ภาค ๑ ปฐมวัยก่อนบวช
ชาติกําเนิด
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านมีนามเดิมว่า จวน นามสกุล นรมาส
ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ตรงกับวันเสาร์ แรม ๑๐ คํ่า เดือน ๘ ปีวอก ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยนี้ถือเป็นยุครุ่งเรืองอีกยุคหนึ่ง เป็นยุคแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง เพราะมีครูบาอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” มาถือกําเนิดกันมากในรัชสมัยของพระองค์
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์ถิ่นกําเนิดของท่านไว้ดังนี้
“ขอเล่าประวัติ นายจวน นรมาส ประวัติเดิมต้นกําเนิดมีดังนี้ คือ นายจวน นรมาส นี้เกิดชาติกําเนิดเป็นชาติไทย เชื้อชาติไทย เกิดที่บ้านเหล่ามันแกว หมู่ที่ ๑๒ บ้านเลขที่ ๑๒ ตําบลดงมะยาง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี”
ปัจจุบันบ้านเหล่ามันแกว ขึ้นกับตําบลโคกกลาง อําเภอลืออํานาจ จังหวัดอํานาจเจริญ
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านประดุจเป็นผู้มีบุญมาเกิด เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวาสนาบุญญาธิการอันบําเพ็ญสะสมมาด้วยดีแต่อดีตชาติปางก่อน ฉะนั้น ท่านจึงมีรูปร่างหน้าตาอันสมส่วนงดงาม มีผิวพรรณวรรณะขาวเหลืองผ่องใส มีสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดเฉียบคม มีนิสัยจิตใจยึดมั่นในพระพุทธศาสนาและยึดมั่นในคุณธรรมความดี เป็นคนที่มีนํ้าใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาธรรม ถึงพร้อมด้วยความองอาจกล้าหาญ อดทน ขยันขันแข็ง เอาจริงเอาจัง รักษาสัจจะวาจา และมีกิริยามารยาท อ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาไพเราะ แต่เป็นคนใจร้อน มีความเคารพเชื่อฟังบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ แลดูแล้วเกิดความเพลินตาเพลินใจ โดยลักษณะเด่นเหล่านี้แสดงให้เห็นตั้งแต่ท่านยังอยู่ในวัยเยาว์
สําหรับถิ่นกําเนิดของท่านนั้นคือ เมืองอุบลราชธานี หรือเมืองดอกบัว อันได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองนักปราชญ์ และถือเป็นเมืองครูบาอาจารย์พระธุดงคกรรมฐาน เพราะเป็นถิ่นกําเนิดของพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานในยุคปัจจุบัน เช่น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร และเป็นถิ่นกําเนิดของพระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่นองค์สําคัญ เช่น หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่มหาปิ่น ปญฺญาพโล หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านพระอาจารย์ชา สุภทฺโท ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร เป็นต้น
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เป็นพระธุดงคกรรมฐานอีกองค์หนึ่งในสายท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งได้รับการเคารพยกย่องเทิดทูนอย่างสูงสุดว่าเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” เป็นพระสาวกบารมีญาณที่มีรูปโฉมงดงาม จนเป็นที่หมายปองของอิสตรีเพศตรงข้าม เฉกเช่นพระมหากัจจายนะ พระอรหันตสาวกรูปงามครั้งพุทธกาล
ท่านพระอาจารย์จวน ท่านเป็นผู้มีนิสัยวาสนาพระอรหันตสาวกรุ่งเรืองในจิตใจ จึงมีความมุ่งมั่นปรารถนาในการออกบวชเพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว ตั้งแต่อยู่ในวัยเด็กขณะเรียนหนังสือ อันแสดงถึงการสั่งสมบําเพ็ญบารมีอย่างดียิ่งถึงพร้อมมาแต่บุพชาติยาวไกลนานแสนกัป เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ท่านมีจิตใจศรัทธาออกบวช เฉกเช่นเดียวกับการสร้างบารมีของพระอรหันตสาวกทั้งหลายที่ต้องบําเพ็ญบารมีนานอย่างน้อยหนึ่งแสนกัป
เมื่อท่านออกบวชแล้วก็มีความเพียรเป็นเลิศ โดยเฉพาะด้านการภาวนา ท่านมีอุบายภาวนาอันแยบคายเป็นเลิศ มีนิมิตภาวนาเกิดขึ้นมากมาย และมีธรรมผุดขณะภาวนาเป็นภาษาบาลี เป็นที่อัศจรรย์ใจ เฉกเช่นท่านพระอาจารย์มั่น จนท่านพระอาจารย์มั่นถึงกับกล่าวชื่นชมว่า “ท่านจวนเป็นผู้มีกายและจิต สมควรแก่ข้อปฏิบัติธรรม”
และก่อนกาลมรณภาพของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพิจารณาด้วยอนาคตังสญาณแล้วเห็นว่า ท่านพระอาจารย์จวนเป็นศิษย์องค์หนึ่งที่มีบุญญาธิการมากและมีศักยภาพมาก ภายภาคหน้าจะเชิดชูวงกรรมฐาน และจะทําหน้าที่เป็นศาสนทายาทองค์สําคัญอีกองค์หนึ่ง ซึ่งท่านจะทําคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้กับพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ ด้วยจิตของท่านพระอาจารย์จวนนั้นก็เป็นจิตที่โลดโผนแปลกประหลาดอัศจรรย์มาก ธรรมมักผุดขึ้นเป็นบาลีเสมอๆ จิตก็ชอบออกรู้เห็นเรื่องราวแปลกๆ เช่น เทวดา เปรต ภูต ผี วิญญาณ ฯลฯ ซึ่งจิตประเภทนี้ในวงนักปฏิบัติมีจํานวนน้อยมาก และเป็นจิตที่สุ่มเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น จึงจําเป็นจะต้องมีครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงเห็นจริงคอยอบรมสั่งสอน ท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้ฝากและมอบหมายให้หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นผู้ดูแล หลวงปู่ขาวจึงเปรียบประดุจบิดาในทางธรรมของท่านพระอาจารย์จวน
นอกจากนี้ ท่านพระอาจารย์จวน ท่านยังมีคุณสมบัติทางธรรมละม้ายคล้ายคลึงกับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม คือ ท่านมีวาสนาบารมีธรรมสูงมาก เป็นผู้มีอภิญญา ๖ มากด้วยอิทธิฤทธิ์ และท่านเปล่งบันลือสีหนาทแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ได้อย่างงดงาม ทั้งชอบแสดงธรรมอันเป็นของจริงอย่างชนิดเข้มข้นเปิดเผย จนเป็นที่กล่าวขานรํ่าลือ ซึ่งทางโลกมักไม่เข้าใจทั้งตําหนิหาว่าไม่สุภาพ หยาบคาย และก็ไม่ยอมรับ แต่ทางธรรมเข้าใจและก็ยอมรับ ทั้งถือว่าเป็นยอดธรรม
โยมบิดาของท่านชื่อ นายสา นรมาส โยมมารดาของท่านชื่อ นางแหวะ สกุลเดิม วงศ์จันทร์
โยมบิดาเล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของท่านอพยพมาจากเวียงจันทน์ เป็นอุปฮาด (อุปราช) ของเวียงจันทน์ เมื่อมีภัยสงครามเกิดขึ้น เวียงจันทน์แตก อุปฮาดผู้เป็นต้นตระกูลก็พาครอบครัวอพยพมาครั้งแรกตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตําบลหนองบัวลําภู ต่อมาก็เคลื่อนย้ายถิ่นฐานบ้านช่อง กระทั่งท้ายที่สุดมาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีดังกล่าว
โยมบิดามีอาชีพทํานาและมีความรู้ทางด้านสมุนไพรมาก เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียง เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยได้อาศัย ถือเป็นหมอประจําบ้าน เพื่อนบ้านจึงรักใคร่นับถือ เมื่อทางการให้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้าน ก็คะยั้นคะยอจะให้โยมบิดาเป็น โยมบิดาหนีไปอยู่ในนาเสีย แต่ก็ยังได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านจนได้
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๗ คนด้วยกัน เป็นหญิง ๑ คน ชาย ๖ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๖ โดยมีชื่อเรียงตามลําดับดังนี้คือ
๑. นายเหีย นรมาส
๒. นายแดง นรมาส
๓. นายโลน นรมาส
๔. นางน้อยแสง หมายสิน (นรมาส)
๕. นายอ่อนจันทร์ นรมาส
๖. นายจวน นรมาส
๗. นายนวล นรมาส
โดยที่เด็กชายจวนเป็นน้องเล็ก เกือบเป็นคนสุดท้อง มีผิวขาวเหลืองคล้ายมารดา พี่ๆ จึงรักและเอ็นดูมาก โดยเฉพาะพี่สาวจะดูแลน้องชายคนนี้เป็นพิเศษ ครั้งหนึ่งเด็กชายจวนถูกพี่สาวดุว่าซนและจะไม่ให้กินข้าว เด็กชายจวนถือคําดุนั้นเป็นจริง ก็ไม่กินข้าว ออกไปเที่ยวต่อในนาเสีย พี่สาวต้องลงทุนอ้อนวอน แต่อ้อนวอนเท่าไร น้องชายก็ไม่ยอมกินข้าว เมื่อเห็นว่าน้องชายไม่กินข้าวจริงๆ แล้ว พี่สาวถึงกับนั่งร้องไห้เพราะสงสารน้องชาย
ปัจจุบันท่านพระอาจารย์จวนถึงแก่มรณภาพแล้ว คงเหลือแต่คุณงามความดีที่ท่านฝากไว้ทั้งด้านธรรมที่ท่านเทศนาไว้มากมาย และด้านวัตถุ เช่น บันไดและสะพานรอบภูทอกที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมหัศจรรย์ ส่วนพี่น้องทุกคนก็ถึงแก่กรรมหมดแล้ว เหลือแต่หลานๆ ของท่าน
ชีวิตปฐมวัยเรียนสอบไล่ได้ที่ ๑ ทุกชั้น
การจัดการศึกษาเล่าเรียนของภาคอีสาน ได้เริ่มต้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ในรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยมีท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นกําลังสําคัญ โดยท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้เริ่มจัดการศึกษาเป็นครั้งแรก โดยการจัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยแลภาษามคธ ขึ้นที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร หรือวัดสุปัฏน์ฯ อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกของภาคอีสาน จากนั้นการจัดตั้งโรงเรียนจึงค่อยๆ ขยายสู่ตําบลต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี และขยายสู่จังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน
การศึกษาเล่าเรียนของชาวชนบทสมัยนั้นถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะเป็นระยะเริ่มต้นของการจัดการศึกษา การจัดตั้งโรงเรียนในสมัยนั้นก็เป็นไปด้วยความยากลําบาก เพราะชนบทบ้านนอกทุรกันดารมาก การคมนาคมก็ไม่สะดวก บางแห่งก็ไม่มีครูสอน บางแห่งก็หานักเรียนไม่ได้ โรงเรียนตามต่างจังหวัดจึงมีจํานวนน้อย
ที่บ้านเกิดของเด็กชายจวนสมัยนั้นก็เช่นกัน ตําบลดงมะยางมีโรงเรียนเพียงแห่งเดียว เฉพาะที่บ้านดงมะยางอันเป็นบ้านตําบลเท่านั้น การไปเรียนหนังสือจึงลําบากมาก ต้องเดินไปด้วยเท้าทั้งไปและกลับ ตอนเช้ากว่าจะถึงโรงเรียน และตอนเย็นกว่าจะกลับถึงบ้าน ก็เหนื่อยแย่เต็มที เพราะระยะทางไกลมาก ต่อมาโรงเรียนได้ขยับขยายเข้ามาใกล้บ้านประมาณ ๒๐๐ เส้น (๘ กิโลเมตร) โรงเรียนได้มาตั้งอยู่ในวัดบ้านกุดสิน ตําบลดงมะยาง อําเภออํานาจเจริญ เมื่อเรียนขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ปีที่ ๔ ปีที่ ๕ และปีที่ ๖ โรงเรียนได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่วัดเจริญจิต บ้านโคกกลาง ติดกับบ้านเกิด ตําบลดงมะยาง อําเภออํานาจเจริญ ซึ่งเด็กชายจวนได้เรียนอยู่ตลอดมาจนจบออกจากโรงเรียน
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์ชีวิตในวัยเรียนของท่าน ไว้ดังนี้
“เมื่อเด็กชายจวนเกิดขึ้นมาแล้ว เจริญเติบโตขึ้นมาพอรู้เดียงสา เด็กชายจวนอายุประมาณ ๙ หรือ ๑๐ ปีนี้แหละ ได้เข้าโรงเรียนประชาบาล วัดเจริญจิต บ้านโคกกลาง ตําบลดงมะยาง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี
สมัยนั้นการศึกษาเล่าเรียนกันดารมาก และมีโรงเรียนน้อยที่สุด ตามชนบทบ้านนอก นักเรียนสมัยนั้นต้องเกณฑ์เข้าโรงเรียนอายุ ๙ ปี หรือ ๑๐ ปี จึงจะเข้าโรงเรียนได้ เพราะการเดินทางไกลไปเรียนลําบากไม่เหมือนสมัยนี้ ต้องเดินด้วยเท้า ตําบลหนึ่งมีโรงเรียนหนึ่งหรือสองโรงเรียนเป็นอย่างมาก มีเท่านั้นแหละ ตามหมู่บ้านต้องมาเรียนรวมกันในโรงเรียนนั้น ต่อมาสมัยนี้การศึกษาเล่าเรียนจึงขยายกว้างขวางออกไปมีทุกหมู่บ้าน และการคมนาคมก็สะดวก
เมื่อเด็กชายจวน คือ นายจวนได้เข้าศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ตั้งอกตั้งใจเรียน มีจรรยามารยาทดี ประพฤติตัวดีในโรงเรียน และไม่เคยขาดการศึกษาเล่าเรียน เว้นเสียแต่จําเป็น คือ การเจ็บป่วยหรือช่วยกิจธุระของผู้ปกครอง เสร็จจากการเรียนแล้วมีธุระอะไรก็ไปช่วยผู้ปกครองตามฐานะ
เด็กชายจวนในขณะที่เรียนอยู่ในโรงเรียนนั้น นับแต่เรียนประถมปีที่ ๑ จนถึงประถมปีที่ ๖ ซึ่งเป็นประถมบริบูรณ์ในสมัยนั้นสําหรับโรงเรียนตามชนบท เด็กชายจวนสอบไล่ได้ที่ ๑ ชั้นทุกชั้น ไม่มีได้ที่ ๒ เพราะเป็นผู้ขยันในการเรียนดี นับแต่ชั้นประถมปีที่ ๑ จนถึงชั้นประถมปีที่ ๖ สอบไล่ได้คะแนนเอก คือ รางวัลที่ ๑ ได้ที่ ๑ ของเพื่อนนักเรียนทุกๆ ชั้น และบางครั้งบางคราวครูยังให้สอนนักเรียนด้วยกันอีก เช่น ประถมปีที่ ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ถึงปี ๕ ซึ่งเด็กชายจวนเคยช่วยสอนเพื่อนนักเรียนด้วยกัน”
ชีวิตในวัยเรียนของท่านพระอาจารย์จวน แสดงถึงความเป็นเด็กนักเรียนที่ขยันเรียน เรียนเก่ง มีความประพฤติดี กิริยามรรยาทดี เป็นเด็กกตัญญูรู้คุณ รู้จักเสียสละโอบอ้อมอารี รู้จักทําตนให้เป็นประโยชน์ โดยท่านได้สนองคุณบิดามารดาและคุณครูบาอาจารย์ โดยรู้จักแบ่งเวลาเรียน แบ่งเวลาช่วยผู้ปกครองทํางาน และแบ่งเวลาช่วยครูสอนเพื่อนนักเรียนด้วยกัน โดยไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย ดังนั้น ชีวิตในวัยเรียนของเด็กชายจวน จึงเป็นที่รักใคร่ชื่นชอบของผู้ปกครอง พี่น้อง ครู ตลอดจนเพื่อนนักเรียน นับเป็นชีวิตแบบอย่างที่งดงามดีเลิศ ซึ่งเด็กนักเรียนทั้งหลายควรถือปฏิบัติตาม
พบพระธุดงคกรรมฐานและได้หนังสือพระไตรสรณคมน์
ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์จวนยังเป็นเด็กนั้น พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร เป็นที่ยอมรับในสังคมชาวพุทธแล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นการเดินธุดงค์ของพระธุดงค์นุ่งห่มจีวรสีคลํ้าๆ เดินแบกกลด สะพายบาตร ไปตามท้องทุ่งนา ตามป่าตามเขา เป็นเรื่องแปลกใหม่ในสังคม ดังนั้น เมื่อพระธุดงค์เดินไปไหน ผู้คนจึงแตกตื่นกลัวและพากันวิ่งหนี
ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น สองบูรพาจารย์ใหญ่วงพระธุดงคกรรมฐาน ได้บุกเบิกธุดงควัตรและปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจัง จากนั้นได้อบรมสั่งสอนชาวภาคอีสานออกบวชเป็นพระป่ากันมากมาย และได้กําเนิดกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานขึ้น เพื่อสั่งสอนให้ชาวภาคอีสานเลิกนับถือผี หันมาถือพระรัตนตรัย และหันมาปฏิบัติภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิ จากนั้นการปฏิบัติภาวนาจึงเริ่มเป็นที่นิยม และมีการปฏิบัติกันอย่างจริงจังไปทั่วทั้งภาคอีสาน
ในกาลต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญของท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น คือ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ได้เรียบเรียงหนังสือ แบบถึงพระไตรสรณคมน์ กับ แบบวิธีนั่งสมาธิภาวนา ตามที่คุณหา บุญมาไชย์ ปลัดขวาอําเภอพระลับ จังหวัดขอนแก่น ได้กราบอาราธนาให้เรียบเรียง
ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๔๗๘ ขณะที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เป็นเด็กอายุประมาณ ๑๔ – ๑๕ ปี ท่านได้พบพระธุดงคกรรมฐานเป็นครั้งแรก เด็กชายจวนได้เข้าไปปรนนิบัติรับใช้พระธุดงค์ด้วยความเลื่อมใส ทําให้ชีวิตของเด็กชายจวนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงและส่งผลให้ท่านฝึกหัดปฏิบัติภาวนาดําเนินตามรอยครูบาอาจารย์ โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ขณะที่นายจวนอยู่ในการศึกษาเล่าเรียนนั้นแหละ ยังไม่ออกจากโรงเรียน จําได้ว่าเรียนอยู่ในประถมปีที่ ๕ อายุราว ๑๔ หรือ ๑๕ ปีนี้แหละ มีพระธุดงคกรรมฐานองค์หนึ่ง ท่านพักอยู่ที่ทุ่งนาที่มีชายป่า แล้วก็เด็กชายจวนเห็นดังนั้น จึงไปตักนํ้าที่บ่อไปถวายท่าน ให้ท่านได้อาบ ได้ดื่มนํ้า ได้ฉันนํ้า เพราะคิดว่าในสมัยนั้นอยากจะได้ของขลัง คือ พระและตะกรุด คาถาจากพระธุดงค์ จึงมีความพอใจไปตักนํ้าจากนํ้าบ่อ หาบไปถวายท่าน เพื่อท่านจะได้ให้ตะกรุด คาถา หรือของรางของขลัง
เมื่อนายจวนได้ไปตักนํ้าถวายพระธุดงค์ ท่านก็รับสรงและกรองฉัน ท่านจึงถามว่า
“หนูเข้าโรงเรียนชั้นไหน เวลานี้ ?”
เลยตอบท่านว่า “เข้าอยู่ชั้นประถมปีที่ ๕ ครับ”
“เออ ! หนูนี่น่ารักนะ ถ้าออกโรงเรียนแล้ว เราจะเอาไปบวช จะบวชไหม ?”
“บวชครับ ผมคิดจะบวชอยู่ครับ” ตอบท่าน
ท่านเลยพูดว่า “ถ้าไปบวชกับเรา เราจะให้เป็นดี”
อย่างนี้ยิ่งมีใจอยากจะบวช เพราะอยากจะได้เป็นดี ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นดีอะไร ยังไม่สนใจ ยังไม่รู้ว่าจะเป็นดีอะไร ท่านก็เลยมอบหนังสือพระไตรสรณคมน์ ที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ใหญ่ ขนฺตยาคโมวัดป่าสาลวัน นครราชสีมา ที่ท่านแต่งไว้เรียกว่า “หนังสือพระไตรสรณคมน์” มอบให้ข้าพเจ้าคือเด็กชายจวน แล้วก็ท่านแนะนําวิธีให้ภาวนา บรรดาพระปฏิบัติตามหนังสือนั้น”
กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสร้างคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาประวัติของท่านพระอาจารย์จวนในตอนต่อไปนั้น เพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ล้นพ้นและไม่มีประมาณของกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ซึ่งท่านได้บําเพ็ญประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ต่อพระพุทธศาสนา ทําให้สถาบันพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ซึ่งย่อมส่งผลทําให้สถาบันชาติ และ สถาบันพระมหากษัตริย์ มั่นคงเข้มแข็งไปด้วย จึงขอกล่าวถึงคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงของกองทัพธรรมฯ ที่ท่านได้จาริกเดินเท้าธุดงค์ธรรมยาตรา ยอมสละชีวิต ยอมอดทนทุกข์ยากลําบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามป่าตามเขา ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล การคมนาคมเข้าไม่ถึงเพื่อประกาศเผยแผ่พระสัทธรรมคําสอนขององค์พระบรมศาสดา ดังนี้
การออกเดินเท้าจาริกธุดงค์ปักกลดตามป่าตามเขาของกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ในสมัยยุคแรกๆ มีประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล เพราะพระธุดงคกรรมฐานในสมัยนั้นท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและธุดงควัตร ท่านมุ่งมั่นฝึกฝนอบรมตนเองก่อน ตามที่องค์พระบรมศาสดาทรงสั่งสอนไว้ทุกประการโดยท่านมุ่งแต่งานภายในเท่านั้น ด้วยการบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา จนเป็นเนื้อนาบุญ เป็นสังฆรัตนะอันยิ่งใหญ่ของชาวพุทธ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวท่านเองต่อประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา ทั้งเป็นประโยชน์ต่อบรรดาทวยเทพ นาค ครุฑ มนุษย์ และสรรพสัตว์น้อยใหญ่ในสามแดนโลกธาตุ ซึ่งได้รับกระแสแห่งความเมตตาอันอบอุ่นฉํ่าเย็นที่ท่านได้แผ่เมตตาเป็นประจําวันทุกเช้าคํ่า ผู้ใดแม้เพียงได้พบเห็นท่านแล้วมีจิตใจเลื่อมใสก็เป็นบุญเป็นกุศลเป็นทัสนานุตริยะอันอุดมมงคล และหากผู้ใดได้มีโอกาสบําเพ็ญบุญ ได้ถวายการรับใช้ท่านก็ได้อานิสงส์อันไพบูลย์ยิ่ง ซึ่งกุศลผลบุญนั้นย่อมจะส่งผลให้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
การออกเดินธุดงค์ของพระธุดงคกรรมฐานในสมัยนั้น นอกจากทําให้สังคมชาวพุทธ โดยเฉพาะทางภาคอีสานเลิกนับถือผี หันมานับถือพระไตรสรณคมน์ หันมาเข้าวัดเข้าวา ไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติภาวนาด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิอย่างจริงจังกันแล้ว ยังเป็นการสร้างบุคลากรรองรับ เพื่อเป็นศาสนทายาท เพราะทําให้กุลบุตรกุลธิดาได้ติดตามบิดามารดาบําเพ็ญบุญ หากเด็กชายคนไหนมีจิตใจชื่นชอบ ก็ได้เข้าไปปรนนิบัติรับใช้พระธุดงค์อย่างใกล้ชิด และต่อมาหากเกิดความเลื่อมใสศรัทธาก็ได้ออกบวชเป็นพระธุดงค์
ซึ่งสมัยนั้นเมื่อชายหนุ่มมีอายุครบบวชก็ได้ออกบวชเป็นพระธุดงค์กันมากมาย จนกลายเป็นประเพณีอันดีงามของครอบครัวชาวภาคอีสาน บางองค์บวชแล้วมีวาสนาบารมีเต็มเปี่ยมถึงพร้อมก็ตั้งใจบวชไม่สึก ได้ออกประพฤติปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขา ตามรอยองค์พระบรมศาสดาและครูบาอาจารย์ จนบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันตสาวก และได้ทําหน้าที่เป็นศาสนทายาทสืบทอดข้อวัตรปฏิปทาธุดงควัตร ทําให้พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น เป็นที่เคารพศรัทธา เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศและต่างประเทศ อันส่งผลดีทําให้พระพุทธศาสนากลับมาเจริญรุ่งเรืองมั่นคงสถาพรอีกครั้ง ดังเช่น กรณีท่านพระอาจารย์จวนในวัยเด็กพบพระธุดงค์ซึ่งต่อมาท่านก็ได้ออกบวชเป็นพระธุดงค์ ออกเที่ยวรุกขมูลปฏิบัติธรรม จนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และท่านได้เป็นศาสนทายาทองค์สําคัญอีกองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ที่มีคุณธรรมและชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ รวมทั้งกรณีโยมมารดาของท่านพระอาจารย์จวนก็ได้เลิกนับถือผี หันมานับถือพระรัตนตรัย และได้ออกบวชเป็นแม่ชีประพฤติปฏิบัติธรรมจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
ซึ่งกรณีในวัยเด็กของท่านพระอาจารย์จวนนั้น ก็คล้ายๆ กับครูบาอาจารย์อีกหลายองค์ที่เกิดความเลื่อมใสศรัทธาแล้วออกบวช เพราะมีพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาไปโปรดถึงหมู่บ้านอันเป็นถิ่นกําเนิด เช่น กรณีหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ในวัยเด็กก็มีท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เมตตาไปโปรด และกรณีหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ในวัยเด็กก็มีท่านพระอาจารย์พาอริยวํโส เมตตาไปโปรด ซึ่งในขณะนั้นทั้งหลวงปู่เทสก์ และ หลวงปู่ชอบ ต่างก็อยู่ในวัยเด็กมีอายุเพียง ๑๐ กว่าขวบ ท่านทั้งสองมีบุญวาสนามาตั้งแต่เด็ก จึงได้มีโอกาสเข้าไปปรนนิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์อย่างใกล้ชิด จากนั้นก็ได้ขออนุญาตบิดามารดา เพื่อบวชเป็นผ้าขาวน้อยออกติดตามครูบาอาจารย์เดินธุดงค์รอนแรมตามป่าตามเขา บิดามารดาของท่านทั้งสองแม้เป็นห่วงเป็นใยมากเพียงไรก็ตาม แต่ท่านก็ไม่ขัดข้อง เนื่องจากความเคารพเลื่อมใสศรัทธาและความไว้วางใจในพระธุดงค์ทั้งมีความปรารถนาให้ลูกชายเติบใหญ่เป็นคนดี เป็นพระดี ซึ่งบิดามารดาก็จะได้รับอานิสงส์ผลบุญมหาศาลจากการบวชของลูกชายนานถึง ๑๖ กัป และในกาลต่อมาท่านทั้งสองก็ได้ออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เป็นครูบาอาจารย์ที่เลื่องลือรู้จักกันไปทั่วทั้งประเทศและต่างประเทศ
ภาพชีวิตของพระธุดงคกรรมฐานปักกลดตามป่าตามเขาชายหมู่บ้าน เพื่อบําเพ็ญสมณธรรม และออกเดินบิณฑบาตโปรดศรัทธาญาติโยมตามหมู่บ้านห่างไกล โดยมีเด็กชายตัวน้อยวัยใสซื่อสะอาดน่ารัก น่าเอ็นดู ได้เลื่อมใสศรัทธาคอยติดตามเฝ้าปรนนิบัติรับใช้ท่านอย่างใกล้ชิดถึงที่พัก ภาพการสนทนาพูดคุยกันระหว่างพระธุดงคกรรมฐานกับเด็กชายตัวน้อย และภาพพระธุดงคกรรมฐานคอยเมตตาอบรมสั่งสอนการทําข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ และการปฏิบัติภาวนาให้กับเด็กชายตัวน้อย ตลอดจนภาพพระธุดงคกรรมฐานแบกกลดสะพายบาตรออกเดินธุดงค์รอนแรมตามป่าตามเขา ซึ่งปกคลุมไปด้วยดงหนาป่าทึบ เต็มไปด้วยสัตว์ป่า ความมืดมิด และเต็มไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ นานัปการ โดยมีผ้าขาวเด็กน้อยจากครอบครัวอันแสนจะอบอุ่น เป็นศิษย์ตัวน้อยที่คอยเดินติดตามและปักกลดค้างแรมในป่า ซึ่งพักอยู่ไม่ห่างไกลกันมากนัก ภาพชีวิตเหล่านี้นับเป็นภาพชีวิตที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ฉันท์อาจารย์กับศิษย์ได้อย่างงดงามมาก แต่แฝงไว้ด้วยความน่าตื่นเต้นหวาดกลัวเป็นอย่างมาก และเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งในสมัยปัจจุบัน
ฉะนั้น จึงควรค่าแก่การจดจารึกถึงพระคุณอันใหญ่หลวงของกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่ท่านได้เสียสละชีวิต ออกเดินธุดงค์บําเพ็ญตามป่าตามเขาแสวงหาโมกขธรรมเพื่อตามรอยองค์พระบรมศาสดา และจากนั้นก็ได้ออกเดินธุดงค์ปักกลดไปทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อเผยแผ่ปกป้องรักษาพระธรรมวินัยและฟื้นฟูธุดงควัตร จนพระพุทธศาสนากลับมาเจริญรุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้ง โดยกองทัพธรรมฯ ได้สร้างคุณูปการที่เป็นคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ไพศาลและอย่างแท้จริง เพราะในสมัยนั้นมีทั้งภัยจากสงครามอินโดจีน สงครามโลกครั้งที่ ๒ และสงครามเย็นระหว่างค่ายตะวันตกกับค่ายคอมมิวนิสต์
ภัยอันตรายจากสงครามใหญ่และภัยอันตรายจากการทําลายของต่างศาสนาและต่างลัทธิความเชื่อในสมัยนั้น ซึ่งเผยแพร่ค่อนข้างหนักหน่วงและรุนแรงมาก กองทัพธรรมฯ ได้มีส่วนสําคัญทําให้สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รอดพ้นภัยอันตรายเหล่านั้นมาได้โดยตลอด ทําให้ชาติไทยเป็นปึกแผ่นคงความเป็นเอกราชมั่นคง และอยู่กันอย่างสงบสันติสุขภายใต้ร่มเงาแห่งธรรมของพระพุทธศาสนาจวบจนปัจจุบันนี้
พ่อแม่ครูอาจารย์กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานในสมัยนั้น นอกจากท่านจะเป็นที่พึ่งทางใจโดยการเทศนาว่าการให้กําลังใจ และสอนให้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยแล้ว ท่านยังเป็นที่พึ่งทางกายของบรรดาพุทธบริษัทได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น
ในช่วงบาทหลวงเผยแพร่ลัทธิศาสนาทางภาคเหนือ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ตลอดจนบรรดาพระศิษย์อาวุโสรุ่นแรกๆ ได้ออกเดินจาริกธุดงค์ตามป่าเขาดอยสูงเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านได้เมตตาสั่งสอนอบรมชาวป่าชาวดอย จนเกิดความศรัทธามั่นคง ไม่หวั่นไหวคลอนแคลนในการนับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นการสกัดกั้นการเผยแพร่ของลัทธิต่างศาสนาได้เป็นอย่างดี
ในช่วงสงครามอินโดจีน มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดในเมืองอุบลราชธานี ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านก็ไม่ยอมหลบหนีภัยออกนอกวัด ท่านนั่งสมาธิภาวนาอยู่ในโบสถ์วัดบูรพาราม เพื่อให้กําลังใจและความอบอุ่นใจกับศรัทธาญาติโยม
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เครื่องอุปโภคบริโภคเกิดความอดอยากขาดแคลนเป็นอย่างมาก ชาวบ้านไม่มีผ้า ท่านพระอาจารย์มั่นท่านได้เมตตาให้พระศิษย์ขนผ้านําออกแจกศรัทธาญาติโยม และเพื่อสงเคราะห์ชาวบ้านให้รอดพ้นจากอันตราย ท่านได้เมตตาเขียนตะกรุดยันต์ เมื่อมีทหารเอาปืนไปทดลองยิงหลายนัด ปรากฏว่าปืนไม่ลั่น เสียงแชะ แชะ แชะ พอยกปืนยิงขึ้นฟ้าเสียงปังดังสนั่น
ต่อมา บางคนที่ได้ทราบข่าวนี้ก็พากันไปขอของดีจากท่านพระอาจารย์มั่นที่วัด ส่วนมากจะได้เป็นแผ่นผ้าลงอักขระคาถาตัวยันต์ สําหรับตะกรุดแผ่นทองนั้นไม่ค่อยมี เพราะแผ่นทองสมัยนั้นหายากมาก ต่อมาไม่นานท่านพระอาจารย์มั่นคงเห็นว่ามากไป จนเกินเลย จึงบอกให้เลิก ท่านบอกว่า
“สงครามเขาจะสงบแล้ว ไม่ต้องเอาก็ได้ พวกตะกรุดยันต์ ผ้ายันต์เหล่านั้น เป็นของภายนอกสู้เอาคาถาบทนี้ไปบริกรรมแนบกับใจไม่ได้ ให้บริกรรมทุกเช้าคํ่าจนขึ้นใจ แล้วจะปลอดภัย อันตรายต่างๆ จะไม่มากลํ้ากรายตัวเราได้เลย”
คาถาบทนั้นว่าดังนี้ “นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา” มีความหมายว่า “ขอนอบน้อมท่านผู้หลุดพ้นแล้ว (จากกิเลส) ทั้งหลาย ขอนอบน้อมวิมุตติธรรม (ธรรมอันหลุดพ้น คือ พระนิพพาน)”
ตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านหนองผือก็ไม่กล้าไปขอของดีจากท่านอีก และเป็นความจริงตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นพูด ไม่ถึง ๗ วัน ก็ได้ทราบข่าวว่า เครื่องบินทหารอเมริกันไปทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิม่าและเมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ย่อยยับ จนในที่สุดประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม และสงครามโลกก็สงบจบสิ้นลง
และในช่วงภัยลัทธิคอมมิวนิสต์ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองป้ายสีท่านพระอาจารย์จวน กล่าวหาว่าท่านเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์ ท่านได้เมตตาเทศน์อบรมตอบข้อสงสัยต่างๆ จนเจ้าหน้าที่ที่ติดตามจะฆ่าท่าน เกิดความเข้าใจพระธุดงคกรรมฐานอย่างถูกต้องและได้กราบขอขมาท่านในที่สุด สําหรับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านได้ช่วยชาวบ้านชุมพลทั้งหมู่บ้านรอดตายจากการถูกวางยาพิษจากฝีมือของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และให้ชาวบ้านเข้ามาหลบภัยที่วัด เพราะชาวบ้านที่เปลี่ยนใจเลิกเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งตามกฎของคอมมิวนิสต์จะต้องถูกฆ่าแล้วจับนั่งยางเผาจนเหลือแต่เศษขี้เถ้า ท่านก็ได้ช่วยจนเหตุการณ์ทุกอย่างคลี่คลายสงบลง เป็นต้น
หัดภาวนาตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียน
ชีวิตในวัยเด็กของท่านพระอาจารย์จวน แตกต่างจากเด็กทั่วๆ ไปในหมู่บ้าน ที่ส่วนใหญ่พากันวิ่งเล่นสนุกสนานตามท้องไร่ท้องนา ตามประสาเด็กๆ ลูกชาวนาในชนบท ยังไม่รู้จักการปฏิบัติภาวนา นับเป็นวาสนาบารมีของเด็กชายจวน ทําให้ได้มีโอกาสพบและรับใช้พระธุดงค์ตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อเด็กชายจวนได้รับหนังสือ “พระไตรสรณคมน์” จากพระธุดงค์องค์นั้นแล้ว จึงได้หัดภาวนาตามหนังสือเล่มนั้นตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียนอย่างจริงจัง โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อเด็กชายจวนได้รับแล้ว กลับบ้านก็ไปตรวจดูหนังสือ แล้วก็ท่องเอาที่ในหนังสือพระไตรสรณคมน์นั้นมีการบอกไว้ดังนี้ คือ ก่อนที่จะภาวนา ให้ทําวัตรไหว้พระโดยย่อ แล้วให้แผ่เมตตาตน เมตตาสัตว์ ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์หรือท่านผู้มีคุณแล้ว ต่อไปท่านให้นั่งตั้งกายให้ตรง นั่งขัดบัลลังก์สมาธิ คือ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดํารงสติไว้เฉพาะหน้า คือ ใจ แล้วท่านให้นึกในใจบริกรรมว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆ ตอนนี้ต้องพนมมือไว้เพียงหัวใจ
เมื่อว่าเมื่อนึกว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๓ จบแล้วให้เอามือลง เอามือขวาวางทับมือซ้ายแล้วตั้งกายให้ตรง ดํารงสติไว้เฉพาะหน้า คือ ใจ ให้ระลึกแต่พุทโธๆ อยู่รํ่าไป ไม่มีกําหนดกี่ครั้งกี่หน ให้มีสติกํากับอยู่ด้วยพุทโธอย่างเดียว ไม่ให้จิตแส่ส่ายฟุ้งซ่านไปจากพุทโธ
นี้ในหนังสือท่าน อธิบายเรื่องการภาวนาพุทโธ ไม่ให้จิตฟุ้งซ่านไปอื่นจากพุทโธ ให้มีแต่อารมณ์เดียว คือ พุทโธอย่างเดียวอยู่กับใจ ให้ใจอยู่กับพุทโธ ให้พุทโธอยู่กับใจ มีสติรู้อยู่ ให้เอาสติเป็นผู้ปลูกจิตอยู่ในคําบริกรรมที่ว่าพุทโธๆ ให้พุทโธกับจิตเป็นอันเดียวกัน เจือกันเป็นอันเดียวกัน คือ พุทโธอย่างไร จิตก็อย่างนั้น จิตอย่างไร พุทโธก็อย่างนั้น นี้ท่านแนะตามหนังสือนั้น และเมื่อภาวนานึกพุทโธๆ ไป เมื่อจิตมันสงบลงก็ให้มีสติรู้ ตลอดถึงขณะที่บริกรรมนึกพุทโธๆ ก็ให้มีสติรู้อยู่กับคําบริกรรมว่าพุทโธๆ มิให้พลั้งเผลอ ส่วนสตินี้ท่านมิให้พลั้งเผลอเป็นเด็ดขาดทีเดียว ต้องกํากับอยู่เสมอ
นายจวนเมื่อตรวจดูหนังสือนั้นแล้ว ก็ไปปฏิบัติตามหนังสือนั้นแหละ และในหนังสือพระไตรสรณคมน์ท่านยังอธิบายไว้ยืดยาวอีกว่า เมื่อภาวนาพุทโธๆ อยู่ ถ้าจิตมันสงบก็นึกพุทโธๆ อยู่ หรือเมื่อจิตมันรวมลงสู่ภวังค์ หมายความว่ามันวางอารมณ์ที่บริกรรม โดยเฉพาะจิต ท่านว่าให้มีสติรู้และเมื่อจิตรวมลงแล้วก็ให้รู้ว่าจิตของเรามันรวม จิตนั้นจะวางคําบริกรรมว่าพุทโธๆ ในเมื่อจิตรวมแล้ว แต่อย่าไปรบกวนจิตที่รวมอยู่ ปล่อยให้จิตรวมอยู่อย่างนั้น แต่ให้มีสติรู้ในขณะที่จิตรวม
นี่ในหนังสือนั้น เมื่อเวลาจิตถอนจากการรวม พลิกขณะขึ้นก็ให้มีสติระลึกบริกรรมว่าพุทโธๆ อยู่อย่างนั้น มิให้พลั้งเผลอจากพุทโธ และเมื่อจิตมันสงบคือรวมลง ก็วางคําบริกรรมคือพุทโธเสียให้จิตรวมสงบอยู่อย่างนั้น ให้ปฏิบัติโดยวิธีนี้ไปเรื่อยๆ นี่ในหนังสือกล่าวไว้
และอีกอันหนึ่ง ท่านยังแสดงยํ้าไว้อีกว่า ในขณะที่เราบริกรรมว่าพุทโธๆ ก่อนจิตที่จะรวมถ้าเกิดนิมิตภาพต่างๆ แทรกขึ้น ก็อย่าไปคํานึงถึงนิมิตภาพนั้น จะเป็นนิมิตประเภทไหนๆ ก็ตามนิมิตนอกหรือนิมิตในก็ตาม นิมิตนอกแสดงภาพมา มีการเห็นโน้นเห็นนี่ ที่เรานั่งหลับตาภาวนาอยู่ เหมือนกับเห็นด้วยตาเนื้อ เช่น เห็นสัตว์ หรือเห็นผี ภูต ปีศาจ เห็นเป็นรูปเทวบุตร เทวดามา หรือเห็นเป็นรูปมนุษย์ที่คุ้นเคยกัน ให้ปรากฏเห็นอย่างนี้ อย่าไปคํานึง ให้นึกบริกรรมมีสติอยู่เฉพาะพุทโธๆ เท่านั้น หรือจะเห็นปีติ เป็นปีติเกิดขึ้นก็ตาม หรือเห็นแสงสว่างอะไรๆ ก็ตาม ที่แทรกขึ้นในขณะจิตที่จะรวมนั้นแต่ยังไม่รวม ก็อย่าไปคํานึงถึงนิมิตภาพที่ปรากฏขึ้นนั้น ให้บริกรรมแต่พุทโธๆ เท่านั้น มีสติอยู่แต่พุทโธๆ เท่านั้น
นี่สําหรับนิมิตภายนอกมีหลายอย่างหลายประการ บางทีเห็นเป็นรูปนิมิต บางทีได้ยินเสียงโน้นเสียงนี้ มีในหนังสือ ท่านมิให้คํานึงถึงนิมิต ส่วนนิมิตในที่เกิดแต่ใจนั้นได้แก่ ธรรมารมณ์ คือ อารมณ์ที่มันผุดขึ้น เมื่อจิตมันจะรวมลง ท่านว่าบางทีมีอารมณ์ต่างๆ มีธรรมะต่างๆ แทรกขึ้น ว่านี่คือมรรคคือผล หรือความรู้ต่างๆ แทรกขึ้น ก็อย่าไปกังวลกับนิมิตภายใน ความรู้อันแทรกขึ้นนั้น ให้มีสติบริกรรมแต่พุทโธๆ อย่างเดียว เพราะเหตุไฉน จึงมิให้ไปยุ่งกับเรื่องนิมิตนอก นิมิตใน เพราะเหตุว่าในเวลานั้นจิตของเรา ปัญญาของเรายังอ่อน อินทรีย์ของเรายังอ่อน ท่านว่าอย่างนั้น
ทีนี้เมื่อจิตมันรวม วางอารมณ์ วางคําบริกรรม ก็ให้มีสติรู้ เพราะจิตที่รวมนั้น ท่านแสดงในจิตลงสู่ภวังค์นั้นเป็นจิตที่ขาดจากอารมณ์ทั้งหมด สงบรวมลงจนไม่รู้สึกความเจ็บปวดเมื่อยขบแต่ประการใดๆ ภายในอารมณ์ของใจก็ไม่มี เป็นจิตที่บริสุทธิ์สว่างไสวอยู่อย่างนั้น จะหาความสุขอะไรมาเปรียบเทียบมิได้เลย ทีนี้เมื่อจิตมันรวมอยู่ก็อย่าไปรบกวนจิตให้ถอนขึ้น นี่หนังสือนั้นท่านแสดงไว้ เมื่อจิตถอนขึ้นแล้วก็ให้มีสติ บริกรรมว่าพุทโธๆ อยู่อย่างนั้น
ทีนี้เมื่อมันชํานิชํานาญในการบริกรรมและในการรวมของจิต ต่อไปฝึกหัดให้มีสติปัญญาแก่กล้าขึ้นไป ท่านให้น้อมจิตเข้ามาคิดพิจารณากายของตนนี้ให้เห็นเป็นของปฏิกูลพึงเกลียด เป็นของสกปรกโสโครก ท่านแสดงการพิจารณากายโดยย่อๆ ว่า ให้พิจารณาขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เหล่านี้ให้เห็นเป็นของสกปรกโสโครก เห็นเป็นของปฏิกูลพึงเกลียด ให้เห็นเป็นซากศพ ซากผี ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นของมิใช่ตน มิใช่ของตน มิใช่ของของตน ดังนี้ และต่อไปก็จะเกิดความเบื่อความหน่ายคลายเสียซึ่งความรัก ความกําหนัด ความยินดีในอัตภาพร่างกายของตน นี่ท่านแสดงโดยย่อๆ
เมื่อข้าพเจ้านายจวนได้รับหนังสือจากพระธุดงคกรรมฐานนั้นแล้ว ก็ไปตรวจดู ไปอ่านดูไปท่องทําวัตรย่อ เมตตาตน เมตตาสัตว์ได้แล้ว ก็เลยทดสอบทําตามหนังสือนั้นอธิบายไว้ ในขณะที่ยังเป็นเด็กอยู่ เป็นเด็กนักเรียนอยู่ เวลากลางคืนเมื่อรับประทานอาหารแล้ว ถึงตอนเวลาจะเข้าที่นอนเข้าที่นอนแล้ว นายจวนก็ไหว้พระ ทําวัตรย่อ เมตตาตน เมตตาสัตว์ เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิภาวนานึกบริกรรมพุทโธๆ ในใจ บางครั้งบางสมัยปรากฏว่า ร่างกายของตนนั้นพองขึ้น พองขึ้น แต่จะเป็นอะไร นายจวนก็ไม่คํานึงถึงความพองของร่างกาย มีใจนึกอยู่แต่พุทโธๆ เท่านั้น
บางครั้งเหมือนกับตนจะลอยขึ้นบนอากาศ บางครั้งทําให้ร่างกายของตนปรากฏว่าเหี่ยวแห้ง หรือยุบลง ยุบลง ยุบลง บางครั้งทําให้จิตใจริบหรี่ ริบหรี่ลง แล้วเข้าไปอยู่ใสบริสุทธิ์เฉพาะใจ อย่างนี้นายจวนก็ไม่คํานึง มีแต่บริกรรมอย่างเดียว
บางครั้งก็เกิดแสงสว่างซัดผ่านมา คล้ายๆ กับว่าเรามองตาเห็น แล้วก็ผ่านเข้าไปในทางใจนายจวนก็ไม่คํานึงถึงนิมิตภาพเหล่านั้น มีแต่นึกบริกรรมพุทโธๆ อยู่รํ่าไป เป็นอะไรก็ไม่รู้ บางทีทําให้กายสะท้านหวั่นไหวซาบซ่านไปเลย สําคัญว่า ผีเข้าเจ้าทรง แต่ว่าทําให้ร่างกายนั้นสบายและจิตใจปลอดโปร่ง
นายจวนปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ทั้งเป็นนักเรียน ไม่เคยละ ไม่เคยวาง และจะเป็นอย่างไร นายจวนนั้นก็ไม่วางคําบริกรรม พุทโธๆ อยู่เรื่อยไป รํ่าไป นี่ในขณะที่เป็นนักเรียนเริ่มแรกที่สุด”
ออกจากโรงเรียนช่วยผู้ปกครองทํางาน
ท่านพระอาจารย์จวน ขณะอยู่ในวัยเด็ก ท่านเป็นเด็กดีมีความกตัญญูกตเวที รู้จักรับผิดชอบช่วยงานผู้ปกครอง โดยท่านได้ช่วยงานผู้ปกครองตั้งแต่ขณะเรียนหนังสือ เมื่อเรียนจบชั้นสูงสุดของโรงเรียน ท่านออกจากโรงเรียนแล้ว ท่านก็ยังอยู่ช่วยผู้ปกครอง โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว อายุ ๑๖ ปี ออกจากโรงเรียนแล้ว ก็ประกอบกิจการงานช่วยผู้ปกครองตามฐานะ ผู้ปกครองของเด็กชายจวนอาชีพมีการทํานาเป็นประจํา”
ในขณะเรียนหนังสือ เด็กชายจวนได้ช่วยผู้ปกครองตามหน้าที่ของลูกชาวนาหมาเต่า (ยากจน) โยมบิดาของท่านมีหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้านปกครองหมู่บ้านเหล่ามันแกว เมื่อเด็กชายจวนอ่านออกเขียนได้ดีแล้วก็ช่วยโยมบิดาทํางานในหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านไปด้วย เช่น งานสํามะโนครัว เป็นต้น เมื่อเด็กชายจวนออกจากโรงเรียน เพราะเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ อันเป็นชั้นเรียนสูงสุด เด็กชายจวนก็ยังช่วยงานผู้ปกครอง
โยมบิดาเป็นผู้ใหญ่บ้านเหล่ามันแกวอยู่นานติดต่อกันถึง ๘ ปี เพราะโยมบิดาเป็นหมอสมุนไพรชอบช่วยเหลือรักษาชาวบ้านเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ชาวบ้านจึงให้ความรัก ความนับถือ และไว้วางใจมากเมื่อโยมบิดาได้ถึงแก่กรรม โยมมารดาก็ปกครองทรัพย์สมบัติและเลี้ยงดูลูกทุกคนมาด้วยความรักความอุตสาหะ ซึ่งขณะนั้นเด็กชายจวนมีอายุได้ ๑๖ ปีแล้ว จําได้ว่าชาวบ้านรักและอาลัยโยมบิดามาก หน้าที่งานสํามะโนครัวของเด็กชายจวนจึงเป็นอันยุติไปปริยาย ส่วนการทํานาอันเป็นอาชีพหลักของครอบครัวนั้น เด็กชายจวนก็ยังอยู่ช่วยครอบครัวต่อไป
ท่านเป็นชายหนุ่มมีคุณสมบัติที่ดีเลิศ
ตามปกติของชายหนุ่มรูปงามผิวพรรณดี เรียนหนังสือเก่ง ความประพฤติดี มีนิสัยจิตใจงดงามนิยมชื่นชอบแสวงหาความสุขทางธรรม ชายหนุ่มที่มีคุณสมบัติที่ดีเพียบพร้อมเหล่านี้นับว่าหาได้ยากยิ่ง หากมีในชายคนใดแล้ว ชายคนนั้นย่อมจะเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทั้งหลาย ด้วยความปรารถนาอยากได้เป็นคู่ครองที่ดี ไว้ฝากเป็นฝากตายซึ่งกันและกัน หากเกิดเป็นบุตรหลานของตระกูลใด ตระกูลนั้นย่อมจะมีความภาคภูมิใจในบุตรหลานของตน ด้วยความปรารถนาบุตรหลานจะรักษาและนําชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล หากได้เป็นศิษย์ในสํานักอาจารย์ใด สํานักอาจารย์นั้นย่อมจะเจริญก้าวหน้า ด้วยความปรารถนาศิษย์จะรักษาสํานักให้ดํารงอยู่อย่างมั่นคง
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ในวัยหนุ่มท่านมีคุณสมบัติที่ดีเลิศถึงพร้อมด้วยกาย วาจา ใจดังกล่าว ท่านจึงเป็นชายหนุ่มที่มีสาวๆ ชื่นชอบหมายปอง แต่ท่านกลับไม่ได้ชื่นชอบสาวคนใด ท่านจึงไม่เคยสัญญาจะแต่งงานอยู่กินมีครอบครัวกับหญิงสาวคนใด ซึ่งแตกต่างกับชายหนุ่มทั่วไป เพราะฆราวาสวิสัยแล้วย่อมปรารถนาที่จะแต่งงานมีครอบครัวอันอบอุ่น
ด้วยท่านเป็นอภิชาตบุตร เป็นบุตรที่ดีมีคุณธรรมสูงกว่าบิดามารดา เป็นบุตรชั้นสูง สร้างความเจริญแก่วงศ์ตระกูล เป็นบุตรอันเลิศประเสริฐเก่งยิ่งกว่าบิดามารดา ท่านจึงรักบิดามารดา อยู่กับบิดามารดา และช่วยงานบิดามารดา อีกทั้งท่านมีนิสัยวาสนาโน้มเอียงมาทางธรรมตั้งแต่อยู่ในวัยเด็กขณะเรียนหนังสือ ท่านจึงไม่ปรารถนาไปมีครอบครัว แม้กระนั้นก็ตามก่อนบวช ครั้งหนึ่งในชีวิตของท่าน ด้วยท่านยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ท่านจึงเคยแอบไปหลงรักสาว
แอบหลงรักสาว – สมัญญา “แพทย์ตรวจขี้”
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเรื่องการครอบงํารัดตรึงใจของบุรุษและสตรีไว้ดังนี้
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะภายในหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อายตนะภายนอกหก คือ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง
ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะใดๆ ที่จะครอบงํารัดตรึงใจของบุรุษได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะแห่งสตรี
ภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะใดๆ ที่สามารถครอบงํารัดตรึงใจของสตรีได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะแห่งบุรุษ”
ดังเช่น เรื่องพระนันทะหลงรักความงามของนางชนบทกัลยาณี โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“เมื่อเวลาพระองค์ได้ฝึกฝนทรมานพระนันทะ เนื่องจากพระองค์ทราบอุปนิสัยของพระนันทะโดยสมบูรณ์แล้วว่าจะได้บรรลุธรรมอย่างแน่นอน จึงต้องได้แยกจากสิ่งเหล่านั้นออกมา ถึงจะเสียดายก็ตาม เสียดายขนาดไหนก็ตาม รักขนาดไหนก็ตาม เรื่องเหล่านี้มันเคยรักเคยชัง เคยเสียดายมาแล้วขนาดไหน มันวิเศษขนาดไหน นี่พูดง่ายๆ ว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงทราบหมดแล้ว และธรรมเหล่านี้พระนันทะเคยทราบแล้วเหรอ ซึ่งเป็นของวิเศษนี้ เพราะฉะนั้นจึงแยกพระนันทะออกมาจากความรักความชอบใจในนางชนบทกัลยาณีที่ว่างามในโลก นั่น
งามขนาดไหน รักชอบขนาดไหน ทั้งๆ ที่จะแต่งงานกันอยู่สดๆ ร้อนๆ ในขณะนั้น พระองค์ก็เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เคยผ่านมาแล้ว เคยเป็นมาแล้ว มันพาโลกพาสงสาร พาใครให้วิเศษที่ไหน มันก็คือเรื่องของการจมในวัฏฏะนั่นเอง ส่วนที่จะพรากพระนันทะออกไปบวช เพื่อได้สลัดสิ่งเหล่านี้ออกจากใจถึงพระนิพพานสดๆ ร้อนๆ ทั้งเป็นทั้งตายอันเป็นของวิเศษมากนี้ มันวิเศษยิ่งกว่านั้นเป็นไหนๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่อาลัยเสียดาย”
ท่านพระอาจารย์จวนในวัยหนุ่มก่อนออกบวชก็เช่นกัน ท่านเคยแอบหลงรักสาว แต่ด้วยท่านมีปัญญามาก ท่านใช้ปัญญาพิจารณาจึงรอดพ้นได้ โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ต่อแต่นั้นออกจากโรงเรียนอายุ ๑๖ ปี เมื่ออายุ ๑๘ ปี ก็ได้เข้าทํางานราชการกรมทางหลวงแผ่นดิน สายอุบลราชธานีและจังหวัดนครพนม ทําอยู่ ๔ ปี จึงได้ออกจากกรมทางฯ และในขณะที่นายจวนอยู่ฆราวาสอายุราว ๑๘ ปีนั่นเอง กําลังอยู่ในวัยคะนอง คือ ปฐมวัย วัยรุ่น สมัยนั้น ขณะนั้นนายจวนไม่เคยรักหญิงสาวคนหนึ่ง เพราะหญิงสาวคนนั้นเขาก็เป็นคนไม่มีรูปร่างสวยอะไร ธรรมดาแต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนขี้ร้ายขี้เหร่อะไร ก็เป็นธรรมดาๆ นี่ หญิงสาวคนนั้นเขาอายุราว ๑๖ ปี ข้าพเจ้านายจวนอายุ ๑๘ ปี และแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเกิดความรัก ความกําหนัด ความยินดีในหญิงคนนั้นว่าเขาเป็นคนสวยคนงามอย่างใดเลย
อยู่มา สมัยนั้นแหละ หญิงสาวคนนั้นเขาจะออกไปถ่ายอุจจาระที่นอกบ้าน ที่ในป่าตามชายป่านอกบ้าน ป่าละเมาะที่ตามชายบ้าน และหนทางเขาจะเดินผ่านก็ผ่านหน้าบ้านของนายจวนนั่นเอง และบ้านของนายจวนก็ตั้งอยู่ริมทางนั่นเอง ผินหน้าบ้านไปทิศทางนั่นเอง หญิงคนนั้นตอนเช้าเขาเดินผ่านหน้าบ้านของนายจวนไปถ่ายอุจจาระที่ป่าละเมาะตามชายบ้าน นายจวนเห็นเขาทุกวันๆ และหญิงสาวคนนั้นเขาไม่นุ่งเสื้อ ไม่ถือแพรปกปิดกายเบื้องบนเลย ปล่อยไว้เลย มีแต่เครื่องนุ่งเท่านั้นส่วนอวัยวะตั้งแต่สะดือขึ้นไปถึงศีรษะของเขาเห็นหมด เขาปล่อยโล่งไปหมดเลย ไม่มีอะไรปิดคลุมไว้
นายจวนตอนเช้าลุกขึ้นล้างหน้า ลุกขึ้นล้างหน้าทุกวันๆ แล้วก็เห็นหญิงสาวคนนั้นเดินผ่านหน้าบ้านไปถ่ายอุจจาระที่ป่าละเมาะทุกวันๆ เห็นวันแรกใจก็ไม่ปฏิพัทธ์รักใคร่กับหญิงคนนั้นเลย เมื่อเห็นเข้าหลายวันๆ เลยนึกขึ้นในใจว่า “แหม ! หญิงสาวคนนี้นมมันงาม เต็มอกเลย สวยจริงๆ” นี่ธรรมดาหญิงสาวขึ้นใหม่อายุราวขนาด ๑๖ – ๑๗ ปีนี้ สีสันวรรณะต้องผ่องใสทีเดียว นายจวนก็เลยไปถือว่านมของเขางาม เกิดความรักความพอใจในนมของเขาวันแรก ต่อมาหลายวันเลยงามไปหมดทั้งตัวของเขาเลย งามไปหมดทั้งขี้ ทั้งขน ทั้งตนตัวของเขาว่างามไปหมด เกิดความรักความพอใจในตัวของเขาหมด ไม่มีเหลือเลย
ทีนี้นายจวนก็เลยมาคิดว่า “แหม ! แต่ก่อนเราไม่เคยรักหญิงสาวคนนี้เลย มาบัดนี้ทําไมรักเขา ว่าเขาสวยเขางาม เพราะเหตุอะไร นายจวนพิจารณาเลยรู้ว่า เพราะเหตุเราไปดูนมเขา เมื่อดูนมเขาเห็นว่านมเขางาม ต่อมามันก็งามไปหมด เพราะเหตุนี้แหละ”
เมื่อเป็นเช่นนี้ อยู่มาสมัยหนึ่ง หรือวันอื่น นายจวนจึงนึกคิดขึ้นในใจว่า “เย็ดแหม่มันนี่เว้ย !” (ท่านด่าตัวเอง) ว่าซั่น (ว่างั้น) “เราจะไปด้อมมองดูอุจจาระของหญิงสาวคนนี้ซิ มันสวย มันงาม มันมีขี้ไหม ? ขี้มันสวย มันงามไหม ?” นี่นึกขึ้นในใจ
พอวันใหม่รุ่งเช้า รุ่งเช้าขึ้นหญิงคนนั้นก็ไปถ่ายอุจจาระตามเคย เมื่อหญิงคนนั้นไปแล้วนายจวนก็ด้อมมองไปข้างหลัง เมื่อหญิงคนนั้นเข้าป่าถ่ายอุจจาระออกมา นายจวนก็รีบเข้าไปดูอุจจาระของเขา แต่วันแรกไม่ทันสุกร คือ หมูกินอุจจาระของหญิงสาวคนนั้นเสียหมด ไม่ให้เหลือหลอเลยหมูกินเสียหมดในวันนั้น นายจวนก็หมดท่าหมดหวัง กลับออกมาเปล่าๆ ไม่ได้อะไรเลย
วันหลังมา วันใหม่มา นายจวนตั้งกติกาปฏิบัติตัวใหม่ ว่าวันนี้เราต้องไปก่อนหมู ไปคอยดักหมูไว้ มิให้หมูมากินก่อน เมื่อวันใหม่หญิงคนนั้นรุ่งเช้าก็ไปถ่ายอุจจาระที่ป่าละเมาะเหมือนตามเคย เมื่อเห็นหญิงคนนั้นไป นายจวนก็เข้าทางใหม่ ไปสกัดหมูไว้ มิให้หมูมากินอุจจาระของหญิงสาวคนนั้น เมื่อหญิงสาวคนนั้นเขาถ่ายอุจจาระเรียบร้อยแล้ว เขาก็ออกจากป่า ซึ่งเขาเองไม่รู้ว่าข้าพเจ้าไปดักไปคอยอยู่ที่นั่นเลย คือไม่ให้เขารู้สึกตัว และหน่อยหนึ่งหมูก็มา ข้าพเจ้าก็สกัดตีหมูไว้ ไล่หมูไว้
เมื่อเขาออกจากป่าแล้ว ข้าพเจ้าจึงไปดูอุจจาระของเขา อุจจาระของหญิงสาวคนนั้นเหลวๆ แล้วก็สีเหลือง แล้วก็มีตัวตืดตัวแป (พยาธิตัวแบน) แล้วก็ตัวตืดตัวเส้นด้ายเต็มอุจจาระเลย นายจวนยืนเพ่งดู เลยบอกตนเองว่า
“เอาสิ ท่านชอบเขาไหมเล่า ? ว่าเขาสวยเขางาม”
ใจก็เลยบอกขึ้นว่า “ฮึ ! ฮึ ! ไม่เอา”
ว่า “ทําไมไม่เอา ท่านรักเขาเนี่ย ต้องรักทั้งขี้ทั้งขนสิ อย่าไปรักเผินๆ สิ” นี้นายจวนว่า
ให้เอาก็ไม่เอา
ให้จับเอา “ฮึ ! ไม่เอา”
ให้ดม “ฮึ !” จิตมันบอก “ไม่ดม”
ให้เอาใส่กระเป๋ากางเกง “ฮึ ! มันสกปรกมันเปื้อน”
ให้กิน “ฮึ ! มันไม่กิน”
นั่น เมื่อเป็นเช่นนี้ นายจวนเพ่งพิจารณาดูอุจจาระของหญิงสาวนั้นแล้ว เลยออกมาจากป่า กลับบ้าน ครั้นกลับบ้านแล้ว นายจวนก็เลยมาพิจารณาว่า “คนเรานี้ถึงจะมีรูปสะสวยอย่างไรก็ตามมันต้องมีขี้ มันต้องมีขี้อย่างนี้แหละ”
อีกครั้งที่สอง นายจวนไปตรวจดูอุจจาระของหญิงสาวคนหนึ่ง อุจจาระของหญิงสาวคนนี้ที่เขาถ่ายในป่า ไม่มีตัวตืด แต่มีมูกติดอยู่ นายจวนเลยมาเล่าเรื่องเหล่านี้ให้หญิงสาวทั้งหลายฟัง เขาเลยตั้งข้าพเจ้า ให้นามสมัญญานายจวนว่า “แพทย์ตรวจขี้” ดังนี้ นี่แหละ จากนั้นมา นายจวนก็เลยคลายความรักจากหญิงสาวคนนั้นมาเป็นลําดับๆ จนหมด ไม่มีเหลือเลย
จะเป็นเหตุเผอิญ เผอิญอย่างไรไม่ทราบ ในขณะนั้นจึงนึกคิดไปดูอุจจาระของเขา แล้วมาพิจารณาดูในสมัยนี้ สมกับคติที่ท่านว่า
“เห็นรูปงาม คนทรามปัญญา รูปนี้มีขี้ ไม่ดีเบื้องหลัง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เบื้องหน้า ปลงปัญญาดูจะรู้เห็นตามเป็นจริง”
ดังนี้ อาจจะเป็นจริงดังคติธรรมที่ท่านว่าไว้ เมื่อพวกเราได้ฟังแล้ว โปรดพากันน้อมเข้าไปพิจารณารูปร่างกายของเราสิ ด้วยความมีสติ ด้วยความมีปัญญา อาจจะตัดความเคลือบแคลงสงสัยได้ ว่ามันสวยมันงามอยู่ที่ไหน เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นก็จะรู้เห็นตามเป็นจริง ละวางความรัก ความกําหนัด ความยินดีในร่างกายอันนี้ได้ ไม่มีความสงสัยเลย ต่อแต่นั้นนายจวนก็หายจากความรักในหญิงสาวคนนั้น”
เรื่องอุบายตรวจขี้ของหญิงสาว ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องหลวงปู่ขาว อนาลโย ชมท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนนี่อย่างผู้หญิงเนี่ยมันมีมา ท่านมีอุบายละเอียดอ่อนมาดี มีใครที่จะไปพิจารณาอสุภะอย่างนั้นตั้งแต่เป็นโยม ? อุบายไปตรวจขี้เขานั่นแหละ พอหลวงปู่ขาวรู้เรื่องประวัติหลวงปู่จวนไปตรวจขี้นี่นะ ท่านว่า “โอ้ย ! ท่านจวนนี่เป็นพระแต่ยังไม่บวชเลย” ท่านมีอุบายแก้ไข มีกรรมฐานตั้งแต่ยังไม่บวชเลย ยังไม่มีใครเป็นอุปัชฌายะสอนเลย คือมีนิสัยมาก่อนไง”
ชีวิตในวัยทํางาน เริ่มแสวงหาธรรม
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ขณะเป็นฆราวาสอยู่ในวัยทํางานนั้น ท่านได้เข้ารับราชการที่กรมทางหลวงแผ่นดินเป็นเวลา ๔ ปี ประวัติชีวิตในการทํางานราชการ ด้วยอุปนิสัยใจคอของท่าน ท่านเป็นคนดี คนเก่ง หน้าตาดี ผิวพรรณดี เป็นคนใจบุญ มีศีลธรรม เฉลียวฉลาด ขยันขันแข็ง เอาจริงเอาจัง ฯลฯ ทําให้เชื่อมั่นได้ว่า ในขณะที่ท่านเป็นข้าราชการทํางานอยู่นั้น ท่านต้องประกอบหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ตรงต่อเวลา ซื่อตรง อดทน มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ทั้งทุ่มเทเสียสละอุทิศตนทํางานอย่างขยันขันแข็งเต็มกําลังความสามารถ มีนํ้าใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน และรักษาผลประโยชน์ของทางราชการเป็นอย่างดี ท่านต้องเป็นตัวอย่างของข้าราชการที่ดีคนหนึ่งในสมัยนั้นอย่างแน่นอน และท่านย่อมเป็นที่ไว้วางใจและเป็นที่รักใคร่ของผู้บังคับบัญชาและเพื่อนข้าราชการทั้งหลาย รวมทั้งเป็นขวัญใจและเป็นที่ชื่นชอบหมายปองของเพื่อนสาวๆ ในสมัยนั้น หวังให้ท่านเป็นคู่ครองฝากเป็นฝากตายกัน
และกิจวัตรสําคัญอย่างหนึ่งที่ท่านทําเป็นประจําก่อนนอนทุกคืน ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กนักเรียน คือ การไหว้พระ ทําวัตรย่อ เมตตาตน เมตตาสัตว์ เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิภาวนานึกบริกรรมพุทโธๆ ในใจ ก็เชื่อมั่นว่าในวัยทํางาน ท่านได้นั่งสมาธิภาวนาอย่างต่อเนื่อง
ชีวิตในวัยทํางานของคนหนุ่มโดยทั่วไปส่วนใหญ่ เมื่อมีเงินมีทองแล้ว ต่างก็ไม่ได้ดําเนินตามหลักธรรมคําสอนของพระพุทธศาสนา ต่างก็ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ มักจะหลงมัวเมาในอบายมุขอันเป็นโลกียสุขที่ไร้สาระ ส่วนชีวิตในวัยทํางานของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ นั้น ท่านกลับใช้ชีวิตแตกต่างกับคนหนุ่มทั่วๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ท่านรู้จักบาปบุญคุณโทษ โดยท่านยึดหลักการใช้ชีวิตตามหลักธรรมคําสอนของพระพุทธศาสนาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“เมื่ออายุย่างเข้า ๑๘ ปี นายจวนได้ทํางานราชการกรมทางหลวงแผ่นดินสายจังหวัดอุบลฯ – นครพนม ทําอยู่เป็นเวลา ๔ ปี
เมื่อนายจวนทําราชการการงานอยู่ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี เมื่อออกจากราชการแล้วอายุ ๒๑ ปีพอดีออก นายจวนนั่นแหละ ในระหว่างที่อยู่ในฆราวาสไม่เคยเล่นการพนันทุกประเภท การพนันทุกประเภทไม่มีนิสัยชอบ แม้การลักจกตกห่อ ลักล้อฉ้อคนอื่นก็ไม่มีนิสัยในทางนั้น
ข้าพเจ้าได้ทําราชการกรมทางฯ ตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี จนอายุ ๒๑ ปีเต็ม จึงลาออก ในระหว่างเป็นฆราวาส นิสัยไม่ชอบทางสร้างบาปสร้างกรรม แม้แต่เข็มเล่มเดียวก็ไม่เคยหยิบฉวยของใคร การพนันทุกประเภทไม่เคยเล่น ไม่เคยชอบ เพื่อนมาชวนเล่นการพนันเท่าไร ก็ไม่ยอมเล่นด้วย จนกระทั่งวันจะออกบวช เห็นเพื่อนเล่นโบก เลยอยากทดลองเล่นดูบ้าง เป็นการส่งท้ายชีวิตฆราวาส ว่าการพนันเป็นอย่างไร ? เกิดมาไม่เคยเล่นกับเขา ลงเงินไป ๕ สตางค์ แต่เสียถึง ๑๐ สตางค์ เลยเห็นโทษของการพนัน และนึกอธิษฐานว่า “ถ้าข้าพเจ้าจะเกิดมาอีก ขออย่าให้มีนิสัยเล่นการพนันทุกประเภทเลย”
เป็นคนหนักในทางศรัทธาจริต เช่น เมื่อเป็นเด็ก พี่สาวได้บอกว่า “จวนเอ๊ย ! ผู้เฒ่าโบราณท่านว่า ถ้าไปเล่นมาแล้ว เวลาจะขึ้นบ้าน ให้กราบบันได ๓ หน แล้วให้ไปกราบก้อนเส้าที่โรงครัวอีก ๓ หน แล้วจึงเข้าไปที่นอน ให้ไปกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคุณบิดามารดา ๓ หนแล้วจึงนอน โบราณผู้เฒ่าว่า ถ้าทําได้ดังนั้นจะมีความสุขความเจริญ คิดอะไรก็สมประสงค์ ทําอะไรก็จะเจริญงอกงาม” ข้าพเจ้าฟังแล้วก็เชื่อและปฏิบัติตาม โดยไม่สงสัยดื้อดึงอะไร
ต่อมาพี่สาวก็สอนอีกว่า “จวนเอ๊ย ! เงินไม่มีพอหมื่น อย่ากินแกงหมากแดง เงินไม่มีพอแสน อย่ากินแกงหน่อไม้” ก็เลยไม่กินแกงหน่อไม้ ไม่กินแกงหมากแดงเลย เพราะเห็นว่าตนไม่มีเงินพอหมื่น ไม่มีเงินพอแสน
อยู่มาพี่สาวก็บอกอีก “จวนเอ๊ย ! อย่ากินของดิบนะ ให้กินของสุก เพราะโบราณว่า ถ้ากินของดิบจะเป็นยักษ์ เป็นเปรต เป็นผี” ฉะนั้น ข้าพเจ้าก็เลยหยุดการกินของดิบ การกินลาบ กินก้อย กินปลาร้าดิบ เพราะกลัวเป็นยักษ์ เป็นเปรต เป็นผี อย่างพี่สาวว่า
พี่สาวสอนอีก “จวนเอ๊ย ! อย่าไปผิดลูกผิดเมียเขานะ อย่าไปผิดลูกสาวเขานะ เวลาใหญ่แล้วไม่ดี จะเสียหน้าเสียตา จะเสียชื่อ เสียเสียง เสียโคตร เสียวงศ์ ทําให้เขามีลูกมีเต้าไม่ได้ อับอายขายหน้า เสียเงินเสียทองของพ่อแม่” ข้าพเจ้าก็จําไว้ และไม่ได้ประพฤติล่วงเกินลูกเมียใครเลย
นับว่าเป็นเด็กเชื่อง่าย งมงาย ไม่มีเหตุผล
ในภายหลัง ได้รับหนังสือ “จตุรารักขกัมมัฏฐาน” ของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโลด้วย ท่านได้แสดงให้คนเรารู้จักระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คือ
ให้เจริญพุทธานุสติ ๑
ให้เจริญเมตตานุสติ ๑
ให้เจริญอสุภานุสติ ๑
ให้เจริญมรณานุสติอีก ๑
รวมเป็นลักษณะ ๔ ประการด้วยกันของมนุษย์ผู้เจริญ
เมื่ออ่านหนังสือจตุรารักขกัมมัฏฐานและตรวจไปถึงมรณานุสติ จิตสังเวชว่า เรานี่ต้องมีตายอยู่นั่นเอง ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ยํ้าเรื่องของกรรมว่า คนเรานี้ย่อมมีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทํากรรมอันใดไว้เป็นบุญหรือบาป เมื่อยังมีชีวิตอยู่ กรรมนั้นจักเป็นทายาท ให้เราได้รับผลของกรรมนั้นสืบต่อๆ ไป คือหมายความว่า กรรมนี้แหละย่อมจําแนกแจกสัตว์ให้เป็นไปต่างๆ นานา ให้เลว ให้ดี ให้ชั่ว ให้ประเสริฐก็เพราะผลของกรรมที่ทําไว้
เมื่ออ่านถึงตอนนี้แล้ว ก็บังเกิดความเบื่อหน่าย สลดสังเวชใจอย่างยิ่ง นึกขึ้นมาว่า คนเรานี้เกิดมา ถ้าไม่ประกอบคุณงามความดี ก็ไม่มีประโยชน์แก่ชีวิตของตน และไม่มีประโยชน์อันจะรับความสุขต่อๆ ไปในชาติหน้าอีก เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใสอย่างนั้น แต่ปัญญาก็ยังอ่อนอยู่
ระหว่างอายุ ๒๐ ปี เมื่อได้อ่านหนังสือของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เรื่อง จตุรารักขกัมมัฏฐาน และท่านยํ้าเรื่องกรรมนี้ก็เลยมีจิตศรัทธาเป็นเจ้าภาพสร้างมหากฐินคนเดียว เพราะเลื่อมใสศรัทธาว่า การทําบุญย่อมได้บุญ การทําบาปย่อมได้บาป บุญเมื่อทําแล้วย่อมเป็นที่พึ่งพาอาศัยของสัตว์ในโลกหน้า ข้าพเจ้าจึงมีศรัทธาสละเงินที่ได้รับระหว่างทํางานอยู่กรมทางหลวงแผ่นดิน ๔ ปีเก็บหอมรอมริบไว้เป็นเจ้าภาพสร้างมหากฐินคนเดียว และสร้างพระประธานสร้างเสริมในวัดเจริญจิต บ้านโคกกลาง จนหมดเงิน เรียกว่า เป็นผู้มีศรัทธาจริตมาก แต่ปัญญาก็อ่อนมากเช่นเดียวกัน”
ภาค ๒ อุปสมบท
ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ อุปสมบทเป็นพระครั้งแรกในฝ่ายมหานิกาย
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวชาวนาชนบทห่างไกลความเจริญ เป็นครอบครัวสัมมาทิฏฐิ เช่นเดียวกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐานหลายๆ องค์ โอกาสในการออกบวชจึงมีมาก ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านได้เมตตาเทศน์เรื่องทําไมพ่อแม่ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่เกิดเป็นลูกหลานชาวนาในชนบทไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นท่านพูดของท่านเองว่า ท่านปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ หลวงปู่มั่นท่านต้องมีต้นทุนของท่านมา ท่านต้องสร้างพันธุกรรมทางจิตของท่านต้องดีมากมา
หลวงปู่ฝั้น ครูบาอาจารย์พันธุกรรมทางจิตมันดีมาหมด แล้วเวลามาเกิดมาในปัจจุบัน เวลาเขาพูดว่าทําไมครูบาอาจารย์เราเกิดเป็นลูกชาวนา ไปเกิดบ้านนอกคอกนา ถ้าเกิดเป็นลูกเศรษฐีมันก็ไม่ได้บวชสิ ต้องเกิดเป็นลูกชาวนา เพราะชาวนาเขาสนใจในเรื่องศาสนา มันมีโอกาสได้บวชไงแล้วบวชขึ้นมามันปูพื้นฐาน แต่เขามองแต่ความทุกข์ยาก ยากจนในชาติปัจจุบัน
เขาไม่มองว่าพันธุกรรมที่จิตที่มันสร้างมา ว่าหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่มั่นท่านสร้างมา ท่านเป็นจักรพรรดิ เป็นมหาอํามาตย์ ท่านเป็นมาเยอะ คนไม่เห็น คนไม่รู้ ถ้าไม่มีตรงนั้น ไม่มีอะไร จิตใจไม่เป็นอย่างนี้ หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่เสาร์
หลวงปู่เสาร์ ดูผู้อุปัฏฐากสิ ราชนิกุลทั้งนั้นเลยนะหลวงปู่เสาร์ ดูสิ เจ้าคุณอุบาลีฯ เห็นไหมใครอุปัฏฐาก ราชนิกุลทั้งนั้น พวกในวังทั้งนั้นเลย แล้วถ้าไม่มีบารมี เขาจะเคารพนับถือไหม ?”
“นี่ทําไมครูบาอาจารย์เราสังเกตได้ไหม อาจารย์มหาบัว หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ทุกองค์เลย ทําไมไปเกิดในภาคอีสาน แล้วไปเกิดอยู่เป็นลูกชาวนา เพราะอะไร ? เพราะเกิดในประเทศอันสมควรไง พอเกิดในเมือง เขาก็ส่งเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก ก็เป็นดอกเตอร์ เป็นผู้บริหารไงก็บวชไม่ได้ ไปเกิดชายทุ่งชายป่านู่นน่ะ ไปเกิดที่พ่อแม่ศรัทธาในศาสนา เกิดมาก็บวชตั้งแต่เณรเห็นไหม ? นี่เราไปดูว่าการเกิด แล้วเกิดในกองสมบัติมากๆ อันนั้นมีวาสนา แต่ไม่ได้บอกว่าไปเกิดในประเทศอันสมควร เกิดในพ่อแม่ที่เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่ในหลักของศาสนา เกิดมาก็พาลูกเข้าวัด นี่ปูพื้นฐานไว้แล้ว ลูกไปเห็นพระก็อยากศึกษา นี่บุญบารมี ไปเกิดในประเทศอันสมควรที่จะได้มาประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ไง จะได้ไปหาโมกขธรรมไง”
ความคิดอยากจะออกบวชอยู่เสมอๆ ของท่านพระอาจารย์จวนนั้น มีมาตั้งแต่ในสมัยที่ท่านยังอยู่ในวัยเด็กขณะมีอายุได้ ๑๕ ปี ซึ่งขณะนั้นเด็กชายจวนได้พบพระธุดงคกรรมฐานครั้งแรกแล้วเกิดความเลื่อมใสในปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐาน และต่อมาความคิดนั้นได้กลายเป็นความจริงขึ้นมา กล่าวคือ ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เมื่อท่านอายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ท่านได้ขออนุญาตมารดาออกบวชซึ่งสมัยนั้นในละแวกตําบลดงมะยางอันเป็นถิ่นกําเนิดของท่านนั้นยังไม่มีวัดป่าในฝ่ายธรรมยุต ดังนั้น ในการออกบวชเป็นพระครั้งแรกของท่าน จึงบวชวัดบ้านที่ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลหมู่บ้านมากนัก ท่านเป็นพระบ้านในฝ่ายมหานิกาย ได้รับฉายา กลฺยาณธมฺโม โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อนายจวนอายุครบ ๒๑ ปีแล้ว ไปบวชเป็นพระมหานิกายวัดบ้าน นายจวนเมื่อยังไม่บวชก็คิดอยากจะบวชอยู่เสมอๆ ตอนบวชเป็นพระมหานิกายที่วัดบ้านนั้น อายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์
การอุปสมบท คือ บวชที่วัดเจริญจิต บ้านโคกกลาง ตําบลดงมะยาง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลฯ อุปัชฌายะ ชื่อ บุ พระกรรมวาจาจารย์ชื่อ พระมหาแจ้ง ฉายาว่า “กลฺยาณธมฺโม”
เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านก็ศึกษาเล่าเรียนนักธรรมตรีสอบไล่ได้ในปีนั้น แล้วพระจวนนั่นแหละในขณะที่บวชอยู่วัดบ้าน คิดอยากจะออกธุดงค์ อยากมาญัตติธรรมยุต ไปลาอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ไม่ให้ไปญัตติ ถ้าจะญัตติให้สึกเสียก่อน ตกลงเลยตัดสินใจสึกชั่วคราว เพื่อรอญัตติธรรมยุต”
สึกออกมาประกอบอาชีพ
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ภายหลังท่านพระอาจารย์จวนบวชเรียนเป็นพระบ้านได้ ๑ พรรษาแล้วท่านตั้งใจญัตติเป็นธรรมยุต แต่ด้วยพระอุปัชฌาย์ไม่อนุญาต และท่านเองก็ไม่ทราบว่าจะญัตติที่วัดป่าแห่งใด เนื่องจากในสมัยนั้นวัดป่าธรรมยุตในภาคอีสานยังมีจํานวนน้อยมาก เพราะเป็นยุคแรกๆ ที่กองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ออกเที่ยวธุดงค์เผยแผ่แนวทางข้อวัตรปฏิปทาธุดงควัตร ท่านจึงจําเป็นต้องสึกออกมาเป็นฆราวาสตามที่พระอุปัชฌาย์สั่งไว้และได้กลับมาใช้ชีวิตฆราวาสอีกครั้ง เพื่อรอการบวชเป็นพระในฝ่ายธรรมยุต เป็นพระป่าออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานตามเจตนาเดิมต่อไป โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อสึกออกไปแล้ว นายจวนก็ประกอบอาชีพ พอสมควรแก่เวลารอญัตติธรรมยุต ก็มีการค้าขาย รับจ้าง เย็บจักรเย็บผ้า แล้วไปซื้อผ้าแพร ในสมัยนั้นผ้าแพรพื้นบ้านเป็นราคา สมัยสงครามอินโดจีนระหว่างฝรั่งเศสกับไทยตีกันรบกัน ก็ไปซื้อผ้าแพรตามบ้านนอกมาขาย สมัยนั้นทางภาคกลางยังยอมนุ่งกระสอบป่านตั้ว (นะ) มันอดมันอยากถึงขนาดนั้นล่ะสมัยนั้น เออ ! ผ้าอีโป้ ผ้าขาวม้าผืนหนึ่งๆ มีราคามาก”
กรณีการขอญัตติเป็นพระธรรมยุตของท่านพระอาจารย์จวน ก็เช่นเดียวกับกรณีครูบาอาจารย์ในสมัยก่อนซึ่งส่วนใหญ่ท่านบวชในฝ่ายมหานิกาย จากนั้นเมื่อมาถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในข้อวัตรปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐาน จึงได้หันมาขอญัตติเป็นพระธรรมยุตในภายหลังและที่ได้รับการญัตติก็มีมาก เช่น หลวงปู่เกิ่ง อธิมุตฺตโก หลวงปู่สีลา อิสฺสโร หลวงปู่ดี ฉนฺโน หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้นอาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ฯลฯ ส่วนที่ไม่ได้รับการญัตติ เช่น หลวงปู่มี ญาณมุนี หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล หลวงปู่กินรี จนฺทิโย หลวงปู่ชา สุภทฺโท ฯลฯ
อธิษฐานหายป่วยจะบวชเป็นพระกรรมฐาน
การอธิษฐานนั้นจัดอยู่ในบารมี ๓๐ ทัศ หมายถึง การตั้งมั่นในความปรารถนา การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว การวางจุดหมายแห่งการกระทําของตนไว้อย่างแน่นอน และการดําเนินตามนั้นอย่างแน่วแน่ เมื่อตั้งจิตอธิษฐานจะบําเพ็ญความดีในประการใดแล้ว ก็ให้ได้ประสบสิ่งนั้นสมดังความมุ่งหมาย โดยสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคขัดขวางในขณะนั้น ขอให้มลายหายไป
ในกรณีของท่านพระอาจารย์จวนขณะเป็นฆราวาสก็ป่วยเช่นเดียวกัน โดย ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“นี้เมื่อไปซื้อผ้าผ่านดงมะอี่ ดงมะอี่ กลับมา ๘ วัน ป่วยไข้ป่าจับ (ไข้มาลาเรีย) กินยาอะไรก็ไม่หาย มันเป็นอย่างนั้น ก็เลยอธิษฐาน “ถ้าข้าพเจ้าจะมีบุญวาสนาบวชในพระพุทธศาสนา ขอให้หายป่วย เมื่อหายป่วยเมื่อไร ก็จะเดินทางไปบวชเมื่อนั้น”
ก็พอดีไข้ก็เลยหายมาเป็นลําดับๆ จนหมด จึงได้เดินทางออกมาญัตติพระธรรมยุต แล้วก็ไม่รู้ว่าอาจารย์พระกรรมฐานฝ่ายธรรมยุตอยู่ที่ไหน ได้ยินแต่ชื่อ ก็เลยเดินทางออกมาทางอําเภอ พอดีเจอะเพื่อนคนหนึ่ง เขาคุ้นเคยกับวัดป่า ก็เลยถามเขาว่า “พระธรรมยุตกรรมฐานในอําเภอนี้มีไหม ?”
เขาบอกว่า “มี”
“ถ้าอย่างนั้น เพื่อนจะพาเราไปหาท่านได้ไหม ?”
เขาบอกว่า “ได้” เพื่อนก็เลยพาไป”
พบพระอุปัชฌาย์
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เมื่อคราวท่านเป็นฆราวาสมีความประสงค์ออกบวชเป็นพระธรรมยุตกรรมฐาน เพื่อนของท่านได้พาท่านไปพบท่านพระครูทัศนวิสุทธิ์ (พระมหาดุสิต เทวิโร) ที่วัดป่าสําราญนิเวศ อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งต่อมาขึ้นกับอําเภอเมือง จังหวัดอํานาจเจริญ ในขณะนั้นท่านพระครูทัศนวิสุทธิ์เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องพบพระอุปัชฌาย์ไว้ดังนี้
“นี้ในวันแรก ครั้นไปถึงแล้วก็เลยเข้าไปนมัสการท่าน เล่าเรื่องให้ท่านฟัง ท่านก็มีความยินดีต้อนรับ ข้าพเจ้าเลยตัดสินใจว่าจะมาบวชเป็นธรรมยุต ท่านก็มีความยินดีรับ เต็มใจ แล้วท่านก็บอกวิธีฝึกหัดนาค คือ เรียนมคธภาษา ท่านมอบหนังสือวิธีอุปสมบทธรรมยุตให้ แล้วก็บอกการเปลี่ยนตัวมคธ ข้าพเจ้าเรียนอยู่นั้นพอประมาณแล้วก็กลับ ลาท่านกลับบ้าน
ส่วนเพื่อนที่ไปนั้น ไม่รู้ความนัยกับข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าไปพูดกับท่านอาจารย์ เพื่อนจึงได้ยินว่าจะบวช แล้วออกพากันออกมาจากวัด เพื่อนทั้ง ๒ คนนั้นแหละ ก็รุมว่าข้าพเจ้าไปปด ไปหลอกลวงอาจารย์ว่าจะบวช ที่ไหนได้ท่านบวชไม่ได้หรอก นี่เพื่อนว่า เราไม่เคยได้ยินว่าท่านจะบวช
เลยบอกเพื่อนว่า “เราจะบวชจริงๆ นะเพื่อน แต่ว่าเพื่อนอย่าไปบอกใครๆ ปิดความลับของเราไว้ ถ้าเพื่อนปิดความลับของเราไว้ได้จริงๆ เราจะให้รางวัลอันหนึ่ง คือ หมวกใบที่เราใส่อยู่นี้ ราคา ๑๒ บาท* ถ้าเพื่อนปิดความลับไว้มิบอกใคร” เพื่อนก็รับอาสาว่าจะไม่ปริปากบอกใครๆ เลย
ดังนั้น นี่ใครๆ ยังไม่รู้ และบริขารที่จะอุปสมบท ได้เก็บรวบรวมไว้แต่เมื่อครั้งเป็นมหานิกายทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว บาตร กลด มีดโกน ขาดแต่สังฆาฏิ ๒ ชั้นเท่านั้น เพราะไม่รู้ว่าธรรมยุตบวชสังฆาฏิ ๒ ชั้น ทีนี้ก็เลยนัดเพื่อนด้วยกันว่า เพื่อนเวลาตอนเย็นเมื่อรับประทานอาหารแล้ว ให้เพื่อนไปที่หน้าบ้านเรา แล้วก็ร้องเรียกเราว่า “เพื่อน เพื่อนเอ๊ย ! ไปเที่ยวเล่นสาวเถอะ” ให้ว่าอย่างนั้น แล้วเราก็จะตอบเพื่อนว่า “ยังก่อน แต่งตัว หวีผม ทาแป้งก่อน” แล้วให้เพื่อนนั้นเล็ดลอดมาใต้ถุนบ้านของเรามาคอยอยู่ที่หน้าต่าง เราจะยื่นบริขารเครื่องบวชออกให้ ยื่นให้เพื่อน เพื่อนก็คอยรับเอา เมื่อเพื่อนคอยรับเอาหมดแล้ว ให้เพื่อนเล็ดลอดไปยืนอยู่ที่เก่า หน้าบ้าน แล้วก็ร้องเรียกว่า “ไปเถอะเพื่อนเสร็จหรือยังแต่งตัว ?” เราก็จะว่า “เสร็จแล้ว กําลังจะลงเรือน”
นี้พอถึงเวลาเพื่อนก็มาตามนัด แล้วก็ยกสิ่งของออกจากตู้ให้เพื่อน แล้วก็พาเพื่อนรีบเดินทางไปตอนกลางคืน เดินไปซุกซ่อนบริขารไว้ที่กลางป่า ห่างบ้านประมาณ ๑ กิโลเมตร ก็เลยบอกเทวดาว่า “เทวดาเจ้าภูมิ เจ้าป่าเอ๊ย ! จงรักษาบริขารของข้าพเจ้าไว้ พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะมาเอาไปบวชเป็นธรรมยุต” ดังนี้ ก็ไม่รู้ว่าเทวดาอยู่ที่ไหนแหละ ก็พูดเปรยปรายไปอย่างนั้นแหละ ก็เลยกลับบ้าน
อยู่มาวันรุ่งขึ้น วันหลังก็เลยนัดแนะเพื่อนไป เอานําบริขารไป ไปมอบให้อาจารย์ อาจารย์ตรวจดูบริขารยังขาดแต่สังฆาฏิ ๒ ชั้น ท่านก็เลยตัดให้ และสั่งให้ข้าพเจ้าไปเย็บเอง ที่ตลาดในอําเภอนั่นเอง ซึ่งเป็นบ้านลูกหลานของอาจารย์นั่นเอง ข้าพเจ้าก็ไปนอนเย็บอยู่ที่นั่นหนึ่งคืนจึงสําเร็จ แล้วเอาออกมาที่วัดให้ท่านตรวจดู ท่านว่าใช้ได้ ก็เลยซักย้อมบริขารให้ได้สีแล้ว ท่านอาจารย์ถามว่า
“การที่เธอจะมาบวชนั้นได้บอกญาติพี่น้องพ่อแม่แล้วหรือยัง ?”
ข้าพเจ้าตอบท่านว่า “ยังครับ”
“ให้กลับไปบอกเสียก่อน พ่อแม่” แล้วท่านก็กําหนดวันอุปสมบทอีกเสียด้วย”
การบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานนั้น เครื่องบริขารจะต้องครบตามพุทธบัญญัติ มิฉะนั้นพระอุปัชฌาย์จะไม่บวชให้ เช่น กรณีท่านพระอาจารย์จวนเมื่อออกบวชขาดผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น เป็นต้น เพราะหากบวชไปแล้วเครื่องบริขารไม่ครบ ไม่ถูกต้อง จะเกิดบริขารวิบัติ ซึ่งเมื่อปฏิบัติภาวนาไปแล้วจะเป็นไปโดยยาก ดังเช่นกรณีของหลวงปู่มั่น เครื่องบริขารวิบัติ หลวงปู่เสาร์พาหลวงปู่มั่นทําทัฬหีกรรมบวชซํ้า ครูบาอาจารย์ท่านได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ขณะบวชโดยสมมุติเห็นไหม อุปัชฌาย์กับอาจารย์เวลาสวด วิบัติ ๔ สิ่งนี้เป็นวิบัติ บวชแล้วเป็นสงฆ์ไหม เป็น เป็นสงฆ์นะ เพราะอะไร เพราะบวชแล้วโดยเจ้าตัวไม่รู้ เจ้าตัวเข้าสังฆกรรมเข้าร่วมทําทุกๆ อย่างเลย แต่จะขาดต่อเมื่อเรารู้ไง แล้วถ้าเราสงสัยในอุปัชฌาย์ สงสัยในอาจารย์เห็นไหม วิบัติ ๔ อุปัชฌาย์วิบัติ กรรมวาจาจารย์วิบัติ อักขรวิบัติ สีมาวิบัติเห็นไหม สิ่งที่เป็นความวิบัติ ดูหลวงปู่มั่นสิ ในประวัติหลวงปู่มั่นเห็นไหม หลวงปู่มั่นบวชแล้ว สมัยโบราณ เรื่องบริขารหาได้ยากก็บวชโดยใช้ผ้าสังฆาฯ (สังฆาฏิ) ชั้นเดียว
พอบวชไปแล้ว เพราะหลวงปู่มั่นยังไม่ได้ออกไปปฏิบัติ หลวงปู่มั่นบวชเป็นเณร ๒ พรรษา แล้วสึกไปช่วยพ่อแม่ทํามาหากิน แล้วหลวงปู่เสาร์ไปเอามาบวชใหม่ ขณะที่หลวงปู่มั่นบวชใหม่ ขณะที่เป็นคฤหัสถ์หลวงปู่มั่นก็ยังไม่รู้อะไร เพราะสมัยนั้นสมัยที่บวชใหม่ก็ยังไม่ได้ภาวนาเลย เวลาบวชแล้วเห็นไหม แล้วแต่ว่าสังคมสงฆ์จะทําให้ สงฆ์ทําให้ก็จัดบริขารให้ แล้วบวชให้ แต่บวชออกมาแล้วเห็นไหม นอนฝัน ฝันว่าตัวเองไม่ได้บวช ตัวเองบวชได้แค่เณร
เณรเพราะอะไร เณรเพราะสังฆาฯ มันชั้นเดียว เห็นไหม อักขรวิบัติ อุปัชฌาย์วิบัติ กรรมวาจาจารย์วิบัติ สีมาวิบัติ บริขารวิบัติ มันวิบัติ ๖ มันวิบัติ ๔ แล้ววิบัติ ๖ เห็นไหม ? ฝันว่าตัวเองยังเป็นเณรอยู่ จนไปปรึกษาอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ยอมรับว่าจัดบริขารให้ไม่สมประกอบ ถึงได้ทําทัฬหีกรรมบวชซํ้า บวชซํ้าอีกหนหนึ่งเห็นไหม ? หลวงปู่มั่นเวลานอนแล้ว ฝันอีกเห็นไหม ? พุทธภูมิภูมิของหลวงปู่มั่น ปรารถนาเป็นพุทธภูมิ เพราะสร้างบุญญาธิการมามาก”
แม้ผ้าไตรจีวร อันประกอบด้วย สังฆาฏิ สําหรับพาดบ่าหรือทาบไหล่ (สําหรับธรรมยุต ใช้ผ้า๒ ชั้น) จีวร สําหรับห่ม และ สบง สําหรับนุ่ง จะต้องตัดเย็บย้อมให้ถูกต้องทั้งขนาดและสี สําหรับขนาดขึ้นอยู่กับความอ้วน สูงใหญ่ สีจีวรที่ใช้กันในวงพระป่านั้นจะออกเป็นสีกรัก คือ สีแก่นขนุน มีสีกรักอ่อน สีกรักกลาง และสีกรักแก่ ซึ่งเป็นสีที่ถูกต้อง และตรงตามปฏิปทาที่พ่อแม่ครูอาจารย์พาปฏิบัติมาแต่เดิม
บอกลาพ่อแม่ญาติพี่น้องจะบวชไม่สึก
เหตุที่พระอุปัชฌาย์ถามท่านพระอาจารย์จวนในขณะเป็นฆราวาสว่า “เธอได้ขออนุญาตบิดามารดาหรือยัง” เพราะว่าการอุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้น พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้ว่า จะต้องขออนุญาตบิดามารดาผู้ปกครองก่อนจึงจะอุปสมบทได้ ซึ่งบัญญัติข้อนี้พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาทรงเป็นผู้ขอประทานพร เมื่อพระราหุลได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ดังนี้
“… พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้ทูลขอพรข้อหนึ่งว่า “ต่อไปเมื่อพระสงฆ์จะบวชผู้ใด ให้ผู้นั้นได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาก่อน เพราะได้ทรงปรารภถึงความทุกข์ที่เกิดแก่พระองค์ครั้งนี้ว่ามากมายนักก็อย่าให้ความทุกข์เช่นนี้ เกิดขึ้นแก่มารดาบิดาอื่นเลย”
พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตและก็ได้ทรงสั่งพระสงฆ์ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต ภิกษุไม่พึงให้บวช รูปใดให้บวช ต้องอาบัติทุกกฏ”
บัญญัติข้อนี้พระอุปัชฌาย์ทุกองค์ได้ถือปฏิบัติกันมานับแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้”
ท่านพระอาจารย์จวนขณะเป็นฆราวาสจึงได้กราบลาพระอุปัชฌาย์ แล้วกลับบ้านไปบอกลาพ่อแม่ญาติพี่น้อง โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“จําเป็นข้าพเจ้าก็เลยกลับบ้าน ไปบอกญาติ พี่น้อง พ่อแม่ นัดกันมาประชุม เมื่อรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว ญาติพี่น้องทั้งหลายเขาก็มา เขาก็ดีใจว่าข้าพเจ้าจะให้เขาไปหาสาวให้ นี่สําหรับความเข้าใจของญาติพี่น้อง เพราะเห็นว่าข้าพเจ้าอายุในราวขนาดนี้แล้วคงจะแต่งงาน เมื่อญาติพี่น้องมารวมกันหมดแล้ว จึงประกาศให้ทราบว่า
“ที่ได้นัดชุมนุมกัน ประชุมกันคราวนี้มิใช่อื่น เพื่อจะบอกญาติพี่น้องและแม่ให้รู้ว่า ข้าพเจ้าจะไปบวชเป็นธรรมยุต เป็นพระกรรมฐานในวันพรุ่งนี้”
แม่ได้ยินอย่างนั้นก็เลยทัดทานขึ้นว่า “อ้าว ! ไปบวชยังไง กูจะแต่งงานให้มึงอยู่เนี่ย” ก็เลยถามมารดาว่า “แต่งใครล่ะ ?” “แต่งสาวทา” “ทาไหน ? ทามี ๒ ทา” มารดาก็เลยตอบขึ้นว่า “ทาหลานกํานันเรานั่นเด้ะ” “เอ้อ ! ทาไหนก็ไม่เอาแหละ ผู้หญิงนี่เหม็นขี้มัน” นี่พูดจําได้คําพูดอันนี้เหม็นขี้มัน มารดาก็เลยพูดขึ้นว่า “เอ้ย ! เอ็งเห็นของเขาไหม ถึงพูดอย่างนี้”
ก็เลยพูดตอบมารดาว่า “ไม่เห็นก็ตาม ของใครมันก็เหม็นด้วยกันทั้งสิ้น แม้ของมารดาก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่เชื่อก็ลองล้วงมาดูสิ มาดมดูสิ ถ้าไม่เหม็น” มารดาก็เลยว่า “หึย ! บักห่านี่เว่าหยัง กะเว่าโพด” พ่ะวะมารดา (“หึย ! ไอ้ห่านี่ พูดอะไรก็พูดเกินไป” มารดาว่า)
ทีนี้ก็เลยพูดปลอบโยมมารดาว่า “ธรรมดาบุตรผู้จะมีศรัทธาบวชผู้ใดผู้หนึ่ง บิดาหรือมารดามาคัดค้านมิให้บวช พระพุทธเจ้าท่านว่าบาปมาก ตายไปตกนรก ไม่ได้ไปสวรรค์ เพราะลูกจะไปทางดี” ดังนี้
มารดาได้ยินก็เลยใจอ่อนยอมให้บวช อนุโมทนา พร้อมด้วยญาติพี่น้องทั้งหลายอนุโมทนา ดังนั้น ทางพี่สาวเลยถามว่า
“มึงบวชวัดบ้านแล้ว ทําไมมึงจึงบวชวัดป่าอีก ?”
“เพราะอยากบวช”
“บวชทีนี้มึงไม่สึกหรือ ?” พี่สาวถาม
“โย่ว !” ว่าซั่น (ว่างั้น) “บวชครั้งนี้ตัดสินใจแล้ว พิจารณาแล้วจึงออกบวช ถ้าจะสึกอยู่ไม่บวช ถ้าบวชแล้วไม่สึก” นี่พูดกับพี่สาวในที่ชุมนุมญาตินั้น
พี่สาวก็เลยพูดขึ้นว่า “เฮ้อ ! บักอันนี่มึงคุยหลาย บ่เถียงมึงดอก มันสิพอ ๒ – ๓ พรรษาหยังมันก็แล่นโขดโลด (วิ่งเตลิด) มาโลดแล้ว” ว่าซั่น พี่สาวว่า “เออ ! ถ้าอย่างนั้นก็คอยดูว่า ถ้าจะสึกอยู่ไม่บวช ถ้าบวชแล้วไม่สึก”
ออกบวชเป็นพระฝ่ายธรรมยุต
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านได้ออกบวชเป็นพระธรรมยุต เป็นพระธุดงคกรรมฐาน ถือธุดงควัตร เมื่อวันพุธที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ เวลา ๑๗.๐๐ น. ตรงกับวันแรม ๔ คํ่า เดือน ๔ปีมะเมีย สมเจตนารมณ์ของท่านที่ได้ตั้งใจไว้แต่วัยเยาว์ โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อยู่มาก็เลยบวชนั่นแหละ ก็เลยมาบวชธรรมยุต ที่วัดบ้านบุ่ง (วัดสําราญนิเวศ) อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลฯ ท่านพระอุปัชฌายะ คือ ท่านพระครูทัศนวิสุทธิ์ (มหาดุสิต เทวิโร)หลานของท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสนั่นเองหลานของสมเด็จมหาวีรวงศ์ ติสฺโส อ้วน นั่นเอง
ซึ่งท่านพระครูทัศนวิสุทธิ์ มหาเทวิโร มหาๆ นี่ มหาเทวิโร ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เอาไปเลี้ยงแต่น้อยๆ เป็นหลานของท่าน ที่วัดบรมนิวาส ท่านเลยมาเป็นเจ้าคณะอําเภออํานาจเจริญนี่แหละพอตั้งอุปัชฌาย์ได้ ๕ วัน ก็มาอุปสมบทข้าพเจ้านี้เอง
ข้าพเจ้านี้เองเป็นนาคแรก เป็นผู้อุปสมบทแรกสุด ท่านจึงตั้งฉายาว่า “กุลเชฏฺโฐ” เป็นพี่ชายของหมู่ของเพื่อนในวงศ์สกุลนี้ คือ เป็นพี่ใหญ่ องค์ที่สองน้องชาย คือ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองซึ่งข้าพเจ้าได้ไปนั่งหัตถบาส* อยู่นี่ นี้แหละอันดับมา
พระอุปัชฌายะบวชฝ่ายธรรมยุต คือ ท่านพระครูทัศนวิสุทธิ์ (มหาดุสิต เทวิโร)พระกรรมวาจาจารย์ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก บวชวันที่เท่าไหร่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖”
ท่านสวดปาฏิโมกข์ได้ภายในหนึ่งเดือน
การสวดปาฏิโมกข์นั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านกลับสามารถสวดได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น อันแสดงออกถึงความมุ่งมั่นอุตสาหะพยายาม และความเชื่อฟังในครูบาอาจารย์ของท่านเป็นอย่างดี โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่ออุปสมบทแล้วก็อยู่ที่วัดสําราญนิเวศ อําเภออํานาจฯ วัดในอําเภอนั้นเอง แล้วอาจารย์ท่านสั่งกําชับบวชทีแรกให้ท่องปาฏิโมกข์กับเจ็ดตํานานภายในหนึ่งเดือนให้จบ
ข้าพเจ้าก็ใช้ความอุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายท่องปาฏิโมกข์และเจ็ดตํานานให้ทันกําหนดที่ท่านกําหนดไว้ หนึ่งเดือนก็เลยจบพอดี
การใช้เวลานั้นใช้ตะเกียงกระป๋องนมไส้ด้ายจุดไฟ แล้วก็ท่านให้นํ้ามันก๊าดหนึ่งขวดแม่โขงท่านว่าให้จบ ก็เลยใช้อันนั้นแหละตอนกลางคืน ใช้แสงไฟพอริบหรี่ พอมองเห็นตัวหนังสือเท่านั้นพร้อมอยู่ ท่านกําหนดเดือน ๕ ขึ้น ๑ คํ่า ท่านบอกว่า เดือน ๖ ขึ้น ๒ คํ่า ให้มาสอบนะ ให้มาเล่าให้ฟังนะ ให้มาว่าให้ฟัง ให้มาแสดงให้ฟังนะปาฏิโมกข์ ให้มาสวดให้ฟังนะปาฏิโมกข์กับเจ็ดตํานาน นี่ท่านตั้งกติกาข้อกฎไว้ให้ ข้าพเจ้าพระจวนก็เลยรีบเร่งท่องเอาจนจบภายในหนึ่งเดือน
ครั้นถึงเดือน ๖ ขึ้น ๒ คํ่า ท่านก็เรียกไปให้ไปสวดให้ฟัง ก็เลยสวดให้ท่านถวายให้ท่านฟังสวดคล่องแคล่ว แม้เจ็ดตํานานก็ได้ ที่สวดมนต์ ท่านก็เลยออกปากชมว่า
“แหม ! ผมนึกว่าจะไม่ได้ถึงเพียงนี้ แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้ถึงเพียงนี้ ที่ผมพูดไปนั้นลองเชิงดูต่างหาก”
นี่ต่อแต่นั้นข้าพเจ้าก็เลยสวดมาประจําบ่อยๆ ตั้งแต่อุปสมบทแล้ว เดือนที่สองสวดปาฏิโมกข์ลําดับๆ มา ใช้เวลาสวด ๔๐ นาที หรือ ๔๕ นาทีเป็นอย่างมาก สวดมาจนกระทั่งถึง ๑ พรรษา จนถึงพรรษา ๒๐ จึงได้ลดละบ้าง นั่นแหละ”
การสวดปาฏิโมกข์
การสวดปาฏิโมกข์ หรือ พระวินัย ๒๒๗ ข้อ เป็นกิจสําคัญอย่างหนึ่งของสงฆ์ ในพระไตรปิฎกจารึกไว้ในหัวข้อ อุโบสถขันธกะ (หมวดว่าด้วยอุโบสถ) ดังนี้
“พระเจ้าพิมพิสารจอมทัพแคว้นมคธ เห็นนักบวชลัทธิอื่นประชุมกันกล่าวธรรม ในวัน ๑๔ คํ่า, ๑๕ คํ่า, และ ๘ คํ่า แห่งปักษ์ มีคนไปฟังธรรม มีความรัก ความเลื่อมใส ทําให้นักบวชเหล่านั้นมีผู้เข้าเป็นฝักฝ่าย ทรงปรารภจะให้ภิกษุในพระพุทธศาสนาทําอย่างนั้นบ้าง จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลพระราชดํารินั้น พระผู้มีพระภาคก็ทรงอนุมัติ ประทานพระพุทธานุญาตให้ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในวัน ๑๔ คํ่า, ๑๕ คํ่า และ ๘ คํ่า แห่งปักษ์
ครั้งแรกภิกษุทั้งหลายประชุมกัน แต่นั่งนิ่งๆ ชาวบ้านจะฟังธรรมก็ไม่ได้ฟัง จึงติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตให้ประชุมกันเพื่อกล่าวธรรม
การสวดปาฏิโมกข์เป็นอุโบสถกรรม พระผู้มีพระภาคทรงพระดําริว่า สิกขาบทที่ทรงบัญญัติแก่ภิกษุทั้งหลาย ควรอนุญาตให้สวดเป็นปาฏิโมกข์นั้นจักเป็นอุโบสถกรรม คือการทําอุโบสถของภิกษุเหล่านั้น จึงทรงบัญญัติตามที่ทรงพระดํารินั้น และทรงแสดงวิธีสวดปาฏิโมกข์ เริ่มตั้งแต่กิจเบื้องต้น
ข้อกําหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปาฏิโมกข์ มีมากมายด้วยกัน เช่น
๑. ภิกษุทั้งหลายสวดปาฏิโมกข์ทุกวัน ตรัสห้ามและปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทําเช่นนั้น ทรงอนุญาตให้สวดเฉพาะวันอุโบสถ
๒. ภิกษุทั้งหลายสวดปาฏิโมกข์ ๓ ครั้ง ต่อ ๑ ปักษ์ (กึ่งเดือน) คือในวัน ๑๔ คํ่า, ๑๕ คํ่า, และ ๘ คํ่า, ตรัสห้ามและปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทําเช่นนั้น ทรงอนุญาตให้สวดปาฏิโมกข์เพียงครั้งเดียวต่อ๑ ปักษ์ คือในวัน ๑๔ คํ่า หรือ ๑๕ คํ่า ฯลฯ”
การสวดมนต์บทไหนในพระพุทธศาสนา ไม่มีบทสวดใดจะยากเท่ากับการสวดปาฏิโมกข์ หรือ การสาธยายศีล ๒๒๗ ข้อ ซึ่งจะต้องสวดเป็นภาษาบาลีล้วนๆ ตั้งแต่ข้อ ๑ ไปจนกระทั่งจบหมดทุกข้อ และต้องสวดไม่ให้ผิดอีกต่างหาก โดยมีพระภิกษุผู้คอยตรวจทานไม่ให้สวดผิด หากสวดผิดก็ต้องทักท้วงแก้ไขให้ถูกต้อง จึงจะสวดต่อไปได้ กว่าจะสวดจนจบ ต้องใช้เวลาไม่น้อย โดยมาตรฐานประมาณ ๔๕ นาที
โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ถึงการสวดปาฏิโมกข์ ไว้ดังนี้
“ในระยะขั้นเริ่มแรกแห่งการสวดนี้ถึงจะไม่รวดเร็วอะไรก็ตาม เราไม่ถือเป็นสําคัญยิ่งกว่าการสวดให้ถูกต้องตามอักขระฐานกรณ์ เมื่อจําได้แม่นยํา สวดได้ถูกต้อง ในเบื้องต้นแม้จะสวดช้าไปบ้าง แต่เมื่อความเคยชินมีแล้วก็รวดเร็วไปเอง ไม่ใช่เร็วแบบไม่ได้ถ้อยได้ความ เร็วตกตามบทตามบาท ที่ไหนที่มีรัสสะมากๆ ก็เร็ว ที่มีทีฆะมากๆ ก็ช้าไปเอง ตามจังหวะของการสวดที่มีเสียงสั้นเสียงยาว เคยชินแล้วเป็นไปเอง ความเร็วก็เร็วไปเอง เร็วไปตามหลักแห่งความถูกต้อง ไม่ใช่รวดเร็วไปด้วยสักแต่ว่าอย่างนั้นไม่นับเข้าในกฎเกณฑ์นี้ สวดมนต์สวดอะไรก็ตาม ดูสูตรไหน ดูให้ถูกต้องแม่นยําอย่าให้คลาดเคลื่อน อย่าถือว่าไม่สําคัญ ศาสนาสําคัญทั้งพระสูตร ทั้งพระวินัย ทั้งปรมัตถ์ สําคัญหมด สูตรต่างๆ ออกมาจากจําพวกไหน จําพวกพระสูตร หรือพระวินัย หรือพระปรมัตถ์ ก็ให้ถูกต้องตามนั้น อย่าทํามักง่ายไม่ดี”
เป็นพระบวชใหม่ตั้งใจภาวนา
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านมีความปรารถนาอย่างแรงกล้ามุ่งต่อมรรคผลนิพพาน โดยถ่ายเดียว เมื่อท่านเป็นพระบวชใหม่เพียงพรรษาแรก ท่านก็มีโชควาสนาอํานวยได้พบกับครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เช่นเดียวกับกรณีของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร เมื่อเป็นพระบวชใหม่เพียงพรรษาแรก ก็ได้พบกับท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ สีหนาโท ศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ส่วนท่านพระอาจารย์จวนได้พบกับท่านพระอาจารย์เกิ่งอธิมุตฺตโก ซึ่งเป็นพระศิษย์อาวุโสสําคัญองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร เป็นพระประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ชมท่านพระอาจารย์เกิ่ง ไว้ดังนี้
“ชลบุรีนี้ก็เป็นหลวงปู่เกิ่งล่ะ หลวงปู่เกิ่ง หลวงปู่สีลา เป็นอุปัชฌาย์ทั้งสององค์ ได้ฟังเทศน์หลวงปู่มั่นที่สามผง เกิดความเคารพเลื่อมใส โละหมดเลยที่เป็นอุปัชฌาย์ ญัตติหมดทั้งสองวัด อาจารย์เกิ่ง – ท่านอาจารย์สีลา เป็นอุปัชฌาย์ทั้งสอง อาจารย์สีลา บ้านวาใหญ่ อากาศอํานวย อาจารย์เกิ่ง บ้านสามผง พอใจด้วยกันทั้งสองอุปัชฌาย์ เลยยกญัตติหมดเลย หลวงปู่มั่นเราไปพักที่นั่นเกิดความเคารพเลื่อมใส ก็เป็นลูกศิษย์ท่านมาตลอด หลวงปู่เกิ่ง ทราบว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุนะใจเด็ดเดี่ยวมากท่านอาจารย์เกิ่ง ท่านไปอยู่ทางเมืองชลฯ ออกจากนี้ท่านก็ไปอยู่ที่เมืองชลฯ สถานที่นั่นจึงมีวัดกรรมฐานเยอะนะที่จังหวัดชลบุรี ก็จากท่านอาจารย์เกิ่ง เป็นพระที่เด็ดเดี่ยว การประพฤติปฏิบัติเคร่งครัดเด็ดเดี่ยวมากทีเดียว น่าเคารพเลื่อมใส
ท่านก็มาเสียแล้ว ฟังว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ สมควรแล้ว ท่านน่าเคารพเลื่อมใสมานานแล้ว ไม่ได้สนิทสนมกันนักกับเรา แต่เคยคุยกันเรื่องอรรถเรื่องธรรมพอสมควร ท่านอยู่บ้านสามผง เป็นอุปัชฌาย์ ยกทั้งวัดญัตติใหม่หมดเลย เคารพเลื่อมใสหลวงปู่มั่นเรา ท่านอาจารย์เกิ่งนี้ออกจากนี้ ท่านลงไปทางจังหวัดชลบุรี จึงมีวัดมีวาเยอะนะทางนู้น ท่านไปอยู่ที่บางพระทีแรก จากนั้นก็ขยายออกไปเรื่อย วัดกรรมฐานทางเมืองชลฯ จึงมีเยอะ
วัดเขาฉลาก อาจารย์ใช่อยู่ เราก็อดคิดไม่ได้ว่าน่าจะไปจากท่านอาจารย์เกิ่ง เด็ดเดี่ยวมากนะท่านอาจารย์เกิ่ง นิสัยเด็ดเดี่ยวมากทีเดียว เดินตามหลักธรรมหลักวินัย ทราบว่าท่านมรณภาพแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ นี่ก็ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นเรา ลูกศิษย์ขั้นผู้ใหญ่ ท่านอาจารย์เกิ่ง – ท่านอาจารย์สีลา นี่เป็นอุปัชฌาย์มาแล้วนะนี่ เป็นอุปัชฌาย์ฝ่ายมหานิกาย ยกทั้งวัดญัตติใหม่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเรา อาจารย์สีลา บ้านวาใหญ่ อากาศอํานวย ท่านอาจารย์เกิ่ง บ้านสามผงท่านอาจารย์เกิ่งบวชแล้ว ท่านออกจากนี้แล้ว ท่านไปอยู่ทางจังหวัดชลฯ จึงมีวัดกรรมฐานหลายแห่งทางนู้น
ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเราเป็นผู้ใหญ่ๆ มีเยอะ ล่วงไปหมด อย่างท่านอาจารย์เกิ่ง อาจารย์สีลาลูกศิษย์ผู้ใหญ่ท่าน ไล่มาหาท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์ฝั้นมาเรื่อยๆ รุ่นนั้นรุ่นก่อน อาจารย์สีลา – อาจารย์เกิ่ง รุ่นก่อน นี้เป็นอุปัชฌาย์ทั้งสององค์ ยกทั้งวัดญัตติหมดเลย เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น”
ท่านพระอาจารย์เกิ่งได้ปฏิบัติให้ท่านพระอาจารย์จวนดูเป็นแบบอย่าง พร้อมกับได้เมตตาแนะนําสั่งสอนท่านด้วยความเอาใจใส่ ซึ่งท่านพระอาจารย์จวนก็ถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัดและได้ตั้งใจปฏิบัติภาวนาอย่างเอาจริงเอาจังนับตั้งแต่พรรษาแรก โดย ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ต่อแต่นั้นท่านพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก ท่านเป็นผู้เคร่งครัดในทางธุดงค์และปฏิบัติมาก ท่านว่า “พระใหม่นี่ พระบวชใหม่นี่เดินจงกรมมากๆ นะ นั่งมากๆ นะ นอนไม่ได้นะ” ท่านกําชับ“อย่าไปกินอิ่มนะ” นี่ท่านบอก แล้วข้าพเจ้าพระภิกษุจวน กุลเชฏฺโฐ ทําความเพียรขะมักเขม้นเดินมาก นั่งมาก กินน้อย บางวันก็ฉัน บางวันก็ไม่ฉัน สลับกันไป ทีนี้ท่านพระอาจารย์เกิ่งท่านเห็นดังนั้น นานไปก็ซูบผอม ท่านเลยว่า “เออ ! พระบวชใหม่อย่าไปอดข้าวมากสิ ธาตุมันจะพิการ ฉันเสีย” ก็เลยฉัน นี่แหละ ข้าพเจ้าอุปสมบทปีนั้น ปีจุดศพถวายพระเพลิงท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล นั่นเอง ปีนั้นแหละ”
ในเรื่องการอดอาหารนั้นเป็นอุบายวิธีหนึ่งที่ช่วยในการปฏิบัติภาวนา ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต มีการบัญญัติในบุพพสิกขา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“การอดอาหารนี้ ท่านมีบอกไว้สองแง่ คือ ถ้าอดเพื่อโอ้เพื่ออวดแล้วปรับอาบัติทุกอิริยาบถทุกความเคลื่อนไหว ก็คือหมายความว่า ไม่ให้อด แต่ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อความพากความเพียร อดเถิด เราตถาคตอนุญาต นี่มีแง่อยู่อย่างนี้ ถ้าอดเพื่อโอ้เพื่ออวดแล้วปรับอาบัติโทษตลอดเวลาทุกความเคลื่อนไหว แต่ถ้าอดเพื่อประกอบความพากเพียรแล้วอดเถิด เราตถาคตอนุญาต นั่นท่านว่าอย่างนั้น”
กรณีของท่านพระอาจารย์จวนในระยะนั้น เมื่อท่านพระอาจารย์เกิ่งสั่งด้วยความเป็นห่วงเช่นนั้น ท่านจึงต้องยอมฉันอาหารบ้าง โดยฉันพอให้ได้เยียวยาธาตุขันธ์
ภาค ๓ ออกธุดงค์ตั้งแต่พรรษาแรก
พรรษา ๑ พ.ศ. ๒๔๘๖ จําพรรษาที่วัดป่าบ้านพอก หนองคอนทั้ง
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเพิ่งบวชเป็นพระป่าได้เพียงพรรษาเดียว ท่านเคร่งครัดในธุดงควัตร แม้ท่านจะอดอาหารเพื่อการภาวนา มีข้อยกเว้นไม่ต้องไปบิณฑบาตก็ได้ แต่ท่านก็ไม่เคยขาดการบิณฑบาต เพราะท่านต้องการสนองคุณโยมมารดา โดยบิณฑบาตนําอาหารมาเลี้ยงโยมมารดาและแจกเพื่อนพระเณรทุกวัน ส่วนการปฏิบัติภาวนา ท่านได้ยึดอุบายวิธีภาวนาตามแนวปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอย่างอุกฤษฏ์เข้มข้น
โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่ออุปสมบทแล้ว พระอาจารย์บัง ที่จําพรรษาอยู่อําเภอเลิงนกทา ไม่มีพระปาฏิโมกข์ ก็เลยมาขอจากอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ก็เลยให้ไปจําพรรษาที่อําเภอเลิงนกทา วัดป่าบ้านพอก หนองคอนทั้งนั่นแหละ
พระอาจารย์ได้อบรมในพรรษานั้น ในพรรษาแรกนี้แหละ โยมมารดาได้ไปบวชเป็นชีด้วย และข้าพเจ้าก็ได้อธิษฐานฉันเจ ไม่ฉันเนื้อ ฉันแต่ผัก พริกเกลือไป นํ้าตาลไปเท่านั้นแหละ ส่วนอาหารที่ได้มาคาวหวาน อาหารเนื้อ ก็ส่งให้มารดา ให้โยมมารดา บางครั้ง บางวัน บางสมัยก็อดข้าวอดอาหารทั้งอดหลับอดนอนระยะ ๔ คืน ๔ วัน ระยะ ๘ วัน ๘ คืนบ้าง อดหลับ อดนอน อดอาหาร แต่ไม่ขาดบิณฑบาต ต้องบิณฑบาตทุกวันเพื่อมาเลี้ยงโยมมารดา และเพื่อแจกจ่ายแก่เพื่อนสหพรหมจรรย์ภิกษุสามเณรด้วยกัน”
เรื่องการอธิษฐานฉันเจของท่านพระอาจารย์จวนในขณะจําพรรษานั้น ท่านฉันเจพรรษาแรก เพียงพรรษาเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นท่านไม่ได้กล่าวถึงเลย เรื่องการฉันเจ พระโลกนาถที่อวดอ้างว่าเป็นพระอรหันต์ ท่านนิยมการฉันเจ แล้วก็สั่งสอนให้ศิษย์ฉันเจตาม สุดท้ายพระโลกนาถก็สึกไป เรื่องนี้มีพระศิษย์หลวงปู่มั่นบางองค์หลงผิดไปฉันเจตามพระโลกนาถ แล้วถูกหลวงปู่มั่นท่านอบรมจนเลิกฉันเจ เพราะประการสําคัญ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน ท่านฉันเนื้อฉันปลาโดยยึดหลักพระธรรมวินัย ท่านจึงไม่ส่งเสริมการฉันเจ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“อย่างอุตริไม่ฉันเนื้อฉันปลานี้ก็เหมือนกัน พวกนี้มีแต่พวกทําลายทั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงเห็นเหตุการณ์ ทรงบัญญัติไว้แล้วทุกสิ่งทุกอย่าง มันยังมาแก้ใหม่ได้เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ใช่เทวทัตจะเป็นใครก็เทวทัตเป็นผู้ขอเอง ขอพร ๕ ประการนี้ จะยกเทวทัตขึ้นมาเหยียบหัวพระพุทธเจ้าได้ยังไง พิจารณาซิ ห้ามไม่ให้ฉันเนื้อฉันปลานี้ ก็พระเทวทัตไม่ใช่เหรอ ไปขอจากพระพุทธเจ้า พระองค์ก็บอกว่าเราห้ามไม่ได้ โลกเป็นอยู่อย่างนั้นจะไปทําไง ก็เหมือนกับเอาฝ่ามือไปกั้นนํ้ามหาสมุทร องค์ไหนอยากฉันก็ฉัน ไม่อยากฉันก็แล้วแต่ แต่สําคัญที่อุทิสสมังสะ* เนื้อเจาะจง ๓ ประการ และเนื้อ ๑๐ อย่างนั้นแน่ะ
ท่านก็บอกไว้แล้ว เนื้อม้า เนื้อหมา เนื้องู เนื้อช้าง เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เสือเหลืองเสือดาว เนื้อหมี เนื้อมนุษย์ ท่านก็บอกไว้แล้วที่ห้ามฉัน ฉันนั้นเป็นอาบัตินั้นๆ ฉันเนื้อมนุษย์เป็นอาบัติถุลลัจจัย ก็บอกไว้หมด จากนั้นก็ห้ามเนื้ออุทิสสมังสะที่เขาเจาะจงก็บอกไว้แล้ว แม้เช่นนั้นองค์ไหนไม่รู้ไม่เห็นก็ฉัน ได้บอกไว้อีก เห็นชัดๆ กันอยู่แล้ว มันไปรื้อมาทําไม เทวทัตตายไปแล้วมันอยากแทนเทวทัตหรือ อวดอะไร สมบัติของเทวทัตเอามาอวดพระพุทธเจ้าทําไม แน่ะ ใครจะไปรู้ดีรู้ชอบเหมาะสมยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ถ้าหากว่าเทวทัตรู้ดีรู้ชอบยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าก็กราบเทวทัตเสียซิ จะว่า พุทฺธํ สรณํคจฺฉามิ ทําไม ก็เทวทัต สรณํ คจฺฉามิ เสียซิ มันก็เท่านั้นเอง ใครชอบอะไรก็เอานั้น จะไปหาคัดค้านต้านทานโลกคือชาวพุทธที่เขาถือตามพระพุทธเจ้าทําไม
มันเคยเห็นแล้วนี่ พวกนี้พออดมากๆ แล้ว โอ ! แหมโจมตีใหญ่นะ จะว่าพูดอะไร แม้แต่ท่านอาจารย์อุ่นนี้ท่านก็ยังเป็น นั่นก็พอดีกับท่านอาจารย์กงมาที่ไปกรุงเทพฯ ด้วยกัน ท่านอาจารย์กงมาท่านตรงไปตรงมานี่ ไปบิณฑบาต “ท่านอาจารย์อุ่นอย่าไปนะวันนี้น่ะ” เอาเลยนะ “ถ้าไปแล้วแตกหมดเลยกรุงเทพฯ” เขาเอาหมกห่อใส่บาตร พวกอาหารอย่างนี้โยนทิ้งต่อหน้าเขา ท่านเอาขนาดนั้นนะ ท่านอาจารย์กงมาเลยไม่ให้บิณฑบาต
ท่านว่าพระแร้ง พระกา พระยักษ์ พระผี ไปหมด ไปที่ไหนตําหนิแต่เรื่องพระ สอนมรรคผลนิพพานให้คนไม่ยอมสอน เอาตัวนี้โจมตีไปทั่วโลกดินแดน ท่านอาจารย์อุ่นนี่ท่านก็ยังดีอันหนึ่ง ท่านจากท่านอาจารย์มั่นไปเสียนาน ก็ไปเป็นความเห็นผิดอย่างฝังจมอย่างนี้นะ เวลากลับไปหาท่านอาจารย์มั่น เราอยู่หนองผือนี่ ท่านก็ใส่เอาเสียหนักๆ ก็ดีนะท่านรู้ตัวแก้ทันทีเลย นี่น่าชมท่าน”
การภาวนาเพียงพรรษาแรกก็เกิดภาพนิมิตแปลกๆ
การภาวนาแล้วเกิดภาพนิมิตต่างๆ นั้น เป็นไปในบางราย องค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ไว้ว่า “จริตนิสัยที่จะชอบรู้สิ่งต่างๆ นานาอย่างนี้ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วก็มีในราวสักห้าเปอร์เซ็นต์”ในวงกรรมฐานที่ท่านภาวนาแล้วเกิดนิมิตต่างๆ เช่น ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต คุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า เป็นต้น โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนิมิตไว้ดังนี้
“ภาวนาเกิดความสงบขึ้นมา จะสงบประเภทไหน เราก็รู้ของเราเอง ชื่อนามนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง เช่น ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา ก็คือความละเอียดแห่งความสงบนั่นเองพูดแล้ว ขณิกะก็คือสงบลงไปชั่วขณะนี้แล้วก็ถอยออกมาเสีย อุปจาระท่านว่ารวมเฉียดๆ ก็หากถูก หรือนัยหนึ่งกล่าวไว้ว่ารวมนานกว่าขณิกะ อุปจาระนั้นไม่ใช่เป็นการเรียงลําดับของสมาธิจากขั้นตํ่าไปขั้นสูง เช่น ขั้นอุปจาระ แล้วไปหาอัปปนา คําว่า “อุปจาระ” นั้นคือมันสงบเข้าไปก็จริง แต่จิตมันแฉลบออกไปข้างนอกพอรวมแล้วไม่เข้าสู่ภวังค์แห่งสมาธิ มันแฉลบออกไปรู้เห็นสิ่งต่างๆ
อุปะ แปลว่าเข้าไป จาระ แปลว่าเที่ยว คือเที่ยวเห็นนั้นเห็นนี้ รู้นั้นรู้นี้ นี่ก็เป็นตามหลักนิสัยผู้ที่จะรู้ก็รู้เองในวงสมาธิ ไม่เคยเรียนรู้อะไรก็ตาม เมื่อทําสมาธิแล้วจริตนิสัยอย่างไรจะแสดงตัวขึ้นมาในสมาธินั้นแล เบื้องต้นไม่มีใครบอกว่าให้รู้สิ่งนั้น ให้เห็นภาพนี้ ถ้าหากว่ามีนิสัยในทางนั้นแล้ว ไม่บอกก็รู้ พอจิตเริ่มเข้าสู่ความสงบแล้ว อาการเหล่านี้จะแสดงตัวออกมามากน้อยตามจริตนิสัยของตน ไม่มีใครบอก มันเป็นขึ้นมาเอง
โน่นแหละ ตอนเป็นขึ้นมาแล้วไม่ทราบจะปฏิบัติอย่างไร การเห็นเช่นนั้นถูกหรือผิด จึงต้องเล่าให้ครูให้อาจารย์ฟัง ท่านก็แนะอุบายวิธีว่าให้ปฏิบัติอย่างนั้นๆ สิ่งไหนที่ไม่ดี ท่านก็บอกให้งด อย่าไปรู้อย่างนั้น หรือประการหนึ่ง ถ้ารู้อย่างนั้นให้พลิกจิตมาเป็นอย่างนี้ เพื่อแก้นิมิตนั้นให้ได้ประโยชน์ถ้าไม่แก้มันก็เป็นโทษ บางอย่างก็ทําให้เพลิน เพลินจนลืมเนื้อลืมตัวไป บางอย่างก็ทําให้โศกเศร้า เพราะภาพมันก็เหมือนกับเรามองเห็นด้วยตานี้เอง ภาพทางใจ บางสิ่งก็น่ารัก บางสิ่งก็น่าเกลียดน่ากลัว น่าเพลิดเพลิน มีหลายอย่าง นี่ท่านเรียกว่าภาพ นิมิตที่ปรากฏขึ้นในวงอุปจารสมาธิ อันนี้ไม่ค่อยมีในนักปฏิบัติทั้งหลาย มีจํานวนน้อยมากที่ผู้ปรากฏเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรไปสนใจกับภาพต่างๆ หากจะปรากฏจะเป็นขึ้นมา เป็นขึ้นมาตามหลักนิสัยของเราเอง”
การปฏิบัติภาวนาในพรรษาแรกของท่านพระอาจารย์จวนได้เกิดภาพนิมิตแปลกๆ โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในพรรษานั้นวันพระวันหนึ่งในระหว่างกลางพรรษา ได้นั่งกําหนดฟังเทศน์ ท่านพระอาจารย์ท่านเทศน์อยู่บนธรรมาสน์ ข้าพเจ้าพระจวนบวชใหม่ได้กําหนดจิตฟัง แล้วจิตนั้นสงบลง ปรากฏภาพร่างกายของตนนี้ ปรากฏในจิต เปื่อยเน่าเป็นอสุภะไปหมด เหมือนกับมองดูด้วยตาเนื้อ แขนขาทั้งสองเปื่อยขาดหวะ เป็นอสุภะ มีปุพโพโลหิตนํ้าเหลืองไหลออกเลย นี้มันปรากฏภาพนิมิตในจิต ในขณะที่นั่งฟังเทศน์ภาวนาของท่านอาจารย์อยู่นั้น นี่ในพรรษานั้น แล้วไปแต่งทางจงกรมให้มารดา ปูกระดานเลย ไม่ให้มารดาเหยียบดิน ปฏิบัติมารดาเพื่อสนองคุณของท่าน
และในพรรษานั้นแล เกิดภาพนิมิตแปลกๆ ข้าพเจ้าก็ทําความพากความเพียรไม่ลดหย่อนวันหนึ่งในพรรษานั้น ภาวนาว่า “พุทโธๆ” จิตมันจะรวม และตอนจิตจะรวมนั้นได้เกิดภาพนิมิตขึ้นมีแม่ไก่สีลายตัวหนึ่งมาจิกกินอุจจาระ คือขี้ที่ตรงหน้า ก็เลยเอาจิตถามดูว่า “ท่านกินอะไร อันนี้อะไร ?”
“ขี้” แม่ไก่ตอบ
ก็เลยถามแม่ไก่ว่า “ท่านเป็นอะไร ?”
แม่ไก่ตอบว่า “ดูก่อนผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเป็นเทวดา”
ก็เลยถามจิต ก็เลยนึกในจิตถามแม่ไก่ว่า “เทวดาทําไมกินขี้เล่า ?”
แม่ไก่เลยตอบว่า “ดูก่อนผู้เป็นเจ้า มนุษย์เราทุกชาติทุกภาษาต้องกินขี้กันอย่างนี้แล ไม่พ้นจากความกินขี้ไปได้เลย” นี่แม่ไก่ตอบ แล้วแม่ไก่นั้นก็หายไป
ข้าพเจ้าจึงน้อมเอาคําตอบของแม่ไก่นิมิตนั้นมาพิจารณาว่า “ตัวคนเรานี้ต้องกินขี้กันทั้งหมดเลย ก็เลยมาพิจารณาเรื่องของขี้ ว่าเรากินขี้จริงไหม ?” พิจารณา “ถ้ามันจะเป็นขี้ยังไง ผักจะเป็นขี้ยังไง เนื้อปลาจะเป็นขี้ยังไง เพราะมันเป็นเนื้อเป็นปลา”
ก็เลยมาพิจารณาในขณะนั้น “อ้อ ! เกิดจากขี้ทั้งหมด ข้าวก็เกิดจากขี้ดิน ผักก็เกิดจากขี้ดินเนื้อปลา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราบริโภคขบฉันลงไปนี้ ล้วนแต่กินขี้เขาทั้งหมด”
“ขี้อะไร ?” ถามยํ้าลงไปอีก
จิตหนึ่งได้ตอบขึ้นมา “มันก็ขี้ ขี้หี ขี้ควยเขานั่นเอง ก้อนนํ้าแว่น (อสุจิ) เขานั่นเองวะ อ๋อ !”ก็เลยพูดขึ้น
เรื่องนี้ข้าพเจ้านําเอาเรื่องนี้ไปกราบเรียน ไปได้กราบเรียนท่านอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโตที่ขณะอยู่ร่วมกับท่านในภายหลัง ท่านรับรองว่า “จริงๆๆๆ แหม !” ท่านว่า “ไม่มีอะไร กินขี้กันทั้งหมด” ท่านรับรองอย่างนั้น”
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเป็นพระภิกษุหนุ่มผู้มากล้นด้วยวาสนาบารมีธรรมและมีปัญญามาก เพียงพรรษาแรกท่านได้พิจารณาสังขารธรรม อาหารที่กินเป็นสิ่งปฏิกูล ตามธรรมคําสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยท่านพระอาจารย์จวนได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ให้เธอนั้นมีสติปัญญาน้อมเข้ามาพิจารณาสังขารร่างกายของเรานี้แหละว่า สังขารธรรม คือ ร่างกายของเรานี้แหละ มีความแปรปรวนอยู่เป็นนิจ เป็นทุกข์อยู่เป็นนิจ เปรียบเหมือนด้วยของยืมผู้อื่นเขามา เป็นไข้อยู่เป็นนิจ สังขารธรรมนี้เป็นของปฏิกูลพึงเกลียดโดยประการทั้งปวง มีกลิ่นอันเหม็นอันเน่า อันสาบอันสางอยู่เป็นนิจ สังขารธรรมนี้เป็นวัตถุอันชั่ว เป็นของชั่วยิ่งกว่าของทั้งปวง เป็นของปฏิกูลพึงเกลียด เป็นของสกปรกโสโครกอยู่เองเต็มที่แล้ว มิหนําซํ้ายังนําเอาสิ่งอื่นที่สกปรกโสโครกตามลงไปอีกด้วย สิ่งที่นําลงไปแต่ละล้วนแล้วเป็นของสกปรกโสโครก
เช่น อาหารการบริโภค ขบฉัน ที่เรานําลงไปนั้น แต่ละล้วนแล้วเป็นของสกปรกโสโครกทั้งหมดเลย อาหารที่เราจะบริโภคหรือรับประทาน เมื่อเรายังไม่ได้รับประทาน อยู่ภายนอกก็พอดูได้ พอดมได้ พอจับพอต้องได้ แต่เมื่อผสมกับร่างกายของเรา ถ่ายทอดออกมาแล้วเป็นของน่าเกลียด จะกลืนเข้าไปอีกก็ไม่ได้ นี่จึงว่าสังขารธรรมนี้ มันนําเอาสิ่งที่สกปรกโสโครกลงไป และอาหารที่เราบริโภคและรับประทานลงไปนั้น ก็เป็นของสกปรกโสโครกอยู่เต็มที่แล้ว เมื่อไปผสมกับเสมหะบ้าง เสลดบ้างนํ้าเลือด นํ้าเหลืองบ้าง ก็ยิ่งเป็นของสกปรกโสโครก ไฟธาตุเคี่ยวเข้า ฟองฟูดบูดเน่าอยู่ในลําไส้ใหญ่ก็เป็นของสกปรกโสโครกยิ่งกว่าภายนอกอีก และอาหารที่เราบริโภคและรับประทานเข้าไปนั้น ท่านว่าแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน
ส่วนหนึ่ง เป็นอาหารของหนอน เรารับประทานเข้าไป ๔ – ๕ คําแรก นี้เป็นอาหารของหนอน หนอนทั้งหลายที่ประจําอยู่ในลําไส้ใหญ่ พากันฟอนมารับอาหารที่บริโภคลงไปในระหว่าง ๔ คํา หรือ๕ คํา ครั้งแรกต้องเป็นอาหารของหนอน หนอนจําพวกนี้เกิดในที่นี่ แก่ที่นี่ ตายอยู่ในที่นี่ ต้องมีประจําอยู่ในร่างกายของเราทุกๆ ท่าน ทุกคน ร่างกายของเรานี้เป็นเรือนมูตร เรือนคูถของหนอน เป็นชานเรือนของหนอน เป็นที่อยู่ของหนอน เป็นที่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ของหนอน
ส่วนที่ ๒ อาหารส่วนที่ ๒ เป็นอาหารใหม่ หนอนประจําอยู่ในลําไส้ใหญ่
ส่วนที่ ๓ ส่งไปเลี้ยงอวัยวะตามร่างกายต่างๆ
ส่วนที่ ๔ เพลิงธาตุ ไฟธาตุ เผาให้ไหม้ให้เกรียมสูญหายละลายเป็นไอระเหยไปเลย
ส่วนที่ ๕ เป็นอาหารเก่า ถ่ายทอดออกมาตามทวารต่างๆ เรียกว่าขี้ทั้งหมด ถ่ายทอดออกมาตามตา ขี้ตา ขี้หู ขี้มูก ขี้ปาก ขี้ฟัน ขี้เหงื่อ ขี้ไคล ถ่ายทอดมาทางทวารเบา ระดูอันเหม็น อันเน่าทางทวารหนัก ตด และขี้ ไม่ดีทั้งหมด แต่ละล้วนแล้วเป็นของปฏิกูลพึงเกลียด ร่างกายของเรานี้ ถ้าไม่ประดับก็ปราศจากงาม ขจัดจากงามเพราะเหตุที่ไม่ประดับ ถ้าไม่ชําระสะสาง ไม่ประดับประดาแล้วหาความงามไม่ได้ ร่างกายของเรานี้เป็นของปฏิกูลพึงเกลียด โดยประการทั้งปวง ทั้งภายในภายนอกทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง
สังขารธรรมนี้เป็น อจินไตย จะว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอนไม่ได้เลยเป็นอันขาด เพราะเป็นไปตามอํานาจวิสัยแห่งตนตามถนัดตน ตามลําพังตน ไม่มีใครตักเตือนว่ากล่าวสั่งสอนได้เลย และสังขารธรรมนี้ไม่มีผู้ใดใครผู้หนึ่งจะพึงเป็นใหญ่ ยํ่ายี ขู่ขี่ ขู่เข็ญ ได้เลยเป็นอันขาด ถึงแม้ท่านผู้มีอํานาจอาชญาจะปราบปรามปัจจามิตร คือ ข้าศึกศัตรูไปได้ทั่วทุกทิศ ตลอดถึงพื้นปฐพีมณฑลนั้นก็ตาม แต่จะมาปราบปรามสังขารธรรมอันนี้ มิให้เหม็น มิให้เน่า ปราบปรามมิให้เฒ่า มิให้แก่ มิให้เจ็บ มิให้ตายนั้นจะปราบปรามไม่ได้เลยเป็นอันขาด”
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเห็นภาพนิมิตตั้งแต่พรรษาแรก แต่ท่านก็ไม่สําคัญตน โดยท่านพระอาจารย์จวนเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“นี่แหละ ก็เลยเกิดความสลดสังเวชในพรรษานั้นว่าตนกินขี้ และในพรรษานั้นพอรุ่งเช้าเมื่อทําภัตกิจเสร็จคือฉันเสร็จ จะกลับขึ้นไปกุฏิ กําลังที่จะเก็บบริขารพับซ้อนไว้ให้เรียบร้อย พอดีข้าพเจ้าพระจวนนั่นเองได้มองหน้าไปทางหน้าจั่วทิศตะวันออกของกุฏิ ได้เห็นหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าจั่วนุ่งสีลาย เครื่องนุ่งก็ลาย เสื้อก็ลาย มีผมยาว ถือตะกร้าหมากยืนอยู่ที่หน้ากุฏิ ข้าพเจ้ามองดูเป็นหญิงมีรูปสวยมาก และก็นึกในใจว่า “อะไรนี่ ?” ใจหนึ่งตอบขึ้นมาว่า “นี่แหละเทวดา”
“เอ๊ ! เทวดาทําไมมายืนอยู่นี่” ข้าพเจ้าก็เลยเก็บบริขารเรื่อยๆ ไป
ครั้งที่ ๒ ตาเหลือบขึ้นไปก็ยังเห็นภาพเทวดาอยู่ที่เก่า ยังไม่หายไปไหน ทีนี้ข้าพเจ้าเลยเหลียวไปทางอื่น พร้อมกับคิดว่า “เอ ! ทําไมเทวดาตนนี้จึงยังปรากฏให้เห็นอยู่อีก ?” แล้วก็ตั้งใจเก็บสิ่งของเครื่องบริขารของตนให้เรียบร้อย ตั้งใจระวังรักษาจิตมิให้ฟุ้งซ่าน เพราะรู้อยู่ว่า “อันความงามนั้น มักมีสิ่งที่ไม่งามซ่อนอยู่เบื้องหลังเสมอ”
ครั้งที่ ๓ เลยมองไปดูเพื่อทดสอบว่า รูปที่ปรากฏด้วยตานั้นจะยังเห็นอยู่หรือหายไปแล้วพอมองไปครั้งที่ ๓ รูปนั้นก็เลยอันตรธานหายไป เมื่ออันตรธานหายไปมองไม่เห็น ในขณะนั้นจิตก็เลยนึกขึ้นในใจว่า
“อ๋อ ! อย่างนี้หนอ พวกภาวนาเห็นภาพนิมิตต่างๆ ที่ปรากฏในขณะที่ตนภาวนานั้น คือ เห็นรูปภาพต่างๆ ขึ้นมาปรากฏนั่นเอง เข้าใจเอาว่าตนได้ญาณ หรือได้หูทิพย์ ตาทิพย์ และได้ล่วงรู้จิตใจของบุคคลอื่น”
พวกนี้เมื่อเห็นภาพนิมิตอย่างนี้ก็น้อมใจเชื่อในภาพนิมิตที่ปรากฏขึ้น ว่าตนได้บรรลุธรรมวิเศษมีมรรคผล เป็นต้น เลยเกิดทิฏฐิมานะ อวดดิบอวดดี ผลที่สุดพวกนี้ก็เลยเสื่อมไป ไม่ได้รับประโยชน์อันแท้จริงในธรรมะ เรื่องนี้เคยปรากฏแก่พวกนักภาวนา นักปฏิบัติมาเป็นหลายราย มีความปรากฏเกิดขึ้นในใจในขณะนั้น
และในพรรษาที่ ๑ นั้นแหละ ข้าพเจ้าก็ได้ทําความพากความเพียรโดยขะมักเขม้น มีการอดหลับอดนอน อดอาหาร สลับซับซ้อนกันไปตลอดพรรษา ส่วนด้านจิตใจก็มีความฝักใฝ่ในการภาวนา ยังบริกรรมอยู่ พุทโธๆ เป็นพื้น บางครั้งก็มีการพิจารณาร่างกายของตนที่เคยปรากฏว่าเป็นอสุภะของเปื่อยเน่า”
ท่านดําเนินตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา
การออกเดินธุดงค์ตามป่าตามเขาของพระธุดงคกรรมฐาน จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดําเนินตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา หรืออริยมรรคทั้ง ๘ ประการอย่างเคร่งครัด เพราะเมื่อเข้าไปอยู่ในป่าในเขาอันเป็นสถานที่สงบสงัดแล้ว แม้มีศีลคุ้มครองแล้วก็ตาม แต่จิตใจจะสงบสงัดเองก็หาไม่ หากไม่ได้ตั้งใจบําเพ็ญภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง จิตใจย่อมไม่สงบสงัด และสมาธิธรรม ปัญญาธรรมย่อมไม่เกิด
ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจึงให้ความสําคัญหลักของศีล สมาธิ ปัญญา และเน้นสอนพระศิษย์ให้ดําเนินตาม ทั้งนี้เพื่อให้ผลการปฏิบัติธรรมของพระศิษย์จะได้มีความก้าวหน้า ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านได้ดําเนินตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา ตั้งแต่เริ่มบวชพรรษาแรกๆ เช่นเดียวกับพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลาย เพราะศีล สมาธิ ปัญญา แยกออกจากกันไม่ได้ เป็นธรรมเครื่องหนุนกันไปตามลําดับ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงไว้ในตํารับตํารา พระนี้ได้ฟังทุกองค์ในอนุศาสน์ ๘ นิสสัย ๔ อกรณียกิจ ๔ จะยกมาแสดงเพียงนิสสัย ๔ ที่พระองค์ทรงสั่งสอน แล้วก็มาสรุปเอาตอนนี้เลยว่าท่านสอนพระในผลแห่งการไปอยู่ตามป่าตามเขา รุกขมูลร่มไม้บําเพ็ญเพียรในป่าในเขา ด้วยธรรม๓ ประเภท คือ บําเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดให้มีในใจของตนจากสถานที่เหมาะสมเช่นนั้น เช่นรุกฺขมูลเสนาสนํ ให้ไปอยู่ในป่าในเขาซึ่งเป็นที่สงบงบเงียบ สะดวกแก่การบําเพ็ญสมณธรรมได้เป็นอย่างดี
และผลของการไปบําเพ็ญในที่เช่นนั้น ท่านก็ยกศีล สมาธิ ปัญญาขึ้น ไปอยู่ในที่เช่นนั้นก็คือไปรักษาศีลให้สมบูรณ์บริบูรณ์ ไปบําเพ็ญสมาธิ คือ ความสงบเย็นใจ ความแน่นหนามั่นคงทั้งหลายภายในใจ ปัญญาความรู้แจ้งแทงทะลุ บุกเบิกกิเลสตัณหา ตัวมืดตัวบอด ปิดตันทางเดินของเราออกให้มองเห็นบุญ เห็นบาป เห็นดี เห็นชั่ว ให้เห็นทั้งความฟุ้งซ่านที่กิเลสสร้างขึ้นมา และความสงบซึ่งธรรมสร้างขึ้นมาในตัวของเราแต่ละรายๆ ท่านแสดงไว้เป็นอานิสงส์ คือ ผลประโยชน์อันดีงามตลอดถึงผลประโยชน์อันดีงามถึงผลประโยชน์อันสุดยอด ไว้ว่า
สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส พระบวชแล้วท่านทรงสอนไว้แล้วนะ สมาธิเมื่อศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก อานิสงส์มาก แปลตามภาษาปริยัตินะ ถ้าแปลตามภาคปฏิบัติ มันแปลได้สองนัย แปลด้วยพยัญชนะก็ได้ แปลโดยอรรถก็ได้ แปลโดยอรรถเอาแต่เนื้อความปึ๋งเลย
สมาธิเมื่อมีศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมาก คือ ศีลเป็นที่อบอุ่น ให้จิตใจไม่วอกแวกคลอนแคลน โดยสําคัญว่าศีลของตนด่างพร้อยหรือขาดทะลุอะไร แล้วเกิดความระแวงแคลงใจเป็นนิวรณ์ ทีนี้ศีลรักษาดีเรียบร้อยแล้ว มันก็อบอุ่นแล้วบําเพ็ญสมาธิ จิตก็ไม่วอกแวกคลอนแคลนไปตามอารมณ์ที่เคลือบแคลงสงสัยในศีลของตน แล้วสมาธิก็สงบได้ง่าย
ทีนี้สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาเมื่อมีสมาธิเป็นเครื่องหนุนแล้วย่อมมีความแกล้วกล้าสามารถ หรือเดินได้คล่องตัว แต่ท่านแปลตามปริยัติว่า ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก สมาธิอบรม สมาธิ ได้แก่ จิตใจที่มันอิ่มอารมณ์ อิ่มทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส เครื่องสัมผัสต่างๆ อยากคิดอยากปรุงอย่างนั้นอย่างนี้มันหิวมันโหย พอจิตมีสมาธิแล้วระงับดับอารมณ์เหล่านั้นมา เรียกว่า จิตอิ่มอารมณ์
เมื่อจิตอิ่มอารมณ์แล้วทีนี้ให้ดําเนินทางด้านปัญญา พิจารณาคลี่คลาย เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เข้าไปภายในภายนอกให้มันแหลกแตกกระจายไปหมด นี้เรียกว่าปัญญา เวลาสมาธิหนุนปัญญา ปัญญาย่อมเดินได้คล่องตัว
ท่านชี้อีกว่า ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตเมื่อปัญญาอบรมหรือซักฟอกแล้วย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นี่ล่ะอนุศาสน์ที่ท่านสอนพระบวชมาทุกองค์ ท่านสรุปในธรรมเหล่านี้ พวกศีล สมาธิ ปัญญา บวชแล้วให้เสาะแสวงหาอย่างนี้ พากันเข้าอกเข้าใจ”
ในเรื่องศีลของสงฆ์ ท่านถือพระวินัยจากสิกขาบท ๒๒๗ ข้อ ในพระปาฏิโมกข์เป็นหลักใหญ่ ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ ไม่ให้ด่างพร้อย ไม่ล่วงละเมิด เพราะจะนําพาพระไปสู่ความบริสุทธิ์ สร้างความสามัคคีในหมู่สงฆ์ และถ้าศีลบริสุทธิ์แล้ว ในการภาวนาจิตก็สงบลงได้เร็ว
ท่านถือหลักปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านถือหลักปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร อย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับพ่อแม่ครูอาจารย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ทั้งหลาย ซึ่งท่านถือนับแต่วันออกบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานพรรษาแรกตราบจนวันถึงแก่มรณภาพ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเรียบเรียงหลักปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติไว้ในหนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น สําหรับความหมายหลักปฏิปทา ท่านได้กล่าวไว้ดังนี้
“เรื่องปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาคณะลูกศิษย์ดําเนินมาเป็นลําดับจนถึงปัจจุบัน การปฏิบัติตามปฏิปทานี้รู้สึกลําบาก เพราะเป็นการทวนกระแสโลกทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ หลักปฏิปทาก็มีธุดงค์ ๑๓ ขันธวัตร ๑๔ มีอาคันตุกวัตร เป็นต้น เป็นเครื่องบําเพ็ญทางกายโดยมาก และมีกรรมฐาน ๔๐ เป็นเครื่องบําเพ็ญทางใจ สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันไปตามอิริยาบถต่างๆ ของความเพียร”
“พระอริยเจ้าทุกประเภทไปจากธุดงควัตรนี้ทั้งนั้น เพราะธุดงค์เป็นธรรมเครื่องทําลายกิเลสได้ทุกประเภท ธุดงควัตรจึงเป็นทางเดินเพื่ออริยธรรม อริยบุคคล”
ธุดงควัตร ๑๓ คือ ข้อวัตรปฏิบัติที่ใช้ขัดเกลากิเลส ช่วยส่งเสริมให้เกิดความมักน้อย สันโดษมีข้อปฏิบัติอยู่ ๑๓ อย่าง คือ
๑. ใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร (ผ้าบังสุกุล คือ ผ้าที่ถูกทิ้งแล้ว หรือผ้าพันซากศพ)
๒. ใช้ผ้าสามผืนเป็นวัตร (นุ่งห่มเพียง ๓ ผืน คือ สบง จีวร สังฆาฏิ)
๓. ไปบิณฑบาตเป็นวัตร
๔. บิณฑบาตไปตามลําดับเป็นวัตร (งดการเที่ยวบิณฑบาตไปตามใจอยาก)
๕. นั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร (ฉันวันละมื้อเดียว ลุกจากที่แล้วไม่ฉันอีก)
๖. ฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร (ไม่ใช้ภาชนะใบที่ ๒)
๗. ไม่ฉันอาหารที่ถวายภายหลังเป็นวัตร (ฉันเฉพาะอาหารที่ได้จากการบิณฑบาต)
๘. อยู่ป่าเป็นวัตร
๙. อยู่โคนไม้เป็นวัตร
๑๐. อยู่ที่แจ้งเป็นวัตร
๑๑. อยู่ป่าช้าเป็นวัตร
๑๒. อยู่ในเสนาสนะตามแต่เขาจะจัดให้เป็นวัตร
๑๓. ไม่นอนเป็นวัตร (เว้นนอน อยู่ด้วยเพียง ๓ อิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง)
ขันธวัตร ๑๔ คือ ระเบียบวิธีปฏิบัติต่างๆ ในสังคมความเป็นอยู่ของภิกษุ อันส่งเสริมให้การบําเพ็ญสมณธรรมดําเนินไปด้วยดีและเรียบร้อย มีข้อปฏิบัติอยู่ ๑๔ อย่าง คือ
๑. อาคันตุกวัตร หน้าที่ของอาคันตุกะผู้เข้าไปสู่อาวาสอื่น ต้องมีความเคารพต่อสถานที่และประพฤติตัวให้เหมาะสม เช่น ถอดรองเท้า หุบร่ม ห่มเฉวียงบ่า เดินไปหาภิกษุผู้อยู่ในอาวาส ทําความเคารพท่าน ถามถึงที่พัก ห้องนํ้า ห้องส้วม นํ้าใช้นํ้าฉัน ทําความสะอาดที่พักอาศัย และประพฤติตนตามกฎกติกาของวัด เป็นต้น
๒. อาวาสิกวัตร หน้าที่ของเจ้าอาวาสที่จะต้องปฏิบัติต่อพระอาคันตุกะ เช่น หากภิกษุอาคันตุกะพรรษาแก่กว่ามา ให้ปูอาสนะ ตั้งนํ้าล้างเท้า ลุกไปรับบาตร จีวร ถวายนํ้าฉันนํ้าใช้กราบไหว้ บอกเรื่องต่างๆ เช่น ห้องนํ้า ห้องส้วม โคจรบิณฑบาต และ กติกาสงฆ์ ฯลฯ
๓. คมิกวัตร หน้าที่ของผู้เตรียมจะไปที่อื่น ก่อนออกเดินทางพึงเก็บเครื่องใช้สอย เช่น เตียง เก้าอี้ เสื่อ หมอน ผ้าห่ม เป็นต้น ไว้ให้ดี ปิดประตูหน้าต่าง ฝากหรือคืนเสนาสนะให้ภิกษุสามเณร อุบาสก หรือ คนของวัด (ให้) ช่วยดูแล แล้วจึงเดินทาง ฯลฯ
๔. อนุโมทนวัตร วิธีอนุโมทนา ให้ภิกษุผู้เป็นเถระอนุโมทนา หากทายกนิมนต์ภิกษุหนุ่มให้อนุโมทนา ต้องบอกหรือขอโอกาสพระเถระก่อน ในขณะภิกษุอื่นอนุโมทนาอยู่ หากมีเหตุจําเป็น เช่น ปวดอุจจาระ ถ้าจะลุกไป ต้องลาภิกษุผู้นั่งใกล้ก่อน ฯลฯ
๕. ภัตตัคควัตร ธรรมเนียมในโรงฉันหรือเมื่อไปฉันในบ้าน ต้องนุ่งห่มให้เรียบร้อย เดินไปตามลําดับอาวุโส ไม่เบียดกัน ปฏิบัติตามเสขิยวัตรทุกข้อ ไม่นั่งชิดพระเถระ นอกจากท่านอนุญาตจึงนั่ง ฯลฯ
๖. ปิณฑจาริกวัตร ระเบียบประพฤติในเวลาออกบิณฑบาต ให้ปฏิบัติตามเสขิยวัตร เช่น นุ่งห่มให้เรียบร้อย ซ้อนผ้าสังฆาฏิ ห่มคลุมกลัดรังดุม กลอกบาตร ถือบาตรในจีวร กําหนดทางเข้าออกไม่ยืนใกล้หรือไกลจากผู้ให้นัก อย่ามองหน้าผู้ถวาย รูปใดกลับก่อนปูอาสนะ ตั้งนํ้าล้างเท้า ตั้งนํ้าใช้นํ้าฉัน ฯลฯ
๗. อารัญญิกวัตร ระเบียบของผู้อยู่ป่า ก่อนออกบิณฑบาต เก็บเครื่องใช้สอยไว้ในกุฏิปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย จัดหานํ้าใช้นํ้าฉันมาเตรียมไว้ เรียนรู้ทิศต่างๆ และการเดินทางของดวงดาวเพื่อป้องกันการหลงทาง ฯลฯ
๘. เสนาสนวัตร วิธีดูแลที่อยู่อาศัย ให้ทําความสะอาดอยู่เสมอ ให้เคลื่อนย้ายบริขารด้วยความระมัดระวัง อย่าให้กระทบครูดสีพื้น ประตู หน้าต่าง ถ้ากุฏิเก่าให้ซ่อมแซม หากมีลมฝนแรงต้องปิดประตูหน้าต่าง ฯลฯ
๙. ชันตาฆรวัตร ข้อปฏิบัติในเรือนไฟที่อบกายระงับโรค ทําความสะอาด ตั้งนํ้า ไม่นั่งเบียดชิดพระเถระ ไม่กีดกันอาสนะภิกษุหนุ่ม บีบนวดและสรงนํ้าแก่พระเถระ ฯลฯ
๑๐. วัจจกุฎีวัตร ระเบียบปฏิบัติในเวลาเข้าส้วม ถ่ายอุจจาระปัสสาวะแล้วต้องทําความสะอาดส้วมให้เรียบร้อย เข้าห้องส้วมตามลําดับที่มาถึงก่อนหลัง พาดจีวรไว้ที่ราวข้างนอก อย่าเลิกผ้าเข้าไป อย่าเบ่งแรง อย่าเลิกผ้าออกมา นุ่งห่มเรียบร้อยแล้วจึงออก ถ้าส้วมสกปรกให้ทําความสะอาด ตักนํ้าใส่ไว้ให้เต็ม ฯลฯ
๑๑. อุปัชฌายวัตร วิธีปฏิบัติของสัทธิงวิหาริก (ลูกศิษย์) ต่ออุปัชฌาย์ เข้าไปรับใช้ถวายนํ้าล้างหน้า บ้วนปาก ช่วยนุ่งห่มจีวรให้ ซักผ้า ล้างบาตร ทําความสะอาดกุฏิ รับย่าม ถ้าเดินทางร่วมกับท่าน ไม่ควรเดินใกล้หรือไกลเกินไป ไม่พูดสอดแทรกขณะท่านพูดอยู่ จะทําอะไรต้องถามท่านก่อน จะไปไหนต้องกราบลา ป้องกันอาบัติให้ท่าน เอาใจใส่ยามอาพาธ ฯลฯ
๑๒. สัทธิงวิหาริกวัตร ข้อที่อุปัชฌาย์จะพึงมีต่อศิษย์ เช่น อนุเคราะห์ด้วยพระธรรมวินัย อบรมสั่งสอนอยู่เนืองๆ ให้บริขารเครื่องใช้ ถ้าศิษย์อาพาธให้อุปัชฌาย์ปฏิบัติต่อศิษย์ดังในอุปัชฌายวัตรเช่นกัน เป็นต้น
๑๓. อาจริยวัตร วิธีปฏิบัติต่ออาจารย์ อันเตวาสิก (ศิษย์) ผู้ถือนิสัยอยู่ด้วยอาจารย์พึงปฏิบัติต่ออาจารย์ดังอุปัชฌายวัตร
๑๔. อันเตวาสิกวัตร วิธีปฏิบัติต่อกันอันเตวาสิก (ศิษย์) อาจารย์ผู้ให้นิสัยพึงปฏิบัติชอบ สงเคราะห์ศิษย์ดังสัทธิงวิหาริกวัตรทุกประการ
วัตร ๑๔ นี้ หากภิกษุไม่เอื้อเฟื้อ ไม่ทําตาม เป็นอาบัติทุกกฏ ในขณะตั้งใจว่าจะไม่ทําข้อวัตรนั้น ในข้อใดที่เป็นคําปฏิเสธห้าม ว่า “อย่า” หรือ “ไม่” หากภิกษุขืนทําในข้อนั้นๆ เป็นอาบัติทุกกฏในขณะเมื่อล่วงละเมิดข้อห้ามนั้น
ท่านถือปฏิปทาอดอยากเดนตาย
ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เป็นปฏิปทาอดอยาก และเป็นปฏิปทาเดนตาย นับแต่เป็นพระธุดงคกรรมฐานพรรษาแรก ท่านเป็นนักรบธรรมอีกองค์หนึ่งที่มีความเด็ดเดี่ยว องอาจ กล้าหาญ พร้อมที่จะต่อสู้เผชิญกับทุกข์น้อยใหญ่ทั้งหลายอย่างชนิดไม่เกรงกลัว แม้ชีวิตท่านก็ยอมสละได้เพื่อแลกกับวิมุตติธรรม ดังพุทธศาสนสุภาษิตบทที่ว่า
จเช ธนํ องฺควรสฺส เหตุ
องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน
องฺคํ ธนํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ
จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโต.
“พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละทรัพย์ อวัยวะและแม้ชีวิตทุกอย่างเพื่อรักษาธรรม” เพราะว่าธรรมะหรือสัจธรรมนั้น แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นองค์พระบรมศาสดา ครั้นทรงสละทรัพย์สมบัติทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิต แล้วได้ตรัสรู้ธรรมก็ยังเคารพนับถือธรรมะที่ได้ตรัสรู้ เพราะผู้ที่ยึดถือธรรมะไว้เป็นที่พึ่งแล้วอยู่เป็นสุขตลอดไปอันเป็นปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่บรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ทั้งหลายได้ยึดถือจนเป็นอริยปฏิปทา
เมื่อท่านพระอาจารย์จวน ได้บวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นพระอาจารย์ใหญ่ของท่าน ท่านเป็นอีกองค์หนึ่งที่ได้ดําเนินตามอริยปฏิปทาข้ออดอยากเดนตายนี้อย่างเคารพเคร่งครัดและเด่นชัด โดยการออกเดินเท้าธุดงค์แสวงหาที่เงียบสงัดวิเวกตามป่าตามเขา เพื่อปักกลดบําเพ็ญสมณธรรม ซึ่งสถานที่ท่านธุดงค์ไปนั้น ในทางโลกแล้วไม่ต้องการ แต่ในทางธรรมกลับยินดีต้องการ เพราะสถานที่เช่นนั้นล้วนเป็นสถานที่ทุรกันดารเปล่าเปลี่ยวเงียบเหงาน่ากลัว ไม่มีถนนทางรถยนต์ ห่างไกลบ้านเรือนและผู้คนสัญจรไปมา ฉะนั้น ปัจจัย ๔ จึงอัตคัดขัดสนขาดตกบกพร่อง แต่ท่านพระอาจารย์จวนกลับยินดีในสถานที่เช่นนั้น เพราะท่านจะได้เร่งบําเพ็ญภาวนาอย่างเต็มที่ ไม่มีใครมารบกวน
ส่วนการฝึกจิตทรมานใจของท่านก็เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์เดนตายนับแต่พรรษาแรก เช่น อุบายวิธีในการอดนอน อดอาหาร ผ่อนอาหาร เพื่อการภาวนา การอยู่ตามป่าช้า การอยู่ตามป่าตามเขาที่เต็มไปด้วยไข้ป่าและสัตว์ป่าสัตว์ร้าย เช่น เสือ หมี เป็นต้น
โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องอุบายวิธีการภาวนาไว้ดังนี้
“ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจภาวนา การภาวนานี่เห็นผลประจักษ์ แต่อุบายวิธีการภาวนานี้มีหลายแง่หลายกระทงนะ อุบายวิธีการที่จะเป็นเครื่องสนับสนุนภาวนาของเราให้สะดวก ได้ผลเร็วกว่าปกติ กว่าวิธีการทั้งหลายคืออะไรบ้าง นี่อันหนึ่งนะ เช่น อดนอนเป็นยังไง ท่านแสดงไว้ในเนสัชชิ(จัดอยู่ในธุดงควัตร ข้อ ๑๓) อดนอนเป็นคืนๆ เป็นยังไง สังเกตดู ทั้งๆ ที่เราตั้งสติภาวนาอยู่ด้วยดี มีการเสริมเข้ามาด้วยการอดนอน
อดนอนนานเข้าไปเป็นยังไง ดู ผ่อนอาหารเป็นยังไง อดอาหารเป็นยังไง กับฉันอิ่มๆ นี้เป็นยังไง ทั้งๆ ที่เราภาวนาอยู่ด้วยกัน คือฉันอิ่มหนําสําราญก็ภาวนา ผ่อนอาหารก็ภาวนา อดอาหารก็ภาวนาดูใจของเรา มันมีความสง่างาม มีความผ่องใส แยบคายอย่างไรบ้าง ให้ดูวิธีการ ไม่ใช่สักแต่ว่าทํา สักแต่ว่าทํา ไม่ได้เรื่องนะ ท่านจึงมีวิธีการหลายอย่าง เดินมากเป็นยังไง เดินน้อยเป็นยังไง นั่งมากนั่งน้อยเป็นยังไง ทั้งๆ ที่ตั้งสติอยู่ด้วยกัน ผลปรากฏอย่างไรบ้าง ควรสังเกตวิธีการของตัวเอง องค์หนึ่งคนหนึ่งหากจะถูกตามนิสัยของตัวเองไปในแง่ต่างๆ
ส่วนมากกรรมฐานของเรามักจะถูกที่ผ่อนอาหาร ท่านจึงให้ฉันพอประมาณ ไม่ให้ฉันเลยเถิด อิ่มมากมันขี้เกียจขี้คร้านมาก เสริมราคะตัณหามาก คืออาหารนี่เป็นเครื่องส่งเสริมธาตุขันธ์ ธาตุขันธ์เป็นเครื่องมือของกิเลส มีกามกิเลสเป็นสําคัญ ถ้ามีอาหารหวานคาวมากๆ แล้วกินมาก นอนมากขี้เกียจมาก ความคิดเรื่องราคะตัณหา จะเด่นขึ้นเรื่อยๆ นี่บอกอย่างงั้น มันไม่ถึงกับแสดงอวัยวะนะมันยิบแย็บขึ้นภายในใจเท่านั้น ก็รู้แล้วว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัย ใครจะไปยอมให้มันคิด เมื่อไม่ยอมให้คิดยังไง จะตัดมันให้น้อยลงๆ จนกระทั่งมันขาดไปนี้ ทําไมจะไม่คิดไม่พยายามคนเรา ต้องพยายาม
ด้วยเหตุนี้เองจึงต้องใช้วิธีการหลายอย่าง การผ่อนอาหารมักจะถูก ไม่มากนักก็ขอให้มีการผ่อนอาหาร สติจะค่อยดีขึ้นๆ ถ้าอิ่มๆ แล้วสติไม่ได้เรื่องนะ ตั้งปั๊บนี่มันเผลอไปตลอดเวลา พอผ่อนอาหารลงไปๆ หรืออดอาหารบ้าง ตั้งสติเป็นยังไง มันจะรู้นะ เมื่อมันรู้แล้ว โอ้ ! วิธีการนี้ถูกต้องดีแล้ว มันก็ต้องพยายามคนเรา พยายามอด พยายามผ่อนอยู่งั้น เพื่อผลประโยชน์ทางด้านธรรมะ ซึ่งมีคุณค่ามากยิ่งกว่าการกิน กินนี้กินเมื่อไรมันก็อิ่ม หิวมาแทบเป็นแทบตายกินปั๊บๆๆ มันก็อิ่มทันที เห็นผลประจักษ์ แต่จิตใจหิวโหยในอรรถในธรรมนี้ไม่ได้อิ่มง่ายๆ นะ เพราะฉะนั้นจึงต้องพยายามฟื้นขึ้นด้วยวิธีการต่างๆ”
ออกรุกขมูลตามพระพุทธโอวาท
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จนําเวไนยสัตว์ออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานเป็นพระป่าพระองค์แรกของโลก ทรงเป็นต้นสกุลแห่งพระป่าทั้งหลาย ทรงบําเพ็ญเพียรจนกระทั่งถึงขั้นสลบไสลถึง ๓ ครั้ง แต่ไม่มีคําว่าย่อท้ออ่อนแอและท้อพระทัย
เมื่อพระองค์ตรัสรู้ในป่าที่ร่มไม้ใต้ร่มโพธิ์ ทรงเห็นความสําคัญและประโยชน์ของการอยู่ป่า โดยทรงถือว่าป่าเป็นมหาวิทยาลัยของพระพุทธศาสนา ดังที่เรียกกันว่า “มหาวิทยาลัยป่า” ทรงบัญญัติธุดงควัตรอันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส ประทานไว้ให้พระสงฆ์สาวกผู้มุ่งแสวงหาธรรม หาทางพ้นทุกข์ จะได้ก้าวดําเนินตามรอยข้อวัตรปฏิปทาของพระองค์ และทรงประทานพระพุทธโอวาทอันเอกอุไว้สําหรับกุลบุตรผู้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระอุปัชฌาย์ทุกองค์จะต้องสอนพระพุทธโอวาทสําคัญข้อนี้กับพระผู้บวชใหม่ทุกรูปโดยมิได้ยกเว้น และถือเป็นหน้าที่โดยตรงของพระอุปัชฌาย์ ถ้าไม่ได้สอนพระพุทธโอวาทข้อนี้ถือว่าผิดและปลดจากอุปัชฌาย์ได้ คือ “รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถโว ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย” โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ไปที่ไหนที่อดอยากขาดแคลนเป็นที่น่ากลัวแล้วยิ่งภาวนาดีนะ เพราะฉะนั้นท่านถึงไล่พระเข้าอยู่ในป่า พอบวชแล้วก็บอกว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถโว ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้ว ให้ท่านไปเที่ยวอยู่ในรุกขมูลร่มไม้ในป่าในเขา ตามถํ้า เงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏที่แจ้ง ลอมฟาง เป็นสถานที่เหมาะสมแก่การภาวนา ไม่มีใครรบกวน แล้วจงอุตส่าห์พยายามบําเพ็ญอยู่ในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด นั่นพระพุทธเจ้าสอน ข้อนี้เป็นข้อสําคัญ บวชแล้วก็รุกขมูลไล่เข้าป่าเลย พระสงฆ์สาวกที่ออกมาเป็นสรณะของพวกเรานี้ส่วนมากมักจะสําเร็จอยู่ในป่าๆ ออกจากสกุลต่างๆ สกุลพระยามหากษัตริย์ออกมาแล้ว เข้าป่าหายเงียบๆ เลย เวลาออกมาก็เป็นสรณะของตัวเองมาพร้อมแล้ว ก็มาเป็นสรณะของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ท่านภาวนา คือ หาธรรมหาจริงๆ เวลาหา ไม่สนใจกับใคร เป็นตายไม่รู้ล่ะ มุ่งแต่อรรถแต่ธรรมอย่างเดียว”
สมัยที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้ออกบวชเป็นพระป่าสังกัดธรรมยุติกนิกายนั้น เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาได้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งตามพระพุทธทํานาย โดยกองทัพธรรมพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ออกเผยแผ่แนวทางปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน และแนวทางการสร้างวัดป่า เกิดเป็นวัดธรรมยุตจํานวนมากมายไปทั่วประเทศไทยแล้ว โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ส่วนการธุดงค์ตามป่าตามเขาของพระธุดงคกรรมฐานซึ่งแต่ก่อนทําให้ชาวบ้านแตกตื่นและกลัวกันมาก ก็กลับกลายเป็นที่เคารพศรัทธาและเป็นที่ยอมรับในสังคมชาวพุทธ
ท่านพระอาจารย์จวน เมื่อท่านเป็นพระป่าธรรมยุตและเป็นพระธุดงคกรรมฐานในสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและธุดงควัตร นับแต่ท่านยังเป็นพระหนุ่มมีอายุพรรษาเพียงพรรษาเดียว ท่านก็ได้ออกรุกขมูลเดินเที่ยวธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาดําเนินตามรอยองค์พระบรมศาสดา โดยปฏิบัติตามพระพุทธโอวาท “รุกฺขมูลเสนาสนํฯ” และดําเนินรอยตามข้อวัตรปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น อย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต สําหรับสถานที่ท่านพักและอยู่จําพรรษาล้วนเป็นวัดป่า เป็นเสนาสนะป่าที่เงียบสงัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านชอบถํ้าและภูเขาซึ่งสถานที่เหล่านั้นล้วนเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนา โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“นี่แหละปฏิปทาที่พระองค์จะได้ตรัสรู้พ้นไปจากทุกข์ได้ ก็เพราะพระองค์ได้เดินธุดงค์มาเป็นลําดับๆ ในเบื้องต้นการประสูติของพระองค์ก็เรียกว่าเป็นธุดงค์ได้ การออกบวชของพระองค์ก็บวชในป่า และแสวงหาโมกขธรรมเมื่อบวชแล้ว แสวงหาโมกขธรรมอยู่ถึง ๖ พระพรรษา คือ ๖ ปี พระองค์ก็อยู่ในป่า ซุกซ่อนอยู่ตามป่าตามเขา ตรัสรู้ก็ตรัสรู้ในป่า
เมื่อท่านตรัสรู้แล้ว แม้แสดงธรรมโปรดสัตว์ทั้งหลายในเบื้องต้น คือ ปฐมเทศนาก็แสดงในป่า แล้วก็ปรินิพพาน ท่านก็ปรินิพพานในป่า เมื่อเป็นเช่นนี้ป่าจึงเป็นส่วนที่สําคัญในทางวิมุตติทําความหลุดพ้น นั่น จึงเป็นของสําคัญ เมื่อพวกเราปฏิบัติอยู่ในป่าอย่างนี้ก็ชื่อว่าดําเนินตามปฏิปทาร่องรอยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพุทธบิดาของพวกเรา ดังนี้ พึงพากันปลื้มปีติยินดี…”
“… ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงแนะนําให้พระภิกษุแสวงหาที่วิเวก อยู่ตามป่าตามร่มไม้ ตามเรือนว่างเปล่าและถํ้าเงื้อมหิน ให้เธอพึงซ่อนเร้นอยู่ในที่สงบสงัดปราศจากความคลุกคลี เว้นจากธรรมารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ให้แสวงหาความวิเวกอยู่ตามที่สงัดต่างๆ ทําความเพียรเหมือนโคที่ไม่มีหนังหุ้มห่อร่างของมัน มันจะกลัวอันตรายมากมาย เช่น กา กิ่งไม้ แมลงวัน เป็นต้น จะมาจิกหรือทิ่มเนื้อมัน มันจึงเอาตัวของมันไปหลบซ่อนอยู่ตามเงื้อมผา เป็นต้น เวลามันออกหากินก็จะออกหากินในที่ลับๆ กะว่าจะไม่มีอันตราย จนกว่าหนังของมันจะงอกหายเป็นปกติ จึงจะหากินในที่แจ้งโดยเปิดเผย แต่ถึงอย่างไรมันก็หากินด้วยความระมัดระวัง
แม้ฉันใด ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ให้พวกเธอพึงถือเอาเหมือนโครักษาหนังอย่าประมาท ความประมาทเป็นช่องทางของความไหลมาแห่งความฉิบหายฉะนั้น ท่านจึงว่าความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ความไม่ประมาทเท่านั้นที่จะนําไปสู่ความเจริญ จงเป็นผู้มีสติประคับประคองตัวเองให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ กลัวกาหรืออีแร้ง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จะรุมจิกกิน ประคับประคองตนปรารภความเพียรอย่าประมาท ย่อมจะถึงที่สุดยอดของพระธรรมวินัย คือ พระนิพพานได้ในที่สุด
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงแนะนําให้ภิกษุเอาเยี่ยงอย่างโคผู้สงวนหนังดังกล่าว ถ้าหากการอาศัยอยู่ตามป่าตามเขาเป็นภัยอันตรายแก่ภิกษุผู้บวชไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายผู้บวชแล้ว อย่าพากันเข้าป่าเน้อ เพราะป่าเป็นข้าศึกกับผู้เจริญสมณธรรม พวกเธออย่าอยู่ป่า อย่าอยู่ถํ้า อย่าอยู่ป่าช้าอย่าอยู่เรือนว่าง เพราะจะเป็นอันตรายแก่พวกท่าน แต่นี่พระพุทธองค์ท่านสอนตรงกันข้าม คือ ให้อยู่ป่าเจริญสมณธรรม ให้อาศัยธรรมชาติแล้วจะก่อให้เกิดปัญญา ขออภัยท่านผู้ฟังด้วยที่พระโง่อยู่ป่าเช่นข้าพเจ้า ได้อธิบายไปเท่าที่จะรู้แจ้งด้วยตนเองมาเล่าสู่กันฟัง”
ท่านผจญกับเปรต ผี เทวดา พญานาค และสัตว์ป่า
การออกธุดงคกรรมฐานของท่านพระอาจารย์จวนนั้น ท่านก็ผจญกับพวกเปรต ผี ยักษ์พวกกายทิพย์ เทวดา พญานาค ชาวเมืองลับแล และ สัตว์ป่า เช่น เสือโคร่ง หมีป่า ช้างป่า งูพิษเป็นต้น ชวนให้น่าหวาดกลัวชนิดขนพองสยองเกล้า เช่นเดียวกับที่พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านได้ผจญภัยมา ท่านพระอาจารย์จวนก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามป่าตามเขา ท่านได้ผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปด้วยดีโดยไม่มีภัยอันตรายใดๆ มากลํ้ากราย ซึ่งเป็นเพราะท่านรักษาศีลด้วยความบริสุทธิ์เคร่งครัด ไม่ยอมให้ศีลด่างพร้อยทะลุ และมีการบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องพระธุดงคกรรมฐานอยู่ในป่าในเขาต้องสมบูรณ์ด้วยศีล หากเริ่มต้นฝึกหัดใหม่ๆ จิตให้มีสติติดแนบกับคําบริกรรม เมื่อจิตอยู่ในขั้นปัญญาให้ออกใช้ปัญญา ดังนี้
“พอพูดอย่างนี้ก็ระลึกถึงในเวลาที่อยู่ในป่าในเขา ไปสถานที่น่ากลัว มันกลัวจริงๆ กลางคืนก็กลัว กลางวันก็กลัว เพราะไปอยู่ในท่ามกลางสัตว์ ท่ามกลางเสือ เสือนี่สําคัญ ไปอยู่ในที่ดัดสันดานอย่างนั้นเอาอะไร เราไม่มีปืนผาหน้าไม้ เอาธรรม เฉพาะอย่างยิ่งศีลที่บริสุทธิ์แล้ว เอา ตายเมื่อไรตาย กล้าหาญชาญชัย อยู่ในป่าในเขาจิตใจสงบเย็นได้สบายๆ นี่ล่ะเรื่องศีลเรื่องธรรมเข้าสู่จิตแล้ว จิตจะสงบร่มเย็นเลย รักษาศีลแน่วแน่แล้วชุ่มเย็น ไปไหนไม่สะทกสะท้าน ในป่าในเขาก็ไม่เคยสะทกสะท้าน ตายแล้วศีลมีกับตัวของเรา
ศีลไม่เคยพาสัตว์โลกให้ลงนรก ศีลดึงขึ้นสู่สวรรค์นิพพานทั้งนั้น เรายึดศีลไว้แล้ว อย่างน้อยตายแล้วต้องไปสวรรค์ จะชั้นใดๆ ก็ตาม สูงกว่านั้นพรหมโลก หรือศีลของผู้มีจิตบริสุทธิ์ถึงนิพพานนี่ล่ะศีลธรรมไม่เคยฉุดลากใครลงทางตํ่านะ มีแต่ฉุดขึ้นทางสูงๆ ทั้งนั้น ไอ้ส่วนกิเลสที่ว่าเรื่องสกปรกมันดึงลงๆ อยู่ในใครก็ดึงลง อยู่ในชุมนุมใดก็ดึงลง ของชั่วไปที่ไหนดึงลง เรื่องศีลเรื่องธรรมแล้วดึงขึ้นทั้งนั้น
นี่เราพูดถึงเรื่องอยู่ในป่าในเขา มันชุมไปด้วยเสือด้วยสัตว์ต่างๆ พวกหมี พวกเสือนี่น่ากลัวไปกลางคืนก็ระวังตลอด แต่ระวังนั้นพระท่านระวังคือจิตกับธรรมประจําใจตามขั้นของจิต ถ้าผู้ที่เริ่มฝึกหัดอบรมใหม่ๆ คําบริกรรม คือจะพุทโธ ธัมโม หรือสังโฆ บทใดก็ได้ตามแต่ความถนัดให้ติดกับใจสติติดแนบเอา เข้าไปในท่ามกลางสัตว์เสือเนื้อร้าย ไปอย่างอาจหาญนะ ถ้าไม่ปล่อยธรรมเสียอย่างเดียว จิตใจกล้าหาญขึ้นโดยลําดับๆ นี่ล่ะธรรมเข้าสู่จิต จิตมีความกล้าหาญชาญชัย อยู่ที่ไหนสบายๆ และเป็นขั้นๆ ของจิต ถ้าจิตมีภูมิสูงเข้าไปเท่าไร ภูมิสูงภูมิสมาธิ จิตอยู่กับสมาธิมีความสงบเย็นอยู่นั้น สติจับอยู่ที่ความสงบ จุดแห่งความสงบที่เรียกว่าสมาธิ แน่นหนามั่นคงด้วยความสงบอยู่นั้นจิตอยู่นี้
ถ้าจิตขึ้นขั้นปัญญา พิจารณาเรื่องปัญญา เป็นสัตว์เสือเนื้อร้าย มันก็ธาตุ ๔ ดิน นํ้า ลม ไฟ เหมือนกันกับเรา กลัวมันหาอะไร นั่นล่ะปัญญา แยกธาตุแยกขันธ์ของเสือตัวนั้นมันมีอะไร ถ้าว่ากลัวเขี้ยวมัน เขี้ยวเราก็มีกลัวมันอะไร นี่ปัญญาแก้ตัวเอง กลัวตา ตาเราก็มีกลัวมันทําไม หรือกลัวขนมันเหรอ ขนเราก็มีกลัวมันทําไม ถามหมดอวัยวะของเรากับมันพอๆ กันทุกอย่าง สู้กันได้ๆ มันไม่กลัวเราก็ไม่กลัว สิ่งเหล่านี้ที่เรากลัวอยู่กับมัน มันไม่เห็นกลัว เราไปกลัวอะไร ที่นี่คําว่าหู มันมีหู เราก็มีหูกลัวมันทําไม
ไล่เข้าไปจนตรอก ไปถึงหาง หรือกลัวหางมันเหรอ ทีนี้จะจนตรอกนะ เราไม่มีหาง เสือมีหาง ได้เปรียบเรา แก้ปุ๊บเดียว กลัวหางมันเหรอ ทีนี้เราไม่มีหางจะแพ้มันตรงนี้ เราพลิกปั๊บกลัวหางมันเหรอ ตั้งแต่ตัวมันไม่เห็นกลัว หางมัน เราไปกลัวมันทําไม นั่น ตัวมันเองไม่เห็นกลัว กลัวมันทําไม นั่นท่านว่าปัญญา ใช้ทางด้านปัญญา ให้ผู้ปฏิบัติทั้งหลายได้ทราบ นี้คือการก้าวเดินเพื่อรักษาจิตให้มีความแน่นหนามั่นคงและสว่างกระจ่างแจ้งไปตามภูมิอรรถ ภูมิธรรม ภูมิสติปัญญาของตน
พอถึงขั้นแยกธาตุออกหมดแล้ว จิตมันจะสว่างไสวที่นี่ รูปเหล่านี้ไม่มี ดังที่ว่าพวกสัตว์พวกเสือว่ากลัวมัน กลัวหาอะไร มันเป็นอากาศธาตุไปด้วยกันหมด จิตว่างไปหมด ไม่ว่าจะกลัวอะไร กลัวอากาศ ช่องจมูกเราก็มีอากาศ กลัวหาอะไร มันพิจารณาทางด้านปัญญา จากนั้นแล้วก็หมดสภาพ มองเห็นตัวเสือแล้วปรุงขึ้นมานี้ เสือที่น่ากลัวแต่ก่อนปรุงแพล็บเหมือนฟ้าแลบ ปรุงแพล็บปรากฏเสือพับดับปุ๊บๆ จะแยกธาตุแยกขันธ์หรือจะทําให้กลัวไม่ทัน มันเกิดแล้วดับๆ นี่ล่ะปัญญาพิจารณา จนกระทั่งมันว่างไปหมด ในจิตใจว่าง จะกลัวอะไร อะไรๆ ที่จะเป็นอันตรายไม่มี จิตมันว่างหมดแล้วเรื่อยๆ ไป จนกระทั่งว่างภายในจิตล้วนๆ
ว่างภายนอก จิตยังไม่ว่าง นั่นเป็นอีกขั้นหนึ่ง พิจารณาว่างภายนอก อะไรก็ว่างหมดๆยังไม่ว่างอยู่ภายใน คือ จิตยังหลงตัวเอง ยึดตัวเองอยู่ พิจารณาเข้าไปตรงนี้ รู้ตรงนี้ ปล่อยตรงนี้ว่างหมดเลย สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โลกนี้เป็นโลกสูญเปล่า ว่างไปหมด นั่นการพิจารณาทางด้านปัญญานักปฏิบัติให้พิจารณา”
การปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์จวน นับแต่ด้านสมาธิธรรม จนถึงด้านพิจารณาทางด้านปัญญาธรรม เพื่อถอดถอนกิเลสออกจากใจ ก็เป็นไปอย่างรวดเร็วก้าวหน้า ทําให้เกิดเป็นอํานาจธรรมที่คอยปกป้องคุ้มครองรักษาท่านในขณะออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานได้เป็นอย่างดี สมดังบทธรรม“ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริํ” ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“จะเล่าให้ฟังมีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้า มีอุบาสกคนหนึ่งเขาเป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียน มีเกวียนเป็นบริวาร ๕๐๐ เล่ม อุบาสกคนนั้นเขามีนิสัยมีวาสนาบารมีจะได้บรรลุพระโสดาบัน แต่ยังไม่ได้สําเร็จ เมื่อขณะที่เขาไปค้าขายเอาสินค้าบรรทุกเกวียนไป ๕๐๐ เล่มพวกเทวดาก็ปรึกษากันว่าพวกเราต้องตามไปรักษาพ่อค้าคนนี้ เพราะว่าพ่อค้าคนนี้เขามีนิสัยที่จะได้บรรลุโสดาบัน ต้องตามรักษาเพื่อไม่ให้พ่อค้านั้นเกิดอันตราย ถ้าเราไม่ตามไปรักษา แล้วมีอันตรายเกิดขึ้น ศีรษะของเราจะแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง เทวดาจึงต้องตามไปรักษาให้ความปลอดภัยทุกสิ่งทุกอย่างจนตลอดทาง ครั้นเมื่ออุบาสกคนนั้นกลับมาบ้าน ได้มาฟังเทศน์พระพุทธเจ้า จึงได้สําเร็จโสดาบัน นี่อย่างนี้แหละ พวกมีนิสัย เทวดาต้องตามรักษาเสมอ ไม่ถึงคราวถึงกาลไม่เป็นไร
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ
บุคคลใดยึดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง บุคคลนั้นย่อมไปสู่สุคติตลอดแสนกัป เมื่อละอัตภาพร่างกายของมนุษย์ไปแล้ว จะได้เป็นผู้ถือว่ามีกายทิพย์ กายเทวดา กายเทพบุตร และบุคคลผู้นั้นเป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยความมั่นแม่นแล้ว สําหรับอันตรายต่างๆเป็นต้นว่า ยาพิษ ศาสตราวุธ หรือไฟไหม้ บุคคลนั้นจะไม่ตายเพราะสัตว์กัดต่อยหรือสงคราม ไม่ตายด้วยยาพิษ ยาเบื่อ เว้นเสียแต่ผลกรรมของบุคคลผู้นั้นซึ่งทําไว้แต่สมัยก่อนจะตามมาทันเอง นั่นเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย ถ้าตายไปแล้วก็ไปเกิดบนสวรรค์ ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกก็เป็นมนุษย์ที่ดี มีตาดีมีหูดี ปากดี จมูกดี ลิ้นดี กายดี ใจดี และบําเพ็ญคุณงามความดีให้เกิดขึ้น บําเพ็ญทาน ศีล ภาวนาให้เกิดขึ้น มีนิสัยบารมีสร้างไว้ บําเพ็ญไปเรื่อยๆ พอแก่กล้าก็สําเร็จพระนิพพาน
ผู้มีศรัทธาความเชื่อ ความเลื่อมใส บําเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ผู้นั้นจะได้บุญได้กุศล ถ้าตายไปแล้วบุญกุศลจะให้เกิดความสุขแก่ผู้นั้นให้ไปสู่สุคติ มนุษย์สุข สวรรค์สุข นิพพานสุข
ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพาน บุญกุศลที่ตนเองได้ทําไว้ก็จะเป็นอุปนิสัยที่ตามรักษาคุ้มครองบุคคลนั้น ให้ประสบแต่ความสุขความเจริญในสุคติ มีมนุษย์สุข สวรรค์สุข นิพพานสุข
ถ้าบุคคลผู้นั้นหมั่นขยันเพียรบําเพ็ญไม่หยุดหย่อน อาจถึงนิพพานสมบัติในชาติปัจจุบัน หรือในชาติต่อๆ ไป
เพราะฉะนั้นผู้บําเพ็ญบุญกุศล บําเพ็ญคุณงามความดี ท่านจึงว่ามีเทวธรรม เทวดาคอยอภิบาลรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้ปราศจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” ไม่ให้มีอันตราย ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมไปอยู่ที่ไหนย่อมไม่มีอันตราย ปลอดภัย
ดังนั้น เราจึงไม่ควรสงสัยเรื่องเทวดาตามมาอภิบาลรักษาหรือไม่ ? คุณงามความดีของเรานี่แหละ เป็นเทวดารักษาเรา เทวดาคุ้มครองเรา เทวดาก็คุ้มครอง เทวธรรม คืออะไร ?
“หิริ” คือ ความละอายสิ่งที่ชั่ว สิ่งที่เป็นบาป
“โอตตัปปะ” คือ ความสะดุ้งกลัว ความเกรงกลัวในสิ่งที่ชั่ว สิ่งที่เป็นบาป เมื่อเราไม่ทําความชั่ว คุณงามความดีของเรานั่นแหละรักษา ภายในเรามีคุณงามความดีรักษา ภายนอกเราก็มีเทวดารักษา เหมือนนิทานที่เล่ามานั่นเอง เราไม่ต้องสงสัย”
ประวัติของท่านพระอาจารย์จวน ขณะเป็นพระภิกษุหนุ่มพรรษาไม่มากออกเที่ยวธุดงค์วิเวกแสวงหาโมกขธรรมตามป่าตามเขา ตามป่าช้าป่ารกชัฏ แสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ทรหดอดทน เดนตาย สมกับท่านเป็นนักรบธรรมที่รอดตายมาและได้ธรรมอัศจรรย์มาครองใจ ท่านจึงเป็นเจ้าของเกียรติประวัติอันทรงคุณค่า น่าเคารพยกย่อง น่าเทิดทูนบูชาอีกองค์หนึ่ง เปรียบประดุจเป็นเพชรนํ้าหนึ่ง เพชรนํ้างาม ประดับไว้เป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีของพระพุทธศาสนา ฉะนั้น จึงสมควรอย่างที่สุดที่จะจดบันทึกเกียรติประวัติอันเลิศเลองดงามนี้ไว้ เพื่อเป็นคติแบบอย่างให้กับอนุชนรุ่นหลังจะได้ศึกษาและน้อมนําไปปฏิบัติตาม
ออกเดินธุดงค์ตั้งแต่พรรษาแรก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร เป็นเพื่อนสหธรรมิกซึ่งเคารพรักใคร่สนิทสนมกันมาก ท่านทั้งสองต่างศึกษาภาคปริยัติเพียงนักธรรมตรี นักธรรมโท เท่านั้น แต่ในภาคปฏิบัติแล้ว ซึ่งเป็นภาคที่สําคัญที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญและทรงส่งเสริมให้พุทธบริษัทปฏิบัติธรรม ท่านทั้งสองก็ได้ฉายแววแห่งความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ทรหดอดทนมีความมุ่งมั่นเพื่อความพ้นทุกข์ ตั้งแต่เป็นพระหนุ่มอายุไม่มาก เมื่อต่างออกบวชได้เพียงพรรษาเดียวเท่านั้น ก็ออกเดินเท้าธุดงค์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายปฏิบัติธรรมมุ่งทําลายกิเลสตัณหาตามป่าตามเขากันแล้ว โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“การเดินธุดงค์ทุกครั้ง ทุกคราว ทุกสมัยของพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้า ที่ท่านปฏิบัติมาท่านมุ่งอย่างเดียวเท่านั้น คือ มุ่งหวังทําลายกิเลสตัณหาทั้งนั้น ไม่มุ่งอย่างอื่น แม้ท่านจะประสบภัยอันตรายภายนอก เช่น ผี ปีศาจ สัตว์ร้าย ก็ไม่สะทกสะท้าน ไม่เกรงกลัวสัตว์ร้าย ผีร้ายเหล่านั้น ท่านไม่เกรงกลัวเหมือนกิเลสตัณหา อันเป็นสัตว์ร้าย ผีร้าย ที่น่ากลัวที่สุดทีเดียว ซึ่งทําให้ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นทุกข์อยู่รํ่าไปไม่มีที่สิ้นสุด
อาวุธของท่านมีพร้อม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ปราบปรามสัตว์ร้าย คือกิเลสทั้งหลายให้หมดไปจากใจของท่าน ถ้าผู้มีอาวุธดี มีคาถาดี คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วคุ้มกันภัยอันตรายภายในและภายนอกได้ ไม่เป็นผู้สะทกสะท้านหวั่นไหว ไม่เป็นผู้กลัว ไม่เป็นผู้หนี เป็นผู้องอาจแกล้วกล้าต่อธรรม ส่วนผู้มีจิตยังหยั่งไม่ถึงศีล สมาธิ ปัญญา ก็ยังเป็นผู้กลัว สะทกสะท้านหวั่นไหว ง่อนแง่นคลอนแคลนอยู่นั่นเอง ฉะนั้น การถือธุดงค์ ปฏิบัติธุดงค์ พึงพากันมุ่งทําลายกิเลสตัณหาอย่างเดียว จึงจะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง พ้นทุกข์ไปได้ มีอานิสงส์มาก เป็นการปฏิบัติบูชาอย่างยิ่งดังนี้แล พึงเข้าใจ”
ในการเดินเท้าธุดงค์ทางไกลครั้งแรกของท่านพระอาจารย์จวน แสดงถึงความทรหดอดทนของท่านได้เป็นอย่างดี โดยระยะทางจากวัดที่จําพรรษา คือ วัดป่าบ้านพอก หนองคอนทั้ง อําเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดยโสธร) ถึง พระธาตุพนม อําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ระยะทางไกลและทุรกันดารมาก ประมาณ ๒๐๐ กว่ากิโลเมตร โดยท่านพระอาจารย์จวนกุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษาแล้ว โยมมารดาที่บวชเป็นชี ก็กลับบ้านไปอยู่กับลูกหลาน ส่วนข้าพเจ้าเลยตรึกแล้วก็เลยอยากจะเดินธุดงค์ จึงได้เพื่อนคือสามเณรองค์หนึ่งเป็นเพื่อน ออกเดินธุดงค์จากสํานักที่จําพรรษา เดินทั้งนั้น เดินด้วยเท้าทั้งนั้น สมัยนั้นไม่มีรถ มีแต่ทางเกวียนและทางคน การคมนาคมในสมัยนั้นรู้สึกว่าลําบากมาก
เดินจากอําเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อจะไปนมัสการพระธาตุพนม ซึ่งข่าวเล่าลือว่าเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า ก็เลยพากันเดินกับสามเณร เดินข้ามดงมะอี่ ผ่านหมู่บ้านต่างๆ ไป คือระยะค่อยเดินธุดงค์เรื่อยๆ ไป ถึง ๗ วัน ๗ คืนจึงถึงพระธาตุพนม และก็นมัสการพระธาตุพนมพอสมควรแล้วก็เลยเดินธุดงค์ไปที่เมืองเรณูนคร
ไปพักอยู่ที่นั้นประมาณสัก ๒ เดือน ก็เลยเดินทางกลับอุบลราชธานี ขากลับ กลับองค์เดียวกลับผู้เดียว ส่วนสามเณรนั้นไม่กลับด้วย เดินธุดงค์องค์เดียวจากเรณูฯ ถึงอุบลราชธานี ผ่านดงมะอี่องค์เดียว”
ธุดงค์เดี่ยวได้พิจารณาซากศพอสุภะตั้งแต่พรรษาแรก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อพ้นจากดงมะอี่มาถึงชายดงมะอี่ ระหว่างอําเภอเลิงนกทา เขตอําเภอเลิงนกทา บ้านไร่กับบ้านหนองยาง ขึ้นตามกัน ระหว่างนั้นยังเป็นป่าเป็นดง พอเดินมาถึงนั้นได้กลิ่นเหม็นที่กลางดงมากก็เลยคิดว่า
“เอ๊ะ ! กลิ่นอันนี้ กลิ่นนี้กลิ่นเหม็นนี่ ไม่ใช่กลิ่นของสัตว์ กลิ่นของสัตว์ไม่เหม็นอย่างนี้”
ก็เลยสํารวจดู สืบดู ตามกลิ่นนั้น ก็เลยไปพบซากอสุภะ คือ ซากศพคนตายอยู่ข้างทาง ร่างตกอยู่ในร่องทาง นอนตายอยู่นั้นก็เลยล่ะ เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปสํารวจดู เลยนึกขึ้นในใจว่า
“แหม ! เราเดินมาพบขุมทรัพย์อันประเสริฐแล้ว ยากที่จะพบจะเห็นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรจะเพ่งอสุภะนี้ให้ได้”
เมื่อคิดอย่างนี้จึงไปวาง คือ ปลงบริขารไว้ร่มไม้แห่งหนึ่ง แล้วก็เตรียมตัวมาเพ่งอสุภะ ซากศพ ซากผี ที่นอนตายอยู่กลางป่า อยู่ร่องทางรถที่เขาทํามาใหม่ๆ เพ่งดู พินิจพิจารณาดูซากอสุภะนั้นซากอสุภะ ซากศพอันนี้อาจจะตายได้หลายวันแล้ว ๕ หรือ ๖ วัน หรือ ๗ วันนี่แหละ สังเกตดูในร่างซากอสุภะนั้นเปื่อยหวะเลย ส่วนตับไตไส้พุงมีแต่หนอนเจาะไชกินหมด หรือแร้งกาเอาไปกิน ส่วนนัยน์ตาก็มีแต่หนอน ในปากก็มีแต่หนอน ขาทั้งสองก็มีแต่หนอน ในขณะนั้นเพ่งแล้วก็ได้น้อมเข้ามาสู่ตนของตนว่า
“เราก็จะเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงพ้นความเป็นอย่างนี้ไปได้”
ในขณะที่เพ่งอยู่อย่างนั้นแหละ ใจหนึ่งเลยคิดขึ้นว่า “แหม ! ซากอสุภะนี่เป็นของที่น่าอุจาดเราควรจะเผาเสียให้หายอุจาด เพราะท่านว่าการเผาซากศพซากผีที่คนตายได้บุญได้กุศลมาก”
ใจคิดอยากจะได้บุญมาก เลยลืมเรื่องสัตว์ที่อยู่ในซากอสุภะนั้น ตกลงว่าจะเผาก็เลยไปหาเก็บเอาฟืนที่ไม้ตายอยู่ในปลายดงมากองไว้ข้างๆ อสุภะ พอไปเก็บเอาฟืนมาแล้ว ใจหนึ่งนึกขึ้นว่า
“อ้าว ! เราเป็นพระ เราจะมาเผาซากอสุภะได้อย่างไร เพราะหญ้ามันยังเขียวสดอยู่นี่น่ะ และในซากอสุภะก็ยังมีตัวสัตว์อยู่นี่เยอะแยะ ถ้าเราเผานี้มันก็เป็นโทษ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ฆ่าสัตว์ และทําลายพืชสดของเขียวมิใช่หรือ ทําคุณก็ได้โทษ ทําบุญก็ได้บาปนะนี่”
นี้ใจหนึ่งคิดขึ้นก็เลยปลงใจไม่เผา เลยมาพิจารณาซากอสุภะนั้น เห็นหมู่หนอนทั้งหลายคลานกันบ่อนเจาะไชกันกินอยู่ตามซากอสุภะนั้นๆ ในปากก็เต็มไปด้วยหนอน ตาทั้งสองก็เต็มไปด้วยหนอน ในซี่โครงในอกหน้าอกก็เต็มไปด้วยหนอน ขาทั้งสองก็เต็มไปด้วยหนอน ทวารหนัก ทวารเบาเต็มไปด้วยหนอนหมด ไม่มีอะไรเลย มีกลิ่นอันเหม็น ข้าพเจ้าเพ่งอยู่นั้น
มาถึงซากอสุภะ เดินมาถึงซากอสุภะนั้นประมาณเที่ยงวัน ได้เพ่งซากอสุภะอยู่นั่น ๓ ชั่วโมง บ่ายสามโมง ทีแรกคิดว่าจะนอนเพ่งอยู่ที่นั่น นอนค้างคืน พักค้างคืนอยู่ที่นั่น เพราะในขณะนั้นไม่คิดถึงความกลัวเลย คิดแต่อยากจะเพ่งซากอสุภะให้ได้ ให้รู้ ให้เห็น ส่วนความกลัวไม่คิดเห็นเลยในขณะนั้น จะเป็นด้วยเหตุอะไรไม่ทราบ แต่ปลงใจว่าจะนอนเพ่งอสุภะอยู่ที่นั้น ทําความพากความเพียรอยู่ที่นั้น ปลงใจว่าจะไม่หลับไม่นอนเลย
พอบ่ายสามโมงมีชาวบ้านสองคนเดินมาด้อมๆ มองๆ มา มาสู่ซากอสุภะ ข้าพเจ้ามองเห็นก็เลยไปถามเขาดู ออกจากซากอสุภะไปถามเขาดูว่า “ซากศพ ซากคนที่มาตายนี้ มันตายด้วยเหตุอะไร ?” ถามชาวบ้านสองคนนั่น
ชาวบ้านสองคนก็ตอบว่า “คนที่มาตายนี้เป็นคนอนาถา คนทุกข์คนยาก เขาตายเพราะเขาหอดเขาหิว เขาจึงมาตายที่นี่”
“แล้วพวกโยมมาทําไม ?” ถามเขา ถามพวกโยมนั่น
เขาตอบว่า “พวกผมมาเพราะเจ้านายใช้ให้มาตรวจดูซากอสุภะ มาเฝ้า มารักษาซากอสุภะนี้ เพราะซากอสุภะนี้ทางเจ้าหน้าที่เขายังไม่ได้มาชันสูตรดู เขาจึงให้มาเฝ้ารักษาไว้”
ข้าพเจ้าก็เลยถามเขาว่า “อาตมามาเห็นซากอสุภะนี้แล้ว คิดอยากจะอยู่เพ่งซากอสุภะนี้สักคืนหนึ่งจะได้ไหม ?”
ชาวบ้านสองคนเขาก็ตอบว่า “ไม่ได้ครับ เพราะซากอสุภะ ซากศพนี้ยังไม่ได้ชันสูตรถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าท่านมาเฝ้าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เขาจะสงสัยหาว่าฆ่าคน ขอนิมนต์ท่านหลีกออกไปเสีย ให้พ้นจากซากอสุภะนี้”
ข้าพเจ้าก็เลยถามเขาอีกว่า “สําหรับสิ่งของที่อยู่ในซากอสุภะนี้ มีครุ กระแป๋ง เสื้อผ้า พร้าโต้เล่มหนึ่ง อาตมาคิดว่าจะชักบังสุกุลเพื่อส่งบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายจะได้ไหม ?”
เขาว่า “ไม่ได้ เพราะซากศพนี้ยังไม่ชันสูตรถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าไปชักบังสุกุลเอา เขาจะหาว่าฆ่าคน จะผิดกฎหมาย ขอนิมนต์ท่านหลีกออกไปให้พ้นเสีย”
นี่ชาวบ้านเขาว่า และในซากศพนั้นยังมีผ้า มีอีโป้ คือ ผ้าขาวม้าผืนหนึ่ง ในเชิงผ้าขาวม้านั้นมีขอด (ขมวดปม ผ้าห่อของแบบใช้ขมวดปม) ห่ออะไรไม่ทราบ เมื่อชาวบ้านเขาว่าดังนั้น ข้าพเจ้าก็เลยเดินทางต่อไป จนไปถึงบ้านโนนหนามแท่ง ใกล้อําเภออํานาจเจริญ (ปัจจุบันคือจังหวัดอํานาจเจริญ) หมดเวลาพอดี ก็เลยพักปักกลดที่ริมป่าช้าต้นไม้แห่งหนึ่ง พอจะบิณฑบาตถึง ข้าพเจ้าอาบนํ้าชําระกายแล้ว ถึงเวลาพลบคํ่าก็เข้าที่ไหว้พระทําวัตรสวดมนต์ตามประเพณี แล้วก็นั่งภาวนาพิจารณาซากศพ ซากผี ซากอสุภะที่เคยเพ่งพิจารณาที่ตนเห็นมาแล้วตอนกลางวัน น้อมเข้ามาสู่ตนของตน
เมื่อพิจารณาอยู่ ในขณะที่ภาวนาพิจารณาซากอสุภะอยู่นั้นแหละ ปรากฏในใจว่าซากอสุภะนั้นเต็มไปหมด ในบริเวณที่นั่งแทบจะกระดิกกระดุกขาไม่ได้เลย เต็มไปเลย นี้ปรากฏในจิต ถ้าเราหลับตาลงต้องปรากฏขึ้นเลย นี่เป็นอย่างนั้น ในสมัยนั้น แล้วก็น้อมเข้ามาสู่ร่างกายของตน ว่าร่างกายของเรานี้ก็จะเป็นอย่างนี้ ล่วงความเป็นอย่างนี้ไม่ได้ เกิดความสลดสังเวชในชีวิตของตนที่เกิดมาว่าเราจะต้องมีความตายอย่างนี้ รู้สึกว่าในคืนนั้นจิตใจสงบและเยือกเย็นสบายมาก ไม่มีกระดุกกระดิกเลย นั่งภาวนาตั้งแต่ปฐมยาม จนถึงตีสอง พิจารณาซากอสุภะอยู่อย่างนั้น
ทีนี้เมื่อถึงตีสองเผอิญเกิดฝน เกิดลม เกิดพายุ เพราะในระหว่างนั้นเป็นเดือนพฤษภาฯ ฟ้าใหม่ฝนใหม่กําลังคะนอง ทั้งฝน ทั้งลม กลดและมุ้งที่กางไว้ปลิวซะว่อน ข้าพเจ้าก็เลยลดมุ้ง พับให้ดีผ้าสังฆาฯ ยัดใส่บาตร ฝาปิดให้ดี แล้วก็เอามือประคองกลด จับกลดไว้ พันกลดไว้ให้แน่น กันฝนนั่งภาวนาอยู่อย่างนั้น ฝนและลมก็ตกอยู่อย่างนั้น นั่งภาวนาไปเรื่อยๆ ใจก็สบาย ใจก็เย็น ฝนก็เย็นลมก็เย็น เป็นอยู่อย่างนั้น ฝนตกประมาณสักชั่วโมงกว่าๆ ก็เลยหายไป
พอตื่นรุ่งเช้าไปบิณฑบาตตามชาวบ้านมาฉัน ฉันเสร็จแล้วก็เดินทางต่อไป ถึงบ้านเดิมไปเยี่ยมโยมมารดา โยมมารดาได้สึกลาสิกขาจากแม่ชีไปอยู่กับลูกหลาน ตอนนี้ข้าพเจ้าไปพักอยู่บ้านชั่วคราว เกิดความป่วยขึ้น อาการไข้ จับไข้ ไข้ดงมะอี่ จับไข้สั่น ไข้ป่า ทีนี้ใกล้จะเข้าพรรษา ท่านอาจารย์บุพระครูทัศนประกาศ ซึ่งท่านเป็นเจ้าคณะอําเภออํานาจเจริญ อดีตเจ้าอาวาส อดีตเจ้าคณะอําเภออํานาจเจริญ ที่ท่านมรณะไปแล้วนั้น ท่านเลยแต่งโยม (สั่งโยม) ให้ไปรับข้าพเจ้าไปจําพรรษาที่บ้านชาติ หนองอีนิน คือบ้านของท่าน”
ท่านนั่งหัตถบาสในงานบวชท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง
ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ก่อนวันเข้าพรรษา ๗ วัน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้ร่วมงานอุปสมบทท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ซึ่งเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่รักใคร่สนิทสนมกันมาก ดังนี้
เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ช่วยบิดา – มารดาทํานาจนอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ก่อนเข้าพรรษา ๗ วัน ตรงกับวันขึ้น ๘ คํ่า เดือนแปดหลัง (๘๘) ปีวอก ณ พัทธสีมาวัดป่าสําราญนิเวศ ตําบลบ้านบุ่ง อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันขึ้นกับอําเภอเมือง จังหวัดอํานาจเจริญ
โดยมี ท่านพระครูทัศนวิสุทธิ์ (พระมหาดุสิต เทวิโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์เดียวกันกับท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) อําเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ โดยพระอุปัชฌาย์บวชให้ท่านพระอาจารย์จวนเป็นองค์แรก และบวชให้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเป็นองค์ที่สอง ซึ่งงานอุปสมบทของท่านพระอาจารย์สิงห์ทองในครั้งนั้น ท่านพระอาจารย์จวนได้นั่งหัตถบาสอยู่ในงานนี้ด้วย
พรรษา ๒ พ.ศ. ๒๔๘๗ จําพรรษาที่วัดทุ่ง บ้านชาติ หนองอีนิน
ในพรรษาที่ ๒ นี้ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้พิจารณาซากศพสตรีเป็นอสุภะซํ้าอีก เป็นศพที่ ๒ แล้วเกิดความอิดหนาระอาใจ เกิดความสลดสังเวชใจ จนจิตใจเกิดความเบื่อหน่ายมาก โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อโยมไปรับเอา ข้าพเจ้าก็รับคํานิมนต์ของท่านอาจารย์ที่แต่งโยมมารับเอา เลยไปจําพรรษาที่บ้านของท่านอาจารย์ วัดทุ่ง บ้านชาติ หนองอีนิน ในพรรษาที่ ๒ กับท่านพระอาจารย์เกิ่ง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่นั้น ในกลางพรรษานั้นก็ทําความพากความเพียรพอสมควร และในกลางพรรษานั้นได้เกิดเผอิญอีก แปลกๆ นี่จะขอเล่าให้ฟังเพื่อความสมบูรณ์
ในจังหวะที่ผ่านมา คือสมัยนั้นพรรษาที่ ๒ นั้น เห็นหญิงคนหนึ่ง หญิงคนนี้ แต่สมัยก่อนเมื่อครั้งข้าพเจ้าได้ทําราชการ คือทํางานกรมทางหลวงแผ่นดินนั่นเอง ที่ทําประจําอยู่สายอุบลฯ – นครพนม สมัยเป็นหนุ่มเป็นปฐมวัย เห็นหญิงคนนี้เขาเป็นสาวแก่ เห็นเขาเดินตามทาง เดินไปเมืองอุบลฯ แล้วก็เดินกลับขึ้นมาบ้าน เพราะบ้านเขาอยู่เขตอําเภออํานาจฯ ข้าพเจ้าจําได้ แต่ไม่รู้ว่าเขาอยู่บ้านไหน ไม่ได้ถามเขา เห็นเขาเดินไปเดินมาอยู่บ่อย
ทีนี้เมื่อข้าพเจ้าได้บวชมาจําพรรษาที่บ้านชาติ หนองอีนิน จึงเห็นหญิงคนนี้รู้ว่าแต่ก่อนเขาเคยเดินไปเมืองอุบลฯ กลับไปกลับมา หญิงคนนี้ ทีนี้เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าบวช เขาเป็นคนแก่แล้วประมาณอายุ ๔๐ ปี นี่แหละ นี้ตอนที่ข้าพเจ้าจําพรรษาที่วัดทุ่ง บ้านชาติ หนองอีนิน นั่นแหละ เห็นหญิงคนนี้ถือหม้อยา ผอมมาก ออกจากบ้านหนองอีนิน มาอาศัยอยู่วัด อยู่ลานวัดใต้ร่มไม้ฉําฉาติดอยู่ลานวัดซึ่งเป็นญาติของท่านอาจารย์นั่นเอง เป็นญาติของอาจารย์เจ้าวัดนั่นเอง เพราะท่านก็อยู่บ้านนั้น แล้วท่านก็รู้ดี แล้วหญิงคนนั้นก็มานอนอยู่ที่ร่มฉําฉานั่นแหละ ต้มยากิน อยู่มาหลายวันหญิงคนนั้นก็เลยตาย ตายอยู่ร่มไม้ฉําฉา อยู่ลานวัด ทางนี้ก็ตายกลางคืน เพราะตื่นเช้าเห็นนอนอยู่นี่
อันทีนี้พวกญาติโยมที่มาวัด มาจังหันพระ เห็นหญิงคนนั้นนอนไม่ลุก โยมทิดสรวง ซึ่งเป็นญาติของหญิงคนนั้นเลยไปปลุก พอไปปลุกไปดูที่ไหนได้ มันแข็งแล้ว มันตายแล้ว โยมทิดสรวงนั้นก็เลยมาเรียกหมู่ให้ไปดู หมู่ก็เลยไปดู ครั้นไปดูก็เปิดผ้าขึ้น ผ้าที่ห่มพอเปิดขึ้น มีแต่หนอนเต็มไปหมดเหม็นขึ้นเลย นั่น ทวารเบาเต็มไปด้วยหนอน หนอนบางตนบางตัวมีขนก็มี เจาะไชกินอยู่ทวารเบาของหญิงนั้น
ข้าพเจ้าได้ยินแล้วก็อยากจะไปเพ่งดู ก็เลยคิดสภาพเห็นศพที่ตนเพ่งนั้น มาผสมกันกับศพนี้ เกิดความอิดหนาระอาใจ เกิดความสลดสังเวชใจ คิดเบื่อคิดหน่าย จิตใจดิ้นรนในความเบื่อความหน่ายมาก เป็นอย่างนั้น
อันนี้ฝ่ายญาติพี่น้องของหญิงคนนั้น เขาพูดกันว่า “อย่างนี้ล่ะ มันเป็นแม่จ้าง (โสเภณี) มันเป็นโรคบุรุษ กามโรคกินมัน มันเที่ยวเดินไปเมืองอุบลฯ ไปให้เขาสี้ เขาเซิง (ให้เขาร่วมประเวณี) แล้วมันก็ติดโรคมาให้ลูกหลานปัว (รักษา) บ่มีไผปัว (ไม่มีใครรักษา) มึงมาตายในวัดในวา นี่ล่ะตายทุกข์ตายยาก” เขาว่า ทางญาติเขาว่า “หนอนเจาะหีมัน ไชกินหีมัน” นี้พวกญาติเขารู้ประวัติหญิงคนนี้ดี เขาเล่า เขาพูดกัน ข้าพเจ้าจําได้
ต่อแต่นั้นเขาก็เลยเอาไปเผาที่ป่าช้า นี่พรรษาที่ ๒ เหตุเผอิญเห็นซากศพ ซากผี ที่ตายอยู่ในวัด นั่นแหละเป็นครั้งที่สอง เกิดความสลดสังเวชใจยิ่งนักหนา คิดเบื่อ คิดหน่าย คิดระอา
เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้เข้าไปปรับปรุงวัดใหม่ เห็นว่าวัดที่อยู่กลางทุ่งนั่นไม่ดี ไม่เหมาะเลยเข้าไปปรับปรุงวัดใหม่ที่ดอนเมย เพราะดอนนั้นเขาเรียกว่าดอนเมย ดอนเจ้าผี ดอนเจ้าปู่ ดอนเจ้าปู่ตาของเขา เขาถือว่าเป็นดอนที่ศักดิ์สิทธิ์ เขายําเกรงมาก คนในบ้านนั้น ในแถบนั้น มีต้นไม้ใหญ่ๆเป็นดง มีสัตว์ป่า มีพวกเต่า มีพวกตะกวดมาก พวกงูมาก
ข้าพเจ้าก็เลยพาหมู่พวกเข้าไปธุดงค์ในที่นั้น ร่มรื่นดี ต้นไม้ใหญ่ๆ มีร่ม มีอะไรดี โอ้ย !อากาศดี เป็นอย่างนั้น เลยตั้งวัดตั้งวาขึ้นที่นั้น ก็เลยเป็นวัดเป็นวามาจนปัจจุบันเดี๋ยวนี้ เขาเรียกว่าวัดบ้านนาจิก ดอนเมย ไปอยู่ใหม่ได้ให้โยมเขาขุด ที่หนึ่งมันเป็นที่สูง ขุดไปๆ ได้แขนพระพุทธรูปก็มีได้ของโบราณฝังดินอยู่ลึก มี ! ดอนนั้นสําคัญ เขาเรียกว่าดอนเมย นั่นแหละ”
เรื่องท่านพระอาจารย์จวนพิจารณาซากศพคนตาย หรือเรื่องพอมีคนตายแล้วนิมนต์พระไปสวดศพ มีมาแต่ครั้งพุทธกาล โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ที่มาของเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พูดถึงเรื่องนี้ก็เห็นไหม พระผู้มีอุปนิสัย ในตํารานะ นางสิริมาสวยงามมากทีเดียว เป็นหญิงแพศยานะ คือนางสิริมานี้สําเร็จเป็นพระโสดา แต่ละกามกิเลสยังไม่ได้ พระโสดายังมีครอบครัวเหย้าเรือนเหมือนโลกทั่วๆ ไป แต่ความหยั่งในบุญในกรรม ในศีลในธรรมนี้เป็นอจลศรัทธา ไม่มีอะไรจะมาถอนขึ้นได้แล้ว นี่ฝั่งลึก แต่นี้ก็เป็นหญิงแพศยา เขามาจ้างคืนหนึ่งๆ ตั้งเป็นพันกหาปณะ กหาปณะนี้เท่าไร เราไม่รู้นะ พันกหาปณะ ๔๐๐ – ๕๐๐ กหาปณะ เขามานอนกับหญิงแพศยาให้เป็นรางวัลคืนหนึ่งๆ
สวยงามมาก ทีนี้เวลาป่วยหนักเข้าก็เลยให้ไปนิมนต์พระมา เลี้ยงพระ แกจวนจะตายแล้วแกบอกว่าจะไปไม่รอดแล้วจะตาย เห็นไหมความเชื่อ ความเลื่อมใส แกถอนเมื่อไร แล้วไปนิมนต์พระมาฉันที่บ้าน เวลามาฉันที่บ้าน ถึงเวลาแล้วก็เชิญแกออกมา แกออกมาไม่ได้ ต้องได้พยุงออกมาอุ้มออกมาวาง แล้วรูปแกสวยงามขนาดไหน
พระผีบ้าองค์หนึ่งไปอยู่นั่น ไม่ทราบว่ากี่องค์ เราไม่ได้นับ แต่ยังไงต้องหนึ่งหลวงตาบัวเข้าใจไหม หลวงตาบัวแฝงอยู่ในนั้น ไปฉันในบ้านเขาแทนที่จะฉันอาหารในบ้านเขามาถวาย นู่นน่ะไปจ่อกับนางสิริมานั่น โอ๋ย ! ขนาดเจ็บไข้ได้ป่วย ถึงขนาดที่มาไม่ได้ อุ้มมาอย่างนี้ก็ยังสวยงามขนาดนี้นะนี่ถ้าหากว่าแกไม่ได้ป่วยนี้จะเป็นยังไง เทวดาชั้นดาวดึงส์สู้ไม่ได้ พระองค์นั้นเลยสลบ ฉันจังหันไม่ได้หมู่เพื่อนฉันจังหันอิ่มหนําสําราญมา อีตาบัวฉันจังหันไม่ได้ ไปหลงนางสิริมา พอไปถึงวัดก็งกๆ งันๆ เป็นบ้าอยู่ในนั้น “เป็นอะไร ?” “หูย ! ไม่ทราบเป็นยังไง พูดก็น่าอาย” “มันเป็นอะไรว่าไปซิ” “ก็ไปรักนางสิริมาล่ะซิ ฉันจังหันไม่ได้ เป็นอารมณ์ทั้งวันเลยจะตาย”
พอตกตอนบ่ายนางสิริมาก็เสีย นี่พระพุทธเจ้ารับสั่งให้ไป ไป พระไปปลงกรรมฐาน คือเอาพระองค์นี้เป็นต้นเหตุ เอาอีตาบัวนี่เป็นต้นเหตุเข้าใจไหม ไปเอาอีตาบัวเป็นต้นเหตุ มันเก่งนะอีตาบัวนี่น่ะ แต่ก่อนเขาคงไม่มีอะไรถือกันแหละ ประการหนึ่งเป็นพระพุทธเจ้ารับสั่งด้วย ประการที่สองก็คงเขาไม่ถือกัน เวลานางสิริมายังมีชีวิตอยู่นี้คืนหนึ่งตั้งพันกหาปณะ ค่าจ้างนะ ครั้นประกาศขายนางสิริมา ราคาเท่านั้นๆ ประกาศออกขายทั่วเมืองนั้นเลย ตั้งแต่ราคาพันกหาปณะ ลดลงมาจนกระทั่งกหาปณะเดียวก็ไม่มีใครซื้อ เพราะตายแล้ว มันเน่าเฟะแล้ว ใครจะซื้อ แต่ก่อนคืนหนึ่งตั้งพันทีนี้ก็ไม่ซื้อเรื่อยไปเลย ประกาศโฆษณาให้พระไปปลงกรรมฐาน ไปดูเป็นยังไง แต่ก่อนเขามีรูปร่างสดสวยงดงามขนาดพันกหาปณะต่อคืน เวลานี้ประกาศขายให้ใคร แม้กหาปณะเดียวก็ไม่มีใครซื้อเป็นยังไง
พระองค์นั้นก็ไปด้วยไปพิจารณา พระอีตาบัวนั่นน่ะ ก็มาปลงกรรมฐาน พระองค์นั้นเอาอันนั้นมาเป็นคติเครื่องสอนใจ เลยบรรลุขึ้นเป็นพระอรหันต์เลยไม่ใช่ธรรมดานะ นี่เห็นไหมอุปนิสัยขนาดนั้น ยังถูกกามกิเลสครอบหัวได้ จนถึงขนาดไม่ฉันจังหันเลย พระองค์นั้นท่านมีอุปนิสัยใจคอดีอยู่นะ ท่านไปเห็นอย่างนั้น ท่านยังสําเร็จอรหันต์ แต่อีตาบัวมันจะหันไปแบบไหนไม่รู้นะ นั่นน่ะเอามาเป็นคติเครื่องเตือนใจ
นี่ล่ะที่พอคนตายแล้วนิมนต์พระไปกุสลามาติกา แล้วเอาอันนั้นเป็นแบบฉบับมา ให้ไปปลงกรรมฐานต่างหากนะ ไม่ได้ไป กุสลา ธมฺมา กล้วยหอมอยู่ที่ไหนนา ไม่ได้ว่าอย่างนี้นะ เดี๋ยวนี้ กุสลาธมฺมา กล้วยหอมอยู่ที่ไหนนา กล้วยไข่อยู่ที่ไหนนา มันไปอย่างนั้นนะ แต่ก่อนไปกุสลาพิจารณาอสุภะอสุภัง เพื่อปลง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ถอนจิตหลุดพ้นไปได้ นี่คติตัวอย่างมีมาดั้งเดิมจนมาถึงทุกวันนี้ พากันเข้าใจเอานะ ถ้ายังไม่เข้าใจว่า กุสลา ธมฺมา เป็นมาอย่างไร อันหนึ่งก็เรื่องของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าทรงโปรดพระมารดาเทศน์สอนอภิธรรม นั้นเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าต่างหาก ไม่ได้ถือมาเป็นคติแบบอันนี้ เหมือนที่นิมนต์พระไปพิจารณากรรมฐานอย่างทุกวันนี้ อันนี้ออกมาจากนั้นเป็นแบบเลยนะ ให้พากันเข้าใจนะ ต้นเหตุมาจากไหน”
พรรษา ๓ พ.ศ. ๒๔๘๘ จําพรรษาที่วัดบ้านนาจิก ดอนเมย ตําบลหนองปลิง
ในพรรษาที่ ๓ นี้ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านมุ่งมั่นประกอบความพากความเพียรอย่างมาก โดยท่านตั้งใจไม่นอนตลอดพรรษา แต่เกิดอาการวิปริตทางธาตุขันธ์ จึงจําเป็นต้องพักผ่อนนอนหลับบ้างเล็กน้อย เพื่อถนอมรักษาธาตุขันธ์ไว้ใช้ในการประกอบความพากความเพียร เพื่อการบรรลุธรรมขั้นสูงสุดต่อไป โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พรรษาที่ ๓ ได้จําพรรษที่วัดบ้านนาจิก* ดอนเมย ซึ่งเป็นบ้านของพระอาจารย์บุนั่นเองในพรรษานี้อธิษฐานจะทําความเพียรไม่หลับไม่นอนตลอดพรรษา พอทําไปๆ ในระยะเข้าพรรษา ก็เลยอธิษฐาน พร้อมด้วยประกาศหมู่คณะครูบาอาจารย์ให้ทราบว่า
“ในพรรษานี้จะไม่นอน จะตั้งอกตั้งใจทําความพากความเพียรไปจนตลอดพรรษา”
เมื่ออธิษฐานแล้วก็ตั้งใจทําความพากความเพียร ในระยะนี้ยังใช้คําบริกรรมเป็นพื้นตลอด และก็มีการพิจารณาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ใช้คําบริกรรมว่า “พุทโธๆ” เป็นส่วนมาก เมื่อทําไป อดนอนไประยะครึ่งพรรษาก็เลยเกิดอาการวิปริตทางธาตุ คือธาตุขันธ์ไม่อํานวย มีมันสมองคือนํ้ามันสมองไหลออกมาจากทางจมูกเป็นนํ้าเหลือง ได้เอามือ ฝ่ามือรองดูเป็นสีเหลือง มันย้อยหยดลงจากมันสมองมาตามช่องจมูก เป็นอยู่อย่างนี้ไปนานวัน ก็เลยกราบเรียนท่านพระอาจารย์ผู้เป็นเจ้าอาวาสให้ทราบ
ท่านเลยมาสังเกตดู ตาของข้าพเจ้าเหลือง เป็นตาเหลืองไปหมด เหมือนกับตานกเค้า หรือตาแหลว หรือตาเหยี่ยว ท่านอาจารย์เห็นอาการวิปริตผิดปกติอย่างนั้น ท่านก็เลยอ้อนวอนให้หลับให้นอน ให้พักผ่อนบ้าง มิให้อดนอนไปตลอด ระยะที่ท่านอาจารย์อ้อนวอน แนะนําให้พักผ่อนหลับนอนบ้าง ยังไม่ทําตามคําแนะนําของท่าน ยังอดหลับอดนอนอยู่อย่างเดิม
ต่อไปตาก็เหลืองเข้า ท่านก็เลยทําการขู่เข็ญคําราม ให้หลับให้นอน “ถ้าไม่หลับไม่นอนไม่ได้นะ ท่านจวนนี้ ทําแบบนี้ใช้ไม่ได้ เดี๋ยวตาบอด ตาเสียเนี่ย” จําเป็น ข้าพเจ้าก็เลยพักผ่อนการหลับนอนบ้างเล็กน้อย แล้วก็ยังไม่เลิกละทําความพากความเพียร ตั้งใจอยู่ แต่ก็มีการพักผ่อนหลับนอนปะปนกันไป”
เรื่องการถือเนสัชชิ หรือถืออิริยาบถ ๓ เดิน ยืน นั่ง ไม่นอน เป็นธุดงควัตรข้อหนึ่ง ในครั้งพุทธกาล พระจักขุบาล พระอรหันตสาวกองค์หนึ่งได้ถือเนสัชชิอย่างอุกฤษฏ์เคร่งครัด โดยการอดนอนตลอดพรรษา เพราะในระยะนั้นปัญญาพิจารณาธรรมของพระจักขุบาล เป็นปัญญาธรรมขั้นอัตโนมัติแล้ว เป็นมหาสติมหาปัญญาพร้อมที่จะทําลายอวิชชาให้ขาดสะบั้นลง ใกล้จะบรรลุธรรมขั้นสูงสุดแล้ว ซึ่งต่างกับกรณีท่านพระอาจารย์จวน ซึ่งเป็นพระหนุ่มบวชใหม่เข้าสู่พรรษา ๓ เพิ่งเริ่มปฏิบัติภาวนาใหม่ๆ ภูมิจิตภูมิธรรมของท่านยังไม่เป็นปัญญาธรรมขั้นอัตโนมัติ จึงจําเป็นต้องถนอมธาตุขันธ์ไว้
และเป็นกรณีเดียวกับหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ช่วงแรกๆ ที่หลวงปู่พรหมได้มาพบและปฏิบัติธรรมใกล้ชิดหลวงปู่มั่นที่ป่าเมี่ยงขุนปั๋งนั้น หลวงปู่พรหมตั้งใจทุ่มเทเร่งความเพียรโดยถือเพียงอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน และนั่ง เว้นการนอน ไม่ยอมให้หลังแตะพื้นตลอดช่วงเข้าพรรษาโดยถือคติว่า “ธรรมอยู่ฟากตาย ถ้าไม่รอดตายก็ไม่เห็นธรรม” เพราะการเสี่ยงต่อชีวิตจิตใจอันเกี่ยวกับความเป็นตายนั้น ผู้มีจิตใจมุ่งมั่นต่ออรรถธรรมแดนหลุดพ้น เป็นหลักยึดของพระผู้ปฏิบัติพระกรรมฐานจริงๆ แม้แต่พื้นกุฏิ หลวงปู่พรหมก็ต้องการให้รื้อออกเพื่อจะได้ไม่ต้องนอน ท่านว่า “ถ้าอยากจะนอนก็ไม่จําเป็นต้องดั้นด้นมาถึงเชียงใหม่ให้ลําบาก จะหลับจะนอนที่ไหนก็ได้”
หลวงปู่มั่นจึงกล่าวให้สติท่านว่า “ท่านพรหม อย่าไปทําอย่างนั้นเลย จะทําให้เป็นทุกข์เดือดร้อนแก่หมู่คณะ เพราะสังขารจะต้องพักผ่อนนอนหลับ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยจะทําให้ลําบากแก่หมู่คณะ ในการปฏิบัติธรรมเพื่อหลุดพ้นนั้น อุปสรรคต่างๆ ย่อมได้พบอยู่เสมอ ดังครูบาอาจารย์หลายๆ องค์ ถ้าแม้จิตใจไม่แน่วแน่มั่นคงจริงๆ ก็จะทําไม่ได้ บางคราวผู้อดหลับอดนอนมากๆสูญประสาท เสียจริตไปก็มี บ้างก็เดินชนต้นไม้ใบหญ้าให้วุ่นวาย หรือไม่เวลาออกบิณฑบาตเที่ยวตะครุบผู้คนก็มี เพราะเดินหลับใน เกิดอาการตึงเครียด ไม่สามารถทรงสติตนเองได้ อย่างไรก็ตาม ครูบาอาจารย์ท่านแนะนําให้ปฏิบัติเพิ่มสติกําลังให้แก่กล้าจริงๆ จึงจะทําได้ เมื่อถึงคราวเร่งความเพียรก็ย่อมจะได้พบความสําเร็จโดยไม่ยาก”
หลวงปู่มั่นแนะนําหลวงปู่พรหม ให้เดินจงกรมและนั่งสมาธิให้มาก เพื่อฝึกจิตเสียก่อนเมื่อกําลังจิตแก่กล้าแล้วจึงค่อยเร่งความเพียรอย่างหนักหน่วงตามความตั้งใจของท่าน ผลย่อมบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
กรณีพระจักขุบาล ท่านตั้งสัตย์ถือเนสัชชิตลอดพรรษา แล้วเกิดโรคตา นํ้าตาไหลออกจากตาทั้งสองข้างตลอดเวลา หมอที่มารักษาท่านได้ประกอบยาหยอดตาอย่างดีมาถวาย โดยนอนหยอดตาเพียงครั้งเดียวก็หาย แต่ท่านไม่ยอมนอน แม้หมอมาวิงวอนขอร้องให้ท่านนอนหยอดตา ท่านก็ยืนกรานไม่ยอมนอน จนหมอเลิกรักษาท่าน ในที่สุดนัยน์ตาท่านก็บอดสนิททั้งสองข้าง และท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในคืนนั้น ดังนี้
“บัดนี้หมอได้บอกเลิกรักษาเสียแล้ว ขอให้มั่นคงในสัจจปฏิญาณ อย่าละทิ้งอุดมคตินั้นเสีย อย่านอน ยอมให้ตาแตก แต่อย่าทําลายความตั้งใจ ดวงตาหาได้ง่ายกว่าคําสอนของพระพุทธเจ้านานครั้งพระพุทธเจ้าจึงจะอุบัติขึ้นสักองค์หนึ่ง แต่การเกิดของเราพร้อมด้วยดวงตานั้น มีนับครั้งไม่ถ้วน”
ท่านตกลงกับตนเอง แล้วคงทําความเพียรด้วยอิริยาบถ ๓ ต่อไปไม่ยอมนอน พอเวลาล่วงมัชฌิมยามไป (เลยตีสองไปแล้ว) ดวงตาของท่านก็แตกไปพร้อมกับความดับโดยสิ้นเชิงแห่งกิเลสทั้งปวง ท่านเป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสกผู้หนึ่ง”
นิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น
แม้ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านได้ตั้งใจบวชและปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์จนล่วงเข้าสู่พรรษาที่ ๓ แล้วก็ตาม แต่จิตใจของท่านก็ยังมีกิเลส ท่านเกิดปฏิพัทธ์รักใคร่หญิงสาว จึงอธิษฐานหากบรรลุคุณธรรมขอให้มีนิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในระยะพรรษาที่ ๓ นี่แหละ เลยเกิดเหตุปฏิพัทธ์รักใคร่กับหญิงสาวคนหนึ่งที่เขาเคยเข้าวัดมาจังหันบ่อยๆ เกิดปฏิพัทธ์รักใคร่ มีความรัก ความกําหนัด แต่ก็ทําความพากความเพียรไม่หยุดหย่อน แต่ก็ไม่ปริปากบอกใครๆ ให้ทราบ รักแต่อยู่ในใจ นี้ในพรรษาที่ ๓
ในพรรษานี้ก็เลยคิดขึ้นได้ เลยอธิษฐานถึงท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร เพราะสมัยนั้นข้าพเจ้าได้ยินแต่ชื่อท่าน ยังไม่ได้พบเห็นท่านเลย คําอธิษฐานว่า
“ถ้าข้าพเจ้ายังจะมีบุญวาสนา เจริญอยู่ในพรหมจรรย์ ถ้าข้าพเจ้าได้บรรลุคุณธรรม ขอให้มีนิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น ไปได้กราบ ได้ไหว้ท่าน หรือได้สนทนาฟังธรรมเทศนาของท่าน พอเป็นที่พอใจ ถ้าข้าพเจ้าไม่มีบุญวาสนาแล้ว ขออย่าได้บรรลุธรรม หรืออย่าได้นิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่นเลย ให้นิมิตหรือฝันเห็นสิ่งที่ลามกซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ปรารถนา”
พออธิษฐานก็ทําความพากความเพียรไป ระยะห่างกัน ๓ วันเท่านั้นจากคําอธิษฐาน ขณะที่พักผ่อนก็เลยนิมิตว่า ข้าพเจ้านี่แหละได้เดินทางไปสู่สํานักของท่านพระอาจารย์มั่น เข้าไปสู่วัดของท่าน พอดีได้เจอะท่าน พบท่านอยู่กลางลานวัด พอมองเห็นท่านก็รู้ขึ้นในใจว่า “นี่ท่านพระอาจารย์มั่น” เหมือนกับได้อยู่ร่วมท่านมาแล้ว นัยว่า พอท่านเหลือบตามาเห็นข้าพเจ้า ท่านก็ทักขึ้นเลยว่า “ท่านจวนมาแล้ว” ดังนี้
แล้วข้าพเจ้าก็เดินเข้าไปจะไปกราบนมัสการท่าน ท่านก็เลยโก่งหลังให้ข้าพเจ้าขี่ ข้าพเจ้าไม่ขี่ ท่านก็บอกให้ขี่ อ้อนวอนให้ขี่ ข้าพเจ้าไม่ขึ้นขี่หลังท่าน กลัวจะเป็นบาป ท่านก็เลยใช้การขู่เข็ญคํารามให้ขี่ ข้าพเจ้าก็จําเป็นก็เลยขึ้นขี่หลังท่าน เหมือนกับขี่ม้า พอป้าย (ก้าว) กระโดดขึ้นหลังท่านเท่านั้น ท่านก็เลยพาเหาะขึ้นบนอากาศจนลิบเมฆทีเดียว นี้ปรากฏในนิมิตความฝัน
เมื่อเหาะขึ้นไปบนอากาศจนลิบเมฆแล้ว ท่านก็พาลงระหว่างกลางภูเขาลูกหนึ่ง ท่านเลยออกอุทานว่า “เอาล่ะ ปานนี้ พอดี พอควร” ท่านว่าอย่างนั้น จากนั้นก็เลยตื่นจากหลับคือนิมิต ข้าพเจ้ามาพิจารณาดูในนิมิตนั้นเกิดความปีติยินดีในนิมิตว่า ตนอาจจะมีวาสนาบารมีอยู่ในพรหมจรรย์ แล้วก็ทําความพากความเพียรไป”
การที่ท่านพระอาจารย์จวนได้อธิษฐานถึงท่านพระอาจารย์มั่นนั้น เพราะในสมัยนั้นชื่อเสียงกิตติศัพท์ กิตติคุณของท่านพระอาจารย์มั่นนั้นโด่งดังมากที่สุด ท่านเป็นพระบูรพาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน เป็นที่เคารพเทิดทูนบูชาของพระเป็นอย่างดี โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“ได้พระเพียงองค์เดียวเท่านั้น เห็นไหมหลวงปู่มั่นเราเวลานี้กระเทือนทั่วโลกไม่ใช่ธรรมดานะ นั่นล่ะโรงงานอันใหญ่หลวงที่สุด คือ หลวงปู่มั่นเรา ครูบาอาจารย์ทั้งหลายมีจํานวนมากน้อยที่เป็นครูอาจารย์มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นเพชรนํ้าหนึ่งๆ ทั่วประเทศไทยก็ว่าได้เวลานี้ ไปจากไหน ไปจากหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทธรรมะเหล่านี้ ท่านเหล่านั้นก็ไปศึกษาอบรมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้วออกมาก็เป็นครูเป็นอาจารย์เรื่อยมา เช่นอย่างหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาวเหล่านี้เป็นต้นนะ นับแต่โน้นนะ อาจารย์แหวน ลงมา นี้มีตั้งแต่ลูกศิษย์ หลวงปู่มั่น ทั้งนั้น นี่เรียกว่า โรงงานใหญ่ ท่านผลิตอรรถผลิตธรรมใส่หัวใจพระๆ พระตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ได้ศึกษาอบรมเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้วออกมาก็เป็นครูเป็นอาจารย์สอนทั่วไปหมดทุกภาคในเมืองไทยเรา มีตั้งแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น นี่จึงเรียกว่าโรงงานอันใหญ่โตที่สุด คือ หลวงปู่มั่น สําหรับท่านเอง ท่านไม่เกี่ยวกับผู้คนนะ เพราะท่านอยู่ในป่าในเขาล้วนๆ มาเลย ท่านไม่ได้ออกมาข้างนอก อยู่ในป่าในเขาลึกๆ
ทีนี้พระที่มุ่งหน้ามุ่งตาจริงๆ ก็เข้าหาท่านเลย พระไปอยู่กับท่าน ท่านกําหนดเอง ไม่ให้อยู่หลายองค์ ให้อยู่ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง เข้ามาศึกษาอบรมในป่าในเขาเป็นประจํานะ เรื่องของท่านจึงมาปรากฏโด่งดังขึ้นตอนประวัติของท่านนี้แหละ คือเราเขียนเองนะ แต่ก่อนเงียบเลย ท่านเป็นโรงงานใหญ่โต ชื่อเสียงท่านจึงดังมาตั้งแต่นั้นจนกระทั่งป่านนี้ ใครไปลืมหลวงปู่มั่น ไม่ได้นะ นั้นล่ะโรงงานอันใหญ่หลวงที่สุดแห่งอรรถธรรม ที่ทําความร่มเย็นให้แก่โลกอยู่ทุกวันนี้มาจากหลวงปู่มั่น ว่าอย่างนี้เลย เป็นอันดับแรก ไปอยู่ที่ไหนถาม องค์นั้นมาจากไหนๆ มีแต่ออกจากหลวงปู่มั่นล่ะ”
ภาค ๔ พบท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร
ครูบาอาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติสําคัญมาก
พระพุทธศาสนาจะสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรืองมั่นคงได้นั้น จะต้องมีทั้งภาคปริยัติ ภาคปฏิบัติ และ ภาคปฏิเวธ ในครั้งพุทธกาลถือภาคปฏิบัติเป็นเยี่ยม เพราะพระสงฆ์สาวกได้เรียนปริยัติ คือ การศึกษาเล่าเรียน โดยการฟังธรรมจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า เมื่อศึกษาเล่าเรียนปริยัติมาเป็นที่เข้าใจแล้ว ก็ออกไปประพฤติปฏิบัติตามเข็มทิศทางเดินของธรรมที่ได้เรียนมา โดยการออกเดินธุดงค์บําเพ็ญเพียรตามป่าตามเขา จากนั้นจึงบังเกิดผล คือ ปฏิเวธ คือ ความรู้แจ้งแทงตลอดไปเป็นลําดับๆ กระทั่งรู้แจ้งแทงตลอดโดยทั่วถึง เป็นพระอรหันตสาวก เป็น ธมฺโม ปทีโป ประดับเป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีในพระพุทธศาสนา
การเรียนภาคปริยัติ สํานักเรียนและครูบาอาจารย์ผู้สอนมีมากมาย ทั้งตํารับตําราภาคปริยัติก็มีมากมายและหาได้ง่าย ซึ่งแตกต่างกับภาคปฏิบัติ โดยในครั้งพุทธกาลเน้นภาคปฏิบัติเป็นสําคัญ แต่ในสมัยกึ่งพุทธกาลเน้นภาคปริยัติ และการออกธุดงคกรรมฐานมีน้อยมาก เริ่มมีมากขึ้นในสมัยที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรและออกธุดงคกรรมฐานจนเป็นที่ยอมรับในสังคมชาวพุทธแล้ว ดังนั้น ครูบาอาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติที่รู้จริงเห็นจริง จึงมีน้อยมากและหาได้ยากยิ่ง
ภาคปฏิบัติในด้านจิตตภาวนา การศึกษาค้นคว้าเรื่องของจิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกลับ ยาก และมหัศจรรย์มาก จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงคอยเมตตาอบรมสั่งสอนชี้แนะ และเป็นที่ปรารถนาของพระธุดงคกรรมฐานที่หวังความพ้นทุกข์ทั้งหลาย ซึ่งจะคอยติดตามเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์กัน ดังเช่นครั้งพุทธกาล องค์พระบรมศาสดา เสด็จออกธุดงคกรรมฐานเป็นพระป่าองค์แรกของโลก ก็ทรงแสวงหาครูบาอาจารย์ ครั้งกึ่งพุทธกาล ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านพระอาจารย์มั่น ก็เดินธุดงค์แสวงหาครูบาอาจารย์เช่นกัน ฉะนั้น ครูบาอาจารย์ผู้สั่งสอนอบรมภาคปฏิบัติจึงสําคัญมาก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“เรื่องครูบาอาจารย์จึงเป็นของสําคัญมาก เมื่อได้เห็นท่านพาดําเนิน แม้แต่เดินจงกรมเท่านี้เราก็เห็นแล้ว อ๋อ ! นี่เดินจงกรม ท่านเดินกันอย่างนี้ ประจักษ์แล้ว ทั้งๆ ที่ในตํารามีอยู่ไม่น้อยเต็มไปหมด เรื่องเดินจงกรมของพระสาวก นับแต่พระพุทธเจ้าลงมาทรงเดินจงกรมและเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาก็มีในตํารับตําราเต็มไปหมด แต่เราเมื่อไม่เห็นวิธีการที่ท่านพาดําเนิน ทั้งที่เราก็เรียนจํามาได้ ว่าเดินจงกรม ว่านั่งสมาธิ แต่เราก็ทําไม่เป็น ว่าเดินจงกรมเดินยังไง เดินวิธีใด นั่งสมาธินั้นนั่งอย่างไร นั่งวิธีใด การสํารวมจิตในเวลาต่างๆ อิริยาบถต่างๆ สํารวมอย่างใด เราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น เป็นแต่ได้ยินได้ฟังจากตํารับตํารา
ต่อเมื่อมาได้ยินได้ฟังจากครูจากอาจารย์ว่า การตั้งสติ การระมัดระวังจิตใจของตนที่จะคิดจะปรุงไปในแง่ต่างๆ ให้มีสติระมัดระวังอย่างนั้นๆ ไม่ว่าแต่เพียงอิริยาบถ ทุกเวลาของจิตที่เคลื่อนไหว เพราะความเคลื่อนไหวของจิต เคลื่อนไหวออกสู่ความเป็นกิเลส นํากิเลสเข้ามาเผาผลาญจิตใจ เพราะฉะนั้นจึงต้องได้มีความเพียร ที่เรียกว่า สติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม เข้าต่อกรกันอยู่โดยสมํ่าเสมอ จึงจะปรากฏเป็นความจริงขึ้นมาแล้วหายสงสัยไปเป็นพักๆ นี่เรียกว่าการศึกษาเล่าเรียนจากครูจากอาจารย์ต่อหน้าต่อตา ได้เห็นได้ยิน
เอ้า ! การเดินบิณฑบาต ท่านเดินอย่างไร นี่เราก็เห็น ทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นอุบายแก้ไขถอดถอนกิเลส เราได้เห็นด้วยตาของเรา ในบรรดากิริยาที่พอจะสัมผัสทางตา ในบรรดาเสียงที่จะสัมผัสทางหู ท่านแสดงว่าอย่างไร เพราะออกมาจากความจริงของท่านที่เคยพาดําเนินมา เราก็นําความจริงอันนั้น นําเหตุผลหรือเนื้อความอันนั้นเข้ามาสู่ใจของเรา เป็นที่เข้าใจแล้วหายสงสัย นี่ล่ะเรียกว่าภาคปฏิบัติ เป็นอย่างนี้ จึงต้องมีครูมีอาจารย์คอยแนะนําสั่งสอน
อย่างครูบาอาจารย์สมัยปัจจุบันนี้ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นก็ล่วงลับไปแล้ว ผู้ได้ศึกษาอบรมกับท่านก็ได้ยึดมาเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ทั้งภายนอก คือ ข้อวัตรปฏิบัติ หลักธรรมหลักวินัยทั้งภายใน คือ การประกอบความพากเพียร เพื่อศีล เพื่อสมาธิ เพื่อปัญญา เพื่อวิมุตติหลุดพ้น ท่านก็พาดําเนินและได้ชี้แจงแสดงให้พวกเราทั้งหลายได้ยินได้ฟัง จนเป็นที่พอใจเป็นที่จุใจ แล้วนํามาแจกจ่ายซึ่งกันและกันจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จึงเป็นที่แน่ใจในปฏิปทาของท่านที่พาดําเนินมา”
และองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเรียบเรียงเรื่องพระธุดงคกรรมฐานเคารพรักครูบาอาจารย์มาก ไว้ในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ดังนี้
“พระธุดงคกรรมฐานผู้หวังในธรรมอย่างยิ่ง ท่านรู้สึกลําบากอยู่ไม่น้อยในการอยู่ การบําเพ็ญ การเดินทาง และการแสวงหาครูอาจารย์ผู้อบรมโดยถูกต้องและราบรื่นชื่นใจ เช่น ท่านอาจารย์มั่นมาพบเห็นท่านแล้วดีอกดีใจ เหมือนลูกเล็กๆ เห็นพ่อแม่เราดีๆ นี่เอง ทั้งรัก ทั้งเคารพ ทั้งเลื่อมใส และอะไรๆ รวมเป็นความไว้วางใจหมดทุกอย่าง หรือจะเรียกว่าหมดชีวิตจิตใจรวมลงในท่านองค์เดียวก็ถูก เพราะนิสัยพระธุดงคกรรมฐานมีความเชื่อถือและเคารพรักอาจารย์มาก ขนาดสละชีวิตแทนได้โดยไม่อาลัยเสียดายเลย แม้จะแยกย้ายกันไปอยู่ในที่ต่างๆ ก็ตาม แต่ท่านมีความผูกพันในอาจารย์มากผิดธรรมดา
การอยู่ การบําเพ็ญ หรือการไปมา แม้จะลําบาก ท่านพอใจที่จะพยายาม ขอแต่มีครูอาจารย์คอยให้ความอบอุ่นก็พอ ความเป็นอยู่หลับนอน การขบฉัน ท่านทนได้ อดบ้าง อิ่มบ้าง ท่านทนได้เพราะใจท่านมุ่งต่อธรรมเป็นสําคัญกว่าสิ่งอื่นใด บางคืนท่านนอนตากฝนทั้งคืน ทนหนาวจนตัวสั่นเหมือนลูกนก ท่านก็ยอมทน เพราะความเห็นแก่ธรรม”
ครูบาอาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติ สอนวิปัสสนากรรมฐานในภาคอีสาน ที่มีกิตติศัพท์ชื่อเสียงโด่งดังมากและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เริ่มออกธุดงคกรรมฐานนั้น คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร พระปรมาจารย์ใหญ่กองทัพธรรมท่านเป็นพระผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรและออกปฏิบัติกรรมฐานร่วมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร
ท่านตั้งใจถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านมีความมุ่งมั่นตั้งใจปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพ้นทุกข์ เพราะเมื่อท่านออกบวชเป็นครั้งที่สองนั้น ท่านได้ลาโยมมารดาญาติพี่น้อง โดยตั้งใจจะบวชไม่สึกจะขออยู่ในสมณเพศครองพรหมจรรย์เป็นพระธุงคกรรมฐาน ท่านจึงออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมตั้งแต่พรรษาแรก ดังนั้น การปฏิบัติธรรมในระยะแรกของท่านนั้น จึงเป็นไปอย่างอุกฤษฏ์ดังที่กล่าวมาซึ่งนอกจากท่านจะไม่ประสบผลตามที่ตั้งใจแล้ว ท่านยังประสบอุปสรรคทางกาย คือ ธาตุขันธ์ไม่เอื้ออํานวย และอุปสรรคทางใจ คือ ท่านเกิดปฏิพัทธ์รักใคร่หญิงสาว ท่านเคยได้ยินชื่อเสียงกิตติศัพท์ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร จึงอธิษฐานขอให้นิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น และท่านตั้งใจจะกราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ โดยจะขออยู่จําพรรษา เพื่อขอเข้ารับการศึกษาอบรมและรับฟังโอวาทจากท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นพระปรมาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานและเป็นครูบาอาจารย์ภาคปฏิบัติองค์สําคัญแห่งยุค
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ท่านมีกิตติศัพท์ กิตติคุณ ชื่อเสียงคุณธรรมอันเลื่องลือเกี่ยวกับปฏิปทาที่เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ มีศีลาจารวัตรอันงดงามมาก ท่านได้เมตตาสั่งสอนอบรมประสิทธิ์ประสาทวิชาให้พระศิษย์ของท่าน จนเป็นพระแท้ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” มากมาย โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ยกย่องไว้ว่า “ท่านพระอาจารย์มั่น คือ โรงงานใหญ่”
ตามปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นในสมัยที่ท่านออกธุดงค์นั้น ท่านจะไม่พักประจําอยู่ที่ใดนานๆ ท่านจะไม่ติดสถานที่ แต่จะธุดงค์ตามป่าตามเขาไปเรื่อยๆ และท่านจะไม่ติดญาติโยม ไม่คุ้นเคยกับพระเณรและญาติโยม
ปฏิปทาของหลวงปู่มั่น การไม่พักประจําอยู่ในที่ใดนานๆ ในระยะที่ท่านยังออกเดินธุดงค์บําเพ็ญสมณธรรมตามป่าตามเขา เพราะเมื่ออยู่ที่ใดนานๆ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อความพากเพียรในการประพฤติปฏิบัติธรรม
ประการแรก จะทําให้คุ้นเคยกับสถานที่นั้นๆ ทําให้จิตไม่ตื่นกลัวเหมือนธุดงค์ไปยังสถานที่ใหม่ๆ ซึ่งมีบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ที่น่าหวาดกลัวแตกต่างกันออกไป สถานที่เช่นนั้นจะช่วยให้จิตตื่นกลัวไม่ประมาทนอนใจ อันเป็นการฝึกสติได้เป็นอย่างดี
ประการที่สอง จะทําให้คุ้นเคยกับญาติโยม ซึ่งจะทําให้เสียเวลาในการปฏิบัติธรรม เพราะญาติโยมจะเข้ามาหาพูดคุยสนทนา และอาจจะแวะเวียนมาเที่ยวส่งเสียงดัง มาทําลายความสงบของสถานที่ปฏิบัติ
ปฏิปทาการไม่พักประจําอยู่ในที่ใดนานๆ นั้น เป็นปฏิปทาที่เด่นและสําคัญข้อหนึ่ง ถือเป็นอริยปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลาย นับแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนพระอริยสงฆ์สาวกในสมัยครั้งพุทธกาล ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่นพระบูรพาจารย์ใหญ่ของพระธุดงคกรรมฐาน ได้บุกเบิกฟื้นฟูและเจริญรอยถือปฏิบัติตามอริยปฏิปทาข้อนี้อย่างชัดเจนเด่นชัดตลอดอายุขัยของท่านทั้งสอง ฉะนั้น บรรดาครูบาอาจารย์พระศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ และ ท่านพระอาจารย์มั่น ที่ยังออกธุดงค์แสวงหาโมกขธรรม ท่านจึงได้ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ รวมทั้งท่านพระอาจารย์จวน ในขณะออกธุดงค์แสวงหาโมกขธรรมก่อนจะมาอยู่ประจําที่ภูทอก หรือต่อมาเป็นวัดเจติยาคิรีวิหารนั้น ท่านก็ได้ถือปฏิปทาข้อนี้ด้วยความเคร่งครัด โดยท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คือหลวงปู่จวนนิสัยท่าน พอบ้านเมืองเจริญท่านหนี มีอยู่ว่าภูทอกไม่หนี ที่อื่นท่านอยู่พอจะเจริญ พอชาวบ้านเขาจะพึ่งพาตัวเองได้ ท่านไปแล้ว ที่ลําบากๆ พระท่านไปอยู่อาศัย พอเขาได้ที่พึ่งพอสมควร พอจะอยู่ลืมตาอ้าปากได้ท่านหนี”
ในสมัยที่ท่านพระอาจารย์จวนเข้าไปกราบนมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ในปัจฉิมวัยแล้ว ท่านไม่ได้ออกเดินธุดงค์เหมือนแต่ก่อน โดยปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ท่านได้ออกเดินธุดงค์มาวัดป่าบ้านหนองผือ หรือ วัดป่าภูริทัตตถิราวาส อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ตามคํากราบอาราธนานิมนต์ของชาวบ้านหนองผือ และท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ อันเป็นวัดสุดท้ายที่ท่านอยู่จําพรรษา และท่านได้อยู่นานติดต่อกันถึง ๕ ปี นับแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ถึงปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ก่อนการมรณภาพ ซึ่งในขณะนั้นท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิดท่านพระอาจารย์มั่น
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๘ พบท่านพระอาจารย์มั่น
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ หลังจากอธิษฐานจิตถึงท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านได้เกิดนิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น และเมื่อออกพรรษาแล้ว ๕ วัน ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๖ ตุลาคมพ.ศ. ๒๔๘๘ ท่านได้พบกับท่านเจ้าคุณพระอริยคุณาธาร (มหาเส็ง ปุสฺโส) ศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น และท่านเจ้าคุณพระอริยคุณาธารก็ได้พาท่านไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นครั้งแรกที่วัดป่าบ้านหนองผือ โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษาแล้วได้ ๕ วัน ท่านเจ้าคุณพระอริยคุณาธาร (มหาเส็ง ปุสฺโส) สมัยนั้นเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะภาค ท่านมาตรวจการคณะสงฆ์ทางภาคอีสาน ท่านมาแวะเยี่ยมตรวจดูที่วัดป่าบ้านนาจิก ดอนเมย เลยเห็นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็เลยขอไปกับท่านว่าจะไปอยู่ร่วมท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็มีความยินดี เลยเอาไปด้วย เอารถมารับไปด้วย จนไปถึงท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อถึงท่านพระอาจารย์มั่น ดูลักษณะกิริยาต่างๆ รูปร่างเหมือนกับนิมิตความฝันที่ปรากฏเห็นในพรรษานั้นไม่ผิดแปลกเลย
ท่านพระอาจารย์มั่นพอเห็นหน้าข้าพเจ้า ท่านก็ทักทายอย่างอารมณ์ดี “เออ ! มาแล้วรึลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณอริยฯ มาจากไหน ?”
“จากอุบลฯ ครับผม”
“อําเภอไหน ?”
“อําเภออํานาจเจริญครับผม” ข้าพเจ้าตอบ
“อ้าว ! อยู่ทางเดียวกัน”
ท่านว่าอย่างเมตตา และเมื่อเห็นข้าพเจ้ามีผิวขาวนัก ท่านก็ทักว่าคงเป็นลูกจีน ความจริงการที่ข้าพเจ้ามีผิวขาวนี้ ทําให้หมู่พวกต่างพากันคิดทั้งนั้นว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่ลาว คงเป็นลูกจีนแน่นอน ข้าพเจ้าต้องอธิบายว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่ลูกจีน ข้าพเจ้าเป็นลูกชาวนา และเป็นลูกชาวอุบลฯ เต็มตัว”
พรรษา ๔ พ.ศ. ๒๔๘๙ จําพรรษาวัดป่าบ้านหนองผือ
ในพรรษาที่ ๔ ของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านได้อยู่จําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่น สมดังความตั้งใจ โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ข้าพเจ้าก็อยู่ศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์มั่น จําพรรษาอยู่ร่วมท่าน ตอนที่ข้าพเจ้าได้ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นนี้ นัยว่าท่านพระครูทัศนวิสุทธิ์ (มหาดุสิต เทวิโร) ซึ่งเป็นอุปัชฌายะของข้าพเจ้า ท่านได้ฝากฝังกับท่านเจ้าคุณพระอริยคุณาธารไว้ว่า
“ขอฝากคุณจวนไปอยู่กับท่านอาจารย์มั่น”
ดังนั้น ท่านเจ้าคุณพระอริยคุณาธาร จึงนําข้าพเจ้าไปฝากฝังไว้กับท่านพระอาจารย์มั่นที่บ้านป่า ที่วัดป่าบ้านหนองผือ อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จึงได้อยู่ร่วมท่าน เมื่ออยู่ร่วมท่านในฤดูแล้ง และในพรรษานั้น คือ ตลอดฤดูแล้ง ตลอดพรรษา ฟังโอวาทของท่านพระอาจารย์มั่น โดยมากท่านแนะนําให้ปฏิบัติทางวินัยให้เคร่งครัดและธุดงค์”
ในพรรษานี้องค์หลวงตาพระมหาบัวได้อยู่จําพรรษาด้วย โดยองค์หลวงตาฯ ท่านได้เมตตาเทศน์ไว้เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ดังนี้
“อย่างท่านจวน ท่านสิงห์ทอง เหล่านี้ก็อยู่กับท่านมาแล้วทั้งนั้น ท่านจวนก็เคยจําพรรษาด้วยกันที่หนองผือ ท่านสิงห์ทองไม่ได้จํา แต่อยู่ใกล้ๆ ๒ กิโลฯ ๓ กิโลฯ คือมันแน่น เข้าไม่ได้ท่านรับพระไม่ได้มากนักนะ พระที่อยู่บริเวณรอบๆ นี้เต็มไปหมด อย่างท่านสิงห์ทองไม่ได้เข้าไปจําพรรษากับท่านก็ตาม ถึงวันประชุมนี้ก็มาประชุม ฟังธรรมะแล้วก็กลับไปค้างที่วัดๆ ในพรรษาก็มาอยู่อย่างนี้ มันก็เหมือนกับอยู่ในวัดนั่นแหละ ท่านสิงห์ทองนี้องค์หนึ่ง”
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านมุ่งเน้นสอนพระศิษย์ทุกองค์ที่เข้ามาศึกษาอบรมให้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและธุดงควัตร โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้เทศน์และได้บันทึกในหนังสือปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ดังนี้
“หลักปฏิปทาที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นได้พาดําเนินมา เป็นปฏิปทาที่ราบรื่นดีงามสมํ่าเสมอมาก หาที่ต้องติไม่ได้ เพราะท่านดําเนินตามหลักธรรมหลักวินัยอย่างแท้จริง หลักธรรมหลักวินัยเครื่องดําเนินและการดําเนินตามหลักธรรมหลักวินัยนี้แล เป็นการตะล่อมจิตใจเข้าสู่ทางเพื่อมรรคผลนิพพาน ถ้านอกเหนือไปจากนี้แล้วก็ยากที่จะเป็นไปได้ เหมือนเราข้ามนํ้ามหาสมุทร ต้องอาศัยเรือเท่านั้นเป็นสําคัญ ไม่เห็นสิ่งอื่นใดดียิ่งไปกว่าเรือ นั่นแหละจะถึงฝั่งด้วยความปลอดภัย
การดําเนินปฏิปทาตามหลักธรรมหลักวินัย ที่พระพุทธเจ้าทรงดําเนินและเห็นผลเป็นที่พอพระทัยมาแล้วได้สั่งสอนไว้นี้แล เป็นทางที่ราบรื่นดีงามต่อความพ้นทุกข์โดยไม่ต้องสงสัย ผลที่จะพึงได้รับไปตามกาลตามเวลา ที่ประกอบความดีทั้งหลายนั้น ก็เป็นเครื่องสนับสนุนกันไปโดยลําดับ สําหรับผู้ต้องการความหลุดพ้นโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ย่อมเห็นศาสนธรรมและการดําเนินตามเป็นสิ่งสําคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด แม้จะพูดว่าในโลกนี้ก็ได้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะแนะแนวทางให้ตรงแน่วต่อความพ้นทุกข์ได้เหมือนหลักธรรมหลักวินัยนี้เลย
หลักธรรมหลักวินัยนี้พระองค์ทรงดําเนินหรือบําเพ็ญมาแล้ว ผลที่ได้ถึงความเป็นศาสดาเอกของโลก ก็ออกมาจากการดําเนินตามนี้ไม่ผิดเพี้ยน จึงได้สั่งสอนสัตว์โลกด้วยความแน่พระทัย และเป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วทุกแง่ทุกมุม ผู้อยากจะเห็นการดําเนินของพระศาสดาพึงดูหลักธรรมหลักวินัย อันเป็นพระอาการแห่งความเคลื่อนไหวของการก้าวไปและการดําเนินเพื่อสาธารณประโยชน์ของโลก มีหลักธรรมหลักวินัยนี้แลเป็นเครื่องยืนยันพระอากัปกิริยาแห่งการดําเนินของพระพุทธเจ้าไม่ว่าจะดําเนินเพื่อความสวยงามทั่วๆ ไปในวงพระศาสนาและความเป็นศาสดาก็ตาม และไม่ว่ากรณีใดก็ตาม นับตั้งแต่สั่งสอนสัตว์โลกในขั้นพื้นๆ จนกระทั่งถึงขั้นวิมุตติหลุดพ้น ย่อมเป็นไปตามพระโอวาทที่ทรงแสดงออกแล้วนี้ทั้งนั้น”
“หลักปฏิปทาที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่นพาดําเนินมา ซึ่งได้สืบทอดมาถึงพวกเราเวลานี้เป็นปฏิปทาที่ถูกต้องแม่นยํา ไม่มีเงื่อนจะให้สงสัยแม้แต่น้อย เพราะท่านดําเนินตามแบบฉบับของศาสดาที่มีไว้แล้วในตําราจริงๆ ไม่ใช่แบบแอบๆ แฝงๆ หรือแผลงๆ ไป ดังที่เห็นๆ กันทั่วๆ ไปนี้มีลักษณะอยากเด่นอยากดัง ไม่เข้าร่องเข้ารอยอย่างนั้นไม่มี สําหรับของหลวงปู่มั่นเป็นปฏิปทาด้วยความเป็นธรรมล้วนๆ จึงไม่มีแง่ใดที่น่าสงสัย…
วิธีดําเนินทางด้านจิตตภาวนา ท่านก็ไม่ได้พาบําเพ็ญหรือปฏิบัติให้นอกเหนือไปจากหลักธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้แล้วนั้นเลย เช่น สอนพุทโธ หรือ สอนอานาปานสติ หรืออาการ ๓๒ นับแต่กรรมฐาน ๕ ขึ้นไป จนกระทั่งถึงอาการ ๓๒ เหล่านี้มีในตํารับตําราโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่เป็นข้อสงสัย ไม่เป็นที่ให้เกิดความระแวงอะไรทั้งสิ้น
ที่ท่านพาดําเนินมาไม่ได้มีบทแปลกๆ ต่างๆ และเป็นสิ่งที่ผูกขาดบ้าง หรือเป็นอะไรขลังๆ บ้าง อย่างนี้ไม่ปรากฏ ถ้าขลังก็ขลังด้วยความเป็นธรรมจริงๆ คือเอาจริงเอาจังประหนึ่งว่าขลัง ไม่ใช่ขลังแบบโลกๆ ขลังด้วยความเป็นธรรม ขลังด้วยความแน่ใจตัวเอง และทําความอบอุ่นแก่ตนเองด้วยความขลังนั้นจริงๆ นี่คือปฏิปทาที่พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นพาดําเนินมา…
แนวทางดําเนินในสายท่านพระอาจารย์มั่น กรรมฐาน ๕ (เกศา – ผม โลมา – ขน นขา – เล็บ ทันตา – ฟัน ตโจ – หนัง โดยอนุโลมปฏิโลม) และธุดงค์ ๑๓ ท่านถือเป็นสําคัญมาก จะเรียกว่าเป็นเส้นชีวิตของพระธุดงค์สายของท่านก็ไม่ผิด ใครเข้าไปรับการอบรมกับท่าน ท่านต้องสอนกรรมฐานและธุดงควัตรให้ในเวลาไม่นานเลย…”
ท่านพระอาจารย์มั่นแนะนําให้พิจารณากายเป็นส่วนมาก
เมื่อท่านพระอาจารย์จวนไปอยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็ได้เมตตาแนะนําการภาวนาให้ท่านพระอาจารย์จวน โดยท่านสอนให้ทําสมถะ – วิปัสสนากรรมฐาน และให้พิจารณากายเป็นส่วนมาก หรือที่เรียกว่า “กายคตาสติ” เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสั่งสอนพระสาวกโดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“การภาวนา ท่านแนะนําให้พิจารณากายเป็นส่วนมาก คือให้มีสติน้อมเข้ามาพิจารณากายส่วนใดส่วนหนึ่งตามที่ถูกจริตนิสัยของตน หรือถ้าหากจิตมันไม่สงบ มีความฟุ้งซ่าน ท่านก็ให้มีการนึกน้อมด้วยความมีสติ ระลึกคําบริกรรมว่า “พุทโธๆๆ” ไป เมื่อจิตสงบแล้ว ท่านก็ให้พักพุทโธไว้ ให้อยู่ด้วยความสงบ แต่ก็ต้องให้มีสติ ให้ชํานิชํานาญ เมื่อชํานาญด้วยการบริกรรม หรือชํานาญด้วยความสงบแล้ว ท่านก็ให้มีสติน้อมเข้ามาพิจารณากายส่วนใดส่วนหนึ่ง ที่ถูกจริตนิสัยของตนด้วยความมีสติ เมื่อพิจารณาพอสมควรก็ให้สงบ เมื่อสงบพอสมควรก็ให้พิจารณาด้วยความมีสติทุกระยะ มิให้พลั้งเผลอ เมื่อจิตมันรวมก็ให้มีสติระลึกรู้ว่าจิตของเรารวมอยู่เฉพาะจิต หรืออิงอามิส คืออิงกรรมฐาน หรืออิงอารมณ์อันใดอันหนึ่ง ก็ให้รู้ ให้มีสติรู้ และอย่าบังคับจิตให้รวม เป็นแต่ให้มีสติรู้อยู่ว่าจิตรวมเมื่อจิตรวมอยู่ก็ให้มีสติรู้ และอย่าถอนจิตที่รวมอยู่ ให้จิตถอนเอง เมื่อจิตถอนให้มีสติน้อมเข้ามาพิจารณากายส่วนใดส่วนหนึ่งที่ตนเคยพิจารณาที่ถูกกับจริตนิสัยของตนนั้นๆ อยู่เรื่อยไป ด้วยความมีสติ มิให้พลั้งเผลอ
ส่วนนิมิตต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นนิมิตแสดงภาพภายนอกก็ตาม หรือนิมิตภายในซึ่งเป็นธรรมะผุดขึ้นก็ให้น้อมเข้ามาเป็นอุบายของกรรมฐาน ของวิปัสสนา คือน้อมเข้ามาสู่ไตรลักษณ์ให้เห็นเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ด้วยกันทั้งหมด คือให้เห็นว่า
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา” ดังนี้
ด้วยความมีสติอยู่เสมอๆ อย่าพลั้งเผลอหรือเพลิดเพลินลุ่มหลงไปตามนิมิตภายนอกที่แสดงภาพมา หรือนิมิตภายในที่ปรากฏผุดขึ้นเป็นอุบาย เป็นธรรมะก็ดี อย่าเพลิดเพลินไปตาม
แล้วให้มีสติน้อมเข้ามาพิจารณากาย ให้เห็นเป็นของไม่สวยไม่งาม ให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มิใช่ตน มิใช่ของตน มิใช่ของแห่งตน ด้วยความมีสติอยู่อย่างนั้นเมื่อพิจารณาพอสมควรก็ให้พักสงบ เมื่อสงบพอสมควรก็ให้พิจารณาด้วยความมีสติอยู่อย่างนี้ นี้เป็นโอวาทคําสอนของท่านพระอาจารย์มั่น โดยมากท่านแนะนําโดยวิธีนี้ แล้วข้าพเจ้าก็ตั้งอกตั้งใจทําความพากความเพียรไปตามคําแนะนําของท่าน”
ท่านพระอาจารย์มั่นชอบเทศน์ประวัติพระอัครสาวก
เมื่อท่านพระอาจารย์จวนจําพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นชอบเทศน์เรื่องพระอัครสาวกทั้งสอง โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์ใหญ่มั่น สมัยที่จําพรรษาอยู่กับท่าน ท่านเคยเทศน์เรื่องย่อๆ ท่านก็ยกประวัติพระอัครสาวกทั้ง ๒ คือ พระมหาสารีบุตร พระมหาโมคคัลลาน์ สมัยเมื่อยังเป็นปริพาชกยังไม่บวชต่างคนต่างแสวงหาโมกขธรรมถึงทางพ้นทุกข์ ไปศึกษากับอาจารย์ต่างๆ จนจบลัทธิอาจารย์นั้นๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นโมกขธรรม … ท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านชอบแสดงบ่อยๆ”
เนื้อเรื่องโดยย่อ อุปติสสะสารีบุตร กับ โกลิตะโมคคัลลาน์ เป็นสหายรักใคร่สนิทสนมกันมาก ต่างก็มุ่งแสวงหาโมกขธรรม ไปศึกษาในสํานักสัญชัยปริพาชก เรียนจนจบก็พบว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ก็เลยนัดแนะกันพากันไปดูละครในเมืองราชคฤห์ วันนั้นใจไม่รื่นเริงบันเทิง ไม่ยินดีต่อละคร ปลงธรรมสังเวชก็เลยพากันหนี ท่านทั้งสองคิดตรงกัน คิดว่าฝูงชนที่เล่นในฝูงชนที่มาดูนั้น ล้วนตกอยู่ในอํานาจแห่งความตายทั้งหมด พากันมัวเมา ไม่คิดหาทางที่หลีกจากความตาย เกิดความสลดสังเวชในชีวิตของตนและของบุคคลอื่น คิดตรงกัน ก็เลยสัญญากันทีนี้ แยกย้ายกันแสวงหาโมกขธรรม ถ้าใครได้พบได้เห็นแล้ว อย่าลืมกัน จงมาบอกกัน ต่างคนก็ต่างแยกกันไป
ในที่สุดอุปติสสะสารีบุตรได้พบพระอัสสชิ พระอัสสชิท่านถ่อมองค์และแสดงว่า “สิ่งทั้งปวงเกิดจากเหตุ เมื่อดับ ดับเพราะเหตุ พระสมณโคดมท่านแสดงอย่างนี้” พออุปติสสะสารีบุตรได้ยินดังนั้น ได้สําเร็จพระอริยบุคคลเป็นพระโสดาบันเต็มภูมิ ท่านก็เลยเรียนพระอัสสชิว่า “ขอนิมนต์พระคุณเจ้ากลับก่อน ข้าพเจ้าจะไปตามสหายก่อน เพราะได้นัดแนะกันไว้ เวลานี้พระสมณโคดมผู้เป็นศาสดาจารย์ของเรา ท่านประทับอยู่ที่ไหน ?” พระอัสสชิก็เลยตอบว่าพักอยู่ที่นั้นๆ อุปติสสะสารีบุตรก็ออกตามหาโกลิตะโมคคัลลาน์จนพบกัน
อุปติสสะสารีบุตรก็ได้แสดงแก่โกลิตะโมคคัลลาน์ว่า “สิ่งทั้งปวงเกิดจากเหตุ ดับเพราะเหตุพระสมณโคดมแสดงอย่างนี้” โกลิตะโมคคัลลาน์ได้ยินดังนั้น ได้สําเร็จพระโสดาบันเต็มภูมิ ท่านทั้งสองก็ได้ชักชวนกันไปพร้อมด้วยบริวาร ได้ฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้าแล้วบวชอุปสมบท ต่อมาท่านทั้งสองสําเร็จเป็นพระอรหันต์ และพระพุทธเจ้าทรงประทานตําแหน่งพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวาให้
ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์เรื่องการละตัณหาให้ฟัง
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ครั้งหนึ่ง ท่านอาจารย์มั่น ท่านเคยเทศน์เรื่องการละตัณหาให้ฟัง เป็นเรื่องในสมัยพระพุทธเจ้า มีพระภิกษุแก่องค์หนึ่งมาบวช ได้ฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้า แต่ไม่เข้าใจ ภิกษุองค์นั้นจึงทูลขอพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าเทศน์มาก เมื่อเวลาท่านเทศน์จบแล้ว ขอนิมนต์พระองค์เทศน์ให้ข้าพระองค์ฟังโดยย่อๆ อีกครั้ง เพราะข้าพระองค์เป็นคนแก่จําไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงว่า “ให้ท่านละเสียซึ่งตัณหา ละเสียซึ่งตัณหา อย่าไปหา ให้น้อมออกมา มันจึงจะออก ผู้หาน่ะคือตัวของเรา เพราะมันยังหลงอยู่ มันจึงหา ถ้าไม่หลง มันก็ไม่หา คือมันรู้ไม่ชัด” ภิกษุแก่นั้นได้ฟังอุบาย ก็นําไปน้อมพิจารณา ไปนั่งบําเพ็ญ จนสําเร็จอรหันต์
นี่แหละยิ่งหา ยิ่งหลง และท่านกลับคํา “ตัณหา” เป็น หา – ตัณ ตัณหานั้น… ยิ่งหาก็ยิ่งตันยิ่งหายิ่งตัน ยิ่งมืด”
ท่านพระอาจารย์มั่นแสดงฐีติจิตบ่อย
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พระพุทธเจ้าท่านไม่เอาเลย พอจิตของท่านรวมลง ถ้าพูดภาษาของเราก็เรียกว่า “ตทังควิมุตติ พ้นไปหมดแล้ว” ไม่ใช่สมุจเฉท สมุจเฉทขาดไปแล้ว เพราะจิตของท่านลงหมดแล้ว ไม่ใช่ลงถึงภวังค์นะ ภวังค์ขาดสติ ถ้าจิตลงถึงภวังค์ขาดสติ ไม่มีปัญญาไม่มีสติเป็นอย่างนั้นภวังค์ เพราะภวังค์เป็นภพของจิต อันนี้ถึงฐีติจิต เรียกว่า อัปปนาสมาธิ
อัปปนาสมาธิ ฐีติจิต ต้องมีสติมีปัญญาบริบูรณ์ รักษาพื้นฐานไว้ นี้แหละ พระองค์ก็ไม่รบกวนจิต ปล่อยให้จิตของท่านรวมอยู่นั้น ให้รู้ว่าจิตของเรามารวมอยู่นี้ มาพักเอากําลัง ไม่รบกวนจิต แต่มีสติรู้เต็มเปี่ยม จิตรู้ไม่เผลอ นี้ประวัติของท่านนะ
นี้ท่านอาจารย์ใหญ่มั่นท่านแสดงไว้บ่อยเลย หลักสูตรนี้แหละ ท่านว่ามันไม่ผิดแปลกไปจากหลักสูตรนี้ แล้วก็ไม่รบกวนจิต ไม่ถอนจิต จิตจะพักช้าก็ตาม เร็วก็ตามเรื่องของจิต แต่มีสติ นี้จิตพักพอสมควร จิตพลิกขณะ พลิกขณะจากการรวม จากฐีติจิต ตื่นขึ้นเหมือนกับเรานอนแล้วตื่นขึ้น พอจิตของท่านพลิกขณะ ท่านก็มีสติบริบูรณ์หมด นี้อิทธิบาทของท่านบริบูรณ์หมด
ฉันทิทธิบาท มีความพอใจด้วยความมีสติรู้จิตอยู่ตลอดทุกลมหายใจ ไม่พลั้งเผลอ มีวิริยิทธิบาท มีความเพียรด้วยความมีสติ รู้จิตรู้ใจกับลมหายใจ จิตติทธิบาท เอาใจฝักใฝ่ด้วยความมีสติรู้จิตอยู่กับลมหายใจทุกประโยค วิมังสิทธิบาท ท่านก็หมั่นค้นคว้าด้วยความมีสติรู้จิต จิตของท่านก็รวมใหญ่ ที่สําคัญ คือ จิตท่านปล่อยวางจากธาตุจากขันธ์ ครั้นจิตปล่อยวางจากธาตุจากขันธ์ เพราะท่านมีสติบริบูรณ์แล้ว นี้ประวัติของพระองค์
ทีนี้เมื่อจิตพลิกขณะขึ้นมาจากการรวม จิตที่รวมนั้นเป็นจิตที่ละเอียด ค้นไม่ได้ไม่เห็นอะไรจะไปวิปัสสนาไม่ได้ หมายความว่า ไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เห็นสัจธรรม มันเลยไปแล้วมันละเอียด ไม่มีเวทนาให้ค้นแล้ว ค้นก็ไม่เห็น เหมือนคนเราที่ว่าอยู่ดีสบายไม่มีเวทนาเกิดขึ้น เราก็ไม่เห็นทุกข์ ถ้าเราไม่หิว เราก็ไม่รู้จักรื้อค้น อย่างนั้นล่ะ”
ท่านพระอาจารย์มั่นให้พระท่องปาฏิโมกข์
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนมีกล่าวถึงหลวงปู่มั่นบ่อยอยู่ จําไม่ได้ล่ะนะ อันนี้นานมาก จําได้แต่ว่าท่านเคยจําพรรษาบ้านหนองผือ หลวงปู่มั่นท่านให้พระท่องปาฏิโมกข์เท่านั้นล่ะ เพราะว่าออกพรรษาอย่างนี่เนาะ ก็มีแต่ไปท่องไปหัดปาฏิโมกข์ ก็ ๑๕ คํ่ามาที มาฟังเทศน์ลงอุโบสถ ท่านจะมาสวด ๑๕ วันมาสวดครั้งหนึ่ง หลวงปู่มั่นเทศน์แล้วก็ไปปฏิบัติ ท่านก็พูดอย่างนั่น
ปาฏิโมกข์ หลวงปู่จวนท่านเรียนได้ ๗ วันนะ ท่านได้เลย ๗ วัน เดือนหนึ่งท่านก็ทวนได้หมด ท่านสวดได้แต่พรรษาแรก ความจํานี่ หลวงปู่จวนนี่ท่านจําแม่นกว่าทุกๆ องค์ จําตามท่านพูด ตามครูอาจารย์ท่านพูดเหมือนกัน ขณะที่ท่านจําพรรษาบ้านหนองผือ ๑ พรรษา ตอนลงอุโบสถ ท่านได้สวดปาฏิโมกข์”
ท่านคิดทดสอบครู
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ท่านเป็นพระมหาเถระที่วงการพระธุดงคกรรมฐานด้วยกันให้การยอมรับว่า ท่านทรงภูมิจิตภูมิธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ประเภทปฏิสัมภิทาญาณ และทรงอภิญญา ๖ มีปรจิตตวิชารู้วาระจิตรวดเร็วมาก
เมื่อพระศิษย์เข้าไปกราบไปพบท่านพระอาจารย์มั่นครั้งแรก พระศิษย์บางองค์ก็เชื่อมั่นว่าท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพระอรหันต์ แต่ก็มีบางองค์ไม่เชื่อและนึกประมาทในใจก็มี เรื่องนี้พระศิษย์ผู้เคยได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นได้เล่าความในใจสืบทอดต่อๆ กันมา พอเป็นอุบายให้มีการสํารวมกาย วาจา ใจ ในขณะเข้าพบครูบาอาจารย์ ดังเช่นกรณี หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญวัดประสิทธิธรรม บ้านดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
“… ขณะที่หลวงปู่พรหมมองเห็นหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก ท่านก็นึกประมาทอยู่ในใจว่า “พระ องค์เล็กๆ อย่างนี้นะหรือ ที่ผู้คนเขารํ่าลือว่าเก่งนัก ดูแล้วไม่น่าจะเก่งกาจอะไรเลย” ท่านเพียงแต่นึกอยู่ในใจของท่านเท่านั้น ครั้นพอสบโอกาส หลวงปู่พรหมก็เข้านมัสการ คําแรกที่หลวงปู่มั่นท่านกล่าวขึ้น หลวงปู่พรหมถึงกับสะดุ้ง เพราะว่าหลวงปู่มั่นท่านได้กล่าวทํานองที่ว่า “การด่วนวินิจฉัยความสามารถของคนโดยมองดูแต่เพียงร่างกายเท่านั้นไม่ได้ จะเป็นการตั้งสติอยู่ในความประมาท”
คําพูดของหลวงปู่มั่นนี้เองทําความอัศจรรย์ให้เกิดขึ้น บังเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะต้องให้ความเคารพนับถือ นี้เพียงแต่นึกคิดในใจอยู่เท่านั้น หลวงปู่มั่นก็สามารถทายใจได้ถูกเสียแล้ว หลวงปู่พรหมก็ได้ถวายตัวเป็นศิษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา”
กรณีของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้อยู่จําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านยังเป็นพระผู้น้อยและยังเป็นพระปุถุชน ท่านจึงคิดอุบายทดสอบท่านพระอาจารย์มั่นด้วยความเคารพครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่ ? ท่านรู้วาระจิตจริงหรือไม่ ?” จนท่านยอมสยบในภูมิจิตภูมิธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างศิโรราบ ดังเรื่องที่ครูบาอาจารย์เล่าสืบต่อกันมา ดังนี้
“เมื่อท่านพระอาจารย์จวนไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือใหม่ๆ ท่านก็คิดทดสอบครูบาอาจารย์ของท่านว่า ที่เขารํ่าลือกันว่า “ท่านอาจารย์ของเราเป็นพระอรหันต์” เป็นจริงหรือไม่ เราก็ไม่อาจทราบได้ ถ้าเป็นพระอรหันต์จริง คืนนี้ขอให้มีปาฏิหาริย์ปรากฏให้เห็นด้วย ในคืนวันนั้นเอง พอท่านนั่งสมาธิภาวนา ก็ปรากฏนิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่นเดินจงกรมอยู่บนอากาศและแสดงปาฏิหาริย์เหาะขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา และเวลานอนหลับก็ยังฝันเห็นท่านเดินจงกรมอยู่บนอากาศเช่นเดียวกัน ท่านจึงยอมเชื่อ พร้อมยกมือไหว้ท่าน
เมื่อท่านพระอาจารย์จวนอยู่ในสํานัก ก็ได้ยินพระศิษย์ด้วยกันเล่าว่า ท่านพระอาจารย์มั่นรู้วาระจิต ศิษย์จะนึกคิดอะไรที่ไม่ถูกต้อง ท่านจะเทศน์ตักเตือนทันที ท่านพระอาจารย์จวนก็อยากคิดทดสอบอีก คืนวันหนึ่งท่านก็เกิดคิดขึ้นมาอีกว่า “เอ ! ที่เขาว่า ท่านพระอาจารย์มั่นรู้วาระจิตของลูกศิษย์ทุกคน จริงไหมหนอ ? เราน่าจะทดสอบดู ถ้าท่านพระอาจารย์มั่นรู้วาระจิตของเราจริง ขอให้ท่านพระอาจารย์มั่นมาหาเราที่กุฏิคืนวันนี้เถอะ” พอคิดได้สักพักเดียว ท่านก็ได้ยินเสียงไม้เท้าเดินเคาะใกล้เข้ามาๆ และไม้เท้าก็กระแทกเปรี้ยงเข้าที่ฝากุฏิของท่าน พร้อมกับเสียงของท่านพระอาจารย์มั่นตวาดดังลั่นว่า “ท่านจวน ทําไมจึงไปคิดเช่นนั้น นั่นมันไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ รําคาญเรานี่”
คืนวันนั้น แม้ท่านจะตัวสั่น กลัวท่านพระอาจารย์มั่น แต่ท่านก็ยังคิดทดสอบอีก คืนหลังก็เกิดความคิดขึ้นมาอีกว่า
“ถ้าท่านพระอาจารย์มั่นเป็นผู้รู้วาระจิตของเรา เราบิณฑบาตได้อาหารมา ขอให้ท่านรอเราทุกวันๆ ขออย่าเพิ่งฉันจนกว่าเราจะหย่อนบาตรท่านก่อน”
ตามธรรมดาพระศิษย์บิณฑบาตกลับมาก็จะเลือกอาหารที่ดีหย่อนใส่บาตรอาจารย์ เช้าวันนั้นท่านพระอาจารย์จวนก็พยายามประวิงเวลา กว่าจะนําอาหารไปใส่บาตรท่าน ก็ออกจะล่าช้ากว่าเคย รอจนหมู่เพื่อนใส่บาตรกันหมดแล้ว ท่านจึงหย่อนบาตร ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเริ่มฉัน เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน เพราะท่านพระอาจารย์มั่นท่านทราบวาระจิตของศิษย์ที่คิดทดสอบท่านนั่นเอง ท่านก็มักจะมีเหตุให้ช้าไปด้วย ท่านพระอาจารย์จวนก็ชักจะได้ใจ มักอ้อยอิ่งอยู่ทุกวัน จนเช้าวันหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่นเห็นว่าศิษย์ทดสอบมากไปแล้ว ท่านจึงออกปากอย่างรู้วาระจิตของศิษย์ที่คิดทดสอบว่า “ท่านจวน อย่าทําเช่นนั้นอีก ผมรําคาญ ให้ผมรอทุกวันๆ ทีนี้ผมไม่รอแล้วนะ”
ครูบาอาจารย์ท่านได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ว่า “ท่านพระอาจารย์จวน ท่านเป็นพระดีมีคุณธรรมและมีปัญญามาก ท่านจึงมีอุบายทดสอบหลวงปู่มั่น การกระทําของท่านนั้นไม่ได้เป็นการลองดีหรือคิดเหยียบยํ่าหลวงปู่มั่นแต่ประการใด แต่ท่านทําไปด้วยความเคารพบูชา ด้วยหวังให้หลวงปู่มั่นเมตตาอบรมสั่งสอน คล้ายกับกรณีท่านพระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล พระศิษย์อาวุโสอีกองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น เมื่อพระในสํานักใคร่อยากฟังธรรมหลวงปู่มั่น ท่านจึงได้อาสาหมู่คณะ โดยท่านมีอุบายฟังธรรมอย่างแปลกๆ อย่างชนิดไม่มีใครกล้าทํา เช่น ท่านไปแสดงกิริยาเตะต่อยชกลมอยู่ใต้กุฏิหลวงปู่มั่น พอให้หลวงปู่มั่นได้ยินเสียง และคืนนั้นพระก็ได้ฟังธรรมจากหลวงปู่มั่น เป็นต้น”
ท่านภาวนาเกิดธรรมผุดเป็นบาลี
พ่อแม่ครูอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น แต่ละองค์มีอํานาจวาสนาบารมีแตกต่างกันไปในการบําเพ็ญเพียรภาวนา บางองค์ที่มีอํานาจวาสนาบารมี ขณะภาวนาจิตสงบ ธรรมจะผุดขึ้นมาบางองค์ก็เป็นภาษาบาลี บางองค์ก็เป็นภาษาไทย กรณีธรรมผุดเป็นบาลี เป็นผู้ที่มีบารมีสูงมากและมีฤทธิ์มาก เช่น กรณีของท่านพระอาจารย์มั่น สําหรับท่านพระอาจารย์จวนนั้น ท่านมีธรรมผุดเป็นบาลีเหมือนกัน โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“ในพรรษาที่อยู่ร่วมท่านนั่นแหละ วันหนึ่งข้าพเจ้าตั้งใจภาวนาทําความพากความเพียร ตั้งแต่ปฐมยาม คือ ยามคํ่า เมื่อเสร็จกิจวัตร ทําวัตรไหว้พระเสร็จแล้วเข้าที่อธิษฐานนั่งในกลดในมุ้งในกุฏิจะไม่นอนคืนนั้น พอนั่งไปก็นึกคําบริกรรมอยู่ จิตค่อยสงบลง สงบลง ก็เลยเกิดนิมิตขึ้นมาปรากฏในใจที่ขณะนั่งอยู่นั้น เกิดบาลีผุดขึ้นว่า “ปททฺทา ปททฺโท” ดังนี้ ข้าพเจ้ากําหนดจิตแปลถึง ๓ ครั้ง จึงได้ความขึ้นว่า “อย่าท้อถอยไปทางอื่น” ดังนี้
ต่อแต่นั้นก็เกิดปรากฏว่ากายของตนไหวไปเลย จากนั้นจิตก็รวมลงสู่ภวังค์ ลงถึงจิตเดิมทีเดียว ซึ่งข้าพเจ้าเองในขณะนั้น ก็ไม่รู้ว่าภวังคจิตและจิตเดิมเป็นอย่างไร เมื่อจิตรวมลงใสบริสุทธิ์หมดจดหาสิ่งที่เปรียบได้ยาก และแสนที่จะสบายมากที่สุด เพราะจิตชนิดนั้น เป็นจิตที่ปราศจากอารมณ์อยู่เฉพาะจิตล้วนๆ ไม่มีอะไรเจือปน รวมอยู่อย่างนั้นตลอดคืนยังรุ่ง พอดีแจ้งสว่าง จิตก็เลยถอนแล้วก็ได้รับความเบิกบานกายและใจ มีความปีติเหมือนกับตนลอยอยู่บนอากาศ เดินไปเดินมาเบากายเบาใจที่สุด
ในระยะที่จิตรวมลงนั้นซึ่งไปพักอยู่เฉพาะจิต ไม่มีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเจือปน เป็นจิตที่ใสบริสุทธิ์หมดจด วางเวทนา ความเจ็บปวดรวดร้าวไม่มีเลย ไม่ปรากฏแก่จิตเลย คือจิตมันแยกออกจากธาตุ ไม่เจือปนอยู่กับธาตุ อยู่เฉพาะจิตล้วนๆ จึงไม่มีเวทนา ตลอดคืนยังรุ่ง เมื่อสว่าง จิตพอดีถอน ก็ได้เวลาจะลงทําข้อวัตร กิจวัตรในเวลาเช้า จัดเสนาสนะเพื่อจะต้อนรับในการไปบิณฑบาต
ในตอนเช้า ในระยะจิตถอน เมื่อถึงวันใหม่แล้วรู้สึกว่าเบากายเบาใจ ปลอดโปร่งโล่งสบายเดินไปมาเหมือนกับเราเดินอยู่บนอากาศ เบากาย เบาใจดี เย็นกายเย็นใจ เป็นอยู่อย่างนั้นหลายวัน
วันใหม่เวลาพลบคํ่า พระเณรทั้งหลายก็ทยอยกันขึ้นไปรับโอวาทของท่านพระอาจารย์มั่น ข้าพเจ้าได้โอกาสก็เลยกราบทูลถวายท่านให้ทราบว่า “เมื่อคืนนี้จิตมันเป็นอย่างนั้น” เล่าเรื่องที่เป็นมาให้ท่านฟัง ท่านพระอาจารย์มั่นก็เลยทดสอบ ท่านนั่งกําหนดพิจารณาพักหนึ่งพอสมควร คือท่านตรวจดูจะเป็นจริงหรือไม่ พอท่านตรวจดูพักหนึ่งเลยเปล่งอุทานขึ้นว่า
“อ้อ ! จิตท่านจวนนี้ลงทีเดียวถึงฐีติจิต คือ จิตเดิม”
ท่านชมเชยว่า “ดีนัก ถ้ารวมอย่างนี้จะได้กําลังใหญ่ แต่ถ้าว่าสติตัวนี้อ่อน กําลังก็ไม่มี” ก็เลยกราบเรียนท่านว่า “ก่อนจิตที่รวมได้ปรากฏคาถา คือ อักขระขึ้นว่า ปททฺทา ปททฺโท ขอนิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์แปลให้ฟัง”
ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเลยบอกว่า “แปลไม่ได้หรอก เพราะสมบัติของใครของเรา คนอื่นแปลให้ไม่ได้ ต้องแปลเอาเอง” ท่านว่าอย่างนั้น
เรื่องนี้ความจริงแล้วเป็นอุบายของท่านต่างหาก คือท่านให้แปลให้ได้เอง นับว่าท่านพระอาจารย์มั่นนี้ใช้อุบายคมคายหลักแหลมมากที่สุด
ท่านก็เลยย้อนมาพูดเรื่องจิตรวม จิตก่อนที่จะรวม บางคนก็ปรากฏว่ากายของตนนี้หวั่นไหว สะทกสะท้านไป บางคนก่อนจิตจะรวมแสดงภาพนิมิตต่างๆ ให้ปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นภาพภายนอก หรือแสดงอุบายภายในให้ปรากฏขึ้น ดังนี้ก็มี แล้วแต่จริตนิสัยของบุคคล
แต่ถ้าผู้ไม่มีสติย่อมเพลิดเพลินลุ่มหลงไปตามนิมิตภาพนั้นๆ จิตก็ไม่รวม ก็เลยถอนเลย ไม่ได้รับประโยชน์ ไม่มีกําลัง แต่ถ้าผู้มีสติดีจะมีนิมิตภาพภายนอก หรือธรรมะผุดขึ้นภายใน ก็ให้น้อมเข้ามา เป็นอุบายของวิปัสสนากรรมฐาน จิตก็จะรวมลงถึงฐีติจิต เมื่อจิตรวมลงก็ให้มีสติรู้ว่าจิตของเรารวม และให้รู้อีกว่า จิตของเราที่รวมลงอิงอามิส คือ กรรมฐานหรือไม่ หรืออยู่เฉพาะจิตล้วนๆ ก็ให้รู้อย่าบังคับจิตให้รวม และจิตรวมแล้วอย่าบังคับจิตถอนขึ้น ปล่อยให้จิตรวมเอง ปล่อยให้จิตถอนเอง
และเมื่อจิตถอน บางคนชอบมีนิมิตแทรกขึ้น ทั้งนิมิตภายนอกและนิมิตภายใน ก็ให้มีสติรู้ว่านั่นเป็นเรื่องของนิมิต หรือเป็นเรื่องของอุบาย อย่าไปตามนิมิตและอุบายนั้นๆ ให้น้อมเข้ามาเป็นวิปัสสนากรรมฐาน ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แล้วก็ให้พิจารณากําหนดกรรมฐานที่ตนเคยกําหนดนั้นๆ อย่าละเลย อย่าละทิ้ง ด้วยความมีสติอยู่ ทุกระยะที่จิตรวมและจิตถอน ถ้าหัดให้ได้อย่างนี้ ต่อไปจะเป็นสันทิฏฐิโก คือ เป็นผู้รู้เองเห็นเอง แจ้งชัดขึ้น จะตัดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่ลังเลในพระรัตนตรัยต่อไป
นี้เป็นโอวาทคําแนะนําของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร”
ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวชมท่านพระอาจารย์จวน
เมื่อท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้รับโอวาทของท่านพระอาจารย์มั่นอย่างนั้น ก็เกิดกําลังใจมากยิ่งขึ้น ในระยะที่อยู่ร่วมกับท่าน ได้รับความเมตตาอบอุ่น ได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างใกล้ชิดจากท่าน ได้เห็นท่านยิ่งเกิดความเคารพเลื่อมใสในปฏิปทา และได้เห็นพระศิษย์ของท่าน ต่างก็มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมกันอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อความหลุดพ้น ท่านพระอาจารย์จวนก็ยิ่งเกิดความตั้งใจทําความพากเพียรอย่างเด็ดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น รู้สึกเหมือนกับว่า นิพพานสมบัติอยู่ชั่วเอื้อม ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นครูผู้เลิศเลอประเสริฐสุด เป็นครูผู้ชี้อริยทรัพย์อันประเสริฐให้ ส่วนการจะได้นิพพานสมบัติมาครองหรือไม่นั้น อยู่ที่ความเพียร ความตั้งใจเอาจริงเอาจังของเราเท่านั้น
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต แห่งวัดบรรพตคีรี หรือ ภูจ้อก้อ พระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้เมตตาเล่าเรื่องยุคหนองผือ สมัยท่านพระอาจารย์มั่น ไว้ดังนี้
“สํานักหลวงปู่มั่น ยุควัดป่าบ้านหนองผือ คําสั่งและคําสอนขององค์ท่านมีหลายๆ อุบาย และหลายๆ นัย จะเป็นอุบายใดๆ และนัยใดๆ ก็ตาม เพื่อให้ผู้เห็น ผู้ฟัง ผู้รู้ พิจารณาหลุดพ้นในสงสารโดยด่วนทั้งนั้น เพราะไม่ใช่บวชเล่น ไม่ใช่ปฏิบัติเล่น เพื่อลวงตน เพื่อลวงโลก เพื่ออามิสใดๆ ทั้งสิ้นองค์ท่านเทศน์หํ้าหั่นและเขย่าลูกศิษย์อยู่บ่อยๆ”
ท่านพระอาจารย์ชา สุภทฺโท แห่งวัดหนองป่าพง ได้เมตตาเล่าถึงบรรยากาศในช่วงที่ท่านมาศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่านพระอาจารย์มั่น ณ วัดป่าบ้านหนองผือ ไว้ดังนี้
“…ที่ผมได้ความรู้ความฉลาด จนได้มาแบ่งปันพวกท่านทั้งหลายนั้น ก็เพราะผมได้ไปกราบครูบาอาจารย์มั่น ไปพบท่าน แล้วก็เห็นสภาพวัดวาอารามของท่าน ถึงจะไม่สวยงาม แต่ก็สะอาดมาก พระเณรตั้งห้าสิบหกสิบ เงียบ ! ขนาดจะถากแก่นขนุน (แก่นขนุนใช้ต้มเคี่ยว สําหรับย้อมและซักจีวร) ก็ยังแบกเอาไปฟันอยู่โน้น… ไกลๆ โน้น เพราะกลัวว่าจะก่อกวนความสงบของหมู่เพื่อน…
พอตักนํ้าทํากิจอะไรเสร็จ ก็เข้าทางจงกรมของใครของมัน ไม่ได้ยินเสียงอะไร นอกจากเสียงเท้าที่เดินเท่านั้นแหละ บางวันประมาณหนึ่งทุ่ม เราก็เข้าไปกราบท่านเพื่อฟังธรรม ได้เวลาพอสมควรประมาณสี่ทุ่มหรือห้าทุ่มก็กลับกุฏิ เอาธรรมะที่ได้ฟังไปวิจัย ไปพิจารณา
เมื่อได้ฟังเทศน์ท่าน มันอิ่ม เดินจงกรมทําสมาธินี่ มันไม่เหน็ดไม่เหนื่อย มันมีกําลังมากออกจากที่ประชุมกันแล้วก็เงียบ ! บางครั้งอยู่ใกล้ๆ กัน เพื่อนเขาเดินจงกรมอยู่ตลอดคืนตลอดวันจนได้ย่องไปดูว่าใคร ท่านผู้นั้นเป็นใคร ? ทําไมถึงเดินไม่หยุดไม่พัก นั่น เพราะจิตใจมันมีกําลัง…”
ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็มที่ท่านพระอาจารย์จวนอยู่ศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ตั้งแต่หลังออกพรรษา ๕ วันของปีหนึ่ง ไปบรรจบหลังออกพรรษาของอีกปีหนึ่ง ท่านก็เร่งทําความเพียรอย่างเต็มสติปัญญากําลังของตน เข้าใจว่าท่านพระอาจารย์มั่นก็คงจะเฝ้าดูการปฏิบัติและจิตของท่านอยู่เหมือนกัน ท่านพระอาจารย์มั่นได้กําหนดจิตดูท่านแล้วได้ความเป็นธรรมว่า
“กาเยนะ วาจายะ วะเจตะ วิสุทธิยา”
ท่านจวนเป็นผู้มีกายและจิตสมควรแก่… “วิสุทธิยา”
ต่อมาภายหลังท่านพระอาจารย์จวน ท่านได้เมตตาเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวชมท่านเป็นคําบาลีและแปลความหมายให้ฟังด้วย
โดยที่ท่านพระอาจารย์จวน ท่านเป็นผู้ที่มีปรกติอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่แล้ว จึงแปลให้ศิษย์ฟัง โดยคําว่า “วิสุทธิยา” ท่านแปลอย่างถ่อมองค์ โดยลดความหมายลง ดังนี้
ท่านจวนเป็นผู้มีกายและจิตสมควรแก่ข้อปฏิบัติธรรม
ทั้งๆ ที่คําว่า “วิสุทธิยา” มีความหมายที่แท้จริงลึกซึ้งสูงส่งยิ่งกว่านั้นมากมาย คือหมายถึง ความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสนั่นเอง
นิมิตขณะจําพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“และขอย้อนกล่าวอีกเพื่อให้ประวัตินี้บริบูรณ์ตามจริง ในขณะที่ข้าพเจ้าจําพรรษาอยู่ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ในกลางพรรษานั้นได้นิมิตปรากฏขึ้นว่า ข้าพเจ้ามีตะเกียงโคมรั้วใบหนึ่งแล้วขีดไม้ขีดไฟจุดตะเกียงโคมรั้ว ต่อหน้าท่านพระอาจารย์มั่นไม่ติด ข้าพเจ้าจุดไฟเท่าไรๆ ก็ไม่ติดไฟไม่ติด ท่านพระอาจารย์มั่นก็เลยเอาตะเกียงของข้าพเจ้าจุดให้ ท่านขีดไม้ขีดไฟจุดให้ลูกเดียวก็ติด แล้วก็หมุนขึ้นแสงสว่างพอประมาณ ท่านว่า “เอาล่ะ ขนาดนี้พอประมาณ” ท่านก็ยื่นให้ข้าพเจ้า นี้นิมิตอันหนึ่ง ในขณะที่อยู่ร่วมจําพรรษากับท่าน
และอีกนิมิตหนึ่งขณะที่ร่วมอยู่จําพรรษากับท่านนั้น ปรากฏว่าท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ท่านอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ปรากฏในนิมิตนั่น หนังสือนั่นในปก ปกหลังหนังสือลายวิจิตรพิสดาร แล้วก็มีสลักตัวอักษรว่า “หนังสือสงเคราะห์ต่างๆ” หนาประมาณ ๓ นิ้ว ในหนังสือนั้นท่านอ่านอยู่ ในขณะที่ท่านอ่านหนังสืออยู่นั้นปรากฏว่า พระลูกศิษย์ทั้งหลายนั่งล้อมท่านอยู่หลายองค์ ข้าพเจ้านึกในใจว่า “หนังสือที่ท่านอ่านนี้ ท่านจะให้องค์ไหนหนอ ?”
พอท่านอ่านจบแล้ว ท่านก็ยื่นหนังสือให้ข้าพเจ้า แล้วก็ท่านบอกว่า “เอ้า ! หนังสือนี่ท่านจวนเอา เพราะท่านจวนดูแล้วเข้าใจดี ผมดูไม่เข้าใจดีเท่าไร แต่ท่านดูแล้วเข้าใจดี” ท่านก็เลยมอบให้ข้าพเจ้า ในหนังสือเล่มนั้น นี่นิมิตภาพในขณะที่อยู่ร่วมจําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น จะเป็นเพราะเหตุอะไรไม่ทราบ ข้าพเจ้าไม่ได้พิจารณาในนิมิตเรื่องนี้”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านพระอาจารย์มั่นแนะให้ไปอยู่ถํ้ายาง
การเข้าพรรษา เป็นพุทธบัญญัติ ซึ่งพระภิกษุทุกรูปจะต้องปฏิบัติตาม หมายถึง การอธิษฐานอยู่ประจําที่ไม่เที่ยวจาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เว้นแต่มีกิจจําเป็นจริงๆ ช่วงจําพรรษาจะอยู่ในช่วงฤดูฝนคือแรม ๑ คํ่า เดือน ๘ ถึง ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑ ของทุกปี ดังนั้น วันเข้าพรรษา หมายถึง วันที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาอธิษฐานอยู่ประจําในวัด หรือเสนาสนะที่คุ้มแดดคุ้มฝนได้แห่งหนึ่ง ไม่ไปค้างแรมในที่อื่น ตลอด ๓ เดือนในฤดูฝน
ในสมัยก่อนตามป่าตามเขาผืนป่ายังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และสัตว์ป่าก็ยังชุกชุม ตามปกติของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านอยู่จําพรรษาครบ ๓ เดือนตามพุทธบัญญัติแล้ว เมื่อออกพรรษาในหน้าแล้ง ส่วนใหญ่ท่านจะกราบนมัสการลาพ่อแม่ครูอาจารย์เพื่อออกธุดงค์เที่ยววิเวกไปตามป่าตามเขา กรณีของท่านพระอาจารย์จวนก็เช่นกัน โดยท่านพระอาจารย์จวนกุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษาแล้ว เสร็จกิจทุกสิ่งทุกอย่าง ลํ่าลาท่านออกวิเวก ท่านก็เลยแนะให้ไปอยู่ถํ้ายาง บ้านลาดกะเฌอ จังหวัดสกลนคร สายกาฬสินธุ์แต่ก่อนไม่มีทางรถ เพราะถํ้านั้นเป็นถํ้าที่เยือกเย็น ห่างจากบ้าน ๒ กิโลฯ สมัยนั้นบ้านลาดกะเฌอยังเป็นบ้านที่เล็กๆ ๑๐ กว่าหลังคาเรือนเป็นพวกชาวป่าชาวเขา ข้าพเจ้าก็มุ่งหน้าไปสู่ถํ้านั้น
เมื่อไปถึงถํ้านั้น ถํ้านั้นเย็นนัก เป็นถํ้าที่เย็น ผินปากถํ้าไปทางทิศตะวันตก ทําความพากความเพียรอยู่นั้น ๗ วัน ไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน อาหารที่ฉันลงไปกลางคืนถ่ายออกหมด เพราะเป็นอากาศที่เย็น ทําความพากความเพียรอยู่ถํ้านั้น ๗ วัน จิตมันจะรวมเกิดนิมิตภาพต่างๆ ขึ้น บางครั้งเดินจงกรมอยู่ จิตมันจะรวมก็ได้ยืนกําหนดจิต เมื่อจิตถอนจากการรวมแล้ว จึงเดินต่อไป
ส่วนนิมิตภาพภายนอกและภายในที่ปรากฏขึ้นในถํ้านั้นก็มีอยู่ เมื่อกําหนดพิจารณาดูจิตของตนแล้ว จึงรู้ว่านิมิตภาพต่างๆ ย่อมเกิดจากพลังของจิตที่แส่ส่ายไป แม้เมื่อออกจากถํ้านั้นมาพักอยู่วัดร้างวัดหนึ่ง ก็เกิดนิมิตภาพเห็นคนเปลือยกายนั่งอยู่ใต้ถุนกุฏิ ในขณะที่ข้าพเจ้าหลับตานั่งภาวนาอยู่ ปรากฏเปลือยกายเป็นผู้หญิง ครั้งแรกข้าพเจ้านึกว่าเป็นเปรตเลยสวดมนต์อุทิศบุญกุศลให้ ภาพนั้นก็ยังไม่หาย ยังปรากฏอยู่ เมื่อกําหนดจิตว่าอาจจะเกิดขึ้นจากพลังของจิต เลยมาพิจารณากําหนดที่จิตของตน ภาพนั้นก็เลยหายไป
จึงรู้และเข้าใจได้บ้างว่าภาพต่างๆ ที่แสดงทั้งภาพภายนอกและภาพภายใน คือเป็นนิมิตให้ปรากฏเห็น ในขณะที่นั่งหลับตาภาวนานั้น แต่ล้วนแล้วเป็นเรื่องของจิต เรื่องของจิตที่แสดงรัศมีหรือพลังออกไปหลอกลวงต่างๆ เท่านั้น เมื่อผู้ไม่มีสติปัญญาแล้วอาจจะลุ่มหลงไปตามภาพนิมิตนั้นๆเป็นเหตุให้พลั้งเผลอ และที่สุดก็สําคัญตนว่าตนได้ญาณความรู้อย่างนั้นอย่างนี้ มีหูทิพย์ตาทิพย์เกิดขึ้นเกิดเป็นทิฏฐิวิปลาสไปก็ได้ อาจจะเป็นเหตุให้ธรรมแตกไปก็ได้”
ธุดงค์ไปพบศิษย์อาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น
การเดินธุดงค์ของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านผ่านไปในสถานที่ใดก็ตาม หากมีวัดป่ากรรมฐานที่พระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นอยู่จําพรรษา ท่านก็จะแวะเข้าไปกราบนมัสการคารวะ เพื่อไปพัก ไปฟังธรรมและสนทนาธรรมกัน ท่านสนิทสนมรู้จักมักคุ้นกัน ประดุจเป็นญาติพี่น้องครอบครัวเดียวกันจริงๆ หรือที่เรียกกันว่า “ครอบครัวกรรมฐาน”
ท่านพระอาจารย์จวน เมื่อครั้งท่านเป็นพระหนุ่มพรรษาน้อยออกเดินธุดงค์ก็เช่นกัน ท่านได้พบพระศิษย์รุ่นอาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“นี้ในระยะนั้น ต่อแต่นั้นข้าพเจ้าก็เดินธุดงค์ไปตามแถวภูพาน จังหวัดสกลนคร ไปพบกับท่านพระอาจารย์มหาทองสุก ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธาวาสในสมัยนั้น และได้ไปฟังธรรมท่านอาจารย์กงมา ซึ่งกําลังอยู่ที่บ้านห้วยหีบ พักอยู่กับท่านอาจารย์มหาทองสุกและท่านพระอาจารย์กงมา ฟังเทศน์ฟังธรรมท่านพอประมาณแล้วก็รํ่าลาเลิกกัน ข้าพเจ้าก็เที่ยวไปตามแถวภูพาน เที่ยวลงไปทางเมืองอุบลราชธานี แล้วจะไปเที่ยวภาคเหนือ คือจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางไปสู่เมืองอุบลฯ อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลฯ ซึ่งเป็นสถานีรถไฟ จุดที่จะไปขึ้นรถไฟ ที่หัวสถานี อําเภอวารินชําราบ เผอิญได้ไปพบกับท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร ท่านพักอยู่ที่วัดป่าวารินฯ เลยเข้าไปนมัสการสนทนาธรรมะกับท่านพอสมควรในคืนวันนั้น แล้วรุ่งเช้าก็ขึ้นรถไฟสายอุบลฯ ไปเชียงใหม่”
พรรษา ๕ – ๖ พ.ศ. ๒๔๙๐ – ๒๔๙๑ จําพรรษาที่เชียงใหม่
พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ส่วนใหญ่ท่านนิยมขึ้นไปทางภาคเหนือ เพื่อออกเที่ยวธุดงค์วิเวกตามเส้นทางรอยธรรมของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร เพราะทางภาคเหนือเป็นสถานที่สัปปายะมาก มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าเป็นเขา มีถํ้าเงื้อมผา อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมอย่างหนาทึบ อากาศจึงค่อนข้างเย็นสบาย
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่งที่ได้ขึ้นทางภาคเหนือ ไปจําพรรษาที่เชียงใหม่ ๒ พรรษา โดยท่านได้เข้าพักที่วัดเจดีย์หลวง อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นได้ออกเดินธุดงค์วิเวกในแถบจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําพูน จังหวัดเชียงราย สู่อําเภอแม่สาย และเข้าไปเขตประเทศพม่า โดยท่านไปพักที่จังหวัดเชียงตุง
ในขณะที่ท่านพระอาจารย์จวนพักอยู่ในโบสถ์วัดเจดีย์หลวง ท่านได้นิมิตภาพพระมหาเถระมาตักเตือนท่าน โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ เข้าไปพักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง พักผ่อนวิเวกอยู่แถวนั้น อยู่ในวัดเจดีย์หลวงประมาณ ๓ เดือน ในขณะที่อยู่วัดเจดีย์หลวงนั้น ข้าพเจ้าอยู่ในโบสถ์วัดเจดีย์หลวงนั่งภาวนาอยู่ เลยเกิดนิมิตภาพขึ้น ขณะที่นั่งภาวนาปรากฏพระมหาเถระรูปหนึ่ง ท่านมาให้โอวาทตักเตือนว่า
“ท่านจวน ถ้าท่านจะเป็นผู้ใหญ่เขานั้น ท่านอย่าวางแผ่นดิน เพราะความประพฤติของท่านยังไม่สมํ่าเสมอ”
ดังนี้ แล้วท่านก็หายไป ข้าพเจ้ามากําหนดพิจารณาดูนิมิตนั้น คําว่า “แผ่นดิน” หมายถึงว่าให้มีใจหนักแน่นเหมือนแผ่นดินนั่นเอง เมื่อถูกกระทบกระแทกจากอารมณ์ต่างๆ ก็อย่าทําใจให้วอกแวก ให้มีสติกําหนด ให้ใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไม่หวั่นไหวพลุ่งพล่าน เหมือนแผ่นดิน
ตอนนี้ข้าพเจ้าได้เขียนจดหมายกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่นที่สกลนคร วัดป่าบ้านหนองผือ อําเภอพรรณานิคม โดยด่วนว่า ขอกราบเรียนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เคารพอย่างสูง เกล้ากระผมนั่งภาวนาเกิดภาพนิมิต ปรากฏพระมหาเถระมาพูดว่า “ท่านจวน ถ้าท่านจะเป็นผู้ใหญ่เขานั้นท่านอย่าวางแผ่นดิน เพราะความประพฤติของท่านยังไม่สมํ่าเสมอ” ดังนี้ กระผมเป็นผู้มีสติและปัญญาน้อยไม่สามารถรู้ว่าอะไรเป็นแผ่นดิน ขอนิมนต์พ่อแม่ครูบาอาจารย์โปรดประทานให้โอวาทตักเตือนด้วย
ท่านก็เลยตอบจดหมายว่า “ถึงท่านจวนที่อาลัยยิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้แนะนําให้ท่านนั้น ขอให้ท่านจงตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติดําเนินไปตามคําที่ผมแนะนํา อย่าประมาท เพื่อเป็นเกียรติยศแก่พระพุทธศาสนาต่อไป” นี่ในจดหมายของท่านตอบ”
อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่
ตามบาลีว่า ภัยสําหรับกุลบุตรผู้บวชในธรรมวินัยนี้ อันเป็นเหตุให้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ไม่ยั่งยืน ต้องลาสิกขาไป หรือ อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่มี ๔ ประการ ดังนี้
๑. อูมิภัย (ภัยคลื่น คือ อดทนต่อคําสั่งสอนไม่ได้ เกิดความขึ้งเคียดคับใจ เบื่อหน่ายคําตักเตือนพรํ่าสอน)
๒. กุมภีลภัย (ภัยจระเข้ คือ เห็นแก่ปากแก่ท้อง ถูกจํากัดด้วยระเบียบวินัยเกี่ยวกับการบริโภค ทนไม่ได้)
๓. อาวฏภัย (ภัยนํ้าวน คือ ห่วงพะวงใฝ่ทะยานในกามสุข ตัดใจจากกามคุณไม่ได้)
๔. สุสุกาภัย (ภัยปลาร้าย หรือภัยฉลาม คือ เกิดความปรารถนาทางเพศ รักผู้หญิง)
เมื่อครั้งท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ยังเป็นพระหนุ่ม ท่านเป็นพระหนุ่มหล่อรูปงามมาก อันตรายในชีวิตพรหมจรรย์ของท่าน จึงเกิดจากเพศตรงข้าม ความที่ท่านเป็นพระหนุ่มหล่อรูปงามจึงมีหญิงสาวมาติดมาชอบ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มีมาแต่ครั้งพุทธกาล คล้ายกับกรณีของพระอานนท์ ในขณะที่ท่านทําหน้าที่พุทธอุปัฏฐาก ท่านเป็นพระอริยบุคคลขั้นต้น คือ พระโสดาบัน ท่านเป็นพระที่มีรูปโฉมงดงามมากคล้ายๆ พระพุทธเจ้า แต่เป็นรองพระพุทธเจ้า ท่านจึงมีหญิงสาวมาหลงรัก เช่น เรื่องหญิงคนรับใช้มาหลงรักท่าน และได้ติดตามท่านมาวัดเชตวัน พระพุทธเจ้าเทศน์โปรดอย่างไรก็ยังตัดใจไม่ได้ และต่อมานางก็ได้ออกอุบายบวชเป็นภิกษุณี เพื่อหวังติดตามใกล้ชิดท่าน เมื่อยังตัดใจไม่ได้ก็ย้ายไปอยู่เมืองโกสัมพี และเมื่อพระอานนท์ติดตามพระพุทธเจ้ามาเมืองโกสัมพี นางภิกษุณีทราบข่าวก็แกล้งป่วยหวังให้พระอานนท์มาเทศน์โปรด แต่ในที่สุดพระอานนท์ได้เทศนาธรรมโปรดจนนางภิกษุณีตัดใจรักท่านได้และก็ได้บรรลุธรรม ดังนี้
“พระอานนท์ท่านรู้ว่านางภิกษุณีแกล้งป่วย พระอานนท์ได้สอนหลายๆ เรื่องให้กับนางภิกษุณีเพื่อให้มีสติ โดยยกข้อธรรมะที่สําคัญๆ มา ตัวอย่างเช่น
“ธรรมดาว่าไม้จันทน์นั้น แม้จะแห้งก็ไม่ทิ้งกลิ่น อัศวินก้าวลงสู่สงครามก็ไม่ทิ้งลีลา อ้อยแม้เข้าสู่หีบยนต์แล้วก็ไม่ทิ้งรสหวาน บัณฑิตแม้ประสบทุกข์ก็ไม่ทิ้งธรรม พระศาสดาทรงยํ้าว่าพึงสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษาธรรม”
“พระศาสดาตรัสว่า บุคคลอาจอาศัยตัณหาละตัณหาได้ อาจอาศัยมานะละมานะได้อาจอาศัยอาหารละอาหารได้ แต่เมถุนธรรมนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้ชักสะพานเสีย คืออย่าทอดสะพานเข้าไป เพราะอาศัยละไม่ได้”
นางภิกษุณีโกกิลาได้ฟังก็ร้องไห้ และเริ่มเข้าใจอะไรในหลายๆ อย่าง จนสามารถประหารกิเลสทั้งมวลได้สําเร็จจนได้มรรคผลชั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์”
มาตุคาม
เรื่องของมาตุคามนี้เป็นภัยต่อพรหมจรรย์ของพระภิกษุสงฆ์ผู้บวชในพระพุทธศาสนาอย่างมาก และเป็นอุปสรรคต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม ทําให้พระภิกษุสงฆ์บางองค์ไม่สามารถครองพรหมจรรย์ได้ตลอด และจําต้องสึกออกไปใช้ชีวิตฆราวาสมีครอบครัว เรื่องพระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติต่อผู้หญิงนั้นพระวินัยได้บัญญัติไว้มากมายหลายข้อ เช่น พระภิกษุสงฆ์ห้ามอยู่กับผู้หญิงตามลําพังสองต่อสอง โดยมีเรื่องต้นบัญญัติ ดังนี้
“พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ เชตวนาราม ใกล้กรุงสาวัตถี สมัยนั้นพระอุทายีเป็นผู้เข้าสู่สกุลมากด้วยกันในกรุงสาวัตถี วันหนึ่งเข้าไปนั่งในห้องลับตาสองต่อสองกับหญิงสาว สนทนาบ้าง กล่าวธัมม์บ้าง นางวิสาขาได้รับเชิญไปสู่สกุลนั้นเห็นเข้า จึงทักท้วงว่าเป็นการไม่สมควร ก็ไม่เอื้อเฟื้อเชื่อฟัง
ความทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงเรียกประชุมสงฆ์ ทรงไต่สวนได้ความเป็นสัตย์แล้วจึงทรงติเตียน และทรงบัญญัติสิกขาบท ใจความว่า ภิกขุนั่งในที่ลับตาสองต่อสองกับหญิงเป็นที่อันพอจะประกอบกัมม์ได้ ถ้าอุบาสิกาผู้มีวาจาควรเชื่อได้กล่าวว่า ภิกขุต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งใน๓ อย่าง คือ อาบัติปาราชิก (เพราะเสพเมถุน) ก็ตาม อาบัติสังฆาทิเสส (เพราะถูกต้องกายหญิง หรือเกี้ยวหญิง เป็นต้น) ก็ตาม อาบัติปาจิตตีย์ (เพราะนั่งในที่ลับสองต่อสองกับหญิง) ก็ตาม ถ้าภิกขุสารภาพว่าตนนั่ง ก็จะถูกอุบาสิกาผู้มีวาจาเชื่อถือได้ปรับอาบัติได้ ๓ อย่างดังกล่าว”
หากพระภิกษุสงฆ์เสพเมถุน จะต้องโทษปรับอาบัติขั้นสถานหนักถึงขึ้นปาราชิก โดยขาดจากความเป็นพระทันที เป็นต้น ซึ่งเรื่องของผู้หญิงนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ความสําคัญอย่างมากถึงกับทรงสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์อย่างเด็ดขาดว่า ไม่ให้พระภิกษุสงฆ์คุ้นกับผู้หญิง โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ต่อพระอานนท์ พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้า การปฏิบัติต่อมาตุคาม คือ ผู้หญิงนี่จะให้ปฏิบัติยังไง ฟังซิน่ะ ฟังให้ดีนะ นี่ล่ะพระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าการปฏิบัติต่อมาตุคาม คือ ผู้หญิงจะให้ปฏิบัติยังไง ใครก็เห็นด้วยกันทุกคน พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าจะให้ปฏิบัติยังไง ท่านว่า “ไม่เห็น ไม่ดูเสียเลยอานนท์ดี” ฟังซิน่ะ คือไม่เห็น ไม่ดูเลยนั่นแหละดี นั่น พักแรกเป็นอย่างงั้น หากความจําเป็นที่จะได้เห็นได้ดูมีจะทํายังไง “อย่าพูด” นั่นฟังซิ นี่ล่ะภัยที่รุนแรงที่สุดอยู่จุดนี้นะ
ท่านบอกว่า ถ้าหากจําเป็นจริงๆ ที่ควรจะดูได้เห็นทํายังไง อย่าพูด นั่นฟังซิ หากมีความจําเป็นที่จะได้พูดล่ะ นั่นพระอานนท์ท่านฉลาดขนาดนั้นนะ ที่จะพูดแล้วทํายังไง “ให้ตั้งสติให้ดี” นั่นเห็นไหม ให้ตั้งสติให้ดี อย่าให้เป็นไปตามอํานาจแห่งราคะตัณหา สามประโยคนี้กระเทือนหมดทั่วประเทศไทย หญิงกับชาย พระกับผู้หญิง นี่กระเทือนมากทีเดียว สําหรับพระกับผู้หญิงนี่กระเทือนมาก หญิงกับชายทั่วโลก ตลอดสัตว์มันก็เหมือนๆ กันไม่เอาเข้ามาเป็นกฎเกณฑ์ พระพุทธเจ้าสอนพระต่างหาก เรื่องโลกของเขาเป็นโลกของเขา
นี่ล่ะเด็ดไหม ฟังซิ พระพุทธเจ้า คุ้นได้เมื่อไรเรื่องเหล่านี้ มันของเล่นเมื่อไร ตัวนี้ตัวสําคัญมาก
เราจะได้เห็นเวลาปฏิบัติต่อมัน มีแต่อันนี้มันขึ้นๆ ผมจึงได้พูดได้สอนให้หมู่เพื่อนฟัง เวลาเรียนหนังสืออยู่เห็นสิ่งเหล่านี้ก็เห็น ก็ไม่เห็นแสดงความแปลกประหลาดสะดุดใจๆ พอออกปฏิบัติตั้งหน้าจะฆ่ามัน อาการอันนี้มันจะออกในจิตๆ แย็บๆ กวนอยู่ตลอด เอ๊ ! ทําไมจึงเป็นอย่างนี้ แต่ก่อนเราไม่ตั้งหน้าตั้งตาชําระมัน ทีนี้เวลามาตั้งหน้าตั้งตา ทําไมจึงมีแต่อันนี้แทรกเต็มหัวใจ มันเป็นอยู่ในจิตนั้นแหละ มันไม่ได้มาแสดงภายนอก
จนกระทั่งเหมือนว่าโมโหนะ เห็นไหมเป็นภัยมาก ถ้าตัวนี้ได้รุนแรงหาความสงบร่มเย็นเป็นตัวของตัวไม่ได้นะ พระเรา เพราะฉะนั้นอย่าคุ้นกับเรื่องเหล่านี้ เป็นภัย พระพุทธเจ้าเห็นว่าเป็นภัยเราอย่าเห็นว่าเป็นมิตรเป็นสหาย นั้นแหละคือมหาภัยเผาหัวใจ พระทุกวันนี้เป็นยังไงที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้มันเป็นคู่กันแล้วนะ พระกับผู้หญิง ดูมันเลอะเทอะไปหมดเลย ดูไม่ได้นะ จนกระทั่งพระดูพระไม่ได้ว่างั้นเลย ผมพูดจริงๆ ดูพระนี่จนดูไม่ได้ มันกระเทือนใจพระแบบนี้ เราให้ระวังให้ดีนะ อย่าเก่งกว่าศาสดานะ
นี่ศาสดาสอนไว้สามประโยค อย่าเห็น อย่าดูเลยอานนท์ ถ้าหากว่าจําเป็นที่จะเห็นจะดูจะทํายังไง อย่าพูด นั่นฟังซิ เป็นภัยขนาดไหนถึงได้เด็ดอย่างงั้น แล้วหากว่าจําเป็นที่ควรจะพูดแล้วทํายังไง ให้ตั้งสติให้ดี คือตั้งสติพูดเวลาจําเป็นเท่านั้นแล้วพรากจากกันเลย ไม่ให้มาคลุกเคล้าวุ่นวายกัน เอาไฟเผากัน เผาสดๆ ร้อนๆ ไฟเผาอย่างอื่นยังค่อยยังชั่ว ไฟกิเลสตัณหามาเผาพระเผาเณร แหม ! กระเทือนทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ ให้พากันจําเอานะคํานี้ อย่าคุ้นกับใคร พระพุทธเจ้าไม่สอนให้คุ้น อย่าคุ้น สอนให้ระวังอย่างเต็มที่ นี่ล่ะมหาภัย
สามจุดนี้จุดมหาภัย ไม่เห็นไม่ดูเลยดี จําเป็นที่จะได้เห็น อย่าพูด คือไม่ให้ความสนิทเลยกับผู้หญิง สนิทไม่ได้พันเลยทันที หากจําเป็นต้องพูดทํายังไง ตั้งสติให้ดี คือตั้งท่าระวัง พูดด้วยความระวังแล้วพรากจากกันทันทีเลย เมื่อเหตุจําเป็นที่ควรจะพูด พูดด้วยความมีสติแล้วตัดออกทันทีเลย อย่างนั้นนะ พากันจํา อย่ามาคุ้นนะ คุ้นกับสิ่งเหล่านี้ ตายจริงๆ พระพุทธเจ้าไม่พาคุ้นอย่าคุ้น อย่าอวดดีกว่าศาสดา”
ผจญกิเลสมารจากมาตุคาม
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ขณะเป็นพระหนุ่มพรรษาน้อย อายุประมาณ ๒๗ – ๒๘ ปีท่านยังไม่ได้บรรลุคุณธรรมขั้นใด ยังเป็นพระปุถุชน ท่านจึงมีความใคร่ มีความกําหนัดยินดี ด้วยความที่ท่านเป็นพระหนุ่มหล่อรูปงาม รูปร่างผิวพรรณดี ท่านจึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของหญิงสาวทั้งหลาย รวมทั้งพ่อแม่ของหญิงสาวก็ยินดีในตัวท่าน ขอให้ท่านสึกไปอยู่กินมีครอบครัวกับลูกสาวของเขาก็มี ท่านจึงต้องผจญกิเลสมารจากมาตุคามเพศตรงข้ามหลายรูปหลายแบบครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ด้วยอํานาจบุญญาบารมีของท่านที่สะสมมาด้วยดีแล้ว ท่านก็ผ่านอุปสรรคจากภัยมาตุคามมาได้ทุกครั้งไป โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้เป็นคติแก่เพื่อนสหพรหมจรรย์ ดังนี้
“ต่อแต่นั้นข้าพเจ้าก็เลยออกวิเวกตามแถบรอบๆ เมืองเชียงใหม่ ในระยะหนึ่งไปอยู่ที่อูบมุง ข้างสนามบินจังหวัดเชียงใหม่ อิงดอยสุเทพ ทิศตะวันตกของสนามบินจังหวัดเชียงใหม่ ที่นั่นมีเจดีย์เก่า และเขาทําเป็นอูบมุงไว้ มีถํ้าเป็นช่องๆ ข้าพเจ้ากับพรรคพวกพากันไปพักวิเวกที่นั้น ในที่นั้นตอนกลางคืนได้นิมิตอีก ปรากฏว่าข้าพเจ้ากับท่านพระอาจารย์มั่น ได้พากันทําหีบศพ อยู่ที่บนเจดีย์ และในขณะที่ข้าพเจ้ากับท่านพระอาจารย์มั่นทําหีบศพอยู่นั้น ปรากฏว่าท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท (สิริจนฺโท จันทร์) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ท่านเหาะมาทางอากาศ มายืนตรงหน้าข้าพเจ้า แล้วท่านก็ให้โอวาทว่า
“ท่านจวน อุเปกฺขินฺทริยํ”
ท่านว่าอย่างนั้น ข้าพเจ้าได้ยินเลยกําหนดแปลดูว่า “อุเปกฺขินฺทริยํ แปลว่าอะไร แปลว่าทวารอินทรีย์ทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อกระทบรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส และธรรมารมณ์ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ให้วางใจเป็นอุเปกขา มัธยัสถ์เป็นกลางๆ ด้วยความมีสติและปัญญา อย่าเอาใจไปฟั่นเฝือลุ่มหลงในอารมณ์นั้นๆ ที่มากระทบ” แล้วท่านก็หายไป
ข้าพเจ้ากําหนดพิจารณาตามนิมิตนั้นว่า พรุ่งนี้อาจจะมีอันตราย หรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเป็นแน่ พอดีตื่นเช้า ฉันเสร็จ หมู่พวกก็ไปหาเที่ยวชมดูสถานที่ต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่ยังแต่ตัวข้าพเจ้าผู้เดียวอยู่ในถํ้านั้น ในกลางวันก็มีพวกสีกาสาวหล่อ (สวย) เชียงใหม่ พวกดาราเชียงใหม่ไปเที่ยว แล้วก็ไปชอบหาพระ มีสีกาสาวรูปสวยคนหนึ่งชอบค้นหาพระ ค้นไปค้นมาเห็นข้าพเจ้านั่งอยู่ในถํ้า ในช่องถํ้าแห่งหนึ่ง สีกานั้นเครื่องนุ่งของเขา เขินๆ (นุ่งสั้นๆ) แล้วก็มีเสื้อช่องพอเขาไปเห็นข้าพเจ้า เขาก็บอกพรรคพวกว่านี้ “ตุ๊เจ้าอยู่นี้ ตุ๊เจ้าอยู่นี่” ยืนเพ่งข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเพ่งไปเพ่งมา ก็เลยเห็นนมของเขาเต็มอก แล้วก็เพ่งลงไปข้างล่าง เครื่องนุ่งของเขาก็บางๆ เห็นซิ่นสเกิร์ต ก็เลยเกิดความกําหนัดขึ้น แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ได้พูดอะไร พอเกิดความกําหนัดขึ้นเท่านั้น ก็นึกถึงคําเทศน์ของท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท ว่า “อุเปกฺขินฺทริยํ” เลยพิจารณาอุบายนั้น จิตก็เลยสงบ หญิงคนนั้นออกไปเรียกหมู่คณะมา มากราบมาไหว้แล้วเขาก็เอาของมาทาน แล้วก็ให้พรเขา เขาก็เลิกละไป
ทําความพากความเพียรอยู่ในถํ้านั้นพอประมาณ ก็เลยเที่ยววิเวกไปตามแถบเชียงใหม่ อําเภอสันกําแพงบ้าง อําเภอแม่แตงบ้าง และแถบจังหวัดลําพูนบ้าง ไปตามดอยตามเขานั่นแหละ จําพรรษาที่จังหวัดเชียงใหม่ ๒ พรรษา แล้วก็เดินไปวิเวกที่จังหวัดเชียงราย แล้วก็ไปเที่ยวเดินวิเวกไปทางพม่า เชียงตุง ไปอยู่จังหวัดเชียงตุง ๓ เดือน เที่ยววิเวกในแถบนั้น
เดินจากอําเภอแม่สาย เขตไทย เดินทั้งนั้น เดินด้วยเท้าเปล่าทั้งนั้น จากอําเภอแม่สายไปถึงจังหวัดเชียงตุง เดินถึง ๗ คืน ๗ วัน จึงถึง มีแต่ดอยล้วนๆ ไปกับเณรหนึ่ง กับโยมคนหนึ่ง แล้วไปพักวิเวกอยู่ที่จังหวัดเชียงตุง บนดอย เขาเรียกว่าดอยแตง ที่เขาทําวิหารไว้บนดอย สําหรับพวกเขิน พวกเงี้ยว อาศัยบิณฑบาตบ้านตีนดอยรอบๆ นั่นแหละ ไปอยู่นั้น ๓ เดือน ดอยนี้สําคัญมาก เวลาพลบคํ่ามีพวกเสือมาร้อง มาครางให้ฟังทุกวันๆ
การเดินทางไปวิเวกต่างแดนนี้ ดีอยู่สําหรับการจะไปเที่ยวชมภูมิประเทศ ป่าเขาลําเนาไพรพบผู้คนบ้านช่อง ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีที่แปลกตาไปจากเมืองไทยของเรา แต่สําหรับการภาวนาภารกิจของสงฆ์นั้น ถ้าได้อยู่วิเวกตามลําพัง ก็คงจะพบสถานที่อันสัปปายะแก่เราบ้างแต่ถ้าหากจะต้องอยู่ร่วมกับภิกษุพม่าแล้ว ก็ออกจะมีความขัดข้องใจมากในเรื่องข้อวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกัน จนบางอย่างไม่ตรงกับธรรมวินัยพุทธบัญญัติเลย บางแห่งจะพบพระชวนกันต้มข้าว ทําอาหารในตอนกลางคืน ฉันกันอย่างหน้าตาเฉย บางแห่งจะเห็นพระลูกวัดหรือแม้แต่เจ้าอาวาสเองจะนอนสูบฝิ่น กินฝิ่นกันอย่างสุขารมณ์ และเขาเห็นเป็นธรรมดาด้วย จึงได้เชิญให้พระอาคันตุกะอย่างข้าพเจ้าร่วมฉันด้วย ร่วมสูบด้วย ร่วมกินด้วย
สิ่งที่ทางไทยถือเป็นข้อบกพร่อง ผิดศีล ทําให้ศีลขาด ศีลทะลุ ศีลด่างพร้อย ศีลเศร้าหมองแต่ทางโน้นจะมีความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง
ส่วนผู้คนของเขา แม้จะมีศรัทธาดี แต่สําหรับสีกาแล้ว จะต้องระมัดระวังสํารวมอินทรีย์ทั้ง ๖ ให้มากยิ่ง หญิงสาวเชียงตุงหลายแห่งที่พอเห็นข้าพเจ้าก็จะเอะอะกิ๊วก๊าวชักชวนเพื่อนมาดู
“ดูเจ้าศีลธรรมองค์นี้ สวยแท้ สวยหลาย ผิวก็งาม หน้าก็งาม ผู้หญิงไหนๆ ก็สวยสู้ไม่ได้”
เขาพูดวิจารณ์กันดังๆ อย่างไม่ขวยเขินอะไร และไม่นึกเกรงว่าพระจะเขินด้วย รู้สึกว่า เขาเห็นพระคล้ายเป็นหุ่นหรือท่อนไม้อะไรอย่างหนึ่ง
บางแห่งไม่แต่หญิงสาวเอง แม้แต่พ่อแม่ของหญิงก็จะพยายามเจรจาหว่านล้อมให้เราละเพศพรหมจรรย์ ไปครองชีวิตฆราวาสร่วมกับลูกสาวของเขา
“เฮารักตุ๊เจ้ากันจริงๆ จักรก็เป็นของตุ๊เจ้า บ้านก็ของตุ๊เจ้า ไร่นาสาโทสมบัติทั้งหมดก็ของตุ๊เจ้า เฮาจะยกให้ตุ๊เจ้าหมด ขอแต่ให้ตุ๊เจ้าลาสิกขาบทอยู่กับเฮา ให้เฮาได้ฝากผีเต๊อะ”
ที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้ มิใช่เป็นการอวดตัว ยกตัวอะไร แต่ก็เล่าให้เป็นคติ เพื่อเพื่อนสหพรหมจรรย์พรรษาน้อยอย่างข้าพเจ้าในสมัยนั้น จะได้พยายามสังวรระมัดระวังกายใจ มิให้ตกเป็นเหยื่อแก่กิเลสมารต่างๆ เท่านั้น
การผจญกิเลสมารจากมาตุคามอันน่ากลัวนี้ แม้ระหว่างธุดงค์อยู่ในจังหวัดภาคเหนือก็ได้ประสบอีกหลายครั้งอยู่เหมือนกัน อาทิเช่น วันหนึ่งข้าพเจ้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านที่เคยไปบิณฑบาต เห็นหญิงสาวคนหนึ่งมายืนรอใส่บาตรอยู่ข้างทางห่างจากหมู่เพื่อน เมื่อหญิงนั้นเห็นข้าพเจ้าก็ร้องนิมนต์ ข้าพเจ้าจึงตรงเข้าไปรับบาตร พอเปิดฝาบาตรเตรียมจะรอรับอาหาร หญิงสาวคนนั้นก็ชะงักกิริยาที่จะถวายอาหาร กลับวางถาดและขันข้าวลงเสีย แล้วขยับผ้านุ่งคลี่ออกเป็นวงกว้างอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า เขาไม่ได้มีเครื่องนุ่งห่มชั้นในชิ้นใดปกปิดร่างกายเลย จึงเท่ากับมาเปลือยกายส่วนล่างอยู่ต่อหน้าพระนั่นเอง ข้าพเจ้ายังเป็นปุถุชนอยู่ จึงเกิดความรู้สึกในทางใคร่ขึ้นมาบ้าง แต่ก็มีสติทัน จึงรีบปิดฝาบาตรเดินหนีไปในทันที และในวันนั้นก็ได้ออกเดินทางจากหมู่บ้านนั้นไปเลย
อีกครั้งหนึ่ง ระหว่างท่องเที่ยวอยู่ในจังหวัดภาคเหนือเช่นเดียวกัน ในบรรดาญาติโยมที่คอยอุปัฏฐากอยู่นั้น มีหญิงสาวรูปสวยคนหนึ่งคอยถวายจังหันข้าพเจ้าเป็นประจํา หญิงนั้นเป็นน้องสาวนายอําเภอ และเป็นผู้มีกิริยามารยาทแช่มช้อย แต่ก็มักจะส่งสายตามาให้ข้าพเจ้าเสมอ ประกอบทั้งผู้ปกครองของเขา ก็ได้พูดจาเป็นเชิงสนับสนุนให้ข้าพเจ้าสึกหาลาเพศออกมาอยู่ช่วยทํามาหากินด้วย
ข้าพเจ้าพยายามเจริญอสุภะเท่าใด ก็ไม่ค่อยเป็นผล ออกจะมีใจเขวไปบ้าง จนถึงกับคิดว่านี่เราจะหมดบุญในทางเพศพรหมจรรย์หรืออย่างไร คืนวันนั้นกําลังอยู่ในระยะตัดสินใจเรียกว่า “จะอยู่หรือจะไป” กันนี่แหละ จึงอธิษฐานว่า “ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้มีวาสนาได้เห็นธรรมเจริญต่อไปในทางพระพุทธศาสนา ก็ขอให้มีเหตุใดเหตุหนึ่งมาช่วยคลี่คลายเรื่องที่กําลังประสบนี้ด้วยเถิด”
เช้าวันต่อมา เมื่อออกบิณฑบาตหญิงสาวผู้นั้นก็มายืนรอใส่บาตรตามเคย ข้าพเจ้าพยายามไม่มองหน้าหญิงนั้นเลย พอเปิดฝาบาตรจะรับบาตร ก็ให้บังเอิญว่า ผ้าประจําเดือนของหญิงนั้นได้หลุดลงที่พื้นดิน แม้หญิงนั้นจะตกใจ พยายามใช้เท้าเหยียบให้จมโคลน ปกปิดภาพของจริงไว้ แต่ข้าพเจ้าก็ทันเห็นเลือดสีแดงเต็มตา ในใจเกิดความรู้สึกสลดสังเวชขึ้นมาทันที ด้วยเห็นถนัดเป็นของปฏิกูลพึงรังเกียจระลึกมาได้ว่า เราได้อุตส่าห์สละชีวิตจากเพศฆราวาส มาสู่เพศบรรพชิตหนีจากของตํ่ามาหาของสูงแล้ว เรายังจะย้อนกลับไปหาชีวิตที่เราสละแล้วอีกหรือ ?
ได้คิดเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงปิดฝาบาตร กลับหลังสู่ที่พักโดยไม่ยอมบิณฑบาต หรือรอฉันจังหันเร่งแต่งของและหนีออกไปจากที่นั้นทันที
ประสบการณ์เหล่านี้ ในภายหลังเมื่อได้มีโอกาสมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ข้าพเจ้าก็ได้เล่าถวายให้ท่านฟัง โดยเฉพาะความรู้สึกที่ระยะแรกยังตัดไม่ขาดจากอารมณ์ปุถุชนท่านฟังแล้วก็ว่า “เป็นธรรมดาของพระหนุ่มจะต้องพบเหตุการณ์เช่นนี้ ความสําคัญอยู่ที่ว่าจะต้องเจริญกรรมฐานต่อสู้เอาชนะกิเลสมารตัวร้ายนั้นอย่างไรต่างหาก”
ท่านเกิดนิมิตไม่ดีจึงไม่ไปอินเดีย
เรื่องแปลกประหลาดอัศจรรย์ในธรรมประวัติของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ คือ ทุกครั้งที่ท่านประสบเหตุการณ์อะไรมาสัมผัส อันจะเป็นอุปสรรคทั้งต่อเพศพรหมจรรย์ ทั้งต่อการเดินธุดงค์ และทั้งต่อการภาวนา ท่านจะเกิดภาพนิมิตทุกครั้งไป นิมิตนั้นย่อมเป็นธรรมนิมิตที่คอยเตือนสอนท่านเสมอๆ บางครั้งท่านไม่ได้อธิษฐานจิตก็เกิดภาพนิมิตเอง บางครั้งท่านอธิษฐานจิตแล้วจึงเกิดภาพนิมิต ดังในครั้งที่ท่านตั้งใจจะธุดงค์ไปอินเดียก็เกิดภาพนิมิตเช่นกัน โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“และในขณะที่อยู่เชียงตุงนั้น ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะออกไปประเทศอินเดีย เลยไปพูดกับเจ้าสิทธิ เชียงตุง คือ สังฆราชเชียงตุง ว่า “อยากออกเดินทางออกไปทางย่างกุ้งและอินเดีย จะไปได้ไหม ?”
ท่านก็มีความยินดีว่า “ไปได้ แต่ต้องโอนเข้าเป็นพระเมือง” ท่านก็ยอมรับ จะโอนข้าพเจ้าเข้าเป็นพระเมือง แต่ยังไม่ได้โอน ข้าพเจ้าก็เลยอธิษฐานจิตลองดู
“ถ้าว่าข้าพเจ้าไปอินเดียดี ขอให้มีนิมิตภาพปรากฏเป็นที่พอใจ ถ้าไปนี้มีเหตุอันตราย ขอให้นิมิตร้าย”
อยู่มาก็เลยเกิดนิมิตขึ้น ปรากฏเห็นพระพุทธเจ้า และ พระอานนท์ พระมหากัสสปะ และช้าง ปรากฏในจิตที่ขณะภาวนา เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จไปก่อนพระอานนท์ ขาวบริสุทธิ์หมดจดพระอานนท์เสด็จตามหลัง ห่างกันระยะประมาณสัก ๑๐ เมตร แล้วก็ตีสามเป็นพระมหากัสสปะเดินตามหลังมาอีก ตีสี่เป็นช้างใหญ่ตามหลังพระมหากัสสปะมา นี้ปรากฏภาพในนิมิต
ช้างตัวนั้นพอมาถึงข้าพเจ้า วิ่งเข้ามาหาข้าพเจ้า หวังจะแทงข้าพเจ้า จะฆ่าข้าพเจ้า ทําลายข้าพเจ้า วิ่งเข้ามาเลย วิ่งจู่เข้าไปหาข้าพเจ้า นี่ปรากฏในภาพนิมิตนั้น หวังจะขยี้ข้าพเจ้าให้แหลกเหลวนั่นเอง ในขณะที่ช้างวิ่งมาปรากฏว่าข้าพเจ้านั่นได้วิ่งขึ้นต้นโพธิ์ต้นหนึ่ง พอดีช้างวิ่งมาถึง ข้าพเจ้าก็ถึงคาคบของต้นโพธิ์ ช้างก็เลยไม่ได้ทําอะไร ช้างก็เลยเดินตามหลังพระมหากัสสปะไป เมื่อช้างไปแล้วข้าพเจ้าจึงลงจากต้นโพธิ์
เมื่อลงมาถึงโคนต้นโพธิ์แล้ว มีอาสนะและมีหมอนใบหนึ่งที่ตั้งไว้หรือปูไว้ติดกับต้นโพธิ์ ข้าพเจ้าก็ลงมานั่งอาสนะพิงหมอน และก็มีหนังสือเล่มหนึ่งใหญ่ๆ หนาประมาณ ๓ นิ้ว ข้าพเจ้าก็อ่านดูหนังสือนั้น ผินหน้าไปทางทิศตะวันออก อ่านพอประมาณแล้วก็เลยตื่นจากนิมิต ก็เลยมาพิจารณานิมิตนั้นได้ความว่า “ไม่ควรไปประเทศอินเดีย เพราะไม่สะดวก ควรกลับ” ข้าพเจ้าก็เลยตัดสินใจกลับจากเชียงตุงถึงท่านพระอาจารย์มั่น”
กลับจากเชียงตุงเข้ากราบท่านพระอาจารย์มั่น
เมื่อท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เดินทางมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่นภูริทตฺตมหาเถร ที่วัดป่าบ้านหนองผือ คําถามแรกที่ท่านพระอาจารย์มั่นถาม ก็เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย คือ ท่านถามถึงการภาวนา
ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจะตั้งคําถามเกี่ยวกับการภาวนา เช่น “เป็นยังไง ไปพักที่ไหนมาได้กําลังทางจิตใจอย่างไร ?” “เป็นยังไงจิตใจ ภาวนาอะไร ?” “การภาวนาไปถึงไหนบ้าง ?”เป็นต้น ท่านมักจะถามพระศิษย์ทุกองค์ทุกครั้งไปที่เพิ่งกลับจากการธุดงค์เที่ยววิเวกตามป่าตามเขาอันเป็นการแสดงออกถึงท่านพระอาจารย์มั่น ท่านมุ่งสนใจงานภายในเป็นสําคัญ และการสนทนาพูดคุยกัน ท่านก็ยึดตามหลักสัลเลขธรรม ๑๐ ประการที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวางไว้ทุกประการโดยท่านมุ่งสนทนาแต่เรื่องธรรมเป็นสําคัญ อีกทั้งท่านเองก็ไม่ชอบการก่อการสร้าง และท่านก็ไม่ส่งเสริมการก่อการสร้าง อันถือเป็นงานภายนอกและถือเป็นข้าศึกต่อการบําเพ็ญภาวนา
โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ขากลับนี้ขี่รถจากเชียงตุงมาแม่สาย ตั้งแต่ ๖ โมงเช้า ขึ้นรถ ๖ โมงเช้าจากเชียงตุงถึงแม่สาย๓ ทุ่ม แล้วขึ้นรถจากแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถึงภาชี แล้วก็มานมัสการพระบาทลพบุรี จากนั้นก็ขึ้นรถมาพักที่อุบลราชธานีพอประมาณ แล้วก็เดินทางมานมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นที่บ้านหนองผือ
ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นถามว่า “เป็นยังไงจากไป ๒ ปีแล้ว การภาวนาไปถึงไหนบ้าง เที่ยว”
กราบเรียนท่านให้ทราบว่า “ไปถึงเชียงตุง การภาวนาไม่สู้ดีเหมือนอยู่กับพ่อแม่ครูบาอาจารย์”
ท่านก็เลยว่า “ใช่แหละ ขณะที่ผมอยู่ภาคเหนือหมู่ได้อาศัยผม เมื่อผมกลับมาแล้ว ภาคเหนือไม่มีใครอาศัย ไม่สู้ดีนัก ต่อแต่นี้ไปท่านจวนอย่าไปอีก ให้ภาวนาอยู่แถวภาคอีสานนี่แหละ มันดีแล้ว”นี่ท่านแนะนํา”
รายชื่อพระเณรที่อยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ณ วัดป่าบ้านหนองผือ
ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๘ – พ.ศ. ๒๔๙๒ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร อยู่จําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ อําเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เป็นเวลาติดต่อกันนานถึง ๕ พรรษาซึ่งกุฏิมีจํานวนไม่เพียงพอต่อพระเณรที่จะมาขออยู่จําพรรษา ในระหว่างนี้จึงมีพระเณรแวะเวียนมาขออยู่จําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่น ทั้งในพรรษาและนอกพรรษา รวมทั้งท่านพระอาจารย์จวนกุลเชฏฺโฐ โดยมีท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้อยู่ร่วมจําพรรษา โดยทําหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิดท่านพระอาจารย์มั่น และทําหน้าที่เป็นหัวหน้าคอยดูแลความสงบเรียบร้อยต่างๆ ภายในวัด เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้จดจําระลึกถึง จึงมีผู้ศรัทธาได้จัดทําป้ายรายชื่อพระเณรที่เคยหมุนเวียนมาอยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ติดอยู่ที่หน้าราวระเบียงกุฏิของท่านพระอาจารย์มั่น โดยระบุชื่อพระเณร ไว้ดังนี้
๑. ท่านพระอาจารย์คําดี ปภาโส ญัตติ พ.ศ. ๒๔๗๑
๒. ท่านพระอาจารย์เนียม โชติโก (สหธรรมิกหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ)
๓. ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน บวช ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗
๔. ท่านพระอาจารย์อ่อนสา สุขกาโม บวช ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘
๕. ท่านพระอาจารย์สอ สุมงฺคโล ขณะมรณภาพบวชได้ ๙ พรรษา
๖. ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม บวช ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕
๗. ท่านพระอาจารย์จันทร์โสม กิตฺติกาโร บวช ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕
๘. ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ บวช ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖
๙. ท่านพระอาจารย์คําพอง ติสฺโส บวช ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๖
๑๐. ท่านพระอาจารย์อุ่น ชาคโร ญัตติ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๗
๑๑. ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร บวช ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๗
๑๒. ท่านพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต ญัตติ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๘
๑๓. ท่านพระอาจารย์ศรี มหาวีโร บวช ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๘
๑๔. ท่านพระอาจารย์แตงอ่อน กลฺยาณธมฺโม ญัตติ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๙
๑๕. ท่านพระอาจารย์เนตร กนฺตสีโล
๑๖. ท่านพระอาจารย์อร่าม สุสิกฺขิโต
๑๗. ท่านพระอาจารย์พวง สุขินฺทริโย บวช พ.ศ. ๒๔๙๑
๑๘. ท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต บวช ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๒
๑๙. ท่านพระอาจารย์ทองคํา ญาโนภาโส
๒๐. ท่านพระอาจารย์สีหา
๒๑. ท่านพระอาจารย์แดง
๒๒. ท่านพระอาจารย์กัณหา
๒๓. ท่านพระอาจารย์บัว
๒๔. ท่านพระอาจารย์ทองพูน
๒๕. ท่านพระอาจารย์สังวาลย์
๒๖. ท่านพระอาจารย์เดือน
๒๗. ท่านพระอาจารย์เดน
๒๘. ท่านพระอาจารย์มนู
๒๙. ท่านพระอาจารย์ทองอยู่
๓๐. ท่านพระอาจารย์พล
๓๑. สามเณรดวง
๓๒. สามเณรกําพล
๓๓. สามเณรสี
สําหรับพระศิษย์รุ่นอาวุโสที่ได้เดินทางมากราบคารวะท่านพระอาจารย์มั่นอยู่เสมอๆ มิได้ขาดเช่น ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริหลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโรหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นต้น
บรรดาครูบาอาจารย์พระเณรที่เคยอยู่อบรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ล้วนถูกสั่งสอนอบรมให้เข้มงวดกวดขันทําข้อวัตรปฏิบัติ ให้รักษาปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและธุดงควัตรด้วยความเคร่งครัด ท่านส่งเสริมให้พระอยู่ปฏิบัติภาวนาตามป่าตามเขา หรืออยู่ในเสนาสนะป่าอันวิเวกเงียบสงัด แสนจะประหยัดเรียบง่ายและไม่ฟู่ฟ่าหรูหรา เพื่อสะดวกต่อการบําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐานเพื่อความหลุดพ้น อันเป็นหน้าที่แท้จริงของพระ เป็นงานภายในของพระ
ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านไม่เคยส่งเสริมให้พระอยู่ในเมือง อันเกลื่อนกล่นวุ่นวายเสียงดังและคลุกคลีด้วยผู้คน ท่านไม่เคยส่งเสริมงานก่องานสร้างทุกชนิด อันเป็นงานภายนอก เป็นภาระ และเป็นข้าศึกต่อการภาวนา ทั้งเป็นการรบกวนเรี่ยไรเงินทองจากญาติโยม และที่สําคัญท่านไม่เคยโฆษณาชวนเชื่อใดๆ เพื่อหวังลาภสักการะ หรือเพื่อให้คนมานับหน้าถือตา หรือให้มาปฏิบัติธรรมกับท่านแต่ด้วยคุณธรรมประจําองค์ท่าน ด้วยปฏิปทาจริยาวัตรอันงดงามขององค์ท่าน และด้วยชื่อเสียงกิตติศัพท์ กิตติคุณ อันโด่งดังรํ่าลือขององค์ท่าน จึงมีนักปฏิบัติธรรมทั้งพระและฆราวาสเดินทางไกลรอนแรมบากบั่นด้วยความยากลําบาก เพื่อเข้าไปกราบนมัสการ น้อมกายและใจถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อฟังธรรมและรับการอบรมสั่งสอนจากองค์ท่านกันมากมาย
ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น เป็นไปอย่างสมณะอันแท้จริงตามหลักของพระพุทธศาสนา สมดังมงคล ๓๘ ประการ ในข้อที่ว่า “สมณานญฺจ ทสฺสนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” การเห็นสมณะเป็นมงคลอันสูงสุด พระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นรุ่นแล้วรุ่นเล่า จึงได้สืบทอดอริยปฏิปทาดังกล่าวกันเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน
พรรษา ๗ พ.ศ. ๒๔๙๒ จําพรรษาวัดป่าบ้านเหล่ามันแกว โปรดโยมมารดา
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ทีนี้เมื่อกลับจากเชียงตุงมาถึงท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็ถามเรื่องราวการภาวนา เลยกราบเรียนท่านว่า “ไม่สู้ดีนัก ไม่เหมือนอยู่กับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ที่ข้าพเจ้าเดินทางมาจากเชียงตุงมาพักอยู่บ้าน ได้เอาโยมมารดาเข้าบวชเป็นชี” ท่านก็เลยแต่งข้าพเจ้าให้ไปจําพรรษากับโยมมารดา เพื่อโปรดโยมมารดา แล้วก็แต่งพระเถระองค์หนึ่งกํากับไปด้วย ซึ่งเป็นหลวงพ่อคําอ้าย คนจังหวัดเชียงใหม่ เป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นนั่นเอง และท่านก็ได้กําชับข้าพเจ้าไว้ว่า “เมื่อออกพรรษาแล้วให้รีบกลับมาหาผม เดี๋ยวจะไม่ทันผม” ดังนี้
เพราะเรื่องนี้ท่านได้ประกาศให้พระลูกศิษย์ทั้งหลายทราบแล้วมาหลายปีล่วงหน้าไว้ ท่านกําหนดอายุของท่านว่า “ผมเพียงอายุ ๘๐ ปีเท่านั้นก็จะมรณภาพแล้ว” ดังนี้ เพราะในระยะนั้น หรือปีนั้นก็พอดีอายุของท่าน ๘๐ ปีพอดี”
อนึ่ง วัดป่าบ้านเหล่ามันแกว หรือ วัดป่าร่วมใจ อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่านพระอาจารย์จวน วัดตั้งอยู่ริมหมู่บ้าน “บ้านเหล่ามันแกว” สภาพบริเวณเป็นป่าอันมีร่มไม้หนาทึบ ระหว่างที่ท่านจําพรรษามีพระเณรร่วมจําพรรษาหลายสิบรูป ท่านได้สร้างกุฏิกรรมฐานขึ้น ๒ หลัง และท่านได้ให้ญาติโยมปรับปรุงพื้นที่ส่วนหนึ่งของวัดปลูกไม้ผล ซึ่งปัจจุบันยังคงมีหลักฐานหลงเหลืออยู่บ้าง
ท่านโปรดโยมมารดาจนหมดห่วง
ในพรรษาที่ ๗ นี้ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้อยู่โปรดโยมมารดา จนโยมมารดาของท่านภาวนาได้ผลดีแล้ว และได้เอ่ยบอกกับท่านว่า “อย่าเป็นห่วงโยมแม่เลย” นับว่าท่านพระอาจารย์จวน ได้ทดแทนบุญคุณโยมมารดาอย่างสูงสุดตามหลักพระพุทธศาสนา โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ขณะที่จําพรรษาอบรมโยมมารดาอยู่บ้านนั้น โยมมารดาที่บวชเป็นชีก็ได้ตั้งอกตั้งใจภาวนา และโยมมารดาภาวนา เลยมาเล่าเรื่อง เรื่องภาวนาของแกให้ข้าพเจ้าฟังว่า “โยมได้ภาวนาบริกรรมไปว่า “พุทโธๆๆ” อยู่แต่ในใจ บางวันจิตมันลงไปใสบริสุทธิ์อยู่เฉพาะจิตล้วนๆ ไม่มีทุกขเวทนาเลย แสนที่สบาย” นี้โยมมารดาเล่าให้ฟัง “เมื่อเป็นเช่นนี้มันเป็นอย่างไร ?” นี่โยมมารดาถาม
ข้าพเจ้าก็เลยตอบโดยเปรยๆ ว่า “จิตมันรวม มันวางธาตุ มันอยู่เฉพาะจิต มันก็สบายแล้วให้มันรวมอยู่เสมอ แต่ให้มีสติรู้ว่าจิตของเรารวม อย่าไปรบกวนจิต และอย่าบังคับจิตให้รวม ให้รวมเอง เมื่อจิตรวมก็ให้มีสติ เมื่อจิตถอนก็ให้มีสติ มาพิจารณากายของตนนี้ และอย่าบังคับจิตให้ถอน ให้ถอนเอง” ได้แนะนําโยมมารดาแต่เพียงแค่นี้ ตามอุบายของท่านพระอาจารย์มั่นแนะนํานั่นเอง และโยมมารดาก็ไปภาวนาปฏิบัติตามแนวนี้ และวันต่อมาโยมมารดาก็มาเล่าเรื่องของแกที่เป็นมานั่นแหละ ว่าจิตมันรวมตั้งแต่ยํ่าคํ่าจนถึงรุ่งก็มีบางวัน โยมมารดาก็เลยพูดขึ้นว่า
“ไม่มีใครตาย มีแต่ผู้รู้ รู้อยู่ ผู้ตายไม่มี ที่ว่าตายๆ นั้นเพราะคนไม่รู้สมมุติ เพราะร่างกายธาตุขันธ์อันนี้เป็นแต่เพียงสมมุติ มันไม่ตาย มันตายไม่เป็น” นี่โยมมารดาว่า
“เพราะธาตุทั้งหลาย ดิน นํ้า ลม ไฟ มันมีอยู่เป็นธรรมดา เป็นของมีอยู่ประจําอย่างนั้น ไม่มีอะไรตายเลย ส่วนผู้รู้ก็ไม่ตาย” โยมมารดาว่า “จะให้เอาอะไร ให้เอาผู้รู้อยู่หรือ” นี้โยมมารดาพูดขึ้น
ข้าพเจ้าก็เลยตอบโยมมารดาว่า “พระพุทธเจ้าท่านว่า เบื้องต้นท่านสอนให้กําหนดให้รู้ตามเป็นจริง เมื่อรู้แล้ว ละ วาง ปล่อย สลัด ตัดขาด
ถ้าเรารู้ เราต้องเอาความรู้ข้อที่ว่า เราละไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านว่า เมื่อเป็นผู้กําหนดรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาแล้ว
ยาวเทว ญาณมตฺตาย ญาณ คือความรู้ ก็สักแต่ว่ารู้
ปฏิสฺสติมตฺตาย สติความอาศัยระลึกรู้ ก็สักแต่ว่าอาศัยระลึกรู้
เมื่อเธอเป็นผู้กําหนดรู้เห็นด้วยปัญญาตามเป็นจริงแล้ว
อนิสฺสิโต จ วิหรติ เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย
น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ แม้แต่นิดหน่อยน้อยหนึ่ง มิได้มีอยู่ในโลก
ดังนี้ เป็นโอวาทคําสั่งสอนตักเตือนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คําว่า “ไม่ติดไปด้วย” คือความรู้ก็ไม่ติด คําว่า “ไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลก” ความรู้นี้รู้ตามเป็นจริง รู้โลกนั่นเอง คือ โลกวิทู รู้แจ้งโลกเมื่อรู้แจ้งโลกแล้วก็ละ วาง สลัดกันเท่านั้น ให้โยมมารดาไปพิจารณาเอาเอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้”
นี้เป็นการเตือนโยมมารดาในขณะนั้น เมื่อโยมมารดาได้รับคําตักเตือนอย่างนี้ ก็ไปภาวนา ภายหลังจึงมาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า
“บัดนี้โยมรู้แล้ว คุณลูกจะไปที่ไหนก็ไปเถอะ อย่าเป็นห่วงโยมมารดาเลย” ว่าดังนี้”
ท่านมีวาสนาบารมีอยู่ในพรหมจรรย์ตลอดชีวิต
ในครั้งพุทธกาลจวบจนสมัยปัจจุบันนี้ ครูบาอาจารย์ที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ทุกองค์ ท่านเกิดเป็นชาติสุดท้ายนั้น ล้วนอยู่ในสมณเพศครองพรหมจรรย์ได้ตลอดชีวิตตราบจนวันมรณภาพ แม้บางองค์ท่านตั้งใจจะสึกออกไปเป็นฆราวาส แต่ก็มีเหตุเป็นธรรมบันดาลไม่ให้สึก ตัวอย่างในครั้งพุทธกาล เช่น พระจูฬปันถก จะขอสึก พระพุทธเจ้าทรงพระเมตตาช่วยและตรัสสอนกรรมฐานด้วยพระองค์เอง และพระจูฬปันถกได้บําเพ็ญตามคําสอนจนบรรลุธรรม
ในครั้งกึ่งพุทธกาล เช่น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ตื้อ เป็นต้น ต่างก็ตั้งใจจะสึก แต่ในที่สุดก็ไม่ได้สึก แม้บางองค์สึกออกไปแล้วก็มีเหตุเป็นธรรมบันดาลให้ออกบวช เหล่านี้ล้วนเกิดจากเหตุที่ท่านได้บําเพ็ญคุณงามความดีมาแล้วในอดีตชาติ เป็นปัจจัยหนุนช่วย ดังเช่นกรณีของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ซึ่งเคยบวชแล้วได้สึกออกไปเป็นฆราวาสประกอบอาชีพ ท่านเกิดเจ็บไข้ล้มป่วยด้วยไข้ป่า รักษาอย่างไรก็ไม่หายเมื่อท่านอธิษฐานจิตแล้ว อาการก็ดีขึ้นโดยลําดับและหายป่วยอย่างน่าอัศจรรย์ จึงได้กลับมาบวชใหม่เป็นครั้งที่ ๒ โดยครั้งนี้ตั้งใจจะไม่สึก ซึ่งต่อมาญาติพี่น้องมานิมนต์อ้อนวอนขอให้ท่านสึก แต่ท่านก็ไม่ยอมสึกตามคําขอนั้น
ญาติพี่น้องมานิมนต์ขอให้ท่านสึก
ชีวิตพระธุดงคกรรมฐานที่ออกบําเพ็ญภาวนาตามป่าตามเขา ท่านลําบากทางด้านร่างกายแต่ทางด้านจิตใจแล้ว ท่านกลับผาสุกเย็นใจ ซึ่งความเห็นแบบโลกทั่วไปยากที่จะเข้าใจได้ รวมทั้งญาติพี่น้องของท่านพระอาจารย์จวน เมื่อเห็นท่านอยู่ในสภาพลําบากดังกล่าว ด้วยความปรารถนาดี ก็เกิดนึกสงสารท่าน จึงกราบนิมนต์ให้ท่านสึก แต่ท่านมีความตั้งใจบวชไม่สึก ด้วยปัญญาบารมีของท่านจึงได้กําหนดเครื่องสึกไว้มากมาย จนญาติพี่น้องไม่สามารถหามาให้ครบถ้วนได้ จึงต้องยอมและเลิกขอให้ท่านสึก โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“และในพรรษาที่มาจํา ที่ไปจําร่วมกับโยมมารดาเพื่อสงเคราะห์โยมมารดานั่นแหละ เป็นพรรษาที่ ๗ โยมน้าหรือยายนาค ซึ่งเป็นน้องสาวของโยมมารดา เกิดความสงสารข้าพเจ้า เลยบอกลูกบอกหลานว่า “ให้ไปนิมนต์ท่านลาสิกขาเสีย เพราะสงสารหลานกู หลานกูมันทุกข์มันยาก ไปนอนอยู่ป่าอยู่ดง หิวข้าวหิวนํ้า ไม่มีเงินใช้สอย ทุกข์ระกําลําบาก ไม่มีลูกมีเมีย เสียหน่อเสียแนว (เสียวงศ์ตระกูล)” นี่โยมน้าบอกลูกหลาน ลูกหลานเขาก็เห็นพ้องกัน เลยแต่งขันธ์ไปนิมนต์ข้าพเจ้าให้ลาสิกขาในพรรษาที่ ๗ นั้น พวกลูกหลานชาวบ้านเขาก็ถือขันธ์ไป เข้าไปวัด ข้าพเจ้าเห็นอาการอย่างนั้นเลยถามเขาว่า “พากันมาทําไมมากนัก ถือขันธ์มา มีธุระอะไร มานิมนต์อาตมาไปอะไร ?”
เขาตอบว่า “แม่ใหญ่บอกลูกหลาน บอกพวกผม มานิมนต์อาจารย์สึก”
“สึกเพราะเหตุใด ?”
“สึกเพราะว่าแม่ใหญ่สงสาร ลูกหลานมันทุกข์มันยาก นอนป่านอนดง ไม่ได้ลูกได้เมีย ไม่ได้เงินได้ทอง นิมนต์อาจารย์สึกไป ว่าอย่างนั้น พวกผมจึงได้มาตามคําสั่งของแม่ใหญ่”
ข้าพเจ้าก็เลยประกาศขึ้นว่า “เออ ! ดีล่ะ แม่ใหญ่มีความสงสารอย่างนั้นก็ดีแล้ว แล้วพวกลูกหลานสงสารไหม ?”
“สงสารครับ” เขาว่า
“เออดี แล้วอาตมาจะประกาศให้ฟัง การบวชอาตมามีศรัทธาบวชเอาเอง ของบวชอาตมาคิดบวชเอาเอง สะสมเอาเอง ไม่มีใครรู้ พวกญาติพี่น้องไม่ได้เกี่ยวข้อง ส่วนการสึก พวกญาติพี่น้องทั้งหลายอยากให้สึก ต้องแต่งของสึก ของสึกถ้าไม่ครบ สึกออกไปเป็นบ้า จะรับรองได้ไหม ?”
เขาว่า “รับรองได้ ให้บอกมา”
แล้วก็ประกาศอีก ยํ้าอีกว่า “ภาระข้างไหนจะมากกว่ากัน ข้างให้สึกมาก หรือข้างให้อยู่มากถึงค่อยพิจารณากัน” เลยประกาศขึ้น “ใครอยากให้สึก ?” พวกอยากให้สึกมาก “ใครอยากให้อยู่ ?”พวกอยากให้อยู่มีเพียง ๕ คน
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงกําหนดของสึกให้เขา แต่งเครื่องสึกให้เขา เขาก็รับว่าจะทําได้ ของสึกมีดังนี้
หนึ่ง “หมวก สองเสื้อชั้นนอกชั้นใน สามกางเกงชั้นนอกชั้นใน รองเท้า นาฬิกา สายสร้อย” เขาว่า “ได้” “เครื่องนุ่งชุดทํางาน” เขาก็ว่า “ได้”
ที่สอง “การซักรีดเสื้อผ้า ใครจะรับ ?” เขาว่า “ได้”
ที่สาม “รถจักรยานยนต์ คือ มอเตอร์ไซค์ สําหรับการสึกใหม่ขี่ไปขี่มา ได้ไหม ?” เขาว่า “ได้”
สี่ “รถฟอร์ด ๑ คัน” เขาว่า “ราคาเท่าไร ?”
“สมัยนี้อย่างตํ่าก็ ๖ หมื่น อย่างสูงก็ ๑ แสน” เมื่อเขาได้ฟังดังนั้น กระอ้อมกระแอ้มเสียแล้วชักจะพูดไม่ออกเสียแล้ว เขาว่า “ไม่ได้หรอก”
ข้อที่ห้า “ให้ปลูกปราสาทบนอากาศ ไม่มีเสาปักดิน นึกอยากไปที่ไหนให้ลอยไป ได้ไหม ?”เขาว่า “ไม่ได้หรอก” อย่างนี้
ที่หก “ให้มียาป้องกันเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะสึกไปแล้ว มันจะไม่ได้แก่ ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ตายให้มีอายุยืนยงคงทน หนุ่มแน่นอยู่เสมอๆ ได้ไหม ?” เขาว่า “ไม่ได้หรอก”
และข้อต่อไป “การสึกใหม่ ธรรมดาสึกไป ทางของฆราวาส ต้องมีลูกมีเมีย จะหาให้ได้ไหม ?”มีน้าคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “เออ ! ได้ เรื่องนี้ผมรับรอง ลูกสาวผมมีอายุ ๑๖ ปี ยกให้เลย ไม่ต้องมีค่าสินสอด” แน่ะ ! อย่างนั้น
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ได้ครบเครื่องสึก สึกออกไปก็เป็นบ้า ไม่มียาปัว (รักษา) สึกไม่ได้ รับรองไม่ได้ให้ครบ ในจํานวนที่ประกาศในครั้งนี้ได้ครบทุกข้อไหม ทุกอย่างไหม ?”
“ไม่ได้” เขาว่า
“ไม่ได้ก็หยุดกัน” เลยโอเคกันเลย อย่างนั้นแหละ นี่พรรษาที่ ๗”
เรื่องการแต่งของสึก โดยการกําหนดขอสิ่งนั้นและขอสิ่งนี้ นั้นเป็นอุบายอันชาญฉลาดแยบคายของท่านพระอาจารย์จวน ซึ่งในครั้งพุทธกาลก็เคยมีเรื่องพระสวดมนต์ขอดวงแก้ววิเศษจากพญานาคเพื่อขับไล่พญานาคที่มารังแก ดังนี้
“พระพุทธเจ้าสอนคนไม่ให้เห็นแก่ตัว ตรัสว่านั่นเป็นคนสกปรก คนขี้ขอเป็นพวกเห็นแก่ตัว เป็นที่รังเกียจของคน แม้พญานาคก็รังเกียจคนขี้ขอ
ทรงตรัสเล่าว่า สมัยหนึ่งมีภิกษุไปนั่งภาวนาอยู่ใกล้แม่นํ้าใหญ่ ถูกพญานาคซึ่งตนนี้เป็นพญานาคเกเรมารังแกข่มขู่ขับไล่ไม่ให้บําเพ็ญกรรมฐาน พระกลัวจนต้องหนีไปที่อื่น พระอื่นก็มานั่งภาวนาต่ออีกหลายรูป เพราะเป็นที่สงัด ร่มเย็นเป็นสัปปายะ เหมาะแก่การปฏิบัติทางจิต ทุกรูปต้องหนีหมด
พระรูปหนึ่งไปฟ้องพระพุทธเจ้า จึงทรงสอนมนต์ให้บทหนึ่ง ใช้สวดเมื่อถูกพญานาคมาข่มขู่ พระนั้นก็ไปนั่งบําเพ็ญภาวนาที่ใกล้แม่นํ้านั้น
ขณะนั่งภาวนา พญานาคก็เลื้อยขึ้นมา แผ่พังพาน ส่งเสียงขู่ฟ่อๆๆ น่าสะพรึงกลัว พระรูปนั้นก็ท่องมนต์ นาคได้ฟังก็ตกลงเลื้อยกลับลงแม่นํ้า
วันถัดมาพญานาคก็มาอีก คราวนี้พอขึ้นฝั่ง เลื้อยได้หน่อยเดียว พระก็ท่องมนต์ นาคก็ตกใจ รีบเลื้อยกลับลงแม่นํ้าอีก
วันที่สามพอพญานาคโผล่เศียรพ้นแม่นํ้า พระก็สวดมนต์อีก พญานาคดําหนีหายไป ไม่มาปรากฏอีกเลย
มนต์บทศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขับไล่พญานาคนี้แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “พ่อนาคเอย ดวงแก้ววิเศษในปากท่านนั้น อาตมาขอบิณฑบาตแก่อาตมาเถิด” ขอกันดื้อๆ นาคมีแก้ววิเศษประจําตัว สําหรับอยู่ในนํ้า บก แลอากาศ ใช้หาอาหารและในการแปลงรูป เมื่อถูกขอบิณฑบาตก็ตกใจกลัว
พระพุทธเจ้าจึงสอนว่าเกิดเป็นคนอย่าเป็นคนขี้ขอ เพราะเป็นคนสกปรกเป็นที่รังเกียจของเทวดาและมนุษย์แม้กระทั่งสัตว์อย่างพญานาค
ขอพระธรรมอันพระตถาคตได้ประกาศดังแสดงมานี้ จงยังท่านทั้งหลายให้เป็นผู้สะอาด ไม่เห็นแก่ตัวและไม่เป็นคนขี้ขอ เพื่อเป็นที่รักของเทวดาแลมนุษย์”
ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ท่านประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
วันออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ตรงกับวันศุกร์ที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ เมื่อออกพรรษาได้ไม่นาน ในระยะนี้ท่านพระอาจารย์จวน ท่านต้องประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงทั้งในทางโลกและในทางธรรม ในเวลาต่อเนื่องใกล้ๆ กัน กล่าวคือ ในเดือนพฤศจิกายน โยมมารดาและพี่ชายของท่านป่วยหนักและถึงแก่อนิจกรรม โดยท่านอยู่พยาบาลโยมมารดาและพี่ชายประมาณ ๑ เดือน พี่ชายของท่านก็ตายก่อนโยมมารดาเล็กน้อย โยมมารดาของท่านทราบวันตายล่วงหน้า โดยบอกกับท่านและลูกหลานล่วงหน้าว่า “แม่จะตายคืนวันพฤหัสฯ เวลาตีหนึ่ง” และเมื่อถึงคืนวันพฤหัสบดีที่๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลาตีหนึ่ง โยมมารดาก็ถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ
ถัดจากนั้น เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลา ๐๒.๒๓ นาฬิกา ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ และเป็นประดุจบิดาในทางธรรมของท่าน ได้ถึงแก่กาลมรณภาพ และเมื่อวันอังคารที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ตรงกับวันขึ้น ๑๓ คํ่า เดือน ๓ ได้จัดประชุมถวายเพลิงศพท่าน ณ วัดป่าสุทธาวาส อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษาแล้ว ก็ได้รีบเดินทางจะมานมัสการท่านอาจารย์ใหญ่มั่น แต่มาถึงดงมะอี่ วิเวกชั่วคราว เพราะที่นั่นวิเวกดี ก็พอดีญาติพี่น้องทางบ้าน เลยมาให้ข่าวว่าโยมมารดาและพี่ชายป่วยหนัก ก็เลยลงไปเยี่ยม ประมาณ ๑ เดือน โยมมารดาที่บวชเป็นชีและพี่ชาย ก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมคือมรณภาพ ได้จัดการทําฌาปนกิจศพสําเร็จแล้วก็รีบขึ้นมาหาท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น พอดีท่านก็มรณภาพแล้ว ไม่ทันท่าน ไม่ได้เห็นใจท่าน ทันแต่การเก็บศพ คือทําฌาปนกิจศพถวายพระเพลิงท่าน ได้จัดทําอยู่นั้น เป็นเวลาเดือนหนึ่งเสร็จ”
อนึ่ง การสูญเสียอย่างใหญ่หลวงทั้ง ๒ เหตุการณ์ ย่อมนํามาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจให้กับท่านพระอาจารย์จวนเป็นอันมาก เป็นอันว่าในขณะที่ท่านเป็นพระหนุ่มมีอายุเพียง ๒๙ ปี ท่านก็ปราศจากไร้ซึ่งโยมบิดาและโยมมารดา นับว่าเป็นความสูญเสียทางด้านจิตใจอย่างยิ่งใหญ่ในทางโลก แต่ก็ได้ชดเชยอุดหนุนท่านในทางธรรม เพราะทําให้ท่านหมดห่วงหมดความกังวลในบุพการี และเป็นผลดี คือ ท่านสามารถออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานอยู่ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาได้อย่างสะดวกคล่องตัว ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
ส่วนการสูญเสียท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ทางภาคปฏิบัติของท่านนั้นนับว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในทางธรรมและมากยิ่งกว่าในทางโลก ทําให้วงพระธุดงคกรรมฐานในขณะนั้นสั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก พระศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นต่างก็พากันเศร้าโศกเสียใจและเกิดความสลดหดหู่ว้าเหว่จิตใจเป็นอันมากต่อการจากไปของท่านพระอาจารย์มั่น เพราะขาดครูบาอาจารย์ผู้แนะนําสั่งสอนและขาดที่พึ่งทางใจ รวมทั้งท่านพระอาจารย์จวน เพราะขณะนั้นท่านเพิ่งบวชได้เพียง ๗ พรรษา และที่สําคัญท่านก็ยังไม่ได้บรรลุธรรมตามเจตนาที่ตั้งไว้ ท่านจําเป็นต้องพึ่งพาอาศัยครูบาอาจารย์ เพื่อคอยเมตตาอบรมสั่งสอนชี้แนะต่อไป
พระอรหันต์มีสติทุกลมหายใจ
ในระยะที่ท่านพระอาจารย์มั่นเจ็บหนักนี้ ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว สติของท่านเป็นมหาสติมหาปัญญา มีสติทุกลมหายใจ จึงไม่มีเผลอ แต่ขณะนั้นหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านเกิดความคิดสงสัยขึ้นมาว่า ท่านพระอาจารย์มั่นจะมีเผลอบ้างหรือไม่ ? แล้วท่านก็รีบระงับความคิดนั้นทันที โดยหลวงตาพระมหาบัวได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เรื่อง สนฺทิฏฺฐิโก ก็แบบเดียวกันนั้น ไม่ผิดอะไรกับการรับประทานนี้เลย สดๆ ร้อนๆ อย่างนี้จะไปครึที่ไหน ล้าสมัยที่ไหน ถ้าไม่ให้กิเลสมันหลอกเล่นเปล่าๆ ทําลงไปซิให้ได้เห็น ทีนี้จิตเมื่อเวลาถึงขั้นเต็มที่ของมัน ขึ้นชื่อว่าสมมุติไม่มีเหลือแล้วจะเกิดที่ไหน เอ้า ! ไสไปซิ ไม่ว่าจะตายกลางคํ่ากลางคืนตายเวลาไหน ตายอิริยาบถใด ตายด้วยเหตุผลกลไกอะไร เป็นแต่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์สลายตัวไปเท่านั้น ธรรมชาตินั้นตายตัวแล้ว ท่านเรียกว่า อกุปฺป
อกุปฺป แปลว่าอะไร หาความกําเริบไม่ได้ นั่น พระโสดาก็ไม่กําเริบที่จะลงมาเป็นปุถุชนพระสกิทาฯ ก็ไม่กําเริบที่จะสลายตัวลงมา หรือว่าเสื่อมลงมาเป็นพระโสดา พระอนาคาก็ไม่เสื่อมลงมาเป็นพระสกิทาฯ พระอรหันต์ไม่เสื่อมเป็นพระอนาคา และไม่เสื่อมลงมาเป็นปุถุชน นั่นจึงเรียกว่า อกุปปธรรม
อกุปฺปธมฺโม อกุปฺปธมฺโม ธรรมไม่กําเริบ ไม่กําเริบไปโดยลําดับๆ จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง เรียกว่าไม่กําเริบโดยประการทั้งปวง นั่น ให้เห็นในหัวใจเจ้าของซิแล้วจะหายสงสัยเอง จะไปสงสัยใคร ถ้าลองเจ้าของได้ประกาศกังวานขึ้นในหัวใจเจ้าของแล้วจะไปสงสัยผู้ใดที่ไหนอีก ถ้าไม่ใช่บ้าว่างั้นเลย พระอรหันต์บ้ามันเป็นได้ เช่น อย่างเป่านกหวีดปี๊ดๆ สําเร็จแล้ว วันหลังมาเป่าปี๊ดอีก มันไม่สําเร็จ มันบ้าสองชั้น ถ้าแบบนั้นเป็นได้ ถ้าเป็นแบบศาสดาองค์เอกแล้วเป็นไปไม่ได้ ตามหลักของสวากขาตธรรมแล้วเป็นอย่างนั้น นั่นแหละธรรมของจริง
มีแต่ชื่อ มีแต่เสียงของธรรมเต็มอยู่กับคัมภีร์ใบลาน เต็มอยู่กับความจดความจํา ไม่ได้เต็มอยู่ในความจริง มีแต่ความจดความจําเอามาโอ้มาอวดกันเฉยๆ กิเลสมีกําลังมากยิ่งสนุกเหยียบหัวคนที่สําคัญตนว่ารู้ว่าฉลาด เพราะการศึกษาเล่าเรียนมามาก เราหารู้ไม่ว่ากิเลสมันสนุกเหยียบรีดกินหัวใจเราจนแหลกหมด ทั้งๆ ที่เราว่าเรามีความรู้มากนั่นแหละ นี่คือความจํา เป็นอย่างนี้ จําเฉยๆ จําไม่ปฏิบัติ ถ้าจําเพื่อปฏิบัติ เอา ! นั่นล่ะกิเลสเริ่มร้อนแล้วที่นี่นะ ร้อนแม่ร้อนลูกกันไปแล้ว เดี๋ยวก็บ้านแตกสาแหรกขาด ถ้าลงปฏิบัติได้ จับเข้าไปแล้วมันเป็นความจริง จะรู้ของจริงไปโดยลําดับลําดา จนกระทั่งกิเลสพัง พังเพราะปฏิบัติ
พูดอย่างนี้ทําให้ระลึกแย็บไปถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ (ท่านพระอาจารย์มั่น) อันนี้ผมไม่ลืมนะ อะไรที่คิดกับท่าน ผมไม่ลืม ตอนนั้นเรากําลังชุลมุนวุ่นวาย ท่านทางธาตุทางขันธ์แล้วก็เพียบ เราทางด้านจิตใจมันเพียบ มันเพียบไปคนละด้าน ท่านก็เพียบทางด้านธาตุขันธ์ จิตใจท่านไม่ได้พูดแหละ ไม่ได้หมายอะไร แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องตัวกิเลสมันก็ไปแทรกจนได้ ผมถึงได้พูดให้หมู่เพื่อนฟัง เวลาดึกๆ ท่านมีลักษณะเหมือนครวญเหมือนคราง อี๊ๆๆ นิดๆ ไม่ได้มากนะ ก็เราอยู่นั่นน่ะ มีลักษณะเหมือนอี๊ๆ แอ๊ะๆ เหมือนร้องเหมือนครางเบาๆ น่ะ แล้วมันก็แย็บขึ้นมา แต่แย็บเราระวังนะ
เอ๊ ! เวลาท่านเป็นอย่างนี้นั้น ท่านจะมีเผลอบ้างไหมนะ ? เท่านั้นล่ะ พอแล้ว เราว่าเหมือนอันหนึ่งมันตีปั๊บเลยไม่ให้กําเริบยิ่งกว่านี้ไป พูดง่ายๆ ก็เพราะมันระวังอยู่นี่ เพียงแย็บออกไปเท่านั้นล่ะ เวลาท่านมีอาการอย่างนี้ ท่านจะรู้สึกมีเผลอบ้างไหมนา ? เท่านั้นล่ะ เราก็หยุดทันทีเลย แล้วก็จําไว้ด้วยไม่ลืมนะ มันหากเป็นธรรมชาติของมันเอง
จนกระทั่งเรื่องผ่านไป ท่านก็ปรินิพพานไปแล้วเรื่องของเราจึงมาเป็นทีหลัง เราก็กราบขอขมาโทษท่านเลย อันนี้เราแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เราหลุดไปเลยไม่มีอะไรเหลือ เว้นแต่ว่าเรากลัวเราเป็นหมาเท่านั้นล่ะ นั้นถึงวันตายก็ไม่หมด เพราะเราก็รู้อยู่ในใจของเราว่ากลัวเป็นหมานี่ “หือๆ พวกนี้มาเพื่อปฏิบัติเพื่อพระหรือเพื่อหมา” ท่านว่า เราปฏิบัติเพื่อพระ มันขึงขังภายในใจนะ จิตเข้าใจว่าตัวบริสุทธิ์ เข้าใจว่าตัวจริงจัง แต่กิเลสเข้าแฝงในนั้นเราไม่รู้เลย อันนั้นจนกระทั่งวันตายก็ไม่หมด เราแน่ในหัวใจเรา
แต่ที่เราไปคิดถึงเกี่ยวกับเรื่องท่านว่า “เอ๊ ! ท่านมีลักษณะ อื๊อๆ อย่างนี้ ท่านจะเผลอบ้างไหมนา ?” นี้หมดเราแน่ใจ เพราะเราระมัดระวังมาก พอมันแย็บเท่านั้น เราก็รีบ เหมือนกับว่าตบกันลงทันทีเลย แล้วก็ไม่ลืมขณะจิตที่มันคิดถึงท่านอย่างนี้ เวลาเรื่องของเราผ่านไปทีหลัง เราถึงกลับมายอมเลยทันที โอ้โห ! ทําไมคิดผิดเอามากมาย คาดพ่อแม่ครูอาจารย์ โห ! คนมีกิเลสไปคาดคนสิ้นกิเลสมันคาดกันได้อย่างนี้เชียวเหรอ กิเลสพาให้คาดนั่น มันยอม เข้าไปกราบอัฐิของท่าน เข้าไปกราบขอขมาโทษอัฐิของท่าน อันนี้ปรากฏว่ามันโล่งไปเลยทันที ไม่ปรากฏว่ามีอะไรตกค้าง แต่คําว่ากลัวว่าเป็นหมานั้น จนกระทั่งวันตาย เรายอมรับอันนี้
“หือ ! จิตของท่านสิ้นแล้ว จะให้ท่านมาเป็นอะไรอีก”
ถ้าลงจิตบริสุทธิ์ จิตเป็นถึงขนาดอรหัตภูมิบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว ยังจะกลับมาเป็นปุถุชนอีก ศาสนามีความหมายอะไรวะ นั่น ธรรมะพระพุทธเจ้าที่ว่า สฺวากฺขาโต หมายความว่ายังไงนั่นซิ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ตรัสไว้ชอบแล้วมันชอบอะไร ว่าเป็นยังงั้นแล้วกลับเป็นยังงี้อีกๆ ท่านตรัสไว้ชอบยังไงถ้าไม่ใช่มันหลอกเท่านั้นเอง ธรรมของจริงเป็นอย่างนั้น
นี่ล่ะกิเลสมันสวมรอยเป็นอย่างนี้ล่ะ เรื่องของเรา เราจําไม่ลืมเลยมันสวมรอย ตั้งแต่บัดนั้นผมไม่ลืมจนกระทั่งบัดนี้นะ นี่เห็นไหม มันสวมรอย ทั้งๆ ที่ก็อาศัยเจตนาว่าดีนั่น เจตนาดีนั่น มันสวมรอยได้อย่างนี้
จิตของท่าน เราก็เชื่อท่าน มาตั้งแต่ไปฟังเหตุฟังผลท่านทีแรก ถึงแน่ใจว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ขนาดนั้นนะ แต่ทําไมมันจึงไปแย็บ “เอ๊ ! ท่านจะมีเวลาเผลอบ้างไหมนะ ?” เหมือนกับท่านจะเป็นผู้แบกสติแบกปัญญาไว้อย่างนี้ ประคองอรหันต์ไว้อย่างนี้ เป็นลักษณะอย่างนั้นนะ เหมือนกับท่านเอามหาสติมหาปัญญานี้ประคองไว้ แบกหามจิตดวงบริสุทธิ์ไว้อย่างนั้น กลัวจิตดวงบริสุทธิ์นี้จะพลาดไปจากมหาสติมหาปัญญาแล้วจะจม มันเป็นของมันอย่างนั้น จึงต้องถาม จึงต้องสงสัยว่า “เอ๊ะ ! เมื่อจิตท่านมีลักษณะ อาการของท่านมีลักษณะอย่างนี้ ท่านจะเผลอบ้างไหมนา ?” มันถึงเป็น
ส่วนที่พูดว่าเพราะธรรมไม่เคยรู้ สิ่งไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น มันก็สงสัยบ้างเป็นธรรมดาก็ยกไว้ แต่เมื่อยกขึ้นถึงเรื่องว่า กุปปธรรม อกุปปธรรม เข้าล่ะซิ มันค้านกัน มันลบล้างกันกับอันนี้อย่างเต็มที่เลยว่าที่ไม่เคยรู้เคยเห็น เป็นธรรมไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ก็สงสัยบ้างแหละ แล้วกุปปธรรม อกุปปธรรมใครตรัสไว้นั่นน่ะ ก็ศาสดาองค์เอกเป็นผู้ตรัสไว้ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ใครเป็นผู้ตรัสไว้ ก็ศาสดาองค์เอก เรารู้ตามความจริงนั้นแล้ว มันจะไปไหน ถ้ามันไม่ลงตรงนั้น มันจะลงตรงไหน มันก็หมดปัญหา จะเอาปัญหามาจากไหน เพราะธรรมนั้นไม่ใช่ธรรมปัญหานี่ เรื่องของปัญหามีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้นเข้าแทรกๆ ถ้าหมดกิเลสไปแล้ว มันก็หมดปัญหา ไม่มีอะไร”
เรื่องโยมมารดาของท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สําหรับเรื่องโยมมารดาของข้าพเจ้านี้ คิดว่าควรจะเล่าให้ละเอียดสักหน่อย เพื่อเป็นเกียรติประวัติของหญิงชนบทคนหนึ่ง โยมมารดาข้าพเจ้าเป็นหญิงชาวบ้าน ไม่ได้รับการศึกษา ไม่รู้หนังสือเพราะคนโบราณสมัยนั้นในจังหวัดชนบทห่างไกล ไม่ได้เข้าโรงเรียนแต่อย่างใด แต่ก่อนท่านเป็นคนถือผีไท้ผีฟ้าด้วยซํ้า เพราะป่วยเป็นโรคตา เจ็บตา ก็เอาหมอผีมารักษา ในบ้านมีศาลบูชาผีอยู่ด้วย มารดาตกแต่งดอกไม้มาบูชาเป็นประจําทุกวันด้วยความเลื่อมใส
เวลานั้นข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก จําได้ว่ากําลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๕ มีความคิดว่า ผีหรือเทวดานี่แหละเป็นตัวทําให้มารดาตาเจ็บ อย่ากระนั้นเลย เราต้องปราบผีนี้เสีย วิธีปราบผีของเด็กชายจวนสมัยนั้นก็คือกลับจากโรงเรียนวันหนึ่ง ก็เอาค้อนมาทุบศาลผีหรือเทวดาที่มารดาเรียกแตกกระจายมารดากลับมาบ้านตอนเย็นเห็นเข้าก็ตกใจว่า ลูกมาทําอย่างนั้น ทําผิดต่อผีต่อเทวดาเช่นนั้น นัยน์ตาคงจะแตกตายแน่ ข้าพเจ้าก็ว่า “ไม่เป็นไรหรอก ไม่แตกดอก ลูกปราบผีให้แล้ว” มารดาจะแต่งศาลที่บูชาขึ้นใหม่ ข้าพเจ้าก็ไม่ยอมว่า “แต่งไม่ได้ บ้านนั้นเขามีไว้ให้คนอยู่ ไม่ใช่ให้ผีอยู่” มารดาว่า “ถ้างั้นจะเอาไปไว้ที่ไหน ?” ข้าพเจ้าก็ว่า “ไว้ที่ไหนก็ได้แต่ไม่ใช่บนบ้านนี้… ที่ป่าไผ่ก็ได้”
สุดท้ายมารดาก็เอาศาลไปแขวนไว้ที่ป่าไผ่นอกบ้าน
ข้าพเจ้าจึงคิดหาอุบายที่จะทรมานมารดาให้เลิกนับถือผี จึงไปหาซื้อหนังสือ “หลานสอนปู่”มาอ่านให้มารดาฟัง หนังสือ “หลานสอนปู่” นี้เป็นหนังสือที่คนโบราณแต่งไว้เป็นคติสอนใจ ทางอีสานรู้จักกันดีเป็นหนังสือคู่กันกับหนังสือ “ปู่สอนหลาน” เนื้อความที่เป็นสาระโดยย่อเท่าที่ข้าพเจ้าจําได้ก็คือ หลานซึ่งเป็นเด็กเล็ก พยายามจะสอนให้ปู่รู้จักเข้าวัดเข้าวา ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ให้รู้จักสร้างสมทางกุศล ตักบาตร ทําบุญ ให้รู้จักการภาวนาบอกว่า ถ้าปู่ไม่รู้จักเข้าวัดฟังธรรม เด็กน้อยก็จะไม่นับถือยําเกรง
ข้าพเจ้าแกล้งอ่านไปเรื่อยๆ ระยะแรก มารดาก็ไม่ฟัง เอ็ดตะโรว่าหนวกหู แต่ข้าพเจ้าก็ทําไม่รู้ไม่ชี้ อ่านไป… อ่านไป โดยเฉพาะเวลามารดาอยู่บ้านจะฟังหรือไม่ฟังก็ตามใจมารดา เรามีหน้าที่อ่านก็อ่านเสียงแจ้วๆ ไป กระทั่งภายหลังวันไหนไม่อ่าน มารดาก็จะถามหา แสดงว่าธรรมะของ “หลานสอนปู่” ได้ซึมซาบเข้าไปสู่จิตใจมารดาแล้วเป็นลําดับ และต่อมาหลังจากนั้นมารดาก็เลยเลิกนับถือผีไท้ ผีฟ้า กลับเข้าวัดเข้าวาฟังเทศน์ ถือศีลเป็นอันดี
นับว่าอุบาย “หลานสอนปู่” ของเด็กชายจวนในครั้งกระโน้น ได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง
เมื่อโยมมารดาบวชเป็นชีครั้งนี้ อายุได้ ๗๕ – ๗๖ ปีแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นท่านคงจะพิจารณารู้การณ์ข้างหน้า ท่านจึงแต่งให้ข้าพเจ้าไปจําพรรษากับมารดาท่านว่า “ท่านจวนเอามารดามาบวชแล้ว… ไม่ได้ ต้องไปอบรมสั่งสอนผู้เฒ่านะ” แล้วท่านก็แนะนําวิธีให้ว่า “อบรมผู้เฒ่านั้นอย่าไปอบรมมากๆ ลึกซึ้งอะไร ผู้เฒ่าจําไม่ได้หรอก เอาแต่สั้นๆ พอให้ทําได้แล้ว จึงค่อยแนะขั้นต่อไปเป็นลําดับ” ท่านบอกอุบายให้แล้วก็เตือนข้าพเจ้า ออกพรรษาแล้ว ให้รีบไปหาท่าน เพราะประเดี๋ยวจะไม่ทันท่าน ดังที่ข้าพเจ้าเคยเล่าไว้แล้ว
เมื่อข้าพเจ้ากลับมาพยาบาลท่าน ตอนโยมมารดาเจ็บหนักนี้ ท่านก็บอกว่า ท่านจะอยู่ไม่ได้นาน อีกสามวันก็จะไปล่ะ เพราะมารดาเกิดวันพฤหัสบดี จะตายวันนั้น โยมมารดาบอกวันตายด้วย แล้วก็บอกเวลาอีก ว่าเวลาตีหนึ่ง จะลาล่ะ อย่ารีบไปไหน
พอถึงวันพฤหัสบดี ลูกหลานทุกคนก็มาเฝ้ากันหมดพร้อมหน้า ข้าพเจ้าก็นั่งอยู่ใกล้ๆ คอยเฝ้าผู้เฒ่าอยู่ ถามโยมมารดาว่า “มีห่วง มีอะไรสงสัยไหม ?”
ท่านก็ว่า มีอยู่อย่างหนึ่ง ท่านสงสัยเรื่องกรรมคือท่านเอาหมากถั่ว (ถั่วฝักยาว) ที่ไร่ของหลาน ไร่นั้นเขาทิ้งร้างแล้ว โยมเก็บมาประกอบเป็นอาหารถวายพระ กลัวว่าการกระทํานี้จะเป็นบาปเป็นกรรม เพราะไม่ได้บอกหลานเขา ข้าพเจ้าก็เลยบอกโยมมารดาว่า ไม่เป็นไรหรอก เป็นไร่ของหลานเราเอง และไร่นั้นเขาก็ทิ้งร้างแล้ว
ท่านบอกว่า ท่านมีสงสัยเพียงแค่นั้น พอถึงเวลาตีหนึ่ง ท่านก็ดับไปจริงๆ โดยหลับตา สิ้นลมไปอย่างสบาย สงบที่สุด”
ภาค ๕ ติดตามหลวงปู่ขาว อนาลโย
ศาสนทายาทธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น
การสร้างศาสนทายาทเพื่อจรรโลงสืบทอดรักษาพระพุทธศาสนานั้นสําคัญมาก และมีมาแต่อดีตกาลในครั้งพุทธกาล ซึ่งในครั้งนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา และทรงอบรมสั่งสอนพุทธบริษัท ๔ โดยเฉพาะพระสงฆ์สาวกให้ฝึกฝนอบรมตนตามหลักธรรมวินัยถือธุดงควัตร บําเพ็ญสมถะ – วิปัสสนากรรมฐานตามป่าตามเขา เมื่อบรรดาพระสงฆ์สาวกได้บรรลุอมตธรรมเป็นพระอรหันตสาวก ก็ได้เป็นศาสนทายาทรักษาพระพุทธศาสนา และเมื่อพระองค์ใกล้เสด็จดับขันธปรินิพพานทรงมอบธรรมวินัยเป็นองค์แทนตถาคต ดังนี้
“พระธรรมและพระวินัยนั่นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราตายไปแล้ว นั่น ดูก่อน อานนท์ เมื่อยังมีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยอยู่ พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะ อานนท์”
จากนั้นพระสงฆ์สาวกประเภทอรหัตอรหันต์ต่างก็ได้ทําหน้าที่สร้างศาสนทายาท เพื่อสืบทอดต่อๆ กันมา เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันกาล ทั้งจะสืบทอดต่อออกไปในอนาคตกาล
ในครั้งกึ่งพุทธกาล เมื่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดแล้วท่านได้ฝึกฝนอบรมสั่งสอนพระศิษย์เป็นศาสนทายาทจํานวนมากมาย และในระยะบั้นปลายของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้เริ่มเอ่ยถึงชื่อศาสนทายาทของท่าน ซึ่งนอกจากท่านพระอาจารย์มั่นจะกล่าวชื่นชมคุณธรรมของหลวงปู่ขาว อนาลโย แล้ว ท่านยังกล่าวชื่นชมองค์หลวงตาพระมหาบัว
โดยท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวชื่นชมคุณธรรมของหลวงปู่ขาวให้บรรดาพระศิษย์ทั้งหลายฟังว่า “หมู่เอ๊ย ! ให้รู้จักท่านขาวไว้นะ ท่านขาวนี่เธอได้พิจารณาถึงที่สุดแล้ว”
โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้บันทึกเหตุการณ์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นมาเยี่ยมหลวงปู่ขาวในสมาธิภาวนา ดังนี้
“เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นนิพพานไปแล้ว ท่านได้มาเยี่ยมและแสดงสัมโมทนียธรรมให้หลวงปู่ขาวฟังทางนิมิตภาวนาเสมอๆ ตลอดพรรษา การทําข้อวัตรในบริเวณถํ้าที่พักจําพรรษาตลอดการจัดบริขารต่างๆ ไม่ถูกต้องประการใด ท่านได้ตักเตือนอยู่เสมอ พรรษานั้นจึงเป็นเหมือนอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นตลอดเวลา ท่านมาแสดงประเพณีของพระธุดงค์ผู้มุ่งต่อความหลุดพ้นให้ฟังว่าธุดงควัตรต่างๆ ควรรักษาให้ถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ประทานไว้ อย่าให้เคลื่อนคลาด… และภายหน้าหลวงปู่ขาวจะเป็นอาจารย์ของคนจํานวนมาก”
ส่วนองค์หลวงตาพระมหาบัวนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวชมไว้ว่า “ท่านมหาเป็นผู้ฉลาดทั้งภายนอกภายใน ต่อไปจะเป็นที่พึ่งแก่หมู่คณะได้มาก”
ในขณะที่ท่านพระอาจารย์มั่น จําพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพไม่นาน ท่านได้สั่งและมอบหมายหลวงปู่ขาว อนาลโย ให้เป็นผู้ดูแลอบรมสั่งสอนท่านพระอาจารย์จวนเหตุที่ท่านพระอาจารย์มั่นไว้วางใจหลวงปู่ขาว เนื่องจากท่านทั้งสองเคยพูดคุยสนทนาธรรมกันแล้วท่านพระอาจารย์มั่นจึงทราบว่าหลวงปู่ขาว ท่านได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งและจะเป็นศาสนทายาทองค์สําคัญองค์หนึ่งของท่าน ที่จะทําหน้าที่สืบทอดวงพระธุดงคกรรมฐาน และสืบทอดพระพุทธศาสนาแทนท่านต่อไป
เสร็จงานฌาปนกิจหลวงปู่มั่น ติดตามหลวงปู่ขาว
ในกรณีของหลวงปู่ขาว และ ท่านพระอาจารย์จวน ต่างก็ไม่เคยพบกัน และก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ประมาณเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านทั้งสองได้พบกันครั้งแรกในงานประชุมถวายเพลิงศพท่านพระอาจารย์มั่น ภายหลังจากเสร็จงาน พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นเหมือนบ้านแตกสาแหรกขาด เหมือนลูกขาดพ่อขาดแม่ผู้ให้ความอบอุ่น เพราะการมรณภาพจากไปของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นทั้งพ่อแม่ครูอาจารย์ เป็นทั้งร่มโพธิ์ร่มไทรใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่ศิษย์ที่เข้ามาอาศัย ดังนั้น พระศิษย์รุ่นลูกรุ่นหลานของท่านพระอาจารย์มั่น จึงต่างพากันเข้าหาครูบาอาจารย์ศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อหวังเป็นที่เกาะที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวต่อไป
กรณีของท่านพระอาจารย์จวนก็เช่นกัน แรกเริ่มเดิมทีท่านมีความตั้งใจจะออกติดตามหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี ไปภาคใต้ แต่ในที่สุดด้วยความเคารพเชื่อฟังในคําสั่งของครูบาอาจารย์ ท่านไม่ได้ไปกับหลวงปู่เทสก์ แต่ท่านได้ติดตามไปอยู่กับหลวงปู่ขาว ตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งไว้
โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าปรึกษากันกับท่านอาจารย์วัน อุตฺตโม เจ้าคุณอุดมวิสุทธิสังวรมหาเถระ สมัยปัจจุบันนี้ ก็คือท่านอภัยดํารงธรรมวิเวกนั่นเอง สมัยนั้นปรึกษากันว่าจะไปเที่ยวทางปักษ์ใต้ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งสมัยนั้นท่านเจ้าคุณเทสก์ (ท่านเจ้าคุณพระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์) หรือ ท่านพระอาจารย์หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี วัดหินหมากเป้ง ท่านไปประกาศศาสนาที่นั่น ท่านว่าดี เราก็ตัดสินใจว่าจะไป
ทีนี้ท่านอาจารย์ขาว คือหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพลนี่เอง ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยพบเห็นกันกับท่านหลวงปู่ และท่านหลวงปู่ก็ไม่รู้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ท่าน ท่านได้ทราบว่าข้าพเจ้ามาจากการฌาปนกิจศพ ซึ่งท่านก็ไปร่วมในงานนั้นด้วย แล้วก็พระหมู่พวกเดียวกันบอก ท่านทราบว่านี่คือท่านจวน ท่านก็เรียกเข้าไปหา ท่านเรียกเข้าไปหาแล้ว สนทนาปราศรัยกันไปพอสมควร แล้วท่านก็ไต่ถามว่า “เมื่อเสร็จงานแล้วจะไปไหน ?”
ก็เลยตอบท่านว่า “จะไปเที่ยวปักษ์ใต้ จังหวัดภูเก็ต กับท่านเจ้าคุณเทสก์”
ท่านว่า “ไม่ให้ไป ไปอยู่กับผม ที่ถํ้าเป็ด” ดันกันอยู่อย่างนั้นแหละ
ก็เลยคัดค้านท่านว่า “ผมจะไปปักษ์ใต้ครับ”
ท่านว่า “ไม่ให้ไป” ดันกันอยู่อย่างนั้น
ทีนี้ท่านก็เลยพูดให้ฟังว่า “เวลาผมมาจากจังหวัดเชียงใหม่ แล้วผมเข้าไปนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์มั่นถามผม” นี่หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพลพูดให้ฟังว่า
“ท่านขาว รู้จักท่านจวนไหม ?”
“ไม่รู้”
“เอ้อ ! ท่านจวนคนอําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลฯ น่ะ มาอยู่กับผมนี่ แล้วให้ท่านกํากับท่านจวนนะ ดูแลท่านจวน”
“นี่ท่านอาจารย์มั่นสั่งไว้กับผม เมื่อผมมาพบท่านแล้ว ผมจึงไม่อยากให้ท่านไปที่อื่น ให้ไปอยู่กับผม เพราะท่านอาจารย์มั่นสั่งอย่างนั้น”
เมื่อท่านกล่าวถึงอย่างนี้ อาตมาก็เลยอ่อนใจ ข้าพเจ้าอ่อนใจ ไม่ไป เพื่อเคารพโอวาทของท่านพระอาจารย์มั่น จึงรับคําท่านว่า “จะไม่ไป” จะไปอยู่กับหลวงปู่ขาวนั่นเอง ท่านก็เลยรับรองทุกสิ่งทุกอย่าง ค่ารถ ค่าเรือ ท่านเสียให้หมดทีเดียว ก็เลยไปอยู่กับท่านหลวงปู่ขาวที่ถํ้าเป็ด แล้วก็ย้ายมาจําพรรษาที่หวายสะนอย”
สาเหตุที่หลวงปู่มั่นฝากท่านกับหลวงปู่ขาว
ครูบาอาจารย์ท่านได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่มั่นท่านฝากหลวงปู่จวนไว้กับหลวงปู่ขาว เพราะอะไร ? เพราะว่าเวลาภาวนาไปครูบาอาจารย์กับลูกศิษย์จะอยู่ด้วยกัน จะรู้จริตของแต่ละคนมันจะไม่เหมือนกัน…
เวลาหลวงปู่จวน ในนิมิตของหลวงปู่จวนว่า หลวงปู่มั่นได้เอาหลวงปู่จวนขึ้นหลังแล้วขึ้นใส่หลังไป เห็นไหม นี่นิมิตของหลวงปู่จวน แล้วหลวงปู่จวนท่านปฏิบัติของท่าน ท่านมีประสบการณ์อะไรของท่าน ท่านได้ถามปัญหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเห็นถึงความเป็นไปว่าจิตนี้คึกคะนอง จิตนี้มีฤทธิ์จิตมีฤทธิ์เพราะอะไร เพราะเวลาจิตสงบนะ หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่จวนเวลาจิตสงบแล้วมันจะขึ้นเป็นภาษาบาลี หลวงตาท่านบอกเลย เวลาจิตเราสงบนะ ธรรมมันเกิดเป็นภาษาไทย คือขึ้นมาเป็นภาษาไทย แต่หลวงปู่มั่นกับหลวงปู่จวนขึ้นเป็นภาษาบาลี พวกภาษาบาลีพวกนี้จิตมันจะมีฤทธิ์ พอมีฤทธิ์ขึ้นมานี่หลวงปู่มั่นท่านเห็นคุณสมบัติของจิต เห็นคุณสมบัติของคนว่ามีอํานาจวาสนาขนาดไหน
ฉะนั้น ถ้าคนที่มีอํานาจวาสนา มันต้องมีควาญประจําช้าง ช้างตัวไหนถ้ามันคึกคะนอง ช้างตัวไหนที่มีกําลัง ช้างตัวไหนที่จะใช้ประโยชน์ได้ ควาญประจําช้างนั้นต้องให้ทันช้างตัวนั้น ถ้าควาญช้างตัวนั้นคุมช้างตัวนั้น ฝึกหัดช้างตัวนั้นเป็นประโยชน์ขึ้นมา จะเป็นประโยชน์กับช้างตัวนั้นเองแล้วก็จะเป็นประโยชน์กับศาสนามาก
ฉะนั้น ท่านถึงสั่งหลวงปู่ขาวไว้ว่า “ฝากท่านจวนไว้ด้วยๆ” ทีนี้พอหลวงปู่มั่นท่านฝากหลวงปู่จวนไว้กับหลวงปู่ขาว นี้ฝากไว้กับหลวงปู่ขาว หลวงปู่จวนก็อยากจะไปเที่ยวใต้ อยากจะไปธุดงค์ที่ภูเก็ต หลวงปู่ขาวท่านบอกว่าใช้อุบายก่อน เพราะว่าจะอ้างครูบาอาจารย์…
ในวงกรรมฐาน ในวงของครูบาอาจารย์ของเรานี่เป็นผู้ที่มีคุณธรรม จะอ่อนน้อมถ่อมตนจะอ่อนน้อมจะถ่อมตน จะพูดสิ่งใดเป็นธรรม ไม่มีทิฐิ ไม่มีมานะที่จะพูดกดขี่กัน ไม่มีทิฐิ ไม่มีมานะที่จะพูดเอารัดเอาเปรียบกัน ก็พยายามใช้อุบายบอกว่า “พอเสร็จงานศพแล้วท่านจวนไปกับผมนะไปวิเวกกับผมนะ” หลวงปู่จวน “ไม่ จะไปภูเก็ต ไม่ จะไปภูเก็ต” จนสุดท้ายเหตุผลที่ยกมาแม่นํ้าทั้ง ๕ แล้วก็เอาไม่อยู่ สุดท้ายหลวงปู่ขาวก็เลยพูดตรงๆ “ท่านไปไม่ได้หรอก หลวงปู่มั่นฝากท่านไว้กับผม” หลวงปู่จวนนี่คอตกเลย ต้องไปกับหลวงปู่ขาว พอไปกับหลวงปู่ขาว พอหลวงปู่ขาวท่านสอนของท่าน ท่านพิจารณาของท่าน
เราจะบอกว่า ควาญประจําช้าง ควาญนั้นต้องมีปัญญามากกว่าช้างนั้น ควาญประจําช้างนั้นต้องมีปัญญามากกว่า ควาญประจําช้างนั้นต้องมีปัญญา ต้องมีอุบายวิธีการ บอกให้ช้างนั้นพยายามฝึกหัดตัวเองขึ้นมา พอฝึกหัดตัวเองขึ้นมาจนถึงที่สุด หลวงปู่จวน “ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์” ไปฟังเทศน์หลวงปู่จวนสิ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์คือทุกข์ควรกําหนด เหตุให้เกิดทุกข์คือสมุทัย ทุกข์ดับนั่นคือนิโรธ วิธีการดับทุกข์ นี่มันจะมีสัจจญาณ กิจจญาณ มีกตญาณ นี่วงรอบของ ๑๒ หลวงปู่จวนท่านจะเทศน์อย่างนี้ประจํา
ฉะนั้น เวลาหลวงปู่จวนท่านไปหา ไปกราบหลวงปู่ขาว พาหมู่คณะไปกราบหลวงปู่ขาว ไปดูรูปสิ เวลาหลวงปู่จวนท่านไปกราบหลวงปู่ขาวนะ ท่านเอาหัวเข้าไปไว้ที่เท้านะ แล้วหยิบเท้าของหลวงปู่ขาวนะ ลูบหัวท่านๆ ท่านเคารพ ท่านบูชา ท่านซาบซึ้งบุญคุณหลวงปู่ขาว ที่หลวงปู่ขาวเอาท่านไปชุบเลี้ยง เอาท่านไปดูแล ท่านซึ้งบุญคุณกัน นี่เห็นไหม ถ้าเป็นจริงมันเป็นแบบนี้ เป็นจริงเป็นแบบนี้หมายความว่า เวลาหลวงปู่ขาวท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านมีคุณสมบัติตามความจริงของท่าน ท่านถึงบอกวิธีการ บอกชี้นําทาง ทางที่ผู้ปฏิบัติให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
…เวลาครูบาอาจารย์ของเราตั้งแต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นลงมา เวลาท่านสอน ท่านสอนส่วนตัว อย่างเช่น หลวงปู่จวน ท่านเห็นแววของหลวงปู่จวน ท่านเห็นแววแล้ว พอเห็นแววแล้วมันคิดหลายชั้นนะ เห็นแววหลวงปู่จวนว่า “หลวงปู่จวนจิตนี้มันมหัศจรรย์” ถ้าจิตมหัศจรรย์แล้วใครจะคุม แล้วที่ว่าใครมันจะคุม แล้วตัวท่านมันถึงคราวต้องเสียไง มันถึงคราวท่านต้องตาย เพราะท่านบอกเองว่า “หมู่คณะ ใครจะปฏิบัติ ให้ปฏิบัติมานะ แก้จิต แก้ยากนะ ผู้เฒ่าจะแก้ว่ะ ผู้เฒ่าจะแก้ นี่ผู้เฒ่าแก่แล้วนะ เดี๋ยวผู้เฒ่าก็อายุไม่เกิน ๘๐ นะ”
หลวงตาพูดประจํา ท่านก็นับเลยนะ ๗๐ ๗๑ ๗๒ ๗๓ แล้วนะ ท่านนับมาตลอด ว่าไม่พ้น๘๐ นะ ๘๐ ต้องตายๆ แล้วพอหลวงปู่จวนท่านยังภาวนา มันยังขึ้นมา คือคนเราก็รู้อยู่ว่า จิตมันมหัศจรรย์ แล้วตัวเองก็ต้องตายไปแล้วจะฝากใครไว้ จะฝากอย่างนี้ไว้กับใคร ก็ต้องฝากไว้กับคนรู้จริงสิ ถ้าฝากไว้กับคนรู้จริง เพราะว่าหลวงปู่ขาวท่านได้คุยกันไว้แล้วว่า “หลวงปู่ขาวนี่เป็นพระอรหันต์”
ฉะนั้น ท่านถึงฝากไว้ เพราะฝากไว้ จะไปไว้กับคนอื่นก็ไว้ไม่ได้ จะไปไว้กับใคร ถ้าไว้กับคนอื่นนะ เวลาหลวงปู่จวนท่านปฏิบัติขึ้นไป เห็นไหม มีปัญหาตั้งแต่เรื่องผู้ก่อการร้าย สมัยนั้นแถวนั้นสีแดงหมดเลย เวลาผู้ก่อการร้ายต่างๆ มีอะไรกระทบ เขาก็ไปฟ้องหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวก็เรียกท่านออกไป ไปดูแล จะดูแลตั้งแต่ความเป็นอยู่ แล้วยังคอยบอกทฤษฎี ยังคอยบอกวิธีการ ยังคอยแก้ไขยังคอยทํากัน เพื่อให้ขึ้นมา”
การตรวจสอบคุณธรรม
ในวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อมีการไปมาหาสู่กัน หรือเมื่อมีการพบปะกัน ท่านมักจะมีการตรวจสอบคุณธรรมซึ่งกันและกัน โดยจากการพูดคุยสนทนาธรรมกันตามหลักสัลเลขธรรม หรือธรรมอันเป็นเครื่องขัดเกลาชําระกิเลส มีด้วยกัน ๑๐ ประการ มีอัปปิจฉตา ความมักน้อย เป็นเบื้องต้น มีวิมุตติญาณทัสสนะ ความรู้เห็นอันแจ้งชัดในความหลุดพ้น เป็นที่สุดและเป็นมงคลตามหลัก ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การสนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอันสูงสุดอันเป็นมงคลข้อหนึ่งในมงคล ๓๘ ประการ
ในเรื่องของการตรวจสอบคุณธรรมถือเป็นเรื่องปกติในวงปฏิบัติ มีมาดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงดํารงพระชนม์ชีพอยู่นั้น พระพุทธองค์ทรงรับรองคุณธรรมของพระสงฆ์สาวกด้วยพระองค์เอง จากพระญาณอันชัดเจนแจ่มแจ้ง จากนั้นพระสงฆ์สาวกเมื่อท่านปฏิบัติไปแล้ว ท่านก็ต่างตรวจสอบคุณธรรมของกันและกัน
ครั้นต่อมาในครั้งกึ่งพุทธกาล ยุคฟื้นฟูธุดงควัตร ข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลมหาเถร ท่านพระอาจารย์มั่นภูริทตฺตมหาเถร ท่านก็ตรวจสอบคุณธรรมกันเอง เมื่อบรรลุคุณธรรมขั้นสูงสุด คือ เป็นพระอรหันต์จนเป็นมงคลแก่โลกแล้ว ก็ออกเที่ยวธุดงค์จาริกเผยแผ่ไปทั่วสังฆมณฑล จนพระพุทธศาสนากลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง จากนั้นมาพระธุดงคกรรมฐานศิษย์ในสายนี้เมื่อปฏิบัติไปแล้ว ต่างก็ตรวจสอบคุณธรรมกันเอง โดยยกตัวอย่างดังนี้
ครูบาอาจารย์ตรวจสอบกันเอง เช่น กรณีหลวงปู่ขาวกับองค์หลวงตาพระมหาบัว
ครูบาอาจารย์ตรวจสอบศิษย์ เช่น กรณีหลวงปู่ขาวกับท่านพระอาจารย์จวน และ กรณีองค์หลวงตาพระมหาบัวกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และ
ระหว่างศิษย์ด้วยกันตรวจสอบกันเอง เช่น กรณีท่านพระอาจารย์จวนกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นต้น
เมื่อครูบาอาจารย์ท่านได้พูดคุยสนทนาธรรมตรวจสอบคุณธรรมกันแล้ว ก็จะทําให้ทราบว่าองค์ไหนมีภูมิจิตภูมิธรรม และทรงอริยธรรมในขั้นใด เพราะเมื่อสําเร็จบรรลุอริยธรรมในขั้นใดแล้วจะมีผลเป็นหนึ่งเดียวกัน มีผลเหมือนกันและเป็นอันเดียวกัน ถึงแม้วิธีการปฏิบัติจะแตกต่างกันไปตามจริตนิสัยก็ตาม
การที่วงกรรมฐานจะทราบ “ภูมิจิตภูมิธรรม” ของกันและกัน นอกจากการพูดคุยสนทนาธรรมตรวจสอบกันแล้ว จะทราบจากจิตหยั่งทราบกัน และ ยังทราบได้จากการแสดงธรรม โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“กรรมฐานอ่านภูมิธรรมกันนี้ไม่ได้อ่านยากนะ ขึ้นเทศน์แม้จะเทศน์ประชาชนก็ตาม มันหากมีแย็บออกมาจับจนได้นั่นแหละ แสดงว่าเทศน์มีภูมิ อยู่ในภูมิไหนๆ มันจะค่อยบอกไปเรื่อยๆ แย็บออกมาตรงไหนๆ ออก จะจับไปเรื่อยๆ คือไม่รู้ ออกไม่ได้ ความจริงว่าอย่างนั้นนะ
ธรรมความจริงในหัวใจนี้ เจ้าของไม่รู้ แสดงออกไม่ได้ ไม่เหมือนปริยัติ ปริยัติไม่รู้ก็พูดได้ แต่มันพูดอย่างผิวเผิน ฟังมันก็รู้ พูดแย็บออกมาจากความจริงนิดหน่อย รู้ทันทีๆ เลย นี่ล่ะพระฝ่ายปฏิบัติ ท่านดูกัน ดูด้วยการสนทนา หรือมีญาณดูกันก็ได้ มันมีอยู่ ๒ – ๓ ประเภท
๑. มีจิตส่งดูกันก็ได้
๒. เวลาสนทนาธรรมกัน รู้ภูมิอรรถภูมิธรรมก็ได้
๓. เวลาท่านเทศนาว่าการในที่ต่างๆ จับได้ๆ
เป็น ๓ ขั้น อย่างน้อยเป็น ๓ ขั้น”
พรรษา ๘ พ.ศ. ๒๔๙๓ จําพรรษาที่ถํ้าพวง
เมื่อท่านพระอาจารย์จวนอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาวที่ถํ้าเป็ดได้ไม่นานนัก หลวงปู่ขาวได้สั่งให้ท่านพระอาจารย์จวนไปอยู่ลําพังเพียงองค์เดียวที่ถํ้าพวง อําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ส่วนข้าพเจ้า ท่านหลวงปู่ให้ไปจําพรรษาที่ถํ้าพวง ถํ้าอภัยดํารงธรรม ที่ท่านอาจารย์วันสร้างอยู่เดี๋ยวนี้ ถํ้าพวงนี้แต่ก่อนเป็นถํ้าที่ศักดิ์สิทธิ์และสําคัญมาก ท่านแต่งให้ไปอยู่องค์เดียวในฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนมกราฯ ถึงเดือน ๗ อยู่คนเดียว บิณฑบาตบ้านหนองบัว ทางระยะไกลร้อยกว่าเส้น๑๓๐ เส้นนี่แหละ (ประมาณ ๕ กิโลเมตรเศษ) เดินบิณฑบาตต้องเดินลงจากเขา แหวกทุ่งหญ้าเพ็กซึ่งสูงท่วมหัวไปโดยตลอด การจะไป การจะมา กินเวลามาก บางวันก็ฉันตีนเขา แล้วจึงขึ้นไปอยู่องค์เดียว
ที่ถํ้าพวงนี้ตามประวัติเล่ากันมา ท่านอาจารย์มั่นว่า “ถํ้าหนึ่งที่เป็นถํ้าเล็กๆ อยู่ทิศตะวันออกทางถํ้าพวง ระยะประมาณไม่ไกลจากถํ้าพวง ประมาณสิบกว่าเมตร มีพระอรหันต์องค์หนึ่ง ชื่อว่า “พระนรสีห์” ท่านมานิพพานที่นั่น” ตามประวัติว่า ท่านอาจารย์มั่นท่านเคยมาวิเวกที่นี่แล้ว เวลาจะเข้าใกล้ถํ้านั้น ห่างประมาณ ๑๒ ศอก ท่านได้ถอดรองเท้าไปกราบไหว้ถํ้านั้น เพราะเป็นถํ้าที่สําคัญ ถํ้าที่พระอรหันต์ไปนิพพานที่นั้น และที่ถํ้าพวงนั้นแต่ก่อนยังมีรูหนึ่งลงไปลึก ลงไปใต้พื้นเขา แต่ว่าจะลึกเท่าไหร่ไม่ทราบ เป็นรูใหญ่ที่อยู่ข้างถํ้าพวง ในขณะนั้นประวัติว่า ท่านอาจารย์สิงห์ใหญ่ขนฺตยาคโม ได้ไปวิเวก ท่านว่าเป็นถํ้านาค มันมาพ่นพิษใส่ ท่านก็เลยเอาก้อนหินปิดไว้ให้แน่น เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าจุดไหน ราบรื่นกันไปหมด
ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ถํ้าพวงนั้นการภาวนาดีนัก จิตรวมดี บางคืนรวมครั้งละ ๓ หนก็มี อยู่มาสมัยนั้นเณรชลิต เดี๋ยวนี้เป็นมหาชลิต อยู่วัดฝั่งธนบุรี วัดเขมมะฯ เขาเป็นมหาแล้วเดี๋ยวนี้ เป็นเณรไปอยู่ด้วย คนบ้านหนองบัวนั่นเอง บ้านโพนสวาง หนองบัวนั่นเอง เป็นภูไท ขึ้นไปร่วมด้วยและปฏิบัติ ในระหว่างเดือน ๗ ท่านอาจารย์เพ็ง เตชพโล ที่ท่านมรณภาพแล้วเดี๋ยวนี้ ท่านหลวงปู่ขาวก็แต่งท่านอาจารย์เพ็งขึ้นไปอยู่ให้ร่วมเป็นเพื่อนกันด้วย เพื่อรักษากัน ไปอยู่นั่น ภาวนา ๘ ปี”
กระต่ายน้อยนักภาวนา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คราวเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ พระชาติหนึ่งพระองค์เคยเกิดเป็นกระต่ายป่า และได้ยอมสละชีวิตเลือดเนื้อเพื่อบําเพ็ญทานปรมัตถบารมี เพื่อการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในภายภาคหน้า โดยการกระโดดเข้ากองเพลิงที่ไฟลุกโชน ยอมตายเพื่อมอบเนื้อหนังของตนเป็นอาหารประทังชีวิตให้นายพรานที่หลงป่า
การสร้างบารมีนั้น ถึงแม้พระโพธิสัตว์จะเกิดไปเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังสามารถสร้างได้ แม้ในภาคปฏิบัติ สัตว์เดรัจฉานบางชนิดก็ปฏิบัติได้ เพราะภาคปฏิบัติถือเป็นภาคสําคัญของพระพุทธศาสนา เมื่อเรียนปริยัติแล้ว ต้องนํามาปฏิบัติ มิฉะนั้นแล้วผู้บวชเรียนจะเกิดความละอายใจต่อสัตว์เดรัจฉานก็เป็นได้ ดังประวัติของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ณ ภูทอก สถานที่ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพบพญานาค ก็มีเรื่องหนูเดินจงกรม เพื่อเตือนสติพระมหานิกายฝ่ายปฏิบัติที่อยู่ประจําที่ภูทอก อย่าให้ขาดการเดินจงกรม จากนั้นมาพระองค์นั้นก็ไม่เคยขาดการเดินจงกรมเลย ส่วนประวัติท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็มีเรื่องกระต่ายน้อยเดินจงกรม นั่งสมาธิ โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เวลาตอนบ่าย บ่าย ๓ บ่าย ๔ ข้าพเจ้าออกเดินจงกรม มีกระต่ายตัวหนึ่งออกมานั่งอยู่ข้างทางจงกรม กระต่ายน้อยตัวนั้น ทุกวันๆ นั่งหลับตาภาวนาอย่างนั้นแหละ มันจะภาวนาหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ว่ามันนั่งหลับตาอยู่ริมทางจงกรม ใกล้ชิดประมาณ ๑ ศอก ฉะนั้น เวลาเราเลิกจากทําความเพียรเดินจงกรมเข้าไปที่ร้าน มันก็เข้าไปด้วย แล้วก็มานั่งอยู่ใต้ร้าน นอนอยู่ใต้ร้าน ถ้าได้ยินเสียงคนมา เสียงพ่อออก เสียงญาติโยมมา มันก็วิ่งเข้าป่า นี่กระต่ายน้อยตัวนี้สําคัญมาก นี่เห็นด้วยตาตนเองแทบทุกวันๆ นั่นแหละ มันมาเดินจงกรม มาภาวนาด้วย กระต่ายน้อยตัวนี้”
อุบายวิธีต่อสู้ภัยมาตุคามของครูบาอาจารย์
เรื่องความรักในเพศตรงข้าม เป็นเรื่องธรรมชาติของชายหญิง และเป็นเรื่องปกติของพระภิกษุเกือบทุกวัย ไม่ว่าในสมัยครั้งพุทธกาล หรือในสมัยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นพระฝ่ายอรัญวาสี (พระป่า) หรือพระคามวาสี (พระบ้าน) เมื่อท่านได้บวชเรียนหรือออกปฏิบัติแล้วก็ตาม หากไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติเจริญสมถะและวิปัสสนากรรมฐานอย่างเอาจริงเอาจังแล้ว หรืออาจเป็นเพราะอํานาจของกรรมเก่านั้นส่งผล ทําให้มีหลายต่อหลายองค์ ท่านทนต่อความรักความลุ่มหลงในสตรีเพศไม่ได้ ท่านต้องแพ้ภัยจากมาตุคามและจําเป็นต้องสึกออกไปเป็นฆราวาสใช้ชีวิตครอบครัว
แม้แต่ครูบาอาจารย์ที่มีคุณธรรมและมีชื่อเสียงโด่งดังหลายต่อหลายองค์ ที่เป็นพระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เมื่อคราวที่ท่านยังเป็นพระหนุ่มและยังเป็นพระปุถุชนอยู่นั้น ท่านก็เคยมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ในสตรีเพศ แต่ด้วยบุญญาบารมี ด้วยความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ท่านก็มีอุบายวิธีการต่อสู้ภัยจากมาตุคามแปลกแตกต่างกันไปแต่ละองค์ ยกตัวอย่างเช่น
กรณีหลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล หรือ ครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านต่อสู้กามราคะ ดังนี้
“การผ่านพ้นอุปสรรคแต่ละครั้ง ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นอย่างมาก ในการประหัต ประหารกับอุปสรรคนั้นๆ บางครั้งต้องเอาชีวิตเข้าแลก และนี่ก็เป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งของครูบาอาจารย์เฒ่า ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า
ครั้งหนึ่งขณะเดินจงกรมอยู่ จิตเกิดฟุ้งซ่าน กามราคะเข้าครอบงํา ด้วยความที่การต่อสู้อุปสรรคแต่ละอย่าง ต้องห้าวหาญและเด็ดขาด อันเป็นคุณสมบัติประจําตัวองค์ท่าน ท่านคว้าขวานเก่าสนิมขึ้นเกรอะได้ ก็เดินตรงรี่ด้วยความฉุนเฉียวคล้ายจะไปฆ่าใครสักคน พอไปถึงขอนไม้ผุ ได้ใช้ขวานนั้นสับไปเต็มกําลัง พร้อมทั้งร้องทั้งด่าไปเหมือนกับระบายความโกรธว่า
“โคตรพ่อ โคตรแม่มึง มึงสิไปสร้างโลกโลกาทางได๋ มึงรู้จักอยู่บ่ มันทุกข์ โคตรพ่อโคตรแม่มึง”
ทั้งสับทั้งร้องตะโกน ทําอยู่อย่างนั้น จนตัวท่านเองหมดแรง ขอนไม้ก็ไม่ขาด เพราะขวานก็เก่าขึ้นสนิม แรงก็หมด ความกําหนัดจึงหายไป”
สําหรับกรณีรอยกรรมจากบุพเพสันนิวาสของ ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ครูบาอาจารย์ท่านได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงตาท่านเล่าบ่อย หลวงปู่ฝั้นปี ๒๔๗๕ หลวงปู่สิงห์และหลวงปู่มหาปิ่น ๒ องค์พี่น้องลงมางานฉลองกรุงปี ๒๔๗๕ หลวงปู่ฝั้นท่านเป็นพระบวชใหม่ ท่านเป็นผู้อุปัฏฐากบาตรของหลวงปู่สิงห์กับหลวงปู่มหาปิ่น และบาตรของท่าน รวมเป็น ๓ ใบ มาพักที่วัดบวรฯ แล้วเวลาจะออกมาบิณฑบาต ท่านจะเอาบาตรออกมา ๓ ใบ เพราะมันเป็นประเพณีของพระป่า คือ จะอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ก็เอาบาตรมาล่วงหน้า เสร็จแล้วก็เอาบาตรนี่ถวายครูบาอาจารย์ท่าน ให้ออกบิณฑบาตขากลับก็เอาบาตร ๓ ใบนี่ล้าง
หลวงปู่ฝั้นท่านล้างทีหนึ่ง ๓ ใบเลย ล้างบาตรทั้ง ๓ ใบเลย อุปัฏฐากหลวงปู่สิงห์กับหลวงปู่มหาปิ่น ๒ องค์พี่น้อง ปี ๒๔๗๕ ที่วัดบวรฯ จนวันหนึ่งเดินสวนทางกับผู้หญิงไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยเห็นหน้ากัน หลวงปู่ฝั้นอยู่สกลนคร ไม่เคยเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้เลย เห็นครั้งแรก ปิ๊ง ! โอ้โฮย ! มันรัก พอรักก็ไปปรึกษาหลวงปู่สิงห์ มันเป็นโรครักแล้ว หลวงปู่สิงห์และหลวงปู่มหาปิ่นบอกว่า ให้เข้าโบสถ์เลย โบสถ์วัดบวรฯ
พอเข้าโบสถ์วัดบวรฯ ก็ปิดประตูนั้น ปิดหมดเลย อดอาหารไม่กินข้าว รักไหม ? “รัก” ไม่กิน วันที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ รักไหม ? “รัก” ไม่กิน “รัก” ไม่กิน พอวันที่ ๗ มันจะหิว รักไหม ? “ไม่รัก” ไม่รักมากินข้าวได้ หลวงปู่ฝั้นท่านรอดมา จากการอดอาหารผ่อนอาหาร”
แต่สําหรับกรณีหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า เพราะตัวท่านกับสุภาพสตรีคนดังกล่าวมีโอกาสพบกันอีกหลายครั้ง ญาติผู้ใหญ่ของท่านทั้งสองฝ่ายก็สนิทกันประดุจญาติ และตัวท่านกับสุภาพสตรีท่านนี้ ก็อาจเคยพบกันมาแล้วตั้งแต่เด็กๆ เพียงแต่ฝ่ายหญิงถูกครอบครัวส่งไปศึกษาเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เล็กๆ มาพบกันอีกครั้งคือครั้งนี้ หลวงปู่หลุยได้เข้าสู่เพศพรหมจรรย์เป็นบรรพชิตไปแล้ว
สําหรับท่านสุภาพสตรี เมื่อไปอยู่กรุงเทพฯ ได้เข้าเรียนหนังสือจนจบชั้นมัธยมบริบูรณ์จากโรงเรียนสตรีมีชื่อภาษาต่างประเทศโรงเรียนหนึ่ง นานๆ ครั้งจึงจะกลับมาเยี่ยมบ้าน เมื่อมาเยี่ยมบ้าน ท่านจะมีบุคลิกของสาวสมัยใหม่ เครื่องแต่งกายงดงามทันสมัย และชอบขี่ม้าเล่น ขี่ม้าเก่ง เวลาขี่ม้าใส่ท็อปบู๊ตดูสง่างาม ผิดไปจากสาวๆ พื้นบ้านท้องถิ่นนั้น กุลสตรีท่านนี้เป็นสาวสวย รูปร่างสวยหน้าสวย นัยน์ตาโตงาม ผมก็งาม เพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติ และทรัพย์สมบัติครบถ้วน
ในขณะที่หลวงปู่หลุยพะว้าพะวังจะลาจากเพศพรหมจรรย์เสียให้ได้ ท่านพระอาจารย์สิงห์เห็นอาการแล้วคงไม่ดีแน่ จึงรีบพาหลวงปู่หลุยออกจากหล่มสัก พาหนีไปให้ไกลห่างสถานที่เกิดเหตุเที่ยววิเวกตามป่าตามเขา เร่งกระทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ แม้กระทั่งอดนอน อดอาหาร เพื่อผ่อนคลายความคิดถึงมาตุคาม ท่านพระอาจารย์สิงห์ก็สนับสนุนให้กระทํา
เมื่อหลวงปู่หลุยพิจารณาอย่างหนัก ก็ได้นิมิตว่า สุภาพสตรีท่านนั้นเคยเป็นคู่บุพเพสันนิวาสกันมาแต่บุพชาติ ท่านพระอาจารย์สิงห์อธิบายเพิ่มเติมให้อีกว่า เธอผู้นั้นในอดีตชาติคงตั้งความปรารถนาบําเพ็ญบารมีคู่กันมา อานุภาพเมื่อสบตากันครั้งแรกจึงรุนแรงเกรี้ยวกราดถึงปานนั้น
แม้หลวงปู่หลุยจะได้นิมิตแห่งรอยกรรมอันเนื่องด้วยบุพเพสันนิวาส ท่านก็ไม่ยอมสิโรราบแล้วยอมรับชะตากรรมไปตามนั้น จิตใจมุ่งที่จะบําเพ็ญเพศพรหมจรรย์ต่อไป ทั้งๆ ที่หัวอกประหนึ่งจะกลัดหนอง ใช้มานะข่มขันธ์ เร่งกระทําความเพียร และยังมีท่านพระอาจารย์สิงห์คอยกํากับให้สติเป็นเวลาพอสมควร หลวงปู่หลุยจึงสามารถตัดขาดเยื่อใยแห่งบุพเพสันนิวาสจนขาดสะบั้น ไม่มีชาติภพจะสืบต่อไปอีกทั้งในกาลปัจจุบันและอนาคตใดๆ
ด้วยเหตุนี้ หลวงปู่หลุย จึงตระหนักถึงภัยจากมาตุคามที่มีต่อเพศพรหมจรรย์อย่างยิ่ง เมื่อท่านเทศนาอบรมพระภิกษุสามเณรเกี่ยวกับมาตุคามและบุพเพสันนิวาสครั้งใด จะกล่าวยํ้ากล่าวเตือนว่าต้องใช้กําลังใจอย่างสูงสุดจึงจะเอาชนะได้ นับแต่นั้น หลวงปู่หลุยก็ดําเนินไปตามวิถีแห่งสมณธรรมโดยสว่างสงบ ตราบกระทั่งท่านละสังขารเป็นปริโยสาน
ส่วนกรณีท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ แม้ท่านจะบวชและปฏิบัติธรรมมาได้ ๘ พรรษาแล้วก็ตาม เคยพิจารณาซากศพอสุภะมาแล้วก็ตาม ท่านก็ยังมีภัยจากมาตุคาม ทําให้เกิดความกําหนัดแต่ด้วยอุบายภาวนาอันชาญฉลาดลํ้าเลิศของท่าน ด้วยการเอากระดูกช้างมาแขวนคอในขณะที่ทําความเพียร ทําให้ท่านผ่านภัยจากมาตุคามได้อีกครั้งหนึ่ง จนหลวงปู่ขาวผู้เป็นอาจารย์ของท่านถึงกับชื่นชมในอุบายวิธีภาวนาต่อสู้ของท่าน
อุบายเอากระดูกช้างมาแขวนคอเดินจงกรมและภาวนา
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ทีนี้อยู่มา พวกญาติโยม แม่ออกหนุ่ม สีกาทั้งหลาย เขาก็ขึ้นไปเที่ยวเขา แล้วไปส่งเสบียงอาหาร พี่สาวของเณรชลิต มหาชลิตนั่นเอง สาวภูไทกําลังขึ้นใหม่ เขาไปส่งอาหารทุกวันๆ วันหนึ่งเขาก็ทําตาหวานใส่ ตามันไหลริกๆๆๆๆ มองดูทุกวันๆ ก็เลยเกิดความกําหนัดในตาของเขาว่างามสวย สาวคนนี้ เพราะสาวขึ้นใหม่เป็นธรรมดา แต่เขาจะแสดงปฏิกิริยาอาการอย่างไรก็ไม่ทราบ
ตามวัยของคนหนุ่ม แต่ตัวเองไปหมายในตาของเขา เมื่อหมายเข้าไปหลายวันก็เกิดจิตกําหนัดยินดีในสายตาของเขา ภาวนาเห็นแต่สายตาของเขาอยู่ในใจ วิรัติๆๆ อยู่อย่างนั้น จิตมันไม่ลง พิจารณากรรมฐานไม่เห็น แต่ตอนพิจารณากระดูกอกเห็น เมื่อสายตาสีกาสาวคนนั้นมาซาบซ่าอยู่ในจิต ไม่เห็นซะเลย เห็นแต่ความงามของสายตาและรูปร่างของเขา อยู่ในจิต อยู่ในใจ เห็นหลายวันจิตไม่สงบ เวลาภาวนานึกถึงภาพนั้นเลย
ทีนี้อยู่มามีโยมผู้ชาย ๒ คน มีโยมเหล็ก พ่อออกเหล็กกับพ่อออกนิล เวลาตอนเช้าขึ้นมามาก็มาสนทนากันไปบ้างเล็กน้อย และโยมสองคนพูดว่า เขามาฆ่าช้างตายอยู่ที่นั่น แล้วเขาเผาช้างได้ถามเขาว่า “เดี๋ยวนี้กระดูกมันยังอยู่หรือ ?”
“ยังอยู่ครับ” เขาบอกอย่างนั้น
“เออ ! ถ้าอย่างนั้นไปเอามาให้อาตมาบ้าง”
ในขณะนั้น ท่านอาจารย์เพ็งอยู่นั่น อยู่ร่วมกัน แล้วท่านอาจารย์เพ็งว่า “เออ ! ต้องการกระดูกช้าง จะเอากระดูกขามาทํายา สําหรับแก้โรคขี้โม้” ท่านว่าอย่างนั้น แล้วข้าพเจ้าก็ได้สั่งโยมว่า “ให้เอากระดูกขาช้างมาให้นะ สักท่อน สักขา” โยมก็เลยไปกับท่านอาจารย์เพ็ง ไม่ไกลจากถํ้าพวงห่างประมาณสักสามเส้นเท่านั้นเอง
พอไปเขาก็แบกขากระดูกช้างมาเลย กระดูกแข้งมันท่อนหนึ่ง ประมาณสักแค่ศอกนี่แหละไม่ใหญ่ มาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ฟั่นฝ้ายนี่แหละ เกลียวฝ้ายใส่กันเป็นเชือกแล้วก็ผูกกระดูกช้างแล้วแขวนคอตนเอง แขวนอยู่อย่างนั้นแหละ โตงเตงๆ อยู่อย่างนั้น แล้วก็เดินจงกรมก็แขวน นั่งภาวนาก็แขวน แขวนคอ แล้วก็สอนมันว่า
“เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้นั่ง กระดูกแขวนคออย่างนี้แหละ ถ้าเธอภาวนาไม่เห็นร่างกระดูกไม่เห็นกระดูกในตนของตนแล้ว เราจะไม่ปลด ไม่แก้ ไม่เปลื้องออกให้ แขวนมันอยู่อย่างนี้ รู้จักไหม ?นี่กองกระดูก กระดูกภายนอก กระดูกภายในก็เหมือนกัน เราก็เป็นสัตว์ตัวหนึ่ง” นี่เทศน์ให้มันฟังมันไม่สงบ ไปหมายแต่สายตาของเขาอย่างนั้น แล้วก็มีอุบายว่า “ธรรมดา ควายตัวไหนมันดื้อ มันด้าน มันไปหาไร่เขา ไปหาเข้ารั้วเข้าสวนเขา เขาต้องแขวนโคนแขวนไม้ ใส่ทรกรรมมันอย่างนี้”
แล้วก็แขวนกระดูกช้าง เดินจงกรมก็แขวน นั่งภาวนาก็แขวน อยู่อย่างนั้น เว้นเสียแต่นอน“ถ้าจิตไม่สงบ ไม่ถอนออกจากสายตาของเขา ไม่แก้ให้” ให้โอวาท ทรมานมัน แล้วก็บางทีเคี้ยวหมากกินหมาก บ้วนนํ้าหมากลงไปถูกกระดูกช้าง “แดง” อย่างนั้นแหละ อยู่มาจิตก็เลยถอนจากสายตาของเขา ได้รับความสงบ จึงแก้เอากระดูกช้างออกจากคอของตน
ตอนเอากระดูกช้างแขวนคอ เดินจงกรม นั่งภาวนานั่นแหละ วันหนึ่งท่านอาจารย์เพ็งเตชพโล ได้มาเห็นข้าพเจ้าเอากระดูกช้างแขวนคอเดินจงกรม นั่งภาวนา ท่านก็เลยเกิดความหัวเราะก๊ากใหญ่เลย จะสําคัญว่าข้าพเจ้ามีจิตวิปลาสคลาดเคลื่อน หรือเป็นบ้าอย่างไรก็ไม่ทราบ พอรุ่งเช้าลงไปบิณฑบาต ท่านพระอาจารย์เพ็ง เตชพโล จึงได้ไปกราบเรียนท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่จําพรรษาอยู่ตีนดอยภูเป็ด คือที่หวายสะนอยนั่นเอง ว่า
“ครูบาจวน เอากระดูกช้างแขวนคอเดินจงกรมและนั่งภาวนา แล้วก็เคี้ยวหมาก บ้วนนํ้าหมากลงถูกกระดูกช้างแดงม่าล่า (แดงจ้า) ครูบาจวนทําอย่างนั้น เห็นจะเป็นบ้าเสียแล้ว วิปริตเสียแล้ว จึงทําเช่นนั้น” นี้ท่านพระอาจารย์เพ็งไปเรียนท่านหลวงปู่ขาว
ท่านหลวงปู่ขาวได้ฟังดังนั้น ท่านพิจารณาแล้วก็ตอบว่า “เฮ้ย ! ไม่ใช่คนเป็นบ้า ไม่ใช่คนวิปริต อันนี้เป็นอุบายของท่านต่างหาก ท่านมีเหตุจําเป็น ท่านจึงใช้อุบายอย่างนี้ ถ้าคนเป็นบ้าไม่ทําอย่างนี้นี่เป็นอุบายสําหรับทรมานท่านต่างหาก คงจะเหตุใดเหตุหนึ่ง เราจงค่อยฟังไป อย่าเพิ่งไปเข้าใจว่าท่านเป็นบ้าเลย” นี้ท่านหลวงปู่ขาวพูดกับท่านพระอาจารย์เพ็ง เตชพโล
อยู่มาเมื่อจิตมันสงบ วางจากสายตาของเขา ได้รับความสงบเป็นปกติ สบาย การภาวนาจิตก็สบาย ข้าพเจ้าจึงได้เอากระดูกช้างออกจากคอ ไม่แขวนคอ แล้วภายหลังวันต่อไป จึงไปกราบเรียนท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย คือไปนมัสการท่าน ท่านก็ซักถามว่า
“ท่านจวน ท่านทําไมเอากระดูกช้างแขวนคอเดินจงกรม นั่งภาวนา เพราะเหตุอะไร ?”
ข้าพเจ้าก็เลยเรียนถวายท่านว่า
“เพราะเหตุว่า ขณะนั้นสีกาสาวหนุ่ม (สวย) ที่บ้านโพนสวาง เขาไปส่งอาหารแทบทุกวัน แล้วเขาแสดงสายตาของเขา ลิดลัดๆ หวาน เมื่อหลายวันก็หมายในสายตาของเขา เมื่อภาวนาลง จิตก็หมายอยู่ในสายตาของเขา ที่อยู่ในจิต มันไม่สงบ ฉะนั้น กระผมจึงหาอุบายเอากระดูกช้างมาแขวนคอเดินจงกรมและนั่งภาวนา เพื่อทรมานมัน แต่ก่อนเพ่งกระดูกอกของตนเห็นชัด ทีนี้เมื่อคิดถึงสายตาของเขาแล้ว พิจารณากระดูกอกของตนไม่เห็นชัด จึงเอากระดูกช้างซึ่งเป็นกระดูกสัตว์เหมือนกันมาเป็นสักขีพยานแขวนคอภายนอก เพื่อน้อมเอากระดูกที่แขวนคอนั้น เข้าไปสู่กระดูกอกที่แขวนคอภายในของตน ว่ากระดูกที่แขวนคออยู่ข้างนอกกับกระดูกที่แขวนคออยู่ข้างใน ก็เป็นกระดูกสัตว์เหมือนกัน ทําไมท่านจึงไม่เห็น ถ้าท่านไม่เห็น เราก็ไม่แก้ออกให้
นี่แหละ ท่านก็ไปหมายเอาสายตาของเขา โบราณท่านว่า “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้นั่ง กระดูกแขวนคอต่องแต่งๆ อย่างนี้” และอุบายอีก กระผมก็สอน ได้อุบายสอนตนอีกว่า “อย่างนี้แหละ ธรรมดาควายตัวไหนมันห้าว มันคะนอง มันดื้อ มันด้าน มันไปหาชนเขา ไล่เขา มันไปเข้ารั้วเข้าสวนเขา เขาต้องทรมานมัน เอาไม้ยาวๆ มาแขวนคอมัน เพื่อให้มันละพยศอันร้าย เมื่อมันละพยศอันร้ายแล้ว เขาจึงเอาไม้ออกจากคอมัน”
นี้ได้เรียนถวายท่านหลวงปู่ขาวให้ทราบ ท่านหลวงปู่ก็เลยย้อนถามว่า
“เมื่อท่านทําเช่นนี้ เป็นยังไงล่ะ มันหายไหม ได้ผลไหม ?”
ก็เลยตอบท่านว่า “ได้ผลครับ ได้ผลดี หายเลยครับ จิตสงบดีแล้ว ผมจึงปลดออก แก้ออกจากคอของตน” ดังนี้
แล้วท่านได้ฟังดังนั้น ท่านก็หัวเราะ แล้วก็ชมเชยว่า “แหม ! อุบายอย่างนี้ชอบกลนักท่านฉลาดคิดได้ เรายังคิดไม่ได้เลย”
แล้วท่านก็เล่าเรื่องของพระอาจารย์เพ็งว่า “ท่านเพ็งมาบอกผมนี่แหละ ว่าท่านจวน ครูบาจวนเป็นบ้า จิตวิปริต เอากระดูกช้างแขวนคอเดินจงกรมและนั่งภาวนา ผมก็ยังไม่เชื่อ นี่อุบายอย่างนี้ชอบกล” ท่านว่า “ดีนัก อืม ! ได้ผลดี” ท่านกลับชมเชย ดังนี้”
กรณีมาตุคามนั้น นอกจากอุบายวิธีดังกล่าวมา ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เหตุที่ห้ามจําเริญเมตตาต่อมาตุคาม ไว้ดังนี้
“อนึ่ง อย่าจําเริญเมตตาไปเฉพาะมาตุคาม คือ หญิง อย่าจําเริญไปในคนตาย ถ้าปรารภซึ่งเมตตามาตุคามแล้ว คือหญิงแล้ว แลจําเริญเมตตาไปในไปโดยเฉพาะมาตุคาม ราคะก็จะมาเกิด ประดุจบุตรแห่งอํามาตย์ผู้หนึ่ง มหาเถระผู้เป็นอาจารย์บอกว่า ให้จําเริญเมตตาไปในบุคคลที่รัก และบุตรอํามาตย์นั้นมีภรรยาเป็นที่รัก คือบุตรอํามาตย์นั้นมีภรรยาเป็นที่รัก ก็จําเริญซึ่งเมตตาไปเฉพาะต่อภรรยา คือเมียของตน เมื่อเจริญไปดังนั้น จิตก็มืดตุ้มไปด้วยราคะดําฤษณาอันบังเกิดขึ้นและบุตรอํามาตย์นั้นจะไปหาภรรยา คือเมียแห่งตน บ่มิอาจจะกําหนดซึ่งประตูได้ ก็กระทําซึ่ง… ยุทธ คือรบกับฝาสิ้นราตรี สิ้นคืนยันรุ่ง บ่มิเป็นอันจําเริญซึ่งเมตตากรรมฐานได้ เหตุดังนั้นจึงห้ามมิให้จําเริญซึ่งเมตตาไปในมาตุคาม คือหญิงโดยส่วนอันเฉพาะ”
การพิจารณาอสุภกรรมฐานสําคัญมาก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเป็นครูบาอาจารย์พระศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นภูริทตฺตมหาเถร อีกองค์หนึ่งที่มีความชํานาญเชี่ยวชาญในการพิจารณาอสุภกรรมฐานเป็นอย่างมาก โดยท่านได้ฝึกพิจารณาซากศพอสุภกรรมฐานมาตั้งแต่บวชพรรษาแรก อุบายวิธีพิจารณาอสุภะของท่านก็ได้ผลดีและไม่เหมือนใคร และท่านได้เทศน์เรื่องอสุภกรรมฐานได้อย่างละเอียดคล่องแคล่ว ซึ่งในภาคปฏิบัติ เรื่องการพิจารณาอสุภกรรมฐานสําคัญมาก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“นี่ล่ะเรื่องอสุภะสําคัญมากนะ ขอให้ท่านทั้งหลายใช้เรื่องอสุภะอสุภังให้มาก กามราคะอยู่จุดนี้นะ ต้องใช้อันนี้ให้มาก กามราคะนี้จะค่อยลดลงๆ พอลืมหูลืมตาได้ ถึงมันยังไม่ขาดก็ลืมหูลืมตาได้ จนกระทั่งถึงจุดมันขาดมันก็รู้เอง ให้เอาอันนี้หนัก จากนั้นไปก็ก้าวเข้าสู่สติปัญญาอัตโนมัติ จากสติปัญญาอัตโนมัติแล้วมหาสติมหาปัญญาเชื่อมโยงถึงกัน อันนี้ไหลไปเลย นี่ล่ะภาคปฏิบัติ… ”
จิตที่ขาดจากอสุภะอสุภังในฐานเบื้องต้นนี้เรียบร้อยแล้ว มันจะเป็นสําลีหมุนขึ้นเรื่อย ให้ลงไม่มี เพราะฉะนั้นพระอนาคามีท่านจึงไม่กลับมาเกิดอีก มันบอกชัดๆ อยู่ในหัวใจ มีแต่หมุนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งที่สุดฟาดอวิชชาขาดสะบั้นลงไปนี้โลกจ้าไปเลย นี่ล่ะภาคปฏิบัติ ท่านทั้งหลายอย่าไปหามรรคผลนิพพานที่ไหนนะ ให้จําให้ดี ธรรมและวินัยที่เราปฏิบัติอยู่นี้แลคือศาสดาองค์เอกคอยชี้แนะทางเราอยู่เสมอ อย่าให้ห่างจากนี้นะ เรื่องธรรมของเราที่ไม่ชํานิชํานาญตรงไหน เอาให้ดี เช่นอย่างพิจารณาฝึกซ้อมอสุภะอสุภัง เพราะกิเลสตัณหากามกิเลสนี้หนักหน่วงมากทีเดียวนะ แหม ! ไม่มีอะไรที่จะกดจะถ่วงมากยิ่งกว่ากามกิเลสราคะตัณหานะ กดถ่วงมาก กล่อมมากด้วยนะ สัตว์ทั้งหลายนี้ติดกันงอมไปเลยไม่มีวันฟื้นคือตัวนี้แหละ มันกดมันถ่วง เพลินด้วย ความทุกข์ก็เต็มอยู่ในอันนี้
ทีนี้เวลาพิจารณานี้เบาเข้าๆ เรื่องความทุกข์ความกดถ่วงนี้ค่อยเบาไป ฟาดกามกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วความกดถ่วงไม่มี มีแต่ดีดขึ้นข้างหน้าเรื่อย ดีดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ นี่ที่ว่าไม่กลับมาเกิดอีก ก็คือกิเลสตัวนี้เองพาให้เกิดให้ตาย กดถ่วงให้เกิดภพนั้นภพนี้คือกามกิเลส พอตัวนี้ขาดสะบั้นไปจากใจแล้วจิตนี้เหมือนสําลีขึ้นไปเรื่อยๆ… ”
นิมิตของท่านพระอาจารย์จวนในพรรษาที่ ๘
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเป็นอีกองค์หนึ่งที่มีนิมิตภาวนาแปลกๆ เช่นเดียวกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต โดยในพรรษาที่ ๘ ขณะที่ท่านจําพรรษาที่ถํ้าพวง ท่านมีนิมิตภาวนาแปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในขณะที่จําพรรษาอยู่ถํ้าพวงนี้ ชอบมีนิมิตแปลกๆ และจะเล่าให้ฟังเพื่อประวัตินี้สมบูรณ์ และเพื่อผู้ฟังถือเป็นคติต่อไป ขณะที่ทําความเพียรภาวนาอยู่ถํ้าพวงนั้น บางวันจิตมันสงบ มันรวมลง บางครั้งเห็นภาพรูปนิมิตของโยมมารดาที่มรณภาพไปแล้วก็มี บางครั้งเมื่อจิตมันสงบ คือมันจะรวมลง ก่อนมันจะรวม แต่ยังไม่ขาดจากอารมณ์ อยู่ในระหว่างที่จะรวมแหล่ไม่รวมแหล่ บางทีได้ยินเสียงเขารํา เขาร้อง ได้จํากลอนรําของเขาว่า “โอ้ละหนอ… (เอื้อน)” ว่าซั่น “หวายสะนอย กะแม่นหนองดีบู๊ก” นี่เลยจําได้ อันที่จริงที่หวายสะนอยเป็นแร่ดีบุกอยู่นั่นเอง และบางครั้งได้ยินเสียงแตรเสียงสังข์ที่เป็นเสียงทิพย์ ในขณะที่จิตรวมแหล่ไม่รวมแหล่นั้นเอง อยู่ในระหว่างกึ่งกลางการรวมและการไม่รวม
ทีนี้ข้าพเจ้าก็กําหนดฟังเสียงนั้น และเพลิดเพลินตามเสียงนั้น เพราะเสียงนั้นเพราะ สนุกจริงๆ แล้วจิตก็ถอนจากการรวม เมื่อจิตถอนจากการรวม ก็มีสติตามเสียงนั้นอยู่ ว่าจะเป็นเสียงอะไรแน่พอจิตถอนมาอยู่โดยธรรมดาแล้ว ที่ไหนได้ มันเป็นเสียงนํ้าที่มันตกจากหิน แล้วก็เสียงลมพัดใบไม้มันกระทบกันต่างหาก นี่แหละ เลยมาได้อุบายว่า “อ้อ ! เมื่อจิตมันละเอียดลงไป ถ้าเราไม่มีสติ กระทบเสียงอะไร เสียงนั้นก็เป็นเสียงที่วิจิตรพิสดารขึ้นไป เลยมาได้คติตอนนี้” นี่คือภาคนิมิต
ระยะต่อมาได้เกิดนิมิตอีก ในขณะนั้นปรากฏว่าข้าพเจ้าอยู่ในกุฏิเล็กๆ หลังหนึ่ง แล้วในกุฏินั้นมีหม้ออัฐิ คือ กระดูก ข้าพเจ้าเลยเข้าไปนั่งเพ่งภาวนาอัฐินั้นอยู่ ในทันใดนั้น มีเด็กคนหนึ่งถือดาบคมเลื่อม (เงา) ในคมดาบนั้นมีสนิมกินไปทั่ว เด็กคนนั้นจะมาทําอันตรายข้าพเจ้า แล้วเอาดาบนั้นแทงแหย่ขึ้นตามช่องของกุฏิหวังจะให้ถูกข้าพเจ้า แทงเท่าไรก็ไม่ถูก แทงไม่ถูกแล้ว เขาเลยบอกว่า “จะไปบอกพี่ชายของเขามาฆ่าให้ตาย” เขาเลยกลับไปบอกพี่ชายของเขามาฆ่าข้าพเจ้าให้ตาย ที่อยู่ในกุฏิ
ทีนี้พี่ชายของเขาก็มา ถือดาบเล่มนั้นมา พอดีมาถึงข้าพเจ้า เขาจะประหารข้าพเจ้าให้ตายจะตัดคอเลย ข้าพเจ้าเลยถามเขาว่า “ข้าพเจ้ามีความผิดอะไรจึงมาประหาร ? ข้าพเจ้าไม่มีความผิดอะไรเลย ไม่ได้ทําอะไร” ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ เขาเลยมาจับเอาผมที่บนศีรษะของข้าพเจ้า แล้วจะเอาดาบแล่คอข้าพเจ้าให้ขาด ข้าพเจ้าก็เลยประกาศว่า “เอ้า ! ถ้าข้าพเจ้ามีความผิด ฆ่าเลย ถ้าข้าพเจ้าไม่มีความผิด ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย ดาบนี้จะมาแล่ปาดคอข้าพเจ้าก็ไม่เข้า ถ้าผู้ถือพระรัตนตรัย หรือผู้ถึงพระรัตนตรัยแล้ว ฆ่าไม่ตาย” นี้ประกาศเขา
ต่อแต่นั้นเขาก็จับผมข้าพเจ้า แล้วก็เอาดาบมาแล่คอข้าพเจ้า ปาดคอข้าพเจ้า หวังจะให้ขาด แล่ไปเท่าไรๆ คมดาบก็ไม่เข้า ไม่เข้า คอข้าพเจ้าไม่บาดแม้แต่นิดหน่อย ทําเท่าไรๆ มันก็ไม่เข้า เมื่อหมดความสามารถของเขา เขาก็เลยวางดาบ วางดาบเขาก็ยกมือไหว้ เขาประกาศว่า “ต่อแต่นี้ไปขอเป็นเพื่อนเป็นมิตรกัน ไม่อิจฉาพยาบาทกันเลย” นี่ในนิมิตภาพนั้นจะเป็นเหตุบังเอิญด้วยประการใดก็ไม่ทราบ มันเป็นอย่างนั้น
อีกมาสมัยหนึ่งนั่นแหละ อยู่ถํ้าพวงนั่นแหละ สมัยนั้นข้าพเจ้านั่งภาวนา ก่อนสว่าง อยู่ในกุฏิ ได้เห็นสุนัขตัวหนึ่งมานั่งเฝ้า ข้าพเจ้าเลยพิจารณาไป พอสว่างก็ไปบิณฑบาต บิณฑบาตก็ถูกสุนัขตัวที่นั่งเฝ้ากัด แต่มันกัดไม่เข้า ต่อมาสุนัขนั้นอีก ๓ วันก็เลยตาย นี่ตามข่าวชาวบ้านเขาว่า “สุนัขที่กัดครูบาจวนตายเลย” จะเป็นจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ เพราะเหตุอะไร เราก็ไม่ได้เจตนาให้เขาตายเขาตายเอง นี้ในพรรษาที่ ๘ จําพรรษาที่ถํ้าพวง
ในพรรษาที่ ๘ ระหว่างกลางวัน เมื่อฉันจังหันเสร็จแล้วก็ทําความพากความเพียร มีเดินจงกรมพอประมาณแล้ว ถึงเวลาพักผ่อนก็เข้าพักผ่อน นอนกลางวัน พอนอนไประหว่างหลับบ้าง ไม่หลับบ้าง อยู่ในครึ่งกลางระหว่างหลับและไม่หลับ ปรากฏว่ายังลืมตาอยู่ แต่จิตสงบ จิตนั้นสงบนิ่งไม่ฟุ้งซ่านอะไร ปรากฏว่าตนเองลืมตา
ในขณะนั้นเอง ปรากฏภาพนิมิต มียักษ์ใหญ่ตัวหนึ่งเข้ามา มาจะขอกินดี คือกินดีของข้าพเจ้า แกว่าแกอยากกินดีของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านอนอยู่ แกก็เลยมากดมือไว้ กดขาไว้ ข้าพเจ้าก็เลยประกาศให้ยักษ์ทราบว่า “ดีของข้าพเจ้าไม่มี” ยักษ์ก็เลยบอกว่า “ต้องมีสิ คนไม่มีดี มันไม่มีหรอก มันต้องมีดีทุกคน” คือมีดีทุกคนนั่นเอง
พอว่าอย่างนั้นยักษ์ก็เอามีดคว้านท้องและคว้านอกของข้าพเจ้าออก ค้นคว้าหาดี หาดีก็ไม่เห็น ค้นคว้าเท่าไหร่ๆ ก็ไม่เห็น นี้ปรากฏในจิต เมื่อยักษ์ค้นคว้าหาดีไม่เห็น แกก็เลยออกปากว่า “แหม ! พระองค์นี้ไม่มีดีเว้ย ดีพระองค์นี้ไม่มี” แล้วแกก็ประกบให้ดีเช่นเดิม จากนั้นข้าพเจ้าก็ตื่นจากนิมิตนั้นแล้วมาพิจารณาเรื่องราวที่เป็นว่า ยักษ์มาหาดีของข้าพเจ้า ได้เอามีดแหวะและควักท้องออกควักอกออก ซอกค้นหาดี หาดีก็ไม่เห็น ตกลงก็เลยหนี ไม่ได้กินดีของข้าพเจ้า
มาพิจารณาเรื่องนิมิตที่เป็น คําว่าดีมี ๒ ชนิดคนเรา คือดีมีฝักอย่างหนึ่ง ดีไม่มีฝักอย่างหนึ่งดีไม่มีฝักนี้เป็นดีที่ซาบซ่านทั่วไป ส่วนดีมีฝักนี้อาจจะอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งของระหว่างตับ ตามตําราท่านกล่าวว่า พวกดีที่มีฝักนี้ชอบจะเป็นโรคนิ่วกันโดยมาก หรือโรคเบาหวานนี้ ส่วนพวกดีไม่มีฝัก ที่มีดีซาบซ่านอยู่ทั่วสรรพางค์ร่างกายนั้น ไม่ใคร่เป็นโรคนิ่วพวกนี้ หรืออาจจะเป็นอย่างนี้ก็ได้ หรืออย่างไรข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ
หรืออีกอย่างหนึ่งคําว่า “ดี” นี้ มีความหมายว่า มาค้นคว้าหาดวงจิตดวงวิญญาณของข้าพเจ้าก็อาจเป็นได้ แต่ว่าดวงจิตดวงวิญญาณของเราในขณะนั้นมันสงบเยือกเย็น ยักษ์ค้นคว้าหาไม่เห็น เพราะยักษ์มีดวงจิตดวงวิญญาณอันหยาบช้า ไม่ละเอียด อย่างนี้ก็อาจเป็นได้ จึงไม่เห็นกัน หรืออย่างไร
ขอท่านผู้ฟังและผู้อ่านทั้งหลาย โปรดนําไปพิจารณาเอาเอง ข้าพเจ้าไม่ใช่หมอ ไม่ใช่แพทย์นี้พรรษาที่ ๘”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ศึกษาธรรมกับท่านพระอาจารย์หล้า ขนฺติโก
บรรดาพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายล้วนผ่านธุดงควัตร ซึ่งเป็นหัวใจของนักปฏิบัติผู้จะเข้าถึงอริยธรรมขั้นต่างๆ นับแต่ขั้นพระโสดาบันถึงขั้นพระอรหันต์ และถือหลักธรรมต่างๆ ขององค์พระบรมศาสดาอย่างเคร่งครัด เช่น สัลเลขธรรม ๑๐ ประการ เป็นต้น ดังนั้น ท่านพํานักอยู่ ณ สถานที่ใดก็ตาม จึงล้วนเป็นสถานที่เปล่าเปลี่ยววิเวกเงียบสงัด อันเป็นไปตามอัธยาศัยของบรรดาผู้ที่หลุดพ้นแล้ว และ ณ สถานที่นั้นย่อมเป็นธรรมสถานมงคล เป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึง ทั้งนี้การที่ท่านอยู่ ณ สถานที่เช่นนั้นก็เพื่อครองธาตุขันธ์ ครองบรมสุข ท่านอยู่อย่างผาสุกเย็นใจ มักน้อยสันโดษ เรียบง่าย โดยมีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ เพื่อเผยแผ่พุทธธรรม เพื่อสงเคราะห์โลก เป็นเนื้อนาบุญของโลก และ เพื่อให้ความร่มเย็นแก่บรรดาเหล่าทวยเทพ พุทธบริษัท และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าท่านจะหลบหลีกปลีกตัวซ่อนเร้นผู้คนไปอยู่ในที่ลุ่ม ที่ดอน ป่าช้า ป่ารกชัฏ ป่าเขา ดอยสูง หรืออยู่ตามถํ้าเงื้อมผาเหวลึก อันเป็นสถานที่ซึ่งการคมนาคมเข้าไม่ถึง แม้การเดินทางเข้าถึงท่านผู้ทรงคุณธรรมเช่นนั้นจะยากลําบากห่างไกลเพียงไรก็ตาม แต่สําหรับผู้มีจิตศรัทธาเคารพเลื่อมใสแล้วไม่เป็นอุปสรรคเลย
ดังเช่นกรณีของ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตพระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ที่ยึดมั่นข้อวัตรปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคารพเคร่งครัด โดยเฉพาะการถือธุดงควัตรข้ออยู่ป่าเป็นวัตร ท่านทั้งสองได้ถืออย่างเคร่งครัดตลอดชีวิตตราบจนหมดลมหายใจ
ด้วยพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสองมีคุณธรรมสูงสุด และมีกิตติศัพท์ กิตติคุณ ชื่อเสียงอันโด่งดังจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสังฆมณฑล จึงย่อมมีผู้มีจิตศรัทธาต่างรุมแย่งกันปวารณาน้อมถวายในปัจจัยทั้ง ๔ อย่างเลือกสรรว่าดีที่สุด แม้ว่าราคาแพง ก็ยอมทุ่มเทถวาย เช่น เสนาสนะอันหรูหรา อาหารอันเลิศรส ผ้าไตรจีวรอันงดงาม ยารักษาโรคอันดีเลิศ แต่ท่านทั้งสองกลับใช้ชีวิตสมณเพศอย่างสมถะ อย่างมักน้อยสันโดษ ประหยัด เรียบง่าย จึงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางป่าดงพงไพร ยินดีอยู่อย่างยากลําบากแร้นแค้น อยู่อย่างคนไร้ค่าไม่มีราคา แต่หัวใจของท่านและคุณธรรมในใจท่านนั้นยิ่งใหญ่ไพศาลมากจึงมีพระศิษย์ให้ความเคารพอย่างสูงสุดและได้ออกเดินธุดงค์ติดตามท่านทั้งสอง เพื่อขอเข้ารับการ ศึกษาอบรมธรรมปฏิบัติกันอย่างไม่ขาดสาย และมีศรัทธาญาติโยมต่างก็พากันไปกราบไปทําบุญกันมาก สมกับที่ท่านทั้งสองเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้บุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรในครั้งยุคกึ่งพุทธกาล และสมกับเป็นคติตัวอย่างอันเลิศเลอลํ้าค่าและหาได้ยากยิ่ง ดังนั้น พระศิษย์ในสายนี้ที่เป็นศาสนทายาทของท่าน เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่พรหมจิรปุญฺโญ ฯลฯ จึงได้ก้าวดําเนินตามรอย เพื่อรักษาข้อวัตรปฏิปทา รักษาธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด
กรณีของท่านพระอาจารย์หล้า ขนฺติโก ก็เช่นเดียวกัน ท่านเป็นพระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญองค์หนึ่งประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่นภูริทตฺโต ท่านดํารงชีวิตสมณเพศครองสมณธรรมอยู่ในป่าเขาตามรอยพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสองอย่างเคารพเคร่งครัด ด้วยคุณธรรมของท่าน ท่านจึงมีพระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ไปขออยู่ศึกษาอบรมธรรมกับท่านเป็นระยะๆ
โดยช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๓ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ก่อนการบรรลุธรรมขั้นสูงสุดที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านก็ได้ไปศึกษาอบรมธรรมะกับท่านพระอาจารย์หล้า ขนฺติโก อยู่ราวครึ่งเดือน ซึ่งองค์หลวงตาท่านได้กล่าวชื่นชมคุณธรรมของท่านพระอาจารย์หล้าเป็นอย่างมาก และต่อมาในปีเดียวกัน เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เดินธุดงค์ไปทางอําเภอผือ ท่านได้ไปศึกษาอบรมธรรมะกับท่านพระอาจารย์หล้า อยู่ประมาณ ๑ เดือน ณ วัดป่าบ้านนาเก็น อําเภอผือ จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบัน คือ วัดป่าขันติยานุสรณ์ ขึ้นกับอําเภอนํ้าโสม)
โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ต่อแต่นั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว เสร็จกิจการงานทางสํานักก็ได้พากันนมัสการรํ่าลาหลวงปู่ขาว อนาลโย ออกวิเวกไปตามสถานที่ต่างๆ ส่วนข้าพเจ้ากับพรรคพวกอีก ๒ องค์ ได้เดินทางจากอําเภอสว่างแดนดิน อุดรฯ ไปอําเภอหนองบัวฯ และอําเภอผือ อําเภอเชียงคาน ได้มา ได้เข้าไปพักวิเวกอาศัยกับท่านพระอาจารย์หล้า
พระอาจารย์หล้าองค์นี้สําคัญมาก ท่านอยู่วิเวกองค์เดียว อาศัยพวกชาวป่าชาวดอย ชาวไร่๓ ครอบครัวที่อยู่บนหลังภูพาน ระหว่างอําเภอผือกับอําเภอเชียงคานต่อกัน แต่ก็ไปอยู่กับอําเภอผือนั่นเอง ท่านจําพรรษาวิเวกอยู่ที่นั้นหลายปี
ประวัติท่านอาจารย์หล้านี้ กําเนิดของท่านเกิดอยู่ประเทศลาว เวียงจันทน์ เป็นคนลาวแล้วท่านก็มีครอบครัว ต่อมาลูกเมียของท่านก็ถึงแก่อนิจกรรม คือ มรณภาพ ทีนี้ท่านก็คิดอยากจะบวช เลยออกบวช มาบวชธรรมยุตที่ประเทศไทย
ครั้นบวชแล้วก็เลยติดตามท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เมืองอุบลฯ ไป เป็นผู้อยู่ใกล้ชิดอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์เสาร์ประจํา อุปัฏฐากอาจารย์เสาร์อยู่ ๙ ปี คือ ๙ พรรษา เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์มรณภาพแล้ว พระอาจารย์หล้าได้รับโอวาทคําตักเตือนจากพระอาจารย์เสาร์ ตามที่ท่านเล่าให้ฟังว่า “ท่านหล้า ท่านต้องไปอยู่องค์เดียว อย่าอยู่ปะปนกับหมู่นะ ให้ไปหาวิเวกภาวนาอยู่องค์เดียว” สําหรับนิสัยของท่านชอบอยู่องค์เดียว นี้ท่านเล่าให้ฟัง ท่านอาจารย์หล้าเล่าให้ฟัง
ฉะนั้น เมื่อท่านพระอาจารย์เสาร์มรณภาพแล้ว ท่านอาจารย์หล้าจึงหาหลบหลีกปลีกตัวอยู่เฉพาะองค์เดียวๆ ในสถานที่ต่างๆ แถวอําเภอผือบ้าง อําเภอหนองบัวฯ และอําเภอท่าบ่อบ้าง ระยะที่ข้าพเจ้าไปอาศัยนั้น ท่านอยู่หลังภูพาน อาศัยชาวไร่ ๓ ครอบครัวอยู่นั้น เมื่อข้าพเจ้าไปอาศัยอยู่นั้นประมาณ ๑ เดือน ศึกษาธรรมะของท่าน ฟังเทศน์ของท่าน และท่านเล่าให้ฟังว่า
“ผมไม่เคยได้เรียนหนังสือไทยเลย เกิดมาไม่เคยเรียนหนังสือไทย เพราะผมอยู่ประเทศลาว”
ข้าพเจ้าก็เลยถามว่า “ท่านอาจารย์ไม่ได้เรียนหนังสือไทย ทําไมอ่านได้ เขียนได้นี่ ?”
ท่านก็เลยบอกว่า “ที่ผมอ่านหนังสือไทยได้ เขียนหนังสือไทยได้นั้น เวลาผมนั่งภาวนาไปจิตมันสงบ ปรากฏภาพนิมิตหนังสือไทยเขียนอยู่ในกระดานดําทุกครั้งๆ ผมก็เลยเรียนหนังสือไทยในภาวนานั่นเอง ในกระดานดําที่ขณะนั่งภาวนานั่นเอง ทุกวันๆ ก็เลยอ่านได้ เขียนได้ จนบัดนี้ผมก็อ่านหนังสือไทยคล่อง เขียนได้ อ่านได้สบาย ไม่มีติดขัดเลย”
นี่ท่านเล่าให้ฟัง เรื่องของท่านพระอาจารย์หล้า ผู้ฟังจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็สุดวิสัย เพราะเรื่องเป็นมาแล้ว และก็เป็นจริงอีกด้วย”
ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ท่านป่วยหนัก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อพักวิเวกอาศัยท่านพระอาจารย์หล้าอยู่ประมาณ ๑ เดือน แล้วก็นมัสการลาท่าน ออกไปหาเที่ยววิเวก เดินทางออกไปผ่านทางอําเภอท่าบ่อและหนองคาย แล้วก็ลงเรือล่องตามแม่นํ้าโขงที่อําเภอโพนพิสัย แล้วก็มาขึ้นเรือที่อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย กับหมู่อีก ๓ องค์ ๔ กับข้าพเจ้า แล้วก็มุ่งหน้าเดินทางมาที่ภูสิงห์และภูวัว เมื่อมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งก็หมดเวลาพอดี ตื่นเช้าก็เลยไม่ได้เข้าวิเวกทางภูสิงห์ ภูวัว เลยเดินผ่านไปทางอําเภอเซกา อําเภอบ้านแพง และตําบลท่าบ่อฯ อําเภอศรีสงคราม ไปขึ้นรถที่อําเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ผ่านนครพนม ลงไปเขตเมืองอุบลราชธานีขี่รถไปลงระหว่างบ้านนาผือ อําเภออํานาจเจริญ แล้วก็ลงรถที่นั้น ก็เดินมุ่งหน้าเข้าไปสู่ภูเขาแห่งนั้น เพื่อเที่ยววิเวก
อันนี้เป็นเดือนกรกฎาคม ใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว ไปพักวิเวกอยู่ที่ถํ้าพู บ้านเชียงเครือ เมื่อไปถึงถํ้าพู บ้านเชียงเครือแล้ว ก็พากันพักวิเวกที่นั้น ๗ วัน เกิดอาการป่วยหนัก เมื่อหายป่วยแล้วก็พากันออกจากถํ้านั้น เดินทางมุ่งหน้าเข้าไปสู่จุดดงมะอี่ กิ่งอําเภอชานุมาน สมัยนั้นยังไม่เป็นกิ่งอําเภอยังเป็นบ้านชานุมาน ขึ้นกับอําเภอมุกดาหาร”
พรรษา ๙ พ.ศ. ๒๔๙๔ จําพรรษาภูสะโกฏ บ้านหนองเม็กนามน
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ใกล้จะเข้าพรรษาจึงไปถึงภูสะโกฏและก็ให้ญาติโยมปรับปรุงเสนาสนะพอได้อาศัยหลบฟ้าฝนจําพรรษา ญาติโยมเขาก็มีศรัทธาปรับปรุงให้ ๒ หลัง เพราะพระมี ๒ องค์เท่านั้น ห่างจากบ้านประมาณ ๑ กิโลฯ ที่นั้นเป็นที่สงบสงัด อยู่ที่ภูสะโกฏ บ้านหนองเม็กนามน อําเภอมุกดาหาร สมัยนั้น เดี๋ยวนี้เป็นอําเภอชานุมาน จังหวัดนครพนม
จําพรรษาที่นั้น ที่นั้นแปลกเหมือนกัน ได้พากันทําความพากความเพียรจนเต็มความสามารถในพรรษานั้น เพราะที่นั้นสงบสงัดดี อากาศก็ดี ร่มไม้ดี นํ้าก็บริบูรณ์ ในพรรษานั้น เจ้าภูมิเจ้าฐานเขามาบอกในนิมิตความฝันว่า ให้ข้าพเจ้าไปเอาพระพุทธรูปที่อยู่ถํ้าสะโกฏ มีจํานวน ๗ องค์ มาบอกคืนทีแรกเข้าความฝัน ข้าพเจ้าก็ไม่เชื่อ ไม่ไป คืนที่สองมาบอกอีก ข้าพเจ้าก็ยังไม่ไป คืนที่สามมาบอกอีก ข้าพเจ้าก็เลยถามญาติโยมและพระเณรในวัดบ้านดู ว่า “มีจริงหรือไม่” เขาว่า “มีจริง”
“รู้จักที่อยู่ไหม ?”
เณรวัดบ้านว่า “ผมรู้จักครับ”
“ถ้าอย่างนั้นพาเราไปได้ไหม ?”
เณรบอก “ได้ครับ แต่ว่าผมไม่เอานะ ให้ท่านอาจารย์เอา ผมกลัวผี” นี่เณรว่า
“เออ ! ไม่เป็นไร ให้ข้าพเจ้า” เณรก็เลยพาไป
ครั้นพาไปถึงถํ้านั้น เณรก็ชี้บอก นี่แหละ ข้าพเจ้าดู เห็นเขาเอาก้อนหินปิดไว้ ข้าพเจ้าเลยดึงก้อนหิน งัดก้อนหินนั้นออก มองเข้าไปเห็นพระพุทธรูป ๗ องค์นอนเรียงกันอยู่ ข้าพเจ้าก็เลยล้วงมือเข้าไปเอามา พระพุทธรูปทองทั้งนั้น ขนาดนิ้วมือ นิ้วแม่มือทุกๆ องค์ ข้าพเจ้าก็เอามาสักการบูชาที่วัด เมื่อออกพรรษาแล้ว ข้าพเจ้าก็สั่งโยมให้เอาไปไว้ที่เดิม ข้าพเจ้าไม่ถือเอาไปด้วย แต่ปัจจุบันนี้จะยังอยู่หรือไม่ ไม่ทราบ”
ผีฝากผีดูแลท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“และขณะที่จําพรรษาอยู่ภูสะโกฏ ซึ่งเป็นพรรษาที่ ๙ นั่นแหละ ก็เกิดนิมิตอีกปรากฏว่าพวกเจ้าที่เจ้าฐาน เจ้าผีเชียงตุงลงมาเยี่ยม แล้วก็บอกผีมุกดาหาร ดงมะอี่ ว่า “ให้รักษาพระองค์นี้อย่าราวี อย่าเบียดเบียนพระองค์นี้นะ” ผีเชียงตุงสั่งผีดงมะอี่ให้รักษาข้าพเจ้า ดังนี้ มีปรากฏในนิมิตความฝัน จะเป็นจริงอย่างไร ขอผู้ฟังจงพิจารณาเอาเอง นี่เล่าเรื่องตามนิมิตของความฝัน
แล้วผีดงมะอี่ได้รับคําบอกของผีเชียงตุงดังนั้น เขาก็ว่าจะรับปฏิบัติรักษาคุ้มครองไว้ไม่ให้มีอันตราย และข้าพเจ้าอยู่ที่นั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการเจ็บป่วยไข้ได้พยาธิอะไร อยู่สบายๆ ทีเดียว”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๔ เดินทางไปกราบหลวงปู่ขาวที่ถํ้าค้อ
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษาแล้วก็พากันเที่ยววิเวก ตามสมณวิสัยของพระธุดงคกรรมฐานนั่นเอง แล้วก็เดินมุ่งหน้าขึ้นไปสู่จังหวัดสกลนคร เมื่อถึงอําเภอสว่างแดนดิน ได้ยินข่าวว่าท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้ไปอยู่ถํ้าค้อ ดงหลุบหวาย หลุบเทียน ก็เลยพากันเดินขึ้นไปนมัสการท่าน ท่านก็อยู่นั้น จําพรรษาอยู่ที่นั้น ๑ พรรษาแล้ว ไกลจากหมู่บ้านมาก ประมาณสัก ๓๐๐ เส้น อาศัยพวกแม่ชีไปทําครัวถวายท่าน และพวกชาวบ้านก็ทยอยส่งเสบียงอาหารกันเรื่อยๆ ไปอยู่อาศัยท่านในถํ้าค้อนั้น ประมาณสัก ๒ เดือน ในถํ้าค้อนี้วิเวกดี มีถํ้าดี แต่ห่างหมู่บ้านมาก
และท่านพระอาจารย์หลวงปู่ขาวท่านเล่าว่า เมื่อมาอยู่ครั้งแรกในถํ้าค้อนี้ ถํ้าค้อนี้เป็นถํ้างูใหญ่ ท่านว่า ถํ้าที่ท่านอยู่เป็นรูลึกลงไปในพื้นเขา แต่จะลึกเท่าไหร่ไม่ทราบ ท่านไปนั่งภาวนาอยู่ปากถํ้า วันหนึ่งมีงูเลื้อยออกมาจากถํ้า มาใกล้ๆ ชิดกับขาของท่าน ท่านลืมตาดูเห็นงูใหญ่ขนาดเลย เท่ากันกับขาคน ดํากริ๊บ ทีแรกท่านว่า ท่านกลัวจนตัวแข็ง และงูนั้นเมื่อมาถึงท่าน มันก็นิ่งอยู่เหยียดตัวอยู่อย่างนั้น เมื่อท่านได้สติ ท่านก็พิจารณากําหนดความตายและแผ่เมตตา งูนั้นก็เลยเลื้อยไป ตามประสาของสัตว์
นี่ท่านเล่าให้ฟัง ในขณะที่ท่านอยู่ถํ้าค้อนั้น เพราะท่านไปนั่ง เวลางูมันออกหากิน และที่ถํ้าค้อนั้น ในบริเวณถํ้าค้อก็เป็นดง มีสัตว์ป่า มีช้าง มีเสือมากทีเดียว ในสมัยนั้น แต่เดี๋ยวนี้อาจจะเตียนกันไปหมดแล้ว แล้วได้อาศัยอยู่กับท่านประมาณ ๒ เดือน ก็พากันนมัสการลาหลวงปู่ขาวออกวิเวก เพราะเห็นว่าที่นั่นถ้าอยู่ด้วยกันมากก็จะลําบากในการขบฉัน เพราะไม่มีหมู่บ้านบิณฑบาต จึงได้ออกจากท่านไปหาเที่ยววิเวกในที่ต่างๆ
ระยะนี้ไปกับท่านพระอาจารย์คําบุ ธมฺมธโร มุ่งหน้าเดินทางออกจากถํ้าค้อ จะไปเขตอําเภอวานรฯ มุ่งหน้าไปสู่ดงหม้อทอง ซึ่งเป็นอําเภอวานรฯ เป็นดิน (เขตแดน) ของอําเภอวานรฯ เดี๋ยวนี้เป็นดินของอําเภอบ้านม่วง เมื่อไปถึงตีนชายดงหม้อทองแล้ว ก็พากันเข้าไป ไปอาศัยหมู่บ้านแห่งหนึ่งมี ๓ หลังคาเรือน ซึ่งเขาอพยพไปอยู่ใหม่ๆ เป็นคนจังหวัดยโสธร แล้วไปอาศัยเขาอยู่ที่นั้นพวกญาติโยม ๓ หลังคาเรือนนั้น เขาก็มีศรัทธาดีมาก เขาก็จัดการกระต๊อบเสนาสนะให้อยู่คนละหลังๆ ไปในระหว่างนั้นเป็นเดือนมิถุนายน คือเดือน ๗
ทีนี้อยู่ไปวันหนึ่งเป็นเวลาตี ๓ ตอนกลางคืนบ่าย ๓ กําลังนอนดี นอนยังไม่ตื่น วันนั้นมีฝูงช้างฝูงใหญ่ฝูงหนึ่ง เพราะดงหม้อทองเป็นดงหนาป่าทึบ เป็นดงใหญ่ มีสัตว์ป่านานาชนิด มีช้างมีเสือ มีหมีมาก และช้างฝูงนั้นมันตรงเข้ามาหากุฏิ กระท่อมของพระ เมื่อเข้ามาใกล้กระท่อมพระช้างตัวทวนตัวหัวหน้ามันก็เลยบังคับหมู่ให้หลีกออกจากกระท่อมของพระ ให้หมู่ช้างที่เป็นบริวารหลีกออกหนีเข้าไปดง ส่วนตัวหัวหน้าใหญ่มันตรงเข้ามาหากระท่อมพระ ยังไม่ถึงกระท่อมพระ ประมาณสัก ๑๐ กว่าเมตร ช้างใหญ่ตัวนั้นก็เลยยืนอยู่ มันก็ทําอาการขู่คํารามด้วยประการต่างๆทําเสียงอึกทึกสะพรึงกลัว
ข้าพเจ้าตื่นขึ้นก็รู้ว่าช้าง ไม่ได้สติก็เลยเกิดความกลัว ขนพองสยองเกล้า หําหด ใจหด ใจหวิวใจกลัว เหงื่อไคลไหลย้อย กลัวจนตัวสั่น เหมือนผีเจ้าเข้าทรงทีเดียว ลุกขึ้นจุดโคม จับโคมไฟและไม้ขีดก็สั่น แล้วจุดโคมไฟเสร็จแล้วก็เดินออกมาข้างนอก ก็ยังสั่นอยู่ คิดว่าจะกระโดดขึ้นต้นไม้ สติไม่มีเลยมีแต่ความกลัวอย่างเดียว ทีนี้คิดไปคิดมา ใจหนึ่งเลยคิดขึ้นว่า
“เฮ้ย ! เธอเป็นกรรมฐาน เธอจะไปกลัวทําไมช้าง ช้างมันไม่กลัวเรานี่ เราจะไปกลัวทําไมเราเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เป็นผู้เสียสละในชีวิตแล้วมิใช่หรือจึงออกเดินธุดงคกรรมฐาน ช้างมันไม่กลัวเรา เราจะไปกลัวช้างทําไม เรานี้เป็นมนุษย์และก็เป็นพระอีกด้วย ช้างมันเป็นสัตว์ เรานี่ไปกลัวช้าง ช้างไม่กลัวเรา เรามันชั่วกลัวช้างอีกซะด้วย
พระพุทธเจ้าท่านว่า ภิกษุ ผู้เกิดความกลัวไปอยู่ป่าก็ดี เรือนว่างก็ดี ป่าช้าก็ดี ป่าชัฏที่ไหนๆ ก็ดี เมื่อเกิดความกลัวขนพองสยองเกล้าอันใดมี พวกท่านทั้งหลายพึงระลึกถึงเรา คือ พระพุทธคุณพระธรรมคุณ สังฆคุณ เมื่อระลึกถึงเราอยู่อย่างนี้ ระลึกถึงพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ อยู่อย่างนี้ ความกลัวขนพองสยองเกล้าอันใดมี อันนั้นจักหายไปทั้งนั้น ท่านลืมหรือยัง ท่านต้องระลึกสิ พระพุทธเจ้าเป็นนักเสียสละเนี่ยน่ะ”
พอระลึกถึงพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ความกลัวขนพองสยองเกล้าก็หายไป ในขณะนั้นข้าพเจ้าก็เลยเข้าไปนั่งอยู่ในกลดในมุ้ง พิจารณาซึ่งความตายว่า “กลัวก็ตาย ไม่กลัวก็ตาย ผู้กลัวมันไม่ตาย ผู้ไม่กลัวมันตาย” คือธาตุขันธ์มันไม่กลัวอะไร พิจารณาอย่างนี้ อยู่ที่ไหนก็ต้องตายความตายอันใครๆ หลีกเว้นและผ่านพ้นไปไม่ได้เลย จะตายด้วยเหตุประการใดก็แล้วแต่ ท่านจงปลงเสียซึ่งความตาย อย่าไปหวงชีวิต พอพิจารณาความตายอย่างนั้น จิตมันค่อยคลายความกลัวลดปริมาณความกลัวลงเรื่อยๆ ค่อยสงบๆ ไป จนความกลัวหายไปจากความตาย คือจนกลัวตายหายเลยทีเดียว ไม่มีความกลัวตายที่เหลือและค้างแขวนอยู่ในจิต ช้างก็ไม่กลัวอีก
เมื่อความกลัวตายหายไปแล้ว จิตค่อยสงบเยือกเย็นลงไปๆ หมดความกลัวจากความตาย จิตก็สบายเยือกเย็น เป็นจิตที่กล้าหาญ ไม่สะทกสะท้าน ก็เลยพิจารณาหาช้าง นึกขึ้นว่าช้างตัวนี้มันอยู่อย่างไร เลยเพ่งจิตที่สงบนั่นแหละไปหาช้าง เห็นช้างยืนอยู่ในกลางคืน พอเพ่งจิตถึงช้าง เห็นช้างเท่านั้น ช้างก็เลยร้องออกใหญ่เลย เหมือนกับว่าคนฆ่าคนตีมัน ร้อง “อ๊ากๆ” ไปใหญ่เลย วิ่งเข้าป่าเลย ช้างตัวนั้น ช้างใหญ่ตัวนั้น เงียบ ตั้งแต่วันนั้นมาไม่เห็นมีช้างฝูงและช้างตัวใดตัวหนึ่งผ่านมาในแถวนั้นเลย ในแถบนั้นไม่ปรากฏ ดังนั้น จะเป็นด้วยเหตุอะไรก็ไม่ทราบ มี”
เรื่องเล่าระหว่างเดินธุดงค์ไปดงหม้อทอง
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ วัดป่าบ้านปลวก อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่คําบุ ธมฺมธโร เคยพูดให้ฟัง ตอนนั้นท่านมาพักที่วัดป่าแก้วชุมพล อาตมาก็ไปจับไปนวดเส้นถวายท่าน ท่านก็เลยเล่าให้ฟังว่า นิสัยท่านกับอาจารย์สิงห์ทองนี่ไม่ตรงกัน เห็นกันแล้วอดทะเลาะกันไม่ได้ ถ้าเห็นแล้วไม่ได้เลย ก็เลยไม่อยู่ร่วมกัน แต่ว่ากับหลวงปู่จวนนี่นิสัยถูกกันดีหลวงปู่คําบุท่านมรณภาพแล้ว ท่านอยู่ที่อําเภอหัวตะพาน เป็นหลานชายของหลวงปู่ขาว หลวงปู่คําบุ นิสัยท่านแปลก ไม่ถูกนิสัยกับอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเห็นอาจารย์สิงห์ทองมา ดูท่าทางมาแล้ว ไปทางนี้ออกหลังวัดไปเลย คือไม่ถูกกัน อยู่ๆ ไม่สนิท ถ้าไม่ถูกแล้วภาวนามันไม่ลงกันนะ ก็เลยหลีกกัน แต่ว่าไม่ได้ชกต่อยอะไรกันหรอก
หลวงปู่คําบุ เห็นท่านพูดว่า นิสัยหลวงปู่จวน ท่านเป็นคนเอาจริงเอาจังมาก แต่ชอบเล่น ชอบตลก ท่านมาพักภาวนากับหลวงปู่ขาวอยู่ที่หวายสะนอยหรือไงที่ใกล้ๆ ถํ้าพวงนั้น ท่านจะเดินลัดไปที่ดงหม้อทอง หลวงปู่คําบุ หลวงปู่จวนไปด้วยกัน ท่านพูดให้ฟังนะ พอดีตอนบ่ายๆ หน้าร้อนด้วย หลวงปู่จวนเห็นพวกโยมผู้หญิงเขากําลังตักนํ้าอยู่กลางทุ่งนา คือเขาหาบนํ้า เขาจะเอานํ้าเข้าไปบ้าน สมัยก่อนนํ้าต้องมาตักที่ไอ้กลางทุ่งน่ะ ต้องมาตักเอง ต้องหาบนํ้าเข้าไป หลวงปู่จวนท่านร้อน ท่านอยากสรงนํ้า ท่านก็เขวี้ยงผ้าจีวรออกเลย หลวงปู่คําบุพูดนะ
“เฮ้ย ! เอานํ้ามาสรงหน่อยซิ”
เขาก็ไม่รู้จะว่ายังไง แต่ขัดขืนก็ไม่ได้ พระพูดเฮ้ย เขาก็เลยเอานํ้ามาให้ท่านสรง ท่านสรงนํ้าเสร็จเดินไปอีก ทางจะไปดงหม้อทองเดินผ่านหลายหมู่บ้านอยู่ พอดีมีผู้หญิงเขาปลูกพริก เขากําลังก้มดายหญ้าอยู่ ท่านก็เลยถามว่า “แม่ออกทางที่จะไปดงหม้อทองนี่ ไปตรงนี้ไหม ?” เขาไม่ได้ยินนะผมปรกหูไง กําลังทํางานอยู่ ท่านก็ถามอีก ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ก็ไม่ได้ยิน หลวงปู่คําบุพูดนะ ท่านข้ามรั้วไปเลย ก้มลงไปใกล้หูเขา ร้องถาม “แม่ออก ! ทางไปดงหม้อทองไปทางไหน ?”
เขาไม่รู้จะทํายังไง ก็พระเนอะ มองเห็น จะด่าก็ไม่ใช่ที่ พระครูบาอาจารย์ แล้วคนที่ตามไปหลวงปู่คําบุนี่หัวเราะอะไรต่ออะไร ท่านพูดให้ฟัง เขาตั้งตัวไม่ติด เขาก็ไม่นึกว่าพระจะมาถามแบบนั้น เขาคงจะอยู่ ๒ – ๓ คน หลวงปู่คําบุพูดให้ฟัง นิสัยท่านตลก แต่ผู้ที่จะเอาอย่างนั้นไม่ได้ นิสัยครูบาอาจารย์ไม่เหมือนกัน แต่ว่าธรรมะท่านเด็ดเดี่ยวมาก”
ธุดงค์ดงหม้อทอง หลวงปู่จวนทําที่พักจากต้นไม้
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ท่านได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงพ่อคําบุท่านเล่าประสบการณ์ว่าไปกับพระอาจารย์จวนนี่ถูกนิสัยกัน ไปกับหลวงปู่คําบุนี่ ท่านก็ไปสร้างที่ดงหม้อทองใหม่ๆ ท่านก็มีนิสัยแบบว่า ไปโน้มต้นไม้ ต้นนั้นต้นนี้มา แล้วก็เชือกขึงๆๆ ทําเป็นที่อยู่ พอมีไม้ก็ใช้ไม้ เอาอะไรรัดเข้าไป แต่ใช้ต้นไม้เป็นเสา เป็นที่พักเลย ท่านทําของท่านแบบนั้นน่ะ มีนิสัยแบบนี้ ท่านไปอยู่ดงหม้อทองใหม่ๆ ท่านทําแบบนั้น ต้นไม้ ๔ ต้น โน้มเข้า บางทีมันอยู่ใกล้ๆ กัน ท่านก็หาวิธีที่จะใช้อะไรมาทําเป็นแคร่เป็นอะไร พออยู่ได้ จะไปใช้ชาวบ้าน บางทีไม่มีคนน่ะ บางทีก็กลัวพระธุดงค์ ไปเห็นเขาไม่อยากคุยด้วย เขากลัว ก็หาวิธีแบบว่า ไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อนมาก คือทํากันเองเลยนั่นล่ะ หลวงปู่คําบุท่านพูดให้ฟัง
ถ้าต้นไม้มันห่างมาก มันได้ตัด มันต้องใช้มีดใช้เลื่อยตัด พระทําไม่ได้ ท่านก็หาวิธีมา ใช้เชือกใช้อะไร ไม้ที่อยู่แถวนั้นที่มันหักอะไรนั่นน่ะมาขัดๆ กัน จะทําเป็นแคร่นั่นล่ะ หาวิธีทําเป็นแคร่แล้วก็ท่านจะขึ้นมานั่งตรงนี้แหละ ไม่ใช่ว่าท่านเอาต้นไม้มาแขวนกลด ท่านทําเป็นแคร่ขึ้นมาเป็นที่นั่งภาวนาหรืออะไรก็ไม่ทราบนะ หลวงปู่คําบุท่านพูด หลวงปู่จวนนี่ท่านมีนิสัยก่อสร้าง ท่านถึงสร้างภูทอกได้”
พรรษา ๑๐ พ.ศ. ๒๔๙๕ จําพรรษาที่ดอนสะพุง ตีนดงหม้อทอง
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อเวลาใกล้จะเข้าพรรษา ท่านพระอาจารย์คําบุ ธมฺมธโร ก็ลาข้าพเจ้ากลับคืนมาอยู่กับหลวงปู่ขาว ยังเหลือแต่ข้าพเจ้าองค์เดียวจําพรรษาที่นั้น ที่ดอนสะพุง ตีนดงหม้อทองนั่นเองจําพรรษาองค์เดียว ในพรรษานั้นไม่มีผ้าขาว ข้าพเจ้าองค์เดียว อาศัยชาวบ้าน ๓ หลังคาเรือนเลี้ยงชีวิต เขาเป็นคนจน เขาไปอยู่ใหม่ เขามีศรัทธามาก เขาเป็นคนอดคนอยาก หาเช้ากินคํ่า
ที่ไปอยู่ตีนดงหม้อทอง ดอนสะพุงนั่นแหละ สําคัญมากเพราะที่นั่นเขาถือว่าเป็นที่เข็ดขวง(เจ้าที่แรง) ผีมันมาก มันเป็นทุ่งว้างเวิ้ง อยู่ริมแม่นํ้าสงคราม เขาเรียกว่า ทุ่งหนองอีดอนและทุ่งโซ่ทุ่งโซ่นี่เขาว่าเป็นบ้านโซ่ง แต่ก่อนเป็นคนชาวโซ่งชาวป่า เขามาอยู่นั่น ตั้งแต่ครั้งไหนไม่ทราบ
ในสมัยนั้นที่ข้าพเจ้าไปอยู่นั้นเป็นทุ่งว้างเวิ้ง แต่ก็มีลักษณะที่ให้สังเกต มีต้นไม้ เช่น ต้นมะเปรียง หรือต้นมะม่วงยังมีปรากฏอยู่ แสดงว่าต้องเป็นบ้านเก่า แต่ก็เป็นที่เขายําเกรง เขาถือว่าที่เข็ดขวง เมื่อข้าพเจ้าไปจําพรรษาที่นั่น เขาว่าอยู่ไม่ได้ เพราะที่นี่มันเข็ดมันขวง ผีมันดุ มันโกรธมากถ้าใครไปอยู่ ผีมันทําอันตรายให้คนเจ็บป่วยและตาย เขาว่าอย่างไร ข้าพเจ้าก็ต้องอยู่ เพราะตั้งใจว่าจะอยู่จําพรรษาแล้ว
ทีนี้เมื่ออยู่ไปกลางพรรษา ได้เกิดนิมิตภาพขึ้น เกิดปรากฏในนิมิตความฝันว่า พวกผีโซ่ทั้งหลายนั่นแหละ พากันยกพรรคพวกมาเป็นฝูงๆ ถือปืน ถือหอก ถือดาบ จะมาฆ่า มาฟันมายิงข้าพเจ้าให้ตาย เมื่อมาถึงเขาก็เอาปืนยิงเลย ยิงข้าพเจ้า ยิงเท่าไหร่ก็ไม่ออก เอาหอกพุ่งแทงใส่ก็ไม่เข้า เอามีดเอาพร้าฟันก็ไม่เข้า ทําอะไรๆ อย่างไรจนสุดความสามารถของเขาก็ไม่เข้า
ทีนี้เขาก็เลย หัวหน้าผีก็เลยประกาศบริวารผีว่า “พวกเรามายอมท่านเสีย ทําอะไรท่านไม่ได้”เลยพากันแต่งขันธ์ดอกไม้มาสมบัดสมมา (ขอขมา) คารวะข้าพเจ้า ยอมอ่อน ยอมข้าพเจ้า ดังนี้ในนิมิตความฝันนั้น ฉะนั้น ในสมัยนี้แถบนั้นจึงทํานาได้ และตั้งบ้านได้ไม่เป็นไร พวกประชาชนคนอดๆ อยากๆ ไม่มีไร่มีนาจึงได้พากันได้จับจองที่นั้นเป็นไร่เป็นนา ทําข้าวกล้าบริบูรณ์ เขาได้ขายข้าว ขายนํ้า เป็นคนมั่งคั่งสมบูรณ์พอสมควร”
ภาค ๖ บุกเบิกดงหม้อทอง ถํ้าจันทน์ ภูสิงห์น้อย
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๕ สํารวจดงหม้อทอง
การเดินธุดงค์รุกขมูลบุกเบิก ผจญภัย หาสถานที่สัปปายะสําหรับภาวนานั้น หากไม่นับรวมท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต แล้ว ท่านพระอาจารย์จวนกุลเชฏฺโฐ เป็นอีกองค์หนึ่งที่นับว่าเป็นผู้บุกเบิกและผจญภัยมาก โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้กล่าวชมท่านพระอาจารย์จวนไว้ดังนี้
“สถานที่เหมาะสมๆ ท่านจวนเป็นผู้เสาะแสวงหาได้มากกว่าเพื่อนกรรมฐานด้วยกัน เช่น อย่างภูทอกก็ท่านจวน แล้วถํ้าจันทน์ก็ท่านจวน แล้วที่ไหนอีก นี่เหมาะทั้งนั้นนะ”
นับแต่ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านพระอาจารย์จวนได้เริ่มบุกเบิกเสาะแสวงหาสถานที่เหมาะสมในการภาวนา เริ่มจากดงหม้อทอง ถํ้าจันทน์ ภูสิงห์น้อย สํานักสงฆ์สะแนน และสิ้นสุดที่ภูทอก โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังต่อไปนี้
“เมื่อออกพรรษาแล้วในพรรษาที่ ๑๐ นั่นแหละ เมื่อออกพรรษาแล้วข้าพเจ้าได้ปรารภกับญาติโยมแถวนั้นจะเข้าไปอยู่ในดงหม้อทอง เพราะได้ยินข่าวว่าดงหม้อทองมีถํ้าใหญ่ๆ อยู่มาก และก็มีพลาญหินสวยงามใช่ไหม ? ถามญาติโยม ญาติโยมว่า “ใช่ พวกผมเคยเห็น” ก็เลยให้โยมเขาพาไปโยมพาไป เดินจากที่จําพรรษา ตั้งแต่ฉันเสร็จ เดินตลอดวัน มันรก พวกโยมก็ถางทางไปก่อน จนตลอดคํ่าจึงถึงถํ้า เมื่อถึงถํ้าแล้วก็ตรวจดู ก็น่าอยู่จริง ให้ญาติโยมถากถางและรื้อหลังถํ้าที่มันรกมีเครือเขาเถาวัลย์ปกคลุมอยู่ เลยพักนอนที่นั่น
ตอนคํ่ามามีเสือใหญ่ ในดงมันเสือมาก ช้างมาก มีเสือใหญ่มาร้อง มาคราง ขู่เข็ญคํารามใส่นี่ครั้งแรกที่สุดข้าพเจ้าได้ยินเสียงเสือที่ดงหม้อทองมันร้อง เสือนี่มันร้องทีแรก ร้องอย่างนี้นะ เท่าที่จําได้ เสือมันร้อง เสือใหญ่มันร้องขึ้นทีแรกตอนหัวคํ่า มันร้องว่า “อู้ดอื้อๆ” เหมือนกับเสียงวัว“อู้ดอื้อๆ” อาตมาได้ยินอย่างนี้ก็เลยถามโยม “เอ๊ะ ! โยมทําไมวัวมาร้องที่นี่ ?” โยมเลยว่า “ไม่ใช่วัวครับ” “อะไร ?” “เสือใหญ่ครับ” “เอ๊ ! เสือทําไมมันร้องเหมือนวัว ?” “มันร้องอย่างนี้แหละครับทีแรกสําหรับสัตว์อันนี้มันหลอกสัตว์ป่ากิน หลอกวัวกิน ถ้ามันจะหลอกสัตว์ไหนกิน มันต้องร้องเสียงสัตว์นั้น”
นี่โยมว่า พวกเขาฉลาดในป่า พวกเขาฉลาดในสัตว์ป่า ถ้ามันจะหลอกวัวกิน มันก็ร้องเหมือนวัวว่าอู้ดอื้อๆ ถ้ามันจะหลอกหมา มันก็เห่าเหมือนหมา ว่าอย่างนั้น ถ้ามันจะหลอกกวางมันก็ร้องเหมือนกวาง ปิ๊บๆๆ ถ้ามันจะหลอกไก่กิน มันก็ขันเหมือนไก่ว่าซั่น (ว่าอย่างนั้น) นี่โยมพูดให้ฟัง มันมีหลายวิธีสําหรับเสือ ทีนี้บางทีมันก็เสียงเหมือนคนเว่ากันพึมๆ พําๆ ไป โอ้ ! มันมีหลายวิธี จึงรู้จักอุบายของสัตว์ป่ามันเป็นอย่างนั้น
ทีนี้เมื่อเวลาตอนดึกมา เสียงที่มันร้องว่าอู้ดอื้อๆ ก็หายไป ตานี้ (ทีนี้) มันออกเสียงบ่าวอื้อๆถ้าเราฟังเผินๆ ก็ม่าวอื้อ ฟังโดยชัดๆ อ่าวอื้อๆ ตลอดคืนเลยยันรุ่ง เสียงไม่มีหลบ ไม่มีแหบเสียงดีขนาด สัตว์ตัวนี้ อ่าวอื้อๆ ตลอดคืนเลย ข้าพเจ้าก็เดินจงกรมฟังอยู่ที่นั่น ฟังชินไปชินมาก็สนุกดี ไม่มีกลัวเลย อยากให้มันมาร้องทุกวันทุกคืนนั่นแหละ เพราะมันเพราะดี เสียงสัตว์ป่า
เข้าไปดงหม้อทองระหว่างฤดูแล้งนั้น พวกญาติโยมเขาอยากตั้งบ้าน ก็เลยไปที่ที่ตั้งบ้านให้เขา เขาก็เลยถากถางตั้งบ้าน แล้วก็ได้ยินข่าวกันไปหลายๆ แห่ง คนทั้งหลายก็พากันทยอยกันมาดูที่ตั้งบ้าน เห็นว่าที่ดงหม้อทองเป็นที่ทําเลทํามาหากินสะดวก พวกประชาชนก็เลยอพยพเข้าไปอยู่ ตั้งหมู่บ้านเป็นปึกแผ่นแน่นหนา ไปทีแรกมีแต่คนจนทั้งนั้น เมื่อเขาตั้งบ้านเป็นปึกแผ่นแน่นหนาแล้ว เดี๋ยวนี้เขาก็เป็นผู้เป็นหลักเป็นฐาน มีทรัพย์สมบัติพอสมควร ไม่อึด (ไม่อด) ไม่จน”
พรรษา ๑๑ – ๑๓ พ.ศ. ๒๔๙๖ – ๒๔๙๘ จําพรรษาดงหม้อทอง
ตั้งแต่พรรษาที่ ๑๑ จนถึงพรรษาที่ ๑๓ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ จําพรรษาอยู่ที่ดงหม้อทองโดยตลอด เพราะเป็นที่สงบสงัดดี สภาพของป่าดงดิบหนาทึบที่เต็มไปด้วยไม้ใหญ่ มีถํ้ามีเงื้อมหินผา และพลาญหิน พร้อมทั้งสัตว์ป่าอันดุร้ายที่จะช่วยกําราบกิเลสให้อ่อนราบลง เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องช่วยในการภาวนาทั้งนั้น การภาวนาดี จิตสงบ รวมเร็ว
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“และในพรรษาที่ ๑๑ จําดงหม้อทอง เป็น พ.ศ. ๒๔๙๖ ในพรรษาที่ ๑๑ นั้น พาญาติโยมถากถาง คือ ตัดหนทางผ่านดงหม้อทอง จากบ้านมาย บ้านดู่ ตัดผ่านดงหม้อทอง ๓ เดือนถึงสําเร็จรถเกวียนเดินได้สะดวกจนตลอดปัจจุบันนี้ พรรษาแรกที่มาจําดงหม้อทอง พ.ศ. ๒๔๙๖ มีพระ ๒ องค์ เณร ๑ ที่จําพรรษาร่วมด้วย
พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ขาว ซึ่งจําพรรษาอยู่ที่วัดอรุณรังษี จังหวัดหนองคาย แต่งคนให้มาหาข้าพเจ้า ให้ไปรับท่านออกมาวิเวก ให้หาสถานที่ที่เหมาะสมก่อนแล้วค่อยไปรับท่าน ระหว่างนั้นข้าพเจ้ามีเพื่อนพระภิกษุอีกองค์หนึ่ง แต่ท่านเป็นไข้ ระยะแรกดงหม้อทองกันดารมาก จะมีพระอยู่มากก็ไม่ได้ เพราะมีบ้านบิณฑบาตเพียง ๓ หลังคาเรือนเท่านั้น พอดีท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโญ ธุดงค์มาถึง ข้าพเจ้าจึงชวนให้อยู่เป็นเพื่อน เพื่อช่วยปรนนิบัติหลวงปู่ขาวและช่วยทําเสนาสนะถวายให้หลวงปู่และหมู่พวกที่จะติดตามท่านมา ข้าพเจ้าและท่านพระอาจารย์สอนจัดเสนาสนะพร้อมแล้ว ก็ไปรับหลวงปู่ขาวออกมาวิเวก ท่านพอใจความสงัดเงียบ เงื้อมถํ้าและพลาญหินที่ดงหม้อทองมาก จึงอยู่ต่อไปกระทั่งถึงเวลาเข้าพรรษา
ส่วน พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นพรรษาข้าพเจ้าที่ ๑๒ ท่านพระอาจารย์หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้มาจําพรรษาร่วมด้วยในพรรษานั้น พร้อมด้วยพระติดตามอีก ๗ – ๘ องค์ ผ้าขาว ๒ คน และแม่ชีอีก๔ – ๕ ท่าน ได้ตกลงอธิษฐานพรรษาอยู่ที่ดงหม้อทองด้วยกันทั้งหมด และในพรรษานั้นก็ได้พากันทําความพากความเพียร ปรารภความพากความเพียร โดยเต็มความสามารถของตน ฉันเสร็จ ต่างองค์ต่างก็แยกกันไปทําความเพียร ประมาณบ่าย ๓ โมง กวาดตาด (กวาดลานวัด) แล้วก็ไปรวมกันสรงนํ้าหลวงปู่ เสร็จแล้วต่างสรงนํ้าและฉันนํ้าร้อนแล้วกลับไปเดินจงกรม ต่างองค์ต่างสวดมนต์ ตอนเย็นไปรวมกันที่ศาลา ถ้าใครมีปัญหาก็เรียนถามหลวงปู่ บางวันท่านก็เทศน์ บางวันก็ไม่เทศน์ เพียงแต่สนทนาธรรม แต่สําหรับวันพระนั้น พระ เณร ชี มารวมกันฟังธรรมหลวงปู่หมดทุกองค์ ส่วนอาหารขบฉันก็ได้ชาวบ้านนํามาส่งเป็นเสบียง และอาศัยแม่ชีช่วยทําถวายเป็นหลักมากกว่าการบิณฑบาตเพราะระยะนั้นจํานวนญาติโยมมีน้อยกว่าพระมากนัก”
หลวงปู่ขาวเทศน์เตือนพระที่อยู่ร่วมจําพรรษาที่ดงหม้อทอง
ในประวัติของหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพูดถึงปีที่ท่านจําพรรษาที่ดงหม้อทอง ว่าอุบายต่างๆ เกิดขึ้นโดยสมํ่าเสมอ และต้องคอยเตือนพระเสมอ ไม่ให้ประมาทในการรักษาธุดงควัตร เพราะอยู่ในท่ามกลางสิ่งที่ควรระวังหลายอย่างต่างๆ กัน โดยอาศัยธุดงควัตรเป็นเส้นชีวิตจิตใจ และมีธรรมวินัยเป็นที่ฝากตาย ใจจึงอยู่เป็นสุข ไม่หวาดเสียวสะดุ้งกลัวต่างๆ
การขบฉันก็น้อย เพียงเยียวยาธาตุขันธ์ไปวันๆ เท่านั้น เพราะศรัทธาญาติโยมมีน้อยและเป็นบ้านเพิ่งตั้งใหม่มีไม่กี่หลังคาเรือน ยังไม่เป็นหลักฐานมั่นคงและเป็นความมุ่งหมายของท่านผู้หนักแน่นในธรรมะ จึงพึงฝึกฝนอดทนเพื่อธรรม – ความอยู่สบายภายใน จึงไม่กังวลกับที่อยู่อาศัยและอาหารการบิณฑบาตให้มากไป อันจะเป็นอุปสรรคต่อความเพียร ยาแก้ไข้ ก็คือ ความอดทน ต่อสู้ด้วยความเพียรทางสมาธิภาวนา โดยถือเอาสัตว์ป่าชนิดต่างๆ เป็นเพื่อนและสักขีพยานว่า เขาก็มิได้เกิดมากับหยูกยาชนิดต่างๆ และคลอดที่โรงพยาบาล มีหมอและนางพยาบาลคอยรักษาผดุงครรภ์ แต่เขายังเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ สืบต่อกันมาได้เต็มป่าเต็มเขา โดยไม่แสดงความโศกเศร้าเสียใจว่าตนขาดการบํารุงรักษาด้วยยาและนางพยาบาล ตลอดเครื่องบํารุงต่างๆ
ส่วนพระเป็นมนุษยชาติและเป็นศากยบุตรพุทธชาติ ศาสดาองค์ลือพระนามสะเทือนทั่วไตรภพว่าเป็นผู้ทรงเรียนจบคัมภีร์ไตรภูมิด้วยพระขันติ วิริยะ พระปัญญาปรีชาสามารถในทุกทาง ไม่มีคําว่า จนตรอก อ่อนแอ ท้อถอย แต่พระเราจะถอยหลังหลั่งนํ้าตาเพราะความทุกข์ลําบากเพียงการเจ็บไข้ได้ป่วย อันเป็นธรรมดาแห่งขันธ์เท่านั้น ก็ต้องเป็นผู้ขาดทุนล่มจม จะนําตนและศาสนาไปไม่ตลอด นอกจากเป็นผู้อาจหาญอดทนต่อสภาพความมี ความเป็น ความสัมผัสทั้งหลาย ด้วยสติปัญญาหยั่งทราบไปตามเหตุการณ์ที่มาเกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่มีทางอื่นที่จะเอาตัวรอด หวังจอดในที่ปลอดภัยได้
จิตเมื่อได้รับการอบรมในทางที่ถูก ย่อมมีความรื่นเริงในธรรม พอใจประคองตนไปตามวิถีแห่งมรรคและผล ไม่มีการปลีกแวะ ไม่สร้างความอับจนไว้ทับถมตัวเอง ปฏิปทาก็สมํ่าเสมอ ไม่ท้อถอยน้อยใจว่าตนขาดที่พึ่งทั้งภายนอก – ภายใน มีใจกับธรรมเป็นเครื่องชโลมหล่อเลี้ยงให้เกิดความอบอุ่นเย็นใจ อยู่ที่ใดก็เป็น “สุคโต” แบบลูกศิษย์ตถาคต ไม่แสดงความอดอยากขาดแคลนในทางใจ
พระธุดงคกรรมฐานที่มุ่งต่อธรรม ท่านไปอยู่แล้วโดยอาการอย่างนี้ ท่านจึงอยู่ได้ ไปได้ยอมอดทนลําบากหิวโหยได้อย่างสบายหายห่วงกับสิ่งทั้งปวง มีธรรมเป็นอารมณ์ของจิตใจ
หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม กราบนมัสการเยี่ยมหลวงปู่ขาวและท่านพระอาจารย์จวน
หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม วัดเหวลึก อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านเป็นพระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ที่ได้เดินทางมาดงหม้อทอง เพื่อกราบนมัสการเยี่ยมหลวงปู่ขาว และท่านพระอาจารย์จวน โดยประวัติหลวงปู่ลี ได้บันทึกไว้ดังนี้
“พรรษาที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ก่อนเข้าพรรษานี้ หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม และพระอาจารย์อุดม พร้อมด้วยคณะศรัทธาญาติโยมอีกประมาณ ๒๐ คน ได้เดินทางจากกุดเรือคําไปถึงดงหม้อทอง เพื่อกราบนมัสการเยี่ยม หลวงปู่ขาว อนาลโย และท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ซึ่งท่านทั้งสองได้มาพักที่ดงหม้อทอง ครั้งที่ยังเป็นป่าสมบูรณ์ ไม่เห็นแดด ครึ้มตลอด มีแต่เสียงหริ่งเรไรร้อง มีโขลงช้างซึ่งเวลามาที คนก็วิ่งแตกตื่นขึ้นบนขอนไม้ใหญ่ ก็ไปเจอทากเข้าอีก (ภาษาอีสาน เรียกว่า ปลิงโคก)ก็วิ่งหนีกันจนผ้าผ่อนเปิด ไม่ได้สนใจกัน หลวงปู่อยู่บนก้อนหิน (พลาญหิน) เป็นลูกๆ คล้ายโบกี้รถไฟติดต่อกัน ต้องทําสะพานเชื่อมกันไว้ ลูกสูงขึ้นไปต้องทําบันไดขึ้น เมื่อขึ้นไปแล้วก็ชักบันไดขึ้น ไม่ต้องกลัวเสือ ข้างบนมองลงมาเห็นช้าง เห็นเสือ แต่มันขึ้นไปกวนไม่ได้
หลวงปู่ลียังเล่าเพิ่มเติมถึงประวัติของดงหม้อทองอีกว่า เดิมมีนํ้าตกลงมาจากที่สูง ลงมาเป็นอ่างนํ้า เป็นวังวน ถ้ามุดใต้นํ้าเข้าไปจะพบถํ้า (แอ่งนํ้าอยู่หลังถํ้า) แล้วจึงจะพบหม้อทองโบราณอยู่ภายในถํ้า หลวงปู่เล่าว่า ที่ดงหม้อทองนี้ท่านไม่ได้อยู่จําพรรษา เพียงแค่ไปกราบเยี่ยมหลวงปู่ขาว กับท่านพระอาจารย์จวน พักอยู่หลายวันจึงเดินทางกลับออกมา”
พระอาจารย์จันทา ถาวโร จําพรรษากับหลวงปู่ขาว ท่านพระอาจารย์จวน
เมื่อครั้งท่านพระอาจารย์จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย จังหวัดพิจิตร มาฝากตัวเป็นศิษย์ขออยู่ปฏิบัติท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย และท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่บ้านดงหม้อทองนี้ ท่านเล่าไว้เกี่ยวกับการอุปัฏฐากรับใช้ท่านพระอาจารย์ทั้งสอง โดยการปฏิบัติครูบาอาจารย์อยู่ที่นี่เป็นอีกระยะหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ใหญ่ ดังในประวัติกล่าวไว้ดังนี้
“ครั้นออกพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ก็ได้ข่าวว่าท่านหลวงปู่ขาว อนาลโย และท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้บุกป่าฝ่าดงใหญ่เข้าไปทําความเพียรภาวนาอยู่ใน “ดงหม้อทอง” อําเภอวานรนิวาส (ในสมัยนั้น) จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นดงหนาป่าทึบ มีถํ้าใหญ่ๆ อยู่มาก มีภูผาโขดหินและพลาญหินสวยงาม ทั้งสัตว์ป่าดุร้ายก็ชุกชุม ทั้งเสือ ทั้งช้าง เหมาะที่จะช่วยพระกรรมฐานกําราบกิเลสให้อ่อนราบลง ท่านพระอาจารย์จันทา ได้เดินทางไปกราบนมัสการท่านหลวงปู่ขาว และ ท่านพระอาจารย์จวนขอฝากตัวเป็นศิษย์รับการอบรมอยู่ด้วย
ดงหม้อทองนี้ท่านพระอาจารย์จวนเพิ่งมาอยู่ได้ ๑ พรรษา (ท่านมาอยู่ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๕ และจําพรรษาแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๖) มีพระ ๒ องค์และเณร ๑ องค์ ได้ชักชวนญาติโยมช่วยกันตัดถนนออกจากดงหนาป่าทึบแห่งนี้มายังบ้านดู่ บ้านมาย ใช้เวลา ๓ เดือน จึงสําเร็จพอให้เกวียนและรถผ่านเข้าออกได้ จึงเป็นอันว่าพรรษานี้ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านพระอาจารย์จันทาก็ได้อธิษฐานเข้าพรรษา พร้อมกับคณะหลวงปู่ขาว พอดีที่ดงหม้อทอง
วัตรปฏิบัติประจําวัน คือ ฉันมื้อเดียว เสร็จแล้วต่างองค์ต่างก็แยกกันไปทําความเพียรตามอุบายของตนที่เห็นว่าแยบคาย พอถึงบ่าย ๓ โมงช่วยกันกวาดลานสํานัก แล้วจึงไปรวมกันสรงนํ้าหลวงปู่ขาว จากนั้นพากันไปสรงนํ้าตัวเองให้เบาสบาย แล้วจึงไปฉันนํ้าร้อน และกลับไปเดินจงกรมและต่างองค์ต่างก็สวดมนต์อยู่ที่กุฏิของตน ครั้นถึงตอนใกล้พลบคํ่าจึงไปรวมกันที่ศาลา ใครมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติธรรมก็เรียนถามหลวงปู่ขาว บางวันหลวงปู่ขาวก็เทศน์ บางวันก็ไม่เทศน์ เพียงแต่สนทนาธรรม แต่ในวันพระนั้นพระเณรเถรชีต้องมาหมดเพื่อฟังธรรมของหลวงปู่ขาว
ท่านพระอาจารย์จันทาระลึกได้ว่า ในตํานานกล่าวถึงพระภิกษุ ๕๐๐ องค์ และสามเณร๑ องค์ ในสมัยพระพุทธเจ้าโกนาคมน์นั้น สามเณรน้อยได้คอยปรนนิบัติรับใช้พระสงฆ์ ๕๐๐ องค์ด้วยความปีติเลื่อมใส ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยยากลําบาก อานิสงส์นั้นทําให้สามเณรน้อยได้บุญกุศลมากเข้าถึงมรรคผลนิพพานในกาลต่อมา
ดังนั้น ท่านพระอาจารย์จันทา จึงเอาอย่างสามเณรน้อยองค์นั้นบ้าง ด้วยการปรนนิบัติรับใช้ท่านหลวงปู่ขาว และ ท่านพระอาจารย์จวน อย่างเต็มที่ ตอนนั้นท่านพระอาจารย์จันทา อายุเพิ่ง๓๐ ปีเศษ ยังแข็งแรงมาก ก็เอาบันไดทอดลงไปในเหวลึกที่มีบ่อนํ้าใสสะอาด ตักนํ้าขึ้นมาใส่ตุ่มใส่ถังในสํานักไว้ วิ่งขึ้นวิ่งลงเหวไม่มีเหนื่อย ทําอยู่ทุกวันไม่ให้นํ้าขาดตุ่มขาดไห ให้แต่ความร่มเย็นแก่ครูบาอาจารย์และผู้ทรงศีลในสํานัก
ผลจากการที่อาตมาปรนนิบัติรับใช้ท่านหลวงปู่ขาว และ ท่านพระอาจารย์จวน ด้วยนํ้าเย็นและนํ้าอุ่นนํ้าร้อนตลอดเวลา ๕ เดือน เป็นอานิสงส์ใหญ่ในกาลเวลาต่อมาภายหลัง คือว่า เวลาอาตมาไปไหนมาไหนไม่เคยขาดนํ้า มีความชุ่มเย็นอยู่เสมอ เวลาเดินธุดงค์หน้าแล้งร้อนมาก ฉันนํ้าครั้งเดียวในตอนเช้า แล้วไม่ต้องฉันอีกทั้งวันทั้งคืน ก็ไม่รู้สึกกระหายนํ้าแต่อย่างใดเลย จะมาฉันอีกทีก็เช้าวันรุ่งขึ้น อันนี้เป็นอานิสงส์ที่มหัศจรรย์ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์จันทาได้กราบลาท่านหลวงปู่ขาวและท่านพระอาจารย์จวน ออกแสวงวิเวกตามธรรมเนียมของพระธุดงคกรรมฐาน”
หลวงปู่จันทาเทศน์โปรดช้างผู้เป็นญาติในอดีตชาติที่ดงหม้อทอง
หลวงปู่จันทา ถาวโร ได้เมตตาเล่าเรื่องโขลงช้างที่ดงหม้อทองไว้ดังนี้
“สมัยหนึ่ง (ปี พ.ศ. ๒๔๙๗) ไปวิเวกที่ดงหม้อทอง อําเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร (ปัจจุบันขึ้นกับอําเภอบ้านม่วง) กับหลวงปู่ขาว อนาลโย และ พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ และพระอื่นๆ อีกรวมแล้วมีพระ ๗ – ๘ รูปด้วยกัน คืนหนึ่งในขณะที่เดินจงกรมอยู่ประมาณ ๔ – ๕ ทุ่ม ก็มีช้างฝูงใหญ่ราว ๑๐ ตัวเดินเข้ามาหาพอห่างได้ระยะ ๑ เส้น (๒๐ วา) จ่าฝูงก็กระทืบตีน ๓ ครั้งแล้วก็โบกหูไปมาแล้วก็ชูงวงขึ้น
ขณะนั้นอาตมาก็ไม่มีความสะทกสะท้านหรือเกรงกลัวอย่างไรทั้งสิ้น เพราะอํานาจพระธรรมเกิดขึ้นแล้วที่จิต คือความสงบนั้น จึงกําหนดถามพระธรรมตัวเองขึ้นว่า “ช้างเขามาทําอะไรกัน ?”พระธรรมพูดขึ้นว่า “ช้างฝูงนี้เป็นญาติของเรามาแต่ชาติปางก่อนโน้น เขาอนุโมทนาส่วนบุญกับเราจงอุทิศส่วนบุญให้เขาเสีย”
ก็เลยตั้งใจมั่นแล้วแผ่เมตตาให้ว่า “ช้าง… พวกท่านกับอาตมาเป็นญาติกันมาแต่ชาติปางก่อนโน้น มาชาตินี้ก็ได้มาประสบพบปะกันแล้ว จงอนุโมทนาส่วนบุญนะ จะอุทิศให้ ปุญฺญํ อุทฺทิสฺส ทานํ สพฺเพ สตฺตา สุขิตา โหนฺตุ ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รับส่วนบุญเถิด”
จากนั้นก็ให้โอวาทแก่เขาว่า “ขอให้พวกท่านทั้งหลาย จงน้อมเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปไว้เป็นที่พึ่งนะ ไหว้พระสวดมนต์ภาวนาประจําชีวิต ไม่ลดละ ท่านทั้งหลายจงตั้งตนอยู่ในศีล ๕“ปาปกํ ปาณาติบาต” อย่าเพิ่งฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมนุษย์นะ เป็นบาป อย่าเพิ่งลักขโมยกินของไร่ของสวนเขานะ เป็นบาป เขาจะฆ่าเอา อย่าเพิ่งนอกใจซึ่งกันและกัน นั่นแหละ อันนี้เป็นข้อสําคัญมั่นหมาย
เมื่อพวกท่านมีพระไตรสรณคมน์ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นสรณะที่พึ่งแล้ว มีศีล ๕ ประจําชีวิตอีกก็จะได้ มนุสฺสธมฺโม เปลี่ยนชาติภพจากสัตว์เดรัจฉานไปเป็นมนุษย์ เมื่อเปลี่ยนชาติภพแล้วจะได้ทําคุณงามความดีเหมือนอย่างข้าพเจ้านี่แหละ” เขาก็ตั้งใจฟังจนจบ จากนั้นจ่าฝูงก็กระทืบเท้า ๓ ครั้งแล้วโบกหูพึ่บพั่บๆ จากไป
สมัยนั้นที่ดงหม้อทองยังเป็นป่าดงทึบ มีสัตว์ป่ามากมาย ทั้งช้าง ทั้งเสือเหลือง เสือโคร่ง ส่งเสียงร้องกันสนั่นหวั่นไหว แต่สัตว์ร้ายเหล่านั้นก็ไม่ได้มาทําอันตรายแต่อย่างใด เพราะอํานาจของการประพฤติธรรมบันดาลให้เป็นมหาเสน่ห์มหานิยม”
เหตุการณ์สัตว์ป่ามาเยี่ยมระหว่างเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๗
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในพรรษานั้นมีหมู่ช้างและสัตว์ป่านานาชนิด มีช้างเข้ามาที่วัดกลางวัน บางวันก็มีเสือเข้ามา กลางคืนก็มีเสือกัดกัน อยู่ตามติดกับก้อนหิน เสือใหญ่ เพราะที่ดงหม้อทองสมัยนั้นมีช้าง เสือมาก และงูใหญ่มาก ซึ่งก็เคยมาใกล้กันบ่อยๆ เช่น วันหนึ่งกําลังฟังปาฏิโมกข์อยู่ เสือใหญ่พากันมากัดอยู่ที่ข้างก้อนหิน พากันฟังเสือกัดกันอยู่อย่างนั้น
ระหว่างอยู่ดงหม้อทองกับหลวงปู่ขาวนี้ กลางคืนวันหนึ่งได้ลงอุโบสถ ปรากฏว่ามีพวกเสือเข้ามากัดกันข้างก้อนหิน ข้างกุฏิที่พระกําลังลงอุโบสถ ฟังจากเสียงที่กัดหยอกล้อกันนั้น คงจะมีเสือหลายตัวอยู่ มันกัดกันเล่นกันตั้งแต่พระเริ่มสวดปาฏิโมกข์ จนกระทั่งสวดปาฏิโมกข์จบ มันก็ยังไม่เลิกกัดกัน ยังร้องหยอกล้อต่อกัน ต่อเมื่อภายหลังหลวงปู่ท่านคงจะรําคาญจึงตวาดเอ็ดตะโรออกไปมันจึงค่อยสงบลง แต่ก็ครางอู้อี้ต่อไปอีกพักใหญ่
อีกวันหนึ่ง ตอนบ่ายเวลาประมาณบ่ายโมง ข้าพเจ้ากําลังนั่งพักผ่อนอยู่บนกุฏิ เห็นช้างป่าโขลงใหญ่พากันยกขบวนเข้ามาหากินในเขตวัด บ้างก็หักกิ่งไม้ดังสนั่น บ้างก็ลงกินนํ้าในห้วยซึ่งอยู่เบื้องล่างกุฏิของข้าพเจ้า เนื่องจากข้าพเจ้าและท่านพระอาจารย์สอนได้เลือกชัยภูมิสร้างกุฏิกันเป็นอย่างดี โดยต่างสร้างกุฏิบนหลังพลาญหินก้อนสูงใหญ่ ซึ่งต่างมีขนาดสูงใหญ่ไล่เลี่ยกัน คือแต่ละก้อนต่างกว้างประมาณกว่า ๕ เมตร ยาวเกือบ ๒๐ เมตร และสูงถึงกว่า ๑๕ เมตร พลาญหินทั้งสองก้อนที่ข้าพเจ้าและท่านพระอาจารย์สอนตั้งกุฏิอยู่ จึงเป็นเหมือนกําแพงแท่งศิลาทึบยาวเหยียด ตั้งขนานกันโดยตรงระหว่างกลางมีห้วยหนองนํ้าคั่นอยู่
ซึ่งมีสัตว์ป่านานาชนิดชอบลัดเลาะเข้ามาหาอาหารและกินนํ้าเป็นประจํา เวลานั่งบนกุฏิหรือเดินจงกรมอยู่บนพลาญหิน จึงสามารถเห็นเก้ง กวาง ช้าง เสือ หมูป่า หรือหมี เข้ามาเดินท่องไพรอยู่ข้างล่างได้อย่างถนัดตา สําหรับบ่ายวันนั้นช้างฝูงนั้นคงจะสําราญใจเต็มที่ มันจึงเข้ามาเดินเที่ยวกันอย่างเสรี เท่าที่เห็นด้วยตา มันมาอยู่ที่เชิงหินริมห้วยก็สิบกว่าตัวแล้ว แต่ที่ยังอยู่ในป่าใกล้ๆ ก็คงจะมีอีกเป็นจํานวนไม่น้อย เพราะฟังจากเสียงที่มันหักกิ่งไผ่ กิ่งยาง ทั้งถอนต้นไม้เล็กก็ดังสนั่นไปทั้งป่าอย่างไรก็ดีเสนาสนะในดงหม้อทองนี้ ใช่ว่ากุฏิทุกหลังจะปลอดภัยจากสัตว์ป่าเสมอไปก็หาไม่ บางหลังอาจจะอยู่ในชัยภูมิที่ปลอดภัยจากช้าง แต่ก็อาจจะมีเสือเข้ามาเยี่ยมกรายได้ อย่างเช่น กุฏิของพระบุญทัน ท่านกําลังจะออกจากกุฏิ มองออกไปเห็นเสือใหญ่ตัวหนึ่งเข้ามานั่งจงโคร่งอยู่ตรงบันไดทางขึ้นกุฏิของท่าน ท่านต้องรออยู่พักใหญ่ จนเสือจากไปแล้ว จึงสามารถออกจากกุฏิได้
คืนหนึ่งพระเณรฉันอาหารธาตุขันธ์ไม่ถูกกัน ก็จะต้องรีบเข้าส้วม ท่านพระอาจารย์สอนไปไม่ทันเณร ซึ่งวิ่งถลันเข้าไปจับจองก่อน ธาตุขันธ์ไม่ยอมรอเวลา ท่านจึงต้องเลี่ยงเข้าป่าไป ปรากฏมีเสือกระโดดข้ามศีรษะท่านสอนไปเลย ท่านว่าท่านรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เสือมันกระโจนเข้าไปทางส้วมที่เณรกําลังอยู่ พอรู้ว่าเสือ เณรก็กระโจนแผล็ววิ่งออกมาป่าราบ เคราะห์ดีที่เจ้าเสือตัวนั้นมันคงผ่านเข้าป่าไปแล้ว เณรจึงไม่ต้องประจันหน้ากับมัน
กุฏิของหลวงปู่ขาว อยู่ห่างจากกุฏิของข้าพเจ้าและของท่านพระอาจารย์สอนเข้าไปในแนวป่าอีกด้านหนึ่ง ตั้งอยู่บนพลาญหินเช่นเดียวกัน แต่มิได้เป็นหินก้อนโดดๆ เหมือนเป็นภูเขาลูกย่อมๆ เช่นของเรา ด้านหนึ่งของพลาญหินของหลวงปู่อยู่ติดกับราวป่า ผ้าขาวที่ติดตามท่านมาปลูกกระต๊อบอยู่ลึกเข้าไปในป่าทางด้านนั้น ฉะนั้น วันหนึ่งช้างจึงเดินเล่นเลยขึ้นมาบนพลาญหินและต่อไปถึงกระต๊อบของผ้าขาวผู้นั้น มันเอางวงหยิบรองเท้าออกมาเล่นและโยนเข้าป่า ไปถอนบันไดกุฏิออกมาและโยนเข้าป่าไปด้วย มันเอางวงควานหาของเล่นอยู่พักใหญ่ เห็นหมดเครื่องกีดหน้าขวางตาแล้วก็เตรียมลาจากไป แต่ก็ยังอดนึกสนุกไม่ได้ มันเอางวงมาดุน ดุนฝาจนกุฏิแทบโยก
ปกติผ้าขาวเจ้าของกระต๊อบนั้นเป็นคนหูหนัก อาจจะไม่ได้ยินเสียงผิดปกติระหว่างช้างมันยื่นงวงเข้ามาหยิบรองเท้า โยกบันได แต่เมื่อถึงคราวฝากระต๊อบของแกโยก ผ้าขาวก็อดที่จะรู้สึกไม่ได้พอเห็นว่าเป็นช้างป่า แกก็กระโจนหนีไปหาหลวงปู่ที่กุฏิทันที ตัวสั่นงันงก พูดไม่ออกไปพักใหญ่ เสียเวลาซักไซ้ไล่เลียงกันนานกว่าจะรู้เรื่องและตั้งสติได้
การที่มีสัตว์ป่าเข้ามาเยี่ยมกรายเราบ่อยๆ นี้ ทําให้บรรดาพระเณรพากันระมัดระวังตัว ตั้งอกตั้งใจบําเพ็ญความเพียรอย่างขะมักเขม้นมิได้ประมาทเลย
และเมื่อออกพรรษาที่ ๑๒ ข้าพเจ้าก็ได้เดินวิเวกมาทางภูวัว ส่วนหลวงปู่ขาวเมื่อออกพรรษาแล้วท่านก็กลับบ้านป่าแก้วชุมพลเช่นเดิม ข้าพเจ้าได้มาเที่ยววิเวกภูวัว เมื่อกลับถึงดงหม้อทองไม่เห็นหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวกลับบ้านป่าแก้วชุมพลแล้ว”
พระภิกษุณีอรหันต์มาเยี่ยมแสดงสัมโมทนียธรรมในระหว่างเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๘
เรื่องพระอรหันตสาวกที่เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้ว ได้มาเยี่ยมและแสดงสัมโมทนียธรรมโปรดแก่ครูบาอาจารย์ที่เคร่งครัดในธุดงควัตรและอยู่ปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ตามป่าตามเขานั้น เป็นเรื่องอัศจรรย์ยิ่งนัก นับแต่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และพระศิษย์ประเภท“เพชรนํ้าหนึ่ง” เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ หลวงปู่ขาว อนาลโย ฯลฯ ล้วนประสบเหตุอัศจรรย์นี้มาแล้ว ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่ประสบเหตุอัศจรรย์นี้ โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“และในพรรษาที่ ๑๓ อีก ข้าพเจ้าก็จําพรรษาที่ดงหม้อทอง กับหลวงปู่คําอ้าย ซึ่งเป็นคนเชียงใหม่ เป็นลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นนั่นเอง ท่านพระอาจารย์มั่นเคยแต่งให้ท่านมากํากับข้าพเจ้าครั้งหนึ่งแล้ว ระหว่างท่านส่งให้ข้าพเจ้าไปจําพรรษาที่วัดป่าบ้านเหล่ามันแกว บ้านเดิมของข้าพเจ้าเมื่อพรรษาที่ ๗
ระหว่างพรรษานี้ คืนหนึ่งได้นิมิตว่ามีภิกษุณีองค์หนึ่งมาเทศน์ให้ฟัง ก่อนจะเทศน์เมื่อท่านมาปรากฏองค์ รู้สึกว่างามมาก ข้าพเจ้าจึงถามว่าท่านเป็นใคร ท่านก็ตอบว่าเป็นภิกษุณีอรหันต์และบอกชื่อให้ข้าพเจ้าทราบด้วย เมื่อท่านบอกชื่อแล้ว ท่านก็ก้มลงกราบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตกใจจะรีบกราบตอบเพราะทราบว่าท่านเป็นพระอรหันต์ แต่ท่านก็ยกมือห้ามทันที ทําให้ข้าพเจ้าระลึกได้ถึงพระธรรมวินัยที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า “ภิกษุณี แม้จะเป็นอรหันต์จะต้องกราบภิกษุเสมอแม้ภิกษุนั้นจะเพิ่งบวชในวันนั้นก็ตาม”
โอวาทที่ท่านเมตตาเทศน์ให้ข้าพเจ้าฟังนั้น มีอรรถรสดื่มดํ่า น่าฟังอย่างยิ่ง
เมื่อออกพรรษาแล้วก็ได้รํ่าลากันพาเที่ยววิเวก ส่วนข้าพเจ้าก็เดินทางมาภูวัวอีก ในระยะนี้หลวงปู่ขาวได้ไปจําพรรษาที่บ้านเลื่อม เมืองอุดรฯ ทิศตะวันตกอุดรฯ เพราะท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์(พนฺธุโล จูม) สมัยนั้นอาราธนานิมนต์ท่านให้ไปฉลองศรัทธาบ้านเลื่อม ท่านจึงได้ไปจําพรรษาที่นั่น
เมื่อออกพรรษาแล้วท่านก็เลยแต่งญาติโยมติดตามข้าพเจ้าถึงภูวัว ให้ข้าพเจ้าไปรับท่านมารับจําพรรษาที่ภูวัวร่วมกัน”
พรรษา ๑๔ พ.ศ. ๒๔๙๙ จําพรรษาที่ภูวัว
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในพรรษาที่ ๑๔ ได้พากันมาจําพรรษาที่ภูวัว ข้าพเจ้าได้ไปรับเอาหลวงปู่ขาวที่อุดรฯ มาพาไปภูวัว ก็เลยมาจําพรรษาร่วมกันที่ภูวัว ในพรรษาที่ ๑๔ ตัดออกบ้านทุ่งทรายจก มีพระเณรรวมกันทั้งหมด ๑๓ องค์ ในพรรษานั้น สมัยนั้นภูวัว ช้าง เสือ มีมาก เข้ามาบ่อยๆ ในเขตวัด และในสมัยนั้นก็มีเรื่องราวแปลกๆ เกิดขึ้น มีสัตว์ป่านานาชนิด มีพวกผีปีศาจมันยุ่งยากมารบกวน พระเณรจะนอนมันก็มาปลุกให้ทําความพากความเพียร บางองค์ไปดึงขาก็มี บางองค์ไปจับขาก็มี ปลุกให้ตื่นทําความพากความเพียร แล้วพระเณรชอบป่วยกันมากในพรรษานั้น จะเป็นเหตุอากาศหรืออะไรก็ไม่ทราบ บางครั้งเสือสัตว์ป่าก็มาก เมื่อเป็นเช่นนี้หลวงปู่ขาว อนาลโย จึงให้ข้าพเจ้านําเรื่องนี้ไปพิจารณาดู
ข้าพเจ้าได้ไปพิจารณาดูได้ความเป็นอรรถเป็นว่า “เย สนฺตา” แปลว่า “ผู้สงบไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน ความทุกข์ความเดือดร้อนกินแหนงแคลงใจภัยอันตรายไม่มีแก่ผู้สงบ” นี้ข้าพเจ้าแปลได้ วันใหม่จึงไปนมัสการกราบเรียนท่าน ท่านก็เลยถาม ท่านหลวงปู่ถามว่า
“ได้ความหรือไม่ ?”
ตอบท่านว่า “ได้ความ”
“ว่าอย่างไร ?” ท่านว่า
ก็เลยเรียนให้ท่านทราบว่า “เย สนฺตา แปลว่า ผู้สงบไม่มีทุกข์ภัยเดือดร้อน ความเดือดร้อน ความทุกข์ไม่มีแก่ผู้สงบ” ว่าดังนี้ ข้าพเจ้าแปลถวายท่าน
ท่านแปลว่า “จริง จริง ถูกมาก ถูกมาก” ท่านก็เลยยกบาลีขึ้นว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” ดังนี้ ผู้มีความสงบแล้ว ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนอะไรเลย ความทุกข์ความเดือดร้อนไม่มีแก่ผู้สงบ จึงว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี ดังนี้ “จริงทีเดียวไม่ผิด” ท่านว่าอย่างนั้น
และในพรรษาที่ ๑๔ จําพรรษาที่ภูวัวนั่นแล มีแม่ชีซึ่งเป็นลูกหลานของหลวงปู่ขาวไปอยู่ด้วย และแม่ชีคนหนึ่งก็ไปเสียชีวิตมรณภาพที่นั้น ชื่อว่าแม่หลอด ไปตายที่นั้น เผาศพที่นั้น และปีนั้นอากาศและที่ว้างเวิ้งดี ที่สงบสงัดดีมาก ที่เที่ยววิเวกดีมาก ตอนกลางคืนเดือนแจ้งพากันไปหาวิเวกตามพลาญหิน แล้วตอนเช้ารุ่งสว่างจึงพากันกลับมาวัด แล้วไปบิณฑบาต ทําอยู่อย่างนี้
หลวงปู่ท่านพาหมู่คณะลูกศิษย์ไป และขณะที่จําพรรษาอยู่ตาดปอ ภูวัวนั้น บังเอิญข้าพเจ้าได้เกิดเป็นโรคชนิดหนึ่ง เขาเรียกว่า “โรคฝีพิษ” หรือ “ฝีหัวดํา” พิษฝีชนิดนี้ร้ายแรงมาก ปวดก็ปวดออกร้อนก็ออกร้อน ข้าพเจ้านอนไม่หลับ มันขณะหนึ่งที่มันปวด มันออกร้อนมาก นอนไม่หลับ ๓ วัน ๓ คืน ตอนกลางคืนข้าพเจ้านั่งภาวนาอยู่เตียงพิงหมอนอยู่ และก็ยกมือไหว้ มือนี่วางลงไม่ได้ ต้องยก เพราะมันออกร้อนและปวด นั่งภาวนาอยู่อย่างนั้น กําลังจะเคลิบเคลิ้มไป ปรากฏในใจเป็นนิมิตมีโยมแก่คนหนึ่งขึ้นไปหาและถามว่า
“ท่านเป็นอะไร ?”
ได้ตอบเขาว่า “อาตมาเป็นฝีหัวดํา”
เขาเลยดูที่นิ้วแม่มือ นิ้วโป้งมือ เขาเลยเป่าให้ เมื่อเขาเป่าก็เย็นเลย แล้วเขาบอกว่า “พรุ่งนี้จะเอายามาใส่ให้ก็จะหาย” รูปภาพนั้นก็เลยหายไป ข้าพเจ้าก็เลยตื่นขึ้น มองดูไม่เห็น
ทีนี้ตอนเช้ามีโยมชาวบ้านคนหนึ่ง เขาเป็นเจ้าผี โยมชาวบ้านคนนั้นชื่อว่าปู่ถัน เขาเป็นเจ้าผีที่ภูวัว เป็นผู้เลี้ยงผี เป็นหัวหน้าเจ้าเลี้ยงผี เขาได้ขึ้นไป ครั้นขึ้นไป ไปหาข้าพเจ้า ไปดูที่ฝีหัวแม่มือข้าพเจ้า เขาก็เลยรีบเข้าป่า ไปเอารากยามา มาฝนใส่ ใส่ยานั้นก็เลยหายจริงๆ ในยานั้นข้าพเจ้าถามเขาว่า“ยาแก้ฝีมีพิษนั้นคืออะไร ?” เขาว่า “รากลําดวน” รากลําดวนต้นก็ได้ รากลําดวนเครือก็ได้ เป็นยาแก้ฝีพิษฝีหัวดํา นี่พากันจําไว้ ได้ผลดี ที่ข้าพเจ้าเป็นมาแล้วและได้ใส่มาแล้ว
ในระหว่างที่จําพรรษารับการอบรมจากหลวงปู่ขาวที่ภูวัวนี้ ข้าพเจ้าได้มีนิมิตที่ควรบันทึกไว้ เพื่อให้ประวัติสมบูรณ์ ๒ คราว คือ
คราวแรกเมื่อมาอยู่ถํ้าแก้วใหม่ๆ ได้เกิดนิมิตว่า มีแม่ชี ๓ องค์ มาปรากฏกายขึ้น เมื่อกําหนดจิตถามว่า “เป็นอะไร” ก็ได้รับคําตอบว่า “เป็นพรหม” แม่ชีทั้งสามบอกให้ข้าพเจ้าทราบถึงชาติกําเนิดที่ข้าพเจ้าเกี่ยวพันกับท่านพระอาจารย์มั่นในชาติก่อน และเสริมว่า “ท่านอาจารย์องค์นี้ เวลาท่านไปหาท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเหาะไป ท่านพระอาจารย์มั่นแหงนหน้าดูแล้วพาเหาะด้วยกัน” ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่า ทําไมแม่ชีที่ถํ้าแก้ว จึงได้ทราบนิมิตครั้งโน้นของข้าพเจ้าที่เกิดขึ้นก่อนไปพบท่านพระอาจารย์มั่น
แล้วแม่ชีก็พูดกันอีกว่า “ท่านอาจารย์องค์นี้น่ารักเหมือนอาจารย์ของเรา คือ ท่านอาจารย์สุ่ย คงเป็นอาจารย์ของแม่ชีมาแต่ก่อน น่ารักจริงๆ พวกเราต้องปรนนิบัติท่าน อารักขาท่าน ท่านมาแล้ว”
อีกครั้งหนึ่ง ระหว่างภาวนา จิตถอนก็เห็นเป็นนิมิตปรากฏขึ้นว่า ข้าพเจ้ากําลังเดินทางอยู่ในที่แห่งหนึ่ง พอพ้นจากหมู่บ้านก็เห็นแม่นํ้ากว้างสายหนึ่งขวางหน้าอยู่ นํ้าในแม่นํ้าไหลเชี่ยวมาก เปี่ยมฝั่ง คะเนดูคงเป็นแม่นํ้าที่ลึกมาก ข้าพเจ้าตั้งใจคิดจะข้ามแม่นํ้าให้ไปถึงฝั่งข้างโน้น แต่ก็ยังไม่เห็นวิธีที่จะข้ามอย่างไร
ฝั่งแม่นํ้านั้นลาดเหมือนฝั่งทะเลค่อยๆ เทลงและชันเข้า ที่ฝั่งเป็นโคลนตมเละ ข้าพเจ้ามองดูโคลนตมนั้น แล้วก็คิดว่า ถ้าเราลงไปที่นั่น ก็คงจะจมลงมิดตัวเลย ต้องตกลงมิดศีรษะเลย บริเวณฝั่งระยะที่เป็นโคลนตมนั้นไม่ใช่ใกล้ กว่าจะไปถึงนํ้าที่ไหลเชี่ยว ข้าพเจ้ามองไปอีกที เห็นรอยเท้าคนที่เพิ่งเดินข้ามไปได้ใหม่ๆ ก็มี จึงคิดว่า เอ ! เราจะทําอย่างไรดี จึงจะข้ามแม่นํ้าได้ โคลนตมนี่มันเหลว ถ้าเราเดินข้ามโคลนตมก็คงจะจมลงไปเลย จะจมดิ่งลงไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ คงไม่มีวันจะโผล่ขึ้นมาได้เลย
รําพึงแล้วก็เลยหยุดพิจารณาและนึกอธิษฐานขึ้น อธิษฐานทั้งๆ ยืนเช่นนั้น “เออ ! นี่ถ้าเราจะข้ามนํ้าไปถึงฝั่งโน้นได้ ก็ขอให้เราเดินข้ามโคลนตมนํ้าไปให้ได้ อย่าให้จมลงเลย อย่างลึกมากที่สุดก็ให้จมลงในโคลนตมนี้ถึงเพียงแค่เข่าเท่านั้น ถ้าเราจะข้ามแม่นํ้านี้ให้ได้”
อธิษฐานแล้ว ข้าพเจ้าก็เริ่มหยั่งเท้าค่อยๆ เดินไป ปรากฏว่าโคลนค่อยๆ ลึกเข้าทีละน้อย พอถึงเพียงแค่เข่าพอดี ก็พ้นจากโคลนตมและมีสะพานข้ามนํ้าถึงฝั่งโน้น ข้าพเจ้าจึงขึ้นเดินบนสะพาน ได้ข้ามถึงฝั่งโน้น
พอขึ้นฝั่งได้แล้ว ก็เห็นม้ากินหญ้าอยู่บนริมฝั่งตัวหนึ่ง สีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัว รูปร่างพ่วงพี ตัวสูงใหญ่สวยมาก ม้านั้นสวยมากจริงๆ ท่าทางน่าขี่ ข้าพเจ้าคิดว่าจะขึ้นขี่ม้า พอดีมีคนมาบอกว่า พระพุทธเจ้ากําลังเสด็จไป ให้รีบตาม ข้าพเจ้าได้ยินพระนามพระพุทธเจ้าก็เลยไม่สนใจกับม้า รีบออกเดินทางตามรอยพระพุทธเจ้าไปทันที แล้วจิตก็ถอนจากนิมิต
จากนั้นเมื่อออกพรรษาแล้วก็ได้พากันเลิกรา ส่วนหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็กลับสํานักเดิมคือวัดป่าแก้วฯ บ้านชุมพล เนื่องด้วยญาติโยมลูกหลานของท่านมานิมนต์ให้กลับคืน ส่วนข้าพเจ้าได้รับนิมนต์ทางจังหวัดนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ให้ไปทําฌาปนกิจศพพระอาจารย์อ่อนศรี ข้าพเจ้าก็เลยเดินทางไป โดยลงจากภูวัวเดินทางไปตามฝั่งแม่นํ้าโขง ผ่านบึงกาฬ โพนพิสัยและไปข้ามแม่นํ้าโขงที่ท่าเดื่อ จังหวัดหนองคาย แล้วก็ไปจุดศพ (เผาศพ) ท่านพระอาจารย์อ่อนศรี เสร็จจากนั้นก็พากันเดินวิเวกขึ้นหลังภูเขาควาย ประเทศลาว พอประมาณ แล้วก็เดินทางกลับประเทศไทย มุ่งหน้ามาสู่ภูวัว”
พระอาจารย์แสวง อมโร วัดเกาะกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทรา โยมบิดาเป็นคนเวียงจันทน์ฝั่งลาว และโยมมารดาเป็นคนจังหวัดยโสธร ท่านไปบวชกับหลวงปู่อ่อนศรี ที่วัดจอมไตร และได้ติดตามท่านพระอาจารย์จวนจาริกธุดงค์ไปภูเขาควาย อยู่ฝั่งลาว ๒๐ วัน จึงข้ามโขงเข้าไทยมาถึงอําเภอบึงกาฬ จากนั้นก็มาภูวัว แล้วมาจําพรรษาที่ “ดงหม้อทอง” รวมเป็นระยะทางกว่า ๓๐๐ กิโลเมตร ผ่านความกันดารมากมาย พระอาจารย์แสวงเล่าว่า ตอนเดินทางออกจากถํ้าจันทน์ เขตบึงกาฬ แล้วลัดตัดเข้าดงศรีชมภู ซึ่งเป็นดงกว้างต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรียงกันเป็นนิ้วมือ เสือ ช้าง งูชุกชุม
พรรษา ๑๕ พ.ศ. ๒๕๐๐ จําพรรษาที่ดงหม้อทองอีก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อมาถึงภูวัวแล้ว พักวิเวกภูวัวพอสมควรแล้วก็พากันเดินทางกลับมาจําพรรษาที่ดงหม้อทองเช่นเดิม ในพรรษาที่ ๑๕ จําที่ดงหม้อทองอีก ร่วมกับท่านพระอาจารย์สอน ในพรรษานี้ ต้นพรรษาได้พากันอธิษฐานไม่นอนอยู่ ๒ เดือน ทําความพากความเพียรเด็ดเดี่ยว บางวันก็พากันออกเอาปี๊บควํ่ากลางพลาญหิน แล้วเอาอาสนะปูก้นปี๊บ นั่งภาวนาตากฝนตลอดวัน ตลอดคืนก็มี ภาวนาจิตสงบดี
ในพรรษานั้นข้าพเจ้าเกิดอาพาธไข้หนักถึง ๙ วัน เอาหมอมาฉีดยา ยากับโรคปะทะกันเกิดอาเจียนรากแทบบรรดาตาย เมื่อรากออกหมดแล้ว เกิดธาตุวิปริตตาลิงตาลายไป ตามืดตามัวไป สวิงสวายไป แล้วก็พูดไม่ได้เรื่อง ไม่รู้ภาษา พูดมะโลโกเกไปชั่วขณะหนึ่งก็เลยสงบ ในพรรษาที่ ๑๕ นั่นเอง พากันเคารพความพากความเพียรเด็ดเดี่ยว เมื่อออกพรรษาแล้วต่างก็พากันทยอยหาวิเวกไปในที่ต่างๆ ส่วนข้าพเจ้ากลับมานมัสการหลวงปู่ขาว และฟังเทศน์ฟังธรรมท่านตามเคย เมื่อใกล้เข้าพรรษา ข้าพเจ้ากับท่านปลัดเพ็ง คือ ท่านพระอาจารย์เพ็ง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถํ้ากลองเพลปัจจุบันนี้ ได้กลับมาจําพรรษาที่ดงหม้อทองอีก”
นิมิตโยมบิดามาช่วยรักษาไข้ป่า
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ทีนี้ในระหว่างที่ยังไข้อยู่นั่นแหละ วันหนึ่งข้าพเจ้าได้นอนภาวนากําหนดจิตอยู่ กําลังจะเคลิบเคลิ้มไปจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ อยู่ในระหว่างครึ่งกลางของความหลับบ้างและไม่หลับบ้าง เลยได้นิมิตภาพในความฝันนั่นแหละ ปรากฏว่าโยมบิดาของข้าพเจ้าที่ท่านมรณภาพไปแล้วแต่ข้าพเจ้ายังอายุ ๑๖ ปี โยมบิดานี้ท่านเป็นหมอยาพื้นบ้านสําหรับพวกชาวบ้าน ชาวบ้านเขานิยมมาก และปรากฏในนิมิตภาพขณะนั้นว่าโยมบิดานั้นแหละได้สะพายถุงยามาหาข้าพเจ้า แล้วถามข้าพเจ้าว่า
“คุณลูกเป็นอะไร ?”
ข้าพเจ้าได้ตอบโยมบิดาว่า “ป่วยไข้ป่ามาแล้ว ๑ เดือน ยังไม่หาย ไม่มียากิน” นี่ตอบโยมบิดา
เมื่อได้ตอบโยมบิดาแล้ว โยมบิดาก็เลยว่า “เออ ! จะฝนยาให้กิน เดี๋ยวก็หาย” ว่าอย่างนั้น แล้วโยมก็เลยแก้ถุงยาออก แล้วก็เอานํ้าใส่ขัน ฝนยาใส่ขันนํ้า ในขณะที่โยมบิดาฝนยาอยู่นั้น กลิ่นของยาหอม น่าฉัน น่าดื่มจริงๆ ทีเดียว รู้สึกว่าสูดแต่กลิ่นก็พอแล้ว คล้ายๆ กับว่าจะมีกําลังเพิ่มขึ้นเลยเมื่อโยมบิดาฝนยาเสร็จแล้ว ก็เลยยกไปถวายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ฉันจนหมดนํ้ายาที่ในขันนั้นเลย แล้วต่อจากฉันยาก็ตื่นขึ้น ก็ดี รู้สึกตัวนึกว่าตัวได้ฉันยาจริงๆ เมื่อมาพิจารณาแล้ว เป็นเรื่องของนิมิตหรือความฝันต่างหาก
ต่อแต่นั้นมาวันใหม่ อาการของไข้ก็เลยลดลงไป จนหายไข้ขาด ไม่มีไข้อีกต่อไป แล้วร่างกายก็มีกําลังขึ้น ฉันอาหารก็ได้เป็นปกติ ตั้งแต่นั้นมายังไม่เคยปรากฏการเจ็บป่วยแบบนั้น ไปอยู่ที่ไหนๆ รู้สึกว่าอาการไข้ไม่มี จะเป็นเพราะเหตุอะไรก็ไม่ทราบ จะเป็นเพราะได้ขบได้ฉันยานั้นหรือ ก็ไม่ทราบ แต่ก็ไม่ได้ฉันด้วยจริงๆ ฉันด้วยนิมิตในความฝันต่างหาก
เมื่ออาการเจ็บป่วยได้หายแล้ว ก็เลยนึกถึงคุณบิดามารดาว่า “อ้อ ! คุณบิดามารดานี้มีมหาศาลหาประมาณไม่ได้ มีบุญคุณมาก” ก็เลยแผ่อุทิศบุญกุศลที่ตนได้บําเพ็ญมาตั้งแต่เล็กจนตราบเท่าตลอดชีวิต ขออุทิศให้แก่โยมทั้งสองคือบิดามารดาผู้ล่วงลับไป หากโยมทั้งสองคือบิดามารดาที่ล่วงลับไปท่าน ดวงวิญญาณของท่านจะมีอิงสิงสถิตอยู่ ณ ที่แห่งหนตําบลใด คติใด กําเนิดใด และภพใด ชั้นใด ขอให้บุญกุศลที่ข้าพเจ้าอุทิศนี้จงถึงโยมทั้งสองนั้น แล้วให้โยมทั้งสองนั้นได้รับส่วนบุญกุศล เมื่อได้รับแล้ว ขอให้ท่านทั้งสองนั้นได้พ้นจากทุกข์ภัยอันตราย
ดังนี้แล้ว ต่อจากนั้นอาการไข้ไปอยู่ที่ไหนๆ ก็สงบดีทีเดียว”
พรรษา ๑๖ พ.ศ. ๒๕๐๑ จําพรรษาดงหม้อทอง
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในพรรษาที่ ๑๖ มีพระจําพรรษาร่วมกัน ๔ องค์ พากันทําความพากความเพียรที่ดงหม้อทอง สบายดี อากาศดี แม้สัตว์ป่าคุ้นเคยสนิทชิดเชื้อกับพระดีมาก ไม่เป็นข้าศึกแก่กันและกัน ในพรรษาที่ ๑๖ นั้น พากันทําความพากความเพียรจนเต็มความสามารถของตนไม่เกี่ยวแก่การก่อสร้างใดๆทั้งหมด”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๑ สํารวจถํ้าจันทน์
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษาแล้วท่านอาจารย์ปลัดเพ็ง ถํ้ากลองเพล ก็เลยกลับไปหาหลวงปู่ขาว ส่วนข้าพเจ้าก็กลับตาม มาฟังเทศน์ฟังธรรมท่าน แล้วก็ลาท่านขึ้นไปวิเวกที่ดงศรีชมภู ถํ้าจันทน์ องค์เดียว ไปที่จังหวัดหนองคาย ไปลงเรือที่จังหวัดหนองคาย ไปขึ้นเรือที่บึงกาฬ แล้วก็เข้าไปถึงหมู่บ้านหนึ่ง บ้านใหม่หนองดินดํา ก็ให้ญาติโยมพาไปดูสถานที่ถํ้าจันทน์ ญาติโยมเขาก็พาไปดู
ในวันแรกเมื่อเขาพาไปสํารวจดูแล้ว เห็นว่าที่ถํ้าจันทน์เป็นที่เหมาะสมดี จึงให้เขาปลูกร้านให้เล็กๆ แล้วเขาบอกว่าจากถํ้าจันทน์ไปถึงบ้านหนึ่งมี ๓ หลังคาเรือน ประมาณสัก ๑๐๐ เส้น แต่ทางที่จะบิณฑบาตต้องไปตามด่านหิน หรือไปตามทางช้าง กว่าจะถึงทางเกวียนของคนมันก็ไกลประมาณสัก ๒๐ เส้น ต้องเดินไปตามทางช้าง เขาบอกอย่างนั้น แล้วเขาก็ปลูกร้านเสร็จ เมื่อเขาปลูกร้านเสร็จแล้วมีโยมคนหนึ่งเรียกไป ไปเห็นถํ้าเสือแม่ลูกอ่อนอยู่ใกล้ๆ ถํ้าที่ข้าพเจ้าจะอยู่นั้นประมาณห่างกันครึ่งเส้น โยมเลยว่านี้เป็นถํ้าเสือ มันนอนทุกวันๆ
ข้าพเจ้าได้ยิน “เอ้อ ! เสือก็ช่างเถอะ เสือก็สัตว์ เราก็สัตว์ อยู่ร่วมกันมันไม่เป็นไร” เมื่อพลบคํ่าโยมเขาก็กลับบ้านทุกคน ยังแต่ข้าพเจ้าองค์เดียวอยู่ที่นั้น เมื่อตอนพลบคํ่าเสือก็มาร้องมาครางใส่อยู่แถวนั้นแหละ บางทีมันก็มาใกล้ๆ แต่ไม่มองเห็นตัวมัน มันก็หากินไปตามภาษาของสัตว์ป่า
ถํ้าจันทน์นี้สําคัญมาก ไปอยู่ทีแรกในกลางคืนแปลกเหมือนกัน บางคืนคล้ายๆ กับเสียงคนที่เดินพูดกันไปมาตามพลาญหิน บางวันจวนสว่างได้ยินเสียงไหว้พระทําวัตรก็มี ดังนี้ก็มี และในสถานที่ถํ้าจันทน์นั้นมีของแปลกๆ มาก มีพระโบราณฝังอยู่ในดิน พากันผุดอยู่ตามถํ้า พบแขนพระ พบพระเศียรพระ และตัวของพระ แต่เป็นพระเกสรโดยมาก และที่ถํ้าจันทน์นั้น สมัยนั้นมีสัตว์ป่า มีช้าง มีเสือมากทีเดียว พวกงูใหญ่ งูจงอางก็มาก มาบ่อยๆ พวกช้างมาใกล้ๆ ที่ถํ้าจันทน์นั้น นั่นเอง หากินอาหารอยู่ตามบริเวณนั้น เพราะในสมัยนั้นที่ถํ้าจันทน์เป็นที่อยู่ของพวกสัตว์ป่า ไม่มีหมู่บ้าน ห่างจากหมู่บ้านมากทีเดียว
เมื่อข้าพเจ้าไปอยู่ครั้งแรกต้องอาศัยบิณฑบาตกับพวกชาวข่า ซึ่งเขาอพยพไปอยู่นา ห่างจากถํ้าจันทน์ประมาณ ๑๐๐ เส้น เดินทางไปตามพลาญหินและทางช้าง กว่าจะถึงทางเกวียนก็ต้องหลายเส้นทีเดียว บางวันก็เจอะหมู่ช้างที่กลางทาง บางวันก็เจอะพวกหมีก็มี ดังนี้แล
ชีวิตของพระธุดงคกรรมฐานเสี่ยงต่อความเป็นความตายจริงๆ ไม่เห็นต่อความตาย ไม่เห็นแก่ชีวิต เห็นธรรมเป็นของมีคุณค่ามากกว่าชีวิต เห็นชีวิตเป็นของที่ตํ่ากว่าธรรม
แล้วไปบิณฑบาตที่บ้านข่านั้นโดยมากข้าพเจ้าไปฉันที่บ้านเขา เพราะทางไกลกว่าจะกลับมาก็สาย ที่อยู่ถํ้าจันทน์นั้นภาวนาก็ดี อากาศก็ดี อยู่คนเดียวในฤดูแล้งในปีพรรษาที่ ๑๗ ในฤดูแล้งที่อยู่องค์เดียวนั่นแลที่ถํ้าจันทน์ เกิดอาพาธไข้ป่าอาการหนักอยู่องค์เดียว หยูกยาไม่มีฉัน ปล่อยตามธรรมชาติของมันเลยทีเดียว พอเวลาบ่ายกลางวันไข้จับสั่นขึ้น เวลาพลบคํ่าไข้ก็หาย ครั้นหายแล้วก็ไปกรองเอานํ้าที่ตีนเขา กว่าจะถึงที่พักก็มืด ไข้ประมาณ ๑ เดือน ไม่มียาฉันเลย เพราะอยู่องค์เดียว
ถํ้าจันทน์เป็นสถานที่ซึ่งสัปปายะในการภาวนาอย่างยิ่ง อากาศดีมาก จิตรวมเร็ว คิดค้นดี ค้นในกายของเราอย่างไม่ลดละ สามารถภาวนาบําเพ็ญความเพียรได้อย่างเต็มที่ เพราะได้อยู่คนเดียวโดยตลอด”
เมื่อท่านพระอาจารย์จวนล้มป่วยเป็นไข้ป่ามาลาเรียจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ท่านได้ผ่านพ้นด้วยดี โดยการใช้ธรรมโอสถเพื่อรักษาโรคและรักษาใจ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องธรรมโอสถไว้ดังนี้
“ที่ให้ว่า สกฺกตฺวา พุทฺธ ธมฺม สงฺฆ รตนํ อันนี้เอง แต่เราไม่ได้นําธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นในพระองค์เองแล้วมาสอนโลกด้วยความจริงนะ เราเป็นไปด้วยความจํา เรียนความจํามาก็ไม่ถึงใจซิสกฺกตฺวา พุทฺธรตนํ ธมฺมรตนํ สงฺฆรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นโอสถอย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าเป็นโอสถอะไร จามฟิกก็วิ่งหาหมอแล้ว วิ่งหาธรรมไม่มีแล้ว จะเอาประโยชน์อะไรจากธรรม เมื่อใจไม่สนใจในธรรม
นี่ได้เคยฟัดกันมาแล้วนะถึงได้พูดอย่างอาจหาญ สิ่งเหล่านี้เคยมาแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่ไม่เคยแล้วมาพูดโม้อย่างนั้น มียาติดตัวเมื่อไรเข้าในป่าในเขา ไม่มีล่ะกรรมฐานแต่ก่อน ยาเม็ดหนึ่งก็ไม่ได้ติดย่าม เป็นมาก็หัวชนกันเลย เอากันเลย จิตใจกล้าหาญเสียอย่างเดียวเท่านั้น โรคภัยไข้เจ็บก็เป็นส่วนของธาตุของขันธ์อยู่ใต้อํานาจของจิต จิตเหนือมันอยู่แล้วจะเป็นอะไรไป
นี่เคย ยิ่งไข้มาลาเรียนี่แหม ! หนักมาก เวลามันหนาว หนาวสะบั้น ตัวสั่น ห่มอะไรไม่อุ่น ห่มก็หนักเฉยๆ หนาวไข้จับสั่นนี้ เราอย่าเข้าใจว่าเอาผ้ามาห่มจะอุ่นนะ ไม่ได้อุ่น หนักเฉยๆ มันหนาวสะบั้นอยู่ภายในใจ อยู่ภายในร่างกายของเรา ไม่ได้เป็นอย่างผิวเผิน เพราะฉะนั้นห่มอะไรมันจึงไม่อุ่น ไม่ได้ห่มล่ะ เปลื้องออกหมดห่มผืนเดียว ให้มันเท่านั้น จะเป็นขนาดไหนก็ให้เท่านี้ พอพลิกจากหนาวเป็นร้อนก็เป็นไฟอีก ไม่เอาออกผ้าพันไว้นั้น เปียกหมดเลย ไข้จับสั่น เขาเรียกไข้มาลาเรียขึ้นสมองเป็นบ้านั่น แต่เราไม่ขึ้นหรือขึ้นก็ไม่รู้แหละ มันหากฟัดกันตลอดนะ เลยไม่ทราบอันใดขึ้นสมอง อันใดลงสมอง
ไข้หนักเท่าไร จิตยิ่งหนักถอยกันไม่ได้เลย นั่นล่ะสู้กันให้มันเห็น สกฺกตฺวา พุทฺธ ธมฺม สงฺฆ รตนํ ให้มันเห็นประจักษ์ ถอนกันเวิกออกๆ จิตหมุนเข้าๆ ธรรมะตีออกๆ อันนั้นกระจายออกๆ ให้มันเห็นชัดอยู่ในหัวใจ นี่ล่ะของจริง ไม่ใช่ของจํานะ เอาของจริงมาใช้ เป็นก็เป็นจริงๆ รู้จริงๆ เห็นจริงๆ กําจัดได้จริงๆ ธรรมะพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงทดลองแล้วถึงได้มาสอน ไม่ได้มาสอนแบบปาวๆ”
ท่านเล่าเรื่องเสือที่ถํ้าจันทน์
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เล่าเรื่องเสือที่ถํ้าจันทน์ให้หลวงตาพระมหาบัวฟัง โดยหลวงตาพระมหาบัว ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ถํ้าจันทน์เดี๋ยวนี้มันอยู่กลางบ้านเขาแล้วแหละ แต่ก่อนท่านจวนไปถํ้าจันทน์นี่นะ เป็นดงหมดนะแต่ก่อน ดงทั้งหมดเลย อยู่กลางดง ท่านจวนไปพักที่นั่น เราก็ไปดูถํ้าจันทน์ ไม่สูง แต่มันไปอยู่ทางบ้านเขาสร้างบ้านครอบไปหมดแล้ว ตอนเป็นดงเป็นป่า แต่ก่อนที่ท่านจวนไปอยู่หมดสภาพไปแล้วเราไปดู ท่านเล่าให้ฟังถึงเรื่องว่าเสือ ถํ้านี้ล่ะเราขึ้นไปดู ก็เหมาะกับเสือมันโดดขึ้นถึงพอดี เสือดาวพวกเสือดาวนี้หากินหมา คนอยู่ที่ไหน เสือดาวนี้จะแอบไป ไปกินหมากับคน ถ้าไป ไปดูๆ ไม่มีหมาแล้ว มันก็หนีนะ ถ้ามีหมาแล้วจะแอบเอาจนได้ ทีนี้วันนั้นท่านจวนไปพักอยู่ที่นั่น ก็พอดีป่วยเป็นไข้มาลาเรีย ท่านก็เลยนอนอยู่ถํ้านั้นล่ะ
มันไม่สูง ดูจะขนาดนี้ล่ะมั้ง ขนาดไฟฟ้ากับพื้นนี่ เสือมันโดดขึ้นได้นี่เสือดาว ท่านนอนตะแคงอยู่ทางนี้ ก่อไฟขึ้นผิงไฟ เพราะตามธรรมดาพระวินัยห้ามนะ ก่อไฟผิงไม่ได้ เว้นแต่ป่วยท่านว่า ถ้าป่วยแล้วผิงไฟได้ ก่อไฟผิงได้ ถ้าไม่ป่วย ก่อไฟผิงไม่ได้ ปรับอาบัติ มีในพระปาฏิโมกข์ด้วย ทีนี้ท่านก็นอนอยู่นั้น ก่อไฟไว้ที่นี่ ท่านก็นอนไข้มาลาเรีย อยู่ๆ ไอ้เสือมันก็ไม่รู้เรื่องว่าคนนอนอยู่บนถํ้า กองไฟอยู่นี้ท่านนอนอยู่นั้น เสือโดดขึ้นมานี้ กึ๊กขึ้นมานี้เลย มันโดดขึ้นมา กึ๊กขึ้นมา พอดีมาเจอกับคน เจอตากันพอดีตามันตาเราจ้อๆ กันอยู่นั้น สายตามันมีแต่ท่าจะเปิด ไม่มีท่าสู้ ท่านก็ เอ้า ! มันขึ้นมาหาอะไรนึกในใจ
พอว่างั้น ท่านก็จับเอาผ้า ตุ๊บตั๊บ โดดลงปึ๋งไปเลย มันขึ้นไปเสือดาว เดี๋ยวนี้เป็นกลางบ้านแล้วไม่มีเสือ ที่ว่าถํ้าจันทน์มีแต่ชื่อว่าถํ้าจันทน์”
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านไม่กลัวเสือ ท่านเล่าให้ฟัง ท่านกับเสือนอนกันคนละถํ้า ท่านก็นอนได้อยู่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร มันไม่ทําอะไร ถ้าเราไม่ทําอะไรให้มันเจ็บ มันไม่เป็นอะไรหรอก พวกสัตว์ ถ้าหากไปทําให้มันเจ็บ เอาเรื่องเลย ก็อย่างพวกช้างนี่ก็เหมือนกัน ถ้าหากมันเจ็บนี่เอาเรื่อง ถ้ามันไม่เจ็บ มันก็ไม่ทําอะไร”
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านดีใจพบพระหนุ่มคนบ้านเดียวกัน
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้พบพระหนุ่มคนบ้านเดียวกัน มาขออยู่ปฏิบัติธรรม ตามประวัติหลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ แห่งวัดถํ้าพรหมสวัสดิ์ จังหวัดลพบุรี ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ในช่วงปลายปี ๒๕๐๑ นั้นเอง หลวงปู่สรวงก็ได้เดินทางไปถึงถํ้าจันทน์ อําเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันอําเภอโซ่พิสัย ขึ้นกับจังหวัดบึงกาฬ) อันเป็นที่ซึ่งท่านพระอาจารย์จวนกําลังจําพรรษาอยู่ ซึ่งสําหรับท่านพระอาจารย์คําบุนั้นเมื่อได้ส่งหลวงปู่เรียบร้อยแล้วก็ได้แยกเดินทางไปจําพรรษา ณ วัดพระธาตุฝุ่น อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
หลวงปู่เล่าว่า เมื่อท่านได้พบกับท่านพระอาจารย์จวนเป็นครั้งแรก ท่านก็ถามว่า “เป็นยังไงมายังไง อยู่ที่ไหน ?” หลวงปู่จึงกราบเรียนไปว่า “มาจากบ้านโพนเมืองน้อย หัวตะพาน เป็นลูกพ่อใหญ่สาร จะมาขออยู่ฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์” พอพูดเพียงเท่านี้ ท่านพระอาจารย์จวนก็ดีใจใหญ่ว่า “เป็นคนบ้านเดียวกัน” ทั้งยังได้ยินชื่อว่า “พ่อใหญ่สาร” โยมบิดาเพียงเท่านั้น ก็ทําให้ท่านพระอาจารย์จวนรับหลวงปู่ไว้ทันที
ทั้งนี้เพราะเมื่อสมัยก่อน โยมบิดาของหลวงปู่นั้น ท่านเคยบวชและเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่บ้านเหล่ามันแกว ซึ่งเป็นบ้านของท่านพระอาจารย์จวน และท่านพระอาจารย์จวนเองก็เคยเป็นเด็กวัดคอยดูแลอุปัฏฐากโยมพ่อของหลวงปู่อยู่ในสมัยนั้น ก่อนที่โยมพ่อของท่านจะได้ลาสิกขาออกมาแต่งงานกับโยมแม่ที่บ้านน้อยนาเวินในภายหลัง ซึ่งท่านพระอาจารย์จวนได้กล่าวกับท่านว่า “ลูกซายกะได้พ่อน่อ” (ลูกชายก็เหมือนพ่อ ออกบวชเหมือนกัน)
ในตอนนั้นหลวงปู่บวชเป็นพระสังกัดมหานิกาย ท่านพระอาจารย์จวนจึงให้เดินทางไปหาท่านพระอาจารย์คําบุ ธมฺมธโร เพื่อให้ท่านพระอาจารย์คําบุพาไปญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุต หลวงปู่จึงออกเดินทางไปพบท่านพระอาจารย์คําบุที่วัดพระธาตุฝุ่นทันที ซึ่งหลังจากที่ท่านพระอาจารย์คําบุได้สั่งสอนเกี่ยวกับข้อวัตรปฏิบัติของพระกัมมัฏฐานฝ่ายธรรมยุต ตามที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นได้อบรมสั่งสอน และทําการพิจารณาอยู่หลายวัน ท่านจึงได้พาหลวงปู่ไปญัตติใหม่ ณ วัดประชานิยม ตําบลค้อใต้ อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร”
พรรษา ๑๗ พ.ศ. ๒๕๐๒ จําพรรษาที่ถํ้าจันทน์
ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าและพระสาวกเคยประสบความอดอยากจากภัตตาหารการขบฉัน ตลอดพรรษา ๓ เดือน ซึ่งพระองค์และพระสาวกก็ชนะอุปสรรคนั้นมาได้ จนเป็นคติอันเลิศเลอจวบจนสมัยปัจจุบัน
ในพรรษาที่ ๑๗ ของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านและคณะ ก็ต้องประสบความอดอยากขาดแคลนในเรื่องอาหารการขบฉัน จนชาวบ้านวิงวอนร้องขอนิมนต์ให้ท่านหนี แต่ท่านมีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ จึงไม่ยอมหนี โดยท่านพระอาจารย์จวน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“และอยู่ต่อมาใกล้จะเข้าพรรษา มีเณรหนึ่ง พ่อขาวเฒ่าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นญาติของข้าพเจ้าแล้วก็แม่ชีแก่คนหนึ่งมาอยู่ด้วย และใกล้จะเข้าพรรษา อีก ๗ วันเท่านั้น โยมผู้อุปัฏฐากทั้ง๓ ครอบครัวเรือนนั้นแหละ ๒ ครัวเรือนนั้นได้มานิมนต์ข้าพเจ้า ไม่ให้อยู่จําพรรษาที่ถํ้าจันทน์ เพราะเขาเห็นว่า เขาเป็นคนจน คนอด ไม่มีข้าวกิน กลัวจะเลี้ยงพระเณรไม่ไหว กลัวพระเณรจะอดข้าวตายเขาดําริอย่างนี้ จึงพร้อมกันทั้ง ๒ คนมานิมนต์ให้ข้าพเจ้าหนีไปจําพรรษาที่อื่น ไม่ให้จําพรรษาที่ถํ้าจันทน์
ข้าพเจ้าก็เลยตอบโยมทั้งสองไปว่า “เดี๋ยววันนี้ก็จวนจะหมดเวลาแล้ว พรุ่งนี้จึงค่อยพิจารณากัน ให้ปรึกษาพวกเณร ผ้าขาว ดูก่อน” แล้วชาวบ้าน ๒ คนเขาก็กลับบ้าน
ตอนพลบคํ่าเวลากลางคืน ข้าพเจ้าก็ประชุมพวกเณร ผ้าขาว และแม่ชีว่า “ศรัทธาที่เลี้ยงพวกเรา อุปัฏฐากพวกเรา เขานิมนต์ให้พวกเราหนี เพราะเขาไม่มีข้าวให้พวกเรากิน กลัวว่าพวกเราจะอดข้าวตาย เขาไม่ให้จําพรรษาที่นี้ ให้ไปจําพรรษาที่อื่น พวกเราจะว่าอย่างไร ?”
ยายชีแก่ได้ยินดังนั้น แกพูดขึ้นว่า “เออ ! ดี เขานิมนต์ให้หนีก็หนีสิ เขาไม่มีข้าวให้กินจะอยู่ทําไม” นี่ยายชีแก่แกว่า “ตั้งแต่เขาไม่นิมนต์ก็ว่าจะหนีอยู่แล้ว” ว่าดังนั้น และถามเณร เณรก็ว่าจะไป ถามผ้าขาวเฒ่า ผ้าขาวเฒ่าก็ว่าจะไป
ข้าพเจ้าก็เลยถามว่า “จะไปวันไหน ?”
“ไปวันพรุ่งนี้”
“จะไปจําพรรษาที่ไหน ?”
เขาบอกว่า “ไปจําพรรษาที่บ้านขี้เหล็ก ที่ดงหม้อทอง”
“เออ ! พากันไปเสีย” ว่าอย่างนั้น
ทีนี้ยายชีแก่แกเลยย้อนถามข้าพเจ้าว่า “อาจารย์ไม่ไปหรือ ?”
ข้าพเจ้าตอบยายชีแก่ว่า “สําหรับอาตมาไม่ไปแล้วเพราะอาตมาตั้งใจจะจําพรรษาที่ถํ้าจันทน์”
ยายชีแก่ว่า “จําอย่างไร เขาไม่มีข้าวให้กิน จะกินอะไร ?”
ข้าพเจ้าตอบยายชีว่า “ไม่มีข้าวก็ไม่กิน กินแต่นํ้า เพราะว่าข้าวก็ได้เคยกินมาแล้วตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันนี้ เมื่อกินข้าวอยู่มันภาวนาไม่เป็น ทีนี้มันไม่มีข้าว กินก็ไม่กินมัน จะอดอยู่อย่างนั้นกินนํ้าเอา” และข้าพเจ้าก็ว่า “ฉันใบเม่า”
โยมชีแก่ว่า “ใครเอาใบเม่าให้ ?”
“ไม่มีก็กินนํ้า จะขอจําพรรษาที่นี้ ไม่ไปแล้ว ถึงจะอดข้าว ไม่มีข้าวกินก็ยอมตาย ในพรรษานี้ไม่ถอย จะประกอบแต่ความพากความเพียร คุณงามความดีเท่านั้น ให้ตายอยู่ในคุณงามความดี ไม่ไปเป็นเด็ดขาด พวกแม่ขาว พ่อขาว เณรจะไปก็ไปเถอะ ส่วนข้าพเจ้าไม่ไป ตายก็ให้มันตายเสีย ตายด้วยการทําความพากความเพียร แล้วจะได้เป็นประวัติสืบต่อไปว่าพระธุดงคกรรมฐานเป็นผู้ที่มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่มีข้าว ไม่มีอาหารกิน อดข้าว อดอาหาร อุตส่าห์จําพรรษาที่ถํ้าจันทน์ ทําความพากความเพียรจนตาย เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่วงศ์คณะปฏิบัติต่อไป ไม่ไปแล้ว”
เมื่อข้าพเจ้าประกาศอย่างนั้นว่าไม่ไป พวกเณร พวกผ้าขาว และยายชีแก่ก็ว่า “ถ้าอาจารย์ไม่ไป พวกผมก็ไม่ไป อาจารย์ตายก็ตายด้วย” ตกลงก็เลยได้จําพรรษาร่วมกันในพรรษานั้น ตั้งอกตั้งใจทําความพากความเพียรโดยสะดวกสบายทีเดียว
รุ่งขึ้นตอนเช้า ข่า (ชาวข่า) ๒ คนนั้นได้ร้องไห้มาถวายจังหัน ก็ถามว่า “โยมร้องไห้ทําไม ?”
ตอบว่า “ร้องไห้เพราะเสียใจ เมื่อคืนนี้ผมนอนไม่หลับตลอดคืนเลย ที่นิมนต์อาจารย์หนี ไม่ให้จําพรรษา ผมไม่สบายใจเลย ได้รับความเดือดร้อนตลอดคืน พวกผมขอนิมนต์อาจารย์ใหม่ ขออภัยจากอาจารย์ด้วย อย่าให้เป็นบาปเป็นกรรมต่อไป พวกผมขอนิมนต์อาจารย์ให้จําพรรษาอยู่ที่นี่โปรดพวกผมด้วย ถ้าหากไม่มีข้าวกิน พวกผมจะยอมตายก่อนอาจารย์ ไม่ให้อาจารย์ตายเลย ควายของผมมีอยู่ ๒ ตัว ผมจะขายควายนี่แหละ ซื้อข้าวเลี้ยงอาจารย์ให้ตลอดพรรษา”
ข้าพเจ้าได้ฟังก็อนุโมทนาในศรัทธาของเขา แม้เขาจะเป็นคนจนยากแค้นแสนสาหัสเพียงใดแต่จิตใจก็ฝักใฝ่ใคร่ต่อการทําบุญ ยอมสละแทบจะสมบัติเครื่องมือทํากินทั้งหมดที่มี เพื่อบําเพ็ญทานน่าสรรเสริญในจิตใจของเขายิ่งนัก จึงบอกปลอบใจเขาว่า “ไม่เป็นไรหรอกโยม อย่าลําบากถึงกับต้องขายควายเลย ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะเป็นไปเอง ดีไปเอง ไม่ต้องกังวล”
อนุโมทนาและให้กําลังใจเขาแล้ว โยม ๒ คนก็มีสีหน้าชื่นขึ้นทันที ด้วยความอิ่มอกอิ่มใจและลากลับบ้านไป
เมื่อออกไป ตกลง ข่าวอันนี้แหละ ข่าวที่ว่าพระอดข้าวอดนํ้า เขานิมนต์หนี ได้ยินไปตามหมู่บ้านที่รอบๆ หมู่บ้านรอบๆ เขาก็มาสืบดู เห็นว่าถํ้าจันทน์กันดารมาก ตกลงพวกหมู่บ้านที่รอบอยู่ไกลๆ นั้น เขาก็เลยแต่งกันให้ส่งอาหาร ๗ วันต่อครั้ง ๗ วันต่อครั้ง
ทีนี้ข่าวนี้ได้ยินไปถึงอําเภอบึงกาฬสมัยนั้น หมอประพักตร์ โสฬสจินดา ซึ่งเป็นหมออนามัย เป็นหัวหน้าหมออนามัยอยู่ ประจําอยู่อําเภอ ได้ยินก็ไปสืบดู เห็นว่าที่ถํ้าจันทน์กันดารมาก ก็เลยแต่งคนให้ไปส่งอาหาร ๗ วันส่งครั้ง ๗ วันส่งครั้ง ตกลงว่าในพรรษานั้นการขบฉันอาหารก็อุดมสมบูรณ์ดีพอสมควร ไม่อดไม่อยาก ไม่ขาดไม่เขิน ไม่หิวไม่หอด นี้จะเป็นเพราะขันติ อานิสงส์แห่งความอดทนอย่างนี้ก็เป็นได้นี่แหละ”
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ศิษย์เอกหลวงปู่จวน หลวงปู่ทองพูล
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ท่านเป็นศิษย์เอกของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ และหลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ท่านเป็นผู้ที่ท่านพระอาจารย์จวนเมตตากล่าวถึงอยู่บ่อยๆ ดังบทสัมภาษณ์ของพระศิษย์ท่านพระอาจารย์จวน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้ยกย่องคุณหมอประพักตร์ ไว้ดังนี้
“พระ : ศิษย์เอกของหลวงปู่จวน หลวงปู่ทองพูลนะ ยกย่องท่านเต็มที่แล้ววันนี้ ศิษย์เอกเลย ท่านจะได้พูดอะไรดีๆ อยู่ในถํ้าในรู ท่านก็จะพูดให้พวกเจ้าฟังล่ะวันนี้ ถ้าทําได้เหมือนท่านนี่ก็หายากนะศิษย์ผู้พี่ นอกจากนั้นอาตมาไม่กล้าจะแนะนํา ให้ท่านนั่นเลยแนะนํา มีอะไรอยู่ในใจท่าน ระบายออกมาเพื่อบูชาคุณครูบาอาจารย์ทั้งอดีต ทั้งปัจจุบัน หลากหลาย ไม่ใช่แต่เฉพาะหลวงปู่จวน หลวงปู่ทองพูล หลวงปู่ตัน (หลวงปู่คําตัน ฐิตธมฺโม) ทั่วประเทศล่ะ ท่านสัมผัสนั่นน่ะหลากหลาย เพราะท่านย้ายไปหลายแห่ง ไปอยู่ขอนแก่นก็หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ผู้มีฤทธิ์อภิญญา ท่านก็ได้สัมพันธ์สัมผัสท่าน
เพราะฉะนั้น แม้แต่อาตมาบวชเกือบ ๔๐ ปี ในเรื่องบางเรื่องไม่เคยสัมพันธ์ ลึกๆ ท่านได้สัมพันธ์กับครูบาอาจารย์ เพราะฉะนั้นอาตมาก็ไม่พูดมาก ให้ท่านพูดเลย ยกให้ท่าน ท่านถนัด ท่านยืนก็ให้ยืน ท่านเมื่อยก็นั่ง แล้วแต่ท่านสะดวก นอกจากนั้นก็จะได้ทําประวัติศาสตร์เอาไว้ โดยเฉพาะประวัติหลวงพ่อทองพูล อาตมาก็ยังเจาะได้ไม่ลึก อยู่กับท่านอยู่แต่ก็ไม่ลึก ครั้งนี้ก็เป็นประวัติศาสตร์อันหนึ่ง เอา ! ขอเชิญ
คุณหมอประพักตร์ : ขอโทษเถอะครับ ผมคือมาอยู่อีสานนาน คือบางทีมันพูดภาษาภาคกลางกับภาคเรา (อีสาน) นี่มันสับกัน ฉะนั้น บางทีหลุดออกไปก็ไม่รู้เรื่อง ก็ขอโทษด้วยก็แล้วกัน
ผมแนะนําเสียก่อน ผมประพักตร์ โสฬสจินดานะฮะ ผมสําเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ จากกรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๔๙๗ เดี๋ยวนี้อายุ ๗๓ ปี (พ.ศ. ๒๕๔๕)ใครก็อายุมากกว่าผมในนี้ลองยกมือขึ้นดูสิครับ ผมอายุ ๗๓ ท่านอาจารย์ทองพูลก็ ๗๓ ผมเป็นพี่เดือน อาจารย์ทองพูลเป็นน้องเดือน หลังจากสําเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์แล้ว ผมก็เดินทางมารับราชการที่จังหวัดสกลนคร
พื้นฐานเดิมนั้นคุณพ่อเป็นคนกรุงเทพฯ แม่เป็นคนสระบุรี แต่เมียเป็นคนบึงกาฬ ตอนนี้มาอยู่อีสานทํางานนานจนกระทั่งว่าภาษาพูดนี่เขาเรียกว่า “หย่อสกลฯ” (หย่อ หมายถึง ย่น หรือ ย่อ)เพราะผมมาอยู่สกลฯ ๒ ปี ระยะนั้นประมาณปี ๒๔๙๙ – ๒๕๐๐ ผมมาเป็นผู้ช่วยสาธารณสุขจังหวัดอยู่สกลนคร ๒ ปี ทีนี้ด้วยเหตุอะไรก็ไม่ทราบ ผมอยากไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ก็ได้ทําหนังสือถึงทางกระทรวงบอกว่า ผมอยากไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แต่สกลฯ นี่มันไกล ถ้าจะใกล้กรุงเทพฯ ก็ให้ใกล้เสียเลย ถ้าให้ไกลก็ให้ไกลที่สุดเลย พอไม่ถึง ๒ เดือนเขาย้ายผมมาอยู่อําเภอบึงกาฬ ผมก็ไม่รู้บึงกาฬเป็นลักษณะไหน ไม่รู้
เมื่อปี ๒๕๐๐ ผมก็มา มาก็บึงกาฬ ขณะนั้นการเดินทางมาบึงกาฬนี่ มันเดินได้ทางเดียว คือทางนํ้าเท่านั้นเอง เมื่อเดือนธันวาฯ ๒๔๙๙ ผมก็มาติดอยู่หนองคายตั้ง ๗ วัน เพราะมันมาไม่ได้ มันบุญแข่งเรือ ผมก็เลย พอสุดแข่งเรือแล้วผมก็มา มาก็มาขึ้นอําเภอบึงกาฬเรานี่แหละ ผมมาอยู่บึงกาฬได้ปั๊บเท่านั้น ผมได้ข่าวว่าเณรคําล่ะทีนี้ คอยฟังนะเรื่องเณรคํา ใครอาจไม่ค่อยได้ยินเรื่องเณรคํา ผมไม่เห็นเณรคํา แต่รู้ว่าคนตื่นเต้นมากเณรคํา คนแห่มาดูเป็นร้อยเป็นหมื่นเลย เดินจากหอคํามาดูเณรคํา
แต่ผมมาไม่ทัน ระยะนั้นรู้สึกว่าเณรคําจะมาบึงกาฬประมาณปี ๒๔๙๙ หรือ ๒๔๙๘ แต่ผมมา ๒๕๐๐ ไม่ทัน ที่ไม่ทันก็ไม่เป็นไร พอผมมาอยู่ปี ๒๕๐๐ ปั๊บ ผมก็ไปรู้จักครูคําบา คือ ณรงค์เทศประสิทธิ์ แกเป็นลูกศิษย์เณรคํา ก็ได้ศึกษาว่าเณรคําคืออะไร พวกเราก็จะสนใจว่าเณรคํา เดี๋ยวนี้ก็ยังมีคําพังเพยว่าเณรคํา”
เณรคําเป็นผู้ทํานายเรื่องที่จะเกิดขึ้นที่บึงกาฬได้อย่างถูกต้องแม่นยําราวกับตาเห็น
คําทํานายอันน่าอัศจรรย์ของเณรคํา
(จากหนังสือประวัติหลวงปู่ทองพูล สิริกาโม)
“กึ่งพุทธกาล พุทธศักราช ๒๕๐๐ ที่จังหวัดบึงกาฬมีข่าวลือหนาหูถึงคําทํานายของ “ตาปะขาวเณรคํา” ขออธิบายคําว่าเณรคํา เณรคําเป็นคําเฉพาะที่คนทางภาคอีสานและทางประเทศลาวเรียกคนที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา เคร่งครัดในธรรมวินัย มีวาจาสิทธิ์ มีอภินิหาร และที่สําคัญเป็นบุคคลลึกลับ แม้บวชเป็นพระหรือสึกเป็นตาปะขาวแล้ว เขาก็ยังเรียกว่าเณรคําๆ อาจมีหลายองค์ไม่จําเพาะว่าจะเป็นใคร เป็นชื่อเรียกบุคคลผู้ศักดิ์สิทธิ์
ตาปะขาวเณรคํา ที่จังหวัดบึงกาฬ เป็นคนที่เคยบวชแล้วสึกออกมา แล้วก็ถือศีล ๘ อายุประมาณ ๔๐ กว่า จะใช้สัญลักษณ์ใช้ผ้าเหลืองพันคอ ทําเหมือนเป็นสายสร้อยสังวาลเป็นคนคล้ายๆ สติไม่ค่อยดี แต่ว่าด้วยความลึกๆ แล้วเป็นคนที่ถือศีล ๘ เป็นประจํา
เริ่มด้วยข่าวลือที่ว่ามี “ตาปะขาวเณรคํา” มาปรากฏตัวขึ้นที่บึงกาฬ เป็นผู้ทรงศีล แต่ก็เคยบวชสามเณรมาก่อน ตาปะขาวเณรคําได้ทํานายไว้กับครูณรงค์ เทศประสิทธิ์ ไว้ว่า “จากนี้ไปหลังกึ่งพุทธกาล จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในอนาคต ๓ ประการ ที่เมืองบึงกาฬ
๑. จะมีพระวัดใต้ผูกคอตาย
๒. จะมีพระรูปหนึ่งชื่อทองพูล เป็นญาติกับครูณรงค์ เทศประสิทธิ์ จะมาจากบ้านเดื่อ จังหวัดสกลนคร แล้วจะมาเผาศพพระที่ผูกคอตายแล้วจะไม่กลับ จะตั้งวัดที่บึงกาฬ วัดนั้นจะกลายเป็นวัดให้พุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้บูชาต่อไป
๓. จะมีพระองค์หนึ่งชื่อ พระอาจารย์จวน ขณะนี้อยู่ดงหม้อทอง เป็นพระสุปฏิปันโนองค์สําคัญ เปรียบเสมือนพี่ชายใหญ่ของพระอาจารย์ทองพูล ท่านจะย้ายมาอยู่ถํ้าจันทน์ ทั้ง ๒ รูปจะเกื้อกูลกันเป็นหน่อเนื้อพระชินสีห์ จักเป็นศักดิ์เป็นศรีแห่งเมืองบึงกาฬ
ด้วยความที่ครูณรงค์ไม่เชื่อเรื่องพระเท่าไรนัก จึงถามตาปะขาวเณรคําว่า “มันจะเจริญไหมในกาลต่อไป” ตาปะขาวเณรคําตอบว่า “วัดนี้ต่อไปจะเจริญรุ่งเรือง” ครูณรงค์แกก็เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง เพราะเรื่องที่พูดกัน ยังไม่เกิดขึ้น จึงเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง ฟังๆ ดูๆ กันไปไม่ลบหลู่
คําทํานายนี้ก็โจษขานกันไปในหมู่บุคคลผู้คุ้นเคย ลามไปทุกหัวเมืองท้ายเมืองบึงกาฬ ผู้คนตื่นคําทํานายเหมือนคราวที่ตื่นผีบุญที่เมืองโคราช”
ซึ่งกาลต่อมาคําทํานายดังกล่าวล้วนเป็นความจริงขึ้นมา โดยคุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“พอดีพอผมมารับราชการอยู่ประมาณสักไม่กี่เดือน พระวัดใต้ผูกคอตายจริงๆ ทีนี้ เพราะว่าเป็นโรคหืด แต่ก่อนโรคหืดมันก็ไม่มียารักษา สูบแต่ยาใบมะเขือบ้า ก็ตาย ตาย ผมก็เอ้ ! เรื่องเณรคําทํานายอาจจะเป็นจริงแล้ว พอพระตายไปได้ปีเดียวปั๊บ พอสอง ปี ๒๕๐๑ จัดการเผาศพ อาจารย์ทองพูลนี่บวชได้ ๕ พรรษา มาจากบ้านเดื่อศรีคันไชย ก็มาเผาศพที่วัดใต้ พอเผาศพปั๊บ อาจารย์ทองพูลก็ไม่กลับ เพราะว่าเณรคําได้ทํานายบอกครูคําบา ชื่อจริง ครูณรงค์ เทศประสิทธิ์ ไว้ว่า
“พี่น้องเจ้า ชื่อ หนูพูล เทศประสิทธิ์ ท่านจะมาเผาศพ แล้วไม่นานจะตั้งวัด”
ก็เลยถามกันว่าตั้งทางไหนทีไร ชี้ไปทางสนามบิน คือ โรงพยาบาลทุกวันนี้ก็เป็นสนามบิน
เณรคําบอก “ไม่ใช่” ก็ชี้มาทางภูกระแตนี่แหละ
ทีนี้เหตุการณ์ก็เกิดขึ้น ผมก็แอบสังเกตดู เอ้ ! มันจะใช่ไหมหนอ ?
พอท่านอาจารย์ทองพูลมาเผาศพที่อําเภอบึงกาฬปั๊บ ก็กลับเป็นจริงทีนี้ ก็มาหาเลือกไปเลือกมา เลือกไปเลือกมา ก็ชี้มาตั้งที่ภูกระแตทุกวันนี้แหละ แล้วต่อไปครูณรงค์ก็เลยถามว่า “เมื่อตั้งวัดเสร็จแล้วเนี่ย วัดนี่จะเจริญไหม ?” บอก “เจริญ” แล้วทีนี้ก็ ครูณรงค์ก็ถามเล่นถามหัวไปว่า “เออ !ภาคอีสานในขณะนี้เนี่ย พระในอีสานเราเนี่ย ใครที่น่านับถือกราบไหว้ได้สนิทใจ” เณรคําก็ได้พูดกับครูณรงค์ว่าชื่อ “จวน” ครูณรงค์ก็เกิดมาไม่เคยเห็นอาจารย์จวน ไอ้เราก็เกิดมาก็ไม่เคยเห็นอาจารย์จวนเหมือนกันใช่ไหม ? อาจารย์จวนระยะนั้นอยู่ดงหม้อทอง แล้วก็มาพูดกับครูณรงค์ บอกว่า “อยากรู้จักอาจารย์จวนไหม ?” ครูณรงค์ก็บอกว่า “อยากรู้จัก” “เออ ! ถ้าอาจารย์จวนเข้ามาบึงกาฬเมื่อไหร่จะอยากให้ครูณรงค์เห็นเป็นคนแรก”
ทีนี้ถามครูณรงค์ว่า ทําไมถึงเชื่อเณรคํา ? ก็ครูณรงค์ที่เชื่อเณรคําก็เพราะว่า คือพูดเหมือนคนวิกลจริต แต่ว่าเป็นความจริง สมมุติว่าวันนี้ใครจะมาอย่างนั้นอย่างนี้ หรืออย่างไงอย่างนี้ มันจะตรงปั๊บๆ เลย แต่ไอ้พวกลูกศิษย์นี่ก็เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง เหมือนเราถามกันอย่างนี้แหละ เพราะมันเหตุการณ์ยังไม่เกิดใช่ไหม เขาคงจะเป็นเรื่อง มีญาณของเขาล่ะมั้ง เราก็ไม่รู้นะ
มีวันหนึ่งครูณรงค์เล่าให้ฟังว่าตํารวจจับเณรคํา จับเพราะว่าไปไหนคนมันแห่ไปเยอะ คนตื่นคน ก็เหมือนอย่างนี้พวกข้าราชการก็นึกว่า พวกนี้ไปตามคนบ้าทําไม เพราะว่าไปเป็นบ้าน ไปกลางวันกลางคืนก็เป็นฝูง พอดีตํารวจไปจับ พอจับปั๊บ แล้วก็พอดีแต่ก่อนตํารวจเราขึ้นกับนายอําเภอนายอําเภอก็ไปราชการจังหวัดหนองคาย พอคืนนั้นนายอําเภอกลับมา แต่เณรคําบอกกับพวกลูกศิษย์ว่า “ยังไม่ต้องตกใจ สักสามทุ่มถ้านายอําเภอมา เราจะถูกปล่อยเอง” ไอ้พวกนั้นก็ไม่ค่อยเชื่อ นี่พอดีนายอําเภอมาถึงปั๊บ พวกตํารวจก็ไปรายงานว่า อยู่นี้ได้จับคนที่ชื่อเณรคําไว้แล้ว นายอําเภอก็บอกไปปล่อย ไปจับคนบ้ามาทําไม พวกนั้นลูกศิษย์ก็ดีใจ อู้ย ! ท่านทายแม่นเว้ย ว่านายอําเภอมาจะเป็นคนสั่งปล่อย นายอําเภอไม่ได้ศรัทธา แต่เข้าใจว่าเป็นคนบ้าก็เลยปล่อย
ทีนี้ก็พอดีครูคําบาเล่าให้ผมฟังว่า ท่านจะให้ครูคําบาว่า “เออ ! ถ้าอาจารย์จวนมาบึงกาฬจะให้ครูณรงค์รู้จักคนแรกเลย ตอนนี้พอดีไอ้โรงเรียนท่าไคร้กับท่าโพธิ์มันอยู่ติดกัน ท่าไคร้ บึงกาฬนี่แหละ พอดีครูณรงค์ก็เป็นครูใหญ่อยู่บ้านท่าไคร้ นี้โรงเรียนแกก็รื้อครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งรื้อสังกะสีแล้ว เลยเอานักเรียนไปสอนที่บ้านท่าโพธิ์ แกบอกเย็นวันหนึ่งกลับมา มาเห็นผ้าเหลืองตาก ตากอยู่โรงเรียนแก แกก็ด่าไอ้หัวโล้นไหนมาเอาโรงเรียนกูอีกแล้ว แกก็เข้าไปถึง ไปถาม มันมีเณร ก็มากับเณร “เณรๆ พระองค์นั้นชื่ออะไร” “ชื่อจวน” แกก็นึก เอ๊ะ โอ้ ! ว่าเณรคําได้ทํานายไว้ถูกต้องแล้วว่า“มีพระองค์หนึ่งว่าในอีสานว่าที่หนึ่ง ชื่อจวน ถ้ามาบึงกาฬจะให้รู้จักเป็นคนแรก” แกก็รีบกลับบ้านไปเอากุญแจมา เพื่อจะไขส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้รื้อหลังคาให้อาจารย์จวนมานอน เออ ! แล้วพอดีไปมันไม่ทัน อาจารย์จวนเอากลดลงซะก่อน เณรเลยบอกว่า “ท่านเอากลดลงแล้ว ท่านไม่รับแขกแล้ว” พอดีรุ่งเช้าแกจะมาจังหันเช้า ตื่นไม่ทัน อาจารย์จวนเลยไปเวียงจันทน์
ตอนนั้นผมก็ไม่ได้เข้าวัดเข้าวาเลยเท่าไหร่ แต่ผมเชื่อเณรคําแล้ว ทั้งๆ ไม่เห็น เณรคําได้สั่งไว้ว่า
“เราจะมาปรากฏตัวบ่อยๆ เด้อ ถ้าเจ้ามีเรื่องมีราว แต่ว่าเราจะมาในลักษณะรูปต่างไป เป็นหนุ่มก็ได้ อายุมากก็ได้ แต่ว่าแผลเป็นข้างซ้ายนี่เราเปลี่ยนไม่ได้” ว่าอย่างนั้น
แต่ทีนี้มายังเปล่า ผมก็ไม่รู้นะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เณรคําจะมาอีกหรือเปล่า ทีนี้ก็เอ้ ! เรามาคิดดูว่า เอ้ ! เณรคําก็คือ (ทาย) แม่นแท้วะ ทายไว้หลายอย่างก็เลยถูก”
คุณหมอประพักตร์รู้จักหลวงปู่ทองพูลและกราบหลวงปู่จวนครั้งแรก
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ทีนี้มีอยู่วันหนึ่งตอนนั้นอาจารย์ทองพูลก็มาตั้งภูกระแตนี่ ท่านมาชี้ตั้ง วันหนึ่งมันเป็นวันพระหรือวันอะไร ฝนตกหนักแล้วคนป่วยที่โรงหมอมันมาก ผมก็เบื่อว่า “เอ้ ! เราไม่ได้พักผ่อนเลย” ผมก็เลยเอามุ้ง เพราะได้ข่าวว่ามีพระธรรมยุตมาตั้งวัดอยู่ที่นี่ ผมก็ขึ้นมา ก็มาสวนกันกับท่านอาจารย์ทองพูลกําลังลงไปพอดี ประมาณบ่ายห้าโมงเย็น ถามว่า
“อาจารย์จะไปไหนนั่น ?”
“เราจะกลับบ้านเดื่อ” ท่านว่า
ผมบอก “โอ้ย ! รถบึงกาฬมันมีตอนเช้าคันหนึ่ง ตอนเช้าออกมาจากอุดรฯ คันหนึ่งมีเท่านั้นล่ะครับ อาจารย์ไปไม่ได้ดอก” เอ้า ! อาจารย์เลยบอก “ไปไม่ได้ เอ้า ! ขึ้นมาคุยกัน” จนมีความผูกพันกับท่านอาจารย์ทองพูลมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ ตอนนั้นเข้าวัดเข้าวาแล้ว เข้าแบบธรรมดา คิดว่า เอ้อ !เรานี่มันบวชไม่ได้น้อ เมื่อบวชไม่ได้นี่ เราไม่มีปัญญาบวชด้วย เราก็ไม่มีบุญวาสนาเรื่องบวชด้วยเราควรจะส่งเสริมคนบวช ได้คิดเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดมาก มันก็ดีล่ะครับ เอ้ ! เราคิดยังไงน้อว่า บางคนก็ว่าเราต้องได้มาบวช บอกว่า “โอ้ย ! มันจะบวชได้หรือ มันจะไม่สึกหรือ ?”
มาอยู่ไป อยู่ไป อยู่ไป ก็เอ้ ! เห็นว่าพระ แต่ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นมันเกิดขึ้น มันไม่เหมือนทุกวันนี้ พระแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเรียกฝ่ายทางพระบ้าน เรียกว่าพระบ้าน พระวัดป่าอย่างนี้เรียกว่าพระป่า ท่านว่า พระนี่ไม่ดีหรอก ชอบอยู่แต่ป่าช้า ไม่ชอบอยู่ในเมือง ทําลายป่า ว่าอย่างนั้นน่ะ
ทีนี้ทางผมก็มาร่วมทางนี้ประมาณ ๓ – ๔ คน ก็เลยแบ่งกันเป็นสองพรรคสองพวก ทางนาเหนือก็มาวัดนี้ ทางบ้านกลาง บ้านเหนือ ก็ไม่ค่อยมาเท่าไหร่ เพราะไม่กล้ามา เพราะถ้ามาปั๊บ ทางนี้จะถามเลยว่า “โอ้ ! อรหันต์แล้วน้อ” ท่านว่า ว่าพวกมาทําบุญทางนี้ คือจะอรหันต์ไวแท้ๆ นะ ก็เกิดความอายกันอยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นพระธรรมยุตนี่พระปฏิบัติ เป็นพระที่คล้ายยังไม่เผยแพร่มาทางนี้มาก
ทีนี้อยู่มา อยู่มา อยู่มาผมก็เอ้ ! ทุกวันพระผมก็ขึ้นมาวัด ตอนนั้นของที่ติดมาก็ว่านํ้าตาล กาแฟ กาแฟมันไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้รู้สึกชงที่ไหนก็ได้ สมัยนั้นมันเป็นกาแฟผง ต้องมีถุงมานํามาชง อาจารย์ทองพูลก็อยู่นี่แล้ว มีเณรอยู่ ๓ องค์ ๔ องค์
ถ้าใครรู้จักอาจารย์ผาง (หลวงปู่ผาง โกสโล) เดี๋ยวนี้ ที่อยู่วัดหินแตก ที่กําลังมีชื่อเสียงโด่งดังนั่นแต่ก่อนก็บวชเป็นผ้าขาวอยู่นี่ แกงแซ้บแซบ (อร่อยมาก) ท่านแกงอ่อมเก่ง เมื่อปี ๒๕๐๐ ท่านก็อยู่นี่แหละ อาจารย์ผาง ใครๆ ก็จะรู้จักหรอก ผาง ถํ้าผาแตก อยู่พรรณานิคมเดี๋ยวนี้ ท่านอยู่นี่ก่อน ทีนี้อยู่ไปๆ ผมก็ขึ้นมาทุกวันพระ ตอนนั้นก็มาแบบธรรมดาว่า “โอ้ ! เราเนาะ พระท่านอดอยาก” แล้วก็มา
พอดีปี ๒๕๐๒ ล่ะทีนี้ปี ๒๕๐๒ เกิดเรื่องใหญ่ มีพระจากอุดรฯ ท่านมาอยู่กับท่านอาจารย์จวน ที่บ้านคําไผ่ ที่ถํ้าจันทน์ทุกวันนี้แหละ ทีนี้อาจารย์ทองพูลก็ถามผมบอกว่า
“อยากไปไหม จะพาไปนมัสการพระผู้ใหญ่ ท่านชื่อจวนนั่นน่ะ ท่าน ๑๗ พรรษาแล้ว”
ผมก็ไปอีก เดินทางจากนี่ประมาณโมงเช้า (๐๗.๐๐ น.) มันจะถึงถํ้าจันทน์นี่ประมาณบ่าย๕ โมงเย็น เพราะว่าไอ้ดงศรีชมภูนี่มันจะเป็นทางช้างทั้งหมด เราจะเดินไปลูกเดียว มันไม่มีทางอื่น หน้าแล้งก็ได้แต่ขี่จักรยานไปบ้าง กว่าจะไปถึงบ้านคําไผ่ก็ประมาณทุ่มหนึ่ง ๕ โมงเย็นนี่แสดงว่าสะดวกแล้ว อาจารย์ทองพูลก็พาผมไปหาท่านอาจารย์จวน
เอ้อ ! ผมหาอาจารย์จวนทีแรก “โอ๋ ! ทําไมท่านรูปหล่อมากนะ ?” เพราะพระอาจารย์จวนเป็นพระที่ตอนนั้นลักษณะท่านก็งดงามเลยนะ ผมก็เอ้ ! พระอาจารย์จวนนี่ ทําไมรูปงามแท้ ? ย้อมหมากปากแด๊งแดง นั่งอยู่โขดหิน ผมก็ไปกราบ กราบก็พูดกันนิดๆ หน่อยๆ ผมก็พูดทางพระทางเจ้าก็ไม่เป็น ระยะนั้นก็เป็นแต่ได้เพียงแต่ว่าใครชวนไปเรื่องนี้ก็ไป ก็เลยติดสอยห้อยตามท่านมาตลอดๆ”
หลวงปู่ทองพูลเคารพท่านพระอาจารย์จวนเป็นอย่างมาก
ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๒ หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม แห่งวัดภูกระแต หรือวัดสามัคคีอุปถัมภ์ได้เดินทางมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่ถํ้าจันทน์ โดยประวัติหลวงปู่ทองพูลได้บันทึกไว้ดังนี้
“หลังจากที่สร้างวัดภูกระแตได้ไม่นานก็ได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ มาพักอยู่ที่ถํ้าจันทน์ หลวงปู่ทองพูลจึงนําคณะศิษย์ทางบึงกาฬ ออกเดินทางเพื่อนมัสการหลวงปู่จวนที่ถํ้าจันทน์ จากภูกระแตไปยังถํ้าจันทน์ ใช้เวลา ๑ วัน เช้าจรดเย็นเดินไปตามทิวป่า ญาติโยมก็ห่อข้าวห่อปลาไปรับประทาน มีผู้ติดตามท่าน ๓ คน เดินผ่านดงศรีชมภูไปถึงถํ้าจันทน์ประมาณบ่าย ๕ โมงเย็น
เมื่อไปถึง ท่านก็แนะนําให้ญาติโยมมอบถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่จวน องค์ท่านแสดงคารวะเคารพต่อหลวงปู่จวนเป็นอย่างมาก ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เล่าว่า “ดูท่านทั้งสองเหมือนมีความสนิทสนมผูกพันกันมาหลายภพชาติ” ท่านพระอาจารย์จวนกล่าวกับพระอาจารย์ทองพูลว่า “จะตั้งหลักบําเพ็ญภาวนาที่ถํ้าจันทน์ต่อไป”
สมัยนั้นยังไม่มีหมู่บ้าน ยังเป็นป่าดงดิบ มีแต่หมู่บ้านช้าง หมู่บ้านเสือ หมู่บ้านสัตว์ป่านานาชนิด ที่พูดเช่นนี้เพราะมันอยู่กันเป็นฝูงและมีเป็นจํานวนมาก อยากพบเสือพบช้างง่ายกว่าพบคน ผู้คนหายากกว่าเสือกว่าช้าง มีบ้านพวกชาวข่าซึ่งอพยพมาจากฝั่งลาวมาอาศัยทําไร่สวนอยู่กลางดง คนพวกนี้เขาไม่กลัวช้าง ไม่กลัวเสือ ที่เรียกว่า บ้านนาตับเต่า ก็มีบ้านอยู่เพียง ๒ หลัง เท่านั้น แต่ก็เรียกว่า หมู่บ้าน เรียกกันโก้ๆ ไปอย่างนั้นเอง
ถํ้าจันทน์นี้ดูดีมีเสน่ห์ เพราะพระมหาเถระที่มีความสําคัญมาบําเพ็ญเพียรภาวนาหลายรูป เช่น ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่ขาน ฐานวโร เท่าที่ทราบพระอรหันต์ที่บรรลุโสดาบันตั้งแต่ยังไม่บวช คือ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ วัดป่าหนองแซง ท่านได้มาร่วมจําพรรษากับหลวงปู่จวนด้วย นอกจากนั้นยังเป็นมงคลสถานของพระกรรมฐานหลายองค์ ท่านมาได้หลักใจ ณ ที่นี้เช่นกัน
หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม แลเห็นปฏิปทาของหลวงปู่จวนที่ท่านปฏิบัติเอาเป็นเอาตาย ก็ยิ่งก่อให้เกิดศรัทธาปสาทะในอันที่จะปฏิบัติตามพุทธโอวาทให้ตลอดรอดฝั่งภายในภพชาติเดียว ไม่อยากเสียเวลาไปอีกนาน หวังลดธงปลงภาระให้จบภายในวันนี้พรุ่งนี้ เห็นโทษภัยของกิเลสว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเห็นช้างเสืออันเป็นสัตว์ตัวดุร้ายเสียอีก ท่านอยากละอวิชชาตัณหาให้มันขาดไปในบัดเดี๋ยวนั้น ไม่ปรารถนาภพใหม่อันเป็นเรื่องยุ่งเหยิง อยากถอนเสารั้วของกิเลสที่เป็นดั่งกงล้อให้กระเจิง คือ ชาติและสงสาร ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากต่อรองขอเวลาอีกต่อไป
ท่านจึงเร่งความเพียรไล่เพื่อตามไปให้ทันหลวงปู่จวนและพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เมื่อถึงแดนนิพพานก็สุดปลายไม่มีที่ปีนป่ายต่อ ท่านคิดว่า “ถํ้าจันทน์นี่แหละ จะเป็นสนามรบกับกิเลสน้อยใหญ่ที่ขึ้นขี่หัวใจมาช้านาน” ท่านไม่ลังเลในปฏิปทาทางดับทุกข์ หมั่นพิจารณากายทําอย่างจริงจัง ไม่ลูบๆ คลําๆ มุ่งตรงชําระศีลและทิฏฐิให้บริสุทธิ์ ตัดทางอบายทั้งมวล คือทางที่จักเกิดราคะ โทสะ โมหะ
ในระหว่างที่พักอยู่ถํ้าจันทน์ ท่านว่า ท่านหมั่นเพียรไม่ลดละ หวังชัยชนะ ไม่หวังเดินทางมาพ่ายแพ้ ท่านอยากจะพักที่ถํ้าจันทน์นี้กับหลวงปู่จวนนานๆ แต่เห็นว่าอดอยากลําบากเหลือเกินอยู่นานอาจเป็นภาระให้หลวงปู่จวนลําบากก็เป็นได้ ท่านจึงลากลับมาวัดภูกระแต
ด้วยความที่หลวงปู่ทองพูล ท่านนึกถึงบุญคุณและเห็นความลําบากของท่านพระอาจารย์จวนเหลือหลาย ท่านจึงให้ญาติโยมนําข้าวปลาอาหารไปส่งที่ถํ้าจันทน์เสมอ บางคราวก็นําผ้าป่าและจตุปัจจัยไปทอดถวายที่วัดถํ้าจันทน์ด้วย
จากนั้นเป็นต้นมาท่านทั้งสองก็ได้ไปมาหาสู่กันตั้งแต่นั้นมาอย่างสมํ่าเสมอมิได้ขาด ประหนึ่งว่าเป็นอวัยวะเดียวกัน ถ้าส่วนไหนเดือดร้อนก็กระเทือนถึงกันหมดทุกส่วน”
ออกพรรษา พ.ศ. ๒๕๐๒ แก้นิโรธของหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษาแล้วพวกแม่ขาว แม่ชี พวกพระ เณร เขาก็กลับ หนีไปบ้านเขา ทีนี้ยังเหลือข้าพเจ้าอยู่นั้นอีก อยู่มาหลวงปู่บัว ที่อยู่อุดรฯ วัดบ้านหนองแซง ท่านก็มาอยู่ร่วมด้วยในฤดูแล้ง ขณะที่หลวงปู่บัวมาอยู่นั้น ท่านว่าที่ถํ้าจันทน์นี้สมเด็จทองว่าภาวนาดี ก็เลยมุ่งหน้าไปที่ถํ้าจันทน์เมื่อไปแล้วท่านก็ตั้งอกตั้งใจทําความเพียร ทําความพากความเพียรอยู่ที่นั้น ตั้งแต่เดือนธันวาฯ จนถึงเดือนกรกฎาฯ
ขณะที่อยู่ร่วมกันกับหลวงปู่บัว ระหว่างฤดูแล้งที่ถํ้าจันทน์นั่นแหละ ได้ปฏิบัติร่วมกัน และก็ได้สนทนาปราศรัยฝ่ายปฏิบัติธรรมทั้งด้านภายนอกและภายใน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเห็นของกันและกันในทางปฏิบัติธรรม หลวงปู่บัวท่านได้เล่าประวัติของท่าน คือความเป็นมาในการปฏิบัติธรรมและการภาวนาของท่าน เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้าจําได้ว่า “สมัยที่ท่านยังอยู่วัดหนองแซง อุดรฯ นั้น ท่านได้เข้านิโรธสมาบัติ กําหนด ๓ วันบ้าง ๗ วันบ้าง จึงออกจากที่ภาวนา” ท่านว่าอย่างนั้น และข้าพเจ้าก็ย้อนถามท่านว่า “วิธีเข้านิโรธ เข้าอย่างไร ?”
ท่านว่า “เมื่อพิจารณาไป หรือบริกรรมไป จิตมันวางอารมณ์ มันรวมอยู่เฉพาะจิต ใสบริสุทธิ์ หมดจดอยู่อย่างนั้น มันวางเวทนา ไม่มีเวทนา ไม่ปรากฏเวทนาทางกาย ทางธาตุ ทางขันธ์เลย จิตออกจากธาตุ อยู่เฉพาะจิตล้วนๆ บริสุทธิ์ ใสสะอาด อยู่อย่างนั้น มีความสุขมาก” ท่านว่าอย่างนั้น นี่ท่านเข้านิโรธ
เวลาออกมา ข้าพเจ้าเลยถาม “เวลาจิตถอนจากขณะเป็นอย่างไร ?”
“เวลาจิตถอนจากขณะก็เบากาย เบาใจ ทําให้กายและใจสบายดี มีความเบิกบานกายและใจ ชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา” ท่านว่า
“ทีนี้เวลาปกติอยู่ด้วยอะไร ?” เรียนถามท่าน
เวลาปกติท่านว่า “ก็อยู่ด้วยความสงบ และก็มีความปีติยินดีต่อจิตของตนที่รวมลงสู่ภวังค์ หรือฐีติจิตนั้นๆ” ท่านว่าอย่างนั้น
ข้าพเจ้าก็เลยย้อนถามหลวงปู่ว่า “นิโรธแปลว่าความดับทุกข์ ตัวนี้หรือเป็นตัวดับทุกข์ ?”
ท่านว่า “ใช่ ตัวนี้แหละดับทุกข์ เพราะเวลาเข้าไปไม่มีทุกขเวทนาอะไรเจ็บปวดรวดร้าว แม้แต่นิดหน่อยก็ไม่ปรากฏในขณะนั้น” นี่ท่านอธิบายเรื่องนิโรธ
ข้าพเจ้าเลยย้อนถามเลยว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ นิโรธท่านแปลว่าผู้ดับทุกข์ คือไม่มีทุกข์ ก็แปลว่าดับหมด ก็เป็นพระนิพพานเท่านั้น ตัวนี้หรือเป็นตัวพระนิพพาน นิโรธนี่หรือ ?”
ท่านว่า “ใช่แหละ อย่างนั้น”
แล้วสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันในทางภาวนา ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้เข้านิโรธชนิดนี้สักทีเลย ในสมบัติของข้าพเจ้าไม่มีอะไร เมื่อสนทนากันแล้วก็เลิกกันไป และข้าพเจ้าก็เลยลองไปพิจารณาดูเรื่องนิโรธของหลวงปู่ว่าเป็นอย่างไร วันหนึ่งข้าพเจ้าได้นําไปพิจารณา พิจารณาไปจิตค่อยสงบลง สงบลง เลยจิตหนึ่งพูดขึ้นว่า
“นิโรธนี้ยังเป็นสังขารอยู่ ทําไมยังเป็นสังขาร ?” ข้าพเจ้าทักดู “เพราะเหตุว่านิโรธนี้ยังมีการเกิดและการดับ คือมีการเข้าและการออกอยู่ ไม่ขาดจากเหตุและปัจจัยอันเป็นเหตุให้เกิด คือตัวสังโยชน์ ตัวสมุทัย ตัวตัณหา ตัวอาสวะ ตัวกิเลส เพราะจิตชนิดนี้ถ้าเข้าไปรวมแล้วก็เหมือนกับว่าไม่มีกิเลส เมื่อถอนออกมาก็เป็นจิตธรรมดา เป็นนิโรธที่ไว้ใจไม่ได้”
และข้าพเจ้าก็เลยนึกถึงคําที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ได้เล่าเรื่องของท่านพระอาจารย์กู่เข้านิโรธให้ฟัง ในขณะที่ข้าพเจ้าจําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ในพรรษานั้น ท่านได้ประกาศให้บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลายทราบทุกๆ องค์ ว่าในสมัยหนึ่งท่านพระอาจารย์กู่ ท่านเข้าไปนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น แล้วท่านพระอาจารย์มั่นถามท่านพระอาจารย์กู่ว่า “ท่านกู่จากกันไปนาน เป็นอย่างไรภาวนา ?” นี่ท่านพระอาจารย์มั่นถามท่านพระอาจารย์กู่ จําได้
ท่านพระอาจารย์กู่เลยตอบถวายท่านพระอาจารย์มั่นว่า “กระผมภาวนาน้อมจิตเข้านิโรธ” นี่ท่านพระอาจารย์กู่ว่า
ท่านพระอาจารย์มั่นเลยย้อนถามว่า “ถ้าน้อมจิตเข้านิโรธ น้อมจิตเข้าอย่างไร ?” ท่านอาจารย์มั่นถาม
ท่านพระอาจารย์กู่ตอบถวายท่านว่า “น้อมจิตเข้านิโรธ คือทําให้จิตสงบแล้วก็นิ่งอยู่ โดยไม่ให้จิตนั้นนึกคิดไปอย่างไร ให้สงบและรวมอยู่อย่างนั้น เรียกว่าการนึกน้อมจิตเข้านิโรธ”
“แล้วเป็นอย่างไรเข้าไป ?”
ท่านอาจารย์กู่เลยตอบว่า “มันสบาย ไม่มีทุกขเวทนา”
“เวลามันถอนเป็นอย่างไร ?”
“เวลามันถอนก็สบาย ทําให้กายและจิตเบา”
ตอนนี้ท่านได้ประกาศให้ทราบทั่วกันบรรดาสานุศิษย์ ท่านอาจารย์มั่นก็เลยอธิบายเรื่อง นิโรธว่า “นิโรธะ แปลว่า ความดับ คือ ดับทุกข์ ดับเหตุ ดับปัจจัย ซึ่งเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ทั้งหลาย คือดับอวิชชาตัณหานั่นเอง จึงเรียกว่าเป็นนิโรธ จะไปถือเอาว่าจิตที่ไปรวมลงสู่ภวังค์หรือฐีติจิตเดิมนั้นเป็นนิโรธ มันใช้ไม่ได้”
ท่านว่า “จิตชนิดนั้น ถ้าขาดสติปัญญาพิจารณาทางวิปัสสนาแล้ว จะไม่ขาดจากสังโยชน์ ยังมีสังโยชน์คลุมเครืออยู่ เมื่อถอนมาก็เป็นจิตธรรมดา เมื่อกระทบกับอารมณ์ต่างๆ นานเข้าก็เป็นจิตที่ฟุ้งซ่านและเสื่อมจากความสงบหรือความรวมชนิดนั้น” นี้ท่านอาจารย์มั่นท่านถาม
และท่านอาจารย์มั่น ท่านก็เลยประกาศให้ทราบว่า “ผมก็เลยไปพิจารณาดูนิโรธของพระอริยเจ้าดู” ท่านว่าอย่างนั้น พิจารณาดูได้ความว่า “นิโรธะ แปลว่า ความดับ ดับเหตุ ดับปัจจัยให้เกิดทุกข์ทั้งหลาย คือทําตัณหาให้สิ้นไป ดับตัณหาโดยไม่ให้เหลือนั้นนั่นเอง ความละตัณหา ความวางตัณหา ความปล่อยตัณหา ความสละสลัดขาดจากตัณหา นี้จึงเรียกว่านิโรธ นิโรธของพระอริยเจ้านั้นเป็นอกาลิโก คือเป็นนิโรธการดับทุกข์อยู่ตลอดเวลา ไม่อ้างกาล ไม่อ้างเวลา ไม่เหมือนนิโรธของพวกฤๅษีชีไพรภายนอกศาสนา
ส่วนนิโรธพวกฤๅษีชีไพรภายนอกศาสนานั้น มีความมุ่งหมาย เพราะอยากแต่จะให้จิตของตนรวมอย่างเดียว สงบอย่างเดียว วางอารมณ์อย่างเดียว แล้วเมื่อจิตถอนจากอารมณ์แล้ว ก็ไม่นึกน้อมเข้ามาให้รู้เห็นสัจธรรม คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมอันที่ดับทุกข์ ในข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ยินดีเฉพาะแต่จิตที่สงบหรือรวมอยู่เท่านั้นว่าเป็นที่สุดของทุกข์ เมื่อจิตถอนก็ยินดีเอื้อเฟื้ออาลัยในจิตที่รวม ตกลงก็เลยส่งจิตของตนให้ยึดในเรื่องอดีตบ้าง อนาคตบ้าง และปัจจุบันบ้าง ส่วนกิเลสตัณหานั้นยังอยู่ ยังเป็นอาสวะนอนนิ่งอยู่ในหัวใจนั่นเอง”
ท่านว่าอย่างนั้น นี่ท่านแสดง ท่านก็เลยอธิบายเรื่องนิโรธของพระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าว่า
“นิโรธ คือ ความดับทุกข์ของพระอริยเจ้านั้น ต้องเดินตามมัชฌิมาปฏิปทาทางสายกลาง คือ ความเห็นชอบ ดําริชอบ วาจาชอบ ทํางานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจไว้ชอบนี้จึงจะถึงนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ดับเหตุให้เกิดทุกข์” ท่านว่าอย่างนั้น “นิโรธของพระอริยเจ้านั้นท่านจึงเป็นนิโรธอยู่ตลอดกาลเวลา ไม่อ้างกาล ไม่อ้างเวลา ไม่ใช่ว่ากาลนั้นจึงจะเข้านิโรธ กาลนี้จึงจะออกจากนิโรธ ไม่เหมือนนิโรธของพวกฤๅษีชีไพรภายนอกพระพุทธศาสนา” นี้ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ท่านแสดงไว้ ข้าพเจ้าก็เลยจําความนั้นได้
ทีนี้เมื่ออยู่ร่วมกันในฤดูแล้งกับหลวงปู่บัวนั้น ได้สนทนาธรรมะแลกเปลี่ยนความรู้ความเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นที่พออกพอใจของกันและกันแล้ว อยู่มาสมัยหนึ่ง ขณะนั้นแหละ หลวงปู่บัวท่านเคยเข้านิโรธ ท่านก็เลยเข้าที่ถํ้าจันทน์ ท่านเข้าอยู่ ๓ วัน แล้วจึงออกบิณฑบาต ข้าพเจ้าไปเรียนถามท่านว่า “เป็นอย่างไรเข้านิโรธ ?”
ท่านว่า “สบายดี จิตมันรวมดี ไม่มีความเจ็บความปวดอะไรๆ ที่ปรากฏขึ้น”
“เวลาถอนออกมาเป็นอย่างไร ?” ข้าพเจ้าถาม
“เวลาถอนมา จิตก็สบาย ใจก็สบาย กายก็สบาย มีกายเบาจิตเบาสบายดี” ท่านว่าอย่างนั้น
ทีนี้อยู่มา ข้าพเจ้าก็เลยได้นิมิตเกี่ยวกับท่าน ในนิมิตของข้าพเจ้านั้นว่า ปรากฏเห็นหลวงปู่บัวนั่งอยู่ในกลดในมุ้ง นั่งภาวนาหลับตานิ่งอยู่ ข้าพเจ้าก็เลยเข้าไปหาท่าน เปิดมุ้งออก แล้วก็ทักท่านว่า “เฮ้ย ! หลวงพ่อ มีแต่นั่งอย่างเดียว นั่งสงบอย่างเดียว ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ เดี๋ยวเป็นโรคเหน็บชาและอัมพาตตายนะ ต้องออกไปเดินจงกรมเปลี่ยนอิริยาบถบ้างซิ” นี่ข้าพเจ้าทักท่านในขณะนั้น พอท่านได้ยิน ท่านก็ลุกจากที่ไปเดินจงกรม
แล้วข้าพเจ้าได้พิจารณาเรื่องนิมิตนี้ ได้ความเป็นสองนัย คือนัยหนึ่ง ได้ความว่าถ้าหลวงปู่นี้ป่วย ป่วยมากแทบประดาตาย แต่ไม่ถึงตาย
นัยสอง ถ้าภาวนาได้บรรลุคุณธรรม เป็นที่พอใจ นับว่าหายสงสัยทีเดียว นี่พิจารณาในนิมิตนั้น
รุ่งเช้าก็พากันไปบิณฑบาต ครั้นไปบิณฑบาตขณะที่เดินร่วมกันบิณฑบาต ข้าพเจ้าก็เลยเรียนให้ท่านทราบว่า คืนวันนี้ คือคืนที่แล้วนี้ผมได้นิมิตของหลวงพ่อ ท่านย้อนถามว่าได้นิมิตอะไร ก็เลยเรียนท่านว่า ผมเห็นหลวงพ่อนั่งภาวนาอยู่ในมุ้ง หลับตานั่งนิ่งอยู่อย่างเดียว ผมเลยไปทักว่า หลวงพ่ออย่านั่งมาก อย่าสงบมาก ลุกออกเดินบ้าง เดี๋ยวเป็นโรคเหน็บชาอัมพาต พอหลวงพ่อได้ยินผมทักอย่างนั้น หลวงพ่อก็เลยออกไปเดินจงกรม
ท่านว่า “ท่านพิจารณาได้ความอย่างไร ?”
ก็ได้เรียนท่านว่า “ได้เป็นสองนัย นัยหนึ่ง ถ้าหลวงพ่อป่วย ป่วยมากแทบประดาตาย แต่ไม่ตาย นัยที่สอง ถ้าภาวนาจะหายสงสัยในเรื่องของธรรมะ” ดังนี้
อยู่มาอีก ๓ วันนั่นแหละ ห่างจากการสนทนากัน ๓ วัน ท่านก็เลยมีอาการเจ็บป่วยขึ้นเมื่อท่านเจ็บป่วยขึ้น ท่านก็เข้านิโรธอีกตามเดิม เพื่อระงับอาการป่วยนั้นให้หายไป ท่านเข้าอยู่ ๓ วันจึงออกจากนิโรธ เมื่อออกจากนิโรธ อาการไข้ อาการป่วยก็ยังไม่หาย ข้าพเจ้าเลยไปเรียนถามท่านว่า “เป็นยังไงหลวงพ่อ ไข้” ท่านตอบว่า “เวลาจิตมันไปรวม มันก็ไม่มีไข้ ไม่มีโรค อยู่สบาย แต่เวลาจิตถอนจากการรวมออกมาแล้ว โรคภัยไข้เจ็บยังคือเก่า ไม่ลดละจากธาตุขันธ์” นี้ท่านว่า
ข้าพเจ้าเรียนถามว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้จะทําอย่างไร ?”
ท่านได้ตอบว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องเข้านิโรธบ่อยๆ เพื่อดับเวทนา”
ข้าพเจ้าเลยย้อนตอบท่านว่า “นิโรธอย่างนี้ก็เป็นนิโรธที่ว่าหลบหลีกจากเวทนา ไม่พิจารณาเวทนาสิ” นี้ตอบกัน สนทนาแลกความรู้ความเห็นซึ่งกันและกันในขณะนั้น”
แก้นิมิตความตายของหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้และเทศน์เน้นยํ้าเรื่องการแก้นิโรธของหลวงปู่บัวไว้ดังนี้
“และอยู่มาวันหลังอีก ท่านว่า “คืนวันนี้ผมได้นิมิต ได้ความว่าพิจารณาสังขารร่างกายอายุของผมป่วยคราวนี้จะถึงแก่ความตายแน่นอนทีเดียว” นี้ท่านว่า ท่านได้ความในนิมิตของท่าน ข้าพเจ้าก็เลยย้อนถามท่านว่า “จริงหรือ ?” “จริง” ท่านว่า
ข้าพเจ้าก็เลยอธิบายท่านให้ฟังว่า “เรื่องความตายมีสองนัย นัยหนึ่งธาตุขันธ์มันตาย ขาดจากลมหายใจ นัยสองกิเลสมันตาย ตายนัยไหน ?” ท่านว่า “ตายนัยที่หนึ่งคือธาตุขันธ์ มันตายขาดจากลม” ก็เลยเรียนให้ท่านพิจารณาอีก ยํ้าอีกว่า จะจริงหรือไม่ คืนหลังมาท่านก็พิจารณายํ้าอีก ท่านว่า “จริง”
ข้าพเจ้าก็เลยเรียนถวายท่านว่า “ผมได้เรียนให้หลวงปู่ทราบแล้วว่า เรื่องนี้ถ้าป่วย ป่วยถึงแทบประดาตาย แต่ไม่ตาย ถ้าตายธรรมะ จะได้ตัดความเคลือบแคลงสงสัยในธรรมะต่อไป”
ข้าพเจ้าได้คัดค้านท่านว่า “ไม่เป็นไรครับ ไม่ตาย” ท่านว่า “แน่นอน” ขอให้หลวงพ่อยํ้าอีก เป็นวาระที่ ๓ ท่านก็แน่ว่าตายจริงๆ ต่อจากนั้นท่านก็เลยตัดสินว่าท่านจะตาย ขาดจากชีวิตจริงๆเลยสั่งให้ข้าพเจ้าและญาติโยมทําหีบศพ ในเรื่องนี้ท่านก็สั่งกําชับให้ส่งข่าวถึงท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์(พนฺธุโล จูม) ที่วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี ว่าท่านจะตายแล้ว เพราะท่านปลงอายุสังขาร ข้าพเจ้าก็เลยส่งไปตามที่ท่านสั่ง เบื้องต้นไม่อยากจะทําหีบทําศพ แต่ท่านก็ขู่เข็ญคําราม จําเป็นก็ต้องทํา
เมื่อทําเสร็จแล้ว เอามาไว้ข้างๆ ให้ท่านดู และอาการป่วยก็เลยลดหย่อนลงไป ตามลําดับๆผลที่สุดก็หายขาด เมื่ออาการป่วยหายขาดขึ้นแล้ว ท่านมาพิจารณาเรื่องนิมิต และที่ท่านปลงสังขารได้ประกาศไปนั้นว่าจะตาย บ่นพึมๆ พําๆ บ้าง ว่ามันจะตายไม่ตาย เป็นยังไงนี่ ท่านว่า เมื่อข้าพเจ้าเห็นอาการอย่างนั้น ข้าพเจ้าได้ช่องก็เลยเข้าไปสนทนากับท่านให้อุบายท่านว่า “อย่างนี้แหละ โบราณท่านว่า ฟาน (เก้ง) ตื่นขี้เจ้าของ คือฟานมันขี้ออกแล้ว มันตื่นขี้มัน เข้าใจว่ามนุษย์ขว้างค้อนใส่หรือยิงปืนใส่ มันก็ตื่นขี้มัน มันก็เลยร้องกระโดดโลดเต้น วิ่งหนีไปเพราะมันตื่น”
ในระหว่างที่สนทนากันนั้น จึงว่าได้ตอบท่านเป็นสองนัย “นัยหนึ่ง ถ้าหลวงปู่ป่วย ป่วยมากแต่ไม่ถึงตาย เกือบตาย นัยสอง ถ้าพูดถึงด้านธรรมะภาวนา หลวงปู่นี้จะเป็นผู้ได้บรรลุธรรมเป็นที่พอใจ อาจจะถึงที่สุด” ดังนี้ ข้าพเจ้าได้เรียนถวายท่าน ท่านก็เลยพิจารณา อยู่มาอีก ๓ วัน อาการป่วยของท่านก็มีขึ้น เมื่ออาการป่วย ท่านก็เข้านิโรธสมาบัติ เพื่อดับความป่วยความเวทนา เข้าอยู่ ๓ วันไม่ออกจากนิโรธ พอออกมาแล้วอาการป่วยยังมี
ทีนี้เมื่อถึง ๓ วัน ข้าพเจ้าก็เลยเข้าไปหาท่าน ท่านออกจากนิโรธ ท่านก็เลยพูดว่า “ผมพิจารณาดูอายุสังขารของผมในคราวนี้ เห็นทีจะดับเสียแล้ว เพราะพิจารณาไป ชีวิตของผมเห็นจะมาถึงเพียงแค่นี้ ผมอาจจะตายในคราวนี้” นี้ท่านว่า
และข้าพเจ้าก็เลยย้อนถามท่านว่า “เป็นอย่างไร จึงว่าอย่างนั้น ?”
ท่านตอบว่า “เพราะว่าผมพิจารณาดูชีวิตว่าอาจจะตายในคราวนี้”
ข้าพเจ้าถามท่านว่า “จริงหรือ ?”
“จริง”
เลยอธิบายเรื่องความตายถวายท่าน “ความตายมี ๒ ประเภท หนึ่งตายขาดจากลมหายใจสองกิเลสมันตาย หมายเอาความตายประเภทไหน ?”
ท่านว่า “หมายเอาความตายประเภทที่ขาดจากลมหายใจ”
“เหตุไฉนหลวงพ่อจึงทราบ ?” ข้าพเจ้าย้อนถาม
“ทราบสิ เวลาผมเข้านิโรธสมาบัติ จิตถอนออกมา พิจารณาชีวิตสังขารของตนเห็นว่าจะดับจะม้วยมรณ์” นี้ท่านตอบตามความเห็นของท่าน
“แล้วหลวงปู่เคยเชื่อไหม ?”
“เคยเชื่อ” ท่านว่าอย่างนั้น “เพราะผมเคยพิจารณาอย่างนี้ ได้ผลและรู้เห็นตามเป็นจริงมาทุกราย” ท่านว่าอย่างนั้น และก็ย้อนถามท่านอีกว่า “เวลาหลวงปู่เข้านิโรธนั้น มันเป็นอย่างไร ?”
ท่านว่า “มันสบาย สบาย ไม่มีทุกขเวทนา”
“เวลาออกมาแล้วเป็นอย่างไร ?”
เวลาออกมาท่านว่า “มันมีแต่ทุกข์ มีแต่ร้อน ทุกข์มาก ผมไม่อยากออกเลย อยากเข้าอยู่นั้นจนตลอดไหนๆ เลย มันแสนสบาย” ท่านว่าอย่างนั้น
ข้าพเจ้าก็เลยย้อนตอบท่านว่า “นิโรธที่หลวงปู่เข้านั้น เป็นนิโรธที่ดับเวทนาไม่ได้ ดับได้แต่เวลามันเข้าไป แต่เมื่อเวลามันไปรวมอยู่ ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้ว ไม่ใช่ดับเวทนา เพราะมันหลบหลีกไปต่างหาก มันไม่สู้เวทนาต่างหาก นิโรธแบบนี้ เป็นนิโรธที่ขาดสติ ขาดปัญญา” นี้อธิบายให้ท่านฟัง
แล้วก็เลยยกเรื่องนิมิตที่ได้กราบเรียนท่านฟัง สมัยเมื่อไปบิณฑบาตด้วยกันว่า “สําหรับผมนี้ยังไม่เห็นด้วยว่าหลวงปู่จะตายในครั้งนี้ ผมได้กราบเรียนให้หลวงปู่ทราบแล้วว่า ผมได้นิมิตกับหลวงปู่ และก็อธิบายเป็นสองนัย
นัยหนึ่ง ถ้าหลวงปู่ป่วย ป่วยหนัก แต่ไม่ถึงกับความตาย แทบประดาตาย นี้เป็นนัยที่หนึ่ง นัยที่สอง ถ้าด้านภาวนาหลวงปู่จะได้บรรลุคุณธรรมสูง อาจจะสูงสุด นี้เคยได้เรียนถวายตอนบิณฑบาตด้วยกัน หลวงปู่จําได้ไหม ?”
“จําได้ครับ” นี่หลวงปู่ตอบ
“ผมว่าไม่เป็นไรครับ ไม่ตาย แต่หลวงปู่นี้ป่วยหนัก แต่ว่าไม่ตาย กิเลสมันจะตายต่างหากหรอกครับ อย่าวิตกวิจารณ์เลย” นี้สนทนากัน “และขอให้หลวงพ่อหลวงปู่พิจารณาอีกในคืนวันนี้” แล้วก็เลิกกันไป
เมื่อเลิกกันไป วันหลังมาข้าพเจ้าเข้าไปในตอนเช้า ท่านว่า “แน่นอนทีเดียวต้องตายแน่ๆไม่เหลือแหล” ท่านว่า “ในชีวิตนี้” แล้วก็เลยสั่งให้ข้าพเจ้ากับพวกโยม ฟันหีบฟันศพรอไว้ เรื่องนี้ได้ประกาศกันไปถึงอุดรฯ แล้ว ถึงเจ้าคุณธรรมเจดีย์แล้ว เพราะท่านให้ส่งข่าวไปให้ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ทราบว่า “หลวงปู่จะตายแล้ว ปลงอายุสังขารแล้ว” นี่ท่านประกาศ ท่านให้ส่งข่าว
ข้าพเจ้าก็ดันท่าน คัดค้านท่าน คัดค้านอย่างไร ท่านก็ไม่ฟังเสียง จําเป็นต้องขู่เข็ญคํารามให้ทําหีบทําศพให้ได้ ข้าพเจ้าพร้อมด้วยญาติโยมจําเป็นก็เลยพากันทํา เมื่อทําหีบศพเสร็จแล้ว เอามาไว้ข้างเตียงท่าน ใกล้ๆ ท่าน ให้ท่านดู ให้ท่านเห็น พอทําหีบเสร็จ อาการของการป่วยก็หาย ทุเลาลงไปเรื่อยๆ จนหายหมดทีเดียว
ทีนี้เมื่ออาการป่วยหายแล้ว ข้าพเจ้าก็เลยเข้าไปสนทนากับท่าน ท่านก็บ่นพึมๆ พําๆ เรื่องอาการป่วย เรื่องท่านเข้านิโรธสมาบัติ ได้นิมิตได้ความว่ามันจะตาย ไม่ตาย ทําไมมันพูดอย่างนี้ ทําไมมันหลอกลวง ท่านบ่นพึมๆ พําๆ อยู่ ดูเหมือนจะตื่นนิมิต หรือญาณของตน ชักจะเกิดความกระดากไปเสียแล้ว
เมื่อได้ช่องดังนั้นข้าพเจ้าก็เลยถือโอกาสพูดอุบายให้ท่านฟังว่า “อย่างนี้แหละโบราณท่านว่า ฟานหรือเก้งมันขี้แล้ว มันตื่นขี้ของมัน มันร้อง ขี้ตกออกจากก้นจากตูดของมันแล้ว มันร้องมันตื่นเข้าใจว่าเป็นคนขว้างค้อนหรือลูกปืนใส่ ตื่นกระโดดกระเดดโลดเต้นหนีที่อื่น หลวงปู่นี่ตื่นนิมิตของตน” นั่นผมได้เรียนให้ทราบแล้วว่า “ถ้าป่วย ป่วยหนัก แทบประดาตาย แต่ไม่ตาย นี้เป็นฝ่ายป่วย ถ้าเป็นฝ่ายภาวนา ฝ่ายธรรมะ ต้องได้บรรลุธรรมอย่างเป็นที่พอใจ
เพราะว่าในขณะที่ผมนิมิตเห็นหลวงปู่นั่งมีแต่นั่งภาวนาอย่างเดียวนั้น นี้หมายความว่าหลวงปู่มีแต่พักความสงบอย่างเดียว ใช้แต่ความสงบอย่างเดียว อยู่ด้วยความสงบอย่างเดียว ชมแต่ความสงบอย่างเดียว แล้วบังคับหรือบริกรรมให้แต่จิตรวมอย่างเดียว เมื่อจิตรวมก็มีความชมเชยยินดีในจิตรวม เมื่อถอนจากการรวมก็ไปยึดถือเอาจิตที่รวมนั้นเป็นอารมณ์ อยู่อย่างนั้น นี่ไปยึดถือเรื่องอดีต อนาคต แน่ะ ไม่เห็นปรากฏว่า จิตของหลวงปู่นั้นตัดสังโยชน์ตอนไหน แล้วถือว่าจิตรวมนั่นแหละเป็นนิโรธมันเป็นอย่างนั้น ถ้าหลวงปู่ทําอย่างนี้ มันก็ตกอยู่ในสังขารนั่นเอง มันไม่พ้นไปจากทุกข์ เวลาจิตถอนขึ้นมาก็โดนทุกข์อยู่นั้น มันละไม่ได้ แล้วก็มาปลงสังขาร ปลงชีวิตว่าจะตายเท่านั้นเอง
ส่วนนิโรธของพระอริยเจ้านั้น หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อจิตของท่านลงสู่ฐีติจิต ถอนจากฐีติจิตแล้วท่านก็พิจารณาสาวหาเหตุและปัจจัยของธรรมทั้งหลาย พิจารณาทุกข์ พิจารณาเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วมันก็รู้เรื่องกันเท่านั้น ท่านก็ดับทุกข์ ดับเหตุให้เกิดทุกข์ ได้เท่านั้น นี่นิโรธของพระอริยเจ้า
ผมได้ฟังพระโอวาทของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ที่ขณะจําพรรษาร่วมท่าน ท่านได้เล่าเรื่องนิโรธสมาบัติ เหตุที่ท่านเล่า เพราะท่านพระอาจารย์กู่ ในสมัยนั้นท่านไปนมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น แล้วท่านพระอาจารย์กู่ได้เล่าเรื่องนิโรธของท่านถวายพระอาจารย์มั่นฟังว่าเหตุที่ท่านพระอาจารย์กู่เล่าเรื่องนิโรธของตนฟังนั้น
ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นถามเสียก่อนว่า “ท่านกู่ ภาวนาเป็นอย่างไร ?” นี้เบื้องต้น
พระอาจารย์กู่ก็เลยตอบถวายท่านพระอาจารย์มั่นว่า “ผมภาวนาเข้านิโรธอยู่เสมอๆ” นี้พระอาจารย์กู่ตอบท่านพระอาจารย์มั่น
พระอาจารย์มั่นถามพระอาจารย์กู่อีกว่า “เข้าอย่างไรท่านกู่ เข้านิโรธ ?”
พระอาจารย์กู่เลยเรียนถวายว่า “ผมน้อมจิตเข้าสู่นิโรธ เวลาจิตลงสู่นิโรธนั้นไม่มีทุกขเวทนาอย่างนี้ เวลานั้นสบายแสนสบาย ผมน้อมจิตเข้าสู่นิโรธเลย” นี้ท่านพระอาจารย์กู่ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเล่าให้ฟัง
“เวลาถอนออกมาเป็นอย่างไร ?” นี้ท่านอาจารย์มั่นถาม
“เวลาถอนออกมาก็มีทุกขเวทนาเป็นธรรมดา”
“กิเลสเป็นอย่างไร ?”
“กิเลสมันก็สงบอยู่เป็นธรรมดา บางครั้งก็สงบ บางครั้งก็มีกําเริบขึ้น”
นี้ท่านอาจารย์มั่น ท่านอธิบายเล่าเรื่องของพระอาจารย์กู่
แล้วท่านพระอาจารย์มั่นเลยอธิบายเรื่องนิโรธของพระอาจารย์กู่ว่า “นิโรธแบบนี้นิโรธสมมุติ นิโรธบัญญัติ เพราะเป็นนิโรธที่น้อมเข้าเอา ไม่มีตัวอย่างของพระอริยเจ้าน้อมจิตเข้านิโรธ ใครจะไปน้อมเข้าได้ เมื่อจิตที่ยังหยาบอยู่จะไปน้อมเข้านิโรธอันละเอียดไม่ได้” ท่านว่านั่น “เหมือนกับบุคคลที่ไล่ช้างเข้ารูปู ใครจะไล่เข้าได้ รูปูมันรูเล็กๆ หรือเหมือนบุคคลที่เอาเชือกเส้นใหญ่ๆ ไปแหย่เข้ารูเข็ม มันจะแหย่ได้ไหม ?” ท่านว่า “เพราะนิโรธเป็นของที่ละเอียด จิตที่ยังหยาบอยู่จะไปน้อมเข้าไปสู่นิโรธไม่ได้ เป็นแต่นิโรธน้อม นิโรธสมมุติ นิโรธบัญญัติ นิโรธแบบนี้นิโรธสังขาร นิโรธหลง” ท่านว่าอย่างนั้น
ทีนี้ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านก็เลยอธิบายนิโรธต่อไปว่า ท่านพระอาจารย์มั่นท่านว่า “ท่านได้เข้านิโรธลองดู พิจารณานิโรธลองดู” ท่านว่าอย่างนั้น ท่านว่า “เมื่อพิจารณาดูแล้ว นิโรธ คําว่า “นิโรธ” แปลว่า ความดับทุกข์ ดับเหตุให้เกิดทุกข์” ท่านว่า “นิโรธ คือ ความดับทุกข์ คือ ความดับตัณหาให้สิ้นไป คือ ความทําตัณหาให้สิ้นไป ความดับตัณหาโดยไม่ให้เหลือนั้นนั่นเทียว ความละตัณหา ความวางตัณหา ความปล่อยตัณหา ความสละสลัดตัดขาดจากตัณหา อันเป็นธรรมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั่นให้หมดไปนั้นนั่นเทียว โดยไม่ให้เหลือจากใจของเรา อันนี้เรียกว่านิโรธ เป็นนิโรธอยู่ตลอดกาลและเวลา ไม่อ้างกาล อ้างเวลา เป็นอกาลิโก” ท่านว่าอย่างนั้น “ไม่มีการเข้า ไม่มีการออก ไม่มีต้น กลาง ปลาย สมํ่าเสมอเลย หากาลหาเวลาไม่ได้ ไม่มีการเข้านิโรธ ไม่มีการออกนิโรธ เพราะตัดสังโยชน์ทําเหตุให้เกิดทุกข์สิ้นไปดับไปแน่แล้ว หมดแล้ว ก็เชื่อว่า เป็นนิโรธะความดับทุกข์อยู่ตลอดกาลและเวลาอยู่เท่านั้น” นี้สําหรับท่านพระอาจารย์มั่นอธิบาย
ท่านว่า “นิโรธนี้เป็นนิโรธที่ดับสังขาร ไม่มีสังขารแล้ว พ้นจากทุกข์นี้จะเรียกว่านิพพานก็ได้” ท่านว่า “วิสุทธิธรรมก็ได้ อมตธรรมก็ได้ เป็นธรรมที่ไม่ม้วยมรณ์คือไม่ตาย เป็นธรรมที่อยู่เหนือโลก พ้นโลก หมดสมมุติ หมดบัญญัติ หมดกิริยา เป็นอกิริยา ไม่มีการไปการมา นี้เรียกว่านิโรธ สมกับที่ว่าพราหมณ์ผู้มีเพียรเป็นเครื่องอยู่ เห็นอยู่ปรากฏอยู่ซึ่งธรรม แต่พราหมณ์ผู้มีเพียรเป็นเครื่องอยู่นั้นด้วยปัญญา คือ ด้วยความมีสติ ด้วยปัญญา ซึ่งมีความเพียรเป็นเครื่องอยู่ด้วยความมีสติ ด้วยความมีปัญญา ปรากฏอยู่เห็นอยู่ซึ่งธรรมทั้งหลาย แก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเป็นเครื่องอยู่ ว่าธรรมทั้งหลายย่อมรู้ว่าธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ และย่อมรู้เหตุและปัจจัยของธรรมทั้งหลาย
เมื่อธรรมทั้งหลายปรากฏรู้อยู่ เห็นอยู่ แก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเป็นเครื่องอยู่ด้วยความมีสติปัญญาอันละเอียดเช่นนี้ว่า รู้ว่าธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ และมารู้ความสิ้นไปแห่งเหตุและปัจจัยของธรรมทั้งหลายนั้น แก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเป็นเครื่องอยู่ ดังนี้ พราหมณ์ทั้งหลายนั้นย่อมหายจากความสงสัย ย่อมเป็นผู้มีสติปัญญาสว่างโร่อยู่อย่างนั้น ย่อมกําจัดมารและเสนามาร คือ มารและเสนามาร ได้แก่ กิเลสมารดํารงอยู่ไม่ได้ ดุจพระอาทิตย์ที่อุทัยขึ้นย่อมกําจัดมืดให้อากาศสว่างฉะนั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ นิโรธะ คือ เป็นผู้ดับเหตุ ดับปัจจัย ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทําเหตุทําปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งหลายให้สิ้นไป ดับเหตุดับปัจจัยอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งหลายโดยไม่ให้เหลือนั้นนั่นเทียว ละเหตุละปัจจัย วางเหตุวางปัจจัย ปล่อยเหตุปล่อยปัจจัย สละเหตุสละปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหานั้น
พราหมณ์นั้นเป็นผู้มีความเพียรเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ ด้วยความมีสติ ด้วยความมีปัญญา มากําหนดรู้ชัดว่าธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุและปัจจัย แล้วก็ทําเหตุและปัจจัยของธรรมทั้งหลายที่เป็นตัวสังขาร เป็นตัววัฏฏะ เป็นตัวสังขารจักรให้เสื่อมไป ให้สิ้นไป ให้หมดไป ให้สิ้นไปโดยไม่ให้เหลือ ดับเหตุดับปัจจัยโดยไม่ให้เหลือนั้นนั่นเทียว วางเหตุวางปัจจัยโดยไม่ให้เหลือนั้นนั่นเทียว ละเหตุ ละปัจจัย ปล่อยเหตุปล่อยปัจจัย นั่น สละเหตุสละปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้น โดยไม่ให้เหลือนั้นนั่นเทียว นี้เรียกว่านิโรธ คือ ความดับทุกข์ ดับเหตุดับปัจจัยให้เกิดทุกข์
เมื่อเป็นเช่นนี้พราหมณ์ผู้มีความเพียรเป็นเครื่องอยู่ รู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งเหตุและปัจจัย และความสิ้นไปจากเหตุและปัจจัยของธรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์เป็นตัววัฏฏะนั้น พราหมณ์ทั้งหลายนั้นย่อมเป็นผู้กําจัดมารและเสนามารคือกิเลส มารและเสนามารย่อมดํารงอยู่ไม่ได้ เหมือนพระอาทิตย์ที่อุทัยขึ้นย่อมกําจัดมืดให้อากาศสว่างฉะนั้น ไม่มีความสงสัยเลย”
ฉะนั้น ท่านจึงว่า เมื่อเวลาจิตลงไปพัก คือ จิตรวมอยู่สงบอยู่ พักอยู่ ก็อย่าไปรบกวนจิต ให้มีสติรู้อยู่ ว่าจิตของเรามาพักมารวม เมื่อจิตพักรวม เวลาจะถอนก็อย่าบังคับจิตให้ถอน ให้ถอนเอง และให้มีสติ เมื่อจิตถอนจากการรวมคือจากฐีติจิตเดิมทุกขณะขึ้น ท่านก็ให้มีสติปัญญาน้อมเข้ามาพิจารณาเหตุและปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายเท่านั้น มันก็ทําลายเหตุปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ได้เท่านั้น แล้วก็เป็นนิโรธกันเท่านั้น จะไปน้อมจิตเข้าสู่นิโรธได้อย่างไร เมื่อไม่มีปัญญารู้ชัดเหตุปัจจัยของธรรมทั้งหลายแล้ว มันก็เป็นนิโรธที่เดา หรือเป็นนิโรธที่สมมุติบัญญัติเท่านั้น ผิดจากหลักแห่งสัจธรรม
ดังนั้น เมื่อได้สนทนาปราศรัยกันไป ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนอุบายและความรู้ หู ตา ปัญญาของกันและกัน ต่อแต่นั้นท่านก็นําไปพิจารณา ภายหลังทราบข่าวว่าท่านได้รู้ดีเห็นดีและมีความหายสงสัยในเรื่องธรรมทั้งหลาย”
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้เพิ่มเติมไว้ดังนี้
“เออ ! หลวงปู่บัวก็ไปเสียอยู่ที่นั่นล่ะ ภาวนาไปนึกว่าตัวสําเร็จ ไปอยู่กับเทวดาเลยเรื่องยุ่งอีก อูย ! ท่านก็ขึ้นไป ท่านว่า เดี๋ยวนี้ท่านไปสร้างไว้ของท่านแล้วอย่างนั้นอย่างนี้ ไปแล้วไม่ยอมฉันข้าวหลงว่าบรรลุ ภาษาเรานี่เรียกว่าหลงผิด
แล้วสุดท้ายที่ท่านรอดมาได้ เพราะว่าไปถามท่านที่บ้านหนองแซง “ฮ่วย ! หลวงปู่คงจะได้ดี”ท่านก็บอกผมว่า ได้อาจารย์มหาบัวท่านไปทางนิมิต ไปยืนด่าที่ถํ้าจันทน์ว่า “ทําทุกวันนี้ผิด ขอให้พรุ่งนี้ลุกขึ้นมาบิณฑบาตฉันข้าว” พอดีลุกขึ้น แล้วก็ไปฉันข้าว ได้เข้าที่ ทีนี้อาจารย์จวนก็เลยรีบเอาท่านลงเรือ กลัวจะมาเป็นแบบนั้นอีกอยู่ที่ถํ้าจันทน์ เดี๋ยวพวกญาติโยมที่เคารพจะ “วู้ ! ไม่ดูแลพระผู้ใหญ่” ท่านอาจารย์ก็กลัวจะเสียชื่อ”
ท่านพระอาจารย์จวนปฏิบัติต่อหลวงปู่บัวละเอียดที่สุด
พระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม แห่งวัดป่าสามัคคีอุปถัมภ์ อําเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์จวนปฏิบัติต่อหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เมื่อคราวที่หลวงปู่บัวเกิดนิมิตความตายแล้วสั่งทําโลงศพไว้ให้ท่าน ดังนี้
“พระกราบเรียนถามหลวงปู่ทองพูลอีกว่า “ไปกับหลวงปู่จวน หลวงพ่อสนิทใจ คือ ลงใจกันมากเพียงใด ?”
หลวงปู่ทองพูลกล่าวว่า “เราสนิทใจและลงใจในสัมมาปฏิบัติของท่านเป็นที่สุด ท่านเป็นผู้ละเอียดลออทุกด้านทุกทาง ทั้งกิจนอกการใน หาข้อบกพร่องต่อพระธรรมวินัยไม่มีเลย พูดได้เต็มปากว่า “ท่านเป็นพระผู้ละเอียดที่สุดองค์หนึ่ง” ท่านไม่พูดอะไรง่ายๆ” ผมจะขอยกตัวอย่างและเล่าให้ฟัง
“กาลครั้งหนึ่ง หลวงปู่บัว หนองแซง ป่วยเป็นไข้มาลาเรียอย่างหนักอยู่ที่ถํ้าจันทน์ ท่านกล่าวว่า “เราได้พิจารณาละเอียดแล้วคราวนี้ชีวิตของเราไม่รอด”
หลวงปู่จวนท่านกล่าวขึ้นว่า “รอดไม่รอด… หลวงปู่ก็อย่ารีบพูด แล้วแต่มันจะเป็นเถอะ”
“เราได้พิจารณาละเอียดแล้ว เราต้องตายคราวนี้” แล้วหลวงปู่บัวท่านจึงสั่งให้ญาติโยมเตรียมเลื่อยไม้มะม่วงป่าไว้ เจาะไว้สําหรับทําหีบศพให้ท่าน
หลวงปู่จวน ท่านคัดค้าน “อย่ารีบทํา หลวงปู่ มันไม่งาม ยังไงเดี๋ยวพวกผมจะจัดการให้เอง”
“เราพิจารณาละเอียดแล้ว” หลวงปู่บัวท่านพูดยํ้าๆ หลวงปู่จวนท่านพิจารณาแล้ว ท่านก็ห้ามๆ ห้ามไม่ให้ท่านพูด จากนั้นพวกชาวบ้านก็พากันตัดไม้มะม่วงไว้ โดยใช้ขวานสับให้เป็นลักษณะโลงศพแบบคนจีน (โลงจําปา)
หลวงปู่จวนสั่งให้หมอประพักตร์ เอายาโรคไข้มาลาเรียไปผสมนํ้า แล้วต้มข้าวอ่อนให้ฉันก่อนหน้านี้ท่านฉันอะไรก็ไม่ได้เลย ฉันเข้าไปเท่าใด อาเจียนออกมาเท่านั้น
วันหนึ่งลงปาฏิโมกข์ หลวงปู่จวน ท่านกล่าวกับหลวงปู่บัวว่า “บ่ถึงคราว บ่เป็นหยังดอก(ไม่ถึงคราว ไม่เป็นอะไรหรอก) หมอเอายาให้กิน ค่อยซึมไปทีละน้อย มันไปทําลายเชื้อมาลาเรีย” จากนั้นองค์ท่านก็ดีขึ้นเป็นลําดับ อยากกินนั่นกินนี่ ดีขึ้น มีเรี่ยวแรงขึ้นมา หามใส่แคร่ไม้ไผ่มาลงเรือบ้านอาฮง เอาขึ้นมาวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี นําท่านมาให้หมอในเมืองรักษา หลังจากหามท่านไปลงเรือแล้ว หลวงปู่จวนก็ให้ญาติโยมเอาไม้มะม่วงที่ท่านทําโลงศพเอาไว้ เอาไปเผาไฟไม่ให้เหลือซากเลย ท่านบอกว่าอายเขา อย่าให้คนมาเห็น
ที่ว่าหลวงปู่จวนเป็นผู้ละเอียด คือท่านรู้ว่าหลวงปู่บัวจะยังไม่ตาย แต่ท่านไม่พูดมาก ท่านไม่พูดแซงหน้าแซงหลังผู้ใหญ่ มันเป็นหน้าที่ของลูกเต้าเหล่าหลานเหลน หน้าที่ของพระที่จะต้องดูแลหลวงปู่บัวให้ดี
ในกาลต่อมาหลวงปู่บัวท่านก็กล่าวว่า “ถ้าเราไม่ได้อาจารย์จวน เราคงจะหลงไปเหมือนกัน”
ต่อนั้นมาท่านหายดีแล้ว เราและคณะจึงไปคารวะท่านที่วัดป่าหนองแซง ไปนอนกับท่านคืนหนึ่ง ท่านกล่าวกับเราว่า “โอ้ย ! ถ้าเราไม่ได้กินยาหมอประพักตร์ลูกศิษย์ของเจ้า ทองพูลเอ้ย !เราก็คงตายไปแล้ว นี่เพราะได้กินยาของพวกหมอ จากลูกศิษย์ลูกหาเอามาถวาย เราจึงรอดตาย”
ฤดูแล้งปี พ.ศ. ๒๕๐๓ หลวงปู่บุญจันทร์พบท่านพระอาจารย์จวน
การสนทนาธรรมตามหลักสัลเลขธรรม ทําให้พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ทราบสถานที่สัปปายะ กรณีถํ้าจันทน์ที่ท่านพระอาจารย์จวนไปบุกเบิกก็เช่นกัน จึงมีครูบาอาจารย์แวะเวียนไปเสมอๆ เช่น หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล แห่งวัดป่าสันติกาวาส อําเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี ท่านเป็นพระศิษย์องค์สําคัญองค์หนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ที่เคร่งครัดในธุดงควัตร ท่านชอบออกเดินธุดงค์ และท่านได้พบท่านพระอาจารย์จวนที่ถํ้าจันทน์ โดยประวัติหลวงปู่บุญจันทร์ บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในฤดูแล้ง พ.ศ. ๒๕๐๓ นี้ หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ได้ไปวิเวกที่ดงศรีชมภู อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย โดยออกจากวัดป่าสันติกาวาส อําเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี ทั้งเดิน ทั้งอาศัยรถพ่อค้าข้าวไปถึงอําเภอวานรนิวาส พักค้างคืนกับหลวงปู่แตงอ่อน กลฺยาณธมฺโม ที่วัดป่าวานรนิวาส (ปัจจุบัน คือ วัดธรรมนิเวศวนาราม) ๑ คืน แล้วก็เดินทางด้วยเท้าต่อไปที่ ดานม้าแล่น บ้านนาคํา อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันเป็นวัดป่าดานศรีสําราญ บ้านนาคํา อําเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคาย)
เมื่อพักอยู่ดานม้าแล่นพอสมควรแล้ว จึงเที่ยววิเวกต่อไปที่ถํ้าจันทน์ หลวงปู่บุญจันทร์ กมโลได้พบกับพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระอาจารย์คําบุ ธมฺมธโร และ พระอาจารย์สีลา อินฺทวํโสที่ถํ้าจันทน์นี้ สําหรับพระอาจารย์สีลานั้นเป็นคนอําเภอพนมไพรด้วยกัน
หลวงปู่เล่าว่าที่ถํ้าจันทน์อากาศดี แต่พอพักอยู่ไม่นาน หลวงปู่จับไข้ จึงได้ออกจากถํ้าจันทน์ทั้งไข้ทั้งเดินมากับโยมพั้ว จนมาถึงทุ่งบ้านหนองตอ จึงมีเหงื่อออก เอามือลูบตามแขนตามตัว เห็นเยื่อบางๆ ลอกออกเป็นแผ่นๆ จึงรู้ว่าอากาศที่ถํ้าจันทน์ ทําให้เกิดเป็นแผ่นปิดขุมขน จึงทําให้เป็นไข้ เพราะไม่มีเหงื่อออก หลวงปู่กลับมาพักที่ดานม้าแล่นระยะหนึ่ง ก็เดินทางกลับวัดป่าสันติกาวาส”
พรรษา ๑๘ พ.ศ. ๒๕๐๓ จําพรรษาที่ถํ้าจันทน์ ถูกป้ายสีว่าเป็นพระคอมมิวนิสต์
เรื่องการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีอันเป็นโลกธรรม ๘ มีมาแต่ครั้งพุทธกาล องค์พระบรมศาสดาถูกโลกธรรม ๘ มากระทบมากที่สุด พระองค์ทรงสั่งสอนพระสาวกเมื่อถูกโลกธรรม ๘ มากระทบให้อดทนอดกลั้นโดยยึดพระองค์เป็นคติแบบอย่าง ในครั้งกึ่งพุทธกาลสมัยที่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ออกเที่ยวธุดงค์ตามป่าตามเขา เพื่อบุกเบิกฟื้นฟูธุดงควัตรใหม่ๆ นั้น พ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสองถูกต่อต้านขับไล่อย่างหนัก ทั้งถูกกลั่นแกล้งนานัปการจากพระฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย กรณีของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็เช่นเดียวกัน โดยท่านพระอาจารย์จวน ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ขณะที่อยู่ถํ้าจันทน์นั้นมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ คือเรื่องนี้พวกข้าราชการและพระฝ่ายตรงกันข้าม เขายุแหย่ติฉินนินทาใส่ร้ายป้ายสีว่า เป็นพระคอมมิวนิสต์หรือหัวหน้าคอมมิวนิสต์ เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนก็ตื่นเต้นกันไป
วันหนึ่งข้าพเจ้าออกเดินทางจากถํ้าจันทน์ จะไปวิเวกที่ภูวัว ผู้กํากับการอุดรธานีวิทยุสั่งให้พวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาชายแดนประจําอําเภอบึงกาฬ สกัดติดตามข้าพเจ้า หวังจะฆ่าให้ตายนั่นเอง ทีนี้มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งติดตามไปด้วย แต่ไม่ทันข้าพเจ้า เมื่อไม่ทันข้าพเจ้า เขาก็เลยกลับ ภายหลังเขามาเล่าสู่ฟังว่า คือเจ้าหน้าที่คนติดตามฆ่านั่นเองเล่าสู่ฟังว่า “ผมนี่เองเป็นผู้ติดตามอาจารย์ หวังจะฆ่าอาจารย์ให้ตายที่กลางทาง แต่ไม่ทันอาจารย์” ข้าพเจ้าถามว่า “ฆ่าเพราะเหตุอะไร ?” “เพราะเหตุว่าผู้กํากับการอุดรฯ สั่งมาทางวิทยุ ให้ผมติดตามฆ่าอาจารย์” ดังนี้
ทีนี้เมื่อข้าพเจ้าได้ลงจากภูวัวมาพักที่ภูกระแต อําเภอบึงกาฬ กับพระครูหนูพูล (หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม) ในขณะที่พักตอนกลางคืน เจ้าหน้าที่ ๔ คน นายตํารวจ ทหาร เข้ามาหาข้าพเจ้าแล้วเขาก็พูดว่า “ที่ผมมานี้ได้รับคําสั่งจากผู้กํากับการอุดรฯ ให้พวกผมมาสืบอาจารย์ว่าเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์ เขามีความสงสัย อาจารย์เป็นจริงไหม ?” เขาพูดขึ้น
แล้วอาตมาก็ย้อนถามเขาว่า “สําหรับคอมมิวนิสต์เป็นอย่างไร ?”
เขาตอบว่า “พวกคอมมิวนิสต์เขาไม่มีศาสนา ไม่นับถือทุกศาสนา ไม่ให้มีคนทุกข์ ไม่ให้มีคนมี ให้มีเสมอกัน ส่วนสมบัติไม่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของตน ให้เป็นของส่วนกลาง” ดังนี้
แล้วข้าพเจ้าย้อนถามเขาว่า “คอมมิวนิสต์เขานุ่งอย่างไร ? เขากินอย่างไร ? ลูกเมียเขามีไหม ?”
เขาว่า “มี เขานุ่งกางเกง นุ่งธรรมดาชาวโลกเขา ลูกเมียเขาก็มี เขาก็กินอาหาร”
“กินวันหนึ่งเท่าไหร่ ?”
“๓ มื้อ ๓ หน” เขาว่า
“แล้วเขามีโกนผมไหม ?”
“ไม่มี”
อ้อ ! ข้าพเจ้าได้ตอบเขาว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้คอมมิวนิสต์มันมีลูกมีเมีย นุ่งเสื้อนุ่งกางเกง กินอาหาร ๓ มื้อ หัวไม่โล้น และมีศาสตราอาวุธนี้ ส่วนอาตมานี้ลูกเมียไม่มี กินข้าวหนเดียว หัวก็โล้นนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ จะหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์อย่างไรได้” นี้พูดกับเจ้าหน้าที่ในขณะนั้น
“ถ้าคอมมิวนิสต์ไม่มีศาสนา ไม่นับถือทุกศาสนาแล้ว แต่อาตมาก็เป็นพระบวชในพระพุทธ ศาสนา ปฏิบัติตามคําสอนของพระพุทธเจ้านี้ ถ้าจะสงสัยว่าพระธุดงคกรรมฐาน ผู้ปฏิบัติอยู่ตามป่าตามเขาเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว จะหาพระที่ไหนในเมืองไทย จะเอาพระที่กินข้าวคํ่าข้าวเย็น มีลูกมีเมียนั้นหรือ จึงชื่อว่าเป็นพระไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ถ้ายังสงสัยว่าพวกอาตมานี้เป็นพระคอมมิวนิสต์แล้ว สมเด็จพระสังฆราชยิ่งเป็นตัวใหญ่เป็นคอมมิวนิสต์ใหญ่ อีกพระพุทธเจ้าก็เป็นปู่คอมมิวนิสต์เท่านั้น คําสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละล้วนกลายเป็นคําสอนลัทธิของคอมมิวนิสต์กันเท่านั้นเอง ไม่มีความหมายใดๆ ในพระพุทธศาสนา” นี้ได้พูดกับเจ้าหน้าที่
“เมื่อเป็นเช่นนี้ก็พวกคุณนี่เอง พวกรัฐบาลนี้เองเป็นตัวคอมมิวนิสต์ใหญ่ มันหาอุบายล้มศาสนา โค่นศาสนาทิ้ง ไม่ต้องสงสัยเลย”
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดสอดขึ้นว่า “โธ่ ! ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้พวกผมตายหมดไม่มีที่พึ่ง” เขาว่าอย่างนั้น
ข้าพเจ้าเลยว่า “ต้องพูดตามความจริง เพราะความจริงเป็นอย่างนี้ ตายหรือไม่ตายก็ไม่รู้แหละ นี้อย่าไปสงสัยพระธุดงคกรรมฐานเลย”
เรื่องที่ท่านพระอาจารย์จวนถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์ ในประวัติหลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ในสมัย หลวงปู่จวน และ หลวงปู่ทองพูล มาอยู่ในเขตอําเภอบึงกาฬใหม่ๆ ยังมีผู้เข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องนี้อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ ข้าราชการ ประชาชน ยังมองการประพฤติปฏิบัติของท่านทั้งสองเป็นนักบวชต่างดาว (แปลกประหลาด) พระสงฆ์บางท่านถามโยมที่มาส่งภัตตาหารที่วัดว่า
“พระพวกนั้นพากันทําอะไร อยู่อย่างบิ้ง (แมงมุมยักษ์) อย่างอีเจีย (ค้างคาว) รึ พ่อออก แม่ออก”
อยู่อย่างค้างคาว เอาเท้าห้อยกิ่งไม้หรือหน้าผา ที่พูดอย่างนี้แสดงว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจเรื่องราวของนักบวชว่า มีจุดมุ่งหมายความเป็นอยู่อย่างไร แม้จะเรียนก็เรียนอย่างอื่น รู้อย่างอื่น หรือเรียนและรู้สิ่งเดียวกัน แต่ไม่รู้เรื่องกัน เพื่อเป็นการศึกษา ไม่ใช่เรียนเพื่อนินทาว่าร้ายใคร”
ที่มาของการถูกป้ายสีเป็นคอมมิวนิสต์
ปัญหาภัยจากการคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นภัยร้ายสําคัญที่สุดที่สั่นคลอนความมั่นคงของประเทศชาติ ช่วงต้นทศวรรษที่ ๒๕๐๐ การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รุนแรงมาก ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนามเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายโลกเสรีกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ มีการขยายอุดมการณ์เข้ามาในประเทศลาว กัมพูชา และประเทศไทยต่างประสบปัญหาการแทรกซึมของขบวนการนี้ เฉพาะประเทศไทยครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดความรุนแรงถึงระดับปะทะกัน ต้องใช้กําลังกองทัพปราบปราม ซึ่งกินเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษ
ในช่วงระยะเวลานั้น เป็นช่วงของการปกครองแบบเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ต่อด้วยจอมพลถนอม กิตติขจร ภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าเป็น“ยุคมืด” นั้น ภายใต้กฎอัยการศึก พระสงฆ์ที่ไม่ทําตามนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะอยู่ในเมือง หรือชนบท หรือเป็นพระธุดงค์ และไม่ว่าจะเป็นพระนิกายใดก็มีโอกาสจะถูกคุกคาม ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์และถูกคุมขังโดยไม่มีการไต่สวน
พระสงฆ์อีสานจํานวนหนึ่งที่ถูกอํานาจรัฐคุกคาม พระสงฆ์เหล่านี้เป็นพระธุดงค์ที่ปฏิบัติธรรมตามป่าเขา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของประเทศ พระธุดงค์ที่จะกล่าวถึงเป็นท่านแรก คือ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านได้เดินทางไปยังถํ้าจันทน์ อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย เพื่อปฏิบัติธรรม บริเวณถํ้าที่ท่านปฏิบัติธรรมเป็นที่ที่ไม่มีหมู่บ้านตั้งอยู่ท่านพระอาจารย์จวนต้องอาศัยนํ้าและผักป่าเป็นอาหาร เมื่อชาวบ้านซึ่งอยู่ห่างไกลจากสถานที่ที่ท่านปฏิบัติธรรมอยู่ทราบข่าวว่า มีพระธุดงค์ยอมอดอาหารเพื่อปฏิบัติธรรม ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงนําข้าวปลาอาหารมาถวายสัปดาห์ละครั้ง
ท่านพระอาจารย์จวน ท่านปฏิบัติธรรมอยู่ถํ้าจันทน์จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เมื่อความนิยมในหมู่ชาวบ้านต่อตัวท่านเพิ่มขึ้น ได้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐและพระซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับท่านกล่าวหาว่า ท่านเป็นผู้นําของคอมมิวนิสต์ ทางการไม่เพียงแต่กล่าวหาเท่านั้น หากยังคุกคามท่านอีกด้วย วันหนึ่งขณะที่ท่านเดินทางจากถํ้าจันทน์ไปยังภูวัว ซึ่งอยู่ในอําเภอบึงกาฬเช่นเดียวกัน ได้มีตํารวจตระเวนชายแดน (ตชด.) สะกดรอยท่าน ท่านพระอาจารย์จวนสงสัยว่า ตชด. เหล่านั้นคงได้รับคําสั่งให้มาสังหารท่าน อาศัยความเชี่ยวชาญในภูมิประเทศ ท่านจึงสามารถสลัดพ้นจากการติดตามได้ ในเวลาต่อมา หลังจากที่ท่านพระอาจารย์จวนได้ย้ายไปยังภูกระแต ได้มี ตชด. มาสอบสวนว่าท่านเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่
นอกจากท่านพระอาจารย์จวนแล้วยังมีพระธุดงค์รูปอื่นๆ อีกที่ถูกทางการคุกคาม ท่านพระอาจารย์เพ็ง เตชพโล ซึ่งปฏิบัติธรรมที่ภูสิงห์น้อยในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้ถูกทหารสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่โดยอ้างว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะมีกองกําลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ทําการเคลื่อนไหวอยู่ที่ภูสิงห์ใหญ่ ซึ่งอยู่ในเทือกเขาเดียวกัน
หลังจากที่ท่านพระอาจารย์เพ็งย้ายออกจากสถานที่ปฏิบัติธรรมของท่านแล้ว ทหารได้ทําลายทุกสิ่งทุกอย่างในวัด พวกเขาเผากุฏิ ทําลายต้นลําไย มะม่วง มะพร้าว มะนาว มะละกอ กล้วย รวมทั้งพริก มะเขือ ตะไคร้ที่ชาวบ้านช่วยกันปลูกไว้รอบๆ วัดจนหมดสิ้น บ่อนํ้าของวัดก็ถูกถมทําลายนอกจากนี้ทหารยังเผาสบง จีวร หนังสือธรรม และเผารูปของพระพุทธเจ้าด้วย
การปฏิบัติธรรมของพระธุดงค์ในป่าแถบสกลนครก็ประสบปัญหาคล้ายกัน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ซึ่งปฏิบัติธรรมที่ภูเหล็กอันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพานในอําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ถูกเจ้าหน้าที่ของทางการสงสัยว่าเป็นผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ โดยท่านได้ใช้สํานักในป่าของท่านเป็นแหล่งสนับสนุนกองกําลังติดอาวุธของ พคท. ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ท่านพระอาจารย์วันและสานุศิษย์ของท่านถูกทหารระดมยิงขณะเดินทางกลับจากการทําพิธีในหมู่บ้าน แต่ท่านและพระรูปอื่นๆ ก็เดินทางต่อไปจนถึงสํานักในป่า
การที่พระธุดงค์อย่างเช่น ท่านพระอาจารย์วัน และ ท่านพระอาจารย์จวนถูกทางการเพ่งเล็ง ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นเพราะว่าสถานที่ปฏิบัติธรรมของพวกท่านอยู่ในเขตป่าเขาที่มีการเคลื่อนไหวของ พคท. นอกจากนี้ยังเป็นเพราะมีชาวนาจากบ้านเกิดของพระธุดงค์เหล่านั้น หรือจากหมู่บ้านที่อยู่ในบริเวณที่สํานักของพวกท่านตั้งอยู่ได้เข้าร่วมต่อสู้กับ พคท. ที่สําคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พระธุดงค์เหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะว่าพวกท่านเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวบ้าน เนื่องจากได้ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านในการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ด้วยความจริงใจ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตํารวจ หรือ พลเรือน กลับไม่ได้รับความเชื่อถือจากชาวบ้าน เพราะพวกเขาต่างก็ดูถูกเหยียดหยามและเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน
หลวงปู่บัวชมท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“นี้ขอย้อนกล่าวสมัยที่อยู่ถํ้าจันทน์เพื่อให้ประวัตินี้บริบูรณ์ตามเป็นจริง
คือว่าสมัยที่อยู่ถํ้าจันทน์ร่วมกับหลวงปู่บัวนั้น ได้สนทนาธรรมะเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน และท่านหลวงปู่ท่านก็นําไปพิจารณา จากนั้นใกล้เข้าพรรษา ท่านหลวงปู่ก็กลับสํานักเดิม คือ วัดบ้านหนองแซง นั่นเอง และภายหลังท่านได้พิจารณาตามธัมมสากัจฉาฯ สนทนาซึ่งกันและกัน ท่านว่าท่านได้กําลังมากที่สุด และตามข่าวที่พระลูกศิษย์ของท่านมาเล่าให้ฟังว่า “สมัยที่อยู่ถํ้าจันทน์นั้นดีนัก ถ้าไม่ได้ท่านจวนอยู่ร่วมด้วยจะเสียเลย” ดังนั้น และก็ชมเชยในธัมมสากัจฉาฯ ซึ่งกันและกัน
ท่านว่า “ท่านหายสงสัยในธรรมะของพระพุทธเจ้า” นี้ลูกศิษย์ท่านได้เล่าให้ฟัง ข้าพเจ้าก็พลอยอนุโมทนาสาธุการยินดีกับท่านด้วย แต่ข้าพเจ้าก็ไม่มีคุณธรรมอะไร ไม่มีภูมิธรรมอะไร ข้าพเจ้าก็เป็นพระปุถุชนคนมีกิเลสหนาปัญญาหยาบธรรมดาๆ หินชาติหินชนของคนเรานี้เอง แต่หากได้จําคําสอนของครูบาอาจารย์ที่ได้ศึกษาและสดับตรับฟังมา ตามตํารับตําราและตามครูบาอาจารย์เท่านั้นมาสนทนากับท่านหลวงปู่ ไม่ใช่สมบัติของข้าพเจ้าเลย”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ธุดงค์เชียงใหม่กับสหธรรมิก
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จําพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด ครั้นออกพรรษาแล้ว ท่านก็ได้เดินทางไปยังวัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าหนองแซง) ตําบลหนองบัวบาน อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ของ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
ครั้นเมื่อพักวัดราษฎรสงเคราะห์ของ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ พอสมควรแล้ว ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เดินทางต่อไปยังวัดถํ้ากลองเพลของ หลวงปู่ขาว อนาลโย ขณะนั้นท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็พักอยู่ที่นั่น”
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มี อายุใกล้เคียงกัน พรรษาก็ใกล้เคียงกัน โดยอายุท่านพระอาจารย์จวนแก่กว่าท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ๔ ปี พรรษาก็มากกว่า ๑ ปี ต่างถูกอัธยาศัยใจคอซึ่งกันและกัน จึงมีความสนิทสนมรักใคร่ชอบพอกันเป็นพิเศษ เป็นคู่สหธรรมิก “เพชรนํ้าหนึ่ง” อีกคู่หนึ่งในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นภูริทตฺโต เช่นเดียวกับคู่ของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม โดยท่านทั้งสองต่างมีพระอุปัชฌาย์องค์เดียวกันคือ ท่านพระครูทัศนวิสุทธิ์ (พระมหาดุสิต เทวิโร) และต่างก็มีพ่อแม่ครูอาจารย์องค์เดียวกัน คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยก่อนที่หลวงปู่มั่นจะมรณภาพ ท่านได้มอบหมายให้หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นผู้อบรมสั่งสอนและแนะนําอุบายการภาวนาให้กับท่านพระอาจารย์จวน ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ภายหลังเสร็จงานถวายเพลิงศพหลวงปู่มั่น ท่านได้ออกติดตามและอยู่ปฏิบัติธรรมกับ องค์หลวงตาพระมหาบัว อย่างใกล้ชิด
ท่านพระอาจารย์จวน กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อท่านรู้จักกันแล้ว ท่านได้สนทนาพูดคุยถูกอัธยาศัยใจคอกันเป็นอย่างดี และต่างก็มีเป้าหมายสูงสุดเดียวกัน คือ บวชเพื่อมรรคผลนิพพาน เพื่อการบรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ในกาลต่อมาท่านได้ไปธุดงค์ด้วยกันและไปมาหาสู่กัน เมื่อมีกิจนิมนต์ในงานสําคัญๆ จะเห็นท่านทั้งสองไปคู่กัน และนั่งเคียงคู่กัน พูดคุยเล่นหยอกล้อกันเสมอๆ เพราะท่านทั้งสองมีความเคารพรักกัน มีความสนิทสนมใกล้ชิดกันนั่นเอง และเมื่อถึงคราวมรณภาพ ท่านทั้งสองก็รับนิมนต์เข้ากรุงเทพฯ ด้วยกัน และมรณภาพพร้อมกัน เพราะอุบัติเหตุเครื่องบินตก ซึ่งภายหลังงานพระราชทานเพลิงศพ อัฐิท่านทั้งสองได้กลายเป็นพระธาตุด้วยกัน
วิเวกจังหวัดเชียงใหม่
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกเหตุการณ์ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองออกเที่ยววิเวกจังหวัดเชียงใหม่ครั้งแรกร่วมกับสหธรรมิก และมีเรื่องขบขัน ดังนี้
“เมื่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทองพบท่านพระอาจารย์จวนแล้ว ก็เลยชวนกันไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ที่ไปด้วยกันมีท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย หลวงพ่อไท (ชาวอําเภอนครไท จังหวัดพิษณุโลก) และสามเณรอีก ๑ องค์ชื่อ สามเณรคําสี
ทีแรกท่านก็ได้นั่งรถ ต่อเมื่อหมดค่ารถแล้วก็เดิน ท่านพูดว่าการเดินทางคราวนี้ลําบากมาก เพราะขึ้นๆ ลงๆ ตามเขาระหว่างเมืองเลยต่อนครไทย เหน็ดเหนื่อยมาก ไม่เหมือนเดินตามที่ราบ และเดินทางจนถึงจังหวัดเชียงใหม่โดยนั่งรถบ้าง เดินบ้าง ส่วนพระอาจารย์อุ่นหล้าเห็นว่ามีครูบาอาจารย์ไปเชียงใหม่ด้วยกันหลายองค์แล้ว จึงขอโอกาสท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ไม่ไปกับคณะ
ก่อนไปเชียงใหม่ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เป็นห่วงพระอุ่นหล้าว่า จะอดๆ อยากๆ และอยู่ไม่ได้ ท่านเลยเอาถุงใส่ด้าย ใส่เข็ม ใส่เศษผ้าให้พระอุ่นหล้าเพื่อใช้ปะชุนผ้า หากผ้าไตรและผ้าบริขารขาด
เมื่อถึงเชียงใหม่แล้วก็ได้ไปดูหลายแห่งและพักอยู่นานพอสมควร ท่านว่าทางเชียงใหม่นี้ไม่เป็นที่สบายของท่าน ท่านก็ได้เดินทางกลับอีสานอีกโดยนั่งรถไฟ ตอนที่นั่งรถไฟกลับท่านก็เล่าเรื่องขบขันให้ฟังว่า มีพระองค์หนึ่งมาคุยด้วย คุยไปหลายเรื่องหลายราว พระองค์นั้นพูดว่า ท่านได้ภาษาทุกภาษา ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองคงจะรําคาญ หรือท่านคิดจะหยอกเล่นก็ไม่ทราบ ก็พูดภาษาอันหนึ่งขึ้นมา สําเนียงเหมือนสําเนียงภาษาญวน แต่คําพูดนั้นองค์ท่านพระอาจารย์เองก็ไม่รู้จัก เป็นภาษาป่า พอตกประโยค ท่านพระอาจารย์จวนก็ขึ้นรับเลย สําเนียงคล้ายๆ กัน โดยที่ไม่ได้นัดกันเอาไว้ เมื่อพูดแล้วก็หน้าตาเฉย พระองค์นั้นมองหน้าเพราะท่านติดภาษาป่า ท่านว่า จ้างมันก็ไม่รู้ดอก แม้แต่เราคนพูดเองยังไม่รู้ ท่านว่า”
หลวงปู่บุญหนา ธมฺมทินฺโน ได้เมตตาเล่าเสริมเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า
“ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง พอขึ้นไปจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ท่านเกิดโรคแพ้อากาศหนาว มีอาการผื่นขึ้นตามลําตัว และมีนํ้าเหลืองไหลออกมา หลังจากที่ได้พักวิเวกในเขตเชียงใหม่ได้นานพอสมควรแล้ว จึงได้พากันกลับภาคอีสานโดยทางรถไฟ จากนั้นได้พากันเข้าพักที่วัดป่าบ้านตาดกันทั้งหมด และได้พบกับหลวงปู่บุญมีที่นั่นด้วย พักได้ระยะหนึ่งเห็นพอสมควรแล้ว หลวงปู่เพียรก็ได้ติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเพื่อไปจําพรรษาที่ห้วยทราย” (บันทึกการสัมภาษณ์หลวงปู่บุญหนา เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒)
อนึ่ง ตามปกติของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านมีความเคารพบูชาในครูบาอาจารย์ที่มีคุณธรรมและมีความอาวุโสกว่า ดังนั้น เมื่อท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและคณะ ขึ้นวิเวกจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้พากันกราบนมัสการหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ที่วัดป่าอรัญญวิเวก และสันนิษฐานว่าได้กราบนมัสการหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่วัดป่าอาจารย์ตื้อด้วย เพราะวัดป่าทั้งสองอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก
โดย หลวงปู่บุญหนา ธมฺมทินฺโน ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า
“ท่าน (หลวงปู่บุญหนา) ได้ไปเที่ยววิเวกแถบอําเภอพร้าว และในวันหนึ่งท่านได้เดินธุดงค์ลงมากราบนมัสการหลวงปู่แหวนที่วัดป่าอรัญญวิเวก อําเภอแม่แตง เมื่อถึงวัดในตอนบ่าย ท่านสังเกต เห็นมีกุฏิอยู่ ๒ หลัง ไม่มีใครอยู่ แต่มีกลดแขวนไว้ จากนั้นไม่นาน ท่านก็ได้พบท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ซึ่งเข้าใจว่าท่านทั้งสองคงเดินจงกรมภาวนาอยู่ในป่าภายในบริเวณวัด”
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนไปวิเวกทางภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ กับหลวงปู่สิงห์ทองและคณะ ท่านเกิดอาการเจ็บหัวเข่า เดินเขาไม่ไหว หลวงปู่สิงห์ทองก็เลยสะพายบาตรให้ท่านนะ”
พรรษา ๑๙ – ๒๐ พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ จําพรรษาที่ถํ้าจันทน์
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อจําพรรษาอยู่ถํ้าจันทน์ได้ ๔ พรรษา แล้วพวกประชาชนก็พากันแตกตื่นเข้าไปตั้งบ้าน เพราะที่ถํ้าจันทน์เป็นที่ทําเลทํามาหากินสะดวกดี เมื่อบ้านได้ตั้งเป็นปึกแผ่นแน่นหนาแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่ามันจะคลุกคลี เลยโยกย้ายออกจากถํ้าจันทน์มาวิเวกที่ภูสิงห์ ส่วนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เล่ามานั้นมีแปลกๆ เช่น เขาใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หรือเป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์นั้น หรือเป็นหัวหน้าก่อการร้ายนั้น มีอยู่ในถํ้าจันทน์ เกิดขึ้นที่ถํ้าจันทน์
ข้าพเจ้าจําพรรษาอยู่ที่ถํ้าจันทน์นี้ถึง ๔ พรรษาเต็ม แต่โดยที่ปีแรกที่ออกมาอยู่ถํ้าจันทน์นั้น เป็นเวลาหลังออกพรรษาที่ ๑๖ ใหม่ๆ ในปี ๒๕๐๑ หลังออกพรรษาก็มาอยู่ถํ้าจันทน์แล้ว และออกไปจากถํ้าจันทน์ก็เมื่อปลายปี ๒๕๐๕ นับจํานวนปีที่อยู่ที่ถํ้าจันทน์จึงเป็นเวลาถึงเกือบ ๕ ปี ได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของถํ้าจันทน์มาก ระยะหลังได้มีประชาชนชาวบ้านพากันแตกตื่นเข้าไปตั้งบ้านเรือนเป็นจํานวนมาก เพราะเห็นว่าถํ้าจันทน์เป็นที่ทําเลทํามาหากินสะดวกดี ทําเลดีเหมาะสําหรับจะทําการเพาะปลูกเป็นอย่างดี นํ้าดีดินดี ที่เคยกลัวเจ้าป่าเจ้าเขา ทํานาทําสวนไม่ได้ผล ว่าผีห้าม ผีหวง ก็ไม่ได้กลัวกันอีก กลับเล่าลือกันว่าเวลานี้ไม่ว่าจะเพาะปลูกอะไรก็อุดมสมบูรณ์ได้ผลดี ผู้คนจึงหลั่งไหลกันเข้ามาจับจองที่ดิน หักร้างถางพงเป็นนา เป็นไร่ ตั้งบ้านเรือนเป็นปึกแผ่นแน่นหนา
จากที่เดิม เมื่อข้าพเจ้าบุกเข้าไปครั้งแรก กลางดงมีบ้านชาวข่า ๒ ครอบครัว สุดท้ายก็มีประชาชนจากที่ใกล้เคียงและจังหวัดอื่นๆ อย่างเช่น ร้อยเอ็ด นครพนม อุบลราชธานี อพยพมาอยู่ด้วยนับเป็นพันๆ คน ข้าพเจ้าได้ให้ตั้งหมู่บ้านกันขึ้นทั้ง ๔ ทิศ ของถํ้าที่ข้าพเจ้าอยู่ เช่น บ้านคําไผ่ บ้านหนองหมู บ้านคลองเค็ม และบ้านโป่งเปือย เป็นต้น เมื่อมีผู้คนมากขึ้น แม้ว่าการบิณฑบาตขบฉันจะสะดวก แต่ข้าพเจ้าก็เห็นว่า บ้านเรือนล้นหลาม มีคนอพยพอยู่อาศัยมาก มันจะเป็นการคลุกคลี ไม่ค่อยสงบ รบกวนต่อการทําสมาธิภาวนา จึงคิดจะโยกย้ายหาที่สงัดวิเวกทําความเพียรต่อไป
ระยะแรกพอชาวบ้านรู้ข่าว ก็จะไม่ยอม ร้องไห้อาลัย ทั้งเกรงว่าต่อไปการเพาะปลูกจะไม่ได้ผล ข้าพเจ้าได้ชี้แจงให้เขาเข้าใจความจําเป็นของพระธุดงคกัมมัฏฐานที่ต้องการความสงัดเงียบ แสวงหาถํ้า หาพลาญหิน หาซอกเขา เงื้อมเขาอันสงบสงัด เป็นที่ทําความเพียร ส่วนที่เกรงว่า การทําไร่นาเพาะปลูกจะไม่ได้ผลสมบูรณ์ ขาดแคลนนํ้าเพราะฝนฟ้าอาจไม่ตกต้องตามฤดูกาล ไม่บริบูรณ์อย่างระยะหลังที่ข้าพเจ้าอยู่ด้วยกัน ข้าพเจ้าก็ขอให้ผู้ที่คงอยู่ช่วยกันตักเตือนซึ่งกันและกัน ให้ยึดมั่นอยู่ในไตรสรณคมน์ ต่อคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อย่าลักขโมยกัน อย่าประพฤติผิดลูกเมียเขา อย่าพูดเท็จ อย่าดื่มเครื่องดองของเมาอันจะทําให้เกิดความประมาท ให้ขาดสติสัมปชัญญะ ถ้าชาวบ้านช่วยกันระมัดระวังให้มีศีลกันเป็นปกติวิสัยแล้ว ไม่ว่าจะอยู่แถบใด ถิ่นใดเมืองใด ประเทศใด ก็จะพากันมีแต่ความร่มเย็น ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องสงสัย
เมื่อพูดจากันเข้าใจแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ออกมาจากถํ้าจันทน์”
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ นี้เอง หลวงปู่ขาน ฐานวโร ท่านเป็นพระศิษย์องค์สําคัญองค์หนึ่งของหลวงปู่ขาว อนาลโย และนับเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์จวน ท่านได้มาอยู่จําพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์จวน ติดต่อกันเป็นเวลา ๒ พรรษา ขณะนั้นหลวงปู่ขานยังเป็นพระหนุ่มมีอายุพรรษา ๔ – ๕ พรรษา ส่วนท่านพระอาจารย์จวนเป็นพระผู้ใหญ่แล้วมีอายุพรรษา ๑๙ – ๒๐ พรรษา โดยประวัติหลวงปู่ขาน ได้บันทึกเรื่องราวท่านทั้งสองไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาน ฐานวโร ท่านได้อยู่จําพรรษาที่วัดป่าแก้วชุมพลในพรรษาที่ ๔ หลังจากนั้นหลวงปู่ได้จาริกไปที่ต่างๆ เช่น ภูกระดึง อุดรธานี หนองคาย โพนพิสัย จนมาจําพรรษาอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ ที่ถํ้าจันทน์ จังหวัดหนองคาย ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ ท่านได้รับอุบายวิธีการปฏิบัติสําหรับขจัดขัดเกลากิเลสจากหลวงปู่จวนมากมายตลอดทั้ง ๒ พรรษา
ในช่วงที่หลวงปู่ขานอยู่ที่ถํ้าจันทน์แห่งนี้ ท่านได้เกิดอาพาธเป็นไข้มาลาเรีย แม้โรคาพาธจะเบียดเบียนท่านอย่างหนักขนาดไหนก็ตาม ท่านก็ไม่ท้อถอยยอมต่อพยาธิภัยเลย เร่งความเพียรด้วยจิตใจอันเด็ดเดี่ยว การประกอบอาจริยวัตรของท่านก็มิขาดตก ถวายการอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่จวนอย่างไม่บกพร่อง “ธมฺมรตนํ โอสถํ อุตฺตมํ วรํ ผู้ปฏิบัติซึ่งธรรมให้เป็นที่พึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นธรรมโอสถอย่างสูง” หลวงปู่ขานท่านได้ใช้ธรรมโอสถเยียวยารักษาธาตุขันธ์จากอาพาธไข้ป่าด้วยความเพียร
สมัยที่อยู่อุปัฏฐากหลวงปู่จวน อยู่ที่ถํ้าจันทน์นั้น ท่านได้ขึ้นไปรับใช้บีบนวดหลวงปู่จวนอยู่บนกุฏิ กระทั่งเวลาเที่ยงคืนเห็นจะได้ หลวงปู่จวนจึงให้ท่านกลับไปพักผ่อน ช่วงที่ท่านเดินลงจากกุฏิ พอดีเป็นช่วงเวลาที่เสือออกมาหากิน จึงเดินมาประจันหน้ากันที่ใต้กุฏิหลวงปู่จวน หลวงปู่ขานท่านเล่าว่า ด้วยความกลัวและทําอะไรไม่ถูก พลันสติจึงบังเกิดขึ้นตักเตือนว่าต้องนั่งสมาธิภาวนา ท่านจึงได้นั่งลงกับพื้นใต้กุฏิ และกําหนดลมหายใจเข้า – ออก ไม่นานจิตก็สงบ รวมเป็นสมาธิแล้วน้อมเข้ามาในกาย พิจารณากายจนท่านได้พบธรรมะอันพระพุทธองค์ทรงบําเพ็ญมาและสอนพระสาวกทั้งหลาย ซึ่งธรรมเหล่านั้นได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจของหลวงปู่เป็นครั้งแรก เมื่อจิตถอนออกมาก็รุ่งเช้าพอดี เสือก็ไม่อยู่แล้ว หลวงปู่ขานท่านอยู่ที่ถํ้าจันทน์ จังหวัดหนองคาย ถึง ๒ พรรษา คือ พรรษา ๕ และ ๖”
นอกจากหลวงปู่ขาน ฐานวโร จะรักษาไข้ป่าด้วยธรรมโอสถแล้ว ยังได้รับการดูแลจากคุณหมอประพักตร์ โดยคุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาน ใครๆ เคยรู้จักหลวงปู่ขาน เดี๋ยวนี้อยู่ที่บ้านเหล่า เชียงราย หลวงปู่ขานก็มาอยู่กับท่านอาจารย์จวนพักหนึ่ง ก่อน ๒๕๐๖ ก่อนท่านอาจารย์จวนจะไปภูกิ่ว หลวงปู่ขานเป็นไข้มาลาเรียป่วยหนัก มานอนป่วยอยู่นี่ ไอ้โรงเดี๋ยวนี้ที่เขาเก็บถ่านล่ะนะ ท่านเป็นไข้มาลาเรียขึ้น ผมก็ไปฉีดยาให้แล้วหาย หายก็เลยผูกพันกันมาทุกวันนี้ หลวงปู่ขาน บ้านเหล่า”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองวิเวกถํ้าจันทน์
ท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ นี้ ท่าน (ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง) จําพรรษาที่บ้านห้วยทราย เมื่อออกพรรษาได้เวลาพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้เดินทางมาอุดรธานีอีก เข้าไปที่วัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าหนองแซง) ของ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
ครั้นพักอยู่ที่วัดราษฎรสงเคราะห์ได้นานพอสมควรแล้ว ท่านได้กราบลาหลวงปู่บัว ท่านพาข้าพเจ้า (พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม) ไปเที่ยววิเวกทางถํ้าจันทน์ อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันเป็นจังหวัดบึงกาฬ) ในระยะนั้นพวกทหารป่า ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) กําลังเริ่มระบาด พวกทหารคอยสอดส่องดูแลอยู่ทุกแห่ง ที่ถํ้าจันทน์แต่ก่อนนั้นยังคงเป็นดงหนาป่าทึบ เมื่อท่านพระอาจารย์จวนไปพักอยู่ที่นั้น ก็ได้มีชาวบ้านพากันอพยพเข้าไปปลูกบ้านบุกเบิกป่า ในระยะนั้นก็มีอยู่ประมาณ ๓๐ – ๔๐ ครอบครัว
วันหนึ่งพอทําข้อวัตรปัดกวาดเสร็จ ก็สรงนํ้าอาบนํ้ากันเสร็จแล้ว ก็รวมกันฉันนํ้าร้อนและพูดคุยกันไปหน่อย ข้าพเจ้า (พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม) จึงออกไปเก็บผ้าอาบนํ้าที่ตากปูไว้กับลานหิน มองเห็นเครื่องบินปีกตัดบินข้ามมาจากฝั่งลาว มองเห็นเครื่องบินลํานั้นเอียงปีกและบินผ่านเข้ามายังวัดถํ้าจันทน์ ข้าพเจ้าก็เลยกวักมือใส่เครื่องบินลํานั้น คงจะเป็นเครื่องบินลาดตระเวน พอเครื่องบินลํานั้นเห็นก็เลยบินวนบินเวียนอยู่นั่น เขาคงผิดสังเกต คงจะเข้าใจว่าเป็นทัพของพวก ผกค. จึงได้บินอย่างนั้น บินเวียนอยู่จนมืด ได้ประมาณทุ่มเศษๆ แล้วค่อยหนี
ท่านพระอาจารย์จวนก็ได้ใช้ไฟฉาย ๒ กระบอกส่องขึ้นเครื่องบินแล้วเต้นล้อ เครื่องบินยิ่งวนเวียนกันใหญ่ไปทางทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก คิดดูธรรมดาแล้ว มันก็บ้าทั้ง ๒ ทางนะ ทั้งทางอากาศและทางดิน พวกเราไม่กลัว เพราะพวกเราไม่มีอะไรนี่ ดีเขาไม่ยิงปืนลงมาใส่ ถ้าเขายิงปืนลงมาก็จะกลัวอยู่แหละ เพราะลูกปืนมันไม่ใช่ญาติพี่น้องของใคร”
พระอรหันต์ท่านหยอกเล่นกัน เพราะท่านรักกันมาก
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง กับ ท่านพระอาจารย์จวน เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่รักกันมาก เวลาท่านเจอกัน ท่านจะหยอกเล่นกัน โดย ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“วงกรรมฐานนะ วงกรรมฐาน เห็นไหม ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ หลวงตาท่านบอกว่าในวงกรรมฐานเขารู้กันก่อน ในวงกรรมฐาน ในวงพระ ในวงผู้ที่ปฏิบัติเขาจะรู้กันก่อนว่าใครมีจริงและใครไม่มีจริง แล้วถ้าคนเขามีจริงกับมีจริงเขาจะถนอมรักษากัน เช่น หลวงปู่จวนกับอาจารย์สิงห์ทอง ท่านเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ อาจารย์สิงห์ทองเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่จวนก็เป็นพระอรหันต์
เวลาท่านเจอกัน ท่านรักกันมาก เวลาท่านรักกันมาก ท่านจะเล่นกัน ท่านจะหยอกกันทุกคนเห็นแล้วตกใจ เวลาเล่นกันนะ อย่างเช่น หลวงปู่จวนหรืออาจารย์สิงห์ทองเป็นผู้แจกอาหารอยู่ นี่อาจารย์จวนหรือหลวงปู่จวนนั่งอยู่ ท่านใช้ปากคาบจีวรดึงไว้เลย ท่านเล่นกัน ท่านหยอกกันขณะที่แจกอาหารกัน นี้คือพระอรหันต์กับพระอรหันต์ท่านหยอกเล่นกัน เพราะ เพราะท่านรักกันมาก นี่ท่านรักกันมาก ท่านเล่นกัน ท่านสนิทชิดเชื้อกัน ท่านจะระลึกถึงกันตลอดเวลา นั้นคือว่าคนที่เป็นธรรมกับคนที่เป็นธรรม เขาจะรักกัน ลงกันในหัวใจอันลึกๆ นี่ท่านถนอมรักษากัน เขาจะรู้กันในวงของกรรมฐาน”
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองแกล้งท่านพระอาจารย์จวนไว้ดังนี้
“ครั้งหนึ่งท่านไปธุดงค์กัน หรือไปอยู่ที่วัดไหนวัดหนึ่งน่ะ แล้วท่านอาจารย์จวนก็อยู่ชั้นล่าง กุฏิมันเป็นสองชั้น แล้วท่านอาจารย์สิงห์ทองก็อยู่ชั้นบน แล้วท่านก็เช็ดกุฏิท่าน เช็ดกุฏิท่านแทนที่ท่านจะเอานํ้าลงมาทิ้งทางบันได ท่านสาดทางหน้าต่าง เชื่อว่าท่านเจตนา
ท่านเห็นท่านอาจารย์จวนเดินอยู่ที่ถนนน่ะ ท่านสาดลงมา ท่านอาจารย์จวนก็เปียกหมดทั้งตัวเลยนะ แต่แทนที่ท่านอาจารย์จวนจะร้อง กลายเป็นท่านอาจารย์สิงห์ทองที่สาดลงมาแล้วก็ร้องโวยวาย ทุกคนก็นึกว่าตาย ท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นอะไร ท่านบอก “เฮ้อ ! ท่านอาจารย์จวนเดินมา ทําให้ถูกนํ้าที่ท่านจะทิ้งน่ะ สาดลงมา” เป็นนํ้าเช็ดกุฏิน่ะๆ ท่านแกล้งแต่ท่านบอกว่า ท่านไม่เห็น”
“แล้วมีอีกตอนหนึ่ง คือปกติพอถึงวันเกิดหลวงปู่ขาวเนี่ย พระทั้งหลายก็จะไป แล้วทีนี้ก็ท่านอาจารย์จวนเนี่ยเป็นองค์อาวุโสที่สุด นั่งเป็นหัวแถวเลย ท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นองค์ที่ ๒ แล้วก็ตอนนั้นท่านหรั่ง (พระอาจารย์มนตรี คณาโสภโณ) ที่วัดถํ้าผาบิ้ง ท่านยังเป็นเณรอยู่ อันนี้ท่านหรั่งเล่าให้พวกเราฟัง ท่านหรั่ง ท่านก็ไม่เข้าใจว่าครูบาอาจารย์เราเนี่ย จริงๆ นะ บริสุทธิ์หมดแล้ว แต่วิธีท่านเล่นกันน่ะ ท่าน…ท่านไม่ได้สนน่ะว่าใครจะว่าไง ท่านอาจารย์จวนก็จัดบาตร ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็จัดบาตร ท่านอาจารย์จวนก็ชูปลาขึ้นมาอวดท่านสิงห์ทอง ท่านสิงห์ทองก็ค้นบ้าง แล้วก็เอาปลาของท่านมาอวด ปรากฏว่าปลาท่านตัวโตกว่าของท่านอาจารย์จวน ท่านอาจารย์จวนก็แบมือขอ ท่านอาจารย์สิงห์ทองก็เลียข้างนี้จบ พลิกเลียอีกข้างหนึ่งจนจบ แล้วก็เอาไปใส่บาตรท่านอาจารย์จวน
แล้วเสร็จแล้ว ท่านหรั่งท่านก็บอกว่า เนี่ยท่านก็ ตอนนั้นท่านยังเป็นเณร ท่านก็บอกว่าโอ๊ย ! ถ้าเกิดท่านเป็นพระผู้ใหญ่แล้วเนี่ยนะ ท่านจะไม่มีวันประพฤติอย่างนี้ ดูซิทําอะไรน่าเกลียดแต่มันน่ารัก
แล้วปลาตัวนั้นท่านอาจารย์จวนก็ฉันด้วย ก็เล่นกันน่ะ แต่ท่านเลียจริงๆ เลียจริงๆ ถ้าเกิดเป็นของที่เหลืออย่างนั้นสิคะเป็นเดน แต่นี่มันเป็นการทําปลาชนิดหนึ่ง ก็ไม่รู้นะว่านํ้าลายติดไหม เพราะท่านหรั่งท่านอยู่ท้ายแถว แต่ท่านเล่า ท่านอาจจะทําท่าเลีย แต่ไม่ถึงกับโดน ไม่รู้นะ แต่ใจเราน่ะเราคิดว่าท่านอาจารย์สิงห์ทองเลียจริงๆ เพราะความซนของท่านอาจารย์สิงห์ทอง”
ร่วมงานครบรอบวันเกิดหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ
หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เป็นหนึ่งในศิษย์อาวุโสองค์สําคัญประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต โดยหลวงปู่พรหมท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่นองค์แรกที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก่อนหมู่คณะ เมื่อถึงงานทําบุญครบรอบวันเกิด ๗๕ ปีของหลวงปู่พรหม เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๐๖ จึงมีพระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นไปร่วมงานสรงนํ้า เพื่อแสดงมุทิตาสักการะกันมาก รวมทั้งท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง พร้อมคณะก็ได้เดินทางไปร่วมงานนี้ โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อพักอยู่ที่ถํ้าจันทน์นานพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้พากันมาทางอําเภอสว่างแดนดิน พร้อมทั้งท่านพระอาจารย์จวน และพระติดตามของท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์ขาน ฐานวโรพอดีเป็นงานสรงนํ้าทําบุญครบรอบวันเกิด ท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ วัดบ้านดงเย็น(วัดประสิทธิธรรม) ตําบลดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี”
ร่วมงานถวายเพลิงศพหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์จวน พร้อมด้วยพระติดตามได้เดินทางไปร่วมงานถวายเพลิงศพ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งกําหนดขึ้นเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ โดยท่านพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม ได้บันทึกไว้ดังนี้
“เมื่อเสร็จงานทําบุญครบรอบวันเกิดท่านพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ แล้ว ก็ได้เดินทางต่อไปยังวัดดอยธรรมเจดีย์ ตําบลตองโขบ อําเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ไปในงานเผาศพของ ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ งานเสร็จแล้วท่านพระอาจารย์จวนและพระติดตาม (พระอาจารย์ขวัญ) ก็ได้เดินทางไปวิเวกแถวอําเภอนาแก ถํ้าตาฮด (ถํ้าโพธิ์ทอง) ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านกลับบ้านศรีฐาน”
เรื่องเล่าเหตุการณ์จากถํ้าจันทน์สู่ภูสิงห์น้อย
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้
“ทีนี้ระยะนั้นก็พอดีเกิดเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบเท่าไหร่ ทีนี้ท่านอาจารย์จวนที่ท่านอยู่ถํ้าจันทน์นั่น ท่านเป็นพระที่คล้ายๆ ว่าท่านชอบ เรียกว่า ขี้ดื้อ ขณะที่ผมไปหาท่านบ่อยๆ นั่น ท่านกําลังกวาดตาดอยู่ที่พักที่ถํ้าจันทน์ อาจารย์จวนท่านก็สร้างที่ฉันอาหาร ศาลาเล็กนั่น แล้วหลังคามันก็เป็นสังกะสี มันใหม่เนาะ ทีนี้เวลาเรือบินเขาจะบินจากอุดรฯ มาบึงกาฬ เขาก็มาเห็นผิดสังเกต เพราะไม่มีในแผนที่ใช่ไหม ? เขาก็บินวน สมัยนั้นผมอยู่ๆ ผมกําลังช่วยท่านกวาดตาด ทีนี้ท่านอาจารย์จวน ท่านก็เห็นเรือบินบินวน ท่านก็กวาดตาด ผมก็กวาดช่วยท่านอยู่ แล้วท่านก็บอกผมว่า “หมอๆ เรือบินมันหลงทางแล้วนะ”
“ทําไมรู้ล่ะ อาจารย์ ?”
“ก็มันบินหลายรอบแล้ว”
“ไม่ล่ะมั้ง อาจารย์”
อาจารย์จวนท่านนึกว่าเรือบินมันหลงทาง ท่านจะเอาไม้ตาดนั่น “กาฬเด้อ กาฬเด้อ (บึงกาฬนะ)” อยู่อย่างนี้เรื่อย
“อาจารย์อย่าทําอย่างนั้นนะ เขาจะนึกว่าทําอาณัติสัญญาณแล้วนะ”
“เฮ้ย ! นี่มันหลงทางจริงๆ”
ทางตํารวจไปรายงานอยู่ที่อุดรฯ บอกว่า ไปพบวัดวัดหนึ่ง ซึ่งไม่มีอยู่ในแผนที่ วัดคําไผ่ทุกวันนี้นี่แหละ เห็นพระให้อาณัติสัญญาณทิ้งของ ทีนี้มันไปเรื่องใหญ่เลยว่าทีนี้ ไปเรื่องคอมมิวนิสต์เลยว่าทีนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าคอมมิวนิสต์คืออะไรทีนี้ อยู่นี่นานจนได้รู้คืออะไร ก็ว่าทีนี้ก็เอ้ ! เริ่มพัวพันกันแล้วทีนี้ ว่าเอ้ ! เราจะทิ้งอาจารย์ดีไหมน้อ เพราะว่าบ้านเมืองเขาก็ว่าอาจารย์ทองพูลนี่ก็องค์หนึ่งล่ะ แล้วก็ผมก็ถูกบัตรสนเท่ห์ว่าไม่ทําอะไร แบกแต่ปืนพาอาจารย์ทองพูลไปหัดยิงเป้า อยู่ในดงศรีชมภูอยู่เรื่อย โอ้ย !ผมก็ถูกเรื่องราว ใหม่ๆ ผมก็เสียใจ มาหาครูบาอาจารย์ว่า “ทําอย่างไรอาจารย์ พวกเรา” ว่างั้นน่ะเลยสัญญากันว่า “พวกเราอย่าทอดอย่าทิ้งกันนะ”
อันนี้แหละครับ ผมถึงว่าผมก็ติดมาตลอดเลย บ้านเมืองก็เพ่งเล็งผมอยู่ว่า “โอ้ ! ผมนี่พาพระไปยิงปืนจริงๆ เหรอ ?” ผมถามอาจารย์ทองพูล ผมก็ไม่เคยพาไปยิงปืนสักที ทีนี้อยู่มาอยู่ไปนานๆ เข้าก็เหตุการณ์มันก็เกิดขึ้นใหม่ๆ เลยซิ บ้านเมืองก็ไม่สงบขึ้นมา ทีนี้มันจะซํ้าร้ายที่สุดก็เพราะว่าเมื่อท่านอาจารย์จวนไปอยู่ที่นั่น อาจารย์ทองพูลก็พาผมไปทุกอาทิตย์ เกิดอดข้าว คือ บ้านคําไผ่ เขามี๓ หลังคาเรือนเท่านั้น บ้านคําไผ่ทุกวันนี้เป็นบ้านใหญ่แล้ว พวกชาวบ้านก็นิมนต์ให้ท่านหนีเพราะว่ามันไม่สามารถจะเลี้ยงพระได้ ก็อดข้าว
พวกผมกับพวกครูคําบาก็เอาข้าวนี่ล่ะ ทุกวันเสาร์เอาไปส่ง ถ้าวันไหนได้นํ้าตาลทรายไปกิโลฯ นี่โอ้ย ! นี่ก็ดีใจแล้วว่า นํ้าตาลทรายแต่ก่อนมันก็หาไม่ยาก แต่ว่ามันเอาไปยาก เพราะว่ามุ่งถวายรับใช้ท่านนี่ นํ้าตาล ๒ กิโลฯ มันก็แย่แล้ว เพราะมันเดินเท่านั้น แต่ก่อนนํ้าปลาก็ไม่ใส่ขวดพลาสติก มันมีเป็นไห ตรานกเขา พวกหาบก็หาบ หาบได้ไหเดียวก็กะจะถึงถํ้าจันทน์
ทีนี้อยู่ไปอยู่มา อยู่ไปอยู่มา ทีนี้อาจารย์จวนก็ต้องการว่าอยากได้ผ้าปู ผ้าขาวๆ ลงอุโบสถอันนี้ท่านบอกผมว่า “หมอเอ้ย !” ว่า “เจ้าอยู่ใกล้ฝั่งลาวเด้อ เจ้าหาร่มชูชีพมาให้เราหน่อย” ร่มนี่ กระโดดร่มนี่แน่ะ ผมเลยถามบอกว่า “จะเอาแบบหนาหรือแบบบาง ถ้าแบบบางมันนี่ ๔๐๐ กว่าบาท ถ้าแบบหนานี่ถูก มันสําหรับทิ้งของ” อาจารย์บอกว่า “เอาแบบหนาเด้อ มันเป็นสี่เหลี่ยมเวลานั่งลงอุโบสถแล้ว” ว่างั้นน่ะ ผมก็สั่งนางทุมมา ทุมมานี่ก็เป็นแม่ค้าข้ามขายฝั่งลาว ก็ส่งไปให้อาจารย์ ทางการไปเห็นร่มเข้าก็ฟ้องไปอีกบอกว่าไปพบผ้าร่มซึ่งทิ้งอาวุธหนัก เอ้า ! ไปนู่นเลยนะทีนี้ เอ้า ! ยากไปอีกผมก็ได้ผ้าทิ้งของทิ้งอาวุธก็จริงอยู่ แต่ว่าเขาว่ามาทิ้งอาวุธที่โรงถํ้าจันทน์
ทีนี้อยู่กันไปนานๆ นานๆ เข้า ทีนี้ก็เมื่อราชการเพ่งเล็งไป ทางบ้านคําไผ่ก็ไม่มีในแผนที่ ก็เลยส่งตํารวจตระเวนชายแดนมาอยู่ทุกวัน ทีนี้มาอยู่ปั๊บ ใหม่ๆ ก็ประชาชนก็ขึ้นกับอาจารย์จวนอยู่ หนึ่ง… อย่าฆ่าสัตว์ อย่ายิงสัตว์กลางคืน อย่าต้มเหล้า อย่าเล่นการพนัน แต่พอราชการเข้าไปอยู่ปั๊บ ! ก็สอนให้คนคล้ายๆ ไม่เวิร์กๆ มันว่าง ไม่รู้จะทําอะไร ก็ต้มเหล้าบ้าง เล่นไพ่บ้างล่ะทีนี้ อาจารย์ก็ควบคุมไม่อยู่ พวกที่เคยเข้าวัดเข้าวาก็ไม่เข้าล่ะทีนี้ กลางคืนก็ยิงปืน ยิงสัตว์ เพราะมันสัตว์เยอะ ที่ถํ้าจันทน์
ท่านก็เลยว่า “เอ๊ ! อยู่ไปก็เหมือนจะไม่ได้ประโยชน์” ก็เลยถอนตัวออกมา มาพักอยู่ที่นี่มาปรึกษากันว่า “เอาอย่างไรพวกเรา ?”
ผมก็ฝ่ายส่งกําลังบํารุงก็ “เอ้า ! อาจารย์จะไปยังไง มายังไง ?” ว่างั้นล่ะ
“เราจะไปอยู่ภูกิ่ว”
ปี ๒๕๐๖ ภูกิ่วทุกวันนี้ล่ะ “เอ้า ! ไปก็ไปล่ะอาจารย์ แต่ถ้าอาจารย์ไปไกลกว่านั้น ผมไปด้วยไม่ได้นะ ผมเป็นราชการ”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๕ สํารวจภูสิงห์น้อย หรือ ภูกิ่ว
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ภายหลังท่านออกจากถํ้าจันทน์ ท่านได้ชวนหลวงปู่ทองพูลสิริกาโม ขึ้นสํารวจภูสิงห์น้อย หรือ ภูกิ่ว โดยประวัติหลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ดังนี้
“นี้คือจิตสงบครั้งแรกของเรา หมดความลังเลสงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์โดยประการทั้งปวง จิตมั่นคงเชื่อแน่ไม่แปรผัน จิตของเราได้กําลังมาตั้งแต่ครั้งนั้น คือคราวที่ปฏิบัติที่วัดถํ้าขาม เราก็รักษามาได้โดยตลอด
พระกราบเรียนถามท่านว่า “หลวงพ่อ จิตของหลวงพ่อไปได้หลักใจอันสําคัญที่ไหนอีกนอกจากวัดถํ้าขามแล้ว หลวงพ่อโปรดเมตตาเล่าให้พวกข้าน้อยฟังด้วยเถิด ?”
ท่านเมตตาตอบว่า “ต่อมาได้หลักใจอันสําคัญยิ่งขึ้นไปอีกที่ภูสิงห์น้อย หรือภูกิ่ว คราวนั้นหลังออกพรรษา หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านออกจากถํ้าจันทน์ ท่านจึงมาชวนเราดูทําเลแถวภูกิ่ว ภูกิ่วนี้อยู่เลยภูทอกไป ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดบึงกาฬ เป็นภูเขาลูกย่อมๆ ระหว่างภูสิงห์ใหญ่และภูทอกใหญ่ (ภูแจ่มจํารัส) เขาลูกนี้เรียกชื่อว่า ภูสิงห์น้อย หรือภูกิ่ว ตามลักษณะคอดกิ่วของภูเขานั้น ยังเป็นป่าที่รกมาก มีเงื้อมหินอันสงบสงัด มีนํ้าซับตามธรรมชาติ มันมีทางเดินลัดมา ลัดออกจากนาสะแบงมาภูกิ่วขึ้นถึงภูวัวได้แต่ก่อน
ขึ้นไปวันแรก ฝนก็ตกตั้งแต่หัวคํ่า ฟ้ามืดลมแรง ไม่มีที่ไป ไม่มีอันใดเป็นที่พึ่ง มีแต่พระธรรมและมีเพียงหญ้าคาเพียง ๓ ไพ (อัน) พอได้คุ้มหัวเราพอ ๒ องค์ จึงเอาหญ้าคามุงเป็นกระท่อม ตัวนี้เปียกปอนไปทั้งหมดเหลือแต่ศีรษะ ลมแรง อากาศเย็นจนสะท้านสั่นเทา เพราะเป็นฤดูหนาว มีวิธีเดียวนั่งสมาธิหันหลังชนกันกับท่าน เอาของยัดลงใส่ในบาตร ต่างคนต่างนั่ง เหมือนประหนึ่งว่าอยู่องค์เดียวในโลก ทั้งๆ ที่นั่งหลังชนกัน พิจารณาน้อมทุกขเวทนาทั้งหลายทั้งมวล และความเกิดอันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ทั้งสิ้น จิตรวมใหญ่เป็นที่อัศจรรย์ทั้ง ๒ องค์ พอออกจากสมาธิก็สว่างออกบิณฑบาตพอดี ท่านยํ้าสอนลูกศิษย์ว่า “เวลาจะได้ธรรม มันย่อมได้สถานที่ในเช่นนี้ จะว่ายากก็ไม่ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย มัชฌิมาเป็นทางสายกลาง” ภายหลังจึงได้ปลูกเสนาสนะหลังย่อมๆ อยู่เป็นการชั่วคราว”
ต่อมาท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้ปฏิบัติธรรมที่ภูสิงห์น้อย โดยท่านได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ข้าพเจ้าได้ออกมาจากถํ้าจันทน์แต่ในปี ๒๕๐๕ มุ่งหน้ามายังเขาภูสิงห์ ในเขตอําเภอบึงกาฬ เมื่อข้าพเจ้าได้มาถึงภูสิงห์แล้ว ก็ให้โยมพาตรวจดูสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเขาลูกย่อมๆ อยู่ระหว่างเขาภูสิงห์ใหญ่ และภูทอกใหญ่ เรียกกันว่า ภูสิงห์น้อย หรือภูกิ่ว ซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะของเขาเพราะอยู่ระหว่างแนวเขาใหญ่ ๒ ลูกซึ่งคอดกิ่วมาต่อเชื่อมกัน ภูสิงห์น้อยนี้อยู่ตรงกลาง อันมีลักษณะคอดกิ่วจึงกลายเป็นภูกิ่วอีกชื่อหนึ่ง เห็นว่าสถานที่นั้นเป็นที่พอที่จะหลบหลีกปลีกตัวซุกซ่อนวิเวกอยู่ได้ เพราะมีนํ้าซับอยู่ที่นั้น มีแอ่งนํ้าเป็นซับธรรมชาติไม่ขาดตลอดฤดู จึงตกลงได้วิเวกอยู่ที่ภูสิงห์
ไปอยู่ทีแรกอาศัยตามร่มไม้ นอนตามร่มไม้ โดยมาตั้งต้นปักกลดอยู่ใต้ต้นไม้ และคุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา สมัยนั้นมาประจําอยู่ที่อนามัยบึงกาฬติดตามไปด้วย ไปนอนอยู่ร่มไม้ด้วยกัน และในภูสิงห์นี้วิเวกสงบสงัดดี ทําความเพียรดีมาก
เมื่อแรกมาถึงภูสิงห์น้อยนั้น ปรากฏว่ายังเป็นป่ารกชัฏ ต้องป่ายปีนตัดเถาวัลย์ขึ้นไปบนเขาแต่โดยที่พอมีถํ้ามีเงื้อมหินอันสงัด มีนํ้าซับตามธรรมชาติ นํ้าดี นํ้าสะอาด และนํ้ามีรสอร่อยดี ก็เลยพากันปลูกเสนาสนะหลังย่อมๆ อยู่ชั่วคราว โดยอาศัยญาติโยมจากบ้านนาสะแบงบ้าง บ้านนาคําภูบ้าง มายกกระต๊อบอยู่ ปลูกเสนาสนะเป็นหย่อมๆ พากันอาศัยทําความพากความเพียรอยู่ที่นั้น ปรากฏว่าทําความเพียรดีมาก เพราะเป็นที่สงบสงัดและอากาศปลอดโปร่งดี ร่มไม้ก็ดี ต้นไม้ยูงยางยังอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าก็มีมาก การบิณฑบาตก็ไม่ใกล้ไม่ไกล พอไปพอมา อาหารขบฉันก็พอเป็นไป ไม่ใช่ขาดแคลน แต่ก็ไม่ใช่รํ่ารวย พอเยียวยาชีวิตให้ยืนไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น”
ณ ยอดหน้าผาภูสิงห์น้อย ท่านพระอาจารย์จวนเล่าว่า มีเสียงเทพร้องลงมาเสียงดัง ล้อท่านเมื่อท่านเพิ่งธุดงค์ไปถึงใหม่ๆ และยังไม่ทันสร้างห้องนํ้า เป็นผลให้ท่านต้องรีบสั่งสร้างห้องนํ้าทันที
สระนํ้าภูกิ่วแห้ง ท่านพระอาจารย์จวนอธิษฐานขอนํ้า
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ภูกิ่วนี่มันจะเน้นหนักไปทางพวกไอ้ที่ไม่เห็นตัว บังบดน่ะมันเยอะ มาทีนี้พอ ๒๕๐๖ ไปอยู่ที่ทางภูกิ่ว พวกเราก็จะรู้มั้งว่าความสําคัญของภูกิ่วนี่ ผมจะเล่าให้ฟังว่ามันมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมก็ไม่เคยเห็นแบบนั้น ที่ภูกิ่วมันมี พอไปถึงภูกิ่วปั๊บ มันจะมีสระนํ้าอยู่สระหนึ่ง โรงครัวจะอยู่ฝั่งหนึ่งเดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนเก่าแล้ว ที่ผมเล่านี่ปี ๒๕๐๖ ทีนี้ผมไปเห็นสระนํ้าของท่านอาจารย์จวนนั่นสระลักษณะกลมๆ ความกว้าง ความลึกมันไม่มาก ข้างๆ สระมันจะเป็นต้นข่าโคม ข่าน้อยๆ เรานี่น่ะ ผมก็ไปดู โอ้ย ! ใบยางมันก็ตกเปื้อน แบบนี้นํ้าก็จะฉันไม่อร่อยน่ะสิ ผมก็เลยชวนครูคําบาไปทําความสะอาด ผมลงไปในสระเอาครุถังไปกวนขี้ตม (โคลน) แล้วก็เอามาเททิ้ง ขี้โคลนที่มันของเก่า ใบไม้ที่มันเคยร่วงเคยเน่า ช่วยกันกวาดทําความสะอาด ทําให้มันเรียบร้อย
พอรุ่งเช้าปั๊บ ! อาจารย์จวนมาหาผมแต่เช้าเลย “โอ้ย ! หมอเอ้ย” ว่างั้นนะ “ผิดเขาแล้ว”ว่างั้นนะ “ผิดยังไง ?” ผมว่า “พวกเจ้าไปทําบ่อนํ้าไม่บอกเขา ไม่ได้ขออนุญาตเขา เขาจะไม่ให้นํ้าล่ะต่อไปนี้” ว่างั้นนะ “เอ้า ! ใช่จริงๆ เหรออาจารย์ ?” ผมว่า “มันเป็นไปได้ขนาดนั้นเลยเหรอ ?” ผมก็แปลกใจ เพราะผมเรียนหนังสือมา คือแบบไม่เชื่อทางนี้เท่าไหร่ ผมก็ได้เชื่อเรื่องนี้เลย ทั้งที่ไม่เห็นกับตา ทีนี้ผมถาม “ฮ่วย ! อาจารย์จะทําอย่างไร ?” “ฮ่วย ! ถ้าคืนนี้เราขอนํ้าเขาไม่ได้นี่ พรุ่งนี้พวกเราต้องกลับเด้อว่ะ เราอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว โต (เจ้า) อย่าพึ่งกลับบึงกาฬเนาะ” เพราะว่าพระทางธรรมยุตนี่ขาดนํ้าใช้นํ้าสอยไม่ได้ ขาดนํ้าไม่ได้ ผมก็เสียใจอยู่ว่า “โอ๊ ! เราได้เจตนาดีแล้วว่า อารักษ์ (เทพารักษ์) ทําไมคิดไม่เที่ยงธรรมแท้ คือยังไง ?” คิดในใจ ผมก็ด่าอารักษ์ในใจ ไม่รู้มันเคยตัว ก็ด่าซะด่าซายไป(ด่าแบบเหมารวม) เพราะว่าก็เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง
พอดีกลางคืนมา ท่านอาจารย์จวนคารวะแล้วขอโทษเขาหรือยังไงไม่ทราบ รุ่งเช้าอาจารย์จวนมาแต่เช้า มาบิณฑบาต มาหาผมบอกว่า “เอ้ย ! ไม่ได้ไปดอกเรา เขาให้นํ้าแล้ว แต่เขาบอกว่า เจ้าอย่าทําอย่างนี้อีกเด้อ” ท่านว่า ผมก็หลาบปานตอนแมว (เข็ดยังกับทําหมันแมว) ไม่ทําอย่างนั้นอีกเลย เดี๋ยวถ้าเข้าไปภูกิ่วจะเห็นสระลูกนั้นอยู่ แต่ว่ามันไม่เป็นสระแล้ว มันอยู่คือทางซ้าย”
พรรษา ๒๑ พ.ศ. ๒๕๐๖ จําพรรษาที่ภูสิงห์น้อย (ภูกิ่ว)
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้โดยการสรรเสริญภูสิงห์น้อยเป็นพิเศษ ดังนี้
“เมื่อถึงเวลาจะเข้าพรรษาปี ๒๕๐๖ ข้าพเจ้าจึงตกลงใจจําพรรษาที่ภูสิงห์น้อย ในฤดูพรรษามีพระจําพรรษาด้วยกันสององค์ เณรหนึ่ง แล้วก็ผ้าขาวเฒ่าคนหนึ่ง พระ คือ ตัวข้าพเจ้า และท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโญ ส่วนผ้าขาวเฒ่านั้นเวลานี้เขาก็มรณภาพไปแล้ว ไปบิณฑบาตที่บ้านนาคําภู ตําบลโคกก่อง อําเภอบึงกาฬ ระยะทางไม่นับจากที่พัก บนเขาลงมายังไม่ราบล่างกว่าจะถึงหมู่บ้านก็ประมาณ ๓ กิโลเมตร
ข้าพเจ้าได้เพื่อนสหธรรมิกดี ต่างองค์ต่างแยกกันอยู่ ขะมักเขม้นพากันปรารภความเพียรอย่างยิ่งยวด มิได้มีความนอนใจเลย ต่างค้นคว้าพิจารณากัมมัฏฐานของตน พิจารณากายคตานุสติ ไม่ให้พลั้งเผลอตลอดกาลพรรษา
ระหว่างปีนั้น กลางพรรษา ฝนตกชุกมากนํ้าท่วมทางบิณฑบาตหมด ไปบิณฑบาตไม่ได้ ชาวบ้านก็มาส่งอาหารไม่ได้ เหมือนถูกปล่อยเกาะนํ้าท่วมเจิ่งไปหมด เณรต้องต้มข้าวสาลีที่ปลูกในวัด ต้มข้าวสาลีและผักป่า อาศัยฉันไปวันหนึ่งๆ จนกว่านํ้าจะแห้งก็เป็นเดือนๆ ทีเดียว
ในพรรษาที่อยู่ภูสิงห์น้อยนี้ ได้พากันเร่งบําเพ็ญภาวนากัมมัฏฐานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามความสามารถของตนๆ ไม่เป็นผู้ที่ย่อท้อต่อการทําความพากเพียร ในพรรษานี้การทําความพากเพียรสะดวกมากนัก เพราะไม่มีการงานอะไร มีแต่ตั้งหน้าทําความพากเพียรพิจารณากัมมัฏฐานเท่านั้น เพราะเป็นสถานที่ ที่สงบสงัด หลีกเร้นจากผู้คน วิเวกดีมาก
ถ้าจะเปรียบกับสถานที่ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว ที่ภูสิงห์น้อยนี้ก็นับเป็นที่สัปปายะที่สุดแก่การบําเพ็ญเพียรภาวนาของข้าพเจ้า คือ ที่ดงหม้อทองจิตรวมง่าย แต่ปัญญาไม่แก่กล้า ที่ถํ้าจันทน์จิตรวมดีเช่นกัน ได้คิดค้นในกายเรื่อยมา กระจ่างมาเป็นลําดับๆ พอมาถึงภูสิงห์น้อยปัญญากําลังที่สะสมมาก็ได้ใช้เต็มที่ในครั้งนี้ ข้าพเจ้าเร่งทําความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ เพราะคิดว่าจิตพักมาพอเพียงแล้ว คอยระวังรักษามิให้จิตพัก ใช้อุบายปัญญาทุกอย่าง เหมือนนักมวยไทยต้องใช้อาวุธในกายทุกอย่างที่มีทั้งศอก ทั้งเข่า ทั้งเท้า ทั้งกําปั้น อาศัยแยบคายอุบายปัญญาทุกประการที่เกิดขึ้น เพื่อจะพยายามน็อกเอาต์คู่ต่อสู้ คือ กิเลสให้ล้มควํ่าลงให้ได้”
ท่านบรรลุธรรม
จากที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเทศน์ประวัติของท่านเรื่อยมา ท่านสรรเสริญภูสิงห์น้อยหรือภูกิ่วเป็นพิเศษ กอปรกับเทศน์เล่าผลการปฏิบัติธรรมในพรรษานี้เป็นพิเศษ ซึ่งเป็นธรรมขั้นวิปัสสนา ออกพิจารณาทางด้านปัญญาทําลายกิเลสโดยถ่ายเดียว จากนั้นการเทศน์ประวัติของท่าน ท่านไม่ได้เทศน์เล่าผลการปฏิบัติธรรมใดๆ อีกเลย อันหมายถึงงานภายในของท่านได้สิ้นสุดลงแล้ววุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทําก็คือการแก้กิเลส ฆ่ากิเลสได้ทําเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะยิ่งกว่าการแก้กิเลสนี้ไม่มี
เพราะฉะนั้น จึงสรุปได้ว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ อายุนับได้๔๓ ปี พรรษา ๒๑ ท่านได้บรรลุวิมุตติธรรมเสวยวิมุตติสุขที่ภูสิงห์น้อย เป็นสังฆรัตนะอุบัติขึ้นในโลก และเป็นเพชรนํ้าหนึ่งนํ้างามอีกองค์หนึ่งของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น จากนั้นท่านก็ได้ออกธุดงค์เที่ยววิเวกที่ถํ้าบูชา ภูวัว และท่านได้นิมิตเห็นภูทอก ซึ่งต่อมาท่านได้มาสํารวจและมาอยู่จําพรรษาที่ภูทอก ตราบจนวาระสุดท้ายของท่าน
เรื่องการบรรลุธรรมของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านได้เล่าให้ศิษย์ฟังว่า “การทําความเพียรประหารกิเลส ได้มีชัยกัน ณ ที่นี้ (ภูสิงห์น้อย)” และกาลต่อมาเมื่อสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน ผนังโดยรอบเจดีย์ด้านนอก มีภาพประติมากรรมดินเผา ศิลปะด่านเกวียน แสดงชีวประวัติของท่านพระอาจารย์จวน ก็มีภาพการบรรลุธรรมของท่านที่ภูสิงห์น้อยในปี พ.ศ. ๒๕๐๖
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องพระนิพพานไว้ดังนี้
“ดังพระพุทธเจ้าได้เทียบความรู้ความเห็นของบุคคล ๔ จําพวก เรื่องของพระนิพพาน มีความรู้ความเห็นต่างกันในบุคคล ๔ จําพวกนี้ ดังจะนํามาแสดงให้ฟัง เพื่อเป็นเครื่องเปรียบเทียบ และเป็นทิฏฐานุคติแก่พวกเรา
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา พระองค์ได้ตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จําพวก เห็นพระนิพพานนี้ไม่เหมือนกัน คือจําพวกที่ ๑ บุคคลปุถุชน เป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญา มีกิเลสตัณหามาก แม้เขาจะได้ศึกษาเล่าเรียนในคัมภีร์แตกฉานมากมายสักปานใดก็ตาม หรือเขาจะได้ยินได้ฟังธรรมของสัปบุรุษและอริยบุคคลก็ตาม เมื่อเขาไปพิจารณาแล้ว บุคคลจําพวกที่ ๑ นี้ เมื่อเขากําหนดรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพานแล้ว เขาย่อมสําคัญพระนิพพาน ย่อมสําคัญในพระนิพพาน ย่อมสําคัญความเป็นพระนิพพาน ย่อมสําคัญพระนิพพานว่าเป็นของเรา ย่อมยินดีพระนิพพาน
ข้อนี้ขออธิบายยํ้าเพื่อให้เข้าใจอีก คําว่าเขากําหนดรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพานแล้ว เขาย่อมสําคัญพระนิพพาน คือ ย่อมสําคัญจิตว่างหรือจิตสูญนั้นเป็นพระนิพพาน ย่อมสําคัญพระนิพพานว่าจิตว่าง เขาย่อมสําคัญในพระนิพพาน เขาย่อมสําคัญความเป็นพระนิพพาน เขาย่อมสําคัญพระนิพพานว่าเป็นของเรา เขาย่อมยินดีในพระนิพพาน คือ ย่อมยินดีพระนิพพาน คือ ย่อมยินดีจิตว่างว่าเป็นพระนิพพาน ย่อมยินดีพระนิพพานว่าจิตว่าง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเพราะเขาไม่ได้กําหนดรู้ ดูให้ละเอียด ให้รู้เห็นตามเป็นจริงเขาจึงมีความสําคัญมั่นหมาย ลบความสําคัญไม่ได้ ทําลายความสําคัญไม่ได้ ความสําคัญก็เป็นกิริยา คือ ตัวสมมุติ ตัวบัญญัติ เป็นทิฏฐิวิปลาสความสําคัญผิด เขาลบความสําคัญไม่ได้ ลบตัวสมมุติ ตัวกิริยาตัวสมมุติ ตัวบัญญัติไม่ได้ มีความสําคัญเป็นอย่างนั้น คือเกิดเป็นทิฏฐิ เมื่อเกิดเป็นทิฏฐิวิปลาส ก็เกิดเป็นมานะ การถือตนถือตัวเท่านั้น ถือในความสําคัญมั่นหมายเท่านั้น นี้บุคคลจําพวกที่ ๑ คือ ปุถุชน เรื่องความเห็นพระนิพพาน
อีกบุคคลจําพวกที่ ๒ คือ พระเสขบุคคล ได้แก่ พระโสดา พระสกิทาคา อนาคา ความรู้ความเห็นในพระนิพพานนั้นดังนี้ ท่านเหล่านี้เมื่อได้กําหนดรู้พระนิพพาน โดยความเป็นพระนิพพานแล้ว อย่าสําคัญพระนิพพาน นั่น ท่านอย่าสําคัญ อย่าสําคัญในพระนิพพาน อย่าสําคัญความเป็นพระนิพพาน อย่าสําคัญพระนิพพานว่าเป็นของเรา อย่ายินดีในพระนิพพาน อย่ายินดีพระนิพพาน คือ อย่ายินดีจิตว่างว่าเป็นพระนิพพาน อย่ายินดีพระนิพพานว่าเป็นจิตว่าง นี้ความรู้ของพระเสขะของพระโสดา สกิทาคา อนาคา ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ภิกษุทั้งหลาย ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เพราะท่านเหล่านั้น ควรกําหนดรู้ดูให้ละเอียด ยังไม่ถึงที่สุด คือยังลบกิริยา ลบสมมุติบัญญัติ ลบความสําคัญไม่ได้ ท่านจึงไม่สําคัญ เพียงแต่อย่าอยาก นี้เป็นความรู้บุคคลจําพวกที่ ๒ คือ พระเสขบุคคล
ความรู้จําพวกที่ ๓ คือ พระอเสขะ ได้แก่ พระอรหันต์ขีณาสวะเจ้า ท่านได้รู้เมื่อกําหนดรู้พระนิพพานโดยการเป็นพระนิพพานแล้ว ไม่สําคัญพระนิพพาน ไม่สําคัญในพระนิพพาน ไม่สําคัญความเป็นพระนิพพาน ไม่สําคัญพระนิพพานว่าเป็นของเรา ไม่ยินดีในพระนิพพาน คือไม่ยินดีจิตว่างว่าเป็นพระนิพพาน ไม่ยินดีพระนิพพานว่าเป็นจิตว่าง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เพราะท่านเหล่านั้นเป็นผู้สิ้นจากราคะ สิ้นจากโทสะสิ้นจากโมหะแล้ว พ้นจากความเคลือบแคลงสงสัยหมายมั่นสําคัญอะไรทั้งหมด พ้นจากกิเลสตัณหา ดับหมดแล้ว ดับสมมุติบัญญัติ ดับกิริยาแล้ว ท่านจึงไม่มีความสําคัญมั่นหมายอะไรๆ นี้เป็นความรู้ของพระขีณาสวะเจ้า คือ พระอรหันต์ เรื่องของพระนิพพาน
ความรู้ของบุคคลจําพวกที่ ๔ คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องพระนิพพานพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้กําหนดรู้พระนิพพาน โดยความเป็นพระนิพพานแล้ว ไม่สําคัญพระนิพพาน ไม่สําคัญในพระนิพพาน ท่านไม่สําคัญความเป็นพระนิพพาน ท่านไม่สําคัญพระนิพพานว่าเป็นของเรา ท่านไม่สําคัญ ไม่ยินดีในพระนิพพานว่าเป็นของเรา คือ ไม่ยินดีในจิตว่างว่าเป็นพระนิพพาน ไม่ยินดีพระนิพพานว่าเป็นจิตว่าง เป็นของเรา ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวว่า เพราะเราตถาคตได้กําหนดรู้ ดูให้ละเอียดแล้วดูไม่มีความสําคัญมั่นหมายอะไรๆ เราได้ทําลายกิริยา ทําลายสมมุติ ทําลายบัญญัติ ทําลายความสําคัญมั่นหมายทั้งหมด ไม่มีเลย เราลบกิริยา เพราะพระนิพพานเป็นอกิริยา เป็นสิ่งที่เหนือสมมุติเหนือบัญญัติ เหนือความสําคัญมั่นหมายใดๆ ทั้งหมด ดังนี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายให้ไปพิจารณาเอาในเรื่องความรู้ความเห็นพระนิพพาน ท่านเทียบเคียงความรู้ความเห็นเรื่องพระนิพพานของบุคคล ๔ จําพวก ให้ภิกษุทั้งหลายฟัง เมื่อพวกเราได้ยินได้ฟังแล้ว พึงพากันถือเอาเป็นคติเป็นนิสัย นั่น มันเป็นอย่างนั้น โดยมากพระปฏิบัติทั้งหลายนั่น เมื่อภาวนาไปถ้าจิตว่างแล้ว ก็พากันสําคัญในจิตว่างของตนนั่นแหละว่าเป็นพระนิพพาน นั่นมันเป็นอย่างซั่น สําคัญพระนิพพานนั่นแหละว่าจิตว่าง เมื่อมีความสําคัญอยู่ มันจะว่างอย่างไร ความสําคัญนั่นมันไม่ว่าง มันหมดความสําคัญมันซี สิ่งที่ว่าว่าง อันนี้มันมีความสําคัญอยู่ มันก็ยังไม่ว่างเท่านั้นเอง
นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุทั้งหลายได้ฟังแล้วก็พากันโอนภาษิตของท่านพระผู้มีพระภาคเจ้า บางองค์กําหนดความรู้ตามก็ได้สําเร็จอริยมรรคอริยผล”
อนึ่ง ตามประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ในขณะที่ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์นั้น ยังแสดงขณะมีธรรมผุดเป็นบาลีขึ้นมากมาย โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาบันทึกไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์มั่นท่านมีนิสัยผาดโผนมาดั้งเดิม นับแต่เริ่มออกปฏิบัติใหม่ๆ ดังที่เรียนแล้ว แม้ขณะจิตจะเข้าถึงจุดอันเป็นวาระสุดท้าย ก็ยังแสดงลวดลายให้องค์ท่านเองระลึกอยู่ไม่ลืมถึงกับได้นํามาเล่าให้บรรดาลูกศิษย์ฟังพอเป็นขวัญใจ คือ พอจิตพลิกควํ่าวัฏจักรออกจากใจโดยสิ้นเชิงแล้วยังแสดงขณะเป็นลักษณะฉวัดเฉวียนเวียนรอบตัววิวัฏจิตถึงสามรอบ
รอบที่หนึ่งสิ้นสุดลงแสดงบทบาลีขึ้นมาว่า ‘โลโป’ บอกความหมายขึ้นมาพร้อมว่า ขณะใหญ่ของจิตที่ทําหน้าที่สิ้นสุดลง นั้นคือ การลบสมมุติทั้งสิ้นออกจากใจ
รอบที่สองสิ้นสุดลงแสดงคําบาลีขึ้นมาว่า ‘วิมุตฺติ’ บอกความหมายว่า ขณะใหญ่ของจิตที่ทําหน้าที่สิ้นสุดลง นั้นคือ ความหลุดพ้นอย่างตายตัว
รอบที่สามสิ้นสุดลงแสดงคําบาลีขึ้นมาว่า ‘อนาลโย’ บอกความหมายขึ้นมาว่า ขณะใหญ่ของจิตที่ทําหน้าที่สิ้นสุดลง นั้นคือ การตัดอาลัยอาวรณ์โดยสิ้นเชิง เป็นเอกจิตเอกธรรม จิตแท้ธรรมแท้มีอันเดียว ไม่มีสองเหมือนสมมุติทั้งหลาย
นี่คือ วิมุตติธรรมล้วนๆ ไม่มีสมมุติเข้าแอบแฝง จึงมีได้เพียงอันเดียว รู้ได้เพียงครั้งเดียวไม่มีสองมีสามมาสืบต่อสนับสนุนกัน”
ด้วยวาสนาบารมีของท่านพระอาจารย์จวน จิตของท่านจึงมีนิสัยผาดโผน ตั้งแต่เริ่มแรกออกปฏิบัติ ท่านก็มีนิมิตอัศจรรย์มากมาย แม้ธรรมผุดก็เป็นบาลีเสมอๆ เช่นเดียวกับท่านพระอาจารย์มั่น ทั้งท่านได้นิมิตอัศจรรย์แสดงถึงวาสนาบารมีอันเต็มเปี่ยมถึง ๒ วาระ คือ นิมิตท่านพระอาจารย์มั่นให้ท่านขี่หลังแล้วพาเหาะขึ้นบนอากาศ และนิมิตท่านพระอาจารย์มั่นยื่นหนังสือให้ท่านและบอกว่า “เอ้า ! หนังสือนี่ท่านจวนเอา เพราะท่านจวนดูแล้วเข้าใจดี ผมดูไม่เข้าใจดีเท่าไร แต่ท่านดูแล้วเข้าใจดี” ดังนั้น ในขณะที่ท่านบรรลุธรรมอัศจรรย์นั้น ย่อมแสดงขณะคล้ายกับของท่านพระอาจารย์มั่น เพราะภายหลังท่านพระอาจารย์จวนได้อ่านพระไตรปิฎกแล้วมาเทศนาให้พระศิษย์ฟัง เนื้อหาธรรมก็เป็นภาษาบาลีที่ค่อนข้างยาก ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้เรียนเป็นมหาเปรียญ แต่ท่านอ่านแล้วเข้าใจดีและท่านมีความจําเป็นเลิศ ท่านจึงเทศน์ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยเฉพาะการเทศน์อริยสัจ ๔ ท่านเทศน์ได้อย่างชํานาญ อย่างผู้รู้จริงเห็นจริง และมีสํานวนเป็นเอกลักษณ์ประจําองค์ท่าน คือ “ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์” และท่านเป็นพระที่ทรงอภิญญา ๖ เช่นเดียวกับท่านพระอาจารย์มั่น คือ มีฤทธิ์ มีญาณหยั่งทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า และมีปรจิตตวิชาที่รวดเร็ว เช่น ท่านเทศน์สอนและตอบปัญหาลูกศิษย์ซึ่งมีคําถามอยู่ในใจ โดยที่ยังไม่ได้กราบเรียนถาม และท่านพยากรณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าว่าแม่ชีสึกไปแล้วได้สามีขี้เหล้า เป็นต้น
เปรตผีที่ภูสิงห์น้อย
พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านไปธุดงค์ปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาที่เงียบสงัดวิเวกวังเวงและการคมนาคมไปไม่ถึงนั้น แทบทุกองค์ท่านล้วนเผชิญกับสิ่งที่น่าหวาดกลัวชนิดขนพองสยองเกล้า เช่น พบเปรต ผี วิญญาณกันเป็นปรกติธรรมดา เช่นเดียวกับพระสงฆ์สาวกในครั้งพุทธกาล อันเป็นการฝึกสติ ฝึกทดลองจิตใจให้แก่กล้า เป็นการเตือนให้หมั่นเพียรภาวนาไม่ให้ประมาท และเป็นการพิสูจน์ว่า ท่านรักษาศีลอย่างบริสุทธิ์เคร่งครัดหรือไม่ ท่านตั้งใจบําเพ็ญสมถวิปัสสนาอย่างจริงจังหรือไม่ และท่านมอบชีวิตเพื่อพระรัตนตรัยอย่างแท้จริงหรือไม่
เรื่องเปรต ผี วิญญาณ เป็นเรื่องจริงและเป็นเรื่องดั้งเดิม ซึ่งไม่อาจจะปฏิเสธและไม่อาจจะลบล้างได้ ที่ภูสิงห์น้อยสมัยที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ อยู่จําพรรษาก็เช่นกัน มีเปรต ผี วิญญาณ ท่านพระอาจารย์จวน และ ท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโญ ท่านก็ได้เผชิญเปรตร่วมกัน ส่วนผ้าขาวเฒ่าเผชิญผีหัวขาด โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในภูสิงห์พากันปรารภความพากความเพียรโดยเต็มความสามารถของตนๆ และอยู่ในระหว่างกลางพรรษานั้น มีแปลกๆ ในภูสิงห์นั้น คือวันหนึ่งได้พากันเดินจงกรมเวลาพลบคํ่า ถูกกลิ่นเหม็นกลิ่นนี้ผิดปกติ เหม็น ขม เดินจงกรมกลับไป – กลับมา ก็ถูกกลิ่นอันเหม็นอยู่ เลยทักวิตก ทักถามจิตขึ้นว่า “กลิ่นอะไร” แล้วจิตหนึ่งผุดขึ้นว่า “นี้เขาเรียกว่ากลิ่นเปรต” แล้วก็แผ่อุทิศบุญกุศลไปให้เขา จากนั้นก็หาย
ครั้นหายแล้ว ท่านพระอาจารย์สอนท่านก็ได้กลิ่นเช่นเดียวกัน พอตอนเช้าได้มาเล่าให้กันฟัง แล้วท่านก็ว่า “ผมก็ได้กลิ่นเช่นเดียวกัน เหม็นเหมือนกัน” ทีนี้ระยะตอนกลางคืนแปลก นิมิตฝันเห็นผู้หญิงสองคน คือ พี่กับน้องนั่งอยู่ที่หน้าผาภูสิงห์ ปรากฏว่าข้าพเจ้าได้มองเห็นชัด ก็เลยเข้าไปถามเขาว่า “พวกเธอมาอยู่นี้ทําไม ?”
เขาว่า “พวกเขานั้นเป็นเปรตมาอยู่นี้” มีแต่ผ้านุ่งเบื้องล่าง ส่วนเบื้องบนไม่มีผ้าปิดกายเลย เปลือยกาย เป็นผู้หญิงทั้งสองคน
ข้าพเจ้าเลยย้อนถามเขาอีกว่า “เป็นเปรตเพราะเหตุไร ?”
“เป็นเปรตเพราะว่าสมัยเมื่อเป็นมนุษย์ พวกข้าพเจ้าพี่น้องทั้งสองนี้พากันเอาหม่อนเอาไหมมาต้ม แล้วก็สาวเอาไหมไปทําผ้า ด้วยบุพกรรมอันนั้นจึงให้มาเป็นเปรต”
ข้าพเจ้าเลยถามว่า “ชื่ออะไรแต่ก่อนที่เป็นมนุษย์ ?”
เขาก็ตอบว่า “ข้าพเจ้าผู้พี่ชื่อว่านางสาวทา ผู้น้องชื่อว่านางสาวสี”
แล้วต่อจากนั้นก็เลยตื่นจากนิมิต รูปนั้นก็เลยหายไป ข้าพเจ้ามาพิจารณาว่า “โอ้ ! การทําลายสัตว์นี้มันเป็นบาปจริง” นั่นแหละในขณะที่อยู่จําพรรษาที่ภูสิงห์นั้นมีแปลกๆ บางครั้ง บางวัน ผ้าขาวที่อยู่ด้วย แกมาเล่าให้ฟังว่า “เวลากลางคืน ผมเดินจงกรม เห็นเป็นเงาคนไม่มีหัว มีแต่คอ เหมือนคนคอขาด เดินเคียงผมไปก็มี บางครั้งมาตบฝากุฏิใส่ผมก็มี ผมได้ตื่นขึ้น มองดูไม่เห็น ถ้าไปเดินจงกรมก็เป็นเงาตะคุ่มๆ เดินเคียงไปด้วย” นี่ผ้าขาวเฒ่าเล่าให้ฟัง จะเป็นจริงหรือไม่ แกก็เล่าไปตามความเห็นของแกนั่นเอง อันเป็นการเร่งเตือนมิให้ประมาท เณรและผ้าขาวจะโดนกันอยู่เป็นประจํา”
ปืนแตก
วัดป่า เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระผู้ทรงศีลและเป็นเขตอภัยทาน สัตว์ป่าจึงย่อมคุ้นกับพระ คุ้นกับผ้ากาสาวพัสตร์เป็นอย่างดี จึงได้เข้ามาอาศัยหากิน หรือเข้ามาหลบภัยภายในวัด
เรื่องปืนแตกเกิดจากคนมาล่าสัตว์ภายในวัด โดยเอาปืนไล่ยิงสัตว์แล้วไม่ลั่น แต่กลับปืนแตกใส่คนยิงจนบาดเจ็บ ซึ่งเรื่องนี้มักเกิดตามสถานที่ปฏิบัติธรรมต่างๆ ที่มีครูบาอาจารย์ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านไปธุดงค์บําเพ็ญภาวนา และเรื่องปืนแตกนี้ก็ได้เกิดกับท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ โดยท่านได้เมตตาเทศน์เล่าประสบการณ์เรื่องนี้ของท่านไว้ดังนี้
“ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้ากําลังนั่งทําสมาธิอยู่ที่ถํ้าแห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงปืนดังเปรี้ยงๆ ๒ นัด อยู่ห่างๆไม่นานก็เห็นกวาง ๒ ตัว วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดยืนทําตาอ่อนละห้อยอยู่ข้างหน้าถํ้าเบื้องหน้าข้าพเจ้า คล้ายๆ จะมาขอฝากเนื้อฝากตัวหลบภัยให้ช่วยเหลือ ต่อจากนั้นสักประเดี๋ยวก็ได้ยินเสียงปืนระเบิดดังลั่น ไม่ห่างจากที่ข้าพเจ้านั่งอยู่นัก และสักอึดใจต่อมาก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางขอความช่วยเหลือ “โอย ! ช่วยด้วย… ช่วยด้วย” ข้าพเจ้าจึงลุกขึ้นไปดู ก็เห็นชายคนหนึ่ง ถูกปืนนอนร้องอยู่มีเพื่อนอีกสามคนช่วยประคองอยู่ข้างๆ ในมือ เนื้อตัวและเสื้อผ้ามีเลือดอาบแดงฉาน ถามได้ความว่า พวกเขามาล่าสัตว์ เข้ามาในเขตวัด เห็นกวาง ๒ ตัว ผัวเมีย ก็เอาปืนยิงทั้งคู่ แต่ปรากฏว่าพลาดทั้งสองนัด เขาไล่ตามมา เห็นกวางทั้งสองมาหยุดอยู่ตรงหน้าถํ้า เขาตามมาทันจึงยกปืนยิงมันอีก แต่ปืนยิงไม่ออก สับถึงสองครั้ง ครั้งที่สามยิงได้แต่กลับปืนแตก กระท้อนมาถูกผู้ยิงเอง ตามมือและเนื้อตัวเป็นแผลเหวอะหวะหมด
ข้าพเจ้าไปดูใกล้ๆ ปรากฏว่า นิ้วมือของชายนั้นขาดไปสามนิ้ว ฝ่ามือทะลุเป็นแผลเหวอะหวะ เลือดโชกพร้อมทั้งแก้มข้างขวาก็มีแผลทะลุใหญ่มาก จึงช่วยเช็ดแผลให้จนเลือดหยุดและก็เตือนให้เขานึกถึงบาป บุญ คุณ โทษ ในการที่ตั้งใจจะทําลายชีวิตผู้อื่นโดยเฉพาะในเขตวัด ซึ่งถือว่าเป็นเขตร่มเย็นอาศัยได้ สัตว์ย่อมเข้ามาพึ่งพิงด้วยคิดว่ามีความปลอดภัย ชีวิตทุกชีวิตย่อมกลัวตาย พวกเขาทําอะไรลงไปย่อมเป็นกงเกวียนกรรมเกวียน สักวันหนึ่งก็อาจจะต้องมาสนอง อย่างที่เขากําลังประสบด้วยตนเองนี้ เขาคิดจะฆ่ากวาง แต่เขาเองกลับถูกกรรมอันนั้นตอบสนองให้เจ็บปวดอยู่นี้ ต่อจากนี้ไปอย่าคิดฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเลย
ข้าพเจ้าให้เขาปฏิญาณรับศีล ๕ แล้วก็ให้เขากลับบ้านและเขาก็พูดเล่าลือกันต่อไป ไม่ให้ไปล่วงเกินสัตว์ในเขตวัด อาจจะมีอันตราย ความจริงข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทําอะไร อาจจะเป็นเหตุบังเอิญ แต่ก็เป็นการดีอย่างหนึ่ง คือ ทําให้สัตว์ทั้งหมดอยู่ด้วยความสงบสุขขึ้น
พูดถึงเรื่องปืนแตกนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ถํ้าจันทน์ วันนั้นข้าพเจ้าออกไปบิณฑบาตและได้ยินเสียง “โอ๊ย !” เรียกให้ช่วย ก็ปรากฏว่า มีชายคนหนึ่งถูกปืนของตัวเองลั่นใส่ตัวปากกระบอกแตก ข้าพเจ้าช่วยเหลือเยียวยาเขาและต่อมาเขาก็มาขอขมาข้าพเจ้า ได้ความว่า เขามองเห็นสีเหลืองของจีวรข้าพเจ้ารําไรในหมู่ไม้ เขานึกว่าเป็นกวาง เป็นเก้ง ก็กดปืนยิงเปรี้ยงเข้าให้ บังเอิญปืนกลับแตก ลั่นถูกตัวเองบาดเจ็บดังกล่าว เขาว่าเขาผิดพลาด ๒ กระทง กระทงแรก คือ มายิงสัตว์ในเขตวัด กระทงสอง มาล่วงเกินยิงข้าพเจ้าผู้เป็นพระภิกษุ เขาจึงได้รับผลของกรรมนั้น
คราวนั้นก็เช่นเดียวกับครั้งนี้ ข้าพเจ้าก็ได้สอนให้เขารู้จักบาป บุญ คุณ โทษของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ให้นึกถึงกรรม ผลของกรรม ซึ่งจะติดตามตัวเราเหมือนรอยเกวียนที่ติดตามเท้าโค ฉะนั้น”
เจ้าแม่แจ่มจํารัสนิมนต์ท่านให้ไปอยู่ภูทอก
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ตอนที่มาอยู่ภูสิงห์น้อยหรือภูกิ่ว แล้วก็กลางพรรษา คือพอกลางพรรษาแล้ว ผมมาเอาข้าวมาส่งบ้าง มาคุยกันอย่างนี้ แล้วท่านอาจารย์จวนก็บอกว่า “เจ้าแม่แจ่มจํารัส” เจ้าแม่นะ อารักษ์ที่อยู่ภูเขาลูกใหญ่นั่นน่ะ มานิมนต์ให้ไปอยู่ภูทอกให้หน่อย
นิมนต์ให้อยู่ทั้งภูทอกใหญ่ (ภูแจ่มจํารัส) และภูทอกน้อย (ที่สร้างบันไดและสะพานเวียน) อันนี้ก็นิมนต์ครั้งแรก ท่านอาจารย์จวนพูดกับผม ผมก็ไม่อยากมา ตอนหลังก็ทนท่านไม่ได้ ก็เลยไป เจ้าแม่แจ่มจํารัสเขามานิมนต์ ๒ ครั้งแล้ว แล้วเขาบอกว่าอยากให้พัฒนาภูทอกทั้งสองภูนี้ ถ้าเจริญเมื่อไหร่จะเริ่มให้ของดี พวกวัตถุมงคล พวกพระพุทธรูปเยอะ ใจว่า หรือท่านจะเอาพระพุทธรูปหลอกเราก็ไม่รู้ว่า เราเองจะชอบพระหรือเปล่า ก็ไม่รู้นโยบายกัน มานี้พอท่านบอกว่าไป เราจะพามาดู เพราะว่าเขามานิมนต์ ๒ ครั้งแล้วก็ไปให้เขาหน่อย”
สํารวจภูทอก
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องไว้ดังนี้
“ทีนี้ขณะที่อยู่ ๒๕๐๖ ปั๊บ ! อาจารย์จวนท่านนิมิตเรื่องภูทอกนะทีนี้ พอ ๒๕๐๖ ตื่นเช้ามาอาจารย์จวนบอกว่า “ไป… เราจะพาไปดูของดี” ว่างั้น ไอ้คําว่าของดีนี่ ผมก็นึกว่าเป็นพระพุทธรูปล่ะพอฉันข้าวเสร็จเรียบร้อย ผมก็ห่อข้าวแล้วถือตะเกียง เพราะว่าท่านให้ถือตะเกียงรั้วมา จะพาเข้าถํ้าถํ้าทีแรก ท่านก็ชี้อันนี้เป็นภูกิ่ว อันนี้ภูทอกแจ่มจํารัส ท่านว่า “ถํ้ามันอยู่นี่ พระเยอะ” ท่านก็ให้ผมสะพายตะเกียง ปีนต้นไม้ขึ้นไปนะ มันไปได้ ๒ ท่านสะพายย่าม แล้วท่านเอาผ้าเช็ดตัวคลุมหัวเดินไปเลยท่านหัวล้านนะ ศีรษะไม่มีผม คือว่า “หัวล้านย่าน (กลัว) บาป” ท่านไม่มีผม ผมก็สะพายตะเกียง ผมว่า “เอาตะเกียงไปทําอะไร ?” “เราจะพาไปดูพระพุทธรูป อยู่วัดนี้แหละ” ว่างั้นนะ พอปีนขึ้นไป แต่ก่อนมันมีต้นไม้ ไม่เหมือนอย่างนี้ เดี๋ยวนี้มันโล้นหมดแล้ว ผมไปยืนดูยังไม่รู้ว่าต้นไม้อยู่ไหน
พอขึ้นไป ท่านก็ขึ้นก่อน ผมก็ขึ้นไป ท่านก็ชี้บอกว่า “เขาอยู่ตรงนี้เด้อ” ว่า “ลูกกับพ่อล่ะกองกันเอ้เล่ (พระพุทธรูปกองกันพะเนิน)” ว่างั้นนะ “พ่อคือองค์ใหญ่ ลูกคือองค์เล็ก” ผมก็ “บ๊ะ ! ทีนี้จะได้ดูพระพุทธรูปล่ะ” นึกในใจ ให้มันเป็นขวัญตาเรื่องพระทองคํานี่ พอขึ้นไปถึงปั๊บ ! “อย่าเพิ่งดูนะเราไปภูทอกด้วยกันซะก่อน”
ปี ๒๕๐๖ ภูทอกยังไม่มีแม้แต่หลังคาเรือนเดียว ยังไม่มีหรอก ผมก็ขึ้นไปกับท่าน ไปภูทอกใหญ่ทุกวันนี้ ไปถึงปั๊บ ! พอไปถึงครึ่งทางนี่มันมีแห่งหนึ่ง ท่านเอาตีนลูบๆ แล้วก็บอกผมว่า “อันนี้สําคัญเด้อ เจ้าดูให้ดีๆ” ผมก็เอามือลูบ โฮ้ ! เหมือนสีเขียว ผมถามว่า “อะไร ?” ท่านว่า “เหล็กไหล” ว่างั้นนะแต่ว่าเราตอนนั้นก็คิดว่าของศักดิ์สิทธิ์นี่มี แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้พอท่านชี้ให้ผมดูแล้ว ผมก็เลยขัดให้มันขึ้นเงา แต่งให้มันงามน้อ สีเขียวเหมือนปีกแมลงทับ ใหญ่ประมาณสักหัวนิ้วโป้งเท้า ฝังอยู่กับหินโผล่ความกว้างมันเท่านิ้วโป้งเท้า ผมก็เอามือขัด ขัดเพราะว่าเราเห็นว่าเป็นของแปลก เรามีความผูกพัน โอ้ ! สีมันคืองามแท้ นั่นน่ะ เขียวปีกแมลงทับ “เอ้า ! เหล็กไหลทําไมเป็นอย่างนี้ ?” ผมว่าก็ดี “เอ๋า ! เจ้าอย่าถาม ไปอีกซะก่อน” ว่างั้นนะ ผมก็ไป ไปก็ไปลงภูทอกใหญ่ แล้วก็ขึ้นไปภูทอกน้อย ท่านไปตามความฝันของท่านนะทีนี้ ผมก็สะพายห่อข้าว ท่านไม่ฉันข้าว ท่านก็สะพายนํ้า ผมก็สะพายเอาแต่ข้าว ผมขาดไม่ได้หิวข้าวเนาะ เราก็ดีเป็นฆราวาส ไปถึงปั๊บ ! ไปขึ้นไม่ถึงชั้น ๕ หรอก มันไปอีกไม่ได้ มันไปติดถํ้านั่นพอดี ไปติดอยู่ชั้น ๔ เพราะขึ้นชั้น ๕ ไม่ได้ เพราะมันไม่มีทางขึ้นแล้ว เพราะมันชัน ก็เลยพักกินข้าว “เอ้อ ! โตกินข้าวเสียให้เรียบร้อยเถอะ” จากนั้นท่านก็ “ไป… กลับเถอะพวกเรา” ว่างั้นนะ
ตอนขากลับ พอมาถึงจะมาดูไอ้เหล็กไหลเท่านั้นล่ะ ไม่รู้ว่าฟ้ากับฝนมาจากไหนนะทีนี้ แลบที่ไหนก็จะผ่าเลย ผมก็แน่บเรื่อย วิ่งไปเรื่อย เพราะว่ามันกว้าง เวลาฟ้ามันมาปั๊บ ! มันจะแลบที่ไหนมันคล้ายมันอยู่บนหัวเรานี่ล่ะ โอ้ย ! ผมก็วิ่งสะพายตะเกียงจนจะแตก เลยไม่ได้ดูอะไรสักอย่างเลยถึงวัดมับ (ทันที) เลย ผมยังคิดได้เสียใจ “ว้า ! ดัน (รั้น) ไปดูเสียตอนนั้น ผมจะได้เห็นพระพุทธรูปเยอะอยู่” แต่ว่าเมื่อเชื่อท่านว่า “โอ้ย ! ไปหน้าก่อน ไปหน้าก่อน (ไปข้างหน้าก่อน)” ว่างั้น มันก็ไปเรื่อยผมว่าอภินิหารนะเนี่ย เดี๋ยวนี้ให้ผมไปดูว่าตรงนั้นอยู่ตรงไหนนี่ ผมอาจจะไม่รู้ เพราะเรื่องตั้งแต่ ๒๕๐๖ อันนี้เมื่อ ๒๕๔๕ เรื่องนี้ประมาณ ๓๙ ปีนี้ ผมกําลังเล่านี่”
ความผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องไว้ดังนี้
“ผมก็ลงมา เกิดข้าวยากหมากแพง เพราะว่าไทยคําภูนั่นมาใส่บาตรพระธรรมยุตไม่เป็นนะทีนี้ นํ้าก็เกิดท่วมนาศรีวิไล (อําเภอศรีวิไล) ระยะนั้นปี ๒๕๐๖ ศรีวิไลไม่มีบ้านแม้แต่หลังคาเดียว มีที่พักคนโดยสารหนึ่งหลังเท่านั้นเอง ศรีวิไลเรานี่ทุกวันนี้ เราจะเดินไปจากศรีวิไลไปหาภูกิ่วนี่มันก็ครึ่งวัน
ทีนี้พออาจารย์จวนส่งข่าวมาว่า “โอ้ย ! อดข้าวแล้ว” ว่างั้นนะ ไทยคําภูตอนนั้นใส่บาตรพระธรรมยุตไม่เป็น คือไม่รู้จะใส่แบบไหน บางทีใส่มาแบบไม่ได้ทํา เวลาใส่บาตรก็มักจะเอาอาหารสด เพราะเขาไม่สามารถจะเดินทางมาวัดได้ เขาก็ใส่บาตรมาเลย ท่านก็ฉันไม่ได้ โอ้ย ! เพราะมันของสดไม่มีใครมาทําให้ ก็ฉันข้าวเปล่าบ้าง ไม่ได้ฉันบ้าง ตลอดพรรษาไปเลย คล้ายๆ ว่าไม่มีใครอบรมพวกนี้เนาะ ปลาร้าก็ใส่สดๆ มาอย่างงั้น อะไรก็สดๆ เนาะ เพราะว่าทางนี้ท่านฉันของสุก
ผมก็เลยพาครูคําบานี่เอาข้าวไปส่ง เดินไปก็มือหนึ่งก็ถือไม้เรื่อย เพราะว่างูมันเยอะนะ เราก็เคาะไปเรื่อยอย่างนี้ล่ะ ไปถึงอาจารย์จวนบางทีตี ๒ ภูกิ่วนี่น่ะ ตี ๒ ผมยัง “เอ๊ ! เราเหมือนบ้าแท้มาเรื่องอะไรน้อ ?” แต่ก่อนพอฝนตกปั๊บนํ้าจะท่วมระหว่างภูกิ่วไปหานาสะแบงนี่ มันจะแค่นี้เลย (แค่อก) แล้วจากบ้านนาสิงห์ไปหาบ้านศรีวิไล พอแค่อกนี้เหมือนกันเลย เรือก็ไม่มี ผมก็กางเกงเทินหัวของใครของมัน พวกผ้าซิ่น พวกผู้หญิงก็เทิน นํ้าท่วมถึงขนาดนั้นก็ไป คิดในใจ “มันไปเพราะความรักผูกพันนี่เอง ไม่ได้ไปเพราะว่าสินจ้าง”
ตอนนั้นมันจะเป็นความผูกพันระหว่างความรัก ระหว่างครูบาอาจารย์แบบนี้ มันไม่ใช่ผูกพันแบบว่า โอ้ย ! เรานั่งสมาธิแล้วอรหันต์น้อ หรือเห็นแจ้งเห็นจริง เห็นนางสาวมาฟ้อน มันไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นเรื่องความผูกพันว่า “โอ๊ ! ท่านบวชได้ เราบวชไม่ได้ เราต้องสนับสนุน” มันจะมุ่งเรื่องนี้เรื่องเดียว เรามีแต่ว่ารับใช้ลูกเดียว ไม่ใช่มุ่งว่านั่งสมาธิ ท่านก็สอนอยู่ แต่เอาไม่ได้ดอก เราเป็นคนทํางานใช่ไหมครับ ทําไม่ได้ ทําอย่างไรก็ทําไม่ได้
ทีนี้พออยู่ปั๊บ ! ๒๕๐๖ ท่านก็เดินทางไปถํ้าบูชา ไปตั้งถํ้าบูชาใหม่ ๒๕๐๗ เอาอีกแล้วทีนี้ ผมว่า “ฮ่วย ! อาจารย์ ถ้าไปยาวกว่านั้น ผมไปอีกไม่ได้นะ” ว่างั้น “เออ ครั้งสุดท้าย เราจะไปแค่นี้ล่ะ แล้วเราจะไม่ไปไกลกว่านั้นอีก” ว่างั้นนะ ก็ไปตั้งถํ้าบูชาด้วยกัน ๒๕๐๗ ท่านอาจารย์ทองพูลนี่ก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์จวน ก็ไปรุมกันเรื่อยอย่างนี้ล่ะ”
ภาค ๗ วิเวกถํ้าบูชา ภูวัว รักษารอยมือรอยเท้าครูบาอาจารย์
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๐๖ พักวิเวกถํ้าบูชา
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“จากนั้นเมื่อจําพรรษาภูสิงห์เสร็จแล้ว ออกพรรษา ท่านอาจารย์สอน ท่านก็ไปหาวิเวก ส่วนข้าพเจ้ากับเณรหนึ่ง พวกญาติโยมบ้านดอนเสียด ภูวัว นิมนต์ให้ไปอยู่ถํ้าบูชา ข้าพเจ้าก็เลยไปกับเณร ไปสํารวจดูสถานที่ภูวัว ไปดูที่ถํ้าพระ ที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านได้สร้างพระไว้ เห็นว่าเป็นที่ยังไม่เหมาะสม แล้วข้าพเจ้าจึงเดินทางไปตรวจดูที่ถํ้าบูชา เห็นว่าถํ้าบูชาเหมาะดีกว่าถํ้าพระ จึงได้ตกลงใจพักวิเวกอยู่ที่นั้น
ทีแรกไปอยู่ ยากที่จะบิณฑบาตถึง เพราะถํ้าบูชากับหมู่บ้านดอนเสียด ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด ห่างกันประมาณ ๗ กิโลฯ และก็ไม่มีหนทางเดินอีกด้วย ต้องบุกป่าฝ่าดงดอน ไปตามทางสัตว์นั่นเอง กว่าจะถึงหมู่บ้านต้องกินเวลา ๒ ชั่วโมงหรือ ๓ ชั่วโมง ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าไปอยู่ทีแรก ครั้งแรกบนหลังถํ้าบูชากับเณรหนึ่ง บิณฑบาตไม่ได้ พวกชาวบ้านเขาต้องส่งเสบียงอาหาร คือเขาลําเลียงกันส่ง ๗ วันต่อครั้งหนึ่ง แล้วก็ให้เณรหุงต้ม เอาผักป่านั่นแหละเป็นอาหาร มีพริก มีปลาร้า คลุกเคล้ากันแล้วก็หาเก็บผักหนาม เก็บยอดข่า หรือยอดหวาย มาต้ม มาแกง ฉันพอเยียวยาอัตภาพชีวิตไปชั่ววันหนึ่งๆ
ทีนี้ต่อมาเมื่อญาติโยมเขาเสร็จกิจในการงานเขา คือ เก็บเกี่ยว เก็บข้าวเสร็จแล้ว ก็เลยพาญาติโยมตัดทางจากบ้านดอนเสียดขึ้นภูวัว ถํ้าบูชา ให้รถและเกวียนเดินได้สะดวก พากันบุกเบิกทางอยู่ ๓ เดือนจึงสําเร็จ รถขึ้นได้ จนเป็นทางเดินได้สะดวกตลอดปัจจุบันเดี๋ยวนี้”
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์จวนพาญาติโยมบุกเบิกทําถนนไปถํ้าบูชา ไว้ดังนี้
“ทีนี้ก็แต่ก่อนนี่ถํ้าบูชา มันไปได้แห่งเดียว ขึ้นไปทางบ้านทุ่งทรายจกนี่แล้ว เดินประมาณ๖ ชั่วโมงจะไปถํ้าบูชา บ้านดอนเสียดนี่ท่านอาจารย์จวนพึ่งตัดทางลงมาประมาณ ๒๕๐๙ ขาออกนี่แต่ก่อนมันไม่ได้ แต่ก่อนมันขึ้นทางเดียวทางบ้านทุ่งทรายจก บ้านทุ่งทรายจกนี่ ผมก็เดินวันหนึ่งกับคืนหนึ่งบางที บางทีก็ไปคํ่าตรงบ้านทุ่งทรายจก ทุ่งทรายจก นี่เด้อ ทางขึ้นตรงก่อนจะถึงบ้านดอนชมภูนี่เด้อ ออกไปนี่ นี่ก็บ้านต้อง พอบ้านต้องก็เลี้ยวซ้ายก็ถึงบ้านทุ่งทรายจก
บ้านดอนเสียดนี่มาทําถนนทีหลัง ๒๕๐๙ ที่จําได้นี่เพราะว่า ตอนที่ผมย้ายไปอยู่ขอนแก่นแล้วก็ผมบอกท่านอาจารย์จวนว่า “ให้รีบตัดถนนมา ผมจะเอารถยนต์ขึ้นไปเป็นคันแรกของประเทศไทย” ผมก็เอารถยนต์เอาไปจอดไว้ข้างบนเป็นคันแรกของประเทศ”
พรรษา ๒๒ – ๒๕ พ.ศ. ๒๕๐๗ – ๒๕๑๐ จําพรรษาถํ้าบูชา ตาดสะอาม ภูวัว
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แม้ระยะที่มาอยู่ถํ้าบูชา บนหลังตาดสะอามตอนต้นๆ จะรู้สึกลําบากมาก เพราะเสนาสนะที่อยู่อาศัยไม่มี ต้องอาศัยถํ้า อาศัยร่มไม้โดยตลอด เวลาอยู่รุกขมูลหรือร่มไม้ ฝนตกหนัก พายุแรง เพราะเป็นที่แจ้ง เวิ้งว้าง กลดมุ้งจะถูกพัดกระเจิง ถ้าเก็บอัฐบริขารไม่ทัน ก็เปียกหมด ตัวเราก็โชกไปทั้งตัว เวลาอยู่ถํ้าอาศัยกันลมได้ แต่บางครั้งฝนตกกระหนํ่าก็สาดเข้าไปในถํ้าเปียกหมดเช่นกัน แต่ความลําบากทางกายเรานี้ก็มิได้ทําให้ย่อท้อ การบําเพ็ญภาวนาสะดวกสบาย เป็นที่สัปปายะมากอีกแห่งหนึ่งและพวกชาวบ้าน ญาติโยมก็มีศรัทธาดี ถึงวันพระจะขึ้นมาฟังธรรมกันอย่างไม่เห็นแก่ความลําบากน่าเห็นใจและอนุโมทนาในความเสียสละตั้งใจจริงของเขา ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงตกลงใจอยู่จําพรรษาโปรดพวกเขาและได้จําพรรษาอยู่ถึง ๔ พรรษาด้วยกัน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗ ตลอดไปจนถึง พ.ศ. ๒๕๑๐
สมัยไปอยู่ภูวัวนี่ก็ถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่สอดแนมอยู่บ่อยๆ เขายังไม่ไว้ใจสนิท และข้าพเจ้าตกลงก็จําพรรษาที่ถํ้าบูชา ภูวัว (ปี พ.ศ. ๒๕๐๗) จําพรรษาปีทีแรกถํ้าบูชา ภูวัวนี้ มีพระอยู่ ๕ องค์ สามเณร ๑ องค์ เท่านั้น และภูสิงห์ก็มีพระอยู่องค์หนึ่ง ต่างองค์ต่างแยกย้ายกันหาที่วิเวกตามถํ้า ตามร่มไม้ ตามที่ถูกจริตนิสัยของตน ไม่ข้องแวะกัน มาพบกันเฉพาะเวลาฉันเท่านั้น ปรารภความเพียรกันอย่างไม่ประมาท ได้สร้างโรงครัว ศาลาโรงฉันข้างล่าง และชวนพระเณรทําบันไดขึ้นหน้าผา ขึ้นบนหลังตาดสะอาม เพราะข้างบนนั้นเป็นชัยภูมิที่ดี เหมาะแก่เป็นที่วิเวกรุกขมูล”
พระพุทธรูปในถํ้าบูชา – นิมิตเมียในอดีตชาติเกิดเป็นยักษ์
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ถํ้าบูชานี้ แต่ก่อนมีวัตถุโบราณ มีพระพุทธรูปโบราณ ชาวบ้านไปค้นพบ ก็จะนําไปออกขายบ่อยๆ มีข่าวเล่าลือกันว่า แม้พระพุทธรูปทองคําก็ยังหลงเหลืออยู่ในถํ้าในเขตภูวัวนี้ เพราะพวกพราน พวกชาวบ้านป่าสมัยโบราณได้เคยหลงทางเข้าไปพบเห็นกันมาแล้ว แต่ไม่มีใครกล้านําออกมา ด้วยเกรงต่ออํานาจเทพารักษ์ที่บํารุงรักษาสถานที่เหล่านั้น จึงเพียงโจษขานเล่าให้ลูกหลานฟังต่อๆ กันมา พวกญาติโยมสมัยนี้ก็อยากจะได้เห็น ได้กราบบูชา จึงมารบเร้าข้าพเจ้า พวกเขาเองช่วยกันค้นหากันเท่าไรจนเต็มสติปัญญาแล้วไม่เห็นพบ ขอให้พระ ให้เณร ช่วยหาด้วยก็ไม่พบ
วันหนึ่งระหว่างข้าพเจ้าภาวนา ได้นิมิตไปว่ากําลังค้นหาพระแต่ไม่เห็น ปรากฏไปเห็นยักษ์ตนหนึ่ง เป็นยักษ์ผู้หญิงรูปร่างสูงใหญ่มาก ตัวดําสนิท ผมยาวรุงรัง มีแต่ผ้านุ่งเปลือยกายท่อนบนตลอดอกยานใหญ่ ใหญ่จริงๆ ท้องก็อ้วนใหญ่ ยืนตระหง่านอยู่ที่นํ้าตกสะอาม ข้าพเจ้าเห็นยักษ์ก็เดินเข้าไปถาม
“ท่านมายืนอยู่ที่นี่ทําไม ?”
เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นยักษ์ อยู่ที่นํ้าตกสะอามนี่ ที่อยู่ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่”
“ทําไมจึงเป็นยักษ์มาอยู่ที่นี่ ?”
“เพราะแต่ก่อนเคยทําบาป”
“เคยทําบาปอะไร ?” ข้าพเจ้าซัก
เขาเลยตอบว่า “ตั้งแต่ชาติก่อน นานมาแล้ว ชาติไหนไม่ทราบ ข้าพเจ้าไม่มีญาณระลึกชาติได้ชาตินั้นข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นภรรยาของพระคุณเจ้า ข้าพเจ้าเป็นผู้ทุจริต ประพฤติผิดมิจฉากาม มีจิตใจนอกรีตนอกรอย ไม่ซื่อสัตย์ต่อสามี คือ พระคุณเจ้า เป็นคนเล่นชู้ไปคบชายอื่นนอกใจสามี เป็นคนเกเร และเมื่อเวลาสามีจับทุจริตได้ ก็เลยล่อลวงสามี ปกปิดไว้ว่า ไม่ได้ทํา ไม่ได้ล่วงประเวณี ด้วยบาปอกุศลกรรมอันนั้น ทําให้ข้าพเจ้าต้องมาเกิดเป็นยักษ์อยู่ ณ ที่นี้”
ข้าพเจ้านิ่งฟังด้วยความสลดสังเวชใจในบุพกรรมเก่าของสัตว์โลก เวลานั้นมัวแต่นึกสลดใจเลยเผลอไปไม่ทันคิดจะถามว่า เขาต้องใช้กรรมมาเกิดเป็นยักษ์นานมาเท่าใดแล้ว ได้แต่คิดถามเรื่องที่ญาติโยมรบเร้า
“ที่นี่ ที่ถํ้าสะอามนี้ เขาว่ามีพระพุทธรูปโบราณอยู่ใช่ไหม มีใช่ไหม ?”
เขาบอกว่า “มี มีอยู่”
“ท่านรู้จักไหม ที่อยู่ของพระพุทธรูป ?”
เขาบอกว่า “รู้จัก”
“ถ้างั้นช่วยบอกได้ไหม ?”
เขาสั่นหน้า “ไม่บอก”
“ทําไมไม่บอก ?”
“เพราะข้าพเจ้าเกลียดชังท่าน”
“เกลียดชังเราทําไม ?”
“เกลียดชังเพราะท่านละข้าพเจ้า หย่าจากข้าพเจ้าไปในครั้งนั้น” เขาบอก “พระพุทธรูปมีอยู่ แต่ไม่ให้เห็นหรอก”
ความจริงจะเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่ในนิมิตครั้งนั้น ยักษ์ตนนั้นได้บอกข้าพเจ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าตื่นขึ้นพิจารณาถึงนิมิตด้วยความสลดสังเวชใจ เลยแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลไปให้เขา ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ปรากฏนิมิตเห็นเขาอีกเลย เขาจะพ้นทุกข์ไปแล้วหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
สําหรับเรื่องพระพุทธรูปทองคํานั้น ข้าพเจ้าเลยบอกญาติโยมที่กําลังวุ่นวายไม่เป็นอันทําอะไรนอกจากคอยไปค้นที่ถํ้าโน้น คอยมาค้นที่ถํ้านี้ว่า อย่าไปหาเลย ไม่เห็นหรอก
เขาไม่ให้เห็น เขาเชื่อกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ถึงจะหากันแทบล้มประดาตายกันอย่างไรก็ตามก็หาไม่เห็นจริงๆ
นี่เป็นเหตุการณ์ระหว่างพรรษาที่อยู่ตาดสะอาม ถํ้าบูชา จะจริงไม่จริงอย่างไร ก็เป็นนิมิตฝันต่างหากมาเล่าสู่กันฟัง”
สํานักสงฆ์ภูสิงห์น้อยถูกเผาทําลายในปี พ.ศ. ๒๕๐๘
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เล่าเหตุการณ์นี้ไว้ดังนี้
“ในพรรษาที่ ๓ ภูสิงห์ ท่านพระอาจารย์เพ็งไปอยู่ ข้าพเจ้าไปอยู่ที่ถํ้าบูชา เป็น พ.ศ. ๒๕๐๖นี่แหละ มาอยู่ภูสิงห์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แล้วก็โยกย้ายไปภูวัว ถํ้าบูชา พ.ศ. ๒๕๐๖
ในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๗ มีเหตุเผอิญขึ้นอีกในภูสิงห์ นี่ถ้าไม่เล่าก็ประวัติจะไม่สมบูรณ์ จึงขอเล่าเรื่องเหตุบังเอิญในภูสิงห์ให้ฟัง คือ ใน พ.ศ. ๒๕๐๗ – ๒๕๐๘ ต่อกัน แล้วก็ท่านพระอาจารย์เพ็งเตชพโล เวลานี้ท่านก็มรณภาพแล้ว ท่านอยู่ที่นั้น ในฤดูแล้งระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๘ ท่านว่าจะอยู่จําพรรษาที่ภูสิงห์ ท่านอยู่นั่น
ทีนี้ในสมัยนั้น ที่ภูสิงห์ใหญ่ ข่าวเล่าลือว่ามีพวกก่อการร้ายมาซ่องสุมอยู่ที่ภูสิงห์ใหญ่ ทีนี้ภูสิงห์น้อยกับภูสิงห์ใหญ่ติดกัน ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเขาก็เลยกลัวว่าพระจะเป็นอันตราย เขาเลยนิมนต์ให้พระลงจากภูสิงห์น้อย ไปจําพรรษาที่อื่น จําเป็นท่านพระอาจารย์เพ็งก็เลยลงไปจําพรรษาร่วมข้าพเจ้าที่ถํ้าบูชา
เมื่อพระอาจารย์เพ็งลงไปไม่กี่วัน ประมาณ ๔ – ๕ วัน พวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองของเรานี่เอง ขึ้นไปสํารวจที่สํานักสงฆ์อยู่จําพรรษามาแล้ว ๒ ปี เห็นว่า ที่กุฏิพระ คือ กระท่อมพระจะเป็นที่อาศัยของพวกก่อการร้าย ตกลงพวกเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองของเรานี่แหละ พวกลาดตระเวนสมัยนั้น ก็เลยเอาไฟจุดกุฏิพระหมดทุกหลัง แม้โอ่งนํ้าก็ทุบทิ้ง แม้พวกพืชผลที่ปลูกไว้ในวัด เช่น มะม่วง ลําไย และมะนาว มะพร้าว ตลอดถึงกล้วยและต้นมะละกอ หวาย พริกเรานี่แหละ เขาทําลายหมดตัดทิ้งหมด แม้แต่นํ้าบ่อเขาก็ถมและทําลายอีกด้วย
ส่วนกุฏิพระที่อาศัยเขาก็เผากันหมด ทําลายกันหมดไม่มีเหลือหลอ แม้บริขารของพระยังไม่ไปเก็บเอา เช่น ผ้าไตรจีวร และหนังสือ ตลอดถึงพระพุทธรูปก็ถูกไฟเผา ในสมัยนั้น แล้วก็ทราบข่าวจากชาวบ้านว่า พวกทหารฝ่ายบ้านเรานี่เองมาเผา ดังนั้น แล้วก็เรื่องนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่เอาเรื่องอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามหน้าที่ของเขา แล้วก็แล้วกันเท่านั้น เพราะบาปแก่ผู้ทํา กรรมแก่ผู้ก่อขึ้นต่างหาก เราไม่มีเรื่อง อย่าไปก่อความเดือดร้อนและวุ่นวายให้แก่ใครๆ”
พ.ศ. ๒๕๐๘ หลวงปู่ลี กุสลธโร เคยมาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่จวน
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องหลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าภูผาแดง อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เคยอยู่ร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ดังนี้
“มันมีองค์ที่ยังเหลืออยู่ คือ หลวงปู่ลี ถํ้าผาแดง ที่เคยอยู่ร่วมปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์จวน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ผมก็มาสนิทกับหลวงปู่ลี ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ นี่ล่ะ จนทุกวันนี้ ปีนั้นท่านพรรษาน้อยอยู่ ฉันข้าวเสร็จก็คุยกันธรรมดา เพราะว่าต่างคนก็ต่างใหม่ พอว่างเจอกันก็ชงนํ้าร้อนนํ้าอะไรให้ท่านฉันท่านก็ว่า “ปีนี้โต (เจ้า) ไปเยี่ยมเราหน่อยเด้อ (นะ)”
ถํ้าบูชาถูกทิ้งระเบิดในปี พ.ศ. ๒๕๐๙
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เล่าเหตุการณ์นี้ไว้ดังนี้
“การมาจําพรรษาที่ถํ้าบูชา ภูวัวนี้ ดังได้กล่าวแล้วว่า ข้าพเจ้าออกมาแต่เมื่อออกพรรษาของปี พ.ศ. ๒๕๐๖ อยู่วิเวกตามถํ้าตามเงื้อมเขา และร่มไม้พอดีพอสมควรแล้ว จึงเริ่มทําเสนาสนะ ยกแคร่สร้างกระท่อม กุฏิเป็นที่อาศัย มีโรงครัว โรงฉัน เพิ่มขึ้นเป็นลําดับ พระเณรก็มาอยู่จําพรรษาเพิ่มขึ้น โดยเห็นเป็นที่สงัดเงียบอยู่ในป่าดงพงลึก เหมาะแก่การบําเพ็ญภาวนากรรมฐาน ไม่เป็นที่คลุกคลี พลุกพล่าน ถึงกาลอันควรพวกศรัทธาญาติโยมก็จะมาฟังเทศน์ รับการอบรม ส่วนเวลาปกติธรรมดาพระเณรก็มีเวลาเพื่อการปฏิบัติธรรมบําเพ็ญความเพียร ตามโอกาสวาสนาของตน มีความสงบสันติกันมาโดยตลอด
เมื่อจําพรรษาที่ภูวัว เริ่มแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ พรรษา พ.ศ. ๒๕๐๘ – ๒๕๐๙ ชักจะมีอันตรายขึ้นเสียแล้ว คือพรรษา พ.ศ. ๒๕๐๙ นี่เอง ปีที่นํ้าท่วม แม่นํ้าโขงขึ้นมาท่วม ปีนั้นฝรั่งมันไปโยนระเบิดที่ถํ้าบูชา ๖ ลูก ระเบิดทําลาย ข้าพเจ้าวัดโดยตรงเมตรยี่สิบ วัดโดยยาวเมตรยี่สิบ ในลูกระเบิดทําลายนั้น ซึ่งไม่ห่างจากถํ้าบูชา และไม่ห่างจากโรงฉัน
ในคืนวันนั้น ฟ้าฝนตกและฟ้าก็คะนอง มีลม เขาทิ้งลง แตกแต่ลูกหนึ่ง เป็นลูกระเบิดไฟส่วนลูกระเบิด ๕ ลูกทําลายนั้นไม่แตกสักลูก และก็ไม่มีใครได้ยินเสียงในขณะนั้น ไม่รู้ว่าเขาทิ้งลูกระเบิด อยู่มา ๓ วันติดกันนั่นแหละ โยมขึ้นไปจังหัน และฤดูนั้นเป็นฤดูที่ฝนกําลังจะเริ่มตก จะเป็นเดือนมิถุนายน หรือเดือน ๗ โยมเขาไปหาเก็บเห็ด ก็เลยไปเห็นลูกระเบิด เมื่อโยมเห็นลูกระเบิด เขาจึงมาแจ้งให้พระทราบ พระก็เลยไปตรวจดู ก็รู้ว่าเป็นระเบิดทําลาย มีอยู่ ๕ ลูก
พบครั้งแรกเป็นลูกระเบิดเพลิง ๑ ลูก ระเบิดแล้ว ส่วนอีก ๓ ลูก เป็นลูกระเบิดทําลายขนาดใหญ่ยังไม่ระเบิด เขาจะมาวาง มาปลดทิ้ง เพื่อสิ่งใดไม่ทราบ แล้วข้าพเจ้าก็ให้ผู้ใหญ่บ้านเขารายงานไปทางอําเภอ ทางอําเภอก็รายงานไปถึงจังหวัด และรายงานไปถึงกรมทหารที่อุดรฯ ให้ฝรั่งทหารอเมริกันผู้มาทิ้งระเบิดทราบ ให้ฝรั่งเขามาทําลาย วันหลังก็พบอีก ๒ ลูก เป็นลูกระเบิดทําลาย ขนาดเดียวกันและยังไม่ระเบิดเหมือนกัน ทางวัดก็ได้รายงานไปตามลําดับเช่นเดียวกัน
ผลสุดท้ายทางทหารที่อุดรฯ และฝรั่งทหารอเมริกันก็เดินทางมาสํารวจดู ฝรั่งเขามานอนทําลายลูกระเบิดทั้ง ๕ ลูกนั้น นอน ๒ คืนที่ถํ้าบูชา เขาเอาเฮลิคอปเตอร์ไปลงที่บนพลาญหินหลังถํ้าบูชานั่นเอง จึงได้จัดการนําเอาลูกระเบิดที่ยังไม่ระเบิดเหล่านั้นขึ้นมาทําลายได้หมด เวลาจะให้ระเบิดทําลาย เขาต้องให้พระเณรหลบไปในถํ้านอนราบกับพื้น
ข้าพเจ้าไม่ได้ไต่ถามว่า “เขามาโยนมาปลดทิ้งระเบิดกันทําไม ?”
แต่ได้ยินพวกข้าราชการพูดกันว่า “ธรรมดาเมื่อเครื่องบินอเมริกันไปทิ้งระเบิดที่เวียดนามเหนือ ถ้ามีลูกระเบิดเหลือติดเครื่องบินอยู่ ก็จะต้องสลัดทิ้งตามป่าเขาให้หมด มิฉะนั้นจะมีอันตรายเวลานําเครื่องบินลงสู่สนามบินที่ตั้งฐานทัพ” เขาคงจะคิดว่า ป่าแถวภูวัวเป็นที่ที่ไม่มีผู้คนอาศัยก็ได้ จึงได้สลัดลูกระเบิดลง ส่วนที่ลูกระเบิดทําลายทั้ง ๕ ลูก ไม่แตกระเบิด เมื่อตกลงมาถึงพื้นดิน เพราะเหตุใดนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะอํานาจคุณพระรัตนตรัยคุ้มครองก็ได้
หลังจากนั้นก็ได้รับคําเตือนกันเนืองๆ ว่าที่ภูวัวไม่เป็นที่ปลอดภัย ควรจะอพยพโยกย้ายหนีไปจําพรรษาที่อื่น แต่พระเณรก็ยังคงปฏิบัติสมณธรรมไปตามสมณเพศวิสัย เร่งความเพียรกันตามสติปัญญาความสามารถของแต่ละคน”
ท่านพระอาจารย์จวนให้เบอร์แม่น
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คือตอนที่ไปรู้จักครั้งแรกที่ถํ้าจันทน์ ที่หลอกเอาพวกนั้นไปว่าจะถามเบอร์ โอ้ ! ท่านด่าผมผมเกือบไม่ไปอีกเลยนะ แต่ก่อนเขาลือว่าท่านที่หนึ่งเลย จากที่วันไปนั้น พอดีก็สะกิดล่ะ “ถามแหน่” ท่านว่า ไอ้เราก็ถาม “โอ้ ! อาจารย์นิมิตดีบ้างหนอ ?” โอ้ ! ท่านด่าเรานี่ ท่านว่า “คุณหมอ ที่คุณหมอมานี้ อาตมานึกว่าคุณหมอจะมาดึงอาตมาขึ้นมาจากบ่อนํ้า กลับมาถีบลงซะ”
อู้ ! เรา จุ๊ๆๆ ตายล่ะ แต่ใจจริงตอนนั้นก็ไม่มีเรื่องนี้เลย แต่เพื่อเขา ก็พวกนี้มันหาบของมานี่ เดินเป็นวัน ต้องมีอะไรล่อ ถึงจะได้ใช่ไหม ยังมาจากศรีวิไล พากันเดินมาถํ้าบูชานี้วันหนึ่งเต็มๆ นี่มันต้องมีอะไร บอกไปว่า “ขากลับ ท่านจะให้ความฝัน (เบอร์) อย่างงั้นอย่างงี้” เราก็บอก เพราะว่าท่านอาจารย์จวนท่านกําลังจะทําศาลา ต้องการคนมาตัดเสา ก็บอกไป บึงกาฬเราก็เอาคนมาทีละ๑๐ – ๒๐ คนใช่ไหมล่ะ มาลงเป็นฝูง
พอพวกนั้นไปนอนปั๊บนะ เราเลยกราบท่าน เราบอก “อาจารย์ ผมมาหาอาจารย์ ผมไม่มีความคิดถึงเรื่องนี้เลย ทําเพื่อคนอื่น” ก็เลยพูดไปเรื่องอื่น ท่านก็อวดเก่งไปกว่าเก่า ยิ่งกว่าล่ะทีนี้“โอ๊ย ! หมอเอ๋ยวะ” ถ้าเป็นสมัยเก่านะ บัตรเบอร์มันออกแล้วใส่ตลับ เหมือนจับยี่กีล่ะเนาะ แขวนไว้ “ถ้าทายผิดทีละงวด เอาไปฆ่าทิ้งเลย” เราถึง อู้ ! มันของจริง แต่ก่อนมันออกทุกวันเนาะ ไอ้ที่หวย กข ล่ะเนาะ ท่านบอกว่า “ถ้าทายผิดก็เอาไปฆ่าเลยน่ะ”
ไอ้เราก็กราบปั๊บ สาบานเลย “ต่อไปนี้ผมจะไม่ขอเรื่องนี้กับท่านอีกเลยครับ” ถึงแม้ท่านจะบอกผม ผมก็จะไม่เอาเลย เพราะว่าความผูกพันทั้งนั้น เราก็พอไปติดกับอาจารย์กงมา ท่านก็เคยพูดอย่างนี่ แต่เราก็ไม่อยากยุ่ง แต่ว่านายกเทศมนตรีท่านก็ชอบเล่นบัตรเบอร์อยู่ ที่เอาผมไปนะ อาจารย์กงมาล่ะน่า ผมก็ไป เราเลยสาบานว่า “อาจารย์ ถึงอาจารย์บอกผม ผมก็จะไม่เอาล่ะน่ะ” ตั้งแต่ท่านด่าผมอย่างนั้นล่ะ
พอทีนี้ พอสุดท้ายอดไม่ได้ ตอนที่จะจากกันนี้แหละ ผมก็เล่นเบอร์ (คุณหมอหัวเราะ) ตอนปี ๒๕๐๙ เราก็อยากจะย้ายเข้ากรุงเทพฯ ล่ะเนาะ มาลา คนสมัยเก่าข้าราชการนี้ พอย้ายปั๊บ มันตัดเงินเดือนไปก่อนเลย โอ๊ย ! ห่างกันสามสี่ห้าเดือน เราก็ไม่มีเงินใช่ไหม ? ไม่รู้เงินเดือนไปอยู่ไหนหมดนี่สมัยเก่าพอย้ายข้าราชการปั๊บ เงินเดือนมันตัดไปส่วนกลางนู่นเลย ไปเบิกอยู่ที่กรุงเทพฯ เราก็ไอ้ห่า ตาย กูตายเลย กูตายพอดี ชะงักเลย ก็เลยตัดสินใจมาลา มาลาที่ถํ้าบูชานี่
ทีนี้ผมก็เสียใจอยู่อย่างเดียวว่า ทําไมถึงย้ายหนีไปจากท่าน เพราะว่าตอนผมมาอยู่นี้ปี ๒๕๐๓ เงินเดือนมันเต็มแล้ว เต็มอยู่ตั้ง ๕ ปี ทีนี้แต่ก่อนถ้าไม่ได้ชั้นโท เงินเดือนก็ไม่ขึ้นต่อไป ก็เลยหนีไป ไปถึงก็กราบ “อาจารย์ ผมมาลาอาจารย์แล้วนะ” ว่า “เอ้า ! หมอจะไปไหน” “ผมก็อยากจะย้ายเข้ากรุงเทพฯ ล่ะครับผม” “เอ้า ! อยู่กับเราล่ะเป็นอย่างไรล่ะทีนี้ รํ่ารวยมันไม่ใช่เรื่องยากดอก” ท่านว่า เราบอก “อู้ ! อยู่ไม่ได้ล่ะอาจารย์ รุ่นเดียวกันนี่เขาเงินเดือนไปไกลกว่าผมนี้ ผมนี่เงินเดือนเดิมมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ นี้ ๒๕๐๙ ยังเท่าเก่า รับมา ๑,๑๖๐ บาทอยู่” ผมก็ว่า “โอ๊ย ! ไม่ไหวล่ะอาจารย์ ผมไปล่ะทีนี้” ก็เลยว่า “แล้วหมอจะเล่นไหมล่ะ” “ผมจะเล่นเบอร์ล่ะนี่”
“เอ้า ! หมอมีเงินเท่าไรจะเล่น” “ถ้าผมมีเงินสัก ๒๐๐ กว่าบาท ผมสิจะเล่น” เออ ! ท่านถามว่า “หมอจะซื้อเท่าไร ?” “ครั้งแรก ผมสิเอาสักตัวละ ๑๐๐ กว่าบาทก็พอ ไม่เอามากล่ะอาจารย์ กลัวมันจะไม่ถูก” พอดีท่านเดินไปปั๊บ มันเป็นพื้นทรายล่ะนะ จากเนินฉันข้างล่างไปข้างบน ถํ้าสะอาดเนาะ ท่านก็ถอดรองเท้าออกใช้หัวนิ้วโป้งเขียนพื้น ๕๐ อันนี้ท่านเขียน “อย่าบอกใครนะ” เออ ! ท่านฝันไว้ตั้งแต่กลางคืนล่ะ วันนี้พอเดินไปหน่อย เราเอ๊ะ ! “อาจารย์ ๒ ตัวนี้มันลงทุนมากนะอาจารย์ ๓ ตัวมันได้มากกว่านะอาจารย์” ท่านก็เขียน ๙๕๐ แล้วก็ลบปั๊บ “อย่าบอกใครนะ” อู๊ย ! เราก็ดีใจ “บ๊ะ ! กลับไปคงจะรวยตาย” นึกในใจนะ
กลางคืนท่านนิมิตอีกว่า เอาธนูนี่ให้ผม ๕๐ ลูก ไปยิงคนอุดรฯ กับคนสกลฯ นี้ ตายหมดทั้งเมืองเลย รุ่งเช้ามา เอาแล้วนะทีนี้ ประกาศเลยว่า “แล้วพระบอกอะไรอย่าไปเชื่อนะ ไม่ถูก แท้ๆ มัน ๔๖ นะ” ท่านว่า ไอ้เราไม่ไปลา ท่านถาม “หมอ ทําไมไม่ไปลา ?” “ไม่ๆๆ ผมกลัวเปลี่ยนเลข”
หวยในงวดนั้นไม่มีใครถูก เพราะซื้อเลข ๔๖ มีคุณหมอประพักตร์ถูกคนเดียว ถูกหวยเลข ๙๕๐ และ ๕๐ ต้องได้เงินหมื่นกว่าบาท แต่ถูกโกงไปส่วนหนึ่ง จึงโมโหเอาเงินที่ถูกส่วนหนึ่งไปซื้อของทําบุญถวายวัด และท่านพระอาจารย์จวนก็สั่งว่า “โอ้ ! หมอได้โชคพอดี ยังไม่ได้เนาะ ต่อไปหมอเลิกนะอย่าเล่นต่อไป เพราะหมอไม่มีโชคทางนี่ดอก”
ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลวงปู่ขาวคราวอาพาธหนัก
เรื่องหลวงปู่ขาว อนาลโย คราวป่วยอาพาธหนัก องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโนได้เมตตาบันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อหลวงปู่ขาวท่านเริ่มอาพาธ และผลที่เกิดจากการอาพาธของท่านต่อวัดถํ้ากลองเพลเริ่มแต่วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๑๐ หลวงปู่เริ่มป่วย ขั้นเริ่มแรกก็เป็นไข้หวัด แต่อาการของหวัดนั้นผันแปรไปในแง่ต่างๆ ที่จะยังโรคอื่นๆ ให้แทรกซ้อนและกําเริบรุนแรงไปตามๆ กัน หนักเข้าจนฉันไม่ได้ เริ่มแรกเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ยังไม่แปรเป็นโรคอื่นๆ หลายชนิดในธาตุขันธ์นั้น ท่านยังอุตส่าห์ลงไปฉันจังหันร่วมพระเณรในวัดที่หน้าถํ้ากลองเพลได้ตามปกติ ในสายตาคนภายนอกก็อาจคิดว่า ท่านมิได้เป็นอะไร นอกจากโรคชราประจําคนแก่อย่างเดียวเท่านั้น แต่เพราะโรคกําเริบแปรเป็นอย่างอื่นไปไม่มีสิ้นสุด กําลังธาตุขันธ์ก็ทรุดลงทุกวันเวลา จนไม่สามารถไปฉันร่วมหมู่คณะที่ถํ้าได้ ท่านยังยอมอดยอมทน และฝืนฉัน แม้จะได้เล็กๆ น้อยๆ ที่กุฎีท่านเอง จนฉันไม่ได้ กําลังอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดการพลิกแพลงอวัยวะจําต้องมีพระเณรคอยดูแลอุปัฏฐากตลอดเวลา
ข่าวคราวความไม่สบายของหลวงปู่กระจายไปถึงไหน คลื่นมนุษย์ ประชาชน พระ เณร มาถึงนั้นอย่างรวดเร็ว เพราะต่างคนต่างมีจิตใจใฝ่ฝันยึดมั่นในองค์ท่านเป็นที่ฝากเป็นฝากตายภายในใจ อย่างแนบสนิทอยู่แล้ว เมื่อทราบข่าวว่า ท่านไม่สบาย ก็จําต้องสะเทือนใจอย่างหนัก ราวกับฟ้าดินถล่ม ขั้วหัวใจจะขาดหายไปจากร่างในเวลานั้นจนได้ นับแต่ข่าวนั้นผ่านเข้าความรู้สึก ต่างก็หลั่งไหลมาทุกทิศทุกทาง ทั้งประชาชน ทั้งพระเณรจากทิศต่างๆ ทั้งใกล้และไกล ต่างหลั่งไหลมาเยี่ยมอาการของท่านด้วยความกระหาย อยากพบ อยากเห็น อยากกราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจ ในขณะที่เข้ามากราบไหว้ท่าน
วัดถํ้ากลองเพลในช่วงที่ท่านป่วยนั้น จึงเป็นเหมือนมีงานในวัด แออัดไปด้วยผู้คนหญิงชาย พระ เณร แลฆราวาสที่มาจากที่ต่างๆ จนทางวัดไม่อาจรับรองได้ทั่วถึง ทั้งที่พักหลับนอน อาหารการบริโภค ต่างให้ช่วยตัวเองบ้าง ช่วยกันเองบ้าง ในเวลาขาดแคลนจําเป็น เพราะวัดก็เป็นสถานที่อยู่ของนักบวช ผู้ขอทานชาวบ้านมาฉัน มิใช่สถานที่อยู่ของมหาเศรษฐี ซึ่งต่างก็ทราบกันอยู่แล้ว แต่ก็ดีอย่างหนึ่ง ที่วัดถํ้ากลองเพลมีบริเวณอันกว้างขวาง และเต็มไปด้วยป่าด้วยเขา ร่มไม้ เงื้อมผาต่างๆการพักอยู่หลับนอนจึงสะดวก โดยยึดเอาป่าเขาร่มไม้ในบริเวณวัดเป็นที่พักผ่อนหลับนอนเลยทีเดียว อย่างสบายหายห่วง เป็นความสะดวกทั้งพระ เณร และประชาชนจํานวนมาก ที่มาพักเยี่ยมอาการท่านชั่วคราว
เฉพาะอาหารการบิณฑบาตสําหรับพระ เณร และประชาชน แทนที่จะอดอยากขาดแคลน เพราะคนมากด้วยกัน แต่ก็มีอุดมสมบูรณ์ แต่ต้นชนปลายที่ท่านป่วยซึ่งเป็นเวลา ๔ เดือนกว่าไม่บกพร่องขาดเขินเลย นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์ในบุญวาสนาบารมีของหลวงปู่ท่านคุ้มครอง แม้ผู้คนพระเณรจํานวนมากที่มาคละเคล้ากัน ก็เป็นประหนึ่งลูกของพ่อแม่เดียวกัน หรือเป็นเหมือนอวัยวะอันเดียวกัน อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ไม่มีอธิกรณ์หรือเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้นเลย ต่างมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พบปะทักทายกันอย่างนุ่มนวลอ่อนหวาน ราวกับเคยพบเห็นและสนิทสนมกันมาเป็นเวลานานปี
เริ่มแรกที่ท่านป่วย ทางวัดและครูอาจารย์ทั้งหลายปรึกษากันไว้เกี่ยวกับผู้คนพระเณรมามาก อาจเกิดความไม่สงบขึ้นได้ พร้อมกับความเข้มงวดกวดขันพระเณรที่ก้าวเข้ามาในวัด เพื่อรักษาความสงบในหมู่คณะที่เข้าเกี่ยวข้อง กันไว้ไม่ประมาท เรื่องราวก็ผ่านไปด้วยความสงบราบรื่นดีงามทุกประการ น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง ไม่น่าจะหลงลืมได้ลงคอในชีวิตของผู้เขียน (องค์หลวงตา) และท่านผู้เคยได้พบเห็นเหตุการณ์นี้ด้วยกัน
หลวงปู่ฉันไม่ได้และทอดลงโดยลําดับ ประชาชนพระเณรยิ่งหลั่งไหลมาทุกทิศทุกทาง ระยะที่ท่านป่วยนับแต่เริ่มต้นป่วยหนัก ผู้เขียนก็มาอยู่กับท่านเป็นประจํา หลายวันจะกลับไปค้างวัดสักคืนสองคืนก็ต้องรีบกลับมา ทั้งนี้เพราะเป็นห่วงท่านมาก และเพื่อความสงบเรียบร้อยในด้านอื่นๆ แต่ก็เดชะบารมีของหลวงปู่ท่านคุ้มครองรักษา สถานการณ์ทุกด้านสงบเรียบร้อยดี”
ท่านพระอาจารย์จวนปฏิบัติต่อหลวงปู่ขาวคราวอาพาธหนัก
พระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ได้เมตตาเล่าถึงความละเอียดลออที่หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ ปฏิบัติต่อหลวงปู่ขาว อนาลโย ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของท่าน ในคราวอาพาธหนัก ไว้ดังนี้
“เราจะขอเล่าถึงความละเอียดที่หลวงปู่จวนปฏิบัติต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ ณ วัดถํ้ากลองเพลตอนที่หลวงปู่ขาวอาพาธหนัก พุทธศักราช ๒๕๑๐ เช้าวันหนึ่งโยมพ่อตัน บารมี มาถวายฉันจังหันท่านหลวงปู่จวนที่วัดถํ้าบูชา เสร็จจังหันแล้ว จึงกราบเรียนหลวงปู่จวนว่า “ขอโอกาสท่านอาจารย์ พระครูบาอาจารย์ มีหลวงพ่อเพ็ง หลวงพ่อจันทา ให้มารับท่านอาจารย์ไปวัดถํ้ากลองเพลด่วนหลวงปู่ขาวคงจะไม่รอดแล้ว”
ท่านก็กล่าวว่า “เรายังไม่ได้สั่งลาญาติโยม จะไปได้ยังไง เขาเอาข้าวมาให้กิน ไม่บอกเขามันไม่สมควร ให้เขาขึ้นมาซะก่อนวันพรุ่งนี้ จะได้สั่งมอบหมายให้เขาทราบ ของมันก็มีอยู่ในศาลาเขามาทิ้งไว้ให้พ่อขาวทํากับข้าวให้ มีเกลือ พริก ปลาร้า พรุ่งนี้บอกลาเขาก่อนจึงจะไป”
คือที่ท่านใจเย็นอยู่ เพราะทราบภายในว่าหลวงปู่ขาวจะยังไม่ละสังขาร สมัยก่อนระยะทาง๘ กิโลเมตร เฉพาะทางเดินลอดป่าลอดดงไป ถํ้าบูชานี้ท่านและญาติโยมมาถางเอาใหม่หมด ค่อยทําค่อยเซาะ ค่อยสร้าง เดินมามีแต่ลอดป่าลอดดงไป บางแห่งต้องลอดขอบ เดินบิณฑบาตก็มาเจอช้าง เอากระบอกไม้ไผ่มาเป่าให้เกิดเสียงดัง (เป่าโหวด) ช้างมันจะหลีกทางไป จนไปบอกพวกอุปัฏฐากผู้ดูแล ยามวันพระเขาก็หาบข้าวสารขึ้นไปไว้ พริก เกลือ ปลาร้า ไปทิ้งไว้ในครัว มีแต่ตาปะขาว เณรก็ไม่มี ถึงมีก็หนีหมด ไข้ตายหลายองค์แล้ว ตายไป ๒ องค์ที่ถํ้าบูชา พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ก็มาเป็นไข้มาลาเรียเกือบตายอยู่ที่นี่
พอรุ่งเช้าอีกวัน หลวงปู่จวนจึงสั่งญาติโยมว่า “อาตมาจะได้ไปอุปถัมภ์อุปัฏฐากหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวอาพาธหนัก โยมเขามารับเอา”
โยมพ่อตัน บารมี จึงกราบเรียนหลวงปู่จวนว่า “หลวงปู่สั่งให้เขาเตรียมโลงไว้แล้ว หลวงพ่อเพ็ง (หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต) ครูบาอาจารย์หลายองค์ต่างลงมติให้เลื่อยไม้ไว้ทําโลงศพ แล้วให้ตาชาลีเอาลงแล็กเกอร์เอาไว้หลังศาลา เวลาท่านหมด (มรณภาพ) ก็จัดการโลด หลวงพ่อขาน (หลวงปู่ขาน ฐานวโร) ก็อยู่นั่น ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร บัดนี้พวกหนึ่งก็ลงมติว่าจะเอามาเข้าโรงพยาบาลคณะสงฆ์ คณะลูกศิษย์ลูกหาให้เอามาโรงพยาบาลอุดรฯ มติสงฆ์บอกว่า รอหลวงปู่จวนมาก่อนถ้าหลวงปู่จวนลงมติเห็นด้วยก็เอาหามขึ้นใส่รถไปโรงพยาบาลเลย”
เมื่อหลวงปู่จวนท่านทราบเรื่องเป็นอย่างดีแล้ว ท่านจึงเดินจากถํ้าบูชามาถึงอําเภอศรีวิไลมืดคํ่าแล้วไม่มีทางรถ มานอนวัดหลวงปู่โก้ วัดศรีวิไล (วัดศรีชุมภูพรญาณสังวราราม) ตื่นมาตอนเช้าจึงเดินทาง ท่านเหมารถปิคอัพสองแถวน้อย มาถึงวัดถํ้ากลองเพลบ่าย ๔ โมง เข้าลงมติในที่ประชุม หลวงปู่จวน ท่านก็กล่าวว่า
“โอ้ย ! ท่านเหลือแต่ลมแล้วจะเอาไปยังไง อย่าให้ท่านทรมานมาก เราขอคัดค้านไม่ให้เอาไป ให้เอาไว้ที่ถํ้ากลองเพล ไม่ให้เอาไป” ที่ประชุมจึงมีมติถาม ถามองค์นั้นองค์นี้ ก็ให้เอาไป เอาไปส่วนมากให้เอาไปเกือบทั้งหมด พระองค์อื่นให้เอาไปหมด ยังเหลืออีกรูปหนึ่งที่เห็นด้วยกับหลวงปู่จวนคือ หลวงพ่อขาน ฐานวโร ท่านกล่าวว่า
“โอ้ ! ไม่ควรเอาไป ท่านเกือบแล้ว เต็มที่แล้ว รักษาจนหมดความสามารถทํายังไง ก็ให้อยู่ในถํ้ากลองเพลนี่แหละ”
และหลวงปู่จวนท่านบอกยํ้าชัดว่า “ไม่เอาไป ถ้าท่านรอดมาได้ก็เป็นบุญกุศล รอดไม่รอดก็ควรเอาไว้ หีบศพที่ทําไว้แล้วนั้นให้เอาซ่อนไว้ก่อน อย่าเอามาโชว์ไว้นี่” หลวงปู่จวนท่านกล่าวขึ้นเสียงดังฟังชัดในที่ประชุม ท่านหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต จึงกล่าวขึ้นว่า
“ไม่ได้ๆ โลงศพทําไว้ดีแล้ว”
ประชุมกันไปมาหลายรอบ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ จึงเดินทางมาเยี่ยม ท่านเอายามาลาเรียมาละลายใส่นํ้าหยอด หลวงปู่ขาวอาการดีขึ้นๆ คราวนั้นมีพระเถระองค์สําคัญหลายรูปมาอุปัฏฐากหลวงปู่ขาวอาพาธ เช่น หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่ลี กุสลธโร ก็อยู่
หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านคอยดูแลนํ้า ปรับปรุงสระนํ้าที่หลังกุฏิเก่า หลวงปู่เจี๊ยะ เป็นหัวหน้าใหญ่ชอบตีสกัดหิน ท่านตีหินแล้วมีพวกญาติโยมมาขนเอาไปทิ้ง พวกเจาะก็เจาะ พวกทิ้งก็ทิ้ง หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต ภูเวียงก็อยู่นั่น มีพระเถระหลายองค์ ท่านก็ค่อยๆ ดีขึ้น
หลวงปู่จวนว่า “เราพูดแล้วว่า ท่านยังไม่ทันหมดบุญ”
หลวงปู่ขาน ก็ว่า “เราก็พูดแล้วว่า ท่านยังไม่หมดบุญ เราถึงคัดค้าน”
หายป่วยคราวนั้นหลวงปู่ขาวก็ยังทรงสังขารขันธ์มาจนถึงอายุ ๙๖ ปี ไม่ป่วยอีกสักครั้ง จากนั้นมาจนกระทั่งเข้าสู่แดนนิพพาน”
คราวที่หลวงปู่ขาวอาพาธหนัก ครูบาอาจารย์พระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ตลอดจนศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ต่างก็เป็นห่วงเป็นใยในอาการอันไม่น่าไว้วางใจ และต่างก็ปรารถนาให้ท่านหายจากอาพาธ ตามปกติธรรมดาของชาวพุทธ โดยเฉพาะศิษย์วงกรรมฐานย่อมเชื่อมั่นในอํานาจคุณพระศรีรัตนตรัยและเชื่อมั่นในบุญญาบารมีของหลวงปู่มั่น ต่างก็พากันไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติภาวนา อธิษฐานจิตและอาราธนาอัญเชิญพระศรีรัตนตรัยและหลวงปู่มั่นเพื่อเป็นสรณะที่พึ่ง และเพื่อช่วยดลบันดาลรักษาหลวงปู่ขาว จนในที่สุดหลวงปู่ขาวหายจากอาพาธหนักในคราวนั้น
อนึ่ง หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ และ หลวงปู่ขาน ฐานวโร ในช่วงนั้นท่านทั้งสองต่างได้บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้ว และต่างก็มีคุณวิเศษ มีญาณหยั่งทราบ จึงทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าว่า หลวงปู่ขาวท่านยังไม่หมดบุญ
อานิสงส์ที่หลวงปู่ขาวช่วยทําปฐมสังคายนาทําให้ท่านรอดตาย
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม) ได้เล่าเรื่องนี้ต่อไปอีกว่า พอหลวงปู่ขาว อนาลโย พระผู้เป็นดั่งเพชรนํ้าหนึ่งในวงกรรมฐานท่านดีขึ้นมา ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ท่านจึงกล่าวว่า “เป็นเพราะอานิสงส์ที่เราทําแต่ชาติปางก่อน” หลวงปู่ขาวท่านเข้าไปอยู่ในสมาธิ เข้าไประงับเวทนาระลึกชาติได้ ภาพนิมิตปรากฏขึ้นมาว่า “ชาติก่อนท่านเคยช่วยทําปฐมสังคายนา ในสมัยพระเจ้าอชาตศัตรูประกาศสังคายนา อยู่ถํ้าสัตตบรรณคูหาอยู่ที่ภูเขาเวภารบรรพต”
จุดประสงค์สําคัญที่สุดของการสังคายนา คือ การรวบรวมพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เพื่อธํารงรักษาพระธรรมวินัยเอาไว้ไม่ให้สูญหายหรือวิปลาสคลาดเคลื่อนไป เพราะพระธรรมวินัยนั้นคือหลักของพระพุทธศาสนา หากปราศจากคําสอนแล้วพระพุทธศาสนาก็ดํารงอยู่ไม่ได้ ดังพุทธวจนะในคราวจะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า
“โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา.”
ดูกรอานนท์ ธรรมแลวินัยใดที่เราได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ในเมื่อเราล่วงลับไป
พระเถระทั้งปวงเห็นความสําคัญของพระธรรมวินัย ซึ่งจะสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปในภายหน้า หากละเลยปล่อยไว้กระทั่งพระธรรมวินัยเกิดความคลาดเคลื่อนไป จะเป็นอันตรายต่อพุทธศาสนา จึงได้เริ่มสังคายนารวบรวมพระธรรมคําสอนขึ้นเป็นหมวดหมู่ภายหลังพุทธปรินิพพานไปแล้ว ๓ เดือน
การประชุมสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรกขึ้นที่ถํ้าสัตตบรรณคูหา โดยพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปที่ประชุมได้ตกลงกันมอบหมายให้พระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ทําหน้าที่สอบถามพระธรรมวินัย ให้พระอุบาลีเถระผู้เป็นเอตทัคคะในด้านพระวินัย ทําหน้าที่วิสัชนาในเรื่องที่เกี่ยวกับพระวินัย
ให้พระอานนท์พุทธอนุชา ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคลังแห่งพระสัทธรรม เพราะทรงจําคําสอนของพระศาสดาไว้ได้มาก เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม ทั้งพระสูตรและพระปรมัตถาภิธรรม และตกลงให้สังคายนาพระวินัยก่อนเป็นอันดับแรก เพราะพระวินัยเป็นแก่นหรือเป็นรากแก้วของพระศาสนา แล้วจึงสังคายนาพระสุตตาภิธรรม เมื่อสังคายนาแต่ละปิฎกจบลง พระสงฆ์สังคีติภาณกาจารย์ได้ท่องจําและสังวัธยายปิฎกนั้นๆ โดยมุขปาฐะ การสังคายนาครั้งนั้นได้กระทําด้วยวิธีนี้ เป็นเวลา ๗ เดือน จึงจบสิ้น
หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเล่าว่า
“ในชาตินั้นเราเกิดเป็นคนบ้านนอก พระเจ้าแผ่นดินประกาศให้เอาต้นไม้ไผ่ หญ้าคา ไม้เครื่องมาทําเป็นที่พักสงฆ์ประชุมสังคายนา ๕๐๐ อัน เราอยู่บ้านนอกขนของ ชักชวนญาติพี่น้องมาทําบุญ
ด้วยอุปนิสัยในทุกวันอุโบสถ เราเอาข้าวสารอาหารแห้งไปให้โรงทาน เพื่อเป็นอาหารถวายทานแก่พระที่ท่านมาร่วมทําสังคายนา กว่าจะแล้วพรรษาหนึ่ง ๓ เดือน ในชาตินั้น สนุกกินสนุกทาน เราจึงเป็นคนไม่มีอด ไม่มีอยาก ด้วยอานิสงส์นั้นจึงเป็นเหตุทําให้เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ก็มีศรัทธาพระพุทธศาสนาเลย ที่เราไม่ตายก็ด้วยเหตุอันนั้น อานิสงส์ช่วยมาได้”
หลวงปู่ทองพูลท่านยํ้าว่า นี้คือความละเอียดของผู้อยู่ในสมาธิ คือ ความละเอียด มันเกิดระลึกชาติขึ้นมาได้ มันผุดขึ้นมาชัดเจน นี่สังขารที่เที่ยงตรง มันมีสังขารแล้วจึงเกิดฌาน คือ ความระลึกชาติได้
หลวงปู่จวน หลวงปู่เจี๊ยะ ถามเวลาท่านหายป่วย “เป็นอย่างไรบ้าง หลวงปู่ ?”
หลวงปู่ขาวท่านกล่าวอย่างอาจหาญเหมือนคนไม่เคยป่วยมาเป็นร้อยชาติว่า “เราอยู่ในฌาน เราถึงได้ระลึกชาติได้ ฌานละเอียดมันเลยรู้รายละเอียด มีสังขารแล้ว สังขารไม่เปลี่ยนแปลง สังขารที่ตรงแล้ว สังขารที่จะรู้จริงเห็นจริงแล้ว ไม่ได้ปรุงแต่ง มันเป็นจริงแล้ว”
พระลูกศิษย์ที่นั่งฟังหลวงปู่ทองพูลเล่าเกิดนึกสนุกขึ้นมา เพราะเพลิดเพลินกับการบรรยายเรื่องราวพิสดารของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ได้ฟังแล้วเพลิดเพลิน ลืมวันคืนปีเดือน เหมือนนั่งเฝ้าพระอรหันต์องค์เป็นๆ จึงเรียนถามท่านว่า “สมมุติว่าเลยปุยนุ่นไปสมมุติดับ ดับไป มันไปถึงทุ่งโล่งยั้งอยู่นั้นเสียก่อนไหมครับ ?”
“มันหยั่งขึ้นมา มันละเอียดแล้ว มันจะเกิดญาณขึ้นมา สังขารที่เที่ยงตรงเป็นวิสังขารแล้ว” หลวงปู่ขาวท่านว่า
หลวงปู่จวนท่านสนทนากันในคราวนั้น มันเที่ยงตรงแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงได้ มันเป็นวิสังขารแล้ว ถ้าเป็นสังขารธรรมดา มันเปลี่ยนแปลงได้ มันยังไม่เที่ยงตรงแท้ ถ้าเป็นวิสังขารแล้วมันละเอียด ทั้งบุญเก่า บุญใหม่มันพ่วงกันอยู่ บุญเก่าก็ละเอียด บุญใหม่ก็ละเอียด มันเป็นวิสังขารแล้วถ้ายังไม่เป็นวิสังขาร มันยังไม่เที่ยง ไม่ตรง ถ้าเป็นวิสังขารมันไม่ปรุงแต่ง รู้ตามเป็นจริง สอุปาทิเสสนิพพาน อนุปาทิเสสนิพพานจบ
สอุปาทิเสสะ คือ ยังปรุงแต่งอยู่ อนุปาทิเสสะ คือ ไม่ต้องปรุงแต่ง มันละกันไป ญาณประเภทไหนก็ละไปแล้ว ความรู้ความเห็นละทิ้งไปหมด
พระเรียนถามท่านว่า “พอจิตเข้าสู่จุดนี้แล้ว จิตมันตื่นอยู่ ?”
หลวงปู่ทองพูลท่านตอบว่า “จิตที่ละเอียดแล้ว มันไม่มีคําว่าตื่น มันละได้หมดแล้ว มันละได้ละเอียดแล้ว มันถึงรู้ขึ้นมาได้ ถ้าอยากรู้ อยากเห็น มันยังไม่เป็น”
หลวงปู่จวน หลวงปู่เจี๊ยะ จึงเรียนถามหลวงปู่ขาวต่อไปอีกว่า “หลวงปู่ ลูกหลานขอโอกาสเรียนถาม จิตเป็นอย่างไรบ้าง เวลามันเข้าไปแล้ว ?” ท่านตอบด้วยความเมตตาว่า
“จิตมันละ มันเกิดญาณ เรียกว่า บรรลุ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น
บรรลุ “จุตูปปาตญาณ” คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
บรรลุ “อาสวักขยญาณ” คือ รู้วิธีกําจัดกิเลสด้วยอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ทั้งหมดทั้งสิ้นที่กล่าวมานี้แล มันเป็นบารมีเก่ามาประสานเชื่อมกัน คือเจ้าของสร้างไว้ มีเชื้อแห่งความดี มันถึงได้ไม่ไปทําบาป มันละได้ แทนที่จะทําบาป มันก็ไม่ทํา มันละได้ เชื้อเก่าเรียกว่าบุพเพนิสัย ปโยคนิสัย คือ ความเพียรความพยายาม บุพเพนิสัยมาแล้วแต่ชาติก่อน มาถึงชาติปัจจุบันก็เป็นเครื่องหนุนให้พ้นทุกข์”
ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธ
เมื่อคราวหลวงปู่ขาว อนาลโย อาพาธหนัก ครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตและพระศิษย์หลวงปู่ขาว ล้วนเป็นห่วงเป็นใยกัน ต่างตั้งใจแวะเวียนกันมาเฝ้าปรนนิบัติดูแลรักษา พยาบาลอาการอาพาธของหลวงปู่ขาวด้วยความเทิดทูนเอาใจใส่อย่างทุ่มเทใกล้ชิด โดยไปรวมกัน๕๐ – ๖๐ องค์ ซึ่งในระยะนั้นถือว่ามาก เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ฯลฯ
การพยาบาลดูแลกันในวงพระธุดงคกรรมฐานนั้น มีตัวอย่างอันเลิศเลอลํ้าค่า โดยเริ่มแต่คราวท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) อาพาธหนัก พระศิษย์ของท่าน รวมทั้งหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้ไปอุปัฏฐาก คราวหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล อาพาธหนัก พระศิษย์ของท่าน รวมทั้งหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้ไปอุปัฏฐาก และคราวหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระศิษย์ของท่าน โดยเฉพาะองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้อยู่อุปัฏฐากอย่างใกล้ชิด จนเป็นอริยประเพณีอันงดงามสืบทอดกันมา และเป็นไปตามพระพุทธโอวาท การพยาบาลภิกษุอาพาธ ภิกษุต้องพยาบาลกันเอง ดังนี้
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดา ไม่มีบิดา ผู้ใดเล่าจะพึงพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอจักไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจักพยาบาล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธ ถ้ามีอุปัชฌายะ อุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีอาจารย์ อาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีสัทธิวิหาริก สัทธิวิหาริกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีอันเตวาสิก อันเตวาสิกพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะพึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ ภิกษุผู้ร่วมอาจารย์พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหาย ถ้าไม่มีอุปัชฌายะ อาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌายะ หรือภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ สงฆ์ต้องพยาบาล ถ้าไม่พยาบาล ต้องอาบัติทุกกฏ”
ท่านถูกคําสั่งให้ออกจากถํ้าบูชา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องไว้ดังนี้
“ทีนี้พออยู่ไปนานๆ ไป พอ ๒๕๐๘ ๒๕๐๙ ๒๕๑๐ ทางราชการนิมนต์ท่านอาจารย์จวนลงจากภูวัว ท่านนายอําเภอวิกรม ผาสุก ไปพบผมตอนที่นํ้าท่วมหนองคาย ๒๕๐๙ บอกผมว่า “หมอ… อาจารย์จวนเป็นคอมมิวนิสต์นะ” ท่านว่า ผมบอก “พูดจะบาปตายนะ นายอําเภอว่ะ ท่านนายอําเภอว่าอาจารย์ผมเป็นคอมมิวนิสต์ นายอําเภอต้องเขียนรายงานนี่ไปหาเจ้าคณะจังหวัด แล้วให้คนพูดกันเอง นายอําเภอพูดไม่ได้” ผมว่าอย่างนี้นะ นายอําเภอบอก “จริงๆ นะ” ท่านว่า
ผมว่า “มันจะเป็นจริงได้ยังไง ?” เพราะเขาฟ้องไปว่า “ท่านอาจารย์จวนนี่บิณฑบาตเลี้ยงพวกคอมมิวนิสต์ทั้งภูวัว” “มันจะไปเลี้ยงได้ยังไง ? ท่านพระองค์เดียว สององค์นี่ จะไปเลี้ยงคนตั้งห้าสิบตั้งร้อย มันเป็นไปไม่ได้” ผมว่า ผมก็เถียงนายอําเภอ สุดท้ายแท้นายอําเภอ นายอําเภอก็ทําหนังสือ
แต่เวลาเขานิมนต์ เดี๋ยวนี้หนังสือฉบับนั้นยังอยู่กับผม ผมยังไว้บ้าน เขาบอกว่า “เนื่องจากท่านอาจารย์จวนเป็นพระผู้ใหญ่ เมื่ออยู่ไปนานๆ เข้าปั๊บ การระวังรักษาท่านมันยากมาก ขอนิมนต์ลง”
ท่านอาจารย์จวนก็เขียนจดหมายถึงผม “เอ้ย ! หมอเอ้ย ! เราจะทําอย่างไร ?” ว่างั้นนะ“เขานิมนต์ให้เราลงซะนะ” “ฮ่วย ! อาจารย์ มันจะใกล้เข้าพรรษา จะไปไหนถ้าอย่างนั้นน่ะ” “บ๊ะ !เราอยากเจริญเติบโตตะพึดตะพือหรอก” บอก “ไม่ได้นะอาจารย์” “เอ้า ! อย่างนั้นทําอย่างไร ?”“ไปถํ้ากลองเพลนี่ล่ะก่อน” ผมว่า ก็เลยไปอยู่กับท่านหลวงปู่ขาวถํ้ากลองเพล”
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ต่อแต่นั้นมากลางปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ข้าพเจ้าก็เลยได้รับรายงาน (หนังสือ) จากเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย ว่าให้พระที่อยู่ถํ้าบูชา ภูวัว โยกย้ายหนีจากภูวัว เพราะเวลานี้ทางบ้านเมืองเกิดความฉุกเฉิน กลัวจะเป็นอันตรายแก่พระเจ้าพระสงฆ์ ฉะนั้น จึงขอนิมนต์ให้พวกท่านหนีจากถํ้าบูชา อย่าอยู่ ให้ลงไปจําพรรษาที่แห่งอื่น แล้วก็ลงนามเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย สมัยนั้นเป็นท่านเจ้าคุณเทพบัณฑิต ข้าพเจ้าก็เลยพร้อมหมู่คณะและแม่ชี ลงจากถํ้าบูชาในเดือนกรกฎาคม”
ขณะที่ท่านพระอาจารย์จวนอยู่ถํ้าบูชานี้ นอกจากมีเรื่องลูกระเบิดด้านแล้ว ยังมีเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่ง คือ ในวันธรรมสวนะ หรือวันพระใหญ่ ตอนกลางคืนมีการสวดปาฏิโมกข์กันบนพลาญหิน พระเณรที่อยู่ถํ้าบูชาทุกองค์ต้องมานั่งฟังสวด บริเวณนั้นมีกระต่ายป่าอาศัยอยู่ มันกระโดดเข้ามานั่งฟังด้วย ทีแรกมันก็กลัวไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เมื่อเห็นพระเณรนั่งนิ่งฟังสวด มันก็ค่อยเขยิบเข้ามาจนใกล้ แล้วก็นั่งนิ่งตาม กระต่ายป่าอีกตัวหนึ่งเห็นเข้า มันก็กระโดดตามเข้ามานั่งฟังด้วย ทั้ง ๒ ตัวต่างก็นั่งสงบนิ่งหลับตาพริ้มตั้งใจฟังสวดเช่นเดียวกับพระเณร เมื่อมันนั่งฟังปาฏิโมกข์จนจบแล้ว จึงกระโดดหายเข้าไปในป่า เป็นเรื่องอัศจรรย์แก่พระเณรผู้พบเห็น เพราะแม้มันเป็นสัตว์ป่า แต่มันก็แสนรู้ราวกับมันทราบว่าการสวดและฟังปาฏิโมกข์มีความสําคัญมากๆ
เหตุการณ์คอมมิวนิสต์ – ท่านอยู่ได้เพราะไม่เคยสร้างศัตรูกับใคร
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เหตุการณ์เรื่องคอมมิวนิสต์ เริ่มดีตอนที่เขามอบตัวบ้างแล้ว นี่ล่ะก็ค่อยนี่แล้ว แล้วตอน ๒๕๒๓ หรือตอนอะไรมา คล้ายๆ เขาประกาศว่าให้เข้ามารายงานตัว เป็นคนดีประมาณนี้ มันระแวงกันมากกว่า เพราะว่าไอ้ปี ๒๕๐๖ ปีที่จอมพลสฤษดิ์ตาย ๒๕๐๖ ผมยังไปอบรม กรป. กลาง (กองอํานวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ) ยังไม่ได้อยู่บ้านดอนย่านาง ตอนเขาเผาแรงๆ ๒๕๐๙ ผมออกไปแล้ว ยุคนั้นคือมันเป็นการเข้าใจผิด ขนาด ๒๕๐๔ ผมไปเป็นสาธารณสุขอําเภอเซกา พวกนายอําเภอยังประชุมกับพวกเราเลยว่า “นี่ถ้าเขามายึดเซกา เราจะเข้าทางไหน” พูดซะก่อน พูดสมมุติเอา เพราะมันมีระหว่างพวกป่ากับพวกรัฐบาล
พวกป่า คือ คอมมิวนิสต์เข้ามายึด เราจะเข้าทางไหน ? เลยตกลงกันว่า “ใครมาก่อนเข้าทางคนนั้น” เพราะเราอยู่อย่างโดดเดี่ยวเหมือนกันใช่ไหม ? พวกนายอําเภอ พวกปลัด พวกสาธารณสุขก็ ว่างๆ ก็ประชุมกันอย่างนี้แหละ “แล้วพวกเราว่ายังไงเนี่ย เมื่อคืนเขามาปล้นที่นั่น เขาก็ว่าพวกนั้นปล้นจั๊ก (ไม่รู้) ใช่ ไม่ใช่” “แล้วพวกเราเอายังไงล่ะ นี่ได้ข่าวว่าเขาฆ่ากันที่นั่นแล้วนะนี่ เอาไงล่ะพวกเรา ?” สรุปก็เลยว่า “ใครมาก่อนก็เข้าคนนั้น”
แถวๆ ภูวัว ถํ้าบูชา ถ้าเป็นสมัยนั้นเป็นพื้นที่สีแดง เอ๊ ! ตัวแท้ๆ ก็มี แต่ตัวแท้ๆ เขาก็อยู่บ้านนาทรายนี้นะ นาทรายก็เลยนาสิงห์ออกไปนี่ไง แล้วเราก็พูดกันไว้ว่า “กลางวันให้ข้าราชการอยู่ได้กลางคืนต้องให้ข้าราชการกลับที่สังกัด” ช่วยกันกลับ บ้านนาทรายเลยขึ้นต้น เขาก็มาอยู่นี่แหละนาสิงห์นาทรายนี่น้า
ท่านอาจารย์จวนเสียสละไปอยู่กับแถวนั้นนะ เพราะว่าทั้งภัยจากสัตว์ป่า ภัยคอมมิวนิสต์ภัยตํารวจ ที่เราอยู่ได้ก็เพราะว่า คนส่วนใหญ่ที่เขามีหัวรุนแรงนี่ มันเป็นพวกอยู่ทางนี้ รู้จักเราภายใน แต่เราไม่รู้จักเขาเฉยๆ เขาก็ไม่ทําลายพระ ก็ไม่แน่ถ้าพระสองหัว เขาก็อาจจะฆ่าทิ้งก็ได้ มันอยู่ยาก แล้วท่านอยู่ได้ ท่านก็คิดว่า ท่านไม่เคยสร้างศัตรูกับใครนี่แล้วเนาะ ท่านเก่งแท้นะ บารมีท่านก็มากยุคนั้นคอมมิวนิสต์มันแรง ได้ข่าวขนาดพระธุดงค์ยังถูกฆ่าเลย เทวดาอารักขาท่านมาก บ้านเมืองก็ยากถ้าเขาตาย ทางนั้นก็ว่าทางเราฆ่า เอ้อ ! ทางเราตาย เราก็บอกทางโน้นฆ่า ไปๆ มาๆ ไม่รู้ใครฆ่า
แต่เรารู้อยู่อย่างเดียวว่า พวกคอมมิวนิสต์เขานี่จะทําใคร ? เรารู้อย่างเดียวว่า เขาจะทําใครเขาต้องกลั่นกรองพอสมควร เพราะเขาต้องการมวลชน เอ้อ ! ถ้าพวกนั้นไม่เคยทําเดือดร้อนให้คนเลย เขาก็ไม่ยิง มันเป็นเรื่องอุดมการณ์”
รอดมาได้ บุญอีหลี มีบุญได้พบอีพ่อ
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ขณะถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์และถูกไล่ลงจากถํ้าบูชานั้น ท่านมี พระญาณสิทธาจารย์ หรือ หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม วัดป่าสามัคคีอุปถัมภ์ (วัดภูกระแต)คอยดูแลเอาใจใส่ท่านเป็นอย่างดี
หลวงปู่ทองพูลท่านออกเที่ยวธุดงค์กับท่านพระอาจารย์จวนด้วยกันบ่อยครั้ง เมื่อมีเหตุการณ์คับขัน ท่านทั้งสองก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ไม่ทอดทิ้งกัน และมักปรึกษาหารือกัน ช่วยเหลือกันอยู่เสมอๆ เช่น เมื่อคราวท่านพระอาจารย์จวนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ท่านก็ลงมาจากถํ้าจันทน์มาพักกับหลวงปู่ทองพูลที่วัดภูกระแต เมื่อท่านไปวิเวกตั้งหลักใหม่ที่ภูสิงห์น้อย หรือภูกิ่ว หลวงปู่ทองพูลก็พาท่านไปส่ง เมื่อท่านพระอาจารย์จวนไปอยู่ถํ้าบูชา หลวงปู่ทองพูลก็เอาอาหารขึ้นไปส่งทุกสัปดาห์ แม้ว่าระยะทางไกลจะต้องใช้เวลาเดินทางด้วยเท้าเปล่า ตั้งแต่ ๙ โมงเช้าถึงตอนมืดคํ่า ๓ ทุ่มก็ตาม พวกที่หาบไหปลาร้าลื่นพลาญหิน ไหปลาร้าแตกหลายใบ เพราะสมัยก่อนมันไม่มีถนนหนทาง หรือเมื่อท่านถูกทางอําเภอเซกาและทางเจ้าคณะจังหวัดสั่งให้ท่านลงมาจากถํ้าบูชา หลวงปู่ทองพูลก็มีส่วนไปดูแลเอาใจใส่ท่านอย่างใกล้ชิดสมํ่าเสมอ
ในคราวที่หลวงปู่จวนถูกขับไล่จากถํ้าบูชานั้น คุณหมอประพักตร์ลูกศิษย์ใกล้ชิดเป็นคนที่มาคอยรับท่านที่อําเภอศรีวิไล แม้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์มีลูกศิษย์ลูกหามาก ประวัติของท่านก็เคยถูกขับไล่คล้ายๆ กับกรณีของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ที่ถูกพระฝ่ายปกครองขับไล่ โดยทางการและพระผู้ใหญ่มีจดหมายมาถึงท่านอ้างว่า “ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ไม่สามารถจะดูแลท่านได้”
ท่านพระอาจารย์จวนท่านเดินลงมาถํ้าบูชาพร้อมหมู่คณะและแม่ชี ช่วงนั้นเป็นช่วงหน้าฝนใกล้วันเข้าพรรษา คณะของท่านต้องเดินบุกป่าลุยนํ้าลุยโคลนอย่างทุลักทุเล รองเท้าของท่านก็เหี้ยนสึกกร่อนเหลือเพียงครึ่งเดียว หูรองเท้าท่านก็เอาเครือไม้ผูกไว้ จีวรที่ท่านครองก็แลดูเปรอะเปื้อนเศร้าหมอง บ่าสองข้างก็สะพายบาตรแบกกลดดูพะรุงพะรัง มองดูท่านทุกข์ยากลําบากมาก แต่ก่อนท่านรอดมาได้บุญอีหลี ไม่เหมือนทุกวันนี้กรรมฐานสง่าผ่าเผย แล้วท่านก็พูดขึ้นเหมือนน้อยใจมากว่า“พระผู้ใหญ่ได้ยินข่าวแบบนี้ น่าจะสอบเราเสียก่อนว่ามันเป็นไง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เชื่อทางราชการ มันจะเข้าพรรษาไม่กี่วันนี้”
คุณหมอประพักตร์เรียนถามท่านว่า “ท่านอาจารย์ ! จะเอายังไงกับชีวิต ?”
“เราจะไปจําพรรษากับอีพ่อ”
“อ้าว ! พ่ออาจารย์จวนก็ตายแล้ว ที่บ้านเหล่ามันแกว จังหวัดอุบลฯ แล้วท่านอาจารย์จะไปซุกอกพ่อที่ไหน ?”
ท่านตอบสั้นๆ ว่า “อีพ่อเรา คือ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพล”
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเสริมตอนนี้ไว้ดังนี้
“เพราะว่าท่านอาจารย์จวนนี้ ท่านหลวงปู่มั่นเคยพูดไว้กับท่านอาจารย์ขาวไว้ว่า “ขาวเอ้ย ! มีพระองค์หนึ่งชื่อ “จวน” เด้อว่า ชาติก่อนเป็นลูกของท่าน ถ้าเจอที่ไหน ก็ให้ท่านเลี้ยงไว้ด้วย” เพราะฉะนั้น ท่านอาจารย์ขาวจะเรียกอาจารย์จวนว่า “ลูก” ทุกคํา”
พรรษา ๒๖ พ.ศ. ๒๕๑๑ จําพรรษาวัดถํ้ากลองเพล
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ต้นเดือนกรกฎาคม ใกล้จะเข้าพรรษา พากันบุกนํ้า บุกตม บุกโคลนไปเลย แล้วข้าพเจ้าก็ไปจําพรรษาที่ถํ้ากลองเพลร่วมกับหลวงปู่ขาว ใน พ.ศ. ๒๕๑๑ เมื่อจําพรรษาถํ้ากลองเพลก็ได้ฟังเทศน์ ฟังธรรม สนทนาปราศรัยจากหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถํ้ากลองเพล ในระหว่างกลางพรรษาก็ทําบุญฉลองอายุของหลวงปู่”
ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ขาว ทางวัดมีการจัดงานใหญ่พร้อมกันในวันนั้น คือ งานทําบุญฉลองอายุครบรอบ ๘๐ ปีของหลวงปู่ขาว งานฉลองพระเจดีย์ วัดถํ้ากลองเพล รวมทั้งงานฉลองหายจากอาพาธใหญ่ของหลวงปู่ ซึ่งในงานมีครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และศิษยานุศิษย์ ตลอดฆราวาสญาติโยมไปร่วมงานสําคัญครั้งนี้กันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง ซึ่งงานสําคัญครั้งนี้ศิษย์ฝ่ายฆราวาสได้จัดทําเหรียญหลวงปู่ขาว เพื่อแจกเป็นที่ระลึก เป็นสังฆานุสติแก่ผู้ที่มาร่วมในงานดังกล่าว
ท่านพระอาจารย์จวนสร้างโบสถ์ที่วัดถํ้ากลองเพล
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ผมไปสนิทกับอาจารย์สิงห์ทอง ๒๕๑๑ อาจารย์จวนไปอยู่ถํ้ากลองเพล แล้วอาจารย์จวนเป็นคนทําโบสถ์ถํ้ากลองเพล พออาจารย์จวนไปอยู่นั่นพรรษาหนึ่ง พอไปอยู่นั่นปั้บ ท่านก็เริ่มพัฒนาเป็นคนแรกเลยที่พาทํา อาจารย์ก็พัฒนาเทคอนกรีตให้มันเขาต่อเขาติดกัน สร้างเป็นโบสถ์ตรงนั้น แต่ก่อนมันแยกกัน อาจารย์จวนท่านเป็นช่าง ก่อนบวชท่านเป็นช่าง ทํางานกรมทางฯ
อาจารย์จวนเป็นหัวหน้าทํา แต่คนมาออกเงินทํา พระองค์หนึ่ง พระแก่ๆ เขาเรียกนายฮ้อยๆคนรวยมาจากบ้านไผ่ บวชเป็นพระออกเงินค่าใช้จ่ายหินกรวดทราย อาจารย์จวนเป็นแม่งาน แล้วท่านก็เอาไม้ไผ่ เอามาสับฟาก ทําเป็นแบบร่างใช่ไหม ? ก็พากันทํา เสร็จได้ฉลองพร้อมกฐินประมาณพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๑ ส่วนพื้นนี่ยังไม่ได้ทําเท่าไหร่ ทําแต่หลังคาข้างบน และก็ตบแต่งมาเรื่อย
ผมอยู่ขอนแก่น ก็ไปนอนนั่นวันเสาร์ – อาทิตย์ เย็นวันศุกร์ก็ไปแล้วกับครอบครัว ไปตํามะละกอ ไปแกง ผมทําอาหารเลี้ยงพระและพวกคนแรงงานที่มาช่วยทํานะ เพราะพระทํางานนี่หนักนะ ที่นั่นมันมีแกงหน่อไม้ เพราะถํ้ากลองเพลมีหน่อไม้มาก ผมก็ไปสนิทกับอาจารย์ขาว อาจารย์เพ็งที่นั่นล่ะตอนนั้นท่านอาจารย์เจี๊ยะก็อยู่วัดถํ้ากลองเพล ท่านไปทําบ่อนํ้าให้ท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์เจี๊ยะกับท่านอาจารย์จวนสนิทกัน แต่ผมไม่สนิทกับอาจารย์เจี๊ยะ”
ท่านอยู่ในบัญชีพระดีของหลวงปู่ฝั้น
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์นั้น ภายหลังทางการได้ไปกราบหลวงปู่ฝั้น อาจาโร และหลวงปู่ฝั้นได้รับรองว่าท่านพระอาจารย์จวนเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ต่อมาเหตุการณ์ต่างๆ ก็คลี่คลายดีขึ้น โดยท่านพระอาจารย์คลาด ครุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่ฝั้นท่านทราบว่า หลวงปู่จวนเป็นหลักเป็นครูบาอาจารย์ได้ เพราะว่าหลวงปู่จวนอยู่ในครอบครัวของท่าน อยู่ในบัญชีท่าน สมัยก่อนนี้หลวงปู่จวนกับหลวงปู่ฝั้น คืออยู่ด้วยกันนั่นน่ะ เที่ยวไปมาหาสู่กัน เพราะว่าเหมือนบัญชีเดียวกัน เหมือนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เป็นครอบครัวกรรมฐานเดียวกัน ตอนนั้นมันมีพวกคอมมิวนิสต์ หลวงปู่จวนท่านก็ลงมาจากภูวัวมาอยู่นั้น เพราะว่าตามแผนเขา หลวงปู่จวนนี่เป็นคอมมิวนิสต์ยุ่งกับเขานั่นแหละ ที่จริงไม่หรอก หลวงปู่จวนท่านเป็นพระแท้ๆ พระดี ถ้าหลวงปู่จวนเป็นคอมมิวนิสต์แล้วหมดเลย พระเล็ก พระใหญ่ในประเทศไทยนี่จะหมด ไม่มีพระดีหรอก ท่านไม่ได้ยุ่งกับเขา เขาหาเรื่องใส่กัน เพราะว่าอยู่ในแผนในหน่วยของเขาแล้วนี่ว่าเอาหลวงปู่จวนนี่ ทีนี้ทางการหลงมาหาหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ฝั้น “เอ้า ! นี่อยู่ในบัญชีเรานี่อยู่เป็นครอบครัวเรานี่ อาจารย์จวนท่านไม่ได้เป็นคอมฯ ท่านเป็นพระที่ดี พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นพระหายาก” เอ้อ ! ทางการเลยเลิกกันไป”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๑๑ วิเวกที่ภูวัวก่อนพักภูทอก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษา เสร็จกิจการงานทางวัดถํ้ากลองเพลแล้ว ข้าพเจ้าก็นมัสการลาหลวงปู่ขาว กลับไปวิเวกที่ภูวัวอีก ด้วยได้ทราบว่า อันตรายจากผู้ก่อการร้ายเบาบางลงแล้ว ข้าพเจ้าได้เดินทางมาพักวิเวกที่ภูวัวชั่วคราวประมาณ ๑ เดือน คืนวันหนึ่งขณะกําลังนั่งสมาธิบําเพ็ญความเพียรอยู่นั้นได้เกิดนิมิตขึ้นมาว่า
ได้มีปราสาท ๒ หลัง หลังหนึ่งเล็ก อีกหลังหนึ่งใหญ่โตมาก ปราสาททั้ง ๒ หลังนี้สวยงามวิจิตรพิสดารมาก สถานที่ตั้งอยู่ คือ ทางด้านเขาภูทอกน้อยและเขาภูทอกใหญ่ ซึ่งเวลามองจากเขาภูวัว บริเวณหลังถํ้าบูชาจะเห็นปรากฏชัดอยู่ทุกวัน ในนิมิตนั้นปรากฏว่า ข้าพเจ้าได้เหาะขึ้นไปบนปราสาทนั้น แต่พอขึ้นไปๆ จะเข้าไปในปราสาทนั้น บังเอิญประตูทางเข้าปิดอยู่ ทําให้ไม่สามารถจะเข้าไปในปราสาทได้ จึงได้ตั้งอธิษฐานว่า หากบุญบารมีแรงกล้าขอให้ประตูเปิดออกเข้าไปได้ ทันใดนั้นประตูปราสาทหลังเล็กก็เปิดออก ข้าพเจ้าจึงเข้าไปในปราสาทนั้นปรากฏว่า ห้องหอภายในวิจิตรพิสดารงดงามยิ่งนัก เป็นที่น่าเพลิดเพลินเจริญใจเป็นอย่างยิ่ง เห็นหญิงมีรูปสวย ๔ คนเฝ้าอยู่ในปราสาทนั้น และจากที่ยืนอยู่ในปราสาทหลังเล็ก จะมองไปเห็นปราสาทหลังใหญ่ได้อย่างเด่นชัดหญิง ๔ คนนั้น ได้นิมนต์ข้าพเจ้าให้อยู่ร่วมด้วย ข้าพเจ้าไม่ตกลง เพราะเป็นพระจะอยู่รวมผู้หญิงไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงได้ลงจากปราสาทนั้นไป
พอจิตถอนออกแล้ว นิมิตนั้นยังจําติดตาได้อย่างเด่นชัด พร้อมทั้งจําทางขึ้นลงได้อย่างแม่นยํา
เพื่อพิสูจน์ตามนิมิตนั้น ข้าพเจ้าเดินทางออกจากภูวัวไปยังภูทอกน้อย พอไปถึงก็ได้เดินทางขึ้นไปบนเขาตามทางในนิมิตนั้นทุกประการ ได้สํารวจดูเขาชั้นต่างๆ ที่เห็นเป็นโตรก เป็นซอก เป็นถํ้า เป็นหินผาอันสูงชัน ก็เห็นว่าเป็นภูมิประเทศที่เหมาะสมที่จะบูรณะให้เป็นสถานที่รมณียสถานอันรื่นรมย์ ให้พระเณรได้บําเพ็ญพรตภาวนาต่อไปได้ จึงตกลงใจเข้าบูรณะและตั้งเป็นวัด ได้แรงนิมนต์ของชาวบ้านนาคําแคน บ้านนาต้อง อาราธนาให้อยู่โปรดเป็นหลักยึดเหนี่ยวแก่พวกเขาอีกแรงหนึ่งด้วย”
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้
“ออกพรรษา ท่านอาจารย์จวนก็บอกผมว่า “เดือนธันวาฯ มารับเราหน่อยเด้อ” พอรับกฐินเสร็จ ผมก็เอารถไปรับ ไปรับก็รับท่านอาจารย์ทองพูลนี้ด้วย ผมไปรับไม่วันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ ธันวาฯ ๒๕๑๑ นี่แหละ ที่มามันขึ้นภูทอกไม่ได้
ตอนนั้นอาจารย์ทองพูลก็อยากได้อาจารย์จวน อาจารย์จวนก็อยากได้อาจารย์ทองพูลไปมาขึ้นนี่ด้วยกัน ก็เลยอาจารย์ทองพูลบอกว่าพรุ่งนี้จะตามมา นี้ผมก็มาถึงวัดนาสะแบง ตอนนั้นจ่าบุญอยู่นั่นเขาห้ามขึ้นภูทอก ให้ขออนุญาตกองทัพภาคที่ ๒ สกลนครซะก่อน ผมเลยเอาอาจารย์จวนไว้ที่ศาลา พักวัดบ้านนั้นแหละสองวัน แล้วผมก็มาราชการ แล้วพอวันที่ ๑๓ ล่ะมั้ง ท่านขึ้นมา ผมเอามาวันที่ ๑๒ แล้วพอท่านนอนได้คืนหนึ่ง อาจารย์ทองพูลก็มาสมทบ แล้วท่านก็เริ่มขึ้น แต่ผมไม่อยู่แล้วผมไปส่งปั๊บ นึกว่าขึ้นไม่ได้ ผมก็ไปราชการเซกาแล้ว กลับแหละ พอดีก็ได้ข่าวมันขึ้นได้แล้วก็เริ่มเข้ามาแล้วที่นี้”
ภาค ๘ พัฒนาและจําพรรษาที่ภูทอก
ท่านมุ่งมั่นฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน
พระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ในสมัยยุคต้นๆ หรือกองทัพธรรม จะดําเนินตามแนวปฏิปทาของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสองที่วางไว้อย่างเคารพบูชาและจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คือ ท่านจะมุ่งมั่นฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน จึงจะอบรมสั่งสอนผู้อื่น กล่าวคือ หากท่านประพฤติปฏิบัติธรรมไปแล้ว ยังไม่บรรลุอริยธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ไม่ยอมคลุกคลีเกี่ยวข้องกับผู้อื่น ท่านก็ยังเร่งรีบบําเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งยวดต่อไป
เมื่อท่านประสบผลสําเร็จสมตามความปรารถนาเป็นศาสนทายาทสืบทอดพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านก็ยังคงบําเพ็ญเพียรภาวนาเป็นวิหารธรรมของท่านอย่างไม่ลดละไปตลอดชีวิต จวบจนท่านละจากโลกนี้ไป เพื่อรักษาธาตุขันธ์ เพื่อบําเพ็ญประโยชน์แก่โลก โดยท่านจะรับภาระหน้าที่อบรมสั่งสอนหมู่คณะในวงกรรมฐาน เพื่อทดแทนบุญคุณของท่านพระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อสร้างศาสนทายาทให้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ทั้งท่านเมตตาสงเคราะห์สั่งสอนสัตว์โลกโดยเทศนาธรรมโปรดมนุษย์ เทพยดา อินทร์ พรหม และเป็นเนื้อนาบุญของพุทธบริษัทจะได้บําเพ็ญบุญกับท่าน ตลอดจนท่านได้แผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บรรดาสรรพสัตว์ทั่วทั้งสามแดนโลกธาตุ เป็นปรกติประจําวัน
การฝึกฝนอบรมสั่งสอนตนเองก่อน และการบําเพ็ญประโยชน์แก่โลกมากน้อยของท่านแต่ละองค์นั้น เป็นไปตามนิสัยวาสนาบารมีที่ท่านได้บําเพ็ญมาในอดีตชาติ ถือเป็นการดําเนินตามแนวอริยวิถีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ได้ปฏิบัติสืบทอดมาอย่างงดงาม
ภายหลังจากที่ท่านพระอาจารย์จวน ได้บําเพ็ญประโยชน์ตนจนสมบูรณ์ตามหลักปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านได้ปักหลักอยู่จําพรรษาและพัฒนาวัดภูทอก หรือวัดเจติยาคิรีวิหาร ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๒ จวบจนถึงวันมรณภาพด้วยเครื่องบินตก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นการอยู่จําพรรษาติดต่อกันยาวนานที่สุดนานถึง ๑๑ ปีเศษ ตลอดระยะเวลาช่วงนี้ท่านได้ทําหน้าที่ศาสนทายาทสืบทอดพระพุทธศาสนา สืบทอดแนวทางปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ นอกจากนี้ท่านได้สงเคราะห์โลกทั้งทางโลกและทางธรรม ท่านได้พัฒนาภูทอกจนเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งประเทศ ท่านได้ทําสาธารณประโยชน์ต่างๆ ไว้มากมาย และท่านได้รับกิจนิมนต์ตามงานสําคัญๆ ของครูบาอาจารย์ต่างๆ งานพระราชพิธี ตลอดงานพุทธบริษัทตามภาคต่างๆ จวบจนวันมรณภาพ
ต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านมาพักภูทอกครั้งแรก
ประมาณต้นเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ หลวงปู่ทองพูลสิริกาโม และคณะได้เดินทางมาพักที่ภูทอกเป็นครั้งแรก โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อออกพรรษา เสร็จกิจการงานทางวัดถํ้ากลองเพลแล้ว ข้าพเจ้าก็นมัสการลาหลวงปู่ขาว กลับไปวิเวกที่ภูวัวอีก ได้เดินทางมาพักวิเวกที่ภูวัวชั่วคราวประมาณ ๑ เดือน ต่อแต่นั้นก็เดินทางมาพักวิเวกที่ภูทอก มาอยู่ครั้งแรกมีข้าพเจ้าและพระครูสิริธรรมวัฒน์ (หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม) วัดสามัคคีอุปถัมภ์ บึงกาฬ และก็มีผ้าขาวน้อยคนหนึ่งอยู่ร่วมด้วย
มาอยู่ครั้งแรกอาศัยถํ้าตีนเขา ที่เป็นโรงฉันต่อกับโรงครัวสมัยนี้ มาอยู่ครั้งแรกเป็นป่าทึบ รกชัฏ มีสัตว์ป่านานาชนิด มีช้าง มีเสือ มีหมี มีงูใหญ่เลื้อยไปมาอยู่ตามถํ้านั้น อากาศทึบ และมาอยู่ครั้งแรกก็ชักจะอดนํ้า อาศัยนํ้าฝนที่ยังค้างอยู่ตามอ่างอยู่ เมื่อหมดนํ้าที่อยู่ในอ่างหิน ก็พากันสะพายกระบอกไม้ไผ่ ไปเอานํ้าที่ทุ่งนาเขา ไกลประมาณ ๒ – ๓ กิโลฯ
ส่วนอาหารการขบฉันสมัยนั้น อาศัยบ้านนาคําแคน ซึ่งอพยพไปอยู่ใหม่ๆ ประมาณสัก ๑๐ กว่าหลังคาเรือน อาหารการขบฉันก็อยู่ในลักษณะที่ว่าขาดแคลนมาก ตามมีตามได้ พอเยียวยาอัตภาพชีวิตไปชั่ววันหนึ่งๆ นั้น
และมาอยู่ที่ถํ้าตีนเขาภูทอกนี้ พ.ศ. ๒๕๑๒ เมื่อย่างเข้าฤดูแล้ง ข้าพเจ้าก็ให้ญาติโยมถากถางที่ทึบให้เตียนพอได้มีอากาศเข้าไป และก็ให้ญาติโยมเขาปิดทํานบนํ้าไว้หนึ่งแห่งในปีทีแรก เพื่อเก็บนํ้าไว้
แล้วก็ญาติโยมเขาก็พร้อมเพรียงกัน ปีทีแรกในฤดูแล้ง ในฤดูแล้งปีทีแรกนั่นแหละได้ปลูกกระต๊อบชั่วคราว พอได้อาศัยจําพรรษา”
การมาพักที่ภูทอกครั้งแรก หนังสือประวัติหลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในปลายปีพุทธศักราช ๒๕๑๑ หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ และ หลวงปู่ทองพูล สิริกาโมหลังออกพรรษาแล้ว ท่านทั้งสองได้นัดหมายกันที่บ้านนาสะแบง ธุดงค์ขึ้นภาวนาที่ภูทอกตามที่หลวงปู่จวนท่านได้นิมิต ขณะนั้นมีบ้านเพียง ๖ หลังคาเรือน ไกลปืนเที่ยง ไม่มีการพัฒนา เป็นบ้านป่าคนดง ด้วยบารมีธรรมของท่านพระอาจารย์ทั้ง ๒ รูป ที่เพียรปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แม้จะอยู่ในที่ห่างไกล แต่ผู้คนเริ่มทยอยเข้ามากราบท่านทีละคนสองคน จากปากต่อปาก จากบุญต่อบุญ จากบุญน้อยจึงกลายเป็นบุญใหญ่ จากปากน้อยจึงกลายเป็นปากใหญ่ พูดทีเดียวได้ยินข้ามจังหวัด”
พรรษา ๒๗ – ๓๘ พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๒๓ จําพรรษาภูทอก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“มาจําพรรษาที่ภูทอกปี พ.ศ. ๒๕๑๒ นั้น มีอยู่ ๓ องค์ แล้วก็ผ้าขาวน้อย ๑ คน พากันจําพรรษาที่นั้น ทําความพากความเพียร เวลาพลบคํ่า ข้าพเจ้าก็ปีนขึ้นบนเขา เอาผ้ามัดเอวแล้วก็ปีนขึ้นตามเครือเถา เถาวัลย์ตามรากไม้ ขึ้นไปนอนอยู่ชั้นที่ ๕ ถํ้าวิหารพระเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนมีป่าทึบมาก และเป็นถํ้าที่สัตว์อยู่อาศัย คือ เลียงผาอยู่อาศัย
และในระหว่างกลางพรรษา ก็เลยได้พาโยมทําบันไดขึ้นชั้นที่ ๕ ชั้นที่ ๖ จนสําเร็จ ทําบันไดขึ้นเขา ทําประมาณ ๒ เดือนกับ ๑๐ วัน จึงสําเร็จ ทําให้ไม่ต้องอาศัยรากไม้เถาวัลย์อีกต่อไป การสร้างบันไดนี้สําเร็จในกลางพรรษา อาศัยศรัทธาญาติโยมและชาวบ้านใกล้เคียงช่วยกันคนละเล็กละน้อย ช่วยกําลังแรง ส่วนกําลังทรัพย์ไม่มี เพราะเขาเป็นคนยากคนจน เป็นคนชนบทไม่มีรายได้ มีแต่กําลังศรัทธาความเชื่อถือในบุญกุศล ศรัทธาอยู่ในใจของเขา ทุกข์ยากอย่างไร เขาก็อุตส่าห์มาช่วยการงานของวัดอยู่ตลอดพรรษาด้วยนํ้าพักนํ้าแรงดังนี้ มาอยู่ภูทอกปีแรกถ้าไม่อดทนจริงๆ ก็อยู่ไม่ได้ อดอยากข้าวปลาอาหาร พระเณรเจ็บป่วย เป็นไข้ป่า ไม่มียาจะฉัน นับว่าลําบากมากทีเดียว
กลางพรรษาปี ๒๕๑๒ ที่จําพรรษาอยู่ที่วัดเจติยาคิรีวิหาร ภูทอกนี้ ข้าพเจ้าได้เกิดสุบินนิมิตว่าข้าพเจ้าได้ไปบิณฑบาตที่ภูทอกใหญ่ตามหน้าผา ข้าพเจ้าได้ครองผ้าห่มผ้าเป็นปริมณฑล แล้วก็สะพายบาตรอุ้มบาตร เดินเลียบไปตามหน้าผา อ้อมไปเรื่อยๆ เห็นแต่บานหน้าต่างปิดอยู่ตามหน้าผา มองไม่เห็นคนเลย ข้าพเจ้าเดินอ้อมไปอ้อมมา เลยไปหยุดยืนรําพึงอยู่ เอ ! ทําไมมีแต่หน้าต่างปิดไม่เห็นคนออกมาใส่บาตรเลย
รําพึงอยู่อึดใจหนึ่ง ก็เห็นคนเปิดหน้าต่างออกมาใส่บาตรข้าพเจ้า ดูเหมือนเขาจะเข้าใจได้ถึงความคิดของข้าพเจ้าที่ตั้งวิตกถามขึ้นว่า เขาเป็นใคร เขาก็ประกาศขึ้นมาเองว่า “พวกผมนี้เป็นพวกบังบดขอรับ อยู่กันที่ภูทอกใหญ่ ภูแจ่มจํารัส” พวกบังบด คือ พวกภุมมเทวดาที่เขามีศีล ๕ เป็นประจํา ชื่อเดิมหรือชื่อจริงของภูทอกใหญ่นี้เรียกกันว่า ภูแจ่มจํารัส เขาอธิบายให้ข้าพเจ้าฟัง “แต่ก่อนนี้มีพวกฤๅษีชีไพรมาบําเพ็ญพรตภาวนากันที่ภูเขาแจ่มจํารัสนี้มาก” ข้าพเจ้ารอเขาใส่บาตรเรียบร้อยแล้ว ก็ถามเขาเป็นเชิงคุยว่า “ทําไมจึงรู้ว่าอาตมามาบิณฑบาต ?” เขาตอบยิ้มๆ ทันที “รู้ซี จะไม่รู้ได้อย่างไร” “ปิดหน้าต่างอยู่อย่างนี้ รู้ได้รึ ?” “รู้ครับ” เขาว่า “รู้ด้วยอะไร ?” เขาบอกว่า “รู้ด้วยกลิ่น ถูกกลิ่นพระผู้เป็นเจ้า” “กลิ่นเป็นอย่างไร ?” ข้าพเจ้าซัก “กลิ่นหอมขอรับ ถูกกลิ่นพระผู้เป็นเจ้า ก็เลยพากันเปิดหน้าต่างมาใส่บาตรพระผู้เป็นเจ้ากัน”
เขาชี้แจงให้ข้าพเจ้าฟังด้วยสีหน้าอันเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธาแล้วก็กล่าวต่อไปอีก อันนี้จะเป็นเชิงสรรเสริญหรืออะไรก็ไม่ทราบ เขาบอกว่า “พระพวกนี้เป็นพระที่ปฏิบัติดีสมควร พวกเราจึงพร้อมใจกันมาใส่บาตร”
พอพวกเขาใส่บาตรข้าพเจ้าก็กลับ พอดีรู้สึกตัวตื่นขึ้น พิจารณาดูนิมิตนั้นเห็นแปลก ก็เล่าให้หมู่เพื่อนฝูงฟัง ประหลาดที่ว่าเช้าวันนั้นอาหารที่บิณฑบาตได้ ขบฉันรู้สึกว่ารสเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้มีใครอื่นมาใส่บาตรจริงๆ มีแต่ชาวบ้านเท่านั้น อาหารก็เป็นอาหารพื้นๆ เป็นปลาร้า นํ้าพริกอะไรพวกนั้นตามปกติของเขา แต่เมื่อฉันไปกลับเอร็ดอร่อยราวกับอาหารทิพย์ ทั้งๆ ที่อาหารอันวิจิตรพิสดารที่เขาถวายนั้นอยู่ในความฝันต่างหาก
ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ผู้มีหูทิพย์ ตาทิพย์อะไร ฝันเฉยๆ ก็มาเล่าสู่กันฟัง จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจเล่าไปตามที่เกิดฝันขึ้น เรียกว่า ฝันในนิมิต หรือนิมิตในฝันก็ได้ ข้าพเจ้าก็ไม่ยึดถือว่าเป็นอะไรหรอกเป็นธรรมดาคนเรานอนก็ฝันเท่านั้นเอง ไม่ฝันอย่างหนึ่ง ก็ฝันอีกอย่างหนึ่ง จะจริงไม่จริงก็ยกไว้
พรรษาแรกพระเณรเจ็บไข้กันมาก บางองค์ก็บอกว่า เทวดาประจําภูเขามาหลอกหลอน ดึงขาเรียกปลุกดึงๆ ให้ลุกขึ้นทําความเพียร บางทีก็ไล่ให้หนี เพราะมาแย่งวิมานของเขา ข้าพเจ้าก็ได้นิมิตบางประการเหมือนกัน จึงพยายามตักเตือนพระเณรให้มีศีลบริสุทธิ์ และบําเพ็ญภาวนาแผ่เมตตาให้ทําความเพียรอย่าได้ประมาท เพราะศีล สมาธิ ภาวนา นั้นเป็นเกราะกําบังของผู้บําเพ็ญพรต
ภายหลังก็เกิดนิมิต มีพวกเทวดามาหาข้าพเจ้าและบอกว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายภูเขาลูกนี้ให้แก่พระผู้เป็นเจ้า ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดรับไว้รักษา พวกข้าพเจ้าจะลงไปอยู่ข้างล่าง”ในนิมิตนั้น เขาได้ขอคํามั่นสัญญาไว้อีกว่า เมื่อพวกเขาลงไปอยู่ชั้นล่างแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าบอกประกาศแก่มนุษย์ที่จะมาเที่ยวภูเขาลูกนี้ต่อไปว่า “ขออย่าได้กล่าวคําหยาบ อย่าส่งเสียงอึกทึก อย่าถ่มนํ้าลายลงไปข้างล่าง อย่าขว้างปาหรือทิ้งเศษขยะไว้ข้างบนเขา อย่าฆ่าสัตว์ เท่านี้เขาก็พอใจแล้ว”
ข้าพเจ้าตื่นจากฝันแล้วก็นั่งพิจารณาอยู่ ก็รู้สึกว่าคําขอของพวกเทวดานั้นแยบคายดี จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม แต่ก็น่าจะเป็นข้อที่กัลยาณชนทุกคนควรจะปฏิบัติอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีเทวดามาขอร้องเลย มนุษย์ผู้เป็นผู้ดีมีมรรยาทของสังคมชาวโลกก็น่าจะปฏิบัติตาม
อย่างไรก็ดี วันนั้นเองระหว่างที่ข้าพเจ้ายังมิได้ปริปากเล่าอะไรให้ใครฟัง พวกชาวบ้านก็มาเล่าให้ฟังว่าพวกเขาต่างฝันกันว่ามีเทวดามาบอกว่า จะมอบภูเขาให้ท่านอาจารย์จวนรักษา พวกเขาจะลงไปอยู่ข้างล่างแทน
แปลกเหมือนกัน ที่บังเอิญหลายคนมาฝันตรงกัน
เมื่อทําบันไดเสร็จในพรรษา ๒๕๑๒ นั้น ทีนี้เมื่อถึงฤดูแล้งใน พ.ศ. ๒๕๑๓ นั้นแล ได้ปิดทํานบ ๒ ทํานบเพิ่มขึ้นเพื่อเก็บนํ้า และในพรรษา ๒๕๑๓ นั้นมีศรัทธาทางประเทศลาว คือ นายบุญที ที่อยู่นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว มีศรัทธาสร้างพระประธานไว้ที่ถํ้าวิหารพระ ชั้น ๕ สิ้นเงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท และก็มีศรัทธาต่างๆ ทยอยกันมาสร้างโรงฉันและศาลาชั้นที่ ๕ พอเป็นที่ได้อาศัยหลบฝน
ส่วนศาลานั้นพอได้อาศัยฉันจังหันที่ศาลาข้างล่าง แล้วต่อมาจึงมีศรัทธาจากที่ต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่นที่ บึงกาฬ หนองคาย อุดรฯ สกลนคร และนครพนม ขอนแก่น นครราชสีมา ตลอดถึงกรุงเทพพระมหานคร และอุบลราชธานี จึงได้ขยายศาลาโรงฉันข้างล่างให้กว้างออกไป และได้ขยายศาลาชั้นที่ ๕ ให้กว้างขวางออกไป เพื่อเวลาประกอบศาสนกิจและสังฆกรรมจะได้ปฏิบัติได้โดยสะดวก
การสร้างศาลาโรงฉัน ศาลาชั้นบน และกุฏิที่อยู่ของพระนั้น ข้าพเจ้าได้พยายามทําแบบที่ให้ส่งเสริมธรรมชาติ ให้กลมกลืนกันไปกับธรรมชาติ เช่น บางแห่งก็บูรณะถํ้าธรรมชาติให้เป็นที่อยู่อาศัยบางแห่งก็ใช้หลังคาสังกะสีต่อเชื่อมกับหินปากถํ้า อาศัยผนังถํ้าส่วนหนึ่งเป็นฝา เป็นต้น นอกจากนั้นได้สร้างศาลา โรงครัวและกุฏิแม่ชีเพิ่มขึ้น
ปัญหาเรื่องนํ้าใช้บนยอดเขาเป็นสิ่งสําคัญ ข้าพเจ้าได้พยายามขุดบ่อนํ้าหลายแห่ง บังเอิญได้พบบ่อนํ้าซึมผุดขึ้นมาจากซอกหินเป็นตานํ้าขนาดแรง จึงได้ร่วมกันสร้างบาตรนํ้ามนต์ขนาดใหญ่ไว้รองนํ้าซึมที่หยดมาจากยอดเขา และสร้างตั้งถังเก็บนํ้าคอนกรีตเสริมเหล็ก ติดเครื่องสูบนํ้าขึ้นที่หลังเขา เป็นถังแรก พร้อมกับสร้างส้วมและห้องนํ้าไว้สําหรับประชาชน
เมื่ออยู่มาตามลําดับๆ มา ครั้นนับแต่พรรษา ๒๕๑๒ ได้ทําบันได
พรรษา ๒๕๑๓ ได้ทําสะพานรอบเขาชั้นที่ ๕
ส่วนพรรษาที่ ๑๔ ที่ ๑๕ คือ พรรษา ๒๕๑๔ – ๒๕๑๕ ไม่ได้ทําสะพาน ปิดทํานบนํ้าอีกเพิ่มอีก
พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้รื้อสะพานชั้นที่ ๕ เพราะแต่ก่อนสะพานชั้นที่ ๕ นี้ ทําไม่เสมอกัน มีตํ่ามีสูงกว่ากัน แล้วก็รื้อยกพื้นใหม่ให้สมํ่าเสมอกัน ก็ขยายออกให้กว้างกว่าเดิม ทําให้แน่นหนากว่าเดิม เพิ่มไม้เข้าอีกเป็นสามส่วน ทําอยู่ ๓ เดือนจึงสําเร็จ ซ่อมแซมของเก่า และงบประมาณสิ้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท
พรรษา ๒๕๑๗ มีพระจําพรรษา ๕ เณร ๕ แล้วก็ได้พาหมู่คณะทําสะพานชั้นที่ ๖ ทําอยู่๓ เดือน จึงสําเร็จ สิ้นเงินประมาณ ๓๕,๐๐๐ บาท
พอพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้ทําบันไดต่อจากโรงฉันข้างล่างถึงชั้น ๔ สําเร็จ ทําอยู่ ๒ เดือน กับ ๑๕ วัน สิ้นเงินประมาณ ๓๕,๐๐๐ บาท และสะพานชั้นที่ ๔ นี้ ทํา พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่ไม่ได้รอบเขาทําไปครึ่งเขา นี่ทางทิศตะวันตก ส่วนสะพานชั้นที่ ๔ ทางทิศตะวันออก ได้จ้างชาวบ้านเขาทํา สิ้นเงินประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท ทําอยู่ ๒ เดือนเต็มสําเร็จ ต่อขึ้นจากชั้นที่ ๕ ดังที่ปรากฏอยู่เดี๋ยวนี้
พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้ปิดทํานบซึ่งเป็นเขตวัด จ้างแทรกเตอร์เขา คิดเป็นเงิน ๑๖,๐๐๐ บาท
จากปี ๒๕๑๙ เป็นต้นไป ศรัทธาจากที่ต่างๆ ได้ทยอยกันมามากขึ้น ได้สร้างถังนํ้าบนเขาชั้นที่ ๕ อีกหลายถัง เพื่อให้พระเณรได้มีนํ้าดื่มนํ้าใช้ตลอดปี เมื่อมีญาติโยมขึ้นไปค้างฟังธรรมบนถํ้าวิหารพระบนเขาชั้นที่ ๕ จึงได้สร้างห้องนํ้า ห้องส้วม เพิ่มอีก ๕ ห้อง พร้อมทําบ้านพักแม่ชี
เดิมทีที่พักพระเณรบนเขา จะหาเสื่อไปปูพักตามถํ้าเงื้อมผา หรือใช้ไม้ตีกําบังกั้นชั่วคราว พอได้อาศัยหลบฝน จึงได้สร้างกุฏิถาวรพร้อมทางจงกรม และได้สร้างกุฏิสงฆ์อาพาธพร้อมห้องนํ้าบนเขาชั้นที่ ๒ เป็นหลังแรก ส่วนกุฏิชั่วคราว ณ เขาชั้นที่ ๒ ที่ข้าพเจ้ามาพักครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๒ ได้สร้างกุฏิถาวรพร้อมทางจงกรมอีกหลังหนึ่ง ต่อมาได้สร้างกุฏิอีกหลังหนึ่งบนพลาญหินชั้นที่ ๒ และในปี ๒๕๒๒ มีศรัทธาจากกรุงเทพพระมหานครได้สร้างกุฏิถวายให้ข้าพเจ้าบนเขาชั้นที่ ๕ โดยจัดสร้างต่อขยายออกไปจากศาลาถํ้าวิหารพระ เป็นที่พัก ๒ ชั้น
ระยะหลังได้มีศรัทธาจากกรุงเทพพระมหานครมาค้างที่วัดจํานวนมากหลายร้อยคน ต้องอาศัยแม่ชีช่วยจัดอาหารเลี้ยง จึงสร้างกุฏิแม่ชีเพิ่มขึ้น และสร้างกุฏิที่พักสําหรับพระอาคันตุกะบนเขาชั้นที่ ๕ เป็นเรือนยาวขนาด ๒ ห้อง และต่อมาสร้างกุฏิพระเพิ่มบนโขดหินเขาชั้นที่ ๒ อีก ๒ หลัง
ในปี ๒๕๒๒ เมื่อมีคณะผ้าป่ามาพร้อมกันหลายคณะ ศาลาที่พักบนเขาดูคับแคบไปไม่พอพักจึงสร้างกุฏิที่พักบนชะง่อนเขาชั้นที่ ๕ อีก ๑ หลัง อากาศปลอดโปร่งโล่งสบาย เป็นที่หย่อนใจดีมาก
เมื่อได้บํารุงสิ่งก่อสร้างในวัดให้เห็นประโยชน์แล้ว ก็ได้ช่วยทําประโยชน์ให้แก่ชาวบ้านละแวกใกล้วัดด้วย ตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ – ๒๕๒๒ – ๒๕๒๓ ได้สร้างทํานบกั้นนํ้าให้ชาวบ้าน ๖ ทํานบ เพื่อในการเพาะปลูกทําไร่นา ทํานบละหมื่นก็มี ๒ หมื่นก็มี ๓ หมื่นก็มี ๕ หมื่นก็มี ทําถนนเป็นทํานบฝายกั้นนํ้าระหว่างภูทอกน้อยและภูแจ่มจํารัสอีกร่วม ๒ แสน ทั้งหมดสิ้นเงินวัดไป ๔ แสน ๕ แสนแล้ว เฉพาะทํานบใหญ่กั้นเก็บนํ้าระหว่างภูทอกน้อยและภูแจ่มจํารัสนั้น กรมชลประทานของรัฐบาล เขามาช่วยรับช่วงเอาไปปรับปรุงเสริมสร้างคันทํานบให้สูงขึ้นและมั่นคงขึ้น รัฐบาลให้งบประมาณมา ๒ ล้านบาท เดี๋ยวนี้ทําเสร็จแล้ว เก็บนํ้าได้มาก เก็บนํ้าได้ลึกถึง ๑๐ กว่าเมตร สามารถจะใช้ประโยชน์ในการเพาะพันธุ์ปลา และระบายนํ้าให้พวกชาวไร่ชาวนาอย่างสะดวกสบายทีเดียว
พ.ศ. ๒๕๒๓ จะเริ่มทําถนนรอบภูเขา ๓ ลูก คือ ภูทอกน้อย ภูทอกใหญ่หรือภูแจ่มจํารัสและภูสิงห์น้อยซึ่งต่างเป็นสํานักสงฆ์ของวัด ข้าพเจ้าได้ให้เกรดทางรอบเขตวัดไว้แล้ว ถ้าไม่ทํา ชาวบ้านบุกรุกเข้ามาถึงเชิงเขาก็จะลําบาก ตัดไม้ เผาไม้ ฆ่าสัตว์ สัตว์อยู่ในเขาก็ยังมีอีกมาก กวาง เก้ง เลียงผา หมี ลิง สุกรป่ายังมีอีกมาก พวกนก พวกกระต่าย ไก่ป่า ก็ยังมีเช่นกัน สมควรจะสงวนไว้ จึงได้จ้างรถแทรกเตอร์มาเกรดทางรอบเขาแล้วปิดทํานบนํ้าเสียด้วย ที่ไหนเป็นห้วยก็พูนดิน เสริมสร้างเป็นคันทํานบเพื่อให้สัตว์ป่าได้อาศัยอาบ อาศัยกิน ตลอดถึงมนุษย์ก็จะได้ใช้สอยทําไร่นา เพาะปลูกพืชผลโดยไม่อดนํ้า ไม่ให้คนรุกลํ้าเข้ามาทํากินในเขตทํานบนํ้า ถ้านํ้ามีเหลือเฟือก็จะได้ระบายช่วยเหลือชาวนาชาวไร่โดยไม่ติดขัด นี่เริ่มในปี ๒๕๒๓ จ้างรถแทรกเตอร์มาทํางานดังนี้ (เมื่อท่านมรณภาพแล้ว งานนี้ยังค้างอยู่ ทางวัดก็ได้ทําจนเสร็จ รวมทั้งสร้างทํานบนํ้าแห่งใหม่ในหมู่บ้านด้วย)
และเมื่อมาอยู่ครั้งแรกที่ถํ้าตีนเขานั้น ฤดูแล้งได้พาญาติโยมตัดทางจากภูทอก ไปถึงบ้านดอนเสียด รถเดินได้สบาย เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นเส้นทางอยู่ นี่ตัดทางลัด ต่อแต่นั้นญาติโยมเขาทราบว่ามีพระมาอยู่ที่ภูทอก ญาติโยมถิ่นต่างๆ เขาก็ทยอยกันมาสร้างบ้าน จนเป็นปึกแผ่นแน่นหนา เดี๋ยวนี้ก็๒๐๐ กว่าหลังคาเรือนแล้ว
มาอยู่ทีแรก แล้วก็ได้พาญาติโยมถากถางวัด เพื่อระบายอากาศให้ปลอดโปร่ง บ้านนาคําแคนนี้มาตั้งก่อนวัด ๒ ปี วัดมาตั้งภายหลัง บ้านนาคําแคนมาตั้ง พ.ศ. ๒๕๑๐ วัดมาตั้ง พ.ศ. ๒๕๑๒ คนที่เข้ามาอยู่โดยมากเป็นคนจังหวัดกาฬสินธุ์ก็มี ขอนแก่นก็มี ร้อยเอ็ดก็มี อุบลราชธานีก็มี อุดรฯ ก็มี สกลนครก็มี มีคนหลายจังหวัดที่เข้ามาอยู่บ้านนาคําแคน
สมัยก่อนแถวแถบนี้ ภูวัว ภูสิงห์ ภูทอก แถบนี้เป็นป่า เป็นดงทึบ มีสัตว์ป่านานาชนิดมาก ไม่ใช่มีหมู่บ้าน คนแต่ก่อนที่อยู่แถบนี้เป็นคนมาจากประเทศลาว โดยมากเป็นพวกเม้ย หรือเป็นพวกย้อ เขาแต่ก่อนภูมิลําเนาเดิมเขาอยู่ประเทศลาว เขาข้ามมาอยู่เมืองไทยสมัยเมื่อฝรั่งเศสเข้ามาครองลาว เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาปกครองลาว เขาไม่ชอบลัทธิการปกครองของฝรั่งเศส เขาจึงอพยพครอบครัวข้ามแม่นํ้าโขงมาอยู่ประเทศไทย
และลัทธิประเพณีเดิมของเขานั้นเป็นอย่างนี้ สําหรับพวกเม้ย แต่ก่อนเขาเรียกว่า ลาวกอด ลาวกุม คําว่า ลาวกอด ลาวกุม นี่เขาถือกันจริงๆ คือหมายความว่า ถ้าเราไปเยี่ยมเขา ไปเยี่ยมบ้านเยี่ยมเรือนเขา ถ้าเขามีลูกสาวแล้วไม่กอด ไม่กุม ไม่จูบ ไม่ดมลูกสาวเขาไม่ได้ เขาว่าผิดผี แต่จะทําอะไรไม่ได้ ได้แต่เพียงกอด กุม ดม จูบเท่านั้น ถ้าไม่ทําอย่างนั้นเขาปรับไหม ใส่โทษ เพราะมันผิดผีเขา นี่ประเพณีลาวกอด ลาวกุมของเขา ทีนี้เมื่อเขาข้ามมาประเทศไทย ในสมัยก่อนๆ ก็ยังมีอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ดูมันหายไปแล้ว
และพระเณรของเขานั้น ดูไม่ได้หรอก เขาถืออะไรก็ไม่ทราบ เป็นแต่เพียงนุ่งผ้าเหลืองแล้วก็แล้วกันไป ก็ถือว่าเป็นพระเป็นเณรเฝ้าวัดเฝ้าวา เขาจะกินข้าวคํ่าข้าวแลง ก็ไม่ว่า แต่โดยมากที่สังเกตดูชอบกินยาฝิ่น พวกพระเณร แล้วก็พากันแต่งคล้องแต่งครองกัน เวลาสงกรานต์ก็รดนํ้ากันกับสีกากอดกัน กุมกัน เขาไม่ถืออะไร และถ้าเป็นวันพระ เขาก็พากันไปหาล่าเนื้อตามป่า หรือไปหาปลากินปลาตามห้วย ตามหนอง ตามบึง นี่สําหรับพวกพระเณรในสมัยนั้น เขาไม่ถือกันเลย จับเงินบายทอง ขุดดิน ฟันไม้ เขาไม่คํานึงถึงพระวินัยอย่างไรเลย และญาติโยมก็ไม่ถือ
และแถวนั้นแต่ก่อน เขาถือผีกันว่า ถ้าฤดูปีใหม่เขาต้องเลี้ยงผีกัน แล้วก็เหยาผีกัน เป็นพิธีใหญ่โตรโหฐานทีเดียว ซึ่งข้าพเจ้าก็เคยได้เห็นเขาอยู่ เขาทําอยู่ นี่ลัทธิเดิมของเขา แต่เดี๋ยวนี้ ดูมันหายไปหมดแล้ว ไม่มี เพราะความเจริญมันร่นไหลเข้าไป และทางคมนาคมก็สะดวกไป แต่ก่อนไม่มีหนทางรถ ถ้าเดินไปหากันต้องเดินทั้งนั้น ไปอําเภอต้องนอนคืน นอนค้างกลางทางจึงจะถึงอําเภอ การศึกษาเล่าเรียน แถบนั้นไม่มีโรงเรียนเลย อยู่กันอย่างป่าๆ คนไม่รู้หนังสืออะไรเลย ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ไม่ค่อยเข้าไปถึงเพราะกันดารมาก
แต่สมัยนี้ทางคมนาคมสะดวก การศึกษาเล่าเรียนทั่วถึงกันแล้ว และแต่ก่อนสมัยนั้น การเจ็บไข้ได้ป่วย คือไข้ป่ามากนักชุมนัก คนตายกันปีหนึ่งๆ ไข้ป่ามากทีเดียว แต่สมัยนี้ดูลดปริมาณลงไป เกือบจะไม่มีเสียแล้ว เพราะการคมนาคมและการแพทย์สะดวกดีมาก การอยู่การกินก็ลําบากยากแค้นมากสมัยนั้น และการเดินไปมาหาสู่กันก็ลําบาก นี่บ้านเมืองสมัยนั้น แต่สมัยนี้สบาย พวกกรุงเทพฯ ก็ไปถึง ไปได้ ขี่รถทัวร์ รถเล็ก รถใหญ่ ไปได้ ไม่ขัดข้องเลยทีเดียว”
ท่านเล่าชีวิตการเดินธุดงค์
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สมัยที่ข้าพเจ้าอยู่ดงหม้อทอง เวลาออกพรรษาต้องเดินหาวิเวกทั้งนั้น เดินขึ้นไปภูวัว ภูทอก เดินจากดงหม้อทองถึงภูวัว ๓ คืน แล้วก็ไปวิเวกที่ดงศรีชมภู เดินบางครั้ง เดินจากดงหม้อทองไปจังหวัด เดิน ๙ คืน เดินจากจังหวัดเลยไปพิษณุโลก ไปเชียงใหม่ ไป เดินไปเชียงตุง อย่างนี้แหละชีวิตของพระธุดงคกรรมฐาน เป็นชีวิตที่ยากแค้นลําเค็ญเหลือเกิน ต้องบุกป่าฝ่าดงดอน นอนตามป่าตามเขา แต่กระนั้น แม้อาหารการขบฉันจะหอดจะหิว จะอดจะอยาก ก็ใช้ขันติความอดทนเอาแม้การเดินทางจะลําบากยากแค้นก็ใช้ความอดทนเอา
พิจารณาเรื่องของทุกข์ ว่าเราเกิดมามันต้องทุกข์ ถ้าเรายังเกิดอยู่อย่างนี้ เราก็ต้องทุกข์อยู่อย่างนี้ ทุกข์เพราะความลําบากยากแค้น และทุกข์เพราะกันดารและการเดินไม่ระวัง ทุกข์เพราะความเกิด แก่ เจ็บ ตายนี้ มันไม่รู้แล้ว ทุกข์เพราะทําความชั่วความเสียหาย ทําบาปทํากรรมแก่ตนให้ไปตกนรก ไฟเผาเร่าร้อนนี้มันแสนที่จะทุกข์ทรมาน ที่เราเดินไปเที่ยวบําเพ็ญคุณงามความดี อาศัยขันติความอดทนนี้ชื่อว่าเราเดิน เราทุกข์แต่กาย แต่ใจของเราไม่ทุกข์ เพราะเราไม่ได้ทําความชั่วเราประกอบแต่คุณความดี นี้ก็สบายใจหน่อย
ถ้าเราไม่พ้นทุกข์ คุณความดีที่เราได้ตั้งใจบําเพ็ญไว้ด้วยความบริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจนี้ ก็จะเป็นคติที่ดี เราจะได้ไปสู่สุคติเมื่อเวลาตาย เป็นมนุษย์สุข สวรรค์สุข พระนิพพานสุข หากยังไม่ถึงพระนิพพานสมบัติ คุณความดีที่เราประกอบไว้ด้วยความตั้งใจ ก็จะเป็นอุปนิสัยติดสอยห้อยตามเราให้ได้รับความสุขความเจริญในคติภพ กําเนิดในภพต่างๆ จนกว่าจะถึงพระนิพพาน
ดังนี้ เมื่อคิดแล้ว คิดซึ่งในทางการบําเพ็ญคุณความดี ใจก็ชื่นบาน ไม่มีความทุกข์ในใจ ส่วนกายนั้นทุกข์ระกําลําบากมากทีเดียว เท้าก็เจ็บ ขาก็ปวด หิว ร้อน และหนาว สารพัดแต่ที่จะทุกข์ทรมานทางกาย ส่วนทางใจก็พิจารณาเรื่องของทุกข์ อยู่แห่งไหนพิจารณา
ประวัติของพระพุทธเจ้าและพระอริยะ พระพุทธเจ้าท่านยิ่งเป็นผู้ที่นักเสียสละอย่างยอดเยี่ยม ไม่มีใครเทียบถึง และท่านก็เป็นกษัตริย์โดยสภาพอีกเสียด้วย ทั้งเป็นกษัตริย์ที่สุขุมาลชาติอันละเอียดบริสุทธิ์ ไม่มีกษัตริย์ใดในสมัยนั้นที่ทัดเทียมเสมอหรือยิ่งกว่า ท่านยังสามารถที่สละราชบัลลังก์และสมบัติออกบรรพชาเพศ แล้วแสวงหาโมกขธรรม เสด็จไปในที่ที่ป่า การขบฉันหรือปัจจัย ๔ แล้วแต่จะมีจะเป็น ท่านเสด็จด้วยเท้าทั้งนั้น ด้วยพระบาทพระองค์ทั้งนั้น ขึ้นเขานั้น ลงเขานี้
บางครั้งตามประวัติ ถึงกับท่านได้ทรมานอดอาหาร อดหลับ อดนอน จนสลบตายไปถึง ๓ ครั้ง อย่างนี้ก็มี ท่านก็ยังไม่ท้อถอย ส่วนตัวเรานี้ไม่ถึงท่าน ไปอยู่ไหนจะท้อถอยได้ ท่านเป็นนักเสียสละจริงๆ ไม่เห็นแก่ความตาย ไม่เห็นแก่ชีวิต ท่านจึงพ้นไปจากทุกข์ได้ เมื่อพิจารณาประวัติของพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาเอก มานึกถึงประวัติของท่านก็ทําใจให้ฮึกเหิมห้าวหาญ และชุ่มชื่น หายจากความท้อแท้ของใจ
นี้ถ้าทุกข์หรือความท้อแท้เข้ามาครอบงํา ต้องพิจารณาประวัติของพระพุทธเจ้าให้เป็นที่ประทับใจเสมอๆ และพิจารณาคําสอนของพระพุทธเจ้า ท่านให้เป็นนักเสียสละ ในคําสอนบทหนึ่ง ท่านสอนว่า บุคคลผู้จะรักษาไว้ซึ่งอวัยวะอันประเสริฐ พึงสละเสียซึ่งทรัพย์นั้น เพราะทรัพย์ไม่ประเสริฐเหมือนอวัยวะ
ข้อนี้ขออธิบาย คําว่า อวัยวะ คือ ร่างกายของเรานี้เอง ถ้าร่างกายของเรามีโรคกําเริบเสิบสานขึ้นส่วนใดส่วนหนึ่ง ถ้าเราไม่สละทรัพย์มาพยาบาลร่างกายนั้น อาจจะทําให้โรคกําเริบเสิบสานเสียอวัยวะร่างกายไป จําเป็นต้องสละทรัพย์เพื่อมาพยาบาลอวัยวะส่วนนั้นให้ดีขึ้น เพราะทรัพย์ไม่ประเสริฐเหมือนอวัยวะ ถ้าอวัยวะส่วนนั้นเสียก็ขาดความสุขความเจริญเท่านั้นเอง
อีกตอนที่สองว่า ถ้าผู้จะรักษาไว้ซึ่งชีวิตอันประเสริฐ พึงสละเสียซึ่งของสองอย่าง คือ อวัยวะและทรัพย์นั้นเสีย เพราะอวัยวะและทรัพย์ไม่ประเสริฐเหมือนชีวิต ดังนี้ ข้อนี้อธิบายว่าชีวิตเป็นของประเสริฐกว่าอวัยวะและทรัพย์ ถ้าหากมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นในร่างกายของเราจะถึงแก่ชีวิต จําเป็น เราต้องยอมตัดอวัยวะส่วนที่เป็นโรคนั้นมิให้ติดต่อส่วนอื่นๆ ถ้าไม่ตัดออกก็จะเป็นเหตุให้ติดต่ออวัยวะส่วนอื่นกําเริบขึ้นและทําให้เสียชีวิต ฉะนั้น อวัยวะส่วนที่เป็นโรคนั้นแล ไม่เป็นของประเสริฐต้องสละเสียทิ้ง ไม่ประเสริฐเหมือนชีวิต จึงว่าผู้จะรักษาไว้ซึ่งชีวิต พึงสละเสียซึ่งของสองอย่าง คืออวัยวะและทรัพย์นั้นเสีย
บทที่สามว่า ผู้ระลึกคิดถึงอยู่เนืองๆ ซึ่งคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นของประเสริฐ พึงสละเสียซึ่งของสามอย่าง คือ ชีวิตหนึ่ง อวัยวะหนึ่ง และทรัพย์หนึ่ง เพราะของสามอย่างนั้นไม่ประเสริฐ เป็นของไม่จีรังยั่งยืน มีแล้วก็เสื่อมสิ้นฉิบหายไป ส่วนคําสอนของพระพุทธเจ้า สอนให้พ้นทุกข์พ้นภัย เป็นของที่มีสาระ มีแก่นสาร ไม่เสื่อม ไม่โทรม ไม่ฉิบหาย คือ หมายความว่าผู้ถึงธรรมอันแท้จริงแล้ว เป็นผู้ไม่เสื่อม ไม่ฉิบหาย ไม่ม้วยมรณ์ ดังนี้
เมื่อมาพิจารณาคําสอนของพระพุทธเจ้าเนืองๆ ใจก็ห้าวหาญ ได้รับความปีติชุ่มชื่น เกิดศรัทธาความแก่กล้า เกิดขันติ ความอดทน ความเพียร ใจก็สบายหายจากความเหน็ดความเหนื่อย หายจากความเดือดร้อนและความทุกข์นานาประการ ที่ขณะเดินธุดงคกรรมฐานไปในที่ที่ป่า ไม่ใช่ว่าจะเดินเฉยๆ แล้วก็มาย้อนพิจารณาพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละท่านๆ ละองค์ๆ ท่านปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์จริงๆ ท่านไม่เห็นแก่ความยาก ความลําบาก ไม่เห็นแก่ชีวิต ไม่หวงชีวิต ท่านเห็นชีวิตเป็นของตํ่ากว่าธรรม เห็นธรรมเป็นของมีคุณค่า มีประโยชน์มหาศาลยิ่งกว่าชีวิต
ท่านจึงเป็นนักเสียสละ ประพฤติปฏิบัติไม่เห็นแก่ความเกียจ ความคร้าน ท่านไม่ท้อถอย อย่างประวัติสาวกองค์นั้น องค์นี้ มีแต่เด็ดเดี่ยว นักเสียสละทั้งนั้น นี่แหละพระสงฆ์ผู้ท่านที่จะพ้นไปจากทุกข์ จากความเดือดร้อนนั้น ท่านก็เป็นผู้ปฏิบัติดี เป็นผู้ประพฤติตรงต่อคําสอนของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ยิ่ง เห็นจริง เพื่อออกไปจากทุกข์ เพื่อความรู้ยิ่ง เห็นจริง เห็นอะไร เห็นทุกข์เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพื่อเห็นธรรมเป็นที่ดับทุกข์ เพื่อเห็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ท่านเป็นผู้ปฏิบัติชอบ ชอบตามธรรมคําสอน ปฏิบัติกายให้ชอบ วาจาให้ชอบ ใจให้ชอบ เมื่อท่านเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ในลักษณะนี้ ไม่ท้อถอยย่อหย่อน ไม่ลดละ ไม่เห็นแก่ชีวิตและความลําบาก ผลที่สุดท่านก็พ้นไปจากทุกข์ได้ นั่น
เมื่อเรามาพิจารณาอยู่อย่างนี้ ก็ทําใจให้กล้าหาญ มีศรัทธาเบิกบาน มีความเพียรขึ้น มีมานะ ขันติ ความอดทนเรื่อยๆ นี่แหละชีวิตของพระป่ากรรมฐาน ยากแค้นลําเค็ญสักปานใด บางครั้งบางสมัย เมื่อเดินป่าเดินดงหลงหนทางกลางป่ากลางดง ก็นอนกลางป่ากลางดง เป็นหมู่สัตว์ป่า มีเป็นบางครั้งบางคราวบางองค์ถึงกับตายกลางป่าก็มี เคยเห็นกระดูกของพระกรรมฐาน และบริขารกรรมฐานที่ตายอยู่บนหลังเขา มี สมัยเรานี่แหละ สมัยหลังๆ นี่แหละ
ท่านจะตายด้วยเหตุอะไรไม่ทราบ เพราะว่าข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ คือ หลวงปู่กอง เวลานี้หลวงปู่กองก็มรณภาพแล้ว ท่านได้ไปอยู่ร่วมข้าพเจ้าที่ดงหม้อทอง ท่านได้เดินธุดงค์ไปภูเขาลูกหนึ่ง อยู่ระหว่างจังหวัดเลย ท่านว่าเดินธุดงค์เข้าไป หลงทางไป เลยหมดเวลาก็นอนอยู่กลางภูเขา ตื่นเช้าก็เดินไปอีก เดินไปเห็นกองกระดูก เมื่อมองไปมองมาเห็นบาตร เห็นกลด แต่ว่ากลดและผ้านั้นขาดหมดแล้ว ยังเหลือแต่บาตร
เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็เลยอธิษฐานว่าขอให้รู้จักหนทาง ถ้ารู้จักหนทางจะมาพาญาติโยมทําบุญอุทิศให้ ท่านก็เลยเดินไป พอดีไปถึงทางคนเดินไปบ้าน ท่านก็เลยเดินเข้าไปตามทางไปถึงหมู่บ้านครั้นถึงหมู่บ้านประกาศให้ญาติโยมทราบ ท่านก็พาญาติโยมว่าไปทําบุญที่กองกระดูกนั้น สวดมนต์กันอยู่ ๓ คืน ๓ วัน นี่แหละพระกรรมฐานต้องเอาชีวิตเสี่ยงต่อความตาย และท่านองค์นั้นจะตายด้วยเหตุใดไม่ทราบ ไม่มีใครทราบ จะตายด้วยอดอาหาร หรือทรมานอย่างใด ไม่มีใครทราบ ดังนั้นนี่หลวงปู่กองเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง
สมัยที่ข้าพเจ้าอยู่ดงหม้อทอง ท่านไปอยู่ร่วมด้วย เวลานี้หลวงพ่อกองก็มรณภาพไปแล้วจะเป็นจริงหรืออย่างไร ท่านเล่าให้ฟังเองนะ ส่วนข้าพเจ้าไม่เห็น นี่แหละชีวิตของพระธุดงคกรรมฐาน มันแสนยากลําเค็ญอย่างนี้แหละ แม้ที่ข้าพเจ้ามาอยู่ภูทอกนี้ก็เช่นเดียวกัน ยากมาก ลําบากมากการสร้างภูทอก ทําสะพานต้องเสี่ยงต่อความตายจริงๆ ทีเดียว ถ้าไม่เป็นผู้กล้าหาญ หรือรอบคอบแล้ว มันก็ไม่พ้นอันตราย ต้องเสียชีวิตกันหมด ไม่เหลือแล
ดังนั้น ขอย้อนกล่าวภูมิหลังที่มาอยู่ภูทอก มาอยู่ภูทอกเริ่มแรก พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นพรรษาที่ ๒๗ เป็นต้นมา และก็ได้ปรับปรุงสิ่งที่ขัดข้องเป็นลําดับๆ มา ดังที่ได้พากันดูกันเห็นอยู่นั้นแหละ ต่อมาก็มีมาต่างๆ ทั่วประเทศไทยก็ว่าได้ ผู้มาเห็นแล้วก็โฆษณากันไปเรื่อยๆ แล้วก็ทยอยกันไปชมภูทอกเรื่อยๆที่ไหนขัดข้อง ทางวัดก็จัดให้สะดวกตามฐานะ ตามสามารถ เช่น นํ้าไม่สะดวก ทางวัดก็กั้นทํานบปิดทํานบไว้หลายแห่ง นํ้าใช้นํ้าฉันไม่สะดวก ส้วมถ่ายหรือส้วมนํ้า ห้องอาบนํ้าไม่สะดวก ก็พยายามปรับปรุงเพื่อต้อนรับแก่ท่านผู้ไปเยือน และก็จะได้ปรับปรุงพัฒนาไปอีกเรื่อยๆ
เมื่อตกถึง พ.ศ. ๒๕๒๐ ก็ได้ปรับปรุงทาง ทําทางไปนํ้าตกสะแนน ภูวัว เป็นนํ้าตกที่สวยมาก และก็มีสระนํ้า มีอ่างนํ้าใหญ่ๆ ลึกๆ มีสัตว์นํ้า มีปลา มีจระเข้และมีสัตว์ป่า เวลานี้ได้สงวนเป็นที่สัตว์ป่า คือ สงวนป่าไม้และพันธุ์สัตว์ และได้สงวนเป็นวนอุทยานแห่งชาติ สําหรับสงวนป่าไม้และสัตว์ป่าไว้ ที่ภูวัวยังมีสัตว์ป่าอยู่มาก เช่น ช้างและเสือ กวางหรือเก้ง หมู หมี สัตว์เล็กพวกนกยูง กระต่าย กระแต กระรอก งู ถ้าท่านมีโอกาสก็เชิญไปเที่ยวชมดู เพื่อเป็นที่หย่อนอารมณ์
บนหลังภูวัวราบรื่น ปลอดโปร่ง เดินไปสบาย กว้างขวางมาก มีที่ตากอากาศ มีที่หย่อนใจตามพลาญหิน เชิญท่านไปพักผ่อนหย่อนอารมณ์ หนีความทุกข์ที่วุ่นวายกันบ้าง บางครั้งบางเวลาก็ดีที่ภูวัวมีสํานักไว้ที่พักผ่อน ๓ แห่ง นอกจากที่นํ้าตกสะแนนดังที่กล่าวมา คือ ๑. ถํ้าบูชา ๒. ถํ้าพระที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ได้ไปปรับปรุงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๓ ถํ้านั้นก็เป็นสถานที่ปลอดโปร่งและร่มรื่นมีนํ้าอุดมสมบูรณ์ดี มีที่วิเวก พักผ่อนหย่อนจิตใจหลายแห่งในถํ้าพระ มีพลาญหิน มีร่มไม้และมีสัตว์ป่าสัตว์นํ้า สัตว์บก ที่ถํ้าบูชาก็มีพลาญหินกว้างๆ มีนํ้าตกและมีสัตว์ป่า มีผึ้ง ให้ท่านชม
ถํ้าบูชาเริ่มปรับปรุงแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นต้นมา ไม่เคยขาดพระ มีพระมาจําพรรษาอยู่ทุกๆ ปีที่นํ้าตกสะแนน ได้ริเริ่มปรับปรุงมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นมา พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้ตัดหนทางเข้าไปสู่นํ้าตกสะแนน ตัดเข้าไปถึงสะพานหินธรรมชาติ ภาษาเราเรียกว่าราวหิน เป็นราวแล้วก็เป็นสะพานข้ามนํ้าสะแนน นํ้าไหลลอดพื้นเป็นเหวลึก และที่เหนือสะพานหินก็มีทํานบหินกั้นนํ้าไว้ เป็นอ่างเป็นสระลึก มีจระเข้ ใต้สะพานหินก็เป็นสระ มีจระเข้ มีถํ้าสวยงามมาก นํ้าลึก ใต้สะพานหิน สะพานหินธรรมชาตินี้รถเดินได้สะดวกสบาย รถชนิดไหนก็ได้ มีธรรมชาติให้ท่านชมเยอะ จะชมธรรมชาติสะพานหินป่าร่มรื่นดี ชมนํ้า ชมปลา ชมนํ้าตกก็ได้ ห่างจากภูทอก ๑๒ กิโลฯ รถเดินได้สบายไม่ขัดข้อง
ส่วนภูทอกนี้เป็นที่หย่อนใจดีมาก เที่ยวรอบๆ สะพาน สะพานภูทอกมี ๓ ชั้น คือชั้นที่ ๔ชั้นที่ ๕ ชั้นที่ ๖ ชั้นที่ ๗ เป็นยอดบนมีป่าทึบ และต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๒๑ จะได้ทําปิดทํานบเป็นถนน เป็นเขตวัดด้วย ไปสู่ภูทอกใหญ่ซึ่งแต่ก่อนเขาเรียกว่าภูแจ่มจํารัส ห่างจากภูทอกน้อยประมาณไม่ถึง๒ กิโลฯ ในราวๆ ๒๐ เส้นเท่านั้น ถ้าทําถนนคือทํานบเสร็จแล้ว เราก็ไปอยู่ภูแจ่มจํารัส ได้พระไปอยู่พักวิเวก ได้บิณฑบาตสบาย ที่สงบสงัดดีมาก มีถํ้าเยอะแยะรอบภูและบนหลังเขาก็มีถํ้าเยอะ แล้วก็มีบ่อนํ้าหินที่อยู่บนหลังเขาอีก
การทําถนนนี้มีประโยชน์
หนึ่ง เป็นการทําถนนเข้าภูแจ่มจํารัสให้รถเดินได้ วางหินลูกรัง
สอง ทําเป็นรั้วเขตวัด
สาม ทําเป็นทํานบกั้นนํ้าไว้ใช้บริบูรณ์
ได้เหมาให้รถแทรกเตอร์เขาทํา เขาเอาค่ารับเหมา ๑๕๐,๐๐๐ บาท บรรดาประชาชนทั้งหลายเมื่อได้ยินข่าวก็พากันมีศรัทธา ทยอยกันมาร่วมสร้างปิดทํานบนํ้าและถนน และทั่ววัดขึ้นสู่ภูแจ่มจํารัส คือ ภูทอกใหญ่นั่นเอง จะสร้างเป็นสํานักสงฆ์เป็นวิปัสสนา ผู้ต้องการความสงบสงัดเด็ดเดี่ยวจริงจังต้องไปอยู่ที่นั้น ภาวนาทําความพากความเพียรที่นั้นดีนัก มีร่มไม้ร่มรื่นดี อากาศสบาย ต่อไปถ้ามันสะดวก มันสบาย ก็จะทําสะพานรอบภูทอกใหญ่อีก แต่คิดว่าจะทําชั้นเดียว ชั้นที่มีถํ้ารอบๆ เท่านั้น นี่เป็นแต่คิดโครงการไว้ ในอนาคตไกล ถ้าตายแล้วก็แล้วไป ผู้ที่เขายังอยู่ในโลก เขาก็คงจะดําริและก่อสร้างต่อไป
มาอยู่ภูทอกนี้สบายนัก อากาศปลอดโปร่งดีทั้งฤดูแล้ง ฤดูฝน ฤดูร้อน มีที่หลบหนาวหลบร้อนหลบฝนได้ทุกเวลา มีที่พักผ่อนหย่อนอารมณ์รอบๆ ภูเขาทีเดียว ท่านผู้ไม่เห็นก็เชิญไปดูสิ ไปพักผ่อนหย่อนจิตใจให้เบิกบานสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน หนีจากความคลุกคลีตีโมงจากบ้านจากเมืองบ้างซี”
สมัยท่านมาปักกลดภาวนาที่ภูทอกใหม่ๆ
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เล่าว่า “เมื่อท่านมาปักกลดภาวนาที่ภูทอกใหม่ๆ ยังไม่ได้จัดทําบันได ท่านจะอาศัยเถาวัลย์เหล่านี้ปีนขึ้นมานอนบนเพิงผาชั้น ๕ ทุกคืน เพราะสภาพป่าบนเขาภูทอกสมัยนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบและรกเลี้ยวมาก มีสัตว์ป่าอย่างกวาง กระจง เลียงผา ชุกชุมด้วย”
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แต่ก่อนมันเป็นป่าเป็นดง ทากยังมีอยู่ สัตว์ป่าก็ยังมีพวกลิง เลียงผาก็มี ช่วงที่ทําสะพานเห็นขี้มันอยู่ตรงที่ถํ้าพระชั้น ๕ หลวงปู่จวนท่านบอกว่าเลียงผา เอ๊ะ ! มันขึ้นมาได้ยังไง มันเก่งแท้มันมีปีกรึไง เห็นขี้มัน แต่ไม่เห็นตัวมันหรอก มันอยู่ก่อนแล้ว เลียงผามันขึ้นมานอน มันมาพักอยู่”
ท่านแก้พวกนับถือผี
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ สมัยที่ท่านธุดงค์บุกเบิกหาสถานที่ภาวนาใหม่ๆ ผู้คนทางภาคอีสานยังนับถือผี โดยท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านแก้เรื่องญาติโยมนับถือผี ก็แก้เป็นบางคน บางคนก็บอกได้ แก้ไม่ได้ก็ปล่อย ไปตามกรรมเขา ที่ภูกิ่วก็มี ทุกๆ ที่ก็มีกันทุกที่ พวกถือผีถืออะไร ท่านก็แก้อยู่ สมัยหลวงปู่มั่นก็แก้ผีมาตลอด พอมาสมัยหลวงปู่จวนก็ยังมี ท่านก็แก้โยมแม่ของท่านด้วย พวกถือผี พวกอะไร เขาเรียกอะไร ตั้งศาลก็มีทุกที่ มีทุกหมู่บ้าน ครูบาอาจารย์ท่านก็ต้องแก้ แถวจังหวัดหนองคาย หลวงปู่บัวพาท่านก็ยังต้องต่อสู้ ต้องแก้ ทุกวันนี้ก็มีเหมือนกัน
สมัยหลวงปู่จวนเยอะมาก ไล่มาตั้งแต่ดงหม้อทอง ถํ้าจันทน์ ภูกิ่ว จนถึงภูทอก ล้วนเป็นที่ท่านบุกเบิกครั้งแรกทั้งสิ้น โอ้โห ! แต่ละที่่ๆ แทบจะเอาชีวิตไม่รอด ผีก็ต้องเยอะแน่นอน ท่านโดนลองวิชา โดนพวกนี้เขาแกล้ง ปล่อยของปล่อยอะไร ท่านมีคุณธรรมสูง ก็ทําอะไรท่านไม่ได้”
วิธีการสร้างสะพานรอบเขาภูทอก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ จะเริ่มสร้างสะพานรอบเขาภูทอกตามหน้าผา หมออนามัยขอนแก่น ได้เชิญสถาปนิกชาวอเมริกันคนหนึ่งมาสํารวจดูที่จะสร้างสะพานรอบเขา ได้ขึ้นไปหาข้าพเจ้าที่ชั้นพระวิหารชั้นกลาง ข้าพเจ้าได้ขอปรึกษาวิธีทําสะพานรอบเขาตามหน้าผาชันๆ ว่าจะทําอย่างไร ขอคุณนายช่างกรุณาแนะวิธีทําให้ด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง แล้วก็ได้พาไปสํารวจตามหน้าผาต่างๆ เสร็จจากการสํารวจแล้วเขาก็ได้บอกวิธีให้ว่า ต้องทํานั่งร้านเป็นจุดๆ จนรอบเขาก่อนแล้วจึงจะทําได้ งบประมาณการก่อสร้าง ๑๑ ล้านบาท จึงจะแล้วเสร็จ
ข้าพเจ้าถามเขาว่า “ไม่ใช้วิธีนั่งร้าน จะอาศัยไม้ ๒ ลํามัดใส่เสาที่ปักไว้ให้แน่นแล้วนั่งเจาะหินใส่เสาเรื่อยๆ ไปไม่ได้หรือ ?” เขาตอบว่า “ไม่ได้ อันตรายมาก เดี๋ยวตกตายกันหมด ถ้าจะทําต้องใช้วิธีนั่งร้านนี้แหละจะทําวิธีอื่นไม่ได้ เพราะไม่มีหลักสูตร ตามหลักสูตรเขาต้องใช้วิธีนั่งร้านนี้” เขาว่า“ผมเองก็เรียนมาตามหลักสูตรนี้จะทํานอกหลักสูตรไม่ได้ ไม่มีตํารา” สนทนากันพอสมควรก็เลิกกันไป
อยู่มาอีกหลายวันนายช่างไทยได้ขึ้นเที่ยวเขา สนทนาหารือการก่อสร้างสะพานตามหน้าผารอบเขา ขอให้นายช่างช่วยแนะนําวิธีทําสะพานรอบภูเขาให้ฟังบ้าง เขาก็อธิบายให้ฟังว่า “ต้องทํานั่งร้านเป็นจุดๆ ไปรอบเขาจึงจะทําได้ ช่างไทยงบประมาณการก่อสร้าง ๖ ล้านบาทจึงจะสําเร็จ” ข้าพเจ้าถามนายช่างว่า “ใช้วิธีอื่นโดยไม่ทํานั่งร้านไม่ได้หรือ ? เขาตอบว่า “ไม่ได้ ไม่มีวิธีอื่นทําได้เลยนอกจากวิธีนั่งร้านเท่านั้น” ข้าพเจ้าก็ได้ตอบเขาไปว่า “ที่บอกวิธีนี้ก็เป็นวิธีเดียวกันกับนายช่างฝรั่งคนหนึ่งได้บอกไว้ เขาเป็นชาวอเมริกันมาอธิบายวิธีให้ฟังไม่ผิดกันเลย” นายช่างไทยตอบว่า “ผมก็เรียนมาจากฝรั่ง มันก็เป็นวิธีเดียวกันซิท่าน”
ข้าพเจ้าตอบว่า “วิธีที่แนะนี้อาตมาทําไม่ได้เลย” เขาถามว่า “ทําไมท่านทําไม่ได้ ไม้มันเยอะนี่” ข้าพเจ้าย้อนตอบเขาว่า “ไม่มีเงิน ๖ ล้านบาทจะมาทํา มีแต่เฉพาะล้านเดียวเท่านั้น คุณนายช่างเอย” เขาถามว่า “เงินหนึ่งล้านบาท ท่านเอามาจากไหน ? ท่านอยู่ในป่า ใครให้ท่าน ?” ข้าพเจ้าได้ตอบเขาตามเป็นจริงว่า “อาตมาไม่มีเงินล้าน มีแต่ล้านเดียว คือ หัวล้าน หัวเดียวเท่านั้น คุณนายช่างเอย” แล้วข้าพเจ้าจึงบอกเขาว่า “อาตมาจะทําตามแบบของอาตมาที่คิดไว้โดยไม่ต้องทํานั่งร้านมาแต่ข้างล่าง คืออาศัยหลักตอสองหลักแล้วใช้ไม้สองลําผูกให้แน่นยื่นออกไปสัก ๔ เมตร เอาเชือกผูกปลายไม้ที่ยื่นออกไป แล้วจึงตรึงผูกใส่เสาที่ปักไว้แล้วไปนั่งเจาะหลุมได้ตามสบาย” นายช่างร้องขึ้นว่า “ไม่ได้ท่านทําแบบนี้นอกหลักสูตรวิชาเขา ขืนทําไปก็ตายกันหมด” ข้าพเจ้าแย้งเขาว่า “อย่างไรก็ตาม ก่อนลงมือทํา อาตมาต้องทดสอบด้วยตนเองเสียก่อน เห็นว่าปลอดภัยจึงลงมือทํา แต่อาตมาแน่ใจทีเดียวว่าไม่เป็นไร” เขาตอบว่า “แหม ! ท่านนี้มีความคิดพิสดารเหลือเกิน หากผมมีโอกาสจะมาดูสะพานของท่านที่ทําตามหน้าผารอบเขา” สนทนากันพอสมควรก็ลากันกลับ
ระยะต่อมาอีกไม่กี่วัน พวกนักปีนเขาเอาผึ้งตามหน้าผาชันๆ ก็มาหา เขาเป็นพวกเคยเอาผึ้งตามภูเขาเป็นอาชีพประจําทุกปี ถึงฤดูผึ้งเข้าถํ้าเริ่มแต่เดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน เป็นต้นไป ถึงเดือนมีนาคม โดยเฉพาะที่ภูวัว ปีหนึ่งมีเกือบ ๕,๐๐๐ รัง ภูสิงห์ ๓,๐๐๐ ถึง ๔,๐๐๐ รัง ภูทอกใหญ่ประมาณ ๘,๐๐๐ รัง ภูทอกน้อยที่ข้าพเจ้าอยู่นี้ประมาณ ๕๐๐ รัง พวกนักเอาผึ้งเขารู้ดี พวกเขาประมูลจากรัฐบาลปีหนึ่งตกหมื่นบาท
วิธีเอาผึ้ง พวกเขาใช้เชือกหวาย ๔ ถึง ๖ เส้น ขวั้นผูกต่อกันยาว ๒๐๐ เมตรๆ ตามแต่ขนาดของหน้าผา เสร็จแล้วเอามาเลี่ยน (ฟั่น) เป็นเส้นขนานมัดผูกกันไป แล้วผูกบันไดติดให้คนไต่ลงไปเอาได้ง่าย ทําที่สําหรับผู้จะหย่อนลงไปนั่งให้พอเหมาะ จากนั้นก็ขึ้นบนยอดเขา แล้วหย่อนลงไปตามหน้าผาที่มีผึ้งอยู่ ผู้ที่จะลงไปเอาต้องใส่ชุดที่ยัดนุ่นสําลีให้ดีกันผึ้งต่อย แล้วค่อยลงไปตามสายบันได พอถึงที่พวกอยู่ข้างบนก็จะหย่อนคบเพลิงพร้อมด้วยกระเช้าใส่รังผึ้งไปพร้อม พอถึงเจ้าหมอนั้นก็จะจับคบเพลิงรมที่รัง แม่ผึ้งตัวไหนรักตัวกลัวตายก็บินหนีไป ตัวไหนหวงนํ้าหวานและลูกอ่อนก็ยอมตายอยู่กับรัง พิจารณาดูแล้วไม่แปลกอะไรกับนักปล้นฆ่าชิงทรัพย์ ตัวที่หนีก็มาก ตัวที่ยอมตายก็มากเช่นกัน เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ เมื่อแม่ผึ้งตายหรือหนีหมดแล้ว เขาก็ใช้มีดแหย่ที่รังให้ตกลงที่อู่ที่รองไว้ แล้วก็ร้องให้คนข้างบนดึงขึ้น ทํานํ้าหวานต่อไป เขาทําเช่นนี้จนกว่าจะหมดรังผึ้งที่มีอยู่ในเขาแต่ละลูกๆ ถ้าหากสายบันไดขาด พวกเอาผึ้งก็ไม่มีหวังอยู่ได้รอด
ที่เอาเรื่องคนเอาผึ้งมาเล่าสู่ฟังนี้ก็เพราะพวกเขาทราบว่า ข้าพเจ้าจะจ้างคนทําสะพานรอบเขา พวกเขาจึงมาสํารวจดูเผื่อว่าพวกเขาอาจจะทําได้ เมื่อไปสํารวจดูได้เห็นแล้ว พวกเขาไม่มีความสามารถจะทําได้ มันไม่เหมือนเอาผึ้ง จะใช้สายบันไดหย่อนลงมันไม่ถูกที่ที่จะทําสะพาน จะห้อยโหนโยนอู่แล้วเจาะ มันก็ทําไม่ได้ ปรึกษาพิจารณากันแล้วจึงยอมแพ้ ขอลาข้าพเจ้ากลับบ้าน
ใกล้จะเข้าพรรษา ข้าพเจ้าได้ทดสอบดูวิธีที่จะทําสะพานไปตามหน้าผา ตามทฤษฎีของข้าพเจ้าให้พระเณรและชาวบ้านดู และก็ได้ทราบแน่ว่าทฤษฎีของข้าพเจ้าทําได้แน่ๆ เว้นเสียแต่ประมาท ต้องเป็นคนกล้าหาญและมีเชาวน์ด้วยจึงจะทําได้ ครั้งแรกก็มีคนสมัครทําด้วยเพียง๒ – ๓ คน พอทําได้ ๒ ส่วนยังอีกส่วนหนึ่งจะเสร็จ เห็นว่าทําวิธีนี้ไม่มีอันตรายเกิดขึ้น จึงมีคนสมัครทําเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะแล้วที่หน้าผาชันๆ โดยมากแล้วจะเป็นพระเณรเข้าทําจนสําเร็จเป็นสะพานรอบเขาไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น ทําไปด้วยความสนุกสบาย ไม่มีเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าดูหน้าตากล้าหาญ ยิ้มแย้มแจ่มใสใจผ่อง เพราะทําอยู่บนอากาศ ลมพัดเย็นเฉื่อยๆ ไม่เหนื่อยไม่ร้อน พักผ่อนภาวนาไปพร้อม
ที่ผาชันๆ พวกฆราวาสโดยมากไม่กล้าทํา ถ้าปล่อยให้แต่ฆราวาสทํา เขาไม่กล้าเลยต้องถอยกลับ พวกเขากลัวตายและกลัวสิ่งที่เขาคิดกลัว คือ สิ่งที่ตามองไม่เห็น เขาเล่าให้ฟังว่า “พอมองดูในที่ที่จะทําสะพานไปมันเกิดขนลุกขนพอง เกิดกลัวตัวสั่น หัวหด ใจหวิว ตัวสั่นไปหมดเลยเหมือนจะจับไข้ หรือเหมือนผีเข้าเจ้าทรงเอาเข้าจริงๆ” พวกเขาไม่สามารถทําได้ ที่ผาชันๆ นี้ต้องอาศัยสามเณรเป็นกําลังสําคัญ ที่หน้าผาชันๆ สําคัญเช่นนี้ปล่อยให้ฆราวาสเขาทําไปไม่ได้ ต้องเอากําลังพระเณรเข้าบุกจึงจะสําเร็จทุกแห่งไป ถ้าที่ไหนไม่สําคัญก็ให้ฆราวาสเขาเจาะหินต่อไป ถ้าหากมีฆราวาสบางคนเขาสมัครทํา ต้องให้พระเณรสอดแทรกไปทําด้วย เพราะฆราวาสเขาไม่ค่อยชํานาญในการอบรมใจให้เป็นสมาธิเหมือนกับพระเณรซึ่งได้อบรมเป็นประจํา กําลังใจนี้เป็นสิ่งสําคัญ ถ้ายิ่งทําให้ใจเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่แล้วก็ยิ่งทําให้เกิดมีพลังอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ อาจสามารถนําไปทําประโยชน์ให้สําเร็จได้ทุกประการ
เมื่อทําสะพานชั้นกลางสําเร็จแล้ว ก็ทําให้เกิดประโยชน์ได้หลายประการ อาทิเช่น เป็นสถานที่ที่ทําวิเวกทําความพากเพียรเผากิเลสไม่จํากัดเพศ ใช้ได้ทั้งพระเณรเถรชี เพราะมีที่หลบซ่อนเร้นแดดร้อน ลมพัดได้อย่างสบาย มีที่หลบซ่อนไปเป็นแห่งๆ จะใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนอารมณ์ก็เหมาะสม จะใช้เป็นสถานที่เที่ยวทัศนาจรดูลมชมวิวตามธรรมชาติ ลมพัดเย็นสบายหายเหนื่อย แม้เมื่อยมาที่นี่แล้วก็หาย ไม่ต้องใช้พัดลมพัดไปให้ยุ่งยากเปิดปิด ใช้แอร์ธรรมชาติพัด อากาศเย็นสบายหายกังวล อากาศธรรมชาติที่บริสุทธิ์ย่อมเป็นยาโอสถเอกขนานหนึ่ง
ตัวอย่างเห็นด้วยตามาแล้ว มีโยมแก่คนหนึ่งแกเป็นโรคหืดมาแล้วหลายปี ยิ่งตอนฤดูฝนยิ่งทรมานหนัก แกเข้าโรงพยาบาลเป็นประจํา ยายแกเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เป็นโรคหืดมาแล้วได้ ๑๗ ปีกินยาอะไรก็ไม่เคยหายสักที ยิ่งฤดูฝนยิ่งหายใจลําบาก มันขึ้นมาปิดลําคอ เวลาเป็นขึ้นมาคิดอยากจะให้มันตายไปเสีย แต่มันก็ไม่ตาย ต้องทรมานทรกรรม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ยายแกมาพักผ่อนภาวนาอยู่ที่ภูทอก ๑๐ กว่าวัน ได้ไปนั่งสูดลมบริสุทธิ์ที่สะพานตามหน้าผาทุกเช้าเย็น พอแกกลับบ้านแล้วภายหลังแกกลับมาเล่าสู่กันฟังว่า “โรคหืดของอีฉันหายเลยท่าน นับตั้งแต่ไปนั่งภาวนาสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สะพานหน้าผาของท่าน อาการโรคหืดหายเหมือนปลิดทิ้ง แม้ขณะนี้ก็ไม่มีโรคหืดปรากฏหายสบายดีจริงๆ นะท่าน” คุณยายได้พูดอวดคนทั้งหลายที่แกได้สนทนาด้วยว่า “อยากหายจากโรคหืดให้ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ภูทอก นั่งวิเวกภาวนาตากอากาศตามสะพานรอบเขา หรือที่แห่งใดแห่งหนึ่งก็หาย”
คุณยายยํ้าอีกว่า “อากาศที่ภูทอกนี้เป็นอากาศโอสถจริงๆ นะท่าน” ข้าพเจ้าตอบยายว่า“เรื่องนี้อาจเป็นจริงไปได้ เพราะอากาศบริสุทธิ์ อาจเป็นยาโอสถบําบัดโรคได้ชนิดหนึ่งไม่แพ้ยาอื่นๆในขณะเดียวกัน โยมก็เป็นผู้ตั้งใจภาวนาเป็นประจํา อาจจะหมดกรรมหมดเวร โรคหืดก็เลยหายไปเอง ขอให้คุณโยมตั้งใจปฏิบัติไปเรื่อยๆ นี่แหละผลของการปฏิบัติธรรม สมกับธรรมช่วยรักษาผู้ปฏิบัติธรรมไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว จงเห็นเป็นตัวอย่างดังที่โยมได้รับอยู่เดี๋ยวนี้”
โยมยายแกได้ฟังอธิบายเล็กน้อย แกก็ดีใจสาธุอนุโมทนาชักอนิจจาบังสุกุลหาโรคหืดไม่ให้กลับฟื้นคืนมาอีกต่อไป จากนั้นแกก็ตั้งใจปฏิบัติภาวนาไปมิให้ขาด ท่านผู้ฟังทั้งหลายขอจงพิจารณาเอาเองเถิด จึงจะเป็นบ่อเกิดของปัญญา
กําลังสร้างสะพานไปอยู่ก็มีเรื่องแปลกๆ คือเรื่องนินทาสรรเสริญ พวกที่นินทาหาว่าโง่เง่าเขลาปัญญาไม่รู้ความตาย หากพลาดตายลงไป ใครเล่าจะว่าดี มีแต่คนเขาจะนินทาด่าว่าเย้ยหยันประการต่างๆ บ้าไม่เข้าเรื่อง อวดดีทีเด่นทําสะพานรอบเขา เดี๋ยวคนเดินสะพานตกตายจะเป็นโทษผู้ทําสะพานให้คนตกตายนะท่าน นี่อยู่ดีๆ หาเอาเรื่องเอาโทษใส่ตนเองไม่เข้าท่า ภาวนาเอาบุญไม่ดีหรือ อย่างนี้ก็มี สุดแท้แต่เขาจะด่าว่าจะนินทาไป เพราะเขาไม่รู้แง่ดีอย่างใดอย่างหนึ่ง
บางรายก็ประกาศกันไปว่า พวกเราคอยดูไม่นานหรอก พวกทําสะพานจะตกตายแน่ๆ จะได้ทําศพชักอนิจจังบังสุกุล ทําให้ยุ่งไม่เข้าเรื่อง อย่างนี้ก็มี มีทั้งพระเณรเถรชี พวกนี้ไม่ให้ความสนับสนุนเลยแม้แต่นิดหน่อย คอยแต่จะชักอนิจจาบังสุกุลเท่านั้น เขาย่อมไม่มองเห็นแง่เคล็ดลับวิธีและความ สามารถของผู้ทํา คนจําพวกนี้เข้าใจว่าตนทําไม่ได้ คนอื่นก็ทําไม่ได้เช่นกันกับเรา คนจําพวกนี้เข้าใจไปเช่นนั้น จึงปั้นเรื่องขึ้นมาโจมตีพวกทําสะพานรอบเขาอย่างขนาดหนัก บางพวกก็ว่าดีถ้าทําได้ เพราะว่าเป็นของแปลกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จะเป็นศิลปกรรมของโลก แต่จะอย่างไรก็ดีข้าพเจ้าไม่ยินดียินร้ายกับคําสรรเสริญนินทาของใครๆ ตั้งใจทําไปกับพรรคพวก มีพระเณรและญาติโยมผู้สามารถจนสําเร็จเป็นสะพานรอบเขา ในวันสําคัญในทางพุทธศาสนา พระเณรเถรชี ญาติโยมเดินเวียนเทียนรอบๆ เขา ไปตามสะพานด้วยความสะดวกสบายดีทุกๆ อย่าง
ในปีต่อมาได้ยกพื้นเก่าๆ ที่ทํามาแล้วให้ได้ระดับเดียวกันและแน่นหนาถาวรขึ้นกว่าเดิม และได้เพิ่มตัวไม้เข้าเป็นจํานวนมากและได้ทําที่พักผ่อนตามสะพานรอบเขาไปในตัวเลย
เขาลูกนี้ถ้าจะนับเป็นชั้นๆ มี ๗ ชั้น ชั้นที่มีสะพานมีอยู่ ๓ ชั้น คือ ชั้นที่ ๔ – ๕ – ๖ แต่ละชั้นๆ สูงห่างกันประมาณ ๒๐ – ๓๐ เมตรก็มี ตามภูเขาและตามธรรมชาติของภูเขา
การสร้างสะพานที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็ได้สร้างตามแนวธรรมชาติ ไม่เสียธรรมชาติ รักษาธรรมชาติ เห็นว่าธรรมชาติที่เป็นเอง เห็นว่าพอที่จะอาศัยวิเวกบําเพ็ญเพียรหลบซ่อนสะดวกสบายมีอยู่ หากเราทําสะพานไปตามแนวธรรมชาติที่เป็นเอง มีถํ้าและหน้าผาหลบฝนหลบแดดไปเป็นแห่งๆ เพราะเห็นประโยชน์และคุณค่าหลายอย่าง ใจจึงคิดสร้างสะพานห้อยโหนอยู่หน้าผารอบเขาเป็นที่อยู่อาศัยวิเวกเจริญสมณธรรมตามประสาของผู้อยู่ป่าอยู่เขา พวกอยู่บ้านในเมืองในกรุงก็สร้างอยู่ในเมืองในกรุง พวกอยู่ป่าอยู่เขาก็สร้างป่าสร้างเขาเพื่อผลประโยชน์ในการอยู่สบายเป็นรายๆ ไป และชื่อว่าได้ร่วมมือร่วมใจกันทําประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่พระศาสนาและแก่ประชาชนในถิ่นนั้นๆ ทั้งในด้านวัตถุและด้านจิตใจ รวมความก็คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ภายภาคหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพาน ประโยชน์อื่นที่ปลีกย่อยออกไปก็ไม่พ้นประโยชน์ทั้ง ๓ นี้
สะพานทุกชั้นที่ทํา ผู้ทําก็เล็งเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ถ้าคิดว่าไม่เป็นประโยชน์แล้วจะเสียเวลา เสียค่าแรงทําไปทําไม แม้สัตว์มีนก เป็นต้น ที่มันทํารวงรังอยู่บนต้นไม้ มันก็เห็นประโยชน์ของมัน มันจึงทํา ไม่ว่าสัตว์นํ้า สัตว์บก สัตว์อยู่ถํ้า อยู่รู ต่างก็เห็นประโยชน์แก่ตน พวกพ้องของตนทั้งนั้น ส่วนมนุษย์เราซึ่งได้นามว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ มีปัญญาวิวัฒนาการกว่าสัตว์ทุกประเภท พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องว่าเป็นผู้อยู่ในฐานะอันเลิศ เพราะเหตุว่า มรรคผลนิพพานก็ตั้งอยู่ในหนทางที่มนุษย์จะพึงได้ ความบริสุทธิ์เศร้าหมองก็อยู่ในหมู่มนุษย์นี่เอง แต่เลิศที่สุดในทางธรรมหมายเอาผู้รู้ตน ผู้ฝึกตนดีแล้ว ผู้ชนะตน คือท่านผู้ชนะกิเลส ตัดขาดจากสันดานโดยประการทั้งปวงไม่ต้องกลับมาเกิดในโลกนี้อีก สมกับคําว่า “ความชนะกิเลสของเราจะไม่กลับมาเป็นแพ้อีก ทุกข์ของเราได้สิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ไม่มีทุกข์อีก” ท่านผู้เช่นนี้เรียกว่าท่านผู้ตั้งอยู่ในอัครฐานะ สมควรแท้ที่จะเป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ท่านผู้เช่นนี้ว่าเป็นผู้ทําประโยชน์ขั้นสุดยอดของสัตว์โลกทุกทั่วหน้า ผู้ที่ต้องการความสุขจากท่านสมควรแท้ที่จะแสวงหากับท่านผู้เช่นนั้น
ท่านมีเจตนาพัฒนาภูทอกให้พระเณรภาวนา
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ภูทอกยุคแรกๆ หลวงปู่จวนไม่ได้ทําไว้ให้คนเที่ยวนะ ท่านทําให้พระเณรภาวนา เพราะอยู่ข้างล่างมันอากาศทึบมาก เพราะมันเป็นดง ท่านไปอยู่ข้างบน ท่านได้รับความสบาย เพราะท่านมาอยู่ก่อนเพื่อนนะ ท่านก็อยากให้พระเณรสบายได้ภาวนาข้างบน ท่านก็เลยพาทํา “ให้ไปภาวนาตามหน้าผา อากาศมันถ่ายเทดี มันเป็นสัปปายะดี” ท่านว่า คือที่วิเวกดีนั่นแหละ “ตามหน้าผา เออ ! มันก็เข้าท่า” ท่านว่า ท่านก็ไปทํานะ คือทีแรกท่านก็ไปอยู่ชั้น ๕ นั่นแหละ จากชั้น ๕ ก็ไปทําพุทธวิหาร ต่อไปท่านก็เลยทําสะพานรอบ คือก็ทําเล็กๆ อย่างนี้ เพราะเกี่ยวกับทุนทรัพย์ เกี่ยวกับความสะดวก แต่ก่อนก็ไม่มีปัจจัยอะไรเลยนี่นะ ครูบาอาจารย์ท่านไม่มีอะไรนี่ มีอะไรท่านก็ทํา มีปัจจัยมาให้ ญาติโยมมาถวาย ท่านก็ทําไป”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แต่ก่อนหลวงปู่จวนท่านทํานั้นไม่กว้างนะ พอเดินได้ แต่ก่อนมันแคบนิดเดียว ทุกวันนี้ท่านเจ้าอาวาสท่านขยายออกให้มันกว้าง ใช้ไม้เนื้อแข็งมาตรฐาน ไม้ตะเคียนไม้เนื้อแข็ง ไม้พอหาได้อยู่ในบริเวณภูทอก ให้ชาวบ้านช่วยเลื่อย ชาวบ้านไปเลื่อยปั๊บ หามมาแบกมา พระ เณร แม่ขาว แม่ชีก็ช่วยกันแบกขึ้น หามขึ้น อันไหนมันหนักเกินกําลังก็ใช้รอกชักขึ้นดึงขึ้น
ที่คนมาเที่ยวภูทอก เขามาเห็นสะพาน เจตนาของหลวงปู่จวนท่านว่า ทําไว้เป็นที่ไปภาวนา เป็นที่เดินจงกรม ทีนี้คนเข้ามาเที่ยวมาเห็น เขาว่ามันเป็นของแปลกก็เล่าต่อๆ กันไป มันก็เลยเกิดดังขึ้นมา ท่านไม่มีเจตนาที่จะเป็นที่ท่องเที่ยวนะ เพราะว่าให้พระเณรไปภาวนา เดินจงกรมทําความเพียรกัน ทีนี้คนมันมาเที่ยว ทางใกล้ทางไกล ทั้งต่างประเทศ แหม ! มันเป็นของแปลก เขาก็เลยไปเล่าต่อๆ กันไป เนี่ยเขาก็มาดูล่ะซิ ทีนี้มันก็เลยกลับกันเลยทีนี้ ท่านก็เลยอนุโลม กลางวันเขาก็มาเที่ยวเดี๋ยวเดียวแล้วก็ไปนํ้าตก แล้วพระเราหลบเอาๆ ไปอยู่ภูทอกใหญ่ในช่วงกลางวัน แล้วตอนเย็นก็มา
การภาวนาของพระเณร ท่านก็ไม่ได้บังคับอะไรมาก ท่านก็ว่าเน้น ให้เร่งทําความเพียร ให้ตั้งใจภาวนา ทางจงกรมบนภูทอก ท่านไปหาทางไหนพอที่จะเดินได้ ท่านก็ใช้โคมไฟแขวนเอาไว้ ก็เดินมาทําความเพียรกันตรงนั้น
สมัยหลวงปู่จวน พระภาวนาภูทอกน้อยเป็นหลัก ส่วนภูทอกใหญ่ ชื่อจริงชื่อภูแจ่มจํารัส ช่วงนั้นภูทอกใหญ่ยังไม่ได้ทําอะไร เป็นป่าดงธรรมชาติยังไม่ได้ทําอะไรหรอกแต่ก่อน ยังปล่อยไว้เป็นป่าเป็นดง ไม่มีใครกล้าไปหรอก แต่ก่อนมันรก มันน่ากลัว (หัวเราะ) แล้วก็ไข้ป่าด้วย สัตว์ป่าด้วย แล้วภูมิด้วยที่ว่าเป็นบังบดก็มีส่วน พระเณรถ้าไม่ตั้งใจภาวนาอยู่ไม่ได้หรอกแต่ก่อน
ท่านบูรณะภูทอกน้อย แต่ภูทอกใหญ่ปล่อยไว้ พระมาปฏิบัติธรรมก็มาที่ภูทอกน้อย สมัยนั้นภูทอกใหญ่ หลวงปู่จวนมีส่งพระไปภาวนา แต่นานๆ ที มันรก ยังไม่มีเสนาสนะอะไร ก็ไปอยู่ตามพลาญหิน นั่นล่ะ อยู่บนเขา เป็นเนินๆ ขึ้นไป แต่ก่อนไปไม่ได้ มันรก ไม่ไป ใครจะไป พระอยู่ภาวนาที่ภูทอกน้อยเป็นหลัก การสร้างสะพาน สร้างบันได กระทบการภาวนาหรือไม่นั้น มันก็ขึ้นอยู่แต่ละองค์ ใครจะพิจารณาเอา ใครจะพิจารณาให้เป็นธรรม มันต้องแยกแยะเอา ช่วงนั้นพระส่วนใหญ่ก็มาช่วยงาน ที่แยกไปภาวนาก็มี”
พัฒนาภูทอกน้อยเพื่อสงวนที่ภาวนาภูทอกใหญ่
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ช่วงแรกๆ ที่พัฒนาภูทอกใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยมีอุปสรรค เพราะมันมี ๖ หลังคาเรือนใช่ไหม ?แล้วก็ตอนนั้นเราก็อยู่ขอนแก่นกลับมา คุณหญิงสุรีพันธุ์เริ่มเข้ามาแล้ว แต่คนที่จะมาแท้ๆ ที่ให้ลูกน้องมาบ่อยก็ ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรี ท่านรู้สึกจะรู้จักพอๆ ผม มีอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจแต่ว่ากลับไปเป็นมาลาเรีย หลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตํารวจเก่าโน้นเคยมาหา แต่ ดร.เชาวน์ก็มาบ้างไม่มาบ้าง เพราะว่าให้จําลองขับรถแลนด์มาส่งพระอาจารย์จวนไปเลย
เรื่องพัฒนาภูทอก ทีแรกผมก็ถามว่าอาจารย์จวน “ถ้าอาจารย์มาทําแบบนี้นี่มันเป็นที่เที่ยวของคน จะมีปัญหานะ เพราะคนมันเริ่มเที่ยว มันก็ไม่สงบนะอาจารย์” ท่านเลยบอก “เรารู้แล้ว”แต่ว่าเป้าหมายหลัก ท่านจะพัฒนาภูทอกใหญ่ พัฒนาภูทอกน้อยอันนี้จะดึงคน เพราะว่าพวกเด็กมันมาเที่ยว มันก็เห็นความงาม มันอาจจะไปดึงพ่อดึงแม่มาวัด เริ่มทีแรกเราเห็นแล้ว เอ้ ! ถ้าจัดแบบนี้ต่อไป มันเป็นที่เที่ยว มันจะมีปัญหาทีหลังนะอาจารย์ ยากแก่การปฏิบัติ เพราะอาจารย์มหาบัวเคยตําหนิว่า แต่อาจารย์จวนบอกผมว่า “อันนี้เป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่คือภูทอกใหญ่ เพราะความสําคัญต้องอยู่ภูทอกใหญ่”
ภูทอกใหญ่เป็นที่พักสํานักสงฆ์ ทีแรกอาจารย์น้อยมาพัฒนาที่นี่อยู่ แล้วตอนหลังก็พออาจารย์น้อยไปพักหนึ่ง อาจารย์วิโรจน์หลานอาจารย์แยงก็ไปอยู่เด้นะทีนี้ ลงมาบิณฑบาตแล้วมาฉันที่นี่(ภูทอกน้อย) ทุกเช้า
ภูทอกใหญ่นี้คือภูแจ่มจํารัสก็คือเป้าหมายพัฒนาตรงนี้ จะสงวนเอาไว้ให้พระภาวนา พระหนุ่มจะไปไว้โน่นหมด พระแก่อยู่นี่ได้ เพราะคนมาเที่ยวเยอะ เพราะว่ามันมีสองภู พัฒนาที่ภูทอกน้อย แต่ทางโน้นยังไม่ได้ทําอะไร
อาจารย์มหาบัวตําหนิท่านอาจารย์จวนพัฒนาภูทอกน้อยว่า บันไดนรก บันไดสวรรค์ แต่เป้าหมายอาจารย์จวนคือทําที่นี่เพื่อดึงคน เพราะว่าเด็กมันจะพามาเที่ยว เด็กหนุ่มสาว แล้วมันจะดึงพ่อดึงแม่มา ท่านงามแท้ๆ มันจะได้เข้าวัดทางอ้อม และภูทอกใหญ่บริเวณกว้างขวางกว่าภูทอกน้อย ท่านพัฒนาภูทอกน้อยเพื่อเป็นที่ดึงดูดคน แต่ว่าสงวนภูทอกใหญ่ให้พระภาวนา”
เมษายน ๒๕๑๓ หลวงปู่สมหมายไปขออยู่กับท่านพระอาจารย์จวน
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านก็ไม่ได้บอกว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ว่าไปเรื่อย ว่าผมเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ไม่เห็นว่านะ ถ้าเราภาวนาขาดเหลือ (ติดขัด) ท่านก็แนะนําในเรื่องภาวนาให้น่ะ ส่วนมากครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่บอกหรอก ผมนี่เป็นพระอรหันต์ ท่านก็ไม่เห็นว่า เอ้อ ! ไม่เห็นว่าสักองค์ อยู่กับหลวงปู่พรหม บ้านดงเย็นน่ะ ท่านก็ไม่เห็นบอก คุยแต่ด้านภาวนา แต่การทําความเพียรท่านเก่ง สู้ท่านไม่ได้หรอกหลวงปู่พรหมนี่ เดินจงกรมนี่ โอ๊ย ! ตั้งแต่ ๒ ทุ่มจนถึงตี ๑ นู่น
สาเหตุที่ไปอยู่กับหลวงปู่จวน ทีแรกก็เดินธุดงค์ไป ก็ได้ข่าวว่าหลวงปู่จวนอยู่ภูทอก ก็อยากไปอยู่กับท่าน อยากไปฟังเทศน์ ไปฟังอะไรท่าน ไม่มีใครแนะนํา เดินวิเวกไป รู้จักหลวงปู่จวนครั้งแรกตอนนั้นแหละ ตอนที่ขึ้นไปภูทอกเดือนเมษาฯ ทีแรกว่าท่านมีงานผ้าป่าอะไรเนี่ย อยู่ใกล้ๆ นั่นล่ะแถวบ้านดงเกษม ได้ข่าวว่ามีงานผ้าป่าก็เลยไปช่วยงานท่าน ไปก็เลยขออยู่กับท่าน ท่านก็รับ ก็มีพระเณรมาหลายองค์อยู่”
ท่านชวนหลวงปู่จันทาสร้างสะพานรอบภูทอก
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ทีแรกประชุมกัน ตอนนั้นหลวงปู่จันทา วัดป่าเขาน้อย มาวิเวกภูทอกเดือนพฤษภาฯ ๒๕๑๓ ก่อนเข้าพรรษา อยู่ราวๆ สักเดือนหนึ่งนี่แหละ จากนั้นก็กลับถํ้ากลองเพล พอหลวงปู่จวนท่านประชุมบอกว่า “ท่านจันทา ผมจะสร้างสะพานที่รอบหน้าผาภูทอก หมู่พวกจะเห็นดีไหม ?” หลวงปู่จันทาบอกว่า “ผมไม่เล่นด้วยหรอกครูจารย์ ผมจะกลับถํ้ากลองเพลแล้ว สร้างก็สร้างไปสิ ผมไม่เห็นดีด้วยหรอก” หลวงปู่จวนว่า “โอ้ย ! ผมจะทําให้มันเสร็จในพรรษานี่ล่ะ” “ทําไปเลย ผมไม่ยุ่งด้วยหรอกผมไม่เห็นด้วย มันจะมาตายกองกันนี่แหละ กรรมฐาน… หาเรื่อง” หลวงปู่จันทาก็กลับ ท่านไม่ชอบก่อสร้าง ตอนนั้นท่านก็ยังเร่งความเพียรอยู่ ท่านก็เลยไม่อยากมาทํา หลวงปู่จวนท่านก็ไม่ว่าอะไร แล้วแต่ตามอัธยาศัย เพราะว่า “แค่ผมมองขึ้นไปเนี่ย ผมเสียวไส้แล้ว จะไปทําสะพาน ผมไม่เห็นด้วยหรอก” หลวงปู่จันทาว่า ใครจะไปกล้าก่อหือตรงนี้ เตรียมของหนีแน่บเลย พอหลวงปู่จันทากลับไปแล้ว ท่านก็เลยสั่งอยู่กุฏิ มาอยู่ด้วยกันนี้ กุฏิหลวงปู่จวนก็อยู่นี่
ช่วงที่หลวงปู่จันทา ถาวโร ขึ้นไปอยู่ภูทอก แล้วกุฏิไม่พอ หลวงปู่จวนท่านก็บอกว่า “ท่าน (หลวงปู่สมหมาย) เป็นพระหนุ่มนะ ต้องไปอยู่บนเขาพู่นนะ” โอ๊ย ! หลวงปู่จวนท่านบอกมา ก็จําเป็นก็ต้องย้ายให้ท่าน เพราะอาจารย์จันทาอาวุโสกว่า บนนั้นมันมีแคร่อยู่ใกล้ๆ แล้วรังผึ้งมันก็เต็มอยู่รัง แต่มันก็ไม่เป็นไร พวกผึ้งหลวง พวกผึ้งมันยังเยอะอยู่ ตอนหลังมามันก็หนีแหละพวกนั้น ธรรมดาตอนแรกมันยังอยู่หลาย (มาก) แต่มันก็ไม่ทําอะไรเรา เพราะว่าเราไม่ได้ทําอะไรมัน มันก็อยู่ของมันเราก็อยู่นั้น”
พ.ศ. ๒๕๑๓ พระเณรที่อยู่จําพรรษาภูทอก
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเหตุการณ์ปี ๒๕๑๓ ไว้ดังนี้
“หลวงปู่ (หลวงปู่สมหมาย) อยู่กับหลวงปู่จวนปี พ.ศ. ๒๕๑๓ รุ่นสร้างสะพานชั้น ๕ รุ่นแรก อาจารย์แยงท่านก็มาพึ่งหลังจากหลวงปู่ออกไปเที่ยวธุดงค์แล้ว ปีนั้นจําพรรษาที่ชั้น ๕ มีพระ ๖ องค์หลวงปู่จวน หลวงปู่บุญเพ็ง หลวงปู่แสวง แล้วหลวงปู่ อาจารย์ยงค์ อาจารย์เฉลิม อาจารย์ยงค์สึกไปแล้ว อาจารย์เฉลิมนี่ก็สึกไปแล้ว อยู่แถวภูสว่างแหละ อยู่ด้วยกัน และมีเณร มีผ้าขาวน้อยผ้าขาวน้อยตายแล้ว หลวงปู่อยู่กับหลวงปู่จวนประมาณพรรษาหนึ่ง เริ่มเข้าไปช่วงเมษายน
ในพรรษานี้ หลวงปู่จวนท่านไม่ได้เป็นมาลาเรีย มีหลวงปู่บุญเพ็งเป็นมาลาเรีย หลวงปู่ก็ได้ไปฉีดยาอะไรให้ หลวงปู่ไม่เป็น มีเป็นอาจารย์แสวง อาจารย์แสวงก็ออกไป ออกพรรษามา เริ่มเป็นมาลาเรียหนัก พวกยายขงยายขาวอะไรเป็นทั้งหมดล่ะ ปีนั้นไม่มีกฐิน”
พ.ศ. ๒๕๑๓ เริ่มสร้างสะพานรอบชั้น ๕
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนเริ่มสร้างสะพานรอบชั้น ๕ ตอนนั้นบันไดยังไม่มี ขึ้นบันไดดินขึ้นไป ช่วงหลังท่านมาทําบันไดไม้ หลวงปู่ไปเที่ยวแล้วนี่ เที่ยวองค์เดียว เที่ยวก็ไม่กลับ เดินทางไกลไปเรื่อยๆ ไปทางภาคเหนือ หลวงปู่จําพรรษาที่ภูทอกพรรษาหนึ่ง ตอนนั้นยังไม่มีทางจงกรม แล้วก็สร้างสะพานเป็นทางจงกรม เจตนาดั้งเดิมของหลวงปู่จวนก็คือ สร้างสะพานรอบนั้นเป็นที่ปฏิบัติธรรม ขนาดก็ไม่กว้างใหญ่ บางที่มันมีไม้ปูออกไป ขยายออกไปไกลอยู่ รู้สึกจะกว้างแค่สองแผ่น พระเณรเดินจงกรม เดินไปตามนั้นล่ะ เริ่มทํากันเดือนมิถุนาฯ โน่น รู้สึกออกพรรษาแล้วเสร็จ เวียนเทียนได้ ออกพรรษาก็มีเวียนเทียนเริ่มแรก ท่านก็พาเวียนเทียนพรรษารอบชั้น ๕ รอบภูทอก
ไม้ที่เอามาทําสะพาน ญาติโยมเขาเอาไม้ตะเคียนมาให้ เขาเรียกชื่อว่า “ตะเคียนหิน” มันมีตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียนหินนี่จะแข็ง เพราะแถวนั้นมันดงตะเคียน บ้านนาคําแคน แต่ก่อนมันตะเคียน เขาก็เอาไปปักที่สวนปักที่ไร่ หลวงปู่จวนท่านบอกให้เขาเลื่อยมา เอามาขายให้ จ้างเขาเอามาให้ เขาเอามาเป็นแผ่นๆ มาแต่งให้ มาส่งให้ ไม้ตอนนั้น ไม้หน้า ๒ หน้า ๔ หน้าอะไรเขา เออ ! ท่านสั่งเขา เขาเลื่อยด้วยมือ เลื่อยเครื่องสมัยนั้นยังไม่มี ดึงกันสองคน ตัดแล้วแปรเป็นแผ่นๆ ใช้เลื่อยมือมือก็เขามีกันสองคนดึงไปดึงมา
ตอนสร้างสะพาน ตอนนั้นมันหวาดเสียวมาก หลวงปู่จวนท่านก็ไม่ได้แสดงอภิญญาอะไร หลวงปู่จวนท่านบอกวิธีสกัดหิน ท่านบอกว่า “สมหมาย สิ่วอยู่โน้นน้า” ท่านก็ไปจัดการให้ แล้วก็บอกวิธี ทั้งสิ่วทั้งคิดว่า “เอ้ ! มาตายกองกันเหมือนอาจารย์จันทาว่า” ก็ท่านสั่งแล้วจะทํายังไง ก็ต้องไปทํา อือ ! สิ่วเช็ดเรียบร้อย ไปก็กราบเรียนท่านบอกว่า “ผมสิ่วแล้วน้าพ่อแม่ครูอาจารย์” เออ ! บอกวิธีทํา แล้วก็เริ่มทําไปเรื่อยๆ ทําไป ทําไปเรื่อย มันก็ค่อยๆ ทําไป หลวงปู่จวนก็มีฆ้องใบหนึ่งตีอยู่นั่น ก็มีแต่พระเณรนี่ล่ะสกัดหิน เนี่ยข้อมือนี่พังหมด”
หลวงปู่แสวง อมโร เชื่อมพุทธวิหารสําเร็จ
หลวงปู่แสวง ท่านได้เป็นผู้ร่วมสร้างสะพานไม้รอบภูทอก แต่มีจุดหนึ่งที่มีสะพานหินธรรมชาติเชื่อมไปยังเขาโดดลูกเล็กที่มีลักษณะคล้ายเห็ดที่แยกตัวออกไปจากภูทอก หลวงปู่จวนบอกกับลูกศิษย์ว่า “ใครหาวิธีเชื่อมทางเขา ๒ ลูกนี้ได้ เราจะให้ผ้าจีวรเนื้อดีแก่ผู้นั้น” หลวงปู่แสวงก็หาวิธีจนได้ โดยทําเชือกผูกเป็นบ่วง โยนคร่อมไปที่เขาลูกนั้น แล้วหย่อนเชือกลงไป ให้สามเณรที่ตัวเบาๆ ผูกกับเอว แล้วค่อยๆ ไต่ขึ้น ท่านว่าพวกเณรนั้นไม่มีใครกลัว ต่างก็ชอบเล่นกันเป็นของสนุก ทั้งพระทั้งเณรต่างช่วยกันสกัดหินทําสะพานไม้เชื่อมต่อเขาสองลูกจนสําเร็จ เขาลูกนี้เป็นที่ทราบกันในชื่อว่า “พุทธวิหาร” ซึ่งอยู่บริเวณชั้นที่ ๕ ของภูทอก ด้วยเหตุนี้ หลวงปู่แสวง จึงได้ผ้าจีวรเนื้อดีจากหลวงปู่จวน และได้ทอดผ้าบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้โยมพ่อ
หลวงปู่แสวง สอนว่า “ให้มีสติอยู่กับลมหายใจ ทุกๆ ลมหายใจนะ ให้สู้ทุกอย่าง เสือก็สู้ ผีก็สู้ อาตมาอยู่ภูทอก สู้ตาย เอาสลิงมัดเอวไต่ลงมาสกัดหิน” ท่านพระอาจารย์จวน สอนว่า “ท่านนะมีสตินะ เผลอเมื่อไหร่แมลงวันบินอยู่บนตัวท่านแน่ ขนาดนายพลขับรถศึกมาตั้งเท่าไหร่ ยังมาแพ้ที่ภูทอก เดินขาสั่นอยู่ข้างบน” ท่านพระอาจารย์จวนน่ะ ถ้าในครั้งพุทธกาลนี่ ถือว่าเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ทํากันตั้งเท่าไหร่ ไม่มีคนตกมาตายสักคน อยู่กันลําบากนะในสมัยนั้น มีอยู่ ๓ – ๔ บ้านเท่านั้นที่เขาใส่บาตร มันยังเป็นป่าเป็นเขาอยู่ มีแต่ไอ้เก้ง ไอ้กวางวิ่งกันอยู่ทั่ว เสี่ยงตายกันทั้งวัน
ท่านพระอาจารย์จวน ท่านว่า “ใครว่าเก่งให้ดูวาระจิตของตนเอง มาบอกว่าตัวเองเก่งๆ เป็นทหารบก แต่ไม่เคยเข้าสนามรบเลย อย่ามาบอกว่าตัวเองเก่ง”
ไม้บนยอดพุทธวิหาร
เรื่องไม้ที่อยู่บนยอดพุทธวิหาร เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกับการทําสะพานไม้เชื่อมพุทธวิหารสําเร็จ การปักไม้เป็นเครื่องหมายแห่งความสําเร็จ โดยครูบาอาจารย์ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาจารย์เฉลิม อาจารย์เหลิมที่สึกไปน่ะ ท่านพร้อมกับเพื่อนพระเณรขึ้นไปเจาะหินบนยอดพุทธวิหาร เจาะหินเหมือนกับเราเจาะหินทั่วไปทําสะพาน เจาะแล้วก็เอาเชือกลากเสาไม้ขึ้นไปปักไว้
หลวงปู่จวนไม่ได้มอบหมายให้ท่านอาจารย์เฉลิมไปเจาะ ท่านขึ้นไปเจาะเอง แล้วท่านอยากเปิดว่า เหตุผล คือ เครื่องหมายว่าท่านติดธง ขึ้นไปท่านก็ใส่ไว้ ไม้ก็ไม้ตะเกรามันทนดี ทีแรกก็ไม่ได้ทาสี ช่วงหลังท่านขึ้นไปทา คือสะพานทุกแห่งหลวงปู่ไม่ได้เจาะเองหรอก ท่านใช้พระนี่ล่ะนะต้องเข้าใจหลวงปู่เป็นผู้ควบคุม แต่เจาะตรงไหน จะทําอะไร ท่านเป็นผู้สั่ง พวกเรานี่เจาะ
ท่านอาจารย์เฉลิมไปเจาะปักไม้บนยอดพุทธวิหาร ก็ปีทําสะพานไม้เชื่อมต่อเขาสองลูกเสร็จนั่นน่ะ ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ – ๒๕๑๔ ประมาณนี้ ไม่เลยนี้ ท่านสึกไปแล้ว ยังมีชีวิตอยู่”
ท่านคุมทําสะพานรอบภูทอก
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คือท่านอาจารย์จวนทําทางรอบนี่สิ เรื่องใหญ่เลย ผมก็มาอยู่ได้ทําพอสมควร ส่วนใหญ่เสาร์ – อาทิตย์ก็มาอยู่นี่ เสาร์ – อาทิตย์ก็มักจะมานี่ล่ะ
มีแต่ถามกันว่า “ฮ่วย ! อาจารย์ท่านทําไมทําเก่งแท้ ?” เพราะว่าอาจารย์จวนก่อนจะมาบวช ท่านทํางานกรมทางหลวงมาก่อน ท่านเก่งทางด้านนี้ ทีนี้ทําไมถึงว่าท่านทําได้ ก็เพราะว่า เวลาเขาทําก็จะนั่งควบคุม เวลาทํามันก็ทําไม่ยาก พวกผมก็เอาแต่พวกสิ่วมาส่ง มันก็ใช้มาก เพราะว่าสมัยเก่าเหล็กก็ไม่ค่อยดีนัก เจาะหินมากๆ ก็สึกไป ก็พวกลับก็ลับไป พวกเจาะก็เจาะไป ท่านก็นั่งคุม ผมถามว่า “ทําไมไม่คุมไม่ได้เหรอ ?” “โอ้ ! ไม่ได้ เขาไม่ทํา” ท่านก็ทําอย่างธรรมดานี่แหละ ท่านก็เจาะไปเรื่อยคุมไปเรื่อย”
ความอดอยากขาดแคลนยุคบุกเบิกภูทอก
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สมัยนั้นภูทอก ไฟฟ้าก็ไม่มี กุฏิก็กุฏิกํามะลอแหละ แบบมุงหญ้าแล้วก็เอามาปูด้วยไม้ไผ่สานอีกทีหนึ่ง คล้ายๆ แคร่ หลวงปู่ก็กางกลด มันไม่หนาวเท่าไรนะ ยุคบุกเบิกมันไม่มีอะไร พวกสระนี่ยังไม่มี ฝายมีแล้ว บางปีฝนมันตกหนัก มันก็มาตามทางฝายมันก็ขาด ตอนนั้นโหนตลิ่งก็ยังรู้ นํ้าก็ขาดแคลน ต้องหามนํ้าขึ้นไปบนเขา ใช้ปี๊บ ก็หามปี๊บนี่ล่ะหามสองคน หาบไม่ได้ หามสองคนแล้วปี๊บอยู่ตรงกลาง หามขึ้นไป ก็ค่อยๆ เดินขึ้นไป โอ๊ย ! ลําบาก ไม่เหมือนทุกวันนี้ ทุกวันนี้โอ๊ย ! สบาย นํ้าก็ไม่ค่อยมี โอ้ ! นํ้าก็กั้นฝาย กั้นเป็นคู เอานํ้าข้างล่างขึ้นไป ข้างบนไม่มีนํ้า ปั้นนี้ก็ใช้คนปั้นเป็นฝาย ไม่ได้มีแม็คโครเหมือนทุกวันนี้หรอก ปั้นแล้วได้สามปุ้งกี๋แล้วก็ยกกั้น พอนํ้าหลากมามันก็ขาดล่ะทีนี้ ปุ้งกี๋กระเจิงเลยทีนี้ ถ้าไม่กั้นไว้ก็ไม่ได้ พอนํ้ามันหยุดแล้วก็ไม่มีนํ้าจะใช้แล้ว
หลวงปู่จวนท่านเป็นผู้ริเริ่มทําฝาย โห ! ตอนหลังมานี้ก็มีผู้ไปกั้นไปอะไร พวกทางการมาช่วยทําด้วย แต่ก่อนไม่มีอะไร ก็เป็นห้วยแล้วก็เอากั้น กั้นเป็นขั้นๆ กระแสนํ้ามันไหลลงจากเขา ก็กั้นไว้ให้นํ้ามันอยู่
บิณฑบาต บ้านก็มีอยู่ ๑๐ กว่าหลังนี่ล่ะ บ้านนาคําแคน เดินบิณฑบาตประมาณกิโลฯ กว่า เดี๋ยวนี้บ้านมันติดกันหมด เลยบ้านนาต้อง บ้านนาคําแคน
อาหารการขบฉันสมัยนั้นก็ไม่มีเท่าไหร่ เรื่องกับข้าวนี้ไม่ต้องพูดถึงหรอก ชาวบ้านเขาก็หามาตามมีตามได้ มีหน่อไม้นี้ล่ะหลาย (มาก) กะพอได้ฉัน ฉันพริกฉันผักไป เป็นอาหารพื้นบ้าน นํ้าพริกผัก ตลาดก็ไม่มี นํ้าปานะไม่มีหรอก ต้มนํ้าเสือโคร่งเป็นหลัก ปรมัตถ์ก็ไม่มีหรอก พวกผ้าก็ไม่มีหรอกขาดแล้วก็ชุนเอา ผ้าขาดไม่ได้นะต้องปะชุนไว้ หลวงปู่จวนท่านก็ใช้ผ้าปะชุนเหมือนกัน
อัฐบริขารก็ไม่ค่อยมีหรอก ญาติโยมก็ยังไม่ค่อยได้เข้ามา การซักฟอกย้อมผ้าก็ต้มแก่นขนุนแก่นขนุนนะพอมี ย้อมแล้วแช่นํ้าร้อนน่ะ พวกสบู่ก็ไม่มีหรอก ผงซักฟอกก็ไม่มี เวลาล้างบาตรก็ใช้พวกฟาง ใบตะไคร้นี่แหละ เอาไว้ล้างแล้วก็ดับกลิ่น”
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์จวนทําฝายไว้ดังนี้
“ฝายตัวแรกอยู่ข้างกุฏิหลวงตาแยงนั่นแหละ ฝายนํ้านั่นแหละ ท่านอาจารย์จวนพาทํา ฝายที่สองอยู่ตรงกลางนี้ ฝายที่สามอยู่ข้างล่าง ตามลําดับ คือท่านทําทีแรกเป็นฝายกั้นนํ้าก่อนนะ คือถ้ามีปัจจัยอะไรท่านก็จ้างชาวบ้านปั้นฝายนี่ไง จ้างเอามาปั้นดิน เอาดินมาปั้น ทําช่วงหลังมีเครื่องจักรกลก็เอาเครื่องยนต์มาช่วย”
ท่านมีปฏิปทาโลดโผน
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวน ท่านมีลักษณะนิสัยองอาจกล้าหาญ มีปฏิปทาโลดโผนตั้งแต่ออกปฏิบัติ ตอนอยู่ที่ภูทอกนี่โลดโผนกว่านั้น ท่านก็จะนั่งฉันหมากอยู่ริมๆ หน้าผา ตรงชั้น ๖ ท่านทําแคร่ตรงหน้าผาสําหรับสวดมนต์ ท่านสวดมนต์แน่วอยู่แคร่นี่ แคร่ใช่ไหมล่ะ ท่านก็เอาแคร่หย่อนอยู่หน้าผา ๒ ขาเนี่ยให้มันอยู่ในอากาศ ไม่ตกไม่หย่อน ทางโน้นอีก ๒ ขาก็ให้มันหย่อนอยู่บริเวณหิน ท่านเอาเชือกดึงมัดไว้ ท่านไม่ตก ท่านก็นั่งอยู่ นั่งสวดมนต์เฉย ท่านชอบ ชอบจริงๆ ปฏิปทาโลดโผนเสี่ยงตาย ท่านทําอย่างนี้เป็นปกติ ท่านไม่ว่าอะไรหรอก ท่านก็ว่าท่านชอบ ว่ามันเสียว ปีนั้นท่านก็อายุ ๕๐ แล้วนะยังมีปฏิปทาโลดโผนอยู่ ท่านแข็งแรงมาก การเดินขึ้นเขา – ลงเขา ท่านก็เดินได้ไวมาก”
ท่านเทศน์ทุกคืนและเน้นให้พระภาวนาบนเขา
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ช่วงที่หลวงปู่อยู่ภูทอก หลวงปู่จวนท่านเทศน์ทุกวัน ตอนคํ่าฉันนํ้าร้อนนํ้าชาเสร็จแล้ว ท่านก็เทศน์ให้ฟัง ท่านก็เทศน์ถึงหลวงปู่มั่นอยู่ หลวงปู่จําไม่ได้หรอก ตอนเทศน์ท่านก็กล่าวถึงครูบาอาจารย์ กับหลวงปู่ขาวนี่ท่านเคยไปอยู่ด้วย ท่านเทศน์แล้วก็ให้ขึ้นไปอยู่บนเขานู่นพระหนุ่มเณรน้อยก็หานอนอยู่กุฏิแคบๆ หน้าผานะ ขึ้นอยู่บนเขา ตอนคํ่าให้ขึ้นไปภาวนาบนเขาล่ะ อย่ามานอน นอนไม่ได้เรื่องเน้อ
ตอนกลางวันหลวงปู่จวนท่านพาสร้างสะพานแล้ว ท่านก็ยังกําชับพระเณรให้ภาวนา ท่านไม่ให้หยุดหรอก ทําสะพานแล้วทําอะไร ทําภาวนาเข้าไปด้วย ตอนทํางานท่านก็ให้อุบาย ท่านก็บอกว่า“ให้ระวัง ตั้งสติให้ดี อย่าประมาท เพราะว่านี่มันถ้าประมาทแล้วตายไม่รู้เรื่องเด้อ (นะ)” ท่านก็บอกห้าม ท่านให้สํารวมระวัง ทํางานแล้วภาวนาไปด้วย อย่าไปประมาท ก็ทั้งทํางาน ทั้งภาวนา กลางคืนท่านก็ให้ไปเดินจงกรม เดินจงกรมอดนอน บางทีวันพระก็อดนอน ส่วนในทางทํางาน ท่านไม่ให้อดข้าว “อดข้าวมันเสียกําลัง อดนอนยังไม่เสีย” ท่านบอก พอฉันข้าว ฉันได้อยู่ ทํางานได้อยู่ ท่านเน้นอดนอน แต่ไม่เน้นอดข้าว อดข้าวมันเหนื่อยนี่ มันทํางานไม่ได้
ท่านพาอดนอนในวันพระ ท่านอดมาแล้วหลวงปู่จวน ท่านก็ไม่ให้นอน ส่วนมากท่านตาแดงไม่มีตาขาวหรอก เรื่องอดนอนหลวงปู่จวนท่านเก่งมาก ท่านอดนอน ไม่ได้นอน กลางวันไม่ได้นอน กลางคืนก็ไม่ได้นอน ท่านนอนน้อยเดียว พอฉันจังหันเสร็จแล้ว ท่านก็เดินขึ้นภูทอกและพักผ่อนจําวัด (นอน) เพียงเล็กน้อย จําวัดเสร็จแล้วก็ขึ้นไปดูงาน ท่านก็แนะนําให้ บอกว่าอย่างนี้ๆ แต่ตัวท่านเอง ท่านไม่ได้ทําหรอก แต่แนะนําพระเณรให้ทําไอ้นู่นไอ้นี่ ท่านออกแบบให้ อะไรให้ว่างั้นเถอะ ท่านคุมงานอยู่ ถ้าขึ้นไปเขามีกําลังใจ ท่านก็แนะนําให้ เวลาท่านไม่อยู่ก็ไม่ค่อยจะเอายังไง เพราะว่ามันเสียว กลัว ท่านให้กําลังใจ”
ถือเนสัชชิกแล้วหลับ นิมิตคนตัวใหญ่มาบีบคอให้ภาวนา
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนอยู่ภูทอกมีอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะว่าช่วงนั้นไปอดนอน อดนอนแล้วก็เลยโงกง่วง โงกง่วงแล้วก็ไปพิงหินน่ะ เหนื่อยนิดหนึ่งมันก็หลับ ว่าจะไม่หลับน้า นั่งไปนั่งมาก็เพลิน เคลิ้มไป เคลิ้มไป มันก็หลับเออ ! มันเหมือนมีอะไร คนมาบอกว่า “โอ้ย ! มาแอบนอนอยู่นี่รึ” ในนิมิตนะ บอกอู้หู ! เวลานั้นน่ะตายแล้ว ฮ้า ! ก็เท่านั้นแหละมีปรากฏ มีถํ้าแถวๆ นั้น ไม่ใช่เสียงเทวดา คล้ายๆ คนหน้าตาดํา ตัวกํายําใหญ่นะ ดําเมี่ยม ลํ่า เป็นยักษ์หรือเปล่าไม่รู้ โอ้ ! มือใหญ่ๆ บีบคอหลวงปู่ บอก “มาแอบนอนอยู่นี่นอนไม่ได้นะ” หลวงปู่ปั๊บเลย ลุกขึ้นเดินจงกรมต่อ เคยเล่าให้หลวงปู่จวนฟัง ท่านว่า “นั่นแหละมันพากันประมาท ถือเนสัชชิกยังไปหลับ”
เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระศิษย์ของท่านพระอาจารย์จวนได้เมตตาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
“สมัยก่อนนี่ภูทอกลี้ลับมาก ตอนคํ่าๆ นี่ ทําวัตรเสร็จนี่จะคุยกันไม่ได้นะ ถ้าว่าคืนนี้จะอ่านหนังสือ คือทําวัตรเสร็จคืนนี้จะอ่านหนังสือ แล้วไม่เดินจงกรม ไม่ได้นะ ภูมิที่ภูทอกเขาไม่ยอม กุฏิไกวต้องลงมาเดินจงกรมก่อน
สมัยหลวงปู่จวนนี่ ถ้าพระเณรไม่ภาวนา ไม่เดินจงกรมนี่ ไม่ได้นะ กุฏิไกว ครูบาอาจารย์เล่าสู่กันฟัง และหลายองค์ก็เคยประสบมาด้วย ท่านพระอาจารย์พวนนี้เคยโดน ไข้มาลาเรียจะตายนี่ก็ต้องมาเดินจงกรม ต้องได้ลุกมาภาวนา แม้กระทั่งป่วย ภูมิเขาก็ไม่ยอม ยุคหลวงปู่จวนนี้เข้มข้น โอ้ ! ไม่ได้นะ ตอนคํ่าพระเณรถ้าไปคุยกัน ตอนเช้ามาถ้าหลวงปู่เจอหน้านี่แล้วก็โดนด่านะ คุยเรื่องอะไร จิตไปทางไหน ท่านรู้หมดนะ พระเณรถ้าหนีไปคุยเล่นกันตอนกลางคืนนี่ หลวงปู่ไม่ยอมล่ะ”
ท่านไม่อนุญาตให้คนมาเอาผึ้ง
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“นํ้าผึ้ง มีโยมเขาก็เอามาถวายเรื่อย มาจากภูวัว นํ้าผึ้งมันยังมากอยู่ มันยังไม่หนี พอตอนหลังคนมากเข้า มันก็หนีหมด แต่ก่อนภูทอกเราเนี่ยผึ้งหลวงเยอะมาก ชาวบ้านเขาก็มาหาผึ้งกัน เขามีสัมปทาน เขาจ่ายภาษีให้แล้ว พอให้สัมปทาน ผึ้งก็ค่อยๆ หมดไป ช่วงหลังมาหลวงปู่จวนท่านมาอยู่ภูทอกแล้ว ท่านไม่ให้คนมาเอา ท่านห้าม ผึ้งก็ทยอยหนีไปเรื่อย มีก็มีส่วนน้อย พวกหาผึ้งก็ไม่ได้มากวนแล้ว ท่านห้าม อย่ามากวน
หลวงปู่จวนทีแรกจะจ้างไอ้พวกหาผึ้งเนี่ยมาทําสะพาน แต่เขาไม่กล้า จ้างเขาก็มีอยู่ พวกนี้ส่วนมากเขาก็ลําเลียงพวกไม้ พวกอะไรให้ ส่วนมากก็มีแต่พระล่ะทํา เขาไม่กล้า พวกชาวบ้านเขากลัวก็มีที่ไหนที่ริมๆ ที่เสียวๆ พระล่ะไปทํา เขาไม่กล้า เขาก็ลําเลียงไม้ให้”
พ.ศ. ๒๕๑๔ ร่วมงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ
งานประชุมเพลิงศพหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นงานสําคัญอีกงานหนึ่งของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งมีครูบาอาจารย์วงกรรมฐานและบรรดาศิษย์ไปร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นคับคั่ง องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้ไปร่วมงานนี้และได้สั่งศิษย์ที่ไปร่วมงานให้เก็บรักษาอัฐิธาตุของหลวงปู่พรหม เพราะต้องแปรเป็นพระธาตุอย่างแน่นอน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านก็ได้ไปร่วมงานนี้และได้รับแบ่งอัฐิธาตุมา
โดย คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาจารย์จวนเคยเล่าให้ผมฟัง ท่านเล่าว่า “ท่านรู้จักอาจารย์พรหม บ้านดงเย็น” และท่านเคยให้อัฐิธาตุของอาจารย์พรหมแก่ผมมา อาจารย์พรหมเรานี่แหละ อาจารย์จวนไปเผาอาจารย์พรหม แล้วได้อัฐิธาตุมา แล้วก็ให้ผมมากราบไหว้บูชา”
พ.ศ. ๒๕๑๔ เจ้าแม่วัดป่าสมบูรณ์ธรรมมานิมนต์ดูสถานที่สร้างวัด
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แล้วก็วัดที่ท่านอาจารย์สมบูรณ์ กนฺตสีโล ทํา ที่อยู่อําเภอชาติตระการ (วัดป่าสมบูรณ์ธรรม) วัดนี้ผมก็ไปดูกับท่านอาจารย์จวน พ.ศ. ๒๕๑๔ ตอนนั้นก็ยังไม่มีวัด มีเป็นหลุม ไอ้หลุมลูกรังของกรมทางฯ เพราะผมไปคํ่าที่หล่มสัก พอดีไปนอนวัดอยู่ที่ติดแม่นํ้าหล่มสัก วัดป่า… พอดีเจ้าแม่วัดอาจารย์สมบูรณ์เนี่ย ไปนิมนต์อาจารย์จวนที่หล่มสัก
ทีนี้ผมก็ไปนอนนั่นปั๊บ ! รุ่งเช้าท่านอาจารย์จวนบอก “โอ้ย ! หมอเอ้ย เมื่อคืนเขามานิมนต์เราให้ไปดูวัดแหน่ (หน่อย)” เพราะว่าเราอยู่หล่มสัก เราจะต้องไปนครไทยออกทางชาติตระการ ผมบอก “ฮ่วย ! เขามายังไง ?”
“เขามานิมนต์ว่ามื่ออื่น (พรุ่งนี้) นี้ผ่านไป ให้ไปแวะ” ดูสิจะผูกจะทําวัดได้ไหม ? ก็ไปถึงทุกวันนี่แหละ แต่มันไม่ใช่วัด ก็เลยจอดรถข้างนอก แล้วผมก็เดินเอาหมากเอาพลูไปให้อาจารย์จวน ไปถึงแล้ว มันเข้าไปลึกหน่อย อาจารย์จวนไปเห็นแล้วว่ามันพัฒนาไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นหลุมลูกรัง ไอ้ที่พวกกรมทางฯ เขาไปขุดขายขุดอะไร มันเป็นพันๆ หลุมเลย อาจารย์บอก “โอ้ย ! มันเฮ็ดบ่ได้ (มันทําไม่ได้)” สมัยเก่ามันก็ไม่มีรถแทรกเตอร์พอจะไปเกรดไปไถให้มันเสมอใช่ไหม ? ท่านก็เลยไม่ได้พัฒนาเป็นวัด ก็เลยไป ไปถึงก่อนจะเข้าลําปาง มีวัดก็นอนนั่นล่ะ จําไม่ได้หรอกวัดนั้น
เจ้าแม่ภูมิเจ้าที่ต่างๆ เขาชอบมานิมนต์ท่านอาจารย์จวนไป เขาก็คงจะรู้ว่าท่านจะถนัดทางช่างทางอะไร ท่านมีวาสนาบารมีในการบุกเบิกสถานที่ภาวนา”
ท่านสอนพระนั่งภาวนาไม่ให้กําหนดเวลา
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ท่านพระอาจารย์สํารวย ตายโน ได้เดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่ภูทอก ท่านได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ความเพียรของหลวงปู่จวนเป็นเลิศ ท่านเดินจงกรม แล้วก็นั่งสมาธิ ท่านว่า นั่งไม่ให้กําหนดเวลา นั่งนี่ต้องเอายันให้จิตมันลงเลย จิตสงบเลย ถ้าไม่ลงก็ต้องนั่งนาน ถ้านั่งแล้วจะไม่ให้กําหนดเวลาเลย นั่งจนไปอีกวันเลย จิตรวมก็มีเวลาอยู่ การปฏิบัติทําเหมือนกันไม่ได้ เป็นไปตามนิสัย จิตท่านก็ไม่หวั่นไหวในการทํา อยู่ที่นิสัยแต่ละองค์นะ ท่านใดเป็นจริง ก็ได้เอาจริงเอาจัง หลวงปู่จวนท่านเด็ดเดี่ยวจริงจัง”
ท่านเยี่ยมพระศิษย์และพาโยมมาขอมันสําปะหลัง
ท่านพระอาจารย์คําศรี อุปสนฺโต ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาตมาบวชปี พ.ศ. ๒๕๑๔ อยู่วัดป่าดงเกษม ไม่ได้อยู่จําพรรษากับหลวงปู่จวน แต่ว่าอยู่ในเขตปกครองขององค์ท่าน หลวงปู่จวนท่านมาเยี่ยมโดยตรงครั้งหนึ่ง อาตมาอยู่องค์เดียว จะนิมนต์ให้ท่านนั่งศาลา ท่านจะไม่นั่ง ท่านก็เลยไปนั่งอยู่ร่มไม้ ท่านพูดว่า “ผมพาญาติโยมมาขอมันสําปะหลัง แวะมาพัก” แค่นั้นล่ะ แล้วก็นั่งเคี้ยวหมาก อาตมาก็กราบท่าน ท่านก็ว่า “เอ้า ! ไปธุระท่านซะ” บ่ายๆช่วงท่านจะกลับ ท่านก็บอกว่า “โยมบอกท่านน่ะแหม่ บอกเอามันท่าน เวลาจะไปจะไม่กราบลาท่านหรือ ?” โยมก็เลยมากราบลา แล้วท่านก็กลับภูทอกเลย ท่านมาขอมันที่วัด ท่านจะไปให้แม่ขาวแม่ชีต้มให้พระฉัน เพราะว่าสมัยนั้นอาหารมันกันดารมาก กันดารจริงๆ โยมเขาเอามันมาปลูกไว้ หลวงปู่จวนก็เลยมาขอมัน
ช่วงนั้นหลวงปู่จวนมา เห็นมาครั้งเดียว อาตมานึกๆ ดู คือ ที่มาขอมัน คือว่าเจตนาจะมาเยี่ยมหลวงปู่ผายกับอาตมานั่นแหละ ท่านก็ไม่ได้คุยธรรมะอะไร ก็มาถามสุขทุกข์ความเป็นอยู่นั่นแหละ ตอนนั้นรถมันก็อด หายาก อาตมาอยู่องค์เดียว ภาวนาองค์เดียว อยู่ปาฏิโมกข์ที่วัดเลย ครูบาอาจารย์ท่านนี้ไปทําธุระทางอื่นอยู่ ท่านยังไม่กลับมา ตอนนั้นอยู่กับหลวงปู่ผาย ช่วงนั้นพรรษาท่านกําลังได้สิบกว่าพรรษา ก็อ่อนกว่าหลวงปู่จวนนั่นแหละ ท่านเป็นปะขาวอยู่กับหลวงปู่จวน ที่ถํ้าบูชา ทีนี้โยมบ้านดงเกษมขาดพระ เลยไปขอหลวงปู่จวน หลวงปู่จวนก็ว่า “เอาผ้าขาวผู้นี้แหละไปบวชซะ” เลยเอาหลวงปู่ผายเข้ามาบวช มาอยู่วัดป่าดงเกษมนี่แหละ”
วงกรรมฐานเหมือนพ่อเหมือนลูก
ท่านพระอาจารย์คลาด ครุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาตมาไปอาศัยอยู่ภูวัวกับอาจารย์คําในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ แล้วก่อนนั้นเราไปเยี่ยม เพราะว่าอยู่ในสายหลวงปู่ฝั้นเหมือนกัน ทีนี้เราไปอาศัยฟังเทศน์หลวงปู่จวน ไม่ได้จําพรรษาที่ภูทอก ไปหน้าแล้ง๖ – ๗ เดือน เวลาวันพระ วันอะไร เดินไปฟังเทศน์หลวงปู่จวนแล้วก็เดินกลับ จากภูวัวไปถึงภูทอก๑๐ กว่ากิโลฯ ช่วงเวลาเทศน์แล้วแต่ท่านเทศน์น่ะ เช้า กลางวัน เย็น ท่านเทศน์ได้ แล้วแต่ท่านสะดวก ไม่ได้ค้าง ถ้าค้างก็มีงานกฐิน มีอะไร นั่นแหละถึงค้าง ถ้าไม่มีงานกฐินก็ไม่ได้ค้าง
อาตมาไปกราบหลวงปู่จวนครั้งแรก ตอนนั้นเข้าไปกราบเฉยๆ ท่านก็ไม่ว่าอะไร ท่านไม่ได้ถาม ท่านมาจากไหน จากไหน ท่านก็รู้ ท่านรู้อยู่แล้วมาจากไหน จากไหน อยู่ที่นั่นที่นี่ ท่านก็เคยอยู่ที่นั่นที่นี่ ท่านก็เคยไปอยู่ไม่นาน ท่านสอนเรื่องวิธีภาวนา “พระเราไม่มีหลักอะไรอื่น มีการภาวนาอย่างเดียว ให้อยู่ ให้สงบสุข มาอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ การภาวนามันดีทั้งนั้น ไม่ภาวนา มาเล่น มาหัว มาอะไรก็ขาดทุนเจ้าของ ขาดทุน ขาดทุนเจ้าของ เสียเวลาเจ้าของ มันไม่มีอะไร” ไปกราบหลวงปู่จวนท่านเทศน์เรื่องภาวนา และเทศน์สอนเรื่องการอยู่ป่า “อยู่ป่าอยู่เขาการภาวนานี่แหละ พระจะอยู่ได้ด้วยการภาวนา ต้องให้เร่งความพากความเพียร อย่าปล่อย อย่าไปนอนเป่าลมเฉยๆ พอเริ่มเฉยๆก็ไม่ได้ หายใจทิ้งเฉยๆ ภาวนาๆ ท่านต้องการภาวนาลูกเดียว” เพราะว่างานกิเลสสําคัญ งานสําคัญในที่นี้เรื่องภาวนาพ้นทุกข์ ไม่ให้แวะเวียนไปอื่น เพราะว่าไม่แน่ชีวิตของเรา มันสั้นนิดเดียว ออกไปแล้ว หายใจออกไปแล้วไม่เข้าก็ตาย เข้าไปแล้วไม่ออกก็ตาย
พระกรรมฐานสมัยก่อนสนิทสนมกันอยู่แล้ว พระกรรมฐานนี่ถือเหมือนพ่อเหมือนลูก เข้าไปหา ท่านก็เมตตาต้อนรับให้ความอบอุ่นอย่างดี ท่านถือว่าเป็นลูกเข้ามาหาพ่ออย่างนี้ มันก็สนิท มีสอนอะไร มีสอนก็สอนไป ถือเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว ความสนิทสนม อาตมาได้จับเส้นด้วย จับให้หลวงปู่จวน ไปพักที่นั่นก็จับเส้นถวายท่านนั่นน่ะ กลางวัน กลางคืนจับได้หมด อาตมาเคยจับเส้นหลวงปู่จวน หลวงปู่สุวัจน์ หลวงปู่ไหนต่อหลวงปู่ไหนจับหมด วงกรรมฐานนี่องค์ไหนเป็นหัวหน้า ท่านก็เทศน์ไปอะไรไป ให้ฟัง ไม่ได้ถกเถียง ไม่ได้อะไร ถึงไม่รู้จักกันมาก่อนก็เข้ากันสนิท พระกรรมฐานในสายหลวงปู่มั่นถือเป็นครอบครัวเดียวกัน”
ท่านเป็นที่พึ่งของพระกรรมฐานที่ธุดงค์มาป่าเขาแถบบึงกาฬ
ท่านพระอาจารย์คลาด ครุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านเทศน์ไปได้หลายอย่าง ท่านความจําดีด้วย ในวันพระใหญ่อาตมามาฟังเทศน์ท่านเฉยๆ ไม่ได้มาลงปาฏิโมกข์กับท่านหรอก เพราะว่าพระกรรมฐานเรานี่ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ฟังเทศน์ฟังอะไร มีอุบายอะไรบ้างที่เป็นภาวนา มีอุบายอะไรก็เล่าสู่กันฟังกับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านก็แก้ให้ ไปได้ ภาวนาจิตเป็นยังไง สงบเป็นยังไง ท่านก็สอน ท่านก็สอนให้ ให้อุบายให้เราไปภาวนาต่อ ก็ไม่ได้มากหรอก ไม่เหมือนอยู่กับหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ฝั้นท่านสอนตลอด ช่วงนั้นหลวงปู่ฝั้นท่านก็ยังมีชีวิตอยู่
ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ อาตมาลาหลวงปู่ฝั้นมาวิเวกภูวัว ป่าเขาแถบนั้นก็มีหลวงปู่จวนเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์หลักในสมัยนั้น ท่านดังมาก ตอนนั้นอาตมาไปองค์เดียว หลักใหญ่วงกรรมฐานเวลาไปอยู่ไหนก็เข้าหาพ่อแม่ครูอาจารย์ให้ท่านอบรม เพราะว่าหนังสือหนังหาไม่ค่อยมี เพราะว่าต้องอาศัยครูบาอาจารย์นั่น เพราะท่านได้ภาวนาเป็นยังงั้นๆ ท่านจะแก้อุบายเรื่องภาวนาขัดข้องของเรา ขัดข้องอันใด บางอย่างท่านเทศน์ให้ฟังเลย โดยเราไม่ต้องถาม ท่านมีปรจิตตวิชา ท่านมีของท่านล่ะ ท่านเก่งอยู่ตอนนั้น ท่านเทศน์ได้ทั้งคืน เทศน์นาน โอ้ ! แล้วแต่ที่ฟัง เนื้อหาของท่านเป็นชั่วโมงนั้นแหละ บางทีถ้าวันมาฆบูชาอย่างนี้ ท่านเทศน์จนดึกแล้วนะ เสียงท่านใสขึ้นเรื่อย เทศน์ดังขึ้นเรื่อย พอไปดึกๆ แล้วตะโกนด้วย ตะโกนเสียงดังลั่นเลยล่ะ ถ้าวันพระ ๑๕ คํ่าก็ต้องพักนั่นแหละ มันเป็นกลางคืน ไม่เดินแล้ว เสือกินเอา อีกวันหนึ่งฉันข้าวแล้วก็เดินกลับ
เพราะว่าการที่เราติดปัญหาอะไร เราก็ต้องแบกปัญหาไปหาครูบาอาจารย์ เราก็ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ อยู่แถวไหนก็ตาม ต้องเข้าหาท่าน ท่านก็แก้อุบายให้เราก็ไม่นาน เราก็ภาวนาไปได้อีก เราก็สะดวก เรื่องนี้เป็นหลักใหญ่ของวงกรรมฐาน อาตมาอยู่กับหลวงปู่ฝั้นมาก่อน ท่านบอกตรงนี้ให้ฟังว่า ไปอยู่ไหนก็ให้พึ่งครูบาอาจารย์ตรงนั้นๆ เพราะว่าครูบาอาจารย์ท่านสอน องค์ไหนอยู่ที่ไหนองค์ไหนสําคัญ ท่านเมตตาบอกด้วย เหมือนหลวงตามหาบัวนี่ท่านจะบอกให้
พระกรรมฐานมาภาวนาอยู่แถวถํ้าพระ ก็มาอาศัยหลวงปู่จวนนั่นน่ะ มาหาแถวๆ นั้นแหละช่วงนั้นหลวงพ่อทองพูลก็ยังอยู่ ท่านก็พึ่งหลวงปู่จวนนั่นแหละ ท่านสนิทกัน หลวงพ่อทองพูลก็มาหาหลวงปู่จวนนั่นน่ะ”
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๑๕ หลวงปู่ชอบมารักษาตัวที่ภูทอก
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม อาพาธด้วยโรคอัมพฤกษ์ ท่านขยับร่างกายทางซีกขวาไม่ได้ การเคลื่อนไหวลุกนั่งและเดินเองไม่ได้ จึงมีพระอุปัฏฐากคอยดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด เช่น ประคองอุ้มลุก อุ้มนั่ง ป้อนนํ้าและอาหาร สรงนํ้า ทั้งอาการพูด ก็พูดไม่ค่อยได้ ซึ่งหมอไม่สามารถรักษาอาการอาพาธของหลวงปู่ให้หายได้ ครูบาอาจารย์ทุกองค์ต่างเป็นห่วงเป็นใย ต่างพากันพยายามหาทางรักษาทุกวิธี รวมทั้งท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ
เมื่อออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็ได้กราบนิมนต์หลวงปู่ชอบไปรักษาที่วัดเจติยาคิรีวิหาร หรือภูทอก โดยหลวงปู่ชอบยอมให้จัดยาถวายอยู่ระยะหนึ่ง แต่แล้วท่านก็กลับปฏิเสธการรักษา ท่านบอกแต่ว่าเป็นกรรมของท่าน เป็นกรรมอันหนักอย่างยิ่ง ไม่มีใครมีบารมีพอที่จะช่วยท่านได้ ในขณะนั้นหลวงปู่บุญพิน กตปุญฺโญ ท่านได้ติดตามไปภูทอก เพื่อพบกับหลวงปู่ชอบที่มารักษาตัวอยู่กับท่านพระอาจารย์จวน ต่อมาหลวงปู่ชอบกลับไปวัดป่าโคกมน
หลวงปู่ชอบ ท่านอาพาธด้วยโรคนี้ตราบจนถึงวันมรณภาพ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘
ท่านอุปัฏฐากหลวงปู่ชอบด้วยความเคารพเหมือนพ่อ
ท่านพระอาจารย์คลาด ครุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านดูแลหลวงปู่ชอบดีมาก หลวงปู่ชอบมาอยู่ภูทอกนี่ ท่านเอาใจใส่ทุกอย่างนะ ดูแลทั้งพระ ทั้งอะไร ท่านสั่งให้พระมาดูแลหลวงปู่ชอบ ท่านทําตามอาจริยวัตร ทําตามแบบเลย หยูกยาอะไรทุกอย่าง ถ้าหาได้ก็หามาช่วย อาจารย์สมชายก็หามา ท่านก็ฉันให้หรอกหลวงปู่ชอบฉันให้อยู่แต่ไม่นาน ท่านไม่เอาหรอก
เรื่องปรุงยานี้ ที่เอายาอะไรรักษานี่มาทั้งสองนั่นแหละ ตอนนั้นอาจารย์สมชายก็มาดูด้วย หลวงปู่จวนด้วย ก็ไม่รู้ใช้ยาอะไร แต่ไอ้เขานอแรดนั่นอาจารย์สมชายไปเอามาจากเวียงจันทน์ ราคานี้สูงมาก เพื่อมารักษาหลวงปู่ชอบโดยเฉพาะ ส่วนหลวงปู่จวนมีอะไรยาเป็นพิเศษยังไม่รู้ เพราะว่าไปรักษากันอยู่นาน ๔ เดือน แล้วเราก็กลับวัด
หลวงปู่จวนท่านเคารพหลวงปู่ชอบมากๆ ในฐานะศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่น การดูแลเต็มที่หยูกยาทุกอย่าง อาหาร ปัจจัย ๔ ทั้งหลาย ท่านดูแลหมด หลวงปู่จวนขณะอุปัฏฐากหลวงปู่ชอบ ท่านเหมือนกับพระหนุ่มเณรน้อยนี่แหละ ท่านเคารพอาวุโสเหมือนกัน ความเคารพของครูบาอาจารย์ไม่เหมือนกับพวกเรา ท่านเคารพกันจริงๆ ด้วย เคารพมากๆ เลย เคารพกันถึงจิตถึงใจ ท่านเคารพหลวงปู่ชอบอย่างเทิดทูนสูงสุดเหมือนพ่อคนหนึ่ง คนมีธรรมเป็นอย่างนี้แหละ
ช่วงนั้นก็ดูแลกันที่ภูทอกประมาณ ๔ – ๕ เดือน หลวงปู่ชอบก็กลับไปจําพรรษาที่เมืองเลย หลวงพ่อขันตีที่พามาเป็นประธาน มีหลวงปู่ซามาท่านมาเยี่ยมมาส่ง ที่จริงนั้นหลวงปู่ซามา ถ้าอยู่ทางโน้น หลวงปู่ซามาก็ต้องดูแลน่ะ หลวงปู่ซามานี่เป็นพระผู้ใหญ่แล้ว เป็นอาจารย์ใหญ่แล้ว ท่านไม่ได้อยู่ดูแลหลวงปู่ชอบ ก็มีหลวงพ่อขันตี หลวงปู่บุญพิน มาช่วยกันดูแล
สาเหตุที่หลวงปู่ชอบมารักษาตัวที่ภูทอก ครั้งแรกอาจารย์สมชายไปนิมนต์มาจากเมืองเลยจะพามารักษาที่ภูวัว ท่านจะได้ภาวนาไปด้วย แล้วรักษาหลวงปู่ชอบไปด้วย หลวงปู่จวนได้ไปรับด้วย พอท่านมาถึงหลวงปู่ชอบ ท่านเลยนิมนต์พาแวะเข้าไปวัดภูทอก มาแวะคราวนั้นแล้วก็เขาโทรมาบอกว่าหลวงปู่จวนพาเข้าภูทอกแล้ว ภูวัวมันกันดารมาก พอลงรถแล้วต้องหามไปขึ้นภูขึ้นเขาไปอีก ทีนี้หลวงปู่จวนเห็นว่าที่ภูทอกสะดวกกว่า การไปมาของคนสะดวก เลยพาท่านมา หลวงปู่ชอบมาภูทอกครั้งแรก ท่านพักอยู่ชั้น ๒ เดินขึ้นเขาไปนิดเดียว แถวบริเวณสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ปัจจุบันนี้
ขณะหลวงปู่ชอบอยู่ภูทอก ท่านไม่ได้เทศน์นะ ท่านอยู่รักษาตัว ท่านชอบวิเวก มีคณะมีคนเสียงดังเฮฮาๆ มานี่ ท่าน “โอย !” หามจากศาลาหนีเลยไปไว้ที่อื่น ย้ายที่หลบด้านหลังไอ้ถํ้านั่นน่ะแล้วก็หลบไปอยู่ข้างใต้ที่ข้างๆ ถํ้าเข้าไปอีก มีซอกเขานะ มาเงียบๆ เพิ่น (ท่าน) ไม่ว่าหรอก ถ้ามาเอะอะนี่ไม่สนใจ ช่วงนั้นชาวบ้านญาติโยมเริ่มรู้จักภูทอก มาเที่ยว มาฟังเทศน์หลวงปู่จวน แต่ว่ามาคุยกันมาเสียงดัง หลวงปู่ชอบให้หนีเลยแหละ เพิ่นจะไม่รับแขกเลย เพิ่นไม่เอาเสียง เพิ่นไม่ชอบเสียงเพิ่นชอบความสงบ หลวงปู่ชอบนี่ชอบความสงบมาก
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เราไปวิเวกแล้วรู้ว่าหลวงปู่ชอบมาภูทอกก็ลงไปช่วยเปลี่ยนกัน เปลี่ยนอาจารย์ขันตี แล้วองค์หนึ่งสึกแล้ว ชื่ออะไรไม่รู้รุ่นๆ เรา อาจารย์ขันตีแก่กว่าเราสัก ๓ – ๔ ปี เราได้อุปัฏฐากก็ไม่นานหรอก ไปก็ไม่นานหรอก เพราะว่าใครไม่ดูแลด้วย หลวงปู่จวนท่านปรับอาบัติ ตอนอุปัฏฐาก สรงนํ้า ป้อนยา หมู่เพื่อนอยู่ใกล้ชิดดูแล คราวไฟไหม้ป่า มีควันขึ้นไปภูทอก หลวงปู่จวนให้พาลงมาไว้ที่ศาลาใต้ พระ ๒ องค์ก็เอามือประสานเข้าแล้วก็อุ้มหลวงปู่ชอบเดินตามสะพานกันลงมาแต่ชั้นที่ ๒ นู่นน่ะ หลวงปู่จวนว่า “ระวังให้ดี ระวังให้ดี” ท่านว่า ท่านกลัวหลวงปู่ชอบตก”
อัญเชิญพระประธานขึ้นภูทอก
ท่านพระอาจารย์คลาด ครุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พระประธานก็เอาขึ้นชั้น ๕ ไง ดูยากนะ เขาดึงกัน โอ้โหย ! น่ากลัว น่าหวาดเสียวเลยเขาว่าขึ้นแล้ว ดึงกัน ดึงขึ้น ใช้ชักรอกหมุนกัน หมุนเครื่องอะไรไม่รู้หรอก พระ เณร ชาวบ้านนั่นน่ะมา เก่งมากเลย เอาสลิงนั่นเหนียวขนาดนั้นพาขึ้นได้ ตอนนั้นอาตมามาธุระอะไรไม่รู้ มาอยู่นั่นก็เลยได้เห็น ปีที่มาเที่ยววิเวก พ.ศ. ๒๕๑๕ มาบ่อยๆ นี่แหละ ลงมา ตอนขึ้นก็ไม่มีอุปสรรคนะ ราบรื่น ชาวบ้านเขาก็ดีใจ เขาขึ้นได้นั่นแหละ ดีไม่มีอันตรายอะไร”
ก่อนเข้าพรรษาปี ๒๕๑๖ ท่านปรับปรุงศาลา พร้อมทําถังนํ้าและรางนํ้าชั้น ๕
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พอไปอยู่กับหลวงปู่จวนช่วงแรกๆ ก็สมัยก่อนวัดภูทอกไม่มีอะไรนะ ทีนี้เพิ่งพัฒนา ศาลาเก่าๆ ท่านก็ขยายไปเรื่อย ทีนี้มีพวกญาติโยมเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านก็เลยขยาย พออาตมาไปถึงวันแรก พอวางบาตรไปกราบท่าน โอ้ ! ท่านยิ้มเลย คือครูบาอาจารย์ท่านมีตาใน ท่านยืนอยู่ “เออ ! ดีแล้วมาช่วยมุงหลังคาหน่อย” ท่านชี้ไปนี่ ท่านไล่มุงหลังคาศาลาชั้นล่างเลย เรานี่นึกในใจ “ตาย ! เราจะหนีจากงาน ยังมาเจองาน” ภาษาโลกเขาว่า “หนีเสือแล้วมาปะจระเข้”
พอจวนจะเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หลวงปู่จวนท่านมอบหมายให้หลวงปู่บุญพินพาหมู่คณะหล่อถังนํ้า พอฝนตกแล้วเก็บนํ้าฝน เราไปก็เดือน ๖ ไปพักอยู่นั่นได้วันหนึ่งหรือสองวัน หลวงปู่บุญพินให้เณรมาตามเราไปช่วย ถังนํ้าที่หล่อขนาด ๑.๕๐ เมตร จํานวน ๗ ปลอก แบบของกรมอนามัยเขาคุณหมอประพักตร์นี่เอาไปให้ ถังนํ้าอยู่ชั้น ๕ ปัจจุบันใช้ได้อยู่น่ะ ทําอาทิตย์กว่าๆ ก็เสร็จ
จากนั้นก็ต่อท่อรางมาใส่ เพราะแต่ก่อนเอาสังกะสีมาทําราง หลวงพ่อคําผองน่ะว่า “อย่างนี้มันก็ลําบาก ฝนตกกระเซ็นไปทั่วน่ะ เปียกไปหมดทั้งศาลาน่ะ” ท่านก็ “จะทํารางให้” ท่านอยากจะให้เราไปช่วย พอไปช่วยท่านเห็นว่าเป็นงาน ท่านบอกหาตัวแทน ท่านจะไปแล้ว เราก็ต้องลงมือทําอีกแล้ว ทําก็ทําให้มันจบซะ เพราะเราก็จะไปเหมือนกัน จะไปจําพรรษาที่ภูวัว ก็เลยทําให้ท่าน
พอหลวงปู่จวนเห็นเราทําเสร็จ “เอ้อ ! ทําฝาปิดบาตรนํ้ามนต์ให้หน่อยนะ” เพราะว่าต้องทําฝาปิดกันใบไม้ลง ท่านเห็นว่าเราทําได้นะ “เอาสังกะสีมาทําฝาปิดบาตรนํ้ามนต์ให้ด้วยนะ” คือเราทําฝาปิดบาตรนํ้ามนต์ ทีนี้เห็นสังกะสีมันเหลือก็เลยเอามาทําเป็นกระบวยตักนํ้า
เมื่อหลวงปู่จวนท่านต่อชายคาถํ้าชั้น ๕ จะทํารางนํ้า ท่านก็ว่า “เออ ! หาช่างมาทํารางนํ้าวัดให้หน่อย” เพราะท่านหล่อถังนํ้าน่ะ อาตมาอยู่ช่วยงานท่าน เพราะสมัยก่อนนํ้าอดมาก กันดารนํ้าใครขึ้นไปข้างบนต้องสะพายหินทรายน่ะ ทําเป็นถุงผ้าไว้ ที่ทางขึ้นน่ะ ท่านเขียนป้ายว่า ใครขึ้นไปให้สะพายหินทรายขึ้นไปข้างบนด้วย เพื่อจะได้เอาทรายหินนี่ขึ้นไปเทข้างบนไง สะพายพอสะพายขึ้นได้แหละ เพราะใหญ่ มันก็หนักๆ”
บาตรนํ้ามนต์
นํ้ามนต์ในบาตรของหลวงปู่จวน ต่อมาเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน มีเรื่องเล่าดังนี้
“สมัยก่อนนี่นะ ตอนหลวงปู่จวนอยู่ คนในหมู่บ้านส่วนมาก ถ้าใครเป็นไข้ เป็นอะไร พวกผีเข้า จะไปเอานํ้ามนต์ตรงชั้น ๕ มากิน กินแล้วก็หาย เป็นไข้ก็หาย สมัยก่อนหาหมอก็ยาก หลวงปู่จวนท่านเขียนตัวยันต์ตรงบาตรไว้ด้วยนะ ท่านพระอาจารย์แยงไม่ให้ล้างออก ถ้าล้างออกไม่เห็นตัวยันต์น่ะตัวยันต์ยังอยู่ในนั้น ถ้าสังเกตดูจะเห็น เป็นลายมือของท่านนะ คนในหมู่บ้านโดนผีเข้าผีอะไร พากันไปกราบเรียนท่าน ขอให้ท่านเมตตาช่วย ท่านก็ช่วยเขา แล้วเขาก็จะหาย เรื่องพวกนี้มีนะ เพราะว่าแต่ก่อนลี้ลับมาก”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เป็นนํ้าใสที่มันค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากถํ้า ไหลตลอดปี หน้าแล้งมันยังไหลออกมา หลวงปู่จวนท่านก็เลยไปทําบาตรเอาไว้ มันก็เลยเป็นบาตรนํ้ามนต์ ท่านก็ว่าเป็นนํ้าศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้เขียนตัวยันต์เอาไว้ที่บาตร ชาวบ้าน คนที่ไปเที่ยว เขาก็ไปเอาไปกิน เอาไปรักษา เป็นความเชื่อว่าเป็นนํ้าศักดิ์สิทธิ์”
พ.ศ. ๒๕๑๖ ท่านไม่ให้พระจําพรรษาที่ภูสิงห์และภูทอกใหญ่
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ที่อยู่ภูทอกนะ มีหลวงปู่บุญพิน กตปุญฺโญ แล้วก็หลวงปู่คําผอง กุสลธโรลูกศิษย์หลวงปู่ชอบนะ ท่านมาพักมาแวะที่นั่นน่ะก่อนเข้าพรรษา พอมาอยู่สักพักหนึ่ง ท่านก็กลับไปจําพรรษาที่ผาแด่น
หลวงปู่คําผองท่านตั้งใจว่าจะไปจําพรรษาที่ภูทอกใหญ่ คือไปอยู่ภูสิงห์มันไม่สะดวกเลยมาอยู่ภูทอกใหญ่ หลวงปู่จวนไม่ให้จําพรรษา “มันไม่สะดวก” ท่านว่า “ใครจะเป็นอุปถัมภ์ อยู่บนเขาน่ะ ใครจะดูแล มันลําบาก มาจําพรรษาด้วยกันซะ” หลวงปู่คําผองท่านเก็บความตั้งใจเลย ตั้งใจว่าจะไปอยู่ภูสิงห์ใหญ่ไม่สําเร็จ ที่จริงก็ไปอยู่ เหมือนท่านจะไปอยู่ถํ้าจ้อง ภูสิงห์ใหญ่นี่เริ่มต้นที่ถํ้าจ้องนะตรงนั้นตรงที่ท่านอาจารย์น้อยไปทําพระนอนไว้นั่น
แต่ท่านไปแล้ว ท่านไม่ไปอยู่ที่ถํ้าจ้อง เพราะว่ามันยังไม่สงบพอ เขาก็ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปอยู่ในถํ้าต่างๆ ข้างบน เพราะมันเรื่องเกี่ยวกับสหงสหายอะไรยังอยู่นะสมัยนั้น คอมมิวนิสต์ยังอยู่ภูสิงห์ท่านก็เลยไม่สะดวก เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ไป ท่านไม่ให้ไปทางนั้น
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ พระที่อยู่จําพรรษาที่ภูทอกก็มีหลวงปู่จวน หลวงปู่บุญเพ็ง แล้วก็ หลวงปู่บุญพิน อาจารย์เฉลิม ที่เป็นลูกศิษย์ท่าน สึกไปแล้ว หลวงพ่อไม้ เณรก็มี เณรมนตรี เจ้าคุณมนตรีอยู่ที่วัดบวรฯ ทุกวันนี้ แล้วก็เณรลูกศิษย์หลวงปู่สิงห์ทอง จําชื่อเขาไม่ได้ รวมพระ ๕ องค์ เณร ๒ องค์ ส่วนอาตมาไปจําพรรษาอยู่ภูวัว
ในปีนี้หลวงปู่จวนท่านก็บูรณะสะพานชั้น ๕ แต่ก่อนมี ๒ แผ่น ไปมาลําบาก ท่านก็เลยขยายให้กว้าง ให้ไปมาง่ายๆ ยกระดับให้เสมอกัน พอออกพรรษาแล้วเราก็กลับมาอยู่กับท่าน มาช่วยท่าน แล้วก็ได้มาช่วยดูแลระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบประปาในวัด เครื่องสูบนํ้า เครื่องอะไรต่างๆ นี่แต่ก่อนภูทอกไม่มีไฟฟ้านะ เกี่ยวกับญาติโยมมา บางทีห้องนํ้าไม่พอก็ทําเพิ่มเติม พวกอะไรต่างๆไม่มีที่เก็บ พอญาติโยมไปถวายก็หนูกัดหมด เลยทําตู้เก็บของให้ เพราะพื้นฐานเราก็เป็นช่างอยู่แล้วก็เลยได้ทําถวายท่าน
ไฟฟ้าเข้าวัดปี พ.ศ. ๒๕๒๖ หลังเสร็จงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่จวน เป็นปีที่พระราชินีเสด็จไปภูทอก ท่านไปแล้วก็พระราชทานรูปเหมือนหลวงปู่จวน ๒ องค์ แล้วท่านก็เสด็จกลับ แต่ทางไฟฟ้าก็เอาไฟเข้าไป เขาก็เลยเร่งให้มันทันงานเสด็จ เราก็เลยรับอานิสงส์”
ท่านสอนงานภายในสําคัญกว่างานภายนอก
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านให้เร่งความพากความเพียรมาก งานภายนอก งานอาศัยปัจจัย ๔ นี่ ท่านให้ทําเท่าที่จําเป็น ท่านว่าอย่าไปถือความสําคัญมาก งานภายใน งานจิตตภาวนาสําคัญกว่า ข้อวัตรปัดกวาดเช็ดถู ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิภาวนานี่สําคัญ
ท่านเน้นให้อดนอน คือท่านให้อุบาย คือว่าท่านเอาตัวเองเป็นตัวอย่าง ท่านเลิศด้านอดนอน ท่านมีอุบายของท่าน คือท่านก็พูดปฏิปทาของท่านให้ฟังนะ “เอ่อ ! เราเป็นผู้ปฏิบัติตาม เราต้องรีบเอารีบตัก มาอยู่กับครูบาอาจารย์ เราต้องรีบศึกษา รีบศึกษาให้เข้าใจแล้วนําไปปฏิบัติ อย่าให้มันช้าหรืออย่าให้เก้อเขิน ถ้าเรามาอยู่กับครูบาอาจารย์แล้วไม่ได้อะไรเลยก็ไม่คุ้ม ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เสียเวลานะ” เราอยู่ต้องให้ได้นะ ได้ธรรมะกับท่าน ได้ปฏิปทากับท่าน เป็นอย่างนั้น “ถ้าคนมาอยู่แล้ว อยู่ร้อยปีก็ไม่ได้อะไร จะไปอยู่กับพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้อะไร ถ้าไม่ทํา” ท่านพูดอย่างนี้
หน้าแล้งท่านให้ไปวิเวกภาวนา อยู่ในพรรษาท่านให้ขึ้นไปวิเวกภาวนาข้างบน อยู่ข้างล่างมันทึบ มันอากาศไม่ค่อยดี เป็นไข้กัน ท่านก็ทําสะพานเพื่อให้พระเณรไปวิเวกภาวนาเท่านั้นเอง ท่านสนับสนุนเรื่องภาวนานะ เพราะว่าท่านได้เห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิดนะ เพราะว่าการเวียนว่ายตายเกิดมันเป็นทุกข์ ท่านว่า ไม่มีสิ้นสุด ทําไงให้สบายก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติให้เห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าเราไม่ภาวนาจะเห็นได้ไง ท่านว่า”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“การถือธุดงควัตร อันนี้ท่านก็แล้วแต่ใครจะถือ ถ้าในพรรษานะ ในพรรษาแล้วแต่ใครจะถือธุดงค์ ในพรรษาก็ไม่ทุกองค์ แล้วแต่ใครจะสะดวก ท่านไม่ได้บังคับ แต่ท่านเน้น เน้นการปฏิบัติ ให้เร่งทําความเพียร อันนี้ท่านเน้นมากๆ”
ท่านสอนให้ปฏิบัติตามปฏิปทาของพระพุทธเจ้า แน่นอนไม่ต้องสงสัย
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เรื่องมรรคผลนิพพานของหลวงปู่จวนเอง ท่านไม่เล่า แต่ว่าเรื่องปฏิบัติท่านเล่า ท่านมีแต่คุยเรื่องปฏิบัติ เรื่องมรรคผลได้ขั้นนั้นขั้นนี้ ท่านไม่ได้พูดให้ฟัง ท่านว่า “ขอให้ปฏิบัติตามปฏิปทาของพระพุทธเจ้า แน่นอนไม่ต้องสงสัย” คือเราขึ้นบันไดก็ขึ้นทีละขั้น เราไม่กระโดดขึ้นมากหรอก ถ้าขึ้นตามขั้นถึงแน่นอน หลักมัชฌิมาปฏิปทา ท่านชี้มาตรงนี้ กรรมฐาน ๕ มีทุกคน อย่าทิ้งตรงนี้ ท่านเน้นยํ้าตรงนี้
ขอให้มีกรรมฐาน ๕ ที่ใจ ทั้งปฏิปทาและเครื่องดําเนินมีอยู่ หลวงปู่จวนท่านชี้ช่องทางไว้หมดแล้ว เราจะมาปฏิบัติหรือไม่เท่านั้นเอง ถ้าปฏิบัติแล้วถึงแน่นอน อย่าไปสงสัย ท่านบอก “อย่าไปสงสัยมรรคผลนิพพาน มีแน่นอน มันไม่มีสําหรับคนไม่ปฏิบัติ” ท่านว่า “ผู้ปฏิบัติมี” เหมือนหลวงปู่มหาบัวท่านบอก พรุ่งนี้มีไหม ? เมื่อวานนี้มีไหม ? ท่านไม่ได้ถามไกล ท่านถามใกล้ๆ หลวงปู่จวนเทศน์จะเน้นหนักตรงนี้ คือท่านเน้นในปัจจุบัน อย่าไปหวังเอาผล ท่านบอก “ถ้าปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมหลักวินัยแล้วผลมีแน่นอน”
หลวงปู่จวนท่านไม่เล่ามรรคผลให้อาตมาฟัง ท่านไม่เปิดให้ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องมรรคผลนิพพาน “ปฏิบัติตามปฏิปทาองค์ศาสดาแล้วไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องสงสัย” ท่านยํ้าเหลือเกิน”
ท่านเน้นธุดงค์ข้อบิณฑบาตเป็นวัตร
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านเน้นธุดงค์ข้อบิณฑบาตเป็นวัตร คือถ้าฉันก็ต้องบิณฑบาต ถ้าไม่ฉันก็ไม่ต้องบิณฑบาตท่านว่า ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย อติเรกลาโภฯ นี่นะ นี่คืออุปัชฌายะท่านสอนว่า เมื่อบวชเข้ามาแล้วต้องบิณฑบาตเลี้ยงชีพด้วยลําแข้ง ของถือด้วยบาตรใบนี้”
เหตุการณ์หน้าแล้งต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แม่ชีบุญมีตกหน้าผา
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านขยายสะพานชั้น ๔ แม่ชีเขาอยากจะทํา พอแม่ชีจะทํา ท่านก็อนุญาตให้ทํา ให้ไปเจาะสะพาน พอไปเจาะได้วันหนึ่ง หรือ ๒ วันประมาณนี้ อาตมาก็ทํางานอยู่ข้างล่างกับเณรพอช่วงบ่ายๆ เสียงร้องไห้ เสียงอุ้ย ! แม่ชีบุญมีตกหน้าผา ไปเจาะหิน โอ ! ร้องห่มร้องไห้กันลงมา อาตมาก็นึกในใจ “โฮ้ ! ตาย ถ้าตกจะรอดหรือไม่ก็เลยนึกถึง โอ้ย ! คงรอดยาก” อาตมาก็รีบหยุดทํางานแล้วขึ้นไปช่วย ไปก็กว่าจะเข้าไปถึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คนเจาะสะพานอยู่ข้างบนตกลงมาตั้ง ๒๕ เมตร
ชั้น ๔ นี่เขาไปเจาะด้วยกัน ๓ คน แม่ชี ๒ คนอยู่ทั้งสองข้าง ไอ้คนที่ตกนั่นน่ะอยู่ตรงกลางไม้ตะเคียนมันหัก มันกรอบใช่ไหม มันหักพรวดปุ๊บก็ตกเลย นี่ความรอบคอบเขาน้อย เขาไม่ได้ผูกเอวไว้ คือสมัยก่อนประมาทกันอย่างว่า คือมันหัก แกก็จับเชือกไม่ทัน แม่ชีชมนี่กับแม่ชีสงวนจับเชือกทัน แล้วแม่ชีบุญมีตกก็ล้มทั้งหงายเลย นั่งไม้เจาะหินอยู่ตรงกลางนะ ล้มทั้งหงายก็จับเชือกไม่ทัน หัวนี่ไปโดนกิ่งไม้ข้างล่างหัวแตก แล้วก็หลังนี่ เพราะแรงสูงนี่ไปกระแทกกับเนินดิน กระดูกสันหลังร้าวตั้ง๔ เปลาะ กระดูกไหปลาร้าไปโดนกิ่งไม้ก็หัก ก็สลบไปเลยนะ
เขาก็ไปรายงานหลวงปู่จวนว่า “โอ้ย ! แม่ชีบุญมีตก ไม่รู้จะเป็นหรือตาย ตกไปเงียบเลย”ก็เลยเข้าไปบอก พอหลวงปู่ก็เลยลงมา ท่านก็เพ่งเมตตาให้นะ สักพักหนึ่งเขาก็ฟื้น เพ่งจากสะพานข้างบนที่สะพานหัก ท่านไม่ได้ลงมาข้างล่าง
เอ้า ! คนอยู่ข้างล่างจะมาได้ยังไง เพราะตั้ง ๒๕ เมตรกว่า พอแม่ชีบุญมีไม่ตายก็รีบไปช่วยกว่าคนอื่น กว่าแม่ชีจะวิ่งลงมาข้างล่าง กว่าจะวิ่งเข้าไปช่วยก็ต้องบุกป่าเข้าไป “โอ้ย ! กว่าจะมาถึงโอ้ ! ไม่ทันการณ์ล่ะหลวงปู่” หลวงปู่จวนบอกว่า “ให้พ่อตู้เพ็งลงตามเชือกนี้เอานํ้าไปให้แกกิน”ท่านสั่งให้รูดเชือกเอากานํ้าลงไปให้แกกิน พอให้แกกิน แกก็พอฟื้นมาแกก็ร้องสิ ร้องอยากนํ้านั่น อาจจะว่าเอานํ้าให้กิน ก็พลังเมตตาของหลวงปู่จวน พอฟื้นขึ้นมาเขาบอกเขาเจ็บ เจ็บๆๆ เนี่ยเจ็บเอว เพราะแรงกระแทก
เหตุการณ์นี้เกิดหน้าแล้งปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ยังไม่เข้าพรรษา เสร็จแล้วเขาก็ช่วยกันหามออกมา เราก็ไม่ได้เซฟตี้อะไร การหามยกอะไรกันก็คือกระดูกสันหลังมันร้าว ก็ยิ่งเจ็บหนักล่ะสิ เขาเอาลงมาข้างล่างช่วยกัน เขาก็หามออกมาพยาบาลกันที่กุฏิ เผอิญคุณอาปุไร ณ บางช้าง ภรรยาอธิบดีเอิบณ บางช้าง นี่แกไปศรัทธาหลวงปู่จวนก็เลยขึ้นไปดู แกก็ดูมีความรู้ด้านหมอพยาบาลอยู่บ้าง “โอ !ท่านอาจารย์ไม่ไหวนะอย่างนี้ ตกจากสูงอย่างนี้ เขาก็เจ็บมาก สงสัยเป็นอะไรก็ไม่รู้ ต้องเอาไปหนองคายให้ได้ แต่จะมารักษากันอย่างนี้ ไปย่างกันอย่างนี้ไม่ไหว เผื่อเป็นอะไร กระดูกหักกระดูกเหิก เขาก็เจ็บมาก เจ็บเอวตรงนี้ เอาไปหนองคายเถอะ ไปโรงพยาบาลให้ได้” โอย ! กว่าจะหารถได้ เพราะกันดาร แล้วทางก็เป็นทราย กว่าจะได้ก็ ไข้ก็ มรณภัยก็…
วิ่งมาที่อําเภอศรีวิไล มาหาเถ้าแก่เลิศ เถ้าแก่เลิศมีปิคอัพคันเดียว ก็เลยเอารถปิคอัพเข้าไปเอา กว่าจะไปถึง โห ! ช่วงบ่ายมันตก ไปยังไงก็ถึงคํ่า พอคํ่าก็ แกก็วิ่งจากวัดเนี่ย ก็ให้หลวงปู่นั่งข้างหน้าเขานั่งข้างหลังนะ คุณอาปุไรก็นั่งข้างหลังกับคนไข้ ก็เอามาทุลักทุเลมาถึงหนองคายไปโรงพยาบาลก็เผอิญเถ้าแก่กิมก่าย เอ้า ! รู้จักหลวงปู่อีกแล้ว ก็สมัยก่อนไม่มีโทรศัพท์ เขาไปถึงแล้ว เขาไปบอกคุณกิมก่ายน่ะว่าให้ช่วยจัดการดูแลหน่อย คุณกิมก่ายก็รับเป็นภาระก็ไปบอกโรงพยาบาล นางพยาบาลเขาก็อํานวยความสะดวก แต่ว่าเขาว่าเครื่องไม้เครื่องมือไม่มีที่นี่ เอกซเรย์ก็ไม่ทันสมัย แต่ก่อนไม่มีมาก ต้องเข้ากรุงเทพฯ
อย่างนั้นก็คุณอาปุไรก็ติดต่อทางโน้นเลย ทางอธิบดีกรมอนามัย นายแพทย์เอิบ ณ บางช้างนะ เขาก็โทรหากัน อย่างงั้นก็เอามาเลย ก็เลยท่านให้เอาขึ้นรถไฟมาเลยนะ พอวันหลังก็ย้ายจากโรงพยาบาลที่หนองคาย เขาเลยเอาขึ้นรถไฟ คนไข้เขาให้นอน เพราะว่าเจ็บ แตก เจ็บมากขยับไม่ได้ก็เอาขึ้นทางหน้าต่างเลยนะ ยกเตียงขึ้นหน้าต่างเลย เพราะว่าเปิดประตูไม่ได้
แม่ชีบุญมีตอนตกเขาอายุประมาณ ๒๓ เพราะเกิดปีเดียวกับอาตมานี่ กําลังแข็งแรง เสร็จแล้วเขาก็เอาขึ้นรถไฟมา คุณอาปุไรก็มาด้วย แล้วก็ฝากฝังกันเข้าโรงพยาบาลศิริราชเลย แล้วก็มารักษา หมอก็ไม่ได้ถามว่าเป็นไร ทําอะไร เขาไม่ถามว่าตกที่สูงที่ตํ่า เขาก็ไม่ถามนะ เขาไปเอกซเรย์ดู โอ้โห ! กระดูกสันหลังร้าว ๔ เปลาะ หัวแตกไม่เป็นไร เพราะมันแตกนิดหน่อย ต้องให้นอนอย่างเดียว นอนนิ่ง นอนแล้วเอาดึง ตามหลักคือเอาอะไรขึงคอให้กระดูกสันหลังมันยืดนะ ไม่ให้มันติดกัน แล้วก็เอาเหล็กถ่วงขาไว้ ให้นอนนิ่งๆ เฉยๆ ๑ เดือน แกจะอึจะถ่ายก็นอนอึนอนถ่าย ข้าวก็ป้อนเอา ก็มีแม่ชีคนหนึ่งไปดูแล พอครบ ๑ เดือน หมอก็ให้ลุกนั่ง ให้ขยับ ตามวิธีการรักษาของแพทย์หมอเขาล่ะ
พอหลวงปู่จวนไปอยู่ทางโน้นสักพักหนึ่งก็มอบให้คุณอาปุไร ณ บางช้าง ดูแล ทั้งอาหารการกิน ดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวกับพยาบาล เพราะเขาเป็นภรรยาอธิบดี มันง่ายอยู่แล้ว ก็เลยได้รับความสะดวกจากบารมีหลวงปู่ แล้วก็ดูแลจนเสร็จ แม่ชีบุญมีก็อยู่อย่างนั้นประมาณสัก ๒ เดือน กว่าจะได้ขึ้นมาก็หาย ต้องหายเป็นระยะ เส้นทางตรงนั้นพอจะทํางาน ใน ๑ ปีไม่ให้ทํางานหนัก ภายใน ๖ เดือนต้องดามข้างหลัง เว้นไว้แต่นอน เขาก็ดีเลย เขาก็ยังแข็งแรง คือ พอแกหายดีก็มาจําพรรษาด้วยกันที่ภูทอก ตอนนี้แม่ชีสึกไปแล้ว แกยังมีชีวิตอยู่
เรื่องแม่ชีตกเขานี้ก็โดนวิจารณ์ไปทางลบและทางบวก ทางลบก็คือญาติพี่น้องเขาไม่พอใจว่า ตกแล้วทําไมไม่ชดเชยค่าเสียหายอะไรทํานองนี้ แต่เขาก็ไปพูดไปบ่นกันข้างนอก แต่ไม่กล้ามาหาหลวงปู่หรอก หลวงปู่ก็ดูแลจนเขาหาย ค่ารักษาพยาบาลอะไรต่างๆ ค่าใช้จ่ายดําเนินการทุกอย่าง หลวงปู่ก็รับผิดชอบหมดน่ะ อันนี้ก็ส่วนดีนะ เขารอดชีวิตมาได้นะ ปลอดภัย หลวงปู่ท่านก็เป็นหลวงปู่ ท่านก็ดูแลจนจบนะ
คุณแม่ชีที่ตกเขาเป็นคนบ้านดงเกษม ตําบลนาแสง อําเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ทางเข้าภูทอกนี่แหละ ในหมู่บ้านเขามีแต่วงศ์ญาตินิดๆ หน่อยๆ ที่วิจารณ์ แต่ส่วนมากก็ไม่มีอะไรนะ ความศรัทธาในการมาทําก็ยังเข้มข้นเหมือนเดิมๆ แต่หลวงปู่ไม่ให้ผู้หญิงทําเท่านั้นเอง คือผู้หญิงไม่รอบคอบ ท่านก็ให้หยุด ให้แต่พระและโยมผู้ชายไปทํา”
ท่านเตือนแม่ชีที่ตกเขา สึกออกไปได้ผัวขี้เหล้า
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แม่ชีบุญมีที่ตกเขานั่นนะ กระแสจิตหลวงปู่จวนมาช่วย คือหลักเมตตาธรรมนั้นเอง คนเราไม่ถึงที่ตาย มันก็มีกรรมดีมาช่วย เพราะเขาก็สร้างสิ่งที่ดี คือ เขาทํามาเพื่อเป็นบุญเป็นกุศล จริงๆ อายุขัยเขายังช่วยอยู่ ก็เขายังไม่ถึงที่ บุญบารมีของหลวงปู่แผ่เมตตาธรรมมาช่วย แล้วมันก็หลายอย่างเข้ามาผสมผสานประดังประเดเข้ามา ก็ทําให้ทางนี้รอดชีวิตมาอย่างปาฏิหาริย์ไม่น่ารอด
พอแม่ชีแกหายดีแล้ว แกก็มาจําพรรษาด้วยกัน เพราะอาตมาก็อยู่ที่ภูทอก นี่ก็ถือว่ากรรมเขาดีมันยังมีอยู่ แต่กรรมไม่ดีคือบีบคั้นเขา คือให้สึกไป หลวงปู่จวนว่า “โอ้ย ! มันจะไปสึกทําไม สึกไปก็ได้ผัวขี้เหล้าล่ะนะทีนี้”
เออ ! จริงๆ นะ ปรากฏว่าท่านทักล่วงหน้าด้วย แต่แม่ชีก็ยังสึกอยู่ สึกไปนะ มันก็ได้ผัวขี้เหล้าล่ะทีนี้ ก็ได้จริงๆ น่ะ ไปก็ไปสึก ไปก็อยู่กับฆราวาส เขาก็ละนิสัยนะ ก็นานอยู่ รู้สึกเป็นปีเหมือนกันสึกไป ๒ ปี เขาก็ได้ผัว ได้ผัวก็ว่าเบื้องต้นก็ว่าดีนั่นแหละ นานไปก็แก่วัด สิ่งไม่ดีมันออกมา มันก็ความคุ้นเคยและเคยชินมันออกมา มันก็หน่าย แล้วมันก็กินแต่เหล้า งานการไม่ค่อยจะทํา แกก็ทําฝ่ายเดียวล่ะทีนี้”
ปรจิตตวิชา – ดูแม่ชีมานอนกุฏิพระ
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านแสดงปรจิตตวิชา เรดาร์ท่านก็ดีอยู่แล้วหลวงปู่ ไม่ต้องบอกอะไรท่านเลยนะ คิดเรื่องอะไรๆ คิดเรื่องนอกลู่นอกทาง นี่ท่านก็เตือนนะ แต่เราก็อยู่ในกรอบของสมณะ แต่เราบางครั้งบางทีมันก็พลั้งเผลอคนหนุ่ม บางครั้งบางทีพวกแม่ชีชอบไปนอนกุฏิอาตมานะ เพราะกุฏิอยู่ชั้น ๕ นะ เราจะบอกฟ้องก็จะหาว่าเราจะฟ้อง เราก็ไม่ไปนอนดีกว่านะ หนีไปนอนชั้น ๖ เพราะแม่ชีขึ้นไปภาวนา แล้วเราไปภาวนาอยู่ชั้น ๖ เห็นว่าเราไม่มากุฏิ ไปยึดพื้นที่ซะเลยทีนี่ เขาก็ไปอยู่กันเยอะๆ ล่ะนะเพราะที่โน้นไม่มีกุฏิ พุทธวิหารข้างนอกนะ มันกว้างเย็นดีใช่ไหม ? เขาก็นั่งสมาธิภาวนาอยู่นั้น เห็นว่าพระไม่อยู่ ยึดเอาพื้นที่เลย บางทีเราก็ปวดท้องจะมาฉันยานะ ตาย ! นอนเต็มเพียบอยู่นี้ ก็ต้องปลุกเขาตื่น ! ตื่น ! เราจะฉันยา เราปวดท้อง
หลวงปู่จวนท่านก็เลยเตือนแม่ชีว่า “เออ ! แม่ชี ทําไมไปนอนกุฏิพระล่ะ ? ที่พุทธวิหารมันไม่เหมาะนะอย่างงั้นอย่างงี้ เวลากลางคํ่ากลางคืนท่านจะมาไม่สะดวก” แต่เราไม่ได้ฟ้องนะ ท่านเตือนแม่ชีเอง โอ๊ย ! แม่ชีสาวๆ ทั้งนั้นแหละ ท่านจะไปดูอะไร เรดาร์จับเอาเลย ก็คือถ้าอยู่ในวัด ท่านจะรู้หมดเลย ถ้าคนเข้าใจนะ ท่านดู ท่านจับของท่านได้”
ท่านดูแลแม่ชีเหมือนลูก
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แม่ชีมาอยู่กับหลวงปู่จวนมี ๑๐ กว่าคน ส่วนมากมีแต่แม่ชีรุ่นๆ นะอยู่กับท่าน แต่ว่าหลังจากที่หลวงปู่จวนเสียแล้ว พวกนี้ก็สึกหาลาเพศไป เพราะว่าตอนอยู่กับท่าน เหมือนท่านจะดูแลเหมือนลูก ท่านจะมาดูแล เดินดูหมดเลยว่า แม่ชีอยู่อย่างไร ไปอย่างไร มีความปลอดภัย มีอะไรไหมอย่างนี้ท่านดูแลหมด แต่ท่านพูดนี้ แบบว่ากระโชกโฮกฮากนี่ แต่เขาก็ไม่หลีกหนีนะ เขาก็ไม่ได้ถือนะ ท่านพูดยอดธรรม พูดเกี่ยวกับอวัยวะเพศ พูดแบบว่า อู้ย ! ฟังไม่ได้เลยล่ะ แต่ถือเป็นธรรมะ การเคลื่อนไหวไปมานี้ท่านจะเน้น
แม่ชีรุ่นๆ ก็ไม่อาย เขาก็ไม่มีนะ เออก็แปลก มีแต่รุ่นๆ ล่ะอยู่กับท่านน่ะ หลวงปู่จวนท่านพูดตรงๆ ท่านใส่เลย ใส่เปรี้ยง แต่ว่าเวลาท่านช่วยเหลืออะไร ก็คงจะมีที่เขาประทับใจ เขาลืมไม่ได้นะพอท่านมรณภาพปุ๊บนี่ สึกไปมาก ไปอยู่แถวบ้านข่าที่หลวงปู่ตื้อน่ะ เคยไปได้ยินเขาว่าวัดบ้านข่านี้ศรัทธาดีมาก หลวงพ่อก็เลยไปลองดูนะ ไปบิณฑบาตดู โอ้ ! คนเยอะจริงๆ แล้วก็ไปเห็นแม่ชีที่เขาสึกไป ก็เลยว่า “เมื่อก่อนก็บวชอยู่กับหลวงปู่จวน อ้าว ! สึกทําไมล่ะ ?” “โอ๊ย ! ไม่มีที่พึ่ง ท่าน พ่อแม่ครูบาอาจารย์เสียไปแล้วก็ว้าเหว่ ตอนอยู่กับท่านนั้นอบอุ่น” มันอบอุ่น พอเขาพูดน่ะ ก็เลยโอ๋ ! ธรรมดาแม่ชีไปอยู่วัดนี้จะยากมากเลย หลวงปู่เป็นที่พึ่งของเขานั่นแหละ”
พ.ศ. ๒๕๑๗ รับนิมนต์หลวงปู่เจี๊ยะไปทําบุญฉลองพระอุโบสถวัดเขาแก้ว
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ตามปกติแล้วท่านจะรับนิมนต์งานที่สําคัญและจําเป็นเท่านั้น โดยเฉพาะงานของครูบาอาจารย์องค์สําคัญ ครั้งหนึ่งท่านรับนิมนต์งานฉลองพระอุโบสถของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ที่จังหวัดจันทบุรี เพราะท่านพระอาจารย์จวนมีความเคารพและมีความสัมพันธ์สนิทสนมคุ้นเคยกับหลวงปู่เจี๊ยะ โดยประวัติหลวงปู่เจี๊ยะได้บันทึกไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านปฏิบัติพัฒนาวัดเขาแก้วจนเจริญรุ่งเรือง โดยสร้างเสนาสนะในวัดเขาแก้วบริบูรณ์ทุกอย่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ท่านจึงจัดงานทําบุญฉลองพระอุโบสถ โดยกราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม มาเป็นประธาน และพระกรรมฐานทั้งหลายก็มาร่วมงานนั้นเป็นจํานวนมาก เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโมท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ฯลฯ”
ก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่จวนพาพระกราบคารวะหลวงปู่ขาว
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แต่ก่อนคือหลวงปู่จวนท่านไม่พาไปในพรรษานะ ก่อนเข้าพรรษาท่านจะพาไป คือสมัยก่อนมันทางคมนาคมไม่สะดวก แต่ทุกวันนี้เขาก็ไปในพรรษา แต่ก่อนไม่มี ก่อนเข้าพรรษาไปคารวะแล้วก็จบ ท่านก็จะนิมนต์ให้หลวงปู่ขาวเทศน์ให้ฟัง หลวงปู่ขาวท่านเทศน์เรื่องวงกรรมฐานไปถึงข้อวัตรปฏิบัติให้ลูกศิษย์ฟัง ท่านเคารพพระพุทธเจ้า ทีนี้ท่านว่า เป็นอย่างไรบ้างหลวงปู่เทศน์นานแล้ว เหนื่อยมั้งก็นิมนต์ให้ท่านไปพักผ่อน เพราะเทศน์นานมันเหนื่อย แต่ว่าท่านเทศน์ติดลมโว้ หลวงปู่ก็เอาโว้ๆ นะ เทศน์ไม่นาน แต่เสียงท่านแรง พอท่านเทศน์เข้าได้อารมณ์ โอ้ ! เสียงแรงหลวงปู่นะ เทศน์ก็ไม่ถึงชั่วโมง เพราะคนแก่ คนอายุมาก แต่ท่านเทศน์เริ่มเสียงดัง ค่อยๆ ทีแรก พอได้ที่แล้วเข้มข้นนะ”
พ.ศ. ๒๕๑๗ พระเณรที่อยู่ร่วมจําพรรษา
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พระจําพรรษาที่ภูทอก ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ก็มี หลวงปู่จวน หลวงปู่บุญเพ็ง อาตมา (ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์) แล้วก็ท่านสมพงษ์ คนยโสธร และหลวงตาไม้ แล้วก็เท่านั้นแหละ พระ ๕ เณร ๕ เณรก็มีเณร เณรมนตรี เณรชมภู เณรแดง เณรพันธุ์ แล้วก็เณรเฉลิม เณรมนตรี ท่านมนตรี เจ้าคุณมนตรีที่อยู่วัดบวรฯ ในปัจจุบันนี้ อยู่ที่วัดสมเด็จพระญาณสังวร ก็หลวงปู่จวนฝากให้ตั้งแต่เป็นเณรไปเรียนหนังสือที่นั่น”
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ เจาะภูเขา ทําสะพานชั้น ๖
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พอปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงปู่จวนท่านก็ทําชั้น ๖ คือท่านปรารภมานานแล้วว่าจะทําชั้น ๖ท่านพอทําชั้น ๕ เสร็จ ท่านตั้งใจจะบูรณะสะพานชั้น ๖ คือจะเจาะภูเขา ที่ชั้น ๖ มันจะชันมาก แล้วก็ทํายากมาก อาตมาก็มีส่วนตรงนี้ เพื่อได้ช่วยท่าน เพราะว่าเราได้เป็นคนช่วยหาไม้ ดูแลคนงานหาเลื่อยไม้ เพราะเลื่อยไม้สมัยก่อนใช้มือ ไม่ได้ใช้เครื่องจักรผ่าเหมือนปัจจุบันนี้ เลื่อยมันยาวประมาณ ๒ เมตรกว่า ใช้ ๔ คนตัด ที่ดึงๆ ยึดไปยึดมานั่นนะ
ไม้ก็เอาไม้เนื้อแข็ง คือ ไม้ตะเคียน แต่ว่าไปแล้วเอามาก็ใช้ไม้พอสมควร ตามนโยบายพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ไม้ที่มาทําสะพานภูทอกเป็นไม้บริจาค ไปหาขอตามไร่ตามนาเขา เขาบริจาค เขาให้ก็เอา สมัยก่อนนะ มันขอใครก็ได้ ไม้มันเยอะ คือไม้ยางนี้เขาเผาทิ้งเลยนะ เขาไม่เสียดายเลย เผาทิ้งนะ เพราะไม้ตะเคียนมันเยอะ”
พ.ศ. ๒๕๑๘ ร่วมงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองสําคัญรูปหนึ่ง เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งครูบาอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ให้ความเคารพเทิดทูนอย่างสูง โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ให้ความเคารพยกย่องสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นอาจารย์ฝ่ายปริยัติของท่าน และเป็นพระยอดนักเสียสละรูปหนึ่ง
เมื่อคราวพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงมีพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นมาร่วมงานคารวะศพกันอย่างคับคั่ง เช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์ทองพูล สิริกาโม ฯลฯ
โดยเฉพาะท่านพระอาจารย์จวน ท่านเป็นครูบาอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่ได้เดินทางไกลมาร่วมงานสําคัญในครั้งนี้ เพราะท่านคุ้นกับสมเด็จฯ แม้ท่านจะอยู่ถึงภูทอก อันเป็นถิ่นทุรกันดารห่างจากกรุงเทพฯ ถึง ๘๐๐ กิโลเมตร และการเดินทางก็ยากลําบาก เพราะสมัยนั้นถนนจากอําเภอพังโคนผ่านอําเภอวานรนิวาส ไปอําเภอบึงกาฬ ยังเป็นคันดินไม่ได้ลาดยาง กว่าจะถึงภูทอกมีแต่ฝุ่นดินแดง แต่ท่านก็ตั้งใจเดินทางมาร่วมงานโดยรถทัวร์โดยสารประจําทาง
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าความยากลําบากในการเดินทางไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนก็คุณกิมก่ายส่วนใหญ่พาไปส่ง พาไปรับ ถ้าเขานิมนต์ผ่านคุณกิมก่าย คุณกิมก่ายเขาให้ลูกน้องแกมาเอารถมารับมาส่ง พอดีโยมเลิศไปส่ง เพราะหลวงปู่นี่ท่านก็ไม่ได้มีอะไร สมัยก่อน ท่านนั่งรถโดยสารไปนะ
ปกติครูบาอาจารย์ท่านไปกิจนิมนต์ ท่านก็นั่งรถโดยสารไป ไปถึงที่หมาย เขาก็ไปรอดักท่าน คือต่างองค์ต่างไป เขานิมนต์ท่านมา บางทีเขาก็ส่งจดหมาย บางทีเขาก็มานิมนต์ท่านเอง คือวันนั้นวันนี้ เขานิมนต์ไปทําบุญที่โน่นที่นี่ แต่เขาไม่มีรถมารับ ปกติตามหมู่บ้านก็มีที่ดักขึ้นรถก็มานั่งตรงชาวบ้าน เขานั่งยังไงก็ไปนั่งรออยู่ที่นั่น ขึ้นรถโดยสารไปกับเขา ก็เป็นรถ ๖ ล้อ อีซูซุรุ่นเก่า ครูบาอาจารย์ก็นั่งเบาะหน้าข้างคนขับเท่านั้นเองถือว่าพิเศษ สองแถวหลังแต่ก่อนไม่มีเบาะอย่างนี้ เป็นเบาะไม้ยาวนั่งรวมเรียงกัน ไปถึงก็ไปค้างที่วัด อย่างที่ไปทําบุญที่อุดรฯ บางทีก็ค้างวัดบ้านจิก บางทีก็วัดโพธิฯ ไปก็ไปรวมกัน ที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ต่างองค์ต่างไปก็ไปพร้อมกับลูกศิษย์ ลูกศิษย์ถือปัจจัยให้ บางทีก็มีเณรตามไปด้วย แต่ลูกศิษย์ที่ไม่ขาดคือคนถือปัจจัย
หลวงปู่จวนเคยไปสํานักสงฆ์ กม. ๒๗ แต่ไม่เคยค้าง เพราะสมัยก่อนยังไม่มีอะไรนี่ คือเขาสร้างให้หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบก็ไปอยู่ช่วงหลังเท่านั้นเอง งานส่วนใหญ่นี้คุณหญิงสุรีพันธุ์นิมนต์ท่านไปอยู่ที่บ้านเรือนไทย เพราะแต่ก่อนหลวงปู่จวนท่านก็ไปพักที่วัดพระศรีฯ กับสมเด็จฯ (สมเด็จพระมหาวีรวงศ์) ท่านคุ้นกับสมเด็จฯ ดี ท่านพักที่นี่ ก็ตั้งแต่คุณหญิงสุรีพันธุ์นี่ล่ะมารู้จักกับท่าน ก็ตอนมีงานศพสมเด็จฯ นั่นแหละ ก็เกี่ยวข้องกันมาตลอด
งานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ทีแรกพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านจะไปงานศพ หลวงปู่จวนท่านก็เลยลงไปด้วย ท่านนั่งรถโดยสารเข้ากรุงเทพฯ ปกติท่านก็ไปกับลูกศิษย์ เพราะเป็นคนถือปัจจัยค่าโดยสารและที่ญาติโยมเขาถวาย ช่วงนั้นพ่อสีทั้งสองไปกับท่าน พ่อสี อยู่สุข อยู่ภูทอกนี่เป็นโยมติดตาม และก็พ่อสี จํานามสกุลเขาไม่ได้ คนบ้านข่ามาอยู่ที่ภูทอก แกตายไปแล้ว สีเหมือนกัน ตู้สี สีคนละสี”
พ.ศ. ๒๕๑๘ พระเณรที่อยู่จําพรรษา
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ มีพระ ๕ – ๖ องค์นี่ล่ะอยู่จําพรรษากับหลวงปู่จวน มี ท่านอาจารย์เฉลิม ท่านอาจารย์ยงค์ ท่านอาจารย์สมควร ครูบาอํานวย สึกไปแล้ว ท่านอาจารย์พินิจ ท่านอาจารย์บุญช่วย สําหรับเณรก็ ๕ – ๖ องค์มี เณรแดง เณรติ๊ก เณรป๊อก (ท่านพระอาจารย์ถาวร) เณรเฉลิม เณรจอห์นนี่ สึกออกไปก็ตาย และเณรมอ คนบ้านดอนเสียด เณรใหญ่เหมือนกันนะ แบกทราย แบกไม้ แบกปูน
จริงๆ แต่ก่อนภูทอก ภูกระแต เณรนี่มาก อย่างภูกระแตเณรเป็นร้อย สอบนักธรรมทีเป็นร้อย หลวงปู่จวนท่านจะให้ไปสอบนักธรรม เรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก ให้ไปสมัครสอบ สอบที่ภูกระแต วัดหลวงพ่อทองพูล แต่ไม่ได้ไปเรียนหนังสือนะ ให้อ่านหนังสือแล้วก็ไปสอบ ช่วงหลังๆ จะไม่ค่อยมีเณรแล้ว ทางกระทรวงศึกษาฯ มีภาคบังคับให้เรียนหนังสือ ยุคก่อนนี้ไม่มีภาคบังคับ เณรเลยเยอะ ก็อาศัยว่าไปอยู่กับวัดได้รับการอบรม ได้เรียนหนังสือ หลวงปู่จวนก็ไม่ถึงกับส่งสมัครสอบนักธรรม ยุคนั้นท่านเน้นภาวนา ท่านไม่ได้พูดถึงปริยัติอะไรเลย แล้วหนังสือพิมพ์ท่านก็ไม่ให้อ่าน”
ห้ามฉันนม โอวัลติน กระเทียม ห้ามดูหนังสือพิมพ์
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนที่ท่านห้ามพระฉันพวกนม พวกโอวัลติน พวกกระเทียม พวกอะไรนี่ โดยเฉพาะพระหนุ่มๆ ท่านห้ามหมดเลย เป็นเรื่องกามราคะ ฉันได้ แต่ท่านไม่ให้ฉัน ที่ภูทอกนะ นอกจากท่านลงมาไม่ให้ฉัน ส่วนมากเขาก็จะยอมรับ ท่านห้ามเลย ห้ามเด็ดๆ แม้ทํางานหนักๆ ก็ห้าม หนักพักหนักก็มีอะไร มีแต่ต้มเสือโคร่ง ต้มไอ้เถาวัลย์อะไร เครือไม้พวกยาสมุนไพร ก็มีนํ้าตาล แต่ว่าโกโก้นี้ก็ยังไม่มีกิน มีอยู่แต่พวกหมากเมี่ยงน่ะ ชาก็มีชาตราสามม้า เป็นห่อกระดาษนะ แต่ก่อนกันดาร แล้วก็ทํางานหนักทุกวัน พวกนมกระป๋องสมัยก่อนมันก็นมตรามะลิ นมตราหมีนี่ เอามาชงกับโอวัลตินน่ะ ท่านจะไม่ให้ฉัน หนังสือพิมพ์ไม่ให้อ่าน วิทยุโอ้ย ! มันไม่มี ทีวีตัดเลย พวกนี้ไม่มี ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้า”
อดข้าวภาวนา – ไม่บิณฑบาตไม่ฉันข้าว
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สมัยก่อนพระเณรนี่เขาจะชอบอดข้าวกัน ต้องอด อย่างมีพระ ๑๐ กว่าองค์นะ จะลงมาฉันไม่ค่อยครบ คืออดข้าว ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน ๑๕ วันก็มี ก็จะสับเปลี่ยนกันไป อดข้าวคือไม่ลงมาฉันนะก็ต้องทํางาน แล้วท่านฉันพวกนํ้าร้อน ก็นํ้าตาลอะไรพวกนี้ คือที่ภูทอกนี่ หรือไม่ภูทอก ที่ไหนก็เหมือนกัน สมัยก่อนนี่พระ ถ้าไม่บิณฑบาตนี่ ท่านจะไม่ฉันข้าวเลยนะ ไม่ให้ฉันข้าวเลย บางทีทํางานเหนื่อยๆ ก็ตื่นสาย ฝนตก เวลาตื่นขึ้นมาตะวันขึ้นแล้ว ถึงเวลาออกบิณฑบาตแล้วก็วิ่งลง ทําเวลาลง เดี๋ยวเดียวถึงเลยนะ”
นํ้าหมากรักษาขี้กลาก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเป็นพระเถระอีกองค์หนึ่งที่ชอบฉันหมากพลู ท่านเคี้ยวหมากพลูคําต่อคํา ครั้งหนึ่งท่านใช้นํ้าหมากของท่านรักษาขี้กลากของสามเณร โดยคุณอํานวย มั่นยืน ซึ่งเคยบวชจําพรรษากับท่านพระอาจารย์จวน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ และเคยจับคู่กับท่านพระอาจารย์แยงทําสะพานภูทอก เป็นผู้ถ่ายทอดเหตุการณ์นี้ไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์องค์หนึ่ง สมัยท่านยังเป็นสามเณร ศีรษะท่านเป็นขี้กลาก มีอาการคัน รักษาอย่างไรก็ไม่หาย เวลาสามเณรเดินไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ยังไม่สุดหมู่บ้าน ต้องรีบเดินกลับวัด เวลาเดินบิณฑบาตมีอาการคันศีรษะ เดินไปก็เกาไป เกาอย่างไรก็ไม่หาย พอความทราบถึงท่านพระอาจารย์จวน ท่านได้เมตตาสงเคราะห์สามเณรด้วยการพ่นนํ้าหมากแดงๆ ของท่าน และท่านก็ละเลงนํ้าหมากของท่านทั่วศีรษะสามเณร ปรากฏว่า นํ้าหมากของท่าน ทําให้อาการคันศีรษะของสามเณรดีขึ้น ซึ่งต่อมาขี้กลากของสามเณรก็หายเป็นปกติ สาเหตุสําคัญเนื่องมาจากท่านพ่นเสกนํ้าหมากให้ และนํ้าหมากเองก็มีสภาพเป็นกรด มีสรรพคุณไปทําลายเชื้อโรคบนหนังศีรษะ”
พ.ศ. ๒๕๑๙ สมเด็จพระญาณสังวร พักภาวนาที่พุทธวิหาร
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เรื่องห้องนํ้ามันขาดแคลนอยู่แล้ว คือปีสร้างสะพานเสร็จนั่นล่ะ ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ หน้าแล้งคราวหนึ่งสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศ ขณะยังไม่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านไปพักด้วยอาทิตย์หนึ่ง ก็ไปพักกุฏิไม้พุทธวิหาร ท่านก็ขึ้นไป ท่านก็ “เอ้อ ! ท่านอาจารย์ (หลวงปู่จวน) ผมไม่ลงนะ ผมจะฉันที่นี่ ผมอยากภาวนานะ”
พอสมเด็จฯ ท่านขึ้นไปแล้วก็ ท่านอยากพักวิเวกสักอาทิตย์หนึ่ง ท่านก็เอารถไปจอดไว้ข้างล่าง ครูบาที่เคยไปพักอยู่ภูทอก อากาศดีก็เลยพาไป จําชื่อท่านไม่ได้ คนวัดบวรฯ นั่นล่ะพาไป ๑ สัปดาห์ทีนี้เวลาสรงนํ้าเราก็เอานํ้าไปถวายท่านที่พุทธวิหารนั่น เอานํ้าหามไป นํ้ามันอดนะสมัยก่อน ท่านว่า “ประหยัดนํ้า เอาแชมพูใส่ในนํ้าไปเลย” แชมพูที่สรงนํ้าไปด้วย อาบไปด้วย ก็ทําถวายตามเจตนาท่าน พอท่านอาบเสร็จแล้ว เราเอานํ้าที่ไม่ใส่แชมพูถวายท่านอีกครั้ง กะละมังหนึ่งนะ ท่านก็ล้างตัวท่านเสร็จ ท่านประหยัด ทีนี้วันแรกท่านไปท่านว่า “ท่านอาจารย์ ห้องนํ้าดีกว่านี้ไม่มีหรือ ?” “ไม่มี มีแต่อย่างงี้” ท่านก็อย่างงี้ล่ะ คือไปนั่งถ่ายลงเหวน่ะ บนภูทอกทางวัดเขาห้ามบ้วนนํ้าลาย ห้ามถ่าย ห้ามปัสสาวะ แต่เพราะเหวตรงนั้นมันเหวห้องนํ้าอยู่แล้ว ท่านใช้กันมานานแล้ว นั่นคือเป็นช่องประจําห้องนํ้าอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ทําดีอยู่ช่องเหว ห้องนํ้าไม่มีอะไรมุงบัง มีแต่สังกะสีเล็กๆ สมเด็จฯ ท่านไป ท่านก็ถอดจีวรกั้นไว้
ช่วงนี้สมเด็จฯ กับหลวงปู่จวนไม่ได้สนทนาธรรมกัน สมเด็จฯ ท่านมาวิเวก ไม่รบกวนใคร ไม่รบกวนอะไร คือ “ท่านอาจารย์ตามสบายนะ ผมอยากอยู่กุฏิของผม” ถึงเวลาฉัน ท่านก็ฉันที่กุฏิไม้พุทธวิหาร คือเอาขึ้นไปถวายท่านที่นั่น ท่านไม่ลงมา เพราะท่านขึ้นไม่ไหว ลงไม่ไหว เพราะท่านขึ้นต้องหยุดพักตั้ง ๒ – ๓ ครั้งจึงถึง แต่ก่อนบันไดมืด ตรงสะพานเก่าล่ะนะ ที่มันชัน ตอนนั้นอายุสมเด็จฯ ก็ ๖๐ กว่าแล้ว
สมเด็จฯ ท่านกล่าวกับหลวงปู่จวนเรื่องสะพาน ท่านก็ว่า “เอ้ ! ทําไมทําได้ ทําไมกล้าทํา”ประมาณนี้ “ไม่มีนั่งร้งนั่งร้านทําไมทําได้” ท่านก็ถาม ก็อธิบายให้ท่านฟัง ท่านก็โอ้ ! บอกว่า “กล้าทํา ไม่กลัวตาย”
ห้องนํ้าบนภูทอก
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ บนเขาชั้นที่ ๕ มีห้องนํ้าเล็กๆ อยู่เพียง ๒ ห้อง สําหรับท่านพระอาจารย์จวนห้องหนึ่ง ซึ่งล็อคกุญแจไว้ และ อีกห้องหนึ่งสําหรับกรณีฉุกเฉิน การเคร่งครัดเปิดห้องนํ้าเช่นนี้ เพราะพระเณรท่านต้องแบกหามนํ้าขึ้นไปจากเขาชั้นล่าง ต่อมาเมื่อมีคนขึ้นไปภาวนากันมาก ท่านพระอาจารย์จวน ท่านจึงดําริที่จะสร้างห้องนํ้าให้บนเขาชั้นที่ ๕
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านไม่อยากทําห้องนํ้าตรงชั้น ๕ เพราะนํ้าคือปัญหา คือมีห้องนํ้า มันต้องใช้นํ้า ไม่ใช้นํ้าก็ไม่ได้ เพราะนํ้าชั้น ๕ มันลําบาก ถ้าจะใช้ถังนํ้าอย่างเดียวไม่พอ เพราะญาติโยมมาเกี่ยวข้องกับวัดทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขารู้จักจะไปห้ามเขาใช้ห้องนํ้าได้หรือ ? เพราะห้องนํ้าข้างบนก็มีแล้ว โดยเฉพาะนํ้าที่ใช้ล้าง นํ้าจึงเป็นตัวแปรสําคัญ
ห้องนํ้าที่สมเด็จพระญาณสังวรใช้นั้น เดี๋ยวนี้ทําดีแล้ว หลายปีค่อยมาทํา เพราะสมัยก่อนไม่มีเงิน คือความจริงหลวงปู่จวนท่านมีความคิดที่จะทําอยู่ แต่ว่ามันขาดปัจจัย พอขาดปัจจัย ท่านจะไปเรี่ยไรใคร มีมาท่านก็ทํา ตามเหตุปัจจัยนั่น คือเขาถวายมา ถ้าไม่พอ ท่านก็ไม่ทํา ถ้าพอหรือมีคนจงใจว่าหลวงพ่อทําห้องนํ้าให้หน่อยนะ ท่านก็ทําให้ ถ้ามันอาศัยปัจจัยที่มันร่วมๆ บางทีพอ ท่านก็ใช้เวลา เพราะนํ้าสําคัญกว่า แล้วท่านเอานํ้าก่อน เพราะถังนํ้านี่สําคัญ เพราะขึ้นไปคนต้องใช้นํ้า ท่านก็ต้องพยายามเก็บ เริ่มทํานํ้าก่อน”
พ.ศ. ๒๕๑๙ ทําบ้านพักแม่ชี
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาตมาอยู่กับหลวงปู่จวน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ จนท่านมรณภาพนู่นแหละ ปี พ.ศ. ๒๕๑๙อยู่จําพรรษากับท่าน ช่วงที่อาตมาอยู่กับหลวงปู่จวน ไม่ได้ไปกราบคารวะครูบาอาจารย์ตามวัดนะ โฮ้ !แต่ก่อนภูทอกมันก็ไปไม่ได้นะ มันไม่เหมือนทุกวันนี้นะ ทางมันก็โอ้ย ! เป็นดงอะไรเยอะแยะ ไปไม่ได้มีแต่ครูบาอาจารย์มางานน่ะ ภาวนาบนภูทอกมันก็ดี โฮ้ ! ถือว่าสมัยแต่ก่อนมันก็ดี ป่ามันยังเยอะอยู่ บ้านก็ยังไม่ใหญ่เท่าทุกวันนี้ เพราะว่าความเจริญมันก็ไม่มีเนอะ มีแต่ภัย เรื่องอดอยาก โธ้ ! ไม่ต้องว่ากันนะเรื่องนี้ ในพรรษานี้ท่านทําที่พักให้แม่ชี บ้านพักแม่ชีอยู่ข้างล่างนะ อยู่ทางตะวันตก ที่เราไปอยู่ซ้ายมือ เย็นก็ทําวัตรสวดมนต์นี่ หลวงปู่จวนท่านจะทําวัตร ๖ โมงเย็น เพราะว่าอาตมาทําบ้านพักแม่ชี ขึ้นไปก็ฟังเทศน์เลย ส่วนมากท่านจะทําก่อน หมู่คณะไปแล้วท่านจะเทศน์
พระที่อยู่จําพรรษาปีนั้นก็ ๙ องค์ มันก็ โฮ้ ! มันสึกไปเกือบหมดแล้วนะ อาจารย์เหลิมนี้อยู่ตําบลดอนเขือง วัดบ้านหลวงปู่สมัยนี้ก็สึกไปแล้ว พอออกพรรษาหลวงปู่จวนท่านก็ไปอินเดีย”
พระเณรที่จําพรรษากับหลวงปู่จวนในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ท่านอาจารย์บุญเลิศ หลวงตาแยง ท่านอาจารย์วา หลวงตาพินิจ มรณภาพไปแล้ว คือรุ่นที่อยู่ประจําส่วนมากจะสึกหมด อาจารย์เฉลิมก็เป็นพระเถระ อาจารย์ยงค์ก็เป็นพระเถระ ครูบาสมควรนี่ก็สึก ชุดเณรก็มีเหมือนเดิม เณรแดง เณรติ๊ก เณรป๊อก (ท่านพระอาจารย์ถาวร) เณรเฉลิม และเณรมอ”
ช่วงเข้าพรรษาปี ๒๕๑๙ ท่านอ่านพระไตรปิฎกแล้วมาเทศน์โดยไม่เปิดหนังสือ
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ อาตมาอยู่จําพรรษากับหลวงปู่จวน โอ้ ! คนไม่ไปหานะ เช้าจนเย็นจนสรงนํ้าไม่มีใครเลย มันไม่เหมือนทุกวันนี้ ฉันเช้าเสร็จหลวงปู่จวนท่านก็เอาหนังสือพระไตรปิฎกขึ้นไปสองเล่มต่อวันนะ ท่านอ่านเสร็จในวันนั้น ไปถึงท่านก็พักผ่อนนิดหน่อย ท่านก็อ่านประจําทุกวันเลย ดูช่วงนั้นก็ไม่มีการสร้างอะไรแล้ว การสร้างๆ ท่านก็ไม่ได้ทํา ให้ลูกศิษย์ทํา
หลวงปู่จวนท่านจําแม่นนะ ดูหนังสือพระไตรปิฎกนี่ โอ้ย ! เด็ด สมัยนั้นหนังสือพระไตรปิฎก มันย่อเล่มใหญ่เข้ามานะ ถ้าให้มันถูกต้อง ๑๒๐ เล่ม ยังไม่ได้ออกพรรษาอ่านจบแล้วนะ จําได้ด้วยหน้าที่เท่านั้น หน้าที่เท่านี้ ตอนกลางคืนมาท่านก็เทศน์ ถ้าใครจนใจยังไง ให้ไปเปิดดูถ้าไม่เชื่อ ท่านก็พูดอย่างนั้น เพราะว่าพระองค์นั้นๆๆ มรณภาพอยู่นั่นๆๆ ตามไปเปิดดูแล้ว มันแม่นเลยนะ ความจําท่านแม่นนะหลวงปู่จวน ตอนเทศน์นี่ท่านก็ไม่ได้เปิดหนังสือ โอ้ ! จําเก่งหลวงปู่จวนนี่ หนังสือปาฏิโมกข์นี่เดือนหนึ่งก็ท่องจบ ได้สวดปาฏิโมกข์ อันนี้เป็นคุณสมบัติพิเศษของท่านก็ได้”
พ.ศ. ๒๕๑๙ ภูทอกมีกฐินเป็นปีแรก
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ อาตมาจําพรรษาที่ภูทอกก็มีกฐินเป็นปีแรก ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จนปีหลวงปู่จวนมรณภาพ พวกสุรีพันธุ์นี่แหละจองกฐินนี่ ปีที่หลวงปู่จวนมรณภาพ ท่านไม่ได้สั่งอะไร หลวงปู่สอนท่านเป็นประธานรับกฐิน กฐินเป็นผ้าขาวมานะ ก็เย็บเป็นผ้าสบง เย็บให้เสร็จนะ เย็บเสร็จแล้วก็ย้อมตอนเย็นมาก็กราน เพราะว่ามันมีพระวินัยนั่นนะ เย็บแล้วก็ต้องกรานให้เสร็จในวันนั้นนะ หลวงปู่จวนก็ฉลองผ้าก็ใช้ให้อยู่ ก่อนหน้าก็มีผ้าป่าอยู่ มันมีประจําหรอกผ้าป่า กฐินนะไม่มี เพราะว่าภูทอกมันกันดารเนาะ ทางมันสะดวกนี่หน่อย แล้วก็สุรีพันธุ์เขาก็จองทอดกฐิน”
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เมื่อคุณสุรีพันธุ์กราบเรียนท่านพระอาจารย์จวนว่าจะทอดกฐินที่ภูทอกด้วย ท่านก็ห้ามทันที “ไม่ต้องหรอก วัดอาตมาไม่ต้องการใช้เงินอะไร ท่านอาจารย์วัน ท่านกําลังสร้างศาลาและโบสถ์ ใช้เงินมาก ถวายท่านทั้งหมดเถอะ” ท่านปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ท่านไม่สนใจลาภสักการะและท่านเมตตาถามว่า “กฐินจะทอดวันไหน อาตมาจะไปด้วย”
เมื่อถึงวันทอดกฐินและผ้าป่า ท่านพระอาจารย์จวนได้จัดรถจากภูทอก พาพระและชีมาช่วยงานกฐินถึง ๒ คันรถ และช่วยงานครัวอยู่ถึง ๒ วัน โดยสมัยนั้นคุณพ่อสี อยู่สุข เป็นคนขับรถถวาย พร้อมด้วยรถในหมู่บ้านอีกหนึ่งคัน ท่านไปรอรับคณะกฐินคุณสุรีพันธุ์ ที่วัดถํ้ากลองเพล ซึ่งเป็นวัดแรกที่ไปถึง ท่านเมตตาพาเข้าไปกราบคารวะหลวงปู่ขาว แล้วก็มากับขบวนกฐินที่วัดถํ้าอภัยดํารงธรรมวัดท่านพระอาจารย์วัน เพื่อทอดกฐิน และถวายผ้าป่าของวัดภูทอก เสร็จแล้วก็ไปทอดผ้าป่าที่วัดป่าแก้วชุมพล วัดท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และวัดป่าอุดมสมพร วัดหลวงปู่ฝั้น สําหรับกฐินภูทอกในปีนั้นเกือบจะไม่มี ชาวบ้านเขาเห็นว่าไม่มีคนมาจองกฐินก็เลยนําผ้ามาทอดถวาย
พ.ศ. ๒๕๑๙ รับนิมนต์ไปอินเดียครั้งแรก
เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ รับนิมนต์เดินทางไปประเทศอินเดียครั้งแรก เพื่อไปสักการะสังเวชนียสถานทั้ง ๔ และสถานที่สําคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น พระคันธกุฎี ที่ประทับพระพุทธเจ้าบนยอดเขาคิชฌกูฏ ที่ถํ้าสุกรขาตา สถานที่ซึ่งพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาบรรลุธรรม ถํ้าปิปผลิวัน ที่พักของพระมหากัสสปะ เป็นต้น โดยไปพร้อมกับท่านเจ้าคุณพระพุทธพจนวราภรณ์ (ทองเจือ จินฺตากโร) วัดราชบพิธฯ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านเจ้าคุณราชวรคุณ วัดอโศการาม ฯลฯ
เมื่อครูบาอาจารย์และศิษย์ไปถึงสังเวชนียสถานทั้ง ๔ ต่างก็ปฏิบัติบูชาด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนา อันเป็นการบูชาอย่างสูงสุด ซึ่งองค์พระบรมศาสดาทรงยกย่องสรรเสริญ
การไปอินเดียคราวนั้น มีผู้คนศรัทธาได้ถวายสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ให้ท่านพระอาจารย์จวน เช่น กระติกนํ้า นาฬิกา ผ้าห่มขนสัตว์ ฯลฯ พอใกล้เวลาเดินทางกลับกรุงเทพฯ ถึงสารนาถ พุทธคยา ท่านก็แจกของเหล่านั้นจนหมด รวมทั้งปัจจัยที่มีผู้มาถวาย ท่านก็ถวายให้พระไทยที่อยู่ทางโน้นจนหมด อันเป็นปรกตินิสัยของท่าน ซึ่งไม่ชอบสะสมสิ่งของ จนท่านพระอาจารย์วันล้อว่า “เอ้า ! ท่านอาจารย์จวนแจกหมด เหลือแต่ย่ามใบเดียวแล้วนะ”
ส่วนเรื่องไปอินเดียชมถํ้าอชันตา ถํ้าเอลโลรา แล้วมาสร้างสะพานรอบภูทอก ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ที่จริงถํ้าอชันตา ถํ้าเอลโลรา ท่านไปทีหลัง สร้างสะพานเสร็จแล้ว หลวงปู่จวนถึงไปอินเดีย เริ่มต้นสร้างสะพานตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ และสร้างต่อในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ๒๕๑๗ ๒๕๑๘ นี่สะพานเสร็จหมดแล้ว เร่งสร้างสะพานกับหลวงปู่จวนนั่น ที่จริงนั้นสะพานนั่นเสร็จตั้งปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ๒๕๑๘ แล้ว หลวงปู่ไปชมถํ้าอชันตา ถํ้าเอลโลรา ครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๑๙ และครั้งที่ ๒ ปี พ.ศ. ๒๕๒๑”
การไปอินเดียครั้งนี้ ทําให้ทราบว่า ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ในอดีตชาติท่านเคยเป็นศิษย์ของพระมหากัสสปะ ดังนี้
“ถํ้าปิปผลิวัน ซึ่งเป็นที่พักของพระมหากัสสปะ การไปชมถํ้านั้นอยู่บนเนินสูง ไม่มีใครคิดจะใช้ความพยายามปีนขึ้นไปชมถํ้าโดยใกล้ แต่ท่านอาจารย์จวนและท่านอาจารย์วัน ท่านทั้งสองพร้อมใจกันปีนขึ้นไปชม เมื่อมีลูกศิษย์ตามขึ้นไปทัน ทันใดก็ได้ยินเสียงท่านอาจารย์จวนที่เดินวนพิจารณาถํ้าหินอยู่รอบๆ ท่านพูดพึมพํากับท่านอาจารย์วันว่า “เอ ! เปลี่ยนไปมากนะ” ลูกศิษย์ก็ช่างซัก จึงทําให้ทราบว่า ท่านอาจารย์จวนอดีตชาติเคยเป็นศิษย์ท่านพระมหากัสสปะ และเคยอยู่ถํ้าปิปผลิวัน
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เคยพูดเสมอว่า “ท่านเป็นศิษย์พระมหากัสสปะ”
พระมหากัสสปะ ท่านเป็นพระอสีติมหาสาวกองค์หนึ่ง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงประทานตําแหน่งเอตทัคคะเลิศด้านธุดงควัตร ท่านมีนิสัยชอบอยู่ตามป่าตามเขา และถือธุดงควัตรด้วยความเคร่งครัด และท่านเป็นองค์ประธานครั้งสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกที่ถํ้าสัตตบรรณคูหา
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ในอดีตชาติท่านเคยเป็นศิษย์พระมหากัสสปะ จึงมีนิสัยชอบอยู่ตามป่าตามเขาและถือธุดงควัตรด้วยความเคร่งครัดเช่นเดียวกับพระมหากัสสปะ ฉะนั้น สถานที่สัปปายะของท่าน คือ บนเขา เนื่องเพราะเงียบสงัดและอากาศเย็นสบาย วัดที่ท่านพึงพอใจภาวนาเป็นประจํา เช่นที่ ถํ้าพวง ภูสะโกฏ ดงหม้อทอง ถํ้าจันทน์ ภูสิงห์น้อย ถํ้าบูชา ภูวัว ภูทอก ล้วนมีลักษณะเป็นถํ้าอยู่บนเขาทั้งสิ้น”
อดีตชาติของท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องอดีตชาติของท่านพระอาจารย์จวนไว้ดังนี้
“เรื่องหลวงปู่จวนประกาศเป็นพระอรหันต์ ส่วนมากครูบาอาจารย์จะไม่พูดเรื่องนี้ มีแต่ท่านพูดแต่ว่า เกิดมาชาตินั้นเป็นนั้น ชาตินี้เป็นนี้เท่านั้น ท่านพูดอยู่อันนี้ แต่ก่อนท่านเคยเป็นหมีขาวอยู่แถวภูทอก ภูวัว ตัวใหญ่หลายร้อยกิโลฯ เพราะว่าภูทอกผึ้งมันเยอะนะ มากินผึ้งอยู่นี่ พวกนายพรานก็มายิงเอา ตายเกิดเป็นคน กลับมาอยู่ภูทอกอีก
ท่านเล่าเกือบทุกๆ ครั้ง ท่านว่า “ท่านจะ เอ้า ! อายุจะแก่อะไร” จะคล้ายออกเปิดอดีตชาติ ท่านว่า เป็นยังไงๆๆ ก็จะเปิดมัน ท่านพูดอย่างนั้น เปิดอดีตชาติ ท่านเกิดเป็นหมีขาว เออ ! ก็ยาวนู่นเนาะ ก็ได้ยินนี้บ่อย เกิดเป็นอะไรอีกก็ไม่เห็น ท่านก็ไม่พูด เป็นเทวดา อินทร์ พรหม ท่านก็ไม่พูดถึง อดีตชาติที่ท่านบําเพ็ญมา ท่านก็ไม่พูด ท่านว่า “ท่านจะพูดแค่นั้นล่ะทีนี้ ทีนี้เวลามรณภาพไปลูกศิษย์ลูกหาก็แต่งเพิ่มเติมเข้าไป” เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าอยู่องค์ไหนๆ องค์ไหนๆ ก็เหมือนกัน จะแต่งไปอย่างนั้นหมด”
จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สําหรับศิษย์บางคนที่มีนิสัยการภาวนาในแบบที่ท่านเรียกกันว่า “โลดโผน” ออกรู้โน่น รู้นี่ ท่านจะตักเตือนเป็นพิเศษ มิให้หลงฟั่นเฝือไปในสิ่งที่ออกรู้นั้น “ตามไปจะเป็นบ้า” แต่ท่านก็ไม่ปฏิเสธ บอกว่า ถ้าเขามีนิสัยวาสนาอบรมอย่างนี้มาเก่า (มีนิสัยมาแต่ชาติก่อนๆ) มันก็เป็นอย่างนี้ อย่าให้หลง อย่าให้ติดก็แล้วกัน วิชาพวกนี้มีได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ
ศิษย์ผู้ภาวนา “รู้” มานี้ บางครั้งเมื่อภาวนาไป ทราบถึงเรื่องภพเรื่องชาติของครูบาอาจารย์เข้า ก็กราบเรียนเล่าเรื่องถวาย เพื่อสอบทานการภาวนาของตน กรณีเช่นนี้บางทีท่านก็ยอมรับ ท่านว่าเขารู้อยู่แล้ว
ท่านเคยอธิบายว่า การภาวนานั้น บางคนทําไปมันจะปรากฏขึ้นเอง เห็นตัวเราเคยเกิดเป็นอะไร เป็นสัตว์ เป็นเสือ เป็นช้าง เป็นกษัตริย์ อยู่ที่โน่นที่นี่ เมื่อรู้แล้วก็เท่านั้น มันจะจริงหรือไม่จริงก็ช่างมัน ถ้าจริงก็นึกแต่ว่า นี่แหละความไม่เที่ยง เกิดเป็นกษัตริย์แล้วก็กลับเป็นสัตว์เดรัจฉานได้น่าสลดสังเวชอย่างยิ่ง ให้นึกรังเกียจกลัวภพกลัวชาติที่จะต้องเวียนมาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาตายอีก
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้ว ที่เราตายไปนั้นกระดูกกองเป็นภูเขาเลากา ที่เราเคยร้องไห้เช็ดนํ้าตามานั้นมากกว่านํ้าในมหาสมุทรอีก เรายังอยากจะกลับไปเช็ดนํ้าตาอีกหรือ ? ให้นึกอย่างนั้น ไม่ใช่พอ “รู้” เข้า ก็ไปนึก โอ๊ะ ! เราเคยเป็นกษัตริย์ เคยเป็นจักรพรรดิเชียวนะ เรานี่เก่ง เรานี่ยอดหลงเพ้ออยู่กับอดีต อย่างนั้นบ้าแล้ว”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองหยอกล้อท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทองหยอกล้อกับท่านพระอาจารย์จวน ไว้ดังนี้
“ท่านขี้เล่น พอปีนั้นหลวงพ่อวัน หลวงพ่อจวนท่านไปอินเดีย ไปอินเดียทีแรกว่าจะจําพรรษาที่อินเดีย เตรียมบริขารไปนะหลวงพ่อจวน ไปแล้วมันไม่เหมือนที่คิด กลับตาลปัตร กลับมา พอดีคุณหญิงสุรีพันธุ์ก็เลยทําผ้าป่ามาที่วัดป่าแก้วฯ (ที่ศาลาหลังเก่า) แล้วนิมนต์หลวงพ่อวัน หลวงพ่อจวนมาที่วัดป่าแก้วฯ มาทอดผ้าป่า พอดี (เป็นช่วงบ่าย) หลวงพ่อสิงห์ทองท่านก็พูดหยอกล้อกันถามให้ทีแรกก็คุณหญิงสุรีพันธุ์ถามก่อน “ท่านอาจารย์ไปที่อินเดียได้อะไรมาฝากลูกศิษย์ลูกหาบ้าง ?”
หลวงพ่อจวน ท่านเคี้ยวหมากนะ เฉย กําลังเคี้ยวหมากอยู่ ยังไม่ได้พูดนะ หลวงพ่อสิงห์ทองแซงพูดขึ้นมาก่อน “เฮ้ย ! ท่านจะได้อะไร ท่านก็ได้หัวล้านท่านน่ะ” นั่งติดกันนะทั้งสาม หลวงพ่อวัน หลวงพ่อจวนนั่งก่อน หลวงพ่อสิงห์ทองนั่งถัดมา
เอามือลูบ หลวงพ่อสิงห์ทองนะเอามือลูบหัวล้านหลวงปู่จวน หลวงปู่จวนเฉย ไม่มีปฏิกิริยา ไม่มีอะไร ไม่ดุไม่ด่า เฉย คนมองดูขํา อดหัวเราะไม่ได้ โอ้ ! ท่านหยอกล้อกันต่อหน้าโยมอยู่ในศาลา อาตมาก็เห็น โอ้โฮย ! ตอนผ้าป่า แต่หลวงพ่อวันก็ลงมานะ หลวงพ่อวันท่านเฉย หลวงพ่อสิงห์ทองท่านก็… แต่ว่าหลวงพ่อจวนอุปัชฌาย์เดียวกันก็เลย ท่านล้อเล่นกันนะ ทีแรกก็ไม่เคยเห็น ได้ยินแต่ว่าสององค์นี้ท่านหยอกล้อกัน”
ภาค ๙ ปัจฉิมวัย ท่านสงเคราะห์โลก
ท่านสงเคราะห์ญาติพี่น้องโดยให้ทํางานก่อนจึงให้เงิน
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านไม่ได้กลับไปเยี่ยมญาติพี่น้อง ท่านไม่ไปนะ มีแต่ญาติพี่น้องมาหามาขอเงิน ท่านก็ให้ถางป่าอ้อมภูทอกก่อน “ให้ทํางานก่อน” ท่านว่า ท่านบอก “ไม่ได้ ถ้ามาขอ เอาให้ก็ไม่ได้ญาติโยมเขาติฉินนินทา” ก็พี่น้องแท้ๆ มาทีละ ๒ คน เป็นผู้ชายทั้งสอง จําไม่ได้พี่ชายหรือน้องชายมาขอ ท่านก็ว่า “ไม่ได้ ให้ทํางานก่อน” เขามาขอทุกปี ท่านก็ให้ทํางานก่อน ถางป่า ทํางานอยู่ ๒ – ๓ วันนั่นแหละ ท่านก็ให้ไป ถ้าว่าสมัยก่อนก็ไม่มีเท่าไหร่นะ ให้ทีละ ๕๐๐ หรือ ๑,๐๐๐ นี่ล่ะ ประมาณนั้น สมัยก่อนมันไม่มีเงินนี่
หลวงปู่จวนท่านไม่กลับบ้านน่ะ โยมพ่อโยมแม่ไม่มีแล้ว มีแต่ญาติพี่น้อง มีคราวหนึ่งหลวงปู่ไปทอดผ้าป่าที่วัดบ้านเกิด มีหมอประพักตร์ติดตามไปด้วย”
เรื่องท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ไปทอดผ้าป่าที่วัดบ้านเกิด ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ทอดก็ทอดให้วัดเจริญจิต ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นวัดมหานิกาย วัดป่ายังไม่มี วัดป่าเพิ่งมีทีหลังนี้พระประธานองค์ใหญ่ในโบสถ์นี่ คือเอาไปให้ทีหลัง ถ้าเป็นองค์เก่าที่ท่านสร้างไม่ใหญ่นะ คือท่านศรัทธา ท่านสร้างพระ ปัจจัยที่สร้างท่านได้มาจากการทํางาน เขาอาจจะทําใหม่แล้วนะ เอาองค์ใหม่แทน อันเก่านี่เขาบูรณะโบสถ์ใหม่แล้วไง องค์ใหม่นี่ใหญ่ แต่ไม่ใช่หลวงปู่จวนสร้าง”
ต่อมาที่หมู่บ้านเหล่ามันแกว มีการสร้างวัดป่ากุลเชฏโฐ เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์จวนไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สมัยนั้นภูทอกบวชไม่ได้ หลวงปู่จวนท่านไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์ พออาตมาบวชพระแล้วได้สวดกฐินเลยปีนั้น พระไม่ครบเลยได้สวดกฐิน ออกพรรษาบวชเสร็จแล้วก็ได้มาสวดกฐินองค์ที่สี่ เริ่มบวชตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ไม่ได้พรรษา แต่ได้สวดกฐินปีนั้น อาตมาได้สวดกฐินแสดงว่าพระน้อย อาตมาสวดองค์ที่สี่ จริงๆ แล้วสวดกฐินมันมีสอง แล้วก็อุปโลกน์รวมเป็นสี่ อาตมาก็อยู่องค์ที่สี่ที่สวด ปีนั้นพระที่อยู่จําพรรษากับหลวงปู่จวน มีท่านอาจารย์แยง ท่านอาจารย์วา ท่านอาจารย์พวน แล้วอาจารย์ด้วยหนึ่งองค์ แต่ปีนั้นพระไม่ค่อยเยอะหรอก”
กรณีท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ เนื่องจากท่านดําเนินตามปฏิปทาของพ่อแม่ครูอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วท่านไม่รับเป็นพระอุปัชฌาย์ สาเหตุ คือ พ่อแม่ครูอาจารย์แต่ละองค์ ท่านมีภาระหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนพระ เณร ตลอดฆราวาสอันเป็นงานหนักอยู่แล้ว และเพื่อให้พระในวัดได้ปฏิบัติภาวนากันอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมีภาระเพิ่ม
ท่านดุสอนพระให้ประหยัดนํ้า
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านดุพระนั้น หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ว่า “ท่านก็ดุมานานแล้วล่ะ” เรื่องเล่าท่านพระอาจารย์จวนดุสอนพระให้ประหยัดนํ้าโดยเอากานํ้าเขกหัวพระศิษย์ เป็นเหตุการณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“มีอยู่ปีหนึ่งช่วงหน้าแล้งนี่ แต่ก่อนมันไม่มีนํ้าขวดนํ้าอะไรนะ พวกเป๊ปซ่งเป๊ปซี่นี่ไม่ได้กินนะ นอกจากนานๆ จะมีครั้งหนึ่ง ทีนี้พวกนํ้าดื่มนี่แต่ก่อนมันจะใช้นํ้าฝน ก็ใช้กาแบบไอ้เป็นหูน่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านบอกว่า “พอเข้าหน้าแล้งนี่ให้ประหยัดนํ้านะ” ประหยัดนํ้า “เวลารองนํ้าใส่กาอย่าให้มันล้น ใช้แล้วให้มันหมดพอดี”
ทีนี้พอวันที่หนึ่งท่านยกก็ยังล้นอยู่ วันที่สองก็ล้น วันที่สามก็ล้นอยู่ วันที่สี่ก็ยังล้นอยู่ ก็ยังทําเหมือนเดิมนะ ไม่ปรับปรุงที่ท่านบอก ท่านว่า “สอนไม่จํา” ท่านก็เอามือข้างหนึ่งจับหัว แล้วอีกข้างหนึ่งเอากาโขกหัวเลย อาตมาเป็นเณรอยู่ตอนนั้น”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อันนี้เรื่องรองนํ้า ถ้าใครเหลือท่านก็ต้องเอากานั้น ปัง ! ปังนั้นแหละ แต่ละองค์น่ะใครเหลือ ท่านตรวจกานํ้าทีละองค์ ทีละองค์ ถ้าใครเหลือ พวกไหนที่ไม่รู้จักประมาณ องค์ไหนที่เหลือก็โดนนั่นแหละ ถ้าองค์ไหนหมดก็ผ่านไป ท่านสอนให้ประหยัดให้รู้จักพอดี
จริตนิสัยครูบาอาจารย์แต่ละองค์ก็ไม่เหมือนกันหรอก ท่านอาจารย์จวนท่านดุ ถ้าท่านดุ ดุมันก็ดุว่ากล่าวนี่แหละ ไม่ใช่ว่าดุร้ายอะไร ดุในทางที่ดีให้ถูกต้อง เออ ! ก็ดุ แต่เรื่องไล่พระ ปกติไม่เคยมีนะ ท่านปกครองพระ เณร แม่ชี อย่างเป็นธรรม ท่านดุด่าตรงๆ ถ้าใครทําไม่ถูก ถ้าใครทําผิด ท่านก็ต้องบอกกล่าว บอกตรงๆ เลยต่อหน้าญาติโยม”
ท่านสอนให้ละทิฏฐิมานะ ถ้าสึกไปแล้วจะไปทําอะไร
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เมื่อท่านเมตตาดุด่าสอนพระศิษย์อย่างตรงไปตรงมา ทําให้มีพระศิษย์หลายๆ องค์ที่ถูกท่านดุด่า คิดน้อยอกน้อยใจและคิดอยากสึกออกไปก็มี พอตอนคํ่าทําวัตรสวดมนต์เสร็จ ท่านก็เมตตาเทศน์ไปอีกอย่าง ท่านเทศน์ไปเรื่องทิฏฐิมานะ ท่านสอนเรื่องลดละทิฏฐิมานะ ครูบาอาจารย์บอก ครูบาอาจารย์สอนไม่จําอะไร ท่านสอนให้พระศิษย์ลดละทิฏฐิมานะ จนกระทั่งเทศน์เสร็จ ท่านก็ถามพระศิษย์ว่า “สึกแล้วจะไปทําอะไร ?” ท่านถามไปหมด “สึกไปจะได้แต่งงาน หรือจะไปอะไร ?” คือทําอะไรๆ อย่างนี้ ท่านถามหมดล่ะ ถามทุกองค์ คือท่านจะเมตตาสอนทุกองค์
ท่านพระอาจารย์จวน ท่านบอกที่ท่านดุด่า “ท่านด่ากิเลส” ท่านว่าอย่างนี้ “ท่านด่ากิเลสท่านไม่ได้ด่าความดี” ท่านว่าต่อ “ท่านด่ากิเลส ท่านด่ากิเลสตัณหามานะทิฏฐิ” หากพระศิษย์ฟังแล้วยังไม่ยอมลง ยังไม่ลดละทิฏฐิมานะ ท่านก็เทศน์อีก เทศน์จนหนัก ท่านเทศน์ยํ้าตลอดทุกวัน เป็นอาทิตย์ พระองค์ที่ยอมลง มันค่อยสงบไป สุดท้ายก็ครองสมณเพศได้ตลอด สําหรับพระองค์ที่ยังไม่ลดละทิฏฐิมานะทนที่ท่านเทศน์สอนไม่ไหว สึกออกไปก็มี
ท่านสั่งทําห้องนํ้าชั่วคราวรองรับคณะกฐินกรุงเทพฯ
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จนปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ปีที่หลวงปู่จวนมรณภาพ พวกสุรีพันธุ์นี่แหละจองกฐินหลวงปู่จวนท่านสั่งพระเณรทําห้องนํ้าชั่วคราว ชาวบ้านช่วยทําด้วยล่ะ ห้องนํ้าถาวรที่ภูทอก สมัยอาตมาอยู่มันก็ยังไม่มากดอก มีไม่กี่ห้อง ออกพรรษาเนาะ ตอนกฐินก็ทําห้องนํ้าเพิ่มแล้วเนาะ โอ๊ !มันก็ไม่มากเท่าไหร่ โอ้ ! ใกล้จัดงานกฐินแล้วก็ทําห้องนํ้าชั่วคราว ทํารองรับแค่นั้นประมาณ ๒๐ หรือ ๓๐ ห้องนี่ล่ะ ไว้อาบนํ้า ขับถ่าย พองานเสร็จแล้วก็กลบ ห้องนํ้าชั่วคราวทํารองรับกฐินทุกปี หลังออกพรรษาปุ๊บก็เริ่มทํา หลวงปู่จวนท่านก็บอกแต่ว่า “ให้ทําห้องนํ้าต้อนรับญาติโยม” แค่นั้นล่ะ สมัยนั้นจองกฐินนะมีแต่พวกกรุงเทพฯ ถ้าไม่มีพวกกรุงเทพฯ แล้วก็แล้วล่ะ ก็ไม่มี เพราะว่าชาวบ้านแถวนี้มันไม่มีกําลัง
สมัยก่อนมันไม่มีอย่างทุกวันนี้เนาะ อะไรๆ ก็ไม่มีเนาะ มีแต่สวนมัน มันก็ยังไม่ก่น (ขุด) เอ้า ! เรียกชาวบ้านเขามารุมกัน รุมทําห้องนํ้า เสร็จแล้วมันก็ไม่มีห้องนํ้า อย่างทุกวันนี้เรียกชาวบ้านไม่ได้แล้ว เขากรีดยางอะไรต่ออะไร ยางยังไม่มีนะสมัยก่อน มีแต่มันอย่างเดียวนะ”
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งคณะคุณสุรีพันธุ์มาทอดกฐินที่ภูทอกเป็นปีแรก จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๒ จะมีท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร มาร่วมงานด้วยจนกลายเป็นประเพณี ท่านทั้งสามองค์จะเมตตามาร่วมในงานกฐินภูทอกเสมอๆ
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เสด็จพระราชดําเนินกราบนมัสการท่านพระอาจารย์จวนครั้งแรก
วันอังคารที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินกราบนมัสการท่านพระอาจารย์จวน ณ ปะรําพิธีรับเสด็จบ้านนาต้อง ซึ่งทางการได้จัดเตรียมไว้ ดังนี้
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ จากภูพานราชนิเวศน์ ไปทอดพระเนตรโครงการชลประทานลุ่มนํ้าบางบาดตามพระราชดําริ อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันเป็นอําเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ) และทรงเยี่ยมราษฎรจังหวัดหนองคาย… สมควรแก่เวลา จึงประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินต่อไป
ครั้นเสด็จถึงบ้านนาต้อง ตําบลโคกก่อง อําเภอบึงกาฬ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดําเนินไปทอดพระเนตรบริเวณที่กรมชลประทาน มีโครงการจะสร้างเขื่อนดินปิดกั้นห้วยนาต้อง เพื่อเก็บกักนํ้าไว้ในอ่างเก็บนํ้าหลังตัวเขื่อน ซึ่งจะมีความจุประมาณ ๒.๒ ล้านลูกบาศก์เมตร และจะมีพื้นที่อ่างเก็บนํ้าประมาณ ๔๓๒ ไร่ สําหรับระบบส่งนํ้า กรมชลประทานจะกําหนดขนาดและแนวคลองส่งนํ้า โดยราษฎรจะต้องร่วมมือกันขุดเอง โครงการนี้จะสามารถส่งนํ้าให้พื้นที่เพาะปลูกได้ ประมาณ ๗๐๐ ไร่ ได้ตลอดปี ซึ่งรวมถึงนํ้าเพื่ออุปโภคบริโภคสําหรับราษฎรบ้านนาต้องด้วย จากนั้นทรงพระราชดําเนินไปทรงสมทบกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ซึ่งทรงเยี่ยมราษฎรจากอําเภอบึงกาฬและอําเภอใกล้เคียง ได้ทรงพระราชปฏิสันถารและพระปฏิสันถารกับราษฎรเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดํารัสกับพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ แห่งวัดภูทอก (วัดเจติยาคิรีวิหาร) ทรงถวายยาชุดและผ้าห่มแก่พระอาจารย์จวนด้วย เสร็จแล้วจึงประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินกลับ ถึงภูพานราชนิเวศน์ เมื่อเวลา ๑๘.๒๐ น.
ในการเสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมราษฎร ณ บ้านนาต้อง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้หน่วยแพทย์หลวงเดินทางล่วงหน้ามาตั้งหน่วยทําการตรวจรักษาและแจกจ่ายยาแก่ราษฎรผู้ป่วยเจ็บ ตลอดจนพระราชทานเสื้อกันหนาวและผ้าห่มแก่ราษฎรและเด็กนักเรียนบ้านนาต้องด้วย”
การเสด็จในครั้งนั้น คุณหญิงสุรีพันธุ์และคณะได้นําพระธรรมจักร และ จัดชุดยากําลังเสือโคร่งถวายท่านอาจารย์จวนเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย
พระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงปฏิสันถารและมีพระราชดํารัสทางธรรมะกับท่านพระอาจารย์จวนนั้นอ่อนโยนและงดงามยิ่งนัก ทรงคุกพระชานุอยู่ตลอดเวลาเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง ส่วนท่านพระอาจารย์จวนก็ก้มกายลงมาสนทนาธรรมด้วยความเมตตายิ่งนัก เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ควรจดจํา เป็นภาพขวัญตาขวัญใจแก่ผู้ที่ได้อยู่เข้าเฝ้าในที่นั้น และเป็นภาพที่ควรกราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล
หลังจากการเสด็จพระราชดําเนินในครั้งนั้น ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สํานักพระราชวังมีฎีกานิมนต์ให้ท่านพระอาจารย์จวนไปในงานพระราชพิธีโอกาสต่างๆ อยู่เป็นปกติ ท่านก็รับนิมนต์ไปในงานพระราชพิธีได้ ๒ – ๓ ครั้ง ก็บอกไม่รับนิมนต์ ให้ศิษย์บอกทางสํานักพระราชวัง ขอให้เปลี่ยนไปนิมนต์ครูบาอาจารย์องค์อื่นบ้าง ท่านกล่าวว่า “ครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่กว่าอาตมามีอีกมากควรจะหมุนเวียนไป จะได้ทรงคุ้นเคยกับพระทุกองค์ และราษฎรแถวนั้นเขาก็จะได้ชื่นใจ ทําให้ความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินแน่นแฟ้นขึ้น อาตมาไม่ต้องนิมนต์หรอก อยู่ที่วัดก็ทําถวายได้ และทําถวายเป็นประจําอยู่แล้ว”
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เล่าอุบายไม่รับนิมนต์ของท่านพระอาจารย์จวนไว้ดังนี้
“อุบายของท่านบอกกับในหลวง ท่านชราอายุใกล้ ๖๐ ตอนนั้นภูเขามันก็ลื่น บันไดมันอาจจะขึ้นลงยากก็ได้ แล้วท่านก็คิดว่า เอ้ ! ทางวังนิมนต์บ่อยๆ จะมีปัญหา ถึงเวลาก็อยากเข้าไป ถึงเวลาก็อยากเข้าไป เป็นอุบายบอกคล้ายๆ ว่า นิมนต์ ๓ ครั้งก็ไปสักครั้งหนึ่ง แต่คําอ้างของท่านก็คือมันลื่น พระแก่ลงยาก”
ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งนํ้า โครงการพระราชดําริส่วนพระองค์ส่วนใหญ่จึงเกี่ยวกับเรื่องแหล่งนํ้าเป็นสําคัญ ฉะนั้น การเสด็จพระราชดําเนินเยือนพสกนิกรในครั้งนี้ ซึ่งอยู่ในถิ่นทุรกันดารแห้งแล้ง พระองค์จึงมีพระราชปรารภจะให้จัดสร้างอ่างเก็บนํ้า เพื่อช่วยเหลือบรรเทาให้ราษฎรมีนํ้าไว้ใช้ในการเกษตรและในการอุปโภคบริโภค ท่านพระอาจารย์จวนก็อนุโมทนาในพระราชดํารินั้น ทั้งท่านก็มีเมตตาสงเคราะห์ช่วยเหลือญาติโยมอันเป็นอริยประเพณีของศาสนทายาท และท่านก็เล็งเห็นความสําคัญและประโยชน์ของนํ้าว่า มีความจําเป็นต่อการดํารงชีวิตความเป็นอยู่ ท่านจึงตั้งต้นคิดทําฝายและอ่างเก็บนํ้าโดยรอบวัดภูทอก
สร้างอ่างเก็บนํ้าตามพระราชดําริ
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านว่า “ในหลวงท่านจะช่วยราษฎรได้หมดทุกแห่งได้อย่างไร เราก็ต้องช่วยตัวเองกันก่อนล่ะ” แล้วท่านก็เริ่มด้วยการสร้างถนนเชื่อมจากภูทอกน้อยไปภูทอกใหญ่ ให้เป็นคันฝายอ่างเก็บนํ้าไปในตัว รวมทั้งได้จัดทําฝายเก็บนํ้าเล็กๆ ให้ในหมู่บ้านและโรงเรียนด้วยรวมเป็น ๖ แห่งด้วยกัน สิ้นเงินไปหลายแสนบาท โดยใช้เงินจากกฐิน ผ้าป่า โดยเฉพาะคณะของคุณสุรีพันธุ์และคณะต่างๆ นํามาทอดถวาย ไม่แต่เงินจากกฐิน ผ้าป่า แม้เงินพระราชทานก็เช่นเดียวกัน พอท่านไปฉันในวัง ในหลวงพระราชทานมา ท่านก็สั่งจ่ายเป็นค่าแทรกเตอร์หมด ท่านว่า “เงินของท่านก็ทําบุญให้ท่าน ความจริงแผ่นดินนี้เป็นของท่าน ราษฎรก็ของท่าน ก็เอาเงินของท่าน ทําให้แผ่นดินของท่าน ทําให้ราษฎรของท่าน”
ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ช่วงหน้าแล้งปี พ.ศ. ๒๕๒๑ หลวงปู่จวนท่านจ้างรถจ้างอะไรมาทํา ตัดทางรอบภูทอกน้อยไปภูทอกใหญ่ก็ทําเต็มที่แบบว่าไม่ให้ชาวบ้านเขารุกลํ้าเข้ามา ลักษณะท่านจะเอานํ้าด้วย จะเอาฝายด้วย พอฝนตกงวดแรก ฝายก็ต้านนํ้าป่าไม่อยู่ มันขาดพังไปเลย กลางคืนก็ไปเลย ไปกับนํ้าป่า”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อ่างเก็บนํ้าวัดภูทอกเริ่มแรกจริงๆ ท่านอาจารย์จวนท่านเริ่มก่อน ก็มีคนเสนอรายงานเข้าไป พอในหลวงทราบก็พระราชทานเงินมา ท่านมาดูเสียก่อนว่า เขาทําสําเร็จไหม ตามความประสงค์ไหม ? อ่างเก็บนํ้าเป็นแหล่งนํ้าเพื่อการเกษตร อุปโภค บริโภค ทําให้ชาวบ้าน
ท่านอาจารย์จวนท่านมองการณ์ไกล อ่างเก็บนํ้า โอย ! ลึกนะ ลึกมากๆ เลย อู๋ย ! ประมาณไม่ได้หรอก มันเป็นคลองนํ้าเก่าที่ภูทอกใหญ่ ภูทอกน้อย มันไหลมารวมกันที่เดียวตรงนั้น มันลึกและ กว้างมากๆ มันเป็นแอ่งลงมาอย่างนี้ งบประมาณนี่ไม่รู้เหมือนกันนะต้องใช้เงินมาก ในหลวงท่านพระราชทาน ญาติโยมแถวนี้ก็ไม่ค่อยมีเงินมีทองหรอก ช่วงนั้นคุณหญิงสุรีพันธุ์ก็เข้ามาช่วย ชาวบ้านไม่ทํา จ้างผู้รับเหมาทํา รถเกรดนี่ ผู้รับเหมาเขาหามาเอง เขาคนทําทาง เขาหาเอง โอ้โห ! อุปกรณ์ขุดเยอะล่ะเนอะ
อ่างเก็บนํ้านี่น้อยคนจะรู้รายละเอียด เพราะไม่มีใครเคยพูด ไม่มีใครเคยถาม ป้ายอ่างเก็บนํ้ามีแต่ก่อน ถ้าไม่มีนํ้า โอ ! มันก็อยู่ไม่ได้แล้ว นํ้าเป็นปัจจัยสําคัญ พอมีอ่างเก็บนํ้า นํ้าไม่ขาดมีตลอด หน้าแล้งหน้าฝนมีตลอด ส่วนดินที่ขุด เขามาถมอยู่ที่ท้ายๆ หมู่บ้านนาคําแคน ชาวบ้านเขาก็ได้สระนํ้าด้วย เขาก็มีนํ้าใช้ตรงนั้นอีกด้วย”
เมื่อมีนํ้าอุดมสมบูรณ์แล้ว ข้าวในนาก็เจริญงอกงาม ชาวบ้านที่ได้รับแจกเมล็ดพันธุ์ผักจากท่านพระอาจารย์จวน ซึ่งมีลูกศิษย์นํามาถวาย ก็เริ่มปลูกผักเป็นอาหารประจําวัน ปลูกกันทั่วทั้งหมู่บ้าน และนํามาจําหน่ายเป็นรายได้ ต่อมาความเป็นอยู่ของหมู่บ้านโดยรอบภูทอกก็ค่อยๆ ดีขึ้น คุณภาพชีวิตของชาวบ้านก็ดีขึ้น ท่านเล่าว่า “เดี๋ยวนี้แถบนี้ รู้จักกินผักแล้ว เด็กๆ จะได้มีอนามัยดี แข็งแรง” ท่านกําลังมีโครงการว่า ถ้ามีอ่างเก็บนํ้ามากขึ้น การเพาะปลูกก็จะดีขึ้น ดินแถวนี้โดยเฉพาะแถบใกล้สะแนนยังอุดมอยู่ ถ้าได้แนะให้เขาปลูกพืชผลที่มีราคา เช่น ลิ้นจี่ ลําไย น้อยหน่า ก็คงจะช่วยให้มีรายได้ดีขึ้น “พวกเขาเป็นคนน่าสงสาร ขยัน แต่ไม่มีความรู้ว่าจะทําอย่างไร เราต้องช่วยเขา พวกเราชาวกรุงนั่นแหละต้องช่วยเหลือเจือจาน แนะนําเขา”
การอุปัฏฐากหลวงปู่จวนคราวอาพาธปี พ.ศ. ๒๕๒๐
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนมาอยู่ภูทอกนี่ก็มีอาการป่วยไข้มาลาเรียอยู่ แต่ก็ไม่ร้ายแรง ไม่หนักเหมือนสมัยอยู่ถํ้าจันทน์ อาการมันก็ปวดหัว หนาว ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยไปตามร่างกาย เป็นช่วงตอนบ่ายๆ โอ๋ย ! ป่าไม้ แต่ก่อนภูทอกไม่ต้องไปพูดถึงหรอก ในการขบฉัน ภูทอกมันก็พอได้เยียวยานั่นแหละ อาหารก็พอประทังชีวิต แม่ชีรู้ก็จะทําข้าวต้มร้อนๆ ถวายให้อยู่ โอ้ ! ภูทอกแต่ก่อนมันกันดารมากท่านเป็นตอนที่อาตมาเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ยังเป็นอยู่ แล้วก็ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ก็เริ่มหายแล้ว
โกโก้ก็ท่านก็ฉันปกติธรรมดา ชงถ้วยแก้วหูธรรมดานี่แหละ ท่านไม่เอากาแฟ ชงธรรมดา ไม่มีกาแฟหรอก ท่านไม่ฉันหรอก ก็ชงธรรมดานี่แหละ ไม่มีกาแฟ ท่านไม่ฉันกาแฟ ฉันธรรมดา ตอนที่ท่านป่วย อาตมาก็อุปัฏฐากท่านปกติ สรงนํ้าเสร็จ ท่านก็ไปเดินจงกรมของท่าน ปานะก็หลังสรงนํ้าเสร็จนั่นแหละ ประมาณ ๖ โมงเย็นก่อนทําวัตร ก็ชงโกโก้ถวายท่าน ตอนอาพาธก็ฉันโกโก้นี่แหละเป็นหลัก ชงไม่หวานมาก มีรสหวานนิดหนึ่ง ท่านไม่ชอบหวาน โกโก้ก็ประมาณช้อนเล็กๆ ๑ ช้อนชา แล้วนํ้าตาลก็ประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ ก็ใส่เกลือนิดหนึ่ง ใส่เกลือทุกครั้ง นํ้ายาเสือโคร่งนั่นแหละเป็นหลัก อันนี้ขาดไม่ได้”
ท่านสงเคราะห์พระและชาวบ้าน
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนที่อาตมาอยู่จําพรรษานี่ พระก็สิบกว่าองค์ ก็มีบวชเรื่อยๆ แต่ละปีก็มีลูกหลานบริเวณใกล้เคียงมาบวช หลวงปู่จวนท่านก็สงเคราะห์บวชให้ พระเณรก็ประมาณนี้แหละ ๑๕ – ๑๖ องค์ช่วงหลังสิบกว่าองค์ตลอด
หลวงปู่จวนท่านสงเคราะห์สิ่งของ ถ้ามีมาท่านก็แจกชาวบ้าน ท่านจัดถุงยังชีพไปมอบก็มีอยู่นะ มีทําอยู่ ท่านสงเคราะห์ก็ทั่วๆ ไปล่ะนะ คนไหนยากจนท่านก็สงเคราะห์ ส่วนสงเคราะห์ความรู้และเมล็ดพันธุ์พืชที่ช่วยเหลือชาวบ้านไม่ค่อยมีนะ
เรื่องของอาชีพ ยาเสือโคร่งนี้เป็นผลงาน เป็นฝีมือหลวงปู่จวน โอ้ ! แต่ก่อนมันเยอะนะ บริเวณภูทอกนี้ โอ้โฮ้ ! เยอะจริงๆ แต่ก่อนมันก็ไม่ได้เป็นสินค้า ท่านก็แนะนําให้ชาวบ้านเอามาขาย ทําเป็นถุงเป็นมัด ตากแห้ง ให้มันแห้งซะก่อน เสร็จแล้วก็มาใส่ถุง โยมเขามาเที่ยวแล้วเขาก็ซื้อ ก็เอาไปต้มดื่มกัน บางคนก็ถูกกับโรค เขาก็มาซื้อก็เลยกลายเป็นสินค้า
ตอนนี้หน้าวัดภูทอกเป็นสมุนไพรแหล่งใหญ่ส่งขายทั่วประเทศ มีสมุนไพรครบทุกอย่าง ถ้าจะเอาสมุนไพรต้องไปที่บ้านนาคําแคน ทั้งสดทั้งแห้ง จากใบเสือโคร่งที่แทบจะไม่มีค่ากลายเป็นสินค้า โอ้ ! ทุกวันนี้หายากด้วย
รายได้ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน โอ้โฮ้ ! ดีขึ้น โอ้ ! แต่ก่อนมันลําบากจริงๆ พวกผลผลิตเกษตรโยมเขาก็ทํากัน เขาก็ไม่ได้ทําอะไรมากมายหรอก ทําพอได้อยู่ได้กินของเขานั่นแหละ”
มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ท่านร่วมงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร พระศิษย์อาวุโสองค์สําคัญองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และประเทศชาติ ทางวัดได้บรรจุศพหลวงปู่ฝั้นไว้เพื่อรอพิธีพระราชทานเพลิงศพ โดยมีหมายกําหนดการพระราชทานเพลิงศพขึ้นในวันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๑ ซึ่งในระหว่างนี้จะมีครูบาอาจารย์ในวงกรรมฐานเดินทางไปร่วมงานกันเป็นจํานวนมาก เพื่อช่วยกันตระเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพ อันเป็นการแสดงออกถึงพลังความสามัคคีธรรมของหมู่คณะที่มีความเคารพสนิทสนมกลมเกลียวกัน
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเป็นครูบาอาจารย์สําคัญอีกองค์หนึ่งที่ได้ไปร่วมงานศพหลวงปู่ฝั้น ในหลายวาระ ทางวัดได้กราบอาราธนานิมนต์ให้ท่านเป็นองค์แสดงธรรม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ท่านเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งที่วงกรรมฐานให้การยอมรับในเรื่องคุณธรรม และเมื่อถึงวันงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านพร้อมด้วยครูบาพวน ชุตินฺธโร พระอุปัฏฐาก ไปร่วมงานสําคัญในครั้งนี้จนเสร็จพิธี โดยได้ไปฉันจังหันเช้าที่วัดป่าอุดมสมพรด้วย พ่อสีซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากได้ขับรถพาท่านไปงาน
อนึ่ง งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นงานใหญ่งานสําคัญระดับประเทศ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จในงานครั้งนี้ ส่วนพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายคันถธุระที่ไปร่วมงาน ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราชฯ (วัดราชบพิธฯ) สมเด็จพระญาณสังวร (วัดบวรนิเวศวิหาร) และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วัดราชผาติการาม) พระพุทธพจนวราภรณ์ (วัดราชบพิธฯ) พระพรหมมุนี(วัดนรนาถฯ) ฯลฯ ส่วนพระคณาจารย์รูปสําคัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ไปร่วมงานครั้งนี้มี หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม (สุรินทร์) หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม วัดสิริสาลวัน (หนองบัวลําภู) หลวงปู่เทสก์เทสฺรํสี วัดหินหมากเป้ง (หนองคาย) หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม (อุดรธานี)พระอาจารย์สาม อกิญฺจโน วัดไตรวิเวก (สุรินทร์) หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถํ้าผาปล่อง (เชียงใหม่) หลวงปู่ซามา อจุตฺโต วัดป่าอัมพวัน (เลย) พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด (อุดรธานี) หลวงปู่มหาเขียน ฐิตสีโล วัดป่ารังสีปาลิวัน (กาฬสินธุ์) พระอาจารย์วัน อุตฺตโมวัดถํ้าอภัยดํารงธรรม (สกลนคร) พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (หนองคาย)พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล (สกลนคร) ฯลฯ
ท่านสร้างกุฏิรับรองสมเด็จพระสังฆราชในงานฉลองพระอุโบสถวัดภูกระแต
งานฉลองพระอุโบสถวัดป่าสามัคคีอุปถัมภ์ หรือ วัดภูกระแต เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นงานสําคัญของทางวัด ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ นอกจากท่านได้เป็นกําลังหลักสําคัญช่วยเหลือหลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ในการสร้างพระอุโบสถแล้ว ท่านยังได้สร้างกุฏิรับรองสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธฯ ซึ่งเสด็จทรงเป็นองค์ประธาน กุฏิรับรองหลังนั้นต่อมาหลวงปู่ทองพูลได้เข้าอยู่จวบจนก่อนวันมรณภาพ โดยท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แต่ก่อนกุฏิหลวงปู่ทองพูลหลังเก่า สร้างเป็นกุฏิรับรองสมเด็จพระสังฆราช ในงานฉลองโบสถ์วัดภูกระแต อันนี้ก็พระเณรนี่แหละไปช่วยหาไม้ อาตมาก็ได้ไปหาไม้อยู่แถวบ้านนาป่าน แถวใกล้ๆ กับวัดภูกระแตนั่นแหละ แต่ก่อนนั้นโยมก็บริจาคไม้นั่นมาสร้าง ทีนี้เราก็ต้องไปหารถ พระเณรก็ต้องไปช่วยกันยกขึ้น ยกไปตัด เขาบริจาคไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ไม้อะไรก็แล้วแต่ ที่โยมเขาบริจาคมาร่วมสร้างน่ะ ก็พระเณรเรานี่แหละไปช่วย ก็มีหลวงปู่สมภาร หลวงปู่อุดม พระผู้ใหญ่ทั้งนั้นที่ไปช่วยกันน่ะ หลวงปู่จวนก็ไปร่วม แรงงานก็บางอย่างก็จ้างเขา บางอย่างโยมเขาก็ร่วมทํา แต่ก่อนมันก็อย่างว่า ปัจจัยมันหายาก ภูกระแตแต่ก่อนผู้คนก็ยังไม่รู้จัก ปัจจัยมันหายาก ไม่มีทุน ทรงกุฏิมันก็คล้ายทรงธรรมดานี่แหละ ยกพื้นสูง แล้วมีชานด้านหน้า มีกั้นเป็นห้องๆ ห้องนํ้าอยู่ข้างบน
สมเด็จพระสังฆราชมาร่วมงานฉลองโบสถ์วัดภูกระแต มาพักชั่วคราว ท่านก็กลับ ไม่ได้พักค้าง กุฏินี้อันนั้นมันหมดสภาพแล้ว มันนาน มันก็ผุ ไม้มันก็หมดสภาพ มันก็ปลวกขึ้น เขารื้อออก และมาทํากุฏิหลังใหม่ นี้ก็ยังไม่เสร็จ พอดีหลวงปู่ทองพูลก็มรณภาพก่อน ใช้เวลาทํานานอยู่นะ บริเวณกุฏิหลังเก่าที่หลวงปู่ทองพูลเคยพัก เขาทําเป็นพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ทองพูล
สมัยนั้นใช้เงินสร้างกุฏิรับรอง ๓๐๐,๐๐๐ บาท สูงมากเลย แต่ก่อนวัดภูกระแต โอ๊ ! มันหาทุนยาก มันหาปัจจัยมาสร้างยากจริงๆ โอ้โห ! ไม่ใช่ธรรมดาเลย หลวงปู่ทองพูลท่านเคยอุปัฏฐากหลวงปู่จวน พอมาตรงนี้หลวงปู่จวนท่านตอบแทนนํ้าใจ มันก็ตอบแทนซึ่งกันและกัน เหตุที่สร้างกุฏิรับรอง คือ สมเด็จพระสังฆราชจะเสด็จ ไม่มีที่รับรองก็เลยไปสร้าง ก่อนฉลองโบสถ์ก็เห็นหลวงปู่ทองพูลมาภูทอกอยู่น่ะ ก็มาหาหลวงปู่จวนเรื่อยๆ อยู่ จะมาคุยเรื่องอะไรก็ไม่รู้แหละ เพราะเราไม่ได้อยู่ด้วย เราจัดที่ต้อนรับ ท่านก็คุยกันเอง เราไม่ได้อยู่ฟังด้วย คงเรื่องสร้างกุฏิรับรอง ทางนั้นก็ไม่ค่อยมีทุนทรัพย์ก็มาพึ่งบารมีหลวงปู่จวน ท่านก็เมตตา ขนาดสร้างโบสถ์ เขาก็ยังออกเหรียญหลวงปู่จวนตั้งหลายรุ่น โบสถ์ถึงจะสําเร็จ”
เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๑ ท่านรับนิมนต์เดินทางไปเมตตาโปรดชาวภาคใต้
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
เมื่อทราบว่า ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านไม่เคยไปภาคใต้ ซึ่งก่อนหน้าท่านกับท่านพระอาจารย์วัน ไปไกลสุดก็หัวหิน ผู้เขียนก็คิดจะนิมนต์ให้ท่านไปชมภูมิประเทศภาคใต้บ้างแต่การจะนิมนต์ตรงๆ เช่นนั้น ไม่มีทางสําเร็จ ท่านจะถามว่า “ไปทําไม ?” ถ้าว่า “ท่านอาจารย์ยังไม่เคยไป” ท่านจะกล่าวว่า “ทําไมจะต้องไป ดินที่นั่นมันไม่ใช่ดิน หินที่นั่นไม่ใช่หินงั้นหรือ ?”
แค่นี้ก็หงายหลังแล้ว
เผอิญระยะนั้น ทางที่ทํางานของผู้เขียนกําลังสร้างเขื่อนบางลาง อยู่ที่ยะลาสุดแดนภาคใต้มีเรื่องโจรผู้ก่อการร้ายคุกคาม นายช่างกําลังตรวจงานถูกโจรจับไปเป็นตัวประกัน ๒ ครั้ง ๓ ครั้งต้องขอความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ ๔ ให้จัดทหารเข้าไปให้ความอารักขาในเขตหัวงาน รถแทรกเตอร์ของบริษัทผู้รับเหมาถูกเผา รถของเราที่จะเข้าไปทํางานทุกวัน ต้องมีรถถังของทหารนําหน้าผู้ปฏิบัติงานขวัญไม่ดี เพราะในบริเวณที่จะต้องเป็นเขตก่อสร้างนั้นเต็มไปด้วยกับระเบิด
ผู้ใหญ่ทางไฟฟ้าฯ เห็นว่า ถ้านิมนต์ท่านอาจารย์วัน และ ท่านอาจารย์จวน ไปแผ่เมตตาเหตุการณ์และขวัญของผู้ปฏิบัติงานคงจะดีขึ้น
นอกจากนั้น ระยะนั้นมีข่าวเรื่องการพยายามจะแบ่งแยกดินแดน ๔ จังหวัดภาคใต้ สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส (มีจังหวัดสตูลด้วย) ผู้เขียนเป็นห่วงสถานการณ์อันน่าหวาดเกรงนั้น จึงเลียบเคียงเรียนปรารภเรื่องปัญหาของการไฟฟ้าฯ และสถานการณ์บ้านเมืองของภาคใต้ให้ท่านฟัง เป็นการเกริ่นนําว่า มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะนิมนต์ครูบาอาจารย์เดินทางไปภาคใต้เพื่อช่วยบ้านเมือง
“เคยได้ยินเรื่องท่านอาจารย์ฝั้นเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์สุวัจน์ (สุวโจ) ท่านเล่าให้ฟัง ว่าท่านอาจารย์ฝั้นเคยช่วยศิษย์ของท่านที่เป็นเจ้าของไร่นา เขาไปร้องไห้รําพันกับท่านอาจารย์ฝั้นว่า ทํานาไม่ได้ผล นาล่มทุกปี พอถึงเวลาข้าวออกรวง ก็จะมีพวกหนอน เพลี้ย ปู มากัดกินต้นข้าว รวงข้าว เสียหายหมด ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยเมตตาด้วย
ท่านอาจารย์ฝั้นท่านสงสารที่เขามาฟูมฟายมากมาย ท่านไปที่นาของเขา ไปยืนกําหนดจิตที่คันนา ปรากฏว่า ปีนั้นนาข้าวของเขาได้ผลดี นํ้าท่าบริบูรณ์ หนอน เพลี้ย ปู มันคลานหนีออกจากที่นาหมด”
“ไม่ทราบว่า ท่านอาจารย์ฝั้นท่านใช้มนต์บทอะไรบริกรรม… เชื่อว่า ถ้าจะใช้วิธีเดียวกันนี้ปรับมาช่วยบ้านเมืองก็ได้นะเจ้าคะ”
ท่านอาจารย์จวนท่านฟังผู้เขียนอารัมภบทมาอย่างอดทน “ช่วยยังไง ?”
“ท่านอาจารย์ฝั้น ท่านทําให้สิ่งไม่ดีต้องออกไปจากผืนนา เราก็ทําให้คนไม่ดี คนคิดการร้าย ออกไปจากแผ่นดินไทยซีเจ้าคะ” แล้วผู้เขียนก็ทําหน้าละห้อย เสริมว่า “รู้เจ้าค่ะ หากจะขอให้ทําให้เขามีอันเป็นไป ก็จะเป็นบาป แต่นี่เพียงแต่ขอให้เขากลับใจ ไม่คิดร้าย หรือร้อนรนกระวนกระวายอยู่ไม่เป็นสุข ต้องออกจากผืนแผ่นดินไทยไปโดยสงบ แบบพวกปู หนอน มันอยู่ไม่ได้ ต้องคลานหนีออกไปจากนาข้าว… ก็น่าจะได้นะเจ้าคะ”
ท่านอาจารย์พยักหน้าช้าๆ ในท่าครุ่นคิด “อืม…ก็น่าจะลองดู”
คุณชัด รัตนราช ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ทราบข่าวก็ดีใจ
“พี่รีบนิมนต์ท่านมาเลยครับ ทางนี้กําลังแย่อยู่ ถ้าได้ทางพระท่านช่วยอีกด้าน ก็คงจะดี”
ตกลงกันว่า ถึงนราธิวาส จะนิมนต์ให้ท่านพักที่จวนผู้ว่าฯ คุณชัดจะจัดการนําทรายจากพระตําหนักทักษิณราชนิเวศน์มาถวายให้ท่านเสก แล้วจะขอ ฮ.จากกองทัพภาคที่ ๔ ให้นําทรายเสกขึ้นโปรยโดยรอบจังหวัด เป็นการปัดเป่าคนไม่ดีออกไปให้หมด โดยอธิษฐานรวมบริเวณจังหวัดที่มีเหตุการณ์ไม่สงบอื่นด้วย
(สําหรับการปฏิบัติการพิเศษที่นราธิวาสนี้ เป็นเรื่องที่ทราบกันเฉพาะท่านอาจารย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด คุณชัด รัตนราช และผู้เขียนเท่านั้น และก็แปลกเหมือนกัน ที่ต่อมาภายหลังเหตุการณ์ทางภาคใต้ก็บังเอิญสงบเรียบร้อยดี)
ผู้เขียนจัดรายการเดินทางถวาย ให้เดินทางเป็นเส้นวงกลม จากกรุงเทพฯ นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร เวลานั้นทางจากชุมพรไปสุราษฎร์ธานียังไม่ตัด…ต้องไปทางระนอง…ภูเก็ต พักวัดหลังศาลา ๒ คืน เช้าวันต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา คุณธานี โรจนลักษณ์ นิมนต์ให้ลงเรือชมอ่าวพังงา และเกาะแก่ง เพื่อแผ่เมตตาให้การท่องเที่ยวในบริเวณนั้นเจริญรุ่งเรือง จังหวัดจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น
จากพังงาก็ไปกระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา พักวัดควนเจดีย์ ต่อไปสตูล ปัตตานี ยะลาเขื่อนบางลาง พักนราธิวาส จากนราธิวาสเลียบชายทะเลกลับมาปัตตานี สงขลา แล้วข้ามทะเลสาบสงขลา ไปทางนครศรีธรรมราช พักสุราษฎร์ธานีคืนหนึ่ง แล้วกลับกรุงเทพฯ
กะรายการให้ท่านอาจารย์ได้ผ่านจังหวัดต่างๆ เกือบทั่ว ด้วยคิดว่า เวลาเดินทางท่านจะเจริญเมตตาอยู่โดยตลอด ดังนั้นทุกบ้านทุกเมืองที่ท่านผ่านจะได้รับกระแสแห่งความร่มเย็นด้วย ท่านมิได้สนใจรายการเดินทางอย่างไร บอกแต่ว่าตามใจเรา
พอจะเดินทาง ท่านอาจารย์วันไปไม่ได้ ด้วยมีผ้าป่าจากผู้ใหญ่ทางกรุงเทพฯ ไปทอด ท่านต้องอยู่รับผ้าป่า คงนิมนต์ได้แต่หลวงปู่แว่น ธนปาโล ท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโญ และท่านพระครูโอภาสธรรมคุณ (อํานวย)
สถานที่ท่านไปนอกจากที่กล่าวมา เช่น ธารโบกขรณี กระบี่ พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล ที่นราธิวาส ชมทิวทัศน์ในทะเล จังหวัดพังงา ฯลฯ
พ.ศ. ๒๕๒๑ เรื่องฝูงผึ้งมาคารวะท่านอาจารย์จวน
เรื่องนี้เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ขณะที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ไปงานที่เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ตามที่ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ได้กราบอาราธนานิมนต์ไว้ หลังจากส่งท่านเข้าที่พัก เฉพาะเรือนรับรองที่จัดให้เป็นที่พัก พอท่านลับองค์เข้าไปที่พัก ปิดประตูหน้า ปรากฏว่าก็มีฝูงผึ้งเป็นหมื่นๆ ตัวมาปรากฏ ไม่ทราบว่าฝูงผึ้งเหล่านี้มาจากไหน ? มากมายจนนับไม่ถูก มาบินเวียนขวาทักขิณาวัฏรอบเรือนรับรองที่ท่านพัก ดํามืดไปหมด บินเวียนอยู่สามรอบ เพื่อมาคารวะท่าน มีผู้เห็น เหตุการณ์ครั้งนี้นับสิบคน เมื่อฝูงผึ้งบินทักขิณาวัฏจนพอใจแล้ว ก็บินพุ่งสูงขึ้นไปกลางอากาศเป็นลําสายสีดํา หายลิบเข้าไปในกลีบเมฆ
จดหมายสนเท่ห์จะจับหลวงปู่จวนไปเรียกค่าไถ่
ท่านพระอาจารย์คําศรี อุปสนฺโต ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์ป๊อก กม.๒๗ ท่านรู้จักรู้ดีพื้นฐานของหลวงปู่จวน ท่านอยู่ประจํา แล้วก็อยู่ใกล้ชิด ตอนนั้นคอมมิวนิสต์มันจะวุ่นวาย คอมมิวนิสต์มารบกวนน่ะ แม่ขาวแม่ชีอะไรทุกอย่างน่ะจนว่าจะมาขอเงินกับหลวงปู่จวน ให้เอาเงินไปให้ที่อ่างเก็บนํ้า ตอนสร้างอ่างเก็บนํ้าน่ะ ตรงระหว่างภูทอกน้อย ภูทอกใหญ่ นั่นล่ะ ผกค. มากวนให้เอาเงินไปไว้ให้ตรงนั้นน่ะ สุดท้ายเจอเอกสารเลยเอาไปให้หลวงปู่จวนอ่านดู ก็เลยเรียกแม่ขาวแม่ชีมา เรียกเจ้าหน้าที่มา ท่านให้อภัยทุกอย่าง”
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อ่างเก็บนํ้าภูทอก สมัยก่อนเป็นพื้นที่สีแดง เรื่องนี้อาตมาทราบตั้งแต่แรกแล้ว เหตุการณ์ปีหลวงปู่สอนมาอยู่ รู้สึกจะอยู่จําพรรษาด้วย ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๑ คือปีนี้มันเกิดเหตุ แต่ก่อนเป็นพื้นที่คอมมิวนิสต์ล่ะนะ ทีนี้อยู่ๆ ก็มีจดหมายสนเท่ห์มาเรียกค่าไถ่ เขาจะจับหลวงพ่อจวนไปเรียกค่าไถ่ หนังสือมาถึงใครไม่ได้บอก มาวางไว้ต้นไม้นี่ พวกอาตมาก็ตามไป และก็นัดวันด้วยนะว่าให้เอาไปให้ที่นั่น จุดนั้น จุดนั้น แล้วเวลาไปให้หลวงพ่อจวนไป แล้วก็ให้แม่ชีไป คนนั้นคนนี้ไป ต้องเป็นนั้น ที่ผู้ใหญ่เขาให้เอาไป ทีนี้ครั้งแรกก็ไม่ได้ตื่นเต้นหรอก ครั้งที่ ๒ – ๓ ก็นัดให้เอาไปเลย ทีนี้เสร็จแล้วก็นัดวันเลยทีนี้ ครั้งที่ ๔ นัดเลยให้เอาเงินไปให้ที่นั่น ที่ภูทอกใหญ่
คือทํา ๓ ครั้ง ก็ไม่นิ่งหรอก ก็ดูๆ พวกอาตมาก็เฝ้ายามอะไรอย่างนี้ อาตมานี่เอานํ้าตํานํ้าพริก กลางคืนนะ เอานํ้าตํานํ้าพริกใส่เกลือใส่กระบอกไม้ ไอ้ทางแต่ก่อนขึ้นชั้น ๕ มีทางเดียวนะ มันมีก้อนหินที่ลอดออกไป อาตมาอยู่ตรงนี้กลางคืนเป็นแนวหน้าเลยตอนนั้น เสร็จแล้วเขาก็เลยเรียกนัดวัน ให้เอาเงินไปส่ง ทีนี้ก็เลยเอาไปแจ้งตํารวจเขามา ตํารวจประสานให้ วันถึงเวลานัดหมายก็ให้หลวงพ่อจวนขึ้นไปอยู่ข้างบนชั้น ๕ ไม่ให้ลงมา
ให้เอาเงินไปให้ที่ภูทอกใหญ่ ไม่ให้วางนะ เอาไปให้เลยตรงที่ ผกค. นัดตรงนั้นเลย ผกค. เขาไม่บอกว่าเขามีกี่คน แต่นัดไปที่นั่น ทีนี้ก็เลยพวกตํารวจ – ทหาร เขาก็เลยวางแผนปลอมตัวนะ เอาตํารวจมาปลอมตัว แล้วมีก็ตํารวจหญิงเขามานุ่งแม่ชีพราหมณ์ ๒ คน แล้วก็ปลอมตัวเป็นหลวงปู่จวนและพระอีกองค์หนึ่ง เขาเรียกเงินล้านกว่าบาท หลวงปู่ท่านก็ไม่มีเงิน ถึงเวลานัดหมายก็ไป ตํารวจที่ปลอมเป็นพระ ๒ กับแม่ชีไปที่จุดนั้น เงินเขาก็บอกว่าให้เอาเงินสดใส่กล่องนมตราโคนมล่ะนะ ให้หิ้วไป
แต่ก่อนมันรกนะที่นี่ไม่เหมือนปัจจุบัน ถึงเวลาไป แต่เขาเอาตํารวจไปล้อมไว้หมดแล้ว พวกทหารก็ล้อมรอบนอกที่ภูทอกใหญ่นะ พอไปถึงเวลานัดหมายก็ไม่มา เขาบอกไม่มา เขาบอกความเคลื่อนไหวในวัด เขารู้จักทุกอย่างเลยว่าใครยังไง ใครทําปลอมตงปลอมตัว พออีกวันมีจดหมายสนเท่ห์มาอีกแล้ว ทีนี้ให้เอาไปส่งที่ภูวัว ย้ายที่ ภูวัวมันก็ไกลเนาะ ที่นํ้าตกสะแนนน่ะ บอกให้เอาไปอย่างงี้ๆอันนี้ครั้งที่ ๕ จดหมายสนเท่ห์มันตั้ง ๖ ฉบับ
รู้สึกจะเป็นครั้งที่ ๔ ที่เราซ้อนกล ๓ ครั้งแรก เราก็ไม่มีอะไร แต่มันแปลกว่า เอ๊ะ ! พอมันมีปัญหาปุ๊บ พอมืดปุ๊บ พวกอาตมาอยากให้แม่ชีขึ้นไปอยู่ข้างบน ทีนี้พอมันจะมืดปุ๊บ ก็ให้แม่ชีขึ้นไปอยู่ชั้น ๕ หมด เพื่อความปลอดภัย ก็ไม่ได้สงสัยอะไรกันนะ พวกอาตมาก็อยู่ด้านล่างลาดตระเวนคอยดูแลอารักขา
เสร็จแล้วครั้งที่ ๖ เขานัดให้ไปส่งที่ภูวัว จะจับตัวหลวงปู่จวนด้วย ทีนี้แต่ครั้งที่ ๖ นี่คือจดหมายเขาเอาไปวางไว้ชั้น ๕ แต่ก่อนอยู่ด้านล่างหมด ทั้งๆ ที่ ๖ โมงปุ๊บนี่นะ พวกอาตมาปิดแล้ว ให้แม่ชีขึ้นข้างบนหมด หลวงปู่จวนท่านก็ทําวัตรสวดมนต์ไปปกติ แต่พวกอาตมาก็ลาดตระเวนกับชาวบ้านเขาแต่ก่อนชาวบ้านจะมีใคร ก็มีตามรคนที่มาลาดตระเวนกับอาตมา
ตามรโดน ผกค. ยิงตาย เรื่องมันถึงแตก ตามรมันเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์นะ แม่ชีคนที่ ๓แม่ชีก็ออกจากคอมมิวนิสต์มา คนบ้านห้วยลึก ตามรนี่ก็เป็นคนที่ ๒ คนที่วางแผนอยู่บ้านนาทรายสิบ้านนาทรายที่โดนเผาปี พ.ศ. ๒๕๑๖ พวกแนวร่วมเขาเผา ครั้งที่ ๖ ให้หลวงพ่อจวนไปจะจับตัวด้วยแต่ก็ไม่ไป ก็เอาทหารมาอารักขา แต่พอหลังๆ มา จดหมายมันก็จะไปวางข้างบนชั้น ๕ หมดนะ อันนี้แม่ชี เพราะว่าอย่างเช้ามันก็ไม่มีใช่ไหม กลางวันมันก็ไม่มี แต่เอ๊ะ ! ก็สงสัยกันแล้ว ว่าเอ้ ! สงสัยต้องมีคนในแน่ๆ เริ่มมีพิรุธ
ทีนี้พอนานไป นานไป นานไป มันจากกลัวก็เลยไม่ค่อยกลัวแล้วทีนี้ เริ่มเข้ากุฏิแม่ชีที่ว่าไปเจอหลักฐาน อันนี้มันสุดท้าย ครั้งที่ ๑๐ เหตุการณ์ตั้ง ๓ – ๔ เดือน ก็คือแม่ชีเป็นไส้ศึก เขาบอกเขารู้ความเคลื่อนไหวหมด แม่ชีก็น่าจะรุ่นอาตมานี่ล่ะ สมัยนั้นก็น่าจะยี่สิบกว่าๆ เขาก็เป็นแนวร่วมมาบวชเป็นชี ชื่อแม่ชีทอง ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ วัดภูทอกปีนั้นมีคนที่บ้านห้วยลึก ๓ คนนะไปบวชแม่ชี เสร็จแล้วอาตมาก็เลยสงสัย เอ้ ! ทําไมมัน แต่เล็งอยู่แล้วล่ะ พอหลังๆ นี่นะ เล็งๆ อยู่ เล็งอยู่ พอวันนั้นไม่รู้มันไปอะไร แม่ชีออกจากวัดไป พวกอาตมาก็ไปค้นกุฏิ ไปเจอทั้งมีด ทั้งไอ้กระดาษที่เขารองเขียนนี่นะ แรกๆ ก็ดูกระดาษนะ มันเหมือนกัน แล้วเอากระดาษรองเขียนไปส่อง มันอันเดียวกัน ข้อความก็อันเดียวกัน เสร็จแล้วพอเย็นๆ มาก็เลยอุ้มมา ก็เลยให้ชาวบ้านเขาลองอะไร แต่ยังไม่ให้รู้ตัวนะ แล้วก็เอาหลักฐานไปกราบเรียนหลวงปู่จวน ท่านก็เรียกประชุมทั้งหมดเลย ก็ ๖ โมงเย็นปุ๊บก็สั่งให้ขึ้นข้างบนหมดทําวัตรเสร็จนะก็สอบสวนต่อหน้าหลวงปู่ พระเต็มทั้งหมด ทั้งแม่ชงแม่ชี ปกติก็ประชุมทําวัตร ก็ถามไปถามมา ถามจนชั่วโมงล่ะนะ โอ้ ! ใจมันแข็งมากนะไม่ยอมสารภาพ
พอดีเรื่องแต่ก่อนหน้านั้นนะ ตามรที่เป็นแนวร่วมนี่ คนที่รับเรื่องมาให้แม่ชีโดน ผกค. ด้วยกันฆ่าตาย ไม่รู้ปิดปากอะไรหรอก เขาบอกทํางานไม่สําเร็จ ภูทอกมันรกนะแต่ก่อน สวนเขาจากเขตวัดไปก็ประมาณ ๑ กิโลเมตร อยู่ๆ ประมาณเขาก็ไปทําไร่ทําสวน เห็นว่าไปกับเมีย ผกค. เขาเลยลากคอมันมาฆ่าทิ้ง ยิงตายคาที่เลย ส่วนเมียเขาก็ตีแต่ไม่ตาย เขาตีเจ็บสาหัสเหมือนกัน เสร็จแล้วตอนนั้นยังไม่สงสัยตามร เพราะตามรนี่มาลาดตระเวนกับอาตมาอยู่ เขาอายุมากแล้ว เป็นพ่อคนแล้ว เขาเป็นกรรมการหมู่บ้าน เป็นแนวร่วม ผกค. อยู่ในบ้าน แต่อาตมาไม่รู้ว่าเขาเป็น ผกค. อาตมาก็ยังเป็นหนุ่มอะไร เขาก็ยังไม่ค่อยถือสาอะไรหรอกนะ ลูกชายเขาอยู่บ้านนาคําแคน
แต่ทีนี้พอตามรตายปุ๊บก็มาจับแม่ชีนี่ได้ หลังจากตามรก็ทิ้งระยะกัน ก็เอาแม่ชีมาสอบสวนคําแรกที่นั่งสอบอยู่นะ ถามไปถามมา ถามช่วยกันหมด คําที่สารภาพครั้งแรกเขาบอกว่า “เอ้า ! ถ้าเขาบอก ถ้าเขาเปิดเผยตอนนี้ ลูกคนที่เขาตาย เขาจะไม่มาฆ่าแม่ชีหรือ” ลูกเขาเป็นครอบครัว ผกค. หรือ ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แม่ชีเขารับสารภาพ ถามไปถามมาจนพอได้เค้าโครง ก็เลยให้เขาเรียงลําดับให้ดู เกี่ยวอะไรกับตามร คือตามรนี่ไปรับงานจากหัวหน้า ผกค. มา และก็มาให้แม่ชีเป็นแนวร่วม แต่ว่าทํางานไม่สําเร็จ เขาเลยมาฆ่าตามรนี่ก่อน ฆ่าคนกลาง เขาก็ไล่เรียงให้สัมภาษณ์เป็นอย่างนี้ๆ เสร็จแล้วพวกอาตมาให้ชาวบ้านล็อกตัว แล้วเอาส่งตํารวจเลย แม่ชีทองเป็นคนสารภาพเอง หลักฐานก็กระดาษที่เขารองเขียน เอกสารที่เรียกค่าไถ่ก็เก็บไว้อยู่กับตํารวจหมด ลายมือเขาหมดเลย แต่ตามรไม่ได้เขียน ตํารวจก็เอาตัวแม่ชีทองไป จับไปก็ไม่มีพยาน เพราะพยานก็คือหลวงปู่จวน สุดท้ายแล้วก็ตํารวจก็เลยปล่อยไป
หลวงปู่จวนท่านก็ให้อภัยไป ก็คือเป็นเรื่องของบ้านเมืองไป ไม่ให้เกี่ยวกับพระ ไม่ให้เอาท่านมาเป็นพยาน เป็นเหตุการณ์ครั้งสําคัญที่หลวงปู่จวนโดน ผกค. พวกอาตมาอยู่ยามกันเป็นเดือนนะ อาจารย์พวนนะเฝ้าศาลาบน อาตมานี่เป็นหน่วยลาดตระเวน ท่านตั้งให้เลยนะ หลวงปู่จวนท่านก็ไม่มีอะไรวิตก แต่ในกลุ่มลูกศิษย์ก็ต้องช่วยดูแล อย่างกลางคืนอาตมาก็จะเฝ้าทางขึ้นชั้น ๕ หลวงปู่จวนท่านไม่ได้สั่งอะไรเป็นพิเศษ ท่านไม่ได้บอกอะไรล่วงหน้า เหตุการณ์เหมือนปกติ ท่านไม่กลัวอยู่แล้ว ตอนเช้าไปบิณฑบาตก็ไม่กลัวเขาจับ ก็ไปปกติ
แหล่งใหญ่ ผกค. สมัยนั้นอยู่ที่ภูสิงห์ก็อยู่ถัดจากภูกิ่ว แต่ตอนหลังๆ เขาขึ้นมาภูวัวแล้ว ก็ตอนที่หลวงปู่จวนไปเอารถแทรกเตอร์มาไถรอบวัด ก็เอาอาตมาไปนอนเฝ้ารถแทรกเตอร์ทุกคืน พอเย็นปุ๊บเลิกงานก็ให้คนขับ ให้เด็กรถเขากลับมานอนที่วัด อาตมาและพระก็ ๓ องค์ก็ปักกลด แต่ก่อนไม่มีเต็นท์ไม่มีอะไรแบบปัจจุบันนี้นะ ใช้กลด ปักกลด นอนเฝ้ารถแทรกเตอร์ ไถไปถึงไหนก็นอนเฝ้าที่นั่น”
หลวงปู่จวนที่พึ่งของชาวบ้าน
ท่านพระอาจารย์จวน ท่านเป็นพระองค์หนึ่งที่ในหลวงให้ความเคารพศรัทธา ท่านไปอยู่สะดวกสบายกับหลวงปู่ขาวก็ได้ ท่านก็ไม่เอา ท่านก็มาบุกเบิกอยู่ภูทอก ซึ่งสมัยก่อนเป็นพื้นที่สีแดงมีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ท่านเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน โดยท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แต่ก่อนแถวภูทอกมีคอมมิวนิสต์เยอะ ชาวบ้านกลัว ผกค. ก็ยึดหลวงปู่จวนเป็นหลักแหละ เมื่อหลวงปู่มรณภาพนั้นก็มีนะที่ชาวบ้านอพยพหนีกัน แต่ก่อนภูทอกมันเป็นป่าเป็นดง มันรก อะไรก็น่ากลัว มันกันดาร ไข้ป่า ผกค. อดอยาก การเดินทาง ครบหมดทุกอย่าง
ภัยคอมมิวนิสต์สมัยนั้น มันเป็นภัยที่ร้ายแรงมากๆ ท่านก็ยังจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ท่านมีแต่ให้ชาวบ้านถือศีล ถือไตรสรณคมน์ ท่านก็ต้องเน้นและให้ยึดเป็นหลัก ท่านก็แผ่เมตตาคุ้มครองก็เป็นปกติของท่าน ผีก็เยอะ คอมมิวนิสต์ก็เยอะ ป่ามันทึบเนาะ ท่านต่อสู้ทุกอย่างล่ะ อันตรายรอบตัว”
พ.ศ. ๒๕๒๑ พระเณรที่อยู่ร่วมจําพรรษา
พระเณรที่อยู่ร่วมจําพรรษาที่ภูทอก ในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ มี ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐท่านพระอาจารย์โฮม (ศิษย์หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ) ท่านพระอาจารย์ยงค์ สึกไปแล้ว ท่านพระอาจารย์แยง สุขกาโม หลวงตาพินิจ มรณภาพแล้ว ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ฯลฯ รวมพระ ๗ เณร ๖
การทอดถวายกฐินในปีนี้ มีการจัดสร้างเหรียญท่านพระอาจารย์จวน เพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานกฐิน โดยธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จํากัด เป็นเจ้าภาพสร้างเหรียญ
ปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ รับนิมนต์ไปอินเดียครั้งที่ ๒
เมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ รับนิมนต์ไปอินเดียเป็นครั้งที่ ๒ โดยท่านไปพร้อมกับหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ซึ่งในครั้งนี้ท่านได้นิมนต์หลวงปู่ทองพูลสิริกาโม ไปด้วย โดย หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์จวน ท่านไปประเทศอินเดียกับท่านอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านไปดูถํ้าอชันตา (Ajanta Caves) ถํ้าเอลโลรา (Ellora Caves) เมืองออรังกาบาด รัฐมหาราษฏระ ที่เขาเจาะถํ้า ท่านอาจารย์จวน ท่านอาจารย์วัน ท่านไปก่อน เราไปเที่ยวหลัง ท่านไปดูเขาเจาะหินทําบันได เจาะหินสร้างเป็นถํ้า ท่านไปดูมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ในครั้งที่ ๒ ท่านไปตามเอาเราที่บ้านเดื่อ
“ทองพูล เราจะเอาท่านไปอินเดียด้วย” ท่านว่า
“ไปยังไงท่านอาจารย์ ผมไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีอะไรสักอย่าง พาสปอร์ตก็ไม่มี”
“ไป จะพาไปทํา มีเจ้าภาพอยู่แล้ว มีลูกศิษย์จะจ่ายให้”
“มันไม่พร้อมครับท่านอาจารย์”
“ไปซี จะพาไปทําพาสปอร์ต”
เราจึงได้ไปประเทศอินเดียกับท่านในครั้งนั้น”
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนกลับจากอินเดียท่านไม่ได้เล่าอะไร มีแต่ว่า “ไปกับครูบาอาจารย์หลายองค์” ท่านว่าไปอินเดียนี่ หลวงปู่หลุยท่านก็ไปด้วยกัน เขาลักเขาขโมยย่ามอะไรอยู่อินเดียนี่ ใบพาสปอร์ตอะไร หลวงปู่จวนจึงมาทีหลัง หมู่คณะมาก่อน”
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านไปอินเดีย ๒ ครั้ง และต่อมาท่านได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“… สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา เสด็จประทับอยู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ในประเทศอินเดียโน้น ซึ่งผู้แสดงก็ได้ไปนมัสการและไปรู้ไปเห็นมาแล้วในสถานที่นั้นในสมัยนั้นแล…”
พ.ศ. ๒๕๒๒ พระเณรที่อยู่ร่วมจําพรรษา
ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ อาตมาไปอยู่จําพรรษาที่ภูทอก ก็มีหลวงปู่จวน หลวงตาแยง อาตมา(ท่านพระอาจารย์ประสงค์) แล้วก็ หลวงตาชาลี ท่านไปอยู่ดงหม้อทองนี่ ท่านอาจารย์โกวิญ (น้อย) ท่านอาจารย์ลาย ที่เป็นหมอเส้นนะ ท่านอาจารย์พวน ท่านอาจารย์ป๊อก พรรษานี้พระ ๘ องค์ ก็ไม่มีแต่พระ เณรน้อยก็มีรู้สึกจะ ๔ องค์ ประมาณนี้ เณรดํา เณรสี เณรจอห์นนี่ เณรไหล ทั้งหมดสี่เณร”
กราบทําวัตรในช่วงเข้าพรรษา
ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในพรรษาพระเณรวัดต่างๆ ก็มากราบทําวัตรหลวงปู่จวน ที่จริงพระเณรที่ภูทอกก็ตั้งใจว่าในพรรษาจะไปกราบองค์นั้นองค์นี้ ท่านบอกว่า “ไม่ต้องไปกราบหรอก กราบอยู่นี้ก็พอแล้ว กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ที่วัดเราก็พอแล้ว” ทีนี้พอในพรรษา มีแต่ทางอื่นมากราบท่านพระเณรในวัดก็เลยไม่ได้ไปไหนเลย เรื่องการคมนาคมกับเรื่องรถ มันก็เป็นส่วนประกอบอีกหนึ่งเนาะ ท่านไม่อยากให้ไปไหน ท่านให้อยู่ทําหน้าที่ ทํากิจวัตรอยู่ที่วัดนี้ ท่านไม่อยากให้พระเณรไปไหน
ช่วงเข้าพรรษาเป็นวันเกิดหลวงปู่จวน ท่านก็ไม่ค่อยจัดงานอะไรหรอก อยู่ของท่านสบายๆท่านไม่ได้จัดงานวันเกิด พระเณรก็อยู่ปกติ อยู่ธรรมดาๆ นี่ ทํากิจวัตร ข้อวัตรไปเรื่อยๆ”
เรื่องเล่าความเพียรเป็นเลิศของท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านเคยบอกว่า ท่านบรรลุธรรมที่ภูกิ่ว เพราะท่านเร่ง มันไม่เหมือนสมัยนี้สมัยนี้อยู่แบบไปเฉยๆ ไม่ได้เร่งความพากความเพียรอะไร แล้วท่านว่า “สมัยท่านบวชใหม่ๆ ที่อยู่ วัดอุปัชฌาย์ท่าน หลังจากเอาบาตรมาแล้ว ตากบาตรตากอะไรแห้งแล้ว ตากจีวรไว้พอมันแห้ง ก็เก็บ ตัวเองไม่ได้ขึ้นกุฏิเลย ยัดเอาบาตรขึ้นกุฏิ ผ้าจีวรก็ไปพาดเก็บไว้ ก็เข้าที่จงกรม จนโน้นจนกวาดตาดโน้น” ขนาดไหนท่าน ท่านทําถึง ท่านถึงได้
ความเพียรก็ลองคิดดูสิ สมมุติว่าตั้ง ๓ โมงเช้า จน ๓ โมงเย็น เดินจงกรม ๖ ชั่วโมง คิดดูสิทํานี่ ทีนี้ท่านทําทุกวันๆๆ มันจะไม่เห็นได้อย่างไง จะไปรู้ได้อย่างงั้นนั่นดู บางพรรษาท่านบอก “ท่านไม่ได้นอนเลยนะ” ท่านเก่งเรื่องอดนอนมากนะ ช่วงที่ท่านไปอยู่พวกดงหม้อทอง ฝนตกๆ ยังเอาปี๊บ ๒ ใบ มาตั้งหน้าผา เอากระดานมารองอีก แล้วก็ขึ้นนั่งล่ะทีนี่นะ นั่งบนกระดาน “ถ้ามึงง่วงเหงาหาวนอน ให้มึงตกลง ให้มันตายซะ” โอ้ ! มันก็ไม่ตกเนาะ มันกลัวตาย “ธรรม ธรรมอาจจะคุ้มครอง” หลวงปู่ท่านก็เล่าให้ฟัง เพื่อกระตุ้นพระเณรให้ภาวนา”
พ.ศ. ๒๕๒๒ ท่านปรารภจบพรหมจรรย์
เมื่อท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ กลับจากอินเดีย ท่านได้ประกาศการบรรลุธรรมของท่านให้ลูกศิษย์ฟัง โดยคุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนที่รู้จักกัน มันก็สนิทกันไป ไอ้เรื่องนี้ (เรื่องบรรลุธรรม) เป็นเรื่องที่ เฮ้ย ! เรื่องสบายมากเลยใช่ไหมล่ะ ? เพราะเราก็ไม่คิดว่าท่านจะรุ่งเรืองเก่งอย่างนี้ ไอ้เราก็ไล่หลังท่านมา ไปไหนก็อยู่กินทุกข์ยากมาด้วยกันใช่ไหม ? มันก็เลยเป็นเหมือนอะไรก็ได้ ท่านมาพูดกับผมแท้ๆ กลับจากอินเดียว่า “หมอเอ้ย !” ว่า “ใครอย่ามาโกหกว่า พระพุทธเจ้ารูปร่างเป็นยังไง เราเห็นมาแล้ว”
ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เหตุการณ์สําคัญปี พ.ศ. ๒๕๒๒ นอกจากสร้างอ่างเก็บนํ้าแล้ว ในพรรษาได้ยินหลวงปู่จวนท่านปรารภอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านบอกว่า “ผมสิ้นแล้ว จบแล้ว” หมายถึงท่านจบพรหมจรรย์นะ ท่านลงมาจากข้างบน แล้วพระเณรก็ลงมาก่อน มาจัดที่จัดอะไร จัดเฉพาะออกบิณฑบาตนะ พอท่านมานั่งปั๊บ ท่านก็พักเหนื่อยนิดหนึ่งแล้วท่านก็ปรารภ ตอนนั้นรู้สึกในพรรษา ได้ยินท่านปรารภว่า “ผมหมดแล้ว ผมจบพรหมจรรย์แล้ว” ได้ยินท่านว่าอย่างนั้น
ท่านประกาศจบพรหมจรรย์นี่ คือเรื่องอย่างนี้มันจะประกาศไม่ได้ แต่ท่านปรารภเฉยๆ ปรารภให้ลูกศิษย์ฟังเฉยๆ มีเฉพาะแต่พระ ยังไม่ออกไปบิณฑบาต ถ้าได้ยินก็ได้ยินกันหมดทั้งนั้นแหละ ท่านก็ไม่ได้พูดแรง ท่านก็พูดปรารภธรรมดาเนี่ย ก่อนจะบิณฑบาต ท่านนั่งแล้วก็มีหลวงตาแยง แล้วก็อาตมานั่งองค์ที่ ๓ ท่านก็บอก “ผมจบแล้ว ผมสิ้นแล้ว ผมจบแล้ว ผมสิ้นแล้ว ผมหมดกิจแล้ว” ท่านว่าแต่ก่อนนึกว่าท่านพูดเล่น หมายถึงว่าเรายังไม่เข้าใจใช่ไหม ? เหมือนอย่างเด็กน้อย พ่อแม่พูดอะไรถึงจะพูดจริงพูดจัง เด็กน้อยมันก็เข้าใจว่าเป็นพ่อแม่พูดเล่น ฟังแล้วอาตมาก็จําได้ แต่ยังไม่รู้ความหมาย คือตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรหรอก อาตมาก็อยู่กับท่านไปเรื่อยๆ พออาตมาอยู่ไปก็ประทับใจท่านอยู่ แต่อาตมามาซึ้ง ซึ้งคิดทีหลังที่ท่านว่า “เราจบแล้ว เราสิ้นแล้ว” นั่นน่ะ แต่เราก็ไม่รู้ว่าท่านสิ้นอะไร
ตอนเครื่องบินตก ตอนพระราชทานเพลิงเสร็จ ก็ระลึกมาได้ตลอดอยู่ว่า ท่านปรารภเรื่องนี้นะ แต่มันนานหลังจากในพรรษามาจนออกพรรษาแล้วก็จนถึงเมษาฯ ว่าหลายเดือนนะ ช่วงออกพรรษาก็รับกฐิน อาตมาก็ไปกับอาจารย์สอน ก็เลยไม่ได้อยู่กับท่านตลอด ท่านประกาศล่วงหน้าก่อนมรณภาพ ประกาศก็ไม่บ่อย อาตมาได้ยินครั้งเดียว”
หลวงปู่จวนเป็นไข้ “เจ็บคิง”
ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาตมาไปอยู่จําพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๒๒ หลวงปู่จวนท่านหายจากไข้มาลาเรียแล้ว ท่านเป็นไข้ เป็นอะไรธรรมดานี้ล่ะ มาลาเรียมันคงจะหมดไปแล้วล่ะมั้งช่วงนั้น คล้ายว่าท่านเป็นจนไม่อยากเป็น เป็นจนเบื่อแล้ว ตอนท่านอาพาธ ก็ไม่เห็นท่านอาพาธหนักนะ มีแต่ในพรรษา ท่านปวดแขนท่าน ภาษาทางภาคอีสานว่า “เจ็บคิง” (ครั่นเนื้อครั่นตัว) คนเราก่อนจะไข้ มันรู้สึกปวดกระดูก ปวดอะไรไปหมด ปวดตามแข้งตามขา ปวดตามเนื้อตามตัว ท่านเจ็บแขน ท่านว่า ครองจีวรไม่มีแรงเบี่ยงผ้า อาตมาเคยขอโอกาสช่วยท่านครั้งหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ก่อนจะไปบิณฑบาต”
ปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ กฐินปีสุดท้ายที่ท่านมีชีวิตอยู่
กฐินสามัคคีวัดเจติยาคิรีวิหาร ภูทอก ในปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นกฐินปีสุดท้ายที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ยังมีชีวิตอยู่ มีครูบาอาจารย์เมตตาไปร่วมงานกันหลายองค์ และมีผู้คนไปร่วมกฐินหลายร้อยคน จนแน่นขนัดเต็มศาลา โดยทางวัดได้อุปโลกน์ให้ท่านพระอาจารย์แยง สุขกาโม เป็นผู้ครองผ้ากฐิน และมีท่านพระอาจารย์จวนนั่งยิ้มอยู่ข้างหลัง ซึ่งก่อนหน้านั้น ทางวัดมีการประชุมสงฆ์ ท่านพระอาจารย์จวนจะตั้งเจ้าอาวาสใหม่แทนท่าน โดย ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนที่หลวงปู่จวนตั้งเจ้าอาวาส ก็อยู่ด้วยกันนั่นแหละ พวกสุรีพันธุ์นี่เขาก็ให้อาจารย์ตุ๊ อาจารย์ตุ๊ก็ไม่รับ ให้หลวงปู่สอนก่อน หลวงปู่สอนก็ไม่รับ มาหาอาตมา อาตมาก็ไม่รับ อาจารย์ตุ๊ก็ไม่รับ ก็เลยยกให้อาจารย์แยง”
เมื่อตกลงตั้งท่านพระอาจารย์แยงเป็นเจ้าอาวาส ดังนั้น งานกฐินในปีนี้ ท่านพระอาจารย์จวนจึงได้ประกาศในท่ามกลางพระเณรและญาติโยมที่ไปร่วมกฐินได้ทราบว่า ท่านพระอาจารย์แยงเป็นเจ้าอาวาส “ต่อไปใครถามหาเจ้าอาวาสภูทอกให้บอกว่า ท่านแยงนะ อาตมาไม่เป็นเจ้าอาวาสแล้ว ให้ท่านแยงเป็นเจ้าอาวาสเด้อ (นะ)”
ทําให้มีผู้สงสัยกราบเรียนถามท่านว่า “แล้วท่านอาจารย์จะไปไหนล่ะเจ้าคะ ?”
ท่านก็เมตตาตอบให้คลายสงสัยว่า “อาตมาก็ไม่ได้ไปไหน อยู่ภูทอกนี่แหละ อาตมาจะเป็นประธานสงฆ์แบบหลวงปู่ขาวกับท่านอาจารย์บุญเพ็งที่ถํ้ากลองเพลยังไง”
(หลวงปู่ขาวท่านเป็นประธานสงฆ์ ท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เป็นเจ้าอาวาสวัดถํ้ากลองเพล)
อนึ่ง คณะกฐินผ้าป่าของคณะคุณสุรีพันธุ์ เป็นคณะใหญ่ รถทัวร์ปรับอากาศนับสิบคัน เวลาไปทอดผ้าป่าหรือกฐินที่วัดหินหมากเป้ง ท่านพระอาจารย์วัน ท่านพระอาจารย์จวน และท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง จะเมตตาเป็นองค์ประธานนําไปในงานบุญทุกครั้ง โดยเฉพาะงานกฐินปี ๒๕๒๒ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อปลายเดือนตุลาคมนั้น นอกจากท่านพระอาจารย์ทั้ง ๓ แล้ว ยังมีหลวงปู่เหรียญวรลาโภ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ และท่านพระอาจารย์จันทร์โสม กิตฺติกาโร ไปร่วมอนุโมทนาด้วย ทําให้คณะลูกศิษย์ที่ไปชุมนุมกันกว่า ๕๐๐ คนต่างได้ชื่นชมกันว่า ได้มีโอกาสกราบและทําบุญกับครูบาอาจารย์หลายองค์พร้อมกันในเวลาเดียวกัน
นอกจากเทศกาลกฐิน – ผ้าป่าแล้ว ท่านพระอาจารย์จวน และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองยังเมตตานําคุณสุรีพันธุ์และคณะไปกราบคารวะหลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หรือท่านอาจารย์ใหญ่ ที่วัดหินหมากเป้งหลายต่อหลายครั้ง จนหลวงปู่เทสก์ก็เคยปรารภล้อท่านอาจารย์จวนและท่านอาจารย์สิงห์ทองด้วยความเมตตาอยู่เสมอ โดยเฉพาะท่านพระอาจารย์จวนจะพาศิษย์ไปกราบหลวงปู่เทสก์เป็นประจํา
เหตุผลที่ท่านตั้งท่านแยงเป็นเจ้าอาวาส
ท่านพระอาจารย์จวน ก่อนมรณภาพ ท่านสั่งไว้ว่า “ให้ท่านแยงเป็นเจ้าอาวาสเด้อ” ท่านเอ่ยตั้งท่านแยงเป็นเจ้าอาวาส ท่านเอ่ยอยู่เรื่อยๆ เหตุผลประการสําคัญที่ท่านตั้งท่านพระอาจารย์แยงเป็นเจ้าอาวาสนั้น ทั้งๆ ที่มีพระรูปอื่นมีพรรษามากกว่าท่านพระอาจารย์แยง แต่ท่านเหล่านั้นไม่รับ คือ ท่านพระอาจารย์จวนพิจารณาถึงผล ถึงความสามัคคีภายในวัด ให้วัดอยู่รอดต่อไปได้ ซึ่งในขณะนั้นท่านพระอาจารย์แยงมีคุณสมบัติที่เหมาะสม คือ ท่านอยู่ประจําที่ภูทอก และท่านเข้ากับพระเณรได้ซึ่งขณะนั้นที่วัดก็มีพระเณรมาก และหากท่านพระอาจารย์จวนมรณภาพไปแล้ว ไม่ได้ตั้งเจ้าอาวาสไว้ล่วงหน้า อาจจะเกิดปัญหาตามมา ถ้าให้พระรูปอื่นที่ไม่ใช่พระศิษย์มาเป็นเจ้าอาวาสแล้วอาจจะมีการแบ่งพรรค แบ่งพวก วัดจะแตกและอยู่ไม่ได้
๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒ เสด็จเยือนโครงการอ่างเก็บนํ้าภูทอกตามพระราชดําริ
วันอาทิตย์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นอีกวาระหนึ่งซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกราบนมัสการและมีพระราชดํารัสกับท่านพระอาจารย์จวน ที่บริเวณอ่างเก็บนํ้าภูทอก ดังนี้
“เวลา ๑๔.๔๕ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จพระราชดําเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งจากพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ ไปทอดพระเนตรโครงการอ่างเก็บนํ้าภูทอกตามพระราชดําริ และทรงเยี่ยมราษฎรอําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย
ครั้นเสด็จพระราชดําเนินถึงบ้านนาคําแคน ตําบลนาสะแบง อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันเป็นอําเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานถุงของขวัญแก่เจ้าหน้าที่กรมชลประทานประจําโครงการอ่างเก็บนํ้าภูทอก ซึ่งกรมชลประทานกําลังดําเนินการก่อสร้างสนองพระราชดําริ ในการจัดหานํ้าให้กับพื้นที่เพาะปลูกของราษฎร ประมาณ ๓๐๐ ไร่ เพื่อให้สามารถทําการเพาะปลูกได้ทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ตลอดจนจัดหานํ้าเพื่อการอุปโภคบริโภคได้ตลอดปี สําหรับราษฎรบ้านนาคําแคน และหมู่บ้านใกล้เคียงอีกสองหมู่บ้าน ซึ่งมีทั้งหมด ๓๕๒ ครอบครัว
ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรแผนที่โครงการฯ ซึ่งแสดงบริเวณที่กําหนดจะสร้างเขื่อนดินปิดกั้นห้วยทรายนาแสง พื้นที่อ่างเก็บนํ้า ตลอดแนวที่กําหนดจะสร้างท่อระบายนํ้าและขุดคลองส่งนํ้าสําหรับจ่ายนํ้าให้พื้นที่เพาะปลูกของราษฎร แล้วทรงพระดําเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เป็นจํานวนมาก ณ บริเวณเชิงเขาภูทอกน้อย และทอดพระเนตรการปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์หลวง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เดินทางล่วงหน้าโดยรถยนต์ มาจัดตั้งหน่วยชั่วคราว เพื่อทําการตรวจรักษาและแจกจ่ายยาแก่ราษฎรที่เจ็บป่วย ตลอดจนทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถวายปัจจัยผ้าห่มและยารักษาโรคแก่พระภิกษุ ตลอดจนมีพระราชดํารัสกับพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เจ้าอาวาสวัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ที่ปะรําพิธีชั่วคราวที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้น สมควรแก่เวลาจึงประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินกลับถึงพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“การรับเสด็จในครั้งนั้นนับเป็นงานใหญ่ ทางอําเภอได้ปรับลานจอดเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งส่วนชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างปะรําพิธีขึ้นอย่างชั่วคราวมุงด้วยหญ้าคา ณ บริเวณหน้าอ่างเก็บนํ้าภูทอก โดยมีครูบาอาจารย์ ๓ องค์ร่วมรับเสด็จ ได้แก่ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ หลวงปู่ทองพูลสิริกาโม วัดป่าสามัคคีอุปถัมภ์ หรือภูกระแต และ พระครูสุนทรนวกิจ วัดอรุณรังษี จังหวัดหนองคาย โดยมีข้าราชการและพสกนิกรมาเฝ้ารับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น”
๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒ ท่านกราบคารวะหลวงปู่ขาวและแสดงธรรม
การกราบคารวะพ่อแม่ครูอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่น เป็นอริยประเพณีที่สืบทอดกันมาครูบาอาจารย์พระธุดงคกรรมฐานในสายนี้ ท่านจะหาโอกาสเดินทางไปมาหาสู่กัน เพื่อกราบคารวะเยี่ยมเยียนและสนทนาธรรมกันเสมอๆ โดยเฉพาะช่วงก่อนเข้าพรรษา และหลังออกพรรษาแล้ว โดยเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นอีกวาระที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เดินทางไปกราบคารวะหลวงปู่ขาว อนาลโย และได้เมตตาแสดงธรรมเรื่อง “ของเก่า” โปรดพุทธบริษัท ดังนี้
“ต่อไปโปรดพากันตั้งใจฟังธรรมเทศนา เทศน์ที่วัดถํ้ากลองเพล อําเภอหนองบัวลําภู วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ แสดงที่วัดถํ้ากลองเพลโดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ วัดเจติยาคิรีวิหารภูทอก อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย เป็นองค์แสดง โปรดพากันตั้งใจฟังต่อไปตามลําดับๆ
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (๓ จบ)
ปุพฺเพสุ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ ตีติ
เอามือลง ตั้งใจฟังต่อไป วันนี้จะแสดงธรรมเรื่อง “ของเก่า” ซึ่งท่านพระอาจารย์เจ้าคุณปู่หินหมากเป้ง (หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี) อําเภอศรีเชียงใหม่ ท่านแสดงในวันทอดกฐินสามัคคีคณะกรุงเทพพระมหานคร มาทอด ท่านขึ้นแสดงธรรมด้วยท่านเอง แล้วท่านแสดงว่า “นับแต่บวชมา แสดงธรรมก็แสดงเก่าๆ คือเรื่อยมา จนถึงบัดนี้ ธรรมไม่เป็นของใหม่ เป็นของเก่า ทาน ศีล สมาธิ ปัญญาก็เป็นของเก่า มีแต่ของเก่าทั้งหมด” นี้ท่านแสดง
แม้เรื่องนี้ พระอาจารย์หลวงปู่มั่น ท่านก็เคยแสดงธรรม “เรื่องของเก่า ทานก็ทานเก่าๆศีลก็รักษาอันเก่า สมาธิก็อันเก่า ปัญญาก็อันเก่า ไม่ได้เปลี่ยนแปลงยักย้ายไปเป็นของใหม่ นโมก็เป็นของเก่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นของเก่าทั้งหมด” นี้ท่านแสดง
แม้พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ตรัสรู้ธรรมของเก่า มารู้มาเห็นธรรมของเก่านี้นี่เอง พระองค์มากําหนดรู้เห็นธรรมของเก่า เมื่อพระองค์รู้เห็นธรรมของเก่าแล้ว ท่านจึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อท่านได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะมารู้มาเห็นธรรมของเก่า ท่านจึงแสดงธรรมของเก่าที่ท่านรู้ท่านเห็นนั้น แก่ท่านพระปัญจวัคคีย์ว่า ปุพฺเพสุ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ ดังนี้ว่า ธรรมอันนี้เป็นของเก่าเรามิได้สดับตรับฟังมาจากใคร มิได้ศึกษาเล่าเรียนมาจากใคร ไม่มีใครเป็นครูเป็นอาจารย์สั่งสอนเรา
ในธรรมของเก่า นี้ว่าทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้คือธรรมเป็นที่ดับทุกข์ นี้คือข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ เรารู้เอง เราเห็นเอง เพราะเป็นของที่มีอยู่แต่ดั้งเดิมไม่สูญหายไปจากโลก เป็นแต่เราเป็นผู้ค้นพบ ค้นเห็นธรรมของเก่าเท่านั้น เราจึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงพ้นไปจากทุกข์ได้ พระองค์แสดงแก่ท่านพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี สมัยโน้น
ธรรมของเก่าคืออะไร ? ที่พระพุทธเจ้ารู้เห็น ธรรมของเก่า คือ อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ซึ่งเป็นธรรมอันประเสริฐ เป็นธรรมของพระอริยเจ้าอันประเสริฐ คือ ทุกข์ ๑ เหตุให้เกิดทุกข์ ๑ ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ๑ ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ๑ ท่านรู้ท่านเห็นด้วยปัญญาตามเป็นจริง ท่านรู้ท่านเห็นในสัจธรรมว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้คือธรรมเป็นที่ดับทุกข์ นี้คือข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ดังนี้… ”
ท่านตั้งใจสร้างวัดที่นํ้าตกตาดสะแนน
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“นํ้าตกตาดสะแนน ครั้งแรกก็ว่าจะไปสร้างวัดนั่นแหละ หลวงปู่จวนท่านก็สั่งให้โยมเขามาเลื่อยไม้ครบหมดแล้ว ที่ไปสร้างศาลา บรรทุกไม้ไปแล้ว ทีนี้หัวหน้าอนุรักษ์ภูวัวเขาไม่อนุญาตให้สร้างก็เลยเอากลับมา เอาไม้กลับมาที่ภูทอก มาสร้างสะพานชั้น ๔ โครงการจะสร้างวัดแล้ว เขาไม่ยอมเขาว่าเป็นเขตอนุรักษ์ ไม่อนุญาตก็ถอย สู้เขาไม่ได้ก็ถอยเนาะ หัวหน้าเขาไม่อนุญาตก็เลยกลับ
ท่านเก่งทําถนนด้วย ถนนก็ผลงานของท่าน ท่านดําริจะตัดทําถนนขึ้นหลังภูวัวโน่นไว้เป็นที่ท่องเที่ยว นํ้าตกตาดสะแนนเป็นวนอุทยาน เป็นที่ท่องเที่ยวขึ้นลําภูวัว ตรงนั้นนํ้ามันสวย มันเป็นสะพานหิน มันยาว สวยมากๆ นํ้าก็ลึกด้วยตรงนั้น ท่านจะตัดถนน ท่านก็เอารถแทรกเตอร์ไปตัดถนนเข้าไป หมดตั้งเก้าหมื่นมั้ง จากปากทางบ้านทุ่งทรายจกเข้าไปนํ้าตกตาดสะแนน โอ้ ! ไกลอยู่นะกว่าจะถึงวัดสิบกิโลฯ กว่า ตาดสะแนนเสียดายอยู่สถานที่ แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีพระจากวัดป่าบ้านตาดไปอยู่ เป็นเสนาสนะป่า ก็พอได้อาศัยอยู่ แต่มันลําบาก บิณฑบาตไกล อู๋ ! ไปกลับตั้ง ๗ – ๘ กิโลฯ”
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ที่ตาดสะแนน ตอนนั้นอาตมาเป็นเณรก็ไปส่งข้าว ส่งอะไรพวกนี้ จริงๆ แล้วอาจารย์ก็ไปส่งเสบียงตลอด ถ้าหน้าฝนก็คือตัดขาดกันเลย เวลาไปต้องหาเอาขอนไม้นี่นะ ที่มันไม่จมนํ้าเอาไปผูกติดกันทําเป็นแพแล้วก็ดึงไปเรื่อย ทีนี้อย่าลืมนะ ปลิงมันเยอะนะ พอเอาขาจุ่มนํ้าลงไปปลิงมันเกาะ”
พระชาวต่างประเทศมาภาวนาภูทอก
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนนั้นก็พระฝรั่งมาภาวนา อาจารย์สุเมโธ ลูกศิษย์หลวงปู่ชาน่ะ ท่านมาขอปฏิบัติกับหลวงปู่จวน อาจารย์สุเมโธท่านธุดงค์ เดินธุดงค์ไป ก็มาภูทอก ท่านก็ค้างอยู่หลายวัน มาสนทนาธรรม มากราบขอแก้ปัญหาธรรมะ
อาจารย์สุเมโธ โอ้โห ! ดัง มหาดัง ดัง ดังมากๆ ท่านมาภูทอกปี พ.ศ. เท่าไหร่น้อ จําไม่ได้แล้ว ท่านเป็นพระฝรั่ง เรื่องขบฉันก็พอประทังชีวิตนะ ก็เพราะฐานะความเป็นอยู่ของโยมเขา ก็อู๊ย ! มันกันดารจริงๆ นะ ท่านก็ต้องปรับตัวเองล่ะ ท่านมาพักประมาณสัปดาห์ แล้วท่านก็ไปธุดงค์ถํ้าบูชา ภูวัว อาจารย์สุเมโธ โอ้โห ! รูปร่างท่านใหญ่จริงๆ องค์นี้ ทั้งใหญ่ ทั้งสูง อื้อหือ ! ตอนนี้ท่านอายุ ๘๐ กว่าปีเห็นจะได้”
ท่านพระอาจารย์จวนอนุรักษ์ป่าไม้
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ นอกจากจะสร้างอ่างเก็บนํ้าแล้ว ท่านยังอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่ารอบๆ ภูทอก โดยท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พื้นที่ป่าไม้ที่ท่านพระอาจารย์จวนพาอนุรักษ์ ท่านก็อนุรักษ์เขตภูทอกน้อย (สถานที่ตั้งเจดีย์พิพิธภัณฑ์) ภูทอกใหญ่ (ภูแจ่มจํารัส) และ ภูกิ่ว หรือ ภูสิงห์น้อย รวม ๓ แห่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกันเท่าไหร่นะ ท่านชวนอนุรักษ์ป่าไม้ ท่านเอารถแทรกเตอร์ดันเป็นแนวเขตแล้ว ท่านก็ยังจัดให้พระเณรไปลาดตระเวน ใครจะมาตัดไม้ไม่ได้ หมุนเวียนกันนะ เปลี่ยนกันไป ฉันเสร็จก็ ๓ องค์ลาดตระเวนเลาะตอนนั้นอาตมาก็ได้ไปด้วย ถึงเวลาพอประมาณก็กลับ ต้องลาดตระเวน เพราะว่าคนตัดไม้กัน
โอ้ ! ท่านอาจารย์จวนมองการณ์ไกล สมัยท่านอยู่ไม่มีการปลูกป่าเพิ่ม ป่าไม้ก็ปลูกทีหลังนะ หลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว พระ เณร ชาวบ้านก็ช่วยกันปลูก มันเป็นโครงการฟื้นฟูป่าไม้อยู่ที่จังหวัดอุดรธานี ส่งเสริมป่าไม้นั่นแหละ ช่วยกันปลูก เขามีงบประมาณของเขาอยู่ มาช่วยปลูก ตอนนั้นรอบตีนเขาที่มันว่างเยอะ ตรงสุดภูทอกใหญ่ไปภูกิ่วก็รอบเลย กว้างขวางมาก (ระยะทางยาวเกือบ ๒ กิโลเมตร) ก็เลยมาปลูกยูคาลิปตัสให้ ประดู่ก็ปลูก ตะเคียนก็มีอยู่ แต่ส่วนมากเป็นยูคาลิปตัส ทุกวันนี้โตหมดแล้ว”
ท่านจวนเป็นพระอรหันต์
มีเรื่องที่พระศิษย์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เล่าว่า ในระยะไม่นานก่อนการมรณภาพของท่านพระอาจารย์จวน ท่านเทศน์อบรมพระในช่วงคํ่าของทุกคืนเป็นปกติ มีเหตุการณ์สําคัญของคืนหนึ่ง ท่านได้เปิดเผยธรรมธาตุของท่าน โดยขณะที่ท่านเทศนาธรรมอยู่นั้น เนื้อธรรมก็ดําเนินไปๆ แต่จู่ๆ อย่างไม่มีใครคาดหมายกันมาก่อนเลย ท่านพระอาจารย์จวน ท่านเปลี่ยนเรื่องเทศน์ขึ้นมาอย่างฉับพลันทันทีว่า “ท่านอาจารย์มหาบัว บอกว่า ท่านจวนเป็นพระอรหันต์” แล้วท่านก็หัวเราะเสียงดัง อย่างชอบอกชอบใจขึ้นมา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
การที่ท่านพระอาจารย์จวน เทศน์กล่าวขึ้นมาเช่นนั้น ท่านไม่ได้มีเจตนาโอ้อวดหรือมีเจตนาหาประโยชน์แอบแฝงแต่ประการใด แต่เป็นเพราะระยะนั้นท่านใกล้จะมรณภาพแล้ว ท่านเทศน์กล่าวเป็นประโยชน์แก่โลกเท่านั้น
กรณีองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน รับรองคุณธรรมของท่านพระอาจารย์จวนนี้ก็เช่นเดียวกับกรณีขององค์หลวงตาฯ เอง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นที่วัดอโศการาม โดยหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านรับรองคุณธรรมขององค์หลวงตา โดยท่านกล่าวในท่ามกลางสงฆ์ว่า “ท่านมหาบัวเป็นพระอรหันต์” และในช่วงบั้นปลายชีวิตขององค์หลวงตาฯ ท่านก็เปิดเผยธรรมธาตุของท่านเช่นกัน เพื่อมีเจตนาสงเคราะห์โลกเท่านั้น
ท่านนิมิตศิษย์แซงหน้าแซงหลัง
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
เช้าวันหนึ่ง เผอิญผู้เขียน (คุณหญิงสุรีพันธุ์) ไปกราบท่านแต่มืด ท่านฉันหมากนิ่งอยู่ มีสีหน้าครุ่นคิด แล้วก็พูดขึ้นว่า “เอ ! เมื่อคืนนี้มีนิมิตแปลกแท้ๆ แปลก แปลกแท้ๆ”
ขณะที่นั่งบันทึกอยู่นี้ เสียงของท่านก็ดูเหมือนจะยังแจ่มชัดอยู่ในมโนภาพ โดยเฉพาะเสียง“แถ้…แถ้” ของท่าน เพราะท่านเน้นซํ้าหลายครั้ง
ตามที่ท่านเล่า ท่านอาจารย์ได้พาคณะศิษย์เดินธุดงค์ไปในป่า ศิษย์ที่พาไปนั้น มีทั้งพระ เณร แม่ชี และพวกฆราวาส ไปถึงที่ตอนหนึ่งมีแม่นํ้าใหญ่ขวางหน้า ท่านพาเดินเลียบฝั่ง เพื่อหาช่วงตอนที่แคบหน่อยจะได้พอข้ามได้ สุดท้ายก็มาพบตอนหนึ่งของแม่นํ้ามีเกาะแก่งทอดตัวอยู่เป็นระยะ ท่านพิจารณาอยู่เป็นครู่ คิดว่าพอจะใช้เป็นทางนําหมู่ศิษย์ข้ามไปได้ จึงออกเดินนําไป
ท่านได้เตือนหมู่ศิษย์ว่า “กระแสนํ้าไหลเชี่ยวมาก และเกาะแก่งหินเหล่านั้นก็เป็นอันตรายบางก้อนจมอยู่ใต้นํ้า ไม่ทราบภัยใต้นํ้าเบื้องล่างจะเป็นอย่างไร ฉะนั้น ให้ทุกคนระมัดระวังตัวเดินตามท่านให้ดี อย่าประมาท”
ท่านเล่าว่า “ออกเดินไปได้เล็กน้อย ก็มีบางคนอวดดี แซงขึ้นหน้าท่านไป ท่านห้ามก็ไม่ฟัง บางคนเดินพลาด ลื่นตกนํ้า ตะเกียกตะกายอยู่ บางคนถูกกระแสนํ้าไหลพัดพาจมหายไป บางคนกลัวก็ถอยกลับ ในที่สุดมีผู้เชื่อฟังท่าน เดินตามท่านไปตามรอยที่ท่านนําทาง ข้ามไปถึงฝั่งแม่นํ้าตรงข้ามได้เพียง ๒ คนเท่านั้น”
“นิมิตแปลกจริงๆ” ท่านรําพึงซํ้า
ผู้เขียนนิ่งฟังอยู่ คิดเหมือนกันว่าแปลก ปกติพวกศิษย์จะเล่าเรื่องการภาวนาถวายท่านอันบางครั้งก็มีนิมิตต่างๆ ด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินท่านเล่านิมิตของท่านเองให้ฟัง
นิมิตนี้ถ้าท่านเล่าให้นักกัมมัฏฐานได้ฟัง ก็จะแสดงถึงความหมายอันน่าคิด แต่เมื่อท่านมาปรารภกับศิษย์ไม่ประสาอย่างเรา ก็คงไม่มีความหมายอันใด
แต่อย่างไรก็ดี เช้าวันนั้นถึงเวลาฉันจังหันที่ศาลาชั้นล่าง ก่อนเริ่มฉัน ท่านก็ประกาศเรื่องนิมิตนี้ให้ฟังกันทั้งวัดอีกครั้งหนึ่ง
ความจริงผู้เขียนลืมเรื่องนิมิตนี้ไปนานแล้ว และแม้เวลาที่เตรียมจะจัดเขียน “ธุลีที่ปลิวไปแทบบาท” นี้ ก็ไม่ได้มีเรื่องนี้อยู่ในความคิดเลย กระทั่งนั่งลงเขียน มือเพลินมาจนถึงเรื่องนี้ได้อย่างไรก็ไม่ทราบ เสียงของท่านดูประหนึ่งจะดังกังวานอยู่ในโสตประสาท และภาพแม่นํ้า ภาพเกาะแก่งที่หินบางก้อนยังจมนํ้าก็ดูชัดเจน
อาจจะเป็นเรื่องที่ท่านต้องการให้บันทึกไว้เป็นหลักฐานของบรรดาศิษย์ผู้อยู่หลังก็ได้
ในบั้นปลายท่านพาคณะศิษย์ออกธุดงค์
ธุดงควัตรเป็นกิจวัตรที่สําคัญที่สุดประการหนึ่งของพระป่า ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ สรรเสริญอย่างยิ่ง ออกพรรษาคราใดท่านจะส่งพระเณรออกแยกย้ายกันไปธุดงค์ แต่พวกชาวกรุงผู้ไม่ประสานั้น ท่านเมตตาพาไปเพียงให้พอรู้จักบรรยากาศของการธุดงค์ รู้จักป่า รู้จักความสงัดวังเวง ของความเงียบ ฯลฯ แต่ก็มีผู้ได้รับธรรมะ ได้รู้จักการรวมจิต เป็นกําลังใจในการภาวนากันหลายคน โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์เรื่องพาคณะศิษย์ออกธุดงค์ไว้ดังนี้
“จะขอเล่าเรื่องการออกเดินธุดงค์ที่บนหลังภูวัวในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้พากันออกเดินธุดงค์ภูวัว เบื้องต้นได้ขึ้นทางถํ้าพระ พักอยู่ที่ถํ้าพระ ๑ คืน ที่วิเวกของถํ้าพระก็เหมาะดี เพราะเป็นที่ปลอดโปร่ง หลังจากฉันเช้าแล้วก็มุ่งหน้าไปสู่ถํ้าบูชา เดินตามทางช้างและทางสัตว์ป่าบนสันเขา มีบางท่านบางคนเดินจากถํ้าพระไปถํ้าบูชาก็เมื่อยล้าปวดเมื่อยขา เจ็บเท้าบ้าง เจ็บโคนขาบ้าง บางคนถึงแค่ถํ้าบูชาแล้วก็ขอแยกทางลงเขาเลยทีเดียว พักถํ้าบูชา ๑ คืน เพราะมีเวลาจํากัดแล้วก็เดินธุดงค์มาที่สะแนนเดินตามสันเขาไหล่เขาบนภูวัว จากถํ้าพระมาถํ้าบูชาระยะห่างกันประมาณ ๖ กิโลเมตร จากถํ้าบูชามาถึงสะแนนนํ้าตกระยะห่างกันประมาณ ๑๕ กิโลเมตร แล้วก็เดินธุดงค์มาพักที่นํ้าตกสะแนน ๒ คืน พากันวิเวกตามลํานํ้าสะแนนแล้วได้ไปดูถํ้าเย็นถํ้ามืด ระหว่างนี้ฝนตกชุกมาก ทางรถเข้าไปถึงนํ้าตกสะแนนไม่ได้ จําเป็นต้องเดินจากสะแนนกลับภูทอกมาขึ้นรถที่ปากทาง ในปี ๒๕๒๒ นี้มีคณะธุดงค์ประมาณ ๒๕ – ๒๖ เป็นชาวกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ แม้เหนื่อยแสนเหนื่อย มีผู้ใจสู้ยอมสละตาย จิตรวมระหว่างกําลังเดินธุดงค์หลายคน
ส่วนในปี ๒๕๒๓ นี้คณะธุดงค์กรุงเทพฯ มี ๙ คน แต่สําหรับพวกชนบทตามหัวเมืองมีมาก รวมกันแล้วมีประมาณ ๒๕ – ๒๖ คนเท่าๆ กัน ออกเดินธุดงค์จากภูทอกวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ โดยไปที่ถํ้าบูชาเป็นจุดแรก อากาศดีมาก ดีกว่าเมื่อปีก่อนซึ่งออกเดินทางกันในเดือนเมษายน อากาศร้อนจัด แต่ปีนี้ออกธุดงค์ในฤดูหนาวอากาศ จึงแห้งสนิท ไม่ร้อน แต่ก็ไม่หนาว พักธุดงค์ที่ถํ้าบูชา ๔ คืน บางท่านบางคนก็พักอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้บ้าง ตามพลาญหินบ้าง ที่กลางแจ้งบ้าง ตามถํ้าบ้าง เงื้อมหินบ้าง ตามอัชฌาสัยของตน รู้สึกว่านักธุดงค์ทุกคนได้รับความปีติยินดีมากทีเดียว และนักธุดงค์ทุกคนใคร่อยากประสบเหตุการณ์ต่างๆ โดยธรรมชาติที่เคยได้อ่านได้ฟังประวัติของครูบาอาจารย์กันมา เช่น อยากประสบฝนตกบ้าง ประสบภัยเรื่องสัตว์ป่าต่างๆ บ้าง ดังนี้ เมื่อพักวิเวกธุดงค์ที่ถํ้าบูชา ๔ คืนแล้วก็เดินทางต่อไปที่หลังถํ้าแก้วห่างจากถํ้าบูชาประมาณ ๘ – ๑๐ กิโลเมตร พากันเดินไปตามทางไหล่เขาชมธรรมชาติทิวทัศน์บนหลังเขา ป่าเขาลําเนาไม้สวยมาก ที่ว่างเวิ้งวุ้ง อากาศปลอดโปร่งดีมาก ธรรมชาติป่าวิเศษมากทีเดียว
เมื่อถึงหลังถํ้าแก้วแล้ว นักธุดงค์ก็พากันหาที่พักวิเวกตามอัธยาศัยของตนๆ ตามรุกขมูลร่มไม้บ้าง กลางแจ้งบ้าง เพราะหลังที่ถํ้าแก้วมีพลาญหินและตาดหินกว้าง มีนํ้าบริบูรณ์นํ้าซับไหลตลอดมีถํ้าหลายถํ้า แต่ไม่ได้อยู่ถํ้า มาเลือกอยู่กันกลางแจ้งหมด ขณะที่มาพักหลังถํ้าแก้วนี้แหละพวกคณะสมาชิกธุดงค์พากันบ่นอยากจะให้ฝนตก อยากเห็นสัตว์ร้าย คือ เสือบ้าง
พอดีกลางคืนฝนตกพากันเปียกหมด ข้าพเจ้าก็นอนตากฝนทีเดียว เปียกหมด แต่ฝนตกไม่นานแล้วก็มีสัตว์ป่ามา คือ เสือมาหา สมาชิกธุดงค์บ่นอยากจะเห็นเสือ เสือก็มา เสือมาทดสอบดูความกล้าหาญของคณะนักธุดงค์ว่า จะเป็นผู้กล้าหาญไหม ? จะเป็นผู้สะทกสะท้านหวั่นไหวไหม ? เมื่อเสือมาแล้วตอนเช้าก็พากันมาเล่าให้ฟังว่า “เสือมาหาผม” “เสือมาหาดิฉัน” “เสือมาหาหนู” เกือบตายแน่ะครับ แน่ะค่ะ ใจสั่นริกๆ เกือบจะช็อก เสือมาทดสอบทรมานเอา พุทโธก็หลง ธัมโมก็หลง สังโฆก็หลง ขนพองสยองเกล้า ไม่รู้ว่าภาวนากันอย่างไร มีแต่กลัวตายสยดสยอง ไม่รู้จะไปที่ไหน เพราะเสือมา โยมผู้ชายที่เขาติดตามถือบริขารไป ชื่อโยมคําเหวิน คนบ้านสะแนน ทีแรกเสือไปหาเขาก่อน เขาเป็นคนบ้านป่า เขารู้จักสัตว์ป่าดี เพราะเขาอยู่ในป่า เขาชํานาญ เขาว่าเสือใหญ่มาหายใจฮืดฮาดๆ เหมือนแมว เขามาเล่าให้ฟังตอนเช้าว่า เขานอนตัวแข็ง นอนนิ่งไม่รู้จะไปไหน เอาผ้าคลุมหัวโปงหมด แล้วพวกคณะธุดงค์กรุงเทพฯ เสือก็ไปเยี่ยม อย่างคุณแนนที่มาจากแคนาดานั้น เสือก็ไปเยี่ยมตัวแข็งหมด ตับหมด หัวใจหดกันหมด หลงภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ จะร้องให้ใครช่วยก็ไม่ได้
นับว่าคณะที่เดินธุดงค์ปี ๒๕๒๓ นี้ ได้ประสบเหตุการณ์หลายอย่างหลายประการชุบชีวิตของเรา มีแต่การเดินทั้งหมด เดินชมทิวทัศน์ธรรมชาติสวยงามมากทีเดียว ถ้าไม่ประสบการณ์ผจญภัยอย่างนี้มันก็ไม่สนุกดี ประสบเหตุการณ์อย่างนี้มันสนุกดีมาก แล้วก็ได้กําลังใจ อีกสถานที่ก็เหมาะดีมากที่สุด ถํ้าบูชา หลังถํ้าแก้ว ล้วนแต่เป็นสถานที่เหมาะสมมากที่สุด ออกจากหลังถํ้าแก้วตอนเช้าก็พากันลงจากภูวัวมุ่งหน้าสู่ภูสิงห์น้อย เดินผ่านป่า เขา ตาดนกเขียน พากันพักอยู่ ๑ คืน นับว่าดีมากทีเดียว เพราะที่ภูสิงห์น้อยนี้มีสํานักสงฆ์มีพระอยู่ประจําไม่ขาด มีทั้งพระและชี ภูสิงห์น้อยนี้ข้าพเจ้าเป็นผู้มาริเริ่มสร้าง ตั้งขึ้นตั้งแต่เริ่มแรกมีพระอยู่ประจําสืบๆ กันมา ไม่ขาดพรรษา มาพักภูสิงห์ ๑ คืนแล้วก็เดินทางกลับภูทอก (วัดเจติยาคิรีวิหาร ภูทอก) เพื่อมารับผ้าป่าที่มาจากกรุงเทพพระมหานคร
ออกธุดงค์ปี ๒๕๒๓ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ลงจากภูวัว วันที่ ๘ มาพักที่ภูสิงห์ ลงจากภูสิงห์วันที่ ๙ กลับมาพักที่ภูทอกก็เพราะคณะผ้าป่าจากกรุงเทพฯ ซึ่งมีท่านผู้การ น.อ.ณรงค์ ดิถีเพ็ง บางเขน กรุงเทพฯ พร้อมด้วยหมู่คณะจะนําผ้าป่ามาทอดในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ และมีคณะพวก “คนพ้นโลก” มาประสบพบกัน เลยมากินมานอนร่วมกัน มาด้วยรถบัส ๖ คัน ได้เล่าเรื่องเดินธุดงค์คราวนี้ให้คณะกรุงเทพฯ ฟัง รู้สึกสนุกสนานกันมาก คนได้ยินได้ฟังก็พลอยตื่นเต้นด้วย อยากไปเดินธุดงค์ด้วย อยากประสบเหตุการณ์ต่างๆ บ้าง การเดินธุดงค์ทุกครั้งย่อมมีประสบเหตุการณ์ต่างๆ ไม่เหมือนกัน ดังนั้น พึงพากันถือเป็นเพียงอนุสรณ์ควรให้รําลึกในชีวิตของตน
การเดินธุดงค์ เป็นการปฏิบัติบูชาคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าการปฏิบัติบูชาเป็นสิ่งที่ควรบูชาอย่างยิ่ง ไม่มีสิ่งอื่นใดเสมอเหมือนยิ่งกว่า อามิสบูชา คือ การบูชาด้วยวัตถุภายนอก ยิ่งเรามีศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสปสาทะอยากปฏิบัติบูชา มีการธุดงค์มันก็ดีมากทีเดียว
ในการเดินธุดงค์ปี ๒๕๒๓ นี้ได้ให้นุ่งขาวสมาทานศีล ๘ ทั้งหมดให้เป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดถือเพศเป็นนักบวช เป็นชีพราหมณ์ การถือเพศเป็นนักบวชเป็นเพศที่มีเกียรติมากในทางพระพุทธศาสนาและเป็นการป้องกันอันตราย เพราะเพศนักบวช คือ เพศชีพราหมณ์นี้เป็นเพศบริสุทธิ์ เป็นเพศที่สูงเป็นเพศที่พ้นจากภัยและความเบียดเบียน ท่านจึงให้นุ่งขาวห่มขาวถือสมาทานศีล ๘ เมื่อพวกเราพากันมีจิตศรัทธาเดินธุดงค์อย่างนี้ เรียกว่า เป็นการปฏิบัติบูชาทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มีอานิสงส์ มีบุญมาก หาสิ่งอื่นที่จะเปรียบไม่ได้ มิหนําซํ้าพวกเราก็ยังพากันขะมักเขม้นรีบเร่งบําเพ็ญภาวนาให้เกิดมี บางคนมีจิตสงบจนถึงรวมลง ถอนขึ้นมาก็เห็นกายของตน เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เพิ่มปีติยินดี นี่เป็นอานิสงส์
เพราะธุดงค์ของการปฏิบัติก็เห็นผลอย่างนี้ ไม่เสียเวลา ไม่เสียแรงที่เดินธุดงค์ไป เป็นการคุ้มค่า ไม่ขาดทุน ไม่สูญกําไร เพราะธุดงค์เป็นสัลเลขปฏิปทาเครื่องขัดเกลากิเลสให้เบาบาง เป็นกําไรของพระวินัย พวกเราที่ได้พากันธุดงค์ นับว่าเป็นผู้มีบุญวาสนามากทีเดียว พึงพากันยินดีต่อข้อปฏิบัติของตนที่เคยดําเนินมา บางคนบ่นว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยนุ่งขาว มันเป็นอย่างนี้ สิ่งที่ไม่เคยประสบก็ได้ประสบมาอย่างนี้แล เดินธุดงค์ครั้งนี้ต่างคนต่างมีปีติยิ่งนัก มีศรัทธาแก่กล้ายิ่งนัก แล้วก็อยากเดินธุดงค์อีกต่อๆ ไป…”
ภาค ๑๐ กิจวัตรประจําวันและความเป็นอยู่
กิจวัตรประจําวัน
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และถือธุดงควัตร ทั้งรักษาข้อวัตรปฏิบัติ ตามปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้อย่างสมบูรณ์งดงาม กิจวัตรประจําวันของท่าน ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร และ ท่านพระอาจารย์ถาวรอนุตฺตโร พระผู้ที่เคยปฏิบัติอุปัฏฐากท่านระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ถึงวันมรณภาพ ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวน จะตื่นนอนประมาณ ๓ นาฬิกาของทุกเช้า โดยท่านจะไหว้พระสวดมนต์อยู่เพียงองค์เดียว เมื่อไหว้พระสวดมนต์เสร็จ ท่านจะออกมานั่งที่นั่งของท่าน พระผู้ปฏิบัติจะนํานํ้าร้อนที่ผสมเตรียมไว้ถวายให้ท่านล้างหน้า พร้อมแปรงสีฟัน ผ้าเช็ดหน้า ระหว่างที่ท่านล้างหน้า พระผู้ปฏิบัติจะเข้าไปทําความสะอาดห้อง จัดเก็บที่นอนและมุ้งจัดให้เป็นระเบียบ ซึ่งในกุฏิท่านก็แทบจะไม่มีอะไรอยู่แล้ว จึงไม่เสียเวลาในการจัดเก็บแต่ประการใด จากนั้นท่านครองผ้า เตรียมลงจากเขาชั้นที่ ๕
บางวัน มีญาติโยมมาทอดกฐิน ถวายผ้าป่า ท่านก็อาจจะมาอยู่ที่ศาลาวิหารชั้นที่ ๕ ระยะหนึ่ง ให้โอกาสญาติโยมได้เรียนถามข้อปฏิบัติจากท่านได้ ก่อนจะลงจากเขา
เมื่อลงจากเขา พระอุปัฏฐากก็สะพายบาตรของหลวงปู่จวนลูกหนึ่ง และของตนเองอีกลูกหนึ่ง ลงจากเขามาถึงศาลาฉันชั้นล่าง ได้เวลาออกบิณฑบาต พระผู้ปฏิบัติจะนําผ้าจีวรมาให้ท่านคลุมแล้วถวายบาตรให้ท่าน ท่านจะสอนพระเณรคลุมผ้าให้เรียบร้อยตามพระวินัยได้บัญญัติไว้ ตอนบิณฑบาตก็ส่งบาตรให้ท่าน แล้วท่านจะนําพระออกเดินบิณฑบาตเข้าไปในบริเวณหมู่บ้าน ซึ่งมี ๒ สาย ที่หมู่บ้านนาคําแคน และที่หมู่บ้านผาสวรรค์ ท่านบิณฑบาตช่วงสั้นๆ ที่บ้านนาคําแคน ท่านไปได้พอประมาณก็กลับ พอเป็นกิจวัตรของท่าน จากที่หน้าวัดไปที่กลางหมู่บ้านก็ไม่ไกล ไม่ถึงกิโลฯ พระที่เหลือก็บิณฑบาตจนสุดสาย
ระหว่างเดินบิณฑบาต ท่านให้สํารวมจิตใจ มิให้คิดไปต่างๆ นานาที่จะทําลายพรหมจรรย์ ถ้าพระเณรองค์ใดเผลอคิดสิ่งที่ไม่ดีงาม เมื่อกลับจากบิณฑบาต ท่านก็เล่าเรื่องอะไรที่ตรงกับความคิดนั้นให้ฟัง เพื่อเตือนไม่ให้คิดอีก
เมื่อท่านกลับจากบิณฑบาต พระผู้ปฏิบัติจะคอยล้างเท้า เช็ดเท้าให้ท่านก่อนขึ้นศาลา พอท่านมานั่งที่นั่งของท่านแล้ว ก็ต้องคอยประเคนอาหารที่แม่ชีและชาวบ้านเอามาถวายอยู่เป็นประจํา พระผู้ปฏิบัติจะต้องรู้จักเลือกอาหารที่ถูกธาตุขันธ์กับท่านคอยถวายให้ เพราะมีอาหารบางอย่างที่ท่านฉันแล้วจะเกิดอาพาธขึ้น อาหารเช่นนี้ พระผู้ปฏิบัติจะต้องจําได้และคอยนําไปให้พระองค์อื่นๆ จนหมดพอท่านฉันเสร็จ ท่านจะปราศรัยกับญาติโยมอยู่พักหนึ่ง แล้วก็จะกลับขึ้นเขาไปทํากิจวัตรของท่านเมื่อท่านขึ้นเขาแล้วจะไม่ลงมา หากมีศรัทธาญาติโยมเดินทางมากราบท่าน จะต้องขึ้นเขาชั้น ๕ เท่านั้น สําหรับคนสูงอายุ ท่านจะเมตตาลงมาต้อนรับ ส่วนพระผู้ปฏิบัตินําบาตรไปล้าง เก็บยังที่ท่านเคยเก็บเป็นประจํา และคอยจนกว่าจะถึงเวลาถวายนํ้าให้ท่านฉันในตอนเที่ยง เป็นอันเสร็จ ไปทํากิจส่วนตัวได้
เวลาบ่าย ฉันนํ้าร้อนแล้ว ถ้าไม่มีแขก ท่านมักจะเดินจงกรมที่ระเบียงกุฏิ และกวาดหน้าระเบียง ภูทอกแต่ก่อนกันดารมากๆ นํ้าปานะมันไม่มี ท่านมีแต่ฉันนํ้ายาเสือโคร่งเป็นหลัก กาแฟก็ไม่มี มีแต่ต้มนํ้ายาเสือโคร่ง พวกปรมัตถ์ก็ไม่มี โอ้โห ! มันไม่มีอะไรจริงๆ เลย ข้าว ปลา อาหาร ไม่เหมือนอย่างทุกวันนี้ ทุกวันนี้มันสมบูรณ์ ที่อยู่อาศัยมันสมบูรณ์ทุกอย่าง นํ้า ไฟ กุฏิ ศาลา สุดยอดล่ะ ไฟฟ้า โหย ! มีแค่ไฟปั่น ใช้เครื่องปั่นเอา ในยามมีโยมจะมาพักค้างคืนจึงค่อยปั่นไฟ
การสรงนํ้า ท่านสรงทุกวัน หน้าร้อนก็ประมาณ ๕ โมงเย็น พระผู้ปฏิบัติเตรียมเรื่องนํ้าสรงของท่าน ดูแลเปิดนํ้าก๊อกให้เต็มทุกตุ่ม เตรียมเรื่องสิ่งของที่ท่านจะทําวัตรเย็น แล้วลงมาสรงนํ้าข้างล่าง พระผู้ปฏิบัติต้องกลับขึ้นเขาไปให้ทันก่อนเวลา ๑ ทุ่มอันเป็นเวลาเริ่มทําวัตรเย็น สําหรับหน้าหนาว ถ้ามันหนาวแรงก็บ่ายโมงหรือบ่ายสองโมง สรงก็นํ้าอุ่น ต้มใบหนาด ใบเป้า ต้มนํ้าอุ่น ตอนสรงนํ้าท่านเปิดโอกาสแล้วแต่ว่าใครจะมา ท่านไม่ได้ปิดกั้นอะไร สรงก็สรงปรกตินะ ไม่มีอะไร การขัดถูตัวก็ปรกติธรรมดา
เวลา ๖ โมงเย็น ท่านพระอาจารย์จวนจะทําวัตรสวดมนต์เย็นเองก่อน ส่วนพระ เณร แม่ชีจะขึ้นเขาชั้น ๕ ชาวบ้านไม่ค่อยมีนะ เวลา ๑ ทุ่มตรงของทุกวันจะทําวัตร สวดมนต์เย็นพร้อมกัน จากนั้นท่านจะเมตตาเทศน์อบรมให้โอวาททุกวัน จวบจนวันสุดท้ายก่อนมรณภาพด้วยเครื่องบินตก ส่วนสถานที่ภาวนาเวลาคํ่าคืน ส่วนมากก็ตรงกุฏิที่ท่านพักชั้น ๕
ท่านพระอาจารย์จวน ท่านเป็นพระที่มีระเบียบ เคร่งพระวินัยและข้อวัตรปฏิบัติ ในการสอน โดยเฉพาะการสอน ท่านจะเอาจริงเอาจัง สมัยก่อนพระเณรที่อยู่ด้วยก็ฟังแบบตั้งใจและก็ปฏิบัติจริงๆ ท่านเทศน์ทุกวัน ปรกติท่านก็จะถามหลังจากเทศน์ พอท่านเทศน์จบ ท่านก็จะถามทันที “เข้าใจไหม เข้าใจตรงไหนที่ท่านเทศน์มา” ท่านให้ตอบ ท่านจะถามทีละองค์ ตั้งแต่องค์ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ลงมา ว่าองค์ไหนจําข้อธรรมข้อไหนได้บ้าง ถ้ามีองค์ใดองค์หนึ่งตอบไม่ได้ว่าจําข้อนี้ๆ ไม่ได้ ท่านยิ่งเทศน์ยาว บางทีเที่ยงคืน ท่านจะเอาจริง ต้องจําให้ดีว่าที่ท่านเทศน์ ต้องจําข้อใดข้อหนึ่งให้ได้อย่างน้อยต้องท่อนหนึ่ง
การปรนนิบัติบีบนวดเส้นถวายหลวงปู่จวน ในช่วงกลางคืนหลังจากเทศน์อบรมจนถึงเที่ยงคืนกว่าจะได้กลับ วันไหนท่านสั่งจึงได้นวด วันไหนมีอาการไม่ปกติจึงได้นวด แล้วแต่ท่านจะสั่ง นวดประมาณสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละประมาณ ๒ – ๓ ชั่วโมง นวดก็หลายองค์อยู่ ๒ – ๓ องค์ สึกหมดแล้ว เวลานวดเป็นเวลาที่ท่านอารมณ์ดี และมีโอกาสที่จะฟังเรื่องราวที่น่ารู้มาก ตอนเวลาท่านสรงนํ้าหนึ่งตอนนวดเส้นถวายอีกเวลาหนึ่ง ระหว่างนวดส่วนมากไม่มีอะไรล่ะ ต่างองค์ต่างนวด ใกล้เวลาก็ดัดให้ท่าน ท่านไม่ร้อง เงียบอย่างเดียว ตอนนวดก็เงียบนอนเฉยเลย นอนนิ่งเลยนะ ไม่แสดงอาการเจ็บ การนวดถวายท่านนั้นมีอานิสงส์อยู่ จึงมีผู้แย่งกันทําหน้าที่เพื่อจะสนองคุณท่าน และอีกประการหนึ่งศิษย์ทุกองค์รู้สึกว่าจะได้มีส่วน “ได้บุญ” ด้วย
วันโกน ถ้าปลงผม เวลาปลงผม พระอาจารย์แยงเจ้าอาวาสภูทอกเป็นองค์ปลง เกศาของท่าน อาตมาไม่ได้เก็บ ถึงได้มาก็เอาคืนหมด บรรจุเข้าเจดีย์
เวลาสําคัญ เช่น วันพระใหญ่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา ซึ่งมีญาติโยมมาทําศาสนกิจร่วมด้วย หรือวันที่มีคณะศิษย์จากต่างจังหวัดมา ท่านก็เทศน์ตามปกติตอนกลางคืน ตอนเช้าไม่ค่อยมีเทศน์ การสวดปาฏิโมกข์ แต่ก่อนท่านลงใกล้จะสว่างประมาณตี ๔ หรือตี ๔ ครึ่ง ที่ชั้น ๕สวดปาฏิโมกข์เสร็จก็สว่างพอดี พอดีก็เลิก ต่างองค์ก็ต่างแยกย้ายกันลงมาข้างล่าง ออกบิณฑบาตต่อไป ตอนกลางคืนประมาณ ๑ ทุ่ม ท่านก็จะนําทําวัตรสวดมนต์พร้อมกัน ทําวัตรเย็นเสร็จแล้ว ท่านจะให้โอวาทเป็นประจําก่อนแยกย้ายกลับกุฏิ
บางเวลาท่านให้โอวาท จะมีถ้อยคําหนักรุนแรงมาก และเสียงดังกว่าปกติ แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่า “ขณะนั้นได้มีผู้คิดสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้ว” พระทุกองค์ทราบว่า “เวลาปกติท่านจะไม่ค่อยสอนเท่าใด” แต่เมื่อมีการติดขัดสงสัยในการภาวนายังไม่ทันถาม ท่านจะเทศน์ตรงกับที่สงสัยไปทีเดียว หรือบางทีท่านไม่เทศน์สั่งสอนเลย แต่เมื่อติดขัด คิดจะถามท่านก็มีคําตอบแนะนําทะลุปรุโปร่งไปแล้ว และภายหลังท่านจะถามเป็นเชิงว่า “เรื่องนั้น… แก้ได้แล้วใช่ไหม ?”
พระเณรไม่มีความสงสัยในองค์ท่าน จะพยายามปฏิบัติ ระมัดระวังตนตามที่ท่านสั่งสอนทุกประการ และจะยึดถือเป็นหลักปฏิบัติสืบต่อไป
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าประโยชน์ในการอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ไว้ดังนี้
“เรื่องการอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ มันเป็นอาจริยวัตรที่พระเณรบวชใหม่จะต้องฝึกฝนอบรมบางคนยังไปเพ่งเล็งพระ เพราะว่าท่านสอนวิธีให้พระเณรรู้จักรับบาตร รับจีวร สรงนํ้า นวดเส้นถวาย อะไรทํานองนี้ ดูแล้วมันเย็นใจ แต่ถ้าครูบาอาจารย์ไม่ให้ทําเลย มันก็ไม่รู้อะไร มันก็มีข้อเสียนะ คือพระเณรรุ่นต่อไปเขาทําไม่เป็น เขาไม่รู้จักระเบียบทํากับครูบาอาจารย์ มันจะทิ้งตรงนี้ไป ไม่ดีนะ”
ปฏิปทาการแจกอาหารของท่านพระอาจารย์จวน
สมัยที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ยังมีชีวิตอยู่นั้น หมู่บ้านรอบภูทอกยังไม่เจริญ ดังนั้น อาหารการขบการฉันยังไม่อุดมสมบูรณ์อย่างทุกวันนี้ กับข้าวกับปลาก็ไม่ค่อยมี และขณะนั้นท่านกําลังพัฒนาภูทอกและพื้นที่โดยรอบ พระเณรต้องทํางานกันอย่างหนัก แต่ฉันเพียงมื้อเดียว จึงต้องฉันอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งในบางครั้งอาหารในวันนั้นไม่เพียงพอ ท่านพระอาจารย์จวนจึงสั่งให้แจกอาหารจากท้ายมาหน้า
เรื่องปฏิปทาการแจกอาหารจากท้ายมาหน้าของท่านพระอาจารย์จวน ย่อมแสดงออกถึงความเป็นธรรมและความเป็นผู้นําของท่านที่เสียสละ ห่วงใยปากท้องของพระเณรอย่างทั่วถึง จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นคติอันงดงามในวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ดังเช่นกรณีองค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านเคยมาพักค้างและฉันจังหันเช้าที่ภูทอก ซึ่งเช้าวันนั้นมีพระเณรมาร่วมฉันที่ศาลาภูทอกกันจํานวนมาก ร่วม ๖๐ องค์ ท่านก็สั่งให้ญาติโยมแบ่งอาหารไปแจกจากท้ายมาหน้าเหมือนกัน ซึ่งตามปกติ เมื่อศรัทธาญาติโยมนําอาหารมาถวายก็จะประเคนองค์หัวหน้าเป็นองค์แรกไปยังเณรองค์สุดท้าย องค์หลวงตาท่านนั่งเป็นประธานองค์แรก ท่านเป็นห่วงเณรที่นั่งอยู่ท้ายๆ แถว เกรงว่าอาหารจะไปไม่ถึง ท่านจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับสั่งให้ศรัทธาญาติโยมจัดอาหารไปประเคนเณรองค์ที่นั่งท้ายสุด ท่านว่า “เณรก็มีปากท้องเหมือนกัน”
พระศิษย์ของท่านพระอาจารย์จวนได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“โอ้ย ! แต่ก่อนภูทอก กับข้าวนี่นะตามมีตามเกิด ส่วนมากจะเป็นแกงหน่อไม้ ไอ้แกงป่า ก็ใส่หมูก็วิญญาณหมูล่ะ ถ้าจะเป็นพวกเนื้อ พวกทอดไข่นี่ อย่าฝันเลย นานๆ จึงจะได้เจอครั้งหนึ่ง หลวงปู่จวนท่านจะแจกอาหารย้อนจากท้ายมาหน้า”
คุณประเสริฐ อยู่สุข ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดท่านพระอาจารย์จวน ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านจะพิจารณาในแต่ละวันว่า อาหารเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอ ด้วยความเป็นห่วงพระเณรที่อยู่ท้ายๆ แถว เกรงว่าจะไม่ได้รับอาหาร หรือได้ไม่เพียงพอ ท่านจึงสั่งแจกอาหารจากท้ายสุดมาหน้าสุด โดยเณรองค์ที่นั่งอยู่ท้ายสุดจะตักอาหารก่อน และหลวงปู่จวนท่านจะตักเป็นองค์สุดท้าย ซึ่งสมัยนั้นจะเกิดขึ้นบ่อยๆ หากวันไหนที่ท่านพิจารณาแล้วอาหารเพียงพอ ท่านก็แจกตามปกติคือ จากองค์แรกคือท่าน ไปยังเณรองค์สุดท้าย ซึ่งในสมัยนั้นภูทอกมีพระเณรสิบกว่าองค์ เฉพาะเณรก็ ๕ – ๖ องค์”
ท่านตรวจความเรียบร้อยหลังฉันเสร็จ
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านดุเณร ท่านไม่ตีเณรหรอก แต่ท่านจะสอนเรื่องการปฏิบัติ เณรก็เคยโดนท่านเอากานํ้าเขกหัว เวลาท่านฉันเสร็จนี่ ท่านจะเดินรอบศาลา ศาลาเก่านะมันเป็นไม้ เดินตรวจความเรียบร้อยว่าเก็บของเรียบร้อยไหม ? กวาดเก็บถูศาลานี่ แต่ก่อนนี่เวลาจะจัดที่นี่ เขาจะต้องถูศาลานะ ตอนเช้านี่ ท่านให้ถูศาลาแล้วก็เข้ามาเก็บ ระเบียบมากเลย พอฉันเสร็จแล้ว ก็ต้องล้างบงล้างบาตรเสร็จ ก็ต้องมาช่วยกันถูศาลา เก็บแล้วก็แล้ว ถึงจะแยกย้ายกัน ตอนขึ้นเขาต่างกันไป ต่างอยู่ของใครของมัน แต่ก่อน ฉันก็ประมาณ ๗ โมงครึ่ง ๘ โมง ลงเขาประมาณตี ๕ แล้วเข้าหมู่บ้านบิณฑบาต กลับมา ๗ โมงครึ่ง แล้วก็ฉันเสร็จ แต่ก่อนหมู่บ้านไม่ได้ใหญ่ล่ะนะ โดยมากมันเล็กนิดเดียว เดินใกล้ๆ แล้วพอฉันเสร็จก็ประมาณไม่เกินชั่วโมง ทําวัตรอะไรเสร็จปุ๊บ ๙ โมงกว่าๆ ก็เสร็จหมดล่ะ แล้วก็แยกขึ้นเขานั่นล่ะเป็นประจําวันเลย ถ้ามีงานก็ช่วยกันทํา”
ท่านรับแขกบนศาลาวิหารชั้น ๕ เป็นประจํา
บนศาลาวิหารชั้น ๕ ของภูทอก ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระประธาน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจต่างๆ เช่น ลงอุโบสถ ไหว้พระสวดมนต์ ทําวัตรเย็นของท่านและพระเณร เป็นที่สวดปาฏิโมกข์ และเป็นที่เทศนาธรรม ตอบปัญหาธรรม เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ที่มุมศาลาด้านขวาพระประธาน ท่านใช้เป็นที่นั่งฉันหมาก ฉันนํ้าร้อน และกางมุ้งกลดพักภาวนาจําวัดบริเวณนี้เป็นประจํา นอกจากนี้ท่านใช้เป็นที่รับรองครูบาอาจารย์ที่เมตตาแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนท่าน และใช้เป็นที่ต้อนรับพระเณรญาติโยมที่มากราบนมัสการท่าน เพราะบริเวณนี้มีบรรยากาศเงียบสงบ อากาศก็ถ่ายเทดี มีลมพัดเย็นสบาย หนาวก็ไม่หนาวมาก ร้อนก็ไม่ร้อนนัก ท่านว่า “เป็นวิมานของท่าน” แม้ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็เคยเทศน์ไว้ว่า “ที่ภูทอก ก็อาจารย์จวนก็ว่า ในโลกไม่มีภูทอกแห่งเดียวเท่านั้น อยู่กับเขา คนอยู่เขาก็สบายอากาศเย็น”
เมื่อท่านมาพัฒนาบริเวณนี้ใหม่ๆ ท่านได้สกัดผนังถํ้าเพื่อทําเป็นแท่นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปน้อยใหญ่ เฉพาะองค์พระประธาน ท่านได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และ พระธาตุหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต บรรจุไว้ เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว คณะศิษย์ได้อัญเชิญรูปเหมือนท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินมาพระราชทาน เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ มาประดิษฐานทางด้านขวาของพระประธาน เสมือนท่านนั่งเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
การรับแขกของท่านพระอาจารย์จวน ก็เช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ที่มีธรรมครองใจทั้งหลาย ท่านไม่ได้มุ่งหวังโลกามิสหรือลาภสักการะใดๆ ท่านมีแต่ให้ความเมตตาแก่ศิษย์โดยเสมอภาค ไม่มีการแบ่งชาติ ชั้น วรรณะ ยากดีมีจนฐานะสูงตํ่า ท่านจะรับแขกด้วยธรรมปฏิสันถาร ผู้ไปกราบนมัสการท่านจะได้รับคําทักทายปราศรัยเท่าเทียมกัน และได้รับการแนะนําสั่งสอนทางธรรมะจากท่าน ผู้ที่ประสบความทุกข์จากการดําเนินชีวิต ท่านจะเมตตาเอาใจใส่ช่วยเหลือสงเคราะห์ แก้ไขปัญหาบรรเทาข้อสงสัยให้ ถ้าประสบความทุกข์มาก เดือดร้อนมาก ท่านก็จะแผ่เมตตาให้มากและถามถึงมาก ถ้าประสบความทุกข์น้อย เดือดร้อนน้อยก็จะลดหลั่นกันลงมา สําหรับผู้สนใจภาวนาจริงๆ ท่านจะเมตตาแนะนําสั่งสอนเป็นพิเศษ
“มาจากไส”
“มาจากไส” จะเป็นคําพูดที่ได้ยินท่านทักทายเสมอ
ผู้รับคําทักทาย จะรายงานท่านด้วยเสียงรัว เร็ว เป็นเสียงสูงๆ ตํ่าๆ เหมือนสําเนียงดนตรีว่ามาจาก บ้านแพง บ้าง บ้านสามผง บ้าง วาริชภูมิ บ้าง เสลภูมิ บ้าง บ้านดอนเสียด บ้าง บ้านนาสิงห์ บ้าง แล้วท่านก็นั่งฟังเขาเล่าเรื่องปัญหาการทํามาหากิน ลูกหลานของเขา โรงเรียนในหมู่บ้าน ความแห้งแล้งของพืชผล ไร่ที่ปลูกอะไรลงไปแล้วก็แห้งตายหมด จนต้องเรียกกันว่า “ทุ่งผีถอน” ปลูกข้าว ปลูกพืช ผีมันก็ถอนทิ้งหมด เขาว่ากันอย่างนั้น
ท่านก็จะแนะให้เขารับไตรสรณคมน์ ปฏิญาณตัวเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ท่องพุทโธเข้าไว้ “ท่องพุทโธ ผีกลัวนะ” ท่านจะว่า แล้วก็มีมนต์สําคัญอีกบทหนึ่ง คือ “ศีล ๕ให้พยายามรักษาศีล ๕ คาถาอันนี้เทวดารัก” ท่านบอก ซึ่งชาวบ้านที่เลื่อมใสท่านก็จะเชื่อ
เมื่อผีกลัว และเทวดารัก บ้านไหน เมืองไหน ก็มีแต่ความร่มเย็น ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ผีก็ละไปจากไป ก็กลายเป็นบ้านเป็นเรือนขึ้นมา ที่ดินสงบร่มเย็น มีความอุดมสมบูรณ์ ทําการกสิกรรมได้
ของใช้ของฉันวางเป็นระเบียบ หากเคลื่อนที่ท่านจะไม่ใช้เลย
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวน คือที่ได้สัมผัสจริงๆ นะ คือเวลาครูบาอาจารย์นั่ง ที่นั่งท่านสมัยก่อนกับที่นั่งปัจจุบัน มันจะต่างกัน ที่นั่งส่วนมากเขาจะมีหมอนนะ จะไม่ค่อยมีเก้าอี้ มีหมอนแล้วก็มีอาสนะนั่งของทุกอย่าง บริเวณที่นั่งของท่านน่ะ เช่น พวกหยูกพวกยา ของใช้ ไม้จิ้มฟงจิ้มฟันอะไร พวกไม้เจียเนี่ย วางเป็นระเบียบ ถ้าอยู่ยังไงก็ให้อยู่อย่างงั้น ถ้าอะไรเคลื่อนที่ปุ๊บนี่ ท่านจะรู้เลย ท่านจะไม่ใช้เลยคือท่านจะไป ออกจากวัดไปวันสองวันนี่ ถ้ากลับมาอันไหนที่มันไม่อยู่ มันเคลื่อนที่ ท่านจะไม่ใช้เลย หลวงปู่จวนท่านเคี้ยวหมาก พวกไม้เจีย พวกนํ้าดื่ม แต่ก่อนมันเป็นกาเด๊ะ (นะ) พวกกา พวกยาฉัน พวกอะไร”
รับของประเคนแล้วต้องรายงาน
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์องค์หนึ่ง นี่โดนหนักนะ โดนเพราะอย่างนี้ อาจารย์องค์นี้ท่านอยู่เวลาช่วงประมาณบ่าย ๓ หลวงปู่จวนท่านจะเดินสํารวจดูวัดนะ ถือไม้ตาดมา ชั้นที่ ๕ ก็เดินไป พอดีมีโยม รู้สึกโยมเขาจะมาจากอุดรฯ เขามีนํ้าแข็งนะ ก็เลยไปทุบนํ้าแข็งใส่กระติกไว้ เสร็จแล้วก็ไปตั้งไว้ที่นั่งท่านอยู่ชั้น ๕ ทีนี้ปกติถ้าเราเคลื่อนที่ เวลาท่านเข้าที่นั่งต้องรายงาน บอกเลยอย่างนี้ๆ ประเคนแล้วเลยต้องรายงาน ตอนนั้นคิดว่าอาจารย์องค์นั้นคงจะลืม พอสรงนํ้าเสร็จ หลวงปู่จวนท่านก็ไปนั่ง นั่งท่านก็ไม่ได้ถามว่าประเคนหรือยัง แต่ท่านไม่แตะต้อง
พอวันใหม่มาเทศน์ เทศน์ให้อาจารย์องค์นั้น เทศน์จน… ด่าจน… เรียกว่าเจอทั้งหมดล่ะ ไม่ใช่ด่าเฉพาะอาจารย์องค์นั้น แต่ท่านจะเน้นอาจารย์องค์นั้น อาจารย์ก็อุปัฏฐากเหมือนกันช่วงนั้น คือลักษณะอาจารย์องค์นั้นท่านไม่ค่อยพูด แต่หลวงปู่จวนนี่เวลาต้องรายงาน ต้องรายงาน ท่านเทศน์หนักเลยวันนั้น “ถ้าเราอยู่ ถ้าเป็นสมัยหลวงปู่มั่นนะ ท่านไล่หนี” เทศน์วันนั้น ๒ – ๓ ชั่วโมง ท่านเทศน์เรื่องรับของแล้วไม่รายงานท่านอย่างนี้อย่างเดียวเลย เทศน์หนัก เทศน์หลายอย่าง แต่ก็เอายกตัวอย่างคร่าวๆ ประเด็นหลักที่จะไล่ คือ ท่านบอกครูบาอาจารย์สอนแล้ว สมัยก่อนเรื่องพระวินัยท่านถือเป็นเรื่องใหญ่มาก”
การตากผ้าห้ามเลยเที่ยง
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“และอีกอย่างเรื่องเวลาฉันข้าวเสร็จนี่นะ พวกบริขารทั้งหมดหรือว่าพวกบาตร พวกผ้าทั้งหมด เวลาผึ่งแล้ว กลับกุฏิแล้ว ท่านบอกไม่ให้เกินเที่ยง จีวรที่ไปผึ่งไว้ตามกุฏิ “ถ้าเลยเที่ยงแล้วไม่ได้นะ” ท่านบอกต้องไม่ให้เลยเที่ยง เสร็จแล้วต้องเก็บให้เรียบร้อย บางองค์ก็ลืมนะ ขึ้นไปก็นอน พอเย็นๆ มา ท่านก็จะมองเห็น เพราะท่านอยู่ข้างบนเห็นยังตากอยู่ยังไม่เก็บ ท่านเทศน์ใหญ่เลย โดน โดนเยอะมันเป็นรายละเอียดของกิจวัตรต้องละเอียด ท่านบอกว่า “ถ้าภายนอกมันไม่ละเอียด ภายในมันก็ไม่ละเอียด”
อย่างสมัยก่อนการบวชนี่ไม่ใช่เหมือนปัจจุบันนี่นะ การบวชท่านต้องฝึกก่อน ไปถือศีล ๘ ก่อน แล้วเขาก็โกนหัวแล้วนุ่งผ้าขาว เขาเรียกว่านาค เข้านาคก่อน ทีนี้ท่านจะไปฝึกเรื่องข้อวัตรปฏิบัติก่อนเบื้องต้นนะ กวาดตาด กวาดลานวัด ทําข้อวัตร ถูศาลา เก็บกวาดที่หลับที่นอนให้ตัวเอง ให้สะอาดไม่ให้รกรุงรัง คือให้มันต่างนิสัยกับโยม เมื่อเข้ามาบวชแล้วละเอียด ให้ต่างกัน พอเสร็จอย่างผ้านี่ก็ต้องเก็บให้เรียบร้อย ถ้ามีใครทําผิดจะโดนกันหมดนะ”
ข้อวัตรการปัดกวาด – ตักนํ้า
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สมัยก่อนเวลาสรงนํ้าต้องลงมารวมกันข้างล่าง ห้วยที่อยู่ข้างบนนั่น ตรงห้องหลวงตาแยงอยู่ ไม่ได้สรงนํ้าบ่ออะไรนี่แต่ก่อน สรงนํ้าในห้วยนี้แหละ บ่ายสามก็จะลงจากเขา กวาดตาดลงมาตั้งแต่กุฏิที่อยู่เลย ก็มารวมกันทางที่ลงเขา เสร็จแล้วก็มารวมกันที่ศาลา หลวงปู่จวนท่านไม่ได้กวาด แต่พระที่อยู่กับท่านต้องเดินลงมากวาดตาดทุกองค์ สมัยก่อนใครจะกล้าเข้ามาตรงเจดีย์นั่นนะ เย็นๆ ใครจะกล้ามาเดิน มันเปลี่ยว มันทึบ สมัยก่อนก็ยังมี ผกค. อยู่ พอมืดตึ๊บ ไฟฟ้ามันก็ไม่มี เลิกงานก็ช่วยกันกวาดตาด ทํากิจวัตรถูศาลงศาลา นํ้าก็ใช้ปี๊บแบบนํ้ามันก๊าดทรงสี่เหลี่ยมหามมาใส่ที่ล้างบาตร ที่ห้องนํ้า อะไรนี่ หามจากห้วยที่อาบ บนภูทอกก็ใช้นํ้าฝนข้างบน พระแต่ก่อนไม่ได้ใช้ห้องนํ้าข้างบน นอกจากครูบาอาจารย์ พระเถระ ตอนบิณฑบาตกลับมาที่ศาลา หลวงปู่จวนท่านมีโยมตามมาที่วัด มีก็ไม่กี่คน ท่านจะไม่ค่อยเทศน์ก่อนฉันหรอก ท่านไม่ค่อยมีพิธีสมัยก่อน”
การซักย้อมผ้าถวายหลวงปู่จวน เตรียมแก่นขนุน
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“การซักย้อมผ้าไตรจีวร สังฆาฏิของหลวงปู่จวน มันต้องทํา ๒ ครั้งนู่น ครั้งแรกก็ต้องซักต้มทําความสะอาดเสียก่อน ด้วยนํ้าแก่นขนุนร้อนๆ ซักแล้วไปตาก แล้วค่อยมาดูสี ครั้งที่ ๒ ผสมสีใส่สีสีก็สีแก่นขนุนนั่นแหละ แก่นขนุนเราก็ต้องให้เข้มเอาไว้ เพราะเป็นผ้าไหม ผ้าไหมต้องให้เข้มเอาไว้แล้วต้องผสมสีเหลืองทองกับสีกรักอย่างละก็ประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ
นํ้าแรกก็คือนํ้าแก่นขนุนต้มเดือดปุดๆๆ ตอนซักถุงมือก็ไม่มี โอ้โห ! มือมันดูไม่ได้ มือมันร้อน มันแตก มันร้อนมากเวลาซักขยี้ หน้าร้อน หน้าหนาว หน้าแล้งมันต้องปวดแสบปวดร้อนเหมือนกันมันก็เจ็บเท่ากัน มันก็นํ้าร้อนเนาะ สีนี่ให้เน้นเข้มไว้ เราก็ต้องให้รู้จักพอดีเลย อย่าให้มันซีดเกินไป เราก็ต้องดูสีผ้าเสียก่อน ก็เคยย้อมผิด ย้อมอ่อนไป สีมันซีดแล้วถูกหลวงปู่จวนท่านตําหนิ ใส่สีกรักน้อยไปมันก็เลยซีด มันไม่เข้ม ตอนย้อมผสมสีเสร็จเราก็ต้องเอาผ้าแช่ทิ้งไว้ก่อน ให้มันเย็นพอประมาณ พอเราจะซักขยี้ได้ แล้วถึงค่อยซักขยี้ เสร็จแล้วก็นําผ้าไปตากให้แห้ง
วันไหนที่เราจะต้มซักก็ใกล้ๆ กับวันพระใหญ่นั่นแหละ เช่น ก่อนวันพระใหญ่ วัน ๑๓ คํ่า๑๔ คํ่า หรือวันไหน เวลาจะซักเราก็ต้องต้มนํ้าแก่นขนุนเอาไว้ทั้งคืนเลยล่ะ ตอนเช้ารอหลวงปู่จวนท่านฉันเสร็จก่อนจึงค่อยมาซัก ผ้าที่ซักก็มีจีวร สบง อังสะที่ท่านใช้นั่นแหละ ตอนซักท่านก็มีสบงอาศัยต่างหาก มีสํารองอยู่ ถ้าช่วงหนาว ท่านก็มีจีวร สบง อังสะกันหนาว ถุงเท้าหมวกอะไร เป็นชุดสํารองมีหมดครบชุด ถุงมือ ถุงเท้าอะไรก็ครบหมด
สมัยก่อนแก่นขนุนต้องเอากบไสไม้ไส ไสแล้วใส่เอาไว้เป็นถุงๆ ก่อนเข้าพรรษาต้องหาเก็บฟืน ทั้งตัด ทั้งผ่า ทั้งขนอะไร ไม้กวาดก็ทําล่วงหน้า แก่นขนุนมีโยมมาถวาย เอาแต่แก่น แล้วก็เอามาถาก ต้องเตรียมทําก่อนล่วงหน้าให้เพียงพอในพรรษา ส่วนสีกรักกับสีทองเป็นสีสําเร็จ เป็นกระป๋องๆ กลมๆ ตรากิเลน สมัยก่อน โอ้โห ! มันหายาก คนเขาไม่รู้จักว่าพระกรรมฐานใช้อะไรบ้าง
อาตมาทําหน้าที่ซักย้อมนี้ก็อยู่ตลอด ๔ ปี ก่อนหน้าอาตมาก็มีพระทําหน้าที่นี้อยู่ อาตมาทําด้วยความเคารพ ทําด้วยความเต็มใจ ทําด้วยความศรัทธา อานิสงส์ไม่มีเมื่อยล้าจนทุกวันนี้”
ท่านถือปฏิปทาประหยัดมัธยัสถ์
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านถือปฏิปทาความประหยัดมัธยัสถ์ โดยดําเนินตามท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต อย่างเคร่งครัดตลอดมา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโนได้เมตตาบันทึกไว้ดังนี้
“การนุ่งห่มใช้สอยบริขารต่างๆ ของพระธุดงค์ เฉพาะท่านอาจารย์มั่นรู้สึกท่านพิถีพิถันและมัธยัสถ์เป็นอย่างยิ่ง ไม่ยอมสุรุ่ยสุร่ายเป็นอันขาดตลอดมา ปัจจัยเครื่องอาศัยต่างๆ มีมากเพียงไรก็มิได้ใช้แบบฟุ่มเฟือยเห่อเหิมไปตามเลย ปฏิปทาคือข้อปฏิบัติต้องคงเส้นคงวาอยู่โดยสมํ่าเสมอ…”
ตลอดชีวิตสมณเพศของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านใช้สอยเครื่องอัฐบริขารเท่าที่จําเป็น ท่านใช้อย่างเห็นคุณค่า ท่านยินดีตามมีตามได้ แม้บริขารและของใช้จะเก่า หากยังใช้ได้อยู่ท่านก็ไม่ยอมเปลี่ยน เช่น จีวร ย่าม รองเท้า กล่องหมาก กระติกนํ้าร้อน กระโถน ฯลฯ ของใช้ที่เขาทิ้ง เช่น กระปุกตั้งฉ่ายเก่าที่โรงครัวเขาโยนทิ้งขยะ ท่านก็เก็บมาล้างทําความสะอาดและนํามาใส่เกลือ
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ท่านพระอาจารย์จวน ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานในสายท่านพระอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่ง ที่ถือปฏิปทาประหยัดมัธยัสถ์ได้อย่างชัดเจนเด่นชัด
ในสมัยก่อนท่านพระอาจารย์จวน ท่านยังใช้จีวรปะชุน ท่านถือปฏิปทาข้อนี้อย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกับครูบาอาจารย์พระศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่นยุคแรกๆ แม้ท่านมาอยู่ภูทอกใหม่ๆ ก็ยังใช้จีวรปะชุนอยู่ ต่อมามีลูกศิษย์ได้ตัดเย็บจีวรผ้าไหมอย่างดีมาถวายท่าน และท่านได้ครองจีวรผืนนี้ประจําจวบจนวันมรณภาพ โดยท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“จีวรผืนนี้แหละ ใครก็อยากจะได้ เอามาแลกไม่ได้หรอก เพราะจีวรผืนนี้ท่านใช้ประจํา มันเป็นไหมพื้นบ้าน ผืนนี้ถ้าจําไม่ผิด พระอาจารย์สรวง ท่านตัดเย็บมาถวาย ท่านสึกไปแล้ว ท่านบวชอยู่ภูทอกแล้วก็ศรัทธาทํามาถวายท่าน เป็นไหมแท้พื้นบ้านที่โยมเขาทํากัน จีวรผืนนี้ท่านใช้ประจํามาตลอด โอย ! ท่านใช้มานานไม่รู้ว่ากี่ปีจนกว่าท่านมรณภาพ ปีที่เขาถวายจําไม่ได้นะ ก่อนอาตมามาอยู่ภูทอกเสียอีก อาจารย์สรวงท่านเป็นลูกศิษย์ภูทอกรุ่นแรกๆ ท่านบวชมานานอยู่นะ บวชก่อนหลวงตาแยงเจ้าอาวาส ถ้าตอนนี้มีชีวิตอยู่ โอ้ ! คงเป็นพระเถระผู้ใหญ่ล่ะ ท่านอายุ ๗๐ กว่าไล่เลี่ยกับพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่จวน
หลวงปู่จวน ท่านใช้จีวรผ้าไหมผืนนี้ประจํา แต่อีกผืนหนึ่งท่านไม่ใช้ มันเป็นไหมมาจากอินเดีย มันลื่น ครองไม่อยู่ อันนี้มันไหมในไทยพื้นบ้าน ตอนที่พระอาจารย์สรวงมาเปลี่ยน ผืนเก่าที่ท่านครองอันนั้นมันเป็นผ้าธรรมดาๆ ไม่รู้ว่าท่านสละให้พระองค์ไหน”
เรื่องนี้ทําให้นึกถึงเหตุการณ์ที่พระมเหสีของพระเจ้าอุเทน แห่งนครโกสัมพี เลื่อมใสในการแสดงธรรมของพระอานนท์ จึงได้ถวายจีวรจํานวน ๕๐๐ ผืน แด่พระอานนท์ เมื่อพระเจ้าอุเทนทราบจึงตําหนิพระอานนท์ว่ารับจีวรไปจํานวนมาก เมื่อได้โอกาสจึงนมัสการถามว่าเอาจีวรไปทําอะไร ?
“พระคุณเจ้า ทราบว่าพระมเหสีถวายจีวรพระคุณเจ้า ๕๐๐ ผืน พระคุณเจ้ารับไว้ทั้งหมดหรือ ?”
“ขอถวายพระพร อาตมาภาพรับไว้ทั้งหมด”
“พระคุณเจ้ารับไว้ทําไมมากมายนัก ?”
“เพื่อแบ่งถวายแก่พระภิกษุผู้มีจีวรเก่าครํ่าคร่า”
“จะเอาจีวรเก่าครํ่าคร่าไปทําอะไร ?”
“เอาไปทําผ้าปูที่นอน”
“จะเอาผ้าปูที่นอนเก่าไปทําอะไร ?”
“เอาไปทําผ้าปูพื้น”
“จะเอาผ้าปูพื้นเก่าไปทําอะไร ?”
“เอาไปทําผ้าเช็ดเท้า”
“จะเอาผ้าเช็ดเท้าเก่าไปทําอะไร ?”
“เอาไปโขลกขยํากับโคลนแล้วฉาบทาฝา”
พระเจ้าอุเทนทรงฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสว่า พระสมณบุตรเป็นผู้ประหยัด จึงถวายผ้าจีวรอีก ๕๐๐ ผืนแด่พระอานนท์
ท่านดัดแปลงของใช้จากธรรมชาติ
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สมัยก่อนภูทอกกันดารมาก ก็เลยต้องมีการดัดแปลงของใช้ พวกนํ้าประปา ไฟฟ้า ก็ยังไม่มีเลย ที่ใส่ไม้เจีย มันเป็นคล้ายๆ เป็นหินแกะ เป็นหินที่เขากลึงนะมันคล้ายแก้วนํ้าน่ะ จริงๆ แล้วสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบันมันมีความต่างกัน แต่ก่อนทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติหมดแหละ สิ่งที่ใช้ในกิจวัตรประจําวันของท่าน เช่น พวกพัด พวกแส้ปัด ท่านจะใช้แส้ปัดหางม้าไล่ยุงน่ะ มีคนมาถวายท่าน ลักษณะแส้ปัดทําจากหางม้า แต่มาหลังๆ ก็จะทุบไม้ทํา ห้องนํ้าแต่ก่อนมันก็เป็นห้องแบบสังกะสีอะไรแบบนี้ มันไม่ได้มีกระบ้งกระเบื้องเหมือนปัจจุบัน อย่างข้างบนนี่ก็เป็นห้องนํ้าแบบถ่ายลงเหว คือทุกอย่างมองแล้วเป็นธรรมชาติหมดเลย ใช้วัสดุอย่างกระบอกไม้ไผ่ก็ยังมี
ไม้กวาดทําเองหมด ไม้กวาดพื้นศาลาน่ะ เขาเรียกต้นแขม คืออย่างช่วงออกพรรษา ประมาณเดือนมีนาฯ นี่เตรียมการหมดแล้ว ทําไม้กวาดเอง ไปหาด้ามไม้กวาด เขาเรียกเอาไม้ปอหูนะ มาถักทํากันเอง แต่ก่อนหวายป่ามันเยอะ ใช้หวายป่าทํา มันไม่มีเชือกมาถัก อาตมาไปอยู่ใหม่ๆ ทํากับเขาไม่เป็น นี่เวลาเสียบไอ้หวายเข้าไปมันต้องมีเหล็กแหลมๆ แทงนําเข้าไปนี่ อาตมาแทงมือจนทะลุเลยนี่ ใหม่ๆ ทํากันทุกองค์นะ แล้วก็มันจะมีงานประจําปีก็คือ ถักไม้กวาด ๑ ตัดฟืน ๑ ฟืนสําหรับต้มนํ้าร้อนอะไรพวกนี้ เตรียมก่อนเพื่อใช้ในพรรษา
ไม้กวาดเตรียมช่วงประมาณเดือนกุมภาฯ เส้นๆ ก้านๆ เอากิ่งไม้ไผ่มาทําแทนทางมะพร้าวมันจะมีไม้ไผ่ชนิดหนึ่งสําหรับทําไม้กวาดเป็นเส้นๆ เป็นกิ่งก้านของมันนั่นแหละมาทํา ลักษณะคล้ายๆ กับทางมะพร้าว แต่มันทนกว่า กวาดได้ดีเหมือนกัน มันอยู่ที่คนถัก ทางถํ้ากลองเพลก็ทําเหมือนกัน ปัจจุบันวัดป่าก็ยังทํากันอยู่
ทีนี้หลังจากทําไม้กวาด เตรียมเข้าพรรษานี่ก็เหลาไม้เจียใช้แปรงฟันกัน ไปตัดไม้ที่ภูวัวบ้าง อะไรบ้าง ไม้โกทา ไม้สมัด ไม้สมัดรสมันจะขมๆ มันจะอยู่ที่ภูวัว หลักๆ ใช้ไม้โกทา แต่ไม้สมัดนี่เนื้อมันจะขาวดี จากนั้นก็เตรียมฟืน ฟืนนี้ก็นั่นแหละ ขึ้นไปบนชั้นเจ็ดนู้น ตัดเลย ตัดแล้วก็โยนลงมา”
เรื่องการทําไม้กวาด ท่านพระอาจารย์จวนสั่งให้พระทําก่อนเข้าพรรษา ให้ทําองค์ละ ๔ ด้าม“๓ คัน เอาไว้กุฏิใครกุฏิมัน คันที่ ๔ เอามารวมไว้ศาลา” ท่านว่า ก็มีองค์ทําบ้าง ไม่ทําบ้าง องค์ที่ทําไม่เป็น เขาก็ไม่ทํา”
ท่านไม่สะสมสิ่งของ
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านไม่สะสมสิ่งของ ปฏิปทาข้อนี้ของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ท่านรักษาได้อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นผ้าไตรจีวรเนื้อดี ท่านก็นุ่งห่มฉลองให้เจ้าภาพได้ปลาบปลื้มใจได้ไม่นาน ท่านก็แจกให้พระเณร ไม่ว่าจะเป็นอาหารอย่างดีที่เขามาถวายมีบางคณะที่เขาเดินทางไกลมากราบหรือมาเที่ยวภูทอก แต่ไม่มีอาหารเช้ารับประทาน ท่านก็สั่งให้แม่ชีทํากับข้าวเลี้ยง ไม่ว่าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กระติกนํ้า กานํ้า สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ ท่านก็แบ่งปันเจือจานให้พระเณรได้ใช้กันอย่างทั่วถึง ไม่ว่าหนังสือ รูป เหรียญของท่าน ที่มีคนสร้างมาถวายให้ท่านแจกญาติโยมที่มาทําบุญ ท่านก็แจกต่อไปทันที ท่านแจกหมดอย่างรวดเร็ว
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นช่วงที่มีคนมาท่องเที่ยวภูทอกกันมาก ทั้งรถจากกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดโดยเฉพาะรถจากภาคอีสานมากันจํานวนมาก จนแทบหาที่จอดรถไม่ได้ การขึ้นเขาชมภูทอกต้องเดินเบียดเสียดแน่นเต็มไปหมด มีผู้นํารูปเหรียญของท่านไปถวายไว้ คิดว่าจะให้ท่านแจกตอนสงกรานต์ ถวายท่านต้นมีนาคม ปลายเดือนมีนาคมท่านก็แจกหมดแล้ว จะขอคนละเท่าไหร่ก็ได้ จะขอฝากใครได้ทั้งนั้น ถ้าเป็นเหรียญขอทั้งถุงก็ได้ ถ้ายังมีอยู่ในย่ามใกล้ตัว ท่านแจกจนหมดทุกครั้งไม่มีเหลือ
ท่านเป็นพระที่ไม่สะสมสิ่งของจริงๆ ท่านเป็นนักแจกนักเสียสละองค์หนึ่ง เช่นเดียวกับพ่อแม่ครูอาจารย์ของท่าน คือ หลวงปู่มั่น และ หลวงปู่ขาว ท่านมรณภาพไปแล้ว ในกุฏิของท่านแทบไม่เหลือสิ่งของอะไร จตุปัจจัยเงินทองที่ญาติโยมมาถวาย ท่านก็ไม่สะสม ท่านนํามาทําสาธารณประโยชน์สงเคราะห์โลกหมด
ท่านพระอาจารย์จวนมีกุฏิแต่ไม่ค่อยพัก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านมีความเป็นอยู่อย่างสมถะ สะอาด เรียบง่าย และยินดีมักน้อยสันโดษตามแบบฉบับของพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลาย กุฏิของท่านบนภูทอกชั้น ๕ จึงสร้างขึ้นตามแบบฉบับกุฏิพระธุดงคกรรมฐานทั้งหลาย คือ สร้างหลังเล็กๆ มีระเบียง เป็นไปอย่างประหยัดไม่หรูหรา เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นสําคัญ กุฏิมีลักษณะถาวร คือใช้ไม้จริง ไม่ใช่แฝกหรือไม้ไผ่ แต่ก็กลมกลืนไปกับธรรมชาติของภูทอก ขนาดห้องก็เป็นไปตามพุทธานุญาต ภายในกุฏิมองดูว่างเปล่าเตียนโล่ง มีเพียงของใช้เท่าที่จําเป็นเท่านั้น เช่น เตียง เสื่อ กลด และมุ้ง ที่พื้นกุฏิก็มีกระดาษชําระ๑ ม้วน กานํ้า กระโถน รวมทั้งบาตรวางอยู่ โดยจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนที่ข้างฝามีร่มกันฝนแขวนอยู่คันหนึ่ง และมีไม้กวาดสําหรับปัดกวาดกุฏิและระเบียง
กุฏิหลังแรกของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“กุฏิท่านอาจารย์จวนหลังแรกบนภูทอก หลังขาวๆ ที่อยู่ชั้น ๕ ท่านทําเอง ท่านให้ชาวบ้านช่วยทํา คือทีนี้ท่านอาจารย์ทําถนนรอบๆ พวกผมก็มาบ่อย แต่ท่านก็ไม่ได้นอนกุฏิ เพราะว่ากางกลดนอนตรงนั้นตรงนี้ไปแถวนั้นแหละ แถวหน้าพระประธานองค์ใหญ่นั่นแหละ กุฏิชั้นล่างก็มีไม่เท่าไหร่ ข้างบนก็มีไม่เท่าไหร่ เพราะว่าพระอยู่กับท่านไม่มากนะ ไม่ ๓ ก็ ๕ อย่างนี้แหละ”
ต่อมามีญาติโยมจากกรุงเทพฯ มาสร้างกุฏิถวายท่าน โดยท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“โอ๋ ! แต่ก่อนภูทอกกันดาร กุฏิที่พักมันก็เป็นเขาเป็นเงื้อมผาใช่ไหม ? ก็หาอะไรมาพอกันลม กันแดด กันฝน มันไม่มีอะไรที่ถาวรนะ ไปตามเงื้อมผา ตามอะไรพอที่จะหลบได้ พากันหาเสื่อไปปูพระก็ไม่เยอะ ที่พักอยู่บนเขาชั้น ๕ ชั้น ๖ มันมีที่พักอยู่ กุฏิก็มีพอได้อาศัย พอได้หลบฝน แต่ยังไม่ดีอย่างทุกวันนี้
ที่ท่านพักประจํา กุฏิหลวงปู่ก็อยู่ตรงที่ชั้น ๕ ริมพระประธาน แต่ท่านก็ไม่ค่อยจะไปพักหรอก ท่านพักอยู่ตรงชั้น ๕ ตรงที่ยื่นออกไป ตรงถํ้าตรงนั้น ไปแขวนกลดอยู่ตรงนั้น มีกุฏิแต่ท่านก็ไม่พักกุฏิ ท่านไม่ไป ดูเหมือนอากาศจะไม่ดี ตรงนั้นมันจะทึบ ลมไม่ระบายออก ท่านก็พักตรงนั้นแหละ ท่านมีแต่แคร่ไปตั้ง แล้วก็ท่านใช้มุ้ง มีกุฏิแต่ท่านไม่ค่อยพัก จนคุณพรรณี เกตุมณี อยู่ที่โรงพยาบาลกลางมาสร้างกุฏิถวายท่าน ตรงเราขึ้นไปชั้น ๕ มันจะยื่นออกมาหลังนั้นล่ะ ถ้าหันหน้าเข้าพระประธานอยู่ขวามือ มันจะยื่นออกมาตรงหน้าผาน่ะ ท่านมรณภาพปี ๒๕๒๓ ท่านอยู่กุฏิใหม่ไม่กี่เดือนนะ ท่านก็มรณภาพจากไป”
มุ้งกลดหลวงปู่จวน การซ่อมบริขาร
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พอตอนหลัง หลวงปู่จวนท่านมีกุฏิแล้ว มีห้องแล้ว ท่านก็กางมุ้งธรรมดา ท่านไม่ค่อยได้ใช้กลดหรอก ท่านใช้มุ้งธรรมดากางนอน มุ้ง ๔ หูที่กางธรรมดาเนี่ยน้า สีของมุ้งมันจะเป็นสีเทาๆ เวลาท่านเดินธุดงค์นู่นล่ะท่านจึงกางกลดนอน และตอนที่มาอยู่ภูทอกใหม่ๆ ท่านก็กางกลดอยู่แถวข้างๆ พระประธาน ตอนซ่อมผ้าของหลวงปู่จวน ถ้าผ้ามันขาด เราก็ต้องไปปะ ไปชุน ไปนั่นแล้ว อาตมาทําหน้าที่นี้ด้วย ต้องดูแลด้วย”
ปัจจัยสันนิสิตศีล
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านประหยัดมัธยัสถ์ในปัจจัย ๔ ดังกล่าวมา และท่านได้เทศน์สอนปัจจัยสันนิสิตศีล หรือศีลที่เกี่ยวกับปัจจัย ๔ ได้แก่ ปัจจัยปัจจเวกขณ์ คือ พิจารณาใช้สอยปัจจัย ๔ ให้เป็นไปตามความหมายและประโยชน์ของสิ่งนั้น ไม่บริโภคด้วยตัณหา ดังนี้
“ปัจจัยสันนิสิตศีล พิจารณาปัจจัยทั้ง ๔ ก่อนรับว่าเป็นของบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ควรรับหรือไม่ควรรับ ปัจจัย ๔ นั้นท่านหมายเอาผ้า อาหาร และเสนาสนะ คือที่อยู่ที่อาศัย ยาแก้โรคภัยไข้เจ็บ นี้ท่านให้พิจารณาควรรับหรือไม่ควรรับ เป็นของที่บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ประการใด นี้ก่อนจะรับ และเมื่อรับอยู่ก็ให้พิจารณา รับแล้วก็ให้พิจารณา ให้พิจารณาคุณค่าของปัจจัย ๔ เหล่านี้ คุณค่าของปัจจัย ๔ เหล่านี้ คือ จีวร ได้แก่ ผ้า อาหาร เสนาสนะ ยาแก้โรคภัยไข้เจ็บ มีคุณค่าและประโยชน์อย่างใดแก่ชีวิตแก่ร่างกายของตน
ผ้า คุณค่าและประโยชน์ของผ้านั้น มีการปกปิดอวัยวะร่างกาย เพื่อกันความละอายมิให้กําเริบ และก็ปกปิด เย็น ร้อน หนาว ลม แดด ฝน สัตว์เสือกคลานเหลือบยุงริ้น เพื่อมิให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น เพื่ออยู่เป็นความผาสุกเท่านั้น นี้สําหรับประโยชน์ของผ้า มิใช่ว่าจะอุปโภคบริโภคใช้สอยเพื่อความหรูหรา สดสวยงดงามแต่อย่างใด ใช้เพื่อสําเร็จประโยชน์ในการปกปิดอวัยวะร่างกาย เพื่อกันความละอายมิให้กําเริบ กันหนาว กันร้อน กันแดด กันฝน กันลม กันสัตว์เสือกคลานเหลือบยุงริ้นเท่านั้น เพื่อประโยชน์แก่ร่างกายและความผาสุกในการนุ่งห่มผ้าเท่านั้น แม้จะเป็นผ้าประเภทไหนๆ ก็มีประโยชน์เพียงแค่นี้สําหรับของผ้า
ส่วน อาหาร นั้นเล่า จะเป็นอาหารประเภทไหนๆ ก็ตาม ที่สําเร็จมาจากการปรุง อาหารก็มีประโยชน์สําหรับบําบัดเวทนามิให้กําเริบเสิบสานขึ้นเท่านั้น ทั้งเวทนาเก่าและเวทนาใหม่ มิให้เกิดขึ้นเท่านั้น เพื่อเป็นปัจจัยสืบต่ออายุไปชั่วระยะวันหนึ่งๆ เพื่ออยู่ผาสุกในการเจริญสมณธรรมเท่านั้น มิให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ความเหน็ดเหนื่อย หรือหิวระหายกําเริบเสิบสานขึ้นเท่านั้น สําหรับประโยชน์ของอาหาร มิใช่ว่าจะบริโภคเพื่อเป็นอย่างอื่น
ส่วน เสนาสนะ ที่อยู่ที่อาศัย ประโยชน์ก็มีการปกปิดหรือกันลม กันแดด กันฝน กันหนาวกันร้อน กันสัตว์เสือกคลานเหลือบยุงริ้นเท่านั้น เพื่ออยู่เป็นผาสุกในการเจริญสมณธรรมไปเท่านั้น ชั่ววันหนึ่งๆ
ส่วนประโยชน์ของ ยาแก้โรคภัยไข้เจ็บ ก็เพื่อบําบัดโรคภัยที่กําเริบขึ้นให้บรรเทาเบาลงไปเท่านั้นเอง เพื่อต่อชีวิตให้เป็นไปในการเจริญสมณธรรมชั่วระยะหนึ่งๆ หรือวันหนึ่งๆ เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บขึ้นในสมัยใด ในขณะใด ก็บริโภคยารับประทานเข้าไป จะหายหรือไม่หายก็รับประทานเข้าไป ตามเรื่องตามราวกันเท่านั้น เพราะสังขารมันเป็นของที่ไม่เที่ยง มันเกิดขึ้นในเบื้องต้น มันย่อมแปรปรวนไปในท่ามกลาง มันย่อมดับทําลายฉิบหายไปในที่สุด
นี้การพิจารณาประโยชน์และคุณค่าของปัจจัย ๔ และปัจจัย ๔ นี้เมื่อแยกออกแล้วเป็น ๒ คือ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายนอกในปัจจัย ๔ นั้นมีจีวร เสนาสนะ เพราะเป็นของที่อุปโภคในภายนอก ภายในคืออาหารและยาแก้โรค เพราะเป็นสิ่งที่ต้องกลืนกินลงไป ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกพิจารณาอย่าให้เป็นปลิโพธกังวลในปัจจัยเหล่านี้ จะมีมาก็บริโภคไปตามมีตามได้ ตามเกิดตามเป็น ไม่ต้องเป็นผู้วิ่งเต้นและดิ้นรนขวนขวายแสวงหาลาภปัจจัยทั้งหลาย ให้เป็นการปลิโพธกังวล ไม่ให้ติดอยู่ในปัจจัย นี้ท่านให้พิจารณา ถ้าเป็นผู้ดิ้นรนขวนขวายแสวงหาในปัจจัยลาภทั้งหลายเหล่านี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้บริโภคด้วยกิเลสตัณหา รับปัจจัยเหล่านี้ด้วยกิเลสตัณหา คุ้มครองปัจจัยเหล่านี้ด้วยกิเลสตัณหา ไม่เป็นศีล ศีลของตนไม่บริสุทธิ์
ดังนั้น เมื่อเราพิจารณาคุณค่าประโยชน์ปัจจัยทั้ง ๔ เหล่านี้ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ไม่ให้เกิดปลิโพธกังวล ศีลของตนก็เป็นปกติ จิตใจของตนก็เป็นปกติ ได้รับความสงบ ความสุข เกิดมีขึ้นเท่านั้น และท่านให้พิจารณาในปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ลงไปอีกว่า ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ ปัจจัย ๔ ทั้งหลายเหล่านี้ ตลอดถึงตัวของเรา คืออัตภาพร่างกายของเรานี่แหละก็ต้องอาศัยปัจจัยเป็นปัจจัยอีก อาศัยปัจจัยภายในและภายนอก เพราะปัจจัย แปลว่า เป็นเครื่องอาศัยซึ่งกันและกัน”
พระเณรที่ภูทอกป่วยเป็นไข้มาลาเรีย
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แต่ก่อนมาลาเรียเป็นอันดับหนึ่งที่ภูทอก คนหรือพระเณรถ้าไม่เป็นไข้มาลาเรียแล้วแสดงว่าไม่ใช่ภูทอก ช่วงเข้าหน้าฝนนี่ล่ะ บางทีพระก๊อกแก๊กๆ นอนเรียงแถวกันเลยนะ เป็นไข้มาลาเรียน่ะแต่ไข้มาลาเรียมันจะมีดีอยู่อย่าง คือ เวลาไข้ขึ้นมันจะเหมือนกับผีเข้า ตัวมันจะสั่น มันจะหนาว ห่มผ้ายังไงก็ไม่อยู่ ทีนี้ยาก็หนึ่งต้นควินิน เอามาต้ม หรือไม่ก็กินสดเลย สดๆ ขมๆ หน่อยๆ ควินินเพราะจังหวัดบึงกาฬมันไม่มีโรงพยาบาลนะแต่ก่อน จะไปโรงพยาบาลเรื่องใหญ่มาก มีอนามัย แล้วก็ส่วนมากก็จะฉีดกันเองยา
หมอประพักตร์เขาย้ายไปอยู่ที่ศูนย์ขอนแก่น ก็จะมีลูกน้องชื่อเกรียงไกร เขาเป็นหัวหน้าอนามัยที่บึงกาฬ เขาไปบวชเป็นพระ เข้าไปฉีด บางทีก็พระฉีดกันเอง ฉีดพ่นยามาลาเรีย ส่วนมากก็ยาพื้นบ้านล่ะ ไอ้พวกหมอชาวบ้าน เขาจะมีรากไม้ฝนกับหิน บางทีไข้มาลาเรียมันร้อนใน ช่วงเข้าหน้าฝนเจ็บป่วยทุกที ถ้าฝนตกช่วงหน้าฝน มันจะเริ่มเป็นแล้ว แต่พอฝนตกมากๆ แล้วก็ไม่เป็น หลวงปู่จวนก็เป็นช่วงนั้นด้วย แต่ท่านจะเป็นไม่ค่อยหนัก ถ้าท่านเป็น ท่านจะไม่ฉันนํ้าเย็น ปกติยากําลังเสือโคร่งก็ต้มใส่หม้ออยู่แล้ว ที่ว่าถํ้ายาวๆ ชั้นที่ ๕ ที่โรงฉันนํ้าร้อน ต้มแล้วก็เอาใส่กระติกถวายท่าน แต่ก่อนไม่มีกระติกไฟฟ้าอะไร ต้มแล้วก็ใส่กระติกของหลวงปู่จวน วันละ ๒ กระติก ต้มเสร็จแล้วก็เย็นๆ ก็เอามาถวายท่าน เอามาตั้งไว้ที่ท่านฉัน พอเช้าปุ๊บนี่ท่านจําวัดเสร็จแล้ว เช้าท่านก็จะมานั่งฉันนํ้านี้ นํ้าต้มมันจะอุ่นๆ พอดี ท่านฉันวันละ ๕ แก้วนะ
ส่วนมากหลวงปู่จวนก็จะป่วยเป็นหวัดบ้าง อะไรบ้าง เล็กๆ น้อยๆ ถ้ามีพระเจ็บป่วยเป็นอะไร พระก็จะดูแลกันเอง มาช่วงหลังๆ นี่ หลังจากหลวงพ่อจวนท่านมรณภาพ ไข้มาลาเรียมันก็หายไปหมดไปเอง ก่อนหน้านี้มันเป็นป่าดงทึบ มาลาเรียนี่ภูทอกอันดับหนึ่งเลยแต่ก่อน หลวงปู่จวนอยู่ถํ้าจันทน์ก็ยังไม่หายขาด มาอยู่ภูทอกก็เป็นเล็กน้อย แต่ภูทอกดีอย่างมันจะไม่เหมือนกับทางจันทบุรี ทางจันทบุรีมันจะขึ้นสมอง แต่ภูทอกมันจะลงกระเพาะไม่ถึงว่าร้ายแรง แต่เวลาเป็นมันจะร้อนในมีอาเจียน ไข้แล้วก็สั่น ตัวสั่นเป็นไข้”
ท่านถามพระ “ชอบผู้สาวไหม” “อยากสึกไหม”
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนเวลาเทศน์เสร็จนี่ท่านถามทุกองค์ล่ะ เฉพาะอาตมาพวกเป็นเณรใหญ่ เรื่องไอ้สีกาธรรมดาแหละเนาะ ไปชอบ บางทีเวลา ไอ้โยมสีกงสีกาอะไรพวกนี้นะ ท่านจะถาม “ชอบไหม ?” อะไรอย่างนี่ล่ะนะ ชอบผู้สาวอะไรยังไง โดยปรกติแหละเนาะ ก็ตอบไป ถ้าตอบตรงๆ ท่านจะหัวเราะ ท่านจะพอใจมากเลย ถ้าเราอํ้าๆ อึ้งๆ ท่านจะไม่ค่อยอย่างนี้ล่ะ ถ้าบอกว่า “ชอบ” อย่างนี้เนาะ หัวเราะเลย
“จะสึกไหม ? อยากสึกไหม ?” ก็ถาม ส่วนมากใครก็ไม่ค่อยอยากสึกนะตอนนั้นช่วงบวชใหม่ ปฏิบัติใหม่ ปรกติท่านถามแต่ละองค์อยู่แล้ว อย่างแม่ชีนี่ แต่ก่อนแม่ชีนี่เยอะ ท่านก็จะถามว่า “แม่ชี พระองค์ไหนไปคุยกับหมู่เจ้า ?” คล้ายๆ ว่าไปคุยไปอะไรกันนี่นะ พวกพระที่ถูกถาม บางทีเหงื่อแตก กลัวโดนด่า มันอยู่ด้วยกันก็คุยกันธรรมดาเนาะ แม่ชีขายหน้าว่าพระองค์นั้นไปคุย พระองค์นี้ไปคุย โดนด่าตาย
ท่านจะถามว่า “ชอบผู้หญิงไหม ?” บางทีส่วนมากก็อายกันเนาะ ท่านพูดตรงนี้ ท่านพูดยอดธรรมเหมือนหลวงปู่ตื้อ เช่น หีเหม็นไหมอะไรอย่างนี้ พูดหมดแหละ ท่านถามแม่ชี ถามตั้งแต่องค์เด็กๆ นั่นล่ะว่า “หีเหม็นไหม ?” อะไรอย่างนี้ เขาก็ไม่กล้าบอกล่ะผู้หญิงเนาะ มันเป็นเรื่องอะไรอย่างนี่ แต่คุณแม่โสนี่เขามีอายุแล้ว เขาก็กล้าตอบ คุณแม่โสก็บอกว่า “มันก็เหม็นเป็นบางครั้งล่ะ” ท่านก็จะหันมาถามพระเณร “จะเอาไหม ?” บอกอะไรอย่างนี่นะ แม่ชีสาวๆ เยอะแต่ก่อน ท่านถามพวกพระหนุ่มๆ “จะเอาไหม ?” บางองค์ท่านก็เอา… หลวงปู่ท่านจะหัวเราะ “พระพุทธเจ้าก็ละมาแล้ว จะเอาไปแขวนคอหรือ ?” อะไรอย่างนี่ล่ะนะ ก็ตอบกันไป ท่านก็หัวเราะไป ถ้าองค์ที่ ๑กล้าตอบ องค์ที่ ๒ ก็จะกล้าตอบ
ท่านถามหลังทําวัตรเสร็จ เทศน์เสร็จ อะไรเสร็จแล้ว ท่านจะสอนให้อยู่ในสมณเพศนานๆ แล้วแม่ชีท่านก็จะรู้ใจกัน เหมือนกับว่าไม่ต้อง… เฉยๆ ไป นิ่งเฉยไป กลัวโดนด่าเลย
ที่ภูทอกนี้สถานที่มันต่างกัน วัดป่าบ้านตาดพระกับโยมแยกกันได้ อย่างแม่ชีนี้เขาก็จะอยู่ด้านล่างเป็นหลัก ทีนี้การที่พระลงมาสรงนํ้า มากวาดตาด บางองค์มันก็เฉไป เพราะว่าโรงครัวมันก็อยู่นี่ใช่ไหม ลงมาก็ยังมาเจอกัน มีนํ้าก็พากันฉันอะไรอย่างนี่ มันเป็นเรื่องปรกติเนาะ”
ภาค ๑๑ มรณภาพด้วยเครื่องบินตก
การหยั่งรู้วันมรณภาพของครูบาอาจารย์สายวัดป่ากรรมฐาน
พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกเท่านั้นที่สามารถหยุดการเวียนว่ายตายเกิด
องค์หลวงตาพระมหาบัว ท่านได้เทศน์ถึงความเป็น – ความตายของพระอรหันต์ไว้ดังนี้
“เวลาธรรมกับใจเข้าเป็นอันเดียวกันแล้ว ความเป็น – ความตาย มีนํ้าหนักเท่ากัน ที่ให้ความเป็นอยู่มีนํ้าหนักมากกว่าก็เพราะประโยชน์แก่โลก ถ้าลําพังแล้วความเป็นกับตายเสมอกัน”
หลายองค์ท่านรู้วันตายล่วงหน้า ความตายกับท่านเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากและซับซ้อนอะไรเลย ดังองค์หลวงตาเคยเทศน์ว่า “พระอรหันต์ท่านตายง่าย” แต่สําหรับปุถุชนคนหนาปัญญาหยาบแล้ว ความตายเป็นเรื่องที่น่ากลัวและทําให้ใจหดหู่หวั่นไหว เมื่อพูดถึงความตาย ต้องขอร้องให้หยุด ! หยุด ! อย่าได้พูด ไม่อยากฟัง เพราะฟังแล้วไม่สบายใจและไม่เป็นมงคล
พระพุทธเจ้าตั้งแต่วันที่พระองค์ตรัสรู้มา ก็ทรงทราบแล้วว่าจะปรินิพพานในวันไหน แต่พระองค์เลือกที่จะบอกก่อนปรินิพพาน ๓ เดือนแก่พระอานนท์ว่า “อานนท์อีก ๓ เดือน เราตถาคตจักปรินิพพาน”
แม้พระอรหันต์รูปอื่นๆ ท่านก็สามารถรู้วันตายล่วงหน้าได้เช่นกัน เช่น พระสารีบุตร
สมัยปัจจุบัน ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ก็ได้บอกล่วงหน้าแก่หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ว่า “อายุ ๘๐ ปี จะนิพพาน”
หลวงปู่ขาว อนาลโย สามารถบอกกําหนดอายุขัยของตนเองได้ว่า จะมรณภาพอายุ ๙๕ ปีซึ่งก็เป็นจริงดังที่ท่านได้กล่าวไว้ หลวงปู่ขาวมรณภาพในวันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๖
หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ได้พยากรณ์เรื่องการมรณภาพของตัวท่านเองให้ศิษย์ฟังล่วงหน้านานแล้วว่า ท่านจะมรณภาพด้วยรถ และก็เป็นเช่นนั้นจริง คือ ท่านประสบอุบัติเหตุรถควํ่า ขณะเดินทางไปงานนิมนต์แห่งหนึ่ง ที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๕
สําหรับ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร มีบทสนทนาเป็นเรื่องราวการบอกวันเวลาตายล่วงหน้าเป็นอย่างดี ดังนี้
… กลางคืนวันหนึ่ง หลังงานฉลองกึ่งพุทธกาลจบลง ณ กุฎีปุณณสถาน ที่วัดอโศการาม ท่านพ่อลี ยังร่างกายแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ท่านได้ปรารภกับ พระอาจารย์แดง ธมฺมรกฺขิโต ซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ เรื่องอายุขัยคือการสิ้นสุดแห่งชีวิตว่า
“ท่านแดง อายุ ๕๕ ปี ผมต้องตาย ชีวิตถึงคราวสิ้นสุด ให้ท่านอยู่ช่วยดูแลหมู่คณะที่วัดอโศฯเมื่อผมตายไปแล้ว ขอให้ท่านเป็นที่พึ่งพาอาศัยของหมู่เพื่อน”
การกล่าวในครั้งนี้ ท่านกล่าวก่อนมรณภาพเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๔ท่านพ่อลีได้ไปนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลพระปิ่นเกล้า ธนบุรี ท่านเรียกพระอาจารย์แดงมาหาแล้วกล่าวยํ้าว่า “เราอายุ ๕๕ จะลาตายแล้ว”
แม้ท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ก่อนจะรับนิมนต์แล้วประสบอุปัทวเหตุเครื่องบินตกมรณภาพที่ทุ่งรังสิต จังหวัดปทุมธานี นี้ก็ได้บอกเป็นนัยแก่สานุศิษย์ว่า “การเดินทางไปคราวนี้จะมิได้กลับมา”
พระคณาจารย์พระป่ากัมมัฏฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ทั้ง ๕ องค์ ได้รับอาราธนานิมนต์จากทางสํานักพระราชวัง เพื่อไปในงานพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสครบรอบ๓๐ ปี วันบรมราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓
กรรมนิมนต์
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าถึงเหตุการณ์สําคัญก่อนที่ท่านพระอาจารย์จวนกุลเชฏฺโฐ จะมรณภาพด้วยเครื่องบินตกประมาณ ๒ เดือน ไว้ดังนี้
“ทีนี้ก่อนอาจารย์จวนจะตาย ผมรู้รายละเอียดมาก เพราะอาจารย์จวนคุยกับผมว่า ทําไมถึงไป ทําไมไม่อยู่ ? เกี่ยวเนื่องโหรหลวงได้ทํานายไว้ว่าจะเกิดกลียุคใหญ่ในบ้านเมือง ก็พูดนิดหน่อย แต่ว่าแท้ๆ ผมไม่อยากให้ท่านไป แต่เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ เพราะท่านไม่ได้อัดใส่เทป เพราะว่าวันหนึ่งผมมา มาแล้วก็เห็นท่านอาจารย์จวนนั่งอยู่บนชั้น ๕ แล้วก็เคี้ยวหมาก แล้วก็เหยียดขามา แล้วก็เหงา เคี้ยวหมากแล้วไม่ค่อยพูด ผมก็คลานเข้าไปใกล้เท้า “อาจารย์วันนี้ทําไมคือเหงาแท้” ท่านก็ไม่พูด เป็นเหตุการณ์ก่อนเครื่องบินตกประมาณ ๒ เดือน ผมก็เลยบีบขา ผมก็เลยบอก โอ้ย ! อาจารย์จวน ก็พูดภาษาเรา สนิทกัน ทุกอย่างไปด้วยกันนี่
ท่านก็บอกว่า “บุญของบ้านเมือง” ท่านถามขึ้นมาก่อน ถามว่า
“หมอ คนในประเทศไทยนี่ ใครใหญ่กว่ากัน ?”
ไอ้เรา “เอ้ ! อาจารย์จะเอายังไงกับเราน้อ” นึกในใจอยู่ เราบอก “พระเจ้าแผ่นดิน”
ท่านบอก “ไม่ใช่”
ไอ้เราก็มีอคติในใจว่า โอ้ย ! พระเจ้าแผ่นดินขนาดใหญ่ยังงี้ อาจารย์เราว่าไม่ใช่ แสดงว่า คือจะไม่นับถือในหลวง คิดในใจอาจารย์ไม่ค่อยดีนัก ก็เลยบอกว่า “คนมานิมนต์เรานี่” ชี้ขึ้นฟ้าเลยท่านอาจารย์จวนยกมือชี้ขึ้นฟ้า หมายถึง กรรม ! ยกเป็นเรื่องกรรมนิมนต์ “เราไม่ไปไม่ได้” แต่ก่อนในหลวงเคยมานิมนต์ทุกปี ทุกปีก็บอกไปว่าถนนมันลื่น ลงบันไดไม่ได้ พระอาวุโสลงยาก เพราะในหลวงมานิมนต์เข้าในวังบ่อย ท่านเลยบอกว่า “ไปไม่ได้” เป็นอุบาย
บัดนี้ผมก็เริ่มลังเลแล้ว โอ้ ! เป็นห่วง นึกถึงอานนท์เลย เอ้อ ! อานนท์ไปรู้พระพุทธเจ้า ๘๐จะตายก็รู้ เอ้ ! เอายังไงน้อ คิดในใจ ว่าไอ้เรื่องเราจะตั้งขันธ์ ๕ มานิมนต์ก็ไม่กล้านะ เพราะว่าเหตุการณ์มันยังไม่เกิด เอ้อ ! ถ้านิมนต์แล้วท่านอยู่ ท่านไม่ไปเรือบินตก ท่านไม่ไปไม่ตาย ไอ้เราอาจจะมีหน้าตาถ้าเกิดไม่เป็นอะไรเลย
เพราะบางคนมาประมวลว่าเหตุการณ์เกิดแล้วถึงมายังงี้ มันไม่ใช่ ตอนนั้นเราก็มานึกถึง เอ้อ !แม่ขาวโสดาก็เคยตั้งขันธ์ ๕ มานิมนต์ท่านที ท่านไม่ยอมรับขันธ์ ๕ ไอ้เราก็ไม่เอ่ยปาก ตอนนี้ก็เลย โอ้ ! เริ่มปั่นป่วนแล้วนี่ ไม่ไว้ใจแล้ว เพราะว่ามีเค้าลางมาว่า วันหนึ่งต้นเปลือยข้างบนนั่นน่ะล้มทับกุฏิท่าน ก่อนที่จะไปโรงพยาบาลสัก ๒ – ๓ เดือนนี่ล่ะ ต้นเปลือยต้นใหญ่ที่อยู่ข้างบนล้มทับกุฏิท่าน กุฏิทุกวันนี้อยู่ชั้น ๕ สีขาวๆ ที่เขาทาเอาไว้ ต้นเปลือยล้มทับแล้วไม่เป็นอันตราย แต่ว่าท่านผิดสังเกตว่า “เอ๊ะ ! ยังไงน้อ” คิดในใจ
ตอนนี้ก็โอ้ ! ได้ข่าวว่าคุณหญิงไขศรีมานิมนต์ล่ะ อีกองค์หนึ่งนั่นผมสนิทมาก อาจารย์บุญมาบ้านโนนทันที่ตายพร้อมกัน ท่านสนิทกับผมมาก สนิทกว่าทุกองค์ด้วยซํ้า ผมรู้จักอาจารย์พวน เพิ่นก็ “เอ้ ! จะเอายังไงน้อ” ผมแบ่งรับแบ่งสู้ มาปรึกษาแม่ชีโส แม่ชีโสก็บอกว่าไปนิมนต์ ไปขันธ์ ๕ แล้วท่านไม่รับ แม่ชีโสดาที่ตายไปแล้วที่อยู่บ้านดงหม้อทอง แต่ก่อนท่านอยู่นี่ สนิทกัน ที่ว่าสนิทเพราะตอนนั้นพัวพันกันอยู่นี่นะ เพราะว่าท่านก็บ่น เราก็เป็นลูกศิษย์แบบไปเช้าเย็นถึงธรรมดานี่เนาะ”
ท่านเร่งคุณหมอประพักตร์เรื่องทําล็อกเกตเดี๋ยวจะไม่ทันท่าน
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ปรารภเรื่องกรรม ก็พูดเรื่องอื่น บอก เอ้ ! อาจารย์ว่า “ผมรู้จักอาจารย์มานานแล้วนี่ ผมอยากทําล็อกเกต” ไปรูปนี้เลย “โตจะทําล็อกเกตเท่าไรล่ะ” ผมว่า “ผมจะทําไม่มากนะอาจารย์ ถ้าใครสั่งจองก็ เขามีลูกหลาย เขาเอา ๑๐ อัน ๕ อัน ๖ อันแล้วแต่ จะทําอยู่ในราว ๕๐ อัน อีก ๒๕ อัน ผมก็มาถวายอาจารย์” “เออ ! โตจะทําเมื่อไหร่” บอกว่า “จะทําเมื่อนั้นๆ” ทีนี้เรากลับไปศูนย์ เอาช่างภาพมาถ่ายแล้วมันไม่ติด ไปถ่ายรูปท่าน ถ่ายไว้หลายครั้งก็ไม่ติด พอดีไปได้รูปท่านกําลังเคี้ยวหมาก ไม่รู้ใครเอามาถวายรูปน้อยๆ จึงได้เอาไปทํา ไปทําทีนี้ ขอพูดหน่อยๆ ท่านบอกว่า “เดือนนั้น วันที่เท่านั้น ผู้ว่าฯ ชํานาญ ผู้ว่าฯ ขอนแก่น นิมนต์ท่านไปเหยียบบ้าน เราอยากเจอโตเน้อ ให้โตมาหาเราให้ได้ เรามีเรื่องสําคัญจะบอก”
อาจารย์จวนท่านบอกผมว่าให้ไปพบที่บ้านผู้ว่าฯ ว่าเราจะไปวันนั้นวันนี้ เรามีเรื่องจะบอกโตท่านไปองค์เดียว รถผู้ว่าฯ เขามารับ พอท่านไปบ้านผู้ว่าฯ ปั๊บ ผมก็ไปหา ไปหาแล้วก็รับท่านไปนอนบ้านผู้ว่าฯ ที่สร้างใหม่ ไปเห็นท่านเคี้ยวหมากเหงาเหมือนเก่า ผมก็เอ้ ! พูดเรื่องอะไรดีน้อก็เลยไปกางกลดให้ท่าน ผมกางกลดให้ท่านเรียบร้อยแล้วก็หาเรื่องคุย “โอ้ ! อาจารย์คือเหงาแท้” ท่านก็ไม่ตอบ คล้ายๆ เหตุการณ์ที่อยู่ภูทอก ท่านก็พูดสวนมาว่า “เออ ! ล็อกเกตที่เจ้าจะทํานั่น จะทําเมื่อไหร่แล้วหรือยัง ?” อย่างไรอย่างเดิม ผมก็บอก “เอ้ ! เขานัดเอาเดือนนั้นเดือนนี้นะ อาจารย์” ท่านว่า “ไวๆ นะ ไม่ทันเรานะ”
ไอ้เราก็ไม่เข้าใจว่า ไม่ทันคืออะไร พอดีพั้บ คุณสุรีพันธุ์ก็มานิมนต์ท่านต่อจะเข้ากรุงเทพฯ ท่านก็ตอบคุณสุรีพันธุ์บอก ไม่ได้ดอก นัดกับผมไว้ว่า ผมจะเอาล็อกเกตมาให้ท่านเสกที่นี่ เพื่อจะกลับวัดภูทอก ท่านก็เลยไม่ไปต่อ ตอนนี้บังเอิญไอ้เราก็ไม่ค่อยดี เพราะว่าวันนั้นพอดี ท่านชวนมา “เรามีเรื่องสําคัญจะประชุมพระแล้วจะบอกโตเรื่องความลับเลย” ไอ้เราบอก “เอ้ย ! อาจารย์ผมไปไม่ได้บ่ายนี้ยูนิเซฟเขาจะมาช่วยเหลือทางด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม เขานัดประชุมผม เขาจะให้ทุนหมู่บ้าน เปิดหมู่บ้านเนาะ ผมไปไม่ได้อาจารย์” “อู้ ! โตไม่ต้องเอารถไปหรอก ไปรถผู้ว่าฯ นี่แหละ” ผมก็“ไม่ได้อาจารย์” “เออ ! ไม่ได้ก็แล้วกันไป ไวนะ ทําให้ซะ ให้ไวๆ นะ”
ท่านเร่งเรื่องล็อกเกต ผมว่าประมาณครึ่งเดือนก่อนเครื่องบินตก ผมรีบไปเอาล็อกเกตปรากฏว่าไอ้คนทําก็เร่งกันไป แตก ! ทําที่นางเลิ้งมีร้านเดียวทําล็อกเกตได้นี่นะ ล็อกเกตรุ่นนั้นก็ผมเอาไปวางใส่โลงหีบศพ ที่วัดพระศรีฯ แล้วก็มาให้อาจารย์ผาง อาจารย์ขาวเสกทุกองค์เลย แล้วบางคนเขาก็ไม่เอาบ้าง พอรู้อาจารย์จวนตาย เขาก็ไม่ค่อยอยากได้ใช่ไหมล่ะ
อาการที่ท่านเคี้ยวหมากเหงาๆ ที่ผมรับทราบก่อนเครื่องตกไม่กี่เดือนมี ๒ ครั้ง ที่ภูทอกครั้งหนึ่งที่บ้านท่านผู้ว่าฯ ขอนแก่น ครั้งหนึ่ง แต่ท่านไม่บอกขาดเลยว่า เราจะไปครั้งนี้ไม่ได้กลับ ท่านไม่ได้พูด”
ท่านประชุมสงฆ์ครั้งสุดท้าย
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“แต่ผมก็ไม่ทัน มานี้ปรากฏว่า อาจารย์จวนท่านก็มาประชุมตามคําบอกเล่า ประชุมแล้วพวกอาจารย์ตุ๊ก็จะรู้ อาจารย์แยงจะรู้ว่า ท่านมาถามว่า “เงินนี้ท่านมีเท่าไหร่ ?” อาจารย์จวนมีเงินอยู่๗๐๐ บาท เป็นเงินส่วนตัวของท่าน ท่านก็บอกว่า ๕๐๐ นี่ไว้เผาศพท่าน บัญชีเล่มไหนก็ไม่รู้นะ ไอ้ ๒๐๐ นี่เอาเข้ากองกลาง แล้วเงินวัดอีกล้านเจ็ดแสน มันมีเจ้าของจากกรุงเทพฯ เขาให้ทํานั่นทํานี่ อันนี้ใช้ไม่ได้ บอกไว้แต่เนิ่น นี่ทางพระเขาประชุม ไม่กี่วันก่อนเครื่องบินตก พระเขาบอกผมทีหลัง ท่านอาจารย์จวนรู้ล่วงหน้า ตอนนี้ตามคําบอกเล่า เพราะว่าวันที่ท่านตกเรือบินนั่น ผมอยู่กาฬสินธุ์พอดีนะ ตอนนั้นผมไปราชการอะไร ไปหมู่บ้าน ไปประชุมประชาชน เรื่องของยูนิเซฟนี้ล่ะ”
ท่านรู้ล่วงหน้าหรือไม่ว่าความตายรออยู่
เรื่องที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ จะอยู่ไปจนอายุ ๙๐ กว่านี้ ท่านพูดให้ลูกศิษย์ฟังอยู่ โดยท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านว่าจะอยู่ ๙๐ ครั้งหนึ่งหมอประพักตร์มาจังหันนี่แหละ ได้ยินท่านว่าอยู่“ถ้าเฮา (เรา) อยู่ ถ้า ๙๐ เฮาก็เทียวขึ้นเทียวลงอยู่นี่แล้ว” ว่าเทียวขึ้นเทียวลง ๙๐ ก็จะขึ้นได้”
เมื่อวันศุกร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา ท่านพระอาจารย์จวนเทศน์โดยตั้งต้นเรื่องพระพุทธเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร “นับแต่วันนี้ไปอีกสามเดือน เราตถาคตจะขอลาพวกท่านทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพาน เพราะอายุสังขารของเราสุดสิ้นลงเพียงแค่นั้น ให้พระอานนท์ประกาศแก่สงฆ์ทั้งหลายให้ทราบทั่วกัน….” ซึ่งปกติก่อนเทศน์ ท่านต้องมีอารัมภบทเล็กน้อยก่อนเสมอ เช่น ให้หลับตานั่งสงบจิต ตั้งใจฟัง… วันนี้จะเทศน์เรื่องปัจฉิมโอวาท ฯลฯ หรืออะไรเหล่านี้ แต่วันนั้นท่านตั้งต้นเช่นนั้นเลยทีเดียว
เมื่อท่านพระอาจารย์จวนพาศิษย์ไปธุดงค์ที่ภูวัวกับท่านตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ และช่วงก่อนที่ท่านจะมรณภาพด้วยเครื่องบินตก ท่านมักเทศน์ถึงเรื่องการพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจเป็นทุกข์บ่อยๆ เทศน์เรื่องกรรม เทศน์เรื่องปัจฉิมโอวาทหลายครั้ง
การเทศนาธรรมของท่านพระอาจารย์จวน ในเรื่องกรรม เรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา การเทศน์เรื่องการพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ เป็นปรกติธรรมดาของท่าน ท่านเทศน์เตือนเพื่อมิให้ศิษย์พากันประมาทต่อความตาย แต่มีความหมายที่ทําให้ศิษย์หลายคนต่างรู้สึกว่าท่านจะจากพวกเขาไปในไม่ช้า
ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ อันเป็นเดือนที่ท่านพระอาจารย์จวนจะมรณภาพนั้น ท่านได้รับกิจนิมนต์สําคัญ เนื่องในวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ วันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ โดยวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ท่านและท่านพระอาจารย์วัน ได้โดยสารเครื่องบินเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยกัน โดยพักที่บ้านเรือนไทย ลาดพร้าว พอเสร็จพิธีแล้ว วันที่ ๓ เมษายน ท่านพระอาจารย์วัน มีความจําเป็นต้องเดินทางกลับไปก่อน เนื่องจากทางวัดถํ้าอภัยดํารงธรรมมีงานนมัสการพระมงคลมุจลินทร์บนถํ้าพวงในวันเดียวกัน โดยท่านเป็นประธานในงาน และจะมีพิธีขอฝนช่วยชาวเมืองสกลนครด้วย
สําหรับท่านพระอาจารย์จวน ท่านตั้งใจจะกลับไปพร้อมกับท่านพระอาจารย์วัน ท่านว่ามาด้วยกันก็กลับด้วยกัน แต่เมื่อพวกศิษย์ทางกรุงเทพฯ กราบอ้อนวอนท่าน ขอให้ท่านเมตตาอยู่ต่อไปก่อนจนถึงวันศุกร์ หรือวันที่ ๔ เมษายน พวกศิษย์จะขอติดตามท่านกลับภูทอกด้วย โดยไม่ต้องลางาน ท่านก็เมตตารอ คราวนั้นมีพวกศิษย์ติดตามท่านกลับไปสิบกว่าคน และได้อ้อนวอนขอให้ท่านแวะพาไปกราบเยี่ยมท่านพระอาจารย์วันที่วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม (ถํ้าพวง) ด้วย ท่านก็ตอบตกลง ขบวนรถออกเดินทางจากกรุงเทพฯ วิ่งไปตลอดคืน พอสว่างก็ถึงวัดได้ทันถวายจังหันเช้าพอดี ท่านได้ฉันจังหันเช้าที่วัดร่วมกับท่านพระอาจารย์วัน
ในขณะอยู่ที่ถํ้าพวง ท่านพระอาจารย์จวนก็เมตตานําคณะศิษย์จากกรุงเทพฯ ไปเยี่ยมชมสถานที่ทุกจุดที่อยู่ในประวัติของท่าน เมื่อคราวที่ท่านเคยจําพรรษาอยู่ที่ถํ้าพวงในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ เช่น เรื่องถํ้าพระอรหันต์ ชื่อ พระนรสีห์ มานิพพาน เรื่องกระต่ายมายืนภาวนา เวลาท่านเดินจงกรม ถํ้าที่ท่านพักอยู่ เป็นต้น จากนั้นท่านและคณะศิษย์ก็เดินทางกลับภูทอก
ท่านพระอาจารย์จวนทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า ท่านจะมรณภาพด้วยเครื่องบินตก โดยก่อนหน้านั้นท่านได้ปรารภเรื่องนี้กับคุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา สําหรับในเรื่องการทําศพของท่านนั้น ท่านไม่ได้ปรารภใดๆ กับพระศิษย์ เพราะวงกรรมฐานถือเป็นครอบครัวเดียวกัน และ บรรดาศิษย์ทั้งพระ เณร แม่ชี และฆราวาสต่างต้องร่วมแรงร่วมใจกันทําศพถวายท่านด้วยความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างสมเกียรติอยู่แล้ว ส่วนฆราวาสนั้น ในระหว่างอยู่ที่ภูทอก บ่ายวันหนึ่งท่านได้ปรารภเรื่องการทําศพของท่านกับคุณสุรีพันธุ์ จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เส… เส ช่วยทําศพให้อาตมาด้วยได้ไหม ?”
หลังจากท่านพระอาจารย์จวนพาคณะศิษย์ไปธุดงค์ภูวัวในเดือนเมษายนปี ๒๕๒๒ ท่านมักจะเรียก “เส” แทน โดยคุณชายทวีวัฒนา เกษมศรี เรียกนําขึ้นก่อน ท่านได้ยินเข้าก็เลยเรียก “เส” บ้าง และท่านเรียกจนติดปาก มีครูบาอาจารย์องค์อื่นถาม ท่านก็อธิบายว่าเขาเป็นเสนาธิการทางทําบุญ เป็นเสกฐิน เสผ้าป่า เสธุดงค์
วันนั้นท่านพระอาจารย์จวนเรียก “เส” ท่านถามซํ้า “ว่าไง เส… ทําศพให้อาตมาได้ไหม ?” โดย ๒ เดือนก่อนหน้านั้นท่านยังพูดถึงเรื่องที่ท่านและท่านพระอาจารย์วันจะอยู่เหมือนหลวงปู่ขาว และ หลวงปู่แหวน จึงค้านว่า “จะทําศพอย่างไรเจ้าคะ ท่านอาจารย์จะอยู่ถึงเก้าสิบกว่าไม่ใช่หรือเจ้าคะ”ท่านก็ว่ายิ้มๆ “ก็ถ้าเผื่อมันต้องเปลี่ยนแปลงล่ะ ?” จึงตอบท่านไปว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ทําถวายได้ซีเจ้าคะ” กราบเรียนท่านแล้วก็มิได้นึกอะไรอีก จนต่อมาเกิดอุบัติเหตุแล้วจึงนึกกันได้
วันที่กราบลาท่านเป็นครั้งสุดท้ายคือเช้าวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๒๓ ท่านสั่งกําชับลูกศิษย์ พวกที่ชอบแขวนเหรียญ มีด้ายสายสิญจน์ผูกข้อมือ ท่านก็บอกให้ถอดทิ้งในวันนั้นเอง “นักปฏิบัติแล้วไม่ต้องมีหรอก” และสั่งว่า “เวลาไม่มีครูบาอาจารย์ก็ปฏิบัติไปนะ อย่าถอยหลัง”
ระหว่างที่มาพักอยู่เรือนไทย ลาดพร้าว เดือนเมษายน ครั้งหลังนี้เอง ที่ท่านพระอาจารย์วันและท่านพระอาจารย์จวนคุยกันเรื่องเกษียณ ไม่รับนิมนต์อีกต่อไป
ท่านปรารภกันว่าระยะนี้เหนื่อยเต็มที นิมนต์กันไม่มีเวลาหยุดพักเลย บางทีฉันเช้าเสร็จก็จะมีคนนิมนต์ไปเหยียบบ้านเหยียบโรงงาน เทศน์จากบ้านนี้ไปต่อบ้านโน้น โรงงานนั้น โรงพยาบาลนี้ ร้านค้านั้น บางวันกว่าจะกลับถึงที่พักก็สี่ทุ่ม และยังมีแขกคอยรอกราบอีก เคยเห็นท่านรับนิมนต์สวดมนต์เย็นจังหวัดหนึ่ง แล้วไปต่อสวดมนต์พิธีฉลองโบสถ์อีกจังหวัดหนึ่ง กว่าจะถึงบริเวณพิธีก็ตีหนึ่ง เมื่อถึงแล้วท่านก็เริ่มสวดต่อไปจนสว่างเลย
ใครเห็นก็อดสงสารท่านไม่ได้ รับนิมนต์ทีหนึ่งๆ กลับวัดท่านจะแทบ “ล้มพับ” กันไป บางทีก็ไม่ได้สรงนํ้า
“เมื่อไรเราจะเกษียณกันสักที” ท่านพระอาจารย์วันปรารภขึ้นในวันนั้นที่ลาดพร้าว
“เกษียณเป็นอย่างไร ?” ท่านพระอาจารย์จวนซัก
“เกษียณ ก็แบบข้าราชการไงล่ะ เขาทํางานมามาก พออายุครบ ๖๐ ราชการเขาให้พัก ไม่ต้องไปทํางานอีก เรียกว่าเกษียณ” ท่านพระอาจารย์วันอธิบาย
ท่านพระอาจารย์จวนได้ฟังก็ร้อง “อ๋อ ! งั้นเกษียณกันตอน ๖๐ ปีนี้แหละ”
หลังจากท่านมรณภาพแล้ว ระหว่างตั้งศพบําเพ็ญกุศลอยู่ ณ วัดพระศรีมหาธาตุ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้ซักคุณสุรีพันธุ์ว่า “ท่านอาจารย์เคยพูดว่าอย่างไรบ้าง ?” เมื่อเล่าถวายมาถึงเรื่องเกษียณ ท่านก็อุทานว่า ความจริง “เกษียณ” นั้นแปลว่า หมดไป สิ้นไป
ครั้งหนึ่งก่อนมรณภาพไม่นานนัก ท่านพระอาจารย์จวนได้บอกทุกคนว่า “ต่อไปใครถามหาเจ้าอาวาสภูทอก ก็ให้บอกว่าท่านแยง ไม่ใช่อาตมา” เพราะว่าท่านได้ยกท่านแยงเป็นเจ้าอาวาสแทนแล้ว แม้กระทั่งเทปประวัติที่ท่านได้อัดเอาไว้ ๗ ม้วนสุดท้ายก่อนมรณภาพเพียง ๒ – ๓ วัน ท่านก็สั่งให้ทางวัดเก็บไว้ให้คุณสุรีพันธุ์ ทั้งๆ ที่ท่านกําลังจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อยู่แล้ว ท่านได้บอกกับทางวัดว่าคุณสุรีพันธุ์จะมารับเทปชุดสุดท้ายนี้เอง ถ้าท่านนําเทปชุดนี้มาด้วยก็คงเสียหายไปพร้อมกับชีวิตของท่านอย่างไม่ต้องสงสัย
ท่านพระอาจารย์จวนรู้ล่วงหน้าว่าความตายรออยู่ ในช่วงก่อนมรณภาพไม่นาน ท่านอยากให้ญาติมานิมนต์ท่านก่อน ท่านไม่อยากไปงานในวันเครื่องบินตก โดยท่านพระอาจารย์คําศรี อุปสนฺโต ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตั้งแต่ท่านทราบว่าทางวังจะนิมนต์ ท่านมีแต่สั่งไว้ว่า “มีญาติจะมานิมนต์ไหม ?” “ไม่อยากจะไปงานของพระเจ้าอยู่หัว ใครหนอจะมานิมนต์ ?” อยากให้ญาติมานิมนต์ตัดหน้า อยากให้ญาติมา ญาติก็ไม่มา เป็นอุบายของท่านนะ มันไม่มีใครมานิมนต์ท่าน ท่านก็ไปแล้ว วันที่ตกเครื่องบิน ในช่วงนั้นอยากให้โยมมานิมนต์ท่านว่าจะทําบุญ จะได้อ้างว่า “จะติดงานแล้ว จะไม่ได้ไปงานแล้วกระมังนะ” เรื่องนี้หลวงตาแยงท่านเล่าให้ฟัง งานนิมนต์วันที่ ๒๘ เมษาฯ ท่านไม่อยากไป คือท่านรู้ ท่านพูดอย่างนั้นสิ พอท่านตกเครื่องบินไปแล้ว อาตมาก็โอ๋ ! ท่านว่าอย่างนี้น้อ ยังนึกถึงได้”
และมีศิษย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งได้มีโอกาสกราบท่านก่อนเดินทางมากรุงเทพฯ ครั้งนี้ เล่าว่าท่านได้บอกว่า “นับแต่นี้ไปอีก ๓ วัน จะมีคนเช็ดนํ้าตาให้เราทั้งเมือง เหมือนที่เราเคยเช็ดนํ้าตามาแล้วนับชาติไม่ถ้วน แต่นี้ไปเราจะไม่ต้องเช็ดนํ้าตาอีกแล้ว”
ญาณหยั่งรู้ของครูบาอาจารย์ทั้ง ๓
ครั้งหนึ่งระหว่างที่ท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์จวน และท่านอาจารย์สิงห์ทองอยู่ด้วยกันท่านทั้งสามได้กล่าวถึงเรื่องตายขึ้นมาเฉยๆ
ท่านอาจารย์จวนได้กล่าวว่า “ตัวท่านคงจะตายอยู่ใกล้กับท่านอาจารย์วัน”
ส่วนท่านอาจารย์สิงห์ทองก็บุ้ยใบ้บ้างว่า “ตัวท่านก็จะตายพร้อมกับหลวงตาโน่น” (ท่านบุ้ยมาทางท่านอาจารย์จวน) แล้วหัวเราะกัน
หมู่ศิษย์ที่ได้ยินเรื่องนี้ต่างเข้าใจได้เพียงว่า ครูบาอาจารย์ทั้ง ๓ ท่านมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ จึงได้แสดงความสนิทสนมกันออกมาเท่านั้น ไม่มีใครคิดว่านั่นคือ ญาณหยั่งรู้ของพวกท่าน
เกี่ยวกับญาณหยั่งรู้ของครูบาอาจารย์เหล่านี้มีบันทึกแสดงเหตุการณ์เอาไว้มากมาย เพื่อยืนยันการหยั่งรู้ว่าเป็นสมบัติของพวกท่านจริง จึงขอยกเรื่องญาณหยั่งรู้ของท่านอาจารย์จวน ก่อนที่ท่านจะมรณภาพด้วยเครื่องบินตก โดยท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ดูอย่างเช่นอาจารย์จวนนะ อาจารย์จวนท่านมาเครื่องบินตก ก่อนที่จะลงจากวัดไป ท่านเขียนไว้บนกระดานดํา “วัดนี้ยกให้ท่านแยง” นี่ ! พระอรหันต์ และพอท่านตายไปแล้วเผา ๗ วันกระดูกเป็นพระธาตุเลย คือท่านรู้ท่านจะต้องมาตาย แต่ท่านไม่เคยหวั่นไหวเลยเห็นไหม มาแบบปกติ แล้วในวัดไม่ได้บอกใคร ไม่ให้ใครรู้เรื่องเลย ตายแบบสนิทมากเห็นไหม คือว่าพระอรหันต์ไม่กลัวตาย”
และจากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท มีการบันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ขอเล่าอีกเพียงเรื่องหนึ่ง อันเป็นครั้งล่าสุดที่เพื่อนๆ และผู้เขียนได้ประสบคือว่าวันนั้นเป็นวันที่๗ เมษายน ๒๕๒๓ เมื่อเราไปส่งท่านที่ภูทอก และรุ่งขึ้นก็จะลากลับ จึงขอให้ท่านกรุณาพาเราไปดูกุฏิที่เพิ่งสร้างที่ภูทอกใหญ่หรือภูแจ่มจํารัส ท่านก็กรุณาพาไป ภูทอกใหญ่นี้ถ้าเดินตัดไปก็คงราวกิโลเมตรครึ่งเท่านั้น แต่ถ้าไปตามถนนก็อ้อมหน่อย เราเลือกไปทางรถ ขาไปเราได้อาศัยรถจี๊ปชาวบ้านไปส่ง เพราะรถของเราไม่อยู่ พอถึงเชิงเขา ท่านก็สั่งให้รถจี๊ปกลับวัดและให้ไปตามรถของคณะเรามา
พอลงจากเขาจะกลับ เราเห็นรถจี๊ปจอดอยู่คันเดียว แต่รถของเราไม่อยู่ ได้ความว่ารถมาแล้ว แต่เพิ่งไปส่งพระที่ท่านมีธุระขอกลับก่อน ท่านอาจารย์ลงมาถึง เห็นเราขึ้นไปนั่งบนรถจี๊ปกันหมดก็บ่นเสียงดัง “เอ ! ไปขึ้นรถจี๊ปทําไม บอกให้รอรถมารับไงล่ะ”
ท่านเรียกหารถแล้วสั่งให้พวกเราลงรอรถของเรา ครั้งแรกไม่มีใครยอมลงจากรถจี๊ป ด้วยนึกเกรงใจผู้ขับ เขาอุตส่าห์กลับมารอรับเรา และกระตือรือร้นเชิญเราขึ้นรถขึ้นไปนั่งแล้วยังลงไปเสียอีก เขาจะนึกว่าเรารังเกียจเขาดูถูกเขา ข้อสําคัญ ขามายังนั่งมาได้ แต่พอมีรถที่ดีกว่าก็จะทิ้งเขาไปทีเดียวเชียวหรือ
เรายืนกรานว่าเราจะกลับโดยรถจี๊ป เราชอบรถจี๊ป นิมนต์ท่านอาจารย์รอรถของเราเถิด บัดนี้มองเห็นรถกําลังย้อนกลับมาแล้ว ท่านก็ไม่ยอม สั่งให้ทุกคนลงจากรถจี๊ป ทุกคนเริ่มคิดว่าท่านคงจะมีเหตุผลอะไรกระมัง เพราะทุกครั้งถ้าท่านสั่งด้วยเสียงอันเฉียบขาดดังนี้ ถ้าไม่เชื่อก็มักจะมีเหตุอะไรเกิดขึ้นเสมอ เสียงเช่นนี้ ถ้าใช้ตามสํานวนขององค์ท่านเอง เมื่อท่านเล่าในอัตตโนประวัติของท่านก็ต้องว่า “ขู่เข็ญคําราม” นั่นเอง
ไม่กี่นาทีต่อมา เราก็รู้ว่า “เหตุอะไร” ที่ท่าน “ขู่เข็ญคําราม” ไม่ให้พวกเรากลับ โดยรถจี๊ปที่ตามเรามาก็ไหลลงไปในห้วย ได้ความว่าเบรกแตก แม้คนขับจะไม่เป็นอันตรายมากด้วยมือยึดมั่นอยู่กับพวงมาลัย แต่ถ้าพวกเรานั่งอยู่ในรถด้วยก็คงไม่วายเจ็บไปตามๆ กัน
คุณสุรีพันธุ์บอกว่า ท่านคงหมั่นไส้พวก “ดื้อ” จึงออกปากเป็นเชิงสอนว่า “เห็นไหม คนเราต้องรู้จักเลือกนั่งรถซี คันไหนมีอันตรายก็อย่านั่ง คันไหนไม่มีอันตรายถึงจะนั่ง”
“พวกเราใครจะทราบล่ะเจ้าคะว่ารถคันนั้นเบรกจะแตก ไม่เหมือนท่านอาจารย์นี่นา เราจะได้ทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า”
ท่านได้ยินใครคนหนึ่งย้อนก็หัวเราะแล้วแก้ว่า “เราคุยไปเช่นนั้นเอง ไม่ได้รู้อะไรหรอก”
เรื่องเล่าก่อนการมรณภาพด้วยเครื่องบินตก
พระเดชพระคุณหลวงปู่ลือ ปุญฺโญ วัดป่านาทามวนาวาส บ้านนาทาม ตําบลป่าไร่ อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร (ฉายา “ปุญฺโญ” เริ่มใช้ตั้งแต่ท่านได้ญัตติเป็นธรรมยุติกนิกาย คือเป็นพระสายกัมมัฏฐาน ลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทตฺตเถร เป็นต้นมา)
หลวงปู่ลือเป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นผู้ทรงอภิญญาสามารถหยั่งรู้ญาณชั้นสูง เช่นอตีตังสญาณ คือ หยั่งรู้เรื่องราวในอดีตของตนเองว่า หลวงปู่เมื่อชาติก่อนท่านเป็นฤๅษีบําเพ็ญเพียรอยู่ในถํ้าใต้ชะง่อนผา ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดป่านาทามวนาวาสในปัจจุบัน ได้เสียชีวิตในถํ้า ปัจจุบันอัฐิธาตุของท่านยังอยู่ในถํ้าดังกล่าว และนอกจากนั้นท่านยังหยั่งรู้ อนาคตังสญาณ คือหยั่งรู้เรื่องราวในอนาคตได้ล่วงหน้าดังเหตุการณ์เครื่องบินโดยสารตกในเขตอําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ทําให้ผู้โดยสารตายเกือบหมดทั้งลํา (ที่เหลือบาดเจ็บสาหัสและยังมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบัน ๒ – ๓ คน ตามที่ปรากฏเป็นข่าว)
ในเครื่องบินดังกล่าวพระกัมมัฏฐานสายหลวงปู่มั่น ได้ร่วมเดินทางไปด้วย ๕ องค์ และได้มรณภาพทั้งหมด คือ พระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม พระอาจารย์วัน อุตฺตโม พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร และ พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม พระอาจารย์ทั้ง ๕ องค์ดังกล่าวได้รับนิมนต์ไปร่วมพิธีสําคัญที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และเจ้าภาพได้มีการนิมนต์หลวงปู่ลือ ไปร่วมพิธีดังกล่าวด้วย โดยนําตั๋วเครื่องบินไป – กลับในเที่ยวดังกล่าวมาถวายหลวงปู่ถึงวัดป่านาทามวนาวาส แต่หลวงปู่ลือไม่รับนิมนต์ เนื่องจากได้นิมิตเห็นไฟไหม้หางของเครื่องบินลําดังกล่าวขณะบินอยู่บนท้องฟ้า
ก่อนจะถึงวันเดินทาง ๒ – ๓ วัน หลวงปู่เล่าว่า พระอาจารย์ทั้ง ๕ องค์ที่มรณภาพครั้งนี้ ทุกท่านมีญาณหยั่งรู้ว่าเครื่องบินจะตกและจะดับขันธ์ในครั้งนี้ แต่ทุกท่านได้ยินยอมให้เป็นไปตามวิบากกรรม ส่วนหลวงปู่ลือ ท่านยังมีภารกิจที่ต้องโปรดสัตว์และสืบสานพระศาสนายังไม่สําเร็จตามที่ท่านได้ปวารณาเอาไว้
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต วัดภูจ้อก้อ จังหวัดมุกดาหาร เคยบอกว่า พระโมคคัลลาน์ที่ถูกกลุ่มโจรรุมฆ่านั้น แท้จริงแล้วโจรฟันตีไม่ถูกท่าน ที่ถูกนั้นคือถูกธาตุขันธ์ของท่านเท่านั้น
เครื่องบินตก พระตายไปหลายองค์นั้น พออาศัยคําบอกของหลวงปู่หล้าเป็นคําอธิบายได้ไหม เรื่องเครื่องบินตกพระตายนั้น ได้ยินคําเล่าหลายปาก เล่าไปต่างๆ นานาไม่ตรงกันนัก แต่ทุกปากเล่าได้ใจความเดียวกัน คือ พระทุกองค์ก่อนขึ้นเครื่องบินก็รู้ล่วงหน้าทั้งนั้น
ท่านพระอาจารย์ชา สุภทฺโท หรือ หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เทศน์ในเวลาประมาณ ๕ โมงเช้าของวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ตอนหนึ่งหลวงพ่อชาเทศน์ว่า “เขามานิมนต์ไปกรุงเทพฯ เหมือนกัน บังเอิญไม่สบาย จึงไม่รับนิมนต์ ถ้ารับก็มีหวังไปแล้วไม่กลับมาพบหน้าญาติโยมอีก” ปรากฏว่าตกบ่ายวันนั้น ข่าวเครื่องบินตกพระตายก็แพร่ไปทั่วประเทศ
ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านรู้ตัวก่อนขึ้นเครื่องบิน ท่านได้ไล่ให้โยมวัดท่านหนึ่งกลับไม่ยอมให้เดินทางขึ้นเครื่องบินไปด้วยกัน
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเคยปรารภเชิงเล่นๆ กับครูบาอาจารย์รูปอื่นว่า “ท่านน่ะตายสูงนะ” ยังมีผู้คิดกันว่า ภูทอกอยู่ในที่สูง ท่านกล่าวเช่นนี้ คงหมายจะละขันธ์บนภูทอก และก่อนที่ท่านจะลงมา กทม. กับเที่ยวบินนั้น ท่านอัดเทปประวัติของท่านไว้ และท่านสั่งกับพระศิษย์ไว้ว่า “เอาไว้ที่นี่ล่ะ เดี๋ยวจะมีคนมาเอาไปเอง”
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านไม่ได้พูดเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า เห็นแต่ท่านอาจารย์แยงเล่าให้ฟัง ท่านสั่งตอนที่ท่านจะมากรุงเทพฯ นี่แหละ ท่านบอกเพียงว่า “ให้ดูแลวัดวาให้ดีนะ ผมไปช่วงนี้จะได้กลับหรือไม่ได้กลับก็ไม่รู้” ท่านก็บอกแค่นั้น”
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนก่อนมรณภาพด้วยเครื่องบินตก ท่านก็ไม่ได้บอกอะไรเป็นนัย ท่านก็ว่าจะไปงานสมเด็จฯ “จะไปหาเงินมาสร้างถนน” ท่านก็พูดเท่านั้น ทําถนนอ้อมวัดนั่นนะไปถึงภูกิ่วโน่น รถแทรกเตอร์ช่วย”
ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ก็ฝันร้ายก่อนเครื่องบินตก เลยตั้งใจไว้ว่า ถ้าท่านพระอาจารย์สิงห์ทองไม่รับนิมนต์ครั้งนี้ ท่านก็จะไม่รับนิมนต์ด้วย พอดีท่านพระอาจารย์สิงห์ทองรับท่านก็จําต้องรับด้วย โดยองค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ไว้ดังนี้
“ตกเครื่องบินไปงานอะไรไม่รู้ อุปคุต (ท่านสุพัฒน์) ท่านฝันแม่นยํามากนะ ที่ท่านจะไปตายคราวนี้ ไปเกาะไหนก็พัง คือท่านฝันกลางคืนนี้จนตื่นเต้นตกใจเสียใจ ทําไมถึงฝันร้ายขนาดนี้ ท่านว่าอย่างนั้นนะ ไม่เคยฝันอย่างนี้เลย ฝันร้ายกาจไม่มีชิ้นดีเลย ท่านว่าอย่างนั้น แล้วเขามานิมนต์ให้ไปในงานนี้ล่ะ แล้วกันกับความฝัน มันเข้ากันได้แล้ว ไม่ใช่จะเอาเราไปตกเครื่องบินตายเหรอ ท่านพูดอย่างนั้นเลย ท่านเลยหาที่เกาะ ไปนิมนต์อาจารย์สิงห์ทอง ถ้าท่านสิงห์ทองไป เราถึงจะไป เกาะตรงนั้นนะ ถ้าท่านไม่ไป เราก็ไม่ไป เขาไปนิมนต์ท่านสิงห์ทอง ท่านสิงห์ทองรับเขาแล้วก็พังไปเลย ถ้าหากว่าท่านสิงห์ทองไม่ไป ท่านจะไม่ไป ชีวิตท่านก็จะยังอยู่ เลยตายในระยะนั้นล่ะ
ท่านฝันแปลกประหลาดมาก พอตื่นขึ้นมานี้ดูอาการโศกเศร้าเหงาหงอย มันฝันร้ายเหลือเกิน ท่านว่าอย่างนั้นนะ แต่ท่านไม่พูดเรื่องฝันร้ายว่าเป็นอย่างไรๆ แต่มันฝันร้ายไม่มีชิ้นดีเลย ท่านบอกอย่างนั้น มีแต่ล้มพังทั้งนั้น
พอดีเขาก็มานิมนต์ ท่านก็ไปเกาะท่านสิงห์ทอง ท่านสิงห์ทองไป เราก็จะไป พอดีไปนิมนต์ท่านสิงห์ทอง ท่านก็รับเขา เรียกว่าเกาะแล้วพังเลย ตายด้วยกันทั้งสอง ท่านอุปคุตนี่สําคัญ ท่านฝันไม่ดีเลยท่านว่า เขามานิมนต์โดยลําพังท่าน ท่านจะไม่รับ ท่านบอก ทีนี้เพราะความเคารพกันเกี่ยวกับท่านสิงห์ทอง ท่านรับ แล้วท่านเลยต้องรับไปด้วย แล้วก็ไปตายด้วยกัน”
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านได้ตั้งฉายาประจําตัวให้ พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ว่า “ท่านอุปคุต” เนื่องด้วยมีครั้งหนึ่งในงานครูบาอาจารย์ พระอาจารย์สุพัฒน์ ท่านได้นั่งภาวนาฟังธรรมแล้วเกิดสัปหงกล้มลง จนส่งเสียงดัง แล้วมีคนเห็นเหตุการณ์อยู่พอสมควร แต่ท่านก็รีบลุกขึ้นนั่งหลับตาฟังธรรมต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงถูกองค์หลวงตาพระมหาบัวนํามายกเป็นเหตุเตือนหมู่คณะ และให้ฉายาแก่ลูกศิษย์ของท่านองค์นี้ใหม่ว่า “ท่านอุปคุตปราบมาร” เพื่อเตือนสติให้ท่านสํารวมระวังและตั้งใจภาวนาด้วยความมีสติ
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร พูดคุยสนทนาธรรมกับหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ใครตายก่อนตายหลัง ดังนี้
“ตอนเครื่องบินตกนะ หลวงปู่อยู่โคราช หลวงปู่กงแก้วท่านมรณะ ท่านมารักษาอยู่ที่โคราชแล้วก็มรณะเลย หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่หล้า ก็ลงมา หลวงปู่จวนไม่มา พอถึงเดือนเมษาฯ วันที่ ๑๙ งานศพหลวงปู่กงแก้ว หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่หล้ามาเผาศพ ก็เลยไปนั่งฟัง หลวงปู่หล้า หลวงปู่สิงห์ทองก็นั่งล้อมวงคุยกัน หลวงปู่สิงห์ทองก็พูดว่า “ใครจะตายก่อนตายหลังนะพวกเฮา (พวกเรา)” นี่แหละท่านว่าก็วันที่ ๒๗ ก็เครื่องบินตก เราก็นั่งฟังก็ประมาณนั้น ท่านบอกอะไรล่วงหน้าก็ไม่รู้ ท่านก็คุยกันอย่างนี้ล่ะ”
สรงนํ้าครั้งสุดท้ายปรารภเรื่องเดินทางก่อนเครื่องบินตก
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สมัยก่อนนี้เครื่องบินอุดรฯ อาทิตย์หนึ่งมันมีอยู่ ๓ เที่ยว เครื่องบินแอฟโร่ ครูบาอาจารย์ แต่ก่อนองค์ไหนได้นั่งเครื่องบินแสดงว่าต้องดังมาก ต้องมีบารมีมาก ตอนเครื่องบินตกนี่ ตอนสรงนํ้าหลวงปู่จวนเย็นวันที่ ๒๖ เมษาฯ นะ ก็มีอาจารย์พวน อาตมา เณรจอห์นนี่ตายไปแล้ว ท่านยังถามเลยว่า “เอ๊ะ ! เราจะไปดีหรือจะไม่ไปดี ?” ถามทั้ง ๓ องค์เลย พวกอาตมาก็บอกว่า “ถ้าหลวงพ่อไปก็ดี เพราะว่ามันเป็นงานพระราชพิธี” อีกอย่างก็ตอนนั้นเรื่องปัจจัยก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ แล้วตอนนั้นทางวัดก็ทําทางรอบภูทอก ปีท่านจะมรณภาพ ท่านทําไว้ให้หมดเลย จะได้ปัจจัยมาทําทางรอบภูทอก ท่านมาถามอีก พวกอาตมาก็ตอบอีกว่า “ไปก็ดี” แต่ไม่รู้ว่ามันมีความหมายไง”
อาหารเช้ามื้อสุดท้ายก่อนเครื่องบินตก
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เพราะตอนแรกนี่ ที่ไอเดียที่ปกติวันอภิเษกสมรสเนี่ยก็จะมีงานที่ไกลกังวลเฉยๆ เป็นงานภายใน ทีนี้ปีนั้นท่านผู้หญิงสุวรี เทพาคํา ท่านผู้หญิงแดงก็กราบบังคมทูลกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่าปีนี้มันครบ ๓๐ ปี ที่เขาเรียกว่า “คอปเปอร์ จูบิลี่” เพราะฉะนั้นจะต้องเซอร์ไพรส์ในหลวง เซอร์ไพรส์ยังไงล่ะ นิมนต์ครูบาอาจารย์แล้วก็มาสวดมนต์ที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ นี้พอเป็นแบบนี้ คุณหญิงสุรีพันธุ์ก็สนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ โดยที่บอกมาทางคุณธเนศ เอียสกุล คุณธเนศเขาก็เลยบอกว่า ไม่ต้องเอาค่าเรือบินอะไร เขารับสปอนเซอร์ตั๋วเรือบินทั้งหมด แล้วเขาก็จะไปนิมนต์แต่ละวัด เพราะฉะนั้นพอเรือบินตก คุณธเนศสั่นไปทั้งตัวเลย แล้วก็คล้ายๆ กับว่าไปถามหลวงตาว่า
“แล้วบาปกรรมอันนี้จะแค่ไหน”
หลวงตาก็บอกว่า “มันกรรมของครูบาอาจารย์”
และอีกอย่างหนึ่งคุณธเนศเอง ปกติครูบาอาจารย์เหล่านี้ ท่านก็จะฉันจากวัดของท่าน แต่วันนั้นท่านเมตตาไปฉันที่บ้านคุณธเนศ ก็เท่ากับอาหารมื้อสุดท้ายของพระอรหันต์ แล้วยังจะบ้าบวมอะไร คือหลวงตาก็ให้กําลังใจ เพราะว่าไปฉันให้ แล้วก็ขึ้นเครื่องบินไป เพราะฉะนั้นงานศพนี่เขาขอเป็นสปอนเซอร์ โลงศพ โต๊ะหมู่บูชา เสร็จแล้วเขาเผาไปกับศพท่านหมด แล้วเขาก็มีใครก็เขียนคําร่ายโศลกว่าให้เขามากราบ แล้วก็กล่าวอะไรของเขา ว่าอย่าให้เป็นบาปเป็นกรรม”
ท่านเดินจงกรมก่อนเครื่องบินตก
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“มีแต่ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมที่รอด ดูเหมือนรอด ๔ คนนี่ ผู้ว่าฯ คนหนึ่ง มีผู้ว่าฯ ที่หลังจากรอดตายแล้ว ฟื้นมาแล้วให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐทํานองว่า ผู้ว่าฯ เล่ารายละเอียดว่าขณะที่เรือบินจะขึ้น อาจารย์จวนจะเดินจงกรมอยู่ที่ใต้เรือบิน เดินจงกรม ตอนเรือบินยังไม่ขึ้น ท่านเดินองค์เดียว แล้วทางอาจารย์สุพัฒน์เดินมาบอกว่า “อาจารย์ ทางเรือบินเจ้าหน้าที่เขาบอกให้ไปขึ้นเรือบิน รัดเข็มขัดได้แล้ว” ทีนี้อาจารย์จวนได้พูดออกมาว่า “จะรีบไปไหน พวกเราไปจะต้องไปตายทุกคน” พูดทํานองนี้ เป็นคําสัมภาษณ์ของผู้ว่าฯ นครพนม
ตามข่าวว่าตอนที่ท่านไปจากนี่ กิมก่ายมารับ มารับทีแรกว่าจะไปฉันข้าวที่บ้านกิมก่าย ที่ท่าเสด็จ ปรากฏว่ามันร้อน เอาพัดลมมาให้ ๔ ตัว อาจารย์จวนก็บอกมันร้อน พวกที่อยู่ใกล้เคียงกิมก่ายเล่าให้ฟังว่า มันร้อน เลยไปฉันอยู่ข้างนอก
ทีนี้กิมก่าย อาจารย์จวนท่านไม่ชอบขี่เรือบินใช่ไหมล่ะ กิมก่ายนี่บุ๊ค (จอง) รถไฟตู้นอนได้แล้ว อยากจะเปลี่ยนกับอาจารย์จวน นี้ก็ไปบอกอาจารย์จวนว่า “อาจารย์ ถ้าอาจารย์ไม่อยากขี่เรือบิน ผมไปแทนก็ได้ อาจารย์มารถไฟ” อาจารย์จวนเลยบอก “เอ้ย ! เอาเถอะ เดี๋ยวมันจะไม่ถึงหรอก” บอกทํานองนี้
ทีนี้พอขึ้นไปถึงพั้บ พระผู้ใหญ่นั่ง เพราะเรือบินแอฟโร่มันบรรทุกผู้โดยสารได้ ๓๒ อาจารย์จวนไม่นั่ง ทีนี้โดยบังเอิญผู้ว่าฯ ที่รอดก็เพราะว่าผู้ว่าฯ เขาบุ๊ค เขาได้นั่งกลางแล้ว พอเห็นพระผู้ใหญ่มาก็เลยไปนั่งท้ายที่หน้าห้องส้วม เวลามันตี พื้นมันขาด ๓ ท่อน ท่อนหลังมันยาว พวกนั้นอยู่ท้ายหมดเลยรอด
ผู้ว่าฯ เขาให้สัมภาษณ์ว่า ท่านยังหลุดปากตําหนิออกมาว่า “เอ้ ! พระองค์นี้ไม่สงบ ไม่สงบสักอย่าง ทําไมไม่สํารวม” ท่านไม่รู้จักอาจารย์จวนนะ พระองค์อื่นเขานั่ง มีอาจารย์จวนเดินจงกรมหัว – ท้าย หัว – ท้าย ท่านเดินจงกรมก่อนเครื่องบินตก แล้วก่อนขึ้นก็เดินอยู่ข้างล่างใต้เครื่องบิน พอเครื่องตั้งลําได้แล้วท่านก็เดิน ท่านก็เดินอยู่ข้างบนตลอด ก็เดินธรรมดานี่ล่ะ เพราะว่าอาจารย์จวนท่านรู้แล้วอาจจะเข้าสมาธิ ท่านเดินจงกรมก็ได้ องค์อื่นก็อาจจะใช้วิธีนั่งสมาธิ ก่อนมรณภาพด้วยเครื่องบินตก ท่านยังปฏิบัติธรรม แล้วก็พอใกล้ๆ เวลาลดระดับเพดานบิน ขณะเข้าเขตจะบินลง อาจารย์สุพัฒน์บอกกับอาจารย์จวนว่า “ท่านอาจารย์ เขาให้รัดเข็มขัดแล้ว”
ทีนี้คุณผู้หญิงคนนั้นท่านไม่ได้อ่านที่ผู้ว่าฯ ให้สัมภาษณ์ ทีนี้พอเล่าให้เขาฟัง เขาไม่ค่อยเชื่อว่าผู้ว่าฯ คนไหนพูด ไอ้เราอ่านในไทยรัฐใช่ไหม ? เท็จจริงก็อยู่กับผู้ว่าฯ สมพร กลิ่นพงษานั่น”
ครูบาอาจารย์พูดคุยกันทางจิตก่อนเครื่องบินตก
เรื่องการกราบทูลลาก่อนนิพพานของบรรดาพระอรหันตสาวกนั้น มีมาแต่สมัยครั้งพุทธกาล เช่น กรณี พระอัญญาโกณฑัญญะ และ พระสารีบุตร ก่อนนิพพานได้มาเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลลาพระพุทธเจ้า และกรณี พระโมคคัลลาน์ ท่านนิพพานสถานที่ถูกโจรทําลาย ก็ได้แสดงฤทธิ์ประสานกายและเหาะมากราบทูลลาพระพุทธเจ้า
ในสมัยปัจจุบันเรื่องครูบาอาจารย์ท่านบอกลากันทางจิตก่อนมรณภาพนั้น เช่น กรณีพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น พักอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ จังหวัดสกลนคร ก่อนมรณภาพท่านไปบอกลาหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่จังหวัดเชียงใหม่ และไปบอกคุณแม่ชีแก้ว เสียงลํ้า ที่บ้านห้วยทราย จังหวัดมุกดาหารให้มากราบ รวมทั้งกรณี ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนมรณภาพได้ไปบอกลา หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น เหตุการณ์พระคณาจารย์เครื่องบินตกมรณภาพพร้อมกันก็เช่นเดียวกัน ท่านก็ไปบอกลากัน
กรณีของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า ก่อนมรณภาพด้วยเครื่องบินตก ท่านกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ได้สนทนากันถึงเรื่องนี้ที่วัดถํ้ากลองเพล แม้วัดทั้งสองจะตั้งอยู่ห่างไกลกัน แต่ท่านทั้งสองกลับมีความผูกพันใกล้ชิดทางจิตใจกันมาก ประดุจพ่อกับลูก ท่านมีความสัมพันธ์ฉันท์อาจารย์กับศิษย์ ท่านพระอาจารย์จวนให้ความเคารพนับถือหลวงปู่ขาวเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ เป็นผู้ชุบเลี้ยงทางธรรมแก่ท่าน เป็นผู้ที่มีพระคุณอย่างสูงสุดต่อท่าน ด้วยท่านทั้งสองต่างก็เป็นพระอรหันต์ที่ทรงอภิญญา มีอิทธิฤทธิ์ จนเป็นที่ยอมรับในวงกรรมฐาน ยิ่งทําให้เชื่อมั่นได้ว่าหลวงปู่ขาวท่านเองย่อมทราบเหตุการณ์นี้ล่วงหน้า และเรื่องการเกิดการตายเป็นเรื่องธรรมดาท่านรับรู้กันได้
คุณประเสริฐ อยู่สุข หรือ พ่อกี้ เป็นลูกชายของพ่อสี อยู่สุข พ่อลูกคู่นี้เป็นฆราวาสอุปัฏฐากและทําหน้าที่คนขับรถรับใช้ท่านพระอาจารย์จวนอย่างใกล้ชิด คุณประเสริฐ อยู่สุข ได้เล่าเหตุการณ์สําคัญตอนหนึ่งซึ่งหลวงปู่ขาวกับท่านพระอาจารย์จวนได้สนทนากันถึงเรื่องความตายไว้ดังนี้
“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปลายปี ๒๕๒๒ – ๒๕๒๓ ก่อนหลวงปู่จวนจะมรณภาพด้วยเครื่องบินตกไม่นาน หลวงปู่ขาวกับหลวงปู่จวนท่านทั้งสองมีความรักใคร่สนิทสนมกันมาก เหมือนเป็นพ่อลูกกัน หลวงปู่จวนท่านเคารพหลวงปู่ขาวมากจึงไปกราบคารวะเป็นประจํา เมื่อท่านรับกิจนิมนต์ที่บ้านคุณกิมก่ายจังหวัดหนองคาย หรือไปกิจนิมนต์อื่น หากใกล้วัดถํ้ากลองเพล ท่านจะสั่งให้แวะทุกครั้ง ตามปรกติท่านไปเดือนละครั้ง แต่ช่วงก่อนมรณภาพท่านไปเป็นพิเศษ เดือนละ ๒ ครั้ง คือ ต้นเดือนกับปลายเดือน บางครั้งผมก็ขับรถไป บางครั้งพ่อของผมก็ขับ ท่านมีแต่ว่า “อ้อ ! ถ้าไปทางนั้นก็ใกล้ๆ เราก็ไปดูหลวงปู่เราหน่อย ไปกราบคารวะท่านหน่อย มันก็ไม่เสียเที่ยวแล้ว เราเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ขาว เป็นลูกศิษย์ครูบาอาจารย์”
คราวสนทนาเรื่องความตายนั้นผมได้ยินด้วย วันนั้นหลวงปู่จวนท่านสั่งให้ผมขับรถจากภูทอกไปกราบคารวะหลวงปู่ขาวที่วัดถํ้ากลองเพล เมื่อผมขับรถถึงวัด พระเวรพอทราบว่าหลวงปู่จวนมาถึง ก็ขึ้นไปกราบเรียนหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวท่านก็ดีใจและบอกกับพระว่า “ท่านจวนมาแล้วๆ ให้ขึ้นมาเลย” พอขึ้นไปแล้ว เมื่อหลวงปู่จวนกราบหลวงปู่ขาวเสร็จ ผมก็ได้ยินหลวงปู่ทั้งสองสนทนากัน ประโยคสําคัญที่ผมได้ยิน หลวงปู่ขาวก็พูดขึ้นว่า “มึงจะตายก่อนกูเด้อ” หลวงปู่จวนก็ตอบว่า “เว้ย ! ตายก็ตายตั๊วคนเรา” แล้วหลวงปู่ทั้งสองต่างก็หัวเราะชอบใจ”
ซึ่งคําสนทนาธรรมนี้ต่อมาก็เป็นความจริง กล่าวคือ ท่านพระอาจารย์จวนได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ อีกสามปีเศษหลวงปู่ขาวก็ได้ถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๖
ในคราวเหตุการณ์ที่ครูบาอาจารย์พระกรรมฐานเครื่องบินตกมรณภาพพร้อมกัน ๕ รูปนั้นองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านก็เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สําคัญอีกองค์หนึ่งที่ทางสํานักพระราชวังได้กราบอาราธนานิมนต์ไปร่วมงานพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลในวโรกาสครบรอบ ๓๐ ปี แห่งวันบรมราชาภิเษกสมรส ในวันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ พร้อมกับครูบาอาจารย์ทางภาคอีสานอีกหลายรูป องค์หลวงตาท่านทราบด้วยญาณหยั่งทราบล่วงหน้าแล้วว่า จะมีเหตุการณ์อุบัติเหตุเครื่องบินตก และในขณะนั้นสุขภาพของท่านก็ไม่ดีนัก ท่านจึงไม่ได้รับนิมนต์ในงานพระราชพิธีดังกล่าว มิฉะนั้นแล้ว หากองค์หลวงตารับนิมนต์ก็ต้องขึ้นเครื่องบินมาพร้อมกับคณะ
และองค์หลวงตาท่านก็หยั่งทราบด้วยว่า เป็นคราวที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองจะต้องชดใช้กรรมถึงแก่มรณภาพ อันเป็นเรื่องของกรรมซึ่ง ไม่อาจหนีพ้นได้ เหตุการณ์อุบัติเหตุจนต้องสูญเสียศิษย์รักศิษย์โปรดองค์สําคัญอย่างท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง แม้องค์หลวงตาท่านจะมีความรัก ความผูกพัน และความเมตตาในตัวท่านพระอาจารย์สิงห์ทองมากเพียงไรก็ตาม ท่านก็ไม่ฝืนกรรม จึงไม่สั่งห้ามท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเดินทางไปในงานพระราชพิธีดังกล่าว
เช้าวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ วันเกิดเหตุอุบัติเหตุเครื่องบินตก องค์หลวงตาท่านอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด บิณฑบาต ฉันเช้า เป็นปกติ แต่ในวันนั้นองค์หลวงตาท่านให้ความเมตตาคุณหญิงไขศรีณ ศีลวันต์ เป็นกรณีพิเศษ ก่อนที่คุณหญิงไขศรีจะเดินทางขึ้นเครื่องบินดังกล่าว ท่านให้การอบรมธรรมะ และตอบปัญหาธรรมแก่คุณหญิง
ในบ่ายของวันนั้นเอง ทางวิทยุก็ประกาศข่าวด่วนว่า “เครื่องบินโดยสารแอฟโร่ ๔ ของบริษัท การบินไทย จํากัด ประสบอุบัติเหตุตกก่อนถึงกรุงเทพมหานคร ๒๐ กิโลเมตร ณ กลางทุ่งนารังสิต บริเวณคลองสี่ อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มีผู้เสียชีวิตเกือบหมดทั้งลํา ในจํานวนนี้มีพระสงฆ์มรณภาพ ๗ รูป เป็นสายพระป่า ๕ รูป คือ ๑. หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม ๒. พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม) ๓. ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ๔. ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ๕. ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม”
เหตุการณ์ขณะอุบัติเหตุเครื่องบินตกในวันนั้น ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างเกิดความสับสนอลหม่าน วิ่งบ้าง เดินบ้าง ตํารวจ ทหาร แน่นทั้งสองข้างทางถนน ควันขาวๆ พวยพุ่งอยู่กลางท้องนา ซากเครื่องบิน ซากศพครูบาอาจารย์และผู้โดยสาร รวมทั้งเครื่องอัฐบริขาร ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ตกกระจัดกระจายเกลื่อนไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาดับเพลิงและช่วยเหลือผู้รอดชีวิต พระสงฆ์และเจ้าหน้าที่ได้มาเก็บสรีระศพ ตลอดอัฐบริขารของครูบาอาจารย์ และได้เก็บศพ ข้าวของเครื่องใช้ของผู้โดยสาร นักข่าวแทบทุกสํานักได้มาทําข่าวใหญ่ในครั้งนี้ ท่ามกลางไทยมุงที่เบียดเสียดกันอย่างแน่นขนัด
อุบัติเหตุเครื่องบินตกในครั้งนี้ เป็นข่าวสําคัญใหญ่โตของประเทศและของวงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เพราะมีคนตายพร้อมกันมาก และต้องสูญเสียครูบาอาจารย์องค์สําคัญในวงกรรมฐานพร้อมกันถึง ๕ องค์ ยังความเศร้าโศกเสียพระทัยให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เป็นอันมาก โดยเฉพาะสมเด็จพระนางเจ้าฯ นํ้าพระเนตรของพระองค์ท่านหลั่งไหลมากก็คราวนี้ ดวงพระเนตรของพระองค์ท่านก็ปูดบวม พระพักตร์ก็ร่วงโรย เศร้าโศกอย่างเห็นได้ชัด
ท่านมรณภาพด้วยเครื่องบินตก เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พร้อมด้วยพระคณาจารย์พระป่ากัมมัฏฐานอีก ๔ รูป คือท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโรท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ที่รับอาราธนานิมนต์งานพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลในวโรกาสครบรอบ ๓๐ ปี วันบรมราชาภิเษกสมรส วันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓
ท่านพระอาจารย์จวนพร้อมกับพระคณาจารย์ทั้งหมด ได้ไปรวมกันที่สนามบินจังหวัดอุดรธานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เพื่อขึ้นเครื่องบินเที่ยวบิน TG 231 อุดรธานี – กรุงเทพฯซึ่งเป็นเครื่องบิน ๒ ใบพัด รุ่น HS – 748 รหัส HS – THB บินออกจากท่าอากาศยานอุดรธานี จะไปลงที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เพราะลูกศิษย์ลูกหาต้องการถวายความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทาง ได้ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกถึงแก่มรณภาพพร้อมกัน ณ ท้องทุ่งรังสิต หมู่ที่ ๔ ตําบลคลองสี่ อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ นาฬิกา
ท่ามกลางความเศร้าสลดอาลัยของคณะสงฆ์ เพื่อนสหธรรมิก คณะศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทั่วไปเป็นยิ่งนัก ที่ต้องสูญเสียพระคณาจารย์พระป่ากัมมัฏฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ไปพร้อมกันทีเดียวถึง ๕ รูปด้วยกัน ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียของวงการสงฆ์ครั้งใหญ่มากอีกครั้งหนึ่งของเมืองไทย
ท่านพระอาจารย์จวน อยู่จําพรรษา ณ วัดเจติยาคิรีวิหาร หรือภูทอก ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒มาจนถึงวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้ถึงแก่มรณภาพ สิริรวมอายุนับได้ ๕๙ ปี๙ เดือน ๑๗ วัน นับเป็นพรรษาที่ ๓๗
ความฝันของคุณหมอประพักตร์ก่อนเครื่องบินตก
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พอดีผมฝันนะ สักตี ๓ ฝันว่ามีเรือบินบินผ่านศาลาวัด ไฟมันไหม้ที่หางแดงผ่านศาลาที่ผมนอนไป ผมตื่นมา เอ้ ! ราชการจะส่งเราไปดูงานรัสเซีย ว้า ! สีแดง คืน ๒๖ เมษาฯ คืนนั้นล่ะ คืนที่ท่านตก ตกบ่าย ๒๗ เมษาฯ ผมฝันกลางคืนแล้วตกบ่าย แต่เราไม่นึกถึงเรื่องนี้นะ นึกถึงแต่ว่า โอ้ย !ไฟไหม้มันแดง มันแดงมันสีแดงคอมมิวนิสต์นะ คิดไปอย่างนั้น
ปรากฏว่าพอสักเที่ยงออกมาจะกลับขอนแก่น อู๋ ! หนังสือพิมพ์เขาลงมีแต่เกจิอาจารย์ อ่านไปไหนก็มีแต่อาจารย์เราหมด ตอนที่ทราบข่าวเครื่องบินตก โอ้ ! ไม่เชื่อ มันปั่นป่วนในใจอยู่ โอ้ !ไทยรัฐลงแบบเกจิอาจารย์เป็นหน้าๆๆๆ ไป เสร็จเลย อ้อ ! อาจารย์วันนี่ก็ของเรา อาจารย์บุญมาก็ยิ่งเป็นของเราใหญ่เลย อาจารย์จวนก็เป็นของเราอีก อาจารย์สิงห์ทองก็ของเราอีก อาจารย์สุพัฒน์ติดร่างแหไป ดูเหมือนรอด ๔ คนนี่ ผู้ว่าฯ นครพนมคนหนึ่ง ผู้ว่าฯ หลังจากที่รอดตายแล้วฟื้นมาแล้วให้สัมภาษณ์ทางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โว้ะ ! ตายเลยทีนี้ ปั่นป่วนแล้วว่ะ โทรศัพท์ถึงคุณหญิงสุรีพันธุ์ ท่านก็เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่โทรกันไม่ได้ อยากรู้ว่าศพจะอยู่ไหน ? แล้วพอรู้ ผมก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ถึงวัดพระศรีฯ ผมก็ไปเอาล็อกเกตนั่นล่ะมากราบไปไหว้ แล้วไปวางลงบนหีบ อาจารย์จวนตอนมีชีวิตอยู่ไม่ได้เสก เสกตอนตายเลย”
เรื่องเล่าสภาพศพครูบาอาจารย์ในที่เกิดเหตุเครื่องบินตก
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พอดีนะ วันที่ ๒๘ หลวงปู่ (หลวงปู่สมหมาย) เข้ามาที่วัดพระศรีฯ เพราะว่าหลวงพ่อพุธเจ้าคุณวัดป่าสาลวัน ท่านพามา ท่านมีรถตู้ มาถึงพามา พอมาแล้วก็ไม่ได้เห็นศพหรอก เพราะว่าเห็นแต่อาจารย์จันดีเล่าให้ฟัง ท่านจันดีอยู่กรุงเทพฯ แล้ว ไม่ได้อยู่วัดพระศรีฯ แต่ว่าตอนเช้ามา ท่านก็มาฉันจังหันที่นั่น เพราะว่าญาติโยมเขาจะมาทําบุญ นิมนต์ท่านจันดีมา ท่านก็เลยมา มาท่านเลยเล่าให้ฟัง “โอ้ย ! หมู่พวกเอ้ย ! สังเวช ผมไปเห็นแล้ว ตอนเครื่องบินตก ผมยังอยู่กรุงเทพฯ” อาจารย์จันดีเล่าให้ฟัง “พอหล่นตรงที่เครื่องบินตกปุ๊บ ผมก็ไปแล้ว หลวงปู่จวนนี่หัวเนี่ยแตกหมดเลย หลวงปู่วันนี่ขานี่ขาด ขาขวาขาด หลวงปู่สิงห์ทองหลังขาด เพราะว่าเขายังไม่ได้ปิด เขายังไม่ได้กั้น”
อาจารย์จันดี อยู่ที่บ้านโนนสะอาด ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่พรหม ท่านมรณภาพไปหลายปีแล้วอาจารย์จันดี ท่านอยู่กรุงเทพฯ พอได้ข่าวเครื่องบินตก ท่านก็ไปเลย ไปเห็นสดๆ เลย ไปเห็นสภาพศพแต่ละองค์ๆ ท่านบอกว่าเครื่องนี่มันตกลงไปนี่ มันก็ขาด เหล็กมันแบบว่านี่ ช่วงครูบาอาจารย์นี่ก็นั่งไปข้างหน้าหมด เครื่องมันยังไม่ดับ พอตกปุ๊บนี่มันก็ขาด ข้างหลังนี่แก้วก็ไม่แตก ท่านบอกว่า ขาดที่มันยืดหยุ่นพอ มีอยู่ ๔ คนไม่ตาย คนหนึ่งตํารวจอยู่ที่นครปฐม แล้วผู้ว่าฯ นครพนม แล้วอีกสองคนจําไม่ได้ยังไม่เป็นไร อืม ! นอกนั้นเรียบหมด ไม่เหลือ ครูบาอาจารย์เนี่ยจะนั่งไปข้างหน้านี่ เพราะเครื่องเนี่ยมันดับ มันก็ไถไปเส้นสองเส้น ร่างกับเก้าอี้มันกระเด็นออก กระเด็นหมดเลย กระแทกหัวแตก แขนขาดขาขาด หลังขาด ฯลฯ
ทางโรงพยาบาลเขามาเก็บ พอตอน ๒ ทุ่มวันที่ ๒๘ ในหลวงก็เสด็จมา ราชินีก็เสด็จมา ท่านก็มาสวดอภิธรรมนั่นแหละ เสร็จ ๔ ทุ่ม ก็กลับ เอ้อ ! อยู่ที่วัดพระศรีฯ ดูเหมือน ๗ วัน แล้วก็ส่งศพไป
โอ้ย ! พระอาจารย์จันดีเล่า ไม่ต้องไป “โอ้ย ! สังเวช หมู่เอ้ย อย่าไปเหอะ” ทีแรกว่าจะไปอยู่นิแต่ว่ามันเหม็นคาว อุ้ย ! ไม่ไหวหรอก คาว พวกเลือดพวกอะไร สักกี่คน ใครเป็นใครว่าศพเยอะ จะไปก็ได้ ทีแรกว่าจะไปดูอยู่นิ พระเก็บศพมาแล้ว แต่ว่าจะไปดูที่เครื่องบินตก เออ ! ว่าจะไป ก็เลยไม่ได้ไป ท่านจันดีเล่าให้ฟัง “ผมไปเห็นกับตา ผมสังเวชอยู่ช่วงนั้นน่ะ” ตอนเช้ามาพวกโยมก็มาตักบาตรที่วัดพระศรีฯ หลวงปู่ (หลวงปู่สมหมาย) อยู่วัดพระศรีฯ ได้ ๒ คืนล่ะ ต่อไปก็ หลวงปู่มหาบัว บ้านตาด ท่านก็เลยสั่งบอกว่า “อย่าไปเก็บไว้นาน” อาจารย์สุพัฒน์เนี่ยเผาก่อน แล้วตอนหลังมาเลยไปงานอาจารย์สิงห์ทอง หลวงปู่จวนก็ไม่รู้กี่วัน”
เรื่องครูนภัทร ป้องเทียน
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่แบนก็ถูกนิมนต์ไปงาน แต่ท่านไม่ได้ไป ก็เลยให้โยมจากหาดใหญ่ที่มาปฏิบัติธรรมประจําที่ภูทอก เป็นครูชื่อ ครูนภัทร ป้องเทียน หลวงปู่จวนว่า “เอ้อ ! ถ้าจะกลับ ครบกําหนดแล้วนี่ กลับพร้อมอาตมาก็ได้” ทีนี้เขาก็กลับ เพราะว่าได้ตั๋วของหลวงปู่แบนพอดี คุณกิมก่ายเขาจัดการให้หมดทุกองค์นะ หลวงปู่จวนก็เลยบอกว่า ตั๋วนี่หลวงปู่แบนมีอยู่แล้วก็เอาไปเปลี่ยนเป็นชื่อ ครูนภัทร สมัยก่อนเปลี่ยนชื่อได้ไม่มีปัญหาเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ ก็เลยเอาเขาไปด้วย เขาคิดว่ามาปฏิบัติธรรมคือ หมอดูทักว่าเขาดวงไม่ดี ต้องให้ปฏิบัติธรรมนะ เพราะอันตรายนะ ก็เลยมาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่จวน พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหน่อย ก็มาอยู่กับท่านจนครบ ๗ วันแล้ว เขาก็กลับพร้อมหลวงปู่จวน คือกลับกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์คงปลอดภัย เสร็จแล้วก็มาขึ้นเครื่องที่อุดรฯ ก็ไปตกเครื่องบินด้วยกัน เขาก็เลยเสียชีวิต เรื่องอนิจจังนะ”
นักธุรกิจตายเพราะเครื่องบินตกที่รังสิต
คุณหมออมรา มลิลา ได้เล่าเรื่องนักธุรกิจตายเพราะเครื่องบินตกที่รังสิต ในคราวเดียวกับการมรณภาพของพระกัมมัฏฐานศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ทั้ง ๕ องค์ ไว้ดังนี้
“นึกถึงเมื่อครั้งท่านอาจารย์สิงห์ทองเครื่องบินตกที่รังสิต ก็ปรากฏว่า มีหมอท่านหนึ่งไปสอนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และทางมหาวิทยาลัยซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับไว้ให้ท่านแล้ว ขณะที่คอยเครื่องบินจากอุดรฯ มาแวะที่ขอนแก่นก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ ก็มีนักธุรกิจท่านหนึ่งวิ่งมาขอคุณหมอว่า เขามีความจําเป็นอย่างยิ่ง เขาซื้อตั๋วเครื่องบินเที่ยวนี้ไม่ได้ เขาจําเป็นต้องไปพบคู่สัญญาที่กรุงเทพฯ ซึ่งถ้าพลาดเที่ยวบินนี้ ธุรกิจของเขาจะเกิดหนี้สินมากมายมหาศาล เขาขอร้องว่า ถ้าคุณหมอจะยอมขายตั๋วเครื่องบินใบที่มีให้เขาเป็น ๕ เท่าของราคาจริง เขาก็ยินดีจะจ่ายให้
คุณหมอก็นึกว่า เราก็ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรเร่งด่วนที่ต้องกลับเครื่องบินเที่ยวนี้ แล้วเราก็ไม่ได้นั่งรถไฟตั้งนานแล้ว คือนายคนนี้เมื่อตั๋วเครื่องบินหมดก็ซื้อตั๋วรถไฟสํารองไว้ ถ้าคุณหมอยอมขายตั๋วเครื่องบินให้ เขาก็จะให้ตั๋วรถไฟ คุณหมอก็นึกว่าดีเหมือนกัน แทนที่เราจะกลับไปนอนที่บ้านเราเรานอนในรถไฟก็ได้ ก็ตกลงให้ตั๋วเครื่องบินเขาไปด้วยราคาเท่าที่มหาวิทยาลัยซื้อมา โดยให้ไปตกลงกับทางมหาวิทยาลัย
ถ้าคุณหมอไม่ให้ตั๋วเครื่องบิน เครื่องบินอาจขึ้นไม่ได้ หรือขึ้นได้ก็ไม่ไปตกที่รังสิต เพราะเหตุปัจจัยยังไม่ครบผู้คน เหตุจึงทําให้อยู่ดีๆ นักธุรกิจท่านนี้ก็วิ่งมากราบกรานขอร้อง แล้วยังจะแถมสตางค์ให้คุณหมออีก
เมื่อคุณหมอกลับมา รู้ข่าวเครื่องบินตกเข้า ก็รู้สึกสาธุที่เราไม่ได้เอาค่าตั๋ว ๕ เท่า เพราะถ้าเอาแล้ว ไม่รู้ว่าจะทําบุญให้เขาอย่างไร เพราะเหมือนกับเราเอาความตายไปให้เขา แล้วยังคิดกําไรเกินพออีก ถ้าเราพิจารณาให้รอบคอบ เหตุที่มีจึงทําให้คนคนนั้นร้อนรนกระเซอะกระเซิงที่จะต้องไปให้ได้เพื่อผลจะได้เป็นอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้เรายังหยั่งไม่รู้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เจริญสติ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท”
ความรู้สึกของพระศิษย์หลังเครื่องบินตก
ท่านพระอาจารย์คลาด ครุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เรามาภูทอก เห็นเขาทํางาน แต่ไม่ได้ไปช่วยหรอก เราไปพึ่งท่านเรื่องอรรถธรรมอย่างเดียวพอหลวงปู่จวนท่านเสีย เราไม่เคยนั่งนํ้าตาออกหรอก พอเห็นหลวงปู่จวนเสียนี้ โอ้ ! นํ้าตาออกไหลตกท่วมเลยแหละ แปลกมากเลย วันที่เขาเอาศพมาที่ภูทอกนะ เรายังอยู่ภูวัวอยู่ พอลงมาเห็นเขาหามศพหลวงปู่จวนมานี่ นํ้าตาร่วง มาไม่ทันไรนํ้าตาร่วงเลย เสียใจ เสียดายมากเลย เพราะว่าท่านจะได้แนะนําสั่งสอนประชาชนได้เยอะ สอนพระได้เยอะ สอนเณรได้เยอะ เสียดายมากเลย เสียดายว่า โอ้ ! ไปเร็ว เสียดายท่าน
หลวงปู่จวนทําประโยชน์ให้โลก ให้พระได้อาศัย เราตื้นตัน ท่านอยู่แถวนั้น พระแถวนั้นมาอาศัยท่านหมด ทั้งภูกระแต ภูอะไร อาจารย์สอน อาจารย์อะไร เสียไปหมดแล้ว แต่ก่อนน่ะ อาจารย์แยง อาจารย์ตุ๊ อาจารย์อะไร ก็มีพระยังภาวนาทั้งนั้น ยังต้องการความสงบ ยังอาศัยครูบาอาจารย์อยู่ มาเกาะมาอะไรเต็มนั่นน่ะ เสียใจ หลักใหญ่ก็คือท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ท่านไปเร็ว ท่านอยู่จะสร้างศาสนทายาทได้
หลักใหญ่ เพราะว่ามันมีหลวงปู่ฝั้นอยู่แถวสกลฯ แล้วมาทางแถวภูวัวอะไรอย่างนี้ได้อาศัยหลวงปู่จวน จากแถวสกลฯ แถวอะไรก็ไปถึงหนองคาย สกลฯ อะไรนี่ได้อาศัยป่าแถวในนั้น เวลาขึ้นไปภาวนาเท่านั้น มันไม่มีอะไร เพราะว่าหลักใหญ่ครูบาอาจารย์ก็ยังมีเยอะตอนนั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่บ้านตาด หลวงปู่ไหนก็มีเยอะ แต่ว่าเที่ยวป่านั้น หลวงปู่จวนอยู่ฝั่งนี้ พอหลวงปู่จวนไม่อยู่ เราก็ไปอยู่กับหลวงปู่สุวัจน์
เราประทับใจเรื่องธรรมะท่าน เสียงท่านดีด้วย อะไรทุกอย่างท่านพร้อม ถ้าว่าเสียดาย เสียดายท่านไปเสียก่อน ท่านพาญาติโยมขึ้นไปเที่ยววิเวกภูวัว มาจากกรุงเทพฯ มาจากไหนๆ พาเที่ยวตอนหน้าแล้ง พาไปนอนตามป่าตามอะไร เดินจนเหนื่อยแล้วให้นั่งสมาธิ ให้ได้ความสงบบ้าง บางคนได้สงบ บางคนก็ไม่ได้สงบ เพราะว่าเดิน เดินให้มากจนเหนื่อยจนเพลียนั่งแล้วก็ได้นาน เขามาภาวนาได้ประโยชน์มหาศาล เพราะว่าท่านจะทําทางขึ้นเหมือนภูวัวนะ ท่านจะทําทางขึ้นเวียนไปถึงถํ้าพระนั่นน่ะ แล้วก็พาคนทางกรุงเทพฯ อะไรที่ไหนๆ ขึ้นไปภาวนา พอเวลาว่าง เวลาอะไร ท่านจะทําแล้วนะ ท่านมาด่วนเสียเสียก่อน เสียดาย เสียดายมาก
ที่เรานํ้าตาไหลเพราะว่าเสียดาย หลวงปู่จวนท่านทําประโยชน์เพื่อชาติ เพื่อพระมหากษัตริย์ มันเกี่ยวเนื่องกัน ถ้าญาติโยมเราอยู่ในศีลในธรรมก็เหมือนกับเรารักษาพระมหากษัตริย์ แต่ว่าเหินห่างทางศีลทางธรรมไม่สนใจอะไรก็เสีย นี่ก็หลงอยู่ในวงมืด หลวงปู่จวนท่านมีอุดมการณ์เหมือนในหลวง พอท่านบรรลุธรรม ท่านก็มาช่วย เพราะว่าเกี่ยวข้องกันหมด เกี่ยวข้องเพราะว่าในหลวงชอบท่านมากเสียดาย เสียดายมาก ท่านทําประโยชน์มหาศาล เสียดายตรงนั้น เพราะว่าท่านอายุเพิ่งจะ ๖๐ ปีท่านทําประโยชน์ได้เยอะนะ”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนเครื่องบินตกไม่มีลางสังหรณ์อะไร มันก็ปกติ ท่านไม่ได้สั่งเสียอะไร พอเครื่องบินตกก็ตกใจ ไม่เชื่อ ไม่นึกว่าจะเป็นอย่างนี้ ตอนนวดท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร มันก็ปกติ เครื่องบินตกก็ยังไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ ไม่เชื่อด้วยซํ้าไป ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนี้ ท่านก็เคยเดินทางส่วนมากก็ไปเครื่องบินนั่นแหละ แต่ท่านก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ท่านก็ปลอดภัย ท่านก็กลับมา ปรกติรถรับส่งนี่ ถ้าส่วนมากก็กิมก่ายบ้าง แล้วก็รถของพ่อสี อยู่สุข ที่บ้านนาคําแคน ท่านเสียไปแล้ว ปกติต้องพ่อสี อยู่สุข ตามรับใช้ประจํา มันเป็นรถปิคอัพ โอ้ย ! แต่ก่อนมันไม่มี มันอัตคัดมากเลย พอเครื่องบินตกก็อยู่ที่วัดภูทอก ท่านเก็บศพ บรรจุศพอะไรเสร็จเรียบร้อย ไปดูแล้วมันเรียบร้อยหมดแล้ว ท่านเก็บทําพิธีอะไร แต่ละองค์ แต่ละองค์ ตอนนั้นมีท่านป๊อก (ท่านพระอาจารย์ถาวร ที่พักสงฆ์ กม. ๒๗) ท่านเดินทางไปก่อนแล้ว ท่านรู้ ท่านก็ไปเคลียร์ ไปดูศพ”
ลําดับเหตุการณ์จากภูทอกกลับสู่ภูทอก
(เรียบเรียงจากคําสัมภาษณ์ของพระศิษย์และจากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
• วันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๓
ท่านพระอาจารย์แยง สุขกาโม เจ้าอาวาสวัดเจติยาคิรีวิหาร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คืนวันเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๒๓ ท่านพระอาจารย์จวนยังพักจําวัดอยู่ที่กุฏิบนภูทอกชั้น ๕ เป็นปกติ เวลาประมาณตี ๔ ของวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๓ ท่านก็ลงจากเขา เรามอบให้ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร พระอุปัฏฐากคอยดูแล ลงมาแล้วก็มีรถกิมก่ายมารอรับ ประมาณตีสี่เศษท่านก็ออกเดินทางไปบ้านกิมก่าย เพื่อฉันจังหันเช้าก่อนขึ้นเครื่องบินเข้ากรุงเทพฯ โดยท่านอนุญาตให้คุณนภัทร ป้องเทียน ศิษย์ฆราวาสคนหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วย”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“โอ๋ ! นี่มัน ตี ๔ เราก็ลงมาแล้ว ตี ๔ เริ่มออกจากชั้น ๕ ล่ะ เดินสะพายบาตรของท่านลงมาล่ะมาส่งท่านขึ้นรถ คุณนภัทรพักอยู่ชั้นล่างก็มารอขึ้นรถไปด้วย นัดเจอขึ้นรถตีนเขาข้างล่าง ไปพร้อมกันช่วงนี้ก็ไม่มีอะไร ปรกติๆ ท่านก็ค่อยๆ เดินลงมาเรื่อยๆ ไม่กล่าวอะไร มืดมากสมัยนั้น ท่านก็ใช้ไฟฉายเนาะ ก็พอสะพายบาตรส่งขึ้นรถ ท่านไม่ได้บอกลา
ท่านก็ชอบเดินทางองค์เดียวอยู่แล้ว ตอนนั้นท่านก็ยังแข็งแรงดีอยู่ ท่านไม่มีพระติดตามหรอกช่วงนั้น พระติดตามก็มีเป็นบางครั้ง เรื่องสังหรณ์ใจไม่มี ลางสังหรณ์อะไรอย่างนี้ไม่มี ก็ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนี้ ท่านก็เคยเข้ากรุงเทพฯ อยู่บ่อยๆ ท่านก็ปลอดภัย ซึ่งก็ไป – กลับตลอดปลอดภัย ไม่เคยมีเหตุอะไรเกิดขึ้น”
เช้ามืดของวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๓ พ่อสี อยู่สุข พร้อมลูกชาย คือ คุณประเสริฐ (พ่อกี้)อยู่สุข เป็นศิษย์อุปัฏฐากใกล้ชิดก็ได้มาร่วมส่งท่านพระอาจารย์จวนขึ้นรถคุณกิมก่าย พ่อกี้เล่าให้ฟังว่า
“ตอนท่านพระอาจารย์จวนจะขึ้นรถคุณกิมก่าย บริเวณศาลาตีนเขา ได้ยินท่านสั่งกําชับพระและศิษย์ที่มาส่งว่า “ให้พากันดูแลวัดเด้อ” และ “ให้ท่านแยงเป็นเจ้าอาวาสเด้อ”
เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น. ท่านรับนิมนต์ฉันจังหันเช้าที่บ้านคุณกิมก่าย ร่วมกับคณาจารย์ต่างๆ ที่รับนิมนต์ไปในงาน จากนั้นรถคุณกิมก่ายก็ไปส่งขึ้นเครื่องบินที่สนามบินอุดรธานี
เวลาประมาณ ๑๑.๐๐ น. เศษ คุณสุบรรณ สุวรรณพ โทรศัพท์มาบอกคุณสุรีพันธุ์ว่า “ในงานพรุ่งนี้ได้นิมนต์ท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์จวน ท่านอาจารย์สิงห์ทอง และท่านอาจารย์สุพัฒน์มากรุงเทพฯ คุณสุบรรณเพิ่งได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากบ้านคุณธเนศ (กิมก่าย) ซึ่งเป็นผู้เข้าไปนิมนต์และรับท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์จวน ท่านอาจารย์สิงห์ทอง และท่านอาจารย์สุพัฒน์ มาส่งที่สนามบิน
โดย ท่านอาจารย์จวนบอกคราวนี้จะไปอยู่วัดพระศรีมหาธาตุ ส่วนอีก ๓ องค์ คือท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านอาจารย์สุพัฒน์ จะไปอยู่ศานตินิเวศน์ ความจริงปกติท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์จวน ท่านก็พักที่บ้านเรือนไทยบ่อยๆ ส่วนหลวงปู่บุญมาก็รับนิมนต์ด้วย แต่จะไปอยู่วัดบรมนิวาส
คุณสุบรรณว่าเครื่องบินจะเข้าบ่ายโมงครึ่ง ปรากฏว่าบ่ายสามโมงแล้วยังมาไม่ถึงบ้านเรือนไทยจึงโทรศัพท์ไปถามที่ดอนเมือง จึงรู้ว่า เครื่องบินตก จุดเครื่องบินตก… คลองสี่ คลองหลวง ปทุมธานีจึงเดินทางไปโรงพยาบาลภูมิพลฯ เมื่อไปถึงอาคารอุบัติเหตุ ถึงได้ทราบว่า นอกจากท่านอาจารย์แล้วยังมีคุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ ด้วย
พอดีมีโทรศัพท์มาจากกองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถขอพูดกับทางโรงพยาบาลภูมิพลฯ ทราบจากท่านผู้หญิงสุประภาดาว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเศร้าเสียพระทัยมากสําหรับผู้ประสบอุปัทวเหตุทุกคน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชกระแสให้ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเตรียมช่วยรับคนเจ็บด้วย รถพยาบาลทางโน้นกําลังมาช่วยแล้ว” คุณหญิงไขศรีก็ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท เฉพาะท่านอาจารย์ทุกองค์ยิ่งเศร้าพระทัยเป็นทวีคูณ ทรงตําหนิพระองค์ตลอดเวลา และทรงรับสั่งว่า “ขอให้ท่านได้แสดงความรักและกตัญญูบ้าง”
คําว่า “ขอให้เราได้แสดงความรักและกตัญญูบ้าง” นั้น ในภายหลังบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่านอาจารย์ ได้ยินอีกหลายครั้ง เป็นพระราชกระแสจากพระโอษฐ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทุกครั้ง เป็นที่ซาบซึ้งและตื้นตันในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม
คุณไชย บุตร ดร.เชาวน์ โทรกลับไปที่ในวัง วางหูโทรศัพท์ก็บอกข่าวว่า “ทูลกระหม่อมเล็ก (ปัจจุบันสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี) รับสั่งว่าจะเสด็จมาเดี๋ยวนี้และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดําเนินมาในภายหลัง”
กองเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แจ้งให้ทราบว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์การบําเพ็ญกุศลท่านอาจารย์ทุกองค์และคุณหญิงไขศรี ในระยะ ๗ วันแรก กําหนดตั้งศพที่ศาลาติสสเถระ วัดพระศรีมหาธาตุ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะเสด็จพระราชดําเนินไปพระราชทานนํ้าอาบศพเป็นการส่วนพระองค์ในคืนนี้
มีคนวิ่งมาบอกคุณสมควรว่า ทูลกระหม่อมฯ เสด็จแล้ว เสด็จเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยทุกคน รับสั่งกับผู้บัญชาการทหารอากาศและผู้อํานวยการโรงพยาบาลภูมิพลฯ ว่า “สมเด็จแม่ทรงปรารภว่าคนป่วยมากถ้าแพทย์ พยาบาล ทางโรงพยาบาลมีไม่พอ จะให้การรักษาพยาบาลไม่ทัน ให้ใช้บริการทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าก็เตรียมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือช่วยเหลือ” ผู้บัญชาการทหารอากาศน้อมรับพระราชปรารภใส่เกล้าฯ และกราบทูลว่า “พอจะดําเนินการได้”
เมื่อทูลกระหม่อมฯ เสด็จถึงแล้ว เสด็จเยี่ยมคนป่วยทุกคนโดยทั่วถึง คณะผู้ติดตามเสด็จก็พากันจดบันทึกอาการคนเจ็บ เพื่อเวลากราบบังคมพระกรุณารายงานจะได้ทรงทราบ ประหนึ่งเสด็จพระราชดําเนินด้วยพระองค์เอง
มีผู้มาเรียนผู้บัญชาการทหารอากาศว่า เฮลิคอปเตอร์นําศพท่านอาจารย์จากที่เกิดเหตุมายังกองบิน บน.๖ ดอนเมืองแล้ว และจะส่งต่อมายังโรงพยาบาล เพื่อดําเนินการตกแต่งศพก่อนจะส่งต่อไปยังวัดพระศรีมหาธาตุ ทูลกระหม่อมฯ ทรงทราบจึงเสด็จไปยังอาคารที่เก็บศพซึ่งอยู่ลึกเข้าไปทางด้านหลังสุดของโรงพยาบาล
พูดกันถึงว่า “ร่างของทุกคนเปียกฝน โคลน สบง จีวร เสื้อผ้า คงจะขาดเปื่อย” ท่านผู้หญิงเกนหลงจึงแนะให้จัดสบง จีวร เสื้อผ้า มาเปลี่ยนให้ สําหรับคุณหญิงไขศรี คุณสุนีย์รับกลับไปจัดการให้ส่วนสบง จีวร ท่านอาจารย์ทุกองค์นั้น ตกลงกันว่าจะติดต่อวัดพระศรีมหาธาตุ ขอจากท่านเจ้าคุณวิมลศีลาจารย์ ซึ่งท่านคุ้นเคยกับท่านอาจารย์จวนเป็นอย่างดี
พอมาถึงหน้าห้องแต่งศพ ทูลกระหม่อมฯ เสด็จออกมาพอดี รับสั่งว่า “ทอดพระเนตรแล้วจําท่านอาจารย์วันได้องค์เดียว เพราะองค์ท่านใหญ่ องค์อื่นๆ จําไม่ได้”
ดร.เชาวน์ เข้าไปกราบท่านอาจารย์ทุกองค์ แล้วก็ออกมาบอกว่า “เจ้าหน้าที่เขาอยากทราบว่า องค์ไหนเป็นองค์ไหน ผมดูแล้วจําไม่ได้จริงๆ พี่สุรีพันธุ์แน่ะใกล้ชิดท่านหน่อย พอจะเข้าไปดูได้ไหม ?”เราก็เดินเข้าไปในห้องนั้น ครั้งแรกเดินอ้อมๆ ไปดูร่างพระทั้ง ๗ องค์ ก็จําได้ทั้ง ๕ องค์ ส่วนอีก ๒ องค์ ท่านพระครูประสาทฯ และพระเฉลิมชัย เราไม่รู้จัก จึงตอบไม่ได้
ระหว่างนั้น ทุกคนกําลังรอร่างของคุณหญิงไขศรีอีกคนหนึ่ง ด้วยความกระวนกระวายใจทูลกระหม่อมฯ ก็ประทับอยู่ด้วย ตรัสปลอบประโลมให้กําลังใจพวกเราอย่างไม่ถือองค์ อากาศตรงศาลาหน้าอาคารไว้ศพนั้นร้อนอบอ้าว และยุงก็ชุมมาก เชิญเสด็จให้ไปประทับในตึกอื่น ซึ่งมีห้องปรับอากาศก็ไม่ทรงยินยอม จะคงประทับ “อยู่ร่วมทุกข์” กับพวกเราด้วย ประทับรออยู่จนได้ศพของคุณหญิงไขศรี รับสั่งว่า “ดร.เชาวน์ ไม่จําเป็นจะต้องเข้าไปดูดอก จะเข้าไปดูแลแทนให้เอง จําอาจารย์ไขศรีได้แน่ มือเรียวเล็ก นิ้วเล็กอย่างนั้นจําได้แน่” รับสั่งแล้วก็เสด็จเข้าไปในห้องเก็บศพ ทรงยกมือของคุณหญิงขึ้นมาทอดพระเนตรอย่างใกล้ชิด แล้วก็รับสั่งว่า “ใช่อาจารย์แน่”
ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศมากระซิบว่า “การตกแต่งศพท่านอาจารย์ทุกองค์ กว่าจะเรียบร้อยคงจะต้องใช้เวลามาก ใคร่จะขอให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินพรุ่งนี้จะเหมาะกว่า ขอให้กราบทูล ทูลกระหม่อมฯ ด้วย”
พอกราบทูล ทูลกระหม่อมฯ ก็รับสั่งว่า “สมเด็จแม่ คงตั้งพระทัยจะเสด็จฯ คืนนี้มากกว่า” รับสั่งไม่ทันขาดพระโอษฐ์ เจ้าหน้าที่ผู้ถือวิทยุ ก็กราบทูลว่า “รถพระที่นั่งออกจากพระราชวังมาแล้ว”ทูลกระหม่อมฯ จึงตรัสชวนให้พวกเราไปคอยเฝ้ารับเสด็จที่วัดพระศรีมหาธาตุ
ครู่เดียวข่าวที่ว่า เสด็จพระราชดําเนินจากพระราชวังแล้วก็แพร่สะพัด ทางโรงพยาบาลเร่งมือจัดการตกแต่งศพกันมือเป็นระวิง เพื่อส่งศพไปวัดพระศรีมหาธาตุให้ทันการ
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อม เจ้าหน้าที่สํานักพระราชวังกําลังเนรมิตสถานที่อย่างขะมักเขม้นสําหรับตั้งศพเพื่อรับพระราชทานนํ้าอาบศพ ดอกบัวสัตตบงกชคลี่กลีบสีชมพูสะพรั่งในแจกันแก้วเจียระไน ตั้งเรียงรายเป็นระยะๆ อย่างงดงาม
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงคุกพระชานุ เอียงพระศออย่างครุ่นคํานึง เมื่อทรงลําดับบัวสัตตบงกชลงในอ่างแก้วเจียระไนทีละดอก ทีละดอก บางขณะก็ทรงเลื่อนอ่างแก้วใบนั้นให้ห่างองค์ออกไป เพื่อจะได้ทอดพระเนตรให้ชัดเจนสําหรับผลงานที่ทรงอุตสาหะวิริยะ พระพักตร์ที่งามประทับใจพวกเราชาวพสกนิกรทุกผู้ทุกคนตลอดมานั้น มีพระเสโทซึม แสดงว่าคงทรงหมกมุ่นในพระอิริยาบถนั้นมานานแล้ว
บัวสัตตบงกชที่ประดับศาลาติสสมหาเถระในคืนนั้น มีมากมายนับเป็นพันๆ ดอก แต่ละดอกตกแต่งให้แผ่กลีบสีชมพูขยายออกมาอย่างงดงาม กว่าจะจัดได้เช่นนี้คงใช้เวลามาก ทรงรับสั่งว่า “ใช้ดอกไม้ที่เตรียมไว้สําหรับงานวันพรุ่งนี้ (วันคล้ายวันอภิเษกสมรส) ยกมาที่นี่หมดเลย เรารีบมาจะได้มีโอกาสแสดงความรักและกตัญญูบ้าง”
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ศิษยานุศิษย์ได้เฝ้าแหนโดยใกล้ชิด ทูลกระหม่อมเล็กเสด็จแวะศาลาตั้งศพคุณหญิงไขศรีก่อน จึงเสด็จมาถึงภายหลัง
ทูลกระหม่อมฯ ช่างทรงละเอียดและจดจํา แม้ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทรงกราบบังคมทูลถึงสภาพศพ สภาพคนเจ็บ ความทรงจําในด้านรายละเอียด เกร็ดย่อยต่างๆ ของทูลกระหม่อมฯ นั้นเป็นที่เลื่องลือกันอยู่แล้ว คืนนี้ก็เช่นเดียวกัน ทูลกระหม่อมฯ ถวายรายงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน
พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าฯ ไม่ทราบนัยน์ตาของเราหลอกตัวเองหรือเปล่า ที่เห็นนํ้าพระเนตรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึมตลอดเวลา ถอนพระอัสสาสะบ่อยครั้ง ไหนจะทรงห่วงชีวิตประชาชนที่เสียไป ไหนจะทรงกังวลถึงผู้ที่ยังบาดเจ็บอยู่ ไหนจะทรงเสียพระทัยถึงท่านอาจารย์ทุกองค์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (ปัจจุบันเพิ่มสยามบรมราชกุมารีต่อท้าย) เสด็จพระราชดําเนินไปในงานเลี้ยงแต่งงานของพระสหายก่อน ต้องเสด็จฯ ไปทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ดําแล้วจึงเพิ่งเสด็จพระราชดําเนินมาถึง ไล่เลี่ยกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรชายา (ปัจจุบันพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ)
เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดประทับบนลาดพระบาท ทุกพระองค์จึงประทับบนลาดพระบาทเช่นเดียวกัน เป็นโอกาสให้พวกเราได้เฝ้าทุกพระองค์โดยใกล้ชิด มีพระราชกระแสว่า “ในสภาพเช่นนี้ ควรนําศพบรรจุลงหีบก่อน ใช้สายสิญจน์โยงคล้องมารวมกันสรงนํ้าในที่เดียวกัน” ทรงรอจนเจ้าหน้าที่มากราบบังคมทูล เมื่อจัดการทุกอย่างพร้อมแล้ว จึงเสด็จไปประทับบนพระเก้าอี้ เสด็จพระราชดําเนินพร้อมทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์และพระวรชายา ทรงนมัสการและสรงนํ้าศพ
ตามประเพณี เมื่อพระราชทานนํ้าอาบศพแล้ว ผู้ใดจะรดนํ้าศพต่อไปไม่ได้ ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราษฎรและศิษยานุศิษย์ สรงนํ้าศพต่อไปได้
เมื่อทรงเห็นพวกเรางงงันกันอยู่ เหตุการณ์ทุกอย่างกะทันหันและรวดเร็วจนไม่มีใครอยากจะเชื่อว่าเป็นความจริง จนกระทั่งสงฆ์สวดพิธีธรรมเสร็จแล้ว ก็ยังไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อน ก็ทรงปลอบให้สติพวกเรา และทรงเตือนดึกแล้ว พวกศิษย์ควรจะเริ่มสรงนํ้ากันได้ พระราชทานเทียนนําให้เราไปจุดหน้าศพทุกศพ และมีพระราชดํารัส “พระและพวกลูกศิษย์จากต่างจังหวัดคงจะมาไม่ทันในคืนนี้ พรุ่งนี้ก็ให้เขาสรงนํ้ากันต่อไปได้ตามศรัทธา”
“อย่าลืมนึกถึงราษฎรที่ต่างจังหวัด เขารัก เขาเคารพท่านอาจารย์กันทั้งนั้น รอเขาด้วย”
คืนนั้นกว่าเราจะเสร็จงาน กลับบ้านก็ตีหนึ่ง เสด็จพระราชดําเนินกลับแล้วยังมีลูกศิษย์เป็นจํานวนมากอ้อนวอนเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง ขอดูหน้าท่านกันอีก หลายคนกราบซํ้า บ้างขอจับขาท่าน บ้างขอแตะเท้าท่าน ขอให้แน่ใจว่า พวกเรามิได้ฝันไป
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เราพึ่งกลับจากภูทอกนะยังไม่ถึงอาทิตย์เลย กลับไปที่คลองมะลิ จันทบุรี พอเช้าวันที่ ๒๘ โยมเอาใบโทรเลขไปส่ง พระที่วัดพระศรีฯ โทรเลขไปบอก “ท่านอาจารย์จวนเครื่องบินตก ศพตั้งวัดพระศรีฯ” โอ้ย ! ตาย… เราหวังพึ่งพ่อแม่เรานี่ พ่อแม่เราไปหมดแล้วเท่านั้นเองก็เลยรีบมา เรานั่งรถทัวร์มาถึงวันที่ ๒๘ ตอนสองทุ่ม อาตมาอยู่ที่วัดพระศรีฯ ทุกวันจนถึงวันอัญเชิญศพหลวงปู่กลับ ก็ส่งพร้อมกันทุกองค์ ท่านพระครูประสาทฯ รวมทั้งท่านเฉลิมชัยด้วย ในงานศพหลวงปู่จวน เราไม่ใช่เป็นหลักเท่าไหร่ หลักก็จริงอยู่ แต่ว่าเราเป็นพระผู้น้อย เราไปตั้งแต่วันแรกๆ เพราะเราเป็นลูกศิษย์อยู่ใกล้ท่าน พอท่านสิ้น เราก็ต้องอยู่ที่นั่น ช่วงนั้นอาตมาไม่ได้จําพรรษากับท่าน ไปจําพรรษาที่จันทบุรี”
• วันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๒๓
ท่านอาจารย์ไม่ใช่ “พ่อ” ไม่ใช่ “แม่” ของเราคนใดคนหนึ่ง แต่กรุณาธรรมและเมตตาธรรมของท่านนั้นแผ่ไพศาลไปโดยทั่ว ข้อวัตรปฏิบัติของท่านทําให้เราเคารพเลื่อมใสและศรัทธาในปฏิปทาของท่าน ติดตามไปเห็นธรรมะป่าของท่าน ไปเรียนการภาวนาจากท่าน ไปฟังข้อคิดเห็นของท่าน
ท่านอาจารย์วัน จบการศึกษาเพียงแค่ประถมปีที่ ๔
ท่านอาจารย์จวน จบการศึกษาเพียงแค่ประถมปีที่ ๖
ท่านอาจารย์สิงห์ทอง ก็มีการศึกษาเพียงแค่ชั้นประถมเช่นกัน
แต่ท่านก็ปฏิบัติธรรมไปจนกระทั่ง พวกที่จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ข้าราชการชั้นเอก ชั้นพิเศษ หลั่งไหลมากราบท่านด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
วัดพระศรีมหาธาตุตลอดทั้งวัน คลาคลํ่าด้วยพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ตลอดลูกศิษย์ลูกหา ฆราวาส ทั้งจากกรุงเทพฯ และที่เดินทางไกลมาจากต่างจังหวัด ซึ่งเมื่อทราบข่าวร้ายก็พากันรีบมากราบศพครูบาอาจารย์กันด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ทางสํานักพระราชวังเพิ่งจะขอให้หยุดการสรงนํ้า จะได้มีเวลาพอสําหรับเตรียมจัดสถานที่
พระภิกษุ สามเณรและชี จากวัดอโศการาม สมุทรปราการ มาเคารพศพกันอย่างพร้อมเพรียงหลายคันรถ เราเข้าไปกราบท่านเจ้าคุณราชวรคุณ เจ้าอาวาสวัดอโศการาม และเมื่อปี ๒๕๑๙เมื่อพวกเรานิมนต์ ท่านอาจารย์วัน และ ท่านอาจารย์จวน ไปนมัสการสังเวชนียสถาน ที่อินเดียท่านเจ้าคุณก็ร่วมไปด้วยและให้ความเมตตาแก่เราเป็นอย่างดี และเมื่อต้นเดือนเมษายนนี้เอง ท่านอาจารย์วันและท่านอาจารย์จวน ก็ให้จัดรถให้ไปกราบเยี่ยมท่านเจ้าคุณถึงที่วัดอโศการามด้วย เวลาผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งเดือนเลย
เมื่อคํานึงถึงว่า งานนี้คงจะมีพระฝ่ายกัมมัฏฐานเดินทางมากันมาก ซึ่งการต้อนรับคงเป็นภาระอันหนักยิ่งสําหรับทางวัด ซึ่งทุกเรื่องทุกอย่างคงจะประดังกันเข้ามาเป็นปัญหา พอเห็นหน้าท่านเจ้าคุณวัดอโศการาม ศิษย์หลายคนจึงโล่งใจ เพราะท่านเคยอยู่วัดพระศรีมหาธาตุมาเก่า และเป็นพระผู้ใหญ่ที่ทางฝ่ายกัมมัฏฐานเคารพและรู้จักดี พวกเราจึงไปกราบเท้าขอความกรุณาให้ท่านเมตตาช่วยอยู่ร่วมเป็นประธานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้พวกเราอีกองค์หนึ่งด้วย
ท่านก็ดีใจหาย รับปากพวกเราทันที ท่านคงจะระลึกถึงท่านอาจารย์ทั้ง ๒ องค์ด้วย เมื่อท่านเจ้าคุณจัดงานฉลองโบสถ์วัดพระบาทภูพานคํา ที่เขื่อนอุบลรัตน์ ท่านอาจารย์จวนติดกิจนิมนต์ที่กรุงเทพฯ แต่ก็เดินทางตลอดวันขึ้นไปถึงจนเย็น ส่วนท่านอาจารย์วันติดกิจนิมนต์สวดมนต์เย็นที่สกลนคร แต่ก็ด้วยความนับถือท่านเจ้าคุณ ท่านอุตส่าห์ออกเดินทางไปเกือบตลอดคืน ไปถึงจนเกือบตีหนึ่ง และตรงเข้าสู่พิธีสวดในโบสถ์เลย
ท่านไม่ได้เตรียมบาตร และจีวรครองมาด้วย เราจึงส่งรถกลับไปรับมาจากวัดอโศการามมาถวายท่าน ปรากฏว่าตลอดงาน ท่านเจ้าคุณวัดอโศการามได้ช่วยเป็นองค์ประธานอีกองค์หนึ่ง ทําให้งานผ่านพ้นไปด้วยดี
การพระพิธีธรรมคืนแรกนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินมาวางพวงมาลาด้วยพระองค์เอง รวมทั้งทรงวางพวงมาลาแทนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ด้วย สําหรับงานบรมราชาภิเษกสมเด็จพระนางเจ้าพระราชินีนาถพระองค์ใหม่แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จแทนพระองค์
ล้นเกล้าฯ ทั้ง ๒ พระองค์ ทรงประทับอยู่ในงานพระพิธีธรรม สวดอภิธรรมจนเสร็จการ เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ก่อนเสด็จพระราชดําเนินกลับ ได้เสด็จไปทอดพระเนตรดอกไม้ที่แต่งหน้าศพอย่างใกล้ชิด พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยหลายประการ ซึ่งต่อมาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาตรัสเล่าว่า
– ทรงเห็นว่า ดอกไม้นั้นน้อยไป ยังไม่งามพอ
– ให้รีบหารูปท่านพระอาจารย์มาตั้งบนหีบศพเร็วๆ
– ควรจะจัดทําแท่นที่ตั้งดอกไม้เหนือหีบศพท่านพระอาจารย์จวน และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองอีก ๒ ที่ เพื่อจะได้วางดอกไม้อีก
– หีบทองทึบของท่านพระอาจารย์วันเก่าไปไม่งาม ขอให้เปลี่ยนใหม่
– บนหีบศพทุกองค์ ควรจะตั้งเชิงเทียนคู่
ด้วยทางวัดพระศรีมหาธาตุมีพระ เณร มาร่วมงานกันจํานวนมาก ซึ่งจะต้องจัดเตรียมอาหารนํ้าปานะ ตลอดงาน ด้วยมีผู้บริจาคเงินจํานวนมาก จึงจําเป็นต้องมีไวยาวัจกรดูแล ทีแรกทางวัดเกรงจะถูกครหาว่าหาเงินจากศพ แต่ในที่สุดก็ยินยอม โดยตอนดึกท่านเจ้าคุณราชธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ ท่านได้หาไวยาวัจกรได้แล้ว คือ พล.อ.ต.วรสนธิ์ วรเสียงสุข (ปัจจุบัน พล.อ.ท.)ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์เหมือนกัน ยอดที่มีผู้ฝากบริจาคไว้ในวันแรกนี้มีสี่หมื่นบาทเศษ
• วันอังคารที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๒๓
ตามหมายกําหนดการบําเพ็ญพระคณาจารย์ของสํานักพระราชวัง กําหนดไว้ชัดแจ้งว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จพระราชดําเนินในวันจันทร์ที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๒๓ แต่เพียงวันเดียว เช้าวันนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชเสาวนีย์
– ขอให้เราส่งคนไปช่วยดูดอกไม้แต่เช้า เผื่อว่าถ้าหากมีดอกใดเหี่ยว ไม่งาม ก็ขอให้เราช่วยจัดเปลี่ยนแซมให้ด้วย เพราะว่ากว่าทางเจ้าหน้าที่ในพระราชวังจะจัดมาเปลี่ยนในตอนบ่าย อาจจะช้าไปมีพระราชประสงค์ให้เวลาคนมากราบท่านพระอาจารย์ ควรจะได้เห็นแต่ภาพดอกไม้สดงามอยู่ตลอดเวลา
– เสด็จคืนนี้ ให้เลื่อนพระเก้าอี้ที่ตั้งอยู่หน้าที่พระสวดอภิธรรมนั้นขึ้นมาข้างหน้าเพื่อว่าจะได้มีที่ว่างข้างหลังให้ลูกศิษย์ได้นั่งมากขึ้น
เมื่อคืนนี้ก่อนจะเสด็จพระราชดําเนินกลับ ทรงมีพระราชปรารภว่า ดอกไม้ที่สมควรบูชาพระอริยเจ้าอย่างท่านอาจารย์นั้น นอกจากดอกบัวสัตตบงกช ซึ่งเป็นดอกไม้ที่หายาก แต่มีสีชมพูแล้วควรจะเป็นดอกไม้ไทยสีขาวบริสุทธิ์ ที่เหมาะเป็นพุทธบูชา อย่างเช่น บัวขาวและมะลิเท่านั้น ทรงยอมให้ดอกไม้อื่น อีกอย่างเดียวคือ หวายแจคเคอลีนซึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์เช่นกัน
ตอนบ่ายระหว่างพวกอาสาสมัครกําลังช่วยกันจัดดอกไม้ถวายกันอยู่อย่างขะมักเขม้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชเสาวนีย์เพิ่มเติมมาอีก
– ทรงเตือนเรื่องให้เลื่อนพระเก้าอี้ขึ้นมาข้างหน้า เพื่อลูกศิษย์จะได้มีที่ใกล้ขึ้น
– ทรงเป็นห่วงว่าจะจัดหารูปพระอาจารย์ไม่ได้หมดทุกองค์ ทรงจําได้ว่าเมื่อคืนนี้เรากราบบังคมทูลว่า ยังหารูปท่านอาจารย์สุพัฒน์ไม่ได้ มีพระราชเสาวนีย์ว่า คุณข้าหลวงเห็นในหนังสือพิมพ์ (อันเป็นหนังสือพิมพ์เช้าฉบับหนึ่ง) ประจําวันที่ ๒๙ เมษายนนี้เอง ให้เราขอที่หนังสือพิมพ์นั้น แต่ขอให้ดูให้แน่เสียก่อนว่าใช่ท่านหรือไม่
– ทรงอยากจะทราบว่า ลูกศิษย์พระอาจารย์องค์ไหนจะรับศพท่านกลับวัดกันบ้าง องค์ไหนรับไป องค์ไหนไม่รับกลับไป ขอให้ทําบัญชีถวายด้วย
– พระรูปพระอาจารย์ทุกองค์ให้วางบนผ้าพิมพ์ แต่งด้วยแจกันดอกบัว
คืนนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินมาเป็นองค์ประธานในการสวดพระอภิธรรม เมื่อทรงทราบว่า “หลวงปู่ชอบ ฐานสโม” แห่งวัดป่าสัมมานุสรณ์ จังหวัดเลย ได้มาในงานด้วย ก็เสด็จฯ ไปทรงกราบนมัสการด้วยความเคารพ พระราชจริยาวัตรยามที่ทรงหมอบกราบกับลาดพระบาทและทรงประณมพระหัตถ์ตลอดเวลาที่มีกระแสรับสั่งกับหลวงปู่นั้นงดงามนัก เป็นที่ชื่นใจ ชื่นตา แก่ผู้ที่พบเห็นอย่างยิ่ง
หลังจากเสร็จการสวดพระอภิธรรมแล้ว มิได้เสด็จฯ กลับในทันที ได้เสด็จฯ มาประทับบนพื้นพรมหน้าที่ตั้งหีบศพ ทรงจัดดอกไม้ที่คณะคุณข้าหลวงจัดทําเพิ่มเติมมาแต่ในพระราชวัง ทั้งดอกบัวสีขาว ทั้งดอกบัวสัตตบงกชสีชมพู และดอกมะลิสีขาวสะอาด ประดิษฐ์ในรูปลักษณ์ต่างๆ กันอย่างงดงามและแปลกตา ทั้งสวย ทั้งหอมกรุ่นละมุนใจไปทั้งศาลา ทรงฉีดนํ้าเพื่อให้ดอกไม้สดตลอดคืน ทรงประคองยกแจกันที่ตกแต่งแล้วไปตั้งยังที่ด้วยพระองค์เอง หลายต่อหลายครั้งที่ต้องทรงใช้ผ้าซับพระพักตร์ แต่มิได้แสดงความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายให้ปรากฏ สิ่งเดียวที่ตั้งพระทัยมั่น ก็คือ ทรงขอถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ประชาชนได้เฝ้าแหนอย่างใกล้ชิด มีพระราชกระแสรับสั่งถามถึงทุกข์สุขของประดาศิษย์ที่วัดตามต่างจังหวัดต่างๆ อย่างทรงเอื้ออาทร ได้กราบบังคมทูลว่า “ศิษย์ของทุกองค์คงจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนําศพกลับวัดทั้งนั้น” มีพระราชดํารัสว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ทุกอย่างขอให้ตามใจประชาชน ขอให้รักษานํ้าใจของราษฎรที่เขาเคารพท่านอาจารย์ คงจะพระราชทานพระบรมราชานุญาต”
• วันพุธที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๓
วันนี้มีข่าวสับสน มีพวกศิษย์จากสกลนคร และหนองคายมาพบพวกเราหลายกลุ่มบอกว่า “ได้ข่าวมาทางกรุงเทพฯ จะยึดศพท่านอาจารย์ไว้” พวกเขาไม่ยอมอย่างเด็ดขาด ถ้าไม่ส่งศพกลับไปคงจะมีเรื่องไม่สงบ เพราะชาวบ้านไม่ยอมเชื่อข่าวร้ายเรื่องเครื่องบินตกอยู่แล้ว ถ้าไม่เห็นศพคงไม่ยอมเชื่อใหญ่ มีข่าวว่า จะเผาป่าแถวส่องดาวบ้าง (ในกรณีท่านอาจารย์วัน) จะเผาป่าบนภูวัวบ้าง (ในกรณีท่านอาจารย์จวน) ข่าวเหล่านี้มิได้มีมาจากฆราวาสเท่านั้น จากพระภิกษุก็มีเช่นเดียวกัน พวกเราจึงช่วยกันชี้แจงให้ฟังว่าเป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริงเลย และได้อัญเชิญพระราชดํารัสถ่ายทอดให้ฟังกันต่อไป ทุกคนจึงฟังด้วยความโล่งใจ บางกลุ่มก็ส่งผู้แทนกลับไปให้ “ข่าวที่ถูกต้อง” ให้พวกที่รอคอยอยู่ทางวัดได้หายกังวล
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ข่าวทางกรุงเทพฯ จะยึดศพไว้ เหตุมันคืออย่างนี้ คือทางนี้จะเผาเลย ๗ วัน พอช่วงแรกเขายังไม่ได้ยินอะไรเลย เขายังไม่ได้ประชุมจะเผา ๗ วัน มันก็เลยลงเอยกันว่าทํายังไงทางโน้นก็จะเอา ๗ วันทางกรุงเทพฯ ก็รู้ว่าทางโน้นถ้าเอากลับไป ๗ วันก็เผาเลยทํานองนี้ เพราะทางนั้นก็เตรียมการไปพอสมควร ก็เลยพอถึงวันเตรียมการว่าจะไปรับศพพ่อแม่ครูบาอาจารย์กลับมานะ เพราะแต่ก่อนสื่อสารไม่มีโทรศัพท์อะไร มันก็ว่าคนละที มันไม่เหมือนปัจจุบันนี้ ทางโน้นว่าทางโน้น ทางนี้ก็ว่าทางนี้ เสร็จแล้วทางครูบาอาจารย์ทางนั้นจะเอา ๗ วัน ๗ วัน ๗ วัน อย่างที่ว่านะมาทางหลวงปู่สิงห์ทอง ๗ วัน ท่านเอาไว้ไม่นาน ต่างคนต่างไม่เอาไว้นาน หลวงปู่สุพัฒน์เอาไว้ไม่นาน พอมาถึงก็จัดทําเอา สุดท้ายก็มาคุยกัน ถ้าอย่างนั้นก็จัดการเผาที่วัดพระศรีฯ นี่เลยไม่ดีเหรอ
“โอ ! ไม่ได้หรอก” คือประชุม ทางกรุงเทพฯ ถ้างั้นเผาที่นี่หมดเลยจะตกลงไหม ? ทํานองนี้นะ“โอ้ ! ถามลูกศิษย์ก่อนเด้อ” อาตมาก็เลยบอก “คุณกิมก่ายเขาว่ายังไง เจ้าภาพใหญ่นะ ถ้าคุณกิมก่ายยอมก็เอา” พอคุณกิมก่ายได้ยินก็โมโห เป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ยอม ไม่ยอมเด็ดขาดเลย ยังไงก็ต้องเอากลับบ้านให้ได้ ครูบาอาจารย์ของเขานี่ เขาเคารพนับถือ เขาเอาลงมาให้ได้ เขาไม่ยอม พวกกรุงเทพฯมารู้จักครูบาอาจารย์ทีหลัง
คุณกิมก่ายไม่เห็นด้วย ลูกศิษย์ทางนี้ก็ไม่เห็นด้วย ลูกศิษย์หลายๆ ที่ก็ไม่เห็นด้วย คือจะเผาจริงต้องเผาที่นี่ เผาที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ ที่อําเภอสว่างฯ ก็เผาที่อําเภอสว่างฯ หลวงปู่สุพัฒน์ก็เผาที่บ้านต้าย หลวงปู่สิงห์ทองก็เผาที่บ้านชุมพลอย่างนี้ หลวงปู่จวนก็ไปเผาภูทอก ส่วนข่าวว่าชาวบ้านถ้าไม่ได้ศพคืนจะเผาป่า อันนั้นก็คือวิธีการพูด วิธีขู่”
ตลอดเวลาตั้งแต่วันที่ ๒๘ เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ ได้รับข่าวจากคุณธเนศ เอียสกุล และภรรยาซึ่งเป็นบุคคลสําคัญที่จัดส่งท่านอาจารย์ทุกองค์ขึ้นเครื่องบินที่อุดรธานี และผู้มาส่งท่านที่สนามบิน รวมทั้งพระเณรและศิษย์ที่วัด ดูเหมือนจะให้ข่าวตรงกันในที่สุด ในเรื่องที่ว่า “ท่านอาจารย์ทุกองค์คงจะทราบล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น”
บางองค์ปรากฏนิมิตว่าเครื่องบินตก ยังได้เล่าให้เพื่อนพระภิกษุฟัง บางองค์กล่าวว่า มาคราวนี้คงจะอยู่แค่วัดพระศรีมหาธาตุ บางองค์จัดตั้งเจ้าอาวาสแทนองค์ท่านไว้ บางองค์ไม่ให้ลูกศิษย์ที่เคยติดตามขึ้นเครื่องบินมาด้วย บางองค์สั่งศิษย์ให้ช่วยจัดงานศพให้ท่านด้วย ฯลฯ คําปรารภของท่านคําสั่งเสียของท่านอันเป็นนัยต่างๆ กันนั้น เมื่อเกิดเรื่องแล้ว จึงมานึกกันได้ในภายหลังกันทั้งนั้น
ท่าน “รู้” กันทุกองค์ แต่ท่านก็ยังมา
ตอนบ่าย ท่านเจ้าคุณวัชรธรรมาภรณ์ เรียกเราไปบอกให้ทราบว่า คืนนี้คุณภาวาส บุนนาครองราชเลขาธิการ จะเชิญประชุมหารือ เรื่องการเชิญศพท่านอาจารย์ทุกองค์กลับไปวัดของท่าน
ความจริงเรื่องนี้ ท่านอาจารย์ทองสุก สุกฺกธมฺโม แห่งวัดถํ้าอภัยดํารงธรรม ซึ่งเป็นหลานท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์น้อยแห่งวัดถํ้ากลองเพล ซึ่งเป็นญาติผู้น้องของท่านอาจารย์สิงห์ทอง และท่านอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ได้เรียกเราไปหารือแต่วันวานนี้แล้วว่าได้ทราบข่าวว่า “มีศิษย์บางกลุ่มคิดจะแยกนําท่านอาจารย์ต่างองค์ต่างกลับวัด” ในเมื่อท่านอาจารย์ทุกองค์มาด้วยกัน ประสบชะตากรรมพร้อมกัน ก็ควรจะให้ท่านไปด้วยกัน
โดยเฉพาะท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์จวน ท่านอาจารย์สิงห์ทอง และ ท่านอาจารย์สุพัฒน์ นั้น เวลารับนิมนต์มาในพระราชวัง เวลากลับท่านจะกลับไปด้วยกันเป็นขบวนเดียวกันเสมอ ท่านเองก็มักจะปรารภว่า “มาด้วยกัน ก็ต้องไปด้วยกันซี” ส่งท่านอาจารย์สิงห์ทองเป็นองค์แรกเลี้ยวเข้าไปในทางแยก กิโลเมตรที่ ๕๙ ไปบ้านชุมพล แล้วก็จะส่งท่านอาจารย์สุพัฒน์ที่บ้านต้าย ต่อไปส่งท่านอาจารย์วัน เลี้ยวตรงทางแยก กิโลเมตรที่ ๖๗ บ้านหนองหลวงไปภูเหล็ก แล้วก็จะเลยไปส่งท่านอาจารย์จวน ซึ่งอยู่ที่ไกลที่สุด ภูทอก เป็นองค์สุดท้าย ขณะเมื่อมีชีวิตท่านกลับด้วยกัน เมื่อหาชีวิตไม่แล้ว ก็น่าจะให้ท่านกลับด้วยกันเป็นคํารบสุดท้าย
แต่คราวนี้ คงไม่อาจจะให้ตามกันเป็นขบวนตลอดทางเช่นนั้นได้ เพราะศิษย์มีเป็นจํานวนมากด้วยกัน ควรจะให้ท่านร่วมกันไปเป็นขบวนเดียวกันจนถึงอุดรธานี แล้วจึงจะแยกย้ายกันไปเป็น ๓ สาย คือ
ไปวัดหลวงปู่บุญมาซึ่งอยู่ในทางจากอุดรฯ – เลย สายหนึ่ง
ไปทางสกลนคร สําหรับท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์สิงห์ทอง และ ท่านอาจารย์สุพัฒน์สายหนึ่ง
และไปทางหนองคายสําหรับท่านอาจารย์จวน อีกสายหนึ่ง
เฉพาะที่อุดรฯ นั้น โดยที่ท่านอาจารย์ทุกองค์ต่างมีศิษย์เป็นชาวอุดรฯ เป็นจํานวนมาก ควรจะให้ขบวนแวะที่อุดรฯ ซึ่งอยู่ในเส้นทางก่อน เพื่อให้ชาวอุดรฯ ได้กราบคารวะ ไม่ต้องพูดถึงหลวงปู่บุญมาซึ่งวัดของท่านอยู่ในตัวเมืองอุดรฯ หลวงปู่ย่อมเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงของชาวอุดรฯ อยู่แล้ว และท่านอาจารย์วัน ซึ่งศิษย์เป็นชาวอุดรฯ เกือบจะเท่าชาวสกลนคร ท่านอาจารย์จวนเป็นศิษย์ใกล้ชิดกับหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถํ้ากลองเพลมานาน ท่านอาจารย์สิงห์ทองและท่านอาจารย์สุพัฒน์เป็นศิษย์ใกล้ชิดของท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน อยู่ในวัดป่าบ้านตาดมานานเช่นกัน ชาวอุดรฯ นึกถึงท่านทั้ง ๓ เหมือนกับเป็นพระที่โปรดเขาอยู่ในเมืองอุดรฯ
ส่วนการแวะที่อุดรฯ ให้ศิษย์ชาวอุดรฯ ได้กราบคารวะนั้น คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมเท่าที่วัดโพธิสมภรณ์ ซึ่งเป็นวัดในประวัติศาสตร์ของพระกัมมัฏฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) อดีตเจ้าอาวาสแห่งวัดนี้ มีความสัมพันธ์แนบแน่นและเคารพท่านพระอาจารย์มั่นอย่างยิ่ง ท่านเคยเป็นองค์อุปัชฌาย์ของพระเถระผู้ใหญ่ที่ท่านอาจารย์เองเคารพหลายองค์ อย่างเช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
พูดง่ายๆ วัดโพธิสมภรณ์เป็นวัดองค์อุปัชฌาย์แห่งอาจารย์ของท่าน
มาในสมัยท่านเจ้าคุณเมธาจารย์เป็นเจ้าอาวาสปัจจุบันของวัดโพธิสมภรณ์นี้ ท่านก็ยังให้ความ สําคัญเคารพวัดโพธิสมภรณ์เสมอ เฉพาะท่านอาจารย์วันเคยให้เราไปรับท่านที่วัดนี้นับครั้งไม่ถ้วน
เมื่อท่านอาจารย์น้อย ท่านอาจารย์ทองสุก ท่านอาจารย์เติมศักดิ์ ทราบว่าจะมีการประชุมกันคืนนี้ จึงตกลงให้เราเป็นผู้เรียนเสนอความคิดเห็นนี้ต่อที่ประชุม ท่านบอกว่า “ท่านลองซาวเสียงพระอื่นๆ แล้ว ท่านก็เห็นด้วยทั้งนั้น”
คืนนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินมาทรงเปลี่ยนพวงมาลาพระราชทานใหม่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ วางพวงมาลาแทนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ด้วย
และก็เช่นเคย เมื่อเสร็จการสวดพระอภิธรรมแล้ว ได้เสด็จลงประทับที่ลาดพระบาทหน้าที่ตั้งหีบศพ ทรงจัดดอกไม้ที่ส่งเพิ่มเติมมาจากพระราชวัง ทั้งดอกบัวขาว ทั้งดอกบัวสัตตบงกชสีชมพู และดอกมะลิสีขาวสะอาด ที่ว่าเมื่อคืนวานนี้มีมากแล้ว คืนนี้ยิ่งมีมากไปกว่า
ท่านเจ้าคุณวินัยฯ แห่งวัดพระศรีมหาธาตุ ถึงกับอุทานว่า “ตั้งแต่ท่านเห็นดอกไม้ในงานศพที่วัดนี้มา ยังไม่เคยเห็นดอกไม้ในงานใดที่จะมากเท่านี้และที่จะงามเท่านี้”
ในเรื่องดอกไม้ที่มากและหอมกรุ่นนี้ อย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่สมพระราชหฤทัยที่ทรงปรารถนาไว้สักที พระราชกระแสเล่าพระราชทานให้พวกเราฟังว่า “ทุกวันเจ้าหน้าที่ต้องออกไปกว้านดอกบัวสัตตบงกชมาจากเรือ ตั้งแต่ตอนตีสี่ สําหรับดอกมะลิก็ต้องเหมากันมาเป็นสวนๆ ทีเดียว เพื่อจะได้มีดอกไม้บูชาท่านอาจารย์ให้เพียงพอ”
– บูชาท่านอาจารย์ ต้องบูชาด้วยดอกบัว และดอกไม้ที่หอมและสีขาวอันเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ เป็นพระราชดํารัสที่คณะศิษย์ที่เฝ้าเบื้องพระยุคลบาทจะได้ยินกันอยู่เสมอ
ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณว่า “ชาวบ้านทางสกลนครและหนองคาย เป็นห่วงกลัวว่าทางกรุงเทพฯ ไม่คืนศพท่านอาจารย์” และมีข่าวเรื่องพวกที่อยู่ห่างไกลในป่าในภูจะเผาป่า จึงทรงซักถาม เมื่อกราบบังคมทูลว่า “ได้อธิบายความจริงให้ทราบแล้วและหลายกลุ่มก็ส่งผู้แทนเดินทางกลับไปชี้แจงให้ชาวบ้านมีความเข้าใจถูกต้องแล้ว” ก็ทรงโล่งพระทัย และทรงเตือนให้พวกศิษย์ทางกรุงเทพฯ “อย่าลืมตามใจประชาชน จะทําอะไรให้ปรึกษาหารือกันด้วยความพร้อมเพรียงโดยเฉพาะให้รักษานํ้าใจของพวกชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลด้วย”
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เครือญาติท่านอาจารย์เข้าเฝ้า โยมแม่ของท่านอาจารย์วัน กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า คืนก่อนจะทราบข่าวร้าย สะดุ้งตกใจตื่นขึ้น ราวกับมีใครมาปลุก เห็นแสงสว่างมาปรากฏที่หัวนอน สว่างโร่ราวกับกลางวัน มีเสียงเรียกว่า “แม่… แม่… แม่… ๓ ครั้ง” จําได้ว่าเป็นเสียงท่านอาจารย์วัน วันต่อมาจึงทราบข่าว โยมแม่เล่าไป มือก็คลํานัยน์ตาป้อยๆ นํ้าตาคลอ ความเศร้าโศกอย่างสุดกลั้นนั้นดูจะผ่อนคลายไป เมื่อพระราชทานพระหัตถ์ให้โยมแม่กุมไว้เป็นหลักประทีปทดแทนสิ่งที่สูญเสียไป
เสด็จพระราชดําเนินกลับเวลาประมาณ ๕ ทุ่มกว่า จากนั้นคุณภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ จึงได้เชิญประชุม สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แห่งวัดราชผาติการาม ซึ่งเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์กลับไปก่อน ท่านเจ้าคุณเทพเมธาจารย์ แห่งวัดโพธิสมภรณ์ จึงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์แทน ด้วยท่านดํารงตําแหน่งรองเจ้าคณะภาค ๙ ดูแลจังหวัดสกลนคร อุดรธานีและหนองคาย พระสงฆ์อื่นๆ ก็มีท่านเจ้าคุณวัชรธรรมาภรณ์ วัดตรีทศเทพ ท่านเจ้าคุณปริยัติสารสุธี วัดสัมพันธวงศ์ ท่านพระครูโอภาสธรรมภาณ หลานหลวงปู่บุญมา ท่านอาจารย์น้อย วัดถํ้ากลองเพล ญาติผู้น้องท่านอาจารย์สิงห์ทอง ท่านอาจารย์ทองสุก สุกฺกธมฺโม วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม ท่านอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ฝ่ายจังหวัดมีคุณพิศาล มูลศาสตร์สาทร ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร มีการเสนอความเห็นกันหลายอย่าง แต่สุดท้ายส่วนใหญ่ที่ประชุมก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของเรา ที่เสนอตามที่ทางสงฆ์ผู้แทนของวัดท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์จวน และท่านอาจารย์สิงห์ทอง ได้หารือกันไว้ก่อนแล้วกล่าวคือ
จะมีการเชิญศพกลับไปพร้อมกันทุกองค์ ไม่ใช่ลูกศิษย์ของแต่ละองค์ต่างจัดขบวนไป จะมีการแวะขบวนที่วัดโพธิสมภรณ์ ซึ่งเป็นวัดองค์อุปัชฌาย์แห่งอาจารย์ของท่านอาจารย์ ให้ชาวอุดรฯ และขอนแก่นกราบคารวะ แล้วจึงจะแยกย้ายกันกลับไปแต่ละวัด โดยแยกเป็น ๓ สาย สายหนึ่งไปทางสายอุดรฯ – เลย กลับไปวัดหลวงปู่บุญมา ท่านพระครูประสาทฯ และพระเฉลิมชัย สายหนึ่งไปสกลนคร ท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์สิงห์ทอง และ ท่านอาจารย์สุพัฒน์ และอีกสายหนึ่งท่านอาจารย์จวน กลับไปหนองคาย
นอกจากนั้น ได้มีการตกลงเรื่องการบําเพ็ญกุศลด้วย คือเมื่อเสร็จการบําเพ็ญพระราชกุศลครบ๗ วัน ในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๓ แล้ว จะให้มีการบําเพ็ญกุศลต่ออีกเพียง ๒ วัน คือวันที่๕ พฤษภาคม ๒๕๒๓ สมเด็จพระสังฆราชจะทรงบําเพ็ญพระกุศลประทาน วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ให้คณะศิษยานุศิษย์ในกรุงเทพมหานครร่วมกันเป็นเจ้าภาพ จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร อุดรธานี และหนองคาย จะมีหนังสือมาพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญศพท่านอาจารย์กลับวัดของท่าน โดยขบวนศพจะออกจากวัดพระศรีมหาธาตุ ในเช้าวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๒๓ เวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกา
โดยที่เชื่อว่า ศิษย์ที่จะตามไปส่งศพคงจะมีมาก แม้จะมีรถตํารวจทางหลวงนําให้ความสะดวก เนื่องจากหนทางไกลมาก เกรงจะเป็นปัญหาด้านการจราจรติดขัด จึงตกลงกันว่า ลูกศิษย์ควรจะจัดรถตามนอกขบวน และเนื่องจากเฉพาะวัดท่านอาจารย์จวนอยู่ไกลเกินกว่าจะไปถึงในวันเดียวได้จึงจะเชิญศพไปตั้งที่วัดศรีเมือง จังหวัดหนองคาย ก่อนคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นเช้าจึงจะเดินทางต่อไปวัดเจติยาคิรีวิหารที่ภูทอก
คุณหมอปัญญา ส่งสัมพันธ์ แห่งโรงพยาบาลแพทย์ปัญญา รับจะจัดรถพยาบาล ๗ คันเชิญท่านอาจารย์แต่ละองค์
• วันพฤหัสบดีที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓
ตอนกลางคืนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินมาเช่นเคย รับสั่งพระสุรเสียงราวกับทรงทราบว่ามีผู้เฝ้ารอชมพระบารมี ทุกคืนจะประทับอยู่จนดึก บางคืนเตรียมจะเสด็จพระราชดําเนินกลับ เมื่อทอดพระเนตรเห็นผู้ทรงรู้จักจะทรงชะงัก ทรุดพระองค์ลงมีพระราชปฏิสันถารด้วย กว่าจะเสด็จพระราชดําเนินกลับก็เกือบ ๒ ยาม
• วันศุกร์ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๓
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนการบําเพ็ญพระราชกุศล ๗ วันพระราชทานศพ ซึ่งเดิมกําหนดไว้เป็นวันเสาร์ที่ ๓ นั้น มาเป็นวันนี้แทน เพราะเมื่อทางสํานักพระราชวังทําหมายกําหนดการนั้น ลืมนึกไปถึงงานพระราชพิธีเนื่องในวันฉัตรมงคล วันที่ ๕ พฤษภาคม จะต้องมีหมายกําหนดการต่างๆ ที่จะต้องเสด็จพระราชดําเนิน ตั้งแต่วันที่ ๓ พฤษภาคม เป็นต้นไป เพิ่งโปรดเกล้าฯ มาเดี๋ยวนี้ เป็นการสลับกําหนดการของวันที่ ๓ มาเป็นวันที่ ๒ และเปลี่ยนกําหนดการของวันที่ ๔ มาเป็นวันที่ ๓ ส่วนกําหนดการของวันที่ ๒ ย้อนไปเป็นของวันที่ ๔ แทน
คือ จะเสด็จพระราชดําเนิน พระราชทานพวงมาลาในคืนนี้ มีธรรมเทศนาของเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ และพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม
ตกกลางคืน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดําเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ มาทรงวางพวงมาลาหน้าหีบศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้ง ๒ พระองค์ เพิ่งเสด็จนิวัติพระนครกลับมาจากงานบรมราชาภิเษกพระราชินีนาถแห่งเนเธอร์แลนด์ ถึงกรุงเทพฯ ในวันนี้เอง เมื่อเสร็จพิธีการต่างๆ คือมีธรรมเทศนาและสวดพระอภิธรรมแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินกลับ แต่ในตอนดึกก็เสด็จกลับมาอีกวาระหนึ่ง
ความจริงในวันหลังๆ นี้เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดําเนินกลับแล้ว จะเสด็จหวนกลับมาอีกวาระหนึ่ง เมื่อคนบางตาลง มีพระราชดํารัสว่า “เกรงใจประชาชนเขา ถ้าอยู่นาน เขามีธุระจะกลับบ้านก็กลับไม่ได้ เลยต้องกลับไปก่อน แล้วแอบมา ไม่ให้รบกวนเขา” นํ้าพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาธิคุณ ไม่มีพระราชประสงค์จะให้เป็นภาระรบกวนแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จึงทรงพยายามเสด็จในเวลาดึกหน่อย เพื่อให้ประชาชนกลับกันไปก่อน
คืนนี้เสด็จประทับบนลาดพระบาททั้ง ๓ พระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงปรารภถึง เมตตาคุณ กรุณาคุณ คุณานุประการของท่านอาจารย์ทุกองค์ที่มีต่อศิษย์ ต่อประชาชนมีพระราชเสาวนีย์กับบรรดาศิษย์และญาติว่า “การอันใดที่ท่านอาจารย์ทําอยู่ ขออย่าให้ทอดทิ้ง ขอให้ช่วยกันทําต่อไป เสมือนท่านอาจารย์ยังชีวิตอยู่”
คณะศิษย์และญาติน้อมรับพระราชเสาวนีย์ใส่เกล้าฯ
• วันเสาร์ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๓
ตอนเพลพระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์แต่วานนี้ รับพระราชทานฉัน แล้วมีบังสุกุล เสด็จพระราชดําเนินทั้ง ๔ พระองค์
ระหว่างวันหยุดนี้ คนมากันแน่นศาลาตลอดวัน มีผู้โดยเสด็จพระราชกุศล นําเครื่องดื่มมาถวายพระและเลี้ยงแขกอย่างอุดมสมบูรณ์ แม้แต่ผู้ที่นั่งอยู่ในรถยนต์ก็จะมีคนยกถาดนํ้าปานะ เช่น นํ้ามะตูมนํ้ามะขาม นํ้าใบเตยนําไปเสิร์ฟให้จนถึงที่
คืนนี้เป็นคืนแรกที่มิได้เสด็จพระราชดําเนิน แต่สมเด็จพระญาณสังวรท่านมาฟังสวดพระอภิธรรมด้วย ท่านเพิ่งกลับมาจากอเมริกา เสร็จการสวดอภิธรรมแล้ว ท่านก็ต้องรีบกลับไปพักผ่อน ทราบว่าท่านพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ จะเทศน์ที่กุฏิท่านพระครู… จึงมาฟังกันเต็ม หลังจากฟังเทศน์แล้ว ก็มีผู้เสนอขอให้ท่านอาจารย์นําภาวนาในคืนนี้ ท่านอาจารย์ก็เมตตารับนิมนต์
เวลาประมาณ ๐๑.๓๐ น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกจากพระราชวัง เมื่อรถพระที่นั่งจอดเทียบหน้าศาลาติสสเถระ เป็นเวลา ๐๑.๔๕ น. เป็นการเสด็จส่วนพระองค์โดยแท้ ไม่มีผู้ใดตามเสด็จได้ทัน นอกจากนางสนองพระโอษฐ์ ๒ ท่าน คือ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ และคุณหญิงสุวรี เทพาคํา อีกครู่หนึ่งจึงมีรถตามเสด็จมาทันอีกคันหนึ่ง
เมื่อเสด็จพระราชดําเนินมาถึง ได้เสด็จไปทรงกราบพระประธานแล้วมาทรงกราบคารวะศพ ทอดพระเนตรเห็นท่านอาจารย์สุวัจน์เป็นประธานสงฆ์ที่รับเสด็จ ก็เสด็จมาทรงกราบและมีพระราชปฏิสันถาร เมื่อทรงทราบว่า ท่านอาจารย์กําลังจะนําพวกลูกศิษย์ภาวนาถวายกุศลท่านคณาจารย์เป็นปฏิบัติบูชา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถก็มีพระราชดํารัสว่า “ทรงปรารถนาจะขอร่วมปฏิบัติภาวนาด้วย”
ทรงสวดมนต์พร้อมกับประชาชน เสร็จจากสวดมนต์แล้วพระราชทานพระราชานุญาตให้บรรดาศิษย์ปฏิบัติภาวนาไปตามปกติ ไม่ต้องพะวงห่วงเรื่องจะคอยส่งเสด็จ “ถึงเวลาก็จะกลับเอง ภาวนาไปตามสบาย”
ประทับร่วมในการทําจิตตภาวนา จนเกือบ ๓ นาฬิกา จึงเสด็จพระราชดําเนินกลับ
• วันอาทิตย์ที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๓
ระหว่างนี้ มีศิษย์หลายคณะ ทั้งบรรพชิตและฆราวาสปรึกษากันเรื่องที่ท่านอาจารย์จวนเคยสั่งไว้เป็นปกติธรรมดาว่า “ถ้าอาตมาตายก็ให้เผาภายใน ๗ วัน” จึงคิดกันว่า เพื่อเคารพคําสั่งของครูบาอาจารย์ ศิษย์จึงควรปฏิบัติตามคําสั่งของท่านโดยเคร่งครัด แต่เมื่อการศพอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ สมควรจะกราบบังคมทูลเป็นการภายใน ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ถวายเพลิงศพท่านภายในกําหนดนั้น ความจริงศิษย์จํานวนหนึ่งที่เคยติดตามท่านมาแต่สมัยดงหม้อทอง ถํ้าจันทน์ ถํ้าบูชา พากันกลับวัดไปเตรียมหาไม้จันทน์หอมสําหรับการถวายเพลิงไว้แล้วด้วยซํ้า เพราะเชื่อว่าจะต้องถวายเพลิงเร็วแน่ ปรึกษาเครือญาติของท่านแล้ว ไม่ขัดข้อง บังเอิญสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวนีย์ให้คุณหญิงสุวรี โทรศัพท์มาถามข่าวที่วัด เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดจะกล่าว แม้ไม่ว่างจากพระราชภารกิจในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล ก็ทรงระลึกถึงงานศพท่านอาจารย์ทุกองค์ จึงได้โอกาสเรียนคุณหญิงสุวรีเรื่องนี้ เข้าใจว่าคงจะประทับอยู่ใกล้เครื่องโทรศัพท์ คุณหญิงจึงสามารถอัญเชิญพระราชกระแสดํารัสมาทันที
– ถ้านับ ๗ วัน นี่ก็จะเกินแล้ว
ได้ขอให้กราบบังคมทูลว่า “คณะศิษย์และญาติจะขอนับกําหนดเวลา ๗ วัน เมื่อเสร็จงานจากกรุงเทพฯ แล้ว” หมายความว่า การในพระบรมราชานุเคราะห์ ๗ วัน และการสวดต่อที่กรุงเทพฯ อีก๒ วัน เป็นเรื่องนอกเหนือการดําเนินงานของทางหมู่ศิษย์
มีพระราชดํารัสถามต่อไปว่า “ทําไมจะขอเผาแต่เฉพาะท่านอาจารย์จวน ? ทําไมท่านอาจารย์วันจึงยังไม่ต้องเผา ?”
เรียนคุณหญิงสุวรี ให้กราบบังคมทูลว่า “ท่านอาจารย์จวนเคยสั่งพระ สั่งลูกศิษย์ไว้หลายครั้ง แต่ท่านอาจารย์วันไม่ได้สั่งไว้ ทราบว่า ประชาชนทางสกลนคร ก็คิดจะรักษาศพท่านไว้เพื่อความอบอุ่นใจประมาณ ๑ ปี
รับสั่งถามว่า “ลูกศิษย์ทางท่านอาจารย์จวนไม่ต้องการเช่นนั้นบ้างหรือ ?”
กราบบังคมทูลว่า “ลูกศิษย์โดยเฉพาะทางกรุงเทพฯ ก็ต้องการเช่นนั้น แต่ไม่มีใครคิดกล้าขัดคําสั่งของท่าน”
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดํารัสว่า “เรื่องนี้ต้องกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน ไม่ทราบว่าจะทรงมีพระราชวินิจฉัยประการใด ขอให้รอฟังข่าวก่อน”
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องทางวัดได้เตรียมประชุมเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ไว้ดังนี้
“อาจารย์แยง พวกลูกศิษย์ทางภูทอกนี้ ก็หลวงพ่ออุทัยท่านก็คิดว่าจะเอาไว้ไม่นาน แต่ท่านไม่รู้เรื่องหรอกว่าข้างนอกเป็นยังไงนะ คือ ประชุมลูกศิษย์ทางนี้ว่าจะเอาไว้ไม่นาน อย่างมากก็ไม่เกิน๑ เดือน ท่านก็เตรียมการไว้หมดแล้ว ห้องน้งห้องนํ้าอะไรต่างๆ ท่านเตรียมหมด พื้นที่ปะรงปะรําท่านเตรียมไว้เพื่อจะเอาไว้ไม่นาน คือเจตนาลูกศิษย์กรรมฐานก็จะตกลงว่าเอายังงี้ๆ นะ แต่พอท่านลงไปทางโน้น ท่านก็เลยเลิกรากัน แม้จะตกลงไว้ก็ตาม”
• วันจันทร์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๒๓
วันนี้เป็นวันพระราชพิธีฉัตรมงคล คืนนี้สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นเจ้าภาพ
จนหนึ่งนาฬิกาเศษ คุณหญิงสุวรี จึงอัญเชิญพระราชเสาวนีย์เรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดงานพระราชทานเพลิงศพท่านอาจารย์มาให้ทราบ มีรับสั่งว่า
“ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว มีพระราชดํารัสว่า ที่ท่านอาจารย์สั่งให้เผาภายใน ๗ วันนั้น ท่านสั่งพระและสั่งลูกศิษย์ ไม่ได้สั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉะนั้น ท่านขอรับผิดชอบ ขออย่าเพิ่งจัดการเผา ถ้าจัดตอนนี้ ไม่ทรงว่าง จะไปร่วมด้วยไม่ได้ ขอให้เลื่อนไปก่อนถ้ารอไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนจะได้ไปร่วมงานกับประชาชนด้วย”
นึกถึงคําของท่านอาจารย์ ที่เคยสอนให้พวกลูกศิษย์มีแต่ความอ่อนน้อมถ่อมตัว ละ “มานะ”ท่านเคยเปรยเสมอว่า “ต้นไม้ยิ่งสูง ยิ่งใหญ่ ยิ่งค้อมยอดลงดิน”
• วันอังคารที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๓
วันนี้เป็นวันที่ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และคณะเป็นเจ้าภาพงานศพและเป็นคืนสุดท้าย
• วันพุธที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๒๓
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องการเตรียมรับศพดังนี้
“พอได้เวลาเช้ามืดเขาจะเคลื่อนศพ เขาเคลื่อนศพออกมาแต่เช้า ลูกศิษย์ลูกหาก็เตรียม พวกที่นั่งรถทัวร์เขาล่วงหน้ามาก่อน เพราะว่าเราจะมาพร้อมขบวนมันก็ยาวเกินไป พวกนี้ก็ตามกันมา แต่หางก็ยังยาวอยู่นะ มาเรื่อยๆ จะมาฉันที่โคราช หลวงปู่พุธนี่ก็เอาข้าวห่อมาแจกเลย คือมาเท่าไหร่ไม่อั้น ท่านว่ามีเลี้ยง ท่านก็มาถึงที่ปั๊มนํ้ามันเอสโซ่ใหญ่ คือจอดตรงนั้น จอดเติมนํ้ามันพร้อม คุณกิมก่ายก็รถทุกคันเติมนํ้ามันให้ฟรี
ปั๊มเอสโซ่สมัยนั้นใหญ่ที่สุดในโคราช แล้วมันลานกว้าง ลูกศิษย์ลูกหาจอดรถได้ตรงนั้น แล้วก็ข้าวห่อมาเตรียมแจก พอรถจอดปุ๊บ โอ้โห ! เตรียมข้าวห่อไว้เพียบเลย พระท่านก็ฉันเช้าอยู่ที่นั่น ก็มาถึงนั่นมันสว่างประมาณ ๘ โมง เพราะรถมันมีทหารนําทาง ไม่ช้านัก วิ่งได้เร็ว มาถึงวัดโพธิสมภรณ์ อุดรฯ ประมาณบ่ายโมง เร็วนะ มีรถขบวนนํามา
ระหว่างทางมาก็ราบรื่นไม่มีอุปสรรคขัดข้องอะไร บรรยากาศก็ธรรมดา ท้องฟ้าโปร่ง มาเรื่อยๆ ได้เรื่อยๆ มาถึงสู่เป้าหมายก็มีนิดหน่อย ช่วงอยู่ทางเลยขอนแก่นมา มีวัววิ่งตัดถนน ตัดหน้ารถ แป๊บเดียวเขาก็แก้ไขปัญหาได้ เสร็จแล้วก็มาถึงนํ้าพอง นภรเขาเป็นลูกศิษย์หลวงปู่สิงห์ทอง เขาก็มาถวายเครื่องสักการะเอาหรีดมาถวายท่านที่รถศพหลวงปู่สิงห์ทอง เขาหยุดให้นภร รถทุกคันก็ต้องหยุด
พอถึงอุดรธานี ผู้ว่าฯ อุดรธานี ท่านรู้ก็เกณฑ์ประชาชนไปตั้งต๊งตั้งเต็นท์ทําที่รับ โรงทานก็เพียบที่วัดโพธิสมภรณ์ ครูบาอาจารย์ก็เตรียมรับทางนี้ วัดต่างๆ ก็เตรียมรับ ไปรับที่นั่น ลูกศิษย์ลูกหาก็ไปเตรียมรับที่นั่น ที่ไม่ได้ไปนะ ที่ไปจากโน่น ที่ลงไปรับก็แค่นั่งรถตามพวกมูลนิธิมา คือทางมูลนิธิต่างๆ เขาก็มาคุยกัน ทางคุณหมอปัญญาว่าครูบาอาจารย์ทั้งหมดไม่เป็นไร ผมรับผิดชอบ หลวงปู่วันนี่เอารถผม นอกนั้นก็เอาโรงพยาบาลต่างๆ มีรถตู้นะ รถส่งศพ ไม่ต้องเป็นห่วง มีลูกศิษย์นั่งหน้าคนหนึ่ง เอาเป็นพระนั่งหน้ากับคนขับ นั่งหน้าจะเอาใครลูกศิษย์ ครูบาอาจารย์เห็นสมควรใคร ที่ลูกศิษย์พ่อแม่ครูบาอาจารย์อยู่กับท่าน
ทางผู้ว่าฯ สกลนคร เตรียมรับ อย่างสว่างฯ นะ เขาก็เตรียมรับเป็นลําดับ วันเสาร์นี้เยอะมากครูบาอาจารย์ หลวงปู่วัน หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่สุพัฒน์ ๓ องค์ ผู้ว่าฯ สกลนคร สมัยนั้นเตรียมรับเขาเป็นลูกศิษย์บ้านตาด เขาก็เป็นคนศรีสะเกษ เขาไปไหว้เสียก่อน ครูบาอาจารย์บ้านตาดนะ เขาก็เตรียมรับที่นี่ ครูบาอาจารย์ก็เตรียมรับเต็มที่ อย่างหลวงปู่วันท่านเป็นพระราชาคณะ ลูกศิษย์เขาก็เตรียมรับ ท่านก็กําลังจะดังมาก กําลังขึ้น ดังมาก ดังกว่าเพื่อนคือหลวงปู่วัน
บรรยากาศที่วัดโพธิสมภรณ์ โอ้โห ! ประชาชนแน่นเลย เต็มวัด เต็มเลย มาเต็มเพียบเลย โรงทาน ถ้าเป็นทุกวันนี้ยิ่งแน่นกว่านี้ สมัยนั้นการสื่อสารก็ยังไม่ทันสมัย ครูบาอาจารย์ที่มาหลักๆ คือใกล้ๆ แถวๆ นั้นมาหมด มาต้อนรับ เห็นหมดนะ เวลาเตรียมที่ให้อาจารย์องค์นี้ๆ เขาตั้งเรียงเลยตามลําดับพรรษาตั้งศพไว้ให้ญาติโยมมาคารวะประมาณ ๒ ชั่วโมง แล้วเคลื่อนต่อ เขาก็ประกาศว่า ต่อไปนี้จะได้เคลื่อนไปตามจังหวัดที่ท่านอยู่ ที่หนองคายก็จะมาพักที่วัดศรีเมืองคืนหนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนไปโน้นไกลท่านเจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์ท่านก็มารับที่นี่เลย
ตอนที่ศพใกล้จวนจะออกจากวัดโพธิสมภรณ์ ลมซัดพัดเอาเต็นท์พังเลยนะ ลมแรง เต็นท์พังเลยน่ะ โห ! พายุมา ลม เต็นท์พังเลย แป๊บเดียวแล้วก็ไปๆ เกิดพายุ คือลมมามันแรงกระชากเต็นท์พัง มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ คือเราจะไปว่าดีไม่ดี ก็ไม่น่าวิจารณ์ พอลมแรง มันก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝนจะมานะ ลมกระชากก็พังไป
ตอนเคลื่อนศพ อาตมานั่งหน้าคู่คนขับรถเคลื่อนศพ เป็นรถตู้ของโรงพยาบาลสมิติเวช นั่งตั้งแต่จากกรุงเทพฯ มาถึงภูทอก พอมาถึงหนองคาย รถตู้เขาก็ส่งที่นั่น เขาก็กลับไปแล้ว เขาก็เปลี่ยนเอาหลวงปู่จวนขึ้นไปที่เขากําหนดไว้ เขาไปอยู่ที่ซุ้มแต่งก่อน ไปอยู่เต็นท์ที่ทางโบสถ์ ประชาชนก็มากราบคารวะหนึ่งคืน ทางวัดได้จัดบําเพ็ญกุศลถวายหลวงปู่นะ โดยท่านเจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์ เจ้าคณะภาค ๙ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส คืนนั้นก็มีพวกข้าราชการ ทหาร ตํารวจ พ่อค้า ประชาชน มาคารวะศพกันแน่นเลย”
อนึ่ง วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๒๓ เวลา ๑๖.๔๕ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายา จากพระตําหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิตไปพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ ต.จ., ป.ม. ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ
• วันพฤหัสบดีที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๓
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าการเคลื่อนศพสู่ภูทอกไว้ดังนี้
“พอเช้าฉันเสร็จแล้วก็ออกเดินทาง เอาขึ้นรถ ๖ ล้อของคุณกิมก่าย สมัยนั้นยังไม่มีรถ ๑๐ ล้อคุณกิมก่ายเอาขึ้นรถ ๖ ล้อ ก็ไปแวะภูกระแตก่อน แล้วหยุดที่นาสะแบง หยุดให้เขาคารวะ อาตมาก็นั่งหน้า และมีท่านอาจารย์แสวง อมโร วัดป่าชัยวารินทร์ อําเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ท่านนั่งมาด้วยกัน ท่านยังมีชีวิตอยู่นะ ท่านเคยมาจําพรรษาที่ภูทอกนะ”
ขบวนศพเคลื่อนออกจากวัดศรีเมือง เมื่อเวลา ๐๙.๐๐ น. ไปตามถนนสายหนองคาย – บึงกาฬเมื่อผ่านหมู่บ้านจะหยุดรถให้ประชาชน ๒ ข้างทางเคารพศพกันเป็นระยะๆ เช่นที่ปากคาด โซ่พิสัยโพนพิสัย เป็นต้น บางทีรถวิ่งเร็วจะมีคนถือดอกไม้ธูปเทียนวิ่งออกมาจากหมู่บ้าน ออกมาโบกมือให้รถหยุด ขอทําความเคารพ บ้างก็ขอถวายผัก ผลไม้ พืชผลที่ปลูก ขอร่วมไปทําบุญด้วย
ประมาณ ๑๑.๑๕ นาฬิกา ขบวนมาถึงวัดป่าสามัคคีอุปถัมภ์ อําเภอบึงกาฬ เพื่อพักรถและให้พระจากจังหวัดได้ฉันเพล ปรากฏว่ามีพระสงฆ์และประชาชนมาคอยกันเนืองแน่น บริเวณวัดป่าที่กว้างขวางดูแคบไปถนัดใจ จากนั้นรถก็ออกมุ่งไปในเส้นทางบึงกาฬ – พังโคน ๒ ข้างทางที่ผ่านมีชาวบ้านและนักเรียนถือดอกไม้ธูปเทียน นั่งหมอบกราบกันเป็นแถว ทุกคนนั่งสงบอย่างไม่คํานึงถึงแสงแดดที่แผดร้อน เพราะนัยน์ตาของทุกคนดูจะผ่าวร้อนไปด้วยความเคารพรักและอาลัยมากกว่า
พอรถเลี้ยวเข้าปากทางแยกเข้าหมู่บ้านศรีวิไล ซึ่งท่านอาจารย์เคยมาโปรดชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ขบวนต้องหยุดจอดนานกว่าปกติ ด้วยมีการจัดทําซุ้มต้อนรับ โดยมีชาวบ้านและนักเรียนตั้งแถวรับ ๒ ข้างทางแน่น ทุกคนกราบแล้วก็กรูกันมาขอแตะขอจับหีบศพ บ้างก็ขอนํานํ้าหอมมาสรง พอรถจะจากไป มีคนจากทางบ้านพรเจริญวิ่งกันมาเป็นกลุ่มใหญ่ ได้ความว่าขบวนมาเร็วกว่ากําหนดเกือบครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ทางสํานักพระราชวังจึงให้หยุดรถรอ ที่ทุกคนต้องเบือนหน้าหนีอย่างสะเทือนใจก็คือ พ่อเฒ่า แม่แก่ ที่ถือดอกไม้ธูปเทียน งกๆ เงิ่นๆ จะมาขอสรงนํ้าให้ทัน นํ้าตาไหลอาบหน้าอันเหี่ยวย่นนั้น และรําพันว่า
“เพิ่น (ท่าน) ไปแล้วจริงๆ น้อ จะให้เพิ่นเผาคะน้อย (ข้าน้อย) ก็ไม่มีแล้ว”
พ่อแม่ลูกบางบ้าน นั่งพนมมืออยู่บนชานเรือน เด็กตัวน้อยเพิ่งสอนเดิน ยังรู้จักวางชามข้าว ยกมือขึ้นพนมเหนือหัวโดยไม่ต้องให้ใครสอน
ทุกแห่งเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นบ้านไหนตําบลใด บ้านศรีวิไล บ้านนาทราย บ้านนาสิงห์บ้านชมภูพาน บ้านนาสะแบง ทุกแห่ง เมื่อถึงปากทางเข้าหมู่บ้านจะตั้งซุ้มบูชา ๒ ข้างทางตั้งโต๊ะหมู่บูชา ทุกคนมีดอกไม้ธูปเทียนอยู่ในมือ พนมไว้แค่อก บางแห่งที่สะดวกก็จะนั่งหมอบกราบแสดงความเคารพอย่างสูงสุด ถ้ารถจอดก็จะวิ่งกรูกันเข้ามาขอสรงนํ้า บ้างก็ขอลูบคลําหีบศพอย่างไม่ยอมจะเชื่อว่าเป็นความจริง ทั้งพ่อเฒ่า แม่แก่ ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งหญิง ทั้งชาย นํ้าตาไหลกันอย่างไม่อับอายกัน
ยิ่งใกล้จะถึงภูทอก รถก็ยิ่งต้องเคลื่อนช้ามากขึ้น พอรถผ่านตัวไป ชาวบ้านทุกคนก็จะวิ่งกรูตามขบวนกันมาที่วัด ที่บ้านนาคําแคนนํารูปท่านอาจารย์กําลังเดินนําแทรกเตอร์กรุยทางทําฝายมาขยายใหญ่ คงด้วยความเคารพอาลัยนึกถึงการนําชาวบ้านทําฝายและอ่างเก็บนํ้า ช่วยชาวบ้านและโรงเรียนนั่นเอง
ในที่สุดรถก็มาถึงภูทอก !
ท่านปลัดจังหวัดเป็นผู้เชิญรูปท่านลงจากรถ ท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโญ ท่านพระครูสิริธรรมวัฒน์ (หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม) เจ้าคณะอําเภอบึงกาฬ (ธรรมยุต) นําศพขึ้นศาลา ท่ามกลางชาวบ้านจากภูวัว สะแนน ถํ้าพระ ถํ้าบูชา บ้านดอนเสียด บ้านโสกก่าม บ้านแพง บ้านคําภูบ้านทุ่งทรายจก ฯลฯ ที่มารอกันอย่างคับคั่ง แน่นอัดแอกันไปทั้งบริเวณ
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้กลับมาถึงวัดเจติยาคิรีวิหารของท่านแล้ว
โดยทางวัดเจติยาคิรีวิหาร ได้จัดเตรียมศาลาหลังเก่าเพื่อเป็นสถานที่ตั้งศพ ปัจจุบันศาลาหลังนี้ซึ่งทําจากไม้ได้ผุพังตามกาลเวลา ต่อมาได้รื้อถอนและใช้เป็นสถานที่สร้างอาคารศาลาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา
ประมวลเหตุการณ์ พระคณาจารย์ ๕ รูปที่มรณภาพพร้อมกันด้วยเหตุเครื่องบินตก
เรียบเรียงมาจาก : หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร(พระอาจารย์วัน อุตฺตโม) วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔
พ.ศ. ๒๕๒๓ เดือนเมษายน พระคณาจารย์ ๕ รูป อันได้แก่ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโมท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองธมฺมวโร และ ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ได้รับอาราธนานิมนต์ทางกรุงเทพมหานคร จึงได้รวมกันที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อขึ้นเครื่องบิน เพราะลูกศิษย์ต้องการถวายความสะดวกและรวดเร็ว ในการเดินทางได้ขึ้นเครื่องบินที่อุดรธานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เมื่อเครื่องบินมาถึงเขตจังหวัดปทุมธานี อําเภอคลองหลวง เหลือระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตรเศษ เครื่องบินได้ตั้งลําและลดเพดานบินเพื่อเตรียมลงสู่สนามบินดอนเมือง แต่เนื่องจากเครื่องบินได้ประสบพายุหมุนและประกอบกับฝนตกหนัก เครื่องบินจึงเสียหลักตกลงที่ท้องนาเขตอําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พระคณาจารย์ทั้งหลายจึงถึงแก่มรณภาพพร้อมด้วยผู้โดยสารอีกเป็นจํานวนมาก
ผู้ที่รอดชีวิตเป็นผู้ที่นั่งทางส่วนหางของเครื่องบิน เพราะส่วนหางของเครื่องบินยังอยู่ในสภาพดี เมื่อพระคณาจารย์ถึงแก่มรณภาพแล้ว จึงนําศพไปตกแต่งบาดแผลที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช และนําศพไปตั้งบําเพ็ญกุศลที่ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ทั้ง ๗ วัน
วันแรกพระราชทานหีบทองทึบ วันต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถรับสั่งให้เปลี่ยนใหม่ เพราะทรงเห็นว่าไม่สวยงาม จึงได้เปลี่ยนเป็นหีบลายทอง
ศพพระคณาจารย์ที่ตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพมหานคร
หลังจาก ๗ วันแล้ว ในวันที่ ๕ พฤษภาคม สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงเป็นเจ้าภาพ วันที่ ๖ พฤษภาคม คณะรัฐบาลซึ่งมี พลเอกเปรมติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะศิษย์ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าภาพ นับว่าเป็นเกียรติประวัติแก่พระคณาจารย์ที่จากไปอย่างยิ่งยวด ยังความปลื้มปิติยินดีแก่ญาติ เพื่อนสหธรรมิก ลูกศิษย์ของพระคณาจารย์อย่างหาที่สุดมิได้
เมื่อครบกําหนดการบําเพ็ญกุศลอุทิศถวายที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน แล้ว ก็ได้อัญเชิญศพพระคณาจารย์กลับสู่ยังวัดเดิม โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หัวหน้าแผนกพระราชพิธีเป็นผู้ดูแลโดยตลอด
สําหรับรถยนต์ที่เชิญศพพระคณาจารย์ต่างๆ คุณหมอปัญญา ส่งสัมพันธ์ แห่งโรงพยาบาลแพทย์ปัญญา เป็นผู้จัดหา และได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลต่างๆ เป็นอย่างดียิ่ง รถพยาบาลหลายคันจากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เชิญศพพระคณาจารย์ต่างๆ เดินทางจากวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ไปถึงวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี บรรดาพระภิกษุสามเณรและประชาชนไปคอยเคารพศพอยู่อย่างคับคั่ง ตลอดทางเข้าวัดถํ้าอภัยดํารงธรรม ชาวบ้านสองข้างทางต่างก็จัดทําซุ้มสักการะ เมื่อขบวนศพท่านพระอาจารย์วันผ่านเข้าไป
วันพุธที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ เวลา ๐๔.๐๐ น. รถเชิญศพได้เคลื่อนออกจากวัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยมีรถตํารวจทางหลวงนํา ถัดมาเป็นรถหลวง รถครูบาอาจารย์ และรถเชิญศพพระอาจารย์ต่างๆ ตามลําดับ เวลา ๐๗.๐๐ น. เศษ ขบวนเชิญศพถึงจังหวัดนครราชสีมามีพระภิกษุสามเณร ซึ่งมีพระชินวงศาจารย์ พระครูคุณสารสัมบัน พร้อมด้วยอุบาสก อุบาสิกา ได้นําข้าวห่อมาต้อนรับคณะเชิญศพ และมาเคารพศพเป็นจํานวนมาก
หลังจากพระฉันอาหารและเจ้าหน้าที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว ขบวนเชิญศพได้ออกเดินทางต่อไปถึงวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี เมื่อเวลา ๑๒.๓๐ น. ทางวัดโพธิสมภรณ์และชาวจังหวัดอุดรธานี ได้จัดต้อนรับเป็นอย่างดี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้นําประชาชนหลายจังหวัดมารอและเคารพศพเสร็จแล้ว เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. เศษ รถเชิญศพจึงได้แยกย้ายกันไปยังวัดต่างๆ
สําหรับศพท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ได้ไปถึงวัดถํ้าอภัยดํารงธรรม (วัดถํ้าพวง) ตําบลปทุมวาปี อําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อเวลา ๑๗.๐๐ น.
ศพของท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดสิริสาลวัน บ้านโนนทัน ตําบลโนนทัน อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู
ศพของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) ตําบลนาแสง อําเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดบึงกาฬ)
ศพของท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดป่าแก้วชุมพล ตําบลค้อใต้ อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
ส่วนศพของท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม นําไปตั้งบําเพ็ญกุศลที่วัดป่าประสิทธิ์สามัคคีบ้านต้าย ตําบลบ้านต้าย อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
นับว่าการเชิญศพถึงวัดได้รับความสะดวกสบายปลอดภัยทุกประการ
งานพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม นั้น จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ โดยได้รับพระราชทานเพลิงก่อนท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโรซึ่งจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งทั้งสองงานมี ท่านอาจารย์พระมหาบัวญาณสมฺปนฺโน เมตตาเป็นองค์ประธาน ซึ่งงานพระราชทานเพลิงเรียบร้อยลุล่วงไปด้วยดี
สําหรับท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม นั้น เมื่อเชิญศพไปถึงวัดแล้วได้ตั้งบําเพ็ญกุศลอุทิศถวาย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นเจ้าภาพ ต่อจากนั้นก็มีหน่วยงานต่างๆ รับเป็นเจ้าภาพติดต่อมาอีกหลายราย ประชาชนทั้งใกล้และไกลได้มาคารวะศพและเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม จนถึงปัญญาสมวาร (๕๐ วัน) และศตมวาร (๑๐๐ วัน) โดยอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ไปเป็นประธาน นับว่าเป็นมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ หลังจาก ๑๐๐ วันแล้วก็ยังเปิดให้ประชาชนได้บําเพ็ญกุศลเรื่อยมาเพื่อสนองความต้องการของประชาชน
วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ได้เสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมคารวะศพท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม และทรงเยี่ยมประชาชนที่มาถวายการต้อนรับที่วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม อําเภอส่องดาว เป็นการส่วนพระองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ไปทรงนมัสการศพท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ณ วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม เมื่อวันที่๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓
วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จเยี่ยมคารวะศพท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ทรงวางพวงมาลาและทรงจัดดอกไม้ถวายเป็นการส่วนพระองค์
วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เวลา ๑๔.๑๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จากพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ไปพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ณ เมรุวัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตําบลนาแสง อําเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันจังหวัดบึงกาฬ)
ครั้นเสด็จพระราชดําเนินถึงบริเวณเชิงภูทอกน้อย ได้ทรงพระดําเนินไปยังวัดเจติยาคิรีวิหาร เสด็จขึ้นประทับ ณ มุขพลับพลา แล้วเสด็จขึ้นเมรุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดผ้าไตรและทรงวางกระทงข้าวตอกดอกไม้ที่จิตกาธานข้างหีบศพ จากนั้นทรงหยิบธูปเทียน ดอกไม้จันทน์ แล้วทรงจุดไฟชนวนพระราชทานเพลิง เสร็จแล้วเสด็จลงจากเมรุกลับไปประทับ ณ มุขพลับพลา สมควรแก่เวลา จึงเสด็จพระราชดําเนินลงจากพลับพลา เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เป็นจํานวนมากในบริเวณนั้น แล้วประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเสด็จพระราชดําเนินกลับถึงภูพานราชนิเวศน์ เมื่อเวลา ๒๐.๐๐ น.
วันพุธที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จากพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ไปพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ณ เมรุวัดสิริสาลวัน บ้านโนนทัน ตําบลโนนทัน อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู
เสร็จแล้วประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินต่อไปยังวัดถํ้ากลองเพล ตําบลหนองบัว อําเภอหนองบัวลําภู จังหวัดอุดรธานี เพื่อทรงนมัสการ หลวงปู่ขาว อนาลโย ในการนี้ได้มีพระราชดํารัสกับหลวงปู่ขาว ตลอดจนทรงถวายผ้าห่มแก่พระภิกษุด้วย สมควรแก่เวลาจึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินกลับถึงพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ เมื่อเวลา ๒๒.๑๐ น.
วันเสาร์ที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ โดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จากพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ ไปพระราชทานเพลิงศพ พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (พระอาจารย์วัน อุตฺตโม) ณ เมรุวัดถํ้าอภัยดํารงธรรม ตําบลปทุมวาปี อําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร
ครั้นเสด็จพระราชดําเนินถึงสนามโรงเรียนอภัยดํารงธรรม ณ ที่นั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระราชดําเนิน
แล้วประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินต่อไปยังวัดถํ้าอภัยดํารงธรรม เสด็จขึ้นประทับ ณ มุขพลับพลา แล้วเสด็จขึ้นเมรุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดผ้าไตรและทรงวางกระทงข้าวตอกดอกไม้ ที่จิตกาธานข้างหีบศพ จากนั้นทรงหยิบธูปเทียน ดอกไม้จันทน์ แล้วทรงจุดไฟชนวนพระราชทานเพลิง เสร็จแล้วเสด็จลงจากเมรุกลับไปประทับ ณ มุขพลับพลา สมควรแก่เวลา จึงเสด็จลงจากมุขพลับพลา เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เป็นจํานวนมากในบริเวณนั้น เสร็จแล้วเสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งกลับมายังโรงเรียนอภัยดํารงธรรม เพื่อประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดําเนินกลับถึงพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ เมื่อเวลา ๑๗.๒๐ น.
หลวงปู่หลุย เล่าเรื่องบุพกรรมเก่าของพระอริยเจ้าทั้ง ๕ องค์ที่เครื่องบินตก
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ศิษย์อาวุโสสําคัญท่านหนึ่งของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านได้เมตตาเล่าให้ฟังถึงบุพกรรมในกาลก่อน ซึ่งทําให้พระธุดงคกรรมฐานศิษย์สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ทั้ง ๕ องค์ ได้แก่ ท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองธมฺมวโร และ ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ต้องประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก จนกระทั่งเป็นเหตุทําให้มรณภาพลงพร้อมกัน
ในอดีตชาติที่นานมาแล้ว ท่านทั้ง ๕ เกิดในสกุลชาวนาที่ยากจน ต้องขวนขวายหาเลี้ยงชีพไปวันๆ ทั้ง ๕ คนเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยกันมา เมื่อยังเด็กได้จูงควายออกไปเลี้ยงพร้อมกัน ผูกควายกันแล้วก็พากันเล่นและออกหากบเขียดไปเป็นอาหารประสาจน ทีนี้ ๑ ใน ๕ เกิดไปเห็นรังนกเข้า ก็ช่วยกันหาไม้เขี่ยรังนกให้ตกลงมาเพื่อหวังเอาไข่นกไปกิน แต่เมื่อรังนกตกลงมากลับกลายเป็นลูกนก ๓ ตัวแล้วตายสิ้น ไม่ใช่ไข่นกดังที่เข้าใจ
ด้วยวิบากกรรมอันนี้ส่งผลให้ท่านทั้ง ๕ ต้องตกจากที่สูงมามรณภาพ
ในเครื่องบินลํานั้น มีคุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ ภรรยาของ ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ อดีตองคมนตรี ท่านกลับจากการไปปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ที่วัดป่าบ้านตาด มาด้วย ท่านเลยมาสิ้นชีวิตพร้อมกัน
ในอดีต ขณะที่เด็กชายทั้ง ๕ กําลังเขี่ยรังนกอยู่นั้น เด็กหญิงลูกชาวนาผู้เป็นน้องสาวของ ๑ ใน ๕ คนก็มายืนเชียร์อยู่ข้างๆ “จะหล่นแล้ว…จะหล่นแล้ว” โดยเธอไม่ได้ลงมือทํา
เด็กหญิงในภพนั้น คือ คุณหญิงไขศรี ณ ศีลวันต์ ในภพนี้ ซึ่งท่านได้เสียชีวิต เพราะประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกในครั้งนี้ด้วย ก็เพียงมีจิตคิดยินดีในการประกอบอกุศลกรรมของผู้อื่น วิบากกรรมนั้นยังส่งผลมาให้เกิดในภพชาติเดียวกัน บันดาลให้ไปตกเครื่องบินพร้อมกัน
แล้วถ้าทําเองเล่า ถึงตรงนี้ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ก็สั่งว่า “อย่าไปยินดีในการทําชั่วของคนอื่น เพราะเราจะมีส่วนในบาปนั้นด้วย แต่ให้ยินดีในการประกอบคุณงามความดีของตนและของคนอื่น เพราะจะได้แต่บุญโดยฝ่ายเดียว”
พระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ ถึงหลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ
หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ หลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ (พระราชสังวราภิมณฑ์) วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร โดยรู้จักผ่านชุดพระเครื่องอันโด่งดังของท่าน แท้จริงแล้วหลวงปู่โต๊ะเป็นพระนักปฏิบัติที่มีปฏิปทาอันเรียบง่าย รักสันโดษ การปฏิบัติธรรมของท่านเป็นไปอย่างราบเรียบ แต่หนักแน่นและจริงจัง
ว่ากันว่า หลวงปู่โต๊ะ ท่านมีญาณวิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือ “อาเทสนาปาฏิหาริย์” ซึ่งหมายถึงญาณหยั่งรู้จิตใจผู้อื่น ทายใจผู้อื่นได้ เวลาที่ท่านเทศนาสอนใคร จึงมักจะตรงกับใจที่บุคคลนั้นอยากฟังเสมอ เรื่องเมตตาธรรมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลวงปู่โต๊ะขึ้นชื่อลือชา หลวงปู่โต๊ะเป็นพระที่มีเมตตาธรรมต่อผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง และไม่จํากัดว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นใคร เมื่อใครขออะไร ถ้าท่านให้ได้ ท่านก็ให้เต็มที่ มีทั้งมาขอนํ้ามนต์ ขอพระเครื่องจากท่าน ท่านก็ให้ ไม่เคยขัดใจใครเลย และเมื่อให้สิ่งของเหล่านี้ไปแล้วท่านจะกําชับเสมอว่า ต้องนึกถึงคุณพระรัตนตรัยควบคู่ไปด้วย แม้จะมีของที่ว่าศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว ก็อย่าลืมนึกถึงคุณพระรัตนตรัย อย่านําไปใช้ในทางที่ผิด ด้วยความเมตตาที่เปี่ยมล้นนี้เองที่ทําให้ท่านเป็นที่รักและเคารพของชาวพุทธอยู่เสมอ แม้จะดับขันธ์ไปนานแล้ว
เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ หลังเหตุการณ์เครื่องบินลําเล็กของการบินไทยตก ทําให้พระอาจารย์สายพระป่าธุดงคกรรมฐานมรณภาพรวม ๕ รูป ซึ่งล้วนเป็นพระนักปฏิบัติศิษย์หลวงปู่มั่น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเคารพบูชา สร้างความโศกพระทัยให้แก่ทั้งสองพระองค์เป็นอย่างยิ่ง จนเมื่อได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่โต๊ะ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงตรัสถามธรรมะในเรื่องนี้กับท่าน
สมเด็จพระนางเจ้าฯ รู้แล้วว่า คนเรานั้นตายเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น แต่กลับไปคิดว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายนั้น ท่านปฏิบัติแต่กรรมดีเท่านั้น เลยมิได้คิดว่า พระอริยเจ้าท่านจะต้องมาประสบอุปัทวเหตุเช่นนี้
หลวงปู่โต๊ะ : “โลกนี้ เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้แหละ ไม่มีอะไรที่ยึดถือได้ว่า “แน่นอน” ถ้าคนเรามีศรัทธาว่า
พระพุทธองค์ท่านหยั่งรู้ลึกซึ้งถึงโลกนี้เป็นอย่างดี ด้วยพระปัญญาคุณของพระองค์ท่านเอง
พระพุทธองค์ทรงสงสารเมตตาสัตว์โลก ว่าเวียนวนอยู่ในความทุกข์ทรมานไม่มีที่สิ้นสุด
พระพุทธองค์ได้ทรงพบทางพ้นความทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้ว ด้วยพระปัญญาคุณ ทรงพระเมตตาบอกทางพ้นความทุกข์ให้แก่ทุกๆ คน จะไปหาที่ไหนอีกล่ะ ผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาอันบริสุทธิ์ต่อมวลมนุษย์”
บันทึกท้ายบท
เรื่องที่มีผู้สงสัยหลังเกิดเหตุการณ์ในครั้งนั้น ก็คือ ท่านพระอาจารย์ทั้งหลายเคยปฏิบัติสมาธิภาวนามาก่อนอย่างจริงจัง ท่านไม่มีญาณทราบถึงเหตุการณ์ล่วงหน้าในครั้งนี้หรืออย่างไร
ความจริงนั้น ถ้าใครได้ศึกษาธรรมะและวิธีการปฏิบัติในแนวทางของพระป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นจะทราบดีว่า หลวงปู่มั่นไม่เคยสอนหรือไม่พึงพอใจที่จะสอนลูกศิษย์ของท่านให้ปฏิบัติสมาธิ เพื่อหวังผลในทางอิทธิปาฏิหาริย์แต่อย่างใด นอกจากจะไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้แล้ว ถ้าใครหมกมุ่นในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ หวังจะฝึกฝนเอาดีในด้านนี้ จะต้องถูกหลวงปู่มั่นดุเอาอย่างแน่นอน เพราะหลวงปู่มั่นสอนลูกศิษย์ให้มุ่งที่ความพ้นทุกข์เป็นหลัก การปฏิบัติสมถภาวนา ก็เพื่อให้เป็นพื้นฐานแห่งการวิปัสสนาเท่านั้น
หลังจากเกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนั้นแล้ว บรรดาลูกศิษย์ของพระอาจารย์ทั้งหลาย เมื่อทราบข่าวต่างก็เศร้าใจ แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกแปลกใจ เพราะก่อนจะขึ้นเครื่องบินนั้น พระอาจารย์ทั้งหลายได้สั่งงานลูกศิษย์เอาไว้อย่างละเอียด ราวกับว่าท่านสั่งเสียเหมือนจะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม ธรรมดาของพระอริยเจ้านั้น ท่านไม่หวาดหวั่นต่อความตายอยู่แล้ว เพราะจิตของท่านถูกฝึกมาเพื่อให้พิจารณาอยู่เนืองๆ ว่าเรามีความตายเป็นธรรมดา จะเลี่ยงพ้นความตายไปไม่ได้อีกทั้งการปฏิบัติตามแนวทางของหลวงปู่มั่นนั้นได้บ่มเพาะเอาไว้เสมอ จนศิษย์ทุกคนต้องจําให้ขึ้นใจว่า“นิพพานอยู่ฟากตาย” ถ้าหากปฏิบัติไม่จริงจัง ปฏิบัติอย่างกลัวตาย มรรคผลนิพพานย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ตรงกันข้าม ถ้าหากการปฏิบัติเป็นไปอย่างจริงจัง ไม่หวาดหวั่นต่อความตาย มรรคผลนิพพานก็ย่อมจะปรากฏให้เห็น
อนึ่ง ในเรื่องเดียวกันนี้ หลวงปู่โต๊ะ ได้กล่าวถึงสามัญลักษณะของสรรพสิ่งว่า ขึ้นชื่อว่า “โลก”ย่อมไม่มีอะไรแน่นอน เป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง (ไม่เที่ยงแท้แน่นอน) เป็นทุกข์ (ทนอยู่ได้ไม่นาน) อนัตตา (ไม่มีแก่นสารสาระ) ความหมายก็คือ แม้แต่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ เมื่อท่านยังถือครองขันธ์อยู่ ก็ย่อมต้องตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ ดังที่กล่าวมานี้ แม้ในสมัยพุทธกาลก็มีพระอรหันต์หลายองค์ที่ดับขันธ์ด้วยเหตุไม่ปกติ เช่น พระมหาโมคคัลลานะ (ถูกหมู่โจรรุมทําร้าย) พระพาหิยะ (ถูกวัวบ้าขวิดตาย) เป็นต้น
องค์หลวงตากล่าวลักษณะการนิพพานของพระอรหันต์
เกี่ยวกับลักษณะการนิพพานของพระอรหันต์นั้น องค์หลวงตา ได้เทศน์ไว้ดังนี้
“…จิตที่ทําลายสมมุติหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว อะไรเวทนาไหนจะไปแทรก นี่เราถึงได้กล้าพูดว่าพระอรหันต์ตาย ตายเมื่อไร ตายที่ไหน ตายเรื่องอะไร ด้วยเหตุผลกลไกอะไรก็ตาม ก็จิตพระอรหันต์ล้วนๆ ว่างั้นเลย ท่านไม่มีปัญหาอะไรกับสมมุติ คือ การตาย กิริยาแห่งการตายต่างๆ นั้นเป็นเรื่องสมมุติทั้งหมด ความบริสุทธิ์เต็มภูมิ จึงไม่วิตกวิจารณ์เรื่องการเป็นการตาย…
แล้วคําว่าบริสุทธิ์แล้วนั้น จะมีกาล สถานที่ เวลํ่าเวลาที่ไหนเป็นกําหนดกฎเกณฑ์ เป็นที่ให้เกิดสัญญาอารมณ์กับท่าน นิพพานท่าไหนจะดี หรือนิพพานท่าไหนจะเสียที หรือตายท่าไหนดี ท่าไหนไม่ดี ท่านไม่มี ตายท่าไหน ก็คือ พระอรหันต์ตาย เอ้า ! เราพูดเรื่องตาย จะตายด้วยอุบัติเหตุอะไรก็ตามตายด้วยการเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรก็ตาม จะเข้าสมาธิสมาบัติ หรือไม่เข้าก็ตาม ไม่มีสิ่งใดสําคัญทั้งนั้น ไม่มีอันใดที่จะลบล้างความบริสุทธิ์นั้นได้เลย ท่านเป็นพระอรหันต์อยู่เต็มตัวทุกกาล สถานที่ อิริยาบถ…
เพราะการตายนี้เป็นไปตามวิบากขันธ์ บางองค์ก็จะตายด้วยความสงบของธาตุขันธ์ บางองค์ก็จะไม่สงบ จะดีดจะดิ้นเป็นประเภทต่างๆ ตามวิบากกรรมที่เป็นมาต่างๆ กัน แต่จิตนั้นบริสุทธิ์แล้วจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง ขันธ์จะตายแบบไหนก็ตาม จะตายดิ้นเหมือนหมาบ้าก็ตาม เรื่องขันธ์มันดิ้นของมันต่างหาก จิตที่บริสุทธิ์แล้วไปดิ้นหาอะไร นั่นมันเป็นคนละฝั่งละฝาอยู่นั่น เห็นกันชัดๆ อย่างนั้น
อํานาจแห่งวิบากกรรมมีมาอย่างไรที่เคยสร้างเคยเป็นมาแล้ว บางท่านบางองค์ก็สงบไปธรรมดาๆ บางท่านบางองค์ก็มีดีดมีดิ้นเป็นไปธรรมดา เพราะวิบากกรรมอันนี้แก้ไม่ตกในเรื่องกรรม เกี่ยวกับเรื่องวิบากขันธ์สมมุติอันนี้ แล้วสิ่งเหล่านี้มันก็ตามได้แค่ขันธ์เท่านั้น ไม่ตามไปในหัวใจที่บริสุทธิ์ได้นี่นะ เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่มีได้มีเสียกับสิ่งเหล่านี้…”
ความคิดของเด็กชาวบ้านคนหนึ่ง
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
วันหนึ่งได้พูดคุยกับเด็กๆ ชาวบ้านที่อยู่อาศัยใกล้ภูทอก เด็กๆ ได้คุยให้พวกเราฟังอย่างน่าประหลาดใจในความช่างจําช่างคิดของเด็กวัยเพียงแค่นี้ จึงได้ขอให้ “อารมณ์ สําราญสุข” เด็กชาวบ้านนาคําแคนคนหนึ่ง เขียนมาให้เราตามที่เขาแสดงความคิดเห็นกับเรา ถ้อยคํา สํานวนโวหาร ทั้งหมดเป็นของเขา ผู้เรียบเรียงเพียงแต่แก้ตัวสะกดการันต์ให้ถูกต้องเท่านั้น จะเห็นว่าเด็กได้แสดงความคิดเห็นอย่างบริสุทธิ์ จากส่วนลึกของจิตใจอย่างแท้จริง
ถามผมว่า ผมมาอยู่ภูทอกนานเท่าไหร่แล้ว กี่ปี เป็นอย่างไร ทางเข้าหมู่บ้านเหมือนแต่ก่อนไหมหรือครับ ผมมาอยู่ภูทอก ๑๐ ปีเต็มแล้ว แต่แรกมาผมอายุได้ ๓ ขวบ เดี๋ยวนี้อายุ ๑๓ ปี จบประถมปีที่ ๖ แล้ว ครอบครัวผมอพยพมาแต่อุบลฯ โน่น แต่แรกมาทางเข้าหมู่บ้านเป็นดินทราย มีรถอยู่คันเดียวเท่านั้น เป็นรถที่เก่าแก่มากครับ วิ่งไปเข็นไป แต่กระนั้นชาวบ้านก็ดีใจ พากันออกมาเที่ยวบ้านศรีวิไล เพื่อมาซื้อยาแก้ไข้มาลาเรียบ้าง ของอย่างอื่นบ้าง ผมมาอยู่ใหม่ๆ ยังตัวนิดเดียว จําได้ว่ามีพระมาบิณฑบาต ๓ รูป ผ้าขาว ๑ รูป ขณะนั้นท่านพระอาจารย์จวนยังสร้างภูทอกอยู่ เอาหินมาเป็นก้อนแล้วเอามาถม ทําเป็นบันไดขึ้นไปภูทอก เมื่อก่อนนี้ทางขึ้นภูทอก ลําบากมากครับ บันไดก็ไม่มี เราต้องเดินไปตามหิน ตามที่มีป่าไม้
สมัยนั้นมันน่ากลัวมาก เพราะบ้านในหมู่บ้านก็มีไม่มากนัก ทั้งยังมีพวก ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) มาก เขาชุมนุมกันอยู่ที่ภูสิงห์ ที่ต่อจากภูทอกใหญ่นั่นแหละ ท่านอาจารย์สร้างสะพานชั้นที่ ๕ รอบไปหาหัวจุนแจน ที่เรียกกันว่า พุทธวิหาร วิหารเล็กนั่นแหละครับ ชาวบ้านก็ต้องทําไร่ไถนากันจึงมีคนไปช่วยวัดน้อย แต่ท่านก็ทําของท่านไป การขนไม้ขึ้นไปบนเขานั้นไม่ใช่ของง่ายนัก เพราะตอนนั้นทางขึ้นเขาก็ไม่สะดวก จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะเสร็จ สําเร็จชั้น ๕ แล้ว ท่านก็ทําชั้นที่ ๖ ต่อไป ชั้นที่ ๖ ยิ่งยากมากขึ้นไปอีก เพราะมันอยู่สูงกว่าชั้นที่ ๕ ชันและลําบากมากกว่าเดิม คนไม่กล้า ถ้าหากพลาดก็นึกถึงแต่พระเท่านั้นเอง คุณลองคิดดูว่า มันลําบากแค่ไหน แต่ก่อนท่านถามฝรั่ง จะจ้างเขา ก็ไม่มี เขาเรียก ๑๑ ล้านบาท แต่ท่านอาจารย์บอกว่ามีล้านเดียว คือหัวล้านนั่นเองครับ ผมอ่านไปหัวเราะน่ากลัว ทั้งได้ความรู้ด้วย
ต่อมามีคนเลื่อมใสท่านมาก คนก็มาช่วยกันมากขึ้นเรื่อยๆ และมีคนมาบริจาคเงินสร้างวัดภูทอกมากมาย จึงสร้างชั้น ๖ ไปเรื่อยๆ ต่อมาไม่นานก็สามารถสร้างได้สําเร็จ ทางราชการจึงทําถนน ทําทางมาภูทอก แล้วสร้างโรงเรียน มีอาคาร ๑ หลัง ภายหลังมีกฐินจากกรุงเทพฯ ไปทอดที่นั่น จึงมีเงินสร้างชั้น ๗ ต่อ ปีต่อๆ มาก็มีผ้าป่า กฐินมาทอดมากมาย และมีคนมาเที่ยวมากขึ้น เงินก็ได้มากขึ้น ชั้น ๗ เป็นชั้นสูงสุด แต่มันไม่ชันเหมือนชั้นต่างๆ ที่ทํามา แต่ทางขึ้นชั้น ๗ ยังคงเป็นหินอย่างเดิม
มีกฐินใหญ่มา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จมา มีโครงการอ่างเก็บนํ้ามาตั้งที่กึ่งกลางระหว่างหมู่บ้านนาต้อง กับหมู่บ้านนาคําแคน ภูทอกนั่นเอง โดยท่านอาจารย์เอาเงินกฐินมาทําอ่างเก็บนํ้า คูกั้นนํ้าเพิ่มอีก เพื่อใช้ทางเกษตร ทําอ่างเก็บนํ้า แทงก์เก็บนํ้าให้โรงเรียน เดี๋ยวนี้มีนักเรียน ๓๖๐ คน อุปกรณ์การเรียนก็ไม่ครบเท่าไร
ต่อมามีโครงการอ่างเก็บนํ้าชลประทาน ทําต่อจากอ่างเก็บนํ้าของท่านอาจารย์ เวลาขึ้นบนภูทอกแล้ว จะเห็นทิวทัศน์จากภูเขามากมาย มองเห็นอ่างเก็บนํ้าสวย ภูเขาต่างๆ และรถบัสคันเล็กนิดเดียวลมพัดแรง เย็นสบาย หายเหนื่อยเลยครับ
ท่านบอกพวกชาวบ้านว่า จะมีโครงการสร้างภูทอกใหญ่ที่อยู่ติดกับภูทอกเล็กนั่นเอง และจะมีโครงการไฟฟ้า ประปา ให้หมู่บ้านด้วย เพราะท่านอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่นําความเจริญมาสู่หมู่บ้านต่างๆ เช่น หมู่บ้านนาต้อง ได้รับความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์มาก และหมู่บ้านต่างๆ อีกมากมายหลายหมู่บ้าน ส่วนโครงการทางราชการนั้นทําถนนมาหาวัดภูทอกก็มีโครงการไว้แล้ว ต่อมาวัดได้มีนํ้าประปาใช้ และท่านจะนําประปาเข้าหมู่บ้านให้ด้วย
แต่วันหนึ่งท่านอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ขณะนั้นทางบ้านผมกําลังกินข้าวอยู่ ฟังวิทยุพอได้ยินข่าวว่าเครื่องบินตก ต่างคนต่างนิ่งฟัง พอได้ยินว่าพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เครื่องบินตกถึงแก่มรณภาพ ทุกคนที่ได้ยินข่าวนี้ต่างร้องไห้ ผมทิ้งชามข้าวตกจากมือ ร้องไห้ บางคนถึงกับจุดธูปเทียนบูชาพระ ขออย่าให้เป็นจริงตามข่าวว่า ครอบครัวผมกําลังกินข้าว ก็หยุดกิน มันกินไม่ลงเพราะเสียใจ บางคนพ่อแม่ตายยังไม่ร้องไห้ พอท่านอาจารย์ตาย ต่างคนต่างร้องไห้กันทุกคน และอีกหลายวันต่อมา ก็นําศพท่านอาจารย์มาที่ภูทอก ระยะที่วิ่งผ่านหมู่บ้านเปรียบเสมือนวิ่งผ่านนํ้าตาของชาวบ้านที่นั้น พนม (มือวิ่ง) ตามที่รถศพวิ่งผ่านมา แล้วเอาศพลงจากรถขึ้นศาลาวัดภูทอก เต็มไปด้วยนํ้าตาของพวกชาวบ้านนาคําแคน และชาวบ้านอื่นๆ อีกมากมาย
และอีกต่อมา ๓ วัน ก็นําเอาศพท่านอาจารย์ขึ้นไปไว้บนชั้นที่ ๕ ที่ถํ้าวิหาร เพราะชาวบ้านเห็นว่า ท่านเคยอยู่บนนั้น เวลาท่านอยู่ก็ขึ้นไปไหว้ท่านอยู่บนนั้น ต่อมาก็มีคนไปไหว้ศพท่านอาจารย์จวนกุลเชฏฺโฐ พร้อมกันนั้นกับความหวังของชาวบ้านก็หมดไปด้วย เพราะชาวบ้านส่วนหนึ่งนั้นไปขายยากําลังเสือโคร่งที่วัดภูทอก เพื่อนําเงินมาซื้อข้าวกิน แต่ถ้าอาจารย์จวนไม่มีแล้ว คนก็จะไม่มีมาเที่ยว นี่ความคิดของชาวบ้านนะครับ เขาคิดว่า ถ้าไม่มีท่านอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ โครงการสร้างภูทอกใหญ่ก็จะไม่เสร็จด้วย และโครงการไฟฟ้า โครงการถนน โครงการต่างๆ ก็จะล้มละลายลง
เพราะ (ฉะนั้น) ชาวบ้านจึงพากันย้ายออกจากภูทอก ๔ ครอบครัว ทุกคนจึงแตกตื่นกัน กลัวไม่มีใครเขามาเที่ยวอีก ก็จะเป็นวัดร้าง ทั้งที่โครงการอ่างเก็บนํ้าของทางราชการขอมานั้นยังไม่ได้สร้างเลย ชาวบ้านก็พากันแตกกันหมด
จริงอยู่ ตั้งแต่ท่านอาจารย์จวน มรณภาพลงนี้ ก็ยังมีคนมาเที่ยวภูทอกอยู่มากมาย ส่วนคนที่ขายเสือโคร่งก็ขายกันอยู่ ยากําลังเสือโคร่งท่านอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ กินเป็นประจํา โดยการต้มใส่กานํ้าร้อนแล้วพอเดือดก็นํามากินได้ทันที ดีกว่ากินนํ้าชา เพราะเป็นยาบํารุงร่างกาย แต่ต่อไป ชาวบ้านกลัวกันว่า เผาศพท่านแล้ว คนก็จะไม่มาเที่ยว เมื่อไม่มีท่านอาจารย์จวนแล้ว ความเจริญก็จะไม่มี ชาวบ้านจึงพากันกลัว อีกอย่างหนึ่งคือ กลัว ผกค. ด้วย ชาวบ้านส่วนหนึ่งคิดกันว่า อีกหน่อยก็ลี่ (หลบหรือแอบ) บางส่วนไม่ไป แต่บางส่วนตั้งใจไปลูกเดียว นี้คือความคิดของชาวบ้าน เมื่อท่านอาจารย์มรณภาพ และความจริงก็จะหมดไปนะครับ ส่วนอ่างเก็บนํ้าที่ท่านอาจารย์จวนสร้างไว้ภายในหมู่บ้านนาคําแคน และโรงเรียนมีอยู่ ๖ แห่งด้วยกันครับ
เก็บอัฐบริขารบริเวณเครื่องบินตก
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เหตุที่อาตมาได้ลงมาอย่างนี้ คือระยะนั้นเขากําลังเปลี่ยนบาตรนะ จากที่เป็นบาตรเผานี่นะ กําลังฮิตเรื่องสแตนเลส ยุคสแตนเลสมันมาเฟื่องฟู พอดีมีโยมเขาอยากจะเปลี่ยนบาตรให้หลวงปู่จวน ก่อนท่านเครื่องบินตกก็นานเหมือนกัน ปรารภกันมานาน ทีนี้เขาก็เลยนัดให้มาดู อาตมาก็เลยตามลงมาอีกวันหนึ่ง นั่งรถบารมีทัวร์อยู่หนองคายลงมาถึงกรุงเทพฯ เช้าวันที่ ๒๘ เมษาฯ เดินทางกลางคืนที่ ๒๗ เมษาฯ วันนั้นเลย อาตมายังไม่รู้เลยนะว่าเครื่องบินตก มารู้ตอนบ่ายสามวันที่ ๒๘ นี่ มาเอาบาตร พอมาพักวัดพระศรีฯ ถึงรู้เรื่องราวเกิดขึ้น มันคนละวัน คุณหญิงเขาเลยให้คนขับมารับอาตมาไปดูบริขาร เพราะตอนนั้นคนก็ไม่ค่อยอยากไปไหนล่ะ เพราะฝนตก ก็เลยตรงเข้าไปบริเวณเครื่องบินตกเป็นวันที่สอง สดๆ เลย ศพก็เอาออกหมดล่ะ อาตมาเก็บอัฐบริขารทั้งหมดทุกองค์น่ะ เอาใส่ผ้าจีวรนะ รวมๆ แล้วก็ผูก แล้วก็หามออกมา อาตมาไปกับเณรวัดพระศรีฯ ไม่รู้ว่าใครถ่ายภาพอาตมากับซากเครื่องบินตกขาดสองท่อน ภาพปรากฏในหนังสือพิมพ์ อาตมาพึ่งรู้ได้เห็นทีหลัง
ตอนนั้นเรายังเป็นพระบวชใหม่ก็ยังไม่ลึกซึ้ง บาตรบุบจริงๆ ขาบาตรหัก แล้วก็ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น มันติดกันมีเอกสารราชการของผู้ว่าฯ นครพนมอยู่ในนั้น ผู้ว่าฯ เขานั่งอยู่ข้างหลัง เป็นพระหนุ่มก็ไม่ค่อยนี่นะ ก็ทําแบบผิวเผินไปไม่ได้เปิดดู ย่ามก็มี ก็เฉพาะหลวงปู่จวนรู้สึกจะเป็นย่ามของสมเด็จฯสีฟ้าๆ น่ะ เป็นผ้าไหม มันมีอยู่สองชั้น จําได้ หลวงปู่ท่านจะใช้ย่ามสองใบ ย่ามใบข้างนอกเป็นสีกรัก ย่ามใบข้างในเป็นสีฟ้า ใบที่ท่านใช้ประจํา ใบอันหนึ่งก็เป็นใบของสมเด็จฯ แต่ก็ขาด บริขารอื่นๆ มุ้ง กลด ก็มีทั้งหมดเลย เพราะสมัยก่อนนี้ครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้ใช้กระเป๋านะ ใช้ถุงบาตรเอา แล้วสะพาย ก็เลยได้มาประสบเหตุนี้”
บาตรบุบ
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
คุณสมพร กลิ่นพงษา (ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมขณะนั้น) เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมเดินทางมากับเครื่องบินลําที่ประสบอุบัติเหตุตกเป็นเหตุให้ ท่านอาจารย์จวน ท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์สิงห์ทอง และท่านอาจารย์สุพัฒน์ ถึงแก่มรณภาพ แต่ท่านเป็นผู้โชคดีไม่เสียชีวิต เพราะว่าได้นั่งอยู่ตอนท้ายของเครื่องบิน ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกกระทบกระแทกน้อยที่สุด ท่านสมพรได้นําเอกสารสําคัญ ซึ่งหากตกไปอยู่กับฝ่ายตรงข้ามแล้ว จะเกิดความเสียหายและอันตรายอย่างมากแก่ประเทศชาติ
เมื่อได้รับความช่วยเหลือออกจากซากเครื่องบินแล้ว ท่านสมพรยังมีสติอยู่ จึงบอกแก่ผู้ไว้ใจได้ว่ามีเอกสารลับติดตัวมาด้วยช่วยหาที ปรากฏว่าหากันไม่พบ ไม่ว่าจะในตัวท่านสมพร หรือที่ไหนๆ ในบริเวณซากเครื่องบิน หลายฝ่ายไม่สบายใจ จนกระทั่งได้ตรวจค้นซากเครื่องบิน เพื่อเก็บอัฐบริขารของครูบาอาจารย์ทุกองค์ เมื่อมาพบบาตรของท่านอาจารย์จวน ซึ่งอยู่ในสภาพบุบจนไม่อาจเปิดฝาบาตรได้ด้วยมือเปล่า ต้องใช้เครื่องมือช่วยงัดฝาบาตรให้เปิดออก เมื่อเปิดแล้วก็พบเอกสารซองหนึ่งวางอยู่บนอัฐบริขารทั้งหมด
ผู้เขียนเห็นตรากระทรวงมหาดไทย เห็นมุมซองแสดงว่าเป็นเอกสารจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมก็ร้องด้วยความดีใจ เราหากันมาแทบจะพลิกแผ่นดิน (ตรงบริเวณเครื่องตก) เอกสารซองนี้อยู่ในบาตรของท่านอาจารย์นี่เอง หลังจากนั้นได้มอบเอกสารให้กับกระทรวงมหาดไทยไป ขณะนั้นนึกเพียงว่าประหลาด ทําไมคุณสมพรนึกยังไงถึงได้เอาซองเอกสารสําคัญมาฝากท่านอาจารย์เก็บไว้ ไม่เก็บไว้กับตัว หรือเกิดสังหรณ์อย่างไรจึงฝากไว้ หรือท่านอาจารย์รู้ล่วงหน้าก็เลยเรียกให้ไปฝาก ว่าจะถามแต่คุณสมพรก็เจ็บหนัก ไม่ควรไปกวน ต่อมาเมื่อท่านหายเจ็บแล้วตามวิสัยคนกรุง เรื่องผ่านไปแล้วก็ลืมเลย พบคุณสมพรภายหลังก็พูดคุยเรื่องอื่นไปหมด
จนกระทั่งเมื่อจะจัดตั้งเครื่องบริขารในห้องพิพิธภัณฑ์คิดจะแยกเป็นกลุ่ม แสดงบริขารที่ท่านใช้วันเครื่องบินตกโดยเฉพาะ เห็นบาตรบุบจึงนึกขึ้นได้ โทรศัพท์ติดต่อกับท่านได้เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๒ นี้เอง ท่านอุทานดังลั่นเมื่อทราบเรื่อง “อะไรนะครับ ซองเอกสารนั่นหรือครับได้มาจากบาตรท่านอาจารย์จวน”
“ค่ะ”
“ผมไม่ทราบเลย เพิ่งทราบจากพี่เดี๋ยวนี้เอง โอ ! ผมขนลุกไปหมด”
“ทําไมคะ ?”
“ผมไม่ได้เอาไปฝากท่าน อยู่กับตัวผมตลอดเวลาจนเครื่องบินตก เอกสารลับเป็นความเป็นความตายอย่างนั้น ใครจะให้คลาดจากตัว แล้วเข้าไปอยู่ในบาตรท่านได้อย่างไร ผมขนลุกจริงๆ พี่บอกว่าบาตรบุบอัดแน่นเปิดไม่ได้ จนพระต้องช่วยกันงัด เท่ากับท่านช่วยไม่ให้ใครไปพบก่อนพวกเราจะพบ”
เรื่องเอกสารลับที่ว่านี้ แม้ท่านสมพรเองก็เพิ่งรู้ว่าอยู่ในบาตรของท่านอาจารย์จวน หลังจากเวลาผ่านไปนับ ๑๐ ปี ไม่ได้คิดว่าจะมีเหตุอัศจรรย์นี้เป็นควันหลงอยู่
นี่เป็นอจินไตยอย่างแท้จริง ใครจะเป็นผู้อธิบายได้
กระดูกหน้าผากท่านพระอาจารย์จวน
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“โอ๊ย ! ไอ้บาตรบุบ ครูบายงค์ลูกหลวงปู่โปรดนี่บอกมาหรอก สึกแล้ว เพราะว่า อาจารย์จวนตกเครื่องปั๊บ ครูบายงค์รู้เรื่อง ครูบายงค์ไปเยี่ยมศพ ท่านอยู่ที่โรงพยาบาลภูมิพลฯ ครูบายงค์ก็ไปเอาไอ้นี่มาให้ผมทั้งแท่งเลยน่ะ หน้าผากอาจารย์จวนนี่สดๆ อยู่ มีเลือดอยู่ เอามาให้ผมที่ขอนแก่น ท่านว่า “เอาไว้” “โอ๊ย ! ไม่ได้” ผมก็นึกว่า ยังไม่ได้เผาเลยเอาไป เดี๋ยวก็ปอบกินซะแล้ว เราก็คิดแต่เรื่องไม่ค่อยดีนะ เพิ่น (ท่าน) ได้เลือดแตก
เป็นกระดูกอันนี้แหละ เป็นกระดูกแล้วผ่าชิ้นเนื้อมาทั้งชิ้นเลย ใหญ่ประมาณฝ่ามือนี่ ผมก็ไม่เอาล่ะ มันเลือดแห้งติดอยู่ เอ้อ ! ถ้าเผาไปแล้วหรือทําพิธีแล้วนะ เราเอาอยู่ แต่ปรากฏว่าอันนี้ไปตกอยู่กับหลวงปู่องค์หนึ่ง ผมได้ก่อนเลย แต่ผมก็ไม่เอา ไม่กล้า เพราะว่าเราก็เชื่อของเก่า โอ้ ! ว่ามันสดๆ ร้อนๆ นี่”
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เรื่องนี้มันเรื่องภายนอก ไม่ใช่เรื่องภายใน คือเขาไปเอากะโหลกใครไม่รู้ เห็นอยู่ที่เครื่องบินตก เขาได้มา เขาเอามาให้มา คือศพอื่นเขาไม่แตก มีแต่ศพของหลวงปู่จวนแตก อาจารย์ยงค์นี่ ท่านสึกไปแล้ว แต่ก่อนเป็นพระอยู่ ท่านได้รับไว้ รับไว้ก็พอเสร็จแล้ว เขาทําพิธีศพตรงนี้ เผา ท่านทําพิธีศพเหมือนกัน เผาตรงนี้ วันเดียวกัน”
คําทํานายโหรหลวง
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
เป็นเวลา ๙ ปีกว่า ที่ผู้เขียนได้รับคําถามเกี่ยวกับการเดินทางมาประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกของท่าน เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๓
“ท่านรู้ล่วงหน้าไหม ?”
“ถ้ารู้ทําไมท่านจึงมา ?”
“พระระดับนี้ทําไมต้องมาตายอย่างนี้ ?”
แรกๆ คําถามจะเป็นไปในทํานองก้าวร้าว ดูแคลน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เกียรติคุณของท่านเริ่มประจักษ์ พระธาตุของท่านเริ่มประจักษ์ พระธาตุของท่านเริ่มปรากฏ นํ้าเสียงของคําถามค่อยเปลี่ยนไปนอบน้อมขึ้น คารวะ แต่ก็ยังสงสัยอยู่บ้างตามวิสัยของปุถุชนธรรมดา
“ท่านรู้…ทําไมจึงเดินทางมา ?” ยังเป็นคําถามที่ผู้เขียนได้รับและไม่กล้าตอบให้ถึงใจ
วันนี้น่าจะถึงเวลาที่ควรบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ ถ้าเป็นสํานวนของท่านอาจารย์เอง ท่านจะว่า“เพื่อให้เรื่องสมบูรณ์”
ผู้เขียนขอเล่าภาพเหตุการณ์ในคืนวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๓ คืนแรกที่ตั้งศพท่านและท่านอาจารย์ทุกองค์ที่วัดพระศรีมหาธาตุ เรากําลังเตรียมตัวคอยรดนํ้าศพด้วยใจอันโศกสลด
ท่านผู้ใหญ่ในแผ่นดินท่านหนึ่ง เห็นหน้าผู้เขียนก็เรียกไปหาอย่างเมตตา เป็นการปลอบใจ มิให้เศร้าโศกจนเกินไป แล้วท่านก็บอกความข้อหนึ่งให้ฟัง
โหรหลวงเขาทํานายไว้ว่า “ปีนี้ชะตาเมืองไทยจะตกตํ่าถึงขีดสุด อาจจะมีข้าศึกยกเข้ามาในเมืองไทย หรือมิฉะนั้นก็จะต้องเสียพระอริยเจ้าหลายองค์ในเวลาเดียวกัน”
ท่านมองเรานิ่งอยู่อย่างเห็นใจในความทุกข์และปลอบประโลมใจ
ผู้เขียนหายใจขัดๆ โหรหลวงจะให้คําทํานายแม่นยําถูกต้องหรือไม่นั้น อย่างไรก็เป็นขอนไม้ที่ลอยมาให้เราเกาะนั่นแหละ กราบเรียนถามท่านว่า “โหรหลวงทํานายไว้แต่เมื่อใด ?”
ท่านบอกว่า “โหรบอกไว้แต่เมื่อก่อนปีใหม่”
ผู้เขียนกราบแทบเท้าของท่าน
ท่านยอมสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
เราเคยคิด ขอให้เราตายไป จะต้องตายอีกสักกี่ครั้ง เพื่อแลกกับอิสรภาพของชาติ เราก็ยินดีแลกชีวิตทุกชาตินั้น เพื่ออิสรภาพของชาติไทยเพียงหนเดียว
ท่านอาจารย์แทบทุกองค์มีชีวิตอยู่ในสมัยเดียวกับเรา ก่อนบวชก็คงเป็นเด็กหนุ่มที่มีเลือดรักผืนแผ่นดินไทย ร้อนระอุเหมือนๆ พวกเรา
ทําไมชะตาบ้านเมืองจึงต้องการของแลกที่มีราคาแพงอย่างนี้
แต่นั่นแหละ ของที่เรารักที่สุด ของที่เราหวงแหนที่สุด ก็ต้องประเมินค่าที่จะต้องแลกด้วยรัตนะอันมีค่าที่สุด
เลือก “รัตนะ” อันเปรียบด้วย “เพชรบนยอดมงกุฎแห่งอีสาน” เทียวหรือ
โอ ! ท่านอาจารย์ของเราทุกองค์
ผู้เขียนก็เคยเล่าไว้แล้ว ว่าท่านอาจารย์จวนบอกกับท่านอาจารย์วันต่างเข้าที่พิจารณา ได้ความตรงกันว่า ทั้งสองจะมีอายุยืนมาก เฉพาะท่านนั้นจะอยู่จนอายุ ๙๒ ปีทีเดียว ท่านพูดเช่นนี้ตลอด จนเดือนกุมภาพันธ์ปลายเดือน จึงเปลี่ยนมาเริ่มพูดถึงการพลัดพรากจากกัน
นิมิตเรื่องที่ท่านเดินทางไปพบแม่นํ้าใหญ่ขวางหน้าอยู่ นํ้าไหลเชี่ยวมาก ท่านอธิษฐานว่าขอให้ข้ามไปถึงฝั่งตรงข้ามให้ได้ นั้นเป็นนิมิตที่นักกัมมัฏฐานย่อมเข้าใจได้ดีว่า ท่านจะสามารถข้ามแม่นํ้าแห่งโอฆสงสารไปพระนิพพานได้ (ถ้าเร่งความเพียร) ในเทปประวัติที่ท่านอัดให้ผู้เขียนไว้แต่เมื่อปี ๒๕๒๑ ไม่มีเรื่องนี้ ท่านเพิ่งยอมเล่าเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๒๓ เพียง ๑ เดือนก่อนมรณภาพ จําได้ว่าเสียงตํ่าเบา เผอิญอัดเทปไว้ได้
เรื่องท่านพระอาจารย์มั่นพยากรณ์ท่านว่า “กาเยนะ วาจายะ วะเจตะ วิสุทธิยา” อันมีความหมายว่า “ท่านจวนเป็นผู้มีกายและจิตสมควรแก่วิสุทธิยา ความบริสุทธิ์หลุดพ้น” นี้ท่านเพิ่งเล่าให้ผู้เขียนฟัง เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๒๓ เพียงหนึ่งวันก่อนเราเดินทางกลับจากภูทอก และไม่ได้พบท่านอีกเลย จนกระทั่งท่านสิ้นชีวิต
นิมิตทํานองนี้ก็ดี คําพยากรณ์ของพ่อแม่ครูอาจารย์ก็ดี ในเรื่องเช่นนี้ ปกติจะไม่ค่อยมีใครยอมบอกให้ผู้อื่นฟัง ในเทปประวัติจึงไม่มี เป็นไปได้ไหม ครั้นเมื่อท่านคิดเปลี่ยนใจไม่อยู่จนกว่าอายุ ๙๐ กว่า คิดจะปลงสังขารในเดือนเมษายนแล้ว ท่านจึงบอกให้ศิษย์ทราบ
สําหรับผู้เขียนนั้น แม้อ้อนวอนเซ้าซี้ซักโน่นถามนี่ อันเป็นเรื่องลึกซึ้งมากๆ โดยอ้างว่าเพื่อทําประวัติอันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อยู่หลัง ท่านก็หลุดปากออกมา ๒ – ๓ ครั้งว่า “เอาเถอะ ไว้อาตมาจวนจะตายแล้วจะบอก”
การไปอยู่ภูทอกเที่ยวหลังสุด ต้นเดือนเมษายนนั้นเอง ท่านก็ถึงกับถามผู้เขียนว่า “ช่วยทําศพให้อาตมาด้วยได้ไหม ?” ท่านยํ้าถึงสองครั้ง เมื่อผู้เขียนอ้างว่า จะทําศพได้อย่างไร ท่านจะอยู่ถึง๙๐ กว่า ตัวผู้เขียนก็อายุ ๘๐ กว่า จะทําอย่างไร ท่านก็ว่า “ก็ถ้าเผื่อมันต้องเปลี่ยนแปลงล่ะ”
การพิจารณาอนาคตของท่านอาจารย์วันและท่านอาจารย์ไม่เคยพลาด ท่านบอกว่า ท่านจะมีอายุถึง ๙๐ กว่า แต่แล้วในเดือนเมษายน ก่อนหน้าเสียชีวิต ท่านก็บอกขอให้ศิษย์คนหนึ่งช่วยทําศพให้ โดยบอกว่า “ถ้าเผื่อมันต้องเปลี่ยนแปลง”
ทําไมต้องเปลี่ยนแปลง ?
นิมิตและคําพยากรณ์สําคัญของท่านพระอาจารย์มั่น ที่ท่านยอมบอก และท่านเคยว่า จะบอกให้ตอนจวนจะตาย เป็นไปได้ไหม ว่าท่านปลงสังขารใหม่แล้ว และท่านเตรียมละขันธ์ ?
ท่านสั่งตั้งเจ้าอาวาสล่วงหน้า
ท่านพูดแล้วว่า มากรุงเทพฯ คราวนี้ก็อยู่แค่วัดพระศรีฯ (ซึ่งกลายเป็นที่ตั้งศพของท่าน)
แน่นอน… ท่านย่อมทราบ
ปัญหามีเพียงว่าทําไมท่านต้องเปลี่ยนแปลงกําหนดละขันธ์ของท่าน
ลูกโซ่ทุกห่วงต่อเนื่องกันมา ห่วงที่ขาดหายไป คือห่วงซึ่งผู้เขียนไม่ได้เขียนเล่าเรื่องการทํานายของโหรหลวงนั่นเอง เป็นไปได้ไหม ถ้าคําทํานายของโหรหลวงแม่นยํา และญาณของท่านอาจารย์ทุกองค์ก็สอดคล้องกับความนี้ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาอาราธนาเชิญท่านไป เพื่อแลกให้กับความสงบสุขของบ้านเมือง ? ท่านจะไม่ยินดีไปกระนั้นหรือ
ที่ท่านอาจารย์ใช้คําว่า “ต้องเปลี่ยนแปลง” นั้นน่าคิด
ระหว่างแรกๆ ที่ศรัทธาของคนส่วนใหญ่คลอนแคลน แต่ศรัทธาของผู้เขียนนั้นมีแต่จะมั่นคงยิ่งขึ้น ยิ่งมีกรณีของบาตรบุบ มาเพิ่มเติมอีก พลังจิตของท่านแกร่งกล้าขนาดนี้ อิทธิปาฏิหาริย์ของท่านยิ่งใหญ่ แม้กําลังจะละขันธ์ยังสามารถคุ้มครองปกป้องงานของแผ่นดินได้
เรื่องเล็กขนาดนี้ ท่านยังแผ่เมตตาให้ เรื่องใหญ่ขนาดซึ่งเกี่ยวพันกับความเป็นความตาย ความสุขสบายของชาติ ท่านจะไม่เมตตาเลยหรือ ?
ในปี ๒๕๒๓ นั้นเอง ญวนยังบุกเข้ามาถึงโนนหมากมุ่น คิดเล่นๆ ว่า ถ้าท่านอาจารย์ทุกๆ องค์ไม่จากไป เหตุการณ์แผ่นดินจะวิกฤติเพียงไหน
ภาค ๑๒ งานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน
อัญเชิญศพท่านพระอาจารย์จวนประดิษฐานบนศาลาชั้น ๕
“การอัญเชิญศพของ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ จากวัดพระศรีมหาธาตุ กลับคืนมาสู่วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) สําเร็จลุล่วง ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ทางวัดได้ตั้งศพบําเพ็ญกุศลอยู่ ณ ศาลาเชิงเขาชั้นล่างอยู่อีก ๗ วัน ในระหว่างนี้ได้มีการประชุมคณะสงฆ์และบรรดาศิษย์ของท่าน โดยมีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญญบรรพต จังหวัดหนองคาย เป็นประธาน ที่ประชุมได้ปรึกษาหารือกันเรื่องการจะจัดงานศพไม่ควรเก็บเอาไว้นาน โดยเฉพาะสถานที่ตั้งศพของท่านต้องตั้งไว้นานอย่างน้อยก็ ๖ เดือน
เพราะกว่าจะถึงวันพระราชทานเพลิงศพ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กําหนดวันมานั้น อย่างน้อยคงจะหลังเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหมดฝนแล้ว และข้าวในนาก็เก็บเกี่ยวหมดแล้ว ในระหว่างนั้นคาดว่าจะมีผู้เดินทางมากราบศพท่านเป็นจํานวนมาก หากตั้งไว้ ณ ศาลาเชิงเขาชั้นล่าง พระเณรย่อมไม่สะดวก เพราะตามปรกติเมื่อท่านฉันเช้าเสร็จแล้ว ต่างองค์ก็จะปลีกวิเวกขึ้นเขาไปภาวนาในป่าบนเขา หรือตามหน้าผา ตามหลืบถํ้า ตามสะพานรอบเขาชั้น ๕ หรือชั้น ๖ ส่วนที่ศาลาเชิงเขาชั้นล่างแทบจะไม่มีผู้คน ฉะนั้น การตั้งศพไว้ ณ ศาลาเชิงเขาชั้นล่าง ย่อมต้องจัดพระเณรผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าเวร เพื่อดูแลความสะดวกเรียบร้อย แม้จะมีพระเณรจากวัดต่างๆ มาช่วยงาน ก็ไม่อาจวางใจได้ว่าท่านจะอยู่ช่วยงานได้ตลอดจนถึงวันพระราชทานเพลิงศพ
ซึ่งที่ประชุมต่างมีมติเห็นชอบให้เคลื่อนศพสู่ชั้น ๕ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ในฐานะประธานที่ประชุม ท่านได้ตัดสินว่า หลังจากการบําเพ็ญกุศลครบ ๗ วันแล้ว ให้เชิญศพท่านพระอาจารย์จวนขึ้นไปตั้งบนศาลาบนเขาชั้นที่ ๕ “ใครจะมาว่าอะไร อาตมารับผิดชอบเอง” ท่านกล่าวอย่างหนักแน่นและเสริมว่า “ความจริงเมื่อท่านอาจารย์จวนยังมีชีวิต นอกจากเวลาบิณฑบาตและฉันจังหันแล้ว ใครอยากกราบท่าน ก็ต้องขึ้นไปบนเขาทั้งนั้น”
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คือเรื่องประชุม หลวงปู่เหรียญอยู่นั้น เรื่องเคลื่อนศพขึ้นไปชั้น ๕ อาตมาเป็นผู้ถามในที่ประชุมเองนะ คือทางอาจารย์ณรงค์ สมุทรสาครนี้แหละ อาจารย์ณรงค์จะชี้ว่า เอาไว้นานมันจะยุ่งยากอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ โยมผู้หญิงคนหนึ่งก็พยายามมาเอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยว่าอย่างนั้นอย่างนี้ๆ พูดไปมันก็ไม่เข้าใจ โยมผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้ อาจารย์ณรงค์ก็ลุกไป โอ๊ะ ! อย่างนี้ก็หยุดพูดกันแล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว ก็เลยพอวันที่ ๑ ผ่านไป วันที่ ๒ อาจารย์ณรงค์ก็ยังอยู่ใช่ไหม ? เขาก็ประกาศที่ข้างล่างเขานะว่า จะไว้ข้างล่างหรือไว้ข้างบน ขอเสียง เอาไว้ข้างล่าง เงียบ เสียงไม่กี่คนเลย เอาไว้ข้างบน เพียบหมด ถ้างั้นก็เอาขึ้นข้างบน เพราะเราก็ไม่ได้เอาขึ้นคนเดียวนะ เพราะเพียงแต่พูดๆ เท่านั้นเองว่า จะไปไว้ข้างล่างหรือไว้ข้างบน เหตุผล อ้าว ! ทุกคนมีเหตุผล
เหตุผล คือ การดูแลลําบากข้างล่างล่ะนะ แล้วก็ศาลามันก็ปูดไป มันรั่ว มันไม่ดี ข้างบนนะหนึ่ง ดูแลง่าย แล้วก็เป็นที่พักอะไร ศรัทธาญาติโยมก็มีที่พัก บ้านพักอยู่แล้ว แต่ข้างล่างก็ไม่มีที่พัก แล้วก็ศาลาที่อยู่พักข้างๆ ที่ถํ้า ที่อาจารย์แยงทําก็ โอโฮ้ ! กลิ่นค้างคาวมันเหม็นออกมาล่ะนะ เหม็นสาบกลิ่นคาวนะพอมันจะเข้าหน้าฝนอยู่แล้ว คือไม่สะดวก ไว้ข้างบนเหตุผลคือดูแลง่าย แต่ว่าง่ายสําหรับพระผู้อยู่ แต่มันยากสําหรับคนที่ไปกราบขึ้นลําบาก ก็ไม่ได้ฟังทางภายนอกหรือทางภายในล่ะนะ
วันเคลื่อนศพสู่ชั้น ๕ คือตอนเช้าๆ ก็ฝนตก เพราะหน้าฝนมันก็ตกอยู่แล้ว ปรกติทางภูทอกมันตกอยู่แล้วนะ เข้าหน้าฝนมันอันตราย ฉันเช้าเสร็จแล้ว พอฝนหยุดตก ขึ้นเขาเลย ขึ้น โอ้โฮ้ ! ขึ้นเหมือนกับติดลมเลย มันเร็วมากน่ะ ขึ้นแล้วเร็วมาก ทั้งพระทั้งโยมขึ้นไป พรึบๆ ถึงแล้วชั้น ๕ คนยกโลงศพหลวงปู่นี้แน่นไปหมด เร็วมาก คือใครๆ ก็แย่งกันนะ เอาขึ้นไปแล้ว เขาก็ประดับตกแต่ง
พอขึ้นไปแล้วภายนอกก็ตําหนิมากเลยว่า ไม่ปรึกษาผู้ใหญ่ เราก็โดนหลวงปู่ใหญ่ (เจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์) ที่อยู่หนองคายนะ ท่านก็ตําหนิอาตมาอย่างโน้นอย่างนี้ สุดท้ายก็เลยไปขอขมาท่านทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทางคุณกิมก่ายเขาก็เลยตําหนิว่า ญาติโยมขึ้นไปลําบาก จริงผู้อยู่นะ แต่คนนะที่ไปกราบท่านนะ มันไม่สะดวกที่จะไปนั่น สรุปแล้วก็คือ โดนตําหนิ”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ถ้าอยู่ข้างล่างมันรักษายาก มันดูแลยาก ถ้าเราเอาขึ้นไปไว้ชั้น ๕ มันดูแลรักษาง่าย เออ ! ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องขโมยศพนะ”
การประชุมเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพ
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“กําหนดการพระราชทานเพลิงศพท่านอาจารย์จวน คุณหญิงสุรีพันธุ์เป็นคนติดต่อตลอดเวลาเปลี่ยนแปลงเวลาก็เป็นคนติดต่อ ที่ท่านอาจารย์จวนสั่งให้เผาศพท่านภายใน ๗ วัน แต่ว่าเวลามันทํามันทําไม่ได้ ก็มีการประชุมหารือกันบนศาลา ผมก็อยู่ด้วย ในที่ประชุมก็ถกเถียงประเด็นหลักก็เรื่องจะเอาศพไปไว้ยังไง ? จะตั้งยังไง ? จะทํายังไง ? จะอะไรนี่ล่ะ จะสวดกี่วัน ? ทีนี้เพื่อความสะดวกของพระราชวังก็เหมือนกัน ต้องเอาทางโน้นเป็นใหญ่กว่า เหมาะไหม ว่างไหม อะไรอย่างนี้”
หลวงปู่จวนสั่งเสียก่อนมรณภาพ
หลวงปู่ยงยุทธ ฐิตธมฺโม หรือหลวงปู่โย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ก่อนอาจารย์จวนท่านจะตกเครื่องบิน เขาอัดเทปไว้ ท่านจะเทศน์เตือนหมู่พวก ท่านจะลงมางานแล้วนี่ อาจารย์จวน อาจารย์สิงห์ทอง ไปพร้อมกันสององค์นี่ ท่านพูดว่า “ถ้าไปคราวนี้อาจจะไม่ได้กลับ” แล้วก็พูดว่า “ถ้าศพเราอย่าเอาไว้นาน ไฟจะไหม้บ้านพวกเจ้า” ท่านพูดแบบนั้นแหละ “ถ้าเอาไว้นานนั่น มันเป็นอะไร พวกหมู พวกวัว พวกไก่ มันก็จะตายด้วย” ท่านว่า ให้รีบเอาไปเผา ทีนี้ท่านก็ไปอยู่นั่นน่ะ พวกโยมนี่เถียงกับพระ พระก็อยากเอาไปเผา มันยากมันก็นาน มีโยมคนหนึ่งน่ะขอไว้ คอมมิวนิสต์มันมาก เผาอาจารย์จวนกับอาจารย์วัน
อาจารย์จวน ท่านไม่อยากให้เก็บศพไว้นาน ไฟจะไหม้บ้านพวกเจ้า คือ พวกเจ้าจะทุกข์ทุกข์เพราะทํางานศพ เดี๋ยวก็ไก่ตาย หมูตาย วัวควายตาย พระไปมาก อาหารก็ต้องทํามาก มันไกลตลาด พูดง่ายๆ มันไกลตลาดทีเดียว เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้วน่ะ ตลาดมันทั่วไปแล้วเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนเดินครึ่งวันจึงถึงวัดท่าน คือแต่ก่อนมีตลาดมันอยู่ไกลวัดท่าน แล้วก็เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เลี้ยงหมูไว้มาก เวลาพระไปเยี่ยมงานศพท่านน่ะ ไปทีนี้ พระท่านก็บอก โอ้ย ! ถ้ากินอาหาร เขาก็จะทํามาถวาย มันก็จะตายตามท่าน พ่อแม่เหมือนกัน หลวงตา (หลวงปู่โย) ทําอยู่ ถ้าตายให้ไปเผา ทําบุญอุทิศให้ทีหลังก็ได้ ไปนั่นมันเอาไปฆ่า ถ้ามันใกล้ตลาดเหมือนบ้านใกล้อําเภอมันสบายนะ ไปซื้อของตลาดมาทําเลย”
พ.ศ. ๒๕๒๓ ท่านพระอาจารย์สอนจําพรรษาภูทอกและเป็นประธานสงฆ์
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนมรณภาพนี่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ อาตมาก็อยู่กับหลวงปู่สอน หลวงปู่สอนอยู่ภูทอกอยู่จําพรรษาในปีนั้น เพราะว่าหลวงปู่จวนท่านมรณภาพเมษาฯ นี้เนาะ แล้วก็เข้าพรรษาหลวงปู่สอนอยู่ด้วย พระที่อยู่จําพรรษาปีนั้นก็หลวงปู่สอน เป็นประธานสงฆ์ องค์ที่สองก็อาตมา (ท่านอาจารย์บุญเลิศ) แล้วก็ท่านอาจารย์ตุ๊ (เติมศักดิ์) ท่านอาจารย์แยง เป็นเจ้าอาวาส ท่านอาจารย์พวน และท่านอาจารย์ป๊อก (ถาวร) ฯลฯ”
สาเหตุเลื่อนงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน
ตามปกติพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อมรณภาพแล้วจะจัดงานประชุมเพลิงศพภายในเวลาไม่นานนัก ส่วนใหญ่ภายใน ๗ วัน อันเป็นไปตามอริยประเพณี เช่น พิธีถวายพระเพลิงพุทธสรีระภายใน ๗ วันหลังจากพุทธปรินิพพาน เว้นเสียแต่กรณีช่วงสงครามโลก หรือกรณีงานสําคัญใหญ่ๆ ของครูบาอาจารย์ และกรณีงานพระราชทานเพลิงศพ เช่น งานประชุมเพลิงศพหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ภายใน ๒ ปีเศษ องค์ท่านมรณภาพ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ถวายเพลิง ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๖ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ งานประชุมเพลิงศพหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ภายใน ๒ เดือนเศษ องค์ท่านมรณภาพ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ถวายเพลิง ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ภายใน ๑ ปีเศษ องค์ท่านมรณภาพ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ พระราชทานเพลิง ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑
สําหรับกรณีท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ภายใน ๑ ปี องค์ท่านมรณภาพ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ พระราชทานเพลิง ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เดิมทีท่านพระอาจารย์จวนสั่งให้เผาศพท่านภายใน ๗ วัน แต่เมื่อท่านได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานเพลิงศพ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขอเลื่อนไปเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓ และจะเสด็จพระราชทานเพลิงศพด้วยพระองค์เอง
ส่วนสาเหตุที่เลื่อนจากเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ไปวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔เลื่อนออกไปอีกประมาณ ๕ เดือนนั้นก็เป็นไปตามพระบรมราชานุเคราะห์ เนื่องจากเป็นงานใหญ่และสําคัญมากของจังหวัด และในช่วงเวลานั้นก็มีการเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์บุญมาและท่านพระอาจารย์วัน ซึ่งทางสํานักพระราชวังมีหมายกําหนดการพระราชทานเพลิงศพทั้งสามองค์ในเดือนเดียวกัน
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่ากําหนดวันพระราชทานเพลิงศพไว้ดังนี้
“กําหนดวันพระราชทานเพลิงหลวงปู่จวนเนี่ย คือการประชุมก็เกี่ยวกับทางวังตลอด เพราะนางสนองพระโอษฐ์ท่านจะมาด้วย คุณหญิงอะไรไม่รู้ คือให้คุณสุรีพันธุ์ติดต่อว่า ในหลวงท่านจะมาได้ช่วงไหนอะไรทํานองนี้ คือกําหนดวันออกมาแล้ว มันก็ไม่ได้มีแต่เราอย่างเดียว คือประชุมภายในเราก็ไม่ได้ไปรับฟังกับเขาด้วย ให้คุณสุรีพันธุ์เป็นตัวแทนจัดการทั้งหมด เข้าไปประชุมข้างในโน่นน่ะว่าหลวงปู่บุญมาจะเมื่อไหร่ หลวงปู่จวนจะเมื่อไหร่ หลวงปู่วันจะเมื่อไหร่ ๓ องค์นี่ คือ ในหลวงท่านจะมา คืออาศัยช่วงท่านแปรพระราชฐานมาที่ภูพานเลยจะได้ง่าย คือท่านมาภูพานเดือนอะไรอย่างนี้ เราก็เตรียมงานเลย ก็เตรียมการทุกอย่างพร้อมหมด คือเราพร้อมทุกอย่างที่จะทํางานตรงนี้ แล้วท่านจะมาเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ท่าน ถ้าท่านลงมา เราก็ตอบสนอง ทางจังหวัดเขาก็ประชุมกันวันที่กําหนด ในส่วนเตรียมงาน เราก็เตรียมตลอดล่ะ ตอนนั้นคุณสุรีพันธุ์เป็นตัวแทนก็มีบทบาทมากเลยตรงนี้
เรื่องเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับติดต่องาน มีท่านเจ้าคุณมหาสมศักดิ์ ภูริปญฺโญ วัดจันทรสามัคคีท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย เป็นผู้ลงนามรับรองหนังสือ ส่วนท่านเจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์วัดศรีเมือง ท่านเป็นเจ้าคณะภาค ๙ แล้ว”
ท่านพระอาจารย์สอนเป็นหลักชัยในงานได้มามรณภาพ
ระหว่างเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ มีเหตุการณ์สําคัญหนึ่ง คือ ท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโญ ท่านเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นสหธรรมิกที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับท่านพระอาจารย์จวนมาก ท่านอาพาธหนักด้วยโรคประจําตัวอยู่แล้ว ท่านต้องมารับภาระเป็นประธานสงฆ์วัดเจติยาคิรีวิหาร และเป็นประธานในการรับผิดชอบเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพ ซึ่งเป็นงานใหญ่มากในสมัยนั้น ในที่สุดท่านก็ถึงแก่มรณภาพ มีเลือดไหลออกตามรูทวารต่างๆ แล้วก็จัดประชุมเพลิงศพท่านที่วัดใหม่บ้านตาล ก่อนวันงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวนจะเริ่มต้นไม่นาน ภายหลังประชุมเพลิงศพท่านแล้วเสร็จ ทางวัดเจติยาคิรีวิหารได้เจาะผนังถํ้าภูทอกชั้น ๕ เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน และต่อมาได้อัญเชิญอัฐิกลับไปวัดบ้านเกิดท่าน
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโญ กับ ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร ท่านไปวิเวกด้วยกัน ไปไหนก็ไปด้วยกัน มาหาหลวงปู่จวน ท่านก็มาด้วยกัน ท่านไปหาหลวงปู่ชอบก็ไปด้วยกันเรื่องการทํางาน หรือเรื่องครูบาอาจารย์จากไป ซึ่งหลวงปู่สอนนี่ก็เป็นกําลังหนึ่ง คือว่า หลวงปู่สอนท่านก็เป็นพระเถระ เป็นหลักชัยไม้เท้าให้เรา คือเป็นกันชนให้เราหลายๆ อย่าง หมายถึง เมื่อมีพระเถระผู้ใหญ่มา ท่านก็มาต้อนรับ มาอะไรให้ เราก็ทํางานไปสบายๆ ไม่ต้องมานั่งต้อนรับ ช่วงนั้นก็พอดีเรากําลังเร่งทํางานอยู่ งานก็กําลังไปได้ดี หลวงปู่สอนท่านเป็นหลักให้เราก็มาเสียอีก (มรณภาพ)
เหตุที่ท่านมรณภาพ คือ แมงคาเรือง ภาษาภาคกลางเขาเรียก เข้าหูท่าน ภาษาอีสานแมงคาตัวเล็กๆ ไปเข้าหูท่าน ท่านไปนอนที่เขา เข้าหูแล้วมันไม่ออก มันก็ปวดๆ มันไม่ออก มันดิ้น พอครึ้มฟ้าครึ้มฝนมันก็ดิ้นอยู่ในหูนั้น ท่านก็ปวดๆ ท่านก็ฉันแต่ยาแก้ปวดตลอด พอท่านได้ยาแก้ปวดก็ฉันทุกวันพอมันหนักๆ เข้า ก็เลยกระเพาะทะลุ ท่านไปหาหมอ หมอก็แก้ไขไม่ได้ เพราะว่าเทคโนโลยีสมัยเก่ามันไม่เหมือนสมัยนี้ กล้องส่องอะไรต่างๆ ก็ไม่ชัดเจน มันไม่เก่ง มีแต่ไฟฉายส่องธรรมดา กล้องมันไม่มี”
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าสาเหตุการมรณภาพของหลวงปู่สอนไว้ดังนี้
“หลวงปู่สอนป่วยนี่ ท่านไปทําประวัติหลวงปู่จวน เพื่อจะลงหนังสือนี่แหละ ไปนู่น ไปนี่ ไปขึ้นภูวัว ไปอะไร ก็ไปยืนมีภาพอยู่ด้วยนะ ท่านเป็นไข้หวัด สั่งนํ้ามูกนี่มันเลือดไหลเลยนะ ท่านก็ไม่ไปไหนชวนไปสกลนคร ท่านก็เอ้า ! ไปก็ไป ช่วงนั้นลูกศิษย์ลูกหาก็ทําปะรํา หลวงปู่สอนก็ป่วยอยู่นี่ เย็นๆ ขนาดนี้ขึ้นไปแล้ว ช่วงนั้นพอดีเอาหลวงปู่สอนไปโรงพยาบาลพรรณาฯ เขาไม่รับ เขาว่าเลือดหมด บริจาคเลือดกันหมด เลยกลับมาวัดป่าอุดมสมพร ไปเยี่ยมท่านขณะอยู่วัดป่าอุดมสมพร โอ้ ! ป่วยหนัก ท่านมรณภาพก่อนจะพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่จวน มันเดือนกุมภาฯ นี่แหละ แล้วเผาที่วัดใหม่บ้านตาล เพราะว่าหลวงปู่ลีอยู่นั่น เป็นประธานอยู่ทางโน้น ท่านก็มาขอแบ่ง ทางนี้มันหนักเกินไป ก็แบ่งไปพระราชทานโน่น ลูกศิษย์ลูกหาก็ไปโน่นล่ะทีนี้
เรื่องแมลงเข้าหูหลวงปู่สอน มันนานหลายปีแล้ว เขาเรียกแมงคา มาอยู่ที่วัดนี่ล่ะ ก็เลยพาไปหาหมอบ้านเชียงเครือ บ้านอาจารย์พวน หมอนั่นมันจะเล่นกล หรือมันจะอะไร ไปเสกคาถาอะไร มันก็มีแมลงออกมาอยู่ ใส่ขวดมาดูอยู่ ท่านก็ว่ายังปวดอยู่เหมือนเดิม ท่านฉันยาแก้ปวดประจําเลยนะ มันจะเป็นหวัดเป็นไอประจําเลยนี่ ท่านก็ฉันยา เขาก็ว่ามันกัดกระเพาะนั่นแหละ ป่วยก่อนเป็นปีเลยนะ”
องค์หลวงตาเทศน์เหตุผลที่ไม่ให้เก็บศพนาน
สําหรับงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ และ ท่านพระอาจารยสิงห์ทอง องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านเป็นประธานฝ่ายบรรพชิต ท่านจึงกําหนดควบคุมงานต่างๆ เองได้ โดยกําหนดวันพระราชทานเพลิงท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓ และ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ภายในระยะเวลา ๔ วัน และ ๑๐ วัน ตามลําดับ หลังจากอัญเชิญศพถึงวัดโพธิสมภรณ์ โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ได้เมตตาเทศน์เหตุผลความจําเป็นในการรีบจัดงานศพของครูบาอาจารย์ไว้ดังนี้
“ครูบาอาจารย์องค์ไหนตาย ดองเอาไว้ๆ หาเงินเข้ากระเป๋า โห ! ทุเรศจริงๆ นะ ดองไว้นั้นล่ะกุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อยู่นั้นทั้งวันทั้งคืน ความสงบในวัดไม่มีเลย ครูบาอาจารย์องค์ใดตายก็เป็นตลาดเงินขึ้นมา ความสงบสงัดมีได้ที่ไหน สมเหตุสมผลไหมกับศาสดาตรัสไว้ สอนไว้
แม้แต่พระสรีระของพระองค์เองที่พระอานนท์ทูลถาม เรื่องการเผาศพของท่าน มายุ่งอะไรอานนท์ ท่านขนาบเลยทันทีนะเป็นคําเด็ดๆ ด้วย “อานนท์มายุ่งทําไม ? เรื่องนี้เป็นเรื่องของฆราวาสญาติโยมเขาจะจัดจะทํา พระมีแต่เรื่องภาวนาสนใจในอรรถในธรรมเท่านั้น” นั่นเห็นไหมขึ้นนี้เลย พระอานนท์ก็เป็นผู้ฉลาดนี่ อ๋อ ! หากว่ามีความจําเป็นพวกญาติโยมเขามาถามจะได้บอกเขาถูกต้อง จะให้ทํายังไงๆ พระสรีระศพของพระองค์เวลาพระองค์ปรินิพพานแล้ว จากนั้นท่านก็ทรงชี้แจงให้ทราบ ให้พันด้วยผ้าขาว ๕๐๐ ชั้น ท่านบอกไว้อย่างชัดเจน พระพุทธเจ้ารับสั่งเองนะ เช่นเดียวกับพระเจ้าจักรพรรดิ คือพระเจ้าจักรพรรดิก็ทําทํานองเดียวกัน ศพของเราตถาคตนั้นทําเหมือนศพของพระเจ้าจักรพรรดิ ท่านรู้หมดศพพระเจ้าจักรพรรดิทํายังไงๆ ให้ทําแบบเดียวกัน
ก่อนจะปรินิพพาน จากวันปลงพระชนม์ไปถึงเดือนหกเพ็ญ พระสงฆ์ยุ่งกันใหญ่ พอปลงพระชนม์ว่าจะปรินิพพานเดือนหกเพ็ญเท่านั้น ยุ่งกันเกาะกันเป็นฝูงๆ ว่างั้นเลย อย่าว่าเป็นคณะๆ เลย เป็นฝูงๆ คือจิตใจมันยุ่งแต่ภายนอก มีพระติสสะองค์เดียวไม่ยุ่งกับใคร เข้าอยู่ในป่าตลอดๆ ทั้งวันทั้งคืนๆ แล้วพระบ้าเหล่านี้หาว่าพระติสสะไม่มีความจงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานทั้งองค์ พระติสสะไม่เห็นมาปรึกษาปรารภอะไรเลย อยู่แต่ในป่าๆ เข้าฟ้องพระพุทธเจ้า ว่าพระติสสะไม่มีความหวังดีในพระพุทธเจ้า ไม่มีความเยื่อใยในพระพุทธเจ้า หลีกไปอยู่แต่องค์เดียวๆ
พระองค์เป็นผู้ทรงเหตุผลอยู่แล้ว รับสั่งพระติสสะมาในท่ามกลางสงฆ์ ไหนว่าไงพระติสสะ เวลานี้พวกบ้านี้ ถ้าเป็นหลวงตาบัวจะพูดอย่างนั้น “เวลานี้พวกบ้านั่นว่าเธอไม่มีความจงรักภักดีต่อเราตถาคต ไปแอบอยู่แต่คนเดียวๆ ทั้งวันทั้งคืนไม่เข้ามาเกี่ยวข้องมั่วสุมกับหมู่เพื่อนเลย ว่าไงพระติสสะ” รับสั่งถาม “ข้าพระองค์มีความจงรักภักดีต่อพระองค์สุดหัวใจ” นั่นเวลาตอบ “เท่าที่ข้าพระองค์ไม่ได้ มาเกี่ยวข้องกับหมู่กับเพื่อน ก็เพราะเห็นว่า เวลาของพระองค์นั้นกําหนดไว้เรียบร้อยแล้ว จากนี้ถึงวันนั้นจะปรินิพพาน ความเป็นไปในจิตของเราเป็นยังไง แล้วรีบเร่งขวนขวายจิตใจของเราให้ทันการณ์ จะควรบรรลุธรรมก็ให้ได้บรรลุในระยะที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ข้าพระองค์จึงต้องรีบเร่งขวนขวายทางด้านจิตใจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครเลยทั้งวันทั้งคืน” “เอ้อ ! ถูกต้องแล้วติสสะ สาธุๆ ถูกต้องแล้ว” จากนั้นก็ยกขึ้นเป็นภาษิต ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาเราตถาคต ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาเราตถาคต
ท่านไม่เห็นยุ่ง พระสรีระของพระองค์ก็ไม่ให้ยุ่ง ให้เป็นเรื่องญาติโยมเขา อย่างพระติสสะท่านทําอย่างนั้น พระองค์ก็ทรงสาธุการ นั่นล่ะท่านสงวนธรรมมากขนาดนั้นล่ะ ท่านจึงไม่ให้มายุ่งกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นวัตถุธรรมดาๆ เหมือนวัตถุทั่วๆ ไป ส่วนธรรมไม่ได้ธรรมดานี่ เป็นของเลิศเลอที่สุด พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาก็เพราะธรรมต่างหาก ไม่ใช่เพราะสรีระเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะเรื่องวัตถุเหล่านี้ นั่นล่ะแบบแผนตํารับตํารามีมาอย่างนั้น แล้วจะให้พูดว่ายังไง ให้พูดตามกิเลสหรือไม่พูด ก็กิเลสเป็นข้าศึกกันอยู่แล้ว พูดตามธรรมก็พูดอย่างนั้นแล้ว
วันนั้นพระก็ถามกําหนดเผาศพท่านอาจารย์บุญจันทร์นี้จะให้ทํายังไง ขอให้ครูบาอาจารย์เป็นผู้ชี้ขาด เราไม่ชี้เราบอกงั้น เรื่องกิเลสมันมากต่อมาก เรื่องธรรมมีน้อย เวลาจะเป็นไปตามประเพณีของกิเลสก็ให้เป็นไปเสีย อย่าให้ผมเข้ามายุ่งเลย ถ้าผมเข้ามายุ่งแล้วจะไม่เป็นไปตามกิเลสซี จะเป็นไปตามอะไรมันก็ต้องเป็นไปตามธรรมของพระพุทธเจ้าซี ตัดตรงเลย เพราะฉะนั้นอย่าให้ผมมายุ่ง เดี๋ยวจะมาคิดยกโทษผมอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว จะไปตกนรกกันทั้งหมด ถ้าผมมายุ่งจะเป็นผลเสีย ไม่ได้เป็นผลดีนะความถูกต้องๆ ที่เราทํา แต่ความคิดของกิเลสจะเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาเผาหัวใจคนให้ตกนรกทั้งเป็น ตกนรกทั้งตายด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เกี่ยวข้องแล้วจะไม่เกิดผลอย่างนี้ขึ้นมา
มอบกลับคืนให้พิจารณากันเองเถอะ อย่าให้ผมต้องมายุ่งด้วยเลย มีแต่ข้อแนะนิดหนึ่งว่าการเก็บดองไว้ดังที่เห็นนั่น ดังที่ผมก็เคยพูดอยู่แล้ว การเก็บดองไว้ ไม่ใช่ปลาร้าปลาจ่อมอะไร ดองไว้ทําไม ? พิจารณาให้มากนะ ครูบาอาจารย์องค์ไหนตายก็ดูเอา อย่างทุกวันนี้ศพยังมีอยู่ให้เห็นอยู่นี่ ยั้วเยี้ยๆ ทั้งวันทั้งคืน ทั้งญาติทั้งโยม ทั้งไปกิน ทั้งไปเล่น ทุกประเภทมีอยู่ในนั้นหมดเลย พระก็เหมือนกันมาจากทุกทิศทุกทางมาหากิน มากุสลา ครูบาอาจารย์ตายที่ตรงไหน พวกอีแร้งอีกาหลั่งไหลมา อดคิดไม่ได้นะ ทุเรศจริงๆ เรายกตัวอย่างมาให้พระฟัง อย่างนั้นล่ะดูเอาเป็นผลดีเหรอ เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่เอาไว้นาน”
ถอดเทศน์ทําประวัติหลวงปู่จวน
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พอดีช่วงที่หลวงปู่สอนมรณภาพ อาตมาอยู่บ้านคุณหญิงสุรีพันธุ์ มาถอดเทปให้เขา เอาม้วนเทศน์มานะ แต่ก่อนมันเป็นเทปใช่ไหม ไม่ได้เป็นแผ่นเป็นเผิ่นอย่างนี้ เวลาถอดเทปนี่เอาม้วนเทปมา แล้วก็มีเครื่องเสียง แล้วก็มาถอดทีละตัว กดแล้วก็หยุด… เขียน กดแล้วก็หยุด… เขียน เพื่อที่จะทําหนังสือประวัติหลวงปู่จวน ก็ทั้งเล่มใหญ่เล่มเล็กแหละ ตรวจปรู๊ฟก็อาตมา ก็คุณหญิงเขาเป็นคนทํา แต่อาตมาเป็นคนถอดเทปก็ทั้งหมดล่ะ ถอดไม่ใช่มาถอดที่นี่นะ ถอดที่ภูทอกก็ถอดส่วนหนึ่ง ที่ภูทอกแต่ก่อนมันไม่มีไฟฟ้า มันใช้ถ่านไฟฉาย มันจะเปลืองมาก ก็เลยมาทําที่บ้านเรือนไทย เรื่องหาข้อมูลรู้สึกจะเป็นอีกกลุ่ม ที่ช่วยทําหนังสือหลวงปู่จวนนี่ก็มีอาจารย์นพดล วัดป่าดอยลับงา ศิษย์หลวงตามหาบัว ที่เคยตรวจปรู๊ฟตรวจอะไรกันที่โรงพิมพ์แถวประชาชื่น อาตมาก็ไปหลายเที่ยวแล้ว”
ซ้อนหีบศพเพื่อรักษาศพหลวงปู่จวน
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ศพหลวงปู่จวนเห็นทีหนึ่ง เราเปิดดูเลยนะ ตอนจะเผาเราดูเลย ช่วงก่อนหน้ามันปิดหมดแล้วถึงเวลาเราไปทําอะไรไม่ได้ตอนนั้น ทีนี้ไปอยู่ที่ภูทอกพอไปสักพักหนึ่งมันอืด หีบมันเบ่งออกมา มีกลิ่น เพราะศพเขาก็ไม่ได้ฉีดยา เพราะเสียมันกลิ่นไม่ดี นํ้าเหลืองไหลออกมา เราก็เลยต้องเปิดแน่นอนแล้วงานนี้ เปิดเพื่อรักษาศพ
อาตมาก็เลยบอกหมู่คณะ งานนี้อย่าไปเกี่ยวกับในรั้วในวังเลย เราทํากันเป็นภายในดีกว่า เพื่อรักษาศพหลวงปู่ ก็เลยแก้ไอ้ที่เขารัดออกมาแล้วก็เอาโลงซ้อน หีบศพที่ซ้อนใบใหญ่เลย เราซ้อนไว้ข้างนอก สวมข้างนอก หีบจริงอยู่ข้างใน เพราะเราจะไม่แตะหีบข้างใน คือภายในเราไม่ทําอะไรนะ คือเอาหีบซ้อนมาทํา หีบซ้อนก็คือใส่ถ่าน ใส่ใบสีดา ใส่ใบยาสูบ ใบชา ที่นํ้าที่ไหลออกมาจากศพนะ จะได้ลงมาตรงนี้รับหมดได้เลย รับดูดซับ ดูดกลิ่น ดูดที่นํ้าเหลืองไหลออกมาจากศพ ก็เลยเปิดดู โอ ! ตรงกะโหลกแตกหมด เอาผ้าพันไว้เฉยๆ ตรงขาท่านก็แตก เอาผ้าพันไว้ แล้วก็มีนํ้าเยิ้ม เปิดออกมานี่มีนํ้าเลย ก็เอาพลาสติกรอง แล้วอย่างนี้มันแตกแล้ว นํ้าไหลซึมมาที่หีบข้างนอก โลงนอกนั่นแหละ พอสูบออกเสร็จ เราก็ปิดไว้ ปิดแล้วเอาสังกะสีซ้อนชั้นนอกอีก”
อัศจรรย์ศพท่านพระอาจารย์จวนมีกลิ่น แต่ไม่ดํา
ศพท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เก็บไว้ครึ่งปี เมื่อมีกลิ่นออกมาทางคณะศิษย์ได้เปิดโลงออกดู ปรากฏว่า ท่านเหมือนนอนหลับปกติ ผิวสีก็ขาวเหมือนตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดย ท่านพระอาจารย์แยง สุขกาโม เจ้าอาวาสวัดเจติยาคิรีวิหาร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ศพอาจารย์จวนเก็บไว้ปีหนึ่ง ขึ้นไปเก็บไว้ชั้น ๕ แต่ปรากฏว่าเก็บไว้ครึ่งปี มีกลิ่นออกมา แล้วก็พากันแกะกันเปิด ทําตู้สังกะสีใหม่ ทําตู้เหล็กใหม่ แล้วก็เอาถ่านไปรอง เอาใบสีดา ใบฝรั่งมาเพื่ออบดับกลิ่น ปรากฏว่าปีนั้น แกะออกมาดูแล้วไม่เหมือนคนตายนะ ขาวเลย ปกติต้องดํานะ เอ้อ ! ขาวนี่แข้งขานี่ขาวจู๊นพู้น (ขาวมาก) หมด หน้าตานี่ขาว ไม่ดําเลย ไม่คลํ้าเลย และมีผมยาวออกมาหน่อย เหมือนคนยังเป็นนี่ ดูผม ดูหน้า ดูตา ก็ดี เหมือนคนไม่ตาย มีสีสันน่ะ ครึ่งปีผ่านไปมีกลิ่นนํ้าเหลืองที่ไหลเปียกออกมา เอ่อ ! ปกติคนตายจะเน่าจะเหม็น ส่วนศพอาจารย์จวนท่านยังไม่แห้งสิ ตอนนั้นศพท่านกําลังอืดอยู่ แต่ไม่ดําน่ะ อัศจรรย์มาก”
การเตรียมงานพระราชทานเพลิงท่านพระอาจารย์จวน
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์หลักพระธรรมวินัยในการจัดงานศพพระ ไว้ดังนี้
“ถ้าธรรมดาแล้วฆราวาสญาติโยมจะมายุ่งเกี่ยวกับพระไม่ได้ เช่น ศพ อย่างศพหลวงพ่อสังวาลย์พระนี่มีความเกี่ยวโยงกันระหว่างพระกับพระเท่านั้น ตามหลักพระวินัย ท่านจะล่วงลับไป ท่านสั่งมอบพินัยกรรมให้ใครๆ สั่งเสียใคร อันนี้เป็นหลักพระวินัยโดยตรง เด็ดขาดๆ อยู่กับคําสั่งเสียเรียบร้อย
ท่านสั่งให้ผู้ใดมอบพินัยกรรมให้ใคร เช่น มอบให้พระ พระองค์นั้นก็มีสิทธิมีอํานาจเต็มที่จะจัดการบริขารหรือศพของท่าน ที่ท่านมอบให้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าท่านไม่ได้สั่งไว้แต่อย่างใดเลย เรื่องพินัยกรรมไม่มีก็มอบให้สงฆ์ มีแต่ผู้รับพินัยกรรม พินัยกรรมก็คือพระนะ ถ้าไม่มีพินัยกรรมก็มอบให้สงฆ์ หลักธรรมชาติอยู่กับสงฆ์เป็นที่รวบรวม ถ้าไม่มีพินัยกรรมเลยก็เป็นเรื่องของสงฆ์ล้วนๆ ไปเลย นี่ระหว่างพระกับพระปฏิบัติต่อกันตามหลักธรรมวินัย ฆราวาสญาติโยมใครจะใกล้ชิดติดพันขนาดไหนก็ตาม นั้นเป็นฆราวาส เป็นคนละฝั่ง เข้ามาเกี่ยวข้องกับหลักธรรมวินัยของพระไม่ได้ นี่พูดตามหลักพระวินัย”
การเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์แยงสุขกาโม เจ้าอาวาสวัดเจติยาคิรีวิหาร ได้เมตตาบันทึกถึงหลวงปู่ทองพูล สิริกาโม เป็นหลักในการทํางาน ไว้ในหนังสือประวัติหลวงปู่ทองพูล ดังนี้
“สมัยที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ มรณภาพ หลวงพ่อทองพูลท่านได้ให้การอนุเคราะห์หลายอย่าง ได้ท่านเป็นหลักในการทํางานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน หลวงพ่อทองพูลสิริกาโม ท่านมีปัญญาวางแผนงานละเอียดสุขุม วัดภูทอก วัดภูกระแต ประหนึ่งเป็นวัดฝาแฝดมีอะไรก็คอยช่วยเหลือกัน ถ้าวัดภูกระแตมีงาน เช่น สอบธรรมสนามหลวง วัดภูทอกก็ช่วยเหลือจนงานสําเร็จลุล่วงด้วยดี ถ้าวัดภูทอกมีงาน หลวงพ่อก็ไปเป็นประธานช่วยงาน ให้คําแนะนําต่างๆ”
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ฝ่ายฆราวาสก็คือคุณสุรีพันธุ์นะ ทางฝ่ายพระก็คือ ครูบาอาจารย์ทางหลวงปู่อุทัยพวกนี้ท่านจะว่ายังไง ก็เริ่มคุยกันก็ลง ช่วงนั้นท่านอาจารย์แยงก็ยังประสบการณ์น้อยนะ เราก็ต้องวิ่งงานตลอดเวลา เช้าไป – เย็นกลับ บางทีกลับมาดึกๆ
ทางเราก็เตรียมงาน รู้ว่าจะทําอะไรก่อนหน้า – หลัง เราก็รู้แล้ว เพราะมีเวลา อาตมาไปถึงก็เตรียมงานเรื่องนํ้า เตรียมถังนํ้า เตรียมท่อจะสูบนํ้า จะปล่อยนํ้ามาใช้ยังไง เราก็เตรียมการเอาไว้แล้ว เตรียมที่จะรองรับงาน ส่วนงานอื่นๆ ที่ติดต่อประสานงานจะทํายังไง จะอะไรนั้นก็ค่อยเป็นเรื่องห้องนํ้า จะเพิ่มเติมกี่ห้อง เราก็ทําไปเรื่อยๆ
ที่ประชุมสงฆ์นี่ก็มีแบ่งหน้าที่ ใครดูแลประจํา ใครดูแลภาคสนาม ใครดูแลเรื่องอะไรก็ว่ากันไป ตอนนั้น หลวงปู่สอน กับ หลวงปู่ทองพูล เป็นหลักอยู่พิธี อยู่ข้างบนที่อยู่กับศพ คือเรื่องเกี่ยวกับพระเถระมา หรือจะปรึกษาอะไรกัน ก็ยกให้ท่าน เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่ เราอยู่ภาคสนาม เข้าทํางานภาคสนามไป บางครั้งบางทีเราก็โดนตําหนิ ทําไมต้องไปเผื่อชาวบ้านด้วยทํานองนี้ เราต้องสร้างศรัทธา ศรัทธาตรงนี้สําคัญ ต้องให้เขามีแนวส่วนร่วม แนวร่วมเขาศรัทธาหลวงปู่จวนอยู่แล้ว เฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้านนาคําแคนเป็นหลัก ยิ่งระบบประปาเนี่ย อําเภอศรีวิไล บ้านนาคําแคนได้ก่อนเพื่อนเลย ได้เพราะวัดเป็นเหตุ คือวัดได้ ชาวบ้านก็ได้ คือได้ประปาหมู่บ้านใช้ก่อนเพื่อนเลย
วันงานเราวุ่นจริงๆ นะ ทั้งดูแลพระ เราจัดเครื่องไทยธรรมถวายพระ ตอนในพรรษาเราก็วิ่งเอาของถวายพระ เรื่องทําบาตรถวายพระ ทั้งนํ้าด้วย เมรุด้วย เมรุก็เป็นผู้ช่วยเขาจัดหาวัสดุ”
งานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ถือเป็นงานใหญ่ งานสําคัญระดับ ประเทศ จึงต้องจัดงานกันอย่างสมพระเกียรติ ทางคณะสงฆ์และหน่วยราชการจะต้องเตรียมงานต่างๆ เพื่อถวายการรับเสด็จ และเพื่อรองรับพุทธบริษัทจํานวนมากที่มาจากทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมงานสําคัญในครั้งนี้ พระ เณร จํานวนมากหลายร้อยรูป จากวัดรอบๆ ภูทอกมาช่วยงาน ต่างต้องทํางานกันอย่างหนักประดุจกรรมกร เช่น การสร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพ การสร้างพลับพลา ปะรําพิธีที่ประทับ ปะรําพิธีและเต็นท์สําหรับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ตลอดพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และคฤหัสถ์จากทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมในงาน การเตรียมสถานที่พัก ที่รับรองพระเถระ สถานที่จอดรถ ห้องนํ้า โรงทาน ทั้งกองอํานวยการ ฝ่ายศาสนพิธี ฝ่ายบริจาค ฝ่ายจัดหาวัสดุ ฝ่ายปฏิคมต้อนรับ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ฝ่ายไฟฟ้า ประปา เครื่องเสียง ฝ่ายสุขาภิบาลรักษาความสะอาด ตลอดจนฝ่ายจัดเตรียมของที่ระลึกถวายพระ เช่น เครื่องไทยธรรม บาตรพร้อมฝาบาตร สบง ฯลฯ
สําหรับการจัดทําหนังสือประวัติของท่านพระอาจารย์จวน (กุลเชฏฐาภิวาท) เพื่อแจกเป็นที่ระลึก ดําเนินการโดยคณะคุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต และท่านพระอาจารย์สอน อุตฺตรปญฺโญ ท่านมีส่วนสําคัญในการจัดทําประวัติ โดยท่านพระอาจารย์คําศรี อุปสนฺโต ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่สอนนั่นนะยังไม่เผาศพหลวงปู่จวน ท่านก็มามรณภาพ ท่านก็ไปทําหนังสือประวัติหลวงปู่จวน คือ ประวัติหลวงปู่จวนอยู่กับหลวงปู่สอนหมด ตอนไปอยู่ภูวัว ถํ้าพระ ถํ้าบูชาเนี่ย ก็หลวงปู่สอนทั้งนั้นแหละพาไปทําประวัติ ใกล้เขตภูวัว ภูกิ่ว ดงหม้อทองก็พาไป ก็มีภูกิ่ว ไปจากภูกิ่ว แล้วก็ไปภูถํ้าพระ แล้วไปมาภูถํ้าบูชา นั่นแหละ”
วัดเจติยาคิรีวิหาร หรือภูทอกในสมัยนั้นอยู่ในชนบทห่างไกลและทุรกันดารมาก การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลําบาก การเตรียมงานพระราชทานเพลิงศพจึงเป็นเรื่องยุ่งยากลําบากไปด้วย เช่น การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ การจัดหาอาหาร นํ้า และข้าวของเครื่องใช้ เป็นต้น แต่ด้วยความเคารพศรัทธาในท่านพระอาจารย์จวน ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์องค์สําคัญ การได้ถวายรับใช้งานท่านในวาระสุดท้าย เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที และเพื่อเป็นกุศลผลบุญ แม้จะมีแดดมีฝนเป็นอุปสรรค แม้จะเป็นงานยากลําบากเพียงใดก็ตาม บรรดาศิษย์ทั้งพระ เณร แม่ชี และฆราวาส ตลอดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต่างก็ทุ่มเทเสียสละช่วยกันจัดเตรียมงานกันอย่างเต็มที่ อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย
การสร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพ
เมรุพระราชทานเพลิงศพของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างชั่วคราว บริเวณหน้าวัดเจติยาคิรีวิหาร อันเป็นไปตามอริยประเพณี เป็นการแสดงความเคารพเทิดทูนบูชาอย่างสูงสุด คือ เมรุพระอรหันตสาวกจะถูกสร้างขึ้นเฉพาะ โดยไม่มีศพใดมาเผาซํ้า และต่อมาจะสร้างเจดีย์ครอบบริเวณนั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการเคารพต่อสถานที่และป้องกันการเหยียบยํ่าเศษเถ้าที่หลงเหลือ
การสร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพในครั้งนี้ ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี เป็นผู้ออกแบบเมรุ โดยครั้งนั้นได้ออกแบบพร้อมๆ กัน ๓ องค์ คือ ท่านพระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม และท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ซึ่งเมรุทั้ง ๓ องค์นี้มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยมีคุณธเนศ เอียสกุล หรือคุณกิมก่ายเป็นเจ้าภาพหลักในการบริจาคเงินค่าซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ และหาช่างฝีมือดีมาจากหนองคายซึ่งเคยผ่านงานครูบาอาจารย์มา ๒ – ๓ องค์ โดยท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม เป็นฝ่ายจัดหาวัสดุ เช่น เสา ไม้ ฯลฯ เพื่อทําเมรุ โดยมีคุณสุรชัย ธรรมสุนา เป็นผู้ช่วยกําลังสําคัญ เป็นทั้งคนขับรถและถือเงิน นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ควบคุมการลงเวลาทํางานของช่างที่มาสร้างเมรุ
การสร้างเมรุต้องเตรียมพื้นที่ เช่น การไถเกลี่ยดินโดยรอบเมรุสําหรับรองรับผู้คนจํานวนมาก และการถมดินเพื่อสร้างเมรุ เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้เห็นการพระราชทานเพลิงศพโดยทั่วถึง โดยใช้เวลาสร้างเมรุจนแล้วเสร็จประมาณ ๑ เดือน
เมรุของท่านพระอาจารย์จวนนั้น ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมเปิดโล่งทั้ง ๔ ด้าน มีโถงกลางตั้งจิตกาธาน สําหรับวางหีบศพพระราชทาน องค์ประกอบหลังคามีลักษณะเป็นเครื่องยอดทรงมณฑปซ้อนกัน ๒ ชั้น เชิงกลอนประดับด้วยซุ้มบันแถลงและนาคปักที่มุมทั้งสี่ ประดับตกแต่งชั้นหลังคาด้วยสีแดงสลับทอง เหนือขึ้นไป ชั้นบัลลังก์ และ ปลียอด ตกแต่งด้วยสีขาวสลับทอง ยอดสุดประดับเม็ดนํ้าค้างลักษณะเป็นดอกบัวตูมปิดทอง ผังพื้นอาคารเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส จัดทําเป็น ๒ ระดับ มีบันไดทอดถึงตลอดทั้ง ๔ ทิศ องค์เมรุประดับด้วยแผงราชวัติ ประดับลายประจํายามตกแต่งด้วยสีแดงและทอง ทั้ง ๔ ด้านขององค์เมรุ และที่โดดเด่นคือการประดับตกแต่งที่มุมฐานด้วยฉัตรเงิน ฉัตรทอง ฉลุลายโปร่ง ๕ ชั้น องค์เมรุทั้งด้านในและด้านนอก ประดับตกแต่งโดยใช้สีขาวเป็นหลัก และประกอบด้วยสีแดงและทอง ในส่วนอื่นๆ ลวดลายที่ตกแต่งเป็นลายไทย ซึ่งนับเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความเรียบง่าย แต่มีความงดงามและสง่าเป็นอย่างยิ่ง
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เป็นเมรุพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่บุญมา หลวงปู่วัน และหลวงปู่จวน เป็นเมรุพระราชทานเพลิงศพครูบาอาจารย์ยุคแรกๆ ที่ในหลวงพระราชทาน ที่พิเศษ คือ งานเกี่ยวกับท่าน เพราะว่าท่านได้นิมนต์ครูบาอาจารย์ไป แล้วทีนี้พระราชินีท่านทรงโปรดพิเศษน่ะ เพราะว่าท่านเห็นว่า เป็นความคิดของท่าน คืออันนี้เราเล่าจากหลวงปู่หลุย
หลวงปู่หลุยว่า “คือท่าน (พระราชินี) มีความทุกข์มาก คือครูบาอาจารย์ท่านบวชแต่เล็กแต่น้อย พอมานิมนต์ มาในงานของท่าน แล้วท่านมาเสียไปคือตกอุบัติเหตุนี่ เพราะท่านเป็นต้นเหตุ ท่านก็เลยมีความเสียพระทัยมาก” ท่านก็มาที่วัดพระศรีฯ ทุกวัน ในพระบรมราชานุเคราะห์ ๗ วัน ท่านมาทุกวัน อาตมาก็อยู่ในเหตุการณ์ เมื่อมาสวดรอบดึกก็มาอีกนะ รอบดึกก็ยังเอาดอกไม้มาจัดเองน่ะ แล้วก็กลับ
เมรุออกแบบได้สวยงามมาก เขาจะให้ยอดไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง ก็คือคนคนเดียวออกแบบ คือเจ้าภาพคนเดียวกัน คือคุณกิมก่าย ที่หนองคายน่ะ แล้วเกี่ยวกับทางพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ตกเครื่องบิน แล้วก็มีส่วนที่จะอํานวยความสะดวกให้ถวายครูบาอาจารย์ตลอด”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ครูบาอาจารย์ที่มาร่วมงาน ท่านพูดกันอยู่ว่าเมรุสวยงามมากๆ ส่วนพระ เณร แม่ชี ศรัทธาประชาชนญาติโยมที่มาร่วมงาน ตลอดชาวบ้านแถวๆ ภูทอกต่างก็ทึ่งและตะลึงกับความวิจิตรงดงามของเมรุตามๆ กัน ซึ่งกาลต่อมาเมรุพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน ได้นําดินมากลบฝังไว้ตรงที่สร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์”
การถวายความปลอดภัย
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าช่วงเตรียมงานนอกจากมีฝนเป็นอุปสรรคแล้ว ในสมัยนั้นแถวภูทอกยังมีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ หรือ ผกค. ซึ่งจะต้องถวายความปลอดภัย ดังนี้
“งานศพพ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็เป็นงานพระราชพิธี ในหลวงเสด็จ มันเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาก็ต้องอาศัยฝ่ายรักษาความปลอดภัยอะไรต่างๆ สมัยนั้นก็ยังเป็นพื้นที่สีแดงอยู่ มี ผกค. เขาก็ต้องระวัง พูดอะไร ทําอะไรเปิดเผยก็ไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยของพระองค์ท่าน ทุกอย่างต้องอาศัยความระมัดระวังจากทางเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ฝ่ายของในหลวงก็มาจัดการงานให้เสร็จ ก็อาศัยว่าช่วงท่านแปรพระราชฐานมาที่พระตําหนักภูพานฯ ท่านว่างเมื่อไหร่ ท่านจะบอกมา วันพระราชทานเพลิงศพรู้สึกจะทราบล่วงหน้าไม่นาน ในหลวงท่านเสด็จมาแน่นอน ทีแรกหลวงปู่จวนก่อน มาหลวงปู่บุญมา แล้วมาหลวงปู่วันสุดท้าย”
การดูแลดอกไม้และสถานที่ในงาน
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ระยะที่ศพหลวงปู่จวนท่านอยู่นี่นะ อาตมาจะดูเรื่องพวกดอกไม้ เรื่องเปลี่ยนดอกไม้อะไรพวกนี้ ตั้งแต่ศพอยู่ชั้น ๕ และดูแลเรื่องสถานที่ ช่วงอยู่ชั้น ๕ แรกๆ ก็เป็นดอกไม้สด หลังๆ สมเด็จพระนางเจ้าฯ เคารพมาก พระองค์ท่านส่งดอกบัวจากศูนย์ศิลปาชีพฯ มาถวายหน้าศพ ก็จะคอยทําความสะอาดอะไร ก็มีดอกไม้สดเป็นบางครั้งบางคราว ส่วนตอนพระราชทานเพลิง ดอกไม้ประดับเมรุ พวกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เขาไปทําให้ท่าน เป็นทางการในงาน”
การเตรียมฟืนและปั้นเตาต้มนํ้าร้อนในงาน
ท่านพระอาจารย์คําศรี อุปสนฺโต ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ช่วงงานพระราชทานเพลิงศพท่าน แต่ก่อนมันได้ต้มนํ้าร้อนนะ มันไม่มีโรงครัวเหมือนสมัยนี้มาอยู่กับท่านหลวงปู่คํา ถํ้าบูชานี่แหละ ต้มนํ้าร้อนด้วยกัน อาตมาก็ดูแลทั่วไป โรงครัวโรงอะไรบ้างยังไม่มีฟืน อาตมากับพวกเณรก็ขนฟืนไปให้น่ะ
หลวงปู่คํา หลวงปู่อุทัย เป็นหัวหน้าใหญ่ที่ดูแลทุกอย่าง ตามปะรําอะไร ปะรําที่ญาติโยมจะทําโรงครัวนี่หลวงปู่อุทัยจัดการหมด ท่านอาจารย์ตุ๊ก็วิ่งหาไม้หาอะไร ทุกอย่างนั่นแหละ ส่วนอาตมาดูแลเรื่องฟืนและก็ปั้นเตาไฟ คือเราจะใช้ฟืน ไม่ใช้ถ่านนะ เราก็ปั้นเตา เราเอาฟืนใส่ข้างหม้อนั่น มันจะเป็นเตา เขาเรียกว่าสามขาหรือก้อนเส้า เอาอิฐบล็อกกับดินเหนียวปั้นนั่นน่ะ แล้วก็เอาฟืนเข้าไปใส่ ตั้งหม้อได้นะ มาต้มนํ้าร้อนให้พระสรงล่ะน่า ต้มนํ้าร้อนด้วย คือมันดังไฟ คือก่อไฟ ดูไฟไม่ให้มันขาด ให้มีนํ้าร้อนตลอดๆ ใครมาเอาก็ให้ได้ๆ ล่ะนะ
ก็ทํากันอยู่ ๑๕ วัน ช่วงที่เริ่มงานนั่นแหละ ใกล้งานแล้วก็หนักเอาเลย วันงานก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอนล่ะนี่กับหลวงปู่คํา หลวงปู่คําเป็นหัวหน้า มีอะไรก็บอกลูกน้องไปๆ ท่านก็นั่งอยู่นั่นแหละ พระเณรช่วยงานตรงโรงต้มนํ้าร้อนก็เป็น ๑๐ โน้นแหละ ทั้งฟืนต้องไปแจกด้วย โรงทานก็เยอะ โฮ้ ! ก็ไม่ได้นับเลย มีแต่ทําก็ทําไปเลย แต่ไม่เท่ากับทุกวันนี้มันเจริญล่ะ เรื่องการทําโรงทานนี้เจริญที่สุด”
อัญเชิญศพลงจากชั้น ๕ เพื่อเตรียมพระราชทานเพลิงศพ
ศพของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้อัญเชิญลงจากชั้น ๕ เพื่อเตรียมพระราชทานเพลิงโดย ท่านพระอาจารย์แยง สุขกาโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนเอาศพอยู่ชั้น ๕ ประมาณ ๑๑ เดือน ก็ทําวัตรสวดมนต์อยู่ชั้น ๕ ทุกวัน พระ เณร แม่ชีขึ้นไปทําวัตรสวดมนต์เย็นทุกวัน แล้วก็เอาศพลงมาตั้งข้างล่างสัปดาห์หนึ่ง ที่ศาลาตรงนี้ ไม่ได้ทําพิธีอะไรมากมาย มีแต่ทําวัตรสวดมนต์เย็นทุกวัน พระ เณรทําวัตรสวดมนต์หมดทุกๆ คํ่า และมีครูบาอาจารย์ที่เมตตามาเทศน์”
ครูบาอาจารย์ที่เมตตามาเทศน์ก่อนวันพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์คําศรี อุปสนฺโต ได้เมตตาเล่าไว้ดังนี้
“ก็มีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ หลวงปู่ท่อน ญาณธโร หลวงปู่บุญเพ็งเขมาภิรโต หลวงปู่จันทา ถาวโร พระมหาสมศักดิ์ ภูริปญฺโญ เจ้าคณะจังหวัดหนองคาย ฯลฯ มาเทศน์ตอนงานนะ”
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ก่อนงานพระราชทานเพลิงศพ อัญเชิญศพหลวงปู่จวนจากชั้น ๕ ลงมาไว้ที่ศาลาอาทิตย์เดียว แล้วเคลื่อนศพสู่เมรุ ก่อนวันพระราชทานเพลิงหนึ่งวัน เคลื่อนศพตอนเก้าโมงเช้า ฉันเสร็จ ท่านก็เคลื่อน ญาติโยมก็เต็มสองฝั่ง ก็เต็มหมดล่ะ อาจจะมีบ้างผู้ร้องไห้นะ”
สภาพงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ชาวบ้านแต่ก่อนเขาก็ยากจน ในวันพระราชทานเพลิงศพจึงไม่ได้ออกโรงทาน วันงานโรงทานก็เยอะอยู่ แต่ไม่เยอะเหมือนสมัยนี้ ถ้าเป็นสมัยนี้ โอ้โห ! ไม่มีที่ว่าง ไม่มีที่อยู่เลย แต่นั้นก็ยังมา ๒๐ – ๓๐ โรง ก็มีครัวกลางและเป็นครัวคุณหญิง แล้วก็ครัวคุณแม่ชี… อยู่วัดธาตุทอง เป็นเจ้าภาพหลักและเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ เขาศรัทธาหลวงปู่ เขาก็มาตั้งโรงครัวเต็มที่เลย แม่ชีอะไรน้อ มาอุปถัมภ์วัดหลวงปู่หล้า ภูจ้อก้อ เขาสึกไปแล้วตั้งนาน เขารวยนะ เขาก็เลยมาช่วยงานศพหลวงปู่เต็มที่เลย บาตรกับฝาบาตร ๓๐๐ ชุดนี้เขารับเป็นเจ้าภาพ ผ้าไตรบริจาคครบอายุของหลวงปู่จวน ๖๐ ไตร เขาก็มีส่วนช่วยอยู่
เรื่องไฟฟ้าก็มาทีหลัง ในงานก็ติดเครื่องปั่นไฟช่วย แล้วก็มีไฟตะเกียงเจ้าพายุช่วย ห้องนํ้าน่ะคนก็ไม่แออัด แล้วก็ไม่มากเท่าไหร่นัก อาศัยแต่ว่าทําครัวไว้ก่อนแล้ว แล้วก็ทําเพิ่มเติมไม่มากนัก รองรับคนมาประมาณเรือนหมื่น คือไม่มากเหมือนปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้คนมันมาก การสื่อสารมันรวดเร็ว”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“การมาคารวะศพ เขาก็มากราบคารวะตามปกติ บางวันก็เยอะ บางวันก็ไม่เยอะ ตอนงานเจ้าภาพญาติโยมช่วยกัน ก็อาศัยเงินที่โยมมาบริจาคเป็นหลัก ปะรํา ห้องนํ้าก็ช่วยกันทํา พระ เณรทั้งชาวบ้านญาติโยมช่วยกัน พระมาช่วยงาน โอ้ ! เยอะ เยอะมากๆ พระที่มาร่วมงานก็มากนะ นํ้าก็ใช้นํ้าบริเวณวัด ไฟก็ได้เครื่องปั่นช่วย เสาไฟฟ้ายังไม่ถึง ตอนนั้นทางวัดก็มีเงินไม่กี่แสน เงินแสนสมัยนั้นก็นับว่าเยอะอยู่ ตอนนั้นภูทอกยังไม่มีอะไรมากมาย โอ้โห ! ลําบากกันดาร”
ฝนตกก่อนวันงาน – ร่มเย็นตอนในหลวงเสด็จ
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อัศจรรย์ฝนตก เอ้อ ! ฝนตกเปียกฉ็อกแฉ็กเลย แล้ววันนั้นฝนตกลงมาเปียกมอมแมมหมดเลย แต่ก็ดีนะ เพราะว่าถ้าฝนไม่ตก ฝุ่นมันคลุ้งมากเลย ฝนตกก่อนวันในหลวงเสด็จ คือตอนพระองค์ท่านเสด็จมา ตอนบ่ายโมง โอ้โห ! บรรยากาศนี่ครึ้ม ท่านเสด็จมา พอเครื่องจะลงนี่ โอ้โห ! ฟ้าครึ้มเลย ร่มเย็น คือบารมีหลวงปู่หรือในหลวงไม่รู้ล่ะ แดดเปรี้ยงๆ นั่นนะ แล้วก็ครึ้ม บรรยากาศ
ถ้าฝนไม่ตก โอ้โห ! ฝุ่นนี่ พอฝนตกมันก็ทุกอย่างเคลียร์ เพราะไม่ต้องไปรดนํ้านะ แต่ว่าก็เปียกมอมแมมดีกว่าฝุ่น เพราะทางลูกรังทั้งนั้นน่ะ ทางเข้าไปตั้งแต่อําเภอศรีวิไล ถึงที่โน่นน่ะ ๓๐ กิโลฯ ลูกรังทั้งนั้นนะ ถ้าฝนตก ถนนมันก็ไม่มีฝุ่น นี่ล่ะมันก็ทําให้บรรยากาศวันงาน คือ ไม่มีฝุ่น ถ้าฝนไม่ตก โอ้โห ! ทั้งจะเป็นลม ทั้งจะฝุ่น สารพัดเลย”
สมเด็จพระสังฆราชเสด็จงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน
ครั้นเมื่อถึงเวลากําหนดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ในวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ มีหมายรับสั่งจากสํานักพระราชวัง โดยกําหนดวันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๒๔ เวลา ๑๖.๓๐ น. บําเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในการออกเมรุ พระสงฆ์ ๑๐ รูปสวดพระพุทธมนต์ จบ มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๑ พระ ๔ รูปสวดธรรมคาถา พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม
เมื่อถึงวันงานพระราชทานเพลิงศพ องค์สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แห่งวัดราชบพิธฯ สมเด็จพระสังฆราชไม่เพียงแต่จะเสด็จไปประทานเพลิงเท่านั้น แต่เสด็จไปล่วงหน้าแต่คืนวันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ซึ่งเป็นวันบําเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในวันออกเมรุ หมายรับสั่งกําหนดเพียงว่า มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๑ โดยไม่ได้ระบุองค์แสดง แต่ในคืนนั้นสมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์นั้น
เนื้อความในพระธรรมเทศนามีปรากฏตอนหนึ่งที่รับสั่งถึงบทพระคาถาของสมเด็จพระบรมศาสดาอย่างชัดแจ้ง “พระอรหันต์อยู่ในที่ใด จะเป็นบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม ที่นั้นย่อมเป็นภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ”
บันทึกเหตุการณ์วันพระราชทานเพลิงศพถึงตอนเก็บอัฐิ พิธีสามหาบ
งานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดหนองคายในสมัยนั้น ในวันงานมีผู้นําทั้งฝ่ายราชอาณาจักรและศาสนจักรเสด็จไปร่วมงาน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดําเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ และมีพระมหาเถระจากฝ่ายคันถธุระหรือฝ่ายปกครอง เช่น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธฯ ทรงเป็นองค์ประธานในฝ่ายสงฆ์ พระพุทธพจนวราภรณ์ วัดราชบพิธฯ พระธรรมไตรโลกาจารย์ วัดศรีเมือง ตลอดพระราชาคณะ ฯลฯ ส่วนฝ่ายวิปัสสนาธุระ หรือฝ่ายกรรมฐาน เช่น หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส หลวงปู่แตงอ่อน กลฺยาณธมฺโม หลวงปู่สมภาร ปญฺญาวโร หลวงปู่ท่อน ญาณธโร หลวงปู่สีทน สีลธโน หลวงปู่อุดม ญาณรโต หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต หลวงปู่ลี กุสลธโธ หลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่ประสาร สุมโน หลวงปู่บุญมาคมฺภีรธมฺโม หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม หลวงปู่คําตัน ฐิตธมฺโม ฯลฯ ตลอดครูบาอาจารย์ พระภิกษุ สามเณรที่ไปลงทะเบียนมาร่วมงานกันมากเป็นพันองค์ และที่ไม่มาลงทะเบียนอีกจํานวนมาก มากจนแทบไม่มีที่อยู่ รวมทั้งแม่ชี ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ไปร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นมากเป็นประวัติการณ์ วัดเจติยาคิรีวิหารซึ่งมีสถานที่กว้างขวาง เต็มแน่นขนัดแทบจะเบียดเสียดกัน นับเป็นวันประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของทางวัดที่จะต้องจดจารึกไว้อีกนานเท่านาน ยากที่จะลบเลือน
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สมเด็จญาณฯ วัดบวรฯ ท่านไปก่อนงานแล้ว ท่านบอกว่า “วันงานไม่ได้มา ท่านติดงาน”ส่วนหลวงตามหาบัวท่านไปงาน ท่านถามหาเจ้าอาวาสด้วย เจ้าอาวาสไม่ไปหาท่านเลย ท่านบอก “เอ้ ! นิมนต์เราไป เจ้าอาวาสเราไม่เคยรู้จักเลย” คือทางคุณหญิงสุรีพันธุ์เป็นคนนิมนต์ท่าน ไปแล้วก็คือต่างคนต่างวุ่นงาน อาจารย์แยงก็วุ่นงาน พอหลวงตาไปไม่มีใครต้อนรับท่าน มีผู้อื่นไปต้อนรับแทน”
ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องหลวงตาพระมหาบัวมาร่วมงานดังนี้
“หลวงตาบ้านตาดก็มา แต่ท่านมานอนคืนหนึ่ง มาคืนเดียวกับที่สมเด็จพระสังฆราชเทศน์หลวงตาท่านมาพักคืนหนึ่ง พอฉันเสร็จท่านก็กลับเลย ท่านไม่รอในหลวง กลางคืนนี่ หลวงตาบ้านตาดไม่ได้เทศน์ วันงานท่านก็ไม่ได้เทศน์”
สําหรับองค์แสดงธรรมในวันงานพระราชทานเพลิงศพ เป็นพระราชาคณะฝ่ายปกครอง
เมื่อถึงวันพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเป็นประธาน ณ เมรุชั่วคราวหน้าวัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ตําบลนาสะแบง อําเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ดังนี้
“วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๒๔ เวลา ๑๔.๑๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จพระราชดําเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งจากพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์ ไปพระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ณ เมรุวัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก)
ครั้นเสด็จพระราชดําเนินถึงบริเวณเชิงภูทอกน้อย ได้ทรงพระดําเนินไปยังวัดเจติยาคิรีวิหาร เสด็จขึ้นประทับ ณ มุขพลับพลา แล้วเสด็จขึ้นเมรุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ ๑๐ รูปบังสุกุลผ้าไตร ทรงหยิบกระทงข้าวตอกดอกไม้จากเจ้าพนักงานพระราชพิธี และทรงวางที่จิตกาธานข้างหีบศพ แล้วทรงหยิบธูป เทียน ดอกไม้จันทน์ แล้วทรงจุดไฟชนวนพระราชทานเพลิง เสร็จแล้ว เสด็จลงจากเมรุไปประทับ ณ มุขพลับพลา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จขึ้นเมรุทรงวางดอกไม้จันทน์
เมื่อทุกพระองค์เสด็จฯ ลงจากเมรุไปประทับ ณ มุขพลับพลา เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธฯ ซึ่งเสด็จมาเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ ทางการจึงเชิญเสด็จไปวางดอกไม้จันทน์เป็นลําดับถัดมา โดยมีพระภิกษุสงฆ์ตามเสด็จขึ้นเมรุวางดอกไม้จันทน์ ซึ่งมีจํานวนนับพันองค์ จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ศิษยานุศิษย์ ประชาชน ได้ขึ้นเมรุวางดอกไม้จันทน์เป็นลําดับถัดมา
ตาม “หมายกําหนดการ” เวลา ๑๖.๓๐ น. จะเสด็จพระราชดําเนินกลับ แต่เย็นวันนั้น ประทับอยู่บนมุขพลับพลา โปรดเกล้าฯ ให้ศิษย์และเครือญาติท่านพระอาจารย์จวนเข้าเฝ้าฯ มีรับสั่งถามทุกข์สุขอย่างทรงพระเมตตา และพระราชทานพระราชดําริ เรื่องควรสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิของท่านพระอาจารย์ ประทับรอจนประชาชนที่ขึ้นถวายดอกไม้จันทน์บางเบาลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองก็เสด็จฯ ลงเยี่ยมราษฎรต่อ จนเวลามืดคํ่ากว่า ๒๐.๐๐ น. จึงประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเสด็จพระราชดําเนินกลับพระตําหนักภูพานราชนิเวศน์
ในการนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้คณะแพทย์พระราชทานเดินทางล่วงหน้าไปตั้งหน่วยแพทย์ชั่วคราว เพื่อทําการตรวจรักษาราษฎรที่เดินทางมาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ด้วย”
วัดเจติยาคิรีวิหาร หรือ ภูทอก ในสมัยนั้นยังไม่เดินสายไฟฟ้าเข้าวัด จึงใช้เครื่องปั่นไฟช่วยบรรยากาศในช่วงมืดคํ่าของคืนวันนั้น แสงสว่างจึงไม่เพียงพอ ต้องมีการจุดโคมไฟและใช้ไฟฉายตั้งแบบดวงโคมช่วยให้แสงสว่าง ภาพเสด็จลงเยี่ยมราษฎรที่มาเข้าเฝ้ากันอย่างเนืองแน่น โดยประทับกับพื้นหญ้าอย่างไม่ถือพระองค์ และทรงรับสั่งตรัสถามราษฎรในเรื่องนํ้า เรื่องความเป็นอยู่ ฯลฯ ด้วยพระกิริยาอันนุ่มนวลอ่อนโยน และด้วยความห่วงใยทุกข์สุขของราษฎรอย่างสนพระราชหฤทัย ทําให้ราษฎรต่างปลาบปลื้มปิติซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้ ผู้ที่ได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงและพระราชินีที่เขารักเทิดทูนบูชาอย่างใกล้ชิด ถึงกับเอ่ยว่า ชาตินี้ถึงตายก็ไม่เสียดายชีวิต และเขาจะจดจารึกในใจของเขา และถ่ายทอดให้ลูกหลานฟังตราบนานเท่านาน
ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ดังนี้
“ในหลวงท่านก็อยู่จนทุ่มสองทุ่ม ท่านเยี่ยมพสกนิกรนานมาก ที่จริงได้ยินข่าวว่าพวกข้าราชบริพาร นางสนองพระโอษฐ์ เชิญในหลวงท่านเสด็จกลับบอกว่า “มันมืด มันคํ่าแล้ว” เขาห่วงๆ เขากังวล แถวพื้นที่นี้มันเป็นพื้นที่สีแดงนะ พวกคอมมิวนิสต์ แต่คนส่วนมากเขารักในหลวง เขาไม่ได้ปองร้ายดอกแต่ข้าราชบริพารกรมวังห่วง ก็เลยบอก พออาทิตย์ตกนี่เขาจะเชิญเสด็จกลับ แต่ท่านไม่กลับ พ่อหลวงกับราชินีท่านไม่กลัว ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎร ราษฎรมาเข้าเฝ้าเยอะมาก
ช่วงในหลวงท่านเยี่ยมพสกนิกรนี่ เขาก็มีทหารพวกองครักษ์อะไรเขาก็มี เขาเตรียมตัวของเขามาอยู่นะ อย่างที่ก่อนพ่อหลวงจะเสด็จมา พวก อส. พวกอะไร หลายหมู่หลายคณะเขาก็มานอนมาพักอยู่ที่วัดตั้งหลายวัน พวกทหาร พวก อส. พวกตํารวจเขามาเคลียร์พื้นที่เยอะมาก”
เมื่อส่งเสด็จกลับแล้ว ทางพระผู้รับผิดชอบในงาน เตรียมถวายเพลิงศพจริง ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในหลวงท่านนั่งทอดพระเนตร คือวางดอกไม้จันทน์เสร็จ ท่านก็ไปเยี่ยมประชาชน ท่านเสด็จกลับไปแล้ว เขาก็เผาเลย พอคํ่าๆ หน่อยจุดจริง เอาหีบออกมาแล้ว ก็ปรากฏว่ามีหีบ ๒ ชั้นนี่ซ้อนไว้ตอนมีกลิ่นนั้น เสียเวลาตอนแกะออก ทางวังก็ทราบ “อุ๊บ ! มีหีบซ้อนด้วยหรือ” เพราะเรากลัวเขาอธิบายว่าศพไม่ดี ศพแตก คือเราทําอย่างนี้ไม่ให้ใครเกิดความเสียหาย ขณะเดียวกันรักษาหีบศพของทางวังซึ่งอยู่ข้างในด้วย เขาก็แกะเอาสังกะสีนั่นออก เราก็ใช้กรรไกรตัดๆๆ พอตัดออกแล้วก็เปิด เปิดแล้วก็ยกใส่หีบ หีบดึงออกมาแล้วก็ยกขึ้นเผา แล้วก็จุดจริงตอนคํ่าๆ ช่วงนี้ก็ไม่มีเทศน์ กลางคืนเราเหนื่อยเต็มทีก็ไม่ได้ไปเฝ้า เพราะว่าทหารก็เฝ้าตลอด หน้าที่เราดูแลศพและเก็บอัฐิหลวงปู่ตลอด”
วันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เวลา ๐๗.๐๐ น. พระราชทานผ้าไตรและภัตตาหารสามหาบ องค์พิจารณาผ้าบังสุกุลในพิธีสามหาบ ท่านพระอาจารย์แยง สุขกาโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เราจําได้นะ พระเถระผู้ใหญ่ที่มาพิจารณาผ้าบังสุกุลในพิธีสามหาบเก็บอัฐิท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็มี พระธรรมไตรโลกาจารย์ วัดศรีเมือง จังหวัดหนองคาย เจ้าคณะภาค ๙ พระมหาสมศักดิ์ ภูริปญฺโญ วัดจันทรสามัคคี จังหวัดหนองคาย เจ้าคณะจังหวัดหนองคาย พระมหาสมาน สุเมโธ (พระธรรมดิลก) วัดป่าแสงอรุณ จังหวัดขอนแก่น”
ลูกเสือถวายอารักขาเส้นทางเสด็จพระราชดําเนิน
อาจารย์สุนันท์ ชัยเนตร โรงเรียนบึงกาฬ ท่านได้เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“วันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่จวน ผมและคณะครูจากโรงเรียนบึงกาฬ ได้นําคณะลูกเสือนักเรียนมัธยมปลาย ประมาณ ๓๐๐ คน ยืนอัดแน่นโดยสารรถสิบล้อ ๒ คันมาร่วมงาน มายืนถวายอารักขาความปลอดภัยเพิ่ม โดยตั้งแถว ๒ แถว ตามเส้นทางเสด็จจากถนนหน้าวัดเข้าสู่ปะรําพิธี บริเวณเมรุ ตั้งแต่ก่อนเสด็จบ่ายโมงถึงสามทุ่ม ลูกเสือก็ไปยืนหันหลังให้พระองค์ท่าน ยืนคอยกันประชาชนไม่ให้เข้ามาในบริเวณลาดพระบาท ทุกพระองค์ท่านก็เสด็จพระราชดําเนินตามลาดพระบาทเข้าไปในมุขพลับพลา ขณะนั้นผมเป็นอาจารย์ผู้น้อยอยู่โรงเรียนบึงกาฬ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจําอําเภอแห่งเดียวในสมัยนั้น คณะครูที่มาก็แต่งเครื่องแบบสีขาว
ตอนในหลวงเสด็จนี่คอมมิวนิสต์ยังรุนแรงอยู่ ก็เลยต้องระวัง ลูกเสือที่มายืนถวายอารักขาเป็นเด็กนักเรียนมัธยมปลาย เป็นเด็กหนุ่มโตแล้ว อายุ ๑๗ – ๑๘ ปีแล้ว เขาก็มีความภาคภูมิใจที่ได้มายืนมาแสดงความจงรักภักดี”
ปัจจัยในงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เงินบริจาคในงานศพของหลวงปู่จวน ก็เป็นของวัดหมด หลายแสนอยู่แต่ไม่ถึงล้านบาท เพราะเราบริจาคเอา เงินที่มาใช้ในงานทั้งหมดคือเอาเงินเก่ามาใช้ ก็หมดไป ๒ – ๓ แสน เพราะเอามาใช้งานทั้งถวายพระ ทั้งค่าใช้จ่ายนะ ไม่รวมเมรุ เมรุนี่เสี่ยกิมก่ายก็ไม่รู้ว่าเขาหมดเท่าไหร่ แต่เขาเป็นเจ้าภาพทุกอย่าง ทั้งหินเกล็ด ทั้งอะไรต่างๆ ที่มาปู เขาเรียกว่าเอากี่รถ บอกเอา ๕ รถ ๖ รถ ก็บอกเขา เขาก็สั่งมา เขามาเทๆ ชาวบ้านมาช่วยเกลี่ยกันเอง
ปะรําพิธีนี่ บางอันก็เช่า พวกญาติโยมสมัยนั้นก็อาศัยปะรํา ไม้ไผ่ หญ้าคา ฝาขัดแตะ ก็หมู่คณะช่วยกัน เรามีหน้าที่หาไม้ไผ่ หมดแล้วก็ไปหา หน้าที่ทําเป็นหน้าที่ของหมู่คณะมาช่วยงาน เราหาวัตถุดิบมาให้ท่านทํา ค่าใช้จ่ายประมาณ ๒ – ๓ แสนสมัยนั้น
เงินบริจาคก็ไม่ถึงล้านบาท เพราะสมัยนั้นรายจ่ายก็ไม่มาก เพราะคนไม่มากอย่างทุกวันนี้ บาตรก็มีเจ้าภาพ ผ้าไตรมีเจ้าภาพ พอเสร็จงานแล้ว เงินเหลือก็ไว้ใช้จ่ายในวัด คือสมัยนั้นไม่มาก การก่อสร้างต่างๆ ซื้อที่ดินบ้าง บูรณะวัดบ้าง ความเป็นอยู่ชาวบ้านก็แร้นแค้น ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ในงาน ในหลวงท่านก็พระราชทานผ้าไตรตอนพิธีหลวง เพราะเราถวายภัตตาหารอยู่ ในหลวงท่านจะถวายปัจจัยเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่เราก็ถวายท่านอยู่ พระพิธีที่นิมนต์มาตลอดถึงค่าสวดถวายท่าน สมัยนั้นพระสวดถวายองค์ละ ๕๐๐ เองนะ ไม่รู้มาจากไหน ๔ องค์ ถือว่ามาก เขาสวดทางพิธีหลวงนะ สวดค่อยๆ เนิบๆ ส่วนพระเถระผู้ใหญ่ที่นิมนต์มาถวายองค์ละ ๓๐๐ ถ้าพระทั่วไปถวายองค์ละ ๑๐๐ เท่านั้นเอง คือเอาไปแลกเช็คมานะ พระทั่วไปก็มาเป็นพันเลย จริงๆ ที่ถวายประมาณนี้แหละ”
เงินค่าสินไหมให้ญาติ ค่าหนังสือ และอื่นๆ
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คือเรื่องค่าใช้จ่ายเราก็มี คือหลวงปู่จวนท่านบอกว่า ตัวท่านไม่มี ยกให้เป็นของวัดหมด แต่ท่านมรณภาพแล้วก็ได้เงินค่าสินไหมสี่แสนบาท ให้ญาติหลวงปู่ไปดูเหมือนจะครึ่งหนึ่ง คือญาติพี่น้องท่านก็ไม่มีอะไร เราให้ท่านบ้าง เพราะทางนู้นมีชื่ออยู่ ท่านก็ไม่เคยไปให้เขา สุดท้ายแล้วก็เอาให้ญาติบ้าง อีกครึ่งหนึ่งมาจ่ายค่าพิมพ์หนังสือและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นด้วย เช่น ค่าจัดของ ค่าซื้อของถวายพระ เพราะค่าพิมพ์หนังสือในงานแพงมาก เขาออกช่วยกัน เขาเอาเงินค่าสินไหมตรงนี้เป็นค่าหนังสือด้วย คุณสุรีพันธุ์เขามาพูดกับทางวัดด้วยว่า ถ้าปัจจัยค่าพิมพ์หนังสือ เขาจะเอาส่วนนี้ไปใช้ด้วย”
ปลื้มใจงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์คําศรี อุปสนฺโต ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“งานเผาหลวงปู่จวน อาตมาเป็นพระหนุ่ม มีแต่ความปลื้มใจ ดีใจมากเท่านั้นแหละ เพราะว่าเกิดมาไม่เคยเห็น กําลังมาเห็นนี่ “การเผาพระ ก็ยังเห็นว่ามันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัด”งานระดับประเทศนะ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จมา พระมาเยอะ โยมมาเยอะ เมรุนี้ก็สุดยอดเลยล่ะ ที่ไม่เคยเห็นก็มาเห็น เมรุพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้นกับหลวงปู่จวนเป็นคนละแบบ หลวงปู่ฝั้นนะเป็นพูนดินขึ้นอีก เป็นภูแบบภูถํ้าขาม อาตมาก็ขึ้นไปดูเวลาเขาเผานั้น แต่ของหลวงปู่จวนนี้แนวทางวัง หลวงปู่ฝั้นก็เผาแบบวังล่ะนะ”ภาค ๑๓ อัฐิเป็นพระธาตุ
เรื่องพระธาตุ
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์เรื่องพระธาตุ เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ จิตของผู้บริสุทธิ์เท่านั้นถึงจะกลายเป็นพระธาตุได้ ดังนี้
“ถ้าลงกลายเป็นพระธาตุแล้วตีตราไว้เลย ไม่ต้องถามใครก็ทราบว่าถึงที่สุดแล้ว ถึงที่สุดของธรรม ถึงที่สุดของกิเลส นั่นล่ะต่างกัน ท่านจวน ท่านสิงห์ทอง ท่านเพียร เพียงแค่นี้ก่อนนะ จะเป็นเต็มยศนั่นแหละ และอาจารย์คําดีที่เร็วๆ นี้เป็นพระธาตุๆ ทั้งนั้น
คือคําว่าเป็นพระธาตุเพราะเหตุไร คนอื่นใดๆ ก็จะไม่เข้าใจว่าอวัยวะต่างๆ ถูกเผาลงไปแล้วกลับกลายมาเป็นพระธาตุ นั้นก็คือว่าทุ่มอยู่กับจิต คือจิตชําระจนกระทั่งบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว จิตที่บริสุทธิ์นี่ล่ะที่เป็นเจ้าของร่างกาย มันก็แผ่รัศมีออกมาเป็นความสะอาด แล้วแผ่ออกมา ยิ่งเรื่องภาวนาด้วยแล้วเป็นอันดับหนึ่งเลย นั่งภาวนาจิตเข้านี้หมด นั่นล่ะซักฟอกธาตุขันธ์ที่เป็นส่วนหยาบให้กลายเป็นส่วนละเอียดขึ้นมา เช่น เป็นพระธาตุ เป็นต้น ถ้าธรรมดาแล้ว มันเป็นไม่ได้
คือใจที่บริสุทธิ์แล้วครองร่าง ครองนานเท่าไรก็ยิ่งเป็นได้เร็ว เร็วกับช้าอยู่กับความช้านานของจิต เช่น อย่างไปรวดเร็วปุบปับสําเร็จไปแล้วนี้กลายเป็นพระธาตุช้านะ ที่เป็นมานานอย่างนี้กลายเป็นพระธาตุได้เร็ว อย่างของแม่ชีแก้วเป็นเรียบร้อยแล้วนะ อัฐิกลายเป็นพระธาตุ แม่ชีแก้วคนหนึ่ง อันนี้สวยงามอยู่ พระธาตุอันนี้ก็ดี
นั่นล่ะ ธรรมพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ที่ตรงไหน ไม่มีผิด มันผิดแต่ผู้ปฏิบัติตาม ออกนอกลู่นอกทางไป มันก็ไม่เข้าร่องรอยแห่งธรรม ถ้ามันเข้าร่องรอยแห่งธรรมเต็มที่แล้ว ถึงขั้นของจิตบริสุทธิ์แล้ว ที่ว่าอัฐิกลายเป็นพระธาตุ มาจากใจนั่นล่ะ มาจากไหน ใจบริสุทธิ์แล้วซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นธาตุขันธ์ที่สะอาดเข้าไปอีกขั้นหนึ่งนะ จิตสะอาดเรียบร้อยแล้วครองร่างอยู่ ก็ซักฟอกร่างกายที่ครองร่าง จิตที่บริสุทธิ์นั่นล่ะซักฟอกร่างกายที่เป็นส่วนหยาบให้ธาตุขันธ์บริสุทธิ์ จากนั้นกลายเป็นพระธาตุได้ มันเป็นอย่างนั้นนะจิต
คือจิตนี่สําคัญมากนะ จิตที่บริสุทธิ์ควรที่อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุได้ นอกนั้นไม่ปรากฏ ในตําราก็ไม่มี ในตําราบอกอย่างเดียวที่ว่า จิตของท่านผู้บริสุทธิ์ถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว อัฐิท่านจะกลายเป็นพระธาตุมี ในตําราบอก แต่ธรรมดาทั่วๆ ไปไม่มี นี่ของท่านสมัยปัจจุบันนี้ก็มีหลายองค์นะ ที่เราทราบได้ชัดเจนก็อย่าง หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น อย่างนี้นะ แล้วก็เรื่อยมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้มีเป็นพระธาตุๆ อย่างของท่านสิงห์ทองตกเครื่องบินลงมา กระดูกเอาไปเผาเหมือนกัน แต่กระดูกของท่านสิงห์ทองกับกระดูกท่านจวนกลายเป็นพระธาตุสององค์ ตกเครื่องบินเป็นอย่างนั้นนะ มันขึ้นอยู่กับใจ”
หลวงปู่จวนเผาไม่ถึง ๗ วัน อัฐิเป็นพระธาตุหมดเลย
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เราอยู่กับหลวงปู่จวนน่ะ หลวงปู่จวนเผาไม่ถึง ๗ วัน เป็นหมดเลย
ทั้งๆ ที่เราก็เป็นพระนะ เราก็เป็นพระ เอ๊ ! เราก็คิดว่ามันจะจริงหรือ ทั้งๆ ที่เราเป็นลูกศิษย์นะเราก็เชื่อมั่น เราเชื่อมั่นหลวงปู่จวนมากว่าต้องเป็นพระอรหันต์แน่นอน ต้องเป็นพระธาตุแน่นอน แต่มันเร็วมาก มันเร็วมากนะ พอมันเร็วมากเนี่ย เอ๊ ! เพราะเวลาเป็นพระธาตุเนี่ย พระเขาคุยกันแล้ว เนี่ยเขาตั้งบนโต๊ะไว้ที่ชั้น ๕ เนี่ย แล้วเขาก็เอาพระธาตุของอาจารย์จวนเนี่ยใส่ตลับไว้เต็มเลย แล้วก็มีไอ้นั่นน่ะ อะไรนะไอ้ที่ส่องน่ะ แว่นน่ะ
เราขึ้นเลย เพราะเพื่อนกัน ครูบาพวน (ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร) น่ะก็เป็นอุปัฏฐากหลวงปู่อาจารย์จวน เขาถือกุญแจอยู่ไง “พวน เอากุญแจมาเปิด จะดูหน่อย” พอเปิดขึ้นมาเนี่ยนะ โอ้โฮ ! เป็นแก้วหมดเลย ๗ วันน่ะ ๗ วัน เผา ๗ วันเป็น หลวงปู่แหวนน่ะขณะเผาเลย”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ก็ประมาณ ๗ วันนี่แหละ เร็ว ก็ช่วงนั้นมันก็ไม่มีใครอยู่ เราก็ต้องดูแล ต้องเก็บรักษา แล้วพระก็มีน้อยช่วงนั้น”
อนึ่ง การเก็บรักษาอัฐิธาตุหลวงปู่จวน เมื่อมีการสร้างกุฏิถวายหลวงปู่หลุยที่ภูทอก ในโอกาสที่หลวงปู่เมตตามาจําพรรษาในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เมื่อหลวงปู่กลับไปวัดของท่านแล้ว ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ได้เข้าอยู่กุฏิหลังนี้แทน ต่อมาได้อัญเชิญอัฐิธาตุหลวงปู่จวนลงมาจากบนเขาชั้น ๕ เก็บรักษาไว้ที่กุฏิหลวงปู่หลุย ก่อนที่จะบรรจุในเจดีย์พิพิธภัณฑ์ โดยท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์เป็นผู้ดูแลรักษา
พระธาตุท่านพระอาจารย์จวน
นอกจากอัฐิของท่านพระอาจารย์จวนจะแปรเป็นพระธาตุแล้ว นํ้าล้างกระดูก เถ้าอังคาร ก็แปรเป็นพระธาตุ โดยคุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องพระธาตุท่านพระอาจารย์จวนไว้ดังนี้
“พระธาตุอาจารย์จวน โอ้ ! ได้อยู่ ปรากฏมันเป็นแก้วสีชมพู ตอนพระราชทานเพลิงวันนั้นตอนคุณหญิงพยายามไม่ให้เอา ไอ้สี (พ่อสี อยู่สุข) ลงไปแอบ เราเห็นอยู่ข้างล่าง เห็น อ้าว ! เห็นใส่กระเป๋า ฮ่วย ! พอขึ้นมาแล้วจับกันเลย “ฮ่วย ! เอาออกมา ยังเอาไม่ได้” แล้วสอนว่าไอ้สี
ตอนนั้นอาจารย์แยงก็ยังเกรงใจทางนี้อยู่ พอพวกกรุงเทพฯ เขาได้นํ้าล้างกระดูกไปแล้วมันไปเป็นพระธาตุ ทีแรก ตชด. ก็คุมหมดไม่ให้เข้าใกล้ ทีนี้ไอ้ถาดเหล็กที่ข้างล่างที่เป็นฝุ่น อันนั้นมันเป็นเร็ว ที่พวกนี้ก็ล้างนํ้า ทีนี้พวกรถทัวร์ไปก็ขอกราบไหว้ ไม่ได้อะไรเลยก็เอานํ้าล้างถาดนี่แหละ พวกนั้นไปเป็นพระธาตุก่อน เพราะมันละเอียดกว่า มันเป็นเร็วกว่าใช่ไหม พอไปถึงก็เป็น ลักษณะที่เป็นมันแล้วแต่
พอทีนี้ไอ้เราก็พอรู้กรุงเทพฯ เป็น เฮ้ย ! เราก็มานี่เลย ได้ข่าวกลับมาอีก กลับมาถึงขึ้นไปหาอาจารย์แยงนี่แหละที่ชั้น ๕ พออาจารย์แยงมา อาจารย์แยงท่านก็พระลูกวัด ท่านก็เกรงใจกันอยู่เนาะผมบอก “ฮ่วย ! มาเอาเรื่องนั้นแล้วน้อ” ก็เลยเอากระสอบทั้งหมดมันมี ๗ – ๘ กระสอบที่บรรจุทั้งอังสะอะไร บังเอิญโชคไม่ดีไปเจอกระสอบที่เป็นเถ้าอังคาร ไอ้ที่เป็นกระดูกแท้ๆ นั้น มันอยู่อีกกระสอบหนึ่งจํากันไม่ได้ ผมก็เอาผ้าขาวมาเท สองคนกับท่าน ท่านบอก “อู๊ย ! ทําไมหมอทํากับเราขนาดนี้” “โอ้ย !เอาเลย ผมอยากได้” ก็ได้เก็บมาได้นิดๆ หน่อยๆ แค่นั้นไม่ได้เยอะ เสร็จแล้วเดี๋ยวนี้นั้นก็บรรจุอยู่บนยอดเจดีย์
ทีแรกก็ได้เป็นเถ้าอังคาร มันจะรวมเป็นเม็ดถั่วเขียวก่อน พอเม็ดถั่วเขียวแล้วก็จะกลายเป็นผลึกสีชมพูเป็นพระธาตุ บูชาอยู่ที่บ้านผมนี่ โอ้ ! นานกว่าจะแปร อยู่กับเรานานอยู่ มันก็อยู่ที่เรานะ มันเป็นแท่งๆ อยู่ แต่ของเฒ่าสีนี่ ผมมาเห็นแล้ว โอ้ย ! แกได้ไปไม่รู้หายหรือไปแจกลูกหมดแล้วมั้ง อันนั้นเป็นท่อนเหมือนหินอ่อนน่ะ วันที่หนาวจัดๆ วันที่งานอาจารย์จวน ไอ้เราหนาวไปนอนบ้านเฒ่าสีแล้วขอดู อู้ ! เหมือนไอ้หินอ่อนปลอมของไอ้วิทยาศาสตร์นั่นน่ะ แปรหลายสี ส่วนเกศาที่ผมได้ไปไม่ค่อยแปร แต่ว่าที่สวยที่สุดระยะนี้ที่เห็นก็มีของอาจารย์จวนเป็นสีชมพู พระธาตุของท่านที่บ้านผมไม่เสด็จมาเพิ่ม ไม่หนีก็บุญแล้ว”
พระธาตุจากเส้นเกศาท่านพระอาจารย์จวน
เส้นเกศาของบรรดาพ่อแม่ครูอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่นหลายๆ องค์ เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ มีผู้นําไปกราบไหว้บูชาแล้วแปรสภาพเป็นพระธาตุ เส้นเกศาของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็เช่นเดียวกัน ได้แปรเป็นพระธาตุตั้งแต่ท่านพระอาจารย์จวนยังมีชีวิตอยู่
พระธาตุจากเส้นเกศาของท่านพระอาจารย์จวน รายแรกเป็นของคุณแม่ชีโสดา โสสุด ปัจจุบันท่านมรณภาพไปแล้ว คุณแม่ชีโสดาเล่าว่า “ได้เกศาของท่านพระอาจารย์จวนมากราบไหว้บูชาที่กุฏิ โดยเก็บเส้นเกศาของท่านไว้ในขวด ต่อมาเส้นเกศาขมวดรวมเป็นก้อนกลมๆ และกลายเป็นพระธาตุองค์เล็กๆ ลักษณะเป็นพระธาตุสีนวล” คุณแม่ชีโสดาได้กราบเรียนท่านอาจารย์จวนตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้เมตตาไปดูที่กุฏิ และท่านสั่งให้เก็บรักษาไว้ให้ดีเป็นมงคล
พ่อสี อยู่สุข ผู้อุปัฏฐากท่านพระอาจารย์จวนอย่างใกล้ชิด เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้รับเกศาของท่านพระอาจารย์จวน ไปกราบไหว้บูชาที่บ้านและต่อมาได้แปรเป็นพระธาตุ โดยคุณประเสริฐ (กี้) อยู่สุขลูกชายของพ่อสี ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ทีแรกคุณพ่อได้เส้นเกศาของหลวงปู่จวนมาจํานวนหนึ่ง ก็บรรจุใส่ขวดเล็กๆ และได้อัญเชิญไปกราบไหว้บูชาบนหิ้งพระที่บ้าน ผมก็นานๆ มาดูครั้งหนึ่ง เส้นเกศาก็จับกันเป็นก้อนเป็นลูกกลมๆ มันก็เปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนจากเส้นมาเป็นใสๆ จากแต่ก่อนก็เป็นกลมๆ ก็มี เส้นผมเหมือนกัน และก็กลายเป็นก้อนกลมๆ เป็นเม็ดเล็กกว่าเม็ดมะขามเล็กน้อย ผ่านไปอีกระยะหนึ่ง ไม่ทราบว่านานแค่ไหน ผมก็นํามาชมอีก ปรากฏว่ากลายเป็นพระธาตุเม็ดเล็กๆ แต่ว่าไม่เหมือนอัฐิ มีลักษณะสีนวลๆ ขาวๆ ใสๆ”
จีวรครองตอนถวายเพลิงศพไม่ไหม้
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“จีวรผ้าไหมพื้นบ้านที่พระอาจารย์สรวงตัดเย็บถวายหลวงปู่จวนเก็บเอาไว้ที่เจดีย์พิพิธภัณฑ์ ตอนพระราชเพลิงศพได้เปลี่ยนจีวรครองเป็นผ้าไหมอีกผืนหนึ่ง ระหว่างถวายเพลิงศพ จีวรส่วนใหญ่เผาไม่ไหม้และได้เก็บเอาไว้ที่เจดีย์นั่นแหละ ท่านมีจีวรอยู่ ๒ ผืน เป็นผ้าไหมมาจากอินเดียผืนหนึ่ง ท่านไม่ค่อยจะได้ครองหรอก”
ภาค ๑๔ เจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ
ถูปารหบุคคล ๔
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ควรแก่การบรรจุอัฐิธาตุในสถูปเจดีย์ ตามหลักการก่อสร้างเจดีย์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ เรื่อง ถูปารหบุคคล ดังนี้
“อานนท์ บุคคลผู้ควรแก่การประดิษฐานในสถูป เรียกว่า ถูปารหบุคคล มี ๔ ประเภท คือ
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑
พระสาวกอรหันต์ ๑
พระเจ้าจักรพรรดิ ๑
บุคคลพิเศษทั้ง ๔ นี้ ควรที่บรรจุอัฐิธาตุไว้ในสถูป เพื่อเป็นที่สักการบูชากราบไหว้ ด้วยความเลื่อมใส ด้วยสามารถเป็นพลวปัจจัย นําให้ผู้กราบไหว้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ตามกําลังศรัทธาเลื่อมใส”
ความเป็นมาเจดีย์พิพิธภัณฑ์
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
อนุสนธิวันพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ซึ่งเคยเป็นประธานสงฆ์อยู่ที่วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) กิ่งอําเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันอําเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ)เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดําเนินไปเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ระหว่างพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณให้ญาติสนิทและศิษย์เข้าเฝ้าเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปรารภว่า
“อัฐิของท่านพระอาจารย์จวนนั้น ไม่ควรจะแบ่งแยกกันออกไป ควรจะเก็บรวมกันไว้ ณ ที่วัดที่เดียวกัน เพื่อให้บรรดาศิษย์และประชาชนได้มาเคารพสักการะได้ทั่วกัน” และทรงมีพระราชดํารัสถามว่า “ท่านพระอาจารย์ได้เคยสั่งเกี่ยวกับอัฐิของท่านไว้ประการใดบ้าง”
ทั้งศิษย์และญาติสนิทของท่านต่างกราบบังคมทูลตรงกันว่า “ท่านเคยสั่งว่า เขาภูทอกนี้เป็นเสมือนเจดีย์ใหญ่อยู่แล้ว อาตมาตายไม่ต้องทําอะไร ให้เจาะเขาข้างบนนํากระดูกไปฝังไว้ก็พอแล้ว หรือถ้าเกรงจะเป็นภาระ จะโยนทิ้งเหวไปก็ได้”
เมื่อทรงฟังคํากราบบังคมทูลประโยคสุดท้าย ก็ทรงพระสรวล และทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดําริว่า
“ถ้าเช่นนั้นก็ควรจะสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิของท่านไว้บนยอดเขา… และจะมาช่วยสร้างด้วย”
พระราชดํารัสนี้เป็นที่น่าอนุโมทนา เป็นที่ปลื้มปิติ และเป็นพระมหากรุณาธิคุณ แก่บรรดาคณะสงฆ์วัดเจติยาคิรีวิหาร เครือญาติและศิษยานุศิษย์อย่างหาที่สุดมิได้ จึงได้คิดเตรียมการสร้างเจดีย์ตามพระราชดําริ โดยกราบเรียนเชิญ พระคุณเจ้าหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายสงฆ์ และมี ท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ สุมงฺคโล เป็นที่ปรึกษา ส่วนฝ่ายฆราวาสมอบให้ นายเกษม จาติกวณิช เป็นประธานคณะกรรมการการดําเนินงานก่อสร้าง
คณะกรรมการได้ประชุมกันหลายครั้ง เห็นพ้องกันว่า ควรสร้างเป็นเจดีย์พิพิธภัณฑ์ โดยนอกจากจะบรรจุอัฐิธาตุของท่าน ซึ่งส่วนหนึ่งกําลังแปรสภาพเป็นพระธาตุจํานวนมากแล้ว ควรจะให้เป็นพิพิธภัณฑ์อัฐบริขารของท่านด้วย สําหรับสถานที่สร้างเจดีย์ ซึ่งกําหนดจะสร้างบนยอดเขาตามพระราชดํารินั้น เมื่อให้ฝ่ายวิศวกรฐานรากสํารวจโดยละเอียด ปรากฏว่าสภาพบนยอดเขามีลักษณะเป็นโพรงมาก และหินก็เป็นหินทรายไม่แข็งแรงเพียงพอ ควรจะกําหนดสถานที่สร้างเจดีย์ใหม่
การทั้งนี้ท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ กรุณาให้ความเห็นว่า เมื่อจําเป็นจะต้องเปลี่ยนสถานที่สร้างเจดีย์ ก็ควรเลือกที่ลานหน้าวัด โดยให้มีจุดศูนย์กลาง ณ จุดซึ่งเป็นที่พระราชทานเพลิงศพของท่าน เพราะจุดซึ่งถวายเพลิงพระผู้ทรงศีลวิสุทธินั้น ควรจะต้องสร้างถาวรวัตถุครอบไว้อยู่แล้ว เป็นการป้องกันมิให้มีการเหยียบทับอัฐิธาตุที่อาจจะหลงเหลืออยู่ จะเป็นบาปแก่ผู้ไม่รู้
อีกประการหนึ่ง ครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ขณะนี้ล้วนมีอายุ หากจะมาอนุโมทนาและชมเจดีย์ถ้าสร้างที่ข้างล่างก็จะไม่เป็นการลําบากยากแก่สังขารของท่านผู้มีอายุ สําหรับการกําหนดสถานที่สร้างเจดีย์ใหม่นี้ก็ดี รวมทั้งรูปแบบเจดีย์ ตลอดถึงการก่อสร้างก็ดี ควรปรึกษาดําเนินการกันไปเองก่อน เพื่อมิให้เป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ที่ทรงมีพระราชภาระในงานแผ่นดินอย่างอเนกอนันต์ ต่อเมื่อการก่อสร้างเจดีย์ใกล้จะสําเร็จลุล่วงแล้ว จึงค่อยกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบ และขอพระราชทานอัญเชิญเสด็จพระราชดําเนินทรงประกอบพิธีเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์ในภายหลัง
คณะศิษยานุศิษย์เห็นด้วยกับคําแนะนําของท่าน และได้มอบให้ นางไขศรี ตันศิริ และนายสันติ ชยสมบัติ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบเจดีย์พิพิธภัณฑ์ โดยองค์ประธานและท่านพระอาจารย์ที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ ได้เมตตาให้ข้อคิด แก้ไข ติชมโดยละเอียด
หลังจากได้ดําเนินการจัดหาทุนมาระยะหนึ่ง ก็สามารถเริ่มการก่อสร้างได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ โดยได้ซื้อที่ดินสําหรับบริเวณฐานและลานเจดีย์ และต่อมาได้จัดซื้อเพิ่มเติมอีกเพื่อจัดทําเป็นถนนทางเข้าและสวนป่าด้านหน้า ครั้นถมดินเป็นเนินเจดีย์ ปรับพื้นที่บริเวณเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มลงมือก่อสร้าง ซึ่งก้าวหน้ามาโดยลําดับ จนปัจจุบันนี้นับได้ว่า การก่อสร้างทั้งหมดได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว สิ้นค่าใช้จ่ายในการสร้างเจดีย์ รวมทั้งค่าที่ดิน ค่าทดแทนต้นไม้และสิ่งปลูกสร้าง การจัดทําสวนเจติยาคิรีวัน เพื่อให้อาณาบริเวณโดยรอบและแวดล้อมเจดีย์มีทัศนียภาพอันสง่างาม สงัดและสงบร่มเย็นเป็นเงินรวมทั้งสิ้น ๑๙ ล้านบาท
การสร้างเจดีย์ถือกันว่าเป็นยอดแห่งบุญ เป็นการสร้างอนุสรณียวัตถุฝากไว้ในพระพุทธศาสนาให้มหาชนได้กราบไหว้บูชาสืบต่อพระศาสนา โดยเฉพาะเจดีย์ได้ออกแบบใช้วัสดุ และวิธีการวิศวกรรมการสร้างอย่างมั่นคงถาวร ใช้ระบบเข็มเจาะเพื่อความมั่นคงของฐานราก องค์เจดีย์และลานเจดีย์เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กโดยตลอด คงจะยืนยงประกาศพระเกียรติคุณแห่งศาสนาขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไปชั่วกาลนาน ผู้มีส่วนร่วมในการบุญนี้ ย่อมได้ผลานิสงส์อย่างมหาศาลติดตัวไปทุกภพทุกชาติ ยอดเจดีย์อันสูงแหลม แลลิ่วขึ้นไปในฟากฟ้า ย่อมจะนิมิตหมายให้ผู้ร่วมการบุญ ได้บรรลุฐานะอันสูงส่งประดุจยอดแห่งเจดีย์ ตามควรแก่กรรม คุณความดีที่ได้บําเพ็ญไว้
ยิ่งกว่านั้น ในเมื่อการสร้างเจดีย์น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายองค์พระประมุขแห่งชาติ ผู้ทรงพระมหากรุณาพระราชทานพระราชดําริ เป็นปฐมเหตุให้ทุกคนได้มีส่วนบําเพ็ญบุญอันยิ่งใหญ่นี้ เป็นการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสปีมหารัชมังคลาภิเษก ที่ทรงเจริญพระชนมายุ สถิตสถาพรในเศวตฉัตร ยาวยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตราธิราชเจ้าพระองค์ใดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ผลบุญอันบังเกิดขึ้นย่อมมากมูล เพิ่มพูน เป็นทบทวีหาประมาณมิได้
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เรื่องสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่จวน คุณหญิงฯ ดําริจะไปสร้างเจดีย์บนหลังเขาชั้น ๗ โน่น ทีนี้หลวงปู่หลุยท่านเมตตาแนะนําว่า “มันสูงเกินไป คนทุกวันนี้มันนุ่งผ้าถุงนุ่งอะไร มันนุ่งสั้นขึ้นไป มันไม่สมควร” คุณหญิงฯ ท่านถึงได้ยอมมาสร้างข้างล่าง ข้างบนมันสร้างไม่ได้ ข้างบนมันแคบนิดเดียว หลังเขามันจะกว้างอะไร หินภูทอกมันเป็นหินทรายด้วย แต่ละปีมันขาดลงพังลง โอ้โห ! มันน่ากลัวจริงๆ มันจะอยู่ถึงได้กี่ปี ภูทอกข้างล่าง ฐานมันกว้างอยู่ แต่ข้างบนมันแคบๆ ขึ้นไป มันสึกกร่อนไป มันไม่เหมือนภูทอกใหญ่ ถ้าภูทอกใหญ่ข้างบนมันกว้าง อันนั้นเหมาะที่สุด ถ้าไปสร้างที่ภูทอกใหญ่สวยมากๆ เลย ถ้าจะทํา ทําได้นะ
ตอนเริ่มสร้างเจดีย์ ดินที่มาถมก็เอาอยู่ที่วัดนั่นแหละ ท่านขุดตรงหน้าเจดีย์ ขุดตรงนั้นแล้วก็ถมตรงนั้น สระนํ้า โหย ! ลึกมาก ถมขึ้นตั้งดูเหมือนตั้ง ๗ เมตรนู่น ความสูง ได้ทั้งสระนํ้าและดินมาถมสร้างเจดีย์”
รูปลักษณะและการตกแต่ง
องค์เจดีย์ สูง ๓๐ เมตร ตั้งบนเนินดินถมสูง ๗ เมตร รวมมีความสูงจากระดับพื้นดินเดิมถึงยอด๓๗ เมตร มีความหมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ หรือ ธรรมเพื่อการตรัสรู้ ๓๗ ประการ
สัณฐาน เป็นรูป ๘ เหลี่ยม ทรงกรวย
ส่วนล่าง เป็นฐาน หมายถึง ทาน ศีล ภาวนา กว้าง ๑๐.๕ เมตร
ส่วนกลาง มี ๘ ชั้น แสดงสัญลักษณ์ของ มรรค ๘
ส่วนยอด หมายถึง นิพพาน
การตกแต่งฐาน ส่วนล่าง ประดับด้วยหินแกรนิตสีดํา มีภาพปั้นลายประติมากรรมดินเผาด่านเกวียน (ลายปั้นเป็นประวัติย่อของท่าน)
ส่วนกลาง ประดับด้วยโมเสกแก้วสีชมพูอมแดง สีเดียวกับสีหินของภูทอก
ส่วนยอด ประดับด้วยโมเสกแก้วเช่นเดียวกันแต่เป็นสีชมพูสว่างเรืองแห่งการหลุดพ้นไปสู่นิพพาน
การตกแต่งผนังตกแต่งด้วยหินอ่อนแก้ว (Onyx) เป็นลายยาวดุจม่านแก้ว พื้นเจดีย์ปูด้วยหิน แกรนิตแก้วสีดําเหลือบมุก ผนังด้านหลังตอนกลาง เป็นแท่นหินอ่อนแก้ว ที่ประดิษฐานรูปปั้นเหมือนของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ในท่ายืน สูง ๒.๘ เมตร มีภาพประติมากรรมดินเผาด่านเกวียนเป็นฉากเบื้องหลัง โดยรอบเป็นตู้แสดงอัฐบริขาร
มณฑปพระธาตุ ตั้งอยู่ภายในองค์เจดีย์ ณ ตรงจุดศูนย์กลางแห่งเจดีย์ ซึ่งตรงกับจุดที่ตั้งจิตกาธาน บนเมรุที่ถวายเพลิงเผาสรีระร่างของท่าน เป็นมณฑปรูป ๘ เหลี่ยมทําด้วยหินแกรนิตสีเทาไม่ขัดมัน ส่วนยอดปิดทอง
ประตูเจดีย์ บานประตูเป็นไม้ประดู่แผ่นเดียว แกะสลักด้วยลายที่เรียบง่าย ปิดทองและกระจกเพื่อรักษาเนื้อไม้ กลางประตูด้านในเป็นรูปนกยูง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงคาถายูงทองของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ที่ศิษย์ของท่านทุกองค์ระลึกถึงด้วยความเคารพและสวดสาธยายเป็นประจํา “นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา”
เหนือซุ้มประตู รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรย่อพระปรมาภิไธย “ภ.ป.ร.” ประดิษฐานเหนือซุ้มประตูทั้ง ๓ ด้าน
ลานเจดีย์ ลานรอบองค์เจดีย์ เป็นรูป ๘ เหลี่ยมเช่นกัน กว้าง ๓๔ เมตร ปูกระเบื้องแผ่นเรียบสีเทาอมเขียว ผนังของส่วนยกพื้นรอบลานใช้กรวดล้าง พื้นม้านั่งโดยรอบใช้หินอ่อนแก้ว
มณฑปพระธาตุ
มณฑปพระธาตุท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ตั้งอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของเจดีย์ ซึ่งศูนย์กลางของเจดีย์ ซึ่งตรงกับจุดที่เคยตั้งจิตกาธานบนเมรุที่พระราชทานเพลิงศพของท่าน เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔
ท่านผู้รู้กล่าวกันว่า จุดซึ่งถวายเพลิงพระผู้ทรงศีลวิสุทธิหมดสิ้นอาสวกิเลสแล้วนั้น ควรจักต้องสร้างถาวรวัตถุครอบไว้ให้เป็นที่สักการบูชา เป็นการป้องกันมิให้มีการล่วงเกินเหยียบทับอัฐิธาตุ ซึ่งอาจจะยังหลงเหลืออยู่ในพื้นดิน อันจะเป็นการบาปแก่ผู้ไม่รู้ ในการสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์นี้ จึงได้พยายามระมัดระวังดูแลบริเวณตรงกับจุดถวายเพลิงสรีระร่างของท่าน นี้มาแต่แรกเริ่ม โดยระหว่างการก่อสร้างก็บอกเล่าให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องทราบเรื่อง ตั้งจิตขอขมาหากจําเป็นจะต้องล่วงเกินเข้าไปในบริเวณนี้ ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะการก่อสร้าง และครั้นการก่อสร้างได้เสร็จสมบูรณ์แล้วก็จัดให้เป็นที่ประดิษฐานมณฑปแสดงพระธาตุของท่าน เพื่อให้สาธุชนผู้กราบไหว้บูชาเจดีย์ไม่ล่วงลํ้าเข้าไปในบริเวณ ได้เคารพทั้งสถานที่จุดถวายเพลิง และบูชาพระธาตุของท่านในเวลาเดียวกัน
พระธาตุของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่จัดนํามาให้สักการะ เพื่อเจริญพุทธานุสติธัมมานุสติ และสังฆานุสตินี้ ได้จัดตั้งบนแท่นแก้วลักษณะ ๘ เหลี่ยม เช่นลักษณะขององค์มณฑปและลักษณะของเจดีย์ มีดอกบัวแก้วเจียระไนวางคู่ต่างดอกไม้บูชาพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยเศียรเกล้า
พระธาตุนั้นได้แยกตามลักษณะสัณฐานและสีเป็น ๖ กลุ่ม
กลุ่ม ๑ พระธาตุ – ลักษณะเป็นแก้วใสประดุจเพชรรวมทั้งองค์ที่เป็นผลึกแก้ว แต่ยังไม่ใสดุจเพชรเต็มที่
กลุ่ม ๒ พระธาตุ – ลักษณะดังเมล็ดข้าวโพด มีสีขาว และสีหม้อใหม่ ลักษณะเป็นเงามัน สมบูรณ์แล้ว และบางองค์ที่ยังเป็นสีขาว เทา ผิวยังขรุขระบ้าง แต่รูปลักษณะเห็นชัดว่า เป็นรูปเมล็ดข้าวโพด คงจะเป็นเงา มัน สมบูรณ์ในเวลาไม่นานนัก
กลุ่ม ๓ พระธาตุ – ลักษณะสีดําเป็นมันเลื่อมและมีสีเทาแก่ซึ่งคงจะแปรสภาพเป็นสีดําต่อไป
กลุ่ม ๔ พระธาตุ – จากเส้นเกศาและเส้นเกศาซึ่งกําลังรวมตัวจะเป็นพระธาตุ
กลุ่ม ๕ พระธาตุ – ลักษณะคงสภาพตามรูปของอัฐิและอัฐิที่กําลังแปรสภาพจะเป็นพระธาตุ
กลุ่ม ๖ พระธาตุ – ลักษณะและสีนานาชนิด มีทั้งลักษณะกลม รี ยาว ดั่งเมล็ดข้าวโพด เป็นเงามันเลื่อมดั่งมุกดา ใสดุจแก้ว ขุ่นทึบ สีขาว เขียวไข่นกการเวก ดํา เทา เหลืองอําพัน และชมพู เป็นอาทิ
นอกจากบนส่วนยอดของเจดีย์ ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิธาตุและอังคารของท่านแล้วมณฑปนี้ อาจจะถือได้ว่าเป็นส่วนที่สําคัญที่สุดส่วนหนึ่งของเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ
ห้องพิพิธภัณฑ์
เจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ นี้ นอกจากการจัดสร้างขึ้นเป็นอนุสรณียสถาน และเป็นที่บรรจุอัฐิพระธาตุของท่านแล้ว ได้จัดส่วนหนึ่งภายในองค์เจดีย์เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติบุคคล (Memorial Museum) ด้วย โดยจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและอัฐบริขารข้าวของเครื่องใช้ของท่าน แบ่งเรื่องราวและการจัดแสดงออกเป็น ๒ ส่วน ตามลักษณะของห้องจัดแสดงภายในองค์เจดีย์
ห้องพิพิธภัณฑ์ที่ ๑ ประวัติและเกียรติคุณอันเป็นที่สรรเสริญ
หัวเรื่องใช้ชื่อว่า พระจวน กุลเชฏฺโฐ อันเป็นลายมือของท่านเอง นํามาขยายและพ่นด้วยสีทอง ภายในห้องแสดงเรื่องราวประวัติชีวิตและเหตุการณ์สําคัญต่างๆ ในชีวิต เป็นภาพวาด ภาพถ่ายตามวาระและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบคําอธิบาย รวมหนังสือธรรมะ และหนังสืออนุสรณ์ชีวประวัติปฏิปทาและธรรมเทศนา
จุดเด่นในห้องนี้ คือ ภาพวาดสีนํ้ามันขนาดใหญ่ เป็นภาพวาดท่านพระอาจารย์จวนขณะนั่งสําราญอิริยาบถ “ปล่อยวาง” บนเพิงผาภูทอก เป็นภาพเขียนจําลองจากภาพถ่าย หากเน้นโทนสีนํ้าตาล – เหลือง และแสงเงา ระหว่างความมืดและความสว่างที่ส่องมากระทบให้แลดูเอิบอิ่มลึกลํ้า เหมือนท่านจะหลุดลอยออกไปสู่แดนอวกาศแห่งนิพพาน กรอบรูปวาดเป็นกรอบทองอย่างดี แต่เป็นแบบเรียบง่ายอันเป็นลักษณะของกัมมัฏฐาน หากทรงคุณค่าอันสูงยิ่ง
ข้างใต้ภาพ เชิญวาทะของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ที่กล่าวถึงท่านพระอาจารย์จวนมาลงไว้ ระหว่างนั้นท่านไปอยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ณ วัดป่าบ้านหนองผือ อําเภอพรรณานิคม ได้เร่งทําความเพียรอย่างไม่ลดละ เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น กระทั่งวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวชมว่า ท่านได้กําหนดจิตดูท่านจวนแล้ว ได้ความเป็นธรรมว่า “กาเยนะ วาจายะ วะเจตะ วิสุทธิยา ท่านจวนเป็นผู้มีกายและจิตสมควรแก่ข้อปฏิบัติธรรม”
ภาพพระราชกรณียกิจเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จพระราชดําเนินและเสด็จพระดําเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร และนมัสการท่านพระอาจารย์จวน ณ ภูทอก ในวาระแรกๆ ภาพพระราชกรณียกิจเหล่านี้ เป็นภาพที่ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน หรืออัดขยายเพื่อให้ได้ขนาดสําหรับจะจัดตั้งแสดง จากภาพที่ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน
ภาพถ่าย ท่านพระอาจารย์จวน กับ หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งแสดงถึงความเคารพรัก ผูกพันที่ท่านมีต่อหลวงปู่ ก่อนที่ท่านพระอาจารย์มั่นจะมรณภาพ ท่านได้ฝากฝังท่านพระอาจารย์จวนไว้กับหลวงปู่ขาว ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นอาวุโสของท่านพระอาจารย์มั่น “ให้ช่วยกํากับดูแลรักษา” ท่านพระอาจารย์จวนจึงกล่าวเสมอว่า นอกจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว หลวงปู่ขาวเป็นประดุจพ่อแม่ของท่าน เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านเคารพรักเทิดทูนอย่างสูงสุด
ในห้องพิพิธภัณฑ์นี้ได้จัดแสดงรวมถึงลายมือของท่าน หนังสือต่างๆ ที่รวบรวมจัดพิมพ์ขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์ท่าน
ด้านหน้าสุดเป็น “อนุสรณ์” ลายพระหัตถ์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แห่งวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และ “คุณานุสสติ”พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แห่งวัดบวรนิเวศวิหารที่ประทานไว้แต่เมื่อยังทรงดํารงสมณศักดิ์เป็นที่สมเด็จพระญาณสังวร ซึ่งทั้ง “อนุสรณ์” และ “คุณานุสสติ” นี้ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทั้งสองพระองค์ ได้ทรงประทานเป็นสัมโมทนียกถา ให้เป็นเกียรติ เป็นสิริ แก่หนังสือชีวประวัติท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ซึ่งจัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในวโรกาสเสด็จพระราชดําเนินพระราชทานเพลิงศพท่าน เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔
อัฐบริขารที่แสดงภายในห้องนี้ เป็นอัฐบริขารที่อนุญาตไว้ในพระธรรมวินัย และเครื่องใช้อื่นๆ ที่เป็นบริขารอาศัยของท่านพระอาจารย์จวน ลักษณะรูปแบบที่นําออกจัดแสดง ได้แยกออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ กล่าวคือ
กลุ่มแรก แสดงอัฐบริขารและเครื่องใช้ที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เช่น สบง จีวร สังฆาฏิ อังสะ บาตร ถลกบาตร ที่รองบาตร ย่าม รองเท้า เป็นอาทิ สิ่งเหล่านี้ เมื่อท่านมรณภาพแล้ว ได้ติดตามพบกระจัดกระจายอยู่ที่บริเวณทุ่งนา ตําบลคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อันเป็นจุดบริเวณที่เครื่องบินตก โดยที่เวลาเกิดเหตุมีฝนตกหนัก สิ่งของต่างๆ นอกจากฉีกขาด ยังเปื้อนโคลนตมด้วย ต้องนํามาทําความสะอาด บางชิ้นพอทําความสะอาดได้บ้าง แต่บางชิ้นก็เสียหาย เช่น รองเท้าเหลือเพียงข้างเดียว บาตรบุบยุบเข้าไปทั้งตัวบาตรและฝาบาตร ได้เก็บรักษาและนํามาแสดงไว้เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่ง
กลุ่มที่สอง แสดงอัฐบริขาร และบริขารอาศัยในชีวิตประจําวันของท่าน
อัฐบริขารที่นํามาแสดงในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นรายการที่ซํ้ากับกลุ่มแรก ที่แสดงบริขารติดองค์อยู่เมื่อเครื่องบินตกแล้ว ควรเรียกว่าเป็นอัฐบริขารที่ท่านเคยใช้มากกว่า เพราะได้สละไปแล้ว ให้แก่พระภิกษุรูปอื่นๆ ปกติท่านเป็นพระป่าที่สมถะและเคร่งในวัตร ถือครองผ้า ๓ ผืน ท่านจะไม่มีสบง จีวร หรือสังฆาฏิเกินกว่าอย่างละ ๑ ผืน แต่เนื่องจากการจัดห้องพิพิธภัณฑ์นี้ตั้งใจจะจัดแยกเป็น
กลุ่มหนึ่ง แสดงภาพประวัติศาสตร์ถึงสภาพสิ่งของเครื่องใช้เมื่อเครื่องบินตก
และอีกกลุ่มหนึ่ง แสดงภาพสิ่งของเครื่องใช้อันเป็นชีวิตปกติของพระธุดงคกัมมัฏฐาน
คณะผู้ดําเนินงานจัดทําพิพิธภัณฑ์ จึงต้องขอคืนอัฐบริขารบางชิ้นจากผู้ที่ได้รับบริจาคจากท่านไปแล้ว ทําให้สามารถนํามาจัดแสดงได้ เพราะท่านเหล่านั้นแม้จะรักและหวงแหนสิ่งเหล่านั้นเพียงไร แต่เพื่อให้ตนได้สามารถมีส่วนแห่งบุญด้วย ต่างขอนํามาถวายคืนให้แสดงในพิพิธภัณฑ์กันแทบทั้งนั้น
ห้องพิพิธภัณฑ์ที่ ๒ ชีวิตประจําวันและเครื่องใช้ในชีวิตประจําวัน
ภาพที่ตั้งแสดงแยกเป็น ๒ กลุ่ม
กลุ่มแรก เป็นภาพแสดงชีวิตอันปกติวิสัยของพระธุดงคกัมมัฏฐาน เช่น ท่านกําลังธุดงค์ หรือเทศน์โปรดศิษย์ ระหว่างธุดงค์อยู่กลางป่า ภาพถ่ายของท่านกับยอดภูหินผาแห่งภูทอก เป็นอาทิ
อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ไปในพิธีพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวน หรือภาพพระราชกรณียกิจสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ระหว่างเสด็จพระราชดําเนินไปพระราชทานรูปปั้นเหมือนของท่านพระอาจารย์จวนให้แก่วัดเจติยาคิรีวิหาร และทอดพระเนตรอัฐิพระธาตุของท่าน อย่างเปี่ยมด้วยพระราชสัทธาปสาทาธิการในท่านพระอาจารย์ และ ฯลฯ
เช่นเดียวกันกับในห้องพิพิธภัณฑ์ที่ ๑ ภาพพระราชกรณียกิจ เป็นภาพที่ทรงมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน
ในห้องนี้ ได้มีการจัดตั้งอาสนะ หมอนขวาน ปูผ้านิสีทนะ* จําลองภาพในลักษณะที่ท่านพระอาจารย์จวนเคยนั่งอยู่เป็นประจํา ณ ศาลาวิหารบนเขาชั้นที่ ๕ ข้างๆ มีแส้ปัดยุง เชี่ยนหมาก ที่ใส่ชานหมาก กระโถน แว่นตา กานํ้า กระบอกนํ้า ไม้สีฟันของพระกรรมฐาน ร่ม กระติกนํ้า ฯลฯ
เครื่องใช้ต่างๆ เหล่านี้ ก็ด้วยเหตุผลเดียวกันกับในห้องพิพิธภัณฑ์แรก หากมีเกินกว่าหนึ่ง เพราะท่านเจ้าของผู้ได้รับบริจาคจากท่านไปแล้ว ขอถวายคืนให้มาแสดงในพิพิธภัณฑ์
ภาค ๑๕ ความมหัศจรรย์แห่งภูทอก
ประวัติความเป็นมาของภูทอก
ภูทอก ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว เป็นที่ตั้งวัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) อยู่ในอาณาเขตบ้านนาคําแคน ตําบลนาแสง อําเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ภูทอกมี ๒ ลูก คือ ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย ส่วนที่นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถชมได้คือ ภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่อยู่ห่างออกไป เป็นสถานที่สัปปายะมาก ทางวัดสงวนไว้เป็นที่ปฏิบัติภาวนา
ในอดีตอาณาบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย ต่อมาท่านพระอาจารย์จวนกุลเชฏฺโฐ ได้เริ่มเข้ามาบุกเบิกพัฒนาเป็นแหล่งบําเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรมเนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบ เหมาะแก่การบําเพ็ญสมณธรรมของภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชนทั่วไป
บันไดขึ้นภูทอก
การขึ้นภูทอกนั้น ท่านพระอาจารย์จวนเริ่มก่อสร้างบันไดไม้สําหรับไต่ขึ้นไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ซึ่งมีทั้งหมด ๗ ชั้น มีความยากลําบากมาก ใช้เวลานานถึง ๕ ปีเต็ม เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ – ๒๕๑๘โดยเว้นปี ๒๕๑๔ – ๒๕๑๕ โดยบันไดทั้ง ๗ ชั้น มีลักษณะแตกต่างกันดังนี้
ชั้นที่ ๑ เมื่อนักแสวงบุญเดินผ่านประตูทางเข้าไป แม้จะไม่มีป้ายบอก แต่ก็ถือว่าเข้ามาอยู่ในอาณาบริเวณชั้นที่ ๑ แล้ว ชั้นที่ ๑ นี้นักแสวงบุญจะได้สัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้าหลากชนิดนานาพันธุ์
ชั้นที่ ๒ เป็นบันไดไม้ยาวทอดรับจากชั้นที่ ๑ เมื่อเดินตามสะพานไม้ไปเรื่อยๆ จะเห็นสถานีวิทยุชุมชนของวัดอยู่ด้านขวามือ ชั้นที่ ๑ และ ๒ มีทัศนียภาพที่ไม่ต่างกันมากนัก เป็นบันไดสู่ชั้นที่ ๓
ชั้นที่ ๓ เป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหินลานหิน สุดทางชั้นที่ ๓มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายมือเป็นทางลัดผ่านชั้น ๔ ไปสู่ชั้นที่ ๕ ได้เลย ซึ่งเป็นทางค่อนข้างชันผ่านซอกหินที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์ ส่วนทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ ๔ แล้ววกขึ้นชั้นที่ ๕ เป็นทางอ้อม (ขอแนะนําว่าควรขึ้นทางนี้ แล้วลงทางนั้น (ทางลัด))
ชั้นที่ ๔ เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า “ดงชมภู” ทิศตะวันออกจรดกับภูลังกา เขตอําเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบ มีแม่นํ้าลําธารหลายสายไหลผ่าน มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมีฝูงกามาอาศัยอยู่มาก จึงเรียกกันว่า ภูรังกา แล้วเพี้ยนมาเป็นภูลังกาในที่สุด ชั้นที่ ๔ นี้จะเป็นที่พักของแม่ชี รอบชั้นมีระยะทางประมาณ ๔๐๐ เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะๆ
ชั้นที่ ๕ หรือชั้นกลาง เป็นชั้นที่สําคัญที่สุด แต่ไม่ได้สวยที่สุด (สวยที่สุดคือชั้น ๖) มีศาลากลางและกุฏิที่อาศัยของพระ และเคยเป็นที่เก็บศพของท่านพระอาจารย์จวนไว้ด้วย ตามช่องทางเดินจะมีถํ้าอยู่หลายถํ้า เช่น ถํ้าเหล็กไหล ถํ้าแก้ว ถํ้าฤาษี ฯลฯ ตลอดเส้นทางสู่ชั้นที่ ๖ มีที่พักเป็นลานกว้างอยู่ราว ๒๐ แห่ง มีหน้าผาชื่อต่างๆ กัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต ฯลฯ ถ้ามาทางด้านเหนือจะมองเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พุทธวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน และมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ ๖
พุทธวิหาร นั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภูทอก มีผู้เห็นแสงสว่างดวงกลมโตลอยออกจากที่นี้เป็นประจํา โดยเฉพาะวันพระขึ้น ๑๕ คํ่า หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพิจารณาแล้วว่าเป็นที่พระปัจเจกพุทธเจ้ามาปรินิพพาน ณ ที่นี้ พระธาตุของท่านยังมีหลงเหลืออยู่ จึงเสด็จแสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นประจักษ์ ผู้ที่เข้าไปในเขตบริเวณสถานที่นั้นจะต้องสํารวมระวัง แสดงความเคารพนอบน้อมทั้งกายอินทรีย์ วาจา และใจ
สมเด็จพระญาณสังวร ขณะนั้นท่านยังมิได้รับสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เวลาท่านเสด็จมาที่ภูทอกจะประทับภาวนาอยู่ที่พุทธวิหารเสมอ
พุทธวิหาร แปลว่า สถานที่พักผ่อนของท่านผู้ตรัสรู้แล้ว เป็นสถานที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่พระอริยเจ้าหลายองค์มาพักผ่อนและละสังขารที่นี่ มีลักษณะที่แปลกและน่าอัศจรรย์ที่สุด คล้ายกับพระธาตุอินทร์แขวนที่ประเทศพม่า
ในอดีตก่อนที่จะมีการสร้างสะพานไม้เชื่อมต่อ บุคคลธรรมดาไม่อาจข้ามมาที่พุทธวิหารได้ เพราะมีหุบเหวขวางกั้น แต่มีบุคคลอยู่ประเภทหนึ่งที่สามารถปรากฏตัวที่พุทธวิหารได้ คือพระอรหันต์และท่านผู้ทรงอภิญญา ท่านเหล่านี้จะมาพักผ่อนที่พุทธวิหารเอง โดยการเดินบนอากาศ หรือเหาะข้ามมา เพราะต้องการปลีกวิเวกและไม่ให้ใครมารบกวนได้ ดังนั้น หินประหลาดก้อนนี้จึงถูกเรียกว่า พุทธวิหาร ปัจจุบันมีสะพานไม้เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินกับพุทธวิหาร
ความอัศจรรย์ของพุทธวิหาร คือ หินก้อนนี้แยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่แล้ว แต่ไม่ตกลงมา เพราะตั้งอยู่ได้ฉากกับพื้นโลกพอดี ข้อนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่รู้ เพราะไม่ค่อยสังเกต หากอยากเห็นชัดๆ ให้เดินมาที่ฐานของพุทธวิหาร จะเห็นได้ชัด หรือสังเกตดูที่ภาพถ่ายก็ได้ การที่พุทธวิหารตั้งอยู่ได้โดยไม่ตกลงมาถือได้ว่า น่าอัศจรรย์พอๆ กันกับพระธาตุอินทร์แขวน
สะพานหิน ยาวทอดตัวออกมาจากภูทอก ยื่นออกมาทางพุทธวิหาร เมื่อยืนบนสะพานหินจะสามารถมองเห็นภูทอกใหญ่และมองเห็นทัศนียภาพสองฟากฝั่งได้อย่างชัดเจน รวมทั้งได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ด้วย คล้ายกับอยู่บนสรวงสวรรค์ก็มิปาน
สะพานไม้ มีความยาวประมาณ ๑๐ เมตร เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินและพุทธวิหาร เป็นดุจสิ่งที่เชื่อมต่อโลกสวรรค์และแดนนิพพานเข้าด้วยกัน เมื่อยืนอยู่บนสะพานไม้แล้วมองลงไปด้านล่าง จะเห็นแต่ต้นไม้และหุบเหวที่ลึกสุดหยั่ง จะทําให้ทราบว่า บุคคลที่สามารถข้ามจากสะพานหินเพื่อไปบําเพ็ญเพียรหรือพักผ่อนที่พุทธวิหารได้ ต้องมิใช่บุคคลธรรมดา
เมื่อมาถึงชั้นที่ ๕ แล้ว ต้องมาที่สะพานหิน สะพานไม้ และข้ามมาที่พุทธวิหารให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่ามาไม่ถึงภูทอก
ชั้นที่ ๖ เป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา มีความยาว ๔๐๐ เมตร เป็นชั้นที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมทัศนียภาพรอบๆ ภูทอกได้ดีที่สุดและสวยที่สุด สิ่งน่าชมที่สุดของชั้นนี้คือ ปากทางเข้าเมืองพญานาคซึ่งอยู่หลังพระปางนาคปรก มีจุดให้สังเกตคือมีรอยสีขาวขูดติดกับหินปูน ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นรอยถลอกที่เกิดจากท้องพญานาคสัมผัสกับหิน และมีบ่อนํ้าเล็กๆ ขังอยู่เกือบตลอดปี
การถ่ายภาพพุทธวิหารให้ได้ภาพงดงามที่สุด ต้องถ่ายซูมจากชั้นที่ ๖
ชั้นที่ ๗ จากชั้นที่ ๖ ขึ้นมาชั้นที่ ๗ จะมีบันไดไม้พาดขึ้นมา เมื่อเดินขึ้นบันไดผ่านมาแล้วจะเจอทางแยก ๒ ทางเพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้น ๗ ทางแรกเป็นทางชัน ต้องเกาะเกี่ยวกิ่งและรากไม้โหนตัวขึ้นด้านบน นักท่องเที่ยวจะได้ความสนุกผจญภัยดุจขึ้นเขาคิชฌกูฏ (จันทบุรี) อีกทางหนึ่งเป็นทางอ้อมต้องเดินเวียนไปทางขวามือ แต่จะมาบรรจบกันด้านบน ทางนี้เหมาะสําหรับคนแรงน้อย คนเฒ่าคนแก่และเด็กๆ สําหรับชั้นที่ ๗ บนดาดฟ้านั้นมีเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ เป็นชั้นมหัศจรรย์อีกชั้นหนึ่ง
หมายเหตุ ชั้น ๓ – ๖ สามารถเดินเวียนรอบได้ ส่วนชั้นที่ ๕ – ๗ เป็นดุจแดนสวรรค์ เคยเป็นที่อยู่ของเทวดา นักแสวงบุญหรือนักท่องเที่ยวต้องสํารวมระวังกาย วาจา และใจให้มาก ถ้าจะให้ดีกว่านั้น หรือถ้ามาเป็นหมู่คณะ ควรรวมกลุ่มกันสวดมนต์สรรเสริญพระรัตนตรัย
ข้อควรปฏิบัติก่อนขึ้นเขา เนื่องจากวัดไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหรือแหล่งทัศนาจร หากแต่เป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจของชาวพุทธเป็นสําคัญ ผู้เข้าเยี่ยมชมกราบไหว้ ควรปฏิบัติตามกฎที่ทางวัดตั้งไว้อย่างเคร่งครัด คือ
๑. ห้ามนําสุรา – อาหารไปรับประทานบนยอดเขาโดยเด็ดขาด
๒. ห้ามส่งเสียงดังรบกวนพระ – เณรที่กําลังภาวนา
๓. ห้ามขีดเขียนสลักข้อความลงบนหิน
๔. ห้ามทําลามกอนาจารฉันท์ชู้สาวและควรแต่งกายให้สุภาพ
(อสุภาพสตรี แปลว่า สตรีที่แต่งกายไม่สุภาพ นุ่งน้อยห่มน้อย – เสื้อ – กระโปรง – กางเกงสั้นห้ามขึ้นโดยเด็ดขาด)
วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) และสถานที่วิเวกโดยรอบ
วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) เป็นวัดป่ากรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นมา และท่านเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ภูทอกมีธรรมชาติอันสงบเงียบ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สําคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดบึงกาฬ มีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจํานวนมาก
สมัยก่อนภูทอกไม่มีใครรู้จัก เพราะภูทอกอยู่ในป่าดงลึกลับและอยู่ในชนบทห่างไกลความเจริญสภาพภูทอกในอดีตอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผืนป่ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น ฉะนั้น จึงเต็มไปด้วยไข้ป่ามาลาเรีย อาหารก็เป็นไปอย่างอัตคัดขาดแคลน นํ้าก็ไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ก็ไม่มี แม้แต่ทางเดินในป่าก็ไม่มี เมื่อท่านพระอาจารย์จวนมีนิมิตเห็นภูทอก จึงได้เดินทางมาสํารวจและบุกเบิกพัฒนา ต่อมาภูทอกจึงได้เจริญขึ้นตามลําดับ ในราวป่าที่รกรุงรังเริ่มปรากฏแนวทางเดิน จากแนวทางเดินที่จะต้องหาบหามกันเข้าไปเป็นวันๆ ก็เป็นทางคันดินที่รกพอจะเดินไปได้ จากการบุกป่าข้ามห้วย หนอง คลอง บึง ก็มีสะพานท่อนไม้กลมๆ ให้ความสะดวกแก่รถโดยสาร ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จากความลําบากยากจน อดอยากขาดแคลนในปัจจัย ๔ ก็ค่อยๆ ดีขึ้น เริ่มมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ทําให้มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากบ้านเพียงไม่กี่หลังคาเรือนก็เพิ่มเป็นร้อยๆ หลังคาเรือน
ในปัจจุบัน วัดเจติยาคิรีวิหาร หรือวัดภูทอก มีความเจริญ มีความสะดวกสบายกว่าในอดีตมากมาย ปัจจัย ๔ เช่น อาหาร จีวร เครื่องนุ่งห่ม กุฏิ ศาลา เสนาสนะต่างๆ และยารักษาโรคก็สมบูรณ์เพียงพอ บันไดขึ้นเขา สะพานรอบเขา กุฏิ ที่พักที่ปฏิบัติธรรม ห้องนํ้าบนเขา ก็ถูกสร้างขึ้นอย่างถาวร ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ประปา ไฟฟ้า ถนน สะพาน ฯลฯ ก็ถูกพัฒนาขึ้นจนสะดวกสบาย ฝาย สระนํ้า อ่างเก็บนํ้าก็ถูกสร้างขึ้นเป็นแหล่งนํ้าที่อุดมสมบูรณ์มีนํ้าตลอดปี
วัดภูทอก เป็นสํานักปฏิบัติธรรมอันสงบเงียบและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธรักษ์ คือการท่องเที่ยวในเชิงการแสวงบุญหรือธรรมจาริก นักท่องเที่ยวจะได้ประโยชน์จากการเที่ยวชมธรรมชาติขุนเขาลําเนาไพรและได้ศึกษาพระพุทธศาสนา ได้กราบสักการะพระธาตุท่านพระอาจารย์จวนซึ่งประดิษฐานในมณฑปภายในเจดีย์พิพิธภัณฑ์ พร้อมได้อ่านศึกษาประวัติและได้ชมเครื่องอัฐบริขารของท่านพระอาจารย์จวนแล้ว ยิ่งทําให้เกิดความเคารพเลื่อมใสศรัทธาในพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และยิ่งทําให้เชื่อมั่นในมรรคผลนิพพานว่ายังสดๆ ร้อนๆ ยังไม่เคยครึเคยล้าสมัย
ส่วนชาวบ้านโดยรอบวัดภูทอก เมื่อท่านพระอาจารย์จวนและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บนํ้าแล้ว ก็มีนํ้าอุดมสมบูรณ์ตลอดปี ผลผลิตทางการเกษตรก็ดีขึ้น ทําให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น จากบ้านหลังเล็กๆ เพียงไม่กี่หลังคาเรือน ก็กลายเป็นบ้านหลังใหญ่ขึ้นมาและเป็นหมู่บ้านใหญ่ที่มีความเจริญ มีสาธารณูปโภคครบครัน ซึ่งปัจจุบันโดยรอบวัดมีสวนยางของชาวบ้านเกิดขึ้นมากมาย นอกจากนี้เมื่อนักท่องเที่ยวมาทัศนาจรภูทอก ชาวบ้านก็ได้ประโยชน์จากการจําหน่ายสินค้า อาหาร ของที่ระลึก และมีบริการให้เช่าที่พัก โดยบริเวณหน้าวัดกลายเป็นแหล่งจําหน่ายสมุนไพรต่างๆ โดยเฉพาะยากําลังเสือโคร่งที่มีชื่อเสียงมาก
บรรดานักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศจํานวนมาก พากันมาเที่ยวทัศนาจรหย่อนจิตใจที่ภูทอกเป็นประจําทุกปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมีนักปฏิบัติธรรมไปพักผ่อนหย่อนจิตใจไปภาวนา บางครั้งก็เดินธุดงค์ไปภูวัวบ้าง ไปภูสิงห์บ้าง เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ธรรมชาติอันงดงามของภูเขา ป่าไม้ ต้นนํ้า เป็นสมบัติสําคัญของชาติ ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันสงวนรักษาสมบัติธรรมชาติเหล่านี้ไว้ ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันรักษาไว้ มันก็ฉิบหายหมด ทั้งป่าไม้และภูเขาก็จะเตียนไปหมด ก็จะเกิดภัยพิบัติแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล และเกิดความอดอยากกันเท่านั้นเอง
ฉะนั้น ท่านพระอาจารย์จวนท่านเห็นภัยมหันต์ของการตัดไม้ทําลายป่าที่จะเกิดขึ้น ท่านจึงรีบเร่งจ้างรถแทรกเตอร์เข้าขีดเส้นเขตบริเวณวัดไว้รอบเขาทั้ง ๓ ลูก คือ ภูทอกน้อย (ที่ตั้งวัดภูทอก) ภูแจ่มจํารัสหรือภูทอกใหญ่ และภูสิงห์น้อย (ภูกิ่ว) กําหนดเขตวัดไว้ เพื่อสงวนป่าไม้และสัตว์ป่าไว้ไม่ให้มนุษย์เข้าไปทําลายบุกรุก เข้าไปทํามาหากินในเขตวัด พร้อมทั้งปิดป้ายล้อมรอบไว้ ห้ามตัดไม้ทําลายสัตว์ในบริเวณวัด ในเขตวัด
การปฏิบัติภาวนาในภูเขาทั้ง ๓ ลูก คือ ภูทอกน้อย ภูทอกใหญ่หรือภูแจ่มจํารัส ภูสิงห์น้อย นี้ดีมาก เพราะล้วนเป็นสถานที่สัปปายะ อากาศปลอดโปร่งดี ไปหาวิเวกภาวนาหลบซ่อนอยู่ตามถํ้าเงื้อมผา ตามเงื้อมหิน ตามซอกเขา ตามพลาญหิน จะอยู่ข้างล่างก็ได้ อยู่ชั้นกลางก็ได้ อยู่ชั้นบนก็ได้มีที่อยู่เยอะแยะ หลบร้อนก็ได้ หลบฝนก็ได้ หลบหนาวก็ได้ อยู่ได้ทุกฤดูกาล
การขึ้นชมภูทอก ต้องเดินขึ้นทางบันได เดินโดยสํารวมระวัง ไม่พูดคุยส่งเสียงดังและไม่รีบร้อน ค่อยๆ เดินขึ้นไปด้วยความมีสติ เดินไปด้วย ภาวนาไปด้วย โดยบริกรรมภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ในใจไปเรื่อยๆ โดยไม่คํานึงถึงความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่คํานึงถึงความเจ็บแข้งเจ็บขา ให้บริกรรมภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ ไปตลอด และให้คิดเสมอว่า ความอดทนอดกลั้นนี่แลเป็นหนทางบันไดขึ้นสู่สวรรค์และนิพพาน บุคคลจะล่วงพ้นจากทุกข์ได้เพราะความเพียรเป็นสําคัญ
เมื่อขึ้นไปบนภูทอกไปถึงชั้น ๔ ชั้น ๕ ชั้น ๖ แล้วมองลงมายังเบื้องล่าง จะเห็นอ่างเก็บนํ้าพระราชทานขนาดใหญ่เหมือนทะเลสาบ ซึ่งเกิดจากการทําถนนคันกั้นนํ้าระหว่าง ภูทอกน้อย และภูทอกใหญ่หรือภูแจ่มจํารัส ผืนป่าธรรมชาติบริเวณภูเขาทั้งสองอันเขียวชอุ่มจรดอ่างเก็บนํ้าตัดกับผืนนํ้าผืนใหญ่แลดูสวยงามมาก
นอกจากที่ภูทอกน้อย วัดเจติยาคิรีวิหาร ภูแจ่มจํารัสหรือภูทอกใหญ่ และภูสิงห์น้อยแล้วสถานที่สัปปายะสําคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับการบําเพ็ญภาวนาคือที่ภูวัว ภูวัวมีธรรมชาติอันงดงามเงียบสงบ สถานที่กว้างขวาง มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และมีสัตว์ป่า เช่น ช้าง งู ฯลฯ เหมาะสมที่จะเป็นที่วิเวกอยู่หลายแห่งด้วยกัน ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ที่ครูบาอาจารย์สายท่านพระอาจารย์มั่นมักเดินธุดงค์มาปฏิบัติภาวนา ปัจจุบันมีสํานักสงฆ์อยู่ ๓ แห่ง คือ
๑. ถํ้าพระ เป็นที่ซึ่งท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร มาสร้างพระพุทธรูปไว้ที่หน้าผา มีพระจําพรรษาอยู่ตลอด ปัจจุบันเป็นวัดถํ้าพระ มีท่านพระอาจารย์เสถียร คุณวโร เป็นเจ้าอาวาส
๒. ถํ้าบูชา เป็นที่ซึ่งท่านพระอาจารย์จวนเคยอยู่จําพรรษาหลายปี มีพระจําพรรษาอยู่ตลอด ปัจจุบัน คือ วัดถํ้าบูชา มีท่านพระอาจารย์คํา กาญจนวณฺโณ เป็นเจ้าอาวาส
๓. นํ้าตกสะแนน ปัจจุบันชื่อ นํ้าตกชะแนน “ตาดสะแนน” ตาดเป็นภาษาอีสาน ภาษาลาว แปลว่า “ที่ซึ่งมีนํ้าไหล” หรือ “นํ้าตก” ส่วน “สะแนน” แปลว่า “สูงสุดยอด” หรือ “เยี่ยมยอด” เป็นที่ซึ่งท่านพระอาจารย์จวน เคยเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรม และตั้งใจจะสร้างเป็นสํานักปฏิบัติธรรม แต่ทางการไม่อนุญาต ปัจจุบันพระจากวัดป่าบ้านตาดได้ไปสร้างเป็นสํานักสงฆ์ในบริเวณใกล้ที่ทําการหน่วยชะแนน
แต่ละแห่งล้วนเงียบสงบสงัดงดงาม มีธารนํ้า มีนํ้าตก มีแอ่งนํ้า มีพลาญหิน มีถํ้า มีโขดเขามีชะง่อนผาและหุบเหว เหมาะสมที่จะเป็นที่บําเพ็ญสมณธรรมด้วยกันทั้งนั้น
สําหรับที่หลังถํ้าแก้ว ตาดปอนั้น เป็นที่ซึ่ง หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เคยมาอยู่จําพรรษา ก็เป็นที่สัปปายะอีกแห่งหนึ่ง มีนํ้าอุดมสมบูรณ์ มีถํ้า มีหลืบหิน มีที่หลบซ่อนภาวนาอย่างดี เหมาะสําหรับจะเป็นที่เจริญภาวนาเช่นกัน
เมื่อภาวนาอยู่ในแถบภูวัวจนคุ้นเคยกับสถานที่แล้ว ก็อาจจะต่อไปที่ภูลังกา ซึ่งเป็นสถานที่สัปปายะอีกแห่งหนึ่ง เป็นที่ซึ่ง หลวงปู่บุญมี ปริปุณฺโณ ได้มาปรับปรุงและเคยอยู่จําพรรษา โดยอาศัยบารมีของ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน แห่งวัดป่าบ้านตาด หรือมิฉะนั้นก็ที่ดงศรีชมภูอีกที่ถํ้าจันทน์และที่ดงหม้อทอง เป็นที่ซึ่ง ท่านพระอาจารย์จวน ได้มาบุกเบิกพัฒนาและเคยอยู่จําพรรษา ปัจจุบัน คือ สํานักสงฆ์ถํ้าจันทน์ และ วัดป่าศิลาอาสน์ (ดงหม้อทอง) แม้ป่าไม้และสัตว์ป่าลดน้อยถอยลงไปมาก และความสงบสงัดไม่เหมือนในอดีต เพราะชาวบ้านเพิ่มขึ้นมาก จากบ้านไม่กี่หลังคาเรือนเป็นหมู่บ้านใหญ่ แต่ก็ยังมีบรรยากาศร่มรื่น ถํ้า ขุนเขา ยังอยู่เช่นเดิม นอกจากนั้นก็ยังมีสถานที่อื่นๆ อีกมากมาย เช่น ที่ดานม้าแล่น บ้านนาคํา เป็นที่ซึ่ง หลวงปู่คําตัน ฐิตธมฺโม ได้มาบุกเบิกพัฒนาและสร้างเป็นวัด ปัจจุบัน คือ วัดป่าดานศรีสําราญ เป็นต้น
เส้นทางไปภูทอกในอดีต
ภูทอก มีระยะทางไกลห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๘๐๐ กิโลเมตร ในอดีตเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อนภูทอกตั้งอยู่ท่ามกลางป่ากันดารลําบากมาก เส้นทางไปภูทอกในอดีต ถนนสายหลักจากอําเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ไปกิ่งอําเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย ยังเป็นทางพูนดิน ฝนตกหนัก ถนนจะเป็นดินโคลนลื่นแฉะ ขับรถไม่ระวังจะทําให้รถไถลลงข้างทางได้โดยง่าย ส่วนถนนระหว่างหมู่บ้านเป็นทางแดงลูกรัง ช่วงหน้าแล้งถนนแห้ง ขับรถวิ่งไปจะเกิดฝุ่นฟุ้งตลบ และบางเส้นก็เป็นทางรอยรถแหวกไปในพงหญ้า สองข้างทางมีกิ่งไม้ยื่นระเกะระกะ ขณะรถวิ่งไปต้องกระทบกับกิ่งไม้ตลอดทาง
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อู้หูย ! การเดินทางมาภูทอกลําบากมาก ไม่ต้องพูดถึง ทางแดงเนาะ ทางลูกรัง สะพานก็เป็นไม้กลมๆ เอาไปวางเรียงๆๆๆ โอ้ ! มันลําบากจริงๆ อย่างอื่นไม่ต้องพูดหรอก พวกชาวบ้านเขาไปมาหาสู่กัน เขาก็เดินไป ตอนนั้นบึงกาฬมันยังไม่ได้แยกจากหนองคาย ไม่มีรถประจําทาง โอ้ ! มันจะหาที่ไหน ไม่มี”
ป่าไม้ภูทอกในอดีต
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“สภาพภูทอกในอดีตเลย โอ้โฮ้ ! ป่าไม้มันก็รก ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นดี เราก็ไปกันเย็นๆ นะ มีแต่เสียงนกอะไรมันร้องเจี๊ยวจ๊าวๆ สัตว์ป่าแต่ก่อนมันมีเยอะอยู่ ทุกวันนี้ โอ้ย ! หมดแล้ว พวกนายพรานไล่ยิง แถวข้างล่างแถวที่สร้างเจดีย์แต่ก่อน โอ้โฮ้ ! ต้นไม้เป็นป่าเป็นดงหมดจนถึงหน้าวัด เป็นไม้ยาง ไม้ตะเคียน ไม้อะไร โอ้ ! ใหญ่ ต้นใหญ่ๆ รัฐบาลในอดีตสั่งตัดหมด ที่วัดภูทอกก็โดนตัด หมดนั่นแหละ ถ้าว่าตอนนั้นตัดหมด คงจะเอาไปขายหรือจะยังไง เราไม่รู้ล่ะ รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือชาวบ้านอยู่ ต้นละไม่กี่ร้อย จริงๆ มันไม่คุ้มหรอก ไม่รู้ปีไหนที่เขาสั่งตัด ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นนายกฯ เริ่มตัดไม้ใหญ่ๆ”
ท่านสอนวิธีการจําชื่อภูต่างๆ
ภูสิงห์ใหญ่ ภูสิงห์น้อยหรือภูกิ่ว ภูทอกใหญ่หรือภูแจ่มจํารัส ภูทอกน้อยหรือภูทอกอันเป็นที่ตั้งวัดเจติยาคิรีวิหารหรือวัดภูทอก ภูเขาทั้ง ๔ ลูก มีขนาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน มีที่ตั้งอยู่ในแนวเดียวกัน โดยทอดเรียงลําดับติดต่อกันยาวหลายสิบกิโลเมตร ผู้ที่ไปภูทอกในระยะแรกนั้น ส่วนใหญ่จะจดจําชื่อภูเขาทั้ง ๔ ไม่ค่อยได้ มักจําชื่อและที่ตั้งของภูต่างๆ สับสนกันไปหมด
ท่านพระอาจารย์จวน ท่านได้เมตตาสอนวิธีการจดจําชื่อภูต่างๆ ให้อย่างง่ายๆ ว่า ภูเขาทั้ง ๔ ทอดตัวเรียงต่อกันเหมือนขบวนรถไฟ ภูทอกน้อย คือ หัวรถจักร ภูทอกใหญ่ คือ ตู้รถการ์ด ภูสิงห์ใหญ่ คือ ขบวนรถโดยสาร ส่วนฉิมและภูสิงห์น้อย (ภูกิ่ว) คือ กุญแจต่อระหว่างรถจักรกับโบกี้รถต่างๆ จากนั้นมาการจดจําชื่อและที่ตั้งของภูต่างๆ ก็ง่ายขึ้น
อัศจรรย์บันไดเวียนภูทอก
เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธฯ พระลิขิตอนุสรณ์ว่า
“พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) จังหวัดหนองคาย ได้ทิ้งปริศนาข้อคิดไว้ให้ศิษยานุศิษย์ ตลอดผู้เคารพนับถือ ได้พิจารณาหาประโยชน์แก่ตนเอง เช่น สะพานขึ้นเขาภูทอก เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ของสถาปนิกทั้งหลาย แสดงว่า ใครอย่าทะนงว่า ตนฉลาดสามารถมาก เพราะยังมีความฉลาดสามารถที่เหนือกว่าอยู่อีกเสมอไป ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ชายหญิง คนโง่คนฉลาด เศรษฐีเข็ญใจ ล้วนดําเนินชีวิตไปสู่ความตายเหมือนกันหมด จึงควรสร้างอนุสาวรีย์คุณธรรมของชีวิตไว้แต่บัดนี้…”
สมเด็จพระญาณสังวร ขณะนั้นท่านยังมิได้รับสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระลิขิตคุณานุสสติว่า
“ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) จังหวัดหนองคาย เป็นพระอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระรูปหนึ่ง ซึ่งมีผู้เคารพนับถือเป็นอันมาก ทั้งท่านได้สร้างเขาภูทอกให้มีสะพานเวียนขึ้นไปโดยรอบ เป็นชั้นๆ ขึ้นไปจนถึงยอด ทําให้ภูทอกเป็นรมณียภูมิสําหรับผู้มุ่งไปปฏิบัติธรรมและพักผ่อนชม ดูชมได้ทุกทิศทางของภูเขา ทําให้ภูทอกเป็นที่รู้จักกว้างขวางควบคู่ไปกับองค์ท่านอาจารย์เองด้วย…”
บรรยากาศภายในวัดเจติยาคิรีวิหาร หรือวัดภูทอก สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในบรรดาสิ่งก่อสร้างทั้งหลายเป็นวัดของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ (พระผู้เป็นอรหันต์สร้าง) วิศวกรยังยอมแพ้ในการก่อสร้าง ว่าท่านพระอาจารย์จวนสร้างบันไดเวียนวนไปมารอบภูทอก ๗ ชั้น ได้อย่างไร ? แปลกเหลือเกิน นั้นเป็นเพียงแค่สมาธิธรรม บารมีอภิญญาท่านในการก่อสร้าง คนธรรมดาก่อสร้างไม่ได้แน่นอน
ธรรมภาษิตภูทอก
ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวน บางทีท่านก็ลงมาจะไปบิณฑบาต ท่านก็นึกๆ ภาษิต ท่านลงมา ท่านจะบอกเลยมันจะมีช่วงออกพรรษาใหม่ๆ บางทีท่านอาจจะคิดกลางคืนแล้วท่านจําลงมา คือท่านจะเดิน เดินบางทีท่านจะคิด อยู่ชั้น ๕ ท่านคิดได้ พอลงมาถึงศาลาท่านกราบพระเสร็จ ท่านก็หันหน้าออกนอกศาลาไปบิณฑบาตแล้วท่านก็ปรารภ พระองค์ที่เขียนก็เอาสมุดมาจดเอา ยกตัวอย่าง อย่างท่านป๊อก ตอนนั้นก็มีท่านสมควร คนหนองคาย แต่เขาสึกไปล่ะ เขาเขียนหนังสือเป็นพวกนี้ เขียนป้ายไว้ติดตามต้นไม้ ติดตามสะพานทางขึ้นไป เหมือนกับว่าให้คนเดินขึ้นไปอ่านนะ บางคนก็จดเอา ไม่ใช่อ่านเฉยๆ โฮ้ ! ติดไว้หลาย (เยอะ) ติดไว้ตามศาลาก็เยอะ ท่านคิดเอาเองเลย มันก็ถูกของท่าน คือคําภาษิตภูทอกนี่มีความหมายมากและไม่เหมือนที่อื่นนะ ที่อื่นมันยังทั่วไป ที่นี่คมมาก เช่น “ผู้แบกโลกอยู่ตํ่า ผู้คํ้าโลกอยู่กลาง ผู้วางโลกอยู่สูง ผู้จูงโลกยุ่งรุงรัง” ท่านว่า ท่านคิดเองเป็นองค์แรก
ธรรมภาษิต
“สติเป็นตา ปัญญาเป็นแสงสว่าง”
“รู้ดีรู้ชั่ว คือ ตัวปัญญา รู้ยึดรู้ติด ผิดทางพ้นทุกข์
รู้ละรู้วาง ถูกทางปัญญา รู้ไม่ยึดไม่ติด จิตหลุดพ้น คือ พุทโธ”
“อาวุธปราบมาร คือ กรรมฐานห้า อาวุธปราบบ้า คือ สัมมาทิฏฐิ
อาวุธปราบอวด คือ สติปัฏฐาน ทางสู่นิพพาน คือ อริยมรรค”
“สติจางแสงสว่างไม่พอ เหมือนตารอฝ้าฟาง ย่อมเห็นวิปริตจิตพิการ
สติกล้า ปัญญาสว่าง รู้จักทางถูกผิด จิตสงบพบสันติสุข รู้ทุกข์เพราะสติปัญญา”
“รู้อื่นหมื่นแสนยังไม่แม้นเท่ารู้ตน รู้อื่นหมื่นล้านยังไม่พ้นพาลเหมือนดีตน
ชนะอื่นหมื่นโกฏิยังไม่พ้นโทษเหมือนชนะตน รู้ตนดี ตนชนะตน นั้นยอดคนผู้ชนะดี”
ภาค ๑๖ โอวาทและเทศนาธรรม
โอวาทธรรม
“ผู้แบกหนัก ผู้ผลักเบา ผู้เอาเป็นทุกข์”
“ธรรมใด จิตใด หรือสมาธิใด ที่พระอริยเจ้าสรรเสริญยกย่อง ธรรมนั้น จิตนั้น คือ อริยธรรมอริยจิต อริยสมาธิ อริยปฏิปทา”
“ให้ดูปัจจุบันนี้ รักษาใจของเราให้มันดีในปัจจุบันนี้ ปล่อยทุกข์ให้หมด วางทุกข์ให้หมด อย่าไปพะวักพะวงข้างหน้าและข้างหลัง”
“การบําเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าไม่มุ่งหวังที่จะทําลายกิเลสตัณหาให้หมดไป ให้สิ้นไปแล้ว ก็ไม่มีทางพ้นไปจากทุกข์ พ้นไปจากโลกนี้ได้”
“ผู้แบกโลกอยู่ตํ่า ผู้คํ้าโลกอยู่กลาง ผู้วางโลกอยู่สูง ผู้จูงโลกยุ่งรุงรัง จะอยู่ตํ่า จะอยู่กลาง หรือจะอยู่สูง หรือจะยอมยุ่งรุงรัง ก็ใช้ปัญญาพิจารณาดู”
“ผู้เชื่อกรรม ผู้เชื่อผลของกรรม ผู้เชื่อต่อวิบากของกรรม ผู้เชื่อต่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอย่างนี้ ท่านไม่ทําบาปทั้งในที่ลับและที่แจ้ง โดยเด็ดขาด”
“ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านจึงต้องสอน เอาความโง่ของพวกเราออก เอาความดีมาใส่แทนให้เราก็จงรับไปปฏิบัติซี เอามาแล้วก็เอามาวางไว้เฉยๆ มันจะได้ประโยชน์อะไรเล่า”
“ความตายนี้ ท่านเปรียบอุปมาดุจภูเขาอันมีศิลาเป็นแท่งหนึ่งแท่งเดียว เบื้องบนจรดจนนภากาศ กลิ้งมาแล้วแลเวียนไปในทั้งสี่ทิศ บดเสียซึ่งสรรพวัตถุทั้งปวง บ่มิได้เลือกสัตว์และสังขารนั้น อันจะต่อยุทธด้วยพญามัจจุราช คือ ความตายนั้น ใช่วิสัยที่จะต่อยุทธได้”
“สิ่งที่ภิกษุควรศึกษามี ๓ อย่าง คําว่าศึกษาก็หมายความว่าเรียนรู้ให้เข้าใจ สิ่งที่ภิกษุควรศึกษา ควรสําเหนียก ควรศึกษาให้เข้าใจมี ๓ อย่าง ศีล คือ การรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย สมาธิ คือ ความตั้งใจมั่น ปัญญา คือ ความรอบรู้ในกองสังขารทั้งหลาย ๓ อย่างนี้บรรพชิตควรศึกษาให้รู้ ให้เข้าใจ”
“ในร่างกายของเรามีอสุภะทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ไม่บกพร่อง ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็เป็นอสุภะ สิ่งที่ไม่เที่ยงในร่างกายของเราก็เป็นอสุภะ สิ่งที่เป็นทุกข์ก็เป็นอสุภะ สิ่งที่ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตน ไม่ใช่ของแห่งตนก็เป็นอสุภะ ในร่างกายของเรานี่เป็นตัวอสุภะ เป็นของไม่สวยไม่งามทั้งนั้น ท่านให้มีสติน้อมเข้ามาเพ่งร่างกายของเรานี้ให้เห็นชัดตามเป็นจริง”
“อย่าพากันถือทิฏฐิมานะ ให้ฆ่าให้ชําระทิฏฐิมานะออกจากใจของตนให้หมด ความโลภก็เป็นเหตุให้ถือทิฏฐิมานะ ความโกรธก็เป็นเหตุให้ถือทิฏฐิมานะ ความหลงก็เป็นเหตุให้ถือทิฏฐิมานะ อันทิฏฐิมานะที่จะเกิดขึ้นก็เพราะกิเลสเหล่านี้ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่ฝังอยู่ในใจของตนนี้นี่เอง อันสัตว์ทั้งหลายที่จะพากันได้รับทุกข์ในอบาย คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ก็เพราะอกุศลกรรมเหล่านี้”
“อย่าพากันไว้ใจในชีวิตของตน ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่แน่นอน วันนี้เรามีชีวิตอยู่ หายใจอยู่วันหลังมาชีวิตจะเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ ชีวิตของเรานั้นวันหลังจะเป็นอย่างไร ในพรรษานี้พวกเราทั้งหลายเชื่อหรือชีวิตของเราจะตลอดพรรษา เพราะความตายเป็นของไม่มีกาลเวลา จิตมันจะตายเวลาไหนก็ไม่รู้ เพราะชีวิตเป็นของไม่เที่ยง สุดแท้แต่มันจะเป็นไป เมื่อเรามีชีวิตอยู่ อย่าพากันประมาท จงพากันรีบบําเพ็ญความดี ให้เกิดให้มีขึ้นในดวงจิตในความคิดของเรา”
“พระพุทธเจ้าของเรา ท่านบัญญัติทางออกจากทุกข์ไว้ สรุปแล้วมีอยู่ ๓ ทาง คือ ศีลหนึ่งสมาธิหนึ่ง ปัญญาหนึ่ง เรียกว่า ทางอันประเสริฐ ทางอื่นที่ออกจากทุกข์บ่มี ไม่มี มีศีล สมาธิ ปัญญา เท่านี้ ทางที่ออกจากทุกข์ ออกจากเหตุให้เกิดทุกข์ ทางเป็นที่ดับทุกข์ และทางคือเป็นข้อปฏิบัติดําเนินให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา เท่านี้ ทางอื่นไม่มีทางที่จะออก”
“ในมัชฌิมาปฏิปทาทางสายกลางนี้ซึ่งเป็นทางอันประเสริฐ พระองค์ได้รับรองว่า เป็นทางที่ไปจากข้าศึก คือ กิเลส เป็นทางที่ออกไปจากทุกข์ได้แน่นอน ในมัชฌิมาปฏิปทาทางสายกลางนี้ พระองค์ได้ยกปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ความรู้ชอบ และสัมมาสังกัปโป เป็นต้นทาง ได้ยกศีลเป็นกลาง และพระองค์ได้ยกสมาธิเป็นที่สุด คือ เป็นปลายทาง แต่ในข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ คือ ในอริยสัจนั้น พระองค์ได้ยกศีลเป็นต้น ยกสมาธิท่ามกลาง ยกปัญญาเป็นที่สุด”
“โยนตําราเผาไฟทิ้งเสียก่อน ทางพระกัมมัฏฐานท่านสอนให้ปฏิบัติไป ภาวนาไป วันหนึ่งก็รู้เอง เห็นเอง มัวไปคาดว่าอย่างโน้น คาดว่าอย่างนี้ รู้ก่อนเกิด มันก็เลยไม่เกิดสักที พวกเรียนมามากตามตําราแต่ไม่ปฏิบัติ กับพวกปฏิบัติแต่ไม่ได้เรียนตํารา มันก็เปรียบเหมือน คนหนึ่งพูดเรื่องเชียงใหม่ อ่านแต่เรื่องเชียงใหม่ ภูมิประเทศเป็นอย่างไร ผู้คนเป็นอย่างไร ให้เขียนกี่เล่มสมุดไทยก็ได้ แต่ก็เป็นตามตําราไม่เหมือนอีกคนหนึ่งไม่ต้องอ่านตํารา ออกมุ่งหน้าเดินทางไปเชียงใหม่ ไปถึงก็เห็นเองรู้จักเอง พบกับคนที่อยู่เชียงใหม่ด้วยกัน ก็พูดกันรู้เรื่อง เชียงใหม่เป็นอย่างไร”
“ท่านอาจารย์ใหญ่มั่น ท่านเคยเทศน์ไว้ “แก้ให้ตกเน้อ ถ้าแก้ไม่ตก คาพกเจ้าไว้ แก้บ่ได้แขวนคอต่องแต่ง แก้บ่พ้น คาก้นย่างย้าย คาย่างย้ายเวียนตายเวียนเกิด เอากําเนิดในภพทั้งหลายภพทั้งสามเป็นเฮือนเจ้าอยู่”
พกไว้ที่ไหนล่ะ พกไว้ที่จิตที่ใจ อารมณ์ต่างๆ ถ้าพกไว้ที่นี่ มันก็แขวนคอต่องแต่ง และ “คาก้นย่างย้าย” ไปมาก็ลําบาก ห่วงนั่น ห่วงนี่ “ย่างย้าย” แปลว่า พะรุงพะรัง “เชือกผูกคอ ปอผูกศอกปลอกผูกขา” เวียนตายเวียนเกิด เอากําเนิดทั้งสาม เกิดในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพทั้งสามเลยเป็นเรือนให้อยู่ตลอดไป เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด วนเวียนอยู่อย่างนี้ ไปไหนไม่ได้
เพราะความห่วง เป็นเชือกผูกคอ ความรักเป็นเชือกผูกคอ ความชังเป็นเชือกผูกคอ ความหลงเป็นเชือกผูกคอ เป็นปอผูกศอก เป็นปลอกผูกขา ยุ่งอีนุงตุงนังไปหมด มันก็ไปไหนไม่ได้”
ลีลาเทศน์ ลีลาธรรม
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ การแสดงธรรมของท่านนั้น ท่านมักเทศน์ถึงอริยสัจ ๔ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โดยมีสํานวนลีลาเทศน์ ลีลาธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ประจําองค์ท่าน ดังนี้
“ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์”
“นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ นี้คือข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์”
“พิจารณาทุกข์ พิจารณาเหตุให้เกิดทุกข์ พิจารณาธรรมเป็นที่ดับทุกข์ พิจารณาข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์”
“ให้รู้ทุกข์ ให้รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ให้รู้ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ให้รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์”
“เห็นทุกข์ เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ เห็นธรรมเป็นที่ดับทุกข์ เห็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์”
“รู้เห็นทุกข์ รู้เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ รู้เห็นธรรมเป็นที่ดับทุกข์ รู้เห็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์”
“การเพ่งฌานในทางพระพุทธศาสนา ก็ได้แก่ การเพ่งสติปัฏฐานฌาน คือเพ่งให้รู้ตามหลักธรรมชาติสัจธรรมของจริงที่มีอยู่ เพ่งให้รู้เห็นว่านี้ทุกข์ คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นทุกข์ เพ่งให้รู้ให้เห็นว่า นี้คือตัวเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา คือ ความอยาก เพ่งให้รู้ให้เห็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ คือตัวสมุทัย เพ่งให้รู้ให้เห็นธรรมเป็นที่ดับทุกข์ คือ ความทําตัณหานี้ให้สิ้นไป เพ่งให้รู้ให้เห็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา การเพ่งฌานต้องเพ่งอย่างนี้ ในทางพระพุทธศาสนา”
ท่านเทศน์พระสูตรได้อย่างอัศจรรย์
การเทศน์อธิบายพระสูตรของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เช่น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรหรือ มหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่ค่อนข้างยาวและท่องจําได้ยาก เพราะท่านมีความทรงจําเป็นเลิศ ท่านจึงเทศน์ทั้งบาลีและคําแปลได้อย่างถูกต้องแม่นยําโดยไม่ได้เปิดตํารา ซึ่งเป็นเรื่องอัศจรรย์ ท่านเคยพูดว่า “หนังสือนั้นอ่านผ่านตาเพียงครั้งเดียวก็เหมือนจะจําได้ เพียงทบทวนก็จําได้หมด” โดยท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาตอบข้อสงสัยเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“บางครั้งท่านก็เปิดตําราเทศน์ ท่านเทศน์ได้แม่นยํา ทั้งๆ ที่ไม่ได้เรียนมหาเปรียญ ท่านก็อ่านพระไตรปิฎกแล้วมาเทศน์ ท่านมีความทรงจําที่เลิศมาก อ่านเที่ยวสองเที่ยว ท่านจําได้ ท่านดูพระสูตรดูแล้วท่านก็เอามาอธิบาย อันนี้มันเป็นของท่าน เรียกว่า “มันเป็นสมบัติของท่าน”
ท่านเน้นเทศน์ปฏิบัติ มักเทศน์อสุภะ ไม่ทักความคิดพระเณร
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านบอกว่าถ้าไปทักนี่ ทําให้พระเณรร้อน ท่านก็ไม่ได้ทักหรอก ท่านจะสอนไปอสุภะนี่แหละ ไปทักว่าอย่างงั้นอย่างนี้ ท่านไม่ทัก ไปทักโน่นทักนี่ ไปจี้นั่นล่ะร้อน พระเณรอยู่ไม่ได้ท่านสอนให้ละ ให้วาง ให้ปล่อย ให้ภาวนา ไม่เห็นท่านทักอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่มี”
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านก็เทศน์ให้ภาวนาทุกๆ วันน่ะ ให้ทําทุกวัน ท่านก็อบรมประจํา เทศน์อบรมพระ เณร ประจําทุกวันเลยนะ ไม่ขาดอันนี้ ข้อวัตรประจําทุกวันๆ เลย สามทุ่มนู่นแล้ว ถึงได้เลิกกัน ครั้งละ ๒ ชั่วโมงนี่แหละ ช่วงนั้นก็พระก็ไม่มากหรอก สมัยก่อนไม่มีพระนะ ๘ – ๙ องค์ มากที่สุดก็๙ องค์ ท่านก็เทศน์เรื่องภาวนานี่แหละ ให้พ้นทุกข์นี่แหละ ภาวนาให้พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นแหละ”
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เทศน์ของหลวงปู่จวน คือท่านเน้นแต่ปฏิบัติ ท่านเน้นปฏิบัติ พูดถึงอุปมาของครูบาอาจารย์ของหลวงปู่จวนกับหลวงปู่วันนี่ล่ะ ถ้าเป็นอุบายก็คือหลวงปู่วันท่านก็เทศน์ให้ข้อคิด ท่านไม่ได้บอกหมด หลวงปู่จวนนี่ถ้าเวลากล้วยนี่ เอ้า ! คุณกินกล้วยล่ะนะ ท่านฉีกใส่ปากให้กิน แต่หลวงปู่วัน เอ้า ! นะ กล้วยกินเข้าไป ไม่กินก็ไม่ได้แกะให้ อุบายท่านแปลก ครูบาอาจารย์ท่านแตกต่างกัน
คือกับหลวงปู่จวนก็มาอยู่ไม่นาน เพราะเวลาเราอยู่กับท่านนี่ เวลาจะไปอยู่ใกล้ๆ ท่าน ไปนวดถวายท่าน ท่านก็เทศน์ให้ฟัง เราไม่มีโอกาสได้ซักไซ้ คือ เทศน์ๆ ท่านก็ใส่มาตลอดน่ะ เราก็รับฟังๆๆ เออ ! ทั้งอสุภะ ทั้งข้อวัตรปฏิปทา ทั้งการเข้าสมาธิอะไรต่างๆ ก็คือการปฏิบัติ ปฏิปทาท่านก็ท่านเร่งตรงนี้ ท่านจะให้ไปกันไม่มาก ท่านเทศน์พิเศษล่ะนะ ซึ่งเราถึงใจมาก ซึ้งมาก เวลาท่านเทศน์รวมๆ นะ คือเรื่องเทศน์สอนทั่วๆ ไป แต่ถ้าเทศน์เฉพาะ โฮ้ ! เอาหนักเลย เป็นชั่วโมงๆ”
ท่านพระอาจารย์จวนเทศน์ยอดธรรม
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเป็นครูบาอาจารย์สําคัญอีกองค์หนึ่งในวงกรรมฐานที่ท่านเทศน์สอนด้วยยอดธรรม คือ เทศน์ถึงอวัยวะเพศของชายหญิงอย่างเปิดเผย ท่านเทศน์อย่างถึงใจเช่นเดียวกับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม โดย ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เรื่องอุบายสอนแบบยอดธรรม ท่านอาจารย์ตุ๊ (พระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม) เคยอยู่แล้วบางทีท่านจะเจอหลวงปู่จวนจี้อย่างงั้นๆ ให้เลย เพราะว่าเคยถามแม่ชี มีพระพูดให้ฟังอยู่ ถามแม่ชี “เอ้อ ! หีเหม็นไหม ?” ถามอย่างนี่เลยนะ พระเณร อู้ อู้ย ! ไม่ ไม่หัวเราะหรอก เขาก็ว่า “เหม็น” หลวงปู่จวนชี้ใส่พระหนุ่มเลย “เป็นยังไงพวกนี้ ได้ยินไหมนี่” อุบายสอน เออ ! ใส่เลย ใส่พระหนุ่ม พวกนั้นก็ โอ๊ย ! มองหน้ากันไม่ได้ ท่านสอนเอาแบบนั้นเลยนะ คือเอาอันนั้นนะมาสอน เอาของจริงมาสอน สอนไป อู้ย ! แต่ว่าเขาไม่ได้รังเกียจท่านนะ เป็นที่ว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนลูก คือสอนดีๆ มันไม่ถึงใจมัน
ถ้าเป็นการสั่งสอนหลวงปู่จวนท่านบอก ใส่เลย… ท่านสอนตรงๆ กรรมฐานตรงๆ ไม่ใช่ว่าสอนสวยหรู อ่อนหวาน หรือทางโลกเราว่าสุภาพอะไรอย่างนี้ จริงๆ แล้วไม่ใช่ จริตหลวงปู่จวนอีกอย่างหนึ่ง เหมือนหลวงปู่ตื้อนั่นแหละ หลวงปู่ตื้อนี้ก็เหมือนกัน ท่านบอกว่า ท่านพูดแบบ “มันไม่ถึงใจคน” เออ !ไม่ถึงใจ ท่านใส่เปรี้ยงเลย แต่ท่านมีวิธีพลิกแพลงนะ
คนฟังก็รักหลวงปู่ตื้อกับหลวงปู่จวนนั่นแหละ หลวงปู่ตื้อท่านมีวิธีพลิกแพลงคําพูดของท่าน โอ๋ ! ทีแรกฟังไม่ได้ คุณหญิงคุณนายนี้ฟังไม่ได้เลย โอ้โห ! พระอะไรพูดคําหยาบนี่ ก็ว่าเสียๆ หายๆ เหมือนกัน พอท่านพลิกเป็นคุณปุ๊บ ! มา “หีเป็นของดี หีเป็นแดนบ่อเกิดของพระอรหันต์” โอ้โห !ดีใจอย่างนั้นน่ะ คนฟังก็ดีใจ ใช่ไหม”
ท่านเทศน์เก่งและได้เทศน์ตามงานใหญ่ๆ
ท่านพระอาจารย์สํารวย ตายโน ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาจารย์จวน ท่านมีนิสัยเด็ดเดี่ยวจริงใจ เอาจริงเอาจัง สอนให้ลูกศิษย์เอาจริงเอาจัง ไม่ให้ทําเล่นๆ ฝึกก็ฝึกให้เต็มที่ ท่านมีปฏิภาณไหวพริบในการเทศน์ เทศน์คล่องแคล่ว เทศน์เร็ว และเปลี่ยนกัณฑ์เทศน์ ท่านเทศน์ดีนั่นน่ะ อาตมาเจอท่านเรื่อย ไปเทศน์งานนั้นงานนี้ก็เคยเจอ เทศน์ตามงานใหญ่ๆ เช่น งานประจําปีหลวงปู่ฝั้น วัดป่าอุดมสมพร ตรงกับวันเพ็ญเดือนยี่ ท่านก็เทศน์ บางทีก็งานหลวงปู่มั่น วัดหนองผือนาใน ท่านก็ได้ไปเทศน์ งานประจําปีวัดป่าสุทธาวาส ท่านก็เคยไปเทศน์
สมัยนั้นท่านจะดังมาก มีอาจารย์จวน อาจารย์วัน อาจารย์สิงห์ทอง อาจารย์สุพัฒน์ ที่ตกเครื่องบินน่ะ จะไปกรุงเทพฯ นี่ จะไปด้วยกันน่ะ ๓ – ๔ องค์ ตอนตกเครื่องบิน หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโมก็ไปด้วย อาจารย์จวนท่านดังมาก แล้วก็เทศน์เก่ง แล้วก็มีความเพียรเลิศ ที่ประทับใจท่านมากก็คือ“เทศน์นี่มันถึงใจ” เวลาเทศน์สั้นๆ เทศน์อสุภะมากที่สุด ให้เบื่อหน่าย ท่านเทศน์เน้นอสุภะ”
สาเหตุที่เทศนาธรรมของท่านมีจํานวนไม่มาก
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เมื่อท่านมาจําพรรษาที่ภูทอกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านจะเมตตาเทศน์อบรมพระทุกวัน เว้นแต่ติดกิจนิมนต์ สาเหตุที่เทศนาธรรมของท่านพระอาจารย์จวนมีจํานวนไม่มากนั้น เพราะสมัยนั้นยังไม่มีการอัดเทป โดยหลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้มาช่วยบุกเบิกและอยู่จําพรรษาในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านได้เมตตาเล่าว่า “สมัยก่อนภูทอกกันดารมาก ไฟฟ้าก็ไม่มีท่านพระอาจารย์จวนจะเมตตาเทศน์ทุกคืน หลังจากฉันนํ้าปานะเสร็จ ซึ่งสมัยนั้นมีแต่นํ้ายาเสือโคร่ง”
ต่อมามีเครื่องอัดเทป ด้วยทางวัดไม่มีไฟฟ้า จึงใช้ถ่านไฟฉาย ดังนั้น การอัดเสียงก็ไม่สมํ่าเสมอโดยท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ท่านได้มาอยู่ภูทอกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ และได้ทําหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์จวน ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านเทศน์ทุกคืน แต่ก่อนมันเทปใช้ถ่านไฟฉาย แต่ก่อนไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เป็นไฟปั่น เขาจะใช้ถ่าน นี้ถ่าน กว่าถ่านจะอ่อน เราก็ไม่รู้ เสียงก็เลยเสียงตํ่า เสียงสูง เสียงไม่สมํ่าเสมอ ใช้ถ่านแต่ก่อนไฟฟ้ามันยังไม่เข้ามาถึง”
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ตอนหลวงปู่จวนท่านมีชีวิตนะ เวลาท่านเทศน์ บางทีท่านจะไม่เทศน์ที่ศาลา บางทีท่านก็อ่าน เช่น ปฏิจจสมุปบาท เรื่องธัมมจักฯ เรื่องอนัตฯ เรื่องอะไรพวกนี้ ท่านจะไปเทศน์ตามถํ้า ถํ้าเหล็กไหลที่อยู่ทางด้านหลังนะ บางทีมันมีนกร้อง นกป่ามันร้องใส่ด้วยนะ กลางวันก็จะถือเทปไปให้ท่านไว้อัด คือสมัยก่อนมันอัดถ่านไฟฉายนะ บางทีถ่านมันอ่อน มันก็เสียงมันก็ดังแบบอะไรล่ะ เทปมันยืดขึ้นไปเนี่ย ทีนี้เวลาเอามาถอดเทปนี่มันต้องกดล็อก กดล็อก กดล็อก มันเลยยืด ส่วนหนึ่งก็เสียไป ไม่ได้ทํามาสเตอร์ต้นฉบับไว้ มันก็ไม่มีทุนด้วยแต่ก่อน มันไม่มีปัจจัย คือมาทําจริงๆ เขาให้ทําถอดเทปก็คือถอดอย่างเดียว”
เทศนาธรรม
• เทศน์อริยสัจธรรม
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ นี้แสดงว่า ท่านเป็นผู้มีปรีชาปัญญาอันลึกลํ้า หยั่งรู้หยั่งเห็นอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้คือธรรมอันที่ดับทุกข์ นี้คือข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันที่ดับทุกข์
คําว่านี้ทุกข์ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์ และทุกข์เหล่านี้ที่จะปรากฏขึ้น จะเกิดขึ้นก็เพราะตัวเหตุตัวปัจจัย คือ ตัวสมุทัย ได้แก่ ตัณหา คือ ความอยากนี้เป็นตัวเหตุให้เกิดทุกข์ นี้ท่านหยั่งรู้หยั่งเห็น จึงว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อมีเหตุมีปัจจัยเกิดอยู่ มันก็มีการเกิดการดับอยู่เป็นธรรมดานั้นนั่นเอง ถ้าหมดเหตุหมดปัจจัย คือ หมดตัวสมุทัย หมดตัวตัณหาแล้ว ก็ไม่มีการเกิดการดับอยู่เป็นธรรมดา หมดเกิด หมดดับ หมดทุกข์ เพราะหมดเหตุให้เกิดทุกข์ นี้ปัญญาของท่านพระโสดาบันท่านละ ท่านมีปรีชาปัญญาอันลึกอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้หยั่งรู้หยั่งเห็นสัจธรรมทั้ง ๔ ตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ และก็รู้ว่านี้คือธรรมอันที่ดับทุกข์ นี้คือข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันที่ดับทุกข์
นี้ทุกข์ ท่านก็รู้ว่า ทุกข์ทั้งหลาย คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะปรากฏขึ้นจะมีขึ้น เพราะอะไร ท่านรู้ตัวเหตุตัวปัจจัย ทุกข์ทั้งหลายที่จะปรากฏขึ้นในกําเนิด ๔ ในคติ ๕ ในภพทั้ง ๓ ในวิญญาณฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ นั้น เทียวเกิดเทียวตายไม่รู้ไม่แล้วนั้น เพราะตัวเหตุตัวปัจจัย คือ ตัวกรรมวัฏฏ์ กิเลสวัฏฏ์
ตัวกรรมวัฏฏ์ กิเลสวัฏฏ์ ที่เรียกว่า ตัวเหตุตัวปัจจัยนี้ ก็คือ ตัวสมุทัยตัณหา คือ ความอยากนี้นี่เอง ซึ่งเป็นตัวเหตุตัวปัจจัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อีก คือ เป็นเหตุให้เกิดในกําเนิด ๔ ในคติ ๕ ในภพทั้ง ๓ในวิญญาณฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ ให้เป็นทุกข์อยู่รํ่าไป หาต้นหาปลายมิได้ เป็นวัฏวน เกิดมาในชาติไหนภพไหน ในคติไหน ก็มีแต่ความลุ่มหลงในภพนั้น ในชาตินั้น
นี้ท่านพระอริยโสดาบัน ท่านมีปรีชาญาณหยั่งรู้หยั่งเห็นทุกข์ หยั่งรู้หยั่งเห็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหาความอยากนี้ ความไม่รู้ตัว ความไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ท่านก็เรียกว่าอวิชชา เป็นผู้หลงหลงอยู่ในทุกข์ หลงอยู่ในเหตุให้เกิดทุกข์ ท่านหยั่งรู้หยั่งเห็นทุกข์ หยั่งรู้หยั่งเห็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหาความอยาก เมื่อท่านเห็นทุกข์ก็เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ ทีนี้เมื่อเห็นทุกข์แล้ว เห็นเหตุให้เกิดทุกข์แล้ว ท่านกลัวทุกข์ ไม่อยากมาเกิดอีก คือ ไม่อยากเกิดในกําเนิดในภพต่างๆ ให้เป็นทุกข์ ท่านก็มาทําตัวเหตุตัวปัจจัย คือ ตัวตัณหานี้ ทําตัวตัณหา คือ ความอยากนี้ให้สิ้นไปให้ดับไป โดยไม่ให้เหลือนั้นนั่นเทียว
เมื่อทําตัวตัณหาให้หมดไปแล้ว ทุกข์ทั้งหลายก็ไม่ปรากฏขึ้นในกําเนิด ๔ ในคติ ๕ ในภพทั้ง ๓ในวิญญาณฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ ไม่ต้องท่องเที่ยวเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปในภพน้อยภพใหญ่ให้เป็นทุกข์อยู่รํ่าไปอีก เพราะดับตัวเหตุตัวปัจจัย คือ ตัวตัณหาความอยากนี้ให้หมดสิ้นแล้วโดยไม่ให้เหลือเศษ และท่านก็รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันที่ดับทุกข์
ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันที่ดับทุกข์ นี่ก็คือศีล คือสมาธิ คือปัญญาเท่านั้น เพราะศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องระงับดับกิเลสตัณหาให้หมดไป ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะระงับดับกิเลสตัณหาได้ ศีล สมาธิ ปัญญานี้แล เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันที่ดับทุกข์ คือ เป็นเครื่องมือหรือเป็นเครื่องซักฟอกระงับดับกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นตัวเหตุตัวปัจจัยที่ให้เกิด ให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตายในวัฏสงสาร ให้สิ้นไป ให้ดับไป โดยไม่เหลือนั้นนั่นเทียว…
• การบําเพ็ญจริยา ๓
คนเราเกิดมาถ้าไม่ทําประโยชน์ มันก็ไม่ใช่มนุษย์ เขาเรียกว่า หมานุษย์ พระพุทธเจ้าท่านให้ทําประโยชน์ทั้ง ๓ ประการ คือ ประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ภายภาคหน้า ประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพาน ให้ไตร่ตรองกับชีวิตที่ยังเป็นๆ สดๆ อยู่
โลกัตถประโยชน์ ให้ทําประโยชน์แก่โลก คือ แก่ส่วนรวม สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็ให้พากันปรับปรุงพัฒนาขึ้นในวัตถุนั้นสิ่งนั้น ทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ ด้านวัตถุก็ให้เป็นประโยชน์แก่โลก ด้านจิตใจก็ให้เป็นประโยชน์แก่โลก อย่าเป็นคนทําลายโลก ขวางโลก
ญาตัตถประโยชน์ ประโยชน์ญาติพี่น้อง คือ สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน อันมนุษย์เราเกิดมาร่วมชาติ ร่วมศาสนา ร่วมพระมหากษัตริย์อันเดียวกัน ต้องเป็นญาติสนิทมิตรสหายกันทั้งนั้น ต้องมีการสงเคราะห์บํารุงซึ่งกันและกัน ด้วยกายสงเคราะห์ วาจาสงเคราะห์ ใจสงเคราะห์ มีการแบ่งสันปันส่วนซึ่งกันและกัน มีความเห็นพร้อมเพรียงกัน มีทิฏฐิเสมอกัน มีความสามัคคีปรองดองกัน ไม่แตกแยกกัน รักษาพัฒนาปรับปรุงบํารุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของตน อย่าไปคิดค้นและทําลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันเป็นสิ่งที่อัปรีย์ เป็นของไม่ดี ทําความชั่วความเสียหาย เป็นบาปเป็นกรรม เป็นโทษแก่ตน
อัตตัตถประโยชน์ ให้ทําประโยชน์แก่ตน สิ่งใดที่เป็นประโยชน์แก่ตนก็ทําขึ้นซี บาปมันเป็นโทษ มันมีโทษ มันไม่มีประโยชน์ ทําแล้วมันเป็นโทษ เป็นทุกข์ เป็นภัย เป็นอันตราย คุณความดี บุญกุศลมันเป็นคุณ เป็นประโยชน์ พึงพากันหมั่นบําเพ็ญกระทําขึ้น สิ่งใดที่ผิดกฎหมายบ้านเมืองและศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา จงพากันเลิกละหลีกเว้น อย่าพากันดําริตริตรึกนึกคิดขึ้น มันเป็นโทษ มันทําลายประโยชน์ของชาติ ของศาสนา ของพระมหากษัตริย์
ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือ ทําตนให้เป็นคนพลเมืองดีทํามาหากินโดยซื่อสัตย์สุจริต ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง เป็นผู้ประกอบแต่การงานที่ปราศจากโทษ เว้นการงานที่มีโทษ หมั่นประกอบการงานที่มีประโยชน์ หมั่นรักษาทรัพย์สมบัติของตน ที่ตนแสวงหามาได้ด้วยความหมั่นในทางที่ชอบ อย่าพากันเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายทรัพย์ไม่เป็นประโยชน์
พึงพากันเว้น เช่น การดื่มนํ้าเมา เหล้า กัญชา ยาฝิ่น เฮโรอีน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเนืองๆ เป็นเหตุฉิบหายแห่งโภคสมบัติเหล่านี้ พึงพากันหลีกละเลิกเว้น อย่าพากันทํา การเที่ยวกลางคืนในตรอกมืดให้ผิดเวลาเนืองๆ หรือเที่ยวล่าสัตว์ในป่าในดงในกลางคืน อันนี้ก็เป็นเหตุฉิบหายแห่งโภคสมบัติ พึงพากันเลิกละหลีกเว้น อย่าพากันสรรเสริญเยินยอ หรือนิยมเที่ยวดูการเล่นต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นเหตุฉิบหายแห่งโภคสมบัติ พึงพากันละเลิกหลีกเว้น ประกอบการเล่นพนันทุกประเภท อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเนืองๆ เหล่านี้ก็เป็นเหตุฉิบหายแห่งโภคสมบัติ พึงพากันหลีกเว้น อย่านิยมชมชอบคบคนชั่วเป็นมิตรเหล่านี้ แต่ละล้วนแล้วเป็นเหตุนํามาแห่งความฉิบหายของโภคสมบัติทั้งสิ้น เป็นคนเกียจคร้าน คือ ประกอบความเกียจคร้านไว้เนืองๆ เหล่านี้ก็เป็นเหตุฉิบหายแห่งโภคสมบัติด้วยกันทั้งนั้น จงพากันหลีกเว้น ให้เลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ อย่าพากันประกอบประพฤติเลี้ยงชีวิตในทางที่ผิด มันไม่ดี เป็นบาปเป็นโทษ พึงคบมิตรที่ดี คบเพื่อนที่ดี อย่าคบคนชั่วเป็นมิตร คบแต่คนที่ซื่อสัตย์สุจริต มีเมตตาอารี สามัคคีปรองดองซึ่งกันและกัน
นี้คือประโยชน์ปัจจุบัน ในชีวิตที่เป็นอยู่ พึงพากันประพฤติปฏิบัติกระทําขึ้น ถ้าเราเป็นผู้ที่อยากได้ความสุขความเจริญ อยากได้รับประโยชน์ อยาได้รับคุณ ต้องประพฤติปฏิบัติขึ้นเอาซีประโยชน์ภายภาคหน้า คือ นับแต่กายใจแตกแล้ว ต้องมีคติเพราะยังมีกรรม ท่านจึงให้บําเพ็ญประโยชน์ไว้สําหรับเป็นที่พึ่งของเราเมื่อตายไป ถ้าเราไม่บําเพ็ญประโยชน์ไว้ มันก็เป็นคนตายทุกข์ตายยากตายลําบาก ตายหอดตายหิว ตายกอดตายกุม ตายคุมตายขัง ตายอดตายอยาก ตายไปก็เป็นทุกข์เป็นยาก เพราะตนไม่ได้บําเพ็ญประโยชน์ไว้ในภายภาคหน้า
ประโยชน์ภายภาคหน้า คือ ให้มีศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในทาน ศีล ภาวนา ในบุญ เชื่อในบุญในบาป นี่ล่ะรักษาศีล เว้นสิ่งที่เป็นบาป ประกอบแต่สิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล พึงพากันเป็นนักเสียสละ บําเพ็ญทานการกุศล สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน สาธารณกุศลทั่วๆ ไปก็ดี พึงพากันหมั่นสดับตรับฟังคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงมีปัญญารอบรู้ในบาปบุญคุณโทษ ที่เป็นประโยชน์และมิใช่เป็นประโยชน์ พิจารณาสังขารร่างกายของตนให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ให้เห็นเป็นของไม่ใช่ตน ประเดี๋ยวเดียวมันก็ร่วงหล่นตายไป ดับไป หายไป ไม่มีอะไรที่จะเหลืออยู่ ที่ติดตัวของเราก็มีแต่บาปกับบุญเท่านั้น
ฉะนั้น ท่านจึงให้เลิกบาป บําเพ็ญบุญ ถ้าเราทําแต่บาป เกิดมาตายไปเราก็ไปอยู่ทุคติ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ถ้าเราทําบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอยู่ ตายไปเราก็ไปสู่สุคติ มนุษย์สุข สวรรค์สุข นิพพานสุข มีประโยชน์ภายภาคหน้า
ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน นิพพานดับกิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลง อย่าให้มีอยู่ที่ใจของเรา ถ้าเราดับกิเลสราคะ โทสะ โมหะ เหล่านี้หมดแล้วก็ถึงพระนิพพานเท่านั้น ไม่มีความสงสัยเลย
ดังนั้น พวกเราที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้ว อย่าปล่อยชีวิตของตนให้ล่วงเลยจากประโยชน์เปล่าๆ เกิดมาต้องทําประโยชน์ จึงเป็นมนุสสธรรม ถ้าไม่ทําประโยชน์เหล่านี้ เขาไม่เรียกว่ามนุษย์ เขาเรียกว่า หมานุษย์ สัตว์เดรัจฉานไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่ง ตายไปก็ทุกข์ยากปากหมอง ตายทุกข์ตายยาก ตายลําบาก เพราะไม่ได้ทําคุณงามความดีไว้ ตายอดตายอยาก เพราะไม่ได้บําเพ็ญทานไว้ตายกอดตายกุม ตายคุมตายขัง ตายมีหนี้มีสิน ตายมีโทษ เพราะไม่ได้รักษาศีล ให้พากันเข้าใจ ดังนี้แล”
• ท่านเทศน์แปลปริศนาธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้แสดงปริศนาธรรมไว้ว่า “ไม้ซกงกหกพันง่า กะปอมก่าแล่นขึ้นมื้อละฮ้อย กะปอมน้อยแล่นขึ้นมื้อละพัน ตัวใด๋มาบ่ทัน แล่นขึ้นนําคู่มื้อๆ” โดยท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์แปลขยายความไว้ดังนี้
“ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้เลื่อมประภัสสรแจ้งสว่างมาเดิม แต่อาศัยอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองเป็นอาคันตุกะสัญจรมาปกคลุมหุ้มห่อ จึงทําให้จิตมิส่องแสงสว่างได้ ข้อนี้เปรียบเหมือนว่า
ไม้ ๖ กิ่ง กะปอม คือ กิเลสทั้งหลายนั่นแหละ ใน ๖ กิ่งนั้นเปรียบเหมือนทวารทั้ง ๖ นั่นเองอันทวารทั้ง ๖ นี้เป็นที่มาของกะปอม คือ กิเลส กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่มาก็มาอยู่เรื่อยๆ และไปมาอยู่ทุกวันๆ ก็เริ่มเข้ามาทุกวันๆ นั่นเอง ถ้าเราไม่มีสติปัญญาทําลายของปลอม คือ กิเลสแล้ว กิเลสทั้งหลายก็ดันกันเข้ามา แล้วทําความเดือดร้อนกินแหนงแคลงใจให้แก่เราเท่านั้นเอง
กิเลสทั้งหลายไม่ใช่ของจริง เป็นสิ่งของปลอมเข้ามาในทวารทั้ง ๖ นับด้วยร้อยด้วยพัน มิไม่ใช่แต่เท่านั้น กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่เกิดมีขึ้น ก็จะมีทวีนี่ยิ่งขึ้นทุกๆ วัน ในเมื่อไม่แสวงหาทางแก้ ธรรมชาติของจิตเป็นของผ่องใสยิ่งกว่าอะไรๆ ทั้งหมด แต่อาศัยของปลอม กล่าวคือ อุปกิเลส ผู้สัญจรเข้ามาปกคลุมจึงทําให้หมดรัศมี ดุจพระอาทิตย์เมื่อเมฆมาบดบัง ฉะนั้น อย่าเพิ่งเข้าใจว่าพระอาทิตย์เข้าไปหาเมฆเมฆไหลมาบดบังพระอาทิตย์ต่างหาก
ฉะนั้น ผู้บําเพ็ญเพียรทั้งหลาย เมื่อรู้โดยปริยายนี้แล้ว พึงกําจัดของปลอมจากกิเลส โดยการพิจารณาให้แยบคายในกายคตาสติ ในกายคตาสติของตน ในกรรมฐานของตนนั้น นั้นเอง ดังที่อธิบายมาแล้วนั้น ก็จะสามารถกําจัดของปลอม คือ กิเลสได้ เมื่อกําจัดของปลอมกิเลสได้แล้ว จิตนั้นจึงจะสงบ ความสุขจึงจะเกิดขึ้น เมื่อทําลายของปลอมได้แล้ว จิตมันก็ลงถึงฐีติจิต จิตลงแล้ว เมื่อจิตลงถึงฐีติจิตเพื่อทําลายของปลอมให้หมด ซึ่งรู้ว่าของปลอมย่อมไม่เข้าถึงฐีติจิต เพราะสะพานเชื่อมต่อถูกทําลายขาดสะบั้นฉะนั้น แม้ยังต้องท่องเที่ยวหรือเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของโลกอยู่ ก็ย่อมเป็นดุจนํ้ากลิ้งบนใบบัวฉะนั้น
ผู้ที่ทําลายของปลอมนั้น ก็ได้แก่ ขันธ์ที่ทําลายของปลอมคือกิเลสนั้น ก็ได้แก่ มูลกรรมฐานทั้ง ๕ที่ได้อธิบายมาแล้วนั้น หรือได้แก่ กายคตาสติ ให้พิจารณากาย กายอันนี้แลเป็นฐาน เป็นสมรภูมิเป็นชัยภูมิที่ดีเลิศสําหรับเป็นฐานทําลายกิเลส วิชาอาคมหรือดาบที่จะฟาดฟันกิเลสให้ขาดสะบั้นนั้น ได้แก่ สติปัญญา นั่น มันเป็นอย่างนั้น ให้มีสติปัญญา น้อมเข้ามาพิจารณากายของตนนี้ กรรมฐานของตนนี้จึงจะกําจัดของปลอม คือ กิเลสได้”
• การพิจารณาอสุภกรรมฐาน
“เทศน์ “อสุภกรรมฐาน” เพื่ออบรมพวกเรา อสุภกรรมฐานนี่พระพุทธเจ้าสรรเสริญยิ่งนักให้พวกเรานักบวชเข้าไปเพ่ง เพราะเป็นการปรับราคจริตให้เบาบางหรือหมดไป อสุภะที่พระพุทธเจ้าสอนให้พวกนักบวชเข้าไปเพ่งนั้น คือ อสุภะที่ตายแล้ว เช่น ท่านแสดงไว้ในอสุภะ ๑๐ ว่า
๑. อุทธุมาตกอสุภ
๒. วินีลกอสุภ
๓. วิปุพพกอสุภ
๔. วิจฉิททกอสุภ
๕. วิกขายิตกอสุภ
๖. วิกขิตตกอสุภ
๗. หตวิกขิตตกอสุภ
๘. โลหิตกอสุภ
๙. ปุฬุวกอสุภ
๑๐. อัฏฐิกอสุภ
เป็นอสุภะ ๑๐ ประการด้วยกัน พระพุทธเจ้าท่านให้พวกเรา คือ นักบวชเข้าไปเพ่ง เราได้ยินข่าวว่าอสุภะ คือ ซากศพซากผีที่ตายอยู่ที่ไหน ตายเก่าหรือตายใหม่ก็ตามต้องเสาะแสวงหา เมื่อเวลาก่อนจะไปต้องประชุมสงฆ์ รํ่าลาสงฆ์ในวัด หรือมิฉะนั้นไม่มีสงฆ์ก็ต้องรํ่าลาผู้ใดผู้หนึ่งให้ทราบเสียก่อน จึงไปเพ่งอสุภะในภายหลัง เพราะถ้าไม่บอกไว้ เราไปเพ่งอสุภะในป่าช้านั้น บางทีมีอันตรายเกิดขึ้น จะไม่มีใครรับรองเป็นสักขีพยาน
เมื่อเราไปเพ่งอสุภะในป่าช้า ถ้าหากพวกโจรปล้นของชาวบ้านมา หรือลักของชาวบ้านมา มาถึงป่าช้าแล้วเห็นว่าเป็นที่คนเกรงกลัว โจรนั้นก็เลยซุกซ่อนของไว้ที่นั้นแล้วเขาก็หนีไป ทีนี้เจ้าของทรัพย์ตามมา มาเห็นทรัพย์ของเขาอยู่ที่ป่าช้า อยู่ที่ป่าช้าก็ไม่มีใคร มีแต่ภิกษุผู้เดียว เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจะสงสัยว่าเจ้าภิกษุนี้ ไปลักเอาทรัพย์ของเขามาซุกซ่อนไว้ จะเป็นเหตุให้รําคาญ ถ้าเราไม่มีพยาน ดังนั้นท่านจึงให้รํ่าลาเสียก่อนจึงให้ไปเพ่งอสุภะในภายหลัง
เมื่อเราจะไปเพ่งอสุภะ ในขณะที่เราเดินทางนั้น พึงสังเกตหนทางที่ไป อย่าไปเฉยๆ ให้เพ่งให้สังเกตตามหนทางที่ไปว่า ต้นไม้ พุ่มไม้ ตอ จอมปลวก หินศิลา หรือขอนไม้ อยู่ที่ไหน อยู่อย่างไรและทิศไหน ให้สังเกตไว้ เหตุที่ให้สังเกตเช่นนี้ เพราะอาศัยความตื่นเต้นในภายหลัง เมื่อเราเพ่งอสุภะกลับมาแล้ว จิตใจจะวิปลาสตื่นเต้นว่า สิ่งอื่น เช่น เป็นผี เป็นต้น ฉะนั้น ท่านจึงให้พิจารณาหนทางไปเสียก่อน เมื่อไปถึงซากอสุภะแล้ว เราก็อย่าพึ่งรีบเร่งเข้าไปทีเดียว ให้สังเกตเสียก่อนว่า ลมมันมาทิศไหน เราต้องไปอยู่ทางเหนือลม อย่าอยู่ใต้ลม และอยู่เฉียงสักหน่อย แล้วให้สังเกตซากอสุภะนั้น ตายเก่าหรือตายใหม่ เป็นซากอสุภะผู้หญิงหรือผู้ชาย สังเกตให้แน่
การไปเพ่งอสุภะเราอย่าให้ไกลนัก ให้ใกล้นัก ให้พอประมาณ ถ้าไกลนักซากอสุภะก็ไม่เห็นถนัด ใกล้นักก็ไม่เห็นถนัดเหมือนกัน ให้พอประมาณ แล้วให้ยืนเพ่ง หรือนั่งเพ่งก็ได้ แล้วแต่ความถนัดใจ แล้วให้ผูกนําจิตไว้ที่อสุภะ แล้วสังเกตซากอสุภะว่าทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนแต่ปลายผมลงมาถึงสะดือ ทิศเบื้องล่างแต่สะดือลงไปถึงปลายเท้า นี่เรียกว่าทิศเบื้องบน เบื้องล่าง ทิศเบื้องขวางสถานกลางก็ให้พิจารณา และซากอสุภะนั้นหันศีรษะไปทางไหน เท้าไปทางไหน มือไปทางไหนอย่างนี้ก็ให้พิจารณา
แต่ถ้าเป็นซากอสุภะที่ตายใหม่ หรือกําลังที่จะพองขึ้น ก็รู้ชัดว่าเป็นซากของผู้หญิง ผู้ชาย ถ้าเป็นซากของผู้หญิง เจ้าภิกษุไปเพ่งเข้าไม่ได้ เป็นวิสภาคารมณ์ ให้ราคะกําเริบเสิบสานขึ้น ถ้าเป็นซากของผู้ชาย ผู้หญิงไปเพ่งก็ไม่ได้ เป็นเหตุให้ราคะกําเริบเสิบสานขึ้น ฉะนั้น ท่านจึงห้ามไม่ให้เพ่ง เมื่อเราไปเพ่งอสุภะแล้ว เบื้องต้นก็ลืมตา ลืมตาเพ่ง เมื่อลืมตาเพ่งแล้วให้หลับตา แล้วเพ่งด้วยใจข้างใน เมื่อเพ่งด้วยใจข้างในแล้วให้ลืมตาเพ่งอีก แล้วให้หลับตาเอาใจเพ่ง ตาในกับตานอก ตาเนื้อกับตาในคือใจให้ตรงกันให้เห็นตรงกัน ถ้าตาเนื้อ คือ ตานอกเห็นอย่างไร ตาในก็ให้เห็นอย่างนั้นให้ตรงกัน
เมื่อตาเนื้อกับตาในตรงกันได้อย่างนี้ท่านว่า นั่นแหละท่านว่า ได้สําเร็จอุคคหนิมิต คือ ซากอสุภะเป็นนิมิตติดใจอยู่ไม่หลงลืม เมื่อได้อุคคหนิมิตแล้วอย่างนี้ พึงรักษาไว้ให้ดี ให้มีสติประคับประคองไว้ อย่าให้อุคคหนิมิตนั้นเสื่อมเสียไปเลย อุคคหนิมิตนี่แหละเป็นมูลเหตุที่จะให้บรรลุคุณงามความดี
ท่านรักษาไว้ให้ดี ให้เหมือนกับนกต้อยตีวิดรักษาฟองไข่ของมัน หรือให้เหมือนกับคนจนที่ไม่เคยมีเพชรมีพลอย เมื่อได้เพชรได้พลอยก็รักษาไว้ให้ดี หรือมิฉะนั้นเหมือนกับหญิงที่ได้ลูกเอก ลูกผู้มีบุญ ลูกผู้ประเสริฐมาเกิดร่วมอุทร ต้องรักษาครรภ์ไว้ให้ดี เมื่อได้อุคคหนิมิตแล้ว พึงมีสติประคองรักษาไว้ให้ดี อย่าให้เสื่อมทรามฉิบหายไป ต่อจากนั้นเราก็พึงรีบกลับมาที่อยู่ของตน แล้วก็สังเกตหนทางมาตามลําดับๆ เมื่อมาถึงที่อยู่ของตนแล้ว จึงเจริญอสุภนิมิตที่ตนเห็นติดตาติดใจนั้นน้อมเข้ามาสู่ที่ใจของเรา ให้อสุภนิมิตอยู่ที่ใจของเรา แล้วพิจารณาอสุภนิมิตนั้นให้แจ่มแจ้งขึ้นไป ให้เป็นปฏิภาคนิมิต
อสุภกรรมฐานทั้ง ๑๐ ประการนั้น ที่พระองค์ให้พวกนักบวชไปเพ่งนั้น คือ
อุทธุมาตกอสุภ คือ ซากผีที่ตายแล้วพองขึ้นโดยลําดับ นับจําเดิมแต่วันสิ้นชีวิตพองบริบูรณ์เต็มไปด้วยโรค
วินีลกอสุภ คือ ซากศพซากผีที่ตายแล้วมีสีต่างๆ เจือกัน คือ มีสีแดงบ้าง มีสีขาวบ้าง มีสีเขียวบ้าง ที่มีสีแดงประกอบในที่มีเนื้อ ที่มีสีขาวประกอบในที่มีนํ้าหนองนํ้าเน่า แต่ก็ต้องมีสีเขียวโดยมากดุจคลุมไปด้วยผ้าอันเขียว
วิปุพพกอสุภ คือ ซากศพซากผีที่ตายแล้ว มีสรีระนํ้าเหลืองไหลน่าเกลียด มีกลิ่นอันเหม็นอันเน่าอยู่ตลอดเวลา
วิจฉิททกอสุภ คือ ซากผีที่ตายแล้ว มีมืออยู่ข้างหนึ่ง มีศีรษะอยู่ข้างหนึ่ง
วิกขายิตกอสุภ คือ ซากผีที่ตายแล้ว เปื่อยหวะอยู่ มีหมู่สุนัขบ้านและสุนัขป่าทั้งหลายกัดทึ้งยื้อแย่งกันกินโดยประการต่างๆ
วิกขิตตกอสุภ คือ ซากผีที่มีมืออยู่ข้างหนึ่ง ศีรษะอยู่ข้างหนึ่ง เท้าอยู่ข้างหนึ่ง ไม่ติดต่อกันย่อมกระจัดกระจายกันไป
หตวิกขิตตกอสุภ คือ ซากผีซากศพ ที่บุคคลผู้มีเวรได้สับฟันด้วยเครื่องศาสตราอาวุธให้เป็นริ้วเป็นรอยอุกกาบาต
โลหิตกอสุภ คือ ซากศพซากผี ที่มีโลหิตไหลเอิบอาบซาบซึมอยู่ มีกลิ่นอันเหม็นอันเน่าอยู่ตลอดกาลและเวลา
ปุฬุวกอสุภ คือ ซากศพซากผีที่มีหมู่กิมิชาติ คือ หมู่หนอนทั้งหลายคลานเวียนบ่อนเจาะอยู่ตามซากอสุภะนั้นๆ มีเจาะกินตาเน่า เจาะกินหูเน่า เจาะกินจมูกเน่า เจาะกินปากกินลิ้นเน่า เจาะกินกายเน่า เจาะกินแข้งขาอวัยวะทุกส่วนเน่า เจาะกินทวารหนักเน่า เจาะกินทวารเบาเน่า เจาะกินหมด เจาะกินทวารเบาผู้ชาย เจาะกินหํากินโคยของผู้ชายเน่า ทวารเบาของผู้หญิง เจาะกินหี เจาะกินแตดเน่า ทวารหนัก คือ ฮูขี้ เจาะกินนั่น เจาะกินผมเน่า เจาะกินขนเน่า เจาะกินเล็บเน่า เจาะกินฟันเน่า เจาะกินหนังเน่า เจาะกินเนื้อเน่า เจาะกินเอ็นเน่า เจาะกินกระดูกเน่า เจาะกินเยื่อในกระดูกเน่า เจาะกินม้ามเน่า เจาะกินหัวใจเน่า เจาะกินตับเน่า เจาะกินพังผืดเน่า เจาะกินไตเน่า เจาะกินปอดเน่า เจาะกินไส้ใหญ่เน่า เจาะกินไส้น้อยเน่า เจาะกินอาหารใหม่เน่า เจาะกินอาหารเก่าเน่า เจาะกินเยื่อในสมองศีรษะเน่า เจาะกินนํ้าดีเน่า เจาะกินนํ้าเสลดเน่า เจาะกินนํ้าเหลืองเน่า เจาะกินนํ้าเลือดเน่า เจาะกินนํ้าเหงื่อเน่า เจาะกินนํ้ามันข้นเน่า เจาะกินนํ้าตาเน่า เจาะกินนํ้ามันเหลวเน่า เจาะกินนํ้าลายเน่า เจาะกินนํ้ามูกเน่า เจาะกินนํ้ามันไขข้อเน่า เจาะกินนํ้ามูตร คือ นํ้าเยี่ยวเน่า เจาะกินหน้าเน่า เจาะกินนมเน่า เจาะกินหมด หนอนเจาะกินหมดนี้ ปุฬุวกอสุภ คือ ซากศพซากผีที่มีกิมิชาติ คือ หมู่หนอนทั้งหลายเป็นบ่อน (ที่) เจาะกินอยู่ตามซากอสุภะนั้นๆ
อัฏฐิกอสุภ คือ ซากศพซากผีที่มีแต่ร่างกระดูกหรือท่อนกระดูก ดังที่เขาแขวนไว้ดังต้นเสาศาลานี้ เป็นต้น
เพราะหนอนทั้งหลายไปเจาะกินหมดแล้ว เนื้อ หนัง เอ็น ยังแต่ท่อนกระดูก และท่อนกระดูกทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีหนัง ไม่มีเนื้อ ไม่มีเอ็นรัดรึงไว้ มันก็กระจัดกระจายกันไป คือ กระดูกมือไปอยู่ทางอื่น กระดูกเท้าไปอยู่ทางอื่น กระดูกแข้งไปอยู่ทางอื่น กระดูกขาไปอยู่ทางอื่น กระดูกซี่เอวก็อยู่ทางอื่น กระดูกซี่โครงก็อยู่ทางอื่น กระดูกอกก็อยู่ทางอื่น กระดูกแขนไปอยู่ทางอื่น กระดูกไหล่ไปอยู่ทางอื่น กระดูกคอไปอยู่ทางอื่น กระดูกคางไปอยู่ทางอื่น กระดูกฟันไปอยู่ทางอื่น กระดูกกะโหลกศีรษะ คือ กระดูกหัวอยู่ทางอื่น และกระดูกทั้งหลายเหล่านั้นมีสีขาว เปรียบด้วยสังข์ เป็นของพิไรมีอยู่ในบริเวณภายนอก แล้วก็มีการเกินปีหนึ่งไปบ้าง สองปีสามปีไปบ้าง แล้วกระดูกทั้งหลายเหล่านั้นนานไปมันก็ผุละเอียดลงสู่สภาพเดิม คือ ดินล้วนๆ ไม่มีอะไรเป็นนิมิตเครื่องหมายว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนเราเขา แม้แต่นิดหน่อยน้อยหนึ่งนิดไม่มี
มีอสุภะทั้ง ๑๐ ประการ ท่านให้ไปเพ่ง เมื่อเพ่งแล้วให้น้อมเข้ามาที่กายของเรา ให้น้อมเอาอสุภะภายนอกเข้ามาสู่อสุภะภายใน คือ กายของเราให้ได้ แล้วเพ่งพิจารณากายของเราให้เหมือนกับอสุภะภายนอก เพ่งอสุภะภายนอกน้อมเข้ามาสู่อสุภะภายใน คือ กายของเราให้เหมือนกับอสุภะภายนอก เพ่งอสุภะภายใน คือ กายของเราให้เห็นเป็นเหมือนกับอสุภะภายนอก ดังนั้น ไม่ให้ผิดแปลกแตกต่างกันเลย นี่ท่านให้เพ่งอย่างนี้”
ภาค ๑๗ นิทานธรรม
ท่านเมตตาเล่านิทานยอดธรรมให้พ่อซ่นเพื่อให้พระเณรฟังทีหลัง
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“มีอุบาสกคนหนึ่ง ท่านก็เรียกว่าพ่อซ่น เป็นคําภาษาอีสาน ซ่นๆๆๆ เป็นชื่อเล่น ชื่อจริงชื่ออะไรไม่รู้ เราลืมชื่อท่านล่ะ คนที่บ้านนาคําแคน เป็นโยมอยู่ที่หมู่บ้านนั่นแหละ ท่านก็ขึ้นไปวัด ตอนเช้าก็มาทําบุญ เสร็จก็ขึ้นไปกับหลวงปู่จวนทุกวัน พ่อซ่นขึ้นไปดูแล ไปเก็บทําความสะอาดที่ชั้น ๕ ตอนเย็นก็ลงมากลับบ้าน เขามาดูแลอุปัฏฐากทุกวัน หลวงปู่จวนท่านก็เล่าไป พ่อซ่นคนนี้ก็ถาม ท่านก็ตอบ ตอนนั้นยังไม่มีใครฟังหรอก มีพ่อซ่นคนเดียว แล้วก็อัดเทปไว้ด้วย แล้วมาเปิดให้พระเณรฟังทีหลัง ตอนท่านเล่านิทานให้พ่อซ่นฟังมีอวัยวะเพศออกมาเป็นยอดธรรม ท่านก็พูดความจริง เทศน์ให้พระฟังก็มีอวัยวะเพศออกมา คล้ายๆ หลวงปู่ตื้อเทศน์ยอดธรรม”
นิทานเรื่องภิกษุเสพเมถุนกับลิงป่า
จะพูดนิทานเรื่องหนึ่งให้ฟังนะ เอ้อ ! คือว่านิทานเรื่องหนึ่ง ภิกษุองค์หนึ่งไปบําเพ็ญภาวนาอยู่ในป่าองค์เดียว ไปผู้เดียว บําเพ็ญอยู่นั่นล่ะ พอบําเพ็ญไปบําเพ็ญมาหลายวัน มีลิงป่า ลิงป่ามันมาก พวกลิง ทีนี้ภิกษุองค์นั้นไปเห็นลิงเสพกัน เอ้อ ! เห็นลิงเสพกัน เห็นไปทุกวันๆ ก็เลยมีความกําหนัดในลิงเสพกัน ต่อมาก็เลยคิดได้ คิดอยากเสพกับลิง ควยมันแข็งขึ้นนะ ซ่น (พ่อซ่น : ครับ)
ทีนี้ไปบิณฑบาตมา เอากล้วยเอาข้าวล่อลิงแม่ (ลิงตัวเมีย) ล่อให้มันเข้ามากิน ล่อเข้าไปทุกวันๆมันก็คุ้นเคยเข้า คุ้นเคยเข้า เลยจับมันได้ จับได้ก็ลูบนั่นลูบนี่ เอาไปเอามาก็เลยเสพมันได้ เสพลิง นั่นล่ะทีนี้เข้าไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านเลยโบกมือ “ภิกษุอลัชชี อันธพาล อย่ามาสู่สํานักเรา ท่านเสพเมถุน” ว่างั้น ท่านก็เลยบัญญัติ “ภิกษุเสพเมถุนธรรม จะเสพมนุษย์หรือสัตว์ หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งก็ตาม ถ้ามีไถยจิต คิดจะเสพแล้ว เป็นอาบัติปาราชิก ขาดจากภิกษุ เป็นผู้พ่ายแพ้ยับเยินย่อยยับจากมรรค จากผล จากนิพพาน” ว่างั้น
“เป็นผู้ตัดอุปนิสัยเจ้าของ” ว่างั้น “ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน” ว่างั้น วิบากอันนี้ต้องไปตกนรก ไปเป็นเปรต ว่างั้น นี่ล่ะ ถ้าผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ถ้าตัวเองไม่รักษาตัว ไม่สํารวมตัว มันเป็นโทษหมด อยู่ในป่าในเขาก็ตาม อยู่ในถํ้าในภูก็ตาม อยู่ในบ้านในเมืองก็ตาม ถ้าไม่รักษาตัวล่ะ ไม่มีการสํารวมตัว ไม่ภาวนาเพื่อทรมานตนให้พ้นไปจากทุกข์ มันต้องเป็นอย่างนี้แหละ
นิทานเรื่องภิกษุอวดอุตริ
อีกนิทานเรื่องหนึ่ง ภิกษุองค์นี้เข้าไปอยู่ในป่าเหมือนกัน อยู่ในถํ้า ทีนี้ก็อยู่นั่น อยู่นานปี นานวันนานปีไป กิตติศัพท์ชื่อเสียงอันนี้ก็เลื่องลือขึ้นไป โด่งดังขึ้นไป ว่าพระคุณเจ้าองค์นี้เป็นผู้ที่วิเศษอยู่ป่า อยู่ถํ้า อยู่เขา พวกชาวบ้านเขาก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส เอ้อ ! ภิกษุองค์นี้ก็อวดตนว่าตนเก่ง ตนมีฤทธิ์มีเดช เหาะเหินเดินอากาศได้ เอาซะแล้วทีนี้ เห็นเขายกย่องสรรเสริญนะ เอ้อ !
ทีนี้วันหนึ่ง พวกทายกทายิกาเขามามนต์ (นิมนต์) เขาไปมนต์ มนต์ไปรับไทยทาน ให้ไปพร้อมเขา ภิกษุองค์นั้นก็เลยทําท่าอุบาย “เอ้อ ! อุบาสกไปก่อน อาตมาไปทีหลัง ไม่ยาก” ทางมันคดมันเลี้ยว เหมือนกับแขนศอก ทีนี้ทางตรงนั้นไม่มี มีรากไทรรากหนึ่งออกจากถํ้า แล้วมันตรงลงไปหนทาง เอ้อ ! รากเป็นรากไทร เป็นอย่างนั้น พวกโยมก็ไม่ได้สังเกต ทีนี้โยมก็เลยไป โยมนั้นเดินทางคด ทางโค้ง กว่าจะมาถึงรากไทรหย่อนลงนั้นจึงกินเวลานาน
ทีนี้ภิกษุองค์นั้น พอโยมไปพอประมาณแล้ว ภิกษุองค์นั้นก็ขึ้นรากไทรนั้นแหละ ก็เลยไปลงรากไทร ไปรออยู่โน่น ทีนี้โยมไปก็ไปเห็นภิกษุรอท่าอยู่นั้น “เอ๊ะ !” ว่างั้น “พระคุณเจ้านี้มาทางไหน ? พวกผมมาก่อนทําไมถึงทีหลัง พระคุณเจ้าองค์นี้แปลกแล้ว” “สมณะนี้ไปทางไหนก็ได้ ไม่ยาก” ท่านว่านะ เอ้อ ! “โธ้ ! พระคุณเจ้าองค์นี้เก่งมาก” เขาก็ยิ่งสรรเสริญ ยิ่งเลื่อมใสขึ้น เขาก็ทํา เขาก็เลื่อมใสขึ้นไปก็นิมนต์เรื่อยๆ ก็ทําแบบนี้เรื่อยๆ ไป
ทีนี้มีอุบาสกคนหนึ่งมาสังเกต “บ๊ะ ! พระภิกษุองค์นี้เห็นทีจะโกหก” เลยสังเกตดู ไป ไปมองดูลับๆ แต่ง (แบ่ง) เพื่อนกันไปมนต์ (นิมนต์) แล้ว คนนั้นไม่ไป มองดูอยู่นั่นแหละ ลับๆ ทีนี้ทีหลังเห็น เห็นทุจริตภิกขุนั้นขึ้นตามรากไทร ลงตามรากไทร “เอ้อ ! ทีนี้” ว่างั้น ทีนี้ ทีหลังก็มนต์อีก โยมคนนั้นแหละเลยไปตัดรากไทรไว้ ซ่น ตัดรากไทรไว้ เอ้อ ! ตัดรากไทรไว้ เอาเชือกน้อยๆ ผุๆ นั่นล่ะต่อไว้ เอ้อ ! แล้วก็มีคนดักอยู่นั่นอีก แล้วก็แต่งกันไปมนต์พระ พอดีมนต์ก็ “ไป ไปก่อนโยม อาตมาจะไปทีหลัง” ว่านะ (พ่อซ่น : ตามเคยว่างั้นเถอะ)
ไป เขาก็ไปก่อน แล้วพวกที่ดักอยู่นั้นก็มี เขาก็ไปรออยู่ที่นั่นอีก พอดีพระองค์นี้ก็ขึ้นไปรากไทรขึ้นไปๆๆ ตอนลงทีนี้ แล้วเขาตัดรากไทร เขาก็กลบให้ดีนะ เอ้อ ! ไอ้ภิกขุโกหกนั้นมันไม่สังเกต เพราะบาปกินหัวมัน (พ่อซ่น : บาปมาถึงแล้วนะทีนี้)
พอดีก็ลงมาๆ พ้นรากไทรตรงนั้น ก็ตรงที่เขาตัดต่อ ก็ลงมา มาขาดเลย ขาดก็ฟาดลง เฮิ่ม ! เลยโอ๋ย ! จนรากเลือดว่างั้นเถอะ ใส่ก้อนหิน เขาก็เฮใหญ่เลย “นี่ภิกษุโกหก” เขาว่า เขาจับได้ ชี้หน้าพร้อมว่า “ท่าน ทําแบบนี้มันโกหก สมณะอะไรนี่”
นี่ล่ะ ไปอยู่ป่าอยู่เขา อวดดิบอวดดีแบบนี้ เอ้อ ! มันเป็นอย่างนั้น เป็นโทษอย่างนี้ล่ะ
นิทานเรื่องภิกษุแกล้งเป็นผู้มักน้อย
อีกองค์หนึ่งอีกเหมือนกัน ไปอยู่ป่าเหมือนกัน ภิกษุอยู่ป่า ทําท่าเป็นผู้มักน้อยสันโดษ กิตติศัพท์อันนี้ก็เลื่องลือไป โยมเขาก็เลยเกิดความเลื่อมใส ปวารณาปัจจัย ๔ เอ้อ ! แด่พระคุณเจ้า “พระคุณเจ้าต้องการปัจจัย ๔ อย่างไร ขอร้องเรียกกับโยมได้ทุกเวลา”
“เฮ้ย ! สมณะต้องการอะไรกับปัจจัยนะ สมณะมักน้อยสันโดษ ไม่เอาอะไรล่ะ” ว่านั้น
เอ้อ ! ทีนี้เขาก็เลยขนของมา มาน้อยไม่เอา สมณะมักน้อย ทีนี้เขาหากยิ่งมาอีกมามาก เอาไทยทานมาบูชาหลาย (มาก) เขาว่าเป็นผู้มักน้อยสันโดษ พอได้เยอะๆ แล้ว จ้างเกวียนชาวบ้าน ลากไปเลย ไปขาย (พ่อซ่น : พระองค์นั้นน่ะ ?)
เอ้อ ! เอาทีเดียวเลย ไปขายเลย ขายแล้วก็ได้เงิน สึก… เอ้อ ! สึก ได้เงินมาก สึกแล้วทีนี้ เลยไปเอาลูกเอาเมีย ไปได้แม่ม่าย แม่ม่ายฮี๋โรค (โรคเกี่ยวกับอวัยวะเพศหญิง) ไปสี้ (หลับนอน) แม่ม่าย โคย (อวัยวะเพศชาย) ก็เป็นโรค ขาดนํากันเลย (อวัยวะเพศขาดด้วยกันเลย) ฮี๋กื้กวืก (ขาด)
(พ่อซ่น : โอ๊ย ! เป็นหลายอย่างเนาะ)
โคยก็ขาดเลยว่างั้นเถอะ อย่างนั้นล่ะ โทษ
(พ่อซ่น : โอ๊ ! ของอย่างนี้มัน ถ้าสร้างไม่ดี มันเป็นโทษเนาะครับ)
เป็นโทษ ไปได้แม่ม่าย แม่ม่ายฮี๋โรค ฮี๋กื้กวืกเลย บ่มีเลย ใส่ลงไป โคยก็เป็นโรค โคยก็ขาดเหมือนกัน กิน… เข้ากินถึงหํา (อวัยวะเพศชาย) นู่นล่ะ เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไร มีแต่รูเยี่ยวเท่านั้น เป็นอย่างนั้นล่ะ ซ่น นิทาน
นี่ล่ะ ไปอยู่ไหนก็เหมือนกันล่ะ ถ้าไม่สํารวม ว่างั้นเถอะ เป็นอย่างนี้หมด เป็นโทษหมด
นิทานเรื่องหลวงตาดากโกน
อีกนิทานเรื่องหนึ่ง ซ่น อันนี้เป็นหลวงตา หลวงตานี้ละครอบครัวออกบวช แต่ก่อนก็เป็นอุบาสก เป็นโยม ได้ยินว่าพระมหาเถระองค์นั้นท่านเป็นผู้มีคุณสมบัติอันดี ลาภรวยมาก คนเลื่อมใสว่างั้น พระเถระองค์นั้นท่านอยู่ป่า คนเลื่อมใสท่าน คนยกย่องนับถือท่านว่าเป็นพระอรหันต์ เขาเอาเครื่องสักการบูชาไปถวายหลาย เห็นท่านมีลาภแล้วเลยบวช อยากได้ลาภเหมือนท่าน เอ้อ ! พ่อออกผู้นั้นก็เลยบวช บวชเขาก็เรียกว่าเป็นหลวงตา พอบวชได้ ๗ วันล่ะ “บ๊ะ !” ว่างั้น “พระเถระองค์นั้นคือมีคนนับถือมากจัง ลาภสักการะท่านมากจัง” ว่างั้น สืบสาวเรื่องราว “โอ๋ ! ท่านอยู่ป่า เราไปอยู่ป่าก่อนน้า”
หลวงตาก็เลยเข้าไปอยู่ป่าผู้เดียวบําเพ็ญอยู่ ให้คนนับถือตัว ให้คนยกย่องว่าตัวเป็นพระอรหันต์ไปแล้วนั่น หลวงตานั้นไปอยู่ป่า อยู่องค์เดียว เอ้อ ! การไปอยู่ป่านั้น แสดงใจกล้าหาญแท้นะ ทําท่าถามญาติโยม “ป่าที่ใดมันสัตว์ป่าเยอะๆ ที่ผีเก่งๆ ?” โยมก็บอก “ที่นี่แล้ว ใครไปอยู่ก็ไม่ได้” ว่างั้น “ผีมันดุมาก ป่าที่นั่นมันรกนะ”
หลวงตาก็ไป ไปแล้วก็ให้โยมทํายกร้าน ยกอะไรให้ ยกแคร่ยกร้านน่ะ พอได้นอนเก็บบริขาร แกก็อยู่นั่นแหละหลวงตา “โยมไปเสีย อาตมาไม่เป็นไรดอก ไม่กลัวดอก มาเลยผีนี่ สัตว์นี่มาเลย” ไปเลย หลวงตาไป พอหลวงตาไปบําเพ็ญอยู่นั่นหลายวันล่ะ บําเพ็ญอยู่เป็นเดือนนะ ไม่ใช่น้อยๆ นะ ทีนี้อยู่มากิตติศัพท์หลวงตาก็ดังขึ้นมา ว่าหลวงตานี้เป็นผู้มักน้อยสันโดษ อยู่ป่า เห็นจะเป็นผู้วิเศษ ได้บรรลุธรรม ชาวบ้านเขาก็มา มานําปัจจัยนํามาถวาย หลวงตาก็ทําท่าสงบเสงี่ยม แสดงตนสงบเสงี่ยม เขาก็เกิดความเลื่อมใสทีนี้ ชาวบ้านก็เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ
อยู่มาวันหนึ่ง นี่ล่ะ สมัยนั้นโคแก่ คือ วัวแก่นั้น เขาไม่ใช้งาน เขาปล่อยทิ้งให้อยู่ตามลําพังเหมือนกับคนที่ว่ามันคนแก่นั้น เขาไม่ใช้งาน เขาปลดเกษียณอย่างนี้แหละ สําหรับสัตว์ที่แก่ๆ เป็นพวกโคพวกกระบืออย่างนี้ แก่ๆ แล้วเขาไม่ใช้งาน เขาปล่อย ทีนี้โคแก่ก็หากินตามลําพัง พอคํ่าเข้ามาก็เลยแวะเข้าไปพักที่ป่ากับหลวงตาอยู่ เวลาคํ่ามืดนะ (พ่อซ่น : โคตัวนั้น) โคตัวนั้น โคเฒ่าตัวนั้น โคแก่ตัวนั้น
หลวงตาไม่รู้ทีนี้ กลางคืนนะ คืนเดือนมืด โคนั้นถึงเวลามันเคี้ยวเอื้องก็ว่า มันเคี้ยวหญ้านะ ควาก… ควาก… เสียงมันก็ร้องทางคอมัน อือ… อือ… หลวงตาเข้าใจว่าผี ผีในป่ามา “เอ๊ ! ผีอะไร ผีมันคราง มันร้องได้อย่างนี้ อือ…” ผี ! กลัวแล้วหลวงตา (พ่อซ่น : กลัวผีแล้ว) กลัวผีแล้ว ก็เลยภาวนา ยังไงๆ โคตัวนั้นก็อือ… หนึ่ง มุดป่า ควาก… ควาก… “โอ๊ย ! ผู้ข้า (ข้าพเจ้า) นี้ หยุดๆ อย่ามาทําข้าพเจ้าเลย” หลวงตาว่า เข้าใจว่า “เป็นผี หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพระอินทร์เหรอ มาทดลองเรา ? อย่าทําผู้ข้าเลย ผู้ข้าไม่ใช่พระอรหันต์ดอก ผู้ข้ามาอยู่เฉยๆ ผู้ข้าโกหกชาวบ้านว่าเป็นผู้วิเศษอย่างงั้นอย่างงี้ ทําท่าเฉยๆ ข้าจะเข็ดจะหลาบแล้ว” ว่างั้น
โคนั้นก็ อือ… เคี้ยวเอื้องอยู่นั่นล่ะ หลวงตาก็ไหว้วอน ไหว้วอนถึงพระอินทร์ ขออ่อนขอยอมไม่แสดงตนทุจริตแบบนี้อีก ว่างั้น อวดตัวนะ แสดงตนว่าตนเป็นผู้เก่ง ไม่กลัว เราเป็นผู้หมดความกลัวแล้วเรื่องผี เรื่องสัตว์ ว่างั้น แสดงตนว่าเป็นพระอรหันต์นู่นล่ะ ทีนี้ไอ้โคแก่มาทดลอง ฮ่วย ! หลวงตานี่ไม่มีที่อยู่เลย ว่างั้นเถอะ ทั้งคืนเลย ตลอดคืนไหว้วอนอยู่นั่นล่ะ
ทีนี้พอถึงเวลาเช้ามา “เอ๊ ! อะไรนี่มันอยู่ที่นี่ ?” หลวงตาเลยไปดู “ไม่ให้กูได้หลับได้นอนตลอดคืน กูไหว้วอนก็ไม่หยุดไม่ยั้ง” ว่างั้น ไป… ไปเห็นโค เห็นโคแก่ “โฮ้ ! มึง มึง ไอ้นี่เองเหรอ” ว่าซั่น “มึงมาหลอกลวงกู หา ! มาทรมานกู ไม่ให้กูหลับกูนอน” ไล่ ค้อนไล่ตี ไล่ตีโคแก่ “เก่งจังเลยไอ้นี่” ว่างั้น ไล่ตี โคก็วิ่งตามทางกลับเข้าบ้าน เป็นอย่างนั้น หลวงตาก็ไล่โคนั่นแล้ว โคก็วิ่งไปตามทางเข้าบ้าน หลวงตาก็ไล่ตีโคไป ว่ามึงมาทรมานกูแบบนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ว่าไปแล้ว โกรธให้โค
ทีนี้อุบาสกกําลังจะมาจังหัน มาจังหันหลวงตา พอดีเจอะหลวงตาไล่โคอยู่ “หลวงตาทําไมมาไล่ตีโค ?” อุบาสกว่า “โคนี้โคแก่ ไล่ตีมันทําไม ? อย่าไปไล่มันครับ สงสารมัน ไม่เป็นไรดอก อย่าไปไล่ตีมัน” “หา ! โยมจะมาช่วยโคเหรอ เข้าข้างโคเหรอ” ก็ไล่ตีโยมอีก “โคนี้มันทรมานอาตมานี่ อาตมาไม่ได้นอนตลอดคืนเนี่ย โยมมันเข้าข้างโคนี่ หา !” ไล่ตีโยมอีก ฟาดไล่โยมเลย ตีเลย เอ้อ ! โยมก็หนีเข้าในบ้าน หลวงตาก็ไล่เข้าตี ทั้งโคทั้งคนนะเดี๋ยวนี้ ว่าเข้าข้างโค
อย่างนี้ล่ะ ซ่น ต่อแต่นั้นมาชื่อเสียงหลวงตาก็เลยหายเลย ซ่น (พ่อซ่น : ไม่มีเลย) ไม่มีเลย เอ๊ !คนนี้เป็นไปหมดนะก็ยังว่า ใช่ไหม ? คนก็คนดากโกนเนาะ คนดากโกน (คนก้นโพรง ความหมาย เหมือนกับคําสุภาษิต ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง) โอ๊ ! นี่ล่ะนิทาน มันเป็นอย่างนี้ล่ะ ซ่น
นิทานเรื่องผัวเมียอุตตมะ กับ ผัวเมียหีนะ
อีกนิทานเรื่องหนึ่ง ซ่น นิทานเรื่องนี้นิทานเรื่อง เขาไปหาทรัพย์ในดินสินในนํ้ามา มีผัวเมียคู่หนึ่ง ผัวเมียคู่นั้นเป็นคนอุตตมะ ถูกต้องล่องคอกัน เคารพยําเกรงกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ผิดกัน ก็เลยไหว้วอนถึงเทวดา กลางคืนมาว่า “ผู้ข้านี้ทุกข์ยากมาก ขอเทวดามาบอกหน่อย ในความฝัน” ว่างั้น“บอกขุมทรัพย์หน่อย” ว่างั้น พอไหว้วอนจุดธูปจุดเทียนแล้วก็ทั้งผัวทั้งเมีย กลางคืนมาก็เทวดามา มาบอกในความฝันผัวเมียคู่นี้ ซ่น “โย่ว ! ถ้าพวกเจ้าอยากรํ่าอยากรวย อยากได้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ไม่ยากดอก” ว่างั้น “พรุ่งนี้นั้น พรุ่งนี้ล่ะ เช้าให้พากันไปในป่า ในต้นไทรใหญ่ต้นนั้นนะ” ว่างั้น เทวดาอยู่นั่นล่ะ (พ่อซ่น : เทวดาอยู่ต้นไทร ?)
อือ ไปแล้วก็ไปไหว้วอนอยู่นั่นล่ะ “ผู้ข้าขอทรัพย์สมบัติ” จุดธูปจุดเทียนบูชาเทวดานั้น “แล้วท่าน จะให้โชคให้ลาภดอก” ว่างั้น ผัวเมียคู่นี้ก็พากันไป ตื่นเช้าก็พากันไป ไปก็ไปไหว้ไปวอนจุดธูปจุดเทียนขึ้น เทวดาอยู่นั่นก็เลย… อยู่ต้นไทรก็เลยถาม แต่ไม่ให้เห็นตัวนะ “พวกเจ้าอยากได้อะไร ?” ว่างั้น “โอ๊ย ! ผู้ข้าอยากได้เงิน อยากได้คํา (ทองคํา) แล้ว” ว่างั้น “อยากได้มากแค่ไหน ?” ว่างั้น “เอาแต่จะโปรดแล้วข้าน้อย” ว่างั้น “เอาแต่พระผู้เป็นเจ้าจะโปรดผู้ข้าแล้ว” ว่างั้น “เอ้อ ! ถ้าอย่างงั้นไม่ยาก ข้าจะเอาไปให้ในคืนนี้ พากันกลับไปเสีย” ว่างั้น เลยพากันกลับ (พ่อซ่น : กลับมาบ้าน) กลับมาบ้าน
ครั้นกลับมาแล้วก็ พอจะนอน ก็พากันจุดธูปจุดเทียนไหว้วอนเทวดาเหมือนเดิม บูชาเทวดาไว้เทวดาตามมาดู “โอ๊ ! ผัวเมียคู่นี้ดีเว้ย สมควรจะมีทรัพย์สมบัติได้” ก็เลยเอาไหคํา (ทองคํา) ไหหนึ่ง ไหเงินไหหนึ่ง มาส่งให้ ตั้งไว้กลางเรือน สูงเสมอหัวพอดี ซ่น ยืนอยู่พอดีกับเสมอตัวของผัวเมีย ไหขนาดใหญ่นะ ตุ่ม ตุ่มใหญ่เลย ตุ่มหนึ่งเต็มไปด้วยเงิน ตุ่มหนึ่งเต็มไปด้วยคํา เลื่อม (เงา) อยู่พาบๆๆๆ อยู่ เทวดาก็หนี
พวกนี้ตื่นเช้ามา มาเห็นไห ไหตุ่มขนาดใหญ่ ๒ ตุ่ม “โฮ้ !” ว่างั้น “เทวดาเอาไหเงิน ไหคํา มาให้เราแล้ว” ว่างั้น ไปเปิดดู มีแต่ไหเงินไหหนึ่ง เปิดไหหนึ่งมีแต่ไหคํา พากันบูชาเทวดา ยกย่องสรรเสริญไหว้วอนเทวดาแล้วพากันรํ่ากันรวย เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ผัวเมียคู่นั้นขึ้นคราวหนึ่งคราวเดียวเลย เป็นอย่างนั้น
คราวนี้ผัวเมียคู่ที่ ๒ นี้เป็นสหายกัน เป็นสหายกันกับผัวเมียคู่ที่ ๑ ได้ยินข่าวว่าสหายของตนเป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์แล้วไปเยี่ยม ไปเยี่ยมทางนั้นก็มีบ้านมีเรือน มีหอปราสาทราชมณเฑียรขึ้นล่ะนะ เอ้อ !เลยถาม ถามสหายผู้นั้น “ทําอย่างไรเพื่อนถึงได้รํ่ารวยเร็วแท้ ?” ว่างั้น “คือลาภรวยเร็วแท้” สหายก็เลยบอก “ทําอย่างนั้นๆ” ผัวเมียคู่ที่ ๒ ก็เลยอยากได้ แต่ผัวเมียหีนะนะ พวกนี้ไม่ถูกต้องล่องคอกันพูดอะไร ผัวพูดไว้อย่างหนึ่ง เมียพูดไว้อย่างหนึ่ง ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่อย่างนั้น ตื่นขึ้นมาก็มีแต่เถียงกัน (พ่อซ่น : โฮ้ ! ผัวเมียหีนะเนาะ) ผัวก็หีนะ โคยก็โคยนะ (อวัยวะเพศก็อย่างเลว) เมียก็หีนะ ว่างั้นเถอะ เอ้อ ! เลยตื่นเช้าก็พากันไป ไปก็ไปไหว้วอนเทวดา เทวดาก็ถาม “พวกเจ้าอยากได้อะไร ?”“อยากได้เงินได้คําแล้ว ข้าน้อย” ว่างั้น “อยากได้มากแค่ไหน ?” “เอาแต่จะให้แล้ว เอาแต่จะโปรดข้าน้อย” ว่างั้น “เอ้อ ! ไป คืนนี้เราจะเอาไปให้” ว่างั้น นั่น ทางที่ไปหาเทวดาก็ไม่ใช่ใกล้ๆ นะ เอ้อ ! บุกป่าฝ่าเข้าไป ทีนี้กลับ ผัวเมียคู่นี้กลับถึงบ้านแล้ว พากันกินข้าวคํ่าข้าวเย็นแล้วก็ทางผัวว่ากับเมีย “ฮ่วย ! ไปจุดธูปจุดเทียนไหว้วอนเทวดาหน่อยเถอะ ให้ท่านส่งโชคส่งลาภ” “โอ้ย ! ทําคนเดียวเถอะ” ว่างั้น เมียว่า “ฉันเมื่อย เจ้าทําเถอะ ฉันเมื่อยไม่ทําดอก เจ้าทําแล้วก็แล้วล่ะ”
เอาซะแล้ว เทวดาตามมานะ “อ้าว ! ผัวเมียคู่นี้ ไม่ถูกต้องล่องคอกันเว้ย” ว่างั้น “ฮ่วย ! บอกว่าทําพร้อมกัน” “ไม่ๆๆ ทําไมพูดรํ่าไรนักหนาแท้” ผู้เมียนั่น (พ่อซ่น : เทวดาก็ฟังอยู่) ฟังอยู่ “ฮ่วย ! รํ่าไรยังไง ทําให้มันพร้อมกัน เอาเงินเอาคํา” “ฮ่วย ! มันรวยก็จะรวยเองแหละ เทวดายังไง จะไปเอาเงินเอาคํามาให้” ยิ่งพูดไปอีก คนดื้อรั้นมันเคยดื้อรั้น เอ้อ ! “มันจะเอาอะไรมาให้อีก มันเมื่อยจะตาย นอนแม่มันแหละ” ว่า “ไม่ไหว้พระ ไม่ไหว้อะไรล่ะ เทวดาก็ช่าง” ว่างั้น “เจ้าทําเถอะ เจ้าอยากได้เงิน” ว่างั้น นอนเลย ไม่สนใจเลย ผู้เมียหีนะก็ดี ผัวก็ “ทําอย่างไรดีน้อ ?” ว่า ผู้เมียไม่ทําก็ “บ๊ะ ! หีแม่มันเถอะเว้ย” เลยไม่ทํา เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่ได้ มันไม่พร้อมกัน “อีห่านี้” ว่า “มันไม่ได้เพราะอย่างนี้ล่ะ” ว่างั้น “โอ้ย ! บักห่ามึงเอ้ย” ว่า ผู้เมียก็ดี (พ่อซ่น : พวกหีนะเนาะนี่)
พวกหีนะ ทีนี้ ซ่น กลางคืนมาเทวดาก็เอาไหมาตั้งนั่นล่ะ มาก็ตื่นขึ้นเช้า ผัวก็ตื่นขึ้นก่อนแล้วรีบมาดู “โฮ้ ! นี่ไงไห เทวดาเอามาแล้วไหเงินไหคํา” ว่างั้น “โฮ้ ! จะมีอะไร ไหก็มีไหหัวโคยเจ้า (โคย คือ อวัยวะเพศชาย) กับไหหน่อแตดข้า (หน่อแตด คือ อวัยวะเพศหญิง) นั่นแล้ว” พูดไป ผู้เมียพูดคําไม่ดีไม่เป็นมงคล เพราะคนมันเคยดื้อเคยรั้นมาก่อน (พ่อซ่น : คนเคยเป็นอย่างนั้น) ทางผัวก็ว่า “โอ้ย ! อีห่ามึงเอ้ย” ว่างั้น “อย่าไปพูดอย่างนั้น” ว่างั้น ต่อยใส่ก็อีห่าเลย หมอนั่นก็ดี ผู้เมียก็ว่า “โอ้ย ! บักห่ามึง ไหมันจะมีอะไร มีแต่ไหหน่อแตดกับไหหัวโคยเจ้านั่นแล้ว บักห่ามึงเอ้ย” ก็ว่าไป “โอ้ย ! อีห่ามึงเอ้ย” พูดว่า
ทีนี้มันมีทั้ง ๒ อย่าง ซ่น ไหหนึ่งไปเปิดดูมีแต่หัวโคย เป็นอันๆ อยู่เต็มไห (พ่อซ่น : ว่าหัวโคยมีหัวโคย) เอ้อ ! เพราะความคิดเป็นอย่างนั้น มันไม่ไกลความคิด หัวโคยเป็นอันๆ อยู่เต็มไห ลืมตาเลิกลั่กอยู่หัวโคย กับผีห่าเต้นไปเต้นมาอยู่ คือการ์ตูนนี่แล้ว เต้นย่อกๆ แย่กๆ อยู่นั่น ผีห่ามันด่ามันแช่งใส่ห่านะ ไปเปิดดูอีกไหหนึ่ง มีแต่ไหหน่อแตด นั่น ชอนไชยุบยับๆ อยู่ เปิดเหม็นเอ้อๆ เลย ซ่น คือหนอนนี่ล่ะ หน่อแตดอ้วน “โอ๊ย ! ตายทีนี้” ว่างั้น “มันเหม็นเน่าใส่เรือน เรือนนั้น เรือนเหย้านะ เป็นอย่างไร” ว่างั้น “แบก จะพากันแบกไปทิ้ง ไปเท เป็นอย่างนั้น” ไปเทลงหนองปากทางเข้าหมู่บ้านนั่นล่ะ ผู้เมียแบกไหโคยเสียก (โคยถอก) ผู้ผัวแบกไหหน่อแตด มันหนักนะ ซ่น
ไหผีห่าก็มี เต้นไปเต้นมาอยู่นั่นนะ พอไปถึงหนองนํ้า ผู้ผัวก็เทลงโลด เทไห เทหน่อแตดนั่น ผู้เมียไปถึงก็ล้มใส่ตรงนั้น ฮ่วย ! ใกล้ๆ หนองล้มลง ไหหลุดลง ครึ่งหนึ่งลงนํ้า ครึ่งหนึ่งอยู่โคกนี้ อยู่โคกมาเกิดเป็นต้นกาเลา หมากกาเลา คือ หัวโคย อันพวกที่ลงนํ้าก็ไปเป็นปลาโคยข่า หน่อแตดลงนํ้าก็หมากหอยแตด ตั้งแต่ตอนโน้นสืบมาจนทุกวันนี้แหละ ซ่น (พ่อซ่น : มันใช่จริงๆ นะ)
ผีห่าก็เต้นไปเต้นมาอยู่ ถึงว่าคนเรา มันมีแต่ผีห่าๆ นั่นแหละ ผีห่ามากินหัวมัน ผีตายอดตายอยากนั่นน้าผีห่า ผีตายอดตายอยาก ห้ามมั่งห้ามมี นั่นล่ะ มันเป็นอย่างนั้น มันเรียกแต่ผีห่ามาห้ามมันอย่างนี้ล่ะ นิทาน ซ่น (พ่อซ่น : โอ๊ว ! มันเป็นอย่างคําพูดจริงๆ) เป็นอย่างคําว่านั่นแหละ
นิทานเรื่องนี้ผู้เฒ่าพูดให้ฟังแต่เป็นเด็กน้อย เลยจําไว้ โอ๊ว ! เป็นมาอย่างนั้นจริงๆ ผีห่าเต้นไปเต้นมาอยู่ ว่างั้น นั่น นี่ล่ะคนทุกข์คนยาก ว่างั้น มันผีห่าห้ามไว้ ไม่ให้มั่งให้มี ว่างั้น ท่านว่า (พ่อซ่น : มันมีมาแต่ก่อนโน้น) มีแต่ก่อน ไหหน่อแตดเทลงนํ้าก็เป็นบักหอยแตด แล้วไหหัวโคยเสียกนั้นเทลงนํ้าครึ่งหนึ่งมันล้มอยู่โคกครึ่งหนึ่ง ลงนํ้าก็เป็นปลาโคยข่า อยู่โคกก็เป็นกกกาเลา (ต้นกาเลา) กกกาเลาเกิดมาเหมือนกันกับหัวโคยเสียก (พ่อซ่น : เสียกพ่อว่ออยู่ (ถอกบานอยู่)) เสียกพ่อว่ออยู่อย่างนั้นล่ะ ซ่น นี่ล่ะนิทาน ของไม่ดีมันเป็นอย่างนี้ล่ะ ผีห่าก็เต้นไปมาอยู่ตามแถวนั้นล่ะ เต้นอยู่ตามปากตามคนแต่ก่อน
นิทานเรื่องพ่อตู้กับแม่ตู้ (พ่อใหญ่กับแม่ใหญ่)
พวกเรานั่นล่ะ ที่มาบวชเป็นพระ เป็นพระ เป็นเณร เป็นเถร เป็นชี บวชด้วยศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสของตน หวังจะได้รับความสุข แล้วไม่พากันประพฤติปฏิบัติตามคําสอนพระพุทธเจ้า มันจะได้รับยังไง แล้วมนุษย์จําพวกนี้แหวกแนวทางคําสอนพระพุทธเจ้า ก็เรียกว่า “หมานุษย์หางกุด” ใช่ไหมล่ะ ซ่น (พ่อซ่น : ใช่แล้วครับ) เอ้อ ! มันชั่วกว่าหมา
นี่ล่ะซ่น คนไม่รู้โทษรู้ภัยแห่งความรัก ความชัง แห่งความหลง มีแต่มัวเมาในความรัก ความชัง ความหลงอยู่ มันก็ให้โทษอย่างนี้ล่ะ
เหมือนท่านพูดมานั่นล่ะ ประวัติผู้นั่นผู้นี่ ผัวเมียคู่นั่นคู่นี่ เอ้อ ! พอรักมาก็กลุ้มใจอยู่ในความรักของตน คิดหน้าคิดหลังอยู่นั่นล่ะ ให้เผาผลาญจิตใจของตน เลยฆ่าตนเองไม่รู้สึกเจ้าของ เมื่อความรักเข้าครอบงําใจแล้ว คิดกลุ้มอยู่ในใจ เพลิดเพลินอยู่ในความรัก พอตัวชอบนั่นชอบนี่ อยากได้นั่นอยากได้นี่ รัก… อยากได้นี่ อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คือความรักของตน คือความมัก (ชอบ) ของตนนั้น นี่ใจมันคิด ก็เลยเพลินไปตาม หลงลืมไปตาม อยากคิดอยากสนุก ทําอย่างนั้นอย่างนี้จะสนุก “ดูก่อนน้า” ว่างั้น คิดในใจ แล้วก็หลงเพลินไปตาม ไม่รู้โทษรู้ภัย ก็เลยจะทําตามความคิดของตนว่าจะได้รับความสุข
ก็อย่างนิทานเรื่อง “พ่อตู้กับแม่ตู้” นั่นแล้ว เอ้อ ! ซ่น พ่อตู้กับแม่ตู้คิดอยากสนุกสุขสบายนะ เอ้อ ! เอากันเป็นผัวหนุ่มเมียสาว ตั้งแต่เป็นผัวหนุ่มเมียสาว เอากันแล้วไม่ได้ลูก จนเฒ่ามาด้วยกัน ทีนี้เฒ่ามาแล้ว ทางผัวตู้ก็อยากได้เมียน้อย ว่า “แม่ตู้นี้ผอมโซเหมือนกับกบปิ้ง จับตรงไหนก็เหมือนกับกระดูก แข็ง ไม่นิ่มไม่นวล” ว่างั้น “นมก็เหี่ยวเหมือนนมหมา ไม่มีลูกนี่” ว่างั้น
ทางแม่ตู้ก็อยากได้ผัวน้อย ว่า “พ่อตู้นี้ผอมโซ จับดูตรงไหนก็แข็ง กอดตรงไหนก็แข็ง โคย (อวัยวะเพศชาย) ก็เหมือนกับโคยดักแด้นี่” ว่างั้น “อ่อนปวกเปียกเหมือนโคยเป็ดนี่” ว่า เอ้อ ! คิดไปความหลังนู่นล่ะ ตั้งแต่มันตึงอยู่นู่นล่ะ ซ่น มันเป็นอย่างนั้น คิดอยากสนุก แต่ว่า ทางพ่อตู้ก็อยากได้เมียน้อย ทางแม่ตู้ก็อยากได้ผัวหนุ่มแรกรุ่น ให้ว่างั้นเถอะ พ่อตู้นี่จะคิดฆ่าแม่ตู้ให้ตาย พอแม่ตู้ตายแล้วตัวจะได้ไปมีเมียน้อยใหม่ ว่างั้น แม่ตู้ก็จะคิดฆ่าพ่อตู้ให้ตาย พอตายแล้วตัวจะได้ผัวน้อย นี่คิดตามความคิด อยากสนุกเหมือนแต่เป็นหนุ่มเป็นน้อย
อยู่มาวันหนึ่ง เลยคิดได้อุบาย พ่อตู้นั้นจะออกไปไถนา ไปขุดหลุมไว้กลางทางที่แม่ตู้จะไปส่งอาหารนั่นล่ะ เอ้อ ! เป็นอย่างนั้น ขุดไว้แล้วเอาใบตองกุง (ใบของต้นพลวง) หรือใบตองกล้วยนั่นล่ะปกปากไว้ เอาดินทรายปกไว้นั่น แม่ตู้มาแต่นู่นเหยียบนี่ล่ะ ตกลงหลุมนี่ตาย เอวหัก ว่างั้น เอ้อ ! วันนั้นล่ะ ทีนี้
ส่วนแม่ตู้ก็เผอิญเหมือนกัน ตรงกัน วันนั้นก็คิดขึ้น แม่ตู้ก็ดี เอ้อ ! ผู้เฒ่า “บ๊ะ ! วันนี้จะแต่งอาหารใส่ยาเบื่อก่อนดอก ใส่ง่วน (ยาเบื่อ) ก่อนดอก” ว่างั้น “ให้เฒ่านั่นกินตายซะ จะได้ผัวน้อยใหม่” ว่างั้นเอ้อ ! พอแต่งแล้วก็ถึงเวลาก็หาบอาหาร แล้วพ่อตู้ก็ไถนาอยู่นู่น ทําหลุมไว้เสร็จแล้ว ไปถึงกลางทางก็ไม่ได้ใส่ใจว่า มันจะมีหลุมมีอะไรล่ะ เพราะเคยเดินอยู่ทุกวันน่ะ ถึงตรงนั้นก็เหยียบใบตองก็ฟาดลงเลย “เบิ้ม !” ลง หาบอาหารอยู่ข้างบน ตกเอวหัก ขึ้นไม่ได้ แม่ตู้ตาย
เอ้อ ! ตายเลย ไม่มีใครรู้จัก ทีนี้ พ่อตู้ก็ไถนาเสร็จสวยเพลงาย (สายจนเพล) ไม่เห็น “อ้าว ! เห็นจะตายแล้วล่ะอีเฒ่านี่” ว่างั้น “ไปดูก่อนน้า” ว่างั้น ค่อยๆ เดินย่องมา หลังขด หัวขาวโพลนมา รีบมาดูหลุมแกล่ะ พอมาถึงหลุมก็เห็นหาบอาหารอยู่ข้างบน “หา ! ใช่แน่แล้ว” หัวเราะขึ้น ส่องดูเห็นแม่ตู้ตาย “หา ! ดีแล้ว” ว่างั้น ตบมือ “เฮ้วๆๆ” ว่างั้น “เราจะได้เมียน้อย” ว่างั้น ฟ้อนรอบหลุมซะก่อนนะ
ทีนี้ก็มากินข้าว แล้วทีนี้ เอ้อ ! มันหิวข้าวน่ะ มันสาย พอกินข้าวแล้วก็จึงจะไปนาอีก ว่างั้น “ตอนเย็นก็จะไปหาเมียน้อยก่อน” ว่านะ กินข้าว ไปกินนํ้า พอกินนํ้าขึ้น พิษของยาเบื่อนั้นยาง่วน ตีขึ้นเลย เอ้อ ! พ่อตู้ก็ตายอยู่ปากหลุมนั่นล่ะ ตายอยู่นั่น มันเป็นอย่างนั้น
ทีนี้ เวลานั่นมา เด็กน้อยเขาไล่วัวไล่ควายออกมา จะไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ยามเช้า มาถึงนั่นล่ะ กลางทาง วัวควายตื่น เด็กน้อยเลยว่า “ฮ่วย ! วัวควายตื่นอะไร ทุกวันทุกคืนไม่เห็นตื่น ?” ว่างั้น เขาเลยไปดู เอ้อ ! เหลียวดูพ่อตู้ตายอยู่บนหลุมนี่ ปากหลุม อ้าปากค้าง ซ่น ดังโกนจิ่งปิ่ง (จมูกแฟบ)ตาเหลือกถลน
นิทานเรื่องพ่อตู้หํายาน
อีกนิทานเรื่องหนึ่ง ซ่น เอ้อ ! เป็นคนละเรื่อง นิทานเรื่องนี้เรื่อง “พ่อตู้หํายาน” พ่อตู้หํายานนั้นกับแม่ตู้ แกอยากสนุกเหมือนแต่หนุ่มแต่น้อย อันนี้ไม่ใช่ฆ่ากันดอก อยากสนุก เอ้อ ! เฒ่ามาแล้ว เอากันตั้งแต่หนุ่มแต่น้อย จนเฒ่ามาด้วยกัน พอเฒ่ามาแล้วคิดอยากสนุกเหมือนตั้งแต่เป็นบ่าวเป็นสาวนู่นล่ะ เลยพูดกันว่า “เฒ่าเอ้ย ! คิดอยากสนุก ทําอย่างไรเราจึงจะสนุกเหมือนแต่หนุ่มแต่น้อย ?” ว่างั้น “แต่เป็นบ่าวเป็นสาว เราจีบกัน” ว่างั้น
ทางแม่ตู้ก็เลยว่า “โอ้ย ! เฒ่า ถ้าอยากสนุกจะยากอะไร” ว่างั้น “กินข้าวเย็นแล้ว ให้เจ้าไปเอาแคนกับหนุ่มน้อยเป่ามา มาจีบกัน ฉันก็เอาหลาออก เขียนป้ายมาเล่นกันนั่นแล้ว หยอกกัน จกล้วงกัน มันก็สนุกเท่านั้นล่ะ จ่ายผญาใส่กัน” ว่างั้น “เอ้อ ! ใช่ล่ะเว้ย” ว่างั้น พ่อตู้ว่า พอถึงตอนเย็นมา กินข้าวเย็นแล้วก็พ่อตู้นั้นก็รีบลงเรือนเลย ค่อยๆ เดินย่องไปนู่นล่ะ มุ่งใส่เสียงแคนเขานู่นล่ะ ไปถึงหนุ่มน้อยแล้วก็ “เด็กน้อยๆ เอาแคนให้กูหน่อยว่ะ” ว่างั้น “เอาแคนให้กูหน่อยเด็กน้อย” ว่างั้น “จีบสาวก่อน” ว่างั้นเด็กน้อยก็เอาให้ เอาให้ผู้เฒ่า เป่าแคนมาแล้ว “ตุ่ยหลุ่ยๆ” เสียงแคนผู้เฒ่าไม่มีลม ฟันไม่มี ลมไม่ดี“สุ่ยหลุ่ยๆๆ” ไปล่ะ
มาถึงเรือนแล้วก็ “อะฮะแฮ่ม…” ว่า “จีบสาวก่อนน้า” ว่างั้น เรือนนั้นเรือนฟากไม้ไผ่ แม่ตู้ก็เอาราวมาเข็นฝ้าย ฟังเสียงหลาแม่ตู้ “หลุ่ยตุ่ยๆๆๆ” นู่นล่ะ เสียงหลาผู้เฒ่าไม่เหมือนเสียงหลาผู้หนุ่มเสียงหลาผู้สาวเป็นอย่างหนึ่ง หมอลําพันธุ์เฒ่าแกลําให้ฟังแต่เป็นเด็กน้อย
เสียงหลาผู้สาวว่า “แว้ๆ แว้ๆ บ่แว้นี่สิไปแว้ไส แว้ๆ แว้ๆ บ่แว้นี่สิไปแว้ไส แว้ๆ (แวะๆ ไม่แวะนี่จะไปแวะไหน)” นี่เสียงหลาผู้สาว ว่างั้นเถอะ พ่อตู้ก็เลยขึ้นไป ขึ้นไปแล้วก็ไปจีบแม่ตู้ ก็เลยไปจีบกันกับแม่ตู้ พอจีบแล้วก็ล้วงนั่นจับนี่กันล่ะ สารพัดสารเพแต่จะล้วงกัน ก็ผู้สาวผู้บ่าวน่ะ เอ้อ ! จับแก้มกันก็มี จับนมกันก็มี ล้วงดากล้วงก้นกันก็มี ว่างั้นเถอะ พ่อตู้ก็พลิกไปพลิกมา พ่อตู้หํายาน พอดีหําลอดลงฟากฟากไม้ไผ่หนีบเอา หนีบเอาหําพ่อตู้ ขยับไปขยับมาก็ไม่ได้
พ่อตู้ก็เลยว่า “โอ้ย ! ฉันจะตายเดี๋ยวนี้ล่ะ” ว่างั้น มันจะตายฟากหนีบหําน่ะ ทางแม่ตู้ก็ว่าผู้หนุ่มจะจ่ายผญาใส่ตัว เอ้อ ! “โอ๋ย ! พอปานตัวนี้ขี้เหร่ขนาดนั้น ไม่มีใครจะตายด้วยดอก เหยๆ” ว่างั้น พ่อตู้ก็พลิกไปพลิกมา กุมเอาฟากออกจากหํา เอาหําออกจากฟาก “ฮ่วย ! ฉันจะตายเดี๋ยวนี้” ว่างั้น ทางแม่ตู้ว่า “เหยๆ พอปานตัวนี่จะตายด้วยดอก” ว่างั้น พอว่าอย่างนั้น พ่อตู้ก็เลยตาย หาวเข้า งาบๆๆ เข้าเลยตาย ฟากหนีบหําตาย แม่ตู้นั่นก็หัวเราะนั่นแล้ว หัวเราะไม่หยุด ดีใจว่าพ่อตู้จ่ายผญาใส่ตัวสนุกน่ะ ผู้สาวหัวเราะไป หัวเราะมา คางค้าง คางแข็ง งับไม่ลง อ้าปากค้าง หมดลมเลยตาย ผู้เฒ่า เอ้อ ! พ่อตู้ก็ตาย แม่ตู้ก็ตาย ตายอยู่ชาน ตายสนุกมาก เล่นกัน สนุกจนตาย ว่างั้นเถอะ ไม่รู้สึกตัวตาย สนุกมาก
เป็นเพราะราคะ ความรัก ความกําหนัด นี่ล่ะมันสนุกมากจนตาย เอ้อ ! มันเป็นอย่างนั้น ก็ไม่มีใครรู้จักเลย เพราะตายไม่เจ็บ ไม่ไข้ ไม่หนาว หากตื่นตอนเช้า สวยเสนเพลงาย (สายจนเพล) ลูกหลานเขา “ฮ่วย ! พ่อตู้กับแม่ตู้อยู่ไหนไม่เห็นตื่น หรือไปไหน ?” เขาเลยขึ้นมาดู ขึ้นมาดูมาเห็นสองเฒ่าตายอยู่ชาน เหลียวดูพ่อตู้นั้นนอนหงายตาย อ้าปากจ่องป่อง (อ้าปากหวอ) ดังโกนจิ่งปิ่ง (จมูกแฟบ) ตาเหลือกท่อล่อ (ถลน) หัวขาวจ่อนฝ่อน (โพลน) โคยเสียกมอกลอก (อวัยวะเพศชายถอก) ดากโกนจึ่งปึ่ง (ก้นโบ๋ ก้นโหว่) ว่างั้นเถอะ ซ่น
ดูแม่ตู้ก็นอนหงายตายอยู่ อ้าปากจ่างป่าง (อ้าปากค้าง) ดังโกนจิ่งปิ่ง ตาเหลือกท่อล่อ หัวขาวจ่อนฝ่อน ฮี๋โกนจ่องป่อง (อวัยวะเพศเป็นรูโบ๋) ดากโกนจึ่งปึ่ง อย่างนี้ล่ะ ซ่น เอ้อ ! นิทาน มันมีอยู่อย่างนี้ล่ะ สนุกมากจนดากโกนว่างั้นเถอะไป
นี่ล่ะ ความทะเยอทะยานตามราคะ มันก็ให้โทษอย่างนี้ล่ะ ทะเยอทะยานตามโทสะก็ให้โทษ ตามโมหะก็ให้โทษ มันเป็นโทษเป็นภัยหมด เหมือนกับพ่อตู้แม่ตู้ ๒ คู่นั้นล่ะ มันเป็นอย่างนั้น เอ้อ ! นี่นิทาน เรื่องผู้มีความทะเยอทะยานไปตามกิเลสตัณหา คือ ราคะ โทสะ โมหะ โลภ โกรธ หลง อันนี้ มันต้องให้โทษประหารตนเองโดยไม่รู้สึก…
นิทานเรื่องหมาขี้เรื้อน
นี่เรื่องหมาขี้เรื้อน ขี้เรื้อนคืออะไรล่ะ ขี้เรื้อนก็คือ กิเลสวัฏฏ์ ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่เป็นขี้เรื้อน เข้าใจไหมมึง ? หมาคืออะไรล่ะ หมาคือใจของเรานี้ มันกินอยู่ที่ไหนล่ะ มันก็กินอยู่ที่ใจของเรานี่สิ มันจะไปกินอยู่ที่ไหนล่ะ เอ้อ ! มันอยู่ด้วย มันสิงอยู่ หมาขี้เรื้อนน่ะ เกาอย่างไรมันก็ไม่สบาย ไม่หายคัน บางคนก็คิดว่าขี้กลากขี้เรื้อน เกาแล้วสบายไหมล่ะ หายคันไหม ? นั่น ถึงจะเกาแรงๆ ก็ไม่หายคัน นั่น มันไม่มี เป็นอย่างงั้น
อันนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ ผู้ประพฤติไปตามกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ หวังว่าจะได้รับความสุขความสบาย ก็เปรียบเหมือนเกานั่นล่ะ มันยิ่งกําเริบเสิบสานคึกคักขึ้น เหมือนของร้อน ผลที่สุดมันก็ไม่สบาย ตกทุกข์ได้ยากเสวยวิบากของกรรมอยู่นั่นล่ะ นั่น ขี้เรื้อนคืออะไร ? ขี้เรื้อน คือ ราคะ โทสะ โมหะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง คือตัณหานี่เอง ขี้เรื้อน คืออวิชชานี่เอง คือกรรมนี่เอง คือตัณหานี่เอง คือความยึดมั่นถือมั่น คือภพ นี่คือตัวขี้เรื้อน
นั่น หมาคืออะไร ? หมาคือวิบาก วิปากวัฏฏ์ คือ วิญญาณ นาม รูป อายตนะ ผัสสะ เวทนานี้เอง แน่ะ นั่น ก็คือใจของเรานี่เอง กายของเรานี่เป็นหมาขี้เรื้อนอยู่แล้ว นั่น ทีแรกเมื่อถูกตัว ตัวเป็นขี้เรื้อนถูกเขาตบตีทุบต่อย เห็นว่าพระอาทิตย์สูง ปรารถนาอยากไปเกิดเป็นพระอาทิตย์ ก็เลยไปเกิดเป็นพระอาทิตย์ ข้อนี้เปรียบเหมือนว่า พวกกุลบุตรผู้มีศรัทธาเห็นโทษของโลก มันชุลมุนวุ่นวาย มันทุกข์มันยาก นั่น สร้างโลกมันทุกข์มันยาก ข้ามถนนรถก็… ฟังเขาติฉินนินทา ทุบตีอยู่อย่างนั้นแหละ เห็นโทษ เบื่อหน่ายในทางโลก
บ๊ะ ! อะไรหนออยู่สูงสุด ยังหนีไม่ได้ หนีไม่ได้ สบายคืออะไรหนอ ได้แก่ พากันหนีมาบวชก็พากันมาบวชนั่นแล้วล่ะ ก็อย่างพากันมาบวชทุกวันนี่แหละ ครั้นบวชแล้วก็ไม่ประพฤติปฏิบัติ ขี้เกียจขี้คร้าน แน่ะ ไม่เจริญภาวนา ไม่ไหว้พระสวดมนต์ ไม่ทําข้อวัตรปฏิบัติ ไม่เดินจงกรม ไม่พิจารณาสังขารร่างกายของตนให้เบื่อให้หน่าย บวชก็บวชเฉยๆ “บวชเฉยๆ เฮฮา กินแล้วก็นอน” เป็นอย่างนั้น ไม่มีสติปัญญาน้อมเข้ามาพิจารณาสังขารร่างกายของตน ก็ไม่เห็นอะไร สะสมแต่อารมณ์ของโลกใส่ใจของตน ผูกพันใจของตนอยู่ มันก็เหมือนกันล่ะกับหมาขี้เรื้อนไปเกิดเป็นพระอาทิตย์
เพราะพระอาทิตย์นี่… เป็นเชื้อสายของโคตมโคตร พระพุทธเจ้าท่านว่าโคตมโคตรคือเชื้อสายของพระอาทิตย์ เพราะอยู่สูง พระอาทิตย์นี่ว่าอยู่สูง พวกนักบวชนี่อยู่สูง เหตุไฉนท่านจึงว่าพระอาทิตย์เป็นเชื้อสายของโคตมโคตร เหตุไฉนโคตมโคตรจึงว่าเป็นเชื้อสายของพระอาทิตย์ เพราะพระอาทิตย์อยู่สูงนั้น สีของพระอาทิตย์อุทัยทีแรกนั้นเหมือนกับสีผ้ากาสาวพัสตร์ย้อมนํ้าฝาด สีผ้ากาสาวพัสตร์ย้อมนํ้าฝาดเป็นธงชัยของพระอรหันต์ พระอรหันต์เคารพยิ่งนัก
นั่น พวกนักบวชนี่อยู่สูงแล้ว เหมือนพระอาทิตย์แล้ว ทีแรกบวชมาก็ไม่ทรมานฝึกฝนอบรมตนไม่สํารวมอินทรีย์ทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่พิจารณาเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ให้รู้แจ้งเห็นจริงตามเป็นจริง ปล่อยจิตใจ ปล่อยอารมณ์ของตน ให้มืดมนอยู่ตามโลภ ตามราคะ ตามโทสะ โมหะ มันก็เหมือนกันกับหมาขี้เรื้อนตัวนั้นเอง ไปเกิดเป็นพระอาทิตย์แล้วมันยังสู้ขี้เมฆไม่ได้ ขี้เมฆ คือ ความโมหะ ความหลง ความมืด ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน ความอ่อนแอ ความขี้เกียจขี้คร้านเข้ามาครอบงํา
แน่ะ มันเป็นอย่างนั้น เข้าใจไหม ซ่น เห็นว่าขี้เมฆดีกว่าตัว ก็มาเป็นขี้เมฆ มันได้เป็นขี้เมฆแล้วอยู่มายังสู้ลมไม่ได้ ลมมันพัดกระจัดกระจายแตกถึงอันตรายถึงผ่านไป นั่น อะไรล่ะคือลม ? ลมก็มีไว้ก็พัด อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรําคาญของจิตนั่นแหละ มีแต่ความฟุ้งซ่านรําคาญ ไม่สงบงบเงียบ ขัดจิตขัดใจ ก็แตกกระจัดกระจายไปนั่นแหละ แน่ะ เป็นกิเลสนั่นแล้ว ทําให้มันพัดจิต ราคะก็พัดไป โทสะก็พัดไป โมหะก็พัดไป แน่ะ มันเป็นอย่างงั้น เอ้อ ! ครั้นเห็นลมมาพัดแล้ว เรานึกว่าเราดีแล้ว สู้ลมไม่ได้เป็นขี้เมฆก็มาเกิดเป็นลมนั่นน่ะ
ครั้นเกิดเป็นลมแล้ว พัดไปพัดมา พัดจอมปลวกกลางนา ก็สู้จอมปลวกก็ไม่ได้ นั่น มาเกิดเป็นจอมปลวก ว่าจอมปลวกดีกว่าตัว ปักอยู่กลางนาโดดๆ อยู่นั่น นั่น อยู่เฉยๆ นั่น อะไรล่ะจอมปลวก ? นั่นก็ความสงสัยนั่นแล้ว มันตัดความสงสัยไม่ได้ว้า อยู่มาก็สู้ควายตู้ไม่ได้ ควายตู้มาชนเอาแหลกละเอียดก็เห็นว่าควายตู้ดีกว่าตัว ก็มาเกิดเป็นควายตู้ แน่ะ อะไรคือควายตู้ ? ความอิจฉาพยาบาท นั่นแล้ว นั่นมันเป็นอย่างนั้น อยู่มาควายตู้นั่นแหละ เขาเอาหนังสามเกลียวมาผูกอยู่ (พ่อซ่น : ไปไหนไม่ได้) ควายตู้คิดว่า “แหม ! เรานึกว่าดียังสู้หนังไม่ได้” แน่ะ
อยู่มาไอ้ตู้ก็มาเกิดเป็นหนังสามเกลียว พอตายเสร็จแล้วเขาแล่หนังไปทําหนังสามเกลียว นั่น ฝนตกมาส่งกลิ่นเหม็น ไอ้เรื้อนก็กินเอาหมดเลย แน่ะ มันเป็นอย่างนั้น ก็เลยมาเกิดเป็นหนังนั่นแหละ อะไรล่ะคือหนังนั่น ? ก็ราคะนั่นแหละ กามราคะนั่นแหละ นั่น ทิฐิในกามนั่นแหละ หนังมันผูกอยู่เนี่ย ผูกจิตผูกใจ ผูกตา ผูกหู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่น เนื้อหนัง ทีนี้หนังมันผูกอยู่น่ะ หนังมันก็เน่านั่นแหละ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เน่าเหม็นนั่นแล้ว นั่น เป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น ขอให้เว้นแหละ ใจที่มีราคะ โทสะ โมหะ ก็ชอบของเน่านี่แล้วล่ะ รักกันอยู่อย่างนี้แล้ว นั่น ทําอย่างไรล่ะ ซ่น ? นี่แหละหมาขี้เรื้อน มันกินอยู่นี่ เป็นอาหารของไอ้เรื้อน ไอ้เรื้อนชอบของบูดของเน่า ของบูดของเน่าเป็นอาหารของไอ้เรื้อน มันกินอยู่ที่นี่ มันไม่กินอยู่ที่ไหน กินอยู่ที่ใจนี้ กินอยู่ที่กายของเรานี้ นั่น
หมาขี้เรื้อนคืออะไร ? คือ ราคะ โทสะ โมหะ ขี้เรื้อน คือ ราคะ โทสะ โมหะ หมาคืออะไร ? คือใจของเรา มันกินกันอยู่ที่นี่ หนังเน่าคืออะไร ? ร่างกายของเราที่มันเน่ามันเหม็นนี่ จะกลัวเหม็นไหมเหม็นไหม ซ่น ? นั่น มันชอบไหมล่ะ ชอบของเหม็นว่ะ (พ่อซ่น : ชอบ) นั่น มันนอนกินอยู่ที่นี่ นอนกรนอยู่ที่นี่ นอนชม นอนดม นอนจูบ นอนลูบนอนคลําอยู่ที่นี่ กินอิ่มแล้วมันก็นอน นอนเฝ้านอนเห็นอยู่เนี่ย นอนตื่นขึ้นมันอยาก มันก็กิน มันเป็นอย่างนั้น มันไม่พิจารณาให้รู้เห็นตามเป็นจริง
นิทานเรื่องนี้ ทีแรกเป็นหมาขี้เรื้อนใช่ไหม ซ่น ? พอตอนปลายที่สุดก็เป็นหมาขี้เรื้อนเหมือนเดิมนั่นแหละ ทีแรกเป็นหมาขี้เรื้อน ถูกเขาตบตีทุบต่อยเจ็บปวดรําคาญ ไปเกิดเป็นพระอาทิตย์ เป็นพระอาทิตย์ยังไม่แล้วมาเป็นขี้เมฆ ขี้เมฆก็ว่าลมดีกว่าตัว มาเป็นลม พอเป็นลมก็ว่าจอมปลวกดีกว่าตัวก็เป็นจอมปลวก ถ้าว่าจอมปลวก เป็นจอมปลวกแล้ว ควายตู้ดีกว่าตัว ชนเราได้ มาเป็นควายตู้ พอเป็นควายตู้แล้วมันห้าว มันดื้อ เขาเอาหนังสามเกลียวมาผูก ว่าหนังดีกว่าตัว มาเป็นหนัง เอ้อ ! ว่าจะดีหรือไม่ดี อยู่มาหนังถูกฝนส่งกลิ่นเหม็น หมาขี้เรื้อนได้กลิ่นก็มากินหนัง ก็ว่าหมาขี้เรื้อนดีกว่าตัว ก็มาเปลี่ยนเป็นหมาขี้เรื้อน
สุดท้ายก็ไม่พ้นเป็นหมาขี้เรื้อน ซ่น นี่แหละ
นิทานเรื่องตาบอดคลําช้าง
จะพูดจะเล่า จะเล่านิทานเรื่องหนึ่ง นิทานนิยาย เป็นนิทานปรัมปราเล่าสืบกันมาในโลกของเราทุกสมัย นิทานอันนี้ ฟังแล้วให้ถือเป็นคตินําไปพิจารณาเอาเอง ให้ว่างั้นเถอะ คือว่านิทานเรื่องนี้เรียกว่านิทานพวกตาบอด ๖ คนไปคลําช้าง ตาบอดหมดทุกคน คน ๖ คนนั้น เอ้อ ! ทีนี้
ตาบอดคนที่ ๑ นั้น คนไม่มีใบหู ทั้งบอดทั้งไม่มีใบหู ไม่มีหู ไม่มีใบหู
ตาบอดคนที่ ๒ นั้น ทั้งตาบอด ทั้งจมูกแหว่ง คือจมูกบี้
ตาบอดที่ ๓ นั้น ตาบอดพร้อม ปากแหว่งพร้อม ปากแหว่ง
ตาบอดที่ ๔ นั้น ตาบอดแล้วก็แขนกุด กุดเพียงข้อศอก นั่นล่ะ
ตาบอดที่ ๕ นั้น ตาก็บอดด้วย แล้วขากุดข้างหนึ่งข้างซ้าย ว่างั้นเถอะ
ตาบอดที่ ๖ นั้น บอดแต่ตา เอ้อ ! นอกนั้นดีหมด หูก็มี อะไรก็มีหมดทุกอย่าง พิการแต่ตาอย่างเดียว
นี่ล่ะ เขาเรียกว่าตาบอด ๖ คน มีอวัยวะไม่เหมือนกัน เอ้อ ! สัดส่วนสมบัติของแต่ละคนๆไม่เหมือนกัน ในร่างกายนั่นล่ะ แล้วก็เป็นเพราะอะไรมันจึงไม่เหมือนกัน ? เอ้อ ! อย่างตาบอดที่ ๑ นั้นตาก็บอด ไม่มีใบหู แต่หากหูไม่หนวก หูนั้นไม่มีใบหู ตาบอดที่ ๒ นั้น จมูกแบน จมูกแหว่ง จมูกบี้ตาบอดที่ ๓ นั้น ปากแหว่ง ตาบอดที่ ๔ นั้นแขนกุดทางซ้ายเพียงข้อศอก ตาบอดที่ ๕ นั้นขากุดเพียงหัวเข่าทางซ้าย ตาบอดที่ ๖ นั้นบอดแต่ตา นอกนั้นดีหมด
นี่ล่ะ เป็นเพราะอะไร ? นี่เรามาพิจารณาดูว่าไม่เหมือนกัน คนเรา อย่างนั้นล่ะ ทีนี้ตาบอด ๖ คนนี้เลยมาพิจารณากันว่า “พวกเราได้ยินชื่อแต่ช้าง ไม่มีผู้ใดเคยเห็นช้าง เพราะตาใครก็ไม่ดี เขาว่าช้างตัวใหญ่ มีงา มีงวง” ว่างั้น “ใครว่าช้างคืออะไร ?” ว่างั้น “ไม่รู้จะเหมือนอะไรล่ะ ใครก็ไม่เคยเห็นเพราะตาบอดหมดทุกคน” เป็นอย่างนั้น
อันนี้อยู่มา หมอควาญช้างนั่นล่ะ เจ้าของช้างเอาช้างมาเลี้ยง เอ้อ ! เผอิญว่าเลี้ยงที่ตาบอด๖ คนนั่งสนทนากันนั่นล่ะ อยู่ใกล้ๆ นั่นล่ะ อยู่ใต้ร่มมะกอก เวลามะกอกสุกว่างั้นเถอะ เอ้อ ! แล้วทีนี้ควาญช้างนั้นก็เลยล่ามช้างไว้นั่นในบริเวณนั้น ให้กินหญ้ากินอะไร เลยเข้าไปถามพวกตาบอด ๖ คน
“พวกเจ้าพากันทําอะไรอยู่นี่ ?” ว่างั้น
“โอ้ย ! พากันมาหาเล่นดอก” ว่างั้น
เอ้อ ! ตาบอดก็เลยถาม “เจ้าไปทําอะไร ?”
“เลี้ยงช้าง”
“ฮ่วย ! ช้างตัวมันเป็นยังไง ?” ว่างั้น
“เอ้า ! ช้างก็ตัวใหญ่นั่นแล้ว”
“พวกเจ้าไม่รู้จักช้าง ?”
“ไม่รู้จัก ได้ยินแต่ชื่อ” ว่างั้น “ไม่เคยเห็นตัวมันสักที” ว่างั้น “เพราะตาบอดมองไม่เห็นตาบอด” ว่างั้น
เอ้อ ! “ถ้างั้นก็ไปคลําดูสิ” ว่างั้น นายควาญช้างนั้นบอก “ไปลองคลําด้วยมือตัวเอง ไป” ว่างั้น
ก็เลยผลัดกันไปคลํา คนที่ ๑ ไปคลํา คนที่ตาบอดไม่มีใบหูไปคลํา ที่ ๑ คลําไปถูก ไปถูกงวงช้างถูกมือช้าง ช้างนั่นล่ะ คลําไปๆ นึกในใจ “โอ๊ ! ช้างนี้คือปลิงเว้ย อ่อนๆ” ว่างั้น “ไม่เหมือนอะไรเหมือนปลิง” ว่างั้น ก็ออกมา
ตาบอดที่ ๒ จมูกแหว่ง จมูกแบน ไปคลํา คลําแล้วก็เลยนึกในใจ ไปคลําถูกงาช้าง ไปถูกงาช้าง ลูบๆ คลําๆ “ว้า ! ช้างนี้เหมือนกันกับเคียวเกี่ยวข้าว โค้งๆ” ว่างั้น ออกมา
ตาบอดที่ ๓ ปากแหว่ง ก็ไปคลําอีก ไปคลําไปถูกหู หูช้าง เลยคิดในใจ คลําไปๆ “ว้า ! ช้างนี้เหมือนกันกับวี (พัด) เหมือนพัดลม เหมือนวีว่ะ” แล้วออกมา
ตาบอดที่ ๔ แขนกุด เข้าไปคลําอีก เอ้อ ! ไปคลําไปถูกขาช้าง คลําถูกขาช้าง แล้วคลําไปๆ“ว้า ! คือสูบตีเหล็กเว้ย” ว่างั้น ออกมา
ตาบอดที่ ๕ ขากุด เข้าไปคลําไปถูกหางช้าง “ฮ่วย ! ช้างเหมือนกับไม้กวาดกวาดบ้าน”
ตาบอดที่ ๖ เข้าไปคลํา ทีนี้ไปถูกโคยช้าง (อวัยวะเพศช้าง) “โอ๊ ! ช้างนี้เหมือนกับบั้งทิง (กระบอกนํ้าไม้ไผ่) พายไปไร่ไปนานะ” ว่างั้น แล้วพากันออกมา ทีนี้
ออกมาก็มานั่งอยู่ใต้ร่มมะกอกนั่นล่ะ ยามมะกอกสุก คลําหมดแล้วก็หมอควาญช้างก็เลยถาม “หมดหรือยังพวกเจ้า ไปคลําช้างหมดทุกคนหรือยัง ?”
“หมดแล้ว”
“รู้จักตัวมันไหม ทีนี้ ?”
“โอ๋ย ! รู้จักดีที่สุด”
“รู้จักดีหมดทุกคนแล้วหรือ ?”
“โอ้ย ! รู้จักดีแล้ว” ว่างั้น
นายควาญช้างก็เลยถามขึ้นว่า “ไหนพวกเจ้าว่าช้างคืออะไร ?” ว่างั้น
หมอที่ ๑ ก็พูดขึ้น “ช้างนี่ ผมไปคลําดูดีแล้ว ลูบดูดียิ่งกว่าอะไร เหมือนกันกับปลิงอ่อนๆ”ว่างั้น “เหมือนจะยาวๆ เหมือนปลิงอ่อนๆ” ว่างั้น เอ้อ หมอไม่มีใบหู ตาบอดไม่มีใบหูนี่ ที่ ๑
หมอที่ ๒ ว่า ไอ้จมูกแบน ไอ้จมูกแบนว่านะ (ท่านบีบจมูกแล้วดัดเสียงเหมือนคนจมูกแบน) “ม่ายช่าย ช้างอะไรมันจะไปเหมือนปลิงอย่างนั้น” ว่างั้น ไอ้จมูกแบน “มันไม่ใช่ดอก คลําไม่ถูกหมอนี่” ว่าแล้ว “ช้างอะไรมันจะเหมือนปลิง กูนี้คลําดูดีแล้ว ช้างมันเหมือนกันกับเคียวเกี่ยวข้าว นั่นแหละ” ว่างั้น เอ้อ ! หมอจมูกแบนนี่ว่า เพราะหมอนี่ไปคลํา คลําถูกงามันนะ ให้ว่างั้นเถอะ
หมอที่ ๓ ตาบอดปากแหว่ง ว่าขึ้น เอ้อ ! ปากวาก ปากแหว่ง (ท่านทําเสียงพูดไม่ชัดเหมือนคนปากแหว่ง) “มันไม่ถูกดอก” ว่างั้น “ช้างอะไรมันจะเป็นอย่างนั้น” หมอนี่ไปคลําถูกหูนะ หมอที่ ๓ ไอ้ปากแหว่ง “ช้างมันจะไปเหมือนปลิง เหมือนเคียวเกี่ยวข้าวได้อย่างไร ช้างมันเหมือนกับพัดนั่นล่ะ” ว่างั้น หมอนี่
หมอที่ ๔ ก็ฟาดขึ้นอีก เอ้อ ! หมอที่ ๔ นี้คลําถูกขามัน “มันไม่ใช่ดอก ช้างอะไรจะไปเหมือนพัด เหมือนเคียวเกี่ยวข้าว เหมือนปลิงอย่างนั้น ช้างมันเหมือนสูบตีเหล็กนั่นแหละ” ว่างั้น
หมอที่ ๕ ก็คลําถูกหางมัน “มันไม่ใช่ พวกเพื่อนนี่” ว่างั้น “ช้างอะไรมันจะไปเหมือนของอย่างนั้น ช้างมันก็เหมือนไม้กวาด นั่นแหละ” ว่างั้น เพราะคลําถูกหางนะ หมอนี่
หมอที่ ๖ คลําถูกโคยมัน “ไม่ใช่ๆ เพื่อน เพื่อนนี่พูดผิด ไม่พากันไปคลําช้างดอก ไปคลําอะไรก็ไม่รู้ ?” ว่างั้น “ช้างมันเหมือนกันนั่นแหละกับกระบอกนํ้าไม้ไผ่ พายไปไร่ไปนานั่นแหละ” ว่างั้น
พากันเถียงกัน ผู้ใดคลําถูกอันใดก็ว่าเหมือนอันนั้น เลยหมอหนึ่งเลยพูดขึ้น หมอที่หนึ่งนั้นหมอตาบอดไม่มีใบหู “พวกนี้พูดอะไร มันพูดไม่ถูก คลําช้างก็คลําไม่ถูก มันไม่ใช่คนนะพวกนี้ พูดไม่เหมือนคนนี่ พูดไปอย่างนั้นล่ะ” ว่างั้น ออกปากพูดไปก็พรวดพราดออกไปเลย “มันไม่ใช่คนดอก คนพวกนี้ เอ้อ ! พูดไปมะลํามะลอย มะโลโสเส (พูดไปเลื่อนลอย) ไปทั่วทิศทั่วแดนไม่เหมือนกัน” ว่างั้น
“ฮ่วย ! ถ้าว่าเจ้าเป็นคนนั้น มันเป็นตัวยังไง ?” เพราะมันก็ไม่เคยเห็นคนสักครั้งนะพวกนี้ เอ้อ ! “มันมีรูปร่างยังไง ?” ว่างั้น
หมอไม่มีใบหูที่ ๑ นั้นว่า “โย่ว ! คนมันก็ตาบอดไม่มีใบหูนั่นแล้ว” ว่างั้น
“ว้าย” ว่ะ หมอจมูกแบนที่ ๒ “มันไม่ใช่ดอก คนอะไรจะไปตาบอดไม่มีใบหูอย่างนั้น” ว่างั้น“คนมันก็ต้องตาบอดจมูกแบนนี่ถึงจะใช่คน” ว่างั้นหมอนี่
หมอปากแหว่งที่ ๓ ก็ขึ้นไปอีก “มันไม่ใช่ดอก” ว่าหมอนี่ “คนอะไรจะเป็นอย่างนั้น คนก็ตาบอดปากแหว่งนั่นแหละ” พูดไปหมอนี่ เอาไปแล้วทีนี้ ว่าไปคนละซอกละมุมอย่างนั้นล่ะ ซ่น
หมอที่ ๔ ก็ตัดขึ้นอีก “ฮ่วย ! มันไม่ใช่ดอก คนอะไรจะเป็นอย่างนั้น” ว่างั้น “ยังไงถ้างั้น เจ้าว่าคนคืออะไร ?” “คนมันก็ตาบอดแขนกุดข้างหนึ่งนั่นแหละ” ว่างั้น
หมอที่ ๕ “โอ้ย ! มันไม่ใช่ๆ หยุดๆๆๆ” ว่างั้น “พวกนี้พูดผิดหมด ไม่รู้จักคน” ว่างั้น “เจ้าว่าอย่างไรถ้างั้น ?” “คนมันก็ตาบอดขากุดนั่นแหละ” ว่างั้น
ไปอย่างนั้นล่ะ ซ่น
(พ่อซ่น : เห็นคนละอย่างเลยว่ากันไปคนละอย่าง)
หมอที่ ๖ ก็เลยว่า “หยุดๆๆๆ มันไม่ใช่ดอก” ว่างั้น “เจ้าว่าอะไรคือคน ?” “คนมันก็ตาบอดเฉยๆ นั่นแหละ นอกนั้นก็มีครบหมดนั่นแหละ”
ตกลงก็เลยไม่ลงรอยกัน ตั้งแต่ช้างโน่นล่ะช้าง ก็ไม่ถูกกัน คลําค่อยคลําดูแล้ว ทีนี้มาคลําดูคนก็ไม่ถูกกัน ผู้ใดมีอันใดก็ว่าคนเหมือนอันนั้นนะ เป็นอย่างนั้น ตกลงก็เถียงกันไปเถียงกันมา สนทนากันอยู่นั่นล่ะ ช้างตัวนั้นกินหญ้าอยู่หัวเราะไอ้ตาบอด “โอ๊ !” ว่างั้น จนตาหยี หัวเราะตาบอด ๖ คนสนทนากัน เป็นอย่างนั้น เอ้อ ! เถียงกันไป เถียงกันมา ไม่ลงรอยกันเรื่องช้างกับคนนี่ล่ะ ซ่น
ไปมามะกอกมันหล่นลงมานะ ถูกหัวคนหนึ่ง “ป๊อก !” “โฮ้ ! มึงตีกูเหรอ” ว่างั้น ก็ต่อยกันว่างั้นตีกันว่างั้นเถอะ ต่อยกันไป ต่อยกันมา ถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง ซัดดินซัดหญ้าไปนั่นแล้ว ซัดต้นไม้ไป ฯลฯ นี่ล่ะ ท่านว่าตาบอด ๖ คนคลําช้าง ไปคลําแล้วก็ไม่เหมือนกัน พูดไม่ถูกกัน
อันนี้ เมื่อน้อมเข้ามาก็เรื่องนี่ล่ะ เรื่องพระธรรมวินัย เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เรื่องมรรคผลนิพพานนั่นล่ะ ต่างคนต่างศึกษาเล่าเรียน เอ้อ ! ต่างคนต่างสูตรต่างเรียน ต่างคนต่างปฏิบัติ ต่างคนต่างมีความเห็น เอ้อ ! ใครภาวนาไปตรงไหน เห็นนั่นก็ว่าใช่ธรรมของจริง เห็นอันนี้ก็ว่าใช่ธรรมของจริง ก็พากันหลงอยู่ในความจริงนั่นล่ะ เมาอยู่ในความจริงนั่นล่ะ แล้วก็มาสนทนากันก็ไม่ลงรอยกัน
อย่างพวกปฏิบัติทั้งหลายก็เหมือนกัน พวกศึกษาเล่าเรียนก็เหมือนกัน ไม่ลงรอยกัน เรียนได้มากก็ว่าตัวนี่เก่ง มีความรู้ เก่ง ผู้นั้นก็ว่าตัวเก่ง ไม่รู้ใครเก่ง ไปมาก็ถกเถียงทะเลาะเบาะแว้งกัน ฆ่ากัน ตีกัน ก็เลยไม่มีผู้เก่งซะ เก่งทางฆ่ากันทางตีกันนู่นล่ะ แม้เรื่องการปฏิบัติภาวนาก็เช่นเดียวกัน ภาวนาไป ปฏิบัติไป จิตตัวเป็นอย่างนั้น ความเห็นตัวเป็นอย่างนั้น ถือเอาตามมติความเห็นของตน ก็ว่าตัวรู้ตัวเห็นธรรม ไม่ลงรอยหมู่ เกิดทิฐิ เกิดมานะขึ้น ถือตัวถือตนขึ้น แน่ะ อย่างนั้นล่ะ
พระพุทธเจ้าภาวนา ท่านภาวนาให้รู้ให้เห็นตามเป็นจริงอยู่ เช่น “ทุกข์” ท่านเตือนว่า “ควรกําหนดรู้ดูให้ละเอียด ให้มันรู้ตามเป็นจริง” แน่ะ “สมุทัย ตัณหา เหตุให้เกิดทุกข์ ควรละ ควรวาง” “นิโรธ ความดับทุกข์ มรรค ควรเจริญให้มาก” นี่ล่ะ ถ้าเจริญศีล สมาธิ ให้มากแล้วมันก็ไม่ต่างกันดอกถ้ารู้ตามเป็นจริงแล้วไม่ต่างกัน รู้ยิ่งเห็นจริงแล้วก็เหมือนกัน รู้ยิ่งเห็นจริงแล้วก็สักแต่ว่ารู้เฉยๆ ยาวเทว ญาณมตฺตาย เมื่อปัญญาเข้าไปรู้ กําหนดรู้ตามเป็นจริง รู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาโดยเฉพาะ รู้ตามเป็นจริงแล้วว่า “นี่ทุกข์ นี่เหตุเกิดทุกข์ นี่ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ นี่ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์” รู้ยิ่งเห็นจริงตามปัญญาที่กําหนดรู้
ท่านเทศน์นิทานตลกโปรดญาติโยม
ท่านพระอาจารย์คลาด ครุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านไปสวดมนต์สวดอะไร ท่านก็พูดตลกออก เล่าให้ฟังเรื่องเกี่ยวกับอะไร ไปฉันข้าวบ้านเขาอะไร เขานิมนต์น่ะ ไปก็ไป เขาก็ต้องนิมนต์ลงมาด้วย พระอยู่ป่าเขาเอานิมนต์มาร่วมด้วย หลวงปู่จวนก็ไปเทศน์ให้ฟัง มีเรื่องขําขัน โอ๊ย ! สารพัด ท่านเล่าแปลกๆ หลาย (เยอะ) แต่เล่าให้ญาติโยมฟังนั่นแหละ หัว (หัวเราะ) จนท้องแข็ง
หลวงปู่จวนท่านมีนิสัยตลก แต่ว่าสังคมข้างนอกเขาไม่เห็น เขาไม่ใส่หรอก อันนี้ต้องฟังเสียงจากพระเพื่อน อาตมาเล่าไม่ได้ อาย ! เกี่ยวกับเรื่องผู้สาวมีหมด เรื่องตลก เรื่องอะไรๆ เรื่องเมียชื่อกรรมผัวชื่อเวร ต้องไปถามอาจารย์แยงนู้น กรรมกับเวร คนหนึ่งชื่อกรรม คนหนึ่งชื่อเวร ชื่อผัวเมียคู่หนึ่งทีนี้อย่า อู๊ย ! พูดมาก พูดจนตลกหัว (หัวเราะ) โอ๊ย !
หลวงปู่จวนเทศน์ในนิทานให้พ่อซ่นฟัง นี้ไม่อยากพูดเรื่องภาวนา ตอนท่านไปฉันในบ้านโยมเล่าให้โยมฟัง แล้วโยมก็หัวเราะ หลวงปู่จวนท่านจําดีมากเลยเรื่องนี้ เรื่องนิทาน เรื่องของท่านมาก เรื่องภาวนาเนี่ยสุดยอดแล้ว”
ท่านมรณภาพแล้ว พ่อซ่นบวชเป็นพระตายคาผ้าเหลือง
ท่านพระอาจารย์คลาด ครุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ที่พ่อซ่นติดตามนั่งเฝ้าหลวงปู่จวนเล่านิทานอยู่ตลอด หลังจากหลวงปู่จวนเสีย พ่อซ่นได้บวชอยู่กับหลวงพ่อแยง ก่อนบวชเป็นตาปะขาวฟังหลวงปู่พูดเทศน์อะไร เฝ้าอยู่นั่นน่ะ จะไม่กลับบ้านเลยคนนี้ เลยบวชไม่กลับบ้านเลย แล้วก็ตายคาผ้าเหลือง แต่ก่อนพ่อซ่นเดินตามหลวงปู่จวนขึ้นภูทอกประจําหลวงปู่จวนอัดนิทานก็คนนี้อีกแหละ ไปทําความสะอาดชั้น ๕ หลวงปู่เมตตามาก คนนี้อยู่ติดเลย ชื่อจริงอะไรน้า ถามหลวงพ่อแยงนะ นานแล้วลืมชื่อ พ่อซ่นฟังแล้วซึมซับธรรม สุดท้ายศรัทธาบวชไม่สึก เสียนานแล้ว เสียหลายปีแล้ว”
ภาค ๑๘ ครูบาอาจารย์
ครูบาอาจารย์แวะเยี่ยมท่านพระอาจารย์จวนที่ภูทอก
ตามอริยประเพณีของครูบาอาจารย์วงกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น เมื่อท่านมีโอกาสหรือมีเวลา ท่านมักจะแวะเวียนไปเยี่ยมเยียน ไปคารวะ เพื่อสนทนาธรรมกันเสมอๆ ประดุจท่านเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังที่วงกรรมฐานเรียกกันว่า “ครอบครัวกรรมฐาน”
เมื่อท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ มาบุกเบิกสร้างวัดที่ภูทอก ก็มีครูบาอาจารย์แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน และมาคารวะเสมอๆ มิได้ขาด เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโรหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่ซามา อจุตฺโต หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ท่านพระอาจารย์วันอุตฺตโม หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่สมภาร ปญฺญาวโร หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม หลวงปู่อุดม ญาณรโต หลวงปู่บุญเพ็งเขมาภิรโต หลวงปู่แตงอ่อน กลฺยาณธมฺโม หลวงปู่ลี กุสลธโร หลวงปู่จันทา ถาวโร หลวงปู่ทองพูลสิริกาโม หลวงปู่คําตัน ฐิตธมฺโม หลวงปู่ขาน ฐานวโร ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโรท่านพระอาจารย์สมศรี อตฺตสิริ ฯลฯ รวมทั้ง สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เมื่อครั้งยังไม่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ท่านก็เคยแวะมาพักภาวนาที่ภูทอก เพราะภูทอกสมัยก่อนนั้นเป็นสถานที่สัปปายะมาก
การแสดงออกของธรรม
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเป็นพระสมบูรณ์แบบ เป็นผู้มีธรรมครองใจ ดังนั้นการแสดงออกของท่าน จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยธรรม เมื่อท่านอยู่กับครูบาอาจารย์รุ่นอาวุโส ท่านจะมีปรกติอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ กิริยาเวลาที่เข้าใกล้ครูบาอาจารย์รุ่นอาวุโส อย่างเช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ฯลฯ จะดูประหนึ่งว่า ท่านเป็นเด็กน้อยอ่อนโยนเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ เวลาพูดคุยสนทนาธรรมกัน ท่านก็จะพนมมือ และก่อนจะพูด ท่านก็กล่าวขอโอกาสเสมอๆ แม้ท่านจะถูกองค์หลวงตาตําหนิ ท่านก็น้อมรับด้วยใจ ด้วยความเคารพ โดยไม่ถกเถียงแต่ประการใด
การแสดงออกของธรรม ของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ มีเรื่องเล่าดังนี้
“วันหนึ่งท่านพระอาจารย์จวนพาศิษย์ไปกราบและถวายยาแด่ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เมื่อหลวงปู่ถามเรื่องยาที่ท่านนําไปถวาย ท่านก็คลานเข่าเข้าไปโดยใกล้และน้อมตัวลงตํ่าแทบจะหมอบอยู่ข้างตักหลวงปู่ กิริยาวาจาเมื่อจะอธิบายกราบเรียนวิธีใช้และสรรพคุณของยานั้น ท่านจะพูดด้วยความนอบน้อม แสดงออกถึงความรัก ความเคารพและยําเกรงอย่างสูงสุดต่อหลวงปู่”
โดยเฉพาะกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งปัจจุบันชาติหลวงปู่ขาวประดุจบิดาทางธรรมของท่าน และอดีตชาติหลวงปู่ขาวเคยเป็นบิดาของท่าน ทุกครั้งที่ท่านไปกราบคารวะ ท่านจะยกเท้าหลวงปู่ขาวขึ้นวางบนศีรษะของท่าน อันเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด บางทีท่านก็จะแนะพวกลูกศิษย์ผู้ชายที่ตามท่านเข้าไปคารวะหลวงปู่ขาว ให้ขอนําเท้าหลวงปู่ขึ้นวางบนศีรษะด้วย ท่านบอกว่า “เป็นมงคลอย่างสูงสุดเชียวนะ”
สําหรับพระผู้มีพรรษาใกล้เคียงกับท่าน ถ้าอาวุโสกว่าแล้ว ท่านจะแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม อย่าง ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ซึ่งสนิทสนมกับท่านมากประดุจคู่แฝด แม้ท่านมีอายุแก่กว่าท่านอาจารย์วันถึง ๒ ปีเศษ แต่ท่านมีพรรษาอ่อนกว่า ๑ พรรษา ท่านก็แสดงความเคารพท่านอาจารย์วันอย่างสูง ลับหลังท่านก็จะเรียกว่า “ท่านอาจารย์ใหญ่” เสมอ
ในที่ซึ่งนิมนต์มาพร้อมกัน ท่านอาจารย์จวนจะไม่เทศน์ ไม่แย่งสนทนา ปล่อยให้เป็นภาระ หน้าที่ของท่านอาจารย์วันองค์เดียว ศิษย์ทางกรุงเทพฯ บางคนไม่เข้าใจ ก็บ่นว่า ท่านไม่รับแขก แต่ที่แท้เป็นเพราะท่านถือธรรมเนียม “ไก่ป่าขันตัวเดียว” ตามวิสัยพระป่า คือ จะต้องให้ไก่ตัวอาวุโสเป็นหัวหน้าหมู่ มิใช่ต่างตัวต่างแย่งกันขัน ท่านอธิบายว่า “วินัยพระต้องให้ความเคารพผู้แก่พรรษากว่า แม้จะบวชก่อนเพียงวินาทีเดียว ก็ต้องแสดงความเคารพ”
สําหรับพระผู้มีพรรษาอ่อนกว่าท่าน เช่น หลวงปู่ลี กุสลธโร หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม หลวงปู่ขาน ฐานวโร ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร ฯลฯ ท่านจะให้ความเมตตา อบอุ่น จริงใจ และช่วยเหลือเกื้อกูลหมู่คณะเป็นอย่างดี จนท่านได้รับการยกย่องสรรเสริญ
หลวงปู่เทสก์ชมท่านอาจารย์จวน ท่านอาจารย์วัน
“ต่อไปอาตมา (หลวงปู่เทสก์) จะเทศน์ให้ฟังโดยย่อๆ เทศน์มากมันไม่ได้ ถ้าอยากจะฟังมากไปฟังท่านอาจารย์จวน อาจารย์วันโน้น เทศน์มาก อาตมาเทศน์ไม่ไหวหรอก ทีนี้เห็นว่าพวกญาติโยมมาแต่เมืองไกล อุตส่าห์มาประกอบการกุศล ด้วยความคิดเอ็นดูสงสาร ปรารถนาอยากจะให้ได้ฟังบ้างจึงมาเทศน์ให้ฟังหรอก แต่อาตมาเทศน์มามากมายแล้ว ตั้งแต่บวชมาจนป่านนี้แหละ ก็ไม่ทราบจะเอาอะไรมาเทศน์ให้ฟัง เทศน์ขึ้นต้นก็นะโมของเก่า ไม่ทราบจะเอาอะไรมาเทศน์อีก ผู้ฟังก็คนเก่า ผู้เทศน์ก็คนเก่า ธรรมะก็ของเก่า หมดเรื่อง หมดเท่านั้น ไม่ทราบจะเอาอะไรมาเทศน์อีก”
ท่านจวนลูกอาจารย์ชอบ
ในวงพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มักมีเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตชาติของครูบาอาจารย์ต่างๆ มีความผูกพันเกี่ยวโยงกัน เป็นต้นว่า ท่านเคยเกิดเป็นพ่อเป็นลูกกันบ้าง และเคยสร้างบุญบารมีร่วมกันมาบ้าง ดังเช่นกรณีหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม และองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กับ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร เป็นต้น
เรื่องราวในอดีตชาติของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านเคยเกิดเป็นลูกชายคนหนึ่งของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม มีเรื่องเล่าดังนี้
“ประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ พระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ซึ่งอยู่ในวัยชราภาพแล้วท่านได้เดินทางไปวัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) บ้านนาคําแคน ตําบลนาแสง อําเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดบึงกาฬ) เพื่อไปเยี่ยมเยียนสนทนาธรรมกับท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ อันเป็นอริยประเพณีของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และเพื่อนําตาผ้าขาวเกตุ (หลวงปู่เกตุ วัดภูมะโรง ตําบลคําเขื่อนแก้ว อําเภอชานุมาน จังหวัดอํานาจเจริญ) ไปมอบให้ท่านพระอาจารย์จวน ให้เป็นผู้จัดอัฐบริขารเครื่องบวชให้ ผู้ติดตามองค์หลวงปู่ชอบไปภูทอกครั้งนั้นมี หลวงปู่ซามา อจุตฺโต หลวงพ่อบัวคํา มหาวีโร พระอุดม (ไม่ทราบฉายา) พ่อถิน วงษา
เรื่องหลวงปู่เกตุ วัดภูมะโรง หรืออดีตเสือเกตุ โคกมน ท่านเป็นหลานชายองค์หลวงปู่ชอบ ที่องค์หลวงปู่ชอบได้เมตตาไปโปรดเอาจากเสือร้ายเป็นพระธุดงคกรรมฐาน และเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งในสมัยที่องค์หลวงปู่ชอบท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ทรมานหลวงปู่เกตุให้เป็นตาผ้าขาวยาวนานถึง ๑๐ ปี พอท่านอบรมฝึกฝนจนมั่นใจว่า ตาผ้าขาวเกตุมีอุปนิสัยและมีคุณสมบัติควรแก่การบวชเป็นพระธุดงคกรรมฐานแล้ว ท่านจึงนําตาผ้าขาวเกตุไปมอบให้ท่านพระอาจารย์จวน (หนึ่งในพระลูกชายในอดีตชาติขององค์หลวงปู่ชอบ) เพื่อจัดอัฐบริขารเครื่องบวชให้ เนื่องจากหลวงปู่เกตุในอดีตชาติท่านเคยเกิดเป็นพี่ชายของท่านพระอาจารย์จวน และท่านได้จัดอัฐบริขารเครื่องบวชให้น้องชาย คือ ท่านพระอาจารย์จวน ในชาติที่หลวงปู่เกตุกับท่านพระอาจารย์จวนเป็นพี่น้องกันนั้น องค์หลวงปู่ชอบท่านเกิดเป็น “พ่อ” ของท่านทั้งสอง
คําที่ครูบาอาจารย์รุ่นใหญ่ องค์หลวงปู่ขาว อนาลโย องค์หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ว่า “ท่านจวนลูกอาจารย์ชอบ” มีอดีตมาจากเรื่องนี้”
หลวงปู่ชอบพูดถึงท่านพระอาจารย์จวน
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านได้พูดถึง พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ สมัยท่านจวนเป็นพระหนุ่มท่านเป็นคนใจร้อน เวลาใครพูดอะไรผิดใจ ท่านจะแสดงออกทันที หลวงปู่มั่นจึงฝากหลวงปู่ขาวกับท่าน (หลวงปู่ชอบ) ให้ช่วยกันอบรมพระอาจารย์จวน จนอ่อนลงในธรรม
หลวงปู่ชอบบอก “ท่านจวนฮักเฮา (รักเรา) กับอาจารย์ขาว คือ พ่อ ท่านจวนเป็นพระที่พระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี เพิ่นฮักหลาย (ท่านรักมาก) ตอนท่านจวนเสีย พระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี เพิ่นเสียใจหลาย”
หลวงปู่ชอบบอก “ก่อนพระอาจารย์จวนท่านจะใช้กรรมชาติสุดท้าย (เครื่องบินตก) พระอาจารย์จวนขอให้ท่านกับ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร อย่าทิ้งภูทอกให้เป็นกําพร้า” หลวงปู่ชอบท่านรับปากพระอาจารย์จวนในเรื่องนี้ จึงทําให้เข้าใจว่า ทําไมหลวงปู่ชอบท่านจึงต้องมาภูทอก วัดเจติยาคิรีวิหาร ปีละสองครั้งเป็นอย่างน้อย เพราะองค์ท่านรับปากสัญญากับท่านพระอาจารย์จวนนี้เอง
ถามหลวงปู่ชอบ ทําไมท่านพระอาจารย์จวนจึงฝากคุณแม่ชีโสดาให้หลวงปู่ดูแล ?
ท่านบอก “ผู้สิจับลิงได่ต้องไวกั่วลิง (ผู้จะจับลิงได้ต้องไวกว่าลิง) โสดาจริตโลดโผน จิตโสดาเร็ว นอกจากท่านจวนกับเฮาแล้ว ผู้อื่นกะเอาบ่อยู่ (ผู้อื่นก็เอาไม่อยู่) โสดามีวาสนาธรรมฮ่วมกัน (ร่วมกัน) กับเฮา กับท่านจวน”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตากล่าวถึงแม่ชีโสดา ไว้ดังนี้
“แม่ชีโสดา ท่านมรณภาพแล้ว ท่านเป็นลูกศิษย์สําคัญของหลวงปู่จวน ท่านก็มาอยู่กับหลวงปู่ตั้งหลายปี แม่ชีโสดามาอยู่ภูทอก อาตมาทันท่านอยู่ ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ”
บันทึกหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
ภายหลังท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านมรณภาพ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านได้มาจําพรรษาที่ภูทอก ตามคํากราบอาราธนานิมนต์ของคุณธเนศ เอียสกุล หรือ เถ้าแก่กิมก่าย หลวงปู่หลุยก็ยินดีมาจําพรรษาให้ เถ้าแก่กิมก่ายจึงสร้างกุฏิหลังใหญ่ถวายหลวงปู่ โดยสร้างในบริเวณไม่ไกลจากศาลามากนัก สิ้นเงินค่าก่อสร้างหลายแสนบาท โดยหลวงปู่หลุยได้บันทึกเรื่องภูทอกไว้ดังนี้
“ภูทอก” ซึ่งมาอยู่ใหม่ๆ วันที่ ๒๒ ต.ค. ๒๕
ภาวนามีชีวิตต่อดี เป็นสถานที่เป็นมงคล ภาวนาอวัยวะปรุโปร่งดี สงัดวิเวกดี มีเทพศักดิ์สิทธิ์ประทับอยู่ บุคคลยังภาวนายังไม่เป็นไป ยุ่งอยู่กับการงานค่าครองชีพ ยังไม่เห็นอานิสงส์ของศาสนาเต็มที่ ขาดครึ่งๆ กลางๆ การก่อสร้างถาวรมาก เทียบกับวัดเอราวัณ ถํ้าผาปู่ ถํ้าขาม ถํ้าผาบิ้ง
“สร้างถาวรมั่นคง รุ่งเรืองดี ทันสมัยนิยม แม้… สิ้นเงินเป็นล้านๆ ทีเดียว เราเทศน์ไปดูเหมือนไม่เข้าใจเท่าไร”
“ต่อไปอนาคตจะเป็นเจดีย์ที่สําคัญของประเทศไทย เป็นที่อัศจรรย์แห่งหนึ่งของประเทศไทย ทัศนาจรของคนต่างจังหวัด จะหาสมภารเหมือนท่านอาจารย์จวนยากนัก เพราะพุทธศาสนิกชนเลื่อมใสท่านมาก หาเงินก่อสร้างและปกครองพระภิกษุ เณร ได้ดียิ่งกว่าเรา”
“ภาวนาข้างบน (บนภูเขา) ดี ข้างล่างภาวนาไม่ค่อยดี ที่เราได้ผ่านมาแล้ว ปรากฏเป็นอัศจรรย์”
“ถํ้าผาปู่ ๑ ถํ้าขาม ๑ ภูทอก ๑ ถํ้าเอราวัณ ๑ ถํ้าผาบิ้ง ๑ ถํ้ามโหฬาร ๑ ทุ่มเทเงินการก่อสร้างมากมายของประเทศไทย น่าอัศจรรย์เป็นหลักวัดป่าที่วิเวกของประเทศไทย เป็นขวัญตาขวัญใจของประเทศไทย ชาวพุทธศาสนิกชนทัศนาการ ต้องคัดเลือกอาจารย์ที่สําคัญอยู่ จึงสมกับฐานะของถํ้าที่เป็นมงคล”
“ภูทอก เป็นสถานทัศนาจรหลายแห่ง มีสถานที่ใกล้ๆ กัน สะดวกแก่พระโยคาวจรเจ้าเจริญภาวนา ล้วนแต่บุคคลเป็นเศรษฐีการก่อสร้างทั้งนั้น”
ท่านพระอาจารย์จวนเคารพผูกพันหลวงปู่ขาวมาก
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านว่า “ให้เคารพหลวงปู่ขาว” ท่านไม่ค่อยเล่าไปคนอื่น เล่าแต่หลวงปู่ขาวท่านเล่าว่า “หลวงปู่ขาวนิสัยนี่เปลี่ยนได้ ท่านไปไหนจิตเมตตา ไม่ค่อยอะไร มีแต่เมตตา ท่านเมตตามาก”
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านจะเอ่ยแต่หลวงปู่ขาวประจํา ท่านบอก “หลวงปู่ขาวเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสําหรับตัวท่าน” หลวงปู่ขาวท่านมีเมตตาแล้วก็ให้ข้อธรรมกับท่านตลอดมา
สมัยก่อนหลวงปู่จวนใช้รถไอ้ตากี้ เป็นรถปิคอัพเก่าๆ น่ะ มีคราวหนึ่งท่านไปวัดถํ้ากลองเพลหลวงปู่จวนท่านจะเคารพหลวงปู่ขาวมาก ถ้าได้ยินข่าวว่าหลวงปู่ขาวป่วยไม่สบาย แต่ไม่ถึงกับป่วยหนักนะ ท่านจะไปดูทันที ทีนี้วันนั้นอาตมาเป็นเณรก็ไป คือไปเยี่ยมเป็นปกติ
สมัยก่อนน่ะ ถนนจากพังโคน กับ บึงกาฬ ก็เป็นทางลูกรังอยู่นะ ทีนี้ขากลับมา รถตากี้นี้ล่ะมาทางหนองคาย รถมันมาเสียอยู่ตรงเลยปากคาดมา ประมาณบ่ายสาม มันเป็นทางลูกรังนี่ รถคลัตช์มันหมด ทีนี้พวกอาตมาก็นั่งกระบะข้างหลัง ไม่รู้จะทํายังไง รถโดยสารมันก็ไม่มี สามชั่วโมงก็ไม่มีคันหนึ่ง ก็เลยอาศัยรถมันเขามาที่ภูกระแต หาหลวงพ่อทองพูลนี่ หลวงพ่อทองพูลก็เลยให้ลูกศิษย์ที่วัดขี่มอเตอร์ไซค์ไปบอกโยมในบึงกาฬน่ะ จําไม่ได้ว่าเป็นใคร รู้สึกจะเป็นตุ๊อี๊ดหรือใครเอารถกระบะไปรับหลวงปู่จวนนะ แล้วก็ดึงรถมาซ่อมที่บึงกาฬน่ะ สมัยก่อนนี่มันทั้งกันดาร ทั้งรถก็หายาก หารถสวนแทบไม่มีเลย”
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาจารย์ขาวกับอาจารย์จวน ท่านมีความผูกพันกันมาก อาจารย์จวนไปกราบคารวะเยี่ยมอาจารย์ขาว ท่านไปบ่อยๆ ไปเป็นประจํา ท่านก็ติดต่อกันเป็นธรรมดานี่แหละ เวลาท่านไปธุระอะไรกรุงเทพฯ กลับมาผ่าน ท่านก็ต้องค้างที่ถํ้ากลองเพล ท่านถือเป็นลูกเป็นพ่อกัน อาจารย์ขาวพอเห็นอาจารย์จวนก็ดีใจ มีอะไรให้รับแขกแทน เวลาเทศน์ก็ให้อาจารย์จวนเทศน์แทน ถ้าอาจารย์จวนไปอยู่อาทิตย์หนึ่ง อยู่ได้ ๓ วัน อาจารย์ขาวก็ “เอ้า ! จวนๆๆ ใส่เลยๆ (เทศน์)” นั่นแล้ว”
ตามปกติแล้วการเทศนาว่าการของพ่อแม่ครูอาจารย์ในสายท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นหัวหน้าจะแสดงธรรมเอง ดังเช่นกรณีขององค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด แม้ท่านอยู่ในวัยชราภาพมากแล้ว ท่านยังเทศน์เอง โดยไม่ได้มอบหมายให้พระศิษย์องค์ใดเทศน์แทน
การที่พ่อแม่ครูอาจารย์จะมอบหมายให้พระศิษย์เป็นผู้เทศน์แทนนั้น ท่านต้องตรวจสอบและพิจารณาแล้วว่า พระศิษย์องค์นั้นต้องมีคุณธรรมภายใน ดังเช่นกรณีของหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเมตตาไว้วางใจและมอบหมายให้ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เป็นพิเศษ ทั้งการรับแขกแทนและการเทศน์แทนนั้น ย่อมหมายถึงหลวงปู่ขาวท่านได้ตรวจสอบท่านพระอาจารย์จวนแล้ว ท่านจึงเชื่อมั่นและยอมรับคุณธรรมภายในของท่านพระอาจารย์จวนเป็นอย่างดี
องค์หลวงตาพระมหาบัวเทศน์ถึงท่านพระอาจารย์จวน
• สิ่งก่อสร้าง – เสือหวงซาก
(๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗)
อย่างวัดภูทอกสถานที่นั่นเหมาะสมจริงๆ นี่เราไปว่าให้ท่านจวนนะ นั่นยอมรับ ท่านจวนมายอมรับทีหลัง คราวแรกก็ยอมรับด้วยความเคารพ คราวหลังยอมรับด้วยความเห็นโทษ มาหาเลยเทียวว่า “ครูบาอาจารย์พูดนั้นไม่มีอะไรผิดเลย เดี๋ยวนี้ยุ่งใหญ่” “อย่ามา เดี๋ยวสันพร้าฟาดหน้าผาก” เราว่างั้น “ท่านก็เคยอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ตํารับตําราท่านก็เห็นเหมือนกันนี่นา ท่านไปดิ้นบ้าอีหยัง (อะไร) เพิ่น (ท่าน) สร้างบันไดสวรรค์ มันกลายเป็นบันไดนรกน่ะซิ ใครมาก็ขึ้นๆ มันหาเรื่องบ้านี่ ลองคิดประมวลกําลังวังชาสติปัญญามาดูซิ ประมวลกําลังวังชาสติปัญญาทุกด้านทุกทางที่เอามาสร้างนี้ เอามาฆ่ากิเลส กิเลสจะตายไปสักกี่ตัว นี่มีแต่กิเลสเสริมตัวขึ้นมามากๆ มันเป็นของดีแล้วเหรอ สถานที่ที่นี้เป็นสถานที่เหมาะสมสําหรับการภาวนาล้วนๆ ไม่ใช่เป็นสถานที่เหมาะสมกับเรื่องตลาดลาดเลอย่างนี้นี่นะ ท่านมาสร้างหาอะไร ทําอะไรคิดบ้างซิลูกศิษย์กรรมฐานน่ะ ทําอะไรไม่คิดได้เหรอ”
มายอมทีหลังนี่ ทีหลังมายอมด้วยความเห็นโทษจริงๆ ที่เราว่าทีแรกก็ยอมด้วยความเคารพ ไม่พูดไม่ปากอะไร… เงียบ คราวหลังนี่มาออกปากเอง ออกปากก้ากๆๆ เลย ก็อย่างนั้นแล้วดูเอา นี่ก็จะสร้างรีสอร์ทขึ้นอีกแล้ว ใครไปก็ให้ไปพักๆ ฆราวาสกับพระมันไม่เหมือนกันนี่ เหมือนกันที่ไหน ไม่งั้นจะเรียกว่าฆราวาส เรียกว่าพระเหรอ จะเรียกว่าบ้านว่าวัดเหรอ ถ้าเหมือนกัน อยู่ด้วยกันก็ไม่เหมือนกัน เราจะไปทําแบบโลกได้ยังไง เราแบบพระนี่นะ
ทําอะไรไม่คํานึงคํานวณ นี่ผิดหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งนั้นแหละ ทําอะไรให้คิดอ่านไตร่ตรองก่อนเรียบร้อยแล้วค่อยทํา แล้วเอาตํารากางไว้เสมอๆ ดูตําราเหมือนแปลน แปลนท่านว่ายังไง ท่านสอนว่ายังไง ให้เดินตามนั้นๆ นั่นเรียกว่าผู้เดินตามครู ไอ้แซงหน้าแซงหลังนั่นซี ไปที่ไหนเรื่องวัตถุขึ้นก่อนแล้วยุ่งก่อนแล้ว มันสมบัติอะไร
• เรื่องอดีตชาติลบล้างธรรมไม่ได้
(๑๐ กันยายน ๒๕๔๘)
นี่ล่ะพอดีท่านจวนก็อยู่ที่นั่น ก็ซัดท่านจวน แล้วก็ลงมา ท่านจวนยอมรับ แทนที่จะยกโทษเราแค่นิดหนึ่งไม่มีนะ “โอ๊ย ! หมอบราบยอมรับครูอาจารย์ เราฝ่าฝืน ดีล่ะท่านมาเขกเสียบ้างอย่างนี้ค่อยเรียกว่าเรามีครูมีอาจารย์นะ” ท่านก็ยังยออยู่นะ ท่านมาเขกนี้แสดงว่าเราผิดเราพลาด เรามีครูมีอาจารย์มาเขกยังดีอยู่นะ ท่านว่ายังดี ถ้าอย่างอื่นไม่ลงนะเข้าใจไหม นี่ท่านยังยอมรับว่าเราผิดเราพลาด มีครูอาจารย์มาเขกมาสับนี้ยังดีนะ ท่านว่ายังดีอยู่นะ (แต่มีเหตุที่ท่านทําเหมือนกันนะฮะ ได้ยินพระเล่าให้ฟังว่า ท่านว่าชาติก่อนนี้ท่านเคยเป็นลูกพญานาค แล้วแม่ท่านทําเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชา แล้วท่านไปเล่นหักเจดีย์นั่นลงนะฮะก็เลยแบบยอดด้วน ทีนี้พอมาชาตินี้ท่านก็เลยทําใช้ให้)
ก็ท่านไม่ได้บอกเรานี่น่ะ จะมาแก้ช่วยกันได้เหรอ เราก็เข้าช่องนั้นซิ ก็ท่านไม่บอกเรา ถ้าบอกเราแล้วจะไปแง่ไหนอีกยังฟังอีกนะ มันยังจะมีหลายแง่อยู่นะ ถ้าว่าผิดก็ให้บอกว่าผิด เราจะยอมรับทันที เพราะเราสอนนี้ด้วยความถูกต้องแม่นยําแล้ว จะเอาอดีตอันนั้นอันนี้เข้ามาลบล้างธรรมพระพุทธเจ้าที่สอนไว้อย่างนี้ไม่ได้ เข้าใจเหรอ ยอมรับหรือยังที่พูดนี่ พระพุทธเจ้าไม่เห็นว่าอะไร ท่านไปอยู่ในป่านั้นนะ หรือพญานาคเขามาทําอะไร อย่าทํานะ อย่าไปอยู่นะ ให้ไปอยู่ตลาดกระดูกหมูกระดูกวัว ที่นั่นไม่มีพญานาคให้ว่างั้นเหรอ มันยังไงกัน
• ภูทอกไม่วิเวกแล้ว
(๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๐)
ท่านจวน นิสัยท่านชอบหาขุดค้นซอกแซกซิกแซ็กสถานที่แปลกๆ ที่สงบสงัดได้ดีหลายแห่งนะ แต่เวลานี้มันก็กลายเป็นแดนนรกไปหมดแล้วล่ะ เช่น ภูทอก เป็นอันดับหนึ่งในการภาวนาของพระกรรมฐาน ถํ้าจันทน์ นี่ก็ท่านจวนเป็นผู้ไปเสาะแสวงหาได้ในป่า เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นกลางบ้าน อย่างถํ้าจันทน์ก็เป็นกลางบ้านแล้ว ภูทอกก็เป็นกลางแดนนรกแล้ว เป็นอย่างงั้น ที่ท่านสร้างภูทอกขึ้นมา ถูกหนังสือพิมพ์เขาโจมตีท่านว่าไปทําลายป่าไม้อะไรต่ออะไร ออกทางหนังสือพิมพ์เลยนะกระจายทั่วประเทศไทย ไม่ทราบว่าใครไปเป็นผู้ให้ข้อคิดทีแรก คงจะเป็นผู้เป็นภัยต่อศาสนาอย่างมาก เป็นภัยต่อพระกรรมฐานด้วย ถึงโจมตีพระกรรมฐาน เฉพาะอย่างยิ่งท่านจวน หาว่าท่านจวนไปทําลายป่าอยู่ในภูเขาภูทอกว่างั้น
ทางนู้นในหลวงเสด็จนะ เลยพระราชทานเงินเดือน ในหลวงท่านเสด็จไปดู ไปท่านชมเชยแน่ะ อย่างงั้นนะ ท่านเสด็จไปเอง จะเป็นพระอัธยาศัยของท่าน หรือว่าเป็นเรื่องราวอะไรมาเฉยๆ ท่านเสด็จไปที่นั่น ดูเหมือนท่านพระราชทานเงินเท่าไรให้สร้างพวกสระนํ้า คือท่านจวนทําไปแล้ว ถูกต้องแล้ว ดี แต่ทุนทรัพย์ไม่พอ ท่านพระราชทานทุนทรัพย์ให้ เป็นสระใหญ่อยู่ในนั้น อย่างงั้นแหละ
นี่เขาโจมตีว่าท่านไปทําลายป่า แล้วไปหาที่ไหนว่าท่านทําลายป่า ไม่มี อย่างนี้ล่ะพวกปากสกปรก ปากอมขี้ หาว่าให้คนนั้นคนนี้ ปากอมขี้ ปากเปราะปากบอน ระวังนะอยู่ในศาลามีเยอะนะ พวกปากเปราะปากบอน ปากอมขี้ แปลบๆ พูดแล้วๆ เก็บความรู้สึก ได้พิจารณาทดสอบเหตุผลกลไกได้เสียยังไงบ้าง แล้วค่อยพูดออกมานั้นเรียกว่าเป็นผู้มีปัญญา นิสมฺม กรณํ เสยฺโย พิจารณาใคร่ครวญเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยพูดค่อยทํา ในธรรมท่านว่าอย่างนั้น แล้วเปาะแปะออกๆ
เพราะฉะนั้นมันจึงกระทบกระเทือนหรือทะเลาะกันได้ง่าย เพราะมันปากเปราะ เอะอะพูดแล้วไม่เก็บความรู้สึกไว้ ทดสอบความรู้สึกของเจ้าของเสียก่อนว่าผิดถูกประการใด ก่อนที่จะนําออกไปให้กระทบกระเทือนผู้อื่น คือจะให้ได้อย่างใจเจ้าของ ใจคนทั่วโลกทั่วแผ่นดินจะให้ได้อย่างใจเจ้าของคนเดียว มันได้ยังไง พิจารณาบ้างซิ เจ้าของผู้เป็นอย่างนั้นก็ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร นอกจากเป็นคนปากเปราะ ปากบอน ปากอมขี้ เข้าใจไหมล่ะ
เราพูดถึงเรื่องสถานที่วิเวก เวลานี้ภูทอกก็ไม่เป็นที่วิเวกแล้วแหละ เขาปลูกบ้านปลูกเรือนเข้าไปจนกระทั่งถึงตีนถํ้า แถวนั้นเป็นทําเลคนทั้งหมด เลยหาที่สงัดไม่ได้ แต่ก่อนที่ท่านจวนไปอยู่ที่นั่นเป็นป่าจริงๆ เป็นภูเขา มีเสือ มีอะไรเต็มอยู่นั่น เสือมันไปกัดเก้งอยู่ในนั้นล่ะ ท่านไปไล่มันกลางวัน เสือมันมากัดเก้ง คือเสือมันก็มีอยู่แถวนั้น สัตว์ป่าก็มีอยู่แถวนั้น ท่านจวนนี้เสาะแสวงหาซอกแซกดีนะ ถํ้าจันทน์ก็ดีแต่ก่อน อยู่ขั้นดีมากด้วยกัน กับภูทอกนี้แห่งหนึ่ง ที่ท่านจวนเป็นผู้เสาะแสวงหา เดี๋ยวนี้มันเป็นทําเลตลาดไปหมดแล้วล่ะ
• ภูทอกแต่ก่อนสงัดดีมาก สัตว์ป่าก็ชุกชุม
(๒๙ กันยายน ๒๕๕๑)
วันหนึ่งเราถือโอกาสไปภูทอกที่ท่านจวนอยู่แต่ก่อน แต่ก่อนสงัดดีมาก ไปอยู่เริ่มแรกท่านจวนไปอันดับหนึ่ง เราไปอันดับที่สอง สงัดดีมาก พวกสัตว์พวกเนื้ออยู่ในนั้น เสือก็อยู่ในนั้น อยู่ในบริเวณภูเขาลูกนั้น มากินเก้งอยู่นั่นพวกเสือ ไปไล่กัน เก้งมานอนหมกป่าอยู่นั่นล่ะ เสือมันมาอย่างไรไม่รู้ไปกัดเก้งต้องไปไล่ขนาบเอา เสือหนีไป เอาเก้งมา พอเที่ยงคืนก็ตาย
วันนั้นพระไม่ได้นอนนะ กลัวเสือจะมาเอาเก้งตัวนั้นไปกินอีก เอามาไว้ที่ใต้ถุนกุฏิแล้วก็ไม่แน่ใจกลัวว่ามันจะมาเอา เลยเฝ้าเก้งตัวนั้น พอดีหกทุ่มเก้งก็ตาย เสือไปไหนไม่รู้ มันมาเอาอยู่ในภูทอก สัตว์ก็มี เสือก็มีอยู่ที่นั่น มันมากัดเก้งตัวหนึ่งเลยตายนะเก้งตัวนั้น ต้องไปไล่ออก เสือก็เปิด เอาเก้งมา พอดีหกทุ่มเก้งก็ตาย เพราะมันแหลกหมด มันกัดเอาแถวนี้แหลกหมดเลย เก้งเลยตาย
• บันไดสวรรค์ กับ บันไดนรก
(๔ เมษายน ๒๕๕๒)
สถานที่เหมาะสมๆ ท่านจวนเป็นผู้เสาะแสวงหาได้มากกว่าเพื่อนกรรมฐานด้วยกัน เช่นอย่างภูทอกก็ท่านจวน แล้วถํ้าจันทน์ก็ท่านจวน แล้วที่ไหนอีก นี่เหมาะทั้งนั้นนะ ทีแรกก็เหมาะ ครั้นต่อมาเป็นส้วมเป็นถานไปหมด เดี๋ยวนี้เป็นส้วมใหญ่ถานใหญ่ที่ภูทอก ถํ้าจันทน์ไม่มีแล้วเดี๋ยวนี้ ดูว่าถํ้าจันทน์เป็นที่เงียบสงัด บ้านคนรอบไปหมด อันนั้นเป็นทําเลหรือสนามเล่นของคนก็ได้ถํ้านั้น ท่านจวนท่านชอบเสาะแสวงหาในที่สงัดๆ ภูทอกก็ท่านไปเจอแล้วเคยอยู่ ภูทอกนี้สวยงามมาก แล้วถํ้าจันทน์เท่าที่เราทราบมา ท่านจวนไปเจอถํ้าจันทน์กับภูทอก แต่เดี๋ยวนี้ถํ้าจันทน์หมดสภาพแล้ว คนล้อมเข้าไป ภูทอกเป็นทําเลคน เราไปดูแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ล่ะไปดู
แล้วเป็นเหตุท่านเป็นผู้ส่งเสริม แล้วท่านนั้นล่ะเป็นผู้ทําลาย คือทีแรกท่านหาที่สงบสงัดดีก็คือภูทอกนี้ล่ะเหมาะที่สุด ครั้นแล้วท่านก็ไปทําบันไดสวรรค์ขึ้นที่นั่นซี บันไดสวรรค์ กับ บันไดนรก มันก็เข้ากันได้ เราไปเห็นแล้ว เรายิ้มแย้มแจ่มใส พอเข้าไปแล้วไปดู ดูไม่ได้เลย แต่ท่านก็เป็นธรรมนะ คือเราว่าเป็นธรรม เราว่าเด็ดจริงๆ ท่านจะว่าอย่างไรให้ท่านตอบรับมา ฝ่ายธรรมกับฝ่ายกิเลสฟัดกันอยู่ลึกๆ ในใจนะ เอาแรงอยู่นะเรา ทําไมถึงสร้างอย่างนี้ พระพุทธเจ้าพาสร้างอะไร อยู่ในป่าในเขามีตํารับตํารา แต่มาสร้างนรกสวรรค์ขึ้นที่นี่ ใครบอกท่าน คนทําบันไดสวรรค์ โอ๋ ! แหลกทั้งวันทั้งคืน โป้กเป้กๆ เสียมากนะ ท่านทําไมไม่คิดบ้างนะ เท่านี้นะ
เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นที่ว่าล่ะ ทําเลเล่นของคน กลางคืนกลางวันร้องโว้กว้ากๆ ขึ้น เขาเรียกบันไดสวรรค์ขึ้นเขานี่ล่ะภูทอก เลยไม่เป็นท่า คิดทีแรกก็ดูว่าดี อยู่ในภูเขา แล้วเวลาไปทําบันไดสวรรค์มันเป็นบันไดนรก ทีนี้เลยกลายเป็นบันไดนรกตลอด ทั้งวันทั้งคืนเสียงโว้กเว้กๆ แล้วหาความสงัดไม่ได้ไม่มีสถานที่สงัดในภูทอก เวลานี้ไม่มี มันเป็นอย่างนั้นนะ ทีแรกก็น่าดู ไปอยู่ที่ภูทอกเหมาะสม แต่เวลาท่านไปทําบันไดนี่ขึ้นไป คนอยู่เสียตรงนี้ล่ะ ว่าท่านบ้าง
เราว่าด้วยอรรถด้วยธรรม เจ็บก็เป็นธรรม แสบก็เป็นธรรม หวานก็เป็นธรรม เราว่าจริงๆ เพราะท่านจวนกับเราสนิทกันมาแต่ไหนแต่ไร อยู่หนองผือก็อยู่ด้วยกันมา
“ท่านทําไมเวลาท่านมาอยู่ในภูเขาลูกนี้ ท่านมาอยู่ได้ ท่านเสาะแสวงหาอย่างไร ท่านถึงได้มาอยู่ได้ในที่เหมาะสมอย่างนี้ แต่เวลาท่านทําบันไดนรกนี่ ท่านทําไมไม่คิดบ้าง” นี่ล่ะเอากันตรงนี้ล่ะ ว่าเอาจริงๆ นะ เราไม่ใช่ธรรมดานะ แต่ท่านเป็นธรรมนะ ท่านยอมรับ ถ้าไม่เป็นธรรมก็จะโมโหให้เรา เพราะเราพูดด้วยความเป็นธรรม ท่านไม่โมโห ท่านยอมรับ ถูกอย่างท่านว่าทั้งวันทั้งคืน “ความคิดสติปัญญา ศรัทธา ความพากความเพียร รวมหัวมาสร้างสถานที่นี่ จะมีธรรมโผล่ขึ้นมาที่หัวใจขนาดไหน แต่สร้างฟืนไฟมาเผาหัวอกทั้งพระ ทั้งเณร ประชาชนนี้เป็นความเสียหายมากน้อยเพียงไร ท่านทําไมไม่คิด” เราว่าอย่างนั้น เดี๋ยวนี้เลอะล่ะที่วัดภูทอกเลอะ เลอะเทอะ หาความสงัดไม่มี เราไปเมื่อเร็วๆ ประมาณสักสองเดือนล่ะมัง เราผ่านรถเข้าไปเลย ไม่จอดรถนะ มันยั้วเยี้ยๆ เต็ม ผ่านแล้วเข้าไปดู ออกหนีเลย แสดงว่าหมดสภาพแล้วที่จะอยู่เป็นสุขในการภาวนาของพระ ไม่มี
สมณะเราเป็นเพศที่สุขุม เป็นเพศที่เก็บความรู้สึกไว้ได้ดี เป็นเพศที่พินิจพิจารณา ไม่ใช่พูบพาบๆ หมดสภาพแล้วภูทอก หมด ไปดูแล้ว เลอะเทอะไปหมดเลยแถวนั้น หมดสภาพไปแห่งหนึ่งที่ท่านจวนไปหาได้เหมาะๆ นะทีแรก ต่อมาทําบันไดสวรรค์ บันไดนรกขึ้นตรงนั้นซี มันก็ไหลเข้ามาเลยกลายเป็นบันไดนรกไปหมด ทําไมไม่คิดบ้างท่านเป็นอย่างไร เราถามจริงๆ เพียงท่านคิดสักนิด ท่านคิดไม่ได้ ท่านจะคิดหามรรคผลนิพพานที่ไหน ยอมรับนะ ยอมรับเรา พูดให้ฟังทุกกิทุกกี ทุกแง่ทุกมุมแห่งความคิดความอ่านไตร่ตรอง ความขวนขวายทุกด้านประมวลมาเพื่อธรรม แต่ได้ธรรมทางไหน เวลานี้เป็นแต่สร้างนรกเผาหัวอก วัดหรือพระอยู่ไม่ได้เดี๋ยวนี้เห็นไหม ว่าอย่างนั้นนะ มันยั้วเยี้ยๆ ท่านไปทําบันไดนรกขึ้นที่นั่น ไม่คิดไม่อ่านบ้างเลยนะ
• อัฐิเป็นพระธาตุสององค์
(๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒)
ท่านสิงห์ทองตายเสียก่อน ท่านสิงห์ทองก็อยู่มานานเหมือนกัน ท่านตายเสียก่อน ท่านสุพัฒน์ก็ตกเครื่องบินตาย ท่านสิงห์ทองก็ตกเครื่องบินนะ ท่านสิงห์ทองนี้อัฐิกลายเป็นพระธาตุนะ ท่านจวนอัฐิกลายเป็นพระธาตุเหมือนกัน นี่บ่งบอกแล้ว จะตายด้วยกันกี่คนที่ตกเครื่องบินตายด้วยกัน แล้วแยกออกมาแล้ว มีที่อัฐิกลายเป็นพระธาตุเพียงสองราย คือ ท่านจวน – ท่านสิงห์ทอง นี่บ่งบอกแล้วอัฐิลงได้กลายเป็นพระธาตุแล้วคือเป็นพระอรหันต์ล้วนๆ ตกเครื่องบินตอนนู้นมีสององค์นะ (ที่อัฐิเป็นพระธาตุ)
หมดไปๆ ล่ะวงกรรมฐานเรา ผู้นําที่ดีงามนะหมดไป การแนะนําสั่งสอน ผู้สอนต้องแม่นยํา ความรู้ในขั้นไหนก็สอนไปถึงขั้นนั้น เลยนั้นไปก็ไม่แน่นัก ลูบๆ คลําๆ ถ้าอยู่ในภูมิธรรมที่เจ้าของรู้แล้วสอนไปตรงไหน ถูกต้องไปตรงนั้น ท่านสิงห์ทองก็อัฐิกลายเป็นพระธาตุ ท่านจวนก็เหมือนกัน มีอยู่สององค์ ท่านจวนตกเครื่องบิน ท่านสิงห์ทองตกเครื่องบิน อัฐิกลายเป็นพระธาตุสององค์
องค์หลวงตาพระมหาบัวตําหนิเรื่องสร้างเหรียญ – สร้างสะพานภูทอก
ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านบอกว่า เรื่องทําเหรียญทําอะไรหนา หลวงตาบ้านตาดไปเห็น ท่านด่าเอาดุเอา “หลวงปู่มั่นไม่เห็นได้สอน เรื่องทําหรงทําเหรียญนะ จะไปทําทําไมเหรียญนี่” มีแต่หลวงตาบ้านตาดดุเอาเรื่องนี้ท่านว่า ส่วนเรื่องบันได อย่างหลวงตาบ้านตาดท่านมา ท่านก็มาเดินดูอยู่ข้างล่างท่านไม่ขึ้นไปหรอก ท่านบอกว่า “เหนื่อย” หรืออะไรนี่ล่ะ ท่านชราด้วย ท่านเหนื่อย เรื่องก่อเรื่องสร้าง ท่านก็ตําหนิอยู่ เพราะลักษณะภูทอกเป็นที่ท่องเที่ยวทัศนาจรของคนทั่วไป ถึงใครมาอยู่มันก็สบายไป
ตอนที่หลวงตาท่านตําหนิ หลวงปู่จวนท่านไม่ได้แย้ง ท่านก็ว่า ท่านหมายถึงว่า “หลวงตาบ้านตาดเป็นพี่ เราเป็นน้อง พี่กับน้องตําหนิติโทษกันมันก็ไม่เป็นไร ก็ถือเป็นธรรมดา”
เรื่องการก่อการสร้างหรืออะไร หลวงตาบ้านตาดท่านจะยึดหลวงปู่มั่นนะ หลวงปู่มั่นท่านไม่ก่อสร้าง ทีนี้พอหลวงปู่จวนมาอยู่ภูทอก สร้างนู่นสร้างนี่ สร้างสะพานรอบ มันเลยผิด แบบว่าผิดแบบหลวงปู่มั่นนะ ในระยะแรกๆ ท่านทําเพื่อเป็นที่ภาวนาของพระเณร แต่ช่วงหลังๆ มา คนมันก็อยากมาเที่ยว มาชม มาเดินดู มาอะไร”
พระอรหันต์เตือนพระอรหันต์ด้วยกัน
องค์หลวงตาพระมหาบัวและท่านพระอาจารย์จวน ต่างก็เป็นพระอรหันต์ด้วยกัน กรณีองค์หลวงตาเทศน์เตือนท่านพระอาจารย์จวนเรื่องสร้างบันไดภูทอกนั้น แล้วท่านพระอาจารย์จวนยอมรับ “คราวแรกก็ยอมรับด้วยความเคารพ คราวหลังยอมรับด้วยความเห็นโทษ” หรือกรณีองค์หลวงตาดุหลวงปู่ลี กุสลธโร ซึ่งท่านก็เป็นพระอรหันต์ด้วยกัน แล้วหลวงปู่ลีก็ยอมรับว่า “เหตุผลของท่านเหนือเรา ท่านก็ยังดุเราได้อยู่”
เรื่องเตือนกันของพระอรหันต์มีมาแต่ครั้งพุทธกาล ในครั้งนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเตือนพระอรหันตสาวกที่คิดจะไม่ลงอุโบสถด้วยพระองค์เอง ดังนี้
“… ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระมหากัปปินะพักอยู่ ณ มัททกุจฉิมฤคทายวัน เขตพระนครราชคฤห์ คราวหนึ่งท่านไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เราควรไปทําอุโบสถหรือไม่ควรไป ควรไปทําสังฆกรรมหรือไม่ควรไป โดยที่แท้เราเป็นผู้หมดจดแล้วด้วยความหมดจดอย่างยิ่ง
ทีนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่านพระมหากัปปินะด้วยพระทัยของพระองค์ แล้วได้ทรงหายพระองค์ไปในคิชฌกูฏบรรพตมาปรากฏอยู่ตรงหน้าท่านพระมหากัปปินะ ณ มัททกุจฉิมฤคทายวัน เปรียบเหมือนบุรุษมีกําลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น แล้วพระองค์ประทับนั่งเหนือพุทธอาสนะที่เขาจัดถวาย
ฝ่ายท่านพระมหากัปปินะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสคํานี้กะท่านพระมหากัปปินะ ผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า ดูกรกัปปินะ เธอไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เราควรไปทําอุโบสถ หรือไม่ควรไป ควรไปทําสังฆกรรมหรือไม่ควรไป โดยที่แท้เราเป็นผู้หมดจดแล้ว ด้วยความหมดจดอย่างยิ่ง ดังนี้มิใช่หรือ ?
ท่านพระมหากัปปินะทูลรับว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ทั้งหลาย ถ้าพวกเธอไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือไม่บูชา ซึ่งอุโบสถ เมื่อเป็นเช่นนี้ใครเล่าจักสักการะเคารพนับถือบูชา ซึ่งอุโบสถ
ดูกรพราหมณ์ เธอจงไปทําอุโบสถ จะไม่ไปไม่ได้ จงไปทําสังฆกรรม จะไม่ไปไม่ได้
ท่านพระมหากัปปินะรับสนองพระพุทธพจน์ว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า
ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้ท่านพระมหากัปปินะเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วได้ทรงหายพระองค์ไปในที่ตรงหน้าท่านพระมหากัปปินะ ณ มัททกุจฉิมฤคทายวันมาปรากฏ ณ คิชฌกูฏบรรพต โดยรวดเร็ว เปรียบเหมือนบุรุษมีกําลัง เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น”
ครูบาอาจารย์ท่านเคารพรักกันมาก
ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโท ท่านเป็นพระสําคัญ แต่คนโดยส่วนมากไม่รู้ ดูจากภายนอกไม่เห็นความหมายดีเด่นอะไร แต่สิ่งที่ปรากฏเป็นระยะๆ อันเป็นสิ่งแปลกมาก ก็คือ พระอาจารย์องค์สําคัญๆเช่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย หลวงปู่ตื้อ ท่านอาจารย์พระมหาบัว ท่านพระอาจารย์สุวัจน์ท่านพระอาจารย์วัน ท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง หลวงพ่อพุธ และสายพระป่าองค์สําคัญๆ อีกมากมาย มักจะเดินทางมาเยี่ยมและกราบเยี่ยมท่านเสมอ
โดยเฉพาะท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม มาเยี่ยมบ่อยเป็นพิเศษ มาแต่ละครั้งจะแสดงความเคารพนอบน้อมต่อท่านพระอาจารย์เจี๊ยะมาก ในช่วงระยะนั้นท่านพระอาจารย์วัน ท่านโด่งดังมาก เดินทางมาทีมีลูกศิษย์นั่งรถเบนซ์ติดตามเป็นแถว
เมื่อท่านพระอาจารย์วันเข้ามาเจอท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านพระอาจารย์วันจะแสดงกิริยาประดุจเณรน้อยๆ คลานเข้าไปกราบท่านพระอาจารย์เจี๊ยะใกล้ๆ ถามอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกๆ ครั้งที่ถามพูดจะยกมือพนมเสมอ ส่วนท่านพระอาจารย์เจี๊ยะก็สบายๆ ไม่คลุมจีวรใส่แต่อังสะนั่งสบายเฉยๆ
ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะถามท่านพระอาจารย์วันขึ้นว่า “วันโว้ย ! ทําไมถึงดังวะ”
“มันถึงคราวมัน ครูบาอาจารย์” ท่านพระอาจารย์วันกราบเรียนแล้วก็เอามือนวดแข้งนวดขาให้ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ
มีอยู่คราวหนึ่งในงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ทางวัดนิมนต์พระมาสวดมนต์ฉันเช้า ๙ รูป ท่านพระอาจารย์วันเป็นหนึ่งใน ๙ รูปนั้น ท่านพระอาจารย์วันนั่งฉันในปะรําพิธีที่สูงกว่า มองเห็นท่านพระอาจารย์เจี๊ยะนั่งฉันปะปนกับพระหนุ่มเณรน้อยอยู่ด้านล่าง พอฉันเสร็จท่านพระอาจารย์วันก็เข้ามาขอขมาต่อท่านพระอาจารย์เจี๊ยะว่า “ครูบาอาจารย์ เกล้าฯ ขอขมาที่นั่งสูงกว่า” ทําเอาพระเณรทั้งหลายตกใจกันใหญ่
อีกครั้งหนึ่งในงานฉลองพระใหญ่ วัดพระบาทภูพานคํา จังหวัดขอนแก่น ซึ่งท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณ (สํารอง คุณวุฑฺโฒ) อดีตเจ้าอาวาสวัดอโศการามไปสร้างไว้ ต่อมาท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระเทพโมลี ท่านได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์วันและท่านพระอาจารย์จวนไปร่วมงาน ในงานท่านพระอาจารย์วันขึ้นนั่งบนแท่นใหญ่ในพิธี ส่วนท่านพระอาจารย์เจี๊ยะนั่งข้างล่าง พอท่านพระอาจารย์วันเห็นเข้า ท่านรีบลงแท่นมาขอขมา ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า “วัน… ไปๆ ไม่เป็นไร”
พอตกดึกๆ สงัดจากผู้คน ท่านพระอาจารย์วันก็เดินเข้ามากราบสนทนาธรรมะกับท่านพระอาจารย์เจี๊ยะเป็นเวลาชั่วโมงๆ เมื่อท่านพระอาจารย์เจี๊ยะพูดธรรมะ ท่านพระอาจารย์วันจะนั่งนิ่งฟัง
ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะ ถามว่า “วัน… ถึงไหน พิจารณาอย่างไร ?”
ท่านพระอาจารย์วัน กราบเรียนว่า “ถึงตรงนั้น พิจารณาอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น”
ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะก็ขึงขังขึ้นมาทันทีว่า “มันต้องอย่างนั้นซิวัน เรื่องนิพพานกับเรื่อง… นี้มันต้องพิจารณาอย่างนั้นนะ กามราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ต้องตีให้กระจุยกระจาย” ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะพูดซํ้าๆ อยู่อย่างนั้น ท่านพระอาจารย์วันนั่งนิ่งเงียบ
กับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ก็เหมือนกัน เวลาที่ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะมีโอกาสเดินทางไปภาคอีสาน ท่านให้ลูกศิษย์ที่ติดตามหอบหิ้วหัวปลาแห้งไปฝากท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะจะพูดถึงท่านพระอาจารย์สิงห์ทองเสมอว่า “ทอง ! มันขี้เล่นว่ะ แต่มันเฉียบ มันหมดแล้วนะ (กิเลส) มันเฉียบ ! แต่มันขี้เล่นไปหน่อย เดี๋ยวเอาหัวปลาไปฝากมันหน่อยว่ะ มันชอบว่ะ”
สมัยก่อนครูบาอาจารย์ท่านเคารพรักกันมาก เห็นแล้วเข้ากันสนิทด้วยคุณธรรม ไม่เหมือนสมัยนี้แซงหน้าแซงหลัง
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านทราบว่าท่านพระอาจารย์เจี๊ยะชอบหิน ไปเที่ยวที่ไหนเห็นหินสวยๆ ตามป่าตามเขาก็จะพาท่านพระอาจารย์เจี๊ยะไปดู บางทีกําลังนั่งคุยกับญาติโยมอยู่ เมื่อพูดเรื่องหิน ทิ้งญาติโยมไปกันเลย ไม่สนใจ
ท่านพระอาจารย์วัน ท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง เคารพรักท่านพระอาจารย์เจี๊ยะมาก เมื่อมาหาท่านพระอาจารย์เจี๊ยะที่วัดเขาแก้ว จะคุยกันเฮๆ ไม่คุยกับใครอื่น เหมือนว่าไม่ได้เจอกันมานมนาน ทั้งๆ ที่เพิ่งจะพบกันมา
ครูบาอาจารย์สมัยเดินธุดงค์ด้วยกัน
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าที่มาของภาพเขียนครูบาอาจารย์ทั้ง ๗ ที่ภูทอกซึ่งภาพเขียนนี้อยู่ที่ศาลาชั้นล่าง ไว้ดังนี้
“สมัยหนุ่ม หลวงปู่วัน อุตฺตโม หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ หลวงปู่สิงห์ทอง ธมฺมวโร หลวงปู่สุพัฒน์ สุขกาโม หลวงปู่สุภาพ ธมฺมปญฺโญ หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ท่านไปเที่ยวเดินธุดงค์ด้วยกัน ออกพรรษาอย่างนี่ก็พากันไปธุดงค์นะ สมัยก่อนนู่นยังไม่ได้มาอยู่ภูทอก สมัยท่านเที่ยวอยู่นู่น นํามาลงประวัติไว้ วาดตอนที่หลวงปู่จวนท่านมรณภาพแล้ว เอาภาพเอาอะไรสารพัดมา ตอนมีชีวิตอยู่ยังไม่มีดอกอันนี่ ทั้ง ๗ องค์นี้ท่านเคยธุดงค์ด้วยกัน แต่ภาพวาดที่ภูทอกจําลองขึ้นมา ท่านสนิทกัน มีอะไรก็ไปด้วยกัน มีอะไรก็ฉันด้วยกัน มีนํ้าผึ้งก็ฉันด้วยกันนะ ไปธุดงค์นี่ หนุ่มๆ ก็ไปด้วยกัน เคยธุดงค์ด้วยกัน เขาวาดไว้เป็นอนุสรณ์”
สหธรรมิกทั้งสาม
ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) และท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล ต่างถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร ที่วัดป่าหนองผือนาใน ท่านทั้งสามนับเป็นศิษย์รุ่นสุดท้ายที่ทันท่านพระอาจารย์มั่น
ด้วยท่านทั้งสามมีอายุและพรรษาใกล้เคียงกันมาก โดยท่านพระอาจารย์วัน มีอายุพรรษามากกว่าท่านพระอาจารย์จวน และ ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง และต่างก็เคยได้รับความเมตตาอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทั้งสามจึงเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกัน รักใคร่กันมากไปไหนมาไหนมักไปด้วยกัน
ท่านพระอาจารย์จวนเคยปรารภว่า “อาตมาคงจะตายใกล้ๆ กับท่านพระอาจารย์วัน” และท่านพระอาจารย์สิงห์ทองก็บอกว่า “อาตมาจะตายพร้อมกับหลวงตาโน่น” ท่านว่าแล้วก็บุ้ยใบ้ชี้ไปทางท่านพระอาจารย์จวน พลางหัวเราะ เป็นที่ทราบกันดีในวงกรรมฐานและหมู่ศิษย์ว่า ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองสนิทสนมใกล้ชิดและชอบหยอกล้อกับท่านพระอาจารย์จวนมากที่สุด เมื่อได้ยินท่านพูดกันเช่นนั้น ก็คิดว่าท่านได้พูดเล่น และท่านก็มรณภาพไปพร้อมกันจริงๆ ทั้งสามองค์คราวเครื่องบินตกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓
คุณหมออมรา มลิลา ได้เมตตาเล่าเรื่องสหธรรมิกทั้ง ๓ องค์ ดังนี้
“ท่านอาจารย์จวน กับ ท่านอาจารย์สิงห์ทอง อดีตชาติคงต้องเคยเป็นพี่น้องกันมา แล้วก็ตามกันมา รวมหลวงปู่วันด้วย สามองค์นี้ ท่านจะไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่เสมอ”
ท่านพระอาจารย์จวนกล่าวถึงหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนกล่าวถึงคุณธรรมของหลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว ท่านยกย่องปฏิปทาหลวงปู่มั่น ก็คือ“เสมอต้นเสมอปลาย คือเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์” ปฏิปทาหลวงปู่มั่นนี้ ท่านบอกว่า “สุดๆ เลย” ส่วนหลวงปู่ขาวนี้ “ท่านเป็นพระที่เมตตาธรรมสูง แต่ท่านมีนิสัยทางโทสจริต”
หลวงปู่จวนท่านเป็นเมตตานะ ท่านเมตตามาก ท่านไม่มีโทสจริต ท่านไม่มีนะ ท่านไม่เก็บอารมณ์นะหลวงปู่นะ หลวงปู่จะไม่ค้างอารมณ์ไว้นะ ท่านเป็นคนสบายๆ ท่านเป็นคนสบาย หลวงปู่ ท่านไม่เก็บอารมณ์ ท่านจะดูได้ วูบๆ วาบๆ แล้วท่านก็วางล่ะ เออนะ”
หลวงปู่จวนชมหลวงปู่มั่นเป็นนักปราชญ์ ๘ เหลี่ยม
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนกล่าวถึงหลวงปู่มั่น อันนี้ท่านพูดบ่อยๆ ส่วนมากจะเป็น เรื่องข้อวัตรปฏิบัติความเข้มงวด เรื่องระเบียบวินัย หลวงปู่จวนท่านว่า “หลวงปู่มั่นท่านเป็นนักปราชญ์ ๘ เหลี่ยม” ความหมายคือรอบทิศเลยนี่ ปัญญาหลวงปู่มั่นท่านไวมาก อย่างในประวัติ หลวงปู่มั่นท่านเดินจงกรมนี่นกบินอยู่ในท้องฟ้ายังคุยกันได้ หลวงปู่มั่นมีพลังจิต วาระจิต ปรจิตตวิชา ละเอียด คือจิตไว จิตละเอียด๘ เหลี่ยม คือรอบหมดเลย เบื้องบน เบื้องล่างทั่วหมดเลย ครูบาอาจารย์รุ่นไหน ไม่มีองค์ไหนปฏิเสธหลวงปู่มั่นเลย เป็นที่ยอมรับ ไม่มีที่ติอะไรเลยหลวงปู่มั่น หลวงปู่จวนท่านก็ชมมาก ไม่มีที่ติ”
ท่านพระอาจารย์จวนไปร่วมงานครบรอบวันเกิดหลวงปู่ขาวทุกปี
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่ขาวครบรอบวันเกิดน่ะไปทุกปี อาตมาไปกับหลวงปู่จวนนะ ไปนอนวัดถํ้ากลองเพลคืนหนึ่งแล้วก็กลับ ไปทุกปี รถกิมก่ายน่ะมารับ หลวงปู่จวนบางปีก็เทศน์ บางปีก็ไม่ได้เทศน์ ส่วนมากจะไม่ได้เทศน์ หลวงปู่ถิรบ้านจิกเทศน์”
หลวงปู่สิงห์ทองกระโดดกอดหลวงปู่จวน – หลวงปู่จวนสอนพระ
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนพอไปหาหลวงปู่สิงห์ทองนี่ ท่านสนิทกันมากเลย หลวงปู่จวนท่านไม่หยอกเย้าหรอก แต่หลวงปู่สิงห์ทองเนี่ยหยอกเย้าหลวงปู่จวนเนี่ย โห ! บางครั้งบางทีเนี่ย ขึ้นกอดขี่คอ ขี่กันเลยอู้ย ! หลวงปู่สิงห์ทองท่านกล้าทําน่ะ โดดกอดคอเลย ทั้งที่หลวงปู่จวนท่านก็ไม่ได้ทํานะ
แต่ว่าเรื่องธรรมะ หลวงปู่สิงห์ทองท่านเด็ดเดี่ยวมาก กับพระเณรนี่ ท่านไปแอบดูทําอะไรกันถ้าภาวนาท่านก็เฉย ถ้าไม่ภาวนา ไม่เดินจงกรมภาวนานี่ ไปคุยกันเรื่องไร้สาระ โอ้ ! ไม่ได้ ท่านดุน่ะถ้าพระเณรไม่ภาวนานี่ ปฏิปทาไม่ดี ขี้เกียจภาวนาไม่ได้ ท่านไล่หนีเลย แต่กับหมู่คณะข้างนอกนี่ โอ้ ! เหมือนกับท่านไม่เป็นอะไรเลยแหละ รกๆ เร้กๆ ฮ่าๆๆ แต่ว่าเวลาเข้าไปในวัดท่าน โอ้โห ! เป็นคนละเรื่อง ท่านไม่แสดงออกกับคนภายนอก แต่ถ้าภายในวัด โอ้โหย ! เพียบเลย พระเณรเพียบเรื่องข้อวัตรปฏิบัติ เรื่องเทศนาธรรม ท่านสูงมาก ส่วนหลวงปู่จวน ท่านก็เป็นปกติเฉยๆ เรื่องปฏิบัติท่านไม่จี้แบบหลวงปู่สิงห์ทอง แต่ท่านเห็นว่าไม่เข้าท่า คือ ไปผ่านเรดาร์ท่าน ท่านก็เทศน์เตือน”
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทองและศิษย์ขึ้นภูทอก
ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร เทศน์เล่าเรื่องท่านและศิษย์ขึ้นภูทอก ดังนี้
“ปี พ.ศ. เท่าไร พวกอุดรฯ พวกหมู่บ้านขาม พวกนี้เขาไปทอดผ้าป่า เขามารับไป แต่ว่าท่านอาจารย์จวน (ภูทอก) ในเบื้องต้น คือมีคนมานิมนต์ให้ไปมาหลายครั้งหลายหนนะ แต่ถึงวันนัดจริงจัง เขาก็ไม่ได้มารับ ก็เลยไม่ได้ไปสักที ตอนนั้นมันยังวิเวกอยู่ คนยังไม่ค่อยสนใจไปเที่ยวเหมือนสมัยนี้ ไปกันหลายคันรถ ทางอุดรฯ ทางหมู่บ้านต่างๆ ไป
เณรมันก็นําเที่ยว (ภูทอก) คงจะนัดแนะเอาไว้ ว่าเรามันจะแค่ไหน คงจะคิดแบบนั้นมั้งท่านอาจารย์จวนคงวางแผน วางแผนให้เณรนําเที่ยว พอไปถึงเหวที่ลึกๆ มันก็ยืนดันเราอยู่นั่นแหละ จะให้เรากลัว หึย ! (หลวงปู่หัวเราะ) ใครพากันวางแผนแบบนี้ เที่ยวรอบไปรอบมา ก็เลยตอนนี้เราก็กลับลงมาพักข้างล่าง คนไปมาก
ตอนเช้าพวกนั้นก็ไป พวกหมู่บ้านขามนั้นไป ไปเที่ยว พวกผู้หญิงผู้ชายหลายคน พวกที่ยังไม่ได้ขึ้น เที่ยวไปก็คุยกันไป เพลินเรื่อยไป ไม่ได้ดูหน้าดูหลังอะไร พอเดินไปไกลพอสมควร ก็ถึงค่อยมองดูเหว สะพาน เขามองดูมันเสียวขาอ่อน ร้องไห้ จะกลับก็กลับไม่ได้ จะไปข้างหน้าก็ไปไม่ไหว ต้องอาศัยคนอื่นพยุงไป
เฮ้อ ! ขายหน้าหลวงตานี่หว่า (หัวเราะ) คือว่าใจมันเสียวมันอ่อนแล้วก็ขามันก็อ่อนไปด้วย ก็เลยเดินไม่ไหว ถ้าหากใจคิดอย่างนั้น ถือว่าไปธรรมดา มันก็ไม่เป็นไร ที่มันก็กว้างสบาย กว้างพอสมควรอยู่ เที่ยวรอบนั้น เมื่อปีกลาย – ปีซืน (ก่อนปีกลาย) นี้ กฐินท่าน เขาก็มารับไป”
หลวงปู่สอน หลวงพ่อจันทร์เรียน เคยอยู่ภูทอก
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ก็มีหลวงปู่สอน อุตฺตรปญฺโญ องค์หนึ่งที่หลวงปู่จวนท่านไปมาหาสู่กันตลอด แล้วหลวงพ่อจันทร์เรียน คุณวโร (วัดถํ้าสหายธรรมจันทร์นิมิต อําเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี) ท่านก็ไปภูทอกแต่ก่อนก็หลวงพ่อจันทร์เรียนดูแลหลวงปู่สอนอยู่ ท่านจะเคารพหลวงปู่สอนมาก แต่ไม่รู้ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับหลวงปู่สอน
หลวงปู่สอนนี่เวลาช่วงเข้าพรรษา ท่านจะกลับมาทางเมืองเลย วัดสวนกล้วย บ้านหมากแข้งแต่ช่วงออกพรรษานี่ท่านจะไปอยู่กับหลวงปู่จวนที่ภูทอก อยู่จนก่อนเข้าพรรษา ช่วงที่หลวงปู่สอนอยู่ หลวงพ่อจันทร์เรียนท่านจะไปอยู่ภูทอกเป็นเดือน แต่ท่านไม่เคยจําพรรษา ท่านก็คุ้นกับหลวงปู่จวน หลวงพ่อจันทร์เรียนท่านเคารพหลวงปู่จวนมาก สมัยก่อนนี่ครูบาอาจารย์ท่านจะเคารพองค์ที่เป็นอาวุโสมาก ท่านจะไม่ค่อยแสดง ไม่ค่อยเสนอ ไม่ค่อยอะไร”
หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ กราบหลวงปู่ขาวและท่านพระอาจารย์จวน
หลวงปู่ผาง ปริปุณฺโณ ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านเคยอยู่ปฏิบัติธรรมร่วมกับหลวงปู่ขาว อนาลโย และท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ โดยประวัติหลวงปู่ผาง ได้บันทึกไว้ดังนี้
“พรรษาที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้พักจําพรรษาที่วัดผดุงธรรม บ้านดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี หลังจากออกพรรษาแล้วได้ลาองค์หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ปลีกวิเวกไปยังจังหวัดสกลนครได้ไปพักปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่อําเภอพรรณานิคม ต่อจากนั้นได้วิเวกกลับมาที่อําเภอสว่างแดนดิน เพื่อกราบนมัสการหลวงปู่พร สุมโน และได้พักอยู่กับหลวงปู่พร สุมโน ระยะหนึ่ง จึงกลับไปบ้านดงเย็น เพื่อมากราบเยี่ยมหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ชึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของท่านเสมอมิได้ลืม และได้พักปรนนิบัติหลวงปู่พรหมระยะหนึ่ง จึงได้กราบลาหลวงปู่พรหมออกวิเวกไปยังอําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร กับสามเณรโสกา เย็นอารัญ (ปัจจุบันท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดโนนพอกบ้านดงเย็น) ณ สถานที่แห่งนี้ ได้พบกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต ที่บ้านนาไทรน้อย ได้พักอยู่ด้วยกันเป็นเวลา ๑ อุโบสถ (ครึ่งเดือน) โดยหลวงปู่ผาง เป็นผู้สวดพระปาฏิโมกข์ถวายหลวงปู่ขาว อนาลโย ภายหลังท่านได้ออกธุดงค์ติดตามหลวงปู่ขาว มาปฏิบัติภาวนายังวัดถํ้ากลองเพล จังหวัดหนองบัวลําภู”
หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต
หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต วัดอุดมคงคาคีรีเขต (ดูน) ตําบลนางาม อําเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ประเภท “เพชรนํ้าหนึ่ง” ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระอริยเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของเหล่าพวกกายทิพย์” ท่านมักรู้เรื่องอะไรแปลกๆ ที่ตาคนทั่วไปมองไม่เห็น คือ ท่านมีตาทิพย์
หลวงปู่ผาง ท่านมีอายุมากกว่าท่านพระอาจารย์วัน ท่านพระอาจารย์จวน เกือบยี่สิบปีท่านอุปสมบทในฝ่ายมหานิกาย ๓ ครั้ง และได้ญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุตในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านจึงมีพรรษาน้อยกว่าท่านพระอาจารย์วัน ท่านพระอาจารย์จวน
เมื่อทางวัดมีงานสําคัญต่างๆ ก็ได้อาราธนานิมนต์ครูบาอาจารย์มาร่วมในงาน ดังเช่น งานสวดเจริญพระพุทธมนต์สร้างเหรียญและพระกริ่งหลวงปู่ผาง ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๙ ทางวัดก็ได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านก็เดินทางไปร่วมสวดในงานดังกล่าว
หลวงปู่ผาง ท่านเป็นพระมหาเถระอีกองค์หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ความเคารพ โดยมีเหตุการณ์ครั้งสําคัญ ดังนี้
ในวันเสาร์ที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ เสด็จพระราชดําเนินพร้อมกันทั้ง ๕ พระองค์ เพื่อปิดทองฝังลูกนิมิตพระอุโบสถ วัดป่าธรรมวิเวก และเททองสร้างรูปเหมือนหลวงปู่ผาง โดยในวันนั้นหลวงปู่ผางได้เดินทางมารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย นับได้ว่าเป็นเกียรติประวัติครั้งสําคัญยิ่งของชาวอําเภอชนบท คณะศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่ผาง และชาวจังหวัดขอนแก่นทั้งมวล
และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ อันเป็นวันงานพระราชพิธีบําเพ็ญพระราชกุศลในวโรกาสครบรอบ ๓๐ ปี วันบรมราชาภิเษกสมรส ซึ่งคณาจารย์พระกรรมฐานประสบอุบัติเหตุด้วยเครื่องบินตกมรณภาพพร้อมกัน ทางสํานักพระราชวังก็มีฎีกานิมนต์หลวงปู่ผางมาร่วมงานด้วย แต่ท่านไม่ได้มาร่วมงานดังกล่าว
หลวงปู่ลีสนิทสนมกับท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์อุทาน จารุธมฺโม วัดป่าภูผาแดง ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์จวนกุลเชฏฺโฐ สนิทสนมกับ หลวงปู่ลี กุสลธโร ไว้ดังนี้
“หลวงปู่ลีท่านเล่าสู่อาตมาฟัง ตอนไปอยู่กับหลวงปู่จวนที่ภูทอกนี่ หลวงปู่จวนบอกให้เณรไปเอานํ้าผึ้งแท้ที่รังมัน หลวงปู่จวนก็พูดกับเณรว่า “เฮ้ย ! ไปเอานํ้าผึ้งมาให้ธรรมลีกินหน่อย ต่อไปธรรมลีจะไม่ได้กินนะ” หลวงปู่ลีก็ไปกับเณร ไปดูวิธีเอานํ้าผึ้งจากรัง ท่านว่า “อยู่ไส (อยู่ไหน)” เณรว่า “อยู่รัง” “ฮ่วย ! ให้ไปนําแหน่ (ขอไปด้วยสิ)” ทีนี้ไปก็ไป ไปถึงเณรก็บอกผึ้ง “ขอนํ้าผึ้งให้ท่านอาจารย์หน่อย”แล้วก็เอาไม้อ้อไปแหย่ ไม้อ้อปล้องมันทะลุ เขาจะตัดปลายมัน เอาไปแหย่ใส่รังมัน คล้ายเอาหลอดกาแฟไปเสียบรังมัน แหย่ๆ ตรงหัวนํ้าหวาน นํ้าผึ้งมันก็ไหลลงมา เอาใส่ขวด ใส่จอกบ้าง เอาๆ ไม่ได้เอาหมดนะ พระเราบอกว่าจะเอาครึ่งหนึ่ง เราก็บอกว่าเอาครึ่งหนึ่งนะ เอาตามความสัตย์ความจริง มันก็ไหลลงมาพอได้ครึ่งหนึ่งเราก็หยุด แล้วก็ดึงไม้ออก “โอ้ ! อร่อย” ท่านว่า “นํ้าผึ้งแท้ โอ้ย ! กินจากรังเลย”
สมัยหลวงปู่ลีท่านไปอยู่กับท่านอาจารย์จวน แต่ท่านไม่ได้บอกว่าอยู่นานไม่นาน ท่านไม่ได้พูด ท่านก็พูดกินนํ้าผึ้งแท้ อยู่กับท่านอาจารย์จวนสบายดี ทั้งสององค์ท่านสนิทสนมกัน ตั้งแต่สมัยอยู่ภูทอกนะ ท่านอาจารย์จวน ท่านอาจารย์วันนั่นนา หลวงปู่ลีท่านก็ไม่ได้เล่าอะไร ท่านก็พูดเรื่องนํ้าผึ้งที่หลวงปู่จวนสั่งให้เณรไปเอาที่รังผึ้ง หลวงปู่ลีท่านไปอยู่ก็ภาวนาที่นั่น จากนั้นท่านก็ไปถํ้าบูชา ไปภูวัว
นี้หลวงปู่ลีท่านเล่าเองไปอยู่กับหลวงปู่จวน หลวงปู่จวนก็สงเคราะห์ท่านนะ “อาจารย์ลีนี่ๆ” ปีที่ท่านไปอยู่ โอ๊ย ! มันลําบาก อยู่ภูทอกนั่นลําบากมาก สมัยหลวงปู่ลีอยู่ ไม่ได้เหมือนทุกวันนี้”
หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม เทศน์ถึงท่านพระอาจารย์จวน
หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม กับ หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านทั้งสองได้รู้จักคุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยหลวงปู่จวนยังอยู่วัดดงหม้อทองแล้ว เวลาหลวงปู่จวนจะเดินทางไปเยี่ยมบ้านของท่านที่จังหวัดอุบลราชธานี ไม่ว่าไปหรือกลับ ท่านจะแวะพักที่วัดศรีไพรวัลย์กับหลวงปู่ทองพูลเป็นประจํา
เมื่ออาจารย์ทั้ง ๒ มาอยู่ที่บึงกาฬแล้ว ก็ได้ไปมาหาสู่กันเสมอ ในระหว่างที่หลวงปู่ทองพูลกําลังสร้างวัดใหม่ๆ หลวงปู่จวนท่านก็แวะเวียนมาพัก ให้คําแนะนํา ให้กําลังใจ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่วัดภูกระแต คราวสําคัญๆ ท่านได้มีส่วนร่วมให้คําปรึกษาแนะนํา ช่วยเหลือเกือบทุกๆ ครั้ง เช่น การสร้างศาลา สร้างสะพานข้ามหนองบัว สร้างถนนไปบ้านคําไผ่ ทํารั้วรอบวัด สร้างอุโบสถ เป็นต้น
• หลวงปู่จวนและหลวงปู่หลุย เกิดในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พระเรียนถามหลวงปู่ทองพูลอีกว่า “พระรุ่นเก่าที่เป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ที่เคยเกิดประเทศอินเดีย มาเกิดบนแผ่นดินไทย มีบ้างไหม ? มีท่านรูปใดบ้าง ?”
ท่านบอกว่า “มีสิ” ในคราวที่ไปประเทศอินเดียกัน หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่จวน ถูกพวกแขกลักขโมยถุงย่าม เราก็ไปในครั้งนั้น ไปเดินจงกรมที่ลานเจดีย์ เดินไปประมาณชั่วโมง ลงมานั่งประมาณ ๔๐ นาที หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ท่านเรียกหลวงปู่จวนเข้ามาหา กล่าวขึ้นว่า “ท่านจวน ! ท่านรู้หรือไม่ว่า เราเคยมาสร้างเจดีย์นี้ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช กะเกณฑ์ให้พวกชาวบ้านชาวช่อง เอาก้อนหินทราย พวกเราได้มาขนหินช่วยพระเจ้าอโศกสร้างเจดีย์นี้ พวกเรา ๒ คนลักขโมยของแขก แขกมันถึงได้มาลักขโมยย่ามของเรา ก็พวกเราไปขี้ลักขี้ขโมยของเขาก่อน
เราเคยเกิดเคยตายอยู่อินเดียนะ เคยสร้างเจดีย์อยู่ ๕ เจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้าอยู่ตรงกลาง ของพระโมคคัลลานะอยู่ทางนี้ พระสารีบุตรอยู่ตรงนี้ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระอยู่ทางนี้ พระนางสังฆมิตตาเถรีลงมา ข้างเจดีย์ใหญ่ ๕ เจดีย์ มันเรียงกันลงมา เป็น ๔ ทิศ เจดีย์ใหญ่ คล้ายๆ เจดีย์นครปฐม มันเป็นสถูปลงมา เดินวนขึ้นไปได้ มีทางเดินจงกรม ข้างบนขึ้นไปตามเจดีย์”
หลวงปู่หลุย ความรู้ภายในท่านเร็ว ท่านนั่งเคี้ยวหมาก ต่างคนต่างนั่ง นั่งอยู่เมืองพาราณสีประมาณ ๒ ชั่วโมง นั่งอยู่ในเจดีย์ ยาม (ขณะ) เขาลงไปกินข้าว พระเราก็เข้าไปนั่งสมาธิ จิตสงบเร็ว”
• หลวงปู่ทองพูลเล่าเรื่องภูทอก
หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม ได้เมตตาเล่าเรื่องภูทอก การสร้างสะพานภูทอก ไว้ดังนี้
“พออยู่ไปก็เริ่มพัฒนา เรื่องทําสะพานก็ทําไปเรื่อย คนเก่งมากมายเข้ามาช่วยกัน เริ่มมีผ้าป่าเข้ามาทอดถวาย เริ่มสร้างแท็งก์นํ้าด้านบน ท่านจ้างคนขนซีเมนต์ขึ้นกระสอบละ ๕ บาท เขามัดใส่เอวเอาขึ้นไปบนภูทอก
ในแต่ละปีก็มีป่าเขาให้เที่ยววิเวก เป็นที่เพลิดเพลินใจ พระกรรมฐานส่วนใหญ่ก็เหมือนภมรมักบินร่อนไปหาช่อดอกไม้ พระป่าก็มักบินเข้าป่า เพื่อหาสิ่งที่เป็นคุณ ป่าเป็นป่าแท้ เดินไปในกลางวันแทบมองไม่เห็นแสงแดด ไม้ขีดจุดไฟจุดยังไงก็ไม่ติด ชื้นตลอดทั้งปี ดงหม้อทอง ดงพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน”
พระเรียนถามท่านอีกว่า “หลวงพ่อมีอาการไข้ป่าปางตายเหมือนองค์อื่นบ้างไหม ?”
ท่านตอบว่า “เราเป็นไข้หนักจนผมบนหัวแทบไม่เหลือ หลวงปู่มา (หลวงปู่บุญมา คมฺภีรธมฺโมวัดป่าสีห์พนม อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร) หลวงปู่สอน อุตฺตรปญฺโญ ก็เหมือนกัน สรุปคือเป็นไข้ทุกรูป ไข้จนกระทั่งนอนดูกันเอง เพราะไม่มีใครจะมาเหลียวแล คนป่วยดูคนป่วย กินผลหมากรากไม้อยู่ในป่า ยารักษา คือ ต้มนางพญามือเหล็ก ต้มให้มีควัน ต้นควินิน เคี่ยวลงนํ้า ๓ ส่วน ต้มร้อนๆ ซด อาการไข้ก็ทุเลา ไข้มาลาเรียเหมือนจะหายแต่ไม่หาย มันจะเลื่อนไปเรื่อยๆ จากเวลาเช้ามาใกล้เที่ยง จากใกล้เที่ยงไปคํ่า มันค่อยลดมาเรื่อย จนกว่าจะหาย ต้นควินินเอามาจากวัดป่าสุทธาวาส หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ท่านเอามาปลูกไว้ เป็นควินินพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ วัดทุกวัดต้องเอาควินินจากวัดป่าสุทธาวาส”
พระเรียนถามท่านว่า “หลวงพ่อ เวลาเจอช้างทําอย่างไร เคยโดนมันทําอะไรสักครั้งไหม ?”
ท่านตอบว่า “ถ้าเราเจอช้างก็จงเปิดฝากานํ้า แล้วเอาฝาเคาะตัวกานํ้าให้เกิดเสียงดังๆ ถี่ๆ แรงๆ เจอเสือก็ทําเหมือนกัน สัตว์ป่ามันรู้จักพระ มันไม่ทําอะไรนะ เสือจัดเป็นสัตว์นักล่าที่มีความสง่างามในตัวเองและดูน่าเกรงขาม แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความหวาดหวั่นเกรงขามในพละกําลังและอํานาจภายในตัวของพวกมัน
ตอนเช้าที่ภูทอก เราออกบิณฑบาต ก็มาเจอช้าง เอาฝาบาตรเคาะให้มีเสียง มันก็เหลียวหามองหน้ามองหลัง แล้วมันก็ไป ต้องให้สัญญาณมัน ช้าง เสือ ธรรมดามันก็กลัวคนอยู่แล้ว เสือแม่ลูกอ่อน ช้างแม่ลูกอ่อนอันตราย ต้องระวังไว้อย่าเข้าไปใกล้ เสือตัวผู้ต้องให้สัญญาณมัน ถ้าไม่มีอะไรก็เป่ามือเป่าเหมือนพรานช้างเขาเป่า มันก็กลัว ช้างตัวใหญ่มันชนกุฏิเณรจนพลิกกลับด้าน กุฏิตั้งอยู่บนพลาญหินเอาเครือหวายมัดให้แน่น เณรกลัวจนขี้เยี่ยวแตก ช้างนับเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ใช้เวลาการตั้งครรภ์ถึง ๒๒ เดือน ซึ่งนับว่านานที่สุดในบรรดาสัตว์บกทุกชนิด บางทีมันไปกินของชาวบ้านชาวสวน เขาเป่าโหวดไล่ มันก็กลัว ช้างมันกลัวพวกควาญช้างไปไล่คล้อง สมัยก่อนเขาไม่ยิงช้าง พวกยิงช้างฆ่าช้างเป็นบาปทันตาเห็น ช้างเป็นสัตว์มีคุณ
มีตาคนหนึ่งอยู่บ้านดอนเสียดเป็นนักล่าช้าง เดี๋ยวนี้ก็เลยกลายเป็นคนเบลอๆ ไป ลูกออกมาก็เป็นคนปํ้าๆ เป๋อๆ ความเป็นมาเป็นไปที่แกจะได้กลายมาเป็นพรานช้างบ้านดอนเสียด คือ แกไปปลูกข้าวที่ไร่ เกี่ยวข้าวแล้วเอามาไว้ในชะลอมมุงเทิบไว้ (คลุมปิดไว้พอกันแดดกันลมได้) เชิญญาติพี่น้องในไร่มาลงแขก เอาชาวบ้านไปหาบได้ข้าวมากปีนั้น
พอตกกลางคืนช้างมาเอาข้าวไปกินจนเกลี้ยง ตั้งแต่บัดนั้นแกจึงโกรธ ตั้งปฏิญาณไว้ว่า “กูจะตามฆ่าช้างฝูงนี้ให้จงได้” แกตามหาช้างจากภูวัวถึงถํ้าจันทน์ ไล่ช้างบ้านไทข่า ตามไปฆ่าช้าง ช้างมันก็ล่องไปเรื่อย ลัดข้ามดงป่าไป ไม่เจอก็กลับลงมาอีก เลยไม่ได้ฆ่ามัน อาฆาตกัน… พวกคล้องช้างไล่ช้างไปเข้าคอก แล้วคล้องเอาเหมือนคล้องวัวควาย คล้องได้แล้วก็เอามาฝึกๆ ได้แล้วก็เอาไปตีทะเบียนที่อําเภอ ได้กี่ตัวเอาไปเสียภาษีซะก่อน
พวกพรานผึ้งต้องไปหาดูผึ้งตามถํ้า ถํ้านี้มีกี่รัง ๒๐ – ๓๐ หรือ ๑๐๐ ไปดูซะก่อน แล้วค่อยไปเสียภาษี อยู่ถํ้าบูชามีเยอะมาก กว่า ๘๐๐ รัง จับเป็นตับๆ ตามหน้าผา ใช้ไม้แหย่ๆ เฉยๆ ก็ได้ เมื่อก่อนเยอะมาก ภูทอกก็มีกว่า ๓๐ รัง ภูทอกอากาศชื้น ก็ไปสํารวจดูก่อน ทั้งเสือ ทั้งจงอาง ไปสํารวจแล้วก็ลงมา หนทางจะไปยังไงๆ อาศัยเครือต้นไฮที่หย่อนลงมา ก็เอาไม้ไปมัดใส่เครือต้นไฮ ไม้ที่มันย้อยลงมาก็เหมือนบันไดลิง ไต่หาช่องขึ้นเอาเครือมัดซะก่อน เครือก็ต้องเป็นคนชํานาญหาเครือ เครือเขาปอกกับเครือแสนพัน เครือเขาปอกเหนียวกว่า ทุบๆ แล้วเอามาแช่นํ้าไว้ หลวงปู่คําตัน ฐิตธมฺโม ชํานาญวิธีมัด ท่านเคยทํากุฏิโดยใช้เครือเขาปอกมัด ไม่มีการตีตะปู
หลวงปู่คําตัน ท่านเป็นคนอําเภอคําชะอี มีครอบมีครัวแล้วเมียท่านตาย ก็เลยไปเข้านาคกับหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด ท่านมีลูกสาว ๒ คน ท่านเป็นคนพูดจาไพเราะ ท่านรู้จักวิธีทําเชือกจากเครือไม้ ใช้เครือนั้นเครือนี้มามัด ท่านเป็นช่างมัด มัดแล้วโยกไปโยกมา มันก็เคลื่อนไม่ได้ หามไปตั้งได้ จะใช้อะไรไปผลักไปไสก็ไม่เคลื่อน ช่วงแรกที่พวกเราไปสร้างภูทอก หลวงปู่คําตันท่านก็มาช่วยไปทําเพิงพักหน้าศาลา สมัยก่อนใช้พระถาก ไม่มีไฟฟ้า ใช้เทียนไข เครื่องเจาะก็ไม่มี เจาะหินก็คนตอกป๊อกๆๆ”
พระเรียนถามท่านว่า “สะพานลอยฟ้ารอบภูทอก สร้างกันอย่างไร ?”
ท่านตอบว่า “ทําอย่างนี้ คือ ตอกเสาให้มันดีซะก่อน ตอกให้แน่น ทําคอกไว้ ป้องกันไม่ให้ตกตอกแน่นตัวนี้ ก็เลื่อนไปเรื่อย อาศัยตัวเก่า แล้วก็เจาะไปทางนี้ เวลาแน่นก็เลื่อนไปเรื่อย ขยับไปเรื่อย ทําอยู่ ๒ ปี จึงสําเร็จ ฉันจังหันแล้วท่านหลวงปู่จวนสะพายถุงหมากนําหน้าออกไปทํางานก่อนแล้ว”
• หลวงปู่ทองพูลชมท่านพระอาจารย์จวนมากด้วยปัญญาและบุญกิริยา
หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม เจ้าอาวาสวัดสามัคคีอุปถัมภ์ (ภูกระแต) จังหวัดบึงกาฬ หนึ่งในพระผู้ร่วมบุกเบิกภูทอกกับท่านพระอาจารย์จวน มีศิษย์ถามถึงท่านพระอาจารย์จวน ท่านได้ตอบเบาๆ ว่า
“มากด้วยปัญญาและบุญกิริยา”
ท่านยิ้มและไม่พูดอะไรอีก คําว่า “มากด้วยปัญญา” หมายถึง ฉลาดลํ้าเลิศ ส่วน “บุญกิริยา” หมายถึง บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ หลวงปู่ทองพูล ท่านสอน
“ให้หมั่นทําบุญบ่อยๆ ค่อยๆ สะสมไป พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าให้ทําบุญ ๑๐ อย่าง”
หลวงปู่แสวง อมโร ติดตามหลวงปู่จวนออกธุดงค์
หลวงปู่แสวง อมโร วัดป่าชัยวารินทร์ อําเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พาเดินธุดงค์ และเรื่องสร้างสะพานไม้รอบภูทอก ดังนี้
“สมัยก่อนท่านพระอาจารย์จวนพาเข้าป่าเข้าเขารกชัฏ เดินบิณฑบาตไป ขาไปก็มองไม่เห็นเสือ เวลาเดินกลับมาจากบิณฑบาตเห็นรอยเท้าเสือ เสือมันเดินตามเราอยู่ทุกวัน
เมื่อก่อนไข้มาลาเรียมันเยอะ อะไรจะฉันมันก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่มี เดินธุดงค์ที่บึงกาฬอยู่ ๗ วัน ๗ คืน ขอโทษนะนํ้าจะฉันมันก็ไม่มี ต้องปัสสาวะกินไปแทนนํ้า ทุกข์แสนสาหัสมาก มีแต่ช้างแต่สัตว์ป่า เวลานอนก็นอนใครนอนมัน แยกย้ายไป มีแต่พิจารณาความตาย ตายในการปฏิบัติธรรมมันเป็นนักรบที่แท้จริงประเสริฐนัก ช่วงนั้นท่านพระอาจารย์จวนเป็นไข้ป่า เราต้องไปหามท่านอยู่ ๓ กิโลฯ หามท่านลงมาจากเขา อย่างไรก็ต้องหามท่านลงมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นท่านอาจตายได้ ท่านพระอาจารย์จวนท่านถึงรักเรา เดินธุดงค์จากศรีวิไล ไปบึงกาฬ สมัยก่อนมันนานนะ มันไกล ไม่เหมือนสมัยปัจจุบัน นั่งรถจากกรุงเทพฯ ไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงแล้ว มันรวดเร็วไปหมด”
พระศิษย์เล่าประสบการณ์ช้างที่ภูวัวให้หลวงปู่จวนฟัง
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงพ่อแสวง บ้านไผ่นี่ วัดป่าชัยวารินทร์ หมากไฟ (มะไฟ) มันสุกเนาะ ไปหาเก็บหมากไฟ อาตมาก็เลยว่า “โอ๊ย ! อย่าไปพูดนะว่ะ มันกินได้หมดเลยนะ ช้างนี่ว่ะ” “โอ๊ย !” ท่านว่า “ผมอยากดูมันอยู่” ว่างั้น “ฮ่วย ! ตอนช้างมามันจก (ล้วง) กิน ถังมันเหยียบแบนเลยนะถัง” ช้างมากินหมากไฟ กินหมดเลยแหละ มาพูดให้หลวงปู่จวนฟัง หลวงปู่จวนว่า “โหย ! ว่าซั่น (ว่างั้น) ไปพูดเขาอย่างนั้น เขาก็ดี เขาไม่พังกุฏิทิ้ง”
หลวงปู่จวนอยู่ภูทอกนี้ ท่านไปอยู่ภูวัวเนาะ โห ! ช้างภูวัวแต่ไหนแต่ไรมา เท่าๆ ทุกวันนี้แหละ เออ ! แสนรู้นะ รู้ความคิดด้วย พอพระอยากเห็นนี่ มันจะมาให้เห็นเลยนะ พูดกันอยู่อย่างนี้แล้ว มันจะมาให้เห็นเลยนะ ช้างโขลงใหญ่นะ มันก็ไม่มากหรอก สิบกว่าเชือก ประมาณนั้นล่ะ”
หลวงปู่บุญพิน กตปุญฺโญ จําพรรษากับท่านพระอาจารย์จวน
หลวงปู่บุญพิน กตปุญฺโญ วัดผาเทพนิมิต ตําบลนิคมนํ้าอูน อําเภอนิคมนํ้าอูน จังหวัดสกลนครในพรรษาที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๑๕) หลวงปู่บุญพินจําพรรษาที่วัดบ้านสานตม ปีนี้หลวงปู่ชอบป่วยเป็นอัมพฤกษ์ หมอจากโรงพยาบาลกรุงเทพฯ ได้นิมนต์หลวงปู่ชอบขึ้นเครื่องไปรักษาที่กรุงเทพฯ พรรษานี้หลวงปู่บุญพินต้องเป็นหัวหน้าพาหมู่คณะอยู่จําพรรษา พอออกพรรษา ลาญาติโยม มอบวัดให้อาจารย์ทิวา อาภากโร ดูแลแทน หลวงปู่ได้ออกธุดงค์กลับมาที่บ้านเกิดเพื่อดูแลโยมแม่ที่ป่วยอยู่
พอโยมแม่หายป่วยเป็นปกติแล้ว ได้ลาโยมแม่ออกธุดงค์ไปภูทอก เพื่อพบกับหลวงปู่ชอบที่มารักษาตัวอยู่กับหลวงปู่จวน ต่อมาหลวงปู่ชอบกลับไปวัดโคกมน หลวงปู่จวนได้ชวนหลวงปู่บุญพินจําพรรษาที่วัดภูทอก ดังนั้น พรรษาที่ ๑๙ (พ.ศ. ๒๕๑๖) หลวงปู่บุญพินจําพรรษาที่ภูทอกกับหลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ ตลอดพรรษาได้ทําบันไดขึ้นภูทอก ในระหว่างพรรษามีคืนหนึ่งขณะที่ทําสมาธิภาวนา จิตสงบเกิดนิมิตก้อนหินตรงกุฏิที่หลวงปู่พักอยู่ลอยไปลอยมา จากนั้นจิตได้ถอนออกจากสมาธิเป็นปกติพอออกพรรษา บันไดที่ทําขึ้นภูทอกยังไม่เสร็จ หลวงปู่จวนได้พาญาติโยมเวียนเทียนในวันออกพรรษา พอรับกฐินเสร็จ ได้กราบลาหลวงปู่จวนไปหาอาจารย์ศรีนวล ขนฺติธโร ที่วัดศรีรัตนนิมิตร จังหวัดอุดรธานี
หลวงปู่ผาง โกสโล เล่าถึงหลวงปู่จวน
หลวงปู่ผาง โกสโล วัดภูหินปูน ท่านบวชเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่คําตัน ฐิตธมฺโม อยู่ที่วัดป่าดานศรีสําราญ อยู่ ๕ พรรษา จากนั้นจึงได้ออกวิเวกไปในที่ต่างๆ ก่อนไปท่านเล่าว่า หลวงปู่คําตันก็ห้ามไม่อยากให้ไปไหน อยากให้อยู่ภาวนาเสียด้วยกัน ท่านว่าหลวงปู่ผาง เคยเกิดเป็นลูกท่านอยู่ในอดีตชาติ หลวงปู่ผางได้เคยไปอบรมธรรมกับหลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านว่าหลวงปู่จวนเป็นพระที่ดุดัน เอาจริงเอาจัง
ท่านเล่าว่า สมัยหนึ่งหลวงปู่จวนมาเยี่ยมหลวงปู่คําตัน มาก็ไม่พูดอะไรกัน มองกันนิ่งเงียบก่อนจากก็ปรารภธรรมกันเพียงไม่กี่ธรรม ก็เป็นที่รู้กัน หลวงปู่ผาง ท่านสงสัย จึงได้กราบเรียนไต่ถาม หลวงปู่จวนได้ยินเข้าจึงดุ “หา ! ของอย่างนี้ถามกันได้เหรอ ? อยากได้อยากรู้ก็ปฏิบัติเองสิ ถ้าถามกันแล้วได้ อย่างนี้เขาก็เป็นเศรษฐีกันทั่วโลกแล้วสิ”
หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ อยู่จําพรรษากับท่านพระอาจารย์จวน
หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ เล่าถึงการอยู่จําพรรษาและการออกธุดงค์กับท่านพระอาจารย์จวน โดยประวัติหลวงปู่สรวง ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในระหว่างออกพรรษาของแต่ละปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ หลวงปู่สรวงท่านจะออกเดินธุดงค์ไปหาครูบาอาจารย์ และติดตามท่านไปจนถึงช่วงใกล้เข้าพรรษาจึงเดินทางกลับ
การเดินธุดงค์ในสมัยนั้นส่วนมากหลวงปู่จะมีครูบาอาจารย์ที่ร่วมเดินทางด้วยกันรวม ๔ รูป คือ ท่านพระอาจารย์จวน ท่านพระอาจารย์วัน ท่านพระอาจารย์คําบุ และท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง สําหรับท่านพระอาจารย์สิงห์ทองนั้น ท่านได้พาหลวงปู่เดินธุดงค์ไปด้วยกันโดยตลอด ในหน้าแล้งของทุกๆ ปี และในบางครั้งท่านก็เดินธุดงค์ร่วมกับท่านพระอาจารย์วัน เพียง ๒ รูปเท่านั้น
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมา หลวงปู่จะจําพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์จวนโดยตลอด และในช่วงออกพรรษาทุกๆ ปี ท่านพระอาจารย์จวนก็จะพาเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ บางครั้งก็ให้ไปองค์เดียว ตรงไหนผีดุๆ เข็ดๆ น่ากลัว ท่านพระอาจารย์จวนท่านมักจะพาไปแล้วก็ทิ้งให้อยู่คนเดียว เพื่อจะได้เป็นการฝึกตนทรมานกิเลสและสร้างขันติธรรม ซึ่งหลวงปู่ก็มักจะได้ข้ออรรถข้อธรรมจากสถานที่เหล่านั้นมาเล่าถวายท่านพระอาจารย์จวนอยู่เสมอๆ ส่วนมากแล้วท่านพระอาจารย์จวนจะบอกให้ไปอยู่ถํ้านั้น ถํ้านี้ เขาลูกนั้น เขาลูกนี้ ตลอดเวลาที่ร่วมเดินธุดงค์กัมมัฏฐานด้วยกัน แล้วจะนัดแนะกันว่าเดือนหน้าค่อยพบกันตรงนั้นตรงนี้ แล้วท่านก็จะจากไป
ท่านพระอาจารย์จวนไม่ค่อยสอนธรรมะอะไรมากมาย สอนนิดๆ หน่อยๆ ในบางเรื่องที่สงสัยและก็ให้ไปประพฤติปฏิบัติเอาเอง ส่วนมากจะให้ไปอยู่อบรมฟังธรรมะและศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถํ้ากลองเพล แทบทุกปีในช่วงออกพรรษาตลอดฤดูแล้ง พอใกล้เข้าพรรษาก็กลับมาจําพรรษากับท่านพระอาจารย์จวน ที่ถํ้าจันทน์ อําเภอบึงกาฬ เช่นเคย เหตุเพราะหลวงปู่ชอบอยู่เงียบๆ ไม่ชอบความวุ่นวาย เพราะที่วัดถํ้ากลองเพลสมัยนั้นมีพระเณรประมาณ ๔๐ – ๕๐ รูป อีกทั้งแม่ชีด้วย จึงไม่เป็นที่สัปปายะสําหรับหลวงปู่ สมัยก่อนนั้นท่านพระอาจารย์จวนยังไม่ได้ขึ้นไปอยู่ที่ภูทอก ท่านสร้างวัดอยู่ที่ถํ้าจันทน์ อําเภอบึงกาฬ
ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ท่านพระอาจารย์จวนชวนไปเที่ยววิเวกเทศน์โปรดญาติโยมที่เข้ากับพวกคอมมิวนิสต์ที่บ้านส่องดาว อยู่ช่วยเทศนาสั่งสอนชาวบ้านกับท่านพระอาจารย์วันที่บ้านส่องดาว จนเป็นผลสําเร็จคือพวกที่เข้ากับคอมมิวนิสต์พากันกลับใจ จนภายหลังได้ก่อตั้งให้เป็นอําเภอส่องดาว ปรากฏมาจนเท่าปัจจุบันนี้ อยู่ที่บ้านส่องดาวนั้นไม่ได้ฉันข้าวตั้ง ๓ วัน สืบเนื่องมาจากญาติโยมเข้าใจว่า หลวงปู่ ท่านพระอาจารย์วัน ท่านพระอาจารย์จวน พระ ๓ รูปนี้เป็นคอมมิวนิสต์
หลวงปู่กล่าวกับท่านพระอาจารย์จวนว่า “อยู่ก็ไม่ได้ฉันข้าว เราควรจะปลีกหนีนะอาจารย์”
ท่านพระอาจารย์จวน กล่าวว่า “หนีไม่ได้ ต้องใช้หนี้เขาก่อน เราเป็นพระจะกลัวอะไร ต้องแสดงความบริสุทธิ์ของเราให้เขาเห็น”
ครั้นเวลาผ่านไป ๓ วัน ญาติโยมก็เข้าใจว่าพวกท่านเป็นพระแน่นอน จึงยอมใส่บาตรให้หลังจากได้ทําความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงได้ออกธุดงค์ต่อไป”
หลวงปู่จรัส ธมฺมธโร เล่าความสัมพันธ์ของหลวงปู่จวนกับหลวงปู่ทองพูล
หลวงปู่จรัส ธมฺมธโร (พระครูวิสุทธิธรรมโชติ) วัดดอยนํ้าตกพัฒนา หมู่ที่ ๗ ตําบลทุ่งก่อ อําเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย เป็นศิษย์ผู้หนึ่งที่ได้อยู่กับหลวงปู่ทองพูล ในยุคเริ่มต้น ท่านได้เล่าว่า
“ได้มาอยู่กับหลวงปู่ทองพูล ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๗ ท่านอยู่เพียงรูปเดียว ท่านมีนิสัยสมถะ ไม่ชอบขอ มีอย่างใดก็ใช้อย่างนั้น ท่านยินดีตามมีตามได้ เป็นพระผู้สันโดษเป็นอย่างยิ่ง คือ ท่านยินดีพอใจในสิ่งที่มีที่ได้มาด้วยเรี่ยวแรง เป็นผู้ไม่เกินเลย คือรู้จักพอเป็น อิ่มเป็น และยังได้แบ่งปันส่วนที่มีไปเอื้อเฟื้อผู้อื่นตามสมควร ดังคํากล่าวที่ว่า “รู้จักพอก่อสุขทุกสถาน”
ปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ผมก็มาเป็นนาคก่อน พออยู่แล้วทีแรกว่าจะบวชคนเดียว แต่ก็มีนาคเฒ่าคนหนึ่งชื่อ “พ่อหอม” มาจากบ้านคําไผ่ เป็นคู่นาคกัน หลวงปู่ท่านฝึกนาคให้แล้วท่านไม่ยอมบวชให้ง่ายๆ จนกระทั่งหลวงปู่จวนท่านลงมาจากภู ท่านก็ว่า “บวชซะ” พวกนาคถึงได้บวชกัน
หลวงปู่ทองพูล หน้าแล้งท่านจะไม่อยู่วัด ท่านออกธรรมยาตราไปเทศน์ธรรมทูต ท่านปล่อยให้แต่พวกเราอยู่เฝ้าวัด ใกล้หน้าเข้าพรรษา ท่านถึงได้หันกลับมาวัดภูกระแต เมื่อองค์ท่านไม่อยู่ หลวงปู่จวนก็ลงจากภูเขามาเทศน์มาอบรมพระแทน
ทีแรกหลวงปู่จวนท่านออกจากถํ้าจันทน์ใหม่ๆ แล้ว ท่านขึ้นไปอยู่ภูสิงห์ ภูกิ่ว พอท่านออกจากภูกิ่วแล้ว ท่านจึงปีนขึ้นภูวัว หลวงปู่ทองพูลชอบไปกับหลวงปู่จวน ไปโน่นนี่นั่นด้วยกัน”
ท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต เทศน์ถึงท่านพระอาจารย์จวน
• เรื่องกรรม เหตุที่เครื่องบินตก
(๒๑ มีนาคม ๒๕๔๑)
ฉะนั้น เราถึงทําของเรามา เราทําตามความจริงของเรา โลกไง ความเป็นสมมุติ ฉะนั้นมันถึงว่าเวลาเกิดขึ้นมา อันนี้เป็นวัตถุ ร่างกายนี้เป็นวัตถุ เห็นไหม รถควํ่า รถควํ่าไปแล้ว (ท่านอาจารย์พระมหาบัวประสบอุบัติเหตุรถควํ่า เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๑) แล้วอย่างนี้คนจะคิดกันมาก แล้วดูอย่างที่อาจารย์จวน อาจารย์สิงห์ทอง แล้วอาจารย์วัน ตอนเครื่องบินตก พระอรหันต์ไม่รู้หรือ ? พระอรหันต์ไม่รู้หรือ ? ทําไมเป็นอย่างนั้น พระอรหันต์ไม่รู้หรือ ? อาจารย์มหาบัวเทศน์เลย เทศน์ในงานศพของอาจารย์สิงห์ทองด้วย
“มันเป็นสมมุติไง ลิงนี่ ใจของพระอรหันต์ไม่ใช่ใจของลิง เป็นใจที่มั่นคงแล้ว ใจของลิงนี่กระโดดเกาะไง ตัวเมียจะกระโดดเกาะ เกาะกิ่ง…” ก็นึกว่าไม้มันสดตลอด ก็พึ่งไง หวังจะพึ่งคนอื่น นี่ใจที่มันพึ่งตัวเองไม่ได้ ใจที่เป็นลิง กระโดดไปกระโดดมา กระโดดไปเกาะเอาไม้แห้งหล่นตุ๊บ แต่ใจพระอรหันต์ไม่ใช่อย่างนั้น อาจารย์หลายองค์พูดแล้วไม่อยากเอ่ยชื่อ นั่งบนเครื่องบินเลย บางคนมันเบื่อ บอกว่า “เครื่องบินตก”
“ตกซะๆ” ว่าอย่างนั้นนะ
อาจารย์พูดให้เราฟังเอง ท่านนั่งเครื่องบินมา ตกๆๆ บอกให้ตกเลย ถ้าเป็นเรา ใครนั่งเครื่องบินอยากให้เครื่องบินตก ใครอยากตาย แต่มันจะตายด้วยตัวเองไม่ได้ไง เพราะกรรมมันมีอยู่ มันต้องเป็นไปตามความเป็นจริง คนสร้างคุณงามความดีมามันต้องเกื้อหนุนไป รถถ้ามีนํ้ามันอยู่ นํ้ามันต้องขับเคลื่อนรถนั้นแล่นไป จนกว่ารถนั้นนํ้ามันจะหมด เห็นไหม พระพุทธเจ้าถึงบอกพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ “ให้สมควรแก่เวลาของเธอเถิด”
ให้สมควรตามความเป็นธรรม ตามความสมควรแก่เธอเถิด คือ นํ้ามันในถังนํ้ามันหมดเมื่อไหร่รถก็จอดตรงนั้น จนกว่านํ้ามันมันจะหมดไปตามความเป็นจริง ไม่ใช่นํ้ามันไม่หมด ดับเครื่อง เห็นไหม นี่พวกอุบัติเหตุ นํ้ามันไม่หมดดับเครื่อง ฉะนั้น มันก็หมดเฉพาะชาตินี้เท่านั้นนะ มันยังมีกรรมต่อเนื่องกันไป
แต่นี่ไม่อย่างนั้น หัวใจนี้ไม่ใช่ลิง หัวใจที่มั่นคงจะมีอะไรตื่นเต้น ฟ้าจะถล่ม ฟ้าจะทลาย สงครามจะเกิด จิตนี้ไม่มีเผลอไง ฉะนั้น ความตายถึงไม่มีความหมายไง เครื่องบินจะตกอะไรนี่ มันเป็นกรรม แต่หัวใจนั้นไม่ตกใจ ไม่คลอนแคลน ไม่หวั่นไหว ไม่อาศัยภายนอก มันอาศัยภายใน อาศัยธรรมของตัวเองไง เวลามีอะไรเกิดขึ้นมันจะฟุ่บ ไม่มีออก ไม่ส่งออก มีแต่เอาเข้าของตัวเอง
ฉะนั้น ถึงว่าท่านไม่ตกใจ ท่านไม่มีกรรม ท่านไม่เสียหาย ถึงจะเครื่องบินตก ความตายของครูบาอาจารย์ก็ไม่เสียหาย เพราะเผามาแล้วกระดูกเป็นพระธาตุไง แต่โลกมันบอกว่า โอ๋ย ! ทําคุณงามความดีมาขนาดนั้น เป็นถึงพระอรหันต์นะ ทําไมต้องมาเครื่องบินตกตาย ? ทําไมไม่ตายแบบสวยๆ งามๆ เอาดอกกุหลาบถือไปด้วยไง เอาดอกกุหลาบมาวางไว้เต็มๆ แล้วก็ตายแบบนิ่มๆ ไง ถือว่าเป็นผู้ที่มีบุญ เขาว่าอย่างนั้นนะ ตายแบบคนมีบุญไง
ตายแบบกรรม ตายแบบการสั่งสมมา แต่การกระทําที่เป็นธรรมขึ้นมาในหัวใจ อันนั้นต่างหากมันสําคัญตรงนั้นนะ พระพุทธเจ้าถึงได้บอกพระทั้งหมดที่เถียงกันไง “อาสวักขยญาณ ญาณที่ประเสริฐที่สุด อาสวักขยฯ ไง การสิ้นกิเลส การทําลายกิเลสนั้นประเสริฐที่สุด ไม่มีญาณ ไม่มีวิชาใดประเสริฐเท่ากับวิชาการฆ่ากิเลสนี้ พอกิเลสสิ้นสุด ตั้งแต่วันที่กิเลสสิ้นแล้ว มันไม่มีอะไรตาย ความเป็นไปมันมีไง”
• ธรรมะสื่อกัน
(๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒)
ห้ามพูดนะ มันสูงส่ง มันสูงมาก เอามาสื่อกันไม่ได้ มรรคผลนิพพานนี่พูดไม่ได้ พูดไม่ได้ ทําไมครูบาอาจารย์… เห็นไหม ในหยดนํ้าบนใบบัว อาจารย์มหาบัวไปกราบหลวงปู่แหวน จับไว้บนหัวเลย ทําไมสื่อกันไม่ได้ มันซึ้งขนาดนั้น อาจารย์จวนไปถามหลวงปู่ขาว พอพูดเสร็จจับขาหลวงปู่ขาวลูบหัวนะ ลูบหัวแล้วลูบหัวอีก ทั้งๆ ที่ธรรมะเสมอกัน แต่ความเคารพมันสื่อออกมาด้วยธรรม อันนั้นมันซึ้งใจ จับเท้านี่ลูบหัวๆ เลย ทําไมจะสื่อไม่ได้ นั่นน่ะสื่อกัน นั่นน่ะธรรมะสื่อกัน ธรรมะสื่อกันถึงเป็นธรรมไง เราถึงว่าเราต้องเชื่อธรรม เชื่อครูบาอาจารย์
• ท่านพ้นจากกิเลสแล้วยังทําประโยชน์กับโลก
(๕ สิงหาคม ๒๕๔๘)
จิตของท่านพ้นจากกิเลส มันถึงไม่มีสมมุติทั้งหมด แต่ในเมื่อยังมีธาตุขันธ์อยู่ มีธาตุ คือ ยังมีชีวิตอยู่ ขันธ์ คือ จิตดวงนั้น อาศัยสิ่งนี้ดํารงธาตุขันธ์ อยู่ด้วยวิหารธรรม รอแต่กาลเวลา เห็นไหม เวลาครูบาอาจารย์ของเรา เวลาชําระกิเลส เหมือนเช่นอาจารย์จวน ท่านชําระกิเลสของท่านจนหมดแล้ว ท่านยังเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับโลก ประโยชน์กับโลกนะ แม้แต่โลกวิญญาณเขายังได้ผลประโยชน์จากท่าน สิ่งที่เป็นจิตวิญญาณนะ ครูบาอาจารย์ของเราเวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา สิ่งที่ว่าจิตวิญญาณพวกเทวดา อินทร์ พรหม เขาเห็นสิ่งนี้นะ
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์ธัมมจักฯ ทําไมเทวดาส่งข่าวขึ้นไปเป็นชั้นๆ ล่ะ ? เพราะเขาดีใจกับสิ่งนี้ไง เขาดีใจว่าธรรมเกิดแล้ว ธรรมเกิดแล้ว ธรรมโอสถเกิดขึ้นมาแล้ว เขาจะได้มีโอกาส เห็นไหม เขาได้มีโอกาสนะ ถ้าเขามีศรัทธาความเชื่ออย่างเรานี้นะ นี่ที่ว่าเรามีศรัทธาและความเชื่อสิ่งนี้ทําให้เราออกมาประพฤติปฏิบัติ ทําให้เรามาค้นคว้าสิ่งที่ว่า ชีวิตนี้คืออะไร ? แล้วชีวิตนี้อยู่ที่ไหน ?พอสิ่งที่ว่าชีวิตอยู่ที่ไหนน่ะ จนจิตนี้ตั้งมั่น จนจิตนี้ออกมาทํางานนะ เทวดา อินทร์ พรหม ก็เหมือนกันถ้าเขามีศรัทธา เขามีความเชื่อของเขา เขาจะหาไง เขาจะมาฟังธรรมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเขาจะมาฟังธรรมของครูบาอาจารย์เราเพื่ออะไร ? เพื่อจะรู้อริยสัจ อริยสัจ คือ สัจจะความจริง
• เรื่องความคุ้นเคย
(๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๙)
อยู่กับครูบาอาจารย์นะ ท่านไม่ให้คุ้นเคยกับอะไรทั้งสิ้น ความคุ้นเคย ความสนิทนี่ขี้กลาก ขี้กลากมันติดพัน เวลาขี้กลากมันขึ้น มันขยาย มันก็คัน นี่ก็เหมือนกัน เวลาอยู่กับครูบาอาจารย์ เวลาท่านดุท่านคอยเตือน ให้เหมือนหมาไง หางมันจะตก ถ้าหางมันตกมันไม่เห่อเหิม ถ้ามันยังชูหางอยู่กิเลสมันชูหางนะ เวลามันชูหางขึ้นมา มันทุกข์มาก แต่ถ้าเวลาท่านเตือนขึ้นมา ถ้ากิเลสมันโดนธรรมะกดไว้ ถ้ามันลงหางมันจะตก ถ้าหางมันจะตก คนมันจะดีขึ้นมา ถึงไม่ให้คุ้นเคยกับอะไรทั้งสิ้น ความคุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ สิ่งที่มันเป็นสิ่งสกปรกโสโครก สิ่งนั้นไม่ดีเลย แต่เวลาธรรมะคุ้นเคยไหม ? สวดมนต์ทุกวัน ทําบุญกุศลทุกวัน นั่งสมาธิทุกวัน มันคุ้นเคยไหม ?
ศาสนาเป็นยาเสพติด มันเสพไม่ติดสิ ถ้ามันเสพติด มันจะติดกับหัวใจเรา มันจะเป็นประโยชน์กับเรา เวลาเทียบศาสนาเป็นยาเสพติด ศาสนาไม่เสพติดหรอก เสพแล้วไม่ติด พยายามเสพอยู่ แต่มันไม่ติด แต่ถ้ายาเสพติด เรื่องของกิเลสเสพแล้วมันติด มันติดเพราะมันเป็นเรื่องของกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ถ้าตัณหาทะยานอยากนั้นทําให้เราติด คุ้นเคย ถึงอย่าคุ้นเคยกับอะไร
การคุ้นเคย นี่วิสาสะ เวลาครูบาอาจารย์ของเรา อาจารย์จวน กับ อาจารย์สิงห์ทอง ท่านสนิทกันมาก เล่นกันแบบเด็กๆ เลย พระอรหันต์ด้วยกันนะ อาจารย์จวนก็เป็นพระอรหันต์ อาจารย์สิงห์ทองก็เป็นพระอรหันต์ เวลาแจกอาหารท่านก็เล่นกัน ท่านเล่นกันในขณะที่ทําข้อวัตรเลย แต่ท่านเป็นพระอรหันต์นะ ความคุ้นเคยอย่างนั้น ความคุ้นเคยแบบวิสาสะ ความคุ้นเคยโดยธรรม แต่ความคุ้นเคยอย่างนั้นมันเป็นประโยชน์
แต่ว่าห้ามคุ้นเคยเลย แล้วอยู่ในวัดก็ต้องตีหน้ายักษ์ใส่กัน ไม่ให้คุ้นเคยกันหรือ ? ทักทายกันได้อยู่กันได้ เป็นเพื่อน เป็นสหธรรมิกได้ เรารักกัน เรามีนํ้าใจต่อกัน แต่ถ้ามันเป็นการเล่น การหัว การคุ้นเคยของกิเลส มันจะทําให้เราผิดพลาด ทําให้เสียโอกาสของเรา
• อาจารย์เป็นกับอาจารย์ไม่เป็น
(๑๐ มีนาคม ๒๕๕๒)
อาจารย์ที่ไม่เป็นนะ ก็ไปทําแบบว่าถือเคร่ง โอ้โฮ ! ไปนั่งกันบนขื่อ บนต้นไม้ ตกมาขาหักแขนหัก ส่งโรงพยาบาล เขามาเล่าให้ฟัง ฟังแล้วเศร้าฉิบหายเลย รู้เลยว่า อ๋อ ! อาจารย์มันไม่เป็น อาจารย์มันไม่เป็นแล้วไปทํากันอย่างนั้น แต่ถ้ามันเป็นนะ เราจะนั่ง เราจะนั่งแก้ง่วงใช่ไหม เราก็ต้องมีสติของเรา มันจะตกบ้างเป็นครั้งเป็นคราว บางทีจะตก แต่ถ้ามีสติแล้วไม่ตก
สังเกตได้นะอย่างเช่นหลวงปู่จวน เวลาท่านนั่ง ท่านนั่ง ไปภูทอก เมื่อก่อนยังไม่มีบันได คิดดูสิถ้าสัปหงกก็ตกก็แล้วกันน่ะ ท่านนั่งหน้าผาเลย สมัยนั้นไปอยู่ใหม่ๆ ยังไม่มีบันได ไม่มี ไม่มีอะไรทั้งสิ้น เพราะท่านไปนั่งไง ท่านไปนั่ง ท่านไปภาวนาไง แล้วท่านก็ไปนั่งไปภาวนา จิตท่านสว่าง ท่านเห็นหมดล่ะ เวลาไปทํา พวกเรานี่ทํางงนะ
ตอนหลวงปู่จวนจะทําบันได ให้ฝรั่งมาประมูล ว่าตีค่าเท่าไรในการทําบันไดขึ้นอย่างนั้น เขาตีถึงสิบล้านเลยนะ หลวงปู่จวนบอก “กูมีล้านเดียว” แล้วท่านก็ขึ้นไปข้างบนใช่ไหม ขึ้นไปผูกกับต้นไม้ ไปผูกกับหน้าผา โรยเชือกลงมา คือว่า ประสาเรา ฝรั่งทํามันต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ มันต้องมีทุกอย่างเข้ามา ของท่านมีเชือกเส้นเดียวผูกเอว แล้วก็โรยตัวลงมา จะกลัดตอกเป็นบันไดน่ะ เอาเชือกผูกเอวแล้วโรยตัวลงมา เห็นไหม พอตั้งฐานได้ก็เอาไม้ตี แล้วก็วางไม้เป็นบันไดเดินลงมา นี่คนเป็นกับคนไม่เป็น มันคนละเรื่องเลยนะ นี่พูดถึงเวลาธรรมเห็นไหม เวลานั่งทีเดียวก็ตาย แต่ตายไหมล่ะ ไม่เคยตก ไม่เคยอะไรเลยนะ ไม่มีอะไร แต่คนไม่เป็น เราไม่เป็น แล้วทํากันเสียหาย
• ถ้าให้พูดแบบเรียบร้อย ท่านไม่เทศน์ดีกว่า
(๒๙ มีนาคม ๒๕๕๒)
หลวงตา (หลวงตาพระมหาบัว) ท่านพูดอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่สายบุญสายกรรมจะไม่เชื่อไม่ฟังกัน ถ้าไม่ใช่สายบุญสายกรรมมันจะไม่เชื่อไม่ฟังกัน มันอยู่ที่วาสนานะ มันก็เป็นวาสนา มันเป็นวาสนานะ
เวลาเราพูดนะ บางทีถ้าเราจะพูดให้ถึงใจเราไง เราอยู่กับหลวงปู่จวนน่ะ เวลาคนเขาไปถามว่าทําไมท่านพูดอย่างนั้นน่ะ ท่านบอก “ถ้าให้พูดแบบเรียบร้อย ท่านไม่เทศน์ดีกว่า” คือมันไม่ถึงใจไงมันไม่ถึงใจคน เหมือนอย่างเวลาเราทําอะไร มันไม่ถึงใจ ไม่ถึงใจคือเทศน์ออกมาแบบครึ่งๆ กลางๆ ไงแต่ถ้าพูดให้ถึงใจนะ มัน โอ้โฮ ! แล้วมันไหลเลยนะ มันไหลไปเต็มที่เลย แล้วถ้าพูดถึงเวลาเราปฏิบัติกันน่ะ เรามีครูมีอาจารย์ เราจะวิ่งเข้าไปหาที่นั่นเลย เวลาหลวงปู่มั่นท่านจะเทศน์ โอ๋ย ! พระที่อยู่กับหลวงปู่มั่นนะ เฮ้ย ! ฟ้าผ่าเว้ย ฟ้าผ่า ฝนตกแล้ว วิ่งเข้าไปใหญ่เลย เขาวิ่งหากันอย่างนั้น แต่ถ้ามันไม่ใช่สายบุญสายกรรม มันก็มองกลายเป็นการกล่าวโทษกัน อะไรกัน มันถึงต้องเป็นสายบุญสายกรรม
• พูดเหมือนได้
(๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒)
หลวงตานี่เมื่อก่อนตอนที่ท่านกําลังแรงๆ ท่านจะพูดบ่อยมากเลย “มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด” คําพูดคําเดียวกันนี่แหละ
แต่ถ้าคําพูดซํ้าแล้ว มันจะละเอียดเข้าไปนี่ มันลึกซึ้งกว่า มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด มรรคเหมือนกันเห็นไหม มรรค ๔ ผล ๔ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรคไม่เหมือนกันนะ ไม่เหมือนกัน ถ้าคนไม่ปฏิบัติก็ไม่รู้ ไม่เหมือนกันอย่างไร ฉะนั้น เวลาครูบาอาจารย์ดูสิดูอาจารย์จวนเห็นไหม ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ แล้วพอวนไปนะ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ไปฟังเทศน์หลวงปู่จวนสิ ท่านจะวนอยู่อย่างนี้ ทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธดับ วิธีการดับทุกข์ วนอยู่อย่างนั้นน่ะ เรามานั่งฟังนะ เราคิดในใจเลยนะไอ้พวกวัยรุ่นมันต้องว่า เอ๊ ! หลวงปู่นี่หลงหรือเปล่าวะ พูดซํ้าๆ ซากๆ มันมรรค ๔ ผล ๔ มันคนละมรรค มันคนละเหตุคนละผลทั้งนั้นล่ะ
หลวงปู่จวนไปฟังสิ มีอยู่กัณฑ์หนึ่ง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ นั่นขบวนการหนึ่งจบปั๊บ โสดาบัน ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ขบวนการหนึ่งจบนั่น สกิทาฯ ขบวนการหนึ่งจบ พระอนาคาฯ ขบวนการหนึ่งจบ พระอรหันต์ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ของโสดาบัน ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ของสกิทาฯ ลึกซึ้งกว่า ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ของอนาคาฯ นะ พระอนาคาฯ ว่างหมดนะ ทําไมมันทุกข์ล่ะ ทุกข์ของพระอนาคาฯ เป็นอย่างไร แล้วพระอนาคาฯ ไปแล้วน่ะ พระอรหันต์ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ของอรหัตตมรรคมันเป็นอย่างไร จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้หมองไปด้วยอุปกิเลส
หลวงตาท่านใช้คําว่า เหมือนกับทุกข์แบบไฟสุมขอน จิตใส ใสอยู่อย่างนั้นน่ะ ว่างหมดเลยนะแต่มันมีไฟสุมขอน มันมีอะไรในใจอยู่ แต่มันว่างหมดนะ ว่างๆ อู๊ย ! สุขสบายมากเลย แต่ เอ๊ ! มันมีอะไรสุมอยู่ในใจ แล้วอะไรเนี่ย ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ แล้วโสดาบันล่ะ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ คนละเรื่องเลยนะ คนละเรื่องเลย เวลาเราพูดไปเนี่ย เห็นไหม ? “มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด” หลวงตาท่านพูดบ่อย “มรรคหยาบฆ่ามรรคละเอียด” ถ้าเรารู้ด้วยเหตุผลหยาบๆ แล้วเรายึดด้วยเหตุผลว่าถูกต้องๆ เนี่ย มันจะเกาะอยู่ที่เหตุผลที่หยาบๆ อย่างนี้ แล้วมันจะไม่ละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ แล้วพอมันละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ มันจะคนละชั้น เนี่ยโดยหลัก ถ้าภาวนาเป็นฟังออกหมด แล้วจับหลักได้หมด
• ทําไมหลวงปู่จวนแตกฉานในบาลี
(๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๒)
ถาม : ๑. ทําไมหลวงปู่จวนแตกฉานในบาลี ท่านได้เรียนมาหรือไม่ ปฏิบัติแล้วรู้หรือ ?
ตอบ : ใช่ ไอ้อย่างนี้มันเป็นจริต มันเป็นบุญวาสนา อย่างเช่นหลวงปู่มั่น ในวงกรรมฐานมีหลวงปู่มั่นกับหลวงปู่จวน ที่เวลานั่งจิตสงบแล้วนี้มันจะขึ้นเป็นภาษาบาลี หลวงปู่มั่นก็เป็นบาลีเห็นไหม ตอนที่ประวัติหลวงปู่มั่นพอขึ้นบาลีปั๊บนี่ “เออ ! เอาไว้ก่อน เอาไว้ฝากมหา” เอาไว้ฝากหลวงตา พอหลวงตามานะ “อ้าว ! มหามาแล้ว” ท่านก็พูดบาลีออกมาเลย บาลีที่มันเกิดจากธรรม เกิดจากสมาธิ พอสมาธิมันลงแล้วนะ เขาเรียกธรรมเกิด มันจะเกิดเป็นภาษาบาลีเลย ก็ตั้งบาลีขึ้นมาให้หลวงตาตอบ
หลวงตาท่านรู้ เพราะหลวงตานี้ท่านเป็นพระที่มีคุณธรรมแล้ว ท่านปฏิบัติมีหลักมีเกณฑ์ในใจ ท่านเข้าใจ ท่านเข้าใจว่าหลวงปู่มั่นไม่ได้ถามท่านจริง เพียงแต่หลวงปู่มั่นเอาไว้ฝากท่าน เอาไว้โชว์ท่านไง พอหลวงตามาก็ “อ้าว ! ธรรมะเป็นอย่างนั้น” เอาให้หลวงตาตอบ หลวงตาก็นั่งเฉย พอนั่งเฉยปั๊บ นี่หลวงตาเล่าเองนะ พอนั่งเฉยปั๊บ หลวงปู่มั่นก็ตอบ ผลัวะ ! เลย อูย ! ถึงใจมาก ท่านพูดเลยนะ ถ้าท่านตอบ ท่านตอบด้วยภูมิมหานะ ท่านก็ตอบเป็นไอ้นั่นนะ เป็นพวกอรรถพยัญชนะ ก็ตอบเป็นภาษาบาลี แต่พอหลวงปู่มั่นตอบ มันตอบออกมาจากใจ เห็นไหม
เราถึงบอกว่าอภิธรรมกับการปฏิบัติ มันคนละเรื่อง พอตอบมาจากใจนะ ท่านบอกเลยนะ อูย ! ฟังแล้วนะ มันแบบว่าทิ่มกลางหัวใจเลย นี่เวลาขึ้น ขึ้นเป็นภาษาบาลี แล้วมาหลวงปู่จวนนะ หลวงปู่จวนก็ขึ้นบาลี หลวงปู่จวนก็แตกฉานเรื่องบาลีมาก แล้วจิตพวกนี้นะ จิตมีอํานาจมาก มีวาสนามาก ก็มีนิมิตถึงหลวงปู่มั่นนะ เห็นเอาหลวงปู่จวนขึ้นหลังนะ แล้วเอาขึ้นหลัง เหมือนเราเล่นส่งม้า เอาหลวงปู่จวนขึ้นหลังแล้วเหาะไป
หลวงปู่จวนมีวาสนามาก นี่เสียอย่างเดียวเท่านั้น เสียดายที่ว่าท่านมาเครื่องบินตกซะก่อน ท่านเป็นพระอรหันต์ แล้วท่านมีอภิญญา รู้ไปหมด พวกนี้จิตมีฤทธิ์ กับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นก็รู้ไปหมด รู้ไม่ใช่รู้ธรรมดาด้วย รู้แล้วยังเวลาเอามาใช้ประโยชน์ ให้ใช้ประโยชน์พอสมควร เพราะพอพูดไปแล้ว เขาไม่เชื่อ แล้วมันจะเป็นการ ถ้าพูดแล้วไม่เชื่อ เขาต่อต้านขึ้นมา มันเป็นกรรมเขาไง คือ ไม่อยากให้คนอื่นมามีเวรมีกรรม คือเราเหมือนเราสอนเด็ก เราต้องการให้เด็กเป็นคนดี เราไม่ต้องการให้เด็กนี้มันผิดพลาดไปด้วย คือเด็กนี้มันจะมีโทษกับมันไง
หลวงปู่มั่นนะรู้แล้วนะ อย่าดูถูกความนิ่งอยู่ของพระอริยเจ้า รู้ถึงความเป็นจริง รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วพูดออกไปนี้ มันเป็นโทษหรือเป็นคุณกับมันอีกล่ะ ทั้งๆ ที่รู้จริงๆ นี่ พูดออกไปนะ ถ้ามันไม่เชื่อแล้ว มันดูถูกเหยียดหยามนะ เป็นโทษกับมันอีก ท่านถึงเก็บไว้ไง นี่เรื่องจริง เรื่องจริงคือคุณสมบัติของจิต คําว่า คุณสมบัติของจิต คือ การทําดีทําชั่วของเราในชาติปัจจุบันนี้ คุณสมบัติของจิตคือจิตได้ทําความดีมาตั้งแต่อดีตชาติ ได้สร้างบุญกุศลมามากมหาศาลเลย
อย่างเช่น หลวงตาบอกว่าพระสีวลีนี้ พระสีวลีนี้ได้ทําบุญกุศลมาก เป็นหัวหน้าทําบุญกุศลมาก ลาภสักการะเลยได้เอตทัคคะในเรื่องลาภสักการะเลย ไปทําบุญที่ไหน คนจะทําบุญกับพระสีวลีหมดเลย เพราะพระสีวลีได้ทําบุญไว้ในอดีตชาติมหาศาลเลย ไอ้สิ่งที่จะเกิดเป็นอํานาจวาสนาบารมีในใจนี้ก็คือการกระทํามาของจิตดวงนั้นนะ จิตดวงนั้นได้ทําของท่านมาเอง จิตหลวงปู่มั่น จิตครูบาอาจารย์ท่านทํามาเอง ไม่มีใครทําให้ หรือไม่มีใครจัดการให้ มันเป็นการทําของจิตดวงนั้นขึ้นมาเอง ไม่ต้องไปต่อรอง ไม่ต้องไปอยากได้อยากดีอะไรกับใครทั้งสิ้น มันเป็นของจิตดวงนั้น ดวงนั้นได้ทําของท่านมา
• ท่านพระอาจารย์จวนพูดยอดธรรม
(๑๐ มกราคม ๒๕๕๓)
คําว่าแรงของเรา เหมือนกับเราอยู่กับหลวงปู่จวนมา เวลาหลวงปู่จวนท่านพูดนะ ท่านพูดถึงเขาเรียกว่าพูดเหมือนหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ตื้อ หลวงตาจะบอกว่าพูดยอดธรรม นี่หลวงปู่จวนท่านก็พูดยอดธรรม ยอดธรรมท่านจะพูดอย่างที่หลวงตาว่าอย่างเรื่องอวัยวะเพศ อันนี้พอพูดงั้นปั๊บ พวกพระพวกเณรเขาบอกว่า พวกชีเขาบอกว่า พูดอย่างนี้มันยิ่งจะไปกระตุ้น ก็จะพยายามขอร้องให้ท่านพูดหลีกเลี่ยงตรงนี้หน่อยหนึ่ง แต่ทีนี้พอไปขอร้องให้พูดหลีกเลี่ยง ท่านบอกว่า “มันไม่เป็นธรรม” มันเหมือนกับ ทีนี้เราก็คุยกับพวกพระด้วยกันเอง พระด้วยกันเองบอกว่า ถ้าเราพูดอะไร เหมือนกับเราพูดอะไรที่ไม่เต็มร้อย มันไม่สะใจ มันไม่ออกมาจากหัวใจ งั้นเวลาท่านพูดอย่างนั้น ท่านพูดอย่างนั้นจริงๆ
เราอยู่กับท่านนะ มันมีอยู่ทีหนึ่งเราไปธุดงค์กัน แล้วทีนี้มันมีปลาร้าใช่ไหม มันมีไหปลาร้า เขาเอาปลาร้ามาตําส้มตํา มาทํานํ้าพริกนี่แหละ ทีนี้เส้นผมมันตกลงไป พวกแม่ชี อูย ! ท่านเปรียบเหมือนอวัยวะเพศเลยว่า รักษาไม่เป็น รักษาไม่ได้ แม้แต่ผมยังจะตกลงไป ท่านพูดอย่างนั้นเลยนะ ท่านพูดให้คนทํามันได้คิด ทีนี้พอพูดอย่างนี้ไปปุ๊บ ไอ้เราฟังแล้วมันก็ดูแรง
• ถ้ามีความจริงจะไปกลัวใคร
(๑๑ เมษายน ๒๕๕๓)
“เราไม่ใช่พระป่า เราเป็นพระบ้าน เพียงแต่อยากปฏิบัติ” เห็นไหม จะเป็นพระบ้านก็ยังอยากปฏิบัติอีกนะ เป็นพระบ้านมันไม่มีศักยภาพใช่ไหม เราเป็นพระบ้านแต่อยากปฏิบัติ ฉะนั้น ถ้าใครอยากปฏิบัติให้เป็นพระป่า เขาบอกเขาไม่ใช่พระป่านะ แล้วตอนนี้บอกว่าครูบาอาจารย์พระป่าไปหนุน นี่คือตัวเองไม่มีความมั่นใจอะไรเลย ไม่มีความมั่นใจ เพราะอะไรรู้ไหม ไม่มีความมั่นใจ เพราะไม่มีองค์ความรู้ ไม่มีความจริง ถ้ามีความจริงจะไปกลัวใคร อาจารย์สิงห์ทอง อาจารย์จวนไม่เคยกลัวใครเลย เพราะมีความจริง มีองค์ความรู้ องอาจกล้าหาญมาก ถ้าความจริงมันเป็นอย่างนั้น
องอาจกล้าหาญมันกล้าพูดความจริง แต่อันนี้ไม่กล้าพูดความจริงนะ ไม่ใช่พระป่า ถ้าเป็นพระป่ามันก็จะมีครูบาอาจารย์ก็ต้องถือนิสัย มีพระป่าใช่ไหม พระป่าเขาเคารพครูบาอาจารย์กัน เขาเคารพผู้ที่มีคุณกับเรา แล้วคนที่มีคุณกับเรา เขาจะรู้เอง คนที่ฝึกลูกศิษย์ลูกหามาจะรู้ว่า ลูกศิษย์ลูกหาพวกนี้จะมีโอกาสได้หรือไม่ได้ “ไม่ใช่พระป่า เป็นพระบ้านอยากปฏิบัติ” แต่ตอนนี้บอกว่า ครูบาอาจารย์พระป่าทั้งหมดเลยกลับมาหนุน
• ความจริงกับความจริงเป็นอันเดียวกัน
(๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖)
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต” องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกเลย หลวงปู่เสาร์หลวงปู่มั่นบอกว่า ต่อหน้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ถาม เพราะความจริงกับความจริงเป็นอันเดียวกัน เราอยู่กับครูบาอาจารย์ตั้งแต่หลวงปู่จวน หลวงตา หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่ลี ถูกถูกทั้งนั้นเลย ไอ้ผิดๆ มันก็ผิดทั้งนั้นแหละ ผิดๆ มันก็อยู่กับผิดๆ นั่นแหละ สอนกันผิดๆ อยู่ในสังคมผิดๆ พูดภาษาผิดๆ นั่นแหละพูดกันรู้เรื่องไง พูดที่ถูกไม่ได้ ต้องพูดที่ผิดๆ มันก็อยู่ในสังคมผิดๆ ไง เพราะมันไม่ขัดแย้งกัน
• ถ้าจิตมีหลักอยู่ตามป่าตามเขาก็ไม่กลัว
(๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๖)
นี่หลวงปู่จวน ประวัติหลวงปู่จวนไปเปิดดูได้ นั่นทําไมท่านไม่กลัวล่ะ ? ทําไมท่านไม่กลัว ?อยู่ในป่าในเขา ถ้าจิตเป็นธรรม เวลาภูต ผี ปีศาจ พวกสัตว์ร้ายเข้ามา พวกต่างๆ เขามาขอส่วนบุญ ทําไมท่านไม่กลัว ? ถ้าจิตมีหลักเรื่องอย่างนี้ไม่กลัว เพราะ เพราะมีปัญญา ไอ้ผีตัวนั้นกับผีตัวนี้ก็มีค่าเท่ากันไอ้เปรตตัวนั้น ไอ้เปรตตัวนี้ก็มีค่าเท่ากัน ไอ้จิตข้างนอกกับจิตในนี้ก็มีค่าเท่ากัน จิตดวงนี้มันได้พิจารณาของมัน ได้สร้างบุญกุศลของมันขึ้นมา จนจิตดวงนี้มันได้ชําระวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันได้ชําระล้างสิ่งที่มันเป็นในหัวใจของมัน มันเห็นใจดวงนี้กับเห็นใจดวงที่เป็นเปรต เป็นผี เป็นต่างๆ มันเห็นใจเหมือนใจ แต่ใจอันนั้นมันมีเวรมีกรรมแบกหามมา ใจอันนี้ได้ชําระล้างมา มันไปกลัวอะไร ?
• การอ่อนน้อมถ่อมตน
(๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๗)
วงกรรมฐานนะ วงกรรมฐานเรามีความมุ่งมั่นแล้ว เราต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน การอ่อนน้อมถ่อมตนถึงจะเข้ากับครูบาอาจารย์ได้
เราบวชใหม่ๆ นะ เราไปสรงนํ้าครูบาอาจารย์ทุกองค์ เราไปสรงนํ้าตั้งแต่หลวงปู่จวน เว้นไว้แต่หลวงตา หลวงตาท่านไม่ให้สรง หลวงตาให้แต่เฉพาะผู้ที่อุปัฏฐาก นี่ไปสรงนํ้า ไปสรงนํ้าท่าน ไปนวดเส้นท่าน แล้วเข้าไปคลุกคลีกับท่าน แล้วถึงได้ถามท่านว่า อันนั้นเป็นอย่างไร อันนี้เป็นอย่างไร แต่ถ้าเราไม่สนใจ เราไม่สนใจ เราไม่ขวนขวาย แล้วก็บอกว่า “บวชมาแล้วไม่เห็นมีอะไรเลย ครูบาอาจารย์ไม่เห็นสอนอะไรเลย ทําไมครูบาอาจารย์ไม่สอนล่ะ” วิทยาศาสตร์คิดกันอย่างนั้นนะ “เออ ! ครูบาอาจารย์ต้องสอนสิ ครูบาอาจารย์เก่งก็สอนมาสิ”
คนนอนหลับนะ โยมจะให้สมบัติมันขนาดไหน มันก็ไม่ได้หรอก แต่ถ้าคนมันตื่นมามันขวนขวายของมันได้ นี่ก็เหมือนกัน อยู่กับครูบาอาจารย์นะพยายามอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไปใกล้ชิดท่าน เพราะมันใกล้ชิดคุ้นเคย และเห็นว่าคนนี้เอาจริง คนนี้สนใจจริงๆ ท่านจะมีลูกล่อลูกชนดูว่าเราจริงจังขนาดไหนแต่ท่านจริงอยู่แล้ว เพราะท่านวัดใจเราได้ เพราะภาวนานี่มันรู้กัน แล้วเวลาเข้าไปใกล้ๆ นะ เข้าไปถามปัญหา หรือเข้าไป สังเกตได้ไหมว่าในวงกรรมฐาน เวลาคนพูด ไอ้ที่เราพูดๆ ทําไมเราพูดสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยพูด เพราะเขาไม่สนใจ ครูบาอาจารย์ท่านสอนหมด แต่เขาไม่สนใจ เขาไม่เก็บเกี่ยว เขาถึงไม่เห็นคุณค่า แต่ถ้าคนสนใจ มันเห็นคุณค่า มันเห็นคุณค่า มันเก็บเกี่ยว แล้วมันทําขึ้นมา พอมันทําขึ้นมา นํ้าตาไหลนะ นํ้าตาไหล เห็นไหม คุณธรรมมันเป็นแบบนี้ มันมีคุณค่าจริงๆ
• เรื่องอัฐิแปรเป็นพระธาตุ
(๗ ธันวาคม ๒๕๕๗)
นี่ก็เหมือนกัน เวลาคุณธรรมของเรามันอยู่ในร่างกาย มันฟอกของมันอยู่ตลอดเวลา แล้วเวลาฟอกของมัน ถ้าเป็นเจโตวิมุตติหรือว่าเป็นพระอรหันต์มาตั้งแต่ดั้งเดิม คือว่าเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่อายุยังน้อย สิ่งที่จิตมันอยู่ในร่างกายจะเป็นพระอรหันต์ได้เร็ว
เพราะเราอยู่กับหลวงปู่จวน หลวงปู่จวนเผา ๗ วันเป็นพระธาตุ หลวงปู่มั่น เห็นไหม ต้องกี่ปีถึงจะเห็นเป็นพระธาตุ ของหลวงปู่แหวนกระเด็นออกมาจากกองไฟเลย ของหลวงปู่แหวน นี่มันเผากันธรรมดานี่ไง กระดูกแท้ๆ นี่แหละมันเป็นพระธาตุได้ด้วยคุณธรรมในใจ
ฉะนั้น ถ้าพระอรหันต์ กระดูกท่านเป็นพระธาตุ แล้วจะเป็นช้า เป็นเร็ว มันอยู่ที่ประเภทของพระอรหันต์ เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ถ้าเจโตวิมุตติมันฟอกด้วยกําลังสมาธิ ถ้าปัญญาวิมุตติ พระอรหันต์ ๔ ประเภท แล้วแต่ละประเภทสิ่งที่ทํา มันหนักด้วยกําลังของจิต หรือหนักด้วยกําลังของปัญญา คือกําลังมันมีกําลังอันนั้น มันจะไปฟอก มันจะทําให้เป็นพระธาตุช้าหรือพระธาตุเร็ว แต่เป็น เป็นแน่นอน พระอรหันต์เป็นพระธาตุหมด แต่ช้าหรือเร็ว แล้วร่างกายระหว่างส่วนที่เป็นส่วนบน ส่วนที่ว่าจิตมันจะเป็น ไม่เป็นทีเดียว เป็นเหมือนกันหมด ถ้าเป็นเหมือนกันหมดมันก็เป็นวัตถุ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นธาตุไง แต่นี้มันเป็นโดยกําลังของจิต เป็นด้วยคุณธรรม
• ต้องศึกษา
(๑๗ มกราคม ๒๕๕๘)
“เราบอกเลยคนที่ศึกษามาแล้ว แล้วปฏิบัติ ที่ศึกษาแล้วปฏิบัติได้ผล ที่เรายอมรับนะมีหลวงตา เจ้าคุณเขียน มหาปิ่น แล้วคนที่ศึกษามา ๙ ประโยค ๑๐ ประโยค เต็มประเทศไทย แล้วเขาปฏิบัติทําไมปฏิบัติแล้วในความเห็นสังคมเชื่อ ใครเชื่อก็แล้วแต่ แต่เราไม่เชื่อ เราไม่เชื่อเลย นั่นเขาได้บาลีทั้งนั้นเลย ได้บาลีเรายอมรับที่ว่าปฏิบัติแล้วเราเห็นด้วย หลวงตาเป็นพระมหา เจ้าคุณเขียน ๙ ประโยค แล้วก็มหาปิ่นน้องหลวงปู่สิงห์นั้น ๕ ประโยค
แต่ที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้บาลี หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่คําดี หลวงปู่ฝั้น อาจารย์สิงห์ทอง หลวงปู่ลี หลวงปู่จวน หลวงปู่ผาง หลวงปู่เยอะแยะเลย หลวงปู่ตื้อไม่ได้บาลี ไม่ได้บาลี ผ่านหมดเลย แล้วได้บาลีนะ ที่ได้บาลีนะเรายอมรับหลวงตา ๓ ประโยค หลวงปู่เขียน ๙ ประโยค หลวงปู่มหาปิ่นน้องหลวงปู่สิงห์นะต้องยํ้าๆ เพราะมันมีชื่อซํ้าๆ กันเยอะ ได้บาลี ได้บาลีมันก็อันเดียวกับที่ว่าปฏิบัติแล้วต้องอ่านพระไตรปิฎกไหม ? ได้บาลี ปัญญามันเยอะ ยากนะ การแก้ไขนี่แก้ไขยากมาก
ฉะนั้น เราไม่ได้บาลี แต่คําว่าไม่ได้บาลี เขาเรียกว่าได้อรรถกับได้พยัญชนะ ได้พยัญชนะกับได้อรรถมันต่างกันไหม ? อรรถ คือ เนื้อความ หลวงปู่มั่นไม่ได้บาลี แต่เวลาหลวงตาท่านได้บาลี หลวงปู่มั่นเวลาแปลบาลีนะ เพราะของอย่างนี้มันอยู่ที่ผู้ที่ปฏิบัติ เวลาปฏิบัติ เวลาธรรมเกิด ธรรมเกิด คืออํานาจวาสนาบารมี คือสัจจะเวลาเกิดจากใจ หลวงตาท่านบอกท่านเกิดเป็นภาษาไทย หลวงปู่มั่นท่านเกิดเป็นภาษาบาลี เวลาหลวงปู่จวนเกิดเป็นบาลี พระที่เกิดเป็นบาลี มันเกิดเป็นภาษาบาลี เวลามันแปลขยายความ มันจะกว้างมาก แต่หลวงตาเวลาท่านผุดขึ้นมาเป็นภาษาไทย หลายองค์มากเวลาขึ้นมา”
• ครูบาอาจารย์สําคัญมาก
(๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)
สมัยที่เราบวชใหม่ๆ ครูบาอาจารย์เยอะนะ ครูบาอาจารย์ หลวงปู่สิงห์ทอง หลวงปู่จวนครูบาอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ทั้งนั้นแหละ ครูบาอาจารย์มีชีวิตอยู่หมด เราอยู่กับครูบาอาจารย์ที่เป็นคุณธรรม มีคุณธรรมมีชีวิตหมดเลย แล้วเราไปศึกษาพวกนี้ ศึกษา
ไม่ใช่ครูบาอาจารย์ที่เอ่ยชื่อมานะ เราไปศึกษาจากพระที่ว่าจากเริ่มต้นบวชใหม่ๆ ก็พระที่ระดับเดียวกัน เราโดนหลอกมาเยอะ เราโดนหลอกมาเยอะมาก โดนหลอกจนครั้งแรกเลยที่จะไม่โดนหลอกก็เข้าไปหาอาจารย์จวน ไอ้ที่ว่าความสงบทั้งหมด อวิชชาดับมันต้องเป็นพระอรหันต์ เราก็รู้ไม่ได้เป็นพระอรหันต์หรอก แต่พอเข้าสมาธิแล้วอวิชชามันดับ มันก็เรียกร้องพระอรหันต์ ก็อวิชชามันดับหมดแล้ว อวิชชาดับโดยการเข้าสมาธิไง กดไว้ไง แล้วไปหาใครก็ตอบไม่ได้หรอก สู้ใครก็ตอบไม่ได้เพราะเราเถียงเก่ง
สุดท้ายพอไปถึงอาจารย์จวนนะ “อวิชชาอย่างหยาบท่านสงบตัวลง” จริงไหม ? จริง เพราะอวิชชามันสงบจริงๆ นี่คนเป็นไง พอมันไม่เป็น มันก็แถไปเรื่อยแหละ แต่คนเป็น เห็นไหม ? “อวิชชาอย่างหยาบของท่านสงบตัวลง อวิชชาอย่างกลางๆ ในหัวใจท่านอีกเยอะแยะเลย แล้วอวิชชาอย่างละเอียดในหัวใจท่านอีกท่วมท้นเลย” โอ๋ย ! มันเถียงไม่ออกเลย แต่ก่อนก็จะหาคนบอกอย่างนี้ แต่มันไม่มีใครบอก บอกก็บอกไม่ได้ พอไปเจอหลวงปู่จวนพูดอย่างนี้ตูมเท่านั้นแหละจบเลยนะ ใช่ อวิชชาไม่ได้ดับหรอก ไอ้อารมณ์ฟุ้งซ่านมันดับ อวิชชายังเต็มหัวใจ
ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มต้นใหม่ ทําความสงบใหม่ สู้ใหม่ ทําจนได้เหตุได้ผล เพราะอะไร ? เพราะว่าคนที่เป็นก็ถือปฏักอยู่ ถ้ากิเลสมึงปลิ้นปล้อนมาเอาปฏักสับหัวเลย กิเลสมันกลัวปฏักของอาจารย์ ไม่ได้กลัวเรานะ กลัวปฏักของหลวงปู่จวน มันก็เริ่มภาวนาขึ้นๆ มันก็ดีขึ้นๆ ดีขึ้น โอ้โฮ ! มันก็ไปได้นะ พอเครื่องบินตก โอ้โฮ ! คอตกเลยล่ะ พอเครื่องบินตก ท่านก็เสียชีวิต พอเสียชีวิต คิดดูสิคนที่คอยบอกเราเสียชีวิต เราจะไปไหน หมดที่พึ่งนะ จากโดนหลอกมานี่มันเจ็บชํ้า โดนหลอกมา โอ้โฮ ! โดนหลอกเยอะมาก โดนหลอกมาเยอะ แล้วพอมาเจอของจริง ท่านก็มาตายซะ ตายจากไป เราถึงหักหัวเข้าบ้านตาดไง เพราะคนโดนหลอกจนเข็ด
ภาค ๑๙ วงพระมหากษัตริย์กับท่านพระอาจารย์จวน
สถาบันพระพุทธศาสนาคู่สถาบันพระมหากษัตริย์
สถาบันพระพุทธศาสนาให้ความสําคัญต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด ซึ่งมีมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมศาสดายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ กษัตริย์ตามแว่นแคว้นต่างๆ เสด็จมากราบทูลขอเข้าเฝ้าและกราบทูลขออาราธนานิมนต์กันอยู่เนืองๆ และพระองค์ทรงบัญญัติพระวินัยให้ความสําคัญต่อวงกษัตริย์อย่างมาก เช่น ภิกษุไปเพื่อจะดูเรือนเป็นที่ประพาสเล่นแห่งพระราชา และเรือนศาลาซึ่งวิจิตรด้วยลายเขียน และสวนเป็นที่รื่นรมย์ และสวนอุทยาน และสระโบกขรณี เหล่านี้ ซึ่งเป็นที่เล่นสนุก เมื่อเดินไป เป็นทุกกฏทุกก้าว หยุดยืนในที่ใดไม่ยกเท้าขึ้นแลดูแม้ซึ่งที่ทั้ง ๕ ในที่นั้น เป็นอาบัติทุกกฏตัวเดียว ถ้าเหลียวไปดู ในที่นั้นๆ เป็นอาบัตินับด้วยประโยคที่เบือนคอไปดู ไม่นับด้วยหลับตาแล้วลืมขึ้น มีกิจเป็นต้นว่า สลากภัตแลไปก็ดี แลไปเพราะอันตรายก็ดี ไม่เป็นอาบัติ
หรือ พระเจ้าแผ่นดินที่เป็นชาติกษัตริย์ ได้มูรธาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ทั้งพระมเหสีด้วยอยู่ในห้องที่บรรทมทั้ง ๒ องค์ องค์ใดองค์หนึ่งยังไม่เสด็จออก และภิกษุใดไม่ได้ทูลให้ทรงทราบก่อน ล่วงธรณีพระทวารห้องพระบรรทมเข้าไป เท้าที่แรกเป็นทุกกฏ เท้าที่ ๒ เป็นปาจิตตีย์ หรืออีกข้อหนึ่ง หากสงฆ์สวดอุโบสถอยู่ พระราชาเสด็จมาสงฆ์หยุดได้ ไม่เป็นอาบัติ โดยท่านพระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต ได้เมตตาเทศน์เรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ราชาโน เห็นไหม ? เวลาในอุโบสถนะ ถ้าเราสวดอุโบสถอยู่นี้ ถ้ากิจกรรมของสงฆ์ไม่สําเร็จไป ภิกษุลุกออกจากสงฆ์นี้ไปเป็นอาบัติปาจิตตีย์ เว้นไว้ ! งูเข้ามาในสถานที่นี้ เว้นไว้ไฟไหม้ เว้นไว้แต่กษัตริย์เสด็จมา ราชาโนไง เวลากษัตริย์เสด็จมาสงฆ์หยุดได้ สังฆกรรมนี้ให้พัก พักเพื่อต้อนรับกษัตริย์ก่อนเห็นไหม สังคมที่มันร่มเย็นเป็นสุขเพราะอะไร ? เพราะผู้นําที่ดี สังคมที่ดี เห็นไหม สมณะ ชี พราหมณ์ อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข”
การพบ “ช้างเผือก” และ การบังเกิดของ “พระอรหันต์” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง ดังนั้น เมื่อ “ช้างเผือก” และ “พระอรหันต์” ได้เกิดขึ้นภายใต้ร่มเศวตฉัตรของพระมหากษัตริย์พระองค์ใด โดยเฉพาะการบังเกิดพระอรหันต์นั้น ซึ่งยากแสนยากจนไม่อาจนํามาเปรียบเทียบกันได้ จึงย่อมเป็นเครื่องยืนยัน และเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงพระบุญญาธิการอันเปี่ยมล้นยิ่งใหญ่ไพศาลของพระมหากษัตริย์พระองค์นั้น และย่อมบ่งบอกถึงสถาบันชาติเป็นเอกราชเจริญรุ่งเรืองมั่นคงได้ เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ คู่กับ สถาบันพระพุทธศาสนา สองสถาบันหลักนี้ได้สืบทอดปกป้องรักษาสถาบันชาติกันมาอย่างยาวนานนับแต่โบราณกาล โดยพระมหากษัตริย์ทุกๆ พระองค์ ล้วนทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกของพระพุทธศาสนา ผืนแผ่นดินไทยจึงร่มเย็นผาสุกและอุดมสมบูรณ์เต็มเปี่ยมไปด้วยภักษาหารทางกาย คือ ข้าวปลาอาหาร และภักษาหารทางใจ คือ ธรรมะ สืบต่อกันมาจวบจนรัชสมัยปัจจุบัน
ความสําคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้
“ถ้าเปรียบไปแล้ว ชาติเป็นร่างกาย ศาสนาเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยง และพระมหากษัตริย์นั้นเป็นหัวใจ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งสามประการนี้ต้องอยู่ด้วยกัน ประกอบกัน บํารุงรักษากัน จะขาดไปส่วนใดส่วนหนึ่งมิได้ คนคิดร้ายทําลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นคนอัปรีย์จัญไร ถ้าชาติขาดศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็เหมือนร่างกายมนุษย์ขาดเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิต ขาดหัวใจจะอยู่ได้อย่างไร”
“อย่าเป็นคนทําลายโลกขวางโลก ต้องมีความสามัคคีปรองดองกัน ไม่แตกแยกกัน รักษาพัฒนาบํารุงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของตน อย่าไปคิดโค่นและล้มทําลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มันเป็นสิ่งที่อัปรีย์ เป็นของไม่ดี ทําความชั่ว ความเสียหาย เป็นบาป เป็นกรรม เป็นโทษแก่ตน”
ในหลวง ในสายตาพระอริยสงฆ์
“พระองค์มัวแต่เป็นห่วงคนอื่น แต่ไม่ทรงห่วงพระองค์เองบ้างเลย…”
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
“ในหลวงพระองค์นี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์นะ…”
ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร
“ครูบาขาวปี วัดพระพุทธบาทผาหนาม เคยเป็นช้างนาฬาคิรี ส่วนในหลวงองค์ปัจจุบันเป็นช้างป่าเลไลยก์นะ…” (ช้างป่าเลไลยก์ คือ พระโพธิสัตว์)
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดถํ้าผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
“การดูหมิ่นในหลวง ก็คือโค่นชาติบ้านเมือง เพราะนี่คือหัวใจของชาติ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย โลกอยู่ได้ด้วยของดี คนดี ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยของชั่ว คนชั่ว…
ในหลวงเป็นคนดีมากที่สุด เราหาได้ที่ไหนในเมืองไทยเรานี้ พระองค์เสด็จนู้นเสด็จนี้ เราก็เห็นไม่ใช่เหรอ ไม่ได้หยุดเลย เหมือนกังหัน เพราะความห่วงชาติบ้านเมือง รักประชาราษฎร เพราะเป็นลูกของท่าน
เราจะหาใครได้อย่างในหลวง ทําไมไปตําหนิในหลวงได้ลงคอ คนคนนั้น (ผู้ดูหมิ่นในหลวง) เป็นคนประเภทใด พิจารณาดูเถิด พึงบูชาคุณของคนดี เคารพ เลื่อมใส ยินดี จะไปตําหนิในจิตเช่นนั้นแล้วแสดงว่าคนนั้นเป็นคนที่ทําลายโลกได้อย่างร้ายแรงมาก เป็นคนเลวมาก อย่าถือเป็นคติตัวอย่าง ไม่ดี”
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
พระราชดํารัสในโอกาสเสด็จออกทรงผนวช
โดยที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจําชาติของเรา ทั้งตามความศรัทธาเชื่อมั่นของข้าพเจ้าเอง ก็เห็นเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง เนื่องในบรรดาสัจธรรมคําสั่งสอนอันชอบด้วยเหตุผล จึ่งเคยคิดอยู่ว่าถ้าโอกาสอํานวย ข้าพเจ้าควรจักได้บวชสักเวลาหนึ่งตามราชประเพณี ซึ่งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบูรพการีตามคตินิยมด้วย และนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ครองราชย์สืบสันตติวงศ์ต่อจากสมเด็จพระเชษฐาธิราช ก็ล่วงมากว่าสิบปีแล้ว เห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ควรจะทําความตั้งใจไว้นั้นแล้วประการหนึ่ง อนึ่ง การที่องค์สมเด็จพระสังฆราชหายประชวรมาได้ ในคราวประชวรครั้งหลังนี้ ก่อให้เกิดความปีติยินดีแก่ข้าพเจ้ายิ่งนัก ได้มาคํานึงว่า ถ้าในการอุปสมบทของข้าพเจ้า ได้มีองค์สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว ก็จักเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธาเคารพในพระองค์ท่านของข้าพเจ้าได้อย่างเหมาะสมอีกประการหนึ่ง จึ่งได้ตกลงใจที่จะบรรพชาอุปสมบทในวันที่ ๒๒ เดือนนี้ (ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙)
เหตุที่ในหลวงรู้จักหลวงปู่จวน
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ในหลวงรู้จักหลวงปู่จวน เรื่องเริ่มต้น คือ ในหลวงที่เหตุนิมนต์เข้าวังนะ ก็เพราะ ดร.เชาวน์ณ ศีลวันต์ นี่เป็นตัวเชื่อม เขาก็เริ่มทางหลวงปู่นี่แหละ เขาเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ขาวนี่ล่ะ หลวงปู่ขาวหลวงปู่จวนก็เชื่อมโยงไง แล้วก็เขาก็เริ่มเชื่อมหลวงตามหาบัวนี่ เพราะคนนี้เขาเป็นพวกลูกศิษย์รถไฟ แล้วก็มาเลื่อมใสพ่อแม่ครูบาอาจารย์ พอเขาไปอยู่ในองคมนตรี เขาก็ไปแนะนําในหลวงให้รู้จักท่านแล้วมานิมนต์ท่านเข้าวัง ดร.เชาวน์นี่เอง ตัวเชื่อมโยง
ในหลวงเป็นนักพัฒนา หลวงปู่จวนก็เป็นนักพัฒนา คือหลวงปู่ท่านไม่ได้เรียนทางอะไร คือเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการ แต่ท่านมีจิตเมตตาที่จะให้ชาวบ้านมีอยู่ มีกิน มีใช้ เรื่องนี้คือมีแหล่งนํ้าให้ชาวบ้านได้ใช้ ท่านชอบทําตรงนี้ คือความหมายคือท่านให้ ส่วนใหญ่ท่านก็ปั้นฝาย ทําอ่างเก็บนํ้าทําฝายนํ้าให้ชาวบ้านได้ใช้ล่ะนะ คืออันนี้ก็เป็นเรื่องปกติของท่าน มันก็เชื่อมโยงเพราะท่าน หลวงปู่ท่านก็มีเมตตาให้ชาวบ้านได้พึ่งพาอาศัย”
ท่านเอาเยี่ยงอย่างโคผู้สงวนหนัง
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
ท่านอาจารย์จวน เป็นพระป่า พอใจอยู่แต่ในป่าในเขาเป็นปกติมาตั้งแต่สมัยยังเป็นพระน้อยท่านกล่าวเสมอว่า พระพุทธเจ้าทรงแนะนําให้พระภิกษุแสวงหาที่วิเวก พึงซ่อนเร้นทําความเพียรอยู่ตามที่สงัด ปราศจากความคลุกคลี เหมือนโคที่ไม่มีหนังหุ้มห่อร่างของมัน มันจะกลัวกา กิ่งไม้ แมลงวันมาจิกหรือทิ่มเนื้อมัน มันจะออกหากินในที่ลับๆ กะว่าไม่มีอันตราย จนกว่าหนังของมันจะงอกคลุมร่างหายเป็นปกติ ฉันใด โคไม่มีหนัง ฉันนั้น
พระภิกษุในธรรมวินัย ต้องมีสติ ประคับประคองตัวเองให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ กลัวกา หรือ อีแร้ง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จะรุมจิกกิน ให้ประคับประคองตนปรารภความเพียร อย่าประมาทย่อมจะถึงที่สุดยอดของพระธรรมวินัย คือ พระนิพพานได้ พระพุทธเจ้าจึงแนะนําให้ภิกษุเอาเยี่ยงอย่างโคผู้สงวนหนัง ท่านบําเพ็ญตนเยี่ยงโคผู้สงวนหนังซอกซอนซ่อนตัวอยู่ในป่า กับพวกข่าพวกโซ่ง แทบจะไม่รู้จักโลกภายนอกที่เจริญของคนกรุง
ท่านเล่าว่า หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เคยบอกท่านว่า ไม่ต้องเข้ามาในเมืองหรอก อยู่ป่ารักษาเนื้อรักษาตัวไปก่อน พวกท่านจะมาเป็นทัพหน้า ปะทะพวกในเมืองไว้ให้เอง ต่อมาภายหลัง เมื่อท่านเริ่มออกจากป่าดงพงพี มีการสร้างภูทอก ก็ได้พบผู้มีชื่อเสียงของจังหวัดและของบ้านเมืองบ้าง แต่รู้สึกว่า ท่านไม่ค่อยจะสนิทใจที่จะรับแขกคนใหญ่คนใดนัก
อธิบดีท่านโน้น ท่านปลัดกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น มาภูทอก ท่านมักจะเลี่ยงหนี ถ้ามากรุงเทพฯ ก็ถือว่า ท่านอาจารย์วันจะเป็นผู้รับแขกผู้มีเกียรติเหล่านั้นโดยตลอดท่านจะนั่งเงียบๆ อยู่ถัดมา ใครตั้งข้อสังเกต ท่านจะแก้ว่า “ไก่ป่าขันตัวเดียว” เสมอ
ดังนั้น เมื่อวันหนึ่งมีข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดําเนินไปทอดพระเนตรโครงการอ่างเก็บนํ้าบ้านนาต้อง ซึ่งอยู่ใกล้ภูทอก และจะเสด็จมาที่ภูทอกด้วยท่านจึงเตรียมที่จะเลี่ยง แต่เมื่อทุกคนยืนยันว่าไม่ถูกต้อง ท่านก็เรียกผู้เขียนไปปรึกษาว่าจะทําอย่างไร ? ท่านเป็นพระป่าไม่เคยรับเสด็จเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ไม่รู้จักราชาศัพท์ เกรงจะผิดพลาด กราบเรียนท่านว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องราชาศัพท์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเคารพพระที่เป็น “พระ” ทรงเข้าพระทัย “ภาษาใจ” เช่น พระป่าเหมือนกัน
เรื่องเล่าในหลวงทรงเยี่ยมนมัสการท่านพระอาจารย์จวนครั้งแรก
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
… ใกล้จะถึงกําหนด ทราบว่าทางการขอนิมนต์ให้ท่านไปนั่งในปะรํารับเสด็จ เพราะจะไม่เสด็จที่วัด ท่านอาจารย์จวนบ่นว่า “เอ ! เขาจะให้ไปทําอะไร ? เขาจะว่าเป็นพระไปประจบพระราชา พระเจ้าอยู่หัวท่านไม่ทราบเรื่อง ถ้าเสด็จมาผ่านไป ไม่ทราบว่าพระอะไรมานั่งทําไม อาตมาก็เสีย พระวินัยมีไม่ให้ประจบพระราชา ท่านก็จะเสีย ว่าไม่เคารพพระ ไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น”
ท่านรองผู้ว่าฯ กราบเรียนชี้แจงว่า ที่ไม่ได้เสด็จที่วัดนั้น เพราะเวลามีจํากัด จะต้องเสด็จไปเรื่องโครงการชลประทานถึง ๒ ตําบล ทางการจึงนิมนต์ให้ท่านอาจารย์ไปที่ปะรํารับเสด็จ เรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะไม่ทรงทราบเรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะทางกรุงเทพฯ แจ้งมาว่ามีพระราชประสงค์จะทรงกราบนมัสการท่านอาจารย์จวน
นี่เมื่อครู่นี้ก็มีวิทยุมา ผมเพิ่งรับข่าว รับสั่งถามเรื่องเครื่องไทยทานที่จะถวายพระอาจารย์เรียบร้อยไหม ? ถ้าท่านไม่ออกไปพวกผมตายแน่
เมื่อทราบความแน่นอนว่าจะไม่ผิดพระวินัยแล้ว ท่านก็รับว่าจะไปอยู่ในปะรํา แต่ก็เกิดปัญหาใหม่ขึ้น ซึ่งทําให้ทุกคนในที่นั้นอดอุทานไม่ได้ ผู้เขียนนั้นต้องร้องอีกครั้งหนึ่ง “โธ่ ! ท่านอาจารย์”
ปัญหาของท่าน คือ ถ้าเสด็จมาจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหน คือ ในหลวง
ท่านยิ้มอายๆ เมื่อเห็นทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน “ก็ไม่ทราบจริงๆ”
เป็นอันตกลงว่าเวลาเสด็จพระราชดําเนิน ท่านรองผู้ว่าฯ จะต้องคอยอยู่ใกล้ชิดท่านอาจารย์ เพื่อคอยบอกให้ท่านทราบ คงไม่มีปัญหา แต่ปัญหาก็ยังคงมีจนได้ กล่าวคือ เมื่อเสด็จพระราชดําเนินมาถึงปะรํา พวกเราที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ไม่ไกลนักเห็นถนัดว่า ท่านอาจารย์มีการสะดุ้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกราบท่าน ทรงคุกพระชานุ มีพระราชปฏิสันถารกับท่านอาจารย์เป็นเวลานาน และตลอดเวลาท่านอาจารย์ก็กราบทูลอย่างยิ้มแย้มไม่ติดขัด จริงแท้ราชาศัพท์ไม่มีความจําเป็นเลย
ต่อเมื่อเสด็จพระราชดําเนินกลับแล้ว เราจึงทราบสาเหตุของอาการสะดุ้งของท่าน เพราะท่านต่อว่าท่านรองผู้ว่าฯ “ไหนว่าจะคอยบอกว่าคนไหนเป็นในหลวงไง เราเกือบแย่เลย”
คราวนี้ทุกคนหัวเราะกันครืนใหญ่ ได้ความว่า เวลาขบวนเสด็จใกล้จะมาถึงปะรํา ท่านก็ถามท่านรองผู้ว่าฯ ซํ้าอีก ท่านรองผู้ว่าฯ อธิบายว่า คนแรกนั้นแหละในหลวง ไม่มีใครกล้าเดินก่อนหน้าในหลวงหรอก และที่จะสังเกตได้อีกประการหนึ่ง คือท่านจะทรงถือวิทยุในพระหัตถ์ด้วย
ท่านอาจารย์ก็เชื่อ คอยรออยู่ เหตุนี้เมื่อ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เดินนํามาในฐานะที่เป็นตํารวจประจําพระราชสํานักขณะนั้น ก็ต้องนําเสด็จเป็นปกติ เดินมาเป็นคนแรก แถมในมือถือวิทยุ
ตรงตามข้อสรุปแนะของท่านรองผู้ว่าฯ พอดีท่านอาจารย์จึงสงสัยเมื่อเห็นคุณวสิษฐเดินเลยผ่านท่านไป ซึ่งก็เป็นธรรมดาของท่านผู้มีหน้าที่ถวายอารักขาจะนําเสด็จ และไปหยุดรอข้างหน้า ส่วนท่านอาจารย์ก็คิดรําพึงว่า “เอ ! ทําไมในหลวงเสด็จผ่านเลยไป”
ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาประทับเบื้องหน้าท่าน ทรงกราบนมัสการใกล้จนแทบจะถูกตักท่านอาจารย์ ซึ่งกําลังมองตามคุณวสิษฐ จึงสะดุ้งอย่างไม่คาดคิด
ท่านยิ้มอย่างเขิน เมื่ออธิบายว่า “คิดว่าท่านจะแต่งเครื่องแบบ”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์แบบเสื้อเบลเซอร์ ในขณะที่คุณวสิษฐแต่งเครื่องแบบ เป็นเรื่องขบขันที่เราแอบนํามาเล่ากันอยู่นานทีเดียว แต่ความจริงลึกๆ ลงไปในใจ เราก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่แหละพระป่า ท่านอยู่แต่ในป่าในเขา… ไม่สนใจเรื่องภายนอกกันจริงๆ
หลังจากเสด็จพระราชดําเนินครั้งนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สํานักพระราชวังมีฎีกานิมนต์ให้ท่านอาจารย์ไปในงานพิธีโอกาสต่างๆ อยู่เป็นปกติ
ในหลวงนิมนต์ท่านไปฉันเพลในวัง
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้จากคําบอกเล่าของท่านพระอาจารย์จวนไว้ดังนี้
“เรื่องพระเจ้าอยู่หัวเคยนิมนต์อาจารย์จวนไปฉันในวังเคยคุยกัน ถามว่า อาจารย์ไปในวังน่ะ อาจารย์ไม่ฉันเพล ในหลวงมักจะนิมนต์ไปฉันเพลเนาะ ฉันเช้าไม่ค่อยมี เอ้า ! อาจารย์ไปฉันยังไงกันเหรอ อาจารย์ไม่ได้ฉันเพล “เอ้า ! เราก็สะพายบาตรไปอยู่ เราก็วางบาตร ท่านใส่บาตรมา เราก็ปิดบาตรแล้วก็เอามาให้ลูกศิษย์ซี่” แล้วเราถามว่า “เอ้า ! แล้วในหลวงท่านไม่ว่า” “ท่านรู้อยู่” แต่ต้องมีบาตรตั้ง ท่านก็ใส่ธรรมดา แต่อาจารย์จวนก็ไม่ได้ฉันนะ แล้วท่านก็พูดกับผมว่า “โอ้ ! พระเจ้าอยู่หัวก็เป็นคนมีความคิดไม่ใช่ธรรมดาๆ”
เพราะว่าอาจารย์จวนไปทีหนึ่งนี่ เวลาถวายเงิน อาจารย์จวนจะถูกถวายมากกว่าเพื่อน ท่านก็บอกว่า เวลาพระผู้ใหญ่ สมเด็จท่านไปนั่งหน้า อาจารย์จวนจะนั่งอยู่ท้ายแถว เพราะว่าในหลวงพอไปถึงอาจารย์จวน จะพูดเบาๆ ว่า “ท่านรอก่อนนะ” เพราะท่านเป็นพระบ้านนอก ไปทีหลังเขา คือเวลาถวาย สมมุติว่าองค์นี้ ๕๐,๐๐๐ บาท จะถวายนี่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่ได้ ท่านว่า เออ ! รอไป ปุ๊บปั๊บๆ ถวายทีละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ว่า เออ ! ในหลวงก็รู้จัก ท่านว่า “เราพระบ้านนอกอยู่ไกล จตุปัจจัยมีความสําคัญ”
บันทึกตามเสด็จวงพระมหากษัตริย์กับท่านพระอาจารย์จวน
เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินบ้านนาต้อง ตําบลโคกก่อง อําเภอบึงกาฬ ในครั้งนั้นได้ทรงมีพระราชดํารัสกับพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ แห่งวัดภูทอก(วัดเจติยาคิรีวิหาร) ทรงถวายยาชุดและผ้าห่มแก่พระอาจารย์จวนด้วย นับเป็นวาระแรกที่ทรงเยี่ยมนมัสการพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ และทรงมีพระราชดํารัสทางธรรมะด้วย นับแต่นั้นมาก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์มาในงานพระราชพิธีและงานพิธีต่างๆ เป็นปกติประจํา
เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นิมนต์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พร้อมด้วยท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม เนื่องในวันพระราชสมภพ
เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินเยือนอ่างเก็บนํ้าภูทอกเสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมนมัสการท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ อีกวาระหนึ่ง
เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นิมนต์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พร้อมด้วยท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม อีกวาระหนึ่ง เนื่องในวันพระราชสมภพ
เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ เมื่อท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกถึงแก่มรณภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ บําเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานตลอด ๗ วัน ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดําเนินทรงบําเพ็ญพระราชกุศล ๗ วัน พระราชทานศพพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ และพระคณาจารย์ ณ ศาลาติสสเถระ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ
ระหว่างตั้งศพบําเพ็ญกุศล ณ ศาลาติสสเถระ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาทรงกราบคารวะศพ ทรง “ร่วมทุกข์” พระราชทานพระราชวโรกาสให้ศิษยานุศิษย์ได้เฝ้าแหนโดยใกล้ชิดเกือบทุกคืน เกือบทุกคืนเช่นกันเมื่อเสด็จพระราชดําเนินกลับแล้ว และคนบางตาลงจะเสด็จย้อนกลับมาอีก เพื่อทรงจัดดอกไม้หน้าศพถวายเพิ่มเติมด้วยพระองค์เอง และทรงฉีดนํ้าให้ดอกไม้ที่ทรงจัดแล้ว
เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔ ในวันพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์จวนกุลเชฏฺโฐ ณ เมรุชั่วคราวหน้าวัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดําเนินมาเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี
เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานรูปปั้นเหมือนท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ
เมื่อราษฎรในเขตจังหวัดหนองคาย นครพนม สกลนคร อุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียงรําพึงรําพันกันถึงความว้าเหว่ขาดที่พึ่งทางใจ เมื่อมิได้มีท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ประจําอยู่ที่วัดภูทอกอีก ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระมหากรุณาพระราชทานรูปปั้นเหมือนท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ให้แก่วัดเจติยาคิรีวิหาร สําหรับเป็นที่สักการบูชาของมหาชนสืบต่อไป โดยได้เสด็จพระราชดําเนินมาทรงพระสุหร่ายและพระราชทานรูปปั้นทั้งสององค์ ปัจจุบันได้อัญเชิญ ประดิษฐาน ณ ศาลาเฉลิมพระเกียรติเชิงเขา และ ณ ที่ซึ่งท่านพระอาจารย์จวน เคยนั่งเป็นประจําบนศาลาวิหารเขาชั้นที่ ๕
ในระหว่างเสด็จพระราชดําเนิน ได้มีการจัดนําพระบรมสารีริกธาตุลักษณะและวรรณะต่างๆพระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถร และพระธาตุของบรรดาสานุศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น รวมทั้งพระธาตุของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ถวายให้ทอดพระเนตรด้วย ทรงถวายสักการะและทอดพระเนตรด้วยความสนพระทัยและพระราชศรัทธาปสาทาธิการเป็นเวลานาน
ระหว่างเสด็จพระราชดําเนินไปพระราชทานรูปปั้นเหมือนท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ทรงทราบว่า หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ซึ่งเป็นประธานการสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ อยู่ในบริเวณพิธี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็เสด็จมาทรงกราบด้วยพระราชศรัทธาปสาทาธิการ
เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงพระสุหร่าย เมฆที่ดํามืดบังพระอาทิตย์อยู่นั้นได้แหวกแยกออก เหมือนม่านสองไขถูกรูดออกจากกัน เห็นดวงอาทิตย์ทรงกลดอยู่ตรงกลางลิบขอบเมฆดําเป็นสีทอง เป็นภาพที่งามประหลาดมาก ได้กลิ่นดอกไม้โชยมาอ่อนๆ ตลอดเวลา มีผู้สังเกตเห็น ได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบ ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตร รับสั่งว่า “งามมาก เป็นบารมีของท่านอาจารย์” แล้วทรงแนะให้ผู้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่โดยใกล้ชิดชมด้วย
หลังจากเสด็จพระราชดําเนินเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จ จนเวลาพลบคํ่าแล้วยังมิได้เสด็จกลับ หากเสด็จย้อนกลับมานมัสการหลวงปู่หลุยอีกวาระหนึ่ง ทรงสดับธรรมและทรงธรรมสากัจฉาด้วยความสนพระราชหฤทัยยิ่ง
เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินทรงประกอบพิธีบรรจุอัฐิธาตุและทรงเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ณ วัดเจติยาคิรีวิหาร
เจดีย์พิพิธภัณฑ์นี้ คณะศิษยานุศิษย์ท่านพระอาจารย์จวน สร้างถวายเป็นพุทธบูชาและน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสปีรัชมังคลาภิเษก ที่ทรงครองราชย์มานานยิ่งกว่าพระมหากษัตราธิราชเจ้าในประวัติศาสตร์ชาติไทย
ระหว่างที่จะทรงบรรจุอัฐิและพระธาตุของท่านพระอาจารย์จวน ลงในเจดีย์จําลองหินอ่อนที่จะอัญเชิญขึ้นไปไว้บนยอดเจดีย์ใหญ่ เจ้าหน้าที่เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพระกรุณา ถวายรายงานรายละเอียดของพระธาตุท่านพระอาจารย์จวน ในลักษณะพรรณและสัณฐานต่างกัน
หลังจากทรงบรรจุอัฐิและพระธาตุลงในเจดีย์จําลองแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่เชิญเจดีย์จําลองมาที่มณฑลพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงชักสายวิสูตร เชิญเจดีย์จําลองที่บรรจุอัฐิและพระธาตุขึ้นบนยอดเจดีย์พิพิธภัณฑ์
บันทึกเหตุการณ์งานพระราชพิธีบรรจุอัฐิและเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน
เรียบเรียงจากบันทึกของพระอุปัฏฐากหลวงปู่ชอบ ฐานสโม
งานสําคัญในครั้งนี้ องค์หลวงปู่ชอบ ฐานสโม องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโนองค์หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ และวงกรรมฐาน ตลอดจนญาติโยมไปร่วมงานครั้งนี้กันมาก ดังนี้
“เช้าวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ องค์ท่านหลวงปู่ชอบและลูกศิษย์ติดตามมาฉันภัตตาหารที่บ้านลูกศิษย์ที่บ้านแพง หลังฉันภัตตาหารแล้วหลวงปู่ท่านพัก จนถึงเวลาเที่ยง พอได้เวลาเดินทางไปวัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) รถวิ่งมาก่อนจะถึงอําเภอศรีวิไล จู่ๆ หลวงปู่ท่านบอกเปลี่ยนแผนเดินทาง ท่านบอกอย่าพึ่งเข้าไปภูทอกตอนนี้ ให้แวะพักข้างทางก่อน ลูกศิษย์จึงพาหลวงปู่แวะพักฉันนํ้าที่บ้านลูกศิษย์ใกล้ตลาดอําเภอศรีวิไล
ระหว่างพักฉันนํ้าเรียนองค์ท่านว่า ทําไมหลวงปู่ไม่เข้าไปวัดภูทอกทีเดียวเลย จะได้พักผ่อนรอเวลาอยู่ที่นั่น จะสะดวกดีกว่า ถ้าเราเข้าไปช้า เจ้าหน้าที่ตํารวจทหารเขาจะปิดถนนเพื่อความสะดวกในการรับเสด็จ
หลวงปู่ท่านบอก “ที่เราไม่เข้าไปตอนนี้เพราะท่านมหาบัวเดินทางมาถึงวัดภูทอกแล้ว มหาบัวท่านจะแสดงธรรม เราบ่ (ไม่) อยากไปรบกวนเวลาคนฟังธรรม ถ้าเข้าไปตอนนี้พระเณรญาติโยมก็จะพากันแห่มาหุ้มล้อมเราเฉยๆ มันไม่เกิดประโยชน์กับตัวเขา ให้เขาได้ฟังธรรมท่านมหาบัวดีกว่า จะได้เกิดประโยชน์ปัญญากับพระเณรญาติโยม”
บรรดาพระศิษย์ตลอดฆราวาสไม่มีใครทราบว่าองค์หลวงตามหาบัวท่านมาเทศน์ในงาน
จึงถามหลวงปู่ “หลวงตามหาบัวท่านมาแท้บ่ครับ (มาจริงไหมครับ)” องค์ท่านบอก “ตอนนี้มหาบัวท่านกําลังแสดงธรรมอยู่ ถ้าอยากรู้ไปถึงวัดแล้วค่อยถามท่านแยงดู”
บ่ายสองโมงครึ่งหลวงปู่ท่านบอก “ออกเดินทางไปวัดภูทอกได้แล้ว มหาบัวท่านเดินทางกลับบ้านตาดแล้ว”
พอรถมาจอดที่หน้าศาลาวัดภูทอก อุ้มหลวงปู่พาท่านขึ้นไปพักผ่อนที่ศาลาวัดภูทอก ครูบาอาจารย์ พระภิกษุ สามเณร ตลอดทั้งญาติโยมพากันมากราบหลวงปู่จํานวนมาก จนเกือบเต็มศาลาวัดภูทอก เห็นภาพแบบนี้แล้วไม่ว่าจะไปที่ไหนกับองค์ท่าน พระเณรผู้คนจะมารุมล้อมชื่นชมบารมีธรรมขององค์ท่านประจําแบบนี้ เห็นแล้วก็ชื่นตาชื่นใจไปกับทุกท่าน อดคิดไม่ได้ว่าบารมีธรรมขององค์ท่านหลวงปู่ชอบนี้ยิ่งใหญ่จริงๆ
ท่านอาจารย์แยง เจ้าอาวาสวัดภูทอกกราบเรียนองค์ท่านว่า “ข้าน้อยนึกว่าหลวงปู่จะไม่มาพระเณรญาติโยมก็ถามหาหลวงปู่แตกแซวๆ ว่าหลวงปู่ชอบท่านจะมาหรือไม่มา”
หลวงปู่ชอบท่านว่า “ถ้าเรารับปากว่ามา ก็คือมา เมื่อวานไปพักโปรดสัตว์อยู่ภูลังกา มาถึงศรีวิไลก็เลยยั้งรออยู่ก่อน กะให้มหาบัวท่านแสดงธรรมจบแล้วถึงจะเข้ามา”
หลวงตาแยงท่านว่า “หลวงตามหาบัวท่านพึ่งกลับไปได้ไม่นาน ข้าน้อยนิมนต์ท่านให้อยู่จนเสร็จพิธีก่อนค่อยกลับ ท่านก็ไม่อยู่ ท่านบอกหลวงปู่ชอบเป็นประธานก็เลิศเลอพอเพียงแล้ว เรามาเทศน์สงเคราะห์พระเณรญาติโยมเท่านั้น” ท่านว่าคนเยอะวุ่นวาย หลวงตาบัวท่านก็เลยเดินทางกลับบ้านตาด หลวงปู่ท่านฟังอาจารย์แยงพูด ท่านก็ยิ้มรับ
เรื่ององค์ท่านหลวงตามหาบัวมาเทศน์ในงานตอนนี้เฉลยแล้ว ก็เลยไม่ถามท่านอาจารย์แยง
จากนั้น หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ และพระเณรถวายการนวดเส้นองค์ท่านหลวงปู่ชอบ หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต ท่านกราบเรียนองค์ท่านหลวงปู่ชอบว่า “วันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ สมเด็จพระราชินีฯ ท่านจะเสด็จมาเป็นประธานในงานพิธีบรรจุอัฐิธาตุของท่านพระอาจารย์จวน นิมนต์หลวงปู่เมตตาให้กําลังใจพระองค์ท่านทั้งสองด้วยขอรับ กระผมขอกราบนิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์ให้กําลังใจพระเจ้าแผ่นดินกับพระราชินีขอรับ พระองค์ท่านทั้งสองจะได้หายเหนื่อย ท่านทั้งสองจะได้มีกําลังใจดูแลไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ให้ผาสุก แม่เจ้าหลวงพระราชินีเพิ่นกะว่า (ท่านก็ว่า) ได้กราบพระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบแล้วชุ่มเย็นใจ เวลาหลวงปู่ยิ้มอริยะสดใสพระองค์ท่านปลื้มปิติ”
หลวงปู่บุญเพ็ง ท่านกราบเรียนองค์ท่านหลวงปู่ชอบเมตตาให้กําลังใจแก่พระองค์ท่านทั้งสอง
องค์ท่านหลวงปู่ชอบว่า “เฮา (เรา) ว่าคําราชาศัพท์บ่เป็น (ไม่เป็น)”
หลวงปู่บุญเพ็งบอก “หลวงปู่ก็พูดธรรมดานี่แหละ พระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี ท่านฟังเข้าใจอยู่ดอก”
หลวงปู่ชอบท่านยิ้ม องค์ท่านว่า “เพ็ง เฮาเว้า (เราพูด) ภาษาไทยบ่เป็นเด้ (ไม่เป็นนะ) เฮาเว้าเป็นแต่ภาษาลาว พระเจ้าแผ่นดินเพิ่น (ท่าน) จะฟังรู้เรื่องบ่ (ไหม) ให้ท่านเพ็งเว้า (พูด) กับเพิ่น แทนเฮาดีกว่า เฮาบ่ค่องทางนี้ (เราไม่ถนัดทางนี้)”
หลวงปู่บุญเพ็งว่า “ข้าน้อยพูดกับพระองค์ท่านทั้งสอง ก็บ่เท่า (ไม่เท่า) พ่อแม่ครูบาอาจารย์พูดเอง บารมีธรรมลูกศิษย์กับบารมีธรรมของครูบาอาจารย์ไม่เหมือนกัน ถ้าหลวงปู่ให้พรพระองค์ท่านทั้งสองแล้ว พระองค์ท่านทั้งสองจะเจริญอายุมงคลหมั่นยืนเด้”
องค์ท่านบอกหลวงปู่บุญเพ็ง “เฮาจะให้พรเป็นกําลังใจพ่อเจ้าแผ่นดิน แม่เจ้าแผ่นดิน” พอใกล้เวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดําเนินมาถึงวัดภูทอก ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานได้มากราบนิมนต์องค์ท่านหลวงปู่ชอบไปที่ปะรําพิธีของทางฝ่ายสงฆ์ ซึ่งอยู่ติดกันกับพลับพลาที่ประทับชั่วคราวของพ่ออยู่หัวและแม่อยู่หัวทั้งสองพระองค์ท่าน
ตลอดเส้นทางที่เข็นรถองค์ท่านหลวงปู่ชอบออกจากศาลาวัดภูทอกมาที่ปะรําพิธี ระยะทางประมาณร้อยเมตร ญาติโยมพสกนิกรที่นั่งอยู่สองฟากฝั่งทาง เมื่อเห็นองค์ท่านหลวงปู่ชอบนั่งรถเข็นผ่านมา ต่างพากันพนมมือเปล่งคําสาธุๆๆ ตลอดทางที่องค์ท่านผ่าน ญาติโยมเอาผ้าเช็ดหน้า ผ้าแพรวางลงกับพื้นดิน เพื่ออยากให้ล้อรถเข็นของหลวงปู่เหยียบประทับรอย ผู้บันทึกขนหัวลุกเมื่อได้ยินเสียงคนหลายหมื่นคนเปล่งคําสาธุๆๆ รับกันเป็นทอดตลอดทาง
ภูมิใจในชีวิตเกิดมา ๒๑ ปีที่ได้สัมผัส ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์มงคลของแผ่นดิน ได้เห็นบุญบารมีความยิ่งใหญ่ของผู้เลิศเลอทางธรรมศาสนจักร
ได้เห็นบุญบารมีของพระองค์ท่านผู้เป็นภูมิพลังแผ่นดิน
ได้เห็นท่านผู้มีบุญทั้งทางโลกและทางธรรมในเวลาวาระเดียวกัน
เป็นมงคลกับชีวิตที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย ภายใต้ศาสนจักร และ ราชอาณาจักรที่ทรงธรรมคู่กัน หาไม่ได้อีกแล้วชีวิตนี้ เข็นรถหลวงปู่ผ่านไปใจก็เกิดปีติขึ้นมา
องค์ท่านหลวงปู่ชอบนั่งอยู่แถวหน้าในฐานะประธานสงฆ์
เวลา ๑๖.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้งสามพระองค์ท่านเสด็จมาถึงบริเวณงาน พอผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายกล่าวรายงานกับพระองค์ท่านแล้ว ในหลวงกับพระราชินีท่านทราบว่าองค์ท่านหลวงปู่ชอบอยู่ในปะรําพิธีสงฆ์ พระองค์ท่านทั้งสองไม่เข้าพลับพลาที่ประทับในทันที พระองค์ท่านทั้งสองและสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดําเนินเข้ามากราบองค์ท่านหลวงปู่ชอบและครูบาอาจารย์พระภิกษุสามเณรที่ในปะรําพิธีสงฆ์
ระหว่างทั้งสามพระองค์ท่านเสด็จพระราชดําเนินผ่านพสกนิกรที่มาเฝ้ารอรับเสด็จ พสกนิกรทั้งหลายพนมมือเปล่งคําว่า “ทรงพระเจริญๆๆ” ได้ยินแล้วตื้นตันใจขนหัวลุก เป็นครั้งแรกที่ตนเองได้ชมพระบารมีของพระองค์ท่านทั้งสามแบบใกล้ตา คิดในใจถ้าไม่ได้อยู่กับองค์ท่านหลวงปู่ชอบ เราคงไม่มีวาสนาได้ชื่นชม “พระบารมี” ของพระองค์ท่านใกล้ๆ แบบนี้หรอก
ในหลวงท่านพนมมือไหว้หลวงปู่ชอบ พระองค์ท่านถามหลวงปู่ว่า “ท่านพระอาจารย์สบายดีไหมขอรับ ?” หลวงปู่ท่านนิ่งไม่ตอบ
หลวงปู่บุญเพ็งท่านจึงถามองค์ท่านหลวงปู่ชอบว่า “หลวงปู่ พระเจ้าแผ่นดินเพิ่น (ท่าน) ถามหลวงปู่ว่า สบายดีอยู่บ่ตอนนี้ ?”
หลวงปู่ท่านยิ้ม แล้วตอบว่า “สบายดีอยู่”
ในหลวงท่านตรัสถามองค์ท่านหลวงปู่ชอบ “ปีนี้ท่านพระอาจารย์อายุเท่าไรแล้วขอรับ ?”
หลวงปู่ตอบพระองค์ท่านว่า “อายุย่างเข้า ๙๐ ปี”
ในหลวงท่านตรัสว่า “ปีนี้สมเด็จย่า ปีนี้ท่านก็อายุครบ ๙๐ ปี”
พระราชินีท่านตรัสถึงเรื่องหลวงปู่ชอบไปประเทศสหรัฐอเมริกา หลวงปู่ท่านไปเมตตาฟ้าหญิงอุบลรัตน์ฯ เวลาที่พระราชินีท่านตรัส พระองค์จะแย้มพระสรวลอยู่ตลอด ดูแล้วงดงามตา
ในหลวงท่านตรัสกับหลวงปู่ชอบว่า “ขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์อยู่ดํารงธาตุขันธ์นานๆ นิมนต์ ท่านพระอาจารย์เมตตาประชาชนชาวไทยให้ได้รับความสุขสงบร่มเย็นโดยทั่วหน้ากัน”
องค์ท่านหลวงปู่ชอบนั่งนิ่งมองพระพักตร์ในหลวงอยู่พักหนึ่ง กิริยานี้ขององค์ท่าน คือ หลวงปู่ท่านกําลังแผ่เมตตาให้กับในหลวง ครูบาอาจารย์ในปะรําพิธีตอนนั้นพากันนิ่งเงียบตามหลวงปู่กันหมด
หลวงปู่บุญเพ็งท่านพูดขึ้นมาว่า นิมนต์หลวงปู่เมตตาพระเจ้าอยู่หัวกับพระราชินีแหน่ขอรับ องค์ท่านว่า “เฮา (เรา) เมตตาเพิ่น (ท่าน) แล้ว” หลวงปู่บุญเพ็งท่านกราบเรียนองค์ท่านหลวงปู่ชอบตามประสาสนิทศิษย์อาจารย์
หลวงปู่บุญเพ็งท่านว่า “หลวงปู่เมตตาอยู่ในจิตในใจ พระเจ้าแผ่นดิน กับ พระราชินี เพิ่นบ่ได้ยินนํา (พระองค์ท่านไม่ได้ยิน) นิมนต์หลวงปู่ให้พรเพิ่นแหน่ (พระองค์ท่านหน่อย) เพิ่นสิได้ (พระองค์ท่านจะได้) มีกําลังใจ”
องค์ท่านหลวงปู่ชอบนิ่งอยู่พักหนึ่ง จากนั้นองค์ท่านกล่าวคําให้พรในหลวงกับพระราชินีว่า
“เป็นสุขๆ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง” ทั้งสองพระองค์ท่านพนมมือก้มรับพรจากองค์ท่านหลวงปู่ชอบ พระราชินีท่านจะแย้มพระสรวลตลอดเวลาที่หลวงปู่ท่านให้พร
พระแม่หลวงตรัสว่า “ได้กราบ ได้เห็นองค์ท่านหลวงปู่ชอบแล้วชื่นใจ”
ก่อนทั้งสองพระองค์จะกราบลาองค์ท่านหลวงปู่ชอบ เพื่อไปประกอบพระราชพิธี และเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์ ในหลวงและพระราชินีได้ถวายปัจจัยองค์ท่านหลวงปู่ชอบ เป็นเงินจํานวน ๓๐,๐๐๐ บาท เป็นเงินใบละ ๑๐๐ ทั้งหมด
ก่อนกราบลา ในหลวงท่านขออนุญาตองค์ท่านหลวงปู่ชอบถ่ายรูป โดยพระองค์ท่านเป็นผู้ฉายรูปหลวงปู่ชอบด้วยพระองค์เอง จากนั้นทั้งสามพระองค์ท่านกราบลาหลวงปู่ชอบและครูบาอาจารย์เสด็จไปประกอบพระราชพิธีธรรมตามหมายกําหนด
ก่อนงานพระราชพิธีบรรจุอัฐิธาตุและทรงเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตามาแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัทที่เดินทางมาร่วมงาน โดยเทศน์ถึงท่านพระอาจารย์จวน ดังนี้
“วันนี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมพี่น้องลูกหลานทั้งหลาย ทั้งฝ่ายพระ และฝ่ายอุบาสก อุบาสิกา ฆราวาส เกี่ยวกับการบรรจุอัฐิของท่านอาจารย์จวน ซึ่งเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นเราเหมือนกัน และเคยจําพรรษาด้วยกันที่บ้านหนองผือนาใน นอกจากนั้นก็ไปมาหาสู่กันอยู่โดยสมํ่าเสมอเรื่อยมา จนกระทั่งท่านมาสถานที่นี่แล้วมรณภาพลงไป บรรดาท่านผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายมีคุณสุรีพันธุ์เป็นประธาน ได้ขวนขวายก่อสร้างเจดีย์ทั้งหลาย เพื่อบรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้ให้สาธุชนผู้เคารพเลื่อมใสในศาสนาและในท่านเอง ได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุด…
เวลานี้ก็หมดไปๆ ครูบาอาจารย์ที่เป็นที่เคารพเลื่อมใส เป็นที่ตายใจได้ ก็ยังเหลือแต่เรา อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ก็ให้พยายามนํามาใช้สําหรับตัวของเรา จะพึ่งแต่ท่านทุกแง่ทุกมุม เราก็เคยพึ่งมาแล้ว อยู่กับครูบาอาจารย์มาด้วยกัน ทีนี้เวลานี้จะมาเป็นตัวของตัวด้วยความพากความเพียร เป็นตัวของตัวด้วยความรู้ความเห็นในอรรถในธรรม เป็นตัวของตัวด้วยมรรค ด้วยผล ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยวิมุตติหลุดพ้นภายในจิตใจนี้ ทําไมจะเป็นไปไม่ได้ เพราะธรรมสอนเพื่อเป็นตัวของตัวแท้ๆ ตัวเองพึ่งตัวเอง พึ่งอย่างนี้ ได้รับคําสั่งสอนจากครูจากอาจารย์มาแล้วก็นํามาประพฤติปฏิบัติ
หนักก็ตาม เบาก็ตาม ขึ้นชื่อว่ากิเลสนี้มักจะหนักอยู่เสมอ แต่ความเพียรเรามักจะอ่อนข้อย่อหย่อนอยู่เสมอ นี่ล่ะมันถึงไม่ทันกัน แล้วสุดท้ายก็สร้างนั้นสร้างนี้ ยุ่งนั้นยุ่งนี้ นี้ไม่ใช่ทางของศาสดาที่พาสาวกทั้งหลายดําเนินมา ท่านพาสาวกทั้งหลายดําเนินมาจนเป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราจนกระทั่งทุกวันนี้ ท่านดําเนินด้วยวิธีธุดงคกรรมฐาน เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา โดยถือธรรม ๑๐ ประการ (สัลเลขธรรม ๑๐ ประการ) นี้เป็นรากฐานอันสําคัญในหัวใจและข้อปฏิบัติ ท่านจึงเป็นผู้ทรงมรรคทรงผล… ”
ภาค ๒๐ ศิษย์ผู้มีศรัทธาหนักแน่น
ท่านชมคุณหมอประพักตร์ “ผู้มีศรัทธาหนักแน่น”
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพูดชมเชยคุณหมอประพักตร์ว่า “ข้าราชการในอําเภอบึงกาฬนี่ หมอประพักตร์เข้าก่อนหมู่ เข้าหาพระกรรมฐาน” โดยท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวน ท่านกล่าวถึงหมอประพักตร์ว่า “เป็นผู้มีศรัทธาหนักแน่น” กับหลวงปู่จวนไม่ทอดทิ้ง ได้ยินข่าวอยู่ไหนก็ไปหา ถิ่นทุรกันดารอย่างไรก็แล้วแต่ไม่ท้อถอย เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิก็ว่าได้นอกจากหมอประพักตร์แล้ว หลวงปู่จวนไม่ชมใครเลย สมัยนั้นโดดเด่นมากก็คือหมอประพักตร์คนเดียว แม้ท่านเป็นข้าราชการเงินเดือนน้อย แถมมีครอบครัว ท่านก็ใช้จ่ายอย่างประหยัด แล้วก็บางทีไม่มีเงินแต่ก็เป็นผู้มีศรัทธาหนักแน่นไม่ท้อถอย”
ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๙) คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีอายุ ๘๖ ปี ท่านเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีเมตตา สุขภาพร่างกายของท่านก็แข็งแรง ยังเดินลุกนั่งได้ดี การพูดคุยก็คล่องแคล่ว นํ้าเสียงก็แจ่มชัด และมีความจําที่ดีมาก ท่านจะมารําลึกวันครบรอบมรณภาพของท่านพระอาจารย์จวนที่ภูทอกเป็นประจําทุกปี โดยพาคณะมาออกโรงทานแจกอาหารและนํ้า
คุณหมอประพักตร์ศิษย์ผู้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์จวนไม่เคยเล่าเกี่ยวกับพวกเสือ พวกงูอะไร ท่านจะรู้ว่าคนไหนชอบทางนี้ ท่านก็จะเล่าทางนั้น ไอ้เราไม่ได้ชอบทางนั้นเท่าไร ชอบอยู่ แต่ว่าเราก็ไม่อยากไปถามท่านอย่างนั้น เพราะว่ามันได้ไปมาหาสู่กันแล้ว เราก็กลัวเหมือนกัน แต่ของผมถูกช้างไล่หลายครั้งอยู่ ตอนเช้าๆ ลูกช้างมันจะออกมาเล่นนํ้าค้างก็ต้องวิ่งหนี คิดว่าอยู่นานๆ มันจะไม่ค่อยกลัวหรอก เพราะว่ามันชํานาญแล้วเนาะ
ทางด้านอภินิหารทางเราก็ไม่ค่อยได้ยุ่ง เพราะทางผมโดยมากจะเป็นเรื่องทุกข์ – สุข เอ้อว่า “พรุ่งนี้จะไปฉันข้าวที่ไหนดี ?” เอ้อ ! อย่างนั้นอย่างนี้ บางทีเราเห็นรองเท้าขาดเหลือครึ่งหนึ่ง “จะไปหาไหนมาเปลี่ยนดีน้อ ?” แล้วก็ได้ แล้วบางทีก็มาส่งกันกลางทาง แยกกันก็กราบลากันนี่บนโคกบนอะไรๆ บางทีเราก็อดร้องไห้ไม่ได้ว่า จะต้องลากันเนาะ “โอ๊ย ! เฮาไปแล้วเด้อโต เมือดีๆ เด้อ (เราไปแล้วนะหมอ เดินทางกลับดีๆ นะ)” อย่างนี้แหละ
เพราะตอนนั้นท่านอาวุโสน้อย ลูกศิษย์ก็ไม่ค่อยมี ก็เหมือนพวกเราเป็นข้าราชการผู้น้อยไปไหนก็ไม่มีใครตามเท่าไหร่ ไอ้คนตามก็ตามจนตาย คนไม่ตามก็คือไม่ตามล่ะจะเป็นลักษณะนั้น ตอนหลัง พอท่านมีชื่อมีเสียงขึ้น คนก็ “โฮ้ ! โฮ้ ! โฮ้ ! แสดงว่าลูกศิษย์ท่านจะคัก (สุดยอด) เนาะ” มันก็ไม่คัก มันก็เท่าเก่า
ทีนี้ที่ผมมาได้ทุกวันนี้ ทุกอาจารย์นี่ ก็เพราะว่าก่อนท่านอาจารย์จวนมรณภาพ ประมาณปีหรือเดือนหนึ่ง ท่านจะสั่งผมไว้แทบทุกองค์ว่า “ถ้าเฮา (เรา) ตายไป โต (หมอ) อย่าทิ้งวัดทิ้งวา มาดูเฮาบ้างเด้อ” เป็นเหตุให้ผมมาทุกปี แต่ก่อนแข็งแรงอยู่ก็ ๕ ครั้งต่อปี ทีนี้ตั้งแต่เริ่มนี่ เริ่มเหลือ ๓ เหลือ ๒ แล้ว เพราะว่าอายุ ๘๖ แล้วเนาะ แล้วก็เพิ่งผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา ๒ ข้างได้ ๑๐ กว่าวัน มาติดเรื่องงานครบรอบมรณภาพของอาจารย์จวนนี้เลยก็อยากมา แต่ก่อนก็ปีใหม่ เมษาฯ วันครบรอบอะไร ๕ ครั้งต่อปี”
ท่านพระอาจารย์จวนหยั่งทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“โอ้ ! ท่านอาจารย์จวนหยั่งทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า มี มีหลายตอน ตอนที่ท่านอาจารย์จวนอยู่ถํ้าจันทน์น่ะ ผมเอาผ้าป่าไปทอด รู้สึกจะเป็นปี พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕ นี่แหละ ไปด้วยกันหลายคน ผู้หญิงก็ประมาณ ๘ คน ผู้ชายก็ประมาณ ๑๒ คน ไปแต่ประมาณโมงกว่าๆ นี้ไป ปรากฏว่าบ่ายกว่าๆไปหลงกันกลางป่าดงศรีชมภู ระหว่างภูกระแต – นาป่าน ไปถํ้าจันทน์ นี่เดินหลงกัน เพราะทางมันโค้งคดเคี้ยว มันเป็นทางช้าง เพราะว่าเราบอกกันแล้ว “อย่าทิ้งกันนะ” พวกนั้นก็คนไหนเดินเร็วก็ไปเร็วคนไหนเดินช้าก็ช้า ก็ไปหลงกันอยู่กลางดงใหญ่เลยล่ะ ดงศรีชมภู ทีนี้หลงปั๊บ ตอนนี้ตอนจะบ่าย ๔ โมง จะถึงถํ้าจันทน์ แล้วก็ไปรวมกลุ่มกันว่า พวกเราใครอยู่ที่ไหนบ้าง ขาดคนไป ๕ คน เป็นผู้หญิง ๓ ผู้ชาย ๒ ไอ้เราก็ เอ๊ ! เป็นเจ้าของผ้าป่าก็ไม่สบายใจ ก็เลยบอกพวกผ้าป่า บอกว่า “เออ ! มาถึงขนาดนี้แล้ว พวกคุณนําผ้าป่าไปหาอาจารย์ก่อน พบกันที่ถํ้าจันทน์ ผมจะเดินทางกลับบึงกาฬ”
ก่อนจะถึงบึงกาฬ ถึงบ้านนาป่านก็ ผมก็ไปเอาผู้ใหญ่บ้านมาแต่งคน (จัดคน) แล้วก็มีฆ้องมีอะไรตีในดงไล่ไปเรื่อย เรียกไปเหมือนธรรมดา มันไม่มีเครื่องขยายเสียงนะ ก็เรียก “โอ๊ โอ๊ โอ๊” ไปเรื่อย เอ๊ !เอาไปเอามาไม่เจอกัน พอไม่เจอกันปั๊บ กลัวมันจะคํ่า แล้วบ่าย ๕ ล่ะ ผมก็เลยตัดสินใจ เอ๊ ! เราอยู่บึงกาฬก็ไม่เจอพวกหาย เราไปหาอาจารย์ดีกว่า แล้วไว้พูดกันใหม่ ผมเดินทางกลับไป แต่ผมสั่งพวกที่เอาผ้าป่าไปก่อนว่า “ถ้าไม่พบผมทุ่มหนึ่งถึงล่ะก็ พรุ่งนี้เช้าไม่เห็นผมแล้วก็ทอดผ้าป่าแทนเลย” อันนี้ตอนมันมาใช้คนไปเรียกในดงนี่ ผมก็ เอ๊ ! เรานอนอยู่นี่ก็ไม่ได้ประโยชน์ เขาก็จะรอเรา เราเป็นเจ้าของผ้าป่าเนาะ ผมก็เลยเดินทาง เอาผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งพาผมไป ผมก็กลัวเหมือนกัน มันกลางคืนเนาะ ไปถึงโน้น ๓ ทุ่ม
ไอ้พวกที่ไปก่อน ไปถึงถํ้าจันทน์ปั๊บ ก็ร้องห่มร้องไห้ เพราะว่าไอ้คนหลงทางก็เป็นลูกเป็นหลานเขาใช่ไหม หากันไม่เห็นใช่ไหม ดงศรีชมภู ไม่เห็นใครกินข้าว ไปตายที่ไหนก็ไม่รู้นะ ? ทีนี้ได้ข่าวว่าประมาณจะทุ่มหนึ่ง อาจารย์จวนก็ลงมาบอกพวกนั้นว่า “โอ๊ย ! ไม่ต้องร้องหรอก ใจเย็นๆ เดี๋ยวพระอาทิตย์ตกดินประมาณทุ่มหนึ่งเป็นต้นไปนี่จะกลายเป็นเรื่องดีหมด” ไอ้พวกนั้นก็ไม่ร้อง ไอ้เราสิจะตาย เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้น เราก็เป็นห่วง เพราะสมัยนั้นมันจะมีพวกเสือพวกอะไรทุกอย่าง แล้วมันเป็นดงป่าหมดเลย
อาจารย์จวนเลยบอกว่า “อาตมารู้แต่เมื่อคืนนี้แล้ว” พูดกับพวกนั้นนะ “อย่าร้องห่มร้องไห้กินข้าวกินปลากันซะ เดี๋ยวทุ่มหนึ่งไปจะกลายเป็นเรื่องดี” ขณะนี้กําลังจะยุ่งล่ะ ก็เลยเล่าให้พวกนั้นฟังว่า “เมื่อคืนท่านฝันว่างูกัด” มันหลงไป ๕ คนพอดี งูกัดมือ แล้วท่านก็เลยบอกว่า “พอกัดเสร็จปั๊บ ท่านมาหาผมที่โรงหมอบึงกาฬ” แล้วท่านบอกว่า “หมอ งูกัดขอยาใส่หน่อย” แต่ผมตอบท่านว่า “ไม่มียา” ท่านบอกว่า “เออ ! ไม่มีก็แล้วไป” ท่านบอก “ถ้าผมมียาเท่านั้น เหตุนี้จะไม่เกิดขึ้น” แต่พอดีผมปฏิเสธว่า “ไม่มียาใส่หรอกอาจารย์”
พวกนั้นก็ทั้งร้องห่มร้องไห้กินข้าวไปด้วย เพราะว่าพี่น้องพวกเขาไปหลง ป่านนี้ทุ่มกว่ายังไม่เจอกัน พอดีสักทุ่มกว่าๆ พวกนั้นก็พวก ๕ คน พวก ๕ คนหลงไปถึงเกือบถึงปากคาดโน่น ทีนี้พวกนี้มันหลงทางไปเจอเขาเลี้ยงควายอยู่เลยถามว่า “เอ้า ! นี้มันทางไปถํ้าจันทน์ใช่ไหม ?” “โอ๊ย ! ถํ้าจันทน์มันอยู่ทิศโน่นน่ะ” พวกนั้นก็มา มาพอดีโชคดีว่า แต่ก่อนเราผ้าป่า ไอ้ปี๊บนํ้ามันก๊าดนี่เราเอากระดาษสี เขาเรียก “เอ้” ตบแต่งให้มันงาม ตอนหาบไปหนามมันมาก มันก็เกาะหนาม พวกกระดาษสีเกาะเป็นทางไป พวกนั้นก็ตามทางไป ถ้าไม่ได้ไอ้นี่ตายเลย
พวกนั้นก็ตามมากับหนาม “อู้ ! นี่กระดาษสีนี่มันเกาะหนาม” ตอนที่เขาหาบไปด้วยกัน ไม่งั้น… แล้วก็พวกถัง พวกตุ่มข้าวตุ่มเขิ้ว เราก็เอากระดาษสีแต่ง มันไปเกี่ยวกับหนาม หนามมันหลาย แล้วเดินตามไป ไฟฉายก็ไม่มี ก็คํ่าแล้วก็เท่ากับไปตามมีตามเกิด ก็พอพลบคํ่าๆ พอดีนี้แหละ เขาถึงทุ่มกว่าๆผมถึง ๓ ทุ่ม ไปถึงเราก็โมโหว่าดุไอ้พวกนั้น “บอกแล้วว่า ถ้ามาแบบนี้มันเป็นดง ไอ้ทางไหนที่เรียบๆอย่าไปเป็นเด็ดขาด” เพราะมันทางช้าง เพราะช้างเวลามันไปมันก็เอางวงมันเป่า เพราะมันกลัวหนามใช่ไหม ? ไอ้พวกนี้ก็นึกว่าเดินดี ตามไปเรื่อย มันไปใหญ่เลยหลงไปคนละทิศจริงๆ”
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องท่านพระอาจารย์จวนทราบเหตุการณ์ล่วงหน้า ไว้อีกเรื่องหนึ่งดังนี้
“ท่านอาจารย์จวนนี่ทุกครั้งเลย จะไป อาจารย์จะบอกว่า “เตรียมเด้อ นี่เขาจะเดินทางมาแล้ว เอ้อ ! ต้มนํ้าต้มท่าไว้” เดี๋ยวเรา (คุณหมอประพักตร์) มา เราจะอย่างงั้นอย่างงี้ล่ะนะ ต้องรอ เพราะว่าโดยมากกาแฟก็จะอยู่กับเรา กาแฟสมัยเก่าก็ใช้กาแฟผง มันต้องมีถุงชงใช่ไหม ? เออ ! บางทีท่านก็จะไม่ได้ฉันกาแฟเป็นอาทิตย์บ้าง อะไรบ้าง ก็ได้แต่เรานี่ ท่านจะสั่งพระต้มนํ้ารอ สักทุ่มหนึ่งจะฉัน”
ท่านพากราบมอบตัวเป็นศิษย์ครูบาอาจารย์
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ทีนี้พอมาอยู่กับพระอาจารย์ทองพูล พระอาจารย์ทองพูลก็พาไปรู้จักอาจารย์จวน ก็มอบตัวเป็นศิษย์ ท่านเป็นพระที่กราบได้บริสุทธิ์ใจนะ ได้รักษาอาพาธท่านอาจารย์ขาน ที่ภูกระแต จากนั้นอาจารย์ทองพูลก็พาไปกราบอาจารย์คําตัน และพบท่านอาจารย์บุญจันทร์ กมโล ที่วัดป่าดานศรีสําราญ แล้วก็อาจารย์จวนก็พาไปรู้จัก อาจารย์เทสก์ เข้ามอบเป็นลูกศิษย์ สมัยก่อนเข้ามอบไม่ยาก พอกราบปั๊บ คนนี้ชื่อนั่นๆ “ไว้ใจได้” เขาใช้คํานี้เท่านั้นพอ ไม่ใช่สมัยนี้ถวายเงินมากๆ ถึงรู้จัก
ที่เราอยู่ได้ก็เพราะว่า เราไม่ได้เข้าวัดเพราะเงิน ทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน จนก็จนด้วยกันมาใช่ไหม นี้เมื่อท่านเจริญแล้ว ท่านจะทิ้งเราไม่ได้ ถ้าทิ้งก็ทิ้งไปมันคนละเรื่อง เพราะท่านก็ทิ้งเราไม่ได้ ก็เคยขู่กันเล่นเอาไว้ ถ้าเจริญมาเมื่อไหร่ทิ้งผมนะ มีเรื่องนะ ก็ขู่เล่นกันอย่างนี้อยู่
พอไปเจออาจารย์จวนแล้วยิ่งไปใหญ่เลยทีนี้ ท่านอาจารย์จวนก็พาไปหาอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสียิ่งสนิทกันใหญ่เลย อาจารย์ชอบ หลวงปู่สิม ถํ้าผาปล่อง พวกอาจารย์แหวน ผมไปตอนนั้น ไปเพื่ออาจารย์จวนไปเหยียบโรงพยาบาลคุณหมอวรวุฒิ ที่ลําปาง ไปกับอาจารย์วัน อาจารย์วันไปทางเครื่องบินไปลง… จําไม่ผิด รู้สึกปี ๒๕๑๔ – ๒๕๑๕
ที่ไปกับผมนี่ก็เพราะว่า หมอวรวุฒินี่ก่อนเป็นแพทย์อยู่โรงพยาบาลกลาง แล้วไปลาออกมาตั้งโรงพยาบาลตัวเองอยู่ลําปาง ก็เลยนิมนต์อาจารย์วันกับอาจารย์จวนไปเหยียบโรงพยาบาล ผมก็เอารถมารับอาจารย์จวนจากนี่ไปเหยียบโรงพยาบาล จ้างคนเหมารถเขาไปเลย ไป ๓ วันถึงจะถึงลําปาง แล้วก็พาไปคารวะอาจารย์แหวน ดอยแม่ปั๋ง อาจารย์สิม ถํ้าผาปล่อง ไปเละเลย ไปนั่นแหละ ท่านขึ้นไปเชียงใหม่นี่ อาจารย์จวนยังด่าไอ้หนู (พระอาจารย์หนู) อย่างงั้นอย่างงี้ เพราะว่าไอ้หนูพยายามหวงไม่ให้เข้าพบอาจารย์แหวน
ที่ท่านอาจารย์จวนไปกราบคารวะประจําๆ เช่น หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาวหลวงปู่ฝั้น คือพระผู้ใหญ่ แต่อาจารย์มหาบัวก็ไม่ค่อยได้ไป ที่อาจารย์จวนไปเยี่ยม เช่น อาจารย์วัน อาจารย์สิงห์ทอง หลวงปู่บัวก็พรรษาน้อยกว่าท่าน อาจารย์ที่ยังอยู่ก็ อาจารย์บุญมา อาจารย์สมภาร อาจารย์อุดม นี่ไงถูกกัน โอ้ ! พอๆ กัน ไปมาหาสู่กันอยู่ การไปคารวะเยี่ยมเยียน ท่านอาจารย์จวนไปองค์เดียว ก็อยากไปหลายองค์อยู่ แต่ตอนนั้นมันไม่มีใครมาอยู่ด้วยหรอก วัดนี้อย่างมากก็ ๒ – ๓ องค์
เท่าที่เล่ามานี่ต้ององค์รักและเคารพรักผูกพัน อาจารย์จวนก็แบบว่าผมพาไป ก็ไปสองคนกับผม สรุปแล้วตอนที่ท่านกําลังจะเริ่มดงเริ่มดังๆ พระไม่มีรถหรอก มันทุกข์ยาก ไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยนี้วัดมันมี ๓ – ๔ คัน แล้วแต่จะใช้ สมัยนั้นต้องมีลูกศิษย์รู้จัก ว่างก็มารับเอาไป รับมาส่งคืน แล้วก็รีบไปทํางาน แล้วอาทิตย์หนึ่งมาหาใหม่ เป็นลักษณะนี้”
ท่านให้ความไว้วางใจคุณหมอประพักตร์
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์จวนเห็นลูกศิษย์ ท่านก็ดีใจ “เออ ! อาทิตย์หน้าวันนั้นเจ้าว่างไหม ? ถ้าว่างเจ้ามาหาเราด้วยนะ” ถ้าท่านจะไปนั่นไปนี่ ถ้าเราว่าง เราก็บอก “ว่างครับ” เราก็มารับ ก็ไป เวลาไปไหนมีท่านไปองค์เดียว แต่อาจารย์จวนไม่มีรถนะ รอผมคนเดียว จนถึงปี ๒๕๒๓ อาจารย์จวนก็ไม่มีรถ ก็จะมีคนมาถวายเยอะรถใหม่ๆ รอผม ให้ผมเป็นคนเลือก ท่านอยากให้ผมลาออกซะก่อน ลาออกแล้วให้รีบมา มันไม่ใช่ไม่มีคนขับ มันไม่มีใครไว้ใจกันได้
ตอนนั้นรถก็ไม่แพงหรอก แสนกว่าๆ มันก็งามแล้วเนาะ ใหม่เนาะ แต่ว่าพอจะมอบให้วัด เอ !ใครจะดูแล ? ใครจะอะไร ? มันก็ต้องมีเงินเดือน คนเสียสละใครล่ะ มันก็ยาก ยากหลายอย่าง ไว้วางใจใคร และผมก็วาดภาพไว้ ถ้าผมลาออกมา ท่านจะให้ลาออกอายุ ๕๕ มาซื้อ ผมคิดในใจว่า รถจะพ่นเป็นภูทอกงามๆ และก็ตรงที่ท่านนั่งก็จะเอากระโถนทองเหลืองสวยๆ เคี้ยวหมากเสร็จให้วางไว้นี่ แล้วใครมาก็แจก มาเสียใจว่าจะถามอะไร ? จะเอาอะไร ? ก็ได้แล้ว เมื่อไหร่ก็ได้ พอสุดท้าย ท่านก็เสียไปโดยอะไรก็ได้”
ท่านมอบพระพุทธรูปและพระธาตุให้คุณหมอประพักตร์
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องอยู่กับอาจารย์จวน ท่านได้ให้อะไรบ้าง ดังนี้
“อยู่กับอาจารย์จวนได้อะไรบ้าง ที่ท่านให้ผม ก็ตอนนั้นเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยสงบ ไอ้เราก็กลัวตายก็มาหา “อุ๊ย ! อาจารย์” ผมก็อย่างงั้นๆ ว่า ท่านก็เลยให้พระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง ขนาดเท่าหัวแม่มือ องค์ใหญ่หน่อย แล้วเสร็จแล้วตอนที่ท่านนั่งอยู่นะ มันมีลูกแก้ว ลูกแก้วนี้อยู่ชั้น ๗ มั้ง เป็นลูกแก้วดําๆ ไม่รู้อยู่ไหนเดี๋ยวนี้ อาจารย์แยงท่านไม่ค่อยสนใจ มันวางอยู่ผ้าแดงตรงข้างอาสนะท่านนั่ง ตอนนั้นผมไป ผมก็กราบ ก็ไม่มีเรื่องคุย ผมก็ถามว่า “อาจารย์ ไอ้ลูกดําๆ นี่มันอะไร ?” “อุ๊ย ! พระธาตุ” แล้วถาม “พระธาตุอะไร ?” “โอ๊ย ! เขาเสด็จไปมาระหว่างถํ้าบูชากับภูทอก วันไหนสําคัญเขาไปมาหาสู่กันอยู่” ไอ้ตัวแก้วล่ะใหญ่ แต่ตัวรูนี่ขนาดเท่านิ้วก้อย ลูกขนาดนี้แหละ ลูกแก้วธรรมดานี่แหละ แต่ไม่ใช่แก้วตัวนั้นเสด็จมานะ แต่ของที่เสด็จมันอยู่ข้างใน
ผมก็ถามว่า “ในนั้นมีอะไรไหม ?” “มี” ว่างั้น ผมก็เข้าไปถึงก็เขย่า โอ้ ! มันดังก๊อกแก๊กๆๆ “ฮ่วย ! อาจารย์ มันมีหลายอยู่เด้ (มากอยู่นะ)” “เอ้า ! โต (เจ้า) ลองเทมาดูแม้ (ดูสิ)” ผมก็เอาผ้าขาวปู พอเทมามันมีอยู่ ๙ องค์ ขนาดเท่าเม็ดข้าวสาร
อันนี้ก็เอาวางไว้ “อาจารย์ มันมี ๙ องค์ นี่ผมเอาหมดนะ” “เอาไปโลด” ท่านว่า “เพราะว่าเดี๋ยวเขาก็มาอีกคือเก่า (เหมือนเดิม)” ว่างั้นนะ ไอ้เราก็ เอ๊ ! สันดานโลภมากปานนั้นหรือ เอาก็เอาหมด ผมก็เลยคิด ก็เลยว่า “โอ้ ! อาจารย์เหลือเอาไว้ให้คนอื่นหน่อย ผมก็จะเอาแค่ที่ผมชอบนี่ล่ะ” “เอา ! เอาหมดก็ได้ เดี๋ยวมื้ออื่น (วันหลัง) เขาก็จะมาใหม่” ไอ้เรา เอ๊ ! ลูกขี้ขอบ่ โคตรพ่อโคตรแม่ก็ดีเนาะ อะไรก็เอาหมด เราก็คิดในใจว่า ว่าเราจะเป็นอย่างนั้น ผมก็เลยขอท่านมา ๒ องค์ เลือกเอาลูกที่มันเหมือนกัน แฝดกัน เป็นลักษณะเหมือนเม็ดข้าวสาร
วันนั้นอาจารย์สมบูรณ์ (วัดป่าสมบูรณ์ธรรม) มาเห็นก็ขอแบ่ง ผมอยากให้อยู่คู่กัน ก็หาอุบายไปบอกอาจารย์สมบูรณ์ว่า ให้ไม่ได้หรอก เลยไม่ได้ให้ไป
พระธาตุ ๙ องค์นั้น เสด็จมาจากถํ้าบูชาหมด เขาไปๆ มาๆ หาสู่กันวันสําคัญ ท่านก็บอกกับผมว่ามันจะเป็นแสง เราก็ไม่กล้าถามว่าแสงสีเขียวหรือเปล่า สีแดงหรือเปล่า มันก็ลึกลับเนาะ ก็ไม่มีใครกล้าถามอย่างนั้นหรอก เพราะว่าเห็นแสงก็อัศจรรย์ใจแล้ว บนชั้น ๕ นี่มีเหตุอัศจรรย์เยอะมาก”
ท่านฉันใบไม้ประทังชีวิต – เหาะไม่ยาก
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ผมก็ถามท่านว่า “อาจารย์ไปดงไปป่า เวลาอดข้าวมานี่กินอย่างไร เขาลือว่าเสกข้าว เสกใบไม้เป็นข้าวได้ จริงไหม ?” ท่านบอก “มันไม่ใช่ มันก็เป็นใบไม้นี่แหละ” แต่ท่านทําจิตให้มองเป็นว่าเป็นเม็ดข้าว วันนี้จะกลืนเข้าไปได้ คนอื่นก็จะต้องมองเห็นเป็นใบไม้นี่แหละ แต่ท่านต้องเห็นเป็นข้าว ฉันก็เพื่อประทังชีวิต ไอ้พวกข้างนอกก็ อู้ ! ท่านเสกใบไม้เป็นข้าวได้ แต่ความจริงไอ้พวกที่ดูก็คือใบไม้นี่แหละไอ้เรื่องข้าวนี่ท่านอาจารย์จวนก็ว่า ท่านเคยทํามาหลายครั้งแล้ว เพราะอดจริงๆ นี่ ท่านก็เอาใบเม่ามาแล้วก็ใส่บาตรนี่ แต่ท่านเพ่งภาวนาว่ามันเป็นข้าว เวลาท่านกิน ท่านก็กินเหมือนกินข้าว แต่คนดูมันก็เป็นใบไม้ โอ๋ ! ท่านเก่ง กินใบไม้แทนข้าวก็ได้ยังไงนะ ความจริงมันเป็นวิธีเรื่องจิตชนิดหนึ่ง
สรุปแล้วผมว่าอาจารย์จวนมีเก่งหลายอย่างนะ แต่เราก็ต้องผูกพันแบบเหมือนเรารู้จักกันอย่างนี้แหละ แล้วก็ถึงเวลาท่านใช้เราก็ไป ไม่ใช้เราก็ไม่ไป เป็นลักษณะนั้น ตอนหลังมาท่านก็ว่า ท่านอายุมากขึ้น ชื่อเสียงโด่งดังขึ้น เราเริ่มมีความสําคัญ วู้ ! อาจารย์เราเก่ง แต่ที่อยู่ด้วยกันก็คือธรรมดาอยู่เรื่อย เรื่องเหาะได้ก็เคยถาม ผมก็ถามว่า “ฮ่วย ! อาจารย์ เขาลือกันว่าอาจารย์เหาะได้จริงไหม ?” ท่านก็บอก“ไอ้เหาะน่ะมันไม่ยาก มันเดินผิดปกติเฉยๆ” ท่านว่า การก้าวนั้น ก้าวหนึ่งของท่านนั่น คนข้างล่างอาจจะดูนึกว่าก้าวเดียว แต่ข้างบนนั่นมันก้าวยาวกว่านั้น ท่านว่าแค่นั้น”
ไม่ขับถ่ายระหว่างนั่งเรือ ๔ – ๕ วัน
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
ไปในเรือด้วยกัน เหมือนกัน ล่องจากบึงกาฬขึ้นไปหนองคาย กว่าจะถึงหนองคายนี่ ๔ – ๕ คืน ท่านไม่ขี้ไม่เยี่ยวเลย ผมยังถามเลย ถามว่า “อาจารย์ พวกผมนี่ขี้เยี่ยวกันหลายครั้งแล้ว อาจารย์ทําไมไม่ขี้ไม่เยี่ยวเลย ?” ท่านบอก “ทุกอย่างถ้าเราบังคับไม่ได้ มันจะอยู่กับเราไม่ได้” เพราะฉะนั้นเรื่องขี้เรื่องเยี่ยวนี่ท่าน ถึงเวลาขี้ลงนํ้าเยี่ยวลงนํ้านี่เป็นบาปใช่ไหม ?
ตอนขึ้นนี่ ธรรมดาถ้าหน้านํ้าจากบึงกาฬไปก็ ๔ คืน กับ ๕ วัน ถึงจะถึง ฉันก็ฉันในเรือ แต่ไม่ยอมขับถ่าย เพราะผิดพระวินัย พระเคร่งจะเป็นอย่างงั้นล่ะ โอ้ ! ผมต้องไปถามท่าน ท่านว่า “ของทุกอย่างถ้ามันอยู่กับเรา เราต้องบังคับได้ ถ้าบังคับไม่ได้ อย่ามาอยู่กับเรา” ตอนนั้นท่านไปหนองคาย ท่านก็จะไปเวียงจันทน์ล่ะมั้ง ผมไปราชการ ไปทางจันทบุรี ไปก็นอนอยู่ในเรือด้วยกันนี่แล้ว ท่านนอนข้างบน แต่สังเกตท่านไม่ขี้ไม่เยี่ยว เลยถาม
ถ้าจะฉันน้อยล่ะก็ กําหนดไว้ก็ได้เนาะ เรื่องเยี่ยวนี้ โอ้ ! แน่นอน เพราะท่านไม่เยี่ยวลงนํ้า ไอ้นี่สบายอยู่ มันเป็นปกติ แต่ก็เหมือนวางได้ขนาดนั้น มันก็เหมือนไม่มีอะไรใหม่ ๔ – ๕ คืน อัศจรรย์มากท่านจัดระบบของท่านได้ เราก็เยี่ยวหลายที ขี้หลายที เลยถามท่าน ท่านก็ “โห้ย ! ไอ้เรื่องนี้สบาย” เพราะเป็นเรื่องของท่าน ท่านบอก ท่านว่า “ของทั้งหมดถ้าเราไม่อนุญาต มันออกไม่ได้หรอก” แต่ท่านก็จะเร้นลับมากกว่านั้น หรือท่านตอบเอาง่ายๆ ให้พวกเราได้ฟังเนาะ”
การถวายปัจจัยไม่ควรระบุ ควรแล้วแต่ท่าน
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ที่ตอนถวายเงิน ถวายคํา ผมก็ได้จากท่านอาจารย์จวนนั่นแหละ วันหนึ่งรู้สึกจะกลับจากบ้านโยมผู้หญิงคนหนึ่งที่สุขุมวิท รู้สึกเขาจะถวายเงินมาวันนั้นว่า “ท่านอาจารย์ ถวายค่าใช้จ่ายเดินทางน่ะ” เออ ! มานี้ผมก็เป็นคนเก็บเงินเนาะ เอ๊ะ ! มาด้วยกัน ๒ คน ๓ คนนะ คือ ไปที่ไหนก็ให้เราสั่งก๋วยเตี๋ยวหลายแท้ (เยอะมาก) กินไม่หมด เราก็เป็นที่สงสัย พอจะเข้าวัดเท่าไหร่ “ยังเหลือเงินเท่าไหร่หมอ ?”“เงินเหลือเท่านั้น” “สั่งก๋วยเตี๋ยวมา ๒๐ ชามมาให้นั่น” ท่านว่า “เอ้า ! อาจารย์ สั่งยังไง เรามา ๓ คนคนที่วัดเขาก็กินหมดแล้วเนาะ” “เอาเถิดนะ !” ท่านว่า พอเสร็จแล้วก็ถึงบอกทีหลังว่า “คนปวารณานะ เขาไม่รู้จัก ปวารณาว่าให้ใช้กลางทาง มันก็เลยต้องใช้ให้หมด” ตอนหลังเราถึงจําได้ว่า เวลาจะถวายพระ แล้วแต่ท่านจะใช้ ไม่ควรระบุ จําเอาไว้อย่างนี้เด้อ ถ้าไปบอก “นี่ค่าเดินทางนะ” หมดเลย นั่งที่ไหนก็สั่งแต่ก๋วยเตี๋ยว สั่งหมด สั่ง ๒๐ ชามล่ะนะ หมด”
การตักเตือนสอนศิษย์ที่เพิ่งเข้าวัดใหม่
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ทีนี้สําหรับโยมผู้หญิงคนหนึ่งนะนั่น เวลานั่งรถไปด้วยกันกับอาจารย์จวน เขาจะรู้สึกคล้ายๆ ว่า “เอ๊ะ ! นี่ได้กลิ่นหมากพลูอาจารย์ขาวแล้วนะ” ไอ้เราก็พยายามไม่อยากต่อเติม เขาก็จะบอก “นั่นๆๆ ได้กลิ่นแล้ว ได้กลิ่นแล้ว” ผมเคยกระซิบบอกอาจารย์จวน “อาจารย์ดึงเขาไว้หน่อย มันไม่ใช่หรอกอย่างนั้น” อาจารย์จวนบอก “อู้ ! ไม่ได้ เขาเพิ่งเข้าวัดใหม่ เราไปดึงอย่างนั้น เดี๋ยวปะทะกันแล้วก็เกิดความไม่เชื่อถือ” เพราะฉะนั้นเวลาจะติงกันแบบนี้ ต้องติงคนที่สนิท เพราะโยมผู้หญิงคนนั้นเวลานั่งรถไปด้วยกันจะบอก “เอ๊ะ ! ได้กลิ่นหมากพลูท่านอาจารย์ขาวแล้ว” แกคิดอย่างนี้
เราจะต้อง “เอ๊ ! ใช่หรือ ?” เราก็บอก “เอ๊ ! ใช่หรือ ?” โยมผู้หญิงคนนั้นท่านบอก “ใช่” แล้วท่านก็จะยํ้าอาจารย์จวนเรื่อย “ใช่ไหมอาจารย์ ?” อาจารย์จวนบอก “เอ๊ ! เราไม่รู้นะ” ท่านก็ยํ้าใส่เราเรื่อยนะ เราบอก “เอ๊ ! คล้ายๆ” เราจะบอกไม่ใช่ มันก็กลัว มันลงไปจากรถด้วยกันไม่ทัน ไปทําศรัทธาเขาถอย เราเลยบอกไปเตือนอาจารย์จวน “ไอ้เรื่องนี้อยากให้ดึงโยมผู้หญิงคนนั้นไว้บ้าง”
“โอ้ ! ยังดึงไม่ได้ หมอ เพราะว่ารอซะก่อน เพราะว่ายังไม่ได้ฝังรากเลย ถ้าไปดึงนะ เป็นคนละเรื่องไปเลย ไม่ได้ อาจเป็นศัตรูทางอ้อม” ท่านเลยพูดถูกนะ เพราะว่าจะดึงกันได้ต่อเมื่อศรัทธาแล้วมีปัญญาแล้ว เขาจะรู้เองว่าอันนี้จริงไม่จริง อันนี้ควรจะพูด ไม่ควรพูด เขาจะรู้ของเขาเอง แต่ถ้าไปดึงนี่เสียคนเลย เสีย เขาจะไม่ยอมรับเรื่องนี้เลย อย่างหลายครั้งที่นั่งรถไปด้วยกันไปคารวะหลวงปู่ขาวโยมผู้หญิงคนนั้นจะพูดออกมาเลยว่า “เอ๊ะ ! ได้กลิ่นหมากพลูของท่านอาจารย์ขาวนะ”
การสร้างวัตถุมงคล
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาจารย์จวนแท้ๆ เหรียญของท่านแท้ๆ ท่านสร้างกับอาจารย์ทองพูล ๕๐๐ อัน เป็นงิ้วดํามี ๕๐๐ องค์เท่านั้น นอกนั้นเป็นของเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย ท่านเจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์ วัดศรีเมืองเป็นคนสร้าง แล้วเอามาให้ท่านพุทธาภิเษก ท่านอาจารย์จวนอนุญาตสร้างเหรียญไว้หลายรุ่น แล้ววัดบ้านคําไผ่ก็มา หลายวัดอยู่
เจตนาการสร้างพระงิ้วดํา ตอนนั้นรู้สึกว่าอาจารย์จวนกับอาจารย์ทองพูลร่วมกันว่า เอ๊ ! เราลองดูซิ ท่านได้งิ้วดํามาพอดี ท่านก็มาทําเป็นผงแล้วก็บด ท่านก็ปั้น อันนี้มีพระพุทธเจ้านั่งบนลูกโลกองค์แท้ๆ เป็นไม้ แต่ท่านว่า ท่านจะให้ทําเป็นผงก่อน ท่านทํากับอาจารย์ทองพูล แล้วลองฝีมือ อาจารย์ทองพูลท่านเก่งเรื่องนี้อยู่ ลองซิว่าเราจะใช้วิชานี้ได้ไหม ทําอย่างละ ๕๐๐ พระพุทธเจ้านั่งบนลูกโลกเขาเรียกว่า พิทักษ์โลก”
ปัจจุบัน พระผงรุ่นพิทักษ์โลก ได้อัญเชิญวางแสดงไว้ในเจดีย์พิพิธภัณฑ์
ตอนที่อาจารย์ทองพูลสร้างโบสถ์ขึ้นที่วัดป่าสามัคคีอุปถัมภ์ หรือภูกระแต ซึ่งทางวัดจะต้องใช้ทุนทรัพย์จํานวนมาก ทางวัดได้ออกวัตถุมงคลเพื่อให้บูชา คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อาจารย์จวนท่านก็อนุญาตให้ทํารูปเหมือนของท่าน ดูเหมือนปี พ.ศ. ๒๕๑๕ อาจารย์วันก็ทํา อาจารย์ทองพูลเป็นคนไปขออนุญาตอาจารย์วัน ขออนุญาตอาจารย์จวน ขออนุญาตอาจารย์ผาง(จิตฺตคุตฺโต) ขออนุญาตอาจารย์ผางนี่ผมพาไป”
คุณหมอประพักตร์ฝันถึงหลวงปู่จวน
คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เราก็มาเสียใจนี่ว่า หลังจากที่ท่านอาจารย์จวนมรณภาพไปแล้ว ถึงว่า อู้ย ! ตอนที่เราอยู่นี่เราใกล้เกลือกินด่างเกินไป เพราะว่ามัน คือ ๑. มันรู้จักกันโดยบังเอิญ คือ ๒. มันพัวพันกันไป ก็เลยเป็นอะไรก็ได้งี้นะ แต่ไม่ใช่ทางละลาบละล้วงท่านนะ ทางว่า อู้ย ! เมื่อไหร่ก็ได้ๆ เมื่อไหร่ก็ได้ อยู่อย่างนี่แหละ
พอท่านเสียไปแล้ว เราก็เสียใจนะ ว่าท่านเวลาตายทําไมไปหาคนอื่นได้ เราทําไมไม่ไปหา แต่พอท่านตายไป เสียชีวิตไปประมาณสัก ๕ – ๖ เดือน หรือ ๒ เดือนนี่ ผมฝันถึงท่าน ฝันก็ฝันไม่มาก ฝันถึงท่านว่า ท่านนั่งเคี้ยวหมากอยู่กลางศาลานํ้า แล้วท่านก็กวักมือเรียกผม ผมก็ไปไม่ได้ เพราะว่าไอ้ถนนที่ทําไป นํ้ามันสูงขนาดนี้ (แข้ง) ผมก็กลัวตกสะพาน แสดงว่าเรานี่ไม่เป็นท่าแล้ว นึกในใจนะ ท่านก็ยืนเคี้ยวหมาก เข้าไปก็กวักมือเรียก “มาๆๆ เข้ามา” ผมก็ “อู๊ ! ไม่ได้เว้ย” ไอ้เราก็กลัวลื่นใช่ไหม เพราะว่าถนนนี่มันไป มันจมนํ้ามา เวลามีอะไร แล้วท่านก็ยิ้ม ศาลากลางนํ้าในฝัน ไม่ใช่ที่ภูทอก ที่ที่หนึ่ง ผมบอก “ผมไปไม่ได้หรอก” คือมองๆ ดู ข้ามๆ ว่า โอ้ ! ไอ้เราไม่เป็นท่าล่ะ ถ้าภาวนาอาจจะไม่เป็นท่า ตอนนั้นเนาะ ว่าเอ๊ ! ไม่ไหว ท่านก็ยิ้ม เคี้ยวหมาก
นอกนั้นเวลาตอนรับราชการอยู่บ้าง อะไรที่มันเข้าด้ายเข้าเข็มก็เคยพูดกับท่าน บอก “โอ๊ย ! ช่วยผมหน่อยเด้อ” อย่างงั้นอย่างงี้ก็ดี ดีกลายเป็นร้าย ร้ายกลายเป็นดี ก็คละกันไปอยู่ แต่ก็ไม่ยึดมั่นว่าอย่างงั้นอย่างงี้นะ”
ภาค ๒๑ ปกิรณกะ
ท่านเป็นครูบาอาจารย์อารมณ์ดี
หลวงปู่จวน ท่านเป็นครูบาอาจารย์อารมณ์ดี ท่านไปง่าย นั่งง่าย อยู่ง่าย เคี้ยวหมากคําต่อคําห่อหมากถุงใหญ่ เวลาเทศน์ท่านก็เทศน์เข้มข้น เวลาเดินธุดงค์ท่านเดินเร็ว พระติดตามสะพายบาตรเดินไม่ทัน ต้องแอบยึดห่อหมากของท่านเอาไว้เป็นหลักประกัน ถ้าห่อหมากท่านอยู่ แสดงว่าท่านยังจะไม่ไปไหน ท่านเป็นพระสบาย เดินไปเจอดินทราย ท่านก็เอามือของท่านโกยดินทรายทําเป็นกองถมตัวเหลือไว้แต่คอ แล้วท่านก็นอนแบบสบาย
พระเรียนถามท่านว่า “หลวงปู่ทําไมทําอย่างนั้น ?”
ท่านตอบว่า “มันเย็นสบายดี”
ส่วนหลวงปู่ทองพูลได้แต่นั่งอมยิ้ม
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เวลาหลวงปู่จวนท่านไปภาวนา ท่านก็เวลาร้อนๆ กลางคืนเดินจงกรมมันร้อนมาก ท่านก็ต้องเอาผ้าอังสะอะไรออก นอนเลย นอนกับทราย กลางคืนมันเย็น ทรายมันจะเย็นๆ ท่านนอน นอนกลิ้งไปกลิ้งมา แล้วก็มีพระเณร “เอ๊ ! อาจารย์ทําอะไรนอนกลิ้งไปกลิ้งมา ?” แล้วเอาพวกจิ้งหรีดมาชน มาทําอะไร อ้า ! หลวงปู่จวนท่านทํา แต่เวลาท่านทําอย่างนั้น ท่านไม่ให้ใครทํานะ ไปทํากับท่านไม่ได้ นิสัยท่านเป็นแบบนั้นอยู่ด้วย คุณงามความดีของท่านดีมาก มีหลักมีเกณฑ์ดี”
ท่านได้วิชาสมุนไพรจากโยมพ่อ
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านได้วิชาสมุนไพรจากโยมพ่อ ท่านรู้สมุนไพร เพราะโยมพ่อท่านเป็นหมอรักษาชาวบ้านที่บ้านเหล่ามันแกว ใครป่วย ใครเป็นอะไร ท่านจะไปรักษา ท่านก็เลยได้วิชาตํารายาสมุนไพรติดตัวมา”
ท่านไม่อดไม่อยากหมากเพราะบารมีเก่า
หลวงปู่ยงยุทธ ฐิตธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านทําเล่นก็ได้นะ ทําอุบายเล่นกับสัตว์กับอะไร กับคนกับหมู่พวก ท่านทําได้ทําจริงๆ ก็ทําได้นะ หลวงปู่จวนนี่ ถ้าอยากพูดความจริง พูดไปเลย หลวงปู่จวนมีนโยบาย ภาวนาเก่งถ้าจะพูด แต่ว่าท่านเก่งไปทุกด้านนั่นล่ะ
ไปเที่ยวธุดงค์กับท่าน ท่านจะทําได้หมด แต่บารมีท่านสร้างมาแล้วแต่ชาติก่อนโน้น มาชาตินี้มันบันดาล ไปอยู่กับม่าน ม่าน คือคนจีนนี่ล่ะ พวกแม้ว พวกม่าน อยู่หลังเขาโน่น เดินทั้งวันจึงถึงหลังเขาไม่รู้จักภาษากัน พวกลื้อ ท่านฉันหมาก แบบอาจารย์องค์นี้ล่ะ (หลวงปู่สมหมาย) โอ๊ย ! ทํายังไงถึงจะได้ฉันน้อ คิดอยู่ มีผู้หิวหมาก ไม่รู้เขาไปหามายังไง มาถวาย แล้วท่านก็ฉันหมาก ไปรับศีลเขาก็ไม่ได้ บอกลื้อ รับศีลยามวันพระนั่น อาตมาพูดอย่างไรให้พูดตามนะ ท่านว่า เขาก็ผงกหัว ลื้อเขาก็ส่งภาษาให้กัน พูดไปๆ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นี่ล่ะ พูดดังๆ หน่อยสิ พูดดังๆ”
ท่านไม่ติดญาติโยม
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านรูปงามมากๆ ท่านมีอะไรแปลกๆ ท่านไม่ให้คนติด ท่านหาอุบายไม่ให้คนติด ท่านมีอุบายของท่าน คือโยมผู้หญิงคนหนึ่งนี่ร้องไห้เพราะหลวงปู่นี่ไม่รู้กี่ครั้ง ท่านไม่ดุหรอก แต่ว่าเห็นร้องไห้ก็แล้วกัน บางทีโยมผู้หญิงคนนั้นขออย่างงั้นอย่างงี้ “หลวงปู่คะ หลวงปู่คะ” ท่านก็เฉยๆ นานเข้าลุกหนีไปเลย “โอ๊ย ! ร้องไห้” น้อยใจว่าหลวงปู่นี้ ทําไมไม่พูดกับเขา เขาอุตส่าห์มาอย่างงี้ๆ ล่ะนะ ท่านมีวิธี ท่านก็ลุกหนีขึ้นพรึบ จะขึ้นเขาไปกุฏินั่นนะ ทางนี้ก็ไม่สนใจ แกทําทําไปสิ ท่านไม่สนใจ ทั้งๆ ที่เขาตั้งใจทําให้ท่านนะ โอ๊ย ! ท่านพระอาจารย์ทําไมทําอย่างงี้กับเขานะ
ตอนนั้นเขาจะทําเรื่องผ้าป่า กฐิน อะไรทํานองนี้ล่ะ ไปกราบเรียนอย่างโน้นอย่างนี้นะ คือตามขั้นตอนเขานั่นนะ คือชักแม่นํ้าทั้ง ๕ นั่นแหละ ท่าน “อ้าวๆ ไปกินข้าวๆ ซะ” พอเขาเดินไปกินข้าวท่านก็ขึ้นเขาไปเลย พอหันหน้าพรึบ โอ้ย ! ทางนั้นร้องไห้ โยมผู้หญิงอีกคนที่เขาเลื่อมใสหลวงปู่จวนมาก แต่ก่อนเขาทํางานอยู่ กทม. อยู่ฝ่ายบริหารโรงพยาบาล เสร็จแล้วเขาก็ตามขึ้นไป “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์พูด โยมผู้หญิงคนนั้นร้องไห้ใหญ่เลย” คือ ท่านมีอุบาย ท่านมีกรรมฐานมาตลอดนะ คือ “โยมจะติดท่าน แต่ท่านไม่ติดโยม” ท่านมีอุบายตลอด ท่านไม่ติดโยม”
ท่านไม่เคยเอ่ยชมพระศิษย์องค์ใดเป็นพิเศษ
ในบั้นปลายของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านชมหลวงปู่ขาว อนาลโย กับ องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นพิเศษ ส่วนกรณีของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านไม่ได้ชมพระศิษย์องค์ใดเป็นพิเศษ โดยท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เรื่องนี้ท่านไม่เคย ไม่พูด เรื่องทายาทของท่าน ท่านไม่ได้เอ่ย ไม่ได้พูด หลวงปู่ไม่เอ่ย”
ท่านพระอาจารย์จวนชอบให้ขับรถเร็วๆ
คุณประเสริฐ อยู่สุข หรือพ่อกี้ บุตรชายของพ่อสี อยู่สุข ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ผมเริ่มขับรถถวายหลวงปู่จวน ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นเด็ก ขณะเรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ ๑ แล้วก็ขับไปเรื่อยๆ ผมขับรถตั้งแต่รถสิงห์สยามนั้นนู้นนะ รถสิงห์สยามที่เขาไม่มีประตู ไม่มีกระจกหมุนนะเป็นรถแบบปิคอัพแบบใส่กลอนข้างๆ นั้นนะ หลวงปู่ก็นั่งหน้าคู่กับผม ช่วงนั้นไม่มีใครติดตามหรอกท่านเป็นคนที่รีบร้อน เร็ว ชอบให้ขับรถเร็วๆ ท่านบอก “ให้เหยียบไปเลย”
หลวงปู่จวนท่านเมตตาเอ็นดูเด็กมาก ท่านชอบหยอกล้อเด็ก ท่านชอบเอามือเขกหัวเด็ก ผมโดนบ่อยมาก เหรียญหลวงปู่นั้น ผมก็เคยได้อยู่ สมัยผมเรียนหนังสือ ผมจะไปโรงเรียน ผมจะไปพักอยู่ที่วัดภูกระแต บึงกาฬนี่ วันอาทิตย์ช่วงเย็นนี่ ผมจะมากราบลาท่านก่อนที่วัดภูทอก ท่านก็พ่นหมากใส่ผมก็ไป ผมก็รู้สึกสบายใจ บางครั้งขณะผมขับรถ ท่านก็เอามะเหงกเขกหัว เย็นวันศุกร์ก็กลับมา ถ้าไม่มีอะไรทางวัดภูกระแตนะ เวลาท่านมาบิณฑบาต ถ้าเป็นวันเสาร์ วันอาทิตย์ ถ้าผมมาบ้าน ผมก็เอารถไปรับเอาท่านขึ้นมาวัด บิณฑบาตเสร็จในหมู่บ้าน ก็ขึ้นรถกลับมาส่งที่ศาลา”
ท่านกับภาพปาฏิหาริย์
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
ชุดแสงรังสีปาฏิหาริย์นั้น คุณอรุณทิพย์ พรหมประสิทธิ์ ผู้ถ่ายเป็นช่างกล้องสมัครเล่น เธอร่วมไปในขบวนที่เดินทางไปทอดผ้าป่าหลายวัดด้วยกัน ก็เก็บภาพเหตุการณ์ของแต่ละวัดไว้ด้วยกัน เมื่อล้างฟิล์มอัดภาพออกมา เข้าใจว่าภาพของตนเสียมาบ่นกับเพื่อนว่า ฟิล์มม้วนเดียวกันถ่ายมาทุกวัดดีหมด ทําไมมาเสียที่ภูทอกแห่งเดียว เจ้าของจะโยนภาพทิ้ง แต่เพื่อนขอนํามาให้ผู้เขียนดู
ผู้เขียนพิจารณาแล้ว ก็เห็นประหลาดอยู่ ด้วยมีลําแสงประหลาดพุ่งจากพระประธานบ้าง จากองค์ท่านอาจารย์จวนบ้าง และมีลําแสงฉวัดเฉวียนในอากาศบ้าง แสงสว่างเป็นเส้นสีขาวนวลบ้าง สีเหลืองบ้าง และสีฟ้าบ้าง รูปลักษณะของแสงแตกต่างกัน ผู้ถ่ายก็ดี ผู้อยู่ในภาพก็ดี มิได้เห็นแสงใดหรืออะไรผิดปกติเลย
ภาพชุดนี้มีอยู่ ๘ ภาพ เป็นภาพมีแสงประหลาด ๗ ภาพ อีกภาพหนึ่งเป็นภาพธรรมดา นอกจากภาพหนึ่งซึ่งแสดงภาพโดดแล้ว ส่วนที่เหลือดูจะแสดงเป็นคู่ให้เปรียบเทียบกัน เป็น ๓ คู่ ผู้ที่มีรูปตนเองปรากฏในภาพแต่ละคู่ แทบจะอยู่ในอิริยาบถเดิม หรือเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด แสดงว่าการถ่ายภาพแต่ละคู่ กระทําในเวลาห่างกันไม่กี่วินาที แต่แสงที่ปรากฏในภาพแต่ละคู่ มีลักษณะต่างกันมาก
ภาพคู่แรก เป็นภาพถ่ายพระประธาน ณ ศาลาวิหาร ชั้นที่ ๕
ภาพหนึ่ง เห็นแสงจากแขนของพระประธาน ขนานตรงมา ๓ เส้น และหักมุมวนกลับไปทางซ้ายของภาพ ดูเผินๆ จะเข้าใจว่า ได้ตั้งกระถางธูปไว้ตรงนั้น และแสงจากแขนพระประธานเป็นเทียนไฟฟ้าแต่เมื่อดูอีกภาพหนึ่งที่เป็นคู่กันซึ่งถ่ายในเวลาไม่กี่วินาทีต่อมาจะเห็นได้ว่า ไม่มีกระถางธูปหรือเทียนไฟฟ้าอะไรเลย
แสงที่เป็นเส้นต่างๆ เบื้องหน้า ไม่มีใครทราบว่าเกิดขึ้นอย่างไร ท่านอาจารย์บอกว่า ท่านได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และพระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทฺตโต ไว้ในพระประธาน
ครั้งแรกที่ผู้เขียนนําภาพชุดนี้มากราบเรียนถามท่าน ท่านไม่อธิบายว่าอย่างไร แต่ถามผู้เขียนว่า เราคิดเช่นไร ผู้เขียนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็เรียนว่า แสงเป็นสายยาวนั้นคงคล้ายกับการถ่ายภาพรถยนต์เมื่อกําลังวิ่งในเวลากลางคืน กล้องอยู่กับที่ รถแล่นไป ความเร็วของรถทําให้แสงโคมไฟหน้ารถจะเป็นลําแสงขาวเช่นนั้น การถ่ายภาพเหล่านี้คงเป็นการบังเอิญที่กล้องสามารถจับภาพ “รังสี” ของท่านที่อยู่ในอีกภพหนึ่ง ซึ่งเราไม่อาจเห็นได้ด้วย “ตา” ของสามัญชนธรรมดา และการเคลื่อนไหวของ“ท่าน” เหล่านั้นคงรวดเร็วมาก รังสีของท่าน จึงเห็นเป็นเพียงลําแสงปรากฏเป็นเส้น และเวลาต่างกันเพียงอึดใจเดียวก็เป็นภาพแสงต่างกันมาก ไม่ทราบว่าคิดเช่นนี้ผิดถูกประการใด
ท่านอาจารย์จวนฟังแล้วก็นิ่งอยู่ หากทว่าภายหลังมีผู้มารบเร้าซักถามท่านมากๆ และอยู่ในระหว่างการเรียนซักถามธรรมในหมู่นักปฏิบัติ ท่านอาจารย์หันมาทางผู้เขียนบอกว่า “ไหนช่วยอธิบายให้เขาฟังทีซิ” แล้วท่านก็ลุกหนีไป
บางภาพมี “เส้น” แสงสีฟ้า ดูคล้าย “เศียร” พญานาค
ผู้ที่เคยเห็นภาพชุด “พิเศษ” ถ่ายในคืนวันพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่ผู้เขียนนํามาลงพิมพ์ในหนังสือ “อนาลโยปูชา” จะเห็นลําแสงสีฟ้าลักษณะขาดเป็นช่วงๆ เช่นนี้มาก รวมทั้ง “เศียร” พญานาคที่กําลังชูคอแผ่พังพานอยู่หลายตัว อาจจะนํามาเทียบเคียงกันได้ อาจเป็นเครื่องยืนยันได้หรือไม่ว่า เมื่อท่านผู้ทรงคุณธรรมเฉกเช่นนี้ อยู่ในที่ใด ย่อมแวดล้อมด้วย “ท่าน” ผู้ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธานุภาพมาพิทักษ์รักษาหรือกราบคารวะ
เมื่อท่านอาจารย์จวนยังมีชีวิตอยู่ ผู้เขียนได้นําภาพ “พิเศษ” ไปถวายให้ครูบาอาจารย์หลายองค์ดู ท่านกล่าวว่า คงเป็นรังสีของเทพ เฉพาะหลวงปู่ขาว ได้กล่าวเพิ่มว่า ท่านจวนเป็นทิพย์แล้ว อะไรเกี่ยวกับท่านก็เป็นทิพย์
ภาพปาฏิหาริย์ได้เคยนํามารวมพิมพ์ในประวัติของท่านไว้ครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานให้ท่านผู้รู้ศึกษาค้นคว้ากันต่อไป ว่าในโลกนี้ ยังมี “สิ่ง” หรือ “พลัง” ที่เราไม่อาจเห็นได้ด้วยตาอีกมากมายนัก
การถ่ายรูปท่านในอิริยาบถต่างๆ บนเขา
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
ภาพ “ท่านอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ” ชุดบนเขานี้ถ่ายระหว่างเมื่อท่านเมตตานําคณะศิษย์ชมสะพานรอบเขา ชั้นที่ ๕ และ ๖
ขณะที่ทุกคนเดินตัวสั่นตามท่านไปตามสะพานอันแคบเล็ก เหมือนลอยอยู่บนอากาศ ฟากหนึ่งเป็นหินผาอันสูงชัน อีกฟากหนึ่งเป็นเหวลึกลิ่วลงไปอย่างน่าสยองใจ ศิษย์ผู้หนึ่งเกิดความคิด ใคร่ขอถ่ายภาพท่านอาจารย์กับซอกเขา หรือโขดหินไว้บูชา สมมติต่างได้บูชาพระพุทธรูปที่ตั้งประดิษฐานกลมกลืนกับธรรมชาติ บนโขดหินบ้าง ในซอกผาบ้าง บนแท่นศิลาบ้าง
เฉพาะภาพในซอกผานั้น ขณะชี้จุดขอนิมนต์ให้ท่านขึ้นไปยืนบนนั้น ศิษย์อ้างว่า เพื่อจําลองภาพ พระอัฏฐารส ที่กรุงสุโขทัย
ไม่ว่าจะชี้โขดหินจุดไหน ซอกผามุมใด สูงลิ่วขึ้นไปเพียงใด นิมนต์นั่งบนโน้น หินก้อนโน้น นิมนต์ยืนบนโขดหินก้อนสีเขียวนั้น
ไม่ว่าจะน่าหวาดเสียวเพียงใด ท่านอาจารย์จะรับนิมนต์อย่างเมตตาโดยตลอด ท่านก้าวเดินขึ้นไปช้าๆ ตามไหล่เขาอันชันเกือบตั้งฉากเหล่านั้นด้วยใบหน้าสงบ สีหน้าเกลื่อนด้วยรอยยิ้มอย่างรู้เท่าทันศิษย์
เคารพก็เคารพท่านอาจารย์เต็มหัวใจดอก แต่วิสัยมนุษย์ที่จิตอดซุกซนไม่ได้ กึ่งกล้ากึ่งใคร่ลองดูคุณท่านอาจารย์ ท่านจะบ่นสักคําไหมน้า ว่า “ให้ขึ้นไปได้อย่างไร เขามันชันเรียบอย่างนี้” คิดว่าท่านจะปฏิเสธ แต่ไม่มีสักครั้งที่ท่านจะปฏิเสธ
“ให้นั่งตรงไหน ? ตรงนี้หรือ ? ให้ยืนตรงไหน ? บนหินก้อนนี้หรือ ? เอ้า ! พอใจหรือยัง ?” ท่านจะถามอย่างนี้เสมอ
ดังนั้น เราจึงได้ภาพชุดนี้มาอย่างงดงามและทุลักทุเล งดงามด้วยความงามของธรรมชาติ และเหนือสิ่งอื่นใด คือ ภาพท่านอาจารย์ในอิริยาบถซึ่งล้วนกําลังยิ้มเจริญเมตตาให้กับคณะศิษย์
ทุลักทุเลด้วยแต่ละคน ทั้งคนชี้ คนเชียร์ คนถ่ายภาพ ต่างขาสั่น ใจสั่นหวิว กลัวความสูงกันทั่วถ้วนหน้า ทั้งๆ ที่เราก็ยืนเลียบชิดเขา มีราวสะพานกั้นกันอยู่ทุกคนทั้งนั้น เห็นจะไม่จําเป็นที่จะต้องสารภาพไว้ ณ ที่นี้เลยว่า ศิษย์ต้นคิด ผู้มีจิตซุกซน กึ่งกลัวกึ่งกล้า ใคร่ลองรู้พระคุณของท่านนั้นเป็นใคร
แต่ก็ใคร่บันทึกให้สิ้นสงสัยว่า ผลจากการถ่ายภาพชุดนี้ ซึ่งความจริงยังมีอีกหลายภาพที่ไม่ได้นํามาลงพิมพ์ เช่น เมื่อถ่ายภาพนั้นเสร็จแล้ว ท่านกําลังเดินลง (หันหน้าออก) ตามหน้าผาอันสูงชันนั้น ก็นิมนต์ให้ท่านชะงักอยู่
“ขอถ่ายรูปตอนนี้อีกหน่อยเจ้าค่ะ”
ให้ท่านหยุดยืน เท้าแตะเขาอันเกือบตั้งฉากนั้นค้างอยู่
หลังจากการถ่ายภาพชุดนี้ วันต่อมาท่านอาจารย์จึงได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องเมื่อท่านเป็นพระผู้น้อย บวชได้ไม่กี่พรรษา อวดกล้าไปทดลองจิตท่านพระอาจารย์มั่น ถูกทรมานเสียจนจิตต้องอ่อนยอมศิโรราบท่านพระอาจารย์มั่น
เราฟังกันตัวลีบด้วยความรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ อย่างบอกไม่ถูก ท่านรู้ทันเราตลอด ว่าอวดดื้อไปลองดีท่าน แต่ท่านไม่พูดเท่านั้นเอง
ท่านกําหนดจิตให้เบาเป็นสําลี
เรื่องกําหนดให้ตัวเบาเป็นสําลีนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พาคณะศิษย์จากกรุงเทพฯ ไปธุดงค์ที่นํ้าตกสะแนน ในช่วงวันหยุดก่อนจะเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๒๐ โดยหนังสือกุลเชฏฐาภิวาทบันทึกเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านอาจารย์ไม่ได้หยุดฟังเสียงอุทานชมความงามธรรมชาติของพวกศิษย์ คงนําหน้าไต่ไปตามโขดหินที่ราบเรียบและลื่นอย่างยิ่ง เพื่อนําเราขึ้นไปดูบนยอดเขา ซึ่งท่านว่าเป็นเหมือนที่ราบบนสันเขามีสระนํ้าที่น่าจะเรียก สระมุจลินท์ สมัยก่อนท่านเคยปักกลดภาวนา และต่อมาได้สร้างกุฏิชั่วคราววิเวกอยู่บนนั้น กลางคืนมีเสือมีช้างมาเยี่ยมกรายบ่อยๆ แม้เวลานี้พระที่ไปอยู่บนกุฏิบนเขานั้น ตื่นเช้าขึ้นมาก็ยังเห็นรอยเท้าและขี้ช้างรอยใหม่ๆ อยู่ข้างกุฏิก็มี
ได้ยินเช่นนั้น พวกเราก็ตื่นเต้น ขอขึ้นไปดูบนยอดเขาบ้าง ท่านให้พระพาพวกเราเดินอ้อมไปในทางที่ไม่สู้ลื่นหรือชันนัก แต่เฉพาะท่านจะขึ้นตัดตรงไป มีลูกศิษย์ใจกล้าขอตามท่านไป ๒ – ๓ คนหินตอนนั้น แทบจะไม่มีต้นไม้ให้ยึดเลย นํ้าไหลแรง บางตอนเป็นตะไคร่ ลื่นอย่างยิ่ง ทุกคนต้องถอดรองเท้า อาศัยกําลังใจอย่างมากที่จะทรงตัวปีนป่ายขึ้นไป เพราะทั้งความลื่นของหิน ความลื่นของตะไคร่นํ้า และความลื่นของนํ้าที่กําลังไหลแรง มีอยู่ตอนหนึ่งที่ท่านอาจารย์นําไปข้างหน้า ได้ลื่นไถลลงมาตามสายนํ้า ตกลงกระแทกหินข้างล่างเสียงดังสนั่น พวกเราตกใจกันหมด คิดว่าท่านคงจะเจ็บมาก แต่ท่านลุกขึ้นตะโกนย้อนกลับมาให้เราทราบว่า อันตรายลื่นมาก อย่าตามมา โบกมือไล่ให้เรากลับย้อนตามพวกเพื่อนดีกว่า แต่ตัวท่านองค์เดียวคงขึ้นต่อไปทางนั้น
ผลสุดท้าย เราก็ตามขึ้นมาจนได้ โดยเส้นทางซึ่งอ้อมไปอีกทางหนึ่ง ได้เรียนถามท่านด้วยความห่วงใย เพราะการตกลงมาสูงเช่นนั้น เสียงดังอย่างนั้น ท่านคงต้องเจ็บแน่ แต่ท่านก็ยืนยันว่า ท่านไม่เจ็บ ไม่เป็นอะไร และเราสังเกตเห็นว่า ท่านยังคงนําเราไปอย่างคล่องแคล่วว่องไว ไม่มีทีท่าว่าจะเจ็บปวดอย่างไร จึงค่อยคลายความวิตกลงบ้าง
กลับมาภูทอก พวกศิษย์ช่างซักได้เรียนถามท่าน ท่านก็ตอบว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวคนนี้เรียนถามเดี๋ยวคนโน้นเรียนถาม ถามกันอยู่นั่นแหละ จนท่านเอ็ดว่า “บอกว่าไม่เจ็บ ก็ไม่เจ็บซี” เห็นเราหน้าจ๋อยกัน ท่านจึงอธิบายเสริมว่า “ถ้าตั้งสติให้ทัน ก็ไม่เป็นไรหรอก”
ระหว่างนั้นเป็นเวลากําลังเตรียมทําหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เพื่อแจกเป็นอนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดําเนินพระราชทานเพลิงศพ เดิมผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รวบรวมเขียนและจัดทํา (ภายหลังได้มีกิจธุระจําเป็น จึงลาออกจากหน้าที่นี้ และก็ได้มีผู้อื่นรับภาระไป)
คุณสุพล นําชม ผู้ใกล้ชิดท่านพระอาจารย์ฝั้นได้นําต้นฉบับประวัติ และประสบการณ์ส่วนที่เกี่ยวข้องมามอบให้ผู้เขียน จึงได้อ่านพบความตอนหนึ่งที่ท่านอาจารย์ฝั้นกําลังธุดงค์อยู่ที่ภูวัวและลื่นตกเขา ท่านได้ตอบศิษย์ว่า “อาการก็เหมือนสําลีตกลงบนหินนั่นแหละ” ซึ่งหมายความว่า ขณะที่กําลังลื่นล้มก่อนศีรษะฟาดลานหิน ท่านจะสามารถกําหนดจิตภายในชั่วพริบตาให้ตัวเบาเป็นสําลี อ่านแล้วก็เกิดความเข้าใจถึงเรื่องการลื่นตกเขาของท่านอาจารย์จวนทันที
วันหลังได้ไปภูทอกก็เรียนถามท่านเรื่องนี้ แน่นอน ผู้เขียนก็ต้องใช้วิธีอ้อมค้อมหน่อย โดยเกริ่นถึงประวัติท่านอาจารย์ฝั้น ที่คุณสุพลเล่าไปเรื่อยๆ แล้วสรุปว่า
“ท่านอาจารย์เคยว่า จิตที่เป็นสมาธิจะต้องเป็นสมาธิอยู่ตลอดเวลา ไม่อ้างกาล ไม่อ้างเวลา ว่าเวลานั้นจะเข้าสมาธิ เวลานี้จะออกสมาธิ ไม่เลือกว่า จะเป็นเดิน ยืน นั่ง นอน ทุกเวลา จิตจะต้องมีสติพร้อมอยู่เสมอใช่ไหมเจ้าคะ จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมมีสติพร้อมทุกเวลา ท่านอาจารย์ฝั้นท่านทําจิตได้ กําหนดจิตได้ ท่านตกเขาก็ไม่เจ็บซีเจ้าคะ”
“ใช่” ท่านตอบ
“ถ้าเช่นนั้น ผู้ที่ตกเขาเสียงดังโพละ แต่ไม่เจ็บ ท่านผู้นั้นก็ต้องกําหนดจิตให้กายเบาเป็นสําลีได้ซีเจ้าคะ”
ท่านก็ว่า “ใช่” อีก
ผู้เขียนวกกลับไปถึงเรื่ององค์ท่านอาจารย์จวนเอง ที่ตกเขาที่สะแนน “ท่านอาจารย์กําหนดจิตให้เบาเป็นสําลี ใช่ไหมเจ้าคะ”
ท่านโบกมือ “ไป ไป เลิกกัน ไปพักผ่อน”
เป็นที่ทราบกันดีว่า เวลาพวกศิษย์เรียนถามอะไร ซึ่งเป็นเรื่อง “เกินเลย” ไปแล้ว ท่านจะตัดบทไล่ให้เราไปพักผ่อนเสมอ บางครั้งท่านอยู่ด้วยกันกับท่านอาจารย์วัน ก็จะหันไปคุยกันว่า
“จะทํายังไง เขารุกเราจนแล้วนี่”
ภายหลัง เวลาท่านเพลินๆ เราก็มักจะแอบทําหน้าซื่อถามขึ้นมา “เอ ! ท่านอาจารย์เจ้าคะทําอย่างไรที่กําหนดจิตให้กายเบาเป็นสําลี แบบที่สะแนนน่ะเจ้าคะ”
ท่านจะโบกมือ รําคาญหนักเข้าก็อาจจะว่า
“ก็เร่งปฏิบัติเข้าซี วันหนึ่งก็รู้เอง ไม่ต้องมาถามอีก”
อํานาจจิตของท่านทั้งสอง
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
เกี่ยวกับอํานาจจิตนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นของมีได้เป็นได้ในจิตของพระอริยเจ้าระดับนี้ทุกองค์ ซึ่งเรื่องของอํานาจจิตหรือพลังจิตก็เป็นเรื่องยากจะอธิบายหรือพิสูจน์ได้ คงปรากฏเป็นรูปของปริศนาที่ไม่อาจคลี่คลายออกมาเสมอ อย่างเช่นครั้งหนึ่งคุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ได้นิมนต์ท่านพระอาจารย์วันอุตฺตโม และ ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ไปภาคใต้ ซึ่งในระยะนั้นท่านทั้งสองจะไปด้วยกัน แทบจะเป็นคู่แฝด การไปภาคใต้ครั้งนั้นไปถึงหัวหิน และนับเป็นครั้งแรกของท่านพระอาจารย์จวน มีเหตุการณ์๒ เรื่องที่แสดงถึงอํานาจจิตของท่านทั้งสอง ดังนี้
“เรื่องแรก เราแวะเพชรบุรี เจ้าของโรงงานสับปะรดกระป๋องแห่งหนึ่งทราบเรื่อง ขอนิมนต์ให้ท่านอาจารย์ทั้งสอง (ท่านอาจารย์วัน และ ท่านอาจารย์จวน) แวะเยี่ยมโรงงานให้เป็นมงคล เจ้าของนําท่านดูการผลิตในโรงงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปอกสับปะรด เอาไส้ออก ตัดเป็นแว่น บรรจุลงกระป๋องซึ่งทุกอย่างทําด้วยเครื่องจักรโดยตลอด ทั้งสององค์มองดูภาพกระป๋องสับปะรดที่เรียงตัวเคลื่อนไปตามสายพานอย่างสนใจ ชมว่า “เก่งจริงๆ เครื่องจักรนี่” แต่ท่านอาจารย์จวนเสริมเบาๆ “ใช้เครื่องจักรหมด อีกหน่อยคนอีสานจะมีงานทําหรือ ?” รู้กันว่าคนทางภาคอีสานออกมาหางานทําภาคกลาง ภาคใต้กันอยู่มาก ท่านอดห่วงคนทางอีสานของท่านไม่ได้
ท่านเดินผ่านๆ กันไป จุดสุดท้ายเป็นการทํางานของเครื่องจักรที่ทําตัวกระป๋องสําหรับบรรจุสับปะรด ตั้งแต่ตัดเหล็กวิลาสเป็นแผ่นยาวขนาดสําหรับก้นกระป๋องเคลื่อนตัวม้วนเป็นวง บัดกรีส่วนแผ่นกลมติดข้างล่างเครื่องม้วนขอบด้านล่าง ฯลฯ จุดนี้ท่านอาจารย์จวนสนใจมาก หยุดอยู่นานจนต้องกลับมาเร่งว่า ท่านอาจารย์วันไปรออยู่ข้างหน้า เจ้าของเขาจะขอให้ท่านทั้งสองเจิมเครื่องจักรให้
ท่านเดินออกมารําพึงเบาๆ “อืม ! มันทําอย่างไรนะ” ผู้เขียนกลับมาเร่งท่าน เดินตามท่านอยู่จึงได้ยินคํารําพึงของท่าน
ขาดคําที่ท่านว่า “ทําอย่างไรนะ” ก็ได้ยินเสียงกราวใหญ่ลั่นอยู่ข้างหลัง เครื่องจักรหยุดชะงัก แผ่นเหล็กวิลาศกระป๋องเปล่าที่เดินแถวเรียงกันเป็นลําดับนั้นดีดออกจากสายพาน เห็นกระป๋องแผ่นเหล็กวิลาศกลิ้งและกระจัดกระจายเต็มไปหมด เสียงกระป๋องกระทบพื้นยังดังไม่หยุด
ผู้เขียนมองหน้าท่าน ท่านทําท่าเหมือนเด็กถูกจับได้ รีบเดินไปสมทบกับท่านอาจารย์วัน ซึ่งเมื่อได้ยินเสียงก็เหลียวมาดูเหตุการณ์ และมองยิ้มๆ ไปที่ท่านอาจารย์จวน
วันหลังเมื่อท่านอาจารย์สอนเรื่องการทําจิตให้สงบ สงบให้ถึงขนาด (ถึงขนาดนี่เป็นสํานวนท่าน) จิตจะกล้ามีพลัง มีอานุภาพ แล้วท่านก็ยกตัวอย่างเรื่องท่านอาจารย์ฝั้นหยุดรถยนต์ เพียงสงสัยว่ารถยนต์มันเดินได้อย่างไร จิตของท่านไปพิจารณาเครื่องจักร รถยนต์หยุดทันที
ผู้เขียนปากอยู่ไม่สุขพูดขึ้นค่อยๆ “ก็อย่างที่โรงงานสับปะรดกระป๋องที่หัวหินวันนั้น กระป๋องกระจายเลย”
ท่านร้อง จุ๊… ทําตาดุมองหน้าผู้เขียน สั่นหน้า ห้ามไม่ให้พูดต่อ แล้วท่านก็รีบชวนทุกคนคุยเรื่องอื่นต่อไป
ส่วน เรื่องที่สอง ที่หัวหิน นั้นคือ มีผู้นิมนต์ไปฉันจังหันที่บ้าน ผู้นิมนต์บริบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคารและรสนิยมอันดี ไม่แต่อาหารที่จะจัดมาหลากชนิดอย่างประณีต งดงามแล้ว ภาชนะเครื่องใช้ที่ใส่อาหารก็เป็นชุดกระเบื้องพอร์ซเลน หรือแก้วเจียระไนอย่างงดงามด้วย
แม้เจ้าของบ้านจะพยายามอธิบายว่านี่คือ ออร์เดิร์ฟ ขอให้ฉันก่อนเพื่อเรียกนํ้าย่อย นี่เป็นซุปนี่เป็นอาหารหลัก เกือบทุกอย่างมีเครื่องเคียง เครื่องจิ้มเป็นบริวาร อย่างนั้นต้องคู่กับนํ้าจิ้มอย่างนี้ ซึ่งมี๓ ถ้วยเล็ก อย่างโน้นต้องฉันพร้อมเครื่องเคียงอีก ๕ อย่าง อะไรทํานองนี้
ท่านอาจารย์ทั้งสองก็ไม่ฟัง คงรับประเคน แบ่งใส่บาตร ปนเปกันหมด เจ้าภาพหญิงจะเป็นลมตาย อาหารของเขาจัดมาอย่างสวยงาม แต่ละอย่างรสโอชา ประณีต ยํา แกงเผ็ด หูฉลาม รังนก ลงไปคลุกเคล้ากัน แถมยังขนมต่างๆ ลอยแก้ว กระท้อน ข้าวเหนียวนํ้ากะทิทุเรียน ฝ่ายเจ้าบ้านก็มิรู้จะทําอย่างไร ได้แต่มองท่านฉันจังหันกันอย่างท้อแท้ใจ
ทันใดนั้น ทุกคนก็ต้องสะดุ้งกันหมด ด้วยเสียงท่านอาจารย์วันดังเปรี้ยงขึ้นมา เหมือนฟ้าผ่าโดยไม่มีเมฆฝน
“ทําไมไปว่าพระท่านโง่ ท่านไม่รู้ ท่านก็ถาม ไปว่าท่านโง่ได้อย่างไร ฉันรวมในบาตรอย่างนี้เป็นวัตรของท่านที่ท่านต้องปฏิบัติ ต้องทํา ไปว่าท่านโง่ ไม่ถูก ประมาทท่านว่าโง่ บาปนี่”
ทุกคนนิ่งเงียบเหมือนถูกสะกด ไม่ทราบว่าใคร เจ้าบ้านชายหรือหญิง หรือบริวารคนใด บุคคลนั้นคงคิดประมาทในใจ คําประมาทล่วงเกินนั้นคงรุนแรง ไปกระทบจิตท่านอย่างแรง ท่านอาจารย์วันจึงออกปากออกมาเสียงดังเช่นนั้น และปกติท่านอาจารย์วันเป็นผู้พูดช้า เนิบ อ่อนโยน เราคุ้นเคยกับเสียงเช่นนั้นของท่านมาโดยตลอด ครั้นมาประสบเสียงดุดัง แสดงอํานาจเด็ดขาดเช่นนี้จึงแทบสลบ
บาปที่เกิดขึ้นเนื่องจากล่วงเกินพระอย่างท่านทั้งสองนั้นคงจะต้องน่ากลัว มิฉะนั้นท่านคงไม่เมตตา “สอน” ด้วยวิธีใช้เสียงรุนแรงดังนี้”
ท่านภาวนาเรียกฝน
การบันดาลฝนมีมาแต่ครั้งพุทธกาล เช่น เมืองไพศาลีเกิดข้าวยากหมากแพงฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าแห้งเหี่ยวตาย เกิดทุพภิกขภัยใหญ่ และมีโรคระบาด พวกคนยากคนจนอดอยากล้มตายลงเป็นจํานวนมาก ซากศพถูกนําไปทิ้งไว้นอกเมืองก็ส่งกลิ่นเหม็นตลบ พวกอมนุษย์ก็พากันเข้าเมือง คนยิ่งล้มตายกันมากขึ้น เกิดอหิวาตกโรคตามมา พระพุทธเจ้ารับอาราธนานิมนต์เสด็จไปโปรด บันดาลให้ฝนตกลงมาอย่างหนัก นํ้าฝนไหลนองท่วมพัดพาเอาซากศพลอยลงแม่นํ้าคงคาไปหมด ทําให้ภาคพื้นดินบริสุทธิ์สะอาด และทรงสอน “รัตนสูตร” แก่พระอานนท์ พระอานนท์ได้เจริญพระปริตรไปทั่วเมือง จนภัยต่างๆ สงบเรียบร้อยจึงเสด็จกลับ
เมื่อเกิดภัยพิบัติฝนแล้ง ซึ่งประชาชนต่างพากันเดือดร้อน ครูบาอาจารย์ท่านได้สงเคราะห์โดยดําเนินตามพุทธจริยาที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล เช่น ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)เมื่อครั้งจําพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ เกิดฝนแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ท่านได้เดินจงกรมภาวนาแล้วอธิษฐานบันดาลฝนให้ตกทั่วเชียงใหม่
กรณีของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อชาวบ้านแถวภูทอกประสบปัญหาฝนไม่ตก ขาดแคลนนํ้า ก็มากราบเรียนท่านว่า ฝนแล้ง ข้าวและพืชพันธุ์ต่างๆ เริ่มจะเหี่ยวแห้ง ใบเหลือง ท่านก็จะออกมายืนภาวนากําหนดจิตสงบนิ่งบริเวณระเบียงของศาลาวิหารชั้น ๕ ซึ่งเป็นบริเวณที่ท่านกวาดตาด และไม่นานนัก ไม่เกินครึ่งวัน ฝนก็มักจะให้บังเอิญตกลงมาอย่างชุ่มฉํ่า ในกรณีถังนํ้าฝนบนยอดเขาก็เช่นกัน เมื่อนํ้าใกล้จะหมดถัง พระเณรจะต้องรีบมากราบเรียนท่าน ท่านก็ภาวนาขอฝน ฝนมักจะตกลงมามิให้วัดขาดนํ้าได้เช่นเดียวกัน
คาถาขอฝน
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
วันนั้นนิมนต์ท่านไปเขื่อนจุฬาภรณ์ ขากลับผ่านมาทางถนนสายเลย – อุดรฯ ซึ่งเป็นถิ่นที่ท่านเคยธุดงค์มาอย่างโชกโชน ท่านอาจารย์กําลังอารมณ์ดี ท่านก็เลยชี้ให้ดูบริเวณซึ่งก่อนนั้นเป็นที่ซึ่งเรียกตามสํานวนของท่านว่า “ที่ขัด ที่ขวง ที่ผีหวง” ปลูกอะไรไม่ขึ้น ดํานาปักกล้า ลงไปในวันนี้ รุ่งขึ้นจะเหี่ยวแห้งตายหมด หรือบางครั้ง “แรง” ถึงขนาดว่า ถอนต้นกล้าทิ้งหมดเลย จะว่าเป็นฝีมือมนุษย์ ใครจะสามารถถอนต้นกล้าได้ในคืนเดียว เป็นเนื้อที่สิบๆ ไร่ หลังจากที่ท่านมาเจริญภาวนา แผ่เมตตา ที่เหล่านั้นก็กลายเป็น “ที่เปิด” ให้ชาวบ้านเข้ามาทํามาหากินกันได้อย่างสะดวก มีความอุดมสมบูรณ์ทันตาเห็น
ท่านเล่าว่าเวลามีปัญหาที่ไหน หลวงปู่ขาวจะเรียกให้ท่านไปจัดการ จนสุดท้ายหลวงปู่ขาวก็ให้สมญาท่านอย่างล้อๆ ว่า “ปู่ปราบผี” ท่านว่า ชื่อนี้ต่อมา ท่านได้ถูกครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่เรียกเป็นสมญามาอีกนาน
ผู้ที่มีอํานาจอยู่ในบริเวณดินแดนแถบจังหวัดอุดรฯ เลย ชัยภูมิ สกลนคร ฯลฯ แถบนี้ท่านอาจารย์บอกว่า มีนามว่า “ปู่หลุบ” เป็นผู้มีอํานาจบริวารครอบคลุมไปทั่ว สุดท้ายก็พาบริวารมายอมอ่อนน้อมต่อท่าน แล้วแต่ท่านจะเมตตาเรียกใช้ ปู่หลุบได้ถวายคาถาขอฝนแก่ท่านไว้ด้วย
“คาถาว่าอะไร เจ้าคะ ?” “คาถาว่าอย่างไรครับ ?”
ดูจะเป็นเสียงถามให้ระเบ็งเซ็งแซ่
ท่านยอมบอกให้ แต่บอกว่า ตอนหลังนี้ “ปู่หลุบ” ได้มาลาท่านว่าถึงเวลาจะไปเกิดแล้วไม่ทราบว่าคาถานี้จะได้ผลเหมือนก่อนไหม แต่เดิมนั้นในเขตอีสานใช้ได้ผลทุกครั้ง
ศิษย์คนหนึ่งมีบ้านอยู่ทางคลองวาฬ ประจวบคีรีขันธ์ บอกว่า แถบนั้นแล้งฝนมาถึง ๙ เดือนเดือดร้อนมาก อยากจะขอนําคาถาไปใช้ ท่านว่า เป็นเขตนอกไปจากอีสาน ไม่ทราบว่าใช้ได้หรือไม่ แต่เมื่อเดือดร้อน ก็น่าจะลองดู พร้อมกันนั้น ท่านก็ให้คาถาฝนหยุดกํากับไปด้วย บอกว่ารู้แต่ขอฝนอย่างเดียว อันตราย ศิษย์ผู้นั้นมารายงานผลในภายหลังว่า ได้ภาวนาคาถานั้นทั้งคืน ฝนตกถึง ๓ วัน ๓ คืน นํ้านองเจิ่งไปหมด ทําให้ได้ใช้คาถาให้ฝนหยุดของท่านด้วย
ความจริงเรื่อง “คาถา” ต่างๆ นี้ ท่านเมตตาให้เราจดกันหลายครั้ง แม้แต่คาถา “เรียกพญานาคมา” ท่านก็ให้ ท่านว่า “ถ้าเขามาจริงๆ อย่ากลัวก็แล้วกัน” แล้วท่านก็ให้คาถาสําหรับให้พญานาคไปด้วย
อาหารการขบฉันของท่านพระอาจารย์จวน
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“อุปัฏฐากไม่มีอะไรมากมาย จะไปมีอะไร มีอยู่เรื่องอาหารก็ต้องระวัง อันไหนที่มันไม่ถูกกับท่านก็ปัดมันไปเลย ตอนนั้นเราเป็นพระภัตตุเทศก์ ที่ท่านแสลงพวกของดอง พวกของดองมาเลื่อน เลื่อนส่งไปเลย แต่ท่านก็มีอาหารของท่านต่างหาก แม่ชีเขาใส่ปิ่นโตมาถวายต่างหาก ส่วนตัวของท่าน แม่ชีที่วัดเขาทําปิ่นโตถวายประจํา อันนี้คือเกี่ยวเนื่องสุขภาพ เกี่ยวเนื่องอาหารที่ถูกธาตุขันธ์ ช่วงนั้นท่านไม่ได้ฉันยาอะไร สุขภาพปกติดี ท่านเคยผ่านวิกฤติไข้ป่ามาลาเรียแต่ก่อนโน้นจริง แถวนี้ไข้ป่าเยอะ แต่พอท่านอยู่ภูทอกนี้ท่านสุขภาพดี ไม่ได้ฉันยา ไม่ค่อยมียา
อาหารที่ท่านฉันก็มีแต่ของจืดๆ อาหารจืดๆ อาหารพื้นบ้าน ที่โปรดเป็นพิเศษก็พวกเห็ด แล้วก็นึ่งเห็ด พวกเห็ดต้องนึ่ง เป็นเห็ดบด เห็ดอะไรที่มันขึ้นตามป่า มันจะเป็นดอกๆ เขาเรียกเห็ดบด เป็นดอกเล็กๆ นํามานึ่ง ท่านจะไม่ฉันเผ็ด อาหารเผ็ด ท่านไม่เอา”
ท่านพระอาจารย์ถาวร อนุตฺตโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านชอบพระมีไหวพริบ การยกการประเคนอาหารเหมือนกันนะ อาหารอะไรที่ท่านไม่เอา ก็คือยกข้ามไปเลย ให้สังเกตสายตาท่าน ไม่ให้ไปถาม คือลักษณะจะมีพระอุปัฏฐากอยู่ ๒ องค์เวลาประเคนอาหารนั่งซ้าย – ขวา องค์หนึ่งก็รับประเคน องค์หนึ่งก็ยื่นส่งให้ท่าน แล้วก็ส่งต่อๆ กันไปถ้าอันไหนไม่เอาก็คือต้องผ่านไปเลย อย่าไปถามท่าน ท่านจะชอบพระที่มีไหวพริบ มีอะไรต้องตอบ ของที่ท่านไม่นี่ เราก็รู้จักอยู่ว่าท่านไม่ฉัน แต่ก่อนอาหารมันก็ไม่มีอะไรหรอก มีแกงขี้เหล็ก มีแกงหน่อไม้ มีอะไรพวกนี้ ของป่าๆ นี้ ท่านเป็นพระที่ละเอียด”
ข้าวก้นบาตรของท่านพระอาจารย์จวน
เรื่องข้าวก้นบาตรของครูบาอาจารย์ ที่มีคนรับประทาน หรือสัตว์ เช่น สุนัข ไปกินแล้วมีเรื่องอัศจรรย์ เป็นต้นว่า มีคนอธิษฐานกินข้าวก้นบาตรแล้วหายป่วยก็มี มีคนไปยิงสุนัขที่กินข้าวก้นบาตรแล้วกระสุนไม่ลั่นก็มี บรรดาศิษย์จึงต่างรอข้าวก้นบาตรของครูบาอาจารย์เพื่อรับประทานเป็นสิริมงคล ข้าวก้นบาตรของท่านพระอาจารย์จวนก็เช่นกัน ดังเรื่องเล่าในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ดังนี้
“ทุกเช้าแม้พระภิกษุสามเณรจะเพิ่มจํานวนจนเป็นพัน พุทธบริษัททั้งหลายก็ใส่บาตรกันจนล้นบาตรไปทุกรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเช้าวันงานพระราชทานเพลิงศพ คือ วันที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ แม้พระภิกษุสามเณรจะเพิ่มจํานวนเป็น ๒,๐๐๐ กว่ารูปเข้าไปแล้ว แต่ละรูปก็ยังล้นบาตรอยู่เช่นเดิม เพราะพุทธบริษัทที่ไปใส่บาตรได้ทวีจํานวนขึ้นเป็นเงาตามตัว
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนลงมือฉันในโรงฉัน พุทธบริษัทอีกจํานวนไม่น้อยยังถวายภัตตาหารพิเศษในที่ฉันอาหารอีกด้วย ภัตตาหารของแต่ละรูปที่วางอยู่ตรงหน้าจึงมากมายก่ายกอง จนเป็นที่กังวลของทั้งฝ่ายพระและฝ่ายฆราวาสไปด้วยกัน ฝ่ายพระนั้นจําต้องฉันให้ถ้วนทั่วทุกอย่าง ให้สมแก่ศรัทธาของฝ่ายฆราวาส ฝ่ายฆราวาสนั้นเล่า ต่างก็เฝ้าดูมิให้คลาดสายตา ว่าพระท่านฉันภัตตาหารที่ตนได้ถวายไปแล้วหรือยัง ท่านหลงลืมไปบ้างหรือเปล่า เพราะพระภิกษุบางรูปมีภัตตาหารรวมทั้งนอกบาตรในบาตรเป็นจํานวนมากมายไม่น้อยกว่า ๓๐ อย่าง เมื่อใดพระท่านฉันภัตตาหารที่ตนได้ถวายไปแล้ว แม้เพียงคําเดียว ผู้ถวายก็โล่งอกและปลาบปลื้มจนสุดที่จะพรรณนา
สําหรับข้าวก้นบาตรของพระภิกษุองค์สําคัญบางรูป เช่น ท่านพระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโรวัดถํ้าผาปล่อง ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม วัดถํ้าอภัยดํารงธรรม (ภูเหล็ก) ท่านพระอาจารย์จวนกุลเชฏฺโฐ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) ฯลฯ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาและพุทธศาสนิกชนส่วนหนึ่งจะพากันเฝ้าแหนไว้เป็นพิเศษ เมื่อใดท่านฉันเสร็จ เมื่อนั้นก็จะขอจากท่านไปแบ่งรับประทานทั่วๆ กัน เพื่อเป็นสิริมงคล”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เมื่อท่านฉันเสร็จ ข้าวก้นบาตรของท่าน ก็มีโยมมาเอาไปกินเป็นปกติ”
นํ้าปัสสาวะรักษาแม่ชีท้องร่วงกําลังจะตาย
ท่านพระอาจารย์สอน ชีวสุทฺโธ ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“เพราะว่าท่านอยู่มานาน ท่านอาจจะให้ข้อคิดธรรมะอะไรที่แปลกๆ หลวงปู่จวนนี้ท่านมีวิธีการของท่านมากเลยทีเดียว คือไอ้แม่ชีนี่ เขาฉันแกงเห็ดน่ะ มันเบื่อเห็ดไง ฉันแล้วมันท้องร่วงน่ะ ขี้ราดเลยล่ะ มันเบื่อ มันเมา มันจะตายน่ะ เพราะว่าเห็ดมันเป็นพิษไง หลวงปู่จวนท่านก็บอก “เว้ย ! หายาให้กิน มันจะไปยากอะไรยา เอ้ามา !” ท่านก็เอาขันมา แล้วก็หันหน้าเข้าหน้าผาเยี่ยวให้แม่ชีกิน แม่ชีก็เห็นทั้งได้ยินเอาออกมา “เอ้า ! กิน” บังคับให้กินเลย ไม่ใช่สั่งธรรมดา “กินซะนี่ ยานะนี่” แม่ชีก็จําใจดื่ม แม่ชีก็ดื่มทั้งขันแล้วแม่ชีก็อ้วกออกมาหมดไส้หมดพุงเลยหายเลยทีนี้
เรื่องนี้จําไม่ได้นะคนเล่า ไม่ทราบคนเล่า แต่มันได้ยิน มันมีพระหลายรุ่นที่เคยอยู่กับท่านน่ะท่านเอาของจริงมาพูด ไม่ได้เอาในตํารับตํารา คือเอาของที่นั้นมาใช้เลย ของจริงๆ มาใช้ล่ะนี่ โอ๊ย !หลวงปู่จวนนี่ท่านมีวิธีการให้แม่ชีกิน คือแม่ชีมันจะตายแล้ว คงสมัยนั้นหรือจะไปหาหมอหาอะไร รถอะไรมันไม่ค่อยมี รถมันไม่มีนะ จะไปหาที่ไหนล่ะ ท่านก็ใช้วิธีนี้ก็หายล่ะนะ ดีนี่ครูบาอาจารย์ใช้อุบายแก้ไขให้แม่ชีรอดตายมาได้ เออ ! รอดตายมาได้ไง เขาคงจะ โอ๊ย ! ยกมือท่วมหัวเลย”
หลวงปู่ยงยุทธ ฐิตธมฺโม ท่านเป็นอีกองค์หนึ่งที่ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“พระอาจารย์จวนท่านไม่ได้ทําให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้านะ คือจิตท่านมันเป็นสมาธิแล้ว มันเป็นสมาธิแล้ว มันเป็นอะไร จิตเป็นสมาธิทําได้หมดทุกอย่าง อิทธิฤทธิ์ของจิตนั่นมันมี แล้วสมาธิเป็นมิจฉาสมาธิก็มีได้มันก็เห็นผิด ถ้าเป็นสัมมาสมาธิมันก็เห็นถูก ทําอะไรมันสําเร็จได้”
ความจําของท่าน
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
เรื่องความจําของท่านนั้น เป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่ศิษย์ เมื่อเริ่มไปสัมภาษณ์ทําประวัติท่านในปี ๒๕๑๙ เรียนถามว่า จําพรรษาที่ไหน ปีอะไร ท่านจะบอกทันที พรรษา ๑ ที่… พรรษา ๒ ที่… เร็วจนจดแทบไม่ทัน ปีหลังๆ เรียนถามอีก ท่านก็จะบอกอย่างไม่เคยหยุดคิด พอจดแล้วมาเทียบกับที่เคยจดไว้เมื่อ ๓ ปีก่อน วันเดือนปีไม่เคยผิดเพี้ยนกัน แต่เรื่องนี้ก็ไม่แปลกมากนัก เพราะเป็นประสบการณ์ของท่าน
เมื่อ ๓ – ๔ ปีหลัง มีผู้มาทําบุญทอดผ้าป่า กฐิน มากขึ้น ทางผู้แทนธนาคารหลายแห่งก็มาขอรับเงินฝาก ท่านก็ให้แบ่งๆ กันไป กลายเป็นมีเงินฝากตามธนาคารต่างๆ เหล่านั้นหลายแห่ง ตอนกลางปี ๒๕๒๒ ท่านปรารภให้ผู้เขียนเตรียมแบ่งเงินจัดทําเป็นมูลนิธิ ๓ ประเภท คือ
ส่วนแรก เพื่อจัดหาดอกผลสําหรับบูรณะเสนาสนะและสิ่งก่อสร้างที่ภูทอก
ส่วนที่สอง เพื่อจัดหาดอกผลสําหรับเป็นค่าอาหารสําหรับพระ เณร ชี ในภูทอก
ท่านว่า ที่ภูทอกนี้เวลาเข้าพรรษา บางทีฝนตกหนัก นํ้าท่วม ภูทอกแทบจะถูกปล่อยเกาะ พระอดกันเป็นเวลานานทีเดียว บางครั้งเกือบตลอดพรรษา จะอาศัยชาวบ้าน เขาเองก็อดเหมือนกัน เวลาเช่นนี้ชาวบ้านมาอาศัยวัดด้วยซํ้า
ส่วนที่สาม เพื่อจัดหาดอกผลสําหรับบํารุงวัดธรรมยุตในเขตอําเภอบึงกาฬและเซกา
ให้ผู้เขียนลองคิดดูว่าควรจะแบ่งอย่างไร ผู้เขียนเรียนถามว่า เงินทุกบัญชีมีประมาณเท่าไร เพื่อประมาณวงเงินได้ถูกว่าควรเสนอแบ่งมูลนิธิไหนเท่าไร คิดว่าท่านจะเรียกพระผู้รักษาบัญชีมา แต่ท่านก็ตอบทันควัน ละเอียดไปจนกระทั่งถึงเศษสตางค์ ท่านเห็นผู้เขียนทําหน้างง ท่านก็เขียนใส่เศษกระดาษส่งให้ ละเอียดไปจนถึงเศษสตางค์เช่นเดียวกัน เป็นยอดรวมของเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝากทุกแห่งรวมแม้แต่ยอดในสมุดบัญชีเล่มหนึ่ง ซึ่งให้ผู้เขียนไปจัดนําเงินฝากและทางธนาคารเพิ่งคํานวณดอกเบี้ยมาให้ใหม่ และยังมิได้เรียนให้ท่านทราบเลยด้วย
ท่านให้ภาวนาที่หน้าเหว
บนระเบียงของศาลาวิหารชั้นที่ ๕ ขณะเมื่อยังไม่ต่อเติมหลังคา เบื้องล่างของระเบียงนี้เป็นหุบเหวเวิ้งว้างชวนให้สยองใจ ในตอนเช้าและกลางคืน ท่านแนะศิษย์ให้ออกมานั่งภาวนาที่นี่มีผู้ประสบความอัศจรรย์ใจบ่อยครั้ง ณ บริเวณนี้เช่นเดียวกัน
ท่านแจกขี้เหล็กไหล
ท่านพระอาจารย์คลาด ครุธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“หลวงปู่จวนท่านแจกขี้เหล็กไหลล่ะนะ ขี้เหล็กไหลเป็นกอง ท่านเอามาจากไหนไม่รู้ มาให้อาตมา อาตมาแจกหมด เอามาเป็นกํานะแจก เอามาเม็ดกลมๆ แรกๆ มันมาเหมือนกันเลย เรื่องเหล็กไหลเราไม่รู้ แต่ว่าให้ขี้เหล็กไหลเป็นหินเหมือนก้อนเล็กๆ สวย ! สวย กลม ยาว ขนาดเล็กๆ สรรพคุณของขี้เหล็กไหลเราไม่รู้ แต่ว่าเป็นของขลัง ใครมาหามากราบอาตมาก็แจกไปอีก แจกไม่เหลือ แจกไม่เหลือเลย ขี้เหล็กไหลของท่านน่ะเป็นถุงๆ นา ไม่รู้ใครเอามาจากไหนนะ เอามาให้ท่าน”
การสร้างพระธรรมจักร
ราวต้นปี พ.ศ. ๒๕๒๐ คุณสุรีพันธุ์ มณีวัต และบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าสะพานลอยรอบเขา “ภูทอก” ภูมหัศจรรย์แห่งนี้ จําเป็นต้องได้รับการบูรณะเสริมสร้างให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น ด้วยสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ย่อมมีความทรุดโทรมเป็นธรรมดา และเมื่อใดที่มีผู้ไปแสวงบุญเป็นจํานวนมาก ศาลาวิหารบนเขาชั้นที่ ๕ ก็จะพลันคับแคบถนัดใจ สมควรจะขยายให้กว้างขวางขึ้น อีกทั้งถังนํ้าฝนและระบบประปาภายในวัดก็ควรปรับปรุง ดังนั้นคณะศิษย์จึงจัดกฐินขึ้น
ปกติคุณสุรีพันธุ์เองก็จัดกฐินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ไม่ปรากฏมีวัตถุมงคล ด้วยรู้อยู่ว่าพระสายนี้ไม่นิยม ทว่าปีนั้น เกิดนึกอยากทําของที่ระลึกแจกจ่ายให้แก่กรรมการที่มาร่วมจองกฐิน เลยดําริทํา“พระธรรมจักร” เป็นพุทธานุสรณ์ โดยอาศัยเค้าจากพระพุทธรูปสลักหิน อายุ ๑,๔๐๐ ปี ซึ่งขุดพบที่เมืองสารนาถ ประเทศอินเดีย อันเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา มีพุทธลักษณะที่งดงาม ยิ่งบล็อกพระเครื่องชุดนี้แกะโดยกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ จึงมีความสวยงามมาก ด้านหลังขององค์พระแกะเป็นรูป “บริโภคเจดีย์” ทั้ง ๓ คือ สถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงใช้สอยเมื่อครั้งยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ได้แก่ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน
คณะกรรมการได้จัดสร้างพระธรรมจักร จํานวน ๔๐,๐๐๐ องค์ โดยแบ่งสําหรับแจกผู้ร่วมทําบุญประมาณ ๒๐,๐๐๐ องค์ จัดทําชุดพิเศษ ลงรักปิดทอง สําหรับทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และได้จัดทําเนื้อพิเศษอีก ๑,๐๐๐ องค์ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระราชทานแก่ข้าราชบริพารที่ใกล้ชิด ส่วนที่เหลือได้นําถวายท่านพระอาจารย์จวน ท่านก็เอามาแจกพระ เณร ญาติโยม
นึกถึง “ค่าของเงิน” ว่า พระธรรมจักร เวลานั้นปี ๒๕๒๐ ทําบุญเพียงองค์ละ ๒๐ บาท และชุด “จตุรงค์ ๔ สี” ประกอบด้วย สีเขียว แทนวาระประสูติ สีขาว แทนวาระตรัสรู้ สีชมพู แทนวาระปฐมเทศนา สีดํา แทนวาระปรินิพพาน จัดทําจํานวน ๒,๑๐๐ ชุด ทําบุญชุดละ ๑๐๐ บาท
การเททองหล่อพระประธาน ศาลาเทิดพระเกียรติที่ภูทอก
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
ศาลาเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา สร้างขึ้นเพื่อคู่เคียงกับเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน ซึ่งสร้างเสร็จและทําพิธีเปิดไปก่อนหน้า
ศาลาเดิมของภูทอก ซึ่งอยู่ห่างมาอีกฟากหนึ่งของสระนํ้ามีสภาพทรุดโทรม สร้างมาแต่สมัยท่านพระอาจารย์จวน ผ่านการต่อเติมมาหลายต่อหลายครั้ง แต่เป็นการต่อเติมชั่วคราว ตัวหลังคาก็ชํารุดเสียหาย ฝนตกทีไรนํ้ารั่วอยู่ตลอดก็เลยปรึกษากัน ควรจะรื้อถอนแล้วสร้างใหม่ให้มีสภาพสง่างามรับกับเจดีย์คู่เคียงกัน ขณะเมื่อเริ่มสร้างศาลา ก็ดําริว่าควรมีพระประธานที่ศาลานี้
เรื่องสร้างพระประธาน คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ได้บันทึกไว้ดังนี้
“เราได้ยินมาว่า พระพุทธชินราชที่เขาว่ากันว่าเป็นพระพุทธรูปที่งามนัก ตามตํานานกล่าวว่าผู้ที่หล่อไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากเป็นพระอินทร์เสด็จลงมา โดยก่อนหน้านั้นเขาว่าเททองทีไร เบ้าก็แตกทุกที จนสุดท้ายพระอินทร์ลงมาช่วย โดยแปลงกายเป็นผ้าขาวมาช่วยในการหล่อ เมื่อสําเร็จแล้วท่านก็หายไป จนมีตําบลหนึ่งเรียกว่า ตําบลผ้าขาวหาย
เราจึงสงสัยใคร่รู้ว่า พระอินทร์มาสร้างจริงไหม ?
พอสบโอกาสได้ไปภูทอก จึงกราบเรียนท่านพระอาจารย์จวนถึงเรื่องทั้งปวง รวมทั้งเรื่องอยากทราบว่า พระอินทร์ลงมาสร้างพระพุทธชินราชหรือไม่ และมีนิมิตพระพุทธชินราชงดงามมาปรากฏท่านอาจารย์ว่าพอจะเชื่อตามตํานานปรัมปรานั้นได้ไหม ?
ท่านพระอาจารย์จวนแทนที่จะตอบว่าจริงหรือไม่ ท่านกลับพูดว่า
“อ้าว ! ไม่รู้หรอกหรือ ก็พระอินทร์สร้างน่ะซี”
ได้ความว่า ท่านเคยเกิดเป็นลูกพระอินทร์ ท่านถึงได้ทราบความข้อนี้ ท่านปรารภกับผู้เขียนต่อไปว่า “วัดเรานี่ ยังไม่มีพระพุทธชินราชเลยนะ สุรีพันธุ์ควรจะสร้างไว้”
ผู้เขียนถามท่านว่า “จะให้สร้างมาเป็นพระประธานไว้ที่วิหารชั้น ๕ ใช่ไหม ?”
ท่านก็บอกว่า “ไม่ได้ ที่วิหารชั้น ๕ มีพระประธานอยู่แล้ว ท่านศักดิ์สิทธิ์ด้วย อาตมาได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุพระนางพิมพา และพระธาตุอื่นอีกมากมาย รวมทั้งพระธาตุท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่นด้วย”
“อ้าว ! แล้วท่านอาจารย์จะให้เอาไว้ที่ไหน ที่ชั้น ๔ หรือเจ้าคะ ?”
ท่านก็บอกว่าไม่ได้อีก เพราะจะอยู่บนเขาลูกเดียวกันไม่ได้ จึงซักถามท่านอีกว่า “ถ้าอย่างนั้นจะเอาไปตั้งไว้ที่ไหนดี ?”
ท่านตอบว่า “ถึงเวลาแล้ว จะรู้เอง”
ระหว่างกําลังสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ท่านพระอาจารย์จวน ก็คิดว่า เห็นทีจะได้สร้างพระพุทธชินราชแล้ว เมื่อหลวงปู่เทสก์เรียกผู้เขียนไปบอกว่าธรรมดาเจดีย์ทั้งหลายควรต้องมีพระพุทธรูปอยู่ในเจดีย์นั้นด้วย ผู้เขียนกราบเรียนท่านว่า โดยที่เจดีย์นี้เป็นเจดีย์ท่านพระอาจารย์จวน คงจะต้องบรรจุอัฐิพระธาตุของท่านบนยอดเจดีย์ พระพุทธรูปที่ท่านว่าจะให้เป็นพระประธานในเจดีย์นั้น คงจะเป็นพระพุทธชินราชที่ท่านอาจารย์จวนสั่งไว้นานแล้วให้สร้าง แต่การประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ คงจะต้องอยู่ที่ชั้นล่างของเจดีย์ แล้วเสริมว่า
“คงไม่เป็นไรมังคะ ที่พระพุทธรูปจะอยู่ข้างล่าง เพราะท่านพระอาจารย์ ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว อัฐิธาตุน่าจะอยู่ข้างบนได้”
หลวงปู่ก็บอกว่า “ไม่ได้”
ผู้เขียนสงสัย ถามท่าน “ทําไมถึงไม่ได้เจ้าคะ ในเมื่อพระพุทธรูปเป็นเพียง อิฐ ปูน หรือทองเหลือง ส่วนอัฐิธาตุเป็นขององค์ท่านจริงๆ ไม่ใช่อิฐ ไม่ใช่ปูน”
ท่านก็อธิบายว่า “ไม่ได้ สิ่งใดก็ตามที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ถึงแม้จะสร้างจาก อิฐ ปูน ทองเหลือง หรือเอาเศษไม้มาแกะสลักก็ตาม หากเรานับถือเป็นพระพุทธรูปแล้ว ท่านก็ต้องอยู่สูงกว่าทั้งหมด”
เป็นอันว่า แม้ในเจดีย์ท่านพระอาจารย์จวนจะมีพระพุทธรูป แต่พระพุทธชินราชคงจะอยู่ในเจดีย์ไม่ได้ จึงหาทางแก้ไข ไปกราบเรียนปรึกษาท่านพระอาจารย์แยง สุขกาโม ท่านเจ้าอาวาสวัดภูทอกว่าเราคงจะต้องหาพระพุทธรูปองค์เล็ก เชิญไปประดิษฐานไว้บนยอดเจดีย์ เวลาเชิญอัฐิธาตุท่านอาจารย์จวนขึ้นไปข้างบน ก็ให้ประดิษฐานไว้ตํ่ากว่าพระพุทธรูปนั้น
เมื่อกลับไปกราบเรียนหลวงปู่เทสก์ตามนี้ ท่านก็พอใจ บอกว่า “ดีแล้ว”
ท่านยืนยันว่า “บรรดาเจดีย์ทั้งหลาย ยอดที่สูงสุดของเจดีย์จะต้องเป็นพระพุทธรูปเสมอ”
ทีนี้มาคิดว่า เมื่อเราทําศาลา ก็น่าจะได้มีโอกาสสร้างพระพุทธชินราชได้แล้ว จึงกราบเรียนท่านอาจารย์แยงว่า ถ้ามีใครมาขอบริจาคพระประธานที่ศาลาก็ขออย่ารับ ตัวผู้เขียนจะสร้างเอง ตามที่รับปากกับท่านพระอาจารย์จวนเอาไว้
อนึ่ง ระหว่างการทําศาลาภูทอก หลวงปู่เทสก์ได้มีเมตตามาช่วยดูแลให้ทั้งหมด เพราะผู้เขียนได้สัญญากับท่านว่าจะไม่จัดกฐิน ท่านเกรงเงินจะไม่พอ จึงช่วยดูแลจัดหาช่างในราคาที่พอเหมาะพอควรมาให้ ท่านสั่งให้ผู้เขียนไปนิมนต์หลวงปู่ชอบ มาเป็นประธานในพิธีหล่อพระ หลวงปู่เป็นพระที่เทวดารัก หากนิมนต์ท่านเป็นประธาน คงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในงานต้องมีท่านเบื้องบนลงมากันเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น พระอินทร์ พระพรหม ยม ยักษ์ นาค ครุฑ เพื่อมาร่วมอนุโมทนาบุญนี้ พระพุทธรูปที่หล่อนี้ก็จะเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นหลักของบ้านเมือง… ”
การสร้างพระพุทธชินราชจําลอง เพื่อเป็นพระประธานที่ศาลาเทิดพระเกียรติฯ มีพิธีเททองหล่อ เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยองค์หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เมตตาเป็นองค์ประธาน
พระศิษย์เล่าความประทับใจในท่านพระอาจารย์จวน
หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ประทับใจตอนช่วงท่านออกแบบสะพานภูทอกได้ นี่อัศจรรย์ๆ และ ท่านอดนอนเก่ง”
ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“คือคนอยู่ด้วยกันเนาะ มันก็ธรรมดาเหมือนพ่อเหมือนลูกนั่นล่ะ ความผูกพันนี่ก็ทําเหมือนพ่อเหมือนลูกนั่นล่ะ ทราบข่าวหลวงปู่จวนตกเครื่องบิน อาตมาก็อยู่อํานาจเจริญนั่นนะ อาจารย์คํา (ท่านพระอาจารย์คําศรี อุปสนฺโต) วัดป่าดงเกษม ท่านก็มาพักอยู่วัดพระใหญ่ อยู่อํานาจเจริญนะ ท่านก็จะขึ้นมาภูทอกนั่นนะ ท่านมาก่อน ท่านก็นอนอยู่นั้น อาตมาก็ไปถึง อาจารย์คําก็พูดขึ้นว่า “หลวงปู่เราตกเครื่องบิน” ว่าอย่างงั้น เราตื่นเช้ามาให้เด็กเขาไปซื้อหนังสือพิมพ์มาดูหน่อย ครั้นได้ก็ยํ้าเลยแล้ว ความรู้สึกเราก็โอ้ ! เรามันก็ไม่มีที่พึ่งเนาะ สิ้นหลวงปู่จวน เราก็ไปอยู่กับหลวงปู่หลุย”
ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ความรู้สึกคือ “ท่านเหมือนพ่อเรา” ทั้งเมตตา ทั้งให้ธรรมะ ให้หลายๆ อย่าง ไม่เฉพาะเราความประทับใจที่สุดตอนในงานพระราชทานเพลิงศพท่าน คือเราได้ทําแต่งานสนองพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เราไม่คิดถึงความเหน็ดเหนื่อย บางครั้งบางทีอุปสรรคมันก็เกิดขึ้น ความเหนื่อย ความท้อ มันก็ท้อแต่ไม่ถอย ในวังเราไม่ได้เกี่ยวนะ หลวงปู่จวนแล้ว ในหลวงมาเมตตามาทุกอย่าง เป็นบารมีของหลวงปู่ครูบาอาจารย์ เราเป็นพระผู้น้อย จะไปเทียบอะไรกับท่านไม่ได้ ก็เลยไปสนองงานให้ท่าน ให้มันเสร็จลุล่วงไปด้วยดีเท่านั้นเอง คือจะให้ทําไงที่จะสร้างแนวร่วมได้ ให้ชาวบ้านนี้มาร่วมกับทางวัด เมื่อบ้านกับวัดนี้ไปด้วยกันได้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ถึงจะจากไป แต่คุณงามความดีของท่านนั้นยังอยู่ นี่เห็นถึงพระคุณตรงนี้ มันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ เพราะทุกวันนี้ก็ยิ่งมีแต่เกี่ยวแน่นมากขึ้นๆๆ ภูทอกนี้ก็มีแน่นขึ้นๆ ชาวบ้านก็ไม่ห่างเลย คุณค่าตรงนี้มันก็มีมากมายสําหรับเขา อันนั้นก็คือความกลมกลียวกัน แม้แต่งานครบรอบวันมรณภาพหลวงปู่จวนนี้ โอ้โห ! เพียบเลยโรงทาน คือชาวบ้านนะเขาไปตั้งเป็นกลุ่มๆ ของเขาน่ะ”
ท่านพระอาจารย์คําศรี อุปสนฺโต ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“มันก็เรื่องธรรมะท่าน ท่านจะพูดเรื่องอสุภะ อสุภะนี่ ท่านจะไม่ทิ้งทางเรื่องอสุภะนี่ จะมีแค่นี้แหละ เน้นเรื่องอสุภะ ท่านพูดเรื่องนั้นจบ ท่านก็เอาเรื่องอสุภะๆ ท่านถึงจบ”
ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร ได้เมตตาเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้
“ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนะ เป็นพระที่สง่างาม ประทับใจข้อวัตรของท่าน ข้อวัตรบิณฑบาตไม่ได้ขาด ยกเว้นไม่สบาย ลงจากภูเขา โอ๊ย ! ก็ลงมา เช้าก็ลงมาแล้ว ก็เดินลงมาจากศาลาหลังเก่าหลังเดิม เสร็จแล้วก็ขึ้นทุกวัน ขึ้นไปแล้วใครจะมานิมนต์ท่านลงมา ไม่สน ไม่สน ก็ต้องขึ้นไปพบท่าน ท่านทําวัตรสวดมนต์เย็นทุกวัน”
เรื่องสํานักสงฆ์สะแนน
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
เรื่องสํานักสงฆ์สะแนนนี้ ได้มีผู้พูดกันไปต่างๆ นานา เช่นว่า ท่านอาจารย์จวนเข้าไปจัดตั้งสํานักสงฆ์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ซ้อนติดอยู่กับที่ทําการของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอยู่ในบริเวณใกล้นํ้าตกสะแนน อันเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีประชาชนพลุกพล่านไม่เหมาะสม ฯลฯ และเมื่อท่านมรณภาพแล้ว ทางจังหวัดก็ได้มีหนังสือที่ น.ค. ๐๙/๑๓๐๖๒ ลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ อ้างสาเหตุดังกล่าว ขอให้สํานักสงฆ์สะแนนดําเนินการย้ายออกมา
โดยที่เป็นเวลาระหว่างปวารณาเข้าพรรษา และทางวัดก็มีภาระเรื่องจัดการเรื่องศพท่านอาจารย์ ไม่มีเวลาจะเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงประการใด เพื่อมิให้ขัดแย้งกับทางกฎหมายบ้านเมือง วัดจึงได้ปฏิบัติตามคําสั่งของทางการไปพลางก่อน แต่กระนั้นก็ยังมีผู้กล่าวไปในทํานองไม่สมควรอีกหลายประการ ผู้เขียนในฐานะที่ทราบเรื่องนี้ดีมาแต่ต้น รู้สึกสลดใจอย่างยิ่งจึงเห็นควรจะบันทึกเรื่องเหตุการณ์ตามที่ผู้เขียนเกี่ยวข้องไว้ เพื่อให้ท่านผู้สนใจได้ทราบเรื่องราวตามความเป็นจริง
วันที่ผู้เขียนได้รู้จักชื่อนํ้าตกสะแนนเป็นครั้งแรกนั้น เป็นเวลาเพิ่งเสร็จสงกรานต์ปี ๒๕๑๙ ผู้เขียนได้ไปพักร้อนที่ภูทอก ท่านอาจารย์ท่านมีวิธีล่อใจเรา ถ้าใครภาวนาดี จะพาไปเที่ยวชมภูมิประเทศสวยงามรอบๆ ซึ่งต่างเป็นการบุกป่า ฝึกหัดธุดงค์กลายๆ เช่น ไปฉิม ไปภูทอกใหญ่ เป็นต้น ทําให้มีกําลังใจในการนั่งภาวนา วันหนึ่งหลังจากเรียนผลการปฏิบัติภาวนาตอนกลางคืนแล้ว ท่านก็ว่า “วันนี้ฉันจังหันแล้วจะพาไปตาดสะแนน” เราก็ไม่รู้จักว่า ตาดสะแนน คืออะไร
ท่านอธิบายว่า เป็นสถานที่วิเวก ซึ่งท่านไปสร้างกุฏิชั่วคราวไว้ มีลานหินเป็นชั้นลดหลั่นกันมีนํ้าตก มีถํ้า มีสะพานหิน สมัยท่านจําพรรษาอยู่ดงหม้อทอง ถํ้าจันทน์ พอออกพรรษาก็มักจะมาวิเวกที่บริเวณภูวัวเสมอ สะแนนอยู่ในเขตภูวัว ใกล้กับภูทอกที่สุด บริเวณสวย อากาศสงัดดีมาก พวกสัตว์ป่าอย่างเสือ ช้าง หมี กวาง เก้ง ยังพอมีอยู่ การไปสะแนนจะเท่ากับเป็นการหัดทดลองธุดงค์บทต้นๆ ไปด้วยโดยเวลาเดินป่า ให้ภาวนาพุทโธตลอดเวลา
การไปคราวนั้น มีชาวบ้านขอติดตามไปอีก ๒ คันรถ รถไปส่งได้เพียงระยะหนึ่ง ส่วนที่เหลือต้องเดินบุกไปในป่า พวกเราเดินไปมีแต่กระติกนํ้าเฉพาะตัวเราเอง แต่ชาวบ้านนอกจากกระติกนํ้าของเขาแล้ว ยังหอบอาหารกลางวันของเขากันไปด้วยทั้งนั้น ผู้ใหญ่บ้านทุ่งทรายจก และผู้ใหญ่บ้านคําภูก็ร่วมไปด้วย เมื่อถึงป่าทึบซึ่งไม่มีหนทางเดินต่อไป ก็ต้องให้พวกชายฉกรรจ์ซึ่งเดินหน้าตัดฟันกิ่งไม้ กิ่งไผ่ และเถาวัลย์แหวกทางไปให้เรา
กว่าจะไปถึงสะพานหินจุดแรก พวกชาวกรุงก็เหนื่อยแทบขาดใจ ที่เรียกว่าสะพานหินนั้น มองดูภายนอกก็เหมือนแท่งหินอันราบเรียบขนาดใหญ่ ๓ ก้อนเรียงขนานกัน เฉพาะแท่งกลาง ซึ่งเป็นเหมือนสะพานใหญ่กว้างขนาด ๗ – ๘ เมตร รถ ๒ คันแล่นสวนกันได้อย่างสบาย ยาวก็ประมาณหลาย ๑๐ เมตร หนาทึบประดุจกําแพงศิลา สูงถึง ๗ – ๘ เมตร ความประหลาดของสะพานหินนี้คือ ถ้าปีนลงไปตามซอกหินระหว่างหิน ๒ แท่งนั้น จะมีทางวกวนไปในถํ้าใต้สะพานหินได้ ภายในถํ้าใต้สะพานนั้น เป็นที่ลํานํ้าสะแนนไหลผ่านลอดไป คราวหนึ่งขาไปเรายังลงเที่ยวถํ้าใต้สะพานอยู่ แต่ขากลับฝนตกหนัก พอกลับมาถึงสะพานหิน นํ้าป่ามากลายเป็นสะพานนํ้าตก เสียงนํ้าดังกึกก้อง ท่วมถํ้าข้างใต้หมด
จุดต่อไปที่ท่านนําเราไปดู คือ อ่างเก็บนํ้าซึ่งเป็นที่รองรับนํ้าตกชั้นล่าง ท่านอาจารย์เรียกว่าสระอโนดาต เมื่อปีนโขดเขาขึ้นไปบนยอดเขาชั้นต่อไป จะเห็นพลาญหินอันกว้างใหญ่ เป็นแผ่นราบเรียบ ประดุจลานคอนกรีต หน้าฝนนํ้าจะไหลบ่าท่วมพลาญหิน มองดูเวิ้งว้าง กระแสนํ้ากัดกร่อนหินเป็นแอ่งขนาดและรูปร่างต่างๆ กัน ห่างกันเป็นระยะๆ บ้างตื้นพอมนุษย์ลงนั่งแช่ตัวได้ บ้างก็ลึกถึงจมมิดศีรษะบางอ่างจะมีแท่นหินใต้นํ้าลดหลั่นกัน ให้เป็นที่นั่งสระสนานอย่างสําราญใจ เป็นที่น่าพิศวงในความงามของธรรมชาติยิ่งนัก
จากแท่นลานหินที่อุดมด้วยอ่างนํ้าธรรมชาติ ซึ่งท่านเรียก สระโบกขรณี นี้จะเป็นทางเดินไปตามพลาญหินลัดเลาะไปจนถึงอ่างนํ้าตกอีกชั้นหนึ่ง อ่างนี้กว้างใหญ่มาก ท่านให้ชื่อว่า สระมุจลินท์ ริมอ่างนํ้ามีหาดทรายเม็ดขาวละเอียดประดุจทรายแก้วงามมาก มีเถาต้นย่านลิเภาขึ้นประปราย แม้จะเป็นเวลากลางเดือนเมษายน แต่เนื่องจากฝนตกหนักมาก่อนหน้านั้น จึงมีนํ้าตก ตกลงมาเป็นม่านผืนใหญ่ ดูงามตาอย่างประหลาด
นํ้าตกทางภูวัว มีลักษณะพิเศษแตกต่างกว่านํ้าตกทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ที่ผู้เขียนเคยเห็นมา อย่างที่แม่สา แม่กลาง ดอยอินทนนท์ สาริกา สตูล สงขลา สมุย ซึ่งมักจะเป็นนํ้าตกจากเขาสูง โจนลงมายังที่ตํ่า แต่ที่ภูวัวนี้ บนยอดเขามีลักษณะตัดเป็นที่ราบอันกว้างใหญ่ เหมือนภูกระดึง
ต่อมาผู้เขียนได้มีโอกาสกลับมาในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเวลาหน้าฝน ที่ตาดสะแนนจะยิ่งเพิ่มความงามขึ้น คือมิได้มีแต่เพียงนํ้าตกอย่างเดียว แต่มีหญ้ามอสนุ่มเป็นกํามะหยี่สีเขียวคลุมตามโขดหินด้วย มีดอกไม้ป่าบานสะพรั่งเป็นดงเป็นดาน ทั้งม่วง ทั้งเหลือง ทั้งแสด ทั้งชมพู ดาดแต้มอยู่ตามลานหินเหมือนจิตรกรทําสีมาหกเลอะไว้เป็นหย่อมๆ ที่อุดมที่สุด คือ ดอกไม้ป่าสีแดงเล็กๆ น่ารัก ที่ท่านอาจารย์เรียกว่า กุหลาบหิน แม้แต่ใบไม้ที่ถูกฝนก็งอกออกมาจากตะปุ่มตะปํ่าหิน ก็เป็นสีเขียวสวยประหลาดอย่างไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
เขาสวย พลาญหินสวย อ่างนํ้าสวย ต้นไม้สวย ใบไม้สวย นํ้าตกสวย หาดทรายสวย ดอกไม้ป่าสวย และดอกหญ้าสวย
เราเรียนท่านว่า ไม่เคยเห็นที่ใดในเมืองไทย จะงดงามเพียบพร้อมเช่นนี้
ถ้าได้จัดเป็นที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ก็คงจะดีมาก แต่น่าเสียดายว่าจะทําให้ความวิเวกของสถานที่สิ้นไป เพราะแม้ว่ากุฏิพระจะอยู่บริเวณริมแม่นํ้าสะแนนต่อจากสะพานหินห่างจากนํ้าตกเกือบ ๒ กิโลเมตร แต่ก็เป็นปากทางเข้า คงจะทําให้พลุกพล่านบ้าง
ท่านบอกว่า ความคิดเรื่องจะบูรณะให้เป็นที่ท่องเที่ยวนั้น ท่านกําลังคิดอยู่แล้ว โดยคิดว่าจะตัดถนนจากปากทางเข้ามาให้จนถึงสะพานหิน เป็นระยะทางประมาณ ๗ – ๘ กิโลเมตร ส่วนการเกรงว่าจะมาทําให้ความสงบวิเวกเสียไปนั้น ไม่ต้องห่วง เพราะคนมาเที่ยวก็มักจะมาแต่กลางวัน ซึ่งเวลานั้นพระก็จะหลบไปในป่า กลับมาคนมาเที่ยวก็จะกลับไปหมด พระก็อยู่ส่วนพระ คนมาเที่ยวก็อยู่ส่วนคนมาเที่ยว ประโยชน์ไม่ขัดกัน
ท่านปรารถต่อไปว่า พวกชาวบ้านรอบๆ ภูทอกนี้น่าสงสารนัก แทบทุกครอบครัว ปีหนึ่งๆ จะไม่เคยจับเงินเกินกว่า ๑๐๐ บาท ที่มีอยู่ มีกิน ก็ได้ปลูกข้าว ปลูกถั่ว ปลูกมัน อดมื้อกินมื้อไปตามเพลงถ้าหากบูรณะให้คนมาเที่ยวตาดสะแนน ก็จะทําให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งจากการตั้งร้านอาหาร และขายพืชผลจากไร่ เช่น กล้วย มะพร้าว หรือของป่า
ขณะนั้นเถาไม้ที่เรียกว่า ยากําลังเสือโคร่งของภูทอก กําลังเริ่มแพร่หลาย ใครมาเที่ยวภูทอกก็ซื้อกลับไปมัดละ ๑๐ บาท ต้มชงนํ้าร้อน แบบนํ้าชา ดื่มครั้งแรกจะมีรสขมนิดๆ แต่แล้วจะหวานชุ่มคอมีสรรพคุณว่า แก้ความดันโลหิตสูง ไม่เป็นเบาหวาน ไม่ท้องผูก ไม่เป็นหวัด ข้อสําคัญว่ามีกําลังดีนักดูแต่ท่านอาจารย์และพระภูทอกฉันยากําลังเสือโคร่งแทนนํ้า ท่านขึ้นลงเขากันเป็นว่าเล่น ใครๆ มาภูทอกก็ต้องซื้อกันทั้งนั้น ถ้ามีคนมาเที่ยวนํ้าตกตาดสะแนน ชาวบ้านก็จะมีรายได้ดีขึ้น
ท่านเป็นคนใจร้อน เรากลับกรุงเทพฯ เพียง ๒ สัปดาห์ ท่านก็ส่งข่าวมาว่าบัดนี้ได้ทําถนนไปถึงสะพานเรียบร้อยแล้ว เป็นระยะทางประมาณ ๗ กิโลเมตร ให้บอกเพื่อนๆ ด้วย ต่อไปจะไปเที่ยวนํ้าตกตาดสะแนนจะไม่ต้องเดินมากอย่างนั้นอีก เมื่อท่านมรณภาพแล้วได้พบบันทึกลายมือท่าน บันทึกวันเริ่มสร้างถนนไปสะแนนดังนี้
“เริ่มลงมือทําทางไปสะพานหินสะแนนนํ้าตก วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๙ ตรงกับวันแรม๑๔ คํ่า เดือน ๕ วันแรกมีพระ ๒ องค์ สามเณร ๒ รูป คือ พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระอาจารย์สอน สามเณรเป้ง สามเณรจอห์นนี่ โยม ๕ คน บ้านทุ่งทรายจก”
ทําถนนไปตาดสะแนนสะดวกผู้ไปเที่ยวโดยแท้ สําหรับพระท่านเคยชินต่อการเดินบิณฑบาตไกลๆ อยู่แล้ว ทาง ๓ – ๗ กิโลเมตรนี้ เป็นเรื่องธรรมดาของพระธุดงค์
ต่อมาได้มีการตัดไม้ ทําลายป่า เผาป่ากันมากขึ้นรอบๆ ภูทอก เฉพาะบริเวณวัดเท่านั้นที่ยังคงสภาพป่าสมบูรณ์อยู่ ท่านบ่นว่า เขาตัดไม้ลากผ่านวัดไปทุกวันๆ พระจะห้ามก็ทําไม่ได้ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ต้นนํ้าลําธารถูกทําลาย บ้านเมืองอีสานซึ่งแห้งแล้งอยู่แล้ว ก็จะลําบาก (ความทํานองนี้ ท่านได้กล่าวไว้ในประวัติตอนหลังบ่อยๆ) ท่านเทศนา ก็ได้ฟังแต่ชาวบ้าน แต่ที่เห็นนั้นมันรถใหญ่ๆ เขาไม่มาฟังเทศน์อาตมา และถึงฟัง เขาก็ไม่เชื่อ พวกสัตว์ถูกพรานมาฆ่า เลียงผาซึ่งเคยกระโดดให้เห็น ก็จะหมดไปแล้ว
วันนั้นบังเอิญผู้เขียนไปภูทอกด้วย ท่านได้เรียกพวกชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านมาพูดกันที่ศาลาชั้นที่ ๕ สุดท้ายคิดกันว่า ควรจะเสนอกรมป่าไม้ให้มาสํารวจนํ้าตกสะแนน จัดทําเป็นวนอุทยานแห่งชาติจะได้ไม่มีใครกล้ามาหักโค่นทําลายป่าและทําร้ายสัตว์ป่าอีก ที่ประชุมมอบให้ผู้เขียนซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ ไปติดต่อเป็นการภายในกับกรมป่าไม้
ผู้เขียนได้พบกับคุณไพโรจน์ สุวรรณกร ซึ่งขณะนั้นดูแลด้านอุทยานแห่งชาติอยู่ ท่านก็สนับสนุน บอกให้ทําหนังสือมาเป็นทางการเรียนอธิบดีกรมป่าไม้
ผู้เขียนได้กลับไปกราบเรียนท่านที่ภูทอก และก็ได้นําหนังสือจากตัวแทนชาวบ้านและวัดกลับมาเสนออธิบดีกรมป่าไม้ ขอให้พิจารณารับจัดทํานํ้าตกสะแนนให้เป็นวนอุทยานแห่งชาติด้วย
อธิบดีกรมป่าไม้ขณะนั้น คือ คุณประดิษฐ์ วนาพิทักษ์ ซึ่งรู้จักกับผู้เขียนดี เมื่อโทรศัพท์เรียนเรื่องราวความเป็นมาเป็นการภายในให้ท่านฟัง ท่านก็บอก ดีจริง ช่วยกันสงวนทรัพยากรธรรมชาติ รักษาป่าไม้กันเช่นนี้ น่าอนุโมทนาด้วย ท่านจะช่วยสนับสนุนให้ได้เป็นวนอุทยานแห่งชาติโดยเร็วที่สุด ให้ส่งหนังสือมา ท่านจะจัดการให้
ระยะหลังไปภูทอก ชาวบ้านก็มาคอยฟังข่าวว่า เรื่องการขอตั้งวนอุทยานนั้นไปถึงไหนแล้ว ทุกคนมีความหวังว่าจะได้มีรายได้ดีขึ้น มีอนาคตที่สดใสขึ้น ผู้เขียนก็ว่า ต้องรอไปหน่อย เรื่องนี้ต้องใช้เวลา
ผู้เขียนโทรศัพท์ไปเตือนท่านอธิบดีกรมป่าไม้ ๒ – ๓ ครั้ง วันหนึ่งท่านก็โทรมาบอกว่ากรมป่าไม้เสนอโครงการไปแล้ว แต่ติดขัดเรื่องการจัดสรรงบประมาณ นี่กําลังจะเชิญผู้แทนสํานักงบประมาณไปดูสภาพป่าที่ภูวัวอยู่ เอาเฮลิคอปเตอร์บินไปดูกัน ท่านเย้าว่าท่านจะเอารถเดินบุกป่าไปอย่างเรานั้นไม่ไหวหรอก ไม่มีเวลา จะไปด้วยกันไหม จะได้ให้ไปชี้ให้ดูว่า ตรงไหนดี ตรงไหนสวย เห็นคุยนัก
ผู้เขียนตอบขอบพระคุณท่าน แต่ก็ปฏิเสธไป เพราะมีราชการของตนเองอยู่ จําได้ว่า ผู้ที่ไปพร้อมท่านอธิบดีครั้งนั้น คือ คุณสรัญ มังคลัษเฐียร รองอธิบดีกรมป่าไม้ และผู้แทนสํานักงบประมาณ คือคุณประจิต กําภู
ที่จําได้แม่นยํา ก็เพราะวันที่ท่านเหล่านั้นเดินทางกลับมาถึงดอนเมือง ผู้เขียนซึ่งกลับมาจากการไปราชการหน้าที่ของตัวเองก็ได้พบกับท่านที่ออกนามมานี้ เรารู้จักกันอยู่แล้วทุกคน จึงได้ทักทายกัน และคุณประดิษฐ์ก็บอกว่า เราเพิ่งกลับมาจากเรื่องภูวัวพอดี
ต่อมาอีกระยะหนึ่ง ท่านอธิบดีกรมป่าไม้ก็โทรศัพท์มาบอกว่า งบประมาณมีไม่พอจะต้องตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไว้ก่อน เพราะการตั้งเป็นวนอุทยานแห่งชาตินั้นเป็นเรื่องใหญ่ ต้องมีงบประมาณ อัตรากําลังเจ้าหน้าที่และสถานที่ทําการ ค่าบํารุงสถานที่มาก เอาแค่เขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าก่อนก็แล้วกัน ซึ่งก็จะสมวัตถุประสงค์ที่เราต้องการเหมือนกัน คือ ดูแลพวกป่าไม้และสัตว์ป่ามิให้ถูกทําลาย
ตกลงกันว่า ทางกรมป่าไม้จะมาตั้งที่ทําการสํารวจก่อน เสร็จแล้วจึงจะประกาศพระราชกฤษฎีกา กําหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยกันเขตสํานักสงฆ์สะแนน ถํ้าพระ ถํ้าบูชา ออกไปโดยลําดับ
คุณประดิษฐ์ วนาพิทักษ์ อธิบดีกรมป่าไม้ขณะนั้น อธิบายกับผู้เขียนว่า เรื่องอย่างนี้ กรมป่าไม้ทํามามากแล้ว เราให้สํานักสงฆ์อยู่ปากทาง ขอให้ท่านช่วยรักษาป่าด้วย เพราะวัดอยู่ไหน ชาวบ้านก็ร่มเย็นไม่ทําลายป่า อย่างที่ภูหลวง จังหวัดเลย ก็มีสํานักสงฆ์อยู่ปากทางเลย ป่าไม้ก็ยังบริบูรณ์ชุ่มชื้นอยู่ ที่สํานักสงฆ์ถํ้าขามของท่านพระอาจารย์ฝั้น ก็เช่นกัน เมื่อจัดตั้งอยู่ ป่าสองข้างทางก็ไม่มีคนไปตัด ไปทําลาย วัดป่าได้ชื่อว่า รักษาป่า เป็นที่อาศัยอย่างร่มเย็นของสัตว์อยู่แล้ว ทางกรมป่าไม้มีนโยบายสนับสนุนวัดอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง เมื่อถึงเวลาประกาศพระราชกฤษฎีกา ก็จะทําให้เรียบร้อย
ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านอาจารย์ทราบ ทางวัดและชาวบ้านก็ดีใจ รอคณะป่าไม้ด้วยความกระตือรือร้น คิดว่าพวกมาบุกรุกทําลายป่าคงจะหมดไป พวกหมี กวาง กระทิง เลียงผา ช้าง ก็จะได้อยู่เป็นสุขกันคราวนี้
ก่อนหน้านั้น ท่านอาจารย์ได้จัดสร้างสะพานไม้ใหญ่ข้ามลํานํ้าสะแนน ไปถึงหน้าสํานักสงฆ์พอดี สะพานนี้มีประโยชน์เวลาฝนตกหนัก นํ้าบ่าท่วมโขดหินหมด เดินข้ามไม่ได้ ก็ได้อาศัยสะพานนี้ และบางครั้งนํ้าท่วมรําไร คนไม่ทราบว่า โขดหินตอนไหนเป็นหลุมลึกกลมขนาดเพียงแค่เส้นผ่านศูนย์กลาง๑๐ – ๑๒ นิ้ว เดินๆ ลุยนํ้าซึ่งมองดูตื้น ตกลงไปในหลุม ขาเคล็ดยอกเจ็บปวดกันบ่อยๆ มีสะพานใหญ่ของวัดก็ได้อาศัยข้าม ทําให้ไม่มีอันตราย พวกศิษย์เวลาไปค้างที่สํานักสงฆ์ ก็ได้อาศัยแขวนกลดใต้สะพาน วิเวกบนโขดหินกลางลํานํ้า
ได้มีการทอดผ้าป่าเพื่อสร้างกุฏิและศาลาใหม่ ชาวบ้านบอกว่า มีไม้หักโค่น นํ้าพัดมาจะเลื่อยมาขาย ก็ว่า ดีซี รอให้ไม้แห้งก่อน แล้วค่อยเลื่อยส่งมา
ระหว่างรอไม้ให้แห้ง ก็ได้ข่าวว่า พวกเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าได้เริ่มมาตั้งที่ทําการแล้ว
วันหนึ่ง ท่านลงมาในกิจนิมนต์ที่กรุงเทพฯ ท่านก็ปรารภว่า “เออ ! ทําไม พวกป่าไม้จึงมาตั้งที่ทําการคร่อมวัดเลยทีเดียว”
เนื่องจากภูทอกกับเราอยู่ไกลกัน กว่าเราจะมีโอกาสว่างได้ไปเห็นสภาพที่สะแนนจริงๆ ก็เป็นเวลาหลายเดือน จริงของท่าน ที่ทําการบ้านพักเจ้าหน้าที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เข้ามาสร้างตรงปากทางเข้า หน้าสะพานในบริเวณซึ่งเราเคยถือกันว่าเป็นเขตวัด
ซ้อนคร่อมสํานักสงฆ์
ไม่ใช่สํานักสงฆ์เข้าไปอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า…!
ผู้เขียนขณะนั้นดูแล้ว มิได้กลับมาพูดกับผู้ใหญ่ทางกรมป่าไม้ ด้วยคิดว่า เขาสร้างกันไปเสร็จแล้ว เป็นที่ทําการ เป็นบ้านพักถาวร ถ้าย้ายก็คงลําบากแน่ จะไปเอางบประมาณที่ไหน พูดไปเจ้าหน้าที่ก็จะเดือดร้อน
กราบเรียนท่านถึงปัญหาที่น่าเห็นใจอันนี้ ท่านก็ว่า งั้นก็แล้วไป สงสารเขา อยู่ด้วยกันคงไม่เป็นไร พระป่าเคยอยู่กับสัตว์ป่า อยู่กับเสือ ช้าง…มา ยังอยู่ได้ อยู่กับคนก็คงอยู่ได้ซี
ผู้เขียนนอนใจไป และมิได้ติดตามเรื่อง สุดท้ายท่านอธิบดีกรมป่าไม้ก็ลาออกไป มีอธิบดีคนใหม่แต่เราก็คิดว่า อย่างน้อยคงจะมีการตรวจเรื่องเดิม เรื่องที่ว่าทางชาวบ้านและวัดขอให้ตั้งเป็นวนอุทยานแห่งชาติ
และระยะนั้นมีสํานักสงฆ์สะแนนตั้งอยู่แล้ว…!
ถ้าตรวจดูในวันที่ในหนังสือร้องขอนั้น เปรียบเทียบกับวันที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเข้ามาตั้งอยู่ที่สะแนน ก็คงจะเห็นประจักษ์อยู่
ท่านคงกันเขตสํานักสงฆ์ออกให้โดยเรียบร้อยแล้ว เพราะข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติของทางราชการอยู่แล้ว ว่าเมื่อจะกําหนดเขตป่าสงวนแห่งชาติก็ดี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ดี สถานที่ซึ่งมีอยู่ก่อนในที่นั้นจะต้องกันออก
ที่สํานักสงฆ์สะแนนนี้ นอกจากมีอยู่มาก่อนแล้ว ยังเป็นผู้เชื้อเชิญวิ่งเต้นให้เป็นเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าเสียด้วย
ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเลย
แต่เราก็มาทราบเรื่องกันในภายหลังว่า เจ้าหน้าที่รุ่นหลังไม่รับรู้เรื่องแต่เดิม
เจ้าหน้าที่ท่านไม่ทราบเรื่องเก่าทั้งสิ้น ยืนกรานแต่ว่า เมื่อเป็นเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่า ก็ผิดกฎหมาย ยังมีคนยืนยันด้วยซํ้าว่า พวกเจ้าหน้าที่ท่านสร้างถนนเข้าไปกันเอง
ถนนสายนี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดคนเดิม คือ คุณชํานาญ พจนา คงจะยืนยันได้ เพราะท่านอาจารย์จวนได้บอกยกให้กับจังหวัดกับท่าน
ต่อมาชาวบ้านซึ่งเลื่อยไม้ซุงที่ตกลงกันไว้ แต่ก่อนที่จะกลายเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ก็นําไม้มาส่งตามคําขอของญาติโยมชาวกรุงผู้ไปทอดผ้าป่าไว้
เรื่องจึงบานปลายต่อไป กลายเป็น วัดแอบตัดไม้ ฯลฯ
เคราะห์ดีที่คุณประดิษฐ์ วนาพิทักษ์ ท่านอดีตอธิบดียังมีชีวิตอยู่ ท่านตกใจมากเมื่อทราบว่ากรมป่าไม้ได้ขอให้จังหวัดสั่งการให้สํานักสงฆ์ย้ายออกไปแล้ว คุณสรัญ มังคลัษเฐียร อดีตรองอธิบดีก็เช่นกัน คุณประดิษฐ์บ่นว่าน่าจะทบทวนกันได้
การย้ายออกไปของสํานักสงฆ์สะแนน เป็นเครื่องแสดงถึงกฎแห่งอนิจจังที่ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยกฎแห่งอนิจจังเช่นเดียวกัน ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกก็ได้ เมื่อท่านผู้ใหญ่ทุกท่านที่เกี่ยวข้องจะได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด และพิจารณาทบทวนความทุกประการด้วยความเป็นธรรม
การจัดงานรําลึกวันครบรอบมรณภาพของท่านพระอาจารย์จวน
คณะสงฆ์วัดเจติยาคิรีวิหาร และคณะศิษยานุศิษย์ของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ได้จัดงานรําลึกวันครบรอบมรณภาพของท่านพระอาจารย์จวน เป็นประจําทุกปี เพื่อบูชาพระคุณของท่านพระอาจารย์จวน โดยกําหนดจัดงานวันที่ ๒๖ – ๒๗ เมษายนของทุกปี ท่านพระอาจารย์แยง สุขกาโมเจ้าอาวาสวัดเจติยาคิรีวิหาร ได้กล่าวถึงการจัดงานไว้ดังนี้
“งานครบรอบของหลวงพ่อจวนของทุกปีๆ วันที่ ๒๖ – ๒๗ เมษาฯ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ รู้สึกว่าขาดปีหนึ่งไม่ได้ทํา ปีนั้นติดขัด เริ่มทําศาลา แต่ก่อนคนไม่เยอะ ไม่มีความสํานึกระลึกถึงอาจารย์จวน แต่เดี๋ยวนี้คนมีความสํานึกมาก ระลึกถึง แต่พอปีหนึ่ง เราไม่ได้เชื้อเชิญ ไม่ได้นิมนต์พระ อธิษฐานจิตว่า “ผู้ประเสริฐในโลก ตัดกิเลสทั้งสิ้นได้แล้ว ที่สุดที่แดนตรัสรู้มรรคผลนิพพาน ยังปะปนอยู่สถานที่นี้ ปลุกจิตปลุกใจสัตว์โลกขึ้นมาบําเพ็ญบุญกุศลปีละครั้ง”
เราทําปีละครั้ง ปีนั้นไม่ได้เชื้อเชิญใครนะ ปรากฏว่าโรงทาน ๒๐๐ โรงทาน พระเต็มวัด ปีนั้นปรากฏขึ้นมา นี้เราลงทํากับหลวงพ่อจวน เราทํามาอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ มาก็ทําครบรอบ ไม่ได้ทําสักวัน… นานนะ สํานึกระลึกถึงผู้มีพระคุณผู้ประเสริฐในโลก
แล้วคํานี้สํานึกระลึกถึงผู้มีพระคุณ คิดดูสิ แค่อธิษฐานจิตวันนั้น วันนั้นไม่รู้คิดยังไง ก็นึกถึง โอ้ ! อาจารย์ผ่านมาหลายปีแล้ว ฝนก็ตก แล้งทุกปีลําบาก ก่อนการบิณฑบาตวันที่ ๒๖ เมษายน ปีนั้นปรากฏว่าอธิษฐานอันเดียวกันนั่นแหละ เออ ! วันครบรอบปีนั้นฝนก็ไม่ตกอีก อธิษฐานงดฝน โดยไม่ให้ตกในวันงาน เออ ! ถ้าตกไปนอกบริเวณ ปรากฏว่า พวกมาในงาน โอ้ย ! มาถึงวัดแล้วทําไมฝนไม่ตก ฝนตกข้างนอก ทั้งแดดมา พอมาช่วงหลังฝนไม่ตก ก็เลยตั้งแต่นั้นมาเลยอธิษฐานจิตระลึกถึงหลวงพ่อจวนของทุกปีๆ ที่ได้ทํามา
งานนี้ไม่ใช่งานชักบังสุกุล ไม่ใช่งานสวดมาติกา เป็นงานระลึกถึงผู้มีพระคุณ เป็นงานมีความสํานึกระลึกถึงบุญคุณผู้ประเสริฐในโลกวัฏฏ์ กิเลสวัฏฏ์ หาที่สุดไม่ได้ ตรัสรู้มรรคผลนิพพาน หากว่าผู้ประเสริฐยังปรากฏอยู่สถานที่นี้ ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างตามจิตที่ได้อธิษฐานนี้ให้ปรากฏขึ้นมา ปรากฏว่าปีนั้น ปรากฏการณ์ตามคําเป็นไปตามที่จิตอธิษฐานจริงๆ ไม่ได้เพี้ยน อันนี้แต่ก่อนไม่เคยคิดขึ้นมา ทําบุญครบรอบหลวงพ่อจวนทุกปีก็ลําบากทุกปี ปีนั้นนั่งคิดนอนคิดอยู่ คือ เริ่มการเริ่มงาน คิดถึง ทํายังไงมันจะราบรื่น เพราะเราบูชาคุณ ปีนั้นก็เลยนึกขึ้นมาได้ ก็เลยอธิษฐานขอ”
การบําเพ็ญจริยา ๓ ของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ
(จากหนังสือกุลเชฏฐาภิวาท)
ท่านอาจารย์ได้เทศน์ให้ศิษย์ฟังเสมอๆ เรื่องสมเด็จพระบรมศาสดา ทรงสอนให้มนุษย์รู้จักบําเพ็ญประโยชน์ ๓ อย่าง ประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายภาคหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง
ประโยชน์ปัจจุบัน ท่านแยกแยะอีกเป็น โลกัตถประโยชน์ ให้ทําประโยชน์แก่โลก แก่ส่วนรวมให้บําเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวมทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ ด้านวัตถุก็ให้สร้างสรรค์ถาวรวัตถุที่จะเป็นประโยชน์ใช้สอยได้สําหรับส่วนรวม เช่น ถนน วัดวาอาราม ศาลา สระนํ้า โรงเรียน เป็นต้น ด้านจิตใจก็ให้ช่วยเหลือเจือจาน เทศนาสั่งสอนแนะนําให้เขามีความคิดที่ถูกต้องดีงาม ไม่หลงไปในทางที่ผิด ให้รู้จักทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์
ญาตัตถประโยชน์ ให้ทําประโยชน์แก่ญาติ คําว่า “ญาติ” ท่านมิให้หมายความเฉพาะญาติทางสายโลหิต แต่ให้รวมไปถึงญาติทางโลก ผู้เกิดมาร่วมชาติ ร่วมศาสนา ร่วมพระมหากษัตริย์องค์เดียวกันด้วย ให้สงเคราะห์เอื้อเฟื้อเจือจานซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีปรองดอง ไม่แตกแยกกัน รักษาบํารุง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่าไปคิดโค่นทําลาย เป็นสิ่งอัปรีย์ เป็นบาป เป็นกรรม
อัตตัตถประโยชน์ ให้ทําประโยชน์แก่ตน ถ้าบํารุงรักษาตนให้อยู่ในคุณงามความดี ก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ให้ละบาป บําเพ็ญบุญ
ประโยชน์ภายภาคหน้า ท่านอธิบายว่าเมื่อบําเพ็ญประโยชน์ปัจจุบันดีแล้ว ละบาป บําเพ็ญบุญแล้ว ก็ให้รู้จักทาน รักษาศีล ภาวนา เพื่อว่าเมื่อละชีวิตปัจจุบันแล้ว ก็จะได้มีสุคติเป็นที่ไป หวังได้มนุษย์สุข สวรรค์สุข และนิพพานสุข
ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน ให้พยายามดับกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ หากอาสวกิเลสสิ้นไป ก็จะถึงพระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัย
ท่านสอนไว้เสมอๆ และได้ยํ้าไว้โดยละเอียดในประวัติตอนท้ายของท่านด้วย ที่ผู้เขียนยกมาสรุปไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่งก็ด้วยเห็นว่า คําสอนของท่านอาจถือเป็นข้อสรุปปฏิปทา คุณธรรมขององค์ท่านผู้สอนได้เป็นอย่างดี ท่านได้ปฏิบัติมาแล้ว เป็นตัวอย่างให้เราจักได้พยายามเจริญตามคําสอนของท่าน
แรกเริ่ม ท่านบําเพ็ญประโยชน์ตนก่อน ท่านสอนเสมอ เราต้องว่ายนํ้าให้เป็นเสียก่อนแล้วจึงค่อยไปสอนให้คนอื่นว่ายนํ้า ถ้าตัวเราก็ยังว่ายนํ้าไม่เป็น ช่วยตัวเองไม่ได้ ไปสอนเขาก็รังแต่จะพากันจมนํ้าตายไปด้วยกันหมด ดังนั้นระยะแรก ท่านจึงบําเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ซอกซอนซ่อนตัวอยู่ในกลางป่าอีกด้วย จนบําเพ็ญประโยชน์แก่ตนเองได้สมปรารถนาเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ทําประโยชน์แก่ญาติ เพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนา ร่วมพระมหากษัตริย์ สุดท้ายก็ทําประโยชน์แก่โลก แก่ส่วนรวมต่อไป
เป็นวิหารธรรม ที่เป็น “เครื่องอยู่” ของท่าน
วัดป่าบ้านนาจิก วัดป่าศิลาอาสน์ ที่ดงหม้อทอง สํานักสงฆ์ถํ้าจันทน์ วัดป่าที่ภูสิงห์น้อย(ภูกิ่ว) สํานักสงฆ์ถํ้าบูชา สํานักสงฆ์สะแนน และวัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) เป็นเสมือนเจดีย์ศิลาที่ท่านก่อตั้งไว้
ด้วยเมตตาธรรมของท่าน ป่าดงพงพีหลายแห่งได้กลายเป็นหมู่บ้านอันเป็นปึกแผ่นแน่นหนา มีผู้อาศัยหลายร้อยหลังคาเรือน บริเวณซึ่งเคยถือกันว่าเป็นที่ “ที่ขัดที่ขวง ที่ผีหวง” ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นก็กลายเป็นไร่นาสาโท ยิ่งท่านได้นําชาวบ้านสร้างถนนหนทาง สะพาน สระนํ้า ฝาย อ่างเก็บนํ้าเพิ่มขึ้นไร่นาสาโทเหล่านั้นก็อุดมสมบูรณ์ขึ้น อย่างน้อยที่สุด ที่เราได้ประจักษ์กับตาระหว่าง ๒ – ๓ ปีหลังนี้ นาข้าวแถวบริเวณใกล้ภูทอก ต้นข้าวจะงาม สูงแทบท่วมหัวทีเดียว ชาวบ้านรู้จักปลูกผัก ได้อาศัยเมล็ดพันธุ์ผักจากวัด ได้นํ้าจากฝายและอ่างเก็บนํ้า ๖ – ๗ แห่ง ที่ “หลวงพ่อ” คิดทําให้บ้าง และต่อมาได้เป็นตัวอย่างจูงใจให้ชาวบ้านรู้จักช่วยตัวเอง ทําเพิ่มเติมขึ้นด้วย เขาเหล่านั้นก็เรียกว่า พอจะลืมตาอ้าปากได้ บ้านเรือนที่เป็นฟาก เป็นไม้ไผ่ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นไม้ถาวรขึ้นอย่างหนาตา หลายสิบบ้านเป็นเจ้าของไร่มัน ไร่พืชผลต่างๆ และมีอีกเป็นสิบบ้านเช่นเดียวกัน ที่ต่างก็มีรถยนต์จอดอยู่ในบ้านของตน
วัดวาอาราม ถนน สะพาน ศาลา สระนํ้า ฝาย อ่างเก็บนํ้า และความเจริญของหมู่บ้านที่ประชาชนอพยพตามเข้ามาอาศัยบารมีการุณยธรรมอันสงบร่มเย็นของท่านเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดงหม้อทอง วานรนิวาส ที่ถํ้าจันทน์ ดงศรีชมภู ที่ภูสิงห์น้อย ที่ถํ้าบูชา ที่นํ้าตกสะแนน ภูวัว ที่ภูทอกน้อย ภูทอกใหญ่ล้วนเป็นอนุสรณ์แห่งการบําเพ็ญบารมี เพื่อโลกัตถประโยชน์และญาตัตถประโยชน์ของท่าน ทางด้านถาวรวัตถุทั้งสิ้น
แต่ที่ทรงประโยชน์คุณค่ามหาศาลหาประมาณมิได้ คือ ทางด้านจิตใจ ที่ท่านกรุณาเมตตาช่วยเหลือเจือจาน เทศนา สั่งสอน แนะนําให้ศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ทั้งที่หนองคาย อุบลฯอุดรฯ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ เลย สงขลา เชียงใหม่ เชียงราย กรุงเทพฯ จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ฯลฯ ให้ศิษย์มีความคิดถูกต้องดีงาม ไม่หลงไปในทางที่ผิด ให้รู้จักทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์
ท่านได้บําเพ็ญประโยชน์ปัจจุบันแล้ว
สําหรับประโยชน์อีก ๒ ประการ คือ ประโยชน์ภายภาคหน้า เพื่อว่าเมื่อละชีวิตปัจจุบันแล้วจะได้มีสุคติเป็นที่ไป และประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อดับอาสวกิเลสให้สิ้นไป ถึงพระนิพพานนั้น
บรรดาศิษย์ของท่านไม่มีความสงสัยเลยว่า ท่านได้บําเพ็ญบารมี เพื่อประโยชน์ ๒ ประการหลังนี้ บริบูรณ์แล้ว เต็มแล้วหรือไม่ และเพียงใด
รายนามพระศิษย์และครูบาอาจารย์ที่เคยอยู่ศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ
ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านมีพระศิษย์และพระที่เคยอยู่ศึกษาอบรมหลายองค์ ดังนี้
๑. หลวงปู่แสวง อมโร วัดป่าชัยวารินทร์ อําเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เมื่อสมัยเด็กอายุได้ ๑๕ ปี ท่านเป็นผ้าขาวน้อยติดตามท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) แล้ววันหนึ่งหลวงปู่จูมพาท่านไปวัดหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่สกลนคร ท่านนวดเส้นหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นก็ขอท่านจากหลวงปู่จูมแล้วบวชเณร อยู่ได้ ๒ พรรษา หลวงปู่มั่นก็มรณภาพ เมื่ออายุ ๒๒ ปี ท่านได้อุปสมบท ณ วัดศรีเมือง อําเภอเมือง จังหวัดหนองคาย หลังจากงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านได้ออกปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่หลอด ปโมทิโต หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต เป็นต้น
๒. หลวงปู่ขาน ฐานวโร วัดวชิรทรงธรรมพัฒนา (วัดป่าบ้านเหล่า) อําเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านเป็นพระศิษย์หลวงปู่ขาว อนาลโย และได้มาศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์จวนที่ถํ้าจันทน์ ๒ พรรษา ปัจจุบันมรณภาพแล้ว
๓. หลวงปู่สรวง วรสุทฺโธ วัดถํ้าพรหมสวัสดิ์ อําเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และได้ญัตติเป็นธรรมยุตในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ จากนั้นท่านได้ศึกษาอบรมกับหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเคยออกธุดงค์ร่วมกับ ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ท่านพระอาจารย์คําบุ ธมฺมธโร และท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
๔. ท่านพระอาจารย์ทองคํา กาญจนวณฺโณ วัดถํ้าบูชา อําเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านเป็นพระศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลังจากหลวงปู่ฝั้นมรณภาพ ท่านได้มาศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่ภูทอก อีกเป็นเวลานับ ๘ ปี จนท่านพระอาจารย์จวนมรณภาพ ท่านก็มาครองวัดถํ้าบูชาจวบจนถึงปัจจุบัน
๕. หลวงปู่สมหมาย จิตฺตปาโล วัดป่าอนาลโย อําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านเคยอยู่ปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นหลายรูป เช่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ผาง หลวงพ่อพุธ พระอาจารย์จวน ฯลฯ ที่สําคัญท่านเคยร่วมธุดงค์ปฏิบัติภาวนากับหลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร หลวงปู่เนย สมจิตฺโต หลวงปู่เป็นพระที่มีปฏิปทาเรียบง่าย สมถะ เมตตาสูง เคร่งครัดในพระวินัย ท่านเป็นพระที่พูดน้อย ปฏิบัติธรรมมากกว่าพูด
๖. ท่านพระอาจารย์บุญเลิศ เขมิโย วัดป่าสุวรรณาราม อําเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๑๐
๗. หลวงปู่สํารวย ตายโน วัดป่าอุดมธรรมวนาราม อําเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ท่านเป็นพระศิษย์หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ท่านเคยศึกษาและรับการอบรมธรรมจากหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ โดยท่านมาภูทอก ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดภูริทัตตวนาราม แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นคณะสงฆ์ธรรมยุตเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน
๘. ท่านพระอาจารย์คลาด ครุธมฺโม วัดป่าบ้านใหม่ อําเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านเป็นพระศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ
๙. ท่านพระอาจารย์เติมศักดิ์ ยุตฺตติธมฺโม วัดป่าดงพระ อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ท่านเป็นพระศิษย์ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม
๑๐. ท่านพระอาจารย์คําศรี อุปสนฺโต วัดป่าดงเกษมประชาราม อําเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๑๔
๑๑. ท่านพระอาจารย์แยง สุขกาโม วัดเจติยาคิรีวิหาร อําเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๑๔ และเป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน
๑๒. ท่านพระอาจารย์ประสงค์ จารุธมฺโม วัดป่าศรีชุมภูพรญาณสังวราราม อําเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ท่านเป็นพระศิษย์หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม
๑๓. ท่านพระอาจารย์โกวิญ กนฺตธมฺโม วัดป่าสิงหนาทบรรพต อําเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๑๙ หลังจากอุปสมบท ท่านได้กราบลาอุปัชฌาย์มาศึกษาและดูแลท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ ที่วัดภูทอก ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ท่านได้รับมอบหมายจากท่านพระอาจารย์จวนให้ดูแลและก่อสร้างภูทอกใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ที่วัดภูทอก หลังจากท่านพระอาจารย์จวนละสังขารด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตกในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ท่านได้เข้ามาอยู่จําพรรษาสํานักสงฆ์บ้านภูงาม (วัดป่าสิงหนาทบรรพต) ซึ่งวัดนี้สร้างโดยท่านพระอาจารย์จวน
๑๔. ท่านพระอาจารย์พวน ชุตินฺธโร วัดป่าเนินแสงทอง อําเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านเป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิดท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ จวบจนท่านพระอาจารย์จวนมรณภาพ
๑๕. ท่านพระอาจารย์ถาวร (ป๊อก) อนุตฺตโร ที่พักสงฆ์หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร กม.๒๗ กรุงเทพมหานคร ท่านบวชปี พ.ศ. ๒๕๒๐
ฯลฯ


Leave a Reply