Ajaan Chah Subhatto
To read in English: Copy a few pages at a time, and paste them in Claude AI’s message box after typing “Translate to English.” You will be surprised how well Claude AI translates Thai Dhamma to English.
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
ชาติภูมิ
พระโพธิญาณเถร นามเดิม ชา ช่วงโชติ เกิดเมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ณ บ้านจิกก่อ หมู่ที่ ๔ ต. ธาตุ อ. วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี บิดาชื่อ นายมา มารดาชื่อ นางพิม ช่วงโชติ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๑๐ คน
ปฐมศึกษา
สมัยนั้นการศึกษายังไม่เจริญทั่วถึง หลวงพ่อจึงได้เข้าศึกษาที่ ร.ร. บ้านก่อ ต. ธาตุ อ. วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี เรียนจบชั้น ป. ๑ จึงได้ออกจากโรงเรียน เนื่องจากหลวงพ่อมีความสนใจทางศาสนา ตั้งใจจะบวชเป็นสามเณร จึงได้ขออนุญาตจากบิดามารดาเมื่อท่านเห็นดีด้วยท่านจึงนำไปฝากไว้ที่วัด
ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์
ในขณะนั้นหลวงพ่อมีอายุ ๑๓ ปี เมื่อโยมบิดาได้นำไปฝากกับท่านเจ้าอาวาส และได้รับการฝึกหัตอบรมให้รู้ระเบียบการบรรพชาดีแล้วจึงอนุญาตให้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ โดยมีพระครูวิจิตรธรรมภาษี (พวง) อดีตเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม เป็นพระอุปัชฌาย์
เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ก็ได้ท่องทำวัตรสวดมนต์เรียนหนังสือพื้นเมือง (ตัวธรรม) และได้ศึกษานักธรรมชั้นตรี อยู่ปฏิบัติครูบาอาจารย์เป็นเวลา ๓ พรรษา เนื่องจากมีความจำเป็นบางอย่างจึงได้ลาสิกขาออกไปทำงานช่วยบิดามารดาตามความสามารถของตน ตั้งอยู่ในโอวาทของบิดามารดา มีความเคารพบูชาในพระคุณของท่าน พยายามประพฤติตนเป็นลูกที่ดีของท่านเสมอมา
ครั้นอยู่ต่อมาอีกหลายปี ไม่ว่าจะทำงานอะไรอยู่ที่ไหน ความสนใจในการอุปสมบทเพื่อศึกษาธรรม ดูเหมือนคอยเตือนให้มีความสำนึกอยู่เสมอ คิดอยากจะบวชเป็นพระ ได้ปรึกษากับบิดามารดา เมื่อตกลงกันดีแล้ว บิดาจึงนำไปฝากที่วัดบ้านก่อใน (ปัจจุบันเป็นที่ธรณีสงฆ์เพราะร้างมานานแล้ว) และได้อุปสมบทที่พัทธสีมา วัดก่อใน ต. ธาตุ อ. วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๒ เวลา ๑๓.๕๕ น. โดยมี
ท่านพระครูอินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์
ท่านพระครูวิรุฬสุตการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระอธิการสวน เป็นพระอนุสาวนาจารย์
เมื่ออุปสมบทแล้ว พรรษาที่ ๑-๒ จำพรรษาอยู่ที่วัดก่อนอก ได้ศึกษาปริยัติธรรม และสอบนักธรรมชั้นตรีได้
ออกศึกษาต่างถิ่น
เมื่อสอบนักธรรมตรีได้แล้ว เนื่องจากครูบาอาจารย์หายาก ที่มีอยู่ก็ไม่ค่อยชำนาญในการสอน จึงตั้งใจจะไปแสวงหาความรู้ต่างถิ่น เพราะยังจำภาษิตโบราณสอนไว้ว่า
“ออกจากบ้าน ฮู้ห่มทางเที่ยว เรียนวิชา ห่อนสิมีความฮู้”
ปี พ.ศ. ๒๔๘๒
จึงได้ย้ายจากวัดก่อนอกไปศึกษาปริยัติธรรมที่วัดสวนสวรรค์ อ. พิบูลมังสาหาร จ. อุบลราชธานี และอยู่ที่นี่ ๑ พรรษา และได้พิจารณาเห็นว่า เรามาอยู่ที่นี่เพื่อศึกษาก็ดีพอสมควร แต่ยังไม่เป็นที่พอใจนัก ได้ทราบข่าวว่า ทางสำนักต่างอำเภอ มีการสอนดีอยู่หลายแห่ง ซึ่งมีมากทั้งคุณภาพและปริมาณ จึงชวนเพื่อนลาท่านเจ้าอาวาสแจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบ
ปี พ.ศ. ๒๔๘๕
เดินทางจาก อ. พิบูลมังสาหาร มุ่งสู่สำนักเรียนวัดหนองหลัก ต. เหล่าบก อ.ม่วงสามสิบ จ. อุบลราชธานี ได้พักอาศัยอยู่กับท่านพระครูอรรคธรรมวิจารณ์ ได้ถามจากเพื่อนบรรพชิตก็ทราบว่า ท่านสอนดี มีครูสอนหลายรูป มีพระภิกษุสามเณรมากรูปด้วยกัน ระยะที่ไปอยู่เป็นฤดูแล้ง อาหารการฉันรู้สึกจะอด เพื่อนที่ไปด้วยกันไม่ชอบ จึงพูดรบเร้า อยากจะพาไปอยู่สำนักอื่น
หลวงพ่อพูดว่า ทั้ง ๆ ที่เราก็ชอบอัธยาศัยของครูอาจารย์ที่วัดหนองหลัก แต่ไม่อยากจะขัดใจเพื่อน จึงตกลงกันว่าถ้าไปอยู่แล้วเกิดไม่พอใจ หรือไม่ถูกใจแล้ว จะกลับมาอยู่ที่หนองหลักอีก
จึงได้เดินทางไปอยู่กับท่านมหาแจ้ง วัดเค็งใหญ่ ต. เค็งใหญ่ อ. อำนาจเจริญ จ. อุบลราชธานี ได้อยู่จำพรรษาศึกษานักธรรมชั้นโทและบาลีไวยากรณ์ แต่ตามความรู้สึกเท่าที่สังเกต เห็นว่าท่านมิได้ทำการสอนเต็มที่ ดูเหมือนจะถอยหลังไปด้วยซ้ำ ตั้งใจไว้ว่า เมื่อสอบนักธรรมเสร็จ ได้เวลาสมควรก็จะลาท่านมหาแจ้ง กลับไปอยู่ที่วัดหนองหลัก เมื่อสอบแล้ว และผลการสอบตอนปลายปีปรากฏว่า สอบนักธรรมชั้นโทได้
ปี พ.ศ. ๒๔๘๖
จึงย้ายจากวัดเค็งใหญ่ มาอยู่กับหลวงพ่อพระครูอรรคธรรมวิจารณ์ วัดหนองหลัก ต. เหล่าบก อ. ม่วงสามสิบ จ. อุบลราชธานี ตั้งใจศึกษาทั้งนักธรรมชั้นเอก และเรียนบาลีไวยากรณ์ซ้ำอีก ทั้งพอใจในการสอนการเรียนในสำนักนี้มาก
งดสอบเพื่อผู้บังเกิดเกล้า
ทั้ง ๆ ที่ปีนี้ (๒๔๘๖) เป็นปีที่หลวงพ่อเองเกิดความภูมิใจ สนใจในการศึกษา มุ่งหน้าบากบั่นขยันเรียนอย่างเต็มที่ และได้ตั้งความหวังไว้ว่า เมื่อผลการสอบตอนปลายปีออกมา จะพาให้ได้รับความดีใจ
หลังจากออกพรรษา ปวารณาและกรานกฐินผ่านไป…ก็ได้รับข่าวจากทางบ้านว่า โยมบิดาป่วยหนัก หลวงพ่อก็เกิดความลังเลใจ พะว้าพะวง ห่วงการศึกษาก็ห่วง ห่วงโยมบิดาก็ห่วง แต่ความห่วงผู้บังเกิดเกล้ามีน้ำหนักมากกว่า เพราะมาคิดได้ว่าโยมบิดาเป็นผู้มีพระคุณอย่างเหลือล้น เรามีชีวิตและเป็นอยู่มาได้ก็เพราะท่าน สมควรที่เราจะแสดงความกตัญญูให้ปรากฏ เสียการศึกษายังมีเวลาเรียกกลับมาได้ แต่สิ้นบุญพ่อเราจะขอได้จากที่ไหน
…ความกตัญญูมีพลังมารั้งจิตใจให้คิดกลับไปเยี่ยมโยมพ่อเพื่อพยาบาลรักษาท่าน…ทั้ง ๆ ที่วันสอบนักธรรมก็ใกล้เข้ามาทุกที แต่ยอมเสียสละถ้าหากโยมพ่อยังไม่หายป่วย และนึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้ว่า “ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี”
ด้วยความสำนึกดังกล่าว จึงได้เดินทางกลับบ้าน เมื่อถึงแล้วก็ได้เข้าเยี่ยมดูอาการป่วย ทั้ง ๆ ที่ได้ช่วยกันพยาบาลรักษาจนสุดความสามารถ อาการของโยมพ่อก็มีแต่ทรงกับทรุด คิด ๆ ดูก็เหมือนตอไม้ที่ตายแล้ว แม้ใครจะให้น้ำให้ปุ๋ยถูกด้องตามหลักวิชาการเกษตรสักเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้มันแตกหน่อเจริญงอกงามขึ้นมาได้
คำสั่งของพ่อ
ตามปกตินั้น นับตั้งแต่หลวงพ่อได้อุปสมบทมา เมื่อมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมโยมบิดามารดา หลังจากได้พูดคุยเรื่องอื่นมาพอสมควรแล้ว โยมพ่อมักจะวกเข้าหาเรื่องความเป็นอยู่ในเพศสมณะ ท่านมักจะปรารภด้วยความเป็นห่วงแกมขอร้องว่า
“อย่าลาสิกขานะ อยู่เป็นพระไปอย่างนี้แหละดี สึกออกมามันยุ่งยาก ลำบากหาความสบายไม่ได้”
ท่านได้ยินแล้วก็นิ่งมิได้ตอบ แต่ครั้งนี้ ซึ่งโยมพ่อกำลังป่วย ท่านก็ได้พูดเช่นนั้นอีก พร้อมกับมองหน้า คล้ายจะรอฟังคำตอบอยู่ ท่านจึงบอกโยมพ่อไปว่า
“ไม่สึกไม่เสิกหรอก จะสึกไปทำไมกัน”
รู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ทำให้โยมพ่อพอใจ
หลวงพ่อมาอยู่เฝ้าดูแลอาการป่วยของโยมพ่อนับเป็นเวลา ๑๓ วัน โยมพ่อจึงได้ถึงแก่กรรม
ในระยะที่ได้เฝ้าดูอาการป่วยของโยมพ่ออยู่นั้น เมื่อโยมพ่อได้ทราบว่าอีก ๔-๕ วันจะถึงวันสอบนักธรรม ท่านจึงบอกว่า ถึงเวลาสอบแล้วจะไปสอบ ก็ไปเสีย จะเสียการเรียน…แต่หลวงพ่อได้พิจารณาดูอาการป่วยของท่านแล้วตั้งใจว่าจะไม่ไป จะอยู่ให้โยมพ่ออุ่นใจก่อนที่ท่านจะจากไป…อีกอย่างหนึ่งจะทำให้คนเขาตำหนิได้ว่า เป็นคนเห็นแก่ตัว ผู้บังเกิดเกล้ากำลังป่วยหนักยังทอดทิ้งไปได้ เลยจะกลายเป็นลูกอกตัญญูเท่านั้น
หลวงพ่อเล่าว่า ในระหว่างเฝ้าดูอาการป่วยของโยมพ่อจนกระทั่งท่านถึงแก่กรรม ทำให้ได้พิจารณาถึงธาตุกรรมฐาน พิจารณาดูอาการที่เกิดดับของสังขารทั้งมวล และเกิดความสังเวชใจว่า อันชีวิดย่อมสิ้นลงแค่นี้หรือ ? จะยากดีมีจนก็พากันดิ้นรนไปหาความตาย อันเป็นจุดหมายปลายทาง อันความแก่ ความเจ็บความตายนั้น เป็นสมบัติสากลที่ทุกคนจะต้องได้รับ จะยอมรับหรือไม่ก็ไม่เห็นใครหนีพ้นสักราย…
ปี พ.ศ. ๒๔๘๗
เมื่อจัดการกับการฌาปนกิจโยมบิดาเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อก็เดินทางกลับสำนักวัดหนองหลัก เพื่อตั้งใจศึกษาเล่าเรียนต่อไป แต่บางวันบางโอกาสทำให้ท่านนึกถึงภาพของโยมพ่อที่นอนป่วย ร่างซูบผอมอ่อนเพลีย นึกถึงคำสั่งของโยมพ่อ และนึกถึงภาพที่ท่านมรณะไปต่อหน้า ยิ่งทำให้เกิดความสลดใจสังเวชใจ ความรู้สึกเหล่านี้มันปรากฏเป็นระยะ ๆ
ในระหว่างพรรษานั้น ขณะที่กำลังแปลหนังสือธรรมบทจบไปหลายเล่ม ได้ทราบพุทธประวัติสาวกประวัติจากหนังสือเล่มนั้นแล้วมาพิจารณาดู
“การที่เราเรียนอยู่นี้ ครูก็พาแปลแต่สิ่งที่เรารู้เราเห็นมาแล้ว เช่น เรื่องต้นไม้ ภูเขา ผู้หญิง ผู้ชาย และสัตว์ต่าง ๆ สัตว์มีปีกบ้าง ไม่มีปีกบ้าง สัตว์มีเท้าบ้าง ซึ่งล้วนแต่เราได้พบเห็นมาแล้วเป็นส่วนมาก”
จิตใจก็รู้สึกเกิดความเบื่อหน่ายจึงคิดว่ามิใช่ทางพ้นทุกข์ พระพุทธองค์คงจะไม่มีพุทธประสงค์ให้บวชมาเพื่อเรียนอย่างเดียว และเราก็ได้เรียนมาบ้างแล้ว จึงอยากจะศึกษาทางปฏิบัติดูบ้าง เพื่อจะได้ทราบว่ามีความแตกต่างกันเพียงใด แต่ยังมองไม่เห็นครูบาอาจารย์ผู้พอจะเป็นที่พึ่งได้ จึงตัดสินใจจะกลับบ้าน
พ.ศ. ๒๔๘๘
ในระหว่างฤดูแล้ง จึงได้ปรึกษากับพระถวัลย์ (สา) ญาณจารี เข้ากราบลาหลวงพ่อพระครูอรรคธรรมวิจารณ์ เดินทางกลับมาพักอยู่วัดก่อนอกตามเดิม และในพรรษานั้นก็ได้เป็นครูช่วยสอนนักธรรมให้ท่านอาจารย์ที่วัด จึงได้เห็นภิกษุสามเณรที่เรียนโดยไม่ค่อยเคารพในการเรียน ไม่เอาใจใส่ เรียนพอเป็นพิธี บางรูปนอนน้ำลายไหล จึงทำให้เกิดความสังเวชใจมากขึ้น ตั้งใจว่าออกพรรษาแล้ว เราจะต้องแสวงหาครูบาอาจารย์ด้านวิปัสสนาให้ได้ เมื่อส่งนักเรียนเข้าสอบและหลวงพ่อก็เข้าสอบนักธรรมเอกด้วย (ผลการสอบปรากฏว่าสอบนักธรรมเอกได้)
ออกปฏิบัติธรรม
หลังจากสอบนักธรรมเสร็จแล้ว ระยะนั้นได้ทราบข่าวว่าท่านอาจารย์มั่น วัดปิหล่อ อ. เดชอุดม จ. อุบลฯ เป็นผู้สอนทางวิปัสสนาธุระ จึงได้มุ่งหน้าได้สู่วัดของท่านทันที และได้ฝากตัวเป็นศิษย์อยู่ปฏิบัติทดลองดูได้ ๑๐ วัน มีความรู้สึกว่ายังไม่ใช่ทางตรงแท้ ยังไม่เป็นที่พอใจในวิธีนั้น จึงกราบลาท่านกลับมาพักอยู่วัดนอกอีก
พ.ศ. ๒๔๘๙ (พรรษาที่ ๘)
ในระหว่างต้นปี ได้ชวนพระถวัลย์ออกเดินธุดงค์ มุ่งไปสู่จังหวัดสระบุรีเป็นเพื่อนร่วมเดินทางได้พักอยู่ตามป่าตามเขา ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงเขตหมู่บ้านยางคู่ ต. ยางคู่ จ. สระบุรี ได้พักอยู่ที่นั่นนานพอสมควร พิจารณาเห็นว่าสถานที่ยังไม่เหมาะสมเท่าใดนัก ทั้งครูบาอาจารย์ก็ยังไม่ดี จึงเดินทางเข้าสู่เขตจังหวัดลพบุรีมุ่งสู่เขาวงกฏ อันเป็นสำนักของหลวงพ่อเภา
แต่ก็น่าเสียดายที่หลวงพ่อเภาท่านมรณภาพเสียแล้ว เหลือแต่อาจารย์วรรณ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเภาอยู่ดูแลสั่งสอนแทนท่านเท่านั้น แต่ก็ยังดีที่ได้อาศัยศึกษาระเบียบข้อปฏิวัติที่หลวงพ่อเภาท่านวางไว้ และได้อ่านคติพจน์ที่หลวงพ่อเขียนไว้ตามปากถ้ำและตามที่อยู่อาศัยเพื่อเตือนใจ ทั้งได้มีโอกาสศึกษาพระวินัยจนเป็นที่เข้าใจยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้มีการสังวรระวังไม่กล้าฝ่าฝืนแม้แต่สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ
การศึกษาวินัยนั้นศึกษาจากหนังสือบ้าง และได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์ผู้ชำนาญทั้งปริยัติและปฏิบัติบ้าง ซึ่งท่านมาจากประเทศกัมพูชา ท่านว่าเข้ามาสอบทานพระไตรปิฎกไทย ท่านเล่าให้ฟังว่า ที่แปลไว้ในหนังสือนวโกวาทนั้น บางตอนยังผิดพลาด ท่านอาจารย์รูปนั้นเก่งทางวินัยมาก จำหนังสือบุพสิกขาได้แม่นยำเหมือนกับเราจำปฏิสังขาโยฯ ท่านบอกว่าเมื่อเสร็จภารกิจในประเทศไทยแล้วท่านจะเดินทางไปประเทศพม่า เพื่อศึกษาต่อไป ท่านเป็นพระธุดงค์ชอบอยู่ตามป่า น่าสรรเสริญน้ำใจท่านอยู่อย่างหนึ่งคือ
วันหนึ่งหลวงพ่อ ได้ศึกษาวิจัยกับท่านอาจารย์รูปนั้นหลายข้อ มีอยู่ข้อหนึ่งซึ่งท่านบอกคลาดเคลื่อนไป ตามปกติหลวงพ่อเมื่อได้ศึกษาวิจัยและทำกิจวัตรแล้ว ครั้นถึงกลางคืนท่านจะขึ้นไปพักเดินจงกรม นั่งสมาธิอยู่บนหลังเขา วันนั้นประมาณ ๔ ทุ่มกว่า ๆ ขณะที่กำลังเดินจงกรมอยู่ ได้ยินเสียงกิ่งไม้ใบไม้แห้งดังกรอบแกรบใกล้เข้ามาทุกที ท่านเข้าใจว่าคงจะเป็นงูหรือสัตว์อย่างอื่นออกหากิน แต่พอเสียงนั้นดังใกล้ ๆ เข้ามา ท่านจึงมองเห็นอาจารย์เขมรรูปนั้น หลวงพ่อจึงถามว่า
“ท่านอาจารย์มีธุระอะไรจึงได้มาดึก ๆ ดื่น ๆ”
ท่านจึงตอบว่า “ผมบอกวินัยท่านผิดข้อหนึ่ง”
หลวงพ่อ จึงเรียนว่า
“ไม่ควรลำบากถึงเพียงนี้เลย ไฟส่องทางก็ไม่มี เอาไว้พรุ่งนี้จึงบอกผมใหม่ก็ได้”
ท่านตอบว่า “ไม่ได้ ๆ เมื่อผมบอกผิด ถ้าผมตายในคืนนี้ ท่านจำไปสอนคนอื่นผิด ๆ อีกก็จะเป็นบาปเป็นกรรมเปล่า ๆ”
เมื่อท่านบอกเรียบร้อยแล้วก็กลับลงไป ดูเถิดน้ำใจของท่านอาจารย์รูปนั้นช่างประเสริฐและมองเห็นประโยชน์จริง ๆ แม้จะมีความผิดพลาดเล็กน้อยในการบอกสอน ก็มิได้ประมาท ไม่รอให้ข้ามวันข้ามคืน รีบแก้ไขทันทีทันใด จึงเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เราทั้งหลาย และน่าสรรเสริญน้ำใจของท่านโดยแท้
พูดถึงการปฏิบัติที่เขาวงกฎในขณะนั้นรู้สึกว่ายังไม่แยบคายเท่าใดนัก หลวงพ่อจึงคิดจะหาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญยิ่งกว่านี้เพื่อปฏิบัติและค้นคว้าต่อไป ท่านจึงนึกถึงตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณรอยู่ที่วัดก่อนอก เคยได้เห็นพระกรรมฐานมีลูกปัดแขวนคอสำหรับใช้ภาวนากันลืม ท่านอยากจะได้มาภาวนาทดลองดูบ้าง นึกหาอะไรไม่ได้ จึงมองไปเห็นลูกตะแบก (ลูกเปือยภูเขา) กลม ๆ อยู่บนต้น ครั้นจะไปเด็ดเอามาเองก็กลัวจะเป็นอาบัติ
วันหนึ่งมีพวกลิงพากันมาหักกิ่งไม้และรูดลูกตะแบกเหล่านั้น มาคิดว่าเขาร้อยเป็นพวงคล้องคอ แต่เราไม่มีอะไรจะร้อยจึงถือเอาว่า เวลาภาวนาจบบทหนึ่งจึงค่อย ๆ ปล่อยลูกตะแบกลงกระป๋องทีละลูก จนครบร้อยแปดลูก ทำอยู่อย่างนั้นสามคืนจึงเกิดความรู้สึกว่าทำอย่างนี้ไม่ใช่ทาง เพราะไม่ต่างอะไรกับเด็กนับลูกหมากขายในตลาด จึงได้หยุดนับลูกตะแบกเสีย
เหตุการณ์แปลก ๆ ในพรรษาที่ ๘ นี้
ขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเขาวงกฎ วันหนึ่งขณะที่ขึ้นไปอยู่บนหลังเขา หลังจากเดินจงกรมและนั่งสมาธิแล้ว ก็จะพักผ่อนตามปกติ ก่อนจำวัตรจะต้องสวดมนต์ไหว้พระ แต่วันนั้นเชื่อความบริสุทธิ์ของตนเองจึงไม่ได้สวดอะไร ขณะที่กำลังเคลิ้มจะหลับ ปรากฏว่าเหมือนมีอะไรมารัดลำคอแน่นเข้า ๆ แทบหายใจไม่ออก ได้แต่นึกภาวนาพุทโธ ๆ เรื่อยไป เป็นอยู่นานพอสมควรอาการรัดคอนั้นจึงค่อย ๆ คลายออก พอลืมตาได้แต่ตัวยังกระดิกไม่ได้ จึงภาวนาต่อไปจนพอกระดิกตัวได้แต่ยังลุกไม่ได้ เอามือลูบตามลำตัวนึกว่ามิใช่ตัวของเรา ภาวนาจนลุกนั่งได้แล้ว พอนั่งได้จึงเกิดความรู้สึกว่า
เรื่องการถือมงคลตื่นข่าวแบบสีลัพพตปรามาส ไม่ใช่ทางที่ถูกที่ควร การปฏิบัติธรรมต้องเริ่มต้นจากมีศีลบริสุทธิ์ เป็นเหตุให้พิจารณาลงสู่ว่า…สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน แน่ชัดลงไปโดยมิต้องสงสัย
นับตั้งแต่นั้นมา หลวงพ่อชามีความระวังสำรวมด้วยดี มิให้มีความบกพร่องเกิดขึ้น แม้กระทั่งสิ่งของที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ตามวินัยและปัจจัย (เงินทอง) ท่านก็สละหมด และปฏิญาณว่าจะไม่ยอมรับ ตั้งแต่วันนั้นมา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ในระหว่างพรรษานั้นได้รับข่าวว่า ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นผู้มีคุณธรรมสูง ทั้งชำนาญด้านวิปัสสนาธุระ มีประชาชนเคารพเลื่อมใสมาก ท่านมีสำนักอยู่ที่วัดป่าหนองผือนาใน อ. พรรณานิคม จ. สกลนคร โดยมีโยมอินทร์ มรรคทายกเขาวงกฎเล่าให้ฟังและแนะนำให้ไปหา เพราะโยมอินทร์เคยปฏิบัติรับใช้ท่านอาจารย์มั่นมาแล้ว
พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นพรรษาที่ ๙
จำพรรษาอยู่ที่วัดเขาวงกฎ เมื่อออกพรรษาแล้ว จึงมาพิจารณาดูว่า เราเอาลูกเขามาตกระกำลำบาก ข้ามภู ข้ามเขามา พ่อแม่เขาจะว่าเราได้ (หมายถึงพระมหาถวัลย์ ญาณจารี ตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระสามัญ) และเห็นเขาสนใจท่องหนังสือ ควรจะส่งเขาเข้าเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ
จึงได้ตกลงแยกทางกัน ให้พระถวัลย์เข้าไปเรียนปริยัติธรรมในกรุงเทพฯ ส่วนหลวงพ่อชาจะเดินทางไปหาท่านพระอาจารย์มั่น และมีพระมาด้วยกัน ๔ รูป เป็นพระชาวภาคกลาง ๒ รูป พากันเดินทางย้อนกลับมาที่จังหวัดอุบลฯ พักอยู่ที่วัดก่อนอกชั่วคราว จึงพากันเดินธุดงค์กรำแดดไปเรื่อย ๆ จุดหมายปลายทางคือสำนักท่านพระอาจารย์มั่น
ออกเดินทางไปได้ พอถึงคืนที่ ๑๐ จึงถึงพระธาตุพนม นมัสการพระธาตุพนมและพักอยู่ที่นั่นหนึ่งคืน แล้วออกเดินทางไปอำเภอนาแก ไปแวะนมัสการท่านอาจารย์สอนที่ภูค้อ เพื่อศึกษาข้อปฏิบัติ แต่เมื่อสังเกตพิจารณาดูแล้วยังไม่เป็นที่พอใจนัก
ได้พักอยู่ที่ภูค้อสองคืน จึงเดินทางต่อไป แยกกันเดินทางเป็น ๒ พวกตรงนั้น หลวงพ่อชามีความตั้งใจว่า ก่อนจะไปถึงท่านพระอาจารย์มั่น ควรจะแวะสนทนาธรรมและศึกษาข้อปฏิบัติจากพระอาจารย์ต่าง ๆ ไปก่อน เพื่อจะได้เปรียบเทียบเทียบเคียงกันดู
ดังนั้นเมื่อได้ทราบว่า มีพระอาจารย์ด้านวิปัสสนาอยู่ทางทิศใดจึงไปนมัสการอยู่เสมอ การกลับจากภูค้อนี้ คณะที่ไปด้วยกัน ได้รับความลำบากเหน็ดเหนื่อยมาก จึงมีสามเณร ๑ รูป กับอุบาสก ๒ คน เห็นว่าตนเองคงจะไปไม่ไหว จึงลากลับบ้านก่อน ยังมีเหลือแต่หลวงพ่อกับพระอีก ๒ รูป เดินทางต่อไป โดยไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจเดิม แม้จะลำบากสักปานใดก็ต้องอดทน
หลายวันต่อมาจึงเดินทางถึงสำนักของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต สำนักหนองผือนาใน อ. พรรณานิคม จ. สกลนคร
วันแรกพอย่างเข้าสู่สำนัก มองดูลานวัดสะอาดสะอ้าน เห็นกิริยามารยาทของเพื่อนบรรพชิต ก็เป็นที่น่าเลื่อมใสและเกิดความพอใจมากกว่าที่ใด ๆ ที่เคยผ่านมา พอถึงตอนเย็นจึงได้เข้าไปกราบนมัสการพร้อมศิษย์ของท่านและฟังธรรมร่วมกัน
ท่านพระอาจารย์ได้ซักถามเรื่องราวต่าง ๆ เช่น เกี่ยวกับอายุ พรรษา และสำนักที่เคยปฏิบัติมาแล้ว หลวงพ่อชาได้กราบเรียนว่า มาจากสำนักอาจารย์เภา วัดเขาวงกฏ จ.ลพบุรี พร้อมกับเอาจดหมายที่โยมอินทร์ฝากมาถวาย
ท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดว่า “ดี…ท่านอาจารย์เภาก็เป็นพระแท้องค์หนึ่งในประเทศไทย”
ต่อจากนั้น ท่านก็เทศน์ให้ฟังโดยปรารภถึงเรื่องนิกายว่า “ไม่ต้องสงสัยในนิกายทั้งสอง” ซึ่งเป็นเรื่องที่หลวงพ่อสงสัยมาก่อนนั้นแล้ว
ต่อไปท่านก็เทศน์ เรื่อง สีลนิเทส สมาธินิเทส ปัญญานิเทส ให้ฟังจนเป็นที่พอใจและหายสงสัยและท่านได้อธิบายเรื่อง พละ ๕ อิทธิบาท ๔ ให้ฟัง ซึ่งขณะนั้นศิษย์ทุกคนฟังด้วยความสนใจ มีอาการอันสงบเสงี่ยม
ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อและเพื่อนเดินทางมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยตลอดวัน พอได้มาฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว รู้สึกว่าความเมื่อยล้าได้หายไป จิตใจลงสู่สมาธิธรรมด้วยความสงบ มีความรู้สึกว่าตัวลอยอยู่บนอาสนะ นั่งฟังอยู่จนกระทั่งเที่ยงจึงเลิกประชุม
ในคืนที่ ๒ ได้เข้านมัสการฟังเทศน์อีก ท่านพระอาจารย์มั่นได้แสดงปกิณกะธรรมต่าง ๆ จนจิตเราหายความสงสัย มีความรู้สึกซึ่งเป็นการยากที่จะบอกคนอื่นให้เข้าใจได้
ในวันที่ ๓ เนื่องจากความจำเป็นบางอย่าง จึงได้กราบลาท่านพระอาจารย์มั่นเดินทางลงมาทางอำเภอนาแก และได้แยกทางกับพระบุญมี (พระมหาบุญมี) คงเหลือแต่พระเลื่อมพอได้เป็นเพื่อนเดินทาง
ไม่ว่าหลวงพ่อจะเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ ณ ที่ใด ๆ ก็ตาม ปรากฏว่าท่านพระอาจารย์มั่นคอยติดตามตักเตือนอยู่ตลอดเวลา
พอเดินทางมาถึงวัดโปร่งครอง (ที่ถูกน่าจะเป็น วัดบ้านนาป่งคอง อ.นาแก) ซึ่งเป็นสำนักของพระอาจารย์คำดี เห็นพระท่านไปอยู่ป่าช้า เกิดความสนใจมาก เพราะมาคิดว่าเมื่อเป็นนักปฏิบัติจะต้องแสวงหาความสงบ เช่นป่าช้า ซึ่งเราไม่เคยอยู่มาก่อนเลย ถ้าไม่อยู่ คงไม่รู้ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด เมื่อคนอื่นเขาอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ จึงตัดสินใจจะไปอยู่ป่าช้า และชวนเอาพ่อขาวแก้วไปเป็นเพื่อนด้วย
ปรากฏการณ์แปลกครั้งที่ ๒
ชีวิตครั้งแรกที่เข้าอยู่ป่าช้าดูเหมือนเป็นเหตุบังเอิญ ในวันนั้นมีเด็กตายในหมู่บ้าน เขาจึงเอาฝังไว้ โยมเลยเอาไม้ไผ่ที่หามเด็กมานั้นสับเป็นฟากยกร้านเล็ก ๆ พอนั่งได้ใกล้ ๆ กับหลุมฝังศพ
หลวงพ่อชาเล่าว่า ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน แต่ไล่ให้พ่อขาวแก้วไปปักกลดห่างกันประมาณ ๑ เส้น เพราะถ้าอยู่ใกล้กันมันจะถือเอาเป็นที่พึ่ง
คืนแรกขณะที่เดินจงกรมเกิดความกลัว เกิดความคิดว่า
“หยุดเถอะพอแล้ว เข้าไปในกลดเถอะ”
ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ดึกเท่าใด แต่ก็เกิดความคิดขึ้นใหม่ว่า
“ไม่หยุด เดินต่อไป เรามาแสวงหาของจริง ไม่ได้มาเล่น”
…ความคิดชวนหยุด เข้ากลดเพราะกลัว กับความคิดหักห้ามว่า ไม่หยุด เดินต่อไป ยังไม่ดึก มันเกิดแย้งกันอยู่เรื่อย ๆ ต้องฝืนความรู้สึกอดทนอดกลั้นข่มใจไว้อย่างนั้น…
และในคืนแรกนี้ขณะเดินจงกรมอยู่ จิตเริ่มสงบ พอเดินไปถึงหลุมฝังศพ ปรากฏว่าเรามองลงไปในหลุมเห็นองค์กำเนิดของเด็กผู้ชายชัดเจน ทั้งๆ ที่เราไม่ทราบว่าเขาเอาเด็กผู้ชายหรือผู้หญิงมาฝังไว้
พอถึงตอนเช้าจึงได้ถามโยมว่า เอาเด็กผู้ชายหรือผู้หญิงไปฝัง เขาตอบว่า เด็กผู้ชาย
คืนแรกผ่านไป ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรมากนัก ความกลัวก็มีไม่มาก
วันที่ ๒ ก็มีคนตายอีก คราวนี้เป็นผู้ใหญ่ เขาพามาเผาห่างจากที่ปักกลดประมาณ ๑๐ วา
คืนนี้แหละเป็นคืนสำคัญ
หลังจากเดินจงกรมได้เวลาพอสมควร จึงเข้านั่งสมาธิภายในกลด ได้ยินเสียงดังกุกกักทางกองฟอน เรานึกว่าหมามาแย่งกินซากศพ สักครู่หนึ่งเสียงดังแรงขึ้นและใกล้เข้ามา ท่านคิดว่า หรือจะเป็นควายของชาวบ้าน เชือกผูกขาด มาหากินใบไม้ในป่า จิตใจเริ่มกลัวเพราะเสียงนั้นใกล้เข้ามาทุกที
…หลวงพ่อได้ตั้งใจแน่วแน่ว่า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แม้ตัวจะตายก็ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาดู และจะไม่ยอมออกจากกลด ถ้าจะมีอะไรมาทำลายก็ขอให้ตายภายในกลดนี้
พอเสียงนั้นใกล้เข้ามา ๆ ก็ปรากฏเป็นเสียงคนเดิน เดินเข้ามาข้าง ๆ กลับแล้วเดินอ้อมไปทางพ่อขาวแก้ว กะประมาณพอไปถึง ได้ยินเสียงดังอึกอัก ๆ แล้วเสียงคนเดินนั้นก็เดินตรงแน่วมาที่หลวงพ่อชาอีก ใกล้เข้ามา ๆ มาหยุดอยู่ข้างหน้าประมาณ ๑ เมตร
ตอนนี้แหละความกลัวทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกดูเหมือนจะมารวมกันอยู่ที่นั่นหมด ลืมนึกถึงบทสวดมนต์ที่จะป้องกัน ลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง กลัวมากถึงขนาดนั่งอยู่ข้าง ๆ บาตร ก็นึกเอาบาตรเป็นเพื่อน แต่ความกลัวไม่ลดลงเลย
ปรากฏว่าเขายังยืนอยู่ข้างหน้าเรา ดีหน่อยที่เขาไม่เปิดกลดเข้ามา ในชีวิตตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีความกลัวมากและนานเท่าครั้งนี้
เมื่อความกลัวมันมีมากแล้ว มันก็มีที่สุดของความกลัว เลยเกิดปัญหาถามตัวเองว่า
“กลัวอะไร?”
คำตอบก็มีขึ้นว่า “กลัวตาย”
ความตาย มันอยู่ที่ไหน?
อยู่ที่ตัวเราเอง
เมื่อรู้ว่าอยู่ที่ตัวเรา จะหนีพ้นมันไปได้ไหม?
ไม่พ้น เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด คนเดียวหรือหลายคน ในที่มืดหรือที่แจ้ง ก็ตายได้ทั้งนั้น หนีไม่พ้นเลย จะกลัวหรือไม่กลัวก็ไม่มีทางพ้น
เมื่อรู้อย่างนี้ ความกลัวไม่รู้ว่าหายไปไหน เลยหยุดกลัว ดูเหมือนคล้ายกับเราออกจากที่มืดที่สุด มาพบแสงสว่างนั้นแหละ
เมื่อความกลัวหายไป ผู้ที่เข้ามายืนอยู่หน้ากลดก็หายไปด้วย
เมื่อความกลัว กับสิ่งที่กลัว หายไปได้สักครู่หนึ่ง เกิดลมและฝนตกลงมาอย่างหนัก ผ้าจีวรเปียกหมด แม้จะนั่งอยู่ภายในกลดก็เหมือนนั่งอยู่กลางแจ้ง เลยเกิดความสงสารตัวเองว่า ตัวเรานี้เหมือนลูกไม่มีพ่อแม่ ไม่มีที่อยู่อาศัย เวลาฝนตกหนัก เพื่อนมนุษย์เขานอนอยู่ไนบ้านอย่างสบาย แต่เราซิมานั่งตากฝนอยู่อย่างนี้ ผ้าผ่อนเปียกหมด คนอื่น ๆ เขาคงไม่รู้หรอกว่า เรากำลังตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ความว้าเหว่เกิดขึ้นนานพอสมควร เมื่อนึกได้ก็ห้ามไว้ด้วยปัญญา พิจารณาอาการอย่างนั้นก็สงบลง
พอดีได้เวลารุ่งอรุณ จึงลุกจากที่นั่งสมาธิ ในระยะที่เกิดความกลัวนั้นรู้สึกปวดปัสสาวะ แต่พอกลับถึงขีดสุดอาการปวดปัสสาวะก็หายไป และเมื่อลุกจากที่จึงรู้สึกปวดปัสสาวะ และเวลาไปปัสสาวะมีเลือดออกมาเป็นแท่ง ๆ ก่อนแล้วจึงมีน้ำปัสสาวะออกมา ทำให้รู้สึกตกใจนิดหนึ่ง คิดว่าข้างในคงแดกหรือขาดจึงมีเลือดออกอย่างนี้ แต่ก็นึกได้ว่าจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเรามิได้ทำมันเป็นของมันเอง ถ้าถึงคราวตายก็ให้มันตายไปเสีย ฝึกสอนตัวเองได้อย่างนี้ก็สบายใจ ความกลัวตายหายไปตั้งแต่นั้นมา
พอได้เวลาบิณฑบาต พ่อขาวแก้วก็มาถามว่า
หลวงพ่อ…หลวงพ่อ…เมื่อคืนนี้มีอะไร เห็นอะไรไปหาบ้าง ? มันเดินมาจากทางอาจารย์อยู่นั่นแหละมันแสดงอาการที่น่ากลัวใส่ผม ผมต้องชักมีดออกมาขู่มัน มันจึงเดินกลับไป
หลวงพ่อชาจึงตอบว่า “จะมีอะไรเล่า…หยุดพูดดีกว่า”
พ่อขาวแก้วก็เลยหยุดถาม หลวงพ่อคิดว่า ถ้าขืนพูดไป ถ้าพ่อขาวแก้วเกิดกลัวขึ้นมาเดี๋ยวก็อยู่ไม่ได้เท่านั้น
เมื่ออยู่ป่าช้าใกล้วัดท่านอาจารย์คำดีได้ ๗ วัน ก็มีอาการเป็นไข้ เลยพักรักษาตัวอยู่กับอาจารย์คำดีประมาณ ๑๐ วัน จึงย้ายลงมาทางบ้านต้อง พักอยู่ที่ป่าละเมาะบ้านต้องได้เวลานานพอสมควร จึงได้เดินทางกลับไปหาท่านอาจารย์กินรี พักอยู่ที่นั่นหลายวัน จึงได้กราบลาท่านอาจารย์กินรี ที่วัดป่าหนองฮี อ. ปลาปาก จ. นครพนม แล้วจึงเดินทางต่อไป…
อัฏฐบริขารหมดอายุ
ในพรรษาที่ ๙ นั้นได้มาจำพรรษาอยู่กับท่านอาจารย์กินรี มาขอพึ่งบารมีปฏิบัติธรรมกับท่าน และได้รับความสงเคราะห์จากท่านอาจารย์เป็นอย่างดี ท่านอาจารย์เห็นไตรจีวรเก่าขาด จะใช้ต่อไปไม่ได้ ท่านจึงได้กรุณาตัดผ้าฝ้ายพื้นเมืองให้จนครบไตรจีวร
หลวงพ่อชาคิดว่า ผ้านี้จะมีเนื้อหยาบหรือละเอียดไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ใช้ได้ทนทานก็เป็นพอ ในพรรษานี้หลวงพ่อได้มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติอย่างมาก ไม่มีความย่อท้อแต่ประการใด
คืนวันหนึ่ง หลังจากหลวงพ่อทำความเพียรแล้วคิดจะพักผ่อนบนกุฏิเล็ก ๆ พอเอนกายลง ศีรษะถึงหมอนด้วยการกำหนดสติ พอเคลิ้มไปเกิดนิมิตขึ้นว่า ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้มาอยู่ใกล้ ๆ นำลูกแก้วลูกหนึ่งมายื่นให้แล้วพูดว่า
“ชา…เราจะให้ลูกแก้วลูกนี้แก่ท่าน มันมีรัศมีสว่างไสวมาก”
หลวงพ่อยื่นมือขวาไปรับลูกแก้วลูกนั้น รวบกับมือท่านพระอาจารย์มั่นแล้วลุกขึ้นนั่ง
พอรู้สึกตัวก็เห็นตัวเองยังกำมือและอยู่ในท่านั่งตามปกติ มีอาการคิดค้นธรรมะเพื่อความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติ มีสติปลื้มใจตลอดพรรษา
สู้รบกับกิเลส
ในพรรษาที่อยู่กับอาจารย์กินรีนั้น ขณะที่มีความเพียรปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ในวาระหนึ่งได้เกิดการต่อสู้กับราคะธรรมอย่างแรง ไม่ว่าจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ หรืออยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม ปรากฏว่ามีโยนีของผู้หญิงชนิดต่าง ๆ ลอยปรากฏเต็มไปหมด เกิดราคะขึ้นจนทำความเพียรเกือบไม่ได้ ด้องทนต่อสู้กับความรู้สึกและนิมิตเหล่านั้นอย่างลำบากยากเย็นจริง ๆ มีความรุนแรงพอ ๆ กับความกลัวที่เกิดขึ้นในคราวที่ไปอยู่ป่าช้านั่นแหละ เดินจงกรมไม่ได้เพราะองค์กำเนิดถูกผ้าเข้าก็จะเกิดการไหวตัว ต้องให้ทำที่เดินจงกรมในป่าทึบและเดินได้เฉพาะในที่มืดๆ เวลาเดินต้องถลกสบงขึ้นพันเอวไว้ จึงจะเดินจงกรมต่อไปได้
การต่อสู้กับกิเลสเป็นไปอย่างทรหดอดทน ได้ทำความเพียรต่อสู้กันอยู่นานเป็นเวลา ๑๐ วัน ความรู้สึกและนิมิตเหล่านั้นจึงจะสงบลงและหายไป
เมื่อถึงหน้าแล้ง (ปี ๒๔๙๐) หลวงพ่อจึงกราบลาท่านอาจารย์กินรี เพื่อแสวงหาวิเวกต่อไป ก่อนจากท่านอาจารย์กินรีได้ให้โอวาทว่า
“ท่านชา…อะไรๆ ก็พอสมควรแล้ว แต่ให้ท่านระวังการเทศน์นะ”
ต่อจากนั้นก็ได้เดินทางไปเรื่อย ๆ แสวงหาที่วิเวกบำเพ็ญสมณธรรมต่อไป จนเดินธุดงค์ไปถึงบ้านโคกยาว จังหวัดนครพนม ไปพักอยู่ในวัดร้างแห่งหนึ่งห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๑๐ เส้น ในระยะนี้จิตสงบและเบาใจ อาการมุ่งจะเทศน์ก็เริ่มปรากฏขึ้นมา
เหตุการณ์แปลกครั้งที่ ๓
เมื่อได้ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดร้างแห่งนั้น วันหนึ่งเขามีงานในหมู่บ้าน มีมหรสพเปิดเครื่องขยายเสียงดังอื้ออึงมาก ขณะนั้นหลวงพ่อกำลังเดินจงกรมอยู่เป็นเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม เดินได้นานพอสมควร จึงนั่งสมาธิบนกุฏิชั่วคราว ขณะที่นั่งอยู่นั้นจิตใจเข้าสู่ความสงบ จนมีความรู้สึกว่าเสียงเป็นเสียง จิตเป็นจิต ไม่ปะปนกัน ไม่มีความกังวลอะไรทั้งสิ้น
อาการเหล่านี้ปรากฏเป็นเวลานาน ถ้าจะอยู่ตลอดคืนก็ได้ จนจิตเกิดความรู้สึกว่า “เอาละพักผ่อนเสียที” จึงมีการพักผ่อนตามสภาพของสังขาร พอเอนกายลงศีรษะยังไม่ถึงหมอน ด้วยสติเต็มเปี่ยม จิตมีการน้อมเข้าสู่มรณสติเป็นครั้งแรก จนกระทั่งจิตดำเนินเข้าไปผ่านจุดอันหนึ่ง ได้ปรากฏว่าร่างกายระเบิดเป็นผุยผง
อาการจิตนั้นทะลุเข้าสู่จุดแห่งความสงบใสสะอาดต่อไปอีก เมื่อเวลานานพอสมควรแล้ว จึงมีอาการถอนออกมาเป็นปกติธรรมดาอีกพักหนึ่ง แล้วก็มีอาการดำเนินเข้าไปถึงจุดอย่างเก่า ร่างกายมีกำลังระเบิดรุนแรงละเอียดยิ่งกว่าครั้งแรกประมาณ ๓ เท่า แล้วก็ทะลุเข้าสู่จุดนานพอสมควร จึงมีอาการถอนออกมาถึงปกติจิตธรรมดา แล้วก็มีอาการน้อมเข้าไปผ่านจุดอย่างเก่า มีการระเบิดอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งที่สองตั้ง ๓ เท่าจนคล้ายๆ กับโลกนี้แหลกละเอียดไม่มีอะไรเหลือแล้วจึงทะลุเข้าสู่จุดมุ่งสงบใสสะอาด ทั้งละเอียดยิ่งขึ้นถึง ๓ เท่า แล้วมีการถอนออกมาอีกเช่นเคย จึงมีความวิตกเกิดขึ้นว่านี่คืออะไร?
มีคำตอบเกิดขึ้นว่า “สิ่งนี้ไม่ต้องสงสัย สิ่งนี้คือของเป็นเอง”
ต่อจากนั้นมาก็มีความเบาใจ…ยากแก่การที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจได้
ลักษณะที่กล่าวมานี้เราไม่ต้องปรุงแต่ง เป็นพลังจิตที่เป็นเองของมัน
หลังจากนั้นการปฏิบัติมีความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากทีเดียว
เมื่อพักอยู่ที่วัดร้างบ้านโคกยาวได้ครบ ๑๙ วัน จึงเดินธุดงค์ไปตามบ้านเล็กบ้านน้อยเรื่อยไป การแสดงธรรมและการแก้ปัญหาของตนเองและผู้อื่น รู้สึกว่ามีความคล่องแคล่วมาก ไม่มีความสะทกสะท้านอะไรเลย
ชนะใจตนยอมพ้นภัย
ในระยะเดินธุดงค์ระยะนี้ นอกจากมีพระเลื่อมเป็นเพื่อนแล้วก็ยังมีเด็กเป็นลูกศิษย์อีก ๒ คน เดินตามไปด้วย แต่เป็นเด็กพิการ…คนหนึ่งหูหนวก อีกคนหนึ่งขาเป๋ เขายังอุตส่าห์ร่วมเดินทางด้วย และทำให้ได้ข้อคิดอันเป็นธรรมะสอนใจอยู่หลายอย่าง
คนหนึ่งนั้นขาดี ตาดี แต่หูพิการ อีกคนหูดี ตาดี แต่ขาพิการ เวลาเดินทางคนขาเป๋เดินไป บางครั้งขาข้างที่เป๋ก็ไปเกี่ยวข้างที่ดีทำให้หกล้มหกลุกบ่อย ๆ
คนที่หูหนวกนั้นเล่า เวลาเราจะพูดด้วยต้องใช้มือใช้ไม้ประกอบ แต่พอมันหันหลังให้ ก็อย่าเรียกให้เมื่อยปากเลย เพราะเขาไม่ได้ยิน
เมื่อมีความพอใจ…ความพิการนั้นไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางในการเดินทาง…ความพิการ แม้ตัวเขาเองก็ไม่ต้องการ พ่อแม่ของเขาก็คงจะไม่ปรารถนาอยากให้ลูกพิการอย่างนั้น แต่ก็หนีกฎของกรรมไม่พ้น จริงดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นแดนเกิด ฯลฯ
เมื่อพิจารณาความพิการของเด็กที่เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง ยังกลับเอามาสอนตนเองว่า
เด็กทั้งสองพิการกายเดินทางได้ จะเข้ารกเข้าป่าก็รู้ แต่เราพิการใจ (ใจมีกิเลส) จะพาเข้ารกเข้าป่าหรือเปล่า…คนพิการกายอย่างเด็กนี้มิได้เป็นพิษเป็นภัยแก่ใคร แต่ถ้าคนพิการใจมาก ๆ ย่อมสร้างความวุ่นวายยุ่งยากแก่มนุษย์และสัตว์ให้ได้รับความเดือดร้อนมากทีเดียว
ครั้นวันหนึ่งเดินทางไปถึงป่าใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดนครพนม เป็นเวลาค่ำแล้ว และได้ตกลงจะพักในป่าแห่งนั้น และได้มองไปเห็นทางเก่าซึ่งคนไม่ค่อยใช้เดินเป็นทาง ผ่านดงใหญ่เป็นลำดับไปถึงภูเขา พลันก็นึกถึงคำสอนของคนโบราณว่า “เข้าป่าอย่านอนขวางทางเก่า” จึงเกิดความสงสัยอยากจะพิสูจน์ดูว่าทำไมเขาจึงห้าม…
จึงตกลงกับท่านเชื่อมให้หลีกจากทางเข้าไปกางกลดในป่า ส่วนหลวงพ่อท่านก็กางกลดตรงทางเก่านั่นแหละ ให้เด็กสองคนอยู่ที่กึ่งกลางระหว่างกลดสองหลัง ครั้นเวลาจำวัด หลังจากนั่งสมาธิพอสมควรแล้ว ต่างคนต่างก็พัก แต่ท่าน (หลวงพ่อชา) คิดว่า ถ้าเด็กมองมาไม่เห็นใครเขาอาจจะกลัว จึงเลิกผ้ามุ้งขึ้นพาดไว้ที่หลังกลดแล้วก็นอนตะแคงขวางทางอยู่ใต้กลดนั่นเอง หันหลังไปทางป่า หันหน้ามาทางบ้าน
แต่พอกำลังเตรียมตัวกำหนดลมหายใจเมื่อจะหลับ ทันทีนั้นหูก็แว่วได้ยินเสียงใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ ๆ ซึ่งเป็นอาการก้าวเดินอย่างช้า ๆ เป็นจังหวะใกล้เข้ามา…ใกล้เข้ามาจนได้ยินเสียงหายใจ และวาระจิตก็บอกตัวเองว่า “เสือมาแล้ว” จะเป็นสัตว์อื่นไปไม่ได้ เพราะอาการก้าวเดินและเสียงหายใจมันบ่งอยู่ชัด ๆ
เมื่อรู้ว่าเสือเดินมา…เราก็คิดห่วงชีวิตอยู่ระยะหนึ่ง และพลังจิตก็สอนตนเองว่า อย่าห่วงชีวิตเลย แม้เสือจะไม่ทำลาย เจ้าก็ต้องตายอยู่แล้ว การตายเพื่อรักษาสัจจธรรมย่อมมีความหมาย เราพร้อมแล้ว…ที่จะเป็นอาหารของมัน ถ้าหากเราเคยเป็นคู่กรรมคู่เวรกันมาก็จงได้ใช้หนี้กันเสีย แต่ถ้าหากเราไม่เคยเป็นคู่เวรกับมัน มันคงจะไม่ทำอะไรเราได้พร้อมกับจิตน้อมระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
เมื่อเรายอมและพร้อมแล้วที่จะตาย จิตใจก็รู้สึกสบาย ไม่มีกังวลและปรากฏว่าเสียงเดินของมันเงียบไป ได้ยินแต่เสียงหายใจ..กะประมาณอยู่ห่างจากท่าน ๖ เมตร ท่านนอนรอฟังอยู่สักครู่ เข้าใจว่ามันคงจะยืนพิจารณาอยู่ว่า
“ใครเล่า…มานอนขวางทางข้าฯ”
แต่แล้วมันคิดอย่างไรไม่ทราบ มันจึงหันหลังเดินกลับไป เสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งดังห่างออกไป ๆ จนกระทั่งเงียบหายไปในป่า…
หลวงพ่อเล่าว่า เมื่อเราทอดอาลัยในชีวิต วางมันเสียไม่เสียดาย ไม่กลัวตาย ก็ทำให้เราเกิดความสบายและเบาใจจริง ๆ คืนนั้นก็ผ่านไปจนได้
เวลาตื่นขึ้น บำเพ็ญธรรม หลังจากบิณฑบาตมาฉันแล้วก็ออกเดินทางต่อไป…เพราะท่านได้รู้แล้วว่า ทำไมคนโบราณจึงสอนไว้ว่า “เข้าป่าอย่านอนขวางทางเก่า”
หลวงพ่อและคณะได้ออกเดินทางไปถึงแม่น้ำสงคราม อ. ศรีสงคราม จ. นครพนม จนกระทั่งถึงแม่น้ำโขง ข้ามไปนมัสการพระพุทธบาทโพนสัน ฝั่งลาว แล้วจึงข้ามกลับมา ย้อนกลับมาทางอำเภอศรีสงคราม พักอยู่บ้านหนองกา
ในเวลานั้นบริขารไม่สมบูรณ์เนื่องจากห่างหมู่ญาติและขาดผู้มีศรัทธา บาตรที่ใช้อยู่นั้นรู้สึกว่าเล็กและมีรูรั่วหลายแห่ง เกือบใช้ไม่ได้ พระวัดหนองกาจึงถวายบาตรขนาดกลางมีช่องทะลุนิดหน่อย แต่ไม่มีฝาบาตร จะหาฝาที่ไหนก็ไม่ได้ ขณะเดินจงกรมอยู่ก็คิดได้ว่า จะเอาหวายถักเป็นฝาบาตร จึงให้โยมเขาไปหาหวายมาให้ เกิดกังวลในการหาบริขาร
คืนวันหนึ่ง ขณะที่จุดไต้กำลังเอาหวายถักเป็นฝาบาตรอยู่ จนขี้ไต้หยดลงถูกแขนพองขึ้น รู้สึกเจ็บแสบ จึงเกิดความรู้สึกขึ้นว่า
“เรามามัวกังวลในบริขารมากเกินไป”
จึงได้ปล่อยวางไว้เริ่มทำกรรมฐานต่อไป ได้เวลานานพอสมควรจึงหยุดเพื่อจะพักผ่อน แต่พอเคลิ้มไปจึงเกิดสุบินนิมิตว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาเตือนว่า
“สพฺเพ อิเม ปริกฺขารา ปญฺจกฺขนฺธานํ ปริวาราเยว
บริขารทั้งปวงเป็นเพียงเครื่องประดับขันธ์ ๕ เท่านั้น”
พอจบพุทธภาษิตนี้เท่านั้นก็รู้สึกตัว พร้อมทั้งลุกขึ้นนั่งทันที เป็นเหตุให้พิจารณาได้ความว่า
การไม่รู้จักประมาณในการบริโภคบริขาร มีความกังวลในการจัดหา ย่อมเป็นการยุ่งยากขาดการปฏิบัติธรรม ย่อมไม่ได้รับผลอันตนพึงปรารถนา
พ.ศ. ๒๔๙๑ (พรรษาที่ ๑๐)
ในระยะต้นปีนี้เอง หลวงพ่อจึงย้ายจากบ้านหนองกา เดินทางไปได้ระยะไกลพอสมควร จึงได้ข้อคิดว่า การคลุกคลีอยู่ร่วมกับผู้มีปฏิปทาไม่เสมอกันทำให้เกิดความลำบาก จึงได้ตกลงแยกทางกันกับพระเลื่อม ต่างคนต่างไปตามชอบใจ
ท่านเลื่อมนำเด็กสองคนนั้นไปส่งบ้านเขา ส่วนหลวงพ่อก็ออกเดินทางไปคนเดียว จนกระทั่งเดินมาถึงวัดร้างในป่าใกล้บ้านข่าน้อย ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอศรีสงคราม นั่นเอง เห็นว่าเป็นที่วิเวกเหมาะแก่การบำเพ็ญธรรม จึงได้พักอยู่ที่วัดร้างนั้น
บำเพ็ญเพียรได้เต็มที่ มีการสำรวมอย่างดีเพื่อให้เกิดความรู้ มิได้มองหน้าผู้ใส่บาตร และผู้ถวายอาหารเลย เพียงแต่รับทราบว่าเป็นชายหรือหญิงเท่านั้น เดินจงกรมอยู่จนเท้าเกิดบวม เดินต่อไปไม่ได้ จึงพักจากการเดิน ได้แต่นั่งสมาธิอย่างเดียว ใช้ตบะธรรมระงับอาพาธเป็นเวลา ๓ วัน เท้าจึงหายเจ็บ
การเทศน์ก็ดี การรับแขกก็ดีท่านก็งดไว้เพราะต้องการความสงบ ระยะที่ปฏิบัติอยู่นั้น ทั้ง ๆ ที่ได้แยกทางกับเพื่อนมาเพราะไม่อยากคลุกคลี แต่ก็เกิดความอยากจะได้เพื่อนที่ดี ๆ อีกสักคน จึงเกิดคำถามขึ้นว่า
“คนดีน่ะอยู่ที่ไหน?”
ก็มีคำตอบเกิดขึ้นว่า
“คนดีอยู่ที่เรานี่แหละ ถ้าเราไม่ดีแล้วเราจะอยู่ที่ไหนกับใครมันก็ไม่ดีทั้งนั้น”
จึงได้ถือเป็นคติสอนตนเองมาจนกระทั่งทุกวันนี้
…เมื่ออยู่ที่นั่นได้ครบ ๑๕ วันแล้ว จึงออกเดินทางต่อไป ผ่านบ้านข่าใหญ่ มาถึงกลางป่าพักผ่อนอยู่ เกิดกระหายน้ำมาก บ่อน้ำก็ไม่มี จึงเดินต่อไป พอจวนจะถึงแอ่งน้ำที่แห้งแล้ง เกิดฝนตกลงมาอย่างแรง น้ำฝนปนดินไหลลงรวมในแอ่ง ด้วยความกระหายจึงล้วงเอาหม้อกรองน้ำเดินลงไป เอาหม้อกรองจุ่มลงไปในน้ำ แต่เพราะน้ำขุ่นมากจึงไม่ไหลเข้าในหม้อกรอง เลยไม่ได้ฉันน้ำ จึงอดทนต่อความกระหายเดินทางต่อไป…
ผู้หมดความโกรธ
เมื่อหลวงพ่อเดินทางมาจนกระทั่งถึงวัดป่าซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าช้า (เป็นที่พักสงฆ์) อยู่ในเขตจังหวัดนครพนม เป็นเวลาจวนจะเข้าพรรษาอยู่แล้ว หลวงพ่อจึงขอพักกับหัวหน้าสงฆ์ มีนามว่าหลวงตาปุ้ม ได้สนทนาธรรมกันนานพอสมควร ได้ยินหลวงตารูปนั้นพูดว่า “ท่านหมดความโกรธแล้ว” จึงเป็นเหตุให้หลวงพ่อนึกแปลกใจ เพราะคำพูดเช่นนี้ท่านไม่เคยได้ยินใครพูดมาก่อน จึงคิดว่าพระองค์นี้จะ ดีแต่พูด หรือว่า ดีเหมือนพูด เราจะต้องพิสูจน์ให้รู้ จึงตัดสินใจขออยู่เพื่อการศึกษาธรรมะ
แต่เนื่องจากหลวงพ่อไปรูปเดียว ทั้งอัฐบริขารก็เก่าเต็มที เขาไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เพราะไม่มีใครรับรอง ถึงแม้จะขอจำพรรษาอยู่ด้วย ท่านเหล่านั้นก็ไม่ยอม เลยตกลงกันว่า จะให้ไปอยู่ที่ป่าช้าคนจีนซึ่งอยู่นอกเขตวัดไม่ไกลนัก หลวงพ่อก็ยินดีจะไปอยู่ที่นั่น แต่พอถึงวันเข้าพรรษา หลวงตาปุ้มและคณะจึงอนุญาตให้จำพรรษาในวัตได้
ตอนหลัง ๆ ได้ทราบว่าหลวงตาปุ้มเกิดความลังเลใจ ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะให้จำพรรษาอยู่นอกวัดหรือในวัด จึงไปปรึกษาท่านอาจารย์บุญมา ได้ทราบว่าอาจารย์บุญมาได้แนะว่า พระที่มีอายุพรรษามาก มารูปเดียวอย่างนี้ จะให้จำพรรษานอกวัดดูจะไม่เหมาะ บางทีท่านอาจจะมีดีของท่านอยู่ ควรให้จำพรรษาในวัดนั่นแหละ
ดังนั้นหลวงตาปุ้มและคณะจึงอนุญาตให้อยู่จำพรรษาในวัดได้ แต่ต้องทำตามข้อกติกาตังนี้
๑. ไม่ให้รับประเคนของจากโยม เป็นแต่เพียงคอยรับจากพระรูปอื่นที่ส่งให้
๒. ไม่ให้ร่วมสังฆกรรม (อุโบสถ) เป็นแต่เพียงให้บอกบริสุทธิ์
๓. เวลาเข้าที่ฉัน ให้นั่งท้ายแถวของพระต่อกับสามเณร
หลวงพ่อยินดีทำตามทุกอย่าง แม้ท่านจะมีพรรษาได้ ๑๐ พรรษาก็ตาม ท่านกลับภูมิใจและเตือนตนเองว่า
“จะนั่งหัวแถวหรือห้องแถวก็ไม่แปลก เหมือนเพชรนิลจินดา จะวางไว้ที่ไหนก็มีราคาเท่าเดิม และจะได้เป็นการลดทิฏฐิมานะให้น้อยลงด้วย”
เมื่อปลงตกเสียอย่างนี้ จึงอยู่ได้ด้วยความสงบสุข
หลวงพ่อเล่าว่า เมื่อเราเป็นคนพูดน้อย คอยฟังคนอื่นเขาพูด แล้วนำมาพิจารณาดู ไม่แสดงอาการที่ไม่เหมาะไม่ควร คอยสังเกตจริยาวัตรของท่านเหล่านั้นย่อมทำให้ได้บทเรียนหลาย ๆ อย่าง ภิกษุสามเณรเหล่านั้นก็คอยสังเกตความบกพร่องของหลวงพ่ออยู่ เขายังไม่ไว้ใจ เพราะเพิ่งมาอยู่ร่วมกันเป็นพรรษาแรก
เมื่อการอยู่จำพรรษาได้ผ่านไปประมาณครึ่งเดือน ทั้ง ๆ ที่ท่านทราบว่า ภิกษุสามเณรยังระแวงสงสัยในตัวท่านอยู่ แต่หลวงพ่อก็วางเฉยเสีย มุ่งหน้าต่อการปฏิบัติธรรม ท่านนึกเสียว่าเขาช่วยระวังรักษาความบกพร่องให้เรานั้นดีแล้ว เปรียบเหมือนมีคนมาช่วยรักษาความสกปรกมิให้แปดเปื้อน จึงเป็นการดีเสียอีก…
ตามปกติหลังจากฉันเช้าเสร็จแล้ว ท่านนำบริขารกลับกุฏิ เมื่อเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อมักจะหลบไปพักเพื่อพิจารณาค้นหาธรรมในเขตป่าช้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัด
ตรงกลางป่าช้าเขาปลูกศาลาเล็กไว้หลังหนึ่ง เมื่อมองจากศาลาย่อมมองเห็นหลุมฝังศพและฝังเถ้าถ่านกระดูกของเพื่อนมนุษย์เป็นหย่อม ๆ ทำให้นึกถึงข้อธรรมะที่เคยพิจารณาว่า
อธุวัง เม ชีวิตัง ชีวิตของเราไม่ยั่งยืน,
ธุวัง เม มรณัง ความตายของเรายั่งยืน,
อนิยะตัง เม ชีวิตัง ชีวิตของเราไม่เที่ยง,
นิยะตัง เม มะระณัง ความตายของเราเที่ยง,
สักวันหนึ่งเราก็จะต้องทับถมดินเหมือนคนเหล่านั้น เราเกิดมาเพื่อถมดินให้สูงขึ้นหรือ? หรือเกิดมาทำไม…
อยู่ต่อมาวันหนึ่ง ขณะที่หลวงพ่อกำลังพิจารณาธรรมชาติของต้นไม้ใบไม้ เถาวัลย์ต่าง ๆ อยู่ที่ศาลาเล็กกำลังสบายอารมณ์ กาตัวหนึ่งบินมาจับกิ่งไม้ใกล้ ๆ ศาลา ส่งเสียงร้อง กา…กา…
ท่านไม่สนใจเพราะนึกว่าคงร้องไปตามประสาสัตว์ แต่ที่ไหนได้ พอมันรู้ว่าเราไม่สนใจ มันจึงยื่นลงมาจับที่พื้นตรงหน้าเรา ห่างกันเพียงประมาณ ๒ เมตร ปากมันคาบหญ้าแห้ง คาบแล้ววาง ๆ พลางร้องว่า กวาว ๆ…เหมือนมันจะยื่นหญ้าแห้งให้
พอเราสนใจมองดูและรับทราบในใจว่า อื้อ…เจ้ามาบอกอะไรเล่า…กาก็บินหนีไป
อยู่ต่อมาประมาณ ๓ วัน มีเด็กชายคนหนึ่งอายุประมาณ ๑๓-๑๔ ปี ป่วยเป็นไข้และตายไป เขาจึงนำมาเผาในป่าช้าไม่ไกลจากศาลา และหลังจากเขาสวดมนต์ทำบุญแล้วได้ ๓-๔ วัน ขณะที่หลวงพ่อกำลังนั่งพิจารณาธรรมอยู่ ก็มีกาบินมาจับกิ่งไม้ข้างศาลาอีก เมื่อเราไม่สนใจ มันก็บินลงมาจับดิน และแสดงอาการเหมือนครั้งแรก พอหลวงพ่อมองดูมันและรับทราบ กาตัวนั้นก็บินหนีไป
…อยู่ต่อมาอีกประมาณ ๓ วัน พี่ชายของเด็กที่ตายไปแล้วนั้น ซึ่งมีอายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปี เกิดป่วยเป็นไข้กะทันหันและก็ตายอีก พวกญาตินำมาเผาในป่าช้านั้นอีก
หลังจากทำบุญตักบาตรแล้วประมาณ ๓-๔ วัน ขณะที่หลวงพ่อนั่งพักอยู่ในศาลากลางป่าช้า ก็มีกาบินมาเกาะกิ่งไม้ ส่งเสียงร้องเหมือนเก่า เมื่อไม่สนใจ มันก็บินลงมาจับพื้นคาบหญ้าแห้งเหมือนจะยื่นให้ คาบวาง ๆ พอรับทราบว่า อะไรกันเล่าจะมาบอกอะไรอีก…กาตัวนั้นก็บินหนีไป
หลวงพ่อจึงคิดว่า ๒ ครั้งก่อน มันทำอย่างนี้มีคนตาย ๒ คน แต่คราวนี้มันมาทำอีกทำไมจะมีคนตายอีกหรือ
อยู่ต่อมาอีก ๓-๔ วัน พี่สาวของเด็กพวกนั้นซึ่งมีอายุประมาณ ๑๘-๑๙ ปี ป่วยเป็นไข้และก็ได้ตายลงอีกและได้นำมาเผาที่ป่าช้านั้นอีก ความทุกข์เป็นอันมากดูเหมือนจะมารวมแผดเผาพ่อแม่และญาติของเด็กพวกนั้นให้เกรียมไหม้ ร้องไห้จนแทบจะไม่มีน้ำตาออก
ชั่วระยะเพียงครึ่งเดือนเขาต้องสูญเสียลูกไปตั้ง ๓ คน
หลวงพ่อได้มาเห็นสภาพของคนเหล่านั้น ผู้ได้รับความทุกข์โศก ยิ่งทำให้เกิดธรรมะเตือนตนมิให้ประมาทในการทำความเพียร ความทุกข์ความโศกย่อมเกิดจากของที่เรารักเราหวงแหน ซึ่งเป็นความจริงที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นานแล้วและเป็นความจริงเสมอไป อาศัยศาลากลางป่าช้าและหลุมฝังศพเป็นที่มาแห่งธรรมะสอนใจมิให้ประสาทเป็นอย่างตี…
ในพรรษาที่อยู่วัดป่าแห่งนี้ จิตใจรู้สึกมีความหนักแน่นและเข้มแข็งพอสมควร การทำความเพียรก็เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ และการเคารพต่อกฎกติกาที่ตั้งไว้ก็มิได้บกพร่อง มีความสำรวมระวังอยู่มิได้ประมาท
พระพุทธองค์ตรัสว่า “ศีลจะรู้ได้เพราะอยู่ร่วมกันนาน ๆ”
ดังนั้นของสิ่งใดที่เห็นว่าไม่ถูกต้องตามพระวินัยหรือรับประเคน แต่ไม่ได้องค์แห่งการประเคน หลวงพ่อก็ไม่ฉัน จะพิจารณาฉันเฉพาะสิ่งที่เห็นว่าถูกต้องตามพระวินัยเท่านั้น
ในพรรษานั้นหลวงพ่อทำความเพียรหนักยิ่งขึ้น แม้ฝนจะตกก็ยังเดินจงกรมอยู่ เพื่อค้นหาทางพ้นทุกข์ มีเวลาจำวัดน้อยที่สุด
วันหนึ่งเกิดสุบินนิมิตว่า
“ได้ออกไปในที่แห่งหนึ่ง ไปพบคนแก่และป่วย ร้องครวญครางมีคนพยุงตัวให้ลุกขึ้นนั่ง หลวงพ่อพิจารณาดูแล้วก็เดินผ่านไป จึงไปพบคนเจ็บหนักจวนจะตายมีร่างกายซูบผอม จะหายใจแต่ละครั้งทำให้มองเห็นกระดูกซี่โครงไล่กันเป็นแถว ๆ ทำให้เกิดความสังเวชจึงเดินเลยไป จึงไปพบคนตายนอนหงายอ้าปาก ยิ่งทำให้เกิดความสลดใจมาก”
เมื่อรู้จักตัวก็ยังจำภาพในฝันนั้นได้ดีอยู่ จึงคิดหาทางพ้นทุกข์ รู้สึกเบื่อหน่ายต่อชีวิต คิดอยากจะปลีกตัวขึ้นไปอยู่บนยอดเขาประมาณ ๗ วัน ๑๕ วัน จึงจะลงมาบิณฑบาต แต่มีปัญหาเรื่องน้ำดื่มจะต้องดื่มทุกวัน จึงนึกถึงกบในฤดูแล้ง มันอยู่ในรู อาศัยน้ำเยี่ยวมันเองมันก็มีชีวิตอยู่ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงตกลงจะฉันน้ำปัสสาวะของตัวเอง จึงทำการทดลองดูก่อน
วันนั้นหลังจากฉันอาหารแล้ว จึงดื่มน้ำบริสุทธิ์จนอิ่ม อยู่ได้ประมาณ ๓ ชั่วโมง รู้สึกปวดปัสสาวะ เวลาปัสสาวะออกมาจึงเอาแก้วมารองไว้ เสร็จแล้วจึงเทหน้าฝาออกนิดหนึ่ง จึงยกขึ้นดื่ม รู้สึกว่ามีรสเค็ม
ทีนี้อยู่ได้ประมาณ ๒ ชั่วโมงก็ปวดปัสสาวะอีก เวลาปัสสาวะออกก็เอาแก้วมารองเสร็จแล้วก็ดื่มเข้าไปอีก
คราวนี้อยู่ได้ประมาณ ๑ ชั่วโมง ก็ปวดปัสสาวะอีกเวลาถ่ายปัสสาวะก็เอาแก้วมารองไว้เสร็จแล้วก็ดื่มเข้าไปอีก ได้ประมาณ ๒๐ นาทีก็ปวดปัสสาวะ และก็ทำอย่างเก่า ดื่มเข้าไปอีกคราวนี้อยู่ได้ ๑๕ นาทีก็ปวดอีก ถ่ายออกมาแล้วดื่มเข้าไปอีกและอยู่ได้ประมาณ ๕ นาที ปวดปัสสาวะ และถ่ายออกมา หาอะไรรองแล้วดึ่มเข้าไป คราวนี้กะว่าพอตกถึงกระเพาะก็ไหลออกเป็นปัสสาวะเลยมีสีขาว ๆ
จึงได้เกิดความรู้สึกว่า น้ำปัสสาวะเป็นเศษของน้ำแล้ว จะอาศัยดื่มอีกไม่ได้ จึงทอดอาลัยในการที่จะหาน้ำดื่มเช่นวิธีนั้น
นอกจากนั้นยังหัดปลงผมด้วยตนเอง เลยเป็นนิสัยมาจนทุกวันนี้ และเป็นแบบอย่างให้ศิษย์ทั้งหลายได้ทำตาม
เมื่อคิดว่าไม่อาจไปอยู่บนยอดเขาได้ ก็คิดหาวิธีใหม่ โดยทำการอดอาหารคือฉันวันเว้นวัน สลับกันไป ทำอยู่ประมาณ ๑๕ วัน และในระหว่างนี้ทำให้ร่างกายร้อนผิดปกติเหมือนถูกไฟเผา มีอาการทุรนทุรายแทบจะทนไม่ไหว จิตใจก็ไม่สงบ
จึงนึกได้ว่า มิใช่ทาง…ทำให้นึกกึง อุปัณณกปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติไม่ผิด ได้แก่โภชะเนมัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการฉันอาหารพอสมควร ไม่มาก ไม่น้อย สำรวมอินทรีย์ ตื่นขึ้นทำความเพียรไม่เกียจคร้าน
และเมื่อนึกได้ จึงหยุดวิธีทรมานนั้นเสีย กลับฉันอาหารเป็นปกติวันละครั้งดังเดิม บำเพ็ญสมณธรรมได้ จิตใจก็สงบดี เวลาเข้าสมาธิสามารถถอดรูปร่าง โดยมองเห็นรูปร่างของตนอีกร่างหนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าด้วยความชัดเจน มิได้ง่วงนอน ปราศจากนิวรณ์ทุกอย่าง รู้สึกว่าการปฏิบัติก็สะดวกดี จิตใจสงบเย็น
…เมื่อออกพรรษาแล้วหลวงตาปุ้มชวนข้ามไปตั้งสำนักกรรมฐานอยู่ทางฝั่งประเทศลาว หลวงพ่อไม่เห็นดีด้วย จึงไม่ยอมไป พอจวนจะสิ้นปี หลวงตาจึงพาลูกวัดย้ายหนีไปจากวัดนั้น ได้ประมาณ ๗ วัน หลวงพ่อก็ได้ย้ายจากที่นั่นไปเช่นกัน
พ.ศ. ๒๔๙๒ (พรรษาที่ ๑๑)
เมื่อออกจากวัดป่าอำเภอศรีสงครามแล้ว หลวงพ่อก็เดินทางขึ้นสู่ภูลังกา ซึ่งอยู่ในเขตอ. บ้านแพง จ. นครพนม ได้ไปพักสนทนาธรรมกับอาจารย์วัน (ที่ถูกน่าจะเป็น พระอาจารย์วัง ฐิติสาโร-WebMaster) เป็นเวลา ๓ วัน จึงได้เดินธุดงค์ไปเรื่อย ๆ นานพอสมควรจึงได้ลงจากภูลังกา มากราบท่านอาจารย์กินรี วัดป่าหนองฮี อีกทีหนึ่ง
ท่านอาจารย์กินรีได้เตือนสติว่า
“ท่านชา…เอาล่ะการเที่ยวธุดงค์ก็พอสมควรแล้ว ควรจะหาที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่ราบ ๆ”
หลวงพ่อจึงเรียนท่านว่า “กระผมจะกลับบ้าน”
ท่านอาจารย์กินรีจึงพูดว่า “จะกลับบ้าน คิดถึงใคร ถ้าคิดถึงผู้ใด ผู้นั้นจะให้โทษแก่เรานะ”
หลวงพ่อชาจึงได้กราบลาท่านอาจารย์กินรี เดินทางต่อมาเป็นเวลาหลายวัน จนกระทั่งได้มาถึงบ้านป่าตาว ต. คำเตย อ. เลิงนกทา จ. ยโสธร (แต่สมัยนั้นขึ้นกับ จ. อุบลฯ) ได้พักอยู่ที่ป่าไม่ไกลจากบ้านเท่าใดนัก ได้มีโอกาสเทศน์สั่งสอนประชาชนแนะแนวทางแห่งการปฏิบัติธรรมแก่คนในถิ่นนั้น จนเกิดความเลื่อมใสพอสมควรและได้พักอยู่เป็นเวลา ๒ เดือน จึงได้ลาญาติโยมเดินทางลงมาทางใต้
ก่อนจะจากมา โยมได้มอบเด็กคนหนึ่งเป็นศิษย์ เมื่อเดินทางมาอำเภอวารินฯ แล้วหลวงพ่อจึงให้เด็กชายทองดีผู้เป็นศิษย์บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดวารินทราราม
เมื่อหลวงพ่อเดินทางมาถึงบ้านเกิดแล้ว จึงได้ไปพักอยู่ที่ป่าช้าบ้านก่อ เป็นเวลา ๗ วัน มีโอกาสได้เทศน์ให้ญาติโยมฟังพอรู้แนวทางบ้างเป็นบางคนแล้ว หลวงพ่อจึงได้ออกเดินทางไป อ. กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ และได้พักอยู่ในป่าใกล้บ้านสวนกล้วย และในพรรษาที่ ๑๑ นี้ก็ได้จำพรรษาอยู่ที่บ้านสวนกล้วย (ปัจจุบันสถานที่นั้นเขาสร้างเป็นวัดแล้ว) และในพรรษานี้ได้เกิดเหตุการณ์อันเป็นบุรพนิมิตดังต่อไปนี้…
๑. คืนวันหนึ่งเมื่อหลวงพ่อเดินจงกรม นั่งสมาธิเป็นเวลาพอสมควรแล้วจึงพักผ่อนจำวัด ได้เกิดสุบินนิมิตไปว่า…
มีคนเอาไข่มาถวายหนึ่งฟอง พอหลวงพ่อรับแล้วจึงโยนไปข้างหน้า ไข่ฟองนั้นแตก เกิดเป็นลูกไก่สองตัววิ่งเข้ามาหา จึงยื่นมือทั้งสองออกไปรับข้างละตัว พอถูกมือก็กลายเป็นเด็กชายสองคน พร้อมกับได้ยินเสียงบอกว่า คนอยู่ทางขวามือชื่อ บุญธรรม คนที่อยู่ทางซ้ายมือชื่อ บุญธง
ปรากฏว่าหลวงพ่อได้เลี้ยงเด็กสองคนนั้นไว้ กำลังเติบโตน่ารักวิ่งเล่นได้แล้ว ต่อมาเด็กชายบุญธงป่วยเป็นโรคบิดอย่างแรง พยายามรักษาจนสุดความสามารถ แต่ก็ไม่หายจนกระทั่งเด็กนั้นได้ตายอยู่ในมือ และได้ยินเสียงบอกว่า บุญธงตายแล้ว เหลือแต่บุญธรรมคนเดียว จึงรู้สึกตัวตื่นขึ้น จึงเกิดคำถามว่า นี่คืออะไร ?
มีคำตอบปรากฏขึ้นว่า นี่คือสภาพธรรมที่เป็นเอง จึงได้หายความสงสัย
๒. ในคืนต่อมาก็มีอาการอย่างเดียวกัน พอเคลิ้มจะหลับไปก็เกิดสุบินว่า หลวงพ่อชาได้ตั้งครรภ์ รู้สึกว่าไปมาลำบากเหมือนคนมีครรภ์จริงๆ แต่ก็มีความรู้สึกในสุบินนั้นว่า ตัวเองก็ยังเป็นพระอยู่
เมื่อครรภ์แก่เต็มที่ ครรภ์จะคลอด จึงมีคนมานิมนต์ไปบิณฑบาต พอไปถึงที่ที่เขานิมนต์มองไปรอบ ๆ บริเวณเห็นลำธาร กระท่อมไม้ไผ่ขัดแตะกลางทุ่งนา และเห็นพระอยู่บนเรือน ๓ รูป ไม่ทราบว่ามาจากไหน
…โยมเขาพากันถวายอาหารบิณฑบาตพระ ๓ รูปนั้นฉันอยู่ข้างบน แต่หลวงพ่อชาปรากฏว่าท้องแก่จวนจะคลอด เขาจึงให้ฉันอยู่ข้างล่าง พอพวกพระฉันจังหัน ท่านหลวงพ่อชาก็คลอดเด็กพอดีและเป็นเด็กชาย มีขนนุ่มนิ่มบนฝ่ามือและฝ่าเท้า มีอาการยิ้มแย้มแจ่มใส ท้องปรากฏว่าแคบลง
นึกว่าตัวเองคลอดจริง ๆ จึงเอามือคลำดู แต่ก็ไม่มีสิ่งเปรอะเปื้อนใด ๆ ทำให้นึกถึงพระพุทธองค์ที่ทรงประสูติจากครรภ์พระมารดา คงจะไม่เปรอะเปื้อนมลทินใด ๆ เช่นกัน และเวลาฉันจังหัน พวกโยมพิจารณากันว่า ท่านคลอดบุตรใหม่ จะเอาอะไรให้ฉัน เขาจึงเอาปลาหมอปิ้ง ๓ ตัวให้ฉัน รู้สึกว่าเหนื่อยอ่อนไม่อยากฉัน แต่ก็อดใจฉันไปเพื่อฉลองศรัทธาเขา เพราะมันไม่มีรสชาติอะไร ก่อนจะฉันจึงส่งเด็กให้โยมอุ้มไว้ พอฉันเสร็จ เขาจึงส่งเด็กคืนมาให้ พอถึงมือรับไว้เด็กพลัดตกหล่นจากมือแล้วจึงรู้สึกตัวตื่นขึ้น เกิดคำถามว่า นี่คืออะไร?
มีคำตอบว่านี่คือ สภาวะที่เป็นเองทั้งนั้น เลยหมดความสงสัย
๓. คืนที่สามต่อมาก็อยู่ในอาการดังกล่าวนั่นแหละ พอพักผ่อนเคลิ้มหลับไปก็เกิดสุบินว่า ได้รับนิมนต์ให้ขึ้นไปยอดเขากับสามเณรรูปหนึ่ง ทางขึ้นเขานั้นเป็นทางเวียนขึ้นไปเหมือนก้นหอย วันนั้นเป็นวันเพ็ญ และภูเขาก็สูงมาก พอขึ้นไปถึงแล้วรู้สึกว่าเป็นที่ร่มรื่นดี มีม่านปูพื้นและกั้นเพดานสวยงามมากจนหาที่เปรียบไม่ได้ แต่เวลาจะฉันเขาก็นิมนต์ลงมาที่ถ้ำข้างภูเขามีโยมแม่ (แม่พิม โยมมารดา) และน้ามีพร้อมญาติโยมเป็นบริวารจำนวนมากไปถวายอาหาร
อาหารที่ถวายนั้น โยมแม่ได้แตงและผลไม้อื่น ๆ ส่วนน้ามีได้ไก่ย่าง เป็ดย่างมาถวาย หลวงพ่อจึงทักขึ้นว่า
“โยมมีอยู่เห็นจะมีความสุขนะ ได้ไก่ย่างเป็ดย่างมาถวายพระ”
โยมมีก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี เมื่อฉันอาหารเสร็จแล้วได้เทศน์ให้เขาฟังนานพอสมควร เมื่อเทศน์จบจึงรู้สึกตัวตื่นขึ้น
พ.ศ. ๒๔๙๓ (พรรษาที่ ๑๒)
ในระหว่างต้นปีได้รับจดหมายจากพระมหาบุญมี ซึ่งเคยเป็นเพื่อนปฏิบัติมาด้วยกัน แจ้งข่าวเรื่องการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ธนบุรี จึงได้เดินทางลงไป และได้พักอยู่กับพระมหาบุญมีที่วัดปากน้ำ ๗ วัน
ได้มีโอกาสนมัสการหลวงพ่อเจ้าอาวาส ได้สังเกตและพิจารณาดูแล้วเห็นว่าเป็นไปเพื่อรักษาโรคภัยบางอย่าง ยังไม่ถูกนิสัย จึงได้เดินทางออกไปพักอยู่ที่วัดใหญ่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้ปฏิบัติธรรมอยู่ร่วมกับพระอาจารย์ฉลวย (สุธมฺโม) และหลวงตาแปลก และที่บริเวณใกล้ ๆ วัดมีสถานที่ลำธารและกระท่อมไม้ไผ่และสิ่งอื่น ๆ เหมือนดังภาพที่ปรากฏในคราวฝันเห็นอยู่ที่บ้านสวนกล้วยจริง ๆ ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนั้น ๒ พรรษา การปฏิบัติธรรมร่วมกันนั้นเป็นไปโดยความสะดวกและสามัคคีเป็นอย่างดี
รักษาโรคด้วยธรรมโอสถครั้งที่ ๒
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔นั่นเอง หลวงพ่อป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับท้อง มีอาการบวมขึ้นทางด้านซ้าย รู้สึกเจ็บปวดที่ท้องมาก และผสมกับโรคหืดที่เคยเป็นอยู่แล้วก็ซ้ำเติมอีก
หลวงพ่อชาพิจารณาว่า “อันตัวเรานี้ก็อยู่ห่างไกลญาติพี่น้อง ข้าวของเงินทองก็ไม่มี เมื่อป่วยขึ้นมาครั้นจะไปรักษาที่โรงพยาบาลก็ขาดเงินทอง จะเป็นการทำความยุ่งยากแก่คนอื่นอย่ากระนั้นเลย เราจะรักษาด้วยธรรมโอสถ โดยยึดเอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง ถ้ามันจะหายก็หาย ถ้าหากมันทนไม่ได้ก็ให้มันตายไปเสีย…”
จึงทอดธุระในสังขารของตนโดยการอดอาหารไม่ยอมฉัน จะดื่มเพียงแต่น้ำนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น…ทั้งไม่ยอมหลับนอน จึงได้แต่เดินจงกรมและนั่งสมาธิสลับกันไป
เวลารุ่งเช้าเพื่อน ๆ เขาไปบิณฑบาต หลวงพ่อก็เดินจงกรม พอเพื่อนกลับมาก็ขึ้นกุฏินั่งสมาธิต่อไป มีอาการอ่อนเพลียทางร่างกาย แต่กำลังใจดีมากไม่ย่อท้อต่อสิ่งทั้งปวง
หลวงพ่อเคยพูดเตือนว่า
การอดอาหารนั้นระวังให้ดี…บางทีจะทำให้เราหลง เพราะจิตติดไปมองดูเพื่อน ๆ เขาฉันอาหารนั้นเป็นการยุ่งยากมีภาระมากจริง ๆ เลยคิดว่าเป็นการลำบากแก่ตัวเอง อาจจะไม่ยอมฉันอาหารเลย เป็นทางให้ตายได้ง่าย ๆ เสียด้วย
เมื่อหลวงพ่ออดอาหารมาได้ครบ ๘ วัน ท่านอาจารย์ฉลวยจึงขอร้องให้กลับฉันดังเดิม โรคในกายปรากฏว่าหายไป ทั้งโรคท้องและโรคหืดไม่เป็นอีก หลวงพ่อจึงกลับฉันอาหารตามเดิมและได้ให้คำแนะนำไว้ว่า
เมื่ออดอาหารหลายวันเวลากลับฉัน สิ่งที่ควรระวังก็คือ อย่าเพิ่งฉันมากในวันแรก ถ้าฉันมากอาจตายได้ ควรฉันวันละน้อยและเพิ่มขึ้นไปทุกวันจนเป็นปกติ
ในระยะที่จำพรรษาอยู่ที่วัดใหญ่นั้นหลวงพ่อมิได้แสดงธรรมต่อใครอื่น มีแต่อบรมตัวเอง โดยการปฏิบัติและพิจารณาเตือนตนอยู่ตลอดเวลา เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้เดินทางไปพักอยู่เกาะสีชังเพื่อหาความสงบเป็นเวลาหนึ่งเดือน และถือคติเตือนตนเองว่า
ชาวเกาะเขาได้อาศัยพื้นดินที่มีน้ำทะเลล้อมรอบ ที่ที่เขาอาศัยอยู่ได้ต้องพ้นน้ำ จึงจะเป็นที่พึ่งได้ เกาะสีชังเป็นที่พึ่งทางนอกของส่วนร่างกาย เรามาอาศัยอยู่ที่เกาะนี้คือ ที่พึ่งทางในซึ่งเป็นที่อันน้ำ คือกิเลสตัณหา ท่วมไม่ถึง แม้เราจะอยู่บนเกาะสีชังแต่ก็ยังค้นหาเกาะภายในอีกต่อไป ผู้ที่ท่านได้พบและอาศัยเกาะอยู่ได้นั้นท่านย่อมอยู่เป็นสุข ต่างจากคนที่ลอยคออยู่ในทะเล คือความทุกข์ซึ่งมีหวังจมน้ำตาย ทะเลภายนอกมีฉลามและสัตว์ร้ายอื่น ๆ แต่ทะเลภายในยิ่งร้ายกว่านั้นหลายเท่า
เมื่อได้ธรรมะจากทะเล และเกาะสีชังพอสมควร ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว จึงออกจากเกาะสีชังเดินทางกลับวัดใหญ่ จ. อยุธยา และพักอยู่ที่วัดใหญ่เป็นเวลานานพอสมควรจึงได้เดินทางกลับมาบ้าน และได้มาพักที่ป่าช้าบ้านก่อตามเคย มีโอกาสเทศน์โปรดโยมแม่และพี่ชาย (ผู้ใหญ่ลา) และญาติพี่น้องหลายคน จนเป็นเหตุให้งดทำปาณาติบาต และเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยยิ่งขึ้น พักอยู่ที่ป่าช้าบ้านก่อเป็นเวลา ๑๕ วัน จึงเดินทางต่อไป
พ.ศ. ๒๔๙๕ (เป็นพรรษาที่ ๑๔)
ในระหว่างต้นปีนี้หลวงพ่อจึงได้เดินธุดงค์ขึ้นไปจนถึงบ้านป่าตาว อ.เลิงนกทา จ. ยโสธร ซึ่งเป็นสถานที่เคยอยู่มาก่อน คราวนี้ไม่ไปอยู่ที่เก่าไปอยู่จำพรรษาในป่า ห่างจากหมู่บ้าน ๒ กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันเป็นที่พักสงฆ์บำเพ็ญธรรม หลวงพ่อได้มีโอกาสเทศน์สั่งสอนประชาชนจนเต็มความสามารถ ทำให้เขาเข้าใจในหลักคำสอนในศาสนาดียิ่งขึ้น และเกิดความเลื่อมใสการรับแขกและการพบปะสนทนาธรรมมีมากและบ่อยครั้งยิ่งขึ้น
สถานที่พักแห่งนั้นเรียกว่า วัดถ้ำหินแตก เป็นลานหินดาด ทางด้านทิศเหนือของที่พักนั้นเป็นแอ่งน้ำมีปลาชุม ทางทิศตะวันออกของแอ่งน้ำเป็นคันหินสูงนิดหน่อย ต่อจากคันหินไปทางด้านทิศตะวันตกเป็นที่ลาดลงไป เวลาน้ำล้นแอ่งก็ไหลไปตามที่ลาดลงสู่เบื้องล่าง โดยมากมีพวกปลาดุกพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาตามน้ำ บางตัวก็ข้ามคันหินไปถึงแอ่งน้ำ บางตัวก็ข้ามไปไม่รอดจึงนอนอยู่บนคันหิน หลวงพ่อเคยสังเกตเห็นตอนเช้า ๆ ท่านจะเดินไปดู เมื่อเห็นปลานอนอยู่บนพื้นดินจึงจับมันปล่อยลงไปในแอ่งน้ำ แล้วจึงกลับมาเอาบาตรไปบิณฑบาต
ยอมอดเพื่อให้ชีวิตสัตว์
เช้าวันหนึ่งก่อนจะออกบิณฑบาต หลวงพ่อจึงเดินไปดูปลาเพื่อช่วยชีวิตมันทุกเช้า แต่วันนั้นไม่ทราบใครเอาเบ็ดมาตกไว้ตามริมแอ่งน้ำ เห็นเบ็ดทุกคันมีปลาติดอยู่ หลวงพ่อจึงรำพึงว่า เพราะมันกินเหยื่อเข้าไป เหยื่อนั้นมีเบ็ดด้วย ปลาจึงติดเบ็ด มองดูปลาติดเบ็ด สงสารก็สงสาร แต่ช่วยมันไม่ได้ เพราะเบ็ดมีเจ้าของ ท่านจึงมองเห็นด้วยความสลดใจ
เพราะความหิวแท้ ๆ เจ้าจึงหลงกินเหยื่อที่เขาล่อไว้ ดิ้นเท่าไร ๆ ก็ไม่หลุด เป็นกรรมของเจ้าเอง เพราะความไม่พิจารณา
เป็นเหตุให้เตือนตนว่า ฉันอาหารไม่พิจารณา จะเป็นเหมือนปลากินเหยื่อย่อมติดเบ็ด…
ได้เวลาจึงกลับออกไปเที่ยวภิกขาจาร ครั้นกลับจากบิณฑบาตเห็นอาหารพิเศษ มองดูเห็นต้มปลาดุกตัวโต ๆ ทั้งนั้น หลวงพ่อนึกรู้ทันทีว่าต้องเป็นปลาติดเบ็ดที่เราเห็นนั้นแน่ ๆ บางทีอาจจะเป็นพวกที่เราเคยช่วยชีวิตเอามันลงน้ำก็ได้ ความจริงก็อยู่ใกล้ ๆ แอ่งน้ำนี้เท่านั้น…
และโดยปกติแล้วอาหารจะฉันก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว แต่หลวงพ่อเกิดความรังเกียจขึ้นมา ถึงเขาจะเอามาประเคนก็รับวางไว้ตรงหน้าไม่ยอมฉัน ถึงแม้จะอดอาหารมานานก็ตาม เพราะท่านคิดว่า
ถ้าเราฉันของเขาในวันนี้ วันต่อ ๆ ไปปลาในแอ่งน้ำนั้นก็จะถูกฆ่าหมด เพราะเขาจะทำเป็นอาหารนำมาถวายเรา ปลาตัวใดที่อุตส่าห์ตะเกียกตะกายขึ้นมาพบแอ่งน้ำแล้ว ก็ยังจะต้องพากันมาตายกลายเป็นอาหารของเราไปหมด
ดังนั้นหลวงพ่อจึงไม่ยอมฉัน จึงส่งให้พระทองดีซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ
พระทองดีเห็นหลวงพ่อไม่ฉัน ก็ไม่ยอมฉันเหมือนกัน มีอะไรที่ไปบิณฑบาตได้มาก็แบ่งกันฉันตามมีตามได้
ส่วนโยมที่เขาต้มปลามาถวายนั่งสังเกตอยู่ตั้งนาน เมื่อเห็นพระไม่ฉัน จึงเรียนถามว่า
“ท่านอาจารย์ไม่ฉันต้มปลาหรือครับ…”
หลวงพ่อจึงตอบว่า “สงสารมัน”
เท่านี้เอง ทำเอาโยมผู้นำมาถวายถึงกับนิ่งอึ้ง…แล้วจึงพูดว่า “ถ้าเป็นผม หิวอย่างนี้ คงอดไม่ได้แน่ ๆ”
ตั้งแต่นั้นมา ปลาในแอ่งน้ำนั้นจึงไม่ถูกรบกวน พวกโยมก็พากันเข้าใจผิดว่าปลาของวัด…
ท่านทั้งหลายลองนึกดูเถิดว่า หลวงพ่อมีจิตประกอบด้วยเมตตามากแค่ไหน ถ้าเป็นเราแล้ว จะทนความหิวได้หรือเปล่ายังไม่แน่…ส่วนหลวงพ่อท่านทนหิวเพื่อเห็นแก่ชีวิตเพื่อนร่วมวัด ถ้านึกรังเกียจ หรือรู้ว่าเขาฆ่ามาเฉพาะ (อุททิสสะมังสะ) แบบนี้ท่านจะไม่ยอมฉันเลย…ถ้าเป็นเรา ๆ ท่านๆ ปลาทั้งหลายในแอ่งน้ำนั้นอาจจะสูญพันธุ์ในระยะอันสั้นก็อาจเป็นได้
ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อมาอยู่วัดหนองป่าพงนี้ ท่านจึงห้ามไม่ให้นำสัตว์มีชีวิตมาทำปาณาติบาตในวัดเป็นเด็ดขาด ถึงแม้วัดเป็นสำนักสาขาของท่านก็ถือปฏิบัติแบบเดียวกัน
พ.ศ. ๒๔๙๖
ซึ่งนับเป็นปีที่ ๒ ที่หลวงพ่อได้อยู่ป่าใกล้บ้านป่าตาว มีพระภิกษุสามเณรอยู่ ๙ รูป เฉพาะศิษย์ที่เป็นคนทางอำเภอวารินชำราบ มีพระเที่ยง (อาจารย์เที่ยง วัดเก่าน้อย) กับพระหนู (หนู ขวัญนู) ได้อยู่ปฏิบัติธรรมร่วมพระเณรอื่น ๆ
เมื่อมีพระเณรอยู่ด้วยกันหลายรูป หลวงพ่อจึงคิดว่าควรจะปลีกตัวไปอยู่แต่ลำพังคนเดียว เพื่อให้ได้รับความสงบยิ่งขึ้น จึงตกลงให้พระเณรอยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำหินแตก ส่วนหลวงพ่อเองขึ้นไปจำพรรษาอยู่ภูกอย (หรือ ภูกลอย อ. ไทยเจริญ จ. ยโสธร) ซึ่งบริเวณนั้นหลังจากหลวงพ่อได้จากภูกอยไปหลายปี จึงมีผู้ค้นพบรอยพระพุทธบาทและเป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนอยู่เดี๋ยวนี้
ภูกอยนี้อยู่ห่างจากถ้ำหินแตกประมาณ ๓ กิโลเมตร ทำให้ได้รับความสุขมาก พอถึงวันอุโบสถสวดพระปาฏิโมกข์ หลวงพ่อก็ลงมาร่วมทำสังฆกรรมที่วัดถ้ำหินแตก และได้ให้โอวาทเตือนสติพระภิกษุสามเณรมิได้ขาด บางโอกาสได้เทศน์ให้โยมฟังพอสมควรแล้ว กลับไปที่พักภูกอยตามเดิม
รักษาโรคด้วยธรรมโอสถครั้งที่ ๓
ในระหว่างพรรษานี้หลวงพ่อป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับฟัน เหงือกบวมทั้งข้างบนและข้างล่างรู้สึกบวมมาก โรคปวดฟันนี้มีรสชาติเป็นอย่างไรนั้น ใครเคยเป็นแล้วไม่อยากเป็นอีก แต่ก็หนีไม่พ้นจึงต้องจำยอม…ขนาดพวกเราปวดซี่เดียวสองซี่ ก็ยังทรมานไม่น้อยเลย
หลวงพ่อท่านหายามารักษาตามมีตามได้ โดยใช้ตบะธรรมและขันติธรรมเป็นที่ตั้ง พร้อมทั้งพิจารณาว่า
พยาธิง ธัมโมมหิ พยาธิง อะนะ ตีโต
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา หนีความเจ็บไข้ไปไม่พ้น
รู้เท่าทันสภาพธรรมนั้น ๆ มีความอดทนอดกลั้น แยกโรคทางกายกับโรคทางใจออกเป็นคนละส่วน เมื่อกายป่วยก็ป่วยไป ไม่ยอมให้ใจป่วยด้วย แต่ถ้ายอมให้ใจป่วยด้วย ก็เลยกลายเป็นป่วยด้วยโรคสองชั้น ความทุกข์เป็นสองชั้นเช่นเดียวกัน โรคปวดฟันมันทรมานหลวงพ่อมาก กว่าจะสงบลงได้ต้องใช้เวลาถึง ๗ วัน
หลวงพ่อได้เล่าให้ฟังว่า
พูดถึงการสังวรระวังเรื่องศีลแล้ว เมื่อคราวออกปฏิบัติไปคนเดียวอยู่รูปเดียว ยิ่งมีความหวาดกลัวต่ออาบัติมาก ออกปฏิบัติครั้งแรกมีเข็มเล่มเดียวทั้งคด ๆ เสียด้วย ต้องคอยระวังรักษากลัวมันจะหัก เพราะถ้าหักแล้วไม่รู้จะไปขอใคร ญาติพี่น้องก็ไม่มี ด้ายสำหรับเย็บก็เอาเส้นไหมสำหรับจูงผี ขวั้นเป็นเส้นแล้วห่อรวมกันไว้กับเข็ม
เมื่อผ้าเก่าขาดไปบ้างก็ไม่ยอมขอ เวลาเดินธุดงค์ผ่านวัดต่าง ๆ ตามชนบท ไม่มีผ้าสำหรับปะ จึงไปชักบังสุกุลเอาผ้าเช็ดเท้าตามศาลาวัด ปะสบงจีวรที่ขาดเสร็จแล้วก็เดินธุดงค์ต่อไป และได้เตือนตนเองว่า ถ้าไม่มีใครเขาถวายด้วยศรัทธา เธอก็อย่าได้ขอเขา เป็นพระธุดงค์นี่ให้มันเปลือยกายดูซิ เธอเกิดมาครั้งแรกก็มิได้นุ่งอะไรมิใช่หรือ เป็นเหตุให้พอใจในบริขารที่มี และเป็นการห้ามความทะเยอทะยานอยากในบริขารใหม่ได้ดีมาก
พูดถึงอาหารบิณฑบาตนับว่ามีหลาย ๆ ครั้ง เวลาออกบิณฑบาตได้แต่ข้าวเปล่า ๆ ท่านก็สอนตนเองว่า
ดีแล้ว…ได้ข้าวฉันเปล่า ๆ ก็ยังดีกว่ามิได้ฉัน ดูแต่สุนัขนั่นซิมันกินข้าวเปล่า ๆ มันยังอ้วนและแข็งแรงดี แกลองเกิดเป็นหมาสักชาติดูซิ
ทำให้ฉันข้าวเปล่า ๆ ด้วยความพอใจและมีกำลังปฏิบัติธรรมต่อไป…
พูดถึงเรื่องอาพาธแล้ว หลวงพ่อเล่าว่า ได้เคยผ่านความลำบากมามาก ครั้งหนึ่งเมื่ออยู่ในเขตสกลนคร นครพนม ป่วยเป็นไข้มาหลายวัน อยู่คนเดียวกลางภูเขา อาการหนักพอดู ลุกไม่ขึ้นตลอดวันด้วยความอ่อนเพลีย จึงค่อยหลับไป พอรู้สึกตัวก็เป็นเวลาเย็นมาก ตะวันจวนจะตกดิน กำลังนอนลืมตาอยู่ ได้ยินอีเก้งมันร้องจึงตั้งปัญหาถามตัวเองว่า
พวกอีเก้งและสัตว์ป่า มันป่วยเป็นไหม?
คำตอบเกิดขึ้นว่า
มันป่วยเป็นเหมือนกัน เพราะพวกมันเป็นสังขารที่ต้องปรุงแต่งเช่นเดียวกับเรานี่แหละ
มันมียากินหรือเปล่า?
มันก็คงหากินยอดไม้ใบไม้ตามมีตามได้
มีหมอฉีดยาให้มันไหม?
เปล่า..ไม่มีเลย…
แต่ก็ยังมีอีเก้ง และสัตว์เหลืออยู่สืบพันธุ์กันเป็นจำนวนมากมิใช่หรือ?
คำตอบเกิดขึ้นว่า ใช่แล้ว…ถูกแล้ว..
พอได้ข้อคิดเท่านี้ ทำให้มีกำลังใจดีขึ้นมาก จึงพยายามลุกนั่งจนได้ และได้พยายามทำความเพียรต่อไปจนกระทั่งไข้ได้ทุเลาลงเรื่อย ๆ
หลวงพ่อพูดให้ฟังว่า เป็นไข้หนักอยู่คนเดียวกลางภูเขาไม่ตายหรอกถ้าไม่ถึงที่ตาย แม้จะไม่มีหมอรักษาก็ตาม แต่ว่ามันหายนานหน่อยเท่านั้นเอง
พ.ศ. ๒๔๙๗
ในระหว่างปลายเดือน ๓ โยมมารดา (แม่พิม) ของหลวงพ่อพร้อมทั้งพี่ชาย (ผู้ใหญ่ล่า) และญาติโยมอีก ๕ คน ได้เดินทางขึ้นไปพบหลวงพ่อ เพื่อนมัสการนิมนต์ให้กลับลงมาโปรดญาติโยมในถิ่นกำเนิด
หลวงพ่อพิจารณาเห็นเป็นโอกาสอันเหมาะแล้ว จึงรับนิมนต์ และตกลงให้โยมมารดาและคณะที่ไปนั้นขึ้นรถโดยสารลงมาก่อน ส่วนหลวงพ่อพร้อมด้วยพระเชื้อ พระหนู พระเลื่อน สามเณรอ๊อด พร้อมด้วยพ่อกี พ่อไต บ้านป่าดาว เดินธุดงค์ลงมาเรื่อย ๆ หยุดพักเป็นระยะ ๆ ตามทางเป็นเวลา ๕ คืน
กำเนิดวัด
วันนั้นเวลาตะวันบ่าย คณะของหลวงพ่อได้เดินทางมาถึงชายดงป่าพงแห่งนี้ ซึ่งเป็นวันจันทร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งเป็นนิมิตเครื่องหมายครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงป่าที่น่ากลัวให้เป็นป่าที่น่าชม รื่นรมย์ไปด้วยรสแห่งสัทธรรม
เช้าวันที่ ๙ มีนาคม ๒๔๙๗ จึงได้พากันเข้าสำรวจสถานที่พักในดงป่านี้ โยมได้ถากจอมปลวก ถางต้นไม้เล็ก ๆ ออก จัดที่พักให้ใกล้ต้นมะม่วงใหญ่หลายต้น ซึ่งอยู่ข้างโบสถ์ด้านทิศใต้ปัจจุบันนี้ ต่อมามีญาติโยมชาวบ้านก่อและบ้านกลางผู้เลื่อมใสจึงช่วยกันปลูกกุฏิเล็ก ๆ ให้อาศัยกันต่อไป
บังเกิดนิมิต
เมื่อหลวงพ่อและคณะได้เข้ามาอยู่ในดงป่าพงได้ ๑๐ วัน วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เดือน ๔ เวลานั้นประมาณทุ่มกว่า ๆ ญาติโยมมาฟังธรรมไม่มากเท่าใดนัก เกิดบุรพนิมิตมีแสงสว่างพุ่งปราดไปข้างหน้าเป็นทางยาว แล้วหดตัวมาดับวูบลงที่มุมวัดด้านทิศตะวันออกเฉียงได้นั่นเอง ทำให้ญาติโยมที่เห็นด้วยตาเกิดอัศจรรย์ขนพองสยองเกล้า ต่างก็พูดไม่ออก
เมื่อได้มาอยู่ที่ป่าพงแล้ว หลวงพ่อท่านถือหลักคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า
“ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อน แล้วจึงสอนคนอื่นทีหลัง จึงจักไม่เป็นบัณฑิตสกปรก”
ดังนั้นไม่ว่ากิจวัตรใดๆ เช่น กวาดวัด จัดที่ฉัน ล้างบาตร ตักน้ำ หามน้ำ ทำวัตร สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ วันพระถือเนสัชชิก ไม่นอนตลอดคืน หลวงพ่อชาลงมือทำเป็นตัวอย่างของศิษย์ โดยถือหลักที่ว่า
“สอนคนด้วยการทำให้ดู ทำเหมือนพูด พูดเหมือนทำ”
ดังนั้น จึงมีศิษย์และญาติโยมเกิดความเคารพยำเกรง และเลื่อมใสในปฏิปทาที่หลวงพ่อดำเนินอยู่ เมื่อเทศน์ ก็ชี้แจงถึงหลักความจริงที่จะนำไปทำตามให้เกิดประโยชน์ได้
หลวงพ่อและศิษย์รุ่นแรกที่เข้ามาอยู่ ต้องต่อสู้กับไข้ป่า ขณะนั้นยังชุกชุมมากเพราะเป็นป่าทึบ ยามพระเณรป่วย จะหายารักษาก็ยาก ต้องต้มบอระเพ็ดให้ฉันก็พอทุเลาลงบ้าง เนื่องจากโยมผู้อุปัฏฐากยังไม่ค่อยเข้าใจในการอุปถัมภ์ ทั้งหลวงพ่อก็ไม่ยอมออกปากขอจากใคร ๆ แม้จะพูดเลียบเคียงก็ไม่ทำ ปล่อยให้ผู้มาพบเห็นด้วยตา พิจารณาแล้วเกิดความเลื่อมใสเอาเอง พูดถึงอาหารการฉันก็รู้สึกจะฝืดเคือง
เมื่อหลวงพ่อได้มาอยู่ที่ป่าพงแล้ว เดือนแรกผ่านไป และในเดือนต่อมาคุณแม่พิม ช่วงโชติ โยมมารดาของหลวงพ่อพร้อมด้วยโยมผู้หญิงอีก ๓ คน ได้มาบวชเป็นชี อยู่ประพฤติปฏิบัติธรรม พวกญาติโยมจึงปลูกกระท่อมให้อยู่อาศัย…โยมแม่พิมจึงเป็นชีคนแรกของวัดหนองป่าพง และมีแม่ชีอยู่ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นจำนวนมาก
ปี พ.ศ. ๒๕๐๐
ซึ่งชาวพุทธถือว่าเป็นปีที่สำคัญ มีการทำบุญทั้งส่วนวัตถุทานและธรรมทาน มีการบวชตนเองและบวชลูกหลานเป็นภิกษุสามเณร และบวชเป็นชีและตาปะขาวเป็นจำนวนมาก มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเป็นพิเศษ ทางวัดหนองป่าพง หลวงพ่อก็อนุญาตให้มีการบวชเช่นกัน มีบวชเป็นสามเณร ๒ รูป บวชเป็นตาปะขาว ๗๐ บวชเป็นชี ๑๗๘ คนรวมเป็น ๒๕๐ คน
ปี พ.ศ. ๒๕๐๑
มีประชาชนสนใจการฟังเทศน์ฟังธรรมและการปฏิบัติธรรม มีจำนวนเพิ่มขึ้น มีญาติโยมชาวบ้านเก่าน้อย ต. ธาตุ ซึ่งเคยมาฟังธรรม ปฏิบัติธรรมที่หนองป่าพง มานิมนต์หลวงพ่อให้ไปพักอยู่ที่ป่าละเมาะใกล้กับป่าช้า และหลวงพ่อได้ไปพักอยู่อบรมธรรมะแก่ผู้สนใจในถิ่นนั้น ได้จำพรรษาอยู่ที่ป่าแห่งนั้นและนับว่าเป็นสาขาแรกของวัดหนองป่าพง (คือวัดป่าอรัญญวาสี) และในปีต่อมาก็ได้จัดส่งลูกศิษย์ไปอยู่ประจำจนถึงทุกวันนี้ ลูกศิษย์คนแรกที่ออกไปอยู่สาขาแรกก็คือ หลวงพ่อเที่ยง โชติธมฺโม (ปัจจุบันนี้)
และในปีต่อ ๆ มา ก็มีญาติโยมผู้เลื่อมใสสนใจในการปฏิบัติ มานิมนต์หลวงพ่อไปรับอาหารบิณฑบาต และอบรมธรรมะเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ เช่น นิมนต์ไปทางบ้านกลางใหญ่ อ. เขื่องในบ้าง (วัดบึงเขาหลวง) นิมนต์ไปเยี่ยมทางชาวไร่ภูดินแดง อ. กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษบ้าง (วัดโนนสำเริง) นิมนต์ไปทางบ้านหนองเดิ่น หนองไฮบ้าง (วัดป่าพุทธเจดีย์) ซึ่งต่อมาก็ได้มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อไปอยู่และเป็นสาขาที่ ๒-๓-๔ ของหนองป่าพง
ประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ มีญาติโยมอำเภออำนาจเจริญมานิมนต์หลวงพ่อขึ้นไปฉันภัตตาหาร และอบรมธรรมะที่วัดต้นบกเตี้ย (ปากทางเข้าถ้ำแสงเพชร) โดยมีอาจารย์โสม พักอยู่ที่นั่นและเขานิมนต์หลวงพ่อเข้าไปดูถ้ำแสงเพชร (ถ้ำภูขาม) ขอนิมนต์ให้ท่านพิจารณาจัดเป็นที่ปฏิบัติธรรม แต่หลวงพ่อก็ยังมิได้ตกลงใจ ยังเฉย ๆ อยู่
ครั้นเมื่อออกพรรษา รับกฐินแล้ว เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๑ หลวงพ่อรับนิมนต์ของโยมชาวจังหวัดอุดรฯ เดินทางไปจังหวัดอุดรฯ พักที่วัดป่าหนองตุ ระยะที่พักอยู่ที่นั่น หลวงพ่อได้พาไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาบัว วัดป่าบ้านตาด และท่านพระอาจารย์ขาว วัดถ้ำกลองเพล และได้เดินทางไปเยี่ยมท่านเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย
ท่านเจ้าคุณพาไปเยี่ยมวัดโศรกป่าหลวง นครเวียงจันทน์ และไปเยี่ยมวัดเนินพระเนาว์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมทั้งนั้น แล้วพักอยู่วัดศรีสะเกษกับท่านเจ้าคณะจังหวัด แล้วเดินทางกลับมาถึงอุดร และแวะเยี่ยมภูเพ็ก แล้วเดินทางมาถึงบ้าน ต้องแวะกราบนมัสการท่านอาจารย์กินรีที่วัดกันตสิลาวาส และกราบลาท่านอาจารย์กินรี ลงมาถึงอำเภออำนาจเจริญ หลวงพ่อพาแวะไปเยี่ยมอาจารย์โสม ที่วัดต้นบกเตี้ย วันนั้นเป็นวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๑ พักอยู่หนึ่งคืน
ฉะนั้นจึงพอถือได้ว่า วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๑ เป็นวันบุกเบิกเริ่มต้นแห่งการสร้าง วัดถ้ำแสงเพชร และได้ไปพักอยู่ตรงถ้ำที่มีรูปพระพุทธองค์และปัญจวัคคีย์ (เขาเรียกกันว่าถ้ำพระใหญ่ และเริ่มปรับปรุงตรงนั้นพอเป็นที่พักได้สะดวก)
หลวงพ่อปรารภว่า มาอยู่ถ้ำแสงเพชรนี้สบายใจดีมากมองไปทางไหนจิตใจเบิกบาน คล้ายกับเป็นสถานที่เคยอยู่มาก่อน นั่งสมาธิสงบดี ถ้าไม่คิดอยากพักผ่อน จะนั่งสมาธิอยู่ตลอดคืนก็ได้ วัดนี้มีพื้นที่ ๑,๐๐๐ ไร่ เป็นสาขาที่ ๕ ของวัดหนองป่าพง
พ.ศ. ๒๕๑๒
ในระยะเดือนเมษายนของปีนี้ ญาติโยมบ้านสวนกล้วยได้มานิมนต์หลวงพ่อไปอบรมธรรมะและรับไทยทาน เขาได้จัดที่พักไว้ในป่าโดยปลูกกุฏิไว้ ๒ หลัง เมื่อได้ไปถึงแล้ว ญาติโยมจึงกราบเรียนขอให้หลวงพ่ออุปการะเป็นสาขาของท่าน (เป็นสาขาที่ ๖) ได้จัดส่งลูกศิษย์ไปอยู่ประจำ (ปัจจุบันคือ วัดกัทลิวัน (วัดป่าสวนกล้วย) ตำบลสวนกล้วย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ)
เมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๓ หลวงพ่อได้รับนิมนต์จากคุณแม่บุญโฮม ศิริขันธ์ และญาติโยมทางอำเภอม่วงสามสิบ ให้ไปร่วมงานทำบุญร้อยวันถึงหลวงตาอุย (บิดาของแม่บุญโฮม) อาศัยที่ญาติโยมเคยมาฟังเทศน์ และมาถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงพ่อบ่อย ๆ และเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว จึงพิจารณาสถานที่อันเหมาะสมพอจะจัดเป็นที่พักได้ จึงตกลงจัดที่พักให้ ณ ป่าบ้านร้าง ดงหมากพริกอยู่ห่างจากอำเภอม่วงสามสิบ ๒ กม. และหลวงพ่อชา กับผู้ติดตามได้ไปพักในดงแห่งนั้น และต่อมาก็ได้กลายเป็น วัดป่าวิเวกธรรมชาน์ สาขาที่ ๗ หลวงพ่อได้ส่งลูกศิษย์ไปอยู่เป็นประจำ
สาขาวนโพธิญาณ ในระยะเดียวกับที่ชาวอำเภอม่วงสามสิบ มีความประสงค์อยากให้หลวงพ่ออนุญาตให้ตั้งสาขาขึ้นในเขตอำเภอนั่นเอง ญาติโยมทางอำเภอพิบูลมังสาหาร เขื่อนโดมน้อย ซึ่งมีพ่อใบ พ่อลา พ่อลือ ได้มาปรารภ นิมนต์หลวงพ่อไปชมป่าหน้าเขื่อน เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสมดีแก่การปฏิบัติธรรม เป็นระหว่างที่นายปรีชา คชพลายุกต์ นายอำเภอพิบูลมังสาหารในสมัยนั้น ได้ไปเยี่ยมหลวงพ่อที่วัดป่าพงบ่อยครั้ง บางครั้งก็ได้สนทนากับหลวงพ่อ ทำให้เกิดความซาบซึ้งและเลื่อมใส เมื่อได้ทราบว่าหลวงพ่อไปเยี่ยมป่าทางด้านหน้าเขื่อน ก็ยินดีสนับสนุนในการจัดปรับปรุงป่าให้เป็นที่บำเพ็ญธรรม
นายอำเภอและคุณนายได้สละทรัพย์สร้างกุฏิถาวรไว้ ๑ หลัง และเป็นกำลังในการสร้างศาลาการเปรียญที่วัดเขื่อน แม้แต่นายวิเชียร สีมันตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น ก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
ในระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๓ เมื่อหลวงพ่อไปเยี่ยมป่าหน้าเขื่อนอีก ญาติโยมขอร้องหลวงพ่อว่า พระพุทธบาทที่หอพระบาท วัดถ้ำพระ อยู่ในระดับใต้พื้นน้ำ ถ้าน้ำท่วม จะเสียหาย จมอยู่ในน้ำ เสียดายปูชนียวัตถุสำคัญ ขอให้พาอัญเชิญรอยพระพุทธบาทขึ้นไปเก็บไว้ ณ ที่น้ำท่วมไม่ถึง
หลวงพ่อจึงพาญาติโยมอัญเชิญออกจากหอพระบาทเดิมไปเก็บไว้บนหัวหิน (โขดหิน) ที่สูงกว่าระดับน้ำ และต่อมาชาวบ้านและวัดหนองเม็ก โดยการนำของเจ้าคณะผู้ปกครอง มาเอาไปรักษาไว้ที่วัดหนองเม็ก ต. ฝางคำ อ. พิบูลฯ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้
เมื่อออกพรรษาแล้วในวันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ หลวงพ่อจึงส่ง ท่านอาจารย์สี กับสามเณร ๓-๔ รูป ไปอยู่ และต่อมาอีกประมาณ ๓ เดือนกว่า หลวงพ่อจึงส่งอาจารย์เรืองฤทธิ์ไปอยู่ด้วย และเมื่อออกพรรษาปี ๒๕๑๔ ท่านอาจารย์สี กลับวัดป่าพง คงเหลืออาจารย์เรืองฤทธิ์ปกครองพระเณรอยู่เป็นประจำมาจนถึงปัจจุบันนี้
สาขาที่ ๘ นี้ครั้งแรกเรารู้กันในนาม สำนักวนอุทยาน ครั้นเมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน หลวงพ่อได้รับพระราชทานเป็นพระราชาคณะนามว่า พระโพธิญาณเถร เลยเปลี่ยนชื่อสาขานี้ใหม่ว่า สำนักสงฆ์วนโพธิญาณ รู้สึกว่าเป็นสาขาที่หลวงพ่อให้การสงเคราะห์เป็นพิเศษ และสาขานี้มีเนื้อที่ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่เศษ
จึงเป็นอันได้ทราบกันว่าในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ นี้ หลวงพ่อได้อนุญาตให้จัดตั้งสำนักสาขาที่ ๗ คือ วัดป่าวิเวกธรรมชาน์ และสาขาที่ ๘ คือ วัดป่าวนโพธิญาณ ขึ้นในปีเดียวกัน…
เมื่อหลวงพ่อได้มาอยู่เป็นที่พึ่งทางใจของศิษย์ และญาติโยมผู้ใคร่ต่อการปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เริ่มแต่ปี ๒๔๙๗ เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๓ มีศิษย์และญาติโยมบางคนกราบเรียนเรื่องการขออนุญาตตั้ง (สร้าง) วัด เมื่อก่อนนั้น หลวงพ่อมักพูดว่า ไม่ต้องขอสร้างวัด เราก็สร้างก็ตั้งมานานแล้ว แต่เพื่อให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ หลวงพ่อจึงอนุญาตให้มีการขอสร้างวัดขึ้น และเมื่อได้รับอนุญาตให้สร้างวัดเรียบร้อยแล้ว จึงได้รับตราตั้งดังนี้
๑) เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๑๖
๒) ได้รับพระราชทานเป็น พระราชาคณะมีนามว่า พระโพธิญาณเถร เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๖
๓) เมื่อปลายเดือนมกราคม ปี ๒๕๑๗ ได้รับหนังสือ ให้เข้าไปอบรมเป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับตราตั้งพระอุปัชฌาจารย์ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗
หลวงพ่อได้ใช้ขันติธรรมอดทนต่อสู้กับความลำบากมานานพอสมควร ได้ผ่านทั้งคนผู้หวังดีและหวังไม่ดีมามากต่อมาก แต่ด้วยน้ำใจที่มุ่งประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ และหวังเจริญรอยตาม ยุคลบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเรียนและปฏิบัติด้วยตนเอง แล้วจึงนำไปสอนคนอื่นต่อไป มิได้หวังเพียงเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว ฉะนั้นหลวงพ่อจึงได้ยอมเสียสละความสุขส่วนตนอุตส่าห์แนะนำสั่งสอนศิษย์และผู้ใคร่ในธรรมให้ได้รับความซาบซึ้งใจ ซึ่งท่านทั้งหลายผู้ที่ได้มากราบ และได้ฟังโอวาทของหลวงพ่อ ย่อมก่อให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสเสมอมา
โยมมารดามรณะ
หลังจากหลวงพ่อชาและคณะได้เข้ามาอยู่ที่ดงป่าพงนี้เดือนกว่า คุณแม่พิม ช่วงโชติ ซึ่งเป็นโยมมารดาของท่านก็ได้เข้ามาบวชเป็นชีอยู่ปฏิบัติธรรมตามอย่างพระลูกชาย พร้อมทั้งมีโยมผู้หญิงบวชตามอีก ๓ คน ยังผลให้คุณแม่พิมได้รับรสแห่งธรรม ทำให้จิตใจเยือกเย็นเป็นที่พึ่งแก่ตน ทำให้สตรีเหล่าอื่นผู้หวังความสงบ ได้เข้าบวชชีเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โยมแม่ชีได้สร้างความดี ทั้งที่เป็นส่วนอามิสบูชา และปฏิบัติบูชาตามกำลังความสามารถ ได้โอกาสอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณรทั้งในยามปกติและคราวอาพาธเสมอมา
หลวงพ่อเองก็ได้ทำการบำรุงโยมมารดา ตามสมควรแก่หน้าที่ อันบุตรที่ดีจะพึงกระทำแก่ผู้บังเกิดเกล้า คอยเอาใจใส่ทั้งอาหารกาย และอาหารใจ มิได้เพิกเฉย ครั้นหลายปีผ่าน ๆ ไป หนีความผุพังไปไม่พ้น…
ดังนั้นเมื่อคราวที่โยมป่วย หลวงพ่อและญาติ ตลอดทั้งบรรดาแม่ชี ก็ได้เอาใจใส่พยาบาลรักษาตามความสามารถ หลวงพ่อก็หาโอกาสเข้าไปเยี่ยมและให้สติทางธรรมอยู่บ่อย ๆ
ผลสุดท้ายแม่ชีพิมก็ได้ทอดทิ้งร่างกายอันแก่หง่อมไปเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗
กำหนดงานฌาปนกิจศพโยมแม่ในระยะวันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ และในงานนี้ได้อนุญาตให้กุลบุตร กุลธิดาบวชเป็นสามเณร ๑๐๕ รูป บวชเป็นชี ๗๒ คนเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา…
จาริกสู่ต่างประเทศ ครั้งที่ ๑
นับเป็นเวลา ๒๓ ปีกว่า ที่หลวงพ่อชาได้อาศัยวัดบ้านหนองป่าพง เป็นหลักชัยในการประกาศสัจธรรมอันนำสันติสุขมาสู่มวลมนุษย์ ได้มีภิกษุสามเณร และประชาชน เดินทางมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เพื่ออบรมการปฏิบัติธรรม เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ขยายสำนักสาขาแยกออกไป ในต่างอำเภอและต่างจังหวัด ซึ่งในปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณ ๘๒ สาขา
และมีชาวต่างประเทศเกิดความเลื่อมใส มาขอบวชเป็นศิษย์เพื่ออยู่ปฏิบัติธรรม เพิ่มจำนวนมากขึ้น จนกระทั่งหลวงพ่อได้อนุญาตให้จัดตั้งสำนักสาขา สำหรับชาวต่างประเทศขึ้นเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก มีชื่อเรียกว่า วัดป่านานาชาติ เป็นสาขาที่ ๑๔ ของวัดหนองป่าพงตั้งอยู่ในเขตตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ อาจารย์สุเมโธ ได้เดินทางไปเยี่ยมโยมมารดาที่สหรัฐอเมริกา ขากลับเดินทางมาแวะประเทศอังกฤษ พักที่ สำนักธรรมประทีป แฮมป์สเตท กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ได้มีเจ้าหน้าที่ของสำนักนั้น มาสนทนาธรรมจนเกิดศรัทธาเลื่อมใส เขาถามถึงสำนักที่เป็นครูบาอาจารย์ นิมนต์ให้ท่านอยู่จำพรรษาที่อังกฤษ อาจารย์สุเมโธ จึงได้บอกว่าเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชาแห่งวัดหนองป่าพง อ. วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี (ประเทศไทย) ถ้าต้องการอยากให้อยู่ในประเทศอังกฤษ ก็ให้ไปตกลงขอจากหลวงพ่อชาเสียก่อน ต่อจากนั้นอาจารย์สุเมโธ จึงได้เดินทางกลับมาประเทศไทย
จึงเป็นเหตุให้ชาวสังฆทรัสต์แห่งประเทศอังกฤษ ได้ติดต่อขอนิมนต์หลวงพ่อชาและอาจารย์สุเมโธ ให้เดินทางไปประกาศสัจธรรม และเพื่อประดิษฐานหลักปฏิบัติไว้ในภาคพื้นตะวันตกให้เจริญรุ่งเรืองโชติช่วงชัชวาล ตามสมควรแก่กาลและฐานะที่จะพึงมีพึงเป็นได้
ดังนั้น เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ซึ่งเป็นปีที่หลวงพ่อได้มีอายุ ๕๙ ปี พรรษา ๓๘ หลวงพ่อได้ออกเดินทางจากวัดหนองป่าพง สู่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ขึ้นเครื่องบินออกจากดอนเมือง
วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ขณะที่เครื่องบิน บินมุ่งสู่เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน หลวงพ่อได้บันทึกไว้ว่า
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเดินทาง ในวันที่ ๖ ในขณะที่บินอยู่ เครื่องบินได้เกิดอุบัติเหตุ ยางระเบิด ๑ เส้น บนอากาศ พนักงานการบินจึงได้ประกาศ ให้ผู้โดยสารเตรียมตัวรัดเข็มขัด มีฟันปลอมก็ต้องถอดออก แม้กระทั่งแว่นตาหรือรองเท้าเครื่องบริขารทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมหมด ผู้โดยสารทุกคนเมื่อเก็บบริขารทุกอย่างหมดแล้ว ต่างคนก็ต่างเงียบคงคิดว่าคงเป็นวาระสุดท้ายของพวกเราทุกคนเสียแล้ว…ขณะนั้นเราก็ได้คิดว่า เป็นครั้งแรกที่เราได้เดินทางมาเมืองนอกเพี่อสร้างประโยชน์แก่พระศาสนา จะเป็นผู้มีบุญอย่างนี้เทียวหรือ…? เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้ว ตั้งสัตย์อธิษฐาน มอบชีวิตให้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แล้วก็กำหนดจิตร่วมลงในสถานที่ควรอันหนึ่ง…แล้วก็ได้รับความสงบ เยือกเย็น ดูคล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น…พักในที่ตรงนั้น จนกระทั่งเครื่องบินได้ลดระดับลงมาถึงแผ่นดินด้วยความปลอดภัย”
เมื่อหลวงพ่อกลับถึงประเทศไทยแล้ว มีคนเรียนถามหลวงพ่อว่า เมื่อเครื่องบินเอียงวูบ ๆ เช่นนั้น เจ้าหน้าที่เขาบอกให้เตรียมตัวแล้วหลวงพ่อทำอย่างไร? หลวงพ่อตอบว่า
“คู้ขาขึ้นนั่งสมาธิ หลับตา ตั้งจิตรวมลงผ่อนลมเข้าออก เพ่ง ๆ ไปที่ล้อเครื่องบินจนกระทั่งเครื่องบินมีการทรงตัว เมื่อเครื่องบินลงจอดเรียบร้อยแล้วจึงลืมตา”
หลวงพ่อเล่าว่า…ทางหอบังคับการบินได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นคุ้มกันความปลอดภัย ทางพื้นดินก็มีรถดับเพลิงเตรียมพร้อมคอยดับ ถ้ามีการเกิดเพลิงไหม้ แต่ก็น่าแปลกใจที่เครื่องบินลงสู่สนามด้วยความปลอดภัยและเรียบร้อย
วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ซึ่งนับว่าวันแรกที่หลวงพ่อได้ออกบิณฑบาต ที่บ้านเศรษฐีผู้นี้เขาได้ถวายอุปัฏฐากเป็นอย่างดี เขาชอบฟังธรรม สนทนาธรรม และนั่งสมาธิด้วย นับว่าเมื่อมาอยู่อังกฤษพึ่งจะได้ออกบิณฑบาตเป็นครั้งแรก หลวงพ่อได้แสดงธรรมและอบรมกรรมฐานให้ญาติโยมผู้สนใจ ซึ่งมาประชุมกันอยู่ที่บ้านเศรษฐีผู้นั้นและพักอยู่ในบริเวณบ้านเศรษฐีซอร์ ๓ วันจึงได้กลับลอนดอน
โยมฟรีดาผู้อุปัฏฐากธรรมประทีป ได้เอารถมานิมนต์ไปชมมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง คนรู้จักดีและได้ไปชมสถานที่ต่างๆ พอสมควร
วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ได้มีพระญี่ปุ่นมาพักด้วยกันอยู่ที่วัดธรรมประทีป หลวงพ่อได้สนทนากัน ตอนหนึ่งหลวงพ่อจึงถามว่า
“รักษาศีลเท่าไหร่?”
เขาจึงตอบว่า
“การกระทำซึ่งสติให้สมบูรณ์อยู่เท่านั้นเรียกว่าการปฏิบัติของเรา และให้อยู่ในปัจจุบัน ไม่มีต้นไม่มีปลาย เป็นอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน”
เขาบอกหลวงพ่อว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่น ได้กระทำการปฏิบัติลัทธิเฉ็นจาธิเบต
วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๐ ออกบิณฑบาตในลอนดอนครั้งแรก หลวงพ่อได้เขียนไว้ในสมุดบันทึกว่า…
บิณฑบาตในลอนดอน“ วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ออกบิณฑบาตในกรุงลอนดอนพร้อมด้วยพระสุเมโธ ๑ พระเขมธัมโม ชาวอังกฤษ ๑ และสามเณรชินทัตโต ๑ ซึ่งเป็นสัญชาติฝรั่งเศส พระโพธิญาณเถร เป็นหัวหน้าออกบิณฑบาตวันแรกได้ข้าวพออิ่ม ผลแอปเปิ้ล ๒ ใบ กล้วยหอม ๑ ใบ ส้ม ๑ ใบ แตงกวา ๑ ลูก แคร์รอต ๒ หัว ขนม ๒ ก้อนดีใจซึ่งได้อาหารวันนี้ เพราะเราเข้าใจว่าเป็นอาหารพระพ่อ คือเป็นมูลของพระพุทธเจ้านั่นเอง และเป็นอาหารที่เกิดจากการบิณฑบาตได้ เมืองนี้ยังไม่เคยมีพระบิณฑบาตเลย เพราะเขามีความอายกันเป็นส่วนมาก แต่ตรงกันข้ามกับเรา ๆ เห็นว่า คำที่ว่าอายนี้ เราเห็นว่าอายต่อบาป อายต่อความผิดเท่านั้น ซึ่งเป็นความหมายของพระองค์นั้น เป็นความเห็นของเราเอง จะถูกหรือผิดก็ขออภัยจากนักปราชญ์ทั้งหลายด้วยและวันเดียวกันนั้นโยมของเขมธัมโม ทั้งผัวเมียได้ถวายอาหารด้วย ได้ขอฟังเทศน์และฝึกกรรมฐานเป็นพิเศษอย่างเป็นที่พอใจหนังสือพิมพ์ได้สะกดรอยไปข้างหลัง แล้วถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ ในระหว่างการเที่ยวบิณฑบาต เพราะเป็นของแปลก ๆ ประชาชนชาวเมืองลอนดอนยืนดูกันเป็นแถว ๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่”
เย็นวันหนึ่งมีหญิงคนหนึ่งมาที่วัดธรรมประทีป ถามปัญหาว่า “คนตายแล้วไปอยู่ที่ไหน? และวิญญาณไปอยู่อย่างไร?”
หลวงพ่อจึงพูดว่า…“ปัญหาอย่างนี้พระพุทธเจ้าไม่ทรงให้ตอบ เพราะเรื่องอย่างนี้มิใช่เหตุ (จำเป็น)”
ขณะนั้นหลวงพ่อนั่งอยู่บนธรรมาสน์ มีเทียนจุดไว้ ๒ เล่ม หลวงพ่อจึงถามว่า “โยมมองเห็นเทียนนี้ไหม?”
เขาตอบว่า “เห็น”
หลวงพ่อจึงถามว่า “เห็นไฟนี่ไหม?”
เขาก็ตอบว่า “เห็น”
ทันใดนั้น หลวงพ่อจึงเอาปากเป่าลมให้เทียนเล่มหนึ่งดับ แล้วถามว่า “เปลวของไฟนี้หายไปทิศไหน?”
เขาตอบว่า “ไม่รู้ รู้แค่ว่าเปลวไฟดับไปเท่านั้น”
หลวงพ่อจึงถามอีกว่า “แก้ปัญหาอย่างนี้พอใจไหม?”
เขาตอบว่า “ยังไม่พอใจ ในคำตอบนี้”
หลวงพ่อจึงพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่พอใจในคำถามของโยมเหมือนกัน”
เท่านั้นเอง กิเลสของเขาก็พุ่งขึ้น เขาทำตาถลึงขึ้น สะบัดหน้าแล้วก็หมดเวลาพอดี…
การพักอยู่ที่วัดธรรมประทีปลอนดอนนั้น ที่ทำประจำคือ ตอนเช้าออกบิณฑบาต ตอนบ่ายจึงเย็นแสดงธรรม อบรมกรรมฐานให้ญาติโยมที่มา และตอบปัญหาที่เขาถามเป็นประจำ แม้ไปที่เมืองอื่น ๆ ก็ปฏิบัติอย่างนี้อยู่เป็นประจำ แล้วแต่เวลาและโอกาส
ในขณะที่หลวงพ่อไปประกาศสัจธรรมอยู่ในประเทศอังกฤษ ได้มีฝรั่งคนหนึ่ง เรียนถามท่านว่า
“ชีวิตของพระเป็นอย่างไร? ทำไมชาวบ้านถึงได้เลี้ยงดูโดยที่พระไม่ได้ทำอะไร?”
หลวงพ่อจึงตอบแบบให้เขาต้องขบคิดปัญหาของตัวเองว่า
“ถึงบอกให้ก็ไม่รู้หรอก มันเหมือนกับนกที่อยากรู้เรื่องของปลาในน้ำ ถึงปลาจะบอกความจริงว่า อยู่ในน้ำนั้นเป็นอย่างไร นกไม่มีทางที่จะรู้ได้ ตราบใดที่นกยังไม่ได้เป็นปลา”
คำพูดที่ซึ้งใจ จับใจของหลวงพ่อ มันเข้าไปติดอยู่กับใจของคนเหล่านั้นอีกนาน
ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อกลับสู่เมืองไทยแล้ว ในระหว่างพรรษาปี ๒๕๒๐ นั้นเอง หลวงพ่อจึงได้รับหนังสือจากคณะผู้จัดทำภาพยนตร์เพี่อการศึกษาของสถานีวิทยุ และโทรทัศน์ บี.บี.ซี. กรุงลอนดอน ติดต่อเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะวัดหนองป่าพง ตอนท้ายของหนังสือติดต่อฉบับนั้นมีข้อความอยู่ประโยคหนึ่งที่เขาพูดเน้นว่า
“หวังว่าท่านอาจารย์คงจะเป็นปลาที่เห็นประโยชน์ (เกื้อกูล) แก่นก”
ดังนั้นเมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคมของปีนั้นเอง คณะของเขาจึงได้เดินทางเข้ามา เพื่อทำภาพยนตร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องราวสารคดีเกี่ยวกับชีวิต และกิจวัตร ประจำวัน และข้อวัตรปฏิบัติทั้งปวงของพระป่า อันมีนามว่า พระกรรมฐาน โดยตรง
หลังจากนั้นไม่นานภาพยนตร์สารคดี เพื่อการศึกษาเรื่องนั้นก็ได้กระจายออกไปค่อนโลก
ในคราวออกไปประกาศสัจธรรมสู่ภาคพื้นดะวันตกของหลวงพ่อครั้งนี้ นอกจากที่ประเทศอังกฤษแล้วในระหว่างวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๒๐ นั้น หลวงพ่อยังได้แผ่เมตตาไปถึงชาวปารีสประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย ช่วยให้คนของประเทศนั้น และผู้เพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ร่วม เขาได้ดื่มด่ำในรสแห่งพระสัทธรรม อันพรั่งพรูออกจากโอษฐ์ของหลวงพ่อเป็นเวลาตั้ง ๙ วัน
หลวงพ่อพูดให้ฟังว่า เป็นที่เกิดความสังเวชน่าสงสาร ชาวลาว เขมร ญวน อพยพเหล่านั้นบ้านแตกสาแหรกขาด เป็นคนพลัดถิ่น เหินห่างดินแดนมาตุภูมิ เพราะไฟกิเลสที่คนเราก่อขึ้นทำลายกัน คนที่เคยร่ำรวยอยู่ดีสบาย มากลับกลายเป็นคนจนขัดสน พลัดจากบ้านเกิดเมืองนอน มีผิวพรรณหมองคล้ำ น้ำตานองหน้า
“ความพลัดพรากจากของที่รักที่พอใจมันก็เป็นทุกข์”
คนตาดีเท่านั้น จึงจะมองเห็นธรรม ส่วนคนตาบอด (ตาใน) ย่อมมองไม่เห็นธรรมเลย
ตอนหนึ่งท่านได้ให้โอวาท เป็นการปลอบใจ ของผู้พลัดถิ่นเหล่านั้นว่า
“เลิกคิดเสีย อย่าไปคิดถึงมัน เรื่องที่ผ่านไปแล้วมันก็ผ่านไปแล้ว เหมือนวันวาน อย่าไปเก็บเอามาเป็นหนามทิ่มแทงตัวเองอีกเลย ให้ถือว่าเราเกิดใหม่แล้ว บ้านของเรานั้นอยู่ที่ไหนเล่าอยู่ที่นี่ตรงนี้แหละ ญาติมิตรของเราก็อยู่มีที่นั่งแล้ว ที่เราจากมามันไม่ใช่บ้านของเรา ถ้าเป็นบ้านของเราจริงเราก็ต้องอยู่ได้ซิ…อย่าไปคิดอะไรมากจะลำบากตัวเองเปล่า ๆ จงอุตส่าห์ทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต ดำรงชีวิตสร้างความดีต่อไป ให้มีความสามัคคีเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน มีเมตตาอารีต่อกัน จะอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครอยู่ได้นานเท่าไหร่หรอก เดี๋ยวเราก็พากันจากมันไปหมดนั่นแหละ”
ธรรมโอสถของหลวงพ่อ คงจะเป็นดั่งทิพย์วารี ชำระล้างจิตที่เศร้าหมองระทมทุกข์มาแรมปี พอได้สร่างซาความเร่าร้อนลงได้บ้าง คงจะเป็นผ้าสำลีแผ่นน้อย ๆ คอยซับน้ำตาในยามทุกข์ได้บ้าง คงจะทำให้เขาเหล่านั้น พอมีทางมองเห็นเข็มทิศชี้ทางให้เขาเหล่านั้นไม่คิดสั้นเกินไปกระมัง…
เมื่อกลับคืนสู่วัดพระธรรมประทีป กรุงลอนดอนแล้ว หลวงพ่อก็ได้ประกาศธรรม และทำศาสนกิจประจำดังเช่นวันก่อนๆ จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๒๐ หลวงพ่อได้เขียนไว้ในสมุดบันทึก ว่า
ตอนกลางคืนวันที่ ๑๔ พลอากาศโทชู พร้อมด้วยคุณนายสุภาพและคุณทองน้อย ซึ่งเป็นคนของไทยอินเตอร์ ได้ไปรวมกับพวกทำกรรมฐาน และได้ร่วมในการเปิดสาขาที่ ๑ (ภาคพื้นยุโรป) นี้ด้วย และในวันที่ ๑๕ ก็ได้ช่วยบริการให้ความสะดวกทุกอย่างบนเครื่องบินตลอดต้นทาง ถึงปลายทางด้วย ทั้งตอนไปก็ให้ความสะดวก และตอนกลับก็ให้ความสะดวกเราได้เดินทางไปเมืองนอก และเมืองในนอก และเมืองในใน และเมืองนอกนอก รวมเป็น ๔ เมืองด้วยกัน และภาษาที่ต้องใช้ในเมืองทั้งหลายเหล่านี้คือ นิรุตติภาษา จึงเกิดประโยชน์เท่าที่ควร ภาษาทั้งหลายเหล่านี้ ไม่มีครูสอน เป็นภาษาที่ต้องเรียนด้วยตนเองเท่านั้น เมื่อพบกับเหตุการณ์ ภาษาทั้งหลายเหล่านี้จึงจะปรากฏขึ้นเฉพาะ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงแตกฉานในภาษาทั้งปวง และได้เห็นชนชาวยุโรปนี้เป็นดอกบัว ๔ เหล่าจริง ๆ เรามีความรู้สึกอย่างนั้นเราเป็นพระอยู่แต่ในป่ามานมนาน นึกว่าไปเมืองนอกจะมีความตื่นเต้นก็เปล่า พระพุทธเจ้าตามควบคุมเราอยู่ทุกอิริยาบถ มิหนำซ้ำยังไม่เกิดปัญญาอีกด้วย เหมือนบัวในน้ำไม่ยอมให้น้ำท่วมฉันนั้น พิจารณาตรงกันข้ามเรื่อยไปได้เที่ยวไปดูในมหาวิทยาลัยต่างฯ แล้วจึงคิดว่า มนุษยศาสตร์ทั้งหลาย มันยิ่งเห็นได้ชัดว่า มีแต่ศาสตร์ที่ไม่มีคมทั้งนั้น ไม่สามารถจะตัดทุกข์ได้ มีแต่ก่อให้เกิดทุกข์ ศาสตร์ทั้งหลายเหล่านั้นเราเห็นว่า ถ้าไม่มาขึ้นต่อพุทธศาสตร์แล้ว มันจะไปไม่รอดทั้งนั้น เมื่อเรานั่งอยู่บนเครื่องบิน มีความรู้สึกแปลกหลายอย่าง และได้วิตกไปถึงคำที่ท่านว่า ‘สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันอลังการดุจราชรถ ที่คนเขลาย่อมหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่’อันนี้ก็ชัดเจนยิ่งขึ้นและคำที่ท่านตรัสไว้ว่า’เมื่อยังไม่รู้การประพฤติและประเพณีของชนในกลุ่มทั้งหลายเหล่านั้น เราอย่าไปถือตัวในที่นั้น’อันนี้ก็ชัดเจนขึ้นถึงที่สุดยานที่นำประชาชนทั้งหลายไปสู่จุดประสงค์ ก็เป็นยานอย่างหยาบ ๆ เพราะเป็นยานที่นำคนที่มีทุกข์ในที่นี้ ไปสูทุกข์ในที่นั้นอีก วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ และรู้สึกขึ้นว่าเรามาเมืองนอกได้ เพราะอะไรเป็นเหตุ? เพราะอะไรๆ เราก็ไม่ได้ศึกษาและมาได้โดยสะดวกทุกอย่าง มีผู้บริการทั้งนั้น เมื่อคิดๆ ดูก็แปลกและรู้สึกขบขันมากๆ (เขียนบนเครื่องบินกำลังบินบนอากาศสูงสุดสองหมื่นฟุต)ความรู้สึกในเหตุการณ์ ที่ได้ไปเมืองนอกในคราวนี้ ก็น่าขบขันเหมือนกัน เพราะเราเห็นว่าอยู่เมืองไทยมานานแล้วคล้าย ๆ กับพญาลิงให้คนหยอกเล่นมาหลายปีแล้ว ลองไปเป็นอาจารย์กบในเมืองนอกดูสักเวลาหนึ่ง มันจะเป็นอย่างไร เพราะภาษาเขา เราไม่รู้ ก็ต้องเป็นอาจารย์กบอย่างแน่นอน และก็เป็นไปตามความคิดอย่างนั้น กบมันไม่รู้ภาษาของมนุษย์ แต่พอมันร้องขึ้นแล้วคนชอบไปหามันจังเลยเลยเป็นคนใบ้ สอนคนบ้าไปอีกเสียแล้ว ก็ดีเหมือนกัน ปริญญาของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ต้องไปเรียนไปสอนกับเขาหรอก ฉะนั้นพระใบ้เลยเป็นเหตุให้ได้ตั้งสาขา ๒ แห่ง คือกรุงลอนดอนและฝรั่งเศส เพื่อให้คนบ้าศึกษาก็ขบขันดีเหมือนกัน ฯ…วันที่ ๑๙ ก.ค. ๒๕๒๐ เดินทางกลับจากกรุงลอนดอนสู่ประเทศไทย
การจาริกไปต่างประเทศครั้งที่ ๒
ในการจาริกครั้งที่ ๒ นี้ เนื่องจากหลวงพ่อได้บันทึกไว้ในสมุดเหมือนครั้งแรก ท่านคงพิจารณาเห็นว่า ครั้งที่หนึ่งบันทึกไว้ข้างนอกเพื่อผู้อื่นได้ทราบผลงานจินตนาการบางอย่างของท่าน เหมือนกับเปิดไฟให้มีแสงสว่างหน้าบ้าน เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนทั่วไป ที่ใคร่ในการเดินทาง…
แต่การไปครั้งที่สองของท่านนี้ หลวงพ่อบันทึกไว้ข้างในมากกว่า ผู้รวบรวมจึงไม่สามารถที่จะนำมาเสนออย่างละเอียดแก่ผู้อ่านได้ จึงมีเพียงย่อ ๆ เปรียบเหมือนหลวงพ่อได้เปิดไฟสว่างในห้องนอน แต่แสงสะท้อนซึ่งส่องออกมา ก็ทำให้ผู้อยู่ข้างนอกได้รับแสงสว่าง ส่องทางเดินแห่งชีวิตของเขาเหล่านั้น ตามสมควรแก่ฐานะภาวะของตน
ดังนั้นจึงมีชาวสังฆทรัสต์ แห่งประเทศอังกฤษ ได้ติดต่อขอนิมนต์หลวงพ่อชา สุภัทโท ให้จาริกไปเผยแพร่ธรรมะที่นั่นเป็นครั้งที่ ๒ ในปี ๒๕๒๒
หลวงพ่อจึงได้ออกเดินทางไปตามคำนิมนต์ของเขา พร้อมกับพระปภากโรอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๒ นั้นเอง เมื่อเดินทางถึงประเทศอังกฤษแล้ว ก็ได้ให้การอบรมกรรมฐาน แสดงธรรมและสนทนาธรรมกับผู้มาพบเป็นจำนวนมากขึ้นกว่าการไปครั้งแรกหลายเท่า
นอกจากนั้นท่านยังได้ไปดูสถานที่ที่เขาถวาย เพื่อจัดตั้งเป็นสำนักถาวรขึ้น ในที่แห่งใหม่นี้เป็นธรรมชาติน่ารื่นรมย์ใจ เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง เพราะบริเวณกว้างขวางดี รู้สึกว่าไม่คับแคบเหมือน แฮมป์สะเตท ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางเมืองลอนดอน ไม่เพียงพอแก่จำนวนคนผู้ใคร่ต่อการปฏิบัติธรรม
ส่วนสถานที่แห่งใหม่นี้เป็นป่าธรรมชาติของเมืองหนาว มีทะเลสาบอยู่ใกล้ ๆ มีตึกเก่าหลังใหญ่อยู่หลังหนึ่ง ใช้เป็นที่พักพาอาศัย และประกาศสัจธรรมของพระภิกษุสามเณรซึ่งล้วนเป็นชาวตะวันตก ผู้ได้รับการบรรพชาอุปสมบทไปจากวัดหนองป่าพง จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า พระสงฆ์ผู้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อคณะนั้นได้เข้ามาอยู่อาศัยที่แห่งใหม่นี้ เพื่อปฏิบัติธรรมและประกาศสัจธรรมเรื่อยมา คณะกรรมการของธรรมประทีปเป็นเพียงผู้อุปถัมภ์ตามสมควรแก่ฐานะเท่านั้น
ปัจจุบันนี้ได้รับความสนใจจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้การสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
นับว่าท่านสุเมโธและคณะลูกศิษย์ ซึ่งเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ในนามหลวงพ่อชาแห่งวัดหนองป่าพงได้ถ่ายทอดหลักปฏิบัติธรรม ให้ดำรงอยู่ในภาคพื้นตะวันตกนั้นได้อย่างดียิ่ง
เมื่อหลวงพ่อได้พักอยู่ที่ซัสเซ็กพอเป็นที่อุ่นใจแก่บรรดาสานุศิษย์แล้ว จึงกลับมาพักที่แฮมป์สเตทระยะหนึ่ง เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปสหรัฐอเมริกา
จาริกสู่อเมริกา
หลวงพ่อชาออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา มีท่านปภากโรเป็นปัจฉาสมณะ ได้ไปพักที่สำนักกรรมฐานของนายแจ๊ค ผู้เป็นศิษย์ฝรั่ง ซึ่งเคยมาบวชอยู่ที่วัดหนองป่าพง หลวงพ่อได้พักอยู่ที่สำนักนั้นเป็นเวลาเก้าวัน
ท่านได้อบรมข้อปฏิบัติกรรมฐานแก่ชนชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เขาเหล่านั้นได้รับปีติสุข เกิดความสนใจในหลักปฏิบัติตามแนวหลวงพ่อสั่งสอน แล้วจึงออกจากแมสซาชูเสท เดินทางไปเมืองซีแอ๊ตเติ้ล ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่านปภากโร ภิกขุ ออกจากซีแอ๊ตเติ้ลแล้วเดินทางเข้าสู่ชิคาโก แล้วก็เดินทางไปสู่ประเทศแคนาดา จากนั้นก็ได้ย้อนกลับมาที่แมสซาชูเสท แล้วเดินทางต่อไปที่นครนิวยอร์ค
แต่ละสถานที่ที่หลวงพ่อได้ไปเยี่ยมนั้นๆ ท่านก็ได้แนะนำหลักปฏิบัติธรรมได้สนทนาธรรมและตอบปัญหาแก่ผู้ที่สนใจ จนเป็นที่ซาบซึ้งตรึงใจของเขาเหล่านั้น
เมื่อหลวงพ่อกลับจากสหรัฐคืนสู่อังกฤษแล้ว พักที่แฮมป์สเตท ท่านได้อยู่ดูแลการเคลื่อนย้ายบริขารของพระสงฆ์สานุศิษย์เพื่อเดินทางไปสถานที่แห่งใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ต่อจากนั้นท่านก็ได้เดินทางไปเยี่ยมบ้านของมิสเตอร์ซอร์ เศรษฐีชาวพม่าอยู่ที่โอ๊คเก็นโฮล์ท ได้ร่วมสังฆกรรมบวชนาคกับท่านมหาสีสยาดอว์ ซึ่งเป็นพระเถระพม่า เป็นอุปัชฌาย์ให้การอุปสมบทกุลบุตร
ต่อมาหลวงพ่อก็ได้รับนิมนต์ให้เดินทางไปยังสก๊อตแลนด์พักอยู่ที่นั้นสองคืน มีผู้สนใจในการปฏิบัติธรรม ซึ่งเคยมาฝึกภาวนาธรรมกับท่านสุเมโธก็มีอยู่ไม่น้อย และมีผู้สนใจคิดอยากจะให้ตั้งสำนักสาขาของหลวงพ่อขึ้นอีกที่นั่นสักหนึ่งแห่ง แต่ท่านยังพิจารณาอยู่ว่าจะมีความเหมาะสมเพียงใดหรือไม่
การเดินทางไปประกาศสัจธรรมในต่างประเทศของหลวงพ่อชา สุภัทโท ทั้งสองครั้งนี้นั้น จึงถือได้ว่าหลวงพ่อได้นำหลักปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนา ไปเผยแพร่ยังต่างประเทศในนามของคณะสงฆ์และปวงชนชาวไทย ให้เป็นที่รู้จักของชนชาวตะวันตก เพื่อจะได้ดำรงคงอยู่ในภาคพื้นส่วนนั้นตลอดชั่วกาลนาน
หลวงพ่อได้เดินทางกลับคืนสู่ประเทศไทย เพื่อกลับมาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของสานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๒๒
หลวงพ่ออาพาธ
สังขารร่างกายของหลวงพ่อ ก็เกิดก่อมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งมีใจครอง เหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ เมื่อสังขารผ่านมานานวัน ยิ่งใช้งานมาก ความทรุดโทรมก็เร็วขึ้นกว่าปกติ
สมัยข้าพเจ้ามาอยู่กับท่านปีแรก ๆ เคยนั่งสนทนาธรรมกับหลวงพ่อตั้งแต่สองทุ่มจนกระทั่งถึงตี ๓ ตี ๔ บางโอกาสเคยเห็นท่านนั่งสนทนาธรรมกับญาติโยม ผู้สนใจในธรรมซึ่งเดินทางมาจากถิ่นไกล จนกระทั่งถึงรุ่งเช้าก็มีหลาย ๆ ครั้ง
ชีวิตของท่านเกิดมาเพื่อผู้อื่น มองเห็นประโยชน์เกื้อกูลแก่หมู่มนุษย์ผู้มาสู่ แม้จะอ่อนเพลียเมื่อยล้าสักปานใด ท่านก็ไม่แสดงออกถึงความอ่อนแอให้เห็น เพราะอาศัยความเมตตาเป็นที่ตั้ง แม้ลูกศิษย์จะอยู่ในสำนักสาขาใด ๆ จะไกลหรือใกล้ก็ตาม ท่านยังอุตส่าห์เดินทางไปให้กำลังใจและแนะนำการปฏิบัติ สนับสนุนอย่างทั่วถึง แต่สังขารร่างกายทุกอย่างก็มีความ แก่ เจ็บ ตาย ไปเป็นธรรมดา
ดังนั้นในปี ๒๕๒๐ ถึงแม้ความผิดปกติของร่างกายจะปรากฏขึ้นบ้าง แต่เพราะหลวงพ่อมุ่งประโยชน์เพื่อส่วนรวม ท่านก็ยังอดทนสู้ ได้เดินทางไปประกาศสัจธรรมในต่างประเทศถึงสองครั้งเป็นการนำธรรมโอสถจากดินแดนภาคตะวันออก ไปสงเคราะห์ชาวตะวันตกให้ได้รับประโยชน์อย่างดียิ่ง นี่คือพลังแห่งเมตตาธรรมซึ่งมีประจำอยู่ในหทัยของท่าน
หลวงพ่อเริ่มอาพาธ และเริ่มมีอาการปรากฏขึ้นทีละน้อย ๆ จนกระทั่งได้รับการผ่าตัดทางสมอง แต่ก็เป็นที่น่ายินดีที่ได้มีคณะแพทย์หลายท่าน หลายโรงพยาบาลได้ถวายการรักษาจนสุดความสามารถ ซึ่งบรรดาคณะศิษย์ทั้งหลายขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ และตามหนังสือรายงานแพทย์ ซึ่งนายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา และนายแพทย์สุพัฒน์ โอเจริญ แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กรุงเทพฯ ได้บันทึกไว้ว่า
หลวงพ่อชาอายุ ๖๔ ปี แข็งแรงเป็นปกติดี จนเริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ขณะเดินทางไปประเทศอังกฤษด้วยรู้สึกโงนเงน การทรงตัวไม่ค่อยดี ไม้เท้าซึ่งใช้ถืออยู่เป็นประจำอยู่แล้ว รู้สึกว่าจำเป็นต้องใช้ มีอาการหนักบริเวณต้นคอด้วย
ตั้งแต่นั้นมา อาการโงนเงนทรงตัวไม่ค่อยดี ก็เป็นมาตลอด บางระยะก็เป็นมาก บางระยะก็น้อย พ.ศ. ๒๕๒๓ มีอาการคลื่นไส้ มักเป็นตอนดึก มีน้อยครั้งที่เกิดอาเจียนด้วย อาการโงนเงนยังเป็นเช่นเดิม ไม่เคยถึงกับล้ม
พ.ศ. ๒๕๒๔ ราวเดือนกรกฎาคม เริ่มมีอาการความจำไม่ดี อาการโงนเงนทรงตัวไม่ดี ก็ทรุดลง มีอาการเมื่อย และอ่อนเพลียด้วย มีอาการหนักตึงต้นคอ แต่เมื่อฉันยาหม้อสมุนไพร อาการหนักต้นคอนี้หายไป ตอนนี้ตรวจพบว่าเป็นเบาหวานด้วย นายแพทย์สุเทพ และแพทย์หญิงประภา วงศ์แพทย์ ได้จัดยาถวายส่วนอาการอื่นยังคงอยู่ จนถึงกลางเดือนกันยายน รู้สึกอ่อนเพลียมากขึ้น และเบื่ออาหาร นายแพทย์อุทัย เจนพานิชย์ ได้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้ พบว่าปกติดี
อาการทรุดมากขึ้น ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๔ จึงเดินทางไปกรุงเทพฯ เข้าโรงพยาบาลสำโรง ขณะนั้นยังเดินเองได้ แต่ต้องช่วยพยุงบ้าง ได้ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซ้ำ พบว่าช่องภายในสมองขนาดเล็กลงกว่าครั้งแรก
จนถึงกลางเดือนมิถุนายน ๒๕๒๕ เมื่อเดินทางกลับไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ยังมีอาการทรงตัวไม่ค่อยดี เดินต้องพยุงและเดินไกล ๆ ไม่ได้ ผู้ดูแลสังเกตว่าขาข้างซ้ายยกไม่ค่อยถนัด สู้ข้างขวาไม่ได้ ความจำและการพูด บางวันดีพอสมควร บางวันเลอะเลือน บางระยะรู้สึกเพลียและไม่อยากพูดหรือทำสิ่งใด อาการเป็นมากขึ้นในระยะ ๓ สัปดาห์หลังนี้ บางวันเพลีย และพูดไม่มีเสียง เดินได้เพียงระยะไม่กี่ก้าว ต้องใช้รถนั่งเข็นไปในบริเวณวัดวันละสองครั้ง อาหารฉันได้น้อยลง
เมื่อปี ๒๕๒๕ อาการของหลวงพ่อทรุดลง ศิษย์จึงอาราธนาให้หลวงพ่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม รับหลวงพ่อไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ได้อยู่ในห้องชุดพิเศษที่ตึกจงกลณี อยู่โรงพยาบาลนาน ๕ เดือน มีศาสตราจารย์นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ในขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นหัวหน้าคณะแพทย์ถวายการรักษา
เมื่ออยู่จนอาการทรงและพ้นระยะอันตรายแล้ว แพทย์ให้พยากรณ์โรคว่าจะค่อย ๆ ทรุดลง คณะสงฆ์เห็นพ้องต้องกันว่าควรจะนิมนต์หลวงพ่อกลับวัดหนองป่าพง ทางกองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินเที่ยวบินพิเศษถวาย
ก่อนหน้านั้น ทางวัดได้จัดสร้างกุฏิหลังใหม่ไว้คอยท่า ด้วยพระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้ส่วนหนึ่ง คณะศิษย์ที่เคยอุปัฏฐากสม่ำเสมอโดยตลอด ได้ร่วมสมทบโดยเสด็จพระราชกุศลด้วยอีกส่วนหนึ่ง
ได้ออกแบบให้คล้ายไอซียู ในบริเวณป่าของวัด สร้างเป็นตึกชั้นเดียว หลังเล็ก จัดให้มีที่ทางที่สะดวกกับการถวายการอุปัฏฐาก และมีเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ จึงเอื้ออำนวยให้ถวายการดูแลได้ใกล้เคียงกับเมื่ออยู่ในโรงพยาบาล มีแพทย์จากโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์มาถวายตรวจอาการเป็นประจำทุกวัน บุรุษพยาบาลเปลี่ยนเวรกันมาเฝ้า คณะพยาบาลเอื้อเฟื้อให้ความสะดวกเต็มที่ และพระอาจารย์เลี่ยม ฐิตธมฺโม จัดเวรพระสงฆ์ศิษย์หลวงพ่อทั้งในวัดหนองป่าพงและตามสาขาต่าง ๆ ให้เข้าเวรวันละ ๒ ผลัด ๆ ละ ๔ องค์ และสามเณรอีก ๑ รูป มิได้ขาด
จนมีผู้กล่าวว่ามหาเศรษฐีก็มิอาจจะจ้างบุรุษพยาบาลได้ถึงวันละ ๑๐ คน หรือผู้มีบุตร ๑๒ คน เมื่อป่วยก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ลูกมาดูแลอย่างดีเท่าหลวงพ่อ
ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อเป็นผู้เปี่ยมด้วยเมตตา เป็นที่รักและเคารพของบรรดาศิษย์ พระที่เข้าเวรปฏิบัติหลวงพ่อนั้นต่างถวายแรงกาย แรงใจ และอุทิศเวลาให้หลวงพ่อเป็นปฏิบัติบูชาต่อผู้มีพระคุณยิ่งกว่าบิดาบังเกิดเกล้า คณะชีก็ผลัดเวรกันมาประกอบอาหารเหลวตามที่โภชนากรแนะให้ทุกวันมิได้ขาดเลย
เมื่อถึงระยะที่หลวงพ่อมีอาการสำลักบ่อยขึ้นขณะให้อาหารทางปาก แพทย์เห็นสมควรให้เปลี่ยนให้ทางสายยางลงกระเพาะ เพื่อป้องกันโรคปอดบวมแทรกจากการสำลักอาหารหรือเสมหะ พระอุปัฏฐากก็เรียนวิธีใส่สายยางจนชำนาญ มีการซ้อมใส่ตนเองก่อน ด้วยความหวังที่จะลดความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในหลอดคอและหลอดอาหารของหลวงพ่อในการใส่แต่ละครั้งให้เหลือน้อยที่สุดทีจะทำได้ นอกจากนี้ท่านยังเรียนวิธีตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะเพื่อดูระดับน้ำตาล เพื่อบันทึกและรายงานต่อแพทย์และปรับขนาดยาตามสั่งได้ถูกต้อง
แม้หลวงพ่อจะอาพาธนานนับปีแต่ผิวพรรณก็ดูผ่องใส และไม่เคยมีแผลกดทับอย่างผู้ป่วยเรื้อรังส่วนใหญ่
มีผู้กล่าวว่า การที่หลวงพ่ออยู่เป็นขวัญให้ลูกศิษย์หลายปีนั้น มีผลให้พระสงฆ์เจริญในธรรมและสามัคคี ร่วมแรง ร่วมใจ เร่งปฏิบัติบูชาแต่หลวงพ่อ ทำให้เกิดมีสาขาต่างๆ เพิ่มขึ้นทั้งในและนอกประเทศ
นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมเทปเทศนาของหลวงพ่อถอดความออกมาเป็นหนังสือแจกญาติโยมได้มากมายหลายเรื่องยังผลให้ฆราวาสผู้สนใจในคำสอนของหลวงพ่อมุ่งปฏิบัติธรรมมากขึ้น
มีคนเป็นหมู่คณะมากราบเยี่ยมหลวงพ่อเป็นประจำทุกวันจนต้องกำหนดเวลาเยี่ยมในภาคเช้าและเย็น เพื่อมิให้เป็นการรบกวนหลวงพ่อมากเกินไป พระอุปัฏฐากจะเข็นรถออกมาให้ญาติโยมได้กราบตามเวลาที่กำหนด รถเข็นนี้เป็นรถที่สั่งประกอบพิเศษจากประเทศอังกฤษ มีการวัดสัดส่วนของหลวงพ่อสั่งให้เขา (ทำนองเตียวกับการวัดตัวตัดเสื้อ) จึงใช้ได้ดี มีที่พยุงคอ แขนขาในสัดส่วนที่เหมาะเจาะ ผู้ที่ไม่เคยมากราบเยี่ยมอาจเข้าใจผิดว่าหลวงพ่อท่านนั่งได้เอง และไม่ได้เป็นอัมพาต
สำหรับโอสถที่ใช้เป็นประจำ ส่วนใหญ่เบิกได้จากโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ โอสถพิเศษที่ไม่มีในอุบลฯ ก็สั่งมาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์เสมอมา
ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ คณะพระสงฆ์ทั้งวัดป่านานาชาติซึ่งเป็นชาวต่างประเทศมาเยี่ยมถวายสักการะหลวงพ่อทุกวันพระเป็นประจำ มีอุบาสกอุบาสิกาโดยสารรถสองแถวมาด้วยเสมอ พากันมาสวดมนต์บทสำคัญ ๆ เช่น วิปัสสนาภูมิ และโพชฌงค์ เป็นต้นถวายหลวงพ่อ เป็นภาพที่ประทับใจแก่ผู้มาพบเห็นเป็นอย่างยิ่งต่อมาเมื่อมีคณะผู้ปฏิบัติธรรมจากกรุงเทพฯ มา ก็มีการสวดทำวัตรถวายหลวงพ่อด้วยเป็นครั้งคราว
ระยะต่อมา หลวงพ่ออาการหนักเป็นพัก ๆ มักจะเป็นระยะที่อากาศเปลี่ยนแปลงราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน หลวงพ่อต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ต้องเจาะคอเมื่อเมษายน ๒๕๓๑ เพื่อให้ดูดเสมหะได้ง่ายขึ้น
อาการของหลวงพ่อทรุดลงช้า ๆ ตามวัยและสังขารที่เสื่อมลงไป เหมือนกับหลวงพ่อสาธิตให้ศิษย์เห็นภัยในวัฏสงสารเห็นความเสื่อมไปสิ้นไปของสังขารว่า
“เรามีความแก่ ความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่มีใครจะล่วงพ้นความแก่ความเจ็บไข้ไปได้”
พระอุปัฏฐากเล่าว่า แม้หลวงพ่อจะไม่ได้แสดงธรรมเทศนา แต่ก็ได้เรียนธรรมจากหลวงพ่อเสมอเนื่องจากหลวงพ่อไปเข้า ไอซียู. ของโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์อยู่บ่อย ๆ จึงมีผู้ปรารภให้คณะศิษย์ร่วมสมทบทุนสร้างตึก ไอซียู. ให้แก่โรงพยาบาล ขณะนี้ก็ยังดำเนินการสร้างอยู่ยังไม่แล้วเสร็จเข้าใจว่ายังขาดงบที่จะซื้ออุปกรณ์อีก
มกราคม ๒๕๓๕ หลวงพ่อหอบมากจึงต้องเข้าโรงพยาบาลอีก แพทย์วินิจฉัยว่าหัวใจวาย ต่อมามีอาการไตวายแทรกด้วย แพทย์ให้การรักษาเต็มที่ อาการไม่ดีขึ้น คืนวันที่ ๑๕ มกราคม หลังจากที่ทราบว่าอาการของหลวงพ่อทรุดลงเรื่อย ๆ คณะสงฆ์เห็นสมควรนิมนต์หลวงพ่อกลับวัด เช้าวันที่ ๑๖ มกราคม เวลา ๕.๒๐ น. หลวงพ่อก็ละสังขารไปอย่างสงบ จากไปอย่างครูผู้ยิ่งใหญ่ในวันครู
ระยะนั้นเป็นระยะที่การก่อสร้างในวัดส่วนใหญ่สำเร็จแล้ว และพระสงฆ์ต่างชาติกำลังอบรมกรรมฐานกันที่วัดป่าวนโพธิญาณ มีพระอาจารย์สุเมโธศิษย์ฝรั่งองค์แรกของหลวงพ่อเป็นผู้อบรมธรรมอยู่ ส่วนพระสงฆ์ไทยก็เตรียมจะประชุมกันในเวลาอันใกล้กันนั้น ศิษย์จึงต่างเตรียมพร้อมที่จะมาชุมนุมกันที่วัดหนองป่าพงอยู่แล้ว เมื่อทราบข่าวหลวงพ่อจึงมากันอย่างพร้อมเพรียงกัน มากราบสักการะร่างของหลวงพ่อที่ทอดลงสอนมนุษย์เป็นครั้งสุดท้ายและต่างพากันปฏิบัติบูชาหลวงพ่ออย่างเข้มแข็ง

