆ” หมามันก็วิ่งปั๊บๆๆ ไป วิ่งลอดรักแร้ท่านไป ท่านไม่สนใจกับหมา ยังเถ่ออยู่ เลยไม่ได้ดูหมา ว่าลัดอะไรๆ ยืนเถ่ออ้าปากอยู่หมามันก็วิ่งผ่านไปแล้ว เราก็ยืนเฉย
พอระลึกได้ว่า คงบอกให้ลัดหมาตัวนี้เลยว่า “หือ ! ลัดหมาตัวนี้นะเหรอ?” เราก็เฉย ท่านเลยว่า “อะไรๆ ก็ไม่มีที่ต้องติท่านอาจารย์ แต่กับหมาไม่ทราบเป็นยังไง การประพฤติปฏิบัตินี้หาที่ต้องติไม่ได้เลย แต่กับหมาไม่ทราบเป็นยังไงท่านอาจารย์นี่” ดุเรานะ ปุ๊บเข้าโน้นเลย เราก็เฉย ปุ๊บเข้าไปเลย คือโมโหให้เรา แต่เราก็เฉย เราไม่ได้โมโห ก็เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่
พอตื่นเช้าขึ้นมาทําท่าลักษณะจะขู่เรานะ มีลักษณะยิ้มๆ เราก็เฉย ไปบิณฑบาตคนละบ้าน ตอนนั้นเราเที่ยว (ธุดงค์) ลงมา มาพักที่นั่น เป็นร้านเก่าเขา เราก็มาพักที่นี่ ท่านก็พักที่นั่น ลงมาจากภูเขา ว่าจะไปหนองผือนั่นแหละ หากยังไม่ได้ไป คงจะโมโหให้เรา เราเฉยไม่สนใจ ก็เรากับหมาเป็นเรื่องของเรา ท่านสมเป็นบ้า ก็เป็นเรื่องของท่านสมซิ เราไม่ได้เป็นบ้ากับคน เราเป็นบ้ากับหมาต่างหาก ตอนเช้าบิณฑบาตกลับมาดูลักษณะเหมือนจะขู่ แล้วมียิ้มๆ นิดหนึ่ง เราก็รู้ หมานั้นแหละ นึกในใจ ขู่เรานะ เราก็เฉยอีกเหมือนกัน ก็เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ จะให้ว่าไง ท่านว่าก็ถูกของท่าน ขบขันดี
นิสัยเรานี้จริงมากนะทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าลงได้จริง จริงเอาจริงๆ ขาดสะบั้นไปเลย ถ้าเวลาเล่นเอาแน่ไม่ได้ ฟังแต่ว่าเล่น เช่นอย่างเล่นกับหมา ใครไปยุ่งไม่ได้นะ กําลังเล่นเขา แน่ะ เวลาเล่นเป็นอย่างนั้น เวลาจริงก็คึกคัก หมาเข้ามาใกล้ไม่ได้ แน่ะเป็นอย่างนั้น เป็นนิสัยอย่างนั้น ถ้าว่าจริงจริง ถ้าว่าเล่น เล่น”
ชีวิตพระกรรมฐาน
ในระยะนี้องค์หลวงตาฯ ท่านมักจะเสาะหาที่วิเวกที่ไม่ไกลจากหลวงปู่มั่นเท่าใดนัก หากมีปัญหาภาวนาจะกลับมาได้เร็ว การเที่ยวธุดงค์จึงอยู่ในแถบเทือกเขาภูพานเป็นส่วนมาก ชีวิตท่านและพระกรรมฐานที่มุ่งต่ออรรถต่อธรรม จึงเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลําบาก ดังนี้
“ภูพานนี้เที่ยวแหลกหมด ภูพานระหว่างสกลนครไปถึงกาฬสินธุ์ ภูเขาลูกนี้เราเที่ยวมากที่สุด เพราะพ่อแม่ครูจารย์อยู่ทางพรรณาฯ เราก็เที่ยวแถวนั้น อยู่สกลนคร บ้านโคกนามน เราก็เที่ยวแถวนั้น แล้วท่านมาอยู่ทางพรรณาฯ นี่ก็เที่ยว เที่ยวตลอดไปหมดเลย เที่ยวป่าเที่ยวเขา เรียกว่าภูเขาลูกนี้ไปทั้งนั้นล่ะเรา เที่ยวป่าเที่ยวเขา
นี่ล่ะเวลาหาธรรมเป็นอย่างนั้นแหละ มีแต่ความทุกข์ความลําบากทั้งนั้นหาธรรม จะได้สะดวกสบายดูจะไม่ค่อยมีล่ะ อยู่ในป่าในเขา บางทีก็ไปอาศัยเขา ๓ – ๔ หลังคาเรือน เขาอยู่ในเขา เขาไม่มีไร่มีนาทํา เขาก็หาของป่าอะไร เอาไปแลกทางชาวบ้านเขาขึ้นมากิน เราก็ไปพักกับเขา ก็ไปอย่างว่า มันไม่มีอะไรแหละ องค์เดียว สององค์ไป อาศัยกินเขาบ้าง ไม่กินก็ได้นี่ ก็เราเคยมาแล้ว อยู่ในสกลนครนี่ล่ะมากที่สุด เราเที่ยวแหลกเลย ภูเขาลูกนี้ไปหมด ตั้งแต่สกลนครถึงกาฬสินธุ์ ปีนี้เข้าทางนี้ ปีนั้นขึ้นทางนั้นลงทางนั้น ขึ้นไปตลอดเลย
บิณฑบาตมาแล้ว มันมีแอ่งนํ้าอยู่ตามเขา หินดานมีแอ่งนํ้า ธมกรกเราเตรียมมาพร้อมเอามาแขวนไว้ที่นั่น ที่พักเราก็มีนํ้ากาเดียวสามสี่วันก็ไม่หมด ถ้าไม่ฉันจังหัน นํ้าไม่เปลือง ไม่ค่อยกินนะ ถ้าฉันจังหันแล้วนํ้าจะเปลือง นั่นล่ะท่านทํา พิจารณาเอานะท่านทั้งหลาย พอฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วล้างบาตรปุบปับๆๆ ในแอ่งนํ้าแอ่งหิน หินดานหินลาด เสร็จเรียบร้อยเช็ดบาตรสะพายบาตรเปล่าขึ้นเขา
เที่ยวกรรมฐานไม่ได้ไปด้วยรถยนต์อะไร อาศัยเดินด้วยเท้า แต่ก่อนรถยนต์ก็ไม่มี ทางถนนก็ไม่มี ทุกวันนี้มันกลายเป็นกรรมฐานจรวดดาวเทียมไปแล้วแหละ ไปถึงไหนก็ไม่รู้ มันผิดกันคนละโลก ถ้าว่าหนาวก็หนาวจริงๆ คือหนาวไม่มีผ้าห่ม ให้เฉพาะที่กล่าวเท่านั้น จีวรกับผ้าสังฆาฏิพับครึ่งแล้วห่ม ถ้าคืนไหนหนาวมากจริงๆ คืนนั้นนอนไม่ได้เลยนะ หนาวถึงขนาดว่านอนไม่หลับ มีแทบทุกปีนั่นแหละ เพราะไม่ได้เอาผ้าห่มไปนี่ ผ้าห่มจะใช้เฉพาะเวลาอยู่กับครูบาอาจารย์และกับเพื่อนฝูงภายในวัดเท่านั้น เช่น เราอยู่หนองผือหรืออยู่ที่ไหนก็ตาม เวลาออกวิเวกต้องได้ทิ้งหมด แม้ผ้าห่มมีอยู่ แต่ใครจะไปเห็นว่าผ้าห่มวิเศษวิโสยิ่งกว่ามรรคผลนิพพานล่ะ เพราะไปหาบําเพ็ญธรรมนี่ นั่นล่ะเรื่องมันน่ะ
เมื่อหาบําเพ็ญธรรมเพื่อมรรคผลนิพพาน และเห็นมรรคผลนิพพานว่า ประเสริฐเลิศเลอยิ่งกว่าผ้าห่มแล้ว มันก็ต้องทิ้งผ้าห่มเพื่อสิ่งที่ประเสริฐกว่านั้น ทุกข์ก็ยอมรับล่ะซิ นั่นล่ะมันรับกันตอนเข้าสู่แนวรบ ต้องขออภัย หน้าตาแขนขาเหล่านี้แตกหมด มันหนาวมากจนแตกหมด ริมผีปากไม่มีเหลือเลย ตกกระหมด มันหนาวมากขนาดนั้น มุ้งเปียกทุกคืน พอตื่นเช้ามาก็เปียกเหมือนกับเราซัก เปียกขนาดนั้นเพราะนํ้าค้างที่ตกลงมามากตลอดทุกคืน
ที่อยู่เราทําเหมือนปะรํา เอาใบไม้มาวางทําเป็นร้าน เอาใบไม้วางข้างบนแล้วเอากลดแขวนข้างล่าง ถึงอย่างนั้นนํ้าค้างคงพัดปลิวเข้ามา มันถึงได้เปียกถึงขนาดนั้น เปียกเหมือนกับเราซักผ้านั่นแล เปียกทุกคืน ทุกเช้าพอฉันเสร็จแล้วถึงจะเอาออกไปตากแดดได้ เพราะถ้าตากแต่เช้า แดดก็ยังไม่มี ก็ต้องทิ้งไว้นั้นก่อน กางทิ้งไว้อย่างนั้น พอฉันเสร็จแล้ว ก็เอามุ้งออกไปตากที่แดดตากอย่างนั้นทุกวันๆ ถึงกระนั้น มันยังขึ้นราได้ รามันเหมือนกับเสือดาวนั่นแหละ ทั้งๆ ที่มุ้งสะอาดอยู่ก็ขึ้นรา เนื่องจากมันไม่ได้แห้งตามเวลํ่าเวลาจึงขึ้นราจนได้
ส่วนตัวนี้ตกกระหมด ผิวหน้าแตก เพราะมันหนาวมาก หนาวทุกวันทุกคืนจนกระทั่งหมดฤดูหนาว ก็สู้กันจนกระทั่งเวทีพัง ว่างั้นเถอะนะ ไม่ได้ลงเวที สู้จนกระทั่งเวทีพัง คือ หมดฤดูหนาว เป็นอย่างนั้นทุกปีๆ ไม่ใช่ปีหนึ่งปีเดียว ถ้าหน้าร้อนก็สู้ร้อน หน้าหนาวก็สู้หนาวอยู่อย่างนั้นตลอด จะมาห่วงใยแต่ในกุฏิในที่สะดวกสบาย สถานที่อยู่ อาหารการบริโภค อย่างนี้ก็เท่ากับว่าเราเห็นธรรมทั้งหลายไม่เป็นของอัศจรรย์เท่านั้นซิ เมื่อเห็นธรรมทั้งหลายเป็นของอัศจรรย์แล้ว ทุกข์ยาก ลําบากก็ไม่ถือเป็นของสําคัญมากยิ่งกว่าสิ่งที่เราต้องการ
หนาวนี่สําคัญมาก พอตะวันบ่ายหน่อยต้องไปอาบนํ้าแล้ว อาบคํ่านักไม่ได้มันหนาวมาก ทั้งๆ ที่แต่ก่อนอายุยังหนุ่มน้อยนะ ไม่น่าจะหนาวมากอะไรเลย แต่มันก็หนาวขนาดนั้นแหละอย่างทุกวันนี้ทําไม่ได้ ชักเลยนะ ชักเลยแหละ แต่ก่อนแม้หนาวมันก็หนาวแต่ผิวๆ ไม่ถึงกับสะบั้นเข้าข้างใน ถึงอย่างนั้นเรายังต้องได้อาบนํ้าตั้งแต่วันๆ หลังปัดกวาดแล้วประมาณบ่าย ๓ โมงหรือ ๓ โมงกว่าเล็กน้อยก็ต้องไปอาบนํ้า ทําอย่างนั้นทุกๆ วันในฤดูหนาว ปัดกวาดลานวัดของผู้อยู่คนเดียวไม่ได้กว้างนัก ปัดกวาดบริเวณที่อยู่ ทางจงกรม
ทางจงกรมมีหลายสาย คือ สายนั้นเวลาประมาณนั้นมีร่ม สายนี้เวลาประมาณนั้นมีร่มอย่างนี้นะ มันไม่ได้ร่มตลอดวัน บางแห่งมันจะร่มตามเงาของต้นไม้ ฉะนั้น จึงต้องทําทางจงกรมไว้หลายแห่ง คือ เวลานั้นทางสายนั้นร่มดีตอนกลางวัน ก็ไปเดินอยู่โน่น ทางสายนั้นร่มเวลานั้นๆ ก็ไปเดินเวลานั้น กลางคืนก็ต้องหาที่โล่งๆ แจ้งๆ ที่ไม่มีร่มไม้ เพื่อให้โล่งมองลงพื้นก็ให้เห็น เพราะไม่มีไฟนี่ เทียนไขใครจะเอาไปหวาดไปไหวมันหนัก เอาไปเฉพาะจุดเวลามีความจําเป็น ประมาณ ๓ – ๔ ห่อ ก็พอแล้ว นับว่ามากพอ ไม้ขีดไฟก็กล่องหรือ ๒ กล่องพอ เอามากกว่านั้นหนัก
เวลาเดินจงกรมในที่มืด แต่ให้มันมองเห็น สมมุติว่ามีงูผ่านมากลางคืน มันจะมองเห็นผิดปกติ มันจะเป็นเงาดําๆ เพราะเคยเจองูเสมอที่ทางเดินจงกรมตอนกลางคืน ไม่มีไฟ เราเดินไปเวลางูมันออกมา เราจะเห็นทั้งๆ ที่เดือนมืดนะ เพราะอากาศมันโล่ง พอมองเห็น นี่สําหรับเดินจงกรมกลางคืน คือจะเดินกี่ชั่วโมงไม่มีกําหนด ถ้านักภาวนาไปหาคอยกําหนดเวลํ่าเวลาอยู่แล้วมันก็ไม่ทันกับกิเลสซึ่งไม่มีเวลา กิเลสเหยียบอยู่บนหัวใจคน หัวใจสัตว์โลก มีกําหนดเวลาเมื่อไรท่านจึงเรียกว่า อกาลิโก เช่นเดียวกันกับธรรม ธรรมก็ อกาลิโก หาเวลํ่าเวลาไม่ได้
ถ้าพูดถึงขั้นปฏิบัติ ธรรมปฏิบัติของท่านผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ แล้ว พอว่าเจ็บไข้ได้ป่วยกับเรื่องการพิจารณาธรรมทั้งหลาย ประกอบกันเป็นยาบรรเทา หรือเป็นยาแก้กิเลสไปในตัวนั้นเสร็จเลย ไปในนั้นแหละ นี่หมายถึงผู้ปฏิบัติ เราเองก็เคยปฏิบัติมาอย่างนั้น ไปเที่ยวที่ไหนไม่เคยมียาติดตัวแม้เม็ดหนึ่ง แต่ก่อนยาก็ไม่มีด้วย ทั้งไม่สนใจกับหยูกกับยาด้วย ไปไม่มีอะไรติดย่ามยาไม่มี ถ้าว่าเป็นเหมือนสัตว์ก็เป็นเหมือนสัตว์ พูดให้เต็มยศ เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามความจริงก็เป็นเรื่องของธรรม ไปอย่างนั้นเสีย มีอะไรก็ธรรมปั๊บเข้าเลย ใส่กันปั๊บเลย เอาอย่างนั้นแหละ
เราไม่ปฏิเสธเรื่องยา แต่สําหรับเรื่องความกังวลจนเกินเหตุเกินผลของสมณะนั้น ผิดทางของพระพุทธเจ้า ผิดทางของผู้จะฆ่ากิเลส ผิดทางของผู้เรียนเพื่อรู้สัจธรรม เรื่องหยูกยาก็ให้นํามารักษากันไปได้อยู่ แต่ไม่ให้หลงจนเกิดความกังวล อันเป็นเรื่องของกิเลส ท่านไม่ได้มารักมาสงวนชีวิตจิตใจยิ่งกว่าธรรม”
ท่านเล่าถึงบรรยากาศและสภาพความเป็นอยู่ระหว่างออกเที่ยวกรรมฐานดังนี้
“เราออกเที่ยวกรรมฐานดูไม่ค่อยได้เว้นแต่ละปี กําลังระยะนี้มกราฯ กุมภาฯ คือไม่ได้หาที่มุงที่บัง เขาก็ยังไม่ได้ขึ้น เพราะมันยังไม่ร้อน คือถ้าร้อนๆ ก็ขึ้นถํ้า หน้านี้ก็เที่ยวอยู่ตามร่มไม้แล้วก็ไม่มีที่มุงที่บัง เวลาฝนตกมาจึง โอ๊ย ! หนักมากนะ เวลาฝนตก มันก็โดนกัน เรานี้อยากจะว่าทุกปีไปเลย ก็ถึงเวลานี้ออกแล้วนี่ พอออกพรรษาแล้วก็ออก ออกไปเที่ยวอยู่ตามป่าเสียก่อน พอเดือนมีนาฯ จะก้าวถึงเมษาฯ ขึ้นเขา ถํ้าเย็น แต่เวลานี้อยู่ตามร่มไม้เสียก่อน
บางทีเสือมากัดควายอยู่ข้างๆ มุ้งก็มี เสียงควายร้องเอิ้กอ๊ากๆ เราก็เผิงผางออกไปจากมุ้งดูว่า มันมาทําอะไรกันอยู่ เสียงเราดังลั่นขึ้น มันก็เลยเงียบไป ลํานํ้าอูน ทางที่จะต่อเข้าไปหนองผือเป็นดง ฟังเสียงควายร้องข้างๆ ริมลํานํ้าอูน เสือก็อยู่ทางนี้ ควายก็หากินอยู่ทางนี้ บ้านเขาอยู่ทางนั้น แล้วเราอยู่ฝั่งนี้ คือมันกัดกันใกล้บ้าน
กลางคืนพอฝนกระหนํ่าลงมา เสือโคร่งเข้ามากัดควาย เราก็ร้องเวิกว้ากขึ้น ทีนี้ลูกควายมันวิ่งเข้าในบ้าน แม่มันถูกเสือกัด แล้วก็ตะเกียกตะกายลงไปริมอูน ไอ้เสือตัวนี้ก็ไม่กล้าจะตามลงไป เจ้าของเขาเห็นท่าไม่ดี อ้าว ! ลูกควายตัวนี้มันมายังไง ไม่ใช่เสือกัดแม่มันเหรอ เขาเลยรีบออกมา ออกมาก็พอดีมาเห็นเสือกัดอยู่ข้างนอกนี้ เขาก็เลยมาก่อไฟให้มัน ป้องกันไม่ให้เสือมากัดซํ้าอีก เพราะถ้าไม่มีไฟ เสือมันอาจมา ถ้ามีไฟก็แสดงถึงเครื่องหมายของคน มันก็ไม่มา
เราอยู่ลํานํ้าอูนฝั่งนี้ เสืออยู่ฝั่งนู้น เขาก่อไฟไว้ฝั่งนู้น เราไปพักอยู่บนยอดอูนจริงๆ อยู่ภูเขาโน้น แม่นํ้าอูนไหลออกไป เราไปอยู่ภูเขา เราก็ได้อาศัยนํ้าทางนํ้าอูน พอบ่ายสามโมงลงมาจากภูเขา มีกระบอกไม้ไผ่กับกานํ้า กระบอกไม้ไผ่ใส่นํ้าเขาเรียก “บั้งทิง” กานํ้าก็กาไม่ใหญ่ แล้วกระบอกไม้ไผ่ก็ปล้องเดียว สะพายกระบอกนํ้า พอขึ้นไปถึงบนเขาก็ไปอาบเหงื่อเจ้าของนั่นแหละ ลงมาก็ไปอาบนํ้า ขึ้นไปก็อาบเหงื่อ วันละหน ที่ไปอยู่นั้นเพราะทําเลภาวนาดี แต่นํ้าสําคัญมากไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าขาดนํ้าอยู่ไม่ได้นะ สถานทําเลถึงจะดีขนาดไหนก็ตาม ถ้าไม่มีนํ้าอยู่ไม่ได้ตอนบ่ายลงไปอาบนํ้าแล้วสะพายกระบอกนํ้ากับกาพอดีกับวันหนึ่งๆ
ไปอยู่ในที่เช่นนั้น จะว่าได้ชมนิสัยวาสนาบ้าง ก็น่าจะได้ชม ทุกข์ลําบากลําบนอยู่ในป่าในเขาไม่มีผู้มีคน แทนที่จะมีความว้าเหว่กังวลเกี่ยวกับหมู่กับเพื่อน เงียบเลยนะ มีแต่สงัดกับธรรมๆ นี่เราไปอยู่คนเดียว สงัดอยู่ด้วยธรรม ด้วยอารมณ์ของธรรม ไม่มีอารมณ์ของโลกมาเจือปนเลย มีแต่อารมณ์ของธรรม กลางคืนเวลามันเงียบจริงๆ อยู่บนหลังเขาสูงๆ อากาศละเอียดมาก ร่างกายของเรามันอยู่ที่ละเอียด อากาศก็ละเอียดเหมือนกับว่าคลานเข้ามา มันซึมเข้ามาหาเรา เวลาภาวนาเงียบๆ เริ่มเข้าที่ภาวนา ได้ยินเสียงหัวใจทํางานตุบตับๆๆ ได้ยินชัดมาก พอจิตเริ่มเข้าที่ หัวใจทํางานก็หายเงียบไป จากนั้นหาย แล้วกายก็หายเงียบไปเลย ยังเหลือแต่ความเวิ้งว้างหมด ร่างกายนี้จะหายไปตามๆ กัน คือจิตมันหมดกังวลสิ่งเหล่านี้ มีแต่ความละเอียดของจิต ความละเอียดของจิตหาจุดหาหมายไม่ได้ ร่างกายเป็นส่วนหยาบ พอจิตเข้าสู่ตัวเองโดยเฉพาะแล้ว ร่างกายหายเงียบ จิตก็เข้าละเอียดสุดขีด ไม่เกี่ยวกับเรื่องร่างกาย
นั่งภาวนากลางคืนหนาวๆ เข้าสมาธิได้แล้ว ความหนาวไม่มีความหมาย ความหนาวหายหมด จนกระทั่งจิตมันได้เวลํ่าเวลาของมันเคลื่อนไหวออกมา พอเคลื่อนไหวออกมา มันก็รับสิ่งภายนอก ดิน ฟ้า อากาศ เริ่มหนาวอีก พอเริ่มหนาวแล้วจะนอน หนาว มันก็หนาวของมัน เราก็เริ่มนอน นอนไม่หลับ สู้หนาวไม่ได้ แล้วกลับมานั่งอีก พอเข้าไปนั้นอีกก็หายเงียบเลย แล้วทั้งคืนมันจะตายคนเรา มันไม่ได้เดิน มีแต่นั่ง กลางวันต้องกําหนดเวลํ่าเวลาเหมือนมีโปรแกรมเชียว กลางวันเดินจงกรมมากๆ กลางคืนลงไม่ได้ เหมือนว่าตัวแข็งไปหมดเลย มันหนาวมาก
ประการหนึ่งคือว่า เราไม่มีผ้าห่ม มีเพียงจีวร สังฆาฏิ สังฆาฏิก็พับครึ่ง จีวรก็พับครึ่งห่ม แล้วก็ผ้าอาบนํ้าผืนหนึ่งสําหรับเช็ดบาตร มีเพียงเท่านั้น เวลาธุดงค์ นํ้าท่าก็ไม่มี เจอวัดไหนก็เข้าไปซักผ้า เสร็จแล้วก็ออกมา จะว่าขวนขวายน้อยหรือไม่ขวนขวายน้อยก็มีเท่านั้น อย่างเป็นของเหลือเฟือขึ้นไปก็มุ้ง กานํ้า กลด มุ้งกับกลดเวลากางออกแล้วก็เป็นอันเดียวกัน บาตร สังฆาฏิ อะไรๆ ใส่ในบาตร ไม้ขีดไฟใส่ในบาตรมีเท่านั้น เสร็จแล้วพอดีสะพายเลย
พระกรรมฐานท่านจึงไปง่าย ท่านไม่มีของพะรุงพะรัง ไปง่าย มุ้ง กานํ้า บาตร ก็ไม่เห็นมีอะไร ถ้าว่าไม้ขีดไฟก็กล่องนึงเท่านั้นอยู่ในนั้น ก็ไม่ได้ใช้ เทียนไขอย่างมากห่อหนึ่ง เอาไปมากไม่ได้ คือเราจะใช้เทียนไขเฉพาะเวลาจําเป็นจริงๆ นอกนั้นไม่ใช้ เดินจงกรมกลางคืน ดึกขนาดไหนก็ตามเราไม่เคยใช้ ไม่มีไฟนะ เราเป็นนิสัยอย่างนั้น จะมาจุดไฟให้คนเห็นเดินจงกรมไม่ได้ มันเป็นนิสัยอะไร ภาษาภาคอีสานเขาว่า “นิสัยหลักความ” คือ นิสัยลึกลับไม่ให้ใครเห็นภายใน ภายนอกไม่ควรเห็น ไม่เห็น เพราะฉะนั้นจึงไปแต่คนเดียว เดินจงกรมฟาดเสียเท่าไรก็ตาม ถ้ามีใครไปดูไปเห็นแล้ว มันไม่ขลังความหมายว่างั้น มันขลังแบบนั้น”
ความทุกข์ยากในชีวิตพระธุดงค์ ไม่เพียงต้องเผชิญกับความอดอยาก สภาพอากาศ และสัตว์ร้ายในป่า บางครั้งยังถูกเพศบรรพชิตด้วยกันขับไล่ก็มี ดังนี้
“พูดถึงกรรมฐานนี่ไปไหนถูกไล่ตลอด พวกเจ้าคณะนี่ล่ะที่ไล่กรรมฐาน แต่เราไม่เคยโดนเลย เอาคําว่า “มหา” ออกหน้า อย่างดีก็เฉียดๆ ดู ถ้ากล้าก็เข้ามาซิ ว่าอย่างนั้นเลย ลองได้ขึ้นเวทีแล้วต้องเอาให้ตกเวที จะเอาธรรมวินัยข้อไหนล่ะ มาไล่”
เสือ : หมูป่า ต่อสู้ดุเดือด
มันเป็นร่องลงมา ภูเขามันมีช่องลง ช่องแคบๆ นะ ทางโน้นเป็นหลังเขา ที่จากหลังเขาลงมามันก็เป็นช่องแคบลงมา ทีนี้พอดี ไอ้หมูก็ขึ้นช่องนี้ หมูใหญ่นะ มันเห็นกันชัดๆ อย่างนั้นนะ ไอ้เสือก็ลงมาช่องนั้น พอดีมาพบกันตรงกลางนั้นเลย ฟัดกันเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ตายทั้งสองนะ หมูตายอยู่กับที่ เสือเสือกคลานขึ้นไปตายข้างบน ตายทั้งสองเลย นั่นแหละอย่างนั้น กําลังวังชามันฟัดกัน นี่ไปถูกที่คับขันด้วยแล้ว ต่างคนต่างก็ไม่ถอยกัน สู้กันเลย
สุดท้ายก็ตายทั้งสองเลย หมูตายอยู่กับที่ ส่วนเสือตะเกียกตะกายขึ้นไปนั้นก็ไปตายอยู่ที่นั่น พุงทะลุหมดเลย ลําไส้นี่ปลิวออกมาทะลุหมด ส่วนหมูก็ตามเนื้อตัวแหลกหมด เสือกัด ไอ้เสือก็พุงทะลุหมด หมูดัน มันทําอย่างนี้นะ หมูมันทําอย่างนี้ สมมุติว่ามันดันอย่างนี้ ไม่ใช่ตกง่ายๆ นะมันขวิด ขวิดตลอดเลยนะ นี่ก็ตาย อย่างนั้นแหละ มันไม่ถอยกันง่ายๆ ที่เสือกัดมันได้เฉพาะเวลา มันเผลอ ถ้าเป็นหมูใหญ่หมูโทนอย่างนั้น เวลามันผ่านไปผ่านมา เราถึงฟังเสียงรู้ หมูนี้รู้สึกว่าไม่ขยาดครั่นคร้ามต่ออะไร เสียงดังโครมคราม โครมคราม โครมครามมา ไม่ได้เก็บเสียงนะ พวกหมูป่าเป็นฝูง ก็มีเสียงดังเหมือนกัน
สัตว์ป่าคุ้นกับพระกรรมฐาน
กลางคืนดึกๆ สงัด ฟังเสียงนกยูงร้อง กลางวี่กลางวันไม่เคยเห็นตัวมันนะ เราเห็นสักครั้งสองครั้งเท่านั้นมั้ง นกยูงนะ ไม่เจอมันบ่อยนักเหมือนสัตว์อื่นๆ พวกหมู พวกอีเก้งนี้เจอบ่อย บางทีมันก็จุ้นจ้านๆ มาทางจงกรม มันไม่กลัวคน มันมาอาศัยคน มาอยู่รอบๆ คน เดินจงกรมอยู่ มันก็มาหากิน พวกหมู พวกอีเก้งนี้คุ้นง่ายนะ คุ้นง่ายมากเทียว มันมาเหมือนสัตว์บ้านมาหาเรา หาขุดอะไรกิน ซู้ดๆ ซี้ดๆ มา เราก็เดินจงกรมเฉย เขาก็ไปของเขา ทั้งๆ ที่เขาก็เห็นเราอยู่ เขาไม่สนใจนะ นั่นเห็นไหม พระกับโยมผิดกัน
เรื่องลิง นี้เรายังไม่ลืมนะ เขาจะออกหากินเวลากลางคืน คือกลางวัน คนทําลายเขา เขาไม่ออก กลางวันเงียบเลย กลางคืนเขาออกหากิน เราเดินจงกรมอยู่กลางคืนเงียบๆ เดือนหงายๆ เราไม่ได้จุดไฟนี่ เดือนหงายๆ ในดงนะ ดงหนาป่าทึบ ฟังเสียงเขามานี่ โถ ! เสียงลั่นมาเลย เพราะเป็นฝูงใหญ่ ใหญ่มากนะลิง เขามีหัวหน้าพามา มันมีต้นไม้ต้นหนึ่งที่บนทางจงกรมเรานี่ ผลไม้มันสุกเต็มเลย เขามากินนี้ทุกคืน แต่ทุกคืน เราไม่ให้เขาเห็น
คืนนั้นเราลองแสดงตัวให้เขาเห็น ว่าเขาจะตาดีไหมในเวลากลางคืนนะ โอ๊ย ! ลิงนี่ตาดีนะ กลางคืนนะ ออกคืนวันที่เราจะแสดงตัวให้เขารู้เรื่องของเขานั่น เรานิ่งๆ อยู่ข้างต้นไม้นี่วะ นิ่ง !เขามาเต็มไปหมด แต่เวลาเราจะกระดุกกระดิกพลิกอะไรนี้ ต้องกะว่าเขากินอิ่มก่อนนะ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาเผ่นไม่ได้กินอิ่มล่ะ เราต้องกะระยะพอดีเขากิน พอมีตัวไปบ้างก็มี
ทีนี้เราก็กระดุกกระดิกนี่ พอหัวหน้าร้องจิ๊กทีเดียวเท่านั้นนะ นอกนั้นเงียบหมดเลยนะ เงียบเหมือนไม่มีลิงสักตัวเดียวแหละ ลิงทั้งฝูงใหญ่ๆ นะ นั่นน่ะเพราะมีหัวหน้า มีหัวหน้าเตือนเอา เราเลยนิ่งอีกล่ะ จนกระทั่งนานแล้วก็มีเสียงหัวหน้าด็อกๆ แด็กๆ แต่พอได้ยิน เสียงตัวหนึ่งดังขึ้น ตัวหนึ่งก็ดัง ทีนี้ออกนะ ออกต่างตัวต่างไปเลยนะ แสดงว่าเขาก็อิ่มแล้ว เพราะเราทํานั้น ทําเวลากะว่าเขาอิ่มแล้วเขาไป เขามีหัวหน้าเหมือนกัน ลิง ฝูงลิงมีเยอะนะ กลางวันนี้ไม่เห็นแหละเขาไม่ออก คือ พวกมนุษย์นี้มันยักษ์นี่นะ ยักษ์หูสั้น มันกินดะไปเลยมนุษย์นี่ ลิงก็ไม่เลือกนี่กลางวัน เขาจะไม่ออกหากินนะ ตอนกลางคืนเงียบๆ ดึกๆ เขาถึงจะออกนะ กลางวันนี้ไม่เห็นแหละ เขาไม่ออก ต้องสองทุ่มไปแล้วถึงจะออก
กรรมของนายพรานล่าเนื้อมาด่าขู่ยิงท่าน
สมัยที่เราพักอยู่อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร มันเป็นกรรมบันดาลอย่างไรไม่ทราบ พูดถึงสัตว์กับพระนี้ รู้เข้าใจกันมากทีเดียว ผ้าสีเหลืองหม่นของพระไปไหนไม่เป็นภัยต่อใครๆ เราไปอยู่ในป่าในเขาก็มีพวกสัตว์นี้เข้ามาอยู่ด้วย คือว่ามันอยู่ข้างนอก มันกลัวนายพราน กลัวพวกสัตว์ด้วยกัน เช่น เสือร้ายมาเอาไปกินบ้าง คนฆ่าบ้าง ถ้ามาแอบอยู่กับพระ ย่อมปลอดภัย ไม่ค่อยเป็นอะไร เราไปพักคนเดียวในป่าเป็นที่ดงลุ่มๆ พวกเนื้อ พวกอีเก้ง พวกหมู พวกเสือ พวกหมีเต็มอยู่ในนั้น เห็นว่าที่นั่นมันสงัดดี ห่างจากหมู่บ้านกิโลฯ กว่าๆ ไม่ไกลนัก บางบ้านก็ ๒ กิโลฯ บิณฑบาตกับเขาพอได้อาศัย
ขณะนั้นมีพวกนายพรานมาหาล่าเนื้อ เขาดาหน้ากระดานล้อมโอบป่าเข้ามา นายพรานดักอยู่ข้างหน้า ด้านกลางเป็นบริเวณสัตว์อยู่ แล้วพวกนี้ไล่ดาหน้าเข้าไป เคาะไม้เคาะอะไรไป ร้องโหวกเหวกๆ ไป เพื่อไล่ล่าเนื้อให้ไปรวมอยู่ในจุดเดียว เราก็อยู่ที่ป่านั่น ล้อมเข้ามาจนกระทั่งถึงที่พักเรา มันทําให้เราสลดสังเวชเหลือประมาณ เราก็ดู บ้านเราเมืองเรามีศาสนา ถ้าเป็นคนไม่รู้เรื่อง เราก็จะบอก นี่มันรู้เรื่องแล้ว มันแกล้งเฉยๆ เราก็เลยไม่สนใจ เพียงคิดในใจว่า “เอ !บ้านนี้เมืองนี้ มันเป็นยังไงกันนะ คนเราก็ต้องมีความละอายแก่ใจเกรงกลัวต่อบาป จะมาหาล่าสัตว์บริเวณพระอยู่ได้ยังไง โอ้ ! ชาวบ้านนี้ ช่างหยาบหนาเสียจริงๆ”
พวกนายพรานเขามีข้อกติกากัน คือ ใครไปตรงไหนให้ไปตรงนั้น ไปที่อื่นไม่ได้ เวลาล่าเนื้อ เขามีกติกาอยู่ ๒ อย่าง ๑. นายพรานยิงไม่ถูก เขาเฆี่ยนนายพราน ๒. ถ้าลูกน้องไล่ไปไม่ตรงตามจุดที่เขาทําเครื่องหมายต้องถูกเฆี่ยน เพราะฉะนั้นพวกสัตว์และพวกพราน มันจึงมาถึงที่ที่เราพักอยู่ ไอ้นายพรานคนหนึ่ง เดินจ๊อกแจ๊กๆๆ มายืนอยู่ข้างหน้า มันโกรธที่พวกเนื้อตื่นหนีจึงตะโกนชี้หน้าด่าว่า “พระห่ากินหัวมึง มึงมาอยู่ตายทําไมตรงนี้ กูจะเอาปืนยิงหัวมึง มึงไม่รู้จักสถานที่ล่าเนื้อคนหรือ?” มันด่าว่าแล้วมันก็ไป มันไม่ยิงหัวเราหรอก มันด่าว่าเฉยๆ แต่กิริยามันอุจาด เราก็เฉยพวกลูกน้องได้ยินมันพูดอย่างนั้น ก็ยืนฟังหน้าแห้ง เพราะมีบางคนที่เขาเคารพพระ เป็นแต่เพียงนายสั่งให้ไปอย่างไร ก็ไปอย่างนั้น หลีกไม่ได้เขาจะเฆี่ยน สักประเดี๋ยว ผู้เฒ่าซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากที่ดูแลเราก็เข้ามา แกจึงไปขนาบพวกนั้น พูดเสียงดังเหมือนกันว่า “พวกห่านี่ ถ้าพวกมึงหิวเนื้อจนจะตาย ทําไมไม่เอาวัวในคอกกูมาฆ่ากิน ทําไมจึงมาไล่ฆ่าสัตว์ในวัดในวา พระรูปนี้ กูเป็นคนไปนิมนต์ท่านมา” พวกพรานฟังแกด่าว่าแล้วก็เฉย ไม่พูดอะไร
ต่อมาอีกไม่นานนัก ประมาณเกือบๆ อาทิตย์ ไฟได้ลุกลามไหม้บ้านและยุ้งข้าวของนายพรานคนที่ด่าเราจนเกลี้ยงหมด ทั้งๆ ที่ตัวเขานอนอยู่บ้านในเวลากลางวันแสกๆ ไหม้ก็ไหม้เฉพาะบ้านและยุ้งข้าวของแกหลังเดียวเท่านั้น แล้วหลวงก็ปรับสินไหมอีกในฐานละเมิด คือดูแลยุ้งข้าวไม่ได้ ต่อจากนั้นอีก พอตกเดือนพฤษภาคม แกไปทอดแห ไปได้ปลามาแล้ว เดินไปเก็บใบมะขามอ่อนมาต้มใส่ปลา จึงปีนขึ้นต้นมะขาม ขณะปีนพลาดตกลงมาโดนเสาโคนรั้วปลายแหลมๆ เสียบตูดทะลุ ตายคาที่ พวกชาวบ้านมาเห็นดังนั้น ก็ร้องเรียกบอกข่าวกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า “มันจะตายกันทั้งบ้าน ไอ้พวกที่ไปหาไล่เนื้อขู่ยิงพระ” จึงกลัวกันจนจะเป็นบ้าไปเลย
นี่มันเป็นสิ่งน่าคิด น่าพิจารณา เราพูดตามเรื่องความจริงมันเป็นอย่างนั้น เรื่องศาสนานี่สําคัญอยู่นะ เป็นเรื่องลึกๆ ลับๆ อยู่ ผ้าเหลืองนี้ จึงมีอํานาจอยู่ลึกๆ นะ เพราะธรรมเหนือวิทยาศาสตร์ เรื่องบุญเรื่องกรรมเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง
อาหารป่า อาหารสัปปายะ
เวลาเราปฏิบัติก็ไม่ได้สร้างอะไรนะ เรียนก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียน พอหยุดจากเรียนแล้วก็ไปตามคําสัจอธิษฐานของเราที่ตั้งเอาไว้ แล้วออกเลย ออกก็ออกจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อการสร้างอะไรทั้งนั้นเลยเรื่อยๆ อยู่ในป่าก็ป่าจริงๆ อยู่ในเขาก็เขาจริงๆ สู้จริงๆ เพราะฉะนั้นมันถึงไปคิดเรื่องอาหารการกินที่เป็นของป่าของเขา ที่เราเคยกินในป่าในเขา มันทําให้ระลึกถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านี้นะ เอ้อ ! ที่นี่พระพุทธเจ้าทรงลืมพระเนตรบูชาต้นโพธิ์นี่ มันวิ่งถึงกันนะในเรื่องเหล่านี้ เพราะท่านเห็นคุณค่า เห็นบุญเห็นคุณของต้นโพธิ์
ทีนี้อาหารชนิดใดที่เราเคยขบเคยฉันมา ตั้งแต่เวลาต่อสู้กับกิเลสแบบสมบุกสมบัน แบบรอดเป็นรอดตายมานั้น มีอาหารประเภทใดบ้าง นี่ซิพอมาเจอเข้าทีไร มันไม่ได้ชินนะ มันหากเป็น สะดุดกึ๊กๆ เลย พวกหน่อไม้ พวกผักอะไร ผักกระโดนกระเดน ผักเครื่องของป่านั่นแหละมันสะดุดๆ นะ มันเหมือนกับว่าเป็นคู่มิตรคู่สหายคู่พึ่งเป็นพึ่งตายกันมาแต่ก่อน มันเป็น มันไม่ได้ชินนี่ ทุกวันนี้ก็ไม่ชิน ผักอะไร เขาเรียก โหระพาระเพออะไร หอมๆ นั่น นั่นก็มีอยู่บนเขานะ มีอยู่ตามนํ้าซับ นํ้าครํา พวกนี้มีแต่มันเป็นเถาวัลย์ไม่ใช่เป็นต้นนะ คือมันเป็นเถาเกิดอยู่ตามนํ้าซับนํ้าครํา เขาเรียกนํ้าครํา ให้โยมแหละเขาไปเด็ดมากิน วันละยอดสองยอดเรื่อย แน่ะ ถ้าวันไหนมีพริก มีอะไร ก็ให้เขาไปเด็ดเอามากิน เพราะเราอยู่อย่างนั้น อยู่ใกล้ๆ มันก็มี บางแห่งอยู่ใกล้ๆ กับที่เราฉันเลยก็มี พระกรรมฐานไปอยู่ที่ไหนต้องมีนํ้า ไม่มีได้เหรอ แล้วก็ผักมันมีหลายชนิด
อย่างธรรมลี (หลวงปู่ลี กุสลธโร) นี่เป็นนักกินผัก คนจังหวัดเลย เรายังสู้ธรรมลีไม่ได้นะ เรื่องนักกินผัก อู๋ย ! กินได้หมด กินเกลี้ยง แตกฉาน ผักชนิดต่างๆ มีเยอะนะในป่า องค์หนึ่งรู้อย่างหนึ่งๆ นั่นแหละที่ได้กินผักหลายต่อหลายชนิด ก็เพราะองค์หนึ่งรู้อย่างหนึ่งๆ เวลาเอามากินน่ะ เคยพบกับเพื่อนกับฝูงหลายจังหวัดต่อหลายจังหวัดนี่นะ องค์นั้นชํานาญกินผักอันนั้น องค์นี้ชํานาญผักอันนั้นๆ องค์นั้นชํานาญผักอันนั้น ทีนี้หลายองค์ต่อหลายองค์ พบกันหลายครั้งหลายหนก็จําได้ซี มันก็กว้างขวางไปเอง
ไปบิณฑบาตก็เราไปหาอย่างนั้นนะ ไม่ใช่มันไม่มีหนา หรือเราไปถูกที่แร้นแค้นกันดาร ไม่ใช่อย่างนั้นนะ เป็นเพราะเราไปหาเอง บ้านไหนคนนับถือมากๆ ยุ่งมาก อาหารการบริโภคมากเขากวนไม่ได้ภาวนา ก็เราหาภาวนาอย่างเดียวนี่ เพราะฉะนั้นที่ไหนที่เห็นว่าเป็นความสะดวกในการภาวนา เราจึงชอบที่นั่น ก็ที่คนไม่ยุ่งนั่นเอง เมื่อคนไม่ยุ่ง อาหารก็ไม่ค่อยมีล่ะ และนอกจากนั้นยังไปหาบ้านเล็กๆ น้อยๆ ๓ – ๔ หลังคาเรือนบ้าง ๙ หลัง ๑๐ หลังคาเรือนบ้าง ก็อยู่อย่างนั้น ถ้าเราไม่ฉันกี่วันนี้ก็ไม่ได้พบคนล่ะ พบแต่เราคนเดียวนี่ เขาก็ไม่มา มาหากันอะไร เขาก็ไม่ใช่เป็นคนยุ่งกับพระด้วย เราก็ไปหาที่เช่นนั้นด้วย แน่ะก็อยู่สบาย นั่นแหละที่ได้ฟัดกับกิเลสทั้งวันทั้งคืนเห็นดําเห็นแดงกัน ข้าวไม่กินภาวนายิ่งดี หลายวันกินทีหนึ่ง หลายๆ วันถึงกินทีหนึ่ง สมาธิก็แน่ว พอทางด้านปัญญานี้ก็เหมือนกัน ปัญญาก็คล่องตัว
ถ้าอดอาหารนะ มันช่วยกันจริงๆ นี่หมายถึง สําหรับผมเอง จะว่านิสัยหยาบอะไรก็แล้วแต่เถอะ เรื่องอาหารนี้สําคัญมากกับเรา เพราะฉะนั้น เราจึงได้ท้องเสีย เพราะเราชอบอด เนื่องจากว่าอดอาหารแล้วภาวนามันช่วยได้นี่นะ ไม่ได้บังคับบัญชาอะไรกันมากนักนี่
ถ้าฉันอิ่มๆ แล้ว โอ้โห ! ขี้เกียจก็มาก นอนก็เก่ง ราคะตัณหาก็มักเกิด ได้ระวังอันนี้ล่ะมากนะ คือธาตุขันธ์เวลามันคึกคะนอง มันเป็นของมันนะ เราไม่ได้ไปคึกคะนองกับมัน ไม่ได้ไปสนใจยินดีไยดีกับมันก็ตามนะ แต่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์เป็นเครื่องเสริม มันแสดงออกมาเราก็รู้ อย่างอาหารดีๆ ตามสมมุตินิยมนี้ด้วยแล้ว พวกผัดๆ มันๆ โห เก่งมากนะ ได้ระวัง ผมไม่ได้กินแหละ ถึงจะไปในเมืองในที่ไหน จําเป็นก็กินนิดๆ ระวังขนาดนั้นนะ
อาหารสัปปายะ อาหารเป็นที่สบาย ในธรรมที่ท่านสอนไว้ว่าที่สบาย สบายในการภาวนาต่างหากนี่ ไม่ได้สบายเพื่อราคะตัณหาเกี่ยวกับธาตุขันธ์นี่นะ อาหารสัปปายะ คือ อาหารเป็นที่สบายในการภาวนา กินแล้วธาตุขันธ์ก็ไม่กําเริบ การภาวนาก็สะดวกสบาย นั่นอาหารสัปปายะ ท่านหมายเอาอย่างนั้นต่างหาก เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ระมัดระวัง โอ๊ย ! กินแบบนักโทษนั่นแหละ พูดง่ายๆ… ไม่ระวังไม่ได้ นักภาวนา จะเห็นแก่ลิ้นแก่ปากไม่ได้นะ ต้องได้มองดูธรรมอยู่ตลอดเวลา อยากขนาดไหนก็ไม่เอา ถ้าเห็นว่าเป็นข้าศึกต่อธรรมแล้ว ต้องได้บังคับกันอยู่ตลอด นั่นแหละถึงได้เรียกว่าเป็นเหมือนนักโทษ
การฝึกจิตทรมานเจ้าของนี่ มันเหมือนนักโทษดีๆ นี่เคยทํามาแล้ว ไม่ใช่มาพูดเฉยๆ นะเราเคยทํามาแล้ว ก็พูดได้อย่างเต็มปากล่ะซิ อยู่ในป่าในเขาอยู่เงียบ แหม ! มันสงัดเอาจริงๆ นะ ปรากฏว่าใจดวงนี้น่ะมันเหมือนครอบโลกธาตุนี่ ความสว่างกระจ่างแจ้งของจิต ความสงัดของจิตนะ มันเหมือนไม่มีอะไรในโลกนี้เลย มันกังวานอยู่ แต่ความรู้เจ้าของนี่ปรากฏว่า นั่นฟังซิ แล้วไม่มีอะไรก็มันกังวานอยู่ด้วยความรู้ คือความรู้นี่เด่นขนาดนั้นนะ มันกังวานอยู่ด้วยความรู้ สว่างกระจ่างแจ้งเป็นแบบอัศจรรย์พูดไม่ถูก อยู่คนเดียวอย่างนั้นๆ เหมือนมันครอบโลกธาตุไปหมดด้วยความรู้ที่สว่างไสวที่ โอ๊ย ! พูดไม่ถูก เรื่องเงียบนี่เงียบขนาดนั้นนะ ก็ไม่มีอะไร ในเขาจะไปมีอะไรมันถึงได้เห็นชัดในหัวใจของเรา
นี่พูดถึงเวลาฝึกทรมานเจ้าของ อาหารต้องมีแต่อาหารอย่างว่าล่ะ เช่น ข้าวเปล่าๆ ไม่ต้องพูดล่ะ จนชิน เรื่องฉันข้าวเปล่าๆ อยู่ในป่าในเขา บางทีถ้าสมมุติว่าเขาตํานํ้าพริกมาให้ เขาก็ใส่ปลาร้าเสีย ปลาร้าก็เป็นปลาร้าดิบ อย่างนี้ก็ฉันไม่ได้เสียจะว่ายังไง เพราะไม่ได้มีใครตามมานี่เขาจะตามมาอะไร เราก็ไม่ให้เขาตามนี่ เราไม่ต้องการยุ่ง บางทีเขาก็ตํานํ้าพริกให้สักห่อหนึ่งมา นํ้าพริกถ้ามีแต่พริกล้วนๆ เราก็ฉันได้ แต่นี้มีปลาร้าอยู่นั้น ปลาร้าดิบนี่ เขาไม่ใส่ปลาร้าสุก ก็กินไม่ได้เสีย
นี่พูดถึงเรื่องการขบการฉัน ฉันข้าวเปล่าๆ มันฉันได้มากแค่ไหน สองสามคําก็อิ่มแล้วจะไปฉันได้มากอะไร ทีนี้เดินจงกรมตัวปลิวไปเลย นั่งภาวนานี่เป็นหัวตอ ไม่มีโงกมีง่วง มันก็บ่งให้เห็นได้ชัดๆ ว่า เพราะอาหารนั่นเองทําให้โงกให้ง่วง นี่มีแต่ข้าวเปล่าๆ มันก็ไม่ง่วง แล้วประการหนึ่งข้าวเปล่าๆ มันไม่ฉันได้มากนี่ ถ้ามีกับดีๆ ก็ฉันได้มาก ฉันได้มากก็นอนมาก ขี้เกียจมากน่ะซีโงกง่วง นั่งสัปหงกงกงันไปล่ะ ก็เคยเป็นอยู่แล้ว รู้อยู่ ไปอยู่อย่างนั้นมันไม่นี่ ฉันอาหารอย่างนั้นนี่นะ
นี่ล่ะบังคับเอานะ เราไม่ชอบ แต่ธรรมท่านเป็นอย่างนั้น เราชอบธรรม เราต้องดําเนินตามธรรม อาหารที่ไหนมันก็มีนี่นะ เราเข้ามาทําไมอย่างนี้ แน่ะ เรามาหาธรรม เมื่อหาธรรมก็ดําเนินตามธรรมซิ นี่มันบังคับให้เป็น เพราะฉะนั้นจึงอดบ้างอิ่มบ้าง อยู่ไป ขอให้ใจได้สะดวกสบาย
บางทีนี้ก็พูดมันสุดมันสิ้นไปเสียว่า บางทีมันเป็นเหมือนกันนะ ทั้งๆ ที่ราคะตัณหาก็มีอยู่นะ แต่เวลาไปอยู่ในแดนทรมานอย่างนั้น มันเหมือนกับเป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมา ไม่มีอะไรเลยในหัวใจ ปรากฏว่ามันเหมือนเป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาองค์หนึ่งในเขาในป่า จิตมันสว่างไสว โอ๋ ! นี่เห็นชัดๆ อยู่นี่ มันเป็นเรื่องอัศจรรย์อยู่ในหัวใจเจ้าของ มองลงไปนี้มันสว่างจ้าอยู่ ซึ่งแต่ก่อนมันมืด มันเป็นถ่านไฟดําๆ เราก็เห็นอยู่ ถ่านไฟแดงๆ ด้วยไฟ เราก็เห็นอยู่ อันนั้นมันไม่เป็น มันสว่างจ้าอยู่ในหัวอกนี่ ความรู้มันมีอยู่ตรงนี้
บิณฑบาตได้ปลาร้าดิบ
เราไปพักอยู่ถํ้าอะไร ลืมแล้วแหละ ตาคนหนึ่งเขาย้ายครอบครัวออกมาจากบ้านใหญ่มาอยู่จะว่าตีนเขาก็ไม่ผิดล่ะ ลงมาถึงที่นั่น ๓ กิโลฯ กว่า บ้านใหญ่เขาจะ ๔ กิโลฯ กว่าล่ะ อันนี้มันติดของมันเองก็จําได้เอง เขาว่า “ไหนบิณฑบาตได้อะไรบ้างไหม ไหนขอดูบาตร” พอเปิดดูบาตรขึ้นร้องก้ากเลย “โอ๊ย ! ไม่มีอะไร เอ้า ! สูตํา”
เราขบขันจะตาย เขาก็ตํานํ้าพริก แล้วก็เอาทัพพีไปตักเอาปลาร้าดิบในไหมาใส่ครก มีพริกมีอะไรใส่แล้วก็โขลกปุ๊บปั๊บๆ “เอา ! สูเร่ง” เราก็ขบขันดีนะ ใส่ปึ๊งปั๊งๆ เสร็จแล้วก็ใส่ห่อ เอาใบตองมาห่อ พอห่อเสร็จแล้วก็มาใส่บาตร ก็เราเห็นอยู่นี่ ปลาร้าดิบจะฉันได้ยังไง เราไม่มีตาปะขาว ไม่มีเณร ไม่มีญาติโยม จะทําให้สุกได้ยังไงก็รู้อยู่ แต่เอานํ้าใจเขาไม่ใช่อะไรนะ รออยู่นั้น พอเสร็จแล้วเขาก็เอามาใส่ปั๊วะลงไป “เฮ้อ ! อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย” เราไม่ลืมนะ เขาดีใจเขา เขาได้ใส่บาตร เขาไม่ได้คํานึงเรื่องของธรรมวินัยเรา แต่เรามีวินัย อะไรผิดวินัยก็รู้อยู่ แต่พูดก็จะเสียนํ้าใจเขา เราเอานํ้าใจ เขามีอะไรๆ ก็รับให้จะเป็นอะไรไป ใส่บาตรปุ๊บ
ปลาร้าที่แกตําใส่มา มันเป็นปลาร้าดิบ เราก็อยู่คนเดียวในป่าจะทําสุกเองก็ไม่ได้ พระวินัยห้าม อันโตวุฏฐะ อันโตปักกะ สามปักกะ มีสาม คือท่านละเอียดลออ ไม่ให้นําอาหารไปเก็บไว้ภายใน เช่น ในกุฏิ อันโตวุฏฐะ อันโตปักกะ สามปักกะ คือไม่ให้ทําสุกเอง ห้ามไม่ให้พระทํา เรื่องราวเป็นอย่างนั้น
กล้วยตีบลูกเดียว
พูดอย่างนี้แล้ว เราก็ยังไม่ลืม อย่างนี้ล่ะอะไรถ้ามันได้ถึงใจแล้วไม่ลืมนะ มันเป็นอย่างนั้นนะจิตของเราไม่เหมือนใคร คือมันจริงจังทุกอย่าง ถ้าอะไรได้ถึงใจแล้วมันเป็นสัจธรรม ไม่ใช่ความจํา ความจําเหลวๆ ไหลๆ แต่เป็นสัจธรรมแล้วฝังปึ๊บแล้วเท่านั้น กระทั่งวันตายก็ไม่ลืม อย่างไปเที่ยวกรรมฐานตอนออกไปจากหนองผือ คราวนั้นมีพระติดตามดูเหมือน ๓ องค์ มีเณรองค์หนึ่ง เป็น ๔ กับเรา ดูเหมือน ๕ กับเรากับเณรหรือไงลืมแล้ว ไม่ ๔ ก็ ๕ อยู่ตรงนี้ล่ะ แต่เราจําได้ผู้หญิงคนนั้นแกมาพูด แกก็พูดตามประสาของแก มันถึงใจเรากึ๊กทันทีเลย
วันนั้นแกใส่บาตร รวมกันก็มีประมาณ ๔ องค์หรือ ๕ องค์นี้แหละ เพราะพระรุมกับเราไปนี่ ออกจากหนองผือ เราผลักเอาไว้ๆ ให้ไปด้วยเพียงเท่านี้ นอกนั้นก็เต็มวัดอยู่นั้น เราออกเที่ยว ทีนี้ก็ไปบ้านนี้ จําได้กระทั่งบ้านไม่ลืม วันนั้นแกมาใส่บาตร แล้วพระตั้ง ๔ องค์ ๕ องค์ แกมีกล้วยตีบลูกเดียว นี่มันฝังใจเรานะ แทนที่กล้วยตีบลูกเดียวจะเป็นของเล็กน้อย ไม่ได้เล็กน้อยนะ อํานาจของแก แกก็พูดออกมาด้วยนะ ใส่บาตรมีกล้วยตีบลูกเดียว แย่งเด็กมา ไม่งั้นมันจะเอาไปกินหมด แย่งได้ลูกเดียวก็เอา เลยมาใส่บาตร ได้ลูกเดียวเฉพาะเราเป็นหัวหน้านั่นล่ะ ถึงใจเราปึ๊งเลย โห ! แย่งมาได้ลูกหนึ่งก็ยังดี ไม่งั้นเด็กเอาไปกินหมด เลยฝังลึกนะ
พอมาถึงที่พักแล้ว ก็มีเท่านั้นวันนั้น กับอะไรไม่มี มีแต่ข้าวกับกล้วยตีบลูกเดียว ก็ยื่นให้เณร เณรเอาเสีย วันนี้เอาเต็มที่นะ เราจะเดินทางไกลนะวันนี้ เอาเต็มที่นะเณร มีกล้วยตีบลูกเดียวเณรก็ยิ้มๆ เราไม่เอา เราให้เณรเลย พระทั้งหลายกับเราก็เป็นอันเดียวกันหมด ก็มีเณรเดียวได้พิเศษ ได้กล้วยตีบลูกหนึ่ง แกแย่งมาจากเด็กว่างั้นนะ ไม่งั้นมันจะเอาไปกินหมด ไปแย่งมาจากมันได้ลูกเดียวก็เอาแกว่า เพราะฉะนั้นแกถึงใส่บาตรลูกเดียวให้เรา ทีนี้เลยฝังใจเรา เป็นเรื่องใหญ่โตมาก นี่ล่ะเรื่องอํานาจของธรรมของแกเข้าไปเอามาจนได้ ได้ลูกเดียวก็เอา เราเลยฝังใจลึกไม่ลืม
ยอดนักรบธรรมเดนตาย
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ปฏิปทาการดําเนินของท่านเป็นแบบอย่างของพระธุดงคกรรมฐานในทุกๆ ด้าน ความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ความสมบุกสมบัน และความทุกข์ทรมาน อยู่ในดงเสืออดๆ อยากๆ ฉันข้าวเปล่าๆ เป็นเดือนก็มี ในการออกบุกเบิกธุดงควัตรแสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขาของท่านนั้น มีประสบการณ์ทางธรรมและเรื่องแปลกประหลาดอัศจรรย์ปาฏิหาริย์มากมาย ในสมัยปัจจุบันนี้ ไม่มีครูบาอาจารย์องค์ใดจะเทียบเสมอท่านได้ ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นสมบุกสมบันมากทีเดียว ถูกรบถูกราทุกแบบทุกฉบับ ถูกขับถูกไล่หาว่าเป็นพระป่าพระรกมาจากทิศใดแดนใด มันขับไล่ข้างนอกว่าเป็นของแปลกของปลอม ถูกขับถูกไล่ทั้งๆ ที่ถือศาสนาพุทธ มันก็เป็นแบบกิเลสไปเสียทั้งหมด พุทธที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าไม่มี พุทธที่แท้จริงก็อย่างที่หลวงปู่มั่นเอาออกมา นั่นแท้จริง แต่ก็เป็นของปลอมไปในขั้นเริ่มแรก ครั้นต่อมาก็ค่อยเข้าอกเข้าใจ ก็ค่อยยอมรับกันไปๆ อํานาจของหลวงปู่มั่น ของเล่นเมื่อไร ท่านทําประโยชน์ให้โลกอย่างเงียบๆ ตลอดมา สมท่านเป็นผู้สงบงบเงียบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีเรื่องมีราวกับใคร หลวงปู่มั่นไม่มี ถูกขับถูกไล่ไปไหนก็ถูก แต่ท่านไม่มีกับใคร ท่านก็ไปของท่านสบายๆ อย่างนี้ไปที่ไหน เขาเรียกเป็น พระจรจัด ตลอดเสือเย็นนี้ พวกป่าว่าให้ท่าน พวกบ้านว่าอีกแบบหนึ่งไล่ขับหนีนะ แม้ที่สุดพวกคณะเดียวกันก็ยังขนาบกันว่ากัน หลงยศ
นี่ล่ะท่านสมบุกสมบันมากขนาดไหน เราอย่าเอามาพูดเลยเรื่องของเรา เมื่อเกี่ยวกับท่านแล้ว ล้มไปเลยเรื่องเรา ท่านเป็นประจํา แต่ก่อนท่านบุกเบิกกรรมฐาน ท่านเป็นองค์แรกไปเลย เราเดินตามท่าน ท่านเป็นกรรมฐาน ท่านเดินหน้า ทุกข์ยากลําบากทุกอย่างอยู่กับท่านหมดนั่นแหละ นั่นล่ะได้ธรรมมาสอน”
องค์หลวงตาฯ เมื่อท่านถวายตัวเป็นศิษย์ ท่านได้ยึดปฏิปทาของหลวงปู่มั่นอย่างเคร่งครัด เป็นยอดนักรบธรรมเดนตายองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐาน ท่านพูดอย่างเด็ดขาดว่า
“ถ้ากิเลสไม่ตาย เราต้องตาย เป็นคู่ต่อสู้กันบนเวที คือ ความเพียร เอาเท่านั้นล่ะ ถ้ากิเลสไม่ตาย เราเท่านั้นตาย ที่จะให้ยกมือยอมแพ้นี้ไม่ยกไม่มี ตายก็ให้หามลงเปลไปเลยซัดกัน นี่ก็เป็นเวลา ๙ ปี ซัดกับกิเลสประเภทนี้เรียกว่าตกนรกทั้งเป็น เอ้า ! ตายเป็นตาย ชีวิตเหลือมาให้ได้ครองอรรถครองธรรม เป็นธรรมสมบัติขึ้นภายในจิตใจ ได้ธรรมมาครองหัวใจ”
ให้มหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งนะ – สมาทานผ้าสามผืน
พูดถึงเรื่องเที่ยวกรรมฐาน หลวงตานี้เที่ยวเก่ง ที่ไหนมีป่ามีเขา ที่นั่นเป็นที่สะดวกสบายแก่การบําเพ็ญภาวนา เหตุที่ได้อยู่สกลฯ นานๆ ก็เกี่ยวกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนะ ท่านอยู่แถวนี้ ท่านอยู่บ้านโคก บ้านนามน แล้วก็มาอยู่แถวนี้ด้วยกัน จากนี้ไปหนองผือมันก็เป็นบริเวณเดียวกัน เลยไปมาๆ แถวนี้…
มาอยู่กับหมู่กับเพื่อนนี้ก็เป็นความจําเป็น ก็อยู่เสีย เช่นอย่างมาอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นในพรรษา เราต้องดูแลหมู่เพื่อน ต้องกังวลวุ่นวายนั่นนี่เป็นธรรมดา ทั้งเพื่อการอบรมศึกษาของเราเองอีก แต่ก็ทนเอา มันลงใจทุกอย่างนะ ถ้าได้ลงแล้ว ลงหมดเลย คอขาดขาดไปเลย นิสัยไม่เหมือนใครเชียว เพราะเป็นนิสัยที่ผาดโผนอยู่มาก พ่อแม่ครูจารย์ขนาดที่ไสเราขึ้นยังต้องรั้งเอาไว้ คือท่านรู้นิสัยผาดโผนเอาจริงมากทุกอย่าง ครั้นพอออกจากนั้นแล้ว ถึงได้ดีดผึงเลย เพราะฉะนั้นท่านถึงรู้นิสัยล่ะซิว่า พอรู้ว่าเราจะไป ลาท่านไป ท่านก็ถาม “ไปกับใคร?” “ไปองค์เดียวครับกระผม” “เออ ! ท่านมหาไปองค์เดียว” ขึ้นทันทีเลย ชี้นิ้วไปเลย “ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ท่านมหาไปองค์เดียว” ท่านรู้ทันทีนะ “ให้ท่านไปองค์เดียวนะ ท่านมหา” มีเราเท่านั้นที่ท่านเสริมตลอดเลย ถ้าว่าไปองค์เดียวล่ะ “ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ” ไปจริงๆ เอาจริงๆ ด้วยนะ
องค์อื่นไม่ได้นะ บางทีจะไปด้วยกันสององค์ เหอ ! ขึ้นทันที ตั้งแต่อยู่ในวัด มันก็ตกนรกให้เห็นต่อหน้าต่อตา แล้วมันยังจะไปตกหลุมไหนอีกล่ะ เท่านี้ใครจะกล้าไปใช่ไหม คือ ๒ องค์ ๓ องค์จะไป หือ ! ขึ้นเลย ตั้งแต่อยู่ในวัดนี้ มันก็ตกนรกให้เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วออกจากนี้แล้ว มันจะไปตกหลุมไหน ใครจะไปดูมันล่ะ ท่านว่าเท่านั้นหมอบ ไม่กล้าไป ท่านยังไม่แน่ใจยังไม่ให้ไปความหมาย แต่สําหรับเรา สาธุเลย ไม่เคยมีที่จะห้ามแบบนี้ ไม่มี มีแต่ส่งเด็ดเลย
กลับมาหาท่านนี้มีแต่หนังห่อกระดูกมาทุกครั้ง ท่านดูอยู่ตลอด ลงมาจากภูเขา บางทีท่านร้องโก้กก็ยังมี เรายังไม่ลืม ตอนนั้นมันคงจะเป็นดีซ่านหรืออะไรอยู่บนภูเขา ลงมาจากถํ้าอะไรทางนากับแก้กับเก้อทางทิศใต้ของสกลนคร ลงมาจากภูเขาไปหนองผือ ตัวเหลืองเหมือนทาขมิ้นหมดเลย หนังห่อกระดูก พอไปกราบท่าน ท่านร้องโก้กเลย “เฮ้ย ! ทําไมเป็นอย่างนี้ล่ะ”ท่านว่างั้น คือ มันเหลืองหมดเหมือนทาขมิ้น เราก็มีแต่หนังห่อกระดูก มาหาท่านทีไร มีแต่หนังห่อกระดูก ก็เพราะการทรมานเจ้าของ ทรมานร่างกายนี่ทรมานหนักมากอยู่นะ คือร่างกายเวลามีกําลังมากมันทับ การภาวนาไม่สะดวก พอกดร่างกายลง กําลังความพากเพียรก็หนุนขึ้นๆ ธรรมะก็ค่อยปรากฏขึ้น ถ้าส่งเสริมทางร่างกาย ธรรมะก็หมอบ จึงต้องได้อาศัยเรื่องการฝึกอยู่ตลอดเวลา ฝึกๆ อยู่อย่างนั้น
ท่านดูหมดแล้วนี่ว่าจริงจังขนาดไหน พอท่านว่า “เฮ้ย ! ทําไมเป็นอย่างนี้ล่ะ” เราก็คอยนิ่งฟัง ท่านจะออกช่องไหน เหยี่ยวกับนก คอยฟัง จะไปตอบง่ายๆ ไม่ได้นะ สักเดี๋ยวท่านกลัวเราจะอ่อนเปียก ท่านพลิกใหม่ตอบปั๊บมาทีหลัง “มันต้องอย่างนี้ จึงเรียกว่า นักรบ” นั่น ท่านเสริมกําลังให้เลย เราก็ก้าวเดินตามเรื่องของเรา แสดงว่าการดําเนินมานี้ไม่ขัดข้อง ท่านให้ความสะดวกแล้ว มันก็ยิ่งพุ่งของมันใหญ่เลย
ไปที่ไหน ไปแต่องค์เดียว เป็นความเพียรตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงหลับเดินจงกรมจากหมู่บ้านนี้ไปหมู่บ้านนั้น เดินจงกรมทั้งนั้นนะเป็นความเพียรตลอดอยู่นั้น ก็เวลาไหนมันเผลอจากความเพียร พรากความเพียรนี้ที่ไหน นี่เป็นตามนิสัยของเจ้าของ มันเป็นอย่างนั้น
บางทีท่านก็พูดหยอกเล่น คนหนึ่งไปแทบเป็นแทบตายกลับมาเห็นแต่หนังห่อกระดูก เวลาจะไปนี้ ท่านพูดหยอกเล่นเฉยๆ “เอาให้ดีนะ” ท่านว่า “เอาให้ดีนะ” พอว่าไปองค์เดียว “เอ้อ ! ท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ” แล้วสุดท้ายท่านก็พูดหยอกเล่น “เอาให้ดีนะ” ให้ดีอะไร คนแทบตาย ท่านพูดเล่นเฉยๆ ก็รู้แล้วว่าความตั้งใจของเราเป็นยังไง
หลวงปู่มั่น แม้พูดเล่น องค์หลวงตาฯ ท่านก็ฟังจริงๆ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงตาท่านพูดอย่างนี้ ท่านบอกว่า คนที่ไม่มีนะ เวลาพูดอย่างไร มันก็ไม่มีออกมาหรอก เวลาท่านไปฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ที่มีการศึกษามา ท่านบอกนี่ปริยัติ ปริยัติ คือ การศึกษามา ศึกษามาจะพูดอย่างนี้ แต่ถ้าปฏิบัติมานะ ถ้าปฏิบัติมาแค่ไหน ได้แค่ไหน มันจะบอกมา ผู้ที่ไม่มีนะ จะพูดอย่างไร มันก็ไม่มี แต่ผู้ที่จะมีนะ ท่านพูดเล่นพูดหัวนะ หลวงปู่มั่นท่านพูดเล่นพูดจริง หลวงตาบอกว่า หลวงปู่มั่นท่านพูดเล่นพูดจริง แต่เราฟังจริงๆ ตลอด เพราะของมันมีอยู่ ออกมามันจริงทั้งนั้นแหละ ถึงจะพูดเล่น มันก็มีของจริงนั่นแหละ ของเล่นๆ นั่นแหละ ของจริงทั้งนั้นเลย เพราะอะไร เพราะใจท่านเป็นธรรม ท่านพูดอย่างไร มันก็เป็นธรรม”
มักเลือกสถานที่ภาวนาโดยสังเกตดูว่า หมู่บ้านไหนมีบ้านสัก ๓ – ๔ หลังคาเรือนบ้าง ๙ – ๑๐ หลังคาเรือนบ้าง จะได้ข้าวปลาอาหาร ขนมคาวหวานชนิดไหนมากน้อยเพียงใด ไม่เป็นเรื่องวิตกกังวลแต่อย่างใด การขบการฉันก็พอเป็นเครื่องยังชีพให้มีชีวิตเป็นไปเพื่อประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ก็เอาแล้ว ไม่เห็นแก่รสชาติ ไม่เห็นแก่ร้อนหรือเย็นยิ่งกว่าความเจริญก้าวหน้าทางจิตใจ
ท่านสอนให้ไปอยู่ในป่าในเขา ในที่ไหนๆ ที่เปลี่ยวๆ คนเราไม่มีที่พึ่งก็มาหวังพึ่งตัวเองล่ะซีทีนี้จิตก็ย้อนเข้ามา ก็อาศัยพ่อแม่ครูบาอาจารย์เรานี่ล่ะเป็นหลัก ไปอยู่โน้นก็ออกเที่ยว ถ้าอยู่แถวใกล้เคียงประมาณสัก ๑๕ หรือ ๑๖ กิโลฯ นี้ก็มากลับได้ ถ้าไปอยู่ไกลก็นานๆ ต้องเป็นเดือนหรือเดือนกว่าๆ ถึงจะมาทีหนึ่ง มันไกล เช่นอย่างมาทางอําเภอวาริชภูมิกับหนองผือ มันไกลนี่ เดินทางนี้ต้องค้างคืนหนึ่งกว่าจะไปถึง รถราไม่ต้องไปถามหามัน ไม่คิดถึงมันล่ะแต่ก่อน ถ้ามาอย่างนี้แล้วต้องนานๆ ถึงจะได้กลับไปทีหนึ่ง เป็นเดือนสองเดือน
ถ้าอยู่แถวใกล้เคียง ๑๔ – ๑๕ กิโลฯ นี้อยากมาวันไหนเวลาไหนก็มา เพราะข้อข้องใจเกิดขึ้นแล้วอยู่ไม่ได้แหละต้องมา พอฉันเสร็จแล้วก็ล้างบาตร เก็บบาตรแล้วก็บึ่งเลยคนเดียว ไปถึงโน้นก็ประมาณสัก ๑๑ โมงเช้า พอตอนบ่ายโมง บ่ายสองโมง ท่านก็ออกจากที่แล้วขึ้นหาท่านมีธุระอะไรก็ทําเสียก่อน อยากจะกลับไปที่พักเรา เมื่อไรก็ช่าง บางทีจนกําลังมืดค่อยไป ก็ภาวนาไปนี่ ไปคนเดียว เสือก็เยอะนะ แต่มันไม่สนใจยิ่งกว่าการภาวนา สนใจกับการภาวนานี้ มันดงทั้งนั้นนี่หนองผือ แถวนั้นมีแต่ดงทั้งนั้น ดงเสือทั้งนั้น แต่แทนที่มันจะมาเป็นอารมณ์กับเสือ ไม่…อยากไปเมื่อไรก็ไป กลางคืนไม่ได้จุดไฟนะ ไปที่พักเจ้าของ บุกไปอย่างนั้นล่ะ เพราะทางแคบๆ พอไปได้ ภาวนาเรื่อยไป
เราสมาทานมีผ้าสามผืนติดตัว แต่ไม่ได้กราบเรียนท่านให้ทราบเท่านั้น สบง จีวร สังฆาฏิ แต่ก่อนเราก็มีผ้าอาบนํ้าผืนหนึ่ง มีสี่สําหรับเช็ดบาตร สําหรับอาบนํ้าอาบท่าเท่านั้น มีประจําเป็นสมาทานไว้ในตัวเสร็จ เวลามีอะไรมาจึงไม่เคยสนใจ ออกเลย ปฏิบัติอย่างนั้นเรื่อยมา อยู่ในป่า นอนไม่ได้ตลอดคืนก็มี ตลอดคืนเลยนอนไม่ได้ มีแต่นั่งภาวนา ตอนกลางวันต้องเดินให้มาก กลางคืนเดินไม่ได้ หนาว หนาวก็ต้องนั่งภาวนา พอนั่งภาวนา จิตเข้าข้างใน มันก็หายหนาว หายเงียบเลย พอออกมามันก็หนาวอีก ตลอดรุ่งไม่ได้หลับเลยก็มี อยู่ในป่า แต่พูดนี้ไม่มีผ้าห่มนะ คือท่านเที่ยวกรรมฐาน ท่านไม่มีผ้าห่มล่ะพระกรรมฐาน มีผ้าสามผืนเท่านั้น เอาจีวรกับสังฆาฯ พับแล้วก็มีเท่านั้นล่ะ หลับก็หลับ ไม่หลับก็ไม่หลับ แต่ไม่หลับคืนหนึ่งตลอดรุ่งเลย
เที่ยวกรรมฐานใกล้วัดป่าบ้านหนองผือ
ในระยะนี้ องค์หลวงตาฯ ท่านเที่ยวกรรมฐานองค์เดียวตามป่าตามดงในเขตตําบลกุดไห อําเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดป่าบ้านหนองผือ ดังนี้
“เราก็เคยไปพักอยู่ทางบ้านงิ้ว บ้านค้อน้อย ค้อใหญ่ บ้านงิ้ว กุดไห กุดโคก เคยพักทั้งนั้นแหละ… แถวนี้มาเที่ยวทั้งนั้นล่ะ เที่ยวหมดล่ะ แถวนี้มาหมด ทางกุดบากไม่ได้พัก หลวงปู่ขาวพักที่บ้านกุดบาก เราพักอยู่ทางแถวนี้ทางบ้านงิ้ว ทางแถวนี้ บ้านค้อน้อย ค้อใหญ่ ไปหมดนั่นล่ะ แต่ที่พักก็คือบ้านงิ้ว กุดไหนี่พัก กุดโคกก็เคยพัก กุดดงท่านอาจารย์หลุยอยู่นั่น…
กุดไห (ปัจจุบัน คือ วัดป่าญาณสัมมานุสรณ์) เราอยู่องค์เดียว เราพักอยู่กุดไห มันเปลี่ยนสภาพหมดแล้ว กระต๊อบเราอยู่ไหน มันจําไม่ได้แล้ว คือแต่ก่อนมันก็เป็นทางนี้เป็นเล้าเขานี่ แถวนี้เป็นเล้ารอบวัด เดี๋ยวนี้ต้นไม้ขึ้นหมดแล้ว อันนี้ก็มาเยี่ยมพี่น้องทั้งหลายแล้วบ้านกุดไห ก็บ้านมีบุญมีคุณต่อหลวงตาบัวมากทีเดียว ได้มาพักอาศัยพี่น้องทั้งหลายอยู่นี้แล้วก็บ้านงิ้ว บ้านกุดไหเหล่านี้ นี่เดินจากนี้ไปหาบ้านหนองผือเป็นดงนะ ดงทั้งหมดเลย จากนี้ก็ไปหนองผือ ฉันเสร็จแล้วก็ไป ถ้าวันไหนติดปัญหาภายในใจแล้ว ฉันเสร็จแล้วออกเดินทาง คํ่ามืดถึงนะ
บางทีจนมืดอยู่วัดหนองผือมา บุกป่ามากลางคืน แต่ก่อนมันเป็นป่าทั้งหมด ป่าล้วนๆ เลยเทียว เดินบุกป่าฝ่าดงมาอย่างนั้น เราพักอยู่ที่นี่เข้าไปหาท่าน พอฉันเสร็จแล้วก็ไป พอตกเย็นๆ ก็มา มานี่ แล้วจะเสร็จธุระเมื่อไรค่อยออก บางทีกําลังจะมืดค่อยออกจากหนองผือ ดงทั้งนั้นน่ะนี่บุกดงมาเลย ทางพอหลวมตัวไปได้ๆ พอหลวมตัวทาง ตัดไปนี้ผ่านบ้านกุดไหออกมาวัด เวลาจะไปก็ตัดบ้านกุดไหออกไปหนองผืออยู่ทางนี้นะ นี่มันไปนู่นกุดบากนู่น คดโค้งมากทีเดียว พรากจากบ้านกุดไหเราไปเนี่ยตั้ง ๕๐ กว่าปีแล้ว มาจึงจําไม่ได้ ไม่มีใครจะเหลืออยู่บ้างล่ะ
วันนี้ก็พูดกับพี่น้องทั้งหลาย ทราบโดยทั่วกัน ว่ามาขอบบุญขอบคุณกับพี่น้องทั้งหลายที่เลี้ยงหลวงตาบัวมาเป็นเวลานาน มาพักภาวนาอยู่แถวนี้บ้านนี้ เที่ยวแต่ก่อน เที่ยวกรรมฐานสมบุกสมบันล่ะ ไปองค์เดียว องค์เดียวทั้งนั้น หลวงตาไปไหน ไปเที่ยวที่ไหนไปแต่องค์เดียวๆ ที่เป็นที่สะดวกสบายแล้วก็ไป ไปอย่างนั้นล่ะ แถวบริเวณนี้ที่รอบๆ หนองผือที่หลวงปู่มั่นอยู่นั้นเรามาเที่ยวรอบๆ ทางอุ่นโคก ทางกุดไห บ้านงิ้ว ค้อใหญ่ ค้อเล็กอะไรไป ไปหมดนั้นแหละ ไปเที่ยวหมด แต่ที่อยู่นานก็คือแถวนี้กุดไหกับบ้านงิ้ว มาพักภาวนาอยู่ที่นี่ สมบุกสมบันเสาะแสวงหาอรรถหาธรรมเพื่อตัวเอง…
บ้านงิ้วเราก็ไปพักอยู่นาน หลายเดือน เป็นระยะๆ บ้านดงทั้งนั้นล่ะ เหล่านี้บ้านดง เดี๋ยวนี้ไม่มีเลย คําว่าดงได้ยินแต่ชื่อ พูดว่าดงเสียเอง เด็กรุ่นหลังนี้ไม่เชื่อ คือมันไม่มีเลย มีแต่ไร่แต่สวนเต็มไปหมด เราไปอยู่บ้านนี้แหละ แถวนี้ ไม่ว่าแต่บ้านนี้นะ ไปทุกบ้านแหละแถวนั้น ค้อน้อยค้อใหญ่ เหล่านี้ไป บ้านงิ้วติดต่อกัน พักที่นั่นที่นี่ มีแต่ความสะดวกสบาย มีแต่ภาวนา การไปมาหาสู่กันนี้ แม้แต่ทางล้อทางเกวียนก็ไม่อยากมี แต่ก็จําต้องมีเพราะมีหมู่บ้าน เป็นทางล้อทางเกวียนไปรกๆ กับทางคน เรื่องรถอย่าไปพูดถึงมันเลย จึงว่าเป็นดงล้วนๆ ที่อยู่ เรียกว่าดงร้อยเปอร์เซ็นต์ป่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ยังดีที่สมัยเราเที่ยวอยู่นั้น ทุกอย่างได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หมด
การไปมา การเที่ยวภาวนาที่นั่นที่นี่เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ สะดวกไปหมด ไม่มีที่จับที่จอง ที่ของคนนั้นคนนี้ เป็นที่ของแผ่นดิน แวะไปที่ไหนก็เป็นที่ภาวนาเลย เดินตามป่าตามเขา ไปที่ไหนควรแก่การภาวนา สถานที่เหมาะสมแล้วเข้าพักเลย ได้สบายๆ ทุกวันนี้มีแต่ไร่แต่สวน มีแต่ที่ของคนทั้งนั้นแหละ ไม่สะดวก เดี๋ยวนี้เรียกว่า ไม่สะดวกเลยสําหรับพระกรรมฐาน แต่ก่อนสะดวกเอามาก ก็ยังดีนะ เรานี่จะเรียกว่ารุ่นหลังก็ได้นะ รุ่นหลังของการท่องเที่ยวในป่าอันสมบูรณ์พูนผล ไม่บกพร่อง การเที่ยวตามป่าตามเขา สถานที่ต่างๆ เรียกว่า ในขั้นของเรานี้เป็นขั้นสุดท้าย สมบูรณ์ มาถึงจุดนี้แล้ว จากนั้นก็ค่อยเป็นไปล่ะที่นี่ เบาบางลงๆ”
ภาค ๘ วัดป่าหนองผือ ตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน
เหมือนอยู่ในตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน
การเทศน์ด้วยความรู้จริงเห็นจริง ดังพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเทศน์ เรียกว่า อันดับหนึ่งในสมัยปัจจุบัน จอมปราชญ์สมัยปัจจุบันอันดับหนึ่ง ท่านเทศน์ไม่มีคลาดเคลื่อนเลย ถอดออกมาจากหัวใจที่ทรงมรรคทรงผลล้วนๆ ผู้ฟังก็ตั้งหน้าตั้งตามาฟังเพื่ออรรถเพื่อธรรมอย่างแท้จริงแล้ว ได้สําเร็จผล เราประจักษ์ในหัวใจของเราๆ…
พ่อแม่ครูจารย์แสดงธรรมนี่แสดงด้วยความแม่นยํา หาความสงสัยไม่ได้ ผู้ฟังนี้รู้สึกว่ากระหยิ่มยิ้มย่องพออกพอใจทั่วหน้ากัน เพราะมาด้วยความตั้งใจเหมือนกัน นี่ล่ะในครั้งนี้ เราก็เห็นได้อย่างชัดๆ ถือองค์พ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นองค์ประกันเรื่องมรรคผลนิพพาน ในการแสดงออก แสดงออกตั้งแต่เรื่องมรรคเรื่องผลที่ท่านทรงไว้แล้วทั้งนั้น ผู้ฟังก็เอิบอิ่มเต็มอกเต็มใจ กระหยิ่มยิ้มย่องทั่วหน้ากัน เห็นได้อย่างชัดๆ เหมือนหนึ่งว่า นิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ ของผู้ปฏิบัติทั้งหลาย เวลาแสดงธรรมเหมือนท่านเปิดประตูนิพพานให้ ต่างองค์ต่างฟัง เงียบเหมือนไม่มีคน เวลาจบธรรมแล้ว องค์ไหนก็มีแต่ความกระหยิ่มยิ้มย่อง แล้วกลับไปสํานักถิ่นฐานของตน สํานักนั้น สํานักนี้ ท่านก็ไป ผู้ที่อยู่ในวัดก็เป็นอันว่าอยู่ ผู้ที่อยู่นอกวัดก็ต้องไปตามสถานที่ของท่าน ท่านอุตส่าห์อย่างนั้นแหละ
ถ้าวันปาฏิโมกข์แล้ว ตอนบ่ายโมง ท่านจะเริ่มลงปาฏิโมกข์ อันนั้นฟังได้ทั่วหน้ากัน มาจากสํานักต่างๆ พอฟังปาฏิโมกข์จบลงแล้วนั้นแหละ ท่านจะแสดงธรรมให้ฟังเต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกครั้งในวันอุโบสถ ผู้มาฟังก็ได้ฟัง ๑๕ วันได้ฟังธรรมท่านเต็มเม็ดเต็มหน่วยครั้งหนึ่งๆ ตลอดไป จึงรู้สึกว่าพระเณรยิ้มแย้มแจ่มใส พออกพอใจ อยู่ด้วยความหวัง ว่าอย่างนั้นเถอะ เต็มตื้นในหัวใจ ไม่ใช่อยู่ด้วยความว้าเหว่ ท่านอยู่ด้วยความมีหลักมีเกณฑ์ คือ มีครูมีอาจารย์ มีอรรถมีธรรมเป็นเครื่องเกาะเครื่องยึด จิตใจย่อมมีความอบอุ่น เวลามาฟังเทศน์ก็มาด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ด้วยความพออกพอใจ ครั้นมาฟังแล้วก็กลับไปด้วยความเอิบอิ่มในอรรถในธรรม อย่างนี้ตลอดมาพ่อแม่ครูจารย์มั่นเทศน์ เทศน์นี้จะไม่มีข้อข้องใจสงสัยตรงไหน
คําว่าเห็นจะนี้ไม่เคยปรากฏในพ่อแม่ครูจารย์มั่นที่เทศนาว่าการเลย เห็นจะเป็นอย่างนั้น หรือว่าควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่มี มีแต่ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ เด็ดขาดๆ ด้วยความแน่ใจของท่านที่แสดงธรรมออกมา ผู้ฟังก็แน่ใจ รับอรรถรับธรรมไปด้วยความเต็มใจ ตายใจ เวลาท่านอยู่ที่นั่น โอ๋ ! พระเณรนี้เหมือนว่าอยู่ในตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน วัดป่าหนองผือ เหมือนตลาดกลาง พระเณรมาในที่ต่างๆ มาเต็มในวัดหนองผือ เรียกว่า เหมือนตลาดแห่งมรรคผลนิพพานนั้นแหละ ฟังเทศน์นี้ประหนึ่งว่าครั้งพุทธกาลทีเดียว การเทศน์ไม่ได้ผิดแปลกกันเลย เทศน์แต่เรื่องมรรคเรื่องผลล้วนๆ ฟังแล้วผู้ฟังดูดดื่มภายในใจเต็มเม็ดเต็มหน่วยเราพอใจมาก จึงระลึกได้ไม่ลืม เรียกว่าเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ฟังแล้วไม่จืดจางนะเรา พ่อแม่ครูจารย์นี้เป็นเจ้าของตลาดแห่งมรรคผลนิพพานอย่างสมบูรณ์แบบ
ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๐ หลวงปู่มั่นบอกลูกชายเราจะมาบ้านหนองผือ
หลวงปู่มั่น ทราบล่วงหน้าด้วยญาณว่า หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว จะมากราบเยี่ยม ท่านจึงบอกพระเณรและมอบให้ท่านอาจารย์มหาบัวพาพระเณรทําที่พัก โดยหลวงปู่มั่นเป็นผู้ชี้จุดด้วยองค์ท่านเอง ที่พักของหลวงปู่ชอบ องค์ท่านให้ทําไว้ที่ใต้ต้นมะไฟ ที่พักหลวงปู่ขาว องค์ท่านให้ทําไว้ที่ใต้ต้นหว้า พระเณรพากันทําที่พักให้หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาว สองวันจึงแล้วเสร็จ
ครูบาอาจารย์เล่าว่า “วันที่หลวงปู่ชอบกับหลวงปู่ขาว เดินทางมาถึงวัดป่าบ้านหนองผือ เรากับอาจารย์หล้าพาท่านทั้งสองไปกุฏิหลวงปู่มั่น พระเณรพอรู้ข่าวก็พากันมาฟังท่านทั้งสามคุยกัน อยู่ใต้ถุนกุฏิหลวงปู่มั่น ยังกับพากันมานั่งฟังลํา พระเณรพากันเงียบไม่ต้องบอกกันยากเรานั่งอยู่กับอาจารย์หล้า อาจารย์มหาบัวถามเรา “อาจารย์ใหญ่คุยกับผู้ใด ทําไมเสียงดังมาก” เราบอก “อาจารย์ใหญ่ท่านคุยกับอาจารย์ขาว อาจารย์ชอบ” อาจารย์มหาฯ บอก “อย่าปากๆ (อย่าพูดๆ) ฟังท่านๆ” พระเณรพากันเงียบฟังครูบาอาจารย์สนทนากัน
เวลาหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว พูดอะไรออกมาถูกธรรม หลวงปู่มั่นจะเสียงดังขึ้นมาทันที “เออๆ ถูกแล้วๆ ให้มันได้อย่างนี้ แหม๋ๆ” พระเณรหนองผือแอบฟังอยู่ใต้ถุนกุฏิพากันตื่นเต้นไปกับองค์ท่าน ถึงได้รู้ว่าพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว ท่านสําเร็จธรรมกันอยู่ที่ไหนวันนั้นพระเณรพากันฟังสนทนาธรรม เพลิดเพลินจนลืมปัดตาด ฉันนํ้าร้อน แต่ละองค์ไม่มีใครอยากลุกออกจากที่เลย ฟังครูบาอาจารย์พูดถึงธรรมเรื่องไหน มันเพลินไปในธรรมของท่านหมด”
หลังจากที่พระเณรได้ยินได้ฟังท่านพระอาจารย์มั่นสนทนาธรรมกับศิษย์รักทั้งสององค์แล้วก็ยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว
หลวงปู่ชอบท่านเป็นคนพูดน้อย หน้าตาเอาจริง เวลาอยู่ใกล้ท่าน พระเณรจะไม่กล้าพูดจาหยอกล้อกัน ส่วน หลวงปู่ขาวท่านเป็นพระที่เมตตามาก ท่านยิ้มง่าย พระเณรจึงชอบพากันพูดคุยกับท่าน ขณะอยู่วัดป่าบ้านหนองผือ ส่วนมากหลวงปู่ชอบท่านจะพูดกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์มหาบัว กับพระเณรองค์อื่น ท่านจะพูดด้วยน้อยมาก ท่านพระอาจารย์มั่นบอกพระเณรว่า “อยู่ใกล้ท่านชอบ ให้ระวังความคิดของตนเองเด้อ เสือเด้อนั่น” พระเณรศิษย์รุ่นหลังๆ จึงพากันระมัดระวังตัวและระวังความคิด กลัวว่าจะคิดไม่ดี หลวงปู่ชอบท่านจะล่วงรู้ด้วยวาระจิตและทักขึ้นมาให้อับอายขายหน้า
หลวงปู่ชอบ ท่านเล่าเหตุการณ์ในขณะที่ท่านอยู่วัดป่าบ้านหนองผือ ไว้ดังนี้
“เรากับท่านมหาบัวไม่เคยเที่ยววิเวกด้วยกัน เคยแต่ปฏิบัติด้วยกันอยู่บ้านหนองผือนาใน เรา อาจารย์ขาว ท่านมหาบัวเคยอุปัฏฐากพ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่นอยู่บ้านหนองผือนาในด้วยกัน
ท่านมหาบัว บารมีท่านเคยเป็นกษัตริย์กู้ชาติ ศาสนา มาก่อน ขณะอยู่บ้านหนองผือนาในพ่อแม่อาจารย์ใหญ่มั่น พูดให้เรากับอาจารย์ขาวฟัง “มหาบัวนี่บารมีมาก อดีตท่านมหาบัวเคยเป็นกษัตริย์กู้ชาติ ศาสนา เหมือนกันกับพระเจ้าอโศกฯ อดีต อาจารย์มหาบัว คือ พระเจ้านเรศฯ ผู้ขี่ช้างฟันคอพม่า ในชาติท่านมหาบัวเกิดเป็นพระเจ้านเรศฯ ธรรมลี (หลวงปู่ลี กุสลธโร) เกิดเป็นช้างคู่บารมีให้พระเจ้านเรศฯ ขี่คอรบกับพม่า”
หลวงปู่ชอบ กับ หลวงปู่ขาว ท่านพักภาวนาที่วัดป่าบ้านหนองผือระยะหนึ่ง ในระยะนี้ท่านพระอาจารย์มั่นท่านชราภาพมากแล้ว องค์ท่านจึงได้ฝากพระศาสนาให้ท่านทั้งสอง รวมทั้งองค์หลวงตาฯ จากนั้นแล้วไม่นาน ท่านทั้งสองต่างก็พากันกราบนมัสการลาท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อกลับไปเมตตาโปรดสงเคราะห์ญาติพี่น้องทางถิ่นฐานบ้านเกิด
สังเกตครูบาอาจารย์มาศึกษาธรรม
ในระยะนี้ก็มีบรรดาพระศิษย์อาวุโสประเภทเพชรนํ้าหนึ่ง ได้เดินทางไกล มากราบคารวะฟังธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กันอย่างไม่ขาดสาย เมื่อครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ มา หลวงปู่มั่นท่านจะมอบหมายให้องค์หลวงตาฯ ไปจัดกุฏิถวาย ดังนี้
“ตามธรรมดาเรานี้ มีครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ๆ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านไปเยี่ยมท่านเราจะไม่ละสายตาเลย จะคอยจ้องดู ครูบาอาจารย์องค์นี้ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน เป็นผู้ใหญ่ๆ องค์นี้มา ท่านจะปฏิบัติปฏิสันถารต้อนรับอย่างไร ทั้งภายนอกภายใน ภายใน คือ ธรรมภายในใจ ภายนอกกิริยาอาการต่างๆ ภายในเป็นเรื่องธรรมภายในใจโดยเฉพาะ ท่านใช้กิริยายังไงๆ เราจะฟังหมดแหละ องค์นี้มาจะปฏิบัติยังไงๆ เราจะไม่ให้พลาดสายตาเลย จะคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ตรงตามที่เราสังเกตไว้ด้วยนะ เราโง่ก็ตาม แต่เราก็สังเกต องค์นี้มาปฏิสันถารต้อนรับอย่างนี้ องค์นั้นมาปฏิสันถารต้อนรับอย่างนั้นๆ ไม่เคยซํ้ากันนะ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ไปหาท่านแต่ละครั้งละคราว เราจะสังเกตอยู่ตลอดเวลา การปฏิสันถารจะไม่เหมือนกัน”
ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงตาท่านเล่าให้ฟังบ่อย ท่านไปคุยกับครูบาอาจารย์มาเยอะมาก เพราะหลวงตาท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นมานาน ท่านอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นอยู่ ครูบาอาจารย์เข้ามาก็จะสนิทคุ้นเคยกับท่านมาก ท่านจะไปคุยกับใครได้ง่าย ที่บอกว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นเพชรนํ้าหนึ่งนั้น ท่านไปคุยมาหมดแล้วล่ะ นั่นมันลงอันเดียวกันหมด ถ้าของจริงต้องลงอันเดียวกันหมด อริยสัจมีหนึ่งเดียว
หลวงปู่พรหมไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาวไปหาหลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เราไปหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้นไปหาหลวงปู่มั่น ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นทุกองค์ที่ไปหาหลวงปู่มั่น ไปพูดถึงธรรมะกันนี้ หลวงตาท่านนั่งฟังมาหมดเลย ท่านถึงได้เก็บประสบการณ์ของท่านมหาศาลเลยแล้วท่านมีการศึกษาว่า ท่านเป็นมหาด้วย แล้วเป็นนักปราชญ์ เป็นผู้มีสติปัญญามาก ถ้าวันใดเห็นครูบาอาจารย์ออกจากป่ามากราบหลวงปู่มั่น หลวงตาท่านรู้แล้วว่า ผู้ที่มากราบหลวงปู่มั่น ประเพณีของกรรมฐานนี่ไปออกทําวิจัยมา ไปออกค้นคว้ามา ออกธุดงค์มา จะต้องมีประสบการณ์ จะต้องมีมุมมอง จิตมันต้องมีสิ่งใดมา จะมารายงานครูบาอาจารย์ หลวงตาท่านบอกเลยนะถ้าวันไหนมีครูบาอาจารย์มา ท่านไม่ไปไหนหรอก ท่านเมียงๆ มองๆ อยู่ทางนั้นน่ะ พอถ้าอาจารย์ขึ้นไปหาหลวงปู่มั่น ท่านก็เข้าไปแอบฟังด้วย เข้าไปนั่งฟังด้วย ไปฟังด้วยเพราะว่าสิ่งนี้เขาไปกระทําของเขามา
เราจะบอกว่าสิ่งที่ในวงกรรมฐาน เวลาเขามาพูด เขาไม่ไปพูดกันเอง เขามาพูดกับผู้รู้จริง เขามาเปิดอกกับหลวงปู่มั่น หลวงตา ครูบาอาจารย์เราท่านก็เปิดอกกับหลวงปู่มั่นแล้วเวลาหลวงปู่มั่นท่านตรวจสอบกับตัวท่าน ท่านตรวจสอบกับหลวงปู่เสาร์ ท่านตรวจสอบกับเจ้าคุณอุบาลีฯ นี่แล้วความที่มั่นคงที่สุด คือปัจจัตตัง คือสันทิฏฐิโกในหัวใจของหลวงปู่มั่น”
อุบายสอนของหลวงปู่มั่น
อย่างพ่อแม่ครูจารย์ท่านว่าให้เรา เรายังไม่ลืม เราเป็นไข้อยู่ในกระต๊อบเล็กๆ ลุกไม่ขึ้นไข้มาลาเรียเสียด้วย นอนจมทั้งวันทั้งคืนเลย ยาไม่สนใจ ไม่เอา ท่านก็คิดยังไงไม่รู้ ให้พระเอายามาให้เรา ท่านให้พระเอายามาเม็ดหนึ่ง บอกว่า “นี่ยาท่านอาจารย์ให้เอามาให้ฉันเดี๋ยวนี้” “โอ๊ย ! ไม่ฉันล่ะ” ว่างี้เลยแหละเรา ตกลงพระก็เลยถือกลับคืนไป ยาเม็ดนั้นล่ะ ถือกลับคืนไปหาท่านบอกว่า ท่านไม่ฉัน พอได้ยาแล้ว ท่านมาเองนะคราวนี้ เปิดปุ๊บปั๊บเข้ามาเลย เราอยู่แคร่เล็กๆ เตี้ยๆ “นี่ยา เอ้า ! ฉัน ยานี้ยาเทวดาสู้ไม่ได้ ฉันเดี๋ยวนี้ หายเดี๋ยวนี้ เอาเลยหายเดี๋ยวนี้ล่ะ” ท่านยื่นเข้ามาจะทํายังไงเรา ก็ท่านยื่นเข้ามาเอง ตกลงเราก็ต้องได้จับฉัน ฉันแล้วตั้งแต่นั้นมา ท่านไม่เคยถามว่า ยานี้เป็นยังไง ผลของมันเป็นยังไง เราก็ไม่เคยพูด ท่านก็ไม่เคยพูด ยาเทวดาสู้ไม่ได้ แต่ไข้มันก็กระหนํ่าอยู่อย่างนั้น อย่างนี้ล่ะเกี่ยวกับพ่อแม่ครูจารย์
เราไม่ค่อยเกี่ยวกับหยูกกับยาอะไร เป็นอะไร เอ้า ! เป็นมา เรียนธรรม เรียนอยู่ในนี้ ว่างั้นเลย ไม่เอายา ฉันลงไปแล้ว มันก็ไข้ของมันอยู่อย่างนั้น ท่านก็เอามาให้อย่างนั้นล่ะ ถ้าเด็ดจริงๆ ท่านก็ทําอย่างนั้นพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านรู้นิสัยเรามันผาดโผนจริงๆ เด็ดจริงๆ ยานี้อย่ามายุ่งว่างั้นเลย เอ้า ! มีเท่าไรฟัดกันอยู่ในนี้ ความเป็นกับความตายอยู่ด้วยกันนี้แหละ มันจะไปไหน เรียนธรรมก็เรียนอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นถึงปัดเลยไม่มีอะไรมายุ่งได้เรื่องหยูกเรื่องยา เราไม่เอาจริงๆ เป็นอะไรถึงไหนถึงกันเลย ซัดกันเลยๆ ตลอด
เวลาอยู่กับหมู่กับเพื่อน ท่านก็สงสาร คือธรรมดาท่านไม่อยากให้ไปเที่ยว อยู่กับหมู่คณะคอยดูแลพระเณรก็สงบร่มเย็นดี เวลาเราออกไปคงจะมีระเกะระกะอยู่ในนั้น ขวางหูขวางตาท่าน ให้ท่านเห็นจนได้นั้นแหละ เวลาเรากลับมานี้อาจจะต่างกัน เพราะฉะนั้นอาการของท่าน จึงไม่อยากให้ไปไหน พอเรากราบเรียนปรึกษาถึงเรื่องราวหน้าที่การงานในวัดอะไรๆ ถ้าไม่มีแล้วก็อยากกราบลาพ่อแม่ครูจารย์ไปประกอบความเพียรชั่วระยะ เราบอกชั่วระยะ ท่านนิ่งเลยนะ คือเกี่ยวกับหมู่เพื่อน ถ้าเราไปแล้วเป็นอย่างนั้นๆ แน่ะ แต่ท่านก็คิดเห็นประโยชน์ส่วนใหญ่ของเรา
พอเงียบๆ ท่านก็ว่า “เออ ! จะไปก็ไป” นั่น ท่านว่าอย่างนั้นนะ ถ้าท่านไม่พูดอย่างนั้นเราไปไม่ได้นะ ขนาดนั้นล่ะพ่อแม่ครูจารย์มั่น แล้วเราเคารพท่านอย่างนั้นเหมือนกัน เรากราบเรียนปรึกษาเสียก่อนนะ ต้องปรึกษาหารือเรียบร้อยแล้วค่อยไปๆ เพราะจอมปราชญ์ของเล่นเมื่อไร ไม่ใช่อยู่ๆ กราบเรียนลาไปเลย ไม่เคยมีเรา ปรึกษาปรารภเรื่องการ เรื่องงาน เรื่องอะไรเรียบร้อยแล้ว “ถ้าไม่มีอะไรก็คิดว่า อยากจะกราบลาไปเที่ยววิเวกประกอบความพากเพียรสักระยะหนึ่ง” ท่านนิ่งเลยนะ เราดูก็รู้ อาการของท่านไม่อยากให้ไป เกี่ยวข้องกับหมู่เพื่อน แต่ท่านก็คิดเห็นประโยชน์ส่วนใหญ่ของเรา
สุดท้ายท่านก็ลงใจ “เออ ! จะไปก็ไปได้” ไม่ได้ว่าในเวลานั้นนะ หลังๆ นู่น ท่านถึงว่าพอเรากราบเรียนให้ท่านทราบแล้ว ท่านก็นิ่งเฉย ท่านจะว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้าท่านไม่พูดอะไร เราก็ไปไม่ได้ ไม่ไป แล้วท่านก็แย็บออกมา “เออ ! ท่านมหาอยากจะไปวิเวกประกอบความเพียรก็ไปได้” จากนั้นก็ต่อเงื่อนล่ะที่นี่ “แล้วจะไปทางไหน” ท่านถามนะ ถามทุกครั้งว่าจะไปทางไหน “ไปกี่องค์” “คราวนี้ว่าจะไปทางนั้นๆ” “เอ้อ ! ดี” ท่านเที่ยวหมดแล้ว “เอ้อ ! ทางนั้นดีนะ แล้วจะไปกี่องค์” “ไปองค์เดียว” ท่านผึงทันทีเลย “เออ ! ท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ” เพราะท่านเห็นอาการของเราทุกอย่างแล้วนี่ กลับมาหาท่านมีแต่หนังห่อกระดูก มาธรรมดานี้ไม่เคยมี ว่างั้นเถอะน่ะ เดนตายลงมานั่นล่ะ มาจากป่าจากเขา
เรื่องการประกอบความพากเพียร เราทําอย่างนั้นมา มาอยู่กับหมู่กับเพื่อนก็ทําอย่างนั้นคิดดูอย่างอยู่หนองผือนี่ ใครมาทะลึ่งเราได้ไม่มี พระนี่กลัวมากทีเดียว มองเห็นเรานี้ พวกพระพวกเณรนี้หลบๆ กลัว มันเหมือนเสือโคร่งตัวหนึ่ง ไปที่ไหนพับๆ เดี๋ยวจี้แล้ว เป็นอย่างนั้นนะเดี๋ยวจี้แล้ว ใครจะไม่กลัวเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างของได้มา เราไม่เคยเกี่ยวนี้อันหนึ่ง เหมือนว่าเป็นการเพิ่มอํานาจในตัว ก็เราไปเป็นธรรม อยู่เป็นธรรม เราไม่ได้หวังอะไรทั้งนั้น
บางคืนนอนไม่หลับ เอ้า ! ไม่หลับเป็นไม่หลับ ที่จะให้เอาผ้าห่มมาคลุมมาหุ้มมาห่อไม่มีเลย มีผ้าสามผืนเท่านี้ให้เท่านั้น จะเป็นก็เป็น ตายก็ตาย บางคืนนอนไม่หลับตลอดรุ่ง มี มันหนาวมากๆ นอนไม่หลับเลย เอ้า ! ไม่หลับก็ไม่หลับ แต่ที่จะให้หาผ้าห่มใหญ่มาไม่มี อยู่อย่างนั้น ท่านตามรู้หมดๆ เราทําอะไร นี่พูดถึงเกี่ยวกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น เราเกี่ยวกับหมู่กับคณะได้ยุ่ง เวลาอยู่กับท่าน แหม ! ไม่ใช่เล่นๆ นะ ทุกข์มากที่สุดเลย คอยสอดคอยส่องดูแลพระเณร เพื่อความสะดวกสบายของท่าน ไม่ให้มีอะไรกระทบกระเทือนท่าน เพราะพวกเรามาเอง มาแล้วอย่าให้ระเกะระกะขวางหูขวางตาท่าน ทีนี้เราก็ต้องสอดส่องตลอด…
เรื่องขบขันลูกหมูสองตัว เป็นอีกเรื่องที่หลวงปู่มั่นนํามาเป็นอุบายสอนศิษย์ องค์หลวงตาฯ เดินตามหลวงปู่มั่นออกบิณฑบาต ไปเห็นลูกหมูสองตัวอ้วนๆ น่ารัก เอาจมูกขุดดิน ขุดหัวหญ้าแห้วหมูกิน ท่านว่า “นี่เห็นไหม หมูสองตัวนี้เขามีจอบมีเสียมที่ไหน เขามีแต่จมูก เขาขุดกินๆ เห็นไหมนั่น พวกเราหาจอบหาเสียมจะเป็นจะตาย” องค์หลวงตาฯ ท่านจึงทดสอบความเก่งของลูกหมู เอาเท้าแหย่จนลูกหมูสองตัวหงายท้องตกลงคลองร้องกี๊ก หลวงปู่มั่นท่านถาม “อ้าว ! ใครไปทําหมู อยู่ดีๆ ทําไมร้องกี๊ก” พอบิณฑบาตกลับมา หลวงปู่มั่นท่านเห็นลูกหมูสองตัวนั้นมันงัดกัน จนตัวหนึ่งตกลงไปในกอไผ่ อีกตัวหนึ่งมันยังตามไปงัดอีก ท่านว่า “มันไม่รู้จักแพ้จักชนะ เขายอมแล้วร้องกี๊กๆ มันยังดันอยู่ นักมวยเขายังรู้จักแพ้จักชนะ ไอ้นี่ไม่รู้จักแพ้จักชนะ งัดตลอดๆ”ทั้งสองเหตุการณ์ ทําให้องค์หลวงตาฯ ขบขันจนให้พรไม่ได้ ดังนี้
“เราเลยจะตาย ทีนี้พอท่านเริ่มให้พร ท่านยถา พอถึงสัพพี เรารับไม่ได้ ท่านก็สัพพีไปเรื่อย พอออกมาพ้นจากบ้านมาแล้ว พระเณรก็ไปกันหมดแหละ เพราะเราเป็นคนตามหลังท่านสององค์เท่านั้น ท่านจะพูดอะไรก็คอยฟังไป พอออกมาแล้วท่านก็ว่า “ไหนท่านมหา ให้พรสองหน ทําไมไม่รับพร ทําอะไรอยู่” “โอ๊ย ! มันอดขบขันไม่ได้ไอ้หมูสองตัวนั่น” “ฮึ ! ประสาหมู” ไอ้เรายิ่งเพิ่มเข้าอีก เรายิ่งจะตาย “ประสาหมู” ท่านว่า เราเลยจะตาย นั่นล่ะสองหนให้พรไม่ได้เลย…
นิสัยของท่านไปมองเห็นนี้ นํานี้เทศน์ไปเรื่อยๆ เราจึงได้บอกพระ ถ้าเราไม่อยู่ พระองค์ติดตามท่านให้ระวังให้ดี ท่านพูดเหล่านี้ ท่านไม่ได้พูดกับเรา แต่เป็นอุบายสอนเราข้างหลัง เจอหมูพูดเรื่องหมู เจอวัว เจออะไร พูดเรื่องนั้นเป็นธรรมเรื่อยๆ ไป บางทีท่านถามมา ถามฉากๆ มานี้จะไปตอบง่ายๆ ไม่ได้นะ ท่านพูดอะไร อย่าไปตอบนะ ให้ฟังให้ดี อุบายวิธีการต่างๆ นี้ ท่านจะออกมาเป็นแง่ธรรมะๆ ทั้งนั้นๆ หากท่านต้องการจริงๆ ท่านจะซํ้า เหอ ! หันหน้ามา แล้วให้ตอบเสียนิดหนึ่ง แต่ธรรมดาอย่าตอบนะ เราบอกอย่างนั้น เราบอกตลอด บอกพระ ท่านพูดถึงเรื่องหมู ความฉลาดของเขา ท่านก็รู้อยู่แล้วประสาหมู ประสาคน ท่านก็รู้อยู่ แต่ท่านหาอุบายสอนคนพ่อแม่ครูจารย์มั่นจอมปราชญ์กับจอมโง่ เข้าใจไหมล่ะ”
ฉลาดแหลมคมจอมปราชญ์ หลวงปู่มั่น
พอพูดถึงเรื่องหนาวมากนี้ก็พ่อแม่ครูจารย์เรานี้ อยู่หนองผือ ท่านเอาผ้าห่มท่านนะ ผ้าที่ท่านห่มอยู่ทุกวัน เราเก็บเราตากอยู่ทุกวันๆ ท่านเอาผ้าที่ท่านห่มอยู่ทุกวัน ไปบังสุกุลให้เรา กุฏิเรามันสูงแค่นี้อยู่ตะวันออกกุฏิท่าน เพราะส่วนมากเราจะอยู่อย่างนั้นล่ะ อยู่ใกล้ชิดกับท่าน คอยฟังเสียงท่านตลอด เวลาหน้าหนาว ท่านเอาผ้าท่านห่มอยู่ทุกวันนะ ก็เราตากเราเก็บอยู่ทุกวันมันก็รู้นี่
กุฏิเรามันสูงแค่นี้ มองดูที่นอนของเราเห็นผ้าห่มมีดอกไม้ธูปเทียนอย่างดีนะ ท่านทํา เอาไปบังสุกุลไว้ที่นอนของเราวางไว้ตรงกลาง เรามองเห็น เราก็เลยขึ้นไปดู ผ้าอย่างไร เราดูละเอียดลออ ดูจริงๆ ชัดเจนแล้ว ดูเป็นผ้าพ่อแม่ครูจารย์เรา ท่านห่มทุกวัน ก็เราเก็บเราตากอยู่ทุกวัน ไปเห็น โอ๊ย ! ตาย นี่ผ้าพ่อแม่ครูจารย์นี่ เราก็เลยลงกราบเสียก่อน ท่านทําเรียบร้อยดีมาก ท่านเอาไปบังสุกุลให้เรา คือท่านไม่ได้เอาผ้าใหม่จริงๆ เพราะท่านก็รู้อยู่ว่า ผ้าใหม่เราจะไม่ใช้ ท่านเอาผ้าของท่านห่มทุกวันอย่างนี้ เป็นบังคับในตัวล่ะนะ เราก็ต้องใช้ซี ท่านบังคับในตัว เราลืมเมื่อไร อู๊ย ! ประทับใจฝังลึกมากทีเดียว เราก็เลยห่มจริงๆ
เราไปอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น นี่ล่ะแบบฉบับพวกปะพวกชุน ท่านไม่เอาอะไรมากมาย จีวรเท่านั้นพอ ถ้าพูดถึงมักน้อยก็เรียกว่า มักน้อยเต็มที่ก็คือหลวงปู่มั่นเรา แต่การเสียสละนี้ยกให้เลยเทียว ไม่มีอะไรเหลือ ท่านไม่สนใจเลย ได้มาอะไรแจกๆ ถ้าเป็นฝ่ายที่ฆราวาสจะใช้ได้ ท่านก็แจกไปๆ ฝ่ายพระก็แจกทางพระไป อันนี้พอดีเราพูดไปสัมผัส จะว่าเรายกยอเราหรือไม่ยกยอก็ตาม แต่เราพูดตามความจริงที่เราดําเนินมา เวลาเขาเอาผ้ามาบังสุกุลนี้ ท่านมอบให้เราเลยให้ท่านมหาเป็นผู้ดูแลพระเณร ผ้าบังสุกุลกองพะเนินเทินทึก ท่านมอบให้เราเลย ให้ท่านมหาดูแลพระเณรเหล่านี้ ท่านไม่พูดไปมากล่ะ คือใครขาดตกบกพร่องอะไรให้เราเป็นผู้จัดทําให้ เท่านั้นท่านทิ้งเลยนะ ปล่อย มีแต่เราเป็นคนดูแล
ทีนี้พองานเสร็จแล้ว กฐินเสร็จแล้วเรามักจะลาท่านไปเที่ยวตอนนั้นล่ะ ตอนอยู่นั้นท่านไม่ถามนะ อะไรๆ ตกมาๆ ท่านมอบให้เราเลย ให้เราเป็นผู้ดูแลพระเณร เวลาเราออกเที่ยวแล้วนั่นล่ะเห็นไหมความแหลมคมของท่าน “ท่านมหา ท่านจัดการแจกพระแจกเณรทั้งหลายเหล่านี้แล้ว สําหรับองค์ท่านมหาล่ะ ท่านเอาอะไรบ้าง” พระก็บอกว่า “ท่านไม่เอาอะไร” ท่านก็นิ่งผ้าบังสุกุลมาอยู่เรื่อยๆ ถ้าเราอยู่นั้น เขามาบังสุกุลนี้ ท่านมอบให้เราจัดการๆ องค์ไหนขาดตกบกพร่องอะไรๆ ควรเป็นสบงตัดสบง ควรเป็นจีวรตัดจีวร ตัดเรื่อยๆ
ปรกติเราใช้ผ้าสามผืนเท่านั้น ครั้นเวลาเสร็จงานแล้ว เราออกไป ท่านหากถามพระภายหลังนะ “ท่านมหาจัดอะไรๆ ให้พระทั้งหลายนั้น ท่านเอาอะไรไหม” พระบอกว่า “ท่านไม่เอา” ท่านฟังมาเรื่อยๆ นะ พอหลายครั้งหลายหนนานเข้า เอาล่ะที่นี่ นี่ล่ะที่ได้เห็นชัดเจนผ้าเขาเอามาบังสุกุลทั้งหมด ท่านสั่งเลยทีเดียว สั่งอย่างเด็ดเสียด้วย ผ้าเหล่านี้เอาเข้าไว้ในห้องเรา นู่นน่ะบอก ท่านเคยเก็บอะไรที่ไหนฟังซิน่ะ อะไรจะมีในห้องหลวงปู่มั่นเราไม่มี บริขาร ๘ เท่านั้นโล่งไปหมด พักอยู่หนองผือ พอได้ผ้าได้อะไรมานี้ ท่านสั่งเลยทีเดียว เอาผ้านี้เก็บไว้ในห้องเราบอกห้องเรา ท่านเคยทําเมื่อไร ท่านสั่งเลย สั่งอย่างเด็ดเสียด้วยไม่ใช่ธรรมดา ผ้ากองไว้นั้น“นี่ท่านมหามา ให้ท่านมหาเลือกเอาเสียก่อนเรียบร้อยแล้วจะเอาให้ใครค่อยให้ เวลานี้ใครมาแตะไม่ได้ ถ้าท่านมหายังไม่เลือกเอาเสียก่อน” นั่นเห็นไหมล่ะ เป็นอย่างนั้นนะ
เมื่อเรื่องที่ควรจะนํามาพูด เราก็พูด เรื่องความฉลาดแหลมคมและความเมตตายกให้ท่าน ท่านเคยเกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งเหล่านี้ แต่บทเวลาจําเป็นถามแล้วถามเล่า ถามทีไร ก็เรามีเท่านั้น เราไม่เอาอะไรทั้งนั้น ท่านมหาเอาอะไรไหม ไม่เอา บางทีท่านยังดุพระเณรอีกด้วย “ท่านมหาไม่เอาแล้ว พวกเราเป็นยังไง ไม่คิดไม่อะไรบ้างเหรอ” นั่นเห็นไหมล่ะใส่ปั๊บ หลายครั้งหลายหนได้ผ้ามาเท่าไรๆ ท่านให้เอาไว้ในห้องท่านเต็มห้อง ก็ไม่เคยเห็นในชีวิตของท่านและของเราก็คงจะมีหนเดียวเท่านั้น เพราะท่านไม่เคยทํา เราก็ไม่เคยเห็น ว่างั้นเถอะน่ะ ไว้ในห้องท่านหมด พวกผ้าเขามาบังสุกุล จนกระทั่งเราไปเที่ยวกลับมา “ให้ท่านมหากลับจากเที่ยวมาก่อนแล้วยกออกมาให้ท่านเลือกเอง ท่านจะเอาไม่เอาผืนไหนก็แล้วแต่ท่าน แล้วค่อยปล่อยผ้านี้ออกไป”
พอเรามาเท่านั้น เอาล่ะนะ พอเรามาถึงแล้ว ท่านให้พระขนผ้าออกมาจากกุฏิท่านเลยเราไปกราบท่าน โอ๋ย ! กองพะเนินเทินทึก “นี่ผ้าไม่ไว้ให้ใครนะ ไว้ให้ท่านมหา เอา ! ให้เลือกเอาๆ” บอกพระเณรเอามาให้เลือกดู ก็เราไม่เอา จะเลือกอะไร ผ้ามากต่อมาก เอ้า ! เลือกเอาให้พระเณรดึงออกมา จะเอาผืนไหน จะตัดผืนไหนเลือกเอา ท่านดูๆ เราก็ไม่เอาๆ ไม่เอาเลย เพราะไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องส่วนภายนอก มีบกพร่องแต่ภายในเท่านั้นเอง
พอบอกว่าเราไม่เอา “ไม่เอาอะไรเลยหรือนี่” “กระผมพอแล้วผ้าสามผืน” “เอ้า ! ที่นี่ขนออกไป” ขนออกระๆ เลย ผ้าเต็มห้อง เราสะดุดใจฝังลึกมากนะ เราเองก็ไม่เคยเห็นครูบาอาจารย์กระทํากับเราอย่างนี้ แล้วท่านอาจารย์มั่น ท่านเคยสั่งสมอะไรเราก็เคยเห็นตลอดมา ไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว แต่วันนั้นท่านขนผ้านี่เข้าไปไว้ในห้องท่านเต็มหมด รอเรามาเท่านั้นก็ขนออกมาให้เราเลือกเอา เราก็ไม่เอาอะไรสักชิ้น “เอ้า ! ที่นี่เอาออกไป ขนออกเลย” นี่เราก็ไม่ลืม
หลวงปู่มั่นท่านใช้ผ้าบังสุกุลมาตลอด ผ้าสามผืนๆ ธุดงควัตรเคร่งครัดทุกอย่าง นี่ท่านทําไว้เพื่ออะไร หนึ่ง เป็นความสนิทใจของท่าน อบอุ่นสําหรับท่านเองที่ดําเนินมาอย่างนี้ ท่านอบอุ่น ท่านพอใจ ท่านภาคภูมิใจในการปฏิบัติของท่าน จากนั้นก็กระจายออกไปเพื่อกุลบุตรสุดท้ายทั้งหลายได้เป็นคติตัวอย่างอันดีงามต่อไป ความหมายของท่าน หลักใหญ่อยู่ในนิสัยของท่าน จากนั้นก็กระจายออกไป
ท่านฉลาด คนหนึ่งจอมปราชญ์ คนหนึ่งจอมโง่ เราจอมโง่ ท่านจอมปราชญ์ กับพ่อแม่-ครูจารย์นี่ลองดูซิน่ะใคร ตาแหลมคมมากทีเดียว เรื่องพ่อแม่ครูจารย์นี้สําคัญ คล่องแคล่วทุกอย่างข้อเปรียบเทียบเรายกบูชาไว้นะ คือเอามาเปรียบเทียบเฉยๆ ว่าตาท่านเป็นตาไก่ป่า ตาดี ตาไก่ป่าปั๊บๆ ไม่ได้เป็นข้อเปรียบเทียบที่ตํ่าล่ะ เรายกสูงไว้เสมอ แต่สิ่งที่เป็นคติได้ คือ ตาไก่ป่ามันตาแหลมคมใช่ไหม ตาท่านแพล็บๆ อย่างนั้นล่ะ เหมือนตาไก่ป่าหลวงปู่มั่น ไปอยู่กับท่านผู้เช่นนั้นล่ะ ถึงจะโง่แสนโง่ มันก็พอได้ข้อคิดบ้าง คือถูกกระตุกอยู่เรื่อยด้วยความฉลาดของจอมปราชญ์ท่าน
คนโง่ถูกกระตุกหลายครั้งหลายหน มันก็พอกระดุกกระดิกบ้าง เข้าใจไหม พระเณรมันเหมือนวัวเหมือนควาย ท่านเหมือนจอมราชสีห์ ความฉลาดแหลมคมทุกอย่าง โอ๊ย ! ผิดกันมากนะ จอมปราชญ์ กับ จอมโง่ ผิดกันมากทีเดียว เราได้เห็นชัดเจนตอนที่อยู่หนองผือกับท่าน กับพระกับเณรทั้งหลาย เราคอยควบคุมพระเณร ท่านจะเป็นผู้คอยดูอะไร เราเป็นคนควบคุมพระเณร ไม่อย่างนั้นจะขายตลอด ถึงอย่างนั้นก็ยังขายจนได้ เพราะความฉลาดของท่าน
เรียกว่า เราภูมิใจได้ปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์องค์ที่เราเทิดทูนสุดหัวใจ ก็คือ หลวงปู่มั่น เทิดทูนสุดหัวใจนะ ไม่มีอะไรเหลือเลย เรามอบถวายท่านหมด คิดดูซิเวลาท่านจะเอาเรา ท่านอยู่กุฏิ ตอนเช้ามาแต่เช้าเลย อาการไข้ของเรา มันไข้มาลาเรีย มันเป็นตั้งแต่เช้าอยู่แล้ว พอสว่างก็ขึ้นไปหาท่าน ตอนเช้าขึ้นไปทุกวัน ถ้าไม่ขึ้นไป ท่านจะถาม ถ้าเราขึ้นไป ท่านเห็นแล้ว ท่านก็ไม่ถาม บางวันเราไม่ขึ้น เราไปยืนอยู่บันได คอยดูพระเณรเอาของลงมา เพราะของทั้งหลายนั้นเราสั่งทั้งนั้น อย่าให้ขัดให้แย้งกัน ใครเคยเอาอะไรลงมาให้เอาอันนั้นลงมาๆ เราสั่งเสียทุกอย่าง
คือทีแรกก็มีแต่เราล่ะ พอเปิดประตูปั๊บ เราเข้าก่อนๆ ทุกอย่างจัดออกมาๆ ครั้นต่อมาท่านคงจะคิดเห็นเรื่องพระเรื่องเณร มีแต่เราทํา พระเณรจะไม่ได้ทํา ข้อวัตรปฏิบัติจะไม่มีพระเณรทั้งหลาย เวลาท่านจะพูดก็ว่า “เออ ! พระที่มีอายุพรรษาพอสมควรแล้ว การประพฤติปฏิบัติก็รู้สึกว่าพอสมควรแล้ว ก็ให้รามือบ้าง ถอยออกไป แล้วให้พระที่ยังไม่เคยทําข้อวัตรปฏิบัติได้ทําบ้าง เดี๋ยวจะไม่มีนิสัยติดหัวมันแหละ” ท่านว่างั้น จากนั้นมาเราก็ถอย ถอยออกไปแล้วก็คอยดูพระเณรเอาของท่านออกมา เราคอยดูๆ
เพราะก่อนที่จะให้ใครเอาของอะไรออกมา เราสั่งแล้ว องค์นั้นเอาอันนั้นๆ ไม่ให้ก้าวก่ายกัน ใครหยิบอะไรลงมา เราคอยดูๆ บางวันเราก็ขึ้นไป ท่านออกมาปั๊บ เราขึ้นไปนั่งอยู่นั้นแล้วบางวันนะ บางวันเราไม่ขึ้น ถ้าไม่เห็นเราขึ้นสักสองวัน ท่านถามแล้ว “ท่านมหามาไหม ท่านมหาไปไหน” แน่ะ อย่างนั้นแหละเรื่อยๆ บอกว่า “มาอยู่ข้างล่าง” ก็หมดปัญหาไป เป็นอย่างนั้นล่ะ ท่านคอยสังเกตเราตลอดเวลา เกี่ยวข้องกับพระกับเณร เราจะดูทุกอย่าง
เวลาจะฉันจังหันมีปฏิสังขาฯ ก่อน เสกปฏิสังขาฯ อยู่ทางภาคอีสานนี้กินข้าวเหนียวกันนะ เสกคาถาเป็นคําๆ แล้วยื่นให้กัน เณรไหนไม่ได้นี่ยื่น เณรไหนได้แล้วก็ไม่ต้อง เสกคาถาของเจ้าของเอง ถ้าเณรไหนยังไม่ได้ปฏิสังขาฯ ต้องได้เสกไปให้ ยื่นให้คนละคําๆ ไปเลยนะ นี่พ่อแม่ครูจารย์เล่านะ เพราะฉะนั้นมันถึงฝังลึกมาก ถ้าคําพูดของพ่อแม่ครูจารย์พูดคําไหนนี่ แหม ! ซึ้งมากนะซึ้งจริงๆ ซึ้งอยู่ในหัวใจ ฝังลึกมาก เช่นอย่างไปกราบท่าน ไม่มีจืดมีจาง กราบพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา มหาบุญ มหาคุณ ครอบหัว ครอบกระหม่อมเราอยู่ตลอดเวลา คือ พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ล่ะที่ซึ้งมากที่สุด ท่านเป็นนิสัยจอมปราชญ์ เป็นพญาราชสีห์ รูปร่างท่านจริงๆ ก็ไม่โต แต่โตเพราะคุณธรรมและมารยาทของท่าน ธรรมในใจของท่านพาท่านใหญ่นะ ไปที่ไหนนี่เหมือนว่าคับโลกไปเลย ความดีของท่าน เมตตาธรรมของท่านครอบไปหมดเลย
เคารพเทิดทูนบูชาอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น
ในการอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ตลอดระยะเวลา ๕ พรรษาสุดท้ายที่วัดป่าบ้านหนองผือองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเอาใจใส่ คอยสังเกต พินิจพิจารณา และท่านตั้งใจทําด้วยความรัก ความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างทุ่มเทถวายชีวิต หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต เล่าว่า
“ด้านบิณฑบาต หลวงปู่มั่นพาลูกศิษย์ปฏิบัติยินดีภัตที่ตกลงในบาตร ไม่ค่อยส่งเสริมในการตามส่งทีหลังอันเป็นปัจฉาภัต ยินดีฉันรวมในบาตรทั้งหวานคาว ไม่ซดช้อน เอามือเป็นช้อน ด้านจีวร ยินดีบังสุกุลวางไว้ที่กุฏิบ้าง บันไดใกล้ที่ขึ้นลงบ้าง ทางไปส้วมและใกล้ทางจงกรม และทางไปบิณฑบาตบ้าง และในศาลาที่ประชุมฉันบ้าง แต่หลวงปู่มีภาพพจน์ลงไปอีก มีข้อสังเกตของพระอาจารย์มหาบัว เล่าให้ผู้เขียนฟังเป็นพิเศษ จึงสังเกตได้ พระอาจารย์มหาบัวเล่าให้ฟังว่า
“หล้าเอ๋ย ! ผมสังเกตหลวงปู่มั่นได้ คือ ผ้าบังสุกุลอันใดที่เจ้าศรัทธาเขาทํากองบังสุกุลไว้เป็นส่วนรวม เช่น ที่หนทางบิณฑบาตและศาลาและที่ร่มไม่ไกลจากกุฏิองค์ท่าน แม้ท่านจะขาดเขินสักเพียงใดก็ดี องค์ท่านไม่ค่อยจะใช้ให้เขา หรือไม่ใช้เลยก็ว่าได้ องค์ท่านใช้แต่เฉพาะที่เขาเอามาบังสุกุลไว้ที่กุฏิ ใกล้บันได ใกล้ส้วม ใกล้บริเวณทางจงกรมขององค์ท่านเท่านั้น สังเกตดูถ้าไม่เชื่อ”
เมื่อสังเกตดูก็เป็นจริงแท้ๆ เพราะองค์ท่านลึกซึ้ง ใช้ของไม่มีราคีแก่ท่านผู้ใด และของที่เขาเอามาบังสุกุลใกล้บริเวณที่องค์ท่านอยู่และพักนั้นก็ดี องค์ท่านไม่ได้หวงไว้ใช้องค์เดียว เมื่อลูกศิษย์ขาดเขินก็ให้ทั้งนั้น
ในยุคบ้านหนองผือ พระอาจารย์มหา ลึกซึ้งมากทุกวิถีทาง หลวงปู่มั่นไว้ใจกว่าองค์อื่นๆในกรณีทุกๆ ด้าน ควรจะเปลี่ยนไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งก็ดี หรือครบทั้งไตรก็ดี หรือสิ่งใดที่ควรเก็บไว้เป็นพิเศษ เฉพาะองค์หลวงปู่ก็ดี ในด้านจีวรและของใช้เป็นบางอย่าง ตลอดทั้งเภสัช เป็นหน้าที่ของท่านพระอาจารย์มหาทั้งนั้น เป็นผู้แนะนําให้คณะสงฆ์รู้ความหมายลับหลังหลวงปู่มั่นทั้งนั้นและหลวงปู่มั่นก็มิได้นัดหมายให้พระอาจารย์มหาบัว ทําประโยชน์เพื่อองค์ท่านเองอย่างนั้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม ลึกหรือตื้นด้วยประการใดๆ เลย พระอาจารย์มหาเคารพลึกซึ้งเป็นเอง
พระอาจารย์มหา เวลาอยู่กับหลวงปู่มั่น คงจะนึกอยากจะเว้นอาหารอยู่ แต่มีเหตุผลในใจว่า เราเป็นพระผู้ใหญ่อยู่กับองค์ท่าน เราจะได้สังเกตองค์ท่าน ว่าวันหนึ่งๆ องค์ท่านฉันได้เท่าไร ข้าวหมดขนาดไหน กับอะไรหมดขนาดไหน เราจะได้สังเกตประจําวัน เพื่อจะจัดถวายได้ถูก เท่าที่มีมาโดยเป็นธรรม แม้องค์ท่านหยิบใส่บาตรเองก็ดี เราจะสงวนรู้ว่าหยิบอะไรบ้าง เพราะเราเป็นห่วงองค์ท่านมาก เมื่อองค์ท่านฉันได้บ้าง เราก็พลอยเบาใจ”
และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมีโอกาสจําเป็นต้องลาหลวงปู่มั่น เพื่อไปธุระที่จังหวัดอุดรธานีชั่วคราว ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ขณะองค์หลวงตาฯ พรรษา ๑๔ ท่านกลับไปเยี่ยมโยมแม่ที่บ้านตาด จากนั้นท่านไปบ้านหนองแวง ดังนี้
“พอพูดอย่างนี้ เราก็ระลึกได้ เราบวชได้ ๑๔ พรรษา ออกจากนี้เราจะไปบ้านแวงที่ธรรมลี (หลวงปู่ลี กุสลธโร) อยู่ หนองแวงที่ผาแดง เดินตัดไปนี้มันตรงดี ไปนี้เขาบอก นี้ๆ ทอยที่ท่านตอกตั้งแต่เป็นหมอผึ้งยังอยู่ เดี๋ยวนี้ผึ้งไม่เข้าแล้ว ที่ไหนก็ร้างไปหมด เห็นทอยเราขึ้นตีผึ้งบนต้นยาง”
หลังจากเสร็จธุระแล้ว ขากลับท่านจะพยายามจัดหาเอาของใช้ของฉันที่อุดรธานี ที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ขององค์ท่าน เพราะท่านคอยสังเกตอยู่ตลอด จนรู้ว่าอันใดองค์ท่านฉันได้สะดวกธาตุขันธ์ ท่านก็จะเอาใส่เข่งๆ เต็มเอี๊ยด แล้วให้เณรแกงหม้อเล็กๆ ถวายองค์ท่าน วันละหม้อเป็นประจําโดยมิให้หลวงปู่มั่นทราบ แต่ต่อมาหลวงปู่มั่นก็ล่วงรู้ได้และได้ห้ามปรามไว้ แม้อย่างนั้นด้วยความเคารพรักและเป็นห่วงในธาตุขันธ์ของครูบาอาจารย์ซึ่งล่วงเลยเข้าวัยชรามากแล้ว ท่านก็หาอุบายทําของฉันถวายหลวงปู่มั่นอีกจนได้
สามเณรที่องค์หลวงตาฯ ให้เป็นผู้แอบแกงถวายหลวงปู่มั่นนั้นก็คือ สามเณรบุญเพ็งนี่เอง ซึ่งเรื่องนี้หลวงปู่มั่นก็ทราบและไม่อยากส่งเสริมให้ทํา จึงหาวิธีขนาบศิษย์ทั้งสอง
ใครผิดท้ายวัดหัววัดก็มหาผิดๆ
ของอะไรที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ท่าน เราจะพยายามหามาๆๆ ไม่ให้ท่านรู้นะ รู้ไม่ได้ ท่านเพ็งล่ะเป็นเขียงรอง ให้ท่านเพ็งมาทํา ท่านสับท่านเพ็ง ท่านเพ็งเป็นเนื้อบนเขียง เราเป็นเขียง ท่านเป็นมีดยําลง ท่านเพ็งก็ไม่ทราบจะปฏิบัติต่อใคร ท่านว่า “มาทําหาอะไรนี่น่ะ บิณฑบาตมาล้นบาตรๆกินให้ตาย มันก็ตายนี่นะ ท่านไปอย่างนั้นนะ มายุ่งทําไม” ท่านว่างั้น อันนี้เป็นเรื่องของท่านเราก็ไปกระซิบกับท่านเพ็งให้ทําอย่างนั้นๆ แก้ตัว เข้าใจไหม หาอุบายแก้ตัว ท่านเพ็งก็ทําตามเราทุกอย่าง เพราะท่านก็เคารพเรา
ทีนี้เวลาบิณฑบาตนั่นล่ะที่มันขบขันมาก ท่านก็ทําอาหารเล็กๆ อยู่ในครัว ตามธรรมดาบิณฑบาตท่านออกหน้าแล้วพระเณรจะหลั่งไหลไปตามท่านๆ ลงจากศาลาหอฉันนั่นน่ะ พอท่านออกไปแล้ว พระเณรก็ตามหลังท่านเป็นสายยาวเหยียดไป แต่วันนั้นเผอิญอะไรไม่รู้ พระเณรออกไปหมดแล้ว ท่านยังไม่ไป ท่านยังอยู่นั้น ทีนี้เณรเพ็งก็ว่า “กูตาย ไปหมดแล้ว” แสดงว่าพ่อแม่ครูจารย์ไปแล้ว ก็วิ่งจากครัว “เหอ ! มาไง ม้าแข่งนี่” จะขับไล่ท่านเพ็งออกจากวัดนะ“ม้าแข่งมาจากไหน ต้องออกจากวัด เณรนี้มันยังไงกัน เณรม้าแข่งนี่” ว่างั้นนะ โอ๊ะ ! กูตาย วันนี้ทําไง ท่านจะเอาเณรออกจากวัด ก็เรานั่นล่ะจะเป็นคนแก้ไม่ใช่ใคร
ไม่สบายวันนั้น บิณฑบาตท่านพูดอะไรกับเรา เราก็นิ่งเฉยไม่พูดเลย ทุกวันมีตอบบ้างอะไรบ้าง วันนั้นนิ่ง ท่านคงจะทราบว่ามหาองค์นี้มันจะตาย วันนี้กูจะไล่เณรเพ็งออกไป มันจะไปแบกเณรเพ็งเอาไว้นี่ กูพูดอะไร มันก็ไม่พูด ท่านรู้นะเรื่องเหล่านี้รู้หมด พอฉันเสร็จแล้ว เพราะเราเคยปฏิบัติ ฉันเสร็จแล้วไปเช็ดไปกวาดถูที่บริเวณท่านฉัน ให้พระเณรเอานั้นลงไป มีอะไรก็คุยกับท่านเรื่องนั้นเรื่องนี้ไป คุยไปคุยมาดึงเข้ามาๆๆ ใกล้เข้ามาหาเณรเพ็งนี่นะ พอถึงนั้นเฉียดตรงนั้นแล้ว เอ้อ ! ขึ้นเลย “ไหน เณรเพ็งว่าไงท่านมหา” ขึ้นเลย เข้าจุดแล้วที่นี่ กราบเรียนท่าน
กราบเรียนท่านอย่างมีเหตุมีผลนะ ท่านก็ฟัง พอสุดท้ายท่านยังไว้ลวดลายนะ เราขอเมตตาจากท่าน “เพราะมันลุกลี้ลุกลน มันรีบ มันกลัวจะไม่ทัน มันก็เป็นบ้างอะไรๆ นี้ ขอเมตตาเอาไว้เสียก่อน” “เออ ! คราวหลังเป็นอย่างนี้ไม่ได้นะเพ็ง” เราเอาไว้อันนี้ก็ดี ท่านรู้เราแล้วตั้งแต่บิณฑบาต เราไม่พูดอะไรเลย มหานี้มันจะอกแตกล่ะวันนี้ กูจะไล่เณรเพ็งหนี คงว่างั้นนะ
เพราะเราเป็นคนแบกพระทั้งวัด พระท้ายวัดหัววัดผิด ก็เราผิดๆ จนกระทั่งท่านจับได้“เอ้อ ! ใครผิดท้ายวัดหัววัด ก็มหาผิดๆ หูหนวกตาบอดมาก็มหาผิด คนง่อยเปลี้ยเสียแข้งเสียขามา เป็นบ้าเป็นบอมาก็มหาผิด มหานี้มันทําไมจึงโง่ขนาดนั้น มันควรจะใช้ชื่อเป็นหมาล่ะมัง” ท่านว่า เราเฉย คือท่านจับได้ว่าเราเอาหมู่เอาเพื่อน ว่างั้นเถอะ ท่านก็จับได้ซิ นานเข้าๆ “ใครผิดท้ายวัดหัววัดก็มหาผิดๆ มหานี่มันจะเป็นหมาล่ะนะ” เราเฉย ขอให้หมู่เพื่อนพ้นภัยก็แล้วกัน ภัยใหญ่อยู่กับท่านนะ เราหลีกได้พ้นก็แล้วกัน ขบขันดีนะอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น กับเรานี้ เรียกว่าท่านเมตตามากสําหรับเรา มีอะไรๆ เราต้องเอาคอเราไปสอดเข้าไปๆ
เหมือนเป็นบ๋อยหมู่เพื่อนในวัด – ของใช้พอซ่อมได้อย่าทิ้ง
นี่เอาจริงเอาจังนะนี่ เราปฏิบัติมาก็ทําอย่างนั้น ไปศึกษากับครูบาอาจารย์ เป็นผู้น้อยเราก็เคยเป็นมาแล้ว ปฏิบัติยังไงต่อครูต่ออาจารย์ ต่อเพื่อนต่อฝูงปฏิบัติยังไง เราศึกษามาหมด ปฏิบัติมาหมดแล้ว พูดถึงเรื่องอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น โอ๋ย ! เราเป็นเหมือนบ๋อยกลางเรือนแหละ ทุกข์ลําบากมาก ต้องหูดี ตาดี คอยสอดส่องหมู่เพื่อน เพื่อพ่อแม่ครูอาจารย์ได้อยู่ผาสุกร่มเย็น ไม่มีเรื่องราวไปกวนใจท่าน เพราะเรามาเอง ท่านไม่ได้นิมนต์มา ไปเอง ไปกีด ไปขวางท่านได้ยังไง นี่ซิเราสอดส่องดูแลหมู่เพื่อน อกจะแตกนะ บางทีมันหนัก ทนไม่ไหวก็เรียกมาจี้เอาเลย
พ่อแม่ครูอาจารย์นิสัยก็รู้สึกว่าไม่ใช่วัดรอยนะ ลักษณะจริงจัง ถ้าท่านฝังตรงไหนแล้ว ท่านจะฝังลึก เช่น อย่างเราไปเรียนท่าน องค์ไหนมันสุดวิสัยจริงๆ มองดูแล้วสุดวิสัย พอไปกราบเรียนท่านปั๊บ ไม่เรียกถามนั่นนี่นะ องค์นี้เตรียมของไปเดี๋ยวนี้ ไล่เลย พูดเท่านั้นไม่พูดมากนะ ไม่ได้บอกว่า ใครมาบอกว่าเรื่องราวเป็นอย่างนั้นๆ องค์นี้ให้เตรียมของไปเดี๋ยวนี้วันนี้ เท่านั้นไล่เลย ไม่จําเป็นจริงๆ เราก็ไม่เคยกราบเรียนท่าน เพราะเมตตาสงสาร พอถูไถได้ ถูไถไป สั่งสอนได้สั่งสอนไป มันสุดวิสัยจริงๆ ไปไม่รอด มองดูแล้วหนักหมู่หนักเพื่อน ก็กราบเรียนท่าน มี เมื่อเวลามันสุดวิสัยจริงๆ มันทนไม่ได้ เราก็ดี
เพราะเราไม่ใช่จะเอารัดเอาเปรียบหมู่เพื่อน รองหมู่เพื่อนตลอดเวลา แทบเป็นแทบตาย แนะนําสั่งสอนทุกแง่ทุกมุม ดุด่าว่ากล่าวอยู่ลับๆ เพื่อดีต่อหมู่ต่อเพื่อน มันก็เหลวไหลๆ เหลวไหลไม่หยุดไม่ถอย ถ้าไม่ดีขึ้นก็กราบเรียนท่าน พอกราบเรียนท่านแล้ว เรียกมาแล้ว “องค์นี้ไปเดี๋ยวนี้ อย่าอยู่” เท่านั้นพอ “ให้เตรียมของไป” ท่านไม่ได้บอกว่า เรื่องราวเป็นมายังไงนะ เท่านั้นพอ สั่งเลย อันนี้คล้ายคลึงกัน เราก็เหมือนกัน ถ้าได้แน่ใจแล้วสั่งตูมทีเดียวเลย ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงให้เสียเวลาและกระทบกระเทือนกัน ดีไม่ดีว่าใครไปพูดให้ฟัง ก็ไปอิจฉาบังเบียดเคียดแค้นต่อองค์นั้นๆ คนนั้นอีก แน่ะ มันหลายด้านนะ เอาให้ถนัดชัดเจนแล้วไล่ทันทีเลย ไม่ต้องมาเกี่ยวโยงกับใครต่อใคร เท่านั้นล่ะ เอาอย่างนั้นเลย พ่อแม่ครูจารย์ก็แบบเดียวกัน ไม่ได้ถามหน้าถามหลังอะไร พอให้เกิดความกระทบกระเทือน ท่านใส่ทีเดียวตูมไปเลย
แต่ก่อนไม่มียา ไอ้เราก็ไม่เคยมียาติดตัวล่ะ แม้เม็ดหนึ่งก็ไม่เคยมี ย่ามมี ยาก็ไม่เคยติดย่าม เวลาเป็นมามันเอาทุกข์มาจากไหน ไข้มาจากไหน เวลาหาย มันจะไปหายที่ไหน มันก็หายที่มันเกิดนั้นแหละ ดับที่มันเกิด ซัดกันเลย มันหากเป็นนิสัยอย่างนั้นแหละ เรื่องยาไม่เคยสนใจ แม้แต่ท่านให้พระเอาไปให้ อยู่หนองผือนั่น มันฟัดกันทั้งวันทั้งคืนเลยนะ ไข้มาลาเรีย ออกจากหนาวเป็นร้อน ออกร้อนหมดทั้งตัว ต้นเหตุมันก็ตอนเช้าพอสว่าง ท่านจะได้ยินเสียงไม้กวาดแล้วแหละ เรานี้ออกหน้า เป็นอย่างนั้นนะเหมือนเป็นบ๋อยหมู่เพื่อนในวัด ต้องนําเสมอ นําเพื่อนฝูง อะไรเราต้องออกหน้านํา อะไรไม่ดีจี้ เราเป็นคนจี้ พอดุ ดุแหลกไปเลย เพราะฉะนั้นพระจึงกลัวเรามากเราจริงจังมากทําทุกอย่าง พูดง่ายๆ ว่าไม่มีคําว่าขี้เกียจ อ่อนแอ เถ่อๆ มองๆ ไม่มี พุ่งๆ ตลอดเลย
เพราะฉะนั้น พระเณรมองเห็นเรานี่ เหมือนมองดูเสือนะกลัว กลัวรองพ่อแม่ครูจารย์มั่นลงมา เพราะท่านอยู่กุฏิ ท่านไม่ค่อยมีอะไร แต่เรานี้มันเอากันอยู่เรื่อยกับพระ จะไม่กลัวได้ยังไง ต้องกลัวซิ ทีนี้พอตื่นเช้ามาวันนั้นลุกไม่ขึ้นเลย กลางคืนฝนตก ทั้งลมทั้งอะไร ใบไม้เกลื่อนลานวัด ทั้งกิ่งไม้ใบไม้ ตามธรรมดาท่านจะได้ยินเสียงไม้กวาดแล้ว เรานั้นแหละออกก่อน พอสว่างปั๊บออกแล้ว นําหมู่เพื่อนทุกอย่าง อะไรๆ นําตลอดๆ จึงว่าเหมือนบ๋อยกลางเรือนหมู่เพื่อนนั่นแหละ เราทําเพื่อพ่อแม่ครูจารย์ท่านผาสุกร่มเย็น เพราะเราไปหาท่าน ท่านไม่ได้ขันตีนิมนต์มา เรามาเอง จะมาก่อความรําคาญแก่ท่านได้ยังไง มันเสียหายไม่ถูกต้องเลย เราจึงต้องคอยเข้มงวดกวดขันกับพระกับเณร ถ้าเราอยู่นั้นพระเณรก็เรียบร้อย ไม่เรียบร้อยไม่ได้ เอาจริงๆ นี่
เราไม่ได้เหลาะแหละ พูดให้มันชัดเจนเลย วันนั้นไม่เห็นได้ยินเสียงใครปัดกวาดตอนเช้าท่านลงมาแล้ว ลงมากลางวัดเลย “พระเณรไปไหนหมดเหอ พระเณรไปไหนหมด” ก็เรานอนเราฟังอยู่ สักเดี๋ยวขึ้นแล้ว “ท่านมหาไปไหน” ตรงนั้นล่ะนะ เพราะหลักใหญ่อยู่ตรงนั้น เกี่ยวกับพระเณรอยู่กับเรา พระเณรไปไหนหมดๆ สักเดี๋ยวก็ถาม “ท่านมหาไปไหน” แล้วพระก็ตอบท่านว่า “ท่านมหาป่วยเป็นไข้” “หือ !” ขึ้นอีกแล้วนะ “ท่านมหาเป็นไข้คนเดียววัดร้างไปเทียวเหรอ”อย่างนั้นนะ ซัดเปรี้ยงๆ เลย ธรรมดาท่านจะไม่ลงมา เพราะได้ยินเสียงข้อวัตรปฏิบัติเรียบร้อยอยู่แล้ว เรานั้นล่ะนําหน้าตลอด ทุกอย่างนําตลอดเลย อยู่กับหมู่ กับเพื่อน กับครูบาอาจารย์ เราทําเพื่อครูบาอาจารย์ให้ผาสุกร่มเย็น ไม่ให้มาเป็นกังวลกับข้อวัตรปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเณรทั้งหลายทําได้ แล้วยังจะมาขวางหูขวางตาท่าน ใช้ไม่ได้นะ เราจึงต้องจัดต้องทําตลอดเวลา อยู่กับพระกับเณรหนักมากนะ เพราะฉะนั้นการฉันจังหัน เราจึงต้องฉันเป็นประจํา แต่ไม่ฉันมาก ประมาณ ๕๐ หรือ ๖๐% ถ้าอดมันต้องฟัดกันเลยนี่ อันนี้มันอดไม่ได้ เพราะงานการมีอยู่ ฉันน้อยเอา
ท่านดัดเราหนหนึ่ง เราก็ไม่ลืม ไม้กวาด เราไปเดินจงกรมอยู่ในป่า ถึงเวลาปัดกวาด เราออกมา ไม้กวาดที่สอดไว้ใต้พื้นกุฏิเรา ก็ก้มเข้าไปจะเอาไม้กวาดไปปัด แล้วเห็นไม้กวาดอันหนึ่งที่เราทิ้งในป่าแล้วนะมาเหน็บอยู่นั่น ไม้กวาดนั้นเราเข้าใจว่า ใช้ไม่ได้แล้ว เราก็ทิ้งเข้าป่าข้างทางโน่น ข้างทางผ่านไปมา ทิ้งอยู่ข้างทาง ทิ้งเข้าไป เวลาเรามามือเอื้อมเข้าไปที่จะเอาไม้กวาดที่จะไปปัดกวาดนะ ไปมองเห็นไม้กวาดคันนี้ล่ะ คันที่เราทิ้งแล้วนี้ อ้าว ! ไม้กวาดนี้มันมาได้ยังไง จับเอาไม้กวาดออกมา อ๋อ ! ไม้กวาดนี้เป็นไม้กวาดที่เราทิ้ง ก็ไปดูไม้กวาดนั้น เห็นก็ชัดแล้วก็ไปดูซํ้าอีกทีนึง ไม่เห็น โห ! ใครเอามาเหน็บไว้นี้ คงเป็นพ่อแม่ครูจารย์แหละสอนเรา ท่านสอนเรา
เรามา ออกจากนี้ก็ดูรอยท่านเดินไปทางโน้น ไปทางสุดวัด ทางจงกรมเราอยู่ลึกๆ โน่นไปนั้นแล้วท่านกลับ ท่านไปเห็นไม้กวาด ท่านไปเอาไม้กวาดออกมาเหน็บไว้แล้ว ท่านก็เดินด้อมไป ดูรอยรองเท้าท่าน โอ๋ย ! ใช่แล้ว หมอบเลยเราก็ดี ตั้งแต่นั้นมาไม้กวาดนี้ ถ้าพอซ่อมได้ยังไง เราจะซ่อมเต็มเหนี่ยวเลยนะ นี่แสดงว่า มันพอใช้ได้อยู่ เอาไปทิ้งทําไม ความหมายว่างั้น
ท่านเทศน์สอนเรา ตั้งแต่นั้นมาก็เป็นอาจารย์เอกทีเดียว ไม้กวาดนี่ต้องซ่อม ต้องอะไรเรียบร้อย จนใช้ไม่ได้แล้วถึงจะทิ้ง ถ้าทิ้งครั้งที่สองนี้ น่าจะเอามาตีหน้าผากเรา ครั้งนี้ยังไม่ตี อย่างนั้นล่ะท่านสอนเรา อุบายท่าน เราก็ปฏิบัติตามนั้นเลยนะ พูดตามความจริง พ่อแม่ครูจารย์กับเรานี่ รู้สึกว่าจับติดๆ ตลอด แปลกอยู่นะ ท่านจะเห็นหมด เราทําอะไร ถ้าหากว่าโจรผู้ร้าย เราก็จะเป็นตัวสําคัญตัวหนึ่งเหมือนกัน ที่อยู่ในการจับจ้องของท่านว่างั้นนะ เราทําอะไรไว้ ท่านเห็นหมดนี่ สําคัญนะ เห็นหมดๆ พ่อแม่ครูจารย์มั่น จับจริงๆ จับเรา อย่างที่ว่าไม้กวาดนี้สอนแล้วนะท่านไม่พูดเลยนะ จนกระทั่งวันท่านมรณภาพจากไป เราก็ไม่พูดเลย แต่มันฝังลึก เราไม่ลืม ทําอะไรๆ นี้มีอยู่เสมอกับเรา ทางเตือนอย่างนี้ก็มี ทางอื่นก็มี
ตัวยุ่งที่สุด คือ ตัวนี้
นี่ล่ะพ่อแม่ครูจารย์มั่น ในสมัยปัจจุบันนี้เราพูดจริงๆ ว่าเราเป็นนักล่าอาจารย์ก็ไม่ผิด เพราะเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ว่าด้านปริยัติ ด้านปฏิบัติ เราเข้านอกออกในได้หมด วัดราษฎร์วัดหลวง วัดใหญ่ วัดน้อย ที่ไหน ทางปริยัติ ทางปฏิบัติ เราเข้าหมด เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงพูดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยน่ะซิ ไม่มีใครเหมือน ว่างั้นเลยนะ ผ่านมาทั่วประเทศไทย เราไม่ได้เหยียบยํ่าครูบาอาจารย์องค์ใด ไม่เหมือนก็บอกไม่เหมือน พูดอะไรเป็นอันนั้นทุกอย่าง ท่านไม่มีคําว่าเหลาะแหละ ว่าอย่างไรเป็นอย่างนั้นๆ ไปเลย คําพูดกับความรู้สึกของท่านจะออกตรงแน่วๆ เลย พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้นๆ เลย ไม่มีคําว่าเหลาะแหละ จึงเป็นคติได้อย่างเอกทีเดียว
เวลาท่านจวนเข้าไปเท่าไร เรายิ่งติดแนบๆ ตลอดๆ หนีไปไหนไม่ได้เลย คอยดูคอยสังเกต คอยเตือนพระเตือนเณรให้ปฏิบัติต่อท่าน ให้เป็นความสงบร่มเย็นเฉพาะท่าน ไม่ให้มีอะไรมากระทบกระเทือน เราต้องเอาอย่างหนักทีเดียว เรื่องอาหารการฉันนี้ อะไรที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ของท่าน ก็เราเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ตลอด ท่านชอบฉันอะไรบ้าง เราสังเกตอยู่ตลอด อันไหนที่ท่านเมตตาท่านฉัน เห็นว่าถูกกับธาตุกับขันธ์ท่าน เราจะไปหาสิ่งนั้นล่ะมา ฟาดมาเป็นเข่งๆ อะไรก็ดี อะไรถูกก็ตามต้องเอามาอย่างเต็มเหนี่ยว เพราะฉะนั้นจึงมาอุดรฯ หาอุบายมา ไม่มีอุบายไม่ได้นะ ต้องมีอุบายเต็มตัว ข้อแก้ตัวมาเต็มตัวเลย ท่านอนุญาตให้มา มาก็ไปกว้านหา ให้เขาไปหากว้านในตลาด ใส่เข่งๆ เต็มที่แล้ว เอาล่ะทีนี้กลับ พอกลับไปก็แบบนั้นล่ะ ไปต้องแบบหลบๆ ซ่อนๆ ตลอดนะ ไม่ใช่หนหนึ่งหนเดียว เอาเรื่อยไปเรื่อย ทีนี้ถ้าไปเที่ยวทางไหนก็อีกล่ะในป่าในเขา มีอะไรที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ท่านก็ไปหาเอามาอีก อยู่ในป่านู่นนะ ก็ไม่ได้นึกว่าท่านจะรู้
บทเวลาท่านใส่นี้ โอ๋ย ! ใส่นี้หงายหมาเลย ไม่ได้หงายธรรมดา ไม่มีท่าต่อสู้ สู้ท่านไม่ได้ว่างั้นเถอะ เปรี้ยงทีเดียวหงายเลย ทีแรกท่านก็ทําท่าอุบายเสียก่อนนะ “พระเรานี้แต่ละองค์ๆ นิสัยไม่เหมือนกัน” ท่านว่าอย่างนี้ขึ้นก่อนนะ ตอนจะฉันท่านเอาตอนที่ปิดประตูตีหมา เพื่อมันจะได้ขี้ทะลักออก ปิดประตูตีแมว เราไม่อยากพูด เราพูดปิดประตูตีหมาเหมาะ เรานั่งอยู่นี้ ก็ท่านนั่งอยู่นั้นจะฉัน “พระเณรเรานี้นิสัยไม่เหมือนกัน องค์หนึ่งเด่นทางหนึ่งๆ” แล้วก็ยกขึ้น “ท่านกงมาก็เด่นทางนั้น อันนั้นมาทีไร ต้องได้ผ้ามาเป็นไม้ๆ ทั้งๆ ที่ผ้าหายากนะ สมัยนั้นสงครามโลกผ้าหายาก ทางโน้นมาทีไร เอาผ้ามาเป็นไม้ๆ มาเลย ท่านหามาแต่ไหนก็ไม่รู้แหละ อาจารย์สีลา บ้านวา อากาศอํานวย นี้เก่งทางมีดโกนทอง มาทีไรเป็นกําๆ เป็นมัดๆ มาเลย แจกพระเณรได้ทั่วทั้งวัด” องค์นั้นเก่งทางนั้นๆ เราก็ฟังไปอย่างนั้นแหละ องค์นั้นเด่นทางนั้นๆ เราก็มีแต่เพลินฟัง ทั้งอ้าปาก ไม่สนใจนะ เปี๊ยะตรงนี้ถึงได้รู้
บทเวลาท่านจะเอาเรา ท่านไม่ได้ทําธรรมดานะ ทีแรกท่านก็พูดธรรมดาๆ องค์นี้เด่นทางนั้น องค์นั้นเด่นทางนั้นๆ พอหมดแล้วทีนี้ก็หันมาหาเรา “ตัวยุ่งที่สุด คือ ตัวนี้” ชี้เลย “นี่ยุ่งที่สุด ไปที่ไหนอะไรแหลกไปเลย ไปที่ไหนอะไรแหลกไปเลย” คือ เราไปหากว้านเอามา กูตาย เอาแล้วที่นี่ สู้ท่านได้ยังไง เรามีแต่เพลินฟังท่าน เวลาท่านจะฟาดเรานี้ เราไม่ได้ดู ท่านใส่เอาอย่างถนัด “ตัวยุ่งที่สุด คือ ตัวนี้” ว่างั้นเลย ชี้นิ้วด้วยนะ “โถ ! อะไรๆ ที่ไหนมันไปยุ่งเอาหมด” ท่านรวมทีเดียวเลย “อะไรอยู่ที่ไหน มันไปเห็นหมด ไปยุ่งหมด” นั่นแหละ เราก็หมอบ ก็มันเป็นความจริง นึกว่าท่านจะไม่รู้ เห็นไหมล่ะ อย่างนั้นแล้วเวลาท่านตี
พ่อแม่ครูอาจารย์ที่เราเคารพสุดยอดและประทับใจมาก
นี่ก็ขอร้องท่านนะ เวลาท่านจวนตัวเข้ามาเต็มที่แล้ว ขอให้ท่านซดช้อน เพราะบิณฑบาตก็ไม่ได้แล้ว ท่านก็ยังไม่ยอม แต่มันจําเป็น พาลูกศิษย์ลูกหาบึกบึนมาก็พอแล้ว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะปฏิบัติต่อธาตุต่อขันธ์ พอจะเป็นไปได้ ได้วันหนึ่งสองวันก็เป็นที่ภาคภูมิใจแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ขอให้พ่อแม่ครูอาจารย์ได้ทําตามธาตุตามขันธ์ ไม่มีใครจะมายึดแหละ ไม่ใช่พระเทวทัตมาอยู่ที่นี่ ถ้าเป็นพระลูกศิษย์มีครูแล้วไม่มีใครจะยึด ผมล่ะเป็นตัวสําคัญกับพ่อแม่ครูอาจารย์ ผู้อื่นไม่กล้าพูด ผมมันกล้า กล้าด้วยเหตุด้วยผล ใครจะมายึดพ่อแม่ครูอาจารย์ในเวลานี้ ใครยึดก็เป็นเทวทัต เราว่างั้น ถ้าลูกศิษย์มีครูแล้วไม่ยึด เพราะธาตุของพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นยังไงเวลานี้ใครก็รู้
พ่อแม่ครูอาจารย์มีความสะดวกสบายด้วยการขบการฉัน ด้วยวิธีใดก็ขอนิมนต์เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก อยู่ไปกี่วันก็เป็นประโยชน์แก่โลกไม่ใช่น้อยๆ ฉันไม่สะดวกอะไร ไม่สะดวกธาตุขันธ์ก็ยิ่งทรุดลงไปๆ แล้วก็ยิ่งมีแต่ทางเสื่อมทางเสียโดยถ่ายเดียว ท่านก็ฉันบ้าง สักเดี๋ยวท่านก็พลิกอีกแหละ เราเอาอีก เพราะนิสัยของท่านนิสัยปัญญานี่ พลิกพับๆๆ
จัดที่หลับที่นอนให้ เราก็พยายามเต็มที่เต็มฐาน เราจัดที่นอนให้ท่าน ปูเสื่อ ปูอะไรที่นอน ท่านบอกอย่างดีนะ บอกอย่างนี้ๆ โอ๊ย ! จดจําเก่งยิ่งกว่าอะไรนะ เราก็พยายามทํา ไม่นานพลิกปุ๊บ แต่ก่อนได้ยินแต่เพื่อนฝูงเล่าให้ฟัง ครูบาอาจารย์ผู้ท่านปฏิบัติมาก่อนเล่าให้ฟังถึงเรื่องทํากับพ่อแม่-ครูอาจารย์นี้มันไม่ถูกแหละ เพราะมันไม่ถูกอยู่ที่หัวใจเรา เดี๋ยวท่านก็พลิก เดี๋ยวท่านก็ดุเรา ก็จําเอาไว้ ก็จริง ทําเหมือนกับว่าจะเอาดินสอขีดไว้โน่นล่ะ แม้แต่วางกาก็เหมือนกับจะเอาดินสอขีดเอาไว้ กําหนดไว้ให้ดี สุดท้ายก็เอาปั๊บอีกแหละ ทําไมทําอย่างนี้ ต้องทําอย่างนี้ๆ ซี ท่านก็พลิกไปนิดหน่อยเท่านั้นล่ะไม่มาก ความจริง คือ จิตของเรา พอเห็นว่าถูกแล้ว มันนอนใจนะ ไม่ระเวียงระวัง มันนอนใจ ท่านพลิกปั๊บตรงนั้น ไม่ให้นอนใจ ให้ได้ใช้ความคิด ความหมาย
เรารู้ตามหลังนั่นน่ะ อ๋อ ! เป็นอย่างนี้เอง ท่านให้ใช้ความคิด ไม่ใช่ทําแบบเซ่อๆ ถูกอยู่กับคําว่าถูก นอนอยู่นั้นเสีย ไม่ได้ใช้ความคิดเลยไม่เกิดปัญญา นี่สอนให้เกิดปัญญาจะว่าไง ท่านสอนเพื่อความฉลาดทุกระยะ แล้วท่านก็พลิกเรื่อยๆ แต่ก่อนเราก็ไม่เข้าใจอะไรนัก ทีนี้ต่อมาๆ เข้าใจ อ๋อ ! เป็นอย่างนั้นๆ เพราะท่านไม่ได้คุ้นกับอะไรจิตท่าน แล้วอุบายวิธีที่ไม่คุ้นกับอะไรนั้นน่ะมันเป็นอุบายที่ถูกต้องสําหรับผู้มีกิเลสที่จะถอดถอนกิเลส ความนอนใจไม่ใช่เป็นสิ่งถูกต้อง นี่ยอมรับท่าน ครูบาอาจารย์ที่เราเคารพสุดยอดแล้ว ของเราอะไรๆ มันก็ไม่มีความหมายทั้งนั้น
ถ้าลงท่านได้ผ่านเข้ามาแล้ว ยกให้ท่านทั้งหมดเลย ท่านทําหลายแบบ ศรัทธามาสายบ้าง สมณบริโภคบ้าง อะไรท่านว่าของท่าน นานๆ ท่านใส่ทีหนึ่ง โห ! ใครจะไปรู้จักความพอเหมาะพอดียิ่งกว่าท่าน ไม่ใส่ซํ้าๆ ซากๆ นะ นานๆ ใส่ทีเพื่อเป็นข้อระลึก พระเณรจะไม่ดูได้ยังไงใช่ไหม นั่งฉันจังหันเต็มอยู่นี้ ท่านใส่บาตรเรานี่ พระก็เห็นทั้งวัด เป็นเครื่องสอนหมดเลย อย่างนี้ล่ะท่านใส่บาตรเรา แล้วก็ไปทอดผ้าบังสุกุลผ้าห่มให้เรา มีแต่อย่างถนัดนะ ฝังลึก ทีนี้ก็มีบทสําคัญอีกนะ ท่านพูดถึงเปลือกน่องเอามาตีย่นเป็นอาสนะนั่ง ท่านชอบนั่งอย่างนั้น พูดถึงเรื่องเปลือกน่อง เราก็กราบเรียนท่าน “แถวนี้ไม่มีต้นน่อง” ท่านว่างั้น เราก็กราบเรียนท่านบอกว่า “มีทางสกลนคร ถ้าพ่อแม่ครูจารย์ต้องการ” ก็เรียกว่าเราจะหามาถวายท่าน เราก็กราบเรียนว่า จะขอไปย่นเอาเปลือกน่องมาถวายท่าน ท่านก็นิ่งๆ กราบเรียนย่นเข้าๆ จนเป็นที่ยอมรับว่าท่านรับแล้ว ให้เราไปเอาได้แล้วความหมาย นั่นล่ะที่นี่เราก็กราบเรียนท่าน จะไปย่นเปลือกน่องมาถวายท่าน
นี่ล่ะอีกสําคัญอันหนึ่ง เรากราบเรียนว่า พรุ่งนี้เช้าผมจะออกเดินทางตั้งแต่เช้า จะไปฉันจังหันนู่น คือออกจากหนองผือไปสายอุดรฯ – สกลฯ ไปฉันบ้านวังยาง ตะวันออกพรรณาฯ ไป ๓ – ๔ กิโลฯ ๕ กิโลฯ ไปฉันที่นั่น เราก็จัดบริขารที่ไม่เอาใส่ย่ามๆ เรียบร้อย เพราะหนูมันชุม ถ้าคนไม่อยู่มันกัดแหลก ถ้าคนอยู่นั้นมันก็ไม่ทําไม เพราะมันกลัวคน พอกราบเรียนท่านเรียบร้อยแล้วว่า เช้าจะออกเดินทางแต่เช้าแล้วก็ไป แล้วเราก็สั่งเสียหมู่เพื่อนไว้ด้วย ย่ามเราที่จัดอะไรๆใส่ไว้เรียบร้อยแล้วนั้น เราวางไว้ที่นอนของเรา เวลาเราไปแล้ว ฉันจังหันเสร็จแล้วพากันไปเก็บเอามาเสีย เราสั่งพระเอาไว้ ถ้าเอาไว้นี้หนูมันจะไปกัดแหลก เราก็สั่งแล้ว เราก็ไป พระท่านรับทราบเรียบร้อยแล้ว เราก็ไป พอตอนเช้าฉันจังหันเสร็จแล้ว พระมาเล่าให้ฟังนะ เล่าละเอียดหมด
เรื่องท่านเกี่ยวกับเรานี้ ท่านเล่าละเอียดหมดแหละพระ พอฉันเสร็จแล้วไม่พูดอะไรเลย ท่านลงจากนี้ปั๊บไปกุฏิเราเลย พระก็ค่อยด้อมตามไป เดินตามไป ท่านขึ้นกุฏิเรา ไปก็สะพายเอาย่ามที่เราวางไว้นั้นน่ะ เราจัดอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ววางไว้ที่นอนของเรา เผื่อพระท่านจะได้เอาไปเก็บไว้ ไม่งั้นหนูกัด ฉันจังหันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระท่านถึงจะไปเอา เพราะได้สั่งเสียกันเรียบร้อยแล้ว ท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านก็ไปคว้าเอาย่ามเราสะพายลงมาเลย โอ๋ย ! ประทับใจมากนะ สะพายเอาย่ามเราลงมา ทีนี้ใครจะทํายังไงที่นี่ พระรุมอยู่ข้างนอก ก็มีองค์หนึ่งเข้าไปเอาย่ามกับท่าน พอเดินเข้าไป “อย่ามายุ่ง” ท่านว่างี้นะ โอ๋ย ! มันหดตัวสั่นไปเลย “อย่ามายุ่ง” เท่านั้น ท่านก็สะพายย่ามของเราไปเลยไปกุฏิท่าน พระท่านก็เดินตามไป
พอขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้วเวลาท่านจะขึ้น “คนหนึ่งไปทําประโยชน์” ว่างั้นนะ “ท่านมหาท่านไปทําประโยชน์ สิ่งของอะไรๆ ในกุฏิกุฏังท่าน น่าจะมีผู้ไปดูแลรักษา ไม่เห็นดูแลกัน” ท่านว่า ท่านสะพายย่ามเรามาแล้ว ท่านมานั่งที่นั่งของท่าน เอาย่ามเราวางไว้ข้างๆ บอกว่า “ท่านมหาท่านไปทําประโยชน์ เราที่อยู่นี่ ใครไม่เห็นไปดูแล สิ่งของบริขารของท่านทิ้งไว้อย่างนั้น หนูมันก็กัดแหลกล่ะซี” ท่านก็ทราบหนูเก่ง พอท่านพูดจบลงเรียบร้อยแล้ว พระก็กราบเรียนขึ้น “ท่านอาจารย์ ท่านก็ได้สั่งกับพวกกระผมไว้เรียบร้อยแล้วว่า เวลาท่านไปแล้วให้เอาของที่ท่านจัดไว้นั้นมาเก็บไว้เสีย ไม่งั้นหนูมันจะกัด ท่านสั่งไว้เรียบร้อยแล้วก่อนที่ท่านจะไป ก็คิดว่าฉันจังหันเสร็จจัดอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงจะไปเอาบริขารของท่านมาเก็บไว้ พอดีพ่อแม่ครูจารย์ขึ้นไปเอาลงมาก่อน” พอว่าอย่างนั้นท่านนิ่ง ท่านไม่ว่าอะไร เลยยังไม่ทันได้ไปเอา
พอพูดจบลงเรียบร้อยแล้ว มีพระองค์หนึ่งสละชีพคลานเข้าไปหาย่ามเรา ท่านเอาวางไว้ข้างๆ คลานเข้าไปเอาย่ามออกไป ท่านก็ไม่ว่าอะไรนะ คือเหตุผลรับกันแล้วว่า พระเหล่านี้ไม่ได้ทอดธุระเกี่ยวกับเรื่องบริขารของเราอะไรๆ ท่านทราบแล้วตามที่พระกราบเรียนให้ท่านทราบท่านนิ่งนะ แล้วพระคลานมาเอา ท่านก็ไม่ว่าอะไร อย่างนั้นนะไม่ว่าอะไรนะ เพราะเหตุผลลงกันแล้วใช่ไหม พระไม่ได้ทอดธุระกับเรา มิหนําซํ้าเรายังสั่งไว้ พระก็เตรียมที่จะไปเอามาเก็บไว้ ตอนจังหันเสร็จเรียบร้อยแล้วจะไปเอา พอดีท่านไปเอามาก่อน ท่านเข้าใจแล้ว ท่านก็ไม่ว่าอะไร
นั่นเห็นไหม พ่อแม่ครูจารย์มั่นทํากับเรา ที่ท่านเด็ดๆ นั้นก็ ๓ หน ๓ อย่าง หนึ่ง ทอดผ้า-บังสุกุลผ้าห่มของท่านห่มเอง ห่มอยู่ตลอด เอาไปเผื่อว่าผ้าท่านห่มอยู่แล้ว ยังไงเราต้องห่มแหละ ท่านคิดไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นผ้าใหม่ ผ้าอื่นๆ ท่านไม่เอา เพราะในวัดก็มีอยู่แล้ว เราก็ไม่เอานี่อันหนึ่ง กับใส่บาตรสายๆ ท่านรู้ได้ยังไง ชักบังสุกุลหนึ่ง แล้วก็ย่ามอีกหนึ่ง นี้เราไม่ลืมนะ อู๋ย !ฝังลึกมาก เราไปสืบถามดูบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เคยอยู่กับท่าน หรือพระเณรใดก็ตามเคยอยู่กับท่านมาก่อน “ท่านเคยปฏิบัติอย่างนี้มีองค์ไหนบ้าง” ถาม บอกไม่มี ถามใครก็บอกว่า “ไม่มี” ทําให้เราคิดมากหนักเข้าเหมือนกัน นี่ล่ะเรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่น อู๊ย ! ประทับใจมากนะ
อยู่บ้านหนองผือ ท่านก็เสมออิริยาบถของท่าน ไม่มีเคลื่อนคลาด ถึงเวลาเดินจงกรม ท่านก็ลงเดิน ตอนบ่ายท่านออกจากที่ ก็ไปหาท่านเล็กน้อย นั่นล่ะใครจะพูดธรรมะอะไรก็ตอนบ่ายตอนหนึ่ง ปัดกวาดแล้ว อาบนํ้าแล้ว ท่านฉันนํ้าร้อน ท่านไม่ฉันนํ้าเย็นนะสังเกตดู ฉันแต่นํ้าร้อนแล้วก็หยุดเลย ไม่มีใครฉันกับท่าน มีแต่ท่าน ปกติผมก็ไม่ได้ฉันชาฉันนํ้าร้อนอะไร นอกจากวันไหนเร่งความเพียรจะไม่นอน วันนั้นถึงฉัน ไปหาท่านนี่ซิมันน่าคิดอยู่นะ “เอ้า ! ฉันชาเสีย” ท่านว่าเราพอคิดว่าวันนี้จะไปฉันชา ฉันชาตอนบ่ายๆ หรือตอนเย็นนี้ ชาเชียงใหม่ฉันแล้วนอนไม่หลับคือไม่ง่วงนอน ชาจีนก็ไม่ง่วง ชาเชียงใหม่ก็ไม่ง่วง วันไหนฉันชา วันนั้นเอาใหญ่ความเพียรในขั้นสมาธิ เราไม่ได้หมายถึงปัญญาที่ว่านั่น ปัญญานั้นต้องบังคับให้นอนก็ไม่อยากนอน มันจะไปง่วงอะไร สมาธิยังมีง่วงเพราะธาตุขันธ์กําลังกิน กําลังนอน เราดัดอยู่ตลอด ดัดธาตุดัดขันธ์
นิสัยของเรารู้สึกจะมีแปลกๆ อยู่บ้าง อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นดูท่านอนุโลม เราก็รู้ท่านอนุโลม เพราะนิสัยเดิมท่านไม่มี ท่านอยู่โดดเดี่ยวๆ ตลอดเวลา มีแต่โดดเดี่ยว เวลามาอยู่พระจํานวนมาก เวลาท่านสรงนํ้า ก็ไปรุมสรงนํ้า คนนั้นรด คนนี้ถูอะไร ท่านก็เฉยๆ ท่านไม่ว่าอะไรทั้งๆ ที่นิสัยของท่านอย่างนั้นไม่มี ท่านอนุโลมไปอย่างนั้น อย่างที่ได้เคยพูดให้ฟัง ที่ว่าฟันท่านหลุดนั่นแหละ เราลงไปจากท่าน ท่านนั่งอยู่ข้างบน เรานั่งข้างล่าง ชั้นล่างนี้ ท่านเนตร (ท่านพระ-อาจารย์เนตร กนฺตสีโล) นั่งอยู่นี้ แล้วบันไดอยู่นี้ พอว่าฟันหลุด เรานึกเป็นฟันจริงๆ เราก็รีบลงมา ท่านเนตรก็ลง เราก็ลง พอลงไปถึงนั้นจับท่านเนตรไส ท่านเนตรล้ม ล้มเราก็ไปเลย
อย่างนั้นล่ะ มันดื้ออย่างนั้นล่ะ เราจะรีบไปเอาฟัน ท่านล้มจริงๆ นะ ไปจับไสล้มเลย ล้มก็ไปเลย เราไปหาสู้ท่านไม่ได้ ท่านเห็นก่อน แน่ะ บาปสู้บุญไม่ได้นะ เราขบขันจะตาย ท่านก็สุขุมดีนะ ท่านเนตร นิสัยท่านสุขุมดีมาก ไอ้เราไปจับหลังท่านไสลงให้ล้มนะ คือเราจะไปก่อน ท่านก็ล้มลุกแล้วท่านไปตามหลัง พ่อแม่ครูจารย์ท่านนั่งอยู่ข้างบน ท่านดูอยู่นี่ พอขึ้นมาแล้ว “พวกบ้านี่” ท่านว่าอย่างนั้น ท่านว่าเท่านั้นแหละยิ้มๆ นิดหนึ่ง พวกบ้า คือ เห็นเราทํา “พวกบ้านี่” ท่านว่า
เรื่องความฝันนี้ก็เป็นเรื่องของธาตุของขันธ์นี่ ทําไมฝันไม่ได้ นี่เป็นเรื่องของขันธ์ ๕ แท้ๆ ขันธ์ ๕ เป็นสิ่งที่กระดุกกระดิกได้เหมือนทั่วๆ ไป ทําไมพระอรหันต์จะฝันไม่ได้ พูดตัวอย่างให้เห็น ชัดๆ ก็อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรานี่ วันนั้นท่านไม่ค่อยสบาย ท่านเป็นหวัด หวัดก็เป็นหวัดใหญ่ด้วย แล้วท่านนอนหลับ ท่านละเมอไป ธาตุขันธ์มันไม่ค่อยสบาย แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ดึกเท่าไรนัก พอนอนหลับไปท่านฝัน ท่านฝันละเมอไป “เอ้อๆ” เราเดินจงกรมอยู่ข้างๆ นั่น เราก็ปุ๊บปั๊บ แต่ท่านเร็วนะ เพราะท่านคงได้ยินเสียงเราเดินปุ๊บปั๊บๆ ไป “ใคร” ท่านว่างั้น เราก็กราบเรียนท่านว่า “ผมมหา เสียงพ่อแม่ครูจารย์นี่เสียงผิดปกติ” เราว่างั้น “อ๋อ ! ผิดล่ะซิ ฝันเมื่อกี้นี้” ท่านว่า นั่นฟังซิ ท่านฝันเรื่องเกี่ยวกับหมา ท่านว่าให้หมา ท่านดุหมา ไล่หมาลักษณะอย่างนี้ นี่หมายถึงหนองผือ ท่านกั้นห้องศาลาอยู่ ก็เพราะท่านไม่สบายนั่นเองล่ะ
คันนํ้าเกลี้ยง – รับผิดชอบชีวิตหมู่เพื่อน
ท่านอาจารย์จันทร์โสม ท่านเป็นพระ บ้านท่านอยู่บ้านนาสีดา ท่านออกประพฤติปฏิบัติกรรมฐานมานานแหละ คุ้นเคยกันกับเรา เรียกว่า ท่านเป็นรุ่นน้องเรา เคยอยู่วัดหนองผือด้วยกัน ก็พอดีเรื่องมันไปสัมผัส ท่านทํากระติกนํ้าด้วยไม้นะ เจาะคว้านข้างในออกหมด แล้วท่านก็ติดกาวหรืออะไรไม่รู้แหละ ทีนี้ท่านก็เอานํ้ารัก เขาเรียกนํ้าเกลี้ยง ทาข้างนอก นํ้ารักมันคันนะ นํ้าเกลี้ยงมันคัน ครั้นทําแล้วท่านก็ไปขุดหลุมไว้ข้างทาง นี่เป็นทางจงกรมของเรา เราเข้าไปเดินจงกรมอยู่ในป่า ผ่านไปผ่านมา หลุมนั้นอยู่ทางโน้นนะ ไกลกันอยู่
เราก็เดินผ่านไปผ่านมา ท่านขุดหลุมเอาไว้ แล้วท่านเอานํ้ารัก เอานํ้าเกลี้ยงที่มันคันๆ น่ะทากระติกเสร็จ แล้วท่านเอาไปแขวนไว้ที่หลุม เพื่อให้มันได้รับอากาศรอบตัวมัน ท่านก็ไปแขวนไว้นู้น ทีนี้เราเข้าไปเดินจงกรมในป่า มันคันจะตายทีนี้ คันผิดปกติ พอดีไปเจอกับท่าน ตอนนั้นเราก็แน่ใจเฉยๆ ล่ะว่า ไม่มีนํ้าเกลี้ยงนํ้าเกิ้ง นํ้ารักอะไรล่ะ “ท่านโสม ผมเป็นอะไรไม่รู้นะ มันคันเหมือนนํ้าเกลี้ยงนี่นะ มันคันหมดตัวเวลานี้ มันเป็นยังไง ดูซิน่ะ มันคันได้ยังไง มันคันเหมือนนํ้าเกลี้ยงนะ”
“โอ๋ย ! นํ้าเกลี้ยงมีอยู่” “มียังไงว่ามาซิ” “อู๊ย ! ผมเอามาทานี้เลย ผมไปทําเป็นหลุมตรงโน้น” มีหลุมๆ ที่ท่านทําไว้ ท่านเอาไปแขวนไว้นี่นะ ให้มันได้อากาศรอบตัวมันแห้งง่าย “ไหนพาไปดูซิ” พอไปดู ก็เห็นแขวนอยู่ โอ้ ! อันนี้เอง อย่างนั้นท่านยอมรับเลยนะ ท่านโสมไปทํา เราเป็นคนคัน เราก็บอกว่าเราคัน เหมือนคันนํ้าเกลี้ยง เราว่า “มันเป็นยังไง นํ้าเกลี้ยงที่ไหนจะมี” “มีๆ”ท่านว่างั้น “ผมทําแล้ว ผมไปไว้ที่นั่น” “ไหนไปดู” ดูก็มีจริงๆ…
อีกเหตุการณ์หนึ่ง ท่านกล่าวว่า เป็นสัญชาตญาณของความรับผิดชอบชีวิตหมู่เพื่อน ดังนี้
“ระลึกถึงตอนที่อยู่หนองผือกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น อันนั้นแตนทั้งรังเลย เขาเรียกแตนอะไร แตนเหลืองต่อยปวดๆ น่ะ คือเอาต้นเสานี้ล่ะแบก สองคนเรากับท่านแดง ท่านแดงยกนี่ขึ้น เราก็ยกนี่ขึ้น แตนมันออกมาฟาดเราเสียจน หมู่เพื่อน (ร้อง) ว่า “แตนต่อยท่านอาจารย์ๆ” เราเฉยเลย เพราะถ้าเรากระดุกกระดิก ทางนู่นคอหัก ทิ้งไม้คอหัก ใช่ไหมล่ะ จึงต้องเฉยเลย “มันไม่ต่อยครูอาจารย์บ้างเหรอ” “ไม่ต่อยยังไง” แตนต่อยปวดเสียด้วย เป็นชนิดปวดมาก นั่นล่ะสัญชาตญาณรับผิดชอบกัน มันจะต่อยเราทางไหนเอา ผู้นั้นหันหลังให้เรา ไม่รู้เรา สมมุติว่าเราปล่อยปุ๊บนี้อันนี้ทับ อันนี้ลง”
เหตุการณ์หลวงปู่มั่นอาพาธไปพักวัดร้างบ้านนาใน
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต บันทึกเหตุการณ์ไว้ดังนี้
“หันมาปรารภ ปี ๒๔๙๑ ในฤดูแล้งหลวงปู่มั่นก็เริ่มป่วยมีไข้สลับมีไอด้วย แล้วองค์ท่านป่วยอยู่ แต่ไปบิณฑบาตได้อยู่อีกประมาณ ๖ – ๗ วัน องค์ท่านนึกอยากจะไปพักบ้านนาในสักวาระ องค์ท่านก็สั่งเสียหลวงตาทองอยู่ว่า “อยู่เอ๋ย ! จะไปพักวัดร้างบ้านนาในสักระหว่างก่อน เพราะไกลกันจากวัดป่าบ้านหนองผือ ประมาณหนึ่งกิโลฯ” แล้วก็บอกหลวงปู่มหา (องค์หลวงตาฯ)ให้ดูแลหมู่ องค์ท่านจะไปกับองค์นั้นองค์นี้ ก็ไม่ลั่นวาจาออกชื่อ
แล้วพระอาจารย์มหา พิจารณาว่าควรให้องค์หนึ่งไปกับองค์ท่าน แล้วตกลงลับหลังหลวงปู่ว่า ควรให้ท่าน… ไปด้วย แล้วก็จัดแจงบริขารรวดเร็วพลันทันกาล แล้วองค์ท่านไปพักได้สองคืน พระเณรยังไม่กล้าเข้าไปเยี่ยม เพราะเกรงองค์ท่านดุว่า เรามาวิเวก พากันมายุ่งทําไม พระเณรผู้อยู่ข้างหลังเงียบเหงาไปทั้งวัด ว้าเหว่มาก ปรากฏแก่ตาแก่ใจว่า ต้นไม้ต่างๆ ในวัดและบรรยากาศเงียบเหงา ลมก็ไม่พัดมา คล้ายกับว่าว้าเหว่ไปตามกันหมด
พอตกพลบคํ่า ๕ โมงเย็นก็ไปกราบพระอาจารย์มหาแล้วปรารภว่า “กระผมอยู่ไม่เป็นสุข อยากจะไปเยือนหลวงปู่ที่อยู่กับครูบา… ๒ องค์ ทั้งกลัวองค์ท่านจะดุ จิตใจกระผมว้าเหว่มากขอรับ กระผมนึกว่าจะไปองค์เดียว แล้วจะกลับตอนกลางคืนองค์เดียว จะเป็นประการใดหนอ”
องค์พระอาจารย์มหาตอบว่า “เออ ! ผมก็ว้าเหว่เหมือนกันท่านลองไปดูซิ ผมไม่ว่าดอก”
กราบลาองค์ท่านแล้วก็รีบไป พอไปถึงก็คํ่ามืดพอดี ขณะนั้นองค์หลวงปู่ (มั่น) และครูบา… นั่งอยู่พื้นดิน พอเรายังไม่ทันนั่งลงกราบ องค์หลวงปู่พูดขึ้นเย็นๆ ว่า “เออ ! คุณหล้ามา ไปเอาฟืนนั้นมาใส่ไฟให้กัน ดุ้นไหนไม่เรียบร้อยก็เก็บเสียเน้อ” การจับไข้ขององค์หลวงปู่ก็เบาลงแล้ว ชะรอยจะเป็นด้วยอากาศโปร่งกว่ากันบ้างหรือยังไงไม่ทราบได้ ครั้นตอนดึกประมาณ ๔ ทุ่มเศษก็กราบลากลับวัด แล้วพระอาจารย์มหายังมิทันได้หลับ ขึ้นจากทางจงกรมใหม่ๆ ไฟตะเกียงจุดริบหรี่อยู่ขึ้นไปกราบองค์ท่าน เล่าถวายทุกประการ
องค์ท่านคํานึงพิจารณาแบบบรรจง องค์ท่านกล่าวว่า “เออ ! พรุ่งนี้ฉันเช้าเสร็จ ผมจะพาหมู่เราทั้งหมดและชาวบ้านหนองผือทั้งหมด ไปอาราธนากราบเท้านิมนต์วิงวอนให้องค์หลวงปู่ (มั่น) คืนมาวัดเราตามเดิม เพราะชาววัด ชาวบ้านก็ว้าเหว่เงียบเหงา กินมิได้นอนไม่หลับ แม้ตัวของผมก็สลดใจและว้าเหว่มากคราวนี้ องค์ท่านจะไปวิเวกจริงหรืออะไรๆ ผมก็พิจารณายากอยู่สักหน่อย ไม่ว่าแต่สักหน่อยล่ะ พิจารณายากกันดีๆ นี้เอง หล้า เอ๋ย ! หล้า”
ครั้นตื่นเช้าบิณฑบาตฉันเสร็จ โยมก็หลั่งไหลเข้ามารวมกันที่วัดป่า องค์พระอาจารย์มหาก็ประกาศ พระในวัดเตรียมตัวห่มผ้าจีวร และโยมก็เอาแคร่สําหรับจะหามองค์หลวงปู่ไปพร้อมด้วย ทั้งชาวบ้านชาววัดประมาณร้อยคน พอไปถึงก็เงียบสงัด ไม่มีใครกรอบแกรบและไอจาม กราบพร้อมกันหมดแล้ว โยมผู้ฉลาดขอโอกาสกราบเรียนว่า
“เวลาที่องค์หลวงปู่มาพักวิเวกเพียงสองสามวันนี้ เท่ากับว่านานถึงร้อยพันปี ทั้งชาวบ้านและชาววัดไม่เป็นอันกินอันนอนว้าเหว่มาก ขอกราบเท้าเรียนถวายองค์หลวงปู่ ได้โปรดกรุณากลับตามเคยเทอญ โทษของเกล้าฯ อันใดมี ขอได้โปรดประทานอภัยให้เกล้าฯ และทุกถ้วนหน้าเทอญ การปฏิบัติทุกๆ ประการ องค์หลวงปู่เห็นสมควรประการใด ทั้งชาวบ้านและชาววัดจะยอมทําตาม ไม่มีขัดหฤทัยของธรรมแห่งองค์หลวงปู่ตามสติกําลังอยู่ทุกเมื่อเทอญ”
ครั้นแล้วก็ค่อยจัดแจงแต่งบริขารขององค์หลวงปู่ นิมนต์หลวงปู่ขึ้นบนแคร่ หามเดินช้าๆ เงียบๆ โยมหามออกก่อน พระตามหลัง ที่นั่งขององค์ท่านปูอาสนะด้วยเบาะยัดใบกล้าแห้งองค์ท่านนั่งขัดสมาธิไม่ขึงขังและไม่อ่อนแอ แลดูถึงใจไม่มีจะเทียบได้ จนถึงวัด ครั้นองค์หลวงปู่ขึ้นถึงกุฏิเรียบร้อยแล้ว บรรดาลูกศิษย์ที่ถือนิสัยก็มี รีบห่มผ้าเฉวียงบ่ามาขอโอกาสต่อนิสัยตามเคย ต่อแต่นั้นข้อวัตรในระหว่างลูกศิษย์กับหลวงปู่ ก็ของใครของมันตามเคยที่ทํามา ขอให้เข้าใจว่ามีพระอาจารย์มหาและหลวงตาทองอยู่เท่านั้นไม่ได้ขอนิสัย เพราะองค์ท่านทั้งสองนี้มีพรรษาสูงพอควรแล้ว แต่พระอาจารย์มหานั้นขอหรือไม่ขอ ก็มีข้อวัตรประจําหลวงปู่แบบลึกซึ้งอยู่แล้วไม่จําเป็นจะสงสัยจะเอามากล่าววิจัยเลย เพราะองค์ท่านเป็นมือขวาช่วยหลวงปู่รองรับอยู่…”
พระหนุ่มๆ ยุคหนองผือต่อมาเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญ
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ได้พบ ท่านพระอาจารย์มั่นภูริทตฺโต ครั้งแรกที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านได้เข้ากราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อเข้ารับการอบรมธรรมปฏิบัติ และที่นั้นท่านก็ได้พบท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ครั้งแรกที่วัดป่าแห่งนี้ กาลต่อมาท่านได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์และอยู่ศึกษาอบรมกับองค์หลวงตาฯ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มี หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ หลวงปู่คําพอง ติสฺโส หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร หลวงปู่อุ่น ชาคโร ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ฯลฯ ได้เข้ามากราบถวายตัวเป็นศิษย์อยู่ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น และต่างก็ให้ความเคารพยําเกรงองค์หลวงตาฯ พระหนุ่มเหล่านี้มีความมุ่งมั่นต่อมรรคผลนิพพาน และต่อมาท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญของวงกรรมฐาน ดังนี้
“อย่างท่านจวน (ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ) ท่านสิงห์ทอง เหล่านี้ก็อยู่กับท่าน (ท่านพระอาจารย์มั่น) มาแล้วทั้งนั้น ท่านจวนก็เคยจําพรรษาด้วยกันที่หนองผือ (ปี พ.ศ. ๒๔๘๙) ท่านสิงห์ทองไม่ได้จํา แต่อยู่ใกล้ๆ สองกิโลฯ สามกิโลฯ คือมันแน่น เข้าไม่ได้ ท่านรับพระไม่ได้มากนักนะ พระที่อยู่บริเวณรอบๆ นี้เต็มไปหมด อย่างท่านสิงห์ทองไม่ได้เข้าไปจําพรรษากับท่านก็ตาม ถึงวันประชุมนี้ ก็มาประชุมฟังธรรมะแล้วก็กลับไปค้างที่วัดๆ ในพรรษาก็มาอยู่อย่างนี้ มันก็เหมือนกับอยู่ในวัดนั่นแหละ ท่านสิงห์ทองนี้องค์หนึ่ง
ท่านหล้า (หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต) ก็มาอยู่หนองผือด้วยกัน นี่เราเป็นคนแนะนํา เพราะท่านชอบข้อวัตรปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ เราก็แนะนําให้รู้จักวิธีปฏิบัติท่าน ด้วยวิธีการใด อะไรเราเป็นคนแนะนําให้ทั้งนั้น ท่านหล้านี่พอหลวงปู่มั่นมรณภาพแล้ว ก็เลยติดสอยห้อยตามไปอยู่กับเราที่ห้วยทราย พอเราออกจากนั้นมาเอาโยมแม่บวช ลงไปจันท์ ท่านหล้าก็เลยอยู่ที่ภูจ้อก้อต่อมาจนกระทั่งถึงวันสิ้นอายุ
ท่านสุวัจน์ (หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ) ท่านก็เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นประจํามานาน สมํ่าเสมอไม่มีอะไรๆ เลย นี้องค์หนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติสมํ่าเสมอ ครูอาจารย์ก็ถูกต้องเหมาะสมด้วยคือท่านอาจารย์ฝั้น ท่านอาจารย์ฝั้นก็เกี่ยวโยงกับหลวงปู่มั่น ไปมาหาสู่กันเสมอ ท่านก็ติดตามมาเรื่อย แต่ท่านอยู่กับท่านอาจารย์ฝั้น คุ้นกันมานานแล้วแหละ
ท่านอุ่น (หลวงปู่อุ่น ชาคโร) นี้เคยอยู่หนองผือด้วยกัน ท่านจําพรรษาหนองผือด้วยท่านอุ่นที่เสียไปนี่ ท่านคําพอง (หลวงปู่คําพอง ติสฺโส) ก็จําพรรษาที่เดียวกัน ท่านอุ่น ท่านคําพอง จําพรรษาหนองผือด้วยกัน ท่านอุ่นเสียก่อนแล้ว ท่านคําพองไล่เลี่ยกัน บ้านก็ถัดกันมา
เหล่านี้มีแต่ออกจากหลวงปู่มั่นทั้งนั้น ถึงเรียกว่า “โรงงานใหญ่” ชื่อเสียงท่านดังทางผลิตลูกศิษย์ลูกหานี้ไม่มีใครเสมอเลย ลูกศิษย์องค์ปรากฏชื่อลือนามออกจากหลวงปู่มั่นทั้งนั้นๆ เลย ท่านเป็นโรงงานอันใหญ่โตที่สุด”
ท่านแนะนําศิษย์รุ่นเล็กจนได้กลับไปอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น
ตามประวัติหลวงปู่อุ่น ชาคโร บันทึกไว้ดังนี้
“วันหนึ่งตอนเช้ากําลังฉันจังหัน พระเณรกําลังแจกอาหารลงใส่ในบาตร และพระผู้อุปัฏฐากท่านก็กําลังจัดอาหารหวานคาวลงใส่ในบาตรท่านอาจารย์มั่น ถ้าเป็นอาหารของแข็งหรือใหญ่ ต่างองค์ก็ต่างเอามีดหั่น หรือโขลกด้วยครก ต่างคนต่างกระทําด้วยความเคารพจริง
วันนั้นข้าพเจ้า (หลวงปู่อุ่น) ได้มองไปเห็นพระท่านทํา ก็นึกเกิดปีติขึ้นมาด้วยความเลื่อมใส ปล่อยใจเลื่อนลอยไปว่า “แหม ! พระลูกศิษย์ลูกหาของครูบาอาจารย์นี้ตั้งใจปฏิบัติอุปัฏฐากด้วยความเคารพเลื่อมใสจริง เอ๊ะ ! ครั้งพุทธกาลโน้นบรรดาพระสาวกทั้งหลายนั้น จะมีสานุศิษย์ปฏิบัติอุปัฏฐากดีๆ อย่างนี้ไหมหนอ” คิดแล้วก็ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า เราเป็นบ้า คิดเรื่องราวให้ไปกระทบ กระทั่งจิตใจของท่าน ครั้นต่อมาในวันหลัง บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลายที่เคยปฏิบัติอุปัฏฐากท่าน ก็เข้าไปจะปฏิบัติ ถูกท่านห้ามอย่างใหญ่ว่า “หยุด อย่ามาทํานะ” วันนั้น ท่านดุเอาจริงๆ
ครั้นต่อมาวันหลังอีก จะเข้าไปปฏิบัติ ท่านเล่นงานอย่างใหญ่อีกว่า “ทําไมห้ามไม่ฟัง เดี๋ยวถูกค้อนตีเอาแหละ” แล้วท่านก็บ่นว่า “มันมาดูถูกกัน การปฏิบัติอุปัฏฐากอย่างนี้ ในครั้งพุทธกาลโน้น พระสาวกไม่มีดอก” วันนั้นไม่มีใครเข้าไปใกล้ท่านได้เลย การจัดสิ่งของลงในบาตร ท่านจัดเอง การอุปัฏฐากท่านนั้นจําเป็นต้องงดไปหลายวัน ต่อมาท่านอาจารย์มหาบัว ท่านเป็นลูกศิษย์อาวุโสกว่าหมู่ พรรษาท่านขณะนั้นคงได้ในราว ๑๖ พรรษา จึงได้เรียกบรรดาสานุศิษย์รุ่นน้อย มีท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์เนตร อาจารย์คําพอง อาจารย์สุวัจน์ อาจารย์จันทร์โสม บ้านนาสีดา และข้าพเจ้า พร้อมอีกหลายๆ รูป ไปประชุมกันที่กุฏิท่านอาจารย์มหาบัวว่า
“เรื่องนี้เป็นใครหนอ ได้นึกได้คิดอย่างว่านี้ เป็นเหตุให้ครูบาอาจารย์เดือดร้อน ผมเองว่าพิจารณาเห็นว่าคงไม่มีใครดอก เพราะว่าใครๆ ที่ได้มาอยู่ ก็ได้มอบกายถวายชีวิตกับท่านแล้วต่างคนก็ต่างเคารพนับถือท่าน ผมว่าจะเป็นอุบายท่านอาจารย์ทรมานพวกเราเฉยๆ ดอก ตามที่ผมได้อยู่กับท่านมาหลายปี ผมเองเคยถูกท่านทรมาน ดูว่าเรานี้จะปฏิบัติอุปัฏฐากท่านเอาจริงเอาจังไหม หรือสักแต่ว่าทําเพื่อแก้เก้อเฉย แต่นี้ไปพวกเราต้องเข้าไปทําปฏิบัติท่านเลย ท่านจะฆ่า จะแกง จะต้มอย่างไร เราก็ยอมเสียสละ”
นี้ท่านอาจารย์มหาบัวแนะนําสานุศิษย์รุ่นเล็กๆ ต่อมาก็เลยเข้าไปอุปัฏฐากท่าน ครั้งนี้ท่านไม่ว่าอะไร เพราะจะห้ามไว้ก็ไม่ฟัง เป็นหน้าที่ข้อวัตรของสานุศิษย์ผู้หวังดีจะทํากัน แต่นั้นมาก็ไม่มีใครปรารภเรื่องนี้อีก แม้แต่ท่านอาจารย์มั่น ก็ไม่ว่าอะไรตลอดถึงวันท่านนิพพานของท่าน”
มนุสสันตราย
รุกฺขมูลเสนาสนํฯ พอบวชเสร็จแล้ว อุปัชฌาย์ต้องสอน ไม่สอนไม่ได้ คือ เด็ดขาด ให้อยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถํ้า เงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง อันเป็นสถานที่เหมาะสมกับการบําเพ็ญธรรม ปราศจากสิ่งรบกวน จงอุตส่าห์พยายามอยู่และบําเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด นั่นฟังซิ ของเล่นเมื่อไร ตลอดชีวิต ครูบาอาจารย์องค์ไหนที่ปรากฏชื่อลือนาม มักจะออกมาจากป่าจากเขา อยากจะว่าทั้งนั้นนะ อย่างที่ว่าเชียงใหม่ก็ในป่าในเขาทั้งนั้น ท่านสําเร็จออกมา คืออยู่ในป่าในเขาทัศนียภาพต่างๆ เป็นคุณหมดเลย ต้นไม้ใบหญ้ามองไปที่ไหนเป็นธรรมสอนตนตลอดเวลา ป่าไม้กับป่าคนผิดกัน ป่าคนเป็นป่าอันตราย
พ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านถึงว่า เราไม่ลืม พวกประชาชนเขาหลั่งไหลมาเป็นร้อยๆ ตอนเช้ามาจังหัน ท่านพูดสบาย ท่านนะ แต่เราไม่ลืม ท่านจับยัดใส่เรา ให้เราแบก ท่านขี้เกียจยุ่ง พวกบ้านกุดไห บ้านอะไรหลายบ้านรวมกันเป็นร้อยๆ ตอนเช้ามาจังหัน เขาก็อยากได้ยินได้ฟังธรรมของท่านนั่นแหละ พอฉันเสร็จแล้ว “ท่านมหา” ว่างั้นนะ “เอา ! พูดกับเขาเสีย มนุสสันตรายขี้เกียจยุ่ง” ท่านลุกไปเลย มนุสสันตราย คือ มนุษย์เป็นอันตราย เข้าใจไหม “ขี้เกียจยุ่งกับมัน” พอว่าอย่างนั้นแล้วลุกไปเลย “ท่านมหาต้อนรับเขาเสีย” เราไม่ลืม พอพูดจบไปเลยนะ “มนุสสันตราย” ท่านว่างั้น ขี้เกียจยุ่งไปเลย เราก็พูดกับเขาเล็กน้อย ท่านว่า “มนุสสันตราย” ท่านไม่ได้ว่าต้นไม้ภูเขาในป่าในถํ้าเงื้อมผาเป็นอันตรายนะ เวลาท่านพูด ท่านบอก “มนุสสันตราย” เราไม่ลืม ท่านพูดอย่างสบายๆ พูดแล้วลุกไปเลย ปล่อยให้เราพูดกับเขาสองสามคําเท่านั้นล่ะ
ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องนี้ว่า
“เราฟังหลวงตาพูดบ่อย หลวงตาท่านพูดถึงหลวงปู่มั่น ว่าหลวงปู่มั่นท่านจะเอาแต่พระ ถ้าโยมมา ท่านจะเทศน์เป็นครั้งคราว อย่างเทศน์ที่วัดเจดีย์หลวงเห็นไหม เทศน์เป็นงานเป็นการท่านก็เทศน์อยู่ แต่เวลาอยู่วัด เวลามีญาติโยมมา หลวงปู่มั่นบอกว่าให้หลวงตาเป็นคนรับแขกนะเวลาโยมมานะ ท่านบอกว่ามหารับเถอะ มันประสาเรานะ มองในแง่มุมของพระอรหันต์ มองในแง่มุมของธรรมะ โทษนะ พวกนี้จะรู้ได้อย่างไร พวกนี้มาเอาอะไรกัน ก็มาวิ่งเล่นไง พวกนี้มาก็มาวิ่งเล่นวัด สนุกๆ เท่านั้นล่ะ ไปพูดธรรมะอะไรกัน มันเสียเวลาคนพูด ท่านก็ลุกหนี ท่านลุกหนีเลยนะ เพราะมันประสาเรานี่โลกจะรู้ได้อย่างไร โลกจะเข้าใจอะไรกัน”
ภาค ๙ เพราะมีจอมปราชญ์เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์
ติดสมาธิ ๕ ปี ท่านหลงว่าได้นิพพานแล้ว ๕ ปี
พากันจําให้ดี อะไรก็ตาม ถ้าได้ขึ้นเวทีแล้ว พูดได้อย่างจะแจ้งเลย ไม่สงสัย ตรงไหนผ่านมาแล้วๆ ผิดถูกเป็นครูเป็นอาจารย์สอนโดยดีทุกอย่าง ผิดก็เป็นอาจารย์ ถูกก็เป็นอาจารย์ นํามาพินิจพิจารณา ทีนี้เวลาสอนคนก็สอนได้ง่าย อะไรผิดถูกก็บอกไปตามนั้นเลย เพราะเราผ่านมาแล้ว ผู้ที่สุ่มสี่สุ่มห้าไป ไม่มีครูมีอาจารย์สอนนี้ ผลได้น้อยนะ ถ้ามีครูมีอาจารย์คอยแนะคอยบอก ผลได้เร็วๆ ต่างกันนะ อาจารย์เอกสมัยปัจจุบัน จอมปราชญ์สมัยปัจจุบัน ก็คือ พ่อแม่ครูจารย์มั่น นี้เรียกว่าจอมปราชญ์ หาที่สงสัยไม่ได้เลย
ถ้าพูดเรื่องความเพียรของผม พรรษาที่ ๑๐ คือเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนนี่ ๙ พรรษา ไปถึงพรรษาที่ ๑๐ เป็นความเพียรที่หักโหมที่สุดเลย ในชีวิตนี้ไม่มีความเพียรใดเกี่ยวกับเรื่องร่างกายที่จะหักโหมยิ่งกว่าพรรษาที่ ๑๐ ใจก็หักโหม ร่างกายก็หักโหมเต็มที่ หลังจากนั้นมาแล้วก็เจริญเรื่อยๆ จนจิตนี้ราวกับเป็นหินไปเลย คือความแน่นหนามั่นคงของสมาธิมันชํานาญพอ จนเป็นเหมือนกับหินทั้งแท่ง ไม่หวั่นไหวอะไรง่ายๆ เลย ติดสมาธินี้อยู่ถึง ๕ ปีเต็มๆ
ก่อนที่จะมาพิจารณาด้วยปัญญา ต้องตะล่อมจิตให้มีพลังภายในตัวด้วยความสงบ ท่านจึงสอนสมาธิเป็นขั้นเริ่มแรกเพื่อให้จิตสงบก่อน พิจารณาอะไรถึงจะเข้าอกเข้าใจ ไม่เป็นไปด้วยความหิวโหย จิตที่หาความสงบไม่ได้นี้เป็นไปด้วยความหิวโหย คิดอะไรพรวดพราดๆ กลายเป็นสัญญาไปหมด เป็นความฟุ้งเฟ้อไปเสีย เห่อเหิมไปเสีย แทนที่จะเป็นอรรถเป็นธรรม กลายเป็นโลกเพิ่มเข้าไปอีก เป็นการสั่งสมกิเลสโดยไม่รู้สึกตัวในขณะที่พิจารณา เพราะมันเถลไถลออกไปตามนิสัยที่เคยเป็น เพราะจิตหิวโหย จิตหาความสงบไม่ได้
ท่านจึงสอนว่า สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาที่สมาธิอบรมแล้วย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือ สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญาได้ดี เหมือนอย่างคนรับประทานอาหารอิ่มหนําสําราญ พักผ่อนนอนหลับให้สะดวกสบายแล้ว ทํางานก็ไม่หิวไม่โหย ไม่เหนื่อยไม่เพลีย ตั้งหน้าตั้งตาทํางานได้ดียิ่งกว่าคนที่กําลังหิวจัด ซึ่งทําอะไรไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วย ความฉุนเฉียวก็ง่าย จิตใจที่เป็นไปด้วยความหิวโหย เพราะหาความสงบไม่ได้ ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนให้อบรมสมาธิให้มีความสงบพอสมควรแล้ว ก็พิจารณาทางด้านปัญญา จิตก็ตั้งหน้าทํางานไม่เถลไถลได้ง่ายๆ สมาธิมีความสําคัญอย่างนี้ แต่ไม่ใช่สมาธิจะทําปัญญาให้เกิด เป็นเครื่องหนุนเฉยๆ หนุนให้ปัญญาทํางานได้สะดวกพูดง่ายๆ ไม่ใช่สมาธิจะกลายเป็นปัญญาเสียเอง ให้พากันเข้าใจไว้ตรงนี้
ภาคปฏิบัติเป็นอย่างนี้ เราได้เป็นมาแล้ว นี่ติดสมาธิติดอยู่ถึง ๕ ปีเต็มๆ สําหรับผมเอง คือชํานิชํานาญจริงๆ ใครจะมาโกหกเรื่องสมาธินี้ไม่ได้ ว่างั้นเลย อาจหาญที่สุดเรื่องสมาธิ กําหนดเมื่อไรได้ เพราะฐานของสมาธิมันแน่นปึ๋งเหมือนภูเขาโน่นจะว่าอะไร กําหนดเมื่อไรก็ได้ ก็เพราะจิตเป็นสมาธิอยู่แล้วฐานของมัน เพียงแต่ระงับกระแสจิตเข้าไปเท่านั้น มันก็เข้าไปอยู่ในฐานนั้นแน่วอยู่นั้นเสีย แต่ไม่เป็นปัญญาให้ มันเพียงแค่นั้น สุดท้ายก็ไปเหมาเอาความที่แน่นหนามั่นคง รู้อยู่อย่างดิ่งหรือเด่นนั้นว่าจะเป็นนิพพาน นี้ล่ะนิพพาน นี้แลจะเป็นนิพพาน มันก็เลยจ่ออยู่ตรงนั้นไม่ได้เรื่อง
บทเวลามันจะเอาจริงเอาจัง มันเริ่มตั้งแต่สมาธิ จึงว่าเราติดสมาธิอยู่ถึง ๕ ปี มันติดจริงๆ นะ ความคิดนี้เป็นความรําคาญ ความคิดปรุงยิบแย็บรําคาญ ถึงสมาธิขั้นเต็มที่แล้วความคิดความปรุงเป็นเรื่องรําคาญทั้งนั้น อยู่แน่ว นั่งอยู่เท่าไรก็ได้ มันติดอันนั้นล่ะ ติดความสุข เอกัคคตาจิต เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์อันเดียว อันนี้ติด เพราะยังไม่มีธรรมะที่สูงกว่านี้ เหล่านี้ได้ผ่านมาหมดแล้วนะ สิ่งที่เล่าเหล่านี้ได้ผ่านมา ทีแรกก็ผ่านตําราก่อน จากตําราก็ศึกษากับครูบาอาจารย์ที่เป็นครูเป็นอาจารย์ตายใจได้ เช่น หลวงปู่มั่น เป็นต้น เรียกว่าสัมผัสสัมพันธ์เข้าไป มันก็แน่นหนาเข้าไปเรื่อยๆ จิตใจสงบร่มเย็น
สงบเสียจนติดสมาธิ ความคิดปรุงรําคาญ แต่ก่อนไม่ได้คิด ไม่ได้บ้าคิด ทีนี้เวลามันติดสมาธิแล้วแน่วอย่างนี้ บ้าติดสมาธิ มันไม่พอดีนะ มันผ่านไปแล้วถึงรู้ย้อนหลังๆ ทีนี้พ่อแม่ครูอาจารย์นั่นล่ะท่านถาม ท่านถาม ท่านมีความหมาย เราก็ตอบแบบหมูขึ้นเขียง เข้าสมาธิ อยู่สมาธิแล้วเหมือนหมูขึ้นเขียงไม่อยากลง อยู่อย่างนั้น ปัญญามีไม่ออก ไม่ใช้ ท่านก็ขนาบเอาเลย สมาธินี่ก็ว่าได้มาหลายปีแล้ว นั่นบทเวลาท่านจะเอา พอท่านถาม “เป็นอย่างไร ใจท่านมหาสงบดีเหรอ” “สงบดี” บอกอย่างนั้น เรื่องสงบ สงบดีจริงๆ จนถึงขนาดติดสมาธิอยู่ถึง ๕ ปี มันสงบขนาดนั้น
ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงตาติดสมาธิๆ มันเป็นที่ว่าท่านพูดเพื่ออ่อนน้อมถ่อมตนไง ความจริงท่านผ่านสกิทาคามีมาแล้ว มันจะติดสมาธิได้อย่างไร แต่ท่านหลง
ถ้าพูดจริงๆ นะ สาธุ ไม่ใช่ขายหลวงตา ท่านหลงว่าเป็นนิพพาน แต่เวลาท่านพูดท่านมาบังว่า ท่านติดสมาธิ จริงๆ ท่านหลงว่า ท่านได้นิพพานแล้ว ๕ ปี แล้วเวลาหลวงปู่มั่นท่านบอกว่า จิตเป็นอย่างไรล่ะ? ก็ว่าเป็นนิพพานๆ ไง ท่านหลงว่านิพพานนะ ไม่ใช่ติดสมาธิ ทีนี้ท่านไม่ใช้คําว่าหลง ท่านใช้คําว่าติดสมาธิ แล้วพวกเราก็คิดว่าติดสมาธิๆ ติดสมาธิก็ต้องติดสมาธิตั้งแต่ปุถุชนนี่ไง แต่ความจริงท่านพิจารณาผ่านขึ้นไปแล้ว แล้วท่านไป
ก็มันเรื่องของวิบากกรรม เพราะไปถามหลวงปู่มั่นไง ก็อยากจะเป็นอย่างนั้นอีก ก็มันเป็นหนเดียวเท่านั้นแหละ มันจะมีสองที่ไหน? หนเดียว หนเดียวเป็นแล้ว เป็นแล้วก็จบแล้ว คําตอบนี่หลวงปู่มั่นตอบมาเพื่อเป็นประโยชน์ แต่เวลาคนไปคิด คนไปจับ มันจับแล้ว มันตีความผิด ฉะนั้น ที่ว่าติดสมาธิ ๕ ปี ติดสมาธิ ๕ ปี ท่านติดว่า ท่านสําเร็จแล้ว แต่ไม่ได้ติดสมาธิ”
องค์หลวงปู่มั่นแก้ติดสมาธิ
เมื่อจิตได้แน่วอยู่ในสมาธินั้นอยู่สักกี่ชั่วโมงก็อยู่ได้ นี่ล่ะมันติดอย่างนี้ สุดท้ายก็นึกว่าความรู้ที่เด่นๆ อยู่นี้เองจะเป็นนิพพาน อันนี้จะเป็นนิพพาน จ่อกันอยู่นั้นว่าจะเป็นนิพพานๆ สุดท้ายมันก็เป็นสมาธิอยู่อย่างนั้นล่ะจนกระทั่งวันตาย ก็จะต้องเป็นสมาธิ และติดสมาธิจนกระทั่งวันตายถ้าไม่มีครูบาอาจารย์มาฉุดลากออก ผมเองก็คือหลวงปู่มั่นมาฉุดลาก เถียงกันเสียจนตาดําตาแดงจนกระทั่งพระทั้งวัดแตกฮือกันมาเต็มอยู่ใต้ถุน นี่เพราะฟังการโต้กับหลวงปู่มั่น ไม่ใช่โต้ด้วยทิฐิมานะ อวดรู้อวดฉลาดนะ โต้ด้วยความเราก็เข้าใจว่า จริงอันหนึ่งของเรา ท่านก็จริงอันหนึ่งของท่าน สุดท้ายก็หัวเราแตก เพราะท่านรู้นี่ เราพูดทั้งๆ ที่กิเลสเต็มหัวใจ แต่เข้าใจว่าสมาธินี่มันจะเป็นนิพพาน
ท่านก็ถามเรื่อย พอจิตได้หลักได้เกณฑ์แล้วถาม นานๆ ท่านถามทีหนึ่ง “เป็นไงท่านมหา จิตสบายดีเหรอ” ทางนี้ตอบทันที “จิตสบายดีอยู่” ท่านก็นิ่งเฉยไป ไม่รู้ว่าท่านจะฟาดเราเมื่อไร เป็นอย่างนั้นล่ะ เพราะคนหนึ่งเหนือแล้ว มองเห็นหมดนี่ ถาม “เป็นยังไงท่านมหา จิตน่ะ” บางทีว่าเป็นยังไง เท่านั้นก็รู้แล้ว “จิตสบายดีอยู่ สงบดีอยู่” ท่านก็นิ่งไป หลายครั้งหลายหนเข้าไปๆ ท่านคงรําคาญ บทเวลาท่านจะเอา “ท่านจะนอนตายอยู่ในสมาธินั่นเหรอ” ขึ้นเลยล่ะที่นี่ เห็นไหมล่ะ เปลี่ยนหมดนะ ลักษณะท่าทีนี้เปลี่ยนหมด “สุขในสมาธิเหมือนกับเนื้อติดฟัน เป็นอย่างไรเนื้อติดฟัน มันอร่อยอะไรไหม”
ท่านมาขนาบออก “นั่นแหละสมาธิเหมือนหมูขึ้นเขียง ปัญญามีทําไมไม่ใช้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้มีปัญญานะ ไม่มีแต่สมาธินะ มีปัญญา ปัญญาที่จะก้าวเดินมีอยู่กับทุกคน ถ้านํามาใช้ถ้าไม่นํามาใช้ มันก็ตายอยู่กับสมาธิ” ท่านว่า “เพราะธรรมเหล่านี้มีอยู่ด้วยกัน นอกจากไม่ค้นไม่คว้า หาก็ไม่เจอ หาสมาธิยังได้สมาธิ หาปัญญาทําไมจะไม่ได้ ออกจากหัวใจอันเดียวกัน ธรรมกับใจอยู่ด้วยกัน” นั่น ท่านว่า ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านดําเนินมา ท่านยังแสดงว่าศีล สมาธิ ปัญญา ท่านไล่มาหมดนี่ไม่เห็นมีอะไร ถ้าว่าสมาธิก็สมาธิอยู่อย่างนั้นล่ะ กินแล้วกินเล่า กินของเก่า อาหารแปลกๆ ต่างๆ ที่ดีกว่านี้มีไม่กิน กินแต่ของเก่าๆ อันบูดๆ เสียๆ ท่านก็ว่าไล่เข้าไปๆ ดุใหญ่ล่ะ ดุเรานะ
นั่นล่ะธรรมะที่เด็ด ใครจะว่าหยาบไม่ได้นะ ธรรมะที่เด็ดใส่กิเลสตัวมันหยาบๆ ตัวเด็ดๆใส่เปรี้ยง “ท่านจะนอนตายอยู่ในสมาธินั่นเหรอ สมาธิเท่ากับหมูขึ้นเขียง ขึ้นแล้วไม่ยอมลง จนหอมกระเทียมเขาหั่นอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงกวาดลงใส่กัน นั่นล่ะ สมาธิหมูขึ้นเขียง เป็นอาหารเขาพอดี” ท่านว่าอย่างนั้นล่ะ แต่เราไปด้วยความตั้งใจ ท่านว่าอะไร มันสะดุดกึ๊ก จับปุ๊บนะ ไม่ได้เหลาะๆ แหละๆ นะ ท่านว่าอะไรจับปุ๊บๆ เลย เอามาพิจารณา
แล้วสุดท้ายก็ท่านมาไล่ออก “เห็นไหม สมาธิมันมีความสุขมากขนาดไหน หือเท่าไร? แล้วเนื้อติดฟัน มีความสุขขนาดไหนว่าซิ? สมาธิก็เหมือนกับเนื้อติดฟัน นั่นแหละ มันสุขขนาดไหนเนื้อติดฟัน ท่านรู้ไหมๆ? ท่านรู้ไหมว่า สมาธิทั้งแท่งนั้นล่ะ คือ ตัวสมุทัยทั้งแท่งท่านรู้ไหมๆ?” ทีนี้มันก็เถียงล่ะซิ “ถ้าสมาธิเป็นสมุทัยแล้ว สัมมาสมาธิในมรรค ๘ จะให้เดินที่ไหน” เราว่า “สมาธิพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นสมาธิหมูขึ้นเขียงนอนตายอยู่อย่างท่าน สมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิต้องรู้สมาธิ ปัญญาต้องรู้ปัญญา อันนี้มันเอาสมาธิเป็นนิพพานเลย มันบ้าสมาธินี่ สมาธินอนตายเหรอเป็นสัมมาสมาธิน่ะ เอ้าๆ พูดออกมาซิ?”
ท่านใส่เปรี้ยงๆ เอาอย่างหนัก เถียงท่านอย่างหนัก เพราะมันติด ติดมาก ท่านจึงเอาอย่างหนัก ท่านจะนอนตายอยู่นั่นเหรอ ปัญญามีทําไมท่านไม่ใช้ สมาธินี้เป็นสมุทัย นี่ล่ะสําคัญมากนะ คือหลงสมาธินั่นล่ะ มันเป็นสมุทัยไม่ใช่อะไร ความหลงติดในสมาธิเป็นสมุทัย เราไม่รู้ เวลามันผ่าน มันถึงรู้ ยอมท่านราบๆ เพราะท่านขนาบอย่างหนัก เอากันอย่างหนักจริงๆ ถ้าไม่เอาหนักๆ มันไม่รู้ตัว จากนั้นก็เถียงกับท่าน สู้ท่านไม่ได้ ก็คนหนึ่งจอมปราชญ์ คนหนึ่งจอมโง่ จะไปสู้ได้ยังไง จนพระแตกมาทั้งวัดเลย กลางคืนเงียบ อยู่ข้างล่างเต็มหมดเลย ซัดกับเรา
เป็นอย่างนั้นล่ะนิสัย ถ้าไม่ลง มันไม่ลง เอาจริงๆ นะนี่ ถ้าลงหมอบเลยทันที คือไม่ได้มีทิฐิมานะเอาแพ้เอาชนะ เราหาความจริง เราถึงเหมือนกิ้งก่า มันก็เป็นความจริงของกิ้งก่าตัวหนึ่ง มันก็ซัดกัน ซัดกับเสือโคร่งมันก็ตบเอาๆ จนกระทั่งลงไปนี้ นี่เราก็ตั้งใจมามอบกายถวายตัวต่อท่านทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว วันนี้มาเถียงท่านได้ยังไง เถียงเอาอย่างตาดําตาแดงนะ คือเราก็จริงของเราอย่างหนึ่ง จริงอย่างแบบกิ้งก่านั่นล่ะ ของท่านเป็นเสือโคร่ง ใส่เปรี้ยงๆ มันก็ยอมล่ะซิ
พอออกจากท่านไปแล้ว โห ! นี่เราไปเก่งมาจากทวีปไหนนี่ เรามามอบกายถวายตัวต่อท่านเพื่อศึกษาอรรถ ศึกษาธรรม หาความจริง ทําไมวันนี้จึงมาโต้แย้งกับท่านยิ่งกว่ามวยแชมเปี้ยนเขานี่ มันเป็นยังไงเรานี้ มันไม่เกินครูอาจารย์ไปแล้วเหรอ และท่านพูดนั้น ท่านพูดด้วยความหลงใหล หรือใครเป็นคนหลงล่ะนะ เอาล่ะที่นี่ย้อนเข้ามาหาตัวเอง ถ้าไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามที่ท่านสอนนี้ มาหาท่านทําไม ถ้าว่าเราวิเศษวิโสแล้ว ทําไมเราจึงต้องมาหาครูบาอาจารย์ที่ตนว่าไม่วิเศษล่ะ แต่เราก็ไม่เคยดูถูกท่านแหละ นี่หมายความว่าตีเจ้าของ ย้อนขึ้นมาเข่นเจ้าของ
ท่านว่ายังไงๆ ฟังท่านซิ ถ้าถือว่าท่านเป็นครูเป็นอาจารย์ เราจะมาอวดดิบอวดดียังไง คือมันไม่ได้อวดแหละ มันมีอันหนึ่งอยู่นั้นที่จะเอาออกต่อสู้ ออกจากนั้นก็ออกทางด้านปัญญา นี่ล่ะสําคัญมากนะ คือท่านไล่ออกทางด้านปัญญา สุดท้ายก็ออกก้าวทางด้านปัญญา ก็สมาธิมันเต็มตัวอยู่แล้วนี่ ทําไมไม่ออกทางด้านปัญญาเครื่องแก้กิเลส สมาธิไม่ใช่เรื่องแก้กิเลส ทํากิเลสให้สงบเท่านั้น ปัญญาต่างหากแก้กิเลส
ตําหนิสมาธิ
พอออกจากสมาธิ ด้วยอํานาจธรรมอันเผ็ดร้อนของท่านอาจารย์มั่น เข่นเอาอย่างหนัก จึงออกพิจารณา พอพิจารณาทางด้านปัญญาก็ไปได้อย่างคล่องตัวรวดเร็ว เพราะสมาธิพร้อมแล้วเหมือนกับเครื่องทัพสัมภาระที่จะมาปลูกบ้านสร้างเรือนนี้มีพร้อมแล้ว เป็นแต่เราไม่ประกอบให้เป็นบ้านเป็นเรือนเท่านั้น มันก็เป็นเศษไม้อยู่เปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร นี่สมาธิก็เป็นสมาธิอยู่อย่างนั้น เมื่อไม่นํามาประกอบให้เป็นสติปัญญามันก็หนุนอะไรไม่ได้ จึงต้องพิจารณาตามอย่างที่ท่านอาจารย์มั่นท่านเข่นเอา พอท่านเข่นเท่านั้น มันก็ออก
ต่อจากนั้นก็ออกทางด้านปัญญา นี่ที่แปลกตอนมันจะเปิดโลกธาตุแหละ เพียงสมาธินี้รู้ขนาดไหนก็รู้ ไม่ได้กว้างขวางอะไร เต็มภูมิของสมาธิเหมือนนํ้าเต็มแก้วอยู่แค่นั้น จะทํายังไงก็ไม่เลยนํ้าเต็มแก้ว เอานํ้ามหาสมุทรทะเล มันก็ล้นออกหมดๆ ไม่เลยไปได้แหละ อันนี้ภูมิสมาธินี้แน่นขนาดไหนก็แค่นั้น นํ้าเต็มแก้วๆ ให้เลยนั้นไม่ได้นะ
พอออกทางด้านปัญญา มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นซี ทีแรกความคิดทางด้านปัญญา มันก็ไม่อยากคิด กวนใจ แน่ะ จะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้มันเป็นการกวนใจ สู้อยู่แน่วไม่ได้ แต่ทีนี้คําสอนท่านสอนว่าอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ท่านสอนอย่างนั้น ให้คิดให้พิจารณาทางด้านปัญญา มันก็ฝืนออกไป ฝืนออกไปทั้งที่ไม่อยากออกแหละ บืนออกไปพิจารณาๆ เรื่องปัญญา เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี้เป็นทางเดินของปัญญา แต่ก่อนเป็นทางเดินของความสงบเสียก่อน เช่น เกสาๆ โลมาอันเดียวก็ตามสงบได้ในขั้นสมาธิ เอานี้เป็นอารมณ์แห่งสมาธิ ทีนี้พออันนี้พอสมควรแล้วแยกอันนี้ออกไปเป็นวิปัสสนาเป็นปัญญา ผมเป็นยังไง ที่เกิดที่อยู่ของมันยังไง ขน เล็บ ฟัน หนัง ไล่กันไปๆ ทีนี้มันกระจายออกๆ มันก็เริ่มเห็นโทษของมันเรื่อยๆๆ พอเห็นแล้วทีนี้ผลปรากฏขึ้นมาแล้ว ความสว่างกระจ่างแจ้ง ภูมิสมาธิไม่เป็นอย่างนั้น ภูมิปัญญาเป็นอย่างนี้
“โอ๋ย ! มันต่างกันนี่น่ะ เหมือนกับมองเมฆมองหมอก มองเห็นนั้นเห็นนี้เข้าไป อยู่สมาธิเหมือนกับอยู่ในไหเอาฝาปิดไว้ มันก็สบายอยู่ในไหนั่นซี มันไม่ได้ออกจากไหจากตุ่มไปล่ะซี พอออกทางด้านปัญญา เปิดฝาไหฝาหม้อเข้าแล้ว มันก็เริ่มมองเห็นอันนี้ ทีนี้มันก็โดดออกจากหม้อล่ะซี มันเห็นไม่ถนัดเข้าใจไหม โดดออกจากหม้อนี้ฟาดนี้เตลิดเปิดเปิง อ้าว ! เราเป็นนี่น่ะ”
พอมันออกทีนี้ ปัญญามันไม่เหมือนสมาธิ สมาธิรู้อันเดียว ปัญญานี้แย็บออกตรงไหนรู้ตรงนั้นๆ ทั้งโทษทั้งคุณรู้ไปพร้อมๆ กัน ควรละอันไหน เห็นโทษอันไหน มันเห็นประจักษ์ๆไม่ต้องถามใครนะ มันหากเป็นในจิต ทีนี้เราก็ เอ๊ะๆ ชอบกลๆ ที่นี่นะ มันจะเริ่มล่ะนะที่นี่น่ะ เอ๊ะ !ชอบกลๆ คิดไปแง่ไหนมันรู้แปลกๆ ภูมิสมาธิมันรู้อันเดียวเท่านั้น มันไม่มีอะไรเป็นแง่ให้สัมผัสสัมพันธ์ให้ได้ข้อคิด ให้มีความเข้าอกเข้าใจในสิ่งเหล่านั้น
ทีนี้พอออกทางด้านปัญญา แย็บไปตรงไหน เช่นอย่างมองไปนี้ปั๊บ เห็นหมา มองไปนี้มันเห็นนี้ มองไปนั้นเห็นนั้น มันแปลกต่างกันไปเรื่อยๆ ทีนี้เห็นอะไรทั้งเป็นโทษเป็นคุณ มันก็แยกก็แยะ จากนั้นมันก็เข้าใจๆ ทีนี้ดื่มล่ะที่นี่ เรื่องสมาธินี้จางไปแล้วไม่อยากเข้า ชักเพลินทางด้านปัญญา มันเข้าใจๆ ทีนี้แก้กิเลส มันก็แก้ด้วยปัญญา มันชัดอย่างนั้นนะ
“โห ! แก้กิเลสมันแก้ด้วยปัญญา ไม่ได้แก้ด้วยสมาธิ สมาธิเราเป็นมานานเท่าไร ไม่เห็นกิเลสเหล่านี้หลุดลอยไปเลย แต่เวลาออกทางด้านปัญญากิเลสนี้เห็นประจักษ์ มันหลุดไปลอยไปมากน้อยเพียงไรมันรู้ๆ อ๋อ ! แก้กิเลสนี่แก้ด้วยปัญญาต่างหาก”
นี่ล่ะเราเรียกว่าไม่พอดี คําว่าไม่พอดีคืออะไร ถ้าไปด้านปัญญา มันก็เห็นคุณของปัญญา แล้วมาเห็นโทษของสมาธิเสียอย่างเดียว มันไม่พอดีกัน ถ้าพอดีกันแล้วก็คือว่า เวลาออกทํางานเพื่อผลประโยชน์ทางด้านปัญญาก็ให้ออก ครั้นเวลาเข้ามาพักสมาธิเพื่อเอากําลังก็ให้พัก เข้าใจไหม เรียกว่าเหมาะสม มันเหมาะสมอย่างนั้น แต่ทีนี้มันไม่ออกอย่างนั้น เวลาออกมันเพลินเลยไม่สนใจกับสมาธินะ ออกทางด้านปัญญามันไม่ได้สนใจกับสมาธิ ออกเท่าไรมันยิ่งรู้ยิ่งเห็นกระจายออกไปเรื่อยๆ มันยิ่งเพลินน่ะซี ฆ่ากิเลสก็ฆ่าไปด้วยกัน เห็นโทษเห็นคุณมันไป เห็นคุณของธรรม เห็นไปด้วยกัน ฆ่ากิเลสปั๊บแล้ว มันเห็นคุณขึ้นมา ธรรมเด่นขึ้นมาๆ ที่ตรงไหน มันไม่เห็นคุณ คือกิเลสปิดไว้ๆ ตามเข้าไป แก้เข้าไปตรงไหน กิเลสพังลงไปมากน้อยเพียงไร ธรรมก็แสดงขึ้นมาๆ เรื่อยๆ ทีนี้มันก็เพลินล่ะซิ เพลินจนขนาดที่ว่า
“โธ่ ! สมาธินี่มันนอนตายเฉยๆ ลงขนาดนั้นนะ ไม่ได้แก้กิเลสตัวใดได้เลย แก้ด้วยปัญญาต่างหาก สมาธินี่มันนอนตายเฉยๆ มากี่ปีกี่เดือนแล้ว ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร”
เมื่อลงถึงขั้นสมาธินอนตาย มันก็ไม่สนใจกับสมาธิใช่ไหมล่ะ มันก็ฟัดทางด้านปัญญาไปเลย คราวนี้ก็เร่งทางปัญญาใหญ่ หมุนติ้วทั้งกลางวันกลางคืนไม่มีห้ามล้อบ้างเลย แต่เรามันนิสัยโลดโผนน่ะ ถ้าไปแง่ไหน มันไปแง่เดียว พอดําเนินทางปัญญาแล้ว มันก็มาตําหนิสมาธิว่า“มานอนตายอยู่เปล่าๆ” ความจริงสมาธิก็เป็นเครื่องพักจิต ถ้าพอดีจริงๆ ก็เป็นอย่างนั้น นี่มันกลับมาตําหนิสมาธิว่ามานอนตายอยู่เปล่าๆ กี่ปี ไม่เห็นเกิดปัญญา
ออกใช้ปัญญาพิจารณาอสุภะ – สติปัญญาอัตโนมัติ
จากนั้นมาปัญญาจึงได้ออก เริ่มออกก็ไม่ไปไหน ให้จําข้อนี้ให้ดีอีกนะ พอปัญญาเริ่มออก หมุนเข้าสู่สกลกาย เรื่องอสุภะอสุภัง พอออกทางด้านปัญญามันก็รวดเร็ว เพราะจิตอิ่มอารมณ์แล้ว พิจารณาแยกธาตุ แยกขันธ์ อสุภะ อสุภัง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ป่าช้าผีดิบ ป่าช้าผีสด แยกออกมาทีนี้มันก็ยิ่งรวดเร็ว ปัญญา เพราะจิตอิ่มอารมณ์แล้ว เอาล่ะที่นี่ ฟาดให้จิตหมุนติ้วๆ ในทางปัญญา แยกธาตุ แยกขันธ์ กฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ทั่วแดนโลกธาตุประมวลเข้ามาหาตัวผู้หลงที่มันไปหลงเพลิน พิจารณาแล้วมันก็คลายของมันออกไปเรื่อยๆ จิตก็ออกทางด้านปัญญา
ทีนี้เวลาออกทางด้านปัญญา มันผิดกันกับสมาธิเป็นไหนๆ สมาธิสบายสงบเย็นดีอยู่เพียงขั้นนี้ จะให้แยบคายยิ่งกว่านั้นไม่มี สมาธิเต็มภูมิ เต็มที่เลยสมาธิ จะให้เหนือนั้นไปอีกไม่ได้ สมาธิ เหมือนว่า นํ้าเต็มโอ่ง สมาธิก็เต็มโอ่งของสมาธิ เราจะทําอะไรให้เป็นสมาธิยิ่งกว่านั้นอีกไม่มีเราเต็มภูมิ พอท่านลากออกทางด้านปัญญา มันถึงหมุนติ้ว เวลาพิจารณาทางด้านปัญญานี้ โอ้โห !น่าอัศจรรย์นะ น่าแปลกประหลาด มีแต่เอ๊ะๆ ทําไมเป็นอย่างงี้ จิตมีแต่แปลกประหลาด มีแต่แยบคาย แล้วพิจารณาอะไรกระจัดกระจายออกไปอย่างรวดเร็วๆ หมุนติ้วเลยทางด้านปัญญา
ต่อจากนั้นไปก็มีความชํานิชํานาญ เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนตัวไปเอง สติปัญญากลมกลืนเป็นอันเดียวกัน หมุนตัวตลอดเวลา แก้กิเลสไม่มีอิริยาบถ เว้นแต่หลับเท่านั้น ทีนี้หมุนตัวเป็นเกลียวไปอีกนะ ไม่หยุดไม่ถอย แล้วกลับมาบางคืนไม่ได้หลับเลย ความเพียรมันหมุนตัวของมันไปเองโดยอัตโนมัติ มันดูดมันดื่มในการพิจารณา ฆ่ากิเลสได้เป็นลําดับๆ ยิ่งเพลินที่นี่ การหลับ-นอน บางคืนนอนไม่หลับ เพราะจิตมันไม่ยอมนอน ถ้าลงได้เดินจงกรมแล้วไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า มันอยู่ภายใน ไม่ได้ออกภายนอก ว่าเย็นร้อนอ่อนแข็ง หนาวร้อนอะไร มันไม่เคยสนใจหิวกระหายกับนํ้ากับท่าอะไร ไม่เคยสนใจเลย ก็มันไม่ปล่อยกันนี่ เรียกว่า นักมวยเข้าวงใน สติปัญญากับกิเลสฟัดกันในวงใน มันไม่ได้สนใจอะไร แล้วมันจะไปคํานึงถึงเวลํ่าเวลาอะไร
ที่นี่เวลาถึงขั้นมันหมุนนี้เรียกว่า สติปัญญาอัตโนมัติ เป็นเองนะ นี่ล่ะขั้นมันจะฆ่ากิเลสมันเป็นเองของมัน เหมือนกับเวลากิเลสมันมีกําลังทางด้านจิตใจเรานี่นะ หมุนไปทางไหน คิดไปแบบไหนๆ มันจะเป็นกิเลสทั้งนั้น ไม่ได้เป็นธรรม มันจะลากเราไปเป็นกิเลส สร้างเนื้อสร้างตัวของมัน แล้วเอากองทุกข์ขนมาทับหัวใจเรา นี่เป็นอัตโนมัติของกิเลส ปุถุชนเรานี้คิดเรื่องใดก็ตาม กิเลสต้องเป็นอัตโนมัติของมันตลอดๆ ไป นี่เวลากิเลสมีกําลังมากเป็นอย่างนั้นนะ
ทีนี้บทเวลาสติปัญญาขั้นนี้ขึ้นมา มันรับกันล่ะซิ พอสติปัญญาขั้นนี้ขึ้นมา มันฆ่ากิเลส ทีนี้ฆ่ากิเลส มันก็เพลินในการฆ่ากิเลส เพลินไปเพลินมาเลยกลายเป็นอัตโนมัติไป หมุนติ้วๆ เลยอยู่ไม่ได้ต้องฆ่าตลอดๆ นี้เรียกว่า วิวัฏจักร หมุนกลับ แต่ก่อนกิเลสมันเป็นวัฏจักร หมุนจิตเข้ามาสู่ความทุกข์ทั้งหลาย ทีนี้เป็นวิวัฏจักรด้วยสติปัญญาอัตโนมัตินี้ มันหมุนจิตกลับออกจากกองทุกข์ หมุนเรื่อยๆ หมุนติ้วๆ จนกระทั่งกลางคืนทั้งคืน นั่งภาวนามันพิจารณาของมันตลอด นอนมันก็พิจารณาของมันตลอด อยู่อิริยาบถไหน เรียกว่า ไม่มีอิริยาบถ คือมันเป็นสติปัญญาตลอดเวลาไม่ว่าจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน มันจะเป็นสติปัญญาฟัดกับกิเลสตลอดเวลา แม้ที่สุดเราฉันจังหันอยู่นี้ จิตมันไม่ได้อยู่กับอาหารนะ มันจะทํางานของมันอยู่ในนั้น หมุนติ้วๆ ซัดกันอยู่ในนั้น นี่ล่ะสติปัญญาอัตโนมัติ นี่ล่ะฆ่ากิเลสที่นี่ เริ่มล่ะนะ เริ่มเรื่อยๆๆ ไป
ทีนี้เวลามันไปเต็มที่แล้ว นั่งเหนื่อยแล้วนอน นอนให้มันหลับ มันไม่ยอมหลับ มันหมุนของมันเหมือนกับนั่งอยู่นั้นล่ะ หมุนฆ่ากิเลส เอ๊ ! นั่งก็เหนื่อย นอนก็เหนื่อย เอ้า ! ลุกขึ้นมานั่งอีก สุดท้ายแจ้งไม่หลับเลย อ้าว ! กลางวันยังจะไม่หลับอีกนะ มันยังหมุนของมันอยู่ตลอดเวลา วันนี้ไม่หลับ วันหลังก็ไม่หลับอีกกลางคืน อ้าว ! มันจะตายแล้วนะ ทําไมเป็นอย่างนี้ เรื่องอ่อนน่ะอ่อนนะ คือมันจะเป็นความลําบาก เป็นความอ่อนเพลียภายในหัวอกของเรานี่ คือสติปัญญามันทํางานอยู่ตรงนี้ สังขารคือทํางานนั่นเข้าใจไหม มันทํางานอยู่ในนี้ สังขารมันทํางาน สังขาร สัญญา ที่คาดที่หมาย ที่คิดกับกิเลส จะฆ่ากิเลส มันไปด้วยกันนั่นแหละ แต่เป็นสังขารของมรรค สัญญาของมรรค ไม่เป็นสัญญาของสมุทัย สังขารของสมุทัย เหมือนแต่ก่อนเข้าใจไหมล่ะ แต่มันก็หมุนของมันอยู่นี้
ทีนี้มันก็เหนื่อยล่ะซิ ทํางานอยู่ตลอดเวลาเหนื่อย ทีนี้เราจะมาพัก พักมันก็ไม่ถอย มันหมุนของมัน เรียกว่า ทางแพ้ไม่มี พูดง่ายๆ ว่าอย่างนั้นนะ เรื่องแพ้ไม่มี เมื่อเรื่องแพ้ไม่มี มันก็ต้องหมุนของมันเรื่อย อันนี้ก็แจ้ง อู๋ย ! ยังไงกัน กลางวันก็เป็นอย่างนี้ มันจะไม่ตายเหรออย่างนี้ วิตกนะ วิตกวิจารณ์ หือ ! ขนาดนี้มันจะไม่ตายเหรอ มันทําไมลําบากลําบนนักหนา จนกระทั่งถึงได้ย้อนหลังมาคิด ที่เราเคยคิดด้นเดามาแต่ก่อนด้วยความคาดความหมาย เวลานี้เราลําบากลําบน แต่ก่อนเพราะเรายังไม่ได้รากได้ฐาน แต่เวลาได้รากได้ฐาน จิตมีความละเอียดลออเข้าไปเท่าไรการงานของเราจะค่อยเบาไปๆ สะดวกสบายไปและพ้นทุกข์ไปเลย มันคาดนะนั่นน่ะ มันคิดมันด้นมันเดา แต่เวลามันได้เหตุได้ผลของมันมากเท่าไร มันยิ่งหมุนของมันใหญ่ มันไม่ได้คิด
แต่เวลามันไปเจอจังๆ ที่เป็นปัจจุบันตัวเป็นเอง มันก็เอามาคิด โห ! ที่เราคาดคิดเอาไว้ว่าแต่ก่อนเวลาจิตเราหยาบนี้ มันก็ต้องทุกข์ลําบาก เวลาจิตละเอียดเข้าไปเท่าไร มันก็จะค่อยสบายๆ อย่างนี้มันผิดทั้งเพ เวลามันได้ผล มันยิ่งหมุนของมันใหญ่เลย มันยังไงกันๆ คิดแย็บเดียวเท่านั้น เดี๋ยวมันก็หมุนของมันไปอีกๆ จนกระทั่งไม่ไหวแล้วต้องวิ่งขึ้นหาพ่อแม่ครูจารย์ แต่สําหรับพ่อแม่ครูจารย์กับเรานี้ ท่านจะเห็นเหตุผลอะไรไม่ทราบนะ ถ้าหากว่าเป็นไม้ก็ยกมาทั้งท่อนเลยให้ไปจาระไนเอง ให้ไปเลื่อยเอง ท่านไม่เลื่อยให้ ไม่จาระไนให้ ไม่อธิบายแยกแยะนะ ท่านจะโยนตูมมาให้เลย อันนี้ก็เหมือนกันอย่างสมาธินี้ ท่านก็โยนตูมให้เลย เรียกว่า ไม่ให้มีสมาธิเลย สมาธิหมูขึ้นเขียง ขึ้นเลยเทียวนะ คือ ให้เราทิ้งสมาธิ ให้หาใหม่ด้วยปัญญาของมันเอง ความหมายว่างั้น
ทีนี้พอถึงขั้นปัญญาก็เอาอีกนะ พอถึงขั้นปัญญามันหมุนติ้ว มันไม่หลับไม่นอนเลย ทั้งวันทั้งคืนๆ เดินจงกรมตั้งแต่ฉันจังหันแล้ว ลืมไปเลยนะ เรื่องร้อน เรื่องหนาวอย่ามายุ่ง มันไม่ได้ออก มันหมุนติ้วๆ เดินจงกรมจนออกร้อนฝ่าเท้าไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักหยุด ถ้าลงได้ลงทางจงกรมแล้วทั้งวันอยู่ได้ ลงกลางคืนมันก็เอาของมันอย่างนั้น เวลานั่งก็เป็นหัวตอหมุนติ้วๆ ทีนี้มันจะมีเวลานอนที่ไหน เมื่อมันไม่สนใจกับการนอน สนใจตั้งแต่ทํางานอย่างนี้
องค์หลวงปู่มั่นแก้การออกทางด้านปัญญา
เรานอนลงไปนี้ จิตมันหมุนกันอยู่กับกิเลส ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติของมัน กลางวันก็ยังไม่หลับอีกมันหมุนติ้ว อ้าว ! มันจะตายแล้วนะนี่ มันเป็นยังไง ว่าออกก็ออกเหนือเหตุเหนือผลจึงไปเล่าถวายท่านว่า “พ่อแม่ครูจารย์ว่า ให้ออกทางด้านปัญญา เวลานี้ออกแล้วนะ” ว่างี้ “มันออกยังไงว่ามาซิ” “ก็มันหมุนตัวอยู่ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน สุดท้ายนอนไม่หลับก็มีบางคืน มันไม่นอนทั้งวันทั้งคืนมาหลายคืนแล้ว มันหมุนติ้วๆ” “นั่นล่ะ มันหลงสังขาร” เห็นไหมล่ะท่านว่า “มันหลงสังขาร” เอาล่ะนะ “ถ้าไม่พิจารณา มันก็ไม่รู้” “นั่นล่ะ บ้าหลงสังขารๆ” ขนาบ ที่นี่หยุดนะไม่เถียง เพราะว่าทีไรถูกของท่านทุกที คราวนี้จึงนิ่ง
แต่มันไม่ถอยนะพิจารณา จนมันจะตายจริงๆ จึงรั้งเข้ามาสู่สมาธิ สมาธิมันเก่งอยู่แล้ว แต่ไม่สนใจ เห็นว่าสมาธินี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร เห็นโทษสมาธิด้วยซํ้าไป ทีนี้มันก็ไม่อยากเข้า เห็นคุณของด้านปัญญา ก็ออกทางด้านปัญญาไม่มีการยับยั้ง พุ่งๆ เลย เวลาจะตายจริงๆ เข้ามาสมาธิ จากนั้นก็พุ่งๆ เลย เร็วพูดถึงเรื่องปัญญา เพราะสมาธิมันพอตัวแล้ว มันไม่ออก นี่ก็ท่านขนาบอย่างหนัก ไล่ออกจากสมาธิ ออกจากสมาธิเป็นทางด้านปัญญา ท่านก็รั้งเอาไว้ว่า “บ้าหลงสังขาร”
หลงสังขาร คือว่า ความคิดนี้เมื่อเลยเถิดแล้ว มันเป็นสมุทัยได้ แต่เราไม่รู้นะ เวลาผ่านไปแล้วถึงมารู้ ปัญญาที่พอเหมาะพอดี ท่านเรียก ปัญญา ที่มันเลยเถิดไปแล้วเป็นสมุทัยแทรกในนั้นๆ เราไม่รู้ ท่านรู้นี่ นี่ก็เร็วเหมือนกันทางด้านปัญญา หมุนเสียจนไม่ได้หลับได้นอน กลางคืนตลอดรุ่งเลย บทเวลามันหมุน หมุนขนาดนั้นนะ อยู่ที่ไหนไม่มีเวลา มันเป็นของมันเองนี่ที่ว่าสติปัญญาอัตโนมัติเป็นอย่างนั้น หมุนติ้วๆ เลย นี่ท่านก็รั้งเอาไว้ สมาธิท่านก็ลากลงจากเขียงหมูขึ้นเขียง ครั้นออกทางด้านปัญญา ปัญญาเลยเถิด ท่านก็รั้งเอาไว้อีก มีแต่รั้งเอาไว้ทั้งนั้นแล้วผาดโผนด้วยนะ ท่านก็เอาอย่างหนักไม่งั้นไม่ทันกันกับนิสัยอย่างนี้
เพราะนิสัยเรา ท่านรู้แล้วว่าจริงจังมาก ว่าอะไรถ้าไม่ลง ไม่ลง อย่างที่ว่าเถียงท่าน คือยังไม่ลง ไม่ลงก็ซัดกันกับท่าน พอลงแล้วก็หมอบ คือหมอบนั่นยอมรับแล้วนะ ครั้นยอมรับก็เอาจริงเลย คอขาดไปเลยเทียว ถ้าลง ได้ลงแล้ว ลงอย่างนั้น ถ้าไม่ลง ไม่ลง ท่านก็รู้นิสัย เราจึงได้เทิดทูนสุดหัวใจ แง่ใดๆ มีตั้งแต่ท่านแนะให้ทั้งนั้น เป็นช่องทางๆ ให้ถูกต้องดีงามตลอดๆ เลย เราไม่รู้เรื่องอะไร นั่นล่ะ จึงได้เทิดทูนตลอด สดๆ ร้อนๆ นะ เทิดทูนพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้สุดหัวใจ ตรงไหนๆ มีแต่ท่านทั้งนั้นแก้ เช่นอย่างนอนตายในสมาธิ ท่านก็ลากลง ครั้นออกทางด้านปัญญา มันจะเลยเถิด ท่านก็รั้งเอาไว้ สองจุดนี้สําคัญมาก ให้อยู่ในความพอดี
นี่เราพูดถึงเรื่องสมาธิ เวลามันติด ติดจริงๆ มันได้จี้ลงไปนั้น นี่ล่ะจะเป็นนิพพาน คือจิตที่แน่วทั้งวัน อยู่ได้ตลอด ความคิด ความปรุงอะไรมากวน คือคิดแย็บมันกวน มันไม่อยากคิดให้มันแน่ว สุดท้ายก็ว่านี่จะเป็นนิพพาน มันติดแล้วนั่น เวลาท่านไล่ออกไปหานิพพานทีหลังด้วยปัญญานี้ก็ตําหนิสมาธิ สมาธิมันนอนตายเฉยๆ ไม่ได้แก้กิเลสสักตัวเดียว ปัญญาต่างหากแก้กิเลส ทีนี้พอว่าปัญญาแก้กิเลส มันก็ไปใหญ่เลย เป็นอย่างนั้นล่ะ เรามันนิสัยผาดโผน แต่ก็ดีมีวาสนาอยู่บ้างก็ไม่ผิด ได้ครูบาอาจารย์อย่างจอมปราชญ์ใส่กับจอมโง่พอดีกัน ไม่งั้นจะไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะท่านใส่หนักๆ มันเอาไปคิดนะ ยอมๆ เป็นลําดับ
เรากับพ่อแม่ครูจารย์ไม่เคยพูดธรรมะนิ่มนวลนะ ต้องธรรมะฟ้าถล่มๆ ทั้งนั้นล่ะ นั่นล่ะตามนิสัยเห็นไหม คําพูดของท่านแข็งกร้าวไหม คําพูดของท่านดุด่าว่ากล่าว กระแทกแดกดันไหม ฟังซิน่ะ ท่านลงตามจุด จุดที่ควรจะหนัก ท่านหนัก นั่นล่ะ ธรรมเป็นอย่างนั้น ควรจะหนักท่านก็หนัก จึงว่าจอมปราชญ์พ่อแม่ครูจารย์มั่น หาไม่ได้แล้วทุกวันนี้ หาอย่างท่าน การแก้จิตใจนี้ อย่างเราเป็นนิสัยผาดโผน ท่านต้องเอาอย่างหนักทุกที กับเรานี้หนักมากนะ ใส่ทีไรนี้เปรี้ยงๆ เลย เหมือนจะให้แหลกไปเลยเทียว ท่านเอาอย่างนั้น ก็ได้อย่างนั้นนะ ถ้าท่านไม่เอาอย่างนั้น มันไม่ได้ แน่ะ จะว่ามันหนาก็ไม่ผิดแหละ ท่านต้องเอาอย่างหนักทีเดียว
ปัญญาจะมีต้องออกพิจารณา แต่ปัญญาทางด้านธรรมะนี้ให้มีความสงบเป็นพื้นฐานดี อย่างที่เราพูดนี่นะ ความสงบเป็นพื้นฐาน พอออกทางด้านปัญญามันพุ่งเลย แต่เรามันเป็นนิสัยผาดโผน ถึงไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม พื้นฐานที่จะออกทางด้านปัญญาได้ดี ก็คือ สมาธิความสงบใจ ถ้าใจไม่สงบพาไปพิจารณาเรื่องอะไร มันเถลไถลไปเสีย ไม่เป็นปัญญา มันเป็นสัญญาอารมณ์ไป ไม่เกิดประโยชน์ ปัญญาแท้มันแก้กิเลสโดยลําดับลําดา นี่ปัญญาแท้ สมาธิหนุนปัญญานี้ ปัญญาแก้กิเลสโดยตรง พอถึงเวลาที่จะพักให้พัก อย่าให้มันพุ่งๆ เกินไป พอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า มันจะบอกที่หัวอก พอมันเหนื่อยมากๆ แล้วมันจะเหนื่อยตรงนี้ เหนื่อย แต่งานของจิตมันไม่ถอย ปัญญาไม่ได้ถอย มันหมุนของมัน เจ้าของจะตาย นั่นล่ะให้หักเข้ามา รั้งเข้ามาสู่สมาธิ
เวลาพิจารณามากๆ มันจะเลยเถิด หมุนเข้ามาพักสมาธิ เรียกว่า พักงาน พอได้กําลังเหมือนเรารับประทานอิ่มหนําสําราญแล้ว หรือว่าพักผ่อนนอนหลับแล้ว ออกจากนั้นไปก็ทํางาน อันนี้สติปัญญาพักด้วยสมาธิ พอสมาธิมีกําลังแล้วออกทางด้านปัญญามันเฉียบขาดนะ เหมือนมีดที่เราลับหินเรียบร้อยแล้ว ฟันนี้ขาดสะบั้นๆ ปัญญาเวลามันอ่อนเปียกของมันนี้ เหมือนไม่ทราบว่าเอาทางสันลง เอาคมลง เอาข้างลง แต่พอพักทางด้านสมาธิออกมาเป็นปัญญาแล้ว เหมือนว่าฟันนี้ฉับๆ ขาดสะบั้นไปเลย ต่างกันนะ นี่ได้ผ่านมาหมดแล้วพูดจึงไม่ผิด
นี่เราก็ไม่ลืม ไล่ออกจากสมาธิ จนเถียงกันก็ไม่ลืม ที่ออกทางด้านปัญญาได้รั้งเอาไว้ ท่านว่าขนาดถึงบ้าหลงสังขาร นี่เราก็ไม่ลืม นี่ล่ะมันลงท่านทุกอย่าง ที่ได้แล้วลงทั้งนั้น ถูกหมดท่านพูด เราผิดทั้งเพ
ปัญญาพิจารณาเพลิน ต้องพักในสมาธิ
คือสังขารที่เป็นมรรค เรามาพิจารณาเป็นด้านปัญญา เมื่อเลยเถิดออกไปแล้ว สังขารจะแทรกด้วยสมุทัย นี่เราก็ไม่ลืม ทีนี้เวลามันจะเป็นจะตายจริงๆ ย้อนจิตเข้ามาสู่สมาธิ สมาธิก็แน่วเลย ทีนี้บังคับนะสมาธิ ทําไมถึงบังคับ เหมือนว่าไม่เคยมีสมาธิมาก่อนเลย เพราะมันเพลินทางด้านปัญญามาก ซึ่งมีผลมากกว่าสมาธิเป็นไหนๆ เวลาย้อนเข้ามาสู่สมาธินี้ มันจะเพลินฟัดกับกิเลสตลอดไป ด้วยอัตโนมัติของสติปัญญานั่นแหละ จึงต้องได้หักห้ามกันอย่างหนัก
สุดท้ายก็บริกรรมพุทโธเลย ให้สติกับจิตนี้อยู่อันเดียวกัน ไม่ให้ออกไปทางด้านปัญญา จนกระทั่งนึกพุทโธ เอาพุทโธมาเป็นคําบริกรรม ทั้งๆ ที่จิตมันจ้าๆ ด้วยปัญญาแล้วนะ มันไม่ได้สนใจกับสมาธิ มันหาว่า สมาธินี้นอนอยู่เหมือนหมูขึ้นเขียง ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร ปัญญาต่างหากเกิดประโยชน์ ปัญญาต่างหากมีความรู้ที่ละเอียดลออ มันถึงนู้นแล้วก็มาตําหนิสมาธิ
เพราะฉะนั้น มันจึงไม่อยากเข้าสมาธิ มันไม่ได้เพลินเหมือนปัญญา แต่ครั้นแล้วมันจะตายจริงๆ ก็ถอยเข้ามาสู่สมาธิ บังคับไว้เลย พอบังคับไว้แล้วพุทโธๆ ถี่ยิบเลยนะ นั่นล่ะเหมือนเรียนก.ไก่ ก.กา ใหม่นะ พอบังคับเข้ามา จิตก็สงบเข้าๆ แน่วลงสมาธิ ก็มันมีอยู่เป็นพื้นฐานมาแล้วได้๕ ปีแล้วว่าไง แต่เวลามันเพลินกับปัญญา มันไม่สนใจกับสมาธิต่างหาก จึงเหมือนกับว่า สมาธิไม่มี
ทีนี้พอย้อนเข้ามาหาสมาธิต้องถูกบังคับ เพราะกําลังของสติปัญญามีมากกว่า เกินกว่าที่จะมาพักในสมาธิ แต่เวลามันจะตายจริงๆ ก็ต้องพัก เหมือนเราพักงานของเรา ทําอะไรก็ตาม เห็นว่ามีรายได้ๆ โดยไม่คํานึงถึงกําลังวังชาของเจ้าของ มันก็ไปไม่รอดคนเรา
ทีนี้ก็ย้อนเข้ามาสมาธิ จิตแน่วลงไปเลยสงบแน่ว เป็นสมาธิเหมือนเราเคยพิจารณา ทีนี้เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ ความทุกข์ ความลําบากลําบนที่เกี่ยวกับการพิจารณาทางด้านปัญญา สงบตัวลงไปในองค์สมาธินี้ สงบแน่วเลย ปล่อยให้มันอยู่นั้น บังคับไม่ให้ออก ถ้าเรารามือนิดหน่อย มันจะผึงออกทางด้านปัญญา เพราะอันนั้นมีกําลังมากกว่า จึงต้องบังคับในสมาธิให้อยู่ในนั้น จนกระทั่งจิตใจมีกําลังวังชากระปรี้กระเปร่า รู้ชัดเจนในเจ้าของว่ามีกําลังเต็มที่แล้ว
ทีนี้จิตพอถอยออกนั้น มันก็ใส่กับกิเลสเลย ที่นี่ปัญญา ตูมๆ เลย ไม่มีถอย ทีนี้มันก็เห็นชัดเจน ที่เราพิจารณานี้เหมือนมีดที่เราไม่ได้ลับหิน มันก็ไม่คมเต็มที่ของมัน แต่เวลามาพักสมาธิแล้ว ออกไปคราวนี้เหมือนว่ามีดได้ลับหิน เจ้าของก็ได้พักผ่อนนอนหลับมีกําลังวังชาแล้ว กิเลสตัวนั้น มีดอันนั้น เราคนเก่าแหละ ฟาดมันขาดสะบั้นๆ นั่นเป็นอย่างงั้นนะ พิจารณา นี่จิตเมื่อเข้าถึงขั้นอัตโนมัติแล้วเป็นอย่างงั้น
ในภาคปฏิบัติ ผมเป็นในหัวใจของผมเอง พ่อแม่ครูจารย์ท่านก็เป็นอย่างนั้น แต่ไม่เป็นกับเรา เราก็ไม่รู้ ทีนี้เวลามันหนักเข้าๆ มันจะตายจริงๆ หักกลับมาพักสมาธิเสียก่อน พอมันได้กําลังแล้วออกๆ ทีนี้สติปัญญานี้เวลาเชื่อมกันเข้าไป ก้าวเข้าถึงมหาสติมหาปัญญาละเอียด- ลออ ซึมซาบไปหมด กับกิเลสทั้งหลายโผล่ขึ้นมาไม่ได้ ขาดสะบั้นๆ ไปเลย นี่เห็นไหม สติปัญญาฆ่ากิเลส เมื่อมีกําลังจากการอบรมแล้ว จะเห็นชัดเจนกับผู้ปฏิบัตินั้นแล เอ้า ! กิเลสตัวไหนจะละเอียดขนาดไหน ไม่มีที่จะพ้นจากสติปัญญา และมหาสติมหาปัญญาไปได้เลย เป็นอันว่าขาดสะบั้นๆ ทีนี้สุดท้ายความที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ เหมือนนิพพานอยู่ชั่วเอื้อม
หลวงปู่มั่นกําหนดอายุ ๘๐ ปี – พลาดฟังเทศน์ครั้งสุดท้าย
พ่อแม่ครูจารย์มั่น ก่อนหน้าที่ท่านจะมรณภาพมาเป็นเวลา ๓ ปี ท่านว่า อายุท่านไม่เลย ๘๐ ท่านกําหนดไว้เรียบร้อยแล้วอายุท่าน ท่านบอกว่า ๘๐ พูดอย่างเปิดเผยในที่ประชุมสงฆ์ วันลงปาฏิโมกข์ คือพระอยู่ในที่ต่างๆ ตามหมู่บ้านนั้น หมู่บ้านนี้ พอฉันจังหันเสร็จแล้วก็เดินทางมาบ่ายโมงเริ่มลงอุโบสถ ท่านพูด ท่านเตือน “ใครจะรีบตั้งใจ ให้ตั้งใจนะ หากเป็นอะไรมาภิกษุเฒ่าจะแก้ให้ การแก้จิตนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อยู่ไม่นานนะ นี่ลงแล้วนะ ๘๐ เท่านั้น”
บางทีนับข้อมือ เวลานั้นอายุได้เท่านั้น นับต่อกันไปถึง ๘๐ นั่น ท่านว่าอย่างนี้นะ “มันนานอะไร ใครอย่ามานอนใจ” ท่านบอก ฟังซิ ท่านแน่ไหมล่ะ “มาตายกองกันอยู่ด้วยความประมาทใช้ไม่ได้นะ สัตว์โลกตายกองกันอย่างนี้ทั่วโลกดินแดน เรามีอรรถมีธรรม อย่าให้ตายแบบนั้น” คือ ตายกองกันด้วยความประมาท มันก็เหมือนสัตว์ทั้งหลายตาย ไม่ให้พระเป็นแบบสัตว์ทั้งหลาย นั่นฟังซิ ท่านว่า “ตายแบบผู้มีสติสตัง สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับธรรมอยู่ตลอดเวลา นั่น ไม่ตายเกลื่อนกล่น ไม่ตายกองกัน ตายแล้วดีดเลย”
พอพูดอย่างนี้ เราไม่ได้พูดยกยอตัวเองนะ พูดตามหลักความจริง เราไม่ลืม ก่อนจะไปก็กราบเรียนปรึกษาหารือท่าน เรื่องหน้าที่การงานอะไรในวัดนี้มีอะไรบ้าง ถ้าไม่มี ท่านก็บอกว่าไม่มี ถ้าไม่มีก็อยากกราบนมัสการลาท่านไปประกอบความเพียรสักชั่วระยะหนึ่ง เราไม่ได้ว่าไปเตลิดนะ ไปต้องบอกชั่วระยะ เพราะท่านเมตตามาก เหมือนว่าในวัดนี้ไว้ใจให้ ทีนี้พอถึงเวลาจะไปแล้ว เช่น ปรึกษากันอย่างวันนี้ เว้นอีกวันสองวัน ทีนี้เวลาจะไปลาจริงๆ ครองผ้าขึ้นไปแหละ พอขึ้นไปท่านมองเห็น ท่านก็ถามว่า “จะไปทางไหน?” “ว่าจะไปทางถํ้าพระทางโน้น ทางบ้านตาดภูวง”
ท่านพูดของท่านไปเรื่อยๆ ก่อน จนนานพอสมควรแล้วก็เปิดโอกาสให้อย่างนี้ล่ะ เราก็กราบเรียนถามถึงเรื่องการงานภายในวัด “ถ้ามีอะไรที่จะจัดจะทํา กระผมก็จะได้ช่วยหมู่เพื่อนทําให้เสร็จเรียบร้อยทุกอย่าง หากว่าไม่มีอะไร ก็อยากจะกราบนมัสการปรึกษาพ่อแม่ครูอาจารย์ไปภาวนาสักชั่วระยะหนึ่ง” ท่านถาม “จะไปทางไหนล่ะ?” “คราวนี้คิดว่าจะไปไกลสักหน่อย” คือตามธรรมดาเราไม่ค่อยไปไกล ไปประมาณสัก ๒๐ – ๓๐ กิโลฯ เท่านั้นล่ะ ๔๕ กิโลฯ “คราวนี้จะไปไกลหน่อย ไปทางอําเภอวาริชภูมิ” “เอ้อ ! ดี ทางโน้นก็ดี” ท่านว่า “สงบสงัดดี มีแต่ป่าแต่เขาทั้งนั้นแหละ” ท่านว่า “แล้วไปกี่องค์ล่ะ?” “ผมคิดว่าจะไปองค์เดียว” “เออ ! ดีล่ะ ไปองค์เดียว” ท่านก็ชี้ไป “ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ท่านมหาจะไปองค์เดียว”
(เมื่อถึงวันไป) ท่านก็ให้ปัญหาถึง ๔ ข้อ เราไม่ลืมนะ เพราะตามธรรมดาเราขึ้นไปหาท่าน ไม่ค่อยครองผ้าแหละ เพราะไม่มีผู้มีคน ก็มีแต่พระแต่เณรในวัด ไม่มีใครไปยุ่งกวนสงบสงัดตอนเช้าจะไปหาท่าน ฉันจังหันเสร็จแล้วก็ขึ้นไป มีแต่ผ้าอังสะ เพราะท่านก็ไม่ได้ถืออะไรนี่ มีแต่พวกกันเอง แต่วันนั้นเราครองผ้าไป พอขึ้นไป “หึ ! ท่านมหาจะไปไหนนี่? จะไม่ไปล่ะมั้ง จะอยู่ด้วยกันนี้ล่ะมั้ง” เราก็เฉย ไม่รู้จะว่าไง สะเทือนใจแล้วนะทีนี้ ทั้งๆ ที่ท่านรู้แล้วว่า เราจะลา ก็ตกลงกันแล้วเรียบร้อยแล้ว ท่านยังใส่ปัญหานะ เราก็กึกเลยเชียว นี่ถ้าหากว่าท่านไม่มีเงื่อนไข ครองผ้าขึ้นมาแล้วก็ตาม เราจะไม่ลาท่าน เรากลับเลย ทีนี้ท่านก็สงสารอยู่ ท่านมีเงื่อนไข พอขึ้นไปกราบแล้ว ท่านก็คุยไป ไม่ได้ปรารภถึงว่า เราจะไปไหนมาไหนเลย พอนั่งคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว “หึ ! อยากจะไปเที่ยวเหรอ” ท่านว่า “ก็คิดว่าอยากจะไปวิเวกภาวนาชั่วระยะกาล” เราเรียนท่านว่าอย่างนั้น ท่านนิ่งแล้วให้เหตุผลนะ นิ่งอยู่สักครู่แล้วว่า สักครู่ท่านก็ปรารภมา
“ถ้าอยู่ก็ได้กําลังใจ ไปก็ได้กําลังใจ อยู่ดีกว่า
ถ้าอยู่ก็ได้กําลังใจ ไปไม่ได้กําลังใจ อยู่ดีกว่า
ถ้าอยู่ไม่ได้กําลังใจ ไปได้กําลังใจ ไปดีกว่า
ถ้าทั้งไปทั้งอยู่ ไม่ได้กําลังใจ ให้อยู่ดีกว่า”
คําพูดของท่านแยกออกมาละเอียดมาก “เออ ! ไป” ท่านว่า
ทีนี้เวลาจะไปก็จําได้ว่า เดือน ๓ ขึ้น ๓ คํ่า (วันจันทร์ที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๒) ออกจากวัดไป เราไม่ลืมนะ เพราะเกี่ยวโยงกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น จึงไม่ใช่เรื่องจะลืมเอาอย่างง่ายดาย ก่อนจะไปก็กราบเรียนท่านแล้ว “กระผมไปคราวนี้ คงจะไม่ได้กลับมาร่วมทํามาฆบูชาคราวนี้” เราก็ว่าอย่างงั้น ไป ๙ วัน ๑๐ วันกลับมา ทางมันไกลนี่ เดินด้วยเท้าทั้งนั้นแหละ “เอ้อ ! บูชาคนเดียวนะ มาฆบูชาคนเดียวจริงๆ นี่” ท่านว่าอย่างนั้นแล้ว ชี้เข้าตรงนี้นะ “พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เป็นมาฆบูชาทั้งนั้นแหละ เอาตรงนี้นะ”
จากนั้นก็ไป พอเราไปสัก ๖ – ๗ วันมั้ง “เออ ! ท่านมหาไปอยู่ยังไงนา” ถามถึงเรื่อยนะ คือท่านพูดเรื่องอะไรเกี่ยวกับเรา พระเณรจะเป็นผู้เล่าเรื่องให้เราฟังหมดนั่นแหละ สําหรับท่านเองเฉยนะ เราก็จับไว้ลึกๆ ท่านถามถึงเรายังไง เราทราบแล้ว เราก็เงียบ คือเป็นอย่างงั้นตลอดมาพ่อแม่ครูจารย์มั่น เพราะฉะนั้นถ้าไม่จําเป็นจริงๆ เราก็ไม่อยากไปจากท่าน เพราะรู้สึกว่าท่านเมตตามาก ทั้งที่อนุญาตให้ไป แต่ต้องถามถึงเรื่อยว่า “หึ ! ท่านมหาไม่เห็นมานะ หลายวันแล้ว”
บางทีธรรมะท่านขึ้นภายในใจ “เออ ! วันนี้บาลีผุดขึ้นแล้ว ท่านมหามา จะให้ท่านมหาแปลให้ฟังนะ” ท่านว่าอย่างนั้น รอท่านมหามาก่อนแล้วค่อยพูด พอเรามาท่านก็ว่า “นี้บาลีขึ้นแล้วนะ ยกบาลีขึ้นปึ๋ง ปึ๋ง เอ้า ! แปล ใครเป็นมหา” เราก็ขอนิมนต์พ่อแม่ครูจารย์โปรดเมตตาไปเลย ท่านก็ผางทันทีเลย ก็ท่านรู้หมดแล้วนี่ ท่านหาอุบายที่จะก้าวเดินธรรมของท่านต่างหาก โดยเอาเราเป็นพื้นฐาน เพราะธรรมะภายในใจท่านมักจะเกิดเป็นบาลี บาลีเป็นภาษามคธ ความเข้าใจขึ้นพร้อมกันเลย บาลีขึ้นยังไงความเข้าใจไม่ต้องแปล คือขึ้นพร้อมกัน ความเข้าใจปรากฏขึ้นพร้อมกัน
นี่เราพูดเรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่นเมตตา ท่านเมตตาเราสุดขีด เราปฏิบัติต่อท่านมันเข้ากันได้เรียกว่าทุกกระเบียดก็ไม่ผิด เราเป็นปุถุชนก็ตาม แต่ความเทิดทูนเคารพเลื่อมใสที่มีต่อท่านนั้นมันเต็มหัวใจ… นี่ล่ะสําคัญตรงนี้ จุดสุดท้ายของท่านนะนั่น ทั้งๆ ที่ตกลงกันเรียบร้อย ท่านเข้าใจเรียบร้อยแล้ว วันนั้นพอขึ้นตอนเช้าเดือนสามเพ็ญ (วันมาฆบูชา วันเสาร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๒) สี่โมง ห้าโมง เริ่มถามแล้วนะ ท่านไม่ได้ถามธรรมดา “ท่านมหามาถึงหรือยัง” ว่ามาถึงหรือยัง ทั้งๆ ที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะไม่ได้มาร่วมอุโบสถคราวนี้ เพราะเราไปวันขึ้น ๓ คํ่า พอบ่ายมาล่ะเอาเรื่อยๆ “ท่านมหายังไม่มาเหรอ” ยังไม่มาเรื่อยๆ จนกระทั่งคํ่า ถามยํ้าเรื่อยๆ
เราไม่รู้ความหมาย ความจริงท่านจะเทศน์รื้อโลกธาตุ แล้วเป็นวาระสุดท้ายจะไม่เทศน์อีกต่อไป ความหมายว่าอย่างนั้น ท่านอยากให้ได้ฟังธรรมสุดท้าย ยํ้าแล้วยํ้าเล่า “หือ ! ยังไม่มาเหรอ ท่านมหาน่ะ” ท่านอยากให้ฟังวาระสุดท้าย นั่นล่ะ หยุดเท่านั้น ไม่เทศน์อีกเลย เทศน์อย่างฟ้าดินถล่ม พอถึงเวลาแล้วยัง “เอ๊ ! ท่านมหามันยังไงกันนา” ว่าอย่างนี้ ที่ไหนได้ความมุ่งหมายของท่านอันใหญ่อยู่ธรรมเทศนา วันนั้นท่านจะเปิดโลกธาตุอย่างเต็มเหนี่ยวเลย ท่านเทศน์วันนั้นเอาใหญ่จริงๆ เทศน์แต่สองทุ่มฟาดถึงหกทุ่มเลย เทศน์สอนพระ นั่นล่ะท่านถึงได้กระหนํ่าเราเรื่อย เพราะเห็นความตั้งใจของเรา เทศน์จบลงแล้ว “เทศน์ฟ้าดินถล่ม มันไปอยู่ที่ไหนมหานี่น่ะ โอ๊ย ! เสียดายท่านมหาไม่ได้มาฟังด้วยนะ” ว่าอีกนะซํ้าอีก ก็เหมือนอย่างว่าเทศน์ครั้งสุดท้าย
จากนั้นมาท่านไม่ได้เทศน์อีกเลยนะ ไม่เอาเลย นั่นล่ะ ท่านมีจุดสําคัญๆ ที่ท่านเน้นหนักอยู่นั้น จอมปราชญ์สมัยปัจจุบัน ได้แก่ พ่อแม่ครูจารย์มั่น เราไปศึกษากับท่านเอง ด้วยความตั้งอกตั้งใจไม่ให้ผิดให้พลาด กิริยาท่านแสดงอะไรจะเก็บไว้หมดๆ ตลอดเลย เพราะไปเห็นท่านถึงใจแล้ว ตั้งแต่วันเข้าไปหาท่านทีแรกถึงใจเลยเทียว เพราะฉะนั้นมันถึงจับตลอด ไม่ให้คลาดให้เคลื่อน…
อนึ่ง ในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ขณะที่องค์หลวงตาฯ กําลังเที่ยวกรรมฐานอยู่บ้านคําบิด อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร นั้น หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล และหมู่คณะก็ได้ธุดงค์ไปพบและขอพักอยู่กับท่านระยะหนึ่ง ในประวัติหลวงปู่บุญจันทร์ บันทึกไว้ดังนี้
“หลวงปู่บุญจันทร์พร้อมด้วยลูกศิษย์เที่ยววิเวกขึ้นไปบนภูอ่างศอ ซึ่งเป็นภูเขาสูงลูกหนึ่งที่ใหญ่ในเทือกเขาภูพาน… เมื่อพักวิเวกพอสมควรแล้ว จึงลงจากภูอ่างศอ มุ่งหน้าสู่บ้านคําบิด อําเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร พอมาถึงบ้านคําบิด ได้ทราบว่าท่านอาจารย์พระมหาบัวพักวิเวกอยู่ที่เสนาสนะป่าหนองน่อง บ้านคําบิด จึงได้พาลูกศิษย์เข้ากราบนมัสการ และพักอยู่กับท่าน๗ คืน ตอนเช้าเข้าบิณฑบาตในหมู่บ้านคําบิด เวลากลับออกจากบ้าน หลวงปู่บุญจันทร์จะรับบาตรท่านอาจารย์พระมหาบัว แต่ท่านไม่ยอมให้รับง่ายๆ อาศัยความพยายาม ทําด้วยความเคารพทําด้วยความจริงใจ ในที่สุดท่านจึงยอมให้รับบาตรท่าน พอกลับถึงที่พักจัดแจงฉันภัตตาหารตามมีตามได้ เสร็จแล้วจึงได้กราบลาท่านอาจารย์พระมหาบัว เดินทางต่อไป”
ออกเที่ยวกรรมฐาน ภาพหลวงปู่มั่นปรากฏทุกคืน
ถึงเวลาที่จะพูดนี่นะ อยู่กับท่านเอง อยู่ในวัดหนองผือ เวลาเข้ามาหาท่านจริงๆ แล้วไม่มีนะ ภาพของท่านไม่ปรากฏ วันนี้เปิดเสียบ้าง นี่มันแปลกอยู่นะ อยู่กับท่าน ไม่เคย เวลานั่งภาวนาเวลาไหนก็ตามไม่เคยปรากฏภาพ เราอยากจะว่าไม่เคย มีมันก็มีน้อยมาก จึงว่าไม่เคยไปเสียดีกว่า ทีนี้พอออกจากท่านไปปั๊บนี่ ไปอยู่ที่ไหนทุกคืนเลย คือมันไม่พลาด มันหากเป็นของมันเอง จึงเรียกว่าทุกคืนไปเลย ที่จะไม่ปรากฏนี้ แหม ! แทบไม่มีนะ พอหลับตาปั๊บนี่มาแล้วๆ นี่แม่เหล็กเข้าใจไหม ดึงดูด แล้วภาพมาแสดงอาการอะไรๆๆ ต่อเรา มันมีแต่ภาพเป็นกําลังใจๆ ทั้งนั้นๆ กับหลวงปู่มั่นนี่ แหม ! มันจริงๆ นะเรา ภาพของท่านนี่เด่นมากทีเดียว
แต่เราไม่เคยพูดที่ไหนอันนี้ มีแต่มาพูดกับท่าน “มันเป็นยังไง” “เวลาอยู่กับพ่อแม่ครู-อาจารย์เรื่องภาพ เวลาใดก็ตาม ภาวนาหรือเวลาไหนก็ตามนี้มันไม่ปรากฏนะ ทั้งๆ ที่ความเพียรก็เหมือนเดิม” ว่างี้ “ครั้นเวลาออกจากพ่อแม่ครูจารย์ไป มันทําไมอยู่ที่ไหน มีแต่พ่อแม่ครูจารย์ หลับตาปั๊บมาแล้วๆ อะไรงี้ มันเป็นยังไง จึงเป็นอย่างงั้น จนกระทั่งว่านับได้เลย ว่าตั้งแต่วันไปกลับมานี้ภาพนั้นไม่ปรากฏเพียงเท่านั้นคืนเท่านี้คืน จําได้เลย มันเป็นยังไง จึงเป็นอย่างงั้น” ท่านก็ตอบดีนะ อย่างนั้นล่ะจอมปราชญ์พูดอะไรน่าฟัง “มาอยู่กับท่านก็จะให้ท่านมัดคอเหมือนผู้ต้องหาลากไปลากมาอย่างงั้นเหรอ” ท่านว่างั้น “เอ้า ! พิจารณาไป” ท่านว่าอย่างนั้น “นี่ก็เห็นกันอยู่นี่น่ะไปยุ่งอะไร อันนั้นเป็นเครื่องอบอุ่น เครื่องเตือนเรา ให้เรามีกําลังใจเพิ่มขึ้นเสมอ”
ถ้าออกไปก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่เข้ามาแล้วยังอยากจะพบท่าน อยากเห็นภาพท่านอยู่ ก็จะให้ท่านมัดคออยู่งั้นตลอดเวลาหรือนักโทษน่ะ ท่านว่า มันน่าฟังนะนักโทษ ออกไปก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ความใฝ่ฝันกับครูกับอาจารย์ มันเป็นเครื่องแสดงขึ้นทางจิตตภาวนาของเรา เวลาอยู่กับท่านมันก็สมบูรณ์อยู่แล้ว ท่านว่างั้นนะ ท่านบอกว่าสมบูรณ์อยู่แล้ว คือมันอบอุ่น มันก็ไม่คิด ไม่ปรากฏไม่ปรากฏจริงๆ นะเรา อยู่กับท่าน ถึงขนาดได้กราบเรียนท่าน เวลาอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นไม่แสดง มันเป็นยังไง พอเวลาออกไปนี้คืนไหนก็คืนนั้น ว่างี้เลย ท่านก็สอนดีนะ นี่ล่ะธรรมฟังซิ ธรรมเป็นอย่างงั้น
หลวงปู่มั่นป่วยเป็นครั้งสุดท้าย
ท่าน (หลวงปู่มั่น) ก็เห็นว่า เรามีความตั้งอกตั้งใจในธรรมทั้งหลายอยู่แล้ว ท่านถึงได้พูดถึงเรา พอเทศน์แล้ว (เทศน์วันมาฆบูชา) เวลาเรามาถึง “ไปอยู่ที่ไหน” ท่านว่างั้นนะ ขู่เลย “มันยังไงกัน ท่านมหานี่ เทศน์จนฟ้าดินถล่ม มันไปอยู่ที่ไหน ไม่มาฟังกัน” นี่เราถึงได้ย้อนพิจารณา อ๋อ ! ที่พระท่านเล่าให้ฟังอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเพราะเหตุนี้เอง พอกราบ พอพูดเสร็จแล้ว “นี่ก็เริ่มไม่สบายมาตั้งแต่วานซืนนี้” วานซืนขึ้น ๑๔ คํ่า (วันเสาร์ที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๒) วันแรมคํ่า ๑ (วันจันทร์ที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๒) เดือน ๔ หลังจากมาฆะแล้วเรากลับมา นี่เริ่มป่วยแล้วตั้งแต่วานซืนนี้ วันขึ้น ๑๔ คํ่า แรมคํ่า ๑ เรามาถึงตอนบ่าย นี่ล่ะบอกล่ะนะที่นี่
ตั้งแต่นั้นมาหยุดเลยนะ เทศน์เลยหยุดเลย ไม่เอาเลยเทศน์ ไม่มีการประชุมเทศน์ตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งท่านมรณภาพ ท่านพูดคําไหนนี่แม่นยําๆ บอกว่านี้ “ไม่เลย ๘๐ นะ”ยํ้าเรื่อยนะ เวลาเทศน์สอนพระเน้นหนักทางด้านปฏิบัติจิตตภาวนา “ใครจะเร่งให้เร่งนะ นี่จวนแล้วนะ” บอกเรื่อยๆ ระยะแรกก็บอกเป็นปี ย่นเข้ามาก็บอกว่า “จวนแล้วนะ บอกไม่เลย ๘๐ นะ” ยํ้าเข้ามา เอา ๘๐ ตัดขาดไว้เลย พอย่างเข้าที่ว่านี่ ก็เริ่มบอกเลยว่า “อายุจะก้าวเข้า ๘๐ แล้ว ป่วยครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ไม่หาย มีตายถ่ายเดียว ยาจากเทวบุตรเทวดาที่ไหนก็ไม่หาย” บอกยังงั้นเลย “นี่เริ่มตั้งแต่บัดนี้ต่อไปล่ะ” ท่านว่า นี่ล่ะท่านแน่แล้วนั่น ท่านหยั่งทราบหมดแล้วนี่จะว่าไง แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ “แต่ไม่ตายง่ายนะ” ท่านว่า “โรคนี่โรคทรมาน โรคคนแก่ มันก็เป็นของมันไปอย่างนั้นเรื่อยๆ” เราก็จับได้ทุกระยะเลย ๘ เดือนท่านก็ล่วงไป ตั้งแต่เดือน ๔ ถึงเดือนอะไรท่านมรณภาพ เราก็นับเวลาดู ๗ – ๘ เดือน พอเดือนพฤศจิกาฯ วันที่ ๑๐ ท่านก็ล่วง
เราลืมเมื่อไร ท่านบอกว่า “เริ่มไม่สบายเมื่อวานซืน” พอมาถึงท่านก็ขู่เลย “ท่านมหาไปอยู่ยังไงกัน” ว่างั้นนะ แต่ก่อนท่านไม่เคยพูดอย่างนี้ จากนั้นท่านก็ชี้ไปข้างๆ วัด “เหล่านี้ที่วิเวกสงัด มันอดอยากที่ไหน” นั่นหมายความว่า ท่านไม่อยากให้ไปหรือว่าไม่ให้ไปโดยทางอ้อม เรารู้ แต่ก่อนท่านไม่เคยพูดอย่างนั้น พอต่อจากคํานี้ “ไปทําอะไรอยู่” เราก็เป็นห่วงท่าน เราถึงได้มา ถ้าไม่ห่วง เราไม่มานะ เวลาจะไปทีแรก ท่านก็ไม่ว่าอะไร ขากลับมานี่ เพราะมันไปไกลหน่อย ไปอําเภอวาริชภูมิจากทางเรา มันก็ไม่ไกลนัก ประมาณสัก ๔๐ – ๕๐ กิโลฯ เห็นจะได้ แต่มันทางเดินด้วยเท้า เดินบุกป่าบุกดงไปยังงั้นนะ ทางพอหลวมตัวไป เป็นด่านๆ มานั่น ก็หลายคืนอยู่กว่าจะมาถึงมาเรื่อย พักที่ไหนก็พักเรื่อยมาเรื่อย
ท่านเริ่มป่วยคราวนี้ไม่เหมือนกับคราวใดๆ ซึ่งแต่ก่อนเวลาท่านป่วย ถ้ามีผู้นํายาไปถวายท่าน ท่านก็ฉันให้บ้าง มาคราวนี้ท่านห้ามการฉันยาโดยประการทั้งปวง แต่ขั้นเริ่มแรกป่วย โดยให้เหตุผลว่า “การป่วยคราวนี้ไม่มีหวังได้รับประโยชน์อะไรจากยา เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ตายยืนต้นอยู่เท่านั้น ใครจะมารดนํ้าพรวนดิน ทะนุบํารุงเต็มสติกําลังความสามารถ ต้นไม้นั้นจะไม่มีวันกลับมาผลิดอกออกผลใบและแสดงผลต่อไปอีกได้เลย เพียงสักว่า ยังยืนต้นอยู่เท่านั้น ไม่แน่ว่าจะล้มลงจมดินวันใด ธาตุขันธ์ที่แก่ชราภาพขนาดนี้แล้ว ย่อมมีลักษณะเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น หยูกยาจึงไม่เป็นผลอะไรกับโรคประเภทนี้ที่เขาเรียกว่า โรคคนแก่” ท่านว่า
ตั้งแต่บัดนั้นต่อไป เราก็ไม่ได้ไปไหนอีกเลย ติดพันอยู่นั้นตลอด คอยกํากับพระเณรดูแลท่าน เวลาท่านไปมาที่ไหนได้อยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็คอยให้พระคอยแนบกันไป เราต้องแอบอยู่ตลอด สั่งเสียตลอดให้พระเณรดูแลท่านทีละกี่องค์ๆ ไม่ให้ท่านทราบนะ เราสั่งเองๆ แม้ท่านจะห้ามยามิให้นํามาเกี่ยวข้องกับท่าน แต่ก็ทนต่อคนหมู่มากไม่ไหว คนนั้นก็จะให้ท่านฉันยานั้นคนนี้ก็จะให้ท่านฉันยานี้ คนนั้นจะฉีด คนนั้นจะให้ฉัน หนักเข้าท่านก็จําต้องปล่อยตามเรื่อง มีคนมากราบเรียนถามเรื่องยาถูกกับโรคของท่านหรือไม่ ท่านก็นิ่งไม่ตอบโดยประการทั้งปวง
ครูบาอาจารย์ ท่านเล่าว่า “หลวงปู่มั่นท่านเป็นโรคเจ็บหน้าอก แล้วท่าน (องค์หลวงตาฯ)บอกว่า ท่านก็พยายามดูแลหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นบอกว่าเคยไปรัดเขาไว้ เป็นมวยปลํ้า เป็นอะไรนี่แหละ ท่านก็เป็นนะ กรรมของพระอรหันต์ นี่คือ มันเป็นอดีต เขาเรียกวิบาก มันตกมาจากการกระทําของเราที่มันมีมา มันตามมาได้แค่เนื้อหนังมังสา มันตามหัวใจเราไม่ได้”
ที่มาหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น
ทีนี้เวลาเข้าพรรษา ท่าน (หลวงปู่มั่น) ก็ถามกับพระเณรว่า “ท่านมหาพิจารณายังไงล่ะ? เราเจ็บไข้ได้ป่วยเอามากแล้วนะ ท่านมหาได้พิจารณาอย่างไร?” พระเณรก็ตอบว่า “ท่านจัดเวรดูแลเรียบร้อยแล้ว” ท่านเริ่มหนักแล้วนะ จวนเริ่มเข้าพรรษา แต่เราจัดเวรไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนนู้น เข้าไปอยู่ในกุฏิท่านมีอยู่ ๒ องค์ นั่งภาวนาเงียบๆ ไม่ให้มีอะไรกระทบกระเทือนท่านให้นั่งภาวนาเงียบๆ อยู่ข้างนอกกุฏิ เวลาท่านเข้าห้องแล้วให้อยู่ข้างนอก ข้างล่างมีอยู่ ๒ องค์คืนละ ๔ องค์ เราจัดไว้เรียบร้อย
สําหรับเราไม่มีเวรมียาม แต่เป็นนายยามคอยมาสอดส่อง คอยมาดูอยู่เรื่อย สําหรับพระที่จัดเป็นเวรเป็นระยะๆ ไป ไม่เอานานนักล่ะ เราไม่ให้นาน ประมาณ ๒ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมงกว่า กําหนดไว้เรียบร้อย แล้วก็มาเปลี่ยนท่านเป็นระยะๆ ไป ท่านเป็นอะไร ท่านสบายมากนะ ดูท่านแล้วท่านสบายมาก ท่านไม่ยุ่งกับอะไรกับใครเลย เหมือนไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ท่านสบาย แต่เรานะซีดูแลตลอด เพราะอาการของท่านดูก็รู้นี่
แต่งหนังสือท่าน เรียกว่า เราแต่งสุดหัวใจจริงๆ นะ ไม่มีอะไรเลยในหัวใจของเราที่ว่าบกพร่องในเจตนาทุกอย่าง สําหรับการแต่งหนังสือท่านอาจารย์มั่นนี้ เพราะจับได้ตั้งแต่ปีนั้นพอเริ่มป่วยนะ เริ่มป่วยตั้งแต่เดือนมีนาฯ ทีนี้จวนเข้าพรรษา (พ.ศ. ๒๔๙๒) ท่านเริ่มพูด แต่ก่อนท่านไม่เคยพูด พอวันนั้นประชุมพระ มีเป็นลักษณะเอะใจขึ้นมา พระจํานวนมากไปฟังเทศน์กับท่าน อยู่ๆ ก่อนเทศน์ เป็นลักษณะเอะใจขึ้นมา “นี่ผมก็ได้แนะนําสั่งสอนหมู่เพื่อนพระเณรทั้งหลายมาเป็นเวลานานและมากมาย แล้วมีใครคิดอะไรบ้างไหม” เราก็เข้าใจตามภูมิของเรานั่นแหละ พอท่านพูดจบลง เราก็กราบเรียนท่านเลย “โอ๋ย ! คิดเต็มหัวใจ แต่เวลานี้งานกําลังเต็มหัวอก กระดุกกระดิกไปไม่ได้เลย” ท่านผางออกมาเลยนะ แทนที่ว่างานของท่าน ใครคิดยังไงบ้าง ท่านแทนที่จะเอาอันนี้ต่อ ไม่นะ พอเราว่า “งานเหล่านี้ได้คิดเต็มหัวใจ” ที่ว่าใครคิดอะไรบ้างไหม บอกว่า “เราคิดเต็มหัวใจ แต่เวลานี้งานเต็มหัวอก ไม่มีเวลาว่างเลย” เราว่างี้
คําว่า “งานเราเต็มหัวอก” ท่านเข้าใจทันที คือเราไม่ว่างเลย งานนี้เป็นงานอัตโนมัติ เพราะเคยกราบเรียนท่านตลอดมาอยู่แล้ว งานอัตโนมัติของสติปัญญาที่ทํางานแก้กิเลส ไม่ต้องบังคับบัญชา หมุนเป็นธรรมจักร ท่านก็เคยเป็นมาแล้วนี่ว่าไง พอว่าอย่างนั้น ท่านผางออกมา “เออ !เอางานของเจ้าของให้ได้นะ” ว่าอย่างนั้นนะ “งานเหล่านี้เป็นงานนอก เลยกลายเป็นงานนอกไปหมด เอางานเจ้าของให้ได้นะ ถ้างานเจ้าของได้แล้ว มันจะแตกกระจายไปหมด” ท่านเลยเน้นหนักไปทางงานเจ้าของ เรื่องของท่านเลยล้มไปเลย นี่ความหมายของท่านว่า ที่ได้ยินได้ฟังจากท่านมากมาย มีใครจดจารึกอะไรๆ ไว้ พอเป็นแบบเป็นฉบับให้เป็นช่องเป็นทางบ้างหรือเปล่า ความหมายว่างั้น ท่านว่า “ใครคิดอะไรบ้างไหม” เราก็ตอบออกมาแบบนี้ล่ะ มีความหมายอย่างนี้ คือ เราคิดเต็มหัวใจที่อยากจะจดจารึกเขียนอะไรๆ ไว้ แต่เวลานี้งานเราก็เต็มหัวอก
เพราะบางวันขึ้นหาท่านถึง ๒ ครั้งก็มี งานหัวใจล่ะซี นี่ล่ะธรรม เวลามันเป็น มันจะเบิกกิเลสออกจากหัวใจ บางวันขึ้นหาท่านถึง ๒ ครั้งก็มี ตอนเช้าขึ้น พอขึ้นไปเล่าถวายถึงเรื่องที่มันเป็นขึ้นภายในจิต พอเล่าถวายท่านปั๊บ ท่านใส่ปั๊บเดียวเท่านั้น นั่นปริญญาเอก เห็นไหมล่ะ ท่านตอบประโยคเดียวเท่านั้นผาง เข้าใจปั๊บ กราบปั๊บลงเลยไป ทีนี้มันก็เอากันอีกล่ะซี ขึ้นเวทีไม่ลง ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจ กิเลสกับธรรมอยู่บนหัวใจ เวที คือ หัวใจนี้อันดับหนึ่ง เวที คือ ร่างกายนี้อันดับสอง มันหมุนอยู่ตลอดเวลา เราฝังใจไว้นะ เมื่อได้โอกาสแล้วอย่างไรเราจะเขียนประวัติของท่านให้ได้
ท่านเพียบทางธาตุขันธ์ เราเพียบทางจิต (เหตุการณ์ ก.ค. – พ.ย. ๒๔๙๒)
อาการของท่าน (หลวงปู่มั่น) ค่อยหนักเข้าๆ เราก็รู้ แต่สําหรับท่านเองเหมือนไม่มีอะไร อยู่ยังงั้นแหละ เฉย จนกระทั่งเข้าพรรษา กลางพรรษา ท่านหนักเข้าๆ พอออกพรรษายิ่งหนักขึ้นๆ เรายิ่งไม่ได้ไปไหน ติดพันตลอดเลย จนกระทั่งนําเอาท่านออกจากหนองผือ นั่นยิ่งไม่มีเวลาเลยเราพันกันอยู่ตลอด แล้วก็พูดให้มันตรงกันเลยว่า เราเองก็ได้วิตก แต่วิตกเป็นปั๊บทันทีนะ ไม่ให้มันยืดยาวกว่านั้นไป ตอนนั้นก็เป็นเวลาที่จิตของเรากําลังหมุนติ้วภายใน มันเป็นมาแล้ว ท่านก็ทราบแล้วตั้งแต่ท่านยังไม่ป่วย จิตของเรามันก็หมุนเป็นธรรมจักรแล้วนั่น มันพุ่งๆ แล้ว พอดีท่านป่วย
ทีนี้ท่านก็เพียบทางธาตุขันธ์ เราก็เพียบทางด้านจิตใจ ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่ มันไม่หยุดนะ คือ มันเป็นอัตโนมัติอยู่อย่างนั้นแหละ นี่ท่านก็เพียบทางธาตุขันธ์ เราเข้าไปอุปัฏฐากท่าน ดูแลท่าน จิตของเรามันก็หมุนของมันอยู่นั้นล่ะ แต่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย พอออกมาเท่านั้น มันดีดผึงเลยล่ะจิต ความเพียรอัตโนมัติ คือเวลานี้ท่านเพียบทางธาตุทางขันธ์ มันวิตกขึ้นมา อ๋อ ! เวลานี้ท่านเพียบทางธาตุทางขันธ์ ไอ้เราก็เพียบทางด้านจิตใจ คือระยะนั้นเป็นระยะที่มันหมุนจริงๆ เราเพียบทางด้านจิตใจ จิตไม่มีเวลาเลย เรียกว่า หมุนติ้วตลอดเป็นธรรมจักร
ธรรมดาก็เรียกว่า ไม่มีเวลาหลับนอนเลย ถ้าไม่บังคับให้หลับ มันก็ไม่หลับ เพราะมันไม่สนใจกับการหลับนอน เพลินฟัดกัน เหมือนนักมวยต่อยกันตลอดเวลา ด้วยสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนตัวที่จะหลุดจะพ้นโดยถ่ายเดียว การหลับนอนต้องได้บังคับนะ ที่จะให้มันหลับนอนธรรมดาไม่ได้ มันไม่ยอมนอน แม้แต่กลางวันก็ไม่ยอมนอน ต้องบังคับทั้งนั้นแหละการนอน บังคับนี่คือเราจะต้องบริกรรมคําบริกรรม มาบังคับด้วยคําบริกรรม คําเดียว บทเดียว ให้อยู่กับนั้น เรียกว่า บริกรรมเพื่อกล่อมจิตให้สงบแล้วก็หลับ ถ้าไม่บริกรรมนี่มันจะพุ่งๆ ด้วยสติปัญญา ฟัดกันตลอด เวลาเลย นั่นหลับไม่ได้ เวลามันเพียบมาก เราก็รู้ คือ จิต สติปัญญานี้มันทํางาน มันต้องมีความคิดความปรุงทางปัญญา เป็นสังขารออกทางด้านปัญญา มันต้องคิดต้องปรุง ต้องฟัดต้องเหวี่ยงกันที่เรียกว่ามันทํางาน ทีนี้ก็เหนื่อย เวลาเหนื่อย มันอ่อนไปหมดเลย ร่างกายภายในอ่อนมาก เหนื่อยมาก มันหมุนกันอยู่ภายใน ถ้าอย่างนั้นแล้วก็จะให้พักให้นอน บังคับเอาคําบริกรรมเลย
แต่ก่อนสมาธินี่ก็เรียกว่า แน่นปึ๋งเลย ทีนี้เวลากําลังของปัญญามันรุนแรงแล้ว สมาธิเลยไม่มีความหมายนะ มันไม่สนใจเลย เพราะทางปัญญามีนํ้าหนักมากกว่าสมาธิ เพราะฉะนั้นมันถึงไม่สนใจสมาธิ ประหนึ่งว่าไม่มีสมาธินะ เวลามันออกทางด้านปัญญา หมุนติ้วๆ ทีนี้มันก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า มันจะเป็นจะตายจริงๆ จึงพัก บังคับซิ บังคับให้พัก พักแบบไหน มันก็ไม่ได้มันจะหมุนติ้วของมันออกตลอด ต้องพักแบบภาวนาบริกรรมพุทโธ เอาพุทโธ จับพุทโธถี่ยิบ อยู่กับนี้ไม่ให้ออก ให้อยู่กับพุทโธ จากพุทโธมันก็สงบ จากนั้นมันจะหลับก็หลับได้ ให้อยู่กับพุทโธถี่ยิบ แล้วจิตมันก็ลงสงบแน่ว เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ คือจิตปล่อยภาระไม่คิดไม่ปรุง ลงสู่ความสงบแน่วแล้ว เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม มีกําลังวังชากระปรี้กระเปร่าแข็งแรงเปล่งปลั่ง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ทีนี้พอได้กําลังแล้ว เราไม่ได้ว่าเราปล่อยอันนั้นนะ พอรามือเบานิดหน่อย มันจะดีดผึงเลย แต่เรื่องเผลอนี้ มันพูดไม่ได้นะ มันไม่ได้เผลอ ถ้าว่ารามือค่อยยังชั่ว ถ้าว่าสติอ่อนข้างหนึ่ง มันมาทางหนึ่งเสีย มันออกตอนนั้น จึงบังคับเอาไว้ไม่ให้ออก พอสมาธิสมควรได้กําลังแล้ว ปล่อยอันนั้นก็ดีดผึงเลย ออกทางด้านปัญญา อย่างนี้เป็นประจําเลย นี่เรื่องธรรมถ้าลงได้ทํางานแล้ว มีกําลังแล้วเป็นยังงั้น กิเลสนี้ไม่มีฤทธิ์มีเดชอะไรเลย เวลาสติปัญญากําลังวังชาทางด้านธรรมะมีเต็มที่แล้วมันจะหมุนติ้วๆ กิเลสนี้มีแต่หมอบเรื่อยๆ หมอบหัวซุกหัวซุน ที่จะมาตั้งตัวเกิดกิเลสขึ้นมา สร้างกิเลสขึ้นมานี้ไม่มีทาง มีแต่หมอบลงไปเรื่อย ฆ่าเรื่อยหมอบลงไปเรื่อย ที่จะตั้งตัวขึ้นมาใหม่เกิดใหม่อย่างนี้ไม่มี ลงภาวนาถึงขั้นนี้แล้วไม่มีกิเลสจะเกิดขึ้นได้อีก ไม่มี มีแต่ยังมีเหลือเท่าไรก็มีแต่ลดลงๆ น้อยลง จนได้คุ้ยเขี่ยหา
ประหนึ่งว่าเป็นพระอรหันต์น้อยๆ ทั้งๆ ที่กิเลสยังมีอยู่นะ คือมันหมอบเงียบไปหมดเลย เหอ ! มันตายหมดแล้วเหรอ สักเดี๋ยวแย็บขึ้นมาขาดสะบั้น แน่ะยังงั้น นี่ล่ะผลของการปฏิบัติธรรม กับผลของการวิ่งตามกิเลส มีผลสดๆ ร้อนๆ เสมอกัน เราวิ่งตามกิเลส ความทุกข์ ความเดือดร้อนวุ่นวายของเราสดๆ ร้อนๆ อยู่ภายในหัวใจเรา อะไรๆ สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายยิ่งกว่ากิเลสทับหัวใจ เพราะความคิดมาก วุ่นมาก ยุ่งมาก บีบบี้สีไฟก็เป็นกองทุกข์ นี่คือเรื่องของกิเลส มันเป็นผลให้เห็นสดๆ ร้อนๆ
ทีนี้เวลาเราดําเนินทางด้านธรรมะ จิตจะว้าวุ่นขุ่นมัวขนาดไหนก็ตาม เวลาฝึกทรมานไม่หยุดไม่ถอย หนักเข้าๆ ธรรมะก็ค่อยมีกําลังขึ้น กําลังของกิเลสที่ว่าหนาแน่นมากๆ นั้น มันก็ค่อยลดตัวลงไปๆ ทางนี้ก็หนาแน่นขึ้นเรื่อย จิตไม่เคยสงบเย็นสงบได้ นั่น สงบได้แน่วแน่ แน่นหนามั่นคงขึ้นเป็นลําดับ จากนั้นก็ออกทางด้านปัญญา พอออกทางด้านปัญญานี้ โถ ! ไม่ใช่เล่นๆพูดไม่ถูกนะ สติปัญญานี้เวลามันได้เกิดได้มี มันออกทุกแง่ทุกมุมเป็นเองๆ แต่ก่อนกิเลสปิดมันไว้มันออกไม่ได้ มันจะโง่ จะเป็น จะตาย เพราะกิเลสบีบไว้ไม่ให้ฉลาดล่ะซิ สติปัญญาใช้ไม่ได้ ใช้ก็ต้องเอาสติปัญญาของกิเลสมาใช้เสีย มันก็เป็นกิเลสไปหมดเสีย เครื่องเสริมกิเลสไปหมด สติปัญญาของธรรม เครื่องเสริมธรรม เพื่อฆ่ากิเลสไม่มี
แต่เวลาสติปัญญาทางด้านธรรมะขึ้นมาแล้วโดยมีสมาธิหนุนหลังแล้ว มันก็ค่อยก้าวออกๆ ค่อยเบิกกว้างออกๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น มันก็รู้ก็เห็นของมัน รู้เห็นตรงไหน มันไม่ได้ถามใครมันประจักษ์ทันทีๆ เลย จะไปถามใครที่ไหน นี่เรียกว่า ธรรม เราบําเพ็ญอยู่ ธรรมะก็ขึ้นสดๆ ร้อนๆ ให้เห็น ถ้าผู้วิ่งตามกิเลส ผลของกิเลสก็เกิดขึ้นทับหัวใจ เผาหัวใจสดๆ ร้อนๆ ให้เห็นอยู่ประจักษ์ผู้บําเพ็ญธรรมจิตใจก็เยือกเย็นไปโดยลําดับ สงบร่มเย็น สว่างไสว เห็นประจักษ์ๆ เพราะอยู่ในหัวใจดวงเดียวกัน กิเลสก็ดี ธรรมก็ดี เกิดที่ใจดวงเดียวกัน เป็นแต่การแสดงออกไม่เหมือนกันการแสดงออกของกิเลส แสดงออกเพื่อฉุดลากสัตว์ให้หมุนตัวลงทางตํ่าทราม แต่การแสดงออกของธรรม ลากเข็นสัตว์ให้หมุนขึ้นเป็นลําดับ ต่างกัน
ท่านไม่ทิ้งลวดลายจอมปราชญ์ – ให้อาศัยท่านมหา
พ่อแม่ครูอาจารย์นี้จอมปราชญ์ฉลาดที่สุดเลยนะ ฉลาดมากทีเดียว แต่จอมปราชญ์ดูคน จอมปราชญ์ชมเชยแล้วติฉินนินทาอะไรนี้จะอยู่กับจอมปราชญ์ เก็บหมดนะ ไม่ให้ใครรู้ แต่รู้ลึกๆ คือความไว้ใจ ท่านไว้ใจเรามากทีเดียว ความไว้ใจ แต่ท่านไม่แสดงให้เห็นนะ หากรู้ นี่หลวงปู่มั่นเราเป็นอย่างนั้น ฉลาดมาก แต่เราก็อย่างว่าล่ะ เราก็คนโง่ สู้วันยังคํ่า
มีคําหนึ่งสําคัญอยู่นะ ตอนนั้นท่านป่วยแล้วในพรรษา ท่านเพียบทางธาตุขันธ์ เราก็เพียบทางด้านจิตใจ อยู่ๆ พระเณรนวดเส้นให้ อยู่ ๒ องค์ นวดเส้นให้ ๒ องค์ อยู่ๆ ท่านพูดลักษณะเอะใจ “เวลาผมตายแล้ว พวกท่านจะอาศัยใครล่ะๆ” ว่าอย่างนั้นนะ แต่ตอนนั้นจิตของเรามันหมุนติ้วนะนั่น หมุนติ้วไม่มีวันมีคืน ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันโดยอัตโนมัติ “นี่เวลาผมตายแล้ว พวกท่านจะอาศัยใครล่ะ” พระก็นิ่ง ไม่กล้าพูดง่ายๆ นะ เพราะเราบอกหมดแล้ว
“เออ ! ให้อาศัยท่านมหานะ” ท่านแย็บออกมานะ “ท่านมหานี้สําคัญอยู่นะทั้งภายนอกภายใน” ภายในก็หมุนติ้วแก้กิเลสจะให้หลุดพ้น ภายนอก ข้อวัตรปฏิบัติ ศีลธรรมวินัยไม่ให้บกพร่อง ความหมายว่าอย่างนั้น ภายใน หมายถึง จิตใจ “ให้อาศัยท่านมหานะ ท่านมหาสําคัญอยู่นะทั้งภายในภายนอก” แต่กับเราท่านไม่พูดแหละเรื่องอย่างนี้ ทีนี้ท่านพูดให้ใครฟังต้องมาหาเราหมด เราก็นิ่งเฉย เหมือนไม่รู้ไม่ชี้
เวลาท่านป่วยอย่างนี้เหมือนกันนะ ท่านเคลิ้มหลับไปบ้าง เราถึงจะออกจากท่านได้ ไปเดินจงกรมตรงไหน บอกพระนะ ผมจะเดินจงกรมอยู่ตรงนั้นๆ ถ้าท่านตื่นแล้วให้ไปบอกผม คือติดแนบขนาดนั้น ท่านไม่ได้นอน เราก็ไม่นอน เราไม่ห่วงธาตุขันธ์ของเรา ยิ่งกว่าห่วงท่านนะ พอท่านลืมตาขึ้น “ท่านมหาไปไหน” ถามท่านมหา ไม่ถามใคร “ท่านมหาไปไหน” เราก็ปุ๊บเข้ามาเลยเข้ามุ้งที่จะชมนั้นชมนี้ไม่มี ไม่ชม ชมแย็บออกมาเท่านั้นล่ะ ไม่มากล่ะ
ท่านพยายามทําตัวเป็นตัวอย่าง แม้ท่านจะเฒ่าแก่ชราแล้ว ท่านก็ยังไม่ละปฏิปทาของท่าน ความไม่ละปฏิปทานั้นหนึ่ง ก็คงเป็นเหมือนอย่างพระกัสสปะ ว่าการเคยทําอย่างนี้ไปรู้สึกสะดวก สบายดี ดังพระพุทธเจ้ารับสั่งว่า “กัสสปะ เอ๊ย ! เธอก็แก่แล้ว อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเราหากจะฉันสองมื้อบ้างก็ได้ งดบิณฑบาตบ้างก็ได้ เกี่ยวกับเรื่องผ้าบังสุกุลจะถือคหปติจีวรก็ได้” ท่านบอกเหมาะกับอัธยาศัยของท่านแล้ว ท่านว่าอย่างนั้นนะ พระองค์ก็ไม่ว่าอะไร ไม่รับสั่งว่าอะไรต่อไปอีก ไม่ค้านเพราะมันเหมาะกับอัธยาศัยนี่
อย่างท่านอาจารย์มั่นนี่ เป็นความเหมาะอัธยาศัยของท่าน ที่ท่านเป็นคนมีนิสัยเด็ดเดี่ยว เคร่งครัดอาจหาญมาดั้งเดิม และนอกจากนั้นยังมีลูกศิษย์ลูกหาเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ผู้ที่จะคอยยึดเอาปฏิปทาต่างๆ ไปใช้มีอยู่เยอะ ท่านก็เข้มงวดกวดขัน แม้ที่สุดท่านเจ็บไข้ได้ป่วยจะเอานํ้ามะพร้าวไปให้ท่านฉันตอนเพล ท่านยังไม่ยอมฉัน คะยั้นคะยออยากให้ท่านฉัน เพราะไม่รู้เรื่องอะไรของท่าน บทเวลาท่านว่าออกมานี่ โห ! เจ็บ นั่นความหมาย ท่านมีแล้วนี่ ท่านถึงไม่ฉัน จะฉันทําไม ฉันนํ้ามะพร้าวไม่ตายแล้วก็จะฉัน ไม่เห็นเหนื่อยเห็นเพลีย ไม่เห็นจะเป็นจะตายอะไร พอที่จะฉันนํ้ามะพร้าว ผู้ที่คอยจะยึดเอาสิ่งตํ่าๆ แบบของทิ้งมีอยู่เยอะ นั่นขนาดนั้น
ท่านยังไม่ละความสงสาร บิณฑบาตเข้าถึงหมู่บ้านไม่ได้ เขาก็มาดักใส่กลางทาง เรื่อยมา หดเข้ามาๆ จนถึงประตูวัด หดเข้ามาจนกระทั่งบิณฑบาตบนศาลา ยังฉันร่วมหมู่เพื่อนอยู่นะเดินไปบิณฑบาตบนศาลา เขาใส่บาตรบนศาลา ท่านเดินบิณฑบาตบนศาลา ท่านยังอุตส่าห์มาฉันร่วมบรรดาลูกศิษย์ลูกหา จนกระทั่งไปไม่ได้ จึงได้เอาอาหารไปถวายท่านที่กุฏิ ถ้าลงขนาดนั้นแล้วก็ฉันไม่ได้แล้วอย่างว่า มีแต่นํ้าอะไรซดนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น เรานี่เป็นตัวการ เพราะตอนนั้นใครจะมาถือเป็นตัวอย่าง ไปยึดเอาตัวอย่างจากท่านได้ยังไง เราก็กราบเรียนท่าน
เพราะผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับท่านอยู่ตลอดเวลา อะไรๆ ผมกับท่านอะไรชอบกลอยู่ มันหากมีอะไรพอที่พูดพอที่จะเถียงท่านได้นั่นแหละ ตามนิสัยของเราด้วยความสนิทใจท่าน สนิทใจในท่าน ความรัก ความจงรักภักดี ความรัก ความเคารพเลื่อมใส มันกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน พูดอะไรออกมาถึงจะมีการโต้การตอบ การถกการเถียงกันบ้างกับท่าน มันก็เหมือนกับเราว่าให้ปาก ว่าให้หูเราฟังเอง ไม่ได้เหมือนว่าปากเราพูดออกไปเพื่อหูคนอื่นฟัง นี่พูดกับท่านอาจารย์มั่นก็มีลักษณะอย่างนั้น ถึงท่านว่าให้เราว่ายังไงๆ ก็เหมือนกับท่านว่าให้หูท่านฟัง
เราไม่ถือ เราไม่สนใจ เพราะหลักใหญ่ของเรามุ่งมันมีอยู่โน้น จึงไม่ได้ยึดอะไรเป็นอารมณ์ ท่านจะดุขนาดไหน โอ๋ย ! ดุมากดุผมเกี่ยวกับเรื่องอาหารการฉัน เพราะผมก็อยากให้ท่านฉัน บางทีให้ท่านฉันวิธีนั้น ให้ท่านฉันวิธีนี้ เราก็ทราบแล้วตั้งแต่เรื่องนํ้ามะพร้าว แต่เราก็รีบกราบเรียนท่านเสียทุกอย่าง ใครจะมาถือตัวอย่างท่านอาจารย์ตอนนี้มันก็เทวทัต เอาอย่างนี้เลยก็มี พวกเทวทัตก็ว่างั้น ท่านซดบ้าง อะไรบ้าง เพราะฉันไม่ได้นี่ ขนาดบิณฑบาตไม่ได้จะเอาอะไรมาฉันได้ หนเดียวเท่านั้นนะ ท่านไม่ซํ้าอีกนะ ได้ไม่ได้ก็เท่านั้นล่ะ ช้อนสองช้อนสามช้อนก็เท่านั้น จากนั้นแล้วหยุดเลยไม่เอา ใครไปยุ่งไม่ได้ เป็นอันว่าผ่านไปเลย นี่คือปฏิปทาของจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบัน ปฏิปทาของท่านผู้วิเศษ ท่านไม่ละลวดลาย ไม่ทิ้งลวดลายของท่าน
การฝึกซ้อมพิจารณาอสุภะ
เรื่องอสุภะอสุภัง นี่ล่ะรังแห่งกิเลสทั้งหลาย มีกามกิเลสเป็นสําคัญ อยู่จุดนี้นะ ให้พิจารณาร่างกาย ร่างกายเขาก็ตาม ร่างกายเราก็ตามให้พิจารณาเป็นอสุภะอสุภัง ดูหนัง ดูเนื้อ เอ็น กระดูก ทั้งหนังเขา หนังเรา มันเป็นหนังอันเดียวกันนั่นแหละ คลี่คลายออกดู ดูหนังข้างนอกก็มีผิวหนัง ดูข้างในเป็นอย่างไร พลิกไปพลิกมาด้วยปัญญา แล้วกระดูก เนื้อ เอ็น ไปจนกระทั่งถึงอวัยวะส่วนต่างๆ พิจารณากลับไปกลับมาให้มีความชํานิชํานาญในการพิจารณา ให้คล่องตัวไปเรื่อยๆ แล้วเรื่องอสุภะอสุภังนี้ก็จะรวดเร็วขึ้นๆ
ถ้าพูดถึงอสุภะความไม่สวยไม่งามมันหมดทั้งตัว มันเอาความสวยงามมาจากไหน เวลามันรู้มันชัดอย่างนั้นนะ หมดทั้งตัวมีแต่กองอสุภะอสุภัง มีแต่ส้วมแต่ถาน แล้วมันเสกสรรปั้นยอว่าสวยงามมาจากไหนนี่ ถึงขั้นปัญญามันคลี่คลายนะ มันจะเห็นไปหมด ดูใครก็ตาม ไม่ว่าหญิง ว่าชาย ว่าเฉยๆ มันก็หนังห่อกระดูก กองอสุภะอสุภังเหมือนกันหมดนั่นแหละ นี่ที่มันเหมาไปเลย เราจะพิจารณาภายนอกก็ได้ อสุภะข้างนอก คนอื่นก็ได้ พิจารณาเราก็ได้แล้วแต่ความถนัด เอาให้มันกระจ่างแจ้งไปโดยลําดับแล้วคล่องตัวเรื่อยนะ อสุภะอสุภัง เวลาพิจารณาไปมันจะคล่องตัวรวดเร็วขึ้น มองดูอะไรๆ นี้มันจะเห็นอย่างรวดเร็วๆ
คําว่า อสุภะ ดูเนื้อนี้มันแดงโร่ไปเลย ดูกระดูกกระจ่างขึ้นมา ดูอะไรมันชัดเจนๆ นี่เรียกว่าปัญญาคล่องแคล่ว ครั้นเวลามันชํานิชํานาญพอแล้ว ทีนี้เห็นอะไรมันเป็นอย่างนี้หมดนะ ไม่ว่าเห็นหญิงเห็นชายที่ไหนๆ มองดูปั๊บนี่มันเป็นแบบเดียวกับเราที่เคยพิจารณาแล้วนี้ มีแต่หนังห่อกระดูก ถ้าว่ากระดูก มันก็เป็นกระดูกหมดเสีย ถ้าว่าเนื้อก็แดงโร่เสีย ถ้าว่าหนังข้างในก็แดงโร่ข้างนอกก็เป็นผิวหลอก แน่ะ
พอกําหนดอันนี้มันรวดเร็ว กําหนดให้พังเมื่อไร มันก็พัง นี่ล่ะคือปัญญารวดเร็ว พิจารณาเป็นอะไรมันเป็นอย่างนั้นทันทีๆ กําหนดทําลายนี้ มันก็ผางหมดเลยๆ เราเดินไปสามก้าวสี่ก้าวนี่มันพิจารณาทางด้านปัญญา มันทําลายอสุภะอสุภังไปได้ถึงห้าเที่ยวฟังซิน่ะ มันเร็วไหม นี่เรื่องการพิจารณาอสุภะอสุภังถึงขั้นปัญญารวดเร็วคล่องตัวแล้วนี้ผางทีเดียว พอกําหนดปั๊บนี่แตกกระจายลงผึง ตั้งขึ้นปุ๊บแตกผึง ตั้งขึ้นปุ๊บกระจายทันทีๆ เดินเพียงสามก้าวสี่ก้าว เราพิจารณาทําลายอสุภะอสุภังได้ถึงสี่เที่ยวห้าเที่ยว มันเป็นเองนะ นั่นล่ะที่นี่เอาให้แหลกนะพิจารณาอสุภะ เอา ! พิจารณาให้ดีให้มีความคล่องตัว มองดูข้างนอกก็ให้คล่องตัว เรื่องสุภะ ความสวยความงามไม่มีเลยล่ะถึงปัญญาขั้นนี้แล้ว มันมีแต่มูตรแต่คูถเต็มเนื้อเต็มตัว ทั้งเขาทั้งเรา
ตอนนี้ล่ะ ราคะจะสงบเต็มที่นะ จะไม่มีราคะ ปรากฏว่าเหมือนหนึ่งเป็นพระอรหันต์น้อยๆ นั่นแหละ ไม่มีเรื่องราคะ กําหนดหลอกมัน ให้กําหนัด มันก็ไม่กําหนัด เพราะอันนั้นมาเป็นภูเขากั้นหน้าไว้ คือ อสุภะ มีแต่อสุภะจะเอาอะไรมากําหนัดยินดี นี่ล่ะเวลาอสุภะมันแก่กล้าแล้วจะไม่เห็นความสวยความงาม เรื่องหญิงเรื่องชายไม่มีความสวย มีตั้งแต่อสุภะอสุภังเต็มตัวๆ นี่ราคะจะสงบตอนนี้ สงบมากเข้าๆ โดยลําดับ เอ้า ! ที่นี่เรื่องสุภะอสุภะก็ดีไม่ใช่เป็นสิ่งที่ถอนกิเลสโดยตรงนะเป็นเครื่องฝึกซ้อมที่จะก้าวเข้าไปหาการตัดราคะต่างหาก ราคะจริงๆ ไม่ได้อยู่ในนั้นนะ เวลาพิจารณาจริงๆ
เอ้า ! เวลามันชํานาญแล้วจับให้ดีนะคํานี้ เวลามันชํานาญแล้วตั้งกําหนดอสุภะ เช่น เรานั่งเป็นหนังห่อกระดูก หรือเอาหนังออกหมดให้เหลือแต่เนื้อแดงโร่ หรือให้เหลือตั้งแต่กองกระดูก แล้วแต่ เราจะพิจารณาแบบไหน คําว่า อสุภะ มันก็เข้าใจกัน เอ้า ! เอามาตั้งไว้ตรงหน้า เอ้า ! ไม่ทําลาย นี่ล่ะเรื่องทดสอบกันฝึกซ้อมกัน เราพิจารณาทําลายเมื่อไร เร็วที่สุดแหละเรื่องอสุภะนี่ เมื่อสติปัญญาคล่องตัวแล้ว พิจารณาเมื่อไร พังเมื่อไรนี้ ขาดสะบั้นไปทันทีไม่ยากเลย เพราะความคล่อง ทีนี้ไม่ทําลาย เราจะทดสอบเอาหลักความจริงว่า ราคะนี้มันเกิดจากไหน ราคะจะสิ้นไปเมื่อไร เอาตรงนี้ล่ะ ตรงนี้ตรงหัวเลี้ยวหัวต่อนะ
ทีนี้เวลามันชํานิชํานาญในการพิจารณาอสุภะอสุภังแล้ว เอ้า ! กําหนดไว้ข้างหน้าที่นี่นะจะกําหนดเรื่องผู้หญิงอสุภะก็ตาม กําหนดผู้ชายเป็นอสุภะก็ตาม แต่ส่วนมากมันจะเอาตัวเองนั่นแหละออกเป็นอสุภะ อสุภะไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ เพราะตัวนี้เป็นผู้ไปหมายนี่นะ ตั้งไว้ทีนี้ไม่ทําลาย สมมุติว่ากองกระดูกก็ให้มันเป็นอยู่นั้น เอ้า ! มันจะเป็นไปไหน เราไม่ตกไม่แต่ง คือไม่ไปทําลาย ไม่ไปโยกย้ายมันด้วยเจตนานะ ให้ตั้งไว้ เอ้า ! มันจะเป็นอย่างไร ทีนี้เพ่งดู เพ่งดูอสุภะอันนี้อันที่เราเคยพิจารณาชํานิชํานาญให้แตกให้ดับเมื่อไร ได้ตามต้องการ ทีนี้ไม่ทําลาย เอาตั้งไว้ตรงหน้าแล้วเพ่งดู นี่ล่ะตอนสุดท้ายของอสุภะ เราจะได้เห็นชัดเจน ตั้งตรงนี้
เราไม่มีเจตนานะ ตั้งไว้ในปัจจุบัน ไม่มีเจตนาทําลาย ไม่มีเจตนาที่จะดึงเข้ามาและที่จะไสออกไป ทางซ้ายทางขวา ข้างหน้าข้างหลัง ให้มันอยู่อย่างนั้นก่อน เราอย่าไปตกแต่งนะ นี่จุดสําคัญอยู่ตรงนี้ ตกแต่งเป็นความผิดนะ ให้มันเป็นในหลักธรรมชาติเอง เอ้า ! เอาตั้งไว้ตรงนั้นแหละเมื่อตั้งไว้ไม่ทําลาย เอาอยู่อย่างนั้น มันอยู่อย่างนั้น อยู่จนถึงกาลอันควร เมื่อมันยังไม่เคลื่อนไหวไปไหนแล้ว เอา ! ทําลายเสียก่อนพิจารณาอีกๆ นะ พอสมควรแล้วเอามาตั้งอีก นี่ล่ะที่จะฝึกซ้อมหาต้นตอของราคะตัณหา มันจะเกิดนี้ อันนี้ผมพูดยากนะ ถ้าพูดหมู่เพื่อนจะจับ ให้มันเป็นเอง เพราะฉะนั้นจึงเปิดประตูให้เข้าเอง นี่ล่ะประตูที่จะสังหารราคะตัณหาตรงนี้เอง เอ้า ! ตั้งไว้ตรงนั้น เราไม่ต้องไปดึงเข้ามา ไม่ต้องไสออกไปข้างนอก ไม่ต้องให้เอียงหน้าเอียงหลัง คือตั้งไว้อย่างนั้นเป็นหลักธรรมชาติ ฟังว่าแต่หลักธรรมชาติ ให้มันเป็นโดยหลักธรรมชาติของมัน แล้วให้เพ่งดู เอ้า ! ว่ามันจะเคลื่อนย้ายไปไหนอสุภะอันนี้น่ะ
เราพิจารณามาพอแล้ว ให้แตกทําลายก็พอ ทีนี้ไม่ให้ทําลายแล้วจะดูมัน เอ้า ! ตั้งไว้นั้นแหละ มันจะเป็นอย่างไร ให้เป็นเอง ให้เห็นประจักษ์ โดยไม่ต้องถามใครนะ เป็น สนฺทิฏฺฐิโกจะบอกตัวเอง ถ้าหากว่ามันยังไม่เคลื่อนย้ายไปไหน ให้อยู่มันก็อยู่ แสดงว่ายังไม่พอ การพิจารณาอสุภะของเรายังไม่พอ ฝึกซ้อมใหม่ เอ้า ! ทีนี้ทําลายเสีย จะทําลายก็ทําลาย แล้วพิจารณาต่อไปอีกอย่างนั้นแหละ ตั้งขึ้นแล้วทําลายในนั้นและเอามาตั้งอีกทดสอบกันอีก เมื่อมันพอแล้วไม่บอกล่ะนะ อันนี้ผมจะไม่บอก ให้ตั้งไว้นั้น อันที่ตั้งนั่นล่ะ มันจะมาสอนเราเอง เรื่องราคะตัณหา มันจะบอกในตัวเอง เห็นโทษของตัวเองที่ไปหมายมั่นปั้นมือ เอาอันไหนๆ มันจะรู้ขึ้นในปัจจุบัน โดยไม่ต้องถามใคร
นี่ล่ะหลักถอนราคะ ไม่ใช่ว่าถอนด้วยอสุภะนั้นอสุภะนี้อะไรนะ มันถอนด้วยตรงนี้ เอาตรงนี้มาตั้งจุดสุดท้าย มันจะอยู่จุดนี้ กําหนดให้ดี เอ้า ! มันจะออกจะเข้า ให้มันเป็นเองของมัน นี่ล่ะตอนสําคัญ ผมบอกเพียงจุดเดียวนี้นะ ให้เอาอย่างนี้มาพิจารณา มันจะเข้าสู่หัวใจของเรา นี่ล่ะเป็นผู้ตัดสินมันเรื่องราคะ อ๋อ ! อย่างนี้เอง โห ! ราคะเป็นอย่างนี้เอง อันนั้นเป็นนั้น อันนี้เป็นนี้ เราหลงเงาลืมเงา นี่จับตัวจริงได้แล้ว ทีนี้พอผ่าน เราพูดเอาตอนผ่านเลย ตอนที่ปฏิบัติหน้าที่เรื่องราคะกับอสุภะอันนี้พูดเพียงแค่นี้ก่อน ไม่พูดให้มากไปกว่านี้ ให้ผู้ปฏิบัติกําหนดเอานี้เองนะ เราจะพูดเรื่องทางผ่านต่อไปนะ
ทีนี้พอมันหมดจังหวะ อสุภะนี้หมดจังหวะแล้ว ให้เราตั้งอันนี้แหละ ตั้งอสุภะขึ้นมา ที่เราเคยได้เหตุได้ผลประจักษ์หัวใจแล้ว ตั้งครั้งนี้ฝึกซ้อม เอ้า ! ฝึกซ้อม เอาอันนี้เป็นหินลับปัญญาเลย ฝึกซ้อมเรื่อย มันจะละเอียดเข้าไปๆ ตั้งขึ้นแล้วกําหนดนี้ปั๊บ เข้าปุ๊บๆๆ ต่อไปก็ค่อยเร็วเข้าๆ สุดท้ายหมด นี่แหละเรียกว่าฝึกซ้อม สติปัญญาจากนี้ไปแล้วจะเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ส่วนสติปัญญาพิจารณาทางอสุภะอสุภังนี้ยังไม่เป็นอัตโนมัตินะ มันเป็นชุลมุนวุ่นวาย จะเรียกว่าอัตโนมัติยังไม่ได้ พอผ่านอันนี้ไปแล้วที่นี่ มันอาศัยอันนี้ล่ะเป็นเครื่องฝึกซ้อม แล้วจะเป็นอัตโนมัติหมุนเรื่อยๆๆ
นี่ล่ะ พระอนาคามี ที่ท่านถึงจุดนี้แล้ว ท่านจึงว่าไม่กลับมาเกิดอีก จะเกิดได้อย่างไรก็มันรู้ชัดๆ ก็มีแต่ฝึกซ้อมให้มันเลื่อนขึ้นละเอียดเข้าไปๆ นี่ล่ะ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา คือการฝึกซ้อมจิตอันนี้เอง มันจะละเอียดเข้าไปๆ ควรขั้นไหนๆ มันจะรู้ของมันเองเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงสุดท้ายของมันถึงเรื่องอันนี้หมด เรื่องวิธีฝึกซ้อมอะไรมันหมด นี่ก็จะบอกอีกเหมือนกัน จนกระทั่งอวิชชา ถึงขั้นสุดท้ายแล้วก็ลงในอวิชชาขาดสะบั้นไปแล้วนี้จ้าไปหมดเลย ถึงขั้นไหนล่ะที่นี่
นี่ล่ะเรื่องวิธีปฏิบัติให้ท่านทั้งหลายจําเอานะ ผมพูดมาตามลําดับลําดาแห่งภาคปฏิบัติที่ตัวเองได้ปฏิบัติมาแล้วหายสงสัยเป็นลําดับลําดา เป็นแบบฉบับแก่การสอนผู้อื่นได้โดยไม่สงสัยเลย เพราะเราปฏิบัติมาอย่างนี้ เป็นผลประจักษ์กับเรามาโดยลําดับลําดาหาสงสัยไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงกล้าที่จะนํามาสั่งสอนหมู่เพื่อนด้วยความแน่ใจไม่สงสัย นี่ล่ะเรื่องอสุภะสําคัญมากนะ ขอให้ท่านทั้งหลายใช้เรื่องอสุภะอสุภังให้มาก กามราคะอยู่จุดนี้นะ ต้องใช้อันนี้ให้มาก กามราคะนี้จะค่อยลดลงๆ พอลืมหูลืมตาได้ ถึงมันยังไม่ขาดก็ลืมหูลืมตาได้ จนกระทั่งถึงจุดมันขาด มันก็รู้เอง ให้เอาอันนี้หนัก จากนั้นไปก็ก้าวเข้าสู่สติปัญญาอัตโนมัติ จากสติปัญญาอัตโนมัติแล้วมหาสติมหาปัญญาเชื่อมโยงถึงกัน อันนี้ไหลไปเลย นี่ล่ะภาคปฏิบัติ
พ.ศ. ๒๔๙๒ ทดสอบกามราคะด้วยวิธีต่างๆ (บรรลุอนาคามี)
หลวงปู่มั่นท่านว่า “การแก้จิตใจ มันลําบากมากนะ ไม่รู้แก้ไม่ได้นะ” ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลังจากที่ท่านแก้จิตองค์หลวงตาพระมหาบัวต่อเนื่อง ๒ วาระ คือ แก้ติดสมาธิ ๕ ปี หรือที่องค์หลวงตาฯ หลงว่าเป็นนิพพาน ท่านว่า “สุขในสมาธิเหมือนเนื้อติดฟัน” และแก้การออกพิจารณาทางด้านปัญญาโดยไม่ได้พักในสมาธิ ท่านก็ว่า “หลงสังขาร” ในปีนี้เองเมื่อองค์หลวงตาฯ ได้ออกพิจารณาอสุภะ ได้ทําลายกามราคะ โดยดําเนินตามหลักสมถ – วิปัสสนากรรมฐานควบคู่กันแล้ว ท่านก็ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสาม เป็นพระอนาคามี ดังนี้
“ตอนอสุภะนี่สําคัญอยู่มากนะ สําคัญมากจริงๆ พิจารณาอสุภะนี่มันคล่องแคล่วแกล้วกล้ามองดูอะไรทะลุไปหมดไม่ว่าจะหญิง จะชาย จะหนุ่มสาวขนาดไหน เอ้า ! พูดให้เต็มตามความจริงที่จิตมันกล้าหาญน่ะ ไม่ต้องให้มีผู้หญิงเฒ่าๆ แก่ๆ ล่ะ ให้มีแต่หญิงสาวๆ เต็มอยู่ในชุมนุมนั้นน่ะเราสามารถจะเดินบุกเข้าไปในที่นั่น โดยไม่มีราคะตัณหาอันใดแสดงขึ้นมาได้เลย นั่นความอาจหาญของจิต เพราะอสุภะ มองดูคนมีแต่หนังห่อกระดูก มีแต่เนื้อหนังแดงโร่ไปหมดน่ะ ไม่เห็นความสวยความงามที่ไหน เพราะอํานาจของอสุภะมันแรง มองดูรูปไหน มันก็เป็นแบบนั้นหมด แล้วมันจะเอาความสวยงามมาจากไหน พอให้กําหนัดยินดี เพราะฉะนั้นมันจึงกล้าเดินบุก เอ้า ! ผู้หญิงสาวๆ สวยๆ นั้นแหละไปได้อย่างสบายเลย คราวมันกล้าหมายถึงมันกล้า ความกล้านี่ก็ถูกทาง แต่ก็เมื่อมันผ่านไปแล้ว มันก็เรียกว่า ความกล้านี่มันก็บ้าอันหนึ่งเหมือนกัน แต่ตอนเดินดําเนินทางนี้ก็เรียกว่าถูก
การพิจารณาอสุภะอสุภัง พิจารณาไปจนกระทั่งราคะนี้ไม่ปรากฏเลย ค่อยหมดไปๆ และหมดไปเอาเฉยๆ ไม่ได้บอกเหตุบอกผล บอกกาล บอกเวลา บอกสถานที่เลยว่า ราคะความกําหนัดยินดีในรูปหญิงรูปชายนี้ได้หมดไปแล้วตั้งแต่ขณะนั้น เวลานั้น สถานที่นั้นไม่บอก จึงต้องมาวินิจฉัยกันอีก ความหมดไปๆ เฉยๆ นี่ไม่เอา คือ จิตไม่ยอมรับ ถ้าหมดตรงไหน ก็ต้องบอกว่าหมดสิ ให้รู้ชัดว่า หมดเพราะเหตุนั้น หมดในขณะนั้น หมดในสถานที่นั้น ต้องบอกเป็นขณะให้รู้ซิ ฉะนั้นจิตต้องย้อนกลับมาพิจารณาหาอุบายวิธีต่างๆ เพื่อแก้ไขกันอีก เมื่อหมดจริงๆ มันทําไมไม่ปรากฏชัดว่าหมดไปในขณะนั้นขณะนี้นะ พอมองเห็นรูป มันทะลุไปเลย เป็นเนื้อ เป็นกระดูกไปหมดในร่างกายนั่น ไม่เป็นหญิงสวย หญิงงาม คนสวยคนงามเลย เพราะอํานาจของอสุภะมีกําลังแรง เห็นเป็นกองกระดูกไปหมด มันจะเอาอะไรไปกําหนัดยินดีเล่าในเวลาจิตเป็นเช่นนั้น
ทีนี้ก็หาอุบายพลิกใหม่ว่า “ราคะนี้มันสิ้นไปจนไม่มีอะไรเหลือนั้น มันสิ้นในขณะใด ด้วยอุบายใด? ทําไมไม่แสดงบอกให้ชัดเจน” จึงพิจารณาพลิกใหม่ คราวนี้เอาสุภะเข้ามาบังคับ แก้อันที่ว่าอสุภะที่มีแต่ร่างกระดูกนั้นออก เอาหนังหุ้มห่อให้สวยให้งามบังคับนะ ไม่งั้นมันทะลุทันทีนะ เพราะมันชํานาญนี่ บังคับหนังหุ้มกระดูกให้สวยให้งาม ให้ติดแนบกับตัวเอง นี่วิธีพิจารณาของเรา เดินจงกรมก็ให้ความสวยความงามอันนั้นน่ะ รูปอันนั้นน่ะติดแนบกับตัว ติดกับตัวไปอย่างนั้น เอ้า ! มันจะนานสักเท่าไร หากมันมีอยู่ มันจะต้องแสดงขึ้นมา ถ้ามันไม่มีก็ให้รู้ว่าไม่มี เอาวิธีการนี้มาปฏิบัติได้ ๔ วันเต็มๆ นะ ที่มันไม่แสดงความกําหนัดขึ้นมาเลย ทั้งๆ ที่รูปนี้สวยงามที่สุด น่ารักใคร่ชอบใจที่สุด มันก็ไม่แสดง มันคอยแต่จะหยั่งเข้ากระดูก หนังห่อกระดูก บังคับไว้อยู่กับผิวหนังนี่
พอถึงคืนที่ ๔ นํ้าตาร่วงออกมาบอกว่า ยอมแล้ว ไม่เอาคือไม่ยินดีนะ มันบอกมันยอมแล้ว ยอมอะไร? ถ้ายอมว่าสิ้นก็ให้รู้ว่าสิ้นซิ ยอมอย่างนี้ไม่เอา ยอมนี้ยอมมีเล่ห์เหลี่ยม เราไม่เอา ! กําหนดไปกําหนด กําหนดทุกแง่ทุกมุมนะ แง่ไหนมุมใดที่มันจะเกิดความกําหนัด เพื่อจะรู้ว่ามันขึ้นขณะไหน ความกําหนัดนี่เราจะจับเอาตัวนั้นตัวแสดงออกมานั้น พอดึกเข้าไป ดึกเข้าไป กําหนดเข้าไป ไม่พิจารณาอสุภะนะตอนนั้น พิจารณาแต่สุภะอย่างเดียวเท่านั้น ๔ วันเต็มๆ คือเราจะหาอุบายทดสอบมัน
พอสัก ๓ – ๔ ทุ่มล่วงไปแล้วในคืนที่ ๔ มันก็มียุบยับเป็นลักษณะเหมือนจะกําหนัดในรูปที่สวยๆ งามๆ ที่เรากําหนดมาติดแนบกับตัวเรา เนี่ยมันยุบยับ หือ ชอบกล แน่ะ ! มันทันนะ เพราะสติมันมีอยู่ตลอดเวลา นี่จะกําหนดเสริมขึ้นเรื่อยๆ เอ้า ! กําหนดเสริมขึ้น มันก็มีลักษณะยุบยับๆ นั่นเห็นไหม นั่น ! จับเจ้าของได้แล้วนะ เห็นไหม มันสิ้นได้ยังไง ถ้าสิ้นทําไมจึงต้องเป็นอย่างนี้
ที่นี่ยังไม่หมด แล้วจะปฏิบัติยังไง ก็ต้องปฏิบัติสับเปลี่ยนกัน พอเรากําหนดไปทางอสุภะนี้มันพรึบเดียวเลยนะ มันเร็วที่สุดเพราะมันความชํานาญ พอกําหนดเรื่องอสุภะนี่มันเป็นกองกระดูกไปหมดทันที แล้วกําหนดสุภะความสวยงามขึ้นมาแทนที่ เอ้า ! เอาอย่างนั้น นี่ก็เป็นเวลานาน เพราะทางเราไม่เคยเดิน เราไม่เข้าใจก็ต้องได้ทดสอบด้วยวิธีต่างๆ จนเป็นที่แน่ใจ จึงจะตัดสินใจลงทางใดทางหนึ่งได้
ทีนี้วาระสุดท้ายนะเวลามันจะได้ความ ก็นั่งกําหนดอสุภะไว้ตรงนี้ จิตกําหนดไว้ให้มันตั้งอยู่อย่างงั้นน่ะ อสุภะตั้งอยู่ตรงนั้น ตอนนั้นไม่เป็นสุภะนะ ตั้งเป็นอสุภะ แต่ไม่ให้มันทําลาย คือตั้งให้มันคงที่ของมันอยู่นั้นล่ะ มันจะเป็นหนังห่อกระดูก หรือหนังออกหมดเหลือแต่กระดูก กองกระดูกก็ให้มันรู้อยู่ตรงนั้นแล้วจิตเพ่งดูด้วยความมีสติจดจ่อ อยากรู้ อยากเห็นความจริงจากอสุภะนั้นว่า “เอ้า ! ดูเอามันจะไปไหนมาไหน กองอสุภะกองนี้จะเคลื่อนหรือเปลี่ยนตัวไปไหนมาไหน เอ้าๆ ดูเพ่ง คือเพ่งยังไง มันก็อยู่อย่างนั้นล่ะ เพราะความชํานาญของจิต ไม่ให้ทําลาย มันก็ไม่ทํา”
เราบังคับไม่ให้มันทําลาย ถ้ากําหนดทําลาย มันก็ทําลายให้พังทลายไปในทันทีนะ เพราะความเร็วของปัญญา แต่นี่เราไม่ให้ทําลาย ให้ตั้งอยู่ตรงหน้านั้น เพื่อการฝึกซ้อมทดสอบกันหาความจริงอันเป็นที่แน่ใจ พอกําหนดตรงนั้น กําหนดเข้าไปๆ ปรากฏว่า อสุภะที่ตั้งอยู่เนี่ยมันถูกจิตกลืนเข้ามาๆ อมเข้ามาๆๆ ตรงนี้ เลยเป็นจิตเสียเองเป็นตัวอสุภะนั้นน่ะ จิตตัวไปกําหนดที่ว่าอสุภะเนี่ย มันกลืนเข้ามาๆ เลยมาเป็นตัวจิตเสียเองไปเป็น สุภะ และ อสุภะ หลอกตัวเอง จิตก็ปล่อยพัวะทันที ปล่อยอสุภะข้างนอกว่าเข้าใจแล้วที่นี่ เพราะมันขาดจากกันมันต้องอย่างนี้ซิ “นี่มันเป็นเรื่องของจิตต่างหากไปวาดภาพหลอกตัวเอง ตื่นเงาตัวเอง อันนั้นเขาไม่ใช่ราคะ อันนั้นไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่โมหะ ตัวจิตนี้ต่างหากเป็นตัวราคะ โทสะ โมหะ””
จิตขั้นพระอนาคามี ความเพียรเป็นอัตโนมัติ
ความเพียรมีทุกอิริยาบถ แม้นอนอยู่ก็มี เว้นแต่ขณะหลับ นี่เรียกว่าความเพียรเป็นอัตโนมัติ หมุนตัวไปเอง หมุนไปเองเรื่อย ความเพียรประเภทนี้จะเป็นตั้งแต่ขั้นอนาคามีไป ขั้นพระอนาคามีเริ่มความเพียรเป็นอัตโนมัติ แล้วเร็วเข้าๆ ละเอียดเข้าเรื่อยๆ จนพุ่งถึงนิพพาน นี่ล่ะธรรมะพระพุทธเจ้าที่สอนว่ายังไง ให้เป็นกับผู้ขึ้นเวทีซิ จะค้านท่านได้ยังไง จึงว่าธรรมะสดๆ ร้อนๆสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว พระองค์ตรัสไว้ยังไง พอขึ้นเวทีรับกันปั๊บ มันเข้ากันได้ทันทีๆ ยอมรับๆ ของอันเดียวกัน ดังพระโสณะเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก จะเอาอะไรไปวัด ใครจะไปคาด
อย่างเรานี้ เราก็บอก เราไม่เชื่อ อยู่ๆ บังคับบัญชาตัวเองให้เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกนี้เป็นไปไม่ได้ ลงแค่นั้นล่ะนะ ตอนเวลามาเป็นในตัวของเราเองนี่ เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกเป็นยังไงก็เคยเล่าให้ฟังแล้วนั่นล่ะ คือมันหมุนตลอด ถ้าลงได้ลงทางจงกรมลืมวันลืมคืนปีเดือนมีแต่กิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่เป็นวงในตลอด ความเพียรตลอดนี่เรียกว่า ความเพียรอัตโนมัติ
ขั้นอนาคาฯ ความเพียรเป็นอัตโนมัติ ท่านเหล่านี้จะไม่ลง ขึ้นเรื่อย ทีนี้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ พวกอนาคามีนี้จะไปอยู่ชั้นสุทธาวาส ชั้นสุทธาวาสมี ๕ ชั้น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา นี่เป็นพรหมโลก ๕ ชั้น เป็นที่อยู่ของพระอนาคามี ๕ ชั้นนี้ นอกนั้นยังกลับมาเกิดนะ ส่วน ๕ ชั้นนี้ไม่เกิด พุ่งเลย เคลื่อนจากอวิหาก็อตัปปา สุทัสสา เคลื่อนเข้าสุทัสสี ถึงอกนิฏฐาผ่านนิพพานเลย เวลาขึ้นเวทีแล้วมันสดๆ ร้อนๆ นะที่ท่านแสดงไว้นี้ มันจืดมันชืดตั้งแต่ที่เรามีแต่เรียนเป็นหนอนแทะกระดาษ ไม่ได้สนใจมาปฏิบัติ ผลก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อผลไม่เกิดแล้วจะเอาอะไรเป็นเครื่องเทียบเคียงกัน
พระพุทธเจ้าท่านทรงปฏิบัติรู้ ผลมันก็รับกันทันทีๆ นี่ล่ะขั้นอนาคามีเป็นขั้นที่ไม่กลับมา หากเป็นเองอยู่ในนั้น สดๆ ร้อนๆ นะ พอเข้านี้ปั๊บ มันเข้ากันได้เลย นี่พระพุทธเจ้าแสดงไว้แล้วทั้งนั้น แน่ะเห็นไหมล่ะ เราไม่รู้แต่ก่อน เวลามันรู้เข้าไปปั๊บยอมรับๆ เรื่อยไปเลย อนาคามีเป็นความเพียรที่อัตโนมัติ มีแต่หมุนขึ้นเรื่อยๆ หมุนเข้าไป ละเอียดเข้าไปๆ เรื่อยๆ ถ้าหากว่าภูมิยังอยู่นี้ตายเสียก็อยู่ภูมินี้ แล้วก็เลื่อนขึ้นสู่ภูมินั้นๆ แต่อยู่ในภูมิจิตของพระอนาคามีนั้นแหละ จะไม่อยู่เหมือนอัตภาพเรา ตายแล้วไปเกิดที่นั่น อยู่ที่นั่นเสียก่อนเท่านั้นปีแล้วค่อยกลับมาอีก ไม่เป็น
ภูมิจิตนี้ไปอยู่ในอัตภาพนี้แตกลงไปแล้ว จิตนี้จะอยู่ในอันนี้ อยู่ในนั้นก็ตามจิตนี้จะหมุนตัวเองตลอดเวลาแล้วเคลื่อนเรื่อยขึ้นไป อัตภาพร่างกายที่เป็นส่วนหยาบ ทิ้งมันเสีย ว่าไปเกิดสุทธาวาส ๕ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่งไม่พูด บอกว่าสุทธาวาส แต่เวลาความจริงแล้วผู้ได้อนาคามีชั้นที่หนึ่ง เรียกว่าอันดับแรกก่อน เช่น สอบได้ ๕๐% พอได้ ๕๐% ตายแล้วไปอยู่สุทธาวาส ๕๐% นี้เสียก่อน แล้วจากสุทธาวาส จิตนี้จะไม่อยู่ในอัตภาพนะ จิตนี้จะเลื่อนเจ้าของเรื่อย หมุนขึ้นเรื่อยๆ สุทธาวาสก็มี อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี หมุนเรื่อยๆ เป็นอัตโนมัติจนกระทั่งถึงอกนิฏฐาสุดท้าย แล้วก้าวเข้าสู่นิพพานสดๆ ร้อนๆ ธรรมะพระพุทธเจ้า
เราพูดตามตํารับตํารา ท่านพูดจริงขนาดไหนก็ตามเถอะ หัวใจปลอมเสียอย่างเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความหมายในหัวใจนี้ เพราะใจดวงนี้ไม่มีความหมาย พอจิตรับกัน เฉพาะอย่างยิ่งภาคปฏิบัตินี้รับกันได้ทันทีๆ สดๆ ร้อนๆ อย่างที่ว่าอนาคามี เป็นไปอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น หมุนเรื่อย นี่จิตขั้นพระอนาคามี
ภาค ๑๐ ท่านสู่พระนิพพาน เราสู่ธรรมขั้นสุดท้าย
จิตว่าง (กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๒)
องค์หลวงตาฯ อวิชชาขาดสะบั้นลงจากใจวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ องค์ท่านหลงอวิชชาอยู่ ๘ เดือน เมื่อนับย้อนถอยไป ดังนั้น ตอนจิตว่างขององค์ท่าน จึงเกิดในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ดังนี้
“ทีนี้พอจิตรู้เรื่องนี้ชัดเจนแล้ว จิตก็ถอนตัวจากอันนั้นมาสู่ภายใน พอจิตแย็บออกไปมันก็รู้ว่า ตัวนี้ออกไปแสดงต่างหาก ทีนี้ภาพอสุภะนั้นมันก็เลยมาปรากฏอยู่ภายในจิตโดยเฉพาะ กําหนดอยู่ภายใน พิจารณาอยู่ภายในจิต ทีนี้มันไม่เป็นความกําหนัดอย่างนั้นน่ะซิ มันผิดกันมาก เรื่องความกําหนัดแบบโลกๆ มันหมดไปแล้ว มันเข้าใจชัดว่า มันต้องขาดจากกันอย่างนี้ คือมันตัดสินกันแล้ว เข้าใจแล้ว ทีนี้ก็มาเป็นภาพปรากฏอยู่ภายในจิต ก็กําหนดอยู่ภายในนั้น พอกําหนดอยู่ภายใน มันก็ทราบชัดอีกว่า ภาพภายในนี้ก็คือเกิดจากจิตน่ะ มันดับ มันก็ดับไปที่นี่ มันไม่ดับไปที่ไหน พอกําหนดขึ้นมันดับไป พอกําหนดไม่นาน มันก็ดับไป ต่อไปมันก็เหมือนฟ้าแลบนั่นเอง
พอกําหนดพับขึ้นมาเป็นภาพก็ดับไปพร้อม ดับไปพร้อม เลยจะขยายให้เป็นสุภะ อสุภะอะไรไม่ได้ เพราะความรวดเร็วของความเกิดดับ พอปรากฏขึ้นพับก็ดับพร้อมๆ ต่อจากนั้นนิมิตภายในจิตก็หมดไป จิตก็กลายเป็นจิตว่างไปเลย
ส่วนอสุภะภายนอกนั้นหมดปัญหาไปก่อนหน้านี้แล้ว เข้าใจแล้วตั้งแต่ขณะที่มันกลืนตัวเข้ามาสู่จิต มันก็ปล่อยอสุภะข้างนอกทันทีเลย รูป เสียง กลิ่น รส อะไรข้างนอก มันปล่อยไปหมด เพราะอันนี้ไปหลอกต่างหากนี่ เมื่อเข้าใจตัวนี้ชัดแล้ว อันนั้นไม่มีปัญหาอะไร มันเข้าใจทันทีและปล่อยวางภายนอกโดยสิ้นเชิง
หลังจากภาพภายในดับไปหมดแล้ว จิตก็ว่าง ว่างหมดที่นี่ กําหนดดูอะไรก็ว่างหมด มองดูต้นไม้ ภูเขา ตึกรามบ้านช่องเห็นเป็นเพียงรางๆ เป็นเงาๆ ส่วนใหญ่ คือ จิตนี้มันทะลุไปหมด ว่างไปหมด แม้แต่มองดูร่างกายตัวเอง มันก็เห็นแต่พอเป็นเงาๆ ส่วนจิตแท้มันทะลุไปหมด ว่างไปหมด ถึงกับออกอุทานในใจว่า โอ้โฮ ! จิตนี้ว่างถึงขนาดนี้เชียวนา ว่างตลอดเวลา ไม่มีอะไรเข้าผ่านในจิตเลย ถึงมันจะว่างอย่างนั้น มันก็ปรุงภาพเป็นเครื่องฝึกซ้อมอยู่เหมือนกันนะ เราจะปรุงภาพใดก็แล้วแต่เถอะ เป็นเครื่องฝึกซ้อมจิตใจให้มีความว่างชํ่าชองเข้าไป จนกระทั่งแย็บเดียวว่าง แย็บเดียวว่าง พอปรุงขึ้นแย็บเท่านั้น มันก็ว่างพร้อม ว่างพร้อมไปหมด
ตอนนี้แหละตอนที่จิตว่างเต็มที่ ความรู้อันนี้จะเด่นเต็มที่ที่นี่ คือ รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี มันรู้รอบหมดแล้ว มันปล่อยของมันหมดไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่ความรู้อันเดียว มันมีความปฏิพัทธ์ มันมีความสัมผัสสัมพันธ์อ้อยอิ่งอยู่อย่างละเอียดสุขุมมาก ยากจะอธิบายให้ตรงกับความจริงได้ มันมีความดูดดื่มอยู่กับความรู้อันนี้อย่างเดียว พออาการใดๆ เกิดขึ้นพับ มันก็ดับพร้อม มันดูอยู่นี่
สติปัญญาขั้นนี้ ถ้าครั้งพุทธกาล ท่านก็เรียก “มหาสติมหาปัญญา” แต่สมัยทุกวันนี้ เราไม่อาจเอื้อมพูด เราพูดว่าสติปัญญาอัตโนมัติ ก็พอตัวแล้วกับที่เราใช้อยู่ มันเหมาะสมกันอยู่แล้วไม่จําเป็นจะต้องให้ชื่อให้นามสูงยิ่งไปกว่านั้น มันก็ไม่พ้นจากความจริงซึ่งเป็นอยู่นี้เลย จิตดวงนี้ถึงได้เด่น ความเด่นอันนี้ มันทําให้สว่างไปหมด นี่ล่ะขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ พอจากนี้หมุนเข้าไป ละเอียดลออเข้าไปๆ แล้วก็เชื่อมโยงถึงมหาสติมหาปัญญา เพียงขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้ก็ไม่มีเผลอแล้ว จิตจะเผลอ สติสตังเผลอไม่มีแล้ว พอก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา นอกจากไม่เผลอแล้วยังละเอียดลออซึมซาบไปหมดเลย สติปัญญาอัตโนมัตินี้ยังเป็นคลื่นๆ ถ้าทํางานก็เหมือนเขาฟักลาบ ยําลาบ ถึงจะยําถี่ยิบขนาดไหน มันก็เป็นคลื่นแห่งการยําลาบอยู่นั้นแหละ ทีนี้พอก้าวจากสติปัญญาอัตโนมัตินี้เข้าไปสู่มหาสติมหาปัญญา ทีนี้ราบรื่นไปเลย ซึมซาบ ฆ่ากิเลสก็ซึมซาบ อะไรซึมซาบทั้งหมดไปตามๆ กันนี่เรียกว่า มหาสติมหาปัญญา”
รู้สึกจะหมดหวัง (ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๒)
พอมาถึงพรรษา ๑๖ เอ้า ! สรุปเลย พอพรรษา ๑๖ ล่วงแล้วตอนนั้นปัญญาเป็นธรรมจักรอยู่นะ พรรษา ๑๖ ในพรรษามันเป็นธรรมจักรอยู่แล้วนี่ เร่งเต็มที่ ในขณะนั้นเรื่องความเพียรเป็นอัตโนมัติแล้วล่ะ สติปัญญาในขั้นนั้น จนกระทั่งออกพรรษา พอออกพรรษาปั๊บในวันนั้น มันไม่สําเร็จนี่ ทําไมเรื่องนิมิตที่มาบอกมาแสดงเหตุให้เราเห็นว่า ๙ ปีสําเร็จนั้น เราก็คาดมาแล้วหนหนึ่งมันผิด คาดหนที่สองนี้ก็ ๙ ปีในการออกปฏิบัติ ก็นี่ออกพรรษาแล้วในวันนี้ยังไม่เห็นสําเร็จเลย
แม้จิตจะละเอียดขนาดไหน ก็ยังมีกิเลสอยู่ จะเรียกสําเร็จได้ยังไง คําว่าสําเร็จในนิมิตนั้น บอกสําเร็จถึงที่สุดของธรรมนะ ไม่ใช่จะสําเร็จธรรมดาขั้นนั้นขั้นนี้ เอ๊ ! ทําไม ทีนี้ชักไม่แน่ใจ ไม่ใช่ เลยมีเพื่อน คําว่า เพื่อน นี่หมายถึง ผู้ฝากความคิดจิตใจ พึ่งเป็นพึ่งตายกันจริงๆ ไม่ใช่ไปเล่าให้พระฟังสุ่มสี่สุ่มห้านะ พระสุ่มสี่สุ่มห้าไม่รู้เรื่องอย่างนี้ ต้องผู้ปฏิบัติด้วยกัน เคยคุยกันมาแล้ว คือการเล่าให้เพื่อนฝูงฟังต้องเล่าให้เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติด้วยกันจริงๆ จังๆ นะ ไม่ใช่ตาสีตาสาก็เล่า โอ๋ย ! ไม่ได้ จิตดวงนี้ไม่มีเลย ไม่ให้ใครรู้ง่ายๆ ล่ะ ถ้าผู้หวังพึ่งเป็นพึ่งตายจริงๆ ก็อย่างที่ว่าล่ะ เล่าให้ท่านฟัง (หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ) ท่านก็แก้ปุ๊บเลย ได้มีพวกเดียวกันล่ะ แต่ท่านก็ดี อุบายท่านดีอยู่นะเรานั้นได้ยกบูชาอุบายของท่านจนกระทั่งป่านนี้ ผมไม่ลืมนะ
นิสัยผมไม่ค่อยลืมคุณใคร เรื่องเห็นบุญเห็นคุณคนนี้ ความกตัญญูนี้ เราชัดอยู่ในใจของเรา เนรคุณคนไม่เป็น เป็นนิสัยกตัญญูกตเวทีฝังใจจริงๆ ท่านองค์นี้ เราก็เล่าให้ท่าน คือเก็บมาได้ ๙ ปี อันนี้ไม่บอกใครเลย วันนั้นมันหมดหวัง ว่างั้นเลย นี่ผมจะเล่าให้ท่านฟังนะ “แหม ! ผมได้แบกอันนี้มาฝังไว้ภายในจิตนี้ได้ ๙ ปีแล้วนิมิตอันนี้ ผมจะเล่าเรื่องความเหลวไหลของผมให้ฟัง แต่ผมพูดเฉพาะท่านนะ ท่านอย่าไปพูดให้ใครฟัง ผมเก็บฝังไว้ในหัวใจนี่และเชื่อแน่ด้วยผมมันก็เหลวไหลเสีย จนต้องมาเล่าเรื่องความเหลวไหลให้ฟัง ความโกหกของผมให้ฟัง” “เอ้า ! เล่าซิเป็นไง” ก็เลยเล่าไปตามเรื่องนิมิต จนกระทั่งมาถึงพรรษา ๙ ที่ว่า ๙ ปีสําเร็จ นี่ก็ออกพรรษาแล้วในวันนี้ เดี๋ยวนี้มันยังไม่สิ้นนี่จะทํายังไง มันยังมีอยู่ละเอียดๆ มันรู้อยู่ชัดๆ นี่ยังไม่สิ้น ก็แสดงว่านิมิตโกหกอย่างชะมัดเลย “มันไม่ใช่อย่างนั้น” ท่านว่างั้นนะ ที่เราไม่ลืม
“คือคําว่า ๙ ปีสําเร็จนี้ ๙ ปีนี้ต้อง ๙ ปีตั้งแต่ออกพรรษานี้ไปชนพรรษาหน้าน่ะซี” ท่านว่าอย่างนี้นะ “นี้ยังเป็นโอกาสของ ๙ ปีอยู่ดีๆ เมื่อถึงเข้าพรรษาหน้าวันไหน ก็วันนั้นล่ะถึงจะหมดเขตของ ๙ ปีนี้” “อย่างนั้นหรือ” “ก็อย่างนั้นแหละ มันยังไม่หมดๆ อายุของ ๙ ปีนี้นะ เมื่อหมดก็นู้นนะ วันเข้าพรรษาวันไหน พรรษาที่ ๑๐ เมื่อไรแล้วของการปฏิบัตินี้ เมื่อไรแล้วนั้นแหละ จึงจะหมดอายุอันนี้ ถ้าจะตําหนิก็ตําหนิได้ เวลานี้ยังไม่ควรตําหนิ ยังอยู่ในเกณฑ์”ว่าอย่างนั้นนะ “หือ ! ว่างั้นหรือ” มีกําลังใจขึ้นอีก ทั้งๆ ที่ใจก็หมุนติ้วอยู่แล้วล่ะ มันก็มาเพิ่มกําลังใจอีก ฟาดเข้าอีก เอากันอย่างหนักเลย นิมิตแปลกดีนะ นิมิตอันนี้มีแปลกแต่ต้องได้ชม ถ้าลงนิมิตได้แสดงให้เห็นชัดๆ อย่างนั้น มันไม่ค่อยผิดค่อยพลาดเท่าไร
พระหนุ่มรู้ธรรมตามเราสององค์ – ถ้าเราตายให้รีบพากันเผา
พูดถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ ท่านพิจารณาไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ท่านสั่งเสียไว้หมดเลย ไม่คลาดไม่เคลื่อน ถูกต้องตามที่สั่งไว้ๆ ทุกอย่างเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ความรู้ภายในจิต ถ้าได้ลงทะลุถึงไหนแล้วแม่นยําๆ เลย เรายังมีสงสัยอยู่หน่อย คือค้นหาตอนท่านป่วยหนัก ท่านพูดเองนะ“ระยะเราตาย” ท่านว่างั้นนะ “ในระยะที่เราตายแล้ว ไม่ห่างไกลกันแหละ” โอ๊ย ! ฟังอย่างนั้นมันฟังถึงหัวตับนู่นน่ะ ก็ท่านพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านพูดเอง ท่านไม่ได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้านะ พูดอะไรแม่นยําๆ นี่ล่ะคําพูดนี้ที่ติดในหัวใจเรา
“เอ้อ ! เวลาเราจะตายคราวนี้ ก็ไม่เสียประโยชน์มากนัก ยังจะมีพระหนุ่มรู้ธรรมเห็นธรรมตามเราอยู่สององค์ ไล่เลี่ยกันไปนี้ล่ะ” ท่านว่า โอ๊ย ! นี่ยิ่งฝังลึก ฝังลึกมากทีเดียวเราไม่ลืมนะ เวลาได้เข้าไปหาท่านแล้ว อํานาจของธรรมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ และต่างองค์ก็ต่างมุ่งอรรถมุ่งธรรมอยู่แล้ว คอยที่จะฟังโอวาทคําสั่งสอน คําพูดของท่าน พูดออกมาคําใดๆ นี้เหมือนว่าเฉียบขาดๆ ไปเลย ไม่มีคลาดเคลื่อน แม่นยําๆ ตลอด อย่างที่ท่านว่า “มีพระหนุ่มรู้ตามเราอยู่สององค์ไล่เลี่ยกันนี่ล่ะ” ท่านว่า เราก็ไม่ลืม เป็นแต่เพียงว่าหายังไม่เจอ หาไปที่ไหนคนไหน ก็มีแต่แก่เข้าไปๆ หาพระหนุ่มเลยไม่ได้ เข้าใจไหม มันแก่ลงไปทุกวันๆ เลยไม่ทราบว่า องค์ไหนเป็นพระหนุ่ม ความรู้ของท่านละเอียดลออมาก คือคําพูดทั้งหลายนี่ ท่านไม่ได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้านะ จะรู้เรื่องของท่าน ใกล้ชิดติดพันเฉพาะองค์สององค์อยู่กับท่านเท่านั้นล่ะ
ในระยะที่หลวงปู่มั่นอาพาธหนักเข้าๆ นี้ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ก็ได้บันทึกไว้เช่นกันว่า
“ครั้นล่วงเวลามา ๒๔๙๒ ปวารณาออกพรรษาแล้ว องค์หลวงปู่ (หลวงปู่มั่น) ก็ชราพาธทวีเข้า พระอาจารย์มหา (องค์หลวงตาฯ) ก็ได้จัดพระเณรเปลี่ยนวาระเข้าเฝ้ารอบๆ ใต้ถุนและรอบกุฏิขององค์หลวงปู่ แต่ครูบา… ครูบา… และข้าพเจ้าไม่ได้เปลี่ยน เพราะได้ถูกนอนเฝ้าที่ข้างบนระเบียงกุฏิองค์ท่านและก็มีงานประจําตัวคนละกระทง ข้าพเจ้ามีงานประจําตัวรักษาไฟอั้งโล่และคอยชําระอาจมของหลวงปู่
วันหนึ่งตอนกลางวัน ประมาณสี่โมงเช้ากว่าๆ หลวงปู่องค์ท่านสั่งข้าพเจ้าว่า
“ถ้าเราตายรีบพากันเผาโดยด่วนเน้อ” ปรารภแบบเย็นๆ เบาๆ
“ถ้าเผาแล้ว จงส่งข่าวไปหาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์และญาติของเรา”
กล่าวสั้นๆ เบาๆ แล้ว องค์ท่านหลวงปู่ก็นิ่งภาวนานอน ไม่รู้จะกราบเรียนอย่างไร เพราะอ้ายกิเลสนํ้าตา มันออกมาแล้ว ทั้งเอี้ยวคอไปแลดูครูบาวัน ครูบาวันก็แลดูประสบสายตากัน แต่ต่างคนก็ต่างนิ่งอยู่เงียบๆ อีกสักครู่หลวงปู่องค์ท่านบอกเย็นๆ ว่า “เอาไฟไปดับเสีย เพราะร้อนบ้างแล้ว พากันไปพัก จะอยู่องค์เดียวไปสักพักก่อน” แล้วก็พากันเก็บสิ่งของเงียบๆ ไม่ให้กระเทือน ก๊อกๆ แก๊กๆ กราบแล้วก็พากันลงมาพร้อมกัน ครูบาวันก็ขึ้นกุฏิของท่าน ส่วนข้าพเจ้ายังไม่ขึ้นกุฏิของตน ทอดสายตาแลดูกุฏิของพระอาจารย์มหา (บัว) เห็นองค์ท่านพักอยู่ธรรมดา ก็ขึ้นไปกราบองค์ท่าน พร้อมทั้งประนมมือขอโอกาสกราบเรียนว่า
“วันนี้องค์หลวงปู่กล่าวว่า “ถ้าเราตายรีบพากันเผาโดยด่วนเน้อ” ปรารภแบบเย็นๆ เบาๆ “ถ้าเผาแล้ว จงส่งข่าวไปหาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์และญาติของเรา” แล้วองค์หลวงปู่ก็นิ่งภาวนานอน พออีกสักครู่ก็บอกให้เอาไฟออก เพราะร้อนแล้ว แล้วก็บอกให้พวกกระผมลง ว่าจะพักอยู่องค์เดียวสักพักก่อน ดังนี้ พวกกระผมเก็บของเรียบร้อยแล้วก็ลงมาพร้อมกันกับครูบาวัน กระผมก็ไม่ได้พูดกับครูบาวันอันใดเลย ต่างคนก็ต่างนิ่ง แต่มองดูหน้ากันอยู่เงียบๆ ขอรับ”
พระอาจารย์มหาถามว่า “ในเวลาองค์หลวงปู่สั่งนั้น คุณอยู่ที่ไหน” เรียนว่า “เฝ้าไฟอยู่ใกล้เตียงขององค์หลวงปู่ เพียงหัวเข่าหลวงปู่” องค์ท่านถามต่อไปว่า “ท่านวันอยู่ไกลใกล้ขนาดไหนและทําอะไรอยู่” เรียนว่า “ครูบาวันอยู่ห่างหลวงปู่ประมาณวากว่าๆ มีธุระเลือกยาอยู่เงียบๆ” องค์ท่านถามต่อไปอีกว่า “ท่านวันได้ยินหรือไม่” เรียนตอบว่า “ได้ยิน เพราะกระผมได้เอี้ยวคอคืนไปแลดูครูบาวัน ประสบตากันอยู่ ครูบาวันก็ไม่พูดอะไร กระผมก็ไม่พูดอะไร ต่างคนก็ต่างเงียบ แล้วการสั่งเสียขององค์หลวงปู่จะเป็นความจริงหรือประการใดขอรับ”
พระอาจารย์มหาตอบว่า “จริงทีเดียว” กราบเรียนว่า “ถ้าเป็นความจริง ไฉนจึงสั่งกระผมเป็นคําฝากไปหาครูบาวันในตัว เพราะครูบาวันนั่งอยู่ใกล้องค์หลวงปู่มากกว่ากระผม และกระผมเล่าก็เป็นผู้น้อยพรรษา และไฉนจึงไม่สั่งพระอาจารย์มหา ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่องค์สําคัญขอรับ” พระอาจารย์มหาตอบว่า “ไม่เป็นอย่างนั้นดอก เพราะองค์ท่านมองเห็นว่า พระองค์นี้เป็นพระอ่อนพรรษาก็จริง แต่แก่อายุ ทั้งยอมตัวเข้าใกล้เราด้วย ขณะนี้เราไม่ต้องการพูดมากหลายคํา ถ้าหากว่าเราพูดกับพระผู้ใหญ่ มันจะตอกเราหลายคํา เธอหากจะนําคําอันนี้ไปเล่าให้พระผู้ใหญ่ ฟังเอง เพราะเธอเป็นผู้สนใจอยู่แล้ว อันนี้เป็นเพียงเริ่มธรรมาสน์เฉยๆ ดอก หล้า พรุ่งนี้จะพูดดังกว่านี้ ให้คณะสงฆ์ได้ยินหมดล่ะ เผงๆ ทีเดียวล่ะ”
ครั้นเป็นวันใหม่ ฉันเสร็จแล้ว คณะสงฆ์ขึ้นไปมากจนหมดวัด องค์ท่าน (หลวงปู่มั่น) ก็ปรารภขึ้นดัง พร้อมทั้งบรรยายกว้างขวางออกไปละเอียดอย่างที่พระอาจารย์มหาทายไว้ไม่ผิดเลย องค์ท่านหลวงปู่บรรยายออกไปว่า
“ถ้าเอาเราไว้นานก็จุกจิกมาก ลูกๆ หลานๆ จะจุกๆ จิกๆ ขาดจากวิเวก จะมีแต่วิวุ่นและสัตว์ก็จะตายมาก และพระองค์เจ้าก็ ๗ วันเท่านั้นถวายพระเพลิง ถึงกระนั้น มัลลกษัตริย์เขาก็เอาไฟไปถวายพระเพลิงตั้งแต่วันที่ ๓ แล้ว แต่ไฟไม่ติดถึง ๓ ครั้ง เพราะเทวดาบันดาลไม่ให้ไฟติด เพราะคอยพระมหากัสสปะกําลังเดินทางมา พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ นี้เราเป็นขี้เล็บขี้เท้าของพระองค์เจ้า เก็บเราเอาไว้ก็คอยพระมหากัสสปะเหม็นเท่านั้น” ดังนี้ สั่งซํ้าๆ ซากๆ ด้วย
ผู้เขียนมิได้มีความสงสัยในองค์หลวงปู่ว่า จะมักใหญ่ใฝ่สูงในเรื่องฌาปนกิจอันใดเลย แม้แต่นิดเดียว เพราะได้เห็นด้วยตาเต็มตา เห็นด้วยใจเต็มใจ และพยานอันสําคัญก็คือพระอาจารย์เนียม ๑๘ พรรษา พระอาจารย์สอ ก็ ๙ พรรษา ๒ ศพปีเดียวกัน สิ้นลมปราณวันไหนก็เผาวันนั้นอีกด้วย ที่องค์หลวงปู่อยากจะเผาลูกศิษย์แบบหนึ่ง แล้วอยากจะให้ทําให้องค์ท่านแบบหนึ่งนั้น เป็นไม่มีเลย เป็นเรื่องผู้อยู่ข้างหลังต่างหากที่เอาไว้ช้า เพราะมีมติจะสร้างโบสถ์ไว้ให้เป็นปูชนียสถานทางวัตถุเพื่อให้ถึงใจแก่ประชาชนผู้หนักไปในทางวัตถุ พระฝ่ายปฏิบัติก็เลยกลายเป็นปัญหาโบสถ์มาจนทุกวันนี้ล่ะเอ๋ย”
เคลื่อนสู่ความจริง – อุปัฏฐากใกล้ชิดจนท่านนิพพาน
พอสุดท้าย ท่าน (หลวงปู่มั่น) ก็ชี้นิ้วเลยไปตายวัดสุทธาวาส ท่านชี้เลยนะ ที่ไหนๆ ท่านไม่เคยชี้ขาดเหมือนท่านจะไปตายวัดสุทธาวาส ท่านบอกอย่างนั้นล่ะ “ต้องเอาเราไปตายที่วัดสุทธาวาส” ท่านว่า วัดป่าสุทธาวาส คําว่า “ป่า” ป่าจริงๆ ไม่มีบ้านคนแม้หลังเดียว เขาเรียก “ดงบาก” จากวัดไปบิณฑบาตในจังหวัดสกลนคร สองกิโลฯ มีที่นั่นเท่านั้นที่บิณฑบาต นอกนั้นไม่มี บ้านผู้บ้านคนไม่มี มีแต่ดงแต่ป่าทั้งหมด นี่ก็เป็นองค์ท่านทั้งสอง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นล่ะไปสร้างที่นั่น ทีแรกก็ไม่ใหญ่โตแหละ ท่านไปอยู่ ท่านบําเพ็ญภาวนา
ตอนที่เราไป พ.ศ. ๒๔๘๔ ก็ยังไม่มีบ้านคน แถวนั้นไม่มีเลย เป็นดงจริงๆ เป็นป่าจริงๆวัดป่าสุทธาวาสเป็นป่าโดยสมบูรณ์ สมชื่อสมนาม กุฏิของพระก็กระต๊อบกระแต๊บนะ แต่ก่อนที่เราไป มีโรงฉันไม่ใหญ่โต เล็กน้อยทั้งนั้น พระก็เป็นพระกรรมฐานจริงๆ ทรงวัดป่าสุทธาวาสไว้ได้ดีตอนนั้น แล้ววัดป่าสุทธาวาสเลยกลายเป็นศูนย์กลางของพระกรรมฐาน องค์ไหนมาจากที่ไหนก็มาที่นั่นๆ เป็นที่รวม นั่นเพียง พ.ศ. ๒๔๘๔ ก็เป็นดงหมดแล้วแถวนั้น ไม่มีนะบ้านคน ไม่มีเลย มีแต่ป่ากับสนามบินกว้างๆ มีแต่วัวแต่ควาย เขาเอามาเลี้ยงเต็มไปหมด เดี๋ยวนี้มันเป็นสถานที่ราชการแล้ว หมดไม่มีเหลือ
นี่ล่ะท่านเป็นผู้สร้างเอง สร้างพอได้อยู่เท่านั้นล่ะ เรียกว่า สร้าง ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างล่ะ เห็นที่เหมาะสมที่นั่นก็ไปอยู่ ท่านไปอยู่ที่ไหนก็มีพระมีเณรมาก ครั้นต่อมาเลยขยาย เลยกลายเป็นวัดป่าสุทธาวาสไป เรายังทันเห็นซากของวัดป่าสุทธาวาสได้ดี เพราะไม่มีบ้านคนเลยแถวนั้น ดงทั้งนั้น ที่เป็นตึกรามบ้านช่องรอบวัดนั้น มีแต่ดงนะนั่น
พ่อแม่ครูจารย์มั่นตอนนั้นอยู่แถวสกลฯ ๘ ปี เราก็อยู่ที่แถวสกลฯ ๘ ปีเหมือนกัน คือเป็นจุดศูนย์กลาง ก็ได้แก่ พ่อแม่ครูจารย์มั่น ตอนนั้นท่านอยู่บ้านโคกนามน ท่านมาสมัยที่สอง สมัยแรกตั้งแต่สร้างวัดป่าสุทธาวาส แล้วท่านก็ไปหมดทุกแห่งทุกหน ภาคเหนือท่านไปอยู่มากนะ อยู่นานภาคเหนือ ทางเชียงใหม่ ท่านก็ไปบรรลุธรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่เรายังเสียใจที่เราลืม อัศจรรย์ธรรมของท่านที่บรรลุ เวลาท่านเล่าให้ฟัง การที่จะเล่าธรรมอย่างนั้น ท่านไม่ได้เล่าสุ่มสี่สุ่มห้านะ ต้องมีพระ พระต้องเป็นที่แน่ใจ ซึ่งควรจะรับธรรมของท่านได้ อยู่ทีละ ๓ องค์ ๔ องค์ นั่นล่ะท่านจะเล่า เรามันก็เป็นนิสัยซอกแซกมาตั้งแต่นู้นแหละ ซอกแซกถามนั้นถามนี้ ถามไประวังหน้าผากด้วย ก็จอมปราชญ์กับจอมโง่สนทนาธรรมกัน ถามท่านซอกแซกซิกแซ็กตลอดถึงเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ถามหมด ได้ความหมดเลย นั่นล่ะ จอมปราชญ์จอมธรรมอยู่นั่น
หลังจากท่านประกาศขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ที่วัดป่าหนองผือว่า เวลานี้เป็นกาลสุดท้ายของผมแล้วที่จะต้องตาย ซึ่งกําหนดไว้แล้ว ๘๐ ปี นี่เป็นคําพูดของท่านที่แสดงในท่ามกลางสงฆ์แห่งวัดป่าหนองผือ “นี่ถึงกาลเวลาแล้วที่ผมจะต้องตาย แต่การตายของผมนั้นจะไม่เหมือนคนทั่วๆ ไปตายกัน แต่จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อชีวิตจิตใจของสัตว์มากมาย เพราะฉะนั้นจึงขอให้นําผมออกไปตายที่วัดสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ซึ่งพอผ่อนหนักผ่อนเบากันได้บ้าง เนื่องจากจังหวัดเขามีตลาดจับจ่ายซื้อขายกันได้ทั่วๆ ไป”
นี่เป็นคําประกาศของท่านว่า “ผมไปคราวนี้ก็เรียกว่าไปตาย” ถึงวาระแล้ว อายุก็ย่างเข้ามา ๘๐ ปีนี้แล้ว นี่เป็นคําที่ท่านประกาศก้องในท่ามกลางสงฆ์ จึงไม่มีพระสงฆ์องค์ใดคัดค้านต้านทานท่านว่าไม่ควรแต่ประการใด ต่างองค์ต่างเงียบสนิทด้วยความเศร้าโศกเสียใจอยู่ภายใน หลังจากนั้นมาไม่กี่วันก็ได้นําท่านออกมา โดยใส่แคร่นั้นล่ะหามมาดังที่เห็น ที่เราออกมาไว้ที่นี่
พอหลวงปู่มั่นจากไป ท่านเหล่านี้ก็อย่างว่า เหมือนพ่อแม่ล้มหายตายจากไป ร้องห่มร้องไห้ ตลอดถึงเด็ก เห็นพ่อแม่ร้องไห้ก็ร้องไห้ตาม นี่ก็เพราะความเทิดทูนบุญคุณ เพราะความอาลัย เพราะความรัก ความเคารพเลื่อมใส แสดงกันทั่วหน้าในหนองผือ เวลาหามหลวงปู่มั่นผ่านไปในหมู่บ้าน ยืนกันเป็นแถวทั้งบ้านเลย บ้านหนองผือเรายืนกันเป็นแถวร้องห่มร้องไห้เป็นแถวไปเลย เราก็เดินตามไปเห็นอยู่ต่อหน้าต่อตา เราก็สลดสังเวช นํ้าตาเราก็ซึมภายในเหมือนกัน เพราะสงสารพี่น้องชาวหนองผือเรา ที่ได้อุปถัมภ์อุปัฏฐากด้วยศรัทธา ทุ่มกําลังทุกสิ่งทุกอย่างลง แล้วคราวนี้ร่มโพธิ์ร่มไทรจะไปตายจากแล้ว แล้วท่านเหล่านี้มีนํ้าใจยังไงก็ต้องมีความเสียอกเสียใจ เราก็เห็นใจของท่านเหล่านี้ นํ้าตาเรามันก็ซึมภายใน ท่านเหล่านี้ซึมภายนอก ใครนั่งอยู่ที่ไหน นํ้าตาซึมไหล ร้องห่มร้องไห้ตามสายทาง เราไม่ลืมนะ นี้คือคุณค่าแห่งพี่น้องชาวหนองผือเรา
พอหลวงปู่มั่นออกมาแล้วทางนั้นก็ว้าเหว่ ร้องห่มร้องไห้ตามสายทางเวลาหามท่านผ่านมา อันนี้เราก็ถึงใจเหมือนกัน จากนั้นก็มาที่บ้านกุดก้อมเรา เอาล่ะที่นี่ บ้านกุดก้อมก็เป็นบ้านคู่เคียงกัน มานี้ทางกุดก้อม ไม่ว่าหญิงว่าชายทั้งบ้าน เอ้า ! วิ่งมาช่วย พระเณรมาพักที่นี่เป็นร้อยๆ น้อยเมื่อไร ยิ่งมากกว่าหนองผือเสียอีกในเวลาจําเป็นของหลวงปู่มั่น รู้กันไปทุกทิศทุกทาง พระอยู่ที่ไหนหลั่งไหลมาเต็มดงนี้แหละ
แล้วพี่น้องทางบ้านกุดก้อมและบ้านใกล้เคียงแถวนี้ ตั้งแต่พรรณาฯ เข้ามา รวมกับบ้านกุดก้อม ซึ่งเป็นบ้านใกล้ชิดกันอยู่ข้างๆ ทางทิศใต้นี้แหละ ทั้งทางพรรณาฯ รวมกันแบบเดียวกันกับบ้านหนองผือเช่นเดียวกัน ไม่ว่าอะไรต้องเป็นเรื่องของพี่น้องเหล่านี้เป็นผู้ช่วยเหลือพระเณร ทั้งหลวงปู่มั่นก็ป่วย ทั้งพระเณรก็หลั่งไหลมามาก ท่านเหล่านี้ก็วิ่งเต้นขวนขวายแทบเป็นแทบตายเช่นเดียวกันกับทางหนองผือ อันนี้หลวงตาก็ไม่ได้ลืม สลักลึกเช่นเดียวกัน เป็นอันดับที่สองจากหนองผือมา เพราะที่นี่ไม่ได้พักนานนัก แต่เราก็ได้เห็นนํ้าใจของพี่น้องชาวกุดก้อม ชาวพรรณาฯ เราว่า เป็นนํ้าใจที่มีความเลื่อมใสศรัทธา สละเป็นสละตายต่อครูบาอาจารย์จริงๆ จึงทําให้ซึ้งถึงใจตลอดเวลานี้ เราไม่เคยถอนเลย สดๆ ร้อนๆ มาวัดป่าบ้านภู่ (วัดป่ากลางโนนภู่) จะเป็นวันที่เท่าไร เราจําไม่ได้ แต่ประมาณสัก ๙ วัน ๑๐ วันนี้แหละ ก็ได้นําท่านออกไปวัดสุทธาวาส ไปมรณภาพ
ช้างประจําควาญ
ต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงปู่มั่นท่านอาพาธหนักใกล้จะหมดอายุขัย ขณะที่ท่านพักอยู่วัดป่ากลางโนนภู่ ก่อนจะไปมรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาส องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านเดินจงกรมอยู่ข้างล่าง เมื่อเกิดปัญหาธรรมขึ้นมา ท่านก็รีบขึ้นไปกราบหลวงปู่มั่น ดังนี้
“พ่อแม่ครูจารย์มั่น เราลืมเมื่อไร แหม ! ฝังลึกมากนะ ในโลกธาตุนี้ ในปัจจุบันนี้เราเทิดทูนสุดหัวใจเลย เทิดทูนพ่อแม่ครูจารย์มั่น ผิดแง่ไหนๆ ท่านตีปั๊วะๆ แล้วไปตามทางของท่านที่สอนๆ ได้อุบายวิธีใดไม่พ้นจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา แล้วกลับไปอีก ล้มมาอีก เอาอีก กลับไปอีก ล้มมาอีก ล้มหมา ล้มแมว สับกันไปล่ะที่นี่ ล้มแมวมันตบได้ ล้มหมามีแต่ร้องแหง็กๆ ต่อไปมันก็ล้มแมว ต่อไปก็เริ่มเป็นเสือดาว เสือโคร่ง ขึ้นล่ะ ฟัดกันๆ กิเลสอ่อนตัวลงๆ ทีนี้ก็หนักกําลังขึ้นไป
เออ ! ธรรมะเวลานี้ เป็นธรรมะเข้าด้ายเข้าเข็ม ใครจะมาสอนเราสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ นอกจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นเท่านั้น พอขึ้นไป ท่านนอนอยู่ก็ตามนะ ไม่เคยมีที่ว่าท่านห้ามเราหรือตําหนิเรา ว่าขึ้นมาหาอะไร ไม่เคยมี ทั้งๆ ที่พระเณรเข้าใกล้ไม่ได้ เราไปเมื่อไรได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากลางคํ่ากลางคืน เวลาไหนได้ทั้งนั้นเลย ก็มีแปลกอันหนึ่ง ไม่ใช่ยกตัวนะ เราพูดตามเรื่องท่านเมตตา ท่านนอนอยู่องค์เดียว ขึ้นปั๊บๆ กราบที่เท้าท่าน เราก็ทราบแล้วว่า ท่านไม่ได้หลับ ท่านนอนสงบเฉยๆ เราขึ้นไปก็กราบเรียนให้ท่านฟัง ท่านฟัง ท่านก็นอนนิ่ง จิตของเราเป็นอย่างนั้นๆ เวลานี้ เพราะจิตอันนี้เป็นจิตสติปัญญาอัตโนมัติฟัดกับกิเลสไม่มีเวลํ่าเวลา ใครมาแก้สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ต้องเป็นช้างประจําควาญ ประจําควาญจริงๆ
ทีนี้พอเราพูดจบลงแล้วนิ่ง ท่านนอนอยู่นะ แทนที่ท่านจะนอนพูดกับเรา ไม่นะ เวลาท่านลุกนี้แต่ก่อนได้พยุงนะ เวลาท่านลุกขึ้นจะตอบธรรมะเรา ปุ๊บปั๊บ นั่นเห็นไหมล่ะ พลังจิต พลังเมตตา ปุ๊บปั๊บนั่ง เอาฟังนะ คือเรากราบถวายหมดแล้วที่เป็นข้อข้องใจ ท่านก็ว่า “เอา ! ฟัง” ท่านก็ใส่เปรี้ยงๆๆ “เข้าใจหรือยัง” ถ้าเรายังนิ่งอยู่ ท่านยํ้าอีกนะ คือนิ่งนั่นแสดงว่ายังไม่เข้าใจนัก แต่พอเราเข้าใจแล้ว เรากราบท่านปั๊บๆ ท่านก็ล้มตูมนอนเลย บางวันถึงสองครั้งสามครั้งก็มี
ท่านไม่เคยคัดค้าน ไม่เคยดุเคยด่าเราที่ขึ้นหาท่าน เพราะท่านเห็นหัวใจเราในตอนนั้นจะไม่ฟังเสียงใคร หัวใจเราอยู่กับท่านเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาท่านจะพูด ท่านจึงปึ๊บทันทีเลยพอจบแล้วเรากราบปั๊บๆ ท่านล้มนอนปั๊บไปเลย ไปหาท่านเวลาไหนไม่เคยมีที่ท่านจะห้ามเราหรือดุเรา ไม่มี เพราะท่านรู้ความจําเป็นของเรา เวลาจิตกับธรรมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วเป็นอย่างนั้น มันจะหมุนของมันตลอดเวลา แล้วใครมาแก้ก็แก้ไม่ได้ ถ้าแก้ไม่ถูกช่องถูกทาง มันดูถูกเอา หือ ! ความรู้ขนาดนี้มาแก้เราได้ นั่นมันจะดูถูก นอกจากไม่ได้รับประโยชน์อะไรแล้ว ยังดูถูกอีก แต่สําหรับท่านผู้ที่ผ่านไปแล้ว พอเราเล่าถวายปั๊บๆ ใส่ปั๊วะๆ อันนี้ตกพังๆ เลย
การเมตตาสงสารทางด้านอรรถธรรมนี้ ท่านจะหนักขนาดไหนก็ตาม เราก็หนักของเราเต็มที่ในหัวใจนะ ท่านเห็นใจเรามากกว่าเห็นใจท่าน เห็นธาตุขันธ์ท่านไม่ได้มากเท่าเรา พอเราขึ้นไปกราบเรียนท่าน ท่านจะลุกปุ๊บปั๊บ ธรรมดาได้พยุงนะ เวลาท่านลุกขึ้นมาตอบธรรมะกับเรา ไม่ได้พยุง ใส่ปั๊วะๆ เลย นี่ล่ะสุดขีดพ่อแม่ครูจารย์มั่นที่แก้ธรรมะเรา ปัญหาเรา”
อุปัฏฐากองค์หลวงปู่มั่นยามอาพาธ
ถ้าพูดถึงการอุปถัมภ์อุปัฏฐากท่าน แต่กรุณาทราบไว้นะ กิเลสมันจะมาแย้งมาขัด เอาส่วนชั่วยัดใส่หัวใจเรา แล้วเอาที่ว่าดี คือมูตรคือคูถนั้นไปยัดหัวใจทั่วโลกดินแดนว่าไม่ยอมเชื่อ นี่สําคัญ กิเลสจะไม่ยอมเชื่อ แต่เราขอพูดตามหลักธรรม ธรรม คือ ความจริง ใครจะเชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม ธรรม คือ ธรรม ความจริง คือ ความจริง เราจึงได้กล้าประกาศตามหลักความจริงที่ได้ปฏิบัติต่อองค์ท่านมาจนถึงวาระสุดท้าย
สรุปความลงมาก็คือ เวลาที่มาพักอยู่บ้านภู่ (วัดป่ากลางโนนภู่) นี้ อาการของท่านหนักเข้าทุกทีๆ การอุปัฏฐากรักษาบํารุงด้วยความเทิดทูนท่านนั้น เราจึงไม่กล้าให้ผู้หนึ่งผู้ใด พระองค์หนึ่งองค์ใดเข้าไปยุ่มย่ามในมุ้งของท่าน แม้ที่สุดเวลาท่านถ่ายหนักก็ดี ถ่ายเบาก็ดี เราจะเป็นผู้รองรับทุกสิ่งทุกอย่างโดยลําพังของเรากับท่าน เท่านั้น ไม่ให้ใครไปเห็นอากัปกิริยา มารยาทของท่าน ภายในร่างกายของท่านเลย นี่ด้วยความเทิดทูน ด้วยความรัก ด้วยความสงวนอากัปกิริยาอวัยวะทุกส่วนของท่าน ไม่ให้หูตากิเลสทั้งหลายเข้าไปยุ่มย่าม โดยมันจะยกเรื่องมูตรเรื่องคูถเข้าไปทับถมโจมตีหลวงปู่มั่น แล้วก็กว้านเข้ามาเผาหัวใจตนเองโดยไม่รู้สึกตัวนั้นแล
ด้วยเหตุนี้ คําว่ามุ้งนี้จึงเป็นที่ประทับใจของเราเป็นอย่างยิ่ง มุ้งนี้สําหรับรักษาท่านเวลากลางคืน กลางวันไม่ค่อยกางมุ้ง กลางคืนนั้นแหละ ยุงเข้าไปรบกวน เราเท่านั้นที่อยู่ในมุ้งกับท่าน เวลาท่านถ่ายเบา เราก็มีกระป๋องเล็กๆ พอดิบพอดีกับการถ่ายเบาของท่าน โดยเราเป็นผู้จับผู้ถือเป็นผู้ดูแลอวัยวะของท่านเป็นพิเศษแต่ผู้เดียว การถ่ายหนัก แต่ก่อนไม่มีถุงพลาสติกอย่างนี้เป็นธรรมดา พอถ่ายหนักออกมา เราต้องขออภัย ยกเอามือนี้กอบเลย ให้ท่านถ่ายใส่มือของเรา แล้วก็เทลงกระโถน ถ่ายใส่มือของเราเทลงกระโถนทุกๆ ครั้งไป
ทั้งการถ่ายหนัก ทั้งการถ่ายเบา จะไม่มีใครเข้าไปยุ่งได้เลย เราแต่ผู้เดียวเท่านั้น นี่พูดตามหลักความจริง จึงได้ประกาศให้ทราบในตอนต้นว่า ให้ระวังกิเลสมันจะขัดจะแย้ง จะไม่ยอมเชื่อถือ จะหาว่าหลวงตาบัวได้โอ้อวดไปนะ หลวงตาไม่โอ้อวด พูดตามหลักความจริง ได้ปฏิบัติอุปัฏฐากท่านอย่างนี้ตลอดมาตั้งแต่อยู่หนองผือ ไม่ยอมให้ใครเข้าไปเกี่ยวข้องอวัยวะของท่านเลย เฉพาะการถ่ายหนักกับการถ่ายเบานี้ เราต้องเป็นผู้ทําหน้าที่แต่ผู้เดียว ด้วยความเคารพเลื่อมใส ด้วยความรัก ความสงวนทุกด้านทุกทาง ไม่ให้ใครเข้าไปคิดในแง่ต่างๆ ซึ่งส่วนมากเป็นอกุศล เราถึงต้องทําหน้าที่โดยเฉพาะ พอเสร็จแล้วยื่นออกมาๆ พระที่อยู่รอบมุ้งข้างนอกก็รับเอาไปๆ ทันทีๆ
เราจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช็ดล้างทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ปิดอวัยวะทุกส่วนแล้ว เราถึงจะเปิดตัวของเราออกมาให้ผู้ใดก็ตามได้เห็นองค์ท่าน เวลานั้นเราจะไม่ให้ใครเห็นเลย เอาผ้าคลุมไว้ข้างนอกหมด จะมีแต่เราคนเดียวทําหน้าที่แต่ผู้เดียว ด้วยความถวายชีวิตเลย จะโง่จะฉลาดขนาดไหน เราขอถวายชีวิตต่อท่านทุกสัดทุกส่วน จึงไม่ยอมให้ใครเข้าไปเกี่ยวข้องอวัยวะของท่านเลย นี่ล่ะการปฏิบัติต่อท่าน มุ้งนี้ก็มีท่านกับเราเท่านั้นในเวลากลางคืน จะไม่มีใครเข้าไปยุ่งเลย
เพราะฉะนั้น มุ้งนี้จึงเป็นที่ประทับใจอย่างซึ้งที่สุดเลยว่า มุ้งนี้ คือ มุ้งของพระอรหันต์องค์หนึ่ง คือ หลวงปู่มั่น เราก็พอมีวาสนาบ้างพอประมาณ ถึงได้เข้าไปอุปถัมภ์อุปัฏฐากรับใช้ท่านทุกสิ่งทุกอย่าง มอบกายถวายตัวชีวิตจิตใจไม่มีเสียดายเลย
พ่อแม่ครูจารย์มั่น นิสัยท่านเป็นอาชาไนย ท่านไม่พูดอะไรอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า หัวเราะลั่นดังทั้งหลายไม่มี ถ้าเรานี้เป็นบ้าไปเลยล่ะ ก็อย่างนี้แหละ พูดอย่างนี้ มันก็หัวเราะอยู่จะให้ว่าไงแต่ท่านเฉยทั้งนั้น พูดน่าขบขัน น่าหัวเราะนี่ ท่านก็เฉย มันน่าขบขัน น่าหัวเราะ มันก็ต้องหัวเราะ ไม่ใช่คนตายใช่ไหม ท่านเฉยนะ แต่เราจะหัวเราะก็ไม่ได้ บังคับเอาไว้ เหยี่ยวอยู่ข้างบน นั่น ต้องระวัง แต่เราพูดตามความจริงนะ พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ท่านรู้สึกว่า เมตตามากสําหรับกับเรานะ เอะอะ “ท่านมหาไปไหน” ยิ่งป่วยด้วยแล้ว พอลืมตาปั๊บ “ท่านมหาไปไหน” แน่ะถาม
เวลานั้นเป็นเวลาที่เขาขยะแขยงกันมาก เรียกว่า วัณโรค ท่านเป็นวัณโรค ใครกลัวกันทั้งนั้นสําหรับวัณโรค เพราะแก้ไม่ตกด้วยยาแต่ก่อน ไม่มียาแก้ ใครเป็นแล้วหวังตายๆ เลย เราไม่เคยสนใจกับวัณโรควัณแรกอะไรแหละ เรามีความมุ่งมั่นขันต่อความเป็นความตายต่อหลวงปู่มั่นองค์เดียวเท่านั้น เราจึงไม่เคยสนใจกับเรื่องวัณโรคอะไรเลย
สิ่งที่น่าวิตก ก็คือ เวลาท่านป่วยหนัก กลางคืนมีหนาวๆ เพราะตอนนั้นเป็นเดือนพฤศจิกาฯ เริ่มหนาวแล้ว ถ้าวันไหนหนาวมาก วันนั้นท่านจะไอมาก แล้วมีสําลีใส่กะละมังเข้ามาไว้ในมุ้งนี้เลย เราจะเอาสําลีนี้พันนิ้วมือ แล้วเข้าไปกว้านเอาเสลดเสมหะที่ติดอยู่ในคอของท่านขากไม่ออก เราจะเป็นผู้กว้านออกมาๆ หน้าเรากับหน้าท่าน ปากเรากับปากท่านคลอเคลียกันอยู่ตลอดเวลา ไม่สนใจกับวัณโรคนะแรกอะไรแหละ สนใจต่อหน้าที่นี้เท่านั้น ไม่เคยสนใจอย่างอื่น
นี่เราปฏิบัติอย่างนี้ตลอดมา เขาว่าอะไรวัณโรคมันติดง่ายที่สุด แต่ก่อนแก้ไม่ตกวัณโรค เราไม่เคยสนใจกับวัณโรควัณแรกอะไร สนใจแต่พ่อแม่ครูจารย์ ตัดทุกอย่างถวายท่านหมดแล้วมันจะเป็นวัณโรคนะแรกไหนก็ให้มา ว่างั้นเลย เราขอบูชาครูอาจารย์ด้วยชีวิตจิตใจของเรา เราไม่ได้กลัววัณโรคนะแรกยิ่งกว่าความรัก ความเทิดทูนครูบาอาจารย์ หัวใจเราอยู่นั้นหมด เราไม่ได้มาอยู่กับวัณโรค เป็นตายอะไร เราไม่สนใจ แต่ครั้นแล้วก็ไม่มีอะไร ไม่ติด ธรรมดาติดถ้าลงขนาดนี้แล้ว ร้อยทั้งร้อยติด แต่เราไม่ติด ไม่มีอะไร ผ่านมาได้สะดวกสบาย ตอนนั้นวัณโรคยังแก้ไม่ตก เหมือนอย่างมะเร็งสมัยปัจจุบันแก้ไม่ตกอย่างเดียวกันนี้
อัศจรรย์น่ะล่ะ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านเป็นวัณโรค เราเป็นผู้รักษาท่าน ธรรมดาใครว่าเป็นวัณโรค ผู้ไม่เป็นเพื่อนฝูงไม่เข้าใกล้ มันติดได้ว่าอย่างนั้น แต่ก็มาเป็นเราเสียเองกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ไม่สนใจเลยเรื่องวัณโรคณเลิกอะไร ไม่สนใจ เรากับท่านปากคลอเคลียกันตลอดเวลา ก็เดชะนะ ไม่มี ไม่เป็น ไม่ติด
เราได้ปฏิบัติท่านเต็มกําลังความสามารถของเรา เรียกว่า ทุ่มหมดเลย ชีวิตจิตใจทุกอย่างในตัวเราไม่ให้มีตัวเราเลย ให้อยู่กับท่านทั้งหมด การประพฤติปฏิบัติไม่ว่าอาการใดๆ เราจะต้องรับผิดชอบดูแลเหมือนอวัยวะท่านกับเราเป็นอวัยวะเดียวกัน เคลื่อนไหวอะไร เราจะต้องเคลื่อนทันทีๆ ถ้าวันไหนหนาวมาก บางคืนท่านไม่ได้นอนก็มี เพราะความไอกวนท่านมากทีเดียว เราก็ไม่นอนทั้งคืน สําลีที่เอามามากๆ จนขนาดเกือบหมดๆ ก็มี เอาพันนิ้วมือนี้กว้านออกๆ อยู่ตลอดเวลา เราทําด้วยความถึงใจทุกอย่าง สําหรับหลวงปู่มั่นแล้ว เราไม่มีอะไรเหลือแม้เม็ดหินเม็ดทราย ที่จะเป็นข้อขัดแย้งต่ออรรถต่อธรรม ต่อจิตใจที่บริสุทธิ์ของท่าน เรามอบทุกอย่าง
เพราะฉะนั้นเราจึงภูมิใจว่า เราได้อุปถัมภ์อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ซึ่งเป็นพระอรหันต์ทั้งองค์ นับว่าพอมีวาสนาอยู่บ้าง สถานที่นี่ (วัดป่ากลางโนนภู่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร) ศาลาหลังนี้ แต่ก่อนเหล่านี้เป็นดงทั้งหมดเลยๆ ศาลานี้อยู่ในดง แล้วมีทางจงกรมอยู่ที่นี่ ทางจงกรมของเรา (ข้างๆ ศาลา) เวลาท่านงีบหลับไปเพียงเล็กน้อย เราก็ได้สั่งเสียพระเอาไว้ว่า ผมจะออกไปเดินจงกรมอยู่ที่ตรงนั้น ก็คือตรงนี้แหละ ตรงนี้ บอกจุดที่หมายเอาไว้
เพราะตามธรรมดา เวลาท่านตื่นนอนขึ้นมา ลืมตาขึ้นมาแล้ว ท่านมักจะถามเสมอว่า “ท่านมหาไปไหน” เราก็แน่ใจว่า ท่านจะต้องถาม เพราะเราอยู่ในมุ้งกับท่านตลอดเวลา ประหนึ่งว่าพระเณรไม่มี จะว่าประมาทดูถูกหมู่เพื่อน เราก็ไม่มีเจตนา แต่กลัวว่าจะไปเก้งๆ ก้างๆ ทําอะไรขัดหู ขัดตา ขัดใจของท่านให้ได้รับความลําบากในเวลาท่านจะละขันธ์ไป อย่างนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง จะโง่ จะฉลาดอะไรก็ตาม เราขอถวายท่านทุกสัดทุกส่วนเต็มกําลังความสามารถของเรา เราจึงได้ปฏิบัติท่านโดยเฉพาะๆ เวลาจําเป็นจริงๆ ใครเข้าไปยุ่งไม่ได้เลย มีแต่เรากับท่านเท่านั้น
เวลาท่านงีบหลับไปเล็กน้อย ไอไม่กวน เราก็แนะพระ เพราะเราก็ต้องขออภัย ปวดหมดอวัยวะทุกสัดทุกส่วน เพราะนั่งตลอดเวลา ท่านไม่นอน เราก็ไม่นอนตลอดคืนเลย ทีนี้พอมีเวลาบ้าง ท่านหลับงีบไป ก็สั่งพระ นี้ผมจะไปเดินจงกรมอยู่ทางสายนี้นะ อยู่ตรงนี้ล่ะนั่งศาลา อยู่ตรงนี้มันป่าทั้งหมดนี่ แล้วเวลาท่านตื่นขึ้นมาให้ไปบอกผมที่นั่น ก็คือที่นี่เอง พอท่านตื่นนอน ท่านลืมตาขึ้นแล้ว ท่านมักจะถามว่า “ท่านมหาไปไหน” ทางนี้ก็รีบมาบอกเรา เราปั๊บเข้ามุ้งทันทีเลย เข้ามุ้งทันทีตลอดอย่างนี้เสมอมา จนกระทั่งท่านไปมรณภาพที่จังหวัดสกลนคร
ไป (วัดป่า) สุทธาวาสก็เสียที่นั่นเลยนะ พัก (วัดป่า) บ้านภู่ ท่านไม่ให้ ท่านออกไปข้างนอก “ทางนี้ไม่เหมาะ เพราะไม่มีตลาดตเล” ท่านบอกหมด “แล้วสัตว์ทั้งหลายจะตาย เพราะเราคนเดียวนี้มากมาย ออกไปข้างนอกมีตลาด พอแบ่งเบากันบ้าง” ท่านว่า หากแบ่งเบาบ้างเมื่อมันหลีกไม่ได้ เอาหนักเป็นเบา ท่านให้ไปตายสุทธาวาส ท่านสั่งขาดเลย ที่อื่นไม่ได้ “ที่นี่เขาไม่มีตลาด สัตว์จะตายจํานวนมากมายเท่าไร” ท่านว่าอย่างนั้น ท่านสั่งไว้นะ เราก็ปฏิบัติตามนั้นนะเราประทับใจทุกอย่างที่ได้ทําถวายท่าน ด้วยความรัก ความเลื่อมใส ความเทิดทูน ความสละเป็นสละตายด้วยกัน สติปัญญามีมากมีน้อยเพียงไร เราทุ่มมาเพื่อบูชาคุณของท่านทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่กล้าให้พระองค์ใดเข้าไปเกี่ยวข้องอุปถัมภ์อุปัฏฐากท่าน เดี๋ยวจะไปเก้งๆ ก้างๆ
เพราะหลวงปู่มั่น เรียกว่า ปราชญ์ในสมัยปัจจุบัน จะว่าจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบันก็ไม่ผิด ความฉลาดแหลมคมทั้งภายนอกภายใน เท่าที่เราได้ผ่านมาในบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายแล้ว ไม่เคยเห็นองค์ใดจะเหมือนหลวงปู่มั่นนี้เลย เรื่องความฉลาดทั้งภายนอกภายใน รอบคอบตลอดทั่วถึงหมด
นี่ล่ะเหตุที่เราได้ปฏิบัติอุปัฏฐากท่านเต็มกําลังความสามารถ เราใช้สติปัญญาสุดขีดสุดแดนที่จะปฏิบัติต่อท่าน ก็รู้สึกว่าท่านจะเมตตาหรือท่านให้อภัยพระโง่ก็อาจเป็นได้ ท่านก็ไม่เคยตําหนิติเตียนเราให้ได้ยินเลยว่า ท่านมหามาดูแลปฏิบัติผมนี้เก้งๆ ก้างๆ ก็ไม่เคยได้ยิน นี่ล่ะเราภูมิใจอันนี้
ในขณะที่นําท่านออกมาปฏิบัติรักษาอยู่เวลานั้น ใจของหลวงตาเองเป็นใจที่หมุนติ้วตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน เรียกว่า ใจเป็นธรรมจักร ไม่มีเวลาที่จะยับยั้งผ่อนคลายในเรื่องความพากความเพียรเลย บางคืนนอนไม่หลับ เพราะอํานาจแห่งธรรมกับกิเลสฟัดกันบนหัวใจซึ่งเป็นเวทีอันใหญ่หลวงนี้ ไม่ลดละปล่อยวางกันเลย ความเพียรของเราก็เด็ด ไม่มีเวลํ่าเวลาแม้อุปัฏฐากท่านอยู่ จิตกับกิเลส กิเลสกับธรรมก็ฟัดกันอยู่บนหัวใจเป็นอัตโนมัติของตัวเอง นี่ล่ะเวลานั้นก็เป็นเวลาที่เราหมุนติ้วเต็มที่ เอ้า ! พูดให้เต็มยศเลยว่า เป็นจิตที่จะข้ามพ้นจากวัฏสงสารโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ต่างกันแต่เพียงว่าช้าหรือเร็ว นี่ได้ติดเครื่องขึ้น ๑๓๐ – ๑๔๐ แล้วเวลานั้น จิตของเราเป็นจิตธรรมจักร หมุนติ้วตลอดเวลา
ท่านอาพาธหนัก เร่งไปสกลฯ
ตอนท่านป่วยหนัก ไอ้เราก็ติดพันตลอดเวลานะ ท่านจะบอกใครว่า ท่านมหาเข้ามาพัวพันรักษาผมตลอดเวลา บางคืนไม่ได้หลับได้นอน ก็ควรจะหาองค์อื่นมาแทนบ้าง ให้พักผ่อนบ้างไม่เคยพูดนะ ไอ้เราก็ไม่เคยสนใจกับใคร มีแต่พุ่งๆ อยู่กับท่านตลอดเวลา โอ้ ! เราติดหูติดตากับพ่อแม่ครูจารย์มั่นไม่ตกได้หลุดไปไหนเลย ปรากฏว่าจับติดๆ ทุกอย่างเลย ดูจนกระทั่งสุดลมหายใจท่าน ที่ท่านเร่งให้พระเอาท่านไปสกลนคร คือท่านบอกว่า ท่านจะไปตายสกลฯ ท่านสั่งไว้แล้ว ตายที่นี่ไม่ได้ สัตว์จะพินาศฉิบหายมาก นี้ไม่มีตลาดว่างั้นนะ ท่านห่วงกระทั่งสัตว์ ไปตายสกลฯ มันเป็นเมืองใหญ่เมืองกว้าง เขามีอยู่แล้วเป็นธรรมดา ถ้าเรามาตายที่เหล่านี้ สัตว์จะตายเพราะเรา อยู่ในตลาดเมืองสกลนคร เขามีสาธารณะอยู่แล้วไม่หนักเกินไป ท่านสั่งไว้ขนาดนั้น
พอมาถึงบ้านภู่ (วัดป่ากลางโนนภู่) มาพักอยู่นั่นหลายวันพอสมควร ตอนนั้นท่านเริ่มเร่งแล้ว นี่จวนแล้วนะ ท่านว่า “ให้รีบพาไปสุทธาวาส” ท่านบอก ท่านจวนแล้ว ให้รีบพาไปสุทธาวาส เวลากลางคืนท่านเร่งของท่าน เราก็เสียเหมือนกัน มาระลึกทีหลัง แหม ! เห็นโทษของตัวเองถ้าท่านแย็บออกมา สักนิดนึงๆ นี้จะทันทีเลยนะเรา คือท่านเร่งมา ๓ คืนให้รีบเอาท่านออกไปสกลนคร ท่านบอกว่า ท่านไม่มุ่งจะมาตายที่นี่ ออกมาก็บอกว่าจะไปตายสกลนคร นี่ไม่ใช่สกลนคร ให้รีบเอาผมออกไป ว่าแต่อย่างนั้นนะ
พอคืนที่สามนี่ซิ มันจะเป็นจะตาย เราเป็นเนื้อบนเขียง ท่านสับลงมา ครูบาอาจารย์อยู่ทางใต้ เราเป็นเนื้อบนเขียงอยู่ข้างบน ท่านเร่งใหญ่เลยนะ กลางคืนท่านนั่งภาวนาหันหน้าไปสุทธาวาส ใส่ปัญหาให้พวกพระขี้เท่อมันโง่ มันจะตายไม่ว่าเรา ไม่ว่าครูบาอาจารย์ เฉพาะอย่างยิ่งเราเป็นตัวรับทุกอย่างสับยําลงกับเรา แต่มีคําหนึ่งที่ท่านปิดไว้ ท่านไม่ออก เหตุที่เราจะทราบนั้นคือว่า เราเป็นเองโรคหัวใจ ถึงขั้นมันจะไปจริงๆ มันจะเอาจริงๆ นะ เวลามันพอหักห้ามกันได้ ยับยั้งกันได้ ก็ยับยั้งก็อยู่ได้ มันจะไปรู้อยู่นี่ มันจะดีด จิตนี่ หลายครั้งอยู่นะ ยังไม่ให้ไป บังคับไว้ก็อยู่ๆ นี่ถ้าท่านพูดเสียว่า นี่ผมรั้งเอาไว้นะ เท่านั้นล่ะ เวลาไหนก็ตาม วัดจะแตกเลยเทียว
เราไปกราบเรียนปรึกษาครูบาอาจารย์ องค์นั้นว่างั้น องค์นี้ว่างี้ ทีนี้เราอยู่ในมุ้งกับท่านถูกสับถูกยําตลอดเวลา บอกว่า “ให้เร่งเอาไปเดี๋ยวนี้” เร่ง คืนนั้นท่านไม่นอนนะ “อย่าให้นอน” ท่านว่า อันนี้เราก็ยังคิดไม่ทันแต่ก่อน “ไม่นอน ให้หันหน้าไปสกลฯ” คือบอกอะไรก็เฉยๆ ลูกศิษย์ลูกหา ที่ท่านว่าท่านจะเร่งไปสุทธาวาส ให้ไปสุทธาวาสวันนี้คืนนี้ อย่ารอนาน คือท่านรั้งเอาไว้แต่ท่านไม่บอก วันนั้นท่านไม่ได้นอน ท่านไม่นอน เท่านี้เราก็ทราบ ทีหลังทราบ ในระยะนั้นยังไม่ทราบ ต่อมาทีหลังทราบ เวลาหลับ ความหลับความตาย มันไม่ไว้หน้าใคร เหมือนอย่างนักมวยแชมเปี้ยน มันขึ้นต่อกรบนเวทีเป็นแชมเปี้ยนโลก เวลามันนอนหลับครอกๆ เอาค้อนไปตีหัวมันตาย มีท่าต่อสู้ที่ไหน ใช่ไหม อันนี้เวลาท่านหลับไปปั๊บ พลิกปุ๊บอันเดียวไปเลย (ตาย)ท่านจึงไม่นอน คืนนั้นไม่นอน เรารู้ตามหลังท่านนะ อ๋อ ! เป็นอย่างนี้
คือเวลานอนคนหลับธาตุขันธ์ ความตายควรตายไม่หลับนะ เวลามันดีดปุ๊บมานี้ แก้ไม่ทัน ตาย ท่านจึงเร่งให้เอาไปวันนี้ เอาไปคืนนี้ ว่างั้นเลย แต่ท่านไม่ได้บอกว่า ท่านรั้งเอาไว้เวลานี้ มาเป็นในเรา เราถึงรู้ จึงย้อนหลังไปหาท่าน แต่ท่านไม่พูด ถ้าหากว่าท่านว่า รั้งเอาไว้นี้ กลางคืนก็ตาม เวลาไหนก็ตาม เราจะไม่ฟังเสียงครูบาอาจารย์เลย เพราะเราอยู่ในมุ้งกับท่าน เราเป็นผู้หนักทุกอย่างอยู่กับท่าน จะเอาไปกลางคืนเลยเชียว เพราะท่านเร่งเต็มที่แล้ว เราโมโหนะ ทุกวันนี้ยังโมโหให้ครูบาอาจารย์เหล่านั้นอยู่ ครูบาอาจารย์เหล่าไหนก็ตามเถอะน่ะ เรารู้ทุกองค์ องค์นี้ว่าอย่างนั้น องค์นั้นว่าอย่างนั้น เราโมโห ก็เราไปดูเหตุการณ์มาแล้วนี่ มาพูดไปคนละแบบๆ กับเราที่ไปดูแบบตายตัวมาแล้ว มันเข้ากันไม่ได้
เหตุการณ์วันมรณภาพหลวงปู่มั่น
ตอนเช้า (วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒) ก็ดลบันดาลรถเขามารับพอดี ไม่ได้บอกนะ การคมนาคมติดต่อกันลําบากแต่ก่อน ถนนก็หินลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่เหมือนทุกวันนี้ เขาก็มารับท่าน ถามคําเดียว เพราะท่านมุ่งจะไปอยู่แล้ว เขาก็มารับ “แล้วพระเณรมากมาย เราไปนี้ พระเณรก็จะหลั่งไหลไปตาม รถราจะพอกันเหรอ” ท่านว่า “จะขนทั้งวัน”เขาว่าอย่างนั้นนะ “ไม่พอจะขนทั้งวัน” ท่านก็ตายใจ เขาฉีดยานอนหลับให้ท่าน พอเสร็จแล้วก็ยกขึ้นใส่เตียงหามท่านออกมา
พอไปถึง ๖ ทุ่ม ตั้งแต่ตอนจังหันแล้วฉีดยา ถึง ๖ ทุ่ม พิษยาจางไปแล้วท่านตื่น พอตื่นนอนทีนี้ ท่านไม่พูดอะไรเลย พอตื่นนอนแล้ว ท่านก็ดู ดูหมดทุกแห่งเลย ดูละเอียดลออมากนะ ดูว่าแน่ล่ะที่นี่ เป็นสถานที่ที่เราจะตาย จากนั้นมาท่านก็ทําหน้าที่ไปเลย เหมือนว่าท่านกําหนดๆ เอาไว้ทุกอย่าง จอมปราชญ์ คือกุฏิหลังนี้เป็นกุฏิที่เขาสร้างถวายท่าน ตอนท่านอยู่อุดรฯ เขาสร้างกุฏิถวายท่าน เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็มารับท่านไป ท่านก็ไปให้เขา นั่นล่ะท่านถึงได้ไปดู เพราะท่านไปพักนั่นทีแรก พอวาระสุดท้ายก็ไปกุฏิหลังนั้น พอท่านตื่นนอนขึ้นมาแล้ว ท่านดูจริงๆ นะดูทุกทิศทุกทาง ดูนั้นดูนี้หมดแต่ไม่พูด แสดงว่าหายห่วงล่ะที่นี่ มาถึงที่ต้องการแล้วซึ่งเป็นที่ตายของท่าน ตามความมุ่งหมายแล้ว ท่านแสดงอยู่เสมอว่า เราจะไปตายสกลฯ พอหมดห่วงแล้วทีนี้เริ่มแล้วนะ หมดห่วงหมดใยแล้ว ดูอาการเริ่มแล้ว
เราบอกใครต่อใครดูเอา ที่ท่านเร่งไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน ท่านเร่งเพราะอะไร ดูเอาที่นี่ดูอาการท่านแปลกแล้ว ท่านก็เริ่มทําหน้าที่เรื่อยๆ ตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสอง ๒ ชั่วโมง ดูอาการแปลกๆ พอตีสอง ๒๓ นาที ท่านก็สิ้นใจ ท่านสิ้นใจละเอียดอ่อนมากทีเดียว เวลาท่านจะสิ้นลมละเอียดอ่อนมากทีเดียว แล้วท่านก็ไปตีสอง ๒๓ นาที ท่านไปอย่างสมเกียรติของจอมปราชญ์สมัยปัจจุบัน ทุกอย่างเหมือนว่ากําหนดไว้ๆ
เวลาท่านจะสิ้นนี้ แหม ! ละเอียดมาก ไม่มีกระดุกกระดิกอะไรๆ ทั้งนั้น อาการมีนิดหน่อยๆ ให้รู้ว่าท่านเตรียมแล้วๆ พอจวนตัวจริงๆ ลมหายใจค่อยผ่อนลงๆ เพราะหัวเราจ่ออยู่กับท่าน ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านก็อยู่ หัวเราสอดเข้าข้าง หัวจ่อเข้าไปดูตลอด เพราะตอนนั้นเรายังเป็นพระผู้น้อย ดูเหมือนได้ ๑๖ พรรษาล่ะมัง ครูบาอาจารย์ทั้งหลายเคารพท่าน เราก็ไม่อาจเอื้อม คอยฟังเสียงท่าน แต่ผู้ที่ปฏิบัติใกล้ชิดต่อเหตุการณ์ระหว่างท่านกับเรา คือ เรามันหนักอยู่กับเรา เวลาท่านก็ดู แต่ละเอียดจนกําหนดไม่ได้นะว่า ท่านสิ้นเมื่อไร
ที่ว่า ๒๓ นาทีนั้น ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ (จูม พนฺธุโล) เห็นว่าหมดหวังเงียบไปแล้วนี่ไม่ใช่ท่านสิ้นแล้วเหรอ ก็เลยเอานาฬิกามาดู ไม่มีใครรู้ว่า ท่านสิ้นเมื่อไร ละเอียดขนาดนั้น หัวเราจ่ออยู่ตลอด ค่อยละเอียดลงๆ แล้วเงียบไปเลย ไม่มีอวัยวะส่วนใดที่จะกระดุกกระดิกให้ทราบว่าไปเวลานั้น ละเอียดขนาดนั้นท่านไป ท่านตายอย่างนั้นล่ะ พระอรหันต์ท่านตายง่าย ท่านไม่มีอะไรกับธาตุกับขันธ์ ดูความเคลื่อนไหวของธาตุขันธ์ มันอ่อนไปขนาดไหนๆ ธรรมชาตินั้นไม่ได้อ่อน ความบริสุทธิ์ของใจที่รับผิดชอบร่างกายไม่ได้อ่อน ไม่ได้ลดราวาศอกอะไรเลย คงเส้นคงวาหนาแน่น เรียกว่า นิพพานเที่ยง คือ ธรรมชาติ ดูธาตุดูขันธ์ที่เป็นของแปรปรวน ดูตลอด พอสุดท้ายก็ปล่อยเลยไปเลย ได้เห็นเต็มหูเต็มตาพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพ เราได้เห็นเต็มหูเต็มตาด้วยความเคารพเลื่อมใสเทิดทูนสุดหัวใจเรา
หมดแล้วที่พึ่ง
พ่อแม่ครูจารย์ (องค์หลวงปู่มั่น) มรณภาพ (วันศุกร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลา ๐๒.๒๓ น.) เราเห็นด้วยตาของเรา นํ้าตานี้พังเลยนะ ก็พ่อแม่ครูจารย์ แหม ! นํ้าตาพังเลยนะเรา มันบอกว่า หมดที่พึ่ง ความหมายว่าอย่างนั้น ทั้งบุญทั้งคุณท่านอยู่ในนี้หมดเลย
ความสลดสังเวช ความรัก ความเคารพ ความอาลัยเสียดาย ความเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรอยู่นั้นหมด ว่าอย่างนั้นเถอะ นํ้าตาพังเลยเรา ไม่ทราบมันมาจากไหนล่ะ นํ้าตาพังเลยเชียวหลวงปู่มั่นอายุ ๘๐ ท่านก็บอกไว้เลยว่า ไม่เลย ๘๐ แน่ะ พอป่วยครั้งสุดท้าย บอกว่า ครั้งนี้แหละ ครั้งนี้ไม่หายจนตาย ท่านว่าแล้วเป็นจริงๆ แต่ก่อนท่านไม่เห็นพูด การเจ็บไข้ได้ป่วยมีเหมือนเราๆ ท่านๆ ท่านไม่ได้พูด แต่ป่วยคราวนี้ท่านบอกเลย
ท่านก็ไปอย่างสบาย ท่านไม่มีอะไร ท่านไปอย่างนักปราชญ์จอมปราชญ์สมัยปัจจุบัน เราก็อยู่จนท่านสิ้นลม เหมือนฟ้าดินถล่มนะ พ่อแม่ครูอาจารย์มรณภาพจากไปมันเหมือนฟ้าดินถล่ม มันสะเทือนมากในหัวใจเรา สะเทือนมากจริงๆ นํ้าตาไม่ทราบมาจากไหน ทั้งๆ ท่านก็บอกเป็นระยะๆ นะ บอกเรื่องความตายของท่าน มันก็ไม่ค่อยตื่นเต้นอะไรนัก ครั้งสุดท้ายนี้มันตื่นเต้นเอามาก
ท่านมรณภาพแล้วหมดเลย นํ้าตาพังเลยเรา หมดแล้วที่พึ่งของเรา เข้าหาท่านตอนเช้า ตอนสาย ตอนบ่าย ตอนเย็น ท่านไม่เคยว่าเลยล่ะกับเรา ไม่มีที่ท่านจะว่าคํานั้นคํานี้ต่อเรา ตั้งแต่ไปอยู่กับท่านมาจนกระทั่งท่านมรณภาพ ท่านไม่เคยดุเรา ไม่เคยว่า ทําไมทําอย่างนั้น ทําไมทําอย่างนี้ เวลาปฏิบัติต่อท่านผิดพลาดไปอย่างนี้ไม่เคยมีนะ จนกระทั่งวาระสุดท้าย ท่านสิ้นไปนี้ แหม !สลดสังเวชเรา นํ้าตาร่วงทันทีเลย นี่ล่ะที่มันนํ้าตาพัง คุณของท่านอยู่ในนี้หมด อยู่ในหัวใจเราพอท่านสิ้นลงแล้วเลยนั่งอยู่นั้นน่ะ นั่งรําพึง นั่งเหมือนหัวตอนะ แต่จิตมันหมุนของมัน
เรียกว่า หมดที่พึ่งเรา หมดที่พึ่ง คือจิตขั้นนี้ (องค์หลวงตาฯ ท่านบรรลุอริยธรรมขั้นพระอนาคามีแล้ว กําลังบําเพ็ญอริยธรรมขั้นสุดท้าย คือ ขั้นพระอรหันต์) ใครจะมาตอบมารับ ไม่ได้ง่ายๆ นะ ต้องเป็นผู้ที่ผ่านพ้นไปแล้วหมดแล้ว เพราะจิตอันนี้มันเข้าด้ายเข้าเข็มๆ จิตเราหมุนทั้งวันทั้งคืน ทีนี้มีผู้มาตอบปัญหานี้ จะไปตอบแบบธรรมดาไม่ได้นะ ท่านพูดออกมาคําเดียวปั๊บถึงแล้ว พังแล้ว มันขัดข้องตรงไหน พอท่านพูดออกมาคําเดียว พังเลยๆ นั่นล่ะ ความรู้ของจอมปราชญ์สอนจอมโง่เป็นอย่างนั้น
จิตใจก็อยู่กับท่านหมด ในเวลาท่านล่วงไปแล้วทําไง นั่งนํ้าตาร่วงอยู่นั่นล่ะ ตั้งแต่ตี ๔ ตอนนั้นตีสอง ๒๓ นาที ท่านล่วงตอนนั้นพระชุลมุน ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ส่วนพระเณรอยู่นอกๆ เพราะครูบาอาจารย์อยู่ภายใน เราก็รองลงมาคอยดูแล พอท่านสิ้น เราก็นั่งเฝ้าศพท่านอยู่ นํ้าตาร่วงเรื่องที่พึ่ง ขาดที่พึ่ง ตั้งแต่ตี ๔ พูดให้มันชัดเจนอย่างนี้แหละ จนกระทั่งถึงเวลาบิณฑบาต หมู่เพื่อนมาสะกิดปั๊บ ได้เวลาบิณฑบาตแล้ว หือ ! ตั้งแต่ตี ๔ ถึงเวลาออกบิณฑบาต ถึงได้ลุกออกบิณฑบาต นั่งไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย นั่งเป็นเหมือนหัวตอ แต่จิตมันไม่ได้เหมือนหัวตอ มันหมุนอยู่กับครูบาอาจารย์ เรียกว่า หมดที่พึ่งๆ ตลอด เพราะจิตของเราจะอยู่กับท่านเท่านั้น ใครมาตอบไม่ได้ล่ะ ต้องท่านคนเดียวตอบ ตอบแล้วขาดสะบั้นๆ เลย เพราะจิตนี้เป็นจิตอัตโนมัติแล้ว
เราไม่ลืมนะ พ่อแม่ครูจารย์เป็นมหาบุญมหาคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อมของเรา เราลืมเมื่อไร สดๆ ร้อนๆ กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่มีคําว่าจืดว่าจาง เป็นปัจจุบันตลอดเลย สดๆ ร้อนๆ เช่นอย่างเวลาว่าง ตอนบ่ายๆ เราก็ลงไปกราบท่านที่ศาลาใหญ่ กราบรําพึงรําพันถึงเรื่องมหาบุญมหาคุณของท่านที่เป่ากระหม่อมของเรา ซึ้งทีเดียวนะ สดๆ ร้อนๆ กราบรําพึงบุญคุณของท่าน ท่านแก้ตรงไหนขาดสะบั้นๆ แก้เรา เพราะจอมปราชญ์แก้จอมโง่ ติดข้องตรงไหน พอเล่าถวายท่าน ท่านใส่เปรี้ยงทันทีขาดสะบั้นๆ เลย
ตอนนั้นรู้สึกเหมือนว่าฟ้าดินถล่มนะ พระเณรนี่โกลาหลอลหม่านกันหมดเลยวงกรรมฐาน๓ – ๔ ปี ถึงเกาะกันได้ แตกกระจัดกระจายเลย พอพ่อแม่ครูจารย์เสียองค์เดียว ครูบาอาจารย์องค์นั้นอยู่ที่นั่นๆ ก็ได้ไปหาองค์นั้น หาองค์นี้บ้าง เริ่มแรกนี่ประมาณสัก ๓ – ๔ ปีนี้ แหม ! ยุ่งมากทีเดียว ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ที่ท่านล่วงไป ซึ่งมีธรรมเต็มหัวใจ สั่งสอนสัตว์ ลูกศิษย์ลูกหาเต็มภูมิของท่านแล้วล่วงไปนี่ แหม ! พิลึกนะ พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ล่ะที่ให้ความร่มเย็นแก่วงกรรมฐานมากที่สุดเลย เราไม่ได้ลืมนะ สดๆ ร้อนๆ
สรุป ๘ ปีที่ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น
อย่างปัจจุบันนี้ก็หลวงปู่มั่น ปรากฏชื่อลือนามมาทั่วโลกแล้วเวลานี้ ใครจะปฏิบัติได้อย่างหลวงปู่มั่น เท่าที่เราผ่านมานี้ในชีวิตของพระ เรายังไม่เคยเห็นองค์ไหนจะแซงหน้าท่านไปได้เลย เก่งทุกอย่าง เก็บหอมรอมริบเรื่องหลักธรรม หลักวินัย ไม่มีรั่วไหลไปไหนเลย ท่านเก็บหอม-รอมริบได้หมด คือ หลวงปู่มั่น เทิดทูนพระพุทธเจ้า คือ ธรรมวินัย นั่นล่ะ ที่เป็นศาสดาองค์แทนของท่านมาเป็นศาสดาของหลวงปู่มั่น ท่านเทิดทูนตลอดเวลา ด้วยการสํารวมระวังให้เป็นไปตามสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่ ไม่มีใครเกิน จนกระทั่งท่านนิพพานไป เรายังไม่เห็นองค์ไหน เราไม่ได้ประมาท เราไม่เห็น เราก็บอกไม่เห็น แต่หลวงปู่มั่นนี้เต็มหูเต็มตาเต็มใจ เทิดทูนสุดหัวใจไม่มีวันจืดจาง เพราะเป็นครูบาอาจารย์ที่เลิศเลอในสมัยปัจจุบัน
พูดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรม เอ้า ! พูดออกมา ชนิดไหน ธรรมประเภทใด ท่านจะออกรับทันทีๆ เพราะท่านเต็มอยู่หมดแล้ว ห้างร้านเป็นห้างร้านใหญ่โต เอ้า ! สินค้าประเภทไหนเต็มอยู่ในห้างร้านนั้นแล้ว จะเอาชนิดไหน เอ้า ! ไปเอาเลย นั่น จะว่าอันนี้มี อันนั้นไม่มี ไม่มีเลยล่ะเต็มไปหมดในห้างร้านใหญ่ๆ นั้น เอ้า ! คว้าได้คว้าได้เลย อันนั้นราคาเท่าไรๆ ได้ไม่อัดไม่อั้น อันนี้ธรรมประเภทไหนที่เต็มอยู่ในหัวใจของท่านผู้ปฏิบัติ ตั้งใจปฏิบัติ รู้มาก รู้น้อย เข้าไปเกี่ยวข้องกับท่าน ท่านจะออกรับทันทีๆๆ เลย จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น ไม่มีอัดมีอั้น คือ หลวงปู่มั่นองค์ปัจจุบันของเรานี้แหละ นี่ล่ะธรรมเลิศเลออยู่อย่างนี้
พูดถึงเรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ เราไม่มีคําว่าอิ่มพอนะ มันดูดมันดื่ม มันซาบมันซึ้งทุกอย่างเลย ด้วยการประมวลมาหมดที่สัมผัสสัมพันธ์กับท่านเป็นเวลา ๘ ปี ไม่มีอะไรที่จะจับได้เลยว่าท่านหนักทางนั้น นี่เป็นอย่างน้อยนะ นิสัยท่านหนักทางนั้นไม่มีเลย อย่าว่าแต่พูดถึงเรื่องธรรมวินัยเลย อันนี้ไม่มีเคลื่อนคลาดเลย เพราะต่างคนต่างเรียนมาก็รู้ด้วยกัน เฉพาะอย่างยิ่งเป็นของตัวเองของทุกคนเรื่องนิสัยนะ นิสัยเป็นของตัวเป็นสมบัติของตัวทุกคนๆ ท่านมีสมบัติอะไรที่ท่านจะนําออกมาแสดงเหมือนทั้งหลาย ทั้งประชาชนโลกทั่วไป ทั้งพระทั้งเณร ครูบาอาจารย์ ต้องเอานิสัยของตัวเองออกใช้ตลอดไป นิสัยเป็นของดั้งเดิม
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งว่า “การละนิสัยวาสนานี้ ไม่มีใครละได้ สําหรับพระพุทธเจ้าละได้พระองค์เดียว” ฟังซิ นอกนั้นละไม่ได้ ต้องใช้นิสัยเดิมของตัวเอง นี่ล่ะนิสัยเดิมที่จะออกในแง่ไหนบ้าง ท่านหนักทางไหน เราจับไม่ได้เลยนะ นี่อันหนึ่ง โอ๊ย ! ละเอียดลออทุกอย่าง เราก็เห็นองค์นี้ล่ะที่ผ่านมานะ ตานี้ แหม ! พูดไม่ถูกทุกอย่างนะ ตา พูดก็สาธุ เราไม่ได้ประมาทนะ คือตาไก่ป่ามันตาดี เข้าใจไหม ตาแหลมตาคม คือ ตาไก่ป่า พวกไก่ป่านี้ตาดี ท่านเป็นอย่างนั้น แพล็บๆๆ หูก็ดี ตาก็ดี ทุกอย่างดีหมด อวัยวะสําหรับเครื่องใช้ของท่านไม่ค่อยชํารุดนะ หลงๆ ลืมๆ ก็ไม่มี จึงว่าหาที่ต้องติไม่ได้ แม้นิสัยเป็นเรื่องของขันธ์ เรื่องของสมมุติ ยังจับไม่ได้เลย ท่านละเอียดลออเสียทุกอย่าง
แต่เวลาพูดให้ท่านหัวเราะได้ ก็มีแต่เรานะ แปลกอยู่อันหนึ่ง มันหากมีของมัน นั่นแหละนิสัยบ้าอันนี้น่ะ แหย่นั้นแหย่นี้ บางทีก็มีอะไรล่อเข้ามาปั๊บ ท่านหัวเราะขึ้นทันทีก็มี มีแต่เราเท่านั้น ดุก็ฟาดลงนี้ หยอกเล่นก็อยู่นี้ เวลาท่านดุเรานี่ตัวเบอร์หนึ่งแหละ ท่านดุนี้รู้สึกจะไม่มีใครเกินเราที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นดุนะ มีเรื่องขบขัน ก็เรานี่ล่ะแหย่ให้ท่านหัวเราะ มันหากเป็นของมันอยู่งั้นแหละ นี่พูดถึงเรื่องครูบาอาจารย์ที่เยี่ยมยอดที่สุดในสมัยปัจจุบัน เฉพาะอย่างยิ่งวงกรรมฐาน
เรายกให้เลิศเลยเทียว ขนาดอยู่ด้วยกัน ๘ ปี จับอะไรๆ ที่ว่ามีความผิดปรกติบ้างเล็กน้อย หรือว่านิสัยท่านหนักไปทางไหน ไม่มีเลย นี่สําคัญมากนะ คนหนึ่งมีอย่างหนึ่งๆ จับจนได้ ไม่จับ มันก็ได้ มันก็รู้ มันเด่นอยู่แล้วล่ะ มันเด่นอยู่ในนิสัยของคนนั้น เป็นสมบัติของคนนั้นออกมาจ่ายตลาด มันก็เห็นล่ะซี อยู่เฉยๆ ก็ไม่เป็นไร เวลาออกจ่ายตลาด นิสัยมันก็ออกไปด้วย สําหรับพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ไม่มี
ความดุของท่าน ดุเผ็ดร้อนเท่าไร ยิ่งมีแต่อรรถแต่ธรรม หาความเป็นโลก เป็นสงสารกิเลสตัณหาไม่มีเลย มีแต่ความดุด้วยความเป็นธรรมๆๆ ฟังไปๆ ปรับตัวไปเรื่อยๆ ที่นี่สรุปความลงแล้ว ความดุนั้นเป็นธรรมทั้งนั้น ได้ยินเสียงท่านเวิ้กว้าก นั่นล่ะ ธรรมจะออกแล้ว เหมือนกับฟ้ากระหึ่มบนเมฆ นี่ฝนจะตกแล้วนะ หาอะไรมารองเป็นลักษณะนั้น พอท่านกระหึ่มขึ้นมา ดุขึ้นมา นี่ล่ะธรรมะจะออก ยอดธรรมจะออกจริงๆ เลย ดุเท่าไร ธรรมยิ่งไหลออก มันอยู่ไป ปรับไปๆหาคําที่ว่า ท่านดุมีที่ตรงไหน สุดท้ายไม่มี.. สรุปจนกระทั่งท่านมรณภาพ หาคําว่า ดุไม่มี ดุแบบโลกไม่มี มีแต่เรื่องธรรมล้วนๆ เด็ดเท่าไรยิ่งเป็นธรรมถึงใจๆ
๘ ปี เที่ยวกรรมฐานป่าเขาในสกลนคร กาฬสินธุ์ มากที่สุด
ถํ้าฮ้าน วัดวังนํ้ามอก เราไปทั้งสองแห่ง สงัดดีอยู่ ถํ้าฮ้านนี่มีต้นไม้ใหญ่แค่นี้ ต้นไม้โบรงโบราณเต็ม ไม่มีใครไปแตะ คงจะเป็นต้นไม้สงวน ต้นใหญ่จริงๆ นะ เรียกถํ้าฮ้าน วังนํ้ามอกก็ได้ไปสงัดดีอยู่ แถวนั้นก็ดูเหมือนมีอยู่สามวัดหรือไง อย่างตอนเที่ยวกรรมฐานเร่งๆ ไม่ได้ไปทางนี้ ไม่ไปนะ อยู่ทางสกลฯ เพราะหลวงปู่มั่นอยู่สกลฯ เราจึงไปแต่ทางด้านตะวันออก ไปนครพนมก็เป็นทางตะวันออก มุกดาหารแต่ก่อนก็เป็นเขตจังหวัดนครพนม อําเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม เดี๋ยวนี้ก็เป็นจังหวัดมุกดาหาร ตัดเข้าไป ก็เหลือแต่นาแกไปทางนู้น เราไปหมด
ที่เที่ยวกรรมฐานมากที่สุด คือ ย่านตะวันออก เฉพาะภูเขาลูกนี้ลูกสกลนคร ระหว่างสกลนครกับกาฬสินธุ์นี่ เป็นภูเขาที่เราเที่ยวเสียแหลกหมดจริงๆ เพราะอยู่นั้นตั้ง ๘ ปี ปีนี้ออกช่องนี้ไปช่องนั้น ปีนั้นออกนั้นไปนั้น ทะลุจนกระทั่งถึงภูจ้อก้อ จากนั้นก็ไปอยู่ทางมุกดาหารก็เที่ยวทางนู้นเสีย จากภูเหล็กนี่ อําเภอสว่างฯ ภูเหล็กไปเลยล่ะ ไปเรื่อยๆๆ ทะลุถึงภูจ้อก้อ เมื่อพูดที่ไหนรู้หมดเลย เพราะเที่ยวเสียจนแหลก ทางอื่นไม่ได้ไปนะ เช่น อย่างอุดรฯ นี่ก็ไม่ได้มา จังหวัดไหนก็ไม่ได้ไป มีสองจังหวัดนี่ที่มากที่สุด
สกลนครกับกาฬสินธุ์ สกลนครเป็นจุดกลางที่เที่ยวแหลกหมด กาฬสินธุ์ก็เงื่อนทางนู้น และเงื่อนทางนั้น นครพนมก็ไป ไปนู้นไปถึงนู่นล่ะนครพนม ไปถึงอําเภอบ้านแพงไปทางนู้น อําเภอบ้านแพง ไปถึงเขตดงศรีชมภู ไปอยู่ในระยะนั้นดูเหมือน ๒ ปี ไปเขตอําเภอศรีสงคราม อําเภอบ้านแพง ท่าอุเทน ศรีสงคราม เข้าไปนู่น แต่ที่มากจริงๆ ก็คือเขตสกลนคร ทางด้านนี้ไม่เคยมา เพราะหลวงปู่มั่นท่านอยู่ที่นั่น นั่นล่ะแม่เหล็ก แม่เหล็กอยู่ที่ไหน เศษเหล็กมันก็อยู่ที่นั่นล่ะ เข้าใจไหม เศษเหล็กเต็มแถวนั้นนะ แม่เหล็กอยู่ที่ไหน เศษเหล็กก็อยู่ตามนั้น
จนกระทั่งท่านมรณภาพจากแล้ว ออกจากสกลนครก็บึ่งมาทางหนองคาย เข้าไปทางอําเภอท่าบ่อ บ้านผือ ศรีเชียงใหม่ เข้าไปลึกๆ เข้าไป ไปล่ะที่นี่นะ มีแต่คนเดียวเท่านั้นนะ ไปไหน ไปแต่คนเดียว เผาศพท่านเรียบร้อยแล้วไป พอเผาศพท่านเรียบร้อยแล้วออกจากนู้นก็ไป พอเดือนพฤษภาฯ ก็ย้อนกลับไปสกลนคร ขึ้นวัดดอยธรรมเจดีย์
พูดถึงการเที่ยวนี่ สกลนครเป็นอันดับหนึ่ง นครพนม กาฬสินธุ์ กาฬสินธุ์นี่ก็ออกไปทางนู้น เขตกาฬสินธุ์ แต่ไม่ได้ไปตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ ไปเขตอําเภอ เช่น กุฉินารายณ์ อะไรเหล่านี้ เที่ยวแถวนี้ อําเภอเขาวงเขาเวงอะไรไปหมด นั่นแหละ แต่ก่อนไม่มีอําเภอ มีแต่กุฉินารายณ์แห่งเดียว นอกนั้นยังไม่มีอําเภอ เที่ยวแถวนั้น
ท่านสั่งสอนไว้ อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ
เมื่อการมรณภาพของท่านอาจารย์มั่นผ่านไป เข้าไปกราบเท้าท่าน นั่งรําพึงรําพันปลงความสลดสังเวช นํ้าตาไหลนองอยู่ปลายเท้าท่านเกือบ ๒ ชั่วโมง พร้อมทั้งพิจารณาธรรมภายในใจของตน กับโอวาทที่ท่านอาจารย์ให้ความเมตตาอุตส่าห์สั่งสอนเรามาเป็นเวลา ๘ ปี ที่อาศัยอยู่กับท่าน การอยู่เป็นเวลานานถึงเพียงนี้ แม้คู่สามีภรรยาซึ่งเป็นที่รักยิ่ง หรือลูกๆ ผู้เป็นที่รักของพ่อแม่อยู่ด้วยกัน ก็จะต้องมีข้อข้องใจต่อกันเป็นบางกาล แต่ท่านอาจารย์มั่นกับศิษย์ที่มาพึ่งร่มเงาของท่านเป็นเวลานานถึงเพียงนี้ ไม่เคยมีเรื่องใดๆ เกิดขึ้น ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งเป็นที่เคารพรักและเลื่อมใสหาประมาณมิได้ ท่านก็ได้จากเราและหมู่เพื่อนผู้หวังดีทั้งหลายไปเสียแล้วในวันนั้น
อนิจฺจา วต สงฺขารา เรือนร่างของท่านนอนสงบนิ่งอยู่ด้วยอาการอันน่าเลื่อมใสและอาลัยยิ่งกว่าชีวิตจิตใจ ซึ่งสามารถสละแทนได้ด้วยความรักในท่าน กับเรือนร่างของเราที่นั่งสงบกาย แต่ใจหวั่นไหวอยู่ด้วยความหมดหวังและหมดที่พึ่งต่อท่านผู้จะให้ความร่มเย็นต่อไป ทั้งสองเรือนร่างนี้รวมลงในหลักธรรม คือ อนิจฺจา อันเดียวกัน ต่างก็เดินไปตามหลักธรรม คือ อุปฺปชฺชิตฺวานิรุชฺฌนฺติ เกิดแล้วต้องตาย จะให้เป็นอื่นไปไม่ได้
ส่วนท่านอาจารย์มั่น ท่านเดินแยกทางสมมุติทั้งหลายไปตามหลักธรรมบทว่า เตสํ วูปสโม สุโข ท่านตายในชาติที่นอนสงบให้ศิษย์ทั้งหลายปลงธรรมสังเวชชั่วขณะเท่านั้น ต่อไปท่านจะไม่มาเป็นบ่อแห่งนํ้าตาของลูกศิษย์เหมือนสมมุติทั่วๆ ไป เพราะจิตของท่านที่ขาดจากภพชาติเช่นเดียว กับหินที่หักขาดจากกันคนละชิ้น จะต่อให้ติดกันสนิทอีกไม่ได้ฉะนั้น
ผมนั่งรําพึงอยู่ด้วยความหมดหวัง และปัญหาทั้งหมดภายในจิตใจที่เคยปลดเปลื้องกับท่าน บัดนี้เราจะไปปลดเปลื้องกับใคร และใครจะมารับปลดเปลื้องปัญหาของเราให้สิ้นซากไปได้ เหมือนอย่างท่านพระอาจารย์มั่น ไม่มีแล้ว เป็นกับตายก็มีเราคนเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับหมอที่เคยรักษาโรคเราให้หายไม่รู้กี่ครั้ง ชีวิตเราอยู่กับหมอคนเดียวเท่านั้น แต่หมอผู้ให้ชีวิตเรามาประจําวัน ก็ได้สิ้นไปเสียแล้วในวันนี้ เราจึงกลายเป็นสัตว์ป่า เพราะหมดยารักษาโรคภายใน
เมื่อนั่งอาลัยอาวรณ์ถึงท่านด้วยความเคารพรักและเลื่อมใส พร้อมทั้งความหมดหวังในท่าน ก็ได้อุบายต่างๆ ขึ้นมาในขณะนั้นว่า วิธีการสั่งสอนของท่าน เวลามีชีวิตอยู่ ท่านสั่งสอนอย่างไร ต้องจับเอาเงื่อนนั้นแลมาเป็นครูสอนตน และท่านเคยยํ้าว่าอย่างไร อย่าหนีจากรากฐาน คือ ผู้รู้ภายในใจ ถ้าจิตมีความรู้แปลกๆ ซึ่งจะเกิดความเสียหาย ถ้าเราไม่สามารถพิจารณาความรู้ประเภทนั้นได้ ให้ย้อนจิตเข้าสู่ภายในเสีย อย่างไรก็ไม่เสียหาย ท่านสอนอย่างนี้ ก็จับเอาเงื่อนนั้นไว้ แล้วนําไปปฏิบัติต่อตนเองจนเต็มความสามารถ
ครูบาอาจารย์เทศน์อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ ไว้ดังนี้
“อย่าทิ้งคําว่า “พุทโธ” หลวงปู่มั่นท่านสอนหลวงตาไว้ เวลาหลวงตาท่านประพฤติปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น พอหลวงปู่มั่นท่านแก่ชราภาพเต็มที่ ไปถามว่า ถ้าหลวงปู่มั่นไปแล้วจะทําอย่างไร
หลวงปู่มั่นท่านสั่งไว้เลย “ถ้าเราไม่อยู่แล้ว อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ”
ท่านสั่งเอาไว้เลยนะ “ห้ามทิ้งผู้รู้ ห้ามทิ้งพุทโธ แล้วจะไม่เสีย อย่างไรก็ไม่เสีย” เพราะอะไร เพราะเรากอดพุทโธไว้ พุทโธ คือ พุทธะ ผู้รู้ คือ ใจเรา ถ้าใจเราไม่ส่งออก ใจเราไม่หาเรื่อง ใจเราไม่ไปยึดสิ่งอื่น มันจะไม่เสียหาย ให้ระลึกถึงผู้รู้ของเราไว้ แล้วผู้รู้มันจะอยู่ได้อย่างไรล่ะ ถ้าไม่มีพุทโธ ผู้รู้ก็ความรู้สึกเรา แล้วความรู้สึกเรามันคงที่ไหม ทีนี้พุทธะ พุทธานุสติไง ถ้าให้กําหนดพุทโธ พุทโธมีค่าตรงนี้ไง อย่างเช่นเรา เราตกจากที่สูง เราไม่มีที่พึ่ง เรากอดพุทโธเลย เรากระโดดกอดพุทโธเลย พุทโธๆๆ ทําอะไรไม่ออก นึกถึงพุทโธ ทําอะไรไม่ได้ ให้นึกพุทโธไว้เลย พุทธานุสติกอดพุทโธไว้เลย เพราะพุทโธๆ คําบริกรรมนั้นน่ะ มันจะกลับมาสู่ผู้รู้ กลับมาสู่ความสงบนั้น”
หมู่เพื่อนเกาะพรึบ – กําลังธรรมกับจิตหมุนกัน
อยู่ในวงหมู่เพื่อนด้วยกันหนองผือ เราก็เป็นหัวหน้าหมู่เพื่อนอยู่นั้น พ่อแม่ครูจารย์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เราก็ไม่ทราบว่า พระเณรจะเกี่ยวจะเกาะเรายังไงๆ บ้าง เราไม่สนใจ มีแต่คอยสอดส่องดูแลความเรียบร้อยตามหลักธรรมหลักวินัย กฎระเบียบของวัดป่าเท่านั้นล่ะ แต่เวลาพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพแล้วเกาะพรึบเลย โถ ! พระเณรมาจดจ้องเราอยู่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ จนได้เป็นขโมยหนีจากหมู่จากเพื่อน เพราะไม่สะดวกสบายในการภาวนา
หลังจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพแล้ว นั่นล่ะ จิตหมุนเป็นธรรมจักรมีแต่พุ่งๆ ไปกับใครไม่ได้ อยู่กับใครไม่ได้เลย ต้องอยู่คนเดียว ทํางานตลอด กลางคืนนอนไม่หลับ ธรรมฆ่ากิเลส ทีนี้หมู่เพื่อนจะไปกับเราได้ยังไง ขโมยหนีกลางคืนก็ไป กลางวันก็ไป หมู่เพื่อนว่ายังไงก็ไม่ฟังรุมตาม พอตกกลางคืนหมู่เพื่อนพักภาวนา เราเตรียมของไว้เรียบร้อย มันเหมือนบ้านะ เราเตรียมของไม่มากนะ บาตร จีวร กลด เท่านั้นแหละ เอาวางเรียบร้อยแล้ว เดินฉากดูที่พระเณรตามเกาะเรา ฉากไปองค์นี้เดินจงกรม องค์นั้นนั่งภาวนา ดูใครไม่สนใจกับเรา กลับมาเตรียมของ เปิดหนีทางนี้เลย ทางไหนมีพระไม่ไป ออกกลางคืนไปเลย ไปกลางคืนนะ ตื่นเช้ามาแตกฮือเลย ถ้าตกนรกตกได้ เราเรื่องขโมยหนีจากหมู่เพื่อน กลางวันก็เหมือนกัน ดูอาการเสียก่อน ดูลาดเลาดูพระดูเณร ถ้าเห็นไม่มีองค์ไหนสนใจกับเรา ส่วนบริขารเราเตรียมไว้พร้อมแล้ว พอกลับมาสะพายบาตร ทางไหนไม่มีพระ ออกทางนี้ไปเลย กลางคืนก็ออก เป็นอย่างนั้นล่ะ…
เราก็ระลึกถึงตอนเราจะเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่น นั่นก็แบบเดียวกันอยู่กับใครไม่ได้ ไปอยู่ภูเขานู้นทางไปกาฬสินธุ์ เวลาไปเยี่ยมท่าน ฉันเสร็จแล้วก็ออก หมุนตลอดตามทางไป มันไม่ได้สนใจกับอะไรล่ะ มันหมุนของมันตลอด ทีนี้พอไปเยี่ยมศพท่านกลับมา ทีนี้มันก็หมุนของมันไปตลอดตามทาง ไม่สนใจกับอะไร สองผัวเมียขี่จักรยานมา เขานึกว่าเราเป็นบ้า เราเดินมา ฟังเสียงจักรยานซั่วซ่าๆ ข้างหน้านี่ เขาจะโดนเรา เขาเบรกจักรยานเขา เราก็เงยหน้าขึ้น โอ๊ว ! ไม่ได้ดูอะไรล่ะ เราก็ว่าอย่างนั้น เขาคงจะว่าเราเป็นบ้า นั่น กําลังธรรมกับจิตหมุนกัน เข้าใจไหมล่ะ
เขาไม่รู้เรื่องจนรถเขาจะชนเรา เราไปกลางทาง ไปจากวัดสุทธาวาส ขึ้นไปเขานู่นล่ะทางไปกาฬสินธุ์ เราไปอยู่คนเดียวเรา มากราบศพท่านแล้วก็ไป ฟังเสียงจักรยานเขาเหยียบเบรกห้ามล้อ สองผัวเมียจะตกรถแล้วจะมาโดนเรา เราไปมันไม่ได้ดูอะไร มันหมุนของมันอยู่อย่างนั้น หมุนตลอด เป็นอย่างนั้นล่ะเวลาธรรมหมุน เขาก็จะว่าเราเป็นบ้า โอ๊ว ! ไม่ได้ดูอะไร เราก็ว่าอย่างนั้น เขาก็หลีกเรา เราก็ไปของเรา นี่ล่ะจิต เวลามันหมุน หมุนอย่างนั้นล่ะ ไปที่ไหนหมุนตลอดเลย
เวลากิเลสหมุนก็แบบเซ่อๆ ซ่าๆ ไป แต่เวลาธรรมหมุนไม่เซ่อซ่านะ หมุนติ้วๆ ตลอดเป็นอย่างนั้น มันเป็นในหัวใจของใคร มันก็รู้เอง ที่เขาพูดอย่างนี้ เราเป็นมาหมดแล้วนะ จักรยานเขาสองผัวเมียเขาเหยียบเบรก เราไม่ได้ดูเขา ตามันฝ้ามันฟาง จิตมันหมุนอยู่ภายใน ฟังเสียงซั่วซ่าเขาเบรกจักรยานเขา เขาจะชนเรา เราก็พูดแต่ว่า “เอ้อ ! ไม่ได้ดู” เขาก็หลีกเราไป เราก็ไปของเรา ก็หมุนไปอย่างนั้น นั่นล่ะมันเป็นคนละแบบ เขาดูเรา เขาก็จะดูว่าบ้า เราดูเขาจะว่าอะไร เราไม่ว่าล่ะ เพราะอย่างนี้มันเป็นทั่วโลก รู้หมดเลย
ได้พบศิษย์องค์สําคัญครั้งแรก
ในงานศพหลวงปู่มั่น ท่านพระอาจารย์เดือนได้นําผ้าขาวลี ก็คือ หลวงปู่ลี ไปฝากถวายตัวเป็นศิษย์องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่ลีท่านจึงนับเป็นศิษย์รุ่นแรกๆ ขององค์หลวงตาฯ ท่านว่า “เห็นพ่อแม่ครูจารย์องค์หลวงตาฯ แล้ว ท่านก็ชอบเลย มันติดใจมาหลายภพหลายชาติแล้ว” และจากนั้นเป็นต้นมา หลวงปู่ลีก็ติดตามปฏิบัติธรรมและรับใช้องค์หลวงตาฯ อย่างใกล้ชิดเรื่อยมา ตราบจนวันมรณกาลแห่งองค์หลวงตาฯ ท่านก็เฝ้าดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด
หลวงปู่ลีมีโอกาสฟังธรรมองค์หลวงตาฯ ครั้งแรก ท่านเล่าว่า
“ท่านพระอาจารย์เดือน มีความเคารพเลื่อมใสในปฏิปทาขององค์หลวงตามหาบัวเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาอันเหมาะสม ท่านพระอาจารย์เดือนจะนําผ้าขาวลีเข้าไปนวดเส้นถวายองค์หลวงตาฯ เป็นประจํา และในโอกาสนวดเส้นถวายนี้แล องค์หลวงตาฯ ได้พูดธรรมะให้ฟังอย่างถึงใจ” ดังคราวที่องค์หลวงตาฯ ได้ไปกราบหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก หลวงปู่มั่นแก้ความสงสัยเรื่องมรรคผลนิพพาน โดยให้โอวาทธรรมอย่างเข้มข้นถึงใจ
เมื่อองค์หลวงตาฯ สอนธรรมเป็นเครื่องกล่อมเกลาจิตใจแล้ว จึงสอนให้ยกจิตขึ้นที่สูง คือการตั้งสติ จะทําพูดคิดให้มีสติไว้ ควบคุมสติไว้ให้ดี สํารวมอินทรีย์และกายวาจาใจให้เรียบร้อย อย่าให้กิเลสตัวใดครอบงําจิตใจได้ อันนี้เป็นส่วนภายใน ส่วนภายนอกให้ละเอียดลออภายนอกเสียก่อน แล้วจะละเอียดลออภายในตาม การตั้งกานํ้า จัดบาตร วางจีวร ตลอดจนเครื่องใช้ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของสงฆ์ต้องมีสติบังคับเสมอ สิ่งใดเคยตั้งและวางไว้ในที่ใด ให้ตั้งและวางไว้ที่นั้นอย่างเดิม ให้ทําทุกอย่าง อย่างมีสติ กิจวัตรทั้งมวลต้องประกอบด้วยสติ แล้วทุกสิ่งจะประมวลมาเป็นสติธรรม ปัญญาธรรม
หลังจากฟังพระธรรมเทศนาจากองค์หลวงตาพระมหาบัวจบลงแล้ว จากนั้นเมื่อได้โอกาสพอเหมาะ ผ้าขาวลีจึงได้เล่าความเป็นมาแห่งการประพฤติปฏิบัติตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงปัจจุบันถวายให้องค์หลวงตาฯ ทราบ ท่านเล่าว่า “ท่านได้สอนเราตั้งแต่ยังเป็นผ้าขาว มีความซาบซึ้งใจในธรรมและในข้อวัตรปฏิบัติของท่านเป็นอย่างยิ่ง องค์ท่านได้สอนตั้งแต่โคนไปถึงยอด หมายความว่าสอนตั้งแต่การตั้งกานํ้า กระโถน ไปจนถึงพระนิพพาน”
บูชาองค์หลวงปู่มั่นด้วยการปฏิบัติ
เผาศพหลวงปู่มั่น พูดให้มันชัดเจนเสีย ตอนนั้นอยู่กับใครไม่ได้เลย จิตหมุนเป็นธรรมจักรตลอดเวลา จนกระทั่งครูบาอาจารย์บางองค์ ท่านยังว่า “มหาบัวเวลาท่านอาจารย์มั่นมีชีวิตอยู่นี้เหมือนเงาเทียมตัว บทเวลาท่านมรณภาพไปแล้ว หายหน้าเงียบเลย ไม่มาเหลียวแล” ว่างั้นนะ อันนั้นก็ภูมิจิตของท่านเป็นอย่างนั้น บอกแล้วนะ บอกภูมิแล้วนั่น เราทําอย่างนี้ แน่ะเป็นอย่างนั้นนะ มันบ่งบอกแล้วว่า ผู้ตําหนิเราอย่างนั้น มีภูมิจิตใจเป็นยังไง มันบอกในตัวนะ เพราะท่านไม่รู้ภายในของเราซี เราปฏิบัติบูชาท่าน เข้าใจไหม เรื่องศพเรื่องเมรุใครดูก็ได้ เราปฏิบัติบูชาท่าน จิตตอนนั้นมันกําลังเป็นธรรมจักร หมุนติ้วๆ อยู่กับใครไม่ได้เลย ต้องอยู่คนเดียวๆ
เอ้อ ! เป็นพรรษาที่ ๑๖ นะ นั่นล่ะตอนที่เรากําลังหมุนติ้ว ใครติดตามไม่ได้ ท่านสีทาแอบตามไปจนได้ เราไล่ไปอยู่โน่น คนละฟากป่าโน่น เราอยู่ที่นี่ให้เหมือนอยู่คนเดียว เรียกว่า ไม่ให้พบกันเลยทั้งวัน บิณฑบาตท่านก็ไปสายหนึ่ง เราก็ไปสายหนึ่ง ไม่เห็นกัน แต่มาพบกันเวลาฉัน นอกนั้นไม่พบกันเลย เพราะเราต้องการอยู่คนเดียว อันนี้แอบติดตามเราเหมือนปลิง มันเกาะติดนั่นเอง จึงบังคับให้ไปอยู่ทางโน้น กลางคํ่ากลางคืนเวลาไหน ห้ามไม่ให้มาหาเรา เราบอกกันอย่างนี้เราจะอยู่คนเดียวเราอย่างนี้ พระองค์นั้นถึงได้ติดตามเราไปอยู่โน้น ทีนี้เวลาเณรแปงมาหาก็ไม่รู้กันซิ มันอยู่คนละฟากทวีปว่างั้นเถอะ เราก็เดินจงกรมอยู่ในป่า ถึงขนาดนั้นนะ จิตเวลามันหมุนมันหมุนแก้กิเลสนะ นี่แก้กิเลสล้วนๆ เวลามันได้หมุน เป็นธรรมจักรไปเลยอยู่ในนี้ ใครยุ่งไม่ได้
ไปบิณฑบาต มันก็หมุนของมันตลอดๆ ใครใส่บาตรไม่ทราบผู้หญิงผู้ชายไม่สนใจนะ จิตจะทํางานนี้ตลอดๆ ได้มาฉันเพียงพอมีชีวิตให้อยู่เป็นไปเท่านั้น แม้เวลาฉันจังหัน จิตก็ไม่ได้อยู่กับอาหารการกินนะ มันจะหมุนของมันระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกัน นี่ล่ะเวลาธรรมมีกําลังแล้ว กิเลสอยู่ที่ไหน มันตามเผาตามฟันกันแหลกๆ มันเหมือนที่กิเลสมีกําลัง เราอยู่ที่ไหน มันคิดแต่เรื่องกิเลสนะ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน กายสงบ แต่ใจมันเป็นไฟหมุนติ้วๆ กิเลสทํางานของมันเป็นอัตโนมัติมากี่กัปกี่กัลป์ ทีนี้พอธรรมมีกําลังแล้ว ธรรมก็เป็นอัตโนมัติเหมือนกัน ฆ่ากิเลสแบบขาดสะบั้นหั่นแหลกไปเลยตลอดเวลา ถ้ากิเลสยังไม่สิ้นเมื่อไร แสดงว่าเชื้อไฟยังมี ไฟ คือ ธรรมะจะเผากันไปเรื่อยๆ ระยะนั้นเป็นระยะที่เราหมุนติ้วๆ เพราะฉะนั้นจึงใครติดตามไม่ได้ พอพ่อแม่ครูจารย์มรณภาพเท่านั้น หลบหลีกนี้เหมือนขโมยนะเรา เราไม่ลืม เพราะอันนี้มันสําคัญมาก ใครจึงยุ่งเราไม่ได้เลย
หลบนั้นหลบนี้ ไปอยู่ที่ไหน บางทีก็ ๒ อาทิตย์ เดี๋ยวเพื่อนฝูงจะตามทันล่ะซี ปั๊บหลบไปโน้น หลบปั๊บอยู่โน้น หลบอยู่งั้นนะ กลางคืนกลางวันไปคนเดียวทั้งนั้นเรา เพราะจิตทํางานไม่ได้หยุดนี่ เราไม่อยู่ห่างไกลสถานที่จัดงานศพแหละ ไปอยู่ทางบ้านนาคํา ภูเขา ภูพานทางไปกาฬสินธุ์ นู้นนะ องค์เดียว ไม่มีใครไปอยู่ด้วย อยู่องค์เดียว เวลาจะมาหาท่าน พอฉันจังหันเสร็จแล้วก็เดินทาง เดินทางมันก็หมุนของมันตลอด อย่างนั้นล่ะ มาก็ไปกราบศพท่านเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับเลย เหมือนว่าเป็นคนละโลกเลย เรากับหลวงปู่มั่นในสายตาของเพื่อนฝูงทั้งหลาย คือ ไม่มาอยู่นั้น เพราะมันหมุนอยู่ภายในนี้ คิดดูในงานศพมาอยู่ ๔ วันเท่านั้น เราไม่ลืม คือมาอยู่เกี่ยวกับงานศพของท่านได้ ๔ วัน พอเสร็จแล้วเปิดขึ้นบนเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เพราะอยู่ไม่ได้จริงๆ
ถึงขั้นอยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ได้นะ ในขั้นที่อยู่กับครูบาอาจารย์ ต้องอยู่กับครูบาอาจารย์ศึกษาอบรมเต็มที่ ปราศจากไม่ได้ ขั้นนี้เป็นอย่างหนึ่ง อีกขั้นหนึ่งที่ว่า ขั้นอยู่กับใครไม่ได้นี้เป็นอีกขั้นหนึ่ง อยู่ไม่ได้เลย งานหมุนตลอดเวลา เว้นแต่หลับ ดีไม่ดีนอนไม่หลับ มันหมุนของมัน นี่ล่ะกิเลสกับธรรมฟัดกัน ถึงขั้นธรรมที่มีกําลังแล้วฆ่ากิเลสนะนั่น ซัดกับกิเลสบนเวที คือ หัวใจ ไม่มีเวลาหยุดหย่อน เว้นแต่หลับเท่านั้น แล้วก็รั้งเข้ามาสู่สมาธิพักจิต ไม่ให้ทํางานต่อสู้กับกิเลสเท่านั้นออกจากนั้นก็ฟัดกันตลอดเลย ดูเหมือนเดือนสาม (วันอังคารที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓วันถวายเพลิงศพองค์หลวงปู่มั่น) จิตหมุนตลอดอยู่กับใครไม่ได้ จิตขั้นนั้นขั้นอยู่กับใครไม่ได้เลย คิดดูซิมาเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่น เคารพขนาดไหนเรา แต่เราเอาธัมมานุธัมมปฏิปันโน ผู้ใดปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาเราตถาคต เราเอาอันนี้บูชาท่าน ที่จะให้เกี่ยวข้องกับร่างกาย มาอุปถัมภ์อุปัฏฐากท่านในศพของท่าน เรามาไม่ได้ เราต้องบูชาท่านด้วยข้อปฏิบัติ
นี่ล่ะถึงกาลเวลาที่อยู่ไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้จริงๆ คือทางนี้มันก้าวของมันตลอดก้าวตลอด ที่จะให้ดึงลง มันไม่ลงแล้ว พุ่งๆ มาในงานศพท่านเพียง ๔ วัน ฟังซิ งานศพรวมพระเณรอะไร รวมกันหมดแล้ว ๔ วัน งานนี่อึกทึก พระเณรทํางานทําการอะไรเต็มวัด ประชาชนมาช่วย ตอนนั้นมีท่านอาจารย์ฝั้น ท่านเป็นหัวหน้างาน นั่นล่ะเรามา ทนเอานะนั่น มาก็ไปอยู่ในป่าลึกๆ จะออกมาเฉพาะเวลาจําเป็นๆ เพราะทางนี้มันหมุนตลอด นี่ล่ะธรรมฆ่ากิเลส ท่านทั้งหลายฟังเอา ถึงเวลาฆ่าแล้วไม่รอ กิเลสฆ่าสัตว์โลก ทําลายสัตว์โลก ก็เหมือนกัน คิดแย็บออกตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์กับอะไร กิเลสจะออกหน้าๆ กว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวเอง ปรกติของโลกเป็นอย่างนั้นเราก็ไม่เคยคิดแต่ก่อน แต่เวลาธรรมนี้เกิดขึ้นกับเรา มันเป็นอย่างนั้นเป็นเอง ก็ย้อนไปคิดถึงเรื่องกิเลสทํางานบนหัวใจสัตว์โลก มันทําของมันตลอดเวลาทุกหัวใจ
ทีนี้พอธรรมเกิดขึ้นนี้ฆ่ากิเลส อยู่ที่ไหนฆ่าตลอด เว้นแต่หลับ เพราะฉะนั้นจึงว่าอยู่กับใครไม่ได้ อยู่ไม่ได้จริงๆ มันขวางมันขัดทางเดินของเราที่กําลังก้าวเดินพุ่งๆ แล้วมีอะไรมาขัดมาขวาง เช่น เกี่ยวกับการกับงาน กับเพื่อนฝูงนี้ไม่ได้เลย เหมือนกับอะไรมาขวางทางปัดออกๆ พุ่งๆ เลย คิดดูเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่น อยู่ได้เพียง ๔ วันเท่านั้น ทน ธาตุขันธ์ส่วนหยาบ อุปถัมภ์อุปัฏฐากท่านส่วนหยาบ แต่อุปถัมภ์อุปัฏฐากท่านด้วยการปฏิบัติชําระจิตใจ อันนี้เยี่ยมกว่าทุกอย่างเราเอาอันนี้บูชาท่าน มาเผาศพท่านได้ ๔ วัน โดดผึงเลยเข้าป่า
สมเด็จฯ จะเอากลับกรุงเทพฯ อีก
เราบอกตรงๆ เลยว่า ในหัวใจของเรานี้มีครูบาอาจารย์ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติอยู่บนหัวใจเราสององค์ คือ หลวงปู่มั่น เปิดโล่งหมดเลย เปิดรอบด้านเลย ทางปริยัติก็สมเด็จมหา-วีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ อันนี้ก็เปิดโล่งเลย มันถึงใจเรา ไม่ใช่อะไรนะ มันถึงใจเรา เพราะฉะนั้นสององค์นี้จึงอยู่บนหัวใจเราตลอดมา เคารพมากที่สุด ทางนั้นเคารพการเสียสละของท่าน ท่านเป็นทางด้านปริยัติ ไม่มีอะไรติดตัวนะ เราเป็นคนดูแลสิ่งของของท่าน เราก็รู้หมดล่ะซิ รู้สึกท่านเมตตาเรามากอยู่ ติดตามจะเอากลับคืนไป วันถวายเพลิงศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านก็มา เจ้าคุณศรีวรคุณก็มา ท่านเป็นเพื่อนเดียวกัน ผู้นี้ล่ะช่วยไว้ได้ ไม่งั้นก็จะแก้ยาก เรื่องให้กลับนี้กลับไม่ได้แล้ว แต่จะแก้ด้วยมารยาท ไม่ให้เสียความเคารพ นี่ลําบากอยู่มากนะ
พอดีได้เจ้าคุณศรีวรคุณ น้องชายท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ท่านเมตตาเราอยู่มากนะ สนิทสนมกันมานาน อายุท่านก็ไล่เลี่ยกันกับสมเด็จมหาวีรวงศ์ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จ ท่านไปด้วยกัน ท่านนั่งฟังอยู่ อยู่ๆ ท่านก็ผางออกมาเลย “ก็จะผูกจะมัดเขาไปอะไรนักหนา” ก็เพื่อนอยู่ด้วยกันมาด้วยกัน “ถ้าเป็นประชาชนนี้ ก็เป็นขั้นพ่อตาแม่ยายแล้ว จะให้ไปเป็นลูกเขยใหม่ได้ยังไง” ว่างั้น ท่านจะเอาเรากลับไปอีก พรรษาก็แก่แล้ว เราอยากตอบตั้งแต่ท่านยังไม่ถาม “พรรษาได้เท่าไร” “ท่านมหา ๑๖ นู่นน่ะ เป็นอุปัชฌาย์ก็ได้แล้ว” ท่านก็ช่วย ทางนั้นเลยนิ่ง โอ๋ย ! ตาเขียวปื๋อใส่เรา เรารอดตัว เห็นเราทีไร ทีนั้นแหละ นี่ก็เพราะความผูกพันเมตตา เราอยู่กับท่าน ท่านไว้ใจทุกอย่างเลย
งงกับปัญหาธรรมขั้นสุดท้าย
ผู้ที่สอนละเอียดลออมากที่สุด ก็คือ หลวงปู่มั่นเรา สอนละเอียดลออมากทีเดียว ท่านมรณภาพไปปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ของเราฟาดกิเลสพังมัน ๒๔๙๓ ใกล้กันอยู่ (ถ้าหลวงปู่มั่นยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะชี้จุดให้องค์หลวงตาฯ สําเร็จต้นปี ๒๔๙๓) แน่ะ อันนี้มีส่วนใกล้เคียงมาก ที่ว่าพระสาวกทั้งหลายที่เข้าไปศึกษาธรรมะกับพระพุทธเจ้า ไปบรรลุธรรมต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้ามีนะ คือแก้ปัญหาปั๊วะ ขาดสะบั้นไปทันทีมี เราก็มีจุดที่จะเป็นอย่างนั้นนะ
เราพูดอย่างนี้แล้ว มันก็กระเทือนถึงที่ว่าหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ตอนนั้นจิตของเรามันเข้าถึงขั้นว่างแล้ว อสุภะอสุภังมันข้ามหมดแล้ว มันไม่มีอสุภะอสุภัง มีแต่เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ จิตของเรามันว่างตอนนั้น ได้ไปอัศจรรย์จิตตัวเอง มันน่าอัศจรรย์ก็อัศจรรย์ซิ ตอนเช้าก่อนจังหันอย่างนี้ ตอนตีสี่ตีห้ายังไม่สว่าง เดินจงกรมอยู่ ไปยืนรําพึงธรรมะของเรา เห็นจิตมันอัศจรรย์เอามากมาย จิตมันอัศจรรย์อย่างว่านั่นแหละ อัศจรรย์บ้าอะไรก็ไม่รู้ เจ้าของอัศจรรย์เจ้าของน่ะซี โอ้โห ! ทําไมจิตของเราถึงได้สว่างไสวอัศจรรย์เอาขนาดนี้เชียวนา มันสว่างจ้าไปหมดเลย ดูโลกธาตุนี้ว่างไปหมด สว่างจ้า ตอนนั้นมันอยู่ขั้นว่างนะ ว่าง มันอัศจรรย์ ว่างไม่ใช่เล่นนะทําให้หลงได้เหมือนกัน เราก็อัศจรรย์ตัวเองเหมือนกัน แหม ! ทําไมจิตของเรา จึงว่างไปหมด อัศจรรย์เอานักหนาน้า เราจึงว่า ทําไมถึงได้อัศจรรย์ขนาดนี้ จิตดวงนี้ๆ นั่นล่ะ ตัวมหาภัย คือตัวที่ว่าอัศจรรย์ นั่นเห็นไหมล่ะ
นั่นล่ะ ธรรมท่านกลัวไปหลงน่ะซี ก็เราติดอยู่แล้ว หลงอยู่แล้วว่าไง ไม่มีอะไรๆ ก็มาเอาจุดสุดท้าย นั่นล่ะ วัฏจักร เรียกว่า อวิชชา ตรงนั้นเอง นั่นล่ะ ยอดอวิชชา ยอดวัฏจักรวัฏจิต คือ อวิชชา มันไม่มีอะไรแล้วก็ไปชมเชยตรงนั้น สักเดี๋ยวขึ้นล่ะซี ธรรมท่านเตือนขึ้นมา เพราะว่าที่ว่าสว่างไสว มันมีจุดของมันอยู่นั้น เหมือนตะเกียงเจ้าพายุ ไส้ตะเกียงเจ้าพายุมันจ้าอยู่นั้น ออกไปข้างนอก มันก็ออกจากไส้ตะเกียงที่สว่างจ้า นั่นล่ะตัวสําคัญ
เราก็อัศจรรย์ตัวนั้นเอง ขึ้นอุทานในใจเทียวนะ โอ้โห ! จิตของเราทําไมถึงสว่างไสวอัศจรรย์เอาเสีย เหมือนหนึ่งว่าเหนือโลกเหนือสงสาร นั่นเห็นไหม อวิชชาแผลงฤทธิ์เวลาสุดท้ายเห็นไหม เรารู้มันเมื่อไร ไม่รู้จะไปหลงอัศจรรย์มันหาอะไร สักเดี๋ยวธรรมะท่านกลัวหลง ท่านก็ผุดขึ้นมาเป็นคําๆ เราลืมเมื่อไร ถ้ามีจุด จุดไส้ตะเกียงนั่นเองสว่าง นี่จุดกับต่อมเป็นไวพจน์ของกันและกันใช้แทนกันได้ “ถ้ามีจุดหรือต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแล คือ ตัวภพ” นั่นเห็นไหม มันว่างจริงตัวจิตนี้ยังไม่ว่าง นั่นล่ะที่ว่า มีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นล่ะตัวภพ อยู่ที่จิตนั่นล่ะ มันไม่อยู่ที่ว่าง มันอยู่ที่จิต ความหมายน่ะ บอกตรงนี้ ตัวนี้ตัวภพ ถึงขนาดนั้นยังจับไม่ได้นะ งงไปเลย มีจุดมีต่อม คือ ตัวนี้เอง ถึงได้คิดถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านมรณภาพจากไปแล้วนั้น
เราไปติดปัญหานี้อยู่บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ พอกราบเรียนอย่างนี้เท่านั้น “ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ที่ไหน นั้นแล คือ ตัวภพ” “ก็จุดนั้นเอง” ท่านใส่ทันทีเลยนะ ก็ตัวสว่างนั่นแหละ คือ ตัวจุดตัวต่อม ตัวภพตัวชาติ นั่นแหละตัวภัย ใส่ทีเดียวผางเลยนะ จะสําเร็จ(บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์) ในเวลานั้นเลย พูดให้มันตรงเลย เพราะมันจวนเต็มเหนี่ยวแล้วนี่ เราก็ไปติดตรงนั้น ถ้าท่านตีตรงนั้นออกแตกกระจาย มันก็ผึงเลย พอรู้ปั๊บ เห็นโทษของมัน คอยจะไปอยู่แล้วนี่นะ แต่เราประคองมันไว้นั่นซี เราเสียดายมันเป็นขึ้นมาแล้ว จึงระลึกถึงพ่อแม่ครูจารย์-มั่น เวลาแก้ คนเดียวแก้ไม่ตก เสียดาย ถ้าพ่อแม่ครูจารย์ยังมีชีวิตอยู่
นั่นล่ะมหาภัยแท้ ตรงนั้นทีเดียว จุดที่รวมแห่งมหาภัยอยู่จุดที่สว่างกระจ่างแจ้งอัศจรรย์เต็มที่ของวัฏจักรของแดนสมมุติ อยู่จุดนั้นหมด เราไม่ลืม ตอนเดือนกุมภาฯ (พ.ศ. ๒๔๙๓) เผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นเสร็จแล้วก็ขึ้นบนเขา ติดปัญหาอันนี้ งงไปเลยนะ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ธรรมที่ท่านเตือนขึ้นมา แทนที่จะให้เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในเวลานั้น กลับเป็นความหลงมหาศาลเหมือนกัน
“เอ๊ ! จุดต่อมที่ไหนนาๆ ก็จุดนั้นน่ะ” นั่นล่ะเดือนกุมภาฯ เดือน ๓ เผาศพท่านเสร็จแล้วขึ้นบนเขา ไปติดปัญหาอันนี้ ไม่คิดไม่คาดว่าอันนี้เป็นตัวมหาภัย ยังว่าเป็นมหาคุณอยู่ เห็นไหมกิเลสหลอก ขนาดว่าตัวมหาภัย มันเสกว่าเป็นมหาคุณ เห็นไหม ก็แบกปัญหานี้ไปลืมเมื่อไร
อันนี้ไปงงเป็นบ้าเสียเท่าไร ๓ เดือน เราไม่ลืมนะ จากวัดดอยธรรมเจดีย์นี้ เขาก็นิมนต์ลงไปงาน ๑๐๐ วันของพ่อแม่ครูจารย์มั่น (วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓) เราก็ต้องได้ลงไป เพราะเคารพมาก เขานิมนต์ลงไปในงาน ๑๐๐ วัน เราก็ต้องลงไปสกลนคร ไปงาน ๑๐๐ วันท่าน ออกจากนั้นแล้วบึ่งเลยหนีเลย ไม่ขึ้นมาวัดดอยฯ อีก ฟาดไปทางอําเภอบ้านผือ อําเภอศรีเชียงใหม่ไปนู้น ไปถํ้าผาดัก (อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี)
จิตเป็นธรรมจักรต้องอยู่องค์เดียว – พบปราชญ์กลางป่าลึก
พรรษา ๑๖ เราย้อนกลับมา เข้าไปในภูเขา ไปอยู่ทาง ถํ้าผาดัก นั่นก็ป่าเสือที่นั่นก็ดี ท่านเจ้าคุณ (ธรรมเจดีย์) ท่านไปด้วยวันนั้น “เราขอไปด้วย” โอ๊ย ! แล้วกัน ก็เราจะไปหาทําความเพียร ท่านก็เป็นอุปัชฌาย์เราด้วย ก็ต้องได้เป็นกังวล ก็เป็นจริงๆ ทีแรกเราพักอยู่ในบริเวณศาลาเล็กๆ ท่านไปเยี่ยมอาจารย์หล้า (หลวงปู่หล้า ขนฺติธโร วัดป่าขันติยานุสรณ์ อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ต่อมาขึ้นกับ อําเภอนํ้าโสม) ท่านชอบป่าเป็นประจํา ไม่ออกมานอก เวลาท่านพูดธรรมะน่าฟัง ไปพักอยู่ที่นั่น เราก็ไปพักอยู่ลึกๆ นู่น
ระหว่างนี้ องค์หลวงตาฯ ได้ศึกษาเรียนถามธรรมะขั้นสูงกับท่านอาจารย์หล้า ดังนี้
“ท่านอาจารย์องค์นี้เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านอาจารย์มั่น ท่านชอบอยู่ลําพังองค์เดียวในป่าในเขาลึก อาศัยชาวไร่ชาวสวนเป็นที่โคจรบิณฑบาต…
ผู้เขียน (องค์หลวงตา) ก็เคยได้ไปพักอาศัยอยู่กับท่านในเขาลึกราวครึ่งเดือน ที่ท่านพักอยู่เวลานั้นเป็นป่าเขา อาศัยอยู่กับชาวไร่บิณฑบาตพอเป็นไปวันหนึ่งๆ ทราบว่าท่านจําพรรษาที่นั้นหลายพรรษาเหมือนกัน ที่นั้นผู้เขียนเคยตั้งเวลาดู ตอนออกเดินทางกลับ จากที่พักท่านออกมาหมู่บ้านกว่าจะพ้นจากป่าก็เป็นเวลา ๓ ชั่วโมง ๒๐ นาทีพอดี จนถึงหมู่บ้านก็ร่วม ๔ ชั่วโมง
ชื่อท่านว่า ท่านอาจารย์หล้า ภูมิลําเนาเดิมอยู่เวียงจันทน์ นับแต่อุปสมบทแล้ว ท่านเลยอยู่ฝั่งไทยตลอดมาจนวันมรณภาพ เพราะทางฝั่งไทยมีหมู่คณะและครูอาจารย์ทางฝ่ายปฏิบัติมาก การบําเพ็ญสมณธรรม ท่านมีนิสัยเด็ดเดี่ยวอาจหาญ ชอบอยู่และไปคนเดียว อย่างมากก็มีตาปะขาวไปด้วยเพียงคนเดียว ท่านมีนิสัยชอบรู้สิ่งแปลกๆ ได้ดี คือ พวกกายทิพย์มีเทวดา เป็นต้น พวกนี้เคารพรักท่านมาก ท่านว่า ท่านพักอยู่ที่ไหน มักมีพวกนี้ไปอารักขาอยู่เสมอ ท่านมีนิสัยมักน้อยสันโดษมากตลอดมา และไม่ชอบออกสังคมคือหมู่มาก ชอบอยู่แต่ป่าแต่เขากับพวกชาวไร่ ชาวป่า ชาวเขาเป็นปกติตลอดมา ท่านมีคุณธรรมสูง น่าเคารพบูชามาก คุณธรรมทางสมาธิปัญญา รู้สึกว่าท่านคล่องแคล่วมาก แต่ผู้คนพระเณรส่วนมากไม่ค่อยทราบเรื่องนี้มากนัก เพราะท่านไม่ค่อยแสดงตัว มีเพียงผู้ที่เคยใกล้ชิดท่านที่ทราบกันได้ดี
ราว พ.ศ. ๒๔๙๓ ที่ผู้เขียนไปอาศัยอยู่กับท่าน ได้มีโอกาสศึกษาเรียนถามธรรมท่าน รู้สึกว่าซาบซึ้งใจมาก ท่านอธิบายปัจจยาการ คือ อวิชชาได้ละเอียดลออมาก ยากจะมีผู้อธิบายได้อย่างท่าน เพราะปัจจยาการเป็นธรรมละเอียดสุขุมมาก ต้องเป็นผู้ผ่านการปฏิบัติภาคจิตตภาวนามาอย่างชํ่าชอง จึงจะสามารถอธิบายได้โดยละเอียดถูกต้อง
เนื่องจากปัจจยาการหรืออวิชชาเป็นกิเลสประเภทละเอียดมาก ต้องเป็นวิสัยของปัญญาวิปัสสนาขั้นละเอียดเท่าๆ กัน จึงจะสามารถค้นพบ และถอดถอนตัวปัจจยาการคืออวิชชาจริงได้ และอธิบายได้อย่างถูกต้อง ท่านอาจารย์องค์นี้เป็นผู้หนึ่งที่อธิบายอวิชชา ปัจจยาการ ได้โดยละเอียดสุขุมเกินความสามารถของผู้เขียนจะนํามาอธิบายในที่นี้ได้ จึงขอผ่านไปด้วยความเสียดาย
ท่านอาจารย์องค์นี้ท่านเริ่มฉันหนเดียว และเที่ยวกรรมฐานอยู่ตามป่าตามเขากับท่านพระ-อาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์ มาแต่เริ่มอุปสมบทจนถึงวันมรณภาพ ไม่เคยลดละข้อวัตร-ปฏิบัติและความเพียรทางใจตลอดมา นับว่าเป็นอาจารย์ที่เหนียวแน่นทางธรรมปฏิบัติที่หายากองค์หนึ่งในสมัยปัจจุบัน ควรเป็นคติตัวอย่างแก่ท่านผู้สนใจปฏิบัติทั้งหลายได้เป็นอย่างดี…
อยู่นั้นเราไม่สบาย เพราะจิตมันหมุนเป็นธรรมจักร จะอยู่กับใครได้ ก็เลยออกจากนั้นมา อยู่นั้นก็ห่างอยู่นะ ท่านก็ยังวิตกกับเราอยู่ อยู่ห่างๆ นั้นก็ดี เป็นอย่างนั้นนะ ว่าเข้าไปอยู่ป่าเสือ จากนั้นมา เราก็ไปเที่ยวดูที่นั่นที่นี่ ไปเห็นที่นู่นเหมาะ ป่าลึกๆ โน่น ให้ญาติโยมเขาไปทําแคร่ให้เรียบร้อย เราไปทําภาวนาของเราที่นั่น จะมาฉันร่วมก็ตอนเช้า จากนั้นแล้ว เราก็จะไปโน้น เราคิดว่างั้น เพราะจิตมันหมุนเป็นธรรมจักรตลอดเวลา พรรษา ๑๖ เดือน ๔ ระหว่างนี้มั้ง เดือน ๔ ล่ะมีนาฯ เดือนเมษาฯ อยู่ทางโน้น อยู่ในป่า
อยู่กับท่านเจ้าคุณฯ มันไม่สะดวก ท่านก็คุยธรรมะแหละ แต่เป็นธรรมะธรรมดาพื้นๆ นั่นซี ไม่ใช่ธรรมะที่เราหมุนติ้วๆ นั่น มันก็เข้ากันไม่ได้ อยู่ที่นี่ก็ไม่สบาย ตอนคํ่าคืนก็ต้องมาหาท่าน แน่ะ เราไปอยู่นู้น กลางคืนเราไม่มา เราจะมาแต่ตอนเช้า เราไปอยู่นู้นว่างั้น เราก็ให้เขาทําแคร่ให้เล็กๆ อยู่ลึกๆ ไกลจากท่านไป เรียกว่าเหมาะว่างั้นเถอะ เราจะมาฉันจังหันร่วม จากนั้นแล้วไม่มาถึงเวลาฉันจังหัน เราถึงจะมา เราคิดอย่างนั้น เพราะงานของเราไม่ว่าง ให้เขาทําแคร่ให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็มา แล้วท่านไปที่นั่นนะ แน่ะ เวลาเรามาที่พักของเราแล้ว ท่านก็พาโยมไป“ไหนมหาบัว ไปทําแคร่ที่ไหน” ว่างั้น ให้โยมเขาพาไปดู
ตอนคํ่าเราอยู่แคร่ เรายังไม่ไป ทําเสร็จวันนั้นแหละแต่ยังไม่ไป ตอนคํ่าลาท่านแล้ววันหลังจึงจะไป ว่างั้นนะ พอเรากลับมา ท่านก็ไปดู เรามาหาท่านตอนคํ่า ทีนี้ท่านเปิดเผยแล้วนะ ตั้งแต่อยู่ที่นี่เราก็วิตกกับเธอ ไปอยู่ป่าลึก ก็ไม่เห็นลึก เพราะตอนเช้าตอนเย็น เราก็มาเกี่ยวข้องกับท่านอยู่ที่นี่นะ มันไม่สะดวกในงานของเรา เพราะฉะนั้นจึงหลีกไปโน้น จะมาเฉพาะตอนเช้าเท่านั้นเราคิดว่างั้น เวลาทําเสร็จแล้ว ท่านก็ไปดูแล้วกลับมา ตอนคํ่าเราก็ไปหาท่าน คิดว่าจะลาท่านไปวันพรุ่งนี้ ว่างั้นนะ ท่านว่า “เราก็ไปดูที่เธออยู่นะบัว ที่เดิมนี้มันก็เปลี่ยวพอแล้วบัว ยิ่งไปอยู่ที่นั่น โอ๊ย ! เราวิตกนะบัว น่ากลัวนะบัว อย่าไปเถอะ” ว่าอีกแหละ
อู๊ย ! เรายังไงกัน ท่านก็อยู่ตามสภาพของท่าน กับสภาพของเรา มันต่างกัน “โอ๊ย ! อย่าไปเถอะบัว เราเป็นห่วงเธอ นั่นป่าจริงๆ นะนั่น พวกสัตว์พวกเสือ” ท่านเปิดออกแล้วนะ “น่าเป็นห่วงนะบัว อย่าไปเถอะ” ก็เราจะฝืนท่านยังไงได้ ใช่ไหมล่ะ ตกลงเลยไม่ได้ไป ไปทําร้านไว้เฉยๆอันนี้จิตมันหมุนอยู่ตลอด มันอยู่ไม่ได้ หลายครั้งนะ ลาท่านไปที่นั่นที่นี่ ท่านก็มีอุบายพูดอย่างนั้นตลอด พอครั้งที่สาม เราจะขอไปอยู่ในเขาลูกนี้ ชี้ไป เห็นอยู่ภูเขา เขาว่ามีสถานที่ดีอยู่
พอลาครั้งที่สาม ท่านเปิดเลยนะ “เอ๊อ ! บัวเอ๊ย เรามาอยู่กับเธอนี้ เธอเป็นกังวลกับเรา เธอไม่สะดวก เราไปแล้ว เธอจะสะดวกสบายแหละ” ว่างั้น เราไม่รู้จะว่ายังไง ก็เรามันอยู่ไม่ได้มันหมุนตลอด จากนั้นเราก็หาอุบายลาหนีออกไปเลย ท่านก็เลยว่า “เอ๊อ ! มหาบัวอยู่กับเรานี้ไม่สะดวกสบาย เป็นยังไงน้า” ท่านพูดกับโยมท่านอาจารย์หล้านะ “มหาบัวมาอยู่กับเรา รู้สึกดิ้นทางนู้น ดิ้นทางนี้เรื่อย” ท่านไม่รู้เรื่องของเรานะ “อยู่กับเราไม่ค่อยสนิท มักจะไปที่นั่น มักจะไปที่นี่ เป็นยังไงน้า มหาบัว” ว่างั้น ท่านรู้สึกจะมีอะไรกับเรา แต่เรามันหนักในทางนี้ ไม่เป็นกังวล เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องโลกๆ เรื่องของเราเป็นเรื่องธรรมล้วนๆ หนีจากท่านเสียจนได้
พอเราหนีมาแล้วไม่กี่วัน ท่านก็หนีมา มาก็มาพูดอยู่ทางวัดโพธิฯ พูดให้พระกรรมฐานฟัง ท่านไม่รู้เรื่องของเรา ทีแรกท่านคิดจะยกโทษเรานะ “มหาบัวอยู่กับเราไม่เป็นสุข เป็นยังไงไม่รู้นะ เดี๋ยวลาไปนั้น เดี๋ยวลาไปนี้ ลาอยู่งั้น ไม่เป็นสุขมหาบัว เป็นยังไงน้า” พอดีไปคุยกับพระเป็นพระกรรมฐานที่เคยคุยธรรมะกับเรา ท่านเล่าเรื่องเป็นลักษณะที่ว่าไม่พอใจในเรา ว่าเราอยู่กับท่าน เราไม่พอใจ คงเป็นอย่างนั้น พระองค์นั้นก็เราเคยเล่าให้ฟังแล้วนี่ ท่านเลยเล่าให้ฟังที่นี่นะ “โอ๋ย ! เวลานี้ท่านกําลังพิจารณาอย่างนั้นๆ ท่าน (เจ้าคุณธรรมเจดีย์) จ่อฟังนะ ธรรมะของท่านกําลังเร่ง ท่านอยู่กับใครไม่ได้ ท่านหลีกหนีมาๆ มีแต่หลีกอันเดียว ความเพียรของท่านเต็มเม็ดเต็มหน่วยนี่ท่านมากับพระเดชพระคุณ ท่านอาจจะเป็นห่วงความเพียรของท่าน ท่านถึงไปที่นั่นที่นี่”
“เหอๆ” เรื่อยเข้าไปนะ จ้อเข้าไป พระองค์นั้นก็เลยเล่าเรื่องธรรมะของเรา “ธรรมะประเภทนี้ ท่านเคยเล่าให้ฟังแล้ว ท่านไม่มีวันมีคืน ท่านอยู่กับใครไม่ได้ ท่านต้องหลีกไปอยู่องค์เดียวๆ ของท่านอย่างนั้น” “เหอๆ” จ้อเข้าเรื่อยนะที่นี่ เป็นอย่างนั้นแหละ “อ๋อ ! เพราะฉะนั้น เธอถึงอยู่กับเราไม่ติด” ว่างั้นนะที่นี่ “ไปอยู่กับเรา เธอไปทําที่อยู่ลึกๆ เราก็เป็นห่วงอยู่แล้ว มิหนําซํ้ายังโดดไปโน้นอีก ไปภูเขาลูกโน้นลูกนี้อีก อ๋อ ! อย่างนั้นเอง” ที่นี่ลงใจนะ “อ๋อๆ เป็นอย่างนั้นเอง” พระองค์นี้ เราเคยเล่าให้ฟังว่า “ท่านอยู่กับใครไม่ได้ ท่านหลีกหนีจากหมู่จากเพื่อนตลอดเวลา มานี้มากับพระเดชพระคุณ ท่านก็มา มาด้วยความจําเป็น ท่านก็มา”
พระเลยเล่าให้ฟัง “แต่ท่านก็อดคิดเรื่องงานของท่านไม่ได้ ต้องหลีกต้องเร้น” “เอ๊อ ! อย่างนั้นเหรอ เราไม่รู้ อ๋อ ! เป็นอย่างนั้นเอง” ทีนี้พอเรากลับมาคราวหลังนี่ขอโทษเรานะ “เอ๊อ ! บัวเราได้คิดผิดกับเธอมามาก ตอนเธอไปอยู่กับเรา ว่าเธอรังเกียจเราอะไรต่ออะไร เราอดคิดไม่ได้นะ ทีนี้พระมาเล่าให้ฟังแล้ว เราพอใจๆ เราขอโทษนะบัว ขอโทษเธอนะ” “โอ๊ย ! จะเป็นไร”เราก็ว่างั้นแหละ
ธรรมขั้นมหาสติมหาปัญญา เหมือนนักมวยเข้าวงใน
นี่พูดถึงเรื่องความเพียร ก็คิดดูซิอยู่กับใครไม่ได้เลย ต้องไปองค์เดียวๆ ตลอด ตั้งแต่ปรกติเราก็ไปองค์เดียวอยู่แล้ว ยิ่งธรรมะประเภทนี้เข้าถึงใจแล้วเท่านั้น อยู่กับใครไม่ได้เลย จะไปองค์เดียว อยู่องค์เดียวเท่านั้น อยากฉันก็ฉัน ไม่อยากฉันกี่วันช่างมัน ทางนี้ไม่ได้ล่ะนี่ หมุนติ้วๆๆ นี่ล่ะธรรมะฆ่ากิเลส ถึงขั้นฆ่ากิเลส อยู่ที่ไหนฆ่าทั้งนั้น กิเลสฆ่าคน ทรมานคน เป็นอัตโนมัติของมัน มันเป็นกิเลส อยู่ภายในก็เป็นกิเลส ผลักดันออกมาให้คิด ให้พูด ให้ทําอะไรได้เห็น ได้ดู ได้ยินอะไรเป็นกิเลสทั้งนั้นๆ เป็นอัตโนมัติ กิเลสสร้างผลประโยชน์ของมัน แล้วสร้างฟืนสร้างไฟให้เราเป็นอย่างนี้ตลอด ไม่ว่าหัวใจใดเป็นอย่างนี้ กิเลสทํางานเป็นอัตโนมัติในวัฏจักรของมัน ทีนี้พอธรรมอันนี้ขึ้นรับกันแล้วทีนี้ฟัดกัน เวลาธรรมเป็นอัตโนมัติแก้กิเลส ฆ่ากิเลสแบบเดียวกันอีก อยู่ที่ไหนฆ่าแต่กิเลส แก้แต่กิเลสตลอดเวลา เว้นแต่หลับๆ นี่อัตโนมัติฆ่ากิเลส
แต่ก่อนกิเลสฆ่าสัตว์ ฆ่าธรรมภายในใจของสัตว์ เวลาธรรมมีกําลังแล้วฆ่ากิเลสแบบเดียว กันเลย มันประจักษ์เอามากอันนี้ คืออยู่กับใครไม่ได้เลย ต้องอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวตลอดเวลาไม่มีคําว่าเผลอ เผลอไปไหนว่างั้นเลย ก็มันหมุนติ้วๆ ตลอดเวลา แม้ที่สุดฉันจังหันอยู่นี้มันก็บดก็เคี้ยวไปอย่างนั้นอาหาร มันไม่ได้อยู่กับนี้นะ มันอยู่กับนู้น หมุนอยู่ภายในลึกๆ เหมือนเรารับประทานอาหาร มันจะคิดไปเรื่องโลก เรื่องสงสาร มันก็คิดตามเรื่องอัตโนมัติของกิเลส ใช่ไหมล่ะ ทีนี้อัตโนมัติของธรรมฆ่ากิเลสตลอด ก็แบบนั้นแหละ จากนั้นแล้วมันก็เข้ามหาสติมหาปัญญา อันนี้ซึมไปเลยเชียว พูดยาก พูดไม่ได้ล่ะ แต่เจ้าของไม่สงสัย มันเป็นเองสงสัยอะไร
สติปัญญาอัตโนมัติขั้นนี้ นับว่ามันเป็นอย่างนั้นแล้ว หมุนแล้ว ยิ่งเข้าไปหามหาสติ-มหาปัญญา ยิ่งละเอียดหรือว่าซึมไปเลย สติปัญญาเป็นอันเดียวกันเลย ตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัตินี้ มันก็เป็นอันเดียวกันแล้ว อันนั้นยิ่งสนิทเข้าไปอีก ซึมไปเลย ฆ่ากิเลสแบบซึมไปเลยๆ นี่มันได้ผ่านเสียทุกอย่าง เพราะฉะนั้นมันถึงได้พูดได้ทุกอย่าง เพราะเรามันคนวาสนาอาภัพ มันยากมันลําบาก มันถึงได้ทําทุกแง่ทุกมุม ทุกอย่าง ทีนี้มันก็รู้ก็เห็น ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาได้มากมายล่ะซิ ใครพูดที่ไหน มันก็รู้ทันทีๆ มันหนักขนาดนั้น เวลาถึงขั้นนั้นแล้ว ทีนี้ถ้าไม่บังคับไม่นอนนะนั่น ไม่ว่ากลางคืนกลางวัน ไม่บังคับให้นอนจริงๆ ไม่นอน คือมันเพลินกับงาน หมุนอยู่ตลอดเวลา
นี่จะให้นอนธรรมดา โอ๋ย ! ไม่ได้เลย ต้องบังคับให้นอน เวลาบังคับนั้น ห้ามทํางานอย่างนั้น ให้เข้ามาอยู่กับพุทโธ เอาพุทโธเป็นคําบริกรรม ฟังซิน่ะ กลับมาหาพุทโธอีกนะ เอาคําบริกรรม คือ พุทโธ ให้จิตอยู่กับพุทโธ ไม่ให้ออกไปทํางาน บังคับให้อยู่กับพุทโธๆๆ ถี่ยิบ สติทั้งมวลรวมเข้ามาหาอยู่กับพุทโธอันเดียว จ่อนี้ แล้วจิตก็ค่อยสงบๆ แน่วเลย พอจิตสงบแน่วลงไปแล้ว มันปล่อยงานล่ะที่นี่ โอ๋ย ! เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ มันเบามันสบายทุกอย่าง ถึงอย่างนั้นยังต้องบังคับ ออกไม่ได้ ออกมันจะโดดผึงใส่งาน เพราะงานนั้นมีนํ้าหนักมากกว่านี้อีก อันนี้เพียงพักจิตเฉยๆ มันไม่ได้ทํางาน พอเห็นว่าได้กําลังแล้ว จิตทีนี้มีความกระปรี้กระเปร่า มีกําลังวังชา แน่นหนามั่นคง ความผาสุกสบาย เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามอยู่ในนั้น นี่เรียกว่า สั่งสมกําลังในสมาธิ พอได้กําลังแล้ว ได้พอแล้ว พอรามือ ที่ว่าเผลอไม่ได้นะ มันไม่มีเผลอ พอรามือ คือ อ่อนมือพับดีดผึงเลย ปล่อยเลยที่นี่พุ่งๆๆ เลย
นี่ล่ะจิตที่มีกําลังจากสมาธิแล้ว สมาธิเป็นเครื่องหนุนกําลัง มันเห็นได้ชัด พอออกจากนี้แล้ว สมมุติว่าไม้ท่อนนี้ มีดเล่มเก่านี่แหละ ไม้ท่อนเก่านั่นแหละ คนๆ เก่า ฟันทีนี้ขาดสะบั้นๆ เลย เพราะกําลังก็ดี มีดก็ลับหินมาแล้ว ฟันนี้ขาดสะบั้นเลย เวลามันซัดกันอยู่นั้นเลยไม่ทราบว่าเอาทางสันทางคมลง คือมันชุลมุนมาก พอจิตพักแล้ว มันออกไปนี้ มันก็ซัด ที่นี่ซัดขาดๆๆ แม้เช่นนั้นมันก็ยังต้องได้บังคับทุกครั้งนะ มันจะตายจริงๆ เพราะสติปัญญาทํางาน มันเหน็ดเหนื่อยในหัวอก เหนื่อยอยู่ในหัวอก จากนั้นก็พักเข้ามาสู่สมาธิ เวลามันจะเป็นจะตายจริงๆ มันถึงเข้านะ ไม่ถึงขนาดนั้นไม่เข้า เข้าสมาธิจิตสงบแน่ว พอออกจากนี้ก็ดีดผึงๆ เลย
นี่ล่ะเรียกว่า ความเพียรอัตโนมัติ สติปัญญาอัตโนมัติ แล้วก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญาหมุนติ้ว เรื่องโลกสงสาร มันไม่ได้สนใจกับอะไร เหมือนโลกไม่มี มีแต่งานของเราโดยเฉพาะๆมันจึงไม่สนใจกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอะไร มีแต่อันนั้นทํางาน เหมือนนักมวยเข้าวงในกันออกจากที่มาพัก โถ ! มองเห็นนํ้า โดดใส่นํ้า มันหิวนํ้า มันจะตาย ดื่มนํ้านี่สําลักกั้กๆๆ มันกลืนไม่ทัน มันจะตาย เวลาต่อยกันอยู่นั้น มันไม่สนใจนะ
เดินจงกรมก็เหมือนกัน ถ้าลงได้ลงทางจงกรมเท่านั้นแหละ ก็ทําอยู่นั้นอยู่ทุกวี่ทุกวัน เท้ามันก็แตกล่ะซิ อย่างพระโสณะ ก็แบบเดียวกันนี้ มันถึงหยั่งทราบกันทันที อ๋อ ! ท่านว่าฝ่าเท้าแตกเพราะเหตุนี้เอง อย่างอื่นจะบังคับเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกนี้เป็นไปไม่ได้ ถ้าว่าเป็นความเพียรหมุนอย่างนี้ยอมรับทันที เพราะเราเป็นสักขีพยานตรงๆ ไม่ได้สวมรอย ถ้าลงได้ลงทางจงกรมแล้วเอาอยู่นั้นแหละ ตั้งแต่ฉันเสร็จแล้วฟาดจนคํ่า เอ้า ! กลางคืนครั้นได้ลงแล้ว เดินก็เอาแบบนั้นเหมือนกัน ก็มันเดินอยู่ทุกวี่ทุกวัน ฝ่าเท้าเรามันก็ค่อยบางเข้าไปๆ คือหนังหุ้มอยู่ข้างนอก เดินไม่หยุดไม่ถอย บางเข้าไปๆ มันก็เข้าไปถึงเนื้อ เรียกว่า ฝ่าเท้าแตก มันไม่ได้แตกล่ะ มันกัดซึมเข้าไป มันไม่ได้แตกอย่างนี้นะ มันซึมเข้าไปแล้ว บางเข้าๆ ไปถึงเนื้อ
ท่านก็เลยเรียกในหนังสือว่า ฝ่าเท้าแตก เรามันเป็นอย่างนั้น เวลาเดินจงกรม พอมานั่งออกร้อนฝ่าเท้านี่ โอ๋ย ! เหมือนนํ้าร้อนลวกหรือไฟลน ออกร้อนเป็นกําลัง ก็ต้องมาดูจริงๆ เหอ ! ฝ่าเท้านี่มันแตกเหรอ ก็เอาฝ่าเท้ามาดู มันก็ไม่แตก แต่เอามือลองไปสัมผัสดู เอามือสัมผัสมันเสียว นี่คอยจะทะลุแล้วนะ พอมือลูบคลําอย่างนี้เสียว ถ้าเลยจากนี้ก็ทะลุ นั่นล่ะ ท่านเรียกว่า ฝ่าเท้าแตก แต่ของเรายังไม่แตก ยังไม่ทะลุ เป็นแต่เพียงว่าเอามือลูบคลําอย่างนี้เสียวแปลบๆ มันจวนแล้ว แต่นี้กิเลสมันแตกก่อนเสีย ฝ่าเท้าเลยยังไม่แตก ไม่งั้นฝ่าเท้าแตกแน่ๆ ความเพียรประเภทนี้ ไม่มีวันมีคืน ถ้าลงได้ลงแล้วเอาเลย
ถ้าเดินก็ไม่รู้เวลํ่าเวลา ไม่ว่ากลางวันกลางคืน ฉันเสร็จถ้าว่าฉันนะ ถ้าไม่ฉันก็ฟัดเต็มเหนี่ยวจนจะก้าวขาไม่ออกค่อยมา มันเป็นยังไง มันไม่ได้สนใจกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ถึงขนาดหนักแล้ว จนจะก้าวขาไม่ออกถึงมาพัก พักอันนี้ มันก็ไม่พัก มันพักแต่ร่างกาย เรื่องสติปัญญากับกิเลสมันไม่ได้พักกัน หมุนติ้วๆ อยู่งั้นตลอดเวลา ยอมรับว่า ท่าน (พระโสณะ) เดินจงกรมฝ่าเท้าแตก แตกแบบนี้เอง จะแตกด้วยการบังคับให้เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก เราไม่เชื่อ ถ้าว่าหมอนแตก เราเชื่อ เข้าใจไหม ฝ่าเท้าแตก เราไม่เชื่อ พอมาถึงจุดเราเข้าอันนี้เชื่อทันที อ๋อ ! ฝ่าเท้าท่านแตก แตกเพราะอย่างนี้เอง คือความเพลินในความเพียร ลืม
ถ้าว่านั่งนี่ก็เหมือนกันอีก ลงได้นั่งแล้วก็เอาแหละ แบบไหนก็เหมือนกัน มันอยู่ในจิต มันไม่ได้ออกมาร่างกาย มันจึงลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่เหลือกําลังแล้วมันไม่แสดง ถ้ามันเหลือกําลัง เช่นอย่างเดินจงกรมจนจะก้าวขาไม่ออก โอ้ ! เหนื่อยแล้วเหรอ เหนื่อยแล้วก็ถอยมาพัก พักอันนี้มันก็ไม่พัก มันเห็นชัดๆ อย่างนั้น นอนก็ไม่หลับ นอนเฉยๆ อันนี้หมุน มันจะหลับได้ยังไง ถึงขั้นมันจะไปไม่อยู่ หมุนท่าเดียว
นี่ล่ะ เห็นโทษของกองทุกข์ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เห็นโทษของกิเลสตัณหา เห็นอย่างนี้เอง มีแต่จะออกให้พ้นๆ และเห็นคุณของธรรมนี้ก็เหมือนกัน เหมือนว่าธรรมนี้ดึงขึ้น ทางนั้นจะดึงลง ทางนี้ก็บืนขึ้น ทางนั้นก็บืนลง ส่วนตัวบืนลง มันมีกําลังน้อยแล้ว มันไม่ค่อยมี มีแต่จะบืนขึ้นเท่านั้นล่ะ ถึงขั้นเป็นอย่างนั้นแล้ว มันเป็นเองด้วยกันทุกคน นอกจากขิปปาภิญญานะ ขิปปา-ภิญญา ท่านผึงของท่านไปเลย ผ่านปึ๋งไปเลย พวกเราๆ ท่านๆ นี่ต้องได้สมบุกสมบันเป็นอย่างว่า อย่างเราเองนี้ โอ้ ! ทุกข์ยากลําบาก ไปอยู่ที่ไหน ที่ว่าเขาตีเกราะประชุมมันก็อย่างว่า มันไม่ได้สนใจอะไรกับใคร อาศัยเขาเฉยๆ เนื้อหนังกินอิ่มมันอยู่ในหัวใจของเรานั่น หมุนติ้วๆ
นี่ล่ะจิตใจของเราเมื่อได้รับการอบรม ถึงขนาดที่มีกําลังของด้านธรรมะกล้าแล้วๆ กับกิเลสนี้ขาดสะบั้นไปเลยๆ คําว่าต่อสู้กิเลสถึงขั้นนี้แล้ว มันขาดสะบั้นๆ จนกระทั่งกิเลสมันหมอบเงียบเลย ค้นคุ้ยเขี่ยหาตรงไหนก็ไม่เจอๆ หายเงียบ ยังเหลือแต่จิตที่จ้า ด้วยสติปัญญาอันแหลมคมๆ กําหนดหากิเลสตัวไหนไม่มีๆ แต่มันคิดเอาเฉยๆ ไม่ได้เป็นความสําคัญนะ เหอ ! นี่ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ แล้วเหรอ คือมันคุ้ยเขี่ยหากิเลส มันก็ไม่เห็น แต่ความเข้าใจว่า สิ้น ไม่มี เห็นว่าคุ้ยเขี่ยหาไม่เห็น เหอ ! ไม่ใช่มันเป็นพระอรหันต์น้อยๆ แล้วเหรอ เราว่าเฉยๆ ไม่สําคัญผิดไปตาม ไม่สําคัญ ก็รู้อยู่ว่ามันยังอยู่ เป็นแต่เพียงว่ามันละเอียด มันไม่แสดงตัว…
ในระยะนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็ออกติดตามองค์หลวงตาฯ ดังนี้
“มันเกาะไม่ถอยนี่ หลบโน้นหลีกนี้ๆ ยิ่งท่านสิงห์ทองนี่ยิ่งเกาะใหญ่ ตามเลยเทียว ได้ยินว่าเราไปทางอําเภอบ้านผือเข้าในเขาแล้ว ตามเข้าไปๆ ได้ยินแต่ข่าว ท่านไปนี้ๆ ไปโน้นๆ (พอ) ท่านสิงห์ทองไปพักอยู่ที่นั่น เขาก็มาขอฟังเทศน์ ท่านสิงห์ทองก็บอก “โอ๊ย ! ตาย ยังไงกันนี่ อาตมาเทศน์ไม่เป็น กําลังเสาะแสวงหาครูอาจารย์อยู่นี้ ท่านอาจารย์มหาบัว ท่านมาพักอยู่ที่นี่ ท่านไปทางไหน” เรากําลังหนักเสียด้วยตอนนั้น หนักภายใน จึงได้หลบหนีหลีกหลบตะพึดตะพือล่ะตอนนั้น เกาะเท่าไรก็สลัด เขาบอก “ท่านไปทางโน้นๆ ท่านอาจารย์มหาบัวก็ว่าเทศน์ไม่เป็น ท่านไม่ยุ่งกับใครนะ ใครมาท่านไล่หนีหมดเลย” ท่านบอก “ท่านเทศน์ไม่เป็นๆ”
บทเวลาวันที่ท่านจะไป พวกญาติโยมมามากต่อมาก ท่านทนไม่ไหว ท่านก็เทศน์ให้ฟังโอ้โห ! บทเวลาเทศน์วัวคู่ร้อยสู้ไม่ได้เลย แต่ก่อนวัวคู่หนึ่ง ๑๐๐ บาทแล้วเรียกว่า เยี่ยม ว่างั้นเถอะนะ มันไม่เคยมีแหละวัวคู่หนึ่งที่ซื้อถึง ๑๐๐ บาทนะ อย่างมากก็ ๖๐ ๗๐ ๘๐ บาทเท่านั้นพอ อันนี้วัวคู่ร้อยสู้ไม่ได้ อันนี้ก็เหมือนกัน ท่านสิงห์ทองเลยว่า “โอ๊ย ! ไม่ใช่ อาตมาเทศน์ไม่เป็น”
โรคเจ็บขัดในหัวอก
ในการบําเพ็ญตนนี้ไม่มีคําว่ากลัวตาย บทเวลามันจะมี มันก็มีขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องมรรคเรื่องผล นั่นแหละ นี่เคยเล่าให้บรรดาลูกศิษย์ฟังมาหลายครั้งแล้วมัง ที่พักอยู่บ้านกาหม (ตําบลโพนทอง อําเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย) มี ๙ หลังคาเรือน บ้านใหญ่เขาอยู่ทางนู้น เรียกโพนทอง กาหมโพนทอง ป่าช้าเขามาใช้ร่วมกันกับบ้านกาหมนี้ อันนั้นเขาเป็นโรคอะไรก็ไม่รู้นะถ้าธรรมดาเขาจะต้องเป็นเหมือนโรคอหิวาต์หรือโรคระบาด ๒ วันตาย ๓ วันตาย ขนเข้ามา ไอ้เราก็อยู่ในป่า เขานิมนต์มากุสลา ตั้งแต่เที่ยงไปแล้ว ส่วนมากเขานิยมเผาศพตอนบ่าย ตอนเช้านี้เขาไม่นิยมกัน ทางภาคอีสานเป็นอย่างนั้น ตอนบ่ายเผาศพ นั้นล่ะตั้งแต่เที่ยงไปแล้ว เขามานิมนต์เราไป พระก็ไม่ค่อยมีแถวนั้น เขานิมนต์ไปสวดกุสลามาติกาให้เขา เราก็ตั้งใจไปหาภาวนา ทีนี้เมื่อโรคอันนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านนั้น มันก็ไปกวนพระจนได้นั่นแหละ ไปนิมนต์มากุสลา เราก็มา ทีนี้มาพอกุสลานี้ยังไม่เสร็จ อ้าว ! เอามาอีกแล้วๆ อยู่อย่างนั้น
เขาบอกว่าเป็นโรคขัดหัวอก เขาว่าอย่างนั้น มันเป็นโรคอะไร มันถึงตายเร็ว ๒ วันตาย๓ วันตาย ถ้าเลย ๓ วันไปแล้วรอด ส่วนมากจะอยู่ใน ๒ วันกับ ๓ วัน วันมาก ๘ ศพ วันน้อยนี้ไม่ตํ่ากว่า ๓ ศพ ๔ ศพ เราไปอยู่ที่นั่น ก็เลยสร้างความกังวลขึ้นมา เอ๊ ! นี่เรามาหาที่ภาวนา เลยมากังวลกับสิ่งเหล่านี้ สวดให้เขาไม่นานนะ มันก็มาเป็นขึ้นกับเราโรคที่ว่านี่ นั่งสวดกุสลามาติกาอยู่นั้น เขามาเผาศพที่ป่าช้า ป่าช้าของคนบ้านนอกเขาอยู่ในป่า ไม่ได้อยู่ตามเมรุอย่างนี้นะ อยู่ในป่าเป็นบริเวณป่าช้าสงวนไว้สําหรับป่าช้า ที่แถวนั้นบริเวณนั้นเขาสงวนไว้สําหรับเผาศพ เราก็ไปกุสลาอยู่นั่น จนคํ่าถึงได้กลับทุกวันๆ
นี้ก็เป็นเรื่องไม่สะดวกใจการภาวนา ตอนนั้นเป็นเวลาที่จิตหมุนติ้วเป็นธรรมจักรเสียด้วย ไม่มีวันว่างเลย เวลาว่างไม่มี ตื่นนอนระหว่างกิเลสกับธรรมอยู่บนหัวใจอันเดียวกัน ฟัดกันเลยๆ เป็นเองๆ เราก็หมุนของเราเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ เหมือนหนึ่งว่าอย่างรีบอย่างด่วน นิพพานเหมือนอยู่ชั่วเอื้อมๆ ธรรมะขั้นนี้ขั้นนิพพานอยู่ชั่วเอื้อม นิพพานมีหรือไม่มี มันไม่สนใจนะ ความพ้นทุกข์กับนิพพานติดกันอยู่นี้ นิพพานก็อยู่ชั่วเอื้อมซี กับความพ้นจากกิเลสซึ่งสร้างกองทุกข์ให้สัตว์นี้ มันก็อยู่กับจิต ธรรมที่จะแก้กันก็อยู่กับจิต ทีนี้มันก็หมุนกัน
ทีนี้เขามานิมนต์ไปกุสลา ก็เลยสร้างความไม่สะดวกให้เรา จากนั้นมามันก็มาเป็นในเราเลย นั่งอยู่ในป่าช้านะเป็นขึ้นเวลานั้น แล้ว ๒ วันตาย ๓ วันตาย พอมันเป็นขึ้นมา เริ่มรู้ตั้งแต่มันเริ่มเป็น พอมันยิบแย็บๆ ขึ้นมา เอ๊ะ ! ชอบกล เพราะจิตไม่ได้ห่างจากนี้นี่นะ สติอยู่กับนี้ตลอด อะไรผิดปรกตินิดหนึ่ง มันจะทราบทันทีๆ ในจิตขั้นนี้นะ จิตขั้นนี้ ธรรมขั้นนี้ อ้าว ! แปลกๆ อย่างไรนะ แล้วเป็นอย่างรวดเร็วด้วย เพราะฉะนั้นเขาตาย ๒ วันตาย ๓ วันตาย จึงเชื่อได้เลย คือมันเป็นเหมือนว่าหมุนเข้าทันทีๆ เลย ยิบแย็บๆ ขึ้นมาหนักเข้าๆ จนชัดเจน อ๋อ ! เป็นอย่างนี้เองที่เขาตายแล้วมาเผากัน เป็นอย่างที่เราเริ่มเป็นเวลานี้แล้ว ไม่นานนะ มันหนักขึ้นๆ อย่างรวดเร็วเสียด้วย
เรานี่ถ้าแก้ไม่ตกจะต้องคนหนึ่งล่ะ ตายอยู่ในป่าช้านี้แหละ เพราะมันรวดเร็ว มันเหมือนหอกเหมือนหลาว มันแทงประสานกันอยู่ในหัวอก หายใจแรงก็ไม่ได้ แปล๊บๆ เลย หายใจแรง ยิ่งจามนี้สลบไปเลย พอรู้ชัดเจนแล้ว ก็เลยบอกญาติโยมตรงๆ เลย นี่อาตมาเป็นอย่างที่ทั้งหลายตายมาเผากันอยู่เวลานี้แล้วนะ เวลานี้เจ็บขัดหัวอก ขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้อาตมาไปที่พักเสียเถอะ อย่าให้อยู่เลย เดี๋ยวจะตายด้วยกันอีก เป็นแล้วนะเวลานี้
เขาก็ร้อนใจ ไม่รั้ง ไม่อะไรเราไว้แหละ โอ๋ ! ถ้าอย่างนั้น ให้ท่านรีบไป ปล่อยท่านไปเสียเราก็ออกจากที่นี่ไป ทีนี้เขาวิตกกังวลกับเรา กลัวเราจะตายแบบเดียวกัน เพราะเป็นโรคอย่างเดียวกัน เขาก็ไม่สบายใจ เราไปถึงตอนคํ่า เขาก็หลั่งไหลไปอีกล่ะที่นี่ โอ๋ย ! คนเป็นร้อยไม่ใช่ธรรมดา ไปหาเรา เราอยู่ในป่าลึกๆ “มาอะไรล่ะนี่” “ก็ทราบว่า ท่านไม่สบาย เป็นโรคอย่างเดียวกันนี้ ทุกข์ร้อนภายในจิตใจเลยวิ่งมาหาท่าน” เราก็บอกทันทีเลย “ไม่เป็นไรล่ะ เป็นเฉพาะอาตมา ให้พากันรีบกลับเสีย” บอกให้เขารีบกลับ เขาเอาหยูกเอายา เอานํ้าท่าอะไร นํ้ายานั่นล่ะมา ไม่เอาทั้งนั้น บอกไม่เอาหมดเลย ไล่ให้เขากลับในขณะนั้น คนมามากๆ ไม่ให้เขาอยู่นานเลย เพราะเราก็เร่งของเราแล้ว ไล่เขากลับไป
โรคอันนี้แก้ไม่ตกต้องตายแน่นอน เพราะเป็นโรคที่เสียดแทงรุนแรงมากทีเดียว เป็นลักษณะรีบด่วนๆ นี่ล่ะที่ว่ามันกล้าต่อความตาย จิตตอนนั้นมันไม่กล้านะ มันสร้างความกังวลขึ้นมา อ้าว ! แล้วทําอย่างไรนี่ เราก็ตั้งใจจะทําความพากเพียร ชําระกิเลสให้เสร็จสิ้นลงไปถึงความพ้นทุกข์ แล้วโรคอันนี้มันก็มาเป็นอุปสรรค เวลานี้จิตของเรากิเลสยังมี แม้จะละเอียดขนาดไหน ก็ยอมรับว่ายังมีกิเลส ยังไม่พ้น ตายไปแล้วจะไปค้างภพใดๆ ไม่อยากค้าง ถ้าหากว่าสิ้นสุดในเดี๋ยวนี้ ไปเดี๋ยวนี้ เราก็ไม่ห่วง ไปได้เลย แต่นี้ยังไม่สิ้นสุดในจิตใจ เรายังไม่อยากตาย
นี่ล่ะที่นี่ความไม่อยากตายสร้างความกังวลขึ้นนะ โรคก็หนักเข้าๆ จิตก็ยังไม่อยากตาย เพราะตายเดี๋ยวนี้มันจะค้าง ค้างชั้นใดก็ตามอย่าให้บอก แต่ไม่สงสัยที่มันจะไปค้าง พูดให้ชัดเจนเลย ในจิตดวงนี้มันทราบชัดเจนว่า ถ้าตายเวลานี้จะไปชั้นไหนๆ มันรู้เลย ชั้นไหนก็เป็นชั้นสุทธาวาส พระอนาคามี พอได้ขั้นอนาคามีแล้ว ตายแล้วจะไปเกิดชั้นสุทธาวาส ๕ ชั้น คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา นี่เป็นสุทธาวาส ๕ ชั้น สําหรับผู้บรรลุอนาคามี ถ้ายังอ่อนก็ไปชั้นอวิหา แก่ไปกว่านั้นก็อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี แก่กว่านั้นก็อกนิฏฐา พ้นจากนั้นก็นิพพานเลย
แต่นี้เรายังไม่พ้น จะต้องไปอยู่ในชั้นใดชั้นหนึ่ง ค้างวันหนึ่งคืนหนึ่ง เราไม่อยากค้าง เพราะไม่ถึงที่สุดที่เรามุ่งหวัง อันนี้ที่มันไม่อยากตาย คือมันยังจะค้าง ตายนี้ปั๊บมันจะค้าง มันไม่อยากตาย ก็เป็นการสร้างความกังวลขึ้นมาเหมือนกัน ไม่ได้หมายถึงว่ากลัวตายเหมือนโลกเขากลัว กลัวแต่ว่าอันนี้ยังไม่หลุดพ้น เรียกว่า ให้รอเสียก่อน ให้หลุดพ้นก่อนแล้วค่อยตายเมื่อไรก็ได้ เลยสร้างความกังวล จะพิจารณาธรรมที่ได้เคยพิจารณามาแล้ว มันก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ระหว่างความกังวลเรื่องความตายกับความเพียรมันต่อสู้กัน ความเพียรก็ไม่หนักแน่น เพราะความกลัวตายว่า มันจะไม่หลุดพ้นจะตายเสียก่อน จะไปตกค้างอันนี้ มันสู้กัน
อันนี้ก็เป็นธรรมภายในอีกเหมือนกัน กําลังต่อสู้กันอยู่ ระหว่างความกลัวตายกับความสิ้นกิเลส เวลานี้ยังไม่สิ้น มันรู้ชัดๆ อยู่ในตัวเองว่ายังไม่สิ้น จะให้หลุดพ้นหลุดไม่ได้ ตายนี้ต้องค้างชั้นใดๆ ไม่สงสัยแหละ ไม่อยากค้างทั้งนั้น เช่น อนาคามี ๕ ชั้นนี้แน่นอนว่าจะไปจุดนั้น เพราะมันเป็นขั้นแน่นอนแล้ว ไม่นานนะ มันสร้างความกังวลอยู่ระหว่างความตายกับมรรคผลนิพพาน
สักเดี๋ยวก็ผางขึ้นมาเลย “อ้าว ! ไอ้เรื่องความเป็นความตาย ท่านก็เคยพิจารณาผ่านเวทีมาอยู่แล้วอย่างชํ่าชอง แล้วท่านมากลัวตายอะไรเวลานี้” ขึ้นทันทีนะ “ความเป็นความตายก็เป็นอริยสัจ อยู่กับตัวของท่าน ท่านทําไมไม่พิจารณา เจ็บปวดเวลานี้ก็อริยสัจ ท่านพิจารณาอริยสัจให้รู้แจ้งอริยสัจเท่านั้น ท่านก็หายสงสัย ท่านไปกังวลอะไรเรื่องความเป็นอยู่และตายไป ท่านเคยต่อสู้กับความเป็นความตายเหล่านี้มามากแล้ว ท่านมากังวลอะไร” ว่าอย่างนั้นนะ จิตมันกลับปุ๊บเลย เอาธรรมที่โผล่ขึ้นมาเตือน เกิดเองนะ เตือนขึ้นมา
พอว่าอย่างนั้น ไอ้เรื่องความห่วงใยไม่อยากเป็นอยากตายปล่อยเลย ทีนี้ก็หมุนเข้าทุกข์ ทุกข์นี่มันจะพาให้ตาย ทุกฺขํ อริยสจฺจํ มันจะพาให้ตาย นี่ก็เป็นอริยสัจ จิตก็หมุนติ้วเข้ามานี่เลย ทีนี้เลยไม่คํานึงถึงว่าเป็นว่าตาย หมุนเข้าไปหากองทุกข์ ตรงไหนมันทุกข์ ทุกข์ที่ตรงไหน เราเคยพิจารณาแล้ว ไล่เบี้ยกันเข้าไปเลย ซัดกันใหญ่เลยเทียว ไม่กังวลกับเรื่องความเป็นความตาย จ่ออยู่กับทุกขเวทนาที่เป็นอยู่ในร่างกาย ซึ่งเราเคยพิจารณาเข้าใจมาแล้วๆ ทั้งนั้น
ทีนี้ก็หมุนติ้วเข้าไปๆ พิจารณาเข้าไป ธรรมะกับกิเลสต่อสู้กัน ฟัดกันเลย ธรรมะเมื่อลงใจอย่างนั้นแล้วก็มีกําลังมาก ก็มีแต่หมุนใส่กัน เอาตั้งแต่สองทุ่มนู่นล่ะมั้งถึงหกทุ่มนะ หมุนกันอย่างหนักทีเดียว เรียกว่าไม่มีใครรอใคร ถ้าเป็นนักมวยก็ไม่มีกรรมการแยก ใครเก่งให้อยู่บนเวที ใครไม่เก่งให้ตกเวทีไป ระหว่างธรรมกับกิเลสฟัดกันบนเวที คือ หัวใจของเรา ซัดกันใหญ่เลยเชียว
มันก็หมุนติ้วๆ ตามต้อนเวทนา มันเกิดขึ้นจากไหนๆ อะไรจุดไหนที่เป็นทุกข์มากกว่าเพื่อน จิตจ่อเข้าไป สติปัญญาจ่อเข้าไปๆ ไล่เข้าไปเผาเข้าไป ถือเอาจุดเด่น ทุกข์จุดไหนเด่นกว่าเพื่อนสติปัญญาจะจ่อเข้าไปจุดนั้น พังอันนั้นๆ เรื่อยๆ ไป ตั้งแต่หัวคํ่าว่าอย่างนั้นเลย จนกระทั่งถึงหกทุ่ม มันไล่กัน เห็นประจักษ์ในจิตของเราอํานาจแห่งธรรม เพราะเวลานั้นธรรมเราก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ สติปัญญาแก่กล้าสามารถอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงมาเป็นอุปสรรคเกี่ยวกับเรื่องความตายนี้เพียงเท่านั้น สติปัญญานี้ก็เหมือนว่าเบากําลังลงไป พอธรรมผุดขึ้นมา เรื่องทุกข์ก็เป็นอริยสัจ ท่านไปกังวลอะไรกับความเป็นความตาย พอจับนี่ปุ๊บ มันก็หมุนติ้วๆ เลย เอาเสียหกทุ่ม มันไล่กันพูดไม่ถูกแหละ แต่ผู้เป็นมันรู้ตัวเอง ทุกขเวทนากับสติปัญญาที่ตามต้อนกันๆ ในสกลกายของเรานี้ มันตามต้อนกันอยู่ภายในนี้ ทุกข์มาก ทุกข์น้อยเพียงไรไม่ถือเป็นข้าศึก ถือเป็นของจริงทั้งนั้นๆ
ธรรมก็เป็นของจริง ทุกข์ก็เป็นของจริง แต่ละอย่างๆ พิจารณาให้มันจริงด้วยกัน เมื่อต่างอันต่างจริงด้วยกันแล้วจะไม่มีความยึดถือกัน ทุกข์ทั้งหลายมันจะตกไปเอง มันก็หมุนจนกระทั่งถึงหกทุ่ม มันไล่กันจนแหลกนะ เอาเสียโรคที่หนักๆ มันค่อยจางไปๆ เพราะโรคหนักๆ ก็หนักเพราะทุกข์ ทีนี้ไล่ตามต้อนทุกข์ล่ะซิ ตามต้อนทุกข์ก็ขาดไปๆ เรื่อยๆ เอาจนกระทั่งจิตสว่างจ้าขึ้นมาเลย ทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้นดับ ดับจนกระทั่งดับหมดเลยไม่มีเหลือ มีแต่ความสว่างจ้าของจิตด้วยอํานาจของสติปัญญา ตามต้อนทุกขเวทนาให้เห็นความจริงของมัน จิตก็สว่างจ้า ทางนี้มันก็ขึ้นภายใน เอาล่ะที่นี่ไม่ตาย มันตัดสินเจ้าของแล้วไม่ตาย พิจารณาจนกระทั่งโล่งหมด ความทุกข์ทั้งหลายที่เสียดแทงอย่างหนักอย่างหนาจะเอาให้ตายในเวลานั้น ขาดสะบั้นไปหมดเลย
นี่เรียกว่า ธรรมโอสถ แก้ทุกขสัจได้เป็นอย่างดี ดังที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้ สกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ ธมฺมรตนํ สงฺฆรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ ธรรมะนี้เป็นโอสถแก้ทุกข์ทั้งหลายได้เป็นอย่างดี มันก็แก้กันสดๆ ร้อนๆ ในวันนั้นแหละเห็นได้ชัดประจักษ์ใจ บอกว่าทีนี้ไม่ตาย ก็คือทุกข์เหล่านี้ดับหมด ร่างกายเรากลายเป็นปรกติแล้ว ที่กําลังได้รับความทุกขเวทนา ที่มันเสียดแทงอยู่นั้นมันดับไปหมดเลย ด้วยอํานาจของสติปัญญาตามต้อนกัน จนกระทั่งอันนั้นขาดหมด จิตสว่างจ้าขึ้นมาเลย แน่ใจไม่ตาย กําหนดที่ไหนไม่มีเลยเรื่องทุกข์ที่เคยเกิดขึ้นมา มันจะเอาให้เป็นให้ตายอยู่เวลานั้น ดับหมดเลย เที่ยงคืนผ่านไปแล้วหายหมด ลงเดินจงกรมเลย จนกระทั่งตอนเช้ามาจ้าอยู่อย่างนั้น หายเลย นั่นล่ะคําว่าเป็นห่วงยังไม่อยากตายก็มาเป็นตอนนั้น
แต่ก่อนไม่ได้กลัวตายๆ แต่เวลานั้นมันกลับกลัวตาย คือยังไม่อยากตาย เพราะมันยังไม่พ้น พอเวลามันเข้าถึงพริกถึงขิงแล้ว ความกลัวตายนั้นมันก็หมดไป มีแต่อริยสัจฟัดกันกับมรรคสัจ คือ สติปัญญา เอาจนโรคภายในร่างกายขาดสะบั้นไป ให้รู้ชัดเจนในปัจจุบันด้วยธรรมโอสถ คือ สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร ซัดกันขาดสะบั้นลงไป นี่พูดถึงเรื่องทุกข์ เวลามันไม่อยากตาย มันก็ไปเจอเอาตอนนั้น แต่ก่อนก็ไม่มีอะไรปรากฏ ก็ไม่คิดว่ากลัวนี้กลัวตายอยู่ พอถึงขั้นนั้นแล้วกลัวตาย เหมือนว่ากลัวตาย คือยังไม่อยากตายตอนนี้ ตายแล้วอย่างไร มันก็ไม่พ้น จิต จะไปค้างอยู่นี้ล่ะ
พูดให้ชัดๆ อนาคามี ๕ ชั้นนี้ ชั้นใดชั้นหนึ่งค้างแน่ จากนี้มันก็ก้าวเข้าสู่นิพพาน ไม่อยากค้าง จะก้าวทีเดียว จิตมันพุ่งใส่นู้นจะให้ถึงนิพพาน ตายเมื่อไรได้ทั้งนั้นล่ะ ถ้าลงถึงนิพพานแล้ว โรคหายไปแล้ว ทีนี้มันก็ค่อยก้าวของมันไปเอง ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค นี่แก้โรคด้วยธรรมโอสถแก้เห็นประจักษ์บนเวทีแห่งจิตตภาวนา เราเองเป็นผู้เป็น เราจึงไม่สงสัย จึงได้บอกชัดๆ เลยว่าในระยะนั้นตายแล้วจะให้เป็นอื่นไปไม่ได้ ต้องไปสุทธาวาส ๕ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่งแน่แล้วในจิต ตายแล้วมันจะไปชั้นนั้นๆ มันแน่แล้ว แต่ชั้นใดก็ยังไม่เอา ในสุทธาวาส ๕ ชั้นนี้ไม่ใช่นิพพาน เราจะให้ถึงนิพพานเท่านั้น ตายเมื่อไรได้ทั้งนั้น มันก็แก้กันตก
ก็บําเพ็ญไปเรื่อย นี่ดูระหว่างมีนาฯ – เมษาฯ ล่ะมั้ง ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ พอปัญหานั้นตกไปหายสงสัยแล้ว จิตนี้มันก็ทํางานอัตโนมัติของมันอยู่แล้ว มันหากเพียงลังเลเกี่ยวกับเรื่องความเป็นความตาย ที่จะยังไม่ถึงที่สุด เดี๋ยวมันจะตายก่อน มันมากังวลเพียงเท่านั้น พอธรรมกระตุกขึ้นมาเท่านั้น มันก็ปล่อยปึ๋งซัดกันเลยเชียว หลังจากนั้นก็กลับมาอุดรฯ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านก็ไล่ไปสกลนคร เราก็จะไปสกลฯ อยู่แล้ว เราจะไปตามสบายของเรา ท่านผูกพันมากนะ ท่านให้ไปบวชหมอเจริญ วัฒนสุชาติ ตอนนั้นเขาเรียนแพทย์ ให้ไปสวดกรรมวาจาให้เขา ท่านจะไปบวช แล้วให้เราไปสวดกรรมวาจา ให้รอท่านอยู่วัดสุทธาวาส…
เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ช่วงที่ท่านพักวัดป่าสุทธาวาส เพื่อรอร่วมงานบวชหมอเจริญ เกิดเหตุการณ์ผีปอบสาวขึ้นในวัด หมอเจริญเห็นผีปอบด้วยตนเองจึงเชื่อ ภายหลังเสร็จงานบวชหมอเจริญแล้ว เดือนพฤษภาคมท่านก็ออกเดินทางขึ้นภูเขาหลังวัดดอยธรรมเจดีย์ในทันที
ไม่สําคัญตน
ทีนี้เวลาปฏิบัติเข้าไป ก็ไปเจอเอาอย่างนั้น จิตประภัสสร นี่คือ จิตอวิชชา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถูกตัดไปหมดแล้ว ตาก็สักแต่ว่าเห็นเท่านั้น หูก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่สามารถที่จะซึมซาบเอาความดี ความชั่ว ความรัก ความชัง เข้าไปฝังในจิตใจได้เหมือนอย่างแต่ก่อนเลยนั่น นี่ล่ะทางเดินของอวิชชา มันออกไม่ได้พูดง่ายๆ เพราะถูกตัดไปหมดแล้ว รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กับ จิต ก็ขาดออกจากกันให้เห็นชัดๆ ปล่อยของมันเอง ไม่ยึดโดยหลักธรรมชาติ รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนั้น แต่จิตกับอวิชชานี้มันประสานกัน เราไม่รู้นะ นี่สําคัญมากที่สุด นี่ล่ะที่ว่าประภัสสร ถ้าว่าจิตผ่องใสจริงๆ แล้วจะเกิดทําไม ก็มันผ่องใส มันไม่ใช่บริสุทธิ์นี่ ! พอเข้าภาคปฏิบัติแล้วก็ยอมรับเลย อ๋อ ! เป็นอย่างนี้เอง มันยังไม่บริสุทธิ์นี่
พอได้ปล่อยนี้ออกหมดโดยประการทั้งปวงแล้วเท่านั้น ที่นี่บรมสุขๆ ถามหาที่ไหน ดูหัวใจเจ้าของที่บริสุทธิ์นั้นเท่านั้นก็รู้แล้ว จะไปถามหานิพพานที่ไหน ถ้าไม่ใช่บ้านิพพานน่ะ แล้วนิพพานวัดผ่าศูนย์กลางยาวเท่านั้น ยาวเท่านี้ ลึกเท่านั้นเท่านี้ มันบ้าทั้งนั้นแหละ ไปผ่าศูนย์กลางที่ไหน ดูหัวใจเจ้าของที่บริสุทธ์แล้ว มันมีศูนย์กลางที่ตรงไหน ศูนย์ขอบที่ตรงไหน ศูนย์กลางที่ตรงไหน ถ้าไม่ใช่บ้าเท่านั้น ให้มันเห็นชัดๆ อย่างนี้ซิ ยันได้เลย
มาถึงขั้นนี้แล้ว มีความรู้อันเดียวเท่านั้น เป็นตัวสมุทัยหมดทั้งดวง เมื่อประจักษ์ใจด้วยปัญญาถึงขนาดนี้แล้ว ใครจะยอมถือตัวผู้รู้ซึ่งเป็นกงจักรนี้ว่าเป็นตนเล่า นี่คือปัญญาขั้นละเอียด และ ปัญญาขั้นอัตโนมัติในหลักธรรมชาติ นอกจากรู้วัฏจิตอันเป็นตัวสมุทัยแล้ว ยังพิจารณาย้อนเข้าไปว่า เป็นเพราะเหตุใดจึงเป็นสมุทัย และเป็นได้อย่างไร ตามคิดค้นเข้าไปตามสาเหตุที่มี และแสดงตัวให้ปรากฏอยู่ด้วยความสนใจใคร่จะรู้ในสาเหตุนั้น แต่โดยมากเมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรองจนละเอียดถี่ถ้วนจริงๆ ต้องติดในความรู้วัฏจักรนี้แน่ๆ เพราะเป็นยอดสมุทัยของวัฏจักร ซึ่งควรหลงและติดได้ โดยนักปฏิบัติไม่รู้สึกตนว่าติด นอกจากจะหลงและติดอยู่โดยไม่รู้สึกตัวแล้ว ยังอาจจะระบายความหลงอันลึกลับนี้ ออกเป็นความรู้โดยเข้าใจผิดของตนให้ผู้อื่นฟัง และหลงตามกันไปเป็นจํานวนมาก
ความว่าง ความสุข ความใส นั่นแลเป็นธรรมปิดบังตัวเอง เพราะธรรมทั้งนี้ คือ เครื่องหมายของภพชาติ ผู้ต้องการตัดภพชาติ จึงควรพิจารณาให้รู้เท่าและปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ อย่าหวงไว้เพื่อก่อไฟเผาตัว ถ้าปัญญาขุดค้นลงตรงที่สามจอมกษัตริย์แห่งภพปรากฏอยู่ นั้นแลจะถูกองค์การใหญ่ของภพชาติ และจะขาดกระเด็นออกจากใจทันทีที่ปัญญาหยั่งลงถึงฐานของเขาตั้งอยู่ เมื่อสิ่งทั้งนี้สิ้นไปแล้ว เพราะอํานาจของปัญญา นั้นแลเป็นความว่างอันหนึ่ง เครื่องหมายของสมมุติใดๆ จะไม่ปรากฏในความว่างนั้นเลย นี่คือความว่างที่ผิดกับความว่างที่ผ่านมาแล้ว ความว่างประเภทนี้ เราจะว่าเป็นความว่างของพระพุทธเจ้า หรือความว่างของใครนั้น ผู้แสดงไม่สามารถจะเรียนให้ทราบได้ว่า ควรจะเป็นความว่างของใคร นอกจากจะเป็นความว่างที่รู้เห็นกันอยู่ด้วย สนฺทิฏฺฐิโก ของผู้บําเพ็ญเท่านั้น ความว่างอันนี้ไม่มีกาลสมัย เป็น อกาลิโก อยู่ตลอดกาล
ทีนี้พอเราฝึกซ้อมจิตใจของเราให้สติสตังดี ความเพียรดีแล้ว เข้าไปถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว กิเลสขาดสะบั้นๆ มันแก้กันอย่างนั้น เห็นอยู่ในหัวใจของเรา ยิ่งเป็นมหาสติมหาปัญญาด้วยแล้ว กิเลสมองดูแทบไม่มีนะ มันว่างไปหมด แทบไม่มี แต่ดีที่ไม่เคยสําคัญตนว่า ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ทั้งๆ ที่กิเลสส่วนละเอียดยังมีอยู่ ไม่เคยสําคัญ ถ้ามีอยู่ละเอียดก็ยอมรับว่ามี มีอยู่งั้น บางทีถึงได้คิดขึ้นมาว่า “หือ ! มันเป็นยังไง กิเลสมันม้วนเสื่อไปหมดแล้วเหรอ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ” ว่าเฉยๆ แต่ยังไม่สําคัญตนว่าเป็นอรหันต์น้อย เพราะตอนนั้นมันว่าง กิเลสไม่โผล่ อํานาจของสติปัญญามันรุนแรง
ภาค ๑๑ บรรลุธรรมอัศจรรย์เป็นพระอรหันต์ หมู่พระเกาะพรึบ
พ.ศ. ๒๔๙๓ นํ้าตาร่วงจากธรรมอัศจรรย์ (บรรลุอรหันต์)
นี่ที่ติดปัญหา ตั้งแต่ขณะนั้นเดือน ๓ เดือน ๖ กลับมา เป็นเวลา ๓ เดือน กลับมาก็ขึ้นที่เก่าอีก แบกปัญหานี้ไป ๓ เดือนกลับลงมา หลังเขานั่นแหละ แต่ที่ติดปัญหาอยู่ทางจงกรมข้างกันนั้นกับด้านตะวันตก ปัญหานี้จบลงก็อยู่บนหลังเขาในภูเขาลูกเดียวกัน วัดดอยธรรมเจดีย์ บทเวลามันจะม้วนเสื่อกันนั้น มันไม่มีล่ะเรื่องกาล สถานที่ เวลํ่าเวลา จะมายุ่งไม่ได้นะ มีเฉพาะธรรมชาตินี้ เวลามันจะประมวลลงมา คือ มันไม่มีที่พิจารณาแล้ว อะไรมันก็หมดทุกอย่าง ปล่อยหมดแล้วยังเหลืออยู่อันเดียวนี้เท่านั้น โลกธาตุนี้ว่างไปหมด ปล่อยไปหมด วางไปหมดเลย ยังเหลืออันจุดอันต่อมนี้ เห็นไหมล่ะ จึงเรียกว่า มหาภัย อยู่จุดนี้ ทีนี้มันก็ประมวลมาซิที่นี่ อะไรๆ มันก็ไม่มีแล้วจิตใจก็มาพิจารณาอยู่จุดนี้ ลงถึงที่ว่า
จิตดวงนี้ทําไมเป็นได้หลายอย่างนักน้า เดี๋ยวว่าดี แล้วเดี๋ยวว่าชั่ว พลิกออกจากนี้ล่ะ แน่ะมันจับนะที่นี่นะ เดี๋ยวว่าสุข เดี๋ยวว่าทุกข์ คือธรรมดาสมมุติถ้ามีอยู่มากน้อย จะมีสิ่งเหล่านี้ประกอบอยู่กับจิตเป็นประจํา ทีนี้มันไม่มีที่พิจารณา มันก็เข้ามาตรงนี้ล่ะซี เดี๋ยวว่าสุข แล้วเดี๋ยวว่าทุกข์ เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าเศร้าหมอง คือ คําว่าสุข ว่าทุกข์ ว่าผ่องใสเศร้าหมอง มันเป็นพอจับได้เท่านั้นนะ ไม่ได้มาก พอรู้สึกจับได้ เพราะสติก็เป็นมหาสตินี่ มันก็ทันกันตลอดเวลา มันทําไมถึงเป็นได้หลายอย่างนักจิตนี้ ทีนี้เข้ามาหาผู้ต้องหาล่ะที่นี่ ปล่อยหมดแล้ว เข้ามาหาผู้ต้องหา มาวินิจฉัย คือ มันวินิจฉัยจริงๆ ว่าอะไรมันถึงกันๆ เพราะมหาสติมหาปัญญาอย่างละเอียดซึมซาบทีเดียว มหาสติมหาปัญญาขั้นสุดยอดกลายเป็นซึมซาบไปเลย ซ่านไปหมดเลย ไม่เป็นวรรคเป็นตอนเหมือนเรายําลาบ เหมือนสติปัญญาอัตโนมัตินะ สติปัญญาอัตโนมัติมันเป็นวรรคเป็นตอน มันหมุนของมันไปเอง อันนี้ก็หมุนไปเอง แต่พอถึงขั้นซึมซาบ ซึมซาบไปเอง
มันก็มาจับจุดนี้ มาวินิจฉัยตัวจิตนี้ มันหมดที่พิจารณาแล้ว อะไรก็ปล่อยหมดแล้ว เหลือแต่อันนี้นิดเดียวที่ปรากฏอยู่กับความรู้นั้น มันก็มาวินิจฉัยเหล่านี้ เดี๋ยวว่าสุข แล้วเดี๋ยวว่าทุกข์ออกจากอันนี้ เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าเศร้าหมอง มันก็ออกจากนี้ ทําไมมันเป็นหลายอย่างนักจิตดวงนี้น่ะ สักเดี๋ยวธรรมท่านก็ผุดขึ้นมา แน่ะอย่างนั้นนะ นี่เรียกว่า ธรรมเกิด กิเลสเกิดเป็นเครื่องผูกมัด ธรรมเกิดเปิดออก นั่นเรียกว่า ธรรมเกิด กิเลสเกิด มันแทรกอยู่ด้วยกัน สักเดี๋ยวขึ้นมาเป็นคําๆ เหมือนเราพูด ขึ้นมาเป็นคําๆ
คําว่าเศร้าหมองก็ดี นั่นเวลาจะขึ้นนะ คําว่าผ่องใสก็ดี คําว่าสุขก็ดี คําว่าทุกข์ก็ดี ธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตานะ นั่นเวลาตัดกันจริงๆ ลงในขั้นอนัตตา ในไตรลักษณ์นี้จะเป็นอะไรขึ้นได้ทั้งนั้น ขึ้นบทสุดท้ายขึ้นได้ไตรลักษณ์นี่ แต่นี้สําหรับนิสัยเราขึ้นบทอนัตตา ปล่อยให้หมด ความหมายว่างั้น ธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตานะ คือ ความเศร้าหมองก็ดี ความผ่องใสก็ดี ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี รวมลงมาแล้วเรียกว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตา
พอว่าเป็นอนัตตา จิตมันก็ตั้งจ่อนิ่งเลย เพราะมันลงในอนัตตาแล้วไม่มีที่ไปแล้ว อันนี้เปิดให้หมดหัวอกเลยวันนี้นะ พอเท่านั้นแหละ จิตจะว่าทํางานอะไรอยู่ก็ไม่ใช่ เป็นวางเฉยในธรรมขั้นนี้ ไม่ทําการทํางานอะไรเลย จะไปสนใจกับว่าอัตตาก็ดี อนัตตาก็ดี หรือสนใจว่าสุข ว่าทุกข์ เศร้าหมอง ผ่องใสก็ดี ไม่ไป อยู่จุดศูนย์กลางเฉย เฉยด้วยมหาสติมหาปัญญานะ ไม่ได้เฉยๆ แบบเซ่อๆ ทั้งอ้าปากอย่างพวกเรานะ นั่นล่ะ ถ้าเราจะพูดเป็นแบบโลกก็เรียกว่า ปล่อยบทเผลอ แต่นี้มันไม่ได้เผลอ เป็นแต่เพียงวางเฉยๆ ไว้ มันไม่เผลอไม่ทําอะไร มันก็ผางขึ้นมาเลย อันนี้ก็ว่า อัตตาก็ดี อนัตตาก็ดี เรียกว่า มันพรึบควํ่าลงไปเลย ปัดอันนี้ทั้งหมดที่ว่าจุดว่าต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแล คือ ตัวภพ นี่คือตัวนี้ก็มารวมกันแล้ว เศร้าหมองผ่องใสอะไร ลงในอนัตตาอันเดียว ผางนี้ขาดสะบั้นไปหมดเลย
นี่เวลามันลบนะ มันลบหมดเลย ผางขึ้นมานี้เหมือนฟ้าดินถล่มนู่นน่ะ ฟังซิน่ะ กระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ อวิชชาตัวเดียวนี่ควํ่าลงจากจิตกระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ เพราะอวิชชาตัวนี้พาเที่ยวแดนโลกธาตุ เข้าใจไหม พอควํ่าอันนี้ลงแล้วก็เหมือนกับว่า แดนโลกธาตุนี้ควํ่าลงพร้อมกันหมด ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่มเลยนะ ทีนี้พอมันพรึบทีเดียวเท่านั้น อันนี้ไม่ได้มีอันใดที่จะเข้าไปตัดสิน หลักธรรมชาติตัดสินเองเป็นเองขึ้นมา ฟ้าดินถล่มก็เป็นเองทั้งนั้นเลย ไม่ได้มีอะไรตั้งสติสตังตอบรับกันเลย เป็นลักษณะกลางๆ ขึ้นมาผางทีเดียวนี้ เหมือนกันกับว่าโลกธาตุนี้ควํ่าหมดเลย พรึบทีเดียวหมดเลย ทีนี้จ้าเลยที่นี่…
ขณะจิตพรึบเดียวนี้โลกธาตุสะเทือนไปหมด แต่ความจริงกระเทือนในระหว่างกายกับจิต กิเลสกับธรรมกระทบกัน ขาดสะบั้นจากกันนี้กระเทือนมากทีเดียว เป็นฟ้าดินถล่มไปเลย พูดออกไปก็เลยว่า ฟ้าดินถล่ม ความจริงฟ้าดินเขาก็ไม่ถล่ม มันหากเป็นอยู่ในกายกับจิตมันกระเทือนกันอย่างแรง
เราไม่ได้ลืมสักกิสักกีนะ ไปฟ้าดินถล่มที่นั่นล่ะ ฟ้าดินถล่มนี้ เราไม่เคยเห็นนะ เพราะเกิดมาก็ไม่เคยคาดเคยหมายว่า สวรรค์เป็นอย่างไร พรหมโลกเป็นอย่างไร นิพพานเป็นอย่างไร เราก็ไม่เคยรู้เคยเห็น มีแต่คาดแต่หมายไปอย่างนั้น แต่ในคืนวันนั้นพูดให้มันชัดเจนเสีย เป็นอยู่หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งเลย วันที่ ๑๕ เดือนพฤษภาฯ ๒๔๙๓ นั่นล่ะ ตอนที่ฟ้าดินถล่ม ถล่มในตอนนั้น พอฟ้าดินถล่ม ตัวนี้พุ่งขึ้นบนอากาศ มันขึ้นไปได้อย่างไร ฟังซิน่ะ มาอวดท่านทั้งหลายเหรอ นั่งอยู่ธรรมดานี่ล่ะ ร่างกายของเรานี้มันพุ่งขึ้น มันขึ้นไปได้อย่างไร เราเองก็อัศจรรย์เองนะ พอพุ่งขึ้นไปลงมาแล้ว มันสั่นไปหมดในร่างกาย ตัวสั่น เหมือนโลกธาตุนี้ควํ่าหมดเลย สว่างจ้าขึ้นมาครอบหลังวัดดอยธรรมเจดีย์ มองไปที่ไหนว่างหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย โอ้โห ! เป็นอย่างนี้เหรอ
อู๋ย ! อัศจรรย์จริงๆ นี่เห็นไหม ขันธ์ทํางาน พี่น้องทั้งหลายดูเอา ความอัศจรรย์ที่มาสอนโลกเวลานี้พิลึกพิลั่น แหม ! ดูซินํ้าตานี่พังเลย เดี๋ยวนี้ก็ยังพัง เห็นไหม นี่ล่ะขันธ์ทํางาน ธรรมชาตินั้นไม่มี เข้าใจไหม นี่ล่ะผางเท่านี้ โถ ! อัศจรรย์จริงๆ ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่าธรรมพระพุทธเจ้าเป็นยังไง อยากถามผู้มันนอนตายอยู่นี้ว่างั้นนะ โอ๊ย ! อัศจรรย์จริงๆ แหม ! นํ้าตานี้พังพรากๆๆ โถๆ ขึ้นมาเลยเทียวนะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ล่ะหรือๆๆ ยํ้าอยู่นั่นน่ะ ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ล่ะหรือๆ ไม่เคยคาดเคยคิดนะมันผางขึ้นมา อู๊ย ! อัศจรรย์พูดไม่ถูก คิดดูซิเดี๋ยวนี้ยังเป็น มันสดๆ ร้อนๆ ทําไมเป็นไม่ได้วะ
จากนั้นแล้วมีตั้งแต่ความอัศจรรย์ เรียกว่า กายนี้ไหวเลยเทียวนะ มันเป็นอะไรก็ไม่รู้แหละ เป็นพร้อมกันหมดเลยเวลานั้น ฟ้าดินถล่ม แดนโลกธาตุดับพรึบลงหมดเลย จากนั้นก็ยํ้าทีเดียวว่า เหอ ! พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้อย่างนี้ล่ะเหรอ ถามท่านหาอะไร มันเจออยู่นั้นแล้วจะว่าไงพระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ล่ะเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ล่ะเหรอๆ รวมเป็นอันเดียวกันหมดแล้ว เรียกว่า ธรรมอัศจรรย์เลิศเลอ หรือว่า ธรรมธาตุแล้วเท่านั้น
เหอ ! พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง แต่ก่อนเราเคยคิดเมื่อไรว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จะมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันน่ะ พุทโธก็พุทโธ ธัมโมก็ธัมโม สังโฆก็สังโฆ ติดหัวใจมาตั้งแต่รู้เดียงสา แล้วมาจ้าขึ้นเวลานั้นแล้ว ธรรมชาติอันนี้มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง เป็นอันเดียวกันแล้วนะนั่น โอ้โห ! เป็นอย่างนี้เหรอ ธรรมอัศจรรย์ นั่น
หายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างเรื่องภพเรื่องชาติ เรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เรื่องกิเลสตัณหาอาสวะทุกประเภทได้ขาดกระเด็นออกไปจากใจในคืนวันนั้น ใจได้เปิดเผยโลกธาตุให้เห็นอย่างชัดเจน เกิดความสลดสังเวช นํ้าตาร่วงตลอดคืน ในคืนนั้นไม่ได้หลับนอนเลย เพราะสลดสังเวชความเป็นมาของตน สลดสังเวชเรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะอํานาจแห่งกิเลสมันวางเชื้อแห่งกองทุกข์ฝังใจไว้ ไปเกิดในภพนั้นชาตินี้มีแต่แบกกองทุกข์ หามกองทุกข์ ไม่มีเวลาปล่อยวางจนกระทั่งถึงตายไปแล้วก็แบกอีกๆ คําว่า แบก ก็คือใจเข้าสู่ภพใดชาติใดจะมีสุขมากน้อย ทุกข์ ต้องเจือปนไปอยู่นั่นแล จึงได้เห็นโทษ เกิดความสลดสังเวช แล้วก็มาเห็นคุณค่าแห่งจิตใจซึ่งแต่ก่อนไม่เคยคิดว่าจิตใจจะมีคุณค่ามหัศจรรย์ถึงขนาดนั้น การไม่นอนในคืนนั้นเพราะความเห็นโทษอย่างถึงใจและความเห็นคุณอย่างถึงจิตถึงธรรม
โถ ! พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้อย่างนี้ล่ะเหรอ นํ้าตาพังเลย นํ้าตาอันนี้ไปลบล้างนํ้าตาร่วงที่สู้กิเลสไม่ได้อยู่บนหลังเขา คราวนี้ก็นํ้าตาร่วงบนภูเขาฟาดกิเลสขาดสะบั้น คืนนั้นไม่นอน นั่งอยู่ธรรมดาเรานี้ล่ะ ถ้ามีคนหนึ่งคนใดเข้ามาดู เขาจะว่าเราบ้านะ นั่งอยู่ธรรมดาแล้วกราบ กราบอัศจรรย์ธรรมพระพุทธเจ้าที่ได้มาสวมใส่เข้าในหัวใจของเรา เราไม่อยากพูดว่า ได้ตรัสรู้นะ ว่าสวมใส่เท่านี้ มันก็พอแล้ว มันยํ้าอยู่นั่นแหละ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้อย่างนี้ล่ะเหรอ ไม่นอนคืนวันนั้น นั่งเดี๋ยวกราบ นั่งแล้วเดี๋ยวกราบอยู่อย่างนั้น ถ้าคนอื่นเขามาเห็น เขาจะว่าพระองค์นี้มันเป็นบ้าแล้วเหรอ เขาจะว่าอย่างนั้นล่ะ เราก็ยอมรับ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่นอนในคืนนั้น มีแต่กราบอยู่อย่างนั้น แล้วนั่งรําพึงรําพันถึงความอัศจรรย์นะ จากนั้นมาแล้วก็ท้อถอย พูดตรงๆ เอาให้ตรงๆ นั้นเลย คืออัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย เราถึงพูดว่า โห ! ธรรมแท้ๆ เป็นอย่างนี้ล่ะเหรอ
เมื่อธรรมได้ปราบกิเลสให้ราบออกจากใจแล้ว ไม่ต้องบอกให้กราบพระพุทธเจ้าก็เป็นเอง ไม่ต้องบอกให้กราบพระธรรมก็เป็นเอง ไม่ต้องบอกให้กราบพระสงฆ์ก็เป็นเอง เป็นอยู่ภายในจิตใจ ประทับใจ ซึ้งใจทุกอย่าง บาปมีไหม นรกมีไหม สวรรค์มีไหม พรหมโลกมีไหม นิพพานมีไหม ประจักษ์หัวใจของผู้รู้ผู้เห็นนั้นหาที่สงสัยไม่ได้ กราบพระพุทธเจ้าอีกทีหนึ่งนี่ล่ะความรู้จริงเห็นจริงของบุคคลเพียงผู้เดียว ก็สามารถเป็นหลักใจของโลกได้สําหรับโลกที่มีความสนใจใฝ่ธรรม เป็นหลักใจของโลกได้โดยไม่ต้องสงสัย
ท่านบรรลุธรรมกระเทือนหมื่นโลกธาตุ
พระพุทธเจ้าเป็นยังไง เรากราบราบเลย ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ทสสหสฺสี โลกธาตุ สงฺกมฺปิ สงฺปกมฺปิ สมฺปเวธิ อปฺปมาโณ จ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุรโหสิ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแสดงไว้ว่า หมื่นโลกธาตุ ฟังซิ ไม่ใช่สามแดนโลกธาตุ หมื่นโลกธาตุสะเทือนสะท้านหวั่นไหวเป็นเสียงเดียวกันหมด แปลออกจากภาษาบาลี อานุภาพแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าที่กระจายครอบโลกธาตุนั้น อานุภาพของเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลายสู้ไม่ได้เลย เทวานํ เทวานุภาวํ แสดงในบทต่อท้ายกัน อานุภาพแห่งธรรมพระพุทธเจ้าแสดงนั้น เรากราบราบเลยเทียว ก็มันเป็นขึ้นในเราตัวเท่าหนูนี่ มันก็กระเทือนเต็มภูมิของเราที่วาสนาน้อย เราก็เป็นเครื่องยืนยันในเรื่องเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ เต็มกําลังวาสนาของเรา เราไม่สะทกสะท้านไม่หวั่นไหวว่า พระพุทธเจ้าจะไม่เป็นอย่างนั้น คือเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เป็นอย่างที่แสดงไว้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
เราไม่ว่าไปมาก เอาเพียงแค่นี้ เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม กระเทือนกันไปหมดเลย เหล่านี้ใครจะเชื่อได้ ไม่มีหูใดจะเชื่อได้ ใจดวงใดจะเชื่อได้ง่ายๆ นะ ใจพระอรหันต์ผึงเดียวถึงกันหมดเลย ยอมรับทันที เพราะเป็นอันเดียวกันแล้ว สิ่งที่จะรับทราบก็ยอมรับ กิ่งก้านแขนงไปทางไหนยอมรับๆ เลย นี่ล่ะโลกเชื่อยากอย่างนี้เอง คนที่จะไปทางฝ่ายดิบฝ่ายดี จึงมีน้อยมากๆ ที่ไม่เชื่อก็ลงไปตามความมืดบอดของตนๆ มันก็เห็นได้อย่างชัดๆ อย่างนี้
สามแดนโลกธาตุนี้เป็นสถานที่อยู่ของกิเลส เป็นถังขยะทั้งนั้น เหยียบหัวมันไปหมดแล้วถังขยะ แล้วกลัวมันหาอะไร กลัวถังขยะ กลัวหาอะไร พระพุทธเจ้าถ้ากลัวกิเลส ฆ่ากิเลสได้เหรอ สอนธรรมเพื่อฆ่ากิเลสได้เหรอ นี้เราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันในหัวใจของเรา วัดกันได้เปี๊ยะเลย ทสสหสฺสี โลกธาตุ หมื่นโลกธาตุสะท้านหวั่นไหวทั่วกันหมด สะท้านจากหัวใจกระเทือนไปหมด เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม รู้ทั่วถึงกันหมด ถึงขนาดนั้น แต่เราไม่นํามาพูด เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับมนุษย์ เกี่ยวกับเทวดา อินทร์ พรหม ที่จะประสับประสานกันด้วยเหตุผลกลไกอรรถธรรมประเภทใด ที่จะเป็นประโยชน์แก่ท่านเหล่านั้น ก็ออกเองๆ ที่จะมาเกิดกับมนุษย์นี้ก็สอนมนุษย์ให้พอเกิดเป็นผลเป็นประโยชน์ดังที่กล่าวมาแล้วนี้
อวิชชานี้เหมือนกับกองขี้ควาย
ในตอนท้ายแห่งความละเอียดอ่อนของจิต เราก็เห็นว่า อวิชชาเป็นของดีและประเสริฐไปอย่างสนิทติดจมไปพักหนึ่ง หลงอวิชชาอยู่เป็นเวลา ๘ เดือนไม่เคยลืม เพราะรักสงวนอวิชชาซึ่งเป็นตัวผ่องใส ตัวสง่าผ่าเผย ตัวองอาจกล้าหาญ จึงรักสงวนอยู่นั้นเสีย ทั้งๆ ที่สติปัญญาก็มีเต็มภูมิ แต่ไม่นํามาใช้กับอวิชชาในขณะนั้น เมื่อเวลาได้นําสติปัญญาหันกลับมาใช้กับอวิชชาอย่างเต็มภูมิ เรื่องอวิชชาจึงแตกกระจายลงไป ถึงได้เห็นความอัศจรรย์ขึ้นมาภายในจิตใจนั้นแหละจึงเป็นความอัศจรรย์อย่างแท้จริง ไม่อัศจรรย์แบบจอมปลอมดังที่เป็นมา
อวิชชาแท้ นั่นล่ะจอมกษัตริย์ของกิเลสทั้งหลาย ถ้าเป็นไม้ก็เรียกว่า รากแก้ว รากฝอยตัดเข้าไปๆ เข้าไปถึงรากแก้ว ถ้าเป็นต้นก็เรียกว่า แก่น ถ้าเป็นรากก็เรียกว่า รากแก้ว อวิชชาจริงๆ แม้แต่มหาสติมหาปัญญายังหลงกลมายาของมันว่าไง ละเอียดขนาดไหน ละเอียดขนาดนั้น ขนาดสติปัญญาอัตโนมัติยังหลงกลมัน เป็นองครักษ์รักษามันเสียด้วยซํ้าไป
“เฮ้อ ! พูดถึงเรื่องความโง่ต่ออวิชชานี่ก็น่าบัดซบเหมือนกันนะ มันทุเรศ ไม่ให้อะไรมาแตะต้อง เพราะมันผ่องมันใส มันละเอียดลออ มันอ้อยอิ่งไม่มีอะไรเหมือนเลย” เวลาเข้าไปถึงตัวอวิชชาจริงๆ แทนที่จะเป็นภาพเหมือนเสือโคร่ง เสือดาว เหมือนยักษ์ เหมือนผีอย่างนั้น มันกลับเป็นนางงามจักรวาลไปซิ เจ้าสติปัญญาที่ฝึกมาอย่างเกรียงไกรนั้นก็เลยกลายเป็นองครักษ์รักษาอันนี้ ไม่ให้อะไรมาแตะต้องมัน สลัดปั๊บๆ อะไรจะมาแตะไม่ได้ สัมผัสอะไร เรื่องอะไรนี้ มันสลัดปั๊บๆ เลยรักษาอวิชชาไว้เสียนี่ กลายเป็นองครักษ์ของอวิชชา ในเบื้องต้นเป็นอย่างนั้น เพราะไม่มีอะไรเหลือ มีอันเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรที่จะพิจารณาแล้ว หมด สิ่งเหล่านี้มันรู้หมดแล้ว มันปล่อยทั้งนั้นแหละไม่ไปสนใจ รู้อะไรแล้วปล่อย มันจะดูรู้สึกที่สง่าผ่าเผยที่ว่าความผ่องใสองอาจกล้าหาญ
ถ้าพูดถึงว่า “อัศจรรย์ของอวิชชานี้ก็อัศจรรย์จนขนาดสติปัญญาอัตโนมัติชมเชย” พูดง่ายๆ นะ “ยกย่องชมเชยถวายตัวเป็นองครักษ์” พูดง่ายๆ แต่เพราะขึ้นชื่อว่าสมมุติแล้ว จะละเอียดขนาดไหนก็ตาม มันจะแสดงอาการพิรุธให้เห็นจนได้ ด้วยสติปัญญาอัตโนมัตินี้ก็แหลมคมไม่ใช่เล่น เพราะไม่ใช่แต่เพียงรักษาอย่างเดียว ยังต้องสังเกตว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับนี้ๆ ทีนี้มันก็มีเพราะอันนี้เป็นตัวสมมุติ ทีนี้สมมุติที่จะแทรกกันขึ้นมากับสมมุตินี้ก็ได้แก่ ความผ่องใส ความเศร้าหมองคือ ความผ่องใสนั้นผ่องใสตามส่วนของธรรมละเอียด เศร้าหมองก็เศร้าหมองตามส่วนของธรรมละเอียด มันหากมีจนได้ แม้จะละเอียดขนาดไหน สติปัญญานี้ก็ทันก็รู้ เมื่อแสดงขึ้นมาหลายครั้งหลายหนก็ทําให้เอะใจ “เอ๊ะ ! ทําไมธรรมชาติอันนี้นึกว่าจะคงเส้นคงวาแล้ว ทําไมจึงมีอาการแปลกๆ ให้เห็น เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าเศร้าหมอง ถึงจะละเอียดแค่ไหนก็ตามนะ”
จิตละเอียดแค่ไหน ความเศร้าหมอง ความผ่องใส ก็จะละเอียดไปตามๆ กันนั้นแหละ แม้เช่นนั้นมันก็ไม่ทนกับสติปัญญาที่จ่ออยู่ตลอดเวลาได้ ทั้งๆ ที่รักษาอยู่มันก็แสดงอาการให้เห็นพิรุธ ก็จับปั๊บเข้าไปซิ เลยเอาจุดนี้เป็นสนามรบล่ะที่นี่ “เอ๊ ! นี่มันอะไรถึงเป็นอย่างนี้” กว่าจะรู้นะ ว่าเป็นของดิบของดี ว่าเป็นของวิเศษวิโส “ทําไมจึงมามีอาการเศร้าหมองบ้าง อาการผ่องใสบ้างมีลักษณะทุกข์บ้าง สุขบ้าง ทําไมจึงมาเป็นอย่างนี้?” คือทุกข์ ก็ทุกข์ตามส่วนละเอียดของธรรมของจิตนั่นแหละ ไม่ทุกข์มากก็พอให้รู้จนได้ เพราะสติปัญญาขั้นนี้เป็นขั้นที่แหลมคมมาก ก็จับซิ นั่นเป็นต้นเหตุให้พิจารณา ทีนี้จุดนั้นเลยเป็นจุดพิจารณาขึ้นแล้วที่นี่ เหมือนกับสภาวธรรมทั้งหลาย เราผ่านไปได้ ก็เพราะเราพิจารณาเข้าใจแล้วผ่านไปๆ ทีนี้อันนี้กําลังสงสัย มันก็จ่อเข้ามานี้อีก มันพิจารณาเข้าใจปั๊บ ก็ขาดลอยไปเลยไม่มีอะไรเหลือ
ทีนี้คําว่าจุดว่าต่อมนะ พออวิชชาพรึบลงไปหมดไม่มีอะไรเหลือแล้ว ที่ว่าความสว่างไสวที่อัศจรรย์ล้นโลกล้นสงสารนั้น กับความสว่างที่สิ้นอวิชชาไปเรียบร้อยแล้วนั้น กับความสว่างอยู่ในอํานาจของอวิชชานี้ ดูความสว่างในอํานาจของอวิชชานี้ มันเท่ากับกองขี้ควายกองหนึ่ง ฟังดูมันต่างกันไหม ความสว่างที่ธรรมชาติแท้ ที่เลิศเลอแท้ ไม่มีทางแก้ไขให้เป็นอื่นเป็นใดได้แล้ว นั้นล่ะความสว่างอันนั้น แล้วมาดูความสว่างไสวที่อวิชชาหลอกว่าอัศจรรย์นั้นน่ะ มันเหมือนกองขี้ควาย มันต่างกันมากน้อยเพียงไรพิจารณาซิ มันถึงมาเกิดความสลดสังเวชนี้ แหม ! สุดๆ นะ
โถ ! อวิชชากษัตริย์วัฏจักรนี้มันหลอกได้ถึงขนาดนี้เชียวนา หลอกอย่างอื่นไม่ได้ พอถึงขั้นนี้ก็หลอกสว่างซิ ทีแรกก็มืด ไม่มีอะไรเกินอวิชชาพาให้มืด ครั้นเวลาถึงขั้นสุดท้าย ไม่มีอะไรเกินอวิชชาพาให้สว่างอยู่ในวงสมมุติ พออันนี้พังลงไปแล้วเท่านั้น ความสว่างอันเป็นหลักธรรมชาตินี้ จ้าขึ้นมาเท่านั้นล่ะ ความสว่างของอวิชชานี้จึงเป็นเหมือนกับกองขี้ควาย ความสว่างนั้นเหนือโลกขนาดไหน วิเศษขนาดไหนพูดไม่ได้เลย พูดได้ตั้งแต่ว่าความสว่างของอวิชชานี้คือ กองขี้ควาย แล้วความสว่างนั้นเป็นยังไง มันถึงว่ามาอันที่อัศจรรย์แต่ก่อนว่ากลายเป็นกองขี้ควายไปได้ นั่นล่ะธรรมประเภทนั้นเลิศเทียบไม่ได้ ไม่มีอะไรเทียบเลย
“โอ้โหๆ ! ขนาดนี้เชียวเหรอ อวิชชาขนาดนี้เชียวเหรอ โอ้โหๆ ! เลย เรานึกว่ามันอัศจรรย์ขนาดไหน อัศจรรย์อะไรกองขี้ควาย มันมาหลงกองขี้ควายจนได้”
เพราะสติปัญญาอันนั้นแหละ เพราะทางไม่เคยเดินสิ่งไม่เคยรู้ แต่เวลาพิจารณาเข้าไปๆมันก็ตะล่อมเข้าไปๆ ก็ไปถึงจุดสุดท้ายของมัน จุดสุดท้ายคือจุดนี้ ถ้าหากว่าแก้ไม่ได้ มันก็ต้องอยู่นี้แหละ ยังพาให้หลง แม้จะไม่กลับมาเกิดอีกก็ตาม ก็ยังจะต้องเกิดอีกขั้นนั้นขั้นนี้ ถึงจะต่อถึงที่สุดก็ยังเรียกว่าเกิด ไปเกิดในพรหมโลก ๕ ชั้น เป็นต้น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา ๕ ชั้นนี้เป็นชั้นที่อยู่ของพระอนาคามีซึ่งกําลังดําเนินอรหัตตมรรค อรหัตตมรรคกําลังจะเต็มภูมิแล้ว พอรู้ปั๊บก็เป็นอรหัตตผลขึ้นมาเต็มภูมิ
ได้บรรลุธรรมเพราะหลวงปู่มั่น – ซึ้งบุญคุณพ่อแม่
นี่สรุปความแล้วว่า เผาศพหลวงปู่มั่นในเดือน ๓ ข้างขึ้น เผาศพกิเลสในหัวใจของเรา สิ้นสุดหลุดพ้นจากการเกิดตายมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ได้ยุติกันแล้วในคืนวันนั้น เราจึงได้หายห่วงทุกสิ่งทุกอย่าง กราบไหว้บูชาคุณของท่านในธรรมที่ได้รู้ได้เห็นเหล่านี้ สาเหตุเป็นมาจากหลวงปู่มั่นทั้งนั้น เป็นผู้ชัก ผู้จูง ผู้ลาก ผู้เข็นเราขึ้นมา คุณอันนี้จึงถึงใจของเราตลอดมา เวลาติดสมาธิก็ติดอยู่ ๕ ปี นี่ก็เพราะธรรมของท่านฉุดลากเราขึ้นจากสมาธิ ไม่งั้นก็จะจมอยู่นั้นตลอดมาก็ได้ อันดับที่สอง พอท่านฉุดลากขึ้นจากด้านสมาธิเข้าสู่ปัญญา จากนั้นก็ก้าวทางด้านปัญญา กลายเป็นสติปัญญาธรรมจักรหมุนเวียนฆ่ากิเลสตลอดเวลา ท่านก็ยับยั้งเอาไว้ว่ามันเลยเถิด ต้องมีการพักผ่อนทางด้านสมาธิเอากําลังวังชา เช่นเดียวกับเขาทํางาน ออกทางด้านปัญญา ฟาดจนกระทั่งสุดยอดแห่งธรรมด้วยอํานาจของปัญญาและสมาธิเดินกลมเกลียวกันไปตลอด
เราจึงได้เห็นคุณค่าแห่งโอวาทของท่าน ครูบาอาจารย์เราไม่ได้ประมาท ที่จะมาฉุดมาลากเราออกจากความหลง ความเพลินของตัวเอง มีหลวงปู่มั่นเท่านั้น ลากเข็นขึ้นตรงไหนเป็นแต่จุดอันตรายๆ จุดนอนจมทั้งนั้น นี่เราก็ไม่ลืมอย่างถึงใจ
เราไม่สงสัยในเรื่องความเป็นของจิตที่สะเทือนต่อตัวเอง ระหว่างกิเลสกับธรรมขาดสะบั้นจากกันนี้ประหนึ่งว่า โลกธาตุหวั่นไหวเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาเราก็ไม่เคยเห็นกิเลสตัวใด แม้เม็ดหินเม็ดทรายเข้ามาผ่าน เป็นข้าศึกศัตรูต่อใจของเรา ให้ได้รบราฆ่าฟันกันเหมือนแต่ก่อนที่กิเลสยังมีอยู่ จนกระทั่งบัดนี้เราไม่ปรากฏ เห็นแต่ธรรมแดนอัศจรรย์ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งหรือนิพพานเที่ยง ก็คือใจที่บริสุทธิ์หลุดพ้นจากสมมุติโดยประการทั้งปวง นี้แลเป็นจิตที่เที่ยงแท้ถาวรที่สุด ครองอยู่ในหัวใจตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ไม่เป็นอื่นเป็นใดเลย นี่เรียกว่า จิตที่นอกโลกไปแล้ว
เมื่อครอบโลกธาตุแล้ว อันใดที่เป็นสาระสําคัญอยู่ในโลกธาตุอันนี้ มีอะไรๆ วิ่งขึ้นไปหาคุณของพ่อของแม่นะ ไม่ไปที่อื่น โอ๋ย ! เราที่จะมาเป็นอย่างนี้ พ่อแม่ของเรา เลี้ยงเรามาตั้งแต่อยู่ในท้อง ตกคลอดออกมาแล้วเลี้ยงดูตลอดเวลา พลีชีพ พลีชีวิต ไม่ได้สนใจกับเรื่องความทุกข์ ความมีความจน เอาชีวิตเข้าแลกกับลูกทุกคน เรานี้ก็มีชีวิตมาจากพ่อจากแม่ แล้วมันก็เลยฝังลงคุณของพ่อของแม่ตลอดมา เวลานี้จึงฝังลึกมาก คุณของพ่อของแม่นี้ซึ้งเอาจริงๆ ไม่มีอะไรเหนือในโลกธาตุนี้ ไปอยู่กับคุณของพ่อของแม่ทั้งนั้น นี่หลวงตาประกาศออกมาด้วยความเป็นจริงในหัวใจของเรา เวลานี้จิตของเราหนักแน่นอยู่ในคุณของพ่อของแม่ แผ่เมตตาจิตนี้จะบึ่งถึงพ่อกับแม่ก่อนอื่นเลย พอปั๊บออกไปนี้จะออกถึงพ่อถึงแม่ การแผ่เมตตาจิต จากนั้นก็กระจายไปทั่วแดนโลกธาตุ พ่อแม่ต้องเป็นอันดับหนึ่งก่อน มันซึ้งในหัวใจ
ไม่เคยลืมบุญลืมคุณสถานที่บรรลุธรรม
คําว่า นิพฺพานํ คือ ธรรมธาตุ จิตเป็นธรรมธาตุ จิตเป็นธาตุ ธาตุเป็นจิต เรียกว่าเป็นธรรมธาตุแล้วหาอะไรอีก หมดโดยสิ้นเชิง นี่ล่ะการปฏิบัติมาตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน ตะเกียกตะกายแทบเป็นแทบตาย ก็มาเป็นในคืนวันนั้นล่ะ เป็นที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เวลา๕ ทุ่ม วันที่ ๑๕ พฤษภาฯ ๒๔๙๓ นี่ล่ะกิเลสได้ขาดสะบั้นลงจากใจ ตั้งแต่บัดนั้นมา เราจึงไม่เคยลืมบุญลืมคุณของวัดดอยธรรมเจดีย์นะ คุณอันนี้ฝังลึกมากทีเดียว เราระลึกย้อนหลังไปหาพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ในต้นโพธิ์ใหญ่ ได้ถือต้นโพธิ์เป็นคู่เคียงของพุทธศาสนา เพราะพระองค์ทรงเห็นบุญเห็นคุณของต้นโพธิ์ใหญ่นั้น นี่ก็เห็นบุญเห็นคุณของธรรมกองใหญ่ ธรรมธาตุขึ้นในที่นั่น จึงไม่มีวันลืมเลย
หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ได้ลืมนะ วัดดอยธรรมเจดีย์เป็นวัดที่ฝังลึกในหัวใจเรามากทีเดียว ไปได้ของแปลกประหลาดอัศจรรย์ทีไร มักจะได้อยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์จนสะดุดใจตลอด พอไปถึงปั๊บสถานที่เรากับธรรมเจอกัน เจอที่ตรงไหนๆ มันจะวิ่งถึงกันทันทีๆ พอไปถึงจะขึ้นบนเขาเลย แต่ก่อนมันยังหนุ่มน้อย ครั้นต่อมามันไปไม่ไหว ก็เลยอยู่ที่ศาลาข้างล่าง ขึ้นข้างบนไม่ได้นี่ล่ะเอาขนาดนั้นล่ะ เอาจริงเอาจัง เอาเต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วบทสุดท้ายที่จะควํ่าวัฏจิตวัฏจักร ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงการเกิดการตายทับถมกันนี้ มายุติในวัดดอยธรรมเจดีย์
วัดนี้ปกติเราก็เคยไปเคยมาอยู่แล้วนะ คือจะขึ้นไปเที่ยวภูเขาแล้ว ก็มาพักวัดดอยธรรม-เจดีย์ก่อนแล้วขึ้น ทีนี้เวลาลงมาจากภูเขาที่เป็นแดนบําเพ็ญสมณธรรมอยู่ทางนู้นกว้างขวางมากนะ ข้างบนนู้น คือเลยจากวัดดอยธรรมเจดีย์นี้ ก็เข้าป่าเข้าเขาไปลึกๆ มันเป็นสายทางที่เหมาะสมกับพระกรรมฐาน… ไปอยู่บนหลังเขาเงียบๆ กลางคืน พระจะมีกี่องค์ก็เท่ากับไม่มีพระ องค์ไหนอยู่ที่ไหนไม่มองเห็นกันเลย ก้อนหินบังเอาไว้ๆ คือหาที่เหมาะสมอยู่แต่ละองค์ๆ องค์นี้อยู่ที่นั่นองค์นั้นๆ อยู่ที่นั่น ท่านหาที่เหมาะสมของท่านเอง มองหากันไม่เห็น แล้วภาวนา เอาเป็นเอาตายฟาดกันเลย วัดดอยธรรมเจดีย์เหมาะสมมาก จะมีพระเท่าไรก็มองหากันไม่เห็น เหมือนอยู่องค์เดียว ทีนี้เวลาจะลงมาก็ลงมาที่นั่น ที่นั่นก็เหมาะดีอยู่แล้ว อยากกลับไปวัดเมื่อไรก็กลับ ส่วนมากก็กลับไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นนั้นแหละ ออกจากนี้ก็ไปหนองผือ ออกจากหนองผือมาก็มานี้แล้วขึ้นนี้ เป็นอย่างงั้นเป็นประจํา
องค์หลวงตาฯ เป็นพระที่มหัศจรรย์มาก
ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“เวลาโสดาบันพิจารณากายนะ อย่างเช่น หลวงปู่คําดี หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ฝั้น ท่านพิจารณากาย พิจารณากาย พิจารณากายจนสิ้นเป็นพระอรหันต์ไป อย่างเช่นหลวงตาท่านพิจารณาเวทนา อันแรกพิจารณาเวทนา (บรรลุพระโสดาบัน) อันที่ ๒ ท่านพิจารณาธาตุ ๔ กับพิจารณากาย (บรรลุพระสกิทาคามี) แล้วอันที่ ๓ ท่านพิจารณาอสุภะ (บรรลุพระอนาคามี) แล้วพออันสุดท้ายท่านกลับไปพิจารณาจิต (บรรลุพระอรหันต์) นี่เวลาครูบาอาจารย์บางองค์ท่านมหัศจรรย์ แต่ส่วนใหญ่แล้วนะถ้าแนวทาง อย่างเช่นครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ท่านพิจารณากาย พิจารณากายต่อเนื่องกันไป แต่น้อยองค์มากที่จะพิจารณานามธรรม
แม้แต่ความรู้สึกเรา พิจารณากายใช้จิตพิจารณา ขนาดกายนี่นะ มันเป็นรูปธรรมยังจับต้องได้ยากมากเลย แล้วเอาจิตพิจารณานามธรรม มันละเอียดกว่านะ แต่คนถ้าพิจารณานามธรรม ส่วนใหญ่แล้วจะเทศนาว่าการได้แตกฉาน เพราะอะไร? เพราะการพิจารณา คือ การฝึกหัดใช้ปัญญา อย่างเช่นเราฝึกหัด เราใช้ปัญญาพิจารณานามธรรม พิจารณานามธรรม มันใช้ปัญญาจับต้องแล้วแยกแยะ ปัญญามันกว้างขวางไง แต่ถ้าพิจารณากาย กายนี้เป็นรูปธรรม แล้วจับอย่างนี้มันพิจารณาไป ส่วนใหญ่พวกนี้มีฤทธิ์ มีรู้ทางใจได้ดีมาก แต่การเปรียบเทียบทางธรรมมันไม่ค่อยถนัด
ถ้าเจโตวิมุตติก็พิจารณากายโดยสมาธิ มีสมาธิเป็นหลักกันไป แต่บางองค์พิจารณากาย เวลามาพิจารณาจิต อย่างเช่นหลวงตา หลวงตาท่านพิจารณาครั้งแรกท่านผ่านเวทนา เวทนาเป็นธรรมเหมือนกัน แล้วพอผ่านเวทนาเข้าไป ท่านก็ไปพิจารณาธาตุ ๔ พิจารณาเห็นกาย ท่านไปเห็นกายที่หนองผือ นั่นล่ะ พิจารณากายนี่เจโต พอพิจารณาเจโตไปแล้ว ท่านพิจารณาอสุภะ อสุภะก็เจโต แล้วพอจุดและต่อม นั่นคือ จิต จิตก็คือปัญญา
หลวงตาท่านเป็นพระที่มหัศจรรย์มาก เพราะท่านเป็นพระที่มหัศจรรย์มาก ท่านถึงแสดงธรรมได้ฉะฉานมาก บางองค์ท่านพิจารณาของท่าน อย่างเช่นหลวงปู่เจี๊ยะ หลวงปู่คําดี หลวงปู่ชอบ ท่านพิจารณากาย เป็นโสดาบันก็พิจารณากาย สกิทาคามีก็กาย อนาคามีก็กาย พระอรหันต์ก็กาย พิจารณากายๆๆ นี่เจโตวิมุตติ เพราะเจโต จิตสงบแล้วมันพิจารณาเห็นกายต่อเนื่องกันไป ฉะนั้น มันชํานาญโดยกําลัง ชํานาญด้วยกําลัง ด้วยสัมมาสมาธิ
ฉะนั้น เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านพูดบ่อย ท่านพูดกับเรานะ “เฮ้ย ! ทําไมเราเทศน์มันไม่เหมือนกับท่านอาจารย์เลย” ท่านอาจารย์ คือ หลวงตามหาบัวไง “ท่านอาจารย์เทศน์นํ้าไหลไฟดับเลยเนาะ ของเราเวลาเทศน์ มันไม่ค่อยไปเลย” แต่ถ้าใครถามปัญหาดีนะ ถ้าใครถามปัญหา เพราะท่านรู้จริงอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันไม่มีประเด็นไง ถ้าใครถามปัญหามาท่านตอบชับๆๆ เลยแต่ถ้าไม่มีใครถามนะ ท่านต้องเทศน์เองนะ “เอ๊ะ ! เฮ้ย ! ทําไมเราเทศน์ไม่ได้เหมือนท่านอาจารย์วะ” นี่ท่านพูดกับเราเอง ท่านพูดกับเราเอง ครูบาอาจารย์ มันเป็นความถนัด นี่พันธุกรรมของจิตไง มันอยู่ที่วาสนานะ วาสนาใครสร้างมาอย่างไรมันก็เป็นแบบนั้น”
เรียงลําดับอริยธรรมขององค์หลวงตาฯ
ด้วยอริยสัจมีหนึ่งเดียว ผู้รู้จริงเห็นจริงตามความเป็นจริงด้วยภาคปฏิบัติ ย่อมเห็นตรงกัน ไม่ขัดไม่แย้งกัน ครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริง ท่านย่อมเข้าใจลําดับอริยธรรมขององค์หลวงตา-พระมหาบัว ได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และถ่องแท้ ดัง ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์เรียงลําดับอริยธรรมขององค์หลวงตาฯ ได้อย่างสมบูรณ์และชัดเจนแจ่มแจ้ง ดังนี้
“หลวงตาขั้นแรก (พระโสดาบัน) ท่านพิจารณาเวทนา ขั้นที่ ๒ (พระสกิทาคามี) ท่านพิจารณากายจนเป็นธาตุขันธ์ แล้วเพราะด้วยความเห็นอย่างนี้ก็เลยติดอยู่ ๕ ปี เพราะอะไร เพราะมีปัญญามาก
กิเลสของโสดาบัน กิเลสดิบๆ เลยนะถึงเป็นโสดาบัน กิเลสของสกิทาคามี กิเลสของอนาคามี กิเลสของอวิชชา เยอะแยะ ถ้าเป็นพระอนาคามีแล้ว กิเลสของพระอนาคามีมันมีอะไรบ้าง อยากให้เขายอมรับ อยากดัง อยากใหญ่ นี่คือกิเลสของพระอนาคามี กิเลสของพระอนาคามี ๕ อย่างไปเปิดดูได้ในพระไตรปิฎก
ฉะนั้น พอมันว่างขนาดไหน เพราะมีกิเลสอยู่ใช่ไหมมันก็ปิดบัง ติดอยู่ตรงนี้ เพราะคิดว่าคือนิพพาน จนหลวงปู่มั่นท่านแคะออกมา เห็นไหม “สุขอย่างนี้สุขเศษเนื้อติดฟัน” “แล้วมรรคเป็นอย่างไรล่ะ มรรคเป็นอย่างไร?” “มรรคก็ต้องออกค้นหาสิเว้ย”
พอออกมาค้นหา จิตมันว่างขนาดไหนแล้ว ท่านถึงได้บอกว่า โลกนี้ราบเป็นหน้ากลอง ถ้ามันรื้อค้นรื้อหานี่ ก็แล้วแต่คนจะพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม จิตบางดวงก็พิจารณากายจิตบางดวงพิจารณาเวทนา จิตบางดวงพิจารณาจิต จิตบางดวงพิจารณาธรรม ถ้ามันค้นคว้าค้นหาเจอ พอค้นหาเจอก็มาเจอกามราคะ ท่านพิจารณาอสุภะเพราะท่านเห็นกาย พิจารณากายเป็นอสุภะ พิจารณาแล้ว พิจารณาซํ้า พิจารณาซาก ถึงมันจะพิจารณาไปขนาดไหน มันก็มีเล่ห์กลของมัน ต่อสู้มาขนาดไหน แล้วหลวงปู่มั่นก็มาป่วย พอป่วยขึ้นมา ท่านก็ขึ้นหาหลวงปู่มั่นตลอด
ให้ออกพิจารณาก็พิจารณาแล้วนะ เวลาติดสมาธิ ๕ ปีก็บอกว่าสุขเศษเนื้อติดฟัน ตอนนี้ให้พิจารณาแล้ว ปัญญามันเดินแล้วแหละ มันหยุดไม่ได้เลย “นั่นแหละ ไอ้บ้าสังขาร”
บ้าสังขาร ก็คือ บ้าวิปัสสนาไง นี่ล่ะ ตรงที่มันเป็น มหาสติมหาปัญญา
พอเราวิปัสสนาไปขนาดไหน ถ้าสมาธิมันอ่อนลง กิเลสอันละเอียดมันก็สร้างภาพ มันก็ว่า อย่างนี้สิ้นแล้วนะ อย่างนี้ปล่อยแล้วนะ มันก็จะหลอกลวงอยู่อย่างนั้น “นี่ล่ะ ไอ้บ้าสังขาร” “อ้าว ! ถ้าบ้าสังขาร” “แต่ถ้าไม่พิจารณามันก็ไม่รู้” ติดสมาธิ ๕ ปีนี่ สมาธิมันก็ไม่เห็นให้ผลอะไรเลย ตอนนี้มันเป็นวิปัสสนา มันเป็นปัญญาแล้ว มันก็ต้องมีประโยชน์สิ “นั่นแหละ ไอ้บ้าสังขาร”
ท่านถึงต้องกลับมาพุทโธๆ เห็นไหม ท่านบอกว่าเหมือนมาเริ่มปฏิบัติใหม่
นี่ขั้นอนาคามีมันอยู่นี่ มันไม่ได้อยู่ที่ถํ้าสาริกา มันอยู่ที่ไอ้บ้าสังขารนี่ !
พอบ้าสังขารแล้วก็พิจารณาซํ้า พอพิจารณาซํ้า มันก็ปล่อยมาเรื่อย ปล่อยมาเรื่อย ปล่อยจนหายไปเลย นี่ไงพอหายไปเลย หลวงตาท่านก็บอกว่า อย่างนี้ไม่เอา เพราะมันปล่อยแบบไม่มีเหตุ ไม่มีผล แล้วท่านก็มาใช้ปัญญา เห็นไหม เวลาปัญญาพิจารณาซํ้า พิจารณาซากพอพิจารณาแล้วกิเลสมันสวมรอย มันสร้างภาพว่า เราพิจารณาแล้ว เราปล่อยวางแล้ว เราฆ่ากิเลสแล้ว มันไม่มีอะไรแล้ว ว่างหมดเลย
เวลาใช้ปัญญาในขั้นมหาสติมหาปัญญา กิเลสที่มันละเอียดลึกซึ้ง มันก็ยังหลอก แต่ด้วยความที่ว่าเคยผิดพลาดมาหลายชั้นหลายตอน แล้วหลวงปู่มั่นท่านโขกท่านสับออกมา เพื่อจะให้เป็นความจริง เวลาหลวงปู่มั่นป่วย หลวงตาท่านก็ขึ้นลง ขึ้นลง เพราะเวลาผู้ที่ใช้ปัญญาในขั้นของกามราคะนี้มันเป็นเหมือนนํ้าป่า มันจะรุนแรงมาก ปัญญามันเหมือนกับนํ้าที่กระโจนใส่มันรุนแรง ในขั้นมหาสติมหาปัญญา กิเลสมันก็รุนแรง หลวงตาท่านจะขึ้นหาครูบาอาจารย์อยู่ตลอดเวลาพอถึงที่สุดแล้วกิเลสมันเงียบหมดเลย หายหมดเลย
ถ้าเป็นคนที่ไม่มีวุฒิภาวะก็ติดอีก เห็นไหม พอมันพิจารณาอสุภะจนไม่มีอะไรให้พิจารณา มันหายหมดเลย หลวงตาท่านก็บอกว่า อย่างนี้ไม่เอา แล้วท่านก็เอา สุภะ มาแนบไว้ที่จิต เอาสิ่งที่สวยงาม เอาสิ่งที่จิตมันชอบที่สุด เอาอย่างที่ว่าโลกนี้เขาหากัน มาแนบไว้ที่จิต วันหนึ่งก็หายไป ๒ วันก็หายไป จนถึงวันที่ ๔ , ๔ วันอีกเหมือนกันที่จิตมันเริ่มมีอาการรับรู้ อ้าว ! ไหนว่ามันไม่มีไง
เห็นไหม คําว่า ไอ้บ้าสังขารๆ การต่อสู้กับกิเลส นี่คือขั้นอนาคามี
พอขั้นอนาคามี พอพิจารณาซํ้าพิจารณาซาก มาพิจารณา สุภะบ้าง พิจารณาอสุภะบ้าง เวลาพิจารณาสุภะ ก็เอาความสวยงามเข้ามาเพื่อให้เกิดอารมณ์ เพื่อให้ดึงกิเลสออกจากใจ ให้จิตมันมีความรับรู้ พอรับรู้ออกมาก็พิจารณาเป็นธรรมะ พอธรรมะพิจารณาเป็นอสุภะมันก็เงียบพอเงียบก็พิจารณาสุภะ ท่านถึงบอกว่า จากที่ว่าพิจารณาสุภะ และพิจารณาอสุภะ ๒ อย่างพิจารณาเทียบเคียงไป เทียบเคียงไป พอเทียบเคียงไปนี่มันหลบไม่ได้แล้ว คือเอาทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วให้จิตมันได้ฝึกหัด พอมันได้ฝึกหัด มันพิจารณาซํ้า พิจารณาซาก เห็นไหม มันละเอียดเข้ามา ละเอียดเข้ามา จนมันกลืนเข้ามาที่จิต พอมันกลืนเข้ามาที่จิตแล้ว มันก็ทําลายกันที่นี่
นี่อนาคามีอยู่ที่นี่ ไม่ใช่อยู่ที่ถํ้าสาริกา ที่ถํ้าสาริกานั่นมันขั้นสกิทาคามี ขั้นที่ ๒ ส่วนขั้นที่ ๓ มันอยู่ที่นี่ แล้วขั้นที่ ๓ นี้ที่บอกว่า อนาคามีอย่างหยาบ อนาคามีอย่างละเอียด
อนาคามีอย่างหยาบ เวลาพิจารณาจนมันปล่อยวางแล้วพิจารณาซํ้าๆ เศษส่วนที่เหลือที่ว่าอนาคามี ๕ ชั้น ตั้งแต่สุทธาวาสขึ้นไป พิจารณาซํ้าๆ เข้าไป มันก็จะคลายตัวของมันไปอีก นี่ไงอนาคามีอย่างหยาบ อนาคามีอย่างละเอียด มันเป็นอย่างใด ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ของเรานี้แหลมคม ชัดเจนมาก แต่พวกเรามันไม่รู้ แล้วไปคาดการณ์แล้วตีความ สันนิษฐานนี่ก็คือเดาเอาทั้งนั้น ธรรมะด้นเดา แต่ถ้าเป็นธรรมะตามความเป็นจริง เห็นไหมพิจารณาซํ้า พิจารณาซากเข้าไป จนมันละเอียดไปๆ นี่คือ อนาคามีอย่างละเอียด
อนาคามีอย่างหยาบ อนาคามีอย่างละเอียดเป็นอย่างใด นี่ไงด้วยความชํานาญของท่าน ท่านถึงมาแก้ครูบาอาจารย์เราได้ชัดเจนมาก เพราะท่านทําของท่านมา แล้วหลวงปู่มั่นก็เป็นผู้ที่ประคองมา สุดท้ายแล้วหลวงปู่มั่นท่านก็เสียไป หลวงตาท่านบอกว่า ขณะที่หลวงปู่มั่นเสียนี้ จิตใจของท่านกําลังรุนแรงมาก พอหลวงปู่มั่นเสียไปนะ เวลาศพตั้งไว้ที่วัดป่าสุทธาวาส ท่านก็ขึ้นไปบนภูพานนั่นล่ะ ไปภาวนาของท่าน ต่อสู้ของท่าน ต่อสู้ไปจนถึงที่สุด พอเผาศพเสร็จแล้ว พิจารณาซํ้า จิตมันสว่างไสว จิตมันผ่องใส จิตมันเป็นความมหัศจรรย์นัก เป็นความว่างๆ ที่ว่าไอ้ว่างๆ ว่างๆนั่นล่ะ ทีนี้ธรรมะมาเตือนว่า สิ่งที่ว่างๆ มันต้องมีที่เกิดจากจุดและต่อมของจิต พอจับว่าจุดและต่อมของจิตได้ก็ยังงง ถ้าหลวงปู่มั่นอยู่ ท่านบอกว่า ท่านสําเร็จไปแล้ว แต่เพราะหลวงปู่มั่นไม่อยู่ หลวงปู่มั่นท่านนิพพานไปแล้ว ท่านถึงต้องค้นคว้าของท่านเอง
การที่ท่านค้นคว้าของท่านเอง คนเรานี้ทุกขั้นตอนการทํางานที่เราไม่เคยทํา กิเลสมันอยู่กับใจโดยธรรมชาติ ส่วนธรรมะเราต้องสร้างขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญานี้ เราต้องพยายามของเรามหาสติมหาปัญญาก็ขั้นหนึ่งที่มันเป็นอัตโนมัติ ที่มันเป็นปัญญาญาณ ที่มันละเอียดลึกซึ้ง ถ้าใช้ปัญญาตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีขึ้นมาจะฆ่ากิเลสอย่างนี้ไม่ได้ เพราะสิ่งที่เป็นปัญญาตั้งแต่อนาคามีลงมามันเป็นสังขาร มันเป็นขันธ์ แต่เวลาขึ้นไปถึงอวิชชา พอเข้าไปถึงจุดและต่อมนี้มันจะเป็นสังขารไม่ได้ ถ้าเป็นสังขารจะเข้าสู่สิ่งนั้นไม่ได้ เพราะมันเป็นปัจจยาการ
อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ สติปัญญาอย่างหยาบจะเข้าไปสู่สติปัญญาอย่างละเอียด มันจะเป็นไปไม่ได้เลย ฉะนั้น สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วเราเคยใช้เครื่องมืออยู่ คือใช้เครื่องมือตั้งแต่ปัญญาอย่างหยาบๆ มาตลอด ที่ว่าละเอียดๆ นั้น เราเคยใช้มา แต่พอเวลากิเลสอย่างละเอียดแล้ว เรายังจะเอาอย่างนั้นไปใช้ มันก็เข้ากันไม่ได้เลย ถ้ามันเข้ากันไม่ได้แล้ว เราจะเอาอะไรไปฆ่ามันล่ะ เราจะเอาสิ่งใดไปฆ่ามัน เราจะเอาสิ่งใดไปพลิกให้อวิชชานี้มันหลุดออกไปจากใจ ท่านพยายามของท่าน เห็นไหม ความละเอียดอ่อนถึง ๘ เดือน เวลาเข้าไปถึงมันจะไปพลิกฟ้าควํ่าดิน ระหว่างจุดและต่อม ขั้วของใจมันมี ๒ ขั้ว เหมือนกับมะพร้าว ๒ ขั้ว ขั้วดีและชั่ว เวลามันพลิกขึ้นมาจบสิ้นกระบวนการ โลกธาตุหวั่นไหว สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปหมดเลย นั่นล่ะ ท่านก็เสวยวิมุตติสุขของท่าน
นี่คือสัจจะความจริงของท่าน ฉะนั้น เสียงธรรมของหลวงตานี้มันจะแหลมคม ชัดเจน ตรงประเด็น พุ่งเข้าสู่กิเลส เพราะมันเป็นความจริง แต่เพราะพวกเรามันมีความจํา แล้วเราใช้ศักยภาพว่าเราเป็นลูกศิษย์ลูกหา เราจะขอร้องว่า ถ้าสิ่งใดฟังไม่เข้าใจให้แขวนไว้ อย่าแก้ไข อย่าดัดแปลง อย่าสันนิษฐาน วางไว้ก่อน เพราะเสียงธรรมของหลวงตานี้มีคุณค่ามากเพราะประสบการณ์ของจิตที่ท่านได้ฝึกได้ฝนมา เป็นวิชาการ เป็นประสบการณ์อันยอดเยี่ยมแล้วท่านเทศนาว่าการไว้ มันมีคุณสมบัติมีคุณค่ามหาศาล
หลวงตาท่านพูดว่า ให้ภิกษุปฏิบัติไป ถ้าใครปฏิบัติแล้วยังคัดค้าน ยังไม่เห็นธรรมของท่านเป็นความจริงก็ให้ปฏิบัติไปก่อน ถ้าวันใดปฏิบัติแล้วเข้าถึงจุดนั้นจะมากราบศพผม จะมากราบศพหลวงตา ฉะนั้น ท่านท้าทายไว้แล้ว ฉะนั้น อย่าแก้ไข อย่าดัดแปลง เพราะมันมีคุณค่ามาก มันมีคุณค่าเพราะท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านมีความจริงของท่าน พวกเรามันไม่มีแล้วอ้างอิง”
ทุกข์แสนสาหัส ๙ ปี เพื่ออรรถเพื่อธรรม
เราทําแทบล้มแทบตาย เวลาเราทํานี้เหมือนผ้าขี้ริ้วไม่มีราคํ่าราคา อยู่ในป่าในเขาเป็นเวลา ๙ ปีเต็ม หนักมากที่สุดเรื่องฆ่ากิเลส เวลามันขึ้นมา ผลของมันขึ้นเป็นอย่างนั้นล่ะดูเอาฟ้าดินถล่มเลย เวลากิเลสพังลงจากหัวใจ อวิชชาพังจากหัวใจเป็นฟ้าดินถล่มเลยเทียว
ทุกข์แสนสาหัสในการบําเพ็ญธรรม เพื่อความหลุดพ้นแก่ตัวเองแล้ว ก็เพื่อโลกทั่วๆ ไปจะได้รับผลประโยชน์เต็มกําลังตามความสามารถของตนๆ เราได้บึกบึนเต็มกําลัง ทุกข์ในอัตภาพร่างกายของมนุษย์นี้ ไม่มีทุกข์ใดจะหนาแน่นหนักมากยิ่งกว่าทุกข์ด้วยการภาวนา ทุกข์รักษาศีล รักษาธรรม ธรรมดาก็เป็นธรรมดา ไม่ได้มากมายนัก แต่ทุกข์เพราะการฝึกฝนทรมานฆ่ากิเลสนี้ทุกข์มากที่สุดเลย บางคราวถึงเอาเป็นเอาตายใส่กันเลยเชียว เอา ! ถ้ากิเลสไม่ตาย เราต้องตาย ซัดกันเลยๆ นี้เอาเรื่อยนะอันนี้ นี่ล่ะทุกข์ขนาดนั้น เรียกว่า ตกนรกทั้งเป็น ในเวลา ๙ ปีที่เราได้ปฏิบัติฆ่ากิเลสมาตั้งแต่เริ่มขึ้นเวที หลังจากได้รับโอวาทพ่อแม่ครูจารย์มั่นอย่างถึงใจแล้ว ก็ถึงใจตลอด เรื่องความพากความเพียรเอาชีวิตเข้าแลกเลย ไม่มีลดหย่อนอ่อนข้อกัน ตั้งแต่บัดนั้นมาเป็นเวลา ๙ ปี นี่เรียกว่า ตกนรกทั้งเป็นๆ ตลอดเลย
บางทีก็มาตําหนิเจ้าของก็มี นี่ล่ะกิเลสนะ มันตําหนิเจ้าของ เอ้อ ! โลกสงสารเขาก็อยู่สะดวกสบาย ทําไมเราจึงมาอยู่ด้วยความทุกข์ ความทรมานที่โลกทั้งหลายเขาไม่ประสงค์เลย ทําไมเราถึงมาบึกมาบึน ได้รับความทุกข์ความทรมานถึงขนาดนี้ อย่างนี้ล่ะกิเลสมันแทรกขึ้นมากล่อมใจเรา ให้เราอ่อนแอ ทางนี้ก็รับกันปึ๋ง โลกเขาอยู่สะดวกสบายก็สะดวกสบายตามโลก เราทุกข์ก็ทุกข์เพื่ออรรถเพื่อธรรม เอา ! ทุกข์ถึงไหนถึงกัน พ้นจากโลกไปก็เพราะอรรถเพราะธรรม เอา ! จะเอาตัวเองให้พ้นจากโลก ทุกข์ขนาดไหน เอาทุกข์ไป แน่ะมันแก้กันนะ ทุกข์แบบนี้เราไม่เคยทุกข์เพื่อธรรมทั้งหลายนี้ นี่ล่ะมันฟัดกันไปฟัดกันมา
นี่ก็ได้ปฏิบัติมาอย่างนั้น เป็นเวลา ๙ ปีเต็ม เขามาว่าให้ไปสมัครเอาอย่างนี้นะ ว่าจะทําความเพียรแก้กิเลสแบบที่เป็นอยู่เวลานี้ กับให้ไปติดคุกเป็นนักโทษในเรือนจํา จะเอาอันไหนให้เลือกเอา เราจะโดดเข้าคุกเลย ทําไมถึงโดดเข้าคุก เป็นนักโทษ สังคมไม่ยอมรับเพียงเท่านั้นเสียเกียรติ เสียอะไรไม่มีใครยอมรับ เรียกว่า ไม่มีคุณค่า ไม่มีราคาก็ตาม แต่เขาได้กินข้าววันหนึ่ง๒ มื้อ ๓ มื้อ จักตอกเหลาตอกวันหนึ่งวันละ ๔ เส้น ๕ เส้น เพื่อฆ่าเวลํ่าเวลาพอได้ออกจากตะรางเท่านั้น เขาไม่ได้ทําด้วยความเต็มอกเต็มใจอะไร กินข้าว ๓ มื้อ ๔ มื้อ เขากินได้ แต่ที่เขาทําหน้าที่ตามความเป็นนักโทษ คือ ต้องยอมรับโทษ ให้ทําหน้าที่การงานด้วยความเต็มใจ เขาไม่ได้เต็มใจทํา แต่นี้ไม่เป็นอย่างนั้นนี่นะ ทําด้วยความเต็มใจ ถึงขั้นจะสลบไสลหรือตายก็ตาม จะเป็นไปด้วยความสมัครใจทั้งนั้น
ถ้าหากสมมุติว่า ถ้าไปอยู่ในเรือนจําได้รับมรรคผลอย่างที่เราปฏิบัติในตัวของเรานี้ เราจะสมัครเข้าในเรือนจํา เพราะเบากว่างานของเรามาก งานของเรานี้จะเป็นจะตายเฉียดสลบ แต่ไม่เคยสลบเฉียดๆ ตลอด เพราะจิตใจมันมุ่งต่อแดนนิพพานๆ ไม่เป็นอย่างอื่น ไม่มีแยกมีแยะไปไหนเลย ทุกข์ขนาดไหน มันพุ่งๆ ต่อแดนนิพพาน หลังจากได้ฟังธรรมะพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรียบร้อยแล้วถึงใจ การปฏิบัติความพากเพียรถึงใจตั้งแต่บัดนั้นมา เป็นก็เป็นตายก็ตาย
นี่ล่ะทุกข์มากที่สุดเลย ตอนจิตตภาวนานี้ทุกข์มากที่สุดเลย ทั้งทรมานร่างกายด้วย ไม่เพียงทุกข์แต่ใจ ที่บีบบังคับใจไม่ให้คิดในแง่ต่างๆ ที่ผิดพลาดที่ว่าไม่ดีทั้งหลาย บังคับๆ แล้วยังไม่แล้ว ร่างกายนี้จะอยู่กินหลับนอนไม่ได้สะดวกเลย ต้องถูกบังคับด้วยกันทั้งนั้น ด้วยธรรมเป็นเครื่องบังคับ จึงเรียกว่า ทุกข์มากที่สุดเลย ในชีวิตของเราก็คือทุกข์มาก เพราะงานจิตตภาวนาฆ่ากิเลสนี้ทุกข์มากที่สุด เราประมวลชีวิตของเรามาจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายนี้ งานอะไรที่ทุกข์มากที่สุดที่เราผ่านมานี้ ไม่มีงานใดหนักมากยิ่งกว่างานภาวนาฆ่ากิเลส
ธรรมเกิดในที่อัตคัดขาดแคลน – ขั้นของการภาวนา พิจารณาเสือ
เรื่องการอยู่การกินนี้ ความอดอยากขาดแคลนเป็นประจําล่ะ แต่เราไม่ได้ห่วงอันนี้มากยิ่งกว่าธรรม จิตใจมันมุ่งต่อธรรม เพราะฉะนั้นถึงว่าจะทุกข์ยากลําบากที่ไหน มันก็พอบืนนะคนเรา เมื่อความมุ่งมั่นอันใหญ่หลวงมีอยู่ คือ มุ่งต่อธรรม มุ่งต่อมรรคผลนิพพานเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ความทุกข์ความลําบากไม่เห็นเป็นเรื่องสําคัญอะไร ทุกข์ยากลําบากก็ไม่สนใจ ยิ่งกว่ามุ่งอรรถมุ่งธรรม ไปอย่างนั้นแหละ
นี่ล่ะกว่าจะได้ธรรมมาสอนโลก ก็อย่างที่ว่านี่ล่ะ ยิ่งพ่อแม่ครูจารย์มั่นด้วยแล้วนี่นับเป็นเบอร์หนึ่งเลย ทุกข์ที่สุด คือ พ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา ไอ้เราเดินตามรอยท่านก็ทุกข์ขนาดนี้แหละไปในป่าในเขา ธรรมมักจะเกิดในป่าในเขาที่สงบสงัดงบเงียบ นั่นล่ะเกิดที่เช่นนั้น ในที่อัตคัดขัดสนจนใจจําเป็นจริงๆ ในป่าช้างป่าเสือ ธรรมมักเกิดที่นั่นแหละ ที่ที่หรูหราฟู่ฟ่า ไม่เกิดธรรม สําหรับเราเองเป็นอย่างนั้น ถ้าที่ไหนไปได้ฉันมากๆ แล้ววันนั้นตายเลย ตายทั้งเป็นนอนไม่อยากตื่น ขี้เกียจขี้คร้าน นั่น ทีนี้ไปอย่างนั้นจะไปฉันอะไรนักหนา ๒ – ๓ วันจะฉันเสียทีนึง ท้องนี่มันแฟบแต่ใจมันพองด้วยธรรม มันก็พออดพอทนคนเรา ทนอย่างนั้นแหละ ทนเรื่อยมา
ทนจริงๆ ๙ ปี ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ นี่เรียกว่า ตกนรกทั้งเป็นตลอดเลย ไปแต่องค์เดียวๆ ไปอย่างนั้นล่ะ เพราะนิสัยเราเป็นอย่างนั้น ไปกับใครไม่ได้ ไม่สะดวก เหมือนนํ้าไหลบ่า รับผิดชอบกันล่ะซิ ไม่ได้แสดงอันนั้นก็ตาม มันเป็นอยู่ในใจ ต้องเป็นความรับผิดชอบห่วงใยกัน ถ้าเราจะไม่ฉันนี่ อ้าว ! หมู่เพื่อนว่าไง แน่ะ ถ้าไปกับหมู่เพื่อน ถ้าเราไม่ฉัน หมู่เพื่อนก็เกรงใจเรา เห็นเราไม่ฉันก็ไม่ฉันเสีย แน่ะ โอ๊ ! ไม่สะดวก ถ้าเราไปองค์เดียว ป่าช้าอยู่กับเราเท่านั้นพอ อยากฉันก็ฉัน ไม่อยากฉันกี่วันก็ตาม เป็นอย่างนั้นตลอด แล้วสะดวกตลอดเลย
เรื่องการอยู่การกิน นํ้าอ้อยนํ้าตาล อย่ามาถาม แต่ก่อนไม่มี นํ้าอ้อย นํ้าตาล โกโก้ กาแฟ แม้แต่รูปภาพถ่ายไว้ในร้านเขาก็ไม่มี พวกโกโก้ กาแฟแต่ก่อนไม่มี นํ้าอ้อย นํ้าตาลก็เหมือนกันไม่มี ไม่สนใจ ถ้าฉัน ฉันเฉพาะเท่านั้นพอ สมมุติว่าวันไหนฉัน ก็ฉันจากข้าวเท่านั้นพอ ไม่ยุ่งนํ้าอ้อย นํ้าตาล นํ้าส้ม นํ้าหวาน อย่ามาถามเลย ไม่เคยเป็นอารมณ์ของใจ พุ่งๆ ตลอดมา นี่ล่ะหาธรรมหาอย่างนั้น ไม่ได้เป็นความสะดวกนะ หาอยู่ในป่าในเขา ไม่ได้ออกมาตามบ้านตามเรือน แล้วธรรมก็เกิดที่เช่นนั้นแหละ ที่อัตคัดขัดสน อาหารการกินไม่ค่อยมีในท้อง แล้วภาวนาดี เวลานั่งภาวนาไม่มีคําว่าโงกง่วง ถ้าอาหารไม่มีในท้องแล้ว การภาวนาไม่มีโงกง่วงแหละ
กลางคืนนอนหลับเพียงสองชั่วโมงพอ คืนทั้งคืนหลับเพียงสองชั่วโมงพอแล้ว จากนั้นจิตมันเที่ยงตรงแน่วตลอดเวลา ไม่มีคําว่าโงกว่าง่วง เมื่อได้ผลทางนั้น มันก็ต้องทนคนเรา อดบ้าง อิ่มบ้างก็ต้องทนเอา ถ้าจะเอาปากเอาท้องเข้าเป็นประมาณตายเลยแหละ ไม่ได้เห็นอรรถเห็นธรรมต้องเอาธรรมเป็นประมาณ ปากท้องกินเมื่อไรมันก็อิ่มเมื่อนั้น มีกําลังทันที แต่ส่วนธรรมนี้มีกําลังลําบาก เกิดยากอยู่ ต้องได้ฝึกทรมานอย่างหนัก ไปอยู่ในป่าในเขาอย่างนั้นมันมีความเพียรตลอดเวลา สติสตังติดกับตัวตลอดเลย มิหนําซํ้ายังมีพวกสัตว์ร้ายอีกด้วยอยู่ในป่าในเขา พวกสัตว์เฉพาะอย่างยิ่งก็คือพวกเสือ มันป่าเสือนี่จะว่าไง พวกเสือล่ะเป็นที่หนึ่งน่ากลัว
บางทีเราเดินจงกรม มันกระหึ่มๆ ข้างๆ เวลาเสียงมันดังขึ้นก็รู้จุดของมันว่า มันอยู่ที่นั่นที่นี่ เวลามันหยุดเสียงแล้ว มันจะมาแบบไหนก็ไม่รู้ เพราะเสือมันก็เหมือนแมว ไปเงียบๆ แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าเสือกินคนกัดคน ความกลัวมันหากเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง มันกลัวเหมือนกัน เสือกระหึ่มๆ เราก็เดินจงกรม ทีนี้เวลามันหยุดกระหึ่ม มันจะมาแบบไหน แน่ะมันก็คิดไปอีกแหละ ทางนี้ก็ต้องตั้งท่า สติอยู่กับตัว ภาวนาดี ถ้าอย่างนั้นดีภาวนา จนกระทั่งถึงว่าไม่มีอะไรกลัวเลย เมื่อสติเราดีจริงๆ แล้ว ติดกับใจจริงๆ แล้ว จิตใจกับธรรมหล่อเลี้ยงกัน สติเป็นธรรมอันหนึ่งสติธรรม รักษาจิตใจไม่ให้มันคิด มันปรุงออกไปภายนอก เช่นสัตว์ เช่นเสือ เช่นอะไรที่น่ากลัวไม่ให้คิด ให้คิดอยู่กับพุทโธ หรือธรรมบทใดที่เจ้าของถนัด พิจารณาอยู่ตามขั้นภูมิของจิตของธรรม มันก็อยู่ที่นั่นเสียไม่ให้ออก มันก็สง่างามอยู่ในนั้นไม่กลัวอะไร
ถ้าจิตกับธรรมได้หล่อเลี้ยงกันแล้วไม่กลัว สติอยู่กับใจ ใจไม่คิดออกไปไหน สติควบคุมอยู่ความกลัวก็ไม่มี คิดปรุงแป๊บออกไป มันเป็นความกลัวนะนั่น เช่น กลัวเสือ มันมักจะคิดแต่เรื่องเสือนะ กลัวผีจะคิดแต่เรื่องผี เป็นอย่างนั้น กลัวอะไร คิดแต่เรื่องนั้น มันกลัวอะไรก็ไม่รู้ ถ้ากลัวอะไร มักชอบคิดแต่สิ่งที่กลัว ธรรมดาสิ่งที่กลัวจะไปคิดหามันทําไม อันนี้กลับไปคิดในสิ่งที่กลัวๆ บังคับไม่ให้มันคิด เมื่อไม่คิด มันก็ไม่หลอกเจ้าของ จิตใจมีสติธรรมบังคับอยู่นั้นสงบแน่ว ทีนี้อยู่ได้อย่างสบาย นั่นล่ะการภาวนา มันมีหลายขั้นของการภาวนา ถ้าจิตยังไม่สงบดี หรือจิตอยู่ในขั้นสมาธิ จิตจะอยู่กับคําบริกรรม อยู่กับสมาธิที่จุดเด่นของจิต จุดแห่งความสงบผ่องใส อยู่ที่นั่นเสียนี่ขั้นหนึ่ง ก็สงบได้
ขั้นออกวิปัสสนานี้มันแยกธาตุแยกขันธ์ ไม่ว่าสัตว์ว่าเสือ เสือมันมีอะไรแปลกต่างกับเราถึงได้กลัวมัน นี่ถ้าออกทางด้านปัญญา ถ้าว่ากลัวตามันหรือ ตาเราก็มี แน่ะเทียบเข้าไป นี่อุบายวิชาสอนตน กลัวเขี้ยวมัน เขี้ยวเราก็มี กลัวตามัน ตาเราก็มี กลัวอะไรของเราก็มีหมด กลัวขน กลัวหนังของมัน กลัวตาของมัน เราก็มีหมด เราไม่เห็นกลัว แล้วไปกลัวมันอะไร ไล่ไปไล่มา ไปถึงหางเราไม่ลืมนะ ซัดเรื่องปัญญาไล่เบี้ย ไล่เรื่องเสือ กลัวอะไรมัน ซัดลงไปตั้งแต่เล็บ เล็บเราก็มีกลัวอะไร ถ้าว่าเขี้ยว เขี้ยวเราก็มีกลัวมันอะไร ไล่ไปไล่มาไปถึงหาง ถ้าว่าแข้งขาของมันมี ของเราก็มีกลัวหาอะไร ไปถึงหาง อ้าว ! กลัวหางมันหรือ ที่นี่เราก็ไม่มีหางจะอวดมัน
เออ ! มันพลิกได้นะ พูดถึงเรื่องปัญญา มันพลิกได้ของมัน ไปถึงขั้นหางเราเลยไม่ลืม หือ ! กลัวหางมันหรือ ถ้าว่าหางมัน หางเราก็มี แต่นี้ไม่มีอวดซิ เราไม่มีหาง กลัวหางมันหรือ มันมีหาง เราไม่มีหาง ตั้งแต่มันยังไม่กลัวหางอยู่กับมัน จะไปกลัวมันทําไม แน่ะ มันก็แก้ไปอย่างนั้นนะกลัวหางมันหรือ เราไม่มีหางจะเอาเทียบมันไม่ได้ใช่ไหม ตั้งแต่ตัวมันยังไม่เห็นกลัวหางมัน เราไปกลัวหาอะไร มันก็แก้ของมันไปได้
นี่ทางด้านปัญญา ทางด้านวิปัสสนา แยกธาตุแยกขันธ์ เสือทั้งตัวไม่มีเลย มีแต่วิปัสสนาปัญญาแยกธาตุแยกขันธ์ พวกหนัง เนื้อ เอ็น กระดูกของสัตว์ของเสือเหมือนเรา เทียบกันปั๊บๆ ก็ไม่มีอะไรกลัวกันๆ เพราะฉะนั้นจึงว่าไล่ไปถึงหางมัน กลัวหางมันหรือ หางเรามีก็จะเอาอวดมันแต่นี้ไม่มีหางซิ ตั้งแต่ตัวมันยังไม่เห็นกลัว เราไปกลัวมันทําไม แน่ะมันก็แก้ไปนั่นเสีย เราอยู่ไกลๆนี่หางติดอยู่กับมันก็ยังไม่เห็นกลัว เราไปกลัวหาอะไร แน่ะมันแก้ของมันปัญญา ถึงขั้นปัญญาแยกปัญญา พอออกจากนั้นไปแล้วเรื่องสัตว์เรื่องเสือนี่หมดนะ
คือตามขั้นของจิต จิตอยู่ในรูปในนามนี่ก็ต้องพิจารณาอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ร่างกายของเราอยู่ในขั้นนี้ พอพิจารณานี้หมด มันหมดนะ เมื่อหมดแล้ว พอตั้งแพล็บล้มผล็อย เรียกว่า เกิดปั๊บดับพร้อมๆ เหมือนฟ้าแลบ พอว่าเสือปรุงแพล็บ มันดับพร้อม ความปรุงคือเสือ แน่ะมันไปนั้น เสือแท้ไม่มีมีแต่ความปรุงของสังขาร มันปรุงแพล็บขึ้นมา มันก็ออกจากสังขารเรา จากนั้นปรุงขึ้นมาไม่ได้เรื่องอะไร ดับพร้อมๆ จะไปแยกธาตุแยกขันธ์ออกได้ยังไง นี่เป็นขั้นนี้ จากนั้นมันก็ว่าง พอปรากฏแป๊บขึ้นมา ว่างไปหมด ไม่มีสัตว์มีเสือ มันแยกไม่ทัน เกิดแล้วมันดับดับเร็วๆ นี่ตามขั้นของปัญญาพิจารณา
จากนั้นจิตมันก็ว่างไปหมดเลย ปรุงอะไรแพล็บเหมือนฟ้าแลบ ดับปุ๊บๆ หมด อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภัง หมด ไปถึงขั้นว่าง ว่างไปหมดเลย นี่ล่ะจิตพิจารณาเป็นขั้นๆ ที่ว่างก็มีนามธรรม ความคิดความปรุง เวทนา ความสุขความทุกข์ต่างๆ ที่สัญจรอยู่ภายในจิตนี้ พิจารณาอันนี้ก็ลงไปถึงจิตๆ ปรุงอะไรออกมาก็ออกมาจากจิต ดีชั่วออกมาจากจิต ตามเข้าไปๆ ก็ไปถึงรังใหญ่ คือ อวิชชาอยู่ในจิต พอไปถึงนั้นแล้วอวิชชาพังทลายไม่มีอะไรหลอก หมด นั่น อย่างนั้นล่ะการพิจารณาทางด้านปัญญา พอถึงอวิชชาดับแล้วไม่มีอะไรหลอก ดับหมดเลย
ที่พูดเหล่านี้มีใครเอามาพูดวะ เอา ! ไปหาซิในประเทศไทยใครมาพูดได้อย่างนี้ ไม่ใช่เราคุยนะ นี่เราพิจารณามาแล้วทั้งนั้นที่ว่านี่ ผ่านมาได้ๆ ด้วยการพิจารณา เอาจนกระทั่งโลกธาตุว่างเปล่าไปหมดเลย เอา ! ว่างเปล่าก็ว่างเปล่า มันมีขั้นๆ ว่างภายนอก แต่ภายในยังไม่ว่าง แน่ะว่างภายนอกหลงภายนอก ตื่นเต้นภายนอก จนถึงขั้นอัศจรรย์จิตของเรา โถ ! ทําไมจิตนี้มันถึงได้สว่างไสวเอานักหนา ว่างหมดเลย อัศจรรย์ ตรงนี้ก็ใสจ้า ทางข้างนอกก็สว่างไสวไปหมด มันก็หลงเป็นขั้นๆ พิจารณาเข้าไปๆ จนกระทั่งถึงความว่างภายนอกก็ว่าง ภายในก็ว่าง เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วปล่อยวางทั้งภายนอก ปล่อยวางทั้งภายใน ที่ความสว่างจ้านี่จ้าไปหมดเลย ไม่ได้ติดอะไรแหละ นี่ล่ะการพิจารณาภาวนา
การพูดเหล่านี้ผ่านมาหมดแล้ว ที่พูดนี่เราจะพูดซอกแซกซิกแซ็กตามความรู้ความเห็นของจิตที่มันพิจารณาไม่ทั่วถึง เราพูดเรียกว่าเอาทั้งดุ้นมาพูด ถ้าพูดแยกแยะตามเรื่องของสติปัญญาที่มันซอกแซกซิกแซ็ก แก้ไขดัดแปลงกันไปนี้มันละเอียดมาก พูดไม่จบ เราพูดแต่ส่วนใหญ่ๆ ทีนี้มันว่างหมดแล้ว ว่างภายนอกก็ยังว่างภายใน แน่ะ วางภายนอก วางภายใน แล้วมันจะติดอะไรที่นี่ เมื่อมันไม่ติดแล้ว มันจะไปข้องไปอะไร มีเขามีเราที่ไหน มันก็หมด จิตดวงนี้ก็ว่างเปล่าไปหมดเลย ครอบแดนโลกธาตุ ว่างหมดเลย ไม่มีอะไร ต้นไม้ก็เป็นต้นไม้ ความว่างมีอํานาจมากกว่า ผ่านไปหมด เหยียบอยู่บนแผ่นดินหนาๆ นี่ ความว่างผ่านไปหมดเลย
ความว่างมีอํานาจมากยิ่งกว่าแผ่นดินทั้งแผ่น จึงเรียกว่า โลกว่าง ดังที่ท่านสอนว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิซึ่งเป็นเหมือนก้างขวางคอออกเสีย จะหลุดพ้นจากพญามัจจุราชเสียได้ ท่านสอนอย่างนี้ ทีนี้เรามาพิจารณาตามที่ท่านว่า มันก็ว่างอย่างท่านว่าจริงๆ โลกนี่ว่างเปล่าหมด มันว่างอยู่ที่จิต อะไรมีก็ตาม ไม่มีก็ตาม ความว่างมีอํานาจมากกว่ามันครอบไปหมดเลย ท่านว่าสุญฺญโต โลกํ โลกสูญเปล่า ว่างเปล่า เมื่อจิตไม่ไปหมายมันก็หมดเท่านั้นเอง
สอนโลกด้วยความเมตตาล้วนๆ
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์เดนตายอยู่ ๙ ปี ขณะที่ท่านมีอายุย่าง ๓๗ ปี พรรษา ๑๖ ท่านก็ได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวกที่ทรงอภิญญา และถึงพร้อมด้วยปฏิสัมภิทานุศาสน์ แตกฉานเชิงฉลาดในอรรถในธรรม เมื่อคืนเดือนดับแรม ๑๔ คํ่า เดือน ๖ ปีขาล ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มตรง ก่อนหมดเขต๙ ปีออกปฏิบัติกรรมฐาน คือ ก่อนเข้าพรรษาเพียงสองเดือนเศษ เป็นไปตามนิมิตคําฝัน ๙ ปีสําเร็จ ทุกประการ จากนั้นท่านก็ทําความขวนขวายน้อย ดังนี้
“จากนั้นก็มาระลึกธรรม ถึงขนาดนี้เราจะไปสอนใครได้ ฟังซิน่ะ มันก็วิ่งถึงพระพุทธเจ้า…
ทีนี้ธรรมะก็ย้อนเข้าไปก่อนที่จะได้สั่งสอนสัตว์โลก ว่ารู้แต่เราคนเดียวๆ คนอื่นไม่รู้ ลบทิ้งหมดหรือ เราเป็นมนุษย์หรือเราเป็นอะไร ได้ตรัสรู้เวลานี้ มนุษย์ตรัสรู้หรือใครตรัสรู้ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนโลกทั่วๆ ไป ทําไมตรัสรู้ได้ อยู่ในวิสัย แล้วนอกนั้นทําไมเหลือวิสัยไปหมด เป็นเพราะเหตุไร นี่ล่ะขึ้นตรงนี้ล่ะ พระองค์จึงทรงหย่อนญาณลงมาจะสั่งสอนสัตว์โลกพร้อมกับท้าวมหา-พรหมมาอาราธนาธรรมเป็นอย่างนั้นนะ อัศจรรย์ขนาดนั้นนะ ฟังเอานะ แม้พระพุทธเจ้าจะสั่งสอนสัตว์โลกอยู่แล้วยังทรงท้อพระทัย จะไม่สั่งสอนสัตว์โลก มีท้าวมหาพรหมมาเป็นสักขีพยานอาราธนาพระองค์ แต่อย่างไรพระองค์ก็จะสอนอยู่แล้วแหละ หากมีพยานขึ้นมาอาจเป็นคู่เคียงกัน จึงได้นํามาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายทราบทุกวันนี้
นี่ที่พระองค์สั่งสอนสัตว์โลก ธรรมนี้ประเสริฐขนาดไหน ฟังซิ จะไม่ทรงสั่งสอนสัตว์โลกทั้งๆ ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าจะสั่งสอนสัตว์โลกอยู่โดยตรงแล้ว ทําไมจึงท้อพระทัย ก็เพราะธรรมนี้ประหนึ่งว่า มันเหลือวิสัยของสัตว์โลก ไม่มีรายใดจะรู้ได้ๆ ย้อนเข้ามาเราเป็นใครเราเป็นเทวบุตรเทวดามาจากไหน ทําไมรู้ได้ โลกเขาทําไมรู้ไม่ได้ จึงได้ทรงพิจารณาในเรื่องนี้ อ๋อ ! เราก็คนคนหนึ่งรู้ได้ เพราะเหตุไร ก็เพราะสร้างคุณงามความดี สร้างบารมี เหมือนเด็กทีแรกตัวแดงๆ เกิดมาได้รับการเลี้ยงดูปูปกตลอดเวลา แล้วเด็กเขาก็โตขึ้นมา โตขึ้นมาจนเป็นผู้ใหญ่เหมือนเรา อันนี้ก็เหมือนกันสร้างบารมีมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนกระทั่งถึงขั้นควรตรัสรู้แล้วก็ตรัสรู้ผึงขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายควรแก่การเป็นพระอรหันต์แล้วตรัสรู้ขึ้นมาเป็นพระอรหันต์ด้วยกัน พระองค์จึงเอาอันนี้มาเทียบๆ จึงสั่งสอนสัตว์โลก
เบื้องต้นที่เป็นทั้งนี้ เพราะจิตยังไม่ได้คิดในแง่ต่างๆ ให้กว้างขวางออกไปถึงปฏิปทาเครื่องดําเนิน จึงได้ย้อนกลับมาพิจารณาทบทวนกันอีก ทั้งฝ่ายเหตุ คือ ปฏิปทา ทั้งฝ่ายผลที่ปรากฏในปัจจุบันว่า ถ้าธรรมชาตินี้เป็นสิ่งที่สุดวิสัยที่คนอื่นๆ จะรู้ได้แล้ว เราทําไมถึงรู้ได้ เราก็เป็นคนคนหนึ่ง เหมือนกับมนุษย์ทั่วๆ ไป เรารู้ได้เพราะเหตุใด ก็ย้อนเข้ามาหาปฏิปทา พิจารณากระจายออกไป จนได้ความชัดเจนว่า “ถ้ามีปฏิปทาคือข้อปฏิบัติแล้ว ก็จะต้องได้รู้อย่างนี้”
ท่านผู้ใดบําเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติให้สมบูรณ์เต็มภูมิ ดังที่พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้แล้ว ธรรมชาตินี้ไม่ต้องมีใครมาบอก จะรู้เองเห็นเอง เพราะอํานาจแห่งมัชฌิมาปฏิปทาเป็นเครื่องบุกเบิกทําลายสิ่งที่รกรุงรังพัวพันอยู่ภายในใจจะแตกกระจายออกไปหมด เหลือแต่ธรรมล้วนๆ จิตล้วนๆ ที่เป็นจิตบริสุทธิ์
มาถึงจุดนี้ อ๋อ ! ขึ้นยอมรับที่นี่ อ๋อ ! ได้ ถึงไม่มากก็ได้ นั่น มีแล้วนะที่นี่ ปฏิเสธไม่ได้เลย บอกว่าได้ไม่มากก็ได้ ถึงไม่มากก็ได้อยู่ มีแก่ใจเริ่มที่จะแนะนําสั่งสอนผู้ที่สมควรจะสอน อยู่ในป่าในเขาพระเณรก็รุมๆ อยู่นั้นแหละ จากนั้นก็ค่อยแย็บออกมาสอนออกมาๆ กว้างออกมา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ดูเอาซิ ทั่วแดนโลกธาตุ ประเทศไทยเมืองนอกอะไร ได้ฟังธรรมจากหลวงตาบัวทั้งนั้นใช่ไหมล่ะ หนึ่งออกทางปากสดๆ ร้อนๆ เทศน์สอนพระ พูดธรรมะขั้นเด็ด จากนั้นก็ออกจากเทป จากเทปก็เขาออกทางวิทยุ ออกทางอินเตอร์เน็ต เวลานี้กระจายทั่วประเทศไทย ธรรมะที่หลวงตาแสดงนี้รับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ ไม่มีเคลื่อนคลาดจากหลักความจริงที่รู้ที่เห็นมาเลย เข้าใจไหม
เราพูดนี่ เราพูดได้อย่างเต็มปาก เราหาได้อย่างเต็มใจแล้ว ไม่มีอะไรบกพร่องแล้วภายในใจของเรา เราจึงกล้าสามารถเทศนาว่าการได้ทุกแห่งทุกหน อย่าว่าแต่มนุษย์มนา เทวดา อินทร์ พรหม ก็เทศน์สอนได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ฐานะที่มนุษย์จะมาฟังเสียงเทศน์เทวดา คือไม่จําเป็นต้องพูดถึง เวลาพูดถึงมนุษย์ เทวดาก็ไม่มาเกี่ยวข้อง เทวดาก็เป็นเทวดา มนุษย์เป็นมนุษย์ เวลาสอนเทวดา มนุษย์ก็ไม่ไปเกี่ยวข้อง เทศน์สอนเทวดา
พระพุทธเจ้าสอนโลกก็สอนแบบเดียวนี้ จึงพูดแล้วสาธุ ตัวเท่าหนูก็ตาม เครื่องยืนยันมีอยู่ในหัวใจ รู้สิ่งใดค้านพระพุทธเจ้าไม่ได้ เห็นสิ่งใดค้านพระพุทธเจ้าไม่ได้ ยอมรับหมด เมื่อยอมรับหมดแล้วก็เต็มหัวใจ ที่จะนําออกแสดงตามหลักความจริงที่ยอมรับเรียบร้อยแล้ว เข้าใจไหมล่ะ… ขอให้ถึงนั้นแล้ว สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้าง ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า ไม่ว่าพระองค์ใดก็ตาม ใครก็ตามถ้าลงได้ถึงปึ๊บเข้าเท่านั้น สนฺทิฏฺฐิโก ตัดสินครั้งสุดท้ายว่า ภพชาติเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ต่อไปนี้ เราจะไม่มาเกิดอีก ป้างขึ้นมาภายในใจนั้นหายสงสัยเลย นี่ก็หายสงสัย
นี่แหละ มันถึงผางๆ สอนโลก จากนั้นก็กระจายออกมา เดี๋ยวนี้ก็ทั่วประเทศไทยแล้วเราสอน เราจึงกล้าหาญชาญชัย ถ้าพูดแบบโลกสงสาร แต่หลักธรรมแล้วไม่มี คําว่ากล้าก็ไม่มี กลัวไม่มี คําว่าได้ว่าเสียไม่มี คําว่าแพ้ว่าชนะไม่มีในธรรม สอนด้วยความเมตตาล้วนๆ”
กราบขอขมาหลวงปู่มั่น – เปิดเผยธรรมธาตุครั้งแรก
ลงจากภูเขาแรม ๑๔ คํ่า เดือน ๖ เราไม่ลืมนะ พอ ๑๕ คํ่าลงจากภูเขามา ๑๔ คํ่ามันเป็นคืนนั้นแล้ว พอคืน ๑๕ คํ่าก็ลงจากภูเขา ฟ้าดินถล่มในคืนแรม ๑๔ คํ่า ตรงกับวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่น พอตื่นเช้าวันหลังเราก็ลงจากภูเขาลงมา มากับท่านเพ็งล่ะมาถึงวัดดอยธรรมเจดีย์ ลงมาก็มาวัดสุทธาวาส
เรายังไม่ลืมกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ขณะนั้นอยู่ดึกๆ เงียบนะ ท่านไม่แสดงอะไรมากแหละ แต่ไอ้เรื่องกิเลสมันคอยจะจับ (ท่าน) มีลักษณะอิ๊ๆ แอ๊ๆ อะไร เหมือนครางเบาๆ อิ๊ๆ แอ๊ๆ “เอ๊ ! เวลาท่านเป็นอย่างนี้ ท่านมีกิริยาอย่างนี้ ท่านจะมีเวลาเผลอบ้างไหมนา” เท่านั้นล่ะนะเราคิดก็เวลานั้นจิตของเราเป็นธรรมจักรอยู่ตลอดเวลา มันหยุดเมื่อไร เป็นธรรมจักรอัตโนมัติของความเพียร สติก็เรียกว่าเก่งอยู่แล้ว แต่แล้วยังไปสงสัยท่าน แต่เพียงเท่านั้นนะ ได้เท่านั้นนะ เรากระตุกทันทีเลย เพราะเราคิดด้วยความระวังนี่ แล้วก็ฝังใจด้วย เรากระตุกเจ้าของทันที หยุดเท่านั้น
บทเวลาเรื่องผ่านเข้าไปหากันปึ๋ง โธ่ ! ตาย เผลอไม่เผลอมันเป็นเรื่องของสมมุติ เอาไปโปะท่านทําไม เอาไปทับท่านทําไม โอ๊ย ! ไปขอขมาท่านทันทีเลย ขอขมากับอัฐิท่าน ปรากฏว่าจิตนี้โล่งหมดเลยนะ โล่งปัจจุบันเลย แสดงว่าหมดทุกอย่าง
นี่ล่ะที่ท่านอาจารย์มหาทองสุกท่านเอาพัดมาใส่ให้ ลงมาจากนั้นท่านก็เอาพัดยศใส่ให้เลย เราไม่เคยสนใจกับนี้ ถาม “เป็นยังไง เรียนหนังสือมาแทบล้มแทบตาย ได้เคยเห็นพัดมหาไหมล่ะ”ท่านว่า “อู๊ย ! กระผมไม่สนใจกับมันนี่น่ะ” ปุ๊บปั๊บวิ่งเข้าไปเอาพัดในห้องท่านมาตั้งกึ๊ก “เอา ! ถ่าย มหาทั้งคนไม่มีพัดยศติดบ้าง มันมีอย่างหรือ เรียนมาแทบเป็นแทบตาย” ท่านว่าของท่านเองท่านจัดการของท่านเอง ใส่กึ๊กกั๊กๆ “เอานั่งตรงนี้ นั่งให้เราถ่ายรูป” แล้วมีพัดหลังอยู่นั้น ความจริงพัดอาจารย์มหาทองสุก ไม่ใช่พัดเรา แต่พัดเปรียญชั้นเดียวกัน เราก็ไม่ลืมนะ
วันนั้นไม่มีใคร ท่านเพ็ง (หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต) ก็ขึ้นไปหา ท่านเพ็ง วัดถํ้ากลองเพลนี้ล่ะ พูดให้ท่านเพ็งฟังเป็นคนแรกนะไม่ลืม ท่านเพ็งขึ้นไปหาสองต่อสองอยู่วัดสุทธาวาส นี่จะเล่าอันหนึ่งให้ฟังนะ “ท่านเคยติดสอยห้อยตามผมมาเป็นเวลานานแล้ว แล้วคําที่ผมจะพูดเวลานี้ท่านเคยได้ยินได้ฟังไหม เลยเล่าเรื่องให้ฟัง เรื่องเป็นอยู่บนวัดดอยธรรมเจดีย์ เมื่อคืนวานนี้ บอกตรงๆ เลย คืน ๑๔ คํ่า เป็นอย่างนั้นๆ”
ที่นี่สรุปเลย “พอฟังแล้วเป็นยังไงคํานี้ ท่านเคยอยู่กับผมมาเป็นเวลานาน เคยได้ยินไหม ผมเคยพูดให้ฟังไหม” “โห ! ไม่เคยนะ อย่างนี้น่ะ” ตื่นเป็นบ้าเลยนั่นก็ดี ท่านพอใจตื่นเต้นมากจิตที่มันขาดสะบั้นจากกัน ระหว่างวัฏวนกับวิวัฏฏธรรม นั่นล่ะ ให้ตั้งใจหนา อย่างนี้ล่ะธรรมพระพุทธเจ้าเป็น อกาลิโก มีเป็นพื้นฐานประจําตลอดเวลาเป็นปัจจุบัน เอาให้จริงนะ นี่ได้เห็นเสียแล้ว หายสงสัยทุกอย่าง หายสงสัยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หายหมดเลย เป็นอันเดียวกันหมดแล้ว เราว่าอย่างนี้ เราไม่สงสัยพระพุทธเจ้าอยู่ตรงไหนๆ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ตรงไหน จิตกับธรรมนี้เป็นอันเดียวกันแล้ว กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอันเดียวกันแล้วไม่แยก ไม่มีแยก เป็นอันเดียวกัน
ถ้าจะเทียบก็เหมือนกับว่า แม่นํ้าสายต่างๆ ไหลมาจากคลองนั้นๆ ลงมหาสมุทรทะเลหลวง แล้วเป็นนํ้ามหาสมุทรทะเลหลวงอันเดียวกันหมด แยกไม่ออกว่า แม่นํ้าสายนี้มาจากนั้นๆ ไม่มีแยกไม่ได้ แตะลงไปก็เป็นแม่นํ้ามหาสมุทรทะเลหลวงอันเดียวกันหมด นี่จิตเมื่อถึงขั้นบริสุทธิ์แล้วก็เหมือนกับแม่นํ้าสายต่างๆ ของผู้บําเพ็ญ ไหลลงมาๆ ผู้บําเพ็ญนั่นล่ะ เป็นเหมือนแม่นํ้าสายต่างๆ บําเพ็ญคุณงามความดีทั้งหลายนี่ เป็นเหมือนกับแม่นํ้าแต่ละสายๆ ไหลลงมาๆ พอเข้าถึงจุดสุดท้ายความบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว เข้าผึงอันนั้นเป็นอันเดียวกันหมดเลย เหมือนกับแม่นํ้า คลองสายต่างๆ ที่ไหลเข้ามาสู่มหาสมุทรทะเลหลวงเป็นอันเดียวกัน แยกไม่ออก เมื่อจิตวิมุตติเข้าเป็นอันเดียวกันแล้ว ก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน
ออกจากนั้นก็พักอยู่วัดสุทธาวาสสองคืน ว่าจะไปจําพรรษาอําเภอวาริชภูมิ ถํ้าทางบ้านตาดภูวง ขึ้นบนถํ้าแล้ว ไปดูเรียบร้อยแล้วปลงใจจะจําพรรษา เพราะจวนวันแล้ว ในถํ้านั้นน่ะ เราเคยพักแล้ว แต่ไม่เคยจําพรรษา ปีนี้ตั้งใจว่าจะไปจําพรรษาที่นั่น พอจวนเข้าพรรษาแล้วไป พอดีโยมชื่อผาน ทิดผานแกอยู่หนองกุง แกเข้าออกวัดหนองผืออยู่เสมอ เวลาแกไปเห็นพระเหลืองอร่ามเต็มวัดเต็มวา เวลาครูบาอาจารย์ล่วงลับไปแล้วพระเณรหนีหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย ยังเหลืออยู่หลวงพ่อสามองค์ แกเล่าให้เราฟัง อู๊ย ! สลดสังเวชเป็นประมาณ แกก็เล่าธรรมดาแก เราคิดอย่างเต็มหัวใจ พูดถึงเรื่องบ้านหนองผือมีคุณต่อพระเณรเท่าไร ครูบาอาจารย์มากน้อยเพียงไร ไปท่านเหล่านี้รับเลี้ยงได้หมด มี ๗๐ หลังคาเรือนรับเลี้ยงพระได้หมดเลย
ทีนี้เวลาครูบาอาจารย์ล่วงลับไปแล้วพระไม่มี ยังเหลืออยู่หลวงตาในวัดนั้นล่ะมาบวชแล้วก็อยู่ที่นั่นสามองค์ เหมือนวัดร้าง ไปเห็นแล้วสงสาร เป็นเหมือนวัดร้างจริงๆ คนก็ซบเซาไปหมดทั้งบ้าน เหมือนวัดร้าง แกมาเล่าให้ฟังธรรมดา เราก็ไม่พูดอะไรล่ะ แต่เราฟังเต็มหัวใจ ตั้งใจว่าจะจําพรรษาที่ถํ้านั่นล่ะ ขึ้นไปพักได้สองคืนล่ะมั้ง วันหลังก็เตรียมของ “เอา ! เตรียมของท่านเพ็ง” “จะไปไหนอีก” “จะขึ้นไปจําพรรษาหนองผือ ปีนี้ไม่มีพระเลย ทิดผานมาเล่าให้ฟังเมื่อวาน ท่านก็ฟังอยู่ด้วยกันกับผมเป็นยังไง” ก็เป็นอย่างนั้นล่ะ เราเลยตัดสินใจว่า บ้านหนองผือนี้มีคุณมาก เลยย้อนกลับมาจําพรรษาหนองผือนะปีนั้น ทั้งๆ ที่ว่าจะจําพรรษาที่ภูเขาแล้ว
พ.ศ. ๒๔๙๓ จําพรรษา ๑๗ ที่วัดป่าบ้านหนองผือ – พ่อตายพ่อยัง
แต่ก่อนไม่มีรถมีรา ไม่สนใจกับมัน เดินทางมาค้างคืนหนึ่งสองคืนมาเรื่อย พอเรามาถึงที่นั่น ใครก็ทราบๆ ว่า เรามาหนองผือ มาถึงหนองผือวันขึ้น ๘ คํ่า เดือน ๘ จะเข้าพรรษาแล้ว พอเราไปถึงแล้วกระเทือนไปถึงพรรณานิคมที่ไหนๆ นี่ล่ะมาอยู่ ๖ – ๗ วัน พระเณรหลั่งไหลเข้ามาเต็มหมดแล้ว พอ ๑๕ คํ่าก็เริ่มประชุมเข้าพรรษา เต็มหมดปีนั้นนะ รวมแล้วปีนั้นตั้ง ๒๖ องค์นะที่เราจําพรรษาที่นั่น อุ่นหนาฝาคั่งทีเดียว เขาก็อบอุ่นพออกพอใจ เรื่องราวเป็นอย่างนั้นล่ะ จึงได้คืนมาจําพรรษาหนองผือ เพราะเห็นบุญเห็นคุณของหนองผือ เราลืมคุณเขาเมื่อไร ยายกั้งแกก็อยู่นั้น
ต่อจากนี้แล้วก็เอาอีกล่ะ พ่อออกพุฒ เป็นหลานชายของโยมกั้ง โยมกั้งนี้แกรู้จิตของใครหมดนะ ไม่ใช่เล่น พอดีเราไปถึงปั๊บ โยมกั้งก็เรียกหลานชายเข้ามา ชื่อพุฒ เราไม่ได้ลืมนะ คือโยมพุฒมาเล่าให้เราฟัง ความลับ ฟังซิน่ะ “พุฒๆ กูจะเล่าให้มึงฟังนะ พ่อตายพ่อยังนะ พุฒมึงรู้ไหม ญาท่าน (หลวงปู่มั่น) ท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านมหาบัวมาแทนคุณธรรมทุกอย่างเหมือนกันหมดเลย ให้มึงปฏิบัติรักษาท่านให้ดีเช่นเดียวกับหลวงปู่มั่นนะ” แกว่างั้น “มึงรู้ไหม บุญวาสนาของบ้านหนองผือเรายังพอมี นี่พ่อตายแล้วพ่อยังนะ” โยมกั้งแกบอก “กูกระซิบให้มึง มึงอย่าบอก มึงอย่าเล่าให้ใครฟังนะ นี่ล่ะพ่อตายพ่อยัง มานี้อบอุ่นตามเดิม คุณธรรมเหมือนกันหมด” ว่างั้น ทีนี้ตาพุฒก็ไปกระซิบกับเรา พ่อตายพ่อยัง โอ๊ย ! เราขบขันจะตายไป
กลับไปจําพรรษาหนองผือนี้ พวกประชาชนหนองผือ อู๊ย ! ยิ้มแย้มแจ่มใสทีเดียว พอดีโยมกั้งยายแก่นี้ก็ไปกระซิบหลานชายอีกด้วย เขาก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง การปฏิบัติต่อเราในวัดป่า-หนองผือ จึงเช่นเดียวกันกับปฏิบัติต่อพ่อแม่ครูจารย์มั่นนะ ประชาชนและโยมไม่บกบางเหมือนเก่าเลย พระก็ ๒๖ องค์ เป็นแถวเลย อบอุ่น
แกรู้นะ จิตของใครเป็นยังไง โยมกั้ง พวกเทพ พวกอินทร์ พรหมมารู้หมด พวกเทวบุตรเทวดามาเข้ามาเฝ้าท่าน (หลวงปู่มั่น) โยมกั้งแกอยู่ในบ้านแกดู พอได้โอกาสแกก็ออกมา บ้านแกอยู่ริมทุ่งนา กับหนองผือไม่ได้ห่างไกล แกมาพักห้าหนถือไม้เท้ามา สมัยพ่อแม่ครูจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ เวลาเราไปที่นั่น แกก็มาแบบเดียวกัน ตามที่แกสั่งหลานชายแกไว้ว่า “พ่อตายพ่อยังนะไอ้พุฒ ให้มึงรู้เสียนะ พ่อตายพ่อยัง มันเข้ากันได้” แกมาหาเราอยู่ตลอด แกก็เสียแล้ว แกมีภูมิธรรมสูงที่น่าอนุโมทนา พวกพระเรามีหลายองค์ที่ไม่อาจรู้ได้เหมือนโยมกั้ง อัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุนะ เห็นไหมล่ะ เราเชื่อว่าอย่างนั้นเลย นี่ล่ะการเดินจงกรม เพราะตอนนั้นแกเดินจงกรมนี้เอาไม้เท้าเดินอยู่บนบ้านแก หมายถึง ความเพียรหมุนอยู่ภายใน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถให้ แกนั่งอยู่นานไม่ไหว ต้องเดิน เพราะอันนี้หมุนอยู่ตลอด จนกระดานเป็นรอยๆ เป็นเหว เป็นกระดานเดินจงกรมบนแผ่นเป็นรอย เป็นทางจงกรมนะ เรียกว่าเป็นเหวไป เราไม่ลืม
ถ่าย ๒๕ ครั้ง อาเจียน ๒ ครั้ง ตาย ๙๙ %
วันนั้นมันมาดล ปากเรานี่สําคัญนะ มันกระเทือนใจ มองเห็นผางเข้านี่ เขาไปขายยาจําหน่ายยาที่นั่น พอเราปัดกวาดแล้วเราเดินไปหน้าศาลา เขาพักอยู่ที่ศาลา เราก็เห็นเขาสี่ห้าหน เขาจําหน่ายยา เขาก็บอก เขาอยู่โรงพยาบาลนครพนม บอกว่าห้อง ๘ นู่นน่ะ มันจําได้ขนาดนั้นนะ พอเราขึ้นไปนั่งปั๊บ เขาก็เปิดกระเป๋าขึ้นมา พอเปิดกระเป๋าขึ้นมายาขวดหนึ่ง มันสะเทือนใจอย่างแรงเลย “โธ่ ! ไม่ได้นะยาขวดนั้น ใครกินตายนะนั่นน่ะ” เขาจนหน้าซีดหมดเลย
ก็พูดอย่างไม่มีมารยาทนี่ มันกระเทือนแรง ผางเข้ามานี่ก็ออกเลยทันที “ยาขวดนี้ ใครกินไม่ได้นะ ตายนะนั่น” เราว่าอย่างนั้น พอจากนั้นมาก็เลยพลิกใหม่ เขาหน้าซีดหมดแล้วล่ะพวกนั้น พวกเขามาจําหน่ายยา “แล้วมันเป็นยาอะไรล่ะยาขวดนี้” เขาว่า “ยาถ่าย” เขาว่าอย่างนั้น “ไม่เป็นอะไรล่ะครับ พวกผมมียาระงับ พอฉันขนาดไหนแล้ว เอายาระงับมาแก้มัน มันก็หายพอสองทุ่มจะให้หยุดเมื่อไร ห้ามเมื่อไร ก็หยุดเลย” เขาว่า “แล้วตอนสองทุ่ม ผมจะเอายาห้ามมาห้าม” ทีนี้มากล่อมคนเก่งแล้วนะ คนปากเปราะ เขาก็เอามาตักช้อนหนึ่ง ปาดอย่างนี้ล่ะช้อนหนึ่ง ให้ฉันองค์ละช้อนๆ พระก็ถ่าย องค์ละหกเจ็ดครั้งก็หยุด พอเขาเอายาระงับให้หยุด
เราก็นี้เท่ากันกับเขา ฟาดเสียนี่ ๒๕ ครั้งถึงตอนเช้านะ ไม่หยุด ยาห้ามไม่หยุด ไม่มีเลยมันดัดคนปากเปราะสักหน่อย ทีนี้ก็ถึงวาระล่ะทีนี้นะ พอถ่าย ๒๕ ครั้ง อาเจียน ๒ ครั้ง อาเจียน๒ ครั้งนะ นั่นน่ะ ฝาส้วม เวลามันออก มันไม่ใช่ธรรมดานะ มันพุ่งนี้เศษอาหารติดฝานู่นน่ะ มันรุนแรง อาเจียนพุ่งติดฝาๆ พออาเจียนสองหนเต็มเหนี่ยวแล้วทีนี้อ่อนลงเลย ทางนี้หดเข้ามาปุ๊บเลย ความรู้ทางข้างบนนี้หดเข้ามา ข้างล่างหดเข้ามาอย่างรวดเร็วนะ มันหดเข้ามามาอยู่ตรงกลาง ความรู้อยู่เท่านั้น จากนั้นก็ดับ ทุกขเวทนาที่เป็นแสนสาหัสดับโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ คือมันปล่อยหมดร่างกายของมัน ความรับผิดชอบในร่างกาย มันก็ปล่อยไปอีกแล้ว จนเข้าไปถึงนี้ปั๊บแล้วอยู่นี้เลย ก็ทราบชัดแล้วนี่ ๙๙ เปอร์เซ็นต์แล้วนี่ พอเปอร์เซ็นต์ที่ร้อยก็ดีดทีเดียวก็ออกเลย (ตาย) ก็เลยมีวิตกขึ้นมาว่า นี่จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอ มันไม่ได้เผลอนะ เป็นหลักธรรมชาติต่อธรรมชาติเจอกัน ว่าอย่างนั้นเถอะ จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอ เอาไปก็ไป
ทีนี้จิตนี่เป็นสมมุติอันหนึ่งนะจ่อเข้าไปตรงนั้นปั๊บ แทนที่จะช่วยให้ไปกลับไม่ไปนะ มันไปหนุนอะไร ความรู้อันนี้ฟื้นมาอีกนะ ขยายออกไป ลงข้างล่างก็ลง ข้างบนนี้ออกขึ้นไปข้างบนทุกสัดทุกส่วน ทุกขเวทนาก็เริ่มมีขึ้นมา ตอนนั้นดับหมดนะ เพราะฉะนั้นคนเราถ้ามีสติอยู่แล้ว เวลามันจะตายนี้ทุกขเวทนาต้องดับหมด ไม่มีอะไรเหลือ หมดโดยสิ้นเชิง พอร่างกายหมดความหมาย ทุกขเวทนาซึ่งเกี่ยวกับกายก็หมดไปตามๆ กัน หมดโดยสิ้นเชิง ก็ยังเหลือแต่ความรู้ เราบังคับไว้ยังไม่ให้ออก
นั่งอยู่ส้วมนะ เวลามันอาเจียนนู่นติดฝา มันไปได้อาหารอะไรมานักไม่รู้ มีแต่เศษอาหาร อาเจียนพุ่งๆๆ มันก็อ่อนลงๆ จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอ เอาไปก็ไป ไปก่อนไปหลัง สักเดี๋ยวถือเอาสติเข้าไปจับในนั้นนะ สักเดี๋ยวค่อยคลี่คลายออกมา ไม่ไป นี่ล่ะได้ดูมันชัดเจน คือดูด้วยความไม่กลัวไม่กล้า ดูความจริง ความจริงดูความจริง ไม่มีสะทกสะท้านอะไร สักเดี๋ยวค่อยเบา ออกมา ท่านเนตรนั่นล่ะจําได้ เพราะท่านเนตรไปรออยู่ประตูส้วม ฟังเสียงเราอาเจียน เสียงดังลั่นในนั้น พอออกมานี้หน้าดําหมดเลยนะ พอออกมา “ผมเกือบตายในถานเมื่อกี้นี้” “ท่านอาจารย์ทําไมเป็นอย่างนี้” โว้กเว้กขึ้น มันจะเป็นบ้าพระนี่ เราเลยเก็บคําพูด อะไรไม่พูด มีแต่ว่าให้ปูเสื่อ เราจะนอนที่นี่เท่านั้นล่ะ ห้ามไม่ให้ใครมายุ่ง นอนอยู่นั้นสบาย หมดวาระนั้นล่ะ
เป็นถึงขนาดนั้นนะ ไม่ตาย คือจิตมันดีๆ มันไม่มีอะไร จิต สําคัญอยู่ที่จิต ถ้าจิตไขว้เขวแล้วไปได้นะ มันไปช่วยความไม่ดีให้หนักขึ้นนะ ถ้าจิตดีอยู่แล้วไม่มีอะไรล่ะ สะดวกสบายมันจะตายหลายหนอยู่เรา แต่มันก็ไม่ตาย มีเท่านั้นล่ะเรา
นั่นล่ะ ยาขวดนั้นล่ะ ถ่ายเท่ากันกับเขา แต่เราไม่ยอมหยุด ฟาดเสีย ๒๕ หน พูดถึงเรื่องมันจะไป นี่ล่ะครั้งหนึ่งมันจะไปกับโรคหัวใจ โรคหัวใจนี่สามหนที่รั้งกันไว้ สามหนกับที่ว่าถ่ายท้อง เป็นสี่หนด้วยกัน ถ้าปล่อยไปเลย นี่รั้งเอาไว้ เมื่ออยู่ในวิสัยที่ควรรั้งได้ก็รั้ง ถ้ารั้งไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้ายังนิพพาน การปฏิบัติจิต พลังจิตเป็นสําคัญ พลังจิตนี่สําคัญมาก ถ้าจิตอ่อนทีเดียวขาดสะบั้นไปเลย ตายอย่างรวดเร็ว แต่นี้พลังจิตยังคงเส้นคงวาหนาแน่น จึงต้องวินิจฉัยกัน “หือ ! จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอ นั่น อันหนึ่งมันเหนืออยู่แล้วเหนือขันธ์ นี่ล่ะการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนั้นล่ะ
ความทุกข์ยากของพระกรรมฐานสมัยติดตามองค์หลวงตาฯ
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ พอออกพรรษา องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านก็ออกเที่ยวกรรมฐานจุดหมาย คือ บ้านห้วยทราย หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านตั้งใจจะติดตามองค์หลวงตาฯ โดยได้นัดหมายกับองค์หลวงตาฯ ไว้ก่อนมาว่า วันเพ็ญเดือนสิบสอง ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ปีขาล จะเข้ามาพบท่านที่วัดป่าบ้านหนองผือ อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
การออกเดินติดตามองค์หลวงตาฯ อย่างมุ่งมั่นไม่ลดละความพยายามนั้น ในที่สุดหลวงปู่ลีท่านก็สมความมุ่งมาดปรารถนาที่ตั้งใจเอาไว้ โดยในเช้าวันรุ่งขึ้น พอฉันจังหันเช้าเสร็จแล้ว ท่านกับสามเณรพิณก็รีบออกเดินติดตาม ไปทันกันที่บ้านส่างอีเติ่ง (ปัจจุบันคือ บ้านนางเติ้ง ตําบลโคกภู อําเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร) ท่านได้มีโอกาสพบกับองค์หลวงตาฯ ที่ป่าบง บ้านส่างอีเติ่ง จากนั้นท่านก็เข้ากราบนมัสการและขอมอบกายถวายชีวิตติดตามอยู่ศึกษาอบรมกับองค์หลวงตาฯ ตลอดมา ขณะที่หลวงปู่ลีไปพบองค์หลวงตาฯ นั้น ท่านพักอยู่รุกขมูลในป่าเพียงรูปเดียว โดยผูกแขวนกลดกับต้นไม้ แล้วเอาฟางข้าวปูเป็นที่นอน องค์หลวงตาฯ อนุญาตให้ท่านและสามเณรพิณ พักรุกขมูลอยู่ในป่าด้วยกัน พักอยู่ป่าบง บ้านส่างอีเติ่ง หกถึงเจ็ดวัน แล้วองค์หลวงตาฯ จึงพาออกเดินทางต่อไป
ท่านเล่าการเดินติดตามในครั้งนั้นว่า “เดินไป โอ๊ย ! สมัยก่อนมีแต่เดินเท่านั้น จะไปมีรถที่ไหนกัน รถมีก็แต่รถกรมทางหลวงกับรถลากซุงเท่านั้น รถโดยสารไม่มีเลย ไม่เหมือนทุกวันนี้รถเต็มไปหมด ถนนก็ไม่มี มีแต่ทางลูกรัง ถ้าได้นั่งรถนี่ อู๊ย ! มีแต่ฝุ่นแดงๆ เต็มหัว”
เมื่อหลวงปู่ลี กุสลธโร ได้พบองค์หลวงตาพระมหาบัว ที่บ้านส่างอีเติ่ง ออกจากที่นั้นแล้ว ท่านพาเราท่องเที่ยวธุดงค์ต่อไปยังบ้านกุดสิม บ้านกุดปลาค้าว อําเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ญาติโยมก็เกิดศรัทธานิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์เทศน์ องค์ท่านไม่เทศน์ ท่านไม่อนุโลมตามญาติโยม
คณะธุดงค์ที่ติดตามมาหาองค์หลวงตาพระมหาบัว มีราว ๖ – ๗ รูป เมื่อพระเณรอยู่ร่วมกันหลายๆ รูป ย่อมเป็นภาระให้กับชาวบ้านจะต้องหุงหาอาหารมาใส่บาตรเลี้ยงดู เพราะเป็นบ้านเล็กบ้านน้อย องค์หลวงตาฯ จึงให้แยกบิณฑบาตเป็น ๔ สาย เพื่อลดภาระของชาวบ้าน อีกทั้งเพื่อความสงบจิตและพิจารณาธรรมทั้งหลายไปด้วย องค์หลวงตาฯ ไปบิณฑบาตบ้านนาตาหลิ่ว และสั่งให้หลวงปู่ลี ไปบิณฑบาตเพียงรูปเดียวที่บ้านโพน ครูบาสีทาและสามเณรพิณไปบิณฑบาตบ้านหนองผือ พระอาจารย์กายและสามเณรกันต์ไปบิณฑบาตบ้านโนนตูม เช้าวันหนึ่งเกิดฝนตกอย่างหนักต้องเปียกปอนหนาวสั่นไปตามๆ กัน ดังนี้
“ถ้าเป็นเดือนมีนาฯ เมษาฯ ไปแล้ว ส่วนมากมักจะขึ้นถํ้า หรือไม่งั้นก็มีอะไรมุง เอาหญ้ามากี่ตับมามุง หรือเอาอะไรมามุงก็แล้วแต่ พออยู่ได้ ถ้าหน้านี้ไม่สนใจเครื่องมุงเครื่องบังอะไรล่ะ เพราะไม่ใช่หน้าฝน แต่เวลามันฟาดลงมานั่นซี พิลึก หนาวจริงๆ จนจําได้ชัดว่าหนาวจนตัวสั่นเลย ฝนตกหน้านี้นะ ฝนตกอยู่นอกมุ้ง เราอยู่ข้างในหนาวจนตัวสั่น เราไม่ได้ออกไปถูกฝนนะ ยิ่งไปถูกฝนด้วยแล้วก็ยิ่งหนาวใหญ่ กลดไม่มีความหมายเลยแหละ เวลาฝนตกมากๆ ลมซัดลงมานี้ดีไม่ดีกลดหลุดมือ ตอนเช้าหลงกัน ดูเหมือนธรรมลีองค์หนึ่งนะที่ออกไปจากที่ไหน
ธรรมลีวิ่งตาม ไปไหนนี่เหมือนปลิงนะ เกาะติดเลย ไปไหนธรรมลีนี่ พอดีเราไปจากหนองผือหรือไง ฝนตกตอนเช้า พอสว่างได้เวลาฝนตก ต่างคนต่างบิณฑบาตคนละหมู่บ้าน มีอยู่สองสามบ้านแถวนั้น ตอนอยู่อําเภอภูวง (เขาวง) หลงกันเลย ฝนตกขนาดนั้น ตกหนักจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา นํ้านี้เจิ่งไปหมดเลยตอนเช้า พอดีเวลาออกบิณฑบาต เราก็ไม่ทราบจะทํายังไง ฝนก็ตกกําลังจะออกบิณฑบาต ก็เลยเอาของบริขารเล็กน้อยเท่านั้นล่ะ กรรมฐานไม่มากล่ะ แล้วเอาฟางมาวางกลบๆ เสร็จแล้วก็ออกบิณฑบาตตากฝน องค์นี้ไปบ้านหนึ่ง องค์หนึ่งไปบ้านหนึ่ง หลงทิศกัน วันนั้นออกไปธรรมลีวิ่งตามเกาะติด คราวนั้นดูเหมือนจะมีถึงสามสี่องค์มั้ง ถ้าธรรมดาไปกับเราไม่ได้นะ เราจะไปแต่องค์เดียวๆ ตอนนั้นออกจากหนองผือ พระเกาะติดล่ะซี รู้นี่
หลงทิศ วันนั้นเราไม่รู้จะทํายังไง เขาก็เลยนิมนต์ให้ฉันในบ้านเขาเลย พระบิณฑบาตกลับมาจนกระทั่งเกือบ ๑๐ โมงแล้ว คนก็วิ่งมาบอก พระกําลังรอท่านอาจารย์อยู่ที่ถํ้าโน่นไม่ทราบท่านอาจารย์บิณฑบาตไปทางไหน หลงทิศหลงทาง ต่างคนต่างหลง ฝนตกมากต่อมากนะ โห ! มากจริงๆ เปียกหมด นํ้านี้เป็นเหมือนกับหน้าฝน เวลามันตกมากๆ ขนาดนั้นล่ะ เพราะฉะนั้นเขาถึงไม่กล้าให้เรามาที่พัก เพราะไปที่พักก็จะไปนั่งแช่นํ้าอยู่นั้นมันเรื่องอะไร อยู่บนบ้านนี้ดีกว่า เขาก็เลยนิมนต์ให้ขึ้น แล้วหมู่เพื่อนจะทํายังไง เขาว่าจะไปบอกพระทางโน้นว่า ท่านฉันอยู่นี้ให้พากันฉันทางโน้นเสีย ไปไม่นาน เห็นคนวิ่งตามมาอีก มาหาเรา เราฉันแล้วบนบ้าน
เรากลับไป พวกนั้นกําลังจะเริ่มฉันกัน ดูเหมือนสองสามองค์ เราก็สงสารนะ ต่างคนต่างหลงทิศ แล้วฉันก็ฉันแช่นํ้าจริงๆ ด้วยอย่างเขาว่า ออกไปทําไม ออกไปก็ไปนั่งฉันแช่นํ้า มาเห็นพระท่านเอาอะไรรองไว้นิดหน่อย เปียกหมดนั่นแหละ เรื่องเปียกไม่ต้องบอก เพราะเปียกมาแต่ในบ้านแล้ว อยู่ที่ไหนก็เปียก เปียกกับเปียกมันก็อยู่ด้วยกันได้ เราก็ไม่ลืมอันนี้
อู๊ย ! หนาวจริง เป็นอยู่เรื่อยอย่างนี้ เราไม่พูดถึงเรื่องอย่างนี้ เพราะมันมากต่อมากเรื่องอย่างนี้น่ะ ความทุกข์ของพระกรรมฐาน แต่สําคัญที่ว่าจิตที่มุ่งต่อธรรมเท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคนะ ไม่เคยเข็ดเคยหลาบ ไม่เคยกลัว ไม่สนใจ นี่ล่ะธรรมเป็นของสําคัญอย่างนั้น”
ที่บ้านนาตาหลิ่ว ตําบลหนองผือ อําเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ไม่มีนํ้า ชาวบ้านพากันมากราบนิมนต์องค์หลวงตาฯ ให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรขุดสระนํ้าใหญ่ ท่านพักอยู่ที่วัดโคกบ้านนาตาหลิ่วร่วมเดือน จนชาวบ้านขุดเสร็จและขนานนามว่า “สระหลวงตาบัว” ดังนี้
“ที่นั่นไม่มีนํ้ากินจริงๆ มันหมดจริงๆ เราก็เลยไปอยู่ที่นั่น แล้วเขาก็ทํา นั่นล่ะที่ว่าบ้านนาตาหลิ่ว เราทําสระให้ เข้าใจแล้วหรือ เราเอง เราไม่ไปจับ แม้ก้อนดินก้อนหนึ่ง เราก็ไม่เคยไปจับ เขาทําต่างหาก บ้านโซ่ง บ้านกกตูม บ้านอะไรหลายบ้านอยู่แถวนั้น โหย ! เขามารวมกันทํา สามัคคีกันมากนะ สมที่เขามาปฏิญาณตน มาขอเราให้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้เท่านั้นพอ เรื่องแรงงานเขาจะจัดของเขาเอง โอ๋ย ! คนนี้มืดทุกวันๆ ไม่นานเสร็จ สระนะ เขาไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ รถงานไม่มี ดินขุดจอบขุดเสียมแล้วก็ใส่ปุ้งกี๋ แล้วใส่ เขาเรียกอะไรหามกันไป เทขึ้นเป็นคูสระ ดินจากนี้เทขึ้นเป็นคูสระ พอคูสระเต็ม ดินก็พอดี เรียบ
เขาต้องระลึกถึงเรา เราเป็นผู้นําเขานี่ เขามาขอร้องเราเป็นผู้นํา เขายอมรับหมดเลย เราถึงได้ยอมรับให้นะ ก็ธรรมดาเราจะไปอะไรกับใคร นี่เขามาขอร้องกันทั้งบ้านเลยไม่ใช่ธรรมดา ขอให้เราอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นกําลังใจให้เขาเท่านั้นพอ เรื่องแรงงานเขาจะจัดการของเขาเอง ไม่ให้หนักใจแก่ท่าน ว่างั้น คงยังอยู่แหละทุกวันนี้ ได้สัก ๔ – ๕ ปีหรือไง เราไปเที่ยวกรรมฐานล่ะท่าผ่านไปนั้น โหย ! นํ้าเต็มสระเลย จากนั้นมาไม่ไปอีก สระใหญ่มันจะไม่เต็มยังไง แล้วใครจะมาลบล้างได้ล่ะ เราเป็นหัวหน้าเสียด้วย สร้างสระใช่ไหม ใครมาแตะไม่ได้ ว่างั้นเถอะน่า นี่สระหลวงตาบัว เขาจะว่าล่ะซี”
ออกธุดงค์ที่ป่าช้าชะโนดดง
หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านเล่าว่า “ในคราวนั้นเราออกธุดงค์ติดตามพ่อแม่ครูจารย์ เดือน ๓ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ มีผู้ติดตามท่านหลายองค์ ท่านลงมาจากจังหวัดอุดรธานี แล้วมาพักที่วัดสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร พวกเราก็มารวมกันที่พอจําได้มีเรา หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ หลวงปู่ศรี มหาวีโร หลวงปู่บัวคํา มหาวีโร และสามเณรอีก ๒ รูป ท่านพาออกธุดงค์ไปทางบ้านหนองสูง และต่อไปยังบ้านสามผง บ้านขามเฒ่า จังหวัดสกลนคร และต่อไปยังบ้านชะโนดดง จังหวัดมุกดาหาร ที่ป่าช้าบ้านชะโนดดงมีเพียงเรากับท่าน คนอื่นท่านไล่หนีหมด กว่าจะได้อยู่และติดตามท่านมิใช่เรื่องง่ายๆ สําหรับเรา ท่านไล่หนียังไงก็ไม่ไป ดื้อแพ่งอยู่อย่างนั้น เมื่อท่านไล่ไม่ไป ท่านจึงเมตตาให้อยู่ด้วย ท่านคงสงสาร”
เมื่อเดินไปถึงป่าช้า ซึ่งเป็นป่าช้าผีดิบผีสุก เป็นป่าช้าที่ชุ่มเย็น วิเวกวังเวง ห่างไกลผู้คนสัญจรไปมา ท่านกล่าวว่าป่าแถบนี้กว้างขวางดี เป็นป่าช้าเผาผี สถานที่แบบนี้ดี ไม่มีคนเข้ามาใกล้มายุ่ง แล้วพ่อแม่ครูจารย์องค์ท่านก็ไล่เราให้ไปอยู่ทางโน้น ซึ่งมิใช่ป่าช้า เป็นริมทุ่งนา เราจึงออกมาหาที่อันเหมาะสมเจริญสมณธรรม ในใจก็กระหยิ่มว่า “ท่านรับไว้ให้อยู่กับองค์ท่านเป็นแน่แท้แล้ว” สักเดี๋ยวท่านจึงเรียกมาพูดกําชับว่า “ท่านลี หากผมยังอยู่ร้านนี้” หมายถึง เพิงพักเล็กๆ นี้ “ท่านอย่าเข้ามาทํากิจวัตร อย่าเข้ามายุ่ง ไม่ต้องเข้ามาทําข้อวัตรใดๆ ให้ผมออกไปข้างนอกเสียก่อน ท่านจึงค่อยเข้ามาทํา จําได้ไหม” เราตอบท่านว่า “จําได้ขอรับ”
อยู่มาวันหนึ่ง เห็นพ่อแม่ครูจารย์ท่านออกเดินจงกรม จึงเอาบาตรของท่านเข้าไปเก็บไว้ในที่พักของตน องค์ท่านเดินจงกรมตั้งแต่หลังจังหันไปจนถึงบ่ายอันเป็นเวลากวาดตาด ถึงเวลากวาดตาด องค์ท่านก็กวาดตาดอันเป็นกิจวัตร บางครั้งท่านอยากนั่งเคี้ยวหมาก ท่านก็นั่งเคี้ยวหมากตามอัธยาศัย สักพักองค์ท่านก็ภาวนาต่ออีก เรื่องความเพียรประจําวันองค์ท่านเก่งมาก หาผู้เทียบได้ยาก ไม่มีพักผ่อนนอนสบาย นี้หมายถึง ความเพียรที่องค์ท่านสิ้นกิเลสแล้ว ไม่มีกิจที่ต้องทําแล้ว เป็นอเสขบุคคลแล้ว
เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้ มิรู้อะไรดลบันดาล ทําให้ลืมคําที่องค์พ่อแม่ครูจารย์สั่งเอาไว้ทุกประการว่า ถ้าองค์ท่านพักอยู่ในที่พัก ห้ามเข้าไปทําข้อวัตรเด็ดขาด วันที่เราจะลืมคําสั่งขององค์ท่านอย่างสนิท เห็นองค์ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จิตของเรามันก็เกิดกุศล ปลื้มปีติ บอกไม่ถูก อารมณ์มันอยู่กับธรรมะขององค์ท่านตลอดเวลา เรามองเข้าไปยังที่พัก อันเป็นเพิงเล็กๆ ขององค์ท่านยามใดก็เงียบสนิท เห็นองค์ท่านนั่งเข้าสมาธิตลอดเวลา เพราะที่พักไม่มีฝาผนัง เราก็ไปแอบดูท่านตลอดเวลา จิตใจมันเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า คิดไว้ในใจว่า “โอ ! หนอ องค์ท่านคงเข้านิโรธสมาบัติ เหมือนพระมหากัสสปเถระในครั้งสมัยพุทธกาลเป็นแน่แท้”
เราเคยอ่านในตํารับตําราว่า พระที่เข้านิโรธสมาบัติแล้ว เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติ ผู้ใดได้ถวายของหรือทําบุญทําทานเป็นคนแรกย่อมมีอานิสงส์มากที่สุด โอ ! องค์ท่านเข้านิโรธสมาบัติเป็นแน่แท้ เราเอานํ้าเย็นๆ เข้าไปถวายให้องค์ท่านฉันก็จะดีเนาะ ก็จะได้บุญมาก คิดๆ ก็เกิดปีติขนลุกขนพองขึ้นมา ณ ครานั้น จิตเกิดปีติอย่างแรง ลืมไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง จิตใจจ้องแต่จะถวายนํ้าแด่องค์ท่านผู้ออกจากนิโรธสมาบัติเป็นคนแรกให้จงได้ ทั้งที่อยู่กับท่านเพียง ๒ รูป แต่จิตมันก็ปรุงไป พอมองเห็นท่านออกจากสมาธิเท่านั้น เราจึงรีบลุกขึ้นถือขันนํ้า เดินดิ่งมุ่งตรงเข้าไปหาท่านอย่างองอาจกล้าหาญ มองดูผ้าของท่านเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อหมด เหงื่อไหลโชกไปตามหน้าและร่างกาย ท่านกําลังจะเคี้ยวหมาก เราก็โผล่เข้าไปพอดี ท่านพูดเสียงดังว่า “อย่ามายุ่ง”
เราผู้มีจิตใจปีติก็เฉยไม่ตอบอะไร ยกขันนํ้าเทิดขึ้นทูลถวายท่านทันที “ผมบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือ” ท่านรับขันนํ้าแล้วก็สาดทิ้งเข้าป่า “ผมเคยพูดกับท่านว่าอย่างไร ฮึ ผมจะหนีไปแล้วนะ ผมบอกให้ท่านไปกับหมู่กับเพื่อนแล้ว ท่านก็ไม่ไป อย่ามายุ่งกับผมนะ” เสียงท่านดังฟังชัดป๊าบเลย เหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงบนกระหม่อม จึงค่อยๆ กราบท่านแล้วคลานหนีออกมา ถึงตอนคํ่าท่านเรียกให้เข้าไปหา ท่านเทศน์สอนอย่างหนัก จึงสารภาพกับท่านว่า “พ่อแม่ครูจารย์ เกล้าฯ ทําผิดพลาด เกล้าฯ ยอมรับผิดทุกประการ เพราะความคิดผลุนผลันขึ้นมาว่า หากมีวาสนาได้เอานํ้าเย็นๆ ไปถวายพ่อแม่ครูจารย์ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติคงจะได้บุญมากล้น เหมือนครั้งพุทธกาลที่ให้ทานแก่พระมหากัสสปเถระ ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ” ท่านฟังแล้วผินหน้าเข้าป่ากลั้นหัวเราะคึกๆ ในลําคอ ท่านคงสลดสังเวชเรา ผู้ไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย
ทีนี้ด้วยความกลัวท่าน ว่าท่านจะแอบหนีไปในตอนกลางคืน วันนั้นไม่ได้หลับไม่ได้นอน๓ วัน ๓ คืน คอยมอง คอยเฝ้าท่านอยู่อย่างนั้น ไปแอบมองดู มุ้ง กลด และบริขารของท่านหากกลดยังกางอยู่ก็หวนกลับที่พักของตน จะข่มตาหลับก็หลับไม่ลง ผุดลุกผุดนั่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งได้อรุณ คิดในใจว่าถ้าหากท่านหนีไป เราจะอยู่จะไปอย่างไร เราเป็นพระบวชใหม่นะโอ ! มีความทุกข์มากในตอนนั้น
คิดถึงคําพูดครูบาสีทา ซึ่งเคยออกธุดงค์กับพ่อแม่ครูจารย์ เมื่อคราวที่เราอยู่วัดป่า-สุทธาวาสด้วยกับครูบาสีทา ท่านเคยสั่งเราเอาไว้ว่า อย่าทิ้งห่างองค์ท่าน เห็นแล้วต้องรีบตามติดๆ ท่านจะดุด่าว่ากล่าวอย่างไรก็ให้เราเฉยไว้ หัดเป็นคนดื้อถ้าจะตามท่าน คําพูดคํานี้แหละมันย้อนมาสอนใจเรา ไม่เคยน้อยอกน้อยใจเลยล่ะ เพราะว่าเรายังไม่ดีพอ มีแต่องค์ท่านสอนเรา ฟังเหตุฟังผลที่ท่านสั่งสอนมาพิจารณาดู ท่านทรมานกิเลสของเราต่างหาก
เดินตามท่านก็เดินเท้าเปล่า ไม่มีรองเท้าใส่ มีแต่พ่อแม่ครูจารย์มีรองเท้า ส่วนเราไม่เคยมี สมัยก่อนครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่เท่านั้นถึงจะมีรองเท้าใส่ นาฬิกาก็เหมือนกัน พระผู้น้อยอย่างเราไม่เคยมี เท้านี้หนาเหยียบหนามหัก ส่วนนาฬิกาเล่าก็ต้องอาศัยคอยมองท้องฟ้า หรือฟังสําเนียงสัตว์เทียบเวลาเท่านั้น ก่อนออกเดินทางธุดงค์ต่อไป วันนั้นท่านจะต้องพักเสียก่อน นิสัยขององค์พ่อแม่ครูจารย์ท่านจะต้องออกเดินมาดูตรงนั้นตรงนี้เสียก่อน เป็นสัญญาณว่าท่านจะไปแล้ว เราเห็นแล้ว ต้องรีบเตรียมบริขารมิฉะนั้นจะไม่ทัน ท่านจะไม่บอก ท่านจะไปทันทีเลย ทันก็ทันไม่ทันก็ไม่ทัน ท่านนิยมออกเดินธุดงค์ตอนบ่าย
พ่อแม่ครูจารย์ท่านสอนแบบไม่ให้ลืมหูลืมตา ไม่ให้ลืมตาอ้าปาก ข่มไว้โดยตลอด ปรามไว้โดยตลอด ท่านทรมานอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งจิตใจมันอ่อน จึงเข้าไปกล่าวกับท่านว่า “ถึงจะลําบากเพียงใด เกล้าฯ ก็จะขอปฏิบัติติดตามพ่อแม่ครูจารย์โดยตลอด” หลวงปู่ลีท่านเล่าในตอนนี้ด้วยความรื่นเริงในธรรมและซึ้งใจ แล้วแสดงกิริยาท่าทางอ่อนน้อมประกอบ ทําให้เห็นภาพ
ในขณะนั้นองค์หลวงตามหาบัว ได้ผ่านพ้นไปจากกองกิเลสแล้ว ยังเหลือแต่องค์หลวงปู่ลี ที่องค์หลวงตาฯ ต้องดึงให้ข้ามพ้นไปด้วย ดังคําที่ว่าท่านพ้นแล้ว ท่านก็ดึงบริษัทบริวารของท่านให้พ้นทุกข์ไปด้วย องค์หลวงตาฯ ได้กล่าวถึงหลวงปู่ลีเมื่อคราวธุดงค์บ้านชะโนดดงว่า
“ธรรมลีนี้เป็นพระสําคัญอยู่นะ ติดสอยห้อยตามเรามาตั้งแต่วันบวชเลย บวชวันเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นที่วัดป่าสุทธาวาส วันนั้นบวชหลายองค์ ธรรมลีนี้องค์หนึ่ง บวชแล้วติดเราไปเลยตลอด ไปไหนเหมือนปลิงดึงไม่ออกนะ แหม ! สลัดที่ไหนสลัดได้หมด ธรรมลีสลัดไม่ตก ไปไหนติดตามไปๆ นี่ล่ะที่มันขบขันนะ ก็เราสลัดหมู่เพื่อนหนีแล้ว เราจะไปคนเดียว ตามนิสัยของเราที่เคยอยู่คนเดียวสบายๆ ธรรมลีนี้ติด ไม่ยอมไปไหน ใครไปไหนไม่ยอมไป ติดเราไปเลย
ไปก็ไปบ้านชะโนดดงนั้นล่ะ ไปก็ถามหาที่พัก กะว่าจะพักสบายๆ สักหน่อย ก็มีป่าช้าอยู่ลึกๆ นั่นแล้วพัก ให้เขาพาไปดู ไปดู เอ้อ ! ชอบ อย่างนี้ชอบแล้ว เราก็เลยอยู่ ทีนี้จะว่าบุญไม่แพ้บาป หรือบาปไม่แพ้บุญ ก็แล้วแต่จะพิจารณา เราไม่ได้สนใจกับว่า ธรรมลีกลัวผีหรือไม่กลัวผี พอไปไปเห็นที่เหมาะๆ ลึกๆ นู้น เราก็เลยไปอยู่ในลึกๆ กลางป่าช้าเลย ให้ธรรมลีอยู่นอกๆ นู้นอยู่ริมทุ่งนาที่จะเข้าบ้านบิณฑบาต อู๊ย ! ยิ้มแต้มเลย แต่ก่อนหายใจแขม่วๆ โอ๊ย ! ท่านจะให้เราอยู่ยังไงน้า ถ้าให้เราอยู่นี้ตายเลยล่ะคราวนี้
ตกลงเราไปอยู่ในกลางป่าช้าคนเดียว เพราะไม่มีใครยุ่ง ธรรมลีก็อยู่ข้างนอกสบายๆ เวลากลับมาถึงวัด มาจําพรรษาถึงมาเล่าให้หมู่เพื่อนฟัง “โหย ! บุญช่วยเหลือเกิน ติดตามท่านไป ท่านสลัดยังไงไม่ออก ท่านพาไปป่าช้า นึกว่าท่านจะให้อยู่ในกลางป่าช้า” ถ้าหากว่าเรารู้ว่า ธรรมลีกลัวผี เราจะไปจับธรรมลียัดในป่าช้า เราจะอยู่ขอบนี้นะ พอเผลอๆ เราเปิดหนีเลย นี่เราไม่รู้ เราเลยอยู่กลางป่า ขบขันดีนะ”
เรื่องเล่าการเดินธุดงค์อยู่รุกขมูลกับองค์หลวงตาฯ
ประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๔ หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านเดินธุดงค์กับองค์หลวงตาพระมหาบัวไปกันสององค์ จุดหมายปลายทาง คือ บ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร การเดินธุดงค์ร่วมกับองค์หลวงตาฯ ในสมัยนั้นองค์หลวงตาฯ ท่านมีอายุย่างเข้า ๓๘ ปี ยังหนุ่มแน่น สุขภาพร่างกายแข็งแรงปราดเปรียวมาก ท่านเดินเร็วมาก หลวงปู่ลีท่านเล่าว่า
“โอ๊ย ! ธุดงค์สมัยก่อนไปกับท่าน ท่านเดินเร็วเดินไวมาก ขณะเดินตามหลังท่าน ใจต้องจดจ่อต่อเนื่อง พอถึงทางโค้งบางเวลาต้องแอบวิ่งตาม เพราะท่านเดินเร็วมาก เมื่อถึงทางโค้งทางโค้งต้องแอบวิ่งตาม ทางตรงทําไม่ได้ เพราะกลัวท่านจะมองเห็น ไปธุดงค์กับท่านสององค์จะไปทางมุกดาหาร บาตรของท่านไม่ให้ใครสะพาย ท่านรักษาเอง ท่านเอาบาตรใส่ถุงบาตรแล้วสะพายเอง สะพายของใครของมัน ผ้าครองของท่านเอาใส่บาตรของท่าน ท่านเดินอย่างรวดเร็ว ถ้าในระหว่างทางพบลูกสมอที่ร่วงอยู่ตามพื้นดินซึ่งเป็นยาวชีวิก เป็นสิ่งที่จะฉันเพื่อเป็นยา ท่านให้เก็บ เราก็เก็บ ท่านบอกว่าเก็บไปประเคนข้างหน้า
ขณะออกธุดงค์กับท่านไปเจอพวกสัตว์ป่าสัตว์ร้าย เช่น เสือ ช้าง เป็นต้น ก็มีเป็นธรรมดา ในช่วงกลางคืนสัตว์เหล่านี้ก็ร้องกันสนั่นไพร เราอยู่เชิงเขา เสือมันก็อยู่ตามประสาของมันบนภูเขา แต่ก็มีบ้างมาร้องอยู่ใกล้ๆ มันก็มาร้อง มาดูคน แต่มันไม่เข้ามาใกล้ หรือมันอาจเข้ามาใกล้ก็ได้มันมาเราก็ไม่รู้ เพราะมันเดินตีนเบา ไม่มีเสียง มันทราบว่าเรามาอยู่ในถิ่นของมัน มันย่องเงียบๆ เข้ามาแอบดูก็มี เวลาพักนอนจําวัดหรือปฏิบัติธรรมจะพักตามโคนไม้ กวาดให้สะอาด ให้แปนๆให้เกลี้ยงๆ เอาฟางข้าวมาปูให้ถ้ามี หรือบางทีชาวบ้านเขาเห็น เขาก็เอาเสื่อมาให้ปู พักอยู่ตามโคนไม้เท่านั้น
ช่วงนั้นเป็นหน้าแล้งไม่มีฝนตก แต่นํ้าค้างมีมาก อู๋ย ! มุ้งนี้เปียกหมด ไม่เหมือนทุกวันนี้นะ แต่ก่อนพอตะวันตกดิน นํ้าค้างหยดป๊กปั๊กๆ ตอนเช้าพอแดดออก ต้องเอาผ้าเอามุ้งออกมาผึ่งแดดกันเชื้อรา “ผมอยู่รุกขมูลโว้ย” ท่านยํ้าว่า ท่านอยู่รุกขมูล ถือรุกขมูล การอยู่โคนไม้เป็นวัตรซึ่งเป็นข้อหนึ่งในธุดงควัตร เพราะพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานใต้โคนต้นไม้บรรดาพระธุดงคกรรมฐานในครั้งพุทธกาลจวบจนปัจจุบันนี้ จึงน้อมเอาพระพุทธเจ้ามาเป็นบรมครูในการอยู่ป่าเป็นวัตร
การโคจรบิณฑบาตระยะทางจากที่พักถึงหมู่บ้านราวๆ กิโลฯ กว่าๆ หากออกเดินธุดงค์พ่อแม่ครูจารย์หลวงตา จะไม่เดินผ่านหมู่บ้าน ท่านจะไม่พักในวัดบ้าน สถานที่ท่านพักจะอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน พอให้ได้ยินเสียงไก่ขันแว่วๆ ท่านจะหาที่พักใต้โคนต้นไม้ที่โล่งๆ บางครั้งเดินไปถึงที่พักพลบคํ่า เราผู้ติดตามองค์พ่อแม่ครูจารย์หลวงตา ก็จะรีบทําความสะอาดใต้โคนต้นไม้ที่ท่านเลือกประสงค์จะพัก แล้วรีบปัดกวาด ปัดกวาดก็เอาเศษไม้พอจับได้ปัดกวาด เมื่อเสร็จแล้วจึงเก็บเอาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นมารวมกันปูเป็นพื้นให้เป็นที่พักนอนจําวัดของท่าน ขณะเที่ยวรุกขมูลในป่าส่วนมากก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ในบางครั้งฝนฟ้ามันผิดฤดู โผล่มาเปรี้ยงปร้างๆ ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง ก็อยู่ใต้โคนต้นไม้นั่นแหละ ไม่ได้ไปไหน ในยามเช้าจะออกบิณฑบาตก็เอามุ้งกลดออกตั้งกลดเอาไว้ป้องกันบริขารอื่นเปียก เสร็จแล้วก็ออกเดินบิณฑบาตแข่งกับฝน เราเปียกไม่เป็นไร แต่อย่าให้ชุดครองเปียก ปีนั้นเราก็เปียก พ่อแม่ครูจารย์หลวงตาท่านก็เปียกเช่นเดียวกัน
ขณะเที่ยวธุดงค์กับพ่อแม่ครูจารย์หลวงตาอยู่แถวจังหวัดสกลนคร นครพนม ชาวบ้านเขาก็รู้จักพระธุดงคกรรมฐานเป็นอย่างดี เพราะเป็นถิ่นที่หลวงปู่มั่นเคยอยู่ องค์ท่านเที่ยวธุดงค์แทบทุกแห่งทางภาคอีสาน ทั้งข้ามแม่นํ้าโขงไปทางฝั่งประเทศลาว องค์ท่านไปอยู่มาหมดแล้ว อาหารการกินก็ตามมีตามเกิด ถึงชาวบ้านเขาจะรู้จักเราก็เท่านั้น บิณฑบาตได้มายังไงก็ฉันแบบนั้นแหละ กินข้าวเปล่าก็มีอยู่หลายครั้ง กินๆ ไป มันก็หวานเข้าไปๆ โยมเขาก็ไม่มีอาหารการกินเช่นกัน จะไปว่าเขาก็ไม่ได้ บางทีก็ได้เกลือบ้าง แจ่ว แจ่วผงบ้าง การอยู่การกินมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ คนไร่คนป่าเขาถวายให้เรากิน เขาก็กินเหมือนกันกับเรา กินแล้วก็ไปทําการทํางาน ชาวบ้านเขาใส่แต่ในบาตร เขาไม่ตามมาที่พัก พักภาวนาในหมู่บ้านหนึ่งๆ ราว ๑๕ วัน พ่อแม่ครูจารย์ท่านไม่อยู่ที่ไหนนานๆ เดินต่อไปเรื่อย ปฏิบัติธรรมไปเรื่อย ท่านไม่ติดสถานที่ ไม่ติดญาติโยม เมื่อก่อนอาหารการกิน เขาพูดกันเป็นวงกว้างว่า พระกรรมฐานไม่ฉันเนื้อ ไม่ฉันปลา บิณฑบาตจึงได้ถั่วได้งากับข้าวเปล่าๆ มาฉัน ภายหลังเขาถึงได้รู้
พ่อแม่ครูจารย์หลวงตามหาบัว ท่านกําหนดทิศทางในการออกธุดงค์แต่ละครั้ง ทิศทางใดที่เขารู้จักท่านแล้ว ท่านจะไม่ไปในทิศทางนั้นอีก ท่านจะไม่พาไปธุดงค์ซํ้าที่เดิม ไปธุดงค์กับท่านเพียงสององค์เท่านั้น ท่านไม่ให้ใครติดตามได้ง่ายๆ เราติดตามท่านออกธุดงค์หลายครั้ง ท่านดุเก่ง ท่านไล่เก่ง ท่านไล่หนีหลายครั้ง แต่เราไม่หนี กะจะตามท่านไปถึงตาย ท่านไล่ให้ไปกับเพื่อนก็ไม่ไป คิดเสียว่า ท่านไม่ฆ่าไม่ตีหรอกว่ะ ท่านไล่หนี เราเฉย ท่านก็เงียบไป เราทนเอา ท่านทรมานกิเลสของเรา เพราะกิเลสเรามันหนามาก แก้กิเลสของตัวเองเท่านั้น ท่านจึงต้องสอนแรงๆ
เมื่อเราติดตามท่านไป ท่านสอนเราอย่างนั้นอย่างนี้แรงๆ ถ้าอยู่กับเรา ท่านดุนะ ถ้ามีพระอื่นอยู่ด้วยหรือมีเรื่อง ท่านดุเราเพื่อสอนพระองค์นั้น ตีวัวกระทบคราด พระองค์นั้นยังไม่รู้ตัวว่าท่านสอน เราธุดงค์กับพ่อแม่ครูจารย์ไม่เคยอยู่ในถํ้า มีแต่อยู่รุกขมูลร่มไม้ เมื่อเดินธุดงค์ไปถึงที่ต้องการจะพักแล้ว จัดทําที่พักเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงทําทางจงกรม ทําทางจงกรมไม่ต้องให้ใครมาทํา ทําเอง เรามองดูบริเวณที่พอจะเดินได้ เรากวาดใบไม้ออกมันจะเป็นที่สูงที่ตํ่า ขรุขระก็ช่างมัน ที่ไม่เรียบก็ช่าง เดินจงกรมได้เลย เราต้องทําให้พ่อแม่ครูจารย์เสียก่อน มีรากไม้ เครือไม้แถวนั้น ก็นํามาเป็นไม้กวาดชั่วคราว ทุกอย่างต้องทําให้ท่านก่อน ของเราเอาไว้ทีหลัง
เดินจงกรมทั้งวัน ไม่มีแสงแดดส่อง โอ๊ย ! แต่ก่อนต้นไม้ใหญ่มากมาย ใบดกหนาปกคลุมทั่วบริเวณ แดดส่องไม่ถึง มีแต่ป่า ไม่มีแดด ใต้ต้นไม้มันโล่งและชุ่มเย็น ใบไม้แห้งร่วงหล่นเต็มป่า ต้นไม้ต้นเล็กๆ ไม่มีนะ โล่งเตียน บางที่ใบไม้มันหล่นทับถมหนาๆ ด้านล่างมันยังเปียกอยู่เลยเรากวาดๆ มันก็เปียกอยู่ นํ้าค้างมันมากนะ เดินจงกรมแสนสบาย ไม่มีห่วงกังวล
พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัว ท่านถือเคร่งในการอยู่โคนไม้ ท่านใช้เท้าเขี่ยใบไม้ที่ร่วงหล่นแล้ว อยู่ปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติจริงๆ ท่านไม่ยุ่งยากนะ ท่านสอนว่า “ธุดงค์ข้ออยู่รุกขมูล คือ ร่มไม้นี้ พระพุทธเจ้าทรงบําเพ็ญมาก่อนธุดงค์ทั้งหลาย วันตรัสรู้ธรรมแดนโลกธาตุหวั่นไหวทั่วไตรภพ ก็ตรัสรู้ใต้ร่มไม้ คือ ร่มพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธบริษัทถือเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์คู่เคียงพระพุทธ-ศาสนาและพระศาสดามาจนทุกวันนี้ เวลาปรินิพพานก็ทรงนิพพานใต้ร่มไม้ คือ นางรังทั้งคู่ที่เรียกว่ารุกขมูลแห่งธุดงค์
การอยู่ในกุฎีที่มุงที่บังมิดชิดปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ กับการอยู่ใต้ร่มไม้ มีความแตกต่างกันมาก ข้อนี้จะทราบได้ชัดจากผู้ที่เคยอยู่ทั้งที่มุงที่บัง คือ กุฎีวิหาร ทั้งเคยอยู่รุกขมูล คือร่มไม้เปลี่ยวๆ มาแล้ว ใจจะรู้สึกและว้าเหว่ต่างกันมาก ยิ่งกุฎีในป่าเปลี่ยวและร่มไม้ในป่าเปลี่ยวที่เต็มไปด้วยสัตว์เสือด้วยแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าระหว่างกุฎีกับร่มไม้มีความแปลกต่างกัน”
หลวงปู่ลี กุสลธโร พระผู้มีความเด็ดเดี่ยวติดตามองค์หลวงตามหาบัวอย่างอาจหาญในครั้งนั้น ได้เล่าว่า “พ่อแม่ครูจารย์ท่านนั่งภาวนาอยู่กลางแจ้งใต้ต้นไม้ จิตท่านไม่สนใจอะไรนั่งตลอดทั้งคืน เพราะท่านเห็นความอัศจรรย์ภายใน ท่านไม่ได้ยึดติดกับอะไร นั่งตลอดทั้งคืนถึงขนาดนั้นนะ ท่านปฏิบัติภาวนาอยู่ พอท่านลืมตาขึ้นมา มันก็ยังไม่สว่างพอที่จะมองเห็นนะท่านกําหนดจิตดูอัตภาพร่างกายของท่าน สามารถนับกระดูกเป็นชิ้นๆ ในร่างของท่านนั้นได้หมดทุกชิ้นทุกส่วน ท่านมีความรู้แจ้งเห็นจริงมากจนเกิดความอัศจรรย์ ท่านนั่งอยู่กลางแจ้งมีทั้งยุงที่เป็นพาหะนําโรคไข้มาลาเรียด้วย แต่พ่อแม่ครูอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านก็พาปฏิบัติอยู่บ้านสามผงนะ อยู่ดงน้อย ตั้งแต่ครั้งท่านเข้าไปปฏิบัติใหม่ๆ ท่านทําถึงขนาดนั้นนะ”
เรื่องขี่รถลากซุงเข้าเมืองมุกดาหาร
องค์หลวงตาพระมหาบัว เมื่อบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้ว ความกตัญญูกตเวทีของท่านนั้น ย่อมเป็นมหากตัญญู มหากตเวที ฉะนั้น การที่ท่านพิจารณาเลือกไปจําพรรษา ณ สถานที่ใดนั้น ท่านย่อมมีเหตุผลภายในอย่างแน่นอน โดยในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ เมื่อออกพรรษาแล้ว ด้วยญาณหยั่งทราบอันแจ่มแจ้งชัดเจนของท่าน ท่านจึงตั้งใจเมตตาไปโปรดสงเคราะห์คู่บารมีธรรมในอดีตชาติ คือ คุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า แม้ว่าในปัจจุบันชาติ ท่านทั้งสองไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและอยู่ห่างไกลกันมาก แต่เพราะ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข เคยร่วมบําเพ็ญวาสนาบารมีธรรมมาด้วยกันในภพชาติน้อยใหญ่มาหลายภพหลายชาติ และในชาตินี้คุณแม่ชีแก้วท่านเป็นผู้มีอํานาจวาสนาบารมีเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้ว เพียงรอรับการอบรมสั่งสอนจากท่าน แล้วนําไปประพฤติปฏิบัติตาม จะต้องพ้นจากกิเลสกองทุกข์ในเวลาไม่นาน
นอกจากนี้ยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงญาณหยั่งทราบของหลวงปู่มั่น ว่าเป็น เอกนามกึ คือ เป็นหนึ่งไม่มีสอง โดยองค์ท่านกล่าวพยากรณ์เรื่องนี้ไว้ล่วงหน้านานถึง ๓๔ ปี คือ สั่งให้คุณแม่ชีแก้วหยุดภาวนา ภายภาคหน้าจะมีครูบาอาจารย์มาเมตตาอบรมสั่งสอน ซึ่งกาลต่อมาก็เป็นจริงตามนั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ องค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ว่า
“ปี ๒๔๙๓ เราจําพรรษาหนองผือ ๒๔๙๔ จําฯ ห้วยทราย ๒๔๙๕ นั่นล่ะแกก็ผ่านได้เลย แกก็เร็วอยู่นะแม่ชีแก้ว เราอยู่ห้วยทราย ๔ ปี ก็เพราะแม่ชีแก้วนี่เอง พอแกผ่านแล้วอยู่สบาย”
หลวงปู่ลี เล่าการเดินทางไปบ้านห้วยทรายกับองค์หลวงตามหาบัวในครั้งนั้นว่า “มีแต่เดินกับเดิน สะพายบาตรแล้วมีแต่เดินต่อไปเท่านั้น ไม่มีรถ มีก็แต่รถลากซุงกับรถกรมทางฯ ขณะเดินอยู่นั้นมีรถลากซุงขนไม้เสียงหึ่งๆ ใกล้เข้ามา พ่อแม่ครูจารย์เข้าไปหาเขา” เขาถามขึ้นก่อนว่า “ท่านอาจารย์จะไปไหนล่ะ” ท่านว่า “ไปมุกดาหาร” “รอผมเอาไม้ขึ้นรถก่อน ไปพร้อมผมก็ได้”
ท่านพาขึ้นขี่รถบรรทุกไม้ลากซุง พ่อแม่ครูจารย์นั่งด้านหน้า ส่วนเรานั่งด้านหลังบนหัวเก๋ง รักษาบาตรทั้งของตนและของท่าน นั่งหัวโยกเยกไป โยกเยกมา จนกระทั่งมาถึงเมืองมุกดาหาร เข้าพักที่วัดป่าในตัวเมือง จังหวัดมุกดาหาร เริ่มแรกทีเดียวองค์ท่านตั้งใจจะพาเราไปธุดงค์ประเทศลาว แต่ข้ามไปไม่ได้ เพราะขณะนั้นเขากําลังเกิดศึกสงคราม ระหว่างประเทศลาวกับประเทศฝรั่งเศส ต่อจากนั้นองค์ท่านจึงนําเรามุ่งหน้าสู่บ้านห้วยทราย อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร
ในระยะนั้น หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่ออกธุดงค์ติดตามองค์หลวงตาพระมหาบัว นับตั้งแต่เสร็จงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต องค์หลวงตาฯ ท่านพาไปนอนในที่แห่งหนึ่งจําได้ไม่ลืม คือ ด้วยความที่เดินธุดงค์เท้าเปล่าทั้งวัน เท้าก็พุพอง เหนื่อยก็เหนื่อย พอถึงที่ก็ล้มตัวลงนอน ปรากฏว่านอนทับรังมดคันไฟ ทําเอาคืนนั้นทั้งคืนคันจนไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน ธุดงค์สมัยนั้นไม่มีรองเท้าใส่ เหยียบหินลูกรัง สะพายบาตร สุดแสนลําบาก เดินจากจังหวัดอุดรธานีไปจนถึงบ้านห้วยทราย ปาเข้าไปกลางเดือนหก (พฤษภาคม)
ภาค ๑๒ กรรมฐานยุคห้วยทราย สร้างศาสนทายาท
คุณแม่ชีแก้วนิมิตเดือนดาวตกลงมาบ้านห้วยทราย
ในขณะที่องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และหลวงปู่ลี กุสลธโร รวมทั้งพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลายที่ออกติดตามองค์หลวงตาฯ จะไปอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย (ปัจจุบัน วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร) คุณแม่ชีแก้วท่านนั่งภาวนาได้เกิดนิมิต มีเดือนตกลงมาที่บ้านห้วยทราย จากนั้นดวงดาวที่ล้อมรอบก็ตกลงมาด้วย คุณแม่ชีแก้วก็ได้พยากรณ์ว่า จะมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญและพระสงฆ์ไม่ตํ่ากว่า ๑๐ รูป มาที่บ้านห้วยทราย ดังนั้น ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ท่านจึงได้นําพาผู้คนสร้างกระต๊อบ เสนาสนะ ที่พักต่างๆ รอไว้ล่วงหน้าแล้ว ต่อมาไม่นานนิมิตดังกล่าวก็เป็นจริง องค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้
“เราพูดตามความแก (คุณแม่ชีแก้ว) เก่ง เอ้อ ! ปีนี้จะมีครูบาอาจารย์เรามา คล้ายคลึงกับญาท่านมั่น (หลวงปู่มั่น) จะมาปีนี้ล่ะ พวกเราจะชุ่มเย็น ตั้งแต่ญาท่านมั่นออกไปแล้วนี้แห้งผากบรรดาพระเณรทั้งหลาย คราวนี้จะมีล่ะ นั่นเห็นไหม ปรากฏแล้ว เวลาถามแก นานๆ ถึงถาม แกว่า “ดวงดาวเหาะลอยมาบนอากาศ ดวงใหญ่ ดวงเล็กเหาะลอยล้อมรอบ มาลงห้วยทรายเราหมด ลงข้างๆ ลงนี้หมด ดาว” ปีนี้จะมีครูอาจารย์ แน่ะ แปลกอยู่นะแก ตั้งแต่ญาท่านมั่นไปแล้วจากนู้นมาหายเงียบ จะมีคราวนี้ล่ะไล่เลี่ยกัน แกพูดอย่างออกหน้าออกตา เพราะแกพูดด้วยความรู้ของแก มีปีนี้ล่ะ จากนั้นมาบรรดาประชาชนลูกศิษย์ลูกหา มีพระมาพักห้วยทรายทีไรหลั่งไหลออกไปดู ใช่ไหม “ไม่ใช่ๆ” บอก นี่เปิดอกให้ฟังเสีย พอไป ใช่ไหม “ไม่ใช่ๆ” ที่พาเหาะลอยมาตามบนฟ้าสว่างจ้ามานั่น ตามบนฟ้าเต็มฟ้ามาเลย ดวงใหญ่ ดวงเล็กลงห้วยทรายนี้หมด ลงกระจายออกไปตามนี้หมด นั่นล่ะเวลาแกออกจากที่ของแกแล้วแกจะบอก
ปีนี้จะมีครูอาจารย์มาโปรด เหาะลอยมาจากบนฟ้าดวงสง่างาม ดวงใหญ่ ดวงเล็กมารอบๆ มีครูบาอาจารย์องค์ไหนมา ไปดู เป็นยังไงใช่ไหม ไม่ใช่ๆ เรื่อย นี่ล่ะความรู้ภายในจะไปถามใครที่ไหน มันชัดอยู่ในหัวใจ ชัดยิ่งกว่าตาเนื้อเรา แม่นยําๆ องค์ไหนมา ไม่ใช่ๆ ทีนี้ก็พอดีหลวงตาบัว หนองแซง (หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ) ชื่อ บัว เหมือนกัน พอว่ามีพระองค์หนึ่งชื่อบัวมาเที่ยวนี้ โอ๊ย !ต่างคนต่างเตรียมพร้อมออกไป เป็นหลวงตาบัวมาก่อนหน้านั้นสองวัน ชื่อบัว แต่ไม่ใช่ แน่ะเห็นไหม ยังไม่ใช่ยังว่าอีกนะ บัวชื่อเหมือนกันก็ตาม แต่ยังไม่ใช่ พอดีเราไปหลังหลวงตาบัวสัก ๒ – ๓ วัน เพราะพวกนี้พวกดักเรา ทราบว่าเราจะไปทางห้วยทราย ดักหน้าไปก่อน
พอไปถึงนั้น นี่ที่มันสําคัญ องค์ใดมา ไปดูไม่ใช่ๆ คือแกทราบตั้งแต่ก่อนหน้าแล้ว คือเหาะลอยมาดวงดาวเต็มฟ้า ไฟสว่างไสวดวงใหญ่ ดวงเล็ก มาลงห้วยทรายรอบๆ ห้วยทราย แกจึงบอกว่า คราวนี้จะมีครูอาจารย์มาโปรดพวกเรา ไล่เลี่ยกับหลวงปู่มั่น ก็พอดีเราไป นั่นล่ะเป็นอย่างนั้น ทีนี้พอไปถึงแล้ว ออกมาดู พอมาดูทีนี้พูดไม่ได้เลย ตอนคุ้นกันแล้วนะ นี่เราเปิด แกก็ตายไปแล้ว เราก็อยู่อย่างนี้ ไม่มีได้มีเสียอะไรต่อกัน ก็จะเปิดให้ฟัง พอมาเห็นทั้งจะปวดหนัก ทั้งจะปวดเบา แกว่า พอไปแล้ว เป็นยังไง องค์นี้ใช่ไหม ใช่องค์นี้แหละๆ ว่างั้นเลย ทั้งปวดหนักทั้งปวดเบา มันลง มันกลัว ทั้งกลัว ทั้งเคารพ จึงบอกทั้งปวดหนัก ทั้งปวดเบา พอเจอเข้ามันโดนปึ๋งเลย แต่คอยดูไป ท่านจะสอนพวกเราไหม ดูไป”
พ.ศ. ๒๔๙๔ – ๒๔๙๗ จําพรรษา ๑๘ – ๒๑ ที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย
ตั้งแต่เราไปอยู่ห้วยทราย มันก็สงัดนี่ไม่มีใครเลย คือวัดนั้นเป็นวัดป่าช้า เราไปอยู่ห้วยทรายถึง ๔ ปี ห้วยทรายสงัดดี อยู่ตีนเขา บ้านห้วยทรายอยู่ทางด้านตะวันออก ภูเขาอยู่ทางด้านตะวันตก วัดอยู่ทางทิศเหนือของภูเขา จําพรรษาปีแรก (พ.ศ. ๒๔๙๔) เราขึ้นไปจําพรรษาบนเขากับเณรภูบาล ให้หมู่เพื่อนอยู่ข้างล่าง เราขึ้นไปอยู่บนภูเขา (ปัจจุบัน คือ วัดถํ้า-นกแอ่น) มันใกล้ๆ กัน พอถึงเวลาที่จะประชุมก็ลงจากภูเขาไปประชุมที่วัดตีนเขา เราเป็นผู้เทศน์แหละ ทางผ่านแต่ก่อนไม่มี ลงจากภูเขาก็เข้าวัดตีนเขา
อาจารย์มหาบุญมี (หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร) นี้ท่านไปอยู่ห้วยทรายกับเรา ท่านแก่พรรษากว่าเรา ดูเหมือน ๒ พรรษา ท่านเรียนเป็นเปรียญหลังเรา แล้วก็ออกปฏิบัติหลังเราเราออกก่อน ท่านออกมาทีแรก ท่านมาฝึกหัดทางด้านภาวนา “ทีนี้จะออกภาวนาแล้ว” ท่านว่าอย่างนั้น ท่านออกมาอยู่ห้วยทราย ให้ท่านอยู่กับพวกพระ อยู่ทางตีนเขาทางนู้น ปีนั้นมีมหาสององค์ องค์หนึ่งอยู่ภูเขา องค์หนึ่งอยู่ตีนเขา ท่านเป็นตุ๊กตาเลยนะ ท่านไม่ถือเนื้อถือตัว ท่านมอบให้เราหมด ท่านบอกว่า ท่านเป็นพระอาคันตุกะ เพียงมาอาศัยเท่านั้น มาอาศัยก็มาอาศัยท่านอาจารย์ บอกตรงๆ เลย มาอาศัยท่านอาจารย์เพื่อจะอบรมทางด้านจิตตภาวนา ท่านเอาจริงๆ
นี่อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุนะ อาจารย์มหาบุญมีกลายเป็นพระธาตุ อยู่ที่มหาสารคาม เขาเรียกวังเลิง คุ้นกันมากกับเรานะ เพราะท่านเคยอยู่กับเราแล้ว จะเรียกตามหลักธรรมชาติอย่างพระโปฐิละกับเณรนั้นก็ไม่ผิด ท่านถือเราเป็นอย่างนั้น ท่านเคารพมาก แต่ท่านเป็นอาวุโส ท่านเคารพในทางด้านธรรมะธัมโม ทางพระวินัย เราเคารพท่าน เพราะพระวินัยมีอาวุโสภันเต ธรรมะไม่มี ถือคุณธรรมเป็นสําคัญ ท่านนับถือมากทีเดียว ลงเต็มที่ล่ะ…
ที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย ในปีนั้น หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร เป็นผู้นํา มีหลวงปู่บัวสิริปุณฺโณ หลวงปู่ศรี มหาวีโร หลวงปู่ลี กุสลธโร และมีพระเณรรูปอื่นๆ อยู่ร่วมจําพรรษาทั้งหมด ๑๒ รูป หลวงปู่ศรีเล่าว่า
“ท่านอาจารย์มหาบัว ท่านอยู่ในวัยหนุ่ม ร่างกายแข็งแรง ปราดเปรียว ทําความเพียรเป็นแบบอย่างในทุกอิริยาบถ เป็นที่พึ่งอันมั่นคงของพระเณร เหมือนอย่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งลาก่อนปีที่ท่านจะนิพพานว่า “เมื่อเราตายให้หมู่เพื่อนพึ่งมหาบัว”
การปฏิบัติธรรมในระยะเริ่มต้น กล่าวได้ว่าเป็นช่วงสําคัญที่สุดช่วงหนึ่งของนักปฏิบัติธรรมทุกท่าน เมื่อเริ่มต้นปฏิบัติต้องเริ่มต้นให้ตรง ดังที่หลวงปู่มั่นท่านว่า “ต้นต้องตรง ! ต้นคด.. ปลายตรงไม่มี” ในยุคห้วยทราย ครูบาอาจารย์ทุกองค์ ซึ่งเริ่มออกปฏิบัติใหม่ๆ ท่านได้รับการฝึกฝนอบรมธรรมขั้นพื้นฐานของพระธุดงคกรรมฐานในด้านข้อวัตรปฏิบัติ รวมทั้งได้รับคําสั่งสอนชี้แนะตลอดอุบายวิธีการภาวนาต่างๆ และที่สําคัญท่านได้ฟังเทศนาธรรมทางภาคปฏิบัติในทุกขั้นของธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศน์ธรรมขั้นสูงจากองค์หลวงตาพระมหาบัว
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ องค์หลวงตาฯ ท่านฝึกตื่นนอนใหม่ ถนอมธาตุขันธ์เพื่อโลก ดังนี้
“พรรษาที่ ๑๗ ล่วงไปแล้ว เราก็มาแก้นิสัยใหม่ คือการตื่นนอนแบบนั้นก็ถูกต้องแบบหนึ่ง เพราะอยู่ในเวลาเร่งความพากความเพียร ให้ตื่นเนื้อตื่นตัวตลอดเวลาก็ยอมรับว่าถูกต้อง แต่เวลานี้ควรจะต้องพักผ่อนธาตุขันธ์พอประมาณ ต่อไปนี้กําหนดสอนเจ้าของ รําพึงในเจ้าของ แล้วเวลาการตื่นนอนก็ควรจะให้รู้ทิศใต้ ทิศเหนือ ที่นั่นที่นี่แล้วค่อยลุกขึ้นมาธรรมดา ด้วยความมีสติธรรมดา ต้องการอย่างนี้ ทีนี้เราจะฝึกให้มันพอรู้สึกตัวแล้ว มองรู้ทิศทางแล้วลุกขึ้นธรรมดาเรียบๆ ไม่ให้ตื่นปึ๋งปั๋งอย่างนั้น พยายามฝึก เราก็พยายามฝึกมาร่วมปี ให้รู้สึกตัวแล้วลุกขึ้นมาธรรมดา ฝึกอยู่ร่วมปีจึงเปลี่ยนได้”
สอนคุณแม่ชีแก้วจนบรรลุธรรม
คุณแม่ชีแก้ว มีจิตที่ผาดโผนพิสดารมาก ภาวนามีแต่ออกรู้เห็นเปรต ผี เทวบุตรเทวดา จนหลวงปู่มั่นสั่งห้ามภาวนาและบอกว่าต่อไปจะมีผู้มาสอน เมื่อองค์หลวงตาฯ ทราบเรื่องนี้จากคุณแม่ชีแก้วแล้ว จึงทรมานสั่งสอนคุณแม่ชีแก้วจนยอมทําตามและบรรลุธรรมอย่างรวดเร็ว ดังนี้
“เออ ! เอาล่ะ ทีนี้ขยําลงไปนะตรงนี้ ทีนี้อย่าออก อย่ายุ่ง ยุ่งมานานแล้วไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร เหมือนเราดูดินฟ้าอากาศ ดูสิ่งเหล่านั้นน่ะ ดูเปรต ดูผี ดูเทวบุตรเทวดา มันก็เหมือนตาเนื้อเราดู สิ่งเหล่านี้ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไร ถอนกิเลสตัวเดียวก็ไม่ได้ นี่ตรงนี้ ตรงถอนกิเลส” เราก็ว่าอย่างนี้ “เอ้า ! ดูตรงนี้นะ” แกก็ขยําใหญ่เลย เอาใหญ่เลย ลงใจไม่นานนะก็ผ่านไป แกบอก แกผ่านมานานนะ (บรรลุธรรมขั้นอรหันต์)
เรื่องความรู้ภายในของคุณแม่ชีแก้ว และทําไมท่านเลิกปรารถนาพุทธภูมิ ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“แกแม่นยํามากเรื่องความรู้แปลกๆ ชี้นิ้วเลย สําคัญที่สุด ที่เรียกว่าไม่พลาดเลย ก็คือเวลาเราไปไหนมาไหนนี่ แกรู้ทันที ไม่มีพลาดเลย แม่นยํา ไม่มีเคลื่อนเลย พอเราออกจากวัด คือวัดเราก็อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือกับบ้านห้วยทราย วัดแกก็อยู่ตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน เวลาเราออกไปแล้วรู้ไม่ผิดเพี้ยนเลย “อ้าว ! ญาท่านไปแล้วนะวันนี้นะ” ว่าอย่างนั้นนะ “ไปแล้ว” ที่เราไปไหนมาไหน นิสัยเราก็อย่างนี้ มันไม่เคยพูด ไม่เคยบอกใคร มันเป็นนิสัยอย่างนั้นแต่ไหนแต่ไรทางนี้ก็รู้แล้วเริ่มแล้วนะนี่ “อบอุ่นเข้าแล้ว ค่อยอบอุ่นเข้ามาๆ” พอถึงที่ก็ว่า “ถึงแล้ว”
เราก็ไม่เคยพูดนะอย่างนี้นะ เพราะมันเป็นเรื่องผ่านมาแล้ว ไม่ทราบพูดหาอะไร ทีนี้เวลามันสัมผัส เราก็พูดบ้าง มันนานแล้ว แล้วแก (แม่ชีแก้ว) ก็ถาม “เท่าที่พิจารณาดูนะ ที่มันรู้มา ญาท่าน (องค์หลวงตาฯ) นี่เคยปรารถนาพุทธภูมิมานะ แล้วทําไมถึงเลิกเสียล่ะ ใช่ไหม” แกว่างั้นนะ เราก็ไม่ตอบเสียเลยกระทั่งบัดนี้ยังไม่ตอบเลยนะ แกถามแบบสงสัยนะ เราก็เฉยเลย แกก็จับคําอะไรเราไม่ได้นะ เราก็ไม่เคยพูดที่ไหนว่า เราเคยปรารถนาพุทธภูมิมา เราก็ไม่เคยพูดที่ไหนแต่แกทําไมนํามาพูด ทั้งๆ ที่เราไม่เคยพูดที่ไหนเลยนะว่า เราเคยปรารถนาพุทธภูมิหรือไม่เคยปรารถนา เราก็ไม่เคยพูด แกจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามแก ก็ไม่กล้าถามอีกนะ เราก็เฉยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ แกตายไปแล้วเราก็เฉย”
พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองติดตามมาจําพรรษา
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร ได้ออกเที่ยวธุดงค์ไปพักปฏิบัติธรรมที่บริเวณหมู่บ้านเหล่าน้อย (เชิงเขาวัดบรรพตคีรี หรือภูจ้อก้อ ในปัจจุบัน) จากนั้นองค์หลวงตาพระมหาบัวท่านจึงได้ย้ายลงมาจากหลังเขาถํ้านกแอ่น มาอยู่ที่เสนาสนะป่าชายเขาบ้านห้วยทราย สําหรับองค์หลวงตาฯ พอออกพรรษาแล้ว ท่านก็ออกเที่ยวกรรมฐาน
เมื่อหลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร ธุดงค์ไปที่อื่นแล้ว ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสที่หลวงปู่ลี กุสลธโร ได้อยู่กับองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ยาวมาตลอดจนถึงฤดูจําพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๕ โดยในปีนี้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ได้เดินธุดงค์มาขอศึกษาอบรมและอยู่จําพรรษากับองค์หลวงตาฯ ด้วย ซึ่งก่อนหน้าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ออกติดตาม แต่ก็คลาดกัน
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กับ หลวงปู่ลี ท่านทั้งสองมีอายุใกล้เคียงกัน พรรษาก็ห่างกันไม่มาก จึงสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เมื่อเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งธรรมขององค์หลวงตา-พระมหาบัวแล้ว จึงมีความมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมกันอย่างเอาจริงเอาจัง อย่างเอาเป็นเอาตายกัน นับเป็นพระศิษย์คู่เอกขององค์หลวงตาฯ ในระยะนั้น องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านมีความเมตตาไว้วางใจในพระศิษย์ทั้งสองนี้มาก
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านมักเทศนากล่าวชมเชย ชื่นชมในคุณธรรมของพระศิษย์ทั้งสองนี้ด้วยความภาคภูมิใจอยู่เสมอๆ ท่านทั้งสองต่างเป็นพระศิษย์ที่รักษาข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นได้อย่างเด่นชัดครบถ้วนสมบูรณ์มาก และต่างก็บรรลุอริยธรรมเป็นพระอรหันต์ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ถือเป็นเพชรนํ้าหนึ่งนํ้างามในวงกรรมฐาน และถือว่าเป็นธรรมทายาทคู่เอกคู่งามที่องค์หลวงตาฯ ได้เมตตาอบรมสั่งสอนมาโดยตรง หรือที่เรียกว่า ปลุกปั้นชุบเลี้ยงมากับมือ
จากยุคห้วยทราย สู่ยุคจันทบุรี และสู่ยุคบ้านตาด โดยมีองค์หลวงตาพระมหาบัว เป็นผู้นําในการธํารงรักษาสืบทอดข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอย่างชนิดเข้มงวดเคร่งครัด อย่างชนิดถอดแบบจากหลวงปู่มั่นได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์งดงามที่สุดนั้นท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กับ หลวงปู่ลี ท่านทั้งสองก็ล้วนอยู่ในรุ่นบุกเบิก รุ่นแรกๆ ของการสร้างวัดมากับองค์หลวงตาพระมหาบัว
เรื่องหลวงตามหาบัวหามนํ้าเอง
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร กับ หลวงปู่ลี กุสลธโร ในขณะที่ท่านทั้งสองอยู่จําพรรษากับองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านจะหามนํ้าคู่กัน พระอุปัฏฐากหลวงปู่ลีเล่าว่า
“หลวงปู่ลีอยู่กับหลวงตามหาบัว ที่ห้วยทราย มีหลวงตาแล้วก็ท่าน และก็อาจารย์สิงห์ทอง ท่านยังเล่านะ ท่านเป็นไข้มาลาเรียนี่ ท่านยังเล่าตลกให้ฟัง เป็นไข้หมด หลวงปู่ก็เป็น เหลือแต่หลวงตาไม่เป็น นอกนั้นเป็น พอหลวงปู่เป็นไข้มาลาเรียขึ้นหนักจึงไม่ได้หามนํ้า ท่านว่า “เราไม่เป็นไข้มาลาเรีย เราจะต้องหาม” ปรกติหลวงปู่ลีกับอาจารย์สิงห์ทองต้องหามนํ้าคู่กันพอหลวงปู่ลุกไม่ได้ หลวงตาก็เลยมาหามแทน หลวงตากับอาจารย์สิงห์ทองจึงหามนํ้ากัน หลวงตาอยู่ด้านหน้า อาจารย์สิงห์ทองอยู่ด้านหลัง เจตนาอาจารย์สิงห์ทองไม่อยากให้หลวงตามาหามนํ้า อยากให้หลวงตาท่านพักผ่อน พอไปถึงป่าสับปะรดมันมีหนามก็แกล้งผลักหลวงตาเข้าไป หลวงตาล้มลงหนามมันก็บาด เลือดออกเต็มขาท่าน หลวงตาท่านให้หลวงปู่ดูแผล “มองดีๆ ท่านสิงห์ทองทําเรา เลือดแดงเต็มไปหมด””
จนกระทั่งออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๕ องค์หลวงตาพระมหาบัวปรารภว่าจะสร้างศาลาซึ่งเป็นไปตามปฏิปทาของหลวงปู่มั่น จะไม่ก่อสร้างในช่วงเข้าพรรษา องค์หลวงตาฯ ท่านมีความเมตตาหมู่คณะ เป็นห่วงว่าจะรบกวนการภาวนา ท่านจึงหาอุบายบอกให้หมู่คณะแยกย้ายกันออกไปหาที่ภาวนาตามป่าตามเขาต่างๆ จะยังคงเหลือแต่หลวงปู่ลีและพระอาจารย์สวาทอยู่ช่วยทําข้อวัตร อุปัฏฐากองค์หลวงตาฯ เช่น ตักนํ้า ดูแลความสะอาดเรียบร้อยของเสนาสนะ ฯลฯ
ในช่วงเวลาระหว่างนั้น พระอาจารย์สวาทได้เกิดล้มป่วยเป็นไข้มาลาเรีย ไม่สามารถจะทําข้อวัตรถวายครูบาอาจารย์ได้ จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่ลีได้ตักนํ้าร่วมกับองค์หลวงตาฯ เพียงสององค์เท่านั้น ชาวบ้านห้วยทรายทราบจึงขออาสาช่วยตักนํ้าถวายพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว แต่องค์หลวงตาฯ ไม่อนุญาต เพราะเกรงว่าจะเป็นภาระแก่ญาติโยมมากเกินไป
หลวงปู่ลี ท่านเล่าเรื่องนี้ว่า “อยู่ ๓ องค์กับพ่อแม่ครูจารย์ ไปสร้างศาลาทีแรก อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์หลวงตามหาบัว เพียง ๓ รูป ไปสร้างห้วยทรายครั้งแรก ท่านสวาทลาท่านออกเที่ยวธุดงค์ ท่านก็อนุญาต เราจึงกล่าวขึ้นว่า “ถ้าท่านอาจารย์สวาทไปเที่ยวธุดงค์แล้ว ใครจะอุปถัมภ์อุปัฏฐากพ่อแม่ครูอาจารย์ ใครจะหามนํ้ากับผม”
พอดีท่านอาจารย์สวาทท่านป่วยไข้ไปไม่ได้ พ่อแม่ครูจารย์จึงมาเยี่ยมไข้ ท่านมาเห็นนอนห่มผ้าดูแลกันอยู่ พอยามเย็นท่านไม่ให้อาจารย์สวาทมาหามนํ้า ท่านมาหามนํ้ากับผมด้วยองค์ท่านเอง ในวันนั้นโยมในหมู่บ้านชื่อว่า “ไอ้เบ้า” เข้ามาที่วัด มาเห็นท่านหามนํ้ากับผมเข้าเขาจึงไปบอกชาวบ้านว่า “รู้หรือไม่ว่า พ่อแม่ครูจารย์พระมหาบัวท่านหามนํ้าเอง” วันต่อมาออกไปบิณฑบาตกับท่าน เขาพากันมาหามนํ้าใส่ตุ่มจนเต็มตุ่มทุกตุ่ม คุถังก็เต็มไปหมด จากนั้นไม่ได้หามนํ้า ชาวบ้านมาช่วยกันทําให้หมด”
หลวงปู่คําดีนิมิตพระองค์สําคัญมาวัด
ตอนเราออกปฏิบัติแล้วมากราบท่าน (หลวงปู่คําดี ปภาโส) ทีหลัง รู้สึกว่าท่านตื่นเต้น “เหอ ! ท่านมหา” ขึ้นเลยทันทีนะ “ยังจําคําเดิมได้อยู่เหรอ ว่าผมเรียนหนังสือนี้ เรียนเพื่อออกปฏิบัติโดยถ่ายเดียว ท่านมหาพูดอย่างนี้นะ” ว่าอย่างนั้นเลย ขึ้นอันนี้ล่ะเป็นคําทักทายก่อนนี่ยังจําคําเดิมได้อยู่เหรอถึงได้ออกปฏิบัติจนขนาดนี้ นั่นดูว่าหลังออกจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาแล้ว ท่านพูดด้วยความตื่นเต้นจริงๆ ลักษณะท่าทางตื่นเต้นดีอกดีใจ “ท่านมหามีความสัตย์ความจริงจริงๆ นะ ออกปฏิบัติ พูดกับผมว่า เรียนนี้ไม่ได้เรียนเพื่ออะไร เรียนพอจบตามคําอธิษฐานที่ตั้งไว้แล้วนี้จะออกปฏิบัติโดยถ่ายเดียว นี่ท่านมหาพูดเอง พูดอย่างเด็ดมากด้วยนะ นี่ท่านมหาก็มาอย่างนี้ ปฏิบัติจริงๆ ด้วย อู๋ย ! ผมไม่ลืมนะ ท่านมหาพูดอย่างนี้”
หลังจากนั้นแล้วก็ติดต่อกันมาเรื่อย ทีนี้ก็มาต่อกันอีกล่ะหลังจากนั้นมาแล้ว ท่านก็พูดตามเรื่องภาวนาของท่านนั่นแหละ ท่านอยู่วัดศรีฐาน ที่ว่าสามเหลี่ยมขอนแก่น แต่ก่อนเป็นดงทั้งหมดนะนั่น ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เราไปองค์เดียว ขโมยหนีมาจากห้วยทราย หมู่เพื่อนรุมไม่สบาย เพราะตามนิสัยเจ้าของเป็นอย่างนั้น เราหาอุบายมาเยี่ยมโยมแม่ นั่นล่ะทางออกของเรา ใครก็จะรุมตามรุมตามอะไรไปเยี่ยมโยมแม่ จะไปหาความสงบที่ไหน ไปนั้นเสีย ไปเยี่ยมโยมแม่ ๒ คืน แล้วออกไปขอนแก่น บุ๊กตั๋วรถไฟ แต่ก่อนไปรถไฟ…
ในระยะที่องค์หลวงตาฯ ไปธุดงค์ที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น หลวงปู่คําดีท่านภาวนาเกิดนิมิตจะได้พบพระกรรมฐานองค์สําคัญ จึงสั่งให้พระศิษย์มารอเฝ้าที่ศาลา นิมิตหลวงปู่คําดีแม่นยํามาก ในที่สุดองค์หลวงตาฯ ก็ไปถึงวัดศรีฐาน และได้อยู่สนทนาธรรมกับหลวงปู่คําดีหลายคืน ดังนี้
“พูดถึงเรื่องท่านอาจารย์คําดี เวลาท่านเทศนาว่าการ ตั้งแต่ท่านฝึกหัดนิสัยใหม่เรียบร้อยแล้ว ท่านไม่เคยดุเคยด่าใครเลย กิริยานี้เรียบเหมือนผ้าพับไว้ คนที่ยังไม่เคยรู้จักนิสัยเดิมท่านต้องยอมรับว่า ท่านสุภาพมาก เวลาท่านเล่าให้ฟังถึงได้รู้เรื่อง อย่างเรานี่ เราก็ยอมรับทันทีว่าท่านสุภาพมาก แต่เวลาท่านเล่าให้ฟัง ท่านฝึกนั่น ฝึกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์คือ
ท่านอาจารย์คําดี กิริยาดุด่าว่ากล่าวไม่มีเลย เพราะฉะนั้นท่านถึงมักยกเอาเรื่องเราขึ้นในท่ามกลางสงฆ์เสมอ ก่อนเทศน์บ้าง ทีหลังเทศน์บ้าง ยกเราเป็นคติตัวอย่าง พูดง่ายๆ ว่าอย่างนั้น ท่านอาจารย์มหาบัว ท่านเป็นพระที่จริงจังต่อหลักธรรมหลักวินัย เคลื่อนคลาดไม่ได้ เรียบร้อยหมดทุกอย่าง ท่านก็ชี้แจงให้ฟังอย่างนั้นเรื่อยๆ แล้วดุเด็ดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเวลาพระเณรเข้าหาท่านตอนจังหัน ท่านถึงกระซิบว่า “เสืออยู่ข้างหลัง เสือ รู้ไหม เสือแบบนี้แหละ เข้าใจไหม เสืออยู่ข้างหลังรู้ไหม” พอวันหลังมานี่พระเณรเรียบหมดเลย
ตอนกลางคืน ได้คุยกันอะไรต่ออะไร อู๊ย ! ท่านดีอกดีใจคุยธรรมะกัน โอ๋ย ! ท่านฉลาดมากนะ เวลาจะคุยธรรมะกันจริงๆ นี้ไล่พระหนีหมดเลย มีแต่เราสองต่อสอง คืนแรกตั้งแต่ ๒ ทุ่มถึง๕ ทุ่ม คืนที่สอง ๒ ทุ่มถึง ๖ ทุ่ม คืนที่สาม ๒ ทุ่มถึงตีหนึ่ง คุยติดๆ กัน ๓ คืน เราก็พักอยู่กับท่านแล้วก็เข้าป่า ที่นี่เราก็ไปล่ะ เข้าห้วยทราย บ้านห้วยทรายอยู่ที่อําเภอภูเวียงลึกๆ ไปพักอยู่คนเดียวภาวนาสบายอยู่นั้นล่ะ”
ขโมยหนีหมู่เพื่อนไปจันทบุรี
เราขโมยหนีจากหมู่เพื่อนจากห้วยทราย มุกดาหาร มาจันทบุรี พ.ศ. ๒๔๙๕ มาหลบภาวนาอยู่ที่วัดป่าคลองกุ้ง ที่ขโมยหนีหมู่เพื่อนไปนะ… พูดถึงเรื่องหูดี เข้าไปอยู่ในป่าภูเขา อําเภอภูเวียง ท่านเจ้าคุณฯ (พระธรรมเจดีย์ จูม พนฺธุโล) นี่ตามสืบทราบจนได้ กลัวเราจะหนีจากอุดรฯ พอทราบว่าเราไปองค์เดียว โอย ! แล้วล่ะที่นี่ ไปแล้วล่ะ ให้คนไปตามเอาเรากลับมา ฟังซิน่ะท่านเจ้าคุณฯ ให้คนไปตามเอาเลย บอกว่า ท่านเจ้าคุณฯ จะพาไปกรุงเทพฯ มันเรื่องอะไรนะ ไปหาเรื่องเฉยๆ จะพาไปตรวจโรคอย่างนั้นอย่างนี้ กลัวเราจะหนีไปจากแถวนี้แหละ เรื่องราวเป็นอย่างนั้น พอไปถึงกรุงเทพฯ แล้ว ท่านเจ้าคุณฯ ว่าจะพาไปตรวจโรค ก็ไปกับท่าน พอเป็นพิธีไม่ให้เสียความเคารพ ไปกับท่าน
ท่านไม่ได้ไปด้วยนี่ ไปตรวจโรคโรงพยาบาลสงฆ์ ไป เราก็ไปตรวจพอเป็นพิธีเฉยๆ ไปก็เดินโน้นเดินนี้ ไปดูนั้นดูนี้ กลับมาปั๊บแล้วก็เปิดลงจันท์เลย พอดีท่านกลับ เราก็ออก เราไม่กลับ เราว่างั้น ไปจันท์นี่เรื่องราวมัน ไปจันท์ก็ไม่ให้ใครทราบเหมือนกัน ไปพักอาศัยอยู่กับอาจารย์เฟื่อง (โชติโก) เมื่อเรามาถึงแล้วก็บอกท่านอาจารย์เฟื่องว่า “ผมไม่ไปฉันในที่ไหนๆ ขออย่าให้ผมเกี่ยวข้องกับอะไรต่างๆ ส่วนเรื่องการนิมนต์ออกไปฉันที่นั่นที่นี่ตามงานต่างๆ ขออย่าให้ผมเกี่ยวข้องเลย ผมมาพักผ่อนภาวนาสบายๆ ของผมต่างหาก”
ในตอนนั้นพระวัดป่าคลองกุ้งก็ไม่มาก วัดยังเป็นป่าเป็นดง ส่วนในเรื่องการบิณฑบาตก็บิณฑบาตกับชาวสวนที่อยู่ในถิ่นแถวนั้น ไม่ได้เข้าไปบิณฑบาตในเมือง อาจารย์เฟื่องท่านก็พาเราไปบิณฑบาตตามบ้านชาวสวน ส่วนพวกพระเข้าไปบิณฑบาตในเมือง อาจารย์เฟื่องเป็นคู่กับอาจารย์เจี๊ยะ อยู่นั้นสบาย คือการถูกนิมนต์ไปฉันที่นั่นที่นี่ ไม่ให้ไปยุ่งเลย เราสั่งขาดเลย พอไปอยู่ที่นั่น เราก็เลยเป็นผู้มีพรรษาแก่กว่าท่าน เราก็มอบให้ท่านหมด เราไม่ไปเลยจริงๆ ท่านดูเหมือนไปแทบทุกวัน เดี๋ยวร้านนั้นนิมนต์ ร้านนี้นิมนต์ไปฉัน เราอยู่ที่นั่นสบาย เป็นป่าล้วนๆ เรียกว่าวัดป่าคลองกุ้ง ถูกต้อง มีเท่านั้น นอกนั้นเป็นป่าไปหมดเลย นั่นแหละ เป็นครั้งแรก เราไปไปคนเดียวนั่นแหละ ไปอยู่สบายๆ
เรากับอาจารย์เฟื่องเคยอยู่ด้วยกันที่วัดป่าหนองผือ สกลนคร ส่วนอาจารย์เจี๊ยะกับเราก็เคยอยู่ด้วยกันที่วัดบ้านโคกนามน สกลนคร จําพรรษาด้วยกันที่นั่น ก็เลยคุ้นกันมาตั้งแต่อยู่ร่วมสมัยหลวงปู่มั่นโน้น เพราะฉะนั้นเราถึงมาหลบซ่อนตัวอยู่ทางจันทบุรีนี้ เพราะเราทราบแล้วว่าอาจารย์เจี๊ยะกับอาจารย์เฟื่องอยู่ที่นี่ คุ้นกับท่านมานานมาก เราจากหมู่เพื่อนมาหลบอยู่จันทบุรี
พอไปอยู่นั้นได้ประมาณสักอาทิตย์กว่า ก็พอดีอาจารย์เจี๊ยะไปจากเขาแก้วนี้ ไปนั้นแล้วก็เข้าไปวัดป่าคลองกุ้ง พอไปเห็นเราทีนี้ก็เวิ้กว้ากขึ้นเลยทีเดียว มันอะไรอีกจะเกิดเรื่องล่ะนะที่นี่พอมาก็ไปประกาศโฆษณาที่ตลาดจันท์ พระอย่างนั้น พระอย่างนี้มาแล้ว เวลานี้มาพักอยู่นั้น มันก็แตกมาหมดจันท์ซิ พวกนี้พวกนักธรรมะนี่นะ ลูกศิษย์ท่านพ่อลีหลั่งไหลมา เราอยู่ได้สองคืนเปิดเลย โอ้ ! มันอยู่ไม่ได้ เขาไปฟังเทศน์ทุกคืนน่ะ โห ! ไม่ไหว เลยหนีกลับเข้ามากรุงเทพฯ ที่นี่เลยไม่ทราบว่าไปไหนต่อ เกี่ยวกับเรื่องหมู่เพื่อนเป็นอย่างนั้นล่ะ พอสมควรแล้วจึงย้อนกลับห้วยทราย มุกดาหารตามเดิม
บันทึกเรื่องกรรมฐานยุคห้วยทราย
พระกรรมฐานยุคห้วยทรายโดยท่านอาจารย์มหาบัวเป็นผู้นํา ปฏิปทาถอดแบบมาจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ยุคหนองผือทุกอย่าง ท่านตีและเข่นพระเณร โดยมิเห็นแก่หน้า พากเพียรเป็นอย่างมาก วันคืนที่ผ่านไปล้วนแต่ประกอบจิตตภาวนาในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน ประกอบความพากเพียรด้วยสติปัญญาตลอด มองไปทางด้านใดเห็นพระเณรต่างเร่งความเพียร เหมือนว่าจะสิ้นกิเลสกันไปหมดทุกคน กิริยาแห่งความขี้เกียจขี้คร้านไม่มีให้เห็น ทุกรูปทุกนามต่างก็เร่งความเพียรเหมือนจะสิ้นกิเลสในวันนี้หรือพรุ่งนี้
ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ มาขออยู่อบรมและจําพรรษา องค์แรกๆ คือ หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ หลวงปู่ศรี มหาวีโร หลวงปู่ลี กุสลธโร ฯลฯ องค์ถัดมาคือท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่เพียร วิริโย หลวงปู่คําตันฐิตธมฺโม ฯลฯ
หลวงปู่ลี ท่านติดตามองค์หลวงตาพระมหาบัวมาจําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย ๔ ปีติดต่อกัน คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ – ๒๔๙๗ ท่านได้กล่าวถึงกรรมฐานยุคห้วยทรายไว้ดังนี้
“อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์ แต่คนก็ไม่มากขนาดนี้ เหมือนที่อยู่วัดป่าบ้านตาด อยู่ห้วยทรายก็มีไม่ถึง ๑๐ องค์ มี ๔ องค์ ทั้งพระทั้งเณรมันก็ไม่มาก แต่ก่อนบ้านห้วยทราย ท่านไม่รับพระมากนะ บางทีก็ ๘ องค์ บางทีก็ ๕ องค์ ทุกวันนี้มันมากนะ พระที่จะไปวิเวกก็ไม่มีแล้ว ไปก็ต้องไปตามสํานักต่างๆ ไม่เหมือนสมัยก่อนนะ นอนตามดินตามหญ้า ศรัทธาสมัยก่อนไม่เหมือนสมัยนี้นะ สมัยก่อนไปบิณฑบาตก็ได้แต่ข้าวเปล่ามาฉัน แล้วก็ไปภาวนา โยมเขาไม่มาวุ่นวาย เขาไม่มาสนใจเรื่องพระกรรมฐานหรอก มันต่างกันสมัยนี้ นั่งภาวนายังกับหัวตอนะ พอกินอาหารมากๆ ก็มีแต่จะง่วงนอนนะ เวทนาก็จะทับเอา มันผิดกันนะ
ถ้าเราสังเกตสมัยก่อนกับสมัยนี้ ถ้าจะบริกรรมพุทโธ ก็ให้อยู่กับพุทโธ ถ้าจะพิจารณาก็พิจารณาตั้งแต่เกสาลงมาจนถึงพื้นเท้า พิจารณาดูซิ อย่าให้มันออกจากนั้น ธรรมเกิดก็เกิดอยู่ที่นี่ ทําอย่างไรมันถึงจะเป็นไปได้ เราก็ต้องทํา ต้องสอนตัวเอง ฝึกตัวเอง ผู้ที่จะเห็นอรรถเห็นธรรมจริงๆ ก็คือตัวผู้ฝึกเอง พระพุทธเจ้าท่านเพียงแต่บอกทางเท่านั้น จะรู้ก็รู้ตัวผู้ปฏิบัติเอง พอเราค้นคิดพิจารณาไปก็พอรู้ขึ้นมา ก็นึกได้ว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเคยเทศน์ให้เราฟังมาแล้ว มีแต่ตัวเราต้องลงมือปฏิบัติทําเอาเองเรื่องการภาวนา ไม่เหมือนฝ่ายปริยัติ ท่องจําเหมือนนกแก้วนกขุนทอง ท่องเหมือนสวดปาฏิโมกข์ก็ท่องได้ ถ้าได้เรียน แต่ด้านจิตใจของเรามันต่างกัน การโปรดชาวโลกก็แตกต่างกัน
ธรรมะที่เทศน์สมัยนั้น สมัยนั้นไม่มีเทปที่บันทึกเอาไว้เหมือนปัจจุบันนี้นะ แต่ก่อนอยู่บ้านห้วยทรายก็เหมือนกัน ยังไม่มีเทปที่ใช้บันทึกนะ ตอนอยู่บ้านห้วยทราย ท่านก็ไม่ค่อยเทศน์ให้ญาติโยมฟัง อยู่นั่นเหมือนไม่มีวันพระ เพราะญาติโยมเขาไม่ได้มาวัดกัน แต่ท่านก็เทศน์ให้พระฟังมาก “เทศน์สั่งสอนพระให้เป็นพระสักองค์หนึ่ง ท่านว่าอานิสงส์ไม่มีประมาณ” หลวงปู่มั่นท่านว่าอย่างนั้น เพราะพระท่านต้องไปสั่งสอนประชาชนอีก ออกไปสั่งสอนพระด้วยกันต่อไป
อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์ (องค์หลวงตาฯ) ที่ห้วยทราย เราเอาที่นอน ผ้าปูที่นอนมาตากแดดทุกวัน เราโดนด่าทุกวันอยู่เป็นเดือนสองเดือนนะ เราก็มาค้นหาความผิดตัวเอง เวลาเราเอาผ้าปูที่นอนเข้าไปปูไว้ที่เดิมเมื่อไหร่ เราพับมุมผ้าปูที่นอนไม่เหมือนเดิมอย่างที่ท่านพาทํา หลังจากรู้ความผิดตัวเอง เราก็แก้ไข ตั้งแต่โน่นมาไม่โดนด่าอีกเลย เวลาวางหนังสือ พ่อแม่ครูจารย์วางอย่างไรแล้ว เราจะไปสับเปลี่ยนเล่มใดบน – ล่างไม่ได้ แต่เราจัดให้เข้าที่เป็นระเบียบได้ กานํ้าแก้วนํ้าวางอยู่ที่ใด เราจะเคลื่อนออกจากที่ไม่ได้ ถ้าเอาออกไปทําความสะอาด เราต้องทําเครื่องหมายขอบเขตไว้ ถ้าขยับออกจากที่เดิมไป ท่านจะรู้จักหมด เวลาไปทําความสะอาดกุฏิหรือทําอะไรกับพ่อแม่ครูจารย์จะเข้าเวลาท่านอยู่ไม่ได้ ท่านไม่ชอบการเสนอหน้า ประจบสอพลอมันเป็นกิเลสใหญ่นะ เวลาต่อมาจึงเข้าใจ ท่านสอนให้เราระวังมีสติ ปฏิบัติ สํานึกให้ลงที่ใจจริงๆ
เราเดินจงกรมอยู่ในป่า ไม่ได้จุดเทียน พ่อแม่ครูจารย์ท่านเดินมา เราเห็นแล้ว มาถึงกุฏิเรา พ่อแม่ครูจารย์ท่านมานิ่งฟัง ไม่ได้ยินเสียงอะไร ท่านก็เอาหูไปแนบกุฏิฟัง ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ท่านก็ถอยออกมามองมาทางจงกรม เห็นเรายืนนิ่งอยู่ทางจงกรม ท่านก็ไม่ว่าอะไร ท่านก็ไปเลย ท่านก็ไม่ว่าอะไรจนถึงทุกวันนี้”
“วันหนึ่งคืนหนึ่งให้เร่งความพากความเพียร การนั่งการนอนก็ให้ฝึกตนเอง นอนแค่เพียง๔ ชั่วโมงก็พอแล้ว ๔ ทุ่มไปก็นอนซะ พอตี ๒ ก็ลุกแล้ว อยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านพาหัดอย่างนั้น ตอนอยู่บ้านห้วยทราย ท่านแนะนําอย่างนั้น ถ้าง่วงให้ไปเดินจงกรมเลย เดินจงกรมจนเหนื่อย ถ้าไม่เหนื่อยแล้ว จิตมันไม่อยู่ มันวิ่งตามอารมณ์ ความอยากตัวนั้นล่ะสําคัญ มันดีดอยู่อย่างนั้น”
“ครูบาอาจารย์ท่านพาดําเนินมาที่ไหนสงบ ท่านให้อยู่ที่นั่นนะ ท่านไม่ได้พาเที่ยวเหมือนสมัยนี้นะ แล้วสมัยก่อนก็มีแต่เดินนะ เพราะไม่มีรถยนต์เหมือนสมัยนี้… อย่างพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ที่ไหนช้างมาก เสือมาก มีแต่บอกให้หมู่พวกไป ถ้าเสือมาหา ไม่ได้นอนหมดทั้งคืน มีแต่นั่งภาวนาเพราะความกลัว ครูอาจารย์ท่านผ่านอย่างนี้มา ถึงได้มาเป็นครูเป็นอาจารย์ของเรา ไม่ได้มากินแล้วนอนเหมือนสมัยทุกวันนี้นะ บางองค์สามเดือนไตรมาสไม่มีนอนเลยนะ ไม่เอนหลังด้วยทําขนาดนั้นนะ ท่านถึงจะเห็นธรรม ถึงเห็นความอัศจรรย์ ถ้าจะนอนก็ได้แต่การนอนเท่านั้นแหละ แต่หลวงปู่มั่นท่านยังสลบถึงสามครั้ง กว่าจะได้เป็นครูเป็นอาจารย์ ถ้าคนไหนตั้งใจก็ไปอยู่ใครอยู่มัน พ่อแม่ครูจารย์ท่านพาทําอย่างนั้นนะ ไม่ได้อยู่ใกล้กันนะ ไม่ได้ไปคุยกัน อยู่ใครอยู่มันกวาดตาดเข็นนํ้านั้นแหละถึงได้มาพร้อมกัน นอกนั้นไปใครไปมันอยู่อย่างนั้น”
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกการจําพรรษาของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ที่วัดป่าบ้านห้วยทราย ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ – ๒๔๙๗ ไว้ดังนี้
“พระเณรยุคบ้านห้วยทราย ภายใต้การนําของท่านอาจารย์พระมหาบัว มีความพากเพียรในด้านการทําสมาธิภาวนาเป็นอย่างมาก ต่างองค์ต่างลักกัน (แอบทํา) คือ บางองค์เวลาหมู่เดินจงกรม จะขึ้นกุฏิแล้วไม่จุดไฟ ทําท่าเหมือนว่านอน แต่ความจริงนั่งภาวนา เวลาหมู่ขึ้นจากทางจงกรมหมดแล้ว จึงค่อยลงเดินก็มี ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเคยเล่าว่า “สมัยนั้นเหมือนกับว่าพระเณรในวัดนั้นจะไม่ค้างโลกกัน พอตื่นนอนขึ้นมา มองไปเห็นแต่แสงไฟ (แสงโคมไฟ) สว่างไสวตามกุฏิของพระเณรเหมือนกับไม่นอนกัน
การเป็นอยู่ของพระเณรสมัยนั้นอยู่กันอย่างประหยัด บิณฑบาตแบบธุดงควัตร คือ ชาวบ้านเขาจะหมกห่ออาหารใส่บาตรพร้อมกับข้าวเหนียว ไม่ได้นําอาหารตามมาส่งที่วัด แต่ว่าศรัทธาของชาวบ้านแถวนั้นเขาดีมากทั้งๆ ที่อดอยากขาดแคลน โดยเฉพาะแล้วเรื่องอาหารการกิน เขามีกบหรือเขียดตัวเดียวอย่างนี้ เขาก็แบ่งใส่บาตรได้ ๔ บาตร ๔ องค์ก็มี ในคราวที่อดอยาก มะเขือลูกเดียวอย่างนี้เขาจะผ่าใส่บาตรได้ ๔ องค์ ทั้งนี้เนื่องจากทางภาคอีสานนั้นค่อนข้างกันดารนํ้า โดยเฉพาะหน้าแล้ง บางแห่งต้องได้กินนํ้าในสระ พร้อมทั้งต้องไปตักเอา ระยะทางก็ไกลด้วย เป็น ๒ – ๓ กิโลเมตรก็มี เพราะขุดบ่อแล้วก็ไม่มีนํ้า ถึงจะมีบางแห่งนํ้าก็เค็ม กินไม่ได้ และสิ่งที่ตามมาด้วยก็คือความอดอยากเรื่องอาหารการกิน
สําหรับคนภาคอื่นบางคนมักจะว่าคนอีสานนี้กินไม่เลือก ก็เพราะเหตุว่าความที่มันหาไม่ได้นั้นเอง มีอะไรเขาก็จับกินไป พวกนํ้าร้อน นํ้าชา โกโก้ กาแฟ และนํ้าตาล อย่างนี้ไม่ต้องถามหา แม้แต่ภาพยังไม่เคยเห็นเลย อาศัยเอาแก่นไม้ รากไม้ ใบไม้มาต้มฉัน นานๆ จะมีนํ้าอ้อยก้อนทีหนึ่งแต่ก้อนนํ้าอ้อยสมัยนั้นอร่อยมาก ก้อนเดียวแบ่งกันฉัน ๓ – ๔ องค์ ก็ยังพอและอร่อยด้วยไม่เหมือนนํ้าอ้อยสมัยทุกวันนี้
บางปีพระเณรป่วยเป็นไข้มาลาเรียเกือบหมดทั้งวัด ยังเหลือแต่ ท่านอาจารย์พระมหาบัว และพระอาจารย์ลี กุสลธโร เป็นผู้ทํากิจวัตรประจําวัน เช่น ปัดกวาดลานวัด และ ตักนํ้าใช้ นํ้าฉัน บางครั้ง ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ก็ป่วยหนัก จนชาวบ้านได้พากันออกมานอนเฝ้ารักษา”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เทศน์ครูบาอาจารย์ป่วยหนัก ท่านชอบอยู่องค์เดียว ไว้ว่า
“อย่างท่านอาจารย์บ้านตาด (องค์หลวงตาพระมหาบัว) ท่านเคยสั่งไว้ ถ้าเราป่วยหนักอย่าเข้ามาจับต้องกายของเรานะ อย่าเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ใดมาเกี่ยวข้องไม่ได้ ท่านรักษาของท่าน ครั้นไปจับ ไปถูก ไปแตะ ไปต้องเนื้อตัวท่าน มันเป็นไปอีกอันหนึ่ง จิตมันจะไปคิดไปปรุงนําเรื่องนั่น (เรื่องที่ท่านป่วย) มันจะไม่พิจารณาสะดวกสบาย เหมือนกันกับเราเดินไปขวากไปหนามล่ะ ถึงตีนเราดีอยู่ แต่ขวากหนามมันมี ก็ได้เหยาะได้ย่องไป นี่การพิจารณาภายใน การรักษาจิต รักษาใจของตัว ท่านถึงสอนให้หาสงบวิเวก หาทางพินิจพิจารณาให้มันแจ่มกระจ่างในจิตในใจ”
ในพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๖ นี้ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ได้กลับขึ้นมาจากภาคใต้และได้มาร่วมจําพรรษา ท่านเล่าว่า “องค์หลวงตาฯ ไม่ได้ประชุมอบรมภาวนาทุกวัน แต่จะประชุมเป็นครั้งคราวไป ถ้าวันใดจะมีประชุม องค์ท่านก็จะบอกล่วงหน้าก่อน สําหรับตัวท่านเองนั้นเล่าติดขัดในการปฏิบัติภาวนาก็ไม่เคยได้กราบเรียนถามองค์ท่านสักครั้ง แต่องค์ท่านจะทราบได้ ถึงเวลาองค์ท่านลงมาเทศน์อบรมก็จะเทศน์อธิบายตรงที่ตัวท่านกําลังติดข้องโดยไม่ต้องกราบเรียนบางครั้งองค์หลวงตาฯ ท่านจะเมตตามาชี้แนะตัวท่านถึงกุฏิที่พักก็เคยมี”
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต บันทึกการจําพรรษา ที่บ้านห้วยทราย ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ไว้ดังนี้
“ย้อนคืนหลังมาปรารภ คุณเพ็ง คุณสีหาที่ได้เคยอยู่ด้วยกันในยุคหนองผือ พอข้าพเจ้า (หลวงปู่หล้า) มาพักวัดป่าสุทธาวาส คุณเพ็ง คุณสีหา พอได้รับทราบข่าวว่า ข้าพเจ้ามาถึงวัดป่าสุทธาวาสจะไปหาพระอาจารย์มหาบัว ขณะนั้นคุณเพ็งคงอยู่กับหลวงปู่ฝั้น คุณสีหาคงอยู่กับพระอาจารย์วัน ก็พากันชวนกันไปหาพระอาจารย์มหาบัว เพื่อจะได้จําพรรษารวมกันหมู่เก่าอีก เพราะเคยได้อยู่ร่วมกันมาแล้วในยุคหนองผือ รู้จักนิสัยใจคอกันแล้ว จะปฏิบัติสะดวก
สมัยนั้นเป็นเวลาฤดูเดือนพฤษภาคม ข้างแรม หลังวิสาขบูชา ๒๔๙๖ แล้ว พระอาจารย์มหา (พระอาจารย์มหาบัว) ได้ปรารภลับหลังกับหมู่ว่า
“ผมไปอยู่กับหลวงปู่มั่น เสนาสนะเต็มหมด องค์ท่านได้พาหมู่ทํากุฏิให้ผมอยู่ มาบัดนี้ผมจะได้ทํากุฏิให้ท่านหล้าอยู่ล่ะ ผมเป็นเวรกับองค์หลวงปู่ในตอนนี้อีกแล้ว ใช้เวรไปเสีย แล้วได้รีบทํากุฏิมุงหญ้าปูฟากอีกหลังก็เสร็จไปโดยเร็ว ได้ให้พระอาจารย์สิงห์ทองไปอยู่ แล้วได้สับเปลี่ยนหลังอื่นให้ข้าพเจ้าไปอยู่ แต่อยู่ใกล้พระอาจารย์มหาทางทิศเหนือนั้น กุฏิที่ปลูกใหม่อยู่ใกล้พระ-อาจารย์มหาทางทิศใต้ สามเณรโสให้อยู่ข้างใกล้โรงไฟ ปีนั้นมีพระ ๑๑ รูป สามเณร ๔ องค์ คือ
๑. พระอาจารย์มหา ผู้เป็นหัวหน้า ๒. พระอาจารย์สม ๓. พระอาจารย์สิงห์ทอง๔. หลวงพ่อนิล ๕. ข้าพเจ้า ๖. คุณเพียร ๗. คุณสุพัฒน์ ๘. คุณเพ็ง ๙. คุณสีหา ๑๐. คุณลี ๑๑. คุณสวาท เณร ๔ องค์ คือ ๑. เณรน้อย ๒. เณรน้อยอีก ๓. เณรบุญยัง ๔. เณรโส
ปฏิปทาของหลวงปู่มหาพาทําเหมือนสมัยยุคหนองผือ หลวงปู่มั่น เพราะสมัยห้วยทรายแขกโยมยังไม่มาก การบวชพระบวชเณร ถ้ามีขึ้นก็เดินด้วยฝีเท้าไปบวชมุกดาหาร ต้องนอนกลางทางคืนหนึ่ง (วัน) ที่สองไปนอนมุกฯ เช้าฉันเสร็จก็บรรพชาและอุปสมบท เสร็จแล้วออกเดินทางด้วยฝีเท้า นอนค้างคืนกลางทางอีก บิณฑบาตเช้าเสร็จ ฉันเสร็จ เดินทางต่อจึงถึงวัดป่า-บ้านห้วยทราย กองทุกข์เดินทั้งที่เป็นอย่างนี้ ทุกวันนี้ไปไหนๆ ก็มิได้เดินด้วยฝีเท้าพอ ๕, ๖, ๗, ๘ กิโลฯ อะไรเลย แต่ด้านข้อวัตรปฏิบัติชุดเก่ากับชุดหลังนี้พร้อมทั้งจิตใจจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ของใครของมันตามธรรมชาติ จะตัดสินลําเอียงเข้าข้างตัวเลยก็ไม่ได้
และประวัติยุคห้วยทรายก็เป็นยุคที่พระอาจารย์มหา ตีและเข่นพระเณรโดยมิได้เลือกหน้าเหมือนกัน แต่อย่าลืมว่าสมัยบ้านห้วยทรายในยุคนั้น ในศาลาโรงฉันยังได้ใช้กระโถนกระบอกไม้ไผ่บ้านอยู่นะ แม้อยู่ตามกุฏิเป็นส่วนมากก็เหมือนกัน นํ้ามันก๊าดก็มีเพียงปีละ ๒ ปี๊บ ผ้าที่จะทําไตรจีวรก็เหลืออยู่หมดวัดเพียงปีละไม้สองไม้เท่านั้น มูลค่าในวัดทั้งหมดรวมกันในวัด บางทีก็ ๑๐๐ – ๒๐๐ เท่านั้น บิณฑบาตก็มีแต่หมกห่อตกลงในบาตรเป็นส่วนมาก ฉันในบาตรทั้งหวานทั้งคาวพร้อม ไม่ได้ขโมยนํ้าแกงใส่โจกแก้วเลย เว้นแต่นํ้ามะพร้าวเป็นบางคราวเท่านั้น นม โกโก้ กาแฟมาห่างๆ บุหรี่ขาวมาห่างๆ
ปรารภมาทําไม จะเอาไปพระนิพพานด้วยหรือ?
ปรารภไว้เพื่อให้กุลบุตรสุดท้ายคํานึง จะได้ไม่ลืมตัว ในสมัยวัตถุนิยมหรูหรา เพราะเกรงกิเลสจะหรูหราขึ้น ด้านเสนาสนะก็กั้นใบตองและฟางเป็นส่วนมาก พระอาจารย์มหาก็ยังอยู่กุฏิฟากและมุงหญ้า ประตูหน้าต่างก็ทําเป็นงวง ฝาแถบตอง ผลักไปมา หรือเวิกออกแล้วก็คํ้าเอา ด้านทําความเพียรมีเวลามากกว่าทุกวันนี้ คราวหนุ่มอยู่หลวงปู่มหายิ่งประเปรียวกว่านี้มาก พวกลูกศิษย์ที่ได้ไปหุ้มหลวงปู่บ้านตาดในยุคปัจจุบันนั้น องค์ท่านอนุโลมที่สุด อย่าว่าองค์ท่านดุเลย…”
เสนาสนะป่าบ้านห้วยทรายโดยการนําขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นสถานที่ฝึกพระเณรอย่างดีเยี่ยม จึงมีพระกรรมฐานหลั่งไหลมาไม่มีหยุด หลวงปู่คําตัน ฐิตธมฺโม ท่านก็มาบวชอยู่ที่นั่นในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เดิมทีท่านเคยเป็นตาปะขาวอยู่ที่วัดบ้านหนองผือกับองค์หลวงตาฯ ท่านออกติดตามพ่อแม่ครูจารย์จนพบที่บ้านห้วยทราย องค์หลวงตาฯ จึงสงเคราะห์บวชให้ และชมว่า “การภาวนาของท่านดีมาตั้งแต่เป็นตาปะขาว เราถึงได้จัดบริขารบวชให้ จากนั้นการภาวนาก็ก้าวหน้าเรื่อยๆ ไปจนควรแก่การก่อเจดีย์ให้ หลวงพ่อตันเป็นพระสําคัญองค์หนึ่ง ได้ติดสอยห้อยตามกันมาตลอดตั้งแต่เริ่มแรกเป็นลูกศิษย์มา…”
นิมิตอัศจรรย์ “สรงนํ้าพระพุทธรูปทองคํา” หยั่งรู้อนาคต
ไปพักอยู่ห้วยทราย ก็แสดงแบบอัศจรรย์เหมือนกัน เหาะขึ้นไป ไปสรงพระพุทธรูป ทีแรกว่าไปสรงพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์อยู่บนแท่น เวลาขึ้นไปแล้ว เป็นทองคําทั้งแท่งทุกพระองค์ พระพุทธเจ้าองค์เท่าคนเรานี่ ขึ้นไปก็ไปสรงนํ้าท่าน สรงในความฝัน ในนิมิตไม่นานแหละ สรงทั่วถึงหมด บนแท่นเต็มมีแต่พระพุทธเจ้าทั้งนั้นแต่เป็นทองคํา เวลาขึ้นไปแล้วเป็นพระพุทธรูปทองคํา เวลาจะขึ้นไปนี้เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ข้างบน บทเวลาขึ้นไปถึงแล้วเป็นพระพุทธรูป ก็เอานํ้าอบนํ้าหอมนี่แหละสรงท่าน พอสรงเสร็จแล้วลงจากแท่นนั้นมา ประชาชนนี้แน่นหมดเลยพอส่ายมือ นํ้ามันออกจากปลายนิ้วมือ พอส่ายมือนี้นํ้ามันสาดๆ กระจายๆ รดนํ้าให้ประชาชนไม่นานเสร็จ พอลงมาโยมแม่มารออยู่ข้างล่าง “อ้าว ! จะไปแล้วเหรอ จะไปไม่กลับมาเหรอ” “อ๋อ ! เสร็จธุระแล้วจะกลับมาชั่วคราว ยังจะกลับมาหาโยมแม่อยู่แหละ”
นี่ล่ะมันแปลกอยู่นะ ให้เสร็จธุระก่อน กําลังรดนํ้าให้ประชาชน พอหันหน้าจะลงมาแล้วหือ ! จะไปแล้วเหรอ จะไม่กลับแล้วเหรอ อ๋อ พอเสร็จธุระแล้วก็ยังจะกลับอยู่ จะกลับไปหาโยมแม่นั่นแหละ พอว่าอย่างนั้นโยมแม่ก็หายไป เราก็รดนํ้าคนเรื่อยไป ความฝันเกี่ยวกับโยมแม่ก็หายไป พอเสร็จแล้วก็ลงนั้นจริงๆ ไป เดินไปหาโยมแม่ โยมแม่ปูเสื่อปูอะไรไว้เรียบร้อยแล้ว บ้านหลังเล็กๆ ขึ้นไปนั่งได้ประมาณสักไม่ถึง ๕ นาที ว่าจะพูดอะไรกับโยมแม่ ยังไม่ได้พูดอะไรเลย เราก็รู้สึกตัวขึ้นมา เอ้อ ! รายนี้จะต้องเกี่ยวกับโยมแม่แล้ว เราพูดกับหมู่เพื่อน ผมนี้ไปไหนไม่ได้ ถ้าไม่ได้เอาโยมแม่บวชเสียก่อน นี่เกี่ยวกับโยมแม่
อันเรื่องเหล่านั้นเกี่ยวกับประชาชน ที่ว่าส่ายมือนี้นํ้าออกจากนิ้วมือนี้ เกี่ยวกับการแนะนําสั่งสอนประชาชน เราก็รู้ รู้ในนั้นไม่ต้องถามใคร ในนิมิตมันบอก ในนี้เข้าใจๆ ไปพร้อมๆ ไปเลย ทีนี้เกี่ยวกับโยมแม่ก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นถึงได้ออกปากพูดเลยว่า เรานี่ถ้าไม่ได้เอาโยมแม่บวชเสียก่อนไม่แล้วล่ะ เรายังเกี่ยวกับโยมแม่อยู่ ยังไปไหนไม่ได้
พาโยมมารดาบวช
ตลอดระยะเวลา ๔ ปี ที่องค์หลวงตาฯ ท่านอยู่จําพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย ในหน้าแล้ง ท่านก็ออกเที่ยวกรรมฐานในสถานที่ใกล้เคียง มีลูกศิษย์ติดตามไปบ้าง ไปตามลําพังเพียงองค์เดียวบ้าง บริเวณที่ท่านไปนั้น ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้เคยเที่ยวธุดงค์บุกเบิกมาแล้วทั้งสิ้น บางปีท่านก็หนีลูกศิษย์ไปไกลๆ บ้าง เช่น ขอนแก่น จันทบุรี เมื่อนิมิตอัศจรรย์ปรากฏแก่ท่าน ต่อมาการเที่ยวกรรมฐานของท่านก็ต้องยุติลง ท่านเทศน์ไว้ว่า
“ทีนี้ก็ไปอยู่ห้วยทราย ขึ้นเทือกเขาภูพานทางโน้นๆ อีก เรียกว่า ภูเขาตั้งแต่หนองสูงคําชะอี (จังหวัดมุกดาหาร) มาถึงอําเภอสว่างฯ (อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร) เราเที่ยวแหลกหมดเลย เที่ยวป่าเที่ยวเขา หาอรรถหาธรรมนั่นแหละ จะเป็นอะไร…
นิมิตแปลกดีนะ นิมิตอันนี้มีแปลกแต่ต้องได้ชม ถ้าลงนิมิตได้แสดงให้เห็นชัดๆ อย่างนั้นมันไม่ค่อยผิดค่อยพลาดเท่าไร ผมมาพิจารณาดูเรื่องเกี่ยวกับโยมแม่นี่เหมือนกัน นี่ก็เป็นอยู่โน้น ภูเขาโน้น อันนี้มันเรื่องภาระเรื่องเกี่ยวกับโยมแม่ก็หมดปัญหากันไป เวลาภาวนาอยู่นิมิตปรากฏเกี่ยวกับโยมแม่นี้ ถ้าเราไม่ได้เอาโยมแม่บวชจะไม่ได้นะ มันเกี่ยวกัน อย่างไรจะต้องให้โยมแม่บวชแล้วจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ ตามนิมิตตามความเป็นในสิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนั้นๆ ไม่สงสัย แล้วเป็นจริงๆ ตามนั้น ผมจึงไม่มีอะไรคิด เพราะเป็นไปตามที่คิดไว้แล้ว มันก็ได้ตั้งสํานักนี่ว่ายังไง แต่ก่อนผมไม่มีสํานักนี่ ตามนิสัยเราอยู่ที่ไหน เราก็อยู่ของเรา ไปของเราสบาย ออกพรรษาแล้วหายเงียบๆ ไปอย่างสบายหายห่วง เหมือนนกมีแต่ปีกกับหางเท่านั้น
อันนี้มาเอาโยมแม่บวชจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ แล้วก็เป็นอย่างว่าจริงๆ พะรุงพะรัง เราไม่มีทางแก้ไข เพราะพิจารณาทราบไว้แล้วตั้งแต่โน้น เอามือเขียนจะเอาตีนลบได้ยังไง ไม่เอาโยมแม่บวช ถ้าไม่เอาโยมแม่บวชนี้เห็นจะไม่แล้วกันได้ เรื่องเกี่ยวกับโยมแม่แน่ๆ มันเป็นจริงๆ เห็นอย่างชัดเจนอยู่ในนิมิต จึงต้องมาบวช แต่โยมแม่ก็บวชได้อย่างง่ายดาย โยมแม่ก็ยิ้ม “เอาเลย” แน่ะมันก็เป็นไปตามนั้น เรื่องนิมิตนี่แปลกๆ มันเป็นหลายครั้งหลายหน ถ้านิมิตชนิดอย่างชัดๆ จริงๆ แล้วไม่ค่อยผิด หลายครั้งหลายหนที่เราเคยเป็น”
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลังจากออกพรรษาแล้ว องค์หลวงตาพระมหาบัว และท่าน-พระอาจารย์สิงห์ทองเดินทางมาพักอยู่ที่วัดน้อยจอมศรีหรือวัดเทพปัญญาราม (บ้านน้อยจอมศรี อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร) ได้มาเยี่ยมเยียนสนทนาธรรมกับท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ได้พบสามเณรอุ่น (หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม) ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ฝากสามเณรอุ่นหล้ากับท่านพระอาจารย์สุวัจน์ จากนั้นองค์หลวงตาฯและคณะศิษย์มาที่บ้านตาด เพื่อจะสนองคุณโยมมารดาในทางธรรมโดยบวชชีให้ อันเป็นการตอบแทนพระคุณของบุพการีอย่างสูงสุดตามหลักของพระพุทธศาสนา
เมื่อถึงบ้านตาดท่านจึงจัดการบวชชีให้โยมมารดาและให้การอบรมปฏิบัติจิตตภาวนา ดังนี้
“ทีนี้พอได้เวลาแล้วก็จดหมายมาบอกโยมแม่ บอกว่า จะมาจากห้วยทรายประมาณวันที่เท่านั้นให้เตรียมพร้อมไว้ มาจะเอาโยมแม่บวชทันที มาโยมแม่ก็พอดีเตรียมพร้อมไว้แล้ว มาก็จับบวชเลย มีผู้เฒ่าแม่แก้ว (คุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า) ที่ติดตามมา ๓ คนนี้มาเพื่อโยมแม่นี่เอง ถ้าไม่อย่างนั้นโยมแม่จะไม่มีเพื่อนฝูงอยู่ เพราะพวกนั้นก็เห็นคุณเรานี่ ผู้เฒ่าแม่แก้วก็เราไปเป่ากระหม่อมให้ว่าไง เขาจะไม่เห็นคุณเรายังไง ทีนี้เราจะมาบวชโยมแม่นี้ เขาก็ติดตามมา เพื่อมาเป็นเพื่อนฝูงของโยมแม่นั่นล่ะ เรื่องราวพวกนั้นที่ได้ติดตามมาเพราะโยมแม่ พอมาก็จับบวชเลยทันที คล่องตัวเลยๆ ก็เป็นไปตามนิมิตทุกอย่างๆ”
อํานาจแห่งคุณธรรมไม่จืดจาง
องค์หลวงตาพระมหาบัว ได้อยู่จําพรรษาและปฏิบัติธรรมที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย๔ ปี นับว่าเป็นมหามงคลและประวัติศาสตร์ในยุคหนึ่งของบ้านห้วยทราย ซึ่งมีพระอรหันต์เมตตามาโปรด ในระยะนั้นก็มีบรรดาครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต แวะเวียนมาขออยู่จําพรรษาเพื่อศึกษาอบรมกับองค์หลวงตาฯ ณ ดินแดนแห่งนี้ได้หล่อหลอมฝึกฝนครูบาอาจารย์หลายองค์จนได้เป็นเสาหลักพระธุดงคกรรมฐาน และเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของหมู่คณะสาธุชนทั้งหลาย ในขณะเดียวกันแม่ชีตลอดชาวบ้านห้วยทรายได้มาบําเพ็ญบุญกุศล ใส่บาตรฟังธรรม ถือศีลปฏิบัติธรรม และได้เข้ามาปรนนิบัติอุปัฏฐากรับใช้ช่วยกันถวายงานวัด ฯลฯ
ญาติโยมบ้านห้วยทรายต่างมีความเคารพศรัทธาเทิดทูนองค์หลวงตาพระมหาบัวเป็นที่สุด ต่างทุ่มเทเสียสละเอาใจใส่ดูแลปรนนิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์เป็นอย่างดี และต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๙๙ องค์หลวงตาฯ ได้ไปสร้างวัดป่าบ้านตาด ทุกคราวที่มีโอกาส ชาวบ้านห้วยทรายก็จะชักชวนกันเดินทางไปกราบนมัสการองค์หลวงตาฯ อยู่เสมอมิได้ขาด หลวงปู่ลีท่านว่า “ชาวบ้านห้วยทรายดีอยู่นะ พ่อแม่ครูจารย์หลวงตาท่านยอม และคนบ้านนี้หลวงปู่มั่นได้สอนไว้ดีแล้ว เขารู้จักข้อวัตร-ปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐานเป็นอย่างดี มีจิตศรัทธาเลื่อมใสต่อพระเจ้าพระสงฆ์ดี อีกทางด้านโน้นวัดเก่าหลวงปู่มั่น พวกแม่ขาวนําโดยคุณแม่ชีแก้วก็ตั้งสํานักปฏิบัติธรรมกัน บ้านห้วยทรายนี้เป็นบ้านนักบวชที่สําคัญกว่าบ้านอื่นๆ ในแถบนั้น”
การมีองค์หลวงตาพระมหาบัว และพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญของโลกมาเมตตาโปรดสงเคราะห์ทางธรรม ทั้งเป็นที่พึ่งทางจิตใจในสถานที่เดียวกันและในคราวเดียวกันจํานวนมากนั้น นับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งของชาวบ้านห้วยทราย นับแต่ท่านพระอาจารย์มั่นธุดงค์จาริกมาโปรดในครั้งนั้นมาถึงในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สอง ย่อมเป็นประวัติศาสตร์อันงดงามช่วงหนึ่งของชาวบ้านห้วยทรายที่ได้จารึกไว้ในใจ ไว้ในความทรงจํา ซึ่งยากที่จะลบเลือนได้ ดังนี้
“สํานักนั้นจิตใจอยู่ทางนี้นะ (วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี) ถึงจะห่างกันมาหลายปีก็ตาม อํานาจแห่งคุณธรรมไม่จืดจาง เราไปอยู่นั้น ๔ ปี เราไม่ลืม เวลาจะจากมาร้องห่มร้องไห้อู๋ย ! อึกทึก ทั้งชาวบ้านชาววัด มันก็จําเป็นต้องจาก แน่ะ จะว่าไง เวลามีโอกาสก็ไปเยี่ยมๆ แล้วการเทศนาว่าการไม่เอาเดี๋ยวนี้ไม่สอน เขามา เขาก็มารอ เราก็ไปดูนั้นเสร็จแล้วก็พูด ๒ – ๓ คํา มอบนั้นมอบนี้เสร็จออกเลย เท่านั้นเขาก็พอใจ”
องค์หลวงตาฯ ได้สร้างศาสนทายาทธรรมฝากเป็นมรดกธรรมไว้ที่บ้านห้วยทราย ดังนี้
“แม่ชีแก้วนี้อัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุสวยงามมากนะ แกผ่านไปได้ปี ๙๕ (บรรลุธรรมเป็นแม่ชีอรหันต์ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๕ ขณะอายุ ๕๑ ปี) ๙๒ พ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพ ๙๓ เราย้อนกลับมาจําพรรษาที่หนองผือเพื่อความอบอุ่นแก่ชาวบ้านทั้งหลาย ๙๔ นั่นล่ะถึงได้ไปห้วยทราย ๙๔ ๙๕ ๙๖ ๙๗ ไปอยู่นั้นได้ ๔ ปี จากนั้นก็ลงจันท์ ไปจําพรรษาที่จันท์”
องค์หลวงตาฯ ยกย่องคุณธรรมความบริสุทธิ์คุณแม่ชีแก้ว เสมือนท่านไว้ว่า “เราบริสุทธิ์เช่นไร ผู้เฒ่าแม่แก้วก็บริสุทธิ์เช่นนั้น ผู้เฒ่าแม่แก้วบริสุทธิ์เช่นไร เราก็บริสุทธิ์เช่นนั้น”
คุณแม่ชีแก้ว ดํารงขันธ์อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรโปรดพุทธบริษัทจวบจนอายุ ๙๐ ปี ด้วยธาตุขันธ์ชราภาพมากแล้วและอาการป่วยหนักในช่วง ๓ ปีสุดท้าย วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๓๔ท่านก็ได้จากไปอย่างสงบ เมื่อถึงวันประชุมเพลิงศพคุณแม่ชีแก้ว วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๔ และงานฉลองเจดีย์ไตรรัตนานุสรณ์ พร้อมบรรจุพระธาตุคุณแม่ชีแก้ว วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ องค์หลวงตาฯ ก็เมตตามาเป็นองค์ประธานและแสดงธรรมพระธรรมเทศนาโปรดทั้งสองคราว
ภาค ๑๓ ไปจันทบุรี เพื่อโปรดโยมมารดา
พ.ศ. ๒๔๙๘ ไปเมืองจันทบุรี
พอบวชโยมแม่แล้วก็พาโยมแม่หนี กลัวจะเป็นกังวลกับลูกหลานบ้านเรือนอะไร ลงไปจันท์ เข้าไปอยู่ที่ยางระหงลึกๆ ที่ท่านถวิล (หลวงปู่ถวิล จิณฺณธมฺโม) อยู่ (องค์หลวงตาฯ ท่านพาคณะพักอยู่ ๓ เดือน ปัจจุบัน คือ วัดธรรมหรรษาราม ตําบลเขาบายศรี อําเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี)
ทีนี้ท่านอาจารย์เจี๊ยะเองไปนิมนต์เรา คือพี่สาวของท่านซื้อที่ไว้ ๒๖ ไร่ ดูว่าเป็นทําเลเหมาะสมกับบําเพ็ญกรรมฐาน มานิมนต์เราไปว่าจะถวายที่ให้เป็นวัดของเราพัก พอดีเวลานี้ท่านอาจารย์ก็พาโยมแม่มายังไม่มีที่พัก เอาที่นั่นเป็นที่พักเลย ว่างั้นนะ มานิมนต์เรา เราก็ว่าจะไปดูเสียก่อน เราก็มาจากยางระหงมาดู ทําเลดีอยู่ก็เลยรับ นั่นล่ะเรื่องราวมัน ที่สามแยกพลิ้วนั่นล่ะ
อาจารย์เฟื่อง อาจารย์เจี๊ยะ สององค์ พระชาวจันท์นะ คุ้นกันมาตั้งแต่สกลนครกับหลวงปู่มั่น เพราะฉะนั้นเวลาเราไป ท่านทั้งสอง เฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์เจี๊ยะจึงมารับรองทุกอย่างเลยเทียว ธรรมดาเราไม่อยู่แหละ รู้สึกมันขวางใจเอาเหลือเกินระหว่างพี่กับน้อง เสียงพี่สาวเสียงไมโครโฟน น้องชายก็เสียงโทรโข่ง ซัดกันเถียงกันอยู่กระต๊อบเล็กๆ บ้านพี่สาวเขาทําโรงนํ้าอ้อย เราไปพักอยู่โรงนํ้าอ้อยนี่แหละ ฟังเสียงคุยกันสองคน พี่สาวว่าจะเอาองค์นั้นทางน้องชายว่า “มึงอย่าเอาอีลุ้ย มึงเชื่อกูเถอะน่ะ” เถียงกันเราได้ยินชัดเจน “ให้มึงเอาอาจารย์-มหาบัว” ว่างั้น “มึงต้องการองค์ไหนๆ มึงคอยดูกูนะ กูพูดผิดไหม” เถียงกันเราได้ยิน
“อาจารย์องค์นี้ มึงเคยเห็นท่านแล้วยัง องค์ที่ว่ากูไม่เคยเห็น อย่าว่าแต่มึงเลย ว่าองค์นั้นเทศน์ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ให้ท่านมาอยู่เสียก่อน ดีไม่ดีก็รู้กันเอง” พอลงมาสู้น้องชายไม่ได้ น้องชายมีเหตุผลหลักเกณฑ์มากกว่า “มึงเชื่อกูนะอีลุ้ย” ลงสุดท้ายบอก “มึงต้องเชื่อกูนะอีลุ้ย” พี่สาวชื่อลุ้ย ตกลงก็เลยเชื่อ โอ๊ย ! ขบขัน เถียงกันทะเลาะกันยุ่ง พอเสร็จแล้วก็มา เราอยู่โรงนํ้าตาล ไปพักอยู่ที่นั่น “ไปเถียงกันอะไรๆ” “ก็มันไม่ลงนี่ มันดื้ออีนี่น่ะ อีนี่มันดื้อ” สุดท้ายก็เป็นอย่างท่านว่าจริงๆ มามันก็เป็นจริงๆ เป็นอย่างอาจารย์เจี๊ยะพูด คือลงเลยเทียว มาลงกับเรา ลงเองนะ เลยกลับยอมอาจารย์เจี๊ยะ ทีนี้พูดถึงธรรมะอีกเอาอีก เลยหมอบราบกับอาจารย์เจี๊ยะเลยนะ พี่สาวหมอบราบกันคราวนี้ เวลาเถียงกัน เถียงคราวนั้น ทีนี้มาหมอบราบๆ คราวหลัง แล้วก็มาอยู่
ทีนี้พอรับคําว่าจะมาอยู่เท่านั้น อาจารย์เจี๊ยะสั่งเลยเทียว คนแถวคลองมาจากหนองบัว มาตั้งบ้านตั้งเรือนปลูกผลหมากรากไม้เต็มอยู่แถวนั้น พอท่านมา ท่านสั่งเลยทีเดียว เราไม่ได้พูดนะ ไม่มีอะไรเลยเรา เหมือนว่าเราไม่ได้สร้างวัด เราอยู่ยางระหงนู่นน่ะ ท่านเป็นคนมาสั่งเอง โยมนั้นเอาหลังนั้น คนนั้นเอาหลังนั้นๆ สั่งหมดเลยนะ แต่ละคนๆ เขาเป็นเจ้าของๆ ศาลาเล็กหลังหนึ่งเท่านี้ล่ะมั้ง เล็กๆ เราบอกไม่ให้ทํากว้าง ทําพอได้อยู่เท่านั้น ท่านก็ทําอย่างนั้น แล้วท่านสร้างทั้งหมด อาจารย์เจี๊ยะจึงมีคุณมากต่อเรา คือ สร้างวัดทั้งหมดนั้น
บรรดาพระกรรมฐานดูเหมือน ๑๒ องค์หรือไง ให้ได้ทุกองค์ๆ กระต๊อบอย่างของเรานั่น อย่างเดียวกัน นี่ล่ะแต่มุงจาก ไม่ใช่หญ้า มุงจาก สร้างปั๊บๆ สูงขนาดนี้ แล้วมีพักหนึ่งนั่งภาวนา แล้วก็ทางจงกรมๆ ก็ท่านเป็นกรรมฐานลูกศิษย์พ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านจะไม่รู้เรื่องเหล่านี้ได้ยังไง ท่านก็รู้ สร้างกุฏิตรงไหน ทางจงกรมตรงไหนเหมาะสม ท่านรู้เอง ท่านจัดสั่งหมดเลย
พอเสร็จแล้ว ท่านก็นิมนต์เรามา เราก็เข้ามาพักเลย เพราะท่านรู้แล้วพระจํานวนเท่าไร พวกสํานักแม่ชีก็ ๔ คน มี โยมแม่ ผู้เฒ่าแม่แก้ว ชีน้อม และนางบุญ ๔ คน จัดอยู่ทางนั้นเป็นภาคหนึ่ง พวกพระเราก็อยู่ทางด้านนี้ เข้าอยู่เลย ทางนู้นเขาก็จัดให้เรียบเหมือนกันเลย…
เราจึงได้พาโยมแม่ไปจําพรรษาที่นั่น อาจารย์เจี๊ยะเป็นผู้มีบุญคุณต่อเรามาก เราไม่เคยลืมนะ ฝังลึกมาก เรานี้ไม่เหมือนใคร ถ้าฝังอะไรต้องฝังลึกมาก พูดถึงเรื่องอาจารย์เจี๊ยะที่มีคุณต่อเรา วัดนั้นทั้งหมด สถานีทดลองฯ เป็นอาจารย์เจี๊ยะทั้งหมดเลยสร้างให้ เอาจริงเอาจังมาก ปรกติท่านก็เคารพเราแต่ไหนแต่ไรมา ตั้งแต่อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นด้วยกันท่านก็รู้อยู่ เป็นพระหนุ่มพระน้อยด้วยกัน ต่อจากนั้นก็เกี่ยวข้องกันมาเรื่อยๆ ท่านเคารพมาเรื่อยๆ
(พระศิษย์ที่ติดตามองค์หลวงตาฯ ไปจันทบุรี ได้แก่ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่เพียร วิริโย หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต หลวงปู่ลี กุสลธโร ฯลฯ)
พ.ศ. ๒๔๙๘ จําพรรษา ๒๒ ที่วัดสถานีทดลองเกษตรกรรม
องค์หลวงตาพระมหาบัวฯ ก่อนเข้าพรรษาท่านไปจังหวัดตราด ไปเยี่ยมท่านพ่อเฟื่อง และไปค้างที่วัดขลุง ก่อนไปท่านนิมิตเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าท่านว่า “นิมิตผมไม่ดีนะเมื่อคืน แต่ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่เกี่ยวกับเรื่องเวลํ่าเวลามีความคลาดเคลื่อนได้ คราวนี้ผมจะไม่สะดวกนะ หากไม่เป็นภัย หากไม่สะดวก… เรื่องนิมิตนี้ นอกจากมันสําคัญจริงๆ เราถึงจะยึดเอามาพิจารณา ถ้าธรรมดาๆ ที่มันเป็นในจิตนิดๆ ก็ไม่เป็นไร” และก็เป็นความจริง ท่านไปสถานีรถประจําทาง รถคันที่กําลังจะออก ท่านไม่ขึ้นแต่ไปขึ้นรถอีกคันหนึ่ง ท่านเจอนํ้าท่วม ก็ต้องลงเรือ ไม่มีเรือก็ต้องเดินลุยนํ้า ขึ้นไปบนเนิน ไปเจอรถคันที่ท่านไม่ขึ้น จอดเสียอยู่กลางทาง ฝนตกหนักตลอดคืน พื้นถนนเต็มไปด้วยโคลนตม คนโดยสารรถคันนั้นแย่ตามๆ กัน หลังกลับจากจังหวัดตราด ท่านได้พาคณะอยู่จําพรรษาที่วัดสถานีทดลองเกษตรกรรม ปัจจุบัน คือ วัดชากใหญ่ หมู่ ๑๑ ตําบลพลิ้ว อําเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เป็นเวลา ๑ พรรษา ดังนี้
“ที่จันท์มีสถานที่วิเวกสงัดมากทีเดียว เพราะเป็นป่าเป็นเขา พระผู้ปฏิบัติเพื่อตักตวงเอามรรคผลนิพพานต้องเป็นผู้เช่นนั้น ได้เทศน์ออกสังคมก็ไปเทศน์ที่เมืองจันท์ เทศน์เหล่านั้นก็เทศน์ แต่ไม่ได้อะไรนัก แต่เมืองจันท์นี่ โห ! เหนียวแน่นมากนะ ศรัทธาสําคัญมากนะ วันเสาร์วันอาทิตย์ วันพระนี้ คนเต็มอยู่นู่น สถานีทดลองฯ ไปฟังเทศน์เต็มอยู่
เราไปจําพรรษาที่นั่น ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เรายังขบขัน เขามาคุยโม้ให้ท่านอาจารย์ลี (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) ฟัง เขาไม่ทราบว่า เรากับท่านอาจารย์ลีมีอะไรกัน เป็นอะไรกันมาเมื่อไร เราไปพักอยู่ที่สถานีทดลองฯ เขาก็ไปฟังเทศน์เรา ฟังเทศน์มาแล้ว เขาก็มาคุยโม้ให้ท่านอาจารย์ลีฟัง ขบขันดีนะ เทศน์เก่งมากทีเดียว คือตอนระยะนั้นท่านไปๆ มาๆ กับวัดบรมนิวาส เกี่ยวกับเรื่องสมเด็จ-มหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ท่านไม่ค่อยสบาย ต้องนิมนต์ให้ท่านอาจารย์ลีไปด้วย ไปวัดบรมนิวาสแล้วกลับมา ไปแล้วกลับมา
ทีนี้เป็นจังหวะที่ท่านพักวัดบรมนิวาส เวลาท่านมาจันท์ เขาออกมา เขาก็มาคุยโม้ให้ท่านฟัง “ท่านพ่อได้พระดีๆ มาแล้ว เทศน์นี่โอ๋ย ! เก่งมาก เป็นนํ้าไหลไปเลย ว่าอย่างงี้ชื่อ ท่านอาจารย์มหาบัว ท่านเทศน์นี้เก่งมาก” เวลาท่านตอบ “มันต้องอย่างงั้นซิ” เท่านั้นพอ เพราะท่านกับเรามันเคยกันมาแต่เมื่อไรแล้ว เอาหัวเข่าไปอวดท่านมีอย่างเหรอ ท่านก็ตอบเพียงว่าเท่านั้นซิ พอคําเดียว เพราะท่านกับเราคุ้นกันมาสักเท่าไร พวกนั้นเขาไม่รู้ ท่านก็ไปนะวัดสถานี-ทดลองฯ เรา ท่านตั้งใจเข้าไปเยี่ยม เข้าไปสถานีทดลองฯ เข้าไปเยี่ยม เสร็จแล้วไปขลุงด้วยกันเอาเราไปขลุงด้วยนะวันนั้น ไปวัดนั้นวัดนี้ พอจะลงรถ ท่านก็ว่า “วันพรุ่งนี้ไปหาที่วัดนะ มีเวลาน้อยจะได้กลับกรุงเทพฯ” เอาอีกแหละ พอวันหลังก็ตามไปหาท่านที่วัดป่าคลองกุ้งนั่นแหละ
จึงว่าจันท์นี่มีพระองค์สําคัญๆ ไปตั้งฤกษ์ตั้งแถวเป็นปฐมฤกษ์ได้ดีมากทีเดียว ท่านอาจารย์ลี ท่านอาจารย์กงมา ท่านอาจารย์จันทร์ เหล่านี้มีแต่พระสําคัญๆ อาจารย์มหาทองสุกที่มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดสุทธาวาส จากนั้นผ่านไปผ่านมา เราก็ไปตอน ๒๔๙๘ จําพรรษาที่นั่น ๒๔๙๘ จากนั้นก็เรื่อยมา ไปๆ มาๆ เรื่อย ที่จันท์มีสถานที่วิเวกสงัดมากทีเดียว เพราะเป็นป่าเป็นเขา”
ฝันหลวงปู่มั่นพาบิณฑบาต
วันนั้นฝนตกหนัก พระออกไปบิณฑบาตมีหลายสาย ไอ้เราเป็นผู้ใหญ่มักจะเอาเปรียบผู้น้อยล่ะ มันเป็นธรรมดา แล้วผู้น้อยก็ชอบจะให้เราเอาเปรียบเสียด้วยนะ พระก็เรียนว่า “ท่านอาจารย์ ท่านไปบิณฑบาตสายใกล้ๆ นี้สะดวกดี” ผู้น้อยก็อยากให้ผู้ใหญ่เอาเปรียบ ผู้ใหญ่อย่างเราก็ว่า “เออ ! เรามันผู้ใหญ่ เราไม่สะดวก ไม่เหมือนผู้น้อย มันไม่คล่องตัว เราไปสายใกล้ๆ นี้ดีกว่า” ทีนี้พอไปบิณฑบาต เราไปสายใกล้สถานีฯ พระไปหลายสาย เฉพาะอย่างยิ่งแถวคลอง วันนั้นฝนตกหนัก ได้กั้นร่มไป ทางผ่านมันมีคลอง ใช้ไม้พาดข้ามไปแล้ว ก็ไต่ข้าม
ฝนตกมากๆ ลื่น พอลื่น พระที่ไปบิณฑบาตก็ตกลงคลองเลย ลงมันไม่ใช่ลงธรรมดา ลงแต่ไม่ล้มนะ ตกลงในนํ้ายังกั้นร่มอยู่ ข้าวกับนํ้า โอ้ย ! มันเต็มไปหมดเลยนะ คือนํ้าเต็มบาตรข้าวไม่ทราบไปไหน แช่กันเลย (หัวเราะ) ทีนี้ตอนขากลับมาจากบิณฑบาตแล้ว พระท่านมาเล่าเรื่องนี้ให้เราฟัง องค์นั้นว่าอย่างนั้น องค์นี้ว่าอย่างนี้ เรื่องเกี่ยวกับนํ้า เรื่องตกคลอง คือบิณฑบาตตกลงไป นํ้าก็เข้าบาตรหมดเลย วันนี้ไม่ได้อะไรเลย ได้แต่บาตรเปล่าๆ มา ถ้าจะเอานํ้ากับข้าวมาก็ไม่ทราบจะเอามาอะไร ท่านพูดก็มีเหตุผลทั้งๆ ที่เสียดายอยู่ “สงสารญาติโยมเขาก็สงสาร แต่มันกินไม่ได้จะทํายังไง” ท่านว่า พอพระเณรท่านว่าอย่างนั้นแล้ว เราก็คิด เอ ! เรานี้หัวหน้าเอารัดเอาเปรียบหมู่เพื่อนมากไป หมู่เพื่อนเล่าธรรมดา เราก็รู้เจตนา เราก็รู้ เล่าทั้งหัวเราะ ทีนี้ก็เลยคิดตกลงใจนะ ต่อไปนี้เราจะไปสายอื่น ไปสายนั้นบ้าง สายนี้บ้าง ไม่เอาเปรียบหมู่เพื่อนมากเกินไป สายใกล้ สายไกล สายไหนไปทุกสายล่ะทีนี้ คิดตกลงในใจนะ แต่ไม่ได้พูดให้ใครฟัง
ครูบาอาจารย์เทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พระอรหันต์ไปอนุโมทนา อนุโมทนานี่มันต้องอยู่ที่บุคคล อยู่ที่สร้างบุญญาธิการมาแล้วเป็นประโยชน์ จะเป็นประโยชน์กับสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วเป็นประโยชน์แล้วต้องมีการสอนกัน หลวงตาบอกท่านก็โดน แต่หลวงตาไปโดนที่เมืองจันท์ไง ท่านบอกเลยไปบิณฑบาตใกล้ๆ แล้วให้พระไปไกล เมืองจันท์มันมีสวน แล้วมันไม้อันเดียวทอดข้ามคลอง แล้วพระบิณฑบาตกลับมาแล้วไม่เคยไง ไม่ใช่คนพื้นที่ หล่นลงไปเปียกหมดเลย หล่นไปโครมตกนํ้า พอกลับมาคืนนั้นหลวงตาบอกว่าหลวงปู่มั่นมาเลย หลวงปู่มั่นมาอบรมหลวงตาเลย เป็นหัวหน้า เอาเปรียบเขา ให้แต่ลูกน้องไปไกลๆ ตัวเองเดินบิณฑบาตหน้าวัด อู้ฮู ! หลวงตาบอกว่า เจ็บ ตั้งแต่วันนั้นมานะ สลับทุกคนต้องไปทุกสาย หมุนเวียนหมดเลย นี่ผู้ที่เป็นประโยชน์ ผู้ที่ทําประโยชน์ ครูบาอาจารย์ท่านจะมาส่งเสริม ท่านจะมาคอยแนะนํา คอยบอก คอยทําให้ดีๆ”
เพียงดูรู้ลักษณะคน
ที่จันทบุรีแห่งนี้ ในพรรษานั้นเอง ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอัศจรรย์ความสามารถในการดูลักษณะคนขององค์หลวงตาพระมหาบัวอย่างยิ่ง แม้เพียงเล็กน้อยแต่สามารถทราบถึงอุปนิสัยใจคอได้ถนัดชัดเจน คือขณะที่พระเณรกําลังทํางานร่วมกันอยู่ ท่านก็บอกให้ดูคนคนหนึ่ง แล้วจึงพูดขึ้นว่า “พวกท่านดูคนคนนี้เป็นยังไง มาใกล้ชิดติดพันอยู่กับวัดนี่น่ะ” บรรดาพระเณรต่างพากันแปลกใจในคําถามของท่าน เพราะก็ไม่เห็นว่าชายผู้นี้จะมีอะไรผิดปกติไปกว่าคนอื่นๆ แต่อย่างใด ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจึงได้ตอบท่านไปว่า “จะว่ายังไง? ก็เป็นคนดีๆ นี่” ท่านว่า “ใช่เหรอ? ดูให้ดีนะ” ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพูดอย่างมั่นใจว่า “จะดูให้ดีอะไร ก็ดูมาดีแล้ว” “ให้พิจารณาเสียก่อนนะ” ท่านยํ้า จากนั้นท่านก็ได้อธิบายในฉากหลังของชายผู้นั้นว่า “นี่เป็นนักเลงโตนะสามารถฆ่าคน ๕ คนได้โดยไม่รู้ตัว เพราะมีลักษณะทุกอย่างพร้อมหมดเลย”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองรู้สึกแปลกใจ และยังไม่เชื่อคําพูดของท่าน จึงได้แอบตามไปสืบประวัติเบื้องหลังของชายผู้นั้นอย่างจริงจัง ชนิดจะเอาให้รู้ความจริงให้ได้ เมื่อซักไซ้ไล่เลียงกันอย่างหมดไส้หมดพุงในจุดที่สงสัยแล้ว ผลปรากฏว่าเป็นจริงตามนั้นทุกประการ จึงกลับมาพูดกับท่านว่า “โอ๊ย ! อัศจรรย์ พ่อแม่ครูอาจารย์ดูคน ดูยังไง ทําไมพ่อแม่ครูอาจารย์อยู่ๆ ก็พูดขึ้น ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่มีอะไรกับพ่อแม่ครูอาจารย์ให้จับพิรุธได้เลย ทั้งๆ ที่เขาก็ดิบก็ดีมาตลอด ผมดูเขามาตลอด ยอมพ่อแม่ครูอาจารย์เลย”
ท่านเคยกล่าวถึงอุปนิสัยใจเด็ดของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองให้พระเณรที่วัดป่าบ้านตาดฟังว่า “ท่านสิงห์ทองนี้เด็ด ! เป็นคนไม่ยอมใครง่ายๆ และหากไม่ยอมแล้วจะสู้เลย หากยอมแล้วจะยอมจริงๆ”
ศิษย์ฆราวาส นักภาวนาคนสําคัญ
ไปอยู่จันท์คราวนี้ก็ได้ประโยชน์ สําหรับผู้หญิงก็เด่นอยู่สองคน โยมหริ่งจะพ้นได้นะ เพราะเข้าช่องแล้ว เข้าช่องจะไปแล้ว โยมทองแดงก็เหมือนกัน ตอนนั้นยัง หากจะไป ถ้าลงเข้าจุดนี้แล้วพุ่งเลย ไม่ถอย ส่วนนอกนั้นก็มีธรรมดา พระที่ได้คติเครื่องเตือนใจมีอยู่เยอะ เราไปจําพรรษาที่สถานีทดลองฯ ที่จันท์นี่ลูกศิษย์ก็มีหลายคนนะ ที่มีจิตประเภทนี้ ที่จันท์นี้มีหลายคนอยู่ ผู้หญิงมีสองคนกับผู้ชาย ที่เราทราบชัดแล้ว ก็คือผู้นี้แหละคนหนึ่ง เรียกว่า สามคนก่อนก็ได้ที่ชัดเจนแล้วผู้หญิงก็สองคน คนหนึ่งรู้ทั้งจิต จิตใครเป็นยังไงๆ แกรู้หมด คนหนึ่งไม่พูดถึง แต่เรื่องภูมิจิตเหมือนกัน มีผู้หญิงสองคนกับผู้ชายคนหนึ่งที่จันท์ ที่สถานีทดลองฯ นั่นล่ะ
อย่างโยมหนึ่งชื่อ โยมจีน เอา ! เราจะเล่าให้ฟัง แกตําหนิแกนะ แกเป็นคนจริงจังเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยว เป็นนักเลงโตก็ได้ เป็นนักปราชญ์ก็ได้ เราไปพักอยู่สถานีทดลองฯ แกมาได้กําลังใจที่นั่น เราไปพักที่นั่น แกอยู่บางสะเก้า จังหวัดจันทบุรี พอทราบว่าเราไปนี้ แกจะสั่งลูกหลานของแก สูอย่ายุ่งกูนะ นี่ท่านอาจารย์มหาบัวท่านมาพักอยู่ที่สถานีทดลองฯ ถ้าท่านอยู่เมื่อไร กูจะอยู่ที่นั่นเมื่อนั้น สูอย่ามากังวลกับกู มาเลย ถ้าเราอยู่สักกี่วัน แกก็อยู่ที่นั่น นี่ล่ะที่ว่าแกตําหนิแก แกตําหนิก็แบบแกชมนั่นล่ะ ตําหนิใจที่มันโหดร้ายแต่ก่อนแกว่างั้น ดูนิสัยเป็นได้ทีเดียวนิสัยเป็นได้ทั้งมหาโจร ทั้งนักเลงโตทุกอย่างไม่มีใครเกินแก จิตใจเด็ดเดี่ยวเคร่งขรึมนะ เป็นนักเลงได้อย่างเต็มตัว
นี่ล่ะตอนนั้นเขามาชวนไปวัด แกว่านะ โอ้ ! โกรธให้เขา เขาเดินผ่านมาหน้าบ้าน เขาชวนไปวัด แหม ! โกรธแค้นให้เขาอย่างเต็มตัวเลย ถ้าเป็นอย่างอื่นแล้วตามฆ่า แกว่างั้นนะ แต่นี้เขาชวนไปวัด แกก็ว่างั้น เขาไม่ได้ชวนไปไหน ไอ้เราไปก็ได้ เราไม่ไปก็ได้ เขาไม่เห็นว่าอะไร เขาผ่านมาเขาก็ชวนไปวัด ยังไปโกรธไปแค้นให้เขา จิตตอนนั้นเป็นอย่างนั้น แกว่า ทีนี้มาจิตตอนหลังนี้มันสว่างจ้าไปหมดซิ เห็นใจคนอื่นเห็นหมด
เอา ! ยกตัวอย่างเข้ามาย่อๆ อีก ท่านสิงห์ทองเป็นพระขี้ดื้อ พอพูดถึงเรื่องรู้จิตใครต่อใคร ท่านคงคันฟันนะท่า อยากให้เขาถาม เขาไม่ถามก็เลย (ถามเอง) “ส่วนจิตของอาตมาพ้นหรือยัง” “จิตท่านยังไม่พ้น แต่ละเอียดมากสุด ไม่เหมือนท่านอาจารย์ (องค์หลวงตาฯ) นี่พ้นแล้ว”บอกชัดๆ เลย แกพูดหน้าตาเฉย ท่านสิงห์ทองหน้าซีด ไอ้เราจะหน้าบานหรือหน้าบึ้งก็ไม่รู้ล่ะ แกว่าอย่างนั้นล่ะ แกเล่าให้ฟัง เวลาจิตใจแกผ่องใส แกเห็นจริงๆ เห็นจิตใจคนอื่น เห็นจริงๆ
พักบ้านสามผานก่อนกลับบ้านตาด
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ออกพรรษา องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านรับอาราธนานิมนต์ญาติโยมบ้านสามผาน ท่านจึงพาโยมมารดาและคณะมาพักปฏิบัติภาวนาและเทศนาอบรมพุทธบริษัทที่บ้านสามผาน ตําบลสองพี่น้อง อําเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งขณะนั้นยังไม่เป็นวัด ท่านขึ้นมาพํานักที่กุฏิชั่วคราวบนเขา พอดีในระยะนั้นโยมมารดาป่วยด้วยโรคอัมพาต จําเป็นจะต้องได้พากลับมารักษาตัวที่บ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากโรคของโยมมารดาก็ถูกกับยาสมุนไพรของหมอที่นั่น ประกอบกับโยมมารดาอยากกลับภูมิลําเนาเดิม เพราะความเป็นอยู่ที่จันทบุรีนั้นลําบากมาก ด้วยโยมมารดาท่านไม่คุ้นเคยกับอาหารการกิน และท่านก็ชรามากแล้ว เห็นสมควรกลับบ้านตาด เพื่อให้ลูกหลานได้มีโอกาสดูแลพยาบาลในช่วงปัจฉิมวัยของท่าน
องค์หลวงตาฯ ท่านจึงจําเป็นต้องเดินทางกลับบ้านตาด ท่ามกลางความอาลัยอาวรณ์ของชาวจันทบุรี ด้วยความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงตาฯ จากนั้นมาชาวจันทบุรีก็ได้ตามมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านที่วัดป่าบ้านตาดไม่เคยขาด และหากท่านมีโอกาสก็จะไปเยี่ยมพี่น้องชาวจันทบุรีอยู่เสมอ ท่านว่า “เรามาที่เขาน้อยสามผาน เลยเริ่มมีวัดตั้งแต่บัดนั้นมา (ปัจจุบัน คือ วัดเขาน้อยสามผาน หรือวัดพิชัยพัฒนาราม) เรามาพักที่นั่นกับโยมแม่ พอเราออกจากนั้นมาทางนี้แล้ว (วัดป่าบ้านตาด) ลูกศิษย์ลูกหาก็เลยมาอยู่ต่อกันไป เช่น พระสุพัฒน์ แล้วใครต่อใคร”
สําหรับการเที่ยวกรรมฐานตามป่าตามเขาในจังหวัดทางภาคตะวันออก นอกจาก จ.จันทบุรี จ.ตราด แล้วยังมี จ.ชลบุรี แต่ไม่ทราบช่วงเวลาที่แน่ชัด องค์หลวงตาฯ ท่านเทศน์แต่เพียงว่า
“ท่านอาจารย์เกิ่งได้ลูกศิษย์ลูกหามาก เฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายพระอยู่ทางเมืองชลฯ ฆราวาสไม่ค่อยมี แต่พระมีเยอะ ท่านไปอยู่ต้นๆ บางพระ แถวนั้นแหละ จากนั้นขยายออกวัดวา เราไปเที่ยวหมดแถวนั้น ตามหลังท่านไป สํานักท่านอาจารย์เกิ่งๆ เราไปเที่ยวตามหลังท่าน เราไปเที่ยวทางโน้น ท่านไปก่อนหน้าแล้ว เบิกทางกว้างขวางไว้หมด วงกรรมฐานเข้าใจกันพอสมควรแล้วสมชื่อสมนามที่ท่านเคยเป็นอุปัชฌาย์ ญัตติปุ๊บเป็นธรรมยุต ลูกศิษย์สําคัญของหลวงปู่มั่น เรียนก.ไก่ ก.กา ใหม่ ตั้งใหม่เลย เป็นผู้ใหม่ เป็นลูกเขยใหม่ มันก็เข้มแข็งซิ ลูกเขยใหม่ ใช่ไหมล่ะนิสัยท่านดูลักษณะท่าทางน่าเกรงขาม กับหลวงปู่เกิ่งได้เคยคุยกันพบกัน ดูอากัปกิริยาของท่าน เด็ดเดี่ยวมาก หลวงปู่เกิ่ง บ้านสามผง ท่านล่วงลับไปแล้ว ท่านมาปลงชีวิตของท่านที่สามผง เวลาบั้นแก่ท่านมานี้ อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ”
ภาค ๑๔ วัดป่าบ้านตาด อาณาจักรแห่งธรรม
สร้างวัดป่าบ้านตาด
เหตุที่จะได้เกี่ยวข้องกับหมู่กับเพื่อน เพราะเกาะติดๆ พรึบๆ นั่นก็เป็นปีที่เผาศพพ่อแม่-ครูจารย์มั่นด้วย เป็นเวลาพระว้าเหว่มากที่สุดด้วย พ่อแม่ครูจารย์มรณภาพไปนี้ ไหวไปหมดในวงกรรมฐานสะเทือนไปหมดเลย เราก็เข็ดก็หลาบในการปราศจาก หรือในการที่ครูบาอาจารย์พลัดพรากจากไปแต่ละองค์ๆ เป็นอาจารย์ที่สําคัญๆ นี้ เป็นแม่เหล็กอันสําคัญมากทีเดียว
อย่างหลวงปู่มั่นเรามรณภาพไปนี้กระเทือนหมดในวงกรรมฐานเรา เกาะกันไม่ติดได้ ๔ ปี๕ ปี พระกรรมฐานระเหเร่ร่อนวิ่งวุ่นหาครูหาอาจารย์ องค์ไหนท่านก็อยู่ตามลําพังของท่าน อยู่ในป่านั้นเขาลูกนี้ เกาะก็ยังไม่ติด วิ่งวุ่นหากัน จนกระทั่ง ๔ – ๕ ปีมานี้ ครูบาอาจารย์ก็มาตั้งเป็นหลักเป็นแหล่ง เช่น หลวงปู่ฝั้นก็เริ่มเข้ามาอยู่วัดอุดมสมพร หลวงปู่ขาวก็เริ่มมาอยู่วัดถํ้า-กลองเพล ทีนี้เราก็เริ่มมาสร้างวัดป่าบ้านตาด หาที่เกาะก็เกาะติดเป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นมา นี่ล่ะเรื่องครูบาอาจารย์องค์สําคัญแต่ละองค์นี้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นแม่เหล็กเครื่องดึงดูดโดยหลักธรรมชาติไม่ต้องมีใครบอก หากเป็นเองในหัวใจของคนผู้เสาะแสวงหาอรรถหาธรรมนั้นแล เราก็ถูกเกาะติดมาตั้งแต่โน้นจนกระทั่งป่านนี้แหละ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ เรื่อยมา เพราะมาสร้างวัดป่าบ้านตาดนี่
ทีแรกเรามาพักอยู่นอกบ้านทางนู้น (บริเวณเหล่าภูดิน) เขาจึงนิมนต์ให้มาพักที่ตรงนี่(วัดป่าบ้านตาด) มีสองเจ้าภาพถวายที่ดิน จึงกลายเป็นวัดขึ้นมา แล้วก็สงบสงัดดี เป็นเอกเทศ เรามาพักและรักษาโรคของโยมแม่พร้อมๆ กัน ทีนี้พอนานๆ ไปก็เลยกลายเป็นสร้างวัดป่าบ้านตาดขึ้นมา เรื่องมันเป็นอย่างนั้น
สําหรับวัดป่าบ้านตาดนี้สร้างมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๙ ปี ๒๔๙๘ จําพรรษาที่จันท์ สถานีทดลองฯ ปี ๒๔๙๙ ก็ย้อนมาสร้างวัดป่าบ้านตาด จนกระทั่งป่านนี้ ก็ได้ ๕๐ กว่าปีแล้ว ต้นไม้เป็นดงหนาป่าทึบหมดเลย แต่ก่อนไม่มี ต้นไม้ไม่มี เป็นที่ราบ เป็นไร่ เป็นสวนเขา เรียกว่า โล่งไปหมด พอเราไปสร้างวัดเท่านั้น ต้นไม้ก็ขึ้นตอนสร้างวัด มันก็ใหญ่โตเวลานี้ ตั้ง ๔๐ – ๕๐ ปีแล้ว ต้นไม้ใหญ่โตไปหมดแล้วเวลานี้ มาสร้างวัดทีแรก โอ้ ! สัตว์หลายประเภท เพราะวัดนี้มันติดกับดงใหญ่ ดงใหญ่ ใหญ่จริงๆ ไม่ใช่ใหญ่เล็กน้อย ดงนั้นจนกระทั่งเขาไปตั้งเป็นอําเภอหนองแสง ป่าไม้มันก็จะกลายเป็นป่าคนไปหมดแล้วแหละ ดงนั้นไม่เหลือเลย เป็นอําเภอ ป่าคนไปหมด
ที่ตรงนี้มันก็เป็นป่า เป็นวัดล่ะตรงแถวนี้ ขาดกันตรงนี้ จากนั้นก็เป็นไร่เป็นสวน เป็นบ้านเป็นเรือนของคนไปหมด มีเท่านั้นล่ะที่เป็นดง แต่ก่อนลิง ค่าง บ่าง ชะนีร้องโหยหวนเต็มวัดนะเราสร้างวัดทีแรก พวกชะนี พวกลิงค่างเต็มหมดในวัด ทีนี้พอเขาตัดไปนั้นแล้ว สัตว์เหล่านี้ออกไปก็เลยตายหมด ไม่เหลือ ก็ยังเหลือแต่กระรอกอยู่ ๓ ตัวในวัดนั้น เวลานี้เต็มไปด้วยกระรอกที่มันแพร่พันธุ์ กับพวกกระจง กระจงก็มีอยู่ในนั้น เวลานี้เต็มวัดนะกระจง กระรอก กระจง กระแต กับพวกสัตว์เล็กสัตว์น้อยเต็มอยู่ในวัด สัตว์ใหญ่ออกไปก็ถูกเขาฆ่าเสีย ก็มีเหลือแต่สัตว์เล็ก สัตว์น้อยอยู่ในวัด ส่วนกระจงมีมากเต็มในวัด วัดมันก็เป็นดง เดี๋ยวนี้เป็นดง แต่ก่อนมันเป็นที่ราบๆ เรียบๆ เป็นสวนเขา พอไปสร้างวัดขึ้นที่นั่น ต้นไม้มันก็ขึ้น เลยกลายเป็นดง ดูเหมือนตั้ง ๕๐ ปี มันก็เป็นดงไปหมดแหละ นั่นล่ะดงใหญ่ จากนั้นไปถึงภูเขาดงใหญ่ทั้งนั้น
พวกช้างนี่แหม ! มาก ชุม พวกช้าง พวกเนื้อ หมูป่า สัตว์ทุกประเภทเต็มอยู่ในดงนี้หมด เวลานี้ช้างไม่เหลือ พวกสัตว์เหล่านี้ก็ไม่มี หมดแล้ว ก็มีตั้งแต่สัตว์เล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในวัดเท่านั้น นอกนั้นก็ตายไปหมด มันเป็นดงใหญ่แต่ก่อน ถูกเขาสร้างบ้านสร้างเรือนสร้างอําเภอขึ้น เลยโล่งไปหมด ดงใหญ่ๆ กลายเป็นโล่งเป็นสวนไปหมดเลย ไม่มีป่าไม้ใหญ่ๆ เหมือนแต่ก่อน ที่วัดเรานี้มีงูจงอางเป็นประจําตั้งแต่เริ่มสร้างวัด ตัวหนึ่งที่มันโตกับพระเลยนั้น เราสร้างวัดทีแรกศาลาเล็กๆ อยู่นั่น หน้าศาลาหลังนี้อยู่ตรงนั้น เราสร้างวัดใหม่ มันตัวเท่านี้ จงอางตัวเท่านี้เอง เขามาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น ลักษณะเชื่องเสียด้วย เราจําไม่ลืมก็คือตัวนี้แหละ งูตัวที่ได้ให้ชื่อว่า ไอ้ขี้ดื้อตัวนี้เองมันโตได้ ๑๖ ปี สร้างวัดนี่ปี ๒๔๙๘ เดือนพฤศจิกาฯ…
การสร้างวัดป่าบ้านตาด หลวงปู่เพียร วิริโย บันทึกไว้ดังนี้
“ในยุคแรกลูกศิษย์ที่ติดตามขึ้นมาจากจันทบุรีก็มี ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ตัวท่าน (หลวงปู่เพียร) หลวงปู่บุญเพ็ง คุณแม่ชีแก้ว สามเณรน้อย ต่อมาหลวงปู่ลีก็ตามมา
เสนาสนะยุคแรกนั้น ส่วนมากจะปูด้วยฟากไม้ไผ่ มุงด้วยฟางข้าวหรือหญ้าคา ท่านว่ากุฏิองค์หลวงตาฯ สมัยนั้นเป็นกุฏิหลังเตี้ยๆ มุงด้วยหญ้าคา ปูด้วยฟากไม้ไผ่ ส่วนหน้าต่างนั้นเป็นฝาขัดแตะ ต้องใช้ไม้ยันไว้เวลาเปิดหน้าต่าง
บ้านตาดยุคแรกขององค์หลวงตาฯ เข้มงวดกวดขันกับพระเณรในเรื่องการภาวนาเป็นหลักเหมือนยุคห้วยทราย และยุคจันทบุรี ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าองค์ท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมกับแขกประชาชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวัดก็ยังมีน้อย”
สามเณรยุคแรกๆ มีสามเณรน้อย สามเณรอุ่น ต่อมาก็มีสามเณรผอง วันไหนอาหารไม่พอ องค์หลวงตาฯ ท่านก็ฉันแต่นํ้าพริก บางวันสามเณรก็ต้องไปเก็บมะเขือให้โยมไปทําอาหาร
สําหรับคุณแม่ชีแก้วได้จําพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด เพื่อช่วยสร้างวัด พร้อมกับดูแลโยมมารดาของท่าน ระยะเวลานั้น อดอยากขาดแคลนทุกอย่าง ผ้าสบงจีวรได้บังสุกุลมาจากศพใช้หญ้าแห้งยัดผ้า ทําเป็นหมอนถวายพระ ท่านว่ามีความลําบากแร้นแค้น อดอยากขาดแคลนมาก สุดที่จะบรรยายได้ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ คุณแม่ชีแก้วจึงได้กราบลาองค์หลวงตาพระมหาบัวกลับภูมิลําเนาบ้านห้วยทราย อ.คําชะอี จ.มุกดาหาร และได้บําเพ็ญเพียรภาวนาอบรมสั่งสอนชาวบ้านตลอดมา มีสานุศิษย์ทั้งใกล้และไกลมากราบคุณแม่ชีแก้วด้วยความเลื่อมใสศรัทธาเป็นจํานวนมาก
พ.ศ. ๒๔๙๙ – ๒๕๕๓ จําพรรษา ๒๓ – ๗๗ ที่วัดป่าบ้านตาด
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้บําเพ็ญจริยา ๓ ตามรอยพระบาทองค์พระบรมศาสดาได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อท่านบําเพ็ญอัตตัตถจริยา ประโยชน์ตน จนสมบูรณ์แล้ว ท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด ตําบลบ้านตาด อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นแห่งสุดท้าย นับแต่สร้างวัดตราบจนวันมรณภาพ ท่านได้บําเพ็ญญาตัตถจริยา ประโยชน์แก่ญาติ และโลกัตถจริยา ประโยชน์แก่โลก ทั้งทางด้านวัตถุ สงเคราะห์โลก และทางด้านจิตใจ คือ เผยแผ่ธรรมะ ได้อย่างยิ่งใหญ่กว้างขวางที่สุด เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติไทยและพระพุทธศาสนาสมัยครั้งกึ่งพุทธกาล ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน ท่านว่า “ก็ทําประโยชน์เรื่อยมาๆ มีเท่าไรหมด ในวัดป่าบ้านตาดไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวเราตลอดมาตั้งแต่เริ่มสร้างวัด เพราะอํานาจแห่งความเมตตากวาดต้อนออกทําประโยชน์ จนหมดไม่มีเหลือเลย จนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่เคยมีอะไรเหลือติดเนื้อติดตัวตลอดมา”
ที่สําคัญท่านบําเพ็ญประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ และเป็นเสาหลักวงกรรมฐานอย่างยาวนานที่สุดถึง ๕๐ กว่าปี ด้วยการสืบทอด รักษา ธํารงไว้ซึ่งพระธรรมวินัย ธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ การบําเพ็ญภาวนาได้อย่างเคร่งครัดและเข้มข้นที่สุด ตลอดการสร้างศาสนทายาทธรรม ด้วยการอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทที่หลั่งไหลเดินทางจากทั้งใกล้และไกล ทั้งในและต่างประเทศ มาขอศึกษาปฏิบัติธรรมและขออยู่จําพรรษา รวมทั้งการแก้ปัญหาธรรมขั้นสูงของครูบาอาจารย์องค์สําคัญ จนวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นให้การยอมรับและให้ความเคารพเทิดทูนบูชา ครูบาอาจารย์มักกราบอาราธนานิมนต์ท่านเป็นองค์ประธานแสดงพระธรรมเทศนาในงานสําคัญต่างๆ
องค์หลวงตาฯ ท่านเทศน์เรื่องการรับพระเณร ไว้ดังนี้
“บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายที่ไปอบรมอยู่วัดป่าบ้านตาดทั่วประเทศไทย ไม่ใช่น้อยๆ ถ้าพูดตามความสัตย์ความจริงแล้ว หลวงตาบัวนี้มีลูกศิษย์ฝ่ายพระนี้มากที่สุด เราไม่อยากรับพระรับเณรก็ดังที่ว่านี่แหละ รับเป็นภาระแล้วดูแลแนะนําสั่งสอนตลอดเลย กลางคํ่ากลางคืนต้องออกไปสังเกตดูพระดูเณรประกอบความพากเพียรอย่างไรหรือไม่ ตั้งหน้าตั้งตามา มาแล้วมาอยู่ยังไง เคยไล่ออกจากวัดหลายองค์นะ ที่มารับไว้แล้ว มาแล้วไม่เป็นท่าซิ นอนไม่รู้จักตื่น เวลานอนยังไม่ถึง ๔ ทุ่มเลยนอนหลับครอกๆ แล้ว “เอ๊ ! มันยังไงกัน”
นั่นเอาล่ะนะ พอเที่ยงคืนไปดูอีกแล้ว ตี ๓ – ๔ ไปดูอีก วันหลังสังเกตอีก ก่อนที่จะไล่ออกจากวัดไม่ใช่ไล่เฉยๆ นะ ทดสอบดูรู้นิสัย จริตนิสัยขี้เกียจขี้คร้าน ท้อแท้อ่อนแอ หรือขยันหมั่นเพียรหมดเรียบร้อยแล้ว ที่ไล่ออกจากวัดก็ผู้ขี้เกียจ ไปดูจับเอาทุกระยะๆ แน่ใจแล้วบอกเลย ท่านให้ไป ไม่มีมาคัดค้านเรา เราจับได้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่อยากรับพระรับเณร รับมาก็เป็นภาระ
ปีแรกมาอยู่นี่ ๑๒ องค์ เรารับจํากัด ๑๘ องค์ อย่างวัดนี้อย่างมากที่สุดไม่เลย ๑๘ องค์ เรียกว่ามากที่สุด ตอนนั้นมีครูบาอาจารย์หลายองค์ท่านยังมีชีวิตอยู่ พระเณรทั้งหลายก็ได้ไปอาศัยอยู่กับท่านๆ ทีนี้พอองค์นั้นล่วงไป องค์นี้ล่วงไป ก็ไหลเข้ามาหาเรา จาก ๑๘ รับ ๒๐ จาก ๒๐ เตลิดเลยเป็น ๕๐ กว่าตลอดมา ครูบาอาจารย์แต่ก่อน อย่างหลวงปู่ขาวพระเณรก็ไปเต็มอยู่นั่น หลวงปู่ฝั้นเต็มอยู่นั่น หลวงปู่อ่อนเหล่านี้เต็มทั้งนั้นล่ะ พอองค์นั้นล่วงไป องค์นี้ล่วงไป ไหลเข้ามาๆ ไม่มีที่ยึดที่เกาะ ก็ไหลเข้ามาล่ะซิ จึงได้รับเพิ่มขึ้น รับพระรับเณรเป็นภาระหนักมากอยู่นะ รับ ต้องรับผิดชอบทุกอย่างด้วย สังเกตสังกาแนะนําสั่งสอน จึงไม่รับง่ายๆ”
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของครูบาอาจารย์วงกรรมฐานองค์สําคัญหลายองค์ รวมทั้งองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเกิดอาพาธล้มป่วยลง องค์หลวงตาฯ ท่านก็ไปเยี่ยมเยียนและเฝ้าดูแลอาการเป็นประจํา
ในระยะแรกที่มาอยู่วัดป่าบ้านตาด ท่านเอาใจใส่ดูแลโยมมารดาจนหายป่วยจากอัมพาต ท่านปลูกอ้อยดําเพื่อผสมเป็นตัวยารักษาอัมพาตให้โยมแม่แล้วหนูมากัดแทะ และตั้งแต่สร้างวัดมาไม่มีแมว พอตอนบ่ายท่านเอ่ยถึงแมว เย็นวันนั้นไม่รู้แมวมาจากไหน มาที่วัด มาไล่หนู ท่านว่า
“ถ้าพูดอย่างสะดุดใจจริงๆ แล้วเป็นได้ จะว่าอวดหรือไม่อวดก็ตาม เคยเป็นหลายหนแล้วเรา ครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน พูดอะไรปั๊บมีเรื่องจะมาแสดงในเร็ววันไม่นาน คือมันสะดุดจิตปุ๊บแล้วออกเป็นความจริงทั้งนั้น มันแปลกอยู่ ถ้าพูดด้วยความสะดุดใจเป็นจริงๆ ถ้าพูดธรรมดาก็ไม่มีอะไร พูดธรรมดาๆ ไม่มีอะไร ถ้าพูดด้วยความสะดุดใจปั๊บ เข้าไปแล้วเอาล่ะเกิดแท้ๆ”
ดําเนินตามปฏิปทาพ่อแม่ครูอาจารย์อย่างเคร่งครัด
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเคารพเทิดทูนบูชาพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นอย่างสูงสุด คําเรียก พ่อแม่ครูอาจารย์ของท่านนั้นมีความหมายลึกซึ้งยิ่งใหญ่ ดังนี้
“ท่านเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ของเรา เหมือนกับพ่อแม่ของเราจริงๆ นี้ประการหนึ่ง ท่านเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ในเรื่องอรรถเรื่องธรรม แนะนําสั่งสอนอุบายวิธีการต่างๆ ตั้งแต่ธรรมพื้นๆ จนกระทั่งธรรมสุดยอด ได้จากท่านทั้งนั้น นี่ก็เป็นพ่อเป็นแม่ที่ลึกซึ้งในทางธรรม พ่อแม่ลึกซึ้งในทางโลกนี้ก็ดังที่เราเห็นกันแล้วนั้น เป็นสองอย่าง จึงเรียกว่า เป็นทั้งพ่อทั้งแม่นั้นถึงใจ อย่างหลวงตานี่จริงๆ เรียกอย่างอื่นว่า หลวงปู่มั่นก็ดี อะไรก็ดี มันไม่ถึงใจ ถ้าเรียก “พ่อแม่ครูจารย์มั่น” นี้ แหม ! ซึ้งจริงๆ นะ ท่านเป็นทุกอย่างอยู่ในหัวใจเราหมดเลย จึงเรียกทั้งพ่อทั้งแม่ ทีนี้คุณธรรมของท่านยังสูงยิ่งกว่าพ่อกว่าแม่ของเราไปอีก อันนี้แหลมคมต่างกันมาก ละเอียดต่างกันมากทีเดียว”
องค์หลวงตาฯ ท่านจึงดําเนินตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน และแนวทางการสร้างวัดป่ากรรมฐานตามที่พ่อแม่ครูอาจารย์เสาร์ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นวางไว้ทุกประการ เช่น พระเณรทุกรูปที่มาเข้ารับการอบรมต้องเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ต้องถือธุดงควัตร ดังนี้
“พระเณรให้ละเอียดลออนะ เรื่องหลักวินัยสําคัญมาก พระวินัยนี้เคลื่อนคลาดไม่ได้ สําหรับวัดนี้เคลื่อนไม่ได้ ถ้าเคลื่อนด้วยเจตนาไล่ออกจากวัดทันที เคลื่อนด้วยความผิดความพลาดธรรมดา ท่านก็บอกแล้วเครื่องเยียวยา เครื่องเตือนโทษ เช่น แสดงอาบัติเตือนโทษ นั่น เรียกว่า ลดหย่อนผ่อนผันให้ เตือนโทษให้รู้โทษ อันนี้เป็นโทษ ถ้าตั้งใจทําผิดแล้วไม่ได้ สําหรับวัดนี้แต่ไหนแต่ไรมา ถ้าเป็นเจตนาไล่ออกทันทีไม่ให้อยู่ มันหมดทางที่จะแก้แล้ว อลชฺชิตา หาความละอายบาปไม่ได้ หมดท่า…
ตั้งแต่มาตั้งวัดนี้ก็สมาทานธุดงค์ เฉพาะในพรรษารับเฉพาะมาถึงเขตวัดเท่านั้น… นี่เคยปฏิบัติอย่างนี้ตลอดมาตั้งแต่อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรื่อยมา ปีแรกเป็นปีไปสังเกตดูข้อวัตรปฏิบัติของท่านทุกแง่ทุกมุม ไปศึกษาเอาจริงๆ นะ ไปดู ไปสังเกตทุกอย่าง ท่านทํายังไงต่อยังไงๆ สังเกตมาหมด นั้นเป็นปีที่ตั้งรากฐานในการเข้มงวดกวดขันต่ออรรถต่อธรรม ที่จะมากําจัดปัดเป่ากิเลสภายในจิตใจของตัวเอง โดยอาศัยครูอาจารย์เป็นแนวทางเดิน
ในพรรษาแรกจะว่ามีธุดงควัตร หรือจะพูดว่าไม่มีก็ได้ เพราะปีนั้นปีสังเกตที่จะสมาทานธุดงค์ข้อใดๆ แม้เรียนมาตามปริยัติสมบูรณ์แล้ว ไม่มีผู้นําปฏิบัติก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาออกมาทดสอบดูกับท่านพาดําเนินเป็นยังไง ตั้งแต่ปีนั้นมาล่ะ ปีแรกนั้นยังไม่ได้อะไร คอยเก็บไปก่อนคติเครื่องเตือนใจทุกอย่างจากครูบาอาจารย์มีหลวงปู่มั่นเป็นสําคัญ พอได้หลักได้เกณฑ์แล้วปีหลังตั้งปุ๊บเลยสมาทานธุดงค์ ตั้งแต่วันเข้าพรรษาตลอดทะลุๆ จนกระทั่งมาทุกวันนี้ เฒ่าแก่ เดี๋ยวนี้เฒ่าแก่มันเลยเถิด มันไม่มีธุดงควัตร… เพราะฉะนั้นธุดงค์ข้อนี้จึงมีประจําตลอด สําหรับพระเณรทั้งหลายมีประจําตลอดในพรรษา”
สภาพวัดจะเป็นป่าที่ร่มรื่นตามแบบฉบับวัดป่ากรรมฐาน เน้นความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความเงียบสงัดของสถานที่ เพื่อให้เหมาะกับการปฏิบัติภาวนา ดังนี้
“เราเขียนไว้นั้นก็หลายแบบหลายฉบับ “ที่นี่เป็นวัด เป็นสถานที่ภาวนาเพื่อความสงบใจ ไม่มีกิจจําเป็นไม่ควรมาเที่ยวเพ่นพ่าน” นี่พักหนึ่ง ขึ้นพักที่สอง “กูจะฟ้องท่านเปา มันมาเที่ยวเพ่นพ่าน” ชุดที่สามกลัวจะถือมีดอีโต้ใหญ่ๆ เงือดเงื้อไว้ตรงประตูวัด เข้าใจไหม มันต้องเอาเป็นขั้นๆ ซิ ไม่งั้นไม่ได้ เพราะเรื่องภัยมหาภัยมันมีหลายด้าน ที่จะตอบรับมหาภัยก็ต้องมีหลายเครื่องมือซิ ให้ระวังนะพวกนี้ มาวัดนี้จะไม่ค่อยเหมือนวัดทั้งหลายนะ นี่เรารักษาจริงๆ เราไม่รักษาเล่นๆ รักษาศาสนา พระพุทธเจ้าเลิศเลอจริง ธรรมเลิศเลอจริง เรารักษาด้วยความเข้มงวดกวดขันทุกสิ่งทุกอย่างจริงจังทุกอย่าง อย่ามาเหลาะแหละโลเลอันแบบส้วมแบบถานของกิเลสให้เห็นนะ”
ท่านไม่ส่งเสริมงานก่อสร้าง อันเป็นข้าศึกต่อการภาวนา เน้นการสร้างพระภายใน ท่านว่า
“การสร้างพระนี้สร้างยากมาก สร้างวัตถุอะไรๆ ไม่ยาก จะสร้างห้างสร้างหออะไรสร้างวัดสร้างวา สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ไม่มีอะไรสําคัญ ไม่มีอะไรหนักเท่า ไม่มีอะไรจะยากเท่าการสร้างพระ คือการสร้างตัวของเราให้ดีและดีเด่นเห็นประจักษ์ใจ อันนี้สร้างยากมาก แต่สร้างได้แล้ว มีคุณค่าหาประมาณมิได้… จงสร้างพระนี้ให้ได้ เมื่อสร้างพระสมบูรณ์แล้ว อยู่ที่ไหนก็สบาย อยู่ร่มไม้ชายเขา อยู่ในป่าในรก และอดบ้าง อิ่มบ้าง ก็มีความสบายทั้งนั้น เพราะพระนี้สมบูรณ์แบบแล้ว จงทําความสนใจอย่างนี้”
องค์หลวงตาฯ ท่านเคยได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมาว่า “สอนตนให้รู้เห็นธรรมก่อน แล้วจึงนําธรรมนั้นมาสั่งสอนโลก” ท่านได้ดําเนินตามอริยปฏิปทาข้อนี้อย่างเคร่งครัดจนบรรลุธรรม และท่านได้นํามาสั่งสอนศิษย์ เช่นเมื่อครั้ง หลวงปู่ลี กุสลธโร ได้มากราบถวายตัวเป็นศิษย์ ท่านก็สั่งสอนอริยปฏิปทาข้อนี้ รวมทั้งให้ปฏิบัติตามคําสั่ง ๓ ข้อนี้อย่างเคร่งครัด ได้แก่ ๑. ห้ามก่อสร้าง ๒. ห้ามเป็นนักเทศน์ ๓. ห้ามบอกเบอร์ (หวย)
แม้โบสถ์มีบุคคลสําคัญของประเทศมาขอสร้าง ท่านก็ไม่อนุญาตให้สร้าง ท่านให้เหตุผลว่า “สถานที่ที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นมาให้เป็นของสง่างามแก่วัด แก่พระสงฆ์ในวัด แต่พระเณรกลับตายกันหมดจากจิตตภาวนา จากมรรคผลนิพพาน ที่ควรจะได้จะถึงจากสมณธรรม คือ จิตตภาวนาแล้วจะเอาอะไรมาเป็นความสง่างามอร่ามตา”
ไม่สร้างเมรุภายในวัด ไม่ให้รับกิจนิมนต์ ท่านเทศน์ว่า “สกฺกาโร ปุริสํ หนฺติ มันฆ่าคน ใครได้มาก็นับห้านับสิบล่ะซี ได้มานับเท่านั้น นับเท่านี้ สุดท้ายนับแต่เงิน ไม่ได้นับธรรมล่ะซิ ไม่ได้หาธรรม ยิ่งมีเมรุวัดไหนด้วยแล้วนั่นล่ะ วัดนั้นล่ะเป็นวัดแหลกเหลวหมดเลย ไม่มีชิ้นดีแหละ พูดได้เต็มปาก นับแต่เงินทั้งนั้น วันยังคํ่าคืนยังรุ่งจะเป็นอะไรไป นับอรรถนับธรรมที่ไหน พูดให้เต็มปาก โลกมันเต็มเปาจะว่าไง ไม่ให้พูดเต็มปากได้เหรอ นี่ใครจะมานิมนต์ให้ไปฉันที่ไหน เราไม่ให้ไป วัดนี้ไม่ให้ไป เราตัดไว้หมดเลย เพื่อให้พระได้บําเพ็ญภาวนา เมื่อได้คุณงามความดีแล้วพระกับโยมแยกกันไม่ออก โลกกับธรรมแยกกันไม่ออก พระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวชใครติดตามพระองค์ เวลาเป็นศาสดาเอกของโลก ใครทําประโยชน์ให้แก่โลกได้มากยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าไม่มี นั่นฟังซิ แยกกันออกไหมล่ะ”
แม้องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านไม่เคยเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ใคร อันเป็นการดําเนินตามปฏิปทาหลวงปู่มั่น ที่ท่านยึดปฏิบัติมาตั้งแต่สร้างวัด คือ ไม่มีการบวชพระ ท่านสงวนเวลาให้พระได้ภาวนากันเต็มที่ กุลบุตรที่มีอายุครบบวช หากจะขออยู่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด จะต้องขออนุญาตก่อน และจะต้องไปบวชวัดในสังกัดธรรมยุต แล้วมาขอนิสัย จึงจะอยู่ร่วมจําพรรษาได้
การก่อสร้างภายในวัด ท่านเน้นเฉพาะที่จําเป็นและต้องไม่หรูหรา ยุคแรกๆ ญาติโยมยังไม่มากก็มีศาลาหลังเล็กๆ ต่อมาญาติโยมมากขึ้นก็สร้างศาลาไม้หลังขนาดกลาง เมื่อท่านเป็นผู้นําโครงการช่วยชาติฯ จึงสร้างศาลาใหญ่อยู่นอกกําแพงวัดอีกหนึ่งหลัง เพื่อรองรับงานสําคัญใหญ่ๆ ประจําปี เช่น งานบุญประทายข้าวเปลือก งานทําบุญอุทิศสามแดนโลกธาตุ งานกราบทําวัตรคารวะช่วงเข้าพรรษา งานวันเกิดองค์หลวงตาฯ งานทอดกฐินสามัคคี ฯลฯ
การสร้างศาลาใหญ่หน้าวัด ท่านว่า “เราเคยคิดเมื่อไรว่า เราจะสร้างอย่างนั้น แต่มันก็เป็นเพราะสิ่งเกี่ยวข้อง มันเกี่ยวโยงกันมา การช่วยชาติบ้านเมือง ประชาชนมามากมาน้อยทั่วประเทศไทยก็เข้ามาที่นี่ ผู้เกี่ยวข้องกับบุญคุณประโยชน์แก่ชาติแก่ตัวเอง แล้วก็ต้องเข้ามาหาสถานที่ที่เป็นที่เคารพนับถือเป็นที่ตายใจได้ เช่น วัด สถานที่นี่ก็คือวัดป่าบ้านตาด ครั้นเวลามาคนเต็มท้องนา ฝนตกฟ้าลงเปียกปอนงอมแงม ดูแล้วดูเล่ามันจะอดคิดได้ยังไงคนเรา เมื่อก่อนเราตัดขาดสะบั้นๆ นะมาสร้างไม่ได้ คิดดูซิศาลาหลังนี้ (ศาลาใน) เขาจะมาขอสร้างถึง ๔ หนนะ ดุกันแหลกเลย”
ศาลาเป็นแบบอเนกประสงค์ ศาลาไม้ด้านใน ชั้นบนอันเป็นที่ประดิษฐานพระประธานของวัด องค์หลวงตาฯ ใช้สถานที่ชั้นบนของศาลาแห่งนี้ แสดงธรรมแก่พระเณรในวัด ตลอดจนเป็นที่ประชุมทําสังฆกรรม เช่น ลงอุโบสถ อธิษฐานเข้าพรรษา สวดปวารณา และกรานกฐิน เป็นต้น ด้านล่างศาลานั้นใช้เป็นที่สําหรับฉันจังหันเช้า นอกจากนั้นองค์หลวงตาฯ ยังใช้เป็นที่แสดงธรรมเทศนา และปฏิสันถารกับศรัทธาฆราวาสญาติโยม ที่มาจากทุกสารทิศอย่างไม่ขาดสายไม่เว้นแต่ละวัน
สําหรับกุฏิ เป็นกุฏิกระต๊อบหลังคามุงด้วยหญ้าแฝก เป็นร้านเรียบง่ายคล้ายกระต๊อบเล็กๆ ร้านมีขนาดเพียงพอสําหรับนอนคนเดียว มีหลังคาสังกะสี ผนังทั้ง ๔ ด้าน ใช้ผ้าแป้งดิบหรือจีวรเก่าๆ ขึงแทนฝา เพื่อกันลมกันฝน และใช้มุ้งกลดกันยุง สําหรับกุฏิที่มีฝาผนังทําด้วยไม้ถาวร มีประมาณ ๑๐ กว่าหลัง โดยมากเป็นกุฏิของพระเถระ ภิกษุสูงอายุ หรือกุฏิรวมของฆราวาสที่มาพักภาวนาชั่วคราวช่วงสั้นๆ ซึ่งมีแนวเขตจัดแยกออกจากกัน ระหว่างพระภิกษุสามเณร ฆราวาสชายและหญิงอย่างเป็นระเบียบ แต่ละหลังมีทางเดินจงกรม ระยะหลังฆราวาสมาขอปฏิบัติธรรมกันมาก และมาขอสร้างกุฏิแล้วจองเป็นกรรมสิทธิ์ ใครมาขอ องค์หลวงตาฯ ก็ไม่อนุญาต
กําแพงรอบวัด ท่านว่า “กําแพงวัด นี้จะเป็นประโยชน์กั้นสัตว์พวกแมวนี้ตลอดไป แล้วสัตว์ในวัดนี้ก็จะค่อยงอกเงยขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งคือพวกกระแต ลูกกระต่ายนี้อันตรายมาก”
สิ่งหนึ่งที่ท่านยํ้านักยํ้าหนาก็คือ ไม่ให้พระเณรคลุกคลีกัน ไม่ให้ไปมาหาสู่กันระหว่างกุฏิโดยไม่จําเป็น ให้เคร่งครัดปฏิบัติตามหลักแห่งสัลเลขธรรม ให้ต่างองค์ต่างอยู่ด้วยความสงบ ปรารภความเพียรภาวนาอยู่ในที่ของตน แม้ในการพบปะพูดคุยกับญาติโยม ก็อนุญาตให้แต่เฉพาะพระเวรประจําศาลาเพียงหนึ่งหรือสององค์ที่ได้รับการฝึกแล้วเท่านั้น ห้ามไม่ให้พระองค์หนึ่งองค์ใดเที่ยวเพ่นพ่านอยู่บริเวณศาลา โรงนํ้าร้อน หรือตามที่ต่างๆ โดยไม่มีความจําเป็น หากท่านเดินไปพบเห็นดูเกะๆ กะๆ ขวางหูขวางตา ขวางอรรถธรรมเข้า อย่างน้อยสองหรือสามครั้ง พระเณรผู้นั้นเป็นต้องถูกคาดโทษทัณฑ์เป็นแน่แท้
องค์หลวงตาฯ นอกจากจะเข้มงวดกวดขันให้พระเณรขยันหมั่นเพียรเร่งปฏิบัติภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนากันแล้ว ท่านยังเป็นผู้นําพาหมู่พระเณรทําข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ อย่างขยันขันแข็งเป็นปกติทุกวัน เช่น การปัดกวาดลานวัด รอบศาลา กุฏิ ทางจงกรม ทางเดินการปัดกวาดเช็ดถูทําความสะอาดเสนาสนะ ศาลา การทําความสะอาดห้องนํ้า การคอนนํ้าไว้ใช้ตามกุฏิ ตามห้องนํ้า ฯลฯ ฉะนั้น วัดท่านจึงเงียบสงัดและสะอาดสะอ้านน่าอยู่ตลอด
วัดป่าบ้านตาด ในระยะต่อๆ มา ท่านเทศน์ไว้ดังนี้
“ที่วัดกว้างขวางก็ดี ทําประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพราะวัดนี้เป็นวัดของแผ่นดิน ทําประโยชน์ก็เพื่อแผ่นดิน ตั้งแต่สร้างวัด เราก็ทําประโยชน์เรื่อยมา ถนนหนทางทําตั้งแต่บ้านดงเค็งเข้ามาถึงบ้านตาด ให้ลูกศิษย์ลูกหาช่วยกันทําเรื่อยมา ถนนจากหมู่บ้านเข้ามาถึงวัดนี้ก็เหมือนกัน นี่เราทําเอง ขอชาวบ้าน ขอลูกเต้าหลานเหลน นําทางมา แหวกทางมา ขอมาเรื่อยๆ แล้วก็ขึ้นค่าสินนํ้าใจเขา เราไม่ขอเอาเฉยๆ เราให้ค่าสินนํ้าใจตอบแทน ค่าตอบแทน เราก็ไม่ให้ตํ่า ให้สูงไว้เสมอๆๆ เพราะฉะนั้นสองฝั่งทางนี้ มันจะมีหลักฝังอยู่ นี่เราก็จ่ายเงินเขาไปหมดแล้ว
สระนํ้าหน้าวัดนี้ก็เหมือนกัน เราก็ให้ทําเพื่อชาวบ้าน ทางสายหน้าวัดนี้แต่ก่อนมันเป็นดงนะ มันไม่มีบ้าน นี่เราขอเอาไว้ก่อนเลย หลวงตาบิณฑบาต ไม่ได้บิณฑบาตแต่ข้าวอย่างเดียวนะ แม้กระทั่งถนนหนทางก็ขอบิณฑบาต ขอไปไหนได้หมด เขาก็ว่า “อู้ย ! หลวงตาขออะไรได้หมดแหละ” และเขาก็ให้หมดจริงๆ นะ ถนนหนทางมันจึงกว้าง”
องค์หลวงตาฯ ท่านเกี่ยวข้องกับเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม พวกกายทิพย์มากมาย แต่ท่านไม่เล่า ท่านถือตามปฏิปทาพ่อแม่ครูจารย์มั่น หลวงปู่ลีก็เช่นกัน ท่านก็มีประสบการณ์ดังกล่าว ท่านเล่าว่า “มีมากแต่ไม่เล่า เพราะพ่อแม่ครูจารย์ (หลวงตามหาบัว) ท่านไม่เล่า”
การสวดปาฏิโมกข์ ซึ่งพระศิษย์หลวงปู่มั่นจะสวดกันได้อย่างคล่องแคล่ว หลวงปู่ลีเล่าว่า “สมัยอยู่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย พ่อแม่ครูจารย์หลวงตามหาบัวก็ยังสวดอยู่ ท่านไม่เคยทิ้ง ท่านทบทวนเสมอ ในคราวไปอยู่วัดป่าบ้านตาดทีแรกก็เช่นกัน องค์ท่านเป็นองค์สวดปาฏิโมกข์เอง ในกาลต่อมาทราบว่า มีลูกศิษย์สวดได้หลายรูป ท่านจึงหยุดสวด”
การเทศน์อบรมพระเณร ท่านดําเนินตามพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านว่า “การนั่งปฏิบัติกรรมฐานในขณะฟังธรรม จึงเป็นภาคปฏิบัติอันดับหนึ่งของการปฏิบัติทั้งหลาย เพราะเราไม่ได้ปรุงได้แต่ง ท่านปรุง ท่านแต่งให้เสร็จ เนื้ออรรถเนื้อธรรม ท่านแสดงเข้าไปสัมผัส ซึมซาบถึงจิตใจให้เกิดความซาบซึ้ง ให้เกิดความสงบเย็นใจลงโดยลําดับ…”
สําหรับชื่อวัดอย่างเป็นทางการ คือ วัดป่าเกษรศีลคุณ นั้น หลวงปู่บุญมี ปริปุณฺโณ ซึ่งอยู่กับองค์หลวงตาฯ มาตั้งแต่เริ่มตั้งวัดในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ อธิบายว่า เป็นนามขององค์หลวงตาฯ คือ “บัว” ซึ่งเป็นชื่อของดอกไม้ (คําว่า “เกษร” แปลว่า ดอกไม้) กลายเป็นวัดป่าที่เรียบง่ายไม่หรูหรา แต่มีข้อวัตรปฏิบัติและการปฏิบัติภาวนาที่เคร่งครัดและเข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่งในวงกรรมฐาน
พ.ศ. ๒๕๐๐ งานฉลองกึ่งพุทธกาล “มหาบัวอย่าด่วนไปไหนนะ”
เราเริ่มสร้างวัดป่าบ้านตาด มาอยู่ที่นี่ พาโยมแม่มาพักที่นี่แล้ว เราก็ไปวัดอโศฯ ในระยะนั้น วัดอโศฯ จะสร้างก่อนนี้อย่างมากไม่เลยปีแหละ ท่านอาจารย์ลีท่านจะเอาเราไปจําพรรษาที่วัดอโศการามด้วย ทีนี้เราก็พึ่งมาเริ่มสร้างนี้ มันก็ไปไม่ได้จะว่าไง ท่านกําลังเทศน์อยู่บนธรรมาสน์ พอเราไป ท่านคงมองเห็นล่ะท่า พอเรากราบพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านลงจากธรรมาสน์แล้วปุ๊บปั๊บมาเลย มาคุยกันเฉพาะสองต่อสอง พระก็รุมแอบเข้ามาอยากจะมาฟัง
ท่านไม่ได้พูดเสียงดังนะ พูดเบาๆ พูดกับเราโดยเฉพาะๆ พูดถึงเรื่องว่า “อยากให้มาจําพรรษาด้วยกัน เวลานี้ธาตุขันธ์ท่านไม่ดีเลย ให้ท่านมหามาช่วย” เราก็ฟัง แต่เวลานั้นเราไม่ตอบอะไรล่ะ มีแต่ฟังเฉยๆ จนกระทั่งกลับมานี้ ท่านจดหมายตามมาอีก จดหมายท่านเขียนตัวใหญ่ๆ บ๊งเบ๊งๆ มา เขียนแบบบ๊งเบ๊งๆ มาให้เราไปจําพรรษา เราก็เลยกราบเรียนท่านว่า“ไปไม่ได้แล้ว เวลานี้กําลังเริ่มสร้างที่อยู่ใหม่” เราก็ว่างั้น
วัดอโศการามเป็นวัดใหญ่มักจะมีเรื่องอะไรบ้าง เฉพาะอย่างยิ่งเวลามีงานมีการ มีอะไรๆ ปั๊บ ท่านจะเรียกเราไปหา แล้วสั่งเราอย่างนั้นๆ ให้เราไปทําหน้าที่แทน ก็ช่วยท่านเงียบๆ อยู่อย่างนั้นมาตลอด ท่านพ่อลีกับเรานี้สนิทกันอย่างลึกๆ ลับๆ นะ คนภายนอกไม่ค่อยรู้เรื่อง คือสนิทใจกันอย่างเงียบๆ ลึกๆ คนภายนอกไม่ค่อยรู้ เวลาเราไปวัดอโศฯ เมื่อไร ท่านจะหาอุบายขู่ “มหาบัวอย่าด่วนไปไหนนะ” เรื่องราวมีล่ะ เช่นอย่างงานฉลอง ๒๕๐๐ วัดอโศฯ… ท่านว่า “มหาบัวอย่าไปไหนนะ งานยังไม่เสร็จ” ขู่ “มหาบัวไปไหนไม่ได้นะ งานยังไม่เสร็จ” งาน ๒๕๐๐ เราก็ได้ช่วยท่านเต็มกําลัง นั่นล่ะท่านถึงได้มีอุบายวิธีมัดอยู่ตลอด สนิทกันอย่างลึกๆ
อย่างวัดอโศการามระงับเหตุก็เรา มีงานฉลอง ๒๕๐๐ คนแน่นหมดเลย งานนี้จะให้มีอยู่สองอาทิตย์ ทําประมาณสัก ๖ – ๗ วันเรื่องราวก็เกิดขึ้น ยังไม่ถึงไหนเกิดเรื่องขึ้นแล้วภายในวัด ยุ่งกันฝ่ายผู้หญิง แม่ครัวไม่พอบ้าง อะไรบ้างยุ่งกัน วัดอโศการาม นี่ก็ท่านพ่อลีล่ะ ท่านก็สั่งท่านอาจารย์เจี๊ยะนี้ล่ะไปหาเราว่า “บอกให้มหาบัวไประงับเหตุในครัวเดี๋ยวนี้ คนอื่นไปแทนไม่ได้โดยเด็ดขาด ห้ามไม่ให้ใครแทนเป็นอันขาด ให้มหาบัวเท่านั้นไป”
องค์หลวงตาฯ ท่านเข้าระงับเหตุในครัวจนสําเร็จ ดังนี้
“นี่เราก็ไม่ลืม เรื่องราวเราล่ะระงับเรื่องครัว จากนั้นแล้วเราเอาสองเรื่องนี้มาประมวลกันก็ใส่ตูมไปเลย เรียบร้อยไปเลย ก็อย่างนั้นแล้ว นั่นล่ะเรื่องราวมันจึงไประงับ ท่านคงจะเห็นผล ท่านเลยขยายงานออกไปอีกเป็น ๓ อาทิตย์ ทีแรก ๒ อาทิตย์ เห็นว่าเรียบร้อยแล้วทุกอย่างก็ให้เลื่อนงานออกไปอีกเป็น ๓ อาทิตย์ แต่เราไปไหนไม่ได้นะ ท่านเห็นหน้าเราก็ว่า
“มหาบัวไปไหนไม่ได้นะ ยังไม่เสร็จ… มหาบัวไปไหนไม่ได้นะ งานยังไม่เสร็จ”
ท่านอาจารย์ลีกับเรามักจะเป็นอย่างนั้นล่ะ ก็เดชะอยู่ไประงับที่ไหนเรียบทุกแห่ง ไม่เคยเหยียบหัวเราไปด้วยงานไม่สงบ ไม่เรียบร้อย ไม่มี ไปทีไรก็เรียบร้อยทุกอย่าง อย่างวัดอโศการามก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อันนั้นก็เรียบไปเลย เป็นอย่างนั้น…
ท่านเห็นนิสัยเราอย่างนี้ ท่านก็รู้นิสัยเราเหมือนกัน ท่านทํากับเรา ท่านทําอย่างนั้น ทําแบบลึกๆ ท่านเมตตาลึกๆ อยู่นะท่านอาจารย์ลี คนทั้งหลายเขาเรียก ท่านพ่อๆ แต่เราเรียกครูจารย์เท่านั้น ก็เคยกันมาอย่างนั้น เรียกครูอาจารย์เท่านั้นแหละ ไม่ได้เรียกท่านพ่อเหมือนเขาเรียกนิสัยท่านเด็ดเดี่ยวมาก หลวงปู่มั่นเราที่อยู่หนองผือชมเชยมาตลอดนะ “ท่านลีนี้เป็นพระที่เด็ดเดี่ยวมาก” เคยอยู่กับท่านมาแล้วนี่ ท่านก็รู้ล่ะซิ ท่านรู้นิสัยมาแล้ว เวลาท่านพูด นิสัยเด็ดเดี่ยวมากนะท่านลี ภาคปฏิบัติของท่านก็เหมือนกัน เด็ดเดี่ยวอย่างนั้นแหละ”
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ พอเข้าพรรษา องค์หลวงตาฯ ท่านกลับไปจําพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด ท่านสนับสนุนให้พระศิษย์ไปศึกษาอบรมกับครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ในปีนี้ท่านเมตตาอนุญาตให้หลวงปู่เพียร วิริโย ได้อยู่จําพรรษากับหลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่เพียรท่านเล่าว่า “พ่อแม่ครู-จารย์ท่าน (องค์หลวงตาฯ) ให้โอกาสดอก ท่านจัดให้ไปช่วยงานศพอาจารย์ช่วย ท่านว่า “ไปก็ดีเด้อ เพียร กลับมาก็ดี หากว่าไปพบกับครูบาอาจารย์ที่เป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ เป็นแบบอย่างได้หากอยากอยู่ศึกษากับท่านก็ให้อยู่” พอดีก็เลยไปพบหลวงปู่ขาวเข้า ก็เลยอยู่ศึกษาอบรมกับท่านพ่อแม่ครูจารย์ท่านก็เป็นห่วงอยู่ บางครั้งก็ไปเยี่ยมอยู่ ท่านก็เป็นห่วงว่าจะไปคลุกคลีตีโมงกับญาติกับโยมผู้คน คลุกคลีกับการกับงาน กลัวจะเสียไป”
ในกาลต่อมาพระเณรศิษย์องค์หลวงตาฯ หลายองค์ บ้างก็ไปขออยู่ศึกษาอบรม บ้างก็ขออยู่จําพรรษากับหลวงปู่ขาว เช่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม หลวงปู่ลี กุสลธโร สามเณรอุ่นหล้า สามเณรน้อย ฯลฯ
สัญชาตญาณรับผิดชอบ
มาสร้างวัดใหม่ๆ วันนั้นพาเด็กไปเอาอะไรอยู่ข้างใน แล้วมีต่อรังใหญ่รังหนึ่ง ทีนี้เถาวัลย์กับรังต่อนี่มันเกี่ยวกันกับสายทางที่เราไป พอไปผ่านนี่ปั๊บ มันก็กระเทือนรังต่อ มันก็ต่อยเอาเลย แต่ทีนี้ไม่มีใครไปผ่านล่ะซี ก็วัดป่าด้วย เป็นทําเลของเราอยู่ด้วย ใครไม่กล้าผ่านไปแถวนั้น พอเด็กอายุ ๑๕ ปีเดินผ่านไป ผ่านเถาวัลย์ นี่จับเถาวัลย์ดึงรังต่อมันติดอยู่ข้างๆ มันเกี่ยวโยงกันกับเถาวัลย์ พอไปดึงนี้ ต่อก็แตกรังออกมาเลย ทางไปนี้ มันใส่เด็กปั๊บ เด็กก็ร้อง “แว้” เด็กร้อง “แว้” เรามองดูมันเป็นต่อ นี่ที่เรียกว่าสัญชาตญาณรับผิดชอบ มันเป็นของมันเอง
พอรู้ว่าเป็นต่อเท่านั้นล่ะ ปัดเด็กหนีเลย เพราะมันเป็นช่องเล็กๆ ปัดเด็กออกไปเลย เรากันไว้ให้มันซัดเรา เราก็ยืนกันอยู่นั่น มันก็ฟาดหลังเราปุ๊บเลย ต่อทั้งรัง เด็กดูเหมือนจะตอดได้ตัวเดียวหรือไง อายุ ๑๕ ปี เป็นไข้เลยนะเด็ก ส่วนเรานับไม่ได้เลย ฟังซิว่าสัญชาตญาณ ยืนกันไว้เลย มันจะตามต่อยเด็กไม่ให้ไป ปิดประตูป่าช่องแคบๆ เรายืนกันไว้เลย มันก็ซัดเราเสียจน ฟาดเรากลางหลังหมดรังเลย ปวด เรากันไว้ให้มันซัดเรา ทีนี้พอเสร็จแล้วให้หมู่เพื่อนมาดู มันเป็นจํ้าๆๆ แดงๆ หมดรัง ไข้เลย เด็กถูกต่อยตัวเดียวเท่านั้นก็เป็นไข้ ไอ้เราหมดรังเป็นไข้ทันทีเลย ตีสองตีสามค่อยสงบ ตั้งแต่บ่ายสี่โมงนะ นี่เรียกว่ามันยกขบวนมันทั้งรังเลยล่ะใส่ข้างหลังเรา
พ.ศ. ๒๕๐๓ สนทนาธรรมเปิดเผยธรรมธาตุกับหลวงปู่ขาว
ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ท่านเปิดโอกาสให้ หลวงปู่ขาว อนาลโย กับ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้สนทนาธรรมเปิดเผยธรรมธาตุ ในงานพระราชทานเพลิงศพพระศรีธรรมคุณาธาร (เจ้าคุณมหาไข) ณ วัดป่ามหาชัย อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู) ระหว่างวันที่ ๔ – ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๓ ดังนี้
“เออ ! บัว เธอกับท่านขาวไม่ต้องไปงานก็ได้วันนี้ คืองานเราจะรับภาระหมด อยากจะคุยธรรมะธัมโมกันก็คุยได้นะ” ท่านว่าอย่างนั้น คือ มีงานแล้ว ท่านรับภาระทั้งหมด พระกรรมฐานท่านพาลงไปโน้นหมด ไปสวดมนต์สวดพรอะไรๆ แต่ หลวงตาบัว กับ หลวงปู่ขาว นี้ไม่ให้ไปท่านอยากจะคุยธรรมะอะไรกันก็ได้ท่านว่าอย่างนั้นนะ ความจริงท่านกําหนดไว้เรียบร้อยแล้ว
นั่นล่ะ พอท่านลงไปหมดแล้ว เราก็ด้อมไปหาท่านล่ะที่นี่ ไปเอากันอย่างเต็มเหนี่ยวเลยเริ่มตั้งแต่ก่อน ๒ ทุ่มเล็กน้อย พอทางโน้นลงไปหมดแล้ว คนเงียบหมดแล้ว เราก็ด้อมไป แคร่ท่านอยู่แค่นี้ สูงแค่นี้ ข้างนอกมีฝา ฝากระดาษเขาเรียกฝาแถบ เราก็นั่งอยู่นี้พิงต้นเสานี้นั่งอยู่ แล้วท่านก็นั่งอยู่ แล้วทีนี้ข้างนอกมันมองไม่เห็นกันล่ะซิ ก็มันฝาเขาเรียกฝาแถบ คนนั่งอยู่ข้างนอก มันก็ไม่เห็นล่ะซี พอขึ้นไปก็เอากันเลยล่ะ เราเป็นคนขึ้นก่อน มียังไงก็เอากันให้ถึงพริกถึงขิงล่ะวันนี้ ไปก็เริ่มเลย กราบเรียนท่านตั้งแต่เริ่มเลย เป็นยังไงๆ ปวารณาให้ท่านเรียบร้อยตั้งแต่เริ่มต้นเลย จนกระทั่งถึงจบลง มีขัดข้องยังไงไม่ต้องผูกเป็นความเกรงใจกับกระผม เอาให้เต็มเหนี่ยวเลย ผิดตรงไหนให้ว่าเลย กระผมจะเริ่มขึ้นแล้ว เริ่มขึ้นเลยล่ะที่นี่ เราก็ขึ้นเรื่อยๆ ของเรามันยืดยาว เพราะเราเป็นผู้น้อย
การประพฤติปฏิบัติตั้งแต่เริ่มแรกมาๆ ก้าวขึ้นๆๆ ตั้งแต่ ๒ ทุ่ม เรานี้มันจะเกือบ ๕ ทุ่ม เรียกว่าจะเป็น ๓ ชั่วโมงล่ะมั้ง คือท่านไม่มาก ท่านจะหยิบเอาเฉพาะที่ตรงไหนมันแปลกต่างกันอันไหนที่เราพูดไปเรียบร้อยแล้ว ท่านไม่พูดแหละ อันไหนเหมือนกันแล้ว ท่านก็ไม่พูด ท่านจะแยกออกมาพูดเฉพาะ เราก็เล่าตั้งแต่ต้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสุด จบ หมดความสามารถทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่วันปฏิบัติมา มาถึงจุดนี้แล้วจะว่าโง่สุดขีดก็ยอมรับว่าโง่สุดขีด เพราะไม่สนใจจะศึกษาไต่ถามกับผู้หนึ่งผู้ใด ตลอดทุกอย่างที่ว่าเป็นข้อข้องใจสงสัยจะเสาะแสวงหาอะไรอีกไม่มี ถ้าว่าโง่ก็โง่สุดขีดขนาดนี้ แล้วขอมอบถวายครูบาอาจารย์ ผิดถูกประการใดให้ใส่เต็มเหนี่ยวเลยไม่ต้องไว้หน้า ท่านก็ยิ้มๆ นี่เรียกว่าเราจบลงแล้ว นี่เราสรุปนะ เล่าตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึง ๓ ชั่วโมงกว่า
พอจบลงแล้ว ท่านยิ้มๆ “เออ ! มันก็มี ๒ จุด (กามราคะ กับ อวิชชา) เท่านั้นล่ะท่านมหา” ท่านว่าอย่างนั้นนะ “๒ จุดนี้ท่านมหาก็ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เป็นอันว่าหายสงสัยไป ไม่มีอะไรสงสัยแหละ” ท่านก็เลยแย็บออกมาว่า “ผมก็เตรียมพร้อมที่จะพูดธรรมะกับท่านมหาอยู่ วันนี้ก็พอเหมาะกันเหลือเกิน จุดนี้แหละ” จากนั้นท่านก็เล่าของท่านให้ฟังเป็นยังไงๆ อันไหนที่มันผิดแปลกกันบ้างเล็กน้อยๆ เราก็ฟังๆๆ เรื่อย จนกระทั่งจบ เป็นเวลา ๖ ทุ่มกว่า หมด พอมันหมดเรื่องแล้ว ๖ ทุ่ม
คําพูดก็แย็บออกจากทางใหญ่ล่ะที่นี่ แย็บไปนั้นไปนี้ เราฟังเสียง แอ้ะๆ ขึ้นข้างฝาอยู่ข้างนอกนี่ เรานั่งพิงเสาไม้ไผ่อยู่นี้ คนหนึ่งมันอยู่ข้างนอก ฝาปิดไว้มันไม่เห็น มันอยู่ติดกันเลยกับเรา เราอยู่ข้างใน มันอยู่ข้างนอก พอเราพูดจบอะไรเรียบร้อยแล้ว แอ้ะๆ มันโมโห ใครมาแอ้ะๆ อยู่นี่ น่ะ เราก็ว่าอย่างนั้น (ดิฉัน) ดิฉันมันเป็นใครน่ะ (ชียุวดี) โอ๊ย ! หมดตับเลย เราว่าอย่างนี้นะ พูดกับท่านอาจารย์ขาวนะ “โอ๊ย ! หมดตับแล้วครูอาจารย์” “อย่างนั้นแหละ นตฺถิ โลเก รโห นาม ขึ้นชื่อที่ลับย่อมไม่มีในโลก ท่านมหาดูเอา”
พ.ศ. ๒๕๐๓ เพลินในธรรม – ดัดเส้นหลับไป ๓ หน
พูดถึงเรื่องวิถีของจิต ความรู้ความเห็นของจิตที่มันรู้ยังไง เห็นยังไงๆ พวกนักภาวนาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายแตกฉานทางนั้นรู้ อย่างนั้นนะ ความรู้นี้ก็ไม่ได้เหมือนกัน แตกฉานต่างกัน เวลาท่านคุยกันถึงได้เพลิน พอพูดถึงเรื่องคุยกันเพลินนี้ก็มาโดนเราเข้าซี มาสร้างวัดทีแรก ศาลาเล็กๆ อยู่นั้น พระมาอยู่กับเราดูเหมือนประมาณ ๑๒ – ๑๓ องค์เท่านั้น เพราะฉะนั้นศาลาหลังเล็กๆ จึงนั่งได้สบาย ข้างล่างก็เป็นที่นั่งของพวกญาติโยมเขา ตอนนั้นท่านสิงห์ทองไปเที่ยวทางอําเภอมุกดาหาร (ปัจจุบันเป็นจังหวัดมุกดาหาร) ไปตั้ง ๒ ปีนะ มาอยู่ที่นี่ท่านไปเที่ยวทางโน้นตั้ง ๒ ปี ท่านกลับมา มาคุยกันสองต่อสอง ไปเที่ยวทางมุกดาหาร ไปทางไหนๆ ก็มาเล่าให้ฟัง
คุยกันไปคุยกันมา ฟาดตั้งแต่สองทุ่ม สองคนเท่านั้นนะ อย่างนั้นล่ะมันเพลินของมันเอง ตั้งแต่สองทุ่มจนกระทั่งตีสี่ ดูนาฬิกา โอ๊ย ! นี่มันจะสว่างแล้ว ไปเลิก นี่มันจะสว่างแล้วตีสี่แล้วแล้วเดือนมิถุนาฯ ตี ๕ มันก็สว่างแล้ว นี่ตีสี่แล้ว ไป ก็เลยลุกปุ๊บปั๊บไป พอไปแล้วเราไม่ได้คิดล่ะว่าจะนอน คือไปจากนี้แล้วจะไปเดินจงกรมเลย เพราะจะสว่างแล้วยังเหลืออีกเพียงชั่วโมงเดียว เราก็จะไปเดินจงกรม ทีนี้พอไปถึงแล้วก็เอาย่ามไปวางไว้ที่ที่นอนแล้วยืดเส้นสักนิดหนึ่ง เพราะนั่งตั้งแต่สองทุ่มจนกระทั่งตีสี่ เหน็ดเหนื่อยมาก เลยเอาย่ามไปวางไว้ที่นอนแล้วก็ยืดเส้น ดัดเส้นท่านั้นท่านี้ เพราะเราเคยฝึกหัดอนามัยร่างกายเราตลอดนะ ยืดเส้น ดัดเส้นทุกอย่าง ดัดท่านั้นท่านี้ พอดัดท่าสุดท้ายก็นอนหงายยืดเส้น ยืดๆ ไปเลยหลับเลย หลับจริงๆ นะไม่ทราบหลับยังไง มันเร็วขนาดไม่ให้รู้ตัวเลย พอยืดเส้นถึงท่านอนหงายยืดเส้น ยืดๆ หลับไปเลย แล้วหลับจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา
ท่านสิงห์ทอง ท่านก็ไม่นอน เพราะไม่ใช่เวลานอนแล้ว พอเช้าท่านก็ไปบิณฑบาตกลับมา กลับมาแล้ว เรายังไม่ตื่น ยังยืดเส้นอยู่นั้นนะ ท่านสิงห์ทองไปก็ไปสะกิดนิ้วเท้า ปุ๊บปั๊บลุกขึ้นมา“หือ ! ผมขโมยหลับนี่นา” เราก็ว่างั้น ดัดเส้นมันไปใหญ่ “นี่หมู่เพื่อนไปบิณฑบาตแล้วยัง” “บิณฑบาตยังไง บิณฑบาตกลับมาแล้ว” นู่นน่ะหลับจนกระทั่งหมู่เพื่อนบิณฑบาตกลับมาไม่รู้ตัวเลยนะ อยู่ที่วัดนี้มีอันนี้เป็นครั้งหนึ่ง เราไม่ลืมนะ ที่ไหนที่มันดัดเรา เราก็จําไว้ ตั้งแต่บวชมานี้มี๓ หน เราไม่ลืมนะ คือมันดัดเรา ว่างั้นเถอะ นอกจากนั้นไม่เคยมี เสียท่ามันตรงไหนก็ต้องบอก ตรงนี้เสียท่าให้มัน จนหมู่เพื่อนบิณฑบาตทั้งวัดกลับมาแล้ว ไปปลุกเรามาฉันจังหัน คึกคักลุกขึ้น“หือ ! หมู่เพื่อนไปบิณฑบาตแล้วเหรอ” “บิณฑบาตอะไร บิณฑบาตกลับมาแล้ว” โอ๋ ! ตายๆ อย่างนั้นมันก็มี เป็นอย่างนั้นนะ เพลินธรรมะของกันและกัน
เพราะเวลานั้นท่านกําลังเข้มข้นของท่านเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันถึงได้เพลินธรรมะพูดธรรมะภายในโดยเฉพาะ มันเข้มข้นๆ เพลินต่อกัน ทางนี้คอยแก้คอยปลดไปเรื่อยๆ ทางนั้นเล่าอะไรขัดตรงไหน แก้ให้ๆ เพราะทางนั้นกําลังมุ่ง กําลังชุลมุน ทางนี้เป็นคนคอยแก้ให้ๆเลยเพลิน
นี่ล่ะที่ว่าคุยกันเรื่องธรรมะ มันเพลินของมันเอง ตั้งแต่ตีสองถึงตีสี่ ถึงขนาดที่ว่าดัดเส้นไปเลยเทียว นี่เรื่องมันดัดเรา คราวหนึ่งก็อยู่เชียงใหม่ อันนั้นจวนจะสอบเร่งดูหนังสือ นอนงีบเดียว ตีสองลุกขึ้นแล้วดูหนังสือ เหนื่อยมากที่นี่ ตีห้า อันนี้ก็ยืดเส้นเหมือนกันนะ ยืดเส้นทีไร ดัดทุกทีเราไม่ลืมนะ ที่เราเสียท่า มีแต่เสียท่าตอนยืดเส้นนี่ล่ะ ดัดเส้นตอนนอนยืดเส้น เสร็จแล้วลุกก็จะไป มันไม่เป็นอย่างนั้นซี ยืดไปเลย อยู่จันท์ก็เหมือนกัน นั่นก็นั่งตั้งแต่ตีสาม นั่งภาวนาจนกระทั่งเริ่มสว่างแล้ว นกร้องจิ๊กแจ๊กๆ สว่างแล้วยืดเส้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะไหว้พระแล้วก็จะไปศาลา ยืดแล้วหลับไปเลย แต่นี้ไม่นานนักก็ตื่นขึ้นมา ท่านเพ็งไปรออยู่ประตูแล้ว หมู่เพื่อนไปบิณฑบาตหมดแล้ว ยังเหลือแต่สายของเราสายเดียว ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ก็พอดีทัน
หลวงปู่ลีเล่าการบรรลุธรรมถวายองค์หลวงตาฯ
ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ วันออกพรรษา หลวงปู่ลี กุสลธโร บรรลุวิมุตติธรรมที่วัดป่าบ้านกกกอก อ.วังสะพุง จ.เลย หลังออกพรรษา ท่านกลับมาวัดป่าบ้านตาดเล่าถวายองค์หลวงตาฯ ท่านว่า “ผมเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ (องค์หลวงตามหาบัว) ฟังหมดทุกสิ่งทุกอย่าง กับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ที่นั้น (หมายถึง วัดป่าบ้านกกกอก) ผมเล่าให้ท่านฟังแล้ว ผมถามพ่อแม่ครูจารย์เรื่องเดียว คือ เรื่องอวิชชาเท่านั้น เมื่ออวิชชาขาดจากใจ ธรรมผุดขึ้นทั้งวันทั้งคืน”
ตามปรกติแล้วหลวงปู่ลีท่านจะเคารพนอบน้อมเกรงกลัวในองค์หลวงตาฯ มาก และท่านเป็นพระพูดน้อย ขณะนั้นองค์หลวงตาฯ ท่านก็นั่งฟังและตรวจสอบซักถามด้วยความปีติปลาบปลื้มใจในศิษย์รักองค์นี้เป็นอันมาก จากนั้นท่านทั้งสองก็พูดคุยสนทนาธรรมกันด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจในธรรมเป็นอย่างยิ่ง และเป็นไปอย่างสนิทสนมประหนึ่งราวพ่อกับลูก นอกจากนี้องค์หลวงตาฯ ยังกล่าวสัมโมทนียธรรมชื่นชมผลการปฏิบัติธรรมเป็นอเนกประการ ทั้งท่านหยิบปากกาจดวันเวลาที่หลวงปู่ลีบรรลุธรรมใส่ไว้ในสมุดบันทึก จากนั้นหลวงปู่ลีท่านเข้าที่พัก เมื่อถึงเวลาฉันนํ้าปานะ ท่านทั้งสองยังได้ใช้โอกาสนี้พูดคุยสนทนาธรรมกันทั้งธรรมส่วนหยาบ ส่วนกลาง และส่วนละเอียด แม้ในวันรุ่งขึ้นก็ยังได้สนทนากันในเรื่องนี้ต่ออีก
องค์หลวงตาฯ ได้เมตตาสนทนาธรรมและตรวจสอบ พร้อมกับสงเคราะห์ธรรมหลวงปู่ลีมาโดยตลอด ซึ่งท่านก็น้อมนําไปปฏิบัติตามจึงบรรลุวิมุตติธรรมได้อย่างรวดเร็วมาก องค์หลวงตาฯ สิ้นกิเลสพรรษา ๑๖ อายุ ๓๖ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ส่วนหลวงปู่ลีสิ้นกิเลสพรรษา ๑๑ อายุ ๓๘ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ ห่างกันเพียง ๑๐ ปี ถือว่าท่านเป็นพระศิษย์องค์แรกที่บรรลุธรรมตามพ่อแม่ครูจารย์ และอายุท่านก็ยังไม่มาก ซึ่งในวงกรรมฐานสายท่านพระ-อาจารย์มั่นมีน้อยองค์บรรลุธรรมขณะที่ยังเป็นพระภิกษุหนุ่มและมีพรรษาไม่มาก
การสนทนาธรรมตรวจสอบกันระหว่างองค์หลวงตาฯ ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ กับหลวงปู่ลีผู้เป็นศิษย์ใกล้ชิดในครั้งนั้น นับเป็นมหาอุดมมงคลอย่างยิ่ง บัดนี้องค์หลวงตาฯ ได้รับรองคุณธรรมของหลวงปู่ลีแล้วว่า หลวงปู่ลีท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสนทายาท เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสองค์สําคัญอีกองค์หนึ่ง ที่จะมาจรรโลงสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนาและวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเมตตายกย่องหลวงปู่ลีว่า “เราเรียก ธรรมลี นั่นเศรษฐีธรรมนะ ครองธรรมอัศจรรย์อยู่เงียบๆ” ซึ่งท่านทั้งสองจะได้ช่วยกันแบ่งเบารับภาระงานพระพุทธศาสนา ทั้งจะได้ร่วมกันสร้างคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติ และที่สําคัญนับเป็นการสืบทอดอริยประเพณีอันงดงามที่มีมาแต่สมัยครั้งพุทธกาล ซึ่งบรรดาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นได้สืบทอดต่อๆ กันมา
ธรรมต่อธรรมเข้ากันได้สนิท หลวงปู่เจี๊ยะนํ้าตาร่วง
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ วัดป่าบ้านตาด ในพรรษานั้นมีพระอรหันตสาวกอยู่จําพรรษาด้วยกันถึง ๓ องค์ และมีอรหันตสาวิกาอีก ๑ องค์ รวมเป็น ๔ องค์ ได้แก่ องค์หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่ลี กุสลธโร และ คุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า ถือเป็นมงคลมหามงคลอย่างยิ่งของชาวบ้านตาด เพราะวัดป่าบ้านตาดนับตั้งแต่องค์หลวงตาฯ สร้างวัดมา ได้เป็นดินแดนแห่งธรรมะอันน่ารื่นรมย์ของบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย สมดังพระพุทธภาษิต “พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในที่ใด คือบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม ที่นั้นย่อมเป็นภูมิน่ารื่นรมย์”
การอยู่จําพรรษาร่วมกันของพระอรหันต์หลายองค์ในคราวนั้น รวมทั้งพระศิษย์องค์สําคัญ เช่น ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม หลวงปู่บุญมี ปริปุณฺโณ ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง จึงทําให้วัดป่าบ้านตาด ยิ่งเป็นสถานที่อันน่ารื่นรมย์และให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่ผู้มาจากจตุรทิศทั้ง ๔ ที่ได้มาบําเพ็ญบุญ ในพรรษาองค์หลวงตาฯ จะเทศน์อบรมพระทุก ๗ วัน บางครั้งก็ ๓ วัน
ตามปรกติตามวัดป่า ตอนคํ่าจะเป็นเวลาที่พระเณรภาวนากัน ความเงียบสงบสงัดจึงเป็นสิ่งสําคัญ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์เสียงดังรบกวนขึ้นภายในวัด ดังนี้
“ท่านเจี๊ยะเคยมาจําพรรษาที่นี่ปีหนึ่ง จําพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด ปี ๒๕๐๔ เราจําได้นิสัยท่านตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหลายสันพันคม ตรงไปตรงมา เราพูดใส่ท่านเจี๊ยะที่วัดป่า-บ้านตาด ปี ๒๕๐๔ ลืมเมื่อไร ก็ออกมาจากพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยกันหยกๆ มาตอนคํ่า เราจะปลูกกุฏิหลังเราอยู่ทุกวันนี้นะ เกลี่ยดิน ออกจากนี้ไปคํ่าๆ เราก็เดินจงกรม เป็นเวลาเดินจงกรม กําลังจะมืด ฟังเสียงค้อน เสียงเปรี้ยงๆ กลางวัด “เอ้า ! มันยังไงกันนักหนานี่” เราออกจากทางจงกรมก็ไปเลย ไปเห็นอาจารย์เจี๊ยะกําลังทําคราดที่จะมาเกลี่ยดินกุฏิเรา ไปก็ยืนซัดกันเลย “นี่ท่านก็มาจากพ่อแม่ครูจารย์มั่น ผมก็มาจากพ่อแม่ครูจารย์มั่น พ่อแม่ครูจารย์มั่นเคยทําอย่างนี้ไหม ผมอยากถามเท่านั้นเอง ผมเรียนน้อย” พอว่างั้น ท่านเข้าใจแล้วนี่ เราก็เดินกลับมา
พอเช้ามา ท่านมานั่งรออยู่ที่นั่งข้างบน ที่ฉัน ท่านนั่งรออยู่แล้ว มาก็ปุ๊บปั๊บขึ้นมาเลยมาจับขาแล้วดึงออกไป เอาหัวมาถูเท้าเรา “ตีนนี้มันสําหรับเหยียบขี้ ไม่ใช่เหยียบหัวคนนะ” เราว่า“ขอเหยียบหน่อยเถอะ มันผิดเอาเสียมากมาย มันโง่เอาเสียเหลือเกิน” นํ้าตาร่วงเลย “แหม !ท่านอาจารย์ทําไมถึงพูดถูกต้องเอานักหนา เมื่อคืนผมนอนแล้วนํ้าตาร่วงตลอด” นั่นเห็นไหม ธรรมต่อธรรมเข้ากัน เป็นอย่างนั้นล่ะ ใส่เปรี้ยงๆ เป็นธรรมทั้งนั้นนี่นะ ทางนั้นยอมรับก็เป็นธรรม นี่ล่ะธรรมต่อธรรมเข้ากันได้สนิท อาจารย์เจี๊ยะ ท่านก็บอกตรงๆ เลยว่า “พระที่มาอยู่หัวใจของผมมี ๒ องค์ ท่านอาจารย์มั่น ๑ กับท่านอาจารย์ ๑ นอกนั้นผมไม่ค่อยลงใครง่ายๆ””
พ.ศ. ๒๕๐๔ บันทึกนิมิตคําฝัน เผชิญพญามาร
คืนวันที่ ๒๓ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ตรงกับขึ้น ๑๒ คํ่า เดือน ๑๒ วันพุธ เวลา ๒๓ น. ดังนี้ ขณะนั้นปรากฏว่า เราอยู่วัดแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในป่าเปลี่ยวมาก ห่างจากบ้านไม่มีประมาณ อยู่กับสามเณร ๓ องค์ ไม่รู้จักนาม คล้ายกับว่าเณรอยู่ในวัดของเราขณะนี้ เวลานั้นเป็นเวลาเที่ยงคืนตรง เราพาเณรทําธุระอยู่หน้ากุฎี ห่างจากุฎีประมาณ ๑๐ วาหลวงพอดี เสร็จแล้วล้างมืออยู่ที่หน้ากุฎีนั้นด้วยกัน พอต่างล้างมือเสร็จแล้ว เราขึ้นไปกุฎีก่อนเณรทั้งสาม
กุฎีนั้นปรากฏว่าเป็นกุฎี ๒ ชั้น พอเราขึ้นไปถึงกุฎีชั้นบน ปรากฏว่า กุฎีชั้นบนนั้นบานประตูเปิดอยู่ก่อนแล้ว แต่เราไม่ได้นึกสงสัยว่า จะมีอะไรเกิดขึ้น จึงตรงเข้าไปในห้องกุฎี พอเข้าไปในห้อง ปรากฏในสายตาตรงประตูด้านตะวันตกซึ่งเปิดบานอยู่แล้วเช่นกัน ก็ปรากฏเห็นรูปบุรุษคนหนึ่ง เดินผ่านหน้าประตูแวบเดียวด้วยความเร็วของเขา จึงนึกสงสัยว่าจะเป็นคนชนิดไรขึ้นมากุฎีในกลางคืน ซึ่งเป็นยามดึก ก็รีบสอดสายตาดักฟากมุมเสาตรงประตูด้านหนึ่ง ก็พอดีสายตาไปสบกับบุรุษนั้นซึ่งลอบๆ มองๆ เข้ามาข้างในห้องที่เราอยู่
พอเราทราบว่าเป็นผู้ร้ายแน่ในใจแล้ว ทันใดนั้นเขาก็ตรงเข้ามาถึงตัวเราทันที แต่ไม่ได้จับต้องกายของเราแต่อย่างใด เป็นแต่นั่งใกล้ชิดเรามาก แม้เราเองในขณะนั้นก็ปรากฏว่านั่งกระโหย่งเช่นเดียวกับเขา แล้วจึงถามเขาว่า “เข้ามาทําไมกัน” เขาก็ตอบทันทีพร้อมทั้งมือข้างขวาถือปืนสั้นทําท่าขู่เราอยู่ว่า “มาฆ่าท่านนั่นเอง” แล้วเราก็ถามซ้อนอีกว่า “จะฆ่าอาตมาทําไม อาตมามีความผิดอะไร หรือท่านต้องการสิ่งของอะไร ซึ่งมีอยู่ภายในกุฎี ก็เชิญถือเอาไปตามต้องการ จะมาฆ่าอาตมาเอาประโยชน์อะไรเล่า?”
เขาก็ตอบว่า “เมื่อท่านยังอยู่จะทําประโยชน์แก่พระศาสนามาก ใครๆ เขาก็นับถือท่านมาก จนลือกระฉ่อนไปหมดแล้วเวลานี้ เฉพาะอย่างยิ่งหนังสือ “ปัญญาอบรมสมาธิ” ที่ท่านแต่งพิมพ์ไปแล้ว รู้สึกว่าคนสนใจและชอบมากจริงๆ กําลังจะเป็นหนังสือตัวแทนของท่านและเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว ถ้าหากว่าฝืนให้ท่านยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ศาสนาจะเจริญขึ้นมาก คล้ายๆ กับสมัยพระพุทธเจ้ายังอยู่และทรงประกาศศาสนาเอง ฉะนั้น ผมเห็นเหตุนี้เองจึงจะรีบมาฆ่าท่านเสีย ศาสนาจะได้เสื่อมโทรมไป คนจะได้มืดมนหลงอยู่ในโลกนี้เป็นเวลานานๆ ผมนี้คือ “พญามาร” เคยทําลายพระศาสนาและฆ่าพระมามากแล้ว” ดังนี้
พอพูดกันจบลงเพียงนี้ ก็ปรากฏสามเณรทั้ง ๓ ขึ้นมา บุรุษคนนั้นไม่เห็นมีอาการสนใจอะไรกับเณร นอกจากคุมเชิงกับเราอยู่เท่านั้น เณรก็ไม่อาจพูดอะไรเช่นกันเพราะกลัวเขา ต่อจากนั้นเราก็พูดกับเขาอีกว่า “การที่ท่านมาที่นี่ประสงค์จะฆ่าเราคนเดียวเท่านั้น ไม่ประสงค์อย่างอื่นใช่ไหม” เขาตอบว่า ‘ใช่’ “ถ้าเช่นนั้นเราขอกราบพระสวดมนต์ และอําลาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ก่อน เสร็จแล้วค่อยฆ่า เราไม่หนีไปไหนหรอก” เขาก็ยอมให้ทํา พอเสร็จแล้ว เราก็เริ่มสั่งเณรว่า “เราจะตายนับแต่ขณะนี้เป็นนาทีสุดท้าย” เณรก็ทราบอาการจะตายของเราทันที เพราะตัวเหตุผู้จะฆ่าก็นั่งรออยู่แล้ว พวกเณรเห็นถนัดทุกองค์ เป็นแต่ไม่กล้าพูดอะไร เพราะกลัวเขา จากนั้นเขาก็เริ่มเอาปืนจ่อเข้าตรงหน้าอกเรา เราเองไม่ปรากฏว่า มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย มีนํ้าใจองอาจกล้าหาญจนวินาทีสุดท้าย
ขณะที่เขายิงเรานั้นปรากฏเสียวๆ ร้อนๆ ที่ทรวงอก แพล็บๆ สองครั้ง ในขณะเดียวกันก็ปรากฏขึ้นเป็นคําว่า อรหํ – สวากฺขาโต – สุปฏิปนฺโนฯ ภายในใจอย่างแจ้งชัด โดยที่เรามิได้ว่าแต่เป็นคําปรากฏขึ้นมาเอง พอเขาทราบว่าเราตายแล้ว เขาก็พาเณรลงจากกุฎีจะรีบหนี พอลงไปถึงหน้ากุฎีก็มีคนจํานวนมากมารุมจับเขามัดคอไว้อย่างแน่น ตัวเราเองที่เข้าใจว่าเขาฆ่าตายแล้ว ก็มีความรู้สึกอันหนึ่งซึ่งเหมือนยังไม่ตาย แล้วเดินเข้าไปในบ้าน ผ่านบ้านออกไปทางทิศเหนือ โดยรําพึงในใจว่า “การนิพพานเป็นอย่างนี้ โดยไม่มีความทุกข์ร้อนอะไรเลย แม้แต่ขณะจะตายในเวลาเขาฆ่าก็ไม่มีอาการเจ็บปวด ตายแล้วก็ไม่ทุกข์ สบายเช่นเดียวกับยังมีชีวิตอยู่”
กําลังเดินรําพึงอยู่อย่างนี้ ก็พอดีบุรุษนั้นวิ่งตามมาทัน แล้วกระโดดเข้าสวมกอดเราทันที เราก็รีบถามเขาอีกทันทีว่า “มาสวมกอดเราทําไม” ตอบว่า “มาอาศัยท่าน เขาจะรุมฆ่าผม ผมไม่มีที่พึ่งแล้ว ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของผมด้วย” เราจึงตอบเขาว่า “เวลาเป็นอยู่เห็นเราเป็นข้าศึก เวลาจะตายก็วิ่งมาพึ่ง นี่สมชื่อว่า มาร เอาเสียจริงๆ มารกับอสรพิษเป็นสัตว์ประเภทเดียวกัน ไม่รู้จักบุญคุณของใครทั้งนั้น รู้จักแต่ทําลายโดยถ่ายเดียว” เขาไม่ตอบว่าอะไร นอกจากกอดรัดเราไว้ทั้งกลัวเขาจะมาฆ่าจนตัวสั่นริกๆ ไปเท่านั้น
นิมิตมาถึงนี้ก็พอดีรู้สึกตัวตื่นขึ้น จึงทราบว่านิมิตฝันไป จึงรีบบันทึกไว้ในขณะนั้นนั่นเอง
หนังสือปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญาอบรมสมาธินี้ไม่มีใครเขียน หลักใหญ่ก็ว่าสมาธิอบรมปัญญา สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส สมาธิเมื่อศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก อานิสงส์มาก พอศีลอบรมสมาธิแล้ว จากสมาธิแล้วก็ปัญญา ปัญญาแล้วก็วิมุตติ เรามันภาคปฏิบัติ มันไม่ได้ไปตามแนว ภาคปฏิบัติต้องใช้ปัญญา ทีนี้เวลาผลเกิดขึ้นทางด้านปัญญามันชัดเจน เพราะมันประจักษ์กับตัวเอง เพียงเราอ่าน เราจํามาไม่ชัด ท่านก็จํา เราก็จํา ได้มาก็แบบเดียวกัน ท่านก็ปฏิบัติ เราปฏิบัติ ผลได้มาแปลกต่างโดยลําดับลําดา
พอเห็นหนังสือนี้ล่ะ เราระลึกได้ มหาพุทธา เกิดปีเดียวกัน พรรษาเท่ากัน เป็นมหาด้วยกัน เราแก่วันกว่า พรรษาเท่ากัน แต่แก่เดือนกว่าเท่านั้น เกิดก็พอๆ กัน ท่านอยู่วัดท่านเพ็งอยู่ทุกวันนี้ วัดวิเวกธรรม เขาเรียก วัดเหล่างา แต่ก่อนชื่อวัดเหล่างา เขาเอาหนังสือมา มหาพุทธาก็อยู่นั้นอยู่ข้างนอก เขาได้หนังสือมา “นี่ได้หนังสือมา” “ไหนหนังสืออะไร” ว่างั้น มหาพุทธานะ “หนังสืออะไร” “หนังสืออาจารย์มหาบัวแต่ง” “ชื่อว่าไงล่ะ” “ชื่อปัญญาอบรมสมาธิ” “เหอ ! มหาบัวมันเก่งกว่าพระพุทธเจ้ามาจากไหนวะ พระพุทธเจ้าว่าสมาธิอบรมปัญญา มหาบัวมันเก่งกว่าพระพุทธเจ้ามาจากไหนวะ ว่าปัญญามาอบรมสมาธิ ไหนมาดูน่ะ เอามาอ่านดู” ว่าจะอ่านดูเล่นๆ ทีแรก นั่งอยู่เก้าอี้ข้างกุฏิข้างล่างนั้น พออ่านแล้ว เอ๊ะ ! ชอบกลๆ สุดท้ายอ่านปัญญาอบรมสมาธิ ซึ่งจบประมาณเทศน์กัณฑ์หนึ่งนะ อ่านจนจบเลย “เอ้อ ! เข้าท่าดีเว้ย”
เวลาไปเจอกันก็เลยเล่าให้ฟัง เพราะสนิทกันมาแต่ไหนแต่ไร “เอ้อ ! ยอมรับแล้วล่ะ ทีแรกมันโมโห” “โมโหยังไง” “ก็ว่าปัญญาอบรมสมาธิ พระพุทธเจ้าว่าสมาธิอบรมปัญญา มหาบัวมันเก่งมาจากไหนจะมาแข่งพระพุทธเจ้านี่น่ะ ไหนเอามาดู พอดูแล้วเข้าท่าๆ เลยยอมรับ”ว่างั้นนะ สนิทกัน ลงนะลงเรา ลงจริงๆ ไม่ใช่ลงธรรมดา อย่างเทศน์ที่ไหน ท่านบอกว่า “มันลงเองนะ” ว่างั้น มหาพุทธาเกิดปีเดียวกัน เป็นเพื่อนฝูงกันอยู่วัดบรมนิวาส ท่านเสียแล้วล่ะ อันนี้ยอมรับเลยว่าลงในภูมิธรรมภาคปฏิบัติยอมรับ
ปัญญาอบรมสมาธิ
ความจริงการภาวนาเพื่อให้ใจสงบ ถ้าสงบด้วยวิธีปลอบโยนโดยทางบริกรรมไม่ได้ ต้องภาวนาด้วยวิธีปราบปรามขู่เข็ญ คือ ค้นคิดหาเหตุผลในสิ่งที่จิตติดข้องด้วยปัญญา แล้วแต่ความแยบคายของปัญญา จะหาอุบายทรมานจิตดวงพยศ จนปรากฏใจยอมจํานนตามปัญญาว่า เป็นความจริงอย่างนั้นแล้ว ใจจะฟุ้งซ่านไปไหนไม่ได้ ต้องหยั่งเข้าสู่ความสงบ เช่นเดียวกับสัตว์พาหนะตัวคะนอง ต้องฝึกฝนทรมานอย่างหนัก จึงจะยอมจํานนต่อเจ้าของ
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๔ แก้หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
เหตุการณ์นี้เกิดปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ ในงานทําบุญครบรอบอายุ หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดป่าแก้วชุมพล อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ดังนี้
“อันนี้คือไปวัดป่าแก้วฯ งานหลวงปู่ขาว ดูเหมือนงานทําบุญอายุหรือไง เข้ากันได้สนิทเลยนะ นั่นล่ะที่ว่าคานกุฏิหัก กุฏิหลวงพ่อบัว ท่านเตรียมพร้อมไว้แล้วว่าเราจะไป เพราะถามกันแล้วว่าถ้าหลวงพ่อบัวไป เราจะไป ทางโน้นก็ว่า ถ้าอาจารย์มหาบัวไป อาตมาก็จะไป ถ้าอาจารย์-มหาบัวไม่ไป อาตมาไม่ไป จะไปเพราะอาจารย์มหาบัวเท่านั้น ว่างั้น อันนี้ก็บอกว่า เราจะไปเพราะหลวงพ่อบัวเท่านั้น รับกันเลย ไป ออกจากนี้ก็ไปนิมนต์ทางโน้น ทางโน้นก็บอกว่า ไป ออกจากนี้ คือนิมนต์ท่านแล้ว มาก็มาที่นี่ ท่านก็ทราบแล้วเตรียมพร้อม กุฏิของท่านอยู่นั้น กุฏิเราอยู่นี้ คือเตรียมพร้อมไว้แล้วหลวงพ่อบัว นี่ล่ะเรื่องมันเอาชัดๆ เลยนะ เพราะเราบอกแล้วว่า เราตั้งใจจะไปหาหลวงพ่อบัวอย่างเดียว งานนี้เป็นต้นเหตุเท่านั้น
พอไปคุยกันพอสมควร ลูกศิษย์ลูกหาพระเณรเต็มไปหมด พอเสร็จเรียบร้อยแล้วพระเณรเลิกไป เอาล่ะเลิกกันไปหมด จะคุยธรรมะกับหลวงพ่อบัว บอกเลย เรามานี้มาเพื่อหลวงพ่อบัวเท่านั้น มันขัดอยู่ในหัวใจ เราบอกตรงๆ เลย พอเสร็จแล้วก็ สองต่อสองล่ะที่นี่เอากันล่ะ ขึ้นไป เอ้า ! ภาวนาตั้งแต่เป็นตาปะขาวมาบวชทีแรก เล่าจนมาถึงปัจจุบันนี้เป็นยังไง เอา ! เล่ามา เราจะฟังให้ชัดเจน เราข้องใจตลอด เรายังไม่สะดวกใจนะ เราบอกตรงๆ เลย เอา ! วันนี้เปิดให้เราฟัง ท่านก็เล่ามาโดยลําดับๆๆ จนกระทั่งถึงจุดปัจจุบัน พอจุดนี้แล้วหยุดกึ๊ก แล้วเป็นยังไงล่ะถึงนี้แล้ว แล้วเจ้าของเข้าใจว่าไง เข้าใจว่าสิ้นแล้ว เข้าใจว่าสิ้นกิเลสแล้ว “แล้วเป็นอย่างนี้มานานเท่าไรแล้ว?” “เป็นมาได้ ๑๐ กว่าปีแล้ว” นั่นล่ะเป็นอย่างนั้น
อ้อ ! แล้วกัน เอา ! ที่นี่เราไม่ได้บอกว่าสิ้นไม่สิ้นล่ะ เราไม่บอก เอา ! ที่นี่เป็นอย่างนี้แล้วให้พิจารณาอย่างนั้นๆ นะ เราบอกเลย เพราะมันไม่สิ้นนี่ ทางเดินมีอยู่แต่ไม่ไป มันปิดตาหาทางไปไม่ได้ เราก็เปิดทางให้ แล้วห้ามเลย ห้ามไม่ให้หลวงตาลงไปศาลา ผมมานี้ ผมมาเพื่อหลวงตาเองนะ งานนี้ผมไม่ถือสําคัญอะไร แต่การลงไปงาน ผมไป การเทศนาว่าการพอควรเทศน์ก็เทศน์ไม่ควรเทศน์ก็ไม่เทศน์ แต่หลวงตาไม่ให้ไป ตั้งแต่นี้ต่อไปเอาให้เต็มเหนี่ยววันนี้ เพราะมันจวนแล้วนี่ มันไปติดอยู่เท่านี้ เหมือนว่ากระดาษบางๆ ปิดนี้มันมองไม่เห็น กระดาษบางๆ เท่านั้นล่ะ ไม่ได้ภูเขาทั้งลูกปิดนะ กระดาษบางๆ ปิดไว้มองไม่เห็น เท่านั้นแหละ
พอเราเปิดกระดาษบางๆ ออก เอา ! ภาวนา นั่นล่ะที่ว่าคานกุฏิหัก กําลังพิจารณาไปถึงจุดที่แกบอก เข้าใจว่าหมดแล้ว เราเปิดทางให้เท่านั้น มันก็ลง นี่ล่ะที่ว่าคานกุฏิหัก พอมาถึงจุดนั้นแล้วผางลงเลย เหมือนคานกุฏิหัก พอจิตทํางานอย่างสนั่นหวั่นไหวหยุดไปแล้วนี้ ดูอะไร กุฏิก็ยังดีๆ อะไรก็ยังดีๆ โอ้ ! นี่คานอวิชชาหัก ท่านว่า ท่านพูดเองนะ ว่าคานอวิชชาหัก ว่างั้น
พอสว่างเสียงกึ๊กๆ กั๊กๆ บันได พอสว่างนะ กุฏิท่านอยู่นั้น กุฏิเราอยู่นี้ กุ๊กกั๊กๆ “ใครมาที่นั่น” “กระผม” “หลวงพ่อบัวเหรอ” “เอ้อๆ” “ขึ้นมาๆ ตอนนี้ไม่มีคน เอา ! ขึ้นมาเลย เอ้า ! เป็นยังไงๆ” เล่าให้ฟังย่อๆ นั่นล่ะคานกุฏิหักก็เป็นหลักฐานพยานกัน เอ้อ ! เอาล่ะใช้ได้แล้ว นั่นล่ะคานอวิชชา “ผมกราบท่านอาจารย์ทั้งคืนเลย มันไม่ทราบเป็นยังไง มันกราบพระพุทธเจ้า กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ กราบท่านอาจารย์ตลอดคืนเลย ผมไม่นอนจนกระทั่งเดี๋ยวนี้นะ โฮ้ ! มันอะไร เหมือนกับ ถ้าพูดภาษาพระพุทธเจ้าว่า เสวยวิมุตติสุข มันอะไรพูดไม่ถูก อัศจรรย์ครูบาอาจารย์ พระธรรม เห็นคุณของท่านอาจารย์ ฮู้ย ! เห็นจริงๆ เด่นจริงๆ ถ้าไม่ใช่ท่าน เราจมไปแล้ว ไม่ไปถึงไหนแล้ว เดชะจริงๆ กราบ… กราบอยู่อย่างนั้น…”
ตั้งแต่นั้นมา เราก็หายสงสัย ไม่พูดกัน พอพูดไปถึงจุด มันรู้เองๆ พอพูดเรื่องนี้ก็ไปถึง สาธุ เราไม่ได้วัดรอยหรือไม่ได้ยกตนเทียบท่านหรือสูงกว่าท่านนะ”
กุฏิ ศาลาขององค์หลวงตาฯ
เงินวัดนี้เงินเพื่อโลก เราไม่ได้เก็บ สําหรับวัดนี้ ใครจะมาสร้างอะไรให้ เราไม่เอา นี่ดูซิ
ศาลาของหลวงตาบัวหลังนี้ก็ ๔ หนแล้วนะ เขามาขอสร้าง ขอรื้อสร้างใหม่ กุฏิเรา ๘ หนมาขอปลูกใหม่ให้ ขอรื้อใหม่ปลูกใหม่ ถ้าไม่ให้รื้อก็ปลูกใหม่ เราไม่เอาทั้งนั้น หนที่ ๘ ก็ขนาบกันใหญ่ซิถึงได้หยุดมา ว่าครูบาอาจารย์อยู่อย่างนี้มันไม่เหมาะสม หลังที่สร้างขึ้นนี้ เขาส่งเงินมาก็บอกตรงๆ เลย เขาเห็นเราอยู่กระต๊อบสูงแค่เข่า พื้นก็สับไม้ไผ่เป็นฟากปู สร้างด้วยฟาง มุงด้วยหญ้า เราอยู่นั้นพังไป ๓ หลัง หลังที่ ๔ ถึงได้ปลูกหลังนี้ขึ้นมา (กุฏิหลังที่พักประจําก่อนอาพาธหนักและนิพพาน) เพราะปลวกกินต้นเสาล้มลงปลูกใหม่ ช่างพอทราบว่าเป็นกุฏิของเราก็มาต่อว่าเราที่ศาลา คนก็ยังอยู่มากๆ นี้เขามาต่อว่าเรา ยังร้องไห้อีกด้วย บอกว่า “ครูบาอาจารย์ชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศไทย มาดูกุฏิแล้วหลังเท่ากําปั้น จะอยู่ได้ยังไง?”
“เอ้า ! ตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่นี้เป็นยังไง? ท้องของแม่กับกุฏิหลังนี้ อะไรใหญ่กว่ากัน กุฏิหลังนี้ ยืนได้ เดินได้ นั่งได้ นอนได้อย่างสะดวกสบาย ไปมาได้ ในท้องแม่ไปไหนได้ไหม? คับแคบยิ่งกว่านี้ยังอยู่ได้ ตั้ง ๙ เดือน ๑๐ เดือน อันนี้ขนาดนี้แล้ว ทําไมจะอยู่ไม่ได้ ถ้าต้องการกว้างๆ ก็ไปอยู่ทุ่งอยุธยานั่นซิ”
เราไม่ให้สร้าง สร้างไปหาประโยชน์อะไร สร้างหัวใจซิ ที่ประเสริฐเลิศโลกอยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่กับอิฐ กับปูน กับหิน กับทราย ไปสร้างมันหายุ่งหาอะไร ถ้าไม่ใช่หมาขี้เรื้อนหาเกาในที่ไม่คัน ฟาดกิเลสตัวมันดิ้นมันดีด ให้เกาเอาตรงนั้นซิ ไปที่ไหนก็เลยเป็นทําเล เขาเรียกรีสอร์ตรีแสดไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้ วัดต่างๆ กลายเป็นรีสอร์ตรีแสดไปล่ะ เป็นอย่างนั้นนะ ศาสนธรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งกว่าวัตถุ เครื่องก่อสร้างให้ความกังวลวุ่นวาย เราคํานึงถึงเรื่องนั้นต่างหากนะเขาไม่ยอมซิ กลับไป เขาส่งเงินตูมมา ทีนี้เราไม่ได้มีข้อสั่งเสีย หรือมีข้อแม้อะไรเอาไว้ จะส่งกลับคืนก็เหมือนประชดกันนี่ เลยได้ฝืนปลูกนะ จากนั้นเราก็สั่งเลยเทียว
ใครจะส่งสิ่งส่งของเงินทองมาให้เกี่ยวกับการก่อสร้างในวัดป่าบ้านตาดนี้แล้ว ต้องให้เราทราบเสียก่อน ถ้าส่งมาสุ่มสี่สุ่มห้าก่อนหน้าอย่างนั้นไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ตกลงกันแล้ว ส่งมาเท่าไรก็ไม่สําเร็จ ต้องบอกอย่างนั้นเลย เราก็ถือปฏิบัติอย่างนั้นมา ใครจะมาสร้าง หากไม่ได้ขออนุญาตให้เป็นที่ตกลงใจกันเสียก่อน เราไม่ให้ทํา ที่อยู่พออยู่ อยู่ไป แต่ทางจงกรมให้เป็นเหว (เป็นร่อง) ไปเป็นไร นั่นล่ะ ธรรมเจริญ พระพุทธเจ้า พระสาวกท่านดําเนินอย่างนั้นท่านไม่ได้เอาวัตถุออกหน้าออกตาอะไร นี่อยู่ที่ไหน มีแต่เรื่องก่อสร้าง ถือเป็นใหญ่เป็นโต เป็นหลักศาสนาใหญ่โตเชียว เห่อแข่งขันโน่น จะว่าอะไร
เครื่องใช้ไม้สอยตามเหตุผล
ไปหาขนเก้าอี้มานะวัดป่าบ้านตาด ฟาดเข้าป่าหมด ดีไม่ดี ฟาดใส่หัวคนเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ด้วยเก้าอี้นะ ที่หลับที่นอนฟูกหมอน พระพุทธเจ้าปัดออกหมดดูเอา ท่านหาธรรมเข้าสู่ใจ ท่านปัดสิ่งเหล่านี้ออกที่เป็นความสะดวกแก่ร่างกาย โลกเขานอนตายกองกันอยู่เพราะสิ่งเหล่านี้ล่ะ มันติดสิ่งเหล่านี้ พากันจําเอา เรียนศีลเรียนธรรม มันสนใจศีลธรรมเมื่อไร ท่านสอนพระยิ่งสอนละเอียดมากนะ การหลับนอนพอบรรเทาขันธ์ท่านว่า ไม่ได้เป็นมรรคเป็นผล เป็นของดิบของดียิ่งกว่าความพากเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ นี่ล่ะพระโอวาทพระพุทธเจ้า เรื่องที่หลับที่นอน ที่อยู่ของส่วนร่างกายให้พอบรรเทาๆ พอนอนได้เท่านั้นเอา ท่านว่า แต่เรื่องจิตใจให้หมุนเข้าอย่าลดละ…
ให้ระวังนะมีพระพุทธรูปใหญ่อยู่ที่ไหน หามายุ่งมากนัก คนนั้นก็ถวายพระพุทธรูป คนนี้ถวายพระพุทธรูป เลยเกลื่อน พระก็เกรงใจจะว่าไง รับไว้ๆ เลยเกลื่อนตั้งแต่เศษเหล็กเศษทอง หัวใจคนไม่ได้เป็นทอง ทําอย่างสบายๆ คิดอย่างง่ายๆ คิดแล้วไปซื้อพระพุทธรูป เขาขายแล้วเอามาให้พระแบกหามพระพุทธรูปเต็ม อย่าทํานะสํานักเรา ให้เป็นขึ้นมาที่นี่นะ พระพุทธรูปเป็นเครื่องหมายแห่งการเคารพบูชา แต่ความเอาจริงเอาจังแล้วจะน้อมเข้ามาสู่จิตใจ ปฏิบัติสํารวมระวังใจเจ้าของ
เขาจะถวายรถยนต์เอามาทําไม รถเต็มแผ่นดิน จะขึ้นคันไหน ลูกศิษย์คนไหนเขาพร้อมเสมอ อยากให้ขึ้นรถเขา เรามีเหตุมีผลทุกอย่างที่ห้ามอะไร พระหามาอะไร หารถ ไม่ใช่ฆราวาสนี่ อันนี้เป็นเรื่องของโลกเขาใช้กัน พระเป็นเพียงอาศัยความสะดวกไปกับเขาเท่านั้น จะมาเป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นตัวของตัว เป็นเจ้าของรถของราขึ้นมา มันก็เหมือนโลกเขาน่ะซิ ไฟฟ้า เขาจะเอาเข้ามา เราก็ห้ามมานานแล้ว นี่ถ้าเอาไฟเข้ามา ลองดูซิ สิ่งที่แอบแฝงเข้ามา ที่จะตามเข้ามาให้วัดเสีย มาฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมกันเต็มวัดวาเลอะๆ เทอะๆ ไปหมด ไม่ทราบว่าวิทยุ โทรทัศน์ ตู้เย็น จะแอบตามกันมา
โทรศัพท์ ก็จะมาติดขึ้นอีก มาขอ ๒ ครั้งแล้วนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดมาติดต่อเรา จะขอตั้งโทรศัพท์ที่วัด เพื่อการติดต่อสะดวก นี้เราก็ไม่เอา เพราะผลประโยชน์ที่จะได้มีเพียงนิดเดียว ผลเสียที่ตามมานี้มากต่อมาก พรรณนาไม่จบไม่สิ้นเลย สมควรแล้วเหรอจะเอาช้างแลกแมว มันจะกริ๊งกร๊างๆ ทั้งวันทั้งคืนไม่มีเวลาเลย ทางไหนก็โทรมา ผู้รับสายหนีไปไหนไม่ได้แหละ วันหนึ่งๆ จะเข้ามาเท่าไร แม้แต่มาจังหัน มาวัดมาวา ก็โทรเข้ามา อย่าว่าแต่ข้างนอกจะโทรเข้ามาเลย ข้างในนี้ก็เป็นบ้าไปเลยแหละ โทรแหลก นั่นฟังซิ เราก็ให้เหตุผลกับผู้ว่าฯ ไป ก็อุดรฯ กับวัดนี้ไม่เห็นไกลกัน มีเหตุผลอะไร มีความจําเป็นอะไร รถวิ่งไปหาครู่เดียวก็ได้ ความมีโทรศัพท์เป็นความเสียหายมากมาย แล้วพระเณรจะคึกคะนองขึ้นอีก เราว่ายังงี้เลย จึงไม่ยอมให้ตั้ง
ทุกสิ่งทุกอย่าง เราคิดด้วยเหตุผลทั้งนั้น ไม่ว่าจะอนุญาต ไม่ว่าจะห้าม เอ้า ! ให้ค้านมาว่างั้นเลย ถ้าเหนือนี้เรายอมรับ ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าไม่เหนือแล้ว เราไม่ทํานะ ไม่ใช่เรามีทิฐิมานะไม่ให้ทํานะ เราต้องการเหตุผลนี่ รักษาศาสนาก็ต้องรักษาด้วยเหตุด้วยผล อะไรที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับวัดกับวาศาสนาพระเณร ก็ต้องมีเหตุผลซิ ทําแบบสุ่มเดาได้เหรอ
กิจวัตรประจําวัน
ตี ๓ ตื่นจากจําวัดแล้วจึงบริหารกาย ถัดจากนั้นจึงนั่งสมาธิภาวนาเรื่อยไป จนกระทั่งได้เวลารุ่งอรุณ รุ่งอรุณ พระอุปัฏฐากองค์หลวงตาฯ จะเข้าไปทําหน้าที่ต่างๆ ภายในกุฏิและบริเวณโดยรอบ ช่วงนี้ท่านเองจะลงไปเดินจงกรมอยู่ในป่า (เว้นแต่มีธุระอื่นที่ควรจัดทําในเวลานี้ ท่านก็ไม่ได้เดินจงกรม) จนใกล้เวลาจะบิณฑบาต ท่านจึงออกจากทางจงกรม มากราบพระประธานและรูปภาพพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ศาลา และออกบิณฑบาตในหมู่บ้านซึ่งห่างจากวัด ๑ กิโลเมตร
สมัยที่สุขภาพของท่านเป็นปกติ ได้บิณฑบาตร่วมสายกับพระเณรอยู่โดยสมํ่าเสมอ เพิ่งจะย่นระยะทางลงเหลือเพียงแค่ชาวบ้าน ๓ – ๔ หลังคาเรือนก็ต่อเมื่อธาตุขันธ์ร่างกายท่านเริ่มทรุด ฉันอาหารไม่ค่อยได้ การพักผ่อนหลับนอนไม่เป็นปกติ ราวปี พ.ศ. ๒๕๒๖ นี่เอง แต่ไม่ว่าสมัยใด การออกบิณฑบาตท่านมักไปตามลําพัง โดยปล่อยให้พระเณรล่วงหน้าไปก่อน ด้วยเพราะท่านถือเป็นการเดินจงกรมไปด้วย กําหนดพิจารณาไปด้วย พิจารณาเรื่องอรรถเรื่องธรรมลึกตื้นหยาบละเอียดของธรรมบทต่างๆ แง่ต่างๆ
ปี ๒๕๔๐ องค์หลวงตาฯ ขณะอายุ ๘๔ ปี ท่านออกบิณฑบาตเฉพาะในบริเวณวัดต่อมาเนื่องจากผู้คนหลั่งไหลมาทําบุญใส่บาตรเป็นจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ ท่านต้องถ่ายบาตรเป็นร้อยถึงสองร้อยกว่าครั้งต่อวัน การก้มและเงยศีรษะบ่อยๆ ทําให้ท่านเวียนศีรษะ เมื่อธาตุขันธ์ไม่อํานวย ท่านจึงงดการบิณฑบาต ให้พระอุปัฏฐากออกรับบาตรโดยใช้บาตรขององค์ท่านแทน ส่วนองค์ท่านไปเดินจงกรมซึ่งท่านกล่าวว่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า
เมื่อเสร็จจากบิณฑบาต พระเณรและฆราวาสต่างช่วยกันจัดอาหารหวานคาวเป็นหมวดหมู่ใส่ถาดไว้ เพื่อให้ญาติโยมทั้งที่มาพักปฏิบัติธรรมและที่มาทําบุญตอนเช้าได้รับประทานหลังพระฉันเสร็จแล้ว เมื่อพระเณรจัดอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว องค์หลวงตาฯ จะอนุโมทนาให้พร เสร็จแล้วพระเณรท่านจะพิจารณาอาหารในบาตรก่อนด้วย ปฏิสงฺขา โยนิโสฯ เสร็จแล้วฉันในบาตรด้วยอาการสํารวม เงียบกริบ เหมือนไม่มีใครรับประทานอาหารอยู่ในบริเวณนั้น
เมื่อฉันเสร็จหากไม่ตรงกับวันหยุด ถ้ามีคณะศรัทธาญาติโยมมาทําบุญ แม้มีจํานวนไม่มาก ท่านก็เมตตาแสดงธรรมให้ฟัง แต่ถ้ามีจําเพาะผู้มาทําบุญอยู่เสมอไม่ค่อยขาด ท่านอาจพูดให้ฟังเล็กน้อยแล้วบอกให้กลับ สําหรับวันหยุดราชการและวันพระซึ่งคนมามาก ท่านจะเทศน์อบรมเป็นประจํา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่านเมตตาเทศน์อบรมทุกเช้า
หลังจังหันแล้ว ท่านมักนําข้าวสาร อาหารสด อาหารแห้ง ปลากระป๋อง นํ้าปลา นํ้ามันพืช ขนม ไข่ ผ้าขาว และอื่นๆ ไปแจกจ่ายหมุนเวียนตามโรงพยาบาลต่างๆ อยู่เป็นประจํา พร้อมกับถามไถ่ถึงความขาดเขินในวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือหยูกยาต่างๆ หากมีความจําเป็นท่านจะเมตตาช่วยเหลือทันที ท่านเคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๑ ขณะนําเครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกโรงพยาบาลย่านจังหวัดสกลนคร ทําให้กระดูกต้นแขนขวาแตก
บางวันท่านก็เมตตาออกเยี่ยมพระเณรในสํานักหรือวัดในถิ่นทุรกันดาร ที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นกําลังใจ พร้อมนําเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ สงเคราะห์ช่วยเหลืออีกด้วย
แต่เดิมนั้น ช่วงเวลาที่ท่านไม่ได้รับแขกนี้ ท่านใช้ไปในการพักผ่อนบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ตอบจดหมายบ้างตามอัธยาศัย ส่วนมากท่านจะเดินตรวจตราไปตามที่อยู่ของพระเณรซึ่งกระจายอยู่ทั่วบริเวณวัดที่มีเนื้อที่ ๑๖๓ ไร่ อยู่เป็นประจําไม่ค่อยขาด การออกตรวจตรานี้ ความถี่ห่างขึ้นอยู่กับสุขภาพของท่าน หากปกติดี จะมีถึง ๓ วาระ คือ เช้า บ่าย และคํ่า แม้ระยะหลังนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งท่านมีอายุถึง ๘๖ ปีแล้วก็ตาม แต่การตรวจตราพระเณรก็ยังเป็นสิ่งที่ท่านให้ความเมตตาเอาใจใส่อยู่เสมอมิได้ขาด จากการตรวจตราทําให้ท่านหยิบยกสิ่งบกพร่องมาสอน ยํ้าเตือนเสมอถึงชีวิตความเป็นอยู่ การบําเพ็ญภาวนาของพระเณรเพื่อให้มีความขยันหมั่นเพียร และยังถือโอกาสนี้กําชับกําชาพระเณรให้ใส่ใจต่อการเลี้ยงดูเรื่องอาหาร นํ้า และระวังรักษาภัยอันตรายให้กับสัตว์ต่างๆ ที่มาอาศัยอยู่ภายในวัด ซึ่งมีจํานวนไม่น้อยอีกด้วย
นับแต่ปี ๒๕๒๖ เป็นต้นมา สุขภาพของท่านเริ่มทรุดเห็นประจักษ์ การออกตรวจเหลือเพียงวาระเดียว ส่วนมากมักเป็นช่วงบ่ายที่ว่างจากแขก แม้ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ไปแล้ว ธาตุขันธ์ร่างกายท่านจะดีขึ้นก็ตาม แต่ความที่มีผู้คนประชาชนพระเณรหลั่งไหลมากราบนมัสการขอฟังธรรมจากท่านมากขึ้นผิดหูผิดตา ความบอบชํ้าย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านจึงต้องการเวลาเยียวยาให้กับธาตุขันธ์ร่างกายมากขึ้น แม้กระนั้นก็ตาม ความที่เคยกระทํามาเป็นประจํา ก็ทําให้มีเวลาใดเวลาหนึ่งที่ท่านจะต้องออกเดินตรวจอย่างน้อยวันละครั้งอยู่เสมอ
บ่ายโมง ท่านจะเริ่มรับแขก จะมีพักบ้างเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาปัดกวาดลานวัดและสรงนํ้า และเมื่อใกล้คํ่าจึงงดรับ หากวันไหนที่ท่านออกไปแจกของตามโรงพยาบาล วันนั้นท่านมักจะกลับมาในช่วงบ่ายโมงถึงบ่าย ๓ โมง จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับระยะทางที่ไป
๖ โมงเย็น ท่านมักอยู่ภาวนาภายในกุฏิ หรือเดินจงกรมในป่า บางครั้งท่านก็ออกตรวจตามที่พักของพระเณร ๒ ทุ่ม ท่านจะลงจากกุฏิเพื่อมาตรวจของเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่จัดเตรียมไว้ในโกดังโรงทานสําหรับการสงเคราะห์ช่วยเหลือแก่โรงพยาบาล ท่านดูว่ามีสิ่งใดขาดตกบกพร่องไปหรือไม่ หรือมีโรงพยาบาลหรือหน่วยงานทางราชการใดมาขอรับสิ่งของในวันนั้นบ้าง บ่อยครั้งที่ท่านจะสอบถามธุระต่างๆ กับพระเวรศาลา และในโอกาสพิเศษท่านจะนั่งฉันนํ้าปานะ ในช่วงนี้ท่านจะเมตตาเล่าเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เพื่อเป็นกําลังใจในการปฏิบัติธรรมแก่พระเณร จากนั้นเมื่อควรแก่กาลแล้ว ท่านจึงขึ้นกุฏิ เดินจงกรมหรือนั่งภาวนาต่อไปจนเวลาประมาณ ๕ ทุ่มจึงเข้าจําวัด
ช่วงเวลาคํ่า ในระยะที่องค์หลวงตาฯ มีธาตุขันธ์แข็งแรงอยู่นั้น ท่านจะเรียกประชุมเทศนาอบรมพระ อาทิตย์ละครั้งโดยประมาณ ต่อมาระยะหลังเมื่อชราภาพมากขึ้นก็ เว้นการประชุมพระห่างออกไปเรื่อย จนกระทั่งงดโดยสิ้นเชิงในปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เฉพาะในวันเข้าพรรษาและวันกฐินนี้เท่านั้นที่ท่านยังคงเมตตาแสดงธรรมอบรมพระ ในช่วงเวลา ๑๕ ปีสุดท้ายก่อนองค์ท่านจะละขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน
หลักปฏิบัติของพระใหม่ที่มาศึกษากับครูบาอาจารย์
การสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนา ในครั้งพุทธกาลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลักพระธรรมวินัยไว้ให้พระสงฆ์สาวกได้ดําเนินตาม ในครั้งกึ่งพุทธกาลท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต วางข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาให้พระศิษย์ได้ดําเนินตาม เพราะเป็นการปูพื้นฐานอันจําเป็นและสําคัญมาก ในยุคบ้านตาดที่องค์หลวงตาพระมหาบัวเป็นผู้นํา ท่านทรงปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานประดุจเป็นองค์แทนหลวงปู่มั่น และท่านจะมุ่งเน้นให้ปฏิบัติภาวนาโดยถ่ายเดียวเป็นสําคัญ ซึ่งครูบาอาจารย์รุ่นอาวุโสบางท่านได้แนะนําว่า “ถ้าอยากรู้ว่าท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านเป็นอย่างไร ให้ไปดูได้ที่หลวงตาวัดบ้านตาด แล้วจะเข้าใจ” ดังนั้น ครูบาอาจารย์ท่านมักส่งพระศิษย์มาศึกษาอบรมกับองค์หลวงตาฯ เช่น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่เขียน ฐิิตสีโล ฯลฯ โดยหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ถึงกับยกย่องปฏิปทาองค์หลวงตาฯ ดังนี้
“เกล้าเมื่อพิจารณาขณะจิตก็ได้นึกถึงองค์หลวงปู่อยู่เป็นอาหารของใจอย่างเคารพสูงยิ่ง และองค์หลวงปู่ทรงปฏิปทาเด็ดเดี่ยว สมต้นสมปลาย เป็นธรรมอันหาได้ยากในสมัยปัจจุบันนี้เรื่องนอกๆ ที่เกล้าวิจารณ์ตามประสาอารมณ์บ้าของเกล้าที่เป็นบ้านั้น เกล้าได้พิจารณาลึกลงไปกว่านั้นมาแต่ไรๆ แล้ว และไม่มีที่จะแซงองค์หลวงปู่อันใดได้เลย ถ้าผู้หนักไปในทางธรรมแล้วก็จะได้อัศจรรย์องค์หลวงปู่ที่เด็ดเดี่ยวเป็นทิฏฐานุคติของอนุชนรุ่นหลังอย่างยอดเยี่ยม”
องค์หลวงตาฯ นอกจากท่านปฏิบัติให้ดูเป็นคติแบบอย่าง อันเป็นการสอนโดยการกระทํา ของพระอริยเจ้าแล้ว ท่านยังเมตตาเทศน์อบรมสั่งสอนพระเณรที่มาขอศึกษาอบรมให้ดําเนินตามหลักธรรมวินัย ข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นวางไว้อย่างเข้มงวดเคร่งครัด ดังนี้
“การก่อการสร้างนี้เป็นงานของวัฏวนวัฏจักรมันง่าย แต่การงานฆ่ากิเลสนี้มันยาก
พระเราให้มีข้อวัตรปฏิบัติให้ละเอียดลออ ทําข้อวัตรปฏิบัติอันใดให้มีสติติดแนบๆ จากนั้นก็ปัญญาใคร่ครวญ นี่เรียกว่าพระที่เรียบร้อย พระมีศีลาจารวัตร เข้าทางด้านของเจ้าของ ในการแก้กิเลสก็เหมือนกัน อย่าทําท้อแท้อ่อนแอ กิเลสไม่เคยอ่อนข้อต่อใคร ใครเผลอมันซัดทั้งนั้นแหละกิเลส กิเลสนี้ตัวเก่งมากทีเดียว มีแต่ธรรมเท่านั้นแหละเหนือ…
ท่านนักปฏิบัติผู้หวังความเจริญรุ่งเรืองแก่ตนและวงพระศาสนาทั้งหลาย โปรดทําความเข้าใจในตัวเองแต่บัดนี้เป็นต้นไป คือพยายามตั้งหลักให้ถูกต้องและมั่นคงแต่ต้นมือ นับแต่วันแรกที่เราก้าวเข้ามาศึกษาและปฏิบัติกับครูอาจารย์ เพราะผู้ที่จะได้กําลังทางใจจะต้องได้ในเวลามาอาศัยอยู่กับท่าน และออกแสวงหาที่วิเวกตามบริเวณใกล้เคียงท่านตามโอกาสอํานวย แล้วกลับเข้ามาหาครูอาจารย์เพื่อการศึกษาและแก้ไขข้อข้องใจ พอได้อุบายแล้วก็ปลีกตัวออกหาที่สงัดวิเวกถ้าเกิดข้อข้องใจในธรรมขึ้นมาก็รีบเข้าไปศึกษากับท่านอีก มีการเข้าออกอยู่ทํานองนี้ ย่อมได้อุบายขึ้นโดยลําดับ แต่การจากครูอาจารย์ไปทั้งๆ ที่ใจยังไม่มีความแน่นอนทั้งทางด้านสมาธิ และด้านปัญญา ย่อมไม่สมควร ทั้งไม่อาจจะนําตนให้ถึงความปลอดภัยได้
หลักปฏิบัติในข้อนี้สําคัญมาก โดยเฉพาะพระบวชใหม่ เมื่อเข้ามาศึกษาอบรมในสํานักของครูบาอาจารย์ ต้องอดทนต่อการอบรมสั่งสอนของครูบาอาจารย์ จึงประสบความสําเร็จสมหวังในทางธรรมได้ และจะอยู่ในเพศพรหมจรรย์ได้ตลอดรอดฝั่ง
สตินี้ขอให้ท่านทั้งหลายวางเป็นพื้นฐานไว้ประจําตน เรื่องสติเป็นเรื่องสําคัญ ในวงพระพุทธศาสนาการฆ่ากิเลสตั้งแต่ขั้นล้มลุกคลุกคลานจนถึงพระนิพพาน จะไม่พ้นจากสติและปัญญานี้ไปได้เลย สติท่านจึงแสดงไว้เป็นพุทธพจน์ว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจําต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน ให้มีสติประจําตัวอยู่ทั้งนั้น
นี่พูดอย่างนี้ก็ไม่อยากจะพูด คือเกี่ยวกับผู้มาอบรมศึกษา เวลาเข้าไปแล้วพอถึงธรรมขั้นละเอียดแล้วมักจะหมายนะ คือ มักจะหมาย มักจะคาด ครูบาอาจารย์พูดอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วนึกน้อมเอาจิตของตัวเองไปเป็นอย่างนั้น ทั้งๆ ที่มันไม่จริง แล้วก็เป็นความผิดของผู้นั้น จึงต้องระวังเหมือนกัน ถ้าหากว่าไม่อธิบายไว้บ้าง พวกนี้ก็ไม่เข้าใจ เวลาไปถึงจุดใดจุดหนึ่งเข้าไปก็จะได้ยึดเอาอันนี้มาเป็นหลัก “อ๋อ ! ท่านว่าอย่างนั้นนะ” มันก็มีทางที่จะพิจารณาไปอีกได้ ถ้าบอกอย่างนี้แล้ว ผู้ที่เป็นเถรตรงนั้น สติปัญญาไม่ค่อยรอบนัก ถึงว่าจะเป็นขั้นนั้นก็ตาม ก็ยังขึ้นอยู่กับนิสัยอีกเหมือนกัน มันจะคล่องแคล่วแกล้วกล้าต่างกัน อืดอาดต่างกัน ถึงมหาสติมหาปัญญาเหมือนกันก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบเดียวกันหมด อาจจะไปน้อมนึกเอาอันนั้นมาเป็นของตัวเสียบ้าง เข้าใจว่าตัวเป็นอย่างนั้นเสียบ้าง แล้วก็นอนใจ แน่ะลําบาก
ท่านอาจารย์มั่นรู้สึกว่าท่านฉลาดมาก พออธิบายถึงจุดนี้ ท่านเว้นเสียปั๊บ ไปเอาข้างหน้าอธิบาย พอไปถึงจุดนั้น ท่านเว้นปั๊บๆ ท่านไม่เข้าจุดนั้นเลย คือกลัว ทําไมท่านถึงไม่เข้า เราจึงมาทราบทีหลังว่าที่ท่านไม่เข้า เพราะกลัวจะไปเกิดสัญญาความสําคัญมั่นหมายขึ้นมาในวงปฏิบัติอย่าไปคาดอดีต อนาคต ยิ่งกว่าปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัจธรรม ให้พิจารณาลงตรงนั้น
ท่านพูดอะไรก็ตามในวงปฏิบัติโดยเฉพาะแล้ว อย่าไปคาดเป็นอันขาด ผิด เอ้า ! รู้ขึ้นมาจากไหนก็ให้เป็นเรื่องของเราเป็นอย่างนี้ เรื่องของท่านเป็นอย่างนั้น เรื่องของเราเป็นอย่างนี้ ให้เป็นเครื่องยืนยันกันอย่างนี้ เราจะไปน้อมของเราอยากให้เป็นเหมือนท่านอะไรอย่างนี้ไม่ได้ ผิด เช่นว่า สมาธิรวมอย่างสนิทอย่างนี้นะ แล้วก็น้อมจิตให้มันสนิท ทั้งๆ ที่มันไม่สนิทก็ผิด มันเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นตามหลักนิสัยของตัวเอง ให้รู้ด้วยตัวเอง เป็นสมบัติของตัวเอง สมบัติของเราเป็นอย่างนี้ สมบัติของเขาเป็นอย่างนั้น สมบัติของตัวเป็นอย่างนี้ ให้รู้ชัดๆ ว่านี้เป็นของตัวๆ นั้นล่ะถูกต้อง ให้ระวังกัน ที่เตือนนั้นมันยึดได้นะ มันหากเป็นเอง คือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ มันหากไปยึดได้ ยึดจนได้นั่นแหละ จึงต้องได้เตือนไว้เสมอ ระวัง จิตจะเข้าถึงขั้นละเอียด มันยึดแบบละเอียดนั่นแหละ เราไม่ทันมันเสีย นี่ล่ะที่สอนหมู่เพื่อนถึงเรื่องสติปัญญา ก็สอนเพื่อธรรมขั้นนี้เป็นสําคัญ
การปฏิบัติธรรมต้องใช้ความพินิจพิจารณาสังเกตนะ ไม่อย่างนั้นไม่ได้ สักแต่ว่าทําไปๆ ผลประโยชน์ไม่ค่อยมีและไม่มี ถ้าทําไปสังเกตไปๆ จะได้รับผล ความเพียรก็จะเป็นชิ้นเป็นอันให้พากันพิจารณาอย่างนั้นซิ นี่ที่เอามาสอนนี้ได้พิจารณามาหมดแล้ว ปฏิบัติมาหมดแล้วนะ เจ้าของนั่นล่ะทดสอบเจ้าของเองทุกอย่างๆ เมื่อเห็นว่าอะไรดีถึงจะลําบากบ้างก็ทนเอา เพื่อความดีนั้นจะได้หนุนขึ้นไป”
ถ้ามีปัญหาธรรม ตอบเป็นที่หนึ่ง เทศน์เป็นที่สอง – นิพพานไม่ใช่อนัตตา
เจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ที่เป็นอุปัชฌาย์เรา ลงเราสุดขีดเลย บอกว่าลงสุดขีด “ใครไปเทศน์ที่ไหน มันก็ไม่เหมือนเธอเทศน์นะบัว บางทีเราโมโห เทศน์อืออาๆ กูคิดถึงมหาบัว” ท่านพูดเองนะนี่น่ะ กูคิดถึงมหาบัว นั่นไม่มีอะไรพุ่งๆ เลย อันนี้อือๆ อาๆ อยากพูดเมื่อไรก็พูดมันโมโห จะไปเทศน์แทนก็ไม่เห็นไปนะ นี่ล่ะอันหนึ่ง
ทีนี้มาเกี่ยวกับเรื่องปัญหานะ เทศน์นี่อยู่กันสองต่อสองนะ ท่านจะซักแหลกนะ ซักเรา มองดูกันเฉยๆ ดูหน้าจ้อบัวๆ อย่างนี้ก็เป็นนะ มองดูหน้าเรา บัวๆ คือการเทศน์เราฟังมาพอแล้วนะ ว่าอย่างนั้นนะ บอกว่าทั่วประเทศไทย ท่านพูดอย่างนี้ล่ะ เพราะท่านเป็นเจ้าคณะมณฑล ท่านจะไม่ฟังทั่วไปอย่างไร ฟังมาแล้วไม่มีใครเทศน์เหมือนเธอ เทศน์ใส่ตรงไหนขาดสะบั้น ขาดสะบั้น ไม่มีอือๆ อาๆ ท่านว่านะ อันนี้อันหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีปัญหานะบัวนะ เทศน์เธอเป็นที่หนึ่ง แต่ถ้ามีปัญหา การเทศน์ของเธอเป็นที่สองของปัญหาที่เธอตอบ คือ การตอบปัญหาเร็วมากที่สุดปั๊บๆ เลย แหม ! เรานี้อยากถามทั้งวัน ท่านพูดขันๆ นะ เราอยากถามทั้งวัน แต่ไม่มีปัญหาจะมาถาม คือ ท่านลงจริงๆ ลงกับเรา ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์เรื่องทางกรรมฐาน ท่านเก่งมากนะ ท่านไม่เคยยุ่งเจ้าคณะนั้นคณะนี้ ท่านไม่พูดถึงเลยนะ ไปปั๊บเข้าแต่เรื่องวงกรรมฐานอย่างเดียวๆ
นั่นล่ะที่ท่านถามอยู่ๆ บัว ตาจ้อง “บัว เวลามีคนมาถามปัญหาเธอน่ะ เธอได้คิดไว้ไหม” เพราะท่านฟังเราตอบปัญหามามากต่อมากแล้ว ท่านหาอุบายให้เขาถามปัญหา เวลาเขาถามมาปั๊บ “เอา ! บัวตอบ” ท่านจะแอบฟัง ท่านว่าอย่างนั้น เราเป็นคนตอบๆ ทีนี้นานเข้าๆ ดูหน้า “บัว เวลามีคนมาถามปัญหานี้ เธอได้คิดไหม ปัญหามามากต่อมากมาถามปั๊บๆ ตอบปุ๊บๆ นี้เธอได้คิดไว้ไหม” เราก็นิ่งเฉย บทเวลาท่านจะตอบ “ไม่คิด” ขึ้นเลย อย่างเด็ดนะ “ไม่คิด ถ้าคิดตอบไม่ทัน” เท่านั้นพอ ท่านเลยตอบเองพูดเอง เราไม่พูด สิ่งเหล่านั้นมันก็รู้ควรไม่ควร เป็นเรื่องของท่านท่านเป็นธรรมทั้งแท่งเลยนะ เจ้าคุณอุปัชฌาย์เรา… ท่านยังเคยพูด ผมไม่ลืมนะเวลาอยู่สองต่อสอง ท่านพูดแล้ว ท่านดูหน้าผมด้วยนะ ตาท่านใสแจ๋ว ดูอยู่เฉยๆ “บางทีนะบัว ข้อยพูดตามความจริงนะบัว เจ้าเทศน์นี้ข้อยว่าหาตัวจับยากนะบัว ต่อไปนี้เจ้าจะเป็นเจ้าคุณอุบาลีน้อยนะบัว เจ้าเทศน์ แหม ! มันถึงใจข้อยเหลือเกิน”
ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านเป็นยอดธรรมกถึกเอกแห่งยุค
มีหนหนึ่งแต่ท่านก็ล่วงไปแล้ว แล้วมันมาสัมผัสที่จะให้เป็นข้อคิดในกาลต่อไป เราจึงเอามาพูด นี้พึ่งพูดเป็นครั้งแรกเลยนะ เราไม่เคยพูด เราเก็บตลอดนะ ท่านเทศน์อยู่ศาลาวัดโพธิสมภรณ์ เราก็ไปนั่งฟังอยู่นั่น ท่านเทศน์เอง พอเทศน์ไปถึงนิพพานเป็นอนัตตา เราสะดุดใจกึ๊กเลย พอลงจากธรรมาสน์ เราจะเดินตามท่านไปเลย พอดีเรายังไม่ได้เดินตาม “ไป บัว ไปด้วยกัน” ไปก็ซัดกันเลยระหว่างพ่อกับลูก “ต้องขอประทานโอกาสพระเดชพระคุณ ทําไมพระเดชพระคุณจึงเทศน์ว่านิพพานเป็นอนัตตาเพราะบังคับไม่ได้ นิพพานไม่ใช่ผู้ต้องหา” ท่านนิ่งเลยนะ “นิพพานไม่ใช่ผู้ต้องหาอนัตตาอะไร อนัตตาเป็นทางเดินของพระนิพพานต่างหาก จะมาเรียกพระนิพพานได้อย่างไร” ท่านนิ่งเลยนะ
นี่ล่ะอุปัชฌาย์กับลูกศิษย์เอากันคราวนี้ล่ะ เด็ดนะ เราเด็ดด้วย เพราะมันผิดมากนี่ มันต้องเอาอย่างเด็ด เอาแล้วนะซัดกันเลย “อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นทางก้าวเดินเพื่อพระนิพพาน นิพพานจะมาเป็นอนัตตาอะไร ถ้านิพพานเป็นอนัตตา นิพพานก็เป็นไตรลักษณ์ล่ะซิ” นิ่งเลยนะ เงียบเลย เพราะมันออกจากนี้จริงๆ เด็ดขาดนะ คือมันผิดต่ออันนี้อย่างมากมาย เพราะฉะนั้นถึงเบิกออกทันที เปิด อย่าให้ปรากฏขึ้นมาธรรมประเภทนี้ ความหมายว่าอย่างนั้นเข้าใจไหม คือนิพพานเป็นอนัตตา มันฟังไม่ได้ ก็มันเป็นอยู่นี้ มันผ่านไปหมด อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นทางก้าวเดินเพื่อพระนิพพาน เมื่อถึงพระนิพพานไหนจะมากอด อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา คือบันไดอยู่ มันมีอย่างเหรอ ท่านนิ่งนะ ท่านไม่ว่าอะไรนิ่งเลยนะ เพราะเอาหนักอยู่นะ อย่างนั้นล่ะพ่อกับลูกเอากัน แต่มีสองต่อสองนะ ไม่มีใครล่ะ ติดตามไปเลยเชียว
เพราะบังคับไม่ได้ เหอ ! นิพพานไม่ใช่ผู้ต้องหา จะมาบังคับกันหาอะไร ซัดกันเลย จากนั้นเราก็ไล่ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นทางก้าวเดินเพื่อพระนิพพาน ถ้าอันนี้ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ถึงพระนิพพาน อันนี้สมบูรณ์แบบแล้วสลัดปั๊วะถึงนิพพานเลย นี่เราแก้ไว้หมดเลย มันเป็นอยู่ในหัวใจนี้แล้วมันจะผิดไปไหนพูดน่ะ ทางก้าวเดินเหล่านี้ เราก้าวมาพอแล้ว พูดออกมันจะผิดไปไหน พูดด้วยความรู้จริงๆ มันไม่ได้มีสะทกสะท้านนะ ของจริงอยู่นี่ ใบละห้าบาทก็ห้าบาทจริง สิบบาทสิบบาทจริง มันจะปลอมไปไหน เข้าใจไหมล่ะ ยอมรับ เด็กก็ว่าเด็ก ผู้ใหญ่เป็นผู้ใหญ่ก็คนเหมือนกัน นั่น อันนี้ธนบัตรใบห้าบาทยอมรับห้าบาท สิบบาทยอมรับสิบบาท จะมาลบล้างไม่ได้ นั่นล่ะความหมายว่าอย่างนั้น นิพพานเป็นอนัตตา วะ มันก็โมโห
ท่านเมตตามากนะกับเรา เมตตามากจริงๆ แต่เวลาเถียงก็เอากันเก่งนะ เถียง ท่านเป็นฝ่ายยอมนะ แปลกอยู่ เวลาเถียงนี้ ท่านเป็นฝ่ายยอมเรา ท่านไม่เคยค้านเรา ถ้าลองได้เถียงกันปึ๋งแล้วนั่นล่ะพ่อกับลูกซัดกันแล้วนะ เงียบ คราวหลังมายอม “เอ้อ ! บัว เธอพูดนั้นถูกต้องทุกอย่าง เรายอมรับนะ นิพพานผ่านหมดแล้วไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้” ท่านมาเอาทีหลังนะทุกครั้งเลยนะยอมรับ ไม่รับไม่ได้ มันพิจารณาโดยอรรถโดยธรรมทุกอย่าง
คือทีแรกไม่ว่าอะไรนะ ท่านก็นิ่งทั้งนั้นล่ะ พอเที่ยวหลัง ยอมทุกทีไม่มีค้านนะ ไม่มีค้านเรา นี่ก็เหมือนกันไม่ค้าน ยอมรับเลย ประการสําคัญระหว่างเรากับอุปัชฌาย์นี้ ท่านก็คงจะเป็นที่ระลึกว่าเป็นลูกกตัญญู ความหมายนะ ท่านนิมนต์เราไปในงานไหนก็ตามเกี่ยวกับท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์เราจะมอบถวายหมดเลย เรียกว่า ทุกครั้ง จนกระทั่งท่านค้านมา “อ้าว ! เธอเอามาให้แล้ว เธอจะไปเอาอะไร” “โอ้ย ! มี” เราว่าอย่างนี้เลย ให้ตลอด อันนี้เรียกว่าตลอด เราไม่เอาแม้บาทหนึ่งไม่เอา คือเราตอบแทนคุณท่าน ถึงอย่างนั้นก็ไม่เท่าคุณของท่านที่เป็นพ่อของเรา เราเป็นพระทั้งองค์ได้ เพราะท่านเป็นอุปัชฌาย์ นั่นหลักใหญ่อยู่ตรงนั้นนะสําหรับเจ้าคุณอุปัชฌาย์นี้เราเคารพมาก เคารพจริงๆ ก็เป็นพ่อของเราว่าไง แล้วรู้สึกท่านเมตตามากนะ ก็เข้ากันได้เลย…
คืนหนึ่งท่านนิมิตนายพรานมือแม่นปืนมาจ่อยิงท่าน ยิงจนกระสุนหมด แต่ไม่ถูก ท่านไม่ได้รับบอบชํ้า หรือได้รับอันตรายใดๆ พอบ่ายท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ก็มีจดหมายฝากเด็กผู้หญิงสาวมาบวชชี แต่ท่านไม่รับ ท่านให้เหตุผลจนญาติโยมที่พามาฝากก็ยอมรับ ท่านว่า “เท่าที่มีอยู่นี้ก็ด้วยความจําเป็นเกี่ยวกับโยมแม่ เราไม่ได้สร้างวัดเพื่อจะสั่งสมแม่ชีแม่ขาวที่ไหนมากมาย มีแต่คนแก่ๆ อยู่ด้วยกันที่ติดมาด้วยกันแล้ว ถึงเวลาจําเป็นเรารับเท่านี้ คนอื่นเราไม่รับ ขอให้ไปกราบเรียนท่านว่า เรารับด้วยความจําเป็นเกี่ยวกับโยมแม่ ให้โยมแม่มีหมู่เพื่อนอยู่ด้วยเฉยๆ เราไม่ตั้งใจว่าจะสั่งสมแม่ชีแม่ขาวให้มากมายอะไร” เมื่อท่านเจ้าคุณฯ ทราบเหตุผล ท่านก็ยอมรับ…
ครั้งหนึ่งองค์หลวงตาฯ ไปเทศน์ที่จังหวัดนครพนม ท่านเทศน์มีตลกขบขัน ดังนี้
“เขาก็นิมนต์ไปเทศน์ ตอนนั้นกําลังเป็นบ้าบัตรบ้าเบอร์กัน อู๊ย ! ไปที่ไหนบ้าบัตรบ้าเบอร์เต็มแผ่นดิน ไปวันนั้นมีแต่นักบัตรนักเบอร์เต็มนั้น… ไปเทศน์ให้คนหัวเราะเสียจนจะตาย ฟังเสียงหัวเราะแตกลั่นๆ อยู่ที่ศาลา เทศน์มีแบบตลกขบขัน มีข้อเปรียบเทียบมีอะไร หัวเราะกันลั่นๆพวกนั้นเลยเพลินด้วยการหัวเราะ เทศน์ไปไหนก็ไม่ไป ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์นี้ก็หัวเราะเป็นบ้าอยู่ข้างหลังเรา ท่านนั่งข้างหลัง เราเทศน์ข้างหน้า ทางโน้นก็หัวเราะ ท่านเจ้าคุณก็หัวเราะ หัวเราะจนจะเป็นจะตายจริงๆ นํ้าตาไหล หัวเราะตลอดเลย เราไม่ลืมนะ ๔๕ นาที เราก็เริ่มจะลง เขาบอกว่าขอฟังเทศน์อีก อย่าด่วนลง อย่าด่วนจบ กําลังสนุกดี เราก็เริ่มลงของเรา
พอจบลงแล้วลงมา พวกนั้นยังหัวเราะกันลั่น ตั้งแต่ต้นเทศน์จนกระทั่งจบ เทศน์มีแต่เรื่องตลกขบขันให้หัวเราะ คนหัวเราะกันลั่น พอลงมาแล้วมากราบพระประธานเสร็จแล้ว มองดูท่านเจ้าคุณฯ ยังหลับตาหัวเราะคิกแค็กๆ อยู่นั้น ยังไม่ลืมตา ยังหัวเราะลั่น พอจบแล้วก็มานั่งพอลืมตาก็ “เอ๊ ! มหาบัวเทศน์อย่างนี้ก็เป็น” แล้วหัวเราะอยู่ตลอด มาในรถหัวเราะมาตามทางนะ “มหาบัวเทศน์อย่างนี้ก็เป็น” ท่านไม่เคยได้ยินเราเทศน์แบบนั้น ก็เทศน์ธรรมดาทั่วๆ ไป ในสถานที่นั่นเป็นยังไงๆ ท่านก็ไม่รู้เรื่องของเราอีกใช่ไหมล่ะ เวลาเทศน์มันก็ออกแบบนั้น ตั้งแต่นั้นพอเจอหน้าปั๊บนี่ “มหาบัวเทศน์อย่างนี้ก็เป็น” หัวเราะกิ๊กๆ จนกระทั่งจากกัน เจอหน้าเป็นต้องว่าล่ะ “เอ๊ ! มหาบัวเทศน์อย่างนี้ก็เป็นๆ” อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งท่านจากไป”
พ.ศ. ๒๕๐๕ พระอุปัชฌาย์ละสังขาร
ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์เราป่วย ไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช เราก็ต้องติดตามไปดูตลอด พอเหน็ดเหนื่อยมากๆ ก็ลาท่านออกไปพักที่หัวหิน เรียกว่า วัดเขาต้นเกดแต่ก่อนไม่มีคน จากตีนเขานั่นมาจากวัดนั้นมาแล้ว ไม่มีบ้านผู้บ้านคน เดี๋ยวนี้แน่นไปหมดเลย หัวหิน ไปพักอยู่นั้นนานเหมือนกันนะที่หัวหิน มารักษาท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ เหนื่อยมาก เลยลาท่านออกไปนู้น ใช่ปี ๒๕๐๕ ท่านก็เสียปีนั้น (มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕)ปี ๒๕๐๖ ก็เผาศพท่าน (พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๖)
แต่ก่อนท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ท่านยังมีชีวิตอยู่ที่วัดโพธิฯ เราต้องไปพักค้างที่วัดโพธิฯ บ่อยๆ เราไม่ไป ท่านก็ให้พระมาตามเอาเราไปที่วัดโพธิฯ ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ตอนนั้นที่ท่านเสียอายุท่านก็ ๗๕ ท่านเป็นชั้นธรรม ธรรมเจดีย์ ตั้งแต่ท่านมีชีวิตอยู่นี้พระกรรมฐานมาพักวัดโพธิฯ เรื่อยๆ เพราะท่านเมตตาติดต่อเกี่ยวข้องกับกรรมฐานเรื่อยมา ท่านเองก็เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น สําคัญตรงนี้นะ วัดไหนๆ มาค้างที่นั่นแหละ อย่างท่านอาจารย์ฝั้นอย่างนี้ อยู่สกลนครก็เข้ามาค้างท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์อ่อน เราไปอยู่เรื่อย แล้วยิ่งมีงานในวัดโพธิฯ ด้วยแล้ว กรรมฐานยิ่งมาหมดเลย ท่านเอามาจนหมด ท่านมีความเคารพเลื่อมใสและสนใจปฏิบัติด้านธรรมะกรรมฐานตลอดมา ท่านบอกว่า ท่านนอนน้อยมาก เวลานอกนั้นเป็นเวลาเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาทั้งนั้น ฟังซิน่ะ พระกรรมฐานยังสู้ท่านไม่ได้ ท่านสนใจจริงๆ ภาคปฏิบัติแต่ไหนแต่ไรมา
เราก็ได้ไปดูเขาเอาศพของท่าน เปิดโกศออก ดูทุกสัดทุกส่วนขาวทีเดียว เขาบอกว่า นี้เป็นองค์ที่ ๔ ที่ไม่มีกลิ่น คือเอาธูป เอาอะไรมา เวลาเปิดออกแล้วไม่มีกลิ่นเลย ธรรมดาๆ พวกมาจากสํานักพระราชวังเขามาจัดงานศพท่าน เขาบอกว่า นี้เป็นองค์ที่ ๔ ที่ตายแล้วไม่เน่า ไม่เหม็น เป็นปรกติอยู่อย่างนี้ นี้เป็นองค์ที่ ๔ ท่านสนใจธรรมปฏิบัติตลอดเลยนะ เพราะท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมาตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี
ครั้นเวลาตบท้ายก็เราให้หมดทุกอย่าง อย่างโรงเรียนปริยัติธรรมก็เหมือนกัน ให้หมดเลย ขาดอะไรๆ กระเบื้องมุงทั้งหมดให้หมด ช่วยมาเรื่อยๆ หลายแห่งนะ กุฏิธรรมเจติยานุสรณ์ก็ช่วย เป็นที่ระลึกของเจ้าคุณอุปัชฌาย์เรา ช่วยไม่หยุดไม่ถอย เฉพาะอย่างยิ่งที่หนักมากก็คือ เมรุ เมรุนี้เป็นคําพูดของเจ้าคุณอุปัชฌาย์ท่านพูดไว้ ตกลงเราก็ไว้เทิดทูนตลอดเวลา ท่านมรณภาพแล้วเราก็รื้อฟื้นคําพูดของท่านขึ้นมาที่ว่า “อยากจะสร้างเมรุเผาศพท่านเป็นองค์แรก” ท่านว่างั้นนะ “ต่อไปได้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วๆ ไป” ท่านพูดเป็นธรรมกว้างขวางมากน่าฟัง เราจับไว้เลย เวลาท่านล่วงไปแล้วเลยติดต่อเข้ามาหาเรา เราก็รับให้เลย นี่แหละที่ขวนขวายมากที่สุด เมรุนั้นโห ! ไม่ใช่น้อยๆ นะเรา เราอยากว่าอย่างน้อย ๗๐% ที่เราช่วย ช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย วัดโพธิฯ จึงเรียกว่าช่วยมาก บรรดาวัดใหญ่ๆ วัดโพธิฯ ที่เราช่วยมากที่สุด
ผู้นําภาคปฏิบัติภาวนา
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร บรรลุธรรมที่เสนาสนะป่าบ้านห้วยทราย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ จากนั้นท่านก็กลับวัดป่าบ้านตาด สนทนาธรรมเปิดเผยธรรมธาตุกับองค์หลวงตาฯ ดังนี้
“ทางด้านจิตใจของท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) ดี ดีมาก ท่านก็เล่าให้เราฟังทุกแง่ทุกมุม ตั้งแต่ขั้นสําคัญ มันก็มี ๒ ขั้น กามราคะ กับ อวิชชา ท่านพูดถูกต้องทั้งสองเลย ถ้าท่านไม่เป็นจะพูดไม่ถูก นี่เราจับเอาตรงนี้ ธรรมะนี้ไม่มีในคัมภีร์ ท่านก็บอกไว้แต่ว่าอะไรในขั้นนั้นมีอย่างนั้นๆ สังโยชน์อย่างนั้นๆ เช่น โสดาฯ ละสังโยชน์ได้ ๓ อนาคาฯ ละสังโยชน์ได้ ๕ ท่านก็ว่าอย่างนั้น แต่วิธีละ ละอย่างไรๆ นั่นซิไม่รู้นี่ ถ้าไม่รู้แล้วจะพูดถูกได้ยังไง นี่ล่ะเคล็ดสําคัญๆ ที่นักปฏิบัติถามกัน พูดแล้วสาธุ เราไม่ได้ประมาท ไปหาค้นคัมภีร์ไหนก็ค้นเถอะน่ะ เคล็ดลับของธรรมประเภทเหล่านี้ นี่ล่ะที่ท่านว่าไว้ในตําราว่า
กัลยาณปุถุชนไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาของพระโสดาบันได้
พระโสดาบันไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาของพระสกิทาคาได้
พระสกิทาคาไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาของพระอนาคาได้
พระอนาคาไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาของพระอรหันต์ได้
จะแก้ได้ยังไง มันมีเคล็ดๆ อยู่นั้นประจําของผู้ปฏิบัตินั่น เมื่อปฏิบัติลงไปตรงไหนๆรู้ตรงนั้นๆ ในคัมภีร์ไหนไม่มี แต่มันรู้เลยนะว่า อันไหนเป็นของจริง นั่นจะว่ายังไง นั่นแหละผู้รู้อย่างนั้นเอามาพูดจึงพูดถูก แล้วทางนั้นก็รู้ ทางนี้ก็รู้ พูดกันปั๊บได้ความทันทีๆ เลย นั่น ไม่ใช่จะไปพูดแบบสุ่มเดาได้เมื่อไร หลักปฏิบัติต้องของจริง ต้องพูดออกมาได้อย่างจริงจังถูกต้องแม่นยํา ความจําเป็นอย่างหนึ่ง ความจริงเป็นอย่างหนึ่ง ความจริงก็ประจักษ์ในเจ้าของผู้ปฏิบัตินั้นเรียกว่าความจริง เช่น อย่างกามราคะยังงี้ ท่านพูดได้ถูกต้อง ผมซักเอาจนแหลก เพราะเป็นลูกศิษย์ผมนี่
เอ้า ! เล่าให้ฟังชัดๆ ซิ ท่านก็เล่าของท่านไปถูกต้อง ไปถึงขั้นสุดท้ายท่านก็พูด แต่มันแปลกท่านบอก ท่านก็ยอมรับว่า ท่านไม่มีขณะ แต่สมมุติว่าถ้าผู้ไม่มีขณะกับผู้มีขณะ ผลเลยออกไปจากนั้นเหมือนกัน นี่ซิมันแปลกตรงนี้ ทําไมไปเหมือนกันได้ ผู้มีขณะเลยจากขณะนี้ไปแล้วก็เป็นอย่างนั้น ผู้ไม่มีขณะก็เป็นอย่างนั้น นี่ซิจึงทําให้เราพิจารณา เอ ! หรือว่าสุกขวิปัสสโก ท่านจะเป็นอย่างนี้กระมัง ทําให้เราคิด แต่ส่วนมากต้องเป็นขณะถึงจะทราบกันได้ เช่น อย่างองค์นั้นสําเร็จอยู่ในเขาลูกนั้น อยู่ในป่านั้น อยู่ในทางจงกรมตรงนั้นๆ เวลาเท่านั้นเท่านี้ เช่น อย่างพระอานนท์ ก็อิริยาบถ ๔ จะว่ายืน ว่าเดิน ว่านั่ง ว่านอน ไม่ได้ทั้งนั้น อยู่ในย่านกลาง ท่านกําลังเอนลงไปจะลงหมอน ท่านก็บรรลุธรรมเสียตอนนั้น…
ถ้าหากว่าจะเป็นแบบเดียวกันหมด ทําไมท่านจึงพูดไว้ว่า สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ทําให้เราคิดน่ะตอนนี้ เพราะเอาท่านสิงห์ทองมาเป็นเหตุ แต่ก่อนผมก็ไม่คิดเพราะว่าซักกันกับท่านสิงห์ทอง ซักไปแล้วๆ ท่านไม่มีขณะ แต่ว่าเวลาพูดออกมาสุดท้ายของท่านตรงกันกับผู้มีขณะก็ตาม มันก็เป็นแบบเดียวกัน นี่ซิทําให้เราค้านไม่ได้ ความจริงของท่านที่พูดออกมา เรายอมรับ ก็มีแต่เพียงไม่มีขณะ ท่านก็บอกว่าไม่มีขณะ ค่อยหมดไปๆ เอาเลย
ได้พูดถึงเรื่องหมู่เพื่อนก็หวังท่านสิงห์ทององค์หนึ่งที่จะเป็นผู้นําของหมู่คณะ การแนะนําสั่งสอนจะถูกต้องแม่นยํา ในการประพฤติปฏิบัติและข้อวัตรปฏิบัติของท่านก็เก่งด้วยนะ ท่านก็ดี”
พ.ศ. ๒๕๐๖ เทศน์ประชุมเพลิงหลวงปู่กงมา อาการโรคหัวใจ
หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ได้พยากรณ์เรื่องการมรณภาพของท่านให้ศิษย์ฟังล่วงหน้านานแล้วว่า ท่านจะมรณภาพด้วยรถยนต์ และก็เป็นเช่นนั้นจริง คือ เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านประสบอุบัติเหตุรถยนต์ควํ่า ขณะเดินทางไปงานนิมนต์แห่งหนึ่งที่จังหวัดจันทบุรี และกําหนดประชุมเพลิงศพ วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ โดยองค์หลวงตาฯ เป็นองค์แสดงธรรม ดังนี้
“เราเป็นโรคหัวใจมาตั้งแต่ปี ๐๖ มันตั้ง ๓๐ – ๔๐ ปีแล้วนะ (เทศน์เมื่อ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๕) เป็นอยู่บนธรรมาสน์วัดดอยธรรมเจดีย์นี้แหละ แปลกอยู่นะวัดดอยธรรมเจดีย์ มักจะมีเรื่องแปลกๆ สําหรับเราอยู่เสมอ โรคหัวใจไปสลบอยู่บนธรรมาสน์นี้แหละ เทศน์พระก็ โอ๋ย ! เป็นพัน ประชาชนแน่นหมด ศพท่านอาจารย์กงมา ก็เป็นผู้มีกิตติศัพท์ กิตติคุณ ชื่อเสียงโด่งดัง เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เผาศพวันนั้น บรรดาประชาชนตลอดพระสงฆ์ ยกให้เราเป็นองค์เทศน์ แน่ะอย่างงั้นนะ เทศน์วันนั้นก็ไปเข้าจังหวะธรรมปฏิบัติล้วนๆ ก้าวขึ้นมันก็เร่งล่ะซี สมาธิ ปัญญา วิชชา วิมุตติ อันนี้ต้องเร่ง เป็นธรรมชาติของมันเอง กึ๊กทันทีเลยนะ กําลังเร่งผึงๆๆ โห ! เป็นว่าวเชือกขาดบนอากาศหัวปักลงมาเลยเทียว คนฟังนี้เงียบไปหมด
พอแว้วๆๆ แล้วหยุดกึ๊ก หายเงียบเลย นั่นล่ะที่เราเป็นโรคหัวใจครั้งนั้นแหละ เป็นอยู่บนธรรมาสน์วัดดอยธรรมเจดีย์ ในท่ามกลางของประชาชนและพระเณรเป็นหมื่นๆ หยุดกึ๊กนี้ เงียบไปเลย ถ้าธรรมดาเรียกว่า สลบ แต่เราไม่สลบ เป็นยังไงก็รู้กันอยู่นี้ อะไรหยุดงานหมด เหลือแต่ความรู้ เอ๊ ! มันยังไงกันนี่ เราก็ไม่เคยเป็นอย่างนี้ อันนี้ตัวสั่นขึ้นมาเลยในเวลานั้นนะ อยู่บนธรรมาสน์ กําลังเทศน์เร่งๆ หยุดกึ๊กทันที ทุกส่วนมันไปยันกันยังไงไม่ทราบ พูดไม่ได้เลย หยุดกึ๊กทันที เหลือแต่ความรู้รอบอยู่ตลอดนั้น นอกนั้นมันหยุดงานหมดแล้ว เราก็รําพึง เอ๊ ! มันอะไรกัน ทําไมถึงเป็นอย่างนี้ เราไม่เคยเป็นในชีวิตของเรา โอ๋ย ! ไม่ใช่เล่นนะประมาณ ๑๐ นาที มันหยุดกึ๊ก อยู่งั้น ไม่เคลื่อนไม่ไหวในส่วนนี้ หยุดทํางานหมดเลย เหลือแต่ความคิด ความปรุง กับความรู้สึกรอบตัวอยู่ รําพึง มันเป็นอะไรอย่างนี้นะ พอคลี่คลายออกไปๆ มาดูตัวเจ้าของ ตัวสั่น มันสั่นไปหมดเลย โอ้โห ! ก็เลยรออยู่นั้นแหละ เทศน์ก็หยุดกึ๊ก คนแน่น เงียบหมดเลย ใครไม่รู้ว่าเราเป็นอะไร พอเสียงแว้วๆๆ เร่งแล้วหยุดกึ๊กทันทีเลย เงียบเลย
พอมันคลี่คลายลง พอลงธรรมาสน์ได้ โอ้ ! นานอยู่นะจะร่วม ๓๐ นาทีกระมัง จึงค่อยลงธรรมาสน์ ไปกุฏิเลย ผู้ที่อยู่ไกลก็ไม่รู้เหตุการณ์แหละว่าเป็นอะไร แต่ผู้อยู่ใกล้เคียงรู้ เฉพาะพระก็รุมเข้ามาหาเรา ประคองกันไป ประคองนี่เดินตามนะ ไม่ได้มาจับเรา เราก็เดินของเราไป ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ มันเอาใหญ่เรื่อยมา นั่นล่ะโรคหัวใจกําเริบวันเผาศพท่านอาจารย์กงมาวันนั้น ตั้งแต่นั้นมาแล้ว เวลานี้มันสงบเฉยๆ นะ ถ้าธรรมดาเหมือนไม่มี อยู่ธรรมดานี้เหมือนไม่มี เวลาเทศน์ไปๆ พอสมควรของมันแล้ว มันจะเตือน อันนี้ล่ะเตือนทุกวันนี้นะ”
พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงปู่ฝั้นเล่าภูมิจิตภูมิธรรม
หลวงปู่ฝั้น เราพูดให้ฟังชัดๆ ที่เราแน่ใจต่อท่านว่าต้องเป็นพระธาตุนี่นะ คือ ท่านจะเข้าจุดแล้ว เวลาไปคุยธรรมะกัน พยายามหาเวลาจะเข้าไปคุยกับท่านโดยเฉพาะ เข้าไปคุยทีไรๆ มันก็หากมีอยู่นั้นล่ะ เพราะนิสัยวาสนาต่างกัน หมอเขาไม่ให้รับแขก ท่านไม่รับแขก แต่ท่านรับพระมันเลยไม่มีเวลา เราเข้าไปหาท่าน ท่านก็เลยเล่าให้ฟัง ไปเผาศพหลวงปู่มั่นมาแล้ว ท่านว่า ท่านจะเป็นจะตายจริงๆ ท่านก็มากําหนดภาวนา ทีนี้มันจะไป ท่านว่าอย่างนั้น พิจารณาปั๊บเข้าไปตรงนี้ ท่านว่าอย่างนั้น เราก็จับปุ๊บ
ตอนที่ท่านเล่าเรื่องเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นเราแล้วกลับมา นั่นล่ะที่ว่ามันเข้าจิตใสแจ๋วนะ ทางนี้ปุ๊บว่า “ยังตายอยู่นี่เหรอ” เราว่างั้นนะ มันรู้ทันทีนะ พอแย็บออกมานั่นน่ะ “โธ่ ! ยังตายอยู่นี่เหรอ” เราว่างั้น นี่ล่ะธรรมต่อธรรมพูดกัน เสียความเคารพไม่มี ไม่มีอาวุโส ภันเต ธรรมต่อธรรมตอบโต้กัน เข้าใจไหมล่ะ “ยังตายอยู่นี่เหรอ” นั่น ทางนี้ตอบออกนะนี่ มันรู้ทันที พอทางนั้นพูดแป๊บมา ทางนี้รู้แล้ว “โฮ้ ! ยังตายอยู่นี่เหรอ นึกว่าไปถึงไหนแล้ว” ต่อจากนั้นท่านก็ไปผ่านได้ล่ะ คือตอนที่ท่านว่า เผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นมานั่น ท่านมาเป็นขึ้นมานี้ เหมือนว่ามันจะไปจริงๆจิตหดเข้าหมดเลย ยังเหลือตั้งแต่ใสแจ๋วเท่านั้น ทางนั้นจับปุ๊บเลย “ยังนอนตายอยู่นี่เหรอ” นั่นเห็นไหม ถ้ามันผ่านแล้ว มันจะไม่มีคําว่านี้
นี่เห็นไหม มันมีสูงมีตํ่าเมื่อไร มันนึกถึงครูบาอาจารย์นะ พอเข้าไปถึงจุดนั้นปั๊บ ทางนี้ขึ้นเลยทันที “เหอ ! ยังนอนตายอยู่นี้เหรอ” นู่นนะฟังซิ มันว่านะ ธรรมว่าให้ธรรมเป็นอะไรไปเราไม่ได้ว่าให้ครูบาอาจารย์ใช่ไหมล่ะ เราว่าให้ธรรมอยู่ในหัวใจครูบาอาจารย์ ท่านไปอยู่ตรงนั้น ทางนี้ดูอยู่ตลอด พิจารณาตลอด พอไปถึงนั้น ท่านก็หยุดของท่าน เรียกว่าภูมิของท่านในระยะนั้นอยู่ตรงนั้น ทางนี้มันก็ออกรับกันซิ ยังนอนตายอยู่นี้เหรอ นี่มันเป็นในจิตนะ ถ้าหากว่าไม่มีใครเลยนี้จะเอากันตอนนั้นเลย ผางทันทีเลย
นี่ล่ะธรรมเป็นอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ที่เป็นภูมินั้นเป็นสมมุติอันหนึ่ง หลักธรรมชาตินี้เป็นธรรม ไม่มีสูงมีตํ่า เช่น ท่านพูดออกวันนั้น ทางนี้ยังขึ้นก็เลยพูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง พอท่านพูดถึงจุดนั้น ท่านไปอยู่ตรงนั้นเสีย ยังนอนตายอยู่นี้เหรอ นู้นนะ นึกว่าไปถึงไหนแล้ว เราว่าอย่างนั้นนะความหมาย แต่จากนั้นเป็นที่แน่ไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นมาตั้ง ๒๐ ปี ท่านก็มรณภาพ คือ พ.ศ. ๒๕๒๐ ปีท่านมรณภาพ ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เราไปเผาศพท่านอาจารย์กงมา นั่นล่ะ เข้าไปแวะท่าน ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านก็เล่าเรื่องภูมิธรรมภูมิจิตให้เราฟัง เพราะเราพยายามจะเข้าหาท่านทีไร ท่านไม่รับแขก แต่ท่านรับพระอยู่ตลอด มันไม่มีเวลาล่ะซิ ท่านเลยเล่าเรื่องของท่านออกมาๆ
เราก็จับเอาจนได้ ยังเสียใจอยู่ ถ้าได้แย็บออกสักนิดหนึ่งก็จะได้ประโยชน์มากมายพอไปถึงที่นั่น มันกระเทือนใจมาก ความหมายว่าอย่างนั้นนะ พอท่านไปพูดถึงนั้น ท่านตายใจแล้วนี่ทางนี้ก็ขึ้นรับ “ฮึ ! ยังนอนตายอยู่นี้เหรอ นึกว่าไปถึงไหนแล้ว” แต่จากนั้นไปแล้ว ภูมิจิตของท่านจะดิ่งแล้ว เราก็รู้แล้วนี่นะ ทีนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ มาถึง ๒๕๒๐ ก็หลายปี เวลาเราเข้าไป เราจะคุยธรรมะโดยเฉพาะ พระก็อยู่กับท่านเสีย เราเลยไม่ได้คุย จับได้แง่หนึ่ง จับได้จุดนี้เข้าช่องแล้วแน่ เข้าช่องต้องพุ่ง ให้ถอยไม่มี นับวันจะพุ่งอย่างเดียว ถ้าลงได้เข้านี้แล้วปั๊บ ชี้เลยต้องเข้าเรื่อยๆๆ เป็นอย่างนั้น นี่แหละพระอนาคามี ท่านเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นขั้นพระอนาคามี จึงเป็นขั้นที่แน่นอน ที่จะหลุดพ้นโดยถ่ายเดียวในไม่ช้า นี่ท่านเข้าช่องตรงนั้นแล้วจะพุ่งแหละ
รํ่าลือหลวงตานี้ดุ – พ.ศ. ๒๕๐๖ เริ่มรับพระชาวต่างประเทศ
วัดป่าบ้านตาดนี้แต่ก่อนเด็ดเดี่ยว เด็ดขาดทุกอย่าง เคลื่อนไปไม่ได้เลย ดุอยากให้ดีซีตบนั้นตีนี้เรื่อยเลย เสียงก็ลั่นไปทั่วประเทศไทย เขาบอกว่า อู๋ย ! หลวงตาบัวนี้ดุมาก เขาไม่อยากไปวัดป่าบ้านตาด เขาว่าหลวงตาบัวดุมากๆ พระเณรพูดอย่างตรงไปตรงมาเลย อยู่ข้างนอกนี้ ใครก็รํ่าลือกันว่าหลวงตาบัวดุๆ พระเณรทั้งหลายก็เหมือนกันว่าดุ ดุเข้าไปแล้วได้ไล่หนี มันไม่ยอมหนีน่ะซิ ใครมาก็ไหลเข้าไป ไม่ยอมหนีๆ บางองค์ถึง ๓๐ ปีก็มี ต้องไล่ออกให้คนอื่นเข้ามาอยู่บ้างซี หูมี ตามี ใจมี มีความมุ่งมั่นต่ออรรถต่อธรรมด้วยกัน มาเพื่อศึกษาด้วยกัน แล้วไหนจะมีแต่หูตาของเราอย่างเดียวเหรอ คนอื่นก็มี หัวใจก็มีก็ต้องเปลี่ยนกันบ้าง ถ่ายเทกันบ้าง ไล่องค์นั้นไป ไล่องค์นี้ไป เอารับทางนี้มาใหม่ นี่ล่ะที่ว่าดุๆ เข้าใจไหมล่ะ ครั้นเวลาเข้าไปแล้วไม่เห็นองค์ไหนไปมีตั้งแต่ได้ไล่ออกทั้งนั้น เวลาเข้าถึงนั้นแล้วเป็นยังไง เป็นอย่างนั้น
เพราะเราปฏิบัติต่อโลกสงสารทั้งภายใน ภายนอก ภายใน คือ พระเณร ภายนอก คือ ประชาชน จะมีธรรมเป็นแบบเป็นฉบับไม่เคลื่อนคลาดจากอรรถจากธรรมไปเลยทีเดียว การปฏิบัติตามอรรถตามธรรม ผู้ที่มุ่งอรรถมุ่งธรรมอยู่แล้ว ทําไมจะไม่เข้าใจอย่างสนิทติดใจตัวเองล่ะ นั่น นี่แหละที่พระมาทั้งหลาย ส่วนมากมาแล้วไม่อยากออก อยู่ในนั้น มาเท่าไรก็อยู่อย่างงั้นเป็นประจําๆ เดี๋ยวนี้เกือบ ๔๐ ปีก็มีอยู่นี้แหละ เช่น อย่างท่านปัญญา เป็นพระชาวอังกฤษนี้ก็มาตั้งแต่ปี ๒๕๐๖ จนกระทั่งป่านนี้ ท่านปัญญาเป็นพื้นฐานที่จะเชื่อมโยงถึงบรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ทั้งหลายที่มาจากเมืองนอก ได้เข้ามาอาศัยท่าน แล้วเวลานี้พระฝรั่งอยู่นั้นเยอะ หลายประเทศอยู่นั้น เราก็อนุโลมบ้าง พระฝรั่งมีหลายองค์ ส่วนมากองค์ไหนมาอยู่ ไม่ว่าฝรั่ง ไม่ว่าพระไทยไม่ยอมหนี ส่วนมากต้องได้เผดียงนี่อยู่พอสมควรแล้วนะ ให้เห็นใจคนอื่นบ้างนะ ให้เตรียม
ที่ไหนสงบสงัดให้ไปหา นี่สอนเพื่อความสงัด สอนเพื่อความพากความเพียร ที่ไหนเป็นที่สะดวกสบายในการประกอบความพากเพียรให้ไปสถานที่นั่น ให้สมเจตนาที่สอน เราสอนอย่างไร พระเณรก็เข้าใจแล้วนี่นะ นี่ระบายออกเรื่อยๆ ไม่มีนะที่ว่า พระเณรที่ไปอยู่กับเราที่ว่าดุว่าด่าเข้าไปแล้วอยู่ไม่ได้ ท่านดุ ท่านด่า หนีเพราะความดุด่าของท่านโดยหาเหตุผลอย่างนี้ เรียกว่า ไม่มี ตลอดประชาชนญาติโยมก็สอนคนให้ดี ไม่ว่าข้างนอกข้างในที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็เพื่อความดิบความดี อันใดผิดถูกประการใดก็ต้องว่ากันสอนกัน ควรหนักก็หนัก ควรเบาก็เบา มันเป็นธรรมดาอย่างนั้น
เราก็สอนในเรื่องกลัว กลัวก็ดี กล้าก็ดี ให้มีเหตุมีผลจึงเรียกว่าธรรม กลัวเฉยๆ ไม่มีเหตุมีผลไม่เรียกว่าธรรม กล้าแบบหน้าด้านกลายเป็นนักเลงโตไปก็ได้ คําว่ากล้า กล้าอย่างนักเลงโต กลัว กลัวขี้ขลาดใช้ไม่ได้ สอนอีกอันนี้ก็ดี นี่พูดถึงเรื่องพระกลัว เผ่นอย่างงั้นล่ะ แต่ไม่ยอมหนี มันสําคัญอันนี้ จนกระทั่งทุกวันนี้ ทุกวันนี้ไปที่ไหน เขาลบลายหมดแล้วแหละ ไม่มีเหลือ ที่ว่าหลวงตาบัวดุๆ ไปนี้มีแต่พวกลูกศิษย์ลูกหา มันไปลบลายหมด มันเป็นหลังหมี หลังดําไปเลย ไม่มีลวดลายนะเดี๋ยวนี้ เขาไปลบลายหมดแล้ว ดุเท่าไร มันยิ่งคลานเข้ามา มันลบลาย มันเป็นอย่างนั้นเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนเป็นอีกอย่างหนึ่ง แล้วประกอบกับการอนุโลมตาม เป็นขั้นเป็นตอนลงมา แต่ลวดลายที่เป็นลวดลายเดิมนั้นไม่ลบ ถ้าควรดุเอาทันที ถ้าควรอนุโลมก็หลับหูหลับตาไปอย่างงั้นก็มี ถ้าควรที่จะลืม ห้าตาก็ลืมพร้อมกันหมดอย่างนี้ก็มี ใส่เปรี้ยงๆ เลยมันแล้วแต่เหตุการณ์
เรานี้ก็ไม่เคยสนใจกับใคร มีแต่เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรมวินัยกับพระ เพราะไม่ค่อยมีแขกคน มีแต่พระทั้งนั้น การปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างเข้มงวดกวดขัน เสียงมันลั่นไปว่าหลวงตาบัวนี้ดุ
พอดีหมูภรรยาของคุณชายปั๋มไปวัดอุดมสมพร ท่านอาจารย์ฝั้นท่านเลยถาม “นี่เห็นมาแต่วัดอุดมสมพรบ่อยๆ แล้ววัดป่าบ้านตาด ท่านมหาบัว ได้ไปไหม” “ท่านดุ” ว่างั้นนะ “ท่านดุ เลยไม่กล้าไป” “เหอๆ” ขึ้นเลย ท่านเอาใหญ่นะ ท่านไม่เคยใช้กิริยาอย่างนั้น รู้สึกจะกระเทือนใจท่านอยู่นะ เพราะนิสัยท่านนุ่มตลอด แต่วันนั้นท่านขึ้น “หือๆ” ขึ้นเลยทีเดียว “ท่านมหาบัวดุเหรอๆ ไปนะๆ จี้เข้าเลย หือ ! ทําไมเป็นอย่างนี้ ไปนะ” จี้ตลอด หลังจากนั้นก็พอดีท่านอาจารย์ฝั้นท่านล่วงในระยะนั้น จากนั้นแกก็มาที่นี่ ท่านอาจารย์ฝั้นท่านพูดหลายแง่หลายมุมนะเกี่ยวกับเรื่องที่ดุหมูคราวนั้น ท่านสรุปมา “หือ ! ท่านมหาบัวดุเหรอๆ หาได้ไหมคนดุแบบนี้ พระดุแบบนี้หาได้ไหมๆ ไปนะ” อู๊ย ! เอาใหญ่เลย “โอ๊ย ! ทําไมมาพูดอย่างนี้” เหมือนกับว่าสะดุดใจท่านมาก ว่าเราดุ ท่านถึงเอาใหญ่ ไปนะ ไม่ไปไม่ได้…
ต่อมาฝรั่งชาวพุทธในอังกฤษ มีความสนใจต่อการปฏิบัติธรรมเป็นจํานวนมาก จึงกราบขออาราธนานิมนต์ให้ท่านเมตตาเดินทางไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรด ท่านก็เมตตาไปในช่วง ๗ – ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๗ โดยมีท่านพระอาจารย์ปัญญา ปญฺญาวฑฺโฒ พระชาวอังกฤษ และพระชาวแคนาดา ที่จําพรรษาอยู่ ณ วัดป่าบ้านตาด ติดตามไปด้วย แม้ระยะต่อมาก็ประสงค์อยากกราบขอนิมนต์ท่านไปอีก แต่ด้วยปัญหาเรื่องสุขภาพและวัยชรา ท่านจึงงดเดินทางไปเทศนาตามสถานที่ต่างๆ ในต่างประเทศ
ภาค ๑๕ เสาหลักวงกรรมฐานสมัยกึ่งพุทธกาล
พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นฝากพระศาสนา
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นเสาหลักวงกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นมีที่มา ดังนี้
“ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ตําบลนาใน อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร หลวงปู่ชอบ ท่านเล่าว่า มีวันหนึ่งเรากับอาจารย์ขาว ท่านมหาบัว พากันทําข้อวัตรสรงนํ้าพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านพูดกับพวกเราขณะสรงนํ้าว่า
“ท่านชอบ ท่านขาว ท่านมหา (บัว) พวกท่านทั้งสาม อนาคตจะได้เป็นครูบาอาจารย์หมู่คณะ ประชาชน เป็นที่พึ่งของบริษัทบริวาร อ้ายเฒ่านับวันแก่เฒ่าไปเรื่อยๆ เทศนาว่าการอะไรก็ไม่เต็มที่ ธาตุขันธ์ไม่อํานวย ภาระพระศาสนาต่อไปพวกท่านทั้งสามต้องเป็นผู้ดูแลสืบแทนเราเราฝากพวกท่านดูแลพระศาสนาต่อจากเรา มีสัตว์โลกมากมายทั้งหยาบละเอียด รอการสงเคราะห์ธรรมจากพวกท่าน อ้ายเฒ่าจะตายวันตายรุ่งเมื่อใดก็ไม่รู้ พ่อแม่เลี้ยงลูกจนใหญ่ก็หวังกินเรี่ยวกินแรงลูก หวังให้ลูกเป็นมือขาตีนตาแทนพ่อแม่ พระพุทธเจ้าครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนลูกศิษย์มาก็หวังให้ลูกศิษย์สืบทอดพระศาสนา พวกท่านเป็นลูกศิษย์ที่เราไว้ใจ ให้พากันพิจารณาคําพูดของอ้ายเฒ่าผู้นี้ดู”
หลวงปู่ชอบ บอกแต่ไหนแต่ไรพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อน เรารู้ทันทีว่าท่าน บอกเป็นนัยท่านใกล้จะละขันธนิพพาน หลังสรงนํ้าท่านแล้ว อาจารย์ขาวท่านนําเรื่องนี้มาปรึกษาเรา อาจารย์ขาวถามที่อาจารย์ใหญ่มั่นพูดแบบนี้อาจารย์ชอบเข้าใจความหมายว่าอย่างไร เราบอกอาจารย์ขาวว่า พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ท่านเตรียมปลงสังขารจะเข้านิพพานธาตุ
ต่อมาท่านมหาบัวนําเรื่องพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นพูด มาปรึกษาเรา เราบอกท่านมหาบัว เหมือนที่เราบอกอาจารย์ขาว มหาบัวสงสัยถามเราเรื่องอาจารย์ใหญ่มั่นฝากพระศาสนาไว้ให้พวกเราดูแลต่อจากท่าน อยากให้เราขยายความให้ฟัง เราบอกท่านมหาบัว ต่อไปท่านจะเป็นพระสําคัญในศาสนา ถ้าไม่อย่างนั้นอาจารย์ใหญ่ ท่านจะไม่มอบหมายภาระศาสนาให้ท่านสืบทอดดอก อาจารย์ใหญ่ท่านรู้ว่าอันใดสําคัญไม่สําคัญ วันนี้ท่านยังสงสัย วันหน้าท่านมหาก็จะรู้เองว่าเป็นอย่างไร อาจารย์ใหญ่ ถ้าท่านกล่าวอะไรออกมาแล้วไม่เป็นอื่น”
ท่านเป็นประธานงานสําคัญๆ และเป็นที่ปรึกษาแห่งวงกรรมฐาน
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านมีคุณธรรมและมีนิสัยวาสนาเรื่องประสาน วงกรรมฐานให้การเคารพและยอมรับ เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งที่ตกลงกันไม่ได้ ท่านจะถูกนิมนต์ไปแก้ไข เพราะท่านมีความกล้าหาญ เด็ดขาด จริงจัง เมื่อท่านรับฟังจนทราบปัญหาแล้ว ท่านจะกล่าวแก้อย่างมีเหตุมีผลและประกอบไปด้วยธรรม ท่านถือประโยชน์ส่วนรวมโดยมีธรรมเป็นใหญ่ ท่านจึงแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจนสําเร็จลุล่วงด้วยดีและด้วยการยอมรับของทุกฝ่าย ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังคราวจัดงานฉลองกึ่งพุทธกาล ณ วัดอโศการาม ที่ผ่านมา และดังคราวประชุมเรื่องเมรุและบริขารเครื่องใช้ของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ วัดโพธิสมภรณ์ ดังนี้
“คือแต่ก่อนไม่มีรถ รถมันลําบาก ทางรถไม่มี มีเป็นทางล้อ ทางเกวียนเสีย ถ้าเป็นหน้าแล้งก็มีแต่ทราย ต้องรถจี๊ปถึงจะไปได้ ถ้าเป็นหน้าฝนมีแต่ตมแต่โคลน เราก็เดินไปเลย วันนั้นเณรเอาจดหมายน้อยมาแค่นี้ เดินมานะไม่มีรถ ไม่มีทางรถมา ท่านเจ้าคุณฯ ส่งจดหมายมาถึงเราว่า
“ขอนิมนต์ท่านอาจารย์ไปดับไฟวัดโพธิฯ ให้ด้วย เวลานี้ไฟกําลังโหมลุกไหม้วัดโพธิฯ จะแหลกหมดวัดแล้ว มองเห็นแต่ท่านอาจารย์องค์เดียวเท่านั้น ขอนิมนต์ไปโดยด่วน”
เราไม่สบาย มีไข้เล็กน้อย เป็นไข้อยู่แต่เราก็ไป เพราะเราเห็นประโยชน์ส่วนใหญ่ที่ว่าประชุมตั้ง ๒ วันไม่เสร็จนี้อย่างไรกัน สิ่งที่ควรจะลงกันได้ ทําไมไม่ลง เพราะเหตุผลกลไกอะไรนี่ล่ะเป็นนํ้าหนักอันหนึ่ง เราจึงต้องไป สะพายบาตรไปเลยคนเดียวนะ แต่ก่อนไม่มีรถ เดินถึงวัดโพธิฯ เลย จากนี้ถึงวัดโพธิฯ เลย
ฝ่ายอธิกรณ์เรียกว่า ฝ่ายข้าศึกก็มีผู้ว่าฯ (ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรฯ) เป็นผู้นํามา ทางฝ่ายวัดก็ทั้งวัด เอากันเสีย ๒ วันไม่ลง เจ้าคณะภาคที่ไหนมาประชุมก็ไม่ลงกัน พอประชุมกันที่จะทําเมรุแล้วล้มๆ มีอยู่ ๒ – ๓ คนที่ว่า ทําเมรุให้ล้มๆ อยู่เรื่อย เป็นอธิบดีศาลอยู่ในนั้นคนหนึ่ง เกี่ยวกับผู้ว่าฯ อีกคนหนึ่ง แล้วใครอีก ๓ คนมาทําให้เมรุล้มอยู่เรื่อยๆ ถ้าว่าประชุมเท่านั้นล้มๆ ๓ คนทําให้ล้ม ไปวันนั้นก็ซัดกันใหญ่เลย เอาเจ้าคณะไหนๆ มาชําระไม่ลง เราก็เลยไป เลยตกลงมาเอาเจ้าคณะวัดป่าบ้านตาดไปเลย ๔๕ นาที เห็นไหมล่ะ เรียบ ยอมรับทั้งสองฝ่ายด้วยความพอใจพอไปถึงก็เอากันเลย เราไม่ลืม ๔๕ นาที ใส่เปรี้ยงๆ ดักนั้นดักนี้ ซัดนั้นซัดนี้ สุดท้ายยอมรับหมดเลย เป็นอันว่าหาที่ค้านไม่ได้แล้ว ยอมรับกันทั้งวัด ทั้งสองฝ่ายยอมรับด้วยเหตุผล นั่นเห็นไหมล่ะ
พูดเรื่องอธิกรณ์เรื่องอะไรนี้มักจะมีเสมอ มันจะเป็นนิสัยวาสนาอะไรไม่รู้นะ เราเข้าจุดไหนก็เป็นอันว่าเรียบลงไปทุกแห่ง ไม่ใช่ครั้งนี้ มีทุกแห่งใหญ่ๆ ทางภาคกลางก็เหมือนกัน มีใหญ่ๆ ทั้งนั้น แต่ก็เดชะทุกครั้งไม่เคยพลาดนะ เรียบร้อยลงด้วยดี เป็นอย่างนั้นล่ะ มันคงจะมีนิสัยวาสนาอันหนึ่งประสานๆ ให้เรียบร้อยเป็นที่ลงใจกัน ยอมรับกัน ก็เรียบร้อยไปด้วยดีทุกแห่งที่เราเข้าประชุมทีไร เป็นอย่างนั้นล่ะ”
ในระยะต่อมาต่อเนื่องจนเกือบวาระสุดท้ายของท่าน ท่านมักได้รับคําร้องขอจากคณะศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาสอยู่เป็นประจํา มากราบขอความเมตตาให้ท่านรับเป็นองค์ประธาน โดยเฉพาะเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาตามงานสําคัญต่างๆ เช่น งานฉลองเจดีย์พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ และให้คําปรึกษาแนะนํา ตลอดการตัดสินใจเรื่องสําคัญๆ เช่น การจัดตั้งวัดป่ากรรมฐานในจังหวัดต่างๆ ทุกภาค เพราะมีผู้ศรัทธาถวายที่ดินท่านเป็นจํานวนมาก การเจ็บป่วย การรักษาพยาบาลของครูบาอาจารย์องค์สําคัญที่อาพาธหนัก การจัดงานพระราชทานเพลิงศพหรือประชุมเพลิงศพครูบาอาจารย์องค์ต่างๆ รวมทั้งอาราธนานิมนต์ท่านเป็นองค์แสดงธรรม การสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ของครูบาอาจารย์พระอริยสงฆ์องค์สําคัญๆ ฯลฯ ท่านว่า
“สําหรับในวงกรรมฐานนี้พูดตรงไปตรงมาเลยก็ ส่วนมากจะมาปรึกษาหารือเรานี้แหละ เราก็ให้ข้อแนะนํา อย่างที่ว่า ก่อเจดีย์ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสมควรๆ เราเป็นผู้แนะให้ทั้งนั้นแหละ คือให้เหมาะสมกับจิตใจของผู้มุ่งธรรมอันเลิศเลอ เวลากราบไหว้บูชาให้เป็นขวัญตาขวัญใจ เป็นมหามงคลแก่จิตใจอย่างมากทีเดียว”
พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่ขาวอาพาธหนัก
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นเสาหลักวงกรรมฐานอีกองค์หนึ่งที่พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นต่างก็ให้ความเคารพเทิดทูน เมื่อครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้ทราบข่าวว่าท่านอาพาธหนัก ต่างก็ล้วนเป็นห่วงเป็นใยกัน และตั้งใจแวะเวียนกันมาเฝ้าปรนนิบัติดูแลรักษาพยาบาลอาการอาพาธของท่านด้วยความเทิดทูนเอาใจใส่อย่างทุ่มเทใกล้ชิด และพักค้างที่วัดถํ้ากลองเพล ในขณะนั้นมีครูบาอาจารย์พระเณรรวมกัน ๕๐ – ๖๐ องค์ ในระยะนั้นถือว่ามาก สมัยนั้นถนนไปวัดถํ้ากลองเพลยังเป็นลูกรังหมด รถวิ่งเร็วไม่ได้ ดังนี้
“หลวงปู่ฉันไม่ได้และทรุดลงโดยลําดับ ประชาชน พระเณรยิ่งหลั่งไหลมาทุกทิศทุกทาง ระยะที่ท่านป่วยนับแต่เริ่มต้นป่วยหนัก ผู้เขียน (หลวงตาบัว) ก็มาอยู่กับท่านเป็นประจํา หลายวันจะกลับไปค้างวัดสักคืนสองคืนก็ต้องรีบกลับมา ทั้งนี้เพราะเป็นห่วงท่านมาก และเพื่อความสงบเรียบร้อยในด้านอื่นๆ แต่ก็เดชะบารมีของหลวงปู่ท่านคุ้มครองรักษา สถานการณ์ทุกด้านสงบเรียบร้อยดี สําหรับอาการของท่าน เมื่อขบฉันอะไรไม่ได้ ธาตุขันธ์ก็ยิ่งทรุดลงอย่างเห็นได้ชัดในสายตาทั่วๆ ไป เมื่อเรียนถามถึงความเป็นอยู่และการจากไป ท่านให้เหตุผลอย่างจับใจไพเราะมาก ว่า จะมีอะไรในธาตุขันธ์อันนี้ จะไปเมื่อไรก็มิได้วิตกวิจารณ์อาลัยเสียดายมันนี่ เพราะก็เห็นแต่ดิน นํ้า ลม ไฟ อันเป็นส่วนผสมของธาตุรวมตัวกันอยู่เท่านั้น ถ้าผู้รู้คือใจไปปราศเสียเมื่อไร เมื่อนั้นมันก็กระจายลงไปสู่ธาตุเดิมของตนทันที ไม่รอฟังเสียงใครๆ ทั้งสิ้นเลยแหละ”
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นผู้มาเฝ้าปรนนิบัติอยู่ประจํามิได้ขาด ท่านช่วยเหลือสนับสนุนหลายสิ่งหลายอย่างตลอดเวลา ระหว่างอาพาธหนักหลวงปู่ขาวบอกกับองค์หลวงตาฯ โดยสรุปว่า “ขันธ์จะหายหรือจะตายไม่สําคัญ แต่สําคัญที่ให้กิเลสตายจากใจ” องค์หลวงตาฯ ท่านอยู่ดูแลจนหลวงปู่ขาวหายจากอาการอาพาธและดํารงขันธ์ต่อมาอีก ๑๖ ปีจึงมรณภาพ
พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๑๓ เรียบเรียงประวัติหลวงปู่มั่น ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านรับอาราธนานิมนต์ไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดครบ ๖ รอบ ๗๒ ปี ของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) ณ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ในช่วงวันงานมีครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ ได้เดินทางมาร่วมงานครั้งนี้กันจํานวนมาก และได้เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในปีนี้องค์หลวงตาฯ ท่านได้เริ่มเรียบเรียงประวัติหลวงปู่มั่น ตามที่ท่านตั้งสัตย์ไว้กับหลวงปู่มั่น แม้ระยะนี้ท่านมีอาการโรคหัวใจก็ตาม ดังนี้
“พอมีโอกาส ปี ๕๑๒ – ๑๓ นั่นล่ะเริ่ม ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๑๔) ก็ออกพิมพ์นะ นั่นล่ะ ประวัติของท่านจึงได้ออกมา ออกมาด้วยความเทิดทูน ก่อนที่จะได้ประวัติของท่านออกมานี้ ต้องไปเที่ยวเสาะแสวงหาจากครูจากอาจารย์ คือ อาจารย์องค์นี้อยู่กับท่านสมัยนั้น อาจารย์องค์นั้นๆ อยู่ในสมัยนั้นๆ แล้วก็ไปจดจารึกจากท่านมา ไปฟังเสียงท่าน อัดเทปเอาบ้าง อะไรบ้าง ได้มาเรียบร้อยแล้วก็มาเรียง จากนั้นแล้วก็พิมพ์ดีด เวลาตั้ง ๓ ปีกว่านะ ถึงได้พิมพ์เป็นเล่มขึ้นมา เราถึงว่า “เราทําสุดหัวใจเรา ด้วยความเทิดทูนของเราทุกอย่าง สําหรับประวัติหลวงปู่มั่นนี้ เราทําสุดหัวใจเรา จึงได้มีมา เราฝังใจลึก” หาช่องหาโอกาสจนได้ จนกระทั่งได้โอกาสเราจึงได้มาเขียนประวัติท่าน เรื่องราวมันก็เป็นอย่างนั้น
นี่ถึงขนาดเรียนพิมพ์ดีดนะ เราพิมพ์ดีดเป็นนะ เหตุที่จะพิมพ์ดีดเป็น ก็คือ จะเขียนประวัติพ่อแม่ครูจารย์มั่น กับปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น เราเรียนพิมพ์ดีด แต่เรียนอัตโนมัตินะ พระท่านเอามาให้พิมพ์ดีด เรียนอัตโนมัติ เราเรียนของเรา พิมพ์ดีด ๔๐ คําต่อนาที พอได้ถึง ๔๐ คําต่อนาที ก็รู้สึกว่าเร็วพอประมาณ เอาล่ะที่นี่พิมพ์ล่ะ นั่นล่ะถึงได้พิมพ์ มันก็เร็วไปเรื่อย พอจบประวัติเสร็จนําปฏิปทาออกมาพิมพ์ เพราะตั้งใจเรียนอันนี้จริงๆ พอจบสองเล่มนี้ทีนี้หมดภาระแล้วทิ้งพิมพ์ดีดเลย ตั้งแต่นั้นไม่เคยสนใจกัน
ใครก็จะคิดว่า เราไม่เคยพิมพ์ดีด โอ๋ย ! เก่งอยู่นะ ทีแรกพิมพ์ดีดได้ ๔๐ คํา ต่อมามันก็ชํานาญ แต่พอจบนั้นทิ้งเลย ไม่เอา นี่ด้วยความสนใจจริงๆ กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ธรรมะของท่าน จากนั้นทิ้งพิมพ์ดีดไม่เอาเลย ไปไหนก็ไม่รู้ พอทิ้งพระก็เอาไป ไปไหนก็ไม่รู้ ไม่สนใจ ก็ได้หนังสือ ๒ เล่ม ประวัติของพ่อแม่ครูจารย์มั่น และ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานฯ ปฏิปทานี่ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน คือ การประพฤติปฏิบัติของพระสายกรรมฐานลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นเราอยู่ในเล่มนั้นที่มีจริตนิสัยต่างๆ กัน การประพฤติปฏิบัติเด็ดเดี่ยว อะไรไม่อะไรอยู่ในเล่มนั้นล่ะ…
โยมแม่ เรายังไม่ลืมนะ แม่ลงลูกก็มีแม่ของเรา ลงลูกชาย ลงยังไง ทีแรกก็ลงนี้ก่อน มานั่งปั๊บ “นี่แม่ขอชมสักหน่อยเถอะ” ว่าให้เรานะ เราไปนั่งอยู่โรงครัว แต่ก่อนคนไม่ค่อยมาก ถ้าไปเทศน์ก็เอาท่านปัญญาไปด้วย มานั่งปั๊บลงนี้ “นี่ให้แม่ขอชมสักหน่อยเถอะ” ทางนี้ก็ใส่เปรี้ยงเข้าไป “ชมอะไร ตั้งแต่เป็นเด็กทั้งหวดทั้งตี ทั้งดุทั้งด่า โตขึ้นมาแล้วมาชมหาอะไร” “โอ๋ย ! แต่เป็นเด็กมันก็เป็นแบบหนึ่ง เป็นผู้ใหญ่ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แม่ขอชม” “ชมอะไร เอ้า ! ว่ามา” “ชมที่แต่งประวัติหลวงปู่มั่น แหม ! แม่จนนํ้าตาร่วง เหมือนไม่ใช่ลูกเกิดในหัวอกของเราเลย เวลาแต่งประวัติของหลวงปู่มั่น ทําไมจึงไพเราะเพราะพริ้งหยดย้อยเอาเหลือประมาณ แม่นํ้าตาร่วง”
“โอ๋ ! ท่านผู้ดี ท่านผู้วิเศษ เรื่องของท่านก็ต้องวิเศษไปตามล่ะซี เราจะวิเศษอะไร มีแต่เขียนตามเรื่องของท่าน” “ท่านวิเศษก็ยกให้ ผู้ที่แต่ง ถ้าไม่รู้แต่งไม่ได้” (สาธุ) สําคัญตรงนี้นะถ้าไม่รู้แต่งไม่ได้ แต่งอย่างนี้ นี่เราก็ไม่ลืมนะ โยมแม่มาพูดหมัดนี้แหละ “หลวงปู่มั่นก็ยกให้ แต่ผู้แต่งตามนี้ ถ้าไม่รู้แต่งอย่างนี้ไม่ได้” ว่างั้น สําคัญนะ”
หนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่นโดยท่านอาจารย์พระมหาบัว ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ว่า
“หลวงตาท่านบอกว่า เวลาเขียนประวัติหลวงปู่มั่น ได้ศึกษา ได้สอบทานหลวงปู่ขาว ได้สอบทานกับหลวงปู่แหวน ได้สอบทานกับหลวงปู่ชอบ ได้สอบทานกับหลวงปู่ลี (ท่านพ่อลี) ได้สอบทานกับหลวงปู่เจี๊ยะ เห็นไหม แล้วสิ่งที่ครูบาอาจารย์ที่เอ่ยชื่อมานี้ ดับขันธ์ปรินิพพานไปหมดแล้ว เพราะกระดูกเป็นพระธาตุทั้งหมด สอบทานกันแล้ว พอสอบทานกันแล้ว สิ่งใด…หลวงตาบอกว่าสิ่งที่ได้รับเป็นข้อมูลมานี่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เขียนมาในประวัติของหลวงปู่มั่นเพียง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นไหม ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเราพยายามจะให้มันถูกต้อง เพราะอะไร
เพราะถ้าเราอ่านประวัติหลวงปู่มั่นโดยหลวงตามหาบัวท่านเขียนนั้น จะเกี่ยวกับเรื่องการประพฤติปฏิบัติ จะเกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ จะย้อนกลับเข้ามาเรื่องอริยสัจ แต่ถ้ามีนิทานมีชาดก นิทานชาดกเหมือนกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดถึง ตั้งแต่เป็นพระเวสสันดร เป็นต่างๆ นี่เป็นชาดก สิ่งที่เป็นชาดกนี้ มันก็เป็นความจริง องค์หลวงปู่มั่นก็มีสิ่งนี้เหมือนกัน สิ่งนี้เป็นชาดก สิ่งที่เป็นชาดก ถ้าเสริมความเจริญศรัทธา นี่หลวงตาท่านก็ใส่ลงมาเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะชี้กลับมาที่อริยสัจ”
พ.ศ. ๒๕๑๓ กราบเยี่ยมหลวงปู่ชอบก่อนไปแนะธรรมขั้นสูงหลวงปู่คําดี
พอเที่ยงเราก็ออกจากนี้ (วัดป่าบ้านตาด) ออกจากนี้ไปแล้วก็ไปพักที่วัดของท่านอาจารย์ชอบ เพราะมีโอกาสอยู่พอสมควรก็เลยพัก ตื่นเช้าวันหลังฉันเสร็จแล้วก็จะไปหาท่านอาจารย์คําดี ทีนี้ไปบิณฑบาต เดินไปด้วยกันสององค์ พระไปก่อนแล้ว เรากับท่านเดินตามๆ ไปคุยกันไป เพราะมีโอกาส เราไปค้างที่วัดโคกมนคืนหนึ่ง แต่ก่อนเป็นศาลาหลังเก่า ไปคราวนี้ไม่ได้ดู ยังอยู่หรือเปล่าไม่รู้ ศาลากรรมฐานแต่ก่อน ตอนไปบิณฑบาต ท่านถือไม้เท้าไป ไม้เท้าก็พวกไม้เปาะ (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง) นี่แหละ แป๊กๆ ไป เดินไปคุยกันไป แล้วหันหน้าปั๊บ “ฮ่วย ! ท่านมหาขอเงินสัก ๓ พันหน่อยน่ะ” หันหน้าปั๊บเข้ามา ท่านว่างั้น “แล้วจะเอาไปทําอะไร” “จะไปทําอันนั้นๆ” “เอ้อ ! ให้” ว่างั้นเลย พอกลับมาเราก็จัดไปให้ท่านเลย นั่นเวลาจะพูดเป็นอย่างนั้น
หลวงปู่ชอบกับเราสนิทกันมากนะ สนิทกันมาเป็นเวลานานแต่สมัยหลวงปู่มั่นอยู่หนองผือท่านก็ไป หลวงปู่ขาวก็ไปพักที่นั่นด้วยกัน หลวงปู่ชอบก็ไป แต่นั้นมาสนิทกันมาเรื่อย โคกมน เราก็เคยไปเสมอแต่ก่อน ตอนสังขารร่างกายท่านปรกติ เราเคยไปพักกับท่านก็เคยไป โคกมน…
ภายหลังองค์หลวงตาฯ ท่านปวารณาถวายปัจจัยกับหลวงปู่ชอบ โดยหลวงปู่ชอบเล่าว่า
“อาจารย์มหาบัวปวารณาเรา ถ้าอาจารย์ขาดเหลืออะไรก็ให้บอกข้าน้อย ข้าน้อยจะทําบุญร่วมกับอาจารย์ ถ้าอาจารย์อยากจะไปโปรดสัตว์ทางใด ติดขัดปัจจัยสี่ก็ให้บอก ข้าน้อยจะขอร่วมบุญโปรดสัตว์กับอาจารย์ อาจารย์มหาบัวมาเยี่ยมเราอยู่บ้านโคกมน เอาเงินมาถวายเรา เราว่า “เงินอะไรนี่ท่านมหา” มหาบัวท่านบอก “ค่านํ้ามันรถ ข้าน้อยถวายค่านํ้ามันรถให้อาจารย์เดินทางไปโปรดสัตว์ นิมนต์อาจารย์ไปเต็มที่เลย ไม่พออย่างไรก็ให้ไปเอากับข้าน้อยอยู่บ้านตาด” ได้ค่านํ้ามันรถ ท่านมหาบัวเอาให้ เราก็ไปมันเต็มที่เหมือนกัน ไปหาท่านเฟื่อง ไปหาท่านผองผาแด่น ฯลฯ ท่านมหาบัวเอาบุญโปรดสัตว์ให้ค่านํ้ามันรถเราหมื่นหนึ่ง
หลวงปู่ชอบบอกอาจารย์มหาบัวท่านรู้ว่า เราเป็นผู้นิสัยชอบไป การเดินทางของเรานั้นมีเหตุผลในการไปการมาทั้งหมด เหตุนอก เราไปเมตตาผู้คนให้เขาได้มีโอกาสทําบุญ เหตุใน เราไปเมตตาสงเคราะห์ธรรมแก่อมนุษย์ พวกกายทิพย์ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น วาสนาอาจารย์มหาบัวท่านสงเคราะห์มนุษย์ได้มากกว่าเรา วาสนาเราสงเคราะห์อมนุษย์พวกกายทิพย์ได้มากกว่าท่านมหาบัว เรากับท่านมหาบัวจึงพากันสงเคราะห์กายทิพย์ กายหยาบ ร่วมกัน”
พ.ศ. ๒๕๑๓ แนะธรรมะขั้นสูงหลวงปู่คําดี
นี่พูดถึงเรื่องอาจารย์คําดี (หลวงปู่คําดี ปภาโส) แล้วก็มาย้อนอีกที่นี่นะ มาพบกันเที่ยวหลังนี่ซี ตอนสําคัญมากตอนนี้ เวลาคุยกันเข้าด้ายเข้าเข็ม ท่านบอกว่า “ท่านเสียดายที่ท่านมหาคุยธรรมะกับผมอยู่ที่วัด (วัดศรีฐาน) ที่ว่านั่นล่ะถึง ๓ คืน ผมฟังตอนปลายๆ ท่านมหาพูด ผมฟังไม่รู้เรื่อง” ว่างั้นนะ “ผมพึ่งมาเสียดายทุกวันนี้ อู๊ย ! ท่านพูดตรงไหน พอเราเข้าใจตรงไหน ท่านพูดไปแล้วๆ ผมรู้สึกเสียดายมาก” ท่านว่างั้น จากนั้นมาก็เอากันล่ะที่นี่นะ ถึงพริกถึงขิงเราไม่ใช่โอ้ใช่อวด พระอาจารย์องค์นี้ไม่ใช่พระท่านสงวนเรื่องความศักดิ์ศรีดีงาม ยศถาบรรดาศักดิ์ ภันเต อาวุโส ท่านสนใจต่อธรรมอย่างยิ่งนะ ท่านเอาธรรมเป็นเกณฑ์เลย นี่ตอนที่สําคัญมาก
กับท่านอาจารย์คําดี ก็พบกันอยู่เรื่อยๆ ท่านมาจําพรรษาที่วัดหนองแซง ก็พบกันอยู่เรื่อย ท่านเลยพูดถึงเรื่องการแจกแจงขันธ์ ๕ นี้ไม่มีใครแจงได้ละเอียดลออมากยิ่งกว่าท่านมหานะ ท่านว่า ท่านอ่านหนังสือแว่นดวงใจจบหมดเลย… ทีนี้พอคุ้นกันแล้ว อยู่วัดถํ้าผาปู่ ท่านลงเดินจงกรมกลางคืน ตอนตี ๔ ท่านเล่าให้ฟัง ภาวนานี้จิตมันหมุนไปโดนเอาอะไรเข้า ก็โดนกิเลสนั่นแหละ โอ๋ย ! ขวางเหมือนหอกเหมือนหลาวทิ่มแทงหัวใจ คับหัวอกเลย ทําไงน้า เลยคิดเห็นแต่ท่านมหาองค์เดียว พอท่านขึ้นมาจากที่ทางจงกรม เพราะท่านติดปัญหาหนักหน่วงมากทีเดียว ตอนนี้สนิทกันแล้วล่ะ ขึ้นมาก็มาจุดธูปเทียนแล้วกราบพระว่า “ขออาราธนาท่านมหาบัวมาโปรดโดยด่วน” ท่านว่างั้นนะ เราจนร้องโก้ก เวลาท่านพูดให้ฟัง “ขอให้พูดเต็มหัวใจเถอะน่ะ” ท่านว่าอย่างนั้น “อย่างไรก็ขอให้พูดเต็มหัวใจเถอะ” ท่านอาราธนาให้ท่านมหาบัวมาโปรดโดยด่วน
มีแปลกที่ท่านนิมนต์เราไปวันนี้ เราก็ไม่เคยไปวัดถํ้าผาปู่ เหตุใดมันถึงบันดลบันดาลให้ไป มันก็แปลกนะ ไม่เคยไปเลยวัดถํ้าผาปู่ พบกันอยู่ข้างนอกต่างหาก เราไม่เคยไปถํ้าผาปู่ แต่วันนั้นมันดลบันดาลอะไรก็ไม่รู้ วันนั้นตอนเที่ยงสั่งรถเขามาโดยด่วน เราจะไปวัดถํ้าผาปู่วันนี้ มาเดี๋ยวนี้ เที่ยงเขาเอารถมาก็ไป ไปก็ไปค้างที่วัดท่านอาจารย์ชอบคืนหนึ่งที่วัดบ้านโคกมน ตื่นเช้าฉันเสร็จแล้วถึงไปหาท่าน ที่นี่สรุปความลงเลย พอตอนเย็นก็ไปหาท่าน ท่านบอกว่า “อู๊ย ! มาเร็วอยู่นะ” “เร็วอะไร” “อะไรก็มันจะได้พูดกันวันนี้” ท่านเล่าถึงว่า “นิมนต์ท่านมหาบัวมาโปรดโดยด่วน ผมว่าเมื่อวานนี้ วันนี้ท่านมหาก็มาแล้ว ก็ว่าเร็วอยู่” “อู๊ย ! ผมมาสะเปะสะปะตามประสาบ้าของผมไปอย่างนั้นล่ะ” “เอ้า ! มาอย่างไหนก็เถอะ มันตรงกันแล้ว”
ได้ความแล้วก็เข้าห้อง สองต่อสองคุยกัน ท่านพูดถึงเรื่องปัญหาที่มันติด เล่าเข้าไปๆ ไปถึงจุดนั้น เราก็เล่าธรรมะแก้ปัญหาท่าน พูดง่ายๆ พอใส่ โอ๊ย ! คนสองคนเท่านั้น เสียงลั่นเลยนี่เรียกว่ามันถึงใจ เข้าใจไหมล่ะ ก็อยู่สองคน ท่านกับเราอยู่ในห้อง ท่านเสียงว้ากขึ้นเลย “เอาล่ะที่นี่ได้แล้ว ประตูเปิดแล้วยังเหลือแต่จะเข้าเท่านั้น เปิดแล้ว ประตูเปิดแล้ว” ว่างี้ เสียงลั่นนะ เฉพาะท่านกับเรา คนอยู่ข้างนอกเต็มอยู่นะ เขามารอ เขาจะฟังเทศน์ตอนคํ่า แต่เราเวลานั้นกับท่านอาจารย์คําดีไม่ให้ใครรู้ เข้าอยู่สองคน สองต่อสองจะแก้ปัญหาโดยเฉพาะ บทเวลาถึงใจท่านร้องว้ากขึ้นเลย “เอ้อ ! เอาล่ะทีนี้ประตูเปิดแล้ว ยังเหลือแต่จะเข้า” ท่านก็เสียงลั่นเลย คนก็ได้ยินหมด นั่นล่ะขั้นนั้น ถ้ามันถึงใจเป็นอย่างนั้น แล้วไม่นานท่านก็ผ่านได้ ท่านอาจารย์คําดี
นั่นล่ะพอหลังจากนั้นมาแล้ว ท่านก็หูหนวก เวลาเราไป มันก็มีญาติมีโยมเกี่ยวพันกันอยู่นั่น ท่านพูดเบาๆ เราก็ได้ยิน เพราะหูเราดี แต่เวลาเราจะพูดกับท่าน ท่านหูหนวกนั่นซี มันไม่ได้เรื่องทําไง เลยเขียนหนังสือน้อยถามปัญหานั่น พอจากจุดนั้นแล้ว ท่านปฏิบัติยังไง พอได้รับหนังสือ ท่านยกขึ้นเลยนะ ยิ้มแล้วก็ยกขึ้นมาอ่าน อ่านแล้วก็ตอบมา คนมากๆ นั่นแหละ พอตอบมาเราเข้าใจแล้ว ทีนี้ถามซํ้าอีก ท่านจับยกขึ้นอีก แล้วตอบอีก สองประโยค เรียกว่าหายสงสัยแล้ว ความหมายว่างั้น เข้าตามจุดๆ นี่ล่ะที่มันเข้าช่องที่ท่านร้องโก้กนั่น ท่านไปติดอยู่นี้เข้าไม่ได้ พอถวายธรรมะท่าน ท่านถึงร้องโก้ก เปิดประตูแล้วมีแต่จะเข้าเท่านั้นความหมาย
ปัญหาทั้งสองข้อก็ถามถึงผลของมัน เข้าหรือไม่เข้า เข้าแล้วเป็นยังไง ความหมายก็ว่างั้น ท่านตอบมาถูกต้อง ตั้งแต่นั้นมาก็หมดปัญหา ไม่นานนะท่านก็มรณภาพ ก็เรียกว่าเป็นอยู่กุฏิท่านนั่นแหละ (กุฏิวิเวกธรรม) ไม่เป็นที่ไหน เพราะตอนนั้นท่านไปไหนไม่ค่อยได้แล้วแหละ ท่านอยู่กุฏิท่านเท่านั้นเอง ส่วนที่นั่นที่นี่เราไม่อยากพูด เราแน่ใจที่กุฏิท่าน เพราะธรรมะนี่เป็นธรรมะที่จ่อเข้าแล้ว เปิดโล่งแล้ว ยังเหลือแต่จะก้าวเข้าเท่านั้นเอง นี่อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว เราหายสงสัยตั้งแต่ท่านตอบปัญหาเรามาสองข้อ เพราะปัญหานี้ พูดไม่ได้มีความโอ้อวดเอาความจริงมาพูดเลย ปัญหานี้ถ้าไม่เข้าใจจะตอบไม่ได้ เอ้า ! ถ้าไม่เข้าใจจะถามไม่ได้ว่างี้เลย ผู้ที่ไม่รู้จะตอบไม่ได้เลย เพราะปัญหานี้ถอดออกจากหัวใจของผู้ปฏิบัติ ไม่ได้เหมือนกับปริยัตินะ ปัญหาในหัวใจ ถ้าไม่รู้ก็ถามไม่ได้ ปัญหาเช่นนี้ แล้วถามแล้ว ถ้าผู้ไม่รู้ ตอบกันไม่ได้อีก นั่น
สุดท้ายตอน ดร.เชาวน์ ไปส่งท่านผ่าต่อมลูกหมากกลับมา ขึ้นเครื่องบินมาลงจังหวัดเลย เวลากลับมานี้ เราก็ยังไม่ลืม ดร.เชาวน์เข้าไปกราบลาท่าน “เอ้อ ! ไปนี้ขอฝากความขอบบุญขอบคุณถึงท่านมหาบัวด้วยนะ ท่านมหาบัวเป็นอาจารย์ของอาตมา” ทีนี้ ดร.เชาวน์ก็นําเรื่องมาหาเรา เราก็ร้องโก้กเหมือนกัน ว่าอาจารย์มหาบัวเป็นอาจารย์ของอาตมา ทําไมถึงว่าอย่างนี้ ก็ท่านสั่งมาอย่างนั้น เราเคารพท่านเต็มหัวใจนะ เราไม่ได้มีอะไรกับท่าน มีแต่ความเคารพ ท่านสั่งมาอย่างนั้น พูดถึงว่าท่านไม่ได้สงวนศักดิ์ศรีดีงามนอกจากธรรม คือ ความจริง เราลงจุดนี้เลยนะ
ถ้าธรรมดาท่านจะไม่พูดว่า “เป็นอาจารย์ของอาตมา” ใช่ไหมล่ะ เพราะท่านแก่กว่าเราดูเหมือน ๖ พรรษา ท่านก็อยู่ในฐานะอาจารย์เรานั้นแหละ พูดง่ายๆ แต่พูดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรมแล้วไม่มีอาวุโส – ภันเต มีแต่ความจริงล้วนๆ เห็นบุญเห็นคุณจากผู้ใดก็ยกขึ้นทันที เพราะเป็นธรรม ไม่ได้ยกเป็นอาวุโส – ภันเตขึ้น ยกธรรมขึ้น
ท่านแก้ครูบาอาจารย์ที่ติดในธรรมขั้นสิ้นสุดแห่งทุกข์
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์ไว้ดังนี้
“ที่หลวงตาบอกว่า ในการประพฤติปฏิบัติมียากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่ง คือ คราวเริ่มต้น คือพยายามจะทําใจให้เราสงบให้ได้ แล้วออกฝึกหัดให้มันพิจารณาของมันเป็น ถ้ามันก้าวเดินได้ ในวงปฏิบัติเขาเรียก “ภาวนาเป็น” ภาวนาเป็นนี่มันใช้ปัญญาของมันเป็น แล้วพอใช้ปัญญาเป็น โสดาปัตติมรรค ถ้าพิจารณาไปจนถึงโสดาปัตติผล แล้วปฏิบัติไป จากโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามรรค สกิทาคาผล อนาคามรรค อนาคาผล มันเกี่ยวกับปัญญาอย่างหยาบๆ เห็นไหมมีสติ มีปัญญา มันจะเกี่ยวเนื่องขึ้นไป สาวขึ้นไป พอมันไปถึงที่สุดนะ มันพิจารณาจนอสุภะ จนสิ่งที่เป็นธาตุเป็นขันธ์ ขันธ์อันละเอียด อสุภะก็เกิดจากสัญญา อสุภะก็เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นของใจ พอพิจารณาถึงที่สุดนะ มันขาดหมด ใจทําลายหมดเลย ทีนี้ จิตมันผ่องใส มันหลุดออกไปเป็นอิสระของมัน นี่แล้วจะรื้อค้นอย่างไร
นี่ไง สิ่งที่ว่ายาก มีอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้น กับคราวหนึ่งคือจะคราวถึงที่สุดแห่งทุกข์ ดูสิ ดูครูบาอาจารย์ของเรา ที่พอพิจารณาขันธ์ทั้งหมด แล้วทําลายหมดแล้ว แล้วเวลาที่ท่านสนทนาธรรมกัน อ้าว ! พูดมาสิ ธรรมะ ธรรมะพูดมา นี่ไง แค่นี้สิ้นแล้ว แล้วสิ้นแล้ว เพราะติดไง คําว่า ยากคราวตั้งแต่เริ่มต้น กับยากถึงคราวที่จะสิ้นสุดแห่งทุกข์ มีครูบาอาจารย์ของเรานี่ติด ติดหลายองค์ แล้วหลวงตาท่านไปแก้ไขหมด แก้ไขเพราะอะไร เพราะท่านฝึกฝนของท่าน ท่านมีความชํานาญการของท่าน คนที่มีความชํานาญการ เราจะไปแก้ไข ดูช่างสิ ช่างที่เขามีความชํานาญ เขามองออกหมดว่าทําสิ่งใด หยิบฉวยสิ่งใดถูกต้องไม่ถูกต้อง…
เริ่มต้นตั้งแต่การปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวหนึ่งคือคราวเริ่มต้น เริ่มต้นจับพลัดจับผลู มั่วไปหมดเลย มีแต่ปัญหา เริ่มต้นเพราะเราไม่เป็น หญ้าปากคอก แต่ถ้าผ่านตรงนี้ไปแล้วนะเอาล่ะไปได้แล้ว แล้วจะไปยากอยู่อีกทีหนึ่ง ตอนที่สุดแห่งทุกข์ ไปยากเพราะอะไร? ไปยากเพราะหลวงปู่ฝั้นท่านก็พุทโธผ่องใส พุทโธสว่างไสว ไปยากเพราะหลวงปู่บัว หลวงปู่บัวบอกว่ามันสิ้นแล้ว ไปยากเพราะหลวงปู่คําดี หลวงปู่คําดีท่านบอกว่า รู้อยู่แต่ไปไม่รอด
ผู้ที่อ่อนกว่าไปแก้ผู้ที่แก่กว่า มันยากน่ะ แต่ถ้าคนที่มีบารมีอย่างหลวงตา ท่านอ่อนกว่าเกือบทุกองค์เลย อ่อนกว่าหลวงปู่คําดี อ่อนกว่าหลวงปู่ฝั้น อ่อนกว่าหลวงปู่บัว ท่านแก้ได้หมดเลยเห็นไหม นี่วาสนาของคนนะ เพราะความเชื่อถือ”
พ.ศ. ๒๕๑๔ ร่วมงานศพหลวงปู่พรหม – พาศิษย์ทอดกฐินถวายหลวงปู่ชอบ
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้ร่วมงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ วัดประสิทธิธรรม อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔องค์หลวงตาฯ ท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่ขึ้นพิจารณาผ้าบังสุกุลในงาน ด้วยระยะนั้นสุขภาพท่านไม่ดี ยังมีโรคหัวใจ จึงไม่ได้ขึ้นเทศน์ ในงานนี้ท่านบอกกับลูกศิษย์ว่า “เวลาไปเผาศพท่านนี้ให้พยายามเอาอัฐิของท่านอาจารย์องค์นี้ให้ได้นะ อัฐิของท่านอาจารย์องค์นี้จะต้องเป็นพระธาตุเท่านั้นไม่เป็นอื่น” หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ พระศิษย์หลวงปู่พรหม เคยศึกษาอบรมและจําพรรษากับองค์หลวงตาฯ ที่วัดป่าบ้านตาด เล่าเหตุการณ์นี้ว่า
“หลวงตาพระมหาบัว ท่านมาสั่งการเรื่องอัฐิธาตุหลวงปู่พรหมเอง หลวงตาท่านนิมนต์ให้หลวงปู่ผางเข้าไปหา ท่านขอแบ่งอัฐิธาตุของหลวงปู่พรหม ๓ ส่วน คือ ส่วนบน ส่วนอก แล้วก็ส่วนศีรษะ ท่านจะเอาไปสงเคราะห์โยม หลวงตาท่านมาขอแบบไม่เอิกเกริก อัฐิส่วนนั้นรู้สึกว่าจะเอาไปให้นายวัน คมนามูล เจ้าของโรงแรมที่อยู่จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาอัฐิธาตุหลวงปู่พรหมที่นายวันนําไปกราบไหว้บูชาแปรเป็นพระธาตุ พอหนังสือพิมพ์ศรีสัปดาห์เอาไปลง หลวงตาท่านก็สั่งห้ามออกข่าวตั้งแต่ตอนนั้นเลย”
หลังออกพรรษา องค์หลวงตาฯ ท่านพาลูกศิษย์มาทอดกฐินถวาย หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่วัดป่าสานตม ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย ในปีนั้นหลวงปู่ชอบท่านอยากจะซ่อมแซมศาลาโรงครัว แต่ไม่มีปัจจัย “เราคิดในใจเจ้าของ ไม่มีผู้ใดใจบุญมาทอดกฐินผ้าป่าให้แน่หรือ เราจะซ่อมศาลาโรงครัววัดนี่ หมู่เทพเทวดาไม่อยากทําบุญสงเคราะห์ศาสนาร่วมกับเราหรือ” วันที่องค์หลวงตาฯ จะมาทอดกฐิน ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า หลวงปู่ชอบท่านบอกพระเณร “พากันดูด้วยนะ เผื่อมีแขกมีคนมาทอดกฐินผ้าป่าให้วัด” พอตอนบ่ายองค์หลวงตาฯ ท่านก็พาลูกศิษย์มาทอดกฐิน เรื่องนี้หลวงปู่ชอบ องค์หลวงตาฯ ติดต่อกันภายใน โดยที่พระเณรไม่รู้เรื่อง พระเณรอยู่ดูเป็นพยานความรู้ของครูบาอาจารย์เท่านั้น จะถามองค์หลวงตาฯ ก็ไม่กล้า จะถามหลวงปู่ชอบก็กลัวท่านดุ เรื่องนี้นอกจากอาจารย์จันทร์เรียนแล้วก็ไม่มีพระเณรองค์ไหนรู้
หลวงปู่ชอบท่านว่า เราถามท่านมหาบัว “รู้ได้อย่างไรว่า เราอยู่นี่” มหาบัวบอกเรา“ข้าน้อยก็มาแบบทะโลกทะโลนั่นแล้วครูบาอาจารย์ มีโยมไปบอกข้าน้อยว่า ท่านอาจารย์ชอบจําพรรษาอยู่นี่ยังไม่มีผู้ใดมาทอดกฐินให้ท่าน ข้าน้อยถามธรรมลี (หลวงปู่ลี กุสลธโร) บ้านสานตมนี่มันอยู่ทางใด พอธรรมลีบอกข้าน้อยก็พาลูกศิษย์เอากฐินมาทอดถวายให้ครูบาอาจารย์” เทวดาเขาอยากได้บุญบํารุงพระศาสนา เทวดาเขาเอาเจตนาเรื่องนี้ของเราไปบอกอาจารย์มหาบัว
เราไม่เคยบอกใครให้ทราบ เราบอกเทวดาที่มาเยี่ยมเราให้ทราบเท่านั้น เทวดาที่เขานําเรื่องนี้ไปบอกอาจารย์มหาบัวอยู่บ้านตาด พอมหาบัวทราบเจตนาของเราจากเทวดาไปบอก ท่านก็พาลูกศิษย์มาทอดกฐินให้เราที่บ้านสานตม ตอนอาจารย์มหาบัวมาทอดกฐินอยู่บ้านสานตม เทวดาพากันมาอนุโมทนาบุญกับอาจารย์มหาบัวเป็นหมื่น พระอินทร์ก็มา มหาบัวท่านว่า “เทวดาทําไมพากันมาเยอะจังท่านอาจารย์” เราว่า “เทวดาเขาอยากได้บุญกับท่านมหาบัว เขาเลยพากันมาอนุโมทนาบุญด้วย เทวดาเขาก็มีความคิดจิตใจไม่ต่างกันกับคนดีเรา คนดีเห็นคนอื่นทําดี เขาก็มีจิตยินดีอนุโมทนาบุญด้วย คนพาลเห็นคนอื่นดีกว่าเจ้าของ ใจมันก็คิดอิจฉาเขา”
กฐินของหลวงตามหาบัวมาทอดให้ในปีนั้นได้เงิน ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท หลวงปู่ชอบท่านให้ลูกศิษย์เอาเงินทั้งหมดมาซ่อมแซมศาลาโรงครัววัดป่าสานตมจนเสร็จทั้งหมด เงินเหลืออีกส่วนหนึ่งท่านก็เอามาทํากุฏิน้อยได้อีกหลังหนึ่งพอให้พระเณรได้เข้าพักภาวนากันแดดกันฝน
พ.ศ. ๒๕๑๕ รักษาอาพาธหลวงปู่บุญจันทร์ – รับเสด็จในหลวงที่วัดบวรฯ
คราวหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล อาพาธหนักเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านตั้งใจละสังขาร ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไปเยี่ยมและขอให้ท่านไปโรงพยาบาล ท่านว่า “ถ้าจะให้ไปหาหมอให้ไปกราบเรียนพ่อแม่ครูบาอาจารย์บ้านตาดเสียก่อน ว่าท่านจะเห็นสมควรอย่างไร จึงค่อยปฏิบัติตาม” องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านทราบข่าวจากท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านจึงสั่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า “ให้ไปบอกท่านบุญจันทร์ว่า เดี๋ยวนี้หมอเขามี ไปให้หมอเขาตรวจดูก่อน ถ้าเขารักษาได้ก็ให้หมอเขารักษา ถ้าเขารักษาไม่ได้ ค่อยกลับมาคอยวันตายที่วัด” หลวงปู่ท่านปฏิบัติตาม โดยองค์หลวงตาฯ มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองติดตามไปดูแล
เมื่อไปโรงพยาบาลศิริราช หมอพบว่า ท่านป่วยเป็นโรควัณโรคในกระดูก (ทําให้กระดูกข้อสะโพกผุ) หมอบอกว่า “โรคนี้เป็นโรคที่รักษาให้หายได้ ถ้ามาหาหมอช้ากว่านี้อีก ๒ เดือน กระดูกจะขาด ต้องตัดขาขวาทิ้ง” หลังการผ่าตัด หมอให้พักฟื้นอยู่จนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๑๕ เมื่อเห็นว่าหลวงปู่บุญจันทร์แข็งแรงขึ้นและแผลผ่าตัดก็หายแล้ว หมอจึงอนุญาตให้หลวงปู่กลับได้ ดังนี้
“เรา (องค์หลวงตาฯ) เป็นผู้ส่งท่านบุญจันทร์มารักษา และได้มอบให้หมอเป็นผู้ดูแลรักษา เราคอยฟังข่าวจากหมอเป็นระยะๆ อยู่ เราจึงไม่มารบกวน เมื่อทราบว่าอาการป่วยดีขึ้น และหมออนุญาตให้กลับได้แล้ว เราจึงมาเยี่ยมดู เราเป็นผู้ส่งท่านมา เราจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมด ทั้งค่าห้อง ค่ายา ให้ทางโรงพยาบาลคิดรวบรวมดูซิ เป็นราคาเท่าไร อาจารย์จะเป็นผู้จ่ายให้”
คุณหมอกราบเรียนว่า “สําหรับค่าหมอที่รักษา อาจารย์หมอนทีขอยกถวายทั้งหมด ไม่คิดค่ารักษา สําหรับค่าห้อง ค่าอาหาร ที่เข้ารับการรักษาเป็นเวลา ๖ เดือน ทางโรงพยาบาลไม่คิดขอยกถวายทั้งหมด”
การที่หลวงปู่บุญจันทร์อาพาธในครั้งนี้ นับว่าเป็นการอาพาธครั้งใหญ่หลวง เกือบจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ว่าได้ แต่ด้วยบารมีแห่งเมตตาธรรมของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ คือ องค์หลวงตาพระ-มหาบัว ท่านได้ช่วยเหลือทั้งภายนอกและภายใน ภายนอก ท่านได้ช่วยเรื่องการติดต่อฝากฝังกับหมอให้ดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทั้งการเดินทางไป – กลับ และค่ารักษาพยาบาล ภายใน คือ เรื่องธรรมที่หลวงปู่มีความเคารพในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ยอมไปรักษาตามคําสั่งของท่าน
หลวงปู่บุญจันทร์ได้เล่าให้ฟังหลังจากกลับมาถึงวัดแล้วว่า “การป่วยครั้งนี้ เราได้เตรียมปล่อยวางทั้งหมดแล้ว ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ครูจารย์บ้านตาดสั่งแล้ว เราไม่ไปเลย”
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๕ องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเข้าพักที่วัดบวรนิเวศฯ และได้ร่วมรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้า-สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ทรงกราบนมัสการและสนทนาธรรมกับ “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร” เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร ในการนี้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา-สังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เมื่อครั้งทรงดํารงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณร่วมรับเสด็จฯ
พ.ศ. ๒๕๑๖ สร้างพิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร
เมื่อการก่อสร้างพระอุโบสถเพื่อเป็นอนุสรณ์น้อมถวายแด่ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระบูรพาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน ที่วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร ได้สําเร็จเสร็จสิ้นลงในเวลาต่อมาคณะสงฆ์ศิษยานุศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น นําโดยหลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงตาพระ-มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้ประชุมปรึกษาหารือกันว่า สมควรที่จะสร้างเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นที่รวบรวมเครื่องอัฐบริขาร สิ่งของเครื่องใช้ประจําองค์ท่าน ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ มาไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อสะดวกแก่การดูแลรักษาและสักการบูชา ฯลฯ โดยตกลงกันสร้างตรงบริเวณกุฏิที่องค์ท่านมรณภาพ และได้พิจารณาแบบแปลน ก็ได้อาคารพิพิธภัณฑ์ที่มีขนาดพอเหมาะพอดี มีลักษณะกลมกลืนกับธรรมชาติของป่าไม้ภายในวัด คือ เรียบง่าย ไม่หรูหราแต่แฝงไว้ด้วยความสงบ ความงดงามของอาคารที่แลดูน่าเกรงขามตามแบบฉบับกรรมฐาน
การดําเนินการสร้างพิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์มั่น ในครั้งนี้ มีหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นประธานอํานวยการ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นประธานดําเนินงาน ดร.เชาวน์ณ ศีลวันต์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส เริ่มสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๑๖
โดยคณะสงฆ์ศิษยานุศิษย์ ได้จัดพิธีวางศิลามงคลอาคารพิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์มั่นภูริทตฺตมหาเถร ณ วัดป่าสุทธาวาส เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๖ โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถระ) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เสด็จทรงเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน และศิษยานุศิษย์หลวงปู่มั่น ทั้งฝ่ายบรรพชิต และฝ่ายฆราวาส เข้าร่วมงานครั้งนี้กันจํานวนมากมาย โดย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านเป็นองค์ประธานทําพิธีเจิมแผ่นศิลามงคล
การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์มั่นดําเนินไปอย่างรวดเร็วมาก ได้แล้วเสร็จและทําพิธีเปิด เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยใช้เวลาเพียง ๑ ปีเศษ นับเป็นต้นแบบของการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่พระอรหันต์สร้างถวายพระอรหันต์ หลวงปู่ฝั้น หลวงตาพระ-มหาบัว พระอรหันต์ผู้เป็นศิษย์ ได้น้อมสร้างถวาย ท่านพระอาจารย์มั่น พระอรหันต์ผู้เป็นอาจารย์ ในกาลต่อมาพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวได้เป็นต้นแบบให้ หลวงปู่ลี กุสลธโร พระอรหันต์ผู้เป็นศิษย์ ได้น้อมสร้างถวายองค์หลวงตาพระมหาบัว พระอรหันต์ผูู้เป็นอาจารย์
พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงปู่ตื้ออัฐิเป็นพระธาตุ
หลวงปู่ตื้อ บ้านข่า สามผง เราเคยไปพักอยู่เหมือนกัน แต่ก่อนไปภาวนา เสือชุมมากแถวนั้น หลวงปู่ตื้อท่านมีคาถาเป็นครูเสือ ไปอยู่ไหน เสือมักมานอนเฝ้าอยู่รอบๆ ข้างๆ ที่พักท่าน ท่านไปอยู่แม่ฮ่องสอน ไปอยู่ในป่า เสือก็มาอยู่ด้วย เสือโคร่งใหญ่นะ มันมาแอบอยู่ด้วย
นิสัยหลวงปู่ตื้อท่านตรงไปตรงมา เรียกว่า ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ท่านไม่มีอะไร เทศน์นี้ พวกกิเลสนี้ฟังไม่ได้เลย แตกฮือๆ หนีหมด ท่านใส่เปรี้ยงๆ นี่ท่านปฏิบัติมาอย่างนี้ รู้อย่างนี้ฆ่ากิเลส ฆ่าแบบนี้ๆ เอาร้อยเปอร์เซ็นต์นี้ออกพูด คนจึงแตกฮือเลย เข้าใจไหม
เราไม่ได้พูดกับท่าน แต่ท่านพูดกับพระสงฆ์ ต่อหน้าสงฆ์ เรื่องของเราไปเสียก่อนแล้วอยู่วัดอโศการาม มาพูดมันก็ได้พูดล่ะซิ วันนั้นเป็นวันอุโบสถ ลงอุโบสถวันนั้น เพราะนิสัยท่านเป็นอย่างนั้น ใครก็ทราบกันทั้งวัด พออยู่ๆ ขึ้นไป พระสงฆ์นั่งเงียบอยู่แล้ว บทเวลาจะขึ้น“ท่านมหาบัวเป็นพระอรหันต์” ขึ้นอย่างนี้เลยนะ หน้าตาเฉยเลย ไม่ได้พูดมาก เพียงเท่านี้ล่ะไม่มีเรื่องราวที่ไปสัมผัสสัมพันธ์อะไรนะ อยู่ๆ ท่านก็ขึ้นเองของท่าน พระสงฆ์เต็มอยู่นั้น อยู่ๆ เงียบๆ “ท่านมหาบัวเป็นพระอรหันต์” จากนั้นก็เลิกกันไปเลย นี่ล่ะเราไม่ได้คุยกับท่าน แต่ท่านพูดอย่างนี้เข้าใจไหม
วันที่เราไปเยี่ยมท่าน ท่านยังอุตส่าห์ออกมาต้อนรับ เขาหามออกมา ท่านเดินไปไหนไม่ได้ อวัยวะเสีย เขาก็เอาแคร่อะไรหามท่านออกมาตั้งกึ๊กเลย พอทราบว่าเราไปกราบเยี่ยมท่านบ้านข่า ท่านก็ออกมา ท่านพูดเพราะคุ้นกันมาแล้ว รู้นิสัยของท่านแล้ว “เหอ !” ท่านว่าอย่างนั้นนะ “ท่านมหามาเหรอ” “มา อยากมากราบไหว้ครูอาจารย์ มาอยู่นี้นาน แต่ไม่มีเวลาว่าง วันนี้มีช่องว่างก็เลยมา” “ดีล่ะ เอา ! ฟังเทศน์นะ จะเทศน์ให้ฟัง” ท่านก็ใส่เปรี้ยงๆ อู๋ย ! เทศน์นี่ไม่มองใครนะ ไปหนเดียว ไปกราบท่าน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้ฟังเทศน์ท่านอีกนะ แล้วก็ไม่ได้ไปหาท่าน… ท่านเป็นธรรมทั้งแท่งล้วนๆ ท่านไม่ได้มองดูใคร ท่านอยากพูดอะไร ท่านพูดแบบธรรมเลย ตรงไปตรงมาแน่วๆ เลย ท่านไม่แบ่งสู้แบ่งรับ สูงๆ ตํ่าๆ ท่านไม่นํามาใช้ ท่านใช้แต่ความจริง คือ หลักธรรมล้วนๆ เลย นี่อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุแล้ว นี้องค์หนึ่งที่เสือตามรักษา
ท่านเสีย (วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๗) เทศน์ในงานก็เราแหละเป็นคนเทศน์ ในงานเผาศพท่าน (วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๘) เขาก็นิมนต์เราไปเทศน์ แน่ะ ก็อย่างนั้นแหละ เอะอะ เราต้องเทศน์ๆ พอเทศน์จบลงแล้ว จตุปัจจัยไทยทานที่เขาถวายทั้งหมดมอบหมดเลยในงานนั้น
เวลาท่านมรณภาพแล้วอัฐิของท่านเป็นพระธาตุหมดนะ เหลืองอร่ามสวยงามมาก เราไปดูแล้ว ไปดูอัฐิของหลวงปู่ตื้ออยู่ที่บ้านข่า (วัดป่าอรัญญวิเวก อําเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม) ทราบข่าวว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ เราจึงไปดู สําหรับเรากับท่านนั้นเคารพกันมานานแล้ว คุ้นกันมานาน
พ.ศ. ๒๕๑๗ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) อาพาธหนักและมรณภาพ
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองสําคัญรูปหนึ่ง เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งครูบาอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ให้ความเคารพเทิดทูนอย่างสูง องค์หลวงตาพระมหาบัวญาณสมฺปนฺโน ท่านให้ความเคารพยกย่องสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นอาจารย์ฝ่ายปริยัติของท่าน และเป็นพระยอดนักเสียสละรูปหนึ่ง
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ท่านไม่เคยลืมคุณของครูบาอาจารย์ แม้เป็นถึง “สมเด็จฯ” ท่านจะไปกราบหลวงปู่มั่น รับกิจนิมนต์งานสําคัญๆ และเยี่ยมเยือนพระกรรมฐานศิษย์สายหลวงปู่มั่นเสมอๆ ท่านมีความสนใจในที่อยู่ตามป่าตามเขา ถํ้าเงื้อมผา เป็นอันมาก ดังนั้นคราใดที่ท่านออกตรวจภาค ท่านจะปลีกตัวออกไปบําเพ็ญสมณธรรมทุกครั้ง ท่านเคยปรารภว่า “สถานที่อันสงบวิเวกอย่างนี้ พระอาจารย์มั่นท่านมีปัญญาดี ที่แสวงหาสิ่งที่เป็นมงคลเห็นจะได้แก่ ถํ้าขาม เหมาะสมจริงๆ เมื่อเราตายไป ก็ขอให้นําอัฐิ มาเก็บไว้ที่นี้สักส่วนหนึ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์”
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ สมเด็จฯ ท่านอาพาธหนัก องค์หลวงตาฯ ท่านได้ไปเยี่ยมอาการอาพาธ และต่อมาสมเด็จฯ ท่านได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๗ นับเป็นการสูญเสียพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนวงกรรมฐานเป็นอย่างดี
เมื่อคราวงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงมีพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์ทองพูล สิริกาโม ฯลฯ
องค์หลวงตาฯ ท่านไปร่วมงานนี้ ท่านว่า “นี่ล่ะถึงไหนถึงกันสมเด็จองค์นี้ ไม่มีเหลือแหละอะไรหมดเลย แล้วบริษัทบริวารท่านน้อยเมื่อไร ไปที่ไหนคนนับหน้าถือตา เคารพกราบไหว้บูชา งานศพท่านก็คนแน่นแผ่นดินมา นั่นล่ะอํานาจแห่งความกว้างขวาง”
พ.ศ. ๒๕๑๘ งานประชุมเพลิงศพหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ช่วงก่อนเข้าพรรษา ๓ เดือน หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ วัดป่าหนองแซงจังหวัดอุดรธานี ท่านได้กําหนดก่อนวันเข้าพรรษาในปีนี้จะเป็นวันละสังขารของท่าน และเมื่อถึงวันนั้นท่านก็ได้ละสังขารตามที่กําหนดไว้ ท่านจากลูกศิษย์ลูกหาไปอย่างไม่มีวันกลับ เหลือไว้แต่คุณธรรมความดี และความเด็ดเดี่ยวของท่านให้ลูกศิษย์ได้ระลึกถึง และจดจําเป็นตัวอย่างไว้สอนใจตนเอง โดยก่อนหลวงปู่บัวจะมรณภาพ องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เดินทางไปเยี่ยมอาการอาพาธหนักของท่าน โดยองค์หลวงตาฯ พูดว่า “เอาล่ะ ทีนี้ไม่มาแล้วนะ จะมาก็โน่นแหละ ถึงวันนั้นแหละจึงจะมา” แล้วองค์หลวงตาฯ ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ
ในการจัดงานศพหลวงปู่บัว ลูกศิษย์ลูกหาได้ปรึกษากัน ต่างลงความเห็นกันว่า ควรรอให้องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านมาตัดสิน องค์หลวงตาฯ ได้เดินทางกลับจากกรุงเทพฯ เพื่อมาดําเนินงานศพของหลวงปู่บัว ตามที่ได้พูดไว้ว่า “ถึงวันนั้นแหละจึงจะมา” โดยงานสําคัญครั้งนี้ องค์หลวงตาพระมหาบัวท่านไว้วางใจท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมาก จึงได้มอบหมายให้ท่านพระ-อาจารย์สิงห์ทองไปเป็นประธานฝ่ายบรรพชิต ในการดําเนินงานประชุมเพลิงศพของหลวงปู่บัว โดยทําการถวายเพลิงศพหลังจากเข้าพรรษาแล้วไม่กี่วัน ณ วัดป่าหนองแซง อันเป็นไปตามคําสั่งขององค์หลวงตาฯ ให้จัดประชุมเพลิงศพตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งได้ดําเนินตามอริยประเพณีนับแต่ครั้งพุทธกาล คือ ไม่ให้เก็บศพไว้นาน ไม่ให้สวดพระอภิธรรมไม่ให้โฆษณาเรี่ยไรใดๆ ไม่ให้มีมหรสพการละเล่น ฯลฯ ส่วนเมรุให้ทําอย่างเรียบง่าย ประหยัด ไม่หรูหรา ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองได้ทําหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยทุกประการ
โดยได้จัดทําเมรุประชุมเพลิงศพหลวงปู่บัว บริเวณต้นหมากเลื่อม ซึ่งไม่ห่างจากกุฏิหลวงปู่มากนัก ต่อมาภายหลังอัฐิธาตุของหลวงปู่บัวได้แปรสภาพเป็นพระธาตุ ทางวัดได้ก่อสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์เพื่อบรรจุพระธาตุ รูปเหมือน พร้อมทั้งเครื่องอัฐบริขารของท่าน ไว้ภายในบริเวณวัด เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาได้กราบไหว้บูชา ได้ระลึกถึงคุณงามความดีของหลวงปู่ตลอดกาล
พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๑๙ เทศน์โปรดคุณเพาพงา – โยมแม่ได้หลักใจ
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเมตตาเทศน์โปรดคุณเพาพงา ซึ่งป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หมอบอกอยู่อย่างนานได้ ๖ เดือน ก่อนตายอยากมาภาวนาที่วัดป่าบ้านตาด ดังนี้
“ตั้งแต่วันนั้นมา เราเข้าไปเทศน์ให้ฟังทุกวันนะ ดูเหมือนเป็นปี ๒๕๑๘ – ๒๕๑๙ เทศน์ให้ฟังทุกเย็น พอตกเย็นมาจวนมืดแล้ว ไปกับท่านปัญญา ท่านปัญญาเป็นผู้อัดเทป เราไปเทศน์ให้ฟังทุกเย็นๆ เลย เว้นแต่วันไหนประชุมพระ หรือเรามีธุระจําเป็น เราก็บอกล่วงหน้าเอาไว้ว่าวันพรุ่งนี้จะไม่เข้ามา นอกจากนั้นเทศน์ทุกวันๆ ดูเหมือน ๙๐ กว่ากัณฑ์ ไปอยู่นั้นตั้ง ๓ เดือนนั่นล่ะจึงได้หนังสือเล่มที่ว่า “ศาสนาอยู่ที่ไหน” หนึ่ง “ธรรมะชุดเตรียมพร้อม” หนึ่ง สองเล่มนี่ที่เทศน์ติดกันไปเรื่อยๆ เป็นหนังสือ ๒ เล่มนี้ ก็อยู่ในย่านปี ๒๕๑๙ มั้ง แกเสียปีนั้น เราลืมๆ เสีย
โยมแม่ก็ได้มาฟังเทศน์ ไม่มากล่ะเทศน์ ก็ดูเหมือนประมาณสัก ๓๐ นาที ล่ะมั้ง แต่ละกัณฑ์ๆ ๓๐ หรืออย่างมากก็ ๔๐ นาที หากเทศน์ทุกวันเลย นี่ล่ะที่เทศน์สอนคุณเพาพงาเทศน์ติดเทศน์ต่อ เทศน์ไม่หยุดไม่ถอย ตั้งแต่นั้นมาแล้วก็ไม่เคยเทศน์อย่างนั้นอีกนะ มีหนเดียวเท่านั้นในชีวิตของเราที่เทศน์ติดกันไปเลย ใน ๓ เดือน เทศน์ทุกคืนๆ เว้นวันประชุมพระ ถ้าวันไหนประชุมอบรมพระไม่เข้า นอกจากนั้นเข้า หรือมีธุระจําเป็นที่จะไปไหนก็ไป โยมแม่จึงได้กําลังใจที่ไปเทศน์สอนคุณเพาฯ โยมแม่ได้กําลังใจตอนนั้น ถึงขนาดที่ว่าพอคุณเพาฯ กลับไปแล้วก็พูดเปิดอกกับเรา นิมนต์เราให้ไปเทศน์
“วันไหนไม่มีแขกคนมา ถ้าอาจารย์ว่าง ก็ขอนิมนต์มาเทศน์สอนอบรมแม่บ้างนะ เวลาฟังเทศน์นี้ไม่ได้บังคับจิตใจ พอเริ่มเทศน์จิตจ่อปั๊บเท่านี้ เทศน์นี้จะกล่อมลง แล้วแน่วเลยไม่ต้องบังคับ จิตสงบได้ทุกครั้งเลยไม่มีพลาด ฟังกัณฑ์ไหนได้เหตุผลเลย ไม่ต้องบังคับ พอเสียงธรรมเริ่ม สติก็เริ่มจับจิตเกี่ยวโยงกันโดยลําดับ ความรู้กล่อมลงๆ ธรรมเทศนากล่อมใจแน่วลง สงบแน่วๆๆ ถ้าแม่ทําโดยลําพังตนเองนั่งจนหลังจะหัก มันก็ไม่ลง อยากนิมนต์อาจารย์มาเทศน์เป็นการช่วยทางด้านจิตตภาวนาได้ดี”
นั่นล่ะตั้งรากตั้งฐานได้แน่นอนก็ตรงนั้น แต่เราก็ไม่ได้ไป เพราะงานเราก็มีของเรา ก็ฟังเฉยๆ ไม่ได้ไปตามนิมนต์ เพราะงานเรามาก นี่ล่ะโยมแม่ตั้งหลักตั้งฐานจิตได้ตั้งแต่บัดนั้นมา… นี่ล่ะที่ว่าแม่หูสูงแล้วนะ เทศน์องค์อื่นไม่อยากฟัง ถ้าไม่ใช่เทศน์อาจารย์ นี่ล่ะที่ว่า แม่ลงลูก ก็คือแม่ของเราเอง ลงจริงๆ ลงโดยหลักธรรมชาติ ทั้งๆ ที่เราเป็นลูก
การบวชเรียนมาตั้งแต่เริ่มบวช การปฏิบัติกรรมฐานในสถานที่ใด ศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติในป่าในเขา ได้รับความทุกข์ความทรมานขนาดไหนไม่เคยเล่าให้โยมแม่ฟังนะ เพราะไม่เคยมีโอกาสที่จะไปพูดคุยกันระหว่างแม่กับลูก ก็เป็นเหมือนคนทั่วๆ ไปหมดเลย เพราะฉะนั้นเรื่องราวการบวชของเรา โยมแม่จึงไม่ทราบ ดีไม่ดีคนอื่นทราบยิ่งกว่าโยมแม่ เพราะไป ก็ไปธรรมดาอย่างที่ว่าเข้าไปในครัว มีอะไรก็พูด จากนั้นไปเลย ที่จะไปพูดคุยกันระหว่างแม่กับลูกนี้ไม่เคยมี ออกปฏิบัติไปอย่างนั้น อย่างนี้ ก็ไม่เคยเล่า ไม่เคยพูด ศึกษาเล่าเรียนเป็นยังไง การปฏิบัติธรรมเป็นยังไง จิตใจเป็นยังไงๆ ไม่เคยเล่านะ มีแต่ไปก็เทศน์อย่างนี้เลย จนกระทั่งตายจากกัน โยมแม่ไม่ทราบเรื่องราวของเราเรื่องการออกปฏิบัติ ทราบตั้งแต่เวลาเราไปอยู่กับหลวงปู่มั่น
แม่เล่าให้ฟัง “โห ! พอได้ทราบว่าอาจารย์ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น จากศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ไปอยู่กับหลวงปู่มั่น แหม ! แม่ดีใจจนขนลุกเลย พอทราบว่าไปอยู่กับหลวงปู่มั่น เพราะเป็นพระที่เลิศเลออยู่แล้ว แม่เคารพนับถือมานานแล้ว ดีใจเอามาก”
ส่วนเราที่บวชมาแล้วไปเล่าเรื่องราวของตัวเองที่บวชให้แม่ฟัง ไม่เคยมี ไม่ว่าทางด้านปริยัติ ทางด้านปฏิบัติ หนักเบามากน้อยไม่เคยเล่า ตลอดจนแม่จากไป ไม่เคย เป็นเหมือนทั่วๆ ไปเราไม่เคยเล่า และไม่เคยพูดในฐานะแม่กับลูกเลย เป็นธรรมดาไปเลย โยมแม่เรียกเราว่า “มหา” ครั้นต่อมาค่อยเลื่อนชั้นขึ้น จนกระทั่งวาระสุดท้าย เรียกว่า “อาจารย์” โยมแม่ลงเราจริงๆ นะ“เราก็พอใจที่ได้บวชโยมแม่””
พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๑ เหตุอัศจรรย์หลังวันมรณภาพหลวงปู่ฝั้น
พูดถึงเรื่องท่านอาจารย์ฝั้นนี้ ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์เหมือนกันนะ นี่เห็นไหมล่ะ อํานาจจิตของท่าน แม้ท่านล่วงไปแล้วก็ยังมาแสดงให้เห็น รู้สึกท่านจะมาเมตตากับเรามากนะ คืนวันที่๒๐ ธันวาฯ เราพักอยู่ที่วัดดงศรีชมภู ให้เขาทํารั้วเพื่อรักษาสัตว์ในวัด เราไปคอยดูแลอยู่นั้น ค้างอยู่เป็นอาทิตย์ๆ นะ ทีนี้เวลากลางคืนวันที่ ๔ มกราฯ โอ้โหย ! ฝนพิลึกพิลั่นอะไรนักหนานะเดือนสิงหาฯ กันยาฯ ซึ่งเป็นหน้าฝนยังสู้ไม่ได้ มันตกเอาจริงเอาจัง นํ้าท่วมหมดเลย ตามท้องนาแห้งแล้งๆ วันที่ ๔ มกราฯ มันตกเอาจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา นํ้าท่วมไปหมดตามท้องนา นี่ล่ะที่มันแปลกประหลาดอยู่นะ อํานาจจิตของท่าน พอตอนเช้า (วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๐) ท่าน… ไปทํางานเอง ตอนเช้าเราจะกลับอุดรฯ รถจะมารับเราก็เป็นรถเก๋ง มาทีนี้มันเข้าไม่ได้ซี นํ้าท่วมหมดตามท้องนา …
เราก็เลยไม่ลืม ถ้าไม่มีเหตุ ไม่ลืมนะ รถตั้งเจ็ดคัน ไม่มีรถสักคันเดียว ไปรออยู่นั้นตั้งสองชั่วโมง ท่าน… ไปรออยู่ คันไหนมาก็จะจับไปเลย ว่าอย่างนั้นเถอะ แต่รถไม่มีเลย รออยู่ตั้งสองชั่วโมงเห็นรถสองแถวคันหนึ่งแคร็กๆ มา ก็เลยจับรถสองแถวนี้เข้าไปเลย พอไปถึงเราแล้วก็เตรียมของขึ้นรถ พอเตรียมของขึ้นรถแล้วติดเครื่อง รถคันนี้ก็เป็นธรรมดาๆ นะ พอเตรียมของขึ้นรถแล้วติดเครื่อง ติดเครื่องแล้วดับ ติดเครื่องแล้วดับอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมไป รถคันนี้นะ อยู่วัดดงศรี-ชมภู มันกระเทือนใจ ถึงครั้งที่สาม ทางนี้ก็โพล่งออกเลย วันนี้จะต้องมีเหตุการณ์อะไรแน่นอนเกิดขึ้น คอยดูก็แล้วกัน เกิดแน่ๆ วันนี้มี คอยฟัง รถคันนี้เป็นเหตุ บอกแล้ว สักเดี๋ยวเห็นท่านเอียนไปจากกรุงเทพฯ นี้ไปฉันจังหันที่บ้านตังล้งอุดรฯ ไปได้ข่าวท่านอาจารย์ฝั้นมรณภาพ ท่านมรณภาพ เมื่อคืนนี้ที่วัดอุดมสมพร ท่านได้ข่าวอันนี้มา เลยต้องรอข่าวอันนี้ เข้าใจไหมล่ะ
รถอย่างไรก็ไม่ติดๆ อยู่งั้น ถึงเวลาควรจะไป ไปไม่ได้ พอดีรถท่านเอียนก็ออกไปจากอุดรฯ รอข่าวอันนี้เอง ให้รอ พอรถท่านเอียนจอดปั๊บ ท่านเอียนก็วิ่งปุ๊บมานี้เลย มาก็บอกว่า ท่าน-อาจารย์ฝั้น ท่านมรณภาพแล้วเมื่อคืนนี้ตอนหนึ่งทุ่มห้าสิบนาที เราไม่ลืมนะ พอว่าอย่างนั้น เออ ! เอาล่ะ ได้ความที่นี่ รถติดเครื่องไม่ติดเครื่อง มันจะไปเอง ทีนี้ได้ความแล้ว นี่เหตุการณ์ พอติดเครื่องบึ่งเลย ออกจากนั้นเราก็บึ่งไปที่วัดอุดมสมพร แทนที่จะกลับอุดรฯ ไม่ได้กลับนะ บึ่งไปถึงนู้นเลย ไปถึงโน้นก็คํ่าพอดี นี่ล่ะเรื่องเป็นอย่างนี้ ท่านอาจารย์ฝั้นนะนั่น นี่ล่ะอํานาจของท่านเป็นอย่างนั้น บังคับไว้ทุกอย่าง…
พูดถึงเรื่องท่านเมตตา เมตตามากอยู่นะกับเรา เอะอะก็ต้องเกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับเราอยู่เรื่อยๆ ท่านคงเห็นว่าหมาตัวนี้มันกัดเก่ง มันเห่าก็เก่ง กัดก็เก่ง เลยยุมันเรื่อยให้มันกัดเรื่อยซิท่า แล้วเรื่องศพของท่านก็เรียบร้อยไปทุกอย่างไม่มีอะไร อันนี้ก็เอาเราไปเป็นหัวหน้าอีกเหมือนกัน เผาศพท่าน เราเป็นคนจัดแจงทุกอย่าง คนมามากต่อมาก รถนี้ไปหาจอดตามอําเภอ ตามโรงรํ่าโรงเรียนตามสถานที่ว่าง เขาเปิดทางให้พวกอําเภอพรรณาฯ ทั้งอําเภอ เปิดทางให้หมดๆ ให้รถเข้าจอดได้หมดเลย เพราะรถมากต่อมาก นี่เราไปเป็นหัวหน้างานอยู่นั้นไม่ใช่เล่นนะ หลวงปู่ฝั้นเรารู้สึกหนักมาก…
งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา
ต่อมาองค์หลวงตาฯ ท่านรับเป็นองค์ประธานสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์ฝั้น ตามที่คณะศิษย์หลวงปู่ฝั้น นําโดยหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ มากราบขอความเมตตา
เจดีย์พิพิธภัณฑ์สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินทรงบรรจุอัฐิและทรงเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๕
พ.ศ. ๒๕๒๒ พระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาสนทนาธรรม
เช้าวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒ องค์หลวงตาฯ ได้สั่งกําชับพระเณรในวัดว่า “วันนี้จะมีบุคคลสําคัญเข้ามา พวกท่านทั้งหลายจงพากันทําความสะอาดวัดวาอาวาสให้เรียบร้อย อย่าให้บกพร่อง” พระทั้งหลายเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ไม่ได้เอะใจอะไร ต่างก็ทําข้อวัตรปฏิบัติไปตามปกติ
ในบ่ายวันนั้น ชาวนาคนหนึ่งเดินสะพายแห เพื่อออกไปทอดแหหาปลามาเป็นอาหาร มีรถยนต์คันงามคันหนึ่งวิ่งบึ่งมาจอดเทียบ แล้วเรียกถามด้วยเสียงอันนุ่มนวลว่า “ลุงๆ ทางที่จะไปวัดหลวงตาบัวไปทางไหน” “ไปทางนี้ เด้อ” เขากล่าวห้วนๆ แบบสํานวนชาวบ้าน พร้อมทั้งชี้มือและแหงนหน้าดูผู้ที่ถามไถ่ เมื่อเขาเพ่งมองดูใบหน้าบุคคลที่ถามทางอย่างพินิจพิจารณา ภาพแห่งบุคคลผู้สง่ายิ่งใหญ่เทียมฟ้าในสมองเริ่มปรากฏในห้วงนึก เขาเริ่มเข่าอ่อนและทรุดตัวนั่งลงกับพื้น พร้อมกับพนมมือขึ้นเหนือเศียรเกล้า กล่าวถ้อยคําแสดงความปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้น ล้นเกล้าล้นกระหม่อม ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้สัมผัสสมมุติเทพ ด้วยตาเนื้อใกล้ๆ เพียงแค่เอื้อมถึง
“โอ ! ในหลวง สาธุเด้อ ในหลวง สาธุ สาธุ ทางไปวัดป่าบ้านตาดของหลวงตา ตรงไปทางนี้” เขาอุทานเสียงดัง นํ้าตาคลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจ อยากหยุดห้วงเวลานั้นเอาไว้
หลังจากนั้นพระองค์ท่าน จึงเสด็จไปที่วัดป่าบ้านตาดเพื่อกราบนมัสการองค์หลวงตาฯ เมื่อถามไถ่สนทนากันทราบว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จมากับพระบรมวงศานุวงศ์ จากพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์เป็นการส่วนพระองค์ ไม่ได้บอกแม้กระทั่งทหารใกล้ชิด ทหารทั้งหลายต่างสืบข่าวเป็นการโกลาหลว่า เมื่อเวลาบ่ายโมง พระองค์ท่านทรงขับรถออกจากพระตําหนัก ไม่รู้ว่าเสด็จไป ณ ที่ใด ถ้าบอกข่าวการเสด็จมาล่วงหน้า กลัวเป็นการเอิกเกริกรบกวน ต้องการเสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์
องค์หลวงตาฯ จึงให้โอวาทว่า “มหาบพิตร พระองค์เป็นถึงพระเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าชีวิตของชนทั้งชาติ หากพระองค์เสด็จมาโดยลําพัง มีอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น จะเป็นความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง ถ้าพระองค์เป็นอะไรขึ้นมา คนทั้งชาติจะไม่เหยียบหลวงตาบัวมิดแผ่นดินล่ะหรือ?” “กลัวจะเป็นการรบกวนองค์หลวงตาฯ” พระองค์กล่าวพร้อมพนมพระหัตถ์ด้วยความศรัทธาเลื่อมใส “รบกวน ไม่รบกวนจะเป็นอะไร แผ่นดินนี้เป็นของพระองค์ พระองค์พึงมาได้ทุกเมื่อ”
ที่องค์หลวงตาฯ เป็นห่วงมากเช่นนั้น เพราะในสมัยนั้นคอมมิวนิสต์มีอยู่ทั่วไป หลังจากนั้นอีกไม่นานเสียงรถทหารตํารวจที่สืบทราบว่า ในหลวงเสด็จมาวัดป่าบ้านตาด จึงติดตามมาอารักขาเป็นทิวแถว ชาวบ้านบางคนไม่รู้เรื่อง เห็นรถทหารตํารวจบึ่งมาเป็นทางยาว บางคนวิ่งหนีเข้าบ้านนึกว่าเกิดศึกสงคราม
สนทนาธรรมขั้นสูงกับหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
พอพูดอย่างนี้ระลึกถึงหลวงปู่แหวนได้ ปรากฏชื่อลือนามท่านมานานแล้ว ตั้งแต่เราเป็นพระหนุ่มน้อย เขาว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ปฏิบัติเรื่อยมา พอถึงขั้นมันจะสู้กันเอาล่ะนะทีนี้นะ พูดให้มันชัดๆ อย่างนี้ล่ะนะ พูดแล้วเตรียมใส่กันเลยนะ เหมือนว่าแชมเปี้ยนต่อแชมเปี้ยน อันหนึ่งแชมเปี้ยนจอมปราชญ์ อันหนึ่งแชมเปี้ยนจอมโง่ เข้าใจไหม เข้าหากันเลย พอเข้าไปมีพระอุปัฏฐากท่านอยู่องค์เดียว เราเข้าถึงปุ๊บในห้องท่านเลยล่ะ…
ขึ้นเบื้องต้นปัญหาปุ๊บเข้าไปเลยทีเดียว ปัญหานี้ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ ถ้าไม่รู้ตอบไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาภาคปฏิบัติภายในจิตใจโดยเฉพาะ ค้นหาคัมภีร์ไหนก็ค้นเถอะน่ะ คัมภีร์ใหญ่ คือ หัวใจเท่านั้นที่จะได้ธรรมเหล่านี้ออกมา พอเข้าไปหาท่าน ใส่ปั๊บทีเดียวล่ะ เอาแต่ปัญหาจุดสําคัญๆ นะ คือนี้จะบอกในตัว ท่านตอบนี้แล้วก็แสดงว่าท่านรู้ไว้แล้ว ท่านก็จะรู้ทันทีว่ารู้แล้ว ไม่รู้จะถามปัญหาอย่างนี้ไม่ได้ มันบอกในตัวเสร็จเลย เบื้องต้นปั๊บเข้าไป ๑๐ นาที ท่านก็ผางออกมา ๑๐ นาที เข้าใจหมด พอท่านหยุดหายใจ ใส่เข้าอีกปั๊บ เพราะเราหายสงสัยแล้วนี่
คราวนี้เอาใหญ่เลย ถึงรากใหญ่ของวัฏจักร คราวนี้ ๔๕ นาที เหมือนว่าท่านไม่ได้หายใจเลยนะ ธรรมถึงใจท่าน เรียกว่า ถ้าเป็นนํ้าก็นํ้าถังใหญ่ๆ ที่สะอาดสุดยอด ไม่ควรจะนําไปใช้สอยชะล้างสิ่งใดเลย นํ้าถังใหญ่ท่านพอเข้าไป เรามันพระขี้ดื้อ ไปก็ไขก๊อกเลย เปิดก๊อกไว้เลย นํ้าก็พังออกมา ซัดกันใหญ่ ประโยคที่สองนี่ ๔๕ นาที ประโยคแรก ๑๐ นาที โอ้ ! ตัวแดงหมดนะ ไม่เคยมีใครจะเปิดหรือไขก๊อกนี้เลย หมายถึงว่า นํ้าอรรถนํ้าธรรมที่สะอาดสุดยอดของท่าน เก็บไว้อย่างนั้นตลอด ใครไปก็เหรียญหลวงปู่ เหรียญเราสู้หลวงปู่ ขอท่านก็เอาๆ ถังใหญ่ไม่มีใครไปแตะ เราไปใส่ปั๊วะเลยเชียว ปั๊วะท่านก็ผางออกมาเลย ครั้งแรก ๑๐ นาที เราเข้าใจแล้ว พอท่านหยุดหายใจเราก็ปั๊บเข้าอีกเลย คราวนี้ โอ๋ย ! ไปใหญ่เลย ตัวแดง
ท่านไม่เคยมีใครไปถามอย่างนั้น เปรี้ยงๆๆ ออกเต็มเหนี่ยวเลย พอใจ ท่านพอใจเต็มที่เราก็พอใจเต็มที่ พอเสร็จแล้ว ท่านใส่อย่างท้าทายเลย “เอ้า ! ที่พูดมาทั้งหมดนี่น่ะ ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องตรงไหน เอา ! ท่านมหาค้านมา” “กระผมไม่ค้าน กระผมหาธรรมะประเภทนี้แหละ” ฟังเสียงหัวเราะฮ่าๆๆ “เออ ! ท่านองค์นั้นล่ะ ได้คุยกันแล้วยัง อาจารย์องค์นั้นล่ะๆ” ระบุชื่อๆ เลยนะ ธรรมะประเภทนี้น่ะ “ได้คุยกับอาจารย์องค์นั้นๆ แล้วยัง” ความหมายว่าอย่างนั้น คือ ธรรมประเภทนี้น่ะ ความหมายว่าอย่างนั้น เราก็กราบเรียนท่านพอประมาณๆ ให้พอเหมาะพอดีท่านตัวแดงหมดเลยล่ะ คือไม่มีใครไปถามธรรมะประเภทนี้ ท่านก็เก็บไว้ในถังใหญ่อย่างนั้นล่ะใครไปก็ขอเหรียญเราสู้ เหรียญอะไรต่ออะไร ที่ถามที่ตอบกันนี้มีแต่แก่นธรรมออกจากภาคปฏิบัติ เราจะไปหาในคัมภีร์ไม่เจอ ต้องหาในคัมภีร์ใหญ่ พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของคัมภีร์ใหญ่ พระสาวกอรหันต์เป็นเจ้าของคัมภีร์ใหญ่ ปั๊บลงตรงนั้นล่ะได้ความออกมา…
เมื่อหลวงปู่แหวนท่านได้ตอบปัญหาธรรมขององค์หลวงตาพระมหาบัวแล้ว ท่านทั้งสองต่างรื่นเริงในธรรม มีความสุข ธรรมกับธรรมถึงกัน ต่างย่อมทราบภูมิจิตภูมิธรรมของกันและกันเป็นอย่างดี การถามตอบปัญหาธรรมขั้นสูงระหว่างพระศิษย์หลวงปู่มั่นด้วยกันในครั้งนั้น นับเป็นมงคล มหามงคลอย่างยิ่ง ภายหลังหลวงปู่แหวนท่านก็เมตตากล่าวชื่นชมองค์หลวงตาฯ ให้บรรดาพระเณรฟัง เพราะปัญหานี้ ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้ ท่านว่า “ถ้าไม่ (ทรงคุณธรรม) “ถึงขั้น” จริงๆ แล้วล่ะก็ จะถามปัญหาแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ?” และองค์หลวงตาฯ ก็ยกย่องเทิดทูนหลวงปู่แหวนเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” เป็น “โพธิ์ธรรม” อีกองค์หนึ่งในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น
หลวงปู่แหวน ใส่ท่าน โธ่ ! ปุ๊บๆ เลย นั่นก็ไม่ใช่เล่นนะ ได้ซัดกับเรา เรานี่ขึ้นล่ะ เวทีไหนดังๆ ล่ะ เข้าล่ะ ไม่หงายทางหนึ่ง ให้หงายทางหนึ่ง ไม่หงายทั้งสองก็อยู่เสมอกัน ดื้ออยู่นะนี่หลวงปู่ขาวก็ซัดกันเสียจนอยู่บนเวทีทั้งสอง ไม่มีใครแพ้ใครชนะ หลวงปู่แหวนก็เหมือนกันเรื่องจิตนี่มันอาจหาญนะ ถ้าลงมันได้เป็น มันแน่วเลยนะ ไม่ผิด ถามเข้าไปถ้าผิดจากนี้แล้วรู้ทันที ภูมิของภูมิ อ่านภูมิกัน ปัญหาในภาคปฏิบัติเข้าไปถามกันปุ๊บ มันอ่านภูมิกันนะ ถ้าทางนี้ถามปั๊บอันนี้นะ ถ้าไม่รู้จะตอบไม่ได้ ทางนี้ไม่รู้ก็ถามไม่ได้ มันมัดกันอยู่ในนั้น
หลวงปู่แหวนยกให้เลย หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาวยกให้เลย เท่าที่ได้ถามซึ่งๆ หน้าก็มีหลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่คําดี องค์ไหนบ้างนะ จําไม่ได้ พระผู้ใหญ่ก็มีอยู่สามองค์ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน หลวงปู่คําดี สามองค์ เรียกว่า พ้นตลอดเลย เป็นธรรมธาตุแล้ว องค์ไหนเราไม่แน่ใจ เราก็ไม่ค่อยถามนะ ถ้าอยากถาม มันจะมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในนั้น ไม่ถาม นั่นล่ะธรรมะภาคปฏิบัติ ถ้ามันได้รู้ในใจแล้ว มันแม่นยํามาก ตอบมาผิดนิดหนึ่งบอกภูมิตัวเองทันที ประกาศภูมิออกมาเลย นั่นล่ะ ภูมิภาคปฏิบัติ หลวงปู่แหวนนี่เปิดโล่งเลย หลวงปู่ขาวเปิดโล่ง หลวงปู่คําดี สามองค์นี้ที่ได้ขึ้นเวทีกัน เปิดโล่ง พอดีประกาศออกมาแล้ว องค์ไหนที่ว่า เปิดโล่งๆ ก็ประกาศออกมาพร้อมเลยว่า อัฐิกลายเป็นพระธาตุๆๆ ไม่ผิด
พ.ศ. ๒๕๒๓ ไม่รับนิมนต์คราวเครื่องบินตก
ในคราวเหตุการณ์ที่ครูบาอาจารย์พระกรรมฐานเครื่องบินตกมรณภาพพร้อมกัน ๕ รูปนั้นองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านก็เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญอีกองค์หนึ่งที่ทางสํานักพระราชวังได้กราบอาราธนานิมนต์ ไปร่วมงานพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลในวโรกาสครบรอบ ๓๐ ปี แห่งวันบรมราชาภิเษกสมรส ในวันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ พร้อมกับครูบาอาจารย์ทางภาคอีสานอีกหลายรูป องค์หลวงตาฯ ท่านทราบด้วยญาณหยั่งทราบล่วงหน้าแล้วว่า จะมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเครื่องบินตก และในขณะนั้นสุขภาพของท่านก็ไม่ดีนัก ท่านจึงไม่ได้รับนิมนต์ในงานพระราชพิธีดังกล่าว มิฉะนั้นแล้ว หากองค์หลวงตาฯ รับนิมนต์ก็ต้องขึ้นเครื่องบินมาพร้อมกับคณะ
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เทศน์ถึงความเป็น – ความตายของพระอรหันต์ไว้ดังนี้
“พระอรหันต์ท่านตายง่าย”
“เวลาธรรมกับใจเข้าเป็นอันเดียวกันแล้ว ความเป็น ความตาย มีนํ้าหนักเท่ากัน ที่ให้ความเป็นอยู่มีนํ้าหนักมากกว่าก็เพราะประโยชน์แก่โลก ถ้าลําพังแล้วความเป็นกับตายเสมอกัน”
และองค์หลวงตาฯ ท่านก็หยั่งทราบด้วยว่า เป็นคราวที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะต้องชดใช้กรรมถึงแก่มรณภาพ อันเป็นเรื่องของกรรมซึ่งไม่อาจหนีพ้นได้ เหตุการณ์อุบัติเหตุจนต้องสูญเสียศิษย์รัก ศิษย์โปรดองค์สําคัญอย่างท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แม้องค์ท่านจะมีความรัก ความผูกพัน และความเมตตาในตัวท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมากเพียงไรก็ตาม ท่านก็ไม่ฝืนกรรม จึงไม่สั่งห้ามท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเดินทางไปในงานพระราชพิธีดังกล่าว
ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ก็ฝันร้ายก่อนเครื่องบินตก ท่านเลยตั้งใจไว้ว่า ถ้าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไม่รับนิมนต์ครั้งนี้ ท่านก็จะไม่รับนิมนต์ด้วย พอดีท่านพระอาจารย์-สิงห์ทองรับนิมนต์ ท่านก็จําต้องรับนิมนต์ด้วย
เช้าวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ วันเกิดเหตุอุบัติเหตุเครื่องบินตก องค์หลวงตาฯ ท่านอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด บิณฑบาต ฉันเช้า เป็นปกติ แต่ในวันนั้นองค์หลวงตาฯ ท่านให้ความเมตตาคุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ เป็นกรณีพิเศษ ก่อนที่คุณหญิงไขศรีจะเดินทางขึ้นเครื่องบินดังกล่าว และเสียชีวิต ท่านให้การอบรมธรรมะ และตอบปัญหาธรรมแก่คุณหญิง
ในบ่ายของวันนั้นเอง ทางวิทยุก็ประกาศข่าวด่วนว่า “เครื่องบินโดยสารแอฟโร่ ๔ ของบริษัท การบินไทย จํากัด ประสบอุบัติเหตุตกก่อนถึงกรุงเทพมหานคร ๒๐ กิโลเมตร ณ กลางทุ่งนารังสิต บริเวณคลองสี่ อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มีผู้เสียชีวิตเกือบหมดทั้งลํา ในจํานวนนี้มีพระสงฆ์มรณภาพ ๗ รูป เป็นสายพระป่า ๕ รูป คือ ๑. หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม๒. พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม) ๓. ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ๔. ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ๕. ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม”
อุบัติเหตุเครื่องบินตกในครั้งนี้ เป็นข่าวสําคัญใหญ่โตของประเทศและของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เพราะมีคนตายพร้อมกันมาก และต้องสูญเสียครูบาอาจารย์องค์สําคัญในวงกรรมฐานพร้อมกันถึง ๕ องค์ ยังความเศร้าโศกเสียพระทัยให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เป็นอันมาก โดยเฉพาะสมเด็จพระนางเจ้าฯ นํ้าพระเนตรของพระองค์ท่านหลั่งไหลมากก็คราวนี้ ดวงพระเนตรก็ปูดบวม พระพักตร์ก็ร่วงโรย เศร้าโศกอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องเล่า “พ่อตาย ลูกตาย มีนํ้าหนักเท่ากัน” ดังนี้
“ตอนที่หลวงตาท่านเสียหลวงปู่มั่น ท่านเคยพูดอยู่เสมอว่า “ทุกข์ของลูกที่สูญเสียพ่อเป็นยอดเยี่ยม ไม่มีทุกข์ใดเสมอเหมือนเลย” แต่พอท่านอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพ ท่านขอถอนคําพูด ท่านบอก “ทุกข์ของลูกที่เสียพ่อ กับ ทุกข์ของพ่อที่เสียลูก ถ้ามีตาชั่ง ชั่งได้…เท่ากัน” แล้วท่านก็พูดว่า “ท่านสิงห์ทองนี้มีบุญคุณกับเรามากนะ” เพราะในภพชาติก่อนๆ ที่ท่านบวชนี้ ท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นลูกคนโต ถ้าท่านอาจารย์สิงห์ทองไม่เป็นหลัก แล้วก็ดูแลคุณแม่ชีแก้ว ดูแลน้องๆ หลวงตาก็ไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะฉะนั้นท่านถึงว่า การที่ท่านมาปฏิบัติได้ดีอย่างนี้ ก็ท่านสิงห์ทองนี้มีบุญคุณกับท่านมาก เพราะว่าท่านก็คงระลึกกันได้ ท่านจึงคล้ายๆ กับว่า กับท่านอาจารย์สิงห์ทองถึงผูกพันกันมาก บอกว่าเป็นลูกคนโตๆ แต่ว่าที่เล่าถึงว่า เออ ! ท่านเป็นลูกคนโตอะไรนี้ คุณแม่ชีแก้วเล่า หลวงตาไม่ได้เล่าละเอียดอย่างนี้ แต่ท่านอาจารย์สิงห์ทองจะบอก “แม่ชีแก้วเขาว่าเป็นแม่เรา แม่ชีแก้วเขาว่า” อะไรอย่างนี้”
รีบเผาศพศิษย์เพื่อรักษาปฏิปทา
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเป็นประธานจัดงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ที่วัดป่าประสิทธิสามัคคี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ และท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ที่วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ท่านควบคุมอย่างเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ กลางคืนไม่ให้มีงานใดๆ แม้การสวดอภิธรรมก็ไม่ให้มี เป็นไปตามแบบฉบับพระธุดงคกรรมฐานอย่างแท้จริง ท่านไม่ให้เก็บศพไว้นาน ไม่ให้เป็นภาระ และ ในการสร้างเมรุ ท่านสั่งให้ทําเรียบๆ ไม่ให้หรูหรา โดยยึดตามแนวทางของพระพุทธเจ้าและพระสาวกในครั้งพุทธกาล ดังนี้
“พระพุทธเจ้าไม่หรูหราฟู่ฟ่าในเรื่องศพ เรื่องเมรุ ท่านให้หรูหราฟู่ฟ่าในศีล ในสมาธิในปัญญา ศรัทธา ความเพียร ในมรรคผลนิพพาน ด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา นี้เป็นความหรูหราฟู่ฟ่าตามแนวทางของศาสดาองค์เอกของเราพาดําเนินมา ให้เรามีความหรูหราในทางนี้ อย่าไปหาหรูหราแบบโลกๆ โลกสงสารหาประมาณไม่ได้ พวกนี้ไม่มีประมาณนะ หรูหราฟู่ฟ่าไม่มีประมาณ โลกหาประมาณไม่ได้ แต่ธรรมมีประมาณ ให้เอาธรรมเป็นขอบเป็นเขต การเผาศพเผาเมรุกันก็เป็นธรรมดา ให้ทําพอเผากันได้เท่านั้น
อย่างท่านสิงห์ทองตาย เราเป็นเจ้าของเผาศพ เผาเมรุ เพราะเราเคยบอกไว้แล้วตั้งแต่ยังไม่ตาย ได้บอกกับท่านสิงห์ทอง เราก็พิจารณาดูว่าท่านสิงห์ทองนี้จะเป็นผู้ทําประโยชน์ให้โลกได้พอประมาณ เพราะฉะนั้นเราจึงมอบศพให้ท่านสิงห์ทอง เวลาผมตายนี้ให้ท่านเป็นผู้เผาศพผมนะ ได้บอกชัดๆ เลย เวลาท่านตาย ผมจะเผาศพท่าน แต่สุดท้ายท่านก็ตายก่อนเรา เราจึงไปเป็นเจ้าภาพเผาศพ การเผาศพท่านสิงห์ทอง เราเป็นคนไปชี้ให้ เมรุไม่ได้มีอะไรพอกพูนหรูๆ หราๆฟู่ๆ ฟ่าๆ ให้ทําที่นี่ เอ้า ! ทําที่นี้ให้เตียนโล่งลงไป แล้วเอาฟืนมากอง เราเป็นคนไปชี้บอกทําอย่างนั้น เผาอย่างนั้น เผาท่านสิงห์ทอง
ท่านสุพัฒน์ ก็เหมือนกัน เพราะอันนี้ก็เป็นลูกศิษย์ ออกมาจากวัดป่าบ้านตาดด้วยกันเราเป็นเจ้าของเผาศพด้วยกันทั้งสอง จึงทําแบบสงบเรียบเลย ไม่มีการโฆษณา การบริจาคเท่านั้นเท่านี้ ห้ามเด็ดขาด การบริจาคใครมีศรัทธาเขาก็มาบริจาคเอง แต่ตั้งขันรับบริจาคเอาไว้ ไม่โฆษณา ใครมีศรัทธาอยากบริจาคนั้นก็แล้วแต่เขา บอกอย่างนั้น การโฆษณาห้ามเด็ดขาด เพราะฉะนั้นในงานทั้งสองที่เราเป็นเจ้าของศพนี้ จึงไม่มีคําโฆษณาว่ากล่าวอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มี แต่การบริจาคก็เป็นอัธยาศัยของเขา ดังที่เปิดทางไว้เรียบร้อยแล้ว นี่เราเป็นเจ้าของเผาศพ เผาอย่างนี้ ครั้งพุทธกาลก็เป็นอย่างนั้น เอาแบบแผนตํารับตํารามากางให้พี่น้องชาวไทย ภิกษุสามเณรเราได้ดูเป็นคติตัวอย่าง ไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่านะ
พระพุทธเจ้านิพพานก็ ๗ วันถวายพระเพลิงท่าน พระสงฆ์สาวกนิพพานที่ไหนๆในตําราไม่ค่อยกล่าวถึงเลย เพราะท่านตายอย่างสบายๆ ของท่าน องค์ไหนพอแก่กาลเวลาแล้ว ท่านก็เข้าไปในป่าในเขาไปตายที่นั่นๆ เงียบๆ ไปเลย ไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่าอย่างพวกเรา”
สําหรับท่านพระอาจารย์จวน ก่อนการมรณภาพไม่นาน ท่านเทศน์อบรมพระในช่วงคํ่าของทุกคืนเป็นปกติ มีเหตุการณ์สําคัญของคืนหนึ่ง ท่านพระอาจารย์จวนท่านได้เปิดเผยธรรมธาตุของท่าน โดยขณะที่ท่านเทศนาธรรมอยู่นั้น เนื้อธรรมก็ดําเนินไปๆ แต่จู่ๆ อย่างไม่มีใครคาดหมายกันมาก่อน ท่านเปลี่ยนเรื่องเทศน์ขึ้นมาอย่างฉับพลันว่า “ท่านอาจารย์มหาบัวบอกว่า ท่านจวนเป็นพระอรหันต์” แล้วท่านก็หัวเราะเสียงดัง อย่างชอบอกชอบใจขึ้นมา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เมื่อถึงกําหนดการพระราชทานเพลิงศพของท่านพระอาจารย์จวน วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ณ เมรุ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) องค์หลวงตาฯ ท่านเมตตาไปร่วมงาน
นวดมาเป็นแสนไม่มีใครเหมือนองค์หลวงตาฯ
แขนเราเป็นมาถึง ๒ ครั้งแล้วนะ แขนข้างขวานี่เป็นมา ๒ ครั้งแล้ว ครั้งแรกปี ๒๓ (๒๕๒๓) เรายังหนุ่มอยู่ แขนนี้ก็จนจะใช้ไม่ได้ จะยกไม่ได้แล้ว ปวดก็ปวด ขัดปวด แล้วจะยกไม่ได้ ตึงหมด มันจะใช้ไม่ได้แล้วจะยกไม่ขึ้น นวดกับหมอณรงค์ศักดิ์ ที่มูลนิธิพระอาจารย์มั่น นวด ๓ หนนะครั้งแรก ๒ ชั่วโมงกว่า ครั้งที่สอง ๒ ชั่วโมงหรือขาดเล็กน้อย ครั้งที่สาม ชั่วโมงครึ่ง นั่นเป็นครั้งที่เจ็บมากที่สุด เขาก็เอาเต็มเหนี่ยวเลย พอนวดเสร็จลงมาถึง “ขอกราบท่านอาจารย์อีกหนนึง”“กราบเพราะอะไรว่าซิ” เขาก็พูดอย่างเด็ดเดี่ยวเลย
“ผมนวดเส้นมานี้เป็นหมื่นๆ แสนๆ คน ผมไม่เคยเห็นรายใดเลยที่จะเป็นอย่างท่านอาจารย์ เห็นแต่ร้องจ้ากๆ อันนี้เฉย ผมไม่เคยเห็นเลย เพราะผมนวดเต็มเหนี่ยวผม ผมพึ่งมาเจอวันนี้ รายเดียวเท่านี้ มีท่านอาจารย์องค์เดียวเท่านี้ ผมผ่านมานี้พึ่งเห็นองค์เดียวนี้ รายเดียวนี้เลยที่เฉยเลยไม่มีอะไร นอกนั้นเหมือนเสือถูกปืน ร้องจี้กจ้ากๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้นวดแรงอะไรเลย ผมจึงขอกราบอีกทีนึง” “อู๊ย ! มือหมอเหมือนกับเหล็กนะ” แข็งไหม เหล็ก ความหมายน่ะ คือ ขอกราบอีกครั้งว่างั้นนะ เขาไม่เคยเห็น นี่วาระแรกนะไปนวดเส้น
ทีนี้ก็มาพักที่ ๒ อีก ที่ไปเกิดอุบัติเหตุ (ทางรถยนต์เมื่อต้นปี ๒๕๔๑) นี้อีกล่ะ อันนี้ไม่ค่อยรุนแรง ที่ท่านสมบูรณ์นวดนี่นะ ถ้าไม่ใช่ท่านสมบูรณ์แล้ว เราจะเป็นอัมพาตเลยนะ ท่านก็บอกว่า “ไม่มี ท่านนวดมานี้ ที่จะเฉยอย่างนี้ไม่เคยมี ก็มีแต่หลวงปู่เท่านั้น”
ฟังเทปธรรมะองค์หลวงตาฯ บรรลุธรรม
อย่างท่านเจ้าคุณเขียน (หลวงปู่เขียน ฐิตสีโล) นั่นก็ดูซิเป็นเปรียญ ๙ ประโยค เขาให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดไม่ยอมเป็น หนีออกมาอยู่บ้านโพน (วัดป่ารังสีปาลิวัน บ้านโพน อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์) มาสงบเงียบภาวนาอยู่บ้านโพนคนเดียว เวลาท่านมรณภาพแล้ว มีคนมาเล่าให้ฟังว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุหมดแล้ว เราก็เลยย้อนถาม แต่ก่อนธรรมดาไม่สนใจอะไรนักแต่พอทราบว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุนั่นตีตราพระอรหันต์แล้วนั่น อัฐิกลายเป็นพระธาตุนี่ล่ะคืออรหันต์ ไม่มีใครบอกมันก็ออกมาอย่างโจ่งแจ้งต่อประชาชน อยู่ภายในไม่ค่อยรู้…
ที่ไหนได้ในกุฏิของท่านมีแต่เทปของเราเต็มอยู่นั้น พอเข้ามานี้ท่านจะปิดประตูไม่รับแขกเลยนะ ฟังเสียงเทปอ็อดๆๆ อยู่องค์เดียวท่านเป็นประจํา เพราะที่เทศน์สอนพระจะเทศน์แต่เด็ดๆ ทั้งนั้นล่ะ กัณฑ์เทศน์เหล่านั้น เทศน์สอนพระนะ ท่านเอาไปไว้ที่กุฏิท่านเป็นประจํา พอตกคํ่าเข้ามา ไม่มีใครเข้าไปยุ่งท่านได้ ท่านจะฟังเทปตลอดเลย เทปมีแต่เทศน์เด็ดๆ ทั้งนั้นล่ะ เทศน์สอนพระ เทศน์เด็ดๆ จึงได้รู้ อ๋อ ! เป็นอย่างนี้ เปิดเผยออกมาด้วยอัฐิกลายเป็นพระธาตุ มาเกี่ยวข้องกับเรา มีทั้งพระทั้งเณรส่งมาเรื่อย แล้วขอองค์นี้กลับคืน ขอองค์นั้นส่งมาเงียบๆ นะ เงียบๆ ไม่มีใครทราบล่ะ ทราบแต่เรากับท่าน พอเวลานั้นแล้วจึงย้อนหลังถาม โอ๊ย ! มีแต่เทปเราอยู่กุฏิท่านว่าอย่างนั้น พอตกคํ่ามานี่เงียบเลย เปิดเทปฟังอ็อดๆๆๆ อยู่นั้นล่ะ
ท่านนิสัยนิ่มนวลมากนะ นิสัยท่านเจ้าคุณเขียน พรรษาเดียวกันกับเรา อ่อนกว่าเราเดือน อ่อนเดือน ท่านเป็นภันเต เราเป็นอาวุโส ท่านเคารพมากอยู่นะ กับเราเคารพมาก…
หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ถึงที่สุดแห่งธรรม ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๕ – ๒๕๒๔ ที่วัดถํ้าศรีแก้ว อ.กุดบาก จ.สกลนคร ด้วยอิริยาบถเดิน ขณะเดินกลับกุฏิ ท่านว่า “คําเทศน์ของหลวงปู่ฝั้นและหลวงตามหาบัว เป็นหัวใจอันสําคัญที่นําท่านไปสู่อุดมธรรม” องค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้
“อย่างท่านสุวัจน์ ท่านมาเล่าเองนะ เล่าด้วยความตื่นเต้นจริงๆ ว่า ท่านได้ฟังเทศน์ จะเป็นในเทป ฟังว่าเทปม้วนนี้ เราเทศน์ที่วัดอโศการาม ท่านฟังเทปม้วนนี้ การเทศน์สอนพระ ธรรมะมักสูงเสมอแหละ เทศน์สอนพระวัดอโศการาม ท่านฟังเทปไป ฟังไปๆ ไปถึงจุดสําคัญพอเทศน์ผางออกมาตรงนั้น มันมาโดนเอาอย่างนี้เลย ท่านว่านะ สะดุดกึ๊กเลยจนตัวไหวท่านว่า นั่นเห็นไหมล่ะ ธรรมะนั้นมาสะดุดใจปึ๋งเลย เพราะธรรมะเป็นจุดสําคัญนั่นแหละ ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันในเทศน์ เลยสะดุดใจอย่างแรง ตอนนั้นท่านก็พิจารณาของท่านอยู่แล้ว พอดีไปได้ธรรมะข้อนี้เข้าไป ก็เลยเปิดกุญแจใหญ่เลยเทียว พอจิตสะดุดกึ๊กจนตัวไหว
ท่านว่าอย่างนั้นนะ ทําไมมันสะดุดแรงเอาขนาดนั้น ธรรมะที่ว่านี้ก็คงเป็นอย่างนั้นล่ะท่า ท่านฟังไปๆ เทศน์กัณฑ์นี้ ว่างั้นนะ พอไปถึงจุดนั้นสะดุดปึ๋งเลยทันทีจนกายไหว มันสะเทือนแรง นั่นเห็นไหมล่ะ ตั้งแต่นั้นมาจิตหมุนติ้วเลยเทียว โอ๋ย ! ไม่มีวันมีคืน นั่นเข้าแล้ว หมุนติ้วๆ เราจับได้ทันที แต่ก่อนมันก็เป็นธรรมดาไป พอสะดุดกึ๊กแล้วเหมือนว่าเปิด ที่มานั้นก็พุ่งเลย ท่านพูดด้วยความตื่นเต้นนะ พูดให้เราฟังเอง จากนั้นท่านก็เล่าไปๆ เรียกว่าเข้าไปจุดนั้นแล้วไม่ไปไหนแหละ มันจะเข้าพังวัฏจักร ป้อมใหญ่ของวัฏจักร คือ อวิชชา นี่ป้อมใหญ่ของวัฏจักรที่พาโลกให้เกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ตลอดมาตั้งกัปตั้งกัลป์ คือป้อมนี้ มันฝังลึกอยู่ในหัวใจของสัตว์
ทีนี้ธรรมเอาเข้ามาก็เป็นประเภทนิวเคลียร์นิวตรอนล่ะซิ เข้าไปก็ผางกันตรงนั้น มันก็แตกกระจาย อันนี้พังแล้วความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็พังไปด้วยกัน ความทุกข์พังไปด้วยกันหมด ท่านจึงแสดงไว้ว่า ทุกฺขํ นตฺถิ อชาตสฺส ทุกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด การว่าเกิด ทุกข์ก็มาพร้อมกัน เป็นเงาตามตัว ไม่เกิด ความทุกข์ก็ไม่มีและไม่ตายด้วย จิตดวงนี้เป็นจิตบริสุทธิ์ล้วนๆ แล้วไม่เกิดอีกเหมือนที่เคยเกิดเคยตายมาแต่ก่อน บริสุทธิ์แล้วก็ผางเลยเป็นธรรมทั้งแท่ง นี่สูญเมื่อไร จิตไม่เคยสูญ พอบริสุทธิ์แล้วก็เป็นธรรมธาตุไปเลย ท่านมาเล่าให้ฟังอย่างนั้นแหละ เราเข้าใจทันที เข้าจุดแล้วมีแต่พุ่งแล้ว ไม่มีถอย เราลืม ลืมเสียตอนสุดท้าย ถึงเราลืมก็ตาม อันนี้มันก็เป็นทางที่จะเข้าจุดนั้นอยู่แล้ว เราก็หายสงสัยไปเลยทีเดียว จึงว่าท่านองค์นี้องค์หนึ่งที่อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุ”
หลวงปู่สุวัจน์กล่าวว่า “ท่านอาจารย์มหาบัว เราเคารพท่านมากๆ นะ เราถือท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง นี่จําไว้นะ ในบรรดาลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นนั้น พระผู้มีพลังจิตแก่กล้ามากที่สุด คือ ท่านพระอาจารย์มหาบัว แต่ท่านไม่แสดงเท่านั้น ท่านมีแต่พูดยกองค์อื่นเฉยๆ ท่านพ่อลี ท่านพระอาจารย์ฝั้น สู้ท่านพระอาจารย์มหาบัวไม่ได้หรอก”
เทปธรรมะเทศน์องค์หลวงตาฯ ที่ครูบาอาจารย์ฟังและตามวัดป่าเปิดให้พระเณรฟังกันนั้น หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านว่า “ฟังกัณฑ์เทศน์นี่ พ่อแม่ครูจารย์หลวงตามหาบัว ท่านเทศน์ให้ทําอย่างนี้ๆ แต่พวกเราปฏิบัติอย่างไร ท่านทําให้ดูเห็นไหม ท่านรอดเป็นรอดตายมาสอนพวกเรา”
องค์หลวงตาฯ ท่านเป็นเสาหลักวงกรรมฐาน สืบทอดข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพ่อแม่ครู-อาจารย์มั่น โดยเฉพาะการแก้จิต แก้ปัญหาธรรมของครูบาอาจารย์พระศิษย์สายหลวงปู่มั่นที่ติดขัดภาวนามากมายหลายองค์ ท่านไปแก้โดยสนทนาธรรมกันส่วนตัวแล้ว ยังมีเทปธรรมะขั้นสูงหรือแกงหม้อจิ๋ว นอกจากนี้ท่านยังเมตตาตอบจดหมายแก้ปัญหาธรรมด้วยลายมือองค์ท่านเอง เช่น กรณี ท่านพระอาจารย์ถวิล จิณฺณธมฺโม เพื่อนสหธรรมิกหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เมื่อบั้นปลายชีวิตท่านอาพาธ จิตท่านบรรลุธรรมถึงขั้นอนาคามีผลแล้วแต่ติดอยู่แค่นั้น พิจารณาไปไหนต่อไม่ได้ จึงได้เขียนจดหมายกราบเรียนหลวงตามหาบัว ไปที่วัดป่าบ้านตาด หลวงตามหาบัวท่านก็เมตตาเขียนจดหมายสอนข้อธรรมตอบกลับมาให้ ท่านพระอาจารย์ถวิลได้พิจารณาข้อธรรมขั้นที่สูงขึ้นไป และท่านมรณภาพลงด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ สิริรวมอายุ ๖๖ ปี
ความหมาย “ลีเนาะ”
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์ไว้ดังนี้
“อริยสัจ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล เหมือนกัน จบเหมือนกัน แต่คนฟังเป็น คนเป็นด้วยกันนี่จบ แต่คนไม่เป็นฟังแล้วก็ อืม คราวนี้ดี คราวนี้ไม่ดี คราวนั้นเป็นอย่างนั้น คราวนี้เป็นอย่างนี้ ฉะนั้น เวลาเราอยู่บ้านตาด เวลาหลวงตาท่านเทศน์จบ หลวงตาท่านเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่ลีก็เป็นพระอรหันต์ เวลาอยู่ที่บ้านตาด เรานั่งฟังอยู่ด้วย เวลาท่านเทศน์จบนะ เพราะถ้ามีพระที่มีคุณธรรม เราพยายามแอบเก็บหมดแหละ เก็บคุณงามความดีของท่าน
หลวงตาท่านเทศน์จบแล้ว ท่านจะหันไปหาหลวงปู่ลี “ลีเนาะ ลีเนาะ” คือที่เราพูดมาคือพระอรหันต์พูด แล้วก็พระอรหันต์ฟัง ถ้ามันผิดมันมีการบกพร่อง หลวงปู่ลีต้องรู้ เพราะหลวงปู่ลีก็เป็นพระอรหันต์ ทั้งๆ ที่หลวงปู่ลีเป็นลูกศิษย์ของหลวงตา หลวงตานี่เป็นพระอรหันต์ ฝึกหัดหลวงปู่ลีขึ้นมาจนเป็นพระอรหันต์ แล้วพระอรหันต์เวลาเทศน์ธรรมะ พระอรหันต์มันก็ต้องรู้มรรค ๔ ผล ๔ เหมือนกันหมด เวลาท่านเทศน์จบ ท่านพูดคํานี้ เรานั่งฟังอยู่แล้ว เราเห็นกับตาเลยล่ะ “ลีเนาะ” เทศน์จบนะ “ลีเนาะ” ถูกไหม? ถูกต้องหรือเปล่า? มีอะไรขัดแย้งหรือเปล่า?แต่คนอื่นฟังจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เราคิดของเราอย่างนี้”
สมัยที่หลวงปู่ลี ท่านเคยอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านตาดกับพ่อแม่ครูจารย์หลวงตา- มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ในบางครั้งที่หลวงปู่ลีถูกองค์หลวงตาฯ ดุอย่างแรง ส่วนลูกศิษย์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จึงเกิดความสงสัยว่า ทําไมองค์หลวงตาฯ ท่านเป็นพระอรหันต์ ถึงดุหลวงปู่ลี ทั้งๆ ที่หลวงปู่ลีท่านก็เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน องค์หลวงตาฯ ก็มักจะพูดชมคุณธรรมของท่านอยู่เสมอ และมักจะเรียกท่านว่า “ธรรมลี เศรษฐีธรรม” ถ้าท่านดุพวกเราคนมีกิเลสก็เพื่อให้มีความเพียร ให้เกิดมรรคผล หลวงปู่ลีท่านตอบว่า “เหตุผลของท่านเหนือเรา ท่านก็ยังดุเราได้อยู่”
พ.ศ. ๒๕๒๕ ดูแลโยมแม่จนวาระสุดท้าย ทดแทนคุณบิดามารดา
บางทีเราพูดถึงธรรมะขั้นสูงๆ เอาจนเต็มเหนี่ยวตามสายทางแห่งธรรม บางทีมันก็เกี่ยวข้องกับตัวเอง ถึงกาลเวลาที่จะดับ จะเป็นจะไป หรือจะเป็นจะตายอะไร มันก็ว่าของมันไปตามเรื่อง ด้วยหลักความเป็นจริงของธรรม โยมแม่ได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้เลยเชียวว่า “โอ๊ย ! แม่ไม่อยากได้ยินเลยอย่างนั้น คือมันเหมือนเป็นรูปเป็นภาพว่าลูกตาย” เราก็พูดสวนทันทีว่า “ไม่อยากได้ยินก็ต้องได้ยิน มันจะเป็นจะตายด้วยกันทุกคน อย่าไปหวั่นไหวภายนอกซิ เรื่องความเป็นความตายเป็นหินลับปัญญา ให้พินิจพิจารณา ให้มันคล่องแคล่วในเรื่องความตายแล้วจะไม่กลัวตาย ที่พูดนี้ ไม่ได้พูดด้วยความกล้า ความกลัวตายอะไรเลย พูดตามหลักความจริง แม่จะมาเสียใจทําไม” เราก็พูดอย่างนั้น โยมแม่ลงจริงๆ บางทีเราพูดถึงธรรมะขั้นสูงๆ เอาจนเต็มเหนี่ยว
โยมแม่มีนิสัยใจนักบุญอยู่แล้ว ไม่เคยลดล่ะเรื่องวัดเรื่องวา ไปฟังเทศน์ทุกวันพระเป็นประจํา เอาถึงไหนถึงกันมาตลอดตั้งแต่เรายังไม่บวช เวลาเราบวชแล้ว ยิ่งหนาแน่นเข้ามาๆจนกระทั่งได้ออกบวช มีความแน่นหนามั่นคงมากในใจตลอดมา
ตอนวาระสุดท้ายของโยมแม่ เราไปยืนอยู่หน้ากุฏิ กุฏิหลังเล็กๆ มีแต่ลูกหลานเฝ้าอยู่เต็มไปหมด โยมแม่ร่างกายอ่อนลงๆๆ เราตั้งใจไปถามจริงๆ บอกตรงๆ เลยว่า “เป็นอย่างไรล่ะโยมแม่ ดูอาการแม่นี้จะอยู่ได้ไม่นาน จิตใจแม่เป็นอย่างไร?” แม่พูดขึ้นทันทีเลยว่า “จิตใจแม่ดี จิตใจแม่สง่าผ่องใสตลอดเวลา ไม่วิตกวิจารณ์กับความเป็นความตายเลย” หลังจากนั้นมาได้ ๒ วันหรือ๓ วัน แม่ตื่นเช้าขึ้นมาบอกลูกๆ ว่า “เออ ! แม่จะไม่พ้นวันนี้ แม่คงจะไปวันนี้แหละ” ตอนเช้าวันนั้นพอเวลา ๘ โมง ๔๕ นาที โยมแม่ก็เสีย ไปอย่างสงบเงียบเลย
เราไม่วิตกวิจารณ์สําหรับโยมแม่เสียไป แล้วบอกโยมแม่ชัดเจนว่า “โยมแม่ ไม่ต้องวิตกวิจารณ์การเป็นการตาย ป่าช้าเผาศพโยมแม่อยู่หน้าศาลานะ ลูกเป็นเจ้าภาพทั้งหมด เป็นเจ้าของศพโยมแม่ ลูกจะจัดการทั้งหมดเลย” พอโยมแม่เสียแล้วเอาไปเผาที่หน้าศาลา อัฐิของโยมแม่ ลูกเขาจะแบ่งไปไหนก็ไม่ทราบ หากว่าเหลือบ้างไปฝังที่ต้นโพธิ์บริเวณกลางวัดป่าบ้านตาดนั่นเอง…
โยมแม่ของท่านจากไปอย่างสุคโต องค์หลวงตาฯ ท่านได้ทดแทนพระคุณโยมแม่อย่างเต็มที่ สมดังที่พระบรมศาสดาทรงสรรเสริญไว้ว่า “ผู้ใดทํามารดาบิดาให้ตั้งอยู่ในคุณความดีมีศรัทธา ศีล บริจาค และปัญญา เป็นต้น ผู้นั้นชื่อว่าได้สนองคุณท่านอย่างเต็มที่สูงสุด”
โยมแม่ได้จากโลกนี้ไปด้วยอาการอันสงบ เมื่อมีอายุย่างเข้า ๙๓ ปี ท่านว่า “โยมแม่ตายวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๕… จึงเรียกว่า วันครบรอบ จากนั้นก็ถือโอกาสนั้น เอาโยมแม่เป็นต้นเหตุอุทิศส่วนกุศลแผ่เมตตาทั่วแดนโลกธาตุในวันที่ ๓๐ เพราะฉะนั้นเขาถึงบอกว่าวันเปิดโลกธาตุ คือ เราเป็นคนพูดเอง โดยถือโยมแม่เป็นเหตุ แล้วบําเพ็ญกุศลแผ่เมตตาจิต อุทิศส่วนกุศลให้สัตว์โลกทั่วแดนโลกธาตุ ในวันที่ ๓๐ นี้”
องค์หลวงตาฯ ท่านทําบุญอุทิศถึงโยมมารดาเป็นประจําทุกปี สิ่งนี้ย่อมแสดงถึงความกตัญญู กตเวที ความซาบซึ้งในบุญคุณของโยมมารดา สําหรับโยมบิดาของท่านนั้น ในช่วงหลายปีก่อนที่โยมบิดาจะเสียชีวิต ท่านได้พยายามเขียนจดหมายมาขอร้องบิดาอยู่หลายครั้ง ให้เลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จนในที่สุดโยมบิดาก็ยอมเชื่อและเลิกฆ่าสัตว์ ท่านกล่าวย้อนอดีตพร้อมนํ้าตาร่วงด้วยระลึกถึงพระคุณของโยมบิดา ที่นํ้าตาของบิดาเป็นเหตุพลิกชีวิตของท่านให้เข้าสู่ทางธรรมจนบรรลุถึงแดนบรมสุขในพระพุทธศาสนา แต่กลับไม่มีโอกาสตอบแทนพระคุณท่านอย่างที่ตั้งใจไว้
พ.ศ. ๒๕๒๖ สร้างวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเมตตาคนภาคกลางที่เคารพศรัทธาและบําเพ็ญบุญกับครูบาอาจารย์ภาคอีสาน เพื่อเป็นการตอบแทนนํ้าใจ ท่านจึงอยากให้มีวัดกรรมฐานทางภาคกลาง และมีครูบาอาจารย์เพชรนํ้าหนึ่งคอยเมตตาสงเคราะห์คนภาคกลาง ทั้งเป็นการตอบแทนบุญคุณหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เมื่อครั้งท่านพาโยมมารดาไปจันทบุรี ก็มีหลวงปู่เจี๊ยะสร้างวัดถวาย ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ หลังออกพรรษา ท่านสั่งให้หลวงปู่ลีไปช่วยสร้างวัดป่าภูริทัตตปฏิปทารามอ.สามโคก จ.ปทุมธานี ท่านสั่งว่า “ให้ไปสร้างกุฏิและเสนาสนะเอาไว้ เดี๋ยวผมจะเขียนจดหมายไปบอกท่านเจี๊ยะ” จากนั้นท่านนิมนต์หลวงปู่เจี๊ยะมาวัดป่าบ้านตาด เพื่อมอบวัดป่าภูริทัตตปฏิปทา-รามให้หลวงปู่เจี๊ยะไปอยู่เป็นเจ้าอาวาส เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะไปถึงปรากฏว่า หลวงปู่ลีท่านสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกอย่างตามที่องค์หลวงตาฯ สั่งไว้ทุกประการ
ต่อมาเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท และ หลวงปู่ลี กุสลธโร ได้เดินทางจากวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม สู่จังหวัดอุดรธานี เข้าพักที่วัดป่าบ้านตาด ตามคําสั่งของพ่อแม่ครู-อาจารย์หลวงตามหาบัว เพื่อร่วมฉลองพิธีเปิด “ตึกรวมเมตตามหาคุณ” ที่องค์ท่านเป็นประธานก่อสร้าง ในวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ นับว่าองค์ท่านสงเคราะห์โลกเต็มตัวแล้ว และหลวงปู่ลีท่านก็ออกก้าวเดินตามหลัง เพื่อสงเคราะห์โลกไปทุกระยะเช่นกัน จากนั้นท่านก็มาแวะพักที่วัดป่าบ้านตาด มาช่วยสร้างห้องนํ้าที่หน้าศาลา
พ.ศ. ๒๕๒๗ งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว
เมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย มรณภาพ เมื่อ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ องค์หลวงตาพระ-มหาบัว ท่านได้รับการขอร้องให้เขียนประวัติหลวงปู่ขาว พิมพ์เป็นหนังสือที่ระลึกแจกในงาน และท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการงานพระราชทานเพลิงศพ ดังนี้
“แม้หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของหลวงตาบัวอย่างยิ่งได้สิ้นชีวิตลง เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ นี้ ก็มิได้คิดดําริว่าจะเป็นผู้เขียนประวัติของท่านแต่อย่างใด เพราะได้ปลงใจว่าจะยุติการเขียนประวัติใดๆ แล้ว แต่ที่ประชุมในวงงานนี้ พร้อมทั้งเจ้าอาวาส คือ พระอาจารย์เพ็ง เขมาภิรโต ต่างขอร้องให้หลวงตาบัวโดยเฉพาะเป็นผู้เขียนประวัติของท่านโดยฝ่ายเดียว เมื่อขอถวายคําขอร้องนี้กลับคืนหาคณะกรรมการ ที่ประชุมก็ขอร้องกลับคืนอย่างเดิม จึงตกลงใจสนองพระคุณหลวงปู่ท่าน ตามกําลังความสามารถเท่าที่จะเป็นไปได้…
คณะกรรมการประชุมเลือกเอาพลาญหินซึ่งเป็นเนินสูงและกว้างขวาง เหมาะกับประชาชนจํานวนมากที่มาในงาน เป็นที่พระราชทานเพลิงศพท่าน ที่ดังกล่าวนี้อยู่ในบริเวณวัดถํ้ากลองเพล แต่อยู่ด้านตะวันตกห่างจากถํ้าไปประมาณกิโลเมตรกว่า มีทางรถไปมาได้รอบทิศรอบด้าน รถไม่สวนทางสายเดียวกันเวลากลับจากที่พระราชทานเพลิง
การกําหนดวันพระราชทานเพลิง กําหนดเอาวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ เป็นวันพระราชทานเพลิง เริ่มงานวันที่ ๑๐ – ๑๑ – ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ …”
นอกจากนี้องค์หลวงตาฯ ท่านยังได้เป็นประธานสร้างพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ขาว ดังนี้
“อย่างผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ให้หลวงปู่ขาวนี่ พิพิธภัณฑ์นี้เงินพอแล้วทุกอย่าง อะไรๆ ก็พอหมด แล้วยังมานิมนต์เราไปเป็นประธาน เราก็เลยว่าให้บ้าง เป็นประธานอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรบกพร่อง เงินก็พอเรียบร้อยแล้ว แล้วจะให้ไปเป็นประธานอะไรเขาพูดมา เราก็หยุดชะงักเลย เขามีเหตุผลเหนือเรา “โอ๋ย ! เรื่องเงินเรื่องทองไม่มีอะไรสําคัญยิ่งกว่าประธานนะ ท่านอาจารย์” เรื่องประธานนี้ครอบหมดเลย ถ้าไม่มีประธานเสียอย่างเดียว สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมาย…”
กําเนิดที่พักสงฆ์สวนแสงธรรม
องค์หลวงตาฯ มีความจําเป็นจะต้องเดินทางระหว่างจังหวัดอุดรธานีและกรุงเทพมหานคร บ่อยครั้ง เพื่อเข้ารับการรักษาโรคหัวใจที่เป็นมานานตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ และโรคหัวใจมากําเริบหนักในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ นอกจากนี้ยังมีโรคหอบแทรกซ้อน สุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรงอีกด้วย การเทศน์ในระยะนี้จึงมีน้อย ทางคณะแพทย์ต้องการให้ท่านพักผ่อนมากๆ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ จึงมีผู้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินเป็นที่พักสงฆ์เพื่อองค์หลวงตาฯ จะได้มาพํานักรักษาตัวในคราวอาพาธและโปรดญาติโยมในเขตภาคกลางได้ตามอัธยาศัยของท่าน สถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “สวนแสงธรรม” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
สวนแสงธรรม ตั้งอยู่ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค จึงเป็นที่พํานักเพื่อโปรดชาวกรุงเทพฯ และเป็นแหล่งเสวนาธรรม ตลอดจนเป็นสถานที่เปิดโครงการช่วยชาติฯ และเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ขององค์หลวงตาฯ ในหลายๆ ด้าน ทั้งการสงเคราะห์โลก การรักษาคลังหลวง การทอดผ้าป่าช่วยชาติ ฯลฯ และเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธที่สนใจในการปฏิบัติกรรมฐาน
องค์หลวงตาฯ เดินทางมาสวนแสงธรรมเป็นครั้งแรกในช่วงครึ่งปีหลังของปี พ.ศ. ๒๕๒๘ และในระยะต่อๆ มา องค์หลวงตาฯ จะเดินทางมาพักประมาณปีละ ๓ – ๔ ครั้ง ตามวาระที่สมควรและพักคราวละ ๑๐ กว่าวันขึ้นไป และท่านมาครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑ มีคณะพระกรรมฐานภาคกลางและภาคตะวันออกกราบทําวัตรและฟังโอวาท เนื่องในกาลเข้าพรรษาเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ และกลับวัดป่าบ้านตาดเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ท่านว่า “แต่ก่อนเราเป็นพระหลายวัด ถ้ามีธุระเกี่ยวข้องใกล้กับวัดใดก็ไปพักวัดนั้นๆทําธุระ วัดไหนพักหมดแหละ เพื่อนฝูงมีเยอะในกรุงเทพฯ วัดบวรฯ วัดเทพศิรินทร์ วัดนรนาถฯ วัดบรมนิวาส วัดสัมพันธวงศ์ วัดไหนไปหมดนั่นแหละ พักวัดไหนก็พักได้เพื่อนฝูงมีเยอะ ตั้งแต่มาสร้างสวนแสงธรรมแล้วนี้จึงไม่ไปวัดไหนเลย ไปสวนแสงธรรม คนก็ไปรวมที่นั่นสะดวกสบาย เรื่องรถราจอดได้สะดวกหมด วัดบวรฯ ทุกวันนี้ไม่มีที่จอดรถนะ เพราะแน่นไปหมดเลย”
พ.ศ. ๒๕๒๙ ท่านยกย่องชมพระศิษย์
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ หลวงปู่ลี กุสลธโร เป็นพระศิษย์อาวุโสที่มาอยู่ร่วมจําพรรษา ในพรรษาองค์หลวงตาฯ ท่านเทศน์อบรมพระท่านเน้นการภาวนา ดังนี้
“วัดนี้ไม่ให้มีงานอะไร เพราะสงวนหมู่เพื่อนเพื่อให้ได้ภาวนา แล้วผมไม่ชอบมาแต่ไหนด้วย ไม่ใช่ขี้เกียจเรื่องงานทั้งหลาย แต่เรื่องภาวนาเป็นของสําคัญมาก นั่นเราถือเอาตรงนั้นเลย จึงเป็นเรื่องขี้เกียจ เรื่องยุ่งกับการสร้างนั้นสร้างนี้ไม่เอา เอาแต่อันนี้”
ในบรรดาพระวัดป่าบ้านตาดต่างก็รู้กันว่า หลวงปู่ลี ท่านมีคุณธรรมสูงเป็นพระอรหันต์องค์หลวงตาฯ ได้บอกตรงๆ กับพระรูปหนึ่งว่า “ท่าน ท่านอยากได้บุญมากไหม ไป ไป ไป ไปอุปัฏฐากท่านลี ไปปัดกวาดกุฏิให้ท่านลี ไปสรงนํ้าให้ท่านลี ท่านลีเป็นพระอรหันต์นะ”
องค์หลวงตาฯ ท่านมักเรียกหลวงปู่ลีด้วยความเมตตาว่า “ธรรมลี” คําว่า “ธรรมลี”ไม่เพียงองค์พ่อแม่ครูจารย์เรียกขานท่านเท่านั้น แม้ครูบาอาจารย์องค์อื่นก็เรียก เช่น หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) จังหวัดมุกดาหาร เมื่อท่านมาพักที่วัดป่าบ้านตาด เมื่อท่านพบกับหลวงปู่ลี ท่านเอ่ยทักทายว่า “โอ้ ! ธรรมลี เราไม่ได้เจอกันมาเกือบ ๒๐ ปีเนาะ ธรรมลีเนาะ”
พระอาจารย์รูปหนึ่งที่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านตาดขณะนั้นได้เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งขณะกําลังจะเดินไปสรงนํ้าตามปกติที่บ่อนํ้า ได้มาพบกับพ่อแม่ครูจารย์หลวงตามหาบัว ซึ่งกําลังเดินมาพอดี ท่านกวักมือเรียกแล้วกล่าวว่า “ท่านๆ มานี่ นั่นนะท่านหล้ามานะ รู้จักไหม เออ ! ให้เตรียมนํ้าร้อนนํ้าอะไรไปสรงท่านนะ ไปเอาบุญกับท่านหล้านะ นั่นล่ะ รู้ไหมท่านหล้า พระอรหันต์แท้ๆ นะ”ที่องค์หลวงตามหาบัว ท่านยกย่องลูกศิษย์ของท่านก็คือ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต และ หลวงปู่ลี กุสลธโร ฯลฯ
ในปีนี้ องค์หลวงตาฯ ท่านมอบหมายให้หลวงปู่ลีขุดสระนํ้า เมื่อท่านลงมากรุงเทพฯ ต่อไปยังจังหวัดชลบุรี เพื่อรักษาอาการหัวใจอย่างรุนแรง หลวงปู่ลีท่านถือโอกาสนี้เป็นผู้ดูแลขุดสระหนองแด่น ปัจจุบัน คือ บริเวณนํ้าประปาในหมู่บ้าน มีเนื้อที่กว่า ๙๐ ไร่ โดยมีทุนจากการทอดกฐินปีนั้น ๓ แสนกว่าบาท สมัยก่อนรถไถก็ไม่มี มีเพียงรถ ๖ ล้อ จ้างเหมาเถ้าแก่เชวงในราคา ๓ แสน ได้ศรัทธาแรงงานจากชาวบ้านช่วยกันทั้งหมู่บ้าน สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันวันละประมาณ ๘๐ – ๙๐ คน มาช่วยโกยดิน อุปกรณ์ก็มีเพียงแค่จอบใช้ในการขุดดินเอาขึ้นรถ ๖ ล้อ ขุดสระเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ลียังอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดอีกระยะหนึ่ง
ในปีนี้ หลวงปู่ลีท่านจําพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดเป็นปีสุดท้าย ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจไปสร้างวัดป่าภูผาแดง มีความเป็นมา คือ ราวๆ ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ วันหนึ่งขณะท่านเข้าไปทําข้อวัตรและกราบองค์พ่อแม่ครูจารย์หลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด องค์หลวงตาฯ ท่านกล่าวว่า “ธรรมลี ! ในบริเวณป่าเขาที่บริบูรณ์ด้วยธรรมชาติ ที่ไม่ห่างไกลจากวัดป่าบ้านตาดนัก พอได้หลบแดดหลบร้อน หลบผู้คนที่มากขึ้นทุกวัน จะพอมีบ้างหรือไม่” ท่านฟังแล้วนํามาพิจารณาจึงแสวงหาที่หลบให้องค์หลวงตาฯ เบื้องต้นท่านไปที่เสนาสนะป่านํ้าจั้น แต่นํ้าไม่อุดมสมบูรณ์ท่านจึงย้อนมาภูผาแดง ซึ่งพวกภุมมเทวดา อันหัวหน้ามีนามว่า ท้าวคําสิงห์ เคยอาราธนานิมนต์ท่านมาสร้างวัด
ความปรารถนาของหลวงปู่ลี ในการสร้างวัดถวายองค์พ่อแม่ครูจารย์หลวงตามหาบัวได้ สําเร็จลง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ พอออกพรรษาองค์หลวงตาฯ ท่านเมตตามาเยี่ยม ยังความปลาบปลื้มใจให้กับหลวงปู่ลีและพระเณรวัดป่าภูผาแดงเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเป็นต้นมาเมื่อมีแขกผู้คนมากราบองค์หลวงตาฯ ที่วัดป่าบ้านตาดมากจนท่านไม่มีเวลาพักผ่อน วัดป่าภูผาแดงจะเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่องค์ท่านปลีกวิเวกหลบผู้คนมาพักผ่อนธาตุขันธ์ได้เป็นอย่างดี
พ.ศ. ๒๕๓๑ บทสนทนาจอมปราชญ์
เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๓๑ เวลา ๑๘.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จวัดป่าบ้านตาด พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อทรงอาราธนานิมนต์องค์หลวงตาพระมหาบัวไปงานพระราชพิธีเฉลิมราชรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุด เมื่อพระองค์ทรงกราบองค์หลวงตาฯ เสร็จ ทรงถามคําถามดังต่อไปนี้ (พระเจ้าอยู่หัวตรัสเรียกองค์หลวงตาฯ ว่า “หลวงปู่”)
พระเจ้าอยู่หัว หลวงปู่ สาวกภูมิกับพุทธภูมิต่างกันอย่างไร
องค์หลวงตาฯ พุทธภูมิ ก็เหมือนดั่งเรานั่งรถไฟ นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ หรือนั่งรถไฟไปอุดรฯนั่นแหละพุทธภูมิ แต่ถ้าเรานั่งจักรยานมา หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนั่นแหละ สาวกภูมิเพราะฉะนั้นการเป็นพุทธภูมิก็คือการนําคนไปได้เยอะๆ ส่วนสาวกภูมินั้นนําไปได้น้อยๆ ไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็ ๑ คน หรือ ๓ – ๔ คน ก็ว่ากันไป นั่นคือ สาวกภูมิเข้าใจไหมล่ะ พ่อหลวง
พระเจ้าอยู่หัว เข้าใจแล้วหลวงปู่ แล้วนิพพานเป็นอย่างไรนะหลวงปู่
องค์หลวงตาฯ อ้อ ! พ่อหลวง เหมือนพ่อหลวงมาวัดป่าบ้านตาดนี่แหละ รู้ไหมว่าวัดป่าบ้านตาดอยู่ตรงไหน อยู่บนกุฏินี่เหรอ วัดป่าบ้านตาดอยู่ไหนล่ะ แต่พอพระมหากษัตริย์มาถึงนี่แล้ว บริเวณนี้ทั้งหมด คือ วัดป่าบ้านตาด นี้แหละ แต่จะชี้ลงไปว่าที่กุฏิอาตมาก็ไม่ใช่ ที่กุฏิพระก็ไม่ใช่ ที่ศาลาก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดในกําแพงวัดนี้นี่แหละ คือ วัดป่าบ้านตาด นี่แหละ พระนิพพานก็มีความหมายแบบเดียวกัน
พระเจ้าอยู่หัว ขอบารมีหลวงปู่ช่วยต่ออายุให้แม่หลวง (ขณะนั้นสมเด็จย่าทรงประชวร)
องค์หลวงตาฯ พ่อหลวงนั่นแหละก็ขอเองได้ จัดการเองได้ พ่อหลวงสามารถจัดการได้เอง ให้พระเจ้าอยู่หัวขอเอง จัดการเอง อาตมาต่อให้ไม่ได้หรอก
พระเจ้าอยู่หัว ได้กราบลา ได้เวลาแล้ว จะกลับแล้ว ท่านหลวงปู่มีอะไรจะบอกไหม
จากนั้นองค์หลวงตาฯ ท่านได้เทศนาสั้นๆ ว่า “การเป็นพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิได้ก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าก็มีพุทธกิจ ๕ คือ ตอนเช้าบิณฑบาต ตอนบ่ายสอนคหบดีมนุษย์ทั่วไป ตกเย็นสอนนักบวช สมณะชีพราหมณ์ ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดา พอมาตอนเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก สัตว์โลกตัวไหนมีกิเลสเบาบาง พอที่จะบรรลุธรรมได้ท่านก็จะเล็งญาณดูรีบไปโปรดก่อน พระพุทธเจ้าสร้างบารมีพุทธภูมิจนได้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็มีพระพุทธกิจ ๕ อย่างนี้ แต่ไม่รู้ว่าพ่อหลวง แม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไร ทำงานกันจนไม่มีเวลาจะพักผ่อน เอาล่ะๆ อาตมาจะให้พร”
ไม่ส่งเสริมตั้งมูลนิธิเลี้ยงพระแก่
องค์หลวงตาฯ เห็นความลําบากของพระกรรมฐานอาพาธเวลามารักษาตัวในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดสมัยก่อนการแพทย์ยังไม่เจริญเท่าที่ควร ท่านจึงยอมรับและสนับสนุน “มูลนิธิพระอาจารย์มั่น” เพื่อเป็นที่พักสงฆ์อาพาธ ซึ่งปกติท่านจะไม่ส่งเสริมให้มีมูลนิธิ ดังนี้
“พระแก่ไม่มีใครเหลียวแล ขาดคนเหลียวแล ช่วยตัวเองไม่ได้ อยากทํามูลนิธิไว้สําหรับพระแก่ มาปรึกษาครูบาอาจารย์จะเห็นว่ายังไง แล้วเงินก็ไม่มี ขึ้นแล้วเรื่องเงินก็ไม่มี พอพูดออกมานั้นปั๊บ “ถึงมีก็ไม่ให้” ตอบทันทีเลย มันถึงจุดที่จะตอบแล้วตรงนั้น “ถึงมีก็ไม่ให้ ผมไม่ส่งเสริม พระพุทธเจ้ามีมูลนิธิที่ไหน พระอรหันต์ท่านเป็นสรณะของพวกเรา ท่านมีมูลนิธิที่ไหน ทําไมถึงเก่งกว่าครูนัก ไม่มีใครอุปถัมภ์ดูแล ตายด้วยลําพังตนเองอัตโนมัติ หรือ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเองเป็นที่พึ่งของตน ตายด้วยตนเองนั้นมันเลิศ มันประเสริฐตายไม่ได้เหรอ
ทําไมจึงต้องไปหาทํามูลนิธินิแธะ ต่อไปนี้มูลนิธิจะเต็มบ้านเต็มเมือง มือจะล้วงเข้าไปในบาตรไม่ได้นะ มูลนิธิจะตีข้อมือเอา มูลนิธิเป็นใหญ่กว่าแล้วเวลานี้” ว่าอย่างนี้แหละ บอกเราไม่เห็นด้วยและไม่ให้ด้วย บอกตรงๆ เลย เอ้า ! มันจะตายจริงๆ เพราะการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนี้ ไม่มีใครเหลียวแล ให้เห็นเสียทีเถอะน่า เดี๋ยวนี้ไม่เห็น เห็นแต่ความอ่อนแอของพระเต็มบ้านเต็มเมือง เห็นเต็มไปหมดอย่างนี้น่ะ ความช่วยตัวเองด้วยการประพฤติปฏิบัติ ตายลงไปแล้วเหมือนหนูตัวหนึ่งตายให้มันเห็นว่ะ เราว่าอย่างนี้ นี่ก็ไม่ต้องการอยากจะตายเกลื่อนกล่นวุ่นวายอย่างนี้นะ อยากตายแบบหนูตัวเดียว มันจะตายไม่ได้นะแบบนั้น”
กับสมเด็จพระสังฆราช และสมเด็จพระราชาคณะ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ชื่น สุจิตฺโต) เพราะท่านไม่เคยเห็นที่ไหน ท่านมองดูเราแล้วยิ้มๆ อยู่ตลอด แต่เราเฉย คือ พระองค์ไหนก็ตามที่จะเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชนี้ต้องมีผู้นําขึ้นไปๆ ทุกๆ องค์ แต่เราก็พักอยู่กุฏิสมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน สมัยเป็นพระธรรมวราภรณ์) นะ ท่านพักอยู่ชั้นบน เราพักอยู่ข้างล่าง ท่านนิมนต์เราขึ้นข้างบน เราว่าไม่ขึ้นแหละ เอาข้างล่างนี้เลย ห้องข้างล่าง ทีนี้เวลากลางคืนเงียบๆ เราก็สอบถามพระ ท่านรับแขกเวลาเท่าไร สมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ถามพระผู้ใกล้ชิดเวลาที่ท่านว่าง ว่างั้นท่านบอกเวลาเท่านั้น เราก็จับเวลาเอาไว้ แล้วไปองค์เดียวนะไปแบบขโมย ด้อมๆ ไปถามพระ
ท่านนั่งอยู่เหมือนกับว่าอยู่บนธรรมาสน์สูงอยู่นะ มีพระสองสามองค์เฝ้าท่านอยู่ พอเห็นเราไป เราก็สังเกตพระด้วย สังเกตทุกอย่าง เพราะเราไปแบบปลอมๆ แปลกๆ ไม่มีใครทําอย่างนั้นแต่เราทํา ไปพระก็รีบทูลท่าน “นี่อาจารย์มหาบัว” ท่านยิ้มเลย เข้าใกล้ๆ เลย ท่านนั่งอยู่โน้นเรานั่งอยู่นี้ ไม่นานดูเหมือนไม่เลย ๑๐ นาที ท่านทรงยิ้มตลอดนะ อย่างหนึ่งก็คือว่าเห็นพระป่าพระเขาไป ไม่รู้จักขนบประเพณีธรรมเนียมอะไร ปุบปับขึ้น เหมือนพระป่าว่างั้นเถอะ ท่านยิ้มนะทรงยิ้มตลอดเราสังเกตดู เราเป็นพระบ้านนอก พระอยู่ในป่าในเขาขึ้นไปหาท่าน
ท่านถาม “มหาบัวเหรอ อยู่อุดรฯ เหรอ เอ้อ ! อยู่อุดรฯ รู้จักพระยาอุดรไหม” “รู้จักบ้าง” เราก็ว่างั้น “พระยาอุดรแต่ก่อนอยู่วัดบวรฯ มหาจิต จากนั้นมาแล้วก็มาเป็นผู้ว่าอยู่ที่นี่” ท่านทรงรับสั่งด้วยดี ยิ้มๆ ตลอด “แล้วพระยาอุดรมีลูกกี่คน” ท่านรับสั่งถาม “ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าท่านมีลูกกี่คน” แล้วก็ถามอะไรต่ออะไร เราก็ทูลท่านเฉพาะๆ จากนั้นไม่นานเราก็กลับ กราบท่านแล้วลง
ทีนี้ตอนเช้าพอฉันจังหันเสร็จแล้ว ตอนนั้นท่านเป็นพระธรรมวราภรณ์ สมเด็จสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) องค์ปัจจุบัน อยู่กุฏิถัดเราไป เวลาเราทําอย่างนั้น ท่านก็งงเหมือนกัน ว่าเมื่อคืนนี้ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ท่านว่า “เหอๆ แล้วไปเมื่อไร” ตอนเท่านั้นทุ่มเท่านี้ทุ่ม โอ๊ย ! จ้อเราเลยนะ “แล้วไปกี่องค์” “ไปองค์เดียว” ว่างั้น ท่านยิ่งจ้อใหญ่เลย “แล้วท่านรับสั่งอะไรบ้าง” เราก็กราบเรียนท่านว่ารับสั่งอย่างนั้นๆ แล้วก็ลงมา ท่านดูเราด้วยนะ ดูด้วยความสนใจ ภาษาของเราก็ว่าพระผีบ้าไปขึ้นได้ยังไงคงว่า ในประเทศไทยไม่มีใครขึ้นอย่างนั้น มันขึ้นได้ยังไง คงจะว่าอย่างนั้น ท่านขบขัน ดูเราแล้วยิ้มตลอดนะ สมเด็จสังฆราชองค์ปัจจุบัน เพราะไม่มีใครทําอย่างนั้น เราไปตามประสาของเรา ถ้าไปแบบทั้งหลายเขาไป มันก็ไม่ใช่พระป่า เข้าใจไหม ต้องไปแบบพระป่า เซ่อๆ ซ่าๆ แบบนั้น ขบขันดีนะ…
องค์หลวงตาฯ ท่านมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ถึงสามพระองค์ต่อมาเป็นอย่างดี ซึ่งทั้งสามพระองค์นี้เป็นฝ่ายธรรมยุต ที่ให้การสนับสนุนคุ้มครองและปกครองดูแลวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นด้วยดีตลอดมา ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธฯ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญสุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศฯ และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) วัดราชบพิธฯ
เมื่อครั้ง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสโน) ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานในงานสําคัญๆ ของวงกรรมฐานเป็นประจํา เมื่อครั้งพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ ครูบาอาจารย์ท่านมาร่วมงานกันมาก องค์หลวงตาฯ ท่านได้เทศน์ถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) องค์หลวงตาฯ ท่านว่า “สมเด็จสังฆราชกับเราสนิทกันมากนะ พรรษาเท่ากันนะ เกิดปีเดียวกัน ท่านเกิดเดือนตุลาฯ ปีเดียวกัน วันที่ ๓ ตุลาฯ เราเกิดวันที่ ๑๒ สิงหาฯ ห่างกันนิดหน่อย เวลาบวชท่านก็บวชก่อนเราหน่อย เรียกว่าพรรษาพอๆ กัน ท่านเคยมาภาวนาอยู่นี้เป็นอาทิตย์ๆ มาอยู่ที่นี่ ท่านภาวนาอยู่ลึกๆ นู้น ท่านภาวนาจริงๆ มาอยู่นี้บ่อยๆ พอท่านได้เป็นสังฆราชแล้ว ท่านก็ไม่ได้มา เราเองก็ไม่ได้ไปกราบเยี่ยมท่านเลย ท่านมานี่หนหนึ่งเป็นสมเด็จสังฆราชแล้ว แต่เราไม่เคยได้ไปเลยเลยเป็นฝ่ายเราถือเนื้อถือตัวทั้งๆ ที่เราไม่ได้ถือ เราไม่ไปรบกวนท่านล่ะ สนิทสนมกันมากตั้งแต่เป็นพระหนุ่ม ท่านไม่ค่อยชอบพูด มีแต่ยิ้มๆ ท่านเทศน์ตามนิสัย ท่านเทศน์ช้า ค่อยว่าไปเป็นคําๆ ไป เรานี่พรวดทีเดียวไปเลย เลยขัดกัน นิสัยท่านเทศน์ช้า
เวลาเราไปกรุงเทพฯ นี้เหมือนว่าภาระของท่านขาดลอยไปหมดจากองค์ท่าน มารวมอยู่ตัวของเรา พอเราไปกรุงเทพฯ ทีไร ถึงวันพระวันเจ้า วันอบรมกรรมฐาน ท่านมอบให้เราหมดเลย ก็เพราะว่าท่านหนักมาก พอเห็นเราไป ท่านก็แบ่งเบามาเลย เป็นอย่างนั้นประจําแต่ก่อน เทศน์สอนพวกฆราวาสที่ไปอบรมธรรมะในวัดบวรฯ พอท่านเป็นสังฆราชแล้ว พอดีเราก็ได้ไปสํานักใหม่ที่สวนแสงธรรม เลยไม่ได้เข้ามาหาท่าน จากนั้นมา ไม่ได้มาวัดบวรฯ อีกเลย…
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมัยเป็น ท่านพระมหาอัมพร อมฺพโร ท่านเคยติดตามสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) สมัยเป็นพระธรรมจินดาภรณ์วัดราชบพิธฯ เดินทางมาทางภาคอีสาน มากราบนมัสการและอยู่ปฏิบัติธรรมกับองค์หลวงตาฯ ที่วัดป่าบ้านตาด เสมอๆ มาครั้งละเป็นสัปดาห์ๆ
สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จนฺทปชฺโชโต) วัดนรนาถฯ สนิทสนมกับองค์หลวงตาฯ ท่านชมองค์หลวงตาฯ “พระเศรษฐีธรรม” บ้าง “พระหายาก” บ้าง ครั้งหนึ่งองค์หลวงตาฯ ไปเยี่ยมสมเด็จฯ ที่โรงพยาบาลศิริราช หลังจากนั้น ๒ วัน สมเด็จฯ หายจากอาพาธกลับวัด ท่านว่า “มันเป็นยังไงนะ อาจารย์มหาบัวมาเยี่ยม มันเหมือนปาฏิหาริย์ เอายาอะไรมาชโลมเรา”
เราสงวนวงกรรมฐานมาก
เราเคยไปกราบนมัสการหลวงปู่มี โคราช โอ๋ย ! ท่านดีใจ เมตตามากมาย “ท่านมหาด้นดั้นมายังไง” คึกคักเลยเหมือนอายุยังหนุ่มเลยนะ เราก็ว่า “ครูบาอาจารย์อยู่ที่ไหนก็มาที่นั่นแหละพ่อแม่ญาติพี่น้องเราอยู่ที่ไหน เราก็ต้องไปหาพ่อแม่ญาติพี่น้องของเรา อันนี้ครูบาอาจารย์อยู่นี้ก็ต้องมา” “เหอๆ” อู๊ย ! คึกคักๆ อยู่ในถํ้านะ เราจําไม่ได้ว่าเป็นมวกเหล็กหรือเป็นอะไร หากเป็นแถวนั้น ท่านเคยไปพักอยู่เป็นประจํา หลวงปู่มีเราเรียก “ครูจารย์ๆ” เลยแหละ เราไปพักกับท่านอยู่ที่สูงเนินก็ไป (วัดป่าสูงเนิน) นั่นแล้ว พักวัดป่าสูงเนิน เราก็ไป
เราไป เราก็บุกเข้าไปหาเลย อู๊ย ! ท่านดีใจเมตตามากจริง รู้สึกท่านเมตตามากจริงๆ นะ เป็นพิเศษเลย คึกคัก วัยท่านแก่ๆ โอ๋ย ! กิริยาท่าทางไม่แก่เลย คึกคักๆ ก็นานๆ จะเจอกันทีหนึ่ง พอมาเห็นบอกพระเณร “นี่ท่านมหาบัวนะ ลูกศิษย์ผู้โปรดท่านอาจารย์มั่น” “อู๊ย ! อย่าพูดอย่างนั้นเถอะ” “ขอพูดบ้างเถอะนานๆ ได้พบกัน มันไม่ได้พูดสักที” ท่านว่าอย่างนั้นนะ แล้วท่านก็พูดเอาอย่างเต็มปากของท่านเลย เราก็หมดท่า ท่านก็พูดกับพระกับเณรนั่นล่ะ คุยกัน โฮ้ ! สนุกสนาน ที่ท่านพักอยู่สูงเนินก็ดี วัดป่า ท่านอยู่วัดป่าของท่าน เรารัก เราเคารพท่านมากจริงๆ นะ เรียกท่าน เรียกว่า “ครูจารย์” เลยแหละ คือมันติดปากมาแต่ดั้งเดิม เรียกแต่ “ครูจารย์ๆ” สนิทติดปาก ไปหาท่าน ท่านอยู่ในเขานะ ท่านแก่ๆ อย่างนั้น อู๊ย ! คึกคักๆ คุยกันตั้งนานกว่าจะได้กลับ เพราะไม่ได้ค้าง เราไป เราทราบว่าท่านอยู่ที่นั่น เราก็เข้าแวะเลย เข้าไปหาท่าน เสร็จเรียบร้อยแล้วเราถึงออกมาแล้วก็ไปกรุงเทพฯ เป็นอย่างนั้นล่ะ ท่านอยู่ที่ไหน เราไปหา อยู่ที่สูงเนิน เราก็ตั้งใจไปพักกับท่านเลย มาจากกรุงเทพฯ ก็เข้าไปพักกับท่าน ไม่ได้มากน้อยก็เอา นานๆ ได้พบท่านทีหนึ่ง ได้กราบท่านพอแล้ว เพราะฉะนั้นวัดสูงเนินถึงได้ไปพักที่นั่น
เรากับท่านเจอกันมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่นู้นน่ะ ท่านก็เรียนหนังสือ คุ้นกัน สนิทสนมกันกับท่านมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ พอเรียนแล้วก็ออกปฏิบัติ พอหลังจากนั้นก็มาพบกับท่านเรื่อยๆ เพราะการที่เคยพบกันอยู่เสมอๆ เรานานๆ ทีหนึ่ง คราวนี้ที่ไปหาท่าน บุกเข้าไปในป่าท่านถึงยิ่งเมตตาดีใจมาก อู๊ย ! เราไม่ได้พบกันเลย คุยกันนานนะ นี่ล่ะลูกศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ องค์นี้องค์หนึ่ง ที่ท่านเล่าให้ฟัง เราจําได้หมดนั่นแหละ องค์ไหนชื่อว่ายังไงสมัยนั้นนะ เวลานี้ท่านก็ล่วงลับไปหมด แม้แต่พ่อแม่ครูจารย์มั่นเรายังล่วงลับไป ท่านบอกลูกศิษย์ของท่านฝ่ายมหานิกายที่ท่านบอกเองไม่ให้ญัตติ อาจารย์มีนี้ท่านห้ามไม่ให้ญัตติ ท่านพูดเองนี่ เมื่อท่านพูดเองแล้วแม่นยําร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ ท่านพูดด้วยความเมตตาสงสารมากนะ
อาจารย์ทองรัตน์ อาจารย์กินรี อาจารย์มี เท่าที่เราจําชื่อได้นะ แล้วอาจารย์ไหนบ้างท่านเล่าไปหมดนั่นแหละแต่เราจําไม่ได้ ท่านแนะนําสั่งสอนตลอดมา ท่านก็เลยกระจายออกมาว่า “เมื่อไม่ให้ท่านเหล่านี้ญัตติแล้ว เพื่อนฝูงก็ได้มาก ทําประโยชน์ได้มากมายก่ายกอง จึงไม่อยากให้ท่านเหล่านี้ญัตติ เพราะธรรมดาโลกเรา ต้องถือสมมุติ คณะนั้นคณะนี้ เมื่อท่านเหล่านี้มาญัตติเสียแล้ว บรรดาเพื่อนฝูงที่เป็นสายเดียวกันก็จะเข้าหาลําบาก เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้ญัตติ เพื่อจะเปิดทางให้บรรดาเพื่อนฝูงทั้งหลายเข้ามาแล้วได้เป็นประโยชน์อันกว้างขวาง”
ท่านว่าอย่างนั้น ก็เป็นจริงๆ เห็นไหม สายอาจารย์ชากว้างขนาดไหน อาจารย์ชาก็เคยไปอยู่วัดหนองผือด้วยกันนี่นะ ตอนที่ท่านไปศึกษาอบรม เราก็อยู่ที่นั่น ถึงคุ้นกันมาตั้งแต่โน้นล่ะกับอาจารย์ชานะ ที่นี่ท่านก็มา อาจารย์ชา ที่หนองป่าพง เราก็ไป ไปเวลาไหน เราไปพักหนองป่าพง เราไม่พักที่อื่นนะ ไปทีไร เราไปพักหนองป่าพง วัดอาจารย์ชานั่นแหละ เป็นอย่างนั้นตลอดมาทางอุบลฯ ไปหมดแหละสายกรรมฐานอยู่ที่ไหนๆ เราไปหมด จนกระทั่งถึงเขื่อนสิรินธร ที่ไหนๆวัดป่าเป็นสายของหนองป่าพง เราไปพักหนองป่าพง แล้วก็ให้พระที่วัดหนองป่าพงพาไป สํานักไหนๆ ไปๆ พอแนะยังไง เราก็แนะๆ
เพราะเราสงวนกรรมฐานมาก คือกรรมฐานนี้ล่ะ เราแน่ใจ จะเป็นผู้ทรงมรรคทรงผลแทนองค์ศาสดาและสาวกทั้งหลายเรื่อยมา ด้วยภาคปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เพราะฉะนั้นเราจึงสงวนมาก พระกรรมฐานอยู่ที่ไหน นี้คือกองแห่งธรรมจะอยู่ที่นี่ ธรรมจะงอกเงยขึ้นที่นี่เพราะฉะนั้นเราถึงไป ถ้าเป็นกรรมฐานอยู่ที่ไหน
อย่างไปทางกรุงเทพฯ ก็เหมือนกัน อยู่ทางด้านตะวันออกทางเมืองชลฯ ก็เหมือนกัน เราไปเรื่อยนะ พอไปถึงกรุงเทพฯ แล้วเราก็ไปเขาฉลาก แล้วก็แถวนั้น เขาเขียว เขาอะไร พอเราบอกข่าวไป โทรศัพท์ไปบอกว่า เราจะไป ทางโน้นก็นัดแนะกันมารวมๆ อยู่ที่วัดเขาฉลาก เราก็ไปให้โอวาทสั่งสอนที่ตรงนั้น เพราะขาดครูขาดอาจารย์ เหมือนลูกเต้ามีหลายคนพ่อแม่ไม่มี โหย ! อะไรจะเป็นกองทุกข์ยิ่งกว่าลูกแตกกับพ่อกับแม่ใช่ไหมล่ะ แตกกระสานซ่านเซ็นไปก็มี อันนี้เราก็ไป เวลาว่างๆ ไปเราก็จี้เลย เทศน์ธรรมะล้วนๆ ให้ฟังเลย
ถ้าเป็นสํานักกรรมฐานอยู่ที่ไหน เราจะเข้าถึงทันทีเลย ไม่สนใจว่าธรรมยุต มหานิกาย เราไม่สนใจจริงๆ นะ มันเรื่องชื่อเฉยๆ ธรรมต่างหากว่างั้น อยู่คณะเดียวกันก็ลองดูซิอย่างวัดป่าบ้านตาด ใครมาปฏิบัติขัดข้องหรือขัดขวางต่อหลักธรรมหลักวินัย เราไล่หนีทันที ถ้าเฮ่อๆ หนหนึ่งสองหนไม่ฟังนะ มากกว่านั้นไล่เลย อย่างหนึ่งไล่ทันทีก็มี หลายแบบนะ ควรจะไล่ทันที – ไล่ทันที ควรจะเฮ่อๆ ขู่เสียก่อนก็มี มันหลายแบบ ตั้งแต่วัดเดียวกัน ชื่อเดียวกันธรรมยุตเดียวกันก็ตาม เราไม่ได้เอาอันนั้น เราเอาหลักธรรมวินัยเป็นตัวตั้งใช่ไหม ทีนี้เมื่อธรรมวินัยตั้งอยู่ที่ไหนๆ เข้ากันได้หมด นั่นเราเอาตรงนั้น
พูดถึงอาจารย์มี เรารัก เราเคารพท่านมากนะตั้งแต่เรียนหนังสือ โอ๋ย ! ท่านเป็นพระที่สุขุมละเอียดมาก สมชื่อสมนามว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นจริงๆ แต่ก่อนเรายังไม่เคยไปเห็นหลวงปู่มั่น ท่านไปเห็นมาก่อนแล้ว อยู่มาก่อนแล้ว ทีนี้พอไปอยู่กับหลวงปู่มั่นกลับมาแล้ว จึงได้เข้ามาหาท่าน คราวนี้ยิ่งสนิทกันใหญ่โตเลยเทียวนะ เรียกว่าลูกพ่อแม่เดียวกันไปเลยทีเดียว กลมกลืนทันทีเลยนะ ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เราไม่ได้ไปงานศพท่าน ตอนนั้นเรามีอะไรนั่นแหละที่ไปไม่ได้ ที่ไหนก็เหมือนกัน เช่นอย่างศพอาจารย์ใช่ อยู่ที่เขาฉลากก็เหมือนกัน อันนั้นจะมานิมนต์มาวันเดียวกันอีกแหละทางนี้ก็รับนิมนต์เขาแล้วจะไปเทศน์ที่วัดถํ้าผาปู่ อาจารย์สีทน อันนั้นก็วันเดียวกัน ตกลงก็อย่างนี้แหละ รับนิมนต์ทางนี้ก่อน เลยตกลงก็ต้องไปทางนี้ ถ้ารับทางโน้นก่อน ทางโน้นต้องมีความหมายทันที อันนี้ปัดทันทีเลย คือก่อนหลังนั่นล่ะ
วิธีปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์อาพาธหนัก
พระลูกศิษย์หลวงปู่บุดดาได้ไปหาเราที่สวนแสงธรรม เราก็ได้ถามถึงอาการของหลวงปู่ท่านว่า “แต่ก่อนธาตุขันธ์ของท่านเป็นคุณเป็นประโยชน์ ทําประโยชน์ให้โลกมามากต่อมาก นานแสนนาน จนกระทั่งอายุถึงปูนนี้ และได้เข้ามาอยู่ศิริราชแล้วเวลานี้เพื่อจะลาขันธ์ไป เพราะขันธ์นี้ใช้ไม่ได้แล้ว นอกจากใช้ไม่ได้แล้วยังเป็นโทษรอบตัวอีก ไม่มีช่องว่างของขันธ์ที่จะไม่เป็นโทษต่อท่าน แล้วยังจะเอาท่านไว้อย่างนั้นอยู่เหรอ? สมควรแล้วหรือ? ให้ลูกหลานไปพิจารณานะ”
นี่อาจารย์ชาก็เป็นอย่างนี้ล่ะ เราบอกตรงๆ เลย อาจารย์ชาก็เกี่ยวกับเราอีกเหมือนกันคุ้นกันมาสักเท่าไหร่แล้ว แล้วนี่หลวงปู่บุดดาก็เหมือนกัน คุ้นกันมานาน สนิทสนมกันมากทั้งสององค์นี่กับเรานะ หลวงปู่บุดดาท่านเป็นเหมือนปู่เรานี่ จะว่าไง พอเราไปกราบที่ตักท่าน ท่านก็ อู๊ย ! จับโน้นลูบนี้ จับนั้นจับนี่เรานะ ท่านทําด้วยความเมตตาจริงๆ แหละ ท่านยังยกยอต่อลูกศิษย์ลูกหาของท่านเองด้วย เขาเอาเทปเราไปเปิดให้ท่านฟัง กัณฑ์เด็ดๆ เสียด้วยนะ ลูกศิษย์มาเล่าให้ฟัง ท่านพูดเวลาเทศน์จบแล้ว ท่านว่า “ได้ยินชื่อท่านมานานแล้วแหละ ท่านมหาบัวนี่ คุ้นกันมาสักเท่าไรแล้ว ยังไม่รู้อยู่เหรอว่า คุ้นกัน จะมาเล่าอะไรให้ฟังอีกล่ะ” ทีนี้เมื่อพระมาหาเรา เราก็ฝากข้อคิดไปว่า “เวลานี้ขันธ์ไม่เป็นประโยชน์อะไรกับท่านแล้ว ลูกศิษย์จะหวังชื่นชมยินดี เพราะไฟ คือ ธาตุขันธ์ เผาไหม้ท่านอยู่อย่างนี้ สมควรแล้วเหรอ? เวลานี้ไฟขันธ์เผาตลอดไม่มีว่างเลย ให้ไปพิจารณานะ”
อาจารย์ชาเป็นลักษณะนี้มาหลายปี ถามทีไรก็เป็นอย่างนี้ ก็พอดีพระหนองป่าพงไปหาเราที่สวนแสงธรรม เอากันใหญ่เชียวคราวนั้น เปรี้ยงทีเดียว อัดเทปเอาไว้เสร็จ พอเสร็จแล้วเขาก็เอาเทปไปเปิดเมืองอุบลฯ เลย เอาไปตั้งกึ๊กลงที่วัดหนองป่าพงเลย บรรดาลูกศิษย์ลูกหาท่านมารวมนั้นหมด ผู้ว่าฯ เป็นผู้นําเทปไปเปิด “เอ้า ! ใครทีนี้ฟังนะ เทศน์นี่ เทศน์อาจารย์มหาบัว ท่านอาจารย์มหาบัวกับท่านอาจารย์ชาสนิทกันมานานสักเท่าไรแล้ว ฟังท่านจะพูดวันนี้นะ”
พอว่าอย่างนั้นก็เปิดทันที ได้เห็นผิวๆ เผินๆ ได้เห็นท่านอยู่นั้นก็พอใจ ท่านจะมาห่วงอะไรในธาตุในขันธ์อันนี้ เมื่อเห็นว่าเป็นไฟพอแล้ว ยังจะมาห่วงอะไรอีก ห่วงไฟเผาเจ้าของมันมีอย่างเหรอ ท่านพร้อมอยู่แล้วที่จะดีด ตั้งแต่ระยะช่วยตัวเองไม่ได้แล้วนั่น ครูบาอาจารย์จะตายแล้ว ไม่ยอมให้ไป ไม่ให้ตาย เอาไฟจี้ไว้อย่างงั้น ระโยงระยางเต็มหมด ออกซิเจนช่วยลมหายใจ ช่วยลมหายใจอะไร ช่วยไฟเผา ว่างั้นจึงถูกนะ ถ้าเอาอันนี้ออกแล้ว ไฟก็หยุดเผา ท่านก็ดีดออกแล้ว นั่นคุณก็เห็นอยู่อย่างชัดๆ โทษก็เห็นอยู่ชัดๆ อย่างงั้น ถ้าอันนี้จ่อไว้อยู่ตลอด ก็เผาอยู่ตลอดอยู่นั้นจะว่าไง พอเปิดออกนี้ก็ดีดออกแล้ว เห็นชัดๆ อยู่
ถ้าพูดถึงเรื่องของหมอ เขาก็ทําตามหลักวิชาของหมอ เหตุผลเรามียังไง อรรถธรรมมียังไง ปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ ก็ควรชี้แจงให้เขาทราบ ควรปล่อยก็ปล่อยซี เอาไว้ให้ใคร มันไม่เกิดประโยชน์ยังไม่แล้ว ยังเป็นโทษเอาอย่างหนักหนาทีเดียว ใครจะเอาไฟมาเผามาจี้ไว้อย่างนี้ทั้งวันได้เหรอ นี่ไม่ทราบว่าทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งปีอะไร จี้เผาหมดรอบตัวๆ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ก็รู้กันอยู่แล้ว ตั้งแต่ยังไม่ตายก็รู้แล้ว ก็เครื่องมือใช้เฉยๆ มีจิตเป็นผู้บงการ พอจิตหดตัวเข้ามาเสียแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็เป็นท่อนไม้ท่อนฟืนไปเท่านั้น เกิดประโยชน์อะไร ก็เหมือนกับเครื่องมือเราทิ้งเกลื่อนอยู่รอบตัวนี้ ก็ไม่เกิดประโยชน์เมื่อเจ้าของใช้การใช้งานอะไรไม่ได้แล้ว นั่นแหละ เรียนจิตให้เห็นอย่างนั้นซิเห็นชัดเจนแล้วจะถามใคร ประจักษ์อยู่ในหัวใจเจ้าของแล้วพอทุกอย่าง
“นี่เอาศพท่านกลับคืนไปโน้นนะ วัดกลางชูศรีฯ ท่านเป็นพระเพชรนํ้าหนึ่งนะนี่”
หลวงปู่บุดดานี่เพชรนํ้าหนึ่ง อาจารย์ชาก็เหมือนกัน ท่านเหล่านี้เพชรนํ้าหนึ่ง แล้วจะมาหวงมาห่วงอะไร ธาตุขันธ์เป็นไฟนั่น
พ.ศ. ๒๕๓๓ หลวงปู่ชอบเยี่ยมองค์หลวงตาฯ พระอรหันต์ท่านทันกัน
ครั้งหนึ่งองค์หลวงตาฯ นิมนต์หลวงปู่ชอบจําพรรษาเป็นที่เป็นทาง ครูบาอาจารย์เทศน์ว่า
“คนเรานะมันจะเอาแต่สิ่งที่สะดวกสบายของมัน นี่ไงเราถึงบอกว่าย้อนกลับมาที่ธรรมวินัยนี้ไง เราจะต้องทํา เราต้องอยู่ในหลักเพื่ออนุชนรุ่นหลังเพื่อให้คนที่เห็นแล้ว หลวงตาท่านไปพูดกับหลวงปู่ชอบเห็นไหม หลวงปู่ชอบตอนที่ท่านออกภาวนานะ ท่านเข้มแข็งมาก แต่พอท่านใกล้ชราภาพ ท่านไปของท่านเรื่อยๆ ท่านไปของท่านเรื่อยๆ จนหลวงตาไปกราบหลวงปู่ชอบ นี่หลวงตาเล่าให้ฟังเอง “ครูจารย์ ครูจารย์น่าจะจําพรรษาเป็นที่เป็นทาง” หลวงปู่ชอบบอกว่า “ก็ไม่ได้บวชมาเอาพรรษา” หลวงตาท่านเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์กับพระอรหันต์คุยกันมันทัน
หลวงปู่ชอบก็พระอรหันต์ หลวงตาก็พระอรหันต์ พอหลวงตาท่านไปขอร้องหลวงปู่ชอบว่า “ขอให้จําพรรษาใน ๓ เดือน ขอให้อยู่เป็นที่” หลวงปู่ชอบบอกว่า “เราก็ไม่ได้บวชมาเอาพรรษา” หลวงตาท่านก็บอก “ใช่ ครูจารย์ไม่มีปัญหาหรอก ครูจารย์พ้นไปแล้ว ครูจารย์ไม่มีอะไรข้องในหัวใจแล้ว แต่ครูจารย์ทําอย่างนี้พระเด็กๆ มันจะอ้างครูจารย์เป็นแบบอย่าง”
นี่หลวงตาท่านเล่าให้ฟังเองเลยนะ ว่าพระทั่วๆ ไปมันก็จะอ้างว่า หลวงปู่ชอบทําได้ เราก็ต้องทําได้ แล้วทําได้ไม่ทําได้ธรรมดานะ อ้างเลยว่าเป็นพระอรหันต์ด้วย”
หลังจากองค์หลวงตาฯ นิมนต์หลวงปู่ชอบจําพรรษาแล้ว ในเข้าพรรษา หลวงปู่ชอบก็อยู่จําพรรษาวัดที่ท่านสร้างเรื่อยมา ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่ชอบท่านไปเยี่ยมองค์หลวงตาฯ ที่วัดป่าบ้านตาด องค์หลวงตาฯ เล่าเรื่องท่านบุญมี (หลวงปู่บุญมี ปริปุณฺโณ) ไปอยู่วัดถํ้ายาภูลังกาแล้วถูกแม่ชีเบียดเบียนให้หลวงปู่ชอบฟัง หลวงปู่ชอบพิจารณาอยู่พักหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นมา “มารศาสนาตัวนี้ใครปราบมันไม่ได้ เราจะเป็นผู้ปราบมานะทิฐิของมันเอง” ในปีนั้นเองหลวงปู่ชอบท่านจึงเดินทางไปปราบนางชีมารศาสนา จนนางมารชีนี้อยู่วัดถํ้ายาภูลังกาไม่ได้ตามปรกติพระศิษย์ที่อยู่กับองค์หลวงตาฯ นานๆ ท่านจะให้ออกไปหาที่ภาวนา ดังนี้
“ท่านบุญมีนี่ ตั้งแต่พรรษา ๒ มั้ง ติดพันกันมาเรื่อย เผาศพหลวงปู่มั่นแล้วก็ติดพันกันมาเรื่อย เรามาอยู่ที่นี่ก็เลยมาด้วย จนกระทั่งเราได้ไล่หนีไป ไม่ได้ไล่ด้วยแบบผิดธรรมวินัยอะไรแหละ ไล่เพราะอยู่นาน สงสารอยากให้ไปภาวนา…
องค์ไหนที่อยู่นานๆ พอที่จะได้บําเพ็ญเพียรบ้างในโอกาสที่เหมาะสม เราก็ให้ออกไปเราไม่ได้แน่นอนนะ เอาธรรมเป็นเกณฑ์ ผู้ที่อยู่นานๆ ก็ท่านบุญมี ท่านสิงห์ทอง ท่านเพียร เหล่านี้มีแต่อยู่กับเรานานๆ ทั้งนั้น อุปคุต (ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์) ที่วัดบ้านต้าย ก็นาน ธรรมลี (หลวงปู่ลี) นี่ตัวสําคัญนะเกาะติดเลย พึ่งไปตั้งวัด เข้าๆ ออกๆ กับวัดนี้เรื่อย”
ปฏิปทาการแจกอาหาร – การเทศน์สงเคราะห์
เรื่องปฏิปทาการแจกอาหารจากท้ายมาหน้าของครูบาอาจารย์ ย่อมแสดงออกถึงความเป็นธรรมและความเป็นผู้นําของท่านที่เสียสละ ห่วงใยปากท้องของพระเณรอย่างทั่วถึง จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นคติอันงดงามในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ดังเช่นกรณีองค์หลวงตา-พระมหาบัว ท่านรับอาราธนานิมนต์มาแสดงธรรมและฉันจังหันเช้าที่วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) อําเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดบึงกาฬ) ซึ่งเช้าวันนั้นมีพระเณรมาร่วมฉันที่ศาลาภูทอกกันจํานวนมาก ร่วม ๖๐ องค์ ท่านก็สั่งให้ญาติโยมแบ่งอาหารไปแจกจากท้ายมาหน้าเหมือนกัน ซึ่งตามปกติเมื่อศรัทธาญาติโยมนําอาหารมาถวายก็จะประเคนองค์หัวหน้าเป็นองค์แรกไปยังเณรองค์สุดท้าย องค์หลวงตาฯ ท่านนั่งเป็นประธานองค์แรก ท่านเป็นห่วงเณรที่นั่งอยู่ท้ายๆ แถว เกรงว่าอาหารจะไปไม่ถึง ท่านจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับสั่งให้ศรัทธาญาติโยมจัดอาหารไปประเคนเณรองค์ที่นั่งท้ายสุด ท่านว่า “เณรก็มีปากท้องเหมือนกัน”
และวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๓ องค์หลวงตาฯ รับกิจนิมนต์แสดงธรรมเทศนาในงานเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ บ่ายวันนั้นหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเดินทางมางาน ท่านบอก “อย่าพึ่งเข้าไปภูทอกตอนนี้ ให้แวะพักข้างทางที่ไหนก่อนก็ได้”ท่านบอก “ที่เราไม่เข้าไปตอนนี้เพราะมหาบัวท่านแสดงธรรม เราไม่อยากไปกวนเวลาคนที่เขากําลังฟังธรรม ถ้าเข้าไปตอนนี้พระเณรญาติโยมก็จะพากันแห่มาหุ้มล้อมเราเฉยๆ มันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับตัวพวกของเขา ให้เขาได้ฟังธรรมท่านมหาบัวจะดีกว่า จะได้เกิดประโยชน์ทาง ด้านปัญญาให้กับพระเณรญาติโยม” หลังจากองค์หลวงตาฯ ท่านแสดงธรรมจบ เจ้าอาวาสกราบนิมนต์ให้ท่านอยู่จนเสร็จพิธี แต่ท่านไม่ยอมอยู่ ท่านบอก “หลวงปู่ชอบท่านมาเป็นประธานก็เลิศเลอพอเพียงแล้ว เรามาเทศน์สงเคราะห์พระเณรญาติโยมเท่านั้น เราก็จะไปแล้ว คนมันเยอะวุ่นวาย” ท่านก็เลยกลับวัดป่าบ้านตาด
พ.ศ. ๒๕๓๘ ท่านเมตตาหลวงปู่บุญจันทร์จนวาระสุดท้าย
หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลังจากหายจากอาพาธหนักในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ศิษย์ได้พึ่งพาอาศัย ต่อมาอีกเป็นเวลาถึง ๒๓ ปี จึงได้ละขันธ์ไป โดยในวาระสุดท้ายของหลวงปู่ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ องค์หลวงตาฯ ได้เข้าเยี่ยมอาการอาพาธ หลวงปู่ในยามอาพาธก่อนมรณภาพไม่นานนัก ท่านกล่าวกับหลวงปู่บุญจันทร์ว่า “ได้ทราบว่าไม่สบาย เลยตั้งใจมาเยี่ยม ไม่ใช่มาทรมานคนป่วยนะ เป็นอย่างไรบ้าง”
หลวงปู่บุญจันทร์ ยกมือขึ้นประนมแล้วกราบเรียนว่า “ขอโอกาสพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หมอบอกว่าเป็นโรคไตรั่ว โรคนี้เป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่หมอนิมนต์ให้เกล้ากระผมไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่เกล้ากระผมไม่ไป”
องค์หลวงตาฯ จึงพูดขึ้นว่า “ถ้ามันครึ่งต่อครึ่งก็ไม่ไปล่ะ โรงพยาบาลก็ที่คนตายนั่นแหละ เตียงไหนคนไม่ตายใส่ไม่มีแหละ ถ้าเราไปหาหมอ หมอเขาก็ทําตามหน้าที่ของเขา เราก็เหมือนกับท่อนไม้ท่อนซุงนั่นแหละ ไม่รู้ว่าเขาจะพลิกไปพลิกมาอย่างไร ทําไปอย่างไรบ้างตามเรื่องของเขา หมอเขาไม่มีธรรมอะไรล่ะ มันอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ปล่อยเท่านั้นล่ะ” สักพักหนึ่งท่านกล่าวกับหลวงปู่ว่า “เอาล่ะนะจะกลับล่ะ ไม่มีอะไรจะเตือนกันหรอกนะ กรรมฐานใหญ่เหมือนกัน” จากนั้นท่านหันไปพูดกับญาติโยมที่เข้ามากราบไหว้ท่านในขณะนั้นว่า “ตั้งใจมาเยี่ยมอาจารย์บุญจันทร์ แต่ก่อนในคราวออกปฏิบัติ ท่านก็ออกปฏิบัติ เราก็ออกปฏิบัติ ได้เจอกัน ทุกข์ยาก ลําบากด้วยกัน เอาล่ะกลับล่ะ เยี่ยมคนป่วย ไม่รบกวนนานหรอก”
วาระสุดท้ายขณะที่หลวงปู่บุญจันทร์ใกล้จะมรณภาพ องค์หลวงตาฯ เดินทางไปถึงพอดี ท่านเดินอย่างรีบเร่ง แล้วเข้าไปในห้องอาพาธของหลวงปู่ ท่านขยับไปยืนอยู่ใกล้ๆ ทางศีรษะแล้วก็เอามือเปิดผ้าที่ปิดหน้าผากหลวงปู่ออกดู พร้อมกับพูดว่า “วันนี้บวมมากกว่าวานนี้” ในขณะนั้นหลวงปู่ได้หายใจเบาลงๆ เหมือนกับจะขยิบตาเล็กน้อย แล้วก็หยุดหายใจ ละธาตุขันธ์ในที่สุดเมื่อเวลา ๑๐.๕๒ น. ของวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๘ จากนั้นท่านจึงถอยไปนั่งเก้าอี้แล้วมองดูหลวงปู่ พร้อมกับพูดว่า “เอ้า ! หยุดหายใจแล้ว” เวลาต่อมาท่านพูดกับพระว่า “ท่านบุญจันทร์คอยเรา พอเรามาถึงเข้าไปเยี่ยม ท่านก็ไปเลย”
เมื่อมีพระมากราบเรียนถามว่า ควรเก็บศพกี่วัน ท่านว่า “เรื่องนี้ผมไม่พูดหรอกนะ ถ้าผมพูดไปคนจะตกนรกมาก เรื่องกิเลสมันท่วมท้นอยู่แล้ว ถ้าเป็นผมล่ะไม่ยากหรอก พระพุทธเจ้าผู้เป็นองค์ศาสดาก็เพียง ๗ – ๘ วันเท่านั้นแหละ นี้ให้พิจารณาเอาเองนะ ตามสมควร” ในวันนั้นองค์หลวงตาฯ เมตตาอยู่เป็นองค์ประธานสรงนํ้าศพ ก่อนเดินทางกลับในตอนเย็น
ในระหว่างการจัดเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่บุญจันทร์ องค์หลวงตาฯ ท่านเมตตามาเยี่ยมดูความเรียบร้อยถึง ๒ ครั้ง เมื่อถึงวันพระราชทานเพลิงศพ วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ท่านเมตตาเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา และเป็นองค์ประธานจุดเพลิงจริง ต่อมาอัฐิหลวงปู่บุญจันทร์กลายเป็นพระธาตุ
ปลูกป่า อนุรักษ์ป่า
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเมตตาซื้อที่ตามป่าตามเขา เพื่อการดูแลอนุรักษ์ป่าไม้ต้นนํ้า และซื้อที่สร้างวัดป่ากรรมฐานพร้อมกับการปลูกป่า ดังนี้
“ที่ว่าด่านนํ้าหนาวที่เป็นหมื่นไร่ เพราะซื้อหลายหน หนละหลายๆ พัน ไม่ใช่น้อยๆ นะ หลายหนเข้าไป มันก็เป็นหมื่นไร่เข้าไป มีพระไปอยู่บ้าง จากนั้นก็ได้ทหาร ทหารเข้ามาประสานงานกับเรา เขารักษาป่า เราเลยมอบให้ทหารหมดเป็นผู้รักษาเลย ช่วยกันกับพระ พระนั้นอยู่ห่างๆ พระกรรมฐานท่านภาวนาสะดวก ให้ทหารรักษาขอบเขตนั้นหมดเลย และต้นนํ้าลําธารสะดวก สบาย เราซื้อไว้ทุกแห่ง ไม่รู้ที่ไหนต่อที่ไหน ซื้อทําประโยชน์ให้โลกๆ ถ้าเป็นเรื่องส่วนรวมเราสงวนมากทีเดียว ใครมาแตะส่วนรวม จึงกระเทือนใจมาก เรื่องการทําประโยชน์ให้โลกเรียกว่าเราทําสุดขีด”
การปลูกป่า อนุรักษ์ป่า ครูบาอาจารย์รุ่นหลังๆ ได้ดําเนินสืบทอดกันมา ที่วัดป่าภูผาแดง องค์หลวงตามหาบัวมาเยี่ยมเสมอ อาศัยเป็นที่พักผ่อนหลบผู้คน และองค์ท่านให้เงินมาซื้อที่ดินเพิ่มกว่า ๒,๐๐๐ ไร่ จากป่าเลี้ยงวัว เพื่อขยายพื้นที่ปลูกป่าเป็นจํานวนมาก หลวงปู่ลีท่านพาพระเณรปลูกป่าจนกลายเป็นป่าธรรมชาติผืนใหญ่จนได้รับรางวัลจากกรมป่าไม้ ขณะนี้ขยายพื้นที่ในการดูแลรักษาป่าเพิ่มมากขึ้นกว่า ๑๐,๐๐๐ ไร่ นอกจากนี้ท่านยังสร้างวัดป่าหลวงตามหาบัว-ธรรมเจดีย์ (ภูหินร้อยก้อน) และ วัดป่าราชญาณวิสุทธิโสภณ (ถํ้าเกียน้อย) ตําบลทับกุง อําเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี วัตถุประสงค์การสร้าง ท่านว่า “สร้างถวายต่ออายุให้พ่อแม่ครูจารย์” และสร้างเป็นที่ปฏิบัติธรรม พร้อมกับดูแลผืนป่าเนื้อที่รวมๆ หลายพันไร่
กล่าวถึง ถํ้าขาม ซึ่งอยู่ในเขตวัดป่าภูผาแดง ถํ้าขามเป็นถํ้าขนาดใหญ่ที่สวยงาม มีค้างคาวมาอาศัยอยู่จํานวนมาก มีเงื้อมหินทรายกว้างใหญ่ มีสายนํ้าไหลตลอดพรรษา รอบๆ เป็นป่าธรรมชาติ มีบรรยากาศธรรมชาติอันร่มรื่นและเงียบสงัดมาก เป็นสถานที่เหล่าเทพยดามาชุมนุมและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น เหล็กไหล มีเรื่องราวแปลกๆ ที่ชวนให้ขนพองสยองเกล้า และเป็นที่ตั้งกุฏิองค์หลวงตาฯ กุฏิหลวงปู่ลี องค์หลวงตาฯ เคยเอ่ยกับหลวงปู่ลีว่าจะมานิพพานที่ถํ้าขาม ดังนี้
“เรามาที่นี่ (วัดป่าภูผาแดง) เราไปนี่ ไปนี่ อ้อมๆ ขึ้นนู่น ไปเห็นเหมาะ เหมาะ เหมาะเจาะทุกอย่าง เราดู โอ้ ! เหมาะดีว่ะ ไม่ว่าการอยู่ การภาวนาทุกอย่างที่นี่เหมาะ การเป็นการตายก็เหมาะ เราว่าอย่างงั้นนะ อันนี้เหมาะแล้วนะ ลีนะ เวลาตาย เราจะมาตายที่นี่ พอได้ยินว่าเราจะมาตายที่นี่แล้วเบิกกว้างออกเสียหมด แถวนั้นไม่มีอะไรต้นไม้ เบิกกว้างออกหมดเลย ไปเห็นทีหลังโอ๊ย ! อันนี้เราไม่มาตายแล้ว เราไม่มาตายที่นี่ ที่อื่นถมไป นั่นเป็นอย่างนั้นแหละ ความเห็นของบุคคลมันต่างกัน”
ภาค ๑๖ สงเคราะห์ธรรม สงเคราะห์โลก โครงการช่วยชาติฯ
สงเคราะห์ธรรม เทศน์สอนโลก – อยู่ได้ด้วยธรรม
เรานี่เทศน์สอนโลก ตั้งแต่โน้นแหละมา ตั้งแต่หลังวัดดอยธรรมเจดีย์มาแล้วนั้น เทศน์มาโดยตลอด เบื้องต้นก็เทศน์สอนพระอยู่ในป่าในเขา จากนั้นพระก็มากขึ้นๆ ประชาชนก็เกี่ยวข้องมากขึ้น เทศน์ของเราเวลาหนุ่มนี้ ไหลเลย เวลาอัดเทปนี้กําลังเร่งๆ พอดีลมหายใจหมด เนื้อธรรมยังไม่หมด เลยต้องรีบสูดลมหายใจดังฟี้ว ฟี้ว เลยนะ เสียงมันติดอยู่ในเทปนะ ถึงขนาดนั้นนะ เดี๋ยวนี้ โอ๊ย ! ตายเลย นี่ล่ะมันต่างกันนะธาตุขันธ์ มันเป็นยังงั้นจริงๆ นี่เทศน์แต่ก่อน มันไหลออกมา ยิ่งเทศน์ธรรมะขั้นสูงเท่าไร ยิ่งฟังจนแทบไม่ทัน มันเป็นจริงๆ นะ มันพุ่ง พุ่ง เลย เพราะธรรมะออกจากนี้ (ใจ) ล้วนๆ ล้วนๆ ไม่ได้ไปคว้าคัมภีร์นั้น คัมภีร์นี้นี่ ออกจากนี้ ธรรมะสูงเท่าไรมันยิ่งเด็ดๆๆ ยิ่งเร็วมันยิ่งพุ่ง เทศน์นี้เร่งจนกระทั่งถึงว่า เป็นปืนกลไปเลย นี่ล่ะเวลายังหนุ่มน้อย แต่มันก็เป็นกรรมอันหนึ่งเหมือนกัน พอจากนั้นมาแล้วเป็นโรคหัวใจ
ระยะ ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ เทศน์กรรมฐานล้วนๆ พวกพระจะได้ฟังเทศน์เรา กัณฑ์มีตั้งแต่นั้นล่ะ ฟังไม่มีใครมายุ่ง มีแต่เทศน์สอนพระร้อยเปอร์เซ็นต์พุ่งๆ เทศน์แต่สมาธิ – ปัญญาอย่างเดียวมันคล่องตัวพุ่ง จากนั้นมาปี ๒๕๐๖ ทรุดใหญ่ โรคหัวใจกําเริบ จากนั้นมาเรื่องก็ไม่เป็นท่า ตะเกียกตะกายเทศน์หยุดมา ๓ หรือ ๔ ปีไม่เทศน์เลย แม้แต่แขกก็รับไม่ได้น่ะ อย่าว่าแต่ไม่เทศน์เลย รับแขกก็รับไม่ได้ เริ่มเป็นวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๐๖ เป็นตอนกําลังเทศน์ในงานเผาศพท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ เจ้าอาวาสวัดดอยธรรมเจดีย์
นั่นล่ะ เทศน์กําลังเร่งเต็มเหนี่ยวๆ หยุดกึ๊กเลย โรคหัวใจมันกระตุกเอาอย่างแรง ขั้นจะสลบไสล ตั้งแต่นั้นมาไม่ได้เทศน์เลย หยุดเลย ต้อนรับแขกคนพูดอะไรกับใครไม่ได้ตั้งแต่ ๒๕๐๖ -๒๕๑๒ มา เล่นกับแขกคนอะไรไม่ได้เลย จากนั้นปี ๒๕๑๔ – ๒๕๑๕ เริ่มพูดได้บ้างเล็กน้อย ทั้งพูดทั้งระวัง แล้วปี ๒๕๑๘ – ๒๕๑๙ เริ่มเทศน์สอนคุณเพาพงา เทศน์ไม่ได้มากก็เริ่มเทศน์ เทศน์ได้พอธรรมดาๆ เร่งไม่ได้ มันกระเทือน ต่อมามันก็กําเริบอีกในปี ๒๕๒๘ – ๒๕๒๙ ก็รุนแรงเหมือนกัน หมอเขาห้ามรับแขก จึงหลบหนีไปอยู่ทางพัทยา ในสวนลึกๆ อันนั้นก็บังคับเลย เรียกว่าไม่รับแขกทั้งนั้น คนมาจังหันมาก เรื่องมาก ทางกรุงเทพฯ ก็ไป ทางที่ไหนสามย่าน ตอนเช้าเต็มไปทุกวันๆ นั่นแหละ แต่เรามีข้อบังคับเอาไว้ เราจะรับได้เฉพาะตอนเช้านี้ เพราะไม่ใช่เป็นเวลาพูดเทศนาว่าการ พอขบฉันเสร็จแล้วให้เลิกไปเลย ทําอย่างนั้นนานนะ ทีละอาทิตย์กว่าๆ เกือบสองอาทิตย์ก็มี ไปพักสองหนสามหน จากนั้นค่อยเบามาเรื่อยๆ แล้วค่อยเทศน์มา
ทุกวันนี้เบา โรคหัวใจแทบไม่มี ถ้าธรรมดานะ แต่ธาตุขันธ์นี่มันก็บวกกันเข้า มันก็อ่อนด้วยธาตุด้วยขันธ์ เทศน์ทุกวันนี้ก็เทศน์ไปอย่างนั้น ถ้าเทศน์รุนแรงก็ไม่ได้ มันไปกระเทือนตรงนั้น ให้หายมันไม่หาย เป็นแต่เพียงมันสงบเท่านั้นเอง…
เรื่องใจสําคัญนะ เรายกตัวอย่าง พวกหมอศิริราชเขาตั้งหน้าตั้งตามานิมนต์เราไปค้างที่ศิริราชสักคืนหนึ่ง ให้ไปค้างที่นั่นเลย แล้วเขาเอาเครื่องอะไรพะรุงพะรังมาให้เราแบก เอาเครื่องมาวัดไว้เพื่อจะได้ดูชัดเจน พอปลดออกมา เขามาดู ทีนี้ตอนหลังมาเขาปลดอันนั้นออกมา เขาว่านี่ “โอ้โห !” หมอคนไหนก็ “โอ้โหๆ” ทั้งนั้น “แล้วเป็นยังไง?” เขาว่า “ถึงแค่นี้ตายไปแล้ว นี้มันเลยไปอีกนู้น ท่านยังเฉยอยู่ ลงขนาดนี้แล้ว มันตายไปห้าทวีปแล้ว นี่ท่านอยู่ได้ยังไง เห็นท่านเฉยธรรมดา ท่านอยู่ได้ยังไง” นี่ก็คงกําลังใจใช่ไหมล่ะ กําลังธรรม กําลังใจ เราไม่มีอะไรกับใคร พวกหมอ โอ๋ย ! ตกใจ ตกใจกันทั้งนั้น พอออกมาดูแล้ว ก็อย่างนั้นล่ะกําลังใจ ก็เราไม่มีอะไร
เราพูดจริงๆ เรื่องกําลังใจ กําลังธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว มันจึงไม่มีสะทกสะท้านหวั่นไหวกับอะไรในสามโลกธาตุ เราพูดจริงๆ ให้สมชื่อสมนามว่า เราสอนลูกศิษย์นี้สอนจริงๆ หรือสอนหลอกลวงท่านทั้งหลาย เราเป็นอยู่นี้ คิดดูซิ หมอเขาเอามาตรวจ กลางคืนให้เราไปค้างคืนที่ศิริราช โถ ! เนี่ยๆ เขาว่างั้นนะ พวกหมอเขานั่นแหละ เขาว่า “เนี่ยมันตายตั้งแต่ขั้นนี้แล้ว นี่ท่านยังไปอยู่โน้น เดี๋ยวนี้น่ะไปอยู่โน้น ท่านอยู่ได้ยังไง” ว่างั้น “พวกบ้า” เราอยากว่างี้ “ก็อยู่ได้ด้วยธรรมล่ะซิ พวกไม่มีธรรม มันเป็นบ้า มันตื่นกัน อย่างนั้นล่ะ”
การเทศนาธรรมสั่งสอนประชาชน – ธรรมคล่องตัว
การเทศนาธรรมสั่งสอนประชาชนขององค์หลวงตาพระมหาบัว เริ่มปรากฏชัดเจนตั้งแต่คราวไปจําพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ และกว้างขวางมากยิ่งขึ้นเมื่อเริ่มตั้งวัดป่า-บ้านตาด ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นต้นมา โดยแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑. เทศน์คณะที่มากราบฟังธรรมที่วัด ๒. เทศน์นอกสถานที่ ส่วนเนื้อหาธรรมที่แสดงนั้นมีหลายแบบ ทั้งแบบดุเด็ดเผ็ดร้อน แบบจริงจัง แบบอุปมาอุปไมย แบบขบขัน หรือบางครั้งก็สอนโดยการกระทํา ท่านมีหลักเกณฑ์ว่า “การเทศนาว่าการต้องไปตามกาล สถานที่ บุคคล จะให้เสมอกันหมดไม่ได้ หากเป็นอยู่ในตัวของมัน เครื่องรับเครื่องวัดกันมันมีอยู่ในนั้นไม่ต้องไปถามใคร รู้พอดิบพอดีตลอดเวลา”
การเทศน์สอนนอกสถานที่ ในระยะที่ธาตุขันธ์ของท่านยังเอื้ออํานวย ท่านเมตตารับนิมนต์ ตามวัด หรือตามหน่วยราชการ ทหาร ตํารวจ สถาบันการศึกษาต่างๆ ฯลฯ ซึ่งการรับนิมนต์ ท่านพิจารณาตามเหตุผลความจําเป็นเป็นสําคัญ เมื่อท่านชราภาพมากเข้าจึงงดเว้น แต่ในระยะก่อนเปิดโครงการช่วยชาติฯ ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ มรณภาพกันมาก ท่านก็เมตตาไปเทศน์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หรือประชุมเพลิงศพ ดังนี้ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่ชอบฐานสโม หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่ชา สุภทฺโท หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่สีทน สีลธโน หลวงปู่คําตัน ฐิตธมฺโม ฯลฯ
ต่อมาเมื่อเปิดโครงการช่วยชาติฯ ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นต้นไป องค์หลวงตาฯ ท่านหายจากโรคท้อง ธาตุขันธ์ร่างกายก็ดีขึ้น ท่านก็เมตตารับนิมนต์ไปแสดงธรรมนอกสถานที่อีกครั้ง แต่คราวนี้ท่านต้องลําบากตรากตรํา ฝืนสังขาร เดินทางไปแสดงธรรมและรับผ้าป่าช่วยชาติเกือบทั่วประเทศไทย ด้วยระยะนี้องค์หลวงตาฯ ท่านเป็นเสาหลัก เป็นที่พึ่งสูงสุดของวงกรรมฐาน เมื่อมีงานพระราชทานเพลิงศพหรือประชุมเพลิงศพ งานฉลองเจดีย์ครูบาอาจารย์องค์สําคัญๆ เช่น หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่เขียน ฐิตสีโล หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ หลวงปู่คําพอง ติสฺโส หลวงปู่อุ่น ชาคโร หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร หลวงปู่เพียร วิริโย ฯลฯ ท่านก็เมตตาไปเป็นองค์ประธานแสดงธรรมและรับผ้าป่าช่วยชาติ โดยตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีนี้ พระธรรมเทศนาขององค์หลวงตาฯ ยิ่งคล่องตัวกว้างขวางกระจายไปทั่วประเทศและทั่วโลกจนกระทั่งปัจจุบัน ดังนี้
“คราวนี้ก็นับว่าเป็นประวัติศาสตร์อันหนึ่งอีกเหมือนกัน คือเทศน์นี้ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทยของเรานะ เวลานี้ออกเมืองนอก ทางอินเตอร์เน็ตออกทั่วโลก ไปเทศน์ที่ไหน วิทยุขึ้นทันทีขึ้นมาวัดป่าบ้านตาดออก เขามีจานดาวเทียมๆ พอเทศน์ปุ๊บ เขามีสายนู่นเข้ามานี้ปั๊บ ทางนี้ออกเลยทั่วประเทศ…
เฉพาะหนังสือเราเป็นเล่มๆ นี้ก็มากพอแล้ว มันจะเป็นร้อยขึ้นไป แต่ก่อนมันเล่มหนานะ ต่อมาใครจับได้ที่ไหนก็พิมพ์ไปเรื่อยๆ เล่มจึงไม่ใหญ่โตนัก เล็กๆ น้อยๆ รวมแล้วมันมาก เฉพาะเล่มใหญ่เล่มหนาเกือบร้อย จําได้แต่แว่นดวงใจหนา เทศน์ภาคปฏิบัติล้วนๆ ดูเหมือนหนากว่าเพื่อน รองลงมาศาสนาอยู่ที่ไหน ธรรมะชุดเตรียมพร้อม แล้วมีอีกสี่เล่มลดกันลงเล็กน้อย จําไม่ได้นะเล่มหนาๆ ก็มาก เวลานี้เขาถอดจากเล่มเข้าอินเตอร์เน็ต
เพราะฉะนั้น ธรรมะของเราจึงมีหลายขั้นของธรรมนะ ธรรมที่เทศน์สอนทั่วๆ ไป ธรรมภาคปฏิบัติจิตตภาวนานี่ก็เป็นอีกขั้นหนึ่ง เทศน์สอนพระล้วนๆ ธรรมะสูงตลอด อย่างนี้อยู่ในเล่ม และอยู่ในเทป และเทปนี่แจกทั่วประเทศไทยในบรรดาวงกรรมฐาน อยู่ที่ไหนๆ ขอไป ที่วัดส่งไปให้หมดทั่วประเทศไทย นอกจากนั้นส่งไปเมืองนอก พระที่อยู่เมืองนอกขอมาก็ได้ส่งไปให้ นี่หมายถึงเทปนะ ส่วนหนังสืออยู่ในเมืองไทยมากกว่า แล้วบัดนี้ก็จะออกทางอินเตอร์เน็ต กว้างขวางมากนะ
หนังสือของเรารู้สึกกว้างขวาง เทปก็มาก พิมพ์เป็นเล่มหนังสือแล้วก็มาก แล้วเดี๋ยวนี้ยังออกอินเตอร์เน็ตอีกนะ เลยไม่ทราบว่าจํานวนเท่าไร แต่ที่แน่ใจก็คือว่ามาก ในพระทั่วประเทศไทยนี้ รู้สึกจะไม่มีองค์ใดเทศน์มากกว่า ยิ่งกว่าเรา หนังสือที่เป็นเล่มก็มาก เทปก็มาก จนกระทั่งออกอินเตอร์เน็ตรู้สึกมีแต่เราองค์เดียว ปรากฏที่ไหนบ้างที่มีองค์ไหนออกอย่างนั้นไม่เห็นนะ มันถึงมากล่ะสิ ทางวิทยุก็ฟังทุกวันด้วยนะ ออกทางวิทยุ กระจายไปก็อินเตอร์เน็ต ก็ในเมืองไทยแล้วยังไม่แล้ว ยังเมืองนอกอีก จึงว่ามากจริงๆ นะ นี่หลวงตาตายไปแล้วยังจะออกทีวี (ทีวีดาวเทียม SBT) อยู่นะ ตายไปแล้วทางนี้ยังจะออกทีวีให้โลกเขาดูอยู่”
องค์หลวงตาฯ ได้ก่อตั้ง มูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้า-น้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อเผยแผ่ธรรมะและจัดตั้งสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน ท่านว่า “เวลานี้ก็กําลังจัดตั้งวิทยุทางสวนแสงธรรม เราก็เห็นด้วย เพราะเป็นจุดสําคัญ เรื่องธรรมะออกมาสอนโลกด้วยความบริสุทธิ์ใจ เราช่วยโลกด้วยความปล่อยวางทั้งหมดเลย เราไม่ได้ยึดนั้นยึดนี้ สอนโลกด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีเมตตาธรรมล้วนๆ ครอบไปหมด” ปัจจุบันทั่วประเทศมีทั้งหมด ๑๑๙ สถานี
สงเคราะห์โลกด้านวัตถุเป็นหมื่นล้านบาท
การสงเคราะห์โลกขององค์หลวงตาฯ มีดังนี้ โรงพยาบาล สถานพยาบาล ส่วนราชการ โรงเรียน เกษตรกร ผู้ด้อยโอกาสคนทุกข์คนจน คนพิการ คนอนาถา เด็กพิการ ผู้ที่ประสบทุกข์ภัยต่างๆ จากอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย รวมทั้งสงเคราะห์สัตว์ และปลูกป่า อนุรักษ์ป่าต้นนํ้า ฯลฯ เกี่ยวกับศาสนา สงเคราะห์ทั้งฝ่ายปฏิบัติและฝ่ายปริยัติ ตั้งมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน ฯลฯ วัตถุที่สงเคราะห์โลก ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ รถ ถนน สะพาน สระนํ้า ห้องนํ้า เงินทองข้าวของ เครื่องอุปโภคบริโภค ห้องสมุด อุปกรณ์การเรียน ทุนการศึกษา ฯลฯ
องค์หลวงตาฯ เมื่อครั้งยังเป็นพระหนุ่ม ท่านเคยขึ้นเขาวงพระจันทร์ จังหวัดลพบุรี แล้วมีหมอดูเฝ้าพระพุทธบาทบนเขา มาขอดูลายมือท่านและได้ทํานายไว้อย่างแม่นยํา ดังนี้
“ที่ไม่ลืม ที่ชัดเจนจริงๆ ก็คือว่าประโยคสําคัญ ก็คือ ท่านอาจารย์นี้ไม่มี มีเท่าไรหมดไม่มีการสั่งสม ถ้าเป็นนํ้าในคลองก็ไม่มีแอ่งเก็บนํ้า ไหลเตลิดเปิดเปิงหมดจึงไม่มี แต่ไม่จนว่าอย่างนี้นะแปลกอยู่ ไม่มีแต่ไม่จน นี้อันหนึ่ง อันหนึ่งเขาว่า ปากเป็นพุทธะ ตามหลักของเขา คือ วาทะคําพูดสําคัญมาก อีกอันหนึ่งว่า ท่านอาจารย์ไม่ใช่พระธรรมดา ผมก็แปลกใจ เอ๊ะ ! พระธรรมดาหมายถึงอะไร ผมไม่เคยถามนะ มีแต่เรื่องเขาพูดเอง แล้วผมเฉย ผมไม่สนใจถามจําได้ ๓ ประโยค ประโยคสําคัญก็คือว่า มีเท่าไรเป็นหมด ว่าอย่างนี้… สําคัญ”
และองค์หลวงตาฯ ท่านได้รับการยกย่องขนานนามจากพระเถระผู้ใหญ่เป็นพระสีวลี ดังนี้
“นิสัยท่านชอบพูดเล่น พอเจอเราทีไรเอากันล่ะ ท่านนิสัยชอบเล่น พอดีมีงานเผาศพท่านอาจารย์ภุมมี ที่วัดโนนนิเวศน์ อุดรฯ ท่านกําลังฉันอยู่ เรากําลังไปถึง จะไปฉันที่นั่น ท่านเริ่มลงมือฉันแล้ว พอไป มันเป็นอะไรมาตั้งแต่ก่อนก็ไม่ทราบ ท่านพูดก่อนนี้อีกด้วย พอเห็นเราโผล่เข้าไป “เอ้อ ! พระสีวลีมาแล้วๆ” ร้องลั่นขึ้นเลย เราก็โมโห แต่พูดไม่ออก ท่านว่า “พระสีวลีมาแล้วๆ” งานเผาศพท่านอาจารย์ภุมมี”
คําเทศน์อันแสดงได้ชัดเจนถึงความเป็นยอดนักเสียสละขององค์หลวงตาฯ มีดังนี้
“พอตื่นขึ้น สิ่งแรกที่คิดถึงก่อนอื่นก็คือ เรื่องการช่วยโลก ไม่มีแม้แต่น้อยที่คิดถึงเรื่องตัวเอง พระช่วยโลกไม่ได้ ใครเล่าจะช่วยได้… วัดป่าบ้านตาด นี้เป็นวัดที่เด่นอยู่ลึกๆ นะ การเสียสละ ใครมาปุ๊บ ให้ปุ๊บทันทีเลยไม่มีอะไร ไปหามาให้ ให้ได้เดี๋ยวนี้…
ในชีวิตของเราทําสุดขีด ทางด้านวัตถุก็ไม่มีอะไรเหลือติดตัวเลย ทางด้านธรรมะก็เทศนาว่าการ เดี๋ยวนี้ก็ทั่วประเทศไทยแล้ว เราทําจริงๆ ทําประโยชน์ให้โลก มีเท่าไรเป็นหมด เราไม่สนใจกับเงินทองข้าวของยิ่งกว่าหัวใจโลก หัวใจโลกเป็นสําคัญ ได้ช่วยสงเคราะห์สงหาทางด้านวัตถุ ทางด้านธรรมะแล้ว เราเป็นที่พอใจ นี่เราทําประโยชน์ให้โลกเราทําอย่างนี้ บริสุทธิ์ จึงเขียนประวัติเราได้เลย เรื่องความบริสุทธิ์นี้เขียนได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่มีจริงๆ จะว่าอะไร
ไปดูที่ไหนๆ เราดูจริงๆ ช่วยจริงๆ ถ้าเรายังไม่ตายแล้ว เราจะช่วยตลอดไป ไม่ว่าโรงพยาบาลไหนๆ ช่วยทั้งนั้น โรงรํ่าโรงเรียนก็ปลูกให้เป็นหลังๆ ขาดอุปกรณ์อะไรๆ บ้าง ให้ๆ ให้ไม่ว่าแต่โรงพยาบาล สถานสงเคราะห์ต่างๆ เราก็ให้
งานบุญวัดป่าบ้านตาดเรานี้ ก็เป็นงานบุญเพื่อช่วยโลกนะ เราทําทั่วประเทศไทยช่วยโลกทั้งนั้น ปัจจัยทั้งหลายที่มาเหล่านี้ออกช่วยโลกทั้งนั้นนะ สําหรับวัดนี้ไม่เอา มีเท่าไรๆ ออกสร้างนั้นสร้างนี้ โรงพยาบาลเป็นอันดับหนึ่ง โรงพยาบาลทุกภาคทั่วประเทศไทย ขัดข้องขาดเขินอะไรก็วิ่งเข้ามาหาเรา เราก็ช่วยเหลือตามที่เกิดที่มี หลวงตาพาพี่น้องทั้งหลายนําสมบัติเข้าส่วนรวมนะ หลวงตาไม่เคยแตะต้องสมบัติของส่วนรวม มีแต่ช่วยส่วนรวมตลอดมา…
เงินนี้ในวัด ถ้าจะนับว่าพันล้าน เราไม่สนิทใจ ถ้าว่าเป็นหมื่นล้านขึ้นไป เราจะค่อยสนิทใจ ตั้งแต่มาสร้างวัด เงินได้มาเท่าไร ออกเพื่อโลกทั้งหมด เราไม่เก็บเลย ไม่เอา”
พ.ศ. ๒๕๔๑ หายจากอาพาธหนักก่อนเป็นผู้นําโครงการช่วยชาติฯ
ตอนนั้นก็หัวเลี้ยวหัวต่อ โรคภัยภายในท้องมันก็จะไปของมัน เราก็มองหน้ามองหลังด้วยความเป็นห่วง ยังไง้ยังไง เวลานี้ชาติไทยของเรากําลังเป็นอย่างนี้ โรคเรานี่เป็นมาเท่าไร ตั้งแต่พรรษา ๑๐ จนกระทั่งปี ๒๕๔๑ นานไหมท้อง เป็นมาตั้ง ๕๐ กว่าปี มันก็มาหนักเอาปีนี้ ปีที่ช่วยชาตินี่ เราจึงได้เตือนเพื่อนฝูง เพราะเราทํามันผาดโผนทุกอย่าง ไม่นอนทั้งคืนๆ ไปหลายคืนๆ เราก็ทดลองดู ผ่อนอาหารเราก็ทดลองดู อดอาหารเราก็ได้ทดลองดู สุดท้ายก็สู้การอดอาหารไม่ได้ การผ่อนอาหารเป็นอันดับสอง นอกนั้นเราเคยทําแล้วไม่นอนกลางคืนนี้ ไม่นอนหลายคืนก็ไม่นอน สุดท้ายมันทื่อไปหมดในร่างกาย อดอาหารนั้นดีๆ นี่ล่ะถึงได้ปฏิบัติตลอดมา แต่อดไปๆ แล้วมันท้องเสียนะ จึงได้เตือนเพื่อนฝูงเรื่องการอดอาหาร
เราบอก เราก็จะตายปี ๒๕๔๐ ที่จะช่วยโลกแหละ มันจะตายจะไม่ชนพรรษา หมอเขาบอกว่า เป็นมะเร็งลําไส้ เขาบอกไปไม่รอด เราทําเมรุเตรียมจะไปแล้ว ก็เดชะดวงชะตาของบ้านเมืองเรายังมาพยุงกันอยู่ได้ เลยได้ยาหมอจีนมาฉัน เขาบอกว่ายาขนานใดรักษาก็ไม่หายโรคประเภทนี้ ลูกศิษย์เขามาเล่าให้ฟัง เราไม่ลืมนะ เขาบอก เขารับประทานยานี้แล้ว เดี๋ยวนี้หายเลย ขอนิมนต์หลวงพ่อฉันเถอะจะหายอย่างเดียวกัน “เอ้า ! รักษาหมอนี้ หมอนี้เป็นคนสุดท้ายของเรา ถ้ารักษาหมอนี้หายไม่หายก็ปัดทันทีเลย ไม่ว่ายาว่าหมอปัดทั้งนั้น เราจะทําหน้าที่ตายอย่างเดียว”
เราจึงรักษาหมอนี้ มันก็ฟื้นขึ้นมาทันทีนะ หมอรับรองว่าหายแน่ เราก็ค่อยเบาใจขึ้นเรื่อยๆ มันก็ไม่เคยดีดเคยดิ้นนะจนกระทั่งป่านนี้ จนปรกติ หายเงียบหมดเลย ถึงว่าเป็นฤทธาศักดานุภาพแห่งดวงชะตาของชาติไทยเราจริงๆ ไม่งั้นเรานําชาติไม่ได้แล้ว จึงได้ดีดขึ้นมาจนกระทั่งบัดนี้ นี่ก็เป็นดวงชะตาอันหนึ่ง เป็นปาฏิหาริย์นะ เราเรียกหมอนี้ว่า หมอเทวดา หมอปาฏิหาริย์ โรคเราก็เลยกลายเป็นโรคปาฏิหาริย์ไปด้วย ก็ได้หมอดี เราเองก็เลยเป็นคนปาฏิหาริย์ไปด้วย
โครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ประเทศไทยประสบวิกฤตจากสงครามเศรษฐกิจ ถูกโจมตีค่าเงินบาท เป็นหนี้สินต่างประเทศจํานวนมหาศาล อาจเข้าสู่ขั้นล้มละลาย ชาติล่มจม ทําให้พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ล่มจมตามๆ กัน พอปลายปี องค์หลวงตาฯ ท่านจึงเริ่มขอรับการบริจาคช่วยชาติ แต่ก็ยังไม่กว้างขวางนัก จนกระทั่งวันทําบุญประทายข้าวเปลือก ตรงกับวันเสาร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ท่านจึงประกาศให้ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศที่มาร่วมงานทราบโดยทั่วกันว่า จะนําเงินจากการขายข้าวเปลือกในครั้งนี้ “บริจาคช่วยชาติ” นับเป็นการเริ่มเปิดตัวการรับบริจาคช่วยชาติให้ได้รับรู้กันอย่างกว้างขวาง แต่ไม่เป็นทางการเป็นครั้งแรก ต่อมาท่านประกาศเป็นผู้นํา “โครงการผ้าป่าช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่สวนแสงธรรม ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพมหานคร เพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจมิให้ชาติล่มจม ในครั้งนี้ท่านถึงกับยอมสละชีวิตเป็นครั้งที่ ๒ ดังนี้
“เราสละชีวิตในชีวิตของเรานี่มีอยู่ ๒ ครั้งเท่านั้น ส่วนเป็นฆราวาสไม่เคยสละ แต่ส่วนเป็นพระนี้เคยสละแล้ว ฆ่ากิเลส เอ้า ! กิเลสไม่ตาย เราต้องตาย เพราะเรามุ่งเป็นพระอรหันต์เท่านั้น สละครั้งแรก สละฆ่ากิเลส ก็สมหวังมาแล้ว ผ่านมาแล้ว สละครั้งที่สองนี่ สละเพื่อรบกับความจนของเมืองไทยของเรา เพื่อจะเอาชัยชนะมาสู่เมืองไทยของเรา จึงเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ชีวิตจิตใจมอบไว้กับเมืองไทยเราทั้งนั้น ด้วยความเมตตาสงสารเต็มหัวใจ
งานนี้ไม่มีก๊กไม่มีเหล่า ไม่มีฝักมีฝ่าย เมืองไทยเราทั้งชาติรวมเป็นหัวใจดวงเดียวกันยกขึ้น ยกชาติบ้านเมืองของเราขึ้นโดยถ่ายเดียวเท่านั้น งานนี้เป็นงานของศาสนา เป็นงานของธรรมมีพระสงฆ์เป็นผู้นําของพี่น้องทั้งหลาย รวมหัวใจเป็นอันเดียวกันแล้ว ยกชาติของเราให้ขึ้นอย่างรวดเร็ว เวลานี้กําลังตกอับมาก จึงต้องได้ช่วยกันเต็มเม็ดเต็มหน่วย มิหนําซํ้าศาสนาต้องนํา ศาสนานี้ไม่เป็นข้าศึกต่อผู้ใด ศาสนาไม่เป็นภัยต่อผู้ใด เป็นแต่คุณล้วนๆ นําประเทศไทยของเราให้ขึ้นด้วยคุณธรรม ด้วยความสามัคคี ด้วยความรักชาติ เป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน เป็นความเสียสละทั้งนั้น เพื่อยกชาติไทยของเราขึ้นสง่างาม ด้วยเมตตาของพระพุทธเจ้าของเราเป็นผู้นํา
เวลานี้กําลังตกทุกข์ได้ยากลําบากทั่วประเทศไทย เรียกว่า พ่อแม่ของสงฆ์ไทยเรานี้กําลังได้รับความตกทุกข์ลําบาก แล้วทําไมลูกสงฆ์ คือ ลูกมีพ่อมีแม่ ลูกพระสงฆ์ไทยซึ่งมีพ่อมีแม่แล้ว ทําไมจึงจะใจดํานํ้าขุ่นช่วยพ่อช่วยแม่ไม่ได้ พ่อแม่กําลังตกทุกข์ได้ยากลําบากเข็ญใจ
นี่พระสงฆ์ออกมาช่วยนี้ เรียกว่า ทํากิจสงฆ์โดยสมบูรณ์ นี่ล่ะงานของสงฆ์เป็นงานอย่างนี้ สงฆ์ต้องช่วยชาติซิ ช่วยโลกช่วยสงสารสัตว์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าท่านว่า มหาการุณิโก นาโถหิตาย สพฺพปาณินํ พระพุทธเจ้าทรงพระเมตตามหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ฟังซิ แล้วทําประโยชน์ให้แก่สัตว์นี้ไม่มีประมาณ นั่นแหละ แปลออกมาทําประโยชน์ให้สัตว์โลกไม่มีประมาณเลย ไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า เราเป็นลูกศิษย์ของพระตถาคตก็ต้องแสดงลวดลายออกมาบ้าง ไม่มากก็น้อยตามกําลังความสามารถของตน มันถึงจะถูก ไม่ใช่พระสงฆ์แบบใจดํานํ้าขุ่น
ทองคําเป็นสําคัญที่สุด เป็นแกนของชาติ เป็นแก่นของชาติ เป็นสมบัติประกันชาติของเรา ขอให้สงวนหรือแสวงอันนี้ให้มากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพื่อเป็นหลักใจของชาติไทยเรา หลักประกันชาติไทยเรา คือ ทองคํา อันดับต่อมาก็ดอลลาร์ นี้เราก็เตรียมพร้อมไว้ที่ความคาดเอาไว้ แต่ยังไม่ได้แน่นอน อันนี้คาดเอาไว้ สิ่งที่แน่นอนก็คือทองคํา ลงอย่างนั้นแน่ๆ ส่วนดอลลาร์นี้เราคาดเอาไว้ว่าจะเข้าสู่ทุนสํารองเพื่อใช้หนี้ระหว่างชาติต่อไป
แล้วเงินสด มีอยู่ ๓ ประเภท เงินสดนั้นเราจะนําออกช่วยประชาชนชาวไทยเราทั้งประเทศนี้แหละ จุดไหนเป็นจุดที่บกพร่องขาดแคลนมาก เมื่อพิจารณาเห็นสมควรแล้วว่าจะถึงมือผู้รับด้วยความปลอดภัยแล้ว เราจะแยกออกๆ เป็นประเภทๆ เป็นแห่งๆ เป็นลําดับไป ถ้าหากว่ามีมาก เราอาจจะหมุนหรือเปลี่ยนแปลงมาซื้อทองคําเข้าคลังหลวงก็ได้ อันนี้เป็นสองสามประเภทที่คิดไว้แล้วนี้ อย่างไรก็ตามก็เพื่อประเทศไทย ประเภทไหนก็ตามก็เพื่อประเทศไทย
เราก็ได้ทําเต็มกําลังล่ะช่วยโลก เรียกว่าเต็มกําลังของเราในชีวิตของพระนี้ มาเป็นบั้นแก่ ได้ช่วยโลกมากที่สุด คือ บั้นแก่ ตอนหนุ่มก็ฟัดเจ้าของ หลังจากนั้นแล้วทีนี้ก็ช่วยโลกสงสารเรื่อย ไม่เอาอะไรเหล่านี้ๆ ไม่เอา ออกทั้งนั้นเลย ออกช่วยโลกทั้งหมด เราไม่เก็บ เงินทองไม่เก็บ ทองคําเข้าคลังหลวงทั้งหมด ส่วนเงินสดนี้ออกช่วยโลก สร้างนั้นสร้างนี้ ส่วนมากสร้างโรงพยาบาล เครื่องมือแพทย์พิสดารมากนะ ทั้งเครื่องมือแพทย์ ทั้งตึก ทั้งรถยนต์ บางทีขยายที่ให้ ที่คับแคบ ที่เขาจะขาย ซื้อให้ โรงพยาบาลเป็นอันดับหนึ่ง ที่ช่วยโลกนี้โรงพยาบาลเป็นอันดับหนึ่งทั่วประเทศไทย ช่วยทุกภาค เรียกว่าทั่วประเทศ เป็นแต่เพียงว่าทางไหนจําเป็นมากน้อยต่างกันเพียงไรเท่านั้นล่ะ ที่ช่วยนี่ช่วยทั่วประเทศ ภาคใต้ก็ถึงนราธิวาสช่วยเท่าไรล้าน อย่างนี้ล่ะ เป็นอย่างนั้น ช่วยเรื่อยมา ภาคใต้ ภาคเหนือ ทุกภาค วัดนี้ช่วยหมดเลย”
พอเริ่มโครงการช่วยชาติฯ หลวงปู่ลีท่านมีความเคารพเทิดทูนบูชา และยอมศิโรราบในองค์หลวงตามหาบัว ท่านจึงเข้าร่วมทันที ตามปรกติแล้ว ตลอดชีวิตสมณเพศของท่านทั้งสองมีนิสัยชื่นชอบอยู่ตามป่าตามเขา ตามเสนาสนะป่าอันวิเวกเงียบสงัด ไม่ชอบออกมาคลุกคลีกับญาติโยม แต่เมื่อประเทศชาติถึงคราววิกฤติคับขัน องค์หลวงตาฯ ท่านมีความจําเป็นที่จะต้องออกจากป่ามาเป็นผู้นํากอบกู้ชาติ ต้องยอมสละชีวิต ต้องเหน็ดเหนื่อยเดินทางไกลไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัทและรับผ้าป่าช่วยชาติ ซึ่งหลวงปู่ลีท่านแสดงตนเป็นองค์แรกๆ ว่า พร้อมที่จะร่วมเสียสละและทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อพ่อแม่ครูจารย์หลวงตา ท่านว่า“ในวัดนี่อดเอา ช่วยพ่อแม่ครูบาอาจารย์ กินข้าวกับนํ้าปลา” ท่านช่วยงานจนเป็นที่ยอมรับกล่าวขานของบรรดาครูบาอาจารย์ ตลอดญาติโยมทั้งหลาย
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ท่านเทศน์ชื่นชมหลวงปู่ลี ไว้หลายวาระดังนี้
“หลวงปู่ลี หรือครูบาอาจารย์ท่านพูดให้ฟังว่า ตอนที่หลวงตาท่านเริ่มทําทีแรก ท่านก็รู้ว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์อยู่ การช่วยโลก ท่านถึงไปหาหลวงปู่ลี ท่านพูดกับหลวงปู่ลี พระเล่าให้ฟัง “ลีเอ๊ย… เรานะ เราพยายามหาทองคําช่วยชาติกัน ความเป็นอยู่ของวัด ความเป็นอยู่ของเรา จะกัดก้อนเกลือกิน ก็ช่างหัวมัน เราจะกินเกลือกัน เราจะกินสิ่งที่พอดํารงชีวิตเท่านั้น เราจะหาสิ่งที่เป็นวัตถุช่วยชาติกัน” ฟังนะ นี่พระอรหันต์ปรึกษากับพระอรหันต์…
คําว่า “กัดก้อนเกลือกิน” ในบ้านของเรา เราทุกข์เราจน เรารักกันจริง เราจะกัดก้อนเกลือกินกัน เราทุกข์เราจนด้วยกัน เราก็จะไม่ทิ้งกันนะ เราไปไหน เราไปเจอสภาพสิ่งใด เราก็จะไม่ทิ้งกันนะ ท่านพูดกับหลวงปู่ลีองค์เดียว แต่องค์อื่นท่านก็รักของท่าน ก็ลูกของท่านทั้งนั้นแหละ ท่านก็ดูแลมาทั้งนั้นแหละ แต่ท่านก็ต้องวัดนํ้าใจว่า นํ้าใจของใคร มันจริงใจแค่ไหนไง”
งานสําคัญต่างๆ ขององค์หลวงตาฯ ไม่ว่าจะเป็นงานผ้าป่าช่วยชาติ งานสร้างโรงพยาบาล งานทําบุญประทายข้าวเปลือก งานทําบุญอุทิศสามแดนโลกธาตุ งานทําบุญวันเกิดองค์หลวงตาฯ งานกฐินสามัคคีสงเคราะห์โลก งานมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน เป็นต้น ครูบาอาจารย์ศิษย์องค์หลวงตาฯ รุ่นแรกๆ ที่รวบรวมทองคํา ดอลลาร์ เงินสด ถวายองค์หลวงตาฯ กันอย่างเต็มที่สุดกําลังความสามารถ และดําเนินตามองค์หลวงตาฯ ในทุกเรื่องและทุกประการ เช่น คัดค้าน พ.ร.บ.รวมบัญชี พ.ร.บ.สงฆ์ ได้แก่ หลวงปู่บุญมี หลวงปู่เพียร หลวงปู่ลี หลวงปู่อุ่นหล้า ฯลฯ
อํานาจจากการปฏิบัติธรรม
นิมิตอัศจรรย์สรงนํ้าพระพุทธรูปและรดนํ้าประชาชน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่บ้านห้วยทราย บอกอนาคต องค์หลวงตาฯ ท่านจะออกมาทําประโยชน์เพื่ออุ้มชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และก็เป็นจริงตามนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงบั้นปลายชีวิต ท่านออกมาเป็นผู้นํา และเป็นเสาหลักของชาติบ้านเมือง ในการเทศนาธรรมสงเคราะห์โลกทั่วประเทศไทย และปกป้องรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ล้วนเป็นอํานาจจากการปฏิบัติธรรม ดังนี้
“นี่ความรู้ ถ้ามันลงได้เป็นขึ้นในจิต มันจะไปถามใครง่ายๆ ไม่ถามนะ ความแน่อยู่ในนั้นหมด เช่นอย่างขึ้นไปสรงพระพุทธเจ้านี้ทางนี้รับกันแล้ว สรงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็คือความรู้นี้เข้าซ่านถึงกันหมดแล้ว ที่รดนํ้าประชาชน มันก็เข้าใจ บอกในตัว รู้ในนี้ๆ เสร็จ ไม่ต้องไปวินิจฉัย อันนี้เกี่ยวกับการสอนโลก สอนประชาชนเป็นอย่างนี้ๆ มันก็เป็นอย่างนั้น นี่ความรู้ที่เกิดขึ้นจากจิตใจทางด้านจิตตภาวนา
นี่พูดถึงเรื่องความรู้ภายในจิตใจ ไม่ใช่ธรรมดานะ การปฏิบัติธรรม ขอให้ท่านทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ ที่พูดเหล่านี้นั้นเอามาพูดเฉพาะที่พอพูดได้ๆ ที่ไม่พูดได้ มันหนาแน่นครอบโลกธาตุ ความรู้นี่มันซ่านไปหมดเลย อะไรที่ควรพูด ไม่ควรพูด มันก็รู้เองในจิตที่รู้ๆ อันใดที่ควรจะนําออกมาพูดได้ เป็นประโยชน์มากน้อยก็นํามา อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่มันเกลื่อนในสิ่งที่รู้ที่เห็นมันก็เกลื่อน ก็ปล่อยไว้ตามสภาพเป็นจริงเสีย
เรื่องสภาวธรรมทั้งหลายจะปิดธรรมชาติที่รู้นี้ ปิดไม่ได้นะ ถึงการรู้การเห็น ไปถามพระพุทธเจ้าที่ไหน ไม่ถาม ว่างั้นเลย เวลารู้มันประจักษ์ๆ หายสงสัยๆๆ ไปในตัวเลย ท่านจึงว่า สนฺทิฏฺฐิโก การแก้กิเลสทุกประเภทก็เป็น สนฺทิฏฺฐิโก การรู้เห็นสิ่งต่างๆ นี้ก็เป็น สนฺทิฏฺฐิโก ไม่ต้องไปถามใคร นี่ล่ะอํานาจแห่งการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
อย่างที่เรามาสอนโลกนี่ก็เหมือนกัน พาพี่น้องทั้งหลายช่วยชาติบ้านเมืองนี้ก็เหมือนกันเราพิจารณาโดยอรรถโดยธรรมทุกสิ่งทุกอย่างไป ตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ดําเนินไปโดยอรรถโดยธรรม เราจะไม่เอาเรื่องโลกเรื่องสงสารเข้ามาเป็นใหญ่เป็นโตยิ่งกว่าธรรมที่เราได้ปฏิบัติ ได้รู้ได้เห็น แล้วเอาธรรมนี้เป็นเข็มทิศทางเดิน พิจารณาตามธรรม สมควรยังไงไม่สมควรยังไง จะออกมากน้อยๆ ออกช่องไหนๆ มันจะเป็นไปตามธรรมๆ แล้วก็พาก้าวเดินไปตามที่เป็นมานี้
เดี๋ยวนี้เราเหมือนกับว่าอยู่ในท่ามกลางชาติไทยของเราทั้งชาติ ทั้งศาสนา เพราะเราก็เป็นคนไทย ทั้งชาติ ทั้งศาสนาก็อยู่กับเราหมด ความรับผิดชอบกระเทือนถึงกันหมดทั่วประเทศไทย แล้วเราก็มาทําประโยชน์เพื่ออุ้มชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”
แม้พินัยกรรมก็สงเคราะห์โลก
คนทั้งโลกเขาจะมองเรานี้ว่าเป็นมหาเศรษฐี หลวงตาบัวน่ะ เพราะมีคนเคารพนับถือมาก วันหนึ่งๆ เงินเขามาเท่าไรๆ มันก็เห็นทั่วหน้ากัน คนนั้นเท่านั้น คนนี้เท่านี้ ได้วันนั้นเท่านั้นๆ เขาก็เห็นทั่วหน้ากัน โห ! วันนี้ท่านได้เงินมาก วันนั้นท่านก็ได้มาก วันนี้ท่านก็ได้มาก เขาก็มานับเอาตรงนี้ล่ะซิ บทเวลาเราจ่ายเช็ค เขาไม่เห็น เข้าใจไหม เพียงแต่ละฉบับกี่แสน ฟาดเป็นกี่ล้านเข้าไป เขาไม่เห็นอันนี้ เขาจึงชี้เราอยู่นู้นบนจรวดดาวเทียม มหาเศรษฐีอยู่นู่น แต่ตัวเราเองอยู่ใต้ก้นนรกด้วยความทุกข์ เป็นอย่างงั้นนะ ใครจะมาคาดเรานี่ คาดไม่ได้นะ เราไม่เคยสนใจกับการเงินการทองแต่ไหนแต่ไรมา นอกจากอรรถจากธรรมและการสงเคราะห์โลกเท่านั้น มันจึงเป็นมาตามนิสัยของเรา ไม่ได้เสกสรรปั้นยอนะ ไม่มีอะไรมาเตือนให้เราได้ช่วยอย่างงั้นไม่มี หากเป็นอย่างงั้นของเราเองเรื่อยมาอย่างนี้ ช่วยโลกช่วยตลอด จึงไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว
มิหนําซํ้าก็ยังประกาศไว้แล้วในพินัยกรรม เวลาเราตายแล้วนั้น ให้เอาพินัยกรรมเราพิมพ์เรียบร้อยแล้ว ให้ผู้พิพากษา นักกฎหมายมาตรวจดูพินัยกรรมว่าเรียบร้อยสมบูรณ์แบบเต็มที่แล้ว อ่านให้ฟังอย่างชัดเจน รับรองกันหมดว่าถูกต้องแล้ว บอกพระไว้ด้วย เวลาตายนี่ พินัยกรรมผมอยู่ในตู้ ให้มาค้นอ่านดูและให้ปฏิบัติตามนั้น
คําว่า ปฏิบัติตามนั้น คืออะไร เราตายแล้วมีผู้มาบริจาคทําบุญให้ทานในการเผาศพเรา เงินทั้งหมดที่ได้มานี้ ให้ตั้งคณะกรรมการเก็บหอมรอมริบ ไม่ให้รั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย อย่างเรียบร้อยแล้วนําเงินจํานวนนี้ไปซื้อทองคําเข้าคลังหลวงให้หมด เราบอกอย่างนี้ในพินัยกรรม ส่วนเราจะเผาด้วยไฟ จะไม่เผาด้วยเงิน เราบอกเท่านั้นเอง พูดเท่านั้น ก็อยู่ในนั้น พอตายแล้วงัดอันนี้ออกมาอ่านและปฏิบัติตามนั้น ไม่ให้ทําหรูหราฟู่ฟ่า อย่างเมรุเราก็ทําไว้แล้วเรียบร้อยเพื่อกันความหรูหราฟู่ฟ่าที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรนั้นแหละ
เพราะโลกทั้งหลาย เวลาตายแล้ว โอ๊ย ! หรูหราฟู่ฟ่า ทําอะไรไม่เห็นได้หน้าได้หลังหาสาระก็ไม่ได้ เหตุผลก็ไม่มี นี้เราทําด้วยเหตุผล อย่างเมรุเราก็จัดไว้เรียบร้อยแล้ว จะเผาเราตรงนั้น เพราะฉะนั้นสมบัติเงินทองใครมาบริจาคเรา จึงขนเข้าไปซื้อทองคําเข้าสู่คลังหลวงให้หมด ให้สมเจตนาของเราได้ช่วยชาติเต็มกําลังความสามารถ ทั้งเวลามีชีวิตอยู่ ทั้งเวลาตายก็มอบศพให้เลย ความหมายว่างั้น เอาให้เต็มเหนี่ยว นี่ล่ะเรื่องราวมันเป็นอย่างงั้นนะ
สรุปผลความสําเร็จ โครงการช่วยชาติฯ
สรุปยอดมอบทองคํา ดอลลาร์ เป็นทางการ ที่มา : ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ๑ กันยายน ๒๕๖๓
ทองคํา ๑,๑๐๙ แท่ง ๑๓,๐๖๐.๘๘๒ กิโลกรัม ๑๐,๔๕๗,๑๕๙.๖๓ ดอลลาร์สหรัฐ
อัตราแลกเปลี่ยน ๑ ก.ย. ๒๕๖๓ คิดเป็นมูลค่าทั้งหมด ๒๕,๖๕๑,๑๒๘,๘๐๐.๒๓ บาท
“คลังหลวง” ถือเป็นหลักประกันชาติไทย และเป็นสมบัติของปวงชนชาวไทยทุกคนนับจากวงพระมหากษัตริย์ลงมาสู่สามัญชน องค์หลวงตาพระมหาบัว นอกจากท่านจะนําทองคําและดอลลาร์เข้าสู่คลังหลวง ซึ่งมีมูลค่ารวมสองหมื่นกว่าล้านบาท อุปมานํ้ามนต์ในขัน ซึ่งจะเติมลงในโอ่ง คือ คลังหลวง ให้แน่นหนามั่นคงแล้ว ท่านยังปกป้องสมบัติในคลังหลวง ซึ่งมีจํานวนมากมายมหาศาลมูลค่าหลายล้านล้านบาท อุปมาเท่ากับนํ้าในโอ่ง โดยการออกมาคัดค้าน พ.ร.บ.รวมบัญชี อุปมาการทุบทําลายโอ่ง ซึ่งจะทําให้ประเทศชาติเกิดความหายนะถึงกับล่มสลาย (หาฟังและอ่านได้จากพระธรรมเทศนาองค์หลวงตาฯ ใน http://www.luangta.com)
โครงการช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว องค์หลวงตาฯ ท่านนําทองคํา ดอลลาร์เข้าสู่คลังหลวง เพื่อเป็นหลักประกันอันมั่นคงของชาติ จนได้รับการยอมรับไปทั่วโลกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนเสียสละบริจาคทองคําช่วยชาติมากที่สุดในโลก และโครงการช่วยชาติฯ ทําให้ประเทศชาติรอดพ้นภัยจากวิกฤตเศรษฐกิจ และที่สําคัญท่านนําธรรมะคําสอนพระพุทธองค์เข้าสู่จิตใจพุทธบริษัทอย่างยิ่งใหญ่ กว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยมีมา และยากที่จะมีผู้ใดทําได้ ถือเป็นประวัติศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคกึ่งพุทธกาล ดังนี้
“เราที่ประกาศออกว่าจะเป็นผู้นําพี่น้องทั้งหลาย ในการอุ้มชาติไทยของเราที่กําลังจะจมลงในทะเลหลวง เราก็ทราบทันทีเลยในหัวใจของเรา เอ้อ ! คราวนี้ล่ะ คราวธรรมจะได้กระจายออก ส่วนวัตถุสมบัติทั้งหลายที่จะนํามากู้ชาติบ้านเมืองเรานี้เปิดเผยรู้กันทั่วหน้า แต่ธรรมนี้ยังไม่รู้กันจะทราบกันคราวนี้แหละ ก็ออกแล้วนี่ เรื่องวัตถุสมบัติอะไรก็ระงับไปแล้ว แต่ธรรมไม่ระงับนะยิ่งกระจายออกไป นี่เข้ากันได้แล้ว กับเราคิดไว้ ใครคิดเมื่อไร เราคิดเรียบร้อยแล้ว มันก็ออกไปที่ไหน เทศน์ที่นั่นๆ เรื่อย จากนั้นคําเทศน์เหล่านั้นก็ย้อนเข้ามาเป็นเทป ออกจากเทปแล้วก็เข้าวิทยุ กระจายออกไปอีก”
เราจะเขียนประวัติศาสตร์ของเราในการช่วยชาติคราวนี้ จะเขียนประวัติเรื่องเกี่ยวกับการบริจาคเงินของพี่น้องทั้งหลายผ่านเรานี้ ก็เขียนได้เลยเช่นเดียวกันว่า บริสุทธิ์เต็มเหนี่ยวไม่มีสงสัย อาจจะพูดได้ว่า มีครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นก็ได้ เพราะเราอาจหาญมากทีเดียวว่า การบริจาคในบุคคลจํานวนมากทั่วประเทศไทยของเรามาผ่านเราคนเดียว ธรรมดามันจะรั่วไหลแตกซึมไปไหนต่อไหน จะเข้าไปจุดที่ต้องการกี่บาทก็ไม่ทราบ แต่ของเราไม่เป็นอย่างนั้น ร้อยทั้งร้อยผึงๆ เลย นี่เราปฏิบัติต่อชาติบ้านเมืองของเราด้วยความเมตตาสงสารอย่างยิ่ง เราทําอย่างนี้จริงๆ เราไม่ได้ทําเล่น
จอมทัพปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
องค์หลวงตาพระมหาบัว ในระหว่างดําเนินโครงการช่วยชาติฯ ผู้มีอํานาจในชาติบ้านเมืองในขณะนั้น ทั้งฝ่ายพระภิกษุและฝ่ายฆราวาส ที่มักใหญ่ใฝ่สูง ละโมบโลภมาก มุ่งแสวงหาอํานาจ สมบัติเงินทองและชื่อเสียง ฯลฯ พยายามจะออกกฎหมายที่มีเจตนาเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยไม่คํานึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และที่สําคัญมีผลกระทบต่อสถาบันหลักของประเทศ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นต้นว่า การออกกฎหมาย พ.ร.บ.รวมบัญชี พ.ร.บ.สงฆ์ การแก้กฎหมายลิดรอนพระราชอํานาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมีเจตนามุ่งทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังเป็นประธานาธิบดี ฯลฯ
องค์หลวงตาฯ เมื่อทราบเรื่องเหล่านี้แล้ว ด้วยความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นห่วงมหาภัยที่จะเกิดขึ้น แม้ท่านชราภาพมากแล้วก็ตาม ท่านยอมสละชีวิตออกมาเป็นผู้นํา เป็นจอมทัพออกมาปกป้องสถาบันหลักด้วยองค์ท่านเอง โดยเทศนาธรรมตักเตือนฝ่ายที่พยายามจะจ้องทําลายให้ล้มเลิกความตั้งใจ พร้อมทั้งเตือนพระกรรมฐานและผู้รักชาติบ้านเมืองออกมาร่วมปกป้องคัดค้าน หลักใหญ่ คือ ท่านมีเจตนาออกมาปกป้องชาติ ให้รอดพ้นจากหายนะ ปกป้องพระศาสนา ให้ดํารงรักษาพระธรรมวินัยมิให้คลาดเคลื่อน และปกป้องพระมหากษัตริย์ ให้เห็นความสําคัญของพระมหากษัตริย์ คือ หัวใจของชาติไทย รวมทั้งการรักษาพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระสังฆราช มิให้ถูกลิดรอนไป ให้ดํารงคงไว้ตามหลักจารีตประเพณีของชาติบ้านเมืองที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ดังบางส่วนเทศนาธรรม ดังนี้
“เราจะเอาชีวิตของเราบูชาพระพุทธศาสนาประกอบทั้งชาติบ้านเมืองทั้งหมด เนื้อหาใน พ.ร.บ.สงฆ์ ทุกอย่างเข้ากับพระธรรมวินัยไม่ได้เลย เป็นมหาภัยต่อชาติ ศาสนาล้วนๆ เรายอมไม่ได้ จะยอมสละชีวิตเพื่อรักษาพระธรรมวินัย”
“หลวงตาเป็นห่วงทั้งชาติ ทั้งศาสนา ไปด้วยกันเลยเต็มหัวใจเวลานี้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือพ.ร.บีบคณะสงฆ์ หลวงตาไม่อยากว่า พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ร.บีบ มันบีบทั้งชาติ ทั้งศาสนา พ.ร.บ. นี้ใครเป็นคนตั้งขึ้นมาและตั้งขึ้นมาจากไหน เรื่องพุทธศาสนาสมบูรณ์แบบมาแล้ว เพราะงั้น พ.ร.บ.พ.ร.บีบนี้จะขึ้นมาเหยียบหัวประเทศไทยเราไม่ได้ ต้องถอนออกให้หมด เพราะสิ่งเหล่านี้จอมปลอมทั้งหมด ไม่ได้มีของจริงติดอยู่นิดหนึ่ง มีตั้งแต่มหาภัยทั้งนั้น พุทธศาสนาเป็นมหาคุณเต็มที่แล้วสมบูรณ์แบบแล้ว สมควรที่เราจะเทิดทูนต่อไปดังที่เราเทิดทูนมาแล้ว”
“พระราชอํานาจนี้มีอยู่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงสถาปนาสมเด็จพระ- สังฆราช และพระองค์จะทรงปฏิบัติหน้าที่อย่างไรต่อสมเด็จพระสังฆราชนั้นเป็นเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีใครมามีอํานาจบาตรหลวงยิ่งใหญ่กว่าในหลวงไป ใครจะไปยุ่งไม่ได้ ไอ้นี้มันยุ่มย่ามๆ เข้ามา อยากเป็นใหญ่เป็นโตขึ้นช่องนั้น ขึ้นช่องนี้ พวกเปรต ว่างั้นเลยเรา ที่แสดงอยู่เหล่านี้ มีแต่กาฝากมหาภัยต่อชาติ ต่อศาสนา ต่อพระมหากษัตริย์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงต้านกันเต็มเหนี่ยวๆ”
ในที่สุดความเพียรพยายามในการปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ขององค์หลวงตาฯ ก็ประสบความสําเร็จ กฎหมายมหาภัยฉบับต่างๆ ที่พยายามออกมาบังคับใช้ต้องถอนออกไป เช่น พ.ร.บ.รวมบัญชี พ.ร.บ.สงฆ์ ฯลฯ และบางฉบับต้องแก้ในส่วนที่ขัดกับพระธรรมวินัยโดยตัดออกไป แม้ระยะนั้นท่านถูกโจมตีใส่ร้ายอย่างหนักและถูกปองร้าย ท่านก็ไม่สะทกสะท้านและใจมีแต่เมตตาให้อภัย (หาฟังและอ่านได้จากพระธรรมเทศนาองค์หลวงตาฯ ใน http://www.luangta.com)
พ.ศ. ๒๕๔๗ เราอยากให้มีพระกรรมฐานในภาคกลาง
นับแต่องค์หลวงตาพระมหาบัวสร้างวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม มอบให้หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท เพื่อให้อยู่จําพรรษาโปรดพุทธบริษัทภาคกลาง จากนั้นหลวงปู่เจี๊ยะท่านได้อยู่จําพรรษาติดต่อกันเป็นเวลา ๒๐ กว่าปี องค์หลวงตาฯ ท่านว่า “ท่านเอาจริงเอาจังนะ ท่านเจี๊ยะ นิสัยท่านเด็ด ตรงไปตรงมา นิสัยภายในท่านละเอียดมากนะ อาจารย์เจี๊ยะ ภายนอกกิริยาบ๊งเบ๊งๆ แต่ภายในละเอียดมาก ใครได้อยู่ใกล้ชิดติดพันกันมานานแสนนาน ก็คืออาจารย์เจี๊ยะกับเรา อยู่ด้วยกันนานมาตั้งแต่สมัยพ่อแม่ครูจารย์มั่นโน้นเรื่อยมา แล้วก็เกี่ยวพันกันมาเรื่อยๆ”
องค์หลวงตาฯ ท่านยกย่องชื่นชมหลวงปู่เจี๊ยะเสมอๆ ว่าเป็น “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” เป็น “ธรรมแท้” และเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่ง ทําให้วงกรรมฐานและชาวพุทธรู้จักกันอย่างกว้างขวาง และต่างเดินทางมากราบไหว้ ฟังธรรม และบําเพ็ญบุญกันอยู่เป็นประจํา ระยะนั้นภาคกลางจึงมี วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม เป็นวัดศูนย์กลางกรรมฐานอีกแห่ง และมีหลวงปู่เจี๊ยะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพระกรรมฐานและเป็นที่พึ่งของบรรดาพุทธบริษัท
องค์หลวงตาฯ กับ หลวงปู่เจี๊ยะ ทั้งสองเป็นพระอุปัฏฐากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นอย่างใกล้ชิด ท่านไปมาหาสู่สนทนาธรรมกันเป็นประจํา นับตั้งแต่วัยหนุ่มจวบจนเข้าสู่วัยชราภาพเมื่อองค์หลวงตาฯ เป็นผู้นําโครงการช่วยชาติฯ หลวงปู่เจี๊ยะก็มาร่วมงานและร่วมถวายผ้าป่าเสมอๆ เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะมีงานสําคัญๆ ท่านก็เมตตามาเป็นองค์ประธาน เช่น งานฉลองภูริทัตตเจดีย์ ฯลฯ เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะอาพาธหนัก ท่านก็เมตตามาเยี่ยมดูอาการ หลวงปู่เจี๊ยะมรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๗ และมีกําหนดการพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๗ ท่านก็เมตตามาเป็นองค์ประธานและแสดงพระธรรมเทศนา
ตามปรกติองค์หลวงตาพระมหาบัวลงมาภาคกลาง ท่านเข้าพักที่พักสงฆ์สวนแสงธรรม ท่านจะเมตตาไปเยี่ยมท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ซึ่งเป็นพระศิษย์และเป็นคนภาคกลาง ชาวโพธาราม ที่ วัดสันติธรรมาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เป็นประจํา ท่านจะแสดงธรรมโปรดพระและญาติโยมเสมอๆ หลังจากหลวงปู่เจี๊ยะมรณภาพไปไม่นาน ภาคกลางขาดครูบาอาจารย์ที่ทรงอรรถทรงธรรมเป็นที่ไว้วางใจได้ ด้วยองค์หลวงตาฯ ท่านเมตตาคนภาคกลางมาก วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗ ท่านเมตตาไปเยี่ยมท่านพระอาจารย์สงบ และเทศน์ไว้ดังนี้
“พระลูกพระหลานก็มีน้อยแล้ววงกรรมฐานเวลานี้ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ เรานี้มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า เราอยากให้มีพระในภาคกลางของเรานี้แหละ เป็นผู้ปฏิบัติได้หลักได้เกณฑ์ แน่ใจในตัวเองแล้วมาสั่งสอนประชาชน ประชาชนเขาเกาะก็จะได้รับความร่มเย็น เกาะติดๆ ไม่ผิดไม่พลาดนะ ครูบาอาจารย์ผู้มีหลักมีเกณฑ์เป็นสําคัญมาก เพราะท่านได้หลักได้เกณฑ์ พูดอะไรถูกต้องแม่นยํา ยึดไปปฏิบัติก็ได้รับความอบอุ่น และเป็นสารคุณแก่ตัวของเรา ไม่ใช่พระและธรรมๆ ธรรมที่ไหนมันก็มี ธรรมความจําก็มี ธรรมความจริงก็มี
ธรรมความจํา เรียนมาก็จําได้ แต่กิเลสมันไม่ยอมถอย จําได้เฉยๆ กิเลสไม่ถลอกปอกเปิก ถ้าภาคปฏิบัตินี้ เรียนมาตรงไหนแล้วปฏิบัติตามที่เรียนมาแล้ว กิเลสจะค่อยถอยห่างออกไปๆ นี่เรียกว่า ภาคปฏิบัติ ก็เป็นความจริงขึ้นมาภายในใจ ที่รู้ขึ้นภายในใจ เวลาพูดออกมาก็ไม่ผิดพลาด แน่ใจตัวเอง และสอนใครก็ไม่ผิด ถ้าลองเจ้าของแน่ใจแล้วสอนใครได้ทั้งนั้น ถ้าเจ้าของไม่แน่ใจก็ยื่นแต่ความผิดพลาด ความสงสัยสนเท่ห์ให้ผู้มาฟังทั้งหลาย ไม่ค่อยได้สารประโยชน์เท่าที่ควรนะ ถ้าเจ้าของเป็นผู้แน่ใจในอรรถในธรรมทุกขั้นทุกภูมิของเจ้าของด้วยแล้ว นั่นล่ะ สอนตรงไหน พูดที่ตรงไหนเป็นอรรถเป็นธรรมทุกขั้นทุกภูมิของธรรม ตลอดวิมุตติหลุดพ้น มรรค ผล นิพพานไม่ผิดพลาด ผู้เกาะผู้ยึดก็แม่นยําภายในใจ อบอุ่น เกาะติดๆ ก้าวเดินไปด้วยความสะดวกราบรื่น
เราต้องการเสมอที่อยากจะให้พระเราทางภาคปฏิบัติได้มีหลักมีเกณฑ์มาอยู่ เฉพาะภาคกลางเราขาดพระปฏิบัติมากทีเดียว มีเล็กน้อยๆ นี่ท่านสงบ ท่านหยี (ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต) นี้ก็มาจากวัดป่าบ้านตาด มาอยู่ที่นี่ เท่าที่ทราบมาก็ว่าเป็นมงคลพอสมควร เราก็อบอุ่นในฐานะที่เราเป็นอาจารย์ได้สอนท่านสงบมาแล้ว ถ้าปฏิบัติตนดี เราก็พอใจ สมเจตนาที่เราสอนเพื่ออรรถเพื่อธรรมล้วนๆ แล้วก็ให้มาเป็นความร่มเย็น เป็นเกาะเป็นดอนก็ยังดี ถ้าไม่มีเลย พระปฏิบัตินี้ขาดมากนะ พระปฏิบัติเป็นสําคัญมาก ตามหลักของศาสดาเป็นอย่างนั้น…
เราจึงอยากให้มีพระกรรมฐานที่มีหลักมีเกณฑ์ มีอยู่ทุกแห่งทุกหน เฉพาะภาคกลางนี้ขาดวงกรรมฐานมากทีเดียว เราจึงอยากให้มี”
บูรณะธุตังคเจดีย์ – สร้างตึกสงฆ์อาพาธ อาคาร ๙๖ ปี หลวงตามหาบัว
องค์หลวงตาพระมหาบัว ปฏิปทาท่านไม่ก่อสร้างและไม่มีนิสัยการก่อสร้าง แต่เมื่อมีความจําเป็นและเป็นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแล้ว แม้ในบั้นปลายท่านก็เมตตาเป็นผู้นํา ดังนี้
“เจดีย์วัดอโศฯ (ธุตังคเจดีย์) ก็ไม่ใช่เล่นนะ ท่านพ่อลีท่านสร้างเจดีย์ แต่ผู้หมุนอยู่ในเจดีย์ทั้งหมดนั้นคือใคร คือ หลวงตาบัว แน่ะ มันก็แปลกอยู่ ปรกติเราไม่มีนิสัยทางการก่อสร้างนั้นนี้แต่มักจะหมุนเข้าไปเป็นแกนอยู่ในนั้นๆ ตลอดนะ ก็แปลกเหมือนกัน”
องค์หลวงตาฯ ท่านจะอาราธนาพระธาตุของครูบาอาจารย์ประเภทเพชรนํ้าหนึ่ง นับแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ตลอดพระศิษย์หลวงปู่มั่น รวมทั้งอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระอรหันตสาวกในครั้งพุทธกาลมารวมอยู่ที่ธุตังคเจดีย์ เพื่อให้ชาวพุทธได้กราบไหว้บูชา
องค์หลวงตาฯ เป็นองค์ประธานบูรณะธุตังคเจดีย์จนแล้วเสร็จ โดยใช้เงินจากการบริจาค ๗๐ กว่าล้านบาท โดยมีพิธีสมโภชฉลองพระธุตังคเจดีย์และพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมทั้งถวายผ้าป่าสามัคคี ณ วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๑ องค์หลวงตาพระมหาบัว และ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราช-กุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จมาเป็นองค์ประธาน
หลังจากงานพิธีสมโภชธุตังคเจดีย์ไม่นาน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ท่านมีอายุครบ ๘ รอบ ๙๖ ปี ท่านเป็นองค์ประธานสร้างตึกสงฆ์อาพาธ อาคาร ๙๖ ปี หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อาคารมีความสูง ๑๐ ชั้น ค่าก่อสร้างอาคารและค่าครุภัณฑ์ทางการแพทย์พื้นฐานมูลค่าประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท นับเป็นอาคารผู้ป่วยในขนาดใหญ่หลังสุดท้าย และเป็นโครงการสําคัญสุดท้ายซึ่งมีมูลค่าสูงสุดที่เกี่ยวกับการสงเคราะห์โรงพยาบาลขององค์หลวงตาฯ เป็นอนุสรณ์อายุวัฒนมงคลครบ ๘ รอบ ๙๖ ปี ท่านได้มาเป็นองค์ประธานวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ณ มลฑลพิธีศิลาฤกษ์โรงพยาบาลอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
ท่านเป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่ – ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์และปริญญาเอก
องค์หลวงตาฯ ใช้ชีวิตสมณะอย่างสมถะ มักน้อยสันโดษ ไม่สะสม และไม่มีสมบัติส่วนตัว มาตลอดตั้งแต่วันบวช กุฏิก็อยู่หลังเล็กๆ มีเพียงอัฐบริขารของใช้ที่จําเป็นเท่านั้น แต่ท่านบําเพ็ญประโยชน์อย่างใหญ่หลวง จนครูบาอาจารย์ยกย่องท่านเป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่ ของหรูหราฟุ่มเฟือย ท่านก็ไม่ใช้มาตั้งแต่ฆราวาส แม้มีผู้นําผ้าไหมมาถวาย ท่านก็ไม่ใช้ ครูบาอาจารย์เทศน์ไว้ดังนี้
“หลวงตากับหลวงปู่มั่น เราไม่เคยเห็นว่า ท่านห่มผ้าไหม หลวงตานี่ไม่เคยใช้เลยนะผ้าไหม เราอยู่กับท่านนะ เขามาถวายผ้านะ ผ้าไหมตัดเป็นจีวร ตัดเป็นสังฆาฯ จีวร สบงได้ ๒ ชุด ท่านบอกว่าให้พระองค์นั้นตัดๆ ท่านไม่เอา ท่านให้คนอื่น แต่ท่านใช้ผ้าธรรมดา ใช้ผ้ามัสลินผ้าธรรมดา พอตัดเสร็จแล้วคืนนั้น ท่านก็เทศน์ ท่านบอกเลยนะ เวลาตัดผ้าไหมแล้ว เวลาห่มแล้ว ถ้าเป็นคนที่มีคุณธรรมมันก็ว่า ท่านบอกเลยไอ้คนนั้นมันมีขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง เขาบอกว่า ไม่ใช่ผ้าไหมห่มขี้ แล้วให้แบบว่าต้องให้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง ท่านพูดเปรียบเทียบเลยนะ”
สําหรับเรื่องสมณศักดิ์ องค์หลวงตาฯ เทศน์ไว้ดังนี้
“เราก็เป็น เขาตั้งให้เป็นเจ้าคุณบัวอยู่บนศาลานั่น เดี๋ยวนี้เป็นถึงสองเจ้าคุณแล้ว ฟาดเวลาตั้งไม่ตั้งธรรมดา ตั้งทีแรกปัดออก พระครูไม่เอา ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าพระ ฟาดที่สองขึ้นเจ้าคุณธรรมดาไม่เอา ตั้งชั้นราชเลย ทีนี้เทพไม่เอา ฟาดชั้นธรรมเลย เป็นกับสองพระองค์ท่าน เราก็เลยเงียบ เข้าใจไหม มีแต่ขู่ฟ่อๆ ตอนสุดท้าย ตั้งธรรมแล้วเดี๋ยวมันจะไม่อยู่รองสมเด็จนะ มันจะขึ้นสมเด็จนะที่นี่ อย่านะ เราพูดกับทางสํานักพระราชวัง เอาจริงเรา เรื่องยุ่งเรื่องเหยิงวุ่นวาย ใครจะเป็นบ้าให้เป็น เราหากเป็น ขอให้เป็นกับธรรม เป็นบ้าธรรมไม่เป็นไร เราว่าอย่างนี้ พระพุทธเจ้าจะว่าบ้าธรรม พระสงฆ์สาวกจะเป็นบ้าธรรม หรือไม่ใช่บ้าธรรมดูเอา โลกทั้งหลายกราบและยอมรับอยู่ทุกวันนี้ ไอ้บ้าเรา มันบ้าแบบไหน ใครกราบล่ะ”
องค์หลวงตาฯ สงเคราะห์ธรรม สงเคราะห์โลก โครงการช่วยชาติฯ เป็นคุณประโยชน์ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเวลายาวนานไว้มากมาย ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ดังนี้
๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์ ที่ พระครูญาณวิสุทธาจารย์
๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์ ที่ พระราชญาณวิสุทธิโสภณ
๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ ที่ พระธรรมวิสุทธิมงคล
นอกจากนี้องค์หลวงตาฯ ได้รับการถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา จากมหาวิทยาลัยรามคําแหง และปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต-กิตติมศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฯลฯ
ท่านพ่อเป็นเสาหลักของประเทศไทย
วันนี้ (วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓) นับว่าเป็นมงคลแล้ว พอ ๕ โมงเช้าก็จะไปมอบทองคําที่ศาลาใหญ่ วันนี้ใครอยากมาดูทองคํามากๆ ก็ให้มาได้ วันนี้ ๕ โมงเช้าจะมอบทองคํา วันนี้พูดเพียงแค่นี้ล่ะไม่พูดมาก มันเหนื่อย ไม่เหมือนแต่ก่อน พูดไปๆ เหนื่อยๆ วันนี้จึงขออวยพรให้พี่น้องทั้งหลายว่า ขอความสวัสดีมีสุข ความเจริญรุ่งเรืองจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายโดยทั่วหน้ากันเทอญ
สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางค- วัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงกราบเรียนองค์หลวงตาฯ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ สมเด็จ-พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รับสั่งว่า “ท่านพ่อเป็นเสาหลักของประเทศไทย” ทรงฝากมากราบอาราธนาให้ท่านพ่อรักษาสุขภาพ เพื่อจะได้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนคนไทยต่อไปเจ้าค่ะ” “เจริญพร รับแล้วนะ”
ภาค ๑๗ อาพาธหนัก และ มรณภาพ
เกิดมาในชาตินี้ได้ทําความดีงามมาตั้งแต่บวชจนป่านนี้
ครองผ้าเหลืองก็ครองมาเลยตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งป่านนี้ ไม่เคยสึก ไม่เคยอยากสึก แต่เริ่มบวชมาเรื่อยจนกระทั่งปัจจุบันนี้ไม่เคยอยากสึกนะ ไม่มี ไม่ปรากฏ กิเลสมีอยู่ก็ตาม แต่มันไม่มี ก็บอกไม่มี อยากสึก อยากหา อยากอะไรไม่เคยมี นี่ก็อายุ ๙๗ แล้ว (เทศน์ ๕ ก.ค. ๒๕๕๓) จะทนไปนานเท่าไร ไม่นานล่ะ (ให้ถึงร้อยนะเจ้าค่ะ) โอ๊ย ! อย่าว่ามันเลยร้อยๆ แร้ๆ แค่อยู่เดี๋ยวนี้มันก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่ตลอดเลย วันนี้จะไปไหนไม่รู้ คิดแล้วว่าจะไป เราอายุเท่าไรแล้วเดี๋ยวนี้ อายุ ๙๗ ปีแล้ว ไม่ใช่เล่น บวชกี่ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี ๒๔๗๗ ๗๕ ปีแล้วบวช) ๗๕ ปี คนเขามาถามผู้หญิงอายุประมาณสัก ๗๐ เขามาถาม เขามาวัดมาวา เขาไม่เคยถามใครที่ไหน “ท่านบวชอยู่นี้สักกี่พรรษาแล้ว ท่านไม่คิดอยากสึกเหรอ” เขาถามผู้เฒ่านะ เข้ากันได้
นี่ก็ผู้เฒ่าตอบ มันหมดทุกอย่างที่ว่าอยากสึก ไม่อยากสึก ตายเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้นเท่านั้นเอง ไม่คิดกลัว ไม่คิดกล้า ตายเมื่อไรพร้อมแล้วไปได้ อย่างอื่นไม่มี แต่ก็เดชะนะตั้งแต่บวชมาไม่เคยคิดอยากสึกนะ ไม่มี คอยขยับได้ธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ อ่านไปค่อยขยับไปเรื่อย ไม่ท้อใจ ขยับไปเรื่อยๆ บวชแล้วไม่คิดอยากสึก ไม่มี เพราะอ่านธรรมะนี้เข้าไปมันปลุกใจเรื่อยๆ ปลุกใจ ถึงที่สุดไปปลุกใจตอนไปสวรรค์ จะพยายามปฏิบัติตัวให้ดี ไม่ให้คลาดเคลื่อนจากหลักธรรมวินัย สึกแล้วเราไปสวรรค์ สวรรค์ยังมาเกิดอยู่ ไปพรหมโลก พรหมโลกมาเกิดอีก ไปไหน ไปนิพพาน คึกคักเลยไปนิพพาน จะเอาให้ไปนิพพานให้ได้ ให้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง มันคิดคะนองมาก พระหนุ่มพระน้อยมันก็คิดไปอย่างนั้น ที่ว่าจะให้ไปนิพพานเน้นหนักนะ ผลสุดท้ายไปนิพพาน ให้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง จะให้ไปนิพพาน อันนี้เน้นหนักนะ มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่ทราบจะไปทางไหน เดี๋ยวนี้ไม่ทราบแล้วจะไปที่ไหนเรา เป็นพระหนุ่มพระน้อยคิดของมันอย่างนั้นล่ะ
เริ่มมาก็มาบวช บวชก็ง่าย ง่ายมากทีเดียว เรียกว่าง่ายมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ตั้งแต่บวชมาแล้วไม่เคยมีวันทะเลาะเบาะแว้งกับผู้ใด ไม่เคยมีคดีอธิกรณ์ติดเนื้อติดตัวอะไรเลย เราบวชก็บวชง่าย อยู่ง่ายเรื่อยมา จนกระทั่งบัดนี้เขาเรียกว่า หลวงตาบัว บางคนเขาเรียก หลวงปู่บัว นอกนั้นหายไปหมด มันเฒ่ามันแก่แล้ว อย่างมาอยู่นี้ท่านทั้งหลายก็เห็นเฒ่าแก่มั้ยอีตาบัวนั่นน่ะนี่ก็บวชมาตั้งแต่นั้นไม่เคยคิดเรื่องอยากสึก
เกิดมาในชาตินี้ได้ทําความดีงามมาตั้งแต่บวชจนป่านนี้ ตั้งแต่ยังไม่บวชก็ไม่ได้ทําความเสียหายอะไร ทําธรรมดาๆ ไม่ได้ทําบาปทํากรรมอย่างหนักอะไร ฆ่าปูฆ่าปลาไปอย่างนั้นเข้าใจไหมตั้งแต่เป็นฆราวาส จากนั้นก็บวช บวชก็งดเลยทีนี้ ชื่อว่าสัตว์นี้ ได้ฆ่าสัตว์ตัวหนึ่งด้วยเจตนาไม่มีเลยล่ะ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ จนเป็นพระแก่ ภิกษุเฒ่าแล้วเดี๋ยวนี้ ไปไหนก็ลําบาก ไปภาวนาในป่าในเขาเป็นประจํานะ
อาพาธหนัก ถ้าเราไม่อนุญาต อย่าเอาไปนะ
องค์หลวงตาฯ ในบั้นปลายชีวิต ก่อนอาพาธหนัก ท่านไปวัดสุทธาวาส อยู่บ่อยครั้ง ดังนี้
“วันนี้ก็ไม่ไปไหน จะไปสกลนคร กราบพ่อแม่ครูจารย์มั่น อันนั้นล่ะที่ดูดอันหนึ่ง พอว่าวัดสุทธาวาส ดูดทันทีเลยนะ ไม่มีจืดจาง คือพ่อใหญ่ของเรา พ่อแม่ครูจารย์มั่นอยู่ที่นั่น มรณภาพก็มรณภาพที่นั่น เผาศพก็เผาศพที่นั่น รวมอันใหญ่ของท่านหลวงปู่มั่นอยู่นั้นหมดเลย เพราะฉะนั้นมันจึงดึงดูดมากกับเรา พอว่าวัดสุทธาวาส ดูดทันทีเลย ไม่มีจืดจาง ไปก็กราบพระธาตุของท่านอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุหมดนะ อยู่นั้นเป็นเม็ดๆ เท่าเม็ดข้าวโพดๆ นั่นล่ะเรียกว่า อัฐิกลายเป็นพระธาตุ พอเป็นธาตุแล้ว ก็เรียกว่าเป็นพระธาตุไปเลย หลวงปู่มั่นเรา อัฐิกลายเป็นพระธาตุหมด เป็นเม็ดๆ สวยงามมาก”
และท่านยึดมั่นปฏิปทาของหลวงปู่มั่นอย่างเคร่งครัด แม้ท่านชราภาพมากแล้ว และมีอาพาธรุมเร้า ท่านก็ยังแสดงนิสัยชาติอาชาไนยอย่างเห็นได้ชัด ดังเช่น นิ้วเท้าหัวแม่โป้งขาข้างซ้ายเป็นแผลเน่า มีอาการปวดทรมานมาก ท่านยังออกมาฉันในบาตรพร้อมกับพระศิษย์ที่ศาลาทุกเช้า และท่านยังสั่งพระ การเข้าโรงพยาบาลต้องให้ท่านอนุญาตก่อน ดังนี้
“เราบอกชัดๆ แต่ยังไม่ตาย ถึงคราวของเรา เราบอกอย่างนี้เลย บอกอย่างเด็ดไม่ให้ฝืนไปที่โรงพยาบาลไหนก็ตาม ไปรักษาที่ไหนก็ตาม ถ้าเราไม่ลงใจ ไม่อนุญาตให้ไป อย่าเอาไปเด็ดขาดนะ บอกเลย โลกเขาว่าถ้าไม่ได้สติสตัง เขาจะหามไปไหนก็ได้ อันนี้สติมีอยู่นะ ถ้าเราไม่อนุญาตอย่าเอาไปนะบอกงั้น พระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลายตายร่มไม้ภูเขา ไม่เห็นไปตายกองกันอยู่โรงพยาบาล เหมือนสัตว์โง่อย่างพวกเรานี้นะ ว่างั้นแหละ ท่านตายสบาย ตายร่มไม้ภูเขาท่านสบาย พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านตายอย่างนั้น ท่านสะดวก เพราะท่านพออยู่ตลอดเวลาแล้ว กิริยาอาการจะเป็นยังไง ก็เป็นตามธาตุตามขันธ์ซึ่งเป็นส่วนสมมุติ ส่วนจิตที่เป็นวิมุตตินั้น มันจ้าอยู่ตลอดเวลาแล้ว เปลี่ยนแปลงที่ไหน นั่นล่ะท่านเรียกว่า นิพพานเที่ยงตรงนั้นเอง”
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ในยามที่องค์หลวงตาฯ อาพาธหนัก หลวงปู่ลีก็จะมาประจําอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด เพื่อถวายการดูแลรักษาอาการอาพาธอย่างใกล้ชิด และเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสําคัญทุกอย่าง เหมือนลูกกตัญญูคอยดูแลพ่อแม่ยามเฒ่าแก่ชรา จนถึงขั้นองค์หลวงตาฯ ออกปากพูดแล้วหัวเราะร่าว่า “รําคาญธรรมลีเหลือเกิน วนเวียนอยู่แถวเรา แม้กระทั่งชื่อวัด ชื่อวัดป่าบ้านตาด ก็คือ เกษรศีลคุณ ธรรมลีเอาไปตั้งชื่อวัดผาแดง แล้วยังใส่ชื่อเจ้าคุณอุปัชฌาย์ธรรมเจดีย์เข้าไปอีก ถ้าชื่อวัดป่าบ้านตาดยาวกว่านี้ ชื่อวัดธรรมลีจะไม่ยาวแปดทวีปไปล่ะหรือ ธรรมลีจะไปไหนได้ วนเวียนอยู่แถววัดป่าบ้านตาดนี้แหละ แม้แต่ตั้งชื่อวัดวาก็เอาชื่อเราไปตั้ง วนเวียนอยู่รอบตัวเรา ไม่ห่างไปไหนไกล”
วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลาบ่ายโมงครึ่ง แม้องค์หลวงตาฯ ท่านอาพาธหนักมีอาการเจ็บคอ ยังเมตตาเดินทางไปวัดป่าภูผาแดง องค์ท่านผอมลง ธาตุขันธ์ก็อ่อนล้า พูดแต่ละ ครั้งต้องรวบรวมกําลังกาย แต่ใบหน้าสดใส มือซ้ายคํ้าศีรษะเอียงไปทางซ้าย เคี้ยวหมาก ท่านถามว่า “ธรรมลีไปไหน” พระกราบเรียน “อยู่วัดป่าบ้านตาดครับผม” หลังจากนั้นท่านกล่าวให้โอวาทพระเณรพุทธบริษัท แล้วเดินทางกลับวัดป่าบ้านตาด การไปครั้งนี้เหมือนไปสั่งลาเป็นครั้งสุดท้าย
วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ คณะสงฆ์ได้ร่วมประชุมหารือโดยมีหลวงปู่ลี กุสลธโร เป็นองค์ประธาน ในการประชุมได้มีการแต่งตั้งคณะสงฆ์ขึ้น เพื่อทําหน้าที่ถวายการดูแลอุปัฏฐากองค์หลวงตาฯ ร่วมกับคณะแพทย์ การถวายการรักษาองค์หลวงตาฯ โดยกราบเรียนแผนการรักษาต่อพระสงฆ์ก่อน เมื่อพระสงฆ์เห็นสมควร จึงจะกราบเรียนองค์หลวงตาฯ หากท่านอนุญาต คณะแพทย์จึงจะสามารถถวายการรักษาได้ การที่คณะสงฆ์เข้ามาดูแลและร่วมปรึกษาหารือกันเช่นนี้เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้มีพระคุณ และยังเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว
วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ หลวงปู่ลีเมื่อท่านทราบว่าองค์หลวงตาฯ จะลงไปรักษาธาตุขันธ์ ท่านรีบเดินทางล่วงหน้าไปรอที่กรุงเทพฯ ก่อน จากนั้นองค์หลวงตาฯ เดินทางมาพักรักษาอาพาธที่โรงพยาบาลศิริราช สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ โปรดให้คณบดีมีคําสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการถวายการดูแล จากการรักษาและทําการตรวจอย่างละเอียด พบว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย องค์ท่านมีอาการเหนื่อยหอบหายใจลําบาก ในระหว่างที่องค์ท่านพักรักษาอาการอาพาธ หลวงปู่ลีท่านเข้ามากราบเยี่ยมทุกวันมิได้ขาด เมื่อทราบว่าองค์ท่านจะเดินทางกลับวัดป่าบ้านตาด ท่านจึงรีบเดินทางกลับก่อน เพื่อไปตระเตรียมห้องพักให้กับองค์หลวงตาฯ และเตรียมยาหม้อ ซึ่งท่านได้สูตรมา ท่านควบคุมการต้มยาเองและยังกําหนดจิตสวดคาถาปลุกเสกยาเอง เพื่อถวายยานั้นเยียวยาธาตุขันธ์องค์หลวงตาฯ ให้หายอาพาธโดยเร็วพลัน
ช่วงที่องค์หลวงตาฯ เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร หลวงปู่ลีได้ให้คนเตรียมกุฏิรับรององค์หลวงตาฯ ไว้ที่นอกกําแพงชั้นแรกของวัดป่าบ้านตาด เพราะกุฏิเดิมอากาศไม่ค่อยถ่ายเท ไม่เหมาะต่อการพักฟื้นของผู้ป่วย
วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราช-ชนนีพันปีหลวง และ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กราบเยี่ยมอาการอาพาธองค์หลวงตาฯ ด้วยความห่วงใย จากนั้นองค์ท่านเดินทางกลับวัดป่าบ้านตาด เมื่อมาถึงองค์ท่านได้สั่งคําแรกว่า “ธรรมลีอยู่ที่ไหน เราจะไปอยู่กับธรรมลี”
ขณะที่องค์หลวงตาฯ ท่านพักรักษาตัวอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด หลวงปู่ลีคอยเข้าไปกราบเยี่ยม อาการอาพาธของพ่อแม่ครูบาอาจารย์เสมอ ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย บางวันอยู่ถึงดึกดื่นก็มีองค์หลวงตาฯ ท่านเมตตาหยอกล้อหลวงปู่ลีว่า “ธรรมลีใช่ไหม มานวดเส้นให้หน่อย ดีกว่านั่งอยู่เฉยๆ พระเณรที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรามีแต่แข็งกระด้าง เราสอนให้ฉลาดแต่กลับโง่” ซึ่งบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าองค์หลวงตาฯ ไว้วางใจหลวงปู่ลีเป็นอย่างมาก
นึกย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ เมื่อครั้งหลวงปู่ลีท่านบวชใหม่ๆ องค์หลวงตาฯ ท่านนอนเคี้ยวหมากเฉยอยู่ พอหลวงปู่ลีไปถึงก็ไปนั่งคอยจะให้ท่านเอ่ยขึ้นก่อนว่า “มานวดเส้นให้หน่อยลี” องค์หลวงตาฯ ท่านก็ไม่เอ่ยสักที ท่านก็นอนเคี้ยวหมากเฉยอยู่ นานเข้าๆ องค์หลวงตาฯ ดุขึ้นว่า “ท่านมาทําไม ท่านลี จะไปตายที่ไหนก็ไม่ไป มาตายทําไมนี่ หนีไปเถอะ” สิ้นเสียงองค์หลวงตาฯ เท่านั้น หลวงปู่ลีท่านก็ก้มกราบลาแล้วรีบลุกหนีทันที กลับไปเล่าให้หมู่เพื่อนฟัง หมู่เพื่อนก็แนะนําว่า “ถ้าท่านนอนให้เข้าไปนวดเลย” “โอ๊ย ! ไม่รู้จักเนาะ ถูกด่า หนีมา” หลวงปู่ลีว่า วันหลังไปกับหมู่เพื่อนจึงได้ไปนวดถวายท่าน
คําสั่งขององค์หลวงตาฯ “ธรรมลีอยู่ที่ไหน เราจะไปอยู่กับธรรมลี” ในครั้งนี้ เหมือนเมื่อครั้งที่ท่านเคยสั่งกับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ว่า “ถ้าท่านตาย ผมไปเผาศพท่านเอง ถ้าผมตาย มอบศพให้ท่านนะ” ท่านเมตตาไว้วางใจและมอบหมายให้หลวงปู่ลี เป็นผู้ดูแลองค์ท่านทุกอย่าง ใครจะปฏิบัติอะไรต่อองค์ท่าน เมื่อท่านพูดไม่ได้ หรือละขันธ์ไปแล้ว ให้ปรึกษาหลวงปู่ลีเสียก่อน ส่วนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับองค์ท่าน ท่านได้ทําพินัยกรรมไว้หมดเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เมื่อเป็นเจตนารมณ์ขององค์ท่านที่จะพักกับหลวงปู่ลี ทางคณะศิษย์จึงได้จัดให้ท่านพํานักที่กุฏิบริเวณหน้าวัด ทางด้านทิศตะวันออก ใกล้กับกุฏิหลวงปู่ลี เป็นกุฏิที่หลวงปู่ลีสร้างถวายองค์ท่านไว้ก่อนหน้านี้ ท่านจึงพักรักษาอาการอาพาธที่ชั้นล่าง ใช้ม่านเป็นแนวกั้นอย่างเรียบง่ายไม่หรูหราฟุ่มเฟือยอันเป็นแบบฉบับขององค์ท่าน
ขณะองค์หลวงตาฯ พักรักษาอาการอาพาธอยู่ด้านนอกที่กุฏิพํานักที่หลวงปู่ลีจัดถวายนั้นวันหนึ่งอาการองค์หลวงตาฯ เพียบหนัก เท้าดํามากขึ้น ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ หมอที่เฝ้าดูแลบอกว่าถ้าเป็นคนธรรมดาตายไปแล้ว ถามพระว่าจะให้ทําอย่างไรมี ๒ ทางเลือก ๑. เจาะคอ ๒. เพิ่มขนาดถังออกซิเจนให้ใหญ่ขึ้น พระที่ดูแลจึงไปถามความเห็นครูบาอาจารย์ให้ตัดสินใจในเรื่องนี้ แต่ไม่มีใครกล้าตัดสิน มีพระรูปหนึ่งพูดสอดขึ้นมาว่า ทําไมไม่ไปถามหลวงปู่ลี พระจึงวิ่งไปถามหลวงปู่ลี เวลาประมาณตีหนึ่ง ท่านตอบทันทีว่า “ให้รีบช่วยท่านทันที จะทําอะไรให้รีบทํา จะมามัวถามผมทําไม” พระจึงรีบวิ่งกลับมาปฏิบัติตามคําสั่งของท่าน ผลปรากฏว่า ทําให้อาการอาพาธขององค์หลวงตาฯ ดีขึ้น นี้เป็นการตัดสินใจอันเฉียบคมเด็ดขาดของหลวงปู่ลี ซึ่งครูบาอาจารย์องค์อื่นไม่กล้าตัดสินใจในยามคับขันเช่นนั้น
แสดงกิริยาการจงกรมเป็นวาระสุดท้าย
วันศุกร์ที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๒๑.๐๐ น. องค์หลวงตาฯ ซึ่งมีท่าทางอ่อนเพลียดูอิดโรย และยังมีสายออกซิเจนติดอยู่ที่จมูกทั้งสองข้างให้ปรับเตียงขึ้นในท่านั่ง แล้วชี้ไปที่ประตู ปลายเตียงขององค์ท่าน เมื่อเปิดประตูทั้งสองฝั่ง จะสามารถทะลุถึงกันได้ องค์ท่านเปล่งวาจาเบาๆ ว่า “ไป… ไป” พูดเช่นนี้อยู่ ๒ – ๓ ครั้ง พระจึงได้ยกประคององค์ท่านขึ้นรถเข็นในเวลาประมาณ ๒๑.๑๐ น. แพทย์รีบประคับประคองสายนํ้าเกลือและเข็นเสานํ้าเกลือตามองค์ท่านไปไม่ห่าง พระอีกรูปคอยถือกระโถนตาม
รถเข็นเคลื่อนจากเตียงที่องค์ท่านนอนอยู่ ผ่านประตูแรกไปทะลุห้องที่ท่านเคยจําวัดอยู่และทะลุเลยออกไปทางระเบียงด้านทิศเหนือของกุฏิ จากนั้นก็เลี้ยวรถเข็นไปด้านซ้าย เมื่อสุดทางจงกรมแล้วก็วนขวา เลียบระเบียงกุฏิโดยวนขวาตามเข็มนาฬิกา องค์ท่านให้หยุดรถเข็นและเคลื่อนมือขององค์ท่านไปแตะราวจงกรม สักพักองค์ท่านก็ให้เคลื่อนรถเข็นต่อและหยุดเอามือแตะราวจงกรมอีกครั้ง องค์ท่านให้วนรถเข็น เวียนด้านขวาอยู่เช่นนี้ถึง ๓ รอบ หลังจากเวียนครบแล้วองค์ท่านบอกให้หยุด พระจึงช่วยกันนําองค์ท่านกลับมานอนพักบนเตียงเช่นเดิม ตามองนาฬิกาที่ผนังบอกเวลา ๒๑.๒๕ น.
การที่องค์ท่านให้เข็นรถเวียน ๓ รอบ ประดุจการกระทําประทักษิณเช่นสมัยพุทธกาลเช่นนี้ เป็นการฝืนธาตุขันธ์อย่างมาก เพราะในเวลานี้องค์ท่านมีสภาพที่อ่อนเพลียอิดโรยมาก ปัจจัยต่างๆ ไม่เอื้ออํานวยให้เคลื่อนไหวไปมาอีกแล้ว หมู่พระและแพทย์ที่พาท่านออกไปต่างรับรู้กันว่า นั่นเป็น “กิริยาการจงกรมขององค์หลวงตาฯ เป็นวาระสุดท้ายแห่งชีวิตนักบวช”
องค์หลวงตาฯ นิพพาน หลวงปู่ลีเป็นแม่งาน
ช่วงที่องค์หลวงตาฯ อาพาธหนัก หลวงปู่ลีก็จะมาอยู่ประจําที่วัดป่าบ้านตาดคอยดูแลองค์หลวงตาฯ อยู่เสมอไม่ห่าง จนกระทั่งองค์หลวงตาฯ ได้ละสังขารไป หลวงปู่ลีท่านก็เป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่องค์สําคัญที่คอยดูแลจัดงานจนลุล่วงไปด้วยดี
วันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เมื่อบรรดาศิษย์เห็นว่าองค์หลวงตาฯ ท่านอาการไม่ดี สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงกราบคําอาราธนาขอให้องค์หลวงตาฯ ดํารงธาตุขันธ์ตราบนานเท่านาน จากนั้นคณะสงฆ์ และประชาชนอีกจํานวนมาก จึงกล่าวขอขมาอาราธนาองค์ท่านให้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรลูกศิษย์ไปนานๆ
เวลา ๑๘.๐๐ น. องค์หลวงตาฯ มีอาการขั้นวิกฤต มีความดันลดลงตํ่าลงเรื่อยๆ ออกซิเจนในเลือดลดลง ขณะที่คณะสงฆ์ยังมีความหวังจากการใช้ยาทางเลือกช่วยฟอกธาตุขันธ์ หลวงปู่ลี กุสลธโร กล่าวขึ้นว่า “พ่อแม่ครูจารย์หลวงตาเข้าฌานฟอกธาตุขันธ์ ให้เป็นไปตามอัธยาศัยขององค์ท่าน อย่ารบกวน”
ขณะนั้นพระ เณร แม่ชี ประชาชน หลั่งไหลกันมาจํานวนมาก บ้างก็รํ่าไห้ บ้างก็นั่งสมาธิ บ้างก็ใจจดจ่ออยู่กับการจ้องมององค์ท่านผ่านห้องกระจก แม้เจ้าหน้าที่ให้ขยับไปไหน ทุกคนก็ไม่ยอมขยับ เพราะต่างก็ถือว่าท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของตนเช่นกัน หลวงปู่บุญมี วัดป่านาคูณ หลวงปู่ลี วัดป่าภูผาแดง หลวงปู่อุ่นหล้า วัดป่าแก้วชุมพล ซึ่งเป็นพระศิษย์ผู้ใหญ่มาประจําอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดก่อนแล้ว ต่างทยอยเข้ามากราบคารวะโดยลําดับ
องค์หลวงตาฯ ท่านเมตตาสอนว่า “สัตว์ตายกับคนตายไม่มีอะไรผิดแปลกกัน ปัญญาจะหยั่งทราบว่า เป็นภัยเหมือนกันหมด ย้อนเข้ามาหาตัวของเราเอง ตัวเราตายก็เป็นภัย ก่อนที่จะตายได้รับความทุกข์ความลําบากไม่ใช่น้อย ถึงขนาดที่ทนไม่ไหว ถึงต้องได้ตาย คนเราสัตว์ทั้งหลายก็ดี นี่เหล่านี้เป็นสัจธรรม พิจารณาคลี่คลายให้เห็น อย่าเข้าใจว่าใครวิเศษวิโสในโลกนี้ ไม่มีใครเหนือ มรณมฺปิ ทุกฺขํ นี้ไปได้ ก่อนที่จะตาย ทุกฺขํ ทุกฺขํ ฟังซิ บีบบังคับจนกระทั่งทนไม่ไหว ตายไปได้ด้วยกัน”
ในคืนวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ หลวงปู่ลี เข้ากราบ พ่อแม่ครูจารย์องค์หลวงตา ในตอนเย็นและในตอนกลางคืนราวสามถึงสี่ทุ่ม วันนี้องค์ท่านเข้ากราบองค์หลวงตาฯ สองรอบ องค์ท่านกราบนิ่งและนาน จากนั้นจึงกล่าวกับหมู่เพื่อนว่า “ในคืนนี้ไม่เกินตีสี่ พ่อแม่ครูจารย์ ท่านละขันธ์แน่นอน ให้หมู่เพื่อนเตรียมการณ์ไว้เลย” แล้วองค์ท่านจึงกลับกุฏิพํานักเข้าสมาธิติดตามการละขันธ์ขององค์หลวงตาฯ ตลอดทั้งคืน
เวลา ๒๐.๐๐ น. ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร เข้ามากราบเยี่ยมในห้องปลอดเชื้อประมาณ ๑๕ นาที และนั่งสมาธิภาวนาประมาณ ๑๐ นาที จากนั้นจึงเดินทางกลับ ทราบกันชัดเจนว่า เมื่อกลับถึงวัดถํ้าสหายฯ ท่านได้เล่าให้พระผู้ใหญ่ที่วัดฟังเป็นการส่วนตัวว่า ท่านปีติขนลุกขนพองมาก เห็นเทวดามาทุกชั้นทุกภูมิ นั่งเต็มไปหมดในอากาศจนไม่มีที่จะอยู่
ในวันเสาร์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
เวลา ๐๓.๕๓ น. องค์หลวงตาฯ มรณภาพด้วยอาการอันสงบ วินาทีที่องค์หลวงตาฯ ท่านดับขันธนิพพานประหนึ่งโลกดับบรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด เงียบสนิท และทุกคนตั้งสติกันอยู่พักหนึ่ง พระเถระผู้ใหญ่ทั้งหมดก็รวมอยู่ที่นั่น บริเวณรายรอบกุฏิองค์หลวงตาฯ แม้จะเนืองแน่นไปด้วยบรรดาพุทธบริษัทจํานวนมากจากทั้งใกล้และไกล แต่บรรยากาศกลับเงียบสงัด ไม่มีใครพูดกันสักคํา ทุกคนมีแต่นั่งพนมมือในจิตใจนึกถึงแต่องค์ท่าน และต่างอยู่ในอาการโศกเศร้าเหงาหงอยนํ้าตาไหลพราก ขณะนั้นมีพระรีบไปนิมนต์หลวงปู่ลี ที่กุฏิพํานัก กราบเรียนให้ท่านทราบว่า“พ่อแม่ครูจารย์หลวงตาละขันธ์ นิพพานแล้ว” ท่านรับทราบ แต่ไม่ลงมา ขอเข้าสมาธิที่กุฏิพํานัก ท่านสั่งให้หมู่เพื่อนปฏิบัติตามคําสั่งที่พ่อแม่ครูจารย์สั่งไว้ทุกประการ
เมื่อหลวงปู่ลีไม่ลงมา ท่านติดตามองค์หลวงตาฯ ด้วยจิตตภาวนาภายใน พระเถระลําดับรองลงมาจึงเป็นผู้นําพิธี เสียงกล่าวขอขมานําโดยพระเถรานุเถระ อุบาสก อุบาสิกา พุทธบริษัทดังกึกก้องทั่วอารามวัดป่าบ้านตาด ทุกท่านทุกคนขอขมาทั้งนํ้าตาจากข้างใน ขอขมาทั้งความโศกความเศร้า พระบางรูปก็ร้องไห้สะอื้นเบาๆ เป็นนํ้าตาแห่งความลึกซึ้งมีคุณค่า ขอขมาท่านเสร็จแล้ว ก็เคลื่อนสรีระองค์ท่านไปยังห้องข้างๆ ซึ่งเป็นห้องจําวัดประจําของท่าน
เวลา ๐๔.๐๐ น. ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ท่านเจ้าคุณอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป) วัดโพธิสมภรณ์ เพิ่งตื่นขึ้นจากการพักจําวัดหลับไป ปรากฏเป็นความฝันจําได้ชัดเจนว่า หลวงตามหาบัวแวะมาหาแล้วกราบ ๓ ครั้ง จากนั้นก็พูดว่า “เจ้าคุณๆ ผมมาลานะ”
เจ้าคุณหลวงปู่ฯ จึงถามองค์หลวงตาฯ ในฝันว่า “จะลาไปไหน”
องค์หลวงตาฯ บอกว่า “ไปที่ไม่เกิดอีก เพราะชาติสุดท้ายของผม ให้เจ้าคุณอยู่ต่อไป ให้ลูกหลานได้กราบไหว้” แล้วองค์หลวงตาฯ ก็หายไป
ในขณะนั้นเป็นเวลาประมาณตี ๔ นาฬิกา เจ้าคุณหลวงปู่ฯ ก็ตื่นขึ้นและจําความฝันได้ชัดเจน เจ้าคุณหลวงปู่ฯ ยังนึกในเวลานั้นด้วยว่า “หลวงตามหาบัว คงไม่ได้อยู่กับเราแล้ว”
เมื่อองค์หลวงตาฯ ละสังขาร หรือในงานพระราชทานเพลิงสรีรสังขารองค์หลวงตาฯ หลวงปู่ลีท่านเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ ท่านก็เป็นผู้ควบคุมดูแลทุกอย่าง ท่านให้ปฏิบัติตามคําสั่งองค์หลวงตาฯ โดยเคร่งครัด จนสําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีโดยตลอด ท่านทําทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อถวายพ่อแม่ครูจารย์องค์หลวงตาอย่างสุดชีวิตจิตใจจริงๆ ทั้งนี้เพื่อบูชาธรรมและตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ครูจารย์องค์หลวงตานั่นเอง
วันรุ่งขึ้นที่ศาลาในของวัดป่าบ้านตาด ถูกจัดเตรียมสถานที่เพื่อถวายนํ้าสรงสรีรสังขารขององค์หลวงตาฯ หลวงปู่ลีท่านเป็นผู้มาสั่งงานดูแลความเรียบร้อย ศาลาหลังนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ กว่า ๕๐ ปี ที่ท่านใช้แสดงธรรมโปรดญาติโยม การจัดเตรียมงานศพทุกอย่างไม่ให้หรูหราฟุ่มเฟือย ให้จัดแบบเรียบง่ายสมถะตามนิสัยขององค์ท่าน หลวงปู่ลีกําชับว่า “ให้ทําตามที่พ่อแม่-ครูจารย์สั่งทุกประการ” เจ้าหน้าที่สํานักพระราชวังช่วยเหลือเต็มที่ ซึ่งการจัดงานประเภทแบบนี้ พระป่าท่านไม่คุ้นนัก เพราะเป็นงานใหญ่เกี่ยวข้องกับทุกส่วนราชการและพระราชวัง
ต่อมาคณะศิษย์ผู้ใหญ่ประชุมกัน นําโดย หลวงปู่บุญมี ปริปุณฺโณ ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า หลวงปู่ลี เป็นผู้เหมาะสมที่จะดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด แต่เมื่อคณะสงฆ์กราบเรียนให้ท่านทราบ ท่านปฏิเสธทันที
บรรดาลูกศิษย์ขององค์พ่อแม่ครูจารย์หลวงตา เมื่อทราบข่าวการมรณภาพ ต่างเสียใจอย่างสุดซึ้ง พระ เณร แม่ชี ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนจากทั่วประเทศ รวมทั้งประเทศใกล้เคียง ตลอดชาวต่างประเทศ เดินทางกันมากราบสักการะศพและทําบุญงานศพกัน จนวันพระราชทาน-เพลิงสรีรสังขาร วัดที่กว้างใหญ่ สถานที่รองรับผู้คนนับพันๆ ไร่ แต่เบียดเสียดแน่นขนัดไปด้วยพุทธบริษัทเรือนแสนเรือนล้านคน รถติดแน่นขนัดตามที่องค์ท่านพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า สื่อมวลชนเสนอข่าวกันทุกวัน เจ้าภาพแจกอาหารและนํ้านับพันโรงทานเลี้ยงคนอย่างไม่อัดไม่อั้น ฯลฯ ทําให้ประจักษ์ชัดถึงอํานาจวาสนาบารมีธรรม และการบําเพ็ญประโยชน์สงเคราะห์โลกขององค์ท่านที่ได้บําเพ็ญมาแล้วเป็นอย่างดี
บําเพ็ญพระราชกุศล ๗ วัน ในพระบรมราชานุเคราะห์
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนํ้าหลวงสรงพระสรีรสังขาร พระราชทานเครื่องเกียรติยศพระราชาคณะชั้นธรรม อันประกอบด้วยโกศโถ ฉัตรเบญจา (ฉัตร ๕ ชั้น ๒ คู่) พวงมาลา และทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ๗ วัน นอกจากนี้ผู้แทนพระองค์ยังแจ้งว่า สมเด็จพระ-บรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยเรื่องการจัดเตรียมสถานที่พักพระสงฆ์และฆราวาส ให้อํานวยความสะดวกแก่พระสงฆ์โดยจัดบริเวณให้มีเขตของสงฆ์ให้ชัดเจน และในการดูแลความเรียบร้อยในด้านต่างๆ ขอให้ส่วนราชการทุกภาคส่วนร่วมปฏิบัติงานช่วยเหลือทางวัดอย่างเต็มที่
วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๑๘.๐๐ น. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้า-น้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จแทนพระองค์ในการประกอบพิธีพระราชทานนํ้าหลวงสรงพระสรีรสังขาร และทรงทอดผ้าไตร จากนั้นพระเถระและพระภิกษุวัดป่าบ้านตาด ร่วมกับเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวังอัญเชิญพระสรีรสังขารองค์หลวงตาฯ ลงในหีบทองทึบแล้วบรรจุไว้ภายในโลงเย็น ในการดําเนินการเช่นนี้เป็นไปตามมติคณะสงฆ์ที่พิจารณาแล้วเห็นควรปฏิบัติตามแนวทางที่องค์หลวงตาฯ เคยสั่งให้ปฏิบัติต่อร่างของพระสงฆ์ผู้เป็นศิษย์ขององค์ท่านเองที่ถึงแก่มรณกาลล่วงไปก่อนแล้วว่า ไม่ต้องฉีดยาฟอร์มาลีนและให้บรรจุร่างไว้ภายในโลงเย็น ในการปฏิบัติต่อสรีระองค์หลวงตาฯ ก็ให้ดําเนิน การเช่นเดียวกันนี้
จากนั้น สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงวางพวงมาลาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระ-บรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาประทานของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ที่หน้าโกศโถ พระสงฆ์สวดบังสุกุล โดยไม่มีพิธีสวดพระอภิธรรม ทรงถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี
กําหนดการพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลพระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) ในพระบรมราชานุเคราะห์
ตั้งแต่วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔
เวลา ๑๘.๓๐ น. พระสงฆ์พร้อมฆราวาสร่วมไหว้พระสวดมนต์
เวลา ๑๙.๐๐ น. ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์
เวลา ๒๐.๐๐ น. ทอดผ้าบังสุกุล พระสงฆ์ในพิธีพิจารณาผ้าบังสุกุล พระสงฆ์อนุโมทนา เป็นอันเสร็จพิธี
สําหรับพิธีบําเพ็ญพระราชกุศล ๗ วัน สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัย-ลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จพระราชดําเนินด้วยพระองค์เองแทบทุกวัน มีเพียง ๒ วันสุดท้ายที่ทรงประชวรไม่ได้มาร่วมในพิธี โปรดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์
งานพระราชทานเพลิงสรีรสังขารองค์หลวงตาฯ
ในงานพระราชทานเพลิงสรีรสังขารองค์หลวงตาพระมหาบัว วันที่ ๑ – ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ มีการจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่เพื่อบูชาพระคุณองค์หลวงตาฯ โดยน้อมนําเอาเหตุการณ์ในงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่มั่น ซึ่งจัดให้มีพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่มาก่อน และองค์หลวงตาฯ เคยเทศน์ยกหลวงปู่ลี มาเป็นเหตุว่า “ธรรมลีนี้เป็นเศรษฐีธรรมมานานนะ ติดสอยห้อยตามเราตั้งแต่วันบวช วันนั้นเป็นวันเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่น ธรรมลีบวชวันนั้นล่ะ”
วัตถุประสงค์ในการจัดบรรพชาอุปสมบทหมู่ เพื่อสืบทอดประเพณีอันดีงามและสืบสานศาสนทายาทสายกรรมฐานให้ดํารงอยู่ต่อไป ดังคติแบบอย่างที่ หลวงปู่ลี กุสลธโร ได้ดําเนินมาจนประสบผลอย่างใหญ่หลวง มีผู้ผ่านเกณฑ์การเข้าศึกษาอบรมตามข้อกําหนดของโครงการ พระภิกษุจํานวน ๒๔๕ รูป สามเณรจํานวน ๖ รูป รวมทั้งสิ้นจํานวน ๒๕๑ รูป
กําหนดการพระราชทานเพลิงศพ มีขึ้นระหว่างวันที่ ๓ – ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน สิ้นกิเลสในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ นั้น ได้กลายมาเป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงโด่งดังสุดขีด เป็นพระป่ากู้ชาติ เป็นต้นแบบแห่งวงปฏิบัติ เป็นพ่อแม่ครู-จารย์แห่งวงศ์พระกรรมฐาน และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระธรรมวิสุทธิมงคล องค์ท่านเป็นเสาหลักของประเทศไทย เป็นปูชนียบุคคล เป็นที่เคารพสักการะเทิดทูนบูชาของพุทธบริษัท เป็นบุคคลผู้หาได้ยากยิ่งของโลก และเป็นเสาหลักแห่งวงกรรมฐาน เป็นครูบาอาจารย์ที่หาได้ยากของคณะสงฆ์ เครื่องหมายแสดงออกดังกล่าวนี้ ก่อนวันพระราชทานเพลิงศพ ๑ วัน ซึ่งตรงกับวันพระใหญ่ วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลาประมาณ ๐๔.๓๐ น. มีพระภิกษุสงฆ์ทั้งธรรมยุตและมหานิกายกว่า ๗,๐๐๐ รูป ได้พร้อมเพรียงกันประชุมทําอุโบสถสามัคคี ฟังสวดพระปาฏิโมกข์ ณ บริเวณศาลาการเปรียญภายในวัดและโดยรอบทั่วบริเวณ นับเป็นอุโบสถครั้งสําคัญยิ่งคราวหนึ่งที่พระสงฆ์จํานวนมากทั้ง ๒ นิกายมารวมกันทําสังฆกรรม
วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่ชาติไทยต้องจดจารึก พระภิกษุสามเณรนับหมื่นรูป ประชาชนนับล้านคน เดินทางมาร่วมงานพิธีพระราชทานเพลิงองค์หลวงตาฯ
เวลา ๑๗.๐๐ น. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี-พันปีหลวง เสด็จพระราชดําเนินถึงเมรุชั่วคราว วัดป่าบ้านตาด เข้าพลับพลาที่ประทับโดยสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน-วรขัตติยราชนารี และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เฝ้ารอรับเสด็จ จากนั้นเสด็จขึ้นเมรุ ทรงทอดผ้าไตรพระราชทาน ๑๐ ไตร ที่รอบโกศพระสรีรสังขาร จากนั้นพระสงฆ์สมณศักดิ์ ๑๐ รูป ประกอบด้วยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิตย์ ถาวโร) วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมัยเป็น สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ เป็นต้น ขึ้นบังสุกุล
เวลา ๑๘.๑๐ น. พระเถรานุเถระที่เป็นศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ขององค์หลวงตาฯ ขึ้นวางไม้จิกคงจะเป็นด้วยเทพบันดาลหรือบารมีองค์หลวงตาฯ บันดาลทําให้ หลวงปู่ลี เป็นผู้จุดเพลิงบูชาสรีรสังขารบนแท่นจิตกาธาน จากนั้นสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จขึ้นไปถวายเพลิงจริง ตามด้วยพระเถรานุเถระ โดยบุคคลทั่วไปวางไม้จิกลงในภาชนะทองรอบพระเมรุด้านล่าง
ด้วย หลวงปู่ลี ท่านมีความเคารพเทิดทูนบูชาในพ่อแม่ครูจารย์องค์หลวงตาฯ อย่างสูงสุด ทั้งในคราวมีชีวิตอยู่และคราวองค์หลวงตาฯ ละสังขารนิพพานไปแล้ว ความเคารพเทิดทูนบูชามิได้เหือดแห้งหายไปแม้แต่น้อยเลย ยังมีอยู่เต็มเปี่ยมล้นในใจของท่านตลอดไป อันเป็นการแสดงออกของธรรม ระหว่าง “ท่านผู้บริสุทธิ์” ต่อ “ท่านผู้บริสุทธิ์” ดังนั้น ในงานพระราชทานเพลิงสรีรสังขารองค์หลวงตาฯ แม้หลวงปู่ลีจะเป็นพระมหาเถระผู้เฒ่าแล้วก็ตาม ท่านก็ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าของสังขารร่างกายในวัยชราเลย ท่านอยู่เป็นแม่งาน คอยเป็นกําลังใจแก่บรรดาศิษยานุศิษย์ขององค์หลวงตาฯ จนงานแล้วเสร็จลุล่วงไปด้วยดี
จากนั้นแล้ว หลวงปู่ลี ท่านยังรับภารกิจสําคัญๆ โดยเป็นองค์แทนหลวงตาพระมหาบัวสืบสานงานสงเคราะห์โลกและงานต่างๆ ที่ยังคั่งค้าง เช่น รับบริจาคทองคําหรือเงินเพื่อซื้อทองคําเข้าสู่ท้องพระคลังหลวง ตึกสงฆ์อาพาธ อาคาร ๙๖ ปี หลวงตามหาบัว การตั้งกองทุนสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน ทีวีดาวเทียมหลวงตา ฯลฯ ตลอดการเป็นผู้นําสร้างพุทธมหาเจดีย์ และ พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงตามหาบัว ตามเจตนารมณ์ขององค์หลวงตาฯ ต่อไป
อัฐิเป็นพระธาตุ
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ตั้งแต่อายุ ๓๖ ปี พรรษา ๑๖ ละขันธ์เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ จิตบริสุทธิ์ครองขันธ์อยู่นานถึง ๖๑ ปี แม้องค์ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีศิษย์ผู้มีจิตศรัทธานํานํ้ามูตร เส้นเกสา เล็บ ฟันของท่านไปกราบไหว้บูชาแล้วก็แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุ หลังงานพระราชทานเพลิงพระสรีรสังขารองค์หลวงตาฯ ผ่านไปได้ไม่นาน ด้วยอํานาจจิตที่บริสุทธิ์ของท่านได้ซักฟอกธาตุขันธ์มาเป็นเวลานาน พระอัฐิและพระอังคารของท่านกลายเป็นพระธาตุได้อย่างรวดเร็ว โดยมีสีสันวรรณะ และรูปพรรณ สัณฐานต่างๆ งดงามมากมาย เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้ที่มากราบไหว้บูชา แม้ศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายพระสงฆ์และฆราวาสที่เชื่อถือได้จํานวนมาก เมื่อได้รับแจกไป ได้อัญเชิญไปกราบไหว้บูชาด้วยความเคารพและได้บําเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ปฏิบัติบูชาตามที่ท่านสั่งสอนไว้ ก็ได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุเช่นเดียวกัน ดังนี้
“คําว่าอัฐิกลายเป็นพระธาตุนี้ ตามตําราท่านแสดงไว้ว่า ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น อัฐิถึงจะกลายเป็นพระธาตุได้ ถ้าลงอัฐิกลายเป็นพระธาตุแล้วตีตราเลย เรียกว่านั้นคือพระอรหันต์ว่างั้นเลย อัฐินี้สําคัญ แต่ส่วนมากนักปฏิบัติด้วยกันจะทราบกันตั้งแต่ท่านยังไม่ตาย คือถ้าเป็นด้านธรรมะ คุยธรรมะธัมโมกันเป็นยังไงๆ ใครมีจิตองค์ใดอยู่ในขั้นใดภูมิใด นักปฏิบัติจะทราบกันดี
ผู้ที่ครองขันธ์อยู่นานๆ คือ จิตบริสุทธิ์เรียบร้อยแล้วครองขันธ์อยู่นานๆ พอท่านมรณภาพปั๊บ อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุได้อย่างรวดเร็ว เพราะพร้อมแล้วๆ ได้รับการซักฟอกมาตลอดเป็นเวลานาน คือจิตนี้เป็นธรรมชาติที่สะอาดสุดยอดแล้วครองขันธ์ ขันธ์เป็นสมมุติพวกรูปร่างกายของเรานี่เป็นสมมุติ จิตเป็นจิตตวิมุตติ นั่นล่ะสะอาดสุดยอดซักฟอกธาตุขันธ์อันนี้”
การสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์บูชาคุณ บูชาธรรมองค์หลวงตาฯ
ภายหลังองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน มรณภาพ ศิษยานุศิษย์ได้พร้อมใจกันสร้างศาสนถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา ดังนี้
– พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) ณ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อบูชาคุณ บูชาธรรมองค์หลวงตาฯ และสร้างปูชนียสถานเป็นศาสนถาวรวัตถุให้ลูกหลานได้สักการบูชากราบไหว้สืบไป โดยมี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเป็นองค์ประธาน
– พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ณ วัดป่าบ้านตาดโดยมีหลวงปู่ลี กุสลธโร เป็นองค์ประธาน ท่านว่า “เราจะสร้างพิพิธภัณฑ์ถวายพ่อแม่ครูจารย์ เหมือนพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น วัดป่าสุทธาวาส พิพิธภัณฑ์มอบให้แล้วนะ ให้เป็นคู่กันกับเจดีย์ (พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล) น่ะ อันนั้นการก่อสร้างอะไรไม่มี ก็จะได้ให้พวกผู้หญิงไปอยู่ทางนั้น ให้พระอยู่ทางนี้ ศาลาก็ทําไว้แล้วนะ เขามากราบเผื่อฝนตกก็เข้านั่น ท่านไม่ให้ทําใหญ่นะ พ่อแม่ครูอาจารย์ไม่ให้ทําใหญ่ อย่าให้มันเสียกรรมฐาน วัดกรรมฐาน ท่านเน้นหนักทางปลูกไม้แล้วเดี๋ยวนี้พ่อแม่ครูอาจารย์”
หลวงปู่ลี ท่านเปิดเผยถึงสาเหตุแห่งการสร้างพิพิธภัณฑ์หลวงตามหาบัวว่า “ที่ลงมาทําพิพิธภัณฑ์พ่อแม่ครูจารย์นี่ ไม่ใช่มติตัวเองนะ พ่อแม่ครูจารย์ท่านสั่งไว้หมดทุกอย่างแล้ว สั่งไว้ให้สร้างตรงนั้นตรงนี้ ปลูกต้นไม้ตรงนั้นตรงนี้ ท่านสั่งไว้หมดแล้ว เพียงแต่ไม่เล่าให้ใครฟังเฉยๆมันเป็นปัจจัตตัง พูดให้ใครฟัง เขาก็ไม่เข้าใจหรอก” แล้วท่านจึงเล่าเป็นการภายในว่า ในช่วงขณะที่พ่อแม่ครูจารย์หลวงตาอาพาธอยู่นั้น องค์ท่านได้ปรารภเกี่ยวกับเรื่องพิพิธภัณฑ์ให้เราฟังเป็นการโดยเฉพาะ “นี้พ่อแม่ครูอาจารย์โน่นนะสั่งไว้ เราก็ดีใจอยู่ข้างในโน่น ท่านกระซิบอยู่ข้างหูนี่ แต่ไม่บอกให้หมู่เพื่อนฟัง”
หลวงปู่ลี ท่านได้สืบทอดแนวการก่อสร้างมาจากพิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต วัดป่าสุทธาวาส ที่พ่อแม่ครูจารย์องค์หลวงตาเคยสร้าง เคยฝากรอยมือเอาไว้ ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์งดงามที่สุด ดังคําที่องค์หลวงตาฯ ท่านกล่าวไว้กับศิษย์ในคราวอาพาธหนักว่า “มือของครูอาจารย์กับมือของลูกศิษย์ลูกหา ญาติมิตรเพื่อนฝูง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใช้แทนกันได้ ไว้ใจกันได้ เชื่อใจกันได้ ตายใจกันได้”
– พุทธมหาเจดีย์ ณ วัดป่าเกษรศีลคุณธรรมเจดีย์ (ภูผาแดง) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
องค์หลวงตาฯ มรณภาพได้ไม่นาน หลวงปู่ลี ท่านเกิดอาพาธหนักจะขอมรณภาพที่วัดป่า-บ้านตาด คณะศิษย์จึงกราบอาราธนาขอให้ท่านดํารงธาตุขันธ์เพื่อสร้างเจดีย์ถวายองค์หลวงตาฯ หลวงปู่ลีท่านว่า “เฮ้อ ! ทางเราก็อยากสร้างไว้เป็นอนุสรณ์ให้พ่อแม่ครูจารย์ เอา ! เอาทํา” พระศิษย์กราบเรียน “ทรงเจดีย์” ท่านว่า “เออ ! เอาเขาวังเนี่ย ของ ร. ๔” พออีกวันหนึ่งท่านสั่งพระศิษย์ “เออ ! เจดีย์น่ะ ถ้าทําก็ให้มันอยู่ได้เป็น ๑,๐๐๐ ปีนะ สูง ๙๘ เมตร เท่าอายุพ่อแม่ครูจารย์ (หลวงตา) เอาให้มองจากบ้านตาดไปนี่เห็น ไม่ต้องมีใครเหมานะ” คือ ไม่ต้องจ้างบริษัทผู้รับเหมา ให้พระ เณร ตลอดศรัทธาสาธุชนเข้ามาช่วยกันทํา มีจ้างแรงงานชาวบ้าน และท่านบอก “เจดีย์ข้างล่างให้เหมือนเจดีย์ของหลวงปู่เจี๊ยะ”
จุดประสงค์หลักของการก่อสร้างเจดีย์ เพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอัฐิธาตุและอัฐบริขารขององค์หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และพระธาตุของพ่อแม่ครูอาจารย์ประเภท“เพชรนํ้าหนึ่ง” ของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น หลวงปู่ลีท่านได้ปรารภให้ลูกศิษย์ฟังว่า “ในอนาคตกาลเบื้องหน้าจะเกิดภัยพิบัติ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจะขึ้นมาอาศัยบารมีธรรมของครูบาอาจารย์อยู่บริเวณองค์พระเจดีย์ภูผาแดง”
พุทธมหาเจดีย์ นับเป็นพระมหาเจดีย์ใหญ่ที่สําคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย และถือเป็นศาสนถาวรวัตถุชิ้นสําคัญของพระพุทธศาสนา เพราะสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์เครื่องหมายประกาศถึงความรัก ความผูกพัน ความกตัญญูกตเวที ความจงรักภักดี และความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างสูงสุดของหลวงปู่ลี กุสลธโร พระอรหันต์ผู้เป็นศิษย์ ที่มีต่อพ่อแม่ครูจารย์องค์หลวงตา- มหาบัว พระอรหันต์ผู้เป็นอาจารย์ ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนงดงามที่สุด
หลวงปู่ลีท่านเคยเล่าว่า พ่อแม่ครูจารย์องค์หลวงตาเคยเป็นกษัตริย์พระนามว่า… ท่านเล่าหลายครั้ง และในยุคสมัยนั้นท่านเองเกิดเป็นช้างศึกของพระราชา หลวงปู่บัว วัดป่าหนองแซงเป็นควาญช้าง องค์หลวงตาฯ ท่านมีบริวารเป็นสตรีเยอะ เพราะอดีตหญิงเหล่านี้เคยเป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามของท่านมาก่อน และองค์หลวงตาฯ ชอบไปเยือนเป็นประจํา คือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งพระนครคีรีเป็นพระราชวังฤดูร้อน เป็นที่ประทับในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งประกอบด้วยพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธารออกศึก และองค์เจดีย์ยุทธหัตถี
พ่อแม่ครูจารย์องค์หลวงตา ที่หลวงปู่ลีเล่าเสมออย่างชื่นชมว่า ท่านเป็นผู้มีมหาเมตตา แต่ทําไมองค์หลวงตาฯ ก่อนมรณภาพ จึงมีวิบากกรรม คือ ที่นิ้วเท้าหัวแม่โป้งขาข้างซ้ายเป็นแผลเน่าติดเชื้อกินลึกเข้าไปถึงกระดูกจนกลายเป็นเนื้อตาย ทรมานขันธ์ได้รับทุกขเวทนาทางกายจนต้องรักษาถึงกับตัดออก เมื่อลูกศิษย์ลูกหานึกอยากรู้อยากเห็น หลวงปู่ลีท่านจึงกล่าวขึ้นว่า “พ่อแม่ครูจารย์เคยเกิดเป็นกษัตริย์แล้วยกทัพไปตีเมืองๆ หนึ่ง ได้รับชัยชนะ แต่ด้วยความโมโหโกรธา จึงตัดคอกษัตริย์นั้นเสีย เอาเลือดมาล้างเท้า จึงเป็นกรรมของท่าน ทําให้ท่านได้รับทุกขเวทนาที่เท้าจนกระทั่งนิพพาน จึงจะหมดเวรกัน”
ปัจฉิมชาติอันงดงาม
ปัจฉิมชาติขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พระผู้เป็นเจ้าของเกียรติประวัติอันงดงามยิ่งใหญ่ทรงคุณค่ามากและทรงคุณประโยชน์มหาศาล ชีวิตก่อนบวชก็นับว่างดงามแล้ว เมื่อบวชแล้วก็ยิ่งงดงาม เพราะอยู่ในธรรมวินัยโดยตลอด เมื่อเรียนปริยัติก็ตั้งใจเรียน เมื่อออกธุดงค์บําเพ็ญสมณธรรมตามป่าตามเขาก็ตั้งใจปฏิบัติ สอนตนเองจนบรรลุธรรมแล้วจึงเมตตาสอนผู้อื่น จากนั้นท่านดําเนินสมณชีวิตด้วยวิหารธรรม มีแต่ธรรมอันเลิศเลอครองใจ อยู่อย่างสมถะมักน้อยสันโดษในกุฏิหลังเล็กๆ ท่ามกลางป่าเขาอันวิเวกเงียบสงัดตลอดชีวิต โดยไม่มีวัตถุหรูหราฟุ่มเฟือย ไม่มีสิ่งอํานวยความสะดวกใดๆ ไม่ก่อสร้าง และไม่สะสมเงินทองสิ่งของภายนอกใดๆ
คุณงามความดีที่องค์หลวงตาฯ บําเพ็ญจริยา ๓ บริสุทธิ์ สมบูรณ์ ครบถ้วน หมดจดทุกประการ ทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ญาติ ประโยชน์โลก ทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ ทั้งที่ได้เห็นและไม่ได้เห็นด้วยจักษุ ทั้งที่ได้ยินและไม่ได้ยินด้วยโสตมีอีกมากมายมหาศาล ยากที่จะนํามารวบรวมได้หมด เพราะท่านบําเพ็ญความดีลาวัฏฏะ เป็นมหาชาติครั้งสุดท้าย ท่านสงเคราะห์โลก สงเคราะห์ธรรม สงเคราะห์ทั้งมนุษย์ ทั้งกายทิพย์ เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม ฯลฯ โดยท่านมีจริตนิสัยทําความดีปิดทองหลังพระ หรือทิ้งเหว ดําเนินตามรอยพระบาทแห่งองค์พระบรมศาสดา ดังนั้น คุณงามความดีขององค์ท่านที่ไม่ได้นํามาเปิดเผยในประวัติ จึงมีอีกมากมาย
การบําเพ็ญคุณงามความดีแบบเปิดเผยขององค์ท่าน ก็เพิ่งมีในระยะบั้นปลายสิบกว่าปีหลัง เท่านั้น เนื่องจากความจําเป็นและสําคัญมาก เพราะในคราวนั้นองค์ท่านยอมเสียสละชีวิต เมตตาออกมาเป็นผู้นํากู้ชาติให้รอดพ้นจากภัยสงครามเศรษฐกิจ ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ และองค์ท่านก็พาทําจนประสบความสําเร็จ สําหรับการสงเคราะห์กายทิพย์ องค์ท่านได้มาเปิดเผยในระยะบั้นปลายก่อนมรณภาพไม่นาน และก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้นสําหรับประสบการณ์อัศจรรย์ปาฏิหาริย์ในทางพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาล เสด็จมาโปรดเยี่ยมแสดงสัมโมทนียธรรม ย่อมเกิดกับองค์ท่านมากมาย องค์ท่านมิได้เปิดเผย มีแต่นําประสบการณ์ของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นและครูบาอาจารย์ศิษย์รุ่นอาวุโสมาเล่ายกย่องเทิดทูนบูชา ทั้งนี้เพราะองค์ท่านอ่อนน้อม มีคุณธรรม และมีความเคารพธรรมนั่นเอง
ธรรมประวัติขององค์หลวงตาพระมหาบัว พระผู้เป็น พระอรหันตสาวกทรงธรรมฤทธิ์ผู้ทรงคุณธรรมอันสูงสุดในบวรพระพุทธศาสนา เลิศด้านเทศนาธรรมและสงเคราะห์โลก ได้ดําเนินเรื่อยมาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตจนถึงในอวสานแห่งประวัติ สิริรวมอายุ ๙๗ ปี ๕ เดือน ๑๘ วันทุกเหตุการณ์ ทุกเรื่องราว ล้วนทรงคุณค่าและสมบูรณ์งดงามอย่างที่สุด สมกับท่านได้สมณฉายายกย่องเป็น “พระอรหันต์แห่งประวัติศาสตร์” ควรค่าแก่การจดจารึกไว้เป็นคติตัวอย่างอันเลอเลิศลํ้าค่า เพื่อประดับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดขององค์ท่านและพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพื่อให้บรรดาพุทธบริษัททั้งในปัจจุบันกาลจวบจนอนาคตกาลได้อ่านศึกษา ได้ระลึกจดจําคุณงามความดีขององค์ท่านไว้ในใจและไว้ในความทรงจํา ทั้งน้อมนําไปปฏิบัติดําเนินตาม ให้สมกับที่องค์ท่านฝากไว้
“เวลามีชีวิตอยู่นี้ เราจะทําความดีให้โลกทั้งหลายได้เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม และทําด้วยความเมตตาสงสารต่อโลก เพราะหลังจากนี้แล้ว คือว่า เราตายแล้ว เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไปเป็นตลอดอนันตกาล”
องค์หลวงตาฯ มรณภาพไปแล้ว หวนให้ระลึกถึงเมื่อครั้งองค์ท่านบูชาองค์หลวงปู่มั่นเมื่อคราวมรณภาพด้วยการปฏิปัตติบูชา หรือการบูชาด้วยการปฏิบัติ และด้วยธัมมานุธัมมปฏิปัตติ หรือปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จนบรรลุวิมุตติธรรม แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว และทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงไป แต่จิตใจพุทธบริษัทที่รักเคารพเทิดทูนบูชาในคุณงามความดี และในพระคุณอันไม่มีประมาณขององค์หลวงตาฯ มิอาจเปลี่ยนแปลงหรือลืมเลือน ยังฝังแน่นลึกตรึงในจิตใจ ฉะนั้น บรรดาพุทธบริษัทจึงควรกตัญญู กตเวที ดําเนินตามรอยบาทองค์หลวงตาฯในการปฏิบัติบูชาตามที่องค์ท่านสั่งสอนไว้เป็นสําคัญ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไพบูลย์ในการจรรโลงสืบทอด เผยแผ่ และรักษามรดกธรรม คือ พระพุทธศาสนาให้วัฒนาสถาพรคงอยู่คู่ชาติไทย และคู่โลกสงสารตราบนานนิรันดร ดังท้ายพระธรรมเทศนา “กว่าจะเป็นหลวงตา” ในงานบําเพ็ญกุศลสรีรสังขารองค์หลวงตาฯ ของ ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ณ วัดป่าบ้านตาด ดังนี้
“บัดนี้เราเป็นลูกหลาน คําว่า “หลวงตา” นี้เป็นหลวงตาของประชาชนเขา คําว่า “พ่อแม่-ครูจารย์” เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของภิกษุเรา ภิกษุเราเคารพรัก ถ้าเราจะเรียกว่า “หลวงตา” มันก็ไม่ถึงใจ แต่ถ้าเรียกว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์” จะเข้าถึงหัวใจของเรา
เหรียญมันมี ๒ ด้าน ทุกอย่างมีทั้งนั้น ฉะนั้น ความเป็นจริงอันนี้ เราเกิดมาพบ เกิดมาประสบ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ โลกมันเป็นอย่างนี้ ทุกอย่างมันต้องหมุนไปตามผลของวัฏฏะ วัฏฏะมันจะเวียนวนของมันไป แต่ถ้าเราทําของจริงนะ
คิดถึงพ่อ พ่ออยู่กับเจ้า คิดถึงหลวงตา หลวงตาจะอยู่กับเรา
คิดถึงคําสอน คิดถึงคําสั่ง คิดถึงการปฏิบัติ หลวงตาจะอยู่กับเรา เอวัง”

